เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๖
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๖  (อ่าน 5813 ครั้ง)

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 159
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๕
«ตอบ #60 เมื่อ27-10-2020 08:19:44 »

น้องงงงงงง  :ling1: :katai5: :katai4: :ling1:

ออฟไลน์ evanescence_69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-3
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๕
«ตอบ #61 เมื่อ17-12-2020 06:34:52 »

รอมาต่ออยู่นะ

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 807
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๕
«ตอบ #62 เมื่อ17-12-2020 20:07:00 »

 :L2: :pig4: :L2:

ออฟไลน์ IMYean.

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๖
«ตอบ #63 เมื่อ31-12-2020 23:51:30 »


บทที่ ๑๖

เที่ยววันสุดท้าย

 

 
เสียงเฮฮาดังขึ้นท่ามกลางอากาศอุ่นร้อนในช่วงสายของวัน สาว ๆ สองคนพร้อมกับโทนและเหนือทั้งสี่ได้นั่งรถของเหนือด้วยกัน ส่วนศศิกับหญิงในใจก็นั่งเพียงสองคนเพราะคุณพ่อของหญิงสาวใจดีให้ยืมรถมาคันหนึ่ง ส่วนสามคุณชายและหนุ่มนักรักที่เหลือก็นั่งด้วยกันเหมือนเดิม

ไม่ต้องหาต้นตอเลยว่าเสียงพวกนั้นดังมาจากไหน ก็ดังมาจากสี่คนนั้นที่ขับรถพร้อมกับชะโงกหน้าออกมา ต้นสนบ่นตั้งแต่พวกนั้นขับรถเลี้ยวไปเลี้ยวมาน่าหวาดเสียว ถึงแม้ตรงนี้จะเป็นถนนว่างไม่มีรถผ่านแต่ใช่ว่าจะขับอันตรายอย่างนั้นได้

“กลับไปจะทำการส่งจดหมายขอให้ทางกรมสั่งลงโทษพวกมันให้เข็ด” ต้นสนขมวดคิ้วมุ่นในขณะที่กำลังจ้องมองรถพวกนั้น

“เดี๋ยวก็ถึงที่หมายแล้ว ไว้เตือนเพื่อนที่นั่นก็ได้” ปราชญ์ที่หนังเบาะหลังคนขับเอ่ยบอกคนที่นั่งข้างกาย ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมทั้งคู่ถึงได้นั่งข้างหลังด้วยกัน ก็เพราะเจ้าน้องชายสุดแสบสองคนอย่างไรเล่า

“ว่าแต่เมื่อคืนหลับสบายกันไหมล่ะ” ชายกรณ์ที่ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยถามพลางมองกระจกหลังแล้วก็พบว่าพี่ชายตนทำหน้าดุใส่แล้ว

“คือ...” ต้นสนอ้ำอึ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งหมดนั้นเป็นแผนที่วางไว้อยู่แล้ว

เมื่อเห็นอย่างนั้นชายธันก็แอบยิ้มขึ้นมา สงสัยพี่ปราชญ์คงจะไม่ได้บอกเรื่องนี้

“เงียบทำไมล่ะต้นสน” ชายกรณ์แกล้งทำเสียงขรึมแหย่ จนน้องคนเล็กที่นั่งข้างคนขับเอาแต่ส่ายหัว ส่วนพี่คนโตก็หันหน้าหนีมองวิวข้างทางไปเสียแล้ว

“ก็ดีครับ” ตำรวจหนุ่มว่าเสียงเบา

“หมายถึงอะไรก็ดี”

“พอได้แล้วชายกรณ์ อย่าแกล้งน้อง” ปราชญ์ทนไม่ไหวต้องดุอีกที

“โธ่ ผมแค่ถามเฉย ๆ”

ปราชญ์ถอนหายใจพลางตบหน้าขาคนข้างกายเบา ๆ เป็นเชิงบอกว่าอย่าไปถือสา

“ว่าแต่เมื่อคืนนี้—”

“ชายกรณ์!”

ตลอดทั้งวันนั้นไปเที่ยวหลากหลายที่อยู่เหมือนกันแต่ล้วนแล้วเป็นที่ใกล้เคียงเพราะจะได้กลับไปเตรียมตัวกลับพระนครกันอีก ถึงแม้ว่าอยากจะกลับพรุ่งนี้เช้าแต่เห็นว่าไม่เป็นการดีเพราะชายกรณ์รวมถึงตำรวจหนุ่มทั้งสองที่ต้องกลับไปรับหน้าที่อย่างช่วยไม่ได้

“คงอีกนานกว่าจะได้ขอลาพักผ่อนมาเที่ยวแบบนี้” ต้นสนที่ยืนมองคลื่นซัดอยู่เอ่ยกับสายลม แต่คงไม่รู้ว่ามีคนมายืนข้าง ๆ กัน

“นั่นสินะ”

ชลันตกใจเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มออกมาเมื่อพบใคร “เก็บของเสร็จแล้วหรือครับ”

“ใช่ กำลังรอชายกรณ์อาบน้ำอาบท่าเป็นคนสุดท้าย”

คนฟังทำเพียงพยักหน้าเป็นการรับรู้ จากนั้นก็มีเสียงลมคลื่นและเสียงนกที่บินผ่านไปเท่านั้น ถึงจะไม่ได้พูดคุย ทว่า ระหว่างสองก็ไม่มีใครรู้สึกอึดอัด ออกจะผ่อนคลายจมไปกับความคิดในหัว

ตำรวจหนุ่มคลี่ยิ้มเอื้อมมือไปจับกับมือของคนข้างกาย กระชับอย่างเบามือเพราะกลัวจะบุบสลาย

“วันหน้าเรามาเที่ยวกันอีกไหมครับ”

“ได้สิ” ปภารัชตอบอย่างไม่คิดใดใด

“แค่... สองคนนะครับ” คนตัวสูงหันมามอง รอยยิ้มประดับใบหน้าไม่จางหาย

ปถารัชช้อนตาขึ้นเอ่ยคำซ้ำเดิมกับอีกฝ่าย “ครับ... แค่สองคน”

เสียงเรียกทั้งคู่ดังแว่วเข้ามา ปภารัชหันมองชายกรณ์ที่โบกมือก่อนจะพยักหน้าตอบรับ เมื่อเจ้าตัวหายไปแล้วจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนข้างตัว “เรากลับบ้านกัน”

ชลันผงกหัวและผละมือเดินออกไปจากโขดหินด้วยกัน

“ไว้มาเที่ยวหาผมได้เสมอนะครับพี่ปราชญ์ พี่กรณ์ ไอ้ธัน” ศศิจับมือทุกคน

“หากมีเวลาว่างพี่จะมาแน่นอน” ปราชญ์คลี่ยิ้มก่อนจะกอดศศิพลางตบหลังเบา ๆ “ขอให้มีความสุขกับคนรักนะ”

ศศิเขินจนแทบมุดดิน “ขอบคุณครับ แล้วก็ขอให้กลับบ้านอย่างปลอดภัยนะครับ”

“เจอกันใหม่เพื่อน” ต้นสนเดินเข้ามาแล้วกอดมันแน่น

ศศิลูบหลังเพื่อนนายร้อยก่อนจะรู้สึกวูบโหวงแปลก ๆ “มึงจะมาเที่ยวหากูอีกใช่ไหมวะ”

ต้นสนผละออก “ทำไมมึงพูดอย่างนั้นล่ะ ก็ต้องมาอยู่แล้ว”

“ไม่รู้สิ กูแค่รู้สึกแปลก ๆ พระนครอาจจะมีเรื่องมากมายกูกลัวว่ามึงจะเข้าไปเกี่ยวพันและอาจเกิดอะไร”

“มึงคิดมากไปหรือเปล่า”

“มึงก็รู้ใครมันทำรัฐประหาร กูกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงที่พระนครเข้าสักวัน ไม่อาจปีนี้ก็อาจปีสองปีหน้า”

ต้นสนเข้าใจดีเพราะเพื่อนเป็นพวกชอบตามข่าวนอกสังคมมากมายรวมถึงข่าวการเมืองที่ว่าตอนนี้มีการทำรัฐประหารขึ้น และมันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยด้วยซ้ำที่ประเทศบ้านเมืองนี้มีการรัฐประหาร เพราะมักจะเกิดความสูญเสียตามมา

“ตามจริงแล้วกูคิดมากมาตั้งแต่เกิดเรื่องนี้ กูอาจจะไม่ห่วงมึงมากขนาดนั้นเพราะยังไงคงปลอดภัย แต่กูคงจะคิดมากจริง ๆ เพราะคนที่กูห่วงคือพี่ปราชญ์

“ทำไมวะ”

“มึงก็รู้ใช่ไหมว่าความรู้สึกกูมันแรงขนาดไหน จำวันที่กูบอกมึงว่าสักวันมึงกับไอ้ธันจะเป็นเพื่อนกันได้ไหม แล้วมันก็เป็นจริง กี่ครั้งแล้วที่กูคิดแล้วมันเป็นจริง มันคงจะดีที่เป็นเรื่องดีแต่นี่กูกำลังเผลอดันคิดมากเรื่องแย่ ๆ ที่เกี่ยวกับพี่ปราชญ์”

คนฟังใจเต้นระส่ำที่เพื่อนพูดนั้นไม่ขอโต้แย้งและมันก็น่าหวั่นเช่นเดียวกัน “มึงกำลังคิดอะไรบอกกูได้ไหม”

ศศิผันมองทางคุณชายทั้งสามที่ยืนยิ้มหัวเราะกันก่อนจะมองสบเพื่อนอย่างจริงจัง “รัฐประหารครั้งนี้มันเป็นเรื่องที่ประชาชนรับไม่ได้แม้แต่กูเองก็ตาม กูกลัวว่าจะมีการประท้วงขึ้นและรัฐบาลจะทำเรื่องระยำ”

ถึงจะฟังอย่างนั้นแต่ต้นสนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันเกี่ยวอะไรกับพี่ปราชญ์กัน และศศิก็ทราบจึงอธิบายให้ฟัง

“ทุกครั้งที่กูเดินคุยกับพี่ปราชญ์กันแค่สองคนส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องการเมือง ถึงแม้เขาดูจะไม่อะไรแต่เขาติดตามจริงจังมากนะ เห็นเขาบอกว่ามีเพื่อนเป็นอาจารย์อยู่ธรรมศาสตร์หลายคน ไหนจะเลขาธิการรวมถึงอาจารย์นักศึกษาของจุฬาเองก็ห่วงเรื่องนี้เหมือนกัน พี่ปราชญ์รู้อะไรมาแต่ไม่สามารถบอกกูได้ เขาบอกว่าเกี่ยวกับนักศึกษาของเขาและนักศึกษาจากที่อื่น”

“หมายความว่าอย่างไรกัน”

“กูเองก็ไม่แน่ใจ แต่หากว่าประท้วงนี้นักศึกษาเข้าร่วมมึงคิดดูสิว่าพี่ปราชญ์ที่เป็นครูจะอยู่เฉยหรือ”

ชลันเบิกตาแต่ก็พยายามสงบสติตัวเอง “แต่... ตอนนี้พระนครก็ไม่มีเรื่องอะไรเลย”

“มึงเคยได้ยินไหม น้ำทะเลที่หายไปเกือบครึ่งหาด จากนั้นก็จะกลับมาพร้อมคลื่นยักษ์

 

 

เฝ้าคำนึง





ระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุยกันมากมายนัก ทุกคนรับรู้ได้ทันทีว่าต้นสนนั้นมีเรื่องอะไรในใจ และชายธันและชายกรณ์ต่างก็มองหน้าพี่คนโตเพื่อให้พี่ของพวกเขานั้นสอบถามกันเอาเอง

เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนคนขับชายธันก็ให้เพื่อนไปนั่งหลังคู่กับพี่ปราชญ์แทน ตอนนี้จอดพักรถกันอยู่ทุกคนต่างไปทำธุระส่วนตัว แต่ปราชญ์ยังคงอยู่ในรถรอน้องเข้ามานั่งข้างใน

“ไหนมานี่ซิ” เมื่อประตูรถเปิดต้นสนก็เข้ามานั่ง ปภารัชจึงกระเถิบเข้าไปหาและจับมือหนาเอาไว้ “เป็นอะไรไหนพูดกับพี่ที”

คล้ายลำคอแห้งผากจะเอื้อนเอ่ยก็มิอาจเอ่ยอะไรออกมาได้ ดวงตาคมได้แต่ทอดมองไปยังคนข้างกาย เขาหลับตาลงและลืมขึ้นใหม่ “ผมกลัว”

“กลัว? กลัวอะไรครับ”

ต้นสนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแม้จะไม่อยากหมกมุ่นไปกับความเชื่อที่ว่าเพื่อนพูดหรือคิดอะไรมักเป็นจริง แต่พอผนวกเข้ากับเรื่องการเมืองและสิ่งที่ปราชญ์ได้คุยกับศศินั้น อดที่จะคิดตามไม่ได้เลยว่าพี่ปราชญ์นั้นไปรู้อะไรมา เขาคงโทษตัวเองที่ไม่ค่อยอ่านการเมืองเท่าไรแต่ก็ยังพอรู้มาบ้าง และไม่ใส่ใจพอ ผิดกับเพื่อนอย่างศศิและรวมถึงพี่ปราชญ์ที่คงจะรู้อะไรมามากมายที่คนภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้

เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเรื่องนั้นเกี่ยวกับเรื่องรัฐประหารตัวเองที่เกิดเมื่อกลางเดือนพฤศจิกาหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเรื่องอื่นด้วยที่ไม่มีใครรู้แน่ชัด

“ศศิบอกว่าพี่ปราชญ์รู้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเยอะ”

เมื่อพูดถึงเรื่องนั้นปภารัชจึงเงียบไป ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “คิดมากเรื่องนี้อยู่หรือ” มือขาวยกขึ้นเกลี่ยแก้ม และต้นสนก็จับมือนั้นไว้อย่างมั่นคง

“ผมกลัวว่าจะเกิดอะไร มันอาจจะเป็นเรื่องงมงายแต่ที่ศศิพูดมันจะเกิดขึ้นจริง ผมจึงกลัว”

ปราชญ์พรูลมหายใจ “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ที่จริงมันควรจะทำได้อย่างเสรี รู้ไหมว่าที่อังกฤษหรืออิตาลีที่นั่นเขาประท้วงกันอย่างเสรี ผิดกับที่นี่ที่ถูกยกเลิกรัฐธรรมนูญไม่พอ ยังยกเลิกรัฐสภา ยกเลิกพรรคการเมืองและมีข้อห้ามออกมาว่าไม่ให้มั่วสุมทางการเมืองเกินห้าคน มันน่าขำไหมล่ะ”

“แต่ที่นี่มันไม่เหมือนกัน”

“พี่รู้คนดี” ปราชญ์ยิ้มบาง “มันอาจจะไม่เกิดอะไรขึ้นก็ได้เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไร แค่รู้สึกไม่พอใจกับการที่เกิดรัฐประหารขึ้นและยกเลิกอะไรหลายอย่าง”

“แล้วถ้าเกิดวันนั้นมันมาถึงล่ะครับ”

“จงโกรธรัฐบาลเถอะที่ทำให้การออกไปเรียกร้องนั้นเป็นเรื่องน่ากลัว”

“ผมแค่ห่วงพี่”

“พี่ทราบดี ตอนนี้ยังไม่เกิดอะไรก็อย่าไปนึกถึงมันเลย ตอนนี้เรายังอยู่ด้วยกันตรงนี้ไม่ใช่หรือ”

ต้นสนยังคงกังวล “ผมไม่ได้ตามข่าวการเมือง พอมาฟังอย่างนี้ผมรู้สึกไม่ดีเลย ผมไม่คิดว่าพี่ปราชญ์จะสนใจเรื่องนี้ด้วย”

“มันเป็นเรื่องของทุกคนต้นสน”

“ครับผมเข้าใจผมเองก็ไม่พอใจพวกนั้น แต่เพียงผมยังคงไม่เข้าใจเรื่องอื่น ๆ”

“ไว้พี่จะเล่าให้ฟังดีไหม”

“ครับ ผมอยากฟัง”

ปราชญ์อธิบายเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง ที่จริงแล้วเขาตามเรื่องการเมืองมาพอสมควรและรวมถึงหลังจากที่มีเพื่อนที่เป็นอาจารย์ของทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคุยกับอาจารย์ทางจุฬาบางท่านก็ได้รู้อะไรอีกมากมาย เขารู้ว่าต้นสนเป็นห่วง คงจะมีเรื่องนั้นเรื่องเดียว เรื่องที่ใหญ่มาก ที่เกี่ยวข้องกับสายเลือดเจ้าอย่างเขา และเขาคิดว่าสิ่งที่ถูกตบตาของคนในประเทศนั้นเป็นเรื่องจริงเขาพร้อมจะทิ้งความเป็นเชื้อเจ้าออกไป ถึงจะรู้ว่าเสี่ยงอันตรายก็ตาม

แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่มีสายเลือดที่แท้จริงมานานแล้ว...

แม้อย่างนั้นก็ยังมีเรื่องของการรัฐประหารตัวเองที่เป็นเรื่องใหญ่เช่นเดียวกัน ทางบุคลากรหลายฝ่ายกำลังคุยกันเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แม้ว่าเขาจะถูกห้ามรับรู้บางเรื่องเนื่องจากเป็นหม่อมราชวงศ์ก็ตาม... แต่ก็มีหลายท่านที่เชื่อมั่นในตัวเขาและพร้อมจะเปิดเผยเรื่องอะไรต่าง ๆ ให้ฟังตั้งแต่อดีตจึงทำให้ได้รับรู้อะไรมากขึ้น

เลยเป็นเหตุผลว่าทำไม... เขาถึงตามเรื่องการเมืองและความจริงของอดีตขนาดนี้ เพราะมันทั้งโหดร้ายและหลอกลวงมานานแสนนาน

เพียงไม่นานทางชายกรณ์และชายธันก็เดินกลับมาที่รถเมื่อลอบมองห่าง ๆ แล้วเห็นว่าทั้งคู่พูดคุยกันได้ปกติแล้ว

ระหว่างทางมีเงียบบ้าง คุยกันบ้าง จนผลัดเปลี่ยนมาเป็นต้นสนขับ ปราชญ์จึงไปนั่งข้างคนขับเพื่ออยู่เป็นเพื่อน คนที่คิดว่าน้องชายทั้งสองหลับไปแล้ว ยกมือเกลี่ยหูต้นสนอย่างหยอกล้อ ไม่มีคำพูดใดใดนอกจากการกระทำที่ทั้งคู่รู้กันเพียงสองคน

ชายกรณ์ที่หรี่ตามองอยู่ถึงกับต้องหันหลบแล้วก็พบน้องชายคนเล็กที่คงจะรู้สึกเหมือนกันถึงได้อมยิ้มให้กันก่อนจะพากันหลับไป

“ถึงเสียที” ปราชญ์ถอนหายใจแล้วหันไปปลุกน้อง ๆ คนรับใช้ในวังต่างออกมาต้อนรับกลับและพากันยกของฝากและยกของส่วนตัวของคุณชายทั้งหลายไปเก็บ

“ไม่เป็นไรครับพี่” ต้นสนตั้งท่าจะห้ามหนุ่มคนหนึ่งแต่ก็ไม่ทันเสียแล้วในเมื่อเจ้าตัวยกของส่วนตัวของต้นสนไปไว้ที่บ้านให้

“ต้นสนก็อาบน้ำพักผ่อนเสียเถอะนะ ส่วนพวกของไว้พี่ไปช่วยเก็บให้”

“ไม่ได้ครับพี่ปราชญ์ พี่เองก็ต้องพักผ่อน”

ปราชญ์ทำหน้าย่นแล้วเอานิ้วทำเป็นตีสันจมูกคนตรงหน้าเบา ๆ “อย่าดื้อครับ”

“ใครดื้อ” ต้นสนคิ้วยุ่ง “ผมแค่กลัวพี่ปราชญ์เหนื่อย”

“ไม่เหนื่อยหรอกครับ” ปราชญ์คลี่ยิ้มก่อนจะยื่นหน้าไปใกล้ใบหูพลางเอ่ยกระซิบเสียงเบา “แค่ช่วยคนที่พี่รักเท่านี้”

คล้ายกับหินที่แข็งทื่อพ่วงด้วยมะเขือเทศที่แต้มฉาดสองฉาดบนหิน ต้นสนหันมองคนรอบตัวที่ดูจะไม่สนใจเขาสองคนเพราะต่างกันวุ่นกับเอาของไปเก็บ

คนที่ทำผู้อื่นเสียอาการนั้นหันไปคุยกับคนอื่น ๆ สักพักถึงจะหันกลับมาหาต้นสนที่ยังยืนหน้าดำหน้าแดงไม่หาย “คนดี เราไปอาบน้ำอาบท่าก่อนนะ ส่วนพี่ก็จะไปอาบน้ำและไปหาผู้ใหญ่ก่อนแล้วค่ำ ๆ พี่จะไปช่วยเก็บของนะครับ”

คนดี...

ถึงแม้จะได้ยินมาบ่อยแต่พอมารู้ความในใจกันแล้ว หนุ่มนักรักอย่างชลันก็ดูอ่อนปวกเปียกไปทันตา

“ครับ...” ต้นสนผงกหัวและยังทำหน้าไม่ถูก

“ไว้เจอกันนะ” ปภารัชตบบ่าน้องและเดินเข้าไปพร้อมกับน้องชายทั้งสอง ส่วนต้นสนก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะเดินออกไปทางบ้านตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มประดับบนใบหน้า

 

จวบจนหัวค่ำแล้วต้นสนคงเหนื่อยมากพออาบน้ำเสร็จก็หลับปุ๋ย จึงไม่รู้ว่ามีใครบางคนที่ขึ้นมาหานานแล้วและกำลังจัดของให้ ผ้าเปื้อนก็กองใส่ตะกร้า ของใช้ต่าง ๆ ก็แยกอย่างดี ปราชญ์ชอบช่วยแม่ทำบ่อย ๆ ไม่ว่าจะงานบ้าน งานเรือน เขาได้แม่มาทั้งนั้น

นึกถึงผู้หญิงที่สวยและใจดีที่สุดในใจปราชญ์ก็ได้แต่คลี่ยิ้ม หากตอนนี้ท่านยังอยู่คงเล่าเรื่องอะไรมากมาย และคงพูดออกไปว่าตอนนี้เขามีคนที่รักแล้ว เป็นตำรวจหนุ่มเหมือนพ่อสมัยจีบกับแม่ใหม่ ๆ เชียวล่ะ หรือว่านี่เขาจะมีคนรักเป็นตำรวจตามแม่ด้วยอย่างนั้นหรือ

คนนึกรำพันหัวเราะเสียงเบาพลางส่ายหัวที่คิดอะไรอย่างนั้นก่อนจะตกใจเมื่อมีคนเข้ามากอดจากด้านหลัง

“ต้นสน!”

“มาตั้งแต่เมื่อไรครับ” ต้นสนถามไถ่ มองของที่จัดวางต่าง ๆ ก็ได้แต่ชุ่มชื่นหัวใจ

“นานแล้วครับ ว่าแต่พี่กวนหรือเปล่า” ปราชญ์เอียงคอมอง

“ไม่กวนครับ ตอนแรกผมคิดว่าไปทำเจ้าที่โกรธอะไรเข้าถึงได้มีเสียงคนหัวเราะแว่ว ๆ ตอนกลางค่ำกลางคืน”

ปภารัชถึงกับขำออกเสียง “ว่าพี่เป็นผีหรือ”

“เปล่านะครับ เป็นใครใครก็คิด ไอ้เราก็อยู่ในห้องคนเดียว อยู่ ๆ มาได้ยินเสียงคนหัวเราะใกล้ ๆ มันก็ยังไงอยู่”

“เฮ้อ กลายเป็นผีไปแล้วสิตัวเรา” ปภารัชหันกลับมาจัดของต่อพลางส่ายหน้าก่อนจะสะดุ้งเมื่อคนด้านหลังหอมแก้มไปทีหนึ่ง “ตอนหัวบ่ายยังทำเป็นเขินกันอยู่เลย พอตกกลางคืนแล้วเปลี่ยนไปเชียว”

“คนเราต้องมีการพัฒนาบ้างสิครับ ปล่อยให้ถูกไล่ต้อนอย่างเดียว คงหมดชื่อผู้หมวดชลันผู้บุกบ่าฝ่าฟันทุกสรรพสิ่ง”

“ใครเขาคิดกัน” ปราชญ์เลิกคิ้ว

ต้นสนหอมแก้มอีกฝ่ายไปอีกที ตอนนี้ทำเก่งไปอย่างนั้นแหละหนา เพราะใบหูนั้นร้อนจนเจ้าตัวยังรู้สึก ใบหน้าคงเห่อแดงมาก ๆ แต่เพราะตอนนี้พี่ปราชญ์หันหลังให้อยู่เลยมีความกล้าจะทำอะไรมากขึ้น

ปภารัชเค้นเสียงในลำคอพลางเอาศีรษะซบกับแก้มอีกฝ่าย ถูกคนด้านหลังก่อกวนเป็นพัก ๆ กว่าจะจัดของเสร็จหมดก็เล่นเอาล้าไปหมด

“นี่พี่เอามาให้” ปราชญ์ยื่นรูปสมัยเด็ก ๆ ให้

“โห่ พี่ปราชญ์เคยอุ้มผมด้วยเหรอ”

“ก็ตั้งนานแล้ว สมัยนั้นพี่ยังทำปลาตะเพียนไปให้ต้นสนด้วย”

“จริงหรือครับ” ต้นสนเบิกตา

“จริงสิ พี่ทำไว้แล้วมันเหี่ยวจะให้ต้นสนก็ไม่กล้า ลุงสิงห์เลยหยิบเอาไปให้กับมือต้นสนแทน”

“ป่านนี้ปลาตัวนั้นหายไปไหนแล้วนะ”

“คงแห้งเหี่ยวหายไปตามกาลเวลานั่นแหละ”

พอได้ยินอย่างนั้นต้นสนก็ทำหน้าเศร้า “อยากเห็นจัง”

“หื้อ เด็กชายชลันอยากได้ปลาตะเพียนหรือครับ”

ต้นสนเงยหน้ามอง “อยากได้คนทำปลาตะเพียน”

คนถูกรุกกลับถึงกับนั่งนิ่งไปทันตา ส่วนต้นสนที่เพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปก็เอามือปิดปากตัวเองด้วยดวงตาเบิกกว้าง

เห็นน้องเอาแต่ตกใจกับคำพูดตัวเองความวาบหวามในใจก็ลดลงเปลี่ยนเป็นเอ็นดูขึ้นมา เขายกมือยีหัวน้อง “ทำเป็นพูดเข้า”

“ผมหมายถึงอยากเห็นพี่ตอนนั้น พี่คงเป็นเด็กที่น่ารักมาก ๆ เลย”

“อืม ก็มีหลายคนบอกอยู่นะ ขนาดหม่อมย่ากับเสด็จลุงยังหลงรักเด็กน้อยอย่างพี่หัวปักหัวปำ”

ขลันกลั้นยิ้มพลางหรี่ตา “ชมตัวเองอยู่หรือครับเนี่ย”

“อ่าว ก็มันคือเรื่องจริง” เมื่อเห็นว่าต้นสนยังทำหน้าล้อเลียนไม่หยุดจึงบีบแก้มไปที “พอเลย ๆ นี่ก็ค่ำมากแล้วด้วย ต้นสนนอนพักไปนะ พี่ขอตัวกลับ—“

“นอนด้วยกันนะครับ”

คนถูกชวนนิ่งไปเล็กน้อย ต้นสนเห็นอย่างนั้นจึงรีบพูด “คือผมเห็นว่ามันดึกมากแล้วไม่อยากให้เดินกลับวัง เดี๋ยวเจองูเจอแมลงมีพิษเข้า”

ปภารัชเกือบจะอ้าปากบอกว่าวังอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ไม่มีอันตรายอะไรหรอกแต่ก็เงียบลง “เอาสิ มีผ้าปูอีกไหมพี่จะได้เอามาปูพื้น”

“อ้อ! ไม่เป็นไรครับ นอนบนเตียงกับผมก็ได้”

“พี่จะไม่เบียดต้นสนหรือ”

“ไม่หรอกครับ เตียงผมกว้าง” ว่าแล้วก็ตบเตียงให้ฝุ่นออกแม้เตียงจะดูไม่มีฝุ่นก็ตาม

“งั้นขออนุญาตนะครับ” ปราชญ์คลี่ยิ้มเดินมานั่งลงบนเตียงและหยิบเอาหมอนดี ๆ ให้น้อง

ต้นสนยิ้มกว้างก่อนจะเดินไปปิดไฟถึงจะมานอนลงข้าง ๆ มองเพดานพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ลำแขนพาดไปบนหมอน เมื่อปราชญ์รู้สัมผัสก็หันมองก่อนจะยกหัวขึ้นให้แขนนั้นสอดใต้คอ

“ถ้าเมื่อยก็เอาออกนะ” ปราชญ์กระซิบเสียงเบาพลางเขยิบมานอนใกล้ ๆ อมยิ้มเมื่อต้นสนกดจมูกลงบนผมเบา ๆ

“ฝันดีนะครับ”

ปราชญ์เงยหน้าและหลับตาลงเมื่อหน้าอีกฝ่ายเคลื่อนเข้ามาใกล้ ปากชุ่มชื่นแตะกันเล็กน้อยก่อนที่ทั้งคู่จะต่างคนต่างเข้าห้วงฝันหวาน





จบบทที่ ๑๖

----------------------------------------------------------------------------------------------

*ขออนุญาตนักอ่านทุกท่านอ่านเนื้อความด้านล่างนี้กันหน่อยนะคะ

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้นำคณะปฏิวัติซึ่งประกอบด้วยทหารตำรวจและพลเรือนเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลของตนเอง ถือว่าเป็นสิ่งที่จุดชนวนเริ่มแรกของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 หรือแต่ละปีที่ผ่านมาหลังจากทำรัฐประหารเลยก็ว่าได้ค่ะ ใครที่ไม่ได้รู้เรื่องนี้ไว้รอติดตามได้นะคะเพราะเราจะใส่เข้าไปในนิยายด้วย หรือจะลองค้นข้อมูลหาก็ได้เลยนะคะ เพราะว่าในนิยายนั้นไม่ได้ระบุชื่อใครเข้าไปและไม่ได้ใส่ทุกตอนด้วย (อาจจะมาในตอนพิเศษก็ได้) เราเพียงแค่อยากให้รู้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มีอะไรบ้างที่ถูกทางรัฐปิดเงียบหายไปนาน แต่ก็อยากแนะนำนักอ่านทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และขอให้ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

และขอให้สิ่งที่เราใส่ลงไปได้ถูกเล่าขานต่อ ให้ลูกให้หลานได้ฟัง ว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นโหดร้ายมากมายแต่กลับไม่ได้ใส่ลงไปในหนังสือเรียนเลยสักอย่าง

 

- ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่หรือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องราวอันชั่วช้าของรัฐบาลและบุคคลที่เกี่ยวข้องในการล้อมปราบประชาชนและนักศึกษา ให้ทุกคน ณ ที่นี้ได้รับรู้มากขึ้น หากข้าพเจ้าลงเนื้อหาในเรื่องนี้ไปและถูกตรวจสอบ ข้าพเจ้าขอให้คำมั่นตรงนี้ว่าข้าพเจ้าไม่คิดเกรงกลัวและจะเปิดเผยต่อไป

 

ในนิยายนี้ไม่มีชื่อของผู้ใดที่อยู่ในเหตุการณ์จริงเขียนลงไป มีแต่เรื่องราวที่อยากให้นักอ่านหลากหลายท่านได้นำข้อมูลไปค้นหาและอ่านเพิ่มเติมเท่านั้น

 

ด้วยความเคารพต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงจากรัฐในอดีตที่ผ่านมา

นามปากกา ancient T.

ขอสืบสานต่อเรื่องราวบอกผู้คนให้ตื่นขึ้น


และท้ายที่ไม่ท้ายที่สุด สุขสันต์วันปีใหม่นะคะ ขอให้นักอ่านทุกท่านสุขภาพแข็งแรง

ขอให้ปีต่อไปในอีกหลาย ๆ ปี มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามานะคะ


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0
Re: เฝ้าคำนึง•๒๕๐๐ | อัพบทที่ ๑๖
«ตอบ #64 เมื่อ01-01-2021 14:18:02 »

 :pig4:
 :3123:
สวัสดีปีใหม่2564ค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด