เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๑
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๑  (อ่าน 1901 ครั้ง)

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๗
«ตอบ #30 เมื่อ15-06-2020 09:59:39 »

อ่านตอนนี้​แล้วใครจะสงสารพี่ปราชญ์​ก็สงสารไปค่ะ​ แต่เราทีมต้นสนมาตั้งแต่ต้น​ จุดยืนเราแข็งแกร่ง​มั่นคงต่อต้นสนเท่านั้น​ ดิชั้นรู้สึกสะใจมากที่เห็นพี่ปราชญ์​ร้องไห้​ แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่ต้นสนต้องเจอ(แอบรักมันเจ็บ)
เป็น​กำลัง​ใจ​ให้​นักเขียน​นะคะ​ สู้​ๆ​นะคะ​นักเขียน​

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1907
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๗
«ตอบ #31 เมื่อ15-06-2020 20:21:07 »

ยังไง ก็ยังอยากจะเชียร์ ธัน+ต้นสนอยู่ดี ถึงแม้จะเป็นไปไม่ได้ อิอิอิ

ออฟไลน์ Tin Tin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๗
«ตอบ #32 เมื่อ17-06-2020 22:07:17 »

จิ้นต้นสนกับชายธันอ้ะ
ถ้าพล็อตเรื่องเป็นต้นสนดัดนิสัยคุณชายเอาแต่ใจอย่างชายธัน จะเป็นยังไง  :laugh:

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๗
«ตอบ #33 เมื่อ17-06-2020 22:22:03 »

 :pig4:

ออฟไลน์ Pppkn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 4
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๗
«ตอบ #34 เมื่อ17-06-2020 22:51:57 »

ดูทรงคนที่รักมาก ก็เจ็บมากที่สุด

เมื่อไหร่พี่ปราชญ์จะรู้ใจตัวเอง // ปาเพลงอยากรู้หัวใจตัวเองของ วี ให้พี่ปราชญ์

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๘
«ตอบ #35 เมื่อ21-06-2020 18:18:33 »

 


บทที่ ๘

ฝืน




ผ่านพ้นมาช่วงเย็นของอีกวัน งานต้อนรับคุณชายใหญ่ของวังศุลภาณันท์ก็ถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา แขกมากหน้าหลายตาต่างก็มาร่วมงานยินดีต้อนรับกลับของคุณชายปภารัช รวมถึงมีน้อง ๆ มาร่วมเปิดงาน

ปภารัชอยู่ในชุดสูทสีครีม ผูกโบสีเดียวกันเข้ากันดีกับเสื้อกั๊ก น้องชายพากันใส่สูทออกสีเข้ม เพราะบอกว่าเจ้าของงานจะได้เด่น

ไหนว่าจัดรวมกันสามคนไม่ใช่หรือ

“สวัสดีครับคุณอา”

“สวัสดี ๆ โตขึ้นเยอะเลยนะ”

ปราชญ์ยิ้มบาง ทักทายใครหลาย ๆ คนและรับของมาบ้าง

“พี่ชายใหญ่ครับ”

“ว่าไงชายกรณ์ หิวแล้วหรือ”

“เปล่าครับ” อิตธิกรณ์ส่ายมือแล้วก้มกระซิบ

“หม่อมย่าฝากถามว่าสนใจไปนั่งร่วมวงกับน้องวรัญหรือเปล่า ถ้าสนใจให้ไป หรือถ้าไม่ก็รับแขกต่อ”

ปภารัชถอนหายใจ “ไม่ไปแล้วจะดูเสียมารยาทน่ะสิ”

“ไม่หรอกครับ หม่อมย่าท่านกระซิบกระซาบกับผมอีกที ไม่ได้บังคับ เพราะผู้ใหญ่เขาก็คุยกันอยู่”

“ถ้าอย่างนั้นพี่ขออยู่ที่นี่ต่อแล้วกัน”

ชายกรณ์พยักหน้า “จะว่าไปแล้ว พี่จะบอกเรื่องคุณภวัตกับผู้ใหญ่เมื่อไรหรือครับ”

ปราชญ์เงียบลงลืมบอกเรื่องนี้กับน้อง ๆ เลย ทว่า ยังไม่ทันจะเอ่ยปากใดใด ก็ถูกหม่อมแหวนเรียกให้ไปรับแขก เรื่องคนรักของปราชญ์จึงลืมเลือนไปอีกครา

งานเริ่มตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงค่ำ ปภารัชดื่มไวน์และมองไปรอบ ๆ งาน บรรยากาศดูอบอุ่นเสียจริงในความรู้สึกของคนที่ไปเรียนต่างแดนมาเนิ่นนาน

ด้วยอายุก็มากขึ้นนี้ ปภารัชคิดว่าบางทีอาจจะหาซื้อบ้านสักหลังที่ห่างไกลผู้คน อยู่แถบชายทะเลก็ดีไม่หยอก กลิ่นไอเกลือและเสียงคลื่นซัด นึกแล้วก็อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้

แต่คงไม่ไปเร็ว ๆ นี้หรอก คิดว่ารออีกสักสิบ ยี่สิบปีค่อยไปทำเลที่นั่น

ถึงแม้ว่าอาจจะได้อยู่ที่นี่เพราะต้องเป็นคนดูแลจัดการแทนเด็จพ่อในอนาคต แถมยังมีสอนที่มหาลัย คงต้องยี่สิบปีอย่างต่ำที่อยู่ที่นี่แล้วแหละนะ

“ไงคุณชาย” เสียงใครบางคนทักขึ้น ปภารัชหันไปมองก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง

“ราม ไม่เจอกันนานเลย” รามคือเพื่อนสมัยมัธยมที่สนิทมากคนหนึ่ง ตอนนี้เห็นว่ามีภรรยาและลูกสาวอีกสองคน

“ไปนอกมาได้สาวผมทองกลับมาบ้างหรือเปล่าวะ” รามก้มถามอย่างสนอกสนใจ

“ได้อะไรล่ะ ไม่มี”

รามถอนหายใจ “อะไรวะไอคุณชาย เสียของชะมัด”

“แค่ไปเรียนไม่ได้ไปตามหาความรัก” ถึงจะเคยมีคนรักก็เถอะ...

“ครับ ๆ คุณพ่อพระ สนแต่การเรียนเหมือนเดิม อ่านหนังสือทั้งวันเลยมั้งน่ะ”

ปภารัชหัวเราะ “ก็ใช่”

“นั่นไง”

“ว่าแต่ลูกสาวกับภรรยาเป็นยังไงบ้าง”

“ภรรยาก็สบายดี ลูกสาวคนพี่เป็นแม่บ้านแม่เรือน ส่วนคนน้องดื้อ ทำอะไรไม่เป็น แต่ดันเก่งชกต่อย”

ปภารัชยิ้ม “จริงหรือ”

“หายากนะผู้หญิงที่สู้ผู้ชายกลับ ควรภูมิใจดีไหมนะ”

“ควรภูมิใจสิ จะได้รู้ว่าลูกสาวก็สู้คนเป็น ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่อยากจะเป็นแม่บ้านแม่เรือน ให้เธอทำในสิ่งที่ชอบเถอะ” ที่ปราชญ์บอกเพื่อนอย่างนี้ เพราะแม่เขาเป็นตัวอย่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ยอมก้มหัวหรือน้อมรับการกดขี่ผู้หญิงให้อยู่ต่ำกว่า และเขาก็เห็นด้วยมาก ๆ ที่ควรจะยุติเรื่องสังคมชายเป็นใหญ่ได้แล้ว

ชลันที่นั่งอยู่กับน้องหันมองเจ้าของงานที่เดินไปคุยกับเพื่อนที่น่าจะเป็นเพื่อนสมัยมัธยมอย่างออกรส รอยยิ้มประดับบนใบหน้าอย่างดูมีความสุข ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงยิ้มตามไปแล้ว แต่พอนึกถึงเรื่องเมื่อวานนี้ที่เห็นน้ำตาของอีกฝ่าย ต้นสนก็ไม่สามารถเอาภาพออกไปจากหัวได้เลยเอาแต่นั่งจมทุกข์อยู่คนเดียว

“ไปทักพี่ปราชญ์หรือยังลูก” แม่เดินมาถามหลังจากไปคุยกับหม่อมแหวนเรื่องช่วยในการส่งพืชผลออกต่างประเทศ

“ยังเลยค่ะแม่ เอาแต่นั่งมองพี่ปราชญ์อยู่นั่นแหละ” ชลันถึงกับหน่ายใจที่น้องสาวชิงพูดก่อนตน

ต้นอ้อขมวดคิ้วเธอมองลูกชายที่ยังคงใส่ชุดตำรวจเพราะเพิ่งกลับจากงาน เธอก็ให้ลูกชายมาร่วมงานทันที “ทำไมไม่ไปทักล่ะต้นสน”

“เขามีแขกอยู่”

“ต้นสนทะเลาะอะไรกับพี่เขาใช่ไหม”

“เปล่าสักหน่อยครับ” ชลันถอนหายใจแล้วหยิบของมากิน

“เมื่อวานเย็นแม่นั่งอยู่ชั้นล่างในบ้านเห็นพี่ปราชญ์ร้องไห้ตอนคุยกับต้นสน”

“จริงหรือคะ!?” ฟ้าใสเผลอเสียงดังจนถูกแม่เตือนเลยกระซิบเบา ๆ “ทะเลาะกันรุนแรงขนาดไหนถึงทำพี่ปราชญ์ร้องไห้ได้ล่ะพี่ต้นสน”

ชลันปลีกตัวออกไปก็ไม่ได้หลบหน้าก็ยิ่งมีพิรุธ จึงได้แต่นั่งปลงตก “ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่เป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปคุยกับพี่เขาให้รู้เรื่องสิลูก”

“ไว้ก่อนครับแม่”

“ไม่ได้... ไปเลย เร็ว” ไม่ว่าเปล่ายังดึงแขนลูกชายให้ลุกขึ้น

ชลันทำตัวแข็งทื่อ ผู้เป็นแม่แทบจะดึงไม่ไหว

“เจ้าลูกคนนี้ ลุก”

“ไม่เอา”

“มานี่ค่ะแม่ หนูช่วย” เจ้าน้องตัวแสบเดินอ้อมมาพร้อมกับดึงแขนจนชลันเกือบหน้าคะมำ ถูกแม่กับน้องลากไปหาเจ้าของงานที่หันมามองทางนี้ทันทีเมื่ออยู่ในระยะสายตา

“พี่ปราชญ์คะพอดีพี่ต้นสนมีเรื่องอยากจะคุยด้วย”

ปภารัชมองต้นสนที่ดูไม่เห็นอยากจะคุยอย่างที่ว่าเลย แต่ก็ต้องหันไปพยักหน้ากับเพื่อนแล้วเปรยยิ้มบางให้น้อง

“มีอะไรหรือครับ”

“คุยกันให้เรียบร้อยนะ ไปฟ้าใส” ต้นอ้อตบแขนลูกชายเบา ๆ แล้วหันไปจับแขนลูกสาวให้เดินออกไปรอที่เดิม

ชลันมองตามสองแม่ลูกก็ได้แต่พรูลมหายใจ มองคนตรงหน้าที่ยังคงจดจ้องกันและรอยยิ้มก็หายไปแล้ว

“มีอะไรจะพูดหรือครับ” ปราชญ์ถามย้ำ

คนถูกบังคับได้แต่อึกอัก ทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่ ยังไม่อยากพูดอะไรตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อมาแล้วก็คงต้องพูดอะไรบ้าง

“ผมแค่จะบอกว่า… ยินดีต้อนรับกลับไทยครับ ดีใจที่ได้เจอกัน” ถึงเสียงจะเรียบนิ่งไปบ้าง ผิดกับดวงใจที่เต้นสั่นไหวรุนแรง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีพี่ปราชญ์ก็ยังคงมีผลต่อหัวใจของต้นสนเสมอ

ปภารัชมองใบหน้าที่นิ่งเฉย น้องพูดขนาดนี้แต่หัวใจกลับเหมือนถูกบีบรัด ดวงตาภายใต้กรอบแว่นฉายแววตัดพ้อ “ฝืนหรือเปล่า ถ้าฝืนก็ไม่เป็นไรนะ”

ผู้หมวดหนุ่มเงียบลง เมื่อมาถึงตอนนี้ก็ดูอะไร ๆ จะไม่เป็นใจ คงเพราะนิสัยแย่ ๆ ของเขาที่เผลอไปโกรธพี่ปราชญ์ตั้งแต่แรกเจอ ทำไมถึงจำหน้าไม่ได้ นั่งคุยกันตั้งนานแต่กลับไม่รู้ว่าเขาคือใคร เอะใจสักนิดก็ไม่มีเลยหรือ เพราะแบบนี้ต้นสนเลยบอกชื่อจริงเพราะพี่ปราชญ์ไม่รู้ว่าชื่อจริงเขาชื่ออะไร และคงเพราะโกรธ หึงเรื่องคนรักจึงพาลไปหมด

จากที่คิดจะโกหกและมาพูดด้วยดี ๆ ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร

เขาควรจะโกหกเรื่องอะไรก็ได้ พี่ปราชญ์จะได้ไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับคนอย่างเขา แต่ทำไมนะ ความเห็นแก่ตัวนี้ คล้ายไฟสุมทรวงในอก ยิ่งคิดว่าพี่ปราชญ์กับคนรักใช้ชีวิตด้วยกันยังไง อยู่กันมาตั้งกี่ปี ต้นสนก็กลายเป็นคนไม่มีเหตุผลขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

“อะไรทำให้คิดอย่างนั้นครับ”

ปราชญ์หลุบตาหนีซ่อนความอ่อนแอไว้ “ถ้าไม่ฝืนก็ขอโทษด้วยนะที่พูดจาสื่ออย่างนั้น”

“ที่คิดแบบนี้ เหมือนเห็นผมเป็นคนอื่นเลยนะครับ”

ปภารัชหันมองทันทีก่อนที่ชายหนุ่มจะหัวเราะในลำคอ “พูดกับตัวเองด้วยสิ ใครกันแน่ที่เห็นพี่เป็นคนอื่น”

อีกแล้วความรู้สึกนี้ มันเจ็บ มันทรมาน มันอึดอัด ใบหน้าที่แสนจะเย็นชาทำปราชญ์อยากจะหนีไปให้ไกล ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะมีอิทธิพลต่อเขามากขนาดนี้

“ขอโทษนะครับที่ทำให้รู้สึกผิดหวังหรือรู้สึกไม่ดี”

“มันคงจะดีกว่านี้ถ้าพูดให้พี่เข้าใจ เพราะพี่ไม่อยากจะทำเหมือนทะเลาะกับต้นสนตลอดเวลาหรอกนะ”

ต้นสนหลุบตาลง “ขอโทษครับ”

“บอกพี่ได้หรือเปล่าว่ามันเพราะอะไร”

“ผม...”

“คุณชายใหญ่คะ” ปภารัชหันไปมองพี่แตงที่วิ่งเหยาะ ๆ มาทางนี้

“มีอะไรครับ”

“มีสายจากทางไกลชื่อคุณภวัตค่ะ ไม่ทราบว่าใช่คนรู้จักคุณชายหรือเปล่าคะ”

ปราชญ์นิ่งไปทันที ไม่รู้ว่าทำไมต้องหันไปมองน้องด้วย ดวงตาต้นสนจากที่อ่อนลงเหตุใดถึงแข็งกร้าวขึ้นมา

“ใช่ครับ เดี๋ยวผมไป”

“ค่ะ”

ปราชญ์มองแตงเดินออกไปแล้วก่อนจะหันมาหาต้นสน “ไว้เราค่อยคุย—”

“ไม่ต้องหรอกครับ เชิญคุณชายตามสะดวก” ชลันพูดเสียงเรียบแล้วเดินออกไปทันที ต่างจากปราชญ์ที่ไม่รู้ว่าทำไมต้นสนถึงดูโมโหอย่างนั้น

ผู้หมวดหนุ่มขอตัวกับแม่เพื่อกลับบ้าน ตอนแรกต้นอ้ออยากจะถามไถ่แต่พอเห็นใบหน้าเศร้าหมองของลูกชายจึงไม่อยากบังคับมากเลยบอกให้อาบน้ำอาบท่านอน ชลันกัดฟันกรอดเพื่อกลั้นความอ่อนแอ

คุณภวัต...

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะธันบอกว่าคนรักของพี่ปราชญ์ชื่ออะไรและคนคนนั้นเป็นผู้ชายที่ดีมากแค่ไหนจนถึงทำให้ธันยอมรับและฝากฝังพี่ชายของตนเองไว้ได้ เขาแพ้หมดรูปเลย แพ้ทุกอย่าง แพ้ให้กับผู้ชายที่ชื่อภวัต

พวกเขาโตกันแล้วคงเหมือนลุงสิงห์กับลุงไฟสินะ คงจะเตรียมไปอยู่ด้วยกันแล้วหรือเปล่า

พอคิดได้อย่างนั้นต้นสนก็เผลอน้ำตาซึม ผู้หมวดหนุ่มที่แสนจะเย็นชาต่อหน้าคนอื่นกลับมีน้ำตาออกมาเพียงเพราะคนคนเดียว

ปภารัชเดินเข้าไปในวังและตรงไปยังโทรศัพท์ ถอนหายใจไปรอบและยกสายขึ้น “ครับ”

(ปราชญ์ เป็นอย่างไรบ้าง)

คนถูกถามยังคงใบหน้าเรียบเฉย “สบายดีครับ แล้วภวัตล่ะ”

(ก็ดีครับ... คิดถึงปราชญ์นะ)

“ภวัต” ปราชญ์หลับตาลงและลืมตาอย่างคนเหนื่อยใจ “เราตกลงกันแล้วนะ”

(แต่ผมคิดถึงคุณจริง ๆ พอกลับจากทำงานแล้วไม่มีคุณอยู่ข้าง ๆ ผมเหมือนอยู่ตัวคนเดียวเลย)

ปราชญ์นึกใบหน้าของอีกฝ่ายออกว่ามีความเศร้าเสียใจแค่ไหน “ภวัต ผมไม่อยากพูดซ้ำหลายรอบ โต ๆ กันแล้ว”

(แต่ผมคิดถึงคุณจริง ๆ นะ)

เรื่องของเรามันจบไปนานแล้ว

ปลายสายเงียบลงไปทันที ปราชญ์นวดขมับ เขากับภวัตเลิกกันไปตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว แต่ภวัตก็ยังคงติดต่อหาเรื่อย ๆ แม้ปราชญ์จะย้ำแล้วย้ำอีกว่าอย่าติดต่อกันหากยังคงรู้สึกไม่อย่างนั้นภวัตจะตัดเขาออกจากชีวิตไม่ขาด ที่เลิกกันเพราะว่าปราชญ์ไม่ได้รู้สึกรักหรืออยากอยู่ร่วมกันไปจนแก่เฒ่าอีกแล้ว มันเหมือนอยู่ในจุดอิ่มตัว เรื่องนี้ก็ไม่ได้บอกน้องเลยเพราะจะกลับมาบอกเอง มีแต่เพื่อนอย่างอาทิตย์เท่านั้นที่รู้

แน่นอนว่าแรก ๆ ตัดกันได้ลำบากเพราะความสัมพันธ์อันยาวนานร่วมแปดปีมันก็มากจนกลายเป็นผูกพัน แต่ปราชญ์เป็นคนแรกที่ถอยออกมาได้ก่อนไม่อยากให้ชีวิตคู่มันยืดยาวโดยไม่มีความรักเลย เมื่อไรไม่รู้ที่ปราชญ์ไม่ได้รู้สึกกับภวัตอย่างเดิม มันอาจจะเป็นก่อนหน้านั้นนานแล้วเพียงแต่ยังไม่มั่นใจ

ที่ปราชญ์บอกไม่มีใครก็คือไม่มีใครจริง ๆ ปราชญ์ไม่ชอบโกหก เขาชอบพูดตรง ๆ ถ้าเขายังคบกับภวัตยังไงก็ต้องบอกว่ามีคนรักแล้ว แต่จะแนะนำให้ผู้ใหญ่รู้จักทีหลัง แต่เพราะว่าเขาเลิกกับภวัตไปนานแล้วจึงไม่มีใครดั่งที่พูด

(คุณเข้ามาในชีวิตผม มาเปลี่ยนอะไรหลายอย่างให้กับผม แล้วคุณก็มาทิ้งผมงั้นหรือ”

ปภารัชไม่เคยชินกับน้ำเสียงสั่นเครือของอีกฝ่าย เขากำโทรศัพท์แน่น “ภวัต ผมขอโทษแต่ผมขอร้องนะ ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้คุณจะลืมผมไม่ได้”

(ต่อให้ไม่ติดต่อผมก็ลืมไม่ได้อยู่ดี)

ชายหนุ่มถอนหายใจไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เขาไม่อยากทำเป็นสงสารเดี๋ยวจะดูเหมือนให้ความหวังเสียเปล่า ๆ “เลิกติดต่อมาเถอะนะ

(ปราชญ์ ถ้าคุณยังไม่มีใครไว้เราไปอยู่ด้วยกันได้ไหมครับ)

ปภารัชหลับตานิ่ง “ต่อให้ผมไม่มีใคร ผมก็ไม่อยากให้คุณมาทนอยู่กับผม เราจบกันไปแล้วก็ขอให้จบลงแค่ตรงนั้นเถอะนะ”

เรื่องนี้เขาคงผิดเองที่ไม่ยอมตัดให้ขาดตั้งแต่แรก ยังยื้อชีวิตคู่ต่อไปแม้ว่าจะไม่รู้สึกรักแล้ว เขาผิดที่ไม่เด็ดขาดปล่อยให้ภวัตเขามาวนเวียนตลอดแม้ว่าจะเลิกรากันไปแล้ว เพราะเขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเราคบกันมานานขนาดนี้แล้ว นึกว่าจะไปด้วยกันรอด สุดท้ายก็ไม่

ไม่ว่าจะนานอีกสิบปี ยี่สิบปี เมื่อบทจะเลิกก็เลิกกันเสียอย่างง่ายดาย บางคนไม่ได้รักกันแล้วแต่ยังอยู่เพราะผูกพันหรืออาจจะเพราะมีเรื่องลูกพ่วงด้วย ยิ่งอยู่ก็มีแต่ความทุกข์ มองและยิ้ม บอกรักให้กับคนที่ไม่รู้สึกอย่างเดิม มันน่าเจ็บปวดกว่าการเลิกราและไม่ติตต่อ เพราะกายเขาอยู่กับเราแต่หัวใจถูกปิดกั้น ต่อให้ทำดีมากเท่าใดการเลิกรักก็คือเลิกรักอยู่ดี

ปราชญ์เองก็ไม่อยากทนอยู่แต่กับความรู้สึกผิด แม้เราจะกอด จะจูบ ปราชญ์ก็ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม คำบอกรักต้องทำได้แต่กล้ำกลืนไม่พูดมันออกไป ทุกครั้งที่เขาไม่ได้ตอบรับภวัตอย่างเดิม ภวัตจะทำเพียงยิ้มและแอบไปนั่งเสียใจคนเดียว ปราชญ์ไม่อาจทนมองชีวิตพวกเขาได้อย่างนี้จริง ๆ

การที่จะดีต่อตัวภวัตที่สุดก็คือยุติความสัมพันธ์ลง

(เข้าใจแล้วครับ)

ปภารัชได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นดังอยู่แว่ว ๆ เขาจำต้องเป็นคนใจร้ายผละโทรศัพท์วางลง แต่ถึงอย่างนั้นก็โทรศัพท์หาเพื่อนสนิทที่ตอนนี้เป็นท่านทูตแทนผู้เป็นบิดาเสียแล้ว โทรคุยกันได้เพื่อนคนนี้ก็พูดไปทั่วจนปราชญ์ต้องบอกให้วกกลับมาเรื่องเดิม

“ฝากดูภวัตหน่อยนะ”

(นายยิ่งให้เพื่อนอย่างฉันไปดู ภวัตจะไม่เศร้ากว่าเดิมหรือ)

เขาเองก็คิดอย่างนั้น “ส่งใครไปดูก็ได้ ไม่ต้องเข้าไปหรอกให้ดูไว้เผื่อเกิดเรื่องอะไร”

(อืม... ถ้าอย่างนั้นให้เลขาฉันไปดูก็ได้... Excuse me!?)

เสียงชายคนหนึ่งแทรกขึ้น ปภารัชรู้จักอยู่บ้าง เพราะเลขาคนนี้เป็นลูกชายของเลขาคนก่อนของท่านชายพีระ อายุมากกว่าพวกเขาสี่ปีได้ จึงเปรียบเสมือนพี่ชายของพวกเขาเวลาอยู่ที่อังกฤษ

“ฝากรบกวนคุณเวย์ด้วยนะ”

(ได้ไม่มีปัญหา... Wait! คุณชาย! ... แค่นี้ก่อนนะ see you)

ปภารัชถอนหายใจได้แต่ขอโทษขอโพยพี่คนนี้ในใจที่รบกวนเรื่องของตนเอง แต่คงนึกใครไม่ออกแล้วที่ช่วยเรื่องนี้ได้

พอหมดเรื่องเครียดจึงนวดขมับและเดินออกจากงาน รอยยิ้มจุดขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เสียมารยาทต่อแขกที่มา

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เห็นต้นสนเสียแล้ว...

“คุยกับใครมาครับทำไมหน้าดูเครียด ๆ” ชายธันเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าพี่ของตนคุยโทรศัพท์เหมือนมีเรื่องอะไร

“พี่ทำหน้าอย่างนั้นหรือ!?” ปราชญ์รีบหันหลบแขกกลัวว่าแขกจะคิดว่าเขาไม่มีความสุขกับงานวันนี้

“เปล่าหรอกครับ” พูดเสร็จก็พลิกตัวคนพี่ให้หันมา “ก็แค่ตอนคุยโทรศัพท์น่ะครับ”

ชายใหญ่ถอนหายใจ “ไว้เสร็จงานพี่จะเล่าให้ฟังนะ ตอนนี้พี่ขอพักเรื่องเครียดไว้ก่อน”

“ได้ครับ เพราะผมก็ไม่อยากให้พี่ชายใหญ่เครียดเหมือนกัน”

คนพี่ยิ้มกว้างขึ้นมาได้จึงยกมือลูบแขนน้อง “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ”

งานต้อนรับจบลงไปด้วยดี ปราชญ์ยืนรอส่งแขกให้หมดก่อนถึงจะขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะเตรียมเข้านอน

กว่าจะนึกได้ว่าลืมคุยกับน้องเรื่องคนรักทั้งวังก็ปิดไฟกันหมดแล้ว ปราชญ์เลยคิดว่าจะเล่าให้น้องฟังพรุ่งนี้

ชายหนุ่มเดินมาพิงที่หน้าต่างในมือมีผ้าขนหนูผืนเล็กคอยเช็ดผมที่เปียก ดวงตามองไปยังดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว นกบินผ่านอยู่หลายตัว พลันหลุบตามองไปทางบ้านอีกหลังที่ห่างแค่คลองกั้น ดวงใจก็สั่นไหวเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างที่นั่งพิงหัวเตียงที่อยู่ใกล้หน้าต่าง

ไม่รู้ว่ามองนานเพียงใดถึงได้เห็นว่าต้นสนกำลังลุกขึ้นเหมือนจะปิดหน้าต่าง เป็นอีกครั้งที่ปราชญ์คาดหวังว่าจะเห็นเด็กคนนี้โบกมือให้อย่างเคย

แต่กลับได้รับเพียงดวงตาที่เพ่งมองมา ถึงจะอยู่ไกลแต่ก็พอรู้สีหน้าว่าต้นสนไม่ได้ยิ้มให้เขาเลยสักนิด...และยังปิดหน้าต่างทันที

จนดวงใจที่เต้นแรงนั้นเบาลง

ปราชญ์ถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าใดก็ไม่รู้ของวันเขาเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างบ้าง แม้จะขอมีหวังอีกสักนิดที่น้องเปิดออกมา รอจนแล้วจนเล่าก็ไม่มีวี่แววจนเห็นไฟที่เล็ดลอดออกมาเล็กน้อยนั้นดับลง ปราชญจึงต้องปิดหน้าต่างอย่างเสียไม่ได้

พรุ่งนี้ก็ต้องไปสอนแล้ว คงจะทำให้ลืมเรื่องต้นสนไปบ้างไม่มากก็น้อย

 


เฝ้าคำนึง

 


ปภารัชยืนอยู่หน้าชั้นเรียน สอนเป็นคาบที่สามของวันแล้วและมีนักเรียนรวมถึงอาจารย์รู้จักเขามากขึ้น ข่าวที่เขาเข้ามาสอนที่มหาลัยแห่งนี้ก็แพร่ไปทั่ว มีหลายคนมาทำความรู้จักจนปราชญ์แทบจะจำชื่อได้ไม่หมด

“อาจารย์หม่อมคะ”

“ครับ”

“คือว่าถ้าเกิดจะเล่าเรื่องกรีกโบราณ หากมีคำศัพท์เฉพาะตัวต้องทำอย่างไรคะ”

ปราชญ์คลี่ยิ้ม “ถ้ามีคำศัพท์เฉพาะตัวให้พูดด้วยเลยครับ เพียงแต่มีอธิบายด้วยว่าคำนี้หมายความว่ายังไงและทำไมถึงใช้คำนี้ เพราะก็ถือว่าได้บอกเพื่อน ๆ ให้ทราบและรู้เพิ่มเกี่ยวกับคำศัพท์เฉพาะได้ เหมือนเราได้เรียนรู้ไปกับเพื่อน ๆ รวมถึงให้ความรู้กับเพื่อนอีกที”

ทุกคนต่างพยักหน้า การสอนของอาจารย์คนใหม่นั้นเรียบง่าย เรียนสบายไม่เครียดจนเกินไป ให้อิสระในการถาม ให้อิสระในทางความคิด หากใครแนะนำหรืออยากจะบอกเสนออะไร อาจารย์หม่อมคนนี้ก็จะพยักหน้ารับและลองทำตามที่นักศึกษาพูด ว่าแบบนี้จะได้ผลหรือไม่ได้ผล หากได้ผลอาจารย์หม่อมจะแนะนำเพิ่มเติมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากไม่ได้ผลอาจารย์หม่อมก็จะให้ลองคิดใหม่ และเขียนเสนอนั้นไว้เพราะคิดว่าทุกสิ่งที่นักศึกษาพูดนั้นถือว่าเป็นบทเรียนและเอามาปรับมาแก้ให้มันดีขึ้นได้

“เป็นยังไงบ้างครับคุณชายกับการสอนวันแรก”

หลังจากหมดคาบปราชญ์ก็เข้าห้องพักครู เห็นอาจารย์รศิตที่สอนมาก่อนเขาเดินเข้ามาถาม

“ดีครับ นักศึกษาที่นี่ต่างก็ให้ความร่วมมือกับการสอน ผลัดกันแบ่งความคิด แบ่งคำศัพท์จากทางภาษาอื่น สนุกดีครับ”

“เห็นคุณชายมีความสุขดีผมก็ดีใจครับ” รศิตยิ้มจนแก้มบุ๋มดูมีเสน่ห์ “ว่าแต่คุณชายจะไปทานอาหารกลางวันด้วยกันไหมครับ”

ปราชญ์ผงกหัวและเก็บของ “เอาสิครับ”

โรงอาหารนั้นไม่กว้างและไม่แคบจนเกินไป ปภารัชเห็นกับข้าวน่าทานหลายอย่างแต่อาจารย์รศิตกลับเอาแต่กลัวว่าเขาจะไม่ชอบจนต้องเดินนำและซื้อกับข้าวมาให้อาจารย์หนุ่มคนนี้เลิกคิดมาก

“อาจารย์หม่อมทำไมถึงไม่สอนที่ต่างประเทศเลยล่ะครับ” ที่รศิตถามอย่างนี้เพราะปราชญ์เคยเป็นอาจารย์สอนที่มหาลัยหนึ่งในอิตาลี แต่ก็เลือกจะกลับมาสอนที่ไทย

“ผมอยากให้ความรู้เด็กที่นี่น่ะครับ ถ้าให้เทียบแล้วที่นี่ยังมีเด็กอีกมากที่ไม่มีโอกาสได้เรียนภาษา”

“ดีจังเลยนะครับ มีคุณครูที่เก่งและใจดีขนาดนี้มาสอน”

“อาจารย์รศิตก็ชมผมเกินไปครับ” ทั้งคู่ต่างหัวเราะออกมา รศิตพูดเยอะเป็นพิเศษเพราะในมหาลัยแห่งนี้แทบจะไม่เจออาจารย์ที่อายุรุ่นราวใกล้เคียงกัน ถึงแม้ว่าอาจารย์หม่อมจะอายุมากกว่าเขาตั้งหกปีได้ แต่ก็ถือว่าอายุไม่ใกล้ไม่ไกลสักเท่าใด

วันนี้ทั้งวันนอกจากจะสอนแล้วก็เป็นการคุยกัยอาจารย์รศิตที่ทักอยู่ทุกเมื่อ มีเรื่องเล่าเยอะแยะมากมายจนฟังไม่หวาดไม่ไหว

“ขับรถกลับบ้านดี ๆ นะครับคุณชาย”

“อาจารย์รศิตเช่นกันครับ” ปราชญ์ยิ้มและต่างคนต่างขึ้นรถของตัวเองในตอนที่ขับรถออกมา เขาเห็นใครบางคนที่คุ้นเคยกำลังเดินสะพายกระเป๋าอยู่ เลยบีบแตรแล้วจอดรถลง

“ฟ้าใส”

“อ่าวพี่ปราชญ์” ฟ้าใสก้มลงพร้อมยกมือทาบหน้าอกไว้

“กลับยังไงคะ กลับกับพี่ไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ต้นสนมารับ อยู่นั่นไง” เธอชี้ไปข้างหน้า ปราชญ์มองตามก็พบกับคนที่ว่าที่อยู่ในชุดตำรวจพร้อมกับรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิค

“งั้นหรือ... ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อนนะคะ”

“ค่ะ” ฟ้าใสยิ้มกว้างโบกไม้โบกมือลา

ปราชญ์ขับรถออกมาพลางมองไปทางใครอีกคนที่จ้องมาทางนี้เช่นกัน ก่อนที่จะเป็นต้นสนที่หันหน้าหนีไปก่อน

จึงไม่มีความใดใดที่จะต้องพูดกันอีก

พอกลับมาถึงบ้านก็ต้องจัดเตรียมเอกสารการเรียนหลายอย่างเพื่อนำไปสอนนักศึกษาพรุ่งนี้ รวมถึงเอาพวกอุปกรณ์การเรียนที่แวะซื้อมาก่อนกลับไปให้นักเรียนที่พักคนงาน ตอนนี้เย็นมากแล้ว ปราชญ์จึงไม่ได้สอนแต่เอาของไปให้แทน

“อาจารย์สุดหล่อมาแล้ว” เด็กสาวตะโกนบอก เด็ก ๆ ทุกคนจึงผละจากครูจำเป็นอย่างหมวดชลันไปหาใครบางคนที่เพิ่งมาถึง

“พี่ซื้อมาให้ครับ” ปราชญ์ชูของในมือ เด็ก ๆ ต่างดีใจกันยกใหญ่ เขาเดินเข้าไปในบ้านก่อนจะชะงักเมื่อเจอใคร “ขอโทษที่รบกวนนะครับ แค่เอาของมาให้เด็ก ๆ เท่านั้น”

“ตามสบายครับ” ต้นสนว่าพลางนั่งลงอ่านหนังสือของตัวเองเพื่อเตรียมสอนต่อ วันนี้ชายธันไม่ได้มาสอนเพราะติดงานที่กรมตำรวจคงกลับค่ำ

“นี่ของหนู” ปราชญ์ยื่นให้เด็กสาวที่พนมมือไหว้ก่อนจะให้ครบทั้งหกคน

“พี่ต้นสนดูสิ” เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งไปหาคนหน้าชั้นเรียน “สวยไหม”

ต้นสนเงยหน้ามองหนังสือและกล่องใส่ดินสอสีชมพู “อืม”

คำตอบเพียงเท่านั้นทำให้เด็กสาวหน้าง้ำหน้างอ “พี่ต้นสนนิสัยไม่ดีเลย ตอบอืมใส่หนูได้ยังไง”

“อ่าว แล้วจะให้ตอบยังไง”

“สวยมากกกกกก แบบนี้ไง”

“ยานคางไปไหน” ต้นสนส่ายหัวพลางยิ้มขำ

“ก็หนูอยากให้พี่ต้นสนชมหนิ”

คนถูกร้องขอวางมือบนกลุ่มผมนุ่มแล้วโยกเบา ๆ “สวยมากกกก เลยค่ะ”

“ก็แค่นั้น” เด็กสาวแอบกลั้นยิ้มจนแก้มป่องแล้วเดินไปร่วมวงกับเพื่อน ๆ

ชลันมองตามยิ้มอย่างนึกเอ็นดูก่อนที่จะตกใจเมื่อถูกมองอยู่ เลยกระแอ่มไอแล้วทำเป็นอ่านหนังสือต่อ

ปราชญ์ที่เผลอยิ้มในตอนที่มองน้องต้องปรับสีหน้าตัวเองใหม่ เขามองหนังสือภาพที่มีภาษอังกฤษประกอบหลายเล่มก่อนจะเดินไปหาครูจำเป็น

“คือพี่... ผมซื้อหนังสือภาพมาน่ะครับ เอาไว้ให้เด็ก ๆ เรียนรู้ ยังไงฝากแจกให้แทนด้วยนะครับ แล้วก็มีของสำหรับคนสอนด้วยเลยอยากฝากไว้ก่อน เผื่อว่าผมไม่ว่าง” แม้จะปวดหนึบตรงช่วงอกที่ต้องแทนตัวเองเหมือนคนอื่นไกล แต่เพราะปราชญ์ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวยังไงกับอีกฝ่าย ที่ดูเหมือนจะเย็นชาใส่เขาอีกระลอก

ต้นสนวางหนังสือลงและรับหนังสือภาพนั้นมา หยิบมาเปิดดูไปพลาง ๆ พลันเผลอมองภาพสัตว์และภาษาอังกฤษที่แต่ก่อนเขาไม่เข้าใจก็มีพี่กรณ์สอนรวมถึงใครคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาที่เคยซื้อไว้ให้ ความทรงจำสมัยเด็กไหลเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ จนเผลอกำหนังสือแน่น

เมื่อไรกันที่เขากลายเป็นคนทำให้รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นนี้จางหายไป...

“ขอบคุณแทนเด็ก ๆ ด้วยนะครับ”

“ยินดีครับ” เราทั้งคู่ต่างสบตากันอยู่อย่างนั้น ความคิดถึง ความห่วงหายังคงเปี่ยมอยู่ในอก ปราชญ์เคลื่อนมือไปสัมผัสแก้มน้องอย่างเผลอตัว นิ้วโป้งเกลี่ยไปมา ดวงตาคู่อ่อนนั้นดูมีความหมายโดยไม่ต้องพูดอะไร

อยากกอด อยากบอกคิดถึง อยากส่งยิ้ม อยากทำอะไรที่เหมือนเมื่อก่อน

“ครูปราชญ์จะสอนไหมครับ” เสียงทักของเด็กหนุ่มคนหนึ่งทำให้ปราชญ์ต้องผละออกอย่างตกใจ

“ขอโทษนะครับ วันนี้พี่มีงานเยอะ ไว้วันหลังนะ” ปราชญ์หันไปบอกเด็ก ๆ พลางยิ้มและนั่งลงยีหัวทุกคนที่ดูจะเสียดาย

ในตอนที่ลุกขึ้นสัมผัสอุ่นร้อนที่แนบกับหลังทำให้ลมหายใจของปราชญ์สะดุด แผ่นหลังของเขาดูบอบบางไปเลยเมื่อเทียบกับอกหนาของคนด้านหลัง

“ขอโทษครับ” เสียงทุ้มต่ำนั้นกระซิบบางเบา ลมหายใจพัดผ่านใบหู และผละออกไป

หัวใจของเขาสั่นไหว รู้สึกอากาศร้อนขึ้นมาทันตา “ไม่เป็นไรครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อน”

เขาพูดโดยไม่หันไปมองคนด้านหลังเลยสักนิด บอกลาเด็ก ๆ และรีบเดินกลับไปทางเดิม ในหูยังได้ยินเสียงหัวใจดังกึกก้องไม่ขาดสาย ยิ่งจำได้ว่าตัวเองไปลูบหน้าอีกฝ่ายหน้าก็ยิ่งเห่อร้อนขึ้นมา

ทำไม...

ทำไมเขาถึงเป็นขนาดนี้





จบบทที่ ๘

-------------------------------------------------------------------------
ไหนว่าฟิลกู๊ด? ปรับอารมณ์ไม่ทัน เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวเศร้า
ไม่ได้ลืมคุณภวัตน้าา แค่ยังไม่ได้บอกว่าเลิกกันแล้ว ฮืออออ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-06-2020 16:23:43 โดย IMYean. »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๘
«ตอบ #36 เมื่อ21-06-2020 18:23:30 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๙
«ตอบ #37 เมื่อ25-06-2020 18:03:09 »

 
 


บทที่ ๙

เป็นห่วง




สองอาทิตย์แล้วที่ปราชญ์ได้มาสอนในมหาลัยแห่งนี้ รู้จักใครหลายคนและจำชื่อได้มากกว่าเดิม วันนี้เขาต้องไปทานอาหารพร้อมกับเด็จพ่อที่เดิมเพราะท่านชวน เห็นว่ามีเรื่องจะถาม

เพียงไม่นานก็มาถึงที่หมาย เข้าไปก็เจอคนที่รู้จักมักคุ้นอย่างดีขาดเพียงแค่ท่านอธิบดีอิฐเท่านั้น ปราชญ์ยกมือสวัสดีท่านรองกล้าและนั่งลงข้างน้องเหมือนเดิมแต่เพราะว่าท่านอธิบดีไม่มา จึงอยู่ตรงข้ามกับต้นสนพอดี

พอสั่งก๋วยเตี๋ยวเสร็จเด็จพ่อก็เอ่ยถามทันที “เจอเรื่องแปลกอะไรที่มหาลัยบ้างไหมชายใหญ่”

ปราชญ์ขมวดคิ้ว “ไม่นะครับ มีอะไรหรือเปล่า”

“พอดีว่ามีฆาตกรต่อเนื่องยังลอยนวลน่ะ เห็นว่าผ่านทางมหาลัยที่ปราชญ์สอนด้วย พ่อกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับนักศึกษาหญิงที่นั่น”

“คนเดียวกับที่ออกข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าฆ่าข่มขืนผู้หญิงน่ะหรือครับ”

“ใช่ นี่ก็สองศพแล้วยังจับตัวไม่ได้เลย” เด็จพ่อว่าพลางทำหน้าเครียด

“ถ้าเจอข่าวอะไรบอกทางเราด้วยนะครับคุณชาย”

“ได้ครับท่านรอง” ปราชญ์พยักหน้า เพียงครู่ก๋วยเตี๋ยวแบบเดิมที่เขาชอบก็มาวางตรงหน้า

“นี่ค่ะอาจารย์หม่อม”

“ขอบคุณค่ะ” ปราชญ์ยิ้มรับ “เห็นว่าไม่สบายเลยไม่ได้ไปเรียน เป็นอย่างไรบ้างเพียงขวัญ”

“พอได้นอนพักก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ เลยออกมาช่วยแม่แทน พรุ่งนี้ไปเรียนได้แน่นอนค่ะ”

“ถ้ายังไม่ไหวก็พักอีกสักวันก็ได้นะคะ”

“ให้ไปเถอะค่ะคุณชาย เดี๋ยวจะเรียนตามไม่ทันเพื่อนเอา” ผู้เป็นแม่ที่เป็นเจ้าของร้านว่า “แต่พูดเรื่องจะไปมหาลัยแล้ว หมวดชลันไปส่งและรับเจ้าขวัญได้ไหมคะ”

“แม่” เพียงขวัญเตือนแม่ด้วยใบหน้าแดงก่ำ

ปราชญ์หันมองคนที่อยู่ในบทสนทนาทันที

“ได้สิครับ” ต้นสนหันไปยิ้มให้

ไม่รู้ว่าทำไมถึงกำตะเกียบแน่นเพียงนี้ ปราชญ์ไม่เข้าใจตัวเองเสียเลย รอยยิ้มนั้นที่เขาอยากจะเห็นบ้าง แต่กลับไม่เคยได้รับ

“แต่พี่ต้นสนไปส่งฟ้าใสแล้ว แถมรถมอเตอร์ไซค์ซ้อนสามไม่ได้ด้วย”

“เดี๋ยวอาจารย์มารับได้ครับ” ไม่รู้เพราะเหตุใดปากของปราชญ์จึงขยับพูดขึ้นจนทุกคนต่างหันมองเป็นตาเดียว ก่อนที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปจึงรีบแก้ข้อสงสัย “เผื่อว่าหมวดชลันไม่ว่างน่ะครับ”

หมวดชลันที่ว่าหันมองทางนี้ ปราชญ์เลยเผลอหลบดวงตาคมเข้มนั้น

“ว่างครับ เดี๋ยวพี่มารับเอารถยนต์มาก็ได้”

“ดีเลยค่ะหมวด บางทีป้าก็ไปส่งไม่ได้เพราะต้องเตรียมร้าน จะให้ขึ้นรถโดยสารก็กลัวจะเกิดอันตรายตอนเดินทางกลับเย็น ๆ”

“ยินดีเสมอครับ ไว้พรุ่งนี้เช้าพี่จะมารับนะ” ต้นสนคลี่ยิ้มให้เพื่อนของน้องสาว เธอแก้มแดงเล็กน้อยและผงกหัวตอบรับ

“เสน่ห์แรงนะเอ็ง” ท่านรองดันศอก

ต้นสนทำเพียงยิ้ม

ไม่รู้ว่าปราชญ์ใช้ตะเกียบคนเส้นนานเท่าใด ถึงได้ถูกน้องชายแตะเข่า

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ชายธันถามเสียงเบาเมื่อเห็นว่าพี่ชายตนดูเหม่อลอย คล้ายไม่อยากอาหาร

“เปล่าหรอก เครียดนิดหน่อย” เปรยยิ้มไม่ให้น้องเป็นห่วงมากไป

“แน่นะครับ มีอะไรบอกผมได้นะ” ธันยังคงห่วง

“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ” ว่าแล้วก็ตบบ่าน้องให้ทานอาหารกันต่อ

นั่งคุยกันร่วมชั่วโมงปราชญ์เห็นว่าได้เวลากลับไปสอนแล้วจึงลุกขึ้นและขอตัวไปสอนก่อน ไม่วายสายตายังหันไปมองใครบางคนที่นั่งมองอยู่

“ฝากดูที่มหาลัยให้ด้วยนะ จะส่งตำรวจเข้าไปดูลาดเลาตอนนี้เดี๋ยวมันจะไหวตัวทัน เพราะบางทีอาจจะเป็นอาจารย์หรือนักศึกษาชาย” เด็จพ่อว่าเสียงเครียด

“ได้ครับ เดี๋ยวผมช่วยอีกแรง แต่ทางที่ดีส่งตำรวจปลอมตัวเข้าไปสอดส่องเผื่อก็ได้”

“อืม ว่าจะส่งหมวดชลันไปเหมือนกัน ถ้ายังไงเดี๋ยวให้หมวดชลันไปหาอีกที”

ปภารัชนิ่งไปทันทีก่อนจะยิ้มรับเพราะยังไงเรื่องนี้ก็ต้องสนใจ เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้จะเป็นอันตรายต่อลูกศิษย์ของเขาหรือผู้หญิงที่เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวได้ คงต้องระวังไว้ก่อน

“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัว” ยกมือไหว้ผู้ใหญ่แล้วตบบ่าน้อง เดินออกจากร้านเพื่อไปยังรถของตนเอง

ตกเย็นปภารัชต้องไปสอนเด็ก ๆ ทั้งหกคนที่บ้านพักอย่างเดิม เขาเตรียมขนมไปด้วยเพื่อให้เป็นของรางวัลกับคำถามง่าย ๆ ที่จะให้ตอบในวันนี้

เมื่อเห็นใครบางคนที่ยืนสอนอยู่จึงผงกหัวแล้วเดินเข้าไปนั่งข้างน้องชายที่กำลังตรวจการบ้านอยู่ ปราชญ์มองพลางยิ้ม อาจมีผิดบ้างแต่ก็ถือว่าเก่งกันมากเลย เขาหันไปมองบรรยากาศการสอนวิชาคณิตศาสตร์

ไม่คิดเลยว่าต้นสนจะสอนเก่งขนาดนี้ การพูด น้ำเสียง สูตรที่ให้ ดูฟังระรื่นหูและยังง่ายต่อเด็ก ๆ ใบหน้าดูผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยได้เห็นเลยตั้งแต่กลับมาจากที่นี่ ปราชญ์มองน้องเพลิน ทุกครั้งที่ข้อมือนั้นขยับขึ้นเขียนกระดาน ลายมือเป็นระเบียบสวยงามอ่านง่าย

น้ำเสียงทุ้มที่ดูนุ่มลง จากที่เคยถูกสอน มาวันนี้กลายเป็นคนที่จะต้องสอนคนอื่นแล้ว เดาได้ไม่ยากเลยว่าต้นสนรักและเอ็นดูเด็ก ๆ แค่ไหน และคงจะรักผละผูกพันกับคนงานที่นี่ ถึงได้มาช่วยงานตลอด

หากว่าเรายังเป็นเหมือนเดิม คงจะดีกว่านี้...

“เป็นไงบ้าง ยากไหม”

“ไม่ยาก” เด็ก ๆ ตอบเสียงใส

พองานที่ให้เสร็จเรียบร้อยทุกคนก็ต่อแถวส่งงาน ชายธันจึงผายมือให้ว่าถึงตาเขาแล้ว

ปราชญ์วางขนมไว้และเริ่มสอนเกร็ดเล็ก ๆ น้อยๆ

“นายว่าพี่ฉันสอนดีไหม” อยู่ ๆ ชายธันที่ตรวจการบ้านเสร็จแล้วเอ่ยถามคนข้างกายที่ทำเป็นก้มตรวจงานแต่ก็ยังคงเงยหน้ามองคนหน้าชั้นเรียน

“อืม” ชลันตอบรับในลำคอ ขมวดคิ้วมุ่นทำเหมือนเครียดเสียจริงกับแค่ตรวจงานเด็ก ๆ และมันก็ไม่ได้ยาก เห็นตรวจถูกเอา ๆ

“บางทีฉันก็ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นคนช่างสังเกตเหมือนกันนะ แต่คงเพราะทำมาตลอดเลยพอจะเดาถูกว่าใครมีอะไรในใจหรือคิดอะไรอยู่”

“จะพูดอะไรกันแน่” ต้นสนวางปากกาหมึกแล้วหันมองเพื่อน

“ถ้าไม่มีทิฐิมากจนเกินไป นายน่าจะรู้ตัวว่านายมองพี่ปราชญ์เยอะแค่ไหน เหมือนอยากคุย แต่พอพี่ฉันมองนายกลับ ดันทำเป็นหน้านิ่งใส่” พอเห็นว่าเพื่อนตั้งท่าจะเถียงเลยยกมือห้ามแล้วพูดต่อ “ฉันอาจจะคิดผิดหากนายเป็นแค่ไม่กี่ครั้ง แต่นี่ฉันเห็นนายเป็นอย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นจะเถียงอะไรฉันไม่ได้แล้วนะ”

ชลันถอนหายใจแล้วตรวจงานต่อ “ไร้สาระ”

“หึ ฉันว่านายกับฉันน่าจะสลับกันนะ ตอนเด็กฉันทำตัวนิสัยเสียแต่นายเป็นเด็กที่ดูมีเหตุผล แต่พอโตขึ้นมาฉันเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น ส่วนนายเหมือนว่าจะเลิกเรียนรู้เรื่องความรู้สึกของคนอื่นไปแล้ว"

คำพูดที่แทะโลมทำต้นสนจุกเอาไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากเถียง เพราะธันก็พูดไม่ผิดหนัก เพราะตอนนี้เขาเห็นแก่ตัวมาก แม้จะรู้แต่ไม่ยอมปรับนิสัย

“ฉันมีเหตุผล”

“เหตุผล?” ชายธันเลิกคิ้วพลางส่ายหัว “เหตุผลของนายคืออะไรฉันไม่รู้ ฉันถามเรื่องที่นายไม่ตอบจดหมายพี่ปราชญ์ตั้งแต่ตอนเรียนนายร้อย แต่นายก็บอกว่ามีเหตุผลของนาย ฉันเลยไม่ก้าวก่ายมากกว่านั้น แล้วพอมาเจอกันอีกทีนายทำนิสัยแย่ใส่พี่ของฉัน นั่นหมายความว่าการที่นายจะมีเหตุผลส่วนตัวจึงต้องทำร้ายจิตใจผู้อื่นด้วยหรือ”

ต้นสนนิ่งไปทุกครั้งที่เพื่อนพูด เขารู้และเข้าใจ เขาเคยคิด แต่บอกแล้วว่าเขากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดว่าที่ทำแบบนี้เพราะเขาโกรธ หึง หวงพี่ปราชญ์ ไม่อยากคุยกับคนที่ผิดสัญญา ไม่อยากคุยกับคนที่บอกเขาว่าห้ามลืมกัน แต่ตัวเองดันลืม ไม่อยากคุยกับคนที่บอกรักทำให้ไหวหวั่น แต่แท้จริงมีคนรักอยู่ข้างกาย

ถึงแม้ที่ผิดสัญญาบอกว่าจะรีบกลับก็ทำเพื่อให้เขาสบายใจ

ถึงแม้บอกห้ามลืมกันแต่ถ้าเขาเอารูปให้ดูตอนโตกลับมาคงจะจำได้ทันที

ถึงแม้ว่าการบอกรักนั้นจะบอกรักเพราะเห็นเป็นน้องชายคนหนึ่ง ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น

ถึงแม้ไม่รู้ว่าเขาชอบแล้วพาลทุกสิ่งทุกอย่างและทำตัวเย็นชาใส่ก็ยังคงไม่โกรธเขา เอาแต่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยยิ้มให้อีกตามเคย ก็ยังคงรออย่างคาดหวัง

มันทำให้ต้นสนละอายใจ แต่ถ้าจะให้คุยและยิ้มอย่างเคยคงตอบว่าทำไม่ได้ เพราะเขาอาจจะเผลอใจ อยากคาดหวังบ้างว่าสักวันพี่ปราชญ์จะชอบเขา ไม่อยากเป็นอย่างนั้น ไม่อยากเข้าไปแทรกคู่ของทั้งสอง เป็นน้องที่ไม่ซื่อสัตย์มันดูไม่ดีเลย

“เอาเถอะ นายจะมีเหตุผลกี่ร้อยกี่พันข้อก็ตามใจ แต่อย่าเอาเหตุผลนั้นมาทำร้ายพี่ของฉัน” ชายธันว่าเสียงเรียบดวงตาคมกริบจดจ้องเพื่อน “ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”

ต้นสนเสหน้าหลบ “เข้าใจแล้ว”

 
 

เฝ้าคำนึง

 


ปราชญ์เดินเลียบไปทางหลังตึกคณะอักษร หันมองรอบกายเมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงเข้าไปยังห้องเก็บของ เห็นใครบางคนในชุดนักศึกษาชายยืนรออยู่ด้านใน

“มีอะไรน่าสงสัยหรือเปล่าครับ”

ผู้เป็นครูส่ายหน้า “ครูที่นี่ไม่มีใครดูน่าสงสัยเลย ส่วนนักศึกษาชายเองก็คงจะดูได้ไม่หมด”

ชลันพยักหน้าพลางจดอะไรไปด้วย “แล้วยังมีใครอีกไหมนอกจากอาจารย์และนักศึกษา ที่นี่มีคนทำความสะอาดหรือภารโรงบ้างหรือเปล่า”

“อ่อ มีภารโรงสามคนครับ ผู้ชายสองคนกับผู้หญิง”

“ทำไมผมไม่เห็นเลย”

“พอดีว่าภารโรงเขาจะมาทำช่วงเช้า กลางวัน และเย็นน่ะครับ ทำเป็นเวลาไม่ได้เดินไปทั่วมหาลัยด้วย”

ผู้หมวดหนุ่มลูบปลายคาง “ชายภารโรงอายุเท่าไรครับ พอจะทราบไหม”

“มีคนหนุ่มคนหนึ่งน่าจะอายุใกล้เคียงกับผมและคนแก่คนหนึ่งครับ”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะจับตาดูภารโรงสองคนนี้เอง ฝากคุณชายดูอาจารย์และนักศึกษาชายให้ด้วยนะครับ”

ปราชญ์พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ แต่ก่อนจะออกไปก็ถูกจับข้อแขนไว้ สัมผัสอุ่นร้อนทำให้ปราชญ์เผลอใจเต้นแรง

“ขอโทษครับ” ชลันรีบผละออก “ผมแค่จะบอกว่าระวังตัวด้วย”

ความเป็นห่วงที่สะท้อนออกทางสายตาทำให้ปราชญ์เปรยยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ “คุณก็เหมือนกันนะ”

พอขึ้นมายังห้องพักครูได้ดูเหมือนว่าทุกคนจะอยู่ในห้องกันหมดและคงจะเครียดกันมากด้วย “อาจารย์รศิตครับ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

อาจารย์รศิตถอนหายใจ “ก็ที่มีข่าวฆ่าข่มขืนน่ะครับ ทางคณบดีเลยจัดประชุมด่วนเพราะเห็นว่าคนร้ายผ่านมาทางนี้กลัวว่าอาจจะหลบซ่อนในมหาลัยนี้ด้วย”

“งั้นหรือครับ”

“คุณชายก็ไปด้วยกันนะครับ ท่านคณบดีเรียกอาจารย์ทุกคน”

“ได้ครับ ผมเองก็ห่วงความปลอดภัยของนักศึกษาและอาจารย์ท่านอื่นเช่นกัน”

อาจารย์รศิตส่ายหน้า “ผมไม่เข้าใจเลย ทำได้ยังไงนะ มันไม่ใช่คนแล้ว”

ปราชญ์นึกคิดเพียงครู่ “แล้วอาจารย์รศิตสงสัยใครบ้างไหมครับ”

คนถูกถามขมวดคิ้วพลางนึกและสังเกตคนรอบตัว “จะให้สงสัยสุ่มสี่สุ่มห้ามันก็คงไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็นึกใครไม่ออกเลยครับ”

“ผมก็คิดอย่างนั้น”

“บางทีอาจจะผ่านมาเฉย ๆ แล้วหลบหนีไปที่อื่นแล้วก็ได้นะครับ”

ปราชญ์พยักหน้า ส่วนนี้ก็เป็นไปได้ “แต่ยังไงก็ต้องตรวจดูที่นี่ก่อน การเรียกประชุมนี้ก็ถือว่าเป็นผลดีเหมือนกัน อาจารย์ทุกท่านจะได้คอยช่วยสอดส่องได้”

“ครับ และผมหวังว่าจะจับมันได้เร็ว ๆ กลัวนักศึกษาหญิงจะเป็นอันตรายมากที่สุดแล้วครับ”

พอประชุมเสร็จ ปราชญ์จึงขอตัวไปทำธุระส่วนตัว เพราะไม่มีสอนช่วงบ่ายสอนอีกทีก็บ่ายสาม ไม่รู้ว่าจะได้เจอต้นสนเมื่อไรเขาจึงรอในห้องเก็บของ ข้างในนี้ทั้งมืดและอับ อุปกรณ์ที่ใช้วันกิจกรรมกับคาบพละจึงไว้ในนี้เป็นส่วนใหญ่ ห้องเก็บของมีเกือบทุกตึก แต่ที่นี่ลับตาคนที่สุด

เสียงคล้ายคนกำลังเปิดประตูทำให้ปราชญ์ต้องไปหลบก่อนเผื่อว่าเป็นคนอื่น แต่พอเห็นว่าเป็นใครก็โล่งใจ

“ผมมีเรื่องจะบอก”

“ผมเองก็มีถ้าอย่างนั้นคุณพูดก่อนเลย”

ชลันส่ายหน้าแล้วผายมือ “คุณก่อนเลยครับเพราะผมต้องเก็บรายละเอียดก่อน”

“ได้ครับ คือก่อนหน้านี้ทางคณบดีเรียกประชุม—” ยังไม่ทันพูดอะไรมากกว่านี้คนหูไวอย่างต้นสนจึงรีบยกมือปิดปาก

“รีบหลบก่อนครับ” ไม่ว่าเปล่ายังดึงตัวคนอายุมากกว่าเข้าไปหลบในตู้ล็อกเกอร์เก่า ทั้งคู่ต้องก้มหัวเพราะตัวสูงกว่าตู้ แสงสว่างจากด้านนอกทำให้มองลอดช่องว่างไปได้ แต่ยังไม่ทันมองหน้าได้ชัดประตูก็ปิดลงจนข้างในมืดมิดอีกครั้ง

“กูบอกแล้วไงว่าห้ามพูด” เสียงใครบางคนตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยว น้ำเสียงออกจะเป็นคนดูมีอายุหน่อย

“จะปิดต่อไปหรือไง ฉันก็กลัวนะพี่” ปราชญ์พอจำได้ว่าเป็นเสียงใคร เธอคือป้าภารโรงและอีกคนคงจะเป็นสามีแกที่เป็นภารโรงเหมือนกัน

“เดี๋ยวเรื่องก็เงียบไปเอง มึงน่ะหุบปากไว้”

“พี่แต่ตำรวจมาที่มหาลัยเลยนะ” เธอพูดเสียงสั่นเพราะคงเจอต้นสนเข้า แม้นักศึกษาจะเยอะแต่เธอก็รู้ว่าต้นสนไม่ใช่นักศึกษาที่นี่แน่นอน

“ก็ช่างหัวมันสิ ทำเป็นไม่รู้ต่อไป เข้าใจไหม!” ลุงภารโรงพูดลอดไรฟันจนปราชญ์ได้แต่กำมือแน่น ทำไมถึงต้องข่มขู่ขนาดนั้น

“ออกไป แล้วอย่าให้มีพิรุธ” ลุงภารโรงว่าเพียงเท่านั้นก็เดินออกไป ป้าแกถึงจะเดินตามออกไปไม่ต่างกัน

เสียงเท้าที่เดินออกไปไกลแล้วทำให้หมวดชลันถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเปิดตู้ออกแล้วให้อีกคนออกไปก่อน

“ก่อนหน้านี้ผมตามพวกเขาอยู่แล้วป้าแกเห็นพอดี เธอรู้ว่าผมไม่ใช่นักศึกษาเลยถามว่ามาทำอะไร จนต้องบอกไปว่าเป็นตำรวจ เธอดูตกใจมากเลยนะแถมยังสั่นพูดอ้ำอึงเหมือนกลัวอะไร” หมวดชลันเปิดปากเล่าคลายข้อสงสัย

“ถ้าอย่างนั้นแปลว่าลุงภารโรงเขา...” ปราชญ์หน้าเสีย ลุงแกออกจะใจดีขนาดนั้นทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ

“คงต้องตามให้แน่ใจก่อนครับ ผมยังตัดสินอะไรไม่ได้”

“ไม่อยากจะเชื่อเลย” ว่าแล้วก็ถอดแว่นพลางลูบหน้าตัวเอง สัมผัสแผ่วเบาตรงไหล่ทำให้ปราชญ์หันไปมอง

“คนเราดูภายนอกอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ ถ้าทำผิดไปแล้วต่อให้ก่อนหน้าเป็นคนดีแค่ไหน ผิดก็คือผิดครับ ทั้งฆ่าและข่มขืน ไม่ควรให้อภัย”

“ผมรู้ ผมแค่ใจหาย เพราะหลายวันก่อนผมยังได้คุยเล่นกับพวกเขาอยู่เลย นักศึกษาหลายคนก็ดูสนิท”

ชลันบีบไหล่นั้นบางเบาแต่หนักแน่น “ขอโทษนะครับที่ต้องมาทำให้เจอเรื่องลำบากใจ”

“ไม่เป็นไร ผมเต็มใจ” ปราชญ์คลี่ยิ้มแล้วจับหลังมือของคนตรงหน้าที่วางไว้บนไหล่ วันนี้อาจเป็นเพราะต้องประสานงาน ต้นสนจึงดูพูดเยอะเป็นพิเศษ ทั้งยั้งออกอาการเป็นห่วง อดไม่ได้ที่จะอยากปล่อยให้เวลามันหยุดลง

เพราะเขากลัวว่าจบจากตรงนี้ไป ต้นสนจะไม่เป็นห่วงเขาอย่างเดิมอีกแล้ว

“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับหมวด”

ชลันจุดยิ้มบาง สายตาปรับให้มองความมืดได้แล้ว อีกฝ่ายก็คงจะปรับได้แล้วเหมือนกันถึงทำหน้าตกใจที่เห็นเขายิ้ม “ยินดีครับ”

ไม่รู้ว่าต้นสนจะได้ยินไหม เสียงกึกก้องที่ดังอยู่ในอกนี้ ปราชญ์เม้มปาก บางทีเขาอาจจะมองไม่ชัดเพราะสายตาสั้น เลยรีบใส่แว่นกลับเข้าไปแต่เงยหน้ามองอีกทีคนตรงหน้าก็ไม่ได้ยิ้มแล้ว

สงสัยคงจะคิดไปเอง...

คิดได้อย่างนั้นคนอายุมากกว่าจึงทำหน้าเสียดาย สร้างความงุนงงให้ต้นสนไม่น้อย แต่พอนึกได้ว่าพี่ปราชญ์สายตาสั้นจึงเข้าใจแต่ก็ไม่ได้แก้ไขข้อข้องใจว่าเมื่อกี้เขายิ้มจริงหรือเปล่า

“แล้วคุณชายมีเรื่องอะไรจะบอกหรือครับ”

ปราชญ์เลิกคิดเรื่องอื่นแล้วเข้าเรื่องเดิมทันที “ก่อนหน้านี้ทางคณบดีเรียกประชุมอาจารย์ทุกคนครับ คุยเรื่องคนร้ายที่ผ่านทางมหาลัย บอกว่าให้จับตาดูนักศึกษาชายไว้ด้วย”

“เข้าใจแล้วครับ เอาเป็นว่าผมจะกลับไปที่สน.อีกที คงต้องมาสอบปากคำพวกเขา” มือหนาผละออกจากไหล่อย่างอ้อยอิ่ง

“คงต้องไปแล้วใช่ไหม...” เสียงถามช่างเบาหวิวคล้ายถามอากาศกับลมแต่เพราะในห้องมันเงียบจึงได้ยินชัดเจน

ชลันเผลอกำมือแน่น อยากกอด... นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำแต่ทำไม่ได้

“ครับ ผมขอตัวก่อนนะ” ถ้ายังไม่ออกไปจากตรงนี้มีหวังได้ทำตามอะไรใจอยาก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่อยู่ใกล้พี่ปราชญ์นั้นทำให้ต้นสนอยากจะเล่าเรื่องชีวิตตัวเองและโม้ไปเรื่อยเหมือนตอนเด็ก อยากได้รับรอยยิ้มเอ็นดู อยากให้อีกคนหัวเราะเวลาที่ฟังเรื่องของเขา อยากจะยิ้มให้อย่างไม่มีอะไรตะขิดตะขวงใจ ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งเก็บอาการไม่อยู่ เพราะอย่างนั้นต้นสนจึงต้องหลีกหนีตลอดถ้ามีโอกาสหรือไม่ก็ไม่มองหน้าและทำเย็นชาใส่ เพื่อสร้างเขตกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามามากกว่านี้

แท้จริงแล้วเขามันก็แค่คนใจเสาะ ลองได้ยืนคุยมากกว่านี้สิ เขาคงออดอ้อนเหมือนเด็กไปแล้ว

ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงก็มีรถตำรวจมากมายเข้ามาในมหาลัย ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ให้ไปรวมกันที่โดมห้ามใครไปไหน รวมถึงภารโรงทั้งสองคนด้วย

ปราชญ์เห็นอย่างนั้นจึงเดินเข้าไปถามต้นสนทันที “แล้วลูกเขาไปไหน”

“นอนป่วยอยู่ครับลุกมาไม่ได้”

พอได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ นักศึกษาชายกับอาจารย์ที่เป็นผู้ชายถูกสอบปากคำ ณ วันที่เกิดเหตุว่าตอนนั้นอยู่ที่ไหน ส่วนนักศึกษาหญิงก็ประกาศเรื่องอันตรายให้ทราบเพราะบางคนต้องเดินทางกลับบ้านคนเดียวจึงจะให้มีรถไปส่งให้ก่อน

“จับผมเลย!” เสียงหนึ่งดังขึ้น พอมองไปก็พบว่าเป็นลุงภารโรง “จับผมเลย ผมทำเองไม่ใช่นักศึกษาหรืออาจารย์ที่ไหนทั้งนั้น”

แกพูดเสียงดังส่วนป้าภารโรงก็ทรุดนั่งร้องห่มร้องไห้ไปเสียแล้ว ปราชญ์มองหน้ากับต้นสนอย่างรู้กันก่อนที่ต้นสนจะไปกุมตัว

“ยังต้องมีหลักฐานเพิ่มครับ”

“หลักฐานอะไร ก็ผมเนี่ยคนทำ จับไปเลย!” ไม่ว่าเปล่ายังยื่นแขนท่าเดียว

“ใจเย็น ๆ นะครับ ผมจะจับใครสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้” ชลันยกมือห้าม

“ก็จับไปสิวะ” ลุงแกดูโมโหก่อนจะตกใจเมื่อแกเอามีดออกมาแล้วจับตัวนักศึกษาชายคนหนึ่งไว้ “เอาสิวะ กูจะฆ่ามันให้ดู”

“ใจเย็นครับลุง”

“พี่!” ป้าภารโรงร้องเสียงหลงที่สามีทำอะไรบุ่มบ่ามจนเธอใจเสีย

ปราชญ์ส่ายหน้าทำไมถึงอยากโดนจับขนาดนั้นทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ให้ป้าแกพูดอะไรเลย แต่ก่อนจะคิดอะไรเขาก็เห็นนักศึกษาหญิงคนหนึ่งเดินออกไป

“ชายธัน เดี๋ยวพี่มานะ เห็นนักศึกษาหญิงเข้าไปหลังตึกคงจะไปเข้าห้องน้ำ พี่เป็นห่วง”

“ได้ครับ เอาตำรวจไปด้วยคนหนึ่งเพื่อเกิดเรื่องอะไร”

ปราชญ์พยักหน้าแล้วรีบวิ่งตามไป ต้นสนที่ยกมือปรามลุงภารโรงอยู่เห็นหลังของใครบางคนหายเข้าไปหลังตึกจึงต้องขอลูกน้องให้ช่วยคุยก่อนส่วนเขาก็วิ่งตามพี่ปราชญ์ไป

ปราชญ์เดินออกมาก็ไม่เห็นใครแล้วจึงขอวิสาสะเข้าไปในห้องน้ำหญิง “นักศึกษาครับ อยู่หรือเปล่า” ไม่มีเสียงตอบรับจึงต้องเดินออกมา ถ้ามันหลังตึกนี้ก็เพราะมีห้องน้ำ ถ้าไม่มาห้องน้ำแล้วจะไปไหน “เดี๋ยวผมดูตรงนี้เอง ฝากจ่าไปดูตึกนั้นได้ไหมครับ”

“ได้ครับ” จ่าที่มาด้วยพยักหน้ารับแล้ววิ่งไปทางตึกอีกฝั่งที่อยู่ไกลทางนี้เล็กน้อย

“นักศึกษา” ตะโกนเรียกสักพักก็ได้ยินเสียงร้องออกมาจากอีกตึกที่อยู่ข้างกัน ปราชญ์จึงรีบวิ่งไปทางนั้นทันที ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นนักศึกษาหญิงกำลังถูกบีบคอกับพื้นโดยมีภารโรงอีกคนที่สะพายกระเป๋าข้างหลังคล้ายจะไปไหน “หยุด!”

ชายภารโรงยังคงบีบคอเด็กสาวอยู่อย่างนั้นและบีบแรงขึ้นเพื่อให้ตายคามือ ปราชญ์เลยถีบเข้าที่สีข้างแล้วดึงตัวนักศึกษาออกมา “วิ่ง!”

เธอพยักหน้า หอบหายใจแรงแล้ววิ่งออกไปทันที ชายภารโรงจะตามเธอคนนั้นเขาเลยต่อยมันไปทีหนึ่ง

“อยากตายหรือไงวะ” ชายภารโรงตะคอกก่อนจะหยิบมีดอีโต้ที่ไว้ใช้ตัดหญ้าออกมาจากกระเป๋า ปราชญ์ผงะถอยทันทีเหงื่อกาฬไหลตามขมับ

พอจะรู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้แต่นักศึกษาหญิงยังไม่พ้นระยะ กลัวมันจะตามทันเลยต้องยืนอยู่อย่างนั้น

“หยุดเถอะนะ นายเป็นคนทำใช่ไหม”

“หุบปาก!”

ปราชญ์กลืนน้ำลาย “พ่อของนายกำลังรับผิดแทนอยู่ สงสารแกบ้าง”

“ช่างหัวมันสิวะ” ไม่ว่าเปล่ามันยังเดือดดาลวิ่งเข้ามาง้างมีดมาแต่ไกล ปราชญ์ตั้งท่าจะรับข้อมือของมันที่ฟันลงมาเพราะถ้าหันหลังคงต้องโดนฟันกลางหลังเต็ม ๆ แต่ก่อนจะได้ทำก็มีใครบางคนมาบังไว้ได้ทัน

“มึงนี่เอง ทำเป็นป่วย” ต้นสนพูดลอดไรฟันแต่เพราะเข้ามากลั้นกลางกะทันหันเลยถูกฟันโดนที่หัวไหล่จนเลือดไหลออกมา

“ต้นสน!” ปราชญ์ตกใจรีบจับแขนคนตรงหน้าไว้

“ไม่เป็นไรครับ พี่ปราชญ์หลบหลังผมไว้นะ” ต้นสนพูดอย่างนั้นก่อนจะยกปืนจ่อมัน “วางมีดลง! แล้วมอบตัวซะ!”

ชายคนนั้นตกใจมือที่ถือมีดนิ่งค้างไว้

“คุกเข่าเดี๋ยวนี้! แล้วปามีดออกไป!” ต้นสนตะคอกเสียงดัง ก่อนจะยกมือส่งสัญญาณให้ตำรวจด้านหลังที่เข้ามาทางหน้าตึก

พอมันยอมปามีดออกไปแล้วตำรวจที่อยู่ข้างหลังก็เข้าไปกุมตัวทันที ต้นสนก็รีบก้มลงไปใส่กุญแจมือ

“ต้นสน” ปราชญ์น้ำตาคลอเมื่อเห็นน้องเป็นแผล “เจ็บมากไหม”

ชลันที่ผละออกมายืนกุมแผลตัวเองหันมองคนข้างกายที่ดูร้อนรนและเป็นห่วงเขา ใจของชายหนุ่มเลยอ่อนยวบ “ไม่เป็นไรครับ แค่รอยถาก ๆ”

“ถากยังไงมันลึกจนเลือดออกขนาดนี้” ปราชญ์ดุน้องทันที น้ำตาไหลเพราะใจเสีย “ไปหาหมอเดี๋ยวนี้เลย”

ชลันยังไม่ทันพูดอะไรก็ถูกดึงแขนให้เดินตาม ปราชญ์บอกชายธันไว้ก่อนว่าจะพาต้นสนไปทำแผลแล้วเอารถเขาไป

“แต่ว่าเรื่องผู้ร้าย...”

“นั่งเฉย ๆ นึกถึงตัวเองก่อน” ปราชญ์ว่าเสียงแข็งรีบขับออกจากมหาลัยทันที ใจยังสั่นไม่หาย ถ้าเกิดต้นสนจับแขนคนร้ายออกไม่ทันขึ้นมา ดีไม่ดีตรงที่โดนอาจจะเป็นศีรษะของน้องก็ได้ “ทำอะไรเกินตัว ถ้าเป็นอะไรมากกว่านี้จะทำยังไง”

คนถูกดุเงียบลงทันตา หันไปเห็นอีกฝ่ายยังน้ำตาไหลไม่หยุด มือก็สั่นไปด้วย “ผมไม่เป็นไรแล้ว ใจเย็นก่อนนะครับ” มือหนาเอื้อมไปกุมมือคนข้างกายบีบเบา ๆ ให้คลายกังวล

“ก็อย่าทำให้พี่เป็นห่วงสิ” ปราชญ์บอกน้องสอดประสานนิ้วแนบแน่น

ชลันอุ่นซ่านไปทั่วอกเขายิ้มบาง ทว่า ดวงตาส่อแววเศร้าเมื่อจำได้ว่าตัวเองทำผิดกับอีกคนไปมากแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นห่วงเขาถึงขนาดนี้

เพียงไม่นานก็มาถึงโรงพยาบาล ต้นสนเข้าไปทำแผลอยู่สักพักคุณหมอถึงจะให้เข้าไปด้านใน

ผ้าพันแผลทาบอยู่ที่ไหล่ขวาและพันหน้าท้องเอาไว้ ปราชญ์ยกมือไหว้ขอบคุณคุณหมอและพยาบาล ก่อนจะแตะแขนคนตรงหน้า

“ขอบคุณที่พามาทำแผลนะครับ”

ปราชญ์พยักหน้ามองผ้าที่ปิดแผลไว้ ด้วยความเผลอตัวและลืมเลือนว่าน้องทำตัวเย็นชาใส่ ปราชญ์ก็ยกมือลูบหัวน้อง “ทีหลังอย่าทำอะไรเกินตัวแบบนี้นะ”

“มันหน้าที่ผม ยังไงก็ต้องช่วย”

พูดถึงหน้าที่มือเรียวก็ชะงัก เขาอาจจะผิดเองด้วยที่ทำอะไรโดยพลการ “พี่ขอโทษนะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ต้นสนคงไม่ต้องมาเจ็บตัว”

“โทษตัวเองทำไมครับ ตอนนั้นสถานการณ์มันฉุกละหุก ถ้าผมไม่เข้าไปช่วย... พี่ปราชญ์ก็คงได้แผลเหมือนผมและผมก็คงยอมไม่ได้ ถ้าเกิดพี่ปราชญ์ต้องบาดเจ็บ”

คนฟังยิ้มออกมาอบอุ่นไปทั่วทั้งใจ ดวงตาจดจ้องกัน มือเรียวเลื่อนมากุมแก้มใช้นิ้วโป้งเกลี่ยอย่างเบามือ “ขอบคุณที่เป็นห่วงและปกป้องพี่นะ”

ชลันเปรยยิ้ม “พี่ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ”

ดวงใจของปราชญ์เต้นระงมหลังจากได้สติเขาก็เพิ่งจะรู้ว่าคำแทนกันนั้น... เปลี่ยนไป รอยยิ้มนี้ที่ส่งออกมาจากใจจริง เขาได้เห็นเต็มตาแล้ว...

ไม่รู้ว่าจดจ้องไปนานเท่าใด ร่างกายขยับเข้าไปชิดคนที่นั่งบนเตียงตอนไหน ปราชญ์จ้องดวงตาสีเข้มที่สะท้อนหน้าเขาสลับกับริมฝีปากที่แนบสนิท มือยังคงวางบนใบหน้า ไม่ทันได้คิดปราชญ์ก็เคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ จมูกโด่งชนเสียดสีกัน

“ขออนุญาตค่ะ” ไม่ทันได้ลิ้มลองใดใดปราชญ์ก็รีบผละออกมายืนห่าง หันไปมองประตูที่เปิดออกมาเฉียดฉิวอย่างพอดี คุณพยาบาลแนะนำอะไรหลายอย่างก่อนจะให้ไปรับยาและอนุญาตให้กลับบ้านได้

ปราชญ์รับยาเสร็จก็เดินนำน้องไปที่รถ พอนั่งอยู่ในรถได้ก็เกิดความเงียบเข้าครอบคลุม จากที่ผ่อนคลายกลายเป็นอึดอัด

“พ..พี่ขอโทษนะ” กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอก็ผ่านไปหลายนาที

ชลันเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ผู้หมวดหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าคนข้างกาย “ช่างมันเถอะครับ”

ทั้งคู่เงียบตลอดทางจนถึงบ้านของต้นสน ปราชญ์อาสาจะกลับไปรับน้องสาวของต้นสนแทน เพราะเดี๋ยวเธอรอเก้อ ดันลืมบอกชายธันว่าให้พาฟ้าใสกลับมาด้วย คงต้องไปรับด้วยตัวเองอย่างเดียว

“ขอบคุณมากนะคะคุณชาย” ต้นอ้อก้มหัวแล้วจับแขนลูกชายไว้

“ไม่เป็นไรครับ ฝากดูแลน้องด้วยนะครับ”

“จ้ะ”

ปราชญ์ยืนมองต้นสนจนลับสายตาถึงจะออกไปรับน้องสาวของอีกฝ่าย ภาพที่เขาจะจูบน้องแวบเข้ามาในหัว ทำให้ได้เข้าใจตัวเองดีแล้วว่า ที่เป็นเอามากทุกวันนี้เพราะอะไร...

ดูท่าว่าเขาจะเผลอมีใจให้ต้นสนไปเสียแล้ว





จบบทที่ ๙

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-06-2020 18:15:21 โดย IMYean. »

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๙
«ตอบ #38 เมื่อ25-06-2020 19:01:40 »

ทั้งสองคนจะรักกันไม่ได้ง่ายนะคะนักเขียน​ พี่ปราชญ์​ยังไม่เจ็บเท่าต้นสนเลย​ ขอมาม่าๆๆๆๆๆค่ะชามใหญ่​ๆๆๆๆๆ

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๐
«ตอบ #39 เมื่อ30-06-2020 17:27:16 »


บทที่ ๑๐

วนลูป

 



ปภารัชอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับถึงข้อศอก ดวงตาภายใต้กรอบแว่นมองเด็ก ๆ ที่ก้มทำข้อสอบง่าย ๆ สิบข้อ และต่อแถวสอบปากเปล่าอีกนิดหน่อยก็เป็นอันเสร็จ พอยกนาฬิกาเรือนขอบทองขึ้นดูก็พบว่าอีกไม่นานก็จะถึงวิชาของต้นสน

อีกฝ่ายดื้อรั้นที่จะออกมาสอนและจะไปทำงานท่าเดียว ถึงจะไม่ได้แขนขาหักแต่ก็ควรจะพักเสียบ้าง ขยับทีก็เจ็บจนสีหน้าแสดงออกมา ถึงจะกลั้นเสียงร้อง ทว่า ใบหน้าที่เจ็บปวดมันก็ไม่ได้โกหกหรอกนะ ฟ้าใสบอกว่าต้นสนร้องทั้งคืนเพราะปวดแผล

คนอายุมากกว่าส่ายหัวมองคนเจ็บที่นั่งอ่านหนังสือทบทวนที่จะสอนไปพลาง เขายังไม่ได้มีโอกาสได้ถามไถ่เลยว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ฟ้าใสเล่ามาก็คงไม่ต้องถามให้มากความ

เด็ก ๆ ทุกคนสอบกันเสร็จเรียบร้อย ปราชญ์จึงให้ตุ๊กตาขนาดเท่าฝ่ามือที่ส่งตรงจากอังกฤษให้ทุกคนเป็นของขวัญ

“ทำไมเวลาไปเรียนที่วัดไม่เห็นได้ของเหมือนที่นี่เลย ทำผิดก็โดนตีโดนว่า” เด็กชายคนหนึ่งพูดพลางมองตุ๊กตาในมือ ปราชญ์เห็นอย่างนั้นก็นึกอาทรจึงย่อตัวให้อยู่ระดับหน้า

“ฟังพี่นะครับเด็กดี ถึงแม้ว่าการเรียนที่อื่นจะไม่มีของให้อย่างนี้ แต่สิ่งที่ได้คือความรู้ เพื่อน สังคม ไม่มีของรางวัลใช่ว่าเราจะทำได้ไม่ดี พี่อยากให้เราคิดว่าเราไปหาประสบการณ์ด้านนอก เราสามารถซื้ออะไรก็ได้ให้เป็นของรางวัลของตัวเราเองได้ ไม่จำเป็นต้องรอของรางวัลจากคนอื่น ซื้อขนมสักชิ้นระหว่างทางกลับบ้านนั่นก็คือรางวัลของเราแล้ว” เด็ก ๆ พากันยิ้มและพยักหน้า แล้วก็พูดว่ามีร้านขนมอร่อยก่อนถึงบ้าน แลกเปลี่ยนร้านขนมกันถึงจะมีไม่กี่ร้านก็ตาม “เมื่อใครดุใครว่า ให้รับฟังเป็นบทเรียน ทำผิดไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะโดนว่า แต่ถ้าแค่ทำการบ้านผิดหรือทำข้อสอบผิด ไว้รอบหน้าเราก็ทำให้มันดีขึ้น ถ้าเขายังดุยังว่าอีกก็ไม่ต้องห่วงนะ พี่ปราชญ์ พี่ธันและพี่ต้นสนคอยให้กำลังใจอยู่ตรงนี้”

“ครับ/ค่ะ” เด็กทั้งหกตอบรับอย่างพร้อมเพรียง

โรงเรียนบางโรงเรียนเจอครูที่ไม่นึกถึงความรู้สึกเด็ก จนบางทีปราชญ์ก็อยากจะไปคุยให้รู้แล้วรู้รอด ทุกครั้งที่เด็กบางคนกลับมาก็ร้องไห้บอกไม่อยากไปเรียนเพราะคุณครูทั้งตีและต่อว่ากลับมา เขาไม่รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นครูได้อย่างไรในเมื่อไม่รู้จักหักห้ามอารมณ์ตัวเอง ยิ่งสอนเด็กด้วยแล้วถ้าไม่รักเด็กจริงจะไปรอดได้อย่างไร ไม่ว่าจะโรงเรียนวัดหรือโรงเรียนที่ขึ้นชื่อ ต่างก็มีครูที่นิสัยอย่างนี้

ปราชญ์บอกกับตัวเองเสมอว่าถ้าได้สอนใครขึ้นมา ปราชญ์จะไม่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่เอาอารมณ์ตัวเองไปลงที่เด็ก ไม่ทำโทษด้วยการตีเด็ก ไม่ดุด่าเกินควร เพราะยิ่งทำอย่างนั้นเด็กจะถูกลดกำลังใจและหวาดกลัวไปเลยก็ได้

บางทีเขาก็เจอเด็กที่เกเร ไม่ฟัง มีหนักสุดถึงขั้นพูดคำหยาบใส่ครู ถ้าเด็กเป็นอย่างนั้นคงต้องคุยกันจริงจังเรียกผู้ปกครองมาคุย เขาเคยโกรธแต่ไม่เคยปลดปล่อยอารมณ์ออกมา มันก็ดีที่เด็กบางคนเรียนรู้ได้ แต่บางคนก็ไม่เรียนรู้เลยจนถูกออก อย่างน้อยการจะปรับนิสัยเด็กเขาก็พยายามจนถึงที่สุด ทำทุกหนทุกทาง จะได้ไม่ได้ก็อยู่ที่อนาคต ใครปรับได้ก็ยินดีกับเขา ใครปรับไม่ได้ก็อยากหวังให้สักวันเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

“เอาล่ะถึงเวลาของพี่ต้นสนแล้ว” ปราชญ์ลุกขึ้นและเก็บของทั้งหมด เขามีตรวจงานของนักศึกษาจึงกลับเร็วกว่าปกติ เขาเลยยื่นของให้น้องไปเพราะก่อนมานี่ก็ไม่ได้เอาไปให้ เรียกแล้วก็ไม่มีใครออกมารับของคิดว่าไม่อยู่ที่บ้านกัน จนมาเจอฟ้าใสกับต้นสนที่นั่งอยู่ในบ้านพักหลังนี้

“หายไว ๆ นะครับ” เอ่ยบอกน้องที่กำลังลุกเตรียมตัว ดวงตาสุกใสสงบนิ่งไปทันตา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขากำลังถูกขีดเส้นไม่ให้เข้าไปใกล้

อีกแล้วหรือ?

เขาทำอะไรผิด... หรือเพราะเรื่องเมื่อวานที่จะ ‘จูบ’ เลยนึกรังเกียจเขาขึ้นมาหรือเปล่านะ

“เมื่อวานยังเห็นคุยกันดี ๆ อยู่ไม่ใช่หรือคะ เป็นอะไรอีกน่ะ” ฟ้าใสถามอย่างนึกฉงนเพราะเมื่อวานเธอเห็นพี่ชายตนยืนคุยกับพี่ปราชญ์อยู่เลย แถมยังเห็นว่าปกป้องจนตัวเองบาดเจ็บ พี่ปราชญ์ต้องหามไปโรงพยาบาล มาวันนี้ดันทำตัวเย็นชาใส่หน้าตาเฉย

ผีเข้าผีออกหรือไงตาพี่คนนี้

“ต้นสนคงเหนื่อย ๆ” ปราชญ์พูดเสียงเบาผันมองคนหน้าชั้นเรียนที่เริ่มสอนแล้ว ถ้าเกิดเป็นเพราะเรื่องเมื่อวานเขาคงต้องขอโทษอย่างจริงจัง มันไม่ใช่เขาเองหรือที่เป็นคนริเริ่ม หากต้นสนรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร จะไม่ตีตัวออกห่างมากกว่านี้หรือ

เย็นชาใส่เพียงแค่นี้ เขาก็ปวดหนึบไปทั้งอกแล้ว

“อารมณ์แปรปรวนง่ายขนาดนี้คงต้องพาไปทำบุญบ้างสักวัน” ชายธันที่มองอยู่นานพูดขึ้น

“พี่ธันก็ไปด้วยกันเลยสิคะ เคยเป็นเหมือนกันไม่ใช่หรือ” ฟ้าใสว่าจนธันหน้าเสีย มีไม่กี่ครั้งที่ทำธันแสดงอารมณ์ออกมาขนาดนี้

ปราชญ์พอจะเข้าใจเพราะตอนที่เขาไปอังกฤษแล้ว เห็นว่าเด็ก ๆ มีปัญหากันทันที ต้นสนพาฟ้าใสออกไปเล่นด้วยแต่ก็เคยถูกชายธันต่อว่าและเคยผลักตกน้ำ ฟ้าใสว่ายน้ำไม่เป็น เหตุการณ์วันนั้นฟ้าใสเลยจำจนติดตา และกลัวน้ำจนถึงทุกวันนี้ เขารู้ว่าชายธันรู้สึกผิดจึงพยายามช่วยเหลือคนบ้านพี่เฟื้องตลอด

แต่คนถูกกระทำก็จำไปจนตายเช่นกัน ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหนก็มิอาจลบภาพความเลวร้ายในอดีตได้

“พี่—”

“หนูกลับก่อนนะคะ” ฟ้าใสยกมือไหว้ผู้ใหญ่แล้วเดินออกไปทันที

ปราชญ์หันมองน้องชายที่ดูรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก เขาจึงตบบ่าน้อง “ถึงน้องจะไม่ให้อภัย ก็ไม่เป็นไรนะ ต้องมีสักวันที่ฟ้าใสจะไม่ถือความ”

“ไม่ต้องให้อภัยก็ได้ ขอแค่ได้คุยกันดี ๆ สักครั้งก็พอ”

“ต้องใช้เวลาหน่อยนะ”

แล้วมันเมื่อไรกัน... นั่นคือสิ่งที่ชายธันถามอยู่ภายในใจตลอด แต่ก็น้อมรับความผิด น้อมรับหากน้องจะเกลียด

ปราชญ์บีบบ่าน้องหนสุดท้ายแล้วขอตัวกลับไปตรวจงานของนักศึกษาต่อ พอเข้าวังได้ก็เห็นน้องชายคนกลางที่กำลังนั่งหน้าคล้ำหน้าเครียดอยู่คนเดียว

“ถูกสาวอกหักมาหรือชายกรณ์”

อิตธิกรณ์เงยหน้า ส่ายหัวพลางขำ “สาวที่ไหนล่ะครับ มีแต่พวกหนุ่ม ๆ”

“หื้อ?”

เห็นสีหน้าตกใจของพี่คนโตชายกรณ์ก็หัวเราะชอบใจ “เกี่ยวกับคนในรุ่นน่ะครับ”

“อ่อ.. แล้วมีปัญหาอะไรหรือถึงทำหน้าเครียดขนาดนี้”

คนที่ร่าเริงเสมอจุดยิ้มบาง “พอดีมีเรื่องนิดหน่อย แต่ก็ไม่มีปัญหามากหรอกครับ”

ปราชญ์เดินเข้าไปหาน้องไม่ต้องพูดอะไรให้มากความน้องที่อายุจะเข้าเลขสามก็ซุกกับอกของพี่ทันที ชายกรณ์น่ะเห็นยิ้มเก่ง พูดเก่ง ต้องทำตัวเข้มแข็งเสมอเพื่อน้องชายคนเล็กและพี่คนโตอย่างเขา แต่เนื้อในก็แค่มนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวจิตหัวใจ คงแบกรับอะไรหลายอย่าง ทั้งยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้มาอย่างง่ายดายจนคนดูแคลน แต่เขารู้ว่าชายกรณ์ทำด้วยความพากเพียรพยายามของตัวเองมาตลอด ฝึกหนักที่อเมริกาและที่ไทยจนมาถึงวันนี้ได้

“ถ้าเหนื่อยก็พักบ้างนะ รู้ไหม” มือเรียวสางผมน้องชาย คลี่อย่างเบามือ นวดคลึงให้คลายเครียด “หาเวลาว่างไปพักผ่อนบ้าง”

“ถ้าจะไป อยากไปด้วยกันสามพี่น้อง” ชายกรณ์พูดอู้อี้

ปภารัชยิ้มเอ็นดู ต่อให้น้องชายจะอายุห้าสิบก็ยังคงเป็นเจ้าน้องชายที่ขี้อ้อนของเขาอย่างเคย “ถ้าอย่างนั้นไว้พรุ่งนี้มาคุยกันดูไหมว่าจะไปเที่ยวไหนกัน”

ชายกรณ์ผละออก เห็นตาแดงเล็กน้อย “ได้ครับ... อ่า ใช้ไม่ได้เลยชายกรณ์ ทำตัวอ่อนแอไปได้” น้องพึมพำบ่นตัวเอง

“ถ้าเรื่องที่กองทัพไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร พี่ว่าชายกรณ์ไปนอนพักเถอะนะ”

“ครับผม” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นตะเบ๊ะ

ปภารัชส่ายหัวอมยิ้มน้อย ๆ แล้วเดินตามขึ้นไป ต่างแยกย้ายเข้าห้องของตัวเอง พอถึงห้องก็คลายกระดุมเสื้อลงอีกสองสามเม็ดจนเผยแผงอกขาว วันนี้เป็นวันอะไรกันนะ สามพี่น้องถึงมีเรื่องเครียดเข้ามาพร้อมกัน

คนเล็กมีปัญหาเรื่องที่ตัวเองเคยทำผิด

คนกลางมีปัญหาเรื่องที่ต้องแบกรับคนเดียว

ส่วนคนโตมีปัญหาเรื่องของ... หัวใจ

หรือเราสามพี่น้องจะปลีกตัวไปนั่งสมาธิที่วัดกันสักอาทิตย์ดี

 
 

เฝ้าคำนึง

 


ผลัดไปอีกวันการเรียนการสอนก็มีเป็นปกติ จากเรื่องที่จับผู้ร้ายได้นั้นเป็นข่าวดังเลยทีเดียว ทางมหาลัยจึงต้องคัดคนมาเป็นภารโรงอย่างจริงจัง คู่สามีภรรยาถูกไล่ออกอย่างไม่นึกเห็นใจ แต่เขาก็เข้าใจว่าทั้งคู่ต้องการจะปกป้องลูกชาย แต่เป็นการปกป้องที่ผิดเท่านั้น เขานึกเห็นใจอยู่เหมือนกัน เพราะลุงกับป้าแกนิสัยดี

ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง หางานทำได้หรือยัง

“สอนเสร็จแล้วหรือครับ” อาจารย์รศิตถามขึ้นเมื่อเห็นใครเข้ามาในห้องพัก

“ครับ แล้วอาจารย์รศิตล่ะครับ”

“เสร็จแล้วเหมือนกันครับ แต่ผมอยู่ตรวจงานต่อ”

“อย่ากลับดึกมากนะครับ ขับรถตอนกลางคืนมันอันตราย” ปากก็พูดไปมือก็เก็บของและพาดเสื้อสูทลงกับแขน

“รับทราบครับ ขับรถกลับดี ๆ นะครับคุณชาย”

ปภารัชยิ้มพลางผงกหัวก่อนจะเดินออกจากห้องเพื่อกลับวัง เมื่อเข้าไปนั่งรถก็ขยับคอไปมาให้คลายความล้าที่สะสมมาทั้งวัน พอขับออกมาก็เห็นเด็กสาวสองคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เดินไปที่รถคันหนึ่ง และมีร่างสูงของใครบางคนที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นธรรมดา เพราะคงไม่ได้ไปทำงานอย่างเดิม

อดไม่ได้ที่จะขับชะลอมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่าย ต้นสนเปิดประตูให้เพียงขวัญ เห็นฟ้าใสทำท่าโวยวายคงเพราะพี่ชายไม่เคยเปิดประตูให้บ้าง

ชายหนุ่มนึกห่วงที่ต้นสนขับรถออกมาทั้งที่บาดเจ็บอยู่ ใช่... เขาก็แค่ห่วง ถึงแม้ว่าเวลาเจอเพียงขวัญจะยิ้มอย่างสดใสมากกว่าที่อยู่ใกล้เขา ดูเหมาะสมกันดีเวลายืนใกล้กัน

ที่เขาเอาแต่กำพวงมาลัยจนมือแดง จ้องมองภาพบาดตาที่ทำให้หัวใจคล้ายถูกบีบรัด ทั้งหมดทั้งมวล มันก็แค่ความรู้สึกห่วงไม่อยากให้ออกมาขับรถก็เท่านั้น...

เท่านั้นจริง ๆ

ไม่รู้ว่าโชคชะตานำพาหรืออย่างไร ถึงได้เห็นว่าต้นสนดูมีปัญหากับรถของตัวเอง เด็กสาวทั้งสองจึงออกมายืนนอกรถ อยากจะขับหนีไปให้รู้แล้วรู้รอดแต่เมื่อเห็นคนเดือดร้อนก็ทำใจมองข้ามลำบาก รถสไตล์ยุโรปจึงขับเข้าไปจอดเทียบใกล้ ๆ

ปภารัชวางสูทกับเบาะข้างคนขับแล้วลงรถไป “รถมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”

“เจ้าชายขี่ม้าขาว” ฟ้าใสว่าอย่างเพ้อฝันก่อนจะบอกปัญหา “รถสตาร์ทไม่ติดค่ะ เจ้าพี่คนดีคนเดิมลืมเติมน้ำมันมา”

พอได้ยินอย่างนั้นเขาก็เผลอหัวเราะออกมา “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งก่อนดีไหม”

ต้นสนลงรถอย่างห้ามไม่ได้ “ฟ้าใสกลับกับคุณชายเขาก่อนก็ได้ พี่ขอโทษนะขวัญที่ไปส่งไม่ได้”

เพียงขวัญยิ้มอย่างไม่ถือสา “ไม่เป็นไรค่ะ ขวัญต่างหากที่ต้องขอโทษที่รบกวน พี่ต้นสนบาดเจ็บมาแท้ ๆ”

ทั้งคู่ยืนยิ้มให้กัน ปราชญ์ที่เห็นก็จำต้องหันหน้าหนี “ไว้เดี๋ยวผมไปส่งฟ้าใสกับเพียงขวัญก่อน แล้วจะแวะซื้อน้ำมันรถมาให้”

“ไม่ต้องก็ได้ครับ รบกวนให้พี่สมพงษ์ไปบอกพ่อเฟื้องดีกว่า จะได้ไม่รบกวนคุณชายให้ขับรถไปมา”

ปราชญ์มองอีกฝ่ายย่างนึกไม่เข้าใจ “ไม่เป็นไรหรอกครับ เผื่อพี่เฟื้องทำงานอยู่”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขอพี่สมพงษ์มาก็ได้ครับ” แววตาดื้อรั้นนั้นทำเขาต้องถอนหายใจ เราทั้งคู่ต่างสอดสายตาประสาน ไม่ใช่แบบที่ยิ้มให้กันหรือมีนัยมากกว่านั้น แต่เป็นดวงตาที่ฟาดฟันกันแทน

เพียงขวัญกระซิบกระซาบเพื่อนเมื่อเห็นบรรยากาศมาคุนี้ ฟ้าใสทำหน้าเอือมระอา “เป็นแบบนี้ตลอดแหละ สามวันดีสี่วันไข้ โดยเฉพาะพี่ต้นสนนะไม่รู้ว่าไปโกรธไปเกลียดอะไร เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายใส่พี่ปราชญ์ ทั้งที่แต่ก่อนติดพี่ปราชญ์จะตาย ไม่รู้ว่าทำไมพอกลับมาเจอกันถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ พี่ปราชญ์ก็ไม่เห็นจะทำอะไรให้เลย พูดดีไปแต่ก็ถูกเมินกลับ”

“เขาอาจจะมีปัญหากันส่วนตัวแต่เราไม่รู้ก็ได้นะ”

“ปัญหาอะไรล่ะ พี่ปราชญ์ออกจะนิสัยดีขนาดนี้ ทำไมพี่ต้นสนถึงเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้”

“ก็เหมือนกับคุณชายธันที่เธอเล่าให้ฉันฟังไม่ใช่หรือ”

ฟ้าใสเงียบลง กลอกตาไปมา “ไม่เหมือนกันสักหน่อย อันนี้พี่ปราชญ์ไม่เคยทำอะไรให้พี่ต้นสนจริง ๆ”

เพียงขวัญส่ายหน้า “ถึงยังไงเราก็ไม่รู้เรื่องภายในใจพวกเขาอยู่ดีนะ อาจจะมีปัญหาตอนที่เธอไม่เห็นก็ได้”

คนฟังต้องจำยอมพยักหน้าทำเป็นเห็นด้วยแล้วหันไปหาพี่ปราชญ์ “ไปกันเถอะค่ะพี่ปราชญ์ ให้ดีก็ไม่ต้องบอกใครเลย ไม่ต้องช่วยด้วย ทิ้งตาพี่คนนี้ไว้ก็ได้”

“อ่าว ยัยตัวแสบ” ต้นสนเท้าเอว

“พี่ปราชญ์อุตส่าห์ช่วยเหลือแต่ปัดน้ำใจแบบนี้ นึกถึงใจคนมาช่วยบ้างสิคะพี่ต้นสน” ฟ้าใสทำตาดุใส่พี่ชาย

ชลันเถียงไม่ออกเลยทำเป็นหงุดหงิดกลบเกลื่อน

“ช่างเถอะครับ พี่ก็แค่คนนอก” ปราชญ์พูดทั้งที่ตายังมองอีกฝ่าย “ไปเถอะครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

ทั้งสามขึ้นรถอีกคัน ปราชญ์ขับรถออกโดยไม่มองต้นสนเลยสักนิด ดีหน่อยที่ฟ้าใสพูดตลอดทางในรถจึงไม่เงียบจนเกินไป

“ขอบคุณนะคะอาจารย์หม่อม” เพียงขวัญยกมือไหว้

“ยินดีครับ” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มพอน้องลงรถไปแล้วจึงขับกลับวัง

เมื่อออกรถมาได้สักพักฟ้าใสก็เอ่ยถามแทงใจทันที “พี่ปราชญ์คิดว่ายัยขวัญเหมาะกับพี่ต้นสนไหมคะ”

ปราชญ์ยิ้มบางแม้ในใจเจ็บปวด “เหมาะดีครับ”

“ใช่ไหมล่ะคะ ขัดใจนิดหน่อยที่ในอนาคตจะได้เพื่อนเป็นพี่สะใภ้ แต่ก็ไม่แย่” ฟ้าใสพูดอย่างร่าเริง ต่างจากอีกคนที่ปากยิ้มแต่แววตาเรียบนิ่ง

พอมาถึงเขาก็จะไปบอกพี่สมพงษ์ให้อยู่หรอกถ้าไม่ติดว่าแกออกไปตลาดกับคุณน้า เขาจึงต้องตีรถกลับและหาแวะซื้อน้ำมันเอง ใช้เวลานานพอควรถึงจะขับมาถึงที่มหาลัย เห็นคนในรถกำลังนอนอยู่จึงบีบแตรไปที

ชลันสะดุ้งจนหัวโขกกับประตู พอหันมองว่าเป็นใครก็นึกฉุนเล็กน้อย

“พอดีว่าพี่สมพงษ์ไปตลาดเลยไม่มีใครมาแทนได้” ปราชญ์ลงรถและยื่นถังน้ำมันให้

“ขอบคุณครับ” ต้นสนลูบหัวตัวเองปอย ๆ ปิดประตูรถและรับถังมา

เห็นอย่างนั้นก็รู้สึกผิดที่ทำให้เจ็บตัว “ขอโทษนะครับ เจ็บหรือเปล่า”

ชลันที่เดินไปเติมน้ำมันเงยหน้ามอง “ไม่เจ็บครับ ไม่เป็นไร คุณชายกลับไปเถอะ”

“แล้วแผลเป็นอย่างไรบ้างครับ” นอกจากจะไม่กลับแล้วยังยืนกอดอกพิงประตูรถ

“แค่หัวโขกไม่ถึงกับมีแผลหรอกครับ”

ปภารัชยิ้มบาง “หมายถึงแผลที่ไหล่ครับ”

ต้นสนหูร้อนขึ้นมา จากที่ทำขรึมถึงกับหน้าม้านเล็กน้อย “เริ่มสมานแล้วครับ”

“อย่าทำอะไรหักโหมมากนะครับ อย่ากินของแสลงด้วย ถ้าเป็นไปได้อยากให้พักผ่อนมาก ๆ จะได้หายไว ๆ”

คนฟังกัดฟันกรอด ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น “อย่าทำเหมือนเป็นห่วงผม” เพราะเขารู้สึกละอายใจที่ทำตัวแย่ใส่

แต่คนได้ยินกลับคิดว่าอีกคนไม่อยากจะรับความหวังดี จึงอดจะน้อยใจไม่ได้ “ทำไมหรือ พี่เป็นห่วงไม่ได้เลยใช่ไหม”

ชลันหลบสายตาที่ส่อแววตัดพ้อนั้น “เราเป็นคนนอกต่อกันไม่ใช่หรือครับ เป็นห่วงคนอย่างผมทำไม เสียเวลาเปล่า” คนพูดก็อยากจะกัดลิ้นตัวเอง แต่ทำยังไงได้ถ้าไม่ตัดขาดตอนนี้ มันจะไม่ดีต่อตัวพี่ปราชญ์เองด้วย

ที่จะจูบเขาน่ะ เขาไม่เคยลืมได้ลงหรอก ถ้าเขาปล่อยใจเลยตามเลย อาจจะกลายเป็นมือที่สามหรือคนแก้เหงาก็ได้ใครจะไปรู้

“พี่แค่น้อยใจพี่เลยพูดว่าพี่เป็นคนนอก... แต่ไม่คิดเลยนะว่าต้นสนจะคิดกับพี่แบบนี้จริง ๆ” ปราชญ์พูดเสียงเรียบต่างจากภายในใจที่เริ่มแตกร้าวอย่างช้า ๆ “พี่คงยุ่งมากไป พี่คิดว่าเราจะกลับมาคุยกันเหมือนเดิมได้ แต่ก็ไม่ใช่... เพราะเรื่องวันนั้นใช่ไหม”

ใจของต้นสนเต้นระรัว เขารีบปิดฝาถังแล้วเอาใส่หลังรถ “เลิกพูดถึงได้แล้วครับ ขอบคุณที่ช่วย”

ปราชญ์ไม่ทันคิดรีบดึงแขนต้นสนทันที “พี่ขอโทษ วันนั้นพี่แค่เผลอตัว...” ถึงจะน้อยใจแต่เรื่องนี้เขาก็ผิดเอง

ชลันหันหน้าเข้าหา คำว่าเผลอตัวทำร่างสูงปวดหนึบไปทั่วอก “ทีหลังก็อย่าเผลอตัวไปทำแบบนี้กับใครอีกนะครับ เดี๋ยวเขาจะไม่ชอบเอา”

คนฟังถึงกับรู้สึกจุก

จะให้เผลอตัวกับใครหรือ... ในเมื่อมีใจให้ต้นสนไปเสียแล้ว จะให้ไปทำกับใครหรือ... ในเมื่ออยากจะมอบให้ต้นสนเพียงคนเดียว

ทำไมพูดอย่างกับว่าเขาต้องระรานหาคนไปทั่ว เนื้อความยังตีให้คิดว่าสิ่งที่เขาทำมันน่ารังเกียจ ต้นสนที่ไม่ชอบเลยคิดว่าคนอื่นก็คงไม่ชอบสินะ

ถึงอย่างนั้นก็ต้องทำใจยอมรับ คนที่เราไม่ได้ชื่นชอบทำเกินขอบเขตความสัมพันธ์ ถ้าเป็นเขาโดนบ้างก็คงไม่ชอบใจเหมือนกัน “พี่ขอโทษจริง ๆ”

“กลับได้แล้วครับ แล้วก็ลืมเรื่องพวกนั้นไปซะ”

“ต้นสนไม่ได้รังเกียจพี่ใช่ไหม”

คำถามนั้นทำเอาชลันยืนนิ่ง “ไม่ได้รังเกียจครับ แต่คุณชายก็ควรรู้ว่าตัวเองไม่สมควรทำอย่างนี้ เรื่องง่าย ๆ คงคิดได้” อย่าทำผิดกับคนที่รักเลย ไม่อยากให้ใครมองพี่ปราชญ์ไม่ดี

“เข้าใจแล้ว พี่จะไม่ทำอีก”

“งั้นก็ปล่อยมือผมได้แล้ว”

ปราชญ์รีบผละออกทันที ดวงตาภายใต้กรอบแว่นหม่นหมองลง ขยับออกให้รถอีกฝ่ายขับออกไป

เขาคงต้องทำใจไว้บ้าง...

ขนาดเพิ่งเข้าใจความรู้สึกตัวเองที่มีต่อต้นสน ไม่ทันไรก็มีแววจะไม่ได้ไปต่อ ถึงจะไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะยังไงเขาก็อายุมากขนาดนี้แล้ว ส่วนต้นสนยังเจอผู้คนได้อีกมากมาย เขาไม่เคยคิดจะเอาคนนี้ให้ได้ หรือต้องเป็นคนนี้เท่านั้น

ปราชญ์ยอมรับว่ารู้สึกชอบ แต่ไม่เคยคิดจะก้าวก่ายมากกว่านี้ ไม่อยากเข้าไปทำให้รู้สึกอึดอัด แค่มองอยู่ตรงนี้ก็พอ แม้จะเจ็บปวดบ้างแต่ก็ไม่เป็นไร

นึกโทษตัวเองด้วยซ้ำที่วันนั้นห้ามตัวเองไม่อยู่ มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรลงไป ต้นสนคงจะกลับมาเป็นอย่างเดิม อุตส่าห์เรียกเขาว่าพี่ แสดงออกว่าเป็นห่วง แต่มันก็พังเพราะเขาเอง

จะโทษใครได้นอกจากตัวเขาเอง

จนมืดค่ำปราชญ์เพิ่งจะมาถึงวัง ป้าสรบอกว่าน้องชายทั้งสองรอยู่ที่ห้องนั่งเล่นนานแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้จะมาคุยกับน้องเรื่องไปเที่ยวพักผ่อน

“ทำไมกลับดึกจังครับ” ชายกรณ์ถามขึ้น

ปภารัชเดินไปนั่งเก้าอี้นวมตรงข้ามกับน้อง ๆ “งานยุ่งน่ะ แล้วคุยกันไปหรือยังว่ามีที่ไหนที่อยากจะไป”

“ผมแนะนำเชียงใหม่ครับ ขึ้นดอยกัน คุณอาชักชวน” คงจะเป็นคุณอาที่รู้จักมีวังอยู่ในเชียงใหม่

“แล้วชายธันล่ะ”

“ผมไปที่ไหนก็ได้”

คนพี่พยักหน้า “พี่อยากไปทะเล”

“อ่าว”

“ขึ้นดอยไว้ไปหน้าหนาวกัน ตอนนี้หน้าร้อนเราไปทะเลเถอะ”

“จริงด้วยสินะ” ชายกรณ์ลูบคาง ถ้าไปตอนนี้ก็ไม่เห็นหมอก “ไปทะเลก็ได้นะครับ คิดถึงอาหารทะเลเหมือนกัน”

“ชวนผู้ใหญ่ไปด้วยหรือเปล่า”

“เราไปสามคนสิครับ”

ปราชญ์เลิกคิ้วคลี่ยิ้มล้อชายกลาง “จะพาสาวไปด้วยหรือไปเหล่สาวที่นู่น”

ชายกรณ์กระแอมไอ “พี่ชายใหญ่นี่ก็ เห็นผมเป็นคนอย่างไร”

“จะไปกันแค่สามคนจริงหรือ” ชายธันถามอีกรอบ

“เอ้อ!” อิตธิกรณ์ตบบ่าน้องคนเล็ก “ชายเล็กก็ชวนต้นสนไปด้วยสิ แล้วก็เพื่อน ๆ สมัยเรียนนายร้อย”

ชายเล็กขมวดคิ้ว จำได้ว่าศศิเพื่อนนายร้อยของเขาไปประจำที่ทางใต้ “มีเพื่อนคนหนึ่งไปประจำอยู่ที่พังงา เราไปที่นั่นกันไหมครับ จะได้ชวนคนอื่นด้วยเลย”

“เอาสิ เลยไปภูเก็ตด้วยเลยดีไหม อยากขึ้นเรือมานานแล้ว”

“ต้นสนจะไปด้วยหรือ”

ชายธันยิ้มบาง “ไปสิครับ”

“จะยอมไปหรือ ในเมื่อพี่ก็ไปด้วย...”

คนกลางหันซ้ายหันขวาเพราะยังไม่รู้เรื่อง “มีอะไรหรือครับ ถ้าพี่ปราชญ์ไปด้วยต้นสนก็ต้องไปอยู่แล้ว”

เห็นอย่างนั้นปภารัชจึงเปิดปากเล่าเรื่องทุกอย่างให้คนกลางฟัง แล้วก็ไม่แปลกใจเลยที่ชายกรณ์จะตกใจขนาดนี้

“นี่ยังไม่ได้คุยกันเรื่องจดหมายเลยหรือครับ แล้วทำไมต้นสนต้องทำตัวแบบนั้นด้วย”

“พี่ก็ไม่รู้”

“พอมาฟังอย่างนี้แล้ว... ต้นสนจะไปด้วยได้แน่หรือ” ชายกรณ์ถามน้องชายที่ดูมั่นอกมั่นใจเหลือเกิน

“เอาเถอะครับ ผมชวนไปได้อยู่แล้ว”

พี่คนโตกับพี่คนกลางมองหน้ากันอย่างนึกสงสัย

“เอาเป็นว่ารออีกสองอาทิตย์แล้วกันนะ พี่ชายใหญ่ว่ายังไงครับ”

“ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้จัดการเรื่องงานไว้ก่อนได้ แล้วไปกี่วันดีล่ะ”

“อืม... สามวันสองคืนดีไหมครับ” ชายกรณ์แนะนำ

“ก็พอดีนะ ไปในช่วงวันหยุดแล้วใช้ลากิจเอา ไม่อยากลาเยอะเพิ่งได้เข้าสอนด้วย”

“ตามนั้นครับ” คนกลางยิ้มร่าเริงที่จะได้ไปพักผ่อนเสียที

ปภารัชได้แต่ภาวนาว่าวันที่ไปจะไม่เกิดเรื่องบาดหมางอะไรกันอีก ถ้าเป็นไปได้เขาคงต้องอยู่ห่างไว้ อาจจะไม่ได้คุยกันเลย...

แต่เป็นแบบนี้ก็คงจะดีแล้ว





จบบทที่ ๑๐
-----------------------------------------------
อยากทราบว่าคุณนักอ่านกดเข้าอ่านแต่ละตอนที่ลงสารบัญได้ไหมคะ พอดีว่าเพิ่งลองกดเข้าแต่มันไม่ขึ้นแต่ละตอนให้
ใครเป็นยังไงบอกด้วยนะคะ พยายามแก้อยู่แต่แก้ไม่ได้สักที :mew6:




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๐
« ตอบ #39 เมื่อ: 30-06-2020 17:27:16 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๐
«ตอบ #40 เมื่อ30-06-2020 19:10:33 »

กดได้ค่ะ


แล้วเมื่อไหร่พี่ปราชญ์​จะบอกว่าเลิกกับภวัตแล้ว​ เหอมมมมมมมมมมม​ ต้นสนนนนนนนนนนนนนน

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๐
«ตอบ #41 เมื่อ30-06-2020 20:52:00 »

 :3123:
 o13

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
 


บทที่ ๑๑

เต้นรำ

 
 

หลังจากเพิ่งกลับจากการสอนมาก็ไม่ได้มีงานอะไรเพิ่มมากนัก ที่ต้องทำคงทำช่วงหัวค่ำได้ พลันเสียงเพลงที่ดังขึ้นมาหลายวันนี้ทำให้ปราชญ์ต้องออกไปดูทางบ้านพี่เฟื้องว่ามีงานอะไรกัน เพราะยังไม่ได้ไปถามเลยเนื่องจากติดสอนที่มหาลัยแล้วก็เตรียมบทความที่จะสอนและให้นักศึกษาทำในช่วงที่เขาจะไปทะเล พอเห็นว่าใครที่เดินกลับมาทางวังด้วยใบหน้าติดจะหงุดหงิดเลยเอ่ยถามเสียหน่อย

“ที่บ้านพี่เฟื้องมีงานอะไรหรือ”

ชายธันเปลี่ยนสีหน้า “ไม่มีหรอกครับ พอดีต้นสนฝึกเต้นรำน่ะครับ”

“งั้นหรือ...” อยากเห็นเสียจริง “แล้วฝึกไปทำไมล่ะ”

“สำหรับงานการกุศลที่จะจัดขึ้นอีกสามวันนี้น่ะครับ”

“อ่อ แต่ว่าใครอยากเต้นรำก็ตามสมัครใจไม่ใช่หรือ”

“ก็นั่นแหละครับ ต้นสนอยากร่วมเต้นรำจะได้ถือว่าร่วมทำบุญ”

ปภารัชถึงกับเลิกคิ้วก่อนจะอมยิ้ม “สมกับเป็นเขาดีนะ” ถ้าให้เปรียบภาพตอนเด็กก็คงจะคิ้วมุ่นแล้วพูดว่า ‘เพราะต้นสนไม่ได้ลงเงินเลยอยากทำอะไรตอบแทนครับ’

“ผมว่าต้นสนคงไปร่วมด้วยไม่ได้เพราะยังเต้นแบบคลาสสิคไม่เป็นเลย”

“ชายธันก็สอนสิ”

น้องคนเล็กส่ายหัวหวือ “ไม่ครับ สอนไปก็ไม่เข้าใจ จะให้เต้นด้วยก็เก้ ๆ กัง ๆ ผมไม่ยอมเป็นผู้หญิงให้หมอนั่นหรอกครับ”

ปราชญ์หัวเราะออกมา “ถ้าต้นสนไม่มีใครช่วยแล้วชายธันก็ช่วยซะนิด ๆ หน่อย ๆ แค่สอนเต้นเอง”

ชายเล็กขมวดคิ้วก่อนจะทำหน้านึกอะไรแล้วมองพี่คนโต “ถ้าอย่างนั้นพี่ชายใหญ่ก็ไปสอนต้นสนสิครับ”

“หื้อ?”

“พอดีผมมีงานด่วนน่ะครับ เลยต้องไปอย่างห้ามไม่ได้ ถ้าพี่ชายใหญ่ยังว่างก็ไปสอนต้นสนหน่อยนะครับ”

“เดี๋ยวสิ” ยังไม่ทันพูดอะไรชายธันก็เดินเข้าวังไป ยังไม่วายชะโงกหน้าออกมาพร้อมจุดยิ้มบาง

“ถ้าไม่มีใครไปสอน ต้นสนก็ยังคงเต้นไม่ได้แล้วก็คงเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรเลยในงานนั้น”

ปภารัชอ้าปากพะงาบ ๆ จะเถียงก็ไม่ได้ในเมื่อน้องพูดเสร็จก็เดินหนีไปเลย คิดผิดหรือคิดถูกที่เดินมาถามเรื่องนี้นะ

ถึงจะบ่นไปสุดท้ายก็เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งอยู่ดี เสียงเพลงยังดังคลออยู่จากชั้นล่าง ปราชญ์สอดส่องเข้าไปเห็นต้นสนกำลังยืนก้มมองเท้าตัวเองแล้วขยับไปมา ปากพึมพำตามจังหวะจนอดเอ็นดูไม่ได้

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ปภารัชเคาะประตูยืนรออยู่ข้างหน้าเห็นว่าเพลงดับไปแล้วและมีเสียงบ่นของคนด้านในขึ้นมาแทน

“ไหนบอกว่าจะไม่สอนไง กลับมาทำไมล่ะ... เอ้อ ไอเราก็เต้นไม่เป็นหวังให้เพื่อนช่วย แต่นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังหนีอีก ถ้าฉันเต้นเป็นก็คงไม่ขอให้นายช่วยหรอกเว้ย จะบอกให—” คนขี้บ่นถึงกับชะงักในตอนที่เปิดประตูออกมา ทั้งคู่นิ่งไปถนัดตาก่อนจะเป็นปราชญ์ที่กระแอมไอแล้วยุติความเงียบลงก่อน

“คือ... ชายธันบอกมีงานด่วนเลยขอให้พี่... ขอให้พี่มาช่วย” ปภารัชเหนื่อยที่จะต้องพูดแทนคำอื่นเพราะเขาชินเสียแล้วที่พูดอย่างนี้ ต่อให้อีกฝ่ายกีดกันเขาเพียงไหน เขาก็จะแทนตัวเองว่าพี่ต่อไป

ชลันสบถเสียงเบา “ไม่เป็นไรครับ ผมฝึกเองได้”

“แน่หรือ”

“แน่ครับ”

ปราชญ์ยิ้มบาง “แต่เมื่อกี้พี่เห็นว่าจังหวะก้าวเท้ายังผิดอยู่เลยนะ”

คนถูกย้อนถึงกับไปไม่เป็น “คนเราผิดพลาดกันได้ครับ คุณชายไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวผมก็ฝึกเองได้”

ปภารัชถอนหายใจพลางส่ายหน้ากับความดื้อรั้น เขาเข้าไปด้านในอย่างถือวิสาสะก่อนจะเริ่มแผ่นเสียงใหม่

“นี่คุณชาย” ชลันขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

“สอนครู่เดียวก็ได้แล้วครับ พี่อยู่ที่นี่ไม่นานหรอก ที่มาสอนเพราะชายธันขอมา”

คนที่ทำเป็นไม่อยากให้สอนดันกลับหงุดหงิดขึ้นมาที่ได้ยินอย่างนั้น

หึ ก็แค่น้องชายขอมา แต่ก็ไม่อยากจะสอนอย่างนั้นหรือ

“อยากสอนก็เชิญครับ แต่ผมเข้าใจยากหน่อยนะ ถ้าเบื่อหรือหงุดหงิดขึ้นมาอย่าโทษผมแล้วกัน”

“พี่เคยโทษต้นสนด้วยหรือครับ” ปราชญ์ยังคงยิ้มก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วยกมือขวาแตะกับมือซ้ายของอีกฝ่าย ส่วนมือซ้ายยกวางบนบ่ากว้างแต่ก็รู้ว่ายังมีแผลจึงไม่ทิ้งน้ำหนักมือลงไปมาก

ส่วนชลันนั้นตกใจไม่น้อยแต่ทำนิ่งกลบเกลื่อนอาการใจเต้นแรง ฝ่ามือร้อนที่สอดสัมผัสกันทำคนที่ขรึมมาตลอดอดจะหูแดงไม่ได้ มือของพี่ปราชญ์ทั้งเล็ก ทั้งอุ่น แถมยังเรียวเวลาขยับเหมือนถูกสะกดจิตอย่างไรอย่างนั้น

“ที่ชายธันสอนไว้คือท่าไหนล่ะ”

“เอ่อ...” ชลันนึกคิด ค่อย ๆ กระชับมือตรงหลังของอีกคนในระดับเอวจึงเหมือนคล้ายโอบไม่ปราย “วอล ๆ อะไรสักอย่างกับบีกินครับ”

“อืม วอลซ์กับบีกินสินะ” ปราชญ์จำต้องมีสมาธิในการสอนแทนการจดจ่อกับฝ่ามือที่ทาบตรงช่วงเอวของตนเอง “วอลซ์เป็นท่าเบสิคจะเต้นไม่เร็วมาก ฝึกท่านี้ก่อนนะ แล้วค่อยฝึกท่าบีกิน”

“ค..ครับ” ต้นสนได้แต่ด่าตัวเองที่ติดอ่าง นิ่งมาตั้งนานจะมาพังเพราะแค่จะเต้นรำหรือวะ

“ของผู้ชายจังหวะที่หนึ่งถอยเท้าขวาไปด้านหลัง...” ปราชญ์สอนแล้วก้าวออกตามน้องไปด้วยแต่สักพักต้นสนก็หยุด

“ของผู้ชาย หมายถึงผมหรือคุณชาย”

“ของผู้ชายก็ต้องเป็นต้นสนสิ ในเมื่อพี่เป็นคนสอน... พี่ก็ต้องเป็นผู้หญิงของต้นสนอยู่แล้ว”

คนฟังถึงกับใจเต้นแรง หน้าเห่อร้อนอย่างห้ามไม่ได้ “หรือครับ”

ปราชญ์เองก็เริ่มคิดได้ว่าพูดอะไรออกไปจึงเก้อเขินไม่ต่างกัน เลยหลุบตาลงพื้นแล้วทำเป็นสอนต่อ

การสอนดูเป็นไปอย่างราบเรียบ ทว่า ภายในใจของทั้งคู่ดังก้องไปด้วยเสียงหัวใจเต้น ขนาดเสียงเพลงยังดังสู้ไม่ได้เลย

“ไหนลองแบบไม่ดูเท้าซิ” ปราชญ์บอกเมื่อน้องเริ่มเต้นได้แล้ว เลยขยับโดยไม่ต้องเอาแต่ก้มมองเท้า ดวงตาที่จะต้องประสานกันเลยเกิดขึ้น แต่เพียงชั่ววิ ต้นสนก็หันไปทางอื่นแทน เขาไม่อยากจะขัดหรอกนะแต่ก็อดพูดไม่ได้ “ถ้าจะเต้นคู่ใครต้องมองหน้าด้วยอย่าหันหน้าหนีแบบนี้ เดี๋ยวเขาจะถือว่าเสียมารยาทต่อคู่ของตัวเอง”

ชลันหันกลับมามองทันที คิ้วกระตุกเล็กน้อย

ปราชญ์ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้นอกจากเต้นไปตามทำนองที่เชื่องช้า ภาพสะท้อนที่อยู่ในดวงตาของคนตรงหน้าทำให้ปราชญ์รู้สึกดีไม่หยอก พอมาสังเกตใกล้ ๆ ดูแล้ว ตาของต้นสนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาเรียวคม รับกับจมูกโด่งได้รูป แต่เพราะว่าวันนี้ต้นสนไม่ได้ไปทำงาน ผมจึงไม่ได้ถูกจัดเป็นทรง แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูมีเสน่ห์ แม้จะมองไปที่ผมแต่ก็เผลอหลุบมองที่ริมฝีปากที่ดูสุขภาพดี หากลองสัมผัส มันจะนุ่มแค่ไหนนะ...

ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ก็มีความรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองเคยผิดพลาดพอตัว จึงช้อนสายตากลับไปมองดวงตาสีน้ำตาลลุ่มลึกนั่นต่อ

“เป็นคนพูดเองว่าเวลาเต้นรำต้องมองหน้าคู่ของตัวเอง แล้วคุณชายมองอย่างอื่นทำไมครับ” ชลันกระซิบเสียงพร่า ไม่รู้เพราะตั้งใจหรือเป็นไปเอง แต่ก็ทำคนฟังร้อนวูบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

“ขอโทษครับ”

“มองตาผมก็พอ” อย่าหาว่าผมไม่เตือน... ต้นสนพูดคำนั้นภายในใจ พลางจดจ้องคนตรงหน้าไปด้วย

ปภารัชสูดลมหายใจแล้วผ่อนออกเพื่อจะปรับอารมณ์ ถึงอย่างนั้นดวงใจยังเต้นระส่ำไม่หยุด ทำนองเพลงที่ขับเคลื่อนไปอย่างเนิบนาบ เหมือนกับเท้าของพวกเขาที่ขยับไปทีละน้อย มือที่จับกันนั้นกระชับแน่นขึ้น ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ขยับเข้าใกล้กันกว่าเดิม จนปราชญ์ต้องเงยหน้ามากกว่าเดิมเล็กน้อย ถึงแม้ส่วนสูงจะไม่ต่างกันมากนัก แต่ถ้าเทียบร่างกายกันแล้วเขายังดูไม่ค่อยมีน้ำมีเนื้อมากสักเท่าใด ถึงจะมีกล้ามเนื้อบ้างแต่ก็คงยังน้อยกว่าคนที่ฝึกหนักมาตลอดของการเรียนนายร้อยอย่างต้นสน ไหล่ก็แน่นตึง ลำแขนใหญ่อย่างพอดีกับร่างกาย มีเส้นเลือดขึ้นให้เห็น ผิวคล้ำแดดต่างจากตอนเด็กที่ขาวเหมือนปุยนุ่น

หมดคราบเด็กน้อยไปเลย

“พอได้บ้างหรือยัง”

ชลันพยักหน้า “ได้แล้วครับ”

“ถ้าอย่างนั้นท่าบีกินต่อนะ”

“ครับ”

ปภารัชผละออกแล้วขยับเท้าให้ดูก่อนถึงจะสอนแบบคู่ให้ ต้นสนดูงุนงงคงเพราะปรับตัวไม่ทันและยังคงเผลอใช้ท่าวอลทซ์ไป

“พี่ว่าเราฝึกท่าวอลซ์ไปก่อนนะวันหนึ่ง แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะมาสอนท่าบีกินใหม่”

“ครับ” ต้นสนเอาแต่ก้มมองเท้าตัวเองแล้วขยับอีกรอบ

“ถ้าอย่างนั้นตามสบายเลยนะ พี่ไม่กวนแล้ว ถ้ามีอะไรบอกพี่สมพงษ์ให้มาเรียกพี่ก็ได้”

ชลันผงกหัว มองตามอีกฝ่ายที่เดินออกจากห้อง “เดี๋ยวครับ”

“ครับ?” ปราชญ์หันกลับมามือยังคงจับประตูไว้อยู่

“ขอบคุณนะครับ”

เพียงคำขอบคุณแค่นี้คนฟังถึงกับใจชื้นขึ้นมา ไม่ได้มีเจตุจำนงอย่างอื่นแฝงนอกจากขอบคุณจากใจจริง

“ยินดีครับ” ยิ้มให้น้องเล็กน้อยก่อนจะขอตัวออกไป ระหว่างทางก็ยิ้มกับตัวเองมาตลอดจนถึงวังแล้วก็ถูกหม่อมย่าทักว่าไปทำอะไรมาถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เพียงนี้ จึงตอบเลี่ยง ๆ ว่าไปสอนเด็กเต้นรำมาเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเด็กที่ไหน คงจะคิดว่าเด็กเล็ก ๆ ที่เขาไปสอนอยู่

จะว่าเด็กก็เด็กล่ะนะ แต่ตัวใหญ่กว่าเด็กทั่วไปเฉย ๆ เท่านั้นเอง...

 

*มีต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
*ต่อจากด้านบน


วันที่สามแล้วที่เขามาฝึกให้ต้นสน น้องพัฒนาขึ้นมาก ที่จริงก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เมื่อวานนี้ฟ้าใสดูจะตกใจไม่น้อยที่เห็นเขาเต้นรำกับต้นสน สองพี่น้องจึงกระแนะกระแหนใส่กันไปรอบ ถึงจะให้ความส่วนตัวแก่พวกเขา

วันนี้พี่เฟื้องเข้ามาหาเขา ดูดีใจจนน้ำตาไหล เพราะที่ผ่านมางานยุ่งจวนตัวจนอยู่แต่กับโรงสีและไร่นาที่ทำ ไม่ได้มายินดีต้อนรับเขากลับจากเมืองนอก

“คุณชายโตแล้วจริง ๆ” เฟื้องที่อายุห้าสิบปีแล้วยังคงถนอมคุณชายของตนไม่ต่างจากตอนเด็ก จะจับทีก็กลัวแตกสลายคามือ

“โธ่พี่เฟื้องครับ ร้องไห้ทำไม” ปราชญ์หัวเราะในลำคอแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้

“ผมดีใจครับที่เด็กน้อยที่ผมคอยเลี้ยงดู โตมาเป็นคนที่ดีขนาดนี้ มันอดปลื้มไม่ได้น่ะครับ” ว่าแล้วก็สะอึกสะอื้นจนปราชญ์ต้องกอดแก

“ผมก็ดีใจที่พี่เฟื้องเคยเลี้ยงดูผม พี่เฟื้องเหมือนพี่ เหมือนพ่อผมคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ขอบคุณจริง ๆ นะครับ ที่ดูแลผมมาตลอด” เขายิ้มบางใบหน้าซบกับบ่าของอีกฝ่าย ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาไม่เคยจางหายไปเลยแม้จะห่างกันไปเสียนาน เพราะพี่เฟื้องอยู่กับเขามาตั้งแต่เด็กจึงชื่นชมและรักเปรียบเสมือนพ่อคนหนึ่งมาตลอด

“ไม่หรอกครับ อย่าชมยอผมเลย” แกส่ายมือ ถึงอย่างนั้นก็ปริ่มอกปริ่มใจจนน้ำตาไหลพรากอีกระลอก

“พ่อร้องไห้เป็นเด็กไปได้” ต้นสนที่นั่งมองทั้งคู่มานานอดส่ายหัวใส่พ่อตัวเองไม่ได้

“อะไรวะไอนี่ คนมันดีใจ เอ็งก็ดีใจไม่ใช่หรือ”

ชลันถึงกับร้อนรน “ดีใจอะไรล่ะพ่อ เอามาจากไหน”

“นี่จะบอกให้นะครับคุณชาย เจ้าลูกชายตัวดีของผมมันไม่ยอมอยู่ที่นี่ดันไปอยู่กับลุงสิงห์เขาเพราะเดี๋ยวจะอดคิดถึงคุณชายไม่ได้ เวลาผมไปหาที่นู่นนะก็เอาแต่ถามว่าพี่ปราชญ์กลับมาหรือยัง สงสัยตอนคุณชายกลับมา เจ้าเด็กนี่คงวิ่งไปกอดเหมือนเด็ก ๆ เลยใช่ไหมล่ะครับ” พ่อเฟื้องที่ไม่รู้เรื่องอะไรเอาแต่หัวเราะชอบใจ

ต่างจากปราชญ์ที่ทำเพียงเค้นยิ้มเล็กน้อย แม้จะไม่เป็นจริงตามที่พี่เฟื้องบอก แต่พอรู้ว่าต้นสนถามถึงเขา... ก็ดีใจจะแย่แล้ว

“มั่วแล้วพ่อ คนแก่เนี่ยชอบพูดอะไรเกินจริงตลอดเลย” ต้นสนขมวดคิ้วไม่พอใจผสมกับความเขิน

“ฮึ พ่อไม่เคยพูดผิดหรอกนะจะบอกให้” เฟื้องเลิกสนใจลูกชายแล้วหันกลับมาหาลูกชายที่แท้จริง... “วันนี้ทานอาหารเย็นด้วยกันไหมล่ะครับ ผมอยากจะชวนนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเสียที”

“เอาสิครับ คิดถึงอาหารฝีมือพี่ต้นอ้อกับพี่เฟื้องเหมือนกัน” เพราะสมัยก่อนพี่เฟื้องต้องอยู่เลี้ยงเด็กมาเยอะ แล้วก็อยู่ในครัวที่วังตลอดจึงได้ฝีมือการทำอาหารของชาววังมาบ้าง แถมอร่อยเสียด้วย

“ได้เลย จะเตรียมไว้เยอะ ๆ ต้นสนวันนี้ออกไปตลาดด้วยนะ”

“เอ้า อะไรน่ะพ่อ ใช้ผมทำไม”

“เอ๊ะ ก็เลี้ยงอาหารต้อนรับพี่ปราชญ์ไง” เฟื้องส่ายหน้าก่อนจะชูนิ้ว “หรือเอ็งอยากจะอยู่กับพี่ปราชญ์จนเย็นใช่ไหม... อ้อ ๆ เข้าใจแล้ว”

“เดี๋ยวสิพ่อ ผมพูดตอนไหน”

“เออ ๆ ไม่ต้องอาย รู้ว่าโตแล้วก็เขินอายเป็นธรรมดา” เฟื้องตบบ่าลูกชาย “ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้คนงานไปซื้อให้”

“พ่อ...”

“รอก่อนนะครับคุณชาย” นอกจากจะไม่ฟังลูกแล้วยังเดินออกไปเพื่อสั่งงานต่อ ชลันได้แต่ถอนหายใจ

ปภารัชเห็นอย่างนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องแทน “เรามาฝึกกันต่อดีกว่าครับ” ต้นสนทำอะไรไม่ได้นอกจากลุกขึ้นมาฝึกท่าทั้งคู่ด้วยกันต่อ

สามวันมานี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษนอกจากฝึกสอนเต้นเท่านั้น แม้จะมีบางครั้งที่พวกเขาทั้งคู่สบตากันแล้วเหมือนมีอะไรมากกว่านั้น วูบไหวทุกครั้งเวลาจดจ้อง ฝ่ามือก็ชื้นเหงื่อ ที่ไม่เปลี่ยนไปเลยอีกอย่างก็คือ...

หัวใจที่เต้นระรัวอยู่ภายใน

จวบจนเย็นแล้วต้นสนก็เต้นคล่องขึ้นกว่าเดิมมากจนไม่ต้องสอนอะไรแล้ว ผ่านไปไม่นานพระอาทิตย์ก็เริ่มลับขอบฟ้า

ปราชญ์เดินมานั่งคุยกับฟ้าใส เห็นบอกว่าคุณตากับคุณยายไปอยู่อีกบ้านมีคนเลี้ยงดูอยู่ เพราะอายุมากกันแล้ว ไม่มีใครที่บ้านว่างมากพอ จะมีแต่พี่ต้นอ้อที่ว่างบ้างจึงไปนอนบ้านนั้นเป็นบางครั้ง ซึ่งบ้านก็อยู่ติดกัน แต่ว่าตอนนี้คุณตากับคุณยายพักผ่อนอยู่ ปราชญ์จึงไม่ไปกวนมาก

“จะว่าไปแล้ว พี่ปราชญ์มีคนรักหรือยังคะ”

คนถูกถามตกใจเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา “ยังไม่มีค่ะ”

“จริงหรือคะ พี่ปราชญ์ออกจะหล่อขนาดนี้ นิสัยก็ดี”

“จริง ๆ เคยมีค่ะ แต่เลิกกันไปแล้ว”

“อ่าว... ขอโทษนะคะ” ฟ้าใสก้มหน้า

“ไม่เป็นไรค่ะ” จะว่าไปแล้วก็ลืมบอกเจ้าพวกน้องชายไปเลย พอจะพูดก็ดันมีงานแล้วก็ลืมไป

“รู้ไหมคะพี่ปราชญ์ว่าเพื่อนฟ้าใสเนี่ยชอบพี่ปราชญ์ทั้งนั้นเลย”

“ขอบคุณค่ะ แต่ต้องระวังด้วยนะ ถ้าพูดเรื่องนี้ให้อาจารย์ท่านอื่นหรือนักศึกษาคนอื่นได้ยินเข้า จะแย่เอาได้”

“ฟ้าใสก็เตือนอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ก็ถามตลอดว่าฟ้าใสสนิทกับพี่ปราชญ์ขนาดไหน”

“ถ้าให้ดีก็ตอบอ้อม ๆ ไปก็พอนะคะ จะได้ดีต่อตัวฟ้าใสด้วย เพราะยิ่งพูดจากปากต่อปากเดี๋ยวจะใส่สีตีไข่จนฟ้าใสเสียหายได้”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

ชลันที่ออกไปช่วยคนงานเรื่องตั้งเสาหน้าทางเข้าหมู่บ้านก่อนหน้านี้ เดินกลับขึ้นมาบนเรือน เห็นใครบางคนที่นั่งอมยิ้มอยู่กับน้องสาวจึงอดจะเผลอยิ้มตามไม่ได้ แต่พออีกคนเงยหน้ามองก็แสร้งทำหน้านิ่งใส่

“มานั่งทำอะไรตรงนี้ ทำไมไม่ไปช่วยพ่อกับแม่ทำกับข้าว”

“ก็พ่อไล่ออกมาบอกจะทำเอง”

“อู้ล่ะสิไม่ว่า”

ฟ้าใสทำท่าฮึดฮัด ส่วนปราชญ์ก็มองตามแผ่นหลังนั้นเข้าไปในห้องพลางถอนหายใจออกมา

ได้กลิ่นกับข้าวหอมฉุยจนท้องร้อง ปราชญ์จึงเข้าไปช่วยยกกับข้าวออกไปที่โต๊ะยาวที่ติดกับหน้าเรือนไทย

“น่าทานจังเลยครับ” ปภารัชอดชมไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นต้องทานเยอะ ๆ นะคะ” ต้นอ้อที่ตักข้าวพูดขึ้น

“นั่งเลยครับคุณชาย นั่งข้างต้นสนนั่นแหละ” ต้นสนที่ก้มจัดจานให้แม่ถึงกับเงยหน้า

ปราชญ์จะขัดผู้ใหญ่ไม่ได้เลยจำยอมนั่งข้างกาย ตรงข้ามเป็นพี่เฟื้องกับพี่ต้นอ้อ ส่วนฟ้าใสนั่งทางขวามือของต้นสน

“ให้เยอะ ๆ เลย นี่อะ” ต้นอ้อยื่นจานข้าวมาให้

“ขอบคุณครับ” เขาผงกหัวมองเม็ดข้าวที่เรียงสวยน่าทาน

“แกงคั่วหัวตาลกุ้งสด ตอนเด็กคุณชายทานไม่ได้เพราะเผ็ดไป วันนี้ผมเลยทำให้”

ปราชญ์ยิ้มกว้างตักแกงคั่วมาชิมก่อนจะเบิกตาเล็กน้อย มันอร่อยจริง ๆ หน้าตาก็น่าทานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร พอได้ทานจริง ๆ ก็อดจะตักอีกไม่ได้ “อร่อยมากเลยครับพี่เฟื้อง ดีใจจังที่ได้ทานแล้ว”

“ใช่ไหมล่ะครับ ที่บ้านเราก็มีต้นตาลล่ะเนาะ เลยเอามาเป็นวัตถุดิบด้วยเลย”

“ส่วนนี่แกงระแวงเนื้อ พอโตขึ้นคุณชายก็ชอบทานเผ็ด วันนี้เลยเอาแกงระแวงมาด้วย ถึงจะไม่เผ็ดมากแต่ก็อร่อยเชียว”

ปราชญ์ที่ตักมาชิมพูดได้เลยว่าพี่เฟื้องไม่พูดเกินจริง กับข้าวทุกอย่างอร่อยหมด กับข้าวบางส่วนที่เคยทานสมัยเด็กเลยทำให้อดคิดถึงเรื่องราวในอดีตไม่ได้ แม่เขาก็ชอบทำอาหาร เลยทำอาหารพร้อมกับพี่เฟื้องให้เขาและเด็จพ่อทานกัน

พวกเรานั่งทานกันสี่คน เสมือนครอบครัวในบ้านหลังหนึ่งของแม่ เพราะเด็จพ่อเคยถูกไล่ออกจากวังเพราะคบหากับแม่ของเขา สมัยก่อนอาชีพครูและฐานันดรธรรมดายังโดนดูถูกดูแคลน แต่ก็มีหม่อมย่าและเด็จลุงที่คอยมาหาตลอด เว้นแต่เด็จปู่ จนแม่เสียไป ท่านจึงให้เขาและพ่อกลับไปอยู่ที่วัง ถึงจะโกรธที่แม่เขาเคยโดนดูถูก แต่พอเข้าวังก็เห็นว่าเด็จปู่ก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน ปราชญ์จึงไม่ถือโทษโกรธอะไร

พี่เฟื้องที่เป็นลูกแม่ครัวในวังจึงสนิทกับเด็จพ่อเป็นอย่างมาก ตอนที่เด็จพ่อถูกไล่ออกมาก็เป็นพี่เฟื้องที่ออกมาด้วย เพราะพี่เฟื้องเคยเป็นลูกศิษย์ของแม่ปิ่น จำได้ว่าแม่จะหนีพ่อไปเพื่อให้พ่อกลับวังไปแต่งงานกับคู่สมรสที่ถูกจัดไว้ให้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้หนีเพราะพี่เฟื้องได้ช่วยคุยให้และแม่ปิ่นก็ห่วงความรู้สึกของเขา... สุดท้ายพี่เฟื้องก็ดูแลเขาแทนเด็จพ่อที่ติดงานราชการรวมถึงดูแลแม่ปิ่นที่ป่วยหลังจากคลอดเขาออกมา

ในวันที่แม่เสียพี่เฟื้องก็คอยอยู่ข้างเขาเสมอ

ไม่แปลกที่ทุกช่วงวัยของเขาโตมาก็เจอพี่เฟื้อง ถึงได้ผูกพันกันมากขนาดนี้ เพราะพี่เฟื้องเหมือนพ่อของเขาอีกคนจริง ๆ

เฟื้องที่เห็นคนที่ตนเลี้ยงดูนั่งนิ่งไปนาน ถึงจะไม่มีใครสังเกตแต่ก็เห็นว่าดวงตาคลอด้วยน้ำ

“ทานเยอะ ๆ นะ ไว้ทานเสร็จคุยกับพี่นะ มีเรื่องที่อยากจะฟังจากปราชญ์เยอะแยะเลยว่าที่นู่นเป็นอย่างไรบ้าง” คำแทนตัวเองทำปราชญ์อยากจะร้องไห้ออกมา เพราะไม่ได้ยินมานานมาก ความทรงจำในอดีตไหลเข้ามาเป็นฉาก ๆ

มีความสุขจริง ๆ ที่ได้เจอพี่คนนี้

“ได้ครับ ปราชญ์ก็อยากเล่าให้ฟังเหมือนกัน” เขาเคยแทนตัวเองว่าปราชญ์เสมอในสมัยเด็ก ปราชญ์อย่างนู้นปราชญ์อย่างนี้ เป็นต้นสนในวัยแรกรุ่นเลยก็ว่าได้

พอทานกันเสร็จเรียบร้อยสามแม่ลูกช่วยกันเก็บจาน ปราชญ์จะช่วยบ้างแต่พี่เฟื้องก็บอกให้นั่งที่เดิมเพราะจะคุยด้วย

“ตอนที่อยู่ที่นู่นเป็นไงบ้าง”

“ก็ต้องปรับตัวอยู่พอควรครับ ยิ่งตอนอากาศหนาวนะแทบจะอาบน้ำไม่ได้เลยล่ะครับ”

เฟื้องหัวเราะ “เป็นพี่ก็คงไม่อาบเลย เห็นแค่รูปก็หนาวแล้ว” เพียงครู่ต้นอ้อก็เอาน้ำกับของว่างมาวางไว้ให้ก่อนจะเดินออกไป “มีใครในใจแล้วบ้างไหมล่ะ”

“เคยมีครับ” ปราชญ์แหงนมองดาวหลากหลายดวง “เขาเป็นผู้ชาย”

คนฟังหันมองอย่างตกใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยินดี “คบกันมานานหรือยัง”

“แปดปีครับ แต่เลิกกันไปเมื่อสี่ปีก่อน”

“อ่าว...” เฟื้องยกแขนตบบ่า “อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปนะ”

“ครับ...” ปราชญ์ยิ้มบางก่อนจะหันมอง “พี่เฟื้องไม่รังเกียจหรือครับ”

“จะรังเกียจไปทำไม ก็แค่คนรักกัน จะเป็นใครก็ช่างขอให้คนนั้นดีกับปราชญ์พี่ก็ไม่ห่วงมากแล้ว”

“ขอบคุณนะครับ”

“อย่าไปยึดติดว่าใครจะรังเกียจหรือคิดมากกับเรื่องนี้เลยนะ ชีวิตของปราชญ์ จะเลือกอะไรหรือเลือกใครก็ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ยิ่งความรักก็ต้องเป็นเจ้าตัวที่เลือกด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาเลือก”

“เข้าใจแล้วครับ แต่ปราชญ์คงไม่ได้มีใครแล้วล่ะครับ”

“ลืมเขาไม่ได้หรือ”

“เปล่าครับ กับคนเก่าปราชญ์ไม่ได้รู้สึกรักเขาอีกแล้ว... แต่ปราชญ์ไปชอบใครคนหนึ่งที่เขาน่าจะไม่อยากคุย ไม่อยากพบ ไม่อยากเห็นหน้าปราชญ์อีกแล้ว คนนั้นเข้ามาอยู่ภายในใจแต่ก็ไม่มีโอกาส”

“ใครกันล่ะ ไม่ลองดูหน่อยหรือ”

“ไม่ล่ะครับ” ปราชญ์ถอนหายใจ “เราอายุต่างกัน ความคิดต่างกัน อีกอย่างปราชญ์ก็ไม่ได้คาดหวัง เพราะทุกวันนี้เราคล้ายคนที่รู้จักกันแต่ก็ไม่รู้จักไปแล้ว”

เฟื้องถึงกับงุนงง “อย่าไปยึดติดเรื่องอายุเลย ก็ชอบก็รักไปเถอะ ส่วนเรื่องความคิดนี่ทุกคนมีความคิดที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว พี่กับต้นอ้อก็มีบางเรื่องที่คิดต่างกัน เราก็แค่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดและค่อย ๆ ปรับทัศนคติกันไปเรื่อย ๆ แล้วไอที่ว่าไม่อยากคุยไม่อยากพบนี่ มันเพราะอะไรกันล่ะ”

“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำอะไรผิดไป เขาดูเหมือนคนโกรธผม แต่บางทีก็มาทำดีด้วย ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมเขาเป็นอย่างนี้”

“เฮ้อ เรื่องจิตใจคนนี่ดูยากเสียจริง อย่าให้รู้นะว่าเป็นใครจะสับให้เละมาทำปราชญ์คิดมาก”

ปภารัชส่ายหัวพลางยิ้มที่พี่เฟื้องยังโอ๋เขาเหมือนเด็ก ๆ “ช่างเถอะครับ บางทีผมอาจจะทำอะไรผิดไปแต่อาจจะไม่รู้ตัวก็ได้”

“ฮึ ไอคนนั้นมันไม่ยอมบอกเองนี่หว่า ใครจะไปรู้”

“คนทำผิดแล้วไม่รู้ตัวผมว่าแย่กว่านะครับ”

“ที่พูดก็เพราะว่าพี่เชื่อไงว่าปราชญ์ไม่มีวันเพิกเฉยต่อความผิดของตัวเอง อยู่กันมานานทำไมจะไม่รู้ หรือถ้าปราชญ์ไม่รู้จริง ๆ ก็ลองถามอีกครั้งดูว่าทำผิดเพราะอะไร หากคนนั้นไม่พูดไม่บอกและไม่อยากคุยอีกก็เอาให้มันจบเสียตรงนั้น ต่างคนต่างใช้ชีวิตเถอะนะ”

เขายิ้มอย่างนึกขอบคุณ ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไม่ได้คิดว่าตัวเองไม่ผิด “ขอบคุณที่เข้าใจปราชญ์นะครับ”

“มีอะไรก็มาปรึกษาได้ตลอดนะ”

ปราชญ์ผงกหัวแล้วจิบน้ำเล็กน้อยถึงจะพูดต่อ “บางทีความเป็นผู้ใหญ่ก็น่ากลัวเหมือนกันนะครับ จะต้องออกมาใช้ชีวิตของตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองด้วยตัวคนเดียว ไม่สามารถร้องไห้ หรือทำอะไรที่เคยทำตอนเด็ก ๆ ได้อีกแล้ว ยิ่งผ่านพ้นวันในแต่ละวันไปเรื่อย ๆ คนใกล้ตัวก็หายไปบ้างหรือเสียชีวิต เป็นห้วงเวลาที่น่ากลัว ยิ่งดำเนินไปยิ่งเหมือนพรากคนใกล้ตัวไปด้วย”

เฟื้องบีบบ่าคนข้างกาย “อะไรที่มันเป็นอดีตก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปเถอะนะ ถึงปราชญ์จะคิดอย่างนั้นแต่พี่ก็ดีใจที่เห็นการเติบโตของปราชญ์ คนที่ห่างหายไปก็ถือว่าวันหนึ่งเคยได้พบเจอกัน ส่วนคนที่อยู่บนฟ้าเขาก็อยู่ในใจเราด้วย ในห้วงเวลาที่แสนน่ากลัวนี้ก็มีบทเรียนและสิ่งสำคัญเข้ามาหาเรา ถ้าตลอดเวลาที่ผ่านมาปราชญ์เจอคนสำคัญเข้าสักวันแล้วจะไม่เสียดายเวลาที่ผ่านมา ไม่เสียดายที่เวลามันดำเนินไปอย่างนี้จนได้พบกับคนคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง เพื่อน หรือคนรักก็ตาม สัตว์เลี้ยงก็ไม่เว้นหรอกนะ”

“สิ่งสำคัญหรือ...” ทุกคนในวัง... หม่อมย่า เด็จพ่อ คุณน้า น้องชายทั้งสอง พี่เฟื้อง ต้นสน... อย่างต้นสนคงจะเป็นคนสำคัญอีกคนที่ได้แค่แอบรักอยู่ตรงนี้ รู้สึกเจ็บปวดแต่ก็ดีใจที่ได้พบเจอ “นั่นสิครับ คนสำคัญของปราชญ์ยังมีอยู่”

“นั่นแหละ อยู่กับปัจจุบัน ปราชญ์ก็เป็นคนสำคัญของพี่คนหนึ่งนะ”

“ครับ พี่เฟื้องก็เป็นพี่ที่สำคัญกับปราชญ์มาก” ปภารัชยิ้มขึ้นได้วันนี้คล้ายได้ปลดปล่อยอะไรหลายอย่าง รู้จักปล่อยวาง มองปัจจุบันเข้าไว้ อะไรที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไป

ทั้งคู่คุยกันเรื่อยเปื่อยจนเริ่มค่ำมากแล้ว ปราชญ์จึงขอตัวกลับเพราะจะสะสางงานอีกนิด

“ต้นสนเว้ย ไปส่งพี่ปราชญ์หน่อย”

ปภารัชรีบส่ายมือ “ไม่เป็นไรครับพี่เฟื้อง วังอยู่ใกล้แค่นี้เอง”

“ไม่ได้ ๆ ชวนมาทานข้าวเย็นจนค่ำ ต้องไปส่งด้วย... ต้นสนเว้ย” เฟื้องเดินไปเปิดประตูห้องลูกชาย “มัวแต่นั่งทำหน้าเหมือนปวดขี้ไปได้ไอลูกคนนี้ ไป ๆ ลุก”

ชลันถอนหายใจแล้วลุกออก อุตส่าห์เตรียมนอนแล้วแท้ ๆ ถึงแม้ห้วงความรู้สึกนึงจะดีใจก็ตาม

“พาไปส่งถึงที่นะ”

“รู้แล้วหน่า” ต้นสนทำหน้าหน่าย

“ส่งแค่สะพานก็ได้นะครับ” พอเดินลงมาแล้วปราชญ์ก็เปิดปากพูด

“เดี๋ยวผมไปส่งถึงหน้าวังครับ” ชลันว่าเสียงเรียบแล้วเดินนำไปอย่างไม่เร่งรีบนัก

เสียงนกเสียงแมลงดังทำลายความเงียบ พระจันทร์ส่องแสงสะท้อนกับคลอง ทำให้เห็นใบหน้าของกันและกันอย่างชัดเจนแม้ตรงนี้จะไม่มีไฟ

‘หรือถ้าปราชญ์ไม่รู้จริง ๆ ก็ลองถามอีกครั้งดูว่าทำผิดเพราะอะไร หากคนนั้นไม่พูดไม่บอกและไม่อยากคุยอีกก็เอาให้มันจบเสียตรงนั้น ต่างคนต่างใช้ชีวิตเถอะนะ’

ปราชญ์หยุดกะทันหันและคนตรงหน้าคงจะรู้ตัวจึงหันมามองด้วยคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากัน

“มีอะไรครับ”

คนอายุมากกว่าถอนหายใจ “พี่ว่าเราควรคุยกันอย่างจริงจังได้แล้ว”

อะไรที่ค้างคาก็ให้มันจบเสียตรงนี้

ชลันหันหนี “คุยเรื่องอะไรครับ”

“พี่ไปทำอะไรให้โกรธ หรือทำนิสัยไม่ดีใส่ยังไงช่วยบอกพี่หน่อย พี่อาจจะผิดเองที่ทำผิดไปแล้วยังไม่รู้ตัว แต่ขอร้องตอนนี้ช่วยบอกกันหน่อยได้ไหม”

“บอกแล้วไงว่าไม่เกี่ยวกับคุณชาย”

“ต้นสน” ปภารัชเอ่ยเสียงนิ่งจนชลันตกใจเล็กน้อย “พี่จะถามครั้งสุดท้าย ถ้ามีเหตุผลที่จะไม่บอกก็แค่พูดมา พี่พร้อมจะเข้าใจ ไม่ใช่ไม่พูดอะไรเลย พี่คงไม่โง่ถึงขนาดที่ว่าทุกวันนี้ที่ต้นสนทำเหมือนไม่อยากคุย ไม่อยากพบหน้าพี่นั้นมันไม่เกี่ยวกับพี่จริง ๆ ถ้าไม่อยากคุยกันขนาดนั้นน่าจะบอกกันไปเลย พี่จะได้เลิกยุ่งอย่างจริงจังสักที”

เขาจะได้ปล่อยวางเรื่องของต้นสน...

ชลันใจหายวาบ วูบโหวงในอกอย่างบอกไม่ถูก “ผม...”

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะถามใหม่ ยังอยากคุยด้วยกันเหมือนเดิมไหม”

ต้นสนเงยหน้ามอง ใบหน้าได้รูปนั้นไม่มีแววว่าจะล้อเล่นแต่อย่างใด “ผม..” ชลันได้แต่กัดฟัน ปากหนักอะไรเพียงนี้

“แล้วเรื่องที่เป็นแบบนี้เพราะพี่ใช่ไหม” ปราชญ์พอจะเข้าใจโดยไม่ต้องคาดคั้นอีก จึงตัดสินใจวกกลับมาถามเรื่องเดิม เพราะถ้าคนเขาอยากคุยจริง ๆ คงตอบโดยไม่คิดแล้ว

ต้นสนได้แต่เครียดกับตัวเอง ไม่เคยคิดถึงสถานการณ์นี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ ที่ถามเพราะถึงขีดสุดแล้วหรือถ้าหากเขายังทำหมางเมินใส่ คงจะไม่ยุ่งกับเขาจริง ๆ แล้วสินะ... เขารู้ดีว่าถ้าพี่ปราชญ์เอาจริงเมื่อไรเขาคงจะเป็นหมาหัวเน่าดี ๆ นี่เอง

“ครับ” กลัว นั่นคือสิ่งที่ต้นสนคิด เขากลัว...

ทว่า นั่นก็เหมือนกับสิ่งที่เขาทำ กรรมตามสนองก็คราวนี้

“บอกได้ไหมว่าเรื่องอะไร ถ้าบอกไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ” น้ำเสียงของอีกฝ่ายอ่อนลง จนชลันได้แต่เกลียดตัวเองที่ทำให้พี่ปราชญ์ร้องไห้และเสียใจเพราะเขา

“ผมบอกไม่ได้” ชลันกลั้นใจพูดมือหนากำราวสะพานแน่น ดวงตาเอ่อคลอ แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยให้รู้ว่าเขาเองก็อัดอั้นเหมือนกัน “ผมพูดไม่ได้จริง ๆ”

ปภารัชคลี่ยิ้มบาง “ไม่เป็นไร บอกแค่นี้ก็พอ... ถ้าอย่างนั้นพี่ขอโทษนะ อะไรที่เคยทำผิด อะไรที่เคยทำให้โกรธกัน พี่ขอโทษจริง ๆ”

อย่า... อย่าขอโทษ เพราะเขาคือคนที่สมควรขอโทษที่สุด

“พี่ไม่รู้จริง ๆ ว่าทำอะไรผิด และพี่คิดว่ามันแย่มากที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งที่ตัวเองผิดแท้ ๆ”

ไม่ได้ผิดเลยสักนิด ไม่เลย

“พี่ขอโทษ” ปภารัชก้มหน้า “ไม่ต้องให้อภัยพี่ก็ได้นะ พี่สัญญาว่าจะไม่มายุ่งด้วยอีกแล้ว แต่ถ้ามีเหตุสุดวิสัยที่ต้องคุยกันจริง ๆ พี่ต้องขอโทษตั้งแต่ตอนนี้ และพี่หวังว่าต้นสนจะเข้าใจ”

ชลันยืนนิ่งไปทันที หัวใจเหมือนถูกบีบรัดแน่น

“ตอนนี้พี่เข้าใจหมดแล้ว ถึงแม้เราจะเลิกยุ่งต่อกัน ยังไงต้นสนก็ยังเป็นน้องที่พี่รักเสมอนะ ถ้าอยากจะมาคุยกับพี่เมื่อไรพี่พร้อมจะคุยกับต้นสนได้ตลอด” ปราชญ์เองก็ปวดใจไม่แพ้กัน ทุกคำที่พูดเหมือนแก้วที่บาดลึกลงภายในอกย้ำ ๆ

“ขอบคุณที่เดินมาส่งนะ แต่ตรงนี้ก็พอ ฝันดีนะครับ” ปภารัชเปรยยิ้มแล้วเดินออกไป

ถ้าทั้งคู่หันมามองกันตอนนี้ก็คงจะรู้กันดีว่าต่างคนต่างเสียใจไม่แพ้กัน คงจะได้เห็น ‘น้ำตา’ ที่ไหลออกมาจากใบหน้าของกันและกัน

ถ้าเกิดต้นสนยื้ออีกสักนิดปราชญ์ก็คงยืนอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไปไหน

และถ้าหากปราชญ์ถามต้นสนอีกครั้ง ต้นสนคงจะพูดว่าอยากคุย อยากพบหน้าทุกวัน

แต่ถ้าให้มองในความคิดของแต่ละคน ก็ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองผิด  ต่างคนต่างคิดว่าสมควรแล้วที่เป็นอย่างนี้

ความไม่เข้าใจกัน ปิดบังกัน ซ่อนเร้นความรู้สึก สุดท้ายก็จบลงอย่างนี้





จบบทที่ ๑๑
-----------------------------------------------------
นึกว่าเป็นอะไร สงสัยของเราเป็นคนเดียว ช่วงนี้อัพช้าหน่อยนะคะ  :katai5:


ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1907
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๑
«ตอบ #44 เมื่อ07-07-2020 22:53:36 »

เข้าใจจริงๆ นะ สำหรับคนนอก มองไปแล้วทำไมไม่บอกความจริงไปจะเคลียรๆ
แต่ถ้าเป็นเราเองอยู่ตรงนั้น ก็คงจะเหมือนต้นสน สถานการณ์บีบคั้น พูดไม่ออกจริงๆ
 :mew6: :mew6: :mew6:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด