Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3  (อ่าน 321 ครั้ง)

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
« เมื่อ01-08-2020 20:37:24 »

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #1 เมื่อ01-08-2020 20:45:56 »

บทนำ “สัมพัสที่ไม่ได้ตั้งใจ”


พอนึกถึงวันวาเลนไทน์ผมว่าวันนี้คงมีใครหลายๆคนเฝ้ารอที่จะมอบของขวัญให้กับคนที่เขารักและรอที่จะสารภาพรักกับคนที่เขาแอบรักเช่นกันซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเพื่อนสนิทของผมที่ สนิทกันมากกว่าเพื่อนแต่...ไม่ใช่แฟน
เทียนหอมสีสวยและดอกกุหลาบสีแดงสดถูกจัดใส่แจกันแก้วใสขนาดไม่ใหญ่มากนักวางบนโต๊ะที่คลุมด้วยผ้าสีขาวผู้คนที่เข้ามานั่งในร้านส่วนใหญ่มักจะมากันเป็นคู่ซึ่งทำให้ผมหลงคิดว่าที่นี้เป็นร้านอาหารสุดหรูสำหรับคู่รักมาดินเนอร์หรือร้านเหล้าสำหรับคนไม่มีคู่อย่างผมกันแน่
เสียงเพลงในร้านยังคงส่งเสียงขับร้องช้าๆในจังหวะผ่อนคลายเพราะตอนนี้เป็นเวลาที่ไม่ดึกมากนักผู้คนที่มาใช้บริการทางร้านต่างก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ
ภาพผู้ชายที่ผมคุ้นตากำลังมอบช่อดอกกุหลาบสีแดงสดช่อใหญ่ให้กับหญิงสาวร่างเล็กหน้าตาน่ารักคนนั้นทั้งคู่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสสดชื่นพอๆกลับช่อดอกไม้ที่เขาถืออยู่ พร้อมกับคำบรรยายใต้ภาพ ‘วาเลนไทน์มีแค่วันเดียว แต่รักเธอคนเดียวมีทุกวัน’ ภาพและข้อความปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของผม
 ผมยังคงมองภาพเมื่อสักครู่อยู่สักพักมันทำให้มือของผมรู้สึกชาอกข้างซ้ายเหมือนมีอาการสั่นและเจ็บอย่างบอกไม่ถูกไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเพราะภาพเมื่อสักครู่กันแน่และผมรู้สึกว่าตอนนี้มีน้ำมาคลออยู่ที่บริเวณขอบตา  ผมใช้มือปาดบริเวณนั้นก่อนที่น้ำใสๆจะไหลออกมาให้คนที่นั่งข้างผมเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย ถึงแม้ว่าผมจะรู้มาก่อนแล้วว่าจะต้องเห็นภาพภาพนี้  ผมก็ยังคงรู้สึกเสียใจอยู่ดี ‘คงเป็นผมไม่ได้สินะคนที่ยืนตรงนั้น’ T_T
ผมไม่ได้สนใจคนรอบข้างว่ากำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในภวังค์คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับเขาและตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกชาไปทั้งตัวรวมถึงหัวใจของผมด้วยยิ่งมีบทเพลงเศร้าๆภายในร้านที่กำลังขับร้องอยู่ตอนนี้เหมือนยิ่งตอกย้ำอารมณ์ความเศร้าของผมให้เพิ่มมากขึ้นเหมือนตัวเองกำลังถ่ายเอ็มวีเพลงอกหักอยู่ยังไงยังงั้น(ทำไมร้านเหล้าชอบเปิดเพลงเศร้าด้วยวะ)
แหมะ...แหมะ  มีน้ำหยดลงมาบนหลังมือของผมเป็นน้ำใสๆหยดเล็กๆไม่ใช่ว่าหลังคาร้านรั่วหรอกนะครับแต่ผมกำลังร้องไห้อยู่ต่างหากร้องออกมาจนได้สินะ ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจแล้วแหละครับว่าใครจะมองผมหรือป่าวที่อยู่ๆก็ร้องไห้ผมรู้แค่ว่าผมกำลัง ‘เสียใจ’
“เชี่ย~” ด้วยสติอันน้อยนิดของผมที่เหลืออยู่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอร์ทำให้ผมยังได้ยินเสียงมากกว่าหนึ่งเสียงพูดขึ้นพร้อมกัน
“เอาไงดีพี่เค้ก” คนหุ้นหมีกล้ามใหญ่หันไปถามคนหน้าเรียวที่โตกว่า
“กูว่า...กลับเถอะ…” คนหน้าเรียวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแล้วหันมาพูดกับใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ  “มึงดูมันแทนกูทีไอ้เชี่ยเขื่อนแม่งเกาะกูเป็นปลิงเลย”
คนตัวสูงไม่ได้พูดอะไรเขาพยักหน้าและลุกขึ้นเดินมาทางด้านหลังของผมซึ่งผมเองก็มองไม่ถนัดว่าเขาเป็นใคร  ‘หรือว่าจะเป็นบิ๊กบอสกันนะ หรือว่าบิ๊กบอสจะกลับมาหาผมแล้ว’  ผมหันไปหาเขาแล้วยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“มึง...กลับมาหากู...แล้วหรอ” ผมพูดทั้งๆที่ตัวเองยังคงสะอื้น  อาการเมาและน้ำตาที่ไหลอยู่ทำให้สายตาของผมพล่ามัวจนมองไม่เห็นหน้าของคู่สนทนาที่ยืนอยู่แต่ความคิดของผมอยากให้เป็นเขาและผมก็เชื่อว่าต้องเป็นเขาแน่ๆ
“..........”
“กูรักมึงนะ”
ผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยกแขนทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นโอบคอของคนตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าให้ก้มลงมาใกล้  ใกล้พอที่ปากของเราจะสัมพัสกันคนตัวสูงไม่ได้ขัดขืนอะไรแต่ดูเหมือนว่าเขาจะนิ่งไปสักครู่ผมจึงแทรกลิ้นร้อนที่ปะปนกลิ่นและรสชาติของแอลกอฮอล์เข้าไปในโพลงปากหวานของเขาทันทีสัมพัสของผมเป็นไปอย่างทุลักทุเลด้วยที่ว่า  นี่เป็นการ ‘จูบครั้งแรก’ ของผมแถมอีกฝ่ายก็ไม่ตอบสนองอะไรผมเลย ผมไม่รู้ว่าจูบนี้ยาวนานเท่าไรเพราะตอนนี้ผมไม่สามารถรับรู้เรื่องราวอะไรได้อีกแล้ว


:sad11:



ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #2 เมื่อ02-08-2020 07:13:08 »

ตอนที่1 “แค่เพื่อน”


-หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันวาเลนไทน์-

“แคลร์วันนี้มีน้องมอสี่มาจีบกูด้วยว่ะ”  ผมละสายตาจากหนังสือที่อ่านอยู่แล้วมองเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่     
“คนนี้ไง...น่ารักป๊ะ”  หนุ่มหล่อหน้าเข้มยื่นหน้าจอโทรศัพท์มาให้ผมดูภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวหน้าตาน่ารักรอยยิ้มของเธอในภาพช่างดูสดใส
“ อืม...น่ารักดี” ผมตอบไปตามความจริงครับเธอน่ารักจริงๆ
“แต่กูว่าก็เฉยๆนะ...มึงน่ารักกว่าตั้งเยอะ”  ใบหน้าหล่อพูดพร้อมกับส่งยิ้มกรุ่มกริมมาทางผมบางทีคำพูดของมันก็ทำให้ผมคิดนะครับว่ามันคิดกับผมมากกว่าเพื่อน  แต่บางทีก็ทำให้ผมคงคิดว่ามันคิดกับผมแค่เพื่อนจริงๆ 
“แล้วมึง...คิดยังไงกับน้องเขาล่ะ” ปกติก็มีคนเข้ามาจีบมันเยอะอยู่แล้วและทุกครั้งที่มีคนเข้ามามันก็มักจะมาเล่าให้ฟังอยู่ตลอดแต่มันก็ไม่เคยคบกับใครเลยนะครับอย่างมากก็แค่คุยๆแล้วก็หายไป   
“กูก็...ไม่ได้คิดยังไงนะ...น้องเขาทักมากูก็ตอบไปตามมารยาท” อื่มมม พ่อคนมารยาทดีศรีสยาม มันเป็นคนขี้เกรงใจนะครับแล้วก็ชอบตามใจทุกคนด้วย
“ถ้ามึงไม่ชอบก็อย่าไปให้ความหวังเขาสิ” เหมือนที่มึงให้ความหวังกูอยู่ทุกวันนี้ไง จริงๆนะมันชอบทำเหมือนกับว่าผมเป็นคนสำคัญสำหรับมันมากมีเรื่องอะไรก็ชอบมาปรึกษาไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวเรื่องความรักอย่างเช่นเรื่องที่มันมาเล่าให้ฟังเมื่อสักครู่ตอนแรกผมก็รู้สึกไม่ชอบที่มีคนมาจีบมันแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะสถานะของผมคือ ‘แค่เพื่อน’ เลยทำได้รับฟังแล้วเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ในใจ  พอนานๆไปผมก็เริ่มชิน
“อืออ กูก็ว่าจะเลิกคุยแล้วแหละมึง ... มาคุยกับมึงดีกว่า เนาะๆ”  ใบหน้าหล่อขยับเข้ามาใกล้ผม ริมฝีปากหนายิ้มออก พร้อมกับยักคิ้วเข้มๆของมันทั้งสองข้าง ‘สัส...ทำไมต้องทำน่ารักใส่กูด้วย’  ผมละแพ้ทางมันทุกทีเลย
“เออ...อาทิตย์ที่จะถึงนี้มึงว่างป๊ะ...ว่าจะชวนมึงไปเที่ยวทะเลที่บ้านกู...พวกไอ้ปาล์มก็ไป...ไปนะๆๆ”
“ไปอาทิตย์นี้เลยหรอ...คงไปไม่ได้วะอาทิตย์นี้กูต้องกลับบ้านที่เขาใหญ่อะบอกแม่ไปแล้วด้วย” จริงๆก็อยากไปนะครับรู้จักกันมาจะสามปีแล้วผมยังไม่เคยไปเที่ยวที่บ้านมันเลย  บิ๊กบอสเคยเล่าให้ฟังว่าบ้านมันอยู่ติดกับทะเลเลยครับแค่เดินออกไปหลังบ้านก็เจอทะเลแล้ว 
แต่ผมบอกกับแม่ไปแล้วว่าจะกลับบ้านตอนนี้ผมอยู่กับพี่เค้กสองคนที่คอนโดในกรุงเทพฯทีพ่อซื้อไว้   ตอนแรกเรามีน้าหวานอยู่ด้วยคอยดูแลพวกเรา  แต่เมื่อปีที่แล้วน้าหวานได้งานใหม่ที่เมืองนอกผมกับพี่ชายเลยต้องอยู่กันสองคนส่วนบ้านของผมอยู่ที่เขาใหญ่ครอบครัวเรามีกิจการรีสอร์ทที่นั้นอากาศดีมากครับผมกับพี่เค้กมักจะกลับบ้านในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์เพราะขับรถแค่สองชั่วโมงก็ถึงบ้านแล้วซึ่งช่วงนี้เราสองคนไม่ค่อยได้กลับบ้านเพราะตั้งแต่พี่เค้กขึ้นปีสองทั้งรายงานทั้งกิจกรรมก็เยอะมากคณะสถาปัตนี่เขาเรียนหนักจริงๆครับ
“อยากให้ไปด้วยจัง” คนที่ชวนผมเมื่อสักครู่ทำสีหน้าเศร้าๆจากการที่ได้รับคำตอบของผม
“……….”
“ไม่ไปจริงๆหรอ” บิ๊กบอสยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมทำตาปริบๆ ผมอดที่จะอมยิ้มกับการกระทำของมันไม่ได้จริงๆ
“เออ...อย่าลืมซื้อขนมมาฝากกูละ”
“ได้เลยครับคุณเอแคลร์” คนคิ้วเข้มตอบรับทันทีพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ ‘น่าเสียดายจังถ้าได้ไปด้วยก็คงจะดี’
          สายลมอ่อนๆพัดผ่านใบไม้และดอกไม้ที่บานสะพรั่งอยู่ในสวนหลังบ้านของผมบรรยากาศที่นี่ดีมากเลยครับรู้สึกเย็นสบายตลอดโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวแบบนี้แต่ผมชอบบรรยากาศในช่วงฤดูฝนมากกว่าครับเพราะถ้าเวลากลางคืนฝนตก  ในช่วงเช้าจะมีหมอกสวยๆปกคลุมบริเวณรอบเขาแน่นอนแถมบรรดาต้นไม้ใบไม้ก็จะเขียวชอุ่มทำให้มองแล้วรู้สึกสดชื่นมากๆเลยครับ
          บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากตัวรีสอร์ทมากนักสามารถปั่นจักรยานไปได้ช่วงเย็นผมมักจะไปขี่จักรยานเล่นเป็นประจำเลยครับบางครั้งก็จะไปช่วยแม่ทำขนมที่ร้านเบเกอรรี่หน้ารีสอร์ท  แม่ของผมท่านชอบทำขนมครับโดยเฉพาะเค้กมะพร้าวอ่อนนี่อร่อยสุดๆถือว่าเป็นเมนูขึ้นชื่อของที่ร้านเลยก็ว่าได้
ตึงดึง!
เสียงไลน์ในโทรศัพท์ผมดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวน
เช็ทกลุ่ม / สามเกลอเจอหมี  (สมาชิก 3 คน) :
ฟาร์มกล้ามปู : พวกคุณมึงครับ เงียบหายไปไหนกันหมดครับ?
ฟาร์มกล้ามปู : ไอ้แคลร์...มึงยังอยู่มั้ย? กลับไปบ้านเงียบเลยนะมึงเอาขนมเค้กแม่มึงมาฝากกูด้วย
ขนมหวานใส้ครีม : โทดทีกูกินหมดละ
ฟาร์มกล้ามปู : สาสสส! เก็บไว้ให้กูด้วย
ฟาร์มกล้ามปู : มึงเห็นรูปยัง ?
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : รูปไรของมึงวะฟาร์ม   
ขนมหวานใส้ครีม : เออนั่นดิรูปอะไรวะ  กูยังไม่ได้ดูอะไรเลย มีไรป่าววะ
ฟาร์มกล้ามปู : *รูปภาพ*
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง :   O_O
     ภาพที่ฟาร์มส่งมาเป็นภาพผู้ชายร่างสูงที่ผมคุ้นตากำลังเล่นน้ำทะเลกับผู้หญิงร่างเล็กคนหนึ่ง พร้อมกับคำบรรยายใต้ภาพ ‘ในเมื่อตัวเล็กอยากเล่นน้ำพี่บอสก็จัดให้คราบ’ ใบหน้าของทั้งคู่ดูมีความสุขมาก  แต่ใบหน้าของคนที่ดูภาพเมื่อสักครู่ตอนนี้ค่อนข้างจะทุกข์มากกว่า ตอนนี้ผมรู้สึกปั่นป่วนและสับสนในใจของผมไปหมด ‘ไหนเคยบอกว่าไม่ชอบเขาไงทำไมไปด้วยกันได้วะ’
ฟาร์มกล้ามปู : แคลร์มึงโอเครป่าววะ...ทำไมเงียบนาน
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง :  เชี่ย...ไหนว่าไม่ชอบไงวะสาดดดด
ฟาร์มกล้ามปู : ไม่ชอบยังไงวะไปด้วยกันขนาดนั้น
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง :  เห้ยแคลร์มึงไม่ต้องคิดมากนะเว้ย
     ผมไม่ได้อ่านบทสนทนาต่อเพราะตอนนี้ผมเอาแต่มองภาพที่ฟาร์มส่งมาเมื่อสักครู่  มีคำถามเกิดขึ้นมากมายในหัวของผมตอนนี้
ทำไมถึงไปด้วยกัน 
ทำไมตอนนั้นบอกว่าไม่ได้ชอบเขา 
ทำไมต้องพูดแบบนั้น
ทำไมถึงไม่ใช่ผมที่อยู่ตรงนั้น
 ทำไม.....
อยู่ๆน้ำตาของผมก็ไหลมาบดบังภาพเมื่อสักครู่ผมรู้ครับว่าผมเป็นแค่เพื่อน  แต่ใจของผมมันไม่ได้รู้สึกแค่นั้นและผมก็ไม่สามารถห้ามมันได้ด้วย พรุ่งนี้ก็วันวาเลนไทน์แล้วผมคงไม่สามารถพาตัวเองไปอยู่ในบรรยากาศแสนหวานแบบนั้นได้ผมคง...ทำใจไม่ได้





:mew4:


ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #3 เมื่อ02-08-2020 14:14:59 »

ตอนที่2 “ไม่ใช่(ไม่ใช่ผม)


-วันวาเลนไทน์-

เช็ทกลุ่ม / สามเกลอเจอหมี  (สมาชิก 3 คน) :
ขนมหวานใส้ครีม : พวกมึงวันนี้ฝากลาให้ด้วยนะ กูไม่สบายว่ะ
ฟาร์มกล้ามปู : มึงเป็นไรมากป่าววะ  ไปหาหมอยัง
ขนมหวานใส้ครีม : แค่ปวดหัวนิดหน่อย  กินยาแล้วนอนก็คงหาย
ฟาร์มกล้ามปู : แล้วนี่มึงกลับมาคอนโดยัง
ขนมหวานใส้ครีม : กลับมาตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นแล้ว
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : เออพักผ่อนเยอะๆเดี๋ยวกูลาให้
ขนมหวานใส้ครีม : ขอบใจมากมึง
วันนี้ผมรู้สึกไม่สบายจริงๆนะครับ ผมหมายถึง ‘ใจ’ ผมมันรู้สึกแย่มาก  เพราะผมรู้ว่าวันนี้ถ้าผมไปที่โรงเรียนผมต้องเห็นภาพที่ผมไม่อยากเห็นแน่ๆแค่คิดก็รู้สึกเศร้าแล้วครับ  ผมไม่ได้อยากหนีอะไรหรอกนะแค่ต้องการเวลาทำใจอีกสักหน่อย  ‘ขอแค่หนึ่งวันก็ยังดี’
“แคลร์เพื่อนมาหา” เสียงเรียกของพี่เค้กดังขึ้นจากหน้าห้องในขณะที่ผมยังนอนอยาบนเตียงนี่ก็บ่ายโมงแล้วผมยังไม่ได้ลุกไปอาบน้ำเลย
“ใครมาหรอครับ” ผมตอบเสียงงัวเงีย
“กูเอง” เสียงไอ้ฟาร์มผมจำได้ไม่ผิดแน่ๆ แล้วมันไม่ไปเรียนหรอวะ
แอดดดดด
เสียงประตูห้องนอนของผมถูกเปิดออกปรากฏร่างผู้ชายหุ้นหมีมีกล้ามเป็นมัดกำลังเดินเข้ามายังเตียงนอนของผม
“ไง...น้ำท่าไม่อาบ” ชายในร่างหมีทักผมก่อนที่จะทิ้งตัวลงบนเตียงข้างผม
“เออ...มึงมาไงเนี่ยไม่ไปเรียนหรอแล้วใครจะลาให้กูเนี่ย” ผมพูดพร้อมหันไปมองมันวันนี้มันใส่เสื้อยืดสีดำคลุมด้วยเสื้อยีนส์สีเข้มกางเกงยีนส์ขายาวขาดๆมาบ้านกูต้องแต่งตัวขนาดนี้เลยหรอ?
“กูบอกไอ้จัดเลี้ยงแล้วเดี๋ยวมันลาให้กูกับมึงเอง...กูอยากมาดูศพมึงอะว่าเนาหรือยังถ้าเนาแล้วกูจะได้เอาไปเผา” สัสกูแค่อกหักยังไม่ตายมั้ย แช่งกูจัง
“กูยังไม่ตาย”
“กูว่าใกล้แล้วแหละเนี่ย...ได้กลิ่นตุๆ”  ฟาร์มยื่นหน้าหล่อๆของมันมาใกล้ผมพร้อมทำจมูกฟึดฟัด
“สัส...มึงไปเลยถ้าเหม็นก็ไม่ตัองมาดมกู” ผมดันหน้ามันออกก็แค่ไม่ได้อาบน้ำไม่ได้เหม็นอะไรมากสักหน่อย
“สรุปมึงมาบ้านกูทำไม?”  ผมถามมันด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กูขี้เเกลียดไปเรียนอะ...เลยจะชวนมึงไปข้างนอกวันนี้มึงอยากไปไหนทำอะไรกูจะพาไปหมดเลย” ถ้าเป็นคนอื่นผมคงคิดว่ามันแปลกๆทำไมอยู่ดีๆถึงจะมาตามใจผม แต่ถ้าเป็นไอ้ฟาร์มผมไม่แปลกใจหรอกครับเพราะมันเป็นคนรักเพื่อนมากเวลาที่เพื่อนทุกข์มันก็มักจะมาร่วมทุกข์ด้วยเสมอและมันก็เป็นแบบนี้มาตลอดไม่ใช่เฉพาะกับผมหรอกครับกับจัดเลี้ยงมันก็เป็น
“มึงพูดจริงนะ” ก็ดีเหมือนกันผมก็ไม่ได้อยากนอนอยู่ห้องสักเท่าไหร่เดี๋ยวพี่เค้กก็คงออกไปข้างนอก และนานๆทีไอ้ฟาร์มมันถึงจะตามใจผมด้วย
“เออ...ไปอาบน้ำเดี๋ยวกูไปรอข้างนอก” 
หลังจากที่ไอ้คนร่างหมีมันเดินออกไปผมก็จัดการอาบน้ำและแต่งตัวโดยใช้เวลาไม่นานด้วยชุดธรรมดาๆเสื้อยืดสีขาวเรียบๆกางเกงขาสั้นสีดำรองเท้าผ้าใบสีขาว 
วันนี้ผมเลือกที่จะไปนั่งที่ร้านกาแฟร้านหนึ่งแถวๆนอกเมืองที่นั้นเป็นร้านที่เงียบคนไม่พุกพ่านและบรรยากาศดีมากซึ่งฟาร์มก็ตามใจผมอย่างที่มันพูดคงเป็นเพราะมันคงไม่อยากเห็นผมเศร้านั้นแหละครับมันเป็นคนที่เข้าใจผมมากที่สุดในตอนนี้ถ้าผมนอนอยู่ที่ห้องคนเดียวก็คงอดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ 
ผมกับฟาร์มนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟสักพักเราก็ไปขับรถเล่นกันต่อดีนะครับที่มันเอารถยนต์มาถ้ามันเอาบิ๊กไบค์คันโปรดของมันมาคงจะร้อนแย่
“มึงไปร้านเหล้ากันมั้ย...นี้ก็ค่ำแล้วร้านน่าจะเปิดแล้วแหละ” อยู่ๆผมก็นึกอยากจะดื่มเหล้าขึ้นมาเฉย ปกติพวกเราไม่ค่อยได้ไปหรอกครับนอกจากจะมีงานสำคัญๆเช่น วันเกิด วันฉลองอะไรสำคัญๆ เท่านั้น
“ไปร้านไหนอะ”
“ไปร้านเดิม” คนขับข้างผมพยักหน้าเข้าใจ  คำว่าร้านเดิมของพวกเราคือร้านเหล้าแถวมหาลัยที่พี่ผมเรียนอยู่เป็นร้านนั่งชิวแล้วก็อยู่ไม่ไกลจากคอนโดผม
     
วันนี้ทั้งวันผมเหมือนจะลืมๆกับบางสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึก ‘เสียใจ’ แต่พอมานั่งในร้านกลับทำให้ผมคิดถึงมันขึ้นมาอีกซะงั้นอาจจะเป็นเพราะบทเพลงที่กำลังเล่นอยู่ในขณะนี้ก็ได้ 
“มึงเบาๆหน่อย...มึงจะกินหรือมึงจะอาบถามจริง” เสียงผู้ชายหุ่นหมีที่นั่งข้างผมพูดแทรกเสียงเพลงเศร้าๆที่ดังอยู่ในร้านขณะนี้ ท่ามกลางความมืดสลัวภายในร้านถูกประดับด้วยแสงไฟหลากสี  แสงไฟจากด้านหน้าเวทีของร้านทำให้ผมมองเห็นใบหน้าหล่อดูมีความกังวลกับผมเล็กน้อยคงจะเป็นเพราะตั้งแต่เรามานั่งที่นี้ไม่ถึงชั่วโมงผมก็ดื่มเหล้าหมดไปแล้วหลายแก้วและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆด้วย 
“เรื่อง...ของ...กู” ผมเลือกที่จะตอบสั้นๆเพราะไม่อยากที่จะสนทนากับใครในตอนนี้
“เอาที่มึงสบายใจเลย” คนหุ่นหมีพูดขึ้นในขณะที่ผมยกแก้วขึ้นดื่ม     
“กูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ผมหันไปบอกคนที่นั่งข้างๆ
“มึงไปไหวหรอให้กูพาไปมั้ย”
“กูยังไม่เมา...ไปได้ มึงอยู่นี่แหละเดี๋ยวไอ้จัดเลี้ยงมามันจะไม่เจอใคร” ผมยังไม่เมาหรอกครับแค่มึนเฉยๆแถมห้องน้ำก็ไม่ได้อยู่ไกลเท่าไหร่
ผมจัดการธุระในห้องน้ำเสร็จตั้งใจจะเดินกลับไปยังโต๊ะแต่ก็ต้องหยุดยืนเพื่อใช้สายตากวาดมองหาโต๊ะที่ลุกมาก่อนหน้านี้ ผมจำได้ว่าโต๊ะของผมมันติดเสาซึ่งจำง่ายมากทำไมมันมีคนเยอะจังละครับนี่ผมว่าผมก็ส่างแล้วนะ ผมจึงเดินเข้าไปใกล้ๆจึงเห็นว่าไอ้คนหุ่นหมีมันก็นั่งอยู่ที่โต๊ะเหมื่อนเดิมส่วนอีกคนก็คือไอ้จัดเลี้ยงเพื่อนผมหน้าตี๋ๆขาวๆของมันผมจำได้แต่อีกสี่คนนี่สิใคร? ผมจึงเดินเข้าไปใกล้อีก
“ไงมึงไปซะนานเชียวกูนึกว่าหัวทิ่มชักโครกตายไปแล้ว” ฟาร์มพูดขึ้นในขณะที่ผมยังมองสี่คนที่นั่งอยู่แสงไฟที่น้อยนิดภายในร้านจึงทำให้ผมมองไม่เห็นว่าเป็นใครจนกระทั้งผู้ชายเสื้อสีขาวหันมาสบตากับผม ใบหน้าเรียวผิวขาวแบบนี้
“พี่เค้กมาไงอะ” ผมถามพร้อมทำหน้างง พี่ผมมาได้ยังไงวะไหนว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนไงหรือว่ามาเที่ยวร้านนี้
“เออพี่เองขอนั่งด้วยแล้วกันโต๊ะมันเต็มอะ...กูบอกแล้วนะไอ้เขื่อนให้มึงโทรมาจองมึงก็ไม่เชื่อ” พี่เค้กพูดกับผมและหันไปว่าผู้ชายหน้าหวานที่ใส่เสื่อเชิตสีดำ  ผมพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งข้างไอ้ฟาร์มเหมือนเดิม
 “วันนี้น้องมึงน่ารักวะ...มีแฟนรึยังครับ” ผู้ชายเสื้อสีดำเมื่อสักครู่พูดขึ้นพี่เขื่อนมักจะแซวผมแบบนี้เป็นประจำที่เราเจอกัน 
แต่ถ้าจะให้ตอบคำถามเมื่อสักครู่ผมคงเลือกที่จะไม่ตอบเพราะผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ามีแฟนรึป่าว ถ้าตามสถานะทั่วไปก็คือโสดแต่ถ้าตามสถานะทางใจก็คือมีแฟนแล้วครับ 
“มึงก็ชอบไปแซวมัน” พี่เค้กพูดขึ้น
“ก็น้องมึงน่ารักจริงๆนี่หว่า”
 “พอเลยมึงอะ...แดกไป” พี่เค้กพูดพร้อมกับส่งแก้วที่ชงเหล้าเสร็จให้คู่สนทนาเมื่อสักครู่
“ไงวานั่งเงียบเลยนะมึง...ได้ซ๊อกโกแล็ตกับดอกไม้มาเย๊อะเลยดิวันนี้อะ” พี่เค้กหันไปสนทนากับเพื่อนอีกคนชายตัวสูงหุ่นดีผิวขาวใบหน้าหล่อเข้มแบบนี้ผมไม่แปลกใจหรอกครับว่าทำไมพี่เขาถึงได้ของเยอะขนาดนั้นคงจะต้องมีคนชอบพี่เขามากอยู่แล้วซึ่งต่างจากผมที่ไม่เคยมีใครมาชอบเลยมีแต่ไปชอบเขาอยู่ฝ่ายเดียว
“ถามกูไหมว่าอยากได้หรือเปล่าอะ” คนหน้าเข้มทำหน้าเซ็งๆอะไรของพี่เขานะมีคนให้ของเยอะแต่กลับไม่ชอบซะงั้น
“กูรำคาญมึงจริงๆ...มีคนรักก็ดีกว่ามีคนเกลียดป่าววะ”  พี่เค้กว่า
“ก็กูไม่ชอบ...วุ่นวาย”
เพื่อนร่วมโต๊ะของผมทั้งเพื่อนผมและเพื่อนพี่ผมยังคงสนทนากันอย่างต่อเนื่องมีเพียงผมที่ยังคงได้แต่ดื่มไม่ได้สนทนากับใคร
ภาพชายหญิงมอบดอกกุหลาบให้กันเมื่อสักครู่ในโทรศัพท์มือถือของผมยิ่งตรอกย้ำความรู้สึกของผมในตอนนี้ ‘คงเป็นกูไม่ได้สินะ...คนที่มึงรักอะ’ เพราะบิ๊กบอสขีดเส้นใต้สถานะของเราเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า ‘เพื่อนสนิท’ ไม่ใช้ว่าผมไม่เคยสารภาพความในใจกับเขาหลอกนะครับ  ผมกับเขาเคยลองคบกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆเพียงสองเดือนช่วงเวลาสองเดือนที่เราคบคนมันดีมากครับสำหรับผมแต่สำหรับบิ๊กบอสมันไม่ใช้แบบเดียวกัน เขาอยากกลับไปเป็นเพื่อนกับผมเหมือนเดิมซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หลอกครับที่มันจะเหมือนเดิมโดยเฉพาะความรู้สึกของผมที่รักเขามากกว่าเพื่อนไปแล้ว 
แต่ก่อนหน้าที่เราจะตัดสินใจคบกันเขาให้ผมสัญญากับมันว่าจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมถ้าความรู้สึกของเรามันไม่ใช้  ใช้แล้วครับ ความรู้สึกของมันตอนนั้นคือไม่ใช้(ไม่ใช้ผม) T_T

-สองปีก่อน-

**ก่อนปิดเทอมหนึ่งสัปดาห์
“มึงกูว่ากูชอบมึงวะ” ผมตัดสินใจพูดความในใจของตัวเองหลังจากที่เก็บเอาไว้มานานซึ่งตอนนี้เรานั่งอยู่ในร้านกาแฟหน้าโรงเรียนบรรยากาศภายในร้านเงียบสงบราวกับว่ามีเรานั่งอยู่กันเพียงแค่สองคน
“เห้ย...มึงจะแกล้งอะไรกูเนี่ย”
“กูไม่ได้แกล้งกูชอบมึงจริงๆ...ชอบมาสักพักแล้ว” ผมพูดด้วยแววตาและน้ำเสียงจริงจังทั้งที่ภายในใจเต้นรัวราวกับเสียงกลอง
“จริงหรอวะ” คนคิ้วเข้มอมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย 
“อื่ม...แต่ถ้ามึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับกูก็ไม่เป็นไรนะเว้ย” เอาจริงๆตอนตัดสินใจพูดผมรู้สึกตื่นเต้นและกลัวกับคำตอบที่จะได้เพราะถ้ามันคิดแบบเดียวกันผมก็คงจะดีใจมากแต่ถ้ามันคิดกันคนละแบบผมก็คงเสียใจมากเช่นกัน
“จริงๆกูก็ชอบมึงนะ...เวลาที่อยู่กับมึงแล้วกูรู้สึกสบายใจวะ”
“..........”
“..........”
“จะเป็นไปได้ไหมวะถ้าเราจะลองคบกัน” ผมตัดสินใจพูดระหว่างความเงียบที่เกิดขึ้น
“เออ...ได้ดิ...ทุกวันนี้ก็เหมือนคบกันอยู่แล้วป่าววะไปไหนก็ไปด้วยกันคุยกันทุกวันเจอกันทุกวันแบบนี้”  ผมได้แต่ยิ้มกับคำตอบที่ได้ไม่อยากจะเชื่อเลยครับว่าจะมีวันนี้วันที่ผมจะได้คบกับคนที่แอบชอบ
“..........”
“แต่มึงต้องสัญญากับกูนะว่าถ้าคบแล้วมันไม่ใช่อะ...มึงต้องกลับมาเป็นเพื่อนกูเหมือนเดิมนะ...กูไม่อยากเสียมึงไปวะ” ผมไม่ลังเลเลยครับที่จะตอบตกลงเพราะผมคิดว่ามันคงไม่มีวันนั้นแน่ๆ

**เปิดเทอม
“บอสมึงครบกับเอแคลร์จริงๆหรอวะ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งถามบิ๊กบอสขึ้นในขณะที่เขาทั้งสองเดินเข้ามาในห้องน้ำซึ่งผมนั่งอยู่ในห้องริมสุดจึงได้ยินเสียงของคนทั้งคู่อย่างชัดเจน
“ถ้ากูครบกับเอแคลร์จริงๆแล้วทำไมวะ”
“มึงชอบผู้ชายจริงๆหรอวะ...เท่าที่กูเห็นมึงก็ครบแต่ผู้หญิงกูเลยไม่อยากจะเชื่อที่เห็นคนอื่นเขาพูดกันว่ามึงสองคนเป็นมากกว่าเพื่อน”
“ใครพูดวะ”
“ก็เห็นพวกเพื่อนชอบแซวมึงสองคนอะ...กูก็เลยมาถามมึงนี่ไงว่ามึงครบกันจริงๆหรือป่าว”
“พวกเพื่อนก็แซวกันไปอย่างนั้นแหละมึง...ไม่มีอะไรหรอก”
“เออได้ยินแบบนี้แล้วกูก็สบายใจ”
สิ้นสุดบทสนทนาของคนทั้งสองผมยังคงฟังเสียงอยู่สักพักพอให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำแล้วผมจึงเปิดประตูออกมาด้านนอก
‘พวกเพื่อนก็แซวกันไปอย่างนั้นแหละมึง...ไม่มีอะไรหรอก’
ประโยคนี้ยังคงก้องอยู่ในหัวของผมถ้าผมไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดเมื่อสักครู่นี้ก็บ้าแล้วครับคงอายเพื่อนสินะถ้าจะบอกว่าครบกับผมอยู่ตอนนี้หน้าผมชาไปหมดเกิดความคิดมากมายในใจ
ถึงว่าตั้งแต่เปิดเทอมมาผมก็สัมพัสได้ถึงความไม่ปกติของบิ๊กบอสเราคุยกันน้อยลงเจอกันน้อยลงทั้งๆที่อยู่ใกล้กันกว่าช่วงปิดเทอมด้วยซ้ำเหมือนเขาพยายามจะหลบหน้าผม
ผมต้องขอบคุณกับประโยคเมื่อสักครู่นี้สินะที่ทำให้ผมรู้สักทีว่าทำไมเขาถึงพยายามออกห่างจากผม
[“บอสทำอะไรอยู่จะนอนหรือยัง”  ผมโทรหาบิ๊กบอสพยายามพูดด้วยน้ำเสียงให้ปกติที่สุด
[“อื่ม...เรากำลังจะนอนแล้ว” นอนแล้วหรอ? ปกติบิ๊กบอสนอนดึกจะตายแล้วนี้ก็เพิ่งจะสามทุ่มเอง
[“ทำไมนอนไวจัง...ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้คุยกันเลยนะว่าไหม”
[“วันนี้เราเหนื่อยๆอะ...เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะ”
[“เดี๋ยวสิ...บอสมีอะไรอยากจะบอกกับเราไหม” ผมกลั่นเสียงเพื่อให้เป็นปกติสุดๆเพราะตอนน้ำใส่ๆเริ่มคลออยู่ที่ตาของผมแล้ว
[“อะ...อะไรหรอ”
[“บอสแปลกไปนะหลังจากที่เปิดเทอมถ้ามีอะไรก็บอกเรามาตรงๆได้เลยนะ…เราพร้อมจะรับฟังเสมอ...ถ้ายังมีความรู้สึกดีๆให้กันอยู่บ้างก็บอกเรามาตามตรงเถอะ” น้ำเสียงของผมเริ่มสั่น ไม่ว่ายังไงวันนี้ผมก็ต้องเคียร์ให้จบเพราะผมรู้สึกอึดอัดมาหลายวันแล้ว
[“..........”
[“..........”
[“คือ...คือเรา”
[“ถ้าบอสไม่สบายใจที่จะครบกับเรา...เรากลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมก็ได้นะ...เราโอเคร” ในเมื่อผมขอคบกับเขาเองผมเลยเลือกที่จะบอกเลิกเองผมไม่อยากเป็นคนที่ถูกบอกเลิกโดยเฉพาะจากคนที่ผมรัก 
[“...............” 
[“เราขอโทษนะ....เรายังเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหม” ถึงแม้ว่าจะทำใจไว้บ้างแล้วแต่กับคำตอบแต่ผมก็อดที่จะเสียใจไม่ได้อยู่ดีเพราะตลอดสองเดือนที่ผ่านมาผมคิดมาตลอดว่าเรารักกันแต่กลับกลายเป็นผมที่รักอยู่ฝ่ายเดียว
[“ได้...ได้สิ” 
[“ขอบใจนะ...แคลร์เป็นคนที่เข้าใจเราที่สุดขอบใจมากจริงๆ” 
[“..........”
[“ไม่ได้โกรธเราใช่ไหม”
[“อื่มไม่โกรธหรอก...บอสนอนเถอะนี่ก็ดึกแล้วเมื่อกี้ง่วงไม่ใช้หรอ...ฝันดีนะ”
ผมตัดบทสนทนาสั้นๆและรีบกดวางสายถึงแม้ว่าบิ๊กบอสจะโทรกลับมาหลายสายก็ตามแต่ผมไม่ได้รับและปิดเครื่องในทันทีผมไม่สามารถพูดอะไรต่อได้เพราะผมกำลังร้องไห้อยู่
‘เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม’ พูดนะมันง่ายครับแต่การกระทำมันยากเหลือเกินน่าแปลกนะครับพอผมตกลงกลับไปเป็นเพื่อนเหมือนเดิมบิ๊กบอสก็ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นแถมตอนแรกๆที่เคยตีตัวออกห่างจากผมก็กลับกลายเป็นมาสนิทกันเหมือนเดิมแถมมากกว่าตอนที่เป็นแฟนกันด้วยซ้ำผมเลยคิดว่าไม่ว่าผมจะอยู่ในสถานะไหนผมก็ยินดีผมขอแค่มีเขาอยู่ใกล้ๆอยู่กับผมแบบนี้ก็พอ


:mew2:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #4 เมื่อ02-08-2020 14:31:06 »

ตอนที่3 “จูบแรก”


แสงแดดที่ส่องผ่านม่านเข้ามาในห้องนอนส่องกระทบกับเปลือกตาของผมที่ปิดสนิทอยู่ให้เปิดออก  ผมไม่จำเป็นต้องดูนาฬิกาก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่ตอนเช้าเพราะแสงที่ส่องเช้ามาเป็นแสงที่สว่างมากพอสมควรไม่เหมือนตอนเช้าที่แสงจะอ่อนกว่านี้  ผมดันตัวเองลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียงจึงทำให้ผมรู้สึกปวดหัวมากเลยครับต้องเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอร์เมื่อคื่นแน่ๆ 
ถ้าให้เดาผมเมื่อคืนผมคงเมามากดูจากเสื้อผ้าที่อยู่บนตัวผมยังเป็นชุดเดิมอยู่เลย ผมค่อยๆลุกจากที่นอนไปสองกระจกในห้องน้ำพบว่าเปลือกตาของผมบวมมากซึ่งผมก็จำไม่ได้ด้วยว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง         
 “แคลร์ตื่นหรือยังพี่จะไปเรียนแล้วนะ” เสียงที่ผมคุ้นเคยดังมาจากหน้าห้องนอนในขณะที่ผมกำลังแต่งตัวหลังจากที่อาบน้ำเสร็จ
 “ตื่นแล้วครับ” ผมตอบรับด้วยน้ำเสียงแหบเล็กน้อย
พอออกมาด้านนอกก็พบว่าพี่เค้กทำอาหารไว้ให้เป็นข้าวต้มหมูสับกลิ่นหอมมากผมนั่งกินข้าวอยู่บนโต๊ะอาหารตรงบริเวณครัวของคอนโด ซึ่งเป็นครัวแบบเปิดเชื่อมติดกับห้องโถงสำหรับรับแขก 
 “เอาแตงกวาในตู้เย็นโป๊ะตาซะจะได้หายบวม” คนเป็นพี่สังเกตุเห็นถึงความผิดปกติบริเวณรอบดวงตาของผม
“คราบบบบ”
 “พี่ไปเรียนก่อนนะ...กลับมาแล้วเรามีเรื่องต้องคุยกัน” พี่เค้กดูรีบร้อนมากคงใกล้ถึงเวลาเรียนแล้วแน่ๆว่าแต่เมื่อคืนผมทำอะไรไว้นะทำไมพี่มันต้องคุยกับผมด้วยไปก่อเรื่องอะไรหรือเปล่าผมอดที่จะสงสัยไม่ได้แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
ผมหยิบโทรศัพท์โทรหาบุคคลที่ผมคิดว่าต้องตอบทุกข้อสงสัยของผมได้แน่ๆผมใช้เวลารอสายไม่นานปลายสายก็รับโทรศัพท์           
[“ไงมึงฟื้นแล้วหรอ”   ประโยคแรกที่มันทักขึ้นหลังจากที่รับสายผมเสียงมันฟังก็รู้ครับว่าเพิ่งตื่นเหมือนกัน
[“เออเพิ่งตื่นมีอะไรจะถามหน่อย”
[“มีไรวะ”
[“เมื่อคืนกูทำอะไรไว้หรือเปล่าวะ...ตื่นมาตาโครตบวมเลยแถมพี่กูก็พูดแปลกๆ”
[“เมื่อคืนหรอ... มึงจะเอาเรื่องไหนก่อนอะ”
[“เชี่ย... หลายเรื่องเลยหรอ”
[“เออก็ไม่มีไรมากหรอกมึง...มึงก็แค่เมาแล้วก็ร้องไห้แบบว่าร้องหนักมากพวกกูนี่หันไปมองมึงกันทั้งโต๊ะตกใจชิบหายนึกว่าใครมาหยิกมึง (สัสกูไม่ใช่เด็ก) แต่ก็คิดว่ามึงคงเมาแหละพวกกูก็เลยลงความเห็นกันว่าควรกลับ”
[“แค่นั้นใช่ป๊ะ...ก็แค่ร้องไห้ป่าววะ”
[“ประเด็นมันไม่ใช่แค่เรื่องนั้น...ตอนที่จะกลับ...เพื่อนพี่มึงที่ชื่อเขื่อนอะเมาแล้วก็เกาะพี่มึงเป็นปลิงเลยพี่มึงก็เลยต้องแบกพี่เขื่อนไป ส่วนกูต้องแบกไอ้จัดเลี้ยงรายนั้นแค่สามแก้วมันก็เมาแล้ว”  จริงครับจัดเลี้ยงคออ่อนมากสามแก้วนี่ก็ถือว่าเยอะแล้ว
[“แล้วก็พี่อีกคนที่ชื่อซันเดย์อะแฟนมารับกลับโครตอิจฉาเลยแฟนพี่มันโครตสวยอะ…ส่วนมึงพี่วายุเป็นคนแบก” หะพี่วายุเป็นคนแบกผมหรอ?
[“แล้วไงต่อวะ” ผมถามในขณะที่อีกฝ่ายเงียบไปแปปนึง
[“เออโทดทีกินน้ำอยู่...พอพี่วายุจะเข้าไปแบกมึงจู่ๆมึงพูดอะไรสักอย่างนี่แหละเพลงมันดังกูฟังไม่ได้ยินแล้วมึงก็เอาแขนไปคล้องคอพี่เขาเฉยแล้วมึงก็ดึงพี่เขาเข้าไปจูบ กูขอย้ำว่า จูบ พวกกูนี่มองเป็นตาเดียวเลย ตกใจยิ่งกว่าตอนที่มึงร้องไห้อีก สัส แล้วมึงก็หลับเฉยพี่เขาเลยต้องอุ้มมึงไปที่รถอะ”   O.O โห้วววววว นี่ผมทำอะไรลงไปเนี่ยไม่อยากจะเชื่อเลย ‘จูบ’ เลยหรอผมเนี่ยนะเอาจริงๆผมไม่เคยจูบใครมาก่อนเลยนะครับผมจูบเป็นด้วยหรอโคตรงงเลย  ไม่นะ จูบแรกของผม ควรเก็บไว้ให้คนที่ผมรักไม่ใช่หรอ T_T
แต่ทำไมเรื่องราวมันคล้ายกับความฝันเมื่อคืนจังเลยละครับที่ผมฝันว่าบิ๊กบอสมาหาผมแล้วเราก็จูบกัน O.O เดี๋ยวนะหรือว่าผมไม่ได้ฝันแต่จริงๆเมื่อคืนผมคิดว่าพี่วายุเป็นบิ๊กบอสงั้นหรอ! ม่ายยยยยย
[“............”
[“มึงยังอยู่มั้ย...เงียบมัยวะ” ฟาร์มส่งเสียงเรียกหลังจากที่ผมเงียบไปเพราะกำลังใช้ความคิดกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อสักครู่อยู่
[“เออกูกำลังคิดว่ากูจะทำไงดีวะพี่เขาต้องโกรธกูแน่เลย...แล้วตอนนั้นพี่เขาว่าอะไรมั้ยวะดีนะที่เขาไม่ต่อยกูอะ”
[“เห็นพี่เขานิ่งๆนะกูว่าคงตกใจแหละกูยังตกใจเลย...มึงก็ไปขอโทษพี่เขาด้วยก็แล้วกัน”
[“เออกูต้องขอโทษอยู่แล้วแหละ”
[“แค่นี้ก่อนนะมึงกูง่วงอะอยากนอนต่อ” เออมึงง่วงแต่กูนี่ตาแจ้งเลย
[“เคร...ขอบใจมากมึง”
หลังจากที่ผมฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจากไอ้ฟาร์มก็ทำเอาผมจากที่ง่วงๆอยู่ก็ตาสว่างขึ้นมาทันทีเลยครับพี่เขาจะว่าอะไรผมมั้ยเนี่ยหรือคิดว่าผมเมาอาจจะไม่ถือสาอะไรผมก็ได้  พี่เขาก็ใจดีอยู่นะครับถึงแม้จะดูนิ่งๆก็เถอะถ้าไม่อย่างนั้นเขาคงไม่อุ้มผมไปส่งที่รถหรอกจริงมั้ย 
 “กินอะไรรึยังพี่ซื้อข้าวมาให้”  ผมสะดุงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงพี่เค้กเรียกในขณะที่ผมกำลังนั่งเหม่ออยู่ที่โซฟาในห้องโถง คงเลิกเรียนแล้วสินะเพราะนี่ก็ห้าโมงเย็นแล้ว
“ยังเลยครับ...หิวมากกกก” ตั้งแต่ตื่นมากินข้าวต้มเมื่อตอนบ่ายที่พี่เค้กทำไว้ให้ผมก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยจนถึงตอนนี้ 
“แล้วหายปวดหัวรึยัง” พี่เค้กวางถุงข้าวที่ซื้อมาไว้ที่โต๊ะบริเวณครัวแล้วมานั่งที่โซฟาข้างๆผม
“เมื่อคืนมีเรื่องอะไรหรือป่าว...มีอะไรเล่าให้พี่ฟังได้นะ”
 “ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ”
“…………” พี่เค้กเงียบไปสักพักทำสีหน้าเหมือนไม่พอใจเล็กน้อยกับคำตอบของผม
“จะไม่เล่าจริงๆหรอ...คงไม่อยากให้พี่รู้สินะพี่คงไม่สำคัญพอที่จะเล่าให้ฟังใช่ไหม” ประโยคดราม่าก็มาครับพี่ผม
“ก็เรื่องบิ๊กบอสนั้นแหละครับ...ผมแค่ทำใจไม่ได้ที่เห็นเขามีแฟน” 
“นั้นมันก็สองปีแล้วนะ...ยังรักเขาอยู่อีกหรอ” ครับผมยังรักเขาอยู่ถึงแม้เขาจะไม่ได้รักผมเลยก็ตาม  พี่เค้กรับรู้เรื่องของผมกับบิ๊กบอสมาตั้งแต่แรกตอนนั้นพี่เค้กก็บอกกับผมให้เลิกคบกับบิ๊กบอสไปซะจะไปทนเป็นเพื่อนเขาอีกทำไมให้ตัวเองเจ็บแต่ด้วยความที่ผมยังอยากอยู่ใกล้ๆกับเขายังอยากที่จะรับรู้เรื่องราวของเขาอยู่ผมจึงต้องยอมเพราะการได้อยู่ใกล้ๆเขามันคือความสุขอย่างนึงสำหรับผม
“……………….”
 “แล้วตอนนี้โอเครรึป่าว” สีหน้าพี่เค้กดูเป็นห่วงผมมากนี่แหละครับผมถึงไม่อยากเล่าให้พี่มันฟังผมพยักหน้าประมาณว่าผมโอเครแต่จริงๆแล้วก็ยังไม่โอเครหรอกครับผมไม่อยากให้พี่มันเป็นห่วง 
จริงสิ! ลืมถามเรื่องเมื่อคืนไปเลย
“เรื่องเมื่อคืน...ผม...ผมฝากขอโทษเพื่อนพี่ด้วยนะครับ”  ผมพูดอย่างกล้าๆกลัวๆ กลัวพี่มันจะดุ
“รู้เรื่องแล้วหรอ...ว่าไปทำอะไรไว้อะ”
“ครับ...โทรไปถามไอ้ฟาร์มมา”
 “ไปขอโทษเอง....ก่อปัญญาขึ้นเองก็ต้องแก้ปัญหาเอง”  งื่อจะดุผมทำไมเนี่ยเมื่อกี้ยังห่วงผมอยู่เลยแล้วว่าแต่จะขอโทษยังไงดีละจริงอยู่ที่ผมกับพี่วายุรู้จักกันมากพอที่จะคุยกันได้แต่เรื่องเมื่อคืนมันทำให้ผมไม่กล้าสู้หน้าพี่เขานี่สิ
“พี่วายุเขาชอบกินขนมอะไรหรอครับ” ถ้าจะไปขอโทษมือเปล่ามันก็ยังไงอยู่เอาขนมไปด้วยแล้วกัน
“ขนมหรอ...พวกดาร์คช็อคโกแลตมั้งเห็นไปที่ร้านกาแฟทีไรก็สั่งเมนูพวกนี้แหละ”
“ครับ”
ชอบดาร์คช็อคโกแลตหรอก็เหมาะกับพี่เขาดีนะครับผู้ชายสายเข้มผมเลยคิดว่าผมจะทำคุกกี้ดาร์คช็อคโกแลตแทนคำขอโทษก็แล้วกันครับแต่วันนี้คงทำไม่ทันแล้วเพราะมันดึกแล้วอีกอย่างผมก็ยังขาดวัตถุดิบอีกหลายอย่างเลยที่เดียวเดี๋ยวพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนค่อยซื้อมาทำก็แล้วกันครับ

วันนี้ผมตื่นมาพร้อมกับคำว่า ‘ไม่อยากไปเรียนเลยโว้ยยย’ แต่ผมก็ต้องไปเพราะหยุดเรียนมาสองวันแล้วการบ้านคงเยอะน่าดูผมจัดการอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนโดยมีพี่เค้กไปส่งเป็นประจำทุกวัน
ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าโรงเรียนเพราะยังมาอยากที่จะเดินเข้าไปข้างในแต่ผมคิดว่าผมคิดผิดอย่างมากที่ไม่เดินเข้าไปตั่งแต่มาถึง  บิ๊กบอสกำลังเดินมาทางผมแต่ไม่ได้เดินมาคนเดียวมันเดินมากับน้องคนนั้นคนที่บิ๊กบอสลงรูปในเฟสบุ๊กเมื่อวันวาเลนไทน์แถมในมือของบิ๊กบอสยังถือกระเป๋าให้น้องด้วย
“ไงมึงหายไปไหนมาตั้งสองวัน...ไลน์ไปก็ไม่อ่าน”  คนคิ้วเข้มเดินเข้ามาทักผมด้วยสีหน้านิ่งๆ 
“โทษทีมึง...กูไปกินเหล้ากับพวกไอ้ฟาร์มมาอะ” จริงๆผมเห็นข้อความของบิ๊กบอสแล้วแหละครับแต่แค่ไม่อยากเปิดอ่านเพราะตอนนั้นยังรู้สึกนอยด์อยู่
“เออ...ไปไม่ชวน...งอล” ถ้าชวนมึงคงจะไปอะเนาะ  ไม่ต้องมาทำเป็นแกล้งงอลหรอก
“วันวาเลนไทน์กูว่ามึงคงอยากอยู่กับแฟนมากกว่าอยู่กับพวกกูนะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเป็นประโยคที่คนพูดรู้สึกเจ็บ แต่คนฟังกลับยิ้มกว้างใส่ผมซะงั้น
“เออกูว่าจะแนะนำให้รู้จัก...นี่น้องน้ำองแฟนกู”
...น้ำอิงแฟนกู
...แฟนกู
คำพูดของบิ๊กบอสเมื่อสักครู่ยังก้องอยู่ในหัวผมเล่นเอาผมรู้สึกชาไปหมด ‘แฟนกู’ หรอ  แล้วกูละ ‘เพื่อนสินะ’ เคยสนใจความรู้สึกกันบ้างไหม  ผมตัองกลั้นอารมณ์แบบสุดๆ
“สวัสดีค่ะ” น้องน้ำอิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างสดใสพร้อมกับยกมือขึ้นมาสวัสดีผม น่ารักแบบนี้สินะบิ๊กบอสถึงชอบ
“ ยินดีที่ได้รู้จักครับ...พี่ซื้อเอแคลร์นะ”
“ เพื่อนพี่บอสนี่น่ารักดีนะคะ” น้องน้ำอิงหันไปพูดกับบิ๊กบอส
“ เพื่อนพี่คนนี้ก็น่ารักแบบนี้นะครับ” อะไรของมึงวะจะเอาให้กูตายตรงนี้เลยรึไง  ขอซื้อทิ้งได้ไหมคำว่าเพื่อนจากมึงเนี่ย
หลังจากที่ผมคุยกับทั้งคู่เสร็จเราก็เข้ามาเรียนในห้องตามปกติ  ผมต้องใช้ความอดทนสูงมากกับการที่ต้องเก็บความรู้สึกของตัวเองไม่ให้เสียใจออกมา 

“ มึงอันนี้กูให้” บิ๊กบอสยื่นกล่องกล่องนึงส่งมาให้ผมในขณะที่เราเพิ่งกินข้าวเสร็จและขึ้นมานั่งเล่นบนห้องเรียนส่วนไอ้ฟาร์มกับจัดเลี้ยงไปแตะฟุตบอลกันที่สนาม  ผมหยิบกล่องมาเปิดดูก็พบว่าเป็นนาฬิกาสีขาวยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่งราคาซักประมาณสี่พันถึงหน้าพันบาท  ว่าแต่ให้ผมทำไมกันนะ
“ของแพงขนาดซื้อนี้ให้กูทำไม”
“ให้เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์แล้วก็ย้อนหลังวันเกิดมึงไง” ย้อนหลังวันเกิดเนี่ยพอเข้าใจนะครับเพราะวันเกิดผมเมื่อเดือนก่อนมันไม่ว่างแต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับเรื่องของขวัญ  แต่เรื่องวันวาเลนไทน์เนี่ยผมไม่เข้าใจจริงๆว่าจะให้ทำไมลืมไปรึป่าวว่าผมไม่ใช่แฟนนะครับ
“ให้ทำไมวะกูไม่ใช่แฟนมึงสักหน่อย” ผมเลือกที่จะพูดไปตรงๆเลยครับเพราะผมไม่เข้าใจมันจริงๆ
“ก็กูอยากให้อ่ะ...เนี่ยใส่คู่กัน”  บิ๊กบอสยกข้อมือข้างขวาที่ใส่นาฬิกาแบบเดียวกันกับที่ให้ผมแต่ของผมมีขนาดเล็กกว่านิดหน่อย
“อะไรของมึงเนี่ย...”  ผมเริ่มทำน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อยจะให้พอใจได้ยังไงล่ะครับเมื่อเช้ายังพาแฟนมาแนะนำอยู่เลยพอกลางวันมาบอกให้ใส่นาฬิกาคู่กันผมปรับอารมณ์ไม่ทันหรอกครับชอบทำให้ผมคิดเข้าข้างตัวเองตลอดเลย
“คือจริงๆแล้วกูอยากได้นาฬิกาแบบนี้แต่มันขายเป็นคู่อะ...กูมองแล้วว่ามันไม่เหมาะกับน้ำอิง เพราะมันใหญ่เกินไปแล้วกูก็เคยได้ยินมาว่าเขาห้ามให้นาฬิกากับแฟนมันไม่ดี...ก็เลยนึกได้ว่ากูยังไม่ได้ให้ของขวัญวันเกิดมึงก็เลยให้มึงแหละเหมาะสุด... จะให้กูใส่คนเดียวสองเรือนก็แปลกๆไปป่าววะ ” สรุปคือผมไม่ควรคาดหวังอะไรจากมันสินะครับเป็นเพราะน้องใส่ไม่เหมาะก็เลยต้องให้ผม  ผมควรดีใจไหมครับที่ได้ของขวัญวันวาเลนไทน์จากมัน
“กูไม่รับได้ไหม...มันแพงไปมึงเอาไปขายต่อให้ใครก็ได้นี่” ผมไม่อยากได้นาฬิกานี้จริงๆครับด้วยราคาและสตอรี่ของมัน
“ แต่กูอยากให้มึงอ่า...รับเถอะนะ..นะนะ” คนคิ้วหนาทำหน้าอ้อนใส่ผม
“..............”
“นะ...นะ” บิ๊กบอสยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมพร้อมทำตาปริบๆ
“เออกูรับไว้ก็ได้” เฮ้อ~ ผมแพ้ตลอดเลยครับเวลามันทำหน้าแบบนี้รับมาไว้ก่อนใส่หรือไม่ใส่ก็อีกเรื่องหนึ่ง
เขาว่ากันว่าคนเรามักจะชอบหลอกตัวเองเวลาที่เรารักใครมากๆ  แค่เขามาทำดีด้วยก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขารักเขาชอบเรา  จริงๆแล้วเขาอาจแค่ทำดีเป็นปกติของเค้าอยู่แล้วกับหลายๆคนก็ได้แต่เราก็จะคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ดี 






 :z3:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #5 เมื่อ03-08-2020 11:27:35 »

ตอนที่4 “ข้อเสนอ”


หลังจากที่รับของขวัญจากบิ๊กบอสมาแล้วบอกตามตรงนะครับว่าผมคิดเข้าข้างตัวเองว่าบางทีมันอาจจะอยากใส่นาฬิกาคู่กับผมก็ได้แต่เอาเหตุผลต่างๆมาอ้างก็เท่านั้นอย่างที่ไอ้ฟาร์มชอบพูดเวลาที่ผมชอบเถียงมัน ‘เอาที่มึงสบายใจ’ ครับผมคิดแบบนี้แล้วรู้สึกสบายใจไม่ว่าเหตุผลจริงๆจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน
ผมแวะซื้อของสำหรับทำคุ๊กกี้ที่ซุปเปอร์มาร์เก๊ตใกล้คอนโดหลังจากที่เลิกเรียนโดยมีพี่เค้กขับรถมารับเป็นปกติ
อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำคุ๊กกี้ถูกหยิบออกมาวางทันทีที่มาถึงเพราะตอนนี้ก็หกโมงกว่าแล้วกว่าจะเสร็จก็น่าจะสักประมาณหนึ่งทุ่มพอดี
ติ๋ง!
เสียงเตาอบขนมของผมดังขึ้นกลิ่นหอมๆของคุ๊กกี้ก็ลอยมาด้วยเช่นกันผมจัดการเอาคุ๊กกี้ที่เพิ่งอบเสร็จออกจากเตามาพักไว้ให้เย็นแล้วจึงหยิบคุ๊กกี้เข้าเรียงในโหลแก้วที่เตรียมไว้อย่างสวยงามผมไม่ลืมที่จะผูกโบว์ลายสกอตสีน้ำตาลไปด้วย
“ผมเอาคุ๊กกี้ไปให้พี่วายุก่อนนะครับ” ผมหยิบโหลแก้วที่เตรียมไว้และเดินออกไปยังลิฟเพื่อที่จะขึ้นไปหาพี่วายุชั้นบน 
ครับพี่วายุอยู่คอนโดเดียวกันกับผมพี่เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งปีแล้วซึ่งอยู่ห่างจากชั้นที่ผมอยู่ไปสองชั้น
ผมหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของพี่วายุยืนเรียบเรียงคำพูดอยู่ว่าจะพูดยังไงดีผมยืนอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจกดกรีงไม่นานประตูก็ถูกเปิดออก
“เอ่อ...พี่วายุครับผมทำคุกกี้มาฝากครับ....เอ้ย...ไม่ใช้สิผมทำคุกกี้มาให้แทนคำขอโทษนะครับที่เรื่องเมื่อคืนก่อนผมเอ่อ...คือผมเมามากๆเลยนะครับอย่าโกรธคนเมาเลยนะครับ” ผมพูดผิดพูดถูกทันทีที่เห็นหน้าพี่เขาออกมาจากห้องแต่ดูเหมือนพี่เขาจะงงกับคำพูดของผมนะครับ
“เข้ามาก่อนสิ” ผมจึงเดินเข้าไปตามคำชวนของเจ้าของห้อง นี่เป็นครั้งแรกเลยครับที่ผมมาที่ห้องพี่วายุเพราะปกติพี่เขาจะไปนั่งที่ห้องผมมากกว่าผมหมายถึงเขาไปหาพี่เค้กนะครับไม่ได้มาหาผมหรอก
ภายในห้องมีขนาดกว้างกว่าห้องที่ผมอยู่มากห้องโถงถูกตกแต่งด้วยฟอร์นิเจอร์ที่ทันสมัยในรูปแบบเรียบๆแต่ดูหรูหราและลงตัวเป็นอย่างมากก็ไม่แปลกหรอกครับบ้านพี่เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้าและส่งออกฟอร์นิเจอร์ที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควรแถมพี่เขายังเรียนคณะสถาปัตอีกซึ่งตอนนี้เห็นพี่เค้กบอกว่าพี่เขามีบริษัทรับตกแต่งภายในเป็นของตัวเองแล้วด้วยโคตรเก่งเลยครับไม่รู้ว่าพี่เขาบริหารเวลายังไงเพราะผมเห็นพี่เค้กแค่เรียนก็แถบจะไม่มีเวลาทำอะไรแล้ว
ผมเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงโซฟาตัวใหญ่ที่พี่เขานั่งเมื่อสักครู่พี่เขาคงนั่งทำงานอยู่สินะผมสังเกตุเห็นว่าบนโต๊ะมีโน๊ตบุ๊คและกระดาษมากมายวางอยู่
“นี่ครับคุกกี้ดาร์คช๊อกโกแล๊ตนี่ผมเพิ่งทำเสร็จเลยนะครับเนี่ยสูตรหวานน้อยไขมันต่ำด้วยนะครับ” ผมยื่นโหลคุกกี้ส่งให้คนหน้าเข้มที่นั่งอยู่พี่วายุยื่นมือหนายืนมารับไว้
“ขอบใจ...แต่ว่าแค่คุกกี้คงไม่เพียงพอหรอกนะถ้าเทียบกับเรื่องคืนนั้น” พี่วายุพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง  ก็จริงของพี่เขาแหะแค่ขนมคงไม่พอผมต้องทำอะไรอีกดีละพี่เขาถึงจะหายโกรธและยกโทษให้ผม
“ละ...แล้วพี่จะให้ผมทำยังไงครับถึงจะยกโทษให้ผม”
“อื่ม...ว่าแต่จูบนั้นอะครั้งแรกหรอ” เห้ยพี่รู้ได้ไงอะแล้วจะถามขึ้นมาทำไมครับเนี่ย
“.................”
“นั้นก็จูบแรกของพี่เหมือนกัน”
“ห๊ะพี่เนี่ยนะ” ผมถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจพี่วายุเนี่ยนะไม่เคยจูบผมเคยเห็นแฟนพี่เก่าพี่เขาอย่างสวยไม่เคยจูบกันเลยหรอไหนจะยังสาวๆที่มาต่อแถวรอให้พี่จูบอีกพี่จะโกหกผมทำไมเนี่ย
“ไม่เชื่อหรอ”
“.............” ผมส่ายหน้าใครจะเชื่อกันละครับพี่
“เราเป็นผู้ชายคนแรกที่จูบพี่นะเราต้องรับผิดชอบ” O.O
“จะให้ผมรับผิดชอบยังไงครับ” ผมถึงกับต้องงงว่าพี่เขาต้องการอะไรจากผมกันแน่
“พี่มีทางเลือกให้สองทางคือหนึ่งยอมให้พี่จูบเราใหม่เพราะว่าตอนนั้นพี่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวและก็สองเป็นแฟนกับพี่” นี่มันข้อเสนอบ้าอะไรเนี่ยผมถึงกับอึ้งพูดไม่ออกไม่อยากจะเชื่อว่าพี่วายุจะยื่นข้อเสนอแปลกๆนี้มาให้ผมผมแค่จูบพี่เองนะผมไม่ได้ไปปล้ำพี่สักหน่อย T.T
“...........”
“ว่าไงเลือกแบบไหนดี” พี่วายุจ้องหน้าผมเชิงคาดคั้น จะให้ผมเลือกข้อไหนดีละครับระหว่างยอมให้จูบกับเป็นแฟนพี่เขาเนี่ย
“ข้อแรกนี่จูบแล้วก็จบเลยใช่ไหมครับ” เอามันข้อแรกนี่แหละครับให้พี่เขาจูบแค่แปปเดียวจะได้จบๆ
“ใช่แต่ต้องให้จูบจนกว่าพี่จะพอใจ”  พี่วายุพูดพร้อมกับอมยิ้มจริงๆแล้วพี่เขาก็หล่อมากเลยนะครับแต่ผมจะจูบกับพี่เขายังไงละครับจูบเลยนะแถมตอนนี้ผมไม่ได้เมาเหมือนตอนนั้นด้วย
“งั้นเริ่มเลยครับ” เอาวะเป็นไงเป็นกันตอนนี้ก็อยู่ในห้องไม่มีใครเห็นคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
พี่วายุยิ้มที่มุมปากแล้วยืนขึ้นจากตอนแรกที่ผมสูงกว่าตอนนี้กลับกลายเป็นเตี้ยกว่าไปแล้วมือหนาช้อนใบหน้าของผมขึ้นเบาๆใบหน้าหล่อเข้มค่อยๆโน้มลงมาตอนนี้ใจผมแทบจะออกมาเต้นข้างนอกอยู่แล้ว ผมได้แต่หรี่ตามองอย่างเสียวๆเนื้อตัวเกร็งไปหมดใกล้แล้วริมฝีปากของพี่เขาใกล้เข้ามาแล้วไม่นะม่ายยยยย
“เอ่อ...ผมว่าผมเลือกข้อสองดีกว่าครับ” ผมตัดสินใจพูดเพื่อเอาชีวิตรอดเพราะตอนนี้อาการผมเหมือนคนที่กำลังจะเป็นลม พี่วายุยิ้มที่มุมปากและถอยกลับไปนั่งที่เดิม
“เลือกข้อสองตั้งแต่แรกก็จบ” ถ้าพี่จะให้ผมเลือกข้อสองแล้วจะตั้งช้อยมาเพื่อ?
“.................”
“นั่งก่อนสิเดี๋ยวก็เป็นลมหรอกหน้าซีดเชียว” คนหน้าเข้มขำเล็กน้อยใช่สิผมก็จะเป็นลมเพราะพี่นั้นแหละ
“แล้วเป็นแฟนนี้ต้องทำยังไงครับ” ผมรวบรวมสติและนั่งลงที่โซฟาข้างๆพี่เขาพร้อมฟังรายละเอียด
“ง่ายมาก...แค่ตั้งสถานะในเฟสบุ๊กไอจีไลน์ว่าครบกันอาจจะลงรูปคู่บ้างนานๆครั้งก็แค่นั้น”
“หมายถึงให้แกล้งเป็นแฟนกันนะหรอครับ”
“ใช่”  โห้วโครตง่ายเลยรู้งี้เลือกข้อนี้ตั้งแต่แรกละ
“หรือว่าเราอยากเป็นจริงๆล่ะ”
“จะบ้าหรอพี่ผมไม่ได้คิดอะไรกับพี่จะให้เป็นแฟนกันจริงๆได้ยังไง...แล้วต้องตั้งสถานะนานเท่าไหร่ครับ”
 “ก็จนกว่าพี่หรือว่าเราจะมีแฟนจริงๆ” ผมว่าคงไม่นานหรอกครับผมหมายถึงพี่เขานะครับที่คงจะมีแฟนก่อนไม่ใช่ผมเพราะผมยังลืมรักเก่าไม่ได้เลยถ้าจะเริ่มต้นใหม่ก็คงจะยังอีกนาน
   “งั้นก็ตกลงครับผมเลือกข้อนี้”
“ไม่เปลี่ยนใจเลือกข้อแรกแน่นะ” พี่วายุพูดพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ด้วยความตกใจตามสัญชาติญาณผมจึงกระทบถอยหลังอย่างรวดเร็วซึ่งอีกนิดเดียวก็จะตกโซฟาแล้วคนหน้าเรียวถอยกลับพร้อมทำท่าทางหัวเราะผม ทำไมชอบแกล้งผมกันนะเชื่อไหมครับว่าเพื่อนพี่ชายผมสามคนมักจะชอบแกล้งผมทุกคนเลยเมื่อก่อนจะเป็นพี่เขื่อนที่แกล้งหนักสุดแต่ตอนนี้ผมยกให้พี่วายุเป็นอันดับหนึ่งเลยครับ
ผมคงไม่เลือกข้อหนึ่งตั้งแต่แรกหรอกครับถ้ารู้ว่าข้อสองจะง่ายขนาดนี้ก็ดีเหมือนกันครับในเมื่อบิ๊กบอสมีแฟนได้ผมก็มีได้เช่นกันแถมหล่อมากด้วยถึงแม้จะเป็นแฟนปลอมๆก็เถอะ
ผมกลับมาที่ห้องของตัวเองก็พบว่าพี่เค้กกำลังนั่งกินคุ๊กกี้ไปดูหนังไปแหมสบายจริงๆเลยนะครับพี่ผมเนี่ย
“อ่าวมาแล้วหรอ...วายุว่าไงมั่ง” พี่เค้กพูดในขณะที่เอาคุกกี้เข้าปาก
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ...ว่าแต่อร่อยไหมละครับนั้นหนะ”
“อื่มอร่อยดีนะวันหลังทำอีกสิ”
“ดีนะเนี่ยที่วายุไม่โกรธ” ครับไม่โกรธเลยไม่โกรธเลยจริงๆ(เสียงสูง)  ผมจึงเล่าเรื่องข้อเสนอของพี่วายุให้พี่เค้กฟังซึ่งผมคิดว่าพี่ชายผมน่าจะช่วยอะไรผมได้บ้างแต่ผมกลับคิดผิดเมื่อฟังจบพี่เค้กได้แต่นั่งหัวเราะซะงั้น
“นี่พี่จะขำอีกนานไหม”
   “ก็มันตลกอะวายุมันคิดจะให้แกกันคนที่จีบมันเนี่ยนะหาคนที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้แล้วใช่ไหมเนี่ย” โห้ว นี่ผมไม่ดีตรงไหนผมออกจะหน้าตาดีใครๆก็ชมผมว่าหล่อแบบน่ารัก
    อย่างที่พี่เค้กพูดนั่นแหละครับที่พี่วายุให้ผมแกล้งเป็นแฟนเพราะต้องการให้ผมมาเป็นไม้กันหมากันคนที่เข้ามาจีบพี่เขาไม่ให้มายุ่งโดยเฉพราะสาวๆซึ่งตอนผมฝังทีแรกก็แอบหมั่นใส้อยู่นะครับคนอะไรจะมีคนจีบเยอะขนาดนั้นถึงแม้พี่เขาจะทั้งหล่อทั้งรวยก็เถอะ
พี่ผมนี่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรผมแล้วยังจะกินคุกกี้ของผมจนหมดอีกสรุปคือคุกกี้ที่ทำเมื่อกี้ที่เหลือจากใส่โหลให้พี่วายุแล้วพี่เค้กก็กินจนหมดส่วนผมได้ชิมไปชิ้นเดียวตอนทำเสร็จว่ารสชาติโอเครหรือป่าวเท่านั้นและที่สำคัญมันไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะผมก็ต้องไปเลือกข้อเสนอแปลกๆนั้นอยู่ดี
   
ผ่านพ้นไปหลายวันกับการที่ต้องทำใจ  การได้เห็นเขาอยู่กับแฟนของเขาทุกวัน  เห็นเขาจุงมือกันกินข้าวด้วยกันส่งข้อความหวานๆหากันบอกจริงๆจากใจเลยครับว่าผม ‘อิจฉา’ ได้แต่ถามว่าทำไมถึงไม่เป็นผม เฮ้อ~ แต่การได้เห็นทุกวันแบบนี้ก็ทำให้ผมเริ่มชินแล้วแหละครับเพราะเสียใจไปก็เท่านั้นบางทีผมคงต้องตัดใจอย่างจริงจังเหมือนจะง่ายแต่มันไม่ง่ายหรอกกับการจะเลิกรักใครสักคน
วันนี้เป็นวันเกิดของฟาร์มผมตั้งใจว่าถ้าเลิกเรียนแล้วจะให้พี่เค้กพาไปซื้อของขวัญที่ห้างสักหน่อยนี่ก็ใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว         
ผมออกมายืนรอพี่ชายหน้าโรงเรียนเวลานี้ค่อนข้างชุลมุนครับเพราะเป็นเวลาเลิกเรียนต่างคนก็ต่างรีบกลับบ้านส่วนผมฟาร์มแล้วก็จัดเลี้ยงแยกกันเมื่อซักครู่และนัดเจอกันที่ร้านเดิมของพวกเราในค่ำคืนนี้
ตึงดึง! เสียงไลน์จากโทรศัพท์ของผมดังขึ้นพอเปิดดูก็พบว่าเป็นข้อความของพี่เค้กส่งมา
เช็ทส่วนตัว / CAKE KITTANAI :
CAKE KITTANAI : แคลร์พอดีพี่ยังไม่เลิกเรียนเลย...แต่พี่ให้เพื่อนไปรับแทนนะรถเบนซ์สีดำทะเบียน xxx ถ้าหาไม่เจอโทรไปที่เบอร์นี้ 095-345xxxx 
ผมไม่ได้พิมพ์อะไรตอบเพราะรู้ว่าพี่เค้กกำลังเรียนอยู่คงไม่สะดวกผมจึงมองหารถคันดังกล่าวเนื่องจากตอนนี้หน้าโรงเรียนผมรถเยอะมากค่อนข้างหาลำบากผมจึงเลือกที่จะโทรไปตามเบอร์ที่พี่เค้กส่งมาแต่ทำไมผมรู้สึกคุ้นๆเบอร์นี้นะ แถมไม่บอกชื่อว่าเป็นใครด้วย
ทันทีที่ผมกดเบอร์ดังกล่าวในโทรศัพท์ชื่อของใครบางคนที่ผมรู้จักก็โชว์ขึ้นมาทันที
ตืดดดดด....   สักพักปลายสายก็รับโทรศัพท์
[“ครับ” 
[“พี่วายุจอดรถอยู่ตรงไหนครับผมจะเดินไปหา”
[“พี่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนครับ”  รถหน้าโรงเรียนผมเยอะมากในช่วงเลิกเรียนแบบนี้ปกติพี่เค้กก็จอดฝั่งตรงข้ามตลอด
[“เดี๋ยวผมข้ามไปครับ”
[“ครับ”
ผมข้ามถนนโดยสะพานลอยใช้เวลาไม่นานก็ถึงอีกฝั่งหนึ่งของโรงเรียนแล้วครับผมมองหารถเบนซ์สีดำที่พี่เค้กส่งมาให้ก็พบว่ารถจอดอยู่ไม่ไกลจากสะพานลอยมากนัก 
ทะเบียนนี้ไม่ผิดแน่
ผมจึงเคาะกระจกรถเบาๆให้เจ้าของรถรับรู้การมาของผม  กระจกรถคันหรูถูกเปิดออกเผยให้เห็นคนขับที่นั่งอยู่แล้วผู้ชายใบหน้าหล่อก็หันมาพูดกับผม
“ขึ้นมาสิ” ผมพยักหน้าตอบ   
“รอนานไหมครับ”
“เพิ่งถึง”
“ปกติรถพี่ไม่ใช่คันนี้นี่”
“เพิ่งเอาคันเก่าไปเปลี่ยนที่บ้านมาคันนั้นมันแคบไปอะใส่ของไม่หมด” อ่อแบบนี้นี่เองเพราะปกติพี่วายุจะขับบีเอ็มซึ่งเป็นรถสปอร์ตแต่คันนี้เป็นรถเจ็ดที่นั่งซึ่งภายในกว้างมากเลยครับ
“เราจะไปไหนรึป่าว...หรือกลับห้องเลย” ถ้าบอกว่าให้พาไปซื้อของหน่อยนี่จะเป็นอะไรไหมนะ
“เอ่อ...คือผมอยากไปซื้อของขวัญให้เพื่อนอะครับ”
“แต่ถ้าพี่มีธุระก็ไม่เป็นไรครับ” จริงๆก็เกรงใจนะครับ
“ได้...งั้นไปห้างใกล้ๆนี้ได้ไหม”
“ได้ครับ...ขอบคุณนะครับ”  ใจดีจังหน้าตาก็ดียังใจดีอีกใครได้เป็นแฟนนี่โครตโชคดีเลยก็ผมนี่น่าถึงแม้จะเป็นแฟนแค่ในโซเชียลก็เถอะ
ห้างที่พี่วายุพูดถึงอยู่ไม่ไกลจากคอนโดของผมมากนักเราทั้งคู่ต่างเงียบมาตลอดทางมีเพียงเสียงเพลงเบาๆจากเครื่องเล่นภายในรถจึงทำให้ผมไม่ได้รู้สึกอึดอัด ผมมองด้านนอกผ่านกระจกในตัวรถบนถนนมีรถค่อนข้างมากการจราจรค่อนข้างแออัดคงจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งที่จะกลับบ้านในเวลานี้ไม่นานรถคันหรูก็ถูกจอดในชั้นใต้ดินของห้าง 
ผมกับพี่วายุเดินเข้ามาด้านในเพื่อที่จะเลือกของขวัญวันเกิดให้ฟาร์มผมยังไม่รู้เลยว่าจะซื้ออะไรให้มันดีปีที่แล้วผมซื้อเสื้อไปให้ก็ไม่เห็นมันใส่พอถามมันก็บอกว่าเสื้อผมหนาไปมันร้อนแล้วปีนี้ผมจะซื้ออะไรดีละครับเสื้อกล้ามดีไหมนะมันจะได้ไม่ร้อน
“เราจะซื้ออะไรให้เพื่อนล่ะ” พี่วายุพูดขึ้นในขณะที่เราเดินผ่านมาแล้วหลายร้าน
“ยังไม่รู้เลยอะครับ”  นั่นสิซื้ออะไรดีถ้าถามว่าไอ้ฟาร์มชอบอะไรบอกได้เลยครับว่ามันชอบออกกำลังกายมากแต่ที่บ้านมันมีอุปกรณ์เกี่ยวกับการออกกำลังกายเยอะแล้วผมเลยคิดว่าซื้ออย่างอื่นดีกว่าครับ
ผมกับพี่วายุเดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งพบร้านร้านหนึ่งเป็นร้านขายแก้วมันเป็นแก้วเก็บอุณหภูมิ ผมเคยเห็นไอ้ฟาร์มมันใช้บ่อยๆเวลาไปออกกำลังกายครับแถมร้านนี้รับเขียนชื่อติดที่แก้วด้วย
“พี่ครับผมเอาใบนี้ครับ...เขียนให้ด้วยใช่ไหมครับ” ผมเลือกอยู่สักพักจึงหยิบแก้วใบสีดำด้านตัดขอบด้วยสีเงินมาใบนึงเป็นลายเรียบๆผมคิดว่าใบนี้แหละเหมาะกับไอ้ฟาร์มที่สุด ส่วนราคาก็ถือว่าแพงใช้ได้เลยครับสำหรับแก้วหนึ่งใบแต่ด้วยยี่ห้อของมันขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน   ผมจึงให้พี่เค้าเขียนที่ข้างแก้วว่า  ‘BIRTHDAY…ฟาร์มกล้ามปู’  เป็นตัวอักษรสีขาวแล้วก็ให้พี่เขาวาดรูปหมีขนาดไม่ใหญ่มากลงไปด้วย
“ต้องรอนานไหมครับ”
“ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ” ผมหันไปหาพี่วายุเผื่อพี่เขาจะมีธุระ
“สั่งเลย...งั้นไปหาอะไรกินกันก่อนไหม”
“ครับ”  ที่จริงตอนนี้ก็หิวเหมือนกันครับเลยตอบไปแบบไม่รังเร
“เราอยากกินอะไรละ” พี่วายุหันมาถามผม  ตอนนี้เราเดินมาอยู่โซนอาหารของห้าง 
“อะไรก็ได้ครับ”
“งั้น...ร้านนี้แล้วกันพี่หิวแล้ว”  พี่วายุเลือกร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ตรงหน้าเราส่งสัยพี่เขาจะหิวจริงๆ
“ครับ”
เราสองคนเดินเข้าไปในร้านและเลือกที่นั่งซึ่งพี่วายุเลือกนั่งใกล้ทางเข้าเพราะมีโต๊ะว่างพอดีที่ร้านถูกตกแต่งแบบสไตล์ญี่ปุ่นพนักงานในร้านก็ใส่ชุดกิโมโนกันทุกคนเลย
“มากี่ที่คะ” โชคดีมากครับที่เขาพูดภาษาไทย  ผมละกลัวเขาพูดภาษาญี่ปุ่นจะแย่นึกว่าตัวเองหลุดมาอยู่ที่ญี่ปุ่นเลย
“สองที่ครับ” พี่วายุตอบอย่างสุภาพ
พนักงานยื่นเมนูมาให้ผมกับพี่วายุเลือกอาหาร  กินอะไรดี? ในขณะที่ผมกำลังหาดูรายการอาหารอยู่พี่วายุก็เล่นสั่งอาหารไปประมาณสี่อย่างแล้วผมจึงสั่งเมนูข้าวเพิ่มไปอีกหนึ่งอย่างสรุปมากันสองคนสั่งไปห้าจานจะกินกันหมดไหมครับเนี่ย
ในระหว่างที่เราสองคนนั่งรออาหารมาเสิร์ฟ พี่วายุก็มีสายเข้าเหมือนจะคุยเรื่องงานอะไรสักอย่างผมจึงหยิบโทรศัพท์มานั่งเล่นบ้างเพื่อฆ่าเวลา  สายตาของผมเหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ผมคุณตากำลังเดินเข้ามาในร้านที่ผมนั่งอยู่เขามากับผู้หญิงตัวเล็กคนนั้น

 :hao7:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #6 เมื่อ03-08-2020 11:32:16 »

ตอนที่5 “เจ็บแล้วไม่จำ”


“อ้าวแคลร์บังเอิญจัง” คนคิ้วเข้มทักผมในขณะที่ยืนตรงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่
“เออ...พาน้องมาเดินเล่นหรอ” อย่างที่บอกผมเริ่มชินกับการที่เห็นเขาสองไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วแหละครับถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกไม่โอเครก็ตาม
“เออ...แล้วนี้มากับใครหรอ” บิ๊กบอสถามถึงคนที่นั่งคุยโทรศัพท์อยู่ตรงข้ามผม
“นี่พี่วายุ...พี่วายุครับนี่บิ๊กบอสเพื่อนผมครับ” ผมหันไปพูดกับคนที่นั่งตรงข้ามพร้อมกับยิ้มให้ซึ่งพี่วายุก็วางสายพอดี
“มากันสองคนหรอ” คนคิ้วเข้มยังคงถามต่อ
“ใช่มากินข้าวกันสองคนหน่ะ”
“ปกติเห็นไปแต่กับพวกไอ้ฟาร์ม”
“ก็นี่มันไม่ปกติไง” ผมพูดพร้อมเลิกคิ้วให้คนที่ยืนอยู่
“แล้วเป็นอะระ” เหมือนบิ๊กบอสจะพูดอะไรต่อแต่ก็โดนขัดขึ้นมาซะก่อน
“พี่บอสคะน้ำอิงหิวแล้ว...ไปหาที่นั่งกันนะคะ” น้องน้ำอิงทำหน้าอ้อนใส่คนคิ้วเข้มที่ยืนอยู่ไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมบิ๊กบอสถึงชอบน้องเพราะเวลาน้องทำหน้าแบบนี้ดูน่ารักมาก  ถ้าให้ผมทำผมคงไม่น่ารักอย่างน้องหรอกครับ เฮ้อออ ทำไมผมต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ด้วยผมล่ะเกลียดความบังเอิญจริงๆเลย
 “คนนั้นสินะ” พี่วายุพูดขึ้น
“คนไหนหรอครับ”
“ก็คนที่ทำให้เราร้องไห้หนักเมื่อวาเลนไทน์ไง” นี่พี่มองแปปเดี่ยวก็รู้เลยหรอเนีย
“ผมมองออกง่ายขนาดนั้นเลยหรอครับ”  พี่วายุพยักหน้า
“แล้วสถานะอะไรนั้นจะให้ผมตั้งเมื่อไหร่ครับ”
“ใจร้อนจัง...สรุปพี่ขอให้เราตั้งหรือเราอยากตั้งเองกันแน่เนี่ย”
“ผมแค่จะตั้งให้มันเสร็จๆไปก็เท่านั้นแหละครับ”
“เราต้องลงรูปคู่กันสักพักก่อนแล้วค่อยตั้งสถานะไม่งั้นเดี๋ยวไม่เนียน...เริ่มจากตอนนี้เลยมาถ่ายรูปคู่กัน” นี่พี่เขาดูจริงจังมากเลยนะครับมีความกลัวไม่สมจริงด้วย  ผมจึงปัดผมของตัวเองให้เป็นทรงพร้อมที่จะถ่ายรูป
“เอามือมาวางตรงนี้สิ” พี่เขาจะถ่ายท่าไหนของเขากันนะถึงให้ผมวางมือไว้บนโต๊ะแต่ผมก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรได้แต่ยื่นมือข้างที่ใส่นาฬิกาสีดำที่พี่เค้กซื้อให้วันเกิดวางไว้บนโต๊ะและพี่วายุก็ยื่นมืออีกข้างของตัวเองมากุมมือผมไว้หลังจากนั้นก็ทำการถ่ายภาพ
“นี่เขาเรียกรูปคู่หรอพี่”
“อื่มใช่...ต้องค่อยๆเปิดตัวทีละนิดไงเดี๋ยวไม่เนียน” เอาที่พี่สบายใจเลยครับ
“แล้วแต่พี่เลยจะให้ผมทำอะไรก็บอกแล้วกัน”
 “ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารนะคะ” เมื่ออาหารมาเสริฟเราสองคนก็ไม่ได้สนทนาอะไรกันต่อพี่วายุเองก็กินไปตอบเชทไปนี่ถ้าอยู่กับพี่เค้กนะพี่วายุต้องโดนดุแน่ๆ
ระหว่างที่รอพี่วายุจ่ายเงินค่าอาหารผมจึงเหลือบมองโต๊ะที่บิ๊กบอสกับน้องน้ำอิงนั่งก็เห็นว่าทั้งคู่กำลังทานอาหารกันอยู่แต่ผมก็ไม่ได้เดินไปบอกว่ากลับแล้วหรืออะไรปล่อยให้เขานั่งทานข้าวกันไปดีกว่า 
หลังจากที่พี่วายุจ่ายเงินเรียบร้อยเราจึงเดินไปที่ร้านแก้วที่สั่งไว้ทางร้านห่อกล่องให้อย่างเรียบร้อยพร้อมกับติดโบว์สีชมพูด้วยซึ่งทางร้านมีโบว์อยู่สีเดียวโคตรเข้ากับฟาร์มเลยครับ
รถเบนซ์สีดำถูกจอดที่ลานจอดรถของคอนโด  ผมเหลือบมองนาฬิกาในรถนี่ก็เกือบสองทุ่มแล้วผมว่าผมไปแป๊บเดียวเองนะครับเนี่ยคงเป็นเพราะรถติดแน่เลยดีนะที่พี่วายุใจดีพาผมไปซื้อของไม่งั้นคืนนี้คงไม่ได้ของขวัญให้ฟาร์มแน่แต่ไม่ดีอยู่อย่างเดียวคือเหตุการณ์ที่ร้านอาหารนั่นแหละไม่น่าไปเจอเลย
“ขอบคุณนะครับ...ที่พาไปซื้อของแล้วก็เลี้ยงข้าวด้วย”
“ไปเป็นไร” พี่วายุพูดแค่นั้นเราสองคนเดินเข้าคอนโดและขึ้นลิฟมาพร้อมกัน
“กินคุกกี้ที่ผมให้รึยังครับ...อร่อยไหม”
“อื่มกินแล้วอร่อยดีซื้อมาจากร้านไหนหรอ”
“ไม่ได้ซื้อครับ...ผมทำเองถ้าพี่ชอบไว้วันหลังผมจะทำให้อีกนะครับ”
“ขอบใจ”
“..............”
“ถึงกับทำหน้าหงอยเลยหรอ” พี่วายุพูดขึ้นระหว่างความเงียบภายในลิฟ
 “อะไรหรอครับ”
“ก็ตั้งแต่เจอคนนั้นที่ร้านอาหารเราก็ทำหน้าหงอยมาจนถึงตอนนี้” นี่พี่เขาสังเกตุเห็นด้วยหรอผมว่าผมทำตัวปกติแล้วนะครับ
ติ๋ง! เสียงลิฟดังขึ้นเมื่อถึงชั้นที่ผมอยู่
“ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”  ผมรีบพูดตัดบทและเดินออกจากลิฟทันทีใครจะบอกละว่าผมรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆที่เห็นสองคนนั้นรักกันดีฟังดูอาจจะร้ายไปสักนิดแต่มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของผมขณะนี้จริงๆ
“ไง...กลับซะมืดเลยนะ” ผมได้ยินเสียงพี่เค้กดังมาจากทางห้องรับแขกในขณะที่ผมกำลังปิดประตู
“ก็พี่ไม่ไปรับผมอะ”
“ก็แฟนเราไปรับแล้วไง”  พี่เค้กทำน้ำเสียงทีเล่นทีจริงกับผมไม่ไปหรอกผมแล้วยังจะมาแซวอีก
“แฟนเฟินอะไรละพี่”
“ไปห้างกันมาหรอ”
“รู้ได้ยังไงว่าผมไปเดินห้าง” ผมว่าผมยังไม่ได้เล่าเลยนะครับว่าผมไปห้างมา
“พี่เก่ง” ผมว่าพี่มันต้องถามพี่วายุแน่ๆ  แล้วทำไมไม่ถามน้องตัวเองว่าไปไหนจริงๆตั้งแต่พี่เค้กส่งข้อความมาว่าไปรับไม่ได้พี่เค้กก็เงียบไปเลยไม่คิดจะห่วงน้องบ้างหรือไง
“พี่เค้กเดี๋ยวผมไปวันเกิดไอ้ฟาร์มนะครับร้านแถวมอพี่แหละ”
“อ้าวแล้วไปยังไงอ่ะ”
“เดี๋ยวจัดเลี้ยงมารับครับ”
“งั้นถ้าจะกลับก็โทรมาแล้วกันเดี๋ยวพี่ไปรับ...พี่ก็จะไปเหมือนกัน” พี่เค้กคงนัดเพื่อนไว้สินะถ้าให้ผมเดาพี่เค้กคงจะไปร้านของเพื่อนพี่มันซึ่งก็ไม่ไกลจากร้านที่ผมไปเท่าไหร่
“โอเคครับ”

ผมแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีขาวด้านในและใส่เสื้อคลุมสีดำด้านนอกกางเกงยีนส์สีดำขาดๆพร้อมกลับเซ็ตผมนิดหน่อยพอให้เป็นทรงปกติเวลาไปเที่ยวผมก็มักจะแต่งตัวประมาณนี้แหละครับวันนี้ไอ้ฟาร์มมันนัดให้ทุกคนใส่เสื้อสีขาวมาจะได้เป็นตรีมเดียวกันวันนี้วันเกิดมันก็ตามใจมันหน่อย
ผมยืนรอไม่นานจัดเลี้ยงก็มารับดีเหมือนกันครับที่พี่เค้กจะไปรับที่ขากลับเพราะจัดเลี้ยงจะได้ไม่ต้องวนรถมาส่งผม  ใช้เวลาสักพักเราก็ถึงร้านที่นัดหมายผมกลับจากเลี้ยงเดินเข้าไปในร้านก็พบไอ้ฟาร์มกับเพื่อนอีกประมาณสองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งทุกคนก็ใส่เสื้อสีขาวตามที่มันนัดแนะ
“มาแล้วหรอพวกมึงกินอะไรก็สั่งได้เลยนะ” คนหุ่นหมีทักขึ้นในขณะที่เห็นผมสองคนเดินมา
บนโต๊ะมีอาหารประมาณห้าอย่างซึ่งผมคิดว่ามันก็เยอะแล้วสำหรับกับแกล้มอีกอย่างผมก็เพิ่งกินข้าวมาเลยไม่รู้สึกหิว
“ขอเหล้าเลยแล้วกัน” ผมว่า
“มาถึงก็แดกเหล้าเลยหรอวะ”
“จัดเลี้ยงมึงอะ...เอาอะไร”
“กูขอน้ำเปล่าก่อนแล้วกันยังไม่อยากเมา” จัดเลี้ยงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบดีแล้วครับที่มันกินแค่น้ำเปล่าเพราะมันเมาง่ายมากแถมขับรถมาอีกมันคงไม่กล้ากินเยอะหรอก
ในขณะเรานั่งดื่มอยู่สักพักผมเลือบมองเห็นคนร่างสูงสองคนกำลังเดินเข้ามาที่โต๊ะ
“ อ้าว...บิ๊กบอสปาล์ม...มาแล้วหรอนั่งนี่เลยมึง” เจ้าของวันเกิดทักเพื่อนอีกสองคนที่กำลังเดินเข้ามาบิ๊กบอสเดินมานั่งข้างผมและปาล์มก็นั่งข้างบิ๊กบอส
อ่า! ของยังไม่ได้ให้ของขวัญไอ้ฟาร์มนี่หว่า
“อะของขวัญมึง” ผมหยิบกล่องของขวัญที่เพิ่งไปซื้อมาในถุงกระดาษยื่นให้เจ้าของวันเกิด
“ เชี่ย....โบว์ชมพูสัส” ไอ้ฟาร์มพูดขึ้นพร้อมหัวเราะกับสีโบว์ที่ผูกอยู่กับกล่องของขวัญ
“เหมาะชิบหายเลย...มึงคิดได้ไงวะแคลร์” จัดเลี้ยงทำท่าทางหัวเราะใหญ่
“กูว่าเหมาะกับมึงดีนะฟาร์ม” ผมว่าพร้อมหัวเราะคนหุ่นหมีอมยิ้มและส่ายหน้าเล็กๆซึ่งในมือยังคงถือกล่องของขวัญที่เพิ่งรับจากผมไปเมื่อสักครู่
“ทำอย่างกับคนมีความรักเลยนะมึงอ่ะ” ไอ้จัดเลี้ยงแซวผม  ผมไม่ได้ว่าอะไรได้แต่ทำหน้ายิ้มเยาะใส่มันประมาณว่าก็ไม่รู้สินะอะไรทำนองนั้น
“กูเห็นนะเมื่อเย็นมึงไปเดินห้างกับใครวะ...สัดโคตรหล่อ...แต่กูรีบเลยไม่ได้ไปทัก” จัดเลี้ยงมันเห็นด้วยหรอครับเนี่ย
“............”
“แต่กูว่าหน้าคุ้นๆ....เอ....กูจำได้และพี่วายุเพื่อนพี่เค้กที่เจอเมื่อวันวาเลนไทน์ที่มึงไปจะ” ผมรีบหยิบมันฝรั่งทอดที่ว่างอยู่บนโต๊ะยัดเข้าไปในปากมันก่อนที่ ไอ้คนหน้าตี๋ที่นั่งข้างผมจะพูดต่อ
“มึงพูดเยอะไปแล้วจัดเลี้ยง” ผมว่าด้วยเสียงดุดีนะครับที่เอามันฝรั่งทอดยัดปากมันทันขืนมันพูดว่าผมไปจูบพี่วายุนี่ผมจะทำหน้ายังไง บิ๊กบอสเองก็นั่งอยู่ข้างผมถึงผมอยากจะรู้ปฏิกิริยาของบิ๊กบอสว่าจะรู้สึกยังไงถ้าผมมีใครก็เถอะ  แต่ผมไม่อยากให้มันรู้ว่าผมเสียใจเพราะมันมากแค่ไหนในวันนั้นจนเมามากและไปจูบคนอื่นแบบนั้นผมเปยตามองคนคิ้วเข้มที่นั่งข้างผมท่าทางนิ่งไม่พูดอะไรซึ่งมันผิดปกติเพราะปกติบิ๊กบอสจะเป็นคนที่ชอบพูดยิ่งถ้าอยู่กับผมด้วยแล้วก็มักจะชอบเล่าโน่นนี่ให้ฟังตลอด
“สัส...โคตรเค็ม” สงสัยมันฝรั่งทอดที่นี่จะโรยเกลือเยอะไปหน่อยเพราะคนหน้าตี๋ทำหน้ายู้คงจะคิมจริงๆสินะ ‘สมน้ำหน้า’
“ช่วงนี้มึงมีแฟนจริงๆหรอไม่เห็นเล่าให้กูฟังบ้างเลย” บิ๊กบอสถามผมด้วยน้ำเสียงนิ่งในขณะที่เราเดินมาเข้าห้องน้ำพร้อมกัน
“ก็ไม่หนิ” ผมตอบตามจริงครับเพราะผมไม่มีแฟนจริงๆทั้งก่อนหน้าและหลังที่คบกับบิ๊กบอสสรุปคือผมเคยมีมันแค่คนเดียวครับและตอนนี้ก็ยังอยากมีมันเหมือนเดิมและยังไม่คิดจะมีใครด้วยครับ  ถึงแม้สถานะตอนนี้จะเป็นแค่เพื่อนก็ตาม
“จริงเหรอวะกูรู้สึกแปลกๆเวลาที่เห็นมึงอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่กูอะกูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากูเป็นอะไร” หน้ามันตอนนี้ดูสับสนมากเลยครับแววตาสั่นเทาถ้าผมไม่คิดเข้าข้างตัวเองเกินไปผมคงจะคิดว่ามันกำลังหึงผมแหละครับ
“เออกูก็ไม่ได้คบใครนะ” ผมส่งยิ้มบางๆให้บิ๊กบอสคนคิ้วเข้มฉีกยิ้มให้ผม   ผมนี่เจ็บแล้วไม่จำเลยนะครับที่ผมบอกแบบนั้นเพราะผมห่วงความรู้สึกของมันไม่อยากให้มันคิดมากเรื่องผมแค่มันทำเหมือนไม่โอเคที่เห็นผมอยู่กับคนอื่นผมก็พอใจแล้วครับที่อย่างน้อยมันก็ยังมีใจให้ผมอยู่บ้าง  ถึงแม้ตอนนี้มันจะมีแฟนแล้วก็ตามผมไม่ได้ต้องการเป็นมือที่สามระหว่างมันกับน้องน้ำอิงหรอกนะครับผมขอแค่ได้อยู่กับมันในช่วงนี้เท่านั้นขอแค่เวลาสั้นๆเท่านั้น
หลังจากที่คุยกันที่ห้องน้ำเราสองคนก็กลับมานั่งดืมต่อที่โต๊ะสักพักบิ๊กบอสก็ขอตัวกลับก่อนส่วนผมนั้นก็อยู่จนงานเลิกจะกลับก่อนได้ยังไงละครับก็นี่มันวันเกิดเพื่อนสนิทของผมขืนผมกลับก่อนมันได้โกรธผมแน่ๆ


“1...2...3...ชีท~ ”  เชะ  เชะ!  เสียงช่างภาพออกคำนัดแนะให้กลุ่มคนที่ยืนเรียงไล่ลำดับความสูงกันอย่างเป็นระเบียบในชุดนักเรียนที่เรียบร้อย  ฉีกยิ้มออกมาพร้อมกันเพื่อให้ภาพถ่ายออกมาสวย  เพราะนี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่พวกเขาจะถ่ายภาพร่วมกันในชุดแบบนี้และสถานที่นี้     
วันนี้เป็นวันปัจฉิมครับและตอนนี้นักเรียนชั้นมอหกในรุ่นของผมกำลังถ่ายภาพหมูกันอยู่ผมยังคงยืนใกล้เพื่อนสนิทสองคนของผมแต่ทว่าไอ้ฟาร์มมันตัวสูงเลยต้องไปยืนบนเก้าอี้แถวที่สองซึ่งอยู่ข้างหลังผมกับจัดเลี้ยง  บิ๊กบอสเองก็เช่นกันเสียดายจังนะครับถ้าผมสูงกว่านี้เราคงได้ยืนถ่ายรูปนี้คู่กัน
“พวกมึง...ถ่ายรูปกัน” จัดเลี้ยงเดินมาทางผมกับไอ้ฟาร์มหลังจากที่เดินไปหยิบกล้องที่มันเตรียมมาจากบ้านซึ่งวางอยู่บนหินอ่อนไม่ไกลจากจุดที่พวกเราถ่ายภาพหมู่เมื่อสักครู่
“แล้วใครถ่ายให้วะ”  ไอ้ฟาร์มพูดขึ้น
“กูเอาขาตั้งกล้องมา” จัดเลี้ยงหยิบขาตั้งกล้องที่ถูกย่อสัดส่วนความยาวของมันออกมาจากกระเป๋าเรื่องความรอบคอบนี้ต้องยกให้มันเลยครับ
“เชี่ย~ โคตรพร้อม”
“ ใครจะเหมือนมึงล่ะฟาร์มไม่เตรียมห่าอะไรเลย” จัดเลี้ยงว่าพร้อมกับกางขาตั้งกล้อง
“มาๆเลิกเถียงกันได้แล้วกูเริ่มร้อนแล้ว”ผมต้องตัดบทก่อนที่มันสองคนจะเถียงกันยาวมากกว่านี้ครับเพราะว่านี่ก็สายมากแล้วแดดเริ่มจะร้อนขึ้นมาทุกที
หลังจากนั้นพวกเราสามคนก็ถ่ายรูปกันไปหลายรูปในระหว่างที่เราถ่ายรูปกันอยู่ผมก็กวาดสายตาไปรอบๆเพื่อมองหาคนคิ้วเข้มแต่ก็ไม่พบคงจะไปถ่ายรูปกับเพื่อนๆหรือไม่ก็คงจะไปถ่ายรูปกับแฟน 
คิดแล้วผมก็อดน้อยใจไม่ได้ ‘ไม่คิดอยากจะถ่ายรูปคู่กันบ้างหรือไง’ จะไม่ได้เจอกันแล้วนะเอาจริงๆตั้งแต่ผมรู้จักเขาตอนมอสี่จนกระทั่งคบกันในระยะเวลาสั้นๆแต่ผมมีรูปคู่กับเขาเพียงรูปเดียวเท่านั้นซึ่งก็เป็นรูปที่ไม่ได้ตั้งใจถ่ายกันสักเท่าไหร่แต่สถานการณ์ตอนนั้นมันบังคับ


-งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์สองปีก่อน-


“มึง...งานกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์จับกลุ่มตั้งหกคนเลยว่ะเราจะไปอยู่กลับใครดีวะ” จัดเลี้ยงพูดขึ้นพร้อมยื่นเกาหัว
“นั่นดิ เรามีแค่สามคนเอง” ผมก็เริ่มจะกังวนตามมันเพราะเพื่อนๆส่วนใหญ่จับกลุ่มครบหมดแล้ว
“เลิกเคลียดได้แล้วเพื่อน  กูได้มาแล้วอีกสาม” ผมมองไปตามเสียงไอ้ฟาร์มพร้อมกลับเห็นคนตรงหน้าอีกสามคน ‘โน๊ต  ฝันฝัน  บิ๊กบอส’  ผมรู้สึกดีใจที่ได้เพื่อนในกลุ่มครบหกคนแล้ว และก็รู้สึกดีใจที่เขามาอยู่กลุ่มเดียวกับผม
    เนื้องด้วยวิชาวิทยาศาสตร์คุณครูให้นักเรียนจับกลุ่มหกคนและผลิตชิ้นงานอะไรก็ได้จากขยะและเศษวัสดุเหลือใช้นำมาส่ง และทำการคัดเลือกสามกลุ่ม กลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รางวัลและได้นำผลงานไปจัดแสดงที่งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง ซึ่งผมคิดว่ากลุ่มเราน่าจะติดหนึ่งในสามนะครับ อย่างที่ผมเคยบอกจัดเลี้ยงมันชอบประดิษฐ์ของเล่นมาโชว์เป็นปกติ งานนี้คงสบายมากสำหรับมัน
“ผลิตอะไรดีมึง”  ผมหันไปถามจัดเลี้ยงที่กำลังทำหน้าคุ้นคิดอยู่กับกระป๋องน้ำอัดลม
“รถบังคับจากกระป๋องดีมะ” ผมเห็นด้วยกับความคิดของฝันฝันผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเพราะมันทำง่ายดี
“อยากได้อะไรที่มันมีประโยชน์ใช้งานได้อะ” จัดเลี้ยงพูดขึ้นและทำสีหน้าจริงจังแต่ตามันยังคงจ้องกระป๋องอยู่  “กูนึกออกแล้ว....กูจะทำเครื่องปลอกเปลือกผลไม้อัตโนมัติจากกระป๋องนี่แหละ” สุดยอดไปเลยเพื่อนผม และผมก็เชื่อว่ามันทำได้อย่างที่มันพูด
     หลังจากนั้นเราก็แบ่งหน้าที่กัน จัดเลี้ยง,ฟาร์ม,โน้ต ทำหน้าที่ผลิต  ฝันฝัน ทำหน้าที่จัดทำเล่มรายงาน ส่วนผมกับบิ๊กบอส ทำหน้าที่หาอุปกรณ์การผลิต ซึ่งอุปกรณ์หลักก็คือกระป๋อง

เช็ทกลุ่ม / เครื่องปลอกผลไม้ไฮเท็ค  (สมาชิก6คน) :
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : พวกคุณมึงครับผมต้องการกระป๋องนำมาภายในวันพรุ่งนี้ทันมั้ยครับ
ขนมหวานใส้ครีม : มึงจะรีบไปไหนครับกูเพิ่งเก็บได้แค่สองกระป๋องเอง
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง :คุณมึงจะส่งงานปีหน้าหรอครับ มีเวลาแค่สองอาทิตย์เองนะ
บิ๊กบอสเองคราบ : เราเตรียมไว้แล้วยี่สิบกระป๋องพอรึป่าว?
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : น่าจะพอนะครับ  @ขนมหวานใส้ครีม มึงดูเขาเป็นตัวอย่างไอ้แคลร์
ขนมหวานใส้ครีม : เอออออ กูมันไม่ดี  ชิ!
แล้วผมก็ส่งสติกเกอร์หน้างอนๆให้มันไป

เช็ทส่วนตัว / บิ๊กบอสเองคราบ :
ขนมหวานใส้ครีม : ไปหากระป๋องมาจากไหนอะแค่สองวันได้ตั้งยี่สิบ
บิ๊กบอสเองคราบ :  ปกติเราชอบดื่มน้ำอัดลมอยู่แล้วอะก็เลยมีกระป๋องอยู่
ขนมหวานใส้ครีม : อย่างนี้นี่เอง
ขนมหวานใส้ครีม : แล้วนายทำอะไรอยู่อะ
 บิ๊กบอสเองคราบ :  เรากำลังจะนอนแล้ว  ถ้างั้นเรานอนก่อนนะ ฝันดีนะแคลร์
ขนมหวานใส้ครีม : ฝันดีบิ๊กบอส

หลังจากบทสนทนาจบลงผมก็ได้แต่ยิ้มและมองข้อความในโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดี ‘ฝันดีนะแคลร์’ เขาก็แค่บอกฝันดีทำไมต้องรู้สึกดีอะไรขนาดนี้ด้วยวะ
    สองสัปดาห์ผ่านไป และแล้วเครื่องปลอกเปลือกผลไม้ของจัดเลี้ยงก็สำเร็จถึงแม้หน้าตามันจะแปลกๆไปสักหน่อยแต่มันก็สามารถใช้งานได้จริง ผมเคยบอกว่าเราจะต้องติดหนึ่งในสามแล้วเราก็ติดจริงๆครับ  ผลงานของพวกเราได้ไปจัดแสดงที่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังและได้ขึ้นรับรางวัลบนเวที  แต่น่าเสียดายที่ ฝันฝัน ไม่สบายเลยมารับรางวัลกับพวกเราไม่ได้
“มึงกูปวดขรี้วะ.....ไอ้เลี้ยงไปเป็นเพื่อนกูหน่อยกูไปไม่ถูก”  ไอ้ฟาร์มชวนจัดเลี้ยงไปห้องน้ำพร้อมท่าทางแบบปวดสุดๆ ผมว่ามันคงตื่นเต้นแหละครับเห็นมันอยู่ไม่นิ่งตั้งแต่มาละ
“เขาจะรับรางวัลกันแล้วนะมึงจะมาปวดอะไรตอนนี้ ” ผมมองมันอย่างหงุดหงิดเล็กๆ “เดี๋ยวกูพาไปเองเลี้ยงมันจะได้ขึ้นไปรับรางวัล”  ผลงานชิ้นนี้มันสำเร็จเพราะจัดเลี้ยงต้องให้มันขึ้นรับรางวัลเองถึงจะถูก
“มึงขึ้นไปรับเลย...กูก็ปวดฉี่เหมือนกันตื่นเต้นวะเดี๋ยวค่อยมาถ่ายรูปทีหลังก็ได้” พอมันพูดจบก็รีบพากันวิ่งไปห้องน้ำทันที    ดีจริงๆเพื่อนผมแต่ละคน จะตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น

 :katai1:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #7 เมื่อ03-08-2020 11:35:03 »

ตอนที่6 “รูปคู่รูปแรก”


“ขอเชิญกลุ่มประดิษฐ์เครื่องปลอกเปลือกผลไม้อัตโนมัติจากโรงเรียนเยอร์เซฟ พร้อมตัวแทนสองคนขึ้นมารับรางวัลบนเวทีเลยค่ะ”  พิธีกรประกาศชื่อกลุ่มพวกผมแล้วไอ้สองคนนั้นก็ยังไม่มา พวกผมสามคนที่เหลือจึงมองหน้ากันเชิงว่าเอายังไงกันดี
“กูว่ามึงกับไอ้บอสไปรับรางวัลก่อนดีกว่า เดี๋ยวกูจะถ่ายรูปให้”  โน้ตพูด พร้อมหยิบกล้องจากมือของบิ๊กบอสไป
ตอนนี้เราทั้งคู่ยื่นอยู่บนเวทีท่ามกลางผู้คนมากมายที่มาร่วมงานส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเรียนมาจากหลายๆโรงเรียนที่ส่งผลงานมาเข้าร่วมการประกวด
“กลุ่มนี้ไหนลองบอกหน่อยสิคะว่ามีเคล็ดลับอะไรถึงชนะการประกวดครั้งนี้ค่ะ” เอาแล้วไงไอ้คนทำก็ไปห้องน้ำแล้วผมจะตอบยังไงละครับ...ผมหันไปมองคนที่ยื่นอยู่ข้างๆบิ๊กบอสส่ายหน้าไปมาประมาณว่ามันจะไม่ตอบ  งั้นคนที่ต้องตอบคงจะต้องเป็นผมสินะ
“ผมไม่ได้หวังกันหรอกครับว่าเราจะชนะ...ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปแข่งกับใคร...ไม่ควรสร้างแรงกดดันให้ตัวเองเพราะมันจะยิ่งทำให้เราไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ…เพราะถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่ทำผมว่างานของเรามันก็จะออกมาดีเองครับ”  ผมตอบแบบรวมๆและใช้ความคิดตัวเองเป็นหลักซึ่งผมก็คิดแบบที่พูดจริงๆถ้าเราทำทุกอย่างด้วยใจไม่กดดันตัวเองผมว่าไม่ว่างานอะไรมันก็จะออกมาดีทั้งนั้นแหละครับถึงแม้มันจะไม่สำเร็จไม่ชนะใครอย่างน้อยเราก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว
“โหว~ ....ถือว่าเป็นความคิดที่ดีมากคะทำผลงานด้วยใจเก่งมากคะเด็กๆ…ขอเรียนเชิญคุณศักดาขึ้นมามอบรางวัลให้น้องๆคะ...ขอเรียนเชิญค่ะ”
ไม่นานผู้ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกชื่อเมื่อสักครู่ก็เดินขึ้นมาบนเวทีและมอบของรางวัลให้เรา  บิ๊กบอสถือป้ายเงินรางวัลที่มีขนาดใหญ่พอสมควร  ส่วนผมถือถ้วยรางวัลขนาดไม่ใหญ่มาก  “แชะ  แชะ ” เสียงชัดเตอร์จากกล้องหลายตัวทางด้านล่างเวทีที่เรายืนอยู่รวมถึงกล้องของบิ๊กบอสที่โน๊ตกำลังถ่ายอยู่ด้วย  ‘รูปคู่ของเราสินะ’   
หลังจากที่รับราลวัลเสร็จเราก็เดินลงมาและพบว่าฟาร์มกับจัดเลี้ยงกำลังเดินมาพอดี พวกเราจึงถ่ายรูปคู่กับผลงานและรางวัลที่ได้มาเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก
   เมื่องานสัปดาห์วิทยาศาสตร์จบลงผมกับบิ๊กบอสก็มีโอกาสได้คุยกันบ่อยขึ้นเรื่องเรียนบ้างเรื่องไร้สาระบ้างคุยกันเหมือนเพื่อนที่สนิทคนหนึ่งแหละครับไม่มีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งผมก็รู้สึกดีครับที่ได้คุยกับเขา

เช็ทส่วนตัว / บิ๊กบอสเองคราบ :
ขนมหวานใส้ครีม : บอสมึงทำอะไรอะว่างมั้ย
บิ๊กบอสเองคราบ :  *รูปพาพ*       รูปผมกับบิ๊กบอสในงานรับรางวัล ผมมองรูปแล้วซูมดูคนที่ถือป้ายเงินรางวัลใกล้ๆแล้วเผลอยิ้มออกมา ‘หล่อจังวะ’แต่เมื่อเทียบกับผมที่ยืนอยู่ข้างๆช่างแตกต่างกับราวฟ้ากับเหวเลยเพราะผมทั้งอ้วนทั้งเตี้ยเหมือนเด็กสมบูรย์ยังไงยังงั้น
บิ๊กบอสเองคราบ :  ดูรูปวันรับรางวัลอยู่อะมีหลายรูปเลยเดี๋ยวกูส่งไปในกลุ่มนะ
ผมส่งสติกเกอร์ขอบคุณไปให้บิ๊กบอสแล้วโหลดรูปเมื่อสักครู่เก็บไว้ ในมือถือทันที 
บิ๊กบอสเองคราบ :  กูว่านะถ้ามึงผอมคงจะดูดีมากๆเลย
ผมอ่านข้อความแล้วก็อดยิ้มไม่ได้จริงๆนึกยังไงมาชมเราวะเนี่ย เขินเลย 
ขนมหวานใส้ครีม : จริงดิ
บิ๊กบอสเองคราบ :  อื่ม กูว่ามึงก็หน้าตาดีอยู่นะถ้าผอมอีกหน่อยสาวๆคงเพียบเลย
ขนมหวานใส้ครีม : เหมือนมึงอะนะ 
บิ๊กบอสเองคราบ :  สติกเกอร์หัวเราะ
    ผมอ่านข้อความไปยิ้มไป บิ๊กบอสไม่ใช้คนแรกหรอกครับที่บอกว่าถ้าผมผอมจะดูดีมากฟาร์มจัดลี้ยงแล้วก็พี่ชายของผมก็เคยพูดเหมือนกันแต่ทำไมตอนนั้นมันไม่ได้รู้สึกมีแรงจูงใจเหมือนตอนนี้นะ  ปิดเทอมนี้ผมคงต้องเหนื่อยแล้วแหละครับ  ผมนั่งมองรูปที่บิ๊กบอสส่งมาให้ในคอมแล้วทำการปริ้นออกมาด้วยกระดาษโฟโต้จัดการใส่กรอบรูปที่ผมมีอยู่แล้วว่างไว้บนโต๊ะหนังสือในห้องนอนของผมพร้อมกับเขียนข้อความที่รูปว่า  ‘รูปคู่ของเรา’

“ฮึบ ฮึบ โอ๊ยเจ็บ ขอเบาๆกว่านี้  มะ...ไม่ไหวแล้วววว”  ผมโวยวายใส่คนหุ่นหมีที่มีร่างสูงกว่า  หลังจากที่มันส่งเวทขนาดห้ากิโลมาให้ผมยก
“มึงแม่งอ่อนว่ะ” ฟาร์มพูดขึ้นพร้อมไปหยิบเวทน้ำหนักสองกิโลมาเปลี่ยนให้
“ก็กูเพิ่งเล่นเวทมั้ย  จะให้ทึกเหมือนมึงได้ยังไง”  ผมพูดจริงนะครับก็มันมาเล่นเกือบทุกวันแถมกล้ามก็โคตรใหญ่   แรกๆผมก็มาวิ่งแหละครับแต่ฟาร์มมันบอกว่าแขนผมไม่สวยมันเลยให้ลองยกเวทเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ  (ถามกูมั้ยว่าอยากมีกล้ามรึป่าวอะ) 
   ช่วงนี้ปิดเทอมครับ ผมกับพี่เค้กกลับไปที่บ้านต่างจังหวัดแค่หนึ่งอาทิตย์ก็ต้องกลับกรุงเทพฯเพราะพี่เค้กลงคอร์สเรียนพิเศษเอาไว้เยอะมากอีกปีเดียวพี่ผมก็จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว ผมเองก็ลงไว้เหมือนกันแต่เป็นคอร์สลดน้ำหนักนะครับ
  ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับไอ้ฟาร์ม  แค่ผมบอกว่าอยากลดน้ำหนักมันก็พร้อมที่จะเป็นเทรนเนอร์ให้ผมทันที  ซึ่งผมก็ต้องปรับเปลี่ยนการกินอาหารในแบบที่มันบอก แล้วก็ต้องมาเข้าฟิตเนสเกือบทุกวัน  ที่ผมตัดสินใจลดน้ำหนักเพราะเริ่มมีคนทักหลายแล้วครับคนว่าผมอ้วน (ผมว่าก็แค่อวบนะ) โดยเฉพาะพี่ชายผมมันพูดแทบทุกวันแต่ช่วงนั้นยังไม่มีแรงบันดาลใจในการลด พอคนที่ผมชอบ (อุ๊บ!) พูดขึ้นมาผมเลยเกิดแรงบันดาลใจเพราะ ‘ผมไม่ได้อยากดูดีให้ใครมาชอบ  แต่ผมอยากดูดีในสายตาของคนที่ผมชอบ’ ก็เท่านั้นแหละคราบบบ
“กูว่าเดี๋ยวเย็นนี้ไปชกมวยกันดีกว่า...เดี๋ยวไอ้จัดเลี้ยงมันจะมาด้วย”  แค่ที่ฟิตเนสกูก็จะตายแล้วคราบเพื่อนฟาร์มมึงยังจะลากกูไปยิมอีกหรอ
“กูต้องไปใช่มะ?”  ผมพูดขึ้นในขณะที่นั่งพักดื่มน้ำ และทำหน้าเหนื่อยใส่มัน
“เออ...เดี๋ยวไม่ครบคู่” ไม่ถามกูสักคำว่าไหวรึป่าว รักกูจริงๆเลยเพื่อน 
หลังจากนั้นพวกเราก็ไปชกมวยกันจนสมใจไอ้ฟาร์มแล้วก็มาหาอะไรกินกันที่ร้านอาหารแถวนั้น
“มึงกูอยากกินข้าวขาหมูเยรมันอะ” ผมพูดขึ้นในขณะที่พวกเราสามคน ผม ไอ้ฟาร์ม จัดเลี้ยง กำลังนั่งอยู่ในร้านอาหาร
“นี่หรอ เมนูคนลดความอ้วน”ไอ้ฟาร์มพูดพร้อมกับทำหน้าเหนื่อยใส่ผม
“นี่กูก็ลดมาตั้งห้าโลแล้วนะ กูขอเหอะวันเดียวไม่อ้วนหรอก” ผมทำหน้าตาอ้อนวอนใส่มัน  จริงๆหนึ่งเดือนที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้กินอะไรนอกกฎเลยนะครับตั้งแต่เข้าคอร์สลดน้ำหนักกับไอ้ฟาร์ม
“เออ กูเห็นอ้วนกันมานักต่อนักละ กับคำว่าวันเดียวไม่อ้วนหรอก เนี่ย” ผมยิ้มแหยๆให้มัน และสุดท้ายมันก็สั่งขาหมูเยรมันให้ผม  บอกแล้วว่าไอ้ฟาร์มมันใจดี มันบ่นไปงั้นแหละครับ
“มึงอะเป็นไงบ้างจัดเลี้ยง เงียบไปเลยนะมึง” ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมามันเงียบหายไปเลยไม่ค่อยมาเจอพวกผมเท่าไรนัก
“กูยุ่งๆกับงานที่บ้านอะ แล้วก็ต้องเรียนพิเศษด้วยเลยไม่ค่อยมีเวลา” ก็คงจะจริงของมันครับผมโทรไปทีไรมันไม่อยู่ที่ศูนย์การค้าของที่บ้านก็ไปอยู่ที่เรียนพิเศษทุกที
“เออไว้วันไหนว่างก็ค่อยนัดกูกับไอ้แคลร์แล้วกัน”   
“โอเคร”

-เปิดภาคเรียน-

“มึงกูเลิกกับแฟนวะ”  บิ๊กบอสพูดขึ้นสีหน้าและน้ำเสียงเศร้าในขณะที่นั่งอยู่ร้านกาแฟหน้าโรงเรียน  ไม่รู้ว่าเราสนิทกันถึงขั้นปรึกษาเรื่องแฟนกันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมก็เพิ่งรู้ครับว่ามันมีแฟนเพราะผมไม่เคยถามแล้วก็ไม่เคยเห็นมันลงรูปกับแฟนด้วย ก็ไม่แปลกหรอกครับที่คนหล่ออย่างมันจะมีแฟน แต่ประโยคนี้ก็ทำผมอึ้งไปพักนึง
“แล้วมึงโอเครมั้ยวะ” ผมจะไม่ถามหรอกครับว่าทำไมถึงเลิกกันเพราะมันเองก็คงไม่ได้อยากพูดถึงสิ่งที่ทำร้ายจิตใจเท่าไรหรอกผมว่าเพาะถ้าเป็นผมเองก็คงไม่ยากให้ใครมาถามเหมือนกัน
“อื่มกูก็ยังไม่ค่อยโอเครเท่าไรอะ...คบกันมาตั้งหลายปีทำใจยากว่ะ”สีหน้าและแววตา หน้ามันดูเศร้ามาก ผมก็ไม่รู้จะปลอบคนเศร้ายังไงดีพอเห็นมันเศร้าแล้วผมก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน
“มึงไม่ต้องเศร้านะเว้ย เพราะมันไม่ได้มีมึงคนเดียวที่โสด” ผมพูดขึ้นพร้อมพยายามทำหน้าระรื่น
“มึงไม่เห็นหรอว่ากูก็โสด...โสดมานานกว่ามึงด้วย”  งานขายตัวเองก็มาครับ  ผมไม่ได้อยากโฆษณาหรอกนะครับว่าตัวเองโสดแค่อยากพูดอะไรให้มันหายเศร้าก็เท่านั้นเอง
“มึงเนี่ยนะโสดอะ” คนตรงหน้าเริ่มยิ้มแล้วมองหน้าผม
 “กูเห็นมึงลดความอ้วน จนดูดีขึ้นกูนึกว่ามึงมีแฟนซะอีก” คนตรงหน้าผมพูดต่อเหมือนจะไม่เชื่อที่ผมพูด  ‘ก็เพราะมึงนั้นแหละที่ทำให้กูอยากดูดีขึ้น’ ผมอยากพูดประโยคนี้ออกไปแต่พูดไม่ได้เพราะผมรู้ว่าคนตรงหน้ารู้สึกกับผมแค่เพื่อนคนนึงเท่านั้นจริงๆ
“เออดิ ที่กูหันมาออกกำลังกายลดความอ้วนก็เพราะกูอึดอัดตัวเองต่างหาก ฟงแฟงอะไรไม่มีอะ” ผมรีบตอบพร้อมทำหน้าจริงจัง
“ถ้างั้น...กูก็โสด มึงก็โสด....” ผมลุ้นว่ามันจะพูดอะไรต่อ คงไม่ใช่ ‘งั้นเรามาเป็นแฟนกันหรอกมั้ง’ ผมคงคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป
“งั้นเรามา โสดเป็นเพื่อนกันมั้ย ถ้าใครมีแฟนก่อนคนนั้นต้องพาคนแพ้ไปเลี้ยงปลอบใจนะ” เฮ้ออออ กูลุ้นแทบแย่ว่าจะพูดอะไรต่อ
“เออ...เอาดิ” ผมตอบมันพร้อมกับรอบถอนหายใจ ผมสังเกตคนตรงหน้าดูผ่อนคลายขึ้นไม่ทำหน้าเศร้าเหมือนตอนแรก


-ปัจจุบัน-

คุณเชื่อในพลังแห่งความรักหรือป่าวครับผมว่าผมเชื่อนะเพราะเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาระหว่างผมกับบิ๊กบอสทำให้ผมเชื่ออย่างนั้นทำให้คนที่เคยอ้วนมากกลายเป็นคนผอมได้แถมยังยอมได้ทุกอย่างแม้กระทั่งกลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมเพื่อที่จะรักษาเขาไว้ใกล้ตัวถึงแม้จะต้องเจ็บที่เห็นเขาไปรักกับคนอื่นแต่อย่างน้อยก็ยังมีสถานะระหว่างกันดีกว่าไม่มีตัวตนในสายตาของเขาเลย
วันนี้ห้องผมนัดไปเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการเรียนจบมัธยมพร้อมที่จะก้าวสู่ชีวิตมหาลัยที่ร้านประจำของพวกผมกับเพื่อนซึ่งบิ๊กบอสเองต่อไปเช่นกัน ผมมองไปรอบๆร้านดูเหมือนจะมีแต่เพื่อนนักเรียนในห้องผมเสียส่วนใหญ่เหมือนกับว่าพวกเราเหมาร้านกันยังไงยังงั้น
ผมนั่งอยู่ตรงกลางเราว่างไอ้ฟาร์มกับจัดเลี้ยงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบิ๊กบอสนี่พวกเราก็ดื่มกันมาสักพักแล้วผมเองก็ดื่มไปเล่นโทรศัพท์ไปและแอบสังเกตคนที่นั่งตรงข้ามเหมือนจะมีสายเข้าอยู่ตลอดไม่ต้องถามก็รู้ว่าใครโทรมาคงจะไม่พ้นน้องน้ำอิงแฟนมันนั่นแหละครับเหมือนจะโทรมาให้รีบกลับอะไรทำนองนั้น ซึ่งจริงๆพวกเราก็เพิ่งมานั่งได้ยังไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้นแต่ผมก็ต้องเลิกสนใจคนตรงข้ามชั่วขณะเพราะผมหันไปสนใจชายสองคนที่กำลังเดินมาตรงโต๊ะผมมากกว่าว่าแต่พี่เค้ามาทำไมนะ
“พี่เค้กกับพี่วายุมาได้ยังไงครับเนี่ย” ผมไม่ทันได้ทักคนทั้งสองไอ้ฟาร์มก็ชิงตัดมาถามเสียก่อน
“พอดีพี่มาเที่ยวกับเพื่อนอะแต่เพื่อนยังมาไม่ครบขอนั่งนี่ก่อนแล้วกันมาดูน้องด้วย”
“ ผมโตแล้วพี่ไม่ต้องมาดูหรอกผมดูแลตัวเองได้” ผมพูดพร้อมทำหน้ามุ่ยใส่พี่ชาย
“เอาน่าพี่นั่งแป๊บเดียวเดี๋ยวพวกเพื่อนมาก็ไปละ”
“นั่งนี่เลยครับพี่...ไอ้ฟาร์มมึงเอาแก้วให้พี่ๆเขาสิ”  จัดเลี้ยงจัดแจงเก้าอี้ที่อยู่ข้างมันบริเวณหัวโต๊ะให้กับคนที่มาใหม่ทั้งสอง
“แก้วไม่ต้องก็ได้ที่มานั่งคุยเฉยๆ”
“ได้ไงพี่นั่งเฉยๆได้ไงนี่มันร้านเหล้าต้องกินเหล้าด้วยครับ” จัดเลี้ยงขยั้นขยอคนหน้าเรียวที่นั่งข้างมันผมว่ามันคงเริ่มเมาแล้วล่ะครับเพราะผมเห็นมันดื่มไปแล้วสองแก้วไม่นานแก้วที่ถูกชงด้วยเหล้ากับโซดาก็ถูกวางที่หน้าคนมาใหม่ทั้งสอง
“พี่ครับช่วยผมซื้อดอกไม้หน่อยได้ไหมครับ” มีเด็กชายตัวเล็กเดินถือตะกร้าดอกไม้มาที่โต๊ะพวกผมจริงๆผมก็เห็นบ่อยนะครับแต่ไม่ค่อยได้ซื้อเพราะไม่อยากสนับสนุนไม่รู้ว่าทำไมผู้ปกครองถึงปล่อยให้น้องมาเดินขายดอกไม้ในเวลาดึกๆแบบนี้และที่นี่ก็ไม่เหมาะสำหรับเด็กมาเดินขายสักเท่าไหร่ด้วยแต่คิดไปคิดมาถ้าเกิดทางบ้านน้องเขาลำบากจริงๆล่ะ
“พี่เหมาหมดเลยครับ…เท่าไหร่ครับ” น้องคนขายเดินไปตามเสียงเรียกเมื่อสักครู่
“ ขอบคุณครับ” น้องคนขายขอบคุณพี่วายุหลังจากที่รับเงินไปห้าร้อยบาท
“ ไม่ต้องทอนหรอก...เอาไปกินขนมแล้วก็รีบกลับบ้านด้วยนะครับมันดึกมากแล้ว” โหว~ พี่โคตรใจดีอ่ะเพราะดอกไม้ในตะกร้านั้นรวมๆแล้วน่าจะแค่สองร้อยบาทเท่านั้นแหละครับ
“ ขอบคุณครับ” และน้องก็เดินไปพร้อมกลับทำหน้าดีใจใหญ่วันนี้น้องคงไม่ต้องเดินขายให้เมื่อยแล้วล่ะครับ
“เอแคลร์อะ...พี่ให้” พี่วายุส่งดอกกุหลาบประมาณยี่สิบดอกที่ซื้อมาจากน้องคนเมื่อกี้ส่งมาให้ผม
“หะ...ให้ผมทำไมหรอครับ” ผมถามเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะความรู้สึกตกใจ 
“ก็ยินดีที่เรียนจบไง” คนหน้าหล่อส่งยิ้มบางมาทางผมมือยังคงถือดอกกุหลาบอยู่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทผมจึงเอื้อมมือไปรับไว้ 
ตั้งแต่ผมตกลงคบ เอ่อ ไม่สิแกล้งครบกับพี่วายุพี่เขาก็ไม่ได้มายุ่งวุ่นวายอะไรกับชีวิตประจำวันของผมเลยมีแต่บางวันที่พี่เขามากินข้าวที่ห้องผมก็มักจะชอบถ่ายรูปจานข้าววางคู่กันรูปเงาผมบ้างรูปหน้าเบลอๆบ้างลงในไอจีพี่เขาแต่ก็ไม่ได้บ่อยมากบางทีก็แท็กผมมีหลายคนที่เข้ามาถามว่าผมเป็นใครแต่พี่วายุก็ไม่บอกแถมยังบอกอีกว่าถ้ามีใครมาเพิ่มเพื่อนช่วงนี้ยังไม่ต้องรับแอดแต่ก็ไม่เห็นพี่เขาจะตั้งสถานะสักทีส่งใสจะยังไม่นานพอแต่ผมว่านี่ก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้วนะครับ
ผมเหลือบตามองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามหน้าเขาดูไม่พอใจเล็กน้อยซึ่งผมคิดว่าผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองแน่นอน
“ขอบคุณครับ” ผมรับดอกไม้และส่งยิ้มกลับให้ว่าแต่มันก็แปลกๆอยู่ดีนั้นแหละครับที่พี่เขาให้ดอกไม้ผม
“เนี่ย...ว่าที่น้องเขยกูใจดีแล้วยังโรมันติกอีกสัส” พี่เค้กดูพอใจกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่แต่ไอ้ว่าที่น้องเขยนี่ไปตกลงกันตอนไหนครับแล้วถามผมหรือยัง
“โหพี่เล่นประกาศขนาดนี้เพื่อนผมก็แย่สิครับ” ไอ้ฟาร์มผสมโรงกับพี่เค้กแซวผมกันใหญ่
“พอเลยพอเลยมึงดูหน้าแม่งแดงหมดละ” ไอ้จัดเลี้ยงก็อีกคนแต่อาการหน้าแดงนี่อาจจะเป็นเพราะเหล้าก็ได้ไหมจริงๆผมก็เขินแหละครับถึงแม้จะไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาแต่พอมีคนมาแซวมันก็เขินอยู่นะครับแต่ผมก็ยังคงสังเกตุคนตรงข้ามอยู่เป็นเรื่อยๆเหมือนเขาจะดื่มเหล้าถี่ขึ้นพร้อมทำหน้านิ่งๆเดาอารมณ์ไม่ถูกเลยครับว่าเขาคิดอะไรอยู่
พวกเรานั่งคุยกันสักพักพี่เค้กกับพี่วายุก็ขอตัวเพราะเพื่อนที่นัดกันไว้เริ่มทยอยมากันแล้ว ซึ่งโต๊ะที่พี่ชายผมจองไว้ก็อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะผมมากนักถ้าคนในร้านไม่เยอะมากก็สามารถมองเห็นกันได้
พวกพี่ผมนี่มาทิ้งระเบิดไว้แล้วก็จากไปเฉยว่าแต่ทำไมผมต้องแคร์ด้วยละครับเนี่ยว่าจะรู้สึกยังไงในเมื่อเราเป็นแค่เพื่อนกัน
“แคลร์ไปเอาของที่รถเป็นเพื่อนกูหน่อย” คนคิ้วเข้มพูดขึ้นหลังจากที่เงียบไปนานผมพยักหน้าตอบรับและลุกเดินตามหลังคนตัวสูงกว่าไป           
บิ๊กบอสเปิดประตูรถทางฝั่งผู้โดยสารด้านหลังพร้อมกับก้มตัวลงไปหยิบอะไรบางอย่างจากนั้นก็ยื่นกล่องๆหนึ่งมาให้ผม
“อะไรวะ” ผมเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
“กูให้มึง…ขอบคุณนะที่มึงดีกับกูมาตลอด” ผมเอื้อมมือไปหยิบของชิ้นนั้นมาแล้วเปิดดูทันทีกล่องสีดำขนาดไม่ใหญ่มากถูกเปิดออกผมพบว่าในกล่องมีนาฬิกาสีดำยี่ห้อดังซึ่งดูราคาก็รู้ว่ามันแพงมากพอสมควร
“นาฬิกา...มึงเคยให้กูแล้วนี่” ตอนนั้นหลังวันวาเลนไทน์มันก็ให้นาฬิกาผมทำไมตอนนี้ให้นาฬิกาผมอีกแล้วผมดูเป็นคนไม่ตรงเวลาขนาดนั้นเลยเหรอครับเนี่ย
“เรือนนั้นกูอาจจะไม่ได้ตั้งใจซื้อ...แต่เรือนนี้กูตั้งใจซื้อให้มึง...กูอยากให้มึงจำสิ่งดีๆของกูบ้างกูรู้นะว่ามึงไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ที่กูคบกับน้ำอิงแต่กูก็รักน้ำอิงว่ะแล้วกูก็...รักมึงด้วยกูรู้สึกไม่ชอบเลยเวลาที่เห็นมึงคุยกับคนอื่นแต่กูก็ไม่รู้จะทำยังไงว่ะตอนแรกกูคิดว่าเพราะกูกับมึงสนิทกันเกินไปก็เลยคิดว่าตัวเองชอบมึงแต่พอกูเห็นมึงอยู่กับเขาเห็นที่เขาให้ดอกไม้มึงแถมพี่มึงยังเชียร์เค้าอีกกูรู้เลยว่ากูรักมึงวะ”  รักหรอ  บิ๊กบอสบอกว่ารักผมหรอมันเป็นประโยคที่ผมคิดว่าชาตินี้ผมคงจะไม่ได้ยินจากปากมันอะไรของมันวะเนี่ย
ตั้งแต่ผมรู้จักบิ๊กบอสมามันไม่เคยพูดจริงจังอะไรแบบนี้มาก่อนเลยครับปกติก็พูดทีเล่นทีจริงตลอดตอนนี้ผมรู้สึกว่าเริ่มมีน้ำมาคลอเต็มรอบดวงตาของผมแล้วครับพร้อมที่จะไหลออกมาเต็มที
“มึงคงสับสนแหละ...มึงบอกเองไม่ใช่หรอว่ามึงรักน้ำอิงแล้วมึงจะมารักกูได้ยังไง”  ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่น
“........”
“ กูว่ามึงไม่ได้รักกูหรอกมึงก็แค่หวงของที่เคยเป็นของมึงก็เท่านั้นแหละ”
“........”
“ไม่ว่ามึงจะรู้สึกยังไง...กูกับมึงก็คงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว...ให้เราเป็นเพื่อนกันแบบนี้แหละดีแล้ว...เพราะกูคิดว่ามึงเองก็คงไม่ได้อยากเลิกกับน้ำอิงมาคบกับกูหรอกใช่มั้ยล่ะ” ผมพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาผมใช้มือปาดน้ำตาไปพรางส่วนคู่สนทนาของผมยืนนิ่งเหมือนกำลังคิดตามที่ผมพูด
“.......”
“แต่กูก็อยากให้มึงรู้ไว้นะเว้ย...ไม่ว่าแต่ก่อนหรือตอนนี้กูก็ยังรักมึงเหมือนเดิมและเป็นเพื่อนที่ดีของมึงเหมือนเดิม”
“กูอยู่ที่โน้นคงคิดถึงมึงแย่เลย...กูขอกอดมึงได้ไหมวะ” บิ๊กบอสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบผมพยักหน้าตอบและคนตัวสูงก็ดึงผมเข้าไปกอดหน้าของผมแนบอยู่บริเวณอกของคนตัวสูงทำให้ผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ของอีกฝ่ายความอบอุ่นจากกายของบิ๊กบอสแผ่มายังร่างกายของผมทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกผมไม่เคยกอดกับบิ๊กบอสมาก่อนอย่างมากเราก็แค่จับมือกันแค่นั้นก็ดีสำหรับผมมากแล้วผมไม่รู้ว่าเรากอดกันนานขนาดไหนรู้แค่ว่าไม่อยากปล่อยไปเลยแต่อ้อมกอดนี้มันไม่ได้มีไว้สำหรับผมมันเป็นของคนอื่นซึ่งครั้งนี้ผมแค่ยืมเขามาเท่านั้นซึ่งมันเป็นการ ‘กอดลา’ กอดครั้งแรกและก็คงจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะบิ๊กบอสต้องกลับไปเรียนต่อมหาลัยแถวบ้านอยู่ทางภาคใต้ซึ่งระยะทางไกลมากคงนานๆครั้งที่เราจะได้เจอกันหรือไม่ก็อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้

 :mew5:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2638
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #8 เมื่อ03-08-2020 17:14:47 »

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #9 เมื่อ03-08-2020 22:01:25 »

ตอนที่7 “คนน่ารักมักใจร้าย”


กริ๊งงงงงง ! เสียงนาฬิกาปลุกบริเวณหัวเตียงของผมดังขึ้นเนื่องจากวันนี้เป็นวันพฤหัสบดีจริงๆแล้วผมต้องไปเรียนแต่เพราะเมื่อวานเป็นวันสุดท้ายของผมในรั้วโรงเรียนมัธยมแล้วผมเลยไม่ต้องไปแต่ผมดันลืมตั้งปิดนาฬิกาปลุกมันเลยดังส่งเสียงรบกวนเวลานอนของผมนี่ก็เพิ่งจะเจ็ดโมงเองนะครับ  ผมรู้สึกปวดหัวหนัก หลังจากที่พยายามจะลุกขึ้นจากที่นอนคงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์เมื่อคืนแน่ๆเลย
ชุดที่ผมใส่ยังคงเป็นชุดเมื่อคืนอีกตามเคยหวังว่าผมจะไม่ได้ก่อเรื่องอะไรอีกนะจริงๆผมอยากจะนอนต่อนะครับเพราะไหนๆก็ไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วแต่ผมเกิดรู้สึกเหนียวตัวขึ้นมาเลยต้องจำใจไปอาบน้ำผมสังเกตหน้าตัวเองในกระจกก็พบว่าตาของผมมันบวมอีกแล้ว เหมือนตอนนั้นเลยนี่อย่าบอกนะว่าผมเมาแล้วร้องไห้อีกแล้ว 
ผมจัดการอาบน้ำและใส่ชุดลำลองสบายๆสำหรับอยู่บ้านจากนั้นก็ออกมาด้านนอกพบว่าพี่เค้กกำลังปิ้งขนมปังอยู่ซึ่งเป็นเมนูที่ผมจะได้กินในทุกๆเช้าถ้าไม่ข้าวต้มก็ขนมปังปิ้งเนี่ยแหละครับเพราะที่ผมทำเป็นแค่สองอย่างนี้เท่านั้น                     
“ทำไมตื่นเช้าจังล่ะไม่ต้องไปเรียนแล้วไม่ใช่หรอ” คนหน้าเรียวที่อยู่ในชุดนักศึกษาถามผมในขณะที่มือของเขาจับช้อนคนโกโก้อยู่
“ ตื่นมาอาบน้ำแล้วก็หาอะไรกินนะครับเดี๋ยวก็จะไปนอนต่อ”
“เมื่อคืนร้องไห้อีกแล้วหรอ...ตาบวมเชียว”   
“ จำไม่ได้เหมือนกันครับ” ผมจำไม่ได้จริงๆว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้างที่จำได้ก็เหมือนจะไม่มีอะไรนะครับแต่ทำไมตาของผมบวมก็ไม่ทราบเหมือนกัน
“ หวังว่าจะไม่ไปจูบใครอีกล่ะ” O.O พี่อย่าพูดแบบนี้สิ ผมยิงกลัวๆอยู่
“ พี่เค้ก~” ผมทำหน้าบึ้งใส่พี่ชายทันทีและหยิบขนมปังที่พี่มันเพิ่งปิ้งเสร็จมาใส่ปากหน้าตาเฉยคนตัวสูงส่ายหัวเบาๆไม่ได้ว่าอะไรกับการกระทำของผมแล้วเขาก็หยิบขนมปังแผ่นใหม่ใส่ในเครื่องปิ้งทันที
หลังจากที่ผมหยิบขนมปังมาผมก็เดินไปหยิบนมสดที่แช่อยู่ในตู้เย็นและเดินเข้าห้องนอนของผมทิ้งให้คนหน้าเรียวเมื่อสักครู่ยืนปิ้งขนมปังต่อไปผมจัดการหยิบโทรศัพท์โทรหาจัดเลี้ยงเพราะคิดว่าเวลานี้ไอ้ฟาร์มมนุษย์กลางคืนคงจะยังไม่ตื่นแน่ๆปกติจัดเลี้ยงจะเป็นคนที่ตื่นเช้ามากถึงแม้ว่าจะนอนดึกแค่ไหนก็ตามมันจะต้องตื่นมาวิ่งทุกๆเช้ามันบอกว่าวันไหนไม่ได้ตื่นมาวิ่งเหมือนขาดอะไรไปอย่างนึง
ผมรอสายอยู่ไม่นานปลายสายก็รับโทรศัพท์
[“ มึงทำอะไรตื่นหรือยัง”
[“ ตื่นแล้วกูเพิ่งวิ่งเสร็จมึงตื่นเช้าจังวะ”
[“ นาฬิกาแม่งปลุกกู...กูเลยลุกมาอาบน้ำแล้วเดี๋ยวก็จะนอนต่อ...แต่กูสงสัยอ่ะว่าเมื่อคืนกูไปก่อเรื่องอะไรไว้หรือเปล่าวะตื่นมาแล้วตาบวมมาก”
[“ อ๋อ... ตามึงอ่ะหรอถ้าให้กูเดาคงเพราะที่มึงร้องไห้นั่นแหละ”
[“ กูร้องให้ตอนไหนวะกูจำได้ว่าที่ร้านเหล้ากูก็ไม่ได้ร้องนะ”
[“ เออก็มึงไม่ได้ร้องที่ร้านเหล้าไงแต่มึงมาร้องบนรถกู”
[“........”
[“ กูแม่งโคตรตกใจเลย...มึงปล่อยโฮมาดังมาก...ข้างทางแม่งก็เปลี่ยวกูคิดว่าผีเข้ามึงแล้วสัส”
[“ เชี่ย~”
[“ เออเชี่ยจริงๆ“ 
[“ แล้วกูก่อเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าวะ”
[“ ก็ไม่รู้นะกูกะไอ้ฟาร์มก็แบกมึงไปส่งที่ห้องปกติเพราะมึงหลับ”  เฮ้อ~ โล่งใจครับที่ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรไว้มาก
[“ เออขอบใจมากมึง”
[“เออ... มึงก็ลืมๆมันไปบ้างอะไรที่ทำให้มึงไม่สบายใจอ่ะ” 
[“ เออกูก็พยายามอยู่”
[“ เอองั้นกูไปอาบน้ำก่อนนะเหงื่อเต็มตัวกูเลย”
[“ เออ...”   
โชคดีนะครับเนี่ยที่ผมไม่ได้ก่อเรื่องอะไรร้ายแรงหรือทำอะไรที่ไม่คาดคิดอีกอย่างเช่นตอนนั้นที่ผมเคยจูบเพื่อนพี่เค้ก บางทีคนเราอาจจะไม่ได้โชคดีเสมอไป

   ภาพชายร่างสูงหน้าหล่อเข้มยืนอยู่ด้านหลังของชายอีกคนที่หล่อไม่แพ้กันนั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาวบริเวณสวนสาธารณะซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มโดยที่เขาทั้งสองคนต่างก็หันมามองหน้ากันทั้งคู่สวมใส่ชุดสำหรับออกกำลังกาย ภาพถูกตั้งเป็นภาพหน้าปกในเฟสบุ๊คของคนทั้งคู่หลังจากที่พวกเขาตั้งสถานะว่ากำลังคบกันเมื่อสามสิบหน้าทีก่อน
   ครับภาพเมื่อสักครู่เป็นภาพของผมกับพี่วายุและเฟสบุ๊คนั่นก็เช่นกันพี่วายุบอกว่าถึงเวลาแล้วน่าจะเนียนพอที่จะเปิดตัวได้คงไม่มีใครสงสัยผมจึงไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะรับปากพี่เขาไว้แล้วว่าจะทำ
สวยแซ่บเวอร์ : พี่วายุมีแฟนแล้วหรอคะงื้อใจสลาย
   LALA : ทำไมถึงทำกับฉันได้
สวยแซ่บเวอร์ : คนนี้ใช่ไหมคะที่ชอบลงรูปบ่อยๆ
อารยา : ใช่เลยเธอคนนี้แหละชั้นจำนาฬิกานั้นได้
แก้มบุ๋ม : ทำไมสามีช่านไปชอบผู้ชายได้ยังไงงื้ออออ
LALA : ที่พี่ไม่ชอบราเพราะว่าไม่ชอบผู้หญิงใช่ไหมคะ
คอมเม้นมากมายใต้ภาพของผมกับพี่วายุบางคนก็ชมบางคนก็ด่าบางคนก็ตัดพ้อจนผมเลิกอ่านเพราะคิดว่าอ่านไปก็เท่านั้นซึ่งพี่วายุบอกก่อนหน้าที่จะลงรูปแล้วว่าถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ต้องเข้าไปอ่านคอมเม้นเพราะจะทำให้เสียสุขภาพจิตป่าวๆแต่ผมก็อดไม่ได้
เช็ทกลุ่ม / สามเกลอเจอหมี  (สมาชิก 3 คน) :
ฟาร์มกล้ามปู : มึงเอาจริงหรอวะกูนึกว่าพี่เขาพูดเพื่อแกล้งมึงเล่นนะเนี่ยเห็นเงียบไปเป็นเดือนแล้ว
ขนมหวานใส้ครีม : แกล้งบ้านมึงดิเพิ่งให้กูไปถ่ายรูปมาเมื่อเช้าเย็นก็ลงรูปเลยเนี่ย
ฟาร์มกล้ามปู : แล้วบอสมันเห็นยังวะ
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : เห็นก็ดีนะสิจะได้รู้ว่ามึงก็มีแฟนได้เหมือนกันแถมหล่อกว่าด้วย
ฟาร์มกล้ามปู : เออก็จริง
ขนมหวานใส้ครีม : ทักมาพอดีเลยวะ

เช็ทส่วนตัว / บิ๊กบอสเองคราบ :
บิ๊กบอสเองคราบ :  สรุปเป็นแฟนกับพี่คนนั้นจริงๆหรอ
ขนมหวานใส้ครีม : อื่ม
แค่นั้นจริงๆครับถามมาแค่ประโยคเดียวแล้วก็เงียบไปเลยผมโทรกลับไปก็ไม่รับสายเอาเข้าจริงๆผมก็อดสงสารเขาไม่ได้แต่ผมว่าให้เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว

แสงจากดวงอาทิตย์ค่อยๆไร่ระดับความสว่างขึ้นมาเป็นระยะๆจากบริเวณหุบเขาที่อยู่ไม่ห่างจากบ้านผมมากนัก เพียงแค่ผมเปิดม่านและกระจกบริเวณหลังห้องนอนผมก็สามารถมองเห็นวิวสวยๆยามเช้าแบบนี้ได้สายลมที่พัดมาบางเบากลิ่นไอของน้ำค้างในยามเช้าทำให้ผมรู้สึกไม่เสียใจเลยครับที่ตื่นมาเช้าขนาดนี้ถึงแม้ว่านี่จะเป็นหน้าร้อนแต่อากาศที่บ้านผมกลับไม่ได้ร้อนอะไรขนาดนั้น
ผมกลับมาอยู่บ้านได้หนึ่งเดือนแล้วครับซึ่งผมก็ตื่นเช้าทุกวันเพราะต้องออกไปช่วยงานแม่ที่ร้านเบเกอรี่ซึ่งถือว่าเป็นงานพิเศษในช่วงปิดเทอมของผมเลยก็ว่าได้เพราะบราวนี่ที่ผมทำขายในร้านแม่ยกให้เป็นรายได้ของผมแต่วัตถุดิบก็อาศัยของในร้านนั่นแหละสรุปก็คือลงแรงแต่ไม่ลงทุนอะไรทำนองนั้นแต่ผมก็คอยช่วยดูแลลูกค้าเวลามาซื้อของให้ท่านนะครับถึงแม้ว่าจะมีพนักงานดูอยู่แล้วก็เถอะ
บราวนี่ของผมได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าถึงแม้จะสู้เค้กมะพร้าวของแม่ไม่ได้ แต่ผมก็ดีใจครับที่ทุกชิ้นถูกขายจนหมด  ส่วนพี่เค้กก็เทียวไปมาระหว่างบ้านกับคอนโดที่กรุงเทพฯเพราะพี่เค้กเพิ่งเปิดร้านกาแฟใหม่อยู่แถวมหาลัยซึ่งผมเองก็เห็นแต่ในรูปที่ลงเพจโปรโหมดร้าน แต่ผมว่าน่าจะขายดีอยู่นะครับเพราะทำเลที่ตั้งก็ดีสถานที่ก็กว้างผมเองก็คิดไว้แล้วว่าถ้าเปิดเรียนเมื่อไหร่ผมจะทำบราวนี่ไปฝากขายที่ร้านด้วย
พวกเพื่อนของผมก็มาเที่ยวหาผมอยู่นะครับเพิ่งจะกลับไปเมื่ออาทิตย์ก่อนมานอนกันอยู่สามคืนผมพาไอ้ฟาร์มกับจัดเลี้ยงปั่นจักรยานทัวร์รอบรีสอร์ทแล้วก็พาพวกมันไปช่วยผมขายเค้กที่ร้านแต่ดูเหมือนพวกมันจะเรียกแขกได้ดีเลยนะครับโดยเฉพาะสาวๆเดินมาขอเบอร์ไอ้ฟาร์มที่ผมกันใหญ่แต่ก็แปลกนะครับที่ ไอ้คนล่างหมีมันก็ไม่ยอมที่จะคบใครมันบอกว่าชอบแบบรักสนุกแต่ไม่ผูกพันธ์อะไรทำนองนั้น  ตั้งแต่ผมรู้จักมันมาก็ไม่เคยเห็นมันคบใครจริงจังสักทีผมเคยถามมันมันก็ตอบแบบเดิมตลอดจนผมเลิกถาม
ส่วนแฟนผมไม่สิ แฟนในโซเชียลของผมก็ยังคงทำตัวปกติเหมือนเคยคือเคยไม่มายุ่งกับชีวิตผมอย่างไงก็อย่างงั้นส่วนในโซเชียวก็เงียบๆไปเพราะผมกลับมาอยู่บ้านเลยไม่มีรูปคู่ที่จะลง  วันก่อนพี่เขาโทรมาบอกว่าช่วงนี้ปิดเทอมศึกดูสงบลงไม่มีใครมาวุ่นวายแล้วตั้งแต่ตั้งสถานะซึ่งผมก็ดีใจกลับพี่เขาด้วยที่แผนการสำเร็จ
ตั้งแต่ระยะทางของผมกับบิ๊กบอสไกลกันระยะห่างความสัมพันธ์ของเราก็เริ่มห่างตามไปด้วย เราสองคนยังคงติดต่อกันอยู่ก็จริงแต่ความถี่ในการคุยกันนั้นถือว่าน้อยมากในหนึ่งอาทิตย์เค้าจะโทรมาแค่หนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้นส่วนใหญ่บิ๊กบอสจะเป็นฝ่ายโทรมาก่อนเพราะเวลาที่ผมโทรไปเค้ามักจะไม่ว่างคุยกับผมผมจึงเลือกที่จะไม่โทรได้แต่เฝ้ารอว่าชื่อที่ขึ้นหน้าจอเวลามีคนโทรเข้าจะเป็นชื่อของเขา
อีกสองเดือนผมก็ต้องกลับไปเรียนแล้วแหละครับแถมสถานที่ก็เป็นสถานที่ใหม่ที่ผมคงไม่คุ้นเคยแถมยังเลือกเรียนคนละคณะกับเพื่อนอีกตอนแรกไอ้ฟาร์มก็บอกให้ผมเรียนคณะวิศวะเหมือนมันกับจัดเลี้ยงแต่ผมไม่เก่งเรื่องคำนวณผมเลยเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจซึ่งไม่เน้นคำนวณเหมือนคณะวิศวะเท่าไหร่แถมจบมาก็จะได้ช่วยงานที่บ้านได้ด้วย   
“น้องแคลร์...หยิบน้ำตาลให้แม่หน่อยสิครับ”
“ครับ” ผมเอื้อมมือไปหยิบกระปุกน้ำตาลที่วางอยู่บนชั้นใกล้ใกล้ผมส่งให้แม่ที่กำลังผสมแป้งกับไข่ไก่ให้เข้ากันอยู่
“ วันนี้จะทำเค้กอะไรหรอครับ”
“แม่ว่าจะทำเค้กลอนตาลนะ…แม่ได้ลอนตาลสดมาจากตลาดเมื่อเช้า” โหวเค้กลอนตาลแถมทำจากลอนตาลสดสดอีกด้วยผมว่าต้องอร่อยมากแน่ๆเลยครับ
“งั้นเดี๋ยวแคลร์ช่วยแม่ปอกเปิดลอนตาลนะครับ”
“ดีมากเลยลูกระวังมือด้วยล่ะ”
“ครับ” ผมมักจะชอบมาช่วยแม่ทำขนมเป็นประจำ  แล้วก็แอบขโมยสูตรขนมของแม่ด้วยแต่จริงๆท่านก็ไม่ได้หวงสูตรอะไรหรอกครับท่านอยากให้ผมเก่งเหมือนท่านซึ่งผมเองก็พยายามที่จะเรียนรู้เพราะผมชอบและมีความสุขที่ได้ทำขนมกับแม่ครับ
ซึ่งแม่ของผมมีความสุขทุกครั้งที่ท่านทำขนมอย่างที่เขาว่ากันว่าการได้ทำในสิ่งที่เรารักถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อยแต่มันก็ทำให้เรามีความสุข
“ แม่ครับทำไมผมต้องชื่อเอแคร์ด้วยเหรอครับ” ผมถามในขณะที่มือกำลังปลอกลอนตาลอยู่
“ ทำไมล่ะ...น้องแคลร์ไม่ชอบชื่อนี้หรอ”
“ เปล่าครับแค่สงสัยเฉยๆ” ผมไม่ได้ไม่ชอบชื่อนี้หรอกครับแต่ผมว่าชื่อของผมมันหวานเกินไปสำหรับผู้ชายนะครับ
“ ก็แม่ชอบทำขนม….ตอนมีลูกคนแรกที่ก็เลยตั้งชื่อเล่นว่าเค้กซึ่งแม่มั่นใจว่าลูกคนที่สองจะต้องเป็นผู้หญิงแน่ๆเพราะตอนท้องแม่อยากกินแต่สตอเบอรี่แม่เลยคิดชื่อไว้ว่าจะให้ชื่อเอแคลร์ แต่ดันกลายเป็นผู้ชายซะงั้นแม่เลยยึดตามความตั้งใจเดิมคือให้ลูกคนนี้ชื่อเอแคร์หนูก็เลยต้องชื่อเอแคร์ไงจ๊ะ” 
“ โหววว...นี่แม่คิดว่าผมเป็นลูกสาวหรอครับ”
“ช่ายยยยย“
“ เสียใจด้วยนะครับคุณได้ลูกชาย”
“ แต่แม่ว่าอาจจะได้ลูกสาวแบบที่คิดไว้ก็ได้นะ”
“ ยังไงครับ”
“ ก็แม่อาจจะมีลูกเขยไงเห็นพี่เค้กบอกว่าน้องแคลร์มีหนุ่มมาชอบด้วย”
“โหพี่เค้กมั่วเหอะผมไม่ได้มีใครชอบสักหน่อย”
“จริงหรอ”
ผมพยักหน้าตอบ   พี่เค้กนี่ชอบมั่วตลอดยังไม่มีใครมาจีบผมเลยสักคนมีแต่ผมไปชอบเค้าเองแล้วก็เจ็บเองอยู่เนี่ย
เวลาผ่านไปไม่นานกลิ่นหอมๆของเค้กลอนตาลก็ลอยมาแตะจมูกของผมหอมมากเลยครับถ้าใครได้กลิ่นเป็นอันต้องอยากที่จะสัมผัสรสชาติของมันแน่ๆซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผม
เค้กลอนตาลที่ส่งกินหอมเมื่อสักครู่ถูกยกไปเรียงในตู้กระจกสำหรับวางสินค้าของทางร้านไม่นานปริมาก็เริ่มลดลงไปทีละชิ้นทีละชิ้นรวมถึงบราวนี่ของผมที่นำไปวางขายอยู่ด้วย
ช่วงปิดเทอมนี้ผมพยายามที่จะหาอะไรทำเพื่อให้ตัวเองดูยุ่งอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดถึงเขาคนนั้นแต่บางครั้งที่ผมเข้าเฟสบุ๊คผมก็มักจะเห็นสตอรี่ของเขาเป็นประจำซึ่งส่วนใหญ่ก็จะโพสต์คิดถึงแฟนนานๆครั้งก็จะทักมาคุยกับผมๆก็คุยกับเขาไปตามปกติ  ถ้าถามว่าผมคิดถึงเขาไหมบอกเลยว่ามากบางทีการที่เราจะลืมใครสักคนมันอาจต้องใช้เวลาแต่ถ้าถามว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กันล่ะ? ผมก็ตอบไม่ได้หรอกครับ
อาจจะใช้เวลาหนึ่งวัน?
หนึ่งเดือน?
หนึ่งปี?
หรืออาจจะมากกว่านั้นที่แน่ๆสำหรับผมตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยมาสองปีแล้วนะครับถ้านับจากตอนที่เราเลิกเป็นแฟนกันในตอนนั้น


“ยินดีต้อนรับน้องๆปีหนึ่งทุกท่านเข้าสู่คณะบริหารธุรกิจนะครับ”  ผู้ชายตัวสูงผิวสีแทนคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยใบหน้านิ่งๆ  ซึ่งตอนนี้ผมอยู่ในห้องโถงที่มีขนาดกว้างของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
“ ที่พวกผมนัดให้พวกคุณมาที่นี่เพื่อที่จะให้ทุกคนได้รู้จักกับพี่รหัสของพวกคุณแต่ละคนคณะของเราจะไม่ให้พวกคุณไปตามหาพี่รหัสให้เสียเวลาเพราะคณะบริหารธุรกิจของเราถือว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก”
“เย้~” นักศึกษาที่นั่งอยู่ในห้องนี้ต่างก็ดีใจกันยกใหญ่กับการที่ไม่ต้องไปตามหาพี่รหัสเหมือนคณะอื่นซึ่งผมเองก็รู้สึกดีใจเช่นกันเพาะพี่เค้กเคยเล่าว่าตอนปีหนึ่งพี่เค้กต้องไปตามหาพี่รหัสโดยมีแค่ประโยคบอกเล่าเพียงหนึ่งประโยคถ้าใครหาพี่หัสไม่เจอภายในหนึ่งอาทิตย์ก็จะถูกทำโทษ
“อย่าเพิ่งดีใจกันไปครับ...ผมยังพูดไม่จบพวกคุณไม่ต้องไปตามหาพี่รหัสก็จริงแต่ก็ใช่ว่าพี่รหัสของพวกคุณอยากได้คุณเป็นน้องรหัส...พวกคุณมีเวลาสามวันในการทำอย่างไรก็ได้ให้พี่รหัสของคุณรับคุณเป็นน้องรหัสโดยพวกคุณจะต้องมีคลิปวีดีโอของพี่รหัสมายืนยันกับผมว่าเขารับคุณเป็นน้องรหัสแล้วจริงๆ...ถ้าภายในสามวันพวกคุณทำไม่สำเร็จผมจะมีบทลงโทษสำหรับพวกคุณ...หวังว่าพวกคุณจะได้เจอพี่รหัสที่ใจดีนะครับ”

“น้องชื่อเอแคลร์หรอ...ซื้อน่ารักจัง” พี่เอิร์นทักขึ้นในขณะที่เรานั่งอยู่ที่โต๊ะในโรงอาหาร  ผมได้รู้จักกับพี่รหัสของผมเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักตัวเล็กดวงตาของเธอกลมโตเธอชื่อเอิร์นดูท่าทางผมคงจะเป็นน้องปีหนึ่งที่โชคดีแล้วแหละครับเพราะพี่เอิร์นดูใจดีมาก
“ขอบคุณครับ”
“พี่เอิร์นจะให้ผมทำอะไรหรือป่าวครับเรื่องน้องรหัส”
“แหม...เข้าประเด็นไวจัง...โอเครๆงั้นเราก็อัดคลิปร้องเพลงอะไรก็ได้โพสลงเฟสแต่ยอดไลค์ต้องได้สัก...เอิ่มสักหนึ่งพันไลค์แล้วกันพี่ถึงจะรับเราเป็นน้องรหัส”
“โหว...หนึ่งพันเลยหรอครับปกติผมโพสแบบตั้งสาธารณะยังได้ไม่ถึงร้อยเลยนะครับ” จริงๆนะครับเพราะปกติผมเป็นคนไม่ค่อยโพสแล้วก็มีเพื่อนในเฟสค่อนข้างน้อยมากถึงแม้ช่วงหลังจากที่ตั้งสถานะกับพี่วายุจะมีคนมาเพิ่มเพื่อนผมมากขึ้นก็ตามแต่พี่เขาสั่งไว้ว่าห้ามรับแอดเด็ดขาด
“อะๆ...งั้นคนกันเองพี่ลดให้เหลือเจ็ดร้อยแล้วกัน”
“สักห้าร้อยได้ไหมครับ”  สำหรับผมห้าร้อยนี่ก็ยังเยอะอยู่ดีแหละครับแต่ก็ยังดีกว่าหนึ่งพัน
“เดี๋ยวนะต่อเหมือนพี่เป็นแม่ค้าเลยหรือไงคะ”
“.........” ผมทำหน้าสลดลงทันที
“อะ...โชคดีนะที่พี่สวยและรวยมากพี่ลดให้ก็ได้”
“เหลือสองร้อยใช่ไหมครับ” ผมรีบพูดเผื่อฟลุค
“เอแคลร์...พี่อนุมัติที่ห้าร้อยคะ...ถึงน้องจะหน้าตาดีแต่พี่ไม่หวั่นไหวหรอกนะคะ” นี่แหละครับที่เขาชอบพูดกันว่าคนน่ารักมักใจร้าย
“ว่าเรานี่ก็หน้าตาคุ้นๆเหมือนกันนะ”
“ยังไงหรอครับ”
“ช่างมันเถอะคงไม่ใช่หรอก” อะไรของพี่เขานะแต่ก็ช่างเหอะผมมาเครียดเรื่องยอดไลค์ดีกว่า


 :hao4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
« ตอบ #9 เมื่อ: 03-08-2020 22:01:25 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #10 เมื่อ04-08-2020 17:51:44 »

ตอนที่8 “คนดีดกีต้าดีมีชัยไปกว่าครึ่ง”


“มึงมานั่งหน้าเป็นหมาหงอยอะไรตรงนี้วะ” ประโยคแรกที่คนร่างหมีทักผมหลังจากที่เราต่างคนต่างเรียนคนละคณะเลยทำให้วันนี้เราเพิ่งจะได้เจอหน้ากันตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่ตึกของคณะวิศวะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตึกคณะผมมากนัก
“มาถึงก็ว่ากูเลยนะ...เกรงใจทรงผมใหม่กูด้วย” ช่วงปิดเทอมแม่พาผมไปตัดผมใหม่ที่ร้านเพื่อนสนิทของท่านซึ่งทรงเดิมของผมเป็นรองทรงสูงธรรมดาซึ่งช่วงปิดเทอมที่ผ่านมามันถูกปล่อยจนยาวตอนนี้กลายเป็นรองทรงไว้หน้าม้ายาวสไตล์หนุ่มเกาหลีซึ่งแม่ผมเป็นคนเลือกทรงเองท่านบอกว่าผมตัดทรงนี้แล้วน่ารักเหมือนพระเอกซีรี่เกาหลีที่แกชอบผมก็ไม่รู้จะตัดทรงอะไรจึงปล่อยให้แม่ดีไซด์ให้
“ก็กูบอกแล้วว่ามันดูดี...มึงก็มั่นใจหน่อยแม่มึงอุตส่าเลือกทรงให้”
“ก็กูว่ามันแปลกๆอะไม่ชินเลยวะ”
 “แล้วมึงนั่งหน้าหงอยทำไมตรงนี้...มีอะไรหรือป่าววะเล่ามาๆ”
“ก็เรื่องพี่หรัสกูอะดิ”
“ทำไมวะ...มึงเจอพี่รหัสแล้วหรอโหว...มึงแม่งเก่งจังวะวันเดียวหาเจอเลยหรอ” ไอ้ฟาร์มพูดพร้อมทำหน้าตาตื่นเต้นใหญ่
“นี่กูยังหาไม่ได้เลย...ให้เวลาแค่หนึ่งอาทิตย์แถมให้คำใบ้มาปวดหัวสุดๆ”
“คำใบ้อะไรวะ”
“บอกแค่ว่าพี่เขาชอบกินชาเขียวใส่นาฬิกาสีเขียว....แค่นี่เลยทั้งคณะกูมองๆดูแล้ววันนี้มีคนใส่นาฬิกาสีเขียวเกือบสิบคนแล้วไม่บอกด้วยว่าเขียวอ่อนหรือเขียวแก่แถมคนกินชาเขียวนี่แม่งโคตรเยอะให้เวลาแค่อาทิตย์เดียวใครจะเจอวะนี่กูต้องโดดเรียนไปดักรอร้านชาเขียวไหมวะเนี่ย” จากที่ผมฟังผมว่าเรื่องของผมดูเล็กไม่เลยครับแต่การทำยอดไลค์สำหรับผมผมว่ามันก็ไม่เล็กสักเท่าไหร่หรอกนะครับ
“..........”
“ว่าแต่มึงเจอพี่รหัสแล้วจริงๆหรอ...แล้วทำไมต้องทำหน้าหงอยแบบนั้น”
“เออเจอแล้ว”
“เฮ้ยก็ดีนิ...แล้วทำไมวะ”
“ก็เขาให้เวลากูสามวันต้องทำให้พี่รหัสรับกูเป็นน้องรหัสโดยต้องมีคลิปไปยืนยันด้วย”
“แล้วไงวะ...พี่เขาไม่รับมึงหรอ”
“ป่าว...เขาให้กูร้องเพลงอะไรก็ได้แล้วอัดคลิปลงเฟส”
“โครตง่ายเลยมึง...ร้องเพลงช้างแม่งเลยง่ายดี”
“ถ้าง่ายขนาดนั้นกูจะนั่งเคลียดทำไมละ...เขาให้กูทำยอดไลค์ให้ถึงห้าร้อยด้วย”
“ห้าร้อยเลยหรอวะ” คนหุ่นหมีทำท่าทางตกใจเล็กน้อย
“เออดิ...นี่กูยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเอาไงดีแค่ร้อยเดียวยังอยากเลยมึง”
“มึงก็แก้ผ้าแล้วก็ร้องเพลงแม่งเลยจะได้มีคนมาดูคลิปมึงเยอะ” นี่มึงคิดแล้วใช่ไหมนี่ผมปรึกษาถูกคนไหมครับเนี่ย
“มึงแก้ไปคนเดียวเหอะ...พอเลยมึงอะว่าแต่จัดเลี้ยงทำไมยังไม่มาวะ”
“มันลงเรียนคนละวิชากับกูอะ...น่าจะอีกครึ่งชั่วโมงแหละ”
“อ่าวหรอ”
ผมนั่งคุยกับฟาร์มสักพักพี่เค้กมารับผม  ผมจึงปล่อยให้คนหุ่นหมีนั่งรอจัดเลี้ยงเพียงคนเดียว


“ยังไม่มีเพื่อนที่คณะหรอ” พี่เค้กคงสังเกตุที่ส่วนใหญ่ผมจะให้มารับที่ตึกคณะวิศวะจริงๆผมก็พอจะมีเพื่อนที่คณะอยู่บ้างนะครับแต่ไม่ได้สนิทแค่คุยกันบ้างในคาบเรียนเท่านั้น
“ก็พอมีครับแต่ไม่สนิท” ผมตอบพี่ชายในขณะที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟาส่วนพี่เค้กกำลังนั่งเล่นเกมส์ในโทรศัพท์อยู่ข้างๆ
“แล้วทำไมทำหน้าเคลียดๆละ....มีอะไรหรือป่าว”
“เรื่องพี่รหัสนะครับ...เขาให้ผมอัดคลิปร้องเพลงลงเฟสบุ๊ค”
“เอาสิ...เดี๋ยวพี่อัดให้ปกติแคลร์ก็ร้องเพลงเพราะอยู่แล้วนี่ไม่เห็นต้องเคลียดเลย”
“ผมต้องทำยอดไลค์ให้ได้ร้อยด้วยอะ...ปกติแค่ร้อยเดียวยังไม่ค่อยจะถึงเลย”
“ห้าร้อยหรอ...” พี่เค้กทำหน้าคุ้นคิดอะไรบางอย่าง
“.........”
“งั้นคงต้องหาตัวช่วยสินะ”
“ยังไงครับ”  ผมหวังว่าที่เค้กจะไม่ให้ผมแก้ผ้าร้องเพลงเหมือนไอ้ฟาร์มนะ
“เดี๋ยวพี่ถามตัวช่วยก่อนว่าเต็มใจหรือป่าว” ตัวช่วยอะไรของพี่เขานะแล้วไม่ต้องถามผมก่อนหรอว่าโอเคหรือป่าว   พอพูดจบพี่เค้กก็หยยิบโทรศัพท์ขึ้นมมาเหมือนจะโทรหาใครบางคน
[“มึงวันนี้จะมาห้องกูใช่ป๊ะ”
[“มึงเอากีต้ามาด้วยดิ...มีอะไรให้ช่วยหน่อย”
[“แคลร์มันจะอัดคลิปร้องเพลง...แค่ขาดมือกีต้าแต่ถ้ามึงไม่ช่วยก็ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ให้ซันเดย์...”
[“เออ...ต้องอย่างนี้ดิวะขอบใจมากมึง”
เสียงพี่เค้กเงียบไปคงตกลงอะไรกับปลายเรียบร้อยแล้วผมไม่รู้หรอกครับว่าพี่เค้กคุยกับใครเพราะผมไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายรู้แค่ว่าจะมีคนมาช่วยเล่นกีต้าให้ผมแค่นั้น 
กรีงงงงงงง
เสียงใครบางคนกดกรีงจากทางด้านนอกสงสัยจะเป็นเพื่อนพี่เค้กที่จะมาทำงานกลุ่มที่นี่  ประตูถูกเปิดออกโดยพี่เค้กที่เดินไปเมื่อสักครู่เผยให้เห็นผู้มาเยือนหน้าตาดีทั้งสามคนผมเห็นพี่เขื่อนถือกระดาษม้วนใหญ่มากและพี่ซันเดย์ถือกระเป๋าโน๊ตบุคและหนังสืออีกหลายเล่มส่วนพี่วายุถือเอ่อ  ถือกีต้าแสดงว่าคนที่พี่เค้กโทรหาก็คือพี่วายุสินะ
ตั้งแต่ปิดเทอมจนกระทั้งเปิดเทอมนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเจอพี่วายุเพราะพักหลังๆดูเหมือนว่าเขาจะเงียบไปสังสัยคงไม่มีใครมารบกวนพี่เขามั้งเห็นพี่เค้กบอกว่าพี่วายุมีงานเยอะด้วยรับงานช่วงปิดเทอมไว้เยอะมากเลยไม่ค่อยมีเวลาว่าง
“เข้ามาก่อนพวกมึง”
“แคลร์...เก็บของที่โต๊ะให้หน่อยพี่จะนั่งทำงานตรงนั้น” พี่เค้กหันมาสั่งให้ผมเก็บจานขนมและแก้วน้ำผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกตรงโซฟาที่ผมนั่ง สรุปคือ พี่มันไล่ผมเพราะจะใช้สถานที่ตรงนี้ทำงานสินะ   
“ครับ” ผมจัดการเก็บของและเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารแถวโซนห้องครัว
“เออ....พวกมึงกินข้าวเย็นกันมาหรือยังอะ” พี่เค้กหันไปถามเพื่อนๆ
“ ยังอ่ะ...ยังไม่ค่อยหิวเลย” พี่เขื่อนตอบ
“เดี๋ยวค่อยสั่งให้คนส่งอาหารมาส่งก็ได้” พี่ซันเดย์ว่า
“วายุมึงกินข้าวมาหรือยัง” พี่เค้กหันไปถามคนหน้าหล่อที่นั่งจัดการของที่เตรียมมาทำงาน
“ยัง”
“สรุปคือ...พวกมึงยังไม่มีใครกินข้าวมาใช่ไหม...แคลร์งั้นไปทำอะไรง่ายๆให้พวกพี่กินหน่อย...พี่หิว”
“สรุปที่มึงถามทุกคนเพราะมึงหิวใช่ไหม”  พี่เขื่อนพูดขึ้น
“เออ...กูหิว”
“ได้ครับ” ผมตอบรับคำที่ใช้ทันทีเพราะผมเองก็เริ่มหิวเหมือนกันว่าแต่ทำอะไรกินดีนะผมจึงเปิดตู้ดูว่ามีอะไรพอที่จะทำกินได้สำหรับคนห้าคนผมซึ่งพบว่าในตู้มีเส้นมักกะโรนีถุงใหญ่เลยทีเดียวส่วนในตู้เย็นก็มีอกไก่อยู่ด้วยงั้นผัดมักกะโรนีแล้วกันง่ายดีด้วย
พวกพี่ๆนั่งทำงานกลุ่มกันอย่างเคร่งเครียดนี่ขนาดเพิ่งเปิดเทอมนะครับคณะสถาปัตย์มี่เรียนหนักเหมือนกันแฮะผมเองก็จัดการเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็นซึ่งผัดมักกะโรนีของผมก็ใกล้จะเสร็จแล้วผมจัดการอาหารที่ทำเสร็จแล้วใส่จานสำหรับห้าที่วางไว้บนโต๊ะอาหาร
“ อาหารเสร็จแล้วนะครับ”
“ พวกมึงกินข้าวกัน” พี่เค้กหันไปเรียกเพื่อนๆที่กำลังจดจ่ออยู่กับโน๊ตบุ๊คซักพักทุกคนก็มานั่งพร้อมกันที่โต๊ะอาหาร
“โหวน่ากินมากเลยครับ” พี่เขื่อนหันมาบอกผม
“ ครับ”
“ แบบนี้คงต้องซื้อตัวไปไว้ทำกับข้าวที่ห้องซะแล้ว”
“พอเลยมึงอ่ะ...นี่น้องกู”   
“ ห่วงน้องจังวะห่วงแต่กับกูเนี่ย”
“ ก็มึงมันนิสัยไม่ดีไง”
พี่เค้กกับพี่เขื่อนเถียงกันอยู่สักพักก็สงบลงในขณะที่อาหารในจานก็เริ่มเลยลดน้อยลงไปด้วย
“ ว่าแต่เห็นเค้กบอกว่าให้พี่ช่วยเล่นกีต้าให้ทำไมหรอ”
“อ๋อ...คือพี่รหัสผมเค้า...เอ่อ...ให้ผมร้องเพลงแล้วก็อัดคลิปลงเฟสบุคซึ่งต้องได้ยอดไลค์ห้าร้อยขึ้นไปนะครับถึงจะรับผมเป็นน้องรหัส”
“ห้าร้อยเอง... แค่ไอ้วายุพิมพ์แค่จุดเดียวก็ได้แล้ว” พี่เขื่อนพูดขึ้น
“ มึงก็เว่อร์ไปกูว่าน่าจะเป็นมึงมากกว่านะ”
“อยากช่วยด้วยจังครับแต่พี่เล่นกีตาร์ไม่เป็นอะให้พี่ช่วยยืนทำรีวิวประกอบเพลงก็ได้ไลค์เยอะอยู่นะครับ”
“พอเลยมึงอะเขื่อน...ให้วายุเล่นกีต้าแหละดีแล้ว...มึงไปเป็นตากล้องไปถ้าอยากช่วยอะ” พี่เค้กพูดพร้อมหยิบกล้องกับขาตั้งส่งให้พี่เขื่อน
“เออก็ได้วะแล้วจะถ่ายตรงไหนอะ”
“ระเบียงหลังห้องแล้วกันวิวตึกยามเย็นๆสวยดี”
“แคลร์ว่าไง”
“ยังไงก็ได้ครับ”
“ถ้าพี่ช่วยแล้ว...เราต้องที่ข้อแลกเปลี่ยนกันนะ”
“อะไรหรอครับ”
“ช่วยเข้าชมรมพี่หน่อย...ชวนเพื่อนๆมาด้วยก็จะดีมากเลย”
“สบายมาก...ตกลงครับ” ชมรมของพี่วายุคือชมรมค่ายอาสาที่พี่เค้กเคยบอกนั่นแหละครับพี่เค้กบอกว่าชมรมต้องการคนเยอะโดยเฉพราะผู้ชายเพราะโครงการแต่ละปีก็ใหญ่พอสมควรอย่างเช่นปีที่แล้วที่พี่เค้กไปสร้างห้องสมุดให้โรงเรียนชาวเขานั้นแหละครับแล้วปีนี้พี่วายุก็ได้เป็นประธานชมรมด้วย
“คิดไว้หรือยังว่าจะร้องเพลงอะไร” พี่วายุหันมาถามผมในขณะที่พี่เขากำลังปรับสายกีต้าอยู่
นั่นสิร้องเพลงอะไรดีละครับผมเองก็ไม่ค่อยได้ร้องเพลงด้วยจำเนื้อเพลงไม่ค่อยได้เพลงส่วนใหญ่ที่ผมฟังมักจะเป็นเพลงเก่าๆเพราะเพลงเก่าๆผมว่าฟังแล้วรู้สึกสบายใจดีนะครับ
“เพลงขอคืน...ของบอยเสก๊า...เล่นได้ไหมครับ” เพลงนั้นผมฟังบ่อยมากในช่วงนี้ครับถ้าร้องเพลงนี้ผมจำเนื้อได้แน่
“โหว...เพลงเก่ามากเลยนะนั่น...แต่ก็พอเล่นได้อยู่...แต่ขอเวลาดูคอร์ดแปปนึงนะ”
“ครับ”
พี่วายุใช้เวลาไปประมาณครึ่งชั่วโมงกับการจำคอร์ดและปรับสายกีต้า  ผมเองก็ท่องจำเนื้อร้องเหมือนกันถึงจะฟังบ่อยแต่ผมก็กลัวร้องผิดนะครับ
“เอาละนะ...ห้า...สี่...สาม...สอง...หนึ่ง...เอ็คชั่น” เสียงพี่เขื่อนผู้กำกับการถ่ายทำวีดีโอในครั้งนี้ส่งสัญญาณให้ผมกับพี่วายุเริ่มทำการขับร้องได้หลังจากที่ทำการขับร้องไปแล้วหลายรอบ  พี่เค้กทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาโลเคชั่นจัดฉากและสถานที่ให้ผม  ส่วนพี่ซันเดย์ยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆพี่เขื่อน
สถานที่ๆพี่เค้กเลือกคือระเบียงหลังห้องซึ่งมีความกว้างพอสมควรกว้างพอที่จะวางกระถางต้นไม้ได้หลายต้นเลยทีเดียว  ยิ่งช่วงเย็นแบบนี้พระอาทิตย์จะส่องแสงสีส้มชาตัดกับเงาของตึกบริเวณรอบซึ่งเป็นวิวที่สวยมากเลยครับ
ผมกับพี่วายุนั่งร้องเพลงอยู่บนเก้าอี้ยาวสีขาวมีพนักพิงเราสองคนร้องเพลงไปประมาณสามรอบจึงเป็นที่พอใจของผู้จัดอย่างพี่เค้ก
“คัต...โอเคแล้ว” พี่เค้กพูดหลังจากที่ผมร้องเพลงจบ
“มีคงมีคัต...กูนึกว่ากูถ่ายหนังสั้นซะอีก” พี่เขื่อนพูด
“เออ...กูว่ากลับไปทำงานกันต่อเหอะที่เหลือแคลร์ตัดต่อเองแล้วกันนะ” พี่เค้กพูด
“ครับ...ขอบคุณพี่ๆมากนะครับ” ผมต้องขอบคุณพวกพี่ๆเขานะครับเพราะทุกคนทิ้งงานของตัวเองมาช่วยผมกันหมดกว่าจะถ่ายกันเสร็จก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง
“ไม่เป็นไรครับ...ได้มาทำอะไรแบบนี้ก็สนุกดี” พี่วายุพูดพร้อมกับยิ้มบางๆให้ผม
หลังจากที่อัดคลิปวีดีโอเสร็จพวกพี่เขาก็กลับไปนั่งเคลียดกับรายงานกันต่อส่วนผมเข้าห้องตัวเองมานั่งตัดต่อคลิปวีดีโอที่ถ่ายเสร็จไปเมื่อสักครู่ผมว่าเสียงของผมไม่ได้เพราะแต่ก็ไม่ไดถึงขั้นร้องเพื้ยนหรอกนะครับคงเป็นเพราะโทนเสียงนุ่มๆของผมเลยทำให้เพลงที่ผมร้อง

เฟสบุค : อัปโหลดวีดีโออีกสิบนาที

เมื่อผมทำการตัดต่อเสร็จจริงๆก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอกครับแค่ปรับความสว่างนิดหน่อยพอให้เห็นหน้าผมกับพี่วายุเพราะตอนที่เราถ่ายแสงมันมืดไปนิดหน่อยเพราะเรานั่งย้อนแสง
วิวด้านหลังเป็นแสงของพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินซึ่งมันสวยของมันอยู่แล้วผมเลยไม่ได้ปรับอะไรอีก  ได้แต่ตัดเสียงลบกวนจากภายนอกออกเพิ่มเสียงกีต้าของพี่วายุและเสียงร้องของผมให้ชัดขึ้นก็เป็นอันเสร็จ
“วิวโครตได้อะ” เสียงพี่เค้กพูดขึ้นซึ่งในมือถือโทรศัพท์อยู่  พี่เค้กคงเห็นคลิปนั้นแล้วและกำลังชื่นชมผลงานของตัวเองอยู่
“ไหนวะ...แชร์มาๆ” พี่เขื่อนพูด
“เออ...เดี๋ยวแชร์ให้ทุกคนเลยไปช่วยกันไลค์ด้วย”
ตอนนี้ผมนั่งดูคลิปของตัวเองอยู่ที่โต๊ะอาหารซึ่งอยู่ติดกับห้องรับแขกที่พวกพี่เขานั่งกันอยู่ซึ่งเพียงเวลาแค่สามสิบนาทียอดไลค์ของคลิปนี้ก็เพิ่มเป็นสองร้อยไลค์แล้วแถมยังมีคนแชร์คลิปอีกตั้งห้าคนผมว่าคงเป็นพวกพี่ๆเขานี่แหละครับที่ช่วยแชร์ปกติถ้าชำพังผมคนเดียวคงไม่ได้ไลค์เยอะขนาดนี้หรอกครับ
-ยี่สิบนาทีผ่านไป-
O.O! ในขณะที่ผมกำลังนั่งลุ้นยอดไลค์ของตัวเองอยู่ผมก็ต้องตกใจเพราะตอนนี้ยอดปาไปหนึ่งพันแล้วครับและมีคอมเม้นตามมาอีกมากมาย
SiSiSi : พี่วายุหล่อมากเลยคะเล่นกีต้าเก่งด้วย
สวยแซ่บเวอร์ : ใช่ว่าใครจะได้ฟังเสียงกีต้าของพี่วายุง่ายๆทำไมถึงมาเล่นให้คนนี้คะแถมยังลงคลิปด้วย
อารยา : คนร้องเพลงนี่ใครหรอปีหนึ่งปะ?
Boom Boom : นักร้องน่ารักจังครับ
Moma :: สองคนนี้เป็นอะไรกันคะ...เคมีเข้ากันเกิ๊นอิแม่จิ่นแล้ว
น้ำฟ้า : พี่วายุหล่อมากเลยค่ะ...สามีในฝัน
ปนัดดา : คนเดียวกับกับภาพหน้าปกเลย
Moma : สรุปเค้าเป็นแฟนกันจริงๆจิ
ปนัดดา : สถานะเด่นหราซะขนาดนั้น
อารยา : สงสัยน้องเขาเปลี่ยนทรงผมใหม่เลยจำไม่ได้
Moma : จริงด้วย O.O
สวยแซ่บเวอร์ : อกหักดังเป๊าะ T.T
และคอมเม้นอีกมากมายใต้คลิปของผมบางคนก็ชมผมบางคนก็ชมพี่วายุแต่ส่วนใหญ่เท่าที่ผมอ่านจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของเราสองคนมากกว่าเรื่องเพลงที่ร้องเพลงกลายเป็นองค์ประกอบรองเท่านั้นแต่ผมไม่ได้สนใจหรอกครับว่าพวกเขาจะคอมเม้นอะไรเพราะผมต้องการแค่ยอดไลค์เท่านั้นและมันก็เกินความคาดหมายที่ผมตั้งไว้มาก
เช็ทกลุ่ม / สามเกลอเจอหมี  (สมาชิก 3 คน) :
ฟาร์มกล้ามปู : เชี่ย...แคลร์คลิปมึงร้องเพลงดังใหญ่แล้ว
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : คลิปอะไรหรอ ?
ฟาร์มกล้ามปู : ในเฟสมึงไปดู (แนบลิงค์)
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : เชี่ย...มึงไปร้องเพลงกับพี่เขาได้ไงวะไลค์ตั้งสามเคโครตเยอะอะ
ขนมหวานใส้ครีม : เออช่วยกูแชร์ด้วย
ฟาร์มกล้ามปู : ได้เกินเป้าแล้วม้างงงง...ว่าแต่พี่เขายอมช่วยมึงได้ไงวะได้ยินมาว่าพี่เขาไม่ชอบให้ใครเอารูปเขาไปลงโซวเชียวนะ
ขนมหวานใส้ครีม : จริงดิ...ก็ไม่เห็นพี่เขาว่าอะไรกูเลยนะ...บอกแค่ว่าให้กูเข้าชมรมแล้วก็ชวนพวกมึงเข้าด้วย
ฟาร์มกล้ามปู : ค่ายอาสาอะหรอ...เอาดิไม่รู้จะเข้าชมรมอะไรเหมือนกันวะ
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : เอาดิกูเข้าด้วย.....กูชอบคอมเม้นนี้วะ ‘คนดีดกีต้าดีมีชัยไปกว่าครึ่ง’
ขนมหวานใส้ครีม : มึงไม่คิดจะชมว่าเพื่อนมึงร้องเพลงเพราะบ้างหรอ
ฟาร์มกล้ามปู : สติกเกอร์หัวเราะ
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : สติกเกอร์หัวเราะ
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : กูว่าหลังจากนี้งานเข้ามึงแน่เลยวะ
จัด แต่ ไม่ เลี้ยง : เออจริงทุกคนคิดว่ามึงกับพี่วายุเป็นแฟนกันมึงคอยเตรียมตอบคำถามได้เลย

จริงๆผมก็เห็นด้วยกับคอมเม้นนั้นนะครับ ‘คนดีดกีต้าดีมีชัยไปกว่าครึ่ง’ อย่างที่บอกถ้าลำพังผมคงมาไม่ถึงจุดนี้หลังจากที่ลงคลิปไปได้สองชั่วโมงก็มีคนแอดเฟรนผมมาเยอะเลยส่วนใหญ่ก็เป็นคนในมหาวิทยาลัยแหละครับผมก็รับบ้างไม่รับบ้างเลือกรับเฉพาะคนที่คุ้นหน้าจริงๆเพราะผมเองก็ไม่ค่อยชอบความวุ่นวายสักเท่าไหร่และพี่วายุก็เคยบอกไว้ว่าถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ต้องกดรับ  ในความคิดของผมผมว่าพี่วายุเป็นผู้ชายที่หล่อมากคงมีสาวๆมาชอบเยอะอยู่แล้วแต่ผมก็ไม่คิดว่าจะมีเยอะขนาดนี้ผมว่าผมพอรู้เหตุผลที่พี่เขาให้ผมแกล้งเป็นแฟนแล้วแหละครับ

 :katai2-1:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #11 เมื่อ05-08-2020 08:01:02 »

ตอนที่9 “ขอหัวใจของผมคืน”


   เป็นอย่างที่ฟาร์มกับจัดเลี้ยงบอกว่าให้ผมเตรียมตัวรอได้เลยสำหรับความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นคิดไปคิดมาผมไม่น่าลงคลิปเลยจากตอนแรกที่ไม่ค่อยมีคนสนใจตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว



“เอแคลร์” ผมหันไปตามเสียงเรียกจากหญิงสาวที่กำลังเดินมาทางผมในขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะในโรงอาหารเพื่อรอเรียนวิชาถัดไป

“..........” 

“พี่เห็นคลิปแล้วนะ...หาตัวช่วยได้ฉลาดมากเลยนะ...ว่าแต่รู้จักพี่วายุได้ไงอะ”

“พี่วายุเป็นเอ่อ...เป็น” เอาไงดีละครับจะบอกว่าเป็นแฟนก็กระดะปากจะบอกว่าเป็นพี่ชายก็ไม่ได้

“เป็นแฟนกันหรอ?”  ผมพยักหน้าตอบ

 “แต่ก็แปลกนะเพราะปกติพี่วายุไม่ค่อยเล่นกีต้าให้ใครฟังนอกจากงานสำคัญๆเท่านั้นถึงจะเล่นแต่ก็เล่นให้แฟนนี่เนาะคงสำคัญแหละ” เอ่อจริงๆผมก็ไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอกครับ

“........” ผมได้แต่นั่งทำหน้ายิ้มแหย่ส่งให้พี่เขา

“ว่าแต่คบกันนานหรือยังอะ”  นั้นไงเริ่มมาแล้วครับคำถาม



“ก็คบกันได้ประมาณห้าเดือนแล้วครับ” พี่วายุสั่งผมไว้ว่าถ้าใครมาถามเรื่องความสัมพันธ์ของเราให้ตอบไปตามที่โพสในเฟสจะได้ไม่หลุด

“เฮ้อ…อิจฉาจังว่าแล้วว่าทำไมหน้าเรามันคุ้นๆ”

“ทำไมต้องอิจฉาด้วยละครับ”

“ก็พี่ชอบวายุน่ะสิ...นอนคิดทั้งคืนเลย” เอ่อการชอบใครสักคนนี่มันพูดออกมาได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอครับโดยเฉพาะบอกต่อหน้าแฟนเขาด้วยถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่แฟนจริงๆก็เถอะ

“.........”

“พี่ชอบพี่วายุตั้งแต่พี่อยู่ปีหนึ่งแต่ไม่กล้าบอกถึงแม้พี่จะสวยก็เถอะแต่ก็กลัวโดนปฏิเสธ”

“ หรอครับ” ผมก็คิดนะครับเพราะพี่เขาสวยแต่ถ้าลดการชมตัวเองลงไปบ้างก็คงจะดี

“นี่ๆ...” พี่เอิร์นขยับเข้ามาใกล้และเอานิ้วจิ้มที่ไหล่ของผม 

“..........”

“ถามจริงเป็นแฟนกันจริงๆหรอ...พี่นะยังไม่อยากจะเชื่อเลยที่เมื่อสองเดือนก่อนตั้งสถานะว่าคบกันอะ” โหวนี่พี่ไม่เชื่อผมกับพี่วายุทุ่มทุนสร้างมากเลยนะครับใช้เวลาเป็นเดือนเพื่อสร้างสตอรี่

“จริงๆสิครับ”

“โอ้ย...ไม่ไหวแล้วชำใจ” แล้วพี่เอิร์นก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“เอาจริงๆถ้าพี่ชอบใครก็น่าจะบอกเขาไปตรงๆเลยนะครับจะได้ไม่เสียดายทีหลังบางทีเขาอาจจะชอบเราตอบก็ได้หรือถ้าไม่อย่างน้อยเราก็ได้บอก”

“แล้วถ้าพี่ไปบอกพี่วายุเราไม่โกรธพี่หรอ”

“ไม่ครับ”

“โหว...ใจกว้างเวอร์” พี่เอิร์นพูดเสียงสูงพร้อมทำตาโตใส่ 

“...............” ผมยิ้มอ่อน

“ไม่หึงเลยหรอถ้ามีคนมาชอบแฟนเราอะ....แปลกแหะ”

“ก็ไม่ได้ชอบหรอกครับ...แต่ผมเชื่อใจพี่เขาต่างหาก” เชื่อจงเชื่อใจก็มาแต่ถ้าพี่วายุเป็นแฟนผมจริงๆผมคงไม่พูดแบบนี้หรอกใครจะบ้าให้คนอื่นมาบอกชอบแฟนตัวเองกันล่ะแต่ถ้าพี่วายุเกิดชอบพี่เอิร์นกลับขึ้นมาก็ดีนะสิครับสถานะเรื่องข้อตกลงของผมกับพี่เขาจะได้จบกัน

ว่าด้วยเรื่องคลิปของผมกับพี่วายุในสามวันที่ผ่านมานี้ยอดไลค์และยอดแชร์ก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆซึ่งตอนนี้ก็ได้ห้าเคแล้วครับและผมก็ได้คลิปจากพี่รหัสที่ตอบรับผมเป็นน้องในสายรหัสอย่างสมบูรณ์มาแล้วด้วย   

แต่ผมก็ไม่ได้ลืมที่จะไปสมัครชมรมค่ายอาสาตามที่ตกลงไว้กับพี่วายุซึ่งเป็นประธานชมรมและผมก็ยังชวนไอ้ฟาร์มกับจัดเลี้ยงเข้าชมรมด้วย

   ส่วนเรื่องข้อตกลงของผมกับพี่วายุก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมเพราะเราทั้งคู่ต่างก็ยังไม่ได้มีแฟนจริงๆแต่ดูเหมือนว่ามันจะวุ่นวายมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำผมหมายถึงทางฝั่งของผมนะครับมีแต่คนมาคอยถามโน้นนี่จนผมเบื่อที่จะตอบบางคนก็ชอบมองค้อนใส่ผมซะงั้นโดยเฉพาะพวกรุ่นพี่ปีสามทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ผมก็ไม่ได้สนใจหรอกครับเพราะปกติผมก็ไม่ค่อยสนใจใครอยู่แล้วถ้าไม่ใช่เพื่อนหรือพี่ที่ผมสนิท



ช่วงนี้ผมต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตมหาลัยมากขึ้นแต่ผมก็ยังคงไม่ได้สนิทกับใครในคณะเลยซักคนรวมถึงพี่รหัสของผมตั้งแต่ที่พี่เอิร์มถามผมเรื่องที่ผมเป็นแฟนกับพี่วายุผมก็ไม่ได้เจอพี่เอิร์นอีกเลยแต่ผมก็ไม่ได้สนใจหรอกครับเพราะส่วนใหญ่ผมก็ไม่ค่อยได้อยู่คณะตัวเองอยู่แล้วผมมักจะไปอยู่คณะวิศวะกับสถาปัตย์มากกว่าซึ่งสองขณะนี้ก็ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก


ส่วนวันไหนที่ผมไม่มีเรียนผมมักจะทำบาวนี่ให้พี่เค้กไปขายที่ร้านซึ่งบราวนี่ของผมก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเช่นกัน


ร้านกาแฟของพี่เค้กอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่บริเวณรอบร้านถูกตกแต่งด้วยต้นไม้ในแบบที่พี่เค้กชอบพี่ชายผมเขาชอบต้นไม้นะครับโดยเฉพาะระเบียงหลังคอนโดมีต้นไม้หลายชนิดเลย ภายในร้านตกแต่งแบบสไตล์ลอฟท์ ซึ่งก็ดูเก๋ดีก็ไม่แปลกหรอกเพราะพี่ชายผมเรียนคณะสถาปัตย์นี้นาร้านก็ต้องออกมาดูดีแล้ว   





กริงงงงง!!



เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังนั่งรอเรียนคาบบ่ายอยู่ที่โรงอาหารซึ่งอีกครึ่งชั่วโมงก็ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว

[“แคลร์มึงอยู่ที่ไหน” เสียงแหบเล็กๆของคนหุ่นหมีดังขึ้นจากต้นสายที่โทรเข้ามาหาผม

[“อยู่คณะรอเรียนคาบบ่ายอยู่...มีอะไรหรอ?”

[“มึงเห็นรูปที่ไอ้ปาล์มโพสในเฟสยัง”

[“กูยังไม่ได้เล่นโทรศัพย์เลยอะกูนั่งทำงานของคาบที่แล้วอยู่” พอผมเลิกคาบเรียนที่แล้วผมก็ลงมานั่งกินข้าวที่โรงอาหารคนเดียวแล้วก็เอางานที่อาจารย์สั่งออกมาทำเพื่อรอเวลาเรียนคาบต่อไป

[“มึงเข้าไปดูดิ...กูเห็นไอ้ปาล์มโพสว่าไปเยี่ยมบิ๊กบอสที่โรงพยาบาล”  เยี่ยมใครนะ? บิ๊กบอสหรอผมถึงว่าทำไมช่วงนี้มันเงียบๆไปเลยไม่ค่อยได้ติดต่อกัน  ผมนึกว่ามันคงไม่อยากคุยกับผมแล้ว

[“..............”

[“เห็นมันว่ารถเกิดอุบัติเหตุ”

[“ละ...แล้วมันเป็นอะไรมะ..มากไหมวะ” ผมถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักภายในใจรู้สึกหวาดหวั่นผมกลัวกับคำตอบจากคำถามเมื่อสักครู่  ผมกลัวว่ามันจะ....T.T

[“กูอ่านในคอมเม้นแล้วเห็นว่าเพิ่งฟื้นนะเมื่อไม่กี่วันนี้เอง...ขาหักใส่เฝือกแต่เห็นว่าตอนนี้ไม่เป็นอะไรมากแล้ว”

[“กูอยากไปหามันวะ...มึงพากูไปที” ถ้าให้ผมนั่งเรียนตอนบ่ายเสร็จแล้วค่อยไปหามันผมคงไม่มีสมาธิเรียนแน่ๆ

[“เออ...เดี๋ยวกูไปรับที่คณะ” ตอนนี้ใจของผมมันไปถึงที่โรงพยาบาลแล้วแหละครับถึงแม้ผมไปแล้วจะไม่ได้ช่วยให้มันหายไวขึ้นแต่ขอเพียงแค่ผมได้เห็นหน้ามันผมก็คงรู้สึกสบายใจ

ผมรอไอ้ฟาร์มไม่นานบิ๊กไบท์คันสีดำด้านของมันก็มาจอดรับผมที่ตึกคณะโชคดีที่วันนี้ไอ้ฟาร์มเอาบิ๊กไบท์มาถึงแม้ระยะทางไปโรงพยาบาลที่บิ๊กบอสอยู่กับมหาลัยของผมจะไม่ได้ไกลกันมากแต่ผมก็อยากที่จะถึงที่หมายให้เร็วที่สุด


รถมอเตอร์ไซร์คันใหญ่ถูกจอดที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลเรียบร้อยผมเดินตามคนหุ้นหมีเข้าไปด้านในก่อนที่เราจะถึงที่นี่ผมไม่ลืมที่จะให้ไอ้ฟาร์มแวะร้านเบเกอร์รี่ร้านนั้นร้านที่บิ๊กบอสกับผมชอบไปกินด้วยกันสมัยเรียนเพื่อซื้อพายข้าวโพดของโปรดมัน


ไม่นานเราทั้งคู่ก็พบกับปาล์มเพื่อนสนิทของบิ๊กบอสที่มายืนรอเราอยู่หน้าลิฟท์เพราะก่อนหน้าที่จะมาไอ้ฟาร์มได้ติดต่อเพื่อที่จะขอเลขห้องของบิ๊กบอสซึ่งปาล์มก็รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผมกับบิ๊กบอสเป็นอย่างดี

“ไงมึงไม่เจอกันนานเลยสบายดีไหมวะ” ปาล์มทักผมในขณะที่เรากำลังอยู่ในลิฟ

“ก็สบายดีแล้วมึงอ่ะเรียนที่นั่นเป็นยังไงบ้าง” จริงๆปาล์มก็เรียนอยู่ที่กรุงเทพนี่แหละครับแต่คนละมหาวิทยาลัยกับผม

“เออก็ดีแต่เดี๋ยวก็คงย้ายแล้วแหละ”

“เพิ่งเรียนได้ไม่ถึงเทอมจะย้ายแล้วเหรอวะ”

“พ่อกูให้ย้ายไปเรียนที่อเมริกาอะ”

“โหว...ไกลจังวะ”

“เออ...โครตไกลเลย”

เราคุยกันได้สักพักประตูลิฟท์ก็ถูกเปิดออกตามชั้นที่เราได้เลือกไว้และปาล์มก็พาพวกเราเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง ‘ห้องนี้สินะ’ เมื่อประตูถูกเปิดขึ้นสิ่งแรกที่ผมมองคือบิ๊กบอสนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่แขนมีเข็มของน้ำเกลือ ส่วนขาซ้ายเข้าเฝือกไว้คนคิ้วเข้มทำหน้าตกใจเล็กน้อยที่เห็นผมและยิ้มออกมาทันที

คิดถึงจัง

คิดถึงมากๆ

เป็นห่วงมากๆ

ประโยคเรานี้ผุดขึ้นมาจากความคิดของผมสิ่งแรกที่ผมอยากทำคือเดินเข้าไปกอดคนป่วยที่นอนอยู่แต่ก็ทำไม่ได้นี่ถ้าไม่มีสองคนนั้นอยู่ในห้องผมคงทำไปแล้ว

“แคลร์มาได้ยังไงอ่ะ...ไม่บอกก่อนว่าจะมา”

“เซอร์ไพรซ์ไง...นี่กูซื้อพายของโปรดมาฝากมึงด้วยนะ” ผมเหมือนอยากจะร้องไห้ ที่เห็นมันในสภาพนี้แต่ก็ต้องฝืนยิ้มออกมาเพื่อไม่ให้มันรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย

“เฮ้ย...รู้ได้ไงวะว่ากูอยากกินขอบใจมากมึงนี่รู้ใจกูตลอดเลย”

“เออดีใจที่มึงชอบ”

“แล้วนี่เลิกเรียนกันแล้วหรอ” บิ๊กบอสคงสังเกตุเห็นว่าผมกับไอ้ฟาร์มยังอยู่ในชุดนักศึกษาอยู่และตอนนี้ก็เพิ่งจะบ่ายสอง

“อื่ม” ผมตอบสั้นสั้นใครจะบอกราคาว่าโดดเรียนเพื่อมาหามันผมเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วยเพื่อที่จะได้เห็นมันใกล้ๆ

“เออแล้วเป็นไงบ้าง...หมอให้ออกจากโรงบาลเมื่อไหร่หรอ” ฟาร์มถามบิ๊กบอสในขณะที่นั่งอยู่ที่โซฟาข้างปาล์ม

“ก็ใกล้แล้วแหละอีกสองสามวันก็ออกแล้ว”

“แล้วนี่ใครมาเฝ้าล่ะ” ผมถาม

“ทำไม...ถ้าไม่มีคนเฝ้ามึงจะมาเฝ้ากูหรอ” คนป่วยทำหน้าตาหยอกล้อกับผม

“จะบ้าหรอ” ผมทำหน้าตาตื่น

“แค่ล้อเล่นเองทำไมต้องทำหน้าอย่างนั้นด้วยอะ...แม่กูมาเฝ้าหนะ...แต่เพิ่งออกไปซื้อของข้างนอกเมื่อกี้เอง”

“เออเลยไม่ได้สวัสดีแม่มึงเลยอ่ะ”

“อยากสวัสดีแม่กูหรอ” บิ๊กบอสทำหน้าและน้ำเสียงทีเล่นทีจริงกับผม

“เออดิ...รู้จักกันตั้งหลายปียังไม่เคยเจอแม่มึงเลย”

“เอาไว้วันหลังแล้วกัน...เออแล้วนี่มึงจะไปไหนต่อป่ะ”

“ไม่น่าจะนะ...” ผมตอบและหันไปมองไอ้ฟาร์มไม่รู้ว่ามันมีธุรอะไรรึป่าวเพราะจู่ๆผมก็ให้มันพามาที่นี่

“แต่ถ้ามึงมีธุระพรุ่งนี้มึงค่อยมาก็ได้นะ” ผมว่าประโยคที่บิ๊กบอสสนทนากับผมมันดูแปลกๆนะครับเหมือนอยากจะให้ผมกลับไปก่อนอะไรทำนองนั้น

“มึงมีอะไรหรือเปล่าบอกกูได้นะ”

“คือ...คือว่าเดี๋ยวน้องน้ำอิงจะมาหากูอ่ะ...คือกู...ไม่ใช่ว่ากูไม่อยากเจอมึงนะแต่กูทำตัวไม่ถูกถ้าทั้งมึงและน้ำอิงอยู่พร้อมกันอะ” เฮ้อ~ น้องน้ำอิงจะมา เลยจะไล่ผมกลับซะงั้นอะไรของมันวะตอนแรกยังดีใจอยู่เลยที่เจอผมหน้าของบิ๊กบอสตอนนี้ดูมีความกังวล

“ เออ...ไอ้ฟาร์มมึงบอกว่ามึงจะกลับไปทำธุระที่มหาลัยไม่ใช่หรอวะ” เพื่อไม่ให้คนป่วยลำบากใจผมจึงแกล้งทำเป็นมีธุระโดยหันไปมองตาไอ้ฟาร์มและดูเหมือนว่าคนหุ่นหมีจะอ่านใจผมออก

“เออว่ะ...กูก็บอกแล้วไงก่อนมาว่าต้องรีบกลับมึงก็คุยซะยาวเชียว” เนียนไปอีกเพื่อนผม

“งั้นกูกลับก่อนนะ...ไปก่อนนะปาล์ม” ผมหันไปบอกคนเจ็บที่นอนอยู่บนเตียงและอีกคนที่นั่งอยู่ที่โซฟา



“เออกูก็จะกลับเหมือนกัน...งั้นพวกกูกับก่อนนะมึง” ปาล์มหันไปบอกบิ๊กบอส



“แคลร์พรุ่งนี้ถ้าว่างมาหากูนะ” บิ๊กบอสพูดขึ้นในขณะที่ผมกำลังเดินออกจากห้อง



“ถ้ากูว่าง...กูจะมานะ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเพราะผมฝืนทำเป็นสดใสเหมือนตอนเข้ามาไม่ได้อีกแล้วและดูเหมือนว่าผู้ชายสองคนที่เดินออกมาพร้อมผมจะเข้าใจความรู้สึกของผมดีเพราะระหว่างทางจากห้องที่ออกมาเมื่อสักครู่จนถึงลานจอดรถไม่มีใครพูดอะไรเลยสักคำ



ผมนั่งซ้อนอยู่บนมอเตอร์ไซด์คันใหญ่รับรู้ถึงการเคลื่อนตัวออกของรถเพราะเริ่มมีลมออ่อนๆมาปะทะร่างของผมบ้างแล้วถึงแม้จะมีคนหุ่นหมีนั่งบังลมอยู่ด้านหน้าก็ตาม

ผมใช้มือทั้งสองข้างกอดเอวของเพื่อนสนิทที่ขับรถให้ผมซ้อนอยู่ตอนนี้ผมนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้ามันไม่มีคำพูดใดๆเลยที่ทำให้ผมเสียใจล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำโดยไม่ทันคิดของคนที่ผมรักถึงแม้เรื่องของเราจะเป็นแค่อดีตแต่ผมก็ยังรู้สึกรักอยู่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้รักผมก็ตาม

น้ำตาของผมค่อยๆไหลออกมาโดยที่ผมไม่สามารถสั่งให้มันหยุดได้ผมยังคงปล่อยให้น้ำตาของผมไหลออกมาเรื่อยๆเพื่อปลดปล่อยความอัดอั้นในใจออกมาให้จนหมดคนถูกกอดจากด้านหลังไม่ได้ว่าอะไรได้แต่เอามืออีกข้างมาตบมือผมเบาๆเชิงปลอบ ‘ถ้ากูว่างจะมานะ’ ที่ผมตอบไปแบบนั้นเพราะผมไม่คิดที่จะกลับไปแล้วแหละครับผมตั้งใจไปหาเพราะความเป็นห่วงแต่ความเป็นห่วงของผมมันมีค่าน้อยกว่าการได้พบใครคนนั้นก็ไม่แปลกหรอกครับก็เค้าเป็นแฟนกันนี่ส่วนผมเป็นแค่เพื่อน

ครั้งนี้ผมรู้สึกเสียใจกว่าครั้งก่อนๆมากเลยครับเพราะความห่วงใยและความคิดถึงที่ผมมีให้กลายเป็นอะไรซักอย่างพี่ไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับเขา


“มึงโอเคมั้ยวะ” ฟาร์มถามขึ้นในขณะที่มันเอาน้ำเปล่าในตู้เย็นรินใส่แก้ววางให้ผมซึ่งเราสองคนมาถึงคอนโดของผมได้สักพักแล้ว

“มึงกู..ไม่ค่อยโอเคเลยวะทำไมกูต้องมาเสียใจอะไรแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยวะ” ผมพูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้น

“เออ...งั้นมึงไปนอนพักก่อนแล้วกันตื่นมาจะได้ดีขึ้นเดี๋ยวกูดูทีวีอยู่ข้างนอกนี่แหละรอพี่มึงกลับมาก่อน” ไอ้ฟาร์มคงเป็นห่วงผมแหละครับ มันไม่เคยทิ้งให้ผมต้องอยู่คนเดียวในเวลาที่ผมรู้สึกเศร้าแบบนี้และมันไม่เคยถามว่าผมเป็นอะไรไม่เคยว่าหรือห้ามผมกับการที่ต้องรักข้างเดียวแล้วกลับมานั่งเสียใจอยู่แบบนี้บ่อยครั้งเพราะทุกๆครั้งที่ผมเศร้ามันก็จะคอยปลอบอยู่ข้างๆเสมอ  มันเคยบอกผมว่า ‘ถ้าคนเราเริ่มรักเองได้เราก็ต้องเลิกรักเองได้เช่นกัน’


ผมพยักหน้าตอบและเดินเข้าไปนอนในห้องทั้งๆที่น้ำตายังคงไหลไม่หยุดและผมก็คล้อยหลับไปในที่สุดเพราะวันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยมากเลยครับเหนื่อยหัวใจเหลือเกินและมันเจ็บเหลือเกิน  ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องรักษาหัวใจของตัวเองจริงจังสักทีผมคงต้อง ‘ขอหัวใจของผมคืน’ ก่อนที่มันจะเจ็บไปมากกว่านี้













-หนึ่งสัปดาห์ต่อมา-







“สวัสดีน้องๆทุกท่านนะครับที่พี่นัดน้องๆมาที่ชมรมในวันนี้เพราะพี่อยากจะแจ้งให้น้องๆในชมรมทราบถึงงานของชมรมเราในปีนี้ซึ่งพี่ๆและคณะอาจารย์ได้ตกลงกันแล้วว่าเราจะไปออกค่ายสร้างโรงอาหารให้กับน้องๆที่โรงเรียนในชนบทซึ่งพี่ต้องแจ้งก่อนนะครับว่าเป็นงานค่อนข้างหนักเพราะที่ๆเราจะไปนั้นไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนักถ้าน้องๆหรือเพื่อนๆท่านใดจะถอนตัวจากชมรมพี่ก็ไม่ห้ามหรอกนะครับเพราะชมรมของเราต้องการคนที่อยากทำด้วยใจจริงๆ” เสียงพี่น้ำมนต์รองประธานชมรมพูดชี้แจงงานของชมรมค่ายอาสาถึงแม้ว่าผมจะเข้าชมรมนี้มาเพราะการแลกเปลี่ยนระหว่างผมกับพี่วายุแต่ผมคิดว่าชมรมนี่มีประโยชน์มากเลยะครับ 



คนในชมรมส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชายมีน้อยมากที่จะเป็นผู้หญิงแต่ผมคิดว่าก็ดีแล้วล่ะครับเพราะงานก่อสร้างและออกค่ายคงไม่ค่อยเหมาะกับผู้หญิงสักเท่าไหร่



หลังจากที่พี่น้ำมนต์ชี้แจงอยู่สักพักปล่อยให้เรากลับแต่ผมสังเกตว่าพี่ชายผมและเพื่อนๆไม่ได้อยู่ที่ชมรมสงสัยคงจะเรียนกันยังไม่เสร็จ

“มึงกูว่าชมรมนี้โคตรเหมาะกับไอ้ฟาร์มเลยว่ะมึงว่าไหม” จัดเลี้ยงพูดขึ้นในขณะที่เรากำลังเดินมาที่ร้านจอดรถ

“คิดเหมือนกูเลย...งานใช้แรงเนี่ยทางมันแหละ”

“ เออกูก็ว่าดีเหมือนกันได้ใช้แรงแล้วยังได้ประโยชน์กับคนอื่นด้วย” ไอ้ฟาร์มว่า “เออแล้วมึงให้กูลบเบอร์เก่ามึงเลยป่ะ”

“เออลบไปเลยกูไม่ใช้เบอร์นั้นแล้ว”

“อันนี้ไลน์ใหม่มึงป่ะ” จัดเลี้ยงถามพร้อมชูโทรศัพท์มาให้ผมดู

“เอออันนี้แหละ”

ตั้งแต่วันนั้นวันที่ผมตัดสินใจที่จะไม่ให้บิ๊กบอสเข้ามาอยู่ในชีวิตของผมอีกผมคิดว่าผมควรจะจริงจังกับการลืมเขาเสียที 

ที่เมื่อก่อนผมทำไม่ได้ผมยังต้องเจอยังต้องเห็นและคุยกับเขาอยู่แต่ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วไม่ได้เจอกันแล้วและไม่ได้เห็นกันอีกต่อไป ถ้าถามว่าผมยังคิดถึงอยู่หรือเปล่าผมตอบเลยว่าผมยังคิดถึงเขาอยู่การลืมใครสักคนมันไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆหรอกนะครับมันต้องใช้เวลาผมจึงจัดการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ไลน์ และบล็อกเฟสบุ๊คของบิ๊กบอสเรียกว่าตัดการติดต่อทุกช่องทาง



ผมไม่รู้หรอกครับว่าการทำแบบนี้มันจะช่วยได้หรือเปล่าแต่ผมคิดว่ามันน่าจะดีกว่าที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องเจ็บซ้ำๆอยู่แบบนี้



จริงๆไอ้ฟาร์มมันแนะนำให้ผมหาใครสักคนมาคุยด้วยจะได้ลืมได้เร็วๆและก็จะได้เลิกแกล้งเป็นแฟนพี่วายุด้วยแต่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องกับการที่จะให้ใครสักคนมาเป็นตัวแทนของบิ๊กบอสเพราะถ้าเป็นผมก็คงเสียใจถ้าเราต้องกายเป็นตัวแทนของใครสักคน



เช็ทส่วนตัว / CAKE KITTANAI :



CAKE KITTANAI : แคลร์วันนี้พี่กลับดึกนะวันเกิดไอ้ซันเดย์อะ

Eclair : ดึกหรือเช้าเอาดีๆ

CAKE KITTANAI : เออน่า...กลับกับเพื่อนใช่ไหมหรือให้พี่ไปส่งที่คอนโด

Eclair : กลับกับเพื่อนครับ

CAKE KITTANAI : งั้นที่ไม่เข้าคอนโดแล้วนะหาอะไรกินด้วยล่ะ

Eclair : สติ๊กเกอร์โอเค

ผมกลับมาถึงคอนโดได้สักพักโดยมีจัดเลี้ยงเป็นผู้มาส่งจากนั้นผมก็จัดการอาบน้ำและทำข้าวผัดกินคนเดียวเพราะเป็นเมนูที่ง่าย 



ผมนั่งทำงานที่อาจารย์สั่งบนโต๊ะหนังสือในห้องนอนสายตาของผมเหลือบมองบริเวณที่เคยวางรูปของผมกับบิ๊กบอสที่ถ่ายกันเมื่อสามปีก่อนในงานรับรางวัลสัปดาห์วิทยาศาสตร์ตอนมอสี่ซึ่งผมถือว่านั่นเป็นรูปคู่รูปแรกของเราแต่ตอนนี้มันกลายเป็นโหลแก้วที่มีมอสถูกจัดตกแต่งอยู่ในนั้นหรือที่เค้าเรียกกันว่าสวนขวดนั่นแหละครับผมซื้อมาจากคณะเกษตรเมื่อวันก่อนเห็นเค้าบอกว่าเลี้ยงง่ายไม่ต้องรดน้ำบ่อยเพราะมันแข็งแรงและสามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองซึ่งผมก็คิดว่าผมจะต้องเป็นแบบนั้นให้ได้

ส่วนรูปและนาฬิกาข้อมือทั้งสองเรือนที่บิ๊กบอสซื้อให้ผมทุกอย่างถูกเก็บลงกล่องกระดาษและถูกเก็บไว้ในที่ไกลสายตาปล่อยให้ทุกอย่างมันกลายเป็นอดีตและเป็นเพียงแค่ความทรงจำที่เลือนลางก็พอถึงแม้มันจะไม่ได้จางหายไปก็ตาม

 :mew4:

ออฟไลน์ Tanthai23

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #12 เมื่อ05-08-2020 14:44:37 »

 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #13 เมื่อ06-08-2020 06:19:14 »

ตอนที่10 “สปาเกตตี้คาโบนาร่า”


กริ่งงงงงง!!!
ในขณะที่ผมนอนหลับอยู่ผมได้ยินเสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้นผมจึงไปเปิดไฟหัวเตียงเพื่อดูนาฬิกาซึ่งตอนนี้เป็นเวลาตีสามผมอดที่จะสงสัยว่าถ้าพี่ชายผมกลับมาเขาก็ต้องใช้คีย์การ์ดเข้ามาได้อยู่แล้วทำไมต้องกดกริ่งด้วย
ผมจึงค่อยๆเปิดช่องเล็กตรงประตูดูว่าใครกันที่อยู่ด้านนอกซึ่งผมก็เห็นพี่เขื่อนกำลังแบกพี่เค้กและพี่ซันเดย์แบกพี่วายุอยู่หน้าห้องผมจึงรีบเปิดประตูทันที
“เฮ้ยพี่ทำไมกลับมาสภาพแบบนี้ล่ะครับ” ผมถามพี่เขื่อนแต่ดูท่าทางพี่เขาจะเมามาเหมือนกัน
“ดื่มกันเยอะไปหน่อยว่าแต่เอาไว้ไหนอ่ะพี่หนัก”
“เอ่อ...เอาพี่เค้กไว้ในห้องนอนเลยครับ“
“แล้วไอ้วายุอ่ะเอาไว้ไหน” พี่ซันเดย์ถาม
“ให้พี่วายุค้างที่นี่หรอครับ” ผมถามกลับด้วยความสงสัยก็ยังงงกับสองคนนี้เหมือนกันว่าทำไมแบกพี่วายุมาไว้ที่ห้องผม
“ฝากวายุด้วยแล้วกันพี่ไปไม่ไหวแล้ว” ผมว่าก็จริงครับถ้าดูจากสภาพของแต่ละคน
“งั้นพวกพี่จะนอนที่นี่ด้วยเลยไหมครับ”
“ไม่อ่ะเดี๋ยวพี่ไปนอนกับไอ้เขื่อนที่คอนโด...คอนโดมันอยู่แถวนี้”
“งั้นเอาพี่วายุไปไว้ที่โซฟาเลยครับ”

ผมยืนมองไปยังหน้าประตูห้องนอนของพี่เค้กและมองโซฟาที่ห้องรับแขก  ยังไงดีละครับจะทิ้งคนทั้งคู่ไว้แบบนี้แล้วกลับเข้าห้องตัวเองไปนอนต่อก็คงทำไม่ได้ผมจึงเดินเข้าห้องนอนของพี่ชายก็พบว่าร่างสูงนอนหลับอยู่อย่างไม่รู้สึกตัวผมจึงจัดการถอดรองเท้าและเสื้อคลุมออก  เดินไปหยิบกะละมังกับผ้าขนหนูผืนเล็กสำหรับเช็ดตัวให้พี่ชายในห้องครัวซึ่งหน้าพี่เค้กตอนนี้แดงไปหมดเลยครับเพราะพี่เค้กเป็นคนผิวขาวดวงตาปิดสนิทไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ผมเช็ดตัวให้พี่เค้กอยู่สักพักก็เดินไปเปลี่ยนน้ำและตรงไปที่โซฟาที่ห้องรับแขก ที่มีผู้ชายอีกคนนอนอยู่ที่ผมให้พี่วายุนอนที่โซฟาเพราะผมรู้ว่าเวลาพี่เค้กนอนพี่มันจะดิ้นแรงมากเมื่อก่อนตอนที่น้าหวานอยู่กับเราผมกับพี่เค้กก็นอนห้องเดียวกันพอตื่นเช้ามาผมมักจะพบว่าตัวเองลงไปนอนอยู่ที่พื้นข้างเตียงทุกทีจนผมต้องยกเตียงให้พี่เค้กนอนแล้วผมก็มาปูที่นอนข้างเตียงแทนผมเลยคิดว่าเพื่อความปลอดภัยของพี่วายุผมให้พี่เขานอนที่โซฟาน่าจะดีกว่าถึงแม้มันจะเล็กไปหน่อยก็เถอะ
ผมจัดการถอดรองเท้าและใช้ผ้าขนหนูเช็ดที่แขนและหน้าของพี่วายุเพื่อให้พี่เขารู้สึกสบายตัวขึ้นใบหน้าหล่อดูแดงกร่ำพอๆกับพี่เค้กเลยทำไมสองคนถึงได้เมากันขนาดนี้นะ 
หน้าใสจังจมูกก็โด่งแถมปาก... เอ่อ... เดี๋ยวนะนี่ผมคิดบ้าอะไรของเนี่ยทำไมต้องนึกถึงตอนนั้นด้วยนะตอนที่ผมเคยสัมผัสส่วนนี้บนใบหน้าพี่เขา
ผมเผลอมองหน้าคนที่นอนหลับสนิทเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์อยู่จนกระทั่งผมรู้สึกตัวว่าผมมองพี่เขานานไปแล้วผมจึงเอากะละมังและผ้าขนหนูไปเก็บจากนั้นก็กลับเข้าห้องนอนของตัวเองไป

-เช้าวันใหม่-

“อื่ม” ผมหันไปมองเสียงครางของคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนชุดที่สวมใส่ดูแตกต่างจากชุดเมื่อคืนเพราะตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดสีขาวและกางเกงลายสก็อตขาสั้น คงอาบน้ำแล้วสินะ ในขณะที่ผมกำลังต้มข้าวต้มปลาไว้สำหรับคนที่เพิ่งสร่างเมาทั้งสอง
“ตื่นแล้วหรอครับ”
“อื่ม...เห้ย!...ใครมานอนตรงนั้นน่ะ” จากตอนแรกที่พี่เค้กทำหน้าสะลืมสะลือออกมาจากห้องนอนตอนนี้ดูหน้าตาตื่นเมื่อหันไปเห็นใครบางคนนอนอยู่ที่โซฟา
“ก็เพื่อนพี่ไงจำไม่ได้หรอ” พี่เค้กค่อยๆเดินเข้าไปใกล้โซฟาหนังสีครีมที่วางอยู่บริเวณห้องรับรับแขก
“วายุหรอ...วายุ...วายุ...ตื่น” คนสะลึมสะลือเมื่อสักครู่เดินเข้าไปเรียกเพื่อนของตัวเองที่นอนอยู่
“มึงตื่นๆ”
“.......”
“วายุ”
“อื่ม” เสียงพี่วายุอยู่ครางขึ้นและลุกขึ้นมานั่งด้วยสีหน้าท่าทางงัวเงีย
“.......”
“โอ้ยโคตรปวดหัวเลย...กูมาอยู่ห้องมึงได้ไงเนี่ย...แล้วทำไมกูนอนตรงนี้ว่ะโครตเมื้อยตัวเลย”
“กูไม่รู้ว่ะต้องถามแคลร์” แล้วทั้งคู่ก็หันมามองทางผมพร้อมกันเป็นตาเดียว
“พี่เค้กพาวายุไปอาบน้ำที่ห้องก่อนดีกว่าครับ...แล้วเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง” พี่วายุพยักหน้าตอบและเดินไปยังห้องนอนของพี่เค้กโดยมีพี่เค้กเข้าไปหยิบของให้ไม่นานทั้งคู่ก็ออกมาจากห้อง 
พี่วายุสวมเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขาสั้นสีดำซึ่งผมไม่เคยเห็นพี่เขาแต่งตัวแบบนี้มาก่อนปกติไม่ใส่ชุดนักศึกษาก็เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ ใส่แบบนี้ที่เขาก็ดูดีไปอีกแบบนะครับแบบสบายๆ
“มึงมากินข้าวก่อน” พี่เค้กเรียกคนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องและเดินไปหยิบถ้วยสำหรับใส่ข้าวต้มให้เพื่อนส่วนผมนั่งอยู่ที่โซฟา
“สรุปเมื่อคืนทำไมกูมานอนที่นี่ได้วะ” พี่วายุเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“เอแคลร์ว่าไง...สรุปเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”
“ก็ไม่มีอะไรหรอกครับเมื่อคืนพี่เขื่อนกับพี่ซันเดย์แบกพี่สองคนมาสภาพเมาไม่มีสติกันทั้งคู่เขาบอกผมว่าฝากพี่วายุให้นอนที่นี่เพราะพวกเขาเองก็ไปต่อไม่ไหวแล้วผมเลยให้พี่วายุนอนที่โซฟานะครับเพราะถ้าไปนอนห้องพี่เค้กผมเกรงว่าตื่นเช้ามาพี่วายุอาจจะคอหักได้”
“ฮ่าาาาาาา” พี่วายุหลุดขำออกมา
“ขำอะไรมึง” พี่เค้กถาม
“ขอบคุณนะครับที่เป็นห่วงความปลอดภัยของพี่...ถึงแม้โซฟาจะเล็กไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าคอหักครับ” พี่วายุพูดไปขำไปแต่คนที่ถูกพูดถึงกลับทำหน้ามุ้ยเล็กๆ
“กินเสร็จแล้วก็กลับห้องมึงไปเลยไป”
“ไล่กูซะงั้น”
 “แคลร์วันนี้มีเรียนหรอ”
“ครับ...กำลังรอไอ้ฟาร์มมารับนะครับ”
“แล้วกลับยังไงให้ไปรับหรือป่าว”
“เดี๋ยวให้จัดเลี้ยงมาแวะส่งนะครับเลิกเรียนพร้อมมัน” ผมมักจะเป็นแบบนี้แหละครับอาศัยคนโน้นทีคนนี้ทีแต่ถ้าไม่มีใครว่างจริงๆผมก็มักจะโทรเรียกรถแท็กซี่ให้มารับ  จริงๆผมขับรถเป็นอยู่นะครับแต่ผมไม่ชอบขับรถในเมืองเพราะรถมันเยอะและวุ่นวายผมเลยกลัว
“ผมไปก่อนนะครับ” ผมรีบลุกออกไปทันทีที่เสียงไลน์ของไอ้ฟาร์มดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ามันถึงแล้ว
วันนี่ผมมีเรียนสามวิชามีคาบเช้าหนึ่งวิชาและคาบบ่ายอีกสองวิชาซึ่งผมมักจะเข้าเรียนเป็นประจำไม่เคยขาดส่วนช่วงนี้ที่จะยุ่งหน่อยก็คงจะเป็นเรื่องกีฬาสีแต่ผมไม่ค่อยได้สนใจหรอกครับผมเลือกลงกีฬาวอลเล่บอลซึ่งก็มีคนลงค่อนข้างเยอะผมจึงลงชื่อเป็นตัวสำรองไว้ส่วนตอนเย็นก็ต้องอยู่ซ้อมเชียร์ซึ่งปีหนึ่งทุกคนต้องเข้าร่วม
ผมนั่งเรียนจนคาบวิชาสุดท้ายและลงมารอจัดเลี้ยงข้างล่างตึกแต่ก็พบว่ารถเก๋งวีออสสีดำถูกจอดรออยู่แล้ว

“ไง...มึงรอนานไหม” ผมเอ่ยถามคนหล่อที่มีแว่นเป็นองค์ประกอบบนใบหน้าในขณะที่ผมก้าวขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว
“ไม่อะ...กูเพิ่งเลิกเหมือนกัน”
สักพักรถคันสีดำก็เคลื่อนตัวออกผมกับจัดเลี้ยงไม่ได้สนทนาอะไรกันมากนักเพราะเราเจอกันทุกวันมันคงชินกับการที่ต้องมารับมาส่งผมแบบนี้แล้วแหละครับ  ผมเคยแอบได้ยินคนในคณะรือกันต่างๆนาๆว่าผมคบซ้อนบ้างแหละ หลายใจบ้างแหละ เห้อ... เป็นเพราะตั้งแต่ตอนนั้นที่ลงคลิปผมก็กลายเป็นจุดสนใจ
แต่ผมก็ไม่ได้สนใจกับคำพูดของใครเพราะผมไม่ได้เป็นแบบนั้นผมเป็นคนรักเดียวใจเดียวและเวลารักใครผมก็จะรักไปทีละคนเท่านั้นและตอนนี้ผมขอรักษาหัวใจของผมที่เพิ่งได้คืนมาให้หายดีก่อน
ถึงแม้ตอนนี้ผมจะตัดขาดจากเขาในทุกๆช่องทางแต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมสมองของผมนั้นไม่เคยตัดเขาออกไปได้เลยทุกอย่างทุกเรื่องราวมันยังคงอยู่ในหัวใจของผมถึงแม้บางครั้งมันเหมือนจะหายไปแต่พอเวลาที่ได้เห็นอะไรบางอย่างที่เราเคยทำด้วยกันสถานที่ที่เราเคยไปด้วยกันความทรงจำเหล่านั้นมันมักจะคอยย้ำเตือนผมเสมอว่าผมยังคงรักและคิดถึงเขาอยู่
ผมเดินเข้ามาภายในห้องก็พบว่าพี่เค้กดูทีวีอยู่ที่ห้องรับแขกแต่มีบางอย่างที่มันเปลี่ยนไปจากเดิมโซฟาตัวนั้นที่พี่เค้กนั่งมันไม่ใช่โซฟาหนังสีครีมตัวเก่าตอนนี้มันกลายเป็นโซฟาหนังสีดำทรงตัวแอลซึ่งมันมีขนาดใหญ่กว่าเก่ามากและมันไม่ได้มีแค่นั้นครับผ้าม่านและชั้นวางของก็ถูกเปลี่ยนไปด้วยทุกอย่างดูเข้าเซ็ตเป็นโทนขาวดำแบบสไตล์เรียบหรู นี่ถ้าผมไม่เห็นพี่เค้กนั่งอยู่ผมคงคิดว่าผมเข้าห้องผิดแล้วแหละครับ
“พี่เค้ก...พี่แต่งบ้านใหม่หรอ?” ผมยังคงทำหน้าตะลึงกับสิ่งที่เห็นอยู่
“ป่าว...”
“แล้วนี่?”
“นี่หรอ... ก็ไม่มีอะไรหรอกแค่เป็นผลพวงมาจากเมื่อคืนหน่ะที่วายุอยู่มานอนที่นี่แล้วมันบอกว่าเมื่อเช้ามันปวดหลังมากมันเลยให้คนที่บริษัทพ่อมันมาเปลี่ยนโซฟาใหม่มันบอกว่าอันนั้นมันเล็กไปแต่พอโซฟามามันบอกว่าไม่เข้าเซ็ทมองแล้วขัดตานักออกแบบอย่างมันก็เลยเปลี่ยนสีม่านแล้วก็ชั้นวางพวกนี้ด้วย”
ห๊ะ... แบบนี้ก็ได้เหรอเนี่ยผมรู้ครับว่าบ้านพี่เขารวยแต่ผมก็ไม่คิดว่าพี่เขจะขนโซฟามาเปลี่ยนที่บ้านคนอื่นแบบนี้
“แล้วพี่ก็ยอม?”
“ของฟรีก็เอาๆไปเถอะ”
“เห้ยได้ไงพี่”
“ล้อเล่นพี่โอนเงินไปให้มันแล้วแต่มันโอนกลับแล้วยังบอกอีกว่าถ้าโอนมาอีกมันจะโกรธแล้วก็บอกอีกว่าเอาตัวเก่าแลกกันก็พอแล้ว”
“ห๊ะ...เอาตัวเก่าแลกเนี่ยนะตัวนั้นแค่ไม่กี่พันเองนะแต่ตัวนี้น่าจะหลายหมื่นเลยนะพี่” เผลอๆผมว่าพี่เขาเอาตัวเก่าของผมไปทิ้งแล้วมั้งเนี่ย
“มันบอกว่าเผื่อจะต้องมานอนอีกจะได้นอนสบายๆ” ฟังไปฟังมาเหมือนเป็นความผิดผมเลยแหะที่ให้พี่เขานอนที่โซฟาตัวนั้น
“..............”
“เอาเถอะพี่ไม่ชอบเซ้าซี้มันน่ะ...เวลามันโกรธโคตรน่ากลัว” จริงหรอผมไม่เคยเห็นเลยแฮะปกติพี่เค้าใจดีกับผมตลอดหรือผมคิดไปเองว่าพี่เขาใจดีแต่จริงๆแล้วพี่เขาโกรธอยู่นะเริ่มสับสน
“แล้วแต่พี่แล้วกัน” ในเมื่อพี่ชายผมมันไม่ได้ว่าอะไรแล้วผมจะไปว่าอะไรได้ล่ะครับเอาที่พวกพี่สบายใจกันเลย

เช็ทส่วนตัว /YAYU :
YAYU : แคลร์สปาเกตตี้คาโบนาร่านี่ใส่อะไรบ้างอะ
Eclair : จะทำหรอครับ
YAYU : Yes
Eclair : หลักๆก็มีเส้นสปาเกตตี้  คุกกิ้งครีม  เนย  ไข่ไก่ พาร์เมซานชีส  เบคอน ประมาณนี้แหละครับ
YAYU : OK
   อะไรของพี่เขากันนะนึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไปอยู่ๆก็มาถามเรื่องอาหารซะงั้นแต่ก็แปลกนะครับเพราะปกติพี่วายุไม่เคยทำอาหารเองเลยส่วนใหญ่ถ้าไม่กินอาหารผูกปิ่นโตที่แม่พี่เขาผูกกับโรงแรกฝั่งตรงข้ามไว้ให้ก็มักจะมากินที่ห้องผม
   วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งตอนนี้พี่ชายผมอยู่ที่ร้านกาแฟช่วงค่ำๆถึงจะกลับส่วนผมก็อยู่ห้องอย่างเหงาหงอยเพราะไม่รู้จะออกไปไหนเลยนั่งดูหนังจบไปหลายเรื่องเล่นเกมส์ไปหลายตาแล้ว
   กริ่งงงงง
   เสียงกรีงหน้าห้องดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังดูหนังและเตรียมตัวจะต้มมาม่ากินเพราะตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว
ทันทีที่ผมเปิดประตูออกก็พบพี่วายุหิ้วของมาอย่างพลุงพลังผมจึงเข้าไปช่วย
“พี่ซื้ออะไรมาเยอะแยะครับเนี่ย” เยอะมากจริงๆนะครับทั้งของสดของแห้ง
“พอดีพี่ไปห้างมาเลยซื้อวัตถุดิบสำหรับทำสปาเกตตี้มาด้วย...ทำให้กินหน่อยสิ่” พีวายุพูดและฉีกยิ้มให้ผม
“ที่ถามผมนี่คือจะซื้อมาให้ผมทำหรอกหรอ...แล้วรู้ได้ยังไงว่าผมทำเป็น”
“ถ้าทำไม่เป็นจะบอกส่วนผสมได้ยังไงละ” เออก็จริงของพี่เขาแหะ
“แล้วรู้ได้ไงว่าผมว่างอะ”
“ก็เค้กบอกว่าเราไม่ได้ทำขนมนอนเล่นเกมส์อยู่ที่ห้องก็น่าจะว่างนะ” เอ่ออันที่จริงผมก็ว่างแหละ
“คราบ...ว่างคราบบบ” ผมพูดแบบรากเสียงยาว
ในเมื่อพี่เขาซื้อของมาแล้วก็คงต้องทำแหละครับเพราะปกติผมก็ทำให้พี่เขากินเกือบจะทุกวันอยู่แล้ว
“ทำไมพี่ไม่ซื้อที่มันสำเร็จมาแล้วละ” ถ้าคิดเป็นเงินระหว่างของที่ซื้อมาทำกับการซื้อแบบที่เขาทำมาแล้วนี่ก็พอๆกันเลยนะครับเนี่ย
“อยากกินฝีมือแฟน...ได้ป๊ะ” เห้อ ผมละเบื่อจริงๆเวลาพี่เขาพูดและทำหน้าทะเล้นแบบนี้พักหลังมาพี่วายุชอบพูดแบบนี้กับผมบ่อยๆ จนบางทีผมก็คิดว่าผมเป็นแฟนพี่เขาจริงๆแล้วนะเนี่ย
“ไปนั่งรอตรงโน้นเลยครับ” ผมชี้ให้พี่เขาไปนั่งรอที่โซฟาก็โซฟาพี่เขานั่นแหละครับพูดแล้วก็อดโมโหไม่ได้สรุปวันนั้นผมถามว่าโซฟาเก่าของผมไปไหนพี่วายุบอกว่าทิ้งไปแล้ว  โซฟาผมมันยังดีอยู่เลยถึงมันจะเล็กไปหน่อยก็เถอะ T.T
ไม่นานสปาเกตตี้ที่พี่วายุรอคอยก็สำเร็จ
“เสร็จแล้วครับ” พี่วายุละสายตาจากหน้าจอโทรทัศน์ที่กำลังดูข่าวภาคเที่ยงอยู่หันมาทางผม
“หอมจัง”
“.............”
“อื่มอร่อยอย่างที่คิด” คนหน้าเข้มพูดหลังจากที่ตักสปาเกตตี้เข้าปาก
“แล้วเย็นนี้จะกินอะไรครับ”
“เย็นหรอ....พี่กลับบ้านอะ” กลับบ้านหรอช่วงนี้กลับบ่อยแหะแต่มันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะสนใจหรอกครับที่ผมถามเพราะผมจะได้ไม่ต้องคิดเมนูเองต่างหากผมทำจนไม่รู้จะทำอะไรให้พี่ชายสองคนนี้กินแล้ว
“อ่อครับ” พี่วายุกลับบ้านบ่อยๆก็ดีอยู่นะครับเพราะคุณแม่พี่เขามักจะทำอาหารอร่อยๆมาฝากพวกเราด้วยเสมอ

ตึงดึง! เสียงไลน์ดังขึ้นในขณะที่ผมนั่งดูหนังอยู่กับพี่วายุหลังจากที่เรานั่งกินสปาเกตตี้กันเสร็จ
เช็ทกลุ่ม / สามเกลอเจอหมี  (สมาชิก 3 คน) :
ฟาร์มกล้ามปู : หวานเนาะคู่มึงเนี่ย
ขนมหวานใส้ครีม :หวานอะไรของมึงวะ
ฟาร์มกล้ามปู : **รูปภาพ
O.O
ภาพที่ฟาร์มส่งมาเป็นภาพของผมที่กำลังทำอาหารอยู่ซึ่งคนที่โพสคือคนที่อยู่ข้างผมตอนนี้พร้อมกับแคปชั่น ‘แล้วแบบนี้จะให้พี่ไปกินข้าวที่ไหนได้ละครับ’
“พี่วาโพสรูปนี้ทำไมครับเนี่ย” ผมถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำไมไม่ถามผมก่อนลงภาพเนี่ย
“น่ารักดีออก” ตรงไหนเนี่ยหน้าก็สดแป้งก็ไม่ได้ทาผมก็ไม่ได้เซ็ตตั้งแต่ตื่นมาผมทำแค่ล้างหน้าแปรงฟันแล้วมานั่งดูหนังอยู่ข้างนอกเลยจนกระทั้งพี่วายุมา
“น่ารักอะไรละหัวก็ยุ่งหน้าก็สด” ผมพูดพร้อมทำหน้ามุ้ยใส่
“บอกว่าน่ารักก็น่ารักดิ”
“โอ้ย...พี่จะขยี้หัวผมทำไมเนี่ย” คนหน้าเข้มเม้มปากอย่างหมันเขี้ยวแล้วยื่นมือมาขยี้หัวผม
“หมั่นเขี้ยว...ไปดีกว่าจะเย็นแล้ว” ว่าพลางพี่วายุก็ลุกขึ้นและเดินออกไปเฉย อะไรของพี่เขาวะพักหลังมานี้ชอบทำอะไรแปลกๆทำให้ผมเริ่มคิดอะไรที่ไม่ควรจะคิดอยู่เรื่อย
หลังจากที่คนร่างสูงเดินไปผมจึงหันมาสนใจภาพนั้นต่อมีคนกดไลด์และคอมเม้นมากมายมีทั้งชมว่าผมน่ารักเอ่อเอาจริงๆก็แค่หนึ่งในสามสิบคนที่มาคอมเม้นนะครับนอกนั้นก็จะไปทางอิจฉาผมมากกว่า
เอาจริงๆผมก็สงสัยนะครับว่าทำไมคนต้องมาสนใจพวกเราด้วยทั้งๆที่เราก็ไม่ใช่คนดังอะไรพี่วายุเองก็ไม่ใช่เดือนคณะสักหน่อยแต่ผมว่าพี่เขาหล่อกว่าเดือนคณะอีกนะครับแต่เป็นเพราะพี่วายุไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายก็เลยไม่ลงสมัครนี่ขนาดไม่สมัครยังวุ่นวายเลยผมว่า





****************************************************
ผ่านมาสิบตอนแล้วเป็นยังไงกันบ้างคะนิยายเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่ดวงเขียนมีอะไรผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยให้มือใหม่หัดเขียนด้วยนะคะ
ขอบคุณทุกท่านที่เปิดเข้ามาอ่านผลงานของดวงผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นติชมได้ตามอัชฌาสัยเลยค่ะและหวังว่าทุกท่านจะอยู่ด้วยกันจนจบเรื่องนะคะ   :mew1:



ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #14 เมื่อ07-08-2020 17:48:17 »

ตอนที่11 “ไปคบกันตอนไหน”



“เอาไว้ตรงนี้เลยมึง”  เสียงชายร่างเล็กผิวขาวยืนชี้นิ้วไปทางเสาต้นสูงบริเวณโรงอาหารคณะสถาปัตให้ชายร่างสูงสองคนที่กำลังยกแผ่นไม้ขนาดกว้างสำหรับลองวาดเพื่อทำป้ายผ้าวางลงบริเวณนั้น
ตอนนี้ผมกับจัดเลี้ยงอยู่ที่คณะสถาปัตส่วนฟาร์มยังไม่เลิกเรียนบอกว่าจะตามมาทีหลังวันนี้ทางชมรมค่ายอาสานัดพวกเราให้มาช่วยกันเขียนป้ายผ้าและเตรียมของสำหรับการออกค่ายในช่วงหลังสอบ  ถ้าหลังจากนี้คงไม่ค่อยมีใครมาช่วยเพราะทุกคนต่างก็ต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือ
“เชิญทุกคนทางด้านนี้หน่อยครับ” พี่วายุประธานชมรมเรียกให้ทุกคนรวมตัวกันที่โต๊ะภายในโรงอาหาร
“ที่ผมนัดทุกคนมาในวันนี้เพราะผมจะชี้แจงและแบ่งหน้าที่ให้กับทุกคนว่าใครต้องทำอะไรบ้าง” หลังจากนั้นพี่เขาก็อธิายเรื่องวัตถุประสงค์ของชมรมชี้แจงรายละเอียดแบบแปรนของโครงสร้างโรงอาหารที่เราจะไปสร้างให้กับโรงเรียนที่เราเลือกไว้
โชคดีนะครับที่ชมรมนี้มีเด็กคณะสถาปัตและวิศวะอยู่มากเพราะฉนั้นโรงอาหารคงไม่อยากเกินไปสำหรับชมรมเราแถมยังได้งบประมาณจากบริษัทของพ่อพี่วายุมาสมทบอีก
“พี่วามีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” ผมเอ่ยถามพี่วายุในขณะที่พี่เขากำลังทาสีป้ายอยู่  แต่ผมกลับไม่เห็นวี่แววของพี่ชายของตัวเองเลยตั้งแต่มาถึง
“ทาสีเป็นไหม...เราอะ”
“พอได้ครับ”
“งั้นช่วยพี่ทาสีแล้วกันนะ” พอได้รับหน้าที่ผมก็จัดการเดินไปหยิบภูกันและจานสีมานั่งข้างๆพี่วายุส่วนจัดเลี้ยงมันอาสาไปช่วยพี่ๆเขาแจกน้ำเป็นหน่วยบริการ
“แบบนี้พอได้ไหมครับ”ผมถามตัวคนสูงกว่าที่นั่งข้างๆหลังจากที่ลงสีไปแล้วบางส่วน
“ได้อยู่นะ”
“ว่าแต่พี่เค้กไปไหนหรอครับ”
“เค้กยังไม่เลิกเรียน”
“อ่อครับ”
“...............”
“..............”
“แหม...ให้มันน้อยๆหน่อยท่านประทาน” ผมเงยหน้ามองต้นเสียงที่ทักขึ้นก็พบว่าเป็นพี่เขื่อนซึ่งผมก็คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วเพราะมีไม่กี่คนที่ชอบแซวผมสองคนในช่วงนี้
“อะไรมึง” พี่วายุทำเสียงเข้ม
“ป๊าว...ก็แค่อิจฉา”
“อิจฉาอะไรของมึง...ทำอย่างกับมึงไม่มีอะ” นั่นสิพี่วายุพูดถูก
“ก็มี...แต่ไม่หวานขนาดนี้นี่หว่า”
“พอเลย...ไปช่วยคนอื่นทำงานได้แล้ว...อู้อยู่ได้”
“ไปก็ได้วะ” แล้วพี่เขื่อนก็เดินไปทางกลุ่มรุ่นน้องปีหนึ่งที่นั่งทาสีกันอยู่
ผมกับพี่วายุไม่ได้พูดอะไรกันต่อต่างคนต่างนั่งทาสีจนพี่เค้กมาแต่กว่าจะมาผมก็ทาสีเสร็จแล้วและนี่ก็เย็นมากแล้วด้วย
“ไงมึง...ทำอะไรกันจีบกันอยู่หรอ”
“จีบบ้านมึงดิ” เฮ้อ~ ทำไมมีแต่คนแซวนะ
“หรอ...เออๆไม่จีบก็ไม่จีบ” พี่เค้กทำหน้าเหมือนไม่เชื่อที่พี่วายุพูด
“ทำไมมึงเลิกเรียนช้าจังวะให้กูดูน้องๆอยู่คนเดียวเนี่ย”
“แหนะ...เปลี่ยนเรื่อง”
“................”
“เออๆ...ไม่แซวแล้ว...หิวอ่ะไปหาอะไรกินกัน”
“มาถึงก็หิวเลยนะมึงงานยังไม่ได้ทำเลย”
“ก็น้องกูทำแทนแล้วไง”
“ได้ด้วยเหรอวะ”
“เออน่า”
กลิ่นหอมของเนื้อหมูหมักซอสที่ถูกย่างบนเตาร้อนๆกลิ่นของมันอบอวนอยู่ทั่วบริเวณทำให้ผู้คนที่ได้กลิ่นต่างก็ต้องแวะมาลิ้มลองรสชาติของมันยิ่งมีน้ำจิ้มแซบๆด้วยแล้วยิ่งยั่วน้ำลายไปกันใหญ่
ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ร้านหมูกระทะหลังจากที่ทั้งสองเถียงกันอยู่นานว่าจะกินอะไรสรุปหวยมาออกที่ผมต้องเป็นคนเลือกซะงั้นผมจึงเลือกกินหมูกระทะเพราะผมอยากกินมาหลายวันแล้ว
ตอนแรกเราก็นั่งกันอยู่สามคนแต่ตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มมาอีกสองคนคือฟาร์มกับพี่เขื่อนซึ่งสองคนนี้มาด้วยกันได้ยังไงนั้นผมก็ยังงงอยู่เหมือนกัน
“นี่มึงมากับพี่เขาได้ยังไงวะ” ผมกระซิบกับคนหุ่นหมีที่เดินมานั่งข้างผม
“ก็รถกูเสียพี่เขาอยู่แถวนั้นพอดีก็เลยติดรถเขามา”
“นี่รถเสียมึงยังจะมานั่งกินหมูกระทะอีกเนี่ยนะ”
“ก็กูหิวอ่ะ...อีกอย่างกูก็ให้ช่างเขาลากกลับไปซ่อมแล้ว” ผมว่าคงเป็นรถยนต์สินะที่เสียเพราะถ้าเป็นมอเตอร์ไซด์คันโปรดของมันคงไม่มานั่งกินหมูกระทะกับผมแบบนี้แน่เพราะนั่นคือลูกรักของมัน
“หมี...เอาน้ำอะไร” คนหน้าเรียวหันมาถาม เดี๋ยวนะหมีหรอทำไมพี่เขื่อนเรียกไอ้ฟาร์มแบบนั้นอะ
“มึงไปสนิทกับพี่เขาตอนไหน” ผมส่งสายตาคาดคั้นให้ฟาร์มทันที
“เออน่า...เดี๋ยวกูเล่าให้ฟังทำเหมือนผัวมีกิ๊กไปได้มึงนี่”
“มันน่าสงสัย”
“มึงกินไปเลยหมูไหม้หมดแล้วเนี่ย” ฟาร์มใช้ตะเกียบคีบหมูบนกระทะมาใส่จานผม มันน่าสงสัยจริงๆนะครับเนี่ยพอผมคาดคั้นก็ทำเป็นเปลี่ยนเรื่อง
“เออวามึงจะเริ่มไปรับบริจาคเมื่อไหร่วะ” พี่เค้กเอ่ยขึ้น
“ก็อาทิตย์หน้าเลยก็ได้ใกล้สอบแล้วจะได้ไม่วุ่นวาย”
“งั้นเดี๋ยวพวกผมไปเปิดกล่องที่คณะเองครับ” ฟาร์มเสนอ ซึ่งมึงถามเพื่อนๆหรือยังว่าสะดวกหรือป่าวโดยเฉพาะกูเนี่ย
“อื่มก็ดีเหมือนกันคณะวิศวะกับบริหารอยู่ใกล้ๆกันคนน่าจะเยอะอยู่” สรุปผมกับพวกไอ้ฟาร์มได้รับหน้าทีไปออกถือกล่องรับบริจาคที่คณะก็ดีครับถือว่าได้ทำบุญไปในตัวเพราะเงินที่ได้ก็เอาไปให้ทางโรงเรียนอยู่แล้ว
อิ่มมากเลยครับวันนี้นานมากแล้วที่เราไม่ได้มากินหมูกระทะกันน่าเสียดายที่จัดเลี้ยงติดธุระมาไม่ได้ไม่งั้นแก๊งค์ผมคงคบเลยนะครับเนี่ยแล้วผมก็จะมีคนมาคอยคาดคั้นไอ้คนหุ่นหมีนั้นด้วย
“พี่วา...เพื่อนผมกับเพื่อนพี่นี่ยังไงกันครับ” ผมเอ่ยถามขณะที่นั่งอยู่บนรถระหว่างทางกลับคอนโดซึ่งพี่ชายผมแยกตัวไปบอกว่าจะเข้าไปดูร้านกาแฟให้ผมกลับกับพี่วายุก่อน
“ก็อย่างที่เห็น”
“อย่างไหนละครับ”
“เพื่อนเราไม่ได้เล่าให้ฟังหรอ”
“...............” ผมส่ายหน้า
“ก็แสดงว่าเขายังไม่อยากให้เรารู้เพราะฉะนั้นพี่คงเล่าไม่ได้”
“โหว...พี่บอกหน่อยดินะๆอยากรู้อะ”
“..............”
“ก็ได้ไม่บอกก็ไม่ต้องบอกผมหาคำตอบเองก็ได้” เชอะ! ผมเสือก เอ้ย! สืบเองก็ได้ไม่ง้อหรอก

“ร่วมบริจาคสมทบทุนสร้างโรงอาหารให้กับน้องๆด้วยครับ” ตอนนี้ผมและเพื่อนๆรวมตัวกันมาขอรับบริจาคอยู่ที่ตึกคณะวิศวะโดยที่ผมทำหน้าที่ถือกล่องฟาร์มทำหน้าที่ถือโทรโข่งตะโกนเรียกให้คนมาบริจาคและจัดเลี้ยงกับคนอื่นๆในชมรมอีกสามคนทำหน้าที่ถือป้ายแสดงเจตนาของชมรมค่ายอาสา
ตั้งแต่มายืนที่นี่ก็มีคนมาบริจาคอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าน้อยนะครับถ้าเทียบกับจำนวนคนในคณะ
“ช่วยบริจาคให้น้องๆด้วยนะครับ” ฟาร์มยังคงตะโกนประโยคเดิมอย่างต่อเนื่อง
“ต้องบริจาคเท่าไหร่หรอครับถึงจะได้ไอดีไลน์ของคนถือกล่อง”
ผู้ชายตัวสูงผิวขาวหน้าตาดีเดินมากับเพื่อนอีกสองคนพูดขึ้น
“แล้วพี่คิดว่าไอดีไลน์เพื่อนผมมีค่าเท่าไหร่ดีล่ะครับ” ฟาร์มตอบด้วยท่าทีทะเล้น
“พี่ให้หมดตัวเลยครับเท่านี้พอจะได้ไหมครับ” คนตัวสูงหยิบแบงค์พันมาสามใบในกระเป๋าสตางค์ออกมาใส่กล่องบริจาคที่ผมถืออยู่
“.............”
“โหพี่ให้เยอะจังครับ....ห้าร้อยผมก็ให้แล้วครับไอดีไลน์มันแล้ว” ฟาร์มพูดปนหัวเราะ
“นี่มึงตีค่าไลน์กูแค่ห้าร้อยเองหรอ” ผมกระซิบกับคนหุ่นหมีพอได้ยินกันสองคน
“เออน่าให้ๆเขาไปเหอะแค่ไอดีไลน์เองคุยไม่คุยก็อีกเรื่องหนึ่งป่ะ”
“นี่มึงขายเพื่อนหรอ”
“เอาน่าเพื่อชมรมเพื่อน้องๆ...อีกอย่างนานๆทีจะมีคนมาชอบมึงนะเว้ยแถมยังเป็นเดือนคณะวิศวะปีสองเลยนะมึงใช่ว่าพี่เขาจะเดินมาขอไอดีไลน์ใครง่ายๆ”
“นี่ครับไอดีเพื่อนผม” คนหุ่นหมีส่งกระดาษโน้ตเล็กๆให้คนตัวสูงที่ยืนอยู่
“แล้วพี่จะทักไปนะครับ” เขาพูดพร้อมส่งรอยยิ้มสดใสมาให้ผมผมจึงยิ้มแหงๆกลับไป
จริงๆพี่เขาก็หล่อแหละครับแต่ผมไม่ได้ชอบพี่เขานิครับแต่ก็อย่างที่ไอ้ฟาร์มบอกถ้าผมไม่ชอบก็ไม่ต้องคุยมันก็เท่านั้น
วันนี้เราได้เงินบริจาคมาก็ค่อนข้างเยอะพอสมควรเลยครับถ้ามองจากปริมาณคนที่มาบริจาคพี่วายุบอกว่าให้พวกเรารับบริจาคแค่พอเป็นพิธีในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้นเพราะเรามีงบสนับสนุนจากบริษัทเอกชนมากพออยู่แล้วส่วนเงินบริจาคจะเอาไว้ไปเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องๆ
เฮ้อ~ เหนื่อยมากเลยครับวันนี้ทั้งวันผมกับพวกเพื่อนๆเดินกันไปหลายที่เลยทีเดียวแถมอากาศก็ร้อนด้วยเรียกว่าสูญเสียพลังงานไปเยอะเลยกลับมาถึงคอนโดผมก็รีบอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรกและเดินมาห้องครัวแกะก๋วยเตี๋ยวที่ซื้อมาอุ่นในไมโครเวฟนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย
“มานานแล้วหรอ” เสียงพี่เค้กถามขึ้นหลังจากที่ปิดประตูและเดินมาบริเวณห้องโถง
“สักพักแล้วครับเพิ่งเลิกเรียนหรอครับ”
“อืม...แล้วกลับมากับใครล่ะ”
“ฟาร์มมาส่งหน่ะพี่กินอะไรมาหรือยังผมซื้อก๋วยเตี๋ยวมาให้”
“กินมาแล้วเอาไว้กินดึกๆแล้วกัน”
“ครับ”
“ได้ข่าวว่ามีคนมาจีบหรอ” เห้ย!  พี่เค้กรู้ได้ยังไงอ่ะ
“รู้ได้ยังไงครับ”
“เห็นเด็กในชมรมพูดกันว่ามีเดือนคณะวิศวะมาขอไลน์เห็นว่าได้เงินบริจาคมาเยอะเลยไม่ใช่หรอ” คนที่พูดคงเป็นนักเรียนปีหนึ่งที่เดินไปเรี่ยรายด้วยกันแน่เลย
“ก็ตามนั้นแหละครับ”
“แล้วก็ให้ไลน์เขาด้วยหรอ”
“ไอ้ฟาร์มมันเป็นคนให้ต่างหากผมไม่ได้ให้สักหน่อย”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่...แค่ถามเฉยๆไม่เห็นต้องทำหน้าง๋อยแบบนั้นก็ได้” นั่นสิแล้วผมจะทำหน้าง๋อยทำไมเนี่ยไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย
ในวันหยุดแบบนี้แทนที่ผมจะได้กลับบ้านแต่ผมก็ไม่ได้กลับบ้านเพราะพี่เค้กมีเรียนซึ่งผมเองก็ต้องอ่านหนังสือเตรียมพร้อมสำหรับการสอบเผลอแป๊บเดียวผมก็จะเรียนจบปีหนึ่งแล้วนะครับผมใช้เวลาว่างในช่วงเช้าทำขนมทอฟฟี่เค้กและบาวนี่ตัดเป็นชิ้นเล็กแพคใส่ถุงสำหรับนำไปวางขายที่ร้านกาแฟของพี่ชาย
ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างก็เตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วรอแค่จัดเลี้ยงมารับเพราะวันนี้ช่วงบ่ายเราสามคนนัดกันไปซื้อหนังสือที่ห้างผมจึงแวะเอาขนมไปส่งก่อนด้วยความที่ผมไม่ค่อยมีเพื่อนที่คณะผมจึงต้องอ่านหนังสือเพียงคนเดียวเสียส่วนมากเพราะจะไปติวกับเพื่อนสนิททั้งสองคนของผมก็เรียนไม่เหมือนกันอีกแต่ผมว่าอ่านหนังสือคนเดียวก็ดีเหมือนกันนะครับมีสมาธิดี
“พวกมึงจะกินอะไรกันกูหิวแล้วอ่ะ” จัดเลี้ยงพูดขึ้นในขณะที่เราสามคนเพิ่งเดินออกมาจากร้านหนังสือ
“ชาบูไหมกูอยากกิน” ผมว่า
“มึงเพิ่งกินหมูกระทะไปเมื่อวานก่อนมึงจะกินชาบูอีกแล้วหรอ” ก็จริงอย่างที่ฟาร์มมันพูดนะครับแต่ผมอยากกินอะ
“ชาบูมันก็คือชาบูมันไม่เหมือนหมูกระทะสักหน่อย”
“ช่วงนี้น้ำหนักมึงขึ้นอยู่นะดูแก้มมึงจะแตกอยู่แล้ว...ระวังจะกลับไปอ้วนเหมือนตอนนั้น...กูไม่ช่วยฟรีแล้วนะรอบนี้กูจะคิดตังค์ค่าเทรน”
“ไอ้งกกูเป็นเพื่อนมึงนะ”
“ก็กูเตือนแล้วไม่ค่อยจะฟังฟิตเนสก็ไม่ค่อยไปยังจะกินเยอะอีก”
“สรุปพวกมึงจะกินอะไรกูหิวแล้ว” จัดเลี้ยงพูดขึ้นระหว่างที่ผมกับฟาร์มเถียงกันอยู่ผมจึงหันไปมองหน้าฟาร์มให้มันเป็นคนตัดสินใจเลือก
“ร้านโน้นเลย” คนหุ่นหมีชี้ไปที่ร้านอาหารอีสานร้านหนึ่งภายในห้างซึ่งมีคนนั่งเยอะพอสมควรผมกลับจัดเลี้ยงไม่ได้ทักทวงอะไรเพราะผมก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกันเราสั่งอาหารมาหลายเมนูส่วนใหญ่ก็จะเป็นส้มตำซึ่งทุกเมนูไอ้ฟาร์มจะบอกพนักงานว่าไม่ต้องตัดหวาน เฮ้อ~ เอาที่มันสบายใจเลยครับ
“กูถามหน่อยมึงไปสนิทกับพี่เขื่อนตั้งแต่ตอนไหนวะ” ผมถามขึ้นระหว่างรออาหาร
“ก็ตั้งแต่นานแล้ว”
“ห๊ะ...มึงนอกใจกูหรอฟาร์ม” จัดเลี้ยงผู้รู้เรื่องทุกอย่างทีหลังพูดขึ้นพร้อมทำตาโตใส่
“เออมันนอกใจเราจัดเลี้ยง”
“พวกมึงนี่นะกูก็แค่คุยกันไม่ได้เป็นอะไรกันเว้ย”
“จริงหรอคนอย่างมึงเนี่ยนะจะคุยอย่างเดียวอ่ะ” ไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่าเพื่อนผมกลับที่เขื่อนจะมาคบกันได้พี่เขื่อนดูเป็นผู้ชายที่น่ารักก็จริงแต่ปกติพี่เค้าจะมีสาวๆรอบล้อมอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าไอ้คนหุ่นหมีเพื่อนผมมันไปทำอีท่าไหนถึงทำให้พี่เขื่อนมาคบกับมันได้
“กูบอกว่าแค่คุยไงมึงนี่...ถ้ากูคบกันเมื่อไหร่กูจะบอกแล้วกัน”
“เออคุยก็คุย”
“มึงยอมง่ายจังวะแคลร์”
“กูขี้เกียจเถียงมันกูหิว” ในขณะที่ผมพูดอาหารก็มาเสิร์ฟพอดี
ผมต้องรู้ให้ได้ว่าฟาร์มกับพี่เขื่อนไปรู้จักกันได้ยังไงแต่ช่วงนี้คงต้องปล่อยๆเรื่องนี้ไปก่อนเพราะผมใกล้จะสอบแล้วต้องอ่านหนังสือแต่ผมสัญญากับตัวเองว่าถ้าสอบเสร็จแล้วผมจะต้องรู้เรื่องนี้ให้ได้
“ไง...กลับมึดเลยนะวันนี้อะ” เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลังในขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าลิฟท์
“พี่วาไปไหนมาหรอครับ” ผมหันไปสนทนากับเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่
“เราล่ะไปไหนมา”
“ไปเที่ยวกับเพื่อนมาหน่ะครับ”
“อื่ม” บทสนทนาจบลงซะงั้นแล้วพี่เขาก็ไม่พูดอะไรต่ออีกเลยอะไรของพี่เขาวะ ผมได้แต่มองตามหลังคนตัวสูงที่เดินแซงผมเข้าลิฟท์ไปอย่างงงๆ
“ไม่ไปหรอ”
“ไปครับ” แล้วผมก็เดินเข้าลิฟท์มาอย่างงงๆอีกเช่นกัน เป็นอะไรของพี่เขาเนี่ย
“.............”
“พี่วาไปไหนมาหรอครับ” ผมถามขึ้นอีกครั้งเพื่อกลบความเงียบที่น่าอึดอัดภายใน
“ไป....ไปเซเว่นมา” ไปเซเว่นทำไมต้องคิดนานด้วยละครับเนี่ย
“อ่อครับ...กินข้าวหรือยังครับ”
“เรียบร้อยแล้ว”
“แล้วนั้นไปโดนอะไรมาครับ” ผมสังเกตเห็นแผลตรงแขนข้างขวาของพี่เขาแต่มันไม่ได้ใหญ่อะไรมาก
“อุบัติเหตุนิดหน่อยไม่มีอะไรหรอก”
ติ๋ง!
“ถึงชั้นแล้วไปได้แล้ว” พี่วายุดันผมออกมาจากลิฟท์อย่างงงๆ ผมว่าวันนี้พี่เขาดูแปลกๆนะครับทั้งท่าทางทั่งการกระทำแต่ก็ช่างเถอะครับคิดไปก็ปวดหัว



 :hao6:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #15 เมื่อ09-08-2020 14:26:42 »

ตอนที่12 ค่ายอาสาพัฒนาความสัมพันธ์




-หนึ่งสัปดาห์ต่อมา-


เมื่อการสอบผ่านพ้นไปได้ด้วยดีซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะยากสักเท่าไหร่เพราะผมเตรียมตัวมาดีระยะเวลาที่ผ่านมาผมใช้เวลาในการอ่านหนังสือหนักมากเป็นพิเศษเพราะผมอยากให้เวลาว่างของผมให้เหลือน้อยที่สุดจะได้ไม่ต้องคิดอะไรที่ทำให้บั่นทอนจิตใจของตัวเอง
ช่วงนี้ทางชมรมค่ายอาสาก็เริ่มเตรียมตัวกับการออกค่ายกันแล้ววัสดุอุปกรณ์สำหรับการก่อสร้างโรงอาหารก็ถูกทยอยขนไปยังสถานที่ที่เราจะไปกันแล้วเหลือก็แต่แรงงานอย่างพวกผมที่จะต้องตามไป
“แคลร์เสร็จหรือยัง...วามันลงไปรอนานแล้วนะเดี๋ยวมันก็บ่นหรอก” พี่เค้กตะโกนเรียกผมในขณะที่ผมกำลังเช็คของว่าขาดอะไรหรือเปล่าเพราะที่ที่เราจะไปค่อนข้างห่างไกลความเจริญผมจึงเอาไปทุกอย่างที่คิดว่าจะต้องได้ใช้งาน
“เสร็จแล้วครับ” ผมกับพี่เค้กแบกเป้ใบใหญ่ของตัวเองลงมาบริเวณเคาน์เตอร์ของคอนโดก็พบว่าพี่วายุนั่งรออยู่ซึ่งเราสามคนไปด้วยค่ายกันโดยรถฟอร์จูนเนอร์ของพี่ชายผมเพราะเราต้องแวะซื้อของสดสำหรับทำอาหารที่โน้นด้วยจึงไม่สะดวกถ้าจะไปรถบัสกับคนอื่นๆ
ตอนนี้พวกเราออกเดินทางมาได้ประมาหนึ่งชั่วโมงแล้วครับถ้าตามที่ดูจากแผนที่ในโทรศัพท์ก็คงจะเดินทางอีกไกลเพราะถ้าจะถึงที่หมายต้องใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมงเลยทีเดียวตอนนี้ผมนั่งอยู่ด้านหน้า ข้างคนขับซึ่งคนขับรถก็คือพี่วายุเพราะพี่เค้กที่เป็นเจ้าของรถเลือกที่จะนั่งเบาะหลังด้วยเหตุผลที่ว่าขี้เกียจขับรถจะได้นอนสะดวกนั่นเอง
“สบายไหมพี่”
“อืมก็ดีนะ...โอ้ยวายุมึงขับนิ่มๆหน่อยดิ” พี่เค้กว่าหลังจากที่พี่วายุขับรถลงหลุมแล้วหัวพี่มันโขกกับกระจกอย่างแรง
“ถ้ามึงอยากนั่งนิ่มๆมึงก็มาขับเอง”
“กูล้อเล่นน่ามึงขับแหละดีแล้ว”
“พี่ยังไม่ได้กินข้าวมาใช่ไหมครับ” เมื่อขับมาได้สักพักผมก็ได้ยินเสียงท้องของพี่วายุร้องจึงรู้ได้ทันทีว่าเมื่อเช้าพี่เขาต้องไม่ได้ทานอะไรมาแน่ๆ
“อื่ม...ยังเลย”
“งั้นกินนี่ก่อนไหมครับ” ผมหยิบกล่องแซนด์วิชที่เตรียมมาเมื่อเช้าส่งให้คนขับที่กำลังหิวอยู่ได้รับประทาน
“พี่ขับรถอยู่กินไม่ได้อ่ะ”
“งั้นผมป้อนให้ครับ”
“ไม่เป็นไรขอบใจมาก”
“แต่พี่หิวไม่ใช่หรอ...เดี๋ยวจะปวดท้องเอานะครับให้ผมป้อนเถอะ”
“เอางั้นหรอ” ผมยืนแซนด์วิชที่ทำด้วยขนมปังโฮวีทมีแฮมและผักราดด้วยซอสสูตรพิเศษของผมเข้าไปใกล้ปากของพี่วายุคนขับรถที่นั่งข้างผมดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจกินแซนด์วิชชิ้นที่ผมถืออยู่เขาปาก
“อร่อยไหมครับ”
“อะ...อร่อยดีทำเองหรอ”
“ทำเองครับ”
“.............”
“น้ำครับ” ผมยืนน้ำไปให้พี่วายุหลังจากที่พี่เขากินแซนด์วิชหมดชิ้นแล้ว
“เอาอีกไหมครับ”
“ไม่...พอก่อนแค่นี้ก็อิ่มแล้วขอบใจมากนะ”
“ครับ” ผมพูดพร้อมส่งยิ้มให้
“ทำอะไรกันหน่ะ...เห็นนะ” อยู่ๆพี่ชายผมก็ส่งเสียงขึ้นหลังจากที่นอนหลับอยู่เบาะด้านหลังอย่างสบาย
“ก็แค่กินแซนด์วิชพี่เค้กจะกินไหมครับผมทำมาเผื่อทุกคนเลย”
“ถ้ากินแล้วจะมีคนป้อนเหมือนเมื่อกี้ไหมอ่ะ”
“ถ้าพี่มาขับรถแทนพี่วายุผมก็จะป้อนให้ครับ”
“ไม่เอาอ่ะ...งั้นกินเองดีกว่าเอามาๆ” ผมยื่นกล่องแซนด์วิชที่ถืออยู่ส่งให้พี่เค้กและผมก็ไม่ลืมที่จะหยิบมาหนึ่งชิ้นสำหรับกินเอง
รถคันใหญ่ที่เรานั่งอยู่ถูกจอดหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ห่างไกลจากในตัวเมืองเป็นอย่างมากแถมถนนหนทางก็ไม่สะดวกสบายเลยผมยังนึกอยู่ว่านี่ขนาดผมนั่งรถยนต์มายังลำบากขนาดนี้แล้วรถทัวร์ของชมรมจะเข้ามายังไงนะ
พี่วายุจอดรถหน้าโรงเรียนสักพักก็ขับเข้าไปด้านในทำให้ผมเห็นโรงเรียนได้ชัดเจนยิ่งขึ้นที่นี่ค่อนข้างเก่าและสุดโทรมมากเลยครับอาคารเรียนถูกทำด้วยไม้ทั้งหมดเป็นอาคารเล็กๆสองหลังถัดมาเป็นอาคารที่ยังทำไม่เสร็จมีเพียงเสาไม้ที่ตั้งอยู่หลายต้นแต่ยังไม่มีพื้นและผนังหลังคาเลยผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นอาคารนี้แหล่ะครับที่เราจะมาสร้างเป็นโรงอาหารเพราะพี่เค้กบอกว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนพี่วายุก็มาทีนี่เพราะต้องพาช่างมืออาชีพมาลงเสาไว้ก่อน
ตอนนี้ผมไปสำรวจบริเวณโดยรอบกับพวกพี่ๆโดยมีครูใหญ่ของที่นี่เป็นคนพาเดินเพราะเราต้องดูว่าจะให้คนในชมรมนอนตรงไหนทำธุระส่วนตัวได้ที่ไหนบ้างเพราะอีกเพียงครึ่งชั่วโมงรถทัวร์ก็จะถึงที่นี่แล้ว
“รบกวนทุกคนรวมตัวกันตรงนี้ก่อนครับ” พี่วายุส่งเสียงเรียกขณะที่รถบัสจอดได้เพียงไม่กี่นาที
“ผมจะแจ้งรายละเอียดในการอยู่ที่นี่ให้ทุกคนทราบนะครับเราจะพักกันที่อาคารไม้ตรงนั้น” พี่วายุพูดพร้อมชี่ไปยังอาคารไม้อาคารที่หนึ่งซึ่งอยู่ตรงบริเวณสนามฟุตบอล
“ที่อาคารมีทั้งหมดสี่ห้องเราจะแบ่งหญิงหนึ่งห้องชายสามห้องส่วนการทำกิจวัตรประจำวันส่วนตัวผู้หญิงจะอาบน้ำในห้องน้ำซึ่งมีสองห้องอยู่ข้างหลังอาคารส่วนผู้ชายเราจะต้องเดินไปอาบน้ำที่ลำธารหลังโรงเรียนนะครับเพราะห้องน้ำที่นี่มีน้อยหวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจ” นี่ผมต้องไปอาบน้ำที่ลำธารหรอครับเนี่ยสุดยอดไปเลยครับน้ำคงจะเย็นน่าดู
“และผมขอให้ทุกคนทำภารกิจทุกอย่างให้เสร็จก่อนค่ำนะครับเพราะเราจะไม่อนุญาตให้ออกมาเดินในเวลากลางคืนเพื่อความปลอดภัยของพวกคุณทุกคนหากใครก่อเรื่องอะไรที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ขององค์กรผมคงต้องทำรายงานส่งทางมหาวิทยาลัยให้ลงโทษพวกคุณตามกฎระเบียบนะครับ”
หลังจากที่พี่วายุกล่าวจบทุกคนต่างก็เดินถือกระเป๋าของตัวเองไปจับจองพื้นที่ที่อาคารดังกล่าวซึ่งทางคุณครูและนักเรียนได้มาทำความสะอาดไว้ให้แล้วทุกห้อง  ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมโรงเรียนจึงดูเงียบเหงาแต่พอมีพวกเรามาอยู่ที่นี่จึงดูไม่เหงาอีกต่อไป
นักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ยากจนและบ้านอยู่ใกล้แถวนี้ซึ่งเท่าที่ผมขับรถผ่านมาก็มีเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้นและแต่ละหลังก็จะอยู่ห่างกันส่วนใหญ่คนที่นี่จะทำอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนมาก
ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่าที่โรงเรียนนี้มีเด็กอยู่ประมาณห้าสิบคนนับตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงปอหกบางปีก็มีนักเรียนไม่ถึงห้าสิบคนด้วยซ้ำงบจากภาครัฐก็เข้ามาน้อยตามจำนวนนักเรียนที่มีอยู่
ผมกับเพื่อนสนิทอีกสองคนเลือกนอนห้องที่หนึ่งของอาคารซึ่งติดกับบันไดเพราะห้องนี้ยังไม่ค่อยมีคนมาจับจองพื้นที่มากนักเมื่อได้ห้องแล้วผมจึงจัดการเอาหมอนเป่าลมและผ้าห่มที่ผืนไม่หนามากออกมาวางไว้ด้านนอกเพื่อลดความแออัดของกระเป๋าเราต้องอยู่ที่นี่กันหนึ่งอาทิตย์กระเป๋าของผมจึงใหญ่มากและของก็เต็มมากด้วยเช่นกันแค่ที่นอนปิกนิกจับผ้าห่มก็กินพื้นที่ไปครึ่งกระเป๋าแล้วครับ
“อ้าวพี่นอนห้องนี้กันหรอครับ” จัดเลี้ยงเอ่ยทักคนที่เพิ่งหอบกระเป๋าเข้ามาใหม่
“ห้องอื่นเต็มหมดแล้วขอนอนด้วยแล้วกัน” พี่ซันเดว่า
พี่เค้กเลือกที่จะนอนข้างผมถัดจากพี่เค้กไปก็เป็นพี่วายุและพี่ซันเดย์อีกทางหนึ่งของผมเป็นจัดเลี้ยงและฟาร์มซึ่งข้างฟาร์มเป็นที่เขื่อน เดี๋ยวนะ!
“ทำไมพี่เขื่อนต้องนอนข้างไอ้ฟาร์มด้วยหล่ะครับ” ผมถามด้วยความสงสัย
“ก็ข้างซันเดย์มันเต็มแล้วนี่ครับ”
“กูว่าก็ได้อยู่นะมาๆเดี๋ยวกูขยับให้” พี่ซันเดย์ทำท่าทางขยับข้าวของ
“มึงจะไปนอนเบียดกันทำไมกูนอนตรงนี้แหละดีแล้ว”
“เหรอวะอยากนอนข้างผัวก็บอกมาเถอะเขื่อน”
ครับได้ยินไม่ผิดหรอกครับฟาร์มกับที่เขื่อนคบกันจริงๆไม่อยากจะเชื่อเลยครับว่าเพื่อนผมคนนี้มันจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนได้แถมแฟนมันยังเป็นพี่เขื่อนอีกตอนแรกผมก็งงครับชอบไปชอบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็เลย ถามถึงรู้ว่าสองคนนี้เคยชอบกันมาก่อนตอนสมัยไอ้ฟาร์มอยู่มอต้นพอมาเจอกันเมื่อวันวาเลนไทน์ปีก่อนตอนที่ผมเสียใจหนักเรื่องบิ๊กบอสในตอนนั้นทั้งคู่ก็เริ่มติดต่อและปรับความเข้าใจกันจรมาเป็นแฟนกันอีกครั้งอย่างตอนนี้
“มึงเงียบไปเลยไอ้ซัน...มึงรู้ได้ยังไงว่ากูเป็นเมียกูอาจจะเป็นผัวก็ได้” O.O ไม่นะเพื่อนผมออกจะหุ้นหมีถึกขนาดนี้ถ้าเป็นเมียผมคงนึกภาพไม่ออกแน่

หลังจากที่เราเก็บของเรียบร้อยพวกเราก็เตรียมผ้าขนหนูและอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำเดินไปด้านหลังโรงเรียนโดยมีกลุ่มของพี่ชายผมเดินมาด้วยด้านหลังโรงเรียนมีต้นไม้ใหญ่อยู่หลายต้นมีทางสำหรับเดินไปที่ลำธารด้านหลังซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนักข้างทางถึงแม้จะเป็นต้นไม้ใหญ่แต่ก็มีไฟติดอยู่ตลอดทางเดินซึ่งตอนนี้ก็เย็นแล้วแต่ยังไม่มืดทุกคนต่างก็เริ่มทยอยมาอาบน้ำเพราะถ้าพระอาทิตย์ตกดินเมื่อไหร่ก็จะอาบน้ำลำบาก
“น้ำที่นี่แม่งโคตรเย็น” พี่เค้กพูดขึ้นหลังจากที่ตักน้ำขึ้นมาลาดตัวและทำท่าหนาวสั่น
“เออเย็นมาก” พี่ซันเดย์ว่า
ตอนนี้เราอยู่กันที่สะพานไม้ที่ถูกทำไว้สำหรับข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นป่าทึบสะพานเป็นสะพานไม้เล็กๆไม่มีราวจับ ซึ่งระดับน้ำก็ไม่ได้ลึกอะไรถ้าลงไปยืนก็จะอยู่ที่ประมาณเข่าเห็นจะได้แต่พี่วายุบอกว่าห้ามลงไปอาบข้างล่างเพราะไม่อย่างนั้นน้ำจากขุ่นพวกเราจึงนั่งอาบกันอยู่บนสะพาน



“แคลร์ส่งตะปูให้พี่หน่อย...ส่งมาทีละตัวนะ” วันนี้เป็นวันที่สามของการมาอยู่ค่ายแล้วครับโรงอาหารของเราก็เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมาแล้วซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการมุงหลังคาและพี่วายุก็กำลังปีนขึ้นไปตอกตะปูอยู่ด้านบน
“นี่ครับ” ผมส่งตะปูให้คนหน้าเข้มที่ตอนนี้ใบหน้ามีเหงื่อเต็มไปหมดซึ่งไม่ต่างอะไรกับฟาร์มที่มันเองก็ยืนตอกตะปูอยู่อีกด้านหนึ่งเช่นกันด้วยความที่ผมไม่ถนัดอะไรทางด้านดีสักเท่าไหร่นักผมจึงทำหน้าที่เป็นคนคอยหยิบของให้อยู่ด้านล่างซึ่งวันนี้เราก็ทำงานกันมาแทบทั้งวัน
“เออ...แคลร์พี่ฟอร์ดเดือนคณะวิศวะทักมึงมาบ้างป่าววะ” อยู่ๆไอ้ฟาร์มก็พูดขึ้นมา
“ช่วงแรกๆก็ทักอยู่นะแต่พอกูไม่ค่อยตอบเขาก็เงียบ” ตั้งแต่วันนั้นที่พี่ฟอร์ดได้ไลน์ผมไปที่เขาก็ทักมาแทบจะทุกวันผมตอบบ้างไม่ตอบบ้างจนกระทั่งพี่เค้าหายไปแต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับเพราะผมไม่ได้ชอบเขา
“ทำไมมึงไม่คุยกับเขาว่ะทั้งหล่อทั้งรวยน่าเสียดายนานๆจะมีคนมาจีบมึงนะเว้ย”
“ก็กูมะ....” ผมไม่ทันได้พูดจบก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“โอ้ย!!” ผมหันไปมองเสียงที่ดังขึ้นทันทีด้วยความตกใจ
“พี่วายุเป็นอะไรมากไหมครับ” พี่วายุไม่ได้พูดอะไรได้แต่ส่งมือมาให้ผมดูซึ่งเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด
“ลงมาก่อนครับไปทำแผลก่อน” คนมือเจ็บลงมาทันทีผมจึงใช้น้ำเปล่าล้างมือที่มีเลือดไหลออกมาอยู่ไม่ยอมหยุดและพาพี่เค้าไปที่เต็นท์พยาบาลซึ่งมีพี่หมอดีคณะแพทย์นั่งประจำการอยู่
“เฮ้ยวายุเป็นอะไรวะ”
“ผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อยว่ะ”
“มัวคิดอะไรอยู่วะ...จะตอกเอามือติดกับหลังคาเลยรึไงแผลถึงได้ลึกขนาดนี้”
“เออน่ารีบๆทำแผลเลยจะได้ไปทำงานต่อ”
“ผมว่าพี่ไม่ต้องทำงานแล้วครับเดี๋ยวก็เจ็บอีกหรอก”
“ทำไมเป็นห่วงพี่หรอ”
“ครับผมเป็นห่วงทุกคนนั่นแหละครับ”
“โอ๊ย!... ไอ้หมอดีมึงเบาๆหน่อยกูเจ็บ” พี่วายุโวยวายใหญ่หลังจากที่พี่หมอดีลาดแอลกอฮอล์ไปที่แผล
“กูแค่ราดแอลกอฮอล์เฉยๆทำมาเป็นเจ็บทีเมื่อกี้บอกจะไปทำงานต่อ”
“.............”
“กูต้องเย็บแผลมึงว่ะแผลมันเปิดกว้างไป” โหว ต้องเย็บเลยหรอครับเนี่ยน่ากลัวจัง
“เอ่อ..ต้องเย็บเลยเหรอวะมึงมีอุปกรณ์หรอ...กูว่าแค่ล้างแผลก็พอแล้วมึง”
“กูเตียมมาหมดนั่นแหละแทบจะเปิดอนามัยได้และ” ผมว่าบางทีพี่หมอดีก็พูดเว่อร์ไปนะครับ
“กูว่าแค่ล้างแผลก็พอเพื่อน”
“มึงอย่ามาเถียงกูกูเรียนหมอมาแผลแบบนี้ต้องเย็บเว้ย”
“แต่กู”
“มึงไม่ต้องห่วงเว้ยในฐานะที่มึงเป็นคนไข้คนแรกของกูทีนี่กูจะทำให้ดีที่สุดเลย”
“ก็ดีที่กูไม่เป็นคนไข้คนแรกของมึงตั้งแต่เรียนมานะ”
“เฮ้ยกูเคยไปช่วยงานคุณทนาอยู่บ่อยๆไม่ต้องห่วง” พี่หมอดีคงหมายถึงพ่อพี่เขาที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลสินะ
“.............” ผมสังเกตว่าพี่วายุดูหน้าซีดลงหลังจากที่พี่หมอดีบอกว่าต้องเย็บแผล
“พี่วายุเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“มันไม่เป็นไรหรอกครับน้องมันแค่กลัวเข็มนะครับ” ห๊ะ ที่วายุกลัวเข็มหรอครับเนี่ยก็ไม่แปลกหรอกครับที่จะมีคนกลัวเข็มผมก็แค่ไม่คิดว่าจะเป็นพี่วายุก็เท่านั้นเพราะดูพี่เขาเป็นคนไม่ค่อยกลัวอะไรสักเท่าไหร่
“ไม่เป็นไรนะครับ...เดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อน”
“.............”
พี่วายุดูหน้ายังคงซีดและดูเกร็งไปทั้งตัวเมื่อพี่หมอดีชูเข็มขึ้นมาเพื่อฉีดยาชา ผมจึงเอามืออีกข้างของพี่วายุมาจับไว้เพื่อว่าพี่เขาจะลดความกลัวลงไปได้บ้าง
“จับมือผมไว้นะครับ”
พี่วายุพยักหน้าตอบหลังจากที่พี่วายุจับมือผมดูเหมือนว่าอาการเกร็งจะเริ่มลดลงและยอมให้พี่หมอดีเย็บแผลแต่โดยดี
“เสร็จแล้ว...ระหว่างนี้ก็ห้ามให้แผลโดนน้ำหล่ะ...แล้วก็มาล้างแผลทุกวันด้วย...พอกลับกรุงเทพแล้วค่อยตัดไหมออก” คนเจ็บทำแค่พยักหน้ารับไม่ตอบอะไรซึ่งมือของเรายังคงจับกันอยู่
“แล้วก็นี่ยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบกินกันไว้ก่อนเผื่อมีไข้”
“ขอบใจ”
“งั้นพี่วายุไปพักก่อนนะครับ...เดี๋ยวผมพาไป” ผมพาพี่วายุเดินไปยังอาคารไม้ที่เรานอนพักแต่คนตัวสูงกว่ากลับไม่เดินไปทางนั้น
“พี่...จะไปไหนอะ...ที่พักอยู่ทางโน้นนะครับ’
“ไปดูงานไง...ยังไม่เสร็จเลย”
“โอ๊ยพี่ไปพักก่อนเถอะครับ...คนเยอะแยะไม่ต้องห่วงหรอกครับ” ห่วงตัวเองก่อนไหมครับเนี่ยทำไมดื้อจัง
“ถ้าไปนอนก็คงนอนไม่หลับหรอก”
“ให้ไปนอนพักครับไม่ได้ให้ไปนอนหลับ”
“แต่...” ผมเริ่มทำหน้าดุใส่คนเจ็บเหมือนว่าคนตัวสูงจะรับรู้ถึงความไม่พอใจของผม
“ก็ได้”
และแล้วพี่วายุก็ยอมไปนอนพักตามที่ผมบอกผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องไปบังคับพี่เขาด้วยแต่ผมรู้สึกเป็นห่วงจริงๆนะครับเพราะตั้งแต่มาที่นี่พี่วายุก็ไม่เคยได้หยุดเลยมักจะทำโน่นนี่อยู่ตลอดคงเป็นเพราะตำแหน่งประธานชมรมที่ทำให้พี่เขาต้องเป็นแบบนั้นถ้าจะไปคอยชี้นิ้วสั่งอย่างเดียวก็คงจะไม่ได้
“อ้าวแคร์พี่วายุอ่ะไม่มาด้วยกันหรอ” ฟาร์มถามขึ้นขณะที่ผมกำลังเดินมาช่วยงานต่อหลังจากที่พี่วายุหลับไปได้สักพักแล้วด้วยฤทธิ์ยา
“กินยาหลับไปแล้ว”
“มันเป็นไงมั่งอ่ะ” พี่เค้กเอ่ยถาม
“หมอดีเย็บแผลให้ตอนนี้หลับแล้วครับ”
“เย็บหรอ...มันยอมด้วยหรอมันกลัวเข็มจะตาย”
“ก็ยอมอยู่นะครับ”
“แปลกแหะ” พี่เค้กพูดและแสดงสีหน้าสงสัยแต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อใครจะบอกนะครับว่าผมให้พี่เขายืมมือไปจับมีหวังโดนแซวแน่ๆในระหว่างที่ทุกคนวุ่นๆอยู่กับการเตรียมงานในส่วนของอาคารผมจึงผันตัวไปดูเรื่องของอาหารซึ่งตอนนี้ก็บ่ายสามแล้วอีกไม่นานก็จะถึงมื้อเย็น
ว่าด้วยเรื่องอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็นพวกเราจะช่วยกันทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หญิงที่มาช่วยกันส่วนมื้อกลางวันมีอาหารจากชาวบ้านมาบริการให้ตลอดสามวันที่ผ่านมาผมมักจะมาช่วยแผนกนี้เป็นประจำก็ผมไม่ถนัดงานช่างมีครับผมถนัดด้านทำอาหารมากกว่า
“อ้าวน้อง..มาแล้วหรอนึกว่าจะไม่มาช่วยกันซะแล้ว” พี่ผู้หญิงผมสั้นคนหนึ่งทักผมขึ้น
“มาสิครับ...วันนี้ทำอะไรหรอครับ”
“วันนี้แกงส้มผักรวมแล้วก็ผัดกะเพราไก่จ้า”
“มีสองอย่างเองหรอครับ”
“อ๋อ...มีทอดมันปลากายด้วยภรรยาครูใหญ่ทอดมาให้น่ากินมากเลย”
“อ่อครับ” เมื่อผมทราบเมนูผมก็มองไปรอบๆว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่ได้เตรียมแต่ดูเหมือนว่าพวกพี่ๆเขาจะเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้วจะมีก็แต่ใบกะเพราที่ยังเด็ดไม่แล้วเสร็จแต่ผมคงจะไม่ต้องช่วยหรอกครับเพราะมีชายสองคนนั้นนั่งเด็ดอยู่แล้ว
“น้องผัดกะเพราได้ใช่ไหม” พี่ผู้หญิงผมสั้นคนเดิมถามผมในขณะที่ผมยืนเก้ๆกังๆอยู่
“ก็ได้ครับ…แต่ผมเคยผัดแค่จานเล็กๆถ้าผัดจานใหญ่นี่ไม่รู้ว่าจะพอกินได้หรือป่าวนะครับ”
“ลองดูๆ...มันก็เหมือนกันนั้นแหละแค่มันเยอะขึ้นก็เท่านั้นเอง”
“ถ้าไม่อร่อยอย่าว่าผมนะครับ” ผมต้องรีบออกตัวก่อนเพราะว่านี้เป็นครั้งแรกที่ได้ผัดกะเพรากระทะใหญ่ขนาดนี้แถมยังมีคนอีกหลายสิบคนที่ต้องมากินฝีมือผมเพราะปกติทำให้แค่พี่เค้กกับพี่วายุกินเท่านั้น
เมื่ออาหารทุกอย่างเสร็จพร้อมรับประทานผมจึงกลับมาที่อาคารที่พักภายในห้องเงียบสงบไม่พบใครเลยสักคนในนี้เห็นมีแต่ผ้าเช็คตัวที่เปรียกน้ำถูกตากไว้บนขอบหน้าต่างเรียงกันอยู่บ่งบอกว่าทุกคนไปอาบน้ำกันมาหมดแล้วโดยไม่รอผมแต่ก็พอเดาได้ว่าทุกคนคงจะตัวเปื้อนกันหมดเลยต้องรีบไปอาบ
ผมจึงหยิบอุปกรณ์อาบน้ำไปยังลำธารเพียงลำพังซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเย็นมากแล้วเพราะแสงจากดวงอาทิตย์เริ่มอ่อนลงผมจึงรีบก้าวเท้าให้ไวขึ้นเพื่อที่จะได้รีบอาบน้ำให้เสร็จก่อนค่ำ
แต่ดูเหมือนว่าผมจะไม่ต้องอาบน้ำคนเดียวกลางป่านี้แล้วแหละครับเพราะผมเห็นใครคนนึงนั่งอยู่ตรงสะพานและในสัญชาตญาณของผมบอกว่าเขาเป็นคนแน่นอนดูเหมือนว่าเขากำลังจะพยายามถอดเสื้ออยู่แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะถอดไม่ได้เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ผมจึงวางของลงและช่วยเขาดึงเสื้อออกเผยให้สายตาของผมเห็นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องบนผิวขาวใครกันนะทำไมหุ่นดีจัง
“ขอบใจ” เสียงคุ้นๆแหะ
“อ่าวพี่วายุเองหรอครับ...ผมก็ว่าใครมานั่งตรงนี้แล้วทำไมมาคนเดียวละครับ” ผมเอ่ยขึ้นทันทีที่เขาหันหน้ามา
“เพิ่งตื่นหน่ะเลยมาอาบน้ำ...แล้วเราหล่ะทำไมเพิ่งมา”
“ไปช่วยพวกผู้หญิงทำอาหารมาหน่ะครับเพิ่งเสร็จ...แล้วหายดีแล้วหรอครับ”
“แค่ตะปูตำนิ้วไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย”
“หรอครับ” แหมไม่เป็นอะไรมากขนาดถอดเสื้อยังลำบากเลยปากแข็งจริงๆ 
ผมนั่งมองพี่เขาอย่างขัดใจเมื่อพี่วายุให้มือข้างซ้ายที่ไม่ได้ถูกผ้าก๊อตพันหยิบขันขึ้นมาและก้มลงไปตักน้ำมาราดตัวอย่างทุลักทุเล
“ให้ผมช่วยไหมครับ”
“ไม่เป็นไร...เราอาบไปเถอะเดี๋ยวจะมึดซะก่อน”
“ให้ผมช่วยเถอะ...แล้วพี่จะถูตัวยังไงละเดี๋ยวแผลก็เปรียกน้ำหรอก” ผมจึงถือวิสาสะหยิบขันจากมือพี่เขามาดูเหมือนว่าคนถูกแย่งขันจะทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
“พี่อาบเองได้”
“อย่าดื้อสิครับ...มานี่มา” ผมทำหน้าดุใส่และหยิบขวดสบู่เหลวมาเทใส่มือขยี้ให้เกิดฟองจากนั้นก็ทำการถูตัวให้คนมือเจ็บดูเหมือนว่าพี่เขาจะดูเกร็งๆนะครับแถมยังหลบหน้าผมอีกผมยังคงถูไปจนทั่วเรือนร่างส่วนบนทุกส่วนของพี่วายุที่ผมใช้มือสัมพัสภายใต้ผิวขาวๆนั้นมีกล้ามอยู่ทั่วร่างอย่างแข็งแรงบ่งบอกว่ากล้ามเนื้อผ่านการออกกำลังกายมาเป็นอย่างดีโดยเฉพาะช่วงบริเวณหน้าท้องถึงแม้จะไม่ได้ดูใหญ่โตมากเหมือนของไอ้ฟาร์มแต่มันก็ดูดีมากเลยทีเดียว
“ทำไมหยุดหล่ะ” พี่วายุหันหน้ามาทางผมทำให้หน้าของเราเกือบชนกันสายตาแบบนี้มัน...  ตึกตึก ตึกตึก  ทำไมหัวใจของผมเต้นเร็วแบบนี้นะเกิดความรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก
“ผมว่าน่าจะเอี่ยมแล้วแหละครับ” ผมไม่สามารถทำต่อได้จริงๆเพราะผมรู้สึกหน้าร้อนผล่าวขึ้นมาซะงั้นระบบหายใจก็ดูเหมือนจะรวนผิดปกติแบบนี้อันตรายชะมัด ผมจึงหยิบขันและตักน้ำขึ้นมาราดตัวพี่วายุเพื่อให้ฟองสบู่หมดทันที
“พี่ว่ามันยังไม่เอี่ยมนะ...ข้างหลังยังไม่ได้ถูเลยส่วนล่างก็ด้วย” คนหน้าเข้มพูดด้วยเสียงเรียบเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่สายตากลับมาทางผมแปลกๆ นี่แค่ส่วนบนหัวใจของผมเกือบจะวายอยู่แล้วถ้าส่วนล่างด้วยผมคงต้องหยุดหายใจแน่ๆ
“อย่าอาบน้ำนานเลยครับ...เดี๋ยวจะไม่สบาย”
“งั้นหรอ” คนหน้าเข้มพูดพร้อมเลิกคิ้วขึ้น
“โอเครก็ได้...งั้นแคลร์อาบเถอะเดี๋ยวพี่นั่งรอ”
“พี่วายุกลับก่อนก็ได้ครับ” เมื่อผมพูดจบก็ต้องพบกับสายตาดุๆของพี่วายุผมจึงไม่พูดต่อและรีบจัดการตัวเองซึ่งพี่วายุเองก็ลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าใหม่หลังจากที่ใส่เพียงบ็อกเซอร์ตัวเดียวโดยมีผ้าขนหนูปิดบังอยู่ซึ่งก็ทำอย่างทุลักทุเลเช่นเคยแต่รอบนี้ผมไม่ได้เข้าไปช่วยเพราะผมเองก็ต้องรีบอาบน้ำเหมือนกันเพราะตอนนี้ใกล้จะค่ำแล้ว
 

“สองคนนี้ไปไหนกันมา” พี่เค้กถามเสียงเข้มทันทีที่เห็นผมกับพี่วายุเดินมาด้วยกัน หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จเราทั้งคู่ก็เดินไปกินข้าวที่เต้นท์กองกลางกันต่อซึ่งพอไปถึงอาหารก็แทบจะหมดอยู่แล้ว
“ไปอาบน้ำแล้วก็ไปกินข้าวกันมา...มีหมาแถวนี้ไม่รอกู” พี่วายุว่า
“กูเปล่าไม่รอนะเว้ยกูเห็นมึงหลับอยู่เลยไม่กล้าปลุก”
“เออ...ช่างเหอะ”
“แล้วมึงดีขึ้นยังวะ...แล้วมึงอาบน้ำยังไงอะกูว่าจะมาพามึงไปอาบน้ำ...พอมาก็ไม่เจอไปที่ลำธารก็ไม่เจอ” พี่เค้กคงจะมาตอนที่พวกเราไปกินข้าวแน่ๆถ้าให้ผมเดา
“น้องมึงอาบให้”
“เชี่ย.....แคลร์อาบน้ำให้มึงหรอ” ทุกสายตาหันมามองผมอย่างตกใจ
“ทำไมวะก็แฟนกันอาบน้ำให้กันมันผิดตรงไหน” เอ่อไม่ผิดหรอกครับแต่ผิดตรงที่ผมไม่แฟนจริงๆของพี่ไงไม่งั้นพวกเพื่อนพี่และเพื่อนผมคงไม่มองมาทางผมเป็นตาเดียวกันแบบนี้หรอก
“หรา” พี่เขือนพูดขึ้นหลังจากที่ฟังอยู่เงียบๆ
“เออ”
 
“อะไรยังไงวะ” ฟาร์มกระชิบถามผมอย่างสงสัยซึ่งจัดเลี้ยงเองก็เขยิบเข้ามาใกล้เพราะอยากรู้เช่นกัน
“ไม่มีอะไรกูแค่เห็นพี่เขาเจ็บมือกูเลยช่วยอาบเฉยๆ”
“หรอวะ...ไม่มีสักนิดเลยหรอ”
“มึงจะให้มีอะไรหล่ะ”  ผมละไม่เข้าใจจริงๆก็แค่ช่วยพี่เขาอาบน้ำทำไมต้องแตกตื่นกันด้วยนะ
 

หกวันผ่านไปไวเหมือนโกหกตอนนี้โรงอาหารของพวกเราสำเร็จแล้วครับมันสามารถใช้งานได้แล้วหลังจากที่ทุกคนเหนื่อยกันมาตลอดหกวันซึ่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะอยู่ที่นี่พี่วายุในฐานะประธานชมรมจึงจัดงานเลี้ยงฉลองกันเล็กๆบริเวณกลางสนามมีการก่อกองไฟเสมือนกับว่ามาเข้าค่ายลูกเสือยังไงยังงั้นบ้างก็จับกลุ่มกันร้องเพลง  บ้างก็เล่นเกมส์กันอย่างสนุกสนานโดยเฉพาะพวกเพื่อนผมที่ไปรวมกลุ่มกันร้องเพลงกับพวกพี่เค้กโดยมีพี่น้ำมนต์รองประธานชมรมเป็นมือกีต้าในค่ำคืนนี้
ส่วนผมหนีมานั่งจิบเบียร์เย็นๆคนเดียวอยู่ขอบสนามหลังจากที่ร้องเพลงจนรู้สึกเจ็บคอแต่การที่ผมมานั่งมองทุกคนอยู่ตรงนี้มันก็ทำให้ก็รู้สึกมีความสุขเช่นกันนี่สินะความสุขผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
“ทำไมมานั่งคนเดียวตรงนี้หล่ะ” เสียงคุ้นหูดังขึ้นท่ามกลางความคิดอันล่องลอยของผมจึงทำให้ผมตกใจเล็กน้อย
“พี่วายุผมตกใจหมด” คนที่พูดเมื่อสักครู่นั่งลงบนพื้นสนามข้างๆซึ่งในมือยังถือกระป๋องเบียร์อยู่
“คิดอะไรอยู่หรอ”
“ก็คิดว่าไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าพวกเราจะสร้างโรงอาหารกันเสร็จและออกมาดูดีขนาดนี้ตอนมาวันแรกผมจำได้ว่ามีแค่เสาที่ตั้งอยู่”
“ก็พวกเราเก่งไง”
“ครับทุกคนเก่งมากเลย”
“............” พี่วายุยิ้มกว้างซึ่งผมเองก็เช่นกัน
“ผมอยากเห็นตอนที่น้องๆได้ใช้โรงอาหารจัง” น่าเสียดายนะครับที่ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม
“งั้นถ้าเปิดเทอมแล้ววันไหนเราว่างก็มาทำอาหารเลี้ยงน้องๆกันไหม”
“พี่จะพาผมมาหรอ” ผมหันไปมองคนข้างๆพี่วายุยังคงนั่งและมองไปทางกุล่มคนกลางสนาม
“อื่ม”
“พี่วายุใจดีที่สุดในโลกเลย” ผมโผลเข้าไปกอดคนที่นั่งอยู่อย่างลืมตัวคนหน้าเข้มดูตกใจเล็กน้อย
“ขอโทษครับ...ผมดีใจไปหน่อย”
“ทำแบบนี้บ่อยๆพี่จะแย่นะครับ”
“ห๊ะ...แย่ยังไงหรอครับ”  ผมถามด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรจากคนที่นั่งข้างๆผมจึงไม่ถามอะไรต่อได้แต่นั่งจิบเบียร์ไปพลางๆจนหมดกระป๋องพรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้วผมคงคิดถึงที่นี่มากแน่ๆเลย
 
โอ๊ยเมื้อยมากเลยครับผมคิดถึงเตียงนุ่มๆของตัวเองจังเลยหลังจากที่นอนพื้นมาหนึ่งสัปดาห์แถมตอนนอนยังต้องฟังเสียงกรนของคนในห้องอีกบอกตามตรงว่าผมนอนหลับไม่ค่อยสนิทเลยครับคืนนี้ผมจะต้องนอนให้เต็มที่ไปเลยเนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมผมจะตื่นสายแค่ไหนก็ได้

 :mew3:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #16 เมื่อ09-08-2020 20:55:39 »

ตอนที่13 “รองเท้าคู่ใหม่”


เฮ้อ~ เลิกเรียนสักทีนะครับวันนี้ผมมีเรียนตั้งแต่เช้าจรดเย็นกันเลยทีเดียวแล้วก็เป็นวิชาหนักๆทั้งนั้นอย่างเช่นวิชาวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ผมว่าวิชานี้ถ้าเรียนตอนเช้าก็ยังได้อยู่นะแต่นี่ดันมีเรียนช่วงบ่ายบอกเลยว่าผมเรียนไปง่วงไปเลยครับผมคงต้องลำบากให้พี่วายุติวให้แล้วแหละไม่อย่างนั้นตอนสอบคงแย่แน่ๆ
ตั้งแต่เปิดเทอมมาก็รู้สึกว่าจะเรียนหนักขึ้นเรื่อยๆจากทีแรกที่คิดว่าสาขานี้จะเรียนเบาสุดแต่มันไม่เป็นอย่างที่คิดเลยครับทั้งบัญชีเบื้องต้นการเขียนโปรแกรมต่างๆก็มามีแต่วิชายากๆทั้งนั้น
“อ้าวแคลร์เลิกเรียนแล้วหรอ” เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลังของผมพอนึกถึงพี่วายุพี่วายุก็มา ผมว่าพี่เขาคงอยู่ให้ผมเห็นไปอีกนานครับ
“ครับ...เอแต่พี่เค้กบอกว่าจะมารับผมเองนี่ครับวันนี้” ผมเพิ่งวางสายจากพี่เค้กไปเมื่อสักครู่ก่อนเดินลงมาจากตึกเรียนว่ากำลังขับรถมารับผมแล้วทำไมถึงกลายเป็นพี่วายุหล่ะ
“พี่ไม่ได้มารับเราหรอกพี่มารับจูน” แพล้ง! อ้าวหน้าแตกสิครับผม
“อ้าวหรอครับ...แหะๆ” ผมทำหน้าไม่ถูกเลยครับอายจังได้แต่ยืนเกาหัวแก้เขิน
“อ้าวจูนมาพอดีเลยไปกันเถอะ” ผมหันไปมองคนที่ถูกเรียกชื่อเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่งตัวเล็กผิวขาวมีแก้มผมยาวสลวยดูจากการแต่งตัวแล้วเธอน่าจะอยู่ปีหนึ่ง
“พี่วามารับหรอคะดีใจจัง” เธอพูดและยิ้มจนแก้มปริสงสัยคงจะดีใจจริงๆเธอเป็นอะไรกับพี่วายุกันนะปกติไม่เคยเห็นพี่วายุมารับใครที่นี่เลยนอกจากผมจะว่าเป็นน้องสาวก็คงไม่ใช่เพราะพี่วายุไม่มีน้องสาวแล้วทำไมผมต้องอยากรู้ด้วยนะ ซึ่งฟังจากการเรียกชื่อแล้วก็คงจะสนิทกันพอสมควร
“เราไปกันเถอะครับ...พี่ไปก่อนนะแคลร์”พี่วายุหันไปบอกจูนและหันมาบอกผมพี่ยืนนิ่งอยู่
“ครับ”
“พี่เค้กพี่รู้จักคนที่ชื่อจูนไหมครับเขาเป็นอะไรกับพี่วาหรอ” ด้วยความที่ผมสงสัยผมจึงตัดสินใจถามพี่ชายตัวเองที่กำลังขับรถอยู่
“จูนไหนอ่ะ...อ๋อ...ไปถามเองดิ” พี่เค้กพูดพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้น
“ก็ถามพี่นี่ไงก็แค่ตอบว่าเป็นใครก็แค่นั้นเห็นอยู่คณะเดียวกับผมผมเลยอยากรู้ว่าเป็นญาติหรือเป็นคนสำคัญอะไรของพี่วายุหรือเปล่าจะได้ช่วยดูแล”
“หรอ” คนเป็นพี่ทำเหมือนไม่เชื่อผม
“พี่ไม่ตอบก็ไม่ต้องตอบผมไม่อยากรู้แล้วก็ได้”
“งอนซะงั้น” ชายหน้าเรียวทำท่าหัวเราะและยื่นมือมาขยี้หัวผมเบาๆ
ผมกลับมาที่คอนโดด้วยอาการหงุดหงิดเล็กๆแล้วทำไมผมต้องหงุดหงิดด้วยนะไม่เข้าใจตัวเองจริงๆผมกับพี่เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยทำไมต้อง...  เดี๋ยวนะผมหึงพี่วายุหรอบ้าไปแล้วผมต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆไม่หรอกมั้งแต่ทำไมผมถึงหยุดคิดไม่ได้สักทีว่าเขาสองคนเป็นอะไรกัน ???
กริงงงง!!
ติ๊ด! ผมเอื้อมมือไปกดปิดนาฬิกาปลุกที่ดังสนั่นหวั่นไหวอยู่บนหัวเตียงวันนี้วันเสาร์ผมเลือกที่จะตั้งนาฬิกาให้ปลุกในเวลาเก้าโมงเช้าเพราะวันนี้ผมตั้งใจจะทำคัพเค้กไปวางขายที่ร้านของพี่เค้กถ้าทำช่วงสายๆแบบนี้ก็จะทันส่งช่วงบ่ายพอดีซึ่งช่วงเวลานั้นจะมีลูกค้าค่อนข้างเยอะ
ตอนนี้ผมอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วและรีบจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำคัพเค้กยี่สิบชิ้นในทันทีดูเหมือนว่าพี่เค้กจะออกไปร้านก่อนหน้าผมแล้วโดยทิ้งโพสต์อิทแปะประตูหน้าห้องนอนไว้แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาของผมหรอกครับปกติผมจะโอนให้พี่วายุไปส่งแต่ช่วงนี้ไม่อยากรบกวนพี่เขาผมเลยขึ้นแท็กซี่ไปเองดีกว่า
ติ๋ง!
เสียงเตาอบดังขึ้นบ่งบอกว่าคัพเค้กของผมเรียบร้อยแล้วคัพเค้กอุ่นๆที่ผมแพ็กใส่กล่อบถูกจัดเรียงในตะกร้าพร้อมส่ง
ตอนนี้ก็เที่ยงแล้วผมจัดการล็อคห้องและลงลิฟท์มายังเคาน์เตอร์ของคอนโดเพื่อติดต่อพี่พนักงานให้เรียกรถแท็กซี่ให้ในระหว่างที่ผมรออยู่นั้นพี่วายุก็เดินลงมาพอดีและดูเหมือนว่าพี่เขากำลังเดินมาทางผมแต่ก่อนที่จะเดินมาดูเหมือนพี่เขาจะคุยอะไรบางอย่างกับพนักงานซึ่งผมก็ไม่ได้ยินเช่นกัน
“แคลร์จะไปร้านเค้กหรอ”
“ครับเอาขนมไปส่ง”
“งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่ง”
“ไม่เป็นไรครับผมเรียกแท็กซี่แล้วกำลังจะมา”
“พี่ยกเลิกให้แล้วเขาไม่มาแล้วครับ” ที่พี่คุยกับพนักงานเมื่อกี้คือยกเลิกแท็กซี่ผมนั้นหรอแล้วยกเลิกทำไมล่ะครับ
“ผมไปเองได้” แล้วทำไมผมต้องหงุดหงิดด้วยล่ะครับเนี่ยปกติพี่วายุก็ไปส่งผมทุกอาทิตย์อยู่แล้ว
“เป็นอะไร...ปกติพี่ก็ไปส่งเราอยู่บ่อยๆ”
“ก็ช่วงนี้เห็นพี่ยุ่งๆผมไม่อยากรบกวนนี่ครับ”
“ก็ไม่ได้รบกวนอะไรนี่...ไปกันได้แล้วพี่หิวแล้ว” คนตัวสูงหน้าเข้มใช้มือหนายกตะกร้าขนมของผมขึ้นและเดินนำหน้าผมไปที่รถทันทีโดยไม่ฟังคำทักท้วงอะไรของผมเลย
“ขึ้นรถสิ” เมื่อคนตัวสูงวางตะกร้าขนมที่เบาะหลังเรียบร้อยจึงหันมาเปิดประตูผู้โดยสารด้านหน้าให้ผมผมจึงต้องขึ้นไปนั่งบนรถคันหรูที่จอดอยู่
“กินอะไรดีครับ” พี่วายุหันมาถามผมแต่ผมทำเหมือนไม่สนใจได้แต่นั่งกดโทรศัพท์เล่นอยู่อย่างนั้นปกติเวลาพี่วายุพาผมไปส่งขนมในเวลานี้ก็มักจะแวะหาอะไรกินกันก่อนไปที่ร้านเสมอ
“เฮ้ยพี่” อยู่ๆพี่วายุก็เอื้อมมือมาคว้าโทรศัพท์จากมือผมไปเฉย
“เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามเล่นโทรศัพย์เวลานั่งรถมันเสียสายตา...แล้วก็เป็นอะไรครับทำไมไม่คุยกับพี่” พี่วายุพูดเสียงเข้ม ทำไมต้องดุผมด้วยเนี่ย
นั่นสิ่แล้วผมเป็นอะไรของผมกันนะทำไมต้องเมินพี่เขาด้วย
“ก็เปล่านี่ครับ”
“แล้วสรุปจะกินอะไร” คนหน้าเข้มถามเสียงห้วน
“อะไรก็ได้ครับ” ฮื้อ  ผมไม่ไปต่อได้ไหมครับ สถานะการแบบนี้อึดอัดชะมัด  แล้วยังจะต้องไปนั่งกินข้าวด้วยกันอีก
คนหน้าเข้มหักพวงมาลัยเข้ามายังร้านอาหารร้านหนึ่งหลังจากที่เงียบไปสักพักหลังจากที่ได้ยินคำตอบของผม  ภายในบริเวณร้านถูกตกแต่งอย่างสวยงามถ้าดูการตกแต่งร้านจากภายนอกแล้วผมว่าราคาอาหารคงจะแพงกว่าคัพเค้กที่ผมกำลังจะเอาไปขายแน่ๆ
“ร้านนี้ไม่ใหญ่ไปหรอครับ” ผมเอ่ยถามหลังจากที่ลงจากรถและพี่วายุก็เตรียมจะเดินเข้าไปด้านใน
“ก็พี่ถามเราแล้วนะว่าจะกินอะไร...แต่เราบอกเองว่าอะไรก็ได้” ผมลอบถอนหายใจเบาๆ
“แต่ผมว่ามัน...” ผมหยุดพูดทันทีเมื่อคนหน้าเข้มส่งสายตาดุๆมาทางผม  ผมจึงยอมเดินตามเข้าร้านไปแต่โดยดี
“เราจะกินอะไร...สั่งเลย” พี่วายุถามหลังจากที่พนักงานส่งเมนูอาหารมาให้
“อะไรก็ได้ครับ” ผมไม่ได้กวนพี่เขานะครับแต่ผมไม่รู้ว่าจะกินอะไรจริงๆแล้วเมนูแต่ละอย่างก็โคตรแพงซึ่งแม่ผมสอนเสมอว่าให้รู้จักใช้เงิน
“ผมเอาขาหมูเยอรมัน...ปลากระพงนึ่งมะนาว...ต้มยำรวมเห็ด...ไข่ลูกเขย...ฉู่ฉี่ปลากรอบ...ไก่ผัดเม็ดมะม่วง...แกงส้มผักรวมแล้วก็ข้าวสวยสองจานครับ”เอ่อเดี๋ยวนะนี่พี่สั่งมาเลี้ยงใครครับมันจะเยอะอะไรขนาดนั้นถึงแม้เมนูที่สั่งจะเป็นเมนูโปรดของผมทั้งหมดเลยก็เถอะแต่ถ้าเยอะขนาดนี้ใครจะกินหมดละครับ
“พี่วาสั่งเผื่อใครหรอครับ”
“ก็มากันสองคนคิดว่าพี่สั่งเผื่อใครล่ะ”
“มันไม่เยอะไปหรอครับ”
“ก็พี่ไม่รู้ว่าแคลร์อยากกินอะไร...พอพี่ถามเราก็บอกว่าอะไรก็ได้พี่เลยสั่งทุกเมนูที่แคลร์ชอบมาให้เลยไงโอเครไหมครับ” นี่พี่เล่นแบบนี้เลยหรอ ทั้งหมดนี่ราคาเท่าไหร่กันนะซึ่งแค่ขาหมูเยอรมันที่ผมดูในเมนูก็ปาไปจะเป็นพันอยู่แล้ว
ว่าแต่พี่เขาจำได้ด้วยหรอว่าผมชอบกินอะไรขนาดพี่ชายแท้ๆของผมยังจำไม่ได้เลย
“รู้ด้วยหรอครับว่าผมชอบกินอะไร”
“รู้สิครับเรากินข้าวด้วยกันเกือบทุกวันมาเป็นปีแล้วนะทำไมพี่จะจำไม่ได้...แล้วก็ยังรู้อีกว่าเราไม่ชอบอาหารทะเลเพราะมันมีฟอเมอรีนไม่ชอบกินเผ็ดเพราะถ้ากินเผ็ดมากๆเราจะแสบท้อง...เราชอบกินปลาเพราะปลาย่อยง่าย...แล้วเราก็ชอบน้ำกีวี่เพราะมันดื่มแล้วสดชื่น เอ่อ...อะไรอีกน้า” พี่วายุทำหน้าคุ้นคิดแต่ผมว่าที่พี่พูดมามันก็มากพอแล้วครับมากพอที่ผมจะรับรู้ได้ว่าพี่ใส่ใจผมมากแค่ไหนทั้งที่ผมเองไม่เคยจดจำรายละเอียดเหล่านี้ของพี่เขาได้เลย
“...........”
“ทีนี้รู้หรอยังว่าพี่แคร์เรามากแค่ไหน...แล้วจะบอกได้หรือยังว่างอลพี่เรื่องอะไร” เอาไงดีละครับบอกไปเลยดีไหมนะว่าเป็นเพราะเรื่องเมื่อวานที่พี่มารับสาวแล้วก็เมินผม
“ป่าวนี่ครับ”
“จะไม่บอกจริงๆหรอ...พี่ไม่สบายใจนะที่เราเป็นแบบนี้อะ”
“เมื่อวานใครหรอครับ” นั่นไงผมถามไปจนได้แต่คนที่ถูกถามกลับยิ้มกว้างซะงั้น
“ที่แท้ก็เรื่องเมื่อวานเองหรอ”
“.............”
“คนนั้นน้องสาวพี่หน่ะครับ...ชื่อจูน”
“แต่พี่ไม่มีน้องสาว”
“ลูกพี่ลูกน้องหน่ะครับ...คุณป้าวานให้ไปรับน้องแต่ว่าวันนั้นพี่ต้องรีบเข้าบริษัทเลยไม่ได้อยู่คุยด้วย...ไม่คิดว่าจะมีคนน้อยใจ” แบบนี้นี่เองทำให้ผมต้องคิดอยู่ทั้งคืน
“ใครน้อยใจที่ไหนครับ” ผมไม่ได้น้อยใจสักหน่อยไม่มีสิทธิ์จะคิดแบบนั้นด้วยซ้ำ แต่ผมก็เข้าใจทุกอย่างที่สงสัยแล้วแต่ก็ยังคงวางเชิงอยู่ถ้าหายเป็นปกติง่ายๆก็เสียเชิงแย่สิครับ
“ถ้าเป็นแบบนี้...ต่อไปพี่คงแย่แน่ๆเลยนะครับ”
“ผมถามแค่นี้...พี่แย่เลยหรอครับถ้าอย่างนั้นต่อไปผมจะไม่ยุ่งกับเรื่องของพี่อีก” ผมมุ้ยหน้าใส่คนที่นั่งตรงข้ามทันที
“พี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับ...ถ้าอนาคตต้องเป็นแฟนกันจริงๆ...เราต้องขี้หึงมากแน่ๆเลยใช่ไหม”
“ใครบอกว่าจะเป็นแฟนกับพี่จริงๆครับ” พูดอะไรของพี่เนี่ยผมตกใจหมดตอนนี้ใจผมมันเต้นแรงมากจนกลัวว่ามันจะออกมาเต้นให้คนตรงหน้าเห็น
“ตอนนี้อาจจะยัง...แต่ต่อไปคงไม่แน่เพราะตั้งแต่วันนี้ไปพี่จะเริ่มจีบเราอย่างจริงจังแล้วนะ” ผมได้แต่ทำตาโตเพราะตะลึงกับคำพูดของพี่วายุปกติพี่เขามักจะชอบพูดเล่นกับผมแต่วันนี้ดูจริงจังมากจนผมไปไม่เป็นเลย
“ไง...เหม่ออะไรขนาดนั้นเตี้ย” พี่เค้กใช้มือปัดหน้าผมหลังจากที่ผมกำลังคิดถึงคำพูดของพี่วายุที่ร้านอาหารเมื่อสักครู่
ตอนนี้ผมอยู่ที่ร้านกาแฟของพี่เค้กโดยมีพี่วายุมาส่งซึ่งตอนนี้พี่เขากลับไปแล้วเห็นบอกว่าจะไปเคียร์งานที่บริษัท
“ป่าวนี่...แล้วผมก็ไม่ได้เตี้ยด้วย” ผมก็แค่มีความสูงน้อยกว่าพี่แค่สิบเซ็นเองทำมาเป็นว่าผม
“หรอ...ว่าแต่ทำไมวันนี้วายุมันใจดีซื้ออาหารมาเลี้ยงพนักงานที่ร้านพี่ด้วยวะ” จริงๆพี่เขาไม่ได้ใจดีหรอกครับผมเป็นคนสั่งให้เอาอาหารจัดใส่กล่องเองซึ่งให้พนักงานนำอาหารมาเสริฟบนโต๊ะแค่สามอย่างเท่านั้นเพราะคิดว่าถ้าเอามาเสริฟทั้งหมดคงกินไม่หมดแน่ๆ
“ถูกหวยมั้งครับ”
“วายุมันไม่เล่นหวย” ครับพี่เขาไม่เล่นหวยหรอกส่วนใหญ่พี่วายุจะเล่นหุ้นมากกว่า  แต่ผมคิดไม่ออกนี่ครับว่าจะบอกยังไงดี
“รอถามเจ้าตัวเองแล้วกันครับ” ในเมื่อตอบไม่ได้ก็โยนไปทางพี่เขาซะเลย


“มึงวาเลนไทน์อาทิตย์หน้าซื้ออะไรให้พี่เขื่อนดีวะ” ฟาร์มถามขึ้นในขณะที่เรานั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนบริเวณตึกวิศวะซึ่งพี่วายุบอกว่าจะมารับในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า
“อะไรก็ได้ที่พี่เขาชอบ” ผมว่า
“กูต้องเอาตัวเองผูกโบว์ให้พี่เขาแล้วแหละ”
“หลงตัวเองหว่ะ” ผมพูดพร้อมแบะปากใส่
“อะนะ”
“แล้วมึงจะซื้ออะไรให้พี่วายุวะ”
“กูต้องซื้อด้วยหรอวะ...กูไม่ได้เป็นแฟนพี่เขาจริงๆสักหน่อย”
“อะไรของมึงวะ...ไหนว่าเขาจีบมึงอยู่ไง”
“ก็เออไง”
“ทำไมไม่คบกับเขาจริงๆไปเลยวะ...อย่าบอกกูนะว่ายังไม่ลืมมันอะ” มันในที่นี้คงจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่บิ๊กบอส
“กูก็ไม่ได้คุยกันมาจะเป็นปีแล้วป่าววะ”
“มึงตอบไม่ตรงคำถาม”
“กูกลัวหว่ะ...กลัวว่าถ้ากูรักเขาเหมือนที่รักบิ๊กบอส...กูกลัวว่าวันนึงกูจะต้องเสียใจอีกว่ะ”
“อะไรของมึง..คนที่ไม่เคยรักมึงมึงกลับไม่ยอมลืมเขา...แต่กับคนที่เขารักมึงมึงไม่คิดจะเปิดใจให้เขาบ้างหรอวะ”
“...........”
“ความรักนะเว้ยมันก็เหมือนการเลือกรองเท้านั้นแหละมึง...ถ้าคู่ไหนใส่แล้วกัดเท้ามึงก็ต้องซื้อคู่ใหม่ไม่ใช่หรอวะมึงจะทนใส่รองเท้าที่มันกัดมึงอยู่ทำไม...แล้วถ้าถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่าคู่ใหม่มันจะไม่กัดเท้ามึงอีกมึงก็ต้องลองสวมมันก่อนถูกไหม”
“.............”
“เชื่อกูนะลองส่วมคู่ใหม่ดู...ถ้ามันจะกัดเท้ามึงอีกกูจะคอยทายาให้มึงเองจนกว่ามึงจะเจอคู่ที่มันดีสำหรับมึง”
“ขอบใจนะ...ที่มึงอยู่ข้างกูมาตลอด”
“ก็มึงเป็นเพื่อนกูนี่”
“ขอกอดทีได้ไหมวะ” ผมอ่าแขนจะเข้ากอดคนที่นั่งข้างแต่ก็ถูกมือหนาของเพื่อนรักดันหน้าผากให้ออกห่าง
“มึงพอเลย...กูยังไม่อยากโดนต่อย...โน้นเดินมาโน้นละร้องเท้าใหม่มึงอะ” ผมมองตามไอ้ฟาร์มไปก็พบว่าพี่วายุกำลังเดินมาทางนี้
“ทำอะไรกันอยู่หรอครับ”
“ป่าวครับ...งั้นกูกลับก่อนนะ” ผมหันไปบอกเพื่อนรักที่นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ
“เออ”
“ทำไมชอบมานั่งที่นี่ด้วย...รอที่คณะก็ได้เดี๋ยวพี่ขับไปรับ” พี่วายุพูดขึ้นในขณะที่เราอยู่ในรถ
“ก็มานั่งคุยกับเพื่อน” จะต้องบ่นทุกครั้งเลยสินะเวลาทีผมมานั่งที่นี่หน่ะ
“เฮ้อ...ยังไงก็ไม่อยากให้มาอยู่ดี” คนหล่อหน้าเข้มพูดอย่างละเหี่ยใจ
รถเบ้นสีดำคันหรูเข้าจอดที่ลานจอดรถของคอนโดระหว่างทางพี่วายุก็ยังคงบ่นอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่ากลายเป็นคนขี้บ่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่
“วันนี้ไปไหนหรือป่าว”
“ไปครับ”
“ไปไหน”
“ไปร้านที่เคยไปนั่นแหละครับ” วันนี้ผมและเดอะแก๊งสามเกลอเจอหมีนัดกันไปดื่มย้อมใจที่จัดเลี้ยงมันอกหักไปบอกรักพี่รหัสตัวเองแต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าพี่เขามีแฟนอยู่แล้วและก็รักแฟนมากงานนี้ทั้งหน้าแตกและอกหักไปพร้อมกันผมอดที่จะสงสารมันไม่ได้จริงๆ
“งั้นถ้าจะกลับโทรมานะ...เดี๋ยวพี่ไปรับ”
“ไม่เป็นไรครับ...ผมน่าจะกลับดึกเดี๋ยวผมให้เพื่อนมาส่งดีกว่า”
“วันนี้ต้องอยู่ทำงานจนดึกอยู่แล้ว..ตามนั้นนะ” ทำงานก็ทำจนดึกเวลาจะพักก็แทบจะไม่มียังจะไปรับผมอีก  ไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อลิฟท์ก็เปิดชั้นที่ผมอยู่ทันทีพอผมออกพ้นประตูพี่วายุก็กดปิดทันทีเช่นกันสรุปจะไปรับผมให้ได้ใช่ไหมเนี่ย
แต่ปกติพี่วายุก็ไปรับผมอยู่บ่อยๆแต่ผมก็รู้สึกเกรงใจเพราะว่ามันดึกมากแต่ก็นั้นแหละครับสุดท้ายเดี๋ยวพี่เขาก้ต้องมารับผมอยู่ดี

“เชี่ย...เจ็บวะตอนแรกกูก็คิดว่าพี่เขาชอบกูทำดีกับกูทุกอย่างจนกูเผลอใจ..สุดท้ายแฟนเขากลับมาจากเมืองนอกเฉยกูเลยกลายเป็นหมาซะงั้น” เมื่อหนุ่มหน้าตี๋พูดจบมือเรียวของมันก็หยิบแก้วเหล้ายกขึ้นดื่มจนตอนนี้หน้าขาวๆใสๆของมันเริ่มแดงหมดแล้ว
“มันดื่มไปกี่แก้วแล้ววะมึง” ผมกระซิบถามชายหุ่นหมีที่นั่งข้าง
“สามแก้ว” ผมว่ามันคงเมาแล้วแหละครับเพราะฉายาของมันคือสามแก้วจอด
“มึงก็รู้ว่ากูไม่เคยรักใคร...เขาเป็นคนแรกที่กูรู้สึกดีด้วยเลยนะเว้ย” ผมกับฟาร์มไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้ดีว่ามันต้องการแค่คนรับฟังเท่านั้นเพราะตอนนั้นที่ผมเป็นแบบมันผมก็แค่อยากระบายเหมือนกันและไม่ได้ต้องการคำปลอบใจใดๆพวกผมจึงปล่อยให้มันพูดระบายความในใจของมันออกมาจนกว่าจะพอใจ
“เขาทำดีกับกูทุกอย่าง...ทำไมต้องทำให้กูรู้สึกดีด้วยวะ” จัดเลี้ยงยังคงบ่นอย่างต่อเนื่องซึ่งตอนนี้ก็ดึกมากแล้วผมลุกมาเข้าห้องห้องน้ำและปล่อยให้ฟาร์มทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีต่อไป
แต่ระหว่างทางที่ผมกำลังจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะหลังจากทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้วผมก็ต้องหยุดชะงักฝเท้าทันทีเมื่อมีคนคนนึงมายืนขวางไว้
“มาเที่ยวกับเพื่อนหรอครับ” คนหล่อหน้าเรียวเอ่ยทักขึ้น
“ครับ..พี่ฟอร์ดก็มาเที่ยวเหมือนกันหรอครับ” ผมตอบกลับคนที่ไม่ได้เจอมาหน้ากันมานานตามมรยาท
“ไปดื่มที่โต๊ะพี่ก่อนสิ”
“ไม่ดีกว่าครับ...ขอตัวก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวสิ...เรายังไม่ได้คุยกันเลยนะครับ”
“ไม่มีอะไรจะต้องคุยกันหรอกมั้ง” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นข้างจากทางด้านหลังผม ครับเมื่อกี้ผมไม่ได้เป็นคนพูดแต่เป็นพี่วายุที่กำลังทำหน้าตาหน้ากลัวอยู่ด้านหลังผมต่างหากว่าแต่พี่เขามาตอนไหนกันนะผมจำได้ว่ายังไม่ได้ไลน์บอกเลยว่าจะกลับ
“พี่ยุ่งอะไรด้วย” พี่ฟอร์ดมองพี่วายุอย่างเอาเรื่องซึ่งทางฝ่ายพี่วายุก็เช่นกัน
“อยากยุ่ง..มีอะไรไหม”
“เดี๋ยวนะ...ผมว่าใจเย็นกันก่อนนะครับ” ผมรีบเอ่ยห้ามก่อนที่คนทั้งสองจะก่อเรื่องปานปลายมากไปกว่านี้เพราะแค่นี้คนก็มองกันมาเป็นตาเดียวแล้ว
“เฮ้ยมึง..มีเรื่องอะไรวะ” ฟาร์มพูดเสียงกระซิบถามผมซึ่งมันเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ผมเองก็ไม่ทันได้สังเกตุ
“จัดเลี้ยงอะมึง”
“มันหลับไปแล้วเลยทิ้งมันไว้ที่โต๊ะไม่เป็นไรหรอก”
“อย่างที่มึงเห็น...ช่วยกูห้ามที”
“ห้ามยังไวะ” อ่าวถ้ากูรู้กูจะให้มึงช่วยเพื่อ?
ตอนนี้ทั้งสองคนที่ยืนมองกันอยู่อย่างเอาเรื่องและยังไม่ลดละสายตาซึ่งตอนนี้เพื่อนอีกสามคนของพี่ฟอร์ดก็เริ่มเดินมารวมกันตรงนี้แล้วถ้าเกิดมีเรื่องขึ้นมาจริงๆผมว่าแย่แน่ๆ
“พี่จะเอายังไงก็ว่ามา”
“เลิกยุ่งกับคนของกูซะ”
“ทำไมผมต้องเลิกด้วย..ในเมื่อพี่กับเอแคลร์ไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆสักหน่อย....เพราะฉนั้นผมก็มีสิทธิ์” คนหน้าเรียวพูดอย่างเย้อหยันจนคนหน้าเข้มไม่พอใจเป็นอย่างมาก ว่าแต่พี่เขารู้ได้ยังไงนะว่าผมไม่ได้เป็นแฟนกับพี่วายุจริงๆ
“มึงไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น...กูบอกแล้วไงว่าห้ามยุ่ง” พี่วายุดึงคอเสื้อพี่ฟอร์ดอย่างคนโมโหแบบถึงขีดสุดจนเพื่อนพี่ฟอร์ดอีกสองคนที่เดินมาเหมือนจะเข้าไปทางพี่วายุแต่ไอ้ฟาร์มห้ามไว้ก่อนประมาณว่าให้เขาเคลียร์กันเองดูเหมือนว่าสามคนนั้นก็ยอมถอยออกไปคงเป็นเพราะเกรงใจกล้ามใหญ่ๆของเพื่อนผมแน่ๆ
“พี่วาใจเย็นๆก่อนะครับอย่ามีเรื่องกันเลยนะครับ” ผมค่อยๆพูดอย่างใจเย็นที่สุดทั้งๆที่ตอนนี้ใจเต้นรัวมากกลัวว่าสองคนนี้จะมีเรื่องกัน
“แต่...” ผมใช้สายตาอ้อนวอนมองคนหน้าเข้ม
“ก็ได้...หวังว่าจะไม่เห็นมึงอีกนะ” พี่วายุปล่อยคอเสื้อพี่ฟอร์ดทันทีทำให้ผมรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“ไม่รับปากหรอกนะครับ” คนหน้าเรียวพูดด้วยน้ำเสียงกวนจนพี่วายุหันไปอีกรอบผมจึงรีบดึงคนตัวสูงออกจากร้านในทันที



 :hao7:

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #17 เมื่อ09-08-2020 20:58:06 »

ตอนที่14 “ชอบพี่หรือป่าว”





เงียบ
เงียบมาก
เงียบจนผมต้องหายใจอย่างระมัดระวังมากที่สุดเพราะกลัวว่ามันจะดังเกินไปตอนนี้บรรยากาศในรถเงียบมากเลยครับและอึดอัดมากเช่นกันตั้งแต่ออกจากร้านพี่วายุก็ไม่พูดอะไรกับผมอีกเลยขับรถมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยผมจึงไม่กล้าพูดอะไรเพราะกลัวว่ายิ่งพูดยิ่งจะทำให้สถานะการแย่ลงแต่ถ้าผมไม่พูดอะไรเลยก็รู้สึกอึดอัด
“พี่วาหิวไหมครับ...เราแวะกินก๋วยเตี๋ยวกันไหม” อะไรของผมวะชวนพี่เขากินก๋วยเตี๋ยวซะงั้นก็ผมรู้สึกหิวนี่ครับตอนนั่งอยู่ที่ร้านก็กินแต่เหล้ายังไม่ได้กินข้าวเลย
“หิวหรอ”  อ่าพี่เขาพูดกับผมแล้ว
“ครับ”
“แต่พี่ไม่หิว” อ่าวซะงั้นงื่อใจร้ายจังที่ห้องผมก็ไม่เหลืออะไรให้กินแล้วด้วยสิ
ไม่นานรถคันหรูก็ถูกจอดเทียบที่ลานจอดรถอีกครั้งและพี่วายุก็ยังไม่พูดอะไรกับผม
“พี่วาครับพี่ลืมกดชั้นผมอะ” แล้วผมก็ต้องพูดออกมาอย่างตกใจเมื่อลิฟท์ถูกเปิดที่ชั้นของพี่วายุซึ่งมันเลยจากชั้นของผมมาแล้วผมจะยืนรอให้พี่วายุออกและกดชั้นของตัวเองใหม่แต่พี่วายุกับกดลิฟท์จากด้านนอกไว้เพื่อไม่ให้มันปิด
“ออกมาสิ”
“ออกไปทำไมครับ” คนอยู่ด้านนอกมองหน้าอย่างเอาเรื่องจนผมต้องเดินออกไปแต่โดยดี
ผมเดินตามคนร่างสูงไปอย่างงงๆจริงๆนับครั้งได้เลยนะครับกับการขึ้นมาที่ห้องนี้ส่วนใหญ่พี่วายุจะไปที่ห้องผมมากกว่า
“นั่งรอตรงนี้” น้ำเสียงเรียบออกคำสั่งให้ผมนั่งเก้าอี้ตรงโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ซึ่งด้านบนเป็นกระจกแกะสลักรูปอะไรบางอย่างที่ผมมองไม่ออกแต่รู้ว่ามันสวยดีและคงจะแพงมากผมมองตามพี่วายุที่เดินไปบริเวณเคาน์เตอร์ห้องครัวและเปิดตู้หยิบมาม่าคัพมากดน้ำร้อนจากนั้นก็เอามาวางตรงหน้าทำให้ผมได้กลิ่นหอมของมันซึ่งตอนนี้ผมหิวมาก
“ครับ?”  ผมมองหน้าและถามด้วยความสงสัย
“ก็หิวไม่ใช่หรอกินสิ”
“แล้วพี่ไม่กินหรอครับ” ดูเหมือนว่าคนที่ยืนอยู่จะไม่ฟังผมเขาเดินไปนั่งตรงโซฟาและเปิดโน๊ตบุ๊ค
อย่าบอกนะว่าจะทำงานต่อนี่มันก็เที่ยงคืนแล้วนะครับผมไม่ได้พูดอะไรต่อไหนๆพี่เขาก็ต้มมาแล้วผมจึงจัดการมาม่าที่ส่งกลิ่นยั่วยวนคนหิวอย่างผมจนหมดและเดินเอาถ้วยคัพไปทิ้งจากนั้นก็เตรียมตัวที่จะกลับห้องของตัวเอง
“พี่วาผมกลับห้องแล้วนะครับ” และไม่ลืมที่จะบอกเจ้าของห้องก่อนกลับอย่างคนมรมารยาท
“ใครบอกว่าให้กลับ” ห๊ะ นี่ผมยังกลับไม่ได้อีกหรอครับ
“ก็พี่ไม่คุยกับผม...จะให้ผมอยู่ทำไมหล่ะครับ” ผมพูดไปอย่างหัวเสียอะไรของพี่เขาวะให้ผมอยู่ทำไมก็ไม่รู้ผมนี่เกร็งไปหมดแล้วเนี่ย
“มานี่สิ” พี่วายุปิดโน๊ตบุ๊คลงและหันมาทางผม
“ไม่ไปครับผมจะกลับห้อง” พูดจบผมจึงเดินไปที่ประตูแต่ก็ต้องชะงักเมือพี่วายุก้าวเท้ามาอย่างเร็วและกอดผมไว้จากทางด้านหลัง
“อยู่ด้วยกันก่อนนะพี่อยากให้แคลร์อยู่ด้วย” ผมจึงค่อยๆหันไปหาเจ้าของอ้อมแขนที่กอดอยู่บนตัวผมอย่างตื่นเต้น
“ผมก็อยู่กับพี่ตลอดนี่ครับอย่าคิดมากเลยนะครับเรื่องพี่ฟอร์ดผมไม่ได้ชอบพี่เขาจริงๆ...และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าเขารู้เรื่องสถานะของเราได้ยังไง”
“แล้วพี่ล่ะ”
“ครับ?”
“ชอบพี่หรือป่าว” ไหงกลายเป็นแบบนี้หล่ะผมนึกว่าจะโกรธเรื่องที่ผมกับพี่แกล้งเป็นแฟนกันถูกเปิดเผยซะอีก
“ถ้าไม่ชอบผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้แล้วครับ” พอพูดจบพี่วายุก็ก้มลงมากดริมฝีปากของตัวเองกับริมฝีปากของผม  ผมสะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่ทันตั้งตัวสัมผัสที่นุ่มนวลบทขยี้จนผมเผลออ้าปากรับลิ้นร้อนของอีกฝ่ายทุกอย่างดูบางเบาและหอมหวานสัมพัสของพี่วายุตอนนี้ได้ดูดกลืนทุกสิ่งของผมไปหมดแล้วถึงแม้ในช่วงแรกจะทุลักทุเลไปสักหน่อยเพราะด้วยความไม่เป็นประสาของผมแต่ด้วยความที่ได้ผู้นำที่ดีการจูบครั้งนี้จึงหอมหวานมากขึ้นเรื่อยๆตอนนี้ผมเหมือนล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆยังไงยังงั้น
“อื่ม~” ผมเผลอครางออกมาอย่างไม่รู้ตัวจนกระทั่งคนตัวสูงถอนจูบออกผมจึงได้สติ
“ดีกว่าครั้งก่อนเยอะเลยว่าไหม” ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยเพราะความเขินตอนนี้ผมไม่ต้องส่องกระจกก็พอจะรู้ว่าหน้าของผมแดงขนาดไหนภายในใจเต้นรัวจนผิดจังหวะ
“ตอนนั้นผมไม่ได้ตั้งใจนี่ครับ”
“งั้นเมื่อกี้ตั้งใจใช่ไหมครับ” เห้ย! พูดอะไรของพี่เนี่ยผมเขินจะแย่อยู่แล้วนะ
“.............”
“ไปครับเดี๋ยวพี่ลงไปส่ง”
ผมใช้การ์ดเปิดประตูห้องและเดินเข้ามาด้านในก็พบว่าไฟในห้องถูกปิดสนิทหมดแล้วพี่เค้กคงจะนอนแล้วเพราะตอนนี้ก็เกือบจะตีสองระหว่างพี่วายุลงมาส่งเราไม่ได้พูดอะไรกันต่อซึ่งผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรเพราะผมยังรู้สึกอายกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่อยู่เลยแล้วก็ไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะนอนหลับหรือเปล่า


“เมื่อคืนมีเรื่องอะไรกันหรอ” พี่เค้กเอ่ยถามในขณะที่ขับรถมาส่งผมที่คณะ
“เรื่องอะไรหรอครับ”
“ก็วายุกับเดือนวิศวะไง...เห็นเพื่อนที่คณะถ่ายรูปส่งมาเพิ่งเปิดดูเมื่อเช้า”โหวเพื่อนพี่นี่จะมีอยู่ทุกร้านเลยหรือไง
“แล้วเพื่อนพี่ว่ายังไงละครับ”
“มันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไรมันก็เลยมาถามนี่ไง” เพื่อนพี่นี่ขี้เผือกเหมือนกันนะ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ...เข้าใจผิดกันนิดหน่อย”
“จริงหรอ...ไม่ใส่ศึกแย่งชิงกันหรอกหรอ”
“ไม่ใช่ครับ” ผมตอบและเปิดประตูลงจากรถทันทีเพราะตอนนี้ถึงคณะของผมแล้ว
วันนี้ผมนัดฟาร์มให้พาผมไปซื้อของสำหรับทำคัพเค้กให้พี่วายุหลังจากเลิกเรียนเพราะพรุ่งนี้เป็นวันวาเลนไทน์ผมจึงตั้งใจว่าจะทำคัพเค้กดาร์กช๊อกโกแลตให้พี่วายุถึงผมกับพี่เขาจะเป็นแฟนกันแค่ในโซเชี่ยลแต่ผมก็อยากจะให้อะไรกับพี่เขาบ้างตอบแทนที่พี่เขาดีกับผมมาตลอด
ผมก็รู้สึกไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าภาพความทรงจำเรื่องราวระหว่างผมกับบิ๊กบอสในตอนนี้มันคืออะไรกันแน่ระหว่างระแรกที่ยังลืมไม่ได้หรือเพื่อนคนนึงที่ดีต่อกันเพราะผมไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าผมลืมบิ๊กบอสได้แล้วมันยังคงมีภาพความทรงจำบางส่วนที่ผมยังคงนึกถึงอยู่แต่ถ้าถามว่ามันมีผลอะไรกับชีวิตของผมไหมบอกเลยว่ามีน้อยมากแต่ที่ผมยังไม่กล้าเปิดใจหรือแสดงความชัดเจนกับพี่วายุเป็นเพราะผมไม่แน่ใจว่าพี่เขาจะจริงจังกับผมมากขนาดไหนผมกลัวว่าจะต้องเจ็บเหมือนตอนนั้น 
ไม่ใช่ว่าผมต้องการสถานะอะไรจากพี่เขาหรอกนะครับเพราะผมก็ได้เรียนรู้จากบิ๊กบอสแล้วว่าสถานะไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความรักของคนสองคนว่าจะรักกันได้นานขนาดไหนแต่กลับเป็นความจริงใจและความใส่ใจของคนสองคนที่มีให้กันต่างหากที่มันจะทำให้ความรักนั้นอยู่คงทนถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่วายุจะใส่ใจและสนใจผมมาตลอดแต่ผมก็ยังคงรู้สึกกลัวอยู่ดี
ติ๋ง!
เสียงเตาอบขนมของผมดังขึ้นหลังจากที่มันทำหน้าที่ของตัวเองสำเร็จผมสวมถุงมือผ้าสำหรับกันความร้อนและหยิบถาดขนมคัพเค้กออกมาจากเตากลิ่นหอมของมันตลบอบอวนไปทั่วห้องจนทำให้คนที่เพิ่งตื่นอย่างพี่เค้กต้องเดินหัวยุ่งออกมาจากห้องนอน
“ตื่นมาทำอะไรแต่เช้านี่เพิ่งจะหกโมงเอง” พี่เค้กยืนเกาหัวแกรกๆตายังสะลึมสะลืออยู่เลย
“ทำคัพเค้กหน่ะครับ...ทำเผื่อพี่ด้วยจะกินเลยไหมครับ”
“เอาดิ...หอมจัง..โอ๊ะร้อน” ผมหัวเราะใส่คนตรงหน้าที่หยิบคัพเค้กไปกินจนหน้าเหยเก
“ก็เพิ่งเอาออกมาจากเตาเมื่อกี้มันก็ต้องร้อนสิครับ”
“แล้วส่งมาให้ทำไมหล่ะ”
“ก็ให้เป่าก่อนไง”
“ทำให้ใครอะ...วายุหรอ...สรุปคบกันแล้วดิ”
“ยังไม่ได้คบครับ...ผมแค่ทำให้เฉยๆ”
“ก็คบๆไปดิ...จะรีรออะไร”
“ผมว่ายังไม่ถึงเวลาหน่ะครับ” พี่เค้กทำหน้าแบะปากมองบนให้ผมหลังจากที่ได้รับคำตอบ
“ชักช้าระวังจะมีคนคาบไปกินก่อนนะ”
“พี่วาตัวใหญ่จะตายคงคาบไม่ไหวหรอกครับ”
“พี่เตือนแล้วนะ”
ผมไม่ได้สนใจคำพูดของพี่ชายผมหรอกครับเพราะผมรู้ว่าถึงจะมีคนมาชอบพี่วายุสักกี่คนพี่เขาก็ไม่เคยสนใจใครไม่ใช่ว่าผมมั่นใจในตัวเองนะครับว่าเขาชอบผมคนเดียวแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมามันเป็นแบบนั้นจริงๆถ้าเทียบกับบิ๊กบอสในตอนนั้นที่เราเป็นเพื่อนสนิทกันบิ๊กบอสก็ยังมีคนคุยกับคนอื่นอยู่บ้าง

พี่เค้กเลือกจอดรถที่ตึกคณะสถาปัตย์ผมตั้งใจจะเอาคัพเค้กให้พี่วายุจึงมาลงรถที่นี่พี่ชายผมแยกตัวไปที่ห้องเรียนเลยผมจึงเดินมาหาพี่วายุที่โรงอาหารซึ่งตอนนี้ผมก็ถึงแล้วแต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปหาคนที่นั่งหันหลังอยู่ ผมก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นพี่เอิร์นพี่รหัสของผมยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับกล่องช็อกโกแลตสี่เข้มในแบบที่พี่วายุชอบผมจึงแอบมองอยู่ที่หลังเสา
“พี่วายุคะเอิร์น...เอ่อ...เอิร์น” เสียงถูกชะงักด้วยความตื่นเต้น
“เอิร์นชอบพี่มานานแล้วค่ะชอบตั้งแต่เอิร์นอยู่ปีหนึ่งแต่เอิร์นไม่กล้าบอก”เธอถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความโล่งอก
ครับพี่เอิร์นเคยบอกว่าชอบพี่วายุมากและผมเองที่บอกให้เธอไปสารภาพตรงๆกับเขาแต่ผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นตอนนี้เพราะตอนนั้นที่ผมบอกมันก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว
“.............” พี่วายุยังคงนั่งเงียบ
“ถ้าพี่ไม่ได้รังเกียจเอิร์นโปรดรับช็อกโกแลตของเอิร์นด้วยนะคะ” เธอยืนกล่องช็อกโกแลตให้ผู้ชายหน้าหล่อเข้มที่นั่งอยู่พร้อมกับหลับตาปี๋เพราะความตื่นเต้นพี่เอิร์นคงจะตื่นเต้นมากแน่ๆ ซึ่งผมเองก็เช่นกันถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงอยากให้พี่วายุรับของนั้นมาซึ่งมันก็จะทำให้พี่เอิร์นดีใจมากแน่ๆแต่ถ้าเป็นตอนนี้ผมคงไม่อยากให้พี่วายุรับกล้องๆนั้นและผมก็คิดว่าพี่วายุจะไม่รับมันมาแน่
“ครับ...ขอบคุณครับ” มือหนายื่นไปรับของช็อกโกแลตกล่องนั้นไว้ เฮ้ยผิดคาดทำไมพี่วาถึง...ผมที่ยืนแอบมองอยู่ถึงขั้นทำตัวไม่ถูกมือไม้ลืมชาในใจรู้สึกสับสนผมจึงไม่ได้มองเหตุการณ์ตรงนั้นต่อได้แต่วางคัพเค้กที่เตรียมมาไว้บนโต๊ะใกล้ๆแล้ววิ่งออกมาจากตรงนั้นเพราะผมคิดว่าพี่วายุคงไม่ต้องการมันอีกแล้ว
ผมหยุดนั่งลงอยู่ที่ม้าหินอ่อนแถวคณะบริหารนั่งคิดถึงเรื่องราวเมื่อสักครู่อยู่สักพักจนกระทั่งมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นปรากฏเบอร์ที่ผมไม่คุ้นขึ้นผมจึงตัดสายทิ้งแต่ดูเหมือนว่าปลายสายจะต้องการคุยกับผมจริงๆเพราะเขาโทรมาอีกรอบทีนี้โทรจึงกดรับ
“แคลร์...แคลร์ใช่ไหม” และเสียงที่ผมคิดว่าผมจะไม่ได้ยินอีกแล้วในชาตินี้ก็ดังขึ้นครับผมจำเสียงนี้ได้ดีว่าเป็นใครถึงแม้ว่าคนที่โทรมาจะพูดเพียงประโยคสั้นๆก็ตาม
“บอสหรอ...ทะ...ทำไมถึง”
“ถึงรู้เบอร์นี้นะหรอ...เมื่อวานก่อนเราเจอปาล์มมาหน่ะแคลร์ใจร้ายมากเลยนะตัดขาดเราทุกอย่างเลยรู้มั้ยว่าเราคิดถึง” ทำอะไรไม่ถูกเลยครับไม่รู้ว่าจะต้องพูดยังไงใช้สรรพนามในการเรียกยังไงดีเพราะเราไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นปีแล้ว
“.............”
“ เราคิดถึงแคร์มากเลยนะแคลร์รู้ไหมว่าเราเลิกกับน้ำอิงแล้วนะเราอยากเราอยากคุยกับแคลร์แต่ติดต่อไม่ได้เลย”
“ทำไมถึงเลิกกันหล่ะ” ผมเพิ่งอึ้งกับคำพูดของบิ๊กบอสเลิกกันแล้วทำไมต้องมาบอกด้วยผมไม่ได้อยากรู้สักหน่อย
“น้องมีแฟนใหม่แล้วเราเสียใจมากตอนนั้น...แล้วก็นึกถึงแคร์อยากเจอมากๆ”
“แล้วทำไมไม่มาหาหล่ะ” ผมพูดน้ำเสียงเรียบเพราะตัวผมก็ไม่ได้จะหายากอะไรขนาดนั้นซึ่งบิ๊กบอสเองก็รู้จักคอนโดผม
“เราอยากไปนะแต่เราต้องช่วยงานที่บ้าน...เราได้เบอร์แคร์มาโคตรดีใจเลย” ผมว่าบิ๊กบอสไม่พยายามจะหามากกว่าเพราะระยะเวลาตั้งหนึ่งปีจะไม่มีวันว่างเลยก็ดูจะแปลกไปนะครับ
“เราต้องเข้าเรียนแล้ว” ผมรีบตัดบทเพราะยังงงกับเหตุการณ์อยู่และนี่ก็ได้เวลาเรียนแล้วจริงๆ
“หวังว่าเราโทรไปอีกจะติดต่อแคร์ได้นะ”
“ได้สิ” ผมว่าผมไม่จำเป็นต้องหนีอะไรอีกแล้วแหละครับเพราะตอนนี้ผมสามารถใช้สมองได้มากกว่าหัวใจแล้วผมเคยนึกนะครับว่าถ้าบิ๊กบอสโทรมาผมจะรู้สึกดีใจมากเพราะเขาพยายามหาเบอร์ผมจนเจอแต่ตอนนี้ผมกลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้นผมรู้สึกงงและสับสนมากกว่า
วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบปีที่ผมเรียนแบบไม่ได้ตั้งใจเข้าเรียนไปอย่างนั้นเพราะผมไม่มีสมาธิมากพอวันนี้ผมมีเรื่องให้คิดตั้งสองเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกันทั้งเรื่องพี่วายุและเรื่องของบิ๊กบอสตอนนี้ผมต้องการที่ปรึกษาโดยด่วนและคงจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช้เพื่อนที่รู้ใจผมอย่างไอ้ฟาร์ม
[“มึงอยู่ไหนวะ”
[อยู่คณะมีอะไรวะ”
[“มาหากูหน่อยกูมีเรื่องจะปรึกษา”
[“เรื่องอะไรวะ”
[“เออมารับกูแล้วไปหาที่เงียบๆคุยกัน”

“ผมเอานมปั่นกับชาเขียวปั่นครับ” ผมสั่งน้ำภายในร้านกาแฟร้านหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นร้านที่เงียบจริงๆแบบที่ผมต้องการ
“มึง...กูรู้แล้วว่าทำไมร้านแม่งเงียบ” ฟาร์มกระซิบกับผมในขณะที่ดูชาเขียวปั่นไปแล้วนิดนึงซึ่งผมคิดว่ามันคงไม่ต่างอะไรกับนมปั่นของผมสักเท่าไหร่นัก
“เออสูตรหวานน้อยก็อย่างนี้แหละมั้งมึง”
“กูว่าไม่หวานเลยมากกว่า” ผมกับฟาร์มหัวเราะเบาๆพอแค่ได้ยินกันสองคน แต่เป้าประสงค์ในการมานั่งที่นี่ไม่ใช่รสชาติน้ำปั่นแต่ผมอยากปรึกษากับเพื่อนสนิทของผมต่างหาก
“มึงมีอะไรจะเล่าก็เล่ามาให้เวลาสองชั่วโมงเพราะกูมีนัด” ฟาร์มคงจะนัดกับพี่เขื่อนสินะตั้งแต่สองคนนี้คบกันก็ดูจะหวานกันมากแถมวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์อีกผมละอิจฉาจริงๆ
“คือวันนี้กูตั้งใจทำคัพเค้กให้พี่วายุแต่กูดันไปเจอพี่รหัสกูที่เคยเล่าให้ฟังว่าชอบพี่เขาอยู่แล้วพี่เขาก็รับช็อกโกแลตของพี่เอิร์นไปกูเลยถอยออกมาว่ะ”
“แล้วมึงจะถอยทำเพื่อ?...พี่เขาชอบมึงมึงก็รู้”
“เออก็รู้ไงแต่ตอนนั้นกูเป็นคนบอกให้พี่เอิร์นสารภาพรักกับพี่วายุ...แต่กูดันไปชอบพี่เค้าเองซะงั้น”
“กูว่ามึงก็บอกพี่เขามาเป็นปีแล้วป่าววะใครจะไปคิดว่าเขายังจะชอบอยู่แล้วตอนนั้นมึงก็ยังไม่ได้ชอบพี่วายุด้วยกูว่ามึงไม่ต้องคิดมากหรอก”
“แต่พี่วายุรับของพี่เอิร์นมา” ผมพูดอย่างนี้กังวล
“เขารับตามมารยาทหรือเปล่ามึง” ผมส่ายหน้า
“ไม่รู้ว่ะปกติพี่เขาไม่รับของใคร”
“แต่เขาก็เคยรับคุกกี้จากมึง”
“ก็.....” ผมไม่กล้าพูดว่าผมเป็นคนเดียวที่พี่วายุรับของเพราะตอนนี้ผมก็เริ่มไม่แน่ใจ
“ว่าแต่มึงกลุ้มใจเรื่องนี้หรอปกติมึงเป็นคนตรงๆนี่หว่ากูว่าก็ถามไปตรงๆเลยมึงกลัวไรวะ” ใช่ครับปกติผมไม่เคยกลัวอะไรเลยและชอบความชัดเจนมากที่สุดอย่างเช่นตอนที่ผมเป็นแฟนกับบิ๊กบอสผมก็เป็นฝ่ายพูดก่อนและตอนที่ผมเลิกกับบิ๊กบอสผมก็เป็นฝ่ายพูดก่อนเช่นกันแต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าการพูดตรงๆมันจะดีจริงหรือเปล่าผมกลัวว่าจะเจ็บอีกเพราะผมเคยมีบทเรียนแบบนั้น
“กลัวเจ็บว่ะ” ผมพูดเสียงแผ่ว
“มึงไม่ต้องกลัวนะเว้ยถึงแม้รองเท้าคู่ใหม่ของมึงกัดอีกกูบอกแล้วไงว่ากูจะคอยทายาให้”
“........”
“เรื่องนี้ถึงกับต้องลากกูมาถึงที่นี่เลยเหรอวะ”
“ป่าวมีอีกเรื่อง...บิ๊กบอสโทรมาวะ...บอกว่าเลิกกันน้องน้ำอิงแล้วด้วย”
“แล้วไงวะมันจะกลับมาหามึงหรอ”
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะแต่คงไม่หรอก”
“มึงเลยสับสนว่าจะเอายังไงใช่ไหมระหว่างรักเก่าที่กำลังจะกลับมากับรักใหม่ที่ยังไม่ชัดเจน”
“มึงก็พูดซะอย่างกับชื่อนิยาย”
“กูพูดถูกใช่มั้ยล่ะ”
“เออกูสับสนว่ะ”
“เรื่องนี้มึงไม่ต้องใช้สมองคิดเว้ยแต่มึงต้องใช้ใจคิดมึงถึงจะได้คำตอบซึ่งกูเองก็คงตอบให้มึงไม่ได้ด้วย”
“........”
“ไม่ว่ามึงจะเลือกอะไรกูก็จะอยู่ข้างมึงเสมอ”
“มึงเลิกกับพี่เขื่อนแล้วมาคบกับกูแทนได้ไหมวะ”
“เชี่ย..อย่าพูดอีกนะขนลุกเลยสัส” ฟาร์มทำท่าทางลูบแขนตัวเองไปมาทำให้ผมอดขำไม่ได้
ตืดดดดดด
บทสนทนาถูกขัดจังหวะขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์ของผม
“ที่วาโทรมาว่ะ” ผมชูหน้าจอให้คนที่นั่งตรงข้ามดูสายที่โทรเข้ามา
[“ครับ” ผมพูดเสียงเรียบ
[“แคลร์อยู่ไหนครับพี่มารับที่คณะไม่เจอเลยถามเพื่อนเพื่อนบอกว่าแคลร์ออกมาแล้ว” จริงสิผมลืมสนิทเลยว่าพี่วายุให้รอกลับพร้อมกัน
[“เอ่อ...คือ”
[“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
[“ป่าวครับคือผม” เอาไงดีหล่ะครับบอกว่าอยู่ที่ไหนดีผมหันไปมองคนที่นั่งตรงข้ามให้ช่วยคิดสักพักคนหุ่นหมีก็หยิบโทรศัพท์จากมือผมไป
[“พี่วายุครับพอดีผมมีนัดคุยงานเดินแบบกระทันหันหน่ะครับผมเลยให้ไอ้แคลร์มาเป็นเพื่อนตอนนี้เรียบร้อยแล้วเดี๋ยวผมไปส่งมันที่คอนโดเองครับ” ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายบอกอะไรได้ยินแค่เสียงของฟาร์มอยู่ฝ่ายเดียว
[“ร้านเมอร์แรง...แถวมหาลัยนี่แหละครับ”
[“ครับพี่”
“พี่วายุบอกว่จะมารับมึงที่นี่” ร์มหันมาพูดกับผมหลังจากที่กดวางสายและยื่นโทรสัพท์ส่งคืนมาให้ผม
“กูยังไม่อยากเจอเขาตอนนี้...มึงให้เขามาทำไม”
“พี่เขาดูเป็นห่วงมึงนะ...คุยๆกันไปจะได้จบๆ”
ผมนั่งอยู่ที่ร้านกับฟาร์มสักพักพี่วายุก็มาถึงเราแยกย้ายกันกลับซึ่งฟาร์มเองก็ต้องไปรับพี่เขื่อน เหมือนกันผมขึ้นไปนั่งบนรถคันหรูที่คุ้นเคยโดยที่ไม่ได้พูดอะไรซึ่งพี่วายุเองก็เช่นกัน
“นี่ไม่ใช่ทางกลับคอนโดมีครับ” ผมทวงขึ้นทันทีเมื่อรถที่นั่งอยู่ออกนอกเส้นทา
“.............” พี่วายุทำหน้านิ่งไม่ตอบอะไรผมซึ่งผมก็งงนะครับแทนที่ผมจะเป็นฝ่ายงอนที่พี่เขารับช็อกโกแลตของพี่เอิร์นแต่ตอนนี้กับกลายเป็นพี่เขาที่งอนอะไรผมผมก็ยังไม่รู้ผมจึงปล่อยให้พี่วายุขับรถไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะผมรู้ว่าที่ที่จะไปยังไงก็ต้องปลอดภัยสำหรับผมอยู่แล้ว
รถคันหรูหยุดจอดบนสะพานแห่งหนึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำขนาดกว้างและอยู่ทีวายุก็เดินลงจากรถไปผมจึงลงตามไปด้วยทำให้ผมเห็นวิวแม่น้ำที่สวยงามโดยเฉพาะเวลานี้เวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแสงสีส้มที่ดูดกลืนสีของท้องฟ้าทำให้แม่น้ำกลายเป็นสีส้มไปด้วยมันทำให้ผมหยุดคิดเรื่องต่างๆไปชั่วขณะ
“เรามาที่นี่ทำไมหรอครับ” ผมเอ่ยถามในขณะที่เรายืนอยู่ริมสะพานสายตาของผมยังคงมองวิวแม่น้ำด้านหน้าอยู่
“สวยไหมครับ” พี่วายุพูดโดยไม่หันมามองผมสายตายังคงมองไปทางด้านหน้าอยู่
“สวยครับ”
“ถ้าพี่จะขอเราเป็นแฟนที่นี่เราจะตอบตกลงไหมครับ” พี่วายุพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแล้วหันมาทางผมทำให้ผมรู้สึกตกใจกับคำพูดของพี่เขาเมื่อสักครู่จากตอนแรกทั่วใจของผมกำลังสงบกับวิวที่ได้เห็นตอนนี้กลับเต้นแรงขึ้นมาซัอย่างงั้น
“.............” ผมก้มหน้าลงเพราะไม่กล้าสบตาด้วยความเขินนี่พี่เค้าเล่นขอผมเป็นแฟนดื้อๆแบบนี้เลยหรอเนี่ยแล้วจะให้ผมตอบนังไงดีหละครับความสับสนเกิดขึ้นในใจมากมายทุกอย่างดูรวดเร็วไปหมดวันนี้มันวันอะไรกันนะ @.@

 :mew1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #18 เมื่อ10-08-2020 00:30:58 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #19 เมื่อ10-08-2020 08:31:24 »

ตอนที่15 “ไม่เคยลืม”



**YAYU
   “เอิร์นชอบพี่วายุมานานแล้วค่ะ...ชอบตั้งแต่เอิร์นอยู่ปีหนึ่งแต่เอิร์นไม่กล้าบอก” ในขณะที่ผมนั่งกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารก็มีผู้หญิงตัวเล็กหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับกล่องช๊อกโกแล๊ตและพูดด้วยท่าท้างเก้ๆกังๆน้ำเสียงสั่นซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจอเหตุการณ์แบบนี้ผมจึงรอดูว่าเธอจะพูดอะไรต่อ
“ถ้าพี่ไม่ได้รังเกลียดเอิร์นโปรดรับช๊อกโกแล๊ตของเอิร์นด้วยนะคะ” เธอยื่นกล่องๆนั้นมาให้ผมทั้งที่มือของเธอจับกล่องช๊อกโกแล๊ตจนแน่น คงจะตื่นเต้นสินะ
“ครับ...ขอบคุณครับ” ผมจึงหยิบกล่องนั้นมาเพื่อแสดงเจตนาว่าผมไม่ได้รังเกลียดเธอซึ่งผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอคือพี่รหัสของเอแคลร์  เธอยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่ผมรับของนั้นมา
“อ่ะ...พวกมึงกินสิน้องเขาอุตส่าซื้อมาวันนี้กูได้มาเยอะแล้ว” ผมวางกล่องช๊อกโกแล๊ตลงที่กลางโต๊ะที่มีเพื่อนของผมนั่งกันอยู่เอิร์นหุบยิ้มทันทีและแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“ทำไม...เอิร์นตั้งใจให้พี่นะคะทำไมพี่ถึงเอาของที่เอิร์นให้ให้คนอื่นละคะ”
“ก็น้องบอกว่าถ้าไม่รังเกลียดให้พี่รับของซึ่งพี่ไม่ได้รังเกลียดอะไรเรานี่ก็เลยรับ...ส่วนพี่จะให้ใครมันก็สิทธิ์ของพี่นะครับ”  ผมไม่ได้ใจร้ายนะครับผมแค่ไม่อยากให้ความหวังใครเพราะผมมีคนที่ผมชอบอยู่แล้ว
“..............” เธอทำหน้าโกรธผมสุดๆ
“ถ้าน้องจะรับคืนก็ได้นะครับ” ผมจึงหยิบกล่องที่เพิ่งได้มาส่งคืนให้เจ้าของ แต่เธอกลับปัดกล่องนั้นและเดินออกไปทันที

หลังจากที่เหตุการณ์เมื่อสักครู่จบลงผมและเพื่อนๆจึงไปเรียนคาบบ่ายต่อระหว่างทางสายตาของผมก็ดันไปสะดุดกับกล่องขนมกล่องหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะตรงเสาผมจึงหยิบมาดูว่าเป็นของใครที่กล่องมีการ์ดเล็กๆแปะอยู่เขียนว่าแทนคำขอบคุณลงชื่อไว้ว่าเอแคลร์ซึ่งผมคิดว่าขนมกล่องนี้จะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากผมผมจึงหยิบขนมในกล่องขึ้นมาหนึ่งชิ้นและกัดเข้าปากทันทีซึ่งรสชาติไม่ผิดเพี้ยนไปจากที่น้องเคยทำให้ผมกินอยู่บ่อยๆจนผมจำรสชาติได้ไม่สิผมจำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับน้องได้ดีเลยต่างหาก
“วามึงทำอะไรวะขนมใครก็ไม่รู้” เพื่อนผมคนหนึ่งทักขึ้น
“ของกู” ครับนี่มันขนมของผมขนมที่เอแคลร์ทำมาให้แต่ทำไมมาวางอยู่ตรงนี้นะหรือว่าน้องมาเห็นตอนที่เอิร์นให้ช็อกโกแลตผม
“ของมึงหรอทำไมมาอยู่ตรงนี้วะ”
“กูว่ากูมีเรื่องต้องเคลียร์ว่ะ” ผมทำท่าจะไปหาน้องแต่ก็ถูกขัดขึ้นมาซะก่อน
“วิชานี้มึงขาดไม่ได้แล้วนะเว้ยมึงขาดมาหลายครั้งแล้ว” จริงสิ เฮ้อ~ ป่านนี้เอแคลร์เข้าใจผิดหมดแล้วมั้งครับเนี่ยผมจึงจำใจต้องขึ้นไปเรียนเพราะยังไงเย็นนี้ผมก็ต้องไปรับน้องที่คณะอยู่แล้ว
หลังจากเลิกเรียนผมก็มุ่งไปที่ตึกคณะบริหารทันทีปกติเอแคลร์จะมานั่งรอผมที่โรงอาหารใต้ถุนตึกแต่ผมมองหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
“น้องเห็นเอแคลร์ไหมครับ” ผมถามผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผมเคยเห็นเขานั่งอยู่กับเอแคลร์บ่อยๆ
“เห็นมีคนมารับออกไปตั้งนานแล้วนะครับ”
“ขอบคุณครับ” ผมจึงกดโทรหาน้องทันทีผมรอสายอยู่สักพักกว่าปลายสายจะรับโทรศัพท์
[“แคลร์อยู่ไหนครับพี่มารับที่คณะไม่เจอเพื่อนแคลร์ก็บอกว่าแคลร์ออกไปแล้ว” ปลายสายพูดอ่ำอึ้งสักพักฟาร์มเพื่อนสนิทของเอแคลร์ก็หยิบโทรศัพท์มาคุยแทนจนผมรู้ว่าทั้งคู่อยู่ที่ร้านกาแฟซึ่งผมเดาว่าฟาร์มโกหกเรื่องแคสงานคงจะไปหาที่คุยกันมากกว่าผมจึงรีบขับรถไปรับน้องทันทีตอนแรกผมตั้งใจจะพาเอแคลร์ไปหาอะไรอร่อยๆกินที่ร้านอาหารโรแมนติกๆสักร้านแล้วขอเป็นแฟนแต่ว่าผมคงรอให้ถึงตอนนั้นไม่ไหวแล้วเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมว่าน้องคงไม่มีกระจิดกระใจไปกินข้าวกับผมแน่แค่ฟังเสียงการรับโทรศัพท์ก็พอจะเดาออก
เมื่อผมถึงร้านก็พบว่าเอแคลร์เดินออกมารออยู่ก่อนแล้วคนตัวเล็กกว่าทำหน้านิ่งไม่ยอมพูดอะไรกับผมผมจึงไม่พูดอะไรกับน้องเช่นกันเพราะถ้าเรื่องที่น้องงอนผมเป็นเรื่องจริงนั่นก็หมายความว่าน้องมีใจให้ผม
ตอนนี้ผมยืนอยู่บนสะพานกับเอแคลร์เพียงสองคนที่ผมพาน้องมาที่นี่เพราะผมเคยขับรถผ่านแล้วเห็นว่าวิวที่นี่เวลาประมาณนี้มันสวยมากมองแล้วรู้สึกสงบผมอยากให้เอแคร์รู้สึกผ่อนคลาย
“ถ้าพี่ขอเราเป็นแฟนที่นี่เราจะตอบตกลงกับพี่ไหมครับ” ผมเอ่ยถามน้องไปด้วยประโยคเรียบๆแต่ดูเหมือนว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆจะตกใจไม่ใช่น้อย
“เอ่อ...คือผม”
“ครับ?” เอาเข้าจริงผมก็เขินนะครับเพราะผมไม่เคยขอใครเป็นแฟนมาก่อนเลยไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มยังไงหรือตรงไหนได้แต่พูดออกไปตรงๆจากความรู้สึกข้างในใจ
“ผมขอเวลาได้ไหมครับไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบพี่นะครับแต่ผมยังไม่แน่ใจความรู้สึกของตัวเอง”
“วิวที่นี่คงไม่ผ่านสินะ” นี่ผมโดนปฏิเสธทางอ้อมหรือป่าวนะ
“.............” คนตัวเล็กข้างๆทำหน้ารู้สึกผิด
“อย่านานมากไปนะครับ...ถ้าให้คำตอบพี่ตอนพี่อายุหกสิบปีพี่คงอยู่กับเราได้ไม่นานแล้วนะ” ผมจึงหาคำพูดที่จะไม่ทำให้น้องลำบากใจเวรกรรมของผมหรือเปล่านะเพิ่งปฏิเสธคนอื่นมาตอนนี้เลยโดนปฏิเสธเองซะงั้น
“ไม่นานขนาดนั้นหรอกครับ”
“.............” ผมจึงส่งยิ้มบางๆให้น้อง
“แต่วิวที่นี่สวยดีนะครับวันหลังพาผมมาอีกนะ”
“ได้สิ”
ผมรอน้องมาตลอดถ้าจะต้องรออีกนิดหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอกครับ


-ห้าปีก่อน-


“วายุนั่งรอแม่อยู่ในรถนะลูกเดี๋ยวแม่เดินข้ามไปซื้อของฝั่งโน้นแป๊บนึง” ผมพยักหน้าและกลับมาอ่านหนังสือต่อปกติแม่จะชอบมาซื้อของร้านนี้เป็นประจำมันเป็นร้านดอกไม้สดที่ติดกับถนนแต่วันนี้พื้นที่จอดรถทางฝั่งร้านถูกรถจอดเต็มไปหมดแล้วคุณแม่จึงให้คนขับรถมาจอดอีกฟากหนึ่งของถนนแทนซึ่งตอนนี้รถบนถนนเยอะมากผมรอแม่อยู่นานจึงหันไปมองกระจกด้านข้างก็พบว่าแม่ยืนอยู่อีกฝั่งของถนนแล้วแต่เหมือนเธอจะไม่ได้สนใจทางเดินเลยแม้แต่น้อยเพราะเธอกำลังสนใจดอกไม้ที่เพิ่งซื้อมาอยู่ จนรถยนต์คันหนึ่งที่ขับหลบรถอีกคันพุ่งเข้าไปตรงที่แม่ผมยืนอยู่ตอนนั้นผมตกใจมากได้แต่เปิดกระจกแล้วตะโกนบอกแม่แต่เธอก็ไม่ได้ยินโชคดีที่มีเด็กผู้ชายตัวอ้วนคนหนึ่งเดินอยู่ตรงนั้นและเขาก็ช่วยดึงแม่ของผมเข้าไปจนพ้นรัศมีของรถคันดังกล่าวจนแม่และเด็กชายคนนั้นล้มลงไปตามๆกันวินาทีนั้นผมรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกคุณลุงคนขับรถจึงเดินข้ามไปดูแม่โดยให้ผมรออยู่ในรถ
ลุงลองคนขับรถพาคุณแม่ผมข้ามถนนมาที่รถทันทีโดยที่เด็กคนนั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรเช่นกันเพราะเขาลุกขึ้นได้ตามปกติและดูเหมือนว่าเขากำลังจะรีบไปไหนสักที่เพราะหลังจากที่ช่วยแม่ผมแล้วเขาก็รีบลุกและวิ่งไปทันทีโดยที่แม่ผมยังไม่ได้พูดคุยด้วยเลยสักคำ
หลังจากที่เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไปคุณแม่บอกผมเสมอว่าถ้ามีโอกาสอยากจะตอบแทนเด็กคนนั้นซึ่งผมก็เห็นด้วยกับท่าน ผมมักจะให้ลุงลองจอดรถที่หน้าร้านดอกไม้เกือบทุกครั้งหลังจากเลิกเรียนเพื่อมารอขอบใจเด็กคนนั้นที่ช่วยคุณแม่ของผม
“นี่เรามารอหนึ่งอาทิตย์แล้วนะครับคุณหนูผมว่าเขาไม่มาแล้วแหละครับ” ลุงลองหันมาพูดกับผมที่นั่งอยู่เบาะด้านหลัง
“น่าเสียดายจังเลยนะครับ” แม่มักจะสอนผมเสมอให้รู้จักขอบคุณกับคนที่ช่วยเหลือเราแต่ผมก็ไม่รู้จะไปหาเด็กคนนั้นที่ไหนแล้วล่ะครับ


**งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์

“คนเยอะมากเลยว่ะมึง” ซันเดย์เพื่อนสนิทผมเอ่ยขึ้นซึ่งตอนนี้เราอยู่ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งคนก็เยอะมากจริงๆครับเพราะวันนี้เป็นวันมอบรางวัลกับผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดและชนะเลิศจากหลายโรงเรียนซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือทีมของผม
“เออ…ก็เป็นแบบนี้ทุกปีป่าววะ” จริงๆปีนี้เป็นปีที่สามแล้วครับพี่ผมได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมของที่นี่ผมจึงไม่ค่อยตื่นเต้นสักเท่าไหร่           
“เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำก่อนนะพวกมึงเอาอะไรหรือเปล่า”
“กูเอาน้ำเปล่า”
“กูด้วย”
“โอเค” เมื่อผมรับออเดอร์จากเพื่อนเสร็จผมก็เดินตรงไปยังร้านขายน้ำทันทีซึ่งอยู่ไม่ไกลจากซุ้มของพวกเราเพียงเดินข้ามถนนเล็กๆนี้ไปก็ถึง
“เฮ้ย...คุณระวัง” ผมตกใจมากทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผมรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองนอนทับร่างใครบางคนอยู่
“ขะ...ขอโทษครับ” ผมยันตัวเองลุกขึ้นมาและกล่าวขอโทษทันทีว่าแต่เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นกันนะ
“เมื่อกี้อะไรหรอครับ” ผมเอ่ยถามดูเหมือนว่าคนที่ผมนอนทับอยู่เมื่อสักครู่กำลังปัดตัวอยู่เพราะมีเศษหญ้าและดินติดตามตัวอยู่เต็มไปหมดเขาเงยหน้ามามองผมแบบนิ่งๆซึ่งผมเองก็มองเขาเช่นกันทำไมรู้สึกคุณหน้าจังนะ
“เมื่อกี้มีมอเตอร์ไซค์ขับมานะครับแล้วขับมาชิดขอบถนนมากอีกนิดเดียวก็จะชนคุณแล้วครับคุณมองไม่เห็นหรอ” นี่เขาช่วยผมไว้หรอเอเดี๋ยวนะผมจำได้แล้วเด็กอ้วนที่เคยช่วยแม่ผมไว้เมื่อเดือนก่อนนี่นาผมจำได้ไม่เคยลืมรูปร่างหน้าตาแบบนี้ถึงแม้ตอนนั้นผมจะเห็นในระยะไกลแต่ผมมั่นใจว่าผมจำคนไม่ผิดแน่
“ขอบใจนะที่ช่วยแล้วคุณชะ...”
“ผมไปก่อนนะครับเพื่อนๆรออยู่” ผมยังไม่ทันจะถามชื่อเขาก็ลุกและรีบวิ่งไปเฉยแต่ผมคิดว่าน่าจะหาไม่ยากหรอกนะครับเพราะยังไงเขาก็ต้องอยู่ในงานนี้ไม่ซุ้มใดก็ซุ้มหนึ่งซึ่งถ้าผมเดินไปหาตามซุ้มสิ่งประดิษฐ์จากโรงเรียนต่างๆก็คงจะเจอ
ตอนนี้ทางมหาวิทยาลัยเริ่มที่จะเรียกโรงเรียนต่างๆขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีซึ่งตอนนี้ผมก็เดินไปมาหลายซุ้มแล้วแต่ก็ไม่มีวี่แววของคนๆนั้นเลยจนกระทั่ง
“ขอเชิญกลุ่มประดิษฐ์เครื่องปลอกเปลือกผลไม้อัตโนมัติจากโรงเรียนเยอร์เซฟ พร้อมตัวแทนสองคนขึ้นมารับรางวัลบนเวทีเลยค่ะ” เมื่อผมได้ยินชื่อโรงเรียนผมจึงหันไปมองบนเวทีทันทีเพราะผมจำได้ว่าเด็กคนนั้นใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียนนี้
“กลุ่มนี้ไหนลองบอกหน่อยสิคะว่ามีเคล็ดลับอะไรถึงชนะการประกวดครั้งนี้ค่ะ” นั่นไงเด็กคนนั้นจริงๆด้วย
ผมคิดไว้ว่าหลังจากที่น้องคนนั้นผมขอเรียกว่าน้องแล้วกันนะครับเพราะเขาอายุน้อยกว่าผมลงจากเวทีผมจะเข้าไปหาแต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเพราะทุกคนต่างก็ชุลมุลวุ่นวายมากส่วนผมก็โดนเพื่อนลากกลับไปที่ซุ้มสรุปผมก็ชวดติดตามเคย


“คุณหนูครับเรามาหน้าโรงเรียนนี้กันหนึ่งอาทิตย์แล้วนะครับไม่เห็นมีเด็กคนนั้นเลยครับ” หลังจากวันนั้นผมก็มาจอดรถหน้าโรงเรียนที่ของน้องคนนั้นทุกวันแต่ก็ไม่มีวี่แววเลย
“กลับก็ได้ครับ” หลังจากที่จอดดูอยู่สักพักแล้วก็ไม่มีวี่แววอะไรเลยผมจึงเริ่มถอดใจอีกครั้งและนี่ก็ใกล้จะปิดเทอมแล้วผมคงไม่ได้มาที่นี่อีกเพราะต้องกลับไปติ๋วหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบหวังว่าวันนึงเราจะได้พบกันอีกการที่เราจะตอบแทนใครสักคนนี่ทำไมมันอยากจังนะ


“เฮ้อ...เพิ่งเปิดเทอมแท้ๆทำไมงานเยอะจังวะ” เสียงของเพื่อนสนิทผมบ่นงึมงำหลังจากที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานกลุ่ม  ซึ่งตอนนี้พวกเราขึ้นปีสองกันแล้วผมเองก็หงุดหงิดไม่แพ้มัน
“เค้ก...นี่น้องมึงไม่ว่าอะไรหรอที่พวกกูมาทำงานที่นี้อะ” เขื่อนเพื่อนสนิทของผมอีกคนเอ่ยถามเจ้าของห้องอย่างเสียงเบา
“มันไปบ้านเพื่อนอะ...ดึกๆถึงจะกลับ”
“มาทีไรน้องมึงนี่ไม่ค่อยอยู่ห้องตลอดเลย” ก็จริงครับเอแคลร์น้องชายของเค้กมักจะไม่ค่อยอยู่เวลาพวกผมรวมตัวกันที่นี่อันที่จริงผมเพิ่งย้ายมาอยู่คอนโดนี้ได้สามเดือนผมก็ไม่ค่อยเจอเอแคลร์สักเท่าไหร่
“มันลำคาญพวกมึงมั้ง”
“อย่าลงพวกดิวะ...ไอ้เขื่อนคนเดียวเลยชอบแซวน้องมัน” ซันเดย์ว่า
“ก็น้องมันน่าแกล้งนี่หว่า” ทุกครั้งที่เขื่อนเจอเอแคลร์มันมักจะแซวน้องจนเขินหรือว่ารำคาญอันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ
“เค้กห้องมึงมีใบมีดคัตเตอร์ไหมวะ...เชี่ยเขื่อนหักเล่นหมดแล้ว”
“มันไม่คมเหอะกูไม่ได้หักเล่น” คนตัวเตี้ยกว่าเถียงผมใหญ่
“มี...อยู่ในห้องเอแคลร์อะมึงเข้าไปได้เลยมือกูเปื้อน” เค้กพูดพร้อมกับชูมือสองข้างที่เปื้อนสีอยู่  ซึ่งตอนนี้พวกเรากำลังทำโมเดลตัวอย่างบ้านส่งอาจารย์กันอยู่
“จะดีหรอวะ...เข้าห้องคนอื่นเจ้าของห้องไม่อยู่ด้วย”
“เออเข้าไปเหอะ...มันไม่ว่าอะไรหรอกอย่าทำของมันพังก็พอ” ผมพยักหน้าและเดินเข้าไปในห้องของเอแคลร์ซึ่งภายในห้องทุกอย่างถูกจัดอย่างเป็นระเบียนเรียบร้อย
“อยู่ตรงไหนวะ” ผมตะโกนออกไปด้านนอกหลังจากที่มองไปรอบห้องแล้วแต่ไม่พบ
“อยู่แถวโต๊ะหนังสือแหละอะไรทับหรือเปล่า” เสียงเค้กตะโกนกลับมาจากด้านนอกผมจึงมุ่งตรงไปที่โต๊ะหนังสือทันทีซึ่งผมก็เจอจริงๆครับเจอทั้งใบมีดคัตเตอร์และรูปของคนคนนึงคนที่ผมพยายามตามหาแต่ก็ไม่พบจนกระทั้งผมถอดใจ
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปถึงสองปีผมก็ยังคงจำใบหน้าและรูปร่างของเขาได้ผมจึงหยิบรูปที่ดูเหมือนว่าจะเป็นรูปที่ถ่ายในงานรับรางวันเมื่องานสัปดาห์วิทยาศาสตร์เมื่อสองปีก่อนออกมาถามเค้กทันที
“เค้กน้องมึงเป็นอะไรกับคนในรูปวะ”
“คนไหนวะ...อ่อคนนั้นอะหรอเป็นเพื่อนสนิทน้องกูเองทำไมวะมึงรู้จักหรอ”
“มึงจำเด็กอ้วนที่กูเล่าให้ฟังได้ปะ...ที่กูเคยตามหาอะ”
“เออ...จำได้...แต่บิ๊กบอสมันไม่ได้อ้วนนะมึง”
“มึงมองคนเดียวกับกูไหมเนี่ย...กูหมายถึงคนนี้” ผมใช้นิ้วจิ่มไปที่รูปเด็กคนนั้นแบบจงใจ
“นี่มึงมองไม่ออกจริงๆหรอวะ” เค้กพูดไปหัวเราะไปจนผมเริ่มขมวดคิ้วและดูเหมือนว่าเพื่อนๆของผมอีกสองคนก็ทำหน้างงเช่นกัน
“อะไรวะมึงจะขำเพื่อ?”
“นั่นหน่ะน้องกูไง..เอแคลร์อะมึงจำไม่ได้หรอ”
“เชี่ย...” เสียงมากกว่าหนึ่งเสียงพูดผสานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“โหว...น้องมึงมาไกลจังวะ” นั่นสิผมเห็นด้วยกับไอ้เขื่อนตอนนี้ผมยังงงอยู่เลย
“เออ...น้องกูจริงๆ...เมื่อสองปีก่อนมันก็อ้วนแบบนั้นแหละตอนนี้มันก็อย่างที่พวกมึงเห็น”
“.......”
“ถึงกับอึ้งเลยหรอมึง...เดี๋ยวนะมึงบอกว่าคนในรูปคือคนที่มึงตามหาก็เท่ากับว่ามึงตามหาน้องกูหรอวะเนี่ย”
“เชี่ย...โลกโคตรกลม”
“เออวะ...แล้วมึงเอาไงต่อวะ”
“ถามจริงน้องมึงนี่ลดความอ้วนอย่างเดียวเลยหรอวะ” ไม่รู้ว่าไอ้เขี่ยนหยิบรูปจากมือผมไปตอนไหนมันเอาแต่จ้องรูปถ่ายและรูปในเฟสของน้องสลับกันเดี๋ยวนะมันไปมีเฟสน้องเขาตอนไหนเนี่ย
“จริงๆก็มีเสริมนิดหน่อยนะ”
“ตรงนี้หรือป่าววะ” เขื่อนจิ่มนิ้วไปที่บริเวณจมูกของน้อง
“เออ...เก่งนะมึง” ไม่เก่งได้ไงหล่ะครับเพราะมันก็ทำ
“แต่กูว่าตอนอ้วนก็น่ารักดีนะ...มึงว่าปะ” เขื่อนหันไปพูดกับซันเดย์ซึ่งตอนนี้มันนั่งวิพากวิจารย์กันใหญ่
“แล้วมึงจะเอายังไงต่อวะ” เค้กหันมาถามผมซึ่งผมเองก็ยังงงอยู่เลยว่าจะเอายังไง
ตั้งแต่ตอนนั้นที่ผมเลิกตามหาน้องผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้เจอกันอีกและผมก็ไม่ได้คิดเลยว่าถ้าเจอแล้วจะต้องทำยังไงถ้าเป็นเมื่อสองปีก่อนผมคงจะขอบคุณที่ช่วยแม่ของผมไว้และพาไปเลี้ยงขนมเพราะตั้งแต่เขาช่วยผมผมก็ยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณเขาเลยสักครั้งมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนติดค้างอะไรบางอย่างแต่ถ้าเป็นตอนนี้ผมคิดว่าผมจะคอยช่วยเหลือน้องช่วยในแบบพี่ชายคนนึงคอยชวยเหลือน้องชายคนนึงเพื่อเป็นการตอบแทน
ผมสั่งห้ามทุกคนไม่ให้พูดเรื่องของผมให้เอแคลร์ฟังเพราะผมไม่อยากให้น้องปฏิเสธการช่วยเหลือจากผมซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้หรอกครับว่าจะช่วยอะไรน้องได้บ้าง
“เค้กถ้ามีอะไรที่กูพอจะช่วน้องมึงได้มึงบอกกูได้เลยนะแต่ขออย่างเดียวอย่าให้น้องมึงรู้ก็พอ” “อะไรของมึงวะ...จริงๆมึงไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ...แคลร์มันคงลืมไปแล้วแหละ”
“แต่กูยังไม่ลืมนี่หว่า”
“เออ...เอาที่มึงสบายใจเลย”
“ขอบใจ”


หลังจากที่ผมรู้ว่าเอแคลร์คือคนๆเดียวกับน้องอ้วนคนนั้นผมก็คอยดูน้องอยู่ห่างๆไม่ได้ทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมอะไรถึงแม้ว่าผมจะมานั่งเล่นที่ห้องของเค้กบ่อยๆก็เถอะ
ในตอนนั้นผมคิดกับเอแคลร์แค่น้องชายจริงๆจนกระทั่งเหตุการณ์เมื่อวันวาเลนไทน์ตอนที่น้องเมาและไม่มีสติจนมาจูบผมในตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนตัวเองล่องลอยไปเหมือนกันทั้งอึ้งและงงกับการกระทำของน้องแต่ในความรูสึกนั้นก็มีบางอย่างซ่อนอยู่ผมเองก็ไม่เคยจูบกับผู้ชายมาก่อนแค่คิดผมก็ขนลุกแล้วแต่พอวันนั้นผมกลับไม่ได้รู้สึกอย่างที่คิดไม่ได้รังเกลียดแต่กลับอยากอยู่อย่างนั้นนานๆมากกว่า
การที่ผมตั้งข้อเสนอทั้งสองข้อนั้นคนอื่นอาจจะมองว่าผมแกล้งน้องแต่จริงๆแล้วผมแค่ต้องการสอนให้น้องรู้จักระวังตัวไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองเมาแล้วไม่มีสติขนาดนั้นอีกอย่างผมอยากให้น้องมีความรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง
ซึ่งข้อเสนอนั้นมีประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายคือน้องได้ฝึกความรับผิดชอบส่วนผมก็ได้กำจัดปัญญาความวุ่นวายออกจากชีวิตเห็นไหมครับวินๆทั้งสองฝ่าย
ในช่วงแรกๆผมก็ไม่ได้มาวุ่นวายอะไรกับชีวิตของเอแคลร์มากแค่ให้ช่วยลงรูปและตั้งสถานะนานๆครั้งจนกระทั้งน้องเข้ามหาวิทยาลัยเราจึงมีโอกาสได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นจนผมเองก็ทันรู้ตัวเลยว่าเริ่มรู้สึกดีกับน้องตั้งแต่ตอนไหนแต่ผมก็ยังคงไม่แสดงออกให้อีกฝ่ายรู้จนกระทั้ง

“ไงน้องๆไปเรี่ยไรกันมาเป็นยังไงบ้าง” เค้กถามน้องปีหนึ่งที่ไปถือกล่องรับบริจาคมาซึ่งพวกเธอกำลังนั่งดื่มน้ำกันอยู่ที่โรงอาหารคณะผม
“ก็ได้เยอะอยู่นะคะพี่เค้ก” น้องผู้หญิงหุ่นอวบใส่แว่นพูดขึ้น
“ใช่ๆ...โดยเฉพาะคณะวิศวะนะบริจาคเยอะมาก”
“จริงหรอ”
“ค่ะ...ต้องพี่คนนั้นเห็นฟาร์มบอกว่าเป็นเดือนคณะด้วยพี่หล่อมากมาบริจาคตั่งสามพันแลกกับไลน์เอแคลร์อะ” ผมจากที่ไม่ได้สนในบทสนทนาตอนแรกถึงกับต้องตั้งใจฟัง
“อะไรนะครับ” ผมถามอีกครั้ง
“ก็ฟาร์มอะให้ไลน์เอแคลร์แลกกับเงินบริจาคสามพันได้โครตเยอะเลยเนาะๆ...อิจฉาเอแคลร์อะได้ไลน์พี่เขาด้วย” น้องคนนั้นพูดต่อ
ผมหันไปมองหน้ากับเค้กเค้กยกไหลขึ้นและยิ้มที่มุมปากซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องหงุดหงิดอะไรขนาดนี้ด้วยนี้ผมพลาดจริงๆที่ให้น้องไปถือกล่องรับบริจาคแบบนั้นผมว่าผมจะต้องเริ่มรุกหนักขึ้นแล้วแหละครับขืนรอช้าหมาได้คาบไปกินแน่ๆ

“เค้กกูว่ากูชอบน้องมึงวะ” ผมพูดขึ้นในขณะที่ผมยืนดูเพื่อนสนิทชงกาแฟให้ลูกค้าอยู่ที่ร้านของมัน
“มึงเพิ่งรู้ตัวหรอ” คนพูดดูไม่ตกใจกับประโยคเมื่อสักครู่เลยสักนิดและกลับกลายเป็นผมที่ตกใจ
“มึงรู้หรอ”
“เออ...ตั้งนานแล้ว”
“ยังไงวะ...ตั้งแต่เมื่อไหร่” นั่นสิตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ตั้งแต่วันวาเลนไทน์ปีก่อนที่เอแคลร์จูบมึง” มันรู้จริงๆด้วยครับนี่ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย
“.........”
“ปกติมึงเป็นคนไม่เคยแคร์ใคร...ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว...แต่มึงสนใจเรื่องน้องกู”
“.........”
“มึงมากินข้าวห้องกูเกือบทุกวันทั้งๆที่แม่มึงผูกปิ่นโตกับร้านอาหารที่โรงแรมฝั่งตรงข้ามไว้ให้” ก็ผมอยากกินฝีมือน้องนี่ครับน้องทำอาหารอร่อยนะผมว่า
“และที่มึงมาบอกว่าชอบน้องกูเพราะมึงกลัวว่าไอ้เดือนวิศวะนั้นจะคาบไปกินใช้ไหมล่ะ”
“กูว่ามึงไปเป็นหมอดูเหอะถ้าจะรู้ทุกอย่างขนาดนี้”
“ได้หรอวะ...มาดกูได้อยู่นะ” เกือบดีแล้วครับเพื่อนผมเกือบเท่แล้วมาตายตอนท้ายซะงั้น
“กูจะจีบน้องมึง...กูไม่ได้มาขออนุญาติแต่กูมาบอกให้รู้เฉยๆนะถึงมึงจะห้ามกูก็จะจีบ”
“กูก็ไม่ได้จะห้ามนิ....มึงจะจีบก็จีบไปแต่ห้ามทำนองกูเสียใจก็พอ”
ผมคงไม่มีทางทำให้น้องเสียใจหรอกครับ
เมื่อก่อนผมก็เคยมีแฟนเธอชื่อตาลหวานก็หวานสมชื่อนั้นและครับทั้งหน้าตากิริยาท่าทางเธอเป็นคนที่เรียนเก่งมากและผมก็รักเธอมาเช่นกันในตอนนั้นเราคบกับมาหกเดือนจนกระทั้งผมเข้ามหาวิทยาลัยแต่เราเรียนคนละที่เราจึงเจอกันน้อยลงจนกระทั้งผมไปพบเธออยู่กับคนอื่นตอนนั้นผมเดินเข้าไปทักเพราะอยากรู้ว่าสองคนมีความสัมพันธ์กันอย่างไรและผมก็ได้คำตอบเมื่อเธอแนะนำผมว่าเป็นเพื่อนส่วนอีกคนที่นั่งอยู่เธอแนะนำว่าเป็นแฟนผมไม่ได้โวยวายอะไรเพราะผมก็พอจะรู้มาก่อนหน้านี้แล้ว
จากตอนนั้นผมก็ไม่ได้คบใครอีกและไม่ใช่ว่าผมเข็ดกับความรักหรอกนะครับแต่ผมยังไม่พบคนคนที่ใช่มากกว่าจนกระทั้งผมเริ่มใกล้ชิดกับน้อง
 

 :mew2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
« ตอบ #19 เมื่อ: 10-08-2020 08:31:24 »





ออฟไลน์ layly

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #20 เมื่อ10-08-2020 13:33:52 »

ตอนที่16 “เลือกคุณ”



เสียงน้ำซัดทรายบนชายฝั่งกลิ่นหอมของธรรมชาติท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุที่ให้ความอบอุ่นจนถึงขั้นร้อนตอนนี้เป็นเวลาบ่ายจัดแล้วหลังจากที่ผมนั่งเครื่องมาลงที่นี่และจัดการเก็บกระเป๋าข้าวของเครื่องใช้ที่โรงแรมเรียบร้อยผมจึงออกมาปั่นจักรยานเล่นริมชายหาดซึ่งไม่ไกลจากที่พักมากนักผมมาทำอะไรที่นี่หน่ะหรอผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันรู้แค่ว่าอยากเจอใครบางคนที่นี่
ภาพบ้านหลังใหญ่ที่ปลูกบนพื้นที่ที่กว้างขวางถูกล้อมรอบด้วยรั้วเหล็กสีขาวสูงที่อยู่ในโทรสัพท์ของผมเทียบกับภาพจริงที่อยู่ตรงหน้าผม ‘หลังนี้สินะ’ ตอนนี้ผมจอดจักรยานที่หน้าบ้านของใครบางคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ซึ่งผมเองก็เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก
ผมยังคงยืนอยู่หน้าบ้านกำลังตัดสินใจว่าจะเข้าไปเลยดีไหมหรือจะโทรหาเจ้าของบ้านก่อนเพราะการที่ผมมาที่นี่มีคนเดียวที่รู้ก็คือพี่ชายผม ผมจึงเลื้อนดูสถานะเฟสบุ๊คล่าสุดของเขาก่อนที่จะกดโทรก็พบว่าเขาเช็คอินที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งเท่าที่ผมเปิดดูในแผนที่ก็พบว่าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ผมอยู่ผมจึงมุ่งตรงไปนั้นทันที
ชายหน้าคมคิ้วเข้มริมฝีปากที่หนาของเขาตอนนี้ถูกฉีกยิ้มออกดูเหมือนเขากำลังคุยกับชายอีกคนอย่างสนุกสนานผมมองภาพทุกอย่างผ่านกระจกใสจากทางหน้าร้านกาแฟร้านนั้น ‘เหมือนเดิม’ ทุกอย่างในตัวเขายังคงเหมือนเดิมรูปร่างหน้าตาทุกอย่างผมเกิดคำถามขึ้นมาในใจทันทีว่าตอนนี้คิดอย่างไรกับการได้เห็นเขาครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นเวลาเกือบสองปีและผมก็ได้คำตอบว่า ‘คิดถึง’ ผมคิดถึงเรื่องราวดีๆที่เคยมีร่วมกันเมื่อก่อน
ผมคิดถึงเพื่อนคนนึงที่ผมเคยรักขอใช้คำว่าเคยรักนะครับเพราะตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว
ที่ผมตัดสินใจมาที่นี่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพี่วายุขอคบกับผมอย่างจริงจังอันที่จริงผมก็รู้สึกดีกับพี่เขานะครับและผมก็อยากตอบตกลงในวันนั้นเลยด้วย แต่มันก็มีอีกหนึ่งความคิดที่ค้านขึ้นมาในสมองว่าผมลืมบิ๊กบอสได้แล้วจริงๆหรอ
ผมไม่อยากให้พี่วายุมาเป็นตัวแทนของใครเพราะพี่เขาดีกับผมมากถ้าผมจะต้องครบใครต่อจากนี้ผมขอทำอะไรบ้างอย่างให้ตัวเองแน่ใจก่อนว่าผมลืมรักครั้งเก่าได้แล้วจริงๆ

-หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า-

 เช็ทส่วนตัว / BIGBOSS :
BIGBOSS : แคลร์คิดถึงว่ะทำอะไรอยู่หรอ?
Eclair : อ่านหนังสืออยู่
BIGBOSS : หนังสืออะไรโทรไปคุยได้ไหม?
Eclair : เราไม่ค่อยสะดวก (ไม่สะดวกจริงๆนะครับเพราะผมอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องพี่วายุ)
BIGBOSS : วันหยุดนี้ไปไหนหรือป่าว
Eclair : ไม่นะทำไมหรอ
BIGBOSS : มาเที่ยวบ้านเราสิ่แคลร์ยังไม่เคยมาบ้านเราเลยนะตั้งแต่รู้จักกัน
Eclair : นึกยังไงมาชวนเนี่ย
BIGBOSS : ก็บอกแล้วไงว่าคิดถึง
Eclair : มีอะไรเด็ดล่ะ
BIGBOSS : เราไง
Eclair : เอิ่ม. งั้นเราคงไม่ไป (ยังมีความหลงตัวเองเหมือนเดิมสินะ)
BIGBOSS : เห้ย มาดินะๆเดี๋ยวเราพาเที่ยวเอง
Eclair : ขอคิดดูก่อน
BIGBOSS : OK

“คุยกับใครหรอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่” คนหน้าเข้มที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่เอ่ยถามขึ้น
“เพื่อนหน่ะครับ” เพื่อนจริงๆนะครับผมไม่ได้โกหก
“คุยอะไรกันหรอ”
“เพื่อนชวนไปเที่ยวหน่ะครับ...แต่ผมคงไม่ไปหรอก” จริงๆนะครับผมไม่ได้คิดจะไปจริงๆคนหน้าเข้มพยักหน้าเชิงเข้าใจและหันไปทำงานต่อ
“พี่วาครับผมกลับห้องก่อนนะครับดึกแล้ว” ตอนนี้ดึกมากแล้วจริงๆครับผมมานั่งอยู่ที่นี่ตั้งแต่เลิกเรียนเมื่อตอนเย็นจนกระทั่งตอนนี้ยังไม่ได้กลับห้องเลย
“ทำไมคุยที่นี่ไม่สะดวกหรอ” ใช่ครับ เอ้ย ป่าวนะครับผมไม่ได้จะกลับไปคุยกับบิ๊กบอสต่อซักหน่อยผมก็แค่อยากจะกลับไปอาบน้ำแล้วก็นอนต่างหาก
“คุยกับใครเหรอครับ...ผมแค่ง่วงแล้วต่างหาก”
“ง่วงก็นอนสิ”
“ที่นี่เนี่ยนะพี่จะบ้าหรอ...ไม่เถียงกับพี่แล้วผมไปดีกว่า” ว่าพลางผมก็ลุกขึ้นจากโซฟาและเดินไปยังประตูทางออก
“ไปจริงๆหรอ” พี่วายุทำหน้าอ้อนใส่ใบหน้าเข้มๆเวลาทำแบบนี้แล้วน่ารักจริงๆนะครับเหมือนบิ๊กบอสในตอนนั้นเลย อุ๊บ ผมคิดบ้าอะไรของผมเนี่ยบอกกับตัวเองกี่ครั้งแล้วว่านี่มันคนละคนกันห้ามเอามาเปรียบเทียบกันบิ๊กบอสหนอบิ๊กบอสจะกลับมาทำไมตอนนี้ให้สับสนอีกวะ
“ครับ” ผมตอบสั้นๆและเดินออกไปมาทันทีไม่ได้ผมจะคิดแบบนี้ไม่ได้ต้องทำอะไรบางอย่างให้มันชัดมากกว่านี้





ผมกลับมาที่ห้องหลังจากที่หาอาหารกินข้างทางเรียบร้อย  ทำการอาบน้ำและเตรียมตัวที่จะนอนเพราะตอนนี้ก็สี่ทุ่มแล้ววันนี้ผมแค่ไปยืนมองบิ๊กบอสที่หน้าร้านเฉยๆไม่ได้เข้าไปทักอะไรซึ่งอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้รับรู้การมาของผมเอาไว้ค่อยเจอกันพรุ่งนี้ที่เดียวเลยดีกว่า
ผมไม่ลืมที่จะไลน์บอกฝันดีกับคนที่ผมรู้สึกดีด้วยในตอนนี้ผมส่งสติ๊กเกอร์ไปหลายตัวแต่ก็พบว่าอีกฝ่ายอ่านแต่ไม่ตอบกลับผมจึงตัดสินใจโทรไปแต่ปลายสายก็ไม่รับเป็นอะไรของพี่เขานะจริงๆผมสังเกตุเห็นความผิดปกติของพี่วายุตั้งแต่ช่วงเย็นแล้วแหละครับปกติจะโทรมาเช็คตลอดซึ่งตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรคิดว่าคงจะยุ่งๆเรื่องงานแต่ถึงตอนนี้ผมว่ามันผิดปกติจริงๆแล้วนะครับผมจึงตัดสินใจโทรหาพี่เค้ก
[“พี่เค้กพี่วายุเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
[“ว่าแล้วต้องโทรมาเรื่องนี้”
[“ยังไงครับ”
[“ไม่ยังไงหรอกแค่โดนหลอกถามแล้วก็หลุดปากนิดหน่อย” ผมว่าไม่นิดแล้วแหละครับเล่นเงียบไปซะขนาดนั้น
[“เฮ้ยพี่...บอกอะไรไปบ้างหน่ะ”
“ก็แค่บอกว่าแกไปบ้านเพื่อนทางใต้แค่นั้นเอง” โหว ~ คงเดาไม่ได้เลยมั้งว่าผมมาหาใครเพราะเพื่อนผมทางใต้ก็มีคนเดียวคือบิ๊กบอส
[“.......”
[“เอาไว้มาเคลียร์กันเองนะ”
[“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น” ผมนี่พึ่งพี่ชายตัวเองไม่ได้จริงๆ เฮ้ย~ แล้วผมจะเอายังไงล่ะทีนี้อุตส่าห์เตี๊ยมกันไว้แล้วแท้ๆ



-สองวันก่อนหน้า-

“พี่เค้กผมว่าวันหยุดยาวนี้ผมจะไปเที่ยวบ้านเพื่อนนะพี่” ผมพูดขึ้นระหว่างนั่งดูหนังกับพี่ชายที่ห้องโถง
“บ้านใครอ่ะ”
“บ้านบิ๊กบอส”
“เฮ้ย...จริงดิ” พี่ผมถึงกับตกใจเมื่อได้ยินชื่อนี้
“จริง”
“อะไรของเราวะเนี่ยแล้วเพื่อนพี่ล่ะยังไง” พี่เค้กพูดอย่างคนหัวเสีย
“ฟังก่อน...ก็เพราะเพื่อนพี่นั่นแหละทำให้ผมอยากไป”
“ยังไง” คนหน้าเรียวทำท่าทางตั้งใจฟัง
“ก็ผมไม่แน่ใจว่าผมไม่ได้คิดอะไรกับบิ๊กบอสแล้วจริงๆหรือเปล่าบางทีผมก็ชอบคิดว่าพี่วามีบางอย่างคล้ายกับบิ๊กบอสผมเลยอยากไปเจอให้แน่ใจว่าผมไม่ได้คิดอะไรกับบิ๊กบอสแล้วจริงๆผมไม่อยากให้พี่วายุมาเป็นตัวแทนของใคร
“ก็ยังงงอยู่ดี”
“ถ้าผมได้คำตอบแล้วผมจะกลับมาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเองครับ”
“ถ้าคิดดีแล้วก็ตามใจ”
“แต่พี่ห้ามบอกพี่วายุนะครับ”
“แล้วจะให้บอกว่าไปไหนล่ะ”
“บอกว่ากลับบ้านก็ได้”
“อื่ม”





ผมตื่นมาท่ามกลางเสียงคลื่นที่ซัดริมชายหาดแสงแดดอ่อนๆถูกส่งผ่านม่านบางเข้ามาภายในห้องสร้างความรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกผมจัดการเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเพื่อที่จะเตรียมขึ้นเครื่องกลับตอนสี่โมงเช้า ครับผมตัดสินใจไม่ไปพบบิ๊กบอสแล้วเพราะผมคิดว่าคำตอบที่อยู่ในใจตอนนี้มันชัดเจนสุดๆแล้วไม่ต้องหาคำตอบใดๆจากใครอีก
ผมรู้สึกกระวนกระวายมากกับการที่พี่เขาหายไปไม่รับสายเปิดอ่านไลน์แต่ไม่ตอบผมรู้สึกกลัวกลัวว่าจะเสียพี่เขาไปผมจึงไม่มีกระจิดกระใจที่จะทำอะไรต่อคิดอย่างเดียวตอนนี้คือผมอยากเจอพี่วายุ
การเดินทางใช้เวลาไม่นานนักผมก็ถึงที่หมายคือกรุงเทพจากนั้นก็ทำการโบกแท็กซี่เพื่อกลับคอนโดทันที
“อ้าวทำไมกลับแล้วล่ะไหนว่าจะกลับพรุ่งนี้ไง” พี่เค้กทักขึ้นทันทีที่เห็นผมเปิดประตูเข้าห้องมา
“ก็ใครล่ะ”
“พี่เปล่านะ”
“ไม่ต้องเลย”
“ได้คำตอบหรือยังหล่ะ”
“พี่วายุอยู่ห้องไหมครับ” ผมเลี่ยงการตอบคำถามเมื่อสักครู่เพราะผมไม่บอกพี่เค้กหรอกผมจะบอกพี่วทยุแค่คนเดียว
“ไม่นะ...น่าจะไปบริษัทอ่ะ” บริษัทจะเป็นที่สุดท้ายที่ผมจะไปเอาไว้ตอนเย็นยังไงพี่เขาก็ต้องกลับมาคอนโด

*17:00 น.*  ผมมานั่งรอที่เคาน์เตอร์ด้านล่างรอดูว่าพี่วายุมาหรือยังเพราะปกติถ้าวันหยุดแบบนี้พี่วายุก็จะกลับเวลาประมาณนี้เสมอ

*18:00 น.* ผมยังคงนั่งรอสงสัยวันนี้พี่วายุมีงานเยอะหรือไม่รถก็อาจจะติดเลยยังไม่ถึง

*20:00 น.* ตอนนี้ผมกินมาม่าคัพที่ซื้อจากเคาน์เตอร์หมดไปหนึ่งถ้วยแล้วกับน้ำอีกหลายแก้วก็ยังไม่มีทีท่าของคนที่ผมรอคอย

[“แคลร์พี่ว่าขึ้นมาเถอะวายุไม่น่าจะกลับหรอกวันนี้อ่ะ” พี่เค้กโทรมาตามผมให้ขึ้นบนห้องเพราะตอนนี้ใกล้จะสามทุ่มแล้ว
[“แต่ว่า”
[“ขึ้นมาเถอะจะนอนตรงนั้นรึไง”
[“ก็ได้ครับ” ผมยอมขึ้นไปเพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้วผมเองก็เริ่มเหนียวตัวเพราะว่ายังไม่ได้อาบน้ำเลยตั้งแต่กลับมา



“มานั่งเม่ออะไรตรงนี้วะ” เสียงเพื่อนรักผมทักขึ้นในขณะที่ผมนั่งคิดเรื่องพี่วายุอยู่ในร้านกาแฟของพี่ชาย
“มึงเมื่อคืนพี่เขาไม่กลับคอนโด...วันนี้ก็ไม่เข้าเรียน...กูไม่รู้จะไปตามง้อที่ไหนแล้วว่ะ” วันนี้ผมไปดักรอพี่วายุแต่เช้าที่คณะแต่ก็ไม่พบพอช่วงบ่ายไปอีกก็ไม่พบพอถามพี่เค้กและเพื่อนพี่เขาก็บอกว่าติดต่อไม่ได้เหมือนกันผมก็เลยเริ่มเป็นห่วงพี่เขาป่วยหรือว่าเป็นอะไรหรือเปล่านะ
“มึงไปบ้านเขามายังล่ะ”
“กูไม่รู้ว่าบ้านเขาอยู่ไหนอ่ะ
“อะไรว่ะรู้จักกันมาเป็นปีมึงไม่รู้จักบ้านพี่เขาเลยหรอ” เอาจริงๆผมไม่รู้เรื่องของพี่วายุเลยด้วยซ้ำไม่เคยถามเรื่องที่บ้านไม่เคยรู้อะไรเลยรู้แค่ว่าพี่วายุเป็นลูกชายคนเล็กของบ้านมีพี่ชายหนึ่งคนซึ่งแต่งงานไปแล้วและก็รู้แค่ว่าพี่วายุมีบริษัทรับออกแบบและตกแต่งภายในเป็นของตัวเองก็แค่นั้นจริงสิผมเคยไปที่บริษัทพี่วายุเคยแวะไปเอาของที่นั่น
“ไม่อ่ะ...รู้จักแค่บริษัท”
“มึงก็ไปตามที่บริษัทสิ”
“จะดีเหรอวะ”
“มึงอยากคุยป่ะล่ะ...ถ้าอยากคุยก็ไป”
“ไอ้คุยก็อยากคุยแต่...กูกลัวไม่เหมาะว่ะ”
“ตามใจงั้นมึงก็รอเขากลับมาเองแล้วกัน...แต่ถ้าเขาไม่กลับมาแล้วกูก็ช่วยอะไรไม่ได้นะ” เอาไงดีละครับผมอยากคุยกับพี่เขาจริงๆนะครับแต่ผมว่าที่บริษัทมันคงไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่
“งั้นมึงไปเป็นเพื่อนกูที” เอาว่ะเป็นไงเป็นกัน
“ต้องอย่างนี้สิวะ”
พอผมตัดสินใจได้ว่าจะไปไอ้ฟาร์มก็สตาร์ทรถมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์คันโปรดของมันทันที
“จะไปไหนกันหรอ” พี่เค้กที่กำลังชงกาแฟอยู่ถึงกับตะโกนถามไล่หลังมา
“ไปหาพี่วายุครับ” พอผมพูดจบฟาร์มก็เคลื่อนรถออกจากร้านทันทีปล่อยให้พี่ชายผมยืนงงงวยอยู่ในร้านกาแฟต่อไป
ใช้เวลาเดินทางไปถึงสามสิบนาทีรถบิ๊กไบค์สีดำด้านก็จอดเทียบที่หน้าบริษัทซึ่งตอนนี้เราทั้งคู่ยังอยู่ในชุดนักศึกษาอยู่เลย
“โหว...บริษัทโคตรใหญ่...ไปมึง”
“เดี๋ยวไปจริงๆเหรอวะ”
“มึงมาถึงนี่แล้วไหม”
“เออๆ” ผมลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเดินตามคนหุ่นหมีไป
“สวัสดีครับผมมาติดต่อพบคุณวายุครับ” ไอ้ฟาร์มจัดแจงถามพนักงานที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์อย่างสุภาพ
“นัดไว้หรือเปล่าคะ”
“เอ่อออ” เอาแล้วไงเพื่อนผมชะงักลงเล็กน้อยแล้วหันมามองหน้าผม
“อ๋อใช่น้องที่มหาวิทยาลัยของคุณวายุหรือเปล่าคะที่ว่าจะมาช่วยงานที่คุณวายุนัดไว้” พี่พนักงานเอ่ยขึ้น
“ครับๆนั่นแหละครับ” ไอ้ฟาร์มรับคำไปอย่างเนียนๆ
“แต่เห็นคุณวายุบอกว่านัดมาสี่คนแล้วอีกสองคนล่ะคะ”
“อ๋อเดี๋ยวตามมาที่หลังครับ” เรื่องตีเนียนไว้ใจเพื่อนผม
“งั้นตามพี่มาเลยค่ะ”
เราสองคนเดินตามพี่พนักงานมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องๆหนึ่งป้ายหน้าห้องเขียนติดไว้ว่าห้องประชุมย่อย
“เชิญด้านในเลยค่ะคุณวายุรออยู่ด้านในแล้ว”
ผมสองคนหยุดชะงักและมองหน้ากันประมาณว่าเอายังไงต่อดีเพราะว่าพี่เขาอาจจะคุยงานกันอยู่ก็ได้แต่เรื่องที่ผมจะมาคุยมันไม่ใช่เรื่องงานถ้าผมเข้าไปมีหวังนอกจากพี่เขาจะไม่หายงอนผมแล้วอาจจะโกรธผมเพิ่มก็ได้
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรพี่พนักงานก็เปิดประตูห้องทันทีทำให้ผมได้เห็นในสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นคือภาพพี่วายุนั่งหันหน้ามาทางผมและมีร่างผู้หญิงคนหนึ่งนั่งหันหลังบังอยู่แล้วพี่วายุก็เหมือนกำลังจะจูบกับผู้หญิงคนนั้นทั้งคู่ดูใกล้ชิดกันมาก

“คุณวายุคะน้องๆที่คุณนัดไว้...เอ่อ..มาขอโทษค่ะ” พี่พนักงานตกใจกับภาพที่เห็นไม่ต่างจากผม
“แคลร์” เมื่อสายตาของเราสบกันหลังจากที่พี่วายุเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ยืนอยู่ขาของผมก็ก้าวถอยหลังออกอย่างอัตโนมัตินี่มันอะไรกันที่หายไปเป็นเพราะแบบนี้สินะในขณะที่ผมวิ่งออกมาก็มีมือหนารั้งแขนผมไว้อย่างแรง
“แคลร์เดี๋ยวก่อนสิ” ผมหยุดเพราะแรงรั้งจากมือนั้นและหันไปสบตาอีกครั้งกับเจ้าของเสียง
“มีอะไรครับ”
“เรานั่นแหละมีอะไรทำไมมาที่นี่”
“ผมละเมอมานะครับไม่มีอะไรหรอกขอตัวนะครับ” คิดได้แค่นั้นแหละครับเพราะผมกำลังตกใจอยู่
“มานี่” พูดจบพี่วายุก็ถึงแขนของผมให้เดินตามมายังห้องๆหนึ่งภายในดูกวางมากมีโต๊ะทำงานตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้มและเก้าอี้หนังสีดำที่ดูเข้าชุดกันถูกจัดวางอยู่กลางห้องด้านหลังเป็นแผ่นไม้สีน้ำตาลเข้มถูกออกแบบให้เป็นชั้นสำหรับวางของซึ่งมีรูปพี่วายุและครอบครัวรูปใหญ่ตั้งโชว์อยู่ตรงกลางฝั่งซ้ายที่เป็นโซฟาชุดรับแขกติดกับกระจกสามารถมองเห็นวิวด้านนอกได้แต่ตอนนี้ถูกปิดบังด้วยม่านสีทึบ
“พาผมมาที่นี่ทำไมผมจะกลับแล้ว” ผมถูกพี่วายุลากมานั่งตรงโซฟาที่อยู่ภายในห้องซึ่งพี่วายุยืนอยู่ตรงหน้าผมแค่ยืนคู่กันผมก็ต้องเงยหน้าคุยอยู่แล้วถ้าอยู่ในระดับนี้ทำให้ผมต้องเงยมากกว่าปกติ
“แต่พี่ยังไม่ให้กลับจนกว่าเราจะคุยกันให้รู้เรื่อง”
“พี่เองไม่ใช่หรอที่ไม่อยากคุยกับผม”
“พี่ไม่ได้ไม่อยากคุยกับเรา...ก็เราเลือกแล้วพี่เลยถอยออกมาต่างหาก”
“ถ้าพี่รู้จริงๆพี่ต้องไม่หายไปสิ”
“พี่แค่ขอเวลาทำใจ” โอ๊ะ! อะไรของพี่วะแค่นี้ยังไม่เข้าใจอีก
“แล้วพี่คิดว่าทำไมผมถึงมาหาพี่ที่นี่ล่ะ”
“........”
“เพราะผมเลือกแล้วไง...ผมถึงมาที่นี่แต่ผมคงคิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อยคิดว่าที่พี่หายไปเพราะงอนผมที่แท้ก็ติดสาวที่บริษัทจนไม่กลับคอนโด...ไม่ไปเรียน...ถ้าพี่จะเลือกคนนั้นก็ไม่ต้องหลบหน้าผมแบบนี้ก็ได้แค่พูดคำเดียวว่าไม่ต้องการผมแล้วผมก็...” อยู่ๆสัมผัสนุ่มๆจากปากของอีกฝ่ายก็ประกบเข้ากับปากของผมแบบไม่ทันตั้งตัวช่วงแรกผมพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะสัมผัสนี้มันหวานหอมเหลือเกินปลายลิ้นของเราเกี่ยวกันอย่างดูดดื่มจนลมหายใจของผมแพ่วลงแต่เสียงหัวใจและอัตราการเต้นกลับแรงขึ้นอย่างสวนทางกัน
“พี่ไม่ได้มีใคร” พี่วายุถอนจูบออกและประกบจูบเข้ามาใหม่อย่างทะนุถนอม
“แล้วเมื่อกี้” อยู่ๆภาพที่ผมเห็นเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ก็ปรากฏขึ้นในหัวผมจึงผละออกจากสัมผัสเมื่อสักครู่ซึ่งพี่วายุทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
“นั่นพี่ตุ๊กตาเลขาพี่...พอดีมีอะไรไม่รู้เข้าตาเขาพี่เลยช่วยดูให้”
“จริงหรอ”
“ครับ”
“........”
“แล้วที่บอกว่าเลือกพี่นี่จริงหรอ”
“ถ้าไม่จริงจะมาอยู่ตรงนี้ทำไมล่ะ”
“งั้นเราเป็นแฟนกันจริงๆเลยนะครับ”
“ผมก็มาเพื่อจะตอบตกลงนี่แหละครับ”
“ทำไมตกลงง่ายจังตอนนั้นพี่หาสถานที่แทบแย่กว่าจะกล้าขอเราเป็นแฟนแต่ก็กลับปฏิเสธ...พอทีนี้ขอในห้องทำงานธรรมดาๆเรากลับตกลงซะงั้น”
“มันไม่ได้อยู่ที่สถานที่นี้ครับมันอยู่ที่ใจของผมต่างหาก” พี่วายุยื่นหน้าเข้ามาเพื่อจะจูบผมแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น
“ทำไม” น้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย
“เดี๋ยวไป” ผมไม่ได้ยินเสียงอีกฝ่ายแต่ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องงานก็นี่มันที่ทำงานนี่นา

“เดี๋ยวพี่ไปคุยงานกับน้องๆที่นัดมาก่อนนะเรานั่งรอพี่พี่นี่แหละเดี๋ยวกลับกับพี่” เออจริงสิผมมากับฟาร์มนี่นาแล้วเพื่อนผมมันหายไปไหนนะ
พี่วายุพูดจบก็เดินออกไปจากห้องทิ้งผมไว้ให้อยู่กับความเงียบผมจึงหยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนของผมทันที
[“มึงอยู่ไหนวะ”
[“กูกำลังจะกลับอยู่ที่รถ”
[“มึงจะทิ้งกูหรอ”
[“ใครทิ้งใครกันแน่…กูเห็นมึงหายไปในห้องพี่วายุตั้งนานไม่ใช่ว่าเคลียร์กันได้แล้วหรอ...ไม่งั้นมึงวิ่งออกมาละ”
[“แล้วถ้าพี่เขาจับกูมัดไว้แล้วทรมานกูล่ะ”
[“มึงดูหนังมากไปและ...พูดเสียงใส่ขนาดนี้กูไม่อยู่เป็นก้างมึงหรอกกูไปหาแฟนกูดีกว่า”
[“ขอบใจมึงมากนะ”
[“เออ”
ไม่ว่าผมจะสุขหรือจะทุกข์ก็มีมันนี่แหละครับที่คอยอยู่เคียงข้างผมอยู่กับผมในทุกๆสถานการณ์จริงๆแล้วผมเชื่อว่าถ้าผมต้องเสียใจอีกครั้งเพราะความรักผมก็จะมีมันคอยอยู่เคียงข้างผมแบบนี้ตลอดไปนี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘เพื่อน’


 :impress2:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Kun doangpon : คืนใจไปเจอรัก <3
«ตอบ #21 เมื่อ11-08-2020 23:49:20 »

 :pig4:
 :3123:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด