Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 14
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 14  (อ่าน 1059 ครั้ง)

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
 
*****************************************************************************************


Hear Your Mind

รักเราจริงเปล่า ?



คุณเคยอยากจะอ่านใจใครสักคนไหม?

สำหรับผม…
ผู้ซึ่งเกิดมาพร้อมพลังพิเศษที่สามารถรู้ความคิดและความในใจของคนอื่นได้นั้น
ขอตอบคำถามด้วยความสัตย์จริงเลยว่า…

อยาก!!

เขาคือคนๆ เดียวบนโลกนี้ที่ผมไม่สามารถอ่านใจได้
เขาคือผู้ชายที่กล้าเข้ามาหยอดคำหวานๆใส่ผมตั้งแต่แรกเจอ
เขาคือคนที่ผม… ไม่กล้าเชื่อใจ

‘มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าเขาจริงจังกับมึง!!’

นั่นคือคำพูดของเพื่อนสนิทผม

มันก็จริง…
แต่จะให้ผมเชื่อคนที่ดูเจ้าชู้ เจ้าเล่ห์แถมยังชอบแกล้งผมได้ยังไงกัน!


#HearYourMind  #ริทเตอร์เนียร์  #ไนท์ภาม



**********************************


สารบัญ


บทนำ
ตอนที่ 1  Who are you
ตอนที่ 2  Not YOU but ……
ตอนที่ 3  First date
ตอนที่ 4  He make me enjoy the normal life
ตอนที่ 5  Miss YOU
ตอนที่ 6  Name ‘Night’ from ‘Nightmare’
ตอนที่ 7  I’m not sure how I feel about YOU
ตอนที่ 8  Night and the’Star’
ตอนที่ 9  The bad joke
ตอนที่ 10  Can I trust you?
ตอนที่ 11  Pink seal
ตอนที่ 12  Sweet ice cream
ตอนที่ 13  Not my lucky day
ตอนที่ 14  Eat my popcorn !!!


 
********************************




เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่ผมเขียน ภาษาและการเล่าเรื่องอาจจะไม่ค่อยคล่องนักนะครับ
ทุกคนสามารถแนะนำหรือติชมได้นะครับ (แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจตัวลอยแล้ววว)
อย่างไรก็ตาม ผมจะพยายามฝึกฝนอยู่เสมอนะครับ :)

หมายเหตุ : ผมจะอัพสัปดาห์ละหนึ่งตอนนะครับ เนื่องจากตอนนี้ผมมีเรียนออนไลน์แล้ว (T^T)

ปล. ถ้าชอบเรื่องนี้ก็ฝากติดตาม กดไลค์ กดแชร์ กด subscribe ให้ช่อง Hear Your Mind ด้วยนะครับ (นั่นมันช่อง YouTube แล้ว! ตึ่งโป๊ะ!!)

                              
ลงชื่อ NZsquare
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-08-2020 13:26:52 โดย NZsquare »

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 0 | บทนำ
«ตอบ #1 เมื่อ11-05-2020 11:37:01 »

บทนำ







     คุณเคยอยากจะรู้ความคิดใครสักคนไหม?



      ผมไม่ได้ต้องการคำตอบหรอก แค่อยากกระตุ้นให้ลองคิดดูเฉยๆ ผมเชื่อว่าทุกคนเคยมีความรู้สึกแบบนี้กับคนรอบข้างอยู่ลึกๆในใจ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานะหรือความสัมพันธ์รูปแบบไหนกับคุณก็ตาม



      เขากำลังโกหกเรารึเปล่า?



      เขาชอบของขวัญที่เราให้รึเปล่า?



      เขาชอบเราบ้างรึเปล่า?



      เขาหวังดีกับเราจริงๆรึเปล่า?



      หรือกระทั่ง…



      เขารักเราจริงๆรึเปล่า?



      คำถามเหล่านี้จะกระจ่างทันที ถ้าคุณรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ภายในใจ… แค่มองตากันก็รู้ความคิดของอีกฝ่ายได้ หรือแค่คุยกันก็รู้ว่าพูดความจริงหรือไม่  ใช่แล้ว…  แบบนี้ก็คือการอ่านใจคนอื่นนั้นแหละ



      ฟังดูดีใช่ไหมล่ะครับ?



      ขอแค่มีพลังแบบนี้ คุณสามารถแยกแยะได้เลยว่า คนไหนจริงใจกับเรา คนไหนมุ่งร้ายกับเรา คนไหนหวังดีกับเรา คนไหนหลอกลวงเรา  ถ้าประยุกต์ใช้ความสามารถนี้เล็กน้อย เลือกคนที่ดีๆมาทำงานหรือใช้ชีวิตด้วยกัน แค่นี้ชีวิตก็มีความสุข แฮปปี้เอนดิ้ง (Happy ending) แล้วล่ะ



      อย่างไรก็ตาม…



      การที่เราจะสามารถรับรู้ความคิดหรือความในใจของคนอื่นได้ เราก็คงพบได้แค่ตามหนังสือการ์ตูนหรือตามนิยายเท่านั้นแหละ




      มั้ง……




     “ไอ้เนียร์!!”



      ผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มดูใสซื่อหันมาเรียกผม คนๆนี้คือเพื่อนสนิทของผมเอง ชื่อ ภาม เป็นเพื่อนที่ผมรู้จักตั้งแต่สมัยประถม มันสะกิดผมด้วยสีหน้าตกใจอะไรบางอย่าง คงหนีไม่พ้นเรื่องที่บังเอิญอ่านเจอในมือถือแหละ เพราะเมื่อกี้มันยังเล่นโทรศัพท์อยู่เลย



     “มีอะไรอีกล่ะ”



      ผมตอบอย่างรำคาญนิดๆ ปกติเพื่อนของผมคนนี้ชอบเรียกให้ผมอ่านมีมหรือรูปภาพในถูกแชร์ๆกันมาในเฟสบุ๊ค ตลอดแทบทั้งวัน ส่วนมากที่มันส่งให้ดู ผมไม่รู้สึกตลกหรือน่าขำตรงไหนเลย หรือจริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่พวกเส้นตื้นด้วยมั้ง



     “กู… สอบไม่ติดว่ะ”



      เพื่อนของผมตอบกลับ ด้วยสีหน้าเศร้าๆพร้อมจะร้องไห้ออกมา แสดงว่าที่มันเล่นมือถืออยู่ มันเข้าเว็บไซต์ประกาศผลสอบของปีนี้นั่นเอง หลังจากการประกาศผลสอบได้เพียงไม่กี่นาทีเว็บก็ล่มทันทีเลย ไอ้ภามก็เลยนั่งรีเฟรชเว็บไซต์ไปเรื่อยๆล่ะมั้ง ส่วนผมที่บังเอิญมีอินเตอร์เน็ตสปีดระดับกระต่ายติดจรวดนั้น ก็เข้าดูได้ตั้งแต่แรกแล้ว (อย่างน้อยๆ ผมก็สอบติดแล้ว!)   



      เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง ตอนนี้ผมต้องพูดสิ่งที่สำคัญกว่าสนใจเว็บล่มหรือไม่ล่ม ก็คือ…



     “ตอแหล มึงโกหก”



      ผมนิ่งอยู่ครู่นึงก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงเรียบเฉย คนอื่นๆถ้าได้ยินประโยคนี้จากเพื่อนก็คงพูดปลอบใจต่างๆนานา ผมไม่ได้เป็นคนใจดำหรือเย็นชาอะไรหรอกนะ แต่ที่ผมพูดแบบนี้ก็เพราะผมรู้ว่าไอ้ภามสอบติดที่เดียวกับผม!!



     “ไอ้สัXเอ้ย! รู้ดีตลอดแหละ”



      เพื่อนที่ถูกด่า บ่นออกมาอย่างเสียดายที่ผมรู้ทันมัน คงจะคิดว่าแอคติ้งของมันเนียนพอที่จะหลอกผมได้ ถ้าจะพยายามขนาดนี้แล้วหันไปเรียนการแสดงเลยไหมเพื่อน…



     “มึงก็รู้ไม่ใช่เหรอ ว่ากูก็รู้ทุกอย่างแหละ”    



     “คร้าบๆ พ่อคนเก่ง”



      ไอ้ภามหัวเราะ เอ่ยปากชมผมแบบขอไปที



      ถ้าดีใจที่สอบติดคณะเดียวกับผมก็บอกมาตรงๆเลยก็ได้นี่ แต่ผมไม่อยากขัดไอ้เพื่อนของผมคนนี้ที่กำลังอารมณ์ดี ก็เลยแค่ยิ้มตอบกลับไปเท่านั้น



      เอาล่ะ! สวัสดีอีกครั้งนะครับ ตั้งแต่ตอนแรกผมยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ผมชื่อ เนียร์ อายุ 18 ปี ตอนนี้ผมเป็นแค่เพียงนักศึกษาแพทย์ที่กำลังจะขึ้นชั้นปีที่หนึ่ง ส่วนเพื่อนผม ไอ้ภาม มันก็เรียนคณะเดียวกับผมเหมือนกัน (รู้เมื่อกี้เลย) เท่ากับว่าผมต้องใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนสนิทคนนี้ของผมไปอีกหกปีในรั้วมหาลัยนั่นเอง



      จริงด้วย! เมื่อกี้ผมยังเล่าเรื่องการอ่านความคิดและความในใจของคนอื่นไม่จบเลย โดนไอ้ภามขัดขึ้นมาซะก่อน



      คุณคิดว่าผมพูดเรื่องเหล่านั้นทำไมเหรอ? คงไม่ใช่พูดเอาสนุกหรือสอนปรัชญาชีวิตแน่นอน ถ้าผมเปรียบเทียบชีวิตของผมเป็นนิยายเรื่องหนึ่ง ก็คงไม่แปลกอะไรที่ผมจะจินตนาการให้ตัวเองมีพลังหรืออะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นได้



      ผมมี ‘ความลับ’ อยู่อย่างนึงและคิดว่าหลายๆคนก็คงเดาได้แล้ว ใช่แล้ว… ความลับของผมนั่นก็คือ ผมแอบชอบเพื่อนสนิทคนนี้ของผมนั่นเอง!





     ‘ก็เชี่Xแล้ว!!!’



   

      จริงอยู่ที่ผมสนิทกับไอ้ภามมาก แต่เราก็เป็นแค่เพื่อนที่รู้จักกันดีเท่านั้น ไม่ได้มีโมเมนต์หวานแหว๋วหรือจู๋จี๋กับเหมือนในนิยายวายหรอก (แต่ก็มีเพื่อนในห้องหลายคนชอบเข้าใจผิดนะ เฮ้อ)



      ความลับจริงๆของผมก็คือความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ และเมื่อกี้ผมก็เพิ่งใช้มันไปเอง ผมสามารถ ‘อ่านใจ’ คนอื่นได้ ถ้าแค่คำพูดที่คุยกับผม ผมสามารถบอกได้ทันทีเลยว่า คนที่คุยกับผมอยู่นั้นพูดความจริงหรือโกหก แต่ถ้าหากผมตั้งใจและรวบรวมสมาธิจดจ่อกับคู่สนทนา ผมสามารถได้ยินเสียงที่อีกฝ่ายคิดในใจได้อีกด้วย ทำให้ผมรู้ทันไอ้ภามทันทีที่มันบอกว่า ‘สอบไม่ติด’ เป็นเรื่องโกหก



      ความสามารถนี้ผมตั้งชื่อสุดเท่ว่า ‘พลังอ่านใจ’    



      โอเค! ผมยอมรับว่าตัวเองไม่มีความความสร้างสรรค์เอาซะเลย แต่จะมาโทษผมอย่างเดียวไม่ได้นะเพราะชื่อนี้ผมคิดไว้ตั้งแต่สมัยผมเรียนประถมเลยล่ะ (เท่าที่ผมนึกออก ผมสามารถใช้พลังนี้ได้ตั้งแต่จำความได้)

   

     “พลังของมึงนี่สะดวกเหมือนเดิมเลยนะ”



     “……?”



     “กูอุตส่าห์ตั้งใจแอคติ้งตีหน้าเศร้าเชียวนะเฟ้ย!”



     ‘เพื่อ!!’



      ผมถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบาๆ ไอ้ภามเป็นหนึ่งในคนที่รู้ความลับของผมตั้งแต่พวกผมรู้จักกันตอนแรกๆและยังยอมรับเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ได้อย่างซื่อๆด้วย



      ผมรู้ดีว่าผมไม่ควรจะบอกเรื่องนี้กับใครๆทั้งนั้น ถ้าไม่อยากโดนหาว่าเป็นบ้าหรือไม่ก็โดนจับไปผ่าสมองทดลองอะไรต่างๆนานาตามในภาพยนตร์ แต่ผมจัดให้ ‘ไอ้ภาม’ เป็นข้อยกเว้น หลายๆเรื่องที่ผมรู้จักและคบกับมันมา (คบเป็นเพื่อน!) มันไม่เคยมีความคิดหรืออะไรก็ตามที่มีเจตนาร้ายกับผมสักนิด แถมมันยังเคยบอกผมอีกว่า…



     ‘อยากจะอ่านใจก็อ่านไปเลย มึงก็จะได้รู้ว่าวันๆกูคิดแต่เรื่องของกิน!’



      มันเป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริง นอกจากนั้นมันก็เป็นคนดีมากคนหนึ่ง แค่ซื่อๆ (จนบื้อ) เกินไปเท่านั้นเอง นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ได้มันมาเป็นเพื่อน

   

      หลายๆคนอาจจะคิดว่า พลังอ่านใจของผม มันช่างมีประโยชน์และสะดวกเหลือเกิน ผมขอประกาศไว้ ณ ที่นี้เลยนะว่า มัน-ไม่-จริง!!  ความสามารถของผมมีข้อยกเว้นและข้อจำกัดเยอะสุดๆ เยอะชนิดที่ว่าผมสามารถเขียนลงหนังสือได้เป็นเล่มๆเลยล่ะ (ก็เว่อร์ไป) เดี๋ยวผมจะค่อยๆเล่าให้ฟังแล้วกันนะ



      หือ? ทำไมผมถึงมีพลังแบบนี้ได้น่ะเหรอ?



      ขอบคุณสำหรับคำถามครับ (:D)



      เรื่องนี้ผมก็ต้องเล่ายาวเหมือนกัน ดังนั้นไว้ตอนว่างๆ ผมจะอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ (เหรอฟะ?) ให้ทุกคนเข้าใจกระจ่างนะ



      สาเหตุหลักๆที่ผมยังไม่พูดก็ไม่มีอะไรหรอก ผมก็แค่… ขี้เกียจเท่านั้นเอง~ แหะๆ  (>3<)  ผมอยากพักผ่อนและสุขสบายกับวันหยุดอันแสนยาวนานเพื่อรอเปิดเทอมขึ้นมหาลัยปีที่หนึ่ง  ผมก็ต้องขอเก็บเกี่ยวความสนุกและเที่ยวเล่นให้เต็มที่ก่อน!!



      ความคาดหวังต่อชีวิตมหาลัยของผมมีเพียงแค่อย่างเดียว



     ‘ขอให้ได้เจอแต่คนดีๆด้วยเถอะ’   



      ผมคิดเงียบๆอยู่ในใจ ปกติแล้วผมจะไม่ใช้พลังอ่านใจพร่ำเพรื่อโดยเด็ดขาด (มั้ง)  แต่ถ้าเป็นเรื่องเพื่อนใหม่ๆที่อาจจะเข้ามาทำความรู้จักผม ผมอาจจะต้องขอลองอ่านใจในช่วงแรกที่คุยกันบ้าง เพราะผมไม่อยากให้ ‘อดีต’ มันซ้ำรอยอีก…



      ผมเชื่อใจในพลังของตัวเอง! มากกว่าเชื่อคนอื่นที่รู้จักกันแค่ผิวเผินแบบสนิทใจ ผมยึดตามคำพูดที่ว่า ‘รู้หน้าไม่รู้ใจ’ นั่นแหละ



      แต่จะมีใครรู้กันล่ะ? 



      ในอนาคตอันใกล้นี้ ผมจะกลายมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถอ่านใจ ‘คนๆหนึ่ง’ ที่เป็นแค่คนเจ้าเล่ห์เป็นคนที่ผมเกลียดในตอนแรก จนสุดท้ายคนๆนั้นก็มาลงเอยและกลายเป็น ‘คู่ชีวิต’ ของผม และได้ใช้เวลาที่เหลือของลมหายใจร่วมกันอย่างมีความสุข…







********************************


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 23:03:55 โดย NZsquare »

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 1 | Who are you ?
«ตอบ #2 เมื่อ11-05-2020 12:18:07 »

ตอนที่ 1

Who are you ?







     [เนียร์]



     หนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดเรียน…



     “น้องมาแล้ว น้องมาแล้ว น้องมาแล้ว~” เหล่ารุ่นพี่กำลังส่งเสียงเรียกน้องใหม่อย่างแข่งขัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานท่ามกลางเสียงกลองที่ตีให้เข้ากับจังหวะเรียกพวกผม



     “เดี๋ยวน้องๆเชิญลงชื่อตรงด้านหน้าก่อนได้เลยนะคะ~” รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งพูดใส่ไมโครโฟนบอกพวกผมซึ่งเป็นรุ่นน้อง



      ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในงานรับน้องใหม่ที่มหาลัยเป็นคนจัดให้  ทำให้วันนี้มหาลัยต่างเต็มไปด้วยน้องใหม่ปีหนึ่งทุกคณะเดินกันขวักไขว่ตั้งแต่เช้า แถมตอนลงทะเบียนเซ็นชื่อเข้างาน ยังแบ่งนักศึกษาใหม่ในคณะออกเป็นกลุ่มๆ ปะปนกับคณะอื่นๆ



      ผมคิดว่า ผู้จัดงานคงต้องการให้พวกผมทำความรู้จักกับเพื่อนคณะอื่นไว้ ตอนเปิดเทอมจริงๆ คงจะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับคณะอื่นเท่าไรมั้ง เพราะจากตารางเรียนที่ผมดูๆแล้ว ส่วนมากแต่ละวิชาจะเรียนแยกคณะผมออกมาเป็นเซคเดียวเล็กๆไปเลย เหมือนจะมีแค่วิชาเดียวหรือสองวิชามั้งที่ได้เรียนรวมกับคณะอื่น



      เมื่อผมลงชื่อเสร็จเรียบร้อย ผมก็ได้รับป้ายชื่อที่ทำจากกระดาษและคล้องด้วยเส้นด้ายมา บนกระดาษเขียนชื่อเล่นและคณะของผมไว้ ตรงด้านขวาล่างของป้ายก็มีรูปวาดการ์ตูนเป็นลายสิงโตที่มีสีชมพูอยู่



      ผมก็สังเกตว่า นอกจากเขาจะแบ่งกลุ่มเป็นชื่อชนิดของสัตว์แล้วยังจะแบ่งย่อยลงไปอีกเป็นสีๆ อย่างผมได้อยู่กลุ่มสิงโตชมพู เป็นต้น อืม… สีชมพูมันเข้ากันกับสิงโตตรงไหนเนี่ย ผมได้แต่คิดอยู่ในใจ (เอ๊ะ! หรือผมโง่ศิลปะเอง)



     “ว้า อยู่คนละกลุ่มกันเหรอ?”  ไอ้ภามพูดขึ้น หลังชะเง้อดูกลุ่มจากป้ายชื่อของผม เหมือนมันจะได้กลุ่มลิงสีขาว ก็เหมาะกับคนที่อยู่ไม่สุขกับมันเหมือนกันนะ หึๆ



     “ถ้ากูได้อยู่กับมึงอีกแม้แต่งานนี้ มึงมาอยู่กินกับกูเลยไหม?”  ผมประชดใส่ เพราะทั้งงานรับน้องตอนมัธยมต้น มัธยมปลาย รวมทั้งรับน้องของคณะซึ่งจัดไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมได้อยู่กลุ่มเดียวกับไอ้ภามตลอด เรียกได้ว่า ตัวติดกันทุกงาน ผมเข้าใจเลยว่า ทำไมคนอื่นถึงเข้าใจผิดเรื่องผมกับมันบ่อยๆ



     “อ้ายยย เมียจ๋า~”  มันทำท่าสะดีดสะดิ้งใส่ผม



     “สัX!” ผมเห็นท่าทางกวนส้นบาทาของผมแล้วอยากจะตบหน้ามันสักที



      กลุ่มสิงโตชมพูของผม (ทำไมมันดูมุ้งมิ้งฟะ) เท่าที่กวาดสายตาดูเหมือนจะประมาณ 20 คนได้ และเหมือนว่าจะไม่มีเพื่อนคณะในกลุ่มเลย (หรือผมจำเพื่อนไม่ได้เองนะ) ทำให้ผมรู้สึกเกร็งหน่อยๆ เพราะคนอื่นในกลุ่มเหมือนว่าจะมีเพื่อนในคณะตัวเองติดมาด้วย คนที่ไม่มีเพื่อนอย่างผมก็เหงาไปดิ! เมื่อผมกำลังคิดจะทำความรู้จักกับคนอื่นซะหน่อย ก็มีคนขัดขึ้นมาซะก่อน



     “สวัสดีน้องๆทุกคนนะคะ~” รุ่นพี่กลุ่มนึงที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นพี่กลุ่มที่จะดูแลพวกผมตลอดทั้งงานพูดขึ้นมา



     “พี่ชื่อ พี่มิ้นท์นะคะ ยินดีที่ได้รู้จัก” พี่มิ้นท์แนะนำตัวขึ้น



      หลังจากนั้นเหล่ารุ่นพี่ก็ไล่แนะนำตัวไปทีละคนจนครบ



     “เดี๋ยวอีกไม่นาน เราจะเริ่มเดินไปเล่นฐานแรกกันนะ ตอนนี้ทำความรู้จักกันในกลุ่มไปก่อนนะ”



      ดูเหมือนว่างานจริงๆ จะยังไม่เริ่ม จึงให้พวกผมนั่งรอไปก่อน

   

     “เธอๆ เนียร์… ใช่ป่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มคนนึงที่นั่งข้างๆผมถามขึ้นมา น้ำเสียงดูไม่มั่นใจเท่าไรนัก



     “ชะ ใช่ๆ”  ผมพยักหน้า ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะรู้จักผม แต่เธอเป็นใครกันฟะ?



     “จำเราได้ไหม? เราชื่อ เฟรน อยู่แพทย์เหมือนกัน เราเคยเจอเธอตอนรับน้องคณะแล้ว”  เธอยิ้มหวานให้ผม



      เอ่อ… งั้นเหรอ? ผมจำเพื่อนตัวเองไม่ได้ แม้แต่ชื่อก็ไม่คุ้นเลย ทำให้ผมรู้สึกผิดหน่อยๆน่ะนะ เธอจำผมได้แต่ผมจำเธอไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมควรจะทำเป็นแกล้งเป็นนึกออกดีกว่า



     “อ๋อออ จำได้ๆ” ผมหัวเราะแหะๆ แก้เขิน 



     “ส่วนกู เบสต์ หมอเหมือนกัน” ผู้ชายที่ดูเนิร์ดหน่อยๆ แทรกตัวเข้ามาหาผมเหมือนกัน คนๆนี้ผมก็ไม่คุ้นหน้าเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าผมไม่สนใจหรือไม่เอาใส่ใจเพื่อนๆนะ แต่ความสามารถในการจำหน้าคนอื่นของผมมันเลวร้ายสิ้นดี อย่าว่าแต่ชื่อเลย แค่หน้าก็จำไม่ได้แล้ว



     “นี่ๆๆ แล้วกูล่ะ จำกูได้ไหม?” ผู้ชายอีกคนชี้หน้าตัวเอง มองผมด้วยสายตาคาดหวัง



      ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวผมทันที



     ‘ทำไมกูจำใครไม่ได้เลยวะ?’



      ผมเหลือบมองป้ายชื่ออีกฝ่าย แต่เหมือนเขาจะรู้ว่าผมจำไม่ได้เลยรีบพลิกป้ายชื่อตัวเองทำให้ผมอ่านชื่อเขาไม่ได้ งั้นผมก็… ขอแอบโกงนิดนึงละกันกันนะ ผมมองตาผู้ชายตรงหน้าผม (ดูๆไปก็หล่อใช่ได้เลยนะ เอ้ย! ผิดๆ!! )



     “มิวไง ทำไมจะจำไม่ได้ แหะๆ” ผมแอบอ่านใจเพื่อให้รู้ชื่ออีกฝ่าย ก่อนจะหัวเราะแห้งๆกลบเกลื่อน แต่มันกลับทำให้มิวเปลี่ยนสีหน้าจากยิ้มแย้มเป็นประหลาดใจทันที



     “มึงรู้จักกูเหรอ?”



     “ก็น่าจะเคยเจอตอนรับน้องของคณะมั้ง” ผมพูดมั่วไปงั้นแหละ ผมจำไม่ได้หรอก แต่คำตอบของผมมันกลับทำให้มิวดูตกใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก



     “เอ่อ… กูแค่จะแกล้งมึงเฉยๆ กูเรียนวิศวะ ไม่ได้เรียนหมอ จะเคยเจอกันได้ยังไง”



      เชี่Xแล้ว… ผมยอมรับตรงๆตั้งแต่แรกว่าจำไม่ได้ก็สิ้นเรื่องแล้วแท้ๆ ตอนนี้ไม่ใช่แค่มิวแล้วที่สงสัย เพื่อนคณะอีกสองคนข้างๆก็ดูเหมือนจะแปลกใจตามไปด้วยแล้ว ผมจะหาเหาใส่หัวทำไมเนี่ย ว่าแต่มิวจะหลอกผมทำซากอะไร! เอาจริงๆก็ไม่นับว่ามันหลอกผมหรอกนะ เฮ้อ…



     “กูก็พูดมั่วไปงั้นๆแหละ ถูกงั้นเหรอ”



     “อื้อ…”



      ผมยิ้มแห้งๆ พยายามแถสีข้างถลอก พอมาคิดดีๆ เดาชื่อนะ! ไม่ใช่เดาเดือนเกิด! โอกาสถูกมันมีที่ไหนกัน แต่โชคดีที่เพื่อนใหม่ทั้งสามคนจะไม่ติดใจอะไร (เบสต์กับเฟรน ผมขอนับว่าใหม่เถอะนะ)   



     “พวกมึงเรียนหมอกันหมดเลยเหรอ เก่งจัง เรียนหนักไหมวะ”



     ‘คือพวกกูยังไม่เปิดเทอมเลยครับท่าน!’



      แน่นอนว่าผมได้แต่คิดในใจ ไม่ได้พูดออกไป (ผมยังไม่อยากถูกกระทืบกลางงานข้อหากวนส้นคนอื่นนะ!)



     “ไม่รู้สิ แต่โดนรุ่นพี่สปอยมาเยอะเหมือนกันว่าแอบเอาเรื่องอยู่” 



      มิวแค่ร้องอ้อเบาๆ ไม่ได้ถามอะไรต่อ



      หลังจากคุยเล่นกันไม่นาน กิจกรรมของวันนี้ก็เริ่มต้นขึ้น ดูเหมือนว่าจะเป็นกิจกรรมฐานวนไปเรื่อยๆ แต่ละฐานกิจกรรมจะเล่นครั้งละสองกลุ่มมาแข่งกันเอง ซึ่งถ้ากลุ่มไหนแพ้ก็จะมีเกมลงโทษให้นั่นเอง



      ผ่านกิจกรรมของครึ่งเช้ามาทั้งหมด กลุ่มของผมยังไม่แพ้เลยสักครั้ง แต่ละคนในกลุ่มเล่นกันจริงจังมาก โดยเฉพาะมิวผู้บ้าพลัง (-0-) เอาเถอะ อย่างน้อยก็ทำให้พวกผมชนะแต่ละเกมได้



      จนตอนนี้เป็นเวลาพักกินข้าวเที่ยง อาหารที่จัดไว้ให้พวกผมนั้น ส่วนผมคิดว่ารสชาติโอเคทีเดียว ผู้จัดงานคงจะลงทุนค่าอาหารไปไม่ใช่น้อยๆ (รู้สึกขอบคุณเลย)



      ผมกินอิ่มเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะลุกไปเข้าห้องน้ำ ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมในช่วงบ่าย



     “เฮ้ย ไปด้วยดิ” เบสต์ลุกขึ้นตามผม ก่อนจะเดินไปถามทางไปห้องน้ำกับรุ่นพี่ที่นั่งกินข้าวอยู่โต๊ะถัดไป






     “มึงมีแฟนยังวะ” ขณะที่ผมกำลังล้างมืออยู่หน้ากระจก เบสต์ก็โพล่งถามขึ้นมา



     “ทำไมวะ” ผมไม่ตอบเขา แต่ถามกลับไป



     “ก็แค่ถามดู”



     “ยังไม่มี” 



     “อืมๆ”



     “หรือว่ามึงชอบเฟรน!?”



      ผมหันไปพูดกับเบสต์ตรงๆ เป็นไปได้มากทีเดียวเพราะอยู่ดีๆ ใครจะถามเรื่องแบบนี้กัน ถ้าไม่ใช่กลัวมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ก็คงสนใจในผม เหอะๆ ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่ ดูยังไงเพื่อนผู้ชายตรงหน้าผมคนนี้ก็แมนล้านเปอร์เซ็นต์!



     “ปะ เปล่าๆ”



     ‘โกหก…’



      พลังอ่านใจและท่าทีลนลานของเขา ทำให้ผมตัดสินได้ทันทีเลยว่าเบสต์ชอบเฟรนจริงๆ อืม… ไม่แปลกหรอก เพราะถึงเธอจะไม่ได้สวยมากแต่ก็น่ารักสดใสมากพอที่จะกุมหัวใจผู้ชายหลายๆคน แต่ก็ไม่ใช่กับผมแน่นอน



      เพราะผม… ชอบผู้ชาย



      แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกเบสต์ไป เพราะผมยังไม่รู้ว่าจะเขาจะรับได้ไหม ถ้ามีเพื่อนแบบผม ถึงไอ้ภามจะรับได้ที่ผมชอบผู้ชายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะโอเคนี่…



      ผมที่ล้างมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเดินออกประตูห้องน้ำไปนั่นเอง…

   



     ตึง!



   

     “โอ้ย!” ผมเซไปด้านหลัง แถมสะดุดขาตัวเองจนล้มลง ก้นกระแทกกับพื้น

   

     “โทษที… เป็นอะไรไหม?” ผู้ชายที่ชนผมพูดขึ้น ยื่นมือมาให้ผมจับเพื่อยืนขึ้น

   

      ผมเอื้อมมือไปจับมือเขา ก่อนจะดึงตัวผมขึ้นมา เมื่อเงยหน้าไปมองหน้าคนที่ชนผม…



     “อึก… ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” ผมหลุดหัวเราะก๊ากออกมาทันทีที่เห็นคนตรงหน้าที่ชนผมในสภาพหน้าที่เต็มไปด้วยแป้ง ส่วนผมก็โดนรวบมัดจุกไว้ สงสัยโดนเกมลงโทษจากกิจกรรมฐานเมื่อเช้าแน่เลย  (โชคดีที่ผมรอดมาได้) ผมคิดว่าน่าจะแพ้หมดทุกฐานไม่อย่างงั้นไม่มีทางกลายเป็นสภาพนี้หรอก



     “……” เขามองหน้าผม ตาไม่กระพริบ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา หรือว่าจะไม่พอใจที่ผมหัวเราะเขากันนะ?



     “เอ่อ… ขอโทษนะ ที่เผลอหัวเราะ” ผมเอ่ยคำขอโทษ และรีบเดินสวนออกมาพร้อมกับเบสต์ (ที่แอบกลั้นขำคนๆนี้เหมือนกัน) ปล่อยให้เขายืนอยู่ตรงนั้น



      เมื่อผมหันกลับไป เขายังยืนอยู่ที่เดิมแถมยังหันมามองผมอีกด้วย



     ‘เขาคงไม่ตามมากระทืบทีหลังหรอกนะ’



      ผมคิดในใจ เริ่มรู้สึกกลัวกับสายตาของเขาที่มองมาทางผม คิดอะไรอยู่นะ? เขาคงไม่ได้โกรธผมเพราะผมไปหัวเราะเขาใช่ไหมเนี่ย!  ผมอยากจะกลับไปอ่านใจเขาให้รู้แล้วรู้รอด แต่คิดไปคิดมา อย่าเลยดีกว่า…






     “ยินดีต้อนรับสู่ฐานสุดท้ายของกิจกรรมวันนี้นะครับ น้องๆ” รุ่นพี่ประจำฐานกิจกรรมนี้พูดขึ้นมา ตอนนี้พวกผมกลุ่มสิงโตชมพูกับอีกกลุ่มๆนึงที่ผมต้องแข่งเล่นเกมด้วย มาถึงฐานกันเรียบร้อยแล้ว (เหมือนจะทีมแมวน้ำเขียวมั้ง)



     “ฐานแห่งนี้ มีชื่อว่า ฐาน Who are you นะครับ เย้ๆๆ” รุ่นพี่ปรบมือรัวๆ เพื่อดึงบรรยากาศให้รุ่นน้องอย่างผมรู้สึกสนุก



     “ตอนนี้น้องๆ ได้ผ่านกิจกรรมกับเพื่อนในกลุ่มมาพอสมควรแล้วนะครับ แต่ว่ากับกลุ่มอื่นๆก็ยังไม่รู้จักเท่าไรนะครับ”



      อืม… ตอนนี้ผมพอเดาได้แล้วว่าจะเป็นกิจกรรมประมาณไหน



      หลังจากนั้นพี่เขาก็ได้อธิบายกติกาซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก พี่ๆจะให้ทำความรู้จักกับอีกฝ่าย โดยให้ถามแต่ละคนทั้งชื่อ, คณะ และเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับอีกฝ่ายให้มากที่สุด เมื่อหมดเวลาจะให้แต่ละทีมส่งสมาชิกออกมาทีละคน สลับกันตอบคำถามที่สุ่มหยิบจากกล่องที่รุ่นพี่เตรียมไว้ให้ได้เท่านั้นเอง



      บทลงโทษของทีมที่แพ้ก็คือ ออกมายืนร้องเพลงด้านหน้าให้อีกทีมนั่งเชยชมแค่นั้นเอง…



      แค่นั้นเอง!



      อืม… ผมคงจะแพ้ไม่ได้แล้วล่ะ! (=^=)

   

      หลังจากเกมเริ่มต้นขึ้น ผมยังไม่ได้ไล่ถามอีกฝ่ายทีละคนทันทีเหมือนกับคนอื่นๆ ผมมานั่งนึกว่า ในกล่องจะมีคำถามอะไรบ้าง คำถามที่คงหนีไม่พ้นก็น่าจะพวกชื่อกับคณะ แต่ผมเดาที่เหลือไม่ออกจริงๆว่าจะมีอะไรบ้าง



     “พี่ครับ ในกล่องมีคำถามอะไรบ้างเหรอ?” ผมยิ้มซื่อๆ เดินเข้าไปรุ่นพี่ประจำฐานที่ยืนอยู่ด้านหน้า มองรุ่นน้องที่กำลังทำความรู้จักกัน



     “ตอนนี้ยังบอกไม่ได้สิครับน้อง ไม่งั้นเกมจะสนุกได้ไง” รุ่นพี่ผู้ชายตอบกลับมา มองหน้าผมด้วยรอยยิ้มขี้โกงนิดๆ



      แค่นั้นก็เกินพอแล้ว ผมยิ้มในใจ  ‘ชื่อ, คณะ, วันเกิด, โรงเรียนที่จบ, สีที่ชอบ, อาหารที่ชอบ, ……’ เสียงในใจของรุ่นพี่ตรงหน้าค่อยๆดังขึ้นในหัวของผม นี่เป็นคำถามที่เขียนไว้ในกล่องนั้น ปกติผมจะไม่ใช้พลังไปทั่วไปแบบนี้หรอกนะครับ แต่เพราะบทลงโทษมันยอดแย่สำหรับผม ผมจึงยอมแพ้ไม่ได้



     “ในกล่องมีคำถามที่ถามขนาดไอ้นั้นของผู้ชายด้วยนะ” รุ่นพี่ผู้ชายอีกคนหนึ่ง พูดขึ้น



     “อ่อๆ ใช่ๆมีคำถามนั้นด้วย” รุ่นพี่คนแรกพูดขึ้น ก่อนจะหันไปขำคิกๆกับเพื่อนของเขา



     “อ่อๆ ครับๆ” ผมแกล้งทำหน้ามึนๆ ก่อนจะเดินจากไป ‘ไม่เนียน ไปฝึกมาใหม่!’ แน่นอนว่าพี่คนนั้นโกหก แต่เอาจริงๆคำถามนี้ต่อให้ผมไม่มีพลังก็เดาได้ว่า ไม่มีคำถามแบบนั้นในกล่องหรอก ใครจะบ้าใส่ลงไป!



      แน่นอนว่าหลังจากผมได้ไปสืบข้อมูลที่ต้องถามอีกฝ่ายมาแล้ว ผมก็ไปแอบกระซิบบอกเพื่อนๆในกลุ่ม จะได้ถามถูกเรื่องและจำให้ถูกเรื่อง เพื่อที่ทีมของเราจะได้ไม่แพ้!



      ผมไม่ได้โกงนะ! เอ่อแบบว่า… ก็โกงแหละ แต่ผมแพ้ไม่ได้จริงๆ (T^T)






     “ชื่ออะไรอ่ะ” เสียงผู้ชายกวนๆคนนึงดังขึ้น



      ผมหันไปตามเสียงเรียก คนที่ถามผม เป็นผู้ชายผิวออกขาวที่ดูลุคกวนๆแบบแบดบอย หน้าตาเจ้าเล่ห์แถมยังดูเจ้าชู้ แต่ก็มีสเน่ห์ ไม่สิ! ผมจะตัดสินคนอื่นจะภายนอกไม่ได้ คนที่ดูไม่ใช่คนดีแต่จริงๆเป็นคนดีมีออกเยอะไป ส่วนคนที่ดูนิสัยดีแต่จริงๆในใจคิดไม่ดีก็มีเยอะแยะไป อืม… ต้องขอบคุณพลังของผมที่ทำให้แยกแยะคนเหล่านั้นได้ (ซาบซึ้งกับพลังตัวเองอีกครั้ง)



     “ชื่อเนียร์” ผมยิ้มตอบ ว่าแต่…ทำไมรู้สึกคุ้นๆหน้าเขาจัง ผมก้มลงมองป้ายชื่อของเขาเพื่อที่จะดูชื่อ แต่เขาพลิกป้ายชื่อเข้าหาตัวตั้งแต่แรกแล้ว ทำให้ผมไม่เห็นชื่อของเขา



     “กู…เอ่อ เราชื่อ ยู นะ” ยูแนะนำตัวพร้อมกับเปลี่ยนสรรพนามกะทันหัน คงจะคิดว่าพูด ‘มึงๆกูๆ’ กับคนที่เพิ่งเคยเจอหน้าคงไม่เหมาะเท่าไรล่ะมั้ง



     “จะใช้ กู มึง หรืออะไรก็ใช้ไปเถอะ” ผมตอบไปตามความจริง ผมไม่ซีเรียสเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว



     “ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่ทำไมถึงขำเราล่ะ… ในห้องน้ำตอนนั้น”



     ‘ชิXหายแล้ว!’



      ผมยืนนิ่งไป ผมก็ว่าอยู่ว่าทำไมหน้าคุ้นๆ เขาเป็นคนเดียวกับที่ผมเผลอหลุดหัวเราะใส่ในตอนนั้น คนเข้าร่วมงานในวันนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกันอีก



      ผมอยากจะตอบเหลือเกินว่า



     ‘ก็สภาพมึงตอนนั้น ไม่ต่างอะไรกับตัวตลกในสวนสนุก!’



      แน่นอนว่า ถ้าผมตอบแบบนี้ไป ผมอาจจะได้ไปเล่นกิจกรรมฐานต่อที่โรงพยาบาล (ถึงดูๆแล้วคนตรงหน้าผมจะไม่ใช่คนใช้ความรุนแรงก็เถอะ)



     “ขอโทษ! ตอนนั้นเผลอหลุดขำเองจริงๆ” ผมเอ่ยคำขอโทษจากใจจริง อย่างน้อยๆ ผมก็ไม่ควรไปหัวเราะคนอื่นที่ไม่รู้จักแบบเต็มที่ขนาดนั้น ว่าแต่… มองไปมองมายูก็หน้าตาดูดี หล่อเอาเรื่องทีเดียว ผิดกับตอนโดนแปะแป้ง ติดกิ๊บราวกับหน้ามือกับหลังเท้าทีเดียว



     “ไม่หายโกรธ! พาเราไปเลี้ยงอะไรกินหลังเลิกงานสิ”



     ‘ไม่รับคำขอโทษอีก! จะเอาไง!’



      จริงอยู่ว่าผมไม่ควรไปขำแบบสุดเสียงกับคนแปลกหน้า แต่ผมก็ขอโทษไปแล้วไง รู้สึกผิดจากใจด้วย!



     “ว่าแต่เรียนหมอเหรอ?” ยูมองที่ป้ายชื่อผมคล้องคออยู่ ในนั้นมีคณะเขียนไว้ด้านล่างด้วย



     “ใช่…”



     “ทำไมเรียนเก่ง แล้วยังน่ารักขนาดนี้อีกล่ะ”



     “……!!!!!”

   




      หืม!?




   

      เดี๋ยวก่อนนะ!



      ผมกำลังโดนจีบเหรอ ไม่สิ ไม่น่าใช่ น่าจะแซวเล่น ถึงที่ผ่านๆมา ผมจะเคยถูกจีบมาบ้างก็เถอะแต่ส่วนมากเป็นผู้หญิง (ผู้หญิงเป็นฝ่ายจีบผม แหะๆ) แต่ก็ไม่มีใครที่มาหยอดคำหวานๆกันตรงๆโต้งๆแบบนี้หรอก หรือว่า… โอ้ย! ผมไม่รู้!



      แต่ช้าก่อน! ทำไมผมไม่ใช้พลังสุดยอดเยี่ยมประจำตัว เมื่อกี้ผมคงไม่ได้ตั้งตัวเลยไม่ทันได้รับรู้ว่าผู้ชายตรงหน้าคนนี้พูดจริงจากใจหรือโกหกแกล้งผมกันแน่



      ไม่ๆๆ เดี๋ยวก่อน! ตอนนี้ผมแค่อ่านใจตรงๆ ก็จบเรื่องแล้วนี่



      ยังไม่ทันที่ผมจะหาคำตอบ รุ่นพี่ก็บอกหมดเวลาแล้วให้รวมเป็นกลุ่มซะก่อน ทำให้ผมพลาดโอกาสในการอ่านใจยูไป ตอนนี้แต่ละคนในทีมตั้งแถวยืนตรงข้ามกันแล้วออกมาทีละคนเพื่อสลับกันตอบคำถาม (แน่นอนว่าทุกคนถอดป้ายชื่อออกหมด ป้องกันเวลาหยิบได้คำถามเรื่องชื่อกับคณะอยู่แล้ว)




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 23:09:16 โดย NZsquare »

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 1 | Who are you ?
«ตอบ #3 เมื่อ11-05-2020 12:20:26 »

     

     ในใจของผมตอนนี้คิดอะไรไม่ออกแล้ว ผมรู้สึกกระวนกระวายแปลกๆ จนกระทั่งถึงรอบผมซึ่งเป็นคู่สุดท้าย ตอนนี้คู่ตรงหน้าผม…



     “เจอกันอีกแล้วนะ” ยูฉีกยิ้มกว้างให้ผม



     “เอ่อ…อื้อ” ผมไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไง แต่นี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะแอบฟังเสียงในใจของอีกฝ่าย



      ยูหยิบกระดาษที่พับครึ่งไว้ขึ้นมาจากกล่อง แล้วยื่นให้รุ่นพี่ที่ถือไมค์อ่านคำถามที่เขียนไว้ให้เพื่อนทุกคนฟัง



     “คำถามก็คือ ‘สถานะตอนนี้’ ครับ!”



     ‘มันมีคำถามแบบนี้ด้วยเหรอฟะ?’



      ผมได้แต่คิดในใจ นี่คือข้อจำกัดจุดหนึ่งของพลังอ่านใจที่ผมมีอยู่ ผมจะอ่านความคิดได้แค่สิ่งที่อีกฝ่ายจำได้ รวมทั้งคิดอยู่ในหัว ณ ตอนนั้นเท่านั้น มันเลยทำให้ผมรู้ถึงคำถามที่เขียนในกล่องจากรุ่นพี่ผู้ชายคนนั้นไม่ครบทุกข้อ



      ยูทำหน้าคิดอยู่ครู่นึง ก่อนที่จะตอบออกมา



     “ผมไม่ได้ถามเขาเรื่องนี้ก็จริง แต่ผมก็พอ ‘เดา’ได้… คำตอบคือ โสด ครับ”



     “ถูกต้องไหมครับ น้องเนียร์” รุ่นพี่พิธีกรหันมาถามผม



     “ถูกครับ” ผมตอบสั้นๆได้ใจความ แต่ทำไมผมรู้สึกแปลกๆอธิบายไม่ถูกกันนะ?



      ตอนนี้ถึงตาของผมหยิบคำถามขึ้นมาบ้างแล้ว ผมยื่นกระดาษที่หยิบได้ส่งให้รุ่นพี่อ่าน



     “คำถามง่ายมากนะครับ คำถามคือ คนที่อยู่ตรงหน้าอยู่ ‘คณะอะไร’ !”



      แน่นอนว่าสิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับยูก็มีแค่ชื่อเท่านั้น เรื่องอื่นๆผมยังไม่ได้ถามเขาหรอก แต่แค่มีพลังของผมซะอย่าง ก็ตอบได้ไม่ยากหรอก ผมค่อยๆรวบรวมสมาธิ แล้วมองตาอีกฝ่าย

   




     “.……? ”




   

     ‘ไม่ได้ยิน?’




   

      ผมลองรวบรวมสมาธิขึ้นไปอีก




   

     “………”




   

     ‘ทำไมไม่ได้ยินอะไรเลย!’




   

      ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ทำไมผมอ่านใจเขาไม่ได้! แม้ว่าพลังของผมจะมีข้อยกเว้นในบางกรณีบ้าง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครที่ผมไม่สามารถอ่านใจได้

   




     ‘คนๆนี้เป็นคนแรก!’

   




      ผมรู้สึกว่ามันแปลกๆตั้งแต่ตอนที่ยูตอบคำถามเมื่อกี้แล้วทำไม ผมถึงไม่รู้สึกว่าคนตรงนี้ผมพูดความจริงรึเปล่า จริงอยู่ว่า ยูไม่รู้คำตอบจริงๆ แค่เดาคำตอบออกมา แต่ว่าเขาพูดคำว่า ‘ผมเดาได้’ ซึ่งตามปกติแล้วผมจะรู้ทันทีว่า ยูเดาคำตอบจริงๆ หรือถ้าเขารู้คำตอบมาก่อน ไม่ว่าจะถามมาจากเพื่อนของผมหรือรู้มาจากไหนก็ตาม มันจะไม่ใช่การเดาอีกแล้ว ซึ่งผมจะรับรู้ได้ทันทีว่าเขา โกหก



      สรุปก็คือไม่ว่าข้อมูลนั้นจะถูกหรือผิด ผมก็ต้องรับรู้ได้ว่าคนๆนั้นพูดความจริงตามที่คนๆนั้นเข้าใจหรือไม่กันแน่



      ผมควรจะทำยังไงดี? นี่เป็นครั้งแรกที่ผมไม่รู้จริงๆว่าควรทำยังไงดี ปล่อยให้ข้างหน้ายืนรอคำตอบจากผมต่อไป ถ้าจบงานรับน้องนี้ไปเมื่อไหร่ ผมคงต้องกลับไปถาม ‘พี่ชาย’ ของผมแล้วล่ะ เผื่อว่าพี่ของผมมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ อย่างน้อยๆพี่เขาก็เป็นคนที่มี ‘พลัง’ เหมือนกับผม (ถึงจะคนละแบบกันก็เถอะ) แต่ตอนนี้ผมต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตรงหน้าให้รอดก่อน

   

     “น้องเนียร์ครับ ตอบได้ไหม?” พิธีกรเห็นว่าผมนิ่งไปนานจึงถามขึ้น



      ตอนนี้ ทีมพวกผมกับทีมของยูมีคะแนนเท่ากัน ดังนั้น ถ้าผมตอบผิดซึ่งก็จะโดนลบคะแนน ก็คือทีมของผมจะกลายเป็นฝ่ายแพ้ในทันที



     “เอ่อ… เดาว่าเรียนนิเทศละกัน” ผมจำเป็นต้องตอบไป ทั้งๆที่รู้ว่าโอกาสผิดสูงมาก



      คำตอบของผม มันทำให้ยูยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย ก่อนที่จะส่ายหน้าเบาๆ



     “คณะวิศวะตังหาก”
 


      แล้วมันก็ผิดจริงๆ อย่างที่ผมคาดไว้ ทำให้ทีมสิงโตชมพูแพ้ทันที ทีมที่แพ้ต้องส่งตัวแทนออกไปโดนทำโทษให้ร้องเพลง ซึ่งแน่นอนว่า ก็หนีไม่พ้นผมที่เป็นคนที่ทำให้ทีมแพ้ในตอนสุดท้าย (T^T)



      สาเหตุที่ผมไม่อยากร้องเพลง ถึงขนาดพยายามจะโกงเพื่อชัยชนะและจะได้รอดจากเกมลงโทษ เหตุผลมันไม่ซับซ้อนอะไรหรอก ก็แค่ผม…

   




     “ไม่ได้อยากถ๊ามมม แต่แค่อยากรู้วว ว่าเธอยังร้ากฉันหมายยย”






      เพื่อนๆทั้งสองทีมตรงหน้า พี่ๆที่อยู่รอบ รวมทั้งคนที่ดูไม่สนใจกิจกรรมเท่าไรต่างก็หันมามองผมก่อนจะเงียบไป…แล้วระเบิดเสียงหัวเราะก๊ากออกมาโดยมิได้นัดหมายกัน

   




      ใช่แล้วครับ…

   




      ผมร้องเพลงเพี้ยน!




      เพี้ยนแบบสุดๆ ชนิดที่ว่าไม่มีที่ไหนทำได้อีกแล้ว ต่อให้พานักลอกเลียนเสียงอันดับหนึ่งโลกมา ก็คงเลียนแบบผมไม่ได้ ถ้ามีโอกาสผมอยากจะไปออกรายการ I can see your voiXX จริงๆ แน่นอนว่า ผมอยู่ทีมเสียงเพี้ยนนะ แต่คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่า อายชาวบ้านเขา!



      ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกยูละ… ที่โดนขำขนาดนั้น… หลังงานนี้ ผมคงต้องวนเวียนอยู่แต่แถวคณะซะแล้วล่ะ ไม่กล้าเจอหน้าใครแล้ว หมดกันอุตส่าห์ keep look ตั้งนาน  (T^T)  โชคยังดีที่ไอ้ภามไม่เห็นฉากนี้ของผม ไม่งั้นคงโดนล้อเรื่องนี้ไปอีกนานแสนนาน







      หลังจากกิจกรรมจบลง ผมร่ำลาแยกย้ายกับเพื่อนๆในกลุ่ม แล้วหยิบมือถือขึ้นมาไลน์หาไอ้ภาม เพราะพวกผมมีนัดไปตะเวนกินร้านอาหารรอบๆแถวกัน ผมเคยได้ยินมาจากหลายๆคนว่า แถบหมาลัยนี้มีแต่ของกินอร่อยๆเต็มไปหมด



      ตอนแรกผมจะชวนเบสต์กับเฟรนมาด้วย แต่พวกนั้นดันติดธุระไม่ว่างกันหมดเลย (เท่าที่ผมลองพูดคุยพร้อมกับอ่านใจคร่าวๆดู สองคนนั้นก็เป็นมิตรทีเดียวนะ) ส่วนมิววาร์ปหนีหายไปไหนตั้งแต่เลิกแล้วก็ไม่รู้สิ



     “จะรีบไปไหน ไหนบอกว่าจะพาไปเลี้ยงข้าวไง” คนที่ผมรู้สึกระแวงแปลกๆ เดินเข้ามาคุยกับผม ยูนั่นเอง…



     “ใครบอกว่าจะเลี้ยงอย่ามโนดิ” ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงกวนๆ แม้จริงๆแล้ว ในใจของผมรู้สึกโหวงๆมากที่อ่านใจยูไม่ได้ ลึกๆแล้วไม่กล้าเข้าใกล้ด้วยซ้ำ  เข้าทำนอง ‘ใจดีสู้เสือ’ ชัดๆ



     “โห่วว ใจร้ายผิดกับหน้าตาเลยนะ” ยูเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะตอบกลับมา เขาชำเลืองมองป้ายชื่อของผมอีกครั้งก่อนจะยิ้มออกมา



     “อยู่กลุ่มสิงโตชมพูเหรอ? อืม… น่ารักดีนี่”



     “สิงโตกับสีชมพูเข้ากันตรงไหน สิงโตต้องตัวสีเหลือง แผงคอสีน้ำตาลสิ”



      หรือ… อาจจะสวยจริงๆก็ได้ แค่ผมโง่งานศิลป์ ไม่ถนัดวิชาศิลปะเท่านั้นเอง



     “เปล่าๆ หมายถึงเนียร์นั่นแหละที่น่ารัก”



     “……!!”



      ผมขมวดคิ้ว คราวนี้ผมตั้งสติได้ ไม่ได้ลนลานทำอะไรไม่ถูกเหมือนตอนเล่นเกมหรอก



      ปัญหาคือผมกำลังโดนจีบจริงๆใช่ไหมเนี่ย เท่าที่ดูจากภายนอก ยูก็เป็นคนหน้าตาดีทีเดียว แต่ดูเจ้าชู้ไปนิดนึง ไม่ล่ะ… ไม่นิดนึง ดูเจ้าชู้มากๆเลยตังหากล่ะ ถ้าผมอ่านใจกับคนๆนี้ได้ละก็ผมทำไปตั้งนานแล้ว ไม่รอให้เสียเวลาหรอก จะได้รู้กันไปชัดๆเลยว่า เขาคนนี้ล้อเล่นผมรึเปล่า



      ถึงจะพูดความจริง แต่ผมก็ไม่สบายใจอยู่ดีนั่นแหละที่จะต้องอยู่กับคนที่ผมอ่านใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะคิดดีกับผมได้ถึงเมื่อไหร่

   

     “แต่รูปสิงโตสีชมพูที่ทำออกมา จริงๆก็ดูสวยทั้งการใส่สี ทั้งสไตล์การวาดเลยนี่”



      ผมเงียบไป เขาจะสื่ออะไรกันแน่?



     “ทำไมถึงไม่มีศิลปะในหัวใจเลยนะ”



     “แล้วมันหนักหัวใครไม่ทราบเหรอ?”



      ดูท่าทางอีกฝ่ายจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความอึดอัดในใจของผมเลยสักนิด แถมเหมือนกับจงใจยั่วโมโหผมอีกด้วย และเขาทำสำเร็จด้วย ผมเริ่มหงุดหงิดแล้ว ต้องการอะไรก็พูดมาตรงๆสิ



     “แล้วไม่มีเราในหัวใจเนียร์บ้างเหรอ”



      มันเป็นคำพูดที่ควรบอกกับคนที่ตัวเองกำลังจีบเหรอ ทั้งๆที่เจอกันยังไม่ถึงหนึ่งวันเนี่ยนะ



     “ต้องการอะไรก็พูดมาตรงๆดิวะ” ผมเริ่มโวยวาย แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้ยูตกใจหรือเปลี่ยนท่าทีเลย



     “ก็กำลังจีบไง ดูไม่ออกเหรอ?”
 


      ท่าทางและสีหน้าของเขาทำให้ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเขากำลังจีบผมอย่างที่บอกหรือแค่ต้องการกวนผมกันแน่



      ที่ผ่านๆมา ผมคงหวังพึ่งพลังของตัวเองมากเกินไป ทำให้ผมสูญเสียการคิดและวิเคราะห์ด้วยตัวเองแล้วว่า คนตรงหน้าคิดอะไรหรือต้องการอะไรกันแน่ ใกล้เคียงกับ ‘พ่อแม่รังแกฉัน’ รึเปล่าเนี่ย? แต่กรณีของผมก็คงเป็น ‘พลังอ่านใจรังแกฉัน’



     “ขอตัวก่อนนะ เพื่อนไลน์ตามแล้ว” ผมหาข้ออ้างเพื่อที่จะหนีจากคนตรงหน้านี้ไป (แถนั่นแหละ!) จริงๆแล้วไอ้ภามยังไม่ไลน์มาหรอก



     “เดี๋ยวก่อนดิ” ยูรั้งตัวผมไว้ ก่อนจะมีท่าทีอึกอัก



     “อะไรอีก?”



     “ขอไลน์เนียร์ได้ป่ะ?”



     “ไม่มีทาง! ใครเขาจะให้กัน”



      พูดจบ ผมก็รีบหันหลังเดินจากไปทันที ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับมาก่อน



      ส่วนยูเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ปล่อยให้ผมเดินหนีไปทั้งแบบนั้น ยังไงก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง อย่างที่ผมเคยบอกไป ถึงเขาจะจีบจริงๆ ผมก็ตอบรับความรู้สึกเขาไม่ได้ ผมคงจะไม่สามารถอยู่กับคนที่ผมอ่านใจเขาไม่ได้หรอก เพราะไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่กันแน่ จะมุ่งร้ายกับเราเมื่อไรก็ไม่รู้



      คนที่ผมไว้ใจมากที่สุดก็มีอยู่แค่คนเดียวก็คือ ไอ้ภาม นั่นแหละ

   

      ว่าแล้วก็เจอมันพอดี…



     “เป็นไงมั้งวะ?”



     “เหนื่อยดิ ถามได้ ไปหาไรกินกันเหอะ”



     “หงุดหงิดไรเปล่าเนี่ย แล้วคนตรงนั้นเพื่อนมึงป่ะ”



      ผมหันกลับไปมอง ยูยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองมาทางผมด้วยสายตา… อาลัยอาวรณ์งั้นเหรอ? ไม่หรอกมั้ง



     “ไม่ใช่ ไปกันเหอะ เดี๋ยวกูค่อยเล่าให้ฟัง” 



      ผมลากเพื่อนตัวเองออกจากตรงนั้นทันที ไม่อยากอยู่ใกล้เขาอีกแม้แต่วินาทีเดียว







      หลังจากเดินแยกออกมา พวกผมก็เดินเลือกร้านอาหารแถวมหาลัยอยู่นานพอสมควรเหมือนกัน เพราะละแวกนี้เต็มไปด้วยของกินนานาชนิด ตั้งแต่ของกินเล่นอย่างร้านไก่ทอดหรือพวกลูกชิ้นไส้กรอกทอด ร้านอาหารตามสั่งทั่วไปที่มีเป็นสิบๆร้านกระจายกันอยู่ ไปจนถึงร้านอาหารประเภทบุฟเฟต์ตักไม่อั้นที่มีทั้งปิ้งย่าง, ชาบู หรือกระทั่งมีทั้งสองแบบในร้านเดียวกัน



      สุดท้ายพวกผมก็มาจบที่ร้านชาบูแห่งหนึ่ง ได้รับเลือกให้เป็นมื้อเย็นของวันนี้



     “ตกลงมึงเล่าได้รึยัง” ไอ้ภามพูดขึ้น



     “เรื่องอะไร” ผมแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง



     “ก็ไหนมึงบอกว่าจะเล่าคนที่มองมึงด้วยสายตาเหมือนจะร้องไห้ตอนนั้นไง”



     “ก็แค่เพื่อนที่ทำกิจกรรมด้วยกัน”



     “เอ้า! ไหนบอกว่าไม่ใช่เพื่อน แล้วทำไมไม่ชวนมันมาด้วย หรือว่า…มันคิดอะไรไม่ดีกับมึง!”



      ตรงกันข้ามเลยล่ะ ผมคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะเอ่ยออกมา



     “กู…กูไม่รู้”



     “ห้ะ! มึงบ้าป่ะเนี่ย ทำไมมึงไม่ใช้พลังที่มึงภูมิใจนักภูมิใจหนาล่ะ”
 


      คำตอบของผมทำให้ไอ้ภามแทบจะทำหมูสันคอที่เคียบอยู่หลุดมือ



      เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว ผมก็เลยจำเป็นต้องเล่าเรื่องของคนๆนั้นให้เพื่อนสนิทคนเดียวของผมฟัง ตั้งแต่ท่าทีแปลกๆที่มันมองผมในห้องน้ำ, คำพูดหวานๆที่หยอดผม ไปจนถึงเรื่องที่…ผมไม่สามารถอ่านใจยูได้



      หลังจากที่เล่าจบ ไอ้ภามทำหน้าแบบประมาณว่า  เอ่อ… ท้องผูกมาสิบวัน? แต่ผมก็พอเข้าใจความรู้สึกนะ ว่ามันควรจะตกใจหรือประหลาดใจดี (เพราะผมก็เป็นแบบนั้น)  ตกใจที่อยู่ๆมีคนมาหยอดคำหวานซึ่งไม่รู้ว่าจริงจังรึเปล่าใส่ผม และประหลาดใจที่พลังเหนือมนุษย์ของผมใช้กับเขาไม่ได้



      แต่มันกลับบอกว่า…

   

     “น่าสงสารเพื่อนกลุ่มมึงจังที่ต้องทนฟังมึงร้องเพลง”



     “สัxเอ้ย!” ผมอยากจะคว่ำถ้วยชาบูในมือของผมใส่หัวมันจริงๆ คือมึงช่วยโฟกัสให้ถูกจุดสักนิดได้ไหม!



     “แล้วก็ยินดีด้วยเพื่อน! มึงกำลังจะมีผัวแล้ว!” มันเอื้อมมือมาตบบ่าผมเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้



     “ผัวพ่Xง!!” ผมรับรู้ได้เลยว่ามันพูดจากใจจริง ไม่มีบิดเบือนเลยแม้แต่น้อย



     “มันก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ เขาจีบมึง มึงก็อย่าเล่นตัวดิ”



     “แต่กูอ่านใจเขาไม่ได้! แล้วจะให้กูเชื่อใจเขาได้ยังไง”



     “งั้นก็… แล้วแต่มึงเลย”



      ไอ้ภามจ้องหน้าผม เหมือนจะอยากพูดอะไรอีก แต่ก็ไม่พูดออกมา มันหันกลับไปสนใจชาบู ตักหมูสามชั้นจากหม้อใส่ถ้วยตัวเอง ก้มหน้าก้มตากินต่อ



     “………”



      มันคง ‘เผลอ’ ลืมว่าผมอ่านใจมันได้ และตอนนี้ผมก็รับรู้ถึงสิ่งที่มันจะสื่อให้ผมเข้าใจแล้ว แต่ว่า…ยังไงมันก็ไม่สำคัญหรอก เพราะผมคงไม่ได้เจอยูอีกแล้ว



      หลังจากเปิดเทอมก็มีงานมหาลัยไม่กี่งานหรอกที่จะจัดให้ต่างคณะมาเจอกันได้ นอกนั้นก็เป็นพวกงานเทศกาลของมหาลัยอย่างพวกลอยกระทงหรือสงกรานต์อะไรแบบนี้มากกว่า และตัวของผมเองก็คงไม่ค่อยว่างเท่าไรด้วยมั้ง



      ถึงผมจะเข้าร่วมงานมหาลัยในกิจกรรมอื่นๆ แต่ก็เป็นไปได้ยากมากที่จะบังเอิญเจอกันอีก มหาวิทยาลัยไม่ได้แคบและโลกก็ไม่ได้กลมขนาดนั้นสักหน่อย






      ใช่แล้ว…






      ผมคงจะคิดง่ายเกินไป ถ้านี่เป็นโชคชะตาที่ผมต้องเจอกับเขา ผมก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้



      หลังจากนั้น ผมได้เจอกับ ‘ยู’ อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และผมก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกับ ‘เขา’ คนที่ ‘หน้าเหมือน นิสัยเหมือน ทุกอย่างเหมือน’ ในอีกชื่อๆหนึ่ง หลายต่อหลายครั้ง…







 
#WhoAreYou   #NearU   #PinkLion

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา -

ขอบคุณมากนะครับที่เข้ามาอ่านกัน (เย้!!)

สำหรับตอนแรกจะยังไม่มีโมเมนต์หวานๆอะไรนะครับ ขออนุญาตเกริ่นเรื่องก่อน

ส่วนพระเอกของเรานั้น… ขอยังไม่พูดถึงดีกว่าเนอะ อิอิ

ชอบไม่ชอบตรงไหน สามารถพูดคุยกันได้นะครับ คนแต่งใจดีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  :D

ปล.  ถ้าชอบเรื่องนี้ก็ฝากติดตาม กดไลค์ กดแชร์ กด subscribe ให้ช่อง Hear Your Mind ด้วยนะครับ (นั่นมันช่อง YouTube แล้ว! ตึ่งโป๊ะ!!)


ลงชื่อ  NZsquare


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 23:16:11 โดย NZsquare »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า?
«ตอบ #4 เมื่อ11-05-2020 15:18:01 »

 :pig4:
 :3123:
 o13

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 2 | Not YOU but ……
«ตอบ #5 เมื่อ17-05-2020 15:40:30 »

ตอนที่ 2

Not YOU but ……






     เช้าวันจันทร์ที่สดใสต้อนรับเปิดเทอมใหม่

   

     สำหรับเด็กปีหนึ่งอย่างผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการใช้ชีวิตมหาลัยอย่างเต็มตัว จริงอยู่ว่าผมเคยมามหาลัยหลายต่อหลายครั้งแล้ว ทั้งตอนสอบสัมภาษณ์หรือตอนร่วมกิจกรรมรับน้องต่างๆ ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมอยู่ จึงมีแค่ปีหนึ่งและรุ่นพี่ที่เรียนซัมเมอร์เท่านั้นที่มา แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยนักศึกษาหลากหลายชั้นปีเดินกันขวักไขว่



     ผมรีบมามหาวิทยาลัยตั้งแต่ตอนเช้า เพราะต้องการเผื่อเวลาไว้ถึงสองชั่วโมงสำหรับการกินข้าวเช้าที่โรงอาหารและเดินหาห้องเรียน



     ตอนนี้ผมนั่งจิ้มโทรศัพท์เล่นรอไอ้ภามอยู่ที่โรงอาหารกลางของมหาลัย เพราะไอ้เพื่อนตัวดีของผมดันปวดท้องกระทันหันจึงให้ผมเดินทางออกจากหอมาก่อนเลย แล้วค่อยเจอกันที่นี่



     “เนียร์…”



     ชื่อของผมถูกเรียกขึ้นจากทางด้านหลัง

   

     “กว่าจะมานะมึง!”



     ผมหันไปบ่นกับไอ้ภาม  แต่แล้วก็ต้องเงิบไป… มันจะเป็นวันแรกของการเปิดเรียนที่สมบูรณ์แบบมาก ถ้าผมไม่เจอคนๆนี้… เขารูปร่างสูงกว่าผมเล็กน้อย แววตาที่แฝงด้วยความเจ้าเล่ห์นิดๆนั้นทำให้ผมไม่มีทางลืม

   

     “ยู!!!”



     คนตรงหน้าผมกรุ้มกริ่ม ก่อนจะยักคิ้วให้ผมสองครั้ง

   

     “ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้!?”



     “เอ้า! ที่นี่โรงอาหาร ก็ต้องมากินข้าวน่ะสิ คงไม่ได้มาเดินเล่นชมวิวแถวนี้แล้วกลับหรอก”



     กวนส้นตีX!! โอเค… ผมยอมรับ ผมเผลอถามอะไรโง่ๆไปเอง โรงอาหารในมหาลัยก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ แถมมหาลัยก็กว้าง ทำไมต้องบังเอิญมากินข้าวที่นี่ด้วยเนี่ย! (-3-)



     “บังเอิญจังเลยเนอะ”



     “เอ่อก็…”  ต่อหน้าเขา ผมทำตัวไม่ถูกจริงๆ



     “กินอะไรรึยัง? เดี๋ยวเราไปซื้อให้นะ”



     “ไม่เป็นระ……”



     “เนียร์!! กูมาละ!” ไอ้ภามวิ่งแจ้นมาหาผม เสียงดังโหวกเหวกมาแต่ไกล ก่อนจะสังเกตเห็นยู นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เจอยูตรงๆ ใกล้ๆแบบนี้ (คราวก่อนนู้น มันเห็นแค่ไกลๆ)



     “เพื่อนเนียร์เหรอ?”



     “อ่อ… มึงใช่มะ! ที่ไอ้เนียร์มันเล่าให้ฟังว่าเข้ามาจีบมัน!”



     ‘ไอ้สัXภาม!! ไอ้สลัดผัก เอ๊ยยย!!!’



     ผมอยากจะถีบมันจริงๆ!! พูดโต้งๆแบบนั้นเลยเหรอฟะ!! แต่ไอ้ภามก็ไม่ได้จะกวนหรือแกล้งผมหรอกนะ ก็แค่… นิสัยตรงๆตามแบบฉบับของมัน

   

     “ถ้าจำไม่ผิด… ยูใช่ไหม!?”



     “อื้อๆ ถูกต้อง! ว่าแต่… ขอจีบเนียร์นะ~”



     “ได้ๆ เต็มที่เลย!”

   

     ‘ไอ้เพื่อนเลว!! ถามกูรึยัง!! มึงเป็นพ่อแม่กูเหรอ!!’



     ผมขอถอนคำพูด… ผมไม่อยากถีบมันละ… แต่อยากกระโดดถีบให้ติดข้างฝาเลยมากกว่า!! เฮ้อ… ทำเอาผมเริ่มรู้สึกปวดหัว ตุ้บๆ ตั้งแต่เช้าเลยนะ (T^T)

   

     “งั้นขอนั่งกินข้าวด้วยนะ~”



     “ได้ดิ…” ไอ้ภามครับ ช่วยถามกูสักคำได้ไหม?



     ผมรีบดึงมันเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะกระซิบข้างหู ท่าทีของผมทำให้ยูยิ้มมุมปาก ยืนดูพวกผมคุยกันอย่างสบายอารมณ์



     “มึง! กูว่าอย่าเลย!”



     “โห่! อย่าแล้งน้ำใจดิ” 



     “มึงก็รู้ว่าพวกกูไม่ถูกกัน!”



     จริงๆแล้ว ไม่ใช่ว่าผมกับยูไม่ถูกกันหรอก แต่แค่ผมรู้สึก ‘กลัว’ คนลึกลับ (อย่างน้อยๆมันก็ลึกลับสำหรับผม) นิดๆเท่านั้นเอง



     “เออน่า!! เชื่อกู! กินข้าวแค่นี้ไม่มีอะไรเสียหายหรอก!”



     “…………”






     สรุปสุดท้ายก็กลายเป็นว่า… พวกผมต้องนั่งกินข้าวด้วยกันสามคน (เพราะไอ้ภามแหละ!! ไม่ปกป้องเพื่อนเลยสักนิด!) ตอนนี้ไอ้ตัวต้นเหตุขายเพื่อนลุกไปซื้อข้าวกินอยู่ ส่วนผมกับยูกำลังนั่งจ้องหน้ากันอยู่ แววตาของเขาเหมือนเป็นราชสีห์ที่จ้องจะกินเหยื่ออย่างไรอย่างงั้น (ซึ่งเหยื่อในที่นี้ก็คือผม!!)



     “เนียร์จะกินอะไรอ่ะ เดี๋ยวเราลุกไปซื้อให้นะ”



     “เอ่อ… กูไม่……”



     เอาจริงๆ ตอนนี้ผมรู้สึกไม่อยากอาหารเสียแล้ว แต่อยู่ดีๆ ความคิดชั่วร้ายก็แล่นแวบเข้ามาในหัวผม ถ้าผมแกล้งให้ยูไม่ชอบตัวผมก็สิ้นเรื่องแล้ว! หึๆๆ



     “งั้นฝากด้วยนะ กูขอข้าวไข่เจียว ขอต้นหอมด้วย”



     สั่งไลน์แมนส่วนตัว (?) เสร็จปุป ยูก็รีบลุกขึ้นไปต่อคิวร้านไข่เจียวทันที โดยหารู้ไม่ว่า แผนชั่วร้ายกำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง อย่างๆน้อย ก็น่าจะทำให้รู้สึกตัวได้บ้างว่าผมไม่ชอบเขาก็เลยหาเรื่องแกล้ง



     ไม่นานนัก… ยูก็เดินมาพร้อมข้าวไข่เจียวสองจาน จานนึงน่าจะเป็นของเขา ส่วนอีกจานนั้นใส่ต้นหอมซอยในไข่เจียวด้วย (เสร็จผมล่ะ!!)



     “ทำไมใส่ต้นหอมด้วยล่ะ?” ผมแกล้งทำหน้างง ทั้งๆที่อยากจะขำใจจะขาด



     “อ้าว… ก็เนียร์ให้ใส่ต้นหอมด้วยไม่ใช่เหรอ?”



     “กูบอกว่า เอาต้มหอมด้วย! กูชอบกินไข่เจียวเปล่าๆกับต้นหอมที่เป็นต้นๆเลย เป็นเครื่องเคียง! แบบนี้กูไม่กิน!”



     “งั้น… เดี๋ยวเราไปซื้อใหม่ให้นะ” ยูหน้าเหวอไปแล้ว ก่อนจะตั้งสติแล้วจะไปซื้อจานใหม่ให้ผม



     “ไม่!! กูขี้เกียจรอแล้ว”



     “งั้นแลกกับของเราไหม?”



     “ไม่อ่ะ… กูชอบไข่เจียวบนจานนี้มากกว่า”



     “เอ่อ… งั้น…” สีหน้าของยูดูเลิ่กลั่กไปแล้ว ดูท่าทางจะคิดตามผมไม่ทัน



     “งั้นช่วยเขี่ยต้นหอมออกให้กูหน่อยสิ!”



     ตัวผมดูเลวไหมล่ะ? ไม่สิ… ขอด่าตัวเองว่าเชี่Xแทนเลยละกัน ใช่แล้ว… นี่คือแผนของผม ถึงจะดูเป็นแผนมุ้งมิ้ง แต่สำหรับผม ถ้าโดนใครแกล้งแบบนี้ ผมคงหงุดหงิดไม่น้อยเลยทีเดียว



     ยูมองจานผมอยู่แวบนึงก่อนจะ…

   

     “เดี๋ยวเขี่ยทิ้งให้”

   

     หยิบจานผมไป แล้วเริ่มลงมือใช้ช้อนส้อมเขี่ยต้นหอมที่อยู่ในไข่เจียวทันที คราวนี้ผมกลับเป็นฝ่ายอึ้งไปแทนแล้ว นี่คิดจะเขี่ยให้ผมจริงๆน่ะเหรอ?



     ตามคำพูดของเขา… ต้นหอมถูกเขี่ยไว้ข้างๆจานผมทั้งหมด เหลือแต่ไข่เจียวเปล่าๆที่แปะอยู่บนข้าว



     “เสร็จละ!” ยูยิ้มหวาน ก่อนจะส่งจานมาให้ผม



     ผมค่อยๆหยิบช้อนมาตักข้าวไข่เจียวเข้าปากแบบงงๆ ไม่นึกว่ายูจะทำให้ผมจริงๆ แถมดูไม่หงุดหงิดหรืออารมณ์เสียเลยด้วย เท่ากับว่าแผนของผมสูญเปล่าทั้งหมด (โธ่เอ้ย!!)



     ผมกินข้าวจนหมดแต่ไอ้ภามก็ยังไม่กลับมา ไปซื้อข้าวที่ต่างประเทศเหรอเพื่อน… ผมหันซ้ายหันขวามองหามันจนพบว่า… มันนั่งหัวเราะอยู่ตรงโต๊ะด้านหลังผม ดูเหมือนจะกินเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย



     ‘ไอ้เพื่อนเลว!!’



     ไอ้ภามนั่งมองพวกผมกินข้าวด้วยกินสองต่อสองอย่างสบายใจเชียวนะ! ดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้แรงรังสีอำมหิตจากตัวผมทำให้เจ้าตัวรีบพูดขึ้นมาทันที



     “โทษที… กูไม่อยากเป็น กขค. ว่ะ…”



     “มึงนี่……”



     “ว่าแต่… ไอ้เนียร์! มึงรู้รึยังว่าเรียนตึกไหน!” มันรีบเปลี่ยนเรื่องเชียวนะ กลัวโดนผมด่าล่ะสิ!



     “ก็เมื่อวานมึงบอกว่าตึก A ไม่ใช่เหรอ?”



     “นั่นแหละ! มึงรู้เหรอว่าตึก A มันอยู่ส่วนไหนของมหาลัย!?”



     “ไหนมึงบอกว่าหาแผนที่มาแล้วไง!”



     “ก็ใช่แหละ แต่กูกลัวหลง…”



     “เอ่อ… ดูเหมือนจะยังไม่ชินใช่ไหม?  งั้นเดี๋ยวเรา… ” ยูพูดแทรกขึ้นมา



     “ไม่เป็นไร! ขอบคุณ!”



     ผมรีบพูดตัดบท เจอกันแค่นี้ก็มากพอแล้วสำหรับผม แต่ว่าคำปฏิเสธที่หนักแน่นของผมกลับทำให้ยูค่อยๆลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาใกล้ผมทีละก้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย จนระยะห่างระหว่างพวกผมสองคนห่างไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัดเท่านั้นแล้ว



     ยิ่งผมอยู่ใกล้ๆเขา ส่วนสูงที่แตกต่างกันก็ชัดเจนขึ้น ผมเตี้ย เอ้ย! ตัวเล็กกว่ายูพอสมควร มันทำให้ผมต้องเงยหน้าเล็กน้อยเวลาจ้องหน้าเขา และยิ่งทำให้ผมแอบรู้สึก… กลัวคนๆนี้ขึ้นไปอีก



     “รีบพูดตัดจบจังเลย… แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เราตัดใจจากเนียร์หรอกนะ~”





     ‘ห้ะ!?’





    “ฮิ้ววว~”



     ไอ้เพื่อนตัวแสบที่นั่งอยู่ข้างๆ โห่ร้องขึ้น เฮ้อ… มันใช่เวลาไหมเนี่ย! ช่วยปกป้องเพื่อนหน่อยสิ! มาฮงมาฮิ้วอะไรตอนนี้! สัXเอ้ย!!



     คนที่อยู่ตรงหน้าผมก็เหมือนกัน! ยังจะจ้องหน้าผมไม่หยุดอีก หน้าของผมมีอะไรติดอยู่รึไง! ไม่สิ… ดูดีๆแล้ว ยูไม่ได้จ้องหน้าแต่มองตาผมตังหากล่ะ ปกติถ้าผมจ้องตาขนาดนี้ ผมอ่านใจได้ถึงไส้ถึงพุงหมดแล้ว แต่ครั้งนี้… สายตาของเขาทำให้ผมเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง



     “อะ… ไอ้ภาม!! รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวสาย!!”



     ผมรีบหันไปดึงแขนเพื่อนสนิทให้รีบลุกขึ้น เออใช่! ผมเกือบลืม ผมควักเงินในกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วรีบยัดแบงค์ยี่สิบสองใบใส่มือของยู ก่อนจะพูดว่า…



     “นี่ค่าไข่เจียว อ้อ! แล้วก็ฝากเก็บจานให้พวกกูด้วย!”



     พวกผมรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งยูไว้ตรงนั้น…










     การเปิดเรียนวันแรกที่ดูจะสมบูรณ์แบบสำหรับผม กลับพังทลายจากความบังเอิญที่เจอยูก็มากพออยู่แล้ว แต่ตอนนี้… ผมรู้สึกว่ามันไม่ใกล้เคียงคำว่า สมบูรณ์ เลยสักนิด ใกล้เคียงคำว่า วุ่นวาย มากกว่า!  เพราะว่า…



     พวกผมหลงทาง!!



     สาเหตุหลักๆก็เพราะเพื่อนตัวดีของผมนี่แหละ ไอ้ภามที่อุตส่าห์เช็คมาล่วงหน้าว่าวันนี้พวกผมเรียนที่ตึกไหน แถมหาตำแหน่งที่ตั้งของตึกเรียนมาเป็นอย่างดี แต่เมื่อผมมาถึงที่หมาย ปรากฏว่า… ผิดตึก!!



     ดูเหมือนว่า ไอ้ภามมันจะดูตารางสอนผิดวัน จึงทำให้ดูตึกเรียนผิดไปด้วย…



     ตำแหน่งของตึกเรียนจริงๆ ที่พวกผมต้องไปอยู่อีกซีกนึงของมหาลัยเลย ไอ้ภามเอ้ย!! (T^T) ถ้าจะรอรถฟรีที่มหาลัยจัดไว้ให้นักศึกษาอย่างพวกผมก็คงต้องรออีกนาน น่ากลัวว่าจะเข้าเรียนไม่ทัน จึงตัดสินใจเดินไปนี่แหละ!!



     เมื่อพวกผมมาถึง กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างของผมแทบจะปริแตก (เว่อร์ไป) จนผมต้องนั่งพักที่เก้าอี้ไม้ใต้ตึกก่อน ส่วนไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องเดินขาลาก ก็ทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ทันที



     “เฮ้อ! กว่าจะถึง!”



     ไอ้ภามโอดครวญ พร้อมกับก้มไปบีบนวดขาของตัวเอง



     “ไม่ใช่เพราะใครแถวๆนี้เหรอ!” ผมแอบ (จริงๆก็ไม่แอบหรอก) พูดเสียดสีประชดมัน จนเจ้าตัวหันขวับมาทางผมทันที



     “เออๆ ซ้ำเติมกันจริง!”



     “กูพูดความจริง”



     “ใช่สิ! กูทำอะไรก็ผิดพลาดตลอดอยู่แล้ว เชอะ”



     เอาล่ะสิ… เป็นผู้ชายแท้ๆเลยยังอุตส่าห์จะงอนแบบนี้อีก ผมอดขำไม่ได้ที่เห็นภาพผู้ชายนั่งกอดอกเชิดหน้าไปทางอื่นใส่ผม ความจริงแล้วผมรู้ดีว่าผมก็มีส่วนผิดด้วย (ยอมๆไอ้ภามก็ได้)



     “เออๆ กูก็ผิดเองแหละที่ไม่เช็คเองด้วย”



     “เดี๋ยวต้องเดินหาห้องอีก”



     “จะเดินหาห้องให้เสียเวลาทำไม  เดี๋ยวก็ถามคนแถวนี้ดูสิ”



     ตอนแรกผมไลน์ถามเบสต์ว่าห้องเรียนอยู่ไหนตั้งแต่ระหว่างทางเดินมาแล้ว จนตอนนี้ไลน์ผมก็เงียบเป็นป่าสาก ไร้การตอบรับ หรือว่าจะยังไม่ตื่น? คิดไปคิดมาคนที่ดูเหมือนหนอนหนังสืออย่างเบสต์น่ะนะ จะตื่นสาย เฮ้อ ผมว่าผมห่วงตัวเองก่อนดีกว่า



     ผมลุกขึ้นยืน แต่ไอ้ภามยังนั่งท่าเดิมต่อ ดูเหมือนจะอยากนั่งพักอยู่



     “ฮือ ขอพักอีกแปปนึงเถอะ”



     “จะสายแล้ว! ไปเร็ว!”



     ผมดึงมือของไอ้ตัวขี้เกียจแรงน้อยคนนี้ให้ยืนขึ้น แต่ว่ามันทำตัวเหมือนทากาวติดกับเก้าอี้ไว้ ดึงยังไงก็ไม่ขึ้น โว้ย! จะเข้าเรียนไหม! ทำตัวงอแงเป็นเด็กๆไปได้



     โธ่… เปิดเรียน หรือเปิดฉากความวุ่นวายกันแน่เนี่ย!!










     ในที่สุดคำว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั้น’ ก็เป็นจริงสักที! ผมกับไอ้ภามเจอห้องเรียนสักที แถมมาได้ทันเวลาฉิวเฉียด (ปาดเหงื่อ -0-)



     ผมมองหาไอ้เบสต์และเฟรน อืม… มาถึงแล้วจริงๆด้วย นั่งอยู่ด้านหน้าสุดเลย สมกับเป็นเด็กเรียนจริงๆ



     พวกผมเดินเข้าไปวางกระเป๋าก่อนจะนั่งลงเก้าอี้ข้างๆสองคนนั้นที่นั่งแถวหน้าสุด ไม่ใช่เพราะว่าผมรักการเรียนรู้ขนาดนั้นหรอกนะ แต่เป็นเพราะ… ที่นั่งแถวอื่นเต็มหมดแล้ว!! (ไม่แปลกหรอกกว่าจะมาถึงที่นี่ได้…)



     เบสต์ที่เห็นพวกผม ก็หันมาทักทายอย่างสบายอารมณ์ว่า…



     “นึกว่าจะโดดเรียนกันตั้งแต่วันแรกซะแล้ว”



     “เพราะคนเฟอะฟะคนนึงดูตึกเรียนผิดน่ะ แถมพาหลงทางอีก” ผมพูดลอยๆ แต่กระทบไอ้ภามเต็มๆ ดูเหมือนเจ้าตัวจะขี้เกียจเถียงกับผมแล้วจึงแค่นั่งฟังเงียบๆด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ



     “แล้วทำไมไม่โทรถามพวกกู?”



     “กูมีเบอร์พวกมึงซะที่ไหนกันเล่า!!”



     “ไลน์มาก็ได้นี่?”



     “ไลน์ไปเป็นชั่วโมงแล้ว! ยังไม่ตอบ!”



     “อ้าวเหรอ… สงสัยลืมเปิดแจ้งเตือน แหะๆ” เจ้าตัวเกาหัวแกรกๆ แก้เขิน



     เฮ้อ… ช่างมันเถอะ การต้อนรับเปิดเรียนใหม่ดีๆของผมมันจบลงตั้งแต่บังเอิญเจอยูแล้วล่ะ



     อ่อ…ใช่!! ผมไม่แน่ใจว่าสองคนนี้จะเคยคุยกับภามตอนรับน้องคณะรึเปล่า ผมจึงพูดเสริมต่อ



     “นี่ไอ้ภามนะ เป็นเพื่อนสนิทของกู รู้จักกันตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ”



     “อ๋อ… คนที่โหวกเหวกเสียงดังตอนรับน้องในตอนนั้น ใครจะจำไม่ได้กัน”



     ทั้งสองคนรีบพยักหน้า อืม… อย่างน้อยก็จำเพื่อนผมได้ ถึงจะในแง่แปลกๆก็เถอะ



     “กูก็จำได้ๆ พวกมึงชื่อเหนือกับฝ้ายไง!” ไอ้ภามตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม





     “…………”





     ผิดไปไกลเลยล่ะ! มึงจะมั่นหน้าไปไหม!









     คาบเรียนแรกจบลงด้วยดี คาบนี้เป็นแค่การอินโทรดักชั่นกับสอนนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง ผมรู้สึกโอเคอยู่นะสำหรับชีวิตมหาลัย (ถึงจะเพิ่งผ่านไปคาบเดียวก็เถอะ)



     แต่สำหรับเพื่อนผม…



     “เฮ้ออ เมื่อไรจะปิดเทอมซักที”  ไอ้ภามบ่นขึ้นหลังจากเรียนจบไปแค่คาบเดียว จริงๆแล้วเรียกว่ามันเรียนไม่ได้หรอก ผมเห็นมันฟุบหลับไปเกือบทั้งคาบ (ง่วงมาจากไหนฟะ?)



     “เพิ่งเปิดเรียนเองโว้ย!” เพื่อนคนนี้ชอบบ่นตลอด ผมละเบื่อจริงๆ… เอ่อ ผมก็พูดไปงั้นแหละ



     “กูหิวแล้ว ไปกินข้าวกัน!”



     “เอาแต่นอนยังจะหิวอีกเหรอวะ”



     “เออน่า! ก่อนเรียนกูเดินจนหมดแรงแล้วไง แถมที่กินตอนเช้ามาก็ย่อยหมดละ!”



     เอาเถอะ… ยังไงผมก็ต้องกินข้าวก่อนเรียนตอนบ่ายอยู่แล้วด้วย ควรจะรีบไปก่อนที่ไอ้ภามจะโมโหหิวจนแทะโต๊ะเรียนกินจนโดนข้อหาทำลายทรัพย์สินมหาลัยหรอกนะ










     เมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน… ไม่ได้สิ! เพิ่งจะครึ่งวันเอง



     ในช่วงบ่าย เป็นวิชาเรียนภาคบังคับที่ทุกคณะต้องเรียนเหมือนกัน โดยจะเป็นห้องเรียนย่อยๆ ห้องละไม่กี่สิบคนเท่านั้น แถมยังเป็นวิชาที่ปะปนกับคณะอื่นๆด้วย (เห็นรุ่นพี่แอบกระซิบว่าต้องทำงานเป็นกลุ่มด้วย) และเท่าที่ผมถามเพื่อนคนอื่นดู ไม่มีใครอยู่ห้องเดียวกับผมเลยสักคน



     ผมร่ำลากับไอ้ภามที่เรียนห้องข้างๆผม ลาคู่เบสต์และเฟรนเสร็จ (ครั้งนี้ไม่หลงทาง!) ผมก็เปิดประตูห้องเข้าไป ดูเหมือนว่าอาจารย์จะยังไม่มา เมื่อผมกวาดตามองไปรอบห้องผมรู้สึกว่าห้องเรียนนี้เป็นห้องเรียนขนาดเล็ก น่าจะเป็นห้องสำหรับประมาณสามสิบถึงสี่สิบคนเองมั้ง ซึ่งดูจากจำนวนคนตอนนี้เพื่อนร่วมคลาสเรียนของผมน่าจะมากันเกือบครบแล้ว



     สายตาของผมไปสะดุดกับผู้ชายคนหนึ่งที่โดดเด่นจากคนรอบๆทั้งหมดในห้อง ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหา (ไม่ใช่ยูแน่นอน!! ถ้าจะบังเอิญอยู่ห้องเดียวกันอีกละก็ผมจะเอาหัวโขกกำแพงแล้วนะ!)



     “หวัดดี!” ผมโบกมือทักทาย มิว เพื่อนต่างคณะของผมที่รู้จักตอนกิจกรรมรับน้อง อนึ่ง สาเหตุที่ผมจำเพื่อนคนนี้ได้ทันที แต่จำเพื่อนคณะอีกสองคนไม่ได้ (เบสต์กับเฟรน) ไม่ใช่เพราะว่ามิวเป็นผู้ชายหล่อหรอกนะ! เดี๋ยวจะหาว่าผมจำได้แต่ผู้ชายหล่อๆหน้าตาดีเท่านั้น ที่บังเอิญจำได้ก็แค่ เอ่อ… ไม่รู้แฮะ… แหะๆ



     “อ้าว! เนียร์ บังเอิญจังเลย” มิวที่นั่งเล่นมือถืออยู่เงียบๆก่อนหน้า พอเห็นคนรู้จักอย่างผมก็ฉีกยิ้มกว้างทันที ผมนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ข้างๆมิว แสดงว่าเขาก็มาคนเดียวงั้นเหรอ?”



     “ไม่มีเพื่อนเรียนห้องนี้ด้วยเลยเหรอ?”



     “มีเพื่อนอีกคน แต่ไม่รู้ว่ามันจะมาไหม?”



     “อ่อๆ”



     หลังจากนั้นไม่นานนัก คนที่ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์เดินเข้ามายืนที่โต๊ะสำหรับอาจารย์หน้าห้อง แล้วหยิบไมค์ขึ้นพูด



     “สวัสดีครับ นักศึกษา เดี๋ยวผมขอเช็คชื่อก่อนนะครับ” อาจารย์พูดพลางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา อาจารย์ไล่ขานชื่อนักศึกษาทีละคน (ผมนึกว่าจะให้เซ็นทีละคนเหมือนตอนเช้าเสียอีก) จนเช็คชื่อผ่านไปสามสี่คน ก็มีคนเดินเข้าห้องมาเพิ่ม



     “โทษทีที่สายครับ~ พอดีหาห้องไม่เจอ”



     มันเป็นเสียงที่คุ้นหูผมมาก น้ำเสียงกวนๆแบบนี้ การใช้คำพูดแบบนี้ หรือว่า…

   



     โป๊ะเชะ!! ไอ้ยู!!

   



     ผมฟุบตัวลงไปกับโต๊ะ ผมอยากจะร้องไห้เหลือเกิน ทำไมดวงผมถึงสมพงศ์กับมันเหลือเกินนะ ส่วนอาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่ตักเตือนแล้วให้ยูรีบหาที่นั่งที่ยังว่างอยู่ ซึ่งที่นั่งมัน………



     “หวัดดี เจอกันอีกแล้วนะ”



     ใช่แล้ว! ที่นั่งที่ยังว่างอยู่มีแค่ข้างๆผม!



     ผมพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะมีท่าทียังไงกับผู้ชายคนนี้ดี



     “ไอ้ริท! มึงมาสายตั้งแต่วันแรกเลยเหรอวะ” มิวถามคนที่เพิ่งมาใหม่ อา… เพื่อนอีกคนที่พูดถึงก็คือ ‘ยู’ นี่เอง 



     “เออๆ กูหลงทางว่ะ” ยูตอบกลับไป



     ‘เอ๊ะ เดี๋ยวนะ? เมื่อกี้เรียกว่า ริท เหรอ’



     ผมทำหน้าอึ้งๆงงๆใส่ ก่อนที่เขาจะหัวเราะใส่ผมแล้วหันมาพูดกับผมว่า



     “โทษที เราไม่ได้ชื่อ ยู เราชื่อริทเตอร์ เรียกสั้นๆว่าริทก็ได้”  ริทฉีกยิ้มกว้างให้ผม



     อืม……



     โอเค………



     ผมโดนหลอก! นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมโดนหลอก! ผมเชื่อมันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันชื่อ ‘ยู’ ไม่อยากเชื่อว่าผมโง่ขนาดนี้ ผมเริ่มเห็นความสำคัญและคุณค่าของพลังอ่านใจของตัวเองจริงๆก็ตอนนี้ล่ะ



     ผมกลายเป็นตัวตลกและคนโง่ให้เขาหลอกใช่ไหมเนี่ย?
 


     ผมไม่พูดอะไรต่อ ไม่แม้แต่พยักหน้าให้ยู ไม่สิ! ริทเตอร์!  หลังจากนั้นแม้ว่าเขาจะพยายามชวนผมคุยเท่าไร ผมก็ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเกือบหมดชั่วโมงเรียน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 23:25:00 โดย NZsquare »

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 2 | Not YOU but ……
«ตอบ #6 เมื่อ17-05-2020 15:42:52 »



     ช่วงท้ายชั่วโมงเรียน หลังจากที่อาจารย์แนะนำรายวิชาและบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโครงงานชิ้นใหญ่ที่พวกผมต้องทำส่งท้ายเทอมเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ก็ให้แบ่งกลุ่มแล้วพูดคุยทำความรู้จักกับสมาชิกเพราะอาจารย์บอกว่าในห้องนี้น่าจะมีคนที่อยู่คณะเดียวกันไม่เกินสองสามคนหรอก และ… อาจารย์เหมือนอยากจะแกล้งผม…



     กลุ่มจะแบ่งตามแถวโต๊ะที่ตัวเองนั่ง ซึ่งจะได้กลุ่มละ 6 คนพอดี และแน่นอนว่าทำให้ผมต้องอยู่กลุ่มเดียวกับคนข้างๆที่หลอกลวงผมไปจนจบเทอม…

   

     ‘โว้ยยยยย!!’

   

     หลังจากพูดคุยแนะนำตัวกันเสร็จ ทุกคนในกลุ่มก็แยกย้ายกัน สำหรับหัวข้อโครงงาน อาจารย์จะอธิบายเพิ่มเติมในชั่วโมงถัดๆไป  แน่นอนว่าจนตอนนี้ ผมไม่ได้พูดกับริทอีกเลย (ไม่แม้แต่มองหน้าด้วย!)



     เมื่อเลิกเรียน ริทเตอร์ถึงกับเข้ามาถามผมตรงๆ ด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ที่ผมเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิด



     “เป็นอะไรโกรธเหรอ? ขอโทษนะ” ริทพูดกับผม



     “โกรธสิ กูไม่ชอบคนโกหก” ผมพูดน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงถึงความโกรธออกไป และโมโหตัวเองที่เชื่อสนิทใจ



     “งั้นก็ขอโทษด้วย เห็นว่าน่าแกล้งก็เลยเผลอตัวไปหน่อย”  ริทไม่พูดเปล่า มันเอื้อมมาจะหยิกแก้มผม แต่ผมปัดมือออกทัน ผมมองค้อนใส่เขา เป็นการบอกให้รู้ว่าผมไม่เล่นด้วย



     “ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมถึงหลอกว่าชื่อ ยู น่ะ”



     “………” จะหลอกว่าชื่อ ฟู ถู หู ลู อะไรก็เอาที่สบายใจเลย ผมไม่สนใจหรอก (หงุดหงิดอยู่)



     “เพราะเราสองคนจะได้เป็นคำว่า เนียร์ยู (near you) ไง ฮิ้ววว”



     พูดเอง ชงเอง ตบเองเรียบร้อยเสร็จสรรพ



     ผมเบือนหน้าหนี แล้วหันหลังเดินจากไป แต่เขาคว้ามือผมไว้ก่อน ซึ่งแน่นอนว่าผมรีบสะบัดออกทันที ผมรีบเดินต่อทันที เจ้าตัวดูตกใจเล็กน้อยก่อนจะเดินยิ้มตามหลังผมมาแล้วพูดต่อ…



     “รำคาญเหรอ โทษทีนะ”



     ‘เออสิ!’



     “งั้นเราจะพยายามไม่ทำให้เนียร์รู้สึกรำคาญแล้วกันนะ”



     ‘งั้นช่วยเลิกเดินตามกูสักทีจะได้ไหม!’



     “แล้วก็… เราจริงจังกับเนียร์นะ ไม่ได้เล่นๆ”



     ผมหยุดเดิน หันมาพูดกับคนที่เดินตามผมต้อยๆแถมยังพูดไม่หยุดว่า…

   



     “แต่ – กู – ไม่ – ชอบ – มึง !!! จบนะ?”

   



     สีหน้าริทเตอร์ยังคงไว้ซึ่งความเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มกวนๆ พูดชัดๆขนาดนี้ยังไม่รู้สึกอะไรเลยงั้นเหรอ? แต่อย่างน้อยๆ เขาก็หยุดพูดกับผมแล้ว

   

     ผมหันกลับไปเดินต่อ… เมื่อผมก้าวเท้าแรกออกไปนั้น… เอ๊ะ…!?

   



     “เดี๋ยว!!”

   



     ริทคว้าแขนผมไว้ ผมโดนดึงกลับมาด้วยแรงแขนของเขา ทำให้ตัวของผมชนริทเตอร์จนกลายเป็นเซแล้วล้มลงทั้งคู่ แต่เพราะริทเป็นเบาะรองแรงกระแทกให้ผมซึ่งอยู่ด้านบนทำให้ผมไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย…



     ตอนนี้พวกผม หน้าใกล้กันมากจนแทบจะชนกันอยู่แล้ว สีหน้าเจ้าเล่ห์ของคนที่ผมกำลังนอนทับอยู่หายไปแล้ว กลับแทนที่ด้วยสีหน้าที่อ่อนโยนขึ้น? แววตาฉายความเป็นห่วงเล็กๆ

   

     ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจผม

   

     ความรู้สึกนี้มัน…



     อะไรกันนะ…



     “ระวังหน่อยสิ ไม่เป็นไรใช่ไหม?”



     ผมพยักหน้าช้าๆ ครั้งนี้ผมไม่รู้สึกโกรธที่โดนดึง ผม… ผมเกือบตกบันไดแล้วเพราะไม่ได้มองทางตอนหันกลับไป ถ้าริทเตอร์ดึงผมไม่ทันละก็… น่ากลัวว่า จะได้แผลมากกว่าแค่รอยฟกซ้ำแน่



     “เอ่อ… คือ…” ริทจะพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง เมื่อผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าศอกของผมกำลังกดทับหน้าท้องของเขาอยู่ บวกกับน้ำหนักของตัวผมเองก็ไม่ใช่น้อยๆ ทำให้ตอนนี้เขาเริ่มหน้าเขียวแล้ว



     “ทะ… โทษ!!” ผมเด้งตัวขึ้นมา ริทค่อยๆดันตัวเองขึ้นมานั่งจ้องหน้าผม



     “เกือบไปแล้วนะ… ไม่ขอบคุณหน่อยเหรอ~” ผู้ชายตรงหน้าผมกลับมายิ้มกวนๆอีกรอบแล้ว



     ”เออๆ ขอบ… คุณ ละกัน!” ผมพูดอย่างไม่เต็มใจนัก



     “ไม่ตอบแทนเราหน่อยเหรอ? เราช่วยชีวิตเนียร์ไว้นะ~”

   

     ‘ขนาดนั้นเชียว… หวังผลประโยชน์นี่หว่า!’



     “ตอบแทนโดยการ… ไปกินข้าวด้วยกัน! อ๊ะ! แต่ไม่จำเป็นต้องวันนี้นะ ไว้ตอนเนียร์ว่างๆก็ได้”

     

     ผมนิ่งเงียบ… ครุ่นคิดว่าเอายังไงดี?



     “ถึงจะไม่ตอบแต่เนียร์หน้าแดงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เราถือว่าตกลงนะ”

   

     หา!? ผมหน้าแดงเหรอ ผมเอาจับแก้มตัวเอง ริทก็ขำท่าทีของผมก่อนที่จะลุกขึ้นยืน โบกมือลาแล้วเดินจากไป ตอนนี้ผมชักเริ่มไม่เข้าใจตัวเองแล้วว่าความรู้สึกตอนนี้คืออะไรกันแน่



     ชอบเหรอ? ฝันไปเถอะ!



     โกรธเหรอ? ตอนนี้ก็…หายโกรธแล้ว…



     เขินเหรอ…… ไม่!! ไม่มีทาง! อย่างผมเนี่ยนะจะเขิน ไม่จริงหรอก!



     มันก็แค่… ความรู้สึกตกใจจากเหตุการณ์ก่อนหน้าเท่านั้นเองมั้ง…










     ผมต้องการที่จะปรึกษาเกี่ยวกับพลังอ่านใจของตัวเอง ผมจึงมาหาพี่ชายเพียงคนเดียวของผมที่หอพักที่เช่าไว้ใกล้ๆ มหาลัย ตอนแรกที่ผมรู้ว่าสอบติดที่นี่ ผมนึกว่าจะย้ายไปอยู่ห้องเดียวกับพี่ผมซึ่งไม่มีรูมเมท เพราะพวกเราสองพี่น้องเรียนคณะเดียวกันแต่คนละชั้นปี (พี่ของผมอยู่ปีสอง) แต่พี่ชายบอกว่าชอบความเป็นส่วนตัว (ผมก็ด้วยแหละ) คุณแม่จึงเช่าห้องเดี่ยวแยกให้ผมด้วย ซึ่งห้องพี่ของเขาอยู่ไม่ไกลจากห้องของผม เดินไปราวๆ… ห้าวินาทีเองมั้ง



     ผมเคาะประตูห้องพี่ชาย ซึ่งตอนนี้พี่น่าจะถึงห้องเรียบร้อยแล้ว ไม่นานนัก ประตูก็เปิดออก…



     “ว่าไง เนียร์” ชายผู้มีสีหน้าเรียบเฉยจนดูเหมือนไร้ความความรู้สึก ผิวเนียนเหมือนกับผม แต่หน้าคมกว่า พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผมว่าพี่คงจะเลิกเรียนสักพักแล้ว



     “พี่ไนท์ ผมมีเรื่องอยากปรึกษาอ่ะ”



     พี่ไนท์ให้ผมเข้ามาคุยในห้อง แล้วเดินไปลากเก้าอี้มาให้ผมนั่ง ส่วนตัวเองนั่งบนเตียง รอฟังเรื่องที่ผมจะขอคำแนะนำ ถึงพี่ชายของผมจะดูเย็นชา เงียบขรึม แต่จริงๆแล้ว พี่ไนท์เป็นคนใจดีแถมยังเป็นหนึ่งในผู้ชายประจำเพจคิ้วท์บอยมหาลัยซะด้วย สาวๆกรี๊ดตรึม (>_<)



     ที่สำคัญกว่านั้น… ผมต้องขอบอกก่อนเลยว่า พี่ชายของผมก็มี ‘พลัง’ เหมือนกัน (ไม่คล้ายกับพลังของผมเลยนะ) ถึงพี่ไนท์จะไม่ค่อยยอมเล่าเรื่องพลังของตัวเองมากนัก เอาจริงๆ ขนาดผมเป็นน้องชายแท้ๆยังไม่รู้รายละเอียดเท่าไรเลย แต่ผมก็พอรู้ว่าพลังของพี่เขาเหมือนจะเกี่ยวกับมองเห็นอนาคตอะไรสักอย่างทำนองนี้



     ตัวผมและพี่ชายเองต่างก็มีพลังพิเศษเฉพาะตัวทั้งคู่แบบนี้ หลายๆคนคงจะเดาได้แล้วว่า ‘พลัง’ ของพวกผมน่าจะเกี่ยวข้องกับ ‘สายเลือด’ ที่ถูกส่งต่อๆกันมา ไม่ใช่แค่พวกเราสองพี่น้อง แต่แม่และยายของพวกผมเองต่างก็มีพลังเหมือนกัน ส่วนต้นกำเนิดจริงๆนั้น แม่บอกว่าไม่มีใครเล่าให้ฟังจนถูกกาลเวลาลืมเลือนไปเสียแล้ว…



     เมื่อผมฟังแล้วก็รู้สึกว่า…



     ช่างมันเถอะ!

   

     ยังไงตอนนี้ก็สำคัญสุด ทำปัจจุบันให้ดีก็พอ (>3<)



     “ผมเจอคนที่ผมอ่านใจไม่ได้…”



     ทันทีที่ผมนั่งลง ผมก็เอ่ยปากพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม



     พี่ไนท์ยังคงนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไร แม้แต่สีหน้าก็ไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่แปลกที่จะถูกหลายๆคนให้ฉายาว่า เจ้าชายหิมะขาวแห่งเพจคิ้วท์บอย (จะสื่อความว่า เย็นชา ว่างั้นเถอะ?)



     “ผมอยากรู้ว่าทำไม มันมีสาเหตุอะไรไหม”



     พี่ชายผมครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะเอ่ยออกมา…



     “ปกติ… พลังของพวกเรา ไม่มีทางใช้ได้กับทุกคนหรอกนะ ตั้งแต่รุ่นก่อนๆแล้ว” พี่ไนท์อธิบายกับผม ผมรู้สึกว่ามันต้องมีสาเหตุอะไรอีกแน่ๆ ผมจึงถามต่อ



     “อันนั้นผมรู้ แต่ผมสงสัยว่าทำไมต้องเป็นคนๆนี้ด้วย”



     “เอ่อ… เอาจริงๆนะ ไปถามแม่ไม่ดีกว่าเหรอ?”



     เมื่อพูดจบพี่ไนท์ก็ลุกขึ้นหลังหนีผมเลย ทำให้ผมไม่สามารถใช้พลังอ่านใจพี่ไนท์ได้ (สมกับเป็นพี่ของผมจริงๆ)



     ตรงจุดนี้เป็นอีกข้อจำกัดนึงของพลังที่ผมมี ผมจะไม่สามารถอ่านใจหรือจับโกหกอีกฝ่ายได้ ถ้าคนๆนั้นหลบตาหรือเลี่ยงที่จะมองหน้าผม พูดง่ายๆก็คือ ผมต้องเห็นสีหน้าของเขาอ่ะ (ยิ่งมองตายิ่งดี!)



     สุดท้ายแล้ว…  ถึงพี่ไนท์จะไม่ได้บอกอะไรมากแต่ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังอะไรแน่นอนเลย หรือว่า… พี่เขาจะไม่รู้อะไรจริงๆนะ? อืม… ไว้เดี๋ยวค่อยถามแม่ละกัน แม่ของพวกเรารู้เรื่องพลังดีกว่าพวกผมมากๆๆๆ



     ก่อนออกจากห้อง พี่ไนท์ฝากผมบอกไอ้ภามว่าให้มาเอาลังรหัสด้วย (พี่ไนท์กับภามเป็นสายรหัสกัน บังเอิญจริงจริ๊ง)



     ผมพยักหน้า แต่คิดในใจ (ถ้าผมไม่ลืมบอกนะ แหะๆ)



     เมื่อผมออกจากห้องพี่ไนท์แล้ว ผมหยิบมือถือขึ้นมา กำลังจะไลน์หาไอ้ภาม แต่มันกลับเป็นฝ่ายโทรมาหาผมเองเสียก่อน



     “ฮัลโหล…”



     “มึงอยู่ไหน ไปกินข้าวกัน กูหิวแล้วววว” เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นจากปลายสาย



     “อยู่หอ เจอกันข้างล่างใต้ตึกละกัน”     



     “เอ๊ะ? ทำไมรีบกลับหอจังวะ”



     “มีเรื่องที่คุยกับพี่ไนท์นิดหน่อยว่ะ”



     “อ่อ…”



     “เจอกันใต้ตึกเดี๋ยวกูลงไป”



     ทันทีที่ผมลงมาถึงใต้หอพัก ผมก็เห็นมันยืนรออยู่ก่อนแล้ว สงสัยมันไม่ได้ขึ้นไปเก็บของก่อน อ้อ! ผมลืมบอก ไอ้ภามก็อยู่หอเดียวกับผมนั่นแหละ แต่แค่อยู่คนละชั้นกันเท่านั้นเอง (คนละชั้น!! โฮะๆๆ!!)



     ผมลากมันไปกินชาบูร้านเดิม (อยากกิน :P) พอมันรู้ว่าผมจะกินร้านเดิม มันก็โวยวายตลอดทางว่าอยากกินร้านอื่นบ้าง แต่พอผมพูดคำเดียวว่า มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง มันก็ยอมเดินตามผมเงียบๆ จนถึงร้าน เฮ้อ… ความเสืXกทำให้คนยอมเงียบได้จริงๆ

 

     วันนี้คนในร้านแน่นกว่าวันที่ผมมากับไอ้ภามรอบแรก คงเป็นเพราะวันนี้เปิดเรียนแล้ว แต่ก็ยังพอมีที่นั่งสำหรับสองคนอยู่



     “มันหลอกมึงว่าชื่อ ยู เหรอ!”  ภามโวยวาย (อีกแล้ว) เมื่อรู้ว่าเพื่อนรักอย่างผมโดนหลอก



     “เห็นบอกว่าชื่อ ยู จะได้เป็น เนียร์ยู”



     “แหมมม สวีทจริงๆคู่นี้”



     “ไอ้ภาม!! ที่กูบอกเนี่ย กูอยากถามควรจะทำยังไงต่อดีโว้ย”



     “ก็ตามๆมันไปสิ โดนจีบต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้กันเอง”



     อืม… มันใช้คำได้ทุเรศมาก…



     “แล้วกูจะแน่ใจได้ยังไงว่า เขาจีบกูจริงๆ กูอ่านใจเขาไม่ได้นะ”



     ไอ้ภามไม่ได้พูดอะไรแต่ตักหมูเด้งมากินต่อ



     “ขนาดชื่อยังหลอกกูเลย เริ่มต้นด้วยการโกหกมันจะมีอะไรดีรึไง”



     พอผมพูดถึงตอนนี้ ไอ้ภามถึงกับวางตะเกียบลง มองผมด้วยสีหน้าจริงจัง



     “กูรู้สึกว่ามึงพึ่งพาพลังของมึงมากเกินไปแล้วว่ะ บางเรื่องไม่จำเป็นจะต้องรู้ไปถึงก้นบึ้งใต้จิตใจขนาดนั้นหรอก เรื่องความรักน่ะ แค่ถามหัวใจตัวเองว่ารู้สึกยังไง และใช้ใจสัมผัสอีกฝ่ายว่ารู้สึกยังไงก็พอ พอถึงตอนนั้นต่อให้มึงอ่านใจไม่ได้แต่ก็รับรู้ความรู้สึกที่อีกฝ่ายจะสื่อได้”



     โอ้โห… เชิญรับมงฯเลยครับท่าน



     ไอ้ภามมันมีมุมแบบนี้ด้วยเหรอวะ? ปกติเห็นแต่บ้าๆบอๆไปวันๆนี่ เคยพูดอะไรที่มันลึกซึ้งกินใจกับคนอื่นเป็นด้วยเหรอ? แต่ก็เอาเถอะ… เพราะคำพูดของเพื่อนคนนี้ทำให้ผมตาสว่าง ถูกอย่างที่มันพูดจริงๆ ที่ผ่านมาผมมั่นใจและเชื่อมั่นของตัวเองมากเกินไป ผมควรที่จะหาคำตอบที่ผมสงสัยด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ว่า ริท…คิดยังไงกับผมกันแน่?



     ถึงผมจะกลัวเหตุการณ์มัน ‘ซ้ำรอย’ ก็เถอะ…



     ถึงเป็นแบบนั้น แต่สายตาของริทเตอร์… ในตอนที่ช่วยผมไว้…



     ผมรู้สึก… ยังไงกันแน่นะ?



     “ขอบคุณมึงนะ…” ผมพูดจากใจเลย ไม่กี่ครั้งหรอกนะ ที่เพื่อนสนิทคนนี้จะทำให้ผมเอ่ยปากพูดขอบคุณได้



     ไอ้ภามยิ้มมุมปากก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาเทเนื้อหมูสไลด์ใส่หม้อต้มต่อ พร้อมกับหันไปเขียนใบเมนูเพื่อที่จะสั่งเพิ่มอีก



     ผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่า ผมกับไอ้ภามก็เช็คบิลและเดินออกจากร้านมา ตอนแรกผมจะกลับหอเลย แต่ไอ้ภามชวนไปกินของหวานต่อกันก่อน



     อืม… คำเดียวๆที่ผมจะมอบให้มัน ณ ตอนนี้ คือ ‘ไอ้อ้วนเอ้ย!!’



     กินไม่หยุดขนาดนี้! ไอ้ภามน่ะไม่เท่าไรหรอก มันกินเท่าไรก็ไม่อ้วน! แต่สำหรับผมนั้น… หึ! ผมพนันเลยว่าถ้าปิดเทอมหน้า ผมน้ำหนักไม่ขึ้น ผมจะให้ไอ้ภามเหยียบหน้าผมเลย! (T^T)



     ผมกับเพื่อนสุดที่รัก (สุดกวน) ของผมเดินวนเลือกร้านของหวานอยู่ไม่นานนัก มันก็เลือกเข้าร้านบิงซูของโปรดมัน ทันทีที่พวกผมเข้าไปในร้าน ผมสังเกตเห็นชายหญิงคู่หนึ่งที่พวกผมรู้จักกำลังนั่งอ่านเมนูของหวานอยู่ตรงโต๊ะมีที่นั่งแบบโซฟา



     “อ้าว! เนียร์! ภาม! มานั่งด้วยกันไหม”



     เฟรนชวนพวกผมไปนั่งด้วย พลางหยิบเขยิบตัวไปข้างๆให้พวกผมสามารถนั่งได้ ถ้าผมปฏิเสธก็จะดูแล้งน้ำใจไปหน่อย แต่เพื่อ ‘อีกคน’ ที่นั่งข้างๆเฟรน ผมควรจะแยกโต๊ะ หรือไม่ก็เปลี่ยนร้านไปเลย



     สาเหตุที่ผมไม่ควรไปนั่งด้วย ไม่ใช่อะไรหรอก ก็แค่ ‘อีกคน’ ที่พูดพูดถึง ทำสีหน้าที่ใครๆก็รู้ว่ากำลังโดนขัดความสุขที่ได้อยู่กับเฟรนสองต่อสอง ทำเอาผมรู้สึกผิดเลยแฮะ…



     ผมกำลังจะหันไปบอกไอ้ภามว่าเปลี่ยนร้านเถอะ

   

     ‘อ้าว? ไปไหนแล้ว?’

   

     ไอ้ (สัX) ภามดันไปนั่งเรียบร้อยแล้ว ไวชิบ! แถมฝั่งที่มันนั่งเป็นฝั่งเดียวกับเบสต์ซะด้วย นั่นหมายความว่า ผมต้องนั่งข้างๆเฟรน ถึงผมจะชอบผู้ชายแต่หวังว่าเบสต์ที่ไม่รู้เรื่องนี้คงจะไม่หึงนะ… ไอ้ซื่อบื้อภามเอ้ย!



     “บังเอิญจังเลย ไม่นึกว่าจะมากินบิงซูด้วยกัน” ไอ้ภามที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ยิ้มร่าให้ทั้งสองคน



     “เห็นร้านนี้ มีคนรีวิวในเน็ตฯกันเยอะมากก็เลยมาลองดูน่ะ”  เฟรนหัวเราะ จนถึงตอนนี้ เบสต์ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ ผมมองหน้ามันแต่มันแค่ยิ้มแห้งๆกลับ แต่ว่าในใจ…

   

     ‘มาเป็น กขค. พวกกูทำม้ายยย!’

   

     นี่คือสิ่งที่เหนือร่ำร้องอยู่ในใจ…

   

     อา… โทษทีนะเพื่อน… เพื่อนกูมันโง่เอง

   

     ผมรู้สึกผิดชะมัด…

   

     หลังจากที่ทุกคนกินบิงซูไปสองชาม ไอศกรีมเซ็ทห้าลูกอีกหนึ่ง ทุกคนต่างก็อิ่มแน่นท้องกันไปหมด ดูเหมือนว่าคนที่จะพอกินต่อไปยังมีแค่ ไอ้ภามคนเดียว เพราะมันถามพวกผมว่า จะสั่งอะไรเพิ่มอีกไหม?



     ‘มึงเพิ่งแดXชาบูมา!!’



     ผมล่ะอยากรู้จริงๆว่านั่นกระเพาะหรือหลุมดำอวกาศ…

   

     “จะว่าไปแล้วทั้งสองคนมาเดทกันเหรอ?” ไอ้ภามถามขึ้นมา เหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ คือมึงเพิ่งจะรู้เหรอเพื่อน!



     “เปล่าๆๆ เราไม่รู้ว่าจะชวนใครมาดีน่ะ ก็เลยลากเบสต์มาด้วย” เฟรนรีบร้อนอธิบาย



     “อ่อออ นึกว่าเป็นแฟนกันซะอีก” ไอ้เพื่อนบ้องตื้นของผมพูดต่อ มึงจะพูดตรงไปไหน! โว้ย!!



     “บ้าเหรอ เราเป็นแค่เพื่อนกัน” เฟรนรีบปฏิเสธทันควัน อา… ตอนนี้เบสต์ทำหน้าเหมือนใจสลายไปแล้ว…



     ผมรีบคิดเรื่องที่จะคุยเรื่อง ก่อนที่เพื่อนของผมจะถามอะไรโง่ๆมากกว่านี้ แถมมันทำหน้าจะพูดอะไรต่อด้วย ผมจึงรีบเตะขามันใต้โต๊ะเป็นนัยๆว่า ‘หยุดพูดเถอะ’



     “กูเจ็บ ระวังหน่อยสิ!”



     ‘ไอ้โง่!’



     ผมแทบจะทรุดที่มันไม่เก็ท แต่มันก็ทำให้ไอ้ภามพูดไม่คิดคนนี้หยุดพูดต่อได้ (T^T)



     หลังแยกกับสองคนนี้ ผมคงต้องอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ให้ไอ้ภามเข้าใจสักหน่อยละ ไม่งั้น… เดี๋ยวมันพูดอะไรโง่ๆหรืออะไรออกมาอีกในอนาคต



     ทันทีที่พวกผมลาทั้งคู่ได้ ผมใช้เวลาตอนที่เดินกลับหอ อธิบายให้ไอ้ภามรับรู้ มันทำหน้าแบบเพิ่งจะแตกฉานในเรื่องนี้ แล้วมันก็บ่นๆกับผมว่า ทำไมไม่บอกมันตั้งแต่แรก

   

     ‘ก็กูสะกิดมึงใต้โต๊ะแล้วไง แล้วมึงก็เสืXกไม่รู้อีก!’



     ผมไม่ต่อล้อต่อเถียงกับมันต่อ เพราะถ้าผมกับมันเถียงกัน ฝ่ายที่เถียงชนะคือไอ้ภามตลอด เพราะมันจะพูดฉอดๆ ไม่หยุด จนผมคิดคำพูดต่อไม่ทัน รวมถึงประมวลผลความหมายที่มันพูดไม่ทัน ทำให้ผมยอมๆมันไปโดยปริยาย…

   

     เมื่อไอ้ภามเห็นว่าผมไม่เถียง มันก็ชวนคุยเรื่องอื่นไปเรื่อย แต่ผมก็ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา



     เพราะตอนนี้ ผมมีเรื่องสำคัญกว่าที่จะถามมัน จริงๆผมอยากจะถามมันมาตั้งนานแล้วแหละ แต่ไม่มีโอกาสเหมาะๆเลย นอกจากนี้มันยังเป็นเรื่องที่ผม ‘บังเอิญ’ รู้มาเพราะผมอ่านใจมันด้วย ถึงมันจะเคยบอกว่าอ่านใจมันได้เต็มที่เลย ไม่มีเรื่องปิดบัง แต่สำหรับเรื่องนี้… ผมก็ยังลังเลอยู่ดี…



     แต่สุดท้ายผมก็อดที่จะถามไม่ได้จริงๆ…



     “มึง…ชอบพี่กูใช่ไหม…”







#NotYOUBut……  #ไข่เจียวไม่ใส่ต้นหอม  #MynameisRITTER
********************************


- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

เคยไม่ชอบทานอะไรบางอย่างไหมครับ? แล้วสิ่งนั้นดันปรากฎอยู่ในจานตัวเอง! จะเขี่ยทิ้งเองก็ยุ่งยาก

น่าจะมีคนแบบยู เอ๊ย! ริทเตอร์ในชีวิตจริงบ้างเนอะ~ (มาจากความมโนและความขี้เกียจของผมเองล้วนๆ!)

แถมชื่อจริงของพระเอกเรื่องนี้ก็เปิดเผยออกมาสักที ชอบบังเอิญเจอนายเอกของเราไปทั่วทุกที่เลย

‘บังเอิญ’ เหรอ? 

ก็ไม่รู้สินะ… หึๆ


ลงชื่อ Nzsquare

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 23:29:57 โดย NZsquare »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 2
«ตอบ #7 เมื่อ17-05-2020 16:05:46 »

 :pig2:
 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 3 | First date
«ตอบ #8 เมื่อ24-05-2020 15:45:40 »

 
ตอนที่ 3

First date






[ภาม]



“มึง…ชอบพี่กูใช่ไหม…”



ผมกำลังเดินคุยเล่นกับเพื่อนสนิทของผมระหว่างทางกลับหออยู่ดีๆ ไม่รู้อารมณ์ไหนของมันที่อยู่ๆ ก็ถามผมเรื่องนี้ขึ้นมา ถึงผมจะมักจะบ้าๆไม่ค่อยคิดอะไรก็เหอะ เจอคำถามนี้เข้าไปผมก็สตั้นเหมือนกันเหวย…



“ทำไมมึงคิดแบบนั้นวะ…”



จริงอยู่ว่าผมกับพี่ชายของไอ้เนียรก็สนิทกันระดับนึง แถมบังเอิญพี่ไนท์ยังเป็นพี่สายรหัสของผมในคณะอีกด้วย แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกแอบชอบหรือรู้สึกอะไรกับพี่เขาเป็นพิเศษนะ แค่คิดว่าเป็นพี่ชายที่ดีมากๆๆ คนนึง แค่ดูเย็นชาไปหน่อยเท่านั้นเอง และผมก็ชอบผู้หญิงเสียด้วย (>3<)



“กู…เคยสัมผัสได้ลึกๆในใจมึงน่ะ”



“กูชอบพี่มึงแบบพี่ แต่กูไม่ได้ชอบพี่มึงแบบอย่างนั้นนะ”



“………”



คนตรงหน้าของผมไม่ได้พูดอะไรกลับมา แต่สายตายังดูไม่เชื่อผมอยู่ลึกๆ โว้ย!! ผมเป็นพวกทำตามหัวใจมากกว่าเหตุผลนะ ถ้าชอบผมก็บอกว่าชอบแล้วสิ!



“มึงสัมผัสได้รึเปล่า? ว่ากูโกหกมึง”



ไอ้เนียร์ครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะพูดว่า…



“ไม่… มึงพูดจริง มึงคิดกับพี่ชายกูว่าเป็นแค่พี่จริงๆ ตอนนี้น่ะนะ”



ผมขมวดคิ้ว ถึงผมจะโง่ (ยอมรับ แหะๆ) แต่มันใช้คำว่า ‘ตอนนี้’ แสดงว่าอนาคตก็ไม่แน่งั้นเหรอ? ผมชักเริ่มไม่ค่อยเข้าใจหัวใจตัวเองเท่าไรแล้วเหมือนกัน ผมรู้สึกว่าพลังอ่านใจของไอ้เนียร์ยังดูน่าเชื่อถือกว่าตัวผมเองอีก ย้อนแย้งกับที่บอกมันไปก่อนหน้าจังเนอะ (;P)



หลังจากที่ไอ้เนียร์พูดจบ พวกผมก็ไม่ได้มีบทสนทนาอะไรกันอีกจนถึงหน้าหอ (ขนาดผมเป็นคนพูดมากนะเนี่ย) ผมกดลิฟต์ไปลงชั้นสี่ ซึ่งลงก่อนหน้าไอ้เนียร์ชั้นนึง แต่เมื่อผมกำลังจะเดินออกจากลิฟต์ มันก็เรียกผม…



“เดี๋ยว! กูลืม พี่ไนท์ให้มึงไปเอาลังสายรหัสนะ ขึ้นมากับกูก่อน”



ด้วยเหตุนี้… ผมเลยต้องขึ้นไปชั้นห้ากับมันก่อน พอถึงหน้าห้องของไอ้เนียร์ มันก็ล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบกุญแจห้องมาไขประตูห้อง มันหันมาบอกผมว่า…



“มึงไปเอาคนเดียวเลยไม่หนักมากหรอก”



“ทิ้งกูไว้งี้อ่ะนะ!”



“กูไม่อยากเป็น กขค. ว่ะ”



‘กขค. พ่Xง!! ก็กูเพิ่งบอกไปว่า กูชอบพี่เขาแบบพี่ชาย! พี่ชาย! ยูโนว์? (You know?)’



ผมแค่คิดด่าในใจยังไม่ทันได้อ้าปากโวยออกไป ไอ้เนียร์ก็ปิดประตูดังปึงใส่หน้าของผมซะก่อน ปล่อยให้ผมยืนอยู่ตรงทางเดินตึกเพียงคนเดียว กว่าจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปหลายวินาทีเหมือนกัน



‘เออ! จำไว้เลย กูไม่ง้อมึงแล้ว! คราวหน้ามาปรึกษาอะไรอีก กูไม่ช่วยแล้ว!’



ผมกำลังจะเดินหันหลังไปหาห้องพี่ไนท์ แต่ผมต้องชะงักลงซะก่อน…



‘ไอ้เนียร์ยังไม่ได้บอกเลขห้องของพี่ไนท์…’



ตึงๆๆ!



“ไอ้เนียร์! เปิดประตูก่อน! มึงไม่บอกเลขห้องพี่มึงแล้วกูจะรู้ไหม!”



ผมเคาะประตูห้องเรียกมัน ไอ้บ้านี่! จะให้ผมเดินไปเคาะประตูทีละห้องเลยรึยังไงกัน! มันค่อยๆเปิดประตูห้องออก ก่อนจะโผล่หน้าใสๆของมันออกมา หัวเราะแหะๆ



“กูขอโทษ… กูลืม…”









   

ในที่สุด… ผมก็ได้เลขห้องของพี่ไนท์มาเสียที (ไอ้เพื่อนตัวดีบอกเลขห้องมาถูกใช่ไหมนะ?) ผมก็เดินบุกไปห้องพี่เขาทันที ผมเคาะประตูแล้วยืนรออยู่ไม่นานนัก พี่ไนท์ก็เปิดประตูให้ผม

   

“ไอ้เนียร์ บอกว่าให้ผมมาเอาลังรหัสจากพี่น่ะ”



ก้าวแรกที่ผมเดินเข้าไปนั้น… ผมแทบจะเห็นความแตกต่างของสภาพแวดล้อมราวกับอีกโลกหนึ่ง



สภาพภายในห้องของพี่ไนท์บอกได้คำเดียวว่า… รกมากกกก รกจนผมอยากจะเก็บห้องแล้วทำความสะอาดให้จัง อะไรนะ! ผมเคยจัดห้องด้วยเหรอ!? ทำไมดูถูกผมจัง เห็นแบบนี้ผมเคยทำเวรโรงเรียนจนได้รางวัลห้องเรียนสะอาดยอดเยี่ยมแห่งปี (ตอนประถม) ด้วยนะ!



เมื่อผมสังเกตดีๆ ห้องของพี่ไนท์ก็รักษาความสะอาดดีเยี่ยมอยู่ สาเหตุที่ผมรู้สึกว่าห้องรกนั้นอาจจะมาจากหนังสือเรียนของพี่เขานั่นแหละ! มีมากมายหลายสิบเล่มจนชั้นเก็บหนังสือมีไม่พอ จนต้องตั้งวางตามมุมต่างๆ จึงรู้สึกว่ารกล่ะมั้ง



พี่ไนท์ยกกล่องกระดาษลังขนาดไซส์ประมาณเอสามมาสี่กล่องมาวางตรงใกล้ๆประตูห้อง ในนั้นคือชีทและหนังสือเรียนต่างๆของปีหนึ่งที่รุ่นพี่ไม่ได้ใช้แล้ว  ไอ้เนียร์! ไหนบอกไม่เยอะไงวะ! บางครั้งผมก็โดนเพื่อนสุดที่รักแกล้งในลักษณะนี้



พี่ไนท์คงจะเห็นท่าทีอึ้งๆของผม จึงเสนอจะช่วยยกไปห้องของผม แต่ความเป็นลูกผู้ชายของผม! ใครจะยอมแพ้กัน!



ฮึบ!!!



ผมยกลังรหัสมาทั้งหมดได้ในเวลาเดียวกัน หนักนิดๆ แต่ยังไหว!  ผมค่อยๆเดินไปที่ประตู



หนึ่งก้าว…



สองก้าว…



โครม!!

   

ยังไม่ทันพ้นประตูห้องเลย หนังสือและชีทเรียนต่างๆของปีหนึ่งที่พี่ไนท์อุตส่าห์จัดไว้ต่างกระจัดกระจายไปทั่วพื้น ใช่แล้วครับ… ลังรหัสสองกล่องบนสุดคว่ำลงมา… หมดกัน… ศักดิ์ครีลูกผู้ชายอย่างผม!



สุดท้าย… พี่ไนท์ก็ต้องมาช่วยผมเก็บของในลังที่กระจายออกมาทั้งหมด แถมยังต้องช่วยยกมาไว้ชั้นสี่ที่ห้องของผมด้วย รู้สึกเกรงใจพี่เขาจัง อ๊ะๆ… เห็นแบบนี้ผมก็เกรงใจคนอื่นเป็นนะคร้าบบ (>U<)



ตอนนี้พี่ไนท์ที่ช่วยยกของมาเสร็จแล้ว กำลังนั่งพักอยู่บนเก้าอี้ในห้องของผม ดูๆไป… มุมนี้ พี่เขาก็หล่อเอาเรื่องเลยนะเนี่ย… เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน ผมชอบผู้หญิงนะ! และผมไม่ได้ชอบพี่เขาแบบนั้นด้วย!

   

ผมว่าต้องเป็นเพราะไอ้เนียร์แน่ๆ ที่อยู่ๆก็พูดอะไรแปลกๆออกมา ทำให้ผมเผลอคิดอะไรประหลาดๆออกไปได้…



“โอ๊ย!”

   

ระหว่างที่ผมคิดอะไรเพลินๆอยู่พร้อมกับนั่งเช็คหนังสือและชีทในลังรหัสที่เพิ่งแบกมานั้น ผมรู้สึกเจ็บจี๊ดที่นิ้วมือของตัวเองจนต้องรีบชักมือออก ผมโดนกระดาษบาดที่นิ้วชี้ข้างซ้ายจนเลือดสีแดงสดไหลออกมาตามรอยแผล



“ไหนมาดูหน่อย”



พี่ไนท์รีบลุกขึ้นเดินมาใช้มือข้างซ้ายประคองฝ่ามือของผมไว้ ส่วนอีกมือก็จับนิ้วที่เป็นแผลพลิกไปมาเล็กน้อยเพื่อดูรอยแผล



จากมุมนี้ของผม หน้าของพี่ไนท์แบบจะชิดกับหน้าผมอยู่แล้ว



‘พี่เขา…น่ารักขนาดนี้เลยเหรอ…’

   

ผมไม่เคยสังเกตจริงๆเลย ว่าจริงๆแล้วพี่ไนท์หล่อเข้าขั้นเดือนคณะได้เลยนะ (ถึงได้ตำแหน่งคิ้วท์บอยไง!) ปกติสาวๆน่าจะตามกรี๊ดพอสมควรแต่ผมไม่เห็นพี่เขาควงหญิงที่ไหนเลย ไอ้เนียร์ก็ไม่เคยเล่าให้ผมฟัง ยังไงก็ตามตอนนี้ผมรู้สึกตัวได้ว่าผมเริ่มหน้าแดงขึ้น หัวใจของผมก็เริ่มเต้นแรงขึ้น…



“แผลแค่นี้ ไปล้างแผลแล้วก็ปิดพลาสเตอร์ไว้แปปเดียวก็หายแล้ว”



พี่ไนท์พาผมเดินไปล้างแผลในห้องน้ำ ระหว่างนี้ ผมก็คิดอะไรเพลินๆ จะว่าไปแล้ว… ผมเริ่มสนิทกับพี่ไนท์ตอนไหนกันนะ?



ผมคุ้นๆว่าน่าจะเป็นเรื่องตั้งแต่สมัยเพิ่งขึ้นชั้นมัธยมต้นใหม่ๆเลยล่ะ ก็ราวๆห้าถึงหกปีได้มั้ง ตอนนั้นผมยังเป็นเด็บแสบสุดซนอยู่… (แต่จริงๆตอนนี้ผมก็แสบเอาเรื่องนะ นิสัยเหรอ…?   เปล่า!! แสบแผล!)



ผมจำได้ว่า ตอนนั้นผมไปเล่นปีนต้นไม้บริเวณสวนของโรงเรียนตอนเลิกเรียน แล้วเกิดพลัดตกลงมากระแทกพื้น แถมตอนร่วงลงมายังโดนกิ่งไม้เกี่ยวด้านหลังแขนจนเป็นแผล พอมานั่งนึกย้อนดูแล้ว จริงๆแผลตอนนั้นไม่ได้ร้ายแรงอะไรหรอก แต่ผมเจ็บและกลัวมากจนทำให้ผมร้องไห้ออกมา แม้แต่ไอ้เนียร์ก็ตกใจกลัวจนร้องไห้ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน โชคดีที่พี่ไนท์อยู่ใกล้ๆตรงนั้นพอดี



‘ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องร้อง แผลแค่เอง’



พี่ไนท์เข้ามาปลอบผม ยิ้มให้ผมพลางลูบหัวผมเบาๆ



‘ฮึกๆ’



‘เดี๋ยวก็หายละ เป็นลูกผู้ชายต้องไม่ร้องง่ายๆสิ’



พี่เขาค่อยๆปลอบใจผมจนผมใจเย็นลงและหยุดร้องไห้ ก่อนที่พี่เขาจะพาผมไปห้องพยาบาลเพื่อทำแผล มานั่งรำลึกความหลังดูแล้วเนี่ย เวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ…  เหตุการณ์นี้ล่ะมั้งที่ทำให้ผมรู้สึกดีและรักพี่ไนท์แบบพี่ชายที่แสนดีคนนึง…



“ภาม…”



ผมรู้สึกว่าตอนนั้นพี่ไนท์ยังเป็นคนยิ้มง่ายหัวเราะง่ายอยู่เลย ตอนนี้พี่ชายคนนั้นกลายเป็นคนที่ดูเงียบๆ จนแทบจะรู้สึกว่าเย็นชา ราวกับว่า… เป็นคนละคนเลย



“ภาม!! ได้ยินไหม”

   

ผมหลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเองทันที ผมเพิ่งรู้ตัวว่า พี่ไนท์เรียกผมหลายรอบแล้ว



“วะ… ว่าไงพี่”



“ยื่นมือออกมาสิ จะปิดพลาสเตอร์ให้”

   

ผมไม่รู้หรอกนะว่า สิ่งที่เนียร์พบจากการอ่านใจผมได้นั้น คือ ผมชอบพี่ไนท์… จะเป็นจริงแท้มากแค่ไหน แต่ผมเริ่มรู้สึกเหมือนกับที่มันบอกว่า ผมชอบพี่ไนท์แบบพี่ชาย ‘ตอนนี้’ น่ะนะ



อนาคตผมอาจจะลงเอยกับพี่เขาก็ได้ ใครจะไปรู้…











[เนียร์]



หลังจากที่ผมบอกเลขห้องของพี่ไนท์กับไอ้ภามเสร็จ ผมล็อคประตูแล้วเดินไปทิ้งตัวลงนอนกับเตียง ผมกะว่าจะนอนสักงีบนึงก่อนที่จะอาบน้ำนอนจริงๆ แต่พอตัวของผมได้สัมผัสกับเตียงที่แสนนุ่มได้ไม่ถึงหนึ่งวินาที มือถือของผมก็สั่นขึ้นซึ่งน่าจะเป็นแจ้งเตือนข้อความแอพพลิเคชันไลน์



ครืด…



ผมขี้เกียจลุกไปหยิบจัง ให้ตายสิ! ทำไมพอทิ้งตัวนอนต้องมีคนไลน์ไม่ก็โทรมาตลอด!



ครืด…



ครืด…



ครืด…

   

ผมต้องยอมลุกไปดูขึ้นด้วยความรู้สึกเซ็งๆ ใครไลน์มานักหนา!  ถ้าเป็นไอ้ภาม จะด่าให้! แต่เมื่อผมเห็นชื่อไลน์ที่ไม่รู้จักทำให้ผมหายง่วงทันที



‘€arthquake’



‘ใครวะ?’

   

ผมนิ่งไป… คนๆนี้รูปตัวเองก็ไม่ใช้ ดันใช้รูปหมีโคอาล่าเกาะต้นยูคาลิปตัสอยู่ ผมลังเลอยู่ครู่นึงก่อนจะกดเข้าไปอ่านดู



€arthquake

หวัดดีจ้า

ทำไรอยู่เหรอ

นอนรึยัง?

(>3<)



ผมรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวตั้งแต่ปลายเส้นผมจรดปลายนิ้วเท้า ใครวะเนี่ย? ถึงผมคิดว่าไม่ควรจะพิมพ์ตอบคนแปลกๆ ใครก็ไม่รู้คนนี้ แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจตอบเขาไป





Near Not Far

เอ่อ ใครเหรอครับ?





€arthquake

จำไม่ได้เหรอ?

เสียใจอ่ะ

เดี๋ยวเปลี่ยนรูปแปป





เมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนรูปจากหมีโคอาล่าน่ารักๆ เป็นรูปเจ้าของไลน์จริงๆ ทำให้ผมร้องเชี่Xหนักมาก… (*0*)



“เชี่Xยยยย”



เมื่อรูปโปรไฟล์กลายเป็นรูปผู้ชายดูหล่อเนียบในชุดนักศึกษา เก๊กท่าหันข้าง ไม่มองกล้อง แต่ก็ปกปิดแววตาที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งแสดงความเจ้าชู้นิดๆนั้นไม่ได้เลย คนในรูปก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ริทเตอร์…



เขาได้ไลน์ผมไปได้ยังไง และจากใครกันฟะ? ถ้ารู้ว่าเป็นไอ้ภามนะ จะเตะก้านคอให้!! ผมกำลังด่าไอ้ภามอยู่ในใจ (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นคนให้รึเปล่าด้วย) ริทก็เฉลยเองเสียก่อน





€arthquake

ลืมไปแล้วเหรอ

เราอยู่กลุ่มทำโครงงานเดียวกันนะ

ตอนบ่ายก็สร้างกลุ่มไลน์ไปแล้วด้วย





เออจริง… ผมโง่เอง ผมลืมนึกไปได้ไงเนี่ย (ขอโทษครับ ไอ้คุณภาม แหะๆ)                                                                                                                                         



Near Not Far

ทักมาดึกดื่นขนาดนี้

มีอะไรรึเปล่า?                                                                                                                                                  





€arthquake

ก็แค่คิดถึงก็เลยทักมาอ่ะ

แล้วก็จะถามเนียร์ด้วยว่า

วันพุธที่จะถึงนี้ ไปกินข้าวเย็นด้วยกันไหม?

:D





หึ… คำตอบก็รู้ๆกันอยู่แล้ว! ผมกดแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว



‘ฝันไปเถอะ! โทษที ไม่ว่าง!’



แต่แล้ว… ผมก็ยั้งมือลงก่อนที่จะกดส่ง



ผมครุ่นคิดคำพูดของไอ้ภามอยู่แวบนึง ก่อนจะตัดสินใจลบทิ้งแล้วพิมพ์ใหม่



                                                                         

Near Not Far

ไปก็ได้

กี่โมงล่ะ





€arthquake

สักห้าโมงไหม?





Near Not Far

ก็ได้แหละ





€arthquake

น่ารักที่ซู้ดดดด

เจอกันใต้ตึกเรียนที่เจอเราวันนี้นะ



   

ผมส่งสติกเกอร์ OK กลับไปก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเข้าไปอาบน้ำ ไม่งงไม่งีบมันแล้ว! ตอนแรกอย่างที่ผมบอกไปว่า ผมจะงีบหลับสักไม่กี่สิบนาทีค่อยตื่นมาอาบน้ำแล้วเข้านอนจริงๆจังๆ แต่ผมคงนอนไม่หลับแล้วเพราะว่า…



ผมรู้สึกปั่นป่วนแปลกๆ นี่ผมเป็นอะไรกันนะ? ความรู้สึกแบบนี้มัน…กลัว ไม่สิ กังวลเหรอ? กังวลที่ต้องไปกินข้าวด้วยกันกับริทงั้นเหรอ? ไม่สิ! จะอะไรอย่างไงก็ตาม ผมไม่ควรคิดมากขนาดนี้ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นนะ ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าผมจะไม่หนี แต่จะเข้าเผชิญหน้าหาคำตอบว่าริทเตอร์คิดยังไงกับผมกันแน่



เอ๊ะ?



ว่าแต่… ทำไมเขาถึง…



ผมขมวดคิ้ว ทำไมถึงนัดเจอที่ตึกเรียนวันนี้ล่ะ? ริทเตอร์รู้เหรอว่าวันพุธ ผมมีเรียนที่ไหนน่ะ ผมอาจจะเรียนอีกตึกนึงก็ได้… (ถึงวันที่นัดผมจะเรียนที่เดิมจริงๆก็เถอะ) หรือว่า… ตัวเองเรียนที่ตึกนี้อยู่แล้วเลยนัดที่นี่เสียเลย สะดวกตัวเองว่างั้นเถอะ งั้นก็… หักหนึ่งคะแนน!!



ใช่แล้ว… ต่อให้ริทชอบผมจริงๆ แต่ถ้าผมหักคะแนนเขาไปเรื่อยๆ จะได้มีข้ออ้างตอนปฎิเสธได้!



เดี๋ยวก่อนสิ…



นี่ผมคิดการณ์ไกลถึงขนาดนั้นแล้วเหรอ เฮ้อ… ใจร่มๆสิเนียร์เอ๋ย…











วันพุธ…



ผมกำลังนั่งรอริทอยู่ที่โต๊ะนั่งที่ทำจากไม้อยู่บริเวณใต้ตึกเรียน ช่วงเวลานี้เป็นเวลาเลิกเรียนของหลายๆคณะที่เรียนบนตึกนี้ ทำให้ผู้คนต่างเดินกันไปมาวุ่นวายไปหมด ถึงแม้ว่าผมจะชะเง้อคอมองหาริทเท่าไรก็ยังไม่เจอ



ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้เป็นเวลา 17.01 น. แล้ว… ริทเป็นคนชวนผมไปกินข้าวแท้ๆ ถึงแม้ว่าริทจะไลน์มาบอกตอนเกือบๆจะห้าโมงว่าอาจจะเลทนิดนึงแล้วก็ตาม สำหรับเดท (?) ครั้งแรกของผมกับเขา ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไรที่ให้ผมรอนาน ผมมานั่งรอตั้งแต่ประมาณสี่โมงครึ่งแล้ว แถมแถวนี้ยุงก็เยอะ บินไปมาเต็มไปหมด ผมจะเป็นไข้เลือดออกตายไหมเนี่ย?



งั้นก็… หักอีกสองคะแนน! ข้อหามาไม่ตรงเวลากับข้อหาปล่อยให้ยุงร้ายบินมาป้วนเปี้ยนสร้างความรำคาญและความคันให้ผม



ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาอีกครั้ง พบว่าตอนนี้ 17.05 น. แล้ว… ผมจึงคิดที่จะไลน์ไปหาริทอีกรอบว่าอยู่ตอนนี้อยู่ไหนแล้ว แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพิมพ์ไปหา ไหล่ทั้งสองของผมก็ถูกตบจากด้านหลัง



“แฮร่!!”



‘แฮร่เพื่อ!!!’

   

ผมหันไปหาคนที่ตบไหล่ของผม ผมนึกว่าจะเป็นริทเตอร์ แต่ปรากฏว่า… คนตรงหน้ากลับเป็นเพื่อนของผมเอง



“ไอ้ภาม! ไหนบอกว่าจะกลับแล้วไง”



“กูไปหาไรกินแถวนี้มา ว่าแต่มึงเหอะ ไหนบอกว่าจะไปกินข้าวกับริทไง”



ไอ้ภามมันรู้เรื่องที่ผมจะไปกินข้าวกับริทตั้งแต่กลางดึกเมื่อวานซืนแล้ว เพราะผมเป็นคนโทรไปหามันเอง พร้อมเล่าว่าริทมีคอนแทคไลน์ผมได้ยังไง แถมยังชวนผมไปกินข้าวอีก ตอนแรกผมจะลากมันไปด้วย แต่ไอ้ภามมันกลัวเกะกะความรักระหว่างผมกับริท (ความหงุดหงิดนะสิ!!) จึงขอไม่ไปด้วย



หลังเลิกคลาสเรียน มันแยกกับผมไปหาอะไรกินที่ศูนย์อาหารใกล้ๆนี้ จนตอนนี้มันคงกินเสร็จแล้ว และย้อนกลับมาทางนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นห่วงผมหรืออะไรหรอก แค่อยากจะเสือXเรื่องของผมมากกว่ามั้ง



“อะไรว้า เดทแรกก็สายซะละ” ไอ้ภามยืนกอดอกบ่นแทนผม



“กูบอกแล้ว… ว่าเชื่อใจริทไม่ได้หรอก เดี๋ยว! เดทที่ไหนกันล่ะโว้ย!!”



“เอาน่าๆ อย่าเพิ่งรีบตัดสินเลย”



“เหอะๆ…”



ระหว่างที่พวกผมคุยกันอยู่นั้น ก็มีคนเดินตรงเข้ามาทักพวกผม



“โทษทีนะคะ น้องๆอยู่ปีหนึ่งกันใช่ไหมคะเนี่ย”



ผู้ชายใส่ชุดนักศึกษาท่าทางสะดีดสะดิ้งพูดขึ้น ทั้งผมกับไอ้ภามมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย ก่อนจะหันไปมองผู้ชาย (หรือควรเรียกยังไงดีนะ) คนนี้



“อ๋อ… ไม่ต้องกลัวกันนะคะ คือพี่เนี่ยเป็นแอดมินของเพจคิ้วท์บอยประจำมหาลัย น่าจะเคยได้ยินกันมาบ้างใช่ไหมคะ พี่สนใจพวกน้องๆ เลยอยากจะขอถ่ายรูปไปลงเพจได้ไหมจ๊ะ?”



พี่ตรงหน้าคนนี้พูดน้ำไหลไฟดับ เหมือนกลัวพวกผมจะวิ่งหนีไปเสียก่อน เอ่อ… โอเค ขอเวลาเรียบเรียงความคิดใหม่แปปนะ ก็คือพี่คนนี้สนใจพวกผมทั้งสองคนและอยากขอถ่ายรูปพวกผมเพื่อไปลงเพจงั้นสินะ?



ผมครุ่นคิดอยู่ครู่นึง ลังเลว่าจะตกลงหรือปฏิเสธดี แต่แล้ว… ไอ้ภามก็โพล่งขึ้นมาก่อน



“ได้เลยครับ ถ้าพี่คิดว่าผมหล่อละก็นะ~”



ไอ้ภามฉีกยิ้มกว้าง พร้อมชูสองนิ้วขึ้นมา ทำให้พี่แอดมินคนนี้หัวเราะ (ยังไม่รู้ชื่อพี่เขาเลย!)



“ไม่ต้องชูสองนิ้วหรอก แค่ยืนตามปกติก็พอ หรือจะนั่งก็ได้นะ เดี๋ยวพี่หามุมถ่ายให้เองจ๊ะ”



พูดจบพี่แอดมินก็หยิบกล้องออกมาจากกระเป๋า เฮ้อ… งั้นก็ตามๆไอ้ภามไปละกัน



หลังจากถ่ายรูปพวกผมไปประมาณเกือบสิบรูปได้ พี่เขาก็ขอชื่อและคณะรวมทั้งไอจีให้ติดตามสำหรับใส่ในแคปชั่น เมื่อรู้ว่าพวกผมมาจากคณะแพทย์ก่อนทำหน้าตื่นตาตื่นใจ ก่อนจะแผดเสียงออกมา



“อ้าย! คณะนี้มีแต่คนน่าหน้าดีจริงๆเลยนะค้า~” ผมหัวเราะแหะๆ ไม่รู้ว่าควรจะมีรีแอคชั่นกับพี่แอดมินยังไงดี



“ปีสองก็ดีหลายคนอยู่กัน อ๋อ! จริงสิ! พวกน้องรู้จัก ไนท์ แพทย์ปีสอง ไหมจ๊ะ?”



หืม? อ๋อ… ถ้าจำไม่ผิดพี่ไนท์ก็เหมือนจะเคยโดนขอถ่ายรูปไปลงเพจนี้เมื่อเหมือนกันนี่



“โห่พี่! จะไม่รู้จักได้ไง ก็พี่ไนท์เป็นพี่ชายของไอ้เนียร์เขา!” ภามไม่พูดเปล่าๆ แต่เอามือของมันตีหัวผมเบาๆด้วย (สนุกไหมสัX!)



“อ้าว! จริงเหรอจ๊ะ! ก็ว่าทำไมน้องเนียร์น่าคุ้นๆ”



‘โกหก พี่ไม่รู้สึกคุ้นหน้าผมสักหน่อย’



เฮ้อ… พลังของผมทำงานตอบโต้ทันที ถ้าคนที่คุยด้วยพูดสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงออกมาน่ะนะ แต่ผมก็ชินแล้วแหละ ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจพี่เขาด้วยเรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้หรอก



“แล้วไนท์เขาสบายดีใช่ไหมจ๊ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอเขาเลย  FC ของเขาคิดถึง อยากให้ลงรูปเขาน่ะจ๊ะ”



เหอ!? ผมเพิ่งรู้ว่าพี่ไนท์มีแฟนคลับนะเนี่ย พี่ไม่ค่อยเล่าอะไรให้ผมฟังสักเท่าไรหรอก ไม่สิ… คิดไปคิดมา พี่ไนท์คงจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำมั้งว่าตัวเองก็มีคนติดตามอยู่เหมือนกัน



“อ่อ ได้ครับ ไว้ผมจะไปบอกพี่ให้นะครับ”



แต่ผมคิดว่าพี่เขาไม่สนใจหรอกมั้ง วันๆเอาแต่อ่านหนังสือ ถ้าแฟนคลับที่ติดตามพี่ไนท์เป็นหนังสือวิชาต่างๆละก็อาจจะยอมพุ่งเข้าหาทันที



“ได้จ้า อ่อ! ลืมบอกเลย พี่ชื่อ เชอรี่ นะจ๊ะ เจอกันที่ไหนก็ทักทายได้นะ”

   

พี่เชอรี่โบกมือให้พวกผมพร้อมบอกว่ารูปจะลงเพจเร็วๆนี้  เฮ้อ…  อย่าให้มีเรื่องอะไรตามมาเลยนะ ผมอาจจะกังวลมากไปก็ได้ แม้แต่ไอ้ภามยังด่าเลยว่าผมจะต้องเป็นโรคประสาทเข้าสักวันแน่ๆ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 22:58:44 โดย NZsquare »

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 3 | First date
«ตอบ #9 เมื่อ24-05-2020 15:47:15 »

   

“เนียร์! โทษทีที่มาสายน้า”

   

หลังจากที่พี่เชอรี่จากไปได้ไม่นานนัก ริทเตอร์ก็มาถึงพอดีพร้อมกับท่าหอบแฮกๆที่ดูน่าสงสาร แต่ผมก็พอดูออกว่าเขาแกล้งทำท่าเหนื่อย (ผมเก่งป่ะล่ะ!)



“ทำไมช้าจัง” ผมนิ่วหน้าถาม



“ช่ายๆ ทำไมช้าจัง ปล่อยให้เพื่อนกูต้องรอน๊านนาน” ไอ้ภามผสมโรง (ดีมากเพื่อน! รุมเลย!)



เมื่อริทเห็นว่า แกล้งทำท่าเหนื่อยแฮกๆ เรียกคะแนนความสงสารจากผมไม่ได้ เขาจึงเลิกทำ แล้วเปลี่ยนมายืนคุยกับผมแบบปกติ



“ขอโทษที ไม่นึกว่าในมอฯ รถจะติดขนาดนี้”



ผมอดถามต่อไม่ได้



“วันนี้ไม่ได้เรียนตึกนี้เหรอ?”



“เปล่าๆ วันนี้เราเรียนที่ตึกคณะน่ะ”



คณะวิศวะฯ อยู่ไกลจากตึกนี้มากๆๆๆ เรียกได้ว่าอยู่คนละมุมของมหาลัยเลย งั้นทำไมถึงนัดเจอผมที่นี่กันนะ หรือเป็นเพราะ… ผมจะสะดวกกว่างั้นเหรอ? ไม่… ไม่สิ! อย่าโดนหลอกสิเนียร์! อาจจะแค่บังเอิญก็ได้ น่าจะเป็นเพราะริทไม่รู้ทางไปตึกอื่นเลยนัดเจอที่ๆเคยมามากกว่ามั้ง!



“ไปกันเถอะ เนียร์คงหิวแล้วสินะ”



“อื้อๆ…” ผมพยักหน้ารับหงึกๆ



“ดูแลเพื่อนกูดีๆด้วยล่ะ” ไอ้ภามตบบ่าของริทเบาๆ ก่อนจะชิ่งหนีกลับไปคนเดียวด้วยความเร็วแสง คงจะกลัวผมลากให้ไปนั่งกินด้วย



พวกผมเดินออกจากตึกเรียนไปสักพัก ผมนึกว่าพวกเราจะเดินกันไปเสียอีก เพราะจากตรงนี้เดินไปประมาณสิบนาทีก็ถึงโซนร้านอาหารและของหวานต่างๆรอบมหาลัยที่ใกล้ที่สุดแล้ว



แต่พอพวกผมเดินผ่านลานจอดรถ…



“อ่ะ รับไป”  ริทหยุดที่รถจักรยานยนต์สีดำคันหนึ่ง ก่อนจะยื่นหมวกกันน๊อคให้ผม



“มีมอไซฯ ด้วยเหรอ”



“ถ้าไม่มี สงสัยคันนี้ม้าหมุนมั้ง” ริทประชดผม พร้อมกับใส่หมวกกันน็อคของตัวเอง โอเค… ผมโง่เอง (อีกแล้ว)



ระหว่างที่ผมกับริทกำลังขับมอไซฯไปนอกมหาลัย ผมเกิดมีคำถามสงสัยขึ้นมาในใจว่า ทำไมริทมีหมวกกันน็อคถึงสองใบ?  คนทั่วไปน่าจะพกแค่หนึ่งใบก็เกะกะจะแย่แล้ว สุดท้ายความอยากรู้ของตัวเองทำให้ผมถามออกไป



คำตอบที่ผมได้รับก็คือ…



“เพราะเรากะว่าจะให้เนียร์ นั่งรถคันนี้ไปกินข้าวด้วยกัน ช่วงพักเที่ยงวันนี้ก็เลยรีบไปซื้อมาไง”



“………”



“ถึงจะเกะกะ แต่ก็ดีกว่าเนียร์เป็นอะไรขึ้นมานะ”

   

ความงอน (?) ในจิตใจของผมก่อนหน้า ตอนนี้มันสลายหายไปจากใจของผมแล้ว… สำหรับเหตุผลที่ริทมาสาย ก็เพราะเขาเรียนคนละตึกกับผม แต่ยังเลือกที่จะนัดสถานที่พบเจอตามความสะดวกของผม แถมตอนพักเที่ยงยังอุตส่าห์รีบไปหาซื้อหมวกกันน็อคอีกใบมาให้ผม… ริทเตอร์เป็นห่วงผมด้วยเหรอเนี่ย?

   

เป็นครั้งแรกที่ผมอยากจะพูดดีๆกับริท อยากพูดขอบคุณด้วย แต่ผมยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ริทก็พูดต่อเสียก่อน



“แล้วก็กอดเราด้วย แน่นๆเลยนะ เดี๋ยวร่วงไปจะทำยังไง” ริทหัวเราะ ถึงจะไม่เห็นหน้าแต่ก็รู้ว่ากำลังยิ้มอยู่



“ไม่เอา!!”



จะให้ผมกอดมันน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ!



อย่างน้อยๆ…

   

ก็ยังไม่ใช่ “ตอนนี้”…



ริทเตอร์พาผมมาไกลพอสมควรเหมือนกัน บริเวณนี้อยู่อีกแถบนึงของโซนของกินที่ผมชอบไปบ่อยๆแถวหอ ริทให้ผมลงก่อนที่เอารถจอด ผมถอดหมวกกันน็อคออกก่อนจะยื่นให้ริท



“ขอบคุณนะ…”

   

ผมเอ่ยขึ้นเบาๆ แล้วรีบเดินนำไป ไม่มองท่าทีตอบกลับของริทด้วยซ้ำ

   

พวกผมเดินเลือกร้านกันอยู่ไม่นานนัก ผมก็โดนครอบงำจากกลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยมาจากร้านหนึ่ง ผมลากริทไปตามกลิ่นที่ลอยมากับลม จนไปถึงร้านๆหนึ่ง แน่นอนว่าร้านนี้เป็นร้านบุฟเฟต์ปิ้งย่างกลางแจ้ง บรรยากาศโดยรอบและภายในร้านเป็นสไตล์เรียบง่าย ถือว่าดูดีถูกใจผมอยู่



รสชาติของอาหารก็น่าจะใช้ได้ทีเดียว เพราะร้านก็แน่นไปด้วยผู้คนพอสมควรเหมือนกัน แต่จากการมองคร่าวๆของผมก็ยังพอมีโต๊ะว่างอยู่สามสี่โต๊ะ ดังนั้นถ้าพวกผมจะกินร้านนี้ก็ไม่ต้องรอคิวเลย



ผมหันไปอ่านป้ายร้าน ร้านนี้มีชื่อว่า ปิ้งย่างข้างเธอ…



พวกผมเข้าร้านไปนั่งโต๊ะสำหรับสองคน ไม่นานนัก พนักงานของร้านก็ยกเตาปิ้งมาวางบนโต๊ะ ผมบอกได้เลยว่า เป็นเตาปิ้งที่ใหญ่มากประหนึ่งว่าปิ้งช้างได้ทั้งตัว (เว่อร์ไป :P)



เมื่อตั้งเตาเสร็จ พนักงานก็ถามว่าจะเลือกปิ้งย่างเซ็ทไหน ซึ่งทางร้านมีสองราคาให้เลือกก็คือเซ็ทหมูหรือเซ็ททะเล ถ้าเป็นเซ็ททะเลที่เพิ่มมาอีกร้อยนึง จะได้พวกกุ้งแม่น้ำ,หอย และอาหารทะเลชนิดอื่นๆด้วย (โครตถูก!!!)



ผมกำลังจะเลือกเซ็ทหมู เพราะผมไม่ค่อยกินอาหารทะเลอยู่แล้วด้วย อาจจะทำให้ไม่คุ้มเท่าไร แต่ริทกลับบอกพนักงานเรียบร้อยว่าเอาเซ็ทที่มีอาหารทะเลอย่างรวดเร็ว ก็ต้องตามนั้นไป…



‘ถามสักคำก็ได้นะ…’

   

ถ้าผมพกเงินมาไม่พอจะทำยังไงเนี่ย? ถ้าจะให้ติดริทไว้ก่อนก็ฝันไปเถอะ! เหตุการณ์แบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะวันนี้ผมพกเงินติดตัวมากกว่าสามพันบาท! ต่อให้กินแพงแค่ไหนก็ไม่เกินนี้หรอก



อย่างไรก็ตาม…ตอนนี้กินให้อร่อยก่อนดีกว่า เฮ้อ…



อาหารทยอยมาเสิร์ฟเรื่อยๆตามใบที่พวกผมเขียนสั่งไป เนื้อชนิดต่างๆที่มาเสิร์ฟเป็นของดีทีเดียว แม้แต่พวกอาหารทะเลก็สดใหม่และตัวใหญ่มากๆ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่า เจ้าของร้านเอากำไรจากไหนกันนะ…



ระหว่างที่ผมปิ้งๆไปอยู่ ริทก็ชวนคุยเรื่องทั่วๆไปแบบปกติพักที่ไหน ชอบกินอะไร หรือชอบทำอะไรเวลาว่างประมาณนี้ (ทำไมเหมือนกำลังดูตัวกันเลยแฮะ…)



หลังจากที่ผมและริทปิ้งและกินเนื้อย่างกันไปสักพัก ริทก็ถามขึ้นมาว่า…



“ไม่ชอบกินพวกอาหารทะเลเหรอ” ริททำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย คงเพราะเห็นผมปิ้งแต่พวกเนื้อไก่ เนื้อหมู และผักอะไรพวกนี้มาสองสามรอบแล้ว ไม่ได้แตะต้องพวกกุ้ง ปู หรือหอยอะไรที่เป็นพวกซีฟู้ดเลย



“ก็กินได้ แต่ไม่ค่อยชอบกินพวกหอยหรือปูเท่าไรอ่ะ ส่วนกุ้งก็ขี้เกียจปิ้งด้วย กุ้งมันปิ้งยากกว่า”



สาเหตุหลักๆอีกอย่างก็คือผมขี้เกียจแกะด้วย

   

“อ่ออออ นึกว่าแพ้อาหารทะเลซะอีก”



‘คือ… คือควรถามก่อนที่จะสั่งเซ็ททะเลไปไม่ใช่เหรอครับท่าน…’



เพื่อรักษาบรรยากาศการกินอาหารที่ดี ผมจึงเลือกที่จะไม่พูดออกไป



พอริทพูดเสร็จก็คีบกุ้งแม่น้ำสดๆสามตัวมาปิ้งบนเตาย่าง พลิกกุ้งไปมาสักพักจนเปลือกของกุ้งค่อยๆกลายเป็นสีส้มมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าเริ่มสุกแล้ว



หรือว่า… ริทจะทำสิ่งที่ผมกำลังคิด?



ริทคีบกุ้งที่ตัวเองตั้งหน้าตั้งตาปิ้งจนสุกน่ากินเมื่อครู่วางจนจานของตัวเองเรียบร้อย…



เชอะ!



นึกว่าเขาจะปิ้งให้ผมเสียอีก หลังจากฟังเหตุผลที่ผมเลือกที่จะไม่กินกุ้ง (=3=)



ผมหยิบแก้วลุกไปเติมน้ำอย่างเซ็งนิดๆ



“เติมน้ำเหรอ? เดี๋ยวลุกไปเติมให้เอาไหม?”



“ไม่เป็นไร”



เชิญกินกุ้งไปเถอะ!!

   

เครื่องดื่มของที่นี่เป็นแบบรีฟิวส์ มีทั้งน้ำเปล่าธรรมดา, น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้ก็มีหมด ผมลังเลอยู่ครู่นึงก่อนจะกดเติมน้ำเปล่าลงแก้วตัวเอง



ดูคลีนใช่ไหมล่ะ? เปล่าไม่ใช่อะไรหรอก ผมดื่มน้ำพั้นช์ไปแล้วแก้วนึงก่อนหน้า ผมเลยคิดว่าควรกินน้ำเปล่าบ้าง (เดี๋ยวอ้วน ToT) แถมช่วงนี้ผมก็กินพวกบุฟเฟต์ติดๆกันหลายวันแล้ว ทั้งชาบูกับไอ้ภาม ทั้งปิ้งย่างกับไอ้ริท หลังจากนี้ ผมควรไปเข้าฟิตเนสลดพุงบ้างแล้วล่ะ



เมื่อผมกลับมาที่โต๊ะ ผมก็เห็นกุ้งที่แกะเปลือกแล้วสามตัววางอยู่ในจานของผม ผมมองหน้าริท อีกฝ่ายก็คงรู้ว่าผมจะถามอะไรก็เลยชิงตอบเสียก่อน…



“ก็เห็นขี้เกียจปิ้ง ขี้เกียจแกะ เราก็เลยทำให้ไง” ริทยิ้มและส่งสายตาแบบเหมือนว่ารู้ใจผมยังไงอย่างงั้น



“ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าขี้เกียจแกะ แค่ขี้เกียจปิ้งเฉยๆ” ผมยังปากแข็ง ไม่ยอมบอกว่าจริงๆแล้ว… ผมรู้สึกดีใจลึกๆนะ เฮ้อ… ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆแฮะ



“งั้นเอากลับมา เดี๋ยวกินเอง” ริททำท่าจะตักคืน



“เอ้ย!! กิน!! ใครบอกไม่กิน” ผมรีบคว้าจานตัวเองไว้ หลบตะเกียบของริทที่พุ่งตรงมาที่กุ้งในจานผม



“หรือต้องให้ป้อนถึงจะยอมกินนะ”



ผมยอมรับเลยว่าพูดเอาใจเก่งจริงๆ (>x<) แต่แน่นอนว่าผมตักกุ้งเข้าปากเอง ใครจะให้ป้อนกัน! ส่วนริทแค่นั่งมองผมแล้วยิ้มเฉยๆ ราวกับว่าแค่ได้เห็นผมนั่งกินก็มีความสุขแล้ว



“นี่ๆ ทำไมถึงใช้ชื่อไลน์ว่า earthquake (แผ่นดินไหว) กันล่ะ” ผมรู้สึกสงสัยตั้งแต่แวบแรกที่คุยกันในไลน์แล้ว ได้โอกาสถามตรงๆต่อหน้าเสียที



“ทำไมอ่ะ? ก็ชื่อเราคือ ริทเตอร์ ไง”

   

“อันนั้นรู้ แต่ถ้าจะให้โยงจริงๆ หน่วยวัดของระดับแผ่นดินไหวมันคือ ริกเตอร์ ไม่ใช่เหรอ?” หรือจะบอกว่าชื่อมันใกล้ๆกันก็เลยใช้แทนกันเลยแบบนี้เหรอ?



“ก็ใช่… แต่มันดูเท่ดีก็เลยใช้”



“แค่นี้?”



“แค่นี้แหละ”           



ริทเตอร์ฉีกยิ้ม



“แล้วไม่ถามเรื่องนี้หน่อยเหรอ… ว่าทำไมเมื่อวานซืนถึงใช้รูปโคอาล่าตอนทักไปในไลน์?”



“หืม…!?” มันมีความหมายอะไรพิเศษด้วยเหรอ? นึกว่าแค่เซฟรูปง่ายๆมาใส่ๆเสียอีก



“อยากรู้อะเปล่าๆ”



“ไม่อ่ะ…” ต้องคิดอะไรแปลกๆแน่เลย



“โห่… ลองแกล้งๆถามดูหน่อยสิ”



“ก็กูไม่อยากรู้อ่ะ”



“นะๆๆ น้า~” ผู้ชายตรงหน้าทำเสียงอ้อนวอนผม จนผมเริ่มใจอ่อน

   

“อ่ะๆ ทำไมใช้รูปโคอาล่า?”

   

ริทเตอร์แสยะยิ้มทันที ก่อนจะค่อยๆเฉลยออกมา



“ก็โคอ่ะน่าร้าก แต่เนียร์อ่ะน่าเลิฟ~”

   

“…………………”



ผมยิ้มค้าง ส่วนริทก็จดจ้องผมด้วยความอยากรู้ว่าผมจะตอบกลับอย่างไร อืม…



“เอ่อ… อืมๆ…”

   

“ไม่หวั่นไหวหน่อยเหรอ~”



“ไม่อ่ะ…”



ผมบอกเลยนะว่าถ้าผมจะจีบใครสักคน ผมจะไม่มีวันใช้มุขเสี่ยวๆแบบนี้แน่นอน…







พอได้กินกันอิ่มหนำสำราญแล้ว (กินปิ้งย่างนะ ไม่ใช่กินกันในความหมายนั้น!) พวกผมก็ลุกไปจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ของร้าน ผมกำลังจะหยิบกระเป๋าตังค์จากกระเป๋ากางเกง แต่ริทกลับบอกว่า เดี๋ยวเขาจะเลี้ยงเอง เป็นโทษฐานที่เคยหลอกว่าชื่อ ยู ด้วย



แน่นอนว่า ผมไม่ต้องการให้ใครมาเปย์ ทำให้เถียงกับริทเตอร์อยู่นานพอสมควร จนมีลูกค้าคนอื่นๆในร้านต่อคิวรอจ่ายเงินต่อจากพวกผม ทำให้ผมต้องยอมๆให้ริทเลี้ยงไป ไม่งั้นเดี๋ยวจะเกะกะคนอื่นแถมคงต้องเถียงกันถึงเช้าอีกวันแน่ๆ



“เป็นอะไรเปล่า ยังคิดมากเรื่องให้เลี้ยงอีกเหรอ” ริทถามผมหลังจากออกจากร้านแล้ว แต่ยังเห็นผมมีสีหน้าไม่พอใจอยู่



“ก็ปกติ กูไม่ค่อยให้คนอื่นเลี้ยงถ้าไม่ได้มีอะไรพิเศษ”



ผมพูดความจริง ไม่เกี่ยวกับว่าให้ ‘ริท’ เลี้ยงหรอก เพราะปกติผมจะให้คนอื่นเลี้ยงในอีเว้นต์ต่างๆ เช่น พวกสายรหัสเลี้ยง หรือว่า พนันกับเพื่อนว่าใครได้คะแนนมากกว่าจะต้องเลี้ยงอะไรแบบนี้ ไม่ค่อยให้คนอื่นเลี้ยงแบบไม่มีสาเหตุอะไรเลย



ผมเลยพูดต่อว่า…



“งั้นคราวหน้า เราเลี้ยงเองนะ”

   

“………”



“ไม่มีแต่!!” ผมพูดต่อ เพราะเห็นว่าริทอ้าปากจะพูดหรือเถียงอะไรต่อ



“ก็ได้ๆ ยอมแล้วๆ” ริทยักไหล่



ก่อนที่จะเอามือมาขยี้หัวผมราวกับเอ็นดูผม แถมยังยิ้มแบบใครหลายๆคนเห็นคงจะใจละลายทีเดียว

   

“น่ารักจริงๆ”



ยังจะชมผมอีก…



เอ๊ะ… เดี๋ยวนะ! เมื่อกี้ผมพูดว่า ‘คราวหน้า ผมจะเลี้ยงริทเอง’  งั้นก็แสดงว่า ผมยังต้องมากินข้าวกับริทอีกเหรอ! กับคนๆนี้อ่านะ!



‘ผมพลาดซะแล้ว…’



ถึงผมจะเริ่มคิดว่าไม่ใช่เรื่องแย่ก็ตาม แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกแปลกๆที่ก่อตัวขึ้นในใจของตัวเองตอนนี้อยู่ดี











หลังจากจบเดทแรก เอ้ย! มื้อเย็นแสนอร่อยแล้ว ก็เกือบๆจะสามทุ่มพอดี ฟ้ามืดเป็นที่เรียบร้อย ริทเตอร์ขับรถมอเตอร์ไซต์มาส่งผมถึงหน้าหอ ถึงแม้ว่าหอ (?) ของริทเองจะอยู่คนละทางกับหอของผมเลย ก็ยังอุตส่าห์มาส่งผมอีก (ใจดีเว่อร์!)



“ขอบคุณนะที่มาส่ง ขอบคุณที่เลี้ยงด้วย”



“ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้เอง”



“งั้น… ไปล่ะนะ” ผมโบกมือลา แต่ผมรู้สึกว่าริททำหน้าอึกอัก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าก็หายไปแล้ว เหมือนอยากจะพูดอะไรอีกแต่ไม่กล้าพูดออกมา ผมก็เลยถามต่อ



“มีอะไรรึเปล่า?”



ริททำหน้าลังเลนิดหน่อยก่อนที่จะพูดออกมา



“คราวหน้าที่เนียร์พูดถึงนี่… เมื่อไหร่เหรอ? เอ่อ… จริงๆไม่ต้องเลี้ยงเราคืนก็ได้นะ แค่มากินด้วยกันเฉยๆก็พอแล้ว”



กังวลเรื่องนี้นี่เอง คงจะคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งเดียวที่ผมจะยอมมากินข้าวด้วยล่ะมั้ง แต่ผมพูดไปแล้วว่า จะเลี้ยงคืน ดังนั้นผมก็ต้องพาริทไปเลี้ยงคืนแน่ๆ สักวันนึง… ไม่เบี้ยวแน่นอน!



ริทเตอร์คงจะรู้ตัวอยู่ลึกๆในใจแหละว่า ผมไม่ชอบเขาจากหลายๆสาเหตุ แถมบางเหตุผลเกิดจากตัวของผมเองด้วยที่ไม่สามารถอ่านใจของเขาได้ เลยไม่กล้าเชื่อใจเท่าไรนัก…



“ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวค่อยนัดกันในไลน์ละกันนะ”



คำพูดของผม ทำให้ริทกลับมายิ้มกว้างอีกครั้ง อืม… ดูยังไงก็เหมือนสิงโตจ้องจะล่าเหยื่อ (ผม) จริงๆด้วย











หลังจากที่ผมถึงห้องของตัวเอง ผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียงทันที



‘อึก! จุก!’



ความรู้สึกจุกแน่นที่บริเวณก่อตัวขึ้น ผมลืมไปว่าเพิ่งกินอิ่มๆมา เผลอทิ้งตัวเสียแรงเลย (อยากด่าตัวเองว่าโง่จัง) ผมเปลี่ยนมาเป็นท่านั่งแทนก่อนจะมานั่งถามความรู้สึกตัวเองว่ารู้สึกยังไงบ้าง?



ผมก็ยังตอบตัวเองไม่ค่อยได้ว่าจริงๆแล้วผมรู้สึกยังไงกันแน่ มีแค่ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในใจของผมเท่านั้น ซึ่งก็อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไรด้วย…



‘โว้ยยย ผมไม่รู้!!’



ผมเดินวนไปวนมาในห้อง คิดหาคำตอบว่าความรู้สึกนี้คืออะไรกัน แต่จนแล้วจนรอด พอผมรู้สึกตัวอีกที ผมเหลือบไปมองนาฬิกา ตอนนี้เกือบๆห้าทุ่มแล้ว นี่ผมมัวแต่ทำอะไรอยู่เนี่ย?



ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นมาตลอด แต่พอเป็นเรื่องของตัวผมเองก็ตอบไม่ค่อยได้เสียแบบนั้น เฮ้อ…



สิ่งที่ผมยังพอตอบได้เกี่ยวกับริทเตอร์ก็คือ เขาเป็นคนกวนๆรวมทั้งดูเจ้าเล่ห์ (ในสายตาของผมอ่ะนะ) แต่ก็เอาใจใส่ผมดีทีเดียว ต้องขอบคุณไอ้ภามด้วยที่ทำให้ผมลดอคติที่มีต่อตัวเขาลงได้ จนผมได้มองริทอย่างตรงไปตรงมา แตกต่างจากวันแรกที่เจอกันมากๆ



ครืดๆ…



€arthquake

จะนอนรึยังเหรอ?

ฝันดีนะ

>3<

   

ริทเตอร์ทำให้ผมเคยสงสัยว่า… เขาจริงจังกับผมมากแค่ไหน?



แต่… พอผมลองเปิดใจ



เขากลับทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า …



ผมรู้สึกอย่างไรกับเขากันแน่?







#Firstdate  #€arthquake  #Koala

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ครั้งนี้เป็นเดทครั้งแรกระหว่างเนียร์กับริทเตอร์

ถึงจะเรียบง่ายไปบ้าง แต่ก็ทำให้นายเอกเริ่มเปิดใจทีละนิด ทีละนิดแล้วนะครับบบ

เฮ้อ… เนียร์เชื่อใจคนอื่นยากจังเนอะ

แถมตอนนี้มีมุมมองของ ‘ภาม’ ครั้งแรกด้วย (ถึงจะโผล่มาแวบเดียวก็เถอะ…)

ในตอนถัดๆไป อาจจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆก็ได้นะ (:3)

ปล. ชอบไม่ชอบตรงไหน สามารถคอมเม้นต์ได้นะครับบบ


ลงชื่อ Nzsquare

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 23:00:56 โดย NZsquare »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Hear Your Mind 3 | First date
« ตอบ #9 เมื่อ: 24-05-2020 15:47:15 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ PFlove

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 577
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 3
«ตอบ #10 เมื่อ24-05-2020 21:06:06 »

 :-[

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 3
«ตอบ #11 เมื่อ25-05-2020 00:18:17 »

 :กอด1:
 :3123:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 4 | He make me enjoy the normal life
«ตอบ #12 เมื่อ31-05-2020 17:51:32 »

 
ตอนที่ 4

He make me enjoy the normal life





‘อื้ดดดดดดด อื้ดดดดดด อื้ดดดดดด’



เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แสนสดใส เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือข้างๆเตียงสั่นขึ้น ถึงแม้ว่าผมจะเปิดระบบสั่นไว้ แต่เสียงก็ดังพอที่จะปลุกผมได้



ผมที่กำลังนอนคู้ตัวอยู่บนเตียง ต้องยอมกลิ้งตัวไปบนเตียงก่อนจะคว้ามือถือที่กำลังส่งเสียงดังน่ารำคาญ



“ฮัลโหล มีไรฯ”



ผมตอบด้วยอารมณ์หงุดหงิดและไม่พอใจที่โดนโทรมารบกวนวันหยุดตั้งแต่เช้า ผมควรจะได้นอนถึงเที่ยงสิ! แถมคนที่โทรมาคือเพื่อนสนิทขี้โวยวายของผมนั่นเอง



“ไปเที่ยวกัน!!”



“อะไรของมึง กูจะนอน…”



ผมเหลือบมองนาฬิกาที่ตั้งไว้ในห้อง ตอนนี้เพิ่งจะแปดโมงกว่าๆ เองนี่ ว่าแต่… คนอย่างไอ้ภามเคยตื่นเช้ากับคนอื่นเขาด้วยเหรอเนี่ย?



“ไอ้เบสต์กับเฟรนชวนกูกับมึงไปเที่ยวกัน ชวนตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่กูลืมบอกมึงอ่ะ แหะๆ”



หือ!? ถ้าพวกผมตกลงไปละก็… จะไม่เป็นก้างขวางคอใครบางคนใช่ไหมเนี่ย? เอาเถอะ… เขาอาจจะอยากไปกันหลายๆคนก็ได้ (มั้ง) แต่ว่า…



“ไว้วันอื่นได้มะ วันนี้กูขี้เกียจ”



“เออ ใช่สิ! พวกกูไม่ใช่ริทเตอร์ของมึงนี่”



“เกี่ยวเชี่Xอะไร…”



“ตกลงมึงจะไปด้วยมะ?”



“เออๆ… นัดที่ไหน กี่โมง”



อย่างไรก็ตาม ผมโดนไอ้ภามโทรมาปลุกขนาดนี้แล้ว  ถ้าผมปฎิเสธก็จะดูใจจืดใจดำต่อเพื่อนสนิทกับเพื่อนใหม่อีกสองคนที่อุตส่าห์ชวนไปหน่อย ไปก็ไปฟะ… ถึงใจจริงของผมอยากจะนอนต่อก็เถอะ (T^T)



“สิบโมง ที่ใต้หอพวกเรานี่แหละ เดี๋ยวไอ้เบสต์ขับรถมารับ”



“เออๆ…”



ผมวางสายเสร็จก็ฟุบหน้าลงกับหมอนต่อ ผมรู้สึกว่าร่างกายตัวเองหนักอึ้งเหลือเกิน ลุกออกจากเตียงไม่ไหว หรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า อาการเตียงดูด นั้นแหละ (เปล่า… จริงๆแค่ขี้เกียจ)



‘ก๊อกๆๆ’



‘ใครอีกฟะ’



ผมต้องจำใจยันร่างกายตัวขึ้น แล้วเดินไปประตูห้อง ก็พบว่า… คนที่มาเคาะประตูคือคนที่เพิ่งโทรคุยกับผมได้ไม่ถึงห้านาทีที่ผ่านมานี้เอง แถมมันยังแต่งชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์พร้อมไปเที่ยวแล้วเสียด้วย (รีบเหรอ =3=)



“รีบมาทำไมวะ”



“กูคิดว่ามึงน่าจะแอบหลับต่อ ก็เลยเดินมาหานี่ไง” ไอ้ภามยิ้นแป้น สมกับที่รู้จักกันมานานจริงๆ ผมเกาหัวตัวเองแกรกๆ ก่อนที่ผมจะพูดต่อว่า…



“เออๆ กูไม่นอนต่อแล้วก็ได้ เข้ามาก่อนดิ”



ระหว่างที่ผมอาบน้ำและแปรงฟัน ผมก็ปล่อยให้ไอ้ภามนั่งเล่นมือถือหรือฟังเพลงอะไรก็ได้ของมันไปก่อน ห้องของผมไม่มีหนังสือการ์ตูนให้อ่านหรอก (มันชอบอ่านพวกมังงะอะไรแบบนี้)



สายน้ำจากฝักบัวค่อยๆชำระล้างร่างกายผม มันทำให้ความงัวเงียในตัวผมถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัวมากขึ้นแล้ว



‘หือ!?’



เหมือนผมได้ยินเสียงมือถือดังจากในห้อง



ซวยแล้ว… ผมรีบปิดน้ำ รีบหยิบผ้าเช็ดตัวที่แขวนไว้มาห่อตัว แล้วลนลานเปิดประตูห้องน้ำออกไปทันที



“ไอ้ภาม เดี๋ยว…!!”



สิ่งที่ผมเห็นอย่างแรกเลยคือ ไอ้ภามกำลังจ้องมือถือของผมที่กำลังดังอยู่ ก่อนจะค่อยๆหันหน้าใสๆของมันมาพร้อมกับรอยยิ้มชั่วร้าย



เฮ้อ… ผมพลาดจนได้สินะ…



“ใครโทรมาหากันน้า~”



ไอ้ภามเดินมาหาผมก่อนจะยื่นมือถือให้ บนจอเขียนว่า… ‘ริทเตอร์’  ผมรับมือถือมา แต่ยังไม่ทันจะกดรับสาย สายก็ตัดไปเสียก่อน ทำให้หน้าจอของผมขึ้นว่า หนึ่งสายที่ไม่ได้รับ…



“เอ่อ… ก็แค่บังเอิญมีเบอร์กันเท่านั้นเอง”



“บังเอิญพ่Xง!! เดี๋ยวนี้พัฒนาไปถึงขั้นไหนกันแล้วเนี่ย หึๆ”



“กะ… ก็ไม่ยังไง ก็แค่รู้สึกว่าไหนๆก็มีไลน์แล้ว ให้เบอร์ไปก็ไม่ได้เสียหายอะไรหรอก”



ทำไมมันดูเหมือนผมกำลังแก้ตัวเลยฟะ? (T^T)



ไอ้ภามดึงแขนผมมาที่ปลายเตียงก่อนจะกดไหล่ทั้งสองข้างของผมให้นั่งลง ส่วนตัวมันเองยืนกอดอกอยู่ด้านหน้าผม สีหน้าจริงจังมาก (เวลาเรียนให้มันได้แบบนี้บ้างสิ!)



“มีอะไรจะสารภาพอีกไหม?”



‘คือ… ปล่อยกูไปใส่เสื้อผ้าก่อนได้ไหม!’



สภาพของผมตอนนี้ ยังคงพันผ้าเช็ดตัวแค่ผืนเดียวอยู่เลย ผมก็ยังเปียก น้ำหยดแหมะๆ อยู่เนี่ย



“เอ่อ… ให้กูไป…”



“อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่อง! แบบนี้แสดงว่ามีคุยลงคุยไลน์ หรือนัดเจอกันมากกว่ากินข้าวครั้งนั้นสินะ!”



“ปะ… เปล่า!”



ไอ้ภามหรี่ตาลง จ้องมองผม พร้อมกับแสยะยิ้ม



‘ตอแหX!! มันต้องมีอะไรแน่ๆ!!’



พลังของผมอ่านใจมันได้แบบนี้ รู้ดีทุกอย่างตลอดแหละ! ผมโกหกไม่เก่งหรือว่าไอ้ภามมันขี้เสืXกกันแน่นะ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผมต้องตอบความจริง ยอมๆมันไปละกัน



“เออๆ ก็มีคุยไลน์กันบ้างแหละ ส่วนเรื่องนัดเจอก็แค่กินข้าวเมื่อสองสามวันก่อนที่มึงก็อยู่ด้วยไง”



“น่อววว เพื่อนกูกำลังจะมีผัวแล้วโว้ย”



“ไอ้สัX!! ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย!”



มันเป็นความจริง… จนตอนนี้ผมยังไม่แน่ใจเลยว่า ผมรู้สึกยังไงกับริทกันแน่ แค่รู้สึกดีด้วยเฉยๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าชอบในแง่นั้นเสียหน่อย  แต่โชคดีที่ไอ้ภามไม่ถามซอกแซกต่อ



ว่าแต่… ตอนนี้ผมควรจะรีบไลน์กลับไปหาริทเตอร์ก่อนละกัน เพราะเมื่อครู่ผมรับสายเขาไม่ทัน











ระหว่างที่เดินทางไป พวกผมสี่คนตกลงกันว่าจะไปกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยไปดูหนังกัน จากนั้นเราค่อยคุยกันอีกทีว่าจะกลับเลยหรือว่าจะหาอะไรทำอย่างอื่นกันต่อ เฟรนเสนอว่าไปร้องเพลงคาราโอเกะกันต่อ ซึ่งแน่นอนว่า คนที่ร้องเพลงได้ไพเราะหาใครเปรียบไม่ได้อย่างผม (?) ค้านหัวชนเพดานรถ เอ้ย! ชนฝา (ตอนรับน้องยังไม่เข็ดกับเสียงของผมอีกเหรอ?)



เมื่อมาถึงที่หมาย ผมก็พบว่าเพิ่งจะเกือบๆสิบเอ็ดโมงเอง ก่อนออกจากห้อง ผมดื่มนมไปกล่องนึงแล้ว (>3<) ทำให้ยังไม่รู้สึกหิวเลย รวมทั้งคนอื่นๆก็ด้วย



ทุกคนเลยตกลงกันว่าจะไปเดินเล่นกันก่อน แต่ผมรู้สึกเอะใจอะไรบางอย่างก็เลยให้เพื่อนๆเลือกร้านกันก่อน สุดท้าย… มันก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้



“ร้านนี้ดีไหม”



“แต่กูเบื่อชาบูแล้ว!”



“งั้นเสต็กดีไหมอ่า?”



“เราเพิ่งกินไปไม่นานมานี้เอง”



“งั้นร้านโน่นล่ะ”



“ไม่เอา! กูกินบ่อยจนหน้ากูจะกลายเป็นพิซซ่าอยู่แล้วเนี่ย!”



“งั้นร้านนั้นล่ะ?”



งั้นร้านนั้น



งั้นร้านโน่น



งั้นร้านนี้…



อืม… การเลือกร้านอาหารนี่มันตกลงกันยากจริงๆด้วย ผมมองเวลาบนหน้าจอมือถือตอนนี้ก็สิบเอ็ดโมงกว่าๆแล้ว คงจะตกลงเลือกร้านได้ตอนเที่ยงพอดีแหละมั้ง (:P)



แต่ครั้งนี้… ผมคิดผิด…



กว่าจะตกลงเลือกกันได้ เวลาก็ล่วงเลยไปเที่ยงกว่าแล้ว (หิวโว้ย!!)



สุดท้ายก็จบที่ร้านอาหารเกาหลีร้านหนึ่ง ตอนนี้ผมหิวจนแทบจะนั่งแทะโต๊ะอาหารแทนข้าวแล้ว เมนูที่สั่งไปแล้วต้องรออีกสักพักกว่าจะมาเสิร์ฟให้พวกผม ฮือ…



“นี่ๆ เห็นโพสต์นี้รึยัง? สองคนนี้ใครกันนะ~”



เฟรนยื่นมือถือให้ผมกับไอ้ภามดู มันคือโพสต์ล่าสุดของเพจคิ้วท์บอยมหาลัย ลงเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว รูปที่ผมเห็นคือรูปที่ผมยืนคู่ไอ้ภาม ถ่ายโดยพี่เชอรี่ในวันนั้น พร้อมแปะชื่อ, คณะ และไอจีของพวกผม



“คนกดไลค์ตั้งหลายพันคนแน่ะ แถมลองดูคอมเม้นต์สิ!”



ผมรับมือถือมาดู ไอ้ภามก็เขยิบตัวเข้ามาดู คอมเม้นท์ของแต่ละคนก็หนีไม่พ้น คำพูดประมาณว่า…



‘กรี๊ดดดดด น่ารักจัง’



‘สองคนนี้เป็นแฟนกันเหรอ?’



‘สาววายฟินค่า~’



เฮ้อ… ผมพลาดแล้วจริงๆด้วยแหละ น่าจะถ่ายรูปเดี่ยวทีละคนมากกว่า ปกติหลายๆคนก็เข้าใจผิดกันเยอะแล้ว เอาเถอะ ความจริงก็คือความจริงนั่นแหละ เดี๋ยวกระแสก็คงซาไปเอง



“ตกลง คู่นี้จริงหรือหลอก?” เฟรนยิ้มกว้าง แววตาอยากรู้อยากเห็น แม้แต่เบสต์เองก็มองพวกผมด้วยความสนใจ



“จริงกับผีน่ะสิ! เดี๋ยวกูโดนกระทืบจะทำยังไง! ไอ้ระ… อื้อ!!”



ผมรีบใช้มือปิดปากไอ้เพื่อนพูดมากคนนี้ ไอ้ภามเอ้ย!! ผมเป็นแค่เพื่อนกับริทเท่านั้น ผมกลัวเบสต์กับเฟรนจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้



“ไม่มีอะไรหรอก ไอ้ภามก็พูดไปงั้นแหละ แหะๆ” ผมรีบแก้ตัว เอ้ย! อธิบายให้สองคนนี้ฟัง



‘ต้องมีอะไรแน่ๆ’



‘ไม่เชื่อ’



เสียงในหัวทั้งสองคนชัดเจนมากเลยว่าไม่เชื่อที่ผมพูด เอ่อ… งั้นก็ต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง! ประจวบเหมาะกับพนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟพอดิบพอดี



“อาหารมาแล้ว! รีบกินกันดีกว่า เดี๋ยวชืดหมด!”



หลังจากที่ผมสวาปามจนหมดจานก่อนใครเพื่อน (ก็ผมหิวอ่ะ!) ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่น และอะไรดลใจให้ผมเข้าเพจคิ้วท์บอยอีกครั้งก็ไม่รู้ ผมเลื่อนไปดูๆโพสก่อนหน้า ก็พบว่า ส่วนมากที่ลงเพจช่วงนี้จะเป็นเด็กปีหนึ่งเสียส่วนใหญ่ จนผมไปสะดุดตากับโพสหนึ่ง คนในรูปคือเพื่อนของผมเอง มิว…



ไม่แปลกใจที่มิวจะได้เป็นคิ้วท์บอย เพราะทั้งสูง ทั้งหล่อ ยิ้มง่ายอารมณ์ดี (แตกต่างกับผมชะมัด!) ผมสังเกตรูปที่ถ่ายน่าจะเป็นตอนรับน้องมหาลัย เพราะว่าผมจำชุดของมิวและป้ายชื่อในรูปได้ ก็ว่า… ตอนเลิกงานมิวหนีหายไปไหน ที่แม้ก็โดนพี่เชอรี่ลากไปถ่ายรูปนี่เอง



“แน่ะ! ส่องใครอยู่อ่ะ!”



ไอ้ภามผู้สุดแสนจะขี้เสืXก ชะเง้อหน้ามาแอบดูมือถือของผม ผมรีบสไลด์หน้าจอหนี เดี๋ยวมันแซวผมอีก! แต่ดูท่าทางโชคจะไม่เข้าข้างผมเท่าไรนัก เพราะไอ้ภามมองเสร็จก็ทำหน้ายิ้มเหยเก ไม่สิ! ยิ้มทำไมวะ! น่าขนลุก!



ผมหันไปมองหน้าจอของผมอีกที ปรากฏว่า บังเอิญเลื่อนไปเจอโพสของริทเตอร์… พอดี



“ไม่ใช่แบบนั้นนะ!” ผมลนลาน ฮือๆ ทำไมเป็นแบบนี้ได้เนี่ย!



ไอ้ภามชูนิ้วชี้ พร้อมทำเสียง ‘จุ๊ๆๆ’ ประมาณว่าผมไม่ต้องพูดแล้ว มันเข้าใจหมดแล้ว ก่อนจะกลับไปกินอาหารจานตัวเองต่อ…



‘โว้ยยยย!!!’



ผมดูโพสของริทเตอร์อีกครั้ง รูปนี้เขาถ่ายในชุดนักศึกษา สภาพแวดล้อมโดยรอบและมุมกล้องเหมือนกับรูปที่ริทตั้งเป็นรูปโปรไฟล์เลย แตกต่างกันแค่คนละท่าทางกันเท่านั้น ดูๆไปก็… น่ารักดีนะ…



ผมมองชื่อไอจีของริท ก่อนจะเข้าไปค้นหาในแอพฯ อินสตาแกรมของตัวเอง ผมลังเลอยู่ครู่นึงก่อนจะตัดสินใจกด Follow…











หลังจากพวกผมกินข้าวเที่ยงกันเสร็จก็มุ่งตรงไปที่ชั้นโรงภาพยนตร์ ครั้งนี้เลือกเรื่องและรอบที่จะดูไม่นานนัก (ไม่มีใครเถียงกัน) รอบที่พวกผมเลือกคือต้องเข้าโรงทันที หนังที่พวกผมเลือกเป็นนักซุปเปอร์ฮีโร่ที่เพิ่งเข้าโรงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โชคดีที่ไม่มีหนังแนวสยองขวัญที่ไอ้ภามเกลียด (กลัว) ไม่อย่างนั้น ผมอาจจะแกล้งเพื่อนโดยการเลือกเรื่องนี้ก็เป็นได้ หึๆ



เมื่อเสร็จภารกิจชมภาพยนตร์เกือบสองชั่วโมงเต็ม เฟรนก็ดันบอกว่ามีธุระด่วนต้องรีบกลับก่อน พวกผมก็เลยตัดสินใจจะกลับกันด้วยเลยละกัน ผมเองเริ่มรู้สึกเหนื่อยๆแล้วด้วย

                 

“งั้นเดี๋ยวเราขอกลับ………”



“เดี๋ยว!! ไม่เป็นไร พวกมึงสองคนกลับกันก่อนเลย เดี๋ยวกูกับไอ้เนียร์จะเดินเล่นต่อแปป”



ไอ้ภามดันบอกว่าจะเดินเล่นต่อเสียก่อน อะไรของมันว้า! อย่างมันน่ะนะจะอยากเดินเล่นไปเรื่อยๆ ปกติจะต้องมีจุดหมายอย่างเช่น กิน! ดูหนัง! หรือไม่ก็เล่นเกมนี่?



“เออน่า! ตามๆกูมาก่อน”



ไอ้ภามทนสายตามองแรงของผมไม่ไหว เลยบอกให้ผมตามๆมันไปก่อน ว่าแต่…? จะพาผมไปไหนกันนะ ผมเดินตามไปสักพักก็ถึงที่หมาย… นี่มันร้านบอร์ดเกม



“มึงก็รู้นี่! ว่ากูไม่ชอบเล่นเกมประเภทนี้!”



ใช่แล้ว… สาเหตุที่ผมไม่ชอบเล่นเกมกระดานเท่าไรนัก ก็มีสาเหตุมาจากพลังอ่านใจของผมนี่แหละ จริงอยู่ว่าถ้าผมไม่มีสมาธิหรือจดจ่อกับใครคนหนึ่ง ผมจะไม่ได้ยินเสียงในใจของเขา แต่ในการเล่นเกมนั้น ผมมักจะเผลอรวบรวมสมาธิโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ผมเล่นเกมกับคนอื่นไม่สนุกเอาเสียเลย ยิ่งเป็นเกมประเภทต้องบลัฟกันหรือหลอกลวงกัน ยิ่งน่าเบื่อแบบสุดๆ



สำหรับไอ้ภามมันสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้ผมอ่านใจมันได้เพราะมันรู้ความลับของผม แต่กับคนอื่น… ก็ใช่ว่าจะรู้นี่ แถมจะให้เล่นเกมกับไอ้ภามสองต่อสอง มันก็ออกจะเหงาๆไปหน่อย



เรื่องเล็กๆ แบบนี้กลับทำให้ผมรู้สึก… แย่นะ



บางครั้งผมก็แค่อยากจะเล่นเกมด้วยความสนุกสนานกับคนอื่นๆเขาบ้างเท่านั้นเอง



“เออน่าๆ เชื่อกูเถอะ กูมีแผน ถ้าเล่นกันสามคนน่าจะสนุกขึ้นนะ”



“แผน?”



ผมยังไม่เข้าใจเท่าไรนักว่าไอ้ภามมันคิดอะไรอยู่ แต่ทันทีที่มันพูดจบก็หยิบแว่นตาดำออกมาจากกระเป๋าก่อนจะใส่ให้ตัวเอง ทำให้ผมแอบอ่านใจมันไม่ได้ แม้แต่จับโกหกก็ยังไม่ได้ (รู้ดี!)



ไอ้ภามดึงแขนลากตัวผมเข้าร้านเกมนี้ไป ก่อนจะพานั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง มันนั่งเท้าคางแสยะยิ้มให้ผม อา… อยากตบแว่นดำนี้ให้หลุดสักทีจัง!  ทำไมผมรู้สึกหมั่นไส้นิดๆ นะ



“ข้างหลังมึงอ่ะ”



ผมหันไปตามที่มันบอก คนที่ยืนข้างหลังผมทำให้ผมประหลาดใจ



“ริท…!?”



“หวัดดี เนียร์ บังเอิญจังนะ”



“ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้? ไหนตอนไลน์ถามเมื่อตอนเที่ยง บอกว่ามีธุระไง!”



“ก็ธุระของเราคือการมาหาเนียร์ไง~”



อืม… ชัดเจนเลยว่า ไอ้ภามเป็นคนชวนริทเตอร์มาที่นี่ มันทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจของผมว่าสองคนนี้มีไลน์กันด้วยเหรอ? ที่สำคัญคือไอ้ภามชวนริทมาเล่นเกมด้วยเหรอ?



ผมเข้าใจแล้ว… ผมยิ้มน้อยๆในใจ

   

‘ขอบคุณมึงนะ…‘



เกมที่ไอ้ภามหยิบมาเป็นเกมสำหรับสามคน แถมเป็นเกมที่ผมอยากเล่นสักครั้งหรือหลายๆครั้งยิ่งดี มันคือเกมแนวบัฟกันนั่นเอง คนที่จับโกหกได้เก่งฉกาจอย่างผมอาจจะต้องมาแพ้ในการเล่นกับริทเตอร์ก็ได้…



“ว่าแต่… มึงใส่แว่นดำทำไมอ่ะ?”



อืม… ริทถามได้ถูกต้องตรงประเด็นมาก จากสายตาของริทเตอร์ (ที่ไม่รู้ว่าไอ้ภามใส่แว่นดำเพื่อยับยั้งพลังของผม) คงจะมองว่าแปลกประหลาดสุดๆ มีใครเขาใส่แว่นดำในอาคารกันบ้าง! (หรือมีกันนะ แหะๆ) แว่นกันแดดนะ! ไม่ใช่ แว่นสายตา แถมผมขอพูดตรงๆอย่างนึงว่า



‘มึงไม่เหมาะกับแว่นดำสักนิดเลยเพื่อน!!’



“เอาน่าๆ เขาเรียกว่าอะไรนะ… โปกเกอร์เฟสไง!!”



อันนั้นหมายถึงประมาณว่า การไม่แสดงสีหน้าว่าเรารู้สึกยังไง ทำนองนี้ไม่ใช่เหรอ… ใส่แว่นกันแดดแบบนี้เขานับกันด้วยเหรอ (อันนี้ผมไม่รู้แฮะ) ส่วนคนถามก็แค่ยักไหล่ไม่ได้ถามอะไรต่อ



เวลาผ่านไปราวๆหนึ่งชั่วโมงนิดๆ



และแล้ว… ก็เป็นอย่างที่ผมคาดการณ์ไว้ ผมแพ้ริทเตอร์ด้วยสีหน้าและทักษะการแสดงสุดแนบเนียนทำให้ผมและไอ้ภามโดนหลอกไปหลายต่อหลายครั้ง รวมๆ แล้วก็แพ้ไปประมาณเกือบสิบเกมได้



บางที… การโดนริทเตอร์หลอกก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายไปทั้งหมดนะ อย่างน้อยๆ ผมก็สามารถรู้สึกสนุกได้เต็มที่นั่นเอง

   

ว่าแต่… ไอ้ภามคงไม่ได้หลุดปากเรื่องพลังของผมไปใช่ไหม!!



ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 4 | He make me enjoy the normal life
«ตอบ #13 เมื่อ31-05-2020 17:53:55 »

“อีกตา!!”

   

ผมโวยวายขึ้นหลังจากแพ้ทั้งคู่ติดๆกันหลายตา ยังไม่ชนะเลยสักครั้ง (T^T) ท่าทีของผมทำให้ไอ้ภามหัวเราะออกมา ส่วนริทเตอร์ส่ายหน้าไปมาช้าๆให้กับผม

   

“ยังไม่ยอมแพ้อีกเหรอ?”

   

“ฮ่าๆๆ หลอกง่ายชิบเป๋งเลยมึงเนี่ย!”



“อีกตา!! ใครแพ้กัน!”

   

“งั้น… ถ้ารอบนี้ เราชนะอีก เนียร์จะให้อะไรเรา?” ริทเตอร์ฉีกยิ้มกว้าง หันมาถามผมผู้ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี

   

“กูไม่มีอะไรให้หรอก มีแต่ตัวเปล่าๆนี่ละ!”



“เอาเป็น……”

   

“ไม่ต้องเล่นมุขเห่ยๆอย่างให้ตัวและหัวใจอะไรทำนองนี้เลยนะ” ผมขอพูดดักทางไว้ก่อนละกันซึ่งดูเหมือนว่าจะตรงกับสิ่งที่ริทกำลังจะพูดพอดี ทำให้เขาอึ้งไปเล็กน้อย

   

“รู้ทันเหรอเนี่ย…?”



“ก็ชอบเล่นมุขเสี่ยวๆแบบนี้บ่อยๆเลยนี่ ใครจะไม่รู้ทันกันหะ?”

   

“งั้นเอาเป็น… วันนี้เนียร์ต้องพูดคำหวานๆกับเราเป็นไง? แทนตัวเองว่า เราหรือเนียร์ไปเลย แล้วก็เรียกเราด้วยเสียงน่ารักๆว่าริทเตอร์คร้าบบบ~”



“ไม่เอา!!!” ผมปฎิเสธ ส่ายหน้ารัวๆ



“เอาๆๆๆ” แต่เพื่อนสนิทของผมกลับเห็นดีงามเสียแบบนั้น



“ไม่เอาแบบนี้!!”



“งั้นพวกกูไม่เล่นแล้วนะ จะกลับละ~” ไอ้ภามงัดไม้ตายออกมา

   

“………ก็ได้”



ความรู้สึกไม่อยากแพ้ของผมมันมีมากกว่าความรู้สึกอาย (?) ที่ต้องเรียกริทเตอร์และแทนตัวเองแบบนั้นจึงยอมรับโดยปริยาย อย่างน้อยๆ รอบนี้ผมน่าจะชนะบ้างแหละ ผมคงไม่แพ้ทุกตาหรอก!!









   

บทสรุปชัดเจนมากว่า…



ผมแพ้… (T^T)



ไม่อยากเชื่อเลยว่า ผมไม่มีความสามารถด้านการเล่นเกมขนาดนี้ ฮือ…

   

“ไหนลองเรียกริทเตอร์ดีๆให้กูเห็นหน่อย หึๆ” ไอ้เพื่อนตัวดีของผมพูดขึ้นหลังจบเกม



“แต่กู……”



“อ๊ะๆๆๆ อย่าลืมเรียกว่าแทนตัวเองว่า ‘เรา’ หรือ ‘เนียร์’ ด้วยล่ะ”



ผมชะงักไป ก่อนจะไปมองริทเตอร์ ตอนนี้เจ้าตัวจ้องหน้าผมด้วยแววตาคาดหวังอยู่…

   

อืม… ยอมๆก็ได้ แค่วันนี้วันเดียวนะ!!

   

“ริทเตอร์ครับ… เอ่อ  นะ เนียร์ว่าได้เวลากลับกันแล้วนะ”

   

คำพูดตะกุกตะกักของผมทำให้คนตรงหน้าที่ถูดเรียกชื่อทำหน้าแปลกๆพิกล ราวกับว่าไม่ชินที่ผมพูดแบบนี้ ส่วนไอ้คนยุยงให้ผมพูดนั้น… นั่งดื่มด่ำโมเมนต์ (เหรอ) ระหว่างผมกับริทเตอร์



หลังจากที่เล่นเกมกันเต็มที่ (แพ้มาเต็มที่) ก็ได้เวลากลับกันสักที เป็นไปได้มากว่าริทเตอร์คงจะเดินทางมาที่นี่ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ของเขา ถ้าผมจะขอกลับด้วยคงไม่ใช่ปัญหาอะไรนัก แต่ว่าถ้าพาไอ้ภามไปได้มันจะกลายเป็นซ้อนสาม ซึ่งคงไม่รอดที่จะโดนตำรวจรวบตัวแน่ๆ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าผมนั่งมอไซค์ฯ กลับเองแค่สองคน มันจะเป็นการทอดทิ้งไอ้ภามให้กลับเองคนเดียว ซึ่งคนที่มีจิตใจดีงาม (?) อย่างผมทำไม่ได้!



“เดี๋ยวกู เอ้ย! เนียร์กลับกับไอ้ภามละกันนะ” ยังไงก็ไม่ชินจริงๆที่ต้องแทนตัวเองเวลาคุยกับเพื่อนแบบนี้

   

ไอ้ภามหันขวับมาโวยวายใส่ผมทันที

   

“ไม่เอา!! กูกลับเองได้ มึงก็ไปกับหวานใจของมึงสิ!

   

“หวานใจพ่Xง! กูไม่อยากทิ้งมึงไว้ให้กลับคนเดียว”



ริทเตอร์ที่ดูพวกผมเถียงกันเองอยู่ข้างๆ หัวเราะ ก่อนจะโอบไหล่ผม แล้วพูดสิ่งทีผมคิดไม่ถึงออกมา



“ก็กลับด้วยกันสามคนเลยนี้แหละ เรารู้อยู่แล้วแหละว่าเนียร์คงไม่ยอมทิ้งเพื่อนไว้ให้กลับเองหรอก เราเลยไม่ได้เอามอไซค์มาน่ะ”



ริทเตอร์หันมายิ้มให้ผมที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา ก่อนจะตั้งสติได้แล้วรีบปัดแขนที่โอบผมอยู่ออกไป



“แล้วก็ไม่รีบบอก!” ไอ้ภามพูดขึ้นอย่างหัวเสีย



อย่างน้อยๆ พวกผมก็ลงเอยด้วยการกลับด้วยกันทั้งหมด โชคดีที่ริทเตอรรู้ใจผมแถมยังคิดไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว ไม่งั้นผมคงได้ทิ้งไอ้ภามไว้ แล้วหนีกลับสองต่อสอง เอ้ย! ไม่ใช่สิ กลับพร้อมกับไอ้ภามสิ แหะๆ (ธาตุแท้เปิดเผย)



พวกผมเดินทางกลับด้วยรถไฟฟ้า ช่วงเวลาเย็นๆ แพมยังเป็นวันหยุดแบบนี้ทำให้คนแน่นขบวนรถเป็นธรรมดา (ผมรู้สึกโดนอัดเป็นปลากระป๋องเลยแฮะ)  ผมยืนเกาะเสาอยู่กับริท ส่วนไอ้ภามโดนฝูงชนดันไปอีกมุมนึงของขบวนเสียแล้ว



“เกาะๆดีนะ”



ริทมองด้วยสายตาเป็นห่วง



“อืม…”

   

ผมพยักหน้า



เมื่อถึงสถานีถัดไป ผู้คนก็เริ่มทยอยคนลงบ้างแล้ว ทำให้ผมรู้สึกมีอากาศหายใจบ้าง ระหว่างที่ผมยืนเกาะราวอย่างสบายใจนั้น ผมรู้สึกเหมือนใครมาจับบริเวณแก้มก้นของผม คนที่เล่นแบบนี้มีอยู่คนเดียว! ก็คนที่ยืนข้างๆคนนี่ไง ผมหันขวับไปหาริทเตรียมจะด่าทันที

   

“ช่วยให้เกียรติคนอื่นหน่อยนะครับ”

   

ริทเตอร์ไม่ได้พูดกับผม แต่พูดกับชายวัยกลางคนข้างๆที่ริทคว้ามือเขาไว้อยู่ ดูเหมือนว่าคนๆนั้นจะเป็นคนลวนลามผม แถมริทเตอร์ยังพูดปกป้องอีกด้วย



คนที่ลวนลามผม เมื่อโดนสายตาคนอื่นจับจ้องจากคำพูดของริทเตอร์ทำให้รีบเดินเบียดผู้คนรอบๆหนีไปยืนมุมอื่นทันที (ขอโทษสักคำก็ได้ป่ะ!) ริทเตอร์หันมาหาผมด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าไรนัก



“เนียร์เองก็ระวังตัวหน่อยสิ เดี๋ยวนี้คนโรคจิตมันเยอะ”



“อืม… ขอบคุณนะ”

   

ผมอยากตบหน้าตัวเองสักที ผมหลงคิดว่าริทเป็นคนลวนลามผมได้ยังไงเนี่ย?



“แล้วก็เกาะดีๆด้วย เดี๋ยวก็ล้มหรอก”

   

“ดูถูกกันจังเลยนะ อย่างมากก็แค่เซ ไม่ล้มหรอก!”



“ถึงไม่ล้ม แต่ก็อายคนอื่นไหมล่ะ?” ริทเตอร์เลิกคิ้วขึ้น ยิ้มมุมปากให้ผม



“โถ่! ระดับนี้ละ บาลานซ์อ่ะ รู้จักจักเปล่า?”



ผมแกล้งปล่อยมือ ไม่จับราวไว้ ทำให้ริทยิ้มเจื่อนๆ ส่ายหน้าเบาๆให้กับการกระทำของผม ทันใดนั้นรถไฟฟ้าดันเปลี่ยนความเร็วกระทันหัน ทำให้ผมทรงตัวไม่อยู่ทันที





“เฮ้ย!!”





แต่ยังไม่ทันที่สมองของผมจะประมวลผลได้เสร็จ ริทเตอร์ก็คว้าตัวผมไว้พอดี ทำให้ตัวของผมอยู่ในอ้อมแขนของเขาทันที



ริทจ้องมองตาของผม สายตาฉายแววความเป็นห่วง แตกต่างจากตอนที่ชอบแกล้งผมมากๆ



ทำไมผมรู้สึกถึง…



หัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นแรงกันนะ



“บอกแล้วใช่ไหม? ว่าให้เกาะดีๆน่ะ”



ริทใช้แขนดันตัวผมให้กลับมายืนตรง ก่อนจะจับมือของผมให้ไปจับราวรถไฟฟ้า ผมยืมก้มหน้าไม่กล้ามองหน้าเขา ตอนนี้หัวใจของผมยังเต้นแรงอยู่ อาจจะไม่ใช่เพราะตกใจที่เกือบล้ม แต่คงเป็นเพราะ… ผู้ชายคนนี้ล่ะมั้ง











ตอนแรกผมนึกว่าจะแยกกันกลางทางเสียอีก เพราะหอของพวกผมสองคนกับริทเตอร์ ต้องลงคนละป้ายสถานีกัน ถึงแบบนั้น ริทเตอร์กลับบอกว่าจะไปส่งผมถึงหอเลย เผื่อเจอพวกโรคจิตแอบมาแต๊ะอั๋งผมอีก ไม่รู้ว่าเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะได้อยู่กับผมนานขึ้นรึเปล่า (อาจจะเป็นห่วงจริงๆก็ได้นะ อิอิ) สุดท้ายก็ตามผมไปด้วยอยู่ดี



“ขอบคุณนะที่มาส่ง” ผมพูดกับริทที่อุตส่าห์ยอมเสียเวลาของตัวเอง แต่เขาไม่ได้ทำหน้าดีใจเลยสักนิด แต่กลับมีสีหน้ากังวลแปลกๆ ก่อนจะพูดกับผมขึ้นมา



“เอ่อ… เนียร์… คือว่าหลังจากวันนี้ เราอาจจะไม่ค่อยว่างแล้วนะ”



“หือ? ทำไมอ่ะ”



“คือเราได้เป็นหลีดฯของคณะน่ะ เริ่มซ้อมวันจันทร์นี้”



ว้าว! ริทเป็นหลีดฯ ด้วยเหรอเนี่ย เอาตรงๆนะ ถึงบอกว่าได้เป็นเดือนคณะวิศวะ ผมก็เชื่อนะ เพราะถ้าตัดส่วนรอยยิ้มกวนๆของเขาออกไปได้ ริทเตอร์จะดูดีกว่านี้อีกร้อยเท่าได้ (แต่จริงๆแบบนี้ก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ)



“ต้องซ้อมทุกเย็น เลยอาจจะมากินข้าวด้วยไม่ค่อยได้…”



เสียงของริทเตอร์แผ่วลงเรื่อยๆ ดูเสียใจที่จะไม่ได้เจอผมจริงๆ ผมเข้าใจเพราะเดือนหน้าจะมีแข่งงานเฟรชชี่เกมส์ ซึ่งการแข่งเชียร์ลีดเดอร์ก็เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานด้วย ทำให้อาจจะต้องซ้อมกันหนักพอสมควรอยู่ ผมก็ได้ยินมาจากเพื่อนคณะที่เป็นหลีดว่าต้องซ้อมทุกเย็นเหมือนกัน แถมน่าจะเลิกดึกด้วย



“แล้วใครบอกไม่ทราบ… ว่ากู เอ้ย! เอ่อ… เราจะไปกินข้าวเย็นด้วยอีก?”



คำพูดของผมทำให้สีหน้าของริทเตอร์ที่ดูขี้แกล้งและเจ้าเล่ห์หายไปทั้งหมด และแทนที่ด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ยังไงอย่างงั้น (ขอโทษ…)



“โทษๆ แซวเล่นเฉยๆ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ยังไงตอนเช้าหรือตอนเที่ยงก็นัดเจอกันได้นี่!”



สีหน้าของผู้ชายตรงหน้าที่อุตส่าห์ปกป้องดูแลผมบนรถไฟฟ้าทำให้ผมรู้สึกผิดมากๆ ไม่น่าพูดเล่นแบบนี้เลยแฮะ…



“พูดจริงนะ?”  แววตาของริทกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง



“อืม! อยากจะเจอก็นัดมาละกัน แล้วซ้อมที่ไหนเหรอ?”



“ก็ลานเกียร์คณะวิศวะเลย ทำไมอ่ะ จะมาให้กำลังใจเหรอ?”



“โห! น่าจะซ้อมเลิกดึกไม่ใช่เหรอ!” 



ผมบ่นๆ แต่เอาจริงๆ ในใจของผมก็คิดว่าจะไปแอบดูตอนซ้อมบ้างแหละ ผมอยากเห็นริทเตอร์ในลุคสไตล์เชียร์หลีดเดอร์เหมือนกัน แต่ตอนนี้ขอเล่นตัวแปปนึง (>o<)



“ถ้าจะมาก็บอกนะ จะได้ต้อนรับ~”



ทำไมผมรู้สึกว่า ถ้าบอกว่าจะไป ริทอาจจะปูพรมแดงต้อนรับก็ได้ งั้นขอไม่บอกดีกว่า แหะๆ



“งั้นเราไปล่ะนะ” ริทโบกมือลา



“ขอบคุณนะ… สำหรับเรื่องบนรถไฟฟ้าวันนี้ แล้วก็เรื่องเกมด้วย วันนี้สนุกมากเลย…”



ผมยิ้มให้ริท อีกฝ่ายนิ่งไป สายตาดูงุงงงเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับ เออใช่… ริทเตอร์ไม่รู้เรื่องสาเหตุที่ผมไม่ชอบเล่นเกมสไตล์นั้นนี่ โชคดีที่ริทไม่ถามผมต่อ ถึงจะดูงงๆก็ตามเถอะ



หลังจากที่ริทเดินจากไปแล้ว ผมก็เพิ่งนึกตัวตนของ ‘คนข้างๆ’ ออกขึ้นมาทันที



“อยากจะเจอก็นัดมาเลยละกัน แหม ขอบคงขอบคุณกันไม่หยุดไม่หย่อน”



ไอ้ภามก็มาพร้อมผมและยืนฟังบทสนทนาของพวกผมตั้งแต่แรกจนจบ เพิ่งจะเอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสูง  แถมยังเล่นหน้าเล่นตา นี่มันต้องการล้อเลียนผมชัดๆ



“เรื่องบนรถไฟฟ้าอะไรของมึง! เล่า! Now!”



ไอ้ภามจ้องผมเขม็ง คาดคั้นคำตอบจากผม ถึงจะอยู่ขบวนรถเดียวกันตอนขึ้น แต่ด้วยผู้คนจำนวนมากที่ขึ้นมาทำให้ไอ้ภามโดนต้อนไปยืนอีกมุมๆหนึ่งของขบวนโดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นคงจะไม่เห็นเหตุการณ์มั้ง (โดนเบียดไปไกลขนาดนั้นเลยเหรอ…)



“เอ่อก็… ไม่มีอะไรหรอก”



“กูเคยบอกมึงแล้วใช่ไหม? ว่ามึงเป็นจับคนพูดโกหกอันดับหนึ่งของโลก แต่ตัวมึงเองโกหกได้โคตรไม่เนียนเลย!”



“ก็แค่มีผู้ชายแก่ๆ มาจับก้นกู แล้วริทเตอร์ก็ไล่ตะเพิดไปแล้ว”



“หืมมมม…!!”



‘หืมหาพระแสงอะไร!!’



“แล้วก็กูเกือบเซล้ม แต่ริทคว้าตัวกูไว้ได้ทันแค่นั้นเอง… ไอ้สัX!”



ไอ้ภามทำมือเป็นรูปหัวใจให้ผม ราวกับต้องการจะสื่อว่า สมกับเป็น ‘คู่รัก’ กันจริงๆ เลย หรือผมร้อนตัวไปเองนะ เฮ้อ…



“ระวังเหอะ! เดี๋ยวก็มีคนถ่ายวิดิโอ ตอนมึงสวีทกันบนรถไฟฟ้าลงเฟสบุ๊คหรอก”



”ไม่อ่ะ… ไม่น่ามีหรอก”



ไอ้ภามก็พูดไปเรื่อย เวลาแค่นั้น ใครจะบังเอิญหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายได้ทันเวลาพอดีกัน



“เออใช่!! มึงไปคุยกับริทได้ยังไง มีไลน์กันด้วยเหรอ!”



“หึงเหรอ?”



“กูแค่สงสัยว่าพวกมึงไปรู้จักกันจริงๆจังๆตอนไหน ตอนเล่นเกมก็ดูสนิทกันดี”



“ก็กูเฟรนลี่ไง!”



ผมชะงัก คำพูดของไอ้ภามเมื่อครู่ พลังของผมตัดสินว่าทั้งเป็นความจริงและคำโกหก แสดงว่าที่มันกับริทเตอร์ดูสนิทกันมีอะไรมากกว่าแค่ความเฟรนลี่ของมันงั้นเหรอ?



ผมรู้สึกหงุดหงิดบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร



“แต่มึงไม่ได้เล่าเรื่องพลังของกูให้เขาฟังใช่ป่ะ?”



“แหงสิ! กูรู้ตัวแหละว่าเรื่องไหนพูดได้เรื่องไหนพูดไม่ได้”



“แล้วเรื่องที่พูดได้นี่… มึงเล่าอะไรไปบ้าง”



“เอ๊ะ! เอ่อคือ…”



ไอ้ภามเบือนหน้าหนีก่อนจะหยิบแว่นดำอันเดิมมาใส่ นอกจากจะป้องกันการอ่านใจจากผมแล้ว ยังเป็นการบอกผมทางอ้อม ว่าจะไม่ตอบคำถามอะไรทั้งนั้นแล้ว



‘โว้ย! ความลับเยอะนักนะ!’



ระหว่างที่คุยกันเรื่อยเปื่อย ผมก็ถึงห้องของตัวเองพอดี ส่วนไอ้ภามมันเผลอเดินตามผมขึ้นมาชั้นนี้ทำไมก็ไม่รู้ พอมันรู้ตัวก็โวยวายใหญ่เลยว่าทำไมไม่เตือนมัน ก่อนจะหันหลังเดินกลับห้องตัวเองไปทันที



เมื่อผมปิดประตูห้องของตัวเองสนิท ผมก็ทิ้งตัวนอนลงบนเตียงแสนนุ่มเตียงเดิม ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมา เพื่อหาแผนที่มหาลัยของผม แน่นอนว่าสิ่งที่ผมต้องการจะหาก็คือ… ตำแหน่งของลานเกียร์คณะวิศวะ



การจะหาแผนที่หรือเส้นทางในอินเตอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องยากอะไร ใช้เวลาไม่นานก็หาเจอแล้ว ผมกดเซฟรูปเก็บไว้ในเครื่อง เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปิดหาใหม่อีกรอบ ตอนที่ผมจะไปหาริทเตอร์



ผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมา เล่นเฟสบุ๊คอยู่สักพักก่อนที่จะมีแรง ลุกไปอาบน้ำได้



เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเอง ไม่น่าเชื่อเลยว่า ระยะเวลาแค่เพียงไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์เป๊ะๆ จะทำให้สายตาที่ผมมองริทเตอร์เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้



ถึงผมจะยังไม่รู้ความคิดในหัวของริทชัดเจนเท่าไรนัก แต่อย่างน้อยๆ เขาก็เป็นห่วงผมจริงๆ อยากเห็นรอยยิ้มของผมจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่คนขี้แกล้ง ขี้โกหกเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน



และ… ถึงวันนี้ผมจะไม่รู้คำตอบว่า เขาจริงจังกับผมมากน้อยแค่ไหน



แต่ตอนนี้…

   

เหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาทำให้ผมเริ่มมีความรู้สึกดีๆกับริทเตอร์แล้วล่ะ…







#HeMakeMeEnjoyTheNormalLife  #boardgame


********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ตอนนี้ริทเตอร์เข้าหาเนียร์มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

ส่วนนายเอกของเราก็เริ่มเปิดใจทีละนิด ทีละนิดแล้ว (เย้~)

พระเอกดีขนาดนี้ใครจะไม่หวั่นไหวกันบ้างนะ อิอิ


ลงชื่อ Nzsquare

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-05-2020 17:57:40 โดย NZsquare »

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 5 | Miss YOU
«ตอบ #14 เมื่อ07-06-2020 20:36:49 »

ตอนที่ 5

Miss YOU





ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงกว่าๆ เกือบจะทุ่มนึงแล้ว ผมกำลังเดินวนหาลานเกียร์ที่ผู้นำเชียร์คณะวิศวะใช้เป็นสถานที่ซ้อม ผมรู้สึกเดจาวูแปลกๆ อืม… ผมหลงทางอีกแล้ว! แตกต่างจากครั้งก่อนก็แค่เวลาตอนเช้ากับตอนค่ำๆเท่านั้น (อ้อ! ไม่มีไอ้ภามด้วย)



ผมเปิดรูปแผนที่ที่ผมเซฟเก็บไว้ในมือถือตั้งแต่มะรืนก่อน ผมเปิดครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว เพราะภาพในแผนที่กับสถานที่จริงไม่เหมือนกันเท่าไร ทำให้ผมต้องเดินวนอยู่นานพอสมควรเหมือนกัน (หลงทางเก่ง T_T)



จากภาพที่เปิดดูนั้น ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองอยู่ในส่วนของคณะวิศวกรรมศาสตร์เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่ว่า คณะนี้มีอาคารเรียนต่างๆ เยอะแยะไปหมด มีทางเดินตามซอกซอยให้ทะลุผ่านไปตึกอื่นๆ ก็มาก



วันนี้ผมจะไปถึงลานเกียร์ไหมเนี่ย!



อีกอย่าง มหาลัยตอนพระอาทิตย์ตกดินแล้วนี่ก็ดูหลอนๆ นิดๆ เหมือนกันนะเนี่ย ถึงจะมีแสงจากเสาไฟตามจุดต่างๆ แต่ผมก็รู้สึกว่าไม่เพียงพออยู่ดี



‘ครืด…’



เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นด้านหลังผม



‘สะ เสียงอะไรวะ…’



‘ครืด…’



ผมยืนนิ่งไม่ขยับไม่ไหน ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปดู แถมตัวก็สั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ



ยังมีคนอยู่ในละแวกนี้อีกเหรอ… มันก็เริ่มมืดแล้วนะ หรือว่า… จะไม่ใช่คน… ข้างหลังคือทางที่ผมเพิ่งจะเดินผ่านมา ซึ่งผมมั่นใจว่าไม่มีคนอยู่แน่นอน ถ้ามีผมคงเดินเข้าไปถามทางแล้วล่ะ



ช่วยด้วย! ผมกลัวผีนะ ฮือออ (T^T)



เอาไงดีวะ? ผมควรจะหันหลังกลับไปหรือวิ่งหนีไปเลย ผมภาวนาให้เป็นคนเถอะ เป็นริทเตอร์ก็ได้! มาหลอกให้ผมตกใจ ผมก็ยอม! โดนแกล้งดีกว่าโดนผีหลอก ฮือออ



“น้อง! ป่านนี้แล้ว มาทำอะไรแถวนี้”



ผมสะดุ้งเฮือก เอ๊ะ? เสียงคนนี่หว่า ผมค่อยๆหันกลับไป ก่อนจะเห็นผู้ชายอายุเยอะหน่อยในชุดเครื่องแบบ รปภ. นั่นเอง ในมือถือกำลังถือไฟฉายส่องหน้าผม



“อ๋อ พอดีผมหลงทางน่ะครับ แหะๆ”



ผมหัวเราะแก้เขิน เขินที่หลงทาง? เปล่า!! เขินที่เผลอคิดไปได้ยังไงว่าเป็นผีกันล่ะเนี่ย!  ถ้าไอ้ภามรู้เข้าละก็ไดัหัวเราะเยาะใส่ผมจนน้ำหูน้ำตาไหลแน่ ทั้งๆที่ตัวเองก็กลัวเหมือนกันแหละ! แค่หนังสยองขวัญยังไม่กล้าดูเลย!



“ก็ว่า… เห็นน้องเดินวนไปวนมาหลายรอบละ จะไปไหนล่ะ”



”เอ่อ… ลานเกียร์ครับ”

   

“ โน่น… ทางนั้น เดินไปสุดทางแล้วจะเห็นถังขยะสามสีตั้งอยู่ เดินต่อไปทางซ้ายเรื่อยๆก็ถึงแล้ว ว่าแต่…มาให้กำลังใจแฟนเหรอ? ก็ดีนะ… เห็นว่าตอนเย็นๆมีคนมาสายก็เลยโดนให้วิ่งรอบลานฯตั้งหลายสิบรอบแน่ะ”



“อ่อ… มาหาเพื่อนครับ ยังไงก็… ขอบคุณมากนะครับ!”



ผมรีบเดินฉับๆอย่างไวไปตามทางที่พี่ รปภ. คนนี้บอก ระหว่างเดินก็นึกถึงคำพูดเมื่อครู่ขึ้นมา โดนสั่งให้วิ่งรอบลานเกียร์สิบๆ รอบเลยเหรอ… ริทเตอร์จะไหวไหมนะ

   

หืม!? ผมเป็นห่วงริทเหรอ… ห่วงแหละ ก็ห่วงแบบเพื่อนไง…











ในที่สุด… ผมก็มาถึงจุดหมายสักที ลานเกียร์ที่ริทเตอร์พูดถึง กว้างกว่าที่ผมคิดไว้พอสมควร ลานแห่งนี้ถูกล้อมรอบอาคารเรียนของคณะ พื้นตรงกลางของลานนั้นปูด้วยกระเบื้องเรียบสีเทา รอบๆมีถูกปูด้วยสนามหญ้าเล็กๆล้อมรอบไว้ ประกอบกับแสงสว่างจากเสาไฟรอบๆทำให้ที่นี่ดูสวยงามตระการตามาก



ตอนนี้ตรงกลางของลานเกียร์ มีกลุ่มคนในชุดลำลองตั้งเป็นสองแถว แยกชายหญิงและเรียงตามความสูง แต่ละคนกำลังยืนท่าพร้อม (?) ของหลีด โดยมีคนคุมอีกราวๆสี่ห้าคนซึ่งน่าจะเป็นรุ่นพี่ยืนอยู่ด้านหน้า แถมหนึ่งในนั้นยืนบนเก้าอี้หินอ่อน (หัวหน้าชัวร์!) ผมคิดว่าการตั้งแถวแบบนี้คงจะสะดวกกว่าในการดูท่าและความพร้อมล่ะมั้ง



ผมกวาดสายตามองหาริทจนเจอแทบจะในแวบแรก เนื่องจากรอยยิ้มกวนๆของเขาโดดเด่นกว่าใครๆในแถวเดียวกัน



“อีกรอบนะคะ! เมื่อกี้ยังไม่พร้อม!” รุ่นพี่ผู้หญิงที่ยืนบนหินอ่อนตะโกนขึ้น



“สั่ง!” รุ่นพี่ผู้ชายอีกคนพูดขึ้น



“พร้อม! สาม! สี่!”



เหล่าเชียร์ลีดเดอร์รุ่นน้องกางแขนขึ้นมากันพรึบพรับ เอ่อ… เขาเรียกกันว่าอะไรนะ เออใช่! การ์ด… ป่ะ



“ไม่พร้อม! เอาใหม่!”



ผมควรจะเข้าไปดีไหมนะ?… ทุกคนดูจริงจังแถมแอบน่ากลัวนิดๆ ถ้าผมเข้าไปจะโดนลากออกจากลานนี้รึเปล่าเนี่ย?



ผมมองซ้ายมองขวาก่อนจะเห็นโต๊ะและเก้าอี้นั่งใต้ตึกที่มีทางเดินติดกับลานเกียร์เลย ผมเลยลองเดินไปสำรวจดู ตรงมุมๆนี้น่าจะไม่รบกวนการซ้อมของพวกริทเตอร์นัก ออกจะหลบมุมเสียด้วยซ้ำ แต่ผมเชื่อว่าริทเตอร์ต้องมองเห็นผมแน่นอน



ผมนั่งย่อนก้นลงกับเก้าอี้ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปริทไว้เป็นที่ระลึก เมื่อซูมดูรูปที่ถ่ายออกมา รอยยิ้มของเขา มันทำให้ผมเผลอยิ้มตาม



“น้องอยู่ปีหนึ่งใช่ป่ะ? มาหาเพื่อนเหรอครับ?”



ผมปิดหน้าจอมือถือที่กำลังดูอยู่ทันที คนที่เข้ามาคุยกับผมเป็นผู้ชายคนๆหนึ่งในกลุ่มรุ่นพี่นั่นแหละ เขาถามผมด้วยความสงสัยแต่ใบหน้าก็ประดับรอยยิ้มไว้



“เอ่อ… ใช่ๆ ใช่ครับ”



“เพื่อนหรือแฟนกันแน่”



“เพื่อนสิครับ! ต้องเพื่อนอยู่แล้ว!” ผมรีบตอบด้วยความลนลาน จนพี่เขาหัวเราะ พอมานึกๆดู แบบนี้ก็เหมือนผมร้อนตัวเลยน่ะสิ



“เพื่อนก็เพื่อน แล้วน้องชื่ออะไรเหรอ? พี่ชื่อ ซี นะ”



“ผมเนียร์ครับ”



“ไปนั่งตรงโน่นดีกว่าไหม?” พี่ซีชี้ไปทางโต๊ะหินอ่อนสองสามตัวที่อยู่บริเวณใกล้ๆกับบริเวณที่จัดแถวซ้อม



“ไม่เป็นไรพี่ ผมเกรงใจ”



“แต่ตรงนี้มันค่อนข้างอับสายตาคนนะ อันตรายหรอก ไปตรงโน่นเถอะ เชื่อพี่”



ผมลังเลเล็กน้อยก่อนจะตกลง ย้ายที่ไปนั่งมุมที่พี่ซีบอก ถึงตรงนี้อาจจะโดนสายตาของรุ่นพี่คนอื่นมองก็เถอะ แต่ผมก็รู้สึกว่าตรงนี้ปลอดภัยกว่าจริงๆ



เสียงดังกว่าด้วย…



“อีกรอบ! อย่าลืมแก้ที่พี่บอกไปน้า เมื่อกี้ยังไม่พร้อม!”



“พร้อม! สาม! สี่!”



“เอ้… ยังจะเถียงอีก บอกอยู่ว่าไม่พร้อมๆ ยังจะบอกว่าพร้อมอีก”



รุ่นพี่ผู้หญิงที่ยืนคุมหัวเราะ มุขที่พี่เขาเล่นทำให้รุ่นน้องที่ยืนอยู่บางคนหัวเราะออกมานิดๆ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ได้ซ้อมตึงเครียดตลอดแหละนะ ผมเริ่มหายเกร็งเล็กน้อย



“เอาล่ะ! พักสิบนาทีนะน้องๆ ดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ ทายากันยุงให้เรียบร้อยน้า”



ริทเดินแยกมาหาผมทันที ผิดจากคนอื่นที่แยกไปดื่มน้ำหรือไปหาที่นั่งพักคลายเหนื่อยและเมื่อยล้าจากการซ้อม สีหน้าของริทตอนนี้คือสดใสมาก ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างๆผม



“จะมาทำไมไม่บอกเราก่อน”  ริทยิ้มแก้มปริ



“แค่บังเอิญผ่านมาแถวนี้เท่านั้นเอง”



“เหรอออ แล้วน้ำที่ซื้อมาให้นั่นน่ะ” ริทชี้ไปยังขวดน้ำที่ผมวางไว้ผมโต๊ะ



“ซื้อมากินเอง ไม่ได้ซื้อมาฝากสักหน่อย”



ริทเตอร์เท้าคางจ้องหน้าผม ยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆ



“แต่เอาไปก็ได้ เพราะเห็นว่าน่าจะหิวน้ำหรอกนะ เดี๋ยวจะคอแห้งตายซะก่อน”



“ปากไม่ตรงกับใจเลยนะ หึๆ”  ริทหยิบขวดน้ำที่ผม ‘ซื้อให้’ ไปซดดัง อึกๆ ดูเหมือนว่าน้ำที่ผมซื้อมาจะไม่ค่อยเย็นแล้ว เป็นเพราะผมซื้อมาตั้งแต่ก่อนจะมาที่นี้ แถมยังหลงทางอีก จึงไม่แปลกเท่าไรที่ความเย็นจะลดลงไป



“จะอยู่ถึงกี่โมงเหรอ?”



“ก็คงน่าจะเลิกเลยมั้ง”

                 

พูดถึงตรงนี้ ริทก็ทำหน้าเหวอไปเลย แปลกดีเหมือนกัน ผมไม่เคยเห็นเขาทำหน้าแบบนี้มาก่อน ปกติเห็นแต่ชอบทำหน้ากวนๆตลอด



“น่าจะดึกเลยนะ รอไหวเหรอ?”



“รู้แล้วๆ” ผมรู้อยู่ก่อนแล้ว เพราะผมถามเพื่อนที่เป็นหลีดคณะมาเรียบร้อยแล้ว น่าจะเลิกไม่ต่างกันเท่าไรหรอก



 “……” ริทไม่ได้พูดอะไร แค่กลับมายิ้มแบบกวนๆตามสไตล์ของมัน



“ยิ้มอะไร”



“เนียร์ผิดกับวันแรกที่คุยกันลิบลับเลยนะ ดูไม่เคร่งเครียดตลอดเวลาแบบตอนนั้น แถมเรายังรู้สึกว่าเนียร์เป็นมิตรกว่าเดิมอีก”



“ปะ… ปกติกูก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วนะ!” ทำไมผมต้องเสียงสั่นด้วย ผมปกติก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้วนะสาเหตุที่ผมดู



เคร่งเครียดตอนนั้น ก็น่าจะเป็นเพราะผมคงรู้สึกระแวงคนที่ผมอ่านใจไม่ได้ แต่หลังจากผมเปิดใจลดอคติตามคำแนะนำของไอ้ภามดู ก็พบว่าจริงๆแล้วริทก็ดูเป็นคนดีระดับนึงเลยล่ะ…ละมั้ง



ริทหัวเราะกับท่าทีและคำพูดติดขัดของผม

               

“ริท! เอ่อ… ใกล้ๆหอกูมีร้านไอติมน่ากินมาก เห็นเพื่อนบอกว่าอร่อยด้วย หลังเลิกซ้อม พวกเราไปกินกันไหม?”



“เห ชวนไป ‘กินกัน’ เลยเหรอ แถมเป็นไอติมอีก~”



‘โว้ยยย!!!’



ผมอุตส่าห์เป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนบ้าง ยังจะอุตส่าห์คิดสิบแปดบวกอีก!



“เราชอบไอติมทอดนะ เพราะ ‘ไอติม’ มันจะได้ ‘อุ่น’ ดี”



‘สัX!!!’



ผมมองหน้ามัน ตอนนี้สีหน้าของริทดูหื่นสุดๆ



“ล้อเล่นๆๆ อ่ะๆ เนียร์อุตส่าห์เป็นฝ่ายชวน เราจะปฎิเสธทำไม” ริทแลบลิ้นใส่ผม



“ไปซ้อมเลยไป! เดี๋ยวนั่งรอตรงนี้แหละ!”



“คร้าบบบ คนน่ารักของเรา~” ริทไม่พูดเปล่าๆ มันเอื้อมมือมาหยิกแก้มผม



ผมปัดมือออก อยากจะเถียงกลับว่า ‘ใครเป็นของมึง!’ แต่มันเดินหนีไปแล้ว เชอะ…



ริทและหลีดคณะวิศวะซ้อมอยู่จนถึงน่าจะราวๆสี่ทุ่มก่อนที่จะเลิกซ้อมและแยกย้ายกันกลับหอไปพักผ่อน สาเหตุที่ผมบอกเวลาชัดเจนไม่ได้เพราะแบตฯมือถือของผมหมดไปเรียบร้อยตั้งนานแล้ว รู้แบบนี้ ผมน่าจะเอาที่ชาร์จสำรองมาด้วย (ก็ผมไม่นึกว่าจะเล่นจนแบตหมดนี่ *_*) คราวหน้าผมจะหยิบไอแพดมานั่งเล่นเกมกับอ่านหนังสือไปพลางๆด้วยดีกว่า

                 

ผมเดินตามหลังริทไปลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกลนัก ตอนนี้ลานจอดรถกลายเป็นลานโล่งๆ แทบไม่มีรถมาจอดเลย มีอยู่แค่ไม่กี่คันเท่านั้น คงเป็นเพราะเวลานี้คนอื่นๆคงกลับกันหมดแล้ว ถ้าเป็นตอนเช้าก่อนเข้าเรียนคงไม่มีที่ว่างขนาดนี้หรอก ผมได้ยินจากไอ้เบสต์ว่ามหาลัยผมหาที่จอดรถยากจะตาย



“อ่ะ…” ริทยื่นหมวกกันน็อคให้ผม



“พกติดรถไว้เลยเหรอ?” ผมไม่ได้บอกเขาเสียหน่อยว่า ผมจะมาหาวันนี้



“อืมมม เผื่อวันไหนเนียร์จะกลับด้วยไง”



ผมยิ้มจางๆตอบรับ ก่อนที่จะใส่และขึ้นซ้อนมอไซฯ ของริท



ตอนนี้ถนนในมหาลัยของผมโล่งไม่ต่างจากลานจอดรถเมื่อกี้เลย ช่วงกลางคืนก็ดีเหมือนกันนะเนี่ย เงียบๆ ไม่ต้องวุ่นวายกับรถติดและอื่นๆ แต่มันก็ดูมืดๆเปลี่ยวๆ อันตรายเหมือนกันนะ ถ้าต้องเดินกลับคนเดียว

   

ระหว่างที่ผมคิดอะไรเพลินๆ เรื่อยเปื่อย พวกผมก็เดินทางมาถึงร้านแล้ว เมื่อเข้ามานั่งในร้าน เลือกนั่งฝั่งผมมองนาฬิกาที่แขวนไว้กับผนังร้าน ทำให้รู้ว่าตอนนี้ประมาณสี่ทุ่มครึ่งแล้ว แต่คนในร้านยังแน่นอยู่พอสมควร ขนาดร้านนี้ปิดรับออเดอร์สี่ทุ่มสี่สิบห้า ก็ยังมีคนทยอยเข้ามาตามหลังพวกผมเรื่อยๆ



“อยากกินอะไรอ่ะ สั่งเลย” ริทพูดขึ้น สีหน้าดูแปลกๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่



“เป็นอะไรรึเปล่า?”



ริทเงียบไปครู่นึงก่อนจะพูดขึ้น



“คือว่า…”



“โทษนะคะ… คือพวกน้องใช่ริทเตอร์ วิศวะ กับเนียร์ แพทย์ปีหนึ่ง ใช่ไหมคะ?”



ผู้หญิงสองคนเดินเข้าหาที่โต๊ะ ในมือถือโทรศัพท์ ดูกล้าๆ กลัวๆ ถึงผมจะไม่คุ้นหน้าก็ตาม แต่ดูจากชุดนักศึกษาและเรียกพวกผมว่าน้อง ก็น่าจะเป็นรุ่นพี่นั่นแหละ



“ใช่ครับ” ริทส่งยิ้มพี่ทั้งสองคน



“กรี๊ดดด บอกแกแล้วไงว่าใช่”



รุ่นพี่คนที่ถาม หันไปกรี๊ดกร้าดเบาๆ กับเพื่อนที่มาด้วย ส่วนอีกคนก็ยืนบิดไปบิดมา ท่าทางขวยเขิน เอ่อ… อะไรจะขนาดนั้นครับคุณพี่!



“คือพวกพี่น่ะนะ เป็น FC พวกร้องทั้งสองคน เลยอยากจะขอถ่ายรูปได้ไหมอ่า”



“ตามสบายเลยครับ” ริทเตอร์ฉีกยิ้มกว้าง



“อืม… งั้นพวกน้องช่วยใกล้ๆกันอีกหน่อยได้ไหมอ่ะ”



ผมนั่งคนละฝั่งกับริทเตอร์ โต๊ะตรงกลางคงจะทำให้รูปถ่ายไม่สวยล่ะมั้ง ผมและริทเขยิบหน้าเข้าหากัน



“อืม… อีกนิดได้ไหมอ่ะ” รุ่นพี่ครุ่นคิดก่อนจะอยากให้พวกผมใกล้กันกว่านี้อีก



“ได้ยังพี่?”



“อีกนิดนะ”

   

‘โว้ยยย ใกล้กันขนาดนี้แล้วนะ ให้จูบกันเลยไหม!!’



ผมคำรามในใจ นี่ก็ยื่นตัวมาสุดๆแล้วนะ งั้นเดี๋ยวพวกผมยืนถ่ายก็ได้! แต่ตอนนั้นเอง ริทเตอร์ก็ลุกขึ้นพอดี โอ้! รู้ใจผมเหมือนกันนี่!

   

ผมยืนขึ้นแต่ผู้ชายหน้ากวนๆ ยิ้มเจ้าเล่ห์คนนี้ใช้มือวางบนไหล่ทั้งสองข้างของผมก่อนจะดันให้ผมนั่งลงเหมือนเดิม แล้วตัวเองก็นั่งตาม

   

หืม!?

   

ริทเตอร์โอบไหล่ของผมก่อนจะยักคิ้วให้รุ่นพี่ทั้งสองคน



“แบบนี้… ใกล้พอไหมครับ?”



“กรี๊ดดดด แกๆๆ ดูสิๆ”

   

“เออๆๆๆ กูเห็นแล้ว! อ้าย! ฟินค่า!”



พี่ผู้หญิงยืนบิดไปบิดมาต่อหน้าผม พอหันมามองทีก็วี้ดว้ายกันอีกรอบ จะถ่ายก็รีบๆถ่ายสิ!



ตอนนี้ผม… จะไม่ไหวแล้วนะ



‘ตึก ตึก ตึก’

   

ทำไมหัวใจของผมเต้นแรงขนาดนี้! เสียงเต้นของหัวใจมันดังจนเหมือนผมจะได้ยินทะลุออกมาจากร่าง



“แกๆ รีบถ่ายเร็ว!”



“ได้ค่า~”



‘แชะ!!’



“ขอบคุณนะจ๊ะ พวกพี่ไปก่อนนะ คิคิ~”



พี่ผู้หญิงทั้งสองคนโบกมือลารัวๆ แล้วรีบเดินออกจากร้านไปทันที ผมที่ยังตั้งสติไม่ทันกำลังเรียบเรียงความคิดอยู่ เออใช่! ผมรีบตีมือข้างที่ใช้โอบไหล่ผมทันที!

   

“พอๆ ปล่อยได้แล้ว กลับไปนั่งที่เลย”

   

“นั่งข้างๆกันไม่ได้เหรอ” ริทเตอร์ยังไม่ยอมปล่อยผม แต่กลับเอียงคอถามด้วยความสงสัย



“งั้นย้ายเองก็ได้!”



ผมออกแรงแงะแขนที่โอบผมอยู่ ก่อนจะรีบย้ายไปนั่งอีกฝั่งทันที ผมหยิบเมนูมาเปิดดูด้วยความลนลาน โอเค… หัวใจผมเริ่มกลับมาเต้นตามปกติแล้ว เฮ้อ… นี่ผมเป็นอะไรกันนะ



ริทเตอร์เท้าคาง ทำหน้ายู่เหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะถามผมขึ้นมาว่า…



“ป็อปปูล่าจังเลยนะ”

   

“มึงก็เหมือนกันแหละ น่าจะมีคนตามกรี๊ดมากกว่ากูอีก”



“อย่าบอกนะว่าชอบพี่คนเมื่อกี้  หน้าตาน่ารักกุ๊กกิ๊กซะด้วย”



หา!? ผมอ้าปากเหวอ ทำไมกลายเป็นแบบนี้ล่ะ ผมดูสนใจพี่เขาอย่างนั้นเหรอ? จริงอยู่ว่าผมไม่เคยบอกว่าผมชอบผู้ชาย แต่เรื่องแค่นี้ก็ดูไม่ออกเหรอฟะ!



“เปล่านี่”



“เหรอ”



“อืม”



“จริงๆเหรอ”



“ใช่”



“จริงเหรอ เชื่อได้ใช่ป่ะ”



“เออ! ก็บอกว่า ไม่ได้ชอบไง!”



เมื่อริทเห็นว่าผมดูเริ่มรำคาญเพราะต้องตอบคำถามเดิมๆ ก็เลยเปลี่ยนคำถามใหม่



“งั้น… เนียร์ชอบใครล่ะ?”

         

‘……!!’

           

คำถามนี้ทำเอาผมไปต่อไม่ถูกเลย ริทเตอร์ใช้มือทั้งสองข้างเท้าคาง รอฟังคำตอบ ด้วยสายตาเปล่งประกาย



“ชอบ… ชอบกินของหวานไง รีบๆสั่งเถอะ เดี๋ยวร้านปิดรับออเดอร์ก่อนหรอก” ผมทำพลิกหน้าเมนูไปมา ก่อนจะใช้ปากกาติ้กลงบนใบสั่งของหวานไปอย่างนึง แล้วส่งให้พี่พนักงานของร้าน



“เปลี่ยนเรื่องเก่งจังนะ”



“เปล่าซะหน่อย” ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และริทเองก็ไม่ได้ถามเรื่องนี้ต่อ



“สั่งอะไรมั้งไปอ่ะ เรายังไม่ได้สั่งเลยนะ”



“สั่งไปหนึ่งอย่าง เดี๋ยวกินด้วยกันไง”



“อย่างเดียว? จะพอกินเหรอ?”

         

“เดี๋ยวก็รู้” ผมหัวเราะในลำคอ หึ… ไม่รู้เสียแล้วว่าผมสั่งอะไรไป



“มาแล้วค่า~”



พนักงานมาเสิร์ฟพอดี ก่อนที่จะค่อยๆวางทีละจานๆลงบนโต๊ะ ทั้งหมดสามจาน ประกอบไปด้วยจานใส่ไอศกรีมรสชาติต่างๆ 12 ลูก, จานใส่ผลไม้ชนิดต่างๆที่หั่นแล้ว และจานใส่เครื่องเคียงอื่นๆพวกบราวนี่กับวาฟเฟิล



พนักงานเดินมาวางของบนโต๊ะผมอีกรอบ ก่อนที่จะจุดไฟลงบนเตาขนาดเล็กที่มีถ้วยใส่ช็อกโกแลตเหลวอยู่ด้านบน



“กินหมดไหมเนี่ย?”  ริทเหวอไปแปปนึง เมื่อเห็นของที่มาเสิร์ฟบนโต๊ะ



“ก็หิวอ่ะ”



“ระวังอ้วนน้า~  กินขนาดนี้ เวลานี้เนี่ย”



‘ฉึก!’



เหมือนแทงใจดำผม… จริงอย่างที่ริทว่า ตั้งแต่ผมขึ้นมาเรียนระดับมหาลัย ผมกินไม่หยุดเลย แถมยังมีมื้อดึกอีกตังหาก ไม่แปลกเลยถ้าน้ำหนักผมจะเพิ่มขึ้น ฮือ…



“เอาน่ะ เดี๋ยวไปออกกำลังกายเอา” ผมก็พูดแบบนี้ตลอดแหละ ทำจริงรึเปล่า อีกเรื่อง (TvT)


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 5 | Miss YOU
«ตอบ #15 เมื่อ07-06-2020 20:39:51 »


ใช้เวลาไม่นานนัก พวกผมก็นั่งกินต่อจนเสร็จ ผมว่าผมกินเยอะแล้วนะทั้งไอศกรีมและเครื่องเคียง แต่ริทเตอร์กินเยอะกว่าผมเสียอีก ไหนตอนแรกถามว่า ‘จะกินหมดเหรอ’ ตอนนี้ทำท่าเหมือนจะสั่งเพิ่มอีก แต่เพราะว่าร้านจะปิดแล้ว พวกผมจึงพอแค่นี้



“เดี๋ยวกูจ่ายเอง” ผมควักกระเป๋าตังค์ออกมา แล้วยื่นแบงค์ร้อยสามใบให้พนักงานที่เดินมาเก็บเงิน



“แต่ว่า…” ริทดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก



“ก็บอกว่าเดี๋ยวเลี้ยงไง คราวก่อนมึงก็เลี้ยงปิ้งย่างกูไปแล้ว”



“แต่…”



“ไม่มีแต่!!”



ผมยื่นคำขาดขนาดนี้ ริทเตอร์ก็ยังดูไม่อยากให้ผมเป็นฝ่ายเลี้ยงเท่าไรนัก ผมจึงต้องงัดไม้ตายออกมา



“ไม่งั้น… วันอื่นๆ จะไม่ไปหาตอนซ้อมแล้วนะ”



ประโยคนี้ได้ผลดีเกินคาด ริทยอมปิดปากเงียบ ไม่เถียงต่อ… นี่กลัวผมไม่ไปหาขนาดนั้นเลยเหรอ (-_-)



หลังจากที่จ่ายเงิน (เถียง) เรียบร้อยแล้ว ริทเตอร์ก็พาไปส่งถึงหน้าหอเหมือนเดิม ผมกำลังจะโบกมือลา แต่ว่าบังเอิญนึกขึ้นได้ว่าผมลืมบอกริทเรื่องนึง…



“พรุ่งนี้กูไม่ได้ไปหานะ เดี๋ยวไปอีกทีมะรืนนี้ ไม่ก็ถัดไปอีกวัน”

               

“ยังจะมาอีกเหรอ!?” ริททำหน้าประหลาดใจ



“ไม่ได้เหรอ?” ผมถามกลับ หรือผมไปเกะกะการซ้อมของเขากันนะ



“ก็… ได้แหละ แต่จริงๆไม่ต้องมาบ่อยก็ได้นะ”



“งั้น…ไม่เป็นไรก็ได้” ผมรู้สึกใจเสียนิดหน่อย เป็นครั้งแรกที่ริทพูดกับผมเชิงปฏิเสธด้วยสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด



“เดี๋ยวๆๆๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ ไม่ได้ไล่หรือไม่ชอบที่เนียร์มา”



ริทรีบร้อนพูดต่อ…

   

“คือเลิกก็ดึกขนาดนี้ แถมแถวนั้นร้อนก็ร้อน มืดก็มืด ยุงก็เยอะ เลยไม่ค่อยอยากให้มา”



“……”

   

“แถมเนียร์ต้องเตรียมงานเฟรชชี่เกมของคณะอีกนี่ เราเลยรู้สึกเกรงใจที่ต้องมาหาเราบ่อยๆน่ะ”



ผมเข้าใจละ ริทไม่ได้ไม่อยากให้ผมมา แต่เป็นห่วงผม เพราะบริเวณที่ซ้อมไม่เอื้อต่อการให้นั่งรอซักเท่าไร และจริงๆผมก็มีงานเฟรชชี่เกมที่ต้องเตรียมเหมือนกัน ถึงหน้าที่ของผมจะไม่ได้หนักเท่าเชียร์หลีดเดอร์หรอก



ว่าแต่ว่า… ริทมีมุมนี้ด้วยเหรอเนี่ย? ดูผิวเผินแค่ภายนอก ริทดูเหมือนเป็นคนไม่ค่อยแคร์อะไร แต่จริงๆแล้วเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้างกว่าที่คิด (น่ารักกว่าที่คิดด้วย >3<)



“ไม่ต้องห่วงกูหรอก เดี๋ยวกูเอาพวกที่ชาร์จสำรองกับไอแพดไปนั่งเล่นรอก็ได้ แถมงานคณะช่วงนี้ยังไม่มีอะไรมากด้วย มีแค่ประชุมพรุ่งนี้ กูถึงมาไม่ได้ไง” ผมยิ้มให้ริท



“อ่ออออ” ริทพยักหน้าหงึกๆ



“งั้นกูไปก่อนนะ” ผมโบกมือลา ก่อนจะเดินเข้าประตูหน้าหอไป



“Good night นะ” ริทตะโกนขึ้นมา



ผมยิ้มในใจ ก่อนจะหันไปตอบว่า…



“อืม… good night…”



พูดจบผมก็รีบแสกนนิ้วเข้าหอพักไป พูดตรงๆต่อหน้าแบบนี้ ผมก็รู้สึกเขินเป็นนะ



เมื่อผมเดินมาถึงหน้าลิฟท์ ผมก็เจอเพื่อนสนิทสุดกวนของผม กำลังรอจะขึ้นลิฟต์อยู่ก่อนหน้าผม



“ไงจ๊ะ มีกู๊ดน้งกู๊ดไนท์กันด้วย~” ไอ้ภามแซวผม เสียงมันดังมาถึงตรงนี้เลยเหรอเนี่ย!



“ผิดคนเปล่า!?” ผมเฉไฉ



“ผิดคนพ่Xมึงสิ! ได้ยินชัดๆสองหูเลย แถมใครก็ไม่รู้เนอะ บอกกลับไปว่าฝันดีด้วย~”



“ไอ้เวX…”



ภามจะได้ยินเสียงริทก็ไม่แปลก แต่ผมว่าผมพูดเบาแล้วนะ…



“แล้วไปถึงขั้นไหนกันแล้ว หืมมมม?”



“ก็…ไม่ถึงไหนหรอก แต่ดูๆแล้ว ริทเป็นคนดีกว่าที่คิดไว้”



“กูบอกแล้ว ว่าอย่าไปพึ่งพลังของมึงมาก” มันทำหน้าประหนึ่งว่า ‘เห็นมะ ไม่เชื่อกูแต่แรก’

   

“เออๆ ขอบคุณมึงละกัน”



ผมลังเลอยู่ครู่นึง ก่อนจะถามออกไป



“แล้วมึงกับพี่ไนท์เป็นยังไงบ้าง”



“……” มันเงียบไม่ยอมตอบผม ผมกำลังจะถามซ้ำ แต่ลิฟท์มาพอดี ผมจึงยอมเข้าลิฟต์ไปก่อน และแน่นอนว่า มีหรือที่ผมจะปล่อยไอ้ภามไป ผมถามซ้ำขึ้นมา…



“ตกลงมึงกับพี่ไนท์ นี่ยังไงกันแน่”



“โว้ยย! ก็ไม่ได้อะไรกันซะหน่อย!” ถ้าฟังแค่คำพูดดูเหมือนภามจะหัวเสีย แต่ผมสัมผัสได้ว่า ในใจมันดูดีใจ? ไม่สิ ดูเขินเหรอ?

   

“ไอ้ภาม…” ผมเรียกมัน



“หือ? มีไรอีก…… ไอ้สัX อย่านะมึง!” มันหันมา ก่อนจะรีบหลับตาปี๋



“อ่ออ มึงรู้สึกดีกับพี่เขา และตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่ารู้สึกยังไงกันแน่งั้นเหรอ?”  เมื่อครู่ผมใช้พลังอ่านใจกับไอ้ภาม ทำให้ผมรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจมัน



เพื่อนของผมไม่ได้พูดอะไรกลับมา แถมยังหลบตาผมด้วย



“ไม่สมกับเป็นมึงเลยนะ คนอย่างมึงอยากจะจีบก็น่าจะจีบเลยไม่ใช่เหรอ?” ตามนิสัยของไอ้ภามอ่ะนะ… และผมคิดว่าคนอย่างมันน่าจะตามตื้อจีบทุกวิถีทางนั่นแหละ



“กูว่าพี่เขาไม่น่าจะเล่นด้วย แถมกู…กูกลัวว่า ถ้าสมมุติ กูจีบพี่เขาติดจริงๆ แล้วจากนั้นก็เลิกกัน กูจะมองหน้ามึงไม่ติดว่ะ”



ผมเข้าใจมันนะ เพราะผมเป็นน้องพี่ไนท์ ถ้าเลิกกันไป ก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบที่ไอ้ภามบอกไป แต่ว่า…

   

“ง่ายๆ มึงก็อย่าเลิกกันสิ”



“พูดง่ายชิXหาย!”



“และจะยังไงก็ตาม มึงก็เป็นเพื่อนที่กูไว้ใจที่สุด ไม่เปลี่ยนแปลงไปหรอก”



“……”



“และภามที่กูรู้จัก คือภามที่ชอบใครก็เข้าไปจีบอย่างสุดความสามารถไม่ใช่เหรอ และกูเชื่อว่ามึงรักใครแล้วมึงจะดูแลคนๆนั้นอย่างสุดความสามารถ”



‘ถึงมึงจะไม่เคยจีบใครติดก็เถอะ…’



 แต่รอบนี้ผมเชื่อว่า มีลุ้น!!

   

“ขอบคุณมึงนะ… กูตัดสินใจได้แล้ว!”



“สัX… ภาม…” ผมพูดขึ้นเบาๆ



“ด่ากูทำไม! กูอุตส่าห์ขอบคุณมึง!”



“มึงลืมกดลิฟท์โว้ย!”  ผมยื่นมือไปกดลิฟท์ ไอ้ภามลืมกดเลขชั้นที่จะไป ก็ว่า…ทำไมขึ้นลิฟต์รอบนี้มันนานจัง (-3-)



“อ้าวเหรอ แหะๆ” มันยิ้มแห้งๆ



“แล้ว… เมื่อกี้ตัดสินใจได้แล้วว่าอะไรนะ”



“อ่อ กู…ตัดสินใจแล้ว กูจะจีบพี่มึง!”

   

ประจวบเหมาะกับประตูลิฟต์เปิดพอดี เมื่อประตูเปิดออกทำให้เห็นคนที่ยืนรอลิฟต์อยู่ข้างหน้านั้น คือบุคคลที่สามที่พวกผมกำลังพูดถึงอยู่… พี่ไนท์…

   

‘เชี้X!!!’



พี่ไนท์คงจะไม่ได้ยินที่พวกผมคุยกันใช่ไหม!? ผมหันไปดูไอ้ภาม ตอนนี้มันทำหน้าช็อกสุดขีดจนหัวใจของมันหยุดเต้นไปแล้วมั้ง…

   

“พี่ไนท์… มาทำอะไร…เหรอ…” ผมถามออกไป ก่อนจะรู้ตัวว่าถามอะไรโง่ๆออกไป ตรงนี้มันลิฟต์! พี่เขาก็คงจะลงไปข้างล่าง น่าจะไปซื้อเซเว่น ซื้อขนมกินมั้ง…

   

“พอดีจะลงไปซื้อเซเว่นน่ะ วันนี้ต้องอยู่อ่านหนังสือจนดึก” พี่ไนท์ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆออกมาเลย



“งั้น…ผมกลับห้องไปนอนแล้วนะ” ผมทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมกับไอ้ภามรีบเดินออกมาจากลิฟต์ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง ภาวนาให้พี่เขาไม่ได้ยินที่ไอ้ภามพูดแล้วกัน!

   

“เดี๋ยว… นี้มันชั้นห้าไม่ใช่เหรอ กูอยู่ชั้นสี่! มึงลืมกดลิฟต์ให้กูเหรอ!” ไอ้ภามโวยวาย



“เออว่ะ กูลืม… โทษที…” ผมลืมกดชั้นสี่ให้ไอ้ภาม… แหะๆ











หลังจากผมกลับถึงห้องเรียบร้อยแล้ว ผมรีบถอดเสื้อผ้าก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวที่ระเบียงแล้วมุ่งตรงไปอาบน้ำทันที ผมตัวเหนียวจะแย่อยู่แล้ว เหงื่อผมไหลไม่หยุดตั้งแต่ตอนที่ผมนั่งรอริทที่ลานเกียร์แล้ว อยากอาบน้ำจะแย่!

   

เมื่อผมอาบน้ำเสร็จ ผมหยิบมือถือขึ้นมาสไลด์เล่นตามความชินก่อนที่จะนอน ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าแชทไลน์ของคนๆนึงแล้วพิมพ์ข้อความไปหาว่า…





Near not far

ฝันดีนะ

พักเยอะๆนะ ซ้อมเหนื่อยๆมา





พิมพ์เสร็จผมก็วางโทรศัพท์ไว้บนตู้ข้างเตียง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเป็นฝ่ายทักไปหาริทเตอร์ ปกติเขาจะเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน ผมก็จะตอบกลับไปตามมารยาทสั้นๆ



‘ครืดๆ’



ไม่ถึงหนึ่งนาที ข้อความก็ถูกตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว





€arthquake

นอนแล้วเหรอ

Good night อีกรอบน้า~

ปล. อย่าลืมออกกำลังกายมั้งนะ

เดี๋ยวอ้วนเป็นหมูพอดี อิอิ

(:P)



   

ผมพิมพ์กลับไปว่า…





Near not far

รู้แล้วล่ะน่า

ปล. วันนี้ใครก็ไม่รู้กินเยอะกว่ากูอีก

ออกกำลังกายบ้าง!

เดี๋ยววันแข่งจริง พุงย้วยเป็นหมูหรอก555





ผมทิ้งตัวลงนอนกับเตียง ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหุบยิ้มไม่อยู่เลย ผมอยากให้ถึงมะรืนนี้เร็วๆเพราะว่าจะได้ไปหาริทอีก ถ้าพรุ่งนี้ผมไม่ติดประชุมงาน ผมก็คงไปริทหาตั้งแต่พรุ่งนี้แล้ว…



ผมเริ่มเอะใจ…



ตอนนี้ ผมเริ่มอยากเห็นหน้าริทเตอร์อีกครั้งทั้งๆเพิ่งห่างกันไม่นาน ความรู้สึกนี้ผุดขึ้นมาในหัวใจของผม จนใจผมสั่นไปหมด



รู้สึก…



อยากเจอเหลือเกิน…



นี่สินะ…



ที่เขาเรียกกันว่า ‘ความคิดถึง’











[ ไนท์ ]



ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องของผมเอง วันนี้เรียนหลายเลคเชอร์ แถมพรุ่งนี้มีแล็ปปฎิบัติการที่ต้องใช้ความรู้ที่เรียนไปวันนี้ด้วย ทำให้ผมต้องเริ่มอ่านเนื้อหาที่เพิ่งเรียนไป



เมื่อเหลือบมองนาฬิกาที่แขวนไว้ในห้อง ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มนิดๆแล้ว ผมคิดว่าน่าจะอ่านถึงตีหนึ่งก็พอแล้ว พอตัดสินใจคิดจะอ่านต่อ ผมก็รู้สึกหิวขึ้นมา จึงรู้สึกว่าจะลงไปซื้ออะไรกินเสียหน่อย



ผมวางไอแพดลง และลุกเดินออกจากห้องไปกดลิฟท์รอ ระหว่างที่ผมคิดว่าวันนี้ควรจะอ่านจบถึงตรงไหนอยู่นั้น ลิฟต์ก็มาถึงชั้นที่ผมอยู่พอดี



เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก…



“กูจะจีบพี่มึง…”



เสียงคุ้นหูผมก็ดังขึ้น… เป็นเสียงน้องรหัสของผมเอง แถมยังเป็นเพื่อนสนิทของเนียร์ น้องชายของผมด้วย



ผมไม่รู้ว่าทั้งสองคนคุยเรื่องอะไรกันอยู่ แต่บทสรุปของการสนทนาคือ ภามบอกว่าจะจีบผม? ผมเข้าใจว่า ภามชอบผู้หญิงมาตลอด เพราะเนียร์เคยเล่าให้ผมว่า ภามชอบคนนั้น จีบคนโน่น แต่จีบไม่ติดสักราย แล้วอยู่ๆทำไมถึงกลายเป็นว่า จะมาจีบผม?



ไม่ใช่ว่าผมรังเกียจหรืออะไรหรอกนะครับ แต่ว่า…ผม ไม่เคยมองภามในมุมแบบนั้นมาก่อน และผมเองก็มี ‘ประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดี’ เกี่ยวกับความรัก… เรียกได้ว่า เลวร้ายสุดๆ ทุกครั้งที่ผ่านมา…



สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม มันกลายเป็น ‘แผลใจ’  ผมจึงไม่อยากมีใครในตอนนี้และผมเองไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไร ความรู้สึกของผมถึงจะถูกเยียวยาได้…



“พี่ไนท์… มาทำอะไร… เหรอ” น้องของผมถามขึ้น ด้วยสีหน้ากลัวแบบแปลกๆ ซึ่งไม่ต่างจากภามที่ทำหน้าเหวอไปแล้ว คงกำลังกลัวว่า ผมจะได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดสินะ



“พอดีจะลงไปซื้อเซเว่นน่ะ วันนี้ต้องอยู่อ่านหนังสือจนดึก”



“งั้น…ผมกลับห้องไปนอนแล้วนะ” เนียร์กับภามรีบเดินออกจากลิฟต์ไปรวดเร็วด้วยท่าทีที่ไม่ว่าใครมาเห็นก็คงมีความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า มีพิรุธ… ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะได้ยินที่พวกเขาพูดกันหมดแล้ว



หลังจากที่ผมลงมาซื้อขนมกรุบกรอบและน้ำดื่มหวานๆในร้านสะดวกซื้อหน้าหอเสร็จ ผมก็กลับเข้าห้องก่อนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าผมวางโทรศัพท์มือถือไว้ในห้อง ไม่ได้เอาติดตัวไปด้วย



ผมเปิดมือถือดูแจ้งเตือนไลน์ที่มีคนส่งมามากกว่าสิบข้อความ ซึ่งคนที่ส่งไลน์มาหาผมก็เดาได้ไม่ยากหรอก ภามนั่นเอง…  ผมเข้าไปดูข้อความที่ภามส่งมาให้





ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

พี่ไนท์

พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันไหมคร้าบบ

ผมรอพี่เลี้ยงสายรหัสอยู่น้า

>o<





นี่คือรอบแรก…ดูจากเวลาน่าจะส่งมาตอนผมลงไปซื้อของเซเว่น ภามคงคิดว่าผมเอาโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย





ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

พี่ไนท์ค้าบบ

อ่านข้อความของผมหน่อยสิ

ผมรู้ว่าพี่ยังไม่นอนน้า เนียร์บอกผมมาว่าพี่ต้องอ่านหนังสือจนดึก

งืมๆ

แง

T3T





นี่คือข้อความรอบสองที่ถูกส่งมาเมื่อกี้ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมภามถึงจีบใครไม่ติดเลย… วิธีการทักมาคุยที่ดูคุกคาม (?) อีกฝ่ายขนาดนี้ ขนาดรู้ว่าผมทำอะไรและยังไม่นอน ส่งข้อความมาติดๆกันขนาดนี้ในเวลาไม่นาน เป็นใครก็กลัวกันทั้งนั้น ถ้าผมไม่รู้จักภามมานานแล้ว จนรู้ว่าน้องคนนี้ซื่อๆ (จนบื้อ) ขนาดไหน ผมคงนึกว่าเป็นพวกโรคจิตแอบตามแล้ว…



เนื่องจากว่า ผมเปิดอ่านข้อความไปแล้ว ผมจึงควรพิมพ์ตอบอะไรไปหน่อยเพื่อไม่ให้เสียมารยาท (และเซ้าซี้ส่งมาต่อด้วย) ผมตอบไปเชิงทำนองว่า พรุ่งนี้ไม่ว่าง เพราะต้องทำงาน



ไม่ถึงห้าวินาที ข้อความก็ขึ้น Read อย่างรวดเร็ว และพิมพ์กลับมาว่า…





ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

งั้นวันศุกร์ก็ได้

หรือวันเสาร์อาทิตย์ก็ได้นะคร้าบ

เพื่อพี่และของกินผมทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ววว





ความจริงแล้วผมอยากปฏิเสธมาก แต่เนื่องจากความเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายผมและความเป็นน้องรหัสในคณะ ทำให้ผมปฏิเสธภามลำบากมาก





Night                                                                                                                                                       

วันศุกร์ก็ได้





ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

เย้ๆๆๆ

ขอบคุณคร้าบบบบ

วันศุกร์เจอกันคร้าบบบ

>3<



   

ผมส่งสติกเกอร์ไปตัวนึงเพื่อปิดบทสนทนา และเริ่มคิดหาคำพูดปฎิเสธภามให้ได้ภายในวันศุกร์



ตามที่ผมบอกไปก่อนหน้าแล้วว่า ผมไม่ได้รังเกียจภามหรืออะไร แค่ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมจะมีใครเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้ ก็มีหลายคนที่ชอบผม สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผมเผลอตกลงให้พี่เชอรี่ถ่ายรูปผมไปลงเพจคิ้วท์บอยด้วยมั้ง หลังจากที่โพสต์รูปได้ไม่นานก็มีผู้คนจำนวนมากทักมาจีบผมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ทั้งมาจากนอกคณะและมาจากในคณะเดียวกัน



แต่ทุกๆครั้งผมก็ฝืนทำให้มันจบลงที่คำว่า… ‘เพื่อน พี่และน้อง’  อย่างรวดเร็ว…



ใช่แล้ว…



ไม่เว้นแม้แต่ครั้งนี้…





#Cheerleader #MissU

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

สวัสดีครับ (>3<)

การคิดถึงใครบางคน สำหรับผมมันเป็นโมเมนต์ที่รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ อิอิ

ตอนนี้เป็นตอนแรกที่เปิดฉากพี่ไนท์ของเราอย่างเป็นทางการ คู่นี้ออกจะมืดมนเล็กๆน่ะนะ (T^T)

ยังไงก็ฝากติดตามเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ (:3)

ลงชื่อ Nzsquare


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 6 | Name ‘Night’ from ‘Nightmare’
«ตอบ #16 เมื่อ14-06-2020 12:07:47 »

ตอนที่ 6

Name ‘Night’ from ‘Nightmare’
 







ช่วงเย็นวันศุกร์ เป็นช่วงที่หลายๆคนกำลังเลิกงานและกลับบ้านพอดี ทำให้ท้องถนนตอนนี้ต่างเต็มไปด้วยรถยนต์แน่นแออัดไปหมด แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับผมหรอก… เพราะตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงด้านหน้าประตูห้างเรียบร้อยแล้ว จากมุมที่ผมยืนอยู่นี้ ทำให้ผมเห็นสภาพการจราจรที่ติดขัดบนถนนได้



ถ้าถามว่าผมจะสนใจสภาพท้องถนนตอนนี้ทำไมน่ะเหรอ? ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ผมก็แค่ต้องรอ ‘คนที่นัดผมไว้’ แต่ยังมาไม่ถึงเพราะรถติดนั่นเอง



ผมมองหาที่นั่งว่างๆด้านนอกห้าง ก่อนจะเดินไปหาที่นั่งรอแล้วหยิบไอแพดขึ้นมาอ่านหนังสือ จริงๆแล้วจะให้ผมไปเดินเล่นในห้างรอก่อนก็ได้ แต่ว่าผมไม่ใช่คนที่ชอบเดินเล่นไปเรื่อยๆหรอก แค่จะมาห้างยังไม่อยากมาเลย ผมรู้สึกว่าไม่ควรใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์กับสิ่งเหล่านี้



ไม่นานนัก ภามก็โทรหาผมว่าถึงแล้ว ผมจึงเดินไปจุดนัดพบตอนแรก



“โทษทีครับพี่ รถติดมากเลย” ภามยกมือไหว้ผม แล้วหัวเราะแหะๆ



“ไม่เป็นไร รีบไปหาอะไรกินกันเถอะ แล้วรีบกลับกัน”



“เดี๋ยวดิพี่! มาตั้งไกลจะรีบกินรีบกลับได้ไง เดินเที่ยวกันก่อนสิ”



ผมโดนภามลากไปแทบทั่วห้างห้างเลยทีเดียว ตอนแรกก็ลากผมไปดูหูฟังมือถืออันใหม่ เพราะเห็นภามบอกว่าอันเก่าเริ่มฟังไม่ค่อยได้ยินแล้ว จากนั้นก็ลากผมไปร้านเกมต่อ ก่อนออกจากร้านยังซื้อแผ่นเกมใหม่ๆมาอีกตั้ง 2-3 แผ่นด้วย (เฮ้อ… ชีวิตเด็กปีหนึ่งนี่มันสบายจริงๆ)



สุดท้ายผมก็โดนพาไปโซนร้านเครื่องประดับที่ขายทั้งของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ภามกำลังสนใจสร้อยข้อมือสีเงินแบบสไตล์วัยรุ่นทั่วๆไป ส่วนผมเองก็เริ่มเดินดูเครื่องประดับชิ้นอื่นๆบ้าง จนไปสะดุดตา ‘สร้อยคอรูปดาวสีเงิน’ เส้นหนึ่ง



ปกติผมไม่ใส่เครื่องประดับหรอก ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ, สร้อยข้อมือ หรือต่างหูต่างๆ แม้กระทั่งนาฬิกาข้อมือผมยังไม่ใส่เลย เรียกได้ว่า ผมเป็นคนโลว์แฟชั่นสุดๆ



ยกเว้นอยู่อย่างเดียวก็คือ… ผมรู้สึก ‘หลงใหล’ ทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับ ‘ดวงดาว’ มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม ผมถึงสนใจดาวมากขนาดนี้ รู้สึกเหมือนมีอะไรดึงดูดผมไว้



ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยกลุ่มดาวส่องสว่างเป็นอะไรที่ชอบผมมองมากที่สุด เวลาที่ผมแหงนหน้ามองนั้น ผมรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง ผ่อนคลาย ไร้กังวล ถึงแม้ผมจะสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าแปลกๆจากดวงดาว…



ความฝันในวัยเด็กของผมถึงกับอยากเป็นนักดาราศาสตร์ ผมลุ่มหลงถึงขนาดนั้น



แต่ว่า…



ความจริงก็คือความจริง สุดท้ายผมก็ ‘ตัดสินใจ’ เรียนหมอ



สร้อยคอรูปดาวสีเงินราวกับจะเชื้อเชิญผม ผมเหลือบตาไปมองป้ายราคาสร้อยเส้นนี้ ทันทีที่เห็น ผมรีบเดินหนีออกจากตรงนี้ ไม่ใช่ว่าราคาแพงจนผมไม่มีปัญหาจ่ายหรอก แต่ผมรู้สึกไม่คุ้มที่จะซื้อ เก็บเงินไว้ซื้อ Textbook online ลงไอแพดดีกว่า



“พี่เริ่มหิวแล้ว ไปหาอะไรกินเถอะ”



ภามพยักหน้า ก็ก่อนจะชวนผมไปร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องผักสลัดที่สดใหม่และสะอาดมาก น่าแปลกใจมาก… เพราะผมพอจะรู้มานิดหน่อยว่า ภามไม่ชอบกินพวกผักสลัดเท่าไร



“ภามไม่ชอบกินผักไม่ใช่เหรอ?”



“เนียร์บอกพี่ล่ะสิ ผมก็กินได้หมดแหละ แค่ชอบกินเนื้อมากกว่า”



“งั้นทำไมไม่ไปกินร้านอื่นล่ะ” ผมชวนภามไปร้านอื่น เพราะผมรู้สึกไม่คุ้มเท่าไร ถ้าภามไม่ค่อยกินผัก ราคาร้านนี้ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน



“ไม่เป็นไรหรอก ผมได้ยินมาว่า ช่วงนี้พี่รักษาหุ่นอยู่ เน้นอาหารคลีนพวกสลัดผักอะไรแบบนี้ด้วย”



เนียร์น้องชายผมคงจะเล่าทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับผมหมดแล้วสินะ



“สำหรับผมเรื่องกินเรื่องใหญ่ก็จริง แต่เรื่องพี่เรื่องใหญ่กว่า” ภามฉีกยิ้มกว้าง พร้อมยักคิ้วให้ผม



“เฮ้อ… แล้วแต่ละกัน”



สุดท้ายพวกผมก็ไปกินร้านนี้ และภามก็กินน้อยอย่างที่คิดจริงๆ อย่างน้อยๆก็น้อยกว่าที่ผมเคยได้ยินคำร่ำลือมา



เมื่อพวกผมกินอิ่มกันเรียบร้อยแล้ว (ผมจ่ายเงินเองทั้งหมด เป็นการเลี้ยงสายรหัสไปทีเดียวเลย)  ภามก็ชวนผมไปเดินดูเสื้อผ้ากันต่อ ผมรู้สึกผมควรพูดตรงๆกับภามแล้ว



“ภาม…” ผมเรียกภาม ที่กำลังใจจดใจจ่อกับการเลือกเสื้อผ้าอยู่



“ว่าไงครับ?” ภามหันมายิ้มให้ผม



“คือ…”



ผมอ้ำอึ้งอยู่สักพัก ภามกำลังรอฟังด้วยสีหน้าใสซื่อ



“พี่ขอโทษที่ต้องพูดตรงๆนะ คือพี่ได้ยินตอนที่ภามคุยกับเนียร์ตอนนั้น พี่ไม่ได้ชอบน้อง… ในแง่นั้น”



ภามยังคงประดับรอยยิ้มไว้บนหน้า ยืนฟังผมนิ่งๆ



“พวกเราคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากพี่น้องกัน ขอโทษนะ”



สีหน้าของภามยังไม่ได้เปลี่ยน แต่จากแววตาที่เริ่มหม่นหมองลงของเขา ทำให้ผมพอจะมองออกว่า ภามรู้สึกเสียใจไม่ใช่น้อย



“พวกเรายังไม่ได้ลองเปิดใจกันเลยนะพี่…” ภามเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย



“ตอนนี้พี่ยังไม่พร้อมจะมีใครจริงๆ”



“งั้น……”



“พี่ว่า พวกเรากลับกันเถอะ เดี๋ยวพี่ต้องไปอ่านหนังสือต่ออีก พี่ใกล้จะสอบแล้ว” ผมรีบตัดบทภาม



“ก็ได้ครับ…”



ผมขับรถพาภามไปส่งที่หอ (ยังไงก็หอเดียวกันอยู่แล้ว)  ตอนนี้รถไม่ค่อยติดเหมือนช่วงเย็นแล้ว ทำให้ใช้เวลา/มานานนักก็มาถึงหน้าหอแล้ว ระหว่างทางกลับ ภามไม่ได้พูดอะไรกับผมอีกเลยแม้แต่คำเดียว…



“ลงก่อนเลย เดี๋ยวพี่ต้องขับรถไปจอดก่อน”



“ได้ครับ ขอบคุณที่เลี้ยงนะครับ” ภามเปิดประตูลงจากรถ



“มีอะไรเหรอ?” ผมเห็นน้องไม่ได้ปิดประตูรถสักทีจึงถามขึ้น



“พี่ฝากของชิ้นนี้ไปให้เนียร์หน่อยนะครับ” ภามวางกล่องใบหนึ่งบนเบาะรถ มันเป็นกล่องเล็กๆ ด้านบนมีกระดาษที่เขียนอะไรบางอย่างแปะไว้



ผมหันมาอีกที ภามก็ปิดประตูและเดินขึ้นตึกไปแล้ว …



‘ทำไมไม่ไปให้เองกันนะ?’



ผมรู้สึกแปลกๆเพราะเนียร์ก็อยู่หอเดียวกับภามแค่คนละชั้นเอง จะบอกว่าภามขี้เกียจขึ้นไปให้ ก็น่าจะไม่ใช่นิสัยของภามเสียหน่อย

   

ผมจึงอ่านข้อความที่เขียนไว้ในกระดาษที่ถูกแปะไว้บนกล่องขนาดเล็กนี้



‘To… P’Night’



ความจริงแล้ว ภามคงคิดจะให้ของชิ้นนี้กับผม แต่ภามคงรู้ว่า ผมต้องปฎิเสธไม่รับแน่ๆ จึงอ้างว่าฝากให้เนียร์ และคงคิดว่า ผมต้องอ่านข้อความก่อนที่ผมจะส่งให้น้องชายผมอยู่แล้ว



ผมลองเปิดกล่องดู ข้างในมีสร้อยเส้นหนึ่งบรรจุอยู่…มันคือ สร้อยคอรูปดาวสีเงิน ของร้านเครื่องประดับตอนนั้น… มันเป็นสร้อยที่ผมรู้สึกชอบมาก…



“………”



ผมค่อยๆปิดกล่องลง ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในจิตใจของผม จริงๆแล้วผมไม่ควรพูดกับภามขนาดนั้นออกไปแบบตรงๆ แต่เพราะผมต้องการให้ภามตัดใจจากผม ผมถึงจำเป็นต้องทำ…



ผม…ไม่กล้ารู้สึกดีกับภามไปมากกว่านี้



ไม่สิ…



ผมไม่อยากรู้สึก ‘ชอบ’ ใครทั้งนั้น ผมกลัว… ผมกลัวที่จะกลายเป็นความรู้สึก ‘รัก’ ในที่สุด…



มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา……






   

[เมื่อสี่ปีก่อน]



‘ครืดๆ’





Nutto

ตกลงพรุ่งนี้เจอกันสิบโมงใช่ป่ะวะ

กูลืม





Night

กูบอกมึงไปสิบรอบละ

หัดจำบ้างสิ

ตอนกูพูด มึงก็มัวแต่เหล่สาวๆอยู่นั่นแหละ





Nutto

เออๆ กูขอโทษ

พรุ่งนี้เจอกัน





นัท เพื่อนสนิทของผม ไลน์มาถามคอมเฟิร์มเวลานัดเจอพรุ่งนี้อีกครั้ง ทั้งๆที่มันเป็นคนชวนผมไปดูหนังเองเสียด้วย จริงๆแล้ว ผมว่ามันอยากจะไปส่องสาวๆที่เดินผ่านมากกว่ามั้ง



ผมวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะในห้องตัวเอง ทันใดนั้นก็มีคนพุ่งพรวดเข้ามาในห้องทันที



“พี่ไนท์มาเล่นเกมกันเถอะ!” เนียร์ น้องชายผมวิ่งเข้ามา พร้อมชวนผมไปเล่นเกมเพลย์ด้วยรอยยิ้มใสซื่อ ท่าทีของเขาทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้



“วันนี้ไม่ได้ๆ” ผมลูบหัวน้องชายด้วยความเอ็นดู คำตอบของผมทำให้เนียร์ดูไม่พอใจเท่าไรนัก ดูสิ ทำหน้ายู่เชียว



“โห่… วันนี้เล่นเกมดึกไม่ได้เหรอ ไหนๆพรุ่งนี้วันเสาร์อยู่แล้ว”



“พรุ่งนี้พี่มีนัดตั้งแต่เช้า ถ้านอนดึกเดี๋ยวพี่ตื่นไม่ไหวนะ”



“ตลอดแหละ พี่อ่ะ…”



“เอางี้! ไว้เล่นตอนกลับมาละกันนะ เล่นยาวๆสัก… สามสี่ชั่วโมงเลยเป็นไง!” ข้อเสนอของผมทำให้น้องชายฉีกยิ้มกว้าง



“ก็ได้!!”



“น่ารักที่สุด” ผมดึงแก้มทั้งสองข้างของน้องเบาๆ



“ผมรู้นะ ว่าพี่จะไปเที่ยวกับพี่นัทโตะใช่ไหมล่ะ!”



“ก็ประมาณนั้น”



“ไปฟ้องพ่อกับแม่ดีกว่า…”



ทันทีที่พูดจบ เนียร์ก็วิ่งออกจากห้องไปเลย แถมยังตะโกนลั่นบ้านว่า ผมแอบไปเที่ยวกับเพื่อน ขี้ฟ้องจริงๆ  ผมหุบยิ้มไม่ได้เลยกับท่าทีที่เหมือนเด็กๆของเขา ถึงแม้จริงๆแล้วอายุของผมกับน้องจะห่างกับแค่ปีเดียวก็เถอะ



ผมว่า ผมอาบน้ำแล้วรีบนอนดีกว่า…





‘ไนท์…’



‘ไอ้ไนท์…’



เสียงของใครบางคนดังก้องขึ้นมาในหัวของผม



‘ไอ้ไนท์!!’





‘ตูม!!!’





“เฮือก…!!”



ผมลืมตาตื่นและกระเด้งตัวขึ้นมาแทบจะทันที ผมหายใจแฮ่ก แฮ่ก ผมจับหัวใจของตัวเองและรู้สึกได้ว่า หัวใจผมเต้นแรงและเร็วมาก



ฝันแบบนั้นอีกแล้ว… ผมฝันว่า เพื่อนของผมถูกรถชน ผมฝันแบบนี้มาสองสามครั้งแล้ว และทุกๆครั้งภาพและเสียงที่เห็นและได้ยินมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ



ใจจริงของผมก็อยากจะเตือนมันนะ แต่ว่าคงไม่พ้นที่จะโดนหัวเราะหรอก…



แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย ผมจึงโทรไปหามันให้ระวังตัวหน่อยดีกว่า ถึงจะโดนหาว่างมงายก็เถอะ แต่ระวังตัวไว้ก็ไม่เสียหายอะไร



‘ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด…’



โทรไม่ติด?  ผมหันไปมองนาฬิกา ตอนนี้เวลาประมาณแปดโมงกว่าๆ หรือว่านัทจะยังไม่ตื่นกันนะ แต่เวลานี้ก็น่าจะตื่นแล้วนี่?



‘เดี๋ยวค่อยโทรไปใหม่ละกัน’



แต่ว่า…



หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้คุยกับเขาอีกเลย…



ผมเพิ่งรู้ข่าวจากคนอื่นว่า



นัทถูกรถชน…



ระหว่างเดินทาง… ก่อนที่ผมจะโทรหาเขาเมื่อเช้า…



ผม…



ผม… พูดอะไรไม่ออก ทำไมผมไม่เตือนเขาให้เร็วกว่านี้? ความรู้สึกผิดและความเสียใจกัดกร่อนจิตใจของผม ผมเป็น ‘สาเหตุ’ ให้เพื่อนสนิทตัวเองตาย



ผมเอาแต่นั่งร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังในห้องของตัวเองเป็นเวลาหลายคืน ไม่อยากเจอใครแม้กระทั่งพ่อ แม่ หรือเนียร์




‘ก๊อกๆ’




“ไนท์… พ่อกับแม่ขอเข้าเข้าไปนะ”



พ่อแม่ของผมเข้ามาในห้อง ก่อนจะนั่งลงข้างๆผมที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้น



“แม่ขอโทษนะที่เพิ่งกลับมา” แม่เข้ามากอดผม แม่ของผมไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายเดือน แม่เพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศเร็วๆนี้เอง



“ฮึกๆ… แม่… ผม…” ผมเงยหน้ามองแม่



“ไม่ต้องพูดแล้วจ๊ะ แม่เข้าใจ… โอ๋ๆ” แม่ลูบหัวผมเบาๆ



“ผม… ผมก็เป็นเหมือนเนียร์เหรอ… มีพลังเหมือนน้องเหรอ…”



“ใช่จ๊ะ… นี่คือพลังของลูก”



“เพราะผม… ไอ้นัทถึงต้องตาย…”



“ลูกไม่ได้ผิดอะไรทั้งนั้น ลูกแค่เห็นล่วงหน้าเท่านั้นเอง ลูกไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นเสียหน่อย จริงไหม?” แม่ปาดน้ำตาให้ผม



“ถ้าผมเตือนตั้งแต่แรก… เขาอาจจะไม่ตายก็ได้”



“อาจจะใช่…”



คุณแม่ถอนหายใจ



“แต่อย่าลืมว่า เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เรากลับไม่แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว แม่อยากให้ลูกลองคิดดูดีๆนะ แม่เชื่อว่าเพื่อนของลูกไม่ต้องการเห็นลูกเป็นแบบนี้แน่”



ใช่… ถ้าไอ้นัทยังอยู่ อาจจะเข้ามาตบหัวผมแล้วถามว่าเป็นเชี่Xอะไรแล้วก็ได้… เมื่อนึกถึงเพื่อนสนิท น้ำตาของผมก็เริ่มเอ่ออีกครั้ง



ผมต้องเข้มแข็ง ผมจะมัวนั่งเศร้าแบบนี้ไม่ได้ ผมต้องมีชีวิตต่อไปแทนส่วนของนัทด้วย…



ใช่แล้ว…



แม้ว่าผมจะเห็นอนาคตของใครอีก ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นแน่ๆ ต่อให้คนๆนั้นไม่ยอมเชื่อที่ผมเล่า แต่ผมจะขวางทุกวิธีทางไม่ให้เกิดอันตรายกับเขาแน่นอน!!







หลายเดือนผ่านไป ความเศร้าโศกในใจของผมค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา ถึงผมจะคิดถึงนัทเพื่อนสนิทของผมอยู่ตลอดก็ตามที แต่ผมก็ต้องเดินหน้าต่อไป…



ถึงแม้ว่าการเดินหน้าต่อไปของผมจะเป็นสิ่งที่เลวร้าย…



และหลีกเลี่ยงไม่ได้



“พ่อ…!!”



ผมสะดุ้งตัวตื่น… นี่เป็นอีกครั้งที่ผมเห็นความฝันที่เลวร้าย ภาพในโรงพยาบาล บนเตียงผู้ป่วยมีพ่อของผมนอนอยู่ สายน้ำเหลือระโยงระยางเต็มไปหมด เหมือนอยู่ที่แห่งนี้มาเป็นเวลานานแล้ว บรรยากาศโดยรอบน่าหดหู่เสียเหลือเกิน



ผมรู้… ว่าสิ่งไหนคือความฝันทั่วไปและสิ่งไหนคือ…



ความฝันที่บอกเล่าอนาคต



ผมจำความรู้สึกนั้นตอนนั้นได้ไม่มีทางลืม ความฝันที่เสมือนจริงเหมือนตอนของนัท…



ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด!



ผมรีบลุกจากเตียง วิ่งไปหาพ่อแม่ที่กำลังนอนอยู่อีกห้อง ผมรีบอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟัง รวมทั้งสิ่งที่ผมเห็น โชคดีที่ครอบครัวของผมรู้เรื่องพลังดีอยู่แล้ว ประกอบกับสุขภาพของพ่อช่วงนี้ก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไร ทำให้เชื่อผมในทันทีที่บอก ผมพาพ่อไปตรวจที่โรงพยาบาลในรุ่งเช้าอีกวัน ก็พบว่า…



คุณพ่อเป็นมะเร็ง…



รีบเข้าการรักษาตั้งแต่แรกๆ น่าจะช่วยป้องกันการลุกลามได้ทัน และหายขาดได้ ผมเชื่อแบบนั้น…



พ่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลาติดต่อกันหลายเดือน แต่ก็หมอก็พบว่าไม่ดีขึ้นเท่าไรเลย แค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้ผมทุกข์ใจอยู่แล้ว



ยิ่งไปกว่านั้น…



“ไนท์ทำไมยังไม่นอนล่ะลูก พรุ่งนี้เช้าเราจะไปเยี่ยมคุณพ่อกันอีกนะ”



“ผม… ผมไม่อยากนอน ไม่สิ… ผมไม่อยากฝันอีกแล้ว” ผมนั่งร้องไห้อยู่ในห้องคนเดียว แม่คงจะได้ยินเสียงจึงเข้ามาหาผม



“ฝัน? ลูกฝันอีกแล้วเหรอ?” สีหน้าของแม่ดูเป็นห่วงมาก ยิ่งช่วงนี้ต้องดูแลพ่อตลอดทำให้ดูทรุดโทรมลงเข้าไปอีก



ผมพยักหน้าเล็กน้อย



“ติดๆกันทุกคืน ภาพความฝันยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับตอนนั้น”



“ไม่เป็นไรหรอก ลืมแล้วเหรอ เป็นเพราะลูก พ่อถึงได้เข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ” แม่ดึงตัวผมเข้ามากอด ภาพตรงหน้านี้ช่างดูเดจาวูเหลือเกิน



“แม่มั่นใจใช่ไหมครับว่าพ่อจะรอด?”



ผมต้องการคำตอบแค่นั้น แต่สีหน้าของแม่กลับทำลายความหวังของผม



“ใช่ไหมครับ…”



คนที่กอดผมอยู่นิ่งเงียบไปแล้ว



“ตอบผมหน่อยสิครับ… ฮึก…”



ถึงผมจะถามย้ำอีกสักกี่ครั้ง ผมเริ่มเข้าใจว่า ‘แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน’ คือคำตอบ



หลังจากนั้นไม่กี่วัน ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างที่ผมมองเห็นมันในความฝัน… ราวกับจะตอกย้ำว่า ผมหลีกหนีชะตาตัวเองไม่ได้



งานศพถูกจัดขึ้นอย่างเงียบๆ ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของเนียร์ แม่ และญาติคนอื่นๆ



สุดท้ายแล้ว พลังของผมมันไร้ค่าสิ้นดี ไร้ประโยชน์ ถึงจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งมันได้… มีดีแค่ทำให้ผมและคนรอบข้างเสียใจเท่านั้น



“ทำไม… ทำไมคนที่ผม ‘รัก’ คนที่ผม ‘ชอบ’ ต้องจากผมไปตลอดเลย”



ผมถามแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ สีหน้าดูทรุดโทรมลงมาก



“แม่มีอะไรปิดบังผมอยู่ใช่ไหม…”



“พลังของลูก… ลูกสามารถมองเห็นอนาคตที่เลวร้ายได้”



“เรื่องนั้น ผมรู้…”



“แต่กับเฉพาะคนที่ลูกรักเท่านั้น…”



ขอบตาของแม่เริ่มมีน้ำใสๆไหลหยดลงมา



“รักแบบครอบครัว รักแบบเพื่อน รักแบบคนรัก…”



“ผม… แต่ผมไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้นใช่ไหมครับ?” น้ำเสียงของผมเริ่มสั่นเครือ



“คือ… พลังของลูกกระตุ้นให้เกิดความโชคร้ายของคนๆนั้น”



“…………”



‘ฮะ ฮะ’



สุดท้ายแล้วเรื่องทั้งหมด… ต้นเหตุก็มาจากผมนั่นเอง ผมเป็นคนผิด ถ้าไม่มีผมอยู่ เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดสินะ



ผม… ผมจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกแล้ว ใจของผมมันรับความเศร้าโศกเสียใจครั้งที่สามไม่ไหวหรอก



‘ผมคือตัวโชคร้าย’



หลังจากวันนั้น ผมก็เปลี่ยนไป ผมตีตัวออกห่างจากครอบครัวตัวเองทั้งแม่และเนียร์… ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ไม่ค่อยร่าเริงเหมือนแต่ก่อน และเริ่มปฏิเสธคนที่เข้าหาผม จนบางคนบอกว่า ผมเย็นชาขึ้น…



ถ้าใกล้ชิดมากเกินไป พลังของผมอาจจะดึงดูดความโชคร้ายมาให้คนรอบข้างอีกก็ได้



พลังเหรอ?



ไม่ใช่หรอก…



สำหรับเนียร์ บางทีเขาก็เรียกพลังของตัวเองว่า ‘พรสวรรค์’

   

แต่สำหรับผม มันคือ ‘คำสาป’







[ปัจจุบัน]

                 

ผมค่อยๆฟุบตัวลงไปกับพวงมาลัยรถยนต์ น้ำตาผมค่อยๆไหลออกมา



“ขอโทษ…  พี่ขอโทษนะ… ภาม…”



ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 6 | Name ‘Night’ from ‘Nightmare’
«ตอบ #17 เมื่อ14-06-2020 12:09:27 »


[เนียร์]



“มึง เป็นอะไรเปล่า?” ผมถามไอ้ภาม เพราะเห็นช่วงนี้ดูซึมๆลงไป



“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” ภามปฎิเสธเสียงแข็ง



ผมจ้องหน้ามัน ทำให้ไอ้ภามรู้ตัวแล้วว่า มันโกหกผมไม่ได้ จึงยอมเล่าให้ผมฟังแต่โดยดี



“ก็แค่โดนพี่ไนท์ปฎิเสธมาน่ะ” ภามยักไหล่ ทำเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา



“ห๊ะ!!??”



ภามถึงกับสะดุ้งเพราะเสียงของผม



“อย่าบอกนะว่ามึงเข้าจีบพี่เขาจริงๆแล้วน่ะเหรอ มึงจะบ้าเหรอ!” ผมตบกะโหลกไอ้เพื่อนคนนี้สักทีจริงๆ



“ก็กูบอกมึงแล้วว่ากูจะจีบ”



ผมเถียงไม่ออก…



ทำไมมันไม่ปรึกษาผมก่อนเลย ก็จริงที่มันบอกว่าจะจีบพี่ผม แต่ผมไม่นึกว่าจะลงมือเร็วขนาดนี้ และวิธีการจีบของไอ้ภามต้องแปลกประหลาดจนพี่ไนท์รู้สึกถูกคุกคามแน่นอนเลย



“แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ”



“ก็แค่ชวนไปเดินเที่ยว กินข้าวอะไรแบบนี้”



“แค่นั้นเหรอ?”



“แล้วพี่เขาก็บอกว่าพี่เขาไม่ได้ชอบกู พวกเราเป็นอะไรไปไม่ได้มากเกินกว่าพี่น้องกัน…”



“พี่ไนท์…”



“และพี่เขาก็บอกว่ายังไม่พร้อมจะมีใครด้วย…”



“ภาม… กูต้องบอกมึงเรื่องนึงก่อน”



ผมเล่าเรื่องที่พี่ไนท์สูญเสียเพื่อนสนิทไป รวมทั้งคุณพ่อของผมเองด้วย ซึ่งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไอ้ภามรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่มันไม่รู้ก็คือ เรื่องที่พี่ไนท์โทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง แน่นอนว่า ผมต้องบอกเรื่องพลังของพี่ไนท์ออกไปด้วย ตามผมเข้าใจก็มองเห็นอนาคตที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนักแต่ก็หยุดไว้ไม่ได้ (ก็เท่าที่ผมรู้อ่ะนะ)



ภามยืนฟังผมเล่าเรื่องอย่างเงียบๆ จนผมเล่าจบ ภามจึงพูดออกมา…



“ทำไมพี่ไนท์ถึงโทษตัวเองล่ะ?“



“กูจะรู้ไหมเนี่ย… หลังจากนั้นพี่ไนท์ก็ดูเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับคนอื่นตามที่มึงรู้นั่นแหละ”



จริงๆผมอยากจะอ่านความในใจของพี่ชายคนเดียวของตัวเองให้รู้ชัดๆไปเลยว่าทำไมยังโทษตัวเองอยู่กันแน่ แต่ก็นะ… พี่ไนท์หลบตาหรือหันหนีทุกครั้งที่ผมพยายามจะอ่านใจน่ะนะ



“แล้วมึงจะให้กูทำยังไงต่อ”



“แล้วแต่มึงอ่ะ กูแค่อยากจะบอกเหตุผลที่พี่ไนท์ยังไม่อยากจะมีใคร อาจจะเป็นเพราะรู้สึกเสียใจอยู่ก็ได้ ไม่ใช่ว่าเกลียดมึงก็เลยปฎิเสธมึงซะหน่อย”



“หมายความว่ายังไงวะ?” มันโง่หรือมันโง่กันเนี่ย?



“ก็กูจะสื่อว่า มึง-ยัง-มี-หวัง-ไง!!!”



สาเหตุที่ผมมั่นใจขนาดนี้ เพราะผม ‘รู้’ ว่าลึกๆพี่ไนท์รู้สึกยังไงกับไอ้ภาม ถึงจะยังดูสับสนในตัวเองอยู่ก็ตามเถอะ ไม่อย่างงั้นผมไม่เชียร์เพื่อนสนิทของผมกับพี่ไนท์หรอก



ตอนนี้ไอ้ภามยิ้มออกแล้ว มันเข้ามากอดผม



“ขอบใจนะมึง กูมีกำลังใจแล้ว!”



“เออๆ”



“แล้วมึงกับไอ้ริทไปถึงไหนกันละ ได้กันยัง?”



“คXย!!! ได้กันเชี่Xอะไรล่ะ สัX”  ผมเริ่มสงสัยจริงจังแล้วว่าในของหัวมันคิดแต่เรื่องแบบสิบแปดบวกงั้นเหรอ ผมชักเริ่มเป็นห่วงพี่ชายผมจริงๆจังๆขึ้นมาทันที กลัวว่าจะโดนไอ้ภามทำอะไรรึเปล่า…



“โถ่ววว แต่กูได้ข่าวมาว่า… มีเด็กคณะเราคนนึงไปนั่งเฝ้าเด็กคณะอื่นซ้อมเฟรชชี่เกมกันนะ?”



“ใครวะ…” ผมตีเนียนทำหน้าใสซื่อใส่ไอ้ภามไป เพราะผมไม่ได้บอกมันเรื่องนี้



“แถมยังได้ยินมาอีกว่า ตอนพักก็มีจูบให้กำลังใจกันด้วย”



“กูไม่ได้จูบ!!”



“นั่นไง มึงจริงๆด้วย โถ่วว ก็ว่าทำไมช่วงนี้มึงบอกว่าไม่ว่างบ่อยจัง ที่แท้ก็แอบไปหาแฟนคณะอื่นนี้เอง”



“ยังไม่ใช่แฟนโว้ย” ผมโวยวายใส่มัน ไม่รู้ว่าไอ้ภามได้ข่าวมาจากใคร…



ไอ้ภามยังคงหัวเราะไม่หยุด เดี๋ยวนะ…? ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าผมพูดคำว่า ‘ยัง’ ออกไป แสดงว่าผมคาดหวังว่าในอนาคต จะมีซัมติงมากกว่านั้นเหรอ?



 โอ้ยยยย! ไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด ผมชอบไอ้ริทเหรอ?



ผมแค่รู้สึกคิดถึงเขาเองนะ? (-x-)



“อ่ะๆ กูไม่แกล้งละ แล้วมึงจะไปไหนต่อ”



“กู…จะไปดูริทซ้อมอ่ะ” ผมหัวเราะแหะๆ



“หวานตลอด…”








หลังจากผมแยกกับไอ้ภามซึ่งมันหนีกลับหอไปนอนแล้ว ผมก็มุ่งหน้าไปคณะวิศวะทันที ระหว่างทาง ผมเดินผ่านโรงอาหารคณะวิศวะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลานเกียร์มากนัก แน่นอนว่าผมมาถูก เพราะหลายวันก่อน ริทเตอร์เคยพาผมมากินข้าวเย็นที่นี่ (ถ้ามาคนเดียวเหรอ เหอะ… หลงสิ!)



ผมจึงแวะร้านเครื่องดื่มก่อนจะไปลานเกียร์ละกัน



“ขอโกโก้ปั่นแก้วนึง กับน้ำเปล่าขวดนึงครับ ขอเย็นๆเลยนะครับ”



ผมซื้อโกโก้ปั่นมากินเอง ส่วนน้ำเปล่าก็คือซื้อให้ริทเตอร์ดื่มแก้กระหายตอนพักซ้อมนั่นเอง ผมเดินดูดเครื่องดื่มในมือ ดังจ๊วบๆ อย่างสบายอารมณ์ จนมาถึงโต๊ะนั่งตัวเดิมที่ผมนั่งดูริทซ้อมประจำ



วันนี้ผมมาก่อนเวลาซ้อมจึงยังไม่เห็นผู้นำเชียร์คนไหนทั้งนั้น ณ บริเวณลานเกียร์ที่ผมอยู่  ไม่ว่าจะเป็นรุ่นปีหนึ่งหรือรุ่นพี่ก็ตาม ผมวางข้าวของทั้งกระเป๋าสะพาย น้ำดื่มและโกโก้ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อครู่ลงบนโต๊ะ



ผมหยิบยากันยุงชนิดสเปรย์ออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะฉีดที่บริเวณแขนและขาของตัวเอง ครั้งแรกที่มาลานเกียร์แห่งนี้อากาศร้อนแถมยุงก็เยอะ หลังจากนั้นผมจึงต้องพกยากันยุงมาด้วยเสมอ ยุงที่บินไปบินมาก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป



ทันใดนั้นเองก็มีคนโอบกอดผมจากด้านหลัง



“ทำไมวันนี้มาเร็วจังอ่ะ” คนที่แกล้งผมแบบนี้ก็ต้องริทเตอร์อยู่แล้ว!



“เดี๋ยว ทำอะไร!” ผมสะดุ้ง พยายามสะบัดออก แต่ยิ่งผมดิ้น ริทก็ยิ่งกอดผมแน่นขึ้นไปอีก จนผมหันมามองริทตาขวาง ทำให้ริทยอมปล่อยผมในที่สุด



“อ่ะๆ ไม่แกล้งละ” ริทยอมปล่อยผม แล้วหย่อนตัวนั่งลงตรงเก้าอี้หินอ่อนข้างๆผม ก่อนที่จะขอน้ำดื่มที่ผมเพิ่งซื้อมาเมื่อครู่

   

ริทเตอร์น่าจะหิวน้ำมากทีเดียว ดื่มทีหายไปครึ่งขวด สงสัยผมต้องเดินไปซื้อมาใหม่แล้วล่ะ เพราะน้ำเหลืออยู่แค่นี้เขาไม่น่าจะพอดื่มพอกินกินจนซ้อมเสร็จเสียแล้ว (เดี๋ยวค่อยไปซื้อระหว่างริทกำลังซ้อมละกัน >3<) 



“วันนี้จะบอกว่าน่าจะเลิกดึกนะ เห็นรุ่นพี่บอกว่าน่าจะสอนท่าเพลงใหม่น่ะ”

   

“กูรอได้ๆ”



“แต่ว่า…”



“ไล่กูเหรอ” ผมเลิกคิ้วขึ้น



ริทหัวเราะก่อนจะขยี้หัวผมไปมา จนหัวผมยุ่งไปหมด



“ไม่ได้ไล่สักหน่อย อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิ”

   

“งั้นกูรอนะ”



“เฮ้อ… รู้แล้วๆ งั้นวันนี้เนียร์ต้อง…”



“ริท ใกล้เวลาซ้อมแล้ว ไปกันเถอะ” ผู้หญิงผมยาวสลวยคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา



คนๆนี้คือ มิ้นท์ เชียร์ลีดเดอร์หญิงของคณะวิศวะ แถมยังเป็นเพื่อนที่ริทเตอร์รู้จักกันมานานด้วย ก็เหมือนผมและไอ้ภามนั่นแหละ



“งั้นเราไปก่อนนะ” ริทโบกมือให้ผมก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปกับมิ้นท์



“เดี๋ยวดิ! เมื้อกี้จะพูดอะไรไม่ใช่เหรอ!”



“ค่อยบอกละกัน หึๆ”



ริทเตอร์ยักคิ้วพร้อมกับส่งรอยยิ้มกวนๆให้ผม ก่อนจะเดินจากไป มิ้นท์หันมามองผมด้วยสายตา เอ่อ… มองแรง? มองด้วยสายตาเย่อหยิ่ง? ผมอธิบายไม่ค่อยถูกเท่าไรนัก แต่ผมไม่ค่อยชอบสายตาแบบนั้นเท่าไรเลย



ถึงแม้เธอจะไม่เคยคุยกับผมเลยสักครั้ง แต่ผมก็พอจะรู้ว่าสายตาแบบนั้นไม่ได้สื่อถึงความเป็นมิตรเลยสักนิด



ผมไม่รู้สาเหตุที่เธอดูไม่ชอบตัวผม แต่ถ้าให้ลองเดาๆดูละก็เป็นไปได้ไหมที่เธออาจจะไม่ชอบผมที่ผมมาเกะกะการซ้อมของพวกเธอบ่อยๆ (แต่นานๆที ก็มีคนมาหาหลีดคนอื่นๆบ้างเหมือนกันนะ!)



หรือว่า…



มิ้นท์ชอบริทเตอร์!!



ไม่สิ… ไม่น่าจะใช่แบบนั้น แต่พอผมมานั่งนึกๆดูแล้ว ท่าทีของเธอทั้งการกระทำและสีหน้าสายตาต่างๆทำให้ผมอดที่จะคิดแบบนั้นไม่ได้จริงๆ



โอ้ย!! ทำไมผมถึงรู้สึกหงุดหงิดกันล่ะเนี่ย! แค่ลองนึกถึงภาพที่เธอมาเกาะแกะริท ผมก็เริ่มกระสับกระส่ายไม่ชอบใจแปลกๆ



ยิ่งคิดก็ยิ่งอึดอัด



“วันนี้น้องเนียร์ก็มาเพื่อนเหรอครับ?”



ความคิดของผมหยุดชะงักทันที



พี่ซีเข้ามานั่งข้างๆผม พี่คนนี้ชอบหาเวลามานั่งคุยเล่นกันผมเป็นประจำ (ถึงจะโดนรุ่นพี่คนอื่นด่าว่าอู้งานประจำก็เถอะ) แถมพี่เขาเป็นคุยเก่งมากชวนผมคุยเรื่องนั้น เรื่องนี้อยู่ตลอด ทำให้ผมรู้สึกไม่เบื่อเลยสักนิด



มันจะดีกว่านี้มากๆ ถ้าพี่เขา… ไม่ได้รู้สึก ‘ชอบ’ ผม



ผมเผลออ่านความในใจของพี่ซีได้ว่า สนใจในตัวผมในเชิง… แบบนั้นอ่ะนะ



ผมไม่กล้าปฎิเสธตรงๆ เพราะสาเหตุสองหลักๆ คือ หนึ่ง… พี่เขายังไม่ได้บอกชอบผมออกมาจากปากตรงๆ ถ้าผมปฎิเสธไปก่อนแล้ว ผมกลัวว่าพี่ซีจะเสียกำลังใจหรือเสียความมั่นใจในตัวเอง



สอง… ผมกลัวว่าพี่เขาจะไม่พอใจหรือโกรธแทน แล้วไประบายอารมณ์กับริทเตอร์ซึ่งเป็นเพื่อนผม เช่นแกล้งสั่งโน่นสั่งนี้ให้ริทเหนื่อยฟรี เพราะพี่เขาก็เป็นหนึ่งในคนดูแลผู้นำเชียร์ (ถึงพี่ซีจะไม่รู้เรื่องที่ผมกับริทกำลังคุยกันอยู่ก็เถอะ)



ผมจึงคิดว่าควรพูดอ้อมๆ ถนอมน้ำใจรุ่นพี่คนนี้ไปก่อน



“พรุ่งนี้ว่างไหม? พี่อยากชวนเราไปดูหนังน่ะ” พี่ซีถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง…



“พี่ไม่ต้องคุมซ้อมหลีดปีหนึ่งเหรอครับ”



“เดี๋ยวพี่ฝากเพื่อนช่วยดูแทนก็ได้”



“เอ่อ…”



“ตกลงว่าโอเคใช่ไหม?”



“ผมมีประชุมงานเฟรชชี่เกมน่ะครับ แหะๆ” ผมพูดความจริงนะ! ถึงจริงๆแล้วจะประชุมแค่แปปเดียวก็เถอะ…



“เนียร์…”



พี่ซีเริ่มทำหน้าจริงจัง รอยยิ้มก่อนหน้านี้หายไปจากใบหน้าแล้ว…



“เนียร์มีแฟนหรือคนคุยแล้วใช่ไหม…?”



คำถามนี้ทำให้ผมรู้สึกจุกไม่น้อย ไม่คาดคิดว่าพี่ซีจะถามผมตรงๆขนาดนี้



“เอ่อ… ผม…”



“ตอบมาสิ!” พี่เขาเริ่มคาดคั้นคำตอบจากผม น้ำเสียงอ่อนโยนเริ่มกลายเป็นตวาดเบาๆ ใช่… มันเบาจริงๆ คนอื่นๆที่อยู่รอบๆยังไม่ได้ยินเสียงนี้เลย แต่สำหรับผม… มันช่างกดดันเหลือเกิน



“ผม……” ผมควรจะตอบยังไงดี



“อย่าบอกนะว่า… ริท…”



“เนียร์! มีอะไรรึเปล่า? ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ริทเตอร์เดินเข้ามาพอดี ผมเหลือบไปมองคนอื่นๆดูเหมือนว่าจะเป็นเวลาพักพอดี



พี่ซีที่นั่งหันหลังให้ริทอยู่ ค่อยๆหันไปหาอย่างช้าๆ… ก่อนจะหันมาถามผมต่อ



“สำหรับเนียร์… ริทเป็นแค่เพื่อน…จริงๆเหรอ?” พี่เขาไม่พูดเปล่าแต่จับมือของผมด้วย ผมรีบดึงมือตัวเองกลับทันที



“พี่มายุ่งอะไรเนี่ย!”



ริทแย่งพูด แล้วเดินมายืนข้างๆผม สีหน้าดูไม่พอใจเป็นอย่างมาก



“ผมไม่รู้หรอกนะว่าสำหรับเนียร์ ผมอยู่ในสถานะอะไร แต่ผมกำลังคุยกับเนียร์อยู่!”



“เนียร์… น้องว่าไง?”



ผมนิ่งไปครู่… ก่อนจะตัดสินใจพูดสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมา



“ริทเป็นเพื่อนของผม…”



ผมเหลือบมองริท ตอนนี้อีกฝ่ายหันมามองผมไปแล้ว ผมจึงรีบพูดต่อทันที



“เป็นเพื่อนที่มากกว่าเพื่อน…”



เมื่อผมพูดจบ… พี่ซีก็นิ่งเงียบไป พี่เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยทำให้ผมมองไม่เห็นสีหน้าและคาดเดาอารมณ์ได้ ไม่นานนัก พี่ซีก็เงยหน้าขึ้นมาคุยกับผม



“งั้นเหรอ…”



พี่ซีพูดสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน



“พี่จะไม่มายุ่งกับเราอีก”



พี่เขา… พูดความจริง! ทำไมถึงยอมตัดใจจากผมง่ายจังเลยล่ะ? นึกว่าจะไม่พอใจมากกว่านี้เสียอีก ผมเริ่มงงแล้วนะเนี่ย



“พี่ถือคติไม่ยุ่งกับคนคุยของคนอื่นน่ะ ยังไงก็… โชคดีนะ” พี่ซียิ้มจางๆก่อนจะหันหลังเดินไป



ผมควรจะพูดอะไรกับพี่เขาไหมนะ? ระหว่างที่ผมลังเล ริทเตอร์ก็พูดขึ้นมาก่อน



“พี่… ขอบคุณนะ…”



พี่ซีชูนิ้วโป้งขึ้นโดยไม่หันกลับมา เป็นการบอกพวกผมว่า โอเค



ผมก็รู้สึกขอบคุณพี่เขาอยู่ลึกๆเหมือนกันที่ยอมเข้าใจผม แถมยังไม่แสดงท่าทีไม่พอใจด้วย…



“ป่ะ กลับกันเถอะ ดึกแล้ว” ริทหันมายิ้มให้ผม ก่อนจะพากันเดินไปลานจอดรถเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อยู่ๆก็เดินงอนแก้มป่องใส่ผมเสียแบบนั้น



“เนียร์นี่… เนื้อหอมเนอะ”



“หมายความว่าไง?”



“เรื่องพี่ซีไง!”



“ก็เคลียร์กันจบไปแล้วนี่!”



“แป้นชู้ตบาส ลบไม้เอกนะ”



“หือ…!?”



แป้นชู้ตบาส? เอ่อ… หมายถึงห่วงงั้นเหรอ? ส่วนลบไม้เอก…



‘หวง’ งั้นเหรอ!!



“พะ… พูดอะไร! กูไม่เห็นเข้าใจเลย!” ผมจะลนลานทำไมเนี่ย…



“เนียร์…”



“ว่า…”



“คืนนี้ไป ‘นอนค้างหอเรา’ นะ!”



“ห้ะ!!!!???”



ทำไมผมรู้สึกกลัวสายตาหื่นกระหายของคนนี้กันนะ



(O_O)







#Nightmare #MyFault

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ตอนนี้จะเกี่ยวข้องกับอดีตของพี่ไนท์ ออกแนวดราม่านิดนึงนะครับ ฮือ

ส่วนเนียร์เองก็บอกว่า ริทเตอร์เป็นเพื่อนที่มากกว่าเพื่อน หมายความว่ายังไงกันนะ

หรือ ‘เพื่อน’ ก็เป็นได้แค่เพื่อนวันยังค่ำ เฮ้อ…

ลงชื่อ Nzsquare

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 7 | I’m not sure how I feel about YOU
«ตอบ #18 เมื่อ21-06-2020 12:47:47 »

ตอนที่ 7

I’m not sure how I feel about YOU







เอาล่ะ…



ก่อนหน้านี้ ผมอาจจะเบลอๆอยู่ ผมขอเรียบเรียงความคิดตัวเองอีกรอบก่อนนะครับ… ถ้าไม่ได้หูฝาดไป และ ถ้าโสตประสาทการได้ยินของผมแปลผลไม่ผิดละก็… 



‘คืนนี้ ไปนอนค้างที่หอเรานะ’



อืม…………



แล้วใครชวนกันนะ?



ริทเตอร์ไงจะใครล่ะ!



‘โฮกกกกกก’



คนที่ดูเจ้าชู้ เจ้าเล่ห์ ชอบยิ้มเหมือนจะกินผมทั้งตัว (อุปมาว่าเป็นราชสีห์กับเหยื่ออ่ะนะ) ชวนผมไปนอนด้วย? นิสัยอย่างริท (?)  ไม่แคล้ว ผมจะโดนจับกดน่ะสิ! (T_T)



เมื่อริทเห็นว่าผมไม่ตอบสักที เลยพูดต่อว่า



“นะๆๆๆ ให้เราไปส่งเนียร์อ่ะได้ แต่ตอนเรากลับไปหอตัวเอง มันอันตรายน่ะสิ กลับดึกๆดื่นๆคนเดียวน่ะ ไม่เป็นห่วงเราบ้างเหรอออ” ริทอ้อนผมสุดขีดแทบจะคุกเข่ากราบกรานผมแล้ว…



ก็จริงอยู่ว่า ตอนนี้ดึกมากแล้ว แถมไม่รู้ว่าทางกลับหอของเขาจะเปลี่ยวไหม? ถึงจะเป็นผู้ชายก็เหอะ แต่ว่ายุคสมัยนี้ก็โดนปล้นหรือโดนชิงทรัพย์กันง่ายๆเสียด้วย



เอาไงดีนะ?



ผมเริ่มใจอ่อน… ผมอาจจะมองริทแง่ลบมากเกินไปก็ได้ ลึกๆแล้วเขาก็อ่อนโยนและเอาใส่ใจพอสมควรดีทีเดียวนะ ไม่น่าจะทำอะไรผมหรอก (ถึงบางทีจะดูหื่นกระหายสุดๆก็เถอะ…)



อย่างมากก็อาจจะแค่นอนกอดผมก็ได้… แค่คิดภาพ… ทำไมผมรู้สึกใจเต้นแปลกๆกันนะ



ริทเตอร์ยังคงเห็นว่าผมนิ่งเหมือนเดิม ทำให้พูดเสริมขึ้นมาอีก…



“นะๆ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ‘วันนี้’ เราไม่ทำอะไรเนียร์หรอก”



‘แสดงว่า วันอื่น จะทำใช่ไหม!!!’



ผมถอนหายใจก่อนที่จะตกลงไปนอนด้วย อย่างน้อยๆ วันนี้ผมก็รอดตัวแหละฟะ ว่าแต่? ทำไมต้องเป็นหอริทด้วย เปลี่ยนเป็นมานอนหอผมแทนไม่ได้เหรอ? แต่ถึงจะคิดแบบนั้น ผมก็ไม่ให้ริทมาห้องผมอยู่ดีนั่นแหละ… มั้ง…



ริทเตอร์สตาร์ทเครื่องจักรยานยนต์ ก่อนจะบอกให้ผมขึ้นมานั่ง…



วันนี้เป็นครั้งแรกที่จุดหมายปลายทางที่จะไปไม่ใช่หอหรือร้านของคาวของหวานรอบๆหอที่ผมอยู่ แต่เป็นอีกเส้นทางที่จะไปสู่ ‘บ้าน’ ของคนขับรถคนนี้



ทันทีที่สายตาของผมมองเห็นหอของริท… ไม่สิ!! ไม่ใช่หอแล้ว! นี่มันคอนโดชัดๆ!!



ไม่ต้องมีใครมาบอก ผมก็พอรู้ว่า หน้าผมเหวอไปแล้ว… คอนโดแห่งนี้เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานนี้เอง เพราะความหรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวกดีเยี่ยมนี่เอง ทำให้ราคาห้องแพงแบบบ้าไปแล้ว! (เท่าที่เคยได้ยินมาอ่ะนะ) เขาลือกันว่าคนที่พักอาศัยที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นคนรวยกันนั้นเอง



งั้นแสดงว่า…  ริทเตอร์เป็นลูกคุณหนู รูปหล่อ บ้านรวยเหรอเนี่ย? ดูไม่ออกจริงๆ เหอๆ



ผมเดินขึ้นห้องตามริทไป  ระหว่างทางสายตาของผมสอดส่องไปทั่วเหมือนเด็กที่อยากรู้อยากเห็นอย่างไรอย่างนั้น เมื่อมาถึงห้อง ผู้ชายบ้านรวยคนนี้ก็เปิดประตูห้องด้วยการแสกนบัตร



ผมแค่เห็นสภาพในห้อง มันทำให้ผมยิ่งอึ้งขึ้นไปอีก หน้าผมตอนนี้คงเหวอมากกว่าเดิม จนเจ้าของห้องหัวเราะเบาๆ



สาเหตุที่ทำให้ผมคาดไม่ถึงแบบสุดๆ มีอยู่สองเรื่อง เรื่องที่หนึ่งก็คือความกว้างของห้อง คือบอกได้คำว่ากว้างมาก กว้างชนิดที่ว่าตีกอล์ฟได้สบาย (เว่อร์ไป) เอาจริงๆคือห้องนี้สามารถอยู่ได้สี่คนคนแบบสบายๆ ไม่แออัดเลยด้วยซ้ำ เท่าที่เดินมองดูเหมือนว่าห้องนี้มีห้องนอนสองห้อง ผมคิดว่าคงเป็นห้องสำหรับสองคนแต่ว่าริทคงเลือกที่จะอยู่คนเดียว นอกจากนี้ยังมีส่วนของห้องนั่งเล่นและโซนครัว แถมยังมีระเบียงไว้ปลูกต้นไม้เล็กๆได้อีกราวสองสามต้นอีกด้วย



ผมเดินมองรอบๆด้วยความสนใจ จนริทต้องถามผมว่า…



“เป็นอะไรไป ช็อกกับขนาดห้องเหรอ” รู้ใจผมอีก…



“นี่อยู่คนเดียวเหรอจริงเหรอ?” ผมถามทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าริทไม่มีรูมเมท



“ใช่ เหงามากเลย~ แต่พออยู่เนียร์แล้ว หายเหงาทันทีเลยล่ะ” ยังไม่วาย หยอดผมอีก



เรื่องที่สองที่ทำให้ผมประหลาดใจ คือ… ความสะอาดและความเป็นระเบียบของห้องนี้ เท่าที่ผมรู้จักริทมา (ไม่ถึงเดือน!) ดูแล้วริทไม่น่าจะเป็นคนเจ้าระเบียบขนาดนี้ ผมว่าผมเป็นคนชอบจัดห้องจัดของพอสมควรแล้วนะ แต่ที่นี่มันเป็นระเบียบมากกว่าห้องของผมซะอีก (สะอาดกว่าด้วย)



“จะเดินสำรวจห้องถึงหกโมงเช้าเลยมะ?” ริทยืนกอดอกมองผมที่ดูตื่นเต้นกับห้องนี้อย่างสบายอารมณ์



“โห่! เออๆ พอแล้วก็ได้”



“งั้นไปอาบน้ำกันเถอะ” ทันทีที่พูดจบ ริทก็ถอดเสื้อออกทันที



“เฮ้ย!!! เดี๋ยว! ทำอะไร” ผมโวยวาย ไม่นึกว่าริทจะกล้านี้



“ก็…อาบน้ำไง ไม่ถอดเสื้อแล้วจะอาบยังไง” ริทหันมายิ้มกวนๆให้ผม



“ก็ไปถอดในห้องน้ำสิ! มาถอดอะไรตรงนี้!”



ริทค่อยๆเดินเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ สีหน้าเหี้ยมเกรียม ผมเดินถอยหลังตามสัญชาตญาณไปไม่กี่ก้าวก็ชนกำแพง แต่ร่างกายที่ขาวเนียนบวกกล้ามท้องนิดๆขยับเข้าหาผมทีละก้าว ทีละก้าว… จนประชิดตัวผม ก่อนจะกระซิบข้างหูของผมเบาๆ



“ไม่มาอาบด้วยกันเหรอ?”



“!!!!!”



ผมยังไม่ทันพูดอะไรเลย แต่ริทเตอร์ค่อยๆเอื้อมมือมาปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาผมทีละเม็ด ทีละเม็ด… จนปลดไปได้ราวสามสี่เม็ดแล้ว ผมเพิ่งจะตั้งสติได้ก่อนจะผลักตัวริทออกไป และเพราะเขาไม่ได้ใส่เสื้อ จึงสัมผัสโดนกล้ามท้องเต็มๆ!



“พะ…พอแล้ว!!” หน้าของผมร้อนผ่าว ถึงริทจะไม่บอก แต่ผมก็รู้ตัวว่าหน้าผมแดงยิ่งกว่าสตอเบอรี่สดแล้วตอนนี้



“อ่ะๆ ไม่แกล้งละ ไปอาบน้ำดีกว่า” ริทหยิกแก้มผมทีนึงก่อนจะเข้าห้องอาบน้ำไป



ผมเดาความคิดของริทไม่ออกเลยว่า เมื่อกี้แค่แกล้งเล่นหรือตั้งใจจริงๆกันแน่ ว่าแต่ว่า…(ไม่) แอบเห็นว่า ริทก็หุ่นดีเหมือนกันนะเนี่ย… (-x-)



ไม่นานนักริทก็อาบน้ำเสร็จ และออกมาในสภาพพันผ้าเช็ดตัวผืนเดียวรอบเอว ทำไมไม่แต่งตัวให้เสร็จก่อน! เมื่อเขาเห็นผมยืนอ้ำอึ้งกับสภาพของตัวเขาเองในตอนนี้ ริทแอบยิ้มมุมปากเล็กๆ ก่อนผายมือไปทางห้องน้ำเชิญให้ผมเข้าไปอาบต่อ



“อ่ะ… เชิญครับ”



ผมที่กำลังอึ้งๆกับภาพตรงหน้าค่อยๆเดินหลบริทไปอย่างเงียบๆ แต่ว่า…



“อุ๊บ! ผ้าหล่น”



“เฮ้ย!!!”



ผมรีบเอามือปิดหน้าปิดตัวเอง ก่อนที่จะเห็นของอุจาดตา แต่มันไม่ทันแล้ว…



ใต้ผ้าขนหนูนั่น…



ผมเห็น…



เห็น…



ริทเตอร์ที่ใส่กางเกงขาสั้นเรียบร้อยแล้ว



“ตกใจอะไรเหรอ~”



‘จงใจชัดๆ กวนตีX!!!’



ผมหัวฟัดหัวเหวี่ยง รีบเข้าห้องอาบน้ำไป



ผมยืนพิงประตูห้องน้ำก่อนจะสำรวจตัวผมเอง… ผมลูบแก้มตัวเองเบาๆ ก็สัมผัสได้คนถึงความร้อนเล็กๆที่ออกมา ผมเงยหน้ามองกระจกก็พบว่า… หน้าของผมแดงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?



เฮ้อ… ผมเป็นอะไรกันนะ



ตอนนี้ผมควรจะหยุดคิดเรื่องนี้ก่อน ตอนนี้อาบน้ำดีกว่า เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว ผมก็เริ่มมองสำรวจห้องน้ำทันที



ว้าว!  มีอ่างอาบน้ำด้วยเหรอเนี่ย อยากแช่น้ำจัง แต่ไว้วันหลัง (?) ละกัน วันนี้ผมง่วงแล้ว (เปลี่ยนอารมณ์เร็วเว่อร์ ไม่เข้าใจตัวเอง แหะๆ (:3)) ผมอาบน้ำและขัดถูตัวด้วยสบู่อย่างสบายใจไปสักพัก ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ผมไม่มีผ้าเช็ดตัว!!! ไม่สิ ทั้งชุดนอนและพวกกางเกงในก็ไม่มีด้วย! ผมลืมเสียสนิทเลย ริทเองก็คงลืมเหมือนกัน (หรือจงใจลืมหว่า) คงต้องขอยืมริทแล้วแหละ



“ริท ขอยืมผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้าหน่อยดิ” ผมเดินมาแง้มประตูห้องน้ำทั้งสภาพตัวเปียกน้ำและยังอาบน้ำไม่เสร็จ (:o)  เพื่อตะโกนบอกริทที่อยู่ข้างนอก (แน่นอนว่าโผล่ไปแค่หน้า เผื่อริทยังอยู่แถวหน้าห้องน้ำ เดี๋ยวจะเห็นของสงวนส่วนตัวสุดที่รักอะไรบางอย่างของผม



“วางไว้ตรงชั้นวางให้หมดแล้วนะ~” ริทตะโกนกลับมา สงสัยว่าน่าจะอยู่ในห้องนอน



ผมหันไปมองที่ชั้นวางในห้องน้ำ เออ! จริงด้วย! ทำไมผมไม่เห็นนะ (;P) ผมกำลังจะไปอาบน้ำต่อ แต่ก็ต้องชะงักลง ผมลืมอีกเรื่องที่สำคัญ แปรงสีฟัน!! แถมถ้าจะยืมแปรงเดียวกันมันก็จะแปลกหน่อยๆ เอ่อ… ก็ไม่หน่อยแหละ



“ริท กูยังไม่ได้ซื้อแปรงสีฟันเลยนะ เฮ้ย!!” ผมเปิดประตูอีกรอบเพื่อที่จะบอกริท ทันทีที่ผมเปิดประตูผมจ๊ะเอ๊กับริทพอดี เขาไม่ได้อยู่ในห้องนอนเหรอ!? โชคดีที่ผมโผล่ไปแค่หน้าเหมือนเมื่อกี้ ถ้าผมโผล่ไปทั้งตัวนะ…



“อ่ะ…” ริทยื่นแปรงสีฟันที่ยังไม่ได้แกะจากกล่องให้ผม



ผมรับมาแบบงงๆ นี่ซื้อไว้ตอนไหนเนี่ย?



“ผิวเนียนดีนะ” ริทหัวเราะก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องนอน



“!!!”  ผมก็อายเป็นนะ! ผมอยากจะเอามือตบหน้าตัวเองสักป๊าป! นี่ผมทำอะไรของผมอยู่เนี่ย!? เหมือนผมเป็นเหยื่อที่วิ่งเข้าปากเสือเองเลยชัดๆ!



หลังจากผมอาบน้ำและแปรงฟัน ตลอดจนแต่งตัวใส่ชุดนอนเสร็จ ผมรู้สึกว่าตัวใหญ่ไปนิด แต่ก็คงแน่นอนอยู่แล้วเพราะขนาดตัวผมกับริทต่างกันพอสมควร แต่ผมบ่นอะไรมากไม่ได้หรอก ดีแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ต้องใส่ชุดซ้ำ



ผมก็เดินไปหาริทที่กำลังนอนเล่นมือถือสบายใจอยู่บนเตียง



“ให้กูนอนตรงไหนอ่ะ” ผมถามขึ้น ตอนแรกผมนึกว่าจะผมนอนอีกห้องนึง เพราะคอนโดนี้ห้องนึงมีสองห้องนอน แต่ตอนผมเดินมาจากห้องน้ำผมบังเอิญเห็นว่าอีกห้องนึงที่เปิดประตูไว้กลายเป็นห้องหนังสือไปแล้ว ในห้องเต็มไปด้วยหนังสือเรียนฟิสิกส์และอื่นๆเต็มไปหมดทั้งชั้นวางและตู้หนังสือ



“นอนเตียงเดียวกับเรานี่แหละ อีกห้องเราใช้เป็นห้องเก็บของไปแล้ว”



“ห้ะ!!” จริงอยู่ว่าเตียงในห้องของริทเป็นเตียงคิงไซส์ที่นอนได้สองคน แต่จะให้ผมที่ใสซื่อบริสุทธิ์นอนข้างๆเขาที่ชอบแกล้งผมแบบติดเรทอ่ะนะ… จะให้ผมรู้สึกยังไงกัน (= x =)



ระหว่างที่ผมมัวแต่คิดอะไรไปต่างๆนานา เจ้าของห้องสุดแสบก็ดึงแขนของผมเข้าหาตัวเขาเอง แล้วผลักผมจนล้มตัวลงกับเตียงนอน ริทเตอร์มองตาผมด้วยรอยยิ้มและสายตาจอมวางแผน



“ทำไมท่าเขินน่ารักจังเลยอ่ะ”



“ใครเขินกัน!” ผมรีบปฎิเสธ ทั้งๆที่รู้ตัวเองอยู่แก่ใจ



“ปากไม่ตรงกับใจตลอดเลยนะ” ริทตีแก้มผมเบาๆเป็นการหยอกล้อ



“ระ… รีบๆนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก” พอผมพูดจบ ผมก็เอาผ้าห่มม้วนตัวเองแล้วนอนตะแคงข้างหันหน้าหนีผู้ชายขี้แกล้งคนนี้ทันที



ริทเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่ลุกไปปิดไฟ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆผม…





‘ติก… ติก… ติก…’





เสียงเข็มนาฬิกาที่ตั้งไว้ตรงตู้ในห้องนอนของริทมันดังตลอด บวกกับใจของผมที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวตอนนี้ ทำให้ผมนอนไม่หลับ แต่เอาจริงๆเสียงเข็มนาฬิกามันไม่ได้ดังขนาดนั้นหรอก แต่เป็นเพราะตัวผมเองมากกว่าที่เป็นปัญหา ใจของผมเต้นยังไม่หยุดเลย… ไม่สิ… ผมใช้คำผิด ต้องใช้คำว่าหัวใจเต้นแรงตังหาก (หัวใจหยุดเต้นก็ตายสิ เอ๊ะ!?)  อาจจะเป็นเพราะผมเขินอย่างที่ริทเตอร์บอกจริงๆล่ะมั้ง…



ว่าแต่? ริทหลับรึยังนะ?



ผมพลิกตัวจากนอนตะแคงหันไปทางหน้าต่าง ในตอนแรก เปลี่ยนมาเป็นตะแคงหันหน้าเข้าตรงกลางเตียง ทำให้ผมสบตากับริทที่นอนลืมตาจ้องผมอยู่ข้างๆ



“นอนไม่หลับเหรอ?”



“อื้อ… นิดหน่อยน่ะ”



สายตาที่ริทมองผมในตอนนี้ ชั่งแตกต่างจากตอนอื่นๆเหลือเกิน ไม่ใช่สายตากวนๆที่ชอบแกล้งผมอย่างทุกที แต่เป็นสายตาที่ผมเคยเห็นหลายต่อหลายครั้งแล้ว…



มันช่างดู… อ่อนโยนเหลือเกิน…



“ริท…”



“หือ…?”



ผมรวบรวมความกล้า ก่อนที่จะตัดสินใจถามออกไป…



ด้วยคำถามที่ผมอยากรู้…



อยากรู้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน…



“คิดยังไงกับกูกันแน่…?”



ผมรอคำตอบจากปากริทด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ



“เรา… เราชอบเนียร์นะ”



ริทนิ่งไปครู่นึง ก่อนจะค่อยๆพูดต่อ



“เราชอบเนียร์… ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอในวันนั้น…”



สีหน้าของริทเตอร์จริงจังมาก ผมไม่เคยเห็นสีหน้าของเขาแบบนี้มาก่อนเลย… คราวนี้ผมกลายเป็นฝ่ายนิ่งแทน ไม่รู้ว่าควรจะพูดกับเขาต่อยังไงดี…



ผมไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร จนผู้ชายที่นอนจ้องตาผมเป็นฝ่ายถามกลับเสียเอง



“แล้วเนียร์ล่ะ… คิดยังไงกับเราเหรอ?”



“…………”



ผม… ผมไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงดี?



มันเป็นคำถามที่ยากมากสำหรับผม…



“กู… กูไม่รู้…”



ผมสัมผัสได้ถึงสายตาของริทที่ดูหม่นหมองลง… แต่ผมคิดว่าจำเป็นต้องพูดต่อ



“เรายังไม่แน่ใจว่าเรารู้สึกยังไงกันแน่… ขอโทษนะ…”



ริทยิ้มออกมา แต่ผมดูออก…ว่านั้นเป็นการปั้นยิ้ม และถึงภายนอกจะดูยิ้มสดใสแค่ไหน แต่ก็ปกปิดสายตาที่เสียใจไม่ได้…



ผมรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจขึ้นมาทันที…



“กู…”



“ไม่เป็นไรหรอก แค่เนียร์ไม่ได้ดูรังเกียจเรา เหมือนตอนแรกก็พอแล้ว…”



“………”

   

“ค่อยๆถามใจตัวเองไปก็ได้ เรารอได้…”



“ขอบคุณนะ…  ริทก็… เป็นคนดีกว่าที่คิดเหมือนกัน”



ผมเงียบไปสักพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ…



“จนบางที… กูก็รู้สึกหวั่นไหวเหมือนกันนะ”



“………”



สิ้นสุดประโยคนี้ลง พวกเราก็จ้องหน้ากันอยู่สักพัก บรรยากาศในห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาเดินเท่านั้น ริทเตอร์จะค่อยๆขยับหน้าของตัวเองเข้ามาใกล้หน้าผมขึ้นเรื่อยๆ… 



ริมฝีปากสีออกชมพูเรื่อๆของริทค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ริมฝีปากของผม สายตาของริทค่อยๆเลื่อนขึ้นมาสบตาผม ตอนนี้หน้าของพวกเราทั้งสองคนแทบจะชนกันอยู่แล้ว



เพียงแต่ว่า… ริทกลับหยุดชะงักลงก่อนที่พวกเราจะริมฝีปากของพวกเราจะประกบกัน ริทค่อยๆถอยห่างจากตัวผมก่อนไปกลับไปนอนที่เดิมก่อนหน้า



“ขอโทษนะ”



ริทเตอร์เอ่ยเสียงเบา ก่อนจะหันมาบอกผมอีกครั้งว่านอนได้แล้ว… แล้วริทก็ห่มผ้าแล้วหลับตาลงนอนไม่พูดอะไรกับผมอีกเลย



ผม… ผมรู้สึกสับสนว่าจริงๆแล้ว ผมรู้สึกยังไงกันแน่…



อย่างที่บอก บางครั้งผมก็รู้สึกหวั่นไหวนะ แต่ผมแค่คิดว่าสิ่งนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า ‘ชอบ’ หรือ ‘รัก’ หรอก



ผมพยายามจะคิดแบบนั้น และบอกตัวเองแบบนั้น



ถึงอย่างนั้น… เมื่อครู่ผม… รู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่ริทเตอร์ไม่ได้จูบผม…


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 7 | I’m not sure about I feel about YOU
«ตอบ #19 เมื่อ21-06-2020 12:49:58 »


“ฮ้าวววว”



“นี่มึงง่วงมาจากไหนนักหนากันหะ?”



ไอ้ภามบ่นใส่ผม เพราะผมหาวไปสิบกว่ารอบแล้ว ก็เมื่อวานผมนอนไม่ค่อยหลับแถมยังต้องตื่นเช้าอีกนี่… แค่หาวนิดหาวหน่อยในห้องเรียน ทำเป็นบ่น ทีมันหลับแถมกรนสบายใจ ผมยังไม่บ่นมันเลย!



“เมื่อวาน กูนอนไม่ค่อยหลับนิดหน่อยน่ะ”



“เออ… เมื่อวานมึงไม่ได้อยู่ห้องนี่? กูจะเอาชีทเรียนที่ยืมมึงมาคืน แต่เหมือนมึงไม่อยู่ห้อง โทรไปก็ไม่รับสายกู”



‘ชิXหาย…’



เมื่อวานผมไปนอนห้องริทมา แล้วผมจะอยู่ห้องตัวเองได้อย่างไรกัน! ถ้าไอ้ภามมันรู้ต้อง ‘คิดลึก’ ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเลยจำเป็นต้องพยายามตอบแถๆไป



“เอ่อ… คือ… กู เอ้ย หมายถึงริทอ่ะ เลิกซ้อมดึก ตอนนั้นกูอาจจะไม่กลับห้องไง”



“แต่กูไปเคาะห้องมึง หลังจากที่มึงตอบไลน์กูว่ากำลังกลับไปเกือบชั่วโมงอยู่นะ”



“เอ่อ…ก็…”



“ปกติไอ้ริทขับมอไซฯ มาส่งก็แปปเดียวเองไม่ใช่เหรอ?”



“แบบว่า…”



“ไอ้เนียร์…”



“หือ!?…”



“มึงนี่… กูว่ากูเคยบอกมึงไปแล้วนะ… กูยอมรับว่ามึงคือนักจับโกหกที่เก่งที่สุดในโลก แต่ทักษะการโกหกคนอื่น มึงได้คะแนนติดลบเลยว่ะ!!”



ไอ้ภามถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้าแบบจงใจกวนผม



“ทีนี้! มึงจะบอกดีๆได้ยัง!?”



เมื่อมันคาดคั้นคำตอบจากผมขนาดนี้ ผมก็ปลง จนต้องยอมพูดความจริงออกมา… (T^T)



“เมื่อวานกู…ไปนอนหอริทมาน่ะ” ยิ่งผมพูดเสียงก็ยิ่งเบาลงเรื่อยๆ



“เชี่X!!??” มันอุทานดังจนอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่หน้าห้องหันมามองค้อนแรงมาก แน่นอนว่ามันก็หัวเราะ แหะๆ ก่อนจะขอโทษอาจารย์



ผมก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมด (ที่ไม่มีอะไรเลย!!) ให้ไอ้ภามฟังว่าทำไม ผมถึงต้องไปนอนกับริท ส่วนไอ้ภามก็นั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อจนผมเล่าจบ (ไม่ใช่นิทานนะมึง!!)



“แล้ว… มึง ‘ยังงี้’ กันยังวะ” มันใช้มือสองข้างแบบ… เอ่อ… จะสื่อว่า… ผม ‘มีอะไร’ กับริทรึยัง



“ไอ้เวร!!! ก็เชี่Xละ” ผมว่าแล้ว… ในหัวสมองของไอ้ภามคงคิดได้แต่เรื่องใต้สะดือแบบนี้



“โห่ววว ไรว้า~ เพื่อนกู นึกว่า ‘เผด็จศึก’ กันแล้วซะอีก”



“มึงจะบ้าเหรอ!!! กูแค่ไปนอนด้วยเฉยๆเท่านั้นเอง”



“รีบๆ เผด็จศึกนะจ๊ะ~ เนียร์น้อย~”  ผมทำหน้าอ้อร้อใส่ผม หน้ามันตอนนี้ หื่นสุดๆ…



“แต่ถ้ายังไม่เงียบกันอีก เดี๋ยวฉันจะจัดการเผด็จศึกพวกเธอให้นะ~” เสียงหวานๆแต่แฝงด้วยความน่ากลัวดังขึ้น



อาจารย์นั่นเอง…



“แหะๆ ขอโทษคร้าบบบ” ผมกับไอ้ภามพูดอย่างพร้อมเพรียงกัน











หลังจากที่เรียนคาบนี้จบลงโดยสวัสดิภาพ (ถึงจะโดนอาจารย์เพ่งเล็งทั้งคาบก็เถอะ) ผมก็ได้เวลาถามคำถามที่ผมอยากรู้จากไอ้ภามเสียที ก่อนหน้านี้ ผมตอบไปแล้ว ถึงคราวที่ผมเป็นฝ่ายถามบ้าง!ผมก็แยกกับไอ้ภาม



“ไอ้ภาม ตกลงว่า… มึงไปคุยกับพี่ไนท์รึยัง?”



คำถามนี้อาจจะเป็นไฟฟ้าสำหรับมัน เพราะเล่นสะดุ้งตัวแรงมากจนผมที่เป็นฝ่ายถามตกใจเอง



“ยังเลย แหะๆ”



“จะรอให้เรียนจบกันก่อนรึไง!”



“เออๆ เดี๋ยวกูไปคุยเองแหละ”



ผมรู้สึกแปลกๆ เหมือนไอ้ภามจะไม่ค่อยกล้าไปคุยกับพี่เขารึเปล่านะ? ไม่สิ… หรือว่ายังไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเองกันนะ เหมือนกับ… ผม…



“มึง… ยังลังเลอยู่เหรอ?”



“กู… ไม่รู้ว่ะ… ตกลงกูชอบพี่มึงจริงๆเหรอ”  ไอ้ภามถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะแสดงสีหน้ากลุ้มใจที่ผมเห็นได้ไม่บ่อยนัก



“กูก็ไม่รู้ มีแค่ตัวมึงเองที่ตอบได้นะ”



“เอ้า! มึงก็อ่านใจกูให้หน่อยสิ นะๆๆ”



“พอเลย! แมวตัวไหนแถวนี้วะ ที่เคยบอกกูว่ากูพลังตัวเองมากเกินไปแล้วกันนะ!”



“โหหห มึงอ่ะ!!”



“และกูก็เชื่อว่า เพื่อนกูสามารถผ่านมันไปได้โดยไม่ต้องพึ่งกู” ผมตบไหล่ไอ้ภามเบาๆ



“เออ! งั้นกูจะไปคุยกับพี่ไนท์วันนี้ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!!” มันทำหน้ามุ่ยเชียว ฮะๆ



“ห้ะ!? เดี๋ยว ตอนไหน”



“ตอนนี้! งั้นกูไปก่อนนะ บาย!”



วินาทีที่พูดจบ ไอ้ภามก็รีบซอยเท้าเดินฉับๆไปอย่างไว ก่อนจะหายลับตาไปเลย ปล่อยให้ผมยืนอยู่ที่เดิมคนเดียวอย่างงงๆ กว่าจะตั้งสติได้



“ไอ้…………”



ผมหมดคำพูดจะด่า ถึงด่าไปเจ้าตัวก็ไม่อยู่ที่นี่แล้ว… เฮ้อ… นิสัยตัดสินใจจะทำอะไรแล้วก็ทำทันทีเลยของเพื่อนผมนี่เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วจริงๆนะ











วันนี้ผมมีประชุมเกี่ยวกับงานเฟรชชี่เกม ซึ่งประธานของงานนี้ก็คือ เบสต์  เพื่อนของผมนี่เอง ควบตำแหน่งประธานรุ่นเลยนะ ไม่เหนื่อยเหรอ…



ถ้าไม่นับการแข่งขันที่เป็นกีฬาจริงๆละก็… งานแสดงในวันเฟรชชี่เกมแบ่งเป็นสามส่วนหลักๆ คือ ผู้นำเชียร์, แสตนเชียร์ และขบวนพาเหรดนั่นเอง



หน้าที่ของผมก็คือเป็นผู้ช่วยเฟรนซึ่งเป็นหัวหน้าคนดูแลการเดินพาเหรดทั้งหมด… เฟรนนัดคุยกับผมที่ร้านคาเฟ่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหอของผม



หลังจากแยกกับไอ้ภาม (แบบงงๆ) ผมตัดสินใจกลับไปเปลี่ยนเป็นชุดลำลองสบายๆ ก่อนเพราะอีกประมาณเกือบสองชั่วโมงถึงจะถึงเวลานัด (พูดง่ายๆก็คือว่างนี่แหละ)



 ทันทีผมถึงห้องก็มีข้อความจากไอ้ภามว่า



‘ขอกำลังใจให้กูด้วยยย!!’



ผมเดาว่า ตอนนี้เพื่อนผมคงจะถึงตึกคณะที่พี่ไนท์กำลังเรียนอยู่แล้ว ผมส่งสติกเกอร์ ‘สู้ๆ’ ตอบกลับไป ถ้าไม่ตอบเดี๋ยวตอนเจอกัน มันก็จะโวยวายแล้วงอนผมอีก



‘สู้ๆ นะมึง’



ผมยิ้มในใจ ถึงผมจะส่งสติ๊กเกอร์ไปพอเป็นพิธีงั้นๆ แต่ในใจผมอยากให้มันพูดคุยกับพี่ไนท์จนพี่เขายอมเปิดใจนะ ขอให้มันสมหวังในเรื่องนี้สักที…





เมื่อผมเปลี่ยนชุดเสร็จและกำลังออกจากห้อง ล็อคประตู ผมก็บังเอิญเจอคนที่ตอนนี้น่าจะเรียนอยู่ที่คณะ…



“พี่ไนท์!! พี่ไม่ได้เรียนอยู่เหรอ!?”



“ช่วงบ่าย อาจารย์ติดธุระด่วนน่ะ เลยขอเลื่อนไปเรียนวันอื่น”



‘โถถถ ไอ้ภามน้อย ผู้น่าสงสาร ดันสวนทางกับพี่ไนท์ซะงั้น…’



งั้นเดี๋ยวผมต้องไลน์บอกมันแล้วล่ะ ไม่งั้น… ไอ้ภามนั่งรอหงอยคนเดียวจนมืดค่ำแน่



“อ่อออ… งั้นผมไปแล้วนะ”



“เดี๋ยว…”  พี่ไนท์จับแขนผมไว้ ก่อนจะล้วงหยิบของในกระเป๋าสะพายออกมา แล้วยื่นให้ผม มันคือ… กล่องเล็กๆสีแดงกล่องนึง



“……?”  ผมได้แต่มองด้วยความสงสัยแต่ยังไม่รับจากมือพี่ไนท์ไป



“ฝากเอาไปคืนภามหน่อย… บอกว่าพี่รับของชิ้นนี้ไว้ไม่ได้”



ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เพราะไอ้ภามไม่ได้บอกอะไรผมไว้ ผมเดาว่าคงจะเป็นของที่ภามซื้อให้พี่ไนท์ในวันที่ไปเดินห้างกันวันนั้น และถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ… ผมก็ยิ่งรับฝากคืนไม่ได้แน่นอน



“ผมว่า… ถ้าพี่จะคืน พี่คืนด้วยตัวพี่เองเถอะ” ผมค่อยๆดันเลื่อนมือพี่ไนท์กลับไป



“………”



“ผมอยากให้พี่ไปคุยกับภามให้เข้าใจกันเองจะดีกว่านะ ผมรู้ดีว่าพี่คิดหรือกังวลอะไรอยู่”



“แต่พี่ไม่ได้ชอบภาม” พี่ไนท์ยื่นคำขาด ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกไอ้ภามแล้ว ขนาดผมไม่ใช่ตัวมันเอง แต่พอผมได้ยินคำที่พี่ไนท์พูดออกมาตรงๆแล้ว ก็ไม่แปลกที่ไอ้ภามจะซึมในตอนนั้น (ถ้าเป็นผมก็คงรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจเอาเรื่อง…)



“ผมรู้ดีกว่าพี่นะ… ว่า ‘ลึกๆ’ แล้วพี่รู้สึกยังไง พี่แค่ยังไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง”



“………”



“ผมไปก่อนนะ”



ทันทีผมพูดจบ ผมก็รีบเดินออกจากตรงนั้น  ผมพอเข้าใจพี่ไนท์นะ… เหตุการณ์ในตอนนั้นเป็นใครก็ต้องโทษตัวเองกันทั้งนั้น แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ความผิดของพี่ไนท์เสียหน่อย











ผมมานั่งรอเฟรนที่ร้านคาเฟ่ก่อนเวลาราวๆชั่วโมงนึง สาเหตุที่ผมรีบมาก็คืออยากทำงาน? เปล่าเลย… มานั่งตากแอร์ตังหาก แหะๆ ร้านนี้มีที่นั่งไม่เยอะมาก การตกแต่งของร้านถือว่าถูกใจผมทีเดียว เหมือนเน้นมาพักผ่อนชิบกาแฟสบายๆมากกว่า ลูกค้าก็เข้าร้านมาเรื่อยๆ แต่ส่วนมากจะสั่งกลับบ้านกันมากกว่า โดยรวมแล้ว ผมให้ผ่าน!!



ผมนั่งดูดสตอเบอรี่โยเกิร์ตปั่นอย่างสบายใจ เมนูนี้น่าจะเป็นเมนูยอดฮิตของทางร้าน สังเกตได้จากผู้คนที่เข้ามาร้านจะต้องสั่งเครื่องดื่มนี้แปดในสิบคน ถึงผมจะรู้สึกหวานออกเปรี้ยวไปนิด แต่ก็ไม่ได้ออกรสเปรี้ยวจนผมกินไม่ได้



“อ้าวๆๆ เนียร์ไม่ใช่เหรอจ๊ะ?”  เสียงหวานใสดังขึ้น



“อ้าว!! พี่เชอรี่! สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ทักทายพี่เชอรี่ กับ… พี่ผู้หญิงท้วมๆอีกคนหนึ่ง พวกพี่เขาจะน่าเห็นผมตั้งแต่เดินเข้าร้านแล้วล่ะมั้ง เพราะตำแหน่งของโต๊ะที่ผมกำลังนั่งอยู่ เดินเข้ามาก็เห็นทันทีเป็นโต๊ะแรก



“บังเอิญจังเลย อ้อ! นี่พี่แอดมินเพจอีกคนนะ ครั้งที่แล้วยังไม่เคยเจอ”



“อ่อ… สวัสดีครับ ผมเนียร์นะครับ”



“จ้า จ้า… แล้วรู้ไหมเนี่ยว่าพี่ชื่ออะไร” พี่ผู้หญิงยิ้มให้ผม



‘ชื่อ ทองหยิบ’



ใช้เวลาครู่เดียว… ผมก็รู้ชื่อพี่เขาแล้ว แต่จะให้ตอบไปตรงๆเลย พี่ทั้งสองคนจะตกใจเปล่าๆ ผมจึงแกล้งไม่รู้ดีกว่า



“ไม่รู้สิครับ”



“ลองเดาๆ ก็ได้จ้า ชื่อพี่น่ะ… สีออกแดงเหมือนเชอรี่เลย” พี่เขาหัวเราะคิกๆ



เอ่อ… ทองหยิบมันเหลืองไม่ใช่เหรอ? หรือว่าพี่เขาตาบอดสี? ก็ไม่น่านะ…



“เป็นผลไม้เหมือนกันด้วย” พี่ผู้หญิงใบ้ต่อ คงจะเห็นหน้าผมเหวอไปแล้วนั่นเอง



“แตงโม?”



“แตงโมบ้านน้องเหรอ! สีแดง!” คนถามโวยวายใส่



“อ้าว… ก็เนื้อในมันสีแดงนี่…”



“โอเค… พี่ยอมก็ได้… พี่ชื่อ แอปเปิ้ล จ๊ะ”



ห้ะ!? ไม่ใช่ทองหยอดเหรอ? แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าพี่คนนี้ไม่ได้โกหก ผมหันหน้าไปมองพี่เชอรี่อย่างช้าๆ เจ้าตัวที่ถูกจ้องคงจะรู้ว่าผมสงสัยจึงรีบพูดอธิบาย



“น้องเนียร์อาจจะสงสัยว่าทำไมบังเอิ๊ญบังเอิญชื่อเป็นผลไม้แถมสีเหมือนกัน คืองี้… แอดมินเพจคิ้วท์บอย จะมีโค้ดเนมเป็นของตัวเองเป็นผลไม้ชนิดต่างๆจ๊ะ”



ผมถึงบางอ้อแล้ว ก็ว่าอยู่ว่าทำไมผมถึงอ่านใจได้ว่าพี่เขาชื่อ ทองหยอด ที่แท้ชื่อแอปเปิ้ลก็เป็นนามแฝงนั้นเอง



“และ – ต้อง – เป็น – ผล – ละ – ไม้  – สี - แดง – เท่า – นั้น – ด้วย”



“ทำไมอ่ะครับ!?”



พี่เชอรี่และพี่แอปเปิ้ลหันไปมองหน้ากันก่อนจะยิ้มขวยเขินออกมา



“ก็เพราะว่าสีแดงสื่อถึง ‘ความรัก’ ที่มีให้คิ้วท์บอยทั้งหลายไง~  ฮิ้ว~”



เอ่อ… ครับคุณพี่… ผมยิ้มแห้งๆให้กับท่าทีเล่นใหญ่ของพี่ทั้งสองคน



“แล้วเนียร์มาทำอะไรเหรอจ๊ะ” อยู่ๆพี่เชอรี่ก็เปลี่ยนประเด็นเสียแบบนั้น



“เดี๋ยวผมมีประชุมงานเฟรชชี่เกมนิดหน่อยน่ะ”



“อ่อ จ้า กับคนๆนั้นอะเปล่า?” พี่เชอรี่หรี่ตาลงเล็กน้อย แสยะยิ้มอย่างน่ากลัว



หรือว่า…



พี่เขารู้เรื่องระหว่างผมกับริทเตอร์!!  เอ้ย!! แต่พวกผมก็ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่



“หมายถึง… คนไหนเหรอครับ แหะๆ”



“แหมมม มีหลายคนเหรอจ๊ะ! ก็ต้องน้องภามที่ดูซนเป็นเด็กๆคนนั้นไง!”



“อ๋อออ” ผมโล่งอก นึกว่าข่าวลือเรื่องมี ‘คนจากคณะนึง’ ไปแอบดูการซ้อมของ ‘คนอีกคณะนึง’ จะแพร่มาถึงหูของพี่แอดมินประจำเพจคนนี้เสียแล้ว



“รู้ตัวไหมเนี่ย? ว่าทั้งนอกมอฯ และในมอฯ เนี่ย ต่างก็แอบจิ้นคู่เราอยู่เล็กๆนะ!”



เอ่อ… ผมเกรงใจมากเลยล่ะครับที่ต้องพูดว่า แค่คิดก็ขนลุกแล้ว!!



“ก็พอได้ยินมาบ้างครับ…” ผมถอนหายใจเบาๆ



“ว่างๆก็เรียกเขามาถ่ายคู่กันอีกสิ รับรองดังระเบิดกว่าเดิมแน่! เดี๋ยวนี้สาววายครองเมืองจ๊ะ!!”



รูปเดียวก็เกินพอแล้ว เฮ้อ…… (T^T)



ทุกวันนี้… เวลาผมเดินไปไหนมาไหนในมหาลัยหรือรอบๆมหาลัย มักจะมีคนทักผมอยู่เสมอ แถมพ่วงท้ายด้วยคำพูดประมาณว่า ‘แล้วคู่จิ้นน้องล่ะ’ หรือ ‘ภามล่ะ? นู่นนี่นั่นอยู่เสมอ… ปกติคนก็ชอบเข้าใจผิดกันอยู่เรื่อยๆตลอดอยู่แล้ว พอเจอเหตุการณ์นี้เข้าไปอีกก็ยิ่งเข้าใจผิดกันไปใหญ่



ไม่ใช่ว่า ผมไม่พอใจที่ได้จิ้นกับเพื่อนตัวเองหรอกนะ ก่อนหน้านี้อาจจะแค่เอือมระอา แต่ว่า… ตอนนี้ผมแอบรู้สึกกลัวริทเตอร์เข้าใจผิดนึกว่านอกใจอะไรประมาณนี้ ถึงเขาจะไม่เคยถามก็เถอะ



เอ้ย!!



แล้วผมจะกลัวเข้าใจผิดทำไมเนี่ย! อืม… ผมเริ่มไม่เข้าใจตัวเองขึ้นทุกวันๆ แล้วล่ะ…



“งั้นวันนี้ พี่ขอถ่ายเราก่อนละกันนะ ร้านนี้มุมสวยซะด้วย~” พี่เชอรี่ก็ยื่นมือขอกล้องจากพี่อีกคน พี่แอปเปิ้ลรีบหยิบกล้องออกมาจากกระเป๋าก่อนจะส่งให้พี่เชอรี่



‘แชะ แชะ แชะ’



ครั้งนี้ถ่ายไปประมาณสักสิบยี่สิบรูปได้เลย เพราะการตกแต่งประดับของร้านนี้ดูเรียบง่ายแต่ทันสมัย แถมยังดูผ่อนคลายอีกด้วย ผมเปลี่ยนท่าไปเรื่อยๆ จากไขว่ขาเป็นเท้าคางบ้าง จากเท้าคางเป็นมองมุมอื่นบ้าง จนพี่ทั้งสองคนพึงพอใจ



“อ่ะ!! ลองดูรูปไปพลางๆก่อนนะ ถ้าชอบรูปไหนเป็นพิเศษ เดี๋ยวพี่จะส่งให้” พี่เชอรี่ยื่นกล้องให้ผม แล้วหันไปยืนเลือกเมนูกับพี่แอปเปิ้ล



ผมเลื่อนดูรูปที่เพิ่งถ่ายไปเมื่อครู่ ผมรู้สึกชอบทุกรูปเลยนะ ขอหมดเลยได้ไหม แหะๆ ไม่สิ… รูปผมเท้าคางมุมนี้ดูเหนียงออก ไม่เอาดีกว่า (:\)



รูปค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามที่ผมกด จนผมเผลอเลื่อนเกินรูปแรกของผม คนในรูปที่ถูกถ่ายก่อนหน้า คือคนที่ผมรู้จัก เขาเป็นคนที่ชอบทำให้ผมหวั่นไหวในบางครั้ง ริทเตอร์…



ผมอดยิ้มไม่ได้ ทำไมผมรู้สึกเหมือนจะไปที่ไหนก็เจอเขาตลอดเวลากันเลยนะ… ผมเลื่อนต่อไปอีก รูปถัดๆไปก็เป็นคนในรูปก็เป็นริทเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนการแอคท่าเหมือนกับผม



จนกระทั่ง…



‘นี่มัน…’



รูปนี้ถ่ายที่เดียวกันและเวลาเดียวกันกับรูปของริทเมื่อครู่ เพียงแต่ว่า… สองคนที่อยู่ในรูปคือคู่ชายหญิงที่ผมรู้จัก ฝ่ายหญิงคือคนที่ดูไม่ค่อยชอบผมเท่าไรนัก มิ้นท์… และฝ่ายชายคือ



ริทเตอร์…



ความขุ่นเคืองข้องใจก่อตัวขึ้นกลางใจของผม ดูผิวเผินอาจจะเป็นแค่บังเอิญถ่ายด้วยกันก็ได้ แต่ว่าดูยังไงก็… เหมือนคู่รักชัดๆ… หรือว่าพี่เชอรี่อยากได้แบบนี้ก็เลยขอให้ทั้งสองคนช่วยทำตามกันนะ?



“แน่ะ! เนียร์แอบดูรูปคนอื่นเหรอ?” พี่เชอรี่เข้ามาแซวผม เมื่อเห็นว่ารูปในกล้องที่ผมกำลังดูไม่ใช่ตัวผมเอง



“ผู้หญิงคนนี้ ใครเหรอแก?” พี่แอปเปิ้ลเสริมขึ้นมา



“ถึงวันนั้นแกไม่ได้อยู่ด้วย แต่แกก็ควรรู้จักคิ้วท์เกิร์ลประจำเพจไหม! แกนี่! รู้จักแต่ผู้ชายอย่างเดียวเลยเหรอ!”



“ยุ่งน่ะ!”



“เอ่อ… พี่เชอรี่ แล้วสองคนนี้ยังไงกันเหรอครับ” ผมพูดแทรกขึ้นมา กลัวจะโดนเบี่ยงประเด็นไปเสียก่อน



“อุ้ย! สนใจเหรอ คนไหนล่ะ ฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายจ๊ะ!”



“ฮะ ฮะ…” ผมขำแห้งๆไม่รู้ว่าควรจะตบมุข (?) พี่เขายังไงดี



“ระวังอกหักนะจ๊ะ หึๆ”



“หมายความว่าไงกันครับ?”



“ก็ทั้งคู่ดูเหมือนเป็นแฟนกันเลยนะจ๊ะ ดูหว๊านหวาน ยิ่งน้องผู้หญิงนี่รุกน้องริทเตอร์แรงมากเลย ถ้าไม่ใช่แฟนก็คนคุยล่ะมั้ง ไม่งั้นน้องริทคงมีท่าทีปฎิเสธบ้างแล้วล่ะ”



“แต่รูปนี้ผมไม่เห็นในเพจเลยนะ”



“แหมมม ก็เขาแอบมาบอกพี่ทีหลังว่าห้ามลงเด็ดขาด อาจจะกลัวกระแสตกล่ะมั้ง เพราะริทเตอร์ก็สาวๆกรี๊ดกันเยอะอยู่นะ” พี่เชอรี่บ่นอย่างเสียดาย ใจจริงคงอยากจะลงรูปนี้ล่ะมั้ง



“อ่อ… ครับ”



“หรือว่า… แอบปิ๊งอยู่จริงๆล่ะสิ!”



“เปล่าๆๆ ผมแค่สงสัยเท่านั้นเอง” ผมหัวเราะแก้เขิน



อย่างริทเตอร์อ่ะนะ จะมีแฟนแล้ว กระทั่งคนคุยก็ไม่มีทางหรอก…



 ก็เขา… จีบผมอยู่นี่



ใช่แล้ว! พี่ทั้งสองคนคงเข้าใจผิดไปเองแหละมั้ง นิสัยของริทเตอร์ก็ดูเจ้าชู้ สาวเยอะอยู่แล้วด้วย ไม่แปลกหรอกที่พี่จะเข้าใจแบบนั้นกัน



แต่ทำไมกันนะ…



ทำไมผมถึงรู้สึกไม่สบายใจเลย…







#I’mNotSureHowIFeelAboutYOU  #SleepOver

********************************


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Hear Your Mind 7 | I’m not sure about I feel about YOU
« ตอบ #19 เมื่อ: 21-06-2020 12:49:58 »





ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 8 | Night and the ‘Star’
«ตอบ #20 เมื่อ28-06-2020 15:37:41 »

ตอนที่ 8

  Night and the ‘Star’





   

[ภาม]



แสงแดดที่แผดเผาลงมาบนพื้นถนน มันทำให้ผมรู้สึกร้อนๆสุดไปเลย เพราะว่ารถบริการนักศึกษาของมหาลัย คันที่ผมต้องการจะขึ้นไปเสียที ผมจึงตัดสินใจใช้สองขาสองเท้าเดินไปนี่แหละ!



ในการเดินทางไปคณะแพทย์ ถึงแม้ว่ามันจะค่อนข้างไกลจากจุดที่ผมรอรถมากทีเดียวแต่มันก็สามารถเดินถึงกันได้ คิดเสียว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัวละกัน (ดีเลิศ!)



หลังจากที่ผมเดินไปสักพัก มันทำให้ผมรู้ว่า สิ่งที่ผมคิด… มันผิด!!!



‘โครตไกลเลย!!’



ผมไม่น่าโง่เลย น่าจะยอมรอรถแต่โดยดีดีกว่า รถของมหาลัยที่เป็นสายที่ผมรอขึ้นในตอนแรก ตอนนี้วิ่งขับผ่านหน้าผมไปสองสามคันแล้ว และ ผมไม่สามารถเรียกรถจากตรงนี้ได้ เพราะตรงที่ผมยืนอยู่ มันยังไม่ถึงป้ายรถ!



ผมบ่นกระปอดกระแปดคนเดียวตลอดทาง จนสุดท้ายผมก็มาถึงคณะในที่สุด ตอนนี้ผมขอหาที่นั่งพักก่อนก็แล้วกัน… ผมนั่งลงที่โต๊ะนั่งใต้ตึกเรียนของคณะพร้อมกับใช้มือพัดไปมา เมื่อเริ่มหายเหนื่อย ผมก็หยิบมือถือมาขึ้นมาเล่นตามความเคยชิน ผมก็เห็นไลน์ของเนียร์ที่ส่งมาเมื่อราวๆสิบนาทีที่แล้ว





Near not far

มึงงงงง

วันนี้ปีสามไม่มีเรียนบ่ายนะ

พี่ไนท์ก็กลับถึงหอแล้วด้วย





‘ไอ้สXดดดดด!’



ผมอุตส่าห์เดินมาตั้งไกล (T*T) รู้แบบนี้ผมน่าจะเช็คไลน์ก่อนที่จะเดินมาถึงที่นี่ ไม่สิ! ทำไมเนียร์ไม่โทรหาโผมมมมม แค่ไลน์มาอย่างเดียว ผมก็อาจจะไม่เห็นก็ได้นี่ (แง)  เฮ้อ… ช่างมันเถอะ คิดว่าออกกำลังกายชดเชยชานมไข่มุกที่กินแทบทุกวันก็แล้วกัน แต่ตอนนี้ผมรีบกลับหอก่อนดีกว่า



โชคดีที่ตึกคณะแพทย์ อยู่ใกล้ๆกับที่ตั้งของวินมอเตอร์ไซด์พอดี ผมจึงรีบนั่งซิ่งกลับหอทันที (ไม่เดินแล้ว! แพงหน่อยก็ยอม!) ทำให้ผมมาถึงหอพักของผมในเวลาชั่วอึดใจเดียว



ผมมุ่งตรงไปห้องของพี่ไนท์ ในใจมีแต่ความเด็ดเดี่ยว วันนี้แหละ! ผมจะไม่ยอมจบเหมือนวันนั้นหรอกนะ



‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’



ผมคิดว่าพี่ไนท์น่าจะอยู่ห้องตลอดอยู่แล้ว เพราะปกติพี่เขาจะชอบอ่านหนังสือที่ห้องตัวเองมากกว่าการที่ไปอ่านตามร้านกาแฟหรือห้องสมุดแบบคนอื่นๆ (ไอ้เนียร์บอกมา)



หลังจากผมเคาะประตูห้องได้ไม่นานนัก พี่ไนท์ก็เปิดประตูออกมาเจอผม ทันทีที่พี่เขาเห็นผมก็ชะงักเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาเป็นพิเศษ มีเพียงสีหน้าเรียบเฉยเหมือนน้ำแข็งเหมือนทุกครั้ง พี่เขานิ่งอยู่สักพักก่อนจะพึมพำชื่อผมออกมา



“ภาม…”



“ผมขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมพี่?” ผมฉีกยิ้มกว้าง ไม่เปิดโอกาสให้พี่พูดตัดบทหรืออะไรก่อนหรอก!



พี่ไนท์ดูลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ให้ผมเข้าไปในห้อง เลื่อนเก้าอี้มาให้ผมนั่ง  ส่วนพี่กลับไนท์ยืนนิ่ง สองมือปล่อยข้างลำตัว เหมือนกับว่าทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าผมอย่างไรอย่างนั้น



คนตรงหน้ามองหน้าผมเป็นสัญญาณให้รู้ว่า รอฟังสิ่งที่ผมจะพูดอยู่…



“พี่ไนท์… ผมไม่ยอมตัดใจเรื่องพี่หรอกนะ” ผมพูดออกไปแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เพื่อสังเกตปฏิกริยาของพี่ไนท์



“ภาม… พี่บอกแล้วใช่ไหม? ว่าพี่…”



“ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้วนะ มันไม่ใช่ความผิดของพี่หรอก” ผมรีบพูดแทรกขึ้นมา ประโยคธรรมดานี้ดูรุนแรงต่ออารมณ์ของพี่ไนท์เหลือเกิน สีหน้าของพี่เขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่



“แต่พี่…”



“พี่ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับอดีตของตัวเองนะ”



“………”



“พลังของพี่ ถ้ามันทำให้พี่เห็นอนาคตที่แย่ๆอีก พี่ก็แค่ระวังไม่ให้มันเกิดเท่านั้นเอง”



พูดถึงตรงนี้ พี่ไนท์ก็แสดงสีหน้าที่ผม… ไม่เคยเห็นมาก่อน… แววตาขุ่นเคืองและความไม่พอใจเผยออกมาให้ผมเห็นอย่างชัดเจน



“ถ้าไม่รู้อะไร ก็อย่าพูดออกมา!! ไม่ต้องมาบอกว่าเข้าใจ!!” พี่ไนท์ตะคอกใส่ผม



“ผมก็พยายามทำความเข้าใจพี่อยู่นี่ไง แต่ถ้าสุดท้ายแล้วพี่ไม่ยอมบอกผม ไม่สิ… บอกใครก็ตาม ว่าพี่กำลังคิดหรือกำลังกังวลอะไรอยู่ ก็ไม่มีใครรู้หรอกนะพี่!”



“ภาม! พอแค่นี้เถอะ!” พี่ไนท์ส่ายหน้า



“ผมก็แค่อยากให้พี่กลับมาเป็นคนเดิม คนที่ยิ้มแย้ม ดูสดใสตลอดเวลาเหมือนตอนนั้น”



“…………”



“เป็นพี่ชายที่แสนดีคนนั้น…”



“พอเถอะ…”



“พี่ทำตัวห่างเหินกับคนอื่น แม้แต่กับน้องตัวเอง… ผมก็ไม่โง่นะพี่ ถึงไอ้เนียร์จะไม่บอกผมก็เถอะ แต่ลึกๆแล้วมันคงเสียใจไม่น้อยทีเดียวที่พี่ชายเพียงคนเดียวกลายเป็นแบบนี้”



“ภาม…”



“ผมพูดตรงๆเลยนะ ทุกครั้งที่ผมเจอพี่ที่กลายเป็นคนเก็บตัว เหมือนเป็นทุกข์ตลอดเวลา… ผมรู้สึกแย่ว่ะ รู้สึกแย่ที่ผมไม่สามารถช่วยอะไรพี่ได้สักอย่างเลย แม้แต่… เข้าใจว่าพี่เป็นอะไร ผมยังไม่รู้เลย… จนกระทั่งเนียร์มาบอกผม”



พี่ไนท์ค่อยๆเดินไปนั่งปลายเตียง ไม่สบตาผม



“ต่อให้สุดท้ายแล้วผมกับพี่ไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร ผมแค่อยากให้พี่เปิดใจกับสิ่งใหม่ๆ และเลิกจมอยู่กับอดีตสักที”



ผมย้ายไปนั่งข้างๆพี่ไนท์ที่ปลายเตียง พี่เขาก้มหน้าอยู่ ทำให้ผมไม่เห็นสีหน้าอีกฝ่าย



“พี่คิดจริงๆเหรอว่า คนที่พี่รักอยากเห็นพี่เป็นแบบนี้น่ะ ที่เอาแต่โทษตัวเอง ไม่ยอมก้าวเดินต่อไปข้างหน้าสักทีน่ะ”



“พอนี้เถอะ…” พี่ไนท์พูดด้วยน้ำเสียงดูอ่อนลงมาก



“พี่เขาก็ต้องอยากเห็นพี่มีความสุขมากกว่าอยู่แล้ว”



คนข้างๆ ตัวผมนิ่งเงียบไปพักใหญ่จนผมคิดว่าควรจะพูดอะไรต่อดีไหม? แต่พี่เขาก็พูดขึ้นมาเองเสียก่อน



“พี่รู้… แต่พี่ยังกลัวอยู่…”



พี่ไนท์งยหน้ามาพูดกับผม น้ำตาเอ่อล้นที่ตาทั้งสองข้าง ผมไม่เคยเห็นพี่ไนท์ในมุมที่อ่อนแอขนาดนี้มาก่อน ถึงจะเคยเห็นแววตาเศร้าหมองบางครั้งก็เถอะ แต่เรื่องร้องไห้นี่… ไม่เคยแน่นอน



“กลัวว่ามันจะซ้ำรอยแบบเดิม…”



“………”



ผมเขยิบตัวไปใกล้พี่เขามากกว่าเดิม ก่อนที่จะค่อยๆโอบกอดพี่เขาไว้จากทางด้านข้าง



“ไม่เป็นไรนะ พี่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ผมกับเนียร์ยังอยู่ตรงนี้เสมอ…”



“………”



“ไม่ต้องห่วงนะพี่ ทุกอย่างจะต้องไปได้สวย…”



“ขอบคุณนะ…”



ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ… จนกระทั่งพี่ไนท์พูดออกมา แววตาฉายถึงความมุ่งมั่นแลตัดสินใจแล้ว



“แต่พี่… ขอโทษด้วยนะ ตอนนี้พี่ยังไม่พร้อมจริงๆ ภามกลับไปเถอะ”



“พี่ไนท์!!”



‘ไม่ไหวจริงๆเหรอเนี่ย…’



ผมพูดในสิ่งที่ตั้งใจจะบอกไปหมดแล้ว ความรู้สึกของผมยังส่งไปไม่ถึงพี่เขาอย่างนั้นเหรอ? หรือนี่คือสิ่งที่พี่ไนท์ตั้งใจแล้วจริงๆ ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ ‘ยัง’ เปลี่ยนความคิดของคนตรงนี้ไม่ได้จริงๆ



พี่ไนท์ลุกไปเปิดประตูห้องให้ผม เป็นการบอกว่าให้ออกจากห้องนี้ไปได้แล้ว… ผมรู้สึกเจ็บนิดๆ ตั้งแต่รู้จักกับพี่เขามา ผมเพิ่งจะโดนไล่ทางอ้อมๆขนาดนี้เป็นครั้งแรก



ผมต้องจำใจเดินผ่านประตูนั้นออกไป…



“ผมอยากให้พี่ไนท์คิดดีๆ ทบทวนถึงสิ่งที่ผมอยากจะสื่ออีกสักรอบนะ” เมื่อพ้นประตูไป… ผมหันไปบอกคำพูดกับพี่เขา



ดูเหมือนว่าแม้แต่ประโยคสุดท้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของพี่ชายคนนี้ได้… พี่ไนท์ปิดประตูใส่หน้าผม ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงล็อกกลอนประตูห้อง…



‘ไม่สำเร็จสินะ…’



จริงสิ… ขนาดเนียร์ที่เป็นน้องชายแท้ๆ ยังไม่สามารถพูดให้พี่เขายอมรับยอมเข้าใจได้เลยนี่… นับประสาอะไรกับคนนอกอย่างผม…



ผมรู้สึกอัดอึดและเศร้าใจปนเปกันไปหมด ผมไม่ต้องการให้พี่ไนท์มาสนใจผมก็ได้ ผมขอแค่พี่เขาเลิกโทษตัวเอง อยากเห็นพี่ชายคนเดิมที่ยิ้มง่ายและอบอุ่นคนนั้น…



ผมจะไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มแบบนั้นอีกแล้วเหรอ…?















[ไนท์]



วันนี้ผมร้องไห้…



นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่มีน้ำตาไหลเอ่อล้นมาจากดวงตาทั้งสองของผม



ใช่แล้ว… คงจะตั้งแต่สมัยเหตุการณ์ในครั้งนั้น…



ผมร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังอยู่นานหลายสัปดาห์ บางทีอาจะหลายเดือนเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งตอนนี้… น้ำตาของผมเหือดแห้งไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่เพียงความรู้สึกผิดและความเสียใจอยู่ในอกซึ่งมันก็ไม่ได้เลือนหายไปตามเวลาที่ผ่านไปเลย ตรงกันข้าม ความรู้สึกหวาดกลัวพลังของตัวเองกลับมากขึ้นเรื่อยๆ กลัวว่าผมจะต้องเห็นคนรอบข้างต้องจากไปอีก…



‘แบบนี้ดีแล้วสินะ…’



ผมจมอยู่กับความคิดของตัวเองนานเท่าไรไม่รู้ แต่ผมรู้สึกตัวอีกทีข้างนอกก็ค่ำเสียแล้ว…



ผมยืนพาดแขนวางบนราวระเบียง เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน วันนี้เป็นวันที่ฟ้าเปิด ไม่มีก้อนเมฆบดบังทิวทัศน์อันงดงามนี้เลยสักนิด อย่างที่ผมเคยบอกไป ผมชอบดวงดาว… ชอบมากสุดเลย



ท้องฟ้าคืนนี้… ดวงดาวต่างก็ระยิบระยับเปล่งประกายทั่วฟ้าราวกับอยากจะบอกผมเป็นนัยๆอะไรบางอย่าง



ผมควรจะทำอย่างไรดีนะ?



ความรู้สึกผิดยังคงไม่เลือนรางหายไปไหน ตอนนี้กลับไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในอดีตเพียงเท่านั้น แต่ผมรู้สึกไม่ดีเลยที่พูดแบบนั้นกับภามออกไป รวมทั้ง… ท่าทีของผมที่มีต่อเนียร์ น้องชายแท้ๆด้วย



   มันคงเป็นความจริง… เนียร์น่าจะรู้สึกเหงาไม่น้อย เพราะครอบครัวของผม พ่อก็เสียไปแล้ว ส่วนแม่ก็ต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศบ่อยๆ คนในครอบครัวที่ใกล้ชิดที่สุดอย่างผม… กลับมีท่าทีที่เย็นชาต่อเขา



ผมใช้ความคิดอยู่กับตัวเองอยู่นานพอสมควร จนกระทั่งมีเสียงที่เข้ามารบกวนสมาธิของผม



‘ก๊อก ก๊อก’



ผมเดินไปเปิดประตูห้องอีกครั้ง



“เนียร์…”



คนที่มาหาในครั้งนี้คือน้องชายของผมเอง หรือว่า… จะภามจะเล่าเรื่องที่คุยเมื่อครู่ให้ฟังกันนะ? จะมาพูดโน้มน้าวผมอีกคนงั้นเหรอ?



“พี่ไนท์ พอดีวันนี้ผมไปร้านคาเฟ่ที่นึงมา ของหวานที่นั้นอร่อยสุดๆ ผมก็เลยซื้อมาฝากน่ะ” เนียร์ฉีกยิ้ม ก่อนจะยื่นถุงหิ้วเค้กของร้านที่ว่านั่นให้ผม



“อ่อ… ขอบคุณนะ” ผมรับมาถือไว้ในมือ



“งั้น… ผมไปก่อนนะ”



ไม่พูดอะไรแล้วเหรอ? ผมรู้นิสัยน้องชายของผมดี เขาเป็นคนติดภามมากจนผมนึกว่าพวกเขาสองคนเป็นแฟนกันเสียอีก แต่เพราะภามเข้าหาผม ผมจึงพอรู้ว่าน้องชายของผมกับภามไม่ได้คบกัน แค่เป็นเพื่อนสนิทกันมากเท่านั้นเอง เหมือนผมกับไอ้นัท…



เพราะแบบนั้น… ถ้าเนียร์ซื้อมาฝากผม มีหรือ… ที่จะไม่ฝากภามด้วย ดังนั้นทั้งสองคนก็น่าจะเจอกันเมื่อครู่แล้วแท้ๆ ถึงภามจะไม่เล่าอะไรให้ฟังเลย แต่เนียร์ก็น่าจะพอสังเกตเห็นนี่



ผมก้มลงมองเค้กในมืออีกครั้ง…



ถึงผมจะเป็นพี่ชายที่ไม่เคยดูแลหรือเอาใจใส่น้องเลยสักนิด แต่น้องชายของผมกลับเป็นฝ่ายดูแลเอาใจใส่ความรู้สึกของผมเองเสียแบบนั้น



“เนียร์…”



“หือ…?”



ผมดึงน้องชายเพียงคนเดียวของผมมากอดไว้ อีกฝ่ายนิ่งไปแล้ว…



“พะ… พี่ไนท์” เนียร์กระซิบข้างหูของผม น้ำเสียงดูตกใจ



“พี่ขอโทษนะ พี่ไม่เคยทำตัวเป็นพี่ที่ดีเลย…”



“…………”



เนียร์ค่อยๆเลื่อนมือมากอดผม



“ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมเข้าใจพี่นะ ยังไงพี่ก็เป็นพี่ชายของผมนี่นา”



คำพูดนั้นเหมือนยิ่งตอกย้ำผม ว่าผมทำตัวแย่แค่ไหน…



คนในอ้อมกอดค่อยๆดันตัวผมออกไปช้าๆ รอยยิ้มบนหน้าของน้องชายผม เหมือนกับอยากจะบอกผมว่า…



“อย่าให้พลังของตัวพี่เองเป็นตัวตัดสินชีวิตต่อจากนี้ไปของพี่สิ…  อนาคตของพี่น่ะ มันต้องไม่จบแบบนี้”



เนียร์ค่อยๆพูดออกมา สิ่งตรงกับใจของผมที่กำลังคิดอยู่อย่างประจวบเหมาะ



“ผมไม่รู้หรอกนะว่าก่อนหน้านี้ พี่คุยอะไรกับไอ้ภามบ้าง แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกมีแค่นี้ ผมไปก่อนนะ อ้อ! อย่าลืมกินเค้กด้วยนะ อุตส่าห์ซื้อมาให้”



และแล้ว… น้องชายของผมก็เดินกลับห้องของตัวเองไป



ที่สำคัญคือ…



ตอนนี้…



ผมตัดสินใจได้แล้ว













[ภาม]



ไม่ไหวจริงๆสินะ…



ผมกลับมาห้องตัวเองมาได้สักพัก ตอนนี้ผมกำลังนอนอยู่บนเตียงกำลังคิดถึงสิ่งที่ผมพูดกับพี่ไนท์ก่อนหน้านี้ มีอะไรที่ผมไม่ควรพูดออกไปรึเปล่านะ? หรือที่ผม ‘เผลอ’ กอดไปมันจะดีรึเปล่านะ?  (จริงๆก็ไม่ได้เผลอหรอก)



ระหว่างที่ผมกำลังใช้ความคิดอยู่นั้นเอง…



‘โครกกก~’



ท้องผมร้องขึ้น ตอนหยิบมือถือมาดูเวลาบนหน้าจอ ตอนนี้ราวๆสามทุ่มกว่าแล้ว…  โชคดีที่ไอ้เนียร์เพิ่งจะแวะมาหาที่ห้องเมื่อราวๆไม่กี่นาทีก่อน แถมยังมีเค้กติดไม้ติดมือมาฝากด้วย รู้ใจจริงๆ



ผมเดินไปหยิบเค้กในถุงที่วางไว้บนโต๊ะมาดู มันเป็นเค้กช็อกโกแลตทรงสามเหลี่ยม ด้านบนมีเชอรี่ประดับลูกนึงด้วย เมื่อเปิดฝากล่องพลาสติกใสออก ผมก็ใช้ช้อนตักกินไปคำนึงทันที



อร่อย…



ผมตักกินอีกคำนึงก่อนจะค่อยๆวางช้อนลง มันอร่อยตามที่ไอ้เนียร์มันโม้ไว้จริงๆนั่นแหละ แต่ว่า… ทำไมผมรู้สึกกินไม่ลงกันนะ? ทั้งๆที่รู้สึกหิวขนาดนี้



“เฮ้อ……”



เป็นเพราะผมยังคิดไม่ตกเรื่องพี่ไนท์อยู่รึเปล่า?



ผมนั่งพิงเก้าอี้ เงยหน้ามองเพดาน ผมควรจะทำยังไงต่อดี? ปล่อยไว้แบบนี้งั้นเหรอ? หรือตามตื้อพี่เขาอีก… สุดท้ายผลลัพธ์ก็คงออกมาแบบเดิมนั่นแหละ ถ้าพี่เขาไม่เปิดใจยอมรับ…



‘Line!’

                 

ผมเอื้อมมือไปหยิบมือถือที่วางไว้ข้างๆ เค้กขึ้นมาดู



ข้อความแจ้งเตือนจาก…



พี่ไนท์!!!



ผมเด้งตัวขึ้นมาทันที ก่อนจะลนลานรีบเข้าไลน์ไปเช็คข้อความที่พี่เขาส่งมาให้





Night

พรุ่งนี้บ่ายว่างไหม?

จะชวนไปดูดาวกัน





ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

ว่างครับ!!

พรุ่งนี้เจอกันนะพี่!





Night

งั้นเจอกันที่หอก่อนนะ

เดี๋ยวพี่จะขับรถไป





ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

รับแซ่บ!!





‘โว้ยยยยย แง~’



ลมอะไรพัดมากันล่ะเนี่ย? ทำไมอยู่ดีๆพี่ไนท์ถึงชวนผมไปเที่ยวเฉยเลย หรือว่า… ทำใจกับอดีตและยอมเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆได้แล้ว (>3<)



หวังว่าคงจะไม่ชวนผมไปสนุกแล้วพูดปฎิเสธผมอย่างไร้เยื่อใยแบบคราวก่อนนะ…



‘โอ้ยยย อารมณ์ดีโว้ย’



เมื่อผมรู้สึกโล่งอกโล่งใจไปส่วนหนึ่งที่พี่เขาโอเคขึ้น (?) สักที ท้องของผมก็เริ่มส่งเสียงร้องโครกครากอีกรอบขึ้นมา



จริงสิ! ไปหาพี่ไนท์ตอนนี้เลยดีกว่า! เอาเค้ก (ที่กินนิดนึงแล้ว) ไปด้วยละกัน รสชาติแบบนี้ไม่หวานเกินไปน่าจะถูกใจพี่เขาบ้างแหละ



ผมรีบเก็บเค้กที่ยังวางตั้งไว้บนโต๊ะใส่กล่องตามเดิม



‘Line!!’





Night

ปล.

ไม่ต้องรีบมาหาวันนี้หรอกนะ

เจอกันพรุ่งนี้

ส่วนเค้ก พี่ได้จากเนียร์แล้ว





โอ้… ว้าว……



พี่ไนท์อ่านใจผมได้เหมือนกับไอ้เนียร์ใช่ไหมเนี่ย รู้ดี! ถ้าพี่เขาทักไลน์มาห้ามช้ากว่านี้อีกเพียงนาทีเดียว ผมคงไปยืนหน้าห้องพี่เขาเรียบร้อยแล้ว แหะๆ



ในเมื่อไลน์มาบอกแบบนั้น…



ผมยอมๆไปละกัน เดี๋ยวจะกลายเป็นรบกวนเวลาของพี่คนนี้เกินไปด้วย



งั้นผมกินเค้กต่อไม่รอแล้วนะ~



‘ง่ำ ง่ำ’



ผมกินเค้กพร้อมกับฮัมเพลงไปมาอย่างอารมณ์ดี รู้สึกว่ารสชาติอร่อยกว่าตอนแรกที่ชิมเสียด้วย



ว่าแต่…? ทำไมถึงชวนผมไปดูดาวตั้งแต่บ่ายกันนะ…



แล้วจะเห็นดวงดาวตอนกลางวันแสกๆได้ยังไงกัน?













วันรุ่งขึ้น…



“ยินดีด้วยนะ ได้ข่าวแว่วๆว่าพี่ไนท์ชวนมึงไปเที่ยวแล้วนี่ หึๆ” เนียร์แสยะยิ้มใส่ผม มันไปรู้ว่าจากไหน…



“มึงรู้ได้ไง พี่ไนท์เป็นคนบอกมึงเหรอ!?”



ไอ้เนียร์แตะไหล่ผมเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมา



“เพื่อนครับ… มึงลืมอะไรไปรึเปล่า?”



“เออใช่! มึงอ่านใจกะ… อื้อ!!”



ขณะที่กำลังพูดๆอยู่ ปากของผมก็โดนอุดด้วยมือของเพื่อนสนิทผมเอง มันทำเสียงชู่… เออเนอะ ผมพูดเสียงดังเกินไปหน่อย คนรอบข้างก็ได้ยินหมดสิ



“กูขอโทษ แหะๆ”



เพราะความที่ผมมึนๆเบลอๆ ชอบหลุดปากบ่อยๆ นี่จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมโดนมือเนียนๆของมันปิดปาก จนผมสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเองเลยว่า ถ้าไอ้เนียร์ทำแบบนี้หมายถึงว่าผมหลุดปากพูดเรื่องพลังของมันออกมาในขณะที่รอบๆมีคนอื่นอยู่



“มึงนี่นะ… เผลอบ่อยไปแล้ว”



“เออๆ โทษที แล้วมึงจะไปด้วยป่ะ”



“หา!? ไปทำซากอะไร!”



“เอ้า! ทำไมอ่ะ”



“เพื่อนกูจะได้มีโอกาสทำคะแนนสองต่อสองกันขนาดนี้แล้ว กูจะเข้าไปขัดมึงทำไมล่ะ?”



“ไอ้เนียร์…”



“อีกอย่าง… พี่ไนท์ไม่ได้ชวนกูนะ แค่ไลน์มาบอกว่า ‘ไว้รอบหน้านะ’ ตอนแรกกูก็งงว่าหมายถึงอะไร แต่พอเจอมึง กูก็เข้าใจหมดแล้ว หึๆ”



“………”



แบบนี้ก็หมายความว่า



พี่ไนท์อยากไปเที่ยวกับคนแค่สองต่อสองงั้นเหรอ!?



ตอนแรกผมเข้าใจว่า พี่เขาชวนเนียร์ไปด้วย แบบไปกันสามคนอะไรแบบนี้ พอกลายเป็นว่าพี่เขาชวนผมไปคนเดียวแบบนี้แล้ว…



มันทำให้ผมแอบรู้สึกดีใจนิดๆนะ



ตกลงว่า… ผมชอบผู้ชายเหรอ? หรือว่าจะเป็นแบบที่ไอ้เนียร์เคยบอกไว้จริงๆ แสดงว่าที่ผ่านๆมา ผมแค่ไล่จีบผู้หญิงไปทั่วตามนิสัยปกติที่ผู้ชายเขาทำกัน แต่จริงๆผมชอบผู้ชาย?



ก็ไม่น่านะ…



หลังจากที่โดนพี่ไนท์ปฎิเสธตอนนั้น ผมก็รู้แค่ว่า ผมรู้สึกกับพี่ไนท์เป็นพิเศษมากกว่าอีกหลายๆคนเท่านั้นเอง



เอาเถอะ! ถ้าคนมันจะใช่ เดี๋ยวเวลาก็พิสูจน์ให้เองแหละ!













“ตกลงพี่จะไปดูดาวตอนกลางวันแสกๆแบบนี้น่ะเหรอ?”



ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ในรถยนต์ที่พี่ไนท์กำลังขับไปอยู่ หลังจากที่ขับไปได้สักพัก ความสงสัยในใจของผมตั้งแต่เมื่อวานก็ทำให้ผมอดถามไม่ได้จริงๆ



ผมนั่งรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ แต่พี่เขากลับหัวเราะออกมา



“หึ… หึๆ”



“พี่ไนท์ ขำอะไรอ่ะ!” คำถามของผมแปลกขนาดนั้นเลยเหรอ



“โอเค พี่บอกไม่เคลียร์เอง ที่เราจะไปกันคือท้องฟ้าจำลองน่ะ”



“อ๋อออ”



โอเค! ผมหายโง่แล้ว ก็นั่นน่ะสิ ใครเขาจะดูดาวของจริงกันตอนแดดจ้าขนาดนี้เนอะ แต่เพราะความโง่ของผม มันทำให้พี่ไนท์หัวเราะและยิ้มออกมาได้ ก็ถือว่าคุ้มแล้ว



ผมคิดถึงรอยยิ้มนี้จัง…



สายตาของผมไปสะดุดเข้ากับเครื่องประดับบริเวณคอของพี่เขา ถ้ามองผ่านๆก็คงจะไม่เห็นเพราะว่าปกของเสื้อนักศึกษาแทบจะบังไว้ทั้งหมด



“สร้อยพี่สวยดีนะ”



“มีคนให้มาน่ะ”



“ใครเหรอพี่?” ผมแกล้งทำเป็นไม่รู้



“ก็เป็นคนที่พูดมาก กินเยอะ ซื่อจนบื้อ แถมยังยุ่งเรื่องคนอื่นอีก…”



นี่หลอกด่าผมใช่ไหมเนี่ย… ไม่สิ! นี่มันด่าตรงๆแล้ว!  (T^T)



“แต่ก็… เป็นคนที่น่ารักและเอาใจใส่คนอื่น”



‘หืม!?’



พี่ไนท์ชมผมเหรอ? บอกว่าผมน่ารักแถมยังเอาใจใส่คนอื่นอีก ทั้งรอยยิ้มบนหน้าของพี่เขา ทั้งบรรยากาศที่แสนอบอุ่น มันทำให้ผมคิดถึงวันเก่าๆ ตอนที่พวกผมสามคนรวมไอ้เนียร์ด้วย เฮฮากันตามประสาพี่น้องในสมัยนั้นจริงๆ



พวกผมใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงสถานที่ที่เป็นจุดหมาย พี่ไนท์เดินนำทางผมอย่างชิวๆ เหมือนกับว่าจำทางได้อย่างไรอย่างงั้น ไม่ใช่แค่นั้น… เหมือนพี่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลที่แห่งนี้ก็ดูจะรู้จักพี่ไนท์เสียด้วย



“พี่เคยมาที่นี่เหรอ?”



“ไม่ค่อยบ่อยนักหรอก ประมาณเดือนละครั้งหรือสองครั้งได้”



“เดือนละครั้ง!!”



“เมื่อก่อน… มาแทบจะทุกอาทิตย์เลยนะ” พี่ไนท์พูดเสริมขึ้น คงจะเห็นว่าผมเหวอไปแล้วนั่นเอง



ผมพอจะเคยได้ยินจากเนียร์มาบ้างว่า พี่ชายที่พาผมมาคนนี้ ‘ชอบ’ ดวงดาวแบมากๆๆๆๆ แต่ผมรู้สึกว่าถ้าจะขนาดนี้แล้ว ไม่น่าจะแค่ชอบแล้วล่ะ น่าจะเรียกว่า ‘หลงใหล’ แล้วมากกว่า…



“ไอ้เนียร์รู้บ้างไหมเนี่ยว่าพี่มาบ่อยขนาดนี้”



“ไม่น่าจะรู้หรอก คนอื่นๆมาแค่ครั้งหรือสองครั้งก็เริ่มเบื่อกันแล้ว เพราะงั้น พี่ถึงมาที่นี่คนเดียว”



‘ถูกต้องครับคุณพี่… มาบ่อยจนเจ้าหน้าที่จำหน้าได้นี่… ผมยอมเลย’



พอพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของพี่ไนท์ก็ดูหม่นหมองลงราวกับว่าจะบอกอ้อมๆว่า รู้สึกเหงาที่ต้องมาคนเดียวรึเปล่านะ?



“งั้นต่อไป พี่ก็มากับผมไง!”



“เอ๊ะ!?”



“พี่จะได้ไม่ต้องมาคนเดียวแบบเหงาๆ”



“มาไม่กี่รอบ เดี๋ยวภามก็เบื่อแล้วล่ะ”



“ไม่มีทางหรอก! แค่มีพี่อยู่ข้างๆ ก็ไม่เบื่อแล้ว!”



บวกหนึ่งคะแนน!!



มั้ง…



ไม่ก็โดนลบคะแนนเพราะว่าวิธีจีบแบบนี้มันเก่าเกินไป…

                 

“เหรอ…”



คำตอบของผมทำให้พี่ไนท์ยิ้มน้อยๆ ผิดคาดกับที่ผมคิดเอาไว้ ถึงคนตรงหน้าผมตอนนี้จะยังดูเย็นชาเป็นภูเขาน้ำแข็งอยู่ก็เถอะ แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในใจของพี่เขามากขึ้นจากก่อนหน้า



อย่างน้อยๆ ก็เริ่มกลับมาเป็นคนเดิมทีละนิดๆล่ะนะ



“พี่ๆ ไปตรงไหนกันต่อดีอ่ะ”



“ไปโดมที่มีการจัดแสดงกัน ใกล้เวลาที่จะเริ่มรอบนี้แล้ว”











ผมเอนเบาะพนักพิงอย่างผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกคล้ายๆเก้าอี้ดูหนังเลยแฮะ… ส่วนพี่ไนท์ก็นั่งลงข้างๆผม ยิ่งเหมือนกับพวกผมสองคนมาเข้าโรงภาพยนตร์ด้วยกันเลยนะเนี่ย!



 ไม่นานนัก ไฟภายในห้องค่อยๆมืดลง ก่อนจะฉายภาพจอขนาดใหญ่ด้านบน และเริ่มการบรรยาย



การบรรยายของวิทยากรค่อยๆดำเนินไปเรื่อยๆ



ผมค่อยๆเคลิ้มไปกับการดูดาวและนอน (?) ฟังไปเรื่อยๆ วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาท้องฟ้าจำลองแห่งนี้ แม้แต่จะแหงนหน้ามองท้องฟ้าเพื่อดูดาวจริงๆก็ยังไม่เคยเลย อาจจะเป็นเพราะผมไม่ค่อยอินกับธรรมชาติเท่าไรด้วยแหละ ถ้าไอ้เนียร์อยู่ที่นี่ด้วยคงจะตวาดใส่ผมไปแล้วว่า ‘ก็มึงเอาแต่คิดถึงเรื่องกิน!’ อะไรประมาณนี้แน่นอนเลย



‘ดวงดาวก็สวยดีเหมือนกันนะ…’



จะว่าไปแล้ว… เมื่อผมมองดวงดาวที่อยู่ท่ามกลางท้องฟ้าดำมืดแบบนี้ ผมรู้สึกคิดถึงใครบางคน รู้สึกมองเห็นถึงใบหน้าของคนๆนึง



ผมค่อยๆหันไปหาพี่ไนท์



ตอนนี้พี่เขาดูผ่อนคลายและมีความสุขเหลือเกิน เหมือนกับว่าได้ปลดปล่อยตัวเองเมื่ออยู่ท่ามกลางสถานที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่า… ดวงตาทั้งคู่ของเขาจะเผยความเศร้าบางอย่างไว้ก็ตามเถอะ



“………… ไนท์……”



“หือ? ว่าไงนะพี่”



พี่ไนท์พึมพำอะไรบางอย่าง เหมือนจะพูดชื่อตัวเองหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ แต่เพราะพี่เขาพูดเสียงเบามากจนผมไม่ได้ยินทั้งประโยค



“ไม่มีอะไรหรอก”



คนที่นั่งข้างๆ หันมายิ้มให้ผมก่อนจะหันกลับไปชมการบรรยายต่อ



ใช่แล้ว…



ชื่อ ‘ไนท์’ ของพี่เขามาจากคำว่า Night ที่ต้องการจะสื่อถึง ราตรียามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ซึ่งตรงกับภาพตรงหน้านี้ที่พวกผมกำลังเห็นมากๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่าพี่ไนท์คือส่วนที่เป็นท้องฟ้าสีดำมืดสนิท เหมือนกับตัวตนของพี่เขาที่ดูเงียบๆ แฝงความเศร้า แต่ก็ดูลึกลับน่าค้นหา



ถ้าอย่างนั้น… ผมจะสามารถเป็น ‘ดวงดาว’ ที่สว่างไสว นำพาความสุขมาให้พี่เขาได้ไหมนะ?







#NightAndThe’Star’  #Starlight

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

หลังจากแอบเศร้านิดๆ กับคู่นี้มาสองสามตอน แต่ตอนนี้เริ่มจะไปได้ด้วยดีกันแล้วนะครับบบ

ส่วนคู่หลักของเรานั้น ก็ไปได้ด้วยดีอยู่แล้วววว

ล่ะมั้งนะ………

ลงชื่อ Nzsquare

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 9 | The bad joke
«ตอบ #21 เมื่อ05-07-2020 11:26:33 »

ตอนที่ 9

The bad joke







[เนียร์]



‘นุ่มจัง…’



ผมใช้มือลูบไปมา รู้สึกชอบสัมผัสแบบนี้ มันทำให้ผมเคลิ้มแถมยังสบายอีกด้วย



“อืม………”



“ชอบลูบเหรอ?”



“ขออีกนิด…”



“อา~……”



“อย่าทำเสียงแปลกๆสิโว้ย!!”



ผมกระเด้งตัวขึ้นมาโวยวาย ผมแค่ชอบทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอันแสนนุ่มนิ่ม พร้อมลูบไปมาเท่านั้นเอง แต่ทำไมคนที่นั่งเก้าอี้ไขว้ขาอยู่บนเก้าอี้ข้างๆเตียงถึงส่งเสียงร้องแปลกๆ น่าขนลุกออกมากันล่ะเนี่ย!?



“ชอบลูบไม่ใช่เหรอ? มาลูบซิกแพคเราก็ได้นะ~”



“โม้!! ไม่เห็นมีกล้ามตรงไหนเลย” มีแค่กล้ามท้องนิดๆ ไม่นับว่ามีซิกแพคหรอกนะ!!



“เคยแอบดู?”



อึก… เออเนอะ ผมเผลอพูดอะไรออกไปเนี่ย ผมไม่ได้แอบดูสักหน่อย!!  ก็แค่บังเอิญเห็นตอนที่ริทเตอร์ถอดเสื้อหรือเช็ดตัวหลังอาบน้ำเสร็จเท่านั้นแหละ



“ว่าแต่… นอนกินที่คนอื่นจังนะ”



“ก็เตียงมันนุ่มอ่ะ… อยากได้ไว้ที่ห้องสักเตียงจัง”



“ซื้อให้มะ?”



“พูดเล่น… ไม่ต้องขนาดนั้น…”



ผมรีบปฎิเสธก่อนที่เขาจะทำจริงๆ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ผมเข้าใจได้ว่า คนๆนี้สายเปย์สุดๆ แค่ผมเผลอหลุดปากอยากได้อะไรออกมา ริทเตอร์ก็จัดหาให้ผมในแทบจะทันที อย่างล่าสุด… ผมแค่บ่นๆว่าร้านเค้กที่ไปกินมาตอนคุยงานอร่อยสุดๆ ตอนเย็นในวันนั้น เขาก็ซื้อมาฝากผมทันที แถมทุกหน้าเค้กที่ซื้อมาเป็นเมนูที่ผมอยากลองชิมทั้งหมดด้วย



ตอนนี้สายตาของเขาเหมือนสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ คงไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ผมกลับถึงหอไปแล้วจะเจอเตียงใหม่อยู่ในห้องเซอร์ไพรส์ผมจนตกใจหงายหลังไปนะ… แต่เขาก็ไม่รู้เลขห้องของผมนี่ เพราะงั้นไม่น่าจะเป็นไรหรอกมั้ง



“จะนอนแล้วเหรอ?”



“อืม… ไม่ง่วงเลยอ่อ?”



ผมแปลกใจเล็กน้อย เพราะวันนี้ทั้งวัน ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เขามีซ้อมเชียร์หลีดเดอร์ตั้งแต่เช้าจนดึก พวกผมเพิ่งกลับมาถึงหอของริทเมื่อไม่ถึงชั่วโมงที่แล้วเลย เอาแรงมาจากไหนกันเยอะแยะนะ



“ง่วงสิ… แต่เราอยากอ้อนเนียร์ให้นานกว่านี้หน่อยค่อยนอน”



“พอเลย… อ้อนอะไรล่ะ ง่วงก็ไปนอน พรุ่งนี้มีเรียนเช้าอีก” ผมดันหัวของคนขี้อ้อนที่กระดึบเข้าหาผมบนเตียงออกไป แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ยอมผม กระดึบตัวกลับมาอีกรอบ



“ก็เนียร์อุตส่าห์มาหอเราทั้งทีนี่นา…” ริทกระพริบตาปิ๊งๆ บางครั้งเขาก็มีมุมน่ารักแบบนี้ ราวกับว่าเป็นคนละคนกับคนที่ดูเจ้าเล่ห์และชอบแกล้งผมคนนั้น



ตามคำพูดของใครบางคนที่ผมเคยได้ยินมาว่า มีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่สอง… ดูแล้วคงจะเป็นเรื่องจริง เพราะผมมาค้างที่ห้องของเขาหลายครั้งแล้วเหมือนกัน จนที่ตู้เสื้อผ้าของริทเริ่มมีชุดของผมแขวนเก็บไว้ด้วย รวมไปถึงชุดชั้นในต่างๆ



เอาตรงๆนะ ผมก็แอบรู้สึกหวิวๆเหมือนกันนะ กลัวว่าเขาจะจับผมกด (?) ในสักวันหนึ่งที่ผมมานอนค้างที่นี่ เหอๆ



“ไปนอนเลย” ผมดึงผ้าห่มมาคลุมตัวเอง



“นอนก็ได้” ริทเตอร์ทิ้งตัวลงข้างๆผม ระดับสายตาของเขาตรงกับของผมพอดี



ทำไมผมรู้สึกว่าวันนี้ ริทอ้อนแปลกๆกันนะ แถมผมไม่ได้รู้สึกรำคาญเสียด้วย น่าแปลกใจที่พวกผมสองคนสนิทกันได้ขนาดนี้ แตกต่างจากวันแรกที่พบกันไม่ชอบหน้ากัน (เฉพาะผม) มากๆ ตอนนี้แทบจะนอนทับกันอยู่แล้ว เวลาทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้จริงๆ



แต่ว่า…



อย่างที่ผมเคยบอกไป ผมยังไม่แน่ใจเท่าไหรนักว่าผมชอบเขาจริงๆหรือไม่… อาจจะเป็นแค่เพียงรู้สึกสนิทด้วยเหมือนอย่างไอ้ภามเท่านั้นก็ได้ ริทเตอร์เองก็ให้ผมค่อยๆหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ต้องรีบร้อน ดังนั้นผมจะรีบตัดสินความรู้สึกนี้ไปทำไมกันล่ะ?



“ฝันดีนะ…”



ประโยคสุดคลาสสิคที่ผมได้รับทุกคืนผ่านทางข้อความและพูดตรงๆต่อหน้าในบางครั้ง เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผมจนได้…



“อืม……”



มันเป็นคำพูดสั้นๆ แต่มีความหมายสำหรับผม…











เช้าวันรุ่งขึ้น…



ผมที่กำลังงัวเงียเพิ่งตื่นนอน กลิ่นหอมบางอย่างก็เตะจมูกผมเข้าทันที กลิ่นเหมือนไข่เจียวหรืออะไรสักอย่างเลย ผมหันไปมองที่ข้างๆผม กลับพบแต่เตียงโล่งๆเท่านั้น สงสัยว่า ริทเตอร์จะตื่นก่อนผมล่ะมั้ง



‘ก๊อกๆ’



เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ทำให้ผมหันกลับไปสนใจที่มาของเสียง



“กว่าจะตื่นนะ เดี๋ยวก็สายหรอก” เจ้าของห้องที่เคาะประตูที่เปิดอ้าไว้อยู่เมื่อครู่นี้พูดขึ้น รอยยิ้มกวนๆประดับบนหน้าของเขาตั้งแต่เช้า ดูเหมือนว่าริทจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว



“กี่โมงแล้ว… ยังง่วงอยู่เลย”



“แปดโมงจะห้าสิบแล้ว มีเรียนเก้าโมงไม่ใช่เหรอ”



“เฮ้ย!! แล้วทำไมไม่ปลุก!”



ผมกระเด้งตัวออกจากเตียง ผ้าห่มพันแข้งพันขาจนผมเกือบจะล้มหน้าทิ่ม สภาพของผมทำให้ผู้ชายคนนี้หัวเราะไม่หยุด ก่อนจะบอกผมว่า…



“ล้อเล่น~ ยังไม่แปดโมงเลยตอนนี้”



“ไอ้………”



“โอ๋ๆ โดนหลอกอีกแล้วนะ~” ริทเตอร์ลูบหัวผมไปมาอย่างเอ็นดู (?) ผมรีบปัดออกแล้วเดินเชิดไปทันที โดนแกล้งแต่เช้าเลยโว้ย!



“จำไว้เลยนะ!”



“รู้ตัวไหมเนี่ย? ว่าตัวเองตอนโกรธน่ะ… น่ารักมากกว่าน่ากลัวอีกนะ~”



“เหอะๆ…”



“รีบลุกไปกินข้าวเถอะ ตอนนี้อาหารเช้าเตรียมพร้อมสำหรับเนียร์แล้วนะ”



“หือ?” ผมเดินไปดูที่โต๊ะทานอาหารในห้อง บนโต๊ะมีข้าวไข่เจียวฟองใหญ่อยู่สองกล่อง วางคู่กับช้อนส้อมและแก้วน้ำเป็นอย่างดี



เห็นมะ! ไข่เจียวจริงๆด้วย จมูกผมดีเหมือนหมาเลย (เอ๊ะ! ทำไมเหมือนด่าตัวเอง)



“นี่ลงไปซื้อมาให้เลยเหรอ?”



“อื้อ! คราวก่อนๆ ที่เนียร์มาค้าง ห้องเราไม่มีของกินติดห้องไว้เลย จนเนียร์ต้องหาอะไรกินง่ายๆอย่างพวกขนมปังหรือแซนวิชแค่นั้นทุกทีเลย”



เอ่อ… ผมลืมบอกเขาไปเรื่องนึง ปกติตอนเช้าผมกินไม่เยอะหรอกนะ อย่างมากก็แค่ขนมปังหรืออะไรแบบนี้ก็แน่นแล้ว ถ้าซื้อข้าวมากินก็กินเหลือทุกทีแหละ!



“เอ่อ… โทษที กูลืมบอกว่า ปกติตอนเช้ากินไม่เยอะอ่ะ แค่ขนมปังไรงี้ก็อิ่มแล้ว”



“หือ? ไหงวันนั้นถึงให้เราไปสั่งไข่เจียวอ่ะ?”



“วันนั้น กะจะแกล้งเฉยๆ โทษที แหะๆ”



ใช่แล้ว… วันแรกของการเปิดเทอมที่เจอเขา ผมแกล้งให้เขาซื้อข้าวไข่เขียวใส่ต้มหอมมา แล้วให้ริทช่วยเขี่ยผักทิ้งให้หมด ก็… กะจะแกล้งเฉยๆอ่ะนะ ไม่นึกว่าจะบ้าจี้ทำตามด้วย ตอนนั้นผมเลยต้องกินมื้อเช้าเป็นข้าวในรอบหลายปี (แถมกินเหลือเกือบครึ่งแน่ะ)



“โห… เล่นแบบนี้เลยอ่อ! งอนนะ!”



“เอ้ย… ไม่งอนสิ ก็ขอโทษแล้วไง” ผมรีบลนลานตามง้อ (เหรอ?) โดนแกล้งแบบนั้น เป็นผมก็คงหงุดหงิดล่ะมั้ง



“ไม่หาย!!” ท่าทางตอนเขางอนก็ดูกวนๆเช่นกันกับตอนยิ้ม



“แล้วจะให้ทำยังไง?”



“อืมมมม ไม่รู้สินะ~ เนียร์ติดเราไว้ก่อนเรื่องนึงละกัน”



แบบนี้ก็ได้เหรอ… วางแผนจะแกล้งอะไรผมอีกล่ะเนี่ย แต่ก็เอาเถอะ เผื่อริทเตอร์จะเผลอลืมๆไปละกันนะ ผมเลยต้องจำใจพยักหน้าให้ผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้



‘รีบกินรีบไปเรียนเซ่! เดี๋ยวก็สายหรอก!’









   

พูดก็พูดเถอะ… ตอนบ่าย ผมก็ต้องเจอริทเตอร์อีกอยู่ดีเพราะว่าเราเรียนห้องเดียวกัน แถมยังอยู่กลุ่มทำโครงงานเดียวกันอีกด้วย!! แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะทำตัวประหนึ่งว่า ไม่ได้เจอผมประมาณสิบปีเศษๆ



“คิดถึงเนียร์จุงเลย~” ริทฉีกยิ้มกว้าง ยิ้มอ้อร้อให้



“เหอะๆ”



“พวกมึงดูสนิทกันจังเนอะ…” มิวที่นั่งข้างๆพูดขึ้น



“ผิดตรงไหนวะ… เนอะ!”



“ไม่ต้องมาน้งมาเนอะเลย” ผมส่ายหน้าเบาๆ ดูผิวเผินก็ดูเป็นบทสนทนาธรรมดาๆ เท่านั้น (?) แต่ทำไมมิวถึงต้องทำหน้าเครียดกันแบบนั้นกันนะ?



คำถามที่ผมสงสัยเล็กๆในใจ กลับได้คำตอบในตอนเลิกเรียน…



“เดี๋ยววันนี้ไปหานะ” ผมหันไปบอกเจ้าตัวที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋า เมื่อได้ยินผมพูด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที



“วันนี้เหรอ…?”



“อื้อ! วันนี้ว่างพอดี”



“เอ่อ… วันนี้ไม่ได้ๆ” สีหน้าของคนพูดดูลังเลเล็กน้อย เหมือนกำลังคิดว่าควรจะพูดอย่างไรดี



“ทำไมอ่ะ?”



“คือ… เอ่อ…”



พอโดนผมถามเหตุผล ริทเตอร์ก็ยิ่งดูลนลานหนักขึ้น ผมแค่สงสัยเท่านั้นเอง เพราะปกติเขาก็ไม่เห็นจะเคยห้ามผมเลยนี่ หรือว่า… ผมไปเกะกะการซ้อมของพวกเขามากเกินไปเหรอ?



“วันนี้มีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วมาดูการซ้อมน่ะ เห็นบอกว่าแต่ละคนดุๆทั้งนั้นเลย เอาไว้วันอื่นดีกว่านะ”



“ก็ได้…”



ที่ผ่านมายังดุไม่พออีกเหรอ เหอๆ ยอมใจเลย ว่าแต่… ทำไมริทเตอร์ถึงมาเข้าหลีดฯกันนะ? คนอย่างเขาไม่น่าจะชอบสไตล์นี้นะ ดูใช้ชีวิตชิวๆ อิสระออก ทำไมถึงเลือกมาเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ต้องซ้อมหนักกัน…



“งั้น… เราไปก่อนนะ!” ริทรีบโบกมือลาผมก่อนจะเดินหนีหายไปจากห้องทันที



‘รีบไปไหนฟะ!’



ผมยังไม่ทันได้ ‘บ๊ายบาย’ เลย



“เนียร์…” มิวที่ดูแปลกๆตั้งแต่ต้นคาบเรียกผม สีหน้าดูจริงจังผิดกับนิสัยขี้เล่น เฮฮาของเขาลิบลับเลย



“……?”



“กูขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”



“มีอะไรรึเปล่า?”



“คือ…กูได้ยินมาว่า มึงไปดูริทซ้อมหลีดบ่อยๆ” มิวเหมือนจะลังเลอะไรบางอย่างก่อนที่สุดท้ายจะพูดออกมาอยู่ดี



“กูไม่ได้อยากจะทำให้มึงกังวลหรืออะไรหรอกนะ แต่กูไม่อยากให้มึงผิดหวังและสียใจตอนหลัง”



“หมายความว่ายังไง?”



“ไอ้ริท มันมีคนคุยอยู่แล้วนะ… ตั้งนานแล้วด้วย”



“…!!!?”



“เป็นหลีดคณะเหมือนกับมันนั่นแหละ ชื่อ มิ้นท์ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้หรอก”



‘ยังไง… นะ…?’



“ถ้ากูเข้าใจผิดว่ามึงชอบไอ้ริทก็ขอโทษด้วยนะเว้ย”



“แต่ริท… ริทเป็นคนจีบกูนะ”



“กูเคยได้ยินว่า มัน… เคยจีบคนเล่นๆเหมือนกัน เป็นคนเริ่มจีบและพออีกฝ่ายชอบก็สลัดทิ้งก็ไม่ใยดี”



“ริท… ไม่น่าใช่คนแบบนั้นนะ…” น้ำเสียงของผมสั่นเครือตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้



“กูก็แค่เคยได้ยินมา ไม่รู้เป็นความจริงแค่ไหน แต่เท่าที่รู้มา… เป็นไปได้มากจะจะจริง”



‘ไม่! ริทไม่ใช่คนแบบนั้น’



“ไม่ใช่ว่ากูอยากว่าร้ายเพื่อนตัวเองนะ แต่มึงก็เป็นเพื่อนกูคนนึงแล้ว! กูไม่อยากให้เพื่อนกูต้องเสียใจ”



“………”



“กูว่ามึงลองไปถามมันตรงๆเลยก็ดีนะ ถ้ากูเข้าใจผิด กูก็ขอโทษด้วย”



‘โกหก… อยากให้เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่มิวแต่งเรื่องขึ้นมาเท่านั้น…’



ผมรู้ดี…



ผมรู้ดีว่า มิวพูดความจริงทุกอย่าง ไม่ได้โกหกผม… และยิ่งผมมองเข้าไปในใจของมิวมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นแต่ความจริงที่มิวพูดออกมาทั้งนั้น และแฝงด้วยความเป็นห่วงเพื่อนอย่างผม…



‘ความจริงที่มิวเข้าใจ’ อาจจะไม่ใช่ ‘ความจริงที่เป็นอยู่ก็ได้’ ผมหวังแบบนั้น…



ใช่… ก็แค่มิวเข้าใจผิดเท่านั้นเอง…



ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ…











ภารกิจตอนเย็นของผมที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปหาริทเตอร์ แต่โดนห้ามไว้เสียก่อน แผนที่วางไว้จึงล่มโดยปริยาย ผมจึงโทรหาไอ้ภามชวนมันไปดูหนังด้วยกัน อย่างๆน้อยมันก็ทำให้ผมเลิกฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเรื่องข่าวลือของริทสักที



ตอนนี้ผมกำลังยืนรอเพื่อนสนิทที่ชอบมาสายของผมอยู่ในห้างใจกลางเมือง





ภ่าม ภาม ภ๊ามมมม

มึงงงง

กูเลทนะ

รอแปป





Near Not Far

ไอ้เวX

มีวันไหนไม่สายบ้างไหมวะ!





ผมพิมพ์กลับอย่างอารมณ์เสีย แต่ในใจลึกๆของผมแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกโกรธเท่าไรหรอก รู้สึก… แปลกๆมากกว่า คำพูดของมิวยังคงวนเวียนในหัวของผม



‘มันก็แค่จีบเล่นๆเท่านั้นเอง’



ไม่! ไม่หรอก… อย่าไปคิดถึงมันสิ ผมว่าผมเครียดมากเกินไปแล้ว ผมควรจะไปเดินเล่นผ่อนคลายดีกว่า…



ผมเดินวนไปมาเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย ในหัวก็สลัดเรื่องนี้ไม่หลุดสักที ถึงริทเตอร์จะดูเจ้าชู้แถมขี้แกล้งผมก็เถอะ แต่ไม่มีทางที่เขาจะทำแบบนั้นกับผมหรอก การกระทำทุกอย่างที่ผ่านมาก็ไม่น่าจะทำทีเป็นเสแสร้งได้…



ผมเชื่อแบบนั้น เชื่อในตัวของขะ……



‘ริท… ริทเตอร์?’



ทำไมกัน…?



ผู้ชายที่ผมรู้จัก ผู้ชายที่น่าจะต้องซ้อมเชียร์หลีดเดอร์อยู่ขณะนี้ กลับมาเดินเที่ยวเล่น พร้อมกับคนๆนั้น… มิ้นท์ สองคนนั้นยังไม่เห็นผม ทั้งคู่ดูเหมือนคู่รักกันจริงๆเลยทั้งท่าทีและรอยยิ้มบนใบหน้านั่น



เขาบอกว่าวันนี้ต้องซ้อมหนักไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้แถมยังมีผู้หญิงคนนั้นข้างๆอีก



‘มันมีคนคุยแล้ว คือมิ้นท์…’



เสียงของมิวดังขึ้นในหัวของผมอีกครั้ง หรือว่า… จะเป็นแบบนั้นจริงๆ



ผมเม้มปากแน่น ไม่กล้าด่วนสรุปเกินไป บางทีเขาอาจจะบังเอิญเลิกซ้อมเร็วกว่าที่กำหนดก็ได้มั้ง… แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะอยู่กันสองคน ทำตัวเหมือนเป็นแฟนกันแบบนี้



‘ก็ทั้งคู่ดูเหมือนเป็นแฟนกันเลยนะจ๊ะ’



คำพูดของพี่เชอรี่ในวันที่บังเอิญเจอกันที่ร้านคาเฟ่ในวันนั้น กลับว่าดังก้องในหัวของอีกครั้ง แถมมันยังเป็นวันที่ผมเห็นรูปที่ถ่ายคู่กันของพวกเขาด้วย



ตอนนั้นผมแค่รู้สึกแปลกนิดๆ แต่พอกลับมานึกขึ้นอีกรอบ มันกลับกลายเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวแทน…



ผมตัดสินใจ หยิบมือถือขึ้นมา กดโทรออกหาริทเตอร์



มือของผมสั่นตั้งแต่เมื่อไรกันนะ?



‘ตี้ดดดด ตี้ดดดด’



สำหรับผม แม้แต่เสียงรอสายยังทำให้ผมรู้สึกรอนานได้ ราวกับแต่ละวินาทีผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน ผมได้แต่ภาวนาให้ปลายสายพูดอะไรก็ได้ที่ทำให้ผมรู้สึกหายอึดอัดบ้างก็ยังดี…



เมื่ออีกฝ่ายรู้ตัวว่ามีสายเข้าจึงหยิบขึ้นมา สีหน้าดูลังเลราวกับว่าไม่อยากรับสายนี้… ของผม…



“ฮัลโหล… มีอะไรรึเปล่า? จู่ๆก็โทรมา”



“ซ้อมหนักไหม?”



“หนักสิ! หนักมากเลยเนี่ย โอ้ย! ปวดแขนไปหมดแล้ว”



“ตอนซ้อมรับโทรศัพท์ได้ด้วยเหรอ?”



“เอ่อ… คือตอนนี้เวลาพักพอดีน่ะ เดี๋ยวต้องไปซ้อมแล้ว แค่นี้นะ”



‘ตื้ด ตื้ด ตื้ด’



ริทเตอร์ตัดสายผมทิ้ง สายตาของผมยังคงมองไปที่สองคนนั้น ตอนนี้มิ้นท์กอดแขนของอีกฝ่ายไว้แน่น ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินหายไป ปล่อยให้ผมที่โง่ยืนอยู่คนเดียวตรงนั้น…



ผมเลือกที่จะไม่เดินตามพวกเขาไปต่อ…



ทำไมริทเตอร์ถึงต้องโกหกผม คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วแต่ผมเลือกที่จะไม่ยอมรับมัน ทั้งๆที่ผมก็รู้ดีว่าไม่มีใครหลีกหนีความจริงไปได้…



ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว จนระบบสั่นแจ้งเตือนไลน์ดึงสติผมกลับมา





ภาม ภ่าม ภ๊ามมม

กูถึงแล้ว

มึงอยู่ไหน





Near Not Far

กูขอโทษ

กูเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระนิดหน่อย

กูเลยกลับแล้ว





ภ่าม ภาม ภ๊ามมม

เอ้า!!

ไอ้สัX

กูอุตส่าห์มานะโว้ย

ไอ้…………

… … …





ผมกดปิดหน้าจอ ไม่ตอบกลับ ไม่อ่านสิ่งที่ไอ้ภามส่งข้อความมาต่อ แต่เจ้าตัวยังตื้อโทรตามผมอีก



“ไอ้เนียร์! กูอุตส่าห์มาถึงแล้วนะโว้ย!”



“…………”



“แล้วธุระอะไรของมึง! ช่างมันก่อนเถอะน่า!”



“กู……”



“พูดว่าอะไรนะ!”



“กูขอโทษ กูติดงานด่วน”



ผมตัดสายทิ้ง ผมคิดว่าควรจะเล่าให้ไอ้ภามฟัง เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมต้องยอมรับฟังอยู่แล้ว แต่ตัวผมในตอนนี้ไม่พร้อมที่จะเจอหน้าใครจริงๆ อยากอยู่ตัวคนเดียว คนเดียวเท่านั้น…



แล้วผมควรจะทำอย่างไรต่อดี?



สุดท้ายแล้วการโทรไปหาริทเตอร์เมื่อครู่ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย กลับทำให้ผมยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก ‘คำโกหก’ ของอีกฝ่ายมันก็ชัดเจนมากพออยู่แล้วนะ



หึ…



ความสัมพันธ์ของสองคนนั้น ไม่ใช่แค่เพื่อนกันแน่ๆ…









   

‘ซ่า……’



แม้แต่เสียงน้ำที่ไหลผ่านก๊อก ผมยังรู้สึกว่ามันกระตุ้นให้ผมรู้สึกเจ็บในใจได้…



ผมก้มลงล้างหน้าตัวเองที่อ่างล้างมือ จนหน้าและผมของตัวเองเปียกชุ่ม และกระเด็นไปโดนเสื้อนักศึกษาของผมจนเปียกไปหมด สภาพเหมือนไปตากฝนที่ไหนมา



สรุปแล้ว สิ่งที่มิวบอกกับคือความจริงใช่ไหม…



เมื่อผมเดินออกมาจากห้องน้ำ ผมก็บังเอิญเจอผู้หญิงที่เดินเคียงข้างริทเมื่อครู่



“เนียร์! มาเที่ยวเหรอ?” มิ้นส์ที่เพิ่งเดินออกจากห้องน้ำหญิงพอดีทักผมขึ้นมา ดูจากสายตาของเธอแล้วคงอยากจะถามผมเหมือนกันว่าทำไมถึงเปียกชุ่มไปทั้งตัวขนาดนี้ แถมน้ำเสียงก็ดูไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก



“ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”



“หืม…??”



“ระหว่าง เธอ…กับริท……” ผมทำใจพูดว่า เธอกับริทเป็นคนคุยกัน ไม่ได้จริงๆ แต่เหมือนเธออ่านใจของผมออก และตอบคำถามที่ผมต้องการจะรู้…



“ใช่! เขาเป็นคนคุยของเรา และเราก็พอรู้ว่าเธอคิดยังไงกับริท”



คำตอบที่ชัดเจนมันเหมือนมีดที่พุ่งตรงมาแทงอกของผม



“ถ้าไม่อยากเป็นมือที่สามล่ะก็…เลิกยุ่งกับริทสักที”  พูดจบ… เธอก็เดินไปทันที



ผมเข้าใจ… เข้าใจทั้งหมดแล้ว ว่าสิ่งที่มิวพูดเป็นความจริง และสิ่งที่มิ้นท์พูดออกมาก็เป็น ‘ความจริง’ เช่นกัน… ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ริทกับมิ้นท์กำลังคุยกัน



และ…



ริทเตอร์ก็แค่จีบผมเล่นๆ ไม่ได้รู้สึกชอบผมเท่านั้นเอง…



น้ำตาของผมไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ น้ำตาค่อยๆไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของผม ก่อนจะค่อยๆหยดจากใบหน้าของผมลงสู่ร่างกายผม…



ความรู้สึกของผมในตอนนี้ ต่างผสมปนเปกันไปหมดทั้งความรู้สึกผิดหวังจากคนที่ตัวเองเปิดใจให้ ทั้งความรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคิด แต่สิ่งที่ผมรู้สึกมากที่สุดคือ ความเจ็บปวดที่หัวใจ มันเจ็บแปลบอยู่กลางอกของผม ราวกับหัวใจของผมกำลังถูกบีบอยู่จริงๆ ครั้งนี้เจ็บยิ่งกว่า ‘ครั้งนั้น’ เสียอีก



ทำไมถึงต้องมาแกล้งจีบผมกันนะ หรือเป็นเพราะผมไปหัวเราะใส่เขาในครั้งแรกที่เจอ แค่นั้นเองเหรอ? แค่นั้นถึงกับต้องเล่นกับความรู้สึกของผมขนาดนี้



ผมคงจะเป็นคนโง่ในสายตาของเขาใช่ไหมนะ?



ความรู้สึกและความคิดที่ปนกันไปหมด ทำให้ผมกลับมาถึงห้องของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้



เมื่อผมปิดประตูห้องลง ผมพิงประตูก่อนที่จะค่อยๆนั่งลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง และน้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วครั้งหนึ่ง กลับไหลออกมาอีกครั้ง



“ฮึก ฮึก ฮืออออ”



 ผมปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร ไม่จำเป็นต้องแคร์เพราะผมอยู่ห้องนี้เพียงคนเดียว น้ำตาไหลผ่านแก้มทั้งสองของผมอย่างช้าๆ



‘ทำไมถึงรู้สึกเจ็บขนาดนี้’



ผมถามตัวเองในใจ ทั้งๆที่ผมก็รู้คำตอบอยู่แล้ว… เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจน



‘แล้วเนียร์ล่ะคิดยังไงกับเราเหรอ?’



ประโยคนี้วนเวียนอยู่ในหัวของผม… มันคือคำถามที่ริทเคยถามผม



“ริท…”



เสียงแหบพร่าของผมค่อยๆออกมา



“กูชอบมึงนะ…”



มันคือคำตอบที่ผมสามารถตอบได้อย่างทันทีในตอนนี้…







#TheBadJoke #Lie #ILikeYou

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ตอนนี้จะสั้นๆนิดนึงนะครับ

ถ้าเขียนยาวกว่านี้กลัวมันจะแปลกๆน่ะครับ (=W=)

ลงชื่อ Nzsquare

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 9
«ตอบ #22 เมื่อ05-07-2020 13:38:45 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 10 | Can I trust you?
«ตอบ #23 เมื่อ11-07-2020 23:41:50 »

ตอนที่ 10

Can I trust you?







ห้องของผมมืดสนิทเพราะตั้งแต่กลับมา ผมยังอยู่ที่ประตูเหมือนเดิม นั่งคู้ตัวอยู่ที่ประตูห้องเหมือนเดิม น้ำตายังคงไหลอยู่เหมือนเดิม ไม่แน่ใจว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว แต่ผมก็พอรู้ว่าผมปล่อยเวลาให้ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วเหมือนกัน  ตอนนี้ผมไม่อยากลุกไปทำอะไรทั้งนั้น ไม่อยากแม้แต่จะคิดอะไรด้วย



ก่อนหน้านี้โทรศัพท์มือถือของผมมีแสงวาบท่ามกลางความมืดหลายครั้ง เป็นไลน์แจ้งเตือนหลายครั้ง แต่ผมไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านสักข้อความ ผมคิดว่าคงจะเป็นไอ้ภามนั่นแหละมั้ง



หลังจากที่มีไลน์แจ้งเตือนหลายต่อหลายครั้ง ผมตัดสินใจปิดมือถือเพราะกลัวว่าไอ้ภามจะโทรมาแทนการส่งข้อความ  ทำให้ตอนนี้ผมตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง



จริงๆแล้ว ผมไม่ได้กลัวไอ้ภามหรอก… ผมกลัวอีกคนนึงมากกว่า



ถ้าเขาโทรมา ผมอาจจะหวนนึกถึงตอนที่เขาโกหกผมซึ่งๆหน้าอีกก็เป็นได้ แค่นี้ผมก็เจ็บมากเกินพอแล้ว ไม่อยากจะเจออะไรที่เป็นการซ้ำเติมตัวเองอีก



สิ่งที่ริทเตอร์ทำกับผมในครั้งนี้ มันช่างคล้ายกันกับสิ่งที่ผมเจอมาในอดีตเหลือเกิน… ไม่ใช่ว่าเหมือนกันในแง่ของการกระทำหรือบุคคลหรอก แต่เป็นในเรื่องของผมที่โดน ‘หักหลัง’



ผม ‘เคย’ มีเพื่อนสนิทอีกคนนอกจากภาม ตอนมอปลาย เป็นคนที่รู้เรื่องพลังของผมเหมือนกับภาม และตอนนั้นผมสัญญากับทั้งสองคนว่า ผมไม่ใช่พลังอ่านใจกับเพื่อนสนิทของผม เพราะเป็นความต้องการของผู้ที่เคยเป็นเพื่อนสนิทของผมที่อยากจะมีพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่อยากให้ใครรับรู้บ้าง



แต่ว่า… สุดท้ายแล้วคนๆนั้นพูดดีและทำดีต่อหน้าผม แต่ในใจไม่ใช่แบบนั้น… ผมได้รู้ความคิดความในใจของมันได้วันหนึ่ง และสิ่งที่มันทำก็เกินกว่าจะที่ผมจะยอมเรียกมันว่า ‘เพื่อน’ ได้อีก…



แม้แต่จะนึกถึงหน้าหรือชื่อของมัน ผมก็ไม่อยากคิดแล้ว…



แค่นั้นก็เกินพอแล้วที่ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อใจใครง่ายๆอีก หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมถึงจำเป็นต้องใช้ พลังอ่านใจของผม กับทุกคนที่เข้ามาในชีวิตผม… เพื่อที่จะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก



เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจ็บอีก…



ภามก็เปลี่ยนไป… มีแค่ภามเท่านั้นที่บอกกับผมว่า ผมสามารถอ่านใจของมันทุกเมื่อทุกเวลา เพราะมันอยากให้ผมรับรู้ว่า มันจริงใจและหวังดีกับผมมากแต่ไหน ไม่มีทางคิดร้ายกับผมแน่นอน…



ผมไม่รู้ว่า ผมนั่งคิดเรื่อยเปื่อยไปอีกนานเท่าไร จนในที่สุด ผมสามารถฝืนลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ ตอนนี้ท้องผมเริ่มส่งเสียงร้องเพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่บ่ายแก่ๆแล้ว ล่าสุดที่ผมกินเข้าไปก็คือมื้อเที่ยงนั้นแหละ ผมเลือกที่จะไม่ออกไปหาอะไรกิน แต่เดินไปที่ทิ้งตัวลงที่เตียงแทน ก่อนที่ผมจะนอนทั้งในสภาพแบบนั้น…











[ภาม]



โธ่โว้ยยยยยยย



วันนี้มันอะไรนักหนาเนี่ย!!



เริ่มจากตอนบ่ายในชั่วโมงเรียน โครงงานกลุ่มของผมก็มีปัญหา อาจารย์ให้แก้งานอีกเยอะแยะเลย (โดนด่าด้วย!) หรือโชคร้ายหน่อยก็อาจจะโล๊ะแล้วเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดเลย ฮือ…



พอเลิกเรียนก็เห็นไอ้เนียร์ไลน์มาชวนไปเที่ยวกัน ทำให้ผมเริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย แต่พอเดินทางไปรถติดมากกก ติดชนิดชิXหายวายป่วง วันนี้ไม่ใช่วันศุกร์นะเฮ้ย!



พอผมไปถึง ปรากฏว่ามันก็ขอยกเลิกนัดกะทันหันเฉย…



‘ไอ้เวXรรรรรรรรรร’



อะไรของไอ้เนียร์ฟะ! มันเป็นคนชวนผมออกมาดูหนังแล้วก็เทผมอ่านะ ที่ผมหงุดหงิดก็คือควรจะยกเลิกนัดให้เร็วกว่านี้ ผมอุตส่าห์เดินทางมาถึงแล้วแท้ๆ แถมเจ้าตัวก็ไม่ยอมบอกสาเหตุอีก ไลน์ไปก็ไม่ตอบ! โทรไปก็ไม่รับ!



ผมรู้สึกหงุดหงิดมาก แต่ผมดั้นด้นมาถึงที่นี่แล้วจะให้กลับเลยก็เสียเที่ยวอีก เสียค่ารถไปเปล่าๆ!! สุดท้ายเลยต้องลงเอยด้วยการไปดูหนังคนเดียว นั่งจวกป็อปคอร์นกินกร๊วมๆอย่างไม่สบอารมณ์



ยิ่งไปกว่านั้นทั้งๆที่ผมเลือกภาพยนตร์ออกแนวตลกแท้ๆ แต่เสียงหัวเราะของคนรอบข้างในโรงกลับทำให้ความหงุดหงิดของผมยิ่งเพิ่มมากขึ้น

   

ตอนนี้เหมือนผมเจออะไรก็กระตุ้นต่อมโมโหของผมได้ทั้งนั้นแหละ หน้าตาของผมคงไม่สบอารมณ์มากจนใครๆที่เดินสวนมาถึงขนาดต้องหลีกทางให้ผม



หน้าผมดูพร้อมจะไปหาเรื่องกับใครขนาดนั้นเลยเหรอฟะ…



‘หือ…?’



นั่นมัน…



ผมเห็นผู้ชายคุ้นหน้าตัวสูงกว่าผมแวบๆตรงไกลๆนู้น ถ้ามองไม่ผิดละก็… เอ๊ะ? แต่ก็ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้นะ หรือว่าผมตาฝาดกันนะ?



ด้วยความสงสัยและความอยากรู้ ผมจึงรีบซอยเท้าเกินตามไปไว อีกฝ่ายยังคงไม่เห็นผม จนผมสามารถประชิดตัวได้



ผมตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะไหล่คนๆนี้



“พี่จริงๆด้วย! พี่ไนท์!”



พี่ไนท์หันมามองผม ดูประหลาดใจเล็กน้อยที่เจอผมที่นี่ แต่ผ่านไปแปปเดียวสีหน้าของพี่เขาก็กลับมานิ่งเหมือนเดิม



“ผมเพิ่งเคยเห็นพี่มาเที่ยวนี่แหละ ถ้าไม่นับท้องฟ้าจำลองอ่านะ…”



ใช่แล้ว… มันแปลกมากๆๆๆ เพราะตามนิสัยของพี่ชายผู้หลงใหลในดวงดาวนั้น จะมาเดินเตร็ดเตร่ในย่านนี้ได้ แถมมาคนเดียวเสียด้วย ถ้ามีเพื่อนมาด้วยคงพอจะเข้าใจได้ว่าโดนบังคับลากตัวมา แสดงว่าอย่างน้อยๆ พี่ไนท์ก็ยังมุมที่ชอบผ่อนคลายแบบคนปกติทั่วไปบ้าง ไม่ใช่เอาแต่บ้าอ่านหนังสือเก็บตัวอยู่ในห้อง



คำพูดของผมทำให้พี่เขายิ้มเล็กน้อย



“ไม่ได้มาเที่ยวหรอก มาซื้อหนังสือเรียนไว้ใช้อ้างอิงน่ะ”



โอเค… ผทขอถอนคำพูด หนอนหนังสือแบบนี้ก็หนีไม่พ้นห้องสมุดหรือร้านหนังสือจริงๆนั่นแหละ เดี๋ยวนะ? แล้วทำไมถึงไม่ไปยืมที่ห้องสมุดล่ะ ฟรีด้วย!



“ไม่ไปยืมห้องสมุดอ่ะ?”



“ไปถามแล้ว มีคนยืมไปน่ะ”



“พี่ก็เลยซื้อใหม่เลยอ่ะนะ!?”



เท่าที่รุ่นพี่เคยเล่าให้ฟัง ผมจำได้ว่าหนังสือเรียนในความหมายของพี่ไนท์ ก็คือพวก Textbook ต่างๆของต่างประเทศ และราคานั้นก็สูงมาก ถ้าเทียบกับหนังสือเรียนทั่วๆไป บางเล่มก็เป็นพัน บางเล่มก็แพงกว่านั้น เท่าที่ผมเห็นกองหนังสือในห้องของพี่เขาตอนที่ไปปรับความเข้าใจกันรวมๆแล้วก็เป็นเม็ดเงินหลายหมื่นอยู่นะ (0_0)



“พี่จำเป็นต้องใช้เลยไง แถมซื้อไว้ส่วนตัวเลยก็ดีเหมือนกัน”



โอเคครับ… ยอมคุณพี่แล้วครับ



ผมพยักหน้าหงึกๆ



“แล้วภามล่ะ?”



“น้องชายพี่เทผมกระทันหันไง!!” พูดแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดอีกครั้ง ทั้งๆที่เริ่มอารมณ์ดีที่บังเอิญเจอพี่ไนท์แล้วแท้ๆ



คำตอบของผมทำให้อีกฝ่ายขมวดคิ้ว เอาล่ะ! ขอทำตัวเป็นไอ้เนียร์สักนิดละกัน ผมขอเดาว่าสิ่งที่พี่เขากำลังคิดอยู่ก็คือ… เนียร์ไม่ใช่คนแบบนี้



“แปลก… ปกติเนียร์ไม่ใช่คนแบบนี้นี่นา”

   

โป๊ะเชะ!!



หรือว่าผมเองก็สามารถอ่านใจคนอื่นได้เหมือนกันนะ? อิอิ (^3^)



“งั้นไปด้วยกันไหมล่ะ?”



“หมายถึง…?”



“ไปซื้อหนังสือก่อน แล้วค่อยเดินเที่ยวด้วยกัน”



“ไปด้วย!!!”



ผมพยักหน้ารัวๆ พี่เขาเสนอตัวขนาดนี้ ผมจะปฎิเสธได้ยังไงกัน! เอ๊ะ… หรือว่าผมควรขอบคุณไอ้เนียร์กันนะที่ทำให้ผมได้มีโอกาสใกล้ชิดพี่คนนี้ขนาดนี้



สิ่งที่ผมรู้สึกดีใจยิ่งกว่าก็คือ พี่ไนท์เริ่ม ‘ละลาย’ ความเย็นชาลงทีละนิดแล้ว ผมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นเล็กๆจากสายตาของพี่เขา ถึงจะยังไม่เท่าสมัยก่อนก็เถอะ



“ยิ้มอะไร?” พี่ไนท์หันมาถามผมขณะที่กำลังเลือกหนังสือเล่มหนาเต๊อะจากชั้นหนังสืออยู่



“เปล่านี่พี่~”



“ก็เห็นๆอยู่ว่ากำลังยิ้ม”



“เปล่าซะหน่อย!”



พี่ไนท์เก็บหนังสือที่เพิ่งหยิบออกมาใส่ที่ชั้นวางตำแหน่งก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ผม สีหน้ากลับมานิ่งเฉยอีกครั้งจนผมคาดเดาไม่ได้ว่ากำลังรู้สึกยังไงกันแน่



หรือว่าจะไม่พอใจผมที่ตอบกวนพี่เขากันนะ!?



ความกังวลเริ่มผุดขึ้นมาในใจของผม จนพี่ไนท์พูดออกมา



“ดีใจที่ได้มากับพี่ก็พูดตรงๆสิ” พี่ไนท์ยิ้มมุมปากบางๆ



อึก……



เอาตรงๆเลย… ผมยอมรับเลยว่าผมก็รู้สึกดีใจอยู่หรอกที่ได้มากับพี่เขา แต่คำพูดของพี่เขาเหมือนกับว่าไม่ต้องเล่นตัวให้มากนัก ให้พูดออกมาเลยทำนองนี้รึเปล่านะ?



ไม่อย่างนั้น ผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ พี่เขาก็แค่อยากให้ผมพูดตรงๆแค่นั้นก็ได้



”เอ่อ… ผมไปเลือกหนังสือบ้างดีกว่า” ผมยิ้มแห้งๆแล้วหันหนีพี่เขาไปเลย



ผมยังใช้ไม่ได้!!



ผมควรจะศึกษาวิธีจีบคนอื่นให้มากกว่านี้สินะ พี่ไนท์อุตส่าห์เปิดใจทั้งที ผมไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆหรอก! ดังนั้น หนังสือที่ผมควรจะเลือกหาก็คือ ‘วิธีการโปรยเสน่ห์ให้หลุ่มหลง’ หรือ ‘เคล็ดลับพิชิตหัวใจ’ อะไรทำนองนี้สินะ



ผมเดินหา ไล่เปิดอ่านตามชั้นอยู่สักพักจนไปสะดุดที่มุมหมวดเรื่อง ‘ความรัก’



ตรงนี้แหละ!!



เลือกไล่อ่านชื่อจากมุมสันหนังสืออยู่สักพัก ก่อนจะเลือกดึงออกมาแค่บางเล่ม



“ตกลงได้หนังสือไหม?” พี่ไนท์เดินเข้ามาหาผม



“เอ๊ะ! เอ่อ… คือว่า…”



ผมรีบดึงหนังสือจากชั้นวางแถวนั้นๆมาบังเล่มที่ผมเพิ่งหยิบออกมา



พี่ท่าน… มาได้ถูกเวลามาก มันคงจะไม่ดีเท่านั้นมั้ง ที่ผมเลือกหนังสือแนวทางการจีบอะไรแบบนี้ ต่อหน้าคนที่ผมกำลังจีบ ผมไม่อยากดูเป็นคนไก่อ่อนต้องศึกษาจากหนังสือพวกนี้ในสายตาพี่เขานะ!



พี่ไนท์มองหน้าปกหนังสือของผม ก่อนจะทำสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมา



“เอ่อ… พี่ไปจ่ายเงินเล่มนี้ของพี่ก่อนนะ…” แถมน้ำเสียงยังสั่นแปลกๆด้วย



นี่ผมหยิบหนังสือเรื่องอะไรออกมาบังนะ?



‘เทคนิคพิชิตหัวใจคู่นอนด้วยหนึ่งร้อยกระบวนท่าบนเตียง’



‘ไอ้Xชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย’



บอกได้คำเดียว…



หายนะกว่าเดิมอีก…



‘โว้ยยยยยย’



ผมจะแก้ตัว เอ้ย! แก้ความเข้าใจผิดของพี่เขาก็ไม่ทันแล้ว พี่ไนท์เดินหนีไปสักพักแล้ว (แง) ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้กันได้นะ (T^T)



หลังจากเสร็จภารกิจที่ร้านหนังสือ ก็ไม่มีบทสนทนาใดๆระหว่างผมกับพี่ไนท์อีกเลย (แน่นอนว่าผมไม่ได้ซื้ออะไรเลยนะ!) แม้แต่ตอนนี้สีหน้าของพี่เขายังคงอึ้งๆปนตกใจอยู่



ตอนนี้ผมพูดอะไรออกมาก็คงดูเหมือนแก้ตัวแล้วสินะ…



“เอ่อ… พี่จะไปดูดาวอีกทีวันไหนอ่ะ!” ผมพยายามหาเรื่องมาคุยกับพี่เขา เพื่อทำลายบรรยากาศที่นิ่งเงียบระหว่างพวกผมที่มีมาสักพักแล้ว



“น่าจะวันพุธล่ะมั้ง”



เดี๋ยวนะ… ไหนพี่บอกว่าเดือนละครั้งหรือสองครั้งไม่ใช่เหรอ…



อืม ช่างมันเถอะ!!



“โห! วันพุธผมไม่ว่างอ่ะ! เอาเป็นวันอื่นไม่ได้เหรอ”



“ภามจะมาด้วยเหรอ?” พี่ไนท์ดูประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ดีกว่าก่อนหน้านี้อ่ะนะ



“ผมบอกพี่ไปแล้วไง ว่าผมจะไม่ปล่อยให้พี่ไปดูดาวคนเดียวแบบเหงาๆอีกแล้ว”



คำพูดของผมทำให้พี่ไนท์ถึงกลับหยุดเดิน แล้วหันมามองผมเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่พูดไม่ออก จนสุดท้ายยิ้มจางๆออกมา



“พรุ่งนี้ล่ะ? ว่างไหม?”



“ได้เลยครับผม!!”



ผมฉีกยิ้มกว้าง ลึกๆแล้วในใจผมก็รู้สึกว่ารอบยิ้มของพี่เขาเมื่อครู่…



ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ! (^3^)

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 10 | Can I trust you?
«ตอบ #24 เมื่อ11-07-2020 23:44:04 »


[คืนวันถัดมา]



“พี่ไนท์กลับดีๆน้า~”



ผมหันมาโบกมือรัวๆให้พี่ไนท์ ถึงจะบอกว่า ‘กลับดีๆ’ ก็เถอะ แต่ผมกับพี่เขาอยู่หอเดียวกันนะ! และตอนนี้ก็พวกผมก็อยู่ในลิฟต์แล้วด้วย เจ้าตัวที่ถูกบอกให้กลับดีๆ ดูมึนงงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาจนกระทั่งประตูลิฟท์ปิดลง



วันนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมได้ไปเที่ยวท้องฟ้าจำลองกับพี่ไนท์ ถ้าให้พูดจากใจจริงเลยก็คือ… ผมเริ่มเบื่อๆกับที่นั้นนิดนึงแล้ว เพราะครั้งล่าสุดที่ผมไปก็ผ่านไปแค่อาทิตย์เดียวเอง! แต่ตัวพี่เขาเองยังดูแฮปปี้ลัลลากับการไปชมดาวมาก ราวกับว่าไม่เคยไปสักครั้งแล้วผมจะขัดใจพี่ชายคนนี้ได้ยังไงกัน!



ผมมาถึงหน้าห้องของตัวเอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ผมลืมไปเอาเสื้อผ้าที่ฝากร้านซักรีดเอาไว้ แถมเสื้อผ้าในตู้ของผมก็หมดแล้วด้วย ส่งซักไปทั้งหมดเลย ผมจึงรีบกลับลงไปเอาอีกรอบ (เฟอะฟะจังแฮะ ToT)  ร้านอยู่บริเวณใกล้ๆหอของผมนั่นแหละ แต่ต้องเดินเลี้ยวมุมไปหน่อย



เมื่อผมเดินเลี้ยวมุมหอไป ปรากฏว่า…



‘ร้านปิดแล้ว! แงงงงง’



ผมคร่ำครวญอยู่สักพัก ผมลืมเปิดดูเวลาจากมือถือ จึงไม่รู้ว่า ตอนนี้ค่อนข้างดึกมากแล้ว (นี่ผมไปเที่ยวแถมยังกินพี่ไนท์ เอ้ย! กินข้าวกับพี่ไนท์นานขนาดนี้เลยเหรอ :o ) แต่ถึงผมจะบ่นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา พรุ่งนี้ผมคงต้องใส่เสื้อซ้ำวันนึงแล้วล่ะ แง (T^T)



“ภาม!!”



ระหว่างผมกำลังจะกลับขึ้นห้อง ก็มีคนเรียกผมเสียก่อน…



“อ้าว! ไอ้ริท หวัดดี”  ผมทักทาย ‘ว่าที่แฟน’ ของเพื่อนสนิทอย่างเป็นมิตร



“เห็นเนียร์บ้างไหม?” ริทพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดู… กังวล?



“อ้าว… กูจะรู้ไหมเนี่ย?” 



ไอ้เนียร์เป็นอะไรของมันนะ… วันนี้มันก็ไม่ไปเรียน แถมยังส่งข้อความมาบอกเพียงแค่ ‘วันนี้ไม่ไปนะ’ เท่านั้นเอง ตามปกติแล้ว ผมคงจะไปตามตื้อถึงห้องเลยล่ะว่าทำไมไม่ไป แต่เพราะผมงอน (?) ไอ้เนียร์อยู่จากเหตุการณ์เมื่อวานที่มันเทนัดผม ผมจึงไม่ได้แวะไปหามันที่ห้องเลย



“มึงไม่ได้คุยกับมันเลยเหรอ?”



“ไลน์ไปก็ไม่ตอบ… ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”



ริทส่ายหน้าเบาๆ สีหน้าที่ดูกังวลมากขึ้นของมัน ทำให้ผมรู้สึกกังวลตามไปด้วย หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมันรึเปล่า? แต่ไอ้เนียร์ก็เพิ่งไลน์หาผมเมื่อตอนเช้านี่เองนะ



“ลองโทรหามันดูรึยัง?”



“โทรแล้ว แต่เหมือนจะปิดเครื่องน่ะ”



ผมเริ่มเป็นห่วงไอ้เนียร์จริงๆละ จะว่าไปแล้ว ปกติมันไม่เคยปิดเครื่องเลยนะ อย่างเมื่อวานก็เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ผมโทรไปจะด่ามันแล้วบังเอิญว่าปิดเครื่อง



ผิดปกติจริงๆนั้นแหละ… หรือว่า ไอ้เนียร์จะโดนใครลากไปทำร้าย? ไม่ก็โดนหลอกไปไหนงั้นเหรอ? เพราะถ้าพูดกันตรงๆ ผมไม่ได้เจอเพื่อนสนิทของผมแบบซึ่งๆหน้าตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้าเลยนะ

   

ผมอาจจะคิดมากไปก็ได้ ยังไงก็คงต้องลองไปหาไอ้เนียร์ที่ห้องดูก่อน



“เดี๋ยวกูลองไปหามันที่ห้องก่อนละกัน”



“เฮ้ย! กูไปด้วยดิ!”



ผมกับไอ้ริทขึ้นตึกมาชั้นห้าพร้อมกัน ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ห้องของเนียร์



‘ก็อกๆๆ’



“เนียร์ มึงอยู่ไหมอ่ะ”



ผมรอสักพักใหญ่ จนพวกผมคิดว่าเนียร์ไม่อยู่ห้องและกำลังจะเดินกลับกันแล้วนั่นเอง… ผมได้ยินเสียงเปิดกลอนประตูห้อง แล้วไอ้เนียร์ก็ค่อยๆหน้าโผล่มา…



“มึงเป็นอะไรรึเปล่า ทำไม…” ผมกำลังจะถามว่า ทำไมถึงปิดโทรศัพท์ ทำไมวันนี้ถึงไม่ไปเรียน ทำไมถึงไม่ตอบไลน์ของริท ทำไมปล่อยให้ไอ้ริทเป็นห่วง แต่พอผมเห็นหน้าซีดๆของไอ้เนียร์บวกกับขอบตาที่ช้ำเหมือนเพิ่งร้องไห้มา ทำให้ผมพูดไม่ออก



แถมมันยังอยู่ในชุดนักศึกษา!? วันนี้มันไม่ได้ไปเรียนนี่? หรือว่า… จะไม่ได้เปลี่ยนชุดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว



“เปล่า… ไม่มีอะไรหรอก…” เสียงของมันดูสั่นเครือมาก



“จะไม่มีได้ไง กูรู้จักมึงมานาน ดูก็รู้แล้วว่าไม่ปกติ” ผมไม่ได้โง่ขนาดดูไม่ออกว่าเพื่อนกำลังมีปัญหานะ



“คือ……” ไอ้เนียร์ดูเหมือนจะยังลังเลที่จะบอกผม



“เนียร์ มีไม่สบายใจอะไร บอกเราได้ตลอดเลยนะ” ไอ้ริทผสมโรง



เมื่อเนียร์หันไปมองต้นเสียง ทำหน้าตกใจสุดขีดราวกับเพิ่งเห็นว่าไอ้ริทเตอร์ก็มาพร้อมกับผมด้วย ทั้งๆที่ไอ้ริทก็ยืนข้างๆผมตั้งแต่แรก



“ขอโทษนะ ตอนนี้กูอยากอยู่คนเดียวสักพักน่ะ”



เนียร์รีบปิดประตู แต่ผมใช้มือหยุดไว้ทัน



“ถ้ามึงไม่ยอมบอก กูก็จะยืนขวางประตูห้องอยู่แบบนี้แหละ”

 

“………” เนียร์ไม่ได้ตอบผม แต่หันไปเหลือบมองริทอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลบตามาทางผมแทน… ตอนนี้ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า เรื่องนี้จะต้องเกี่ยวกับไอ้ริทแน่นอน!!!



ไอ้ริทเตอร์!! ไอ้เวX!! ทำอะไรเพื่อนกู!!



“มึง กูขอคุยกับมันสองต่อสองได้ไหม” ผมหันไปบอกไอ้ริท ผมต้องการคุยกับไอ้เนียร์แค่สองคนเลยอยากให้ผู้ชายที่อาจจะเป็นตัวต้นเหตุของเรื่องในครั้งนี้รออยู่หน้าห้องไปก่อน (หวังว่าผนังห้องคงจะเก็บเสียงนะ)



ไอ้ริทเตอร์ที่น่าจะเป็นตัวต้นเหตุของปัญหาในครั้งนี้ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้า ผมจึงเดินเข้าไปในห้องของเนียร์สองต่อสอง ว่าแต่… ไอ้ริทมันไปทำอะไรไอ้เนียร์ไว้เนี่ย ไม่ใช่ว่านอกใจเพื่อนผมนะ! ถ้ารู้จะกระโดดเตะก้านคอมันให้!!! (-3-)



หลังปิดประตูห้องลง ไอ้เนียร์ก็ถลาเข้ามากอดผมและซุกหน้าของมันลงบนตัวผม… ผมสัมผัสได้ถึงความชื้นของของเหลวบางอย่างซึมผ่านเสื้อของผม น้ำตาของเพื่อนสนิทผมนั้นเอง



ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกับมันดี เพราะผมยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่  ผมจึงได้แต่ลูบหลังเพื่อนตัวเอง รอให้มันใจเย็นลง และพร้อมที่จะเล่าให้ผมฟัง



ผ่านไปสักพักมันก็ปล่อยผม และเริ่มเล่าสิ่งที่มันรู้และเจอมาเมื่อวานทั้งหมด… ไอ้เนียร์เล่าไปร้องไห้ไป ผมก็พยายามเป็นผู้ฟังที่ดี แค่นั่งฟังเงียบๆ รอให้เล่าจบจนจบ ทั้งที่ใจจริงอยากจะพูดแทรกใจจะขาด



“มึงว่า… กูควรพอใช่ไหม” น้ำตาของมันเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง



ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของมันนะ… ไอ้เนียร์เคยโดนหักหลังมาก่อน



แต่ว่า…



“มึงยังไม่ได้ถามเจ้าตัวเขาเลยไม่ใช่รึไง”



ใช่แล้ว… สิ่งที่เนียร์คิดอยู่ในหัวตอนนี้คือฟังและรับรู้มาจากคนอื่นทั้งนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ ถึงไอ้ริทมันจะดูเป็นคนแบบนั้นได้จริงๆก็เถอะ…



“แต่ทุกคนเข้าใจเป็นแบบเดียวกันหมด แถมกูอ่านใจมิ้นท์มาแล้วด้วยนะ”



“ฝ่ายหญิงอาจจะมโนไปเองก็ได้มั้ง” ไม่สิ… พลาดแล้ว ผมไม่ผมควรจะจะใช้คำปลอบแบบนี้



“มึงไม่ต้องมาปลอบกูเลย”



“เอ่อ… ไม่งั้นก็…”



“พอเถอะ…  ครั้งนี้มันทำให้กูรู้ว่า พลังของกูมีความสำคัญแค่ไหน…”



“มึง… กูเคยบอกมึงไปแล้วนะว่า จะหวังพึ่งแต่พลังของมึงไม่ได้”



 “…………”



“บางอย่างต้องใช้หัวใจ ไม่ต้องใช้สมองหรอก”



เนียร์ก้มหน้าลงไม่มองผม



“กูไม่รู้หรอกนะว่า เรื่องนี้เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน คนที่รู้จริงๆ มีแต่เจ้าตัวเท่านั้น”



ผมจับไหล่ทั้งสองข้างไอ้เนียร์ อยากให้มันตั้งใจฟังผม



“กูอยากถามมึงว่า… ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันไม่ได้ทำให้มึงเชื่อใจไอ้ริทมากขึ้นแม้สักนิดเลยเหรอ?”



เนียร์นิ่งเงียบไปพักใหญ่ๆ ก่อนจะพูดขึ้นมา



“กูขอบคุณมึงนะ… แต่ว่าตอนนี้กูยังไม่พร้อมจะคุยกับริทน่ะ… ไว้กูพร้อมเมื่อไรค่อยไปคุยละกัน”



ผมถอนหายใจเบาๆ จริงๆผมอยากให้มันไปคุยกันให้รู้เรื่องตอนนี้เลย เพราะยิ่งปล่อยไว้ ผมคิดว่า ความรู้สึกที่เสียไป ยิ่งปล่อยไว้ ก็ยิ่งรักษายากขึ้นเท่านั้น…



ตอนนี้ผมคิดว่า พูดอะไรไปก็คงทำให้เนียร์มานั่งเปิดอกเปิดใจคุยกับริทเตอร์ วันนี้ ที่นี่ ตอนนี้ เลยไม่ได้ ผมจึงต้องยอมให้ไอ้เนียร์อยู่กับตัวเองอีกสักพักแล้วล่ะ…



ผมบอกให้เนียร์ให้รีบนอนพักผ่อน และถ้าพรุ่งนี้เช้ายังรู้สึกไม่ดีขึ้น ก็ไม่ต้องไปเรียนอีกวันนึง ผมจะจดเนื้อหาที่เรียนให้เอง! (ถึงจะจดมึนๆงงๆ หรือเผลอหลับก็เถอะ…)



เมื่อผมเดินออกจากห้องไอ้เนียร์มา ก็เจอไอ้ริทนั่งยองๆพิงกำแพงอยู่ฝั่งตรงข้ามห้องนี้ ทันทีที่มันเห็นผมเดินออกมา ไอ้ริทก็ลุกขึ้นถามผมทันที



“เนียร์เป็นยังไงบ้าง”



“ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร วันนี้มึงกลับก่อนเถอะ ให้มันได้พัก”



“ก็ได้…”



หือ…?



ง่ายกว่าที่คิดแฮะ…



ผมนึกว่ามันจะโวยวายกว่านี้เสียอีกว่าทำไมขอเจอไอ้เนียร์ตอนนี้เลยไม่ได้ หรือว่าอยากให้เนียร์ได้พักผ่อนก่อนจริงๆกันนะ



ผมลงมาส่งไอ้ริทใต้ตึก เพื่อให้เห็นว่า มันกลับไปแล้วจริงๆ ไม่ใช่ เดี๋ยวแอบไปเคาะห้องหาไอ้เนียร์ ถ้ามันไปหาเนียร์ตอนนี้แล้วทำความเข้าใจกันได้ก็คงดี แต่ผมคิดว่ามันจะไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิ ดูๆแล้ว ตอนนี้ไอ้เนียร์คงไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น



ผมเดินตามหลังไอ้ริทไป จนกระทั่งมันหยุดเดินไปเฉยๆ ก่อนจะหันมาหาผมด้วยสีหน้าราบเรียบเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่



“……?”



“ที่เนียร์เป็นแบบนี้เป็นเพราะเรื่องเกี่ยวกับกูใช่ไหม?”



“มึง…รู้เหรอ?”



“ดูจากสายตาของเนียร์ตอนนั้น ดูไม่ออกก็โง่แล้ว…”



“………”



“กูทำอะไรผิดไปรึเปล่า?”



“กูไม่รู้”



“มึงจะไม่รู้ได้ยังไง! มึงเข้าไปคุยกับเนียร์ยังไงกันวะ!” มันเริ่มขึ้นเสียงกับผม



“กูก็อยากให้มึงไปเคลียร์กับเนียร์ตรงๆเหมือนกัน แต่ไม่ใช่วันนี้!”



“………”



“กูขอถามมึงตรงๆเรื่องนึงนะ… กูเชื่อใจมึงได้ใช่ไหมวะ… ว่ามึงจะไม่ทำให้เพื่อนกูเสียใจน่ะ”



“แน่นอน…” เป็นคำตอบสั้นๆ แต่ผมรู้สึกถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นของไอ้ริทเตอร์



ผมไม่ได้พูดอะไรอีก แค่พยักหน้าแทนการตอบรับมันเฉยๆ ก่อนจะให้มันรีบๆกลับไปได้แล้ว ผมจะได้กลับขึ้นห้องสักที… แต่สุดท้ายมันยังไม่ยอมกลับสักที แถมยังบอกกับผมว่า…



“ไอ้ภาม… ช่วยอะไรกูสักอย่างสิ”











[เนียร์]



แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องผมผ่านหน้าต่างที่ผมไม่ได้ปิดผ้าม่านไว้ ผมลืมตาตื่นด้วยไออุ่นจากแสงแดดที่ส่องมาที่ตัวผมบนเตียง ผมหยิบมือถือที่วางไว้ข้างตัวขึ้นมาเพื่อดูเวลาบนหน้าจอ



‘12.05’



‘เที่ยงแล้วเหรอ?’  



ผมยังรู้สึกอยากนอนต่อ เพราะผมนอนไม่หลับทั้งคืนเลย กว่าจะหลับลงจริงๆ ก็คงเกือบจะฟ้าสางแล้ว ผมลุกขึ้นไปเลื่อนปิดผ้าม่านให้ห้องมืดลง ก่อนที่ผมจะทิ้งตัวนอนต่อ…

   

ผมยังรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจอยู่เลย… ตอนนี้ผมรู้สึกยังไม่อยากคุยกับริทเตอร์เท่าไรนัก จริงๆแล้วผมเข้าใจไอ้ภามนะ ที่ให้ผมรีบไปเคลียร์กับริท แต่ว่า…



ผมกลัว… กลัวว่ามันจะเป็นความจริง ถ้าเป็นอย่างนั้นมันจะยิ่งตอกย้ำลงไปในจิตใจของผม ผมไม่ได้เข้มแข็งขนาดที่จะรับมันได้หรอก…



คิดแบบนั้นแล้ว ผมก็ค่อยๆหลับตาลง



ไม่รู้ว่าผมหลับไปอีกกี่ตื่น แต่ผมรู้สึกตัวอีกทีก็เย็นแล้ว ท้องผมก็เริ่มร้องดังขึ้นเรื่อยๆแล้ว มันทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ไม่มีอะไรตกถึงท้องผมที่นับว่าเป็น ‘ข้าว’ จริงๆตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว อย่างมากก็แค่ขนมปังที่ผมซื้อเก็บไว้ในห้องเท่านั้นเอง ผมจึงลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็นดูว่ามีอะไรรองท้องผมได้อีกบ้าง ตอนนี้แม้แต่จะลงไปซื้ออะไรกินผมก็ยังไม่อยากลงไปเลย



‘ก็อกๆๆ’



“เนียร์ลงไปหาอะไรกินกัน!” เสียงไอ้ภามดังขึ้น



“ไม่เป็นไร ไปกินเลย กูยังไม่ค่อยหิว”



“ไปด้วยกันหน่อยเหอะ กูไม่มีเพื่อนไปด้วยยย”



“………” ผมเงียบแทนคำตอบให้กับมัน



‘ก็อกๆๆๆๆๆๆๆๆ’



มันกวนตีX เคาะประตูห้องผมไม่หยุดเลย จนผมรำคาญ ต้องเปิดประตูไปคุยกับมัน



“อะไรของมึงเนี่ย!”



“ไปกินข้าวกันเหอะ เดี๋ยว? นี่มึงยังไม่ได้เปลี่ยนชุดอีกเหรอ!?”



ผมก้มลงมองชุดตัวเอง ซึ่งยังคงอยู่ในชุดนักศึกษาตัวเดิมกับเมื่อสองวัน ผมลืมสนิทเลย แม้แต่อาบน้ำแปรงฟันก็… ไม่ได้อาบไม่ได้แปรง



“มึงรีบไปอาบน้ำ เปลี่ยนชุดแล้วลงไปกูเลยนะ ไม่งั้นกูจะเคาะห้องมึงอยู่แบบนี้แหละ”



‘ทำไมวันนี้มันดูเซ้าซี้จังเลยวะ’



ผมจำเป็นต้องยอมเออออไปกับมัน



“เออๆ งั้นรอแปป”



“เดี๋ยวกูไปรอข้างล่างนะ รีบตามมา”



ผมถอดชุดออก แล้วเข้าไปอาบน้ำและแปรงฟันให้สะอาด ก่อนจะออกมาแต่งตัวใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นแบบสบายๆ ออกจากห้องลงไปหาไอ้ภามที่รออยู่ข้างล่าง



เมื่อผมลงมาถึงใต้ตึกชั้นหนึ่ง ผมกลับไม่เห็นภามรออยู่อย่างที่มันบอก ผมเลยเดินออกมาหน้าตึกมองหันซ้ายหันขวาแต่ก็ยังไม่เห็นตัวมันแม้แต่เงา ผมเลยคิดจะหยิบมือถือเพื่อไลน์หามันว่าอยู่ที่ไหน แต่ปรากฏว่า ผมลืมโทรศัพท์ไว้ข้างบนห้อง ปกติผมไม่เคยลืมโทรศัพท์ไว้บนห้องเลยแท้ๆ (ผมแอบเป็นคนติดมือถือนิดๆนะ…)



“ทางๆนี้”



ดูเหมือนผมคงไม่ต้องเสียเวลาขึ้นไปบนห้องอีกรอบ เพื่อเอาโทรศัพท์แล้วล่ะมั้ง เพราไอ้ภามกำลังโบกมือเรียกผมอยู่ไกลๆ อยู่อีกมุมนึง อะไรของมันฟะ?



ผมเดินตามที่มันเรียกผม ถ้าผมจำไม่ผิด เหมือนว่าแถวๆนั้นจะเป็นบริเวณคล้ายๆ มุมอ่านหนังสือ? ไม่สิ… ผมขอเรียกว่ามุมนั่งรอเพื่อนดีกว่า เพราะว่ามันเป็นบริเวณที่มีโต๊ะและเก้าอี้หินอ่อนให้นั่งประมาณสามสี่ชุด ซึ่งบางที ผมจะเห็นคนอื่นๆที่พักแถวนี้ มานั่งปั่นงานกันเป็นกลุ่มบ้าง แต่ผมว่ามุมนี้มันร้อนอบอ้าวไปหน่อยที่จะไว้อ่านหนังสือหรือนั่งทำงาน



นานๆที ผมต้องใช้คำว่านานๆทีเลยนะที่ผมจะใช้มุมๆนี้ไว้รอไอ้ภามลงมาตึกแล้วออกไปเรียนในตอนเช้าหรือออกไปหาอะไรกินกันในแต่ละวัน



เมื่อผมไปถึงกลับเห็นคนที่อยู่เหนือความคาดหมายคนนึง… คนที่ผมยังไม่อยากเจอในตอนนี้มากที่สุด… ริทเตอร์… ซึ่งกำลงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ขนาดยาวตัวนึงที่ตั้งเขยิบออกจากจากโต๊ะหินอ่อนเล็กน้อย



“เนียร์…” ริทเรียกเสียงอ่อน สีหน้าดูน่าสงสารมากๆ



“ไอ้ภาม… มึง…” ผมหันไปหาไอ้ภาม ผมว่าแล้ว ว่าทำไมวันนี้มันดูเซ้าซี้ชวนผมไปกินข้าว



“มึง… กูว่า มึงลองมานั่งคุยแบบเปิดอกกับไอ้ริทก่อนไหม อยากรู้อะไรถามไปตรงๆเลย จะได้หายค้างคาใจสักที เอาแต่หนีปัญหาไม่มีอะไรดีกว่าหรอกนะเว้ย…”



“………” ผมมองหน้าอีกฝาย แต่ยังไม่ได้พูดอะไรออกมา



“แน่นอนว่า กูจะไปหลบอยู่ตรงอื่นก่อน เผื่อให้พวกมึงได้คุยกันแบบสองต่อสอง”



พูดจบมันก็เดินหนีไปเลย ทิ้งให้ผมอยู่กับริทเพียงแค่สองคน ผมไม่มีทางเลือกเท่าไรนัก ถ้าผมจะเดินหนีไปเลย มันก็จะดูใจร้ายไปหน่อย… ผมจึงเลือกที่จะเดินไปนั่งข้างๆริทบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน



“เนียร์ คือว่า…” 



“กำลังสงสัยใช่ไหม ว่ากูเป็นอะไร” ผมพูดโดยที่ไม่มองหน้าริทแม้แต่น้อย



“ใช่… เราไม่รู้ว่า เนียร์ไม่พอใจเราเรื่องอะไร”



“ไอ้ภามไม่ได้เล่าให้ฟังเหรอ?”



“ไม่… ไม่ได้เล่า”



ริทส่ายหน้า



“ถ้าไม่ชอบเราตรงไหน พูดออกมาตรงๆได้เลยนะ เราจะไม่ทำอีก แต่ขออย่างเดียว…”



ริทเตอร์ก้มหน้าลง ก่อนจะพูดต่อ…



“อย่าหนีเราไปไหนเลยนะ จะเกลียดเราก็ได้… แต่อย่าหายไปจากชีวิตเราโดยที่เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะ…”



น้ำเสียงสะอึกสะอื้นของริทค่อยๆดังขึ้น ผมรู้เลยว่า ริทกำลังร้องไห้… ดูแค่เหตุการณ์ตรงหน้านี้แล้วไม่ใช่คนที่จะเอาหัวใจของผมมาเล่นได้เลยสักนิด ริทกำลังทำให้ผม…รู้สึกอยากร้องไห้ตาม



“ริท… กูขอถามตรงๆเลยนะ…”



ผมเงียบไปครู่นึง… ก่อนจะหันไปมองริทที่ยังก้มหน้าอยู่



“มึง… ไม่ได้จีบกูเล่นๆใช่ไหม…?”



น้ำตาของผมเริ่มไหลอีกครั้ง ผมคาดหวังในคำตอบของริทเหลือเกินว่าจะไม่ใช่อย่างที่มิวได้ยินมาหรือพี่เชอรี่เข้าใจมา และคำถามนี้… มันทำให้ริทเงยหน้ามาหาผม ทำให้ผมเห็นหน้าของริทตอนนี้ซึ่งน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอยู่ สีหน้าของริทเต็มไปด้วยความประหลาดใจ



“ไม่มีทาง เราชอบเนียร์จริงๆ ทำไมเราต้องทำแบบนั้นด้วย”



‘ใช่…’



สภาพนี้ของเขาดูไม่เหมือนกำลังจีบผมเล่นๆเลยสักนิด แต่เต็มไปด้วยความเสียใจและกลัวที่ผมจะหายไปจากชีวิตของริท ดูยังไงก็ไม่ได้เล่นละครใส่ผมแน่ๆ



“แล้วมึงกับมิ้นท์… นี่ยังไงกันแน่…” ผมรู้สึกปวดใจอีกครั้ง เพราะเมื่อถามคำถามนี้ออกไป มันทำให้ผมนึกถึงภาพตอนที่มิ้นท์กับริทกอดแขนกัน



“เราเป็นเพื่อนสนิทกัน… สนิทกันตั้งแต่มอปลายแค่นั้นเอง…”



“เพื่อนสนิทกันต้องกอดกันขนาดนั้นด้วยเหรอ! แค่เพื่อนกัน ผู้หญิงคงไม่ยอมกอดง่ายๆมั้ง!” ผมเริ่มตวาด ความรู้สึกเจ็บแปล็บที่หัวใจยังแล่นมาอย่างต่อเนื่อง



“วันนั้น…”  ริทพึมพำกับตัวเองด้วยระดับเสียงที่ผมเกือบจะไม่ได้ยิน



“เออ! วันนั้นแหละ”



“มิ้นท์เป็นฝ่ายเข้ามากอดเรา และเราไม่ได้กอดกลับเลยนะ”



“………”



“มิ้นท์…คงจะชอบเรา แต่ว่า… เราคิดกับเธอแค่เพื่อนเท่านั้น…”



‘หมายความว่าไง?’



“เพราะเราสนิทกันมาก จนหลายคนเข้าใจผิดว่าเราคบกันอยู่ก็มีเยอะ”



“แต่ฝ่ายหญิงเขาเข้าใจว่า กำลังจะคบกันนะเว้ย…”



“เรารู้… แต่เรายังไม่กล้าบอกมิ้นท์น่ะ กลัวว่ามันจะไม่เหมือนเดิม เพราะเธอคือเพื่อนสนิทของเรา”



“แต่ก็ควรบอกเธอนะ…”



ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมรู้สึกสงสารมิ้นท์ขึ้นมาทันทีเลย… ริททำแบบนี้เหมือนกับการให้คาดหวังเธอนั่นแหละ ความรู้สึกที่คาดหวังไว้แล้วสุดท้ายมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น… มันเจ็บจริงๆนะ…



“อืม… เรารู้… เร็วๆนี้เราก็จะบอกแล้ว”



สิ้นสุดประโยคของริท บรรยากาศระหว่างพวกผมก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไร แต่ว่าก็ผ่านไปจนกระทั่งพวกผมทั้งสองคนหยุดร้องไห้แล้ว…



ตอนนี้ผมเคลียร์ข้อข้องใจและสิ่งที่ผมเข้าใจมาจากคนอื่นผิดๆเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นหนึ่งในจุดอ่อนอันใหญ่หลวงของพลังอ่านใจของผมเหมือนกัน สิ่งที่คนอื่นเข้าใจมา ความจริงมันอาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้…



อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้น นั่นหมายถึงกรณีที่ริท ‘พูดความจริง’ กับผมเท่านั้นนะ และผมไม่มีอะไรมายืนยันหรือเป็นหลักฐานได้ว่า สิ่งที่ริทพูดมาเป็นความจริงทั้งหมด เพราะคนๆนี้… เป็นคนเดียวที่พลังของผมใช้ด้วยไม่ได้…



“ริท……” ผมเอ่ยปากขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างเราสองคน



“หือ…?”



“งั้นทำไม…”



ยังมีอีกเรื่องที่ผมยังเคลือบแคลงใจ



“ทำไมถึงโกหกกูด้วยว่าวันนั้นซ้อมหนัก?”



ประโยคนี้ของผมเหมือนจะแทงใจดำของผู้ชายข้างๆผมเต็มๆ สีหน้ารู้สึกผิดปรากฏออกมาอย่างเห็นได้ชัด เจ้าตัวกระอักกระอ่วนไม่ยอมตอบคำถามสักที



“คือว่า……”

   

เร็วสิ… ตอบมาเร็วๆ



“บอก… เรายังบอกไม่ได้”



ทำไมกันล่ะ…



ทำไมต้องปิดบังกันด้วย

   

หรือว่าเรื่องที่พูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องโกหกอีกแล้วงั้นเหรอ?



ความเงียบปกคลุมบรรยากาศโดยรอบอีกครั้ง ผมรอคำอธิบายเพิ่มเติมจากปากของเขา แต่ก็ได้รับแต่ความนิ่งเงียบตอบกลับมา ตกลงเขาจะไม่พูดอะไรเลยใช่ไหม โกหกผมทำไม?



“กู…”



ผมหันไปหาริทเตอร์



“กูเชื่อใจมึงได้ใช่ไหม…?  กูไม่มีอะไรยืนยันเลยว่า ที่พูดมาทั้งหมดคือความจริง…”



“………”



ริทไม่ได้ตอบอะไรผม ปล่อยให้บทสนทนาขาดช่วง นิ่งเงียบจนน่ากลัว



ผมรู้… ว่าสิ่งที่ผมพูดเมื่อครู่ ไม่มีทางที่เขาจะหาอะไรมายืนยันให้ผมเชื่อได้เลยสักอย่าง แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าริทเตอร์จะหาวิธีที่ง่ายกว่านั้นมาก เขาค่อยๆจับมือของผมไปแตะบริเวณหน้าอกฝั่งซ้ายของตัวเอง…



“แล้วเนียร์เชื่อใจเราไหมล่ะ…?”



ผมเงียบไป ผมสัมผัสได้ถึงหัวใจของริทที่กำลังเต้นเป็นจังหวะเบาๆผ่านมือของผม ผมค่อยๆเงยหน้ามองตาของริท… แม้แต่ตอนนี้ผมก็ไม่สามารถอ่านใจเขาได้ด้วย ‘พลังของผม’



แต่ว่า…



มันไม่จำเป็นแล้วล่ะ…



“อืม… กูเชื่อนะ”



ผมยิ้มออกมา ผม ‘เชื่อ’ ในตัวริทเตอร์ อย่างน้อยๆ คนตรงหน้าผมก็เป็นห่วงและแคร์ความรู้สึกของผมจริงๆ ไม่ใช่คนที่มีนิสัยเหมือนที่ผมได้ยินจากคนอื่นๆมา…



เรื่องที่ต้องปิดบังผมคงจะมีความจำเป็นจริงๆนั้นแหละ



ผมเชื่อว่า เขาชอบผมจริงๆ และไม่อยากสูญเสียผมไป…



“จำคำถามนั้นได้ไหม…? ที่ถามกูกลับตอนคืนนั้น…”



ริทพยักหน้าเบาๆ เป็นตอบรับ



“กูรู้สึกว่า… กูก็ชอบมึงเหมือนกัน…”



ริทเตอร์ยิ้มออกมา คราวนี้ไม่ใช่รอยยิ้มกวนๆแบบทุกที ไม่ใช่รอยยิ้มเศร้าๆแบบคืนนั้น แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสและมีความสุข



พวกผมจ้องตากันอยู่สักพัก… ก่อนที่ริทจะค่อยๆโน้มตัวมาหาผม… เหมือนกับคืนนั้น



ริมฝีปากสีแดงเรื่อๆของริทเตอร์ค่อยๆประกบกับริมฝีปากของผม ริทค่อยๆสอดใส่ลิ้นของตัวเองเข้ามาในปากของผม ผมพยายามทำกลับไปแต่ก็เก้ๆกังๆเหลือกัน ตรงกันข้ามกับเขาที่ดูเชี่ยวชาญสุดๆ



ริทค่อยๆถอนริมฝีปากออกจากผม ก่อนจะพูดกับผมว่า…



“หวานดีนะ~”



“หวานตรงไหน ไม่ได้กินของหวานมาสักหน่อย ว่าแต่ว่า… จูบเก่งจังนะ”



“มันคงเป็นสัญชาตญาณน่ะ”



“อีกรอบ… ได้ไหม…”



ผมเอ่ยปากขอ… ริทก็ไม่ได้พูดอะไร แค่โน้มตัวมาอีกรอบแทนคำตอบให้ผม… ริมฝีปากระหว่างเราสองคนใกล้จะชนกันอีกครั้ง…



‘โครกกก~’



ท้องของผมดังขึ้น จนพวกเราผงะถอยปากออกจากกัน ผมหัวเราะ แหะๆ ท้องผมดันมาขัดจังหวะซะได้ แต่ก็ไม่แปลกเท่าไรนัก เพราะผมยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เมื่อวานเย็น แง



ริทฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะลูบหัวผม…



“ป่ะ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า”



“อืม……”



ผมตัดสินใจแล้วว่า ผมจะเชื่อใจ ‘คนๆนี้’ ให้ถึงที่สุด ต่อให้สุดท้ายพวกผมจะลงเอยกันยังไงก็ตาม อย่างน้อยๆ ผมก็เชื่อมั่นว่า ริทไม่มีทางคิดหักหลังหรือทำให้ผมผิดหวังอย่างแน่นอน



ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ยินเสียงในใจของเขาก็ตาม…



แต่สุดท้ายแล้ว…



 ‘ริทเตอร์’ จะเป็นคนที่ผมเชื่อหมดทั้งหัวใจ…







#CanITrustYou? #ITrustYou #FirstKiss

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

จบลงด้วยดีนะครับสำหรับคู่ริทเตอร์เนียร์

แต่ๆๆๆๆๆ

สรุปแล้ว ทำไมริทถึงโกหกเนียร์กันนะ หึๆ

ลงชื่อ Nzsquare

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 11 | Pink seal
«ตอบ #25 เมื่อ18-07-2020 12:32:19 »

ตอนที่ 11

Pink seal






ผมกับริทเตอร์เดินจากบริเวณหอของผมไปถึงร้านอาหารแห่งนึง ไม่รู้ว่าทำไมตลอดเวลาที่เดินมา ใจผมเต้นแปลกๆ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เมื่อนั่งลงสั่งอาหารเรียบร้อย ระหว่างที่รออาหารเสิร์ฟ ผมได้กลิ่นอาหารลอยมาจากโต๊ะข้างๆโต๊ะอื่น มันช่างยั่วน้ำลายของผมเหลือเกิน พอเข้าใจและรับรู้เรื่องระหว่างผมกับเขา ผมก็รู้สึกหิวทันทีเลยแฮะ แหะๆ (>_<)



ในตอนนี้ไม่มีบทสนทนาระหว่างผมกับริทเลยตั้งแต่… ปากประกบกัน… เออ จูบ นั่นแหละ (=3=) ดูเหมือนอีกฝ่ายที่นั่งตรงหน้าผมในขณะนี้ มัวแต่ทำท่าขวยเขิน (?) มองสบตาผมก็หลบตาทันที ขนาดนี้ละ จะมามัวอายอะไร ทั้งๆที่เมื่อก่อนทั้งจีบทั้งหยอดคำหวานๆใส่ผมตั้งเยอะแยะ (เหมือนจะหน้าแดงนิดๆด้วย)



ริทเตอร์ตอนนี้ดูเหมือนเด็กน้อยเลยแฮะ… (น่ารักไปอีกแบบ >3<)  ถ้าจะถามผมว่า งั้นทำไมผมไม่เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาหวานซึ้งเสียเองล่ะ…



ก็ผม…



เขินไม่ต่างกันนี่นา… (>_<)



ผมที่นั่งคิดอะไรเพลินๆ ในขณะที่รออาหารที่เพิ่งสั่งไป ผมก็รู้สึกเหมือนจะลืมอะไรบางอย่าง… แต่พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก



“คิดอะไรอยู่เหรอ? ทำไมทำหน้าเครียดเชียว” สงสัยว่าผมทำหน้าครุ่นคิดจนดูหน้าเครียดไปหน่อย ริทเตอร์จึงถามผมด้วยความสงสัย



“เหมือนกูจะลืมอะไรสักอย่าง… แต่ก็นึกไม่ออก พอจะนึกออกบ้างไหมอ่ะ?”



“หือ!?…” ริทเหวอไปครู่นึง ก่อนจะทำท่านึกตามผม…



เดี๋ยวนะ… เขาจะมารู้แทนผมได้ยังไงว่าผมลืมอะไร เฮ้อ…



“ที่มึงว่าลืมเนี่ย… ใช่กูรึเปล่า…?”



น้ำเสียงที่ดูเศร้าๆแต่แฝงด้วยอารมณ์ที่ดูโกรธนิดๆ ดังขึ้นมา ข้างๆตัวผม



“ไอ้ภาม!!!”



ชิXหายละ… ผมลืมมันไปได้ยังไงเนี่ย… ระหว่างที่มันไปเดินเล่นรอให้ผมพูดคุยทำความเข้าใจกับริท ผมปล่อยมันทิ้งไว้ที่หอแล้วก็เดินไปหาอะไรกินกับริทเตอร์สองต่อสอง เรียกได้ว่า… ลืมไอ้ภามแบบสนิท



“กูกลับมาตั้งแต่พวกมึงจูบกันแล้ว!!! กูไม่อยากขัดช่วงเวลาสวีทหว๊านหวานของพวกมึง กูเลยหลบอยู่แถวๆนั้น รอให้มึงลิ้มรสจูบกันให้เต็มที่ก่อน แล้วคิดว่ามึงจะตามกู แต่เปล่าเลย… พวกมึงเดินไปกินข้าวกันสบายใจเฉิบ! เชอะ!”



ไอ้ภามร่ายมายาวมาก น้ำเสียงดูเสียใจสุดๆ ทำให้ผมรู้สึกผิดมากที่ลืมเพื่อนสนิทสุดซี้คนนี้ได้ยังไง (T^T)



“เอ่อ…กูขอโทษ…”  ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากขอโทษไอ้ภาม



“ไอ้คนได้ผัวแล้วลืมเพื่อน เชอะ” ไอ้ภามทำท่างอนเป็นเด็กสามขวบซะงั้น!?



“กูขอโทษ กูก็ลืมเหมือนกัน” ริทเริ่มทำหน้าสงสารไอ้ภามที่ดูเศร้าและกำลังทำท่างอนแบบเด็กๆ



“มึงก็อีกคน! กูอุตส่าห์ลากเนียร์ลงมาคุยกับมึงให้”



“………”



ผมกับริทหันมองหน้ากันว่าควรจะปลอบใจและขอโทษไอ้ภามยังไงดีให้มันหายงอน แต่เหมือนว่า ไอ้ภามเป็นคนสลับอารมณ์เร็วซะเลยเกิน มันหยุดทำท่างอนและหันยิ้มหวานจนน่าขนลุกให้พวกผม



“เพื่อเป็นการปลอบใจ กูอยากกินฮันนี่โทสต์ ร้านตรงข้ามร้านนี้อ่ะ พวกมึงต้องพากูไปเลี้ยงเลย”



“………” ผมส่ายหน้า เห้อ… อยากกินก็บอกดีๆสิ แต่ก็นะ… ถือว่าเป็นการปลอบใจไอ้ภามที่พวกผมลืมและทิ้งมันไว้ละกัน



“ได้ดิ ให้เลี้ยงร้านนี้ด้วยก็ได้นะ กูสายเปย์อยู่แล้ว~”  ริทเตอร์เปลี่ยนท่านั่งเป็นไขว้ขา ก่อนจะหยิบกระเป๋าตังค์มาวางไว้บนโต๊ะ ทำท่าเหมือนเสี่ยสายเปย์คนนึงนั่นเอง



“ไม่เอาอ่ะ เอาแค่ของหวานก็พอ แบบหวานๆเหมือนโมเม้นต์ของพวกมึงเมื่อกี้” ไอ้ภามยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ผม ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะข้างๆผม ก็แสดงว่า ไอ้ภามมาถึงร้านนี้พร้อมๆกับเรา แถมยังนั่งโต๊ะติดกับพวกผมเสียด้วย ทำไมตอนแรกผมถึงไม่เห็นมันนะ (:P)



“ไม่มานั่งด้วยกันเหรอ?” ผมถามมันเพราะเห็นมันแยกโต๊ะกับพวกผม



“ไม่อ่ะ ไม่อยากขัดจังหวะคู่สวีท”



ผมยิ้มในใจ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ กับเพื่อนคนนี้ แต่ก็นี่แหละ ไอ้ภามของแท้ นิสัยเหมือนเด็กๆ แถมซื่อๆจนเกือบบื้อ แต่ก็รักเพื่อนและพูดสิ่งที่คิดตามใจของตนเอง…



เมื่อพวกผมสามคนกินอาหารคาวกันจนอิ่มแปล้กันแล้ว ก็ไปต่อของหวานตามที่ไอ้ภามรีเควสต์มา แน่นอนว่าไอ้ภามจะหนีไปนั่งคนเดียวอีกครั้ง แต่พอผมบอกว่าถ้ามานั้งด้วยกันจะสั่งกี่จานก็ได้ มันก็เปลี่ยนท่าที แทบจะกระโดดมานั่งโต๊ะพวกผมอยู่แล้ว เหอๆ



ระหว่างที่กินฮันนี่โทสต์ไซส์ยักษ์ที่สั่งมา ทั้งหมดสามรสชาติสามจานถ้วน ริทเตอร์ก็ชวนคุยเรื่องเฟรชชี่เกมขึ้นมากลางวงโต๊ะ



“อาทิตย์หน้าก็งานเฟรชชี่เกมแล้วนะ เนียร์จะมาเชียร์เราแข่งใช่ป่ะ?”



“อื้อๆ ยังไงกูก็ต้องไปทำงานอยู่แล้ว” ผมพยักหน้า เพราะคณะผมก็มีแข่งเหมือนกันทั้งแสตนท์เชียร์, ขบวนพาเหรด และเชียร์หลีดเดอร์ (ก็เหมือนกันทุกคณะนั่นแหละ!)



“กูก็ไป” ไอ้ภามกินโทสต์อยู่เต็มปาก แต่ก็ยังพูดขึ้นมา



“กูไม่ได้ถามมึง” ริทพูดเชิงหยอกล้อใส่



“เอ้า! มึงนี่! วอนละ!”



ผมไม่ได้ห้ามอะไรสองคนนี้ เพราะผมรู้นิสัยทั้งคู่ดีว่า ไม่ได้จะทะเลาะกันจริงๆจังๆหรอก แค่หยอกกันไปหยอกกันมาเท่านั้นเอง คนนึงก็นิสัยเหมือนเด็ก อีกคนก็นิสัยชอบกวนคนอื่น



“แถมคุยกับเนียร์ยังใช้คำว่า เรา ยังงั้นเรายั้งงี้ เนียร์ยังงั้น เนียร์ยังงี้ ทีคุยกับกูละก็ กูๆมึงๆ เลยนะ” ไอ้ภามยังเหน็บริทต่อ ถ้ามันยังคุยกันต่อ ผมจะกินหมดคนเดียวแล้วนะ (:P)



“แหงล่ะ กูพูดเพราะเฉพาะกับคนที่กูรักเท่านั้น”



พูดจบ ริทก็หันมาทางผม



“ใช่ไหมค้าบ เนียร์~”  …แต่นี่ก็ดูจงใจพูดสุภาพเกินไปหน่อยนะ…จนผมรู้สึกขนลุกนิดๆ



“อืมๆๆ”  ผมหยักหน้าแทนคำตอบ



 ผมรีบตัดบท ไอ้ภามก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก แค่ทำเสียงจิ๊จ๊ะใส่ผมเท่านั้น ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินโทสท์ต่อไป ส่วนริทเองก็แค่ยิ้มกวนไปตามสไตล์เขาใส่ภาม ก่อนจะเริ่มกินต่อ



หลังจากที่สวาปาม (?) ของหวานกันเสร็จ คนจ่ายเงินก็คือผมกับริทเตอร์หารกันคนละครึ่ง เพราะมื้อนี้ถือเป็นการปลอบใจไอ้ภามที่พวกผมลืมมันทิ้งไว้ที่แถวหอ แหะๆ (แน่นอนว่า การแชร์ค่าฮันนี่โทสต์ในครั้งนี้ ผมต้องเถียงกับเขาอยู่นานเหมือนกัน เพราะป๋าสายเปย์คนนี้จะออกให้เองทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ยอมหรอก =3=)



“งั้นเราส่งแค่ตรงนี้นะ”



ริทเดินมาส่งผมกับไอ้ภามที่หน้าหอของพวกผมเอง (เอ๊ะ! หรือเดินมาส่งแค่ผมกันนะ ล้อเล่น~)  แต่เหมือนไอ้ภามใจตรงกับลผมเลยถามริทออกไป



“ส่งแค่เนียร์ล่ะซี้~ มองกูเป็นแค่ธาตุอากาศก็ได้นะ ไม่ว่าหรอก” ไอ้ภามฉีกยิ้มเจ้าเลห์



“รู้ก็ดีแล้ว ถ้ามึงกลับคนเดียว กูไม่เดินมาส่งหรอกนะ” ริทยักไหล่เหมือนอยากจะบอกว่า ไม่แคร์



“เออๆ ว่าจะชวนมึงไปนอนห้องเนียร์ซะหน่อย”



ห้ะ!!?? เดี๋ยว!!!?? เกี่ยวอะไรกับผมเนี่ย 



‘อะไรของมึงงงง ไอ้สัXภามมม’



ห้องของผมเกี่ยวอะไรกับมันละเนี่ย ทำไมห้องผมถึงโผล่มาในบทสนทนานี้ได้ล่ะเนี่ย



ผมหันไปมองหน้าริท ซึ่งอีกฝ่ายก็มองหน้าผมก่อนอยู่แล้ว ทำหน้าคาดหวังแบบสุดๆ เหมือนจะรอคำตอบว่า ‘ได้’ จากเจ้าของห้องอย่างผมอยู่



“วันหลังหลังละกัน ตอนนี้ห้องกูรกมากเลยอ่ะ” ผมบอกกับริท ซึ่งมันเป็นความจริง ตรงกันข้ามกับห้องของริทที่สะอาดและเป็นระเบียบสุดๆ



“รกก็ให้ผัวมึง เอ้ย ‘ว่าที่ผัว’ ของมึงไปช่วยจัดสิ” ไอ้ภามพูดแทรกขึ้นมา



‘สัXภาม!!’



“อะไรของมึงเนี่ย!” ผมหันไปกระซิบใส่ไอ้ภาม ผมไม่รู้เลยว่ามันต้องการอะไร หรือแค่อยากแกล้งผมเฉยๆ ตามประสานิสัยเด็กๆของมัน



“มึงก็จะได้……” ไอ้ภามทำท่าเด้าอากาศให้ผมดู…



“ไอ้เชี่Xภาม! มึงจะบ้าเหรอ!”



“เราไม่ทำอะไรเนียร์หรอก… จนกว่าเนียร์จะพร้อม” ริทเตอร์พูดแทรกขึ้นมา พร้อมขยิบตาให้ผม คงได้ยินที่ผมกระซิบคุยกัน ไม่สิ…แค่เห็นท่าไอ้ภามก็รู้แล้วว่าคุยเรื่องอะไรกัน!!



“………”



“ตกลงคืนนี้ เรานอนด้วยได้มะ”



“ก็ได้…” ผมพูดเสียงอ่อย ให้ตายสิ… ผมไม่อยากให้ริทเห็นสภาพห้องผมจริงๆนะ



“ตามนั้น” ไอ้ภามพยักหน้า











เมื่อมาถึงหน้าห้องของผมเอง ผมหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมา ปกติผมจะเก็บกุญแจห้องไว้ในนี้ แต่ผมกลับ… หาไม่เจอ! หรือว่าผมไปลืมทิ้งไว้ ไม่ก็ทำหล่นไหนกันนะ!?



“เนียร์…”



“หือ? ว่าไง…?” ผมตอบกลับโดยไม่ได้มองริท เพราะกำลังหากุญแจห้องอยู่ตามกระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าตังค์อีกรอบ



“ห้องนี้ก็เหมือนเนียร์อ่ะ”



“หมายความว่าไง?” ผมหยุดหากุญแจและหันไปหาริทซึ่งกำลังยืมกอดอกและยิ้มเยาะใส่ผมอยู่



“ก็เหมือนเนียร์ที่ยอม ‘เปิดใจ’ รับฟังเราไง ไม่ได้ ‘ล็อคประตูหัวใจ’ ตัวเอง”



“………?” ผมยังไม่เข้าใจความหมายที่พูดเท่าไรนัก



“ก็หมายความว่า……”



ริทเตอร์เดินไปหน้าประตูห้องผม และ…



“…แบบนี้ไง~”



ผลักประตูห้องผมออกเบาๆ ประตูก็เปิดอ้าตามแรงผลักของริท



ผมไม่ได้ล็อคประตูห้อง!! แถมปิดประตูไม่สนิทด้วย! ก่อนหน้านี้ผมคงไม่มีสติจนขนาดลืมล็อคประตูห้องได้ เฟอะฟะจริงๆ… (ToT)



ผมก็แค่ยิ้มแหยๆกลับไป ก่อนจะเดินเข้าห้องไปก่อน ตามด้วยชายขี้แกล้งคนนี้…



“นี่… เนียร์…”  ริทเรียกผมอีกแล้ว วันนี้เป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ แต่รอบนี้ผมยังไม่ทันได้หันกลับไปตอบอะไร ริทก็จับต้นแขนซ้ายของผมจากทางด้านหลัง และดึงตัวผมให้หันมาทางเขา ก่อนจะโอบตัวของผมเอาไว้…



“ทะ ทำอะไร…”



“มันอันตรายนะรู้ไหม? ไม่ได้ล็อคห้องไม่พอ แถมยังปิดประตูไม่สนิทอีก อย่างกับว่าจะเชิญชวนให้คนอื่นบุกเข้ามาในห้องเลยนะ”



“อะ อื้อๆ”



“ไม่ระมัดระวังตัวแบบนี้ ย้ายมาดูแลเลยดีไหมเนี่ย?”



“เดี๋ยว…”



“เนียร์ยิ่งน่ารักๆอยู่ เดี๋ยวมีคนมาทำมิดีมิร้ายจะทำยังไง?”



“………”



“แต่เนียรเองก็ระวังตัวไว้เถอะ เราน่ะน่ากลัวกว่าพวกโจรหรือคนที่คิดหื่นๆกับเนียร์อีกนะ”



‘เอ่อ… คงมีแต่พี่ท่านนั่นแหละครับ… ที่คิดหื่นๆกับกู…’



ผมอยากจะพูดประโยคนี้ออกไปจัง แต่ความกลัวที่ผมอาจจะโดนริทเตอร์จับกดตอนนี้ ผมเลยได้แต่พยักหน้าหงึกๆไป จนเขายอมปล่อยผมในที่สุด



“แล้ว…? ให้เรานอนไหนอ่ะ?”



“ก็เตียง…” ผมชะงักไป เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ห้องของผมเป็นห้องสำหรับนอนคนเดียว ดังนั้นจึงมีเตียงเดียวและเป็นไซส์สำหรับนอนคนเดียว…



ฮืออออ เป็นเพราะไอ้ภามแท้ๆ (โทษมันไว้ก่อนละกัน x_x) ทำให้ผมไขว้เขว และทำให้ผมลืมนึกไปว่าเตียงผมมันนอนได้คนเดียว!!



อีกฝ่ายเหมือนจะรู้ความคิดของผม จึงพูดต่อว่า



“ไม่เป็นไร งั้นเดี๋ยวเรานอนพื้นเอง”  ว้าว… เสียสละสุดๆ



“ไม่ต้องหรอก… นอนกับกูก็ได้ แต่จะเบียดๆหน่อยนะ” ทำไมผมรู้สึกว่าตัวเองพูดไปเขินไปกันนะ? ถ้าเป็นเพื่อคนอื่นก็คงไม่คิดอะไรแล้ว แต่สำหรับคนๆนี้…



“ได้เหรอ~” ริททำหน้าหื่นกระหายใส่ผมอีกแล้ว…



พอผมบอก ‘ชอบ’ หน่อยเดียว ได้ใจใหญ่เลยนะ! หรือว่าผมคิดผิดกันนะ ที่ให้เขานอนกับผม…



เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว… (T^T)



“ไปอาบน้ำก่อนเลย” ผมไล่ริทไปอาบน้ำสักที พร้อมยื่นชุดนอนและผ้าเช็ดตัวให้ ส่วนแปรงสีฟันนั้น โชคดีที่ห้องของผมซื้อสำรองไว้อันนึงไว้เปลี่ยนตอนแปรงอันเก่าที่ใกล้หมดสภาพอยู่แล้ว ผมจึงยกอันใหม่ให้ริทไปเลย



“แล้วเนียร์ไม่อาบเหรอ?”



“ขี้เกียจ… เพิ่งอาบก่อนลงไปกินข้าวน่ะ เดี๋ยวอาบอีกทีพรุ่งนี้เช้าละกัน”



เมื่อได้ยินแบบนั้น ริทจึงรับของมาจากผมก่อนจะเข้าห้องอาบน้ำไป ระหว่างที่เขาอาบน้ำอยู่ (แถมฮัมเพลงไปด้วย) ผมก็เปลี่ยนชุดตัวเองเป็นชุดนอน โยนเสื้อผ้าที่ใส่แล้วลงตะกร้าซักไป ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงพร้อมหยิบมือถือคู่ใจมาเล่น



ผมสไลด์ทั้งเฟสและไอจีไปมาดูความเคลื่อนไหวและความเป็นไปในชีวิตของเพื่อนๆผมที่ทั้งอัพลงสตอรี่ไอจีบ้าง หรืออัพสเตตัทในเฟสบุ๊คบ้าง ผมทำมันจนกิจวัตรประจำวันไปเสียแล้ว…



ยกเว้น… เมื่อวานกับเมื่อวานซืนนะ แหะๆ



เมื่อผมเช็คเฟสบุ๊คและอินสตราแกรมจนพอใจแล้ว เหมือนผมเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ผมเข้าแอพลิเคชั่นไลน์ และกดเข้าไปที่ edit profile เพื่อ ‘แก้ไขอะไรบางอย่าง’ ซึ่งเมื่อผมแก้ไขเสร็จสิ้นก็พร้อมกับที่ริทเตอร์เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี



“ตกลงจะไม่อาบจริงเหรอ?”



“ก็บอกว่าขี้เกียจไง…”



“น่าๆ ไปอาบหน่อยเหอะ”



“บอกว่าขี้เกียจไง…”



“แต่ว่ากลิ่นอาหงอาหารน่าจะติดตัวติดผมหมดแล้วมั้ง”



“เออๆ ก็ได้…”



พูดไปแล้วก็จริง เดี๋ยวพรุ่งนี้เพื่อนๆหนีผมกันหมด ถึงผมจะรู้สึกแปลกๆกับสายตาและท่าทีของเขานิดนึงก็เถอะ วางแผนอะไรอยู่อีกเนี่ย ทำไมคะยั้นคะยอให้ผมไปอาบน้ำจัง











“จะนอนเลยป่ะ” ริทที่กำลังนอนเล่นมือถือตัวเองอยู่บนเตียงถามผมขึ้น



“ก็ได้ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า มีเช็คชื่อคาบแรกด้วย ว่าแต่… ชุดนอนตัวเล็กไปไหม?”  ผมเพิ่งรู้สึกว่าทั้งเสื้อทั้งกางเกงตัวเล็กไปหน่อยสำหรับริท ถึงแม้ว่าพวกเราจะขนาดตัวพอๆกัน (ยกเว้นส่วนสูง!) แต่ว่าเขาก็ยังตัวใหญ่กว่าผมอยู่เล็กน้อยอยู่ดี



“คับไปนิดนึง แต่ดีกว่าไม่มีอะไรใส่” ริทพูดเชิงติดตลก แต่ผมไม่ตลกด้วย เพราะถ้าเขาไม่มีอะไรใส่เลยคงจะ… แบบน่ากลัวไปนิด  แถมรู้สึกว่า ถ้าพูดออกไป มีโอกาสสูงมากที่เขาจะทำตามแน่ๆ



“อะเคร~”



ผมขยับตัวให้ริทพอจะมีที่นอนบนเตียงอันคับแคบนี้ได้ ซึ่งริทก็ไม่รอช้าแทรกตัวลงบนเตียงทันที มันทำให้ผมรู้สึกว่า… เบียดชะมัด! ผมคงต้องซื้อเตียงใหม่ซะแล้วล่ะ…



ไม่สิ!



 นี่ผมคิดอะไรของผมอยู่เนี่ย หมายความว่า ผมคาดหวังให้ ริทมานอนห้องผมอีกบ่อยๆงั้นเหรอ!? (-x-)



“หืมมมมมมมมม”



ริทเตอร์ลากเสียงยาวใส่ผม ผมแค่มองหน้ากลับไม่ได้พูดอะไร รู้สึกระแวงนิดๆ เพราะริททำแววตาเจ้าเล่ห์ผสมกับหื่นนิดๆใส่ผมอีกแล้ว…



เขาไม่ได้พูดอะไรกับผมต่อ แต่หยิบมือถือทักไลน์มาหาผม ทั้งๆที่ตัวผมกับเขาห่างกันไม่ถึงห้าเซนติเมตร ใกล้กันชนิดที่ว่าแค่กระซิบก็ได้ยิน…



€eartquake

เปลี่ยนชื่อไลน์แล้วเหรออออ

ชื่อนี้คุ้นๆเนอะ



NearU

ก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศเฉยๆ

ไม่ได้เปลี่ยนชื่อไลน์นานละ



ใช่แล้ว…



ระหว่างที่ริทอาบน้ำอยู่เมื่อครู่ ผมได้เปลี่ยนชื่อไลน์ของตัวเองจาก ‘ Near not far ’  เป็น ‘ NearU ’ ซึ่งก็ไม่แปลกที่ริทจะแซวผม เพราะว่า ชื่อนี้… เป็นคำๆเดียวกับคำที่ริทบอกสาเหตุผมว่าทำไมปลอมชื่อตัวเองเป็น ‘ยู’ ในครั้งแรกที่เจอผม



“ทำไมเหรอ มีปัญหาอะไรป่ะ?” ผมตอบกลับริทไปอย่างกวนๆ



“เปล๊า~ ไม่มีเลย~”



“ไม่มีก็ดีแล้ว!” ผมยิ้มในใจ ก่อนที่จะปิดหน้าจอโทรศัพท์ตัวเอง เตรียมที่จะเข้านอนแล้ว (ง่วง x_x) แต่ยังไม่ทันที่ผมจะวางลงก็มีเสียงไลน์แจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง



“จะคุยผ่านไลน์เพื่อ!!” ผมบ่นใส่ริท คุยกันตรงๆเลยก็ได้นะ ใกล้ขนาดนี้ จะมามัวนั่งพิมพ์คุยทำไม แต่ริทกลับบอกว่า…



“เอ้ย… ไม่ใช่เรานะ” ริทส่ายหน้าด้วยความมึนงงที่โดนผมเข้าใจผิด



“อ้าว โทษ…”



งั้นใครไลน์มาหาผมกันล่ะ หรือว่าไอ้ภามกันนะ



ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

อู้หูววววววววว

มีเนียร์ยงเนียร์ยูด้วยอ่า

อิฉจาคู่รักคู่ใหม่จังเลยยย



NearU

เสืXกไรมึง!!

ตาไวเชียวนะ



ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

แน่นอน

คิดว่ากูเป็นใครกัน

สืบไวรู้ไวอยู่แล้ว



NearU

แล้วทักมามีเรื่องอะไรไม่ทราบ?

กูกำลังจะนอนแล้ว

อย่าบอกนะว่าทักมาแซวเฉยๆ



ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

ก็เชี่Xละ

เห็นกูเป็นยังไงกัน

แค่จะบอกว่าอย่าลืมป้องกันนะมึง

กินตับกันเบาๆด้วย เดี๋ยวมันดังมาถึงห้องกู



NearU

ไอ้สัX!!

ไอ้เชี่X!

ไปนอนไป!



ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

55555555555




“ไม่ต้องห่วง เรามีถุงกับสารหล่อลื่นพร้อม”



“เฮ้ยยย!!”



ผมสะดุ้งตัวหนี ริทเตอร์ที่แทรกตัวมา แอบมานอนข้างๆ (?) อ่านแชทของผมตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แถมริทไม่ได้พูดเปล่าๆ แต่เอาแก้มตัวเองมาชนแก้มของผมด้วย ผมสะดุ้งจนแทบเกือบตกเตียง



“ไรฯเนี่ย มาแอบอ่านแชทคนอื่นอีก”



“ก็อยากรู้ไงว่าแอบคุยกับใครรึเปล่า นึกว่านอกใจเราขึ้นมา”



“จะบ้าเหรอ นอกใจได้ไง”



“เพราะในใจมีแต่เราเหรอ?”



“เปล่า… ยังไม่เป็นแฟนกัน ถือว่าไม่ใช่นอกใจ”



“…………”



อีกฝ่ายยิ้มเยาะราวกับดูออกว่าผมแกล้งพูดไปแบบนั้นเท่านั้นเอง ก่อนที่เอ่ยถามผมเรื่องอื่นขึ้นมา



“ตอนนี้กี่โมงแล้วอ่ะ?”



“ก็… เที่ยงคืนนิดๆแล้ว”



“อ๋อเหรอ…?”



“อะไรอีก?”



“เปล๊า” เสียงสูงขนขนาดนี้ ไม่มีเลยมั้ง!!



“เหอะๆ…”



ผมรู้สึกแปลกใจนิดๆเพราะริทเตอร์ไม่ใช่คนที่จะสนใจเวลาอะไรขนาดนั้น ดึกแล้วเลยจะนอนงั้นเหรอ?  ก็ไม่น่า… เพราะที่ผ่านมา มีแต่ผมที่ต้องเป็นฝ่ายลากให้มานอนตลอด (เวลานอนค้างด้วยกันอ่ะนะ)



“อยากรู้ไหม…? ว่าตกลง ‘วันนั้น’ เราไปทำอะไร?”



ผมนิ่งไปสักพัก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง ยังปฏิเสธไม่ยอมเล่าให้ผมฟังอยู่เลย อารมณ์ไหนของเขาเนี่ย… ถึงผมจะงุนงงในใจ แต่ก็ตอบว่า



“เล่ามาสิ…”



ชายตรงหน้าผมฉีกยิ้มกว้าง แล้วก้มตัวลงไปหยิบของบางอย่างใต้เตียงของผม มันเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ห่อด้วยกระดาษสีสันสวยงาม ก่อนที่จะยื่นให้ผม



ผมรับมาแบบมึนๆเล็กน้อย



เหอ? วันนี้ไม่ใช่วันเกิดผมนะ?



ไม่ๆๆๆ!! เดี๋ยวสิ!!



ของชิ้นนี้มาอยู่ใต้เตียงผมตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย!!



“แกะดูสิ~”



ริทเตอร์คะยั้นคะยอให้ผมเปิดกล่องของขวัญชิ้นนี้ดู ถึงผมจะมีคำถามในใจอยู่ก็เถอะ แต่ก็ลองดูของข้างในก่อนละกัน คงจะไม่ได้เอาอะไรแปลกๆใส่มาแกล้งผมนะ…



ใช้เวลาไม่นาน ผมก็ฉีกจนกระดาษห่อของขวัญกระจุยกระจายไปหมด



“นี่มัน…”



ผมที่เปิดฝากล่องกระดาษสีน้ำตาลดู ก็จ๊ะเอ๋กับหน้าตุ๊กตาน่ารักตัวนึง ผมดึงออกมาก่อนจะพบว่านี่คือ ตุ๊กตาแมวน้ำอุ๋งๆสีชมพูน่ารักสดใส ขนาดประมาณเกินครึ่งตัวผมมานิดนึง ไซส์กำลังน่ากอด



“รู้ไหมว่าวันนี้วันอะไร?”



ผมหันไปหาเจ้าของคำถาม อีกฝ่ายดูพึงพอใจกับท่าทีของผมตอนเห็นของขวัญชิ้นนี้มาก



“เอ่อ… วันนี้ไม่ใช่วันเกิดกูนะ…”



ริทเตอร์ส่ายหน้าเล็กน้อยก็หัวเราะออกมา



“วันนี้น่ะ เป็นวันครบรอบที่พวกเราเจอกันครั้งแรก หนึ่งเดือนพอดี”



‘หือ…!?’



“ที่โกหกวันนั้น ก็เพราะว่าอยากจะเซอร์ไพรส์เนียร์ให้ดีใจน่ะ ถ้าทำให้รู้สึกไม่สบายใจก็ขอโทษนะ…”



‘………’



“รู้ไหมว่าเลือกตั้งนาน! กว่าจะหาของที่สื่อถึงพวกเราสองคนได้”



ริทเตอร์ขยี้หัวผมไปมา จนหัวของผมยุ่งไปหมด จามปกติผมคงจะโวยวายไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้สึกมีอย่างอื่นสำคัญกว่านั้น



“ตุ๊กตาตัวนี้สื่อถึงพวกเรายังไงเหรอ?”



“วันแรกที่พวกเราเจอกัน เรามาจากกลุ่มแมวน้ำสีเขียว ส่วนเนียร์ก็มาจากกลุ่มสิงโตสีชมพู พอมารวมกันก็เป็นแมวน้ำสีชมพูไง!!”



“เห… เป็นคนโรแมนติกกว่าที่คิดนะเนี่ย”



“จริงๆง่ายกว่านั้นเยอะ”



“……?”



“เห็นตัวนี้น่ารักเหมือนเนียร์ก็เลยเอามา”



“ไม่อ่ะ!!”



“หือ…!?”



“กูน่ารักกว่าเยอะ!”



ริทเตอร์ดูอึ้งๆเล็กน้อย คงไม่คิดว่าผมจะกล้าเล่น



“คร้าบๆ น่ารักกว่าก็ได้ หึๆ” ไม่พูดเปล่า แต่ยังถลาตัวเข้ามากอดผมอีกด้วย



“พอเลย! นอนได้รึยัง!”



“อ่ะๆ นอนก็นอน”



อีกฝ่ายปล่อยตัวผมก่อนจะทิ้งตัวนอนดึงผ้าห่มมาคลุมตัวไว้ โผล่มาแต่หน้า กระพริบตาปิ๊งๆ



‘คิดว่าน่ารักมากรึไง!’



ผเดินไปปิดไฟจนห้องของผมมืดสนิท แต่แสงไฟจากเสาไฟหรือแสงจันทร์จากข้างนอกผ่านมาทางหน้าต่างทำให้ผมพอจะเห็นภายในห้องของผมบ้าง



ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ก่อนจะนอนท่าประจำของผม คือท่านอนหงาย ปล่อยแขนขาตามสบายธรรมดาทั่วไป สำหรับคืนนี้ผมต้องนอนหุบแขนหุบขากว่าเดิม เพราะคืนนี้มีคนมานอนด้วยแถมยังแย่งผ้าห่มของผมไปอีกเกือบครึ่ง! แอร์ห้องผมยิ่งหนาวๆอยู่ ผมก็หนาวเป็นนะ แต่ตอนนี้โชคดีที่ผมมีน้องแมวน้ำไว้นอนกอด หวังให้รู้สึกอุ่นขึ้นบ้าง



“ริท…”



ผมหันไปหาเขา อีกฝ่ายจ้องมองผมรอว่าผมจะพูดอะไรต่อ ผมนิ่งไปครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา



“ขอบคุณนะ…”



ริทเตอร์ยิ้มจางๆ ก่อนที่ผมจะรีบนอนหันหน้าหนีทันที เพราะไม่อยากให้เขารู้ว่า ผมยิ้มไม่หุบเลยตั้งแต่ได้รับของขวัญชิ้นนี้…



ผมนอนหลับตาไปสักพัก คนข้างๆผมก็พลิกตัวมาสวมกอดผม มือข้างหนึ่งพาดผ่านด้านหน้าผม ส่วนอีกมือแทรกมาด้านล่างตัวผมก่อนจะกอดผมเสียแน่นเลย…



ตอนนี้ผมนอนกอดน้องแมวน้ำ ส่วนริทเตอร์ก็กอดผมอีกทีนึง



“ระ…ริท”



“เราหนาวอ่ะ ขอนอนกอดแบบนี้ทั้งคืนเลยนะ”



“งั้นเดี๋ยวกูลุกไปปรับแอร์ให้นะ”



ผมพยายามแกะมือริทออก เพื่อที่จะลุกไปปรับเพิ่มอุณหภูมิ อากาศในห้องจะได้ไม่เย็นเกินไป แต่ว่า… ริทเตอร์กลับกอดผมแน่นยิ่งกว่าเดิม



“ไม่เป็นไร ไม่ต้องหรอก เราอยากกอดเนียร์อยู่แบบนี้”



“ตะ แต่ว่า…”



“ไม่ชอบให้เรากอดเหรอ?”



“กู…… กูเขินน่ะ…”



“หึหึ… น่ารักจริงๆเลย”



ริทขยับตัวมาหอมแก้มผมที่ไม่ทันตั้งตัวทีนึง…



โอ้ยยย ทำแบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกดีและรู้สึกชอบเขาขึ้นไปอีกน่ะสิ ผมพยายามข่มตาลงนอนให้ได้ จนริทหลับก่อนผมไปแล้ว ส่วนผมยังใจเต้นแรงจากการหอมแก้มกะทันหันเมื่อกี้…



แต่ว่า…



การที่ริทเตอร์นอนกอดผมแบบนี้…



รู้สึกอุ่นดีเหมือนกันแฮะ…







#PinkSeal #NearU #NotMyBirthday
********************************




ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 12 | Sweet ice cream
«ตอบ #26 เมื่อ26-07-2020 10:57:08 »

ตอนที่ 12

Sweet ice cream






หลังจากคืนนั้น ก็ผ่านมาเกือบจะหนึ่งอาทิตย์แล้ว… ผมกับคุณชายริทเตอร์ก็เข้ากันได้มากกว่าเดิม เรียกได้ว่าหวานกันกว่าเดิม ชนิดที่ว่ามดจะขึ้นตัวพวกผมกันอยู่แล้ว (ไอ้ภามมันว่าแบบนั้นน่ะนะ) สาเหตุหลักๆก็คงหนีไม่พ้น การพูดคุยปรับความเข้าใจกันในคืนนั้น และความรู้สึกของพวกผมทั้งสองฝ่ายกระจ่างชัดเจนขึ้นมา



ริทเองก็กล้าหยอดคำหวานๆ มุขเสี่ยวๆ ใส่ผมขึ้นเรื่อยๆ (พอผมบอกชอบหน่อย ดี้ด๊าตลอดเลยนะ) ส่วนผมก็เชื่อใจในตัวริทมากขึ้น เชื่อว่า คนๆนี้จะไม่ทำให้ผมเสียใจ…



ตอนนี้ผมอยู่ร้านขายดอกไม้ใกล้ๆมหาลัย ซึ่งผมมารับช่อดอกไม้ที่ได้สั่งไว้ล่วงหน้าเมื่อหลายวันก่อน ผมรับดอกไม้ช่อโตที่จัดเรียงไปด้วยดอกไม้หลากหลายสีและนานาพันธุ์ แต่ที่ถึงดูดใจผมที่สุดในดอกไม้ช่อนี้ ก็คือ… ดอกกุหลาบสีชมพู ที่ผมฝากให้ทางร้านช่วยจัดมาเป็นพิเศษ



“ขอบคุณค้า~ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะค้า~”



ผมตอบรับและยิ้มให้พนักงานประจำร้านนี้ ก่อนจะเดินออกจากร้านไป ไอ้ภามที่กำลังยืนรอผมอยู่หน้าร้านถึงกับพูดขึ้นมาว่า…



“ว้าววว ยอมรับเลยว่าดูดีเวอร์”



“แน่นอนอยู่แล้ว” ผมยืดอกอย่างภูมิใจ ระดับผมแล้วมีผิดพลาดที่ไหน



“หมดไปเท่าไรเนี่ย”



“เอ่อ… ก็เยอะอยู่ แหะๆ” ผมยิ้มแห้งๆ ดอกไม้ช่อนี้ถึงจะสวยมาก แต่ราคาก็สูงตามไปด้วย ทำให้กระเป๋าตังค์ผมฟีบลงไปเยอะ (T^T) แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก เพราะวันนี้เป็นวันที่ไม่ธรรมดาสำหรับคนที่ผมอยากให้



“อิจฉาไอ้ริทจริงจริ๊งงง ปกติคอยเอาใจแฟน แต่วันนี้แฟนเอาใจกลับด้วย”



“ยังไม่ใช่แฟนโว้ย!”



“อ่ะๆ คร้าบๆ ว่าที่แฟน ก็ได้”



ผมส่ายหน้าให้กับคำพูดของไอ้ภาม แซวเก่งจริงๆ แต่ส่วนหนึ่งก็ถูกตามที่มันพูดก็คือ ปกติส่วนมากแล้วริทจะเป็นคนคอยเอาใจดูแลผมตลอด แต่วันนี้ผมอยากจะเป็นฝ่ายเซอไพรส์ริทบ้าง (>3<)



วันนี้เป็นวันเฟรชชี่เกม อีกไม่นานก็จะถึงเวลาประกวดเชียร์หลีดเดอร์แต่ละคณะจะต้องแสดงกันแล้ว ทันทีที่ผมแสดงขบวนพาเหรดของคณะเสร็จ พวกผมก็รีบออกจากงานมารับของที่ร้านดอกไม้แห่งนี้ทันที เพื่อที่ผมจะได้กลับไปทันดูการแสดงของริทที่ซ้อมมาตั้งเดือนนึง ส่วนดอกไม้ในมือผมช่อนี้ ผมกะจะให้หลังการแสดงจบลง



ถึงแม้ว่าผมจะรีบออกมารับของทันทีหลังจากเสร็จงานของผม แต่เนื่องจากระยะทางระหว่างสถานที่จัดงานกับร้านดอกไม้อยู่ห่างกันพอสมควร ทำให้ตอนนี้แสดงจบไปแล้วสองคณะ แต่เพื่อนคณะของผมไลน์มาบอกว่า ยังไม่ใช่คณะวิศวะ



อย่างไรก็ตาม ผมต้องรีบกลับไปอยู่ดีเพราะว่าอาจจะเป็นคณะต่อไปก็ได้



“คณะต่อไปที่จะแสดงคือออออ… คณะวิศวะค้า~”



เสียงของพิธีกรประจำงานวันนี้ดังขึ้น เสียงของลำโพงนั้นดังมาถึงจุดที่พวกผมกำลังเดินอยู่ห่างจากสนามกีฬาที่ใช้ในงานวันนี้พอสมควร พวกผมต้องรีบแล้วล่ะ…



“ไอ้เนียร์ ทางนี้ๆ” เพื่อนของผมเรียกขึ้น มิวนั้นเอง…



ผมกับไอ้ภามแทรกตัวท่ามกลางฝูงชนเข้าไปถึงจุดที่มิวยืนอยู่ ตำแหน่งตรงนี้เป็นจุดที่ดีมากสำหรับดูการแสดงเชียร์หลีดเดอร์



“ขอบคุณมากนะ ที่อุตส่าห์จองที่ไว้ให้กูน่ะ”



“ไม่เป็นไร แค่นี้เอง แล้ว… นั่นเพื่อนเนียร์ที่บอกใช่ป่ะ?” มิวถามขึ้น เพราะผมฝากให้มิวจองให้ผมสองที่นั่นเอง



“อ่อ… ใช่ นี่ไอ้ภาม เพื่อนคณะเดียวกัน” ผมแนะนำเพื่อนของผมให้มิวรู้จักเพราะทั้งคู่ไม่เคยรู้จักหรือเจอกันมาก่อน



มิวก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่พยักหน้ารับรู้



“ส่วนนี่ มิว เพื่อนที่ทำงานกลุ่มเดียวกันและเป็นเพื่อนริทเตอร์ด้วย” ผมแนะนำมิวให้ไอ้ภามรู้จักบ้าง



“หวัดดี…” ไอ้ภามฉีกยิ้มพร้อมโบกมือทักทาย



มิวยังไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่หันมายิ้มๆให้เท่านั้น เหมือนว่าอยากจะพูดอะไรกับผม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา จนการแสดงของริทเตอร์ก็เริ่มต้นขึ้น



การแสดงของริทในวันนี้ช่างดูสวยและดึงดูดสายตาของผมมาก ทั้งๆที่ลำดับการแสดงและท่าต่างๆก็เหมือนที่ซ้อมทุกๆวันไม่มีผิด ต่างกันที่แค่ชุดที่ใส่แสดงและความรู้สึกที่แสดงออกมา



ผมชมการแสดงอย่างเงียบๆจนจบ เสียงปรบมือรวมทั้งเสียงเชียร์จากรอบข้างดังขึ้น ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ แล้วผมปรบมือตามคนอื่น



“รีบไปให้ดอกไม้ริทกันดีกว่า”



“เนียร์… กูขอโทษนะ” มิวที่ยืนดูอยู่ข้างๆอย่างเงียบๆพูดขึ้น



“หืม? เรื่องอะไรเหรอ?”



“เรื่องไอ้ริทน่ะ กูรู้เรื่องจากมันหมดแล้ว… ขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิด”



“ไม่เป็นไรหรอก ตอนแรกกูก็เข้าใจผิดเหมือนกัน แต่ตอนนี้เคลียร์กันเรียบร้อยละ”



“เป็นสิ! เป็นมากด้วย!”



ไอ้ภามขัดบทสนทนาระหว่างผมกับมิวขึ้นมา ท่าทางฮึดฮึดเหมือนโกรธใครมา ตอนนี้มิวก็ทำหน้าไม่ถูกเสียด้วยหลังจากที่ไอ้ภามพูดขึ้นมา



“มึงนี่เอง! ที่ทำให้เพื่อนกูเข้าใจผิด เหอะๆ”



“เอ่อคือ กูขอโทษ” มิวรีบลนลานขอโทษผมอีกรอบ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ไอ้ภามมันไม่ได้โกรธจริงๆ แต่ว่าแค่บ่นและโวยวายตามประสาของมันเท่านั้น เมื่อไรจะโตสักที เห้อ…



“พอเลยมึง โกรธเป็นเด็กๆไปได้” ผมตบหัวไอ้ภามสักป๊าบ (แบบเบาๆ ไม่งั้นเดี๋ยวมันยิ่งโวยวาย)



“โถ่ เพื่อนร้ากกก กูอุตส่าห์เป็นห่วงมึงนะตอนนั้น”



“เออๆ ขอบคุณมึงละกัน”



“เนียร์… คือ…”



“เอาเป็นว่ากูไม่ได้โกรธมึงละกันนะ ต้องขอบคุณซะอีก เพราะสุดท้ายแล้วทำให้เรื่องระหว่างกูกับริทชัดเจนขึ้น”



ผมรีบตัดบทมิว ก่อนที่จะรู้สึกผิดต่อผมมากไปกว่านี้ ก่อนที่จะลากไอ้ภามไปจากตรงนั้นเพื่อไปหาริทที่แสดงจบแล้ว ผมคิดว่าน่าจะอยู่บริเวณด้านนอกสนามกีฬาที่ใช้จัดงานวันนี้แหละ เพราะตอนที่พวกผมกลับมาถึงอีกรอบก็เจอกลุ่มเชียร์ลีดเดอร์คณะอื่นที่น่าจะแสดงเสร็จแล้ว ยืนพูดคุยกับเพื่อนๆที่มาให้กำลังใจกัน แถมด้านหน้าตรงนั้นแสงสียังสวยงามมาก เหมาะแก่การถ่ายรูปสุดๆ



เมื่อผมไปถึงก็เจอแต่ผู้คนระรานตาไปหมด ผมจะหาริทเตอร์เจอได้ยังไงเนี่ย… ตอนแรกผมกะจะโทรหาริทแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ริทได้บอกกับผมไว้ว่า ไม่ได้เก็บมือถือไว้กับตัวเพราะชุดหลีดที่ใส่ไม่มีเหมาะแก่การเก็บมือถือซะเลย ทำให้วิธีนี้ของผมต้องล่มไป



‘เอาเหอะ เดี๋ยวก็เดินวนๆดูเดี๋ยวก็เจอมั้ง’



ผมจำลักษณะชุดของคณะวิศวะได้ ชุดสีขาวเด่นขนาดนั้น น่าจะหาตัวไม่ยากหรอก แถมมีไอ้ภามอยู่ด้วย น่าจะช่วยมองหาได้ดีกว่าผมคนเดียว แต่ว่า…



หลังจากที่ไอ้ภามรับโทรศัพท์ใครสักคน พูดอะไรกันสักอย่างก่อนที่จะวางสายแล้วหันมาพูดกับผมว่า…



“มึง เดี๋ยวกูมานะ”



พูดจบก็เดินหนีหายเข้าไปในฝูงชนเลย ผมก็เลยต้องเดินหาริทเตอร์คนเดียว ผมเดินวนไปสักพักก็เจอในที่สุด ตอนนี้เจ้าตัวกำลังถูกรุมล้อมด้วยแฟนคลับของเขาจำนวนนึง มีทั้งมอบดอกไม้หรือขอถ่ายรูปด้วยตามๆกัน



‘หึ! ดอกไม้เยอะขนาดนั้น คงไม่อยากได้จากกูแล้วมั้ง!’



ผมบ่นกระปอดกระแปดในใจ ย้ำว่าแค่ในใจ! ผมก็พอเข้าใจได้ว่าหล่อขนาดนี้ก็ต้องมีแฟนคลับกันบ้างแหละ (ได้ยินมาจากพี่แอดมินเพจคิวท์บอยด้วย) แต่ผมก็… อดหึงเขาไม่ได้นะ



ดูเหมือนแม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่เห็นผม อดน้อยใจนิดๆไม่ได้นะเนี่ย



เอาน่ะ! ผมไม่ควรคิดอะไรมากหรอก อย่างริทเตอร์อ่ะนะ คงต้องดีใจลัลล้า~ ที่ผมให้ดอกไม้ในมือของผมช่อนี้แน่ๆ แค่นึกก็มองเห็นอนาคตแล้ว!



“ระ…”



ผมกำลังจะเรียกเขาแต่กลับถูกตัดหน้าด้วยอีกคนๆหนึ่งเสียก่อน…



“อ่ะ! รู้จักกันมาตั้งแต่มอปลาย ถ้าไม่ให้อะไรเลยก็คงแปลกๆเนอะ” มิ้นท์เดินเข้ามา ยื่นดอกไม้อีกช่อให้มันเป็นกุหลาบเหมือนกับของผม แต่สีแตกต่างกัน ของเธอเป็นสีแดงสวยสด ประดับสวยงาม แถมยังช่อใหญ่กว่าของผมอีกด้วย



“ขอบคุณนะ จริงๆไม่จำเป็นต้องให้หรอก เราไม่ได้มีอะไรให้เลย” ริทพยายามรับช่อดอกไม้มาอีกช่อ ตอนนี้ถือเต็มถือสองข้างไปหมดแล้ว



“ไม่เป็นไรหรอก… เราอยากให้น่ะ” สาวสวยยิ้มให้ก่อนจะขอตัวไปหาคนคนอื่นต่อ ปล่อยให้เหล่าแฟนคลับของริทเตอร์ยืนซุบซิบกันว่าความสัมพันธ์ของคู่นี้เป็นอย่างไรกันแน่



“คนเมื่อกี้ ใครกันเหรอค้า~” แฟนคลับคนนึงถามขึ้นมา



“แค่เพื่อนครับ แค่เพื่อน…” ริทอธิบายอย่างใจเย็น



คำตอบสั้นๆของเขากลับทำให้คนรอบข้างแอบกระซิบกันมากกว่าเดิมอีก ผมก็ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง ส่วนมากจะเป็นคำพูดแนวๆประมาณว่า



‘เพื่อนกันจริงเหรอ?’



‘แต่ดูผู้หญิงชอบน้องริทนะ’



‘เหมาะกันเหมือนกันนะ’



หรือว่าผม… ไม่ควรเข้าไปตอนนี้กันนะ



ผมรู้สึกหน่วงๆขึ้นมาเสียแบบนั้น ถึงจะรู้ว่าริทคิดกับเธอแค่เพียงเพื่อนเท่านั้น แต่มิ้นท์ก็ชอบเขานี่… มันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดไม่ได้เมื่อเห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ผมคงจะหึง งี่เง่าไปหน่อยรึเปล่านะ?



“มึงไม่เข้าไปอ่ะ” ไอ้ภามอยู่ๆก็โผล่พรวดมาจากไหนก็ไม่รู้ถามผม ตกลงมันหายไปไหนมานะ นึกอยากหายก็หาย อยากโผล่ก็โผล่ แถมยังถามคำถามที่ผมลังเล ไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงอีก



“เอ่อ… กู…”



“อย่าบอกนะ… ว่ามึงหึงไอ้ริทมัน! เพราะผู้หญิงที่รายล้อมมันตอนนี้อ่ะนะ!”



ถูกครึ่งนึง… แต่ผมเลือกที่จะไม่พูดทั้งหมดออกไป



“เออ… นิดนึง”



“โห่! ไร้สาระว่ะ! มึงก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าไอ้ริทมันเลือกมึง!” ไอ้ภามยืนกอดอกบ่นใส่ผม พูดเรื่องแบบนี้ตรงๆง่ายๆเลยเหรอ แต่มันก็ทำให้ผมมีรู้สึกดีมากขึ้นนะ



“อ้าว! เนียร์~ หาตั้งนาน”



ผู้ชายกลางวงล้อมของสาวๆที่ตามกรี๊ด ดูเหมือนจะสังเกตเห็นผมแล้ว ก่อนจะยิ้มร่าเดินแหวกฝูงชนที่ล้อมรอบตัวเขามุ่งมาหาผม จุดสนใจของกลุ่มแฟนคลับจึงหันเหมาที่พวกผมด้วย แต่ผมซึ่งถือดอกไม้ที่ราวกับว่ารอจะให้ใครบางคนอยู่จึงเด่นกว่าไอ้ภามที่อยู่ข้างๆผม บางคนถึงกับเพ่งสำรวจผมอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจดเท้า



‘จะลากแฟนคลับมึงมาด้วยทำม้ายยยย’



ผมคงจะไม่โดนดักกระทืบหลังจบงานวันนี้ใช่ไหม… สายตาเชือดเฉือนจากรอบข้างทำให้ผมเกร็งนิดๆ แต่สุดท้ายผมก็ยื่นดอกไม้ที่ถือในมือให้ริทเตอร์ แต่ว่าเขาทำหน้าเหมือนไม่สบายใจอะไรสักอย่าง พออีกฝ่ายอ้าปากจะพูดกับผม ผมรีบพูดดักขึ้นมาก่อน



“ดอกไม้ช่อนี้แทนความรู้สึกของกู ไม่ยอมให้พูดหรอกนะ ว่าแค่มาหาก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องมีของมาให้ก็ได้” เหมือนว่าผมจะทายใจริทถูก เพราะริททำหน้าประหลาดใจกับคำพูดของผม ก่อนที่จะยิ้มออกมา



“ขอบคุณนะ แต่ว่า…”



“ไม่มีแต่!”



“จะเอาไม่เอา ดอกไม้ช่อนี้เป็นช่อแรกที่กูซื้อให้คนอื่นเลยนะ”



“…………”



ริททำหน้าเจื่อนๆ มีเหตุผลอะไรอีกที่รับดอกไม้ของผมไว้ไม่ได้งั้นเหรอ? หรือว่า… ไม่ชอบ เออ! ใช่สิ ยังไงดอกไม้ของผมก็ไม่ใหญ่และสวยเท่าของมิ้นท์อยู่แล้วนี่!



ระหว่างที่ผมคิดแบบนั้นอยู่ เขาก็ยื่นดอกไม้ที่ถือในมือทั้งหมดให้ไอ้ภามที่ยืนข้างๆผมทันที (เรียกว่ายัดใส่มือดีกว่ามั้ง)



เมื่อริทเตอร์ยัดใส่มือไอ้ภามที่รับมาอย่างงงๆแล้ว ก็เดินมาโอบตัวผมไว้ทันที



“ดะ… เดี๋ยว”



นี่มันกลางที่สาธารณะนะ!! แถมยังต่อหน้าแฟนคลับตัวเองด้วยนะเฟ้ย! แต่ว่าเจ้าตัวดูไม่แคร์อะไรทั้งนั้น เขาค่อยๆก้มลงมาข้างๆหูของผมก่อนจะกระซิบว่า



“ขอบคุณสำหรับดอกไม้นะ”



ริทเตอร์เลื่อนมือมาโอบดอกไม้จากมือของผมแทน ก่อนจะหัวเราะออกมา



“เมื่อกี้จะบอกว่า มือเต็มยังรับดอกไม้ไม่ได้ตังหาก”



“………”



คราวนี้ไอ้ภามหัวเราะใส่ผมไม่หยุด เรียกว่าหัวเราะแบบเต็มอิ่มมาก ผมหันไปมองไอ้ภามด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะหันกลับมาหาริทแล้วเกาหัวตัวเองแก้เขิน



‘เออเนอะ ลืมนึกไปเลย แหะๆ’



ริทเตอร์อุ้มช่อดอกไม้ของผมอย่างถนุถนอม ราวกับว่าอุ้มเด็กทารกอย่างไรอย่างนั้น ส่วนไอ้ภามข้างๆก็ถือดอกไม้และของอื่นๆทั้งหมดคนเดียว คงจะหนักพอสมควร หน้ามันเริ่มบ่งบอกว่าไม่ไหวแล้ว



“เอ่อ… นี่ก็เพื่อนเหรอคะ น้องริท”



เอ้อ…… ผมลืมไปเลยว่าตอนนี้ตัวเองยังอยู่ท่ามกลางฝูงคน ถ้าอย่างนั้นคนอื่นก็เห็นตอนโอบกันหมดแล้วน่ะสิ!! อื้อหือ!! ใจร่มๆกันนะครับ แฟนคลับทั้งหลาย (T^T)



ตอนนี้ แฟนคลับคนเดิมที่ถามก่อนหน้าพูดขึ้นอีกครั้ง สายตาดู… คาดหวังงั้นเหรอ? เดี๋ยวนะ… ทำไมกลายเป็นแบบนี้ล่ะ แถมคนอื่นๆก็เริ่มส่งสายตาแบบเดียวกันแล้ว



“ก็……”



ริทเตอร์หันมามองผม คงจะลำบากใจเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรดี จึงหันมาขอความช่วยเหลือจากผม เอ่อ… ผมเองก็ยังมึนๆอยู่ ช่วยตัวเองไปก่อนละกันนะ ริทเตอร์ (เอาจริง! ผมเองก็อยากรู้ด้วยว่าเขาจะตอบว่าอะไร)



“เพื่อนครับ…”



ในที่สุด เขาก็ตอบออกมา



 แต่ว่า…



คำตอบของเขามันทำให้ผมแอบน้อยใจและเสียใจหน่อยๆ เขาไม่อยากเปิดเผยเรื่องนี้ใช่ไหมนะ? ริทเตอร์เหลือบสายตามาทางผมเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ



“แต่อนาคต… ‘แฟน’ แน่นอนครับ!”



คำพูดนี้เรียกเสียงกรี๊ดกร้าดจากรอบข้าง รวมถึงคนที่ถามคำถามด้วย เสียงดังจนคนรอบๆที่ไม่ได้ยืนตรงนี้หันมามอง แม้แต่ไอ้ภามยังตบบ่าผมเบาๆ พร้อมกับชูนิ้วโป้ง กดไลค์ให้ผม



‘เอ่อ… ชอบใจกันซะงั้น’



ใจนึงผมโล่งอกก็โล่งอกที่แฟนคลับเขาโอเคกัน แต่อีกใจนึงก็… เขินสิครับท่าน!! และดูเหมือนว่าริทเองก็พอดูออกว่าผมรู้สึกยังไงอยู่ตอนนี้



“เขินเหรอ? หน้าแดงเชียว?”



“เปล่าซะหน่อย! แล้วก็อย่ามามั่วนิ่มด้วย! ใครแฟนกัน!”



“ปากแข็งจังนะ~”



“ปากกูไม่ได้แข็ง…!”



“……?”



ผมลังเลอยู่สักพัก แต่ก็รวบรวมความกล้า ก่อนที่จะกระซิบข้างหูแบบเดียวกันกับที่เขาทำก่อนหน้านี้



“ปากกูนิ่มจะตาย…”



ริทเตอร์เหมือนไม่เชื่อว่าที่ตัวเองได้ยินมันมาจากปากของผม เขาเบิ่งตาโตพร้อมกับอ้าปากหวอไปแล้ว ก่อนจะกลับมาเป็นสีหน้าสุดกวนเหมือนทุกครั้งในเวลาอันรวดเร็ว



ริทยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วขยับปากแต่ไม่มีเสียงพูดออกมา แต่ผมก็พออ่านได้ว่า…



‘เดี๋ยว - ก็ - จูบ - ตรง - นี้ - เลย - นี่’



ผมฉีกยิ้มให้ พร้อมคิดเย้ยในใจ หึ!! ถ้ากล้าก็เอาเลย! ใครเขาจะบ้ากล้าจูบในที่สาธารณะกัน ได้โดนซุบซิบไม่ก็เป็นข่าวดังไปทั่วมหาลัยแน่!



ผมอยากพูดกลับไปเหลือเกิน แต่ไปๆมาๆ สัญชาตญาณในตัวผมบอกว่า ริทเตอร์อาจจะจับผมจูบตรงนี้จริงๆเลยก็ได้ อืม… งั้นผมนิ่งไว้ดีกว่า แหะๆ











หลังจากขอตัวแยกกับแฟนคลับกลุ่มย่อมๆของคุณชายเจ้าเล่ห์คนนี้แล้ว ก็ตกลงที่จะไปเดินเล่นกันรอประกาศผลการแข่งขันเฟรชชี่เกมประจำปีนี้ก็อีกประมาณราวๆชั่วโมงนึง แน่นอนว่าพวกผมคงหนีไปเดินที่ไหนไม่ได้นอกจาก… โซนเดินกิน (แล้วแต่ละคนบ่นกันว่ากลัวน้ำหนักขึ้น!)



ส่วนไอ้ภามก็โวยวายกับการที่กลายเป็นคนถือของให้พวกผม ริทเตอร์จึงเอาของทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ห้องพักของเชียร์หลีดเดอร์ก่อน (ส่วนเพื่อนตัวดีของผมแวบหายไปแล้ว เพราะบอกว่าไม่อยากขัดคู่รัก เหอะๆ)



พวกผมสามคน ไม่สิ ตอนนี้สองแล้ว กำลังเดินวนไปเรื่อยอย่างสบายอารมณ์… อย่างน้อยๆ ผมก็พยายามทำแบบนั้นน่ะนะ



“เนียร์มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า?”



ริทถามผมขึ้นมา ระหว่างตักไอศกรีมถ้วยเข้าปากตัวเอง นี่ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?



“อ่อ นิดหน่อยน่ะ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”



เอาจริงๆ ผมรู้สึกว่าผมเป็นฝ่ายเรื่องเยอะไปเองนั่นแหละ แค่คนๆนั้นเข้ามาเกาะแกะริทหน่อยก็รู้สึกหึงขึ้นมาแล้ว ผมจะพยายามมองให้พวกเขาเป็นแค่เพื่อน ไม่มีอะไรเกินเลยให้ได้นะ เฮ้อ…



“ถ้ามีปัญหาอะไร เล่าให้เราฟังได้เสมอเลยนะ”



“อืม รู้แล้ว ฮึก!”



ผมพูดยังไม่ทันจบดี ริทก็ตักไอศรีมที่อยู่ในมือของตัวเอง เข้าปากผมทันที ไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ทำเอาผมเกือบจะลำสักเลย ว่าแต่… อร่อยดีแฮะ



“กินนี่แล้วเลิกทำหน้าแบบนั้นสักทีสิ ยิ้มให้หวานๆเลยนะ เอาให้หวานแบบไอติมนี่”



“เกือบสำลักเลยนะ!”



“โอ๋ๆๆ ไม่ร้องน้า” ริทเตอร์เอามือลูบหัวของผมไปมา ทำยังกับผมเป็นเด็กยังไงอย่างงั้น



“เอามาอีกคำเลย” พูดนั่นพูดนี้ แต่ผมแค่อยากกินอีกคำเท่านั้น (>3<)



“อ่ะๆๆ อ้ามมม” ริทตักอีกคำ ยื่นช้อนมาจะป้อนผมอีกรอบแต่ว่า…



“ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวกินเองได้” ผมแย่งช้อนมาจากริท ก่อนจะตักเข้าปากเอง ผมเคยบอกแล้ว… ว่าผมก็เขินเป็นนะ!! (>_<) ทำไมผมรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนอารมณ์เร็วจังเลยแฮะ ก่อนหน้านี้ยังอึดอัดใจอยู่เลย ตอนนี้กลับ… มีความสุขจัง



“ไอติมนี้น่ะ กินเองก็ได้ แต่อีกไอติมน่ะ…”



ริทเตอร์อมยิ้ม แล้วก้มหน้าลงมอง ‘ส่วนล่าง’ ของตัวเองก่อนจะพุดต่อว่า…



“เดี๋ยวเราป้อนเอง…”



“………”



ผมรู้ได้ในเสี้ยววินาทีว่าเขาหมายถึง ‘อะไร’ ในหัวคิดแต่เรื่องแบบนี้ ใช่ไหม!!



“ติดเรทตลอด!!” ผมตีเข้าที่ไหล่ของอีกฝ่ายอย่างจัง ดังแป๊ะ! (แรงไปรึเปล่านะ…)



“อะไรๆ เราหมายถึง… เอ่อ ไอติมวันอื่นไง แค่อยากป้อนเนียร์บ้าง”



“แล้วที่ก้มมองเมื้อกี้ จะสื่ออะไร!”



“ก็… ก็เมื่อกี้เหมือนเหยียบอะไรเข้า เลยก้มมองไง”



“กะล่อน!!”



“…………”











หนึ่งชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก ตอนนี้ใกล้เวลาจะประกาศผลการแข่งขันของแต่ละประเภทแล้ว ซึ่งงานในวันนี้ประกอบด้วยการประกวดแสตนเชียร์, ขบวนพาเหรด และเชียร์ลีดเดอร์ ทำให้พวกผมรีบกลับไปข้างในสนามกีฬาแห่งนี้อีกครั้ง ริทเตอร์ก็แยกกับผมไปตามจุดที่คณะตัวเองตั้งอยู่



เมื่อผมไปถึงก็เจอไอ้ภามที่มาก่อนแล้ว พร้อมกับพี่ชายมาดนิ่งของผม พี่ไนท์… เมื่อไอ้ภามเห็นผมก็รีบกวักมือเรียกทันที ผมนั่งลงข้างๆไอ้ภาม ส่วนพี่ไนท์นั่งอยู่ข้างๆไอ้ภาม ผมอดที่จะถามพี่ไนท์ไม่ได้จริงๆ



“พี่ไนท์มาด้วยเหรอ?”



“ไม่ได้เหรอ…”



“เปล่าๆ ผมแค่สงสัยว่า ปกติพี่ไนท์เอาแต่อ่านหนังสือนี่นา~” ผมรีบร้อนตอบกลับไป



พี่ไนท์ ยิ้มที่มุมปาก ไม่ได้ตอบอะไรผม แต่แค่นี้ ผมก็พอเดาได้แล้วล่ะว่าพี่ไนท์มาทำอะไรและมาหาใคร… ก็มาหาไอ้เพื่อนตัวแสบของผมนี่เอง!



ว่าแต่… สองคนนี้ไปถึงขั้นไหนกันแล้วนะ?



“ยิ้มอะไร?” ไอ้ภามถามผมด้วยน้ำเสียงกวนๆตามปกติของมัน สงสัยผมเผลอยิ้มออกมา



“เปล่านี่ จริงๆให้กูไปนั่งตรงอื่นก็ได้นะ จะได้ไม่เป็น ก ข ค”



ผมเน้นย้ำคำว่า กขค เป็นพิเศษเหมือนอย่างที่ไอ้ภามมันชอบแซวผมกับริทเตอร์ และเหมือนว่ามันจะได้ผล หน้าของไอ้ภามเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ จนแดงไปถึงหูแล้ว



“ไอ้สัX” มันสบทใส่ผม เห้อ… เขินก็บอกว่าเขินสิ (-3-)



พี่ไนท์ที่นั่งอยู่ข้างๆไอ้ภาม ก็ค่อยๆโอบไหล่ไอ้ภาม แล้วหันมายิ้มให้ผม



“นั่งนี่แหละ ไม่ต้องไปไหนหรอก”



ผมไม่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ของพี่ชายมานานเท่าไรแล้วนะ…  ตั้งแต่ ‘ตอนนั้น’ เลยล่ะมั้ง ถ้าพี่ไนท์กลับมาแฮปปี้ น้องชายที่ดีอย่างผมก็แฮปปี้ตาม (>3<)



ไม่นานนัก พิธีกรประจำงานก็ประกาศผลการแข่งขันจบครบทุกรายการ อย่างน้อยๆ คณะของผมก็ได้รางวัลอันดับที่สามในส่วนขบวนพาเหรดที่ผมเข้าร่วมละกัน! (เย้~)



หลังจากที่จบพิธีปิดของงานเฟรชชี่เกมประจำปีนี้ ทุกคนในสนามกีฬาต่างก็ทยอยเดินออกมาและกลับบ้านหรือหอพักของตัวเองไป ผมยืนรอริทอยู่ที่เดิม บริเวณเดียวกันกับที่ผมเจอริทกับลุ่มเพื่อนก่อนหน้านี้ ส่วนไอ้ภามก็กลับกับพี่ไนท์ไปแล้ว



ผมยืนรอไม่นานนัก ริทก็มาหาผมพร้อมกับดอกไม้ในมือที่พะรุงพะรังไปหมด จนผมอดที่จะเข้าไปช่วยถือไม่ได้ (ยังจะมาบอกว่า ไม่เป็นไร อีก! จนผมต้องแย่งจากในมือริทมา)



“ริท… วันนี้กลับด้วยได้ไหม?”



เสียงที่ผมคุ้นเคยดังขึ้น ก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก… มิ้นท์ นั่นเอง



“ขอโทษนะ พอดีวันนี้เรากลับกับเนียร์น่ะ”



“โอเค……” มิ้นท์ตอบด้วยเสียงเศร้า ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับสีหน้าที่ย้อนแย้งกับน้ำเสียงมาก โดยเฉพาะแววตาที่มองมาทางผมเหมือนจะกินผมทั้งเป็นอยู่แล้ว แง (T^T)



พวกผมเดินไปถึงที่จอดมอไซฯคันเดิมของริท ก่อนที่เขาจะถามผมว่า…



“วันนี้มานอนหอเราไหม? ดึกแล้วนะ~”



“ห้ะ!?”



ผมหยิบมือถือขึ้นมาเปิดเวลาบนหน้าจอดูพบว่า ตอนนี้ 23.01 น. แล้ว ไม่น่าเชื่อว่างานจะดึกขนาดนี้ จนผมลืมเวลาไปเลย แต่เอาจริงๆแล้วนี่ยังถือว่าไม่ดึกเกินกว่าที่เขาจะพาผมไปส่งหอของผมเอง แต่ว่า…



“ก็ได้…”



ผมปฎิเสธไม่ลงหรอก…



ริทค่อยๆขับมอไซฯ ออกจากที่จอดรถกลับหอ แน่นอนว่าดอกไม้ทั้งหมดตอนนี้คืออยู่ในอ้อมกอดของผม เนื่องจากดอกไม้ที่มีจำนวนหลายช่อและขนาดใหญ่มากทำให้เหมือนว่าพวกผมนั่งกันมาสามคนทีเดียว สภาพผมตอนนี้ มือข้างนึงโอบเอวริทไว้ มืออีกข้างโอบดอกไม้ทั้งหมดไว้ ขาสองแทบจะหนีบมอไซฯจนแบนอยู่แล้ว (เว่อร์ไป…)



ถ้าถามว่าทำไมผมกล้าโอบเอวริทขนาดนี้ ไม่อายแล้วเหรอ? คำตอบคือ… เขินสิ แต่ว่ากลัวตายมากกว่า! สภาพของผมเหมือนจะหล่นปลิวจากมอไซฯได้ทุกเมื่อ ถึงแม้ว่าริทจะพยาพยามขับช้าๆแล้วก็ตาม



เวลาเหมือนผ่านไปช้าและระยะทางดูไกลซะเหลือเกิน แต่อย่างน้อยพวกผมก็มาถึงหอได้โดยสวัสดิภาพ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ผมอดที่จะถามริทไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมไม่ขับรถ เพราะแค่ดูจากการที่อาศัยอยู่ในคอนโดระดับนี้แล้ว ริทเตอร์น่าจะมีเงินซื้อรถได้สบายๆเลย



“ไม่เอาอ่ะ ที่จอดมันหายากกว่า”



คำตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความมาก ผมแทบจะพยักหน้าให้กับคำตอบทันที ก็ถูกของเขา เพราะที่จอดรถในมหาลัยไม่เพียงพอสำหรับรถทุกคัน เรียกได้ว่าต้องแย่งชิงที่จอดกันทีเดียว (ถ้าไม่ตื่นเช้าพอ ก็อย่าหวังว่าจะได้ที่จอด!) เห็นเพื่อนในคณะผมว่ามาแบบนั้นนะ…



ทันทีที่ผมถึงผมแทบจะทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาทันที แต่ก็โดนเจ้าของห้องไล่ให้ไปอาบน้ำก่อน จะได้เข้านอนทีเดียวเลย (ใจร้ายจังฟะ ขอนอนก่อนงีบนึงก็ไม่ได้)



เมื่อผมอาบน้ำเสร็จ ใส่ชุดนอน (ที่ ‘บังเอิญ’ พอดีกับขนาดตัวผม) เรียบร้อยแล้ว ผมก็นอนเล่นโทรศัพท์รอริทเตอร์อาบน้ำ แล้วค่อยเข้านอนพร้อมกัน



ผมเหลือบไปเห็นช่อดอกกุหลาบสีชมพูสดใสช่อนึงบนโต๊ะในห้องนอน ดูก็รู้แล้วว่ามันเป็นของที่ผมให้กับเขา ผมมองแล้วก็อดยิ้มในใจไม่ได้ เพราะว่าของอื่นๆที่ริทได้รับมาในวันนี้ทั้งหมด เขาวางไว้ที่โต๊ะทานข้าวนอกห้องนอน มีแค่ ‘ของผม’ เท่านั้นที่วางไว้ในห้องนี้ ราวกับจะบอกเป็นนัยๆว่า…



เขาให้ความสำคัญกับผมมากกว่าคนอื่นนะ…



ผ่านไปราวๆห้านาที เขาก็อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย (นี่อาบแล้วเหรอ?) เดินเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับเช็ดผมตัวเองที่ยังไม่แห้งดีนัก



“ยังไม่นอนเหรอ เห็นบ่นว่าง่วงนี่”



“ง่วงสิ แต่รออยู่ ฮ้าววว”



ริทพาดผ้าเช็ดตัวบนเก้าอี้ข้างเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงข้างๆผม



“งั้น… นอนกันเลยไหม?”



แต่การกระทำของริทดูสวนทางกับคำพูดมาก ริทค่อยๆขยับตัวมาใกล้ผม และมองตาผมเหมือนอยากจะสื่ออะไรบางอย่าง



เขาค่อยๆขยับริมฝีปากของตัวเองเข้ามาใกล้ปากของผมขึ้นเรื่อยๆ…



‘ก๊อกๆๆๆ’



เสียงเคาะประตูห้อง ทำให้พวกผมแทบจะเด้งตัวออกจากกันทันที ริทเข้ามากระซิบข้างหูของผมว่า



“รอแปปนึงนะ”



ก่อนที่จะลุกจากเตียงออกไปดูว่าใครมาหากัน ส่วนผมก็นั่งรออยู่ที่เตียงไม่ได้ตามออกไปด้วย แต่ว่า… ผมเหมือนได้ยินเสียงเหมือนริทกำลังทะเลาะกับใครบางคนอยู่…



เอาจริงๆคือผมอยากรู้ว่า ใครและกำลังคุยอะไรกันอยู่ แต่ผมก็พอรู้ตัวดีว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น (เสือX นั่นแหละ!) ด้วยวิธีการแอบฟังหรืออะไรก็ตาม



แต่ว่า… เสียงที่ทะเลาะกัน มันเหมือนจะดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ… เสียงเดินที่กำลังมาทางนี้!



‘ตึง!!’



เสียงเปิดประตูกระแทกกับผนังดังขึ้น คนที่เปิดประตูเข้ามาไม่ใช่ริท แต่เป็นอีกคนที่ทำให้ผมไม่คาดคิด จนผมอดที่จะพึมพำชื่ออีกฝ่ายออกมาไม่ได้…



“มิ้นท์…”



อีกฝ่ายก็ดูตกใจอยู่ครู่นึงเหมือนกัน ก่อนท่จะเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่บ่งบอกถึงความโกรธสุดขีด…






#SweetIceCream #MyFlower #NotTodayButFuture
********************************





ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 12
«ตอบ #27 เมื่อ27-07-2020 16:01:11 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 13 | Not my lucky day
«ตอบ #28 เมื่อ02-08-2020 10:39:10 »

ตอนที่ 13

Not my lucky day






“มิ้นท์…”



ผมพึมพำชื่อของคนที่อยู่ตรงหน้าผม อีกฝ่ายก็ดูตกใจอยู่ครู่นึงเหมือนกัน ก็จะเปลี่ยนสีหน้าที่บ่งบอกถึงความโกรธสุดขีด…



ริทเตอร์รีบร้อนเดินตามมาถึงหน้าประตูห้องที่ผมและมิ้นท์อยู่ ท่าทางจะสับสนไม่น้อย ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ…



“นี่มันอะไรกัน! อธิบายมานะ!”



คนที่เริ่มโวยวายก่อนคือ มิ้นท์ ท่าทางจะหัวเสียและสับสนไม่ต่างจากริทเท่าไรนัก  ตรงข้ามกับริทที่ดูเหมือนจะเริ่มคุมสติตัวเองได้แล้ว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ



“ออกไปคุยข้างนอกกันดีกว่านะ”



“คุยมันให้จบตรงนี้แหละ!”



“เนียร์…”



ริทหันมาเรียกผม ทำให้ผมที่กำลังสับสนกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ ตอบรับอย่างตะกุกตะกัก



“หะ… ห้ะ ว่าไง”



“ช่วยออกไปข้างนอกก่อนจะได้ไหม?”



ผมไม่ได้พูดอะไรแต่ลุกออกจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆแทนคำตอบ ทันทีที่ผมก้าวออกจากห้อง ริทก็ปิดประตูลงทันที…



คราวนี้…



ผมห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ ความอยากรู้อยากเห็นของผมมันมากกว่าคุณธรรมจริยธรรมในใจของผม ผมรู้ว่าไม่ควรไปแอบฟัง แต่ว่า… ครั้งนี้ ผมขอครั้งนี้ครั้งเดียว



ผมเอาหูแนบประตูห้อง ทำให้ผมได้ยินเสียงที่ทั้งสองคนคุยกัน



“ไอ้หมอนั่น มันมีดีตรงไหนงั้นเหรอ!?”



“ใจเย็นๆก่อนสิ”



“อยู่ๆก็มาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วนายก็สนใจแต่เรื่องของมัน!”



“บอกให้ใจเย็นก่อนไง!”



………………



…………



……



ทั้งสองคนเถียงกันนานเท่าไรผมไม่แน่ใจนัก แต่ในที่สุดเสียงที่โวยวายกันไปโวยวายกันมาเริ่มเงียบลงก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงร้องไห้จากในห้อง…



“แล้วเรื่องของเราล่ะ…”



“คือ……”



“ที่ผ่านมา มันไม่มีความหมายเลยใช่ไหม”



“ไม่ใช่แบบนั้น…”



“แล้วมันแบบไหนกันเหรอ แบบที่จะบอกเลิกเราใช่ป่ะ?”



“………… เราไม่ได้เป็นแฟนกันนะ”



“แต่ริทก็ชอบเราไม่ใช่เหรอ”



“เราชอบมิ้นท์ในฐานะเพื่อนนะ…”



“ที่ผ่านมา สิ่งที่ริททำให้เรามันเกินกว่าคำว่าเพื่อนแล้วนะ คนอื่นๆในคณะยังบอกเลย… ว่าเราเหมือนแฟนกัน…”



ความรู้สึกผิดค่อยๆลุกลามเข้ามาในใจผม ใจจริงของผมคือไม่อยากฟังแล้ว… แต่ว่าขาผมจู่ๆก็อ่อนแรงจนผมค่อยๆไถลตัวนั่งลงพิงประตู ทำให้ผมได้ยินเสียงและสิ่งที่พูดคุยกันต่ออย่างชัดเจน



“ขอโทษ…”



“ขอโทษแล้วมันได้อะไรขึ้นมา? ริทก็รู้ว่าเราชอบริท ชอบมาตั้งนานแล้ว…”



“เราควรจะบอกตั้งนานแล้ว มิ้นท์เป็นเพื่อนที่ดีมากๆคนนึง แต่เราไม่กล้าบอก…”



“แล้วมาให้ความหวังเราทำไม!”



แรงสั่นสะเทือนที่เหมือนอะไรบางอย่างมากระแทกประตูจากในห้องส่งมาถึงผมที่กำลังนั่งพิงประตูอยู่ ผมคิดว่ามิ้นท์คงจะผลักริทจนชนประตู



ตอนนี้ผมเหมือนถูกลิ่มที่เรียกว่า ’ความรู้สึกผิด’ ตอกเข้าที่หัวใจอย่างแรง



กรณีนี้ ผมจะกลายเป็นมือที่สามรึเปล่านะ? ถึงฝ่ายหญิงจะชอบเขาฝ่ายเดียวแต่ว่า… ผมก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาทะเลาะกันอยู่ดี ไม่สิ… ที่ผมรู้สึกผิดขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะความสัมพันธ์ของสองคนนี้ดันคล้ายกับเรื่องที่ผมเคยประสบเจอมาในอดีต จนตอนนั้นผมต้องเสีย ‘เพื่อน’ ไปคนนึงเลย



ถึงแม้ว่า… ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับ ‘คนๆนั้น’ จะไม่ได้ไปไกลถึงขนาดทั้งสองคนนี้ แต่ว่าสิ่งที่ผมทำกับ ‘คนๆนั้น’ มันเหมือนกับริทเตอร์คือ… ให้ความหวังปลอมๆกับอีกฝ่าย



ผมมานึกนึกย้อนถึงเรื่องที่ผมบอกริทว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่คือการให้ความหวัง



เหมือนมันจะย้อนเข้าหาตัวผมทุกอย่างเลย…



ผมเหมือนเห็นภาพซ้อนแบบเดียวกันเลยล่ะ



ผมได้ยินเสียงเหมือนคนเดินมาทางประตูห้องนี้ คาดว่าน่าจะออกจากห้อง ผมจึงรีบลุกขึ้นทันที ไม่ยังงั้นผมที่กำลังพิงประตูล้มหงายแน่



คนที่เปิดประตูคือ มิ้นท์ที่ขอบตาแดงนิดๆ และมีน้ำตาผุดออกมาอยู่ เมื่อเธอเห็นผมก็รีบหันหน้าหนีทันที ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูห้องพัก เธอชะงักเล็กน้อยก่อนที่จะหันมาบอกกับผมว่า…



“ยินดีด้วย เธอชนะแล้ว”



เธอพูดด้วยเสียงที่ประชดประชันผม



“บอกอะไรไว้อย่างนะ เธอกับริทไปได้ไม่ไกลนักหรอก”



“…………”



“เธอยังมีอะไรที่ไม่รู้เกี่ยวกับเขาอีกเยอะ”



“……?”



เมื่อเธอพูดจบก็เดินออกจากห้องไปเลย ไม่หันมาเหลียวมองผมอีก ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเธอเท่าไรนัก หรือว่าจะหมายถึงเรื่องเดียวกันกับที่มิวเคยบอกผม… เรื่องที่ว่าริทเคยจีบผู้หญิงเล่นๆ นั่นน่ะเหรอ?



ผมเคยสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า ผมเชื่อในตัวริท เชื่อว่าริทไม่มีทางทำแบบนั้นๆ



ตอนนี้ผมกลับเข้าไปในห้องนอน เห็นริทกำลังนั่งอยู่ที่ปลายเตียงเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ผมเข้าไปนั่งข้างๆริทก่อนที่จะกอดริท…



“ขอโทษนะ…”



อีกฝ่ายที่ถูกกอดเหมือนเพิ่งจะรู้ตัวว่าผมอยู่ข้างๆ ก่อนจะเลื่อนมือมาจับมือผมไว้



“เนียร์จะขอโทษทำไม? เนียร์ไม่ได้ผิดอะไรสักหน่อย”



“แต่กูเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทะเลาะกับมิ้นท์นะ”



ริทยิ้มจางๆ ก่อนจะลูบหัวผม



“บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เราไม่อยากโกหกความรู้สึกของตัวเองด้วย… ที่ชอบเนียร์…”



“………”



“เราไม่ได้คิดมากเรื่องนี้หรอก นอนกันเถอะ เนียร์ง่วงแล้วไม่ใช่เหรอ”



ริทลูบหัวผมไปมา ราวกับว่าเอ็นดูผมที่ผมรู้สึกเป็นห่วงเขา



“อืม……”



เมื่อริทเตอร์เห็นว่าผมดูยังไม่สบายใจและเป็นห่วงตัวเอง (ถ้าไม่ห่วงก็แย่ละ!) ก็เลยดึงแก้มทั้งสองข้างของผมไปมาแล้วร้อง



 “โอ๋ๆๆ”



“พอเลย… เล่นเป็นเด็กๆไปได้”



“ก็อยากให้เนียร์สบายใจอ่ะ เห็นมะ… เราไม่ได้คิดมากอะไรสักหน่อย”



“เออๆ เชื่อก็ได้”



ผมกับริทปิดไฟ ก่อนจะห่มผ้านอนทันที คืนนี้เป็นคืนที่ต่างฝ่ายต่างนอนไม่ได้หยอกล้อกันเล่นบนเตียงอย่างทุกที เป็นคืนที่ดูเงียบเป็นพิเศษกว่าคืนไหนๆ ทั้งๆที่คืนนี้น่าจะเป็นคืนที่ดีกว่าคืนไหนๆแท้ๆ แต่อารมณ์และความรู้สึกของพวกผมไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย…



ถึงแม้ว่า… ริทเตอร์จะบอกว่าไม่เป็นไร



แต่ว่า…



ครั้งนี้ผมสามารถดูออกได้ทันทีว่า ข้างในใจของริทรู้สึกผิดและเสียใจมากแค่ไหน โดยที่ไม่ต้องพึ่งพลังของผมเลย และจริงอยู่ว่าผมเป็นห่วงเขา แต่ในลึกๆของผมกลับรู้สึกโล่งใจ… ที่เขาเลือกผม เหมือนอย่างที่เคยให้คำสัญญากับผมไว้



ความยินดีในใจของผมตรงนี้ มันกลับทำให้ผมยิ่งตอกย้ำจนผมรู้สึกไม่ดีขึ้นไปอีก…











“ตื่นได้แล้ว~”



“อือ……”



“จะสิบโมงแล้วน้า~”



ผมที่สะลึมสะลืออยู่ พอได้ยินคำว่าจะสิบโมงแล้ว หรือก็คือไปเรียนสายแล้ว ทำให้ผมเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที (ตาสว่างเลย -3-)



“ห้ะ!”



‘โป๊ก!!’



“โอ้ย…!”



และเนื่องจากผมไม่ทันได้ลืมตาดูรอบข้าง ทำให้หน้าผากของผมโขกกับเจ้าของเสียงพูดทันทีที่เด้งตัวขึ้น… จนผมลงไปกองบนเตียงอีกครั้งหนึ่ง พลางเอามือลูบหน้าผากตัวเอง



“โทษที กะจะแกล้งซักหน่อยไม่นึกว่าจะเด้งตัวแรงขนาดนี้”



ริทเตอร์เองก็กำลังลูบหน้าผากตัวเอง (คงจะเจ็บแหละ แดงเลย) ก่อนจะขอโทษผม



“ไม่ๆๆ กูตังหากที่ต้องขอโทษ เอ้ย! สายแล้วนี่!”



ผมนึกขึ้นได้อีกครั้งว่าสายเว่อร์ๆแล้ว จึงลุกขึ้นจากเตียงแล้วล้มลุกคลุกคลานไปอาบน้ำทันที แต่ว่ายังไม่ทันได้ออกพ้นไปจากห้องนี้ ริทที่นั่งอยู่ปลายเตียงกลับจับมือของผมไว้



“เดี๋ยวก่อน~”



“ไว้ค่อยคุยได้ไหม ตอนนี้สายแล้วววว”



“วันนี้วันเสาร์…” ริทยิ้มแป้นแร้นใส่ผม



“…………” เออเนอะ… ผมลืมได้ไง



“หึๆๆ หลงวันหลงคืนเลยเหรอ?”



ผมแทบจะหมดแรงทั้งๆที่เพิ่งตื่นนอน ผมนั่งลงข้างๆริทเตอร์ที่ปลายเตียง



“ก็ว่า… ไม่งั้นมึงน่าจะปลุกกูตั้งนานละ”



“เห็นเราเป็นคนดีขนาดนั้นเลยเหรอ? อาจจะแกล้งให้นอนต่อก็ได้นะ”



“หึ… ถ้ากล้าทำขนาดนั้น ตื่นมาเดี๋ยวจะโดน!”



“โดนอะไรอ่ะ… รึว่า…”

“พอเลย มึงนี่คิดดีไม่ได้เลยนะ”



ผมส่ายหน้าก่อนจะลุกไปอาบน้ำจริงๆแล้ว ถึงแม้ว่าระหว่างที่กำลังผมอาบน้ำริทจะหยอกล้อผมด้วยการตะโกนเข้ามาในห้องอาบน้ำว่า ‘ให้ช่วยอาบไหม’ ‘ล็อคประตูห้องน้ำดีๆนะ (จะทำอะไรผมหว่า?)’ หรือไม่ก็พอผมอาบเสร็จก็บอกว่า ‘อาบให้หน่อยสิ’ อะไรแบบนี้ แต่ผมก็ปฎิเสธอย่างไม่ใยดีเท่าไรนัก



ผม ‘ยัง’ ไม่กล้าพอที่จะทำอะไรแบบนี้



ในตอนนี้น่ะนะ…











หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาราวๆหนึ่งอาทิตย์แล้ว ผมกับริทเตอร์ต่างไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้นกว่าเดิมมาก แน่นอนว่ามีไอ้ภามพ่วงมาด้วยบ่อยๆครั้ง ถึงยังไงไอ้ภามก็เป็นเพื่อนสนิทของผม ผมจะทิ้งมันแล้วไปเดินเที่ยวหรือกินข้าวกับริทแค่สองคนได้ยังไง (เดี๋ยวมันหาว่าผมได้แฟน เอ้ย! คนคุยแล้วลืมเพื่อน) แต่บางทีมันก็หนีพวกผมไปหาพี่ไนท์เหมือนกันนะ



“เนียร์ ข้อนี้ทำไม่ได้เหรอ ให้ช่วยแนะวิธีทำไหม?”



“อ๋อ… ไม่เป็นไร ขอคิดอีกแปป”



ผมเผลอเหม่อลอยตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แหะๆ ตอนนี้อีกไม่กี่วันก็ถึงฤดูของช่วงแห่งการสอบกลางภาคกันแล้ว นี่เป็นการสอบครั้งแรกของผมในระดับมหาลัยทำให้ผมรู้สึกกังวลไม่น้อยทีเดียว เพราะบางวิชานี่… ผมเพิ่งรู้ว่าเรียนหมอก็ต้องใช้วิชานี้ด้วย แคลคูลัส…



ผมโง่เลขตั้งแต่มอปลายแล้ว ไม่สิ… มอต้นเลยมั้ง โง่ชนิดที่ว่าควายเรียกพี่เลยล่ะ (T^T) ทำให้ผมต้องมานั่งอ่านและนั่งติวที่ห้องสมุดของมหาลัยพร้อมกันกับริทเตอร์และไอ้ภามนั่นเอง (ไม่งั้นตกแน่นอน!)



“แหม ขนาดนี้ละ จะกอดคอโอบไหล่สอนกันเลยก็ได้นะ”



ขนาดไอ้ภามที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ตรงหน้าผม ยังจะขอแซวผมทุกโอกาสเลยจริงๆ แต่ที่ยิ่งกว่านั้นริทเตอร์ที่นั่งข้างๆผมดันบ้าจี้กอดผมตามคำพูดของไอ้ภามด้วย



“พอก่อน นี่มันกลางห้องสมุดนะ”



ผมดิ้นจนเขายอมปล่อยผม ท่ามกลางการสายตาของไอ้ภามที่จงใจจ้องพวกผมอย่างตาไม่กระพริบ แถมยังยิ้มกวนอีก! (ยิ้มแบบน่าตบมาก!) ถ้าไม่ได้อยู่กลางห้องสมุดมันคงจะโห่ร้องให้พวกผมไปแล้ว



“หนุ่มๆ เล่นอะไรกันอยู่เหรอ”



ผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นก่อนที่จะนั่งลงโต๊ะเดียวกับพวกผม ฝั่งเดียวกับไอ้ภาม แล้วจัดแจงหยิบของจากกระเป๋ามาวางเรียงบนโต๊ะทั้งหนังสือเรียนและสมุดจดต่างๆ



“มิ้นท์ ทำไมวันนี้มาช้าจัง”



“พอดีรถติดนิดหน่อยน่ะ”



ใช่แล้ว… มิ้นท์คนนี้ คือคนเดียวกันกับคนที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์เช่นเดียวกับริท คนเดียวกันกับที่ชอบริท คนเดียวกันกับที่ไปหาที่ห้องริทวันนั้น และคนเดียวกันกับคนที่ทำให้ผมรู้สึกผิดต่อตัวเอง…



แต่ว่า!



ผมคิดว่าตอนนี้ก็จบลงด้วยดีแล้ว จากความพยายามของริทที่ไปพูดคุยกับเธอมาในช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา จนตอนนี้กลับมาเป็นเพื่อนกันได้แล้ว… ถึงแม้ว่า เธอจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ผมก็รู้ว่าเธอโกหก เธอยังเสียใจอยู่ลึกๆในใจ แต่ผมเชื่อสุดท้ายเธอก็ก้าวเดินต่อไปได้



ในที่สุดเธอก็เริ่มเปิดใจกับผม (ล่ะมั้ง?) ถึงผมจะไม่ได้อ่านใจของเธอแต่ก็พอสัมผัสได้จากแววตาเวลาเธอมองผม… น่าจะยังรู้สึกโกรธ? อยู่ล่ะมั้ง (ชอบหลบตาผมอ่ะ! ผมจะอ่านใจได้ยังไง!) แต่อีกไม่นาน พวกเราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ (คิดว่านะ?) เพราะตอนนี้เธอมาร่วมวงนั่งอ่านหนังสือกับผมตั้งแต่เมื่อวานแล้ว



อย่างน้อยๆ ผมพยายามจะไม่คิดอะไรนะ เพราะผมไม่อยากกลายเป็นคนงี่เง่าในสายตาของเขา



ถึงแม้ลึกๆแล้ว…



บางทีผมก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน











หลังจากที่ทำโจทย์แคลคูลัสไปได้สักพัก ผมก็ฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ถอนหายใจแสดงถึงความท้อแท้เล็กๆออกมา



“เห้อออออออ”



“ไหวเปล่า?” ริทถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง



“ไม่ไหวก็ต้องไหวแหละ”



ผมขอตัวลุกไปล้างหน้าให้สดชื่นหน่อยดีกว่า เผื่อสมองจะปลอดโปร่งขึ้นบ้าง (ไม่ก็สติลอยหายไปยิ่งกว่าเดิม ToT)
เมื่อผมกลับมาถึงโต๊ะของตัวเอง ผมก็รู้สึกว่าปลอดขึ้นจริงๆนะ



ปลอดโปร่ง?



เปล่า…



ปลอดความรู้…



‘โว้ยยยยยย’



วันสอบใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้วแท้ๆ ทำไมผมถึงรู้สึกว่าความรู้ในหัวของผมไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยนะ ฮือ… แถมเพื่อนตัวดีของผมยังขัดขวางการอ่านหนังสือของผมด้วยการพูดขึ้นว่า…



“กูหิวแล้วอ่ะ ไปหาอะไรกินไหม?”



“ไม่อ่ะ… ยังไม่หิวเลย”



ไหว้ล่ะนะ เพื่อนเอ๋ย… แค่นี้ก็อ่านไม่ทันแล้ว! ถ้าผมไล่ให้ไอ้ภามไปกินข้าวคนเดียว รับรองว่ามันงอนผมเป็นวันๆแน่ เหมือนไอ้เภามเคยให้เหตุผลว่า นั่งกินคนเดียวมันหว้าเหว่เกินไป (-3-)



“โหวววว ไอ้ริทช่วยพูดหน่อยสิ” ยังจะหันไปขอกำลังเสริมอีก!



“ห้ะ กูเกี่ยวไรด้วยวะ” ริทที่โดนลากมาวงสนทนาด้วยถามกลับด้วยความมึนงง



“ใครกันน้า~ ที่อุตส่าห์จัดให้คนขี้งอนกับคนขี้โกงเจอกันตอนนั้น?”



ไอ้ภามคงหมายถึง ตอนที่ผมเข้าใจริทเตอร์ผิด และมันเป็นคนกลางที่คอยลากผมให้ลงมาเจอกับริท จนได้แก้ปัญหาที่ค้างคาใจผมมาตลอดสองสามวัน



ว่าแต่… ผมขี้งอนตรงไหนกัน!!



“เนียร์คร้าบ ไปกินข้าวกันก่อนไหม?”



“เออๆ ไปก็ได้…”



ริทพูดด้วยเสียงหวานขนาดนี้ ผมจะทำเป็นใจแข็งได้ยังไง เฮ้อ…



“แค่นั้นแหละ ป่ะ! ไปกัน!”



ไอ้ภามดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เมื่อพูดถึงของกิน (ตะกละ!) แผนการอ่านหนังสือผมพังหมดแล้ว (แง) ทำโจทย์ก็ยังไม่ถึงหนึ่งหน้าเลย (T^T)



ไม่เป็นไรมั้ง…



 เดี๋ยวให้ริทเตอร์ ติวเตอร์ประจำตัวผมช่วยสอนให้ดีกว่า!












ช่วงนี้พวกผมมาอ่านหนังสือที่ห้องสมุดแห่งนี้ทุกวันเลย ยิ่งใกล้สอบเท่าไร ความกดดันก็ยิ่งเพิ่ม ผมเป็นโรคไม่ถูกกับการสอบเท่าไรเสียด้วยสิ…



แต่ไอ้ภามบอกว่า ผมไม่เห็นดูกังวลหรือเครียดตรงไหนเลย จากที่มันสังเกตดูตอนนี้อ่ะนะ…



“อุ่นไหม?”



“อืม… อุ่นนะ แต่ว่า…”



“อะไรเหรอ?”



“กู…เขินอ่ะ”



ผมที่นั่งอยู่โดนริทสวมกอดจากทางด้านหลัง หลังจากผมบ่นว่าหนาวออกไปแค่คำเดียว ริทก็ลุกขึ้นมากอดผมจากด้านหลังทันที ทำให้ไอ้ภามที่นั่งอยู่ด้วยยิ้มแล้วมองพวกผมสวีทกันแบบใจจดใจจ่อ



“ก็เห็นบอกว่าหนาวก็เลยช่วยทำให้อุ่นขึ้นไง”



“……… ก็อุ่นขึ้นนะ (-x-)”



“หวานกันจังโว้ยยยยย อีกนิดก็เบาหวานแล้วมั้ง~”



ไอ้ภามคงอดพูดไม่ได้ เลยขัดผมขึ้นมา ทำให้ผมเขินยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ผมเลยตีแขนคนที่กอดผมอยู่เบาๆเป็นการบอกว่า พอได้แล้ว แต่ว่าเขากลับยิ่งกอดผมแน่นกว่าเดิมแล้วพูดกับไอ้ภามว่า…



“อิจฉาเหรอ~”



“เปล๊า!! แค่กลัวมดกัดเพื่อนกูตายเพราะความหวานของพวกมึงนั่นแหละ”



“เออๆ”



ริทเตอร์ลูบหัวผมทีนึงก่อนจะกลับไปนั่งอ่านหนังสือที่เดิม (ก็ข้างๆผมนั่นแหละ แหะๆ) โชคดีที่วันนี้ ริทบอกว่ามิ้นท์ไม่ว่างมา ทำให้ไม่ต้องเห็นโมเมนต์เมื่อครู่ระหว่างผมสองคน ไม่อย่างนั้น ผมต้องกลัวแววตากับสีหน้าของเธอแน่ๆ (ฮือ…)



ผมที่กำลังจะก้มลงอ่านชีทต่อ ยังคงเห็นไอ้ภามที่ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับผมไม่หยุด ผมเลยพูดไปว่า…



“แล้วมึงกับพี่ไนท์ไปกันถึงไหนละ”



เหมือนจะได้ผล… ไอ้ภามชะงักอย่างเห็นได้ชัด



“เอ่อก็… ไม่มีอะไรแหละมั้ง”



“อ่ะเหรอ~”



ไอ้ภามหน้าแดงขึ้นมาทันที มันรู้ว่าผมหมายถึงอะไร เพราะผม ‘จับโกหก’ มันได้ ต่อให้ผมเป็นคนทั่วไป ก็จับพิรุธมันได้ มันเป็นคนโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย เหอๆ



เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าไปถึงไหนกันแล้ว แต่ว่าดูจากอาการของมันแล้ว คงไปได้ดีเลยล่ะ อย่างวันนี้ช่วงบ่ายมันก็แวบหายไปไหนไม่รู้ ทั้งๆที่บอกพวกผมว่า เดี๋ยวกลับมาไม่เกินห้าโมงหรอก แต่เอาเข้าจริงก็ปาเกือบสองทุ่ม!



ถ้าให้ผมเดาๆก็พอจะรู้ว่าคงหนีเที่ยวกับพี่ไนท์ล่ะมั้ง…



“หึ…อะไร ยังไง”



ริทเตอร์หันมายิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ไอ้ภามทันที ถึงแม้ว่าริทจะพอรู้มาว่า ผมมีพี่ชายชื่อพี่ไนท์ แต่ริทยังไม่รู้ว่า ไอ้ภามกำลังจีบพี่ชายผมอยู่! ไอ้ภามทำตัวเองแท้ๆ ถ้าไม่แซวผมไม่หยุดขนาดนี้ ผมคงไม่เปิดประเด็นแซวมันกลับหรอก



“ไม่มีอะไรหรอก”



ผมตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือของตัวเองต่อไป ผมอ่านวนอยู่หน้าเดิมมาสักพักแล้ว ถ้าอ่านด้วยความเร็วระดับนี้ต่อให้ผมโต้รุ่งอ่านหนังสือก็คงไม่ทัน (แง) คงต้องมีสมาธิมากกว่านี้แล้วล่ะ! ถ้าวันนี้ไม่จบวิชานี้ก็ไม่ต้องกลับ! ผมตั้งใจอย่างมุ่งมั่น



แต่สุดท้ายก็ได้แค่คิดอ่านะ…



หลังจากผมอ่านชีทเอกสารเรียนหลายเล่มและหนังสือหลายเล่มในเวลาไม่กี่ชั่วโมง มันทำให้ผมรู้สึกล้าสุดๆ ถึงแม้ว่าผมจะอ่านไม่จบวิชานี้ตามที่คิดไว้ แต่ก็อ่านจบไปหลายเรื่องทีเดียว (เอาน่ะ…)



“ขอกลับก่อนนะ ไม่ไหวละ”



ผมคิดว่าวันนี้ควรพอแค่นี้และกลับไปพักผ่อนได้แล้ว ต่อให้ฝืนอ่านไปความรู้ก็คงไม่เข้าหัวไ มากกว่านี้ (คนเราไม่ควรฝืนลิมิตตัวเองมากเกินอ่ะเนอะ!)



“งั้นเดี๋ยวเราขับรถไปส่งนะ” ริทเตอร์เงยหน้าจากหนังสือที่กำลังอ่านขึ้นมาคุยกับผม



“ไม่เป็นไรหรอก กูกลับเองได้” ผมปฎิเสธ สาเหตุหลักๆอย่างนึงคือ ผมรบกวนริทมากไปแล้ว เพราะหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ผมให้ริทสอนตรงที่ผมไม่เข้าใจมาตลอดจนริทไม่ได้อ่านหนังสือสอบตามวิชาเรียนของตัวเองเลยมั้งเนี่ย



ริทเหมือนจะเป็นห่วงผมเล็กน้อย ผมจึงพูดต่อว่า…



“อ่านหนังสือไปเถอะ แค่นี้เอง กูเดินกลับได้”



สาเหตุอีกอย่างคือ หอของผมไม่ได้ไกลจากหอสมุดแห่งนี้เท่าไรนัก เดินไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว แต่ผมก็พอเข้าใจเขานะที่จะอดเป็นห่วงผมไม่ได้ เพราะปกติถ้าดึกๆขนาดนี้ ผมไม่เคยกลับหอเองเลย ริทเตอร์จะเป็นคนดูแลและพาผมไปส่งตลอด ไม่ใช่แค่ช่วงซ้อมเชียร์หลีดเดอร์คณะเท่านั้น แต่รวมไปถึงกิจกรรมคณะ หรือประชุมงานต่างๆของผมเอง เขาก็ใจดีมารับผมถึงหน้าคณะแน่ะ



“กูเป็นผู้ชายนะ ไม่ต้องเป็นห่วงขนาดนั้นก็ได้”



อีกฝ่ายยังดูลังเลอยู่ครู่นึง ก่อนจะพยักหน้าให้ผม

“กลับดีๆนะ ถึงแล้วไลน์มาด้วย”



“บายยย กลับดีๆ ระวังโดนฉุดไปข่มขืนล่ะ” ไอ้ภามพูดปนขำ



“สัX!…”












ผมเดินออกมาด้านนอกหอสมุด ผมก้มมองเวลาที่มือถือ ตอนนี้เป็นเวลาราวๆห้าทุ่มแล้ว ทางเดินด้านนอกตึกตอนนี้ ถึงแม้จะมีเสาไฟเป็นระยะ แต่ดูเปลี่ยวกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก



ระหว่างที่ผมเดินไปตามทางเท้าเพื่อกลับหอ ผมได้ยินเสียงคนเดินตามผมตามหลังมาติดๆ



‘หวังว่าจะไม่ใช่ผีนะ…’



ถ้าไอ้ภามอยู่กับผมด้วย คงโดนด่าไปแล้วว่าเรียนหมอแต่กลัวผีเนี่ยนะ… (ต้องพูดแบบนี้ชัวร์ป้าป!) ผมไม่ได้กลัวแต่แค่ไม่ถูกกับ เอ่อ… เรียกว่าอะไรดี พลังงานลึกลับละกัน…



อะไรนะ!



พลังของผมก็ลึกลับงั้นเหรอ!?



ขอตอบเลยว่า ไม่ลึกลับแม้แต่นิดเดียว! ผมอยู่กับพลังของตัวเองมาตั้งแต่เด็กจนตอนนี้เข้าใจความสามารถและข้อจำกัดอย่างดีแล้ว ถึงวิทยาศาสตร์จะยังหาคำตอบไม่ได้ก็เถอะ แหะๆ



‘ตึก ตึก’



โอเค… ผมยอมรับก็ได้ว่า ผมกลัว!  ระหว่างที่ผมมัวคิดอะไรเพลินๆเพื่อไม่ให้ตัวเองกลัวนั้น เสียงฝีเท้ากลับเข้ามาใกล้ผมขึ้นเรื่อยๆ ผมจำเป็นหันกลับไปมอง…



‘โธ่เอ้ย! คนนี่หว่า’



ผมโล่งใจทันที ผมหันไปเห็นคนๆหนึ่งที่ใส่เสื้อยืดสีดำ สวมหมวก และ หน้ากากอนามัย แหม หายากมากนะเนี่ย ที่คนจะใส่หน้ากากอนามัยกัน เพราะส่วนมากที่ผมเจอๆมาตามที่สาธารณะ คนที่ป่วยไม่ค่อยใส่ผ้าปิดปากกันเท่าไรนัก จนบางทีผมติดหวัดไปด้วยเลย  ว่าแต่…



“เอ่อ… มีอะไรรึเปล่าครับ?”



ผมถามคนข้างหลังของผม เพราะเขามองมาทางผมด้วยสายตาแปลกๆแถมยังดูเหมือนว่าจะเดินตรงหาผมโดยเฉพาะ



เดี๋ยวก่อนนะ? ผมเดินถอยหลัง ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ ตอนนี้มันกลางดึกแล้ว ทำไมยังใส่หมวกอีก? แถมหน้ากากอนามัยก็ดูใส่แบบต้องการจะปิดบังหน้าตา รึว่า…



ตอนนี้สิ่งเดียวที่ผมคิดได้ตอนนี้คือ หนีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด  แต่ทันทีที่ผมหันหลังกลับไป ผมกลับรู้สึกเจ็บแปล๊บที่แก้มข้างขวา พร้อมกับล้มลงกับพื้น



“อั้ก!!”



นี่ผม… โดนชกเหรอ?



พวกมันไม่ได้มีแค่คนเดียว!



ทันทีที่ผมล้มลง คนที่เดินตามผมเมื่อกี้ เข้ามาเตะเข้าที่ท้องผมทันที… พร้อมกับอีกคนที่ต่อยผมเข้ามาร่วมวงกระทืบผมด้วย…



‘เชี่ย! ใครก็ได้ ช่วยด้วย!






#NotMyLuckyDay #HelpMe
********************************



ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
Re: Hear Your Mind 14 | Eat my popcorn !!!
«ตอบ #29 เมื่อ08-08-2020 13:23:15 »

ตอนที่ 14

Eat my popcorn !!!






[ภาม]



“พี่ไนท์คร้าบบบบ ไปดูหนังกันเถอะ”



ผมค่อยๆย่องเข้าไปกอดพี่ไนท์จากด้านหลัง จนทำให้คนที่ถูกกอดสะดุ้งโหยงทันที ผมบังเอิญเจอพี่ไนท์กำลังยืนเลือกหนังสือจากชั้นหนังสือในห้องสมุดอยู่ สงสัยคงหาหนังสืออ้างอิงไว้ใช้อ่านสอบล่ะมั้ง พี่ไนท์ที่ตอนแรกดูมึนๆ ตอนนี้ตั้งสติได้แล้วและพูดกับผมขึ้นมาว่า…



“ช่วงนี้สอบไม่ใช่เหรอ? ไม่รอให้สอบเสร็จก่อนค่อยไปล่ะ”



“พี่อ่ะ ผมอ่านจนหัวหมุนไปหมดแล้วเนี่ย ขอพักไปดูหนังแปปเดียวเองงง”



“ทำไมไม่ไปชวนเนียร์ล่ะ ?”



“ผมอยากไปกับพี่มากกว่า ที่สำคัญช่วงนี้เนียร์มันแทบจะกระอักเลือดกับเนื้อหาสอบจะตายอยู่แล้ว มันคงไม่ไปหรอก”



“……………”



“อีกอย่างปีสองก็ไม่ได้สอบช่วงเดียวกับพวกผมนี่”



ผมเคยได้ยินมาจากรุ่นพี่ว่าตั้งแต่ปีสองขึ้นไปตารางสอบของคณะจะไม่ตรงกับของมหาลัยเลยสักนิด ก็เพราะมีการสอบอยู่เรื่อยๆตลอดนั่นแหละ!



“ดังนั้น ช่วงนี้พี่ก็ยังว่างอยู่ไงล่ะ นะๆๆๆๆ ไปกันเถอะนะคร้าบบบบ”



ผมเกาะแขนพี่ไนท์พร้อมออดอ้อนด้วยท่าทีน่ารักและมุ้งมิ้งแบบสุดกำลัง (มุ้งมิ้ง…ล่ะมั้ง?)



“ถ้าพี่ว่าง พี่จะมาห้องสมุด มาหาหนังสือทำไมกัน?”



“แง่ะ ก็จริง…(T^T)”



ผมลืมเสียสนิทเลยว่า ต่อให้วันสอบเป็นอีกหนึ่งพันวันข้างหน้า หนอนหนังสืออย่างพี่ไนท์ก็คงจะเริ่มอ่านตั้งแต่วันนี้ ร้อยเปอร์เซ็นต์



“งั้นผมกลับไปอ่านหนังสือก็ได้…”



ผมคอตก หันหลังเดินกลับไปหาที่นั่งตัวเอง แต่ผมที่ยังเดินไม่พ้นสามก้าว…



“ไปก็ได้… อยากภามอยากไปขนาดนั้นนะ”



“ขอบคุณคร้าบบบ พี่ไนท์”



ผมกระโดดกลับมากอดพี่ไนท์ทันที รู้อยู่แล้วแหละว่า พี่ไนท์ปฏิเสธคนน่ารักๆอย่างผมไม่เป็นหรอก อิอิ



“แล้วไปวันไหนล่ะ?”



“วันนี้~”



“วันนี้!!”


พี่ไนท์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สงสัยผมน่าจะถูกปฏิเสธอีกครั้ง ผมคงต้องงัดวิธีออดอ้อนพี่ไนท์อีกครั้งซะแล้ว (>3<)



“ก็ได้…”



“เอ๊ะ? ก็ได้?”  ผิดคาดแหะ… ผมไม่นึกว่าพี่ไนท์จะยอมผมง่ายๆขนาดนี้



“รีบไปกันเถอะ”



ผมยังยืนงงๆอยู่ พี่ไนท์คงเห็นหน้าเอ๋อๆของผมจึงตอบว่า…



“วันนี้พี่ว่าง เบื่อๆอยู่พอดี อีกอย่าง…”



พี่ไนท์ลูบหัวของผมไปมา



“ภามอยากไปดู พี่จะปฎิเสธได้ยังไง”



“……!!”



ผมเขินจนต้องก้มหน้าลง ช่วงนี้พี่ไนท์ดูใจดีกับผมเป็นพิเศษชนิดที่ว่าพิเศษใส่ไข่เลยล่ะ จนบางครั้งผมก็รับมือความรู้สึกแบบนี้ไม่ทันเหมือนกัน (>_<)



พี่เขาอุตส่าห์พูดมาขนาดนี้ รออะไรล่ะครับ! ไปกันสิ!!!











“อื้อออ~”



ผมยืดแขนบิดขี้เกียจ พร้อมเอนตัวลงกับพนักพิงของเก้าอี้ในโรงหนัง ตอนนี้หนังฉายจบเรียบร้อยแล้ว กำลังเพิ่งเอนเครดิตอยู่ ส่วนผู้คนรอบข้างต่างก็ทยอยออกจากโรงกันไปหมด เหลือแค่พวกผมที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม



“หลับสบายไหม?”



“แหะๆ พี่เห็นเหรอ” ผมเกาหัวแกรกๆ แถมยังหาวอีกรอบ



“นอนอ้าปากหวอขนาดนั้น เหลือแค่ไม่กรนเท่านั้นแหละ”



“ก็หนังมันชวนง่วงนี่นา!” ผมไม่นึกว่าหนังจะชวนง่วงขนาดนี้ เพราะตัวอย่างน่าดูสุดๆไปเลยนี่



“เอาน่าๆ พี่ว่าก็โอเคอยู่นะ”



“ตอนดู พี่ไนท์ไม่รู้สึกว่าหนังมันเดินเรื่องช้าบ้างระ… อึก!”



พี่ไนท์หยิบป็อปคอร์นรสหวานใส่ปากผมที่กำลังบ่นเรื่องหนังอยู่ ดูเหมือนว่าข้าวโพดคั่วจะเหลือเกือบครึ่งถึงใหญ่ได้ และผมรู้สึกว่าผมแทบไม่ได้กินเลย!! กินไปสองสามคำเท่านั้นก็เริ่มรู้สึกว่าหนังมันน่าเบื่อ จนเผลอหลับไปตอนไหนยังไม่รู้เลย แสดงว่าป็อปคอร์นที่หายไปพี่เขากินคนเดียวเลยเหรอเนี่ย?



ไหนบอกว่าไม่ชอบกินป็อปคอร์นไง!!



“กินไปๆ อย่าบ่นเป็นคนแก่ไปเลย ไว้ว่างๆไปดูเรื่องอื่นกันอีกก็ได้นี่”



เมื่อผมเคี้ยวป็อปคอร์นในปากและกลืนเรียบร้อยแล้ว



“แต่ว่า… อึก!”



“กินเข้าไปอีกสิ”



พี่ไนท์ยัดป็อปคอร์นเข้าปากผมอีกรอบ แบบนี้มันจงใจแกล้งกันชัดๆเลยนี่! นี่จะไม่ให้ผมบ่นเลยใช่ไหมเนี่ย! ได้!!!  เตรียมตัวโดนเอาคืนได้เลย!



แต่เมื่อผมเห็นรอยยิ้มของพี่ไนท์ที่ดูสนุกที่ได้แกล้งผม มันทำให้ผมล้มเลิกความคิดที่จะแกล้งพี่ไนท์กลับ เมื่อผมตกในอยู่ภวังค์รอยยิ้มของพี่เขา



‘น่ารักจัง…’



มันคือสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวของผมและตรึงสายตาผมไว้



“อ้าว? ไม่บ่นต่อแล้วเหรอ…”



ผมส่ายหน้าเบาๆแทนคำตอบ



“แค่ได้มาดูกับพี่ก็คุ้มเกินคุ้มแล้วล่ะ”



“…………”



พี่ไนท์นิ่งเงียบไปไม่ได้พูดกับผมต่อ จนบรรยากาศรอบๆเงียบไปครู่นึง หรือผมพูดตรงเกินไปหรือไงนะ…



“พี่ไนท์ ผม…… อึก!”



พี่ไนท์หยิบป็อปคอร์นในถังมายัดปากผมอีกแล้ว ผมอุตส่าห์ไม่บ่นเรื่องหนังแล้วนะ! เอ๋…? หน้าพี่เขา…แดงนิดๆนี่นา… หรือว่า… พี่เขาเขินผมงั้นเหรอ!! (>w<)



“พี่ไนท์……”



หมับ!!



รอบนี้ผมคว้าแขนของพี่ไนท์ไว้ได้ทัน ผมไม่พลาดซ้ำสี่หรอกนะ! เอ๊ะ… จริงๆต้องใช้คำว่า ซ้ำสองงั้นเหรอ? ก็เห็นๆอยู่ว่ารอบสองผมก็พลาดไปแล้ว แหะๆ



ผมจับแขนของพี่ไนท์มาด้านหน้าผม ก่อนจะกินป็อปคอร์นจากในมือของพี่เขา เคี้ยวกรุบๆ อยู่สองสามที แล้วกลืนลงไป



ผมหยิบป็อปคอร์นจากในถังขึ้นมา…



“ให้ผมป้อนพี่บ้างสิ…”



ผมยื่นมือไปหน้าพี่ไนท์ อีกฝ่ายดูลังเลนิดหน่อยก่อนจะอ้าปากรับขนมในมือของผมไป



“พี่ว่า… กลับกันเถอะ”



พี่ไนท์รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะลุกจากที่นั่งเดินหนีทิ้งผมไว้ทันที



“เอ้า!! รอผมด้วยสิ!”











กว่าพวกผมเดินทางกลับมาถึงหอก็ค่ำเรียบร้อยแล้ว พี่ไนท์เดินมาส่งผมถึงหน้าห้องของผมเอง เอาจริงๆ ผมดันบอกไอ้ดนียร์ไว้ด้วยสิว่าจะกลับไปนั่งอ่านต่อที่ห้องสมุดด้วยกัน แต่ก็เอาเหอะ! วันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยๆแล้ว (ไม่ใช่ข้ออ้างนะ!)



“ขอบคุณนะพี่ ที่ไปดูหนังด้วย”



“ไม่เป็นไรหรอก ไว้เดี๋ยวไปดูด้วยกันอีก”



“ห้ะ! จริงเหรอพี่!”  ผมไม่นึกว่าพี่ไนท์จะเป็นออกตัวพูดเอง หายากนะเนี่ย



“อืมๆ” พี่ไนท์ยิ้มน้อยๆพร้อมกับพยักหน้าให้ผม



“งั้นพรุ่งนี้เลยดีไหมพี่!”



“ตอนนี้ไปอ่านหนังสือเลย ไว้หลังสอบ”



“ผมพูดเล่นคร้าบบบ ใครเขาจะไปติดๆกัน จะสอบแล้วด้วยนี่นะ”  พูดเล่นแต่แอบคิดจริงนะ ถ้าพี่เขาชวนอีกต่อให้วันมะรืนเป็นวันสอบ ผมก็ไป!! แหะๆ (>3<)



พี่ไนท์ถอนหายใจเหมือนกับรู้ใจของผมว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่



“เอางี้ ภามไม่ถนัดภาษาอังกฤษใช่ไหม งั้นถ้าได้คะแนนท็อปวิชานี้ เดี๋ยวรอบหน้าจะเลี้ยงทั้งค่าตั๋วหนังกับค่าป็อปคอร์นเอง อ๊ะ แน่นอนว่าวิชาอื่นก็ห้ามตกมีนด้วยนะ”



“โหววว ยากไปมั้งพี่”



“ยังไม่ลองจะรู้ได้ไง”



“………ก็ได้ครับ”



ก็อาจจะจริงอย่างที่พี่ไนท์ว่า… ยังไม่ลองจะรู้ได้ไง! เอาไงเอากัน! ถ้าเป็นแบบนี้ผมคงเข้าห้องไปนอนกลิ้งไถมือถือเล่น ดูยูทูปไม่ได้แล้วล่ะ ผมโบกมือลาพี่ไนท์ที่มาส่งผมถึงหน้าห้องตัวเอง



“งั้นผมไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดต่อดีกว่า! ไปล่ะนะคร้าบบ”



พี่ไนท์ดูเหวอไปเลย ผมจะจริงจังแค่นี้ทำมาเป็นตกใจ อย่าให้ผมตั้งใจอ่านจริงๆจังๆดีกว่า! ผมกลัวเพื่อนจะเกลียดขี้หน้าผมกัน ถ้าผมทำคะแนนได้เต็มทุกวิชา หึๆ (ทำไมดูหลงตัวเองวะ)



“ตอนนี้เนี่ยนะ?”



“เพิ่งจะทุ่มกว่าๆเอง อีกอย่างช่วงสอบ ห้องสมุดเปิดถึงตีสองอยู่แล้ว~”



“ภาม!!”



ผมชะงัก หันกลับไปหาพี่เขา พี่ไนท์ยิ้มจางๆให้ผม



“ยังไงก็อย่าหักโหมนะ”



“รับแซ่บ!!”



ผมขานรับก่อนที่จะหมุนตัวเดินลงจากหอ กลับไปที่ห้องสมุด ไม่นานนักผมก็เดินสับขา ฉับๆ มาถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว เหมือนว่าไอ้เนียร์และริทจะยังนั่งอ่านอยู่ที่เดิมกัน นี่ได้ไปกินข้าวเย็นกันรึยังเนี่ย!?



ระหว่างที่ผมเดินเข้าไปหา เนียร์ก็สังเกตเห็นผมพอดี



“อ้าว นึกว่าจะไม่กลับมาซะละ”



เหอะๆ ทันทีที่ผมไปถึง ไอ้เนียร์ก็แซะผมอีกแล้ว คงจะนึกว่าผมไม่กลับ



“พอดีเสร็จช้านิดหน่อยอ่ะ อย่างน้อยกูก็กลับมานั่งอ่านหนังสือนะ! จะสอบแล้ว เดี๋ยวคะแนนแย่” ผมพูดพลางวางกระเป๋า และนั่งลงตรงข้ามกับเนียร์



ผมยังเห็นเนียร์จ้องผมอยู่ เนียร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา



“เอ๋? จริงเหรอ? หึๆ”



“เห้อ… ยอมแล้ว”



ผมถอนหายใจ รู้ดีไปซะทุกอย่างเลยนะ ไอ้เพื่อนสนิทคนนี้… ว่างมากก็อ่านหนังสือของตัวเองต่อไปสิ! ร่อแร่กับแคลคูลัสจะแย่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!



ผมบ่นกระปอดกระแปดในใจ ถึงมันจะบอกว่าเครียดที่อ่านไม่ทันก็เถอะ แต่เท่าที่ผมสังเกตดูนะ มันก็ดูยิ้มร่า เฮฮา แถมยังมุ้งมิ้งหวานแว๋วกับคนข้างๆ “ว่าที่สามี” แบบสุดๆ พอบ่นว่าหนาวก็มีการกอดกัน จู๋จี๋ตลอด!! แถมพอผมแซวนิดแซวหน่อย ก็อ้างชื่อพี่ไนท์ตลอด เชอะ! ยังดีที่ไอ้ริทมันยังไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ (?) ระหว่างผมกับพี่ไนท์เท่าไรนัก (รึเปล่าวะ?) ไม่งั้นมันคงจะแซวผมกลับชนิดที่ข้ามวันข้ามคืนเลยทีเดียว



ผมว่าสาเหตุหลักที่มันอ่านไม่ทัน ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะมัวแต่หวานกันเกินหน้าตานี่แหละ!! สักวันผมจะต้องมีโมเมนต์หวานแว๋วแบบนี้กับพี่ไนท์บ้างให้ได้!!! (>3<)



ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมมีไฟในการอ่านหนังสือจากคำสัญญาของพี่หรือยังไง ผมอ่านมาตั้งนานแต่ยังรู้สึกอยากอ่านต่อ และสามารถอ่านได้เรื่อยๆ จนแม้กระทั่งเนียร์ขอตัวกลับก่อน ทั้งที่ปกติผมเบื่อๆ ขี้เกียจอ่านแล้ว เลยแว๊บกลับก่อนตลอด แหะๆ



เอาจริงๆผมก็แอบเป็นห่วงมันนะที่เดินกลับคนเดียว เพราะทางที่จะเดินไปหอก็ค่อนข้างเปลี่ยวใช่ได้ทีเดียวเลยล่ะ ถึงจะมีเสาไฟข้างถนนเป็นระยะๆก็เหอะ



ปกติเห็นมันบอกว่ากลับพร้อมกับไอ้ริท ผมเลยไม่ได้เป็นห่วงอะไรมาก แต่ครั้งนี้…



“มึง… เดี๋ยวกูกลับก่อนนะ รู้สึกเป็นห่วงไอ้เนียร์นิดหน่อย”



“งั้นกูไปด้วยดิ!”



“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวกูจะกลับอยู่แล้ว”