Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 19
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 19  (อ่าน 1695 ครั้ง)

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 14 | Eat my popcorn !!!
«ตอบ #30 เมื่อ08-08-2020 13:24:48 »


[เนียร์]



‘ก็อกๆๆ’



ผมตื่นเพราะเสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้น ผมบิดขี้เกียจตามประสาคนเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า จนรับรู้ได้ความเจ็บที่แขนกับท้อง



“โอ้ยๆๆ”



ผมลืมไปว่าเมื่อวานผมโดนคนรุมกระทืบระหว่างทางกลับหอนี่นา… และตอนนี้ผมกำลังนอนอยู่บนเตียงกับริท… เมื่อวานผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย ถึงผมจะยืมชุดใหม่จากริทก็ตาม แต่ผมดันเผลอหลับไปก่อนเสียได้



ผมพลิกตัวไปด้านข้างก็เห็นริทเตอร์กำลังนอนหันหน้ามาทางผมเช่นกัน ตอนเขากำลังหลับก็น่ารักไปอีกแบบ ไม่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่พร้อมจะแกล้งผมได้ทุกเมื่อ ตอนนี้ดูเหมือนเป็นเด็กน้อยเลยล่ะ…



‘ก๊อกๆๆๆ’



ผมสะดุ้งอีกครั้ง เออใช่… ผมตื่นเพราะมีคนมาเคาะประตูห้องนี่หว่า เอาไงดี? เจ้าของห้องก็กำลังนอนหลับอุตุสบายใจอยู่ตรงนี้ ถ้าผมลุกไปเปิดประตูเองก็ดูจะเสียมารยาทต่อเจ้าของห้องไปหน่อย



“ริท ริททท มีคนมาเคาะประตู” ผมเขย่าริทที่นอนอืดไปมา



“อือ… จะนอน…” เจ้าของเสียงขี้เซาพึมพำออกมา ก่อนจะพลิกตัวไปหันอีกด้าน



‘ก๊อกๆๆๆๆๆ’



โอเค! ผมไปเปิดเองก็ได้ ผมลุกออกจากเตียง มุ่งหน้าไปที่ประตูห้อง ระหว่างเดินผ่านโซฟา ผมเห็นไอ้ภามกำลังนอนอืดบนโซฟายาวอยู่อีกคน! เสียงเคาะประตูดังขนาดนี้ยังไม่ตื่นอีกเหรอ! เห้อ! แต่ละคน…



เมื่อวานไอ้ภามนอนค้างที่นี่ เพราะริทเตอร์เห็นว่ามันดึกแล้ว จะกลับตอนนี้มันก็ค่อนข้างอันตราย แถมหอของพวกผมก็ไกลจากที่นี่พอสมควรด้วย ก็เลยให้ค้างที่นี่ไปเลย…



จริงๆตอนแรก ริทจะให้นอนบนเตียงกับพวกผมด้วย (มีการแอบกระซิบถามผมว่าโอเคเปล่า ก่อนจะบอกไอ้ภามอีกด้วย) เพราะขนาดเตียงนอน สามารถนอนได้สามคนสบายๆ แต่ไอ้ภามปฎิเสธตามที่ผมคาดไว้ แถมยังยืนยันอีกว่าจะนอนที่โซฟาข้างนอก ไม่อยากเป็น กขค. ของพวกผม (คำพูดเดิมๆ!!)



กขค. อะไรล่ะ! ผมเจ็บอยู่นะ มันคิดว่าผมจะแอบทำอะไรกับริทรึยังไง! เอ้ย! ไม่ใช่สิ! ถึงผมไม่เจ็บก็ไม่มีอะไรกันทั้งนั้นแหละ!



‘ก๊อกๆๆๆๆ’



“ครับๆ มาแล้วๆ”



ผมเปิดประตูออก ผมละยอมใจคนที่รอหน้าห้องจริงๆ ยืนรอนานขนาดนี้ ถ้าเป็นผมคงจะคิดว่าไม่อยู่ห้อง หรือไม่ก็โทรหาเจ้าของห้องตรงๆไปเลย



“มิ้นท์…”



“อ้าว! เนียร์… ริทล่ะ แล้วหน้าไปโดนอะไรมา!”



คนที่เคาะประตูอยู่นานแสนนานก็คือ… มิ้นท์ นั่นเอง ซึ่งคนๆนี้ผม… รู้สึก…



“อ๋อ… เอ่อ สะดุดล้มนิดหน่อยน่ะ”  ผมคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะตัดสินใจโกหกไป แบบโครตไม่เนียน! ส่วนสาเหตุน่ะเหรอ…



“ระวังหน่อยสิ หายไวๆนะ” เธอแสดงถึงความเป็นห่วงภายนอกผ่านทางสีหน้า…



“อือ…”



“แล้วริทล่ะ?”



“ยังนอนอยู่เลย เดี๋ยวไปปลุกให้ เข้ามาก่อนไหม” ผมพูดด้วยน้ำราบเรียบ



“ไม่ล่ะ เดี๋ยวรอตรงนี้แหละจ๊ะ”



ผมหันกลับ เดินกลับไปห้องนอนด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นในอก… ผมเดินไปได้เพียงสามก้าวก็หยุดลง ก่อนจะตัดสินใจหันกลับไปพูดกับเธออีกครั้ง



“จริงๆแล้ว เมื่อวานเราโดนคนดักทำร้ายน่ะ”



“เอ๋…?”



ผมค่อยๆเดินเข้าไปใกล้เธอ



“พวกนั้นหลุดปากออกมา พอฟังๆแล้วดูเหมือนจะเป็นวิศวะ พอจะนึกอะไรออกบ้างไหมว่าใครน่ะ”



“อะ… อืม…… ไม่รู้สิ ” เธอทำหน้าครุ่นคิด



“เหรอ…”



“ว่าแต่แจ้งความรึยัง?”



“ไม่ล่ะ เรื่องแค่นี้เอง”



“แต่ว่า……”



ผมถอนหายใจ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ



“ไม่ต้องห่วงหรอก”



“แล้วแต่เนียร์นะ เดี๋ยวเราลองช่วยตามๆ เรื่องนี้กับเพื่อนในคณะให้นะ ว่าแต่… ทำไมถึงถามเราล่ะ”



“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เห็นอยู่วิศวะ เมื่อวานลองถามริทแล้วริทก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน”



ผม ‘ยิ้ม’ ให้เธอก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตั้งแต่เมื่อครู่



“ฮ้าววววว เนียร์ อรุณสวัสดิ์”



ผมกับมิ้นท์หันไปตามต้นเสียง ริทนั่นเอง… ปรากฎตัวจากห้องด้วยชุดนอนที่ยับยู่ยี่พร้อมกับทรงผมกระเซิงเป็นรังนก



“อ้าว… มิ้นท์ หวัดดี มาทำไรแต่เช้าเลย”



“เอาชีทที่ยืมรอบก่อนมาคืนน่ะ… ไม่อยากยืมนานเพราะริทก็ต้องใช้อ่านเหมือนกัน” มิ้นท์หยิบชีทมาปึกนึงออกจากกระเป๋าของเธอ



“อ๋อ… จริงๆไม่ต้องรีบก็ได้ ชีทพวกนี้อ่านจบหมดแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย” ริทเกาหัว แกรกๆ ก่อนจะเดินรับชีทมาถือไว้ในมือ



ถ้าเป็นปกติ ผมคงจะแซวริทไปแล้วว่า ‘คร้าบบบบ พ่อคนเก่ง’ แต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์เล่นแบบนั้นเท่าไรนัก…



“วันนี้เราไม่เข้าเรียนนะ ขอดูแลเนียร์นะ คือ… เนียร์มีเพิ่งเรื่องนิดหน่อยนะ”



“รู้แล้วๆ เนียร์เล่าให้ฟังหมดแล้ว งั้นเราไปก่อนนะ”



มิ้นท์ยิ้มให้ริท ก่อนจะหันมาบอกผมว่า…



“หายไวๆล่ะ”



ผมพยักหน้าแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เมื่อสิ้นเสียงประตูปิดลง ริทเดินมาจับแก้มผมเบาๆ ลูบรอยฟกช้ำบนหน้าผมเบาๆ



“หายเจ็บรึยัง…”



“หายก็บ้าแล้ว โดนซะอ่วมเลยเมื่อคืน”



“เนียร์… มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า…”



“เปล่านี่…” ผมปฎิเสธทันควัน เหมือนว่าริทเตอร์มีความสามารถในการจับโกหกเก่งเหมือนกัน เพราะเขารีบพูดต่อทันทีว่า…



“ไม่จริงอ่ะ สีหน้าและแววตาไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด”



‘รู้ดี……’



ผมจับมือของริทที่กำลังลูบแก้มผมตอนนี้ออก ก่อนจะหอมแก้มริทเบาๆหนึ่งที



“แค่เหนื่อยๆน่ะ”



“เหรอ…”



ริทดูยังสงสัยอยู่ แต่ก็เหมือนจะยอมผมแล้ว ไม่ได้ถามอะไรต่อ ก่อนจะบอกผมว่า จะลงไปซื้อข้าวให้นะ แล้วเดินออกจากห้องไปเลย ผมมายืนนึกๆดู จนนึกออกว่า



เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ จะไปชุดนั้นเลยเหรอ…



แน่นอนว่ากว่าผมจะรู้สึกตัว ผมก็ห้ามไม่ทันแล้ว ตอนนี้ริทคงไปถึงชั้นหนึ่งแล้ว แต่เอาจริงๆ ชุดนั้นของริทก็ไม่ได้แปลก หรือแย่อะไรหรอก เพียงแต่ว่าสภาพชุดนอนแบบนั้น ถ้าใครไม่รู้คงจะนึกว่าถูกข่มขืนมา…



เฮ้ออออ



เอาล่ะ… ที่นี้ ผมควรจะทำยังไงดีกับตอนนี้… ผมควรจะเรียบเรียงความคิดตัวเองจากอะไรก่อนดี? ผมเดินไปปลุกเพื่อนสนิทของผมที่นอนหลับเป็นตายที่โซฟาไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น



“ไอ้ภาม…”



“อือออ…”



“ไอ้ภาม!!” ผมเขย่าตัวมัน



“อื้อออ…”



“สัXภาม!!” ผมเขย่าตัวมันจน…



“จะนอน… ยังง่วงอยู่เลย”


“พี่ไนท์มาหามึงอ่ะ”



“ห้ะ!! ไหนๆๆ!!!” ไอ้ภามแทบจะเด้งตัวออกมาจากโซฟา ดวงตาเบิกโพลง หันซ้ายขวาก่อนจะเจอผมยืนกอดอกอยู่ ก่อนจะทำหน้าเสียดายออกมา



“มึงช่วยตื่นมาฟังเรื่องที่กูจะบอกหน่อยได้ไหม”



“โถ่…”



“โถ่! เชี่Xไร กูเครียดอยู่นะเนี่ย”



“เออๆ ไหนๆ เรื่องไรวะ”



ผมนั่งลงข้างๆมันก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างที่ผม ‘เพิ่งรู้’ มา ระหว่างที่ผมเล่ามันทำสีหน้าเหวอไปหลายรอบมากๆ จนผมเล่าจบ ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ…



ถ้าถามว่าผมเล่าอะไรล่ะก็…



เรื่องของ ‘มิ้นท์’ นั่นแหละ



ผมก็ไม่แน่ใจนัดหรอกว่าผมเล่าอะไรให้ไอ้ภามเป็นเรื่องแรก แต่ว่า…หลักๆก็คือ… เรื่องที่มิ้นท์โกหกผม



เธอบอกว่าจะช่วยตามเรื่องนี้ให้…



‘เดี๋ยวเราลองช่วยตามๆ เรื่องนี้กับเพื่อนในคณะให้นะ’



โกหก… เธอไม่คิดจะตามแม้แต่นิดเดียว



เธอบอกว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ทำร้ายผม…



‘อะ อืม… ไม่รู้สิ’



โกหก… เธอรู้ว่าใครเป็นคนทำ รู้ดีซะด้วย



แม้แต่…



‘หายไวๆล่ะ’



โกหก… ราวกับว่าอยากให้ผมโดนหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ…



ผมยอมรับในทักษะฝีมือการแสดงของเธอเลย ผมมั่นใจว่าคนทั่วไปดูไม่ออกถึงความปกติตรงนี้หรอก แต่พลังอ่านใจของผมมันทำงานได้ดีเยี่ยมเลยล่ะ… ไม่ว่าจะแอคติ้งดีแค่ไหน แสเสร้งก็คือเสแสร้ง…



อีกอย่างถึงเธอไม่มีหลุดปากออกมาด้วยเลยตอนที่พูดคุยกันเมื่อครู่นี้ และถึงผมจะยังอ่านใจเธอไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แถมยังมีจุดที่ผมสงสัยอยู่อีกเล็กน้อย แต่ว่า…



“ไอ้เนียร์… แบบนี้หมายความว่า…”



ผมพยักหน้า



“กูมั่นใจเกิน 99% เลยว่า… มิ้นท์ นั้นแหละ ที่สั่งให้พวกนั้นมาดักกระทืบกู”






#EatMyPopcorn!!! #IKnowWho
********************************


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 14
«ตอบ #31 เมื่อ08-08-2020 14:00:28 »

 :ling1:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 14
«ตอบ #32 เมื่อ08-08-2020 18:42:33 »

มาคุๆคับ

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 15 | Truth me…
«ตอบ #33 เมื่อ15-08-2020 11:09:04 »

ตอนที่ 15

Truth me…






“กูมั่นใจเกิน 99% เลยว่า… มิ้นท์ นั้นแหละ ที่สั่งให้พวกนั้นมาดักกระทืบกู” สิ้นเสียงของผม ทุกอย่างไอ้ภามทำหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะมีโวยวายพูดกับผมว่า



“แต่มันแปลกๆเปล่าวะ? ทำไมยัยนั่นต้องให้พวกนั้นมาดักตีมึงด้วย?”



“อาจจะเป็นเพราะกูไปแย่ง… ริทเตอร์มาจากเขามั้ง”



“แค่นั่นอ่านะ! เว่อร์ไปมั้ง! อีกอย่างมึงไม่ได้แย่งมาสักหน่อย!”  สีหน้าของเพื่อนสนิทดูไม่เชื่ออย่างมาก



“ก็นั้นแหละ! ถึงคิดไม่ตกอยู่นี่ไง! ถึงบอกว่ามั่นใจ 99 % ไม่ใช่ 100%”



ผมโอดครวญ อีกอย่างคือสิ่งที่เธอแนะนำคือให้ผมไปแจ้งความ? ถ้าผมทำแบบนั้นจริงๆ เธอจะได้ประโยชน์อะไร? หรือว่ามั่นใจแน่ๆว่าผมจะไม่ทำแบบนั้นกันนะ?



“อีกอย่าง มิ้นท์ดูไม่สนใจเลยว่ากูจะตามไปเอาเรื่องหรือว่ายังไงอีกด้วย”



“อ๋ออออ…”



ไอ้ภามเหมือนจะนึกอะไรออก



“บางที อาจจะมั่นใจก็ได้นะว่า ไม่มีทางจับได้ หรือสาวไปถึงคนที่จ้างมาหรอก”



“เหตุผลอะไรเนี่ย…” ผมถอนหายใจ นี่ผมกำลังจริงจังอยู่นะ



“ก็จริงไหมล่ะ! ลองนึกดูดีๆ ถ้ามึงไม่มีพลังอ่านใจของมึง มึงก็คงคิดว่าเป็นการดักตีธรรมดาจากพวกนักเลงเท่านั้นแหละ”



“……………” ผมปฎิเสธไม่ออก ผมต้องมองในมุมคนธรรมดาสิ ผมต้องยอมรับเลยว่า ถ้าผมเป็นคนธรรมดาๆ ผมคงไม่เอะใจอะไร คงคิดว่าผมแค่โชคร้ายที่เดินผ่านไป ณ ที่นั้น เวลานั้น เท่านั้นเอง



“อีกอย่าง… มึงไม่มีหลักฐานนี่…”



“………”



ประโยคสั้นๆของมัน ทำให้ผมมองเห็นความจริงอีกอย่าง… ถูกของมัน ต่อให้ผมรู้อยู่เต็มอกว่าใครคือคนที่คิดร้ายกับผม แต่ผมไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมคือจบ… ถ้าบอกว่าอ่านใจได้ ไม่แคล้ว ผมคงถูกส่งไปอยู่โรงพยาบาลบ้าแน่ๆ



อีกอย่าง… แล้วริทเตอร์ล่ะ… ตอนนี้เขายังเชื่ออยู่ว่า มิ้นท์ ทำใจยอมรับเรื่องระหว่างพวกผมสองคนได้แล้ว แถมยังคิดว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีกับผมได้อีก…



เอาตรงๆ ถ้าให้ผมทำเหใอนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พูดคุยกับมิ้นท์แบบปกติสุข ผมบอกเลยว่า…



ผมทำไม่ได้!!!



ตั้งแต่ตอนที่คุยกันแล้ว ผมโครตจะหงุดหงิด! ที่มาปั้นยิ้มใสซื่อใส่ผม ผมไม่ปล่อยให้คนที่คิดร้ายกับผม มาอยู่ข้างๆผมหรอก… โดยเฉพาะอยู่ข้างคนที่ผมรัก…



“มาแล้ววว โทษทีนะ พอดีคนเยอะมากเลย หิวแล้วใช่ไหม”



ริทกลับมาพอดี พร้อมกับถุงใส่กล่องข้าวจำนวนสามกล่องในมือ ซึ่งเขาไม่พูดเปล่าแต่พูดไปเดินไปจับโต๊ะ จัดเก้าอี้ พร้อมจัดแจงข้าวให้แต่ละคน



“รู้เหรอว่า กูอยากกินอะไรน่ะ?”



ผมพูดเชิงหยอกล้อ จริงๆแล้วถึงเขาจะซื้ออะไรมา ผมก็กินได้หมดแหละ ส่วนอีกฝ่ายที่ฟังผมพูดเข้าไปชะงักมือที่จัดของอยู่ แล้วเดินมายืนด้านหน้าผมที่กำลังนั่งอยู่ ก่อนจะยิ้มกวนๆให้ผม



“ถ้าถูกขอจุ๊บทีนึงนะ~”



“อ่ะ ถ้าถูกอ่ะนะ…”



“ข้าวผัดไก่กรอบ ร้านประจำของเนียร์ หน้าตึกนี้ไง…”



“เอ๊ะ…”



‘จุ๊บ’



ผมที่กำลังอึนๆกับคำตอบของริทอยู่นั้น ริทเตอร์พุ่งตัวเข้ามาจุ๊บแก้มผม พอเริ่มตั้งสติได้ผมก็เริ่มรู้สึกร้อนที่หน้าขึ้นมาทันที



“ทะ… ทำอะไร…!!”



“ก็รางวัลไง ถูกใช่ไหมล่ะ?”



คนเจ้าเล่ห์ยักไหล่เหมือนจะสื่อว่ารู้ใจผมอยู่แล้ว…ใช่… ผมอยากกินเมนูนี้อยู่พอดี และต้องเมนูของร้านนี้ด้วยนะ!



“ทำไมถึงรู้ล่ะ”



“ก็เนียร์เคยบ่นไว้เมื่อสามสี่วันก่อนอ่ะ”



“หือ? เคยบ่นไว้เหรอ”



ริทพยักหน้าให้ผม…  ผมจำไม่เห็นได้เลยว่า ผมเคยพูดไว้? อย่างมากก็แค่บ่นว่าอยากกินอะไร แต่คงไม่ระบุทั้งชื่อเมนูและชื่อร้านแน่นอน! ผมหันไปหาไอ้ภามที่อยู่กับผมตลอด



เจ้าตัวที่กำลังดูพวกผมคุยกัน (มันต้องหาว่าคุยจู๋จี้กันอีกแน่เลย สายตามันบอก!) รู้ตัวแล้วว่า ผมอยากรู้ว่า ผมได้บ่นไว้จริงๆเหรอ

“กู…… กูจะรู้กับมึงไหมเนี่ย”



ไอ้ภามทำหน้าเหวอ



“ถึงจะบ่นไว้ แต่คิดว่ากูจะจำได้เหรอ!”



‘เออ… จริงของมัน’



ช่างมันเถอะ… ผมอาจจะเคยบ่นไว้ก็ได้มั้ง ช่วงนี้อ่านหนังสือเยอะยิ่งเอ๋อๆอยู่ (ด่าตัวเองก็ได้เนอะ) แต่เหมือนริทเตอร์จะรู้ใจผมอีกแล้ว



“เอาจริงๆ ก็… แค่บ่นว่าอยากกินอะไรน่ะ แต่เราจำได้ว่าเนียร์เคยกินร้านนี้แล้วบอกอร่อยก็เลยคิดว่าร้านนี้น่ะ”



“อ้าว… นึกว่ารู้ใจ โถว่!”



“อย่างน้อยก็เดาถูกไง”



“สุดท้ายก็เดา… เอารางวัลคืนมาเลย!”



ริทยิ้มแห้งๆ รางวัลที่เขาได้ไปเมื่อครู่ คือจุ๊บแก้มผมทีนึง คงจะคิดว่าแล้วจะให้คืนยังไงกันล่ะเนี่ย?  ผมยิ้มน้อยๆก่อนจะพุ่งเอาแก้มนิ่มๆของตัวเองไปชนกับ…ปากของริท



“อ่ะ… เอารอยจุ๊บที่แก้มคืนไปเลย…”



ริทคงไม่ถึงเหมือนกันว่าผมจะมารูปแบบนี้ ทำเอาคนตรงหน้าผมฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะเขยิบเข้ามาใกล้ผม พร้อมกับสายตาหื่นกระหาย…



“พอเลย… กินข้าวก่อน หิวแล้ว!”



ตอนนี้ผมหิวไส้จะขาดแล้ว! น้ำย่อยกัดกระเพาะหมดแล้วเนี่ย!










[ภาม]



ผมไม่เข้าใจเนียร์เลยสักกะนิด ทำไมถึงไม่บอกริทให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า คนที่มาตีสนิทแกล้งทำหน้าใสซื่อบริสุทธิ์คือตัวการ!! หรือว่า…กลัวว่าไอ้ริทจะไม่เชื่อยังงั้นเหรอ?



มันก็จริงอยู่ว่า พวกเราไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรม มีแต่หลักฐานที่เป็นนามธรรมอย่างพลังอ่านใจ ซึ่งถ้าเล่าให้คนอื่นฟัง ก็คงโดนหาว่าสติไม่เต็มหรือไม่ก็เป็นบ้า! แต่ว่า… นี่ไอ้คุณริทเตอร์นะ!



คนที่รักมึงหมดหัวใจไม่ใช่รึไง! แถมเป็น (ว่าที่) ผัว อีกตังหาก! ก็แค่พิสูจน์ให้ดูสักสองสามครั้ง อย่างอ่านใจมันว่าคิดอะไรอยู่ก็พอแล้วนี่! ไม่เชื่อก็ต้อง………



‘…………………’



ไม่ได้สิ… เนียร์ไม่สามารถอ่านใจริทได้ ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าอ่านใจคนอื่นได้… ต่อให้ผมมาพิสูจน์แทน ก็อาจจะโดนหาว่าเตี้ยมกันมาก่อน



‘โว้ยยย ยุ่งยากจริงงงง’



ผมขยี้หัวตัวเองไปมา ผมคิดไม่ตกกับเรื่องนี้ จนสงสัยว่าท่าทีของผมมันออกอาการชัดไปหน่อย



“มึงเป็นอะไรของมึงเนี่ย!”



เนียร์ที่นั่งตักข้าวใส่ปากตัวเองอยู่พูดขึ้นมา ด้วยท่าทางที่อารมณ์จะดูไม่ค่อยดีนัก โถ่! เมื่อกี้ยังเห็นสวีทกันอยู่เลย…



เป็นไบโพลาร์รึยังไง!!



“เปล่าๆๆ ไม่มีอะไรหรอก แค่กังวลว่า เอ่อ… เนียร์ จะทำยังไงในเมื่อไฟล์เรียนกับพวกสรุปต่างๆอยู่ในไอแพดที่โดนโขมยไปไม่ใช่เหรอ แหะๆ”



จริงๆผมรู้อยู่แล้วว่า เนียร์มีสำรองข้อมูลเอาไว้อยู่แล้ว ตอนนี้เนียร์ก็คงรู้แล้วว่าผมพูดโกหกและแน่นอนว่าระดับเนียร์ก็น่าจะรู้ได้ทันทีว่าผม หมายถึงเรื่องอะไร



“อ๋อ… ไม่เป็นไรหรอก แบ็คอัพไว้หมดแล้ว แล้วก็… ‘ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงหรอก’ ”



ทำไมผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อเนียร์บอกว่าไม่เป็นไรหรอก… มันบอกพร้อมสายตาเย็นเฉียบ… จริงอยู่ว่าปกติแล้วเนียร์เป็นคนมึนๆเบลอ แต่ถ้าโกรธมาแล้วต่อให้ต้องเลือดตกยางออกก็พร้อมลุย



อืมมม…… ยังไงก็อย่าไปต่อยอีกฝ่ายล่ะ ยังไงเขาก็เป็นผู้หญิงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เปล่าๆ (ถึงเหตุการณ์ที่เนียร์เจอมาก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆก็ตามเถอะ)



ผมได้แต่ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารที่อยู่ตรงหน้าของตัวเองไป ไว้ค่อยถามต่อละกัน! ว่าจะทำยังไง!



จนแล้วจนรอด ถึงแม้จะมีโอกาสอยู่สองต่อสองก็แล้ว จนพวกผมกลับมาหอตัวเองก็แล้ว ไอ้เพื่อนตัวดีของผมก็ยังไม่ยอมปริปากพูดสักที (จงใจป่ะเนี่ย!!)



“ตกลงมึงคิดจะทำยังไง?”



สุดท้ายผมเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม เพราะไอ้เนียร์ไม่ยอมพูดสักที



“หมายถึง…?”



“เรื่องมิ้นท์ไง”



“อ๋อ… ไม่ต้องห่วง กูมีแผนแล้ว…”



อา… มันทำผมขนลุกจริงๆด้วยล่ะ













[เนียร์]



ตอนนี้พวกผมอยู่ที่คณะวิศวะ สาเหตุที่ผมมาที่นี่ไม่ใช่เพราะว่ามาหาริทหรอก พวกผมมาเพื่อ ‘ดักรอ’ คนๆนึง



คนที่อยู่ข้างๆผมตอนนี้ดูกังวลและหงุดหงิดเล็กน้อยที่ผมไม่ยอมบอกแผนที่ผมคิดไว้สักที



แผนที่ผมวางไว้ก็ไม่ใช่แผนที่ซับซ้อนอะไรนักหรอก ก็แค่ทำให้ริทรู้ว่า คนนี้ไม่ได้หวังดี!! แน่นอนว่าถ้าบอกไปเลยตรงๆก็คงไม่เชื่อ หรือจะบอกว่าผมอ่านใจคนอื่นได้ก็คงโดนหาว่าบ้า ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการให้เจ้าตัวสารภาพออกมาเองจะดีที่สุด



“มึงนี่… โง่หรือโง่วะ!! ใครเขาจะเอ่ยปากสารภาพออกมาโต้งๆกันแบบนั้นก็ฟะ! แค่เห็นหน้าริทก็คงทำหน้าใสซื่อบ๊องแบ๊วบริสุทธิ์แล้วมั้ง!”



ไอ้ภามโวยวายใส่ผม ซึ่งก็ไม่แปลกจากที่ผมคิดไว้นัก มันต้องยังฟังไม่จบแล้วขัดผมขึ้นมาก่อนแน่… เฮ้ย วัยรุ่นใจร้อนชะมัด



“ไอ้ภามครับ… กรุณาฟังกูให้จบก่อนสิโว้ยยย”



สำหรับการบีบบังคับให้สารภาพออกมาตรงๆต่อหน้าริทนั้น มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือ…



“กูจะเข้าไปพูดคุยกับมิ้นท์สองต่อสอง หลอกล่อให้สารภาพ แล้วอัดเสียงไว้”



ถึงมันจะเป็นวิธีที่คลาสสิก แถมดูโง่ๆและเรียบง่ายไปนิด แต่สามารถใช้ได้ผลจริง!



“มันจะ… ได้ผลเหรอวะ??”



“ต้องได้สิ! อ่อ! กูขอยืมมือถือมึงก่อนนะ”



แน่นอนว่าผมยังไม่มีเวลาไปซื้อมือถือและไอแพดเครื่องใหม่ การที่ผมจะบันทึกเสียงได้ก็ต้องขอยืมมือถือของไอ้ภามไปก่อน



ไอ้ภามมันส่งมือถือให้ผมแบบมึนๆ โดยที่สายตาของมันยังเต็มไปด้วยความกังวล



“จะเวิร์คแน่นะ…?”



“คอยดูไปละกัน! นั่นไง! มาแล้ว! กูไปล่ะนะ”



มิ้นท์เดินออกมาและเดินมาทางพวกผม ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่เห็นผม



เอาวะ! เอาไงเอากัน!



 ผมต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปก่อน… ผมล้วงกระเป๋าหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอพลิเคชั่นบันทึกเสียงก่อนจะกดเปิดแล้วใส่ในกระเป๋ากางเกงของผมเอง



“มิ้นท์… เรามีเรื่องจะคุยด้วย ขอเวลานิดนึงได้ไหม”



“ได้สิ!”



มิ้นท์ลังเลอยู่ครู่นึงก่อนจะตอบตกลง และยิ้มให้ผม  ถึงแม้ว่าเธอจะมั่นใจว่าไม่มีหลักฐานสาวถึงตัวเธอแน่นอน แต่ผมสัมผัสได้ว่า แววตาของเธอดูหวั่นไหวเล็กๆ คงเป็นไปได้ว่าเธอจะพอรู้แล้วล่ะว่าผมจะคุยเรื่องอะไร



ดูเหมือนวิธีเข้าไปพูดตรงๆ แบบไม่ทันตั้งตัวจะได้ผลดีกว่าคิด!



พวกผมย้ายที่คุยจากบริเวณหน้าตึกคณะ เป็นบริเวณสวนข้างๆคณะวิศวะที่มีโต๊ะหินอ่อนสำหรับให้นักศึกษานั่งอ่านหนังสือกันได้



พอพวกผมนั่งกันเรียบร้อยแล้ว ผมเป็นฝ่ายพูดก่อน



“คือว่า…”



“อ๊ะ… แปปนึงนะ เพื่อนไลน์มาถามเรื่องงานน่ะ”



มิ้นท์ทำเป็นหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์อะไรสักอย่างประมาณสองสามประโยค ก่อนจะวางมือถือลงแล้วหันมาคุยกับผมต่อ



“แล้ว…? มีเรื่องอะไรจะคุยกับเราเหรอ”



เซนเซอร์จับโกหกของผมมันรับรู้ได้ว่า เมื่อกี้นี้เธอโกหก…




ผมไม่เข้าใจว่าเธอจะโกหกผมเรื่องอะไร และทำไปเพื่ออะไร? หรือว่า… แค่แกล้งๆพูดเพื่อลดความกระอักกระอ่วนของเธอลง เพราะดูเหมือนว่าเธอจะดูเกร็งๆกว่าปกติ ยังไงก็ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ผมต้องโฟกัสและมีสมาธิกับสิ่งที่ผมต้องการให้เธอพูดออกมาเอง เพื่อที่จะอัดเสียงไว้เป็นหลักฐานมัดตัว!



“มิ้นท์… เราขอพูดตรงๆเลยนะ…”



ผมนิ่งไปครู่นึง ก่อนจะพูดออกมา…



“เรารู้หมดแล้วนะว่า เธอคือคนที่สั่งให้สามคนนั้น… มาดักทำร้ายเรา”



ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบและท่าทีที่สงบเยือกเย็น โดนพูดตรงๆ แถมไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ไม่ว่าใครก็น่าจะมีปฏิกิริยาตกใจหรือหลุดปากออกมาได้ทำนองว่า ‘ทำไมถึงรู้?’ หรืออะไรแบบนี้



เป็นไปตามคาด… แววตาและสีหน้าของเธอดูประหลาดใจมาก



“เอ๊ะ… เดี๋ยวสิ ทำไมถึงกล่าวหาเราแบบนั้นล่ะ?”



“พอเถอะ เราไม่ได้ติดใจอะไรหรอก แถมไม่ได้จะเอาเรื่องด้วย เราแค่อยากมาเคลียร์ให้จบๆน่ะ”



“เนียร์… ถ้าเนียร์หมายถึงเรื่องที่บอกว่าเราเป็นสั่งให้คนมาทำร้ายเธอเนี่ย เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ ทำไมเราต้องไปทำอะไรแบบนั้นด้วย!”



น้ำเสียงของเธอเริ่มดูไม่พอใจที่บอกว่าผม ‘กล่าวหา’ เธอทั้งที่ไม่ใช่ความจริง ผมยอมรับ… ว่าก่อนที่จะมานั่งคุยกับเธอ ผมยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่า… ตอนนี้ผมรับรู้ได้ว่าเธอกำลัง ‘โกหก’ ผมซึ่งก็หมายความว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคือเธอจริงๆ…



“เรามีข้อมูลมากพอที่จะบอกได้ว่าเธอคือคนทำ… แต่เราไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก อดีตคืออดีตไปแล้ว! เราแค่อยากเป็น ‘เพื่อน’ ที่ดีกับเธอแค่นั้นเอง”



ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ต้องฝืนพูดคำว่า ‘อยากเป็นเพื่อนกับเธอ’



“เนียร์… พอแค่นี้เถอะ”



มิ้นท์พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดก่อนจะลุกขึ้นและกำลังจะเดินจากไป…



แย่แล้ว! แบบนี้มันไม่ได้อะไรเลย แถมยังเป็นการบอกอีกฝ่ายให้รู้ตัวด้วยว่า ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว! ในเมื่อพูดดีๆหลอกล่อไม่ได้ผล… งั้นก็ต้อง…



ยั่วโมโห!



“คิดจริงๆเหรอว่า ทำแบบนี้แล้ว… เราจะถอดใจเรื่องริทน่ะ… ต่อให้ต้องโดนทำร้ายหรือขู่ยังไงก็ตาม เราไม่มีวันยอมหรอกนะ!”



มิ้นท์ที่เดินหันหนีผมไปแล้ว ชะงักลง… แต่ไม่ได้หันกลับมา



“หรือคิดว่า… ยังมีโอกาสที่ริทจะกลับมาสนใจเธองั้นเหรอ?”



พูดแรงชิบหาX!! เป็นผมคงจุกจนพูดอะไรไม่ออกแล้วมั้ง… แต่ดูเหมือนว่าแผนยั่วโมโหจะได้ผล เธอหันกลับมาพร้อมพูดในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด ด้วยสีหน้า… ที่จริงใจ…



“บอกแล้วไง… ริทเป็นของเธอ เราเป็นแค่เพื่อนของริทเท่านั้น ถ้าเธอชอบริทจริงๆ เราว่าพอแค่นี้เถอะ ริทคงไม่อยากเห็นพวกเราทะเลาะกัน”



“……!!”



ทำไม… ทำไมถึงไม่เผลอหลุดอะไรออกมาเลย… แน่นอนว่าคำพูดที่เธอพูดออกมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโกหก ไม่มีความจริงใจเลยสักนิด… ทำไมถึงยังสร้างภาพได้ดีขนาดนี้



ผมค่อยๆรวบรวมสติ แล้วมองมิ้นท์เงียบๆโดยที่ไม่พูดอะไร… จนเสียงของเธอค่อยๆดังก้องขึ้นมาในหัว



‘นึกว่าโง่มากรึไง? คงใช้มือถืออัดเสียงหลอกให้สารภาพล่ะสิ โทษทีนะ… กูไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร!’



‘กูไม่รู้หรอกนะ ว่ามึงไปรู้มาจากไหน? แต่รอบหน้าไม่ใช่แค่เจ็บตัวแน่!’



มันทำให้ผมรู้ถึงความจริงอีกข้อที่ว่า… คนๆนี้ร้ายกาจกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ คาดเดาการกระทำของผมได้ แถมยังรับมือผมด้วยท่าทางและการแสดงออกที่เป็นมิตรและจริงใจมาก ตรงกันข้ามกับจิตใจของเธอโดยสิ้นเชิง



“นังงูพิษเอ๋ย…”



ผมพึมพำ ส่ายหน้าอย่างยอมแพ้ รอบนี้ผมพลาดเอง… ผมคงต้องถอยไปตั้งหลักใหม่แล้วล่ะ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ปล่อยผมไปง่ายๆ



“เนียร์…”



หลังจากที่เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานตามสไตล์ผู้หญิง (ที่แกล้งใสซื่อ!) สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างเห็นไปชัด… หน้าเหมือนนางมารร้ายในละครหลังข่าวยังไงยังงั้น



มิ้นท์พูดโดยไม่ออกเสียง จงใจให้ผมอ่านปากเธอเอาเอง



‘ไอ้โง่เอ๋ย… ริทเตอร์เป็นของกู… รอบหน้ากูเอามึงตายแน่…’



ความอดทนของผมถึงขีดสุดแล้ว…!



“มึง… กูไม่แจ้งความก็ดีเท่าไรแล้ว!”



ผมชี้หน้าด่าเธอ ต่อให้เป็นผู้หญิงก็เหอะ แต่แบบนี้ผมทนไม่ไหวจริงๆ!!



เหอะ… ตอนนี้ทำมาเป็นกลัวผมตวาดใส่ ทำหน้าใสซื่อตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว! ถึงผมจะคิดแบบนั้น แต่ว่ามัน ‘ทัน’ สำหรับอีกคนหนึ่ง…



“เนียร์! ใจเย็นๆก่อนสิ ทำไมอยู่ๆไปตวาดใส่มิ้นท์แบบนั้น!”



เสียงที่ผมคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังผม…



ริทเตอร์………



ทำไมกัน…!?



สายตาของริทดูตกใจ แปลกใจ และแอบผิดหวังในตัวผมเล็กๆ ผมพลาดแล้ว… พลาดมาก ไม่นึกว่าอีกฝ่ายก็วางแผนไว้เหมือนกัน จงใจให้ผมหงุดหงิดจนโวยวายใส่เธอที่ดู ‘เป็นคนดี’ ในสายตาของริทเตอร์



“คะ… คือว่า…”



“เนียร์คิดว่าเราเป็นทำร้ายเขาน่ะ…” มิ้นท์พูดด้วยน้ำเสียงเล็กๆ แฝงด้วยเสียใจ แววตาเหมือนอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากริท



ริทเตอร์นิ่งไปครู่นึง ก่อนหันจะสบตาผมแล้วหันไปถามมิ้นท์ต่อทันที



“แล้วมันเป็นความจริงเหรอ?”



“เราจะทำแบบนั้นไปทำไม?”



“………”



ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าผมพูดอะไรไม่ถูกแทน จะให้ผมอธิบายตรงๆก็ได้ แบบนี้จะกลายเป็นผมใส่ร้ายเธอเต็มๆ ริทเองก็คงไม่ชอบใจนักที่อยู่ดีๆ ผมไปว่าร้ายเพื่อนสนิทของเขา ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ



“ทำไมเนียร์ถึงคิดแบบนั้นล่ะ มีหลักฐานรึเปล่า?”



เขาเองก็ดูสับสนไม่น้อย เพราะเขาเองก็แคร์และเป็นห่วงผม แต่ก็คิดว่ามิ้นท์เป็นคนดีที่ใสซื่อเช่นกัน แน่นอนว่า ผมไม่มี ‘หลักฐาน’ ที่เป็นรูปธรรมหรอก จึงได้แต่นิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี



“ไม่เป็นไรหรอก เนียร์คงเข้าใจผิดไปน่ะ” มิ้นท์พูดเสริม



ริทเตอร์ได้ยินแล้วส่ายหน้าเบาๆ ไม่รู้ว่าส่ายหน้าให้กับผมหรือเธอกันแน่ แต่คงเดาไม่ได้ยากหรอก



ขอร้องล่ะ



อย่าทำหน้าแบบนั้นใส่ผมเลย…





[ภาม]



ผมรู้สึกว่า แผนของไอ้เนียร์ที่คิดไว้มันดูโง่ๆ ไปหน่อย ไม่รู้ว่ามันดูหนังหรือละครมากไปหรือเปล่า? แต่เพื่อนผมก็ดูมั่นใจกับแผนบังคับให้สารภาพกลายๆของมันมาก ผมจึงไม่อยากขัดอะไรมัน



แม้ว่าแผนนี้จะไม่สำเร็จ ก็ค่อยว่ากันใหม่อีกทีก็ได้ ถึงมันจะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าพวกผมสงสัยเขาก็ตามเถอะ อย่างน้อยๆก็ทำให้มิ้นท์ฉุกคิดได้ว่าไม่ควรทำอะไรโง่ๆ กับพวกผมที่ระแวดระวังตัวมากขึ้นอีกแล้ว



ทั้งที่เป็นแบบนั้น…



ทำไมไอ้ริทเตอร์ถึงโผล่มาตอนนี้เนี่ย!!!



‘โว้ยยยยยย’



ผมที่กำลังแอบดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ รู้สึกปวดท้องขึ้นมาทันทีเลย สถานการณ์ตรงหน้านี้มันอะไร!! ไอ้เนียร์ยิ่งอธิบายไม่เก่งอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ มันจะกลายเป็นว่ามันกำลังว่าร้ายมิ้นท์อยู่ เธอกำลังพูดอะไรบางอย่างกับริทอยู่



พลาดแล้ว พลาดมากๆ…



แถมดูเหมือนว่าไอ้ริทจะเชื่อไปทางมิ้นท์ เพื่อนของเขามากกว่าอีกด้วย ผมควรจะเข้าไปตอนนี้เลยดีไหมนะ? หรือว่าควรจะรอดูท่าทีอีกนิดนึง



ระหว่างที่ผมกำลังลังเลอยู่นั่นเอง ผมเห็นสีหน้าของเพื่อนผมที่เหมือนอยากจะร้องไห้ออกมา



ช่างแม่Xแล้ว!!



“ไอ้เนียร์!”



ผมรีบแจ้นไปหาเพื่อนสนิทของผม อีกฝ่ายดูสับสนและไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อดี ส่วนไอ้ริทก็ยิ่งดูมึนงงหนักเข้าไปอีก แต่ผู้หญิงข้างๆเขาเหมือนจะรู้อยู่แล้ว แค่มองแรงเล็กน้อยเท่านั้น



“ตกลงว่ามันยังไงกัน…” สุดท้ายคนที่เอ่ยออกมากลางคนแรกคือ ไอ้ริท เหมือนมันเองก็ดูคาดหวังคำอธิบายจากผมด้วยเช่นกัน ทางที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้คือถอยก่อนดีกว่ามั้ง



“เอ่อ… ก็ไม่ยังไงทั้งนั้นแหละ กูกลับล่ะนะ” ผมรีบดึงตัวไอ้เนียร์ถอยห่าง



“เดี๋ยวดิ! ไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ!?”



“มึงก็เลือกเอาละกันว่าจะเชื่อไอ้เนียร์หรือมิ้นท์” แย่แล้ว… เผลอพูดแบบนี้ออกไป จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจรึเปล่านะ?



“ตกลงเชื่อว่าเราเป็นคนทำจริงๆน่ะเหรอ…?” มิ้นท์เอ่ยเบาๆ หน้าตาเศร้าศร้อย หลอกผมไม่ได้หรอก!



“มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนได้ไหม!”



แต่เหมือนจะหลอกไอ้ริทได้…



“กูขอโทษ…”



ไอ้เนียร์ที่นิ่งเงียบอยู่พูดขึ้นมา ตอนพูด มันไม่ได้สบตาใครทั้งนั้น แม้แต่ผมเอง ทำให้ผมไม่รู้ว่ามันคิดอะไรกันแน่ ก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปทันที



“ไอ้เนียร์! รอกูด้วย!”


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 15 | Truth me…
«ตอบ #34 เมื่อ15-08-2020 11:10:30 »

ผมรีบวิ่งตามมาถึงเก้าอี้หินอ่อนแห่งนึง ไอ้เนียร์มันนั่งก้มหน้าอยู่ คราวนี้ผมก็พอดูออกว่ามันเสียใจแค่ไหน คงจะเสียใจไม่น้อยทีเดียวที่ไอ้ริทเชื่ออีกฝ่ายมากกว่ามัน



“มึง…”



ผมเดินเข้าไปใกล้ แต่นึกคำพูดดีๆไม่ออกเลย จึงได้แค่นั่งลงข้างๆก่อนจะตบบ่าเพื่อนที่กำลังเศร้าเบาๆ



“ไม่เป็นไรนะมึง กูคิดว่าเดี๋ยวไอ้ริทก็เชื่อมึง!!”



“จะเชื่อลงได้ยังไงล่ะ… เห็นสีหน้าของริทเมื่อกี้ไหม?”



“………”



กลายเป็นผมที่ไปต่อไม่ถูกเสียเอง ก็ถูกของไอ้เนียร์มันนะ แต่ว่า…



“เออน่า!! เชื่อกูเหอะ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น กูไม่เชื่อหรอกว่าคนที่ตามจีบมึงตั้งนานจะเทมึงด้วยเรื่องแค่นี้”



ไอ้เนียร์มองหน้าผมแวบนึงก่อนจะหัวเราะเบาๆ



“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีสิ…”



เอาน่ะ! อย่างน้อยเพื่อนผมก็ยิ้มออกแล้ว



“งั้นเดี๋ยวกูไปซื้อน้ำให้มึงก่อนนะ!!”



ผมลุกขึ้นไปหาร้านเครื่องดื่มให้เพื่อนผมเย็นใจลงกว่านี้อีกนิดหน่อยดีกว่า เนื่องจากผมไม่ชินทางในละแวกคณะนี้เท่าไร จึงใช้เวลาเดินวนหาสักพัก ในที่สุดก็เจอร้านน้ำที่หา



“ขอโกโก้ปั่นแก้วนึง กับชานมแก้วนึงครับ” ผมสั่งเครื่องดื่มของโปรดไอ้เนียร์ รวมทั้งสั่งของตัวเองเรียบร้อย ระหว่างที่ยืนรอ ผมก็เจอเขาอีกรอบจนได้



“มึงยังไม่กลับอีกเหรอ…”?



“เนียร์ล่ะ…” ไอ้ริทเตอร์ดูหอบเหนื่อยแปลกๆ แถมเสื้อผ้าก็ดูเปียกเหงื่อนิดๆอีกด้วย หรือว่าหลังจากตอนนั้น เขาก็วิ่งตามหาพวกผมกันหรือไงนะ?



“นั่งรออยู่อีกที่ กูมาซื้อน้ำ…”



“ตกลงเนียร์กับมึง… เชื่อว่ามิ้นท์เป็นคนทำงั้นเหรอ?” อีกฝ่ายยังคงสับสนไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น สาเหตุที่เขาตามหาพวกผมนี่เป็นเพราะต้องการคำตอบเรื่องนี้แค่นั้นเหรอ?



“เออสิ! ไม่ใช่คนลงมือโดยตรงหรอก แต่สั่งให้ไอ้พวกนั้นมาจัดการเนียร์ พวกกูมีหลักฐาน แต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปยอมรับได้ละกัน”



“……?”



“กูถามมึงหน่อยเหอะ! มึงไม่เชื่อเนียร์เหรอ?”



“เชื่อสิ! เชื่อ… แต่ว่า…”



อีกฝ่ายตอบทันควัน ก่อนจะอึกอักไป



“แต่กูไม่คิดว่ามิ้นท์จะเป็นคนแบบนั้น กูรู้จักเธอมาตั้งแต่สมัยเรียนมอปลายด้วยกันเชียวนะ” ดูเหมือนว่าไอ้ริทอยากจะเชื่อเนียร์แต่ว่าก็ยังเชื่อมิ้นท์อยู่ลึกๆ



“มึงไม่เคยเรียนวรรณคดีรึไงวะ?”



“วรรณคดี?” อีกฝ่ายดูงงเป็นไก่ตาแตกไปแล้ว คงไม่นึกว่าเรื่องนี้มันจะเกี่ยวอะไรกับวรรณคดีไทยที่เคยเรียนสมัยประถมหรือมัธยมหรอก เหอๆ



“ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”



“ห้ะ…?”



“ก็จะสื่อว่าอย่าเพิ่งเชื่อใจใครง่ายๆไง รู้หน้าไม่รู้ใจ ทำนองนี้มั้ง!” ผมฉีกยิ้ม เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าผมตีความถูกหรือไม่นะ แต่ว่าคิดว่าน่าจะประมาณนี้แหละ



ไอ้ริทฟังแล้วดูยังงงๆ แต่ก็พอเข้าใจมากขึ้นละมั้ง ก่อนจะเอ่ยถามผมขึ้นมาว่า



“แล้วกูควรจะทำยังไงดี?”



ผมยักไหล่



“กูถามมึงไปแล้ว… ว่ามึงจะเลือกเชื่อใครระหว่างเนียร์กับมิ้นท์ เลือกดีๆก็แล้วกัน”












[เนียร์]


ผมลืมตาตื่นในตอนเช้า แต่กลับรู้สึกไม่ค่อยเต็มอิ่มเสียเท่าไร อาจจะเป็นเพราะผมนอนไม่ค่อยหลับด้วยมั้ง จากเหตุการณ์เมื่อวาน



มันทำให้ผมเกิดความคิดขึ้นมาในหัวอย่างนึง…



หรือจริงๆแล้ว… ริทเตอร์จะชอบมิ้นท์จริงๆกันนะ ถึงไม่เชื่อผม ไม่สิ… ผมน่าจะคิดมากไปเอง เขาแค่น่าจะยังสับสนและไม่เชื่อว่าเพื่อนสนิทของเขาจะเป็นคนทำร้ายคนที่เขาชอบอย่างผมหรอก


ผมพยายามคิดแบบนั้นนะ…



แต่ว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อคืนไม่มีข้อความจากริทเตอร์หรือการโทรหาผมเลยสักนิด ทั้งๆที่ปกติจะไลน์คุยกันตลอดแท้ๆเลย ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ผมควรจะบอกเขาไปตรงๆเลยดีไหมนะ



เรื่อง… พลังของผม…



“เฮ้อ……”



ความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นในใจของผมอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ความรู้สึกเศร้าและเจ็บปวดเหมือนกับตอนที่ผมบังเอิญเจอริทกับมิ้นท์ที่ห้างตอนนั้น แต่ว่าครั้งนี้รู้สึกจุกแปลกๆ



สายตาที่ริทเตอร์มองผมแบบผิดหวังบวกกับลังเลในตัวผมเมื่อวาน มันยังคงติดตาผมอยู่



เอาเถอะ… เดี๋ยวไปปรึกษาไอ้ภามก็แล้วกัน ว่าผมควรจะบอกความลับนี้กับเขาตรงๆไปเลยไหม



‘ก๊อกๆๆ’



ใครกันนะ…? ตั้งแต่เช้าตรู่เลย



ผมเดินไปเดินประตูก่อนจะเจอคนที่ผมกำลังคิดถึงอยู่



“ริท…!!”



อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้าง แต่ทำไมผมรู้สึกถึงความเศร้าเล็กๆที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มนี้กัน



“เนียร์… ขอเข้าไปได้ไหม”



“อื้อ…”



ริทเดินเข้ามาตามหลังผมก่อนจะโอบกอดผมจากด้านหลังทันที



“ขอโทษนะ… ที่เมื่อวาน เราไม่เชื่อเนียร์น่ะ”



“ยอมเชื่อแล้วเหรอ?” ผมประหลาดใจ ทำไมถึงเปลี่ยนท่าทีขนาดนี้ หรือว่าไอ้ภามมันไปพูดอะไรไว้กันนะ



“อื้อ…”



“แล้วทำไมถึงเชื่อล่ะ?”



“เรื่องมันยาวน่ะ แต่ว่าไม่ต้องห่วงนะ เนียร์จะไม่เป็นไรอีกแล้ว มิ้นท์จะไม่มาเจอพวกเราอีกแล้วล่ะ”



“ขนาดนั้นเลย?”



“อื้อ… ขนาดนั้นแหละ”



ความคิดผมยังตามไม่ค่อยทันเท่าไรนัก ทำไมถึงยอมกลับมาเชื่อใจผม ยอมทิ้งเพื่อนสนิทของเขา ยอมผมถึงขนาดนี้ ถึงผมจะยอมรับว่าผมรู้สึกดีใจที่ไม่มีมิ้นท์มาคอยทำให้ผมอึดอัดใจเวลาพวกเขาอยู่ใกล้ๆกันอีกแล้ว แต่ก็รู้สึกผิดกับเธอเล็กๆอยู่ดี



ไม่สิ! เธอร้ายขนาดนั้น ผมจะสงสารเธอไปทำไมกัน



“แบบนี้ โอเครึยัง?”



“เออๆ โอเคก็โอเค โอ๊ย!! พอแล้วๆ” ผมยิ้มเล็กๆ ก่อนจะดิ้นพล่านในอ้อมกอดของริท เพราะเขาหอมซอกคอผมฟอดนึง จนผมรู้สึกจั๊กจี้ไปหมด



ตอนนี้…



ผมรู้สึกอบอุ่นใจมากๆ ที่รู้สึกว่าอย่างน้อยๆ ผมก็มีเขาเคียงข้าง…







#TruthMe… #IHateHer!
********************************




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 15
«ตอบ #35 เมื่อ15-08-2020 12:26:49 »

 :z13:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 16 | R N and our feeling
«ตอบ #36 เมื่อ23-08-2020 12:08:25 »

ตอนที่ 16

R N and our feeling






หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับริทเตอร์กำลังไปได้ด้วยดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนมิ้นท์เองก็หายตัวไปเลยหลังจากวันนั้น… ถึงปัญหาในชีวิตของผมจะจบไปแล้วเรื่องนึงแต่ตอนนี้ผมกับพบปัญหาที่ดูวุ่นวายยิ่งกว่า



“โอ้ยยยยย เหลืออีกตั้งสองวิชา ฮือ…”



ผมฟุบตัวลงกับโต๊ะ คร่ำครวญถึงสัปดาห์แห่งการสอบกลางภาคสุดหรรษา (?) ที่ผม ไม่สิ พวกผมเผชิญอยู่



“ถ้าว่างบ่นมาก ก็ขยับมือ ขยับสมองบ้าง”



ไอ้ภามหันมาถอนหายใจใส่ผม โถ่ บ่นนิดบ่นหน่อยก็ไม่ได้ ก็มันเบื่ออ่ะ วันๆเอาแต่อ่านหนังสือ ไม่ได้ไปเที่ยวสักที! ผมบ่นกระแปดกระแปดในใจ



แต่ผมขี้เกียจเถียงกับมันต่อ ไม่งั้นเถียงกันยาวจนถึงเที่ยงคืนแน่ ผมจึงได้แต่ทำหน้ามุ่ยพยักหน้า ก้มลงอ่านหนังสือต่อ



ผมอ่านไปไม่ถึงสามบรรทัดดี ผมรู้สึกเหมือนไอ้ภามยังมองผมอยู่ ใช่… มันกำลังยิ้มกรุ้มกริ่มใส่ผมอยู่ เดี๋ยวนะ… ไอ้ภามมันจะยิ้มแบบนี้ในตอนที่มันชอบแซวผมเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงนี้… ระหว่างมองผมกับริทเตอร์สวีท เอ้ย! คุยกัน



“ฮายย~”



สองมือของเจ้าของเสียงแปะลงบนบ่าของผมจากทางด้านหลัง ทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง



“ชู่! ทำอะไรเนี่ย! ที่นี่ห้องสมุดนะ!”



“โทษทีๆ ก็เห็นหน้าเนียร์แล้วอดใจแกล้งไม่ได้อ่ะ ก็น่ารักน่าแกล้งขนาดนี้~” ริทยิ้มให้ผมพลางบีบแก้มผมไปพลาง



“พอแล้ว! ช้ำหมดแล้วเนี่ย…” ผมปัดมือออก ทำไมถึงชอบยุ่งกับแก้มผมจังนะ…



ส่วนคนข้างๆผมก็ดูพวกผมคุยกันอย่างหน้าชื่นตาบาน (ยังไม่ชินอีกเหรอ…)



“วันนี้เนียร์ว่างไหม?”



“มีอะไรเหรอ?”



“เอาน่า~ แค่ตอบว่าว่างหรือไม่ว่างเอง”



ผมมองริทที่ดูกระปรี้กระเปร่าแปลกๆ ตั้งแต่เมื้อกี้แล้ว… แต่ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเขาคิดจะทำอะไร?



“ก็…ว่างแหละ แต่ไม่ไปเที่ยวไหนไกลนะ ยังสอบไม่เสร็จเลยอ่ะ”



“อื้อๆ แถวๆนี้แหละ~”



อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างพอใจ คำตอบจากคนตรงหน้าผมยิ่งทำให้ไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีก แถวนี้มีอะไรให้เดินเที่ยวด้วยเหรอ!? หรือจะหลอกผมให้ไปนอนที่หอของริทอีก ไปที่ไรโดนแกล้งตอนนอนทุกทีเลย…



“งั้น ป่ะ! เก็บของ”



“ห้ะ ตอนนี้เลยเหรอ!?”



“อื้อ! ตอนนี้”



ริทเตอร์ตอบผม พร้อมกับเริ่มเก็บของของผมที่กระจัดกระจายบนโต๊ะทั้งหนังสือ ทั้งชีทเรียน เครื่องเขียนต่างๆ รวมทั้งไอแพดที่ผมเพิ่งซื้อมาใหม่ๆเลย กว่าผมจะตั้งสติและตั้งตัวทัน เขาก็เก็บของใส่กระเป๋าของผมเรียบร้อยแล้ว…



“ยังนั่งงงอะไรอีก”



“เอ๊ะ… เอ่อ…”



“หรือต้องให้อุ้มไป~”



“ดะ… เดินเอง! เดินเองได้!”



ผมลุกพรวดจากเก้าอี้แทบไม่ทัน เอ้อ… ผมเกือบลืมลาไอ้ภามแน่ะ เดี๋ยวมันงอนผมอีก แต่เมื่อผมหันไปหามัน…



ไอ้ภามกำลังเกาแขนตัวเองไปมา



‘ทำบ้าอะไรของมันฟะ…’



“คัน คันจังเลย~ หวานจนมดกัดกูหมดแล้วเนี่ย~”



“สัX…”










เมื่อได้ออกมาข้างนอกหอสมุด ทำให้ผมเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า ตะวันลับขอบฟ้าไปตั้งนานแล้ว ผมจดจ่อกับการอ่านหนังสือได้นานเหมือนกันนะเนี่ย ไม่สิ… มองอีกมุมก็คือตั้งนานแล้ว อ่านได้แค่นี้เอง!!



“มืดแล้วเหรอเนี่ย…” ผมพึมพำกับตัวเอง



ริทเตอร์พาผมเดินไปตามทางเดินโควเวอร์เวย์ของมหาลัย ซึ่งพวกผมเดินเลยลานจอดรถที่เขาชอบจอดรถจักรยานยนต์ของตนเองมาสักพักแล้ว



นี่เขาคิดจะพาผมไปที่ไหนเนี่ย?


   
ระหว่างทาง แทบไม่มีบทสนทนาระหว่างพวกผมสองคนเลย ทั้งที่ปกติคุณชายเจ้าเล่ห์คนนี้ออกจะคุยเก่งแท้ๆ แต่เหมือนวันนี้ เขาออกจะดู… เกร็งๆ เหรอ?



ไม่น่ามั้ง…



“เอาล่ะ ถึงแล้ว”



ผมกวาดตามองรอบๆ ที่นี่มันเหมือนเป็นสวนอุทยานหรืออะไรสักอย่างที่มีสระน้ำตรงกลางด้วย ประกอบกับแสงจากเสาไฟทำให้สภาพโดยรอบไม่มืดเกินไป กลับกัน… ยิ่งทำให้บรรยากาศบริเวณนี้ดูสวยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กลางวันที่มีแสงจากดวงอาทิตย์คงไม่สวยขนาดนี้แน่



ในมหาลัยมีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย…?



ริทพาผมไปบริเวณเก้าอี้นั่งสำหรับสองคนตัวนึง ก่อนจะผายมือเป็นการบอกให้ผมนั่งลงตรงนี้ เมื่อผมนั่งลงแล้วเขาถึงนั่งตามผม…



“ดูสิ…”



ผมมองตามสายตาของอีกฝ่าย



มุมจากเก้าอี้นั่งตัวนี้ สามารถมองเห็นได้ทั้งสระน้ำยามค่ำคืนที่มีแสงสะท้อนจากเสาไฟในสวนนี้ ต้นไม้โดยรอบ และเสาไฟแบบโบราณที่เป็นส่วนที่ทำให้สวนยามค่ำคืนสวยขนาดนี้…



“สวยไหม…”



ผมพยักหน้าเบาๆแทนคำตอบ



“ในมอที่มีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย”

“วันก่อน ขับมอไซฯผ่านแล้วบังเอิญเจอน่ะ กลางวันไม่อลังการขนาดนี้หรอกนะ เป็นเหมือนสวนธรรมดาเท่านั้นแหละ”



ผมค่อยๆหันไปมองริท เขายังคงมองวิวข้างหน้าอยู่ เหมือนกับยังไม่รู้ว่าผมกำลังมองอยู่… ทำไมวันนี้… คุณชายคนนี้ไม่ได้ดูขี้แกล้งหรือเจ้าเล่ห์แบบทุกที แต่กลับ… ดูหล่อจัง…



‘ตึก ตึก ตึก ตึก’



ผมรับรู้ได้ว่าหัวใจของผมเต้นแรงขึ้น และแรงขึ้น…



ทำไมริทถึงพามาที่นี่… บรรยากาศแบบนี้… หรือว่า… จะเป็นอย่างที่ผมกำลังคิด…



“เนียร์…”



ริทหันมาหาผมที่กำลังมองหน้าของเขาอยู่



“เป็นแฟนกันนะ…”



คำพูดเบาๆ แต่หนักแน่นด้วยความตั้งใจจริง



ผมนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะ…



“อื้อ…”



ทันทีที่ผมตกลง ริทเตอร์ก็เข้ามาใช้ริมฝีปากบดปากของผมทันที…



ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร แต่จูบในครั้งนี้ ผมสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ จนเราทั้งสองผละตัวออกจากกัน



“อ่ะ ของขวัญที่ระลึก”



ริทยื่นสร้อยข้อมือสีดำที่ประดับด้วยเส้นโลหะสีเงินไขว้ไปมา พร้อมตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวนึง ผมรับมาก่อนจะค่อยๆสำรวจสร้อยเส้นนี้



“R…”



ผมพึมพำ



“ทำไมต้อง R ด้วยล่ะ?”



ผมหันไปถามด้วยความสงสัย พร้าอมกับเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังโชว์สร้อยข้อมือลักษณะเดียวกันที่ข้อมือซ้าย และตัวอักษรคือ ‘N’



“คิดว่าไงล่ะ?”



“จะบอกว่า N มาจาก Near ส่วน R มาจาก Ritter งั้นเหรอ?”



“อื้อ… เป็นไง?” เจ้าตัวพยักหน้ารับ



“เชยน่ะสิ!”



“โหว่ น่ารักออก”



ริทเตอร์ดูเสียใจเล็กน้อยที่ผมดูไม่ถูกใจเท่าไรนัก



“อ่ะ……”



ผมยืนมือซ้ายให้ริท อีกฝ่ายดูงงๆ ยังไม่เข้าใจที่ผมจะสื่อ



“ใส่ให้หน่อยสิ”



ถึงริทจะดูอึ้งๆ แต่เปลี่ยนกับฉีกยิ้มในทันที



“คร้าบบ ได้เลยคร้าบ คุณแฟน…”



เขาค่อยๆใส่สร้อยข้อมือให้ผมอย่างถนุถนอม



“ทำไมชอบทำตัวน่ารักจัง…”



“พอเลยๆ”



“คืนนี้ไปนอนด้วยนะ”



“ห้ะ เดี๋ยวก่อน!”



“ไม่ได้เหรอ?”



ริททำหน้าหื่นใส่ผม นี่กำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย?



“พอเลย ไปหื่นไกลๆ”



ริทเตอร์หัวเราะให้ผม ก่อนขยี้หัวผมไปมา



“รู้ไหม? ว่าทำไมต้องวันนี้”



“เอ๊ะ?”



“หมายถึงว่าทำไมเราต้องชวนมาวันนี้น่ะ”



“ไม่รู้สิ ฤกษ์งามยามดีมั้ง?”



“โห ไม่พยายามคิดเลยนะ”



“ไม่รู้!!”



“วันนี้วันที่เท่าไร?”



“เอ่อ… วันที่ 4 ตุลา แล้วไงอ่ะ?” ผมหยิบมือถือมาดูวันที่ก่อนจะตอบออกมา



“ไม่ใบ้แล้ว ไม่รู้แหละ ถ้าคิดไม่ออกภายในวันนี้…”



คุณชายเจ้าเล่ห์ค่อยๆเขยิบมากระซิบข้างหูผม



“ต้องโดนนะ…”



ผมเหวอไปแล้ว โดนอะไรวะ… ถึงผมจะเดาได้ไม่ยากนัก แต่ทำไมผมรู้สึกว่าริทเตอร์ดูหื่นขึ้นมาทันทีที่เป็นแฟนกัน?









หลังจากที่พวกผมกลับมาที่ลานจอดรถของห้องสมุดเพื่อมาเอามอไซฯ ที่ริทจอดทิ้งไว้ ก่อนจะขับพาผมไปส่งถึงหน้าหอ



ผมค่อยๆลงจากรถ ก่อนจะหันมาพูดกับริทว่า…



“วันนี้ขอบคุณนะที่ส่ง แล้วก็… สำหรับอันนี้ด้วย” ผมโชว์สร้อยข้อมือที่เขาใส่ผมตอนนั้น



“คร้าบๆ ฝันดีนะคร้าบ คุณแฟน”



“อะ… อืม ฝันดีนะ” ผมพูดตะกุกตะกักก่อนจะรีบหันเดินหนีไปเลย… ปล่อยให้อีกฝ่ายขำคนเดียวอยู่ตรงนั้น



ทันทีที่ผมปิดประตูห้องลง ผมยืนพิงประตูห้อง แล้วสำรวจสร้อยข้อมือสีเงินอีกครั้งหนึ่ง จริงๆแล้วผมถูกใจมากทีเดียวเลยล่ะ ผมก็นิสัยคล้ายๆกับพี่ไนท์นั่นแหละ ปกติจะไม่ชอบเครื่องประดับอะไรพวกนี้ นานๆทีจะเจออันที่ถูกใจสักครั้งหนึ่ง เหมือนกับว่า ริทเตอร์รู้ใจของผมยังไงอย่างงั้น



ผมยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว ก่อนจะเข้าห้องอาบน้ำไป



‘ครืด~’



ผมที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังเช็ดผมตัวเองอยู่นั้น เดินไปหยิบโทรศัพท์ตัวเองที่มีแจ้งเตือนจากไลน์ ดูเหมือนว่าไอ้ภามจะไลน์มา




ภ่าม ภาม ภ้ามมมม
เป็นไงมึง
หายไปเลยนะ
ไปกินตับกันมาใช่มะ
55555




NearU
ไอ้สัX
มึงจะบ้าเหรอ
ก็แค่ไปเดินเล่นกัน




ภ่าม ภาม ภ้ามมมม
เออๆ
ตอบไวแบบนี้ คงเรียบร้อยแล้วใช่มะ
ยังไงก็เพลาๆหน่อยละกัน
ยังสอบมิดเทอมไม่เสร็จนะจ๊ะ
อิอิ




NearU
ฟวX!!



   
ผมล่ะเหนื่อยใจกับเพื่อนสนิทของผม ชอบคิดสิบแปดบวกตลอด นิสัยชอบแซวแบบนี้เป็นมาตั้งแต่สมัยก่อน แก้ไม่หายจริงๆ



“เฮ้อ…”



ผมตากผ้าเช็ดตัวเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเล่นมือถือเป็นกิจวัตรประจำวันก่อนนอน ผมไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผม…



‘แชะ’



ถ่ายรูปสร้อยข้อมือสีดำพาดด้วยโลหะสีเงิน ลงสตอรี่ในอินตราแกรมตัวเอง แน่นอนว่าเห็นรูปตัวอักษร R ชัดเจน ซึ่งร้อยวันพันปีผมจะลงสตอรี่สักครั้งหนึ่ง คงทำให้เพื่อนๆที่ติดตามผมคงประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว สำหรับคนที่สนิทกับผมคงรู้ดีว่า… ใครเป็นคนให้ผมมา…



“อื้ดดดดด อื้ดดดดดด~~~”



มีคนโทรมา ถึงไม่ต้องดูหน้าจอว่าใครโทรมา ผมก็พอเดาได้ว่า… ไอ้ภาม



“ไอ้สาสสสสสสสสสสส ไหนบอกว่าแค่เดินเล่นไง แบบนี้… แสดงว่า…!!!!”



“เสือX”



“โถ่ เพื่อนร้ากกกก นี่เพื่อนไง”



“เออๆ อย่างที่มึงเดานั้นแหละ ริทให้กูมา”



“ว้าวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ไอ้ภามจงใจลากเสียงยาว ตั้งใจจะกวนผม



“แล้วก็… ขอกูเป็นแฟนน่ะ…”



“ไอ๊หยะ!! เพื่อนกูไม่ขึ้นคานแล้วโว้ยยยย”



“เว่อร์ไปๆ มึงนั่นแหละ รีบๆจีบพี่ไนท์ให้ติดเลยนะ”



“เอ๊อะ……… กู…กูไปละ บาย”



“เดี๋ยว ไอ้สัส อย่าเพิ่งหนี!!”



‘ตู๊ดๆๆ’



ตัดสายไปแล้ว… พอเป็นเรื่องตัวเองล่ะก็หนีเลยนะ ผมอดขำในใจไม่ได้



“อื้ดดดดด~~”



สุดท้ายก็โทรกลับมา ผมส่ายหัวเบาๆ



“โถ่ สุดท้ายก็โทรกลับมา”



“ใครเหรอ?”



“ระ… ริทเหรอ?”



“เมื้อกี้หมายถึงใครเหรอ? นี่เป็นแฟนกันไม่ถึงวัน คิดจะนอกใจแล้วเหรอ?”



“เปล่าๆๆ เมื้อกี้ไอ้ภามโทรมาแซวน่ะ เลยนึกว่ามันโทรกลับมา”



“ฮะๆๆๆ รู้แล้วๆ แซวเล่นเฉยๆ”



ผมถอนหายใจ ก่อนจะคุยต่อ…



“แล้วโทรมามีไร?”



“โห พูดงี้กับแฟนเหรอ?”



“ขี้งอนจังนะคร้าบ~”



“ไม่รับมุขเลยน้า อ่ะๆ แค่จะมาบอกอีกรอบว่า……… ฝันดีนะ จุ๊บ!!”



“…………………”



ผมนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบว่า…



“อืม ฝันดีนะ…”



พูดจบ ผมรีบตัดสายทิ้งแล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างเตียง ก่อนจะดึงผ้าห่มมาม้วนตัวเอง… ถึงไม่มีใครบอกแต่ผมก็พอจะรู้ตัวดีว่าหน้าของผมตอนนี้คงแดงยิ่งกว่ามะเขือเทศสดเสียอีก



ทำไมผมถึงเขินขนาดนี้เนี่ย… ทั้งๆที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พูดฝันดีกับเขาซะหน่อย อาจจะเป็นเพราะ… ผมพูดในฐานะแฟนครั้งแรกก็ได้มั้ง…



ผมพลิกตัวไปดึงเอาน้องแมวน้ำอุ๋งๆสีชมพูบนหัวเตียงมากอดไว้ในท่านอนตะแคง ก่อนที่ผมจะหลับไปทั้งแบบนั้น…












‘ตี้ด ตี้ด ตี้ด’



เสียงนาฬิกาปลุกในยามเช้าทำให้ผมตื่นขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก เพราะผมยังรู้สึกง่วงอยู่เลย… ผมค้วามือถือที่วางไว้ข้างเตียงมากดปิดแอพนาฬิกาปลุก ก่อนจะลุกขึ้นอย่างท่าทีของคนขี้เกียจ แล้วมุ่งหน้าไปห้องน้ำเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปสอบอีกวันหนึ่ง เป็นเช้าที่เต็มไปด้วยกำลังใจ



แต่ทำได้หรือไม่… ก็อีกเรื่องนึงนะ…



“เป็นไงพวกมึงทำได้กันไหม?”



“ทำได้… ได้ก็เชี่Xแล้วโว้ยย ยากสัX” ไอ้เบสต์โอดครวญ



“ไม่ต้องเลย อย่างมึงน่ะนะทำไม่ได้ trap กันชัดๆ” ไอ้ภามแค่นเสียงเหอะๆ ใส่คนที่เก่งที่สุดในกลุ่มจนอีกฝ่ายยิ้มแห้งๆ



พวกผมสี่คน รวมไอ้เบสต์และเฟรน เดินไปคุยไป นอกจากเวลาเรียน พวกผมก็ไม่ได้เจอพวกเขามาสักพักใหญ่ๆแล้ว ทั้งคู่เอาแต่ประชุมงานโน่นนั่นนี่อะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด ขนาดเวลาอ่านหนังสือยังไม่ว่างมาอ่านกับพวกผมเลยด้วยซ้ำ (เอาเวลาไหนไปอ่านนะ…)



“ไหนๆก็สอบเสร็จแล้วไปหาไรกินกัน!!”



“เอ่อ โทษทีนะ พอดีกู… นัดคนไว้แล้วน่ะ”



“กูด้วย แหะๆ”



ผมกับไอ้ภามพูดขึ้นมาทันที ทำให้ไอ้เบสต์หน้าจ๋อยไปแล้ว ส่วนเฟรนที่อยู่ข้างๆ ก็อดหัวเราะหน้าห่อเหี่ยวของเขาไม่ได้



“เออๆ คนมีคู่นี่ดีจัง ไม่ง้อ! ไปกับแฟนตัวเองก็ได้”



“ห้ะ มึงมีแฟนแล้วเหรอ?” ผมกับไอ้ภามประสานเสียงพร้อมกัน



“กู…ล้อเล่น”



“โห ไอ้สัX ก็ว่าอยู่ อย่างมึงนี่นะ จะเอาเวลาไหนไปหาแฟน วันๆเอาแต่ประชุมนั้นประชุมนี่อยู่นั้นแหละ”



ไอ้ภามร่ายยาวมาชุดใหญ่ แต่เหมือนมันลืมไปอย่างนึงนะ โอกาสหาแฟนจากการทำงานด้วยกัน มันก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียเมื่อไรกันล่ะ ยิ่งคนที่เขาแอบชอบ คือ คนข้างๆเขาตัวตอนนี้… (หรือไอ้ภามมันลืมจริงๆวะ?)



“เออๆ…”



เบสต์ถอนหายใจให้ตัวเอง ก่อนจะยิ้มแหยๆ ทำเอาผมรู้สึกสงสารเลยแฮะ แต่เมื่อครู่พอเขาพูดว่าไปกับแฟน สีหน้าของเฟรนก็เปลี่ยนไปเลยแฮะ หรือว่าจะมีใจให้อีกฝ่ายอยู่เหมือนกันนะ?



“เออน่า เดี๋ยวพอจะมีมันก็มีเองนี่แหละ” ผมตบบ่าเบสต์เบาๆ เพื่อปลอบใจมัน อนาคตมันก็ไม่แน่นะ เพื่อนเอ๋ย… ดูๆแล้วก็มีหวังอยู่นะ (^3^)



“ใช่ซี้! คนมีแฟนแล้วก็พูดได้” ไอ้ภามขัดขึ้นมา



“สัX”



“นั่นไง มารับละ” ไอ้ภามชี้ ผมมองตามจนเห็นริทเตอร์ยืนยิ้มกอดอกอยู่ ก่อนจะเดินมาหาผม



“งั้น… กูไปก่อนนะ”



“เออๆ บาย”



เพื่อนทั้งสองโบกมือลาผม ส่วนผมก็เดินไปกับริท ไปเที่ยวฉลองสอบเสร็จกันต่อ เขาชวนผมไปดูหนัง ที่ห้างกันแน่นอนว่าผมก็ต้องเออออตามไปอยู่แล้ว (ได้หมดถ้าสดชื่น)



หลังภาพยนตร์จบ พวกผมก็เดินวนในห้างเพื่อหาร้านอาหารที่จะกินเป็นมื้อเย็น แต่วนอยู่นานก็ไม่เจอร้านที่ถูกใจสักที จนกระทั่ง…



“ตกลงพี่อยากกินร้านไหนอ่ะ”



“อืม แล้วภามอยากกินอะไรล่ะ”



เสียงที่ผมคุ้นเคยดังขึ้น และจากชื่อที่พวกเขาเรียกกัน ผมมั้นใจว่าใช่… ผมค่อยๆ หันไป



“ไอ้ภาม!! กับ… พี่ไนท์!”



สองคนนั้นก็เหมือนจะเห็นพวกผมแล้วเหมือนกัน



“เนียร์กับ… ริทสินะ?”



ระหว่างที่ไอ้ภามยังอึ้งๆอยู่ พี่ไนท์ก็พูดขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่พี่ชายของผมกับริทเตอร์ได้เจอกัน… ไม่รู้ว่า… พี่จะถูกชะตากับ… แค่กๆ แฟนของผมไหม?



“สวัสดีครับ… พี่ชายของเนียร์สินะครับ ผมริทเตอร์นะครับ” ริทแนะนำตัวกับพี่ไนท์ ดูเกร็งๆเล็กน้อย คงเป็นเพราะพี่ไนท์ดูเป็นคนเงียบๆขึมๆ เดาใจไม่ออก



“พี่ชื่อ ไนท์ เป็นพี่ชายของเนียร์”



“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”



“แล้วเป็นอะไรกับเนียร์ล่ะ”



“เอ่อ… แฟนครับ”



เดี๋ยว!!! ตอบแบบนี้เลยเหรอ!! ผมเหวอจนปากจะเป็นรูปตัวโอแล้ว! ผมหันไปมองหน้าพี่ไนท์ที่ยังหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม แถมตอนนี้พี่เขาไม่ได้มองผมตรงๆด้วย ทำให้ผมอ่านใจพี่ไม่ได้!



“เป็นคนตรงดีนี่… พี่ชอบ”



อ้าว… ถูกใจเฉย…



“ฝากดูแลเนียร์ด้วยละกันนะ เห็นแบบนี้ น้องพี่ก็ซุ่มซ่ามเอาเรื่องอยู่กัน” พี่ไนท์ยิ้มบางๆ ก็จะพาไอ้ภามเพื่อนตัวดีของผมเดินไป จนสักพักนึงริทถึงพูดออกมาว่า



“ทำไมพี่ชายดูดุจัง”



“ไม่หรอก พี่ไนท์เขาแค่เป็นคนนิ่งๆน่ะ จริงๆแล้วใจดีมากเลยนะ”



“อ๋อเหรอ แต่ถึงดุยังไง เราก็ไม่ปล่อยให้เนียร์หลุดมือหรอกนะ…”



หยอดเก่ง! พูดขนาดนี้แล้ว มีเหรอที่ผมจะไม่เขิน… ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง



“ไปกันเถอะ…”



พวกผมเดินทางกลับหอ โดยวันนี้ผมจะไปค้างที่หอของริท ตามที่เขาอ้อนขอเมื่อห้านาทีก่อน ไหนๆก็สอบเสร็จยังไงก็ว่างอยู่แล้ว










เมื่อพวกผมถึงห้อง อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย…



“ตกลง… เข้าใจความหมายที่เลือกวันขอเนียร์เป็นแฟนรึยัง?”



“เอ่อ… ไม่รู้อ่ะ”



ริทเตอร์ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ผม (อีกแล้ว) พร้อมกับหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนจะเดินไปหยิบปากกามาเขียนอะไรสักอย่างลงบนกระดาษ ก่อนจะยื่นให้ผม



ผมมองกระดาษใบนั้น



ตัวอักษร R ที่มาจาก Ritter แยกเป็นตัวเลข 101 และตัวอักษร N ที่มาจาก Near มองแยกเป็นสามขีด คือ 111 (จินตนาการสูงไปไหม!!)



กลายเป็น 10, 1, 111 ก็คือเลขสิบตัวแรกคือเลขเดือน ส่วนเลขหนึ่งสี่ตัวด้านเป็นรวมเป็นวันที่ 4



สรุปคือ วันที่ 4 เดือนตุลาคม…



แบบนี้ก็ได้เหรอ!?



“ขนาดนี้ใครจะไปรู้เนี่ย!!”



เขาค่อยๆเข้ามากอดผม



“จะทำอะไร…”



“บอกแล้วไง ถ้าตอบไม่ได้จะโดนทำโทษนะ” พูดจบริทเตอร์ก็อุ้มร่างผมไปนอนบนเตียง ก่อนจะค่อยๆวางตัวผมลง แล้วคร่อมตัวผมไว้…



“ดะ เดี๋ยวสิ”



ริทเตอร์ค่อยๆขยับหน้าเข้ามาใกล้ผม จนหน้าแทบจะชนกันอยู่แล้ว เขายิ้มให้ผมก่อนก็ใช้มือซ้ายหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วยื่นมาให้ผมเห็น



มันคือ… กล่องถุงยาง!! (0_0)



“เอ่อ… เดี๋ยวสิ”



ริทคงรู้สึกได้ว่าผมตัวสั่นเล็กๆ จึงพูดขึ้นว่า



“ขอได้ไหม…”



หื่นมาจากไหนเนี่ย!!



ผมกลืนน้ำลายก่อนจะพูดเสียงค่อยว่า



“ถ้ามึงต้องการ… ก็… ก็ได้…”



ริทยิ้มมุมปากเล็กๆก่อนจะโน้มตัวมาหอมฟัดซอกคอของผม จนผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว



“อื้อ……”



ผมดิ้นเล็กน้อย… แต่ริทยิ่งจู่โจมแรงขึ้น



“ริท…”



ผมผลักตัวเขาออกเล็กน้อย



“คือ… เบาๆนะ เรา…ไม่เคย…”



นี่ผมพูดอะไรออกไปเนี่ย… ฮือ…



(=w=)






#RNandOurFeeling #CanYouAnswerMe?
********************************



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 16
«ตอบ #37 เมื่อ24-08-2020 17:46:13 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 17 | Fresh milk, sweet milk and sweet kiss
«ตอบ #38 เมื่อ30-08-2020 13:41:28 »

ตอนที่ 17

Fresh milk, sweet milk and sweet kiss






[ภาม]



“ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญเจอเนียร์ที่นี่ด้วยแฮะ แถมดูไม่ตกใจด้วยที่ผมมากับพี่”



ผมพูดกับพี่ไนท์ด้วยความประหลาดใจ แต่เหมือนพี่เขาจะไม่แปลกใจอะไรนัก (หรืออาจจะชอบนิ่งแบบนี้อยู่แล้วด้วยล่ะมั้ง)  แถมยังหันมามองผมแบบเอ็นดู (?) แปลกๆ



“อาจจะเป็นเพราะ… ใครแถวนี้เผลอหลุดให้เนียร์อ่านใจรึเปล่า?”



“โห พี่ไนท์อ่ะ อย่างผมน่ะนะ…”



ผมครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะ…



“หลุดตั้งแต่วินาทีแรกแล้วมั้ง แหะๆ”



คิดไปคิดมา ก็คงจริง (T^T)



“เอาน่า! อย่างน้อยเมื่อกี้ก็ถือว่าพี่ได้เจอลูกเขยพี่ละกัน!”



คำพูดของผมทำให้พี่ไนท์ขมวดคิ้ว หรือว่า… ผมไม่ควรแซวเล่นแบบนั้น? แย่ล่ะสิ… ต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง ผมลนลานจนไม่รู้จะพูดอะไรดี



“จะว่าไปแล้วพี่เคยเจอริทเหรอ พี่ถามแบบนั้นไป?”



ผมอดถามขึ้นมาไม่ได้จริงๆ เพราะสีหน้าตอนคุยกันเมื่อกี้ดูจริงจังมาก (แต่เอ๊ะ ปกติพี่ไนท์ก็จริงจังตลอดอยู่แล้วนี่เนอะ)



“เปล่า… แค่รู้สึก… คุ้นชื่อกับ…หน้า? ของเขาล่ะมั้ง”

ยิ่งทำให้ผมแปลกใจขึ้นไปอีก พี่ไนท์น่ะนะ… อาจจะแคยเห็นรูปเขาจากเพจคิ้วท์บอยก็ได้มั้ง แต่ปกติพี่เขาเคยเข้าเพจไปดูด้วยเหรอ…? ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ



“ช่างเถอะ รีบไปกันดีกว่า” แต่พี่เขาดูไม่สนใจอะไรนัก แล้วผมจะสนทำไมล่ะ!



“งั้นไปเล่นเกมตรงโน่นกันดีกว่า!”



ผมชี้ไปทางโซนตู้เกม พี่ไนท์พยักหน้าก่อนจะพาผมไป พี่ไนท์ให้ผมเดินเลือกเกมที่จะเล่นไปก่อน ส่วนพี่เขาจะเดินไปแลกเหรียญหยอดที่เคาน์เตอร์ให้



“เกมนี้เป็นไงพี่!” ผมหยุดที่เกมๆนึงก่อนจะหันมาถามพี่ไนท์ที่แลกเหรียญเสร็จแล้ว



“เกมยิงปืนเหรอ? ได้สิ”



ตู้เกมที่ผมเลือกเป็นเกมยิงปืนสไตล์แข่งกันสองคนว่าใครจะได้คะแนนเยอะกว่าตอนจบเกม จึงทำให้พี่ไนท์ต้องเล่นด้วยไปโดยปริยาย



‘Game start In 3 2 1 ……!!!’



เมื่อผมหยอดเหรียญและเลือกโหมดเกมเรียบร้อยแล้ว ผมก็ตั้งท่าใช้ปืนที่เป็นจอยเกมสำหรับเกมนี้เตรียมเล่น



“ถ้าผมชนะพี่ ผมขออะไรพี่อย่างนะ” ผมหันมายิ้มให้พี่ไนท์ที่ยืนเป็นผู้เล่นอีกคนข้างๆผม



“ได้สิ… ถ้าชนะล่ะก็นะ หึ…” พี่ไนท์ยิ้มมุมปากเบาๆ สายตาเฉียบคมจนผมรู้สึกเสียวสันหลังเหมือนอยากจะสื่ออะไรสักอย่าง ผมไม่เคยเห็นพี่ไนท์แสยะยิ้มแบบนี้มาก่อน



‘ปัง’



‘ปังๆๆๆ’



ผมเริ่มเกมได้ทุลักทุเลพอสมควร ปกติผมไม่ได้เล่นเกมประเภทนี้บ่อยนัก จึงไม่แปลกที่ผมจะเล่นไม่ถนัดเท่าไร เอาน่ะ! อย่างน้อยๆ แค่แต้มเยอะกว่าพี่ไนท์ก็ชนะแล้ว!!



ผมจะได้ขอเรื่องนั้นสักที แหะๆๆ



เอ๊ะ!? เดี๋ยวนะ…



เสียงจากในเกมปืนที่ดังขึ้นจากทั้งผมและพี่ไนท์ยังคงดังขึ้นต่อเนื่อง แต่ว่า… ถ้ามีคนอื่นมาดูพวกผมเล่นละก็คงจะเห็นชัดเจนเลยว่าใครเหนือกว่า…



ผมยิงพลาดบ่อยมาก กลับกัน พี่ไนท์ดูเล่นได้ดีกว่าผมมากทั้งท่ายืนและความแม่นยำ จนแต้มคะแนนต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ



ไม่จริงใช่ไหม!!



‘Game over’



ผม…แพ้… ด้วยคะแนนที่ต่างกันมากถึงสี่พันสกอร์!!



“พี่ไนท์เคยเล่นเกมพวกนี้ด้วยเหรอเนี่ย!”



ผมหันไปถามพี่เขาด้วยความตกใจและความรู้สึกอึ้งๆอยู่ ปกติพี่เขาเล่นเกมด้วยเหรอ เห็นปกติเอาแต่อ่านหนังสือๆๆ อยู่นั่นแหละ จะชวนไปไหนทีลำบากสุด (ยกเว้นท้องฟ้าจำลอง…)



“อืม เมื่อก่อนเคยเล่นมาบ้างน่ะ”



ระดับนี้ไม่น่าใช้คำว่า ‘เคย’ นะ ระดับเซียนเลยล่ะ! อีกนิดเดียวคะแนนจะถึงไฮสกอร์อยู่แล้วนะนั้นน่ะ… ไม่น่าเชื่อที่ ผมจะไม่รู้มาก่อนเลยว่า พี่ไนท์เล่นเกมเก่งด้วย! ไอ้เนียร์เองก็ไม่เคยบอกผมเลย!



“แต่พอเรียนหนักขึ้น ก็ไม่มีโอกาสได้เล่นเท่าไรน่ะ” พี่ไนท์ขยายความ เมื่อเห็นว่าผมยังอึ้งอยู่



“โห ก็หาเวลาว่างมาเล่นหน่อยก็ได้มั้งงง”



“ไม่หรอก ตอนนี้พี่น่ะเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสองแล้วนะ ถึงจะยังไม่ได้เรียนที่โรงพยาบาล แต่ความรับผิดชอบมันควรจะมากขึ้น ในอนาคตเราต้องดูแลชีวิตอีกหลายคนเลยนะ เราควรหมั่นอ่านหนังสือสะสมความรู้ให้มากๆเข้าไว้”



พี่ไนท์ร่ายมาซะยาวเหยียด จนผมรู้สึกจุกนิดๆเลยแหะ… ตอนนี้ผมเอาแต่เที่ยวเล่นเหมือนโดนพี่เขาตักเตือนเลยแหะ…



แต่ว่า…



“แต่เราก็ควรมีเวลาให้ตัวเองบ้างไม่ใช่เหรอพี่… กดดันตัวเองมากเกินไปน่ะจะยิ่งส่งผลเสียต่อตัวเองนะ ไม่ใช่ทางร่างกาย ก็ทางจิตใจนั่นแหละ!”



ผมพูดตามที่ผมรู้สึกออกไป



“ยิ่งเครียดยิ่งกดดันตัวเองมากเท่าไร ผมรู้สึกว่าต่อไปจะยิ่งไม่มีความสุขนะครับ หาเวลาผ่อนคลายตัวเองบ้างเท่านั้นเอง คงไม่มีใครอยากเห็นคนที่รักษาตัวเองเป็นคนที่ดูเครียดดูกดดันตลอดเวลาหรอกนะ”



“………”



พี่ไนท์นิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรผม แต่ผมพอจะรู้สึกได้ว่า คำพูดของผมคงจะเข้าถึงพี่ไนท์บ้างแหละ (มั้ง)



“ก็จริง… พี่คงจริงจังมากเกินไป” พี่ไนท์ก้มหน้า ไม่สบตาผม



“พี่ในเวอร์ชั่นจริงจังก็เหมาะกับเป็นพี่อยู่หรอก แต่ผมแค่บอกว่าอยากให้พี่หาเวลาพักบ้าง ดูแลตัวเองบ้าง แล้วก็หาความสุขให้ตัวเองบ้างเท่านั้นเอง…”



พี่ไนท์ค่อยๆเงยหน้า ก่อนจะยิ้มบางๆให้ผม


   
“งั้นไว้ว่างๆ เรามาเล่นกันอีกนะ”



“อื้อ!!”



ผมหยักหน้า ดีใจสุดขีดที่พี่ไนท์เข้าใจผมสักที! แต่ว่า…



“เมื่อกี้ภามแพ้พี่นะ”



“อึก……”



ยังจะจำได้อีก… ไม่น่าพนันเลยแฮะ



“พี่อยากฟังภามร้องเพลง ไปตู้ร้องเพลงกัน”



พี่ไนท์พาผมไปที่ห้องคาราโอเกะใกล้ๆกับตู้เกมเมื่อกี้ พี่ไนท์นั่งลงตรงโซฟาในห้อง ปล่อยให้ผมเลือกเพลงไป… พี่เขายังบอกว่าขอสักสองสามเพลงอีก!!



เอาน่ะ… เล่นเกมแพ้ก็ต้องยอม



ผมยอมถือไมค์ร้องเพลงคนเดียวในห้องโดยนั่งข้างๆพี่ไนท์ที่กำลังขำเสียงของผมอยู่ เสียงร้องเพลงของผมก็ไม่ได้ดีไปกว่าเนียร์สักเท่าไรหรอก (แต่อย่างน้อยก็ดีกว่านะเว้ย!)



“เพลงสุดท้าย พี่ขอเลือก…”



“แบบนี้ก็ได้เหรอ!”



ผมโวยวายพี่ไนท์จะเลือกเพลงแปลกๆอะไรให้ผมป่ะเนี่ย เอ๊ะ… หรือว่า… จะเลือกเพลงรักจะสื่อให้ผมเป็นนัยๆ



แต่ดูเหมือนผมจะหวังสูงไป…



“เพลงชิมิชิX”



“…………”



ทันทีที่พี่ไนท์ฟังผมร้องเพลงนี้ พี่เขาหลุดขำยิ่งกว่าเมื่อกี้อีก พี่ไนท์ในภาพฉีกยิ้มกว้างเป็นมุมที่ผมไม่เคยเห็นพี่เขาเป็นแบบนี้เลย จนสุดท้ายผมก็หัวเราะตามพี่เขาจนได้…



“พอใจยัง!”



“อืม……”



พี่ไนท์หยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะนั่งพักที่เหนื่อยจากการหัวเราะผมเมื่อกี้ ผมเองก็หมดแรงไปพอสมควรก็ร้องคนเดียวติดๆกันตั้งสามเพลงนี่!



“ภาม… เมื่อกี้บอกให้พี่หาความสุขใส่ตัวใช่ไหม?”



พี่ไนท์หันมาหาผมด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะลูบหัวผมเบาๆ



“ก็ภามไง ความสุขของพี่…”



“เอ๊ะ… เอ๋!?”



ผมชะงักกับคำพูดของพี่ไนท์… ก่อนจะค่อยๆรู้สึกร้อนขึ้นที่หน้าของผม ผมไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากของพี่เขาเลย ไม่เคยเลย… ผมนึกว่าที่พี่เขายอมมาเที่ยวกับผมด้วยเป็นเพราะรำคาญที่ผมโวยวายใส่ ไม่ก็… ด้วยเหตุผลอื่นๆที่ไม่ใช่เหตุผลที่ว่า… พี่ไนท์ชอบผมแน่นอน…



แสดงว่าแบบนี้… ผมมีหวังใช่ไหม?



ตอนนี้พี่ไนท์กลับมาสีหน้าเรียบเฉยและหันไปทางอื่นแล้วแต่ก็ปกปิดแก้มที่แดงระเรื่อไม่ได้



“พี่……”



“ภาม พี่ถามหน่อย ทำไมถึงยอมร้องเพลงให้พี่ฟัง”



“ก็ผมเล่นเกมแพ้พี่ไง”



“ใช่ แต่ตอนแรก ภามบอกแค่ว่าถ้าภามชนะพี่ จะขออะไรอย่างนึง แต่ไม่ได้บอกนี่ว่าถ้าพี่ชนะ พี่จะขอได้อย่างนึง”



“เออเนอะ…”



“ดังนั้น จริงๆแล้ว ภามไม่ต้องร้องเพลงให้พี่ก็ได้”



“พะ… พี่ไนท์!!”



ผมโวยวายใส่ นี่พี่หลอกผมเหรอ และผมก็โง่ให้พี่เขาหลอกเสียด้วย เออเนอะ… ผมทำตามที่พี่เขาบอกทำไมเนี่ย!!!










[เนียร์]



“อือ……”



ผมค่อยๆลืมตาขึ้นในเช้าวันใหม่ สิ่งแรกที่เห็นทันทีที่ลืมตาคือ… ชายหนุ่มหน้าหล่อที่กำลังนอนหันหน้ามาทางผมอยู่ ใช่แล้ว… แฟนผมเอง กำลังนอนเปลือยท่อนบนเหมือนกับผม ไม่สิ… ท่อนล่างก็ด้วย พวกผมกำลังอยู่ในชุดวันเกิด!



ผมค่อยๆรำลึกได้ว่า เมื่อวาน เกิดอะไรขึ้นบ้าง… หน้าผมก็เริ่มร้อนอีกครั้ง ไม่สิ หน้าอกผมก็ร้อนรุ่มด้วย…



 โอ้ย… ทำไมรู้สึกแบบนี้เนี่ย!!



ความรู้สึกที่ผมอธิบายได้ไม่ถูกนัก แต่อาการแบบนี้มันเหมือนผมกำลังเขินตามปกตินั้นแหละ แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่า!



เมื่อผมจะขยับตัวก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าริทกอดผมอยู่จนผมดิ้นหนีไม่ได้ และดูเหมือนว่าผู้ชายตรงหน้าของผมก็ถูกปลุกด้วยแรงขยับของผม



“ฮาย อรุณสวัสดิ์”  ริทเตอร์ยิ้มมุมปากให้ผม



“ยังเจ็บอยู่ไหม?”



“นิดนึง”



“งั้นอีกรอบไหม?”



ผมเหวอ ได้แต่มองหน้าผู้ชายที่กอดผมอยู่ ท่าทีของเขาทำให้ผมดูไม่ออกว่าพูดจริงหรือแค่หยอกเล่นไปงั้นๆ มันทำให้ผมไม่กล้าหยอกกลับว่า ได้!!



“ล้อเล่น! เดี๋ยวกินยาแก้ปวดละกัน”



ผมโล่งใจ เพราะเมื่อกี้แอบคิดจริงๆ ว่าถ้าเป็นเขาอาจจะ ‘ต้อนรับ’ ผมตั้งแต่เช้าเลยก็ได้…



“เดี๋ยวไปหยิบให้” ริทลุกขึ้นจากเตียงพรวดพราดแบบไม่ทันให้ผมตั้งตัว



“เฮ้ย!!”



ผมใช้แขนสองข้างปิดตาตัวเองไว้ (แต่เผลอมีช่องแอบดูนะ) ผมยังไม่อยากเห็นของ… เอ่อ… อะไรแบบนั้นตั้งแต่เช้า พอผมแอบดูผ่านช่องแขนโดยบังเอิญก็พบว่า ริทใส่บ็อกเซอร์อยู่



แล้วทำไมผมถึงอยู่ในชุดวันเกิดคนเดียว!! ถ้าจำไม่ผิด เมื่อวานเผลอหลับไปทั้งสองคนไม่ใช่เหรอ! เอ๊ะ หรือว่า…



“ตกใจอะไร” อีกฝ่ายแสยะยิ้มถามผม เหมือนกับรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่



“ปะ… เปล่า ไม่มีไร!”



ถึงผมจะดูมีพิรุธแบบสุดๆ แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรผม แค่หัวเราะนิดๆเท่านั้น ก่อนจะเดินไปหยิบน้ำขวดพร้อมกับซองยาที่วางไว้บนโต๊ะบริเวณปลายเตียง



“นี่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานเลยเหรอ!?”



“อืม!! เพราะรู้ว่าเนียร์อาจจะต้องใช้มันน่ะนะ ก็ของเราน่ะ… ไซส์ XXL เชียวน้า”



“ทะลึ่งชิXหาย!”



“เราหมายถึงไซส์กางเกง นี่แอบคิดอะไรไม่ดีใช่ไหมคร้าบ” ริทเตอร์กลับมานั่งบริเวณปลายเตียงผม ก่อนจะแกะซองยา หยิบเม็ดยาออกมาแล้วยื่นให้ผมพร้อมกับน้ำ



“กะล่อน!” ผมบ่นอุบอิบก่อนจะรับยามากิน พร้อมดื่มน้ำตาม… แล้ววางขวดไว้ที่ข้างเตียง



“ป่ะ ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว” ริทกระชากผ้าห่มที่คลุมตัวส่วนล่างและส่วนบนของผมออก



“เฮ้ย! เล่นอะไรเนี่ย” ผมรีบดึงผ้าห่มกลับ ท่าทาวของผมทำเอาริทหัวเราะชอบใจใหญ่ ก่อนจะบีบแก้มผมทีนึง



“โทษทีๆไม่แกล้งละ”



“ไปเลย”



“อ่ะ…”



ริทเตอร์ส่งผ้าขนหนูผืนนึงให้ผม ก่อนจะเสริมว่า



“ห่อตัวไปอาบน้ำก่อนละกัน เสื้อผ้าแขวนไว้ในห้องน้ำให้หมดแล้ว ระหว่างอาบน้ำ เดี๋ยวเราอุ่นขนมปังไส้กรอกที่เนียร์ชอบให้ทานรองท้องระหว่างรอเรานะ พอเราอาบน้ำเสร็จ เดี๋ยว เราไปหาอะไรกินกัน”



ผมรับผ้าขนหนูมาแบบอึ้งๆเล็กน้อย นี่เขาคิดล่วงหน้าไว้หมดแล้ว แถมยังเตรียมทุกอย่างไว้อย่างดีด้วย ทั้งยาที่เตรียมให้ผมกินในตอนเช้า หรือกระทั้งเตรียมชุดไว้ในห้องอาบน้ำ แถมของกินรองท้องด้วย



ผมรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่ได้แฟนที่เอาใจใส่แบบนี้… มันอดทำให้ผมแอบยิ้มเล็กๆไม่ได้



“อาบด้วยกันไหม?”



ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบจะกระซิบ แต่มันกลับทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าผมตาเบิกกว้าง ตามด้วยสีหน้าประหลาดใจ จบท้ายด้วยสีหน้ายินดี



“มะ… ไม่มีอะไรกูไปอาบน้ำก่อนนะ!”



ผมก้มหน้า นำผ้ามาพันตัว ก่อนจะรีบเดินงุดไปที่ห้องอาบน้ำอย่างไว หลังปิดประตูห้องน้ำ ผมมองตัวเองในกระจกแล้วพบว่า หน้าตัวเองแดงเรื่อไปถึงหูแล้ว



นี่ผมกล้าพูดออกไปได้ไงเนี่ย!



ผมยืนบิดแก้เขินไปมาหน้ากระจก กว่าผมจะได้เริ่มแปรงฟันและอาบน้ำก็ปาไปร่วมเกือบสิบนาที ครั้งนี้เป็นการอาบน้ำที่เหม่อลอยมาก เดี๋ยวก็หยิบแชมพูมาถูตัว เดี๋ยวก็หยิบสบู่อาบน้ำมาสระผม เป็นการอาบน้ำที่เฟอะฟะที่สุดในชีวิตผมเลยล่ะ…



พอผมเปิดประตูห้องอาบน้ำออกมา ก็เห็นริทยืนกอดอกยิ้มให้ผมอยู่



“นึกว่าเผลอหลับคาห้องน้ำไปละ”



คุณชายเจ้าเล่ห์บ่นๆผมก่อนจะเดินสวนเข้าห้องน้ำไป…



ส่วนผมก็ได้กลิ่นขนมปังหอมกรุ่น จนเดินไปที่โต๊ะอาหารแล้วพบขนมปังไส้กรอกที่ผมซื้อชอบกินจากเซเว่นถูกอุ่นร้อนจนได้ที่แล้วนำมาวางบนจาน คู่กับมีดส้อมให้กินได้ง่ายๆ พร้อมกับนมจืดที่ใส่อยู่เต็มแก้ว…



ผมนั่งลงบนเก้าอี้ และยิ้มออกมาคนเดียว…










“อ้าว ยังไม่กินอีกเหรอ” ริทที่กำลังเช็ดผมตัวเองอยู่พูดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าผมยังไม่ได้กิน



“รอริทอยู่ไง มากินด้วยกันสิ”



ริทเตอร์นั่งลงข้างๆผมก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจว่า…



“นี่เราซื้อมาให้เนียร์นะ ไม่ต้องรอก็ได้”



“เป็นแฟนกันน่ะ ต้องทำอะไรพร้อมๆกันสิ กินก็กินด้วยกัน”



คำพูดของผมทำให้ริทยิ้มออกมา ก่อนจะแย่งมีดและส้อมไปจากมือผม แล้วดึงจานมาหั่นต่อ



“งั้นเดี๋ยวเราหั่นให้”



ผมมองริทที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาหั่นขนมปังให้ผมด้วยสีหน้าของริทที่ยิ้มแย้ม ทั้งๆที่เป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์เหมือนเดิม เหมือนกับตอนแรกที่ผมเจอ  แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่าเป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสน่ารักเหลือเกิน



ผมหยิบนมที่ริทเตรียมให้มาดื่มเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆวางแก้วลง



“ริท… นมนี้รสชาติแปลกๆนะ”



“หือ? ไหนๆ?”



อีกฝ่ายถึงกับวางมีดและส้อมลง และชิมนมแก้วที่ผมเพิ่งดื่มไปทันที เขาดูงุนงงเล็กน้อยก่อนจะหันมาบอกผมว่า



“ก็ปกกะ……”



ริทที่พูดยังไม่ทันจบดี ก็มีสิ่งที่ประกบกับปากของเขาทำให้เขาส่งเสียงต่อไม่ได้ นั่นคือ… ปากของผมเอง…



ผมโน้มตัวเข้าไปจูบปากของเขา ผมค่อยๆใช้ลิ้นตัวเองดันเข้าไปในปากของอีกฝ่ายตามที่คนๆนี้เคยสอนผมไว้ ริทที่เหมือนจะตั้งสติได้แล้วก็ตอบรับลิ้นของผมด้วยการดันลิ้นมาเช่นกัน



รสนมจืดที่เพิ่งดื่มกันไปพัวพันอยู่ในปากของพวกเราทั้งคู่ จูบกันนานพอที่จะเปล่ยนรสจืดเป็นรสอื่นได้…



“เนียร์…”



“ขอบคุณนะ…”



ผมกลับมานั่งท่าเดิมก่อนจะใช้ส้อมจิ้มขนมปังที่ถูกหั่นไว้เข้าปากแก้เขิน ส่วนริทเตอร์ก็หุบยิ้มไม่ลงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ก่อนจะพึมพำกับผมว่า



“อือ… แปลกๆจริงด้วย ซื้อรสจืดมากลับได้เป็น ‘รสหวาน’ ซะงั้น…”











หลังจากสอบมิดเทอมผ่านพ้นไปได้เพียงสองวัน พวกผมก็กลับสู่สภาวะปกติอีกครั้งที่ตื่นเช้ามาเรียน เรียนเสร็จกลับหอ ไปเที่ยวกับริทบ้าง ภามบ้าง หรือไปนอนค้างหอริทบ้าง (แค่นอน!!)



เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่สุขสันต์เหลือเกิน…



ถึงตอนนี้จะมีงานไหว้วานผมจากหัวหน้าชั้นปีของผม ไอ้เบสต์…



“นะๆๆๆ มึงช่วยกูหน่อยเถอะ กูไม่รู้จะชวนใครแล้วจริงๆ”



ตอนนี้เพื่อนผมที่มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าชั้นปี กำลังคุกเข่าอ้อนวอนผมอยู่ ดูเหมือนตอนนี้คณะผมกำลังเตรียมงานโอเพ่นเฮาท์สำหรับเดือนหน้าที่จะมาถึง และตอนนี้ เบสต์ที่เป็นเฮดงานนี้ด้วย (ทำไมรับหลายงานวะ?) กำลังหาหัวหน้างานแต่ละฝ่ายอยู่



ดูเหมือนว่าตอนนี้ขาดแค่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายดูแลแนะแนว ซึ่งก็คือฝ่ายต้อนรับน้องม. ปลายที่สนใจมาฟังคำแนะแนวทั้งการเรียนที่นี่ และการเตรียมตัวสอบเข้านั่นเอง



ส่วนตัวของผมแล้ว ไม่ใช่ว่าผมอยากปฏิเสธเพื่อนของผมหรอกนะ ผมพร้อมจะช่วยตลอดอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามันมาขอให้ผมช่วยแสดงว่าไม่รู้จะให้ใครช่วยแล้วจริงๆ แต่ติดปัญหาตรงที่ผมไม่เคยทำงานอะไรแบบนี้มาก่อน (พูดง่ายๆคือไร้ประสบการณ์นั่นแหละ!) กลัวทำงานพัง!



แต่ว่าด้วยความที่ผมเป็นคนใจอ่อน ทำให้ผมตกลงจนได้



“เฮ้อ… โอเคๆ เดี๋ยวเป็นให้”



“น่าร้ากที่ซู้ดดด เพื่อนใครเนี่ย”



เบสต์ถลาตัวมากอดผม เรียกว่า รัด ก็ได้!! จนไอ้ภามที่นั่งอยู่ข้างๆทักขึ้นมาว่า…



“เบาๆหน่อย เดี๋ยวโดนแฟนมันกระทืบไม่รู้นะ”



“เออโทษๆ ลืมๆ”



“สัX……”



สุดท้ายผมก็กลายเป็นหัวหน้าฝ่ายแนะแนวการเตรียมตัวสอบเข้าสำหรับน้องๆ ไปโดยปริยาย เฮ้อ… ฝ่ายอื่นยังดูง่ายกว่านี้อีกไหมเนี่ย ฝ่ายสวัสดิการก็สั่งข้าวสั่งน้ำมาให้สตาฟในวันจริงเอง (แค่นั้นรึเปล่านะ?) ยังไงก็เถอะ… ผมรับงานมาแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด!!



เอาไงเอากัน!!



ความคิดทุ่มสุดตัวของผมแล่นอยู่ในหัวได้สามวัน… หลังจากทั้งประชุมงานกับหัวหน้าอื่นๆ, จัดหาสมาชิกฝ่าย, ติดต่อประสานงานกับอาจารย์ แถมด้วยรุ่นพี่ปีสูงๆ มารีวิวการใช้ชีวิตการเรียนในโรงพยาบาล แถมงานเอกสารที่ต้องพิมพ์ส่งอีก มันทำให้ผมแทบกระอักเลือด (เว่อร์ไป)



แต่ผมก็รู้สึกสนุกไปอีกแบบนะ เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้…



‘ติ๊ดดด’



“ฮัลโหล…”



“ถ้าเสร็จแล้วโทรมาบอกนะ เดี๋ยวขับรถไปรับ” เสียงของริทเตอร์ดังขึ้น



“โอเคๆ ตอนนี้ประชุมเสร็จละ เหลือคุยกับพี่ปีห้านิดหน่อย”



“อะเคร~ จุ๊บ~”



ผมวางสายโทรศัพท์ก่อนจะเก็บข้าวของบนโต๊ะประชุมเข้ากระเป๋าแล้วลุกโบกมือลาเพื่อนในห้อง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป…



ผมนัดพี่ปีห้าสองคนไว้ที่ร้านกาแฟแถวคณะ ผมจะพูดคุยเรื่องการแนะแนวในวันงานจริง อย่างน้อยๆให้พี่เห็นภาพรวมของงานก่อนก็ดี เมื่อผมไปถึงร้านผมก็เห็นพี่ๆมาก่อนแล้ว



“สวัสดีครับ ผมเนียร์นะครับที่คุยในไลน์ตอนนั้น”



“คร้าบๆ น้องเนียร์ นั่งเลยๆ”



พี่ผู้ชายที่ดูใจดี เฮฮา รูปร่างท้วมนิดหน่อย ให้ผมนั่งลง ส่วนพี่อีกคนดูนิ่งๆกว่า หน้าตาแอบดูดีทีเดียวเลย แต่ผมรู้สึกแปลกๆกับสายตาพี่เขานิดหน่อย จนผมต้องหลบตา



“อันนี้คือตารางงานวันจริงนะครับ”



ผมหยิบเอกสารแผนงานและกำหนดการของวันจัดงานให้พี่ทั้งสองคนดูรวมทั้งอธิบายหน้าที่ว่าต้องพูดและทำอะไรบ้าง พี่ทั้งสองคนก็ดูตั้งใจฟังเป็นอย่างดี จนกระทั่งมือถือของพี่ร่างท้วมดังขึ้นและขอตัวไปรับสายก่อนจะลุกออกไปคุยนอกร้าน



ตอนนี้เหลือแค่ผมกับพี่หน้านิ่งสองต่อสอง เมื่อขาดคนช่างคุยอย่างพี่อีกคนไปทำให้ไม่มีบทสนทนาใดๆออกมาระหว่างพวกผมทั้งสองคน



“เอ่อ… งั้นเดี๋ยวรอพี่อีกคนก่อนนะครับ”



“ครับ…”



พี่พยักหน้าก่อนจะจ้องหน้าผม ตาไม่กระพริบ



“น้องครับ…”



“ครับ?”



“มีแฟนรึยังครับ?”



ผมสะดุ้งกับคำพูดของพี่เขา ก่อนจะตั้งสติแล้วตอบตามตรงว่า…



“เอ่อ… มีแล้วครับ”



“หึ… มีแล้วก็เลิกได้นะ…”



“หา!?”



สมองผมหยุดแล่นชั่วขณะก่อนจะนั่งนิ่งไป…










“เนียร์… ไอ้เนียร์ ไอ้สัสเนียร์!”



“วะ… ว่าไงๆ”



“เป็นไรวะ ทำไมดูเหม่อๆ” ไอ้ภามขมวดคิ้วถามผมด้วยความเป็นห่วง



“ไม่มีไรหรอก” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภามกังวลไปด้วย แค่นี้สีหน้ามันก็ดูกังวลสุดๆละ แน่นอนว่าผมมีปัญหาที่ทำให้ผมลำบากใจสุดๆ เพราะผมโดนพี่ที่ผมร่วมงานด้วยการ ‘รุก’ ที่แรงมาก แต่จบงานนี้ผมก็ไม่ต้องเจอพี่เขาแล้ว (ล่ะมั้ง) ทนๆไปอีกนิดละกัน



“เป็นอะไรรึเปล่า? ไม่สบายเหรอ” ริทเตอร์รีบพูดเสริมขึ้นมา พร้อมกับใช้ฝ่ามือแตะหน้าผากผม



“เปล่าๆ ช่วงนี้แค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะ”



ผมไม่ได้โกหกนะ! เหนื่อยกับงานจริงๆ ทั้งกายและ ‘ใจ’ เลยแหละ… ใช่แล้ว… อีกแค่ไม่กี่วันก็วันจัดงานแล้ว เดี๋ยวก็จบแล้ว…


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 17 | Fresh milk, sweet milk and sweet kiss
«ตอบ #39 เมื่อ30-08-2020 13:42:34 »



[ภาม]



ช่วงนี้เนียร์ดูเหม่อแปลกๆ แบบแปลกจริงๆนะ!! ถึงมันจะเหนื่อยแต่ใครเขาเหนื่อยแล้วนั้งเหม่อได้ทั้งวันทั้งคืนกัน มัวแต่คิดเรื่องอะไรอยู่ก็ไม่รู้แน่ๆเลย มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้



สีหน้าของไอ้ริทเองก็ดูเป็นห่วงเนียร์เหมือนกับผมนั่นแหละ ไม่สิ ห่วงกว่าผมอีก!!



“ช่วงนี้เนียร์แค่ทำงานหนักจริงๆใช่ไหม”



ในที่สุดไอ้คนห่วงแฟนก็เอ่ยปากถามผม เฮ้อ… ผมเคยบอกแล้ว ถึงเนียร์จะสามารถจับโกหกได้เก่งและเทพที่สุดในโลก แต่ทักษะการโกหกของมัน เด็กอนุบาลยังดูออก จะนับประสาอะไรกับไอ้ริทที่อยู่กับมันแทบทุกวัน



“อืม… ก็ต้องแบบนั้นแหละ”



“แต่กูรู้สึกเหมือนมีอะไรมากกว่านั้น”



“หมายถึงว่า… ไม่เชื่อใจเนียร์เหรอ”



“เปล่า… ไม่ใช่แบบนั้น กูเชื่อใจเนียร์ เชื่อสุดใจด้วย”



ริทเตอร์นิ่งไปครู่นึงก่อนจะเสริมว่า



“แต่กูกลัวเนียร์มีเรื่องไม่สบายใจหรืออะไร แล้วไม่ยอมบอก”



อืม… จริง…



เรื่องนี้ทำให้ผมฟังแล้วต้องขมวดคิ้ว ผมลังเลและคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะตัดสินใจบอกว่า



“งั้นไปแอบดูกันไหม”



ใจจริงๆแล้วผมไม่อยากทำแบบนี้หรอก มันดูไปเสือX ไม่ใช่สิ… ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเกินไป (ก็เสือXนั่นแหละ) แต่ว่าเพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งผม ไอ้ริท และตัวเนียร์เอง (ถ้ามีปัญหาน่ะนะ) ผมจึงต้องใช้วิธีนี้!!



ไอ้ริทดูลังเลและคิดหนักกว่าเมื่อกี้อีก คงจะคิดเรื่องเดียวกับผมอยู่… แต่สุดท้ายมันก็ยอมพยักหน้าจนได้



พวกผมพอจะรู้มาบ้างว่าปกติแล้วเนียร์จะประชุมกันที่ไหนและห้องไหน แต่ผมลืมคิดเรื่องนึงไปก็คือ… ผมจะรู้ได้ไง! ว่าเนียร์คุยอะไรกันหรือมีปัญหาอะไรไหม! ถ้าผมยังอยู่นอกห้อง!!



ถ้าพวกผมเข้าไปก็สะดุดตาเกิน จะแอบแนบหูฟังที่ประตูก็น่ากลัวเกิน หรือจะไปหลบใต้โต๊ะประชุมสักตัวนึงในห้องก็อนาถเกิน……



โอ้ยย เอาไงดี!!



“ก็เข้าไปตรงๆนี้แหละ”



“ไอ้บ้า!!”



ริทเตอร์มันซื่อกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ ปกติคนที่ไม่มีหน้าที่เข้าไปนั่งประชุมด้วยก็แปลกจะแย่แล้ว แถมไอ้ริทไม่ใช่คนในคณะอีก จะสะดุดตาไปไหน! ถึงจะมีตำแหน่งเป็นผัวคนๆหนึ่งในนั้นก็เหอะ.!



“อะแฮ่ม! ทำไรกันอยู่?”



เสียงกระแอมจากด้านหลังของพวกผมทำให้สะดุ้งได้ไม่น้อยเลย ชิบหายแล้ว!! ใครวะ!!



“มาทำอะไรลับๆล่อๆตรงนี้?”



“ไอ้เบสต์!!”



“เปล่าๆ แค่แบบ… เอ่อ… ยังไงดี”



เอาไงดีฟะ! หรือบอกทั้งหมดไปเลยดี แต่ไอ้เบสต์เป็นคนจริงจังจะเอาเรื่องนี้ไปบอกเนียร์ไหมเนี่ย ยังไงก็คงไม่ดีเท่าไรที่แอบตามมา แถมจะแอบฟังด้วย!



“มีเรื่องให้ช่วยนิดหน่อยน่ะ”



กลับกลายเป็นไอ้ริทพูดแทนผม เฮ้อ… เล่าให้หมดเลยละกัน หวังว่าไอ้เบสต์มันจะโอเคนะ










“อืม… เข้าใจละ”



ไอ้เบสต์ที่ยืนฟังอยู่พยักหน้าเบาๆ



“ช่วงนี้เนียร์ดูแปลกๆจริงๆนั่นแหละ แต่ตอนคุยงานหรือประชุมก็ไม่ได้มีอะไรแปลกนะ งานในส่วนของเนียร์ก็ดูไม่มีปัญหาอะไรนะ”



ผมกับริทมองหน้ากัน หรือว่า… จะคว้าน้ำเหลวกันนะ?



“เฮ้อ… เอางี้ เดี๋ยวกูกับมึง ไอ้ภาม เปิดคอลหากันจะได้ฟังว่าในห้องประชุมไม่มีเรื่องที่ทำให้เนียร์ไม่สบายใจละกันนะ”



“หือ!?”



ผมตกใจเพราะมันดูแปลกๆยังไงไม่รู้ แถมยิ่งแปลกเมื่อออกมาจากปากของคนที่จริงจังกับงานยิ่งกว่าอะไรแบบไอ้เบสตาอีก



“ไม่ต้องห่วง วันนี้ไม่ได้คุยอะไรมากหรอก แค่ติดตามแต่ละฝ่ายว่าเตรียมงานถึงไหนแล้วหรือมีปัญหาอะไรไหมแค่นั้นเอง”



สงสัยผมคงทำหน้าประหลาดใจมากไปหน่อย ไอ้เบสต์เลยเสริมขึ้น



“อีกอย่าง… กูห่วงไอ้เนียร์ด้วย กูห่วงมึงด้วยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วนั้นน่ะ”



ผมหันไปมองไอ้ริท เออจริง… หน้ามันดูเป็นห่วงเนียร์จริงๆ



“โชคดีจริงๆน้า ที่เนียร์ได้มีริทอยู่ข้างๆ”



ไอ้เบสต์แซวก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมไป สักพักจากนั้นมันก็โทรมาเครื่องผม ผมกดรับสายก่อนจะไปหามุมนั่งฟังกับไอ้ริท



พวกผมฟังอยู่ประมาณสี่สิบนาทีได้ การประชุมก็จบลง และเท่าที่พวกผมฟัง ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย งานทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะส่วนของเนียร์ที่พร้อมเกือบหมดแล้วสำหรับงานวันจริง มันยิ่งทำให้ผมงงขึ้นไปอีกว่า ไอ้เนียร์… มึงคิดอะไรอยู่!!!



ผมส่ายหน้าให้ไอ้ริทที่แอบฟังพร้อมผม ก่อนจะเลื่อนนิ้วไปที่ปุ่มวางสาย



“เดี๋ยว!”



ริทจับมือผมไว้ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ จุ๊ๆ ตรงปากเป็นการบอกให้ผมเงียบ



“เดี๋ยวเนียร์ไปไหนต่อป่ะ”



เสียงไอ้เบสต์…



“เดี๋ยวไปสรุปงานให้รุ่นพี่ฟังก่อนน่ะ “



“………?”



เรื่องนี้เนียร์เคยบอกผมแล้วว่าจะเชิญปีสองกับปีห้าเป็นตัวแทนระดับชั้นพรีคลินิกกับคลินิกมาพูดแนะแนวในวันงานแค่นั้นเอง



“หรือว่า… เนียร์นอกใจ!!”



ผมหลุดปากออกมา แต่มาคิดดีๆ อย่างไอ้เนียร์น่ะนะจะนอกใจริทเตอร์ แค่ฝันยังยากเลย ติดไอ้ริทแจขนาดนี้ คำพูดที่ผมพูดไม่คิด มันทำให้คนข้างๆผมคิดแบบนั้นจริงๆ สีหน้าจริงจังแถมดูไม่พอใจเล็กน้อย



ชิXหายละ…



“ป่ะ แอบไปดูกัน” ริทเตอร์เด้งตัวขึ้นก่อนจะดึงตัวผมให้ลุกตามด้วย



“เอ่อ… อย่าคิดมากดิมึง กูแค่ล้อเล่น กูพูดไม่คิด”



ดูเหมือนตอนนี้ไอ้ริทจะไม่ฟังอะไรแล้ว… โว้ยยย คิดหน่อยสิ ผมจะอ้าปากแก้ตัว เอ้ย! พูดแทนเนียร์ให้มันฟัง แต่ผมโดนบอกให้เงียบซะก่อน… สายตามันกำลังมองอะไรอยู่



ไอ้เนียร์… ที่เพิ่งเดินออกจากห้องประชุมก่อนจะเดินไปอีกทาง แน่นอนริทค่อยๆก้าวเท้าสะกดรอยตามไป ผมจึงจำเป็นต้องตามไปด้วย (ไม่ใช่เพราะความเสือXของผมนะ!)



พวกผมสะกดรอยตามเนียร์ไปจนกระทั่งเนียร์เข้าไปในร้านกาแฟร้านนึงแถวคณะ ก่อนจะนั่งลงโต๊ะเดียวกันกับผู้ชายคนนึงซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นรุ่นพี่คณะผมนี่แหละ คงเป็นคนที่นัดไว้นั่นแหละ…



ดูแบบผ่านตา ใครๆก็คงคิดว่าเป็นการพบปะพูดคุยตามประสารุ่นพี่รุ่นน้องทั่วไปนั่นแหละ แต่ว่า… ผมสังเกตได้ถึงสายตาของรุ่นพี่คนนั้น รวมถึงท่าทางที่มีต่อเนียร์ มันดู… เหมือนกับว่าคนเป็นแฟนกันยังไงอย่างงั้น



จากมุมที่พวกผมแอบดูอยู่เป็นมุมที่เนียร์นั่งหันหลังให้พวกผมและรุ่นพี่คนนั้นนั่งหันหน้ามา ทำให้ผมเห็นทุกอิริยาบถของรุ่นพี่ แต่กลับไม่เห็นและรู้ถึงท่าทางของเนียร์เพื่อนผมเลย ยิ่งเสียงไม่ต้องพูดถึง พวกผมแอบดูอยู่ด้านนอกร้าน ทำให้ไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกัน…



ผมอดที่จะเหลือบมองไปหาริทไม่ได้ ตอนนี้เจ้าตัวแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา ใจเย็นๆนะเพื่อนเอ๋ย…



ผมหันไปแอบสังเกตการณ์ไอ้เพื่อนตัวดีของผมต่อ จนมันทำให้ผมหลุดอุทานออกมาเบาๆ…



“เชี่X…”



รุ่นพี่คนนั้นหยอกล้อเนียร์ด้วยการจับแก้มเพื่อนผม ถ้าคนที่ทำแบบนั้นกับเนียร์คือไอ้ริทที่กำลังยืนอยู่ข้างๆผมตอนนี้ ผมจะไม่แปลกใจหรือตกใจอะไรเลย… แต่แบบนี้มัน…!!



“มึง…”



ผมเอ่ยเบาๆ… จนสังเกตสีหน้าของริทที่ดูหงุดหงิดและไม่พอใจยิ่งกว่าเมื่อกี้ราวกับเป็นคนละคน ก่อนที่เขาจะเดินหนีไป เหมือนกับไม่อยากเห็นและไม่อยากเชื่อเหตุการณ์ตรงหน้า



“มึง… ใจเย็นก่อนดิ!”



ผมรีบเดินก้าวหน้าตามไป แต่ริทยังก้าวเท้าเร็วกว่าผม จนริทหยุดเดินแต่ยังยืนหันหลังให้ผม ผมยืนเว้นระยะห่างเล็กน้อยไม่กล้าเข้าไปใกล้ แม้กระทั่งสีหน้าผมยังไม่กล้ามองเลย ทำให้ผมต้องยืนคุยกันแบบนี้



“มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้”



ริทค่อยๆหันมาก่อนจะเผยสีหน้าโกรธสุดขีดแต่ตาทั้งสองข้างกลับมีน้ำตาไหลอาบแก้ม… ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้… แน่นอนว่าตอนนี้ผมยังเชื่อมั่นในตัวเพื่อนสนิท ไม่มีทางที่เนียร์จะมีคนอื่นหรือแม้แต่จะคิดนอกใจหรอก ไอ้เนียร์ไม่ใช่คนแบบนั้น… ผมเชื่อมั่น!






#FreshMilk #SweetMilk #SweetKiss
********************************


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Hear Your Mind 17 | Fresh milk, sweet milk and sweet kiss
« ตอบ #39 เมื่อ: 30-08-2020 13:42:34 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6016
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +842/-16
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 17
«ตอบ #40 เมื่อ05-09-2020 13:44:22 »

 :serius2:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 17
«ตอบ #41 เมื่อ05-09-2020 15:52:13 »

 :fire:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 18 | I hate HIM
«ตอบ #42 เมื่อ05-09-2020 22:53:56 »

ตอนที่ 18

I hate HIM








[เนียร์]



ทำไมผมถึงรู้สึกว่ายิ่งผ่านไปสถานการณ์ของยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ถึงจะบอกว่าอดทนจนจบงานก็เถอะ… แต่รุ่นพี่คนนั้นตามผมไม่ปล่อยเลย ตอนแรกผมตั้งใจจะให้รุ่นพี่สองคนมาพูดแนะแนวในมุมมองต่างๆ แต่วันนี้พี่เขากลับบอกว่าทำคนเดียวได้ จึงบอกพี่อีกคนว่าไม่เป็นไรแล้ว…



เมื่อต้องคุยงานกับสองต่อสอง รุ่นพี่ที่ผมเพิ่งมารู้ชื่อทีหลังว่าชื่อ พี่เปอร์ ก็ยิ่งรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผมมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ระหว่างคุยก็มีการมาจับมือผม, จับแก้มผมบ้างล่ะ แน่นอนว่าผมปัดออกทุกครั้งที่ผมรู้สึกว่ามันเกินไป แต่ถ้าริทเตอร์มาเห็นคงจะต้องเข้าใจผิดแน่ๆ



เหนือสิ่งอื่นใด ผมรู้ว่าในใจของพี่เขานั้น… ไม่ได้คิด ‘แบบนั้น’ เลยสักนิด



เฮ้อ…



จริงๆผมอยากจะเปลี่ยนคนพูดจัง… แต่ทั้งไอ้เบสต์และอาจารย์ต่างก็แนะนำรุ่นพี่คนนี้ ต้องให้พี่เขามาพูดให้ได้ เพราะเห็นบอกว่าพี่เขาเป็นคนที่ทักษะการพูดดีมาก เรียนก็เก่ง แถมยังอัธยาศัยดีอีกด้วย ผมจึงไม่อยากขัดใจคนที่แนะนำมา…



ผมกลับหอด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ งานโอเพ่นเฮ้าท์ก็อาทิตย์หน้าแล้ว… อดทนอีกนิดเดียว! ผมให้กำลังใจตัวเองก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆของผม



ผมมีนัดกินข้าวเย็นกับริทและไอ้ภามไว้ราวๆหกโมงเย็นตอนนี้เพิ่งจะห้าโมง ขอนอนสักงีบละกัน… ผมหลับตาลง



‘ก๊อกๆ’



เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ผมต้องจำใจลุกขึ้นไปเปิดประตูห้อง เฮ้อ… ขอนอนสักงีบก็ไม่ได้



‘แกร๊ก…’



ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นคนที่ยังไม่ถึงเวลานัด มาก่อนเวลาตั้งชั่วโมงนึง



“ริท…”



อีกฝ่ายไม่พูดอะไรแต่หันตัวผมเข้าไปในห้องก่อนจะหันไปปิดประตูให้ผม…ทำไม… ริทถึงทำสีหน้าแบบนั้น มันทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเอามากๆ



“เนียร์… คือเราเห็นหมดแล้วนะ วันนี้….ที่ร้านกาแฟน่ะ”



ผมรู้สึกเจ็บปวดที่ใจขึ้นมาทันที เหมือนมีอะไรมาบีบรัดอยู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศกเสียใจ หัวผมนิ่งไปหมด ผมควรจะอธิบายยังไงดี?



“ไม่ใช่นะ… คือว่า… มัน…”



ผมไม่รู้ว่าควรจะเริ่มพูดตรงไหน ขอบตาของผมเริ่มร้อนผ่าว ริทเตอร์ต้องเข้าใจผมผิดแน่ๆ ไม่นะ… คนที่ผมรักคือริทคนเดียว ผมไม่มีทางสนใจรุ่นพี่คนนั้น



ริทไม่รอฟังคำพูดของผมแต่ดึงผมมากอดไว้… เขาทกอดผมไว้แน่นมากจนผมแทบจะหายใจไม่ออก



“เรา… เราเชื่อใจเนียร์นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราเชื่อใจเนียร์ตลอดนะ”



คำพูดนั้นทำให้ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่อีกต่อไป ผมค่อยๆเลื่อนมือมากอดริทไว้แบบที่ริทกอดผม ผมซุกหน้าลงที่ตัวของเขา น้ำตาผมค่อยๆเปียกและเลอะเสื้อของริท



“เพราะงั้นเล่าให้เราฟังได้ไหม?”



ผมพยักหน้าทั้งๆที่หน้าซุกอยู่ตรงนั้น ก่อนจะค่อยๆเล่าทั้งหมดที่ผมเจอมาให้ริท แฟนของผมรับรู้ทั้งหมด… จนสีหน้าของริทผ่อนคลายลงมากเมื่อฟังผมเล่าจบ ตอนนี้พวกผมนั่งอยู่ปลายเตียง เขายิ้มบางๆให้ผม ก่อนจะลูบหัวผมไปมา



“โอ๋ๆ ไม่เป็นไรน้า”



ผมที่หยุดร้องไห้แล้ว พูดขึ้นต่อว่า…



“ริท เชื่อกูใช่ไหม…”



อีกฝ่ายหยุดลูบหัวผม ก่อนจะเปลี่ยนมาจับมือทั้งสองข้างของผม



“บอกแล้วไง… เราเชื่อใจเนียร์ทุกเรื่องนะ”



รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนของเขาทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจ… ผมค่อยๆเอนตัวไปพิงตัว อีกฝ่ายก็ใช้แขนตัวเองโอบไหล่ผมไว้ ส่วนอีกมือก็จับมือผมอยู่ที่เดิม



“เรารู้… อย่างเนียร์น่ะนะคงกลัวที่เราจะเข้าใจผิดสินะ และที่ไม่ยอมบอกเราก็คงเพราะกลัวว่าเราจะไม่โอเคหรือไม่ก็ไปหาเรื่องพี่เขาเลยสินะ”



ใช่… ผมไม่อะไรกับพี่เขาหรอก จบงานนี้ก็คงไม่เจอกันแล้ว แต่ผมแค่กลัว… กลัวว่าริทเตอร์จะเข้าใจผิดอย่างที่เขาเข้าใจเลย ไม่อยากทำให้เป็นห่วงด้วยเลยไม่ได้เล่าทั้งริทและก็ไอ้ภาม…



“เราไม่ใช่คนที่หึงงี่เง่าขนาดนั้นหรอกนะ เจอพี่เขาแค่งานนี้ก็จบ เราโอเค”



ริทเตอร์เงียบไปเล็กน้อย ก็จะพูดต่อ



“แต่ถ้ามันเกินเลยมากเกินไปจริงๆ เราก็ไม่ไว้หน้าพี่เขาหรอกนะ”



ผมพยักหน้าในอ้อมแขนแฟนตัวเอง ใช่… ถ้าพี่เขาทำเกินสมควรกับผมมากเกินไป ผมเองก็ไม่อยู่เฉยๆให้พี่เขาทำตามใจชอบหรอก…



“แล้วก็!”



จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนโทนเสียง จับผมนอนลงกับเตียงก่อนจะคร่อมตัวผม แล้วยื่นหน้าเข้าใกล้ผม



“รอบหน้า… ถ้ามีปัญหาหรือไม่สบายใจอะไรต้องบอกเราด้วยนะ”



“อะ… อืม”



“ตำแหน่งแฟนน่ะ สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ด้วยนะ รู้ไหม”



ผมพยักหน้าแรงๆ เพราะคุณชายขี้แกล้งขยับหน้าเข้ามาใกล้กว่าเมื่อกี้อีก…



“สัญญานะ?”



“เออ! กูสัญญา”



พอผมสัญญาเรียบร้อยแล้ว ริทเตอร์ก็ทิ้งตัวลงนอนข้างๆผม ผมนอนมองหน้าอันหล่อเหลาของเขาที่อยู่ใต้แสงที่ลอดผ่านผ้าม่านและระเบียงมา



ผมอดคิดใจในไม่ได้ว่า… ผมโชคดีจริงๆที่ผมได้คนๆนี้ เป็นแฟน…













“โอเค! สมบูรณ์แบบมาก ขอบคุณทุกๆคนมากนะ อีกสามวันจะถึงวันงานแล้ว!”



ประธานโครงการโอเพ่นเฮ้าส์ปรบมือให้กับความพร้อมของทุกฝ่ายในที่ประชุม แต่ผมรู้ว่าภายใต้สีหน้ที่ดูพอใจและอิ่มเอมมากแฝงด้วยความเหนื่อยล้าจริงๆ



หลังจากประชุมเสร็จ ผมก็มานั่งเช็คเอกสารฝ่ายของผมว่าเรียบร้อยดีไหมหรือต้องแก้ไขอะไรอีกไหม ผมอยากจะทำให้งานนี้ออกมาดีที่สุด เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมรับงานใหญ่ขนาดนี้



“เนียร์ยังไม่กลับอีกเหรอครับ?”



เสียงที่ผมรู้จักและไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไรนักดังขึ้น น้ำเสียงแบบนี้ สไตล์การพูดแบบนั้น… พี่คนนั้น…



“ผมต้องเช็คเอกสารอีกนิดหน่อยน่ะครับ ตอนนี้ก็เสร็จแล้ว ผมขอตัวนะครับ”



ผมรีบเก็บเอกสารบนโต๊ะเป็นกองๆก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋า จริงๆแล้วผมตรวจเสร็จไปครึ่งเดียวเอง แต่ผมคิดว่าควรรีบไปดีกว่า



“จะรีบไปไหนล่ะ ไม่อยู่คุยเล่นกับพี่ก่อนเหรอ” พี่คนนั้นจับแขนผมที่กำลังเดินหนี ผมรีบชักมือออก เดี๋ยวนี้พี่เขารุกล้ำผมมากขึ้นเรื่อยๆ



“ผมบอกพี่ไปหลายรอบแล้วนี่ครับ ผมมีแฟนแล้ว และพวกผมก็รักกันดีด้วย”



“พี่ก็บอกหลายรอบแล้วเหมือนกันว่า แฟนน่ะมีแล้วก็เลิกได้…”



ผมอยากจะด่าใส่หน้าพี่เขาตรงๆ แต่ก็ต้องทนไว้… ไม่งั้นที่ผมอดทนมาทุกอย่างจะเสียเปล่าหมด แถมจะไปหารุ่นพี่มาพูดแทนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วด้วย



“เนียร์มองตาพี่ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพี่เอาจริง!”



ใช่… แสดงออกมาชัดเจนขนาดนั้น มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ไม่รู้ตัว… เดี๋ยวนะ… เมื่อกี้พี่เขาพูดว่าอะไรนะ!?



ผมนิ่งเงียบไป จนพี่เขาพูดต่อ…



“ก็เนียร์อ่านความรู้สึกของคนเก่งไม่ใช่เหรอ? จับโกหกก็เก่ง อ่านใจก็ได้!”



ทำไม… ทำไมถึง!?



“เอ๊ะ… เรียกว่าอะไรน้า พลังอ่านใจ? อะไรแบบนี้ป่ะ!” พี่เขาแสยะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมขนลุก…



ทำไมพี่เขาถึงรู้? ไม่ใช่แค่รู้ว่าผมมีพลังแต่กลับรู้ความสามารถของผม แถมยังกระทั่งชื่อ… มันไม่แปลกไม่หน่อยเหรอ? ทั้งชีวิตนี้สำหรับคนที่รู้เรื่องความลับของผมใช้มือข้างเดียวนับก็พอ…



แต่กลับพี่เขา… ที่ผมรู้จักได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน กลับรู้เรื่องของผมทั้งหมด ทำไมกัน? เรื่องว่าผมเผลอหลุดปากออกมาเองหรือผมแสดงท่าทีที่แปลกตาออกมา?



ในหัวของผมสับสนไปหมดจากความรู้สึกลำบากใจและหงุดหงิดการกระทำของพี่เขา เริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกกลัว… กลัวคนๆนี้



“ไม่… ไม่จริง”



“ความลับซะขนาดนี้ ถ้าคนอื่นรู้จะเป็นยังไงน้า อาจจะเด่นดังเป็นพลุแตกเลยก็ได้นะ” พี่เขาหัวเราะออกมา แต่น้ำเสียงและสีหน้าคือข่มขู่ผม…



“คนอื่นไม่มีทางเชื่อหรอก…”



“คนอื่นพี่ไม่รู้ แต่กับแฟนของเนียร์ ก็ไม่รู้สินะ? อ่อ! แล้วก็พี่มีหลักฐานนะ”



“พี่ขู่ผมเหรอ…” ผมกำหมัดแน่น ทำไมพี่เขาถึงพี่หลักฐาน? หลักฐานอะไร?



“เปล่านี่? เปล่าเลย…” สีหน้าราวกับจะเยาะเย้ยผมมันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากขึ้นไปอีก



“ทำไม… ทำไมพี่ต้องทำแบบนี้กับผม!!”



“พี่อยากให้เนียร์เลิกกับแฟน แล้วมาคบกับพี่ไง…”



“แต่… แต่พี่ไม่ได้ชอบผมด้วยซ้ำ!! ลึกๆในใจพี่เหมือนจะโกรธหรือเกลียดผมอยู่ด้วยซ้ำ!”



ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าพี่เขาไม่ได้สนใจผมจริงๆ ทั้งท่าทียิ้มแย้ม, การลูบหัวผม รวมทั้งการกระทำอื่นๆที่ดูเป็นจีบผมทั้งหมดเป็น
การเสแสร้ง ผมสัมผัสได้ว่าในใจลึกๆของพี่เปอร์ไม่พอใจผมด้วยสาเหตุอะไรบางอย่างอยู่



ครั้งนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่เขาหายไป แทนที่กลับมาด้วยสีหน้าจริงจังจนผมรู้สึกถูกกดดัน ผมจึงรีบเดินหนีออกมาโดยที่ครั้งนี้พี่เขาไม่รั้งตัวผมไว้



“อ่านใจได้จริงๆสินะ…”



เสียงพึมพำแผ่วเบาขึ้นมาจากพี่เขา…













ในหัวของผมเบลอไปหมด ไม่รู้ว่าควรคิดเรื่องไหนก่อนดี เรื่องที่พี่เขารู้ได้ยังไงเหรอ? เรื่องที่พี่เขาจะเอาเรื่องนี้มาข่มขู่ผมเหรอ? หรือว่า…



ในเวลานี้ผมรู้สึกคิดถึง… ริทเตอร์เหลือเกิน ริทที่อยู่ข้างๆผมเสมอ และเชื่อใจผมทุกเรื่อง ถ้าเขา… รู้เรื่องความลับนี้ความสัมพันธ์ของพวกเราจะเป็นยังไงกันนะ?



อึดอัดใจที่ต้องอยู่ข้างๆคนที่อ่านใจอีกฝ่ายได้? ไม่มีความเป็นส่วนตัวเหมือนแอบมองอยู่ตลอดเวลางั้นเหรอ? แต่ผมอ่านใจเขาไม่ได้นี่ ถึงจะเชื่อเรื่องนี้… แต่ริทเตอร์จะมองผมเป็นตัวประหลาดไหมนะ?



ครั้งนี้… อาจจะไม่จบสวยเหมือนกับคราวที่แล้วก็ได้…



แค่ผมคิดถึงสีหน้าที่ริทกลัวผมหรือมองผมด้วยสายตาราวกับมองสิ่งแปลกประหลาดอยู่ ผมก็กลัว… กลัวจนไม่รู้จะต้องทำยังไง ผมยังไม่อยากคิดในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอย่างกรณี… เราเลิกกัน



ผมเดินไปเรื่อยๆ ดูไร้จุดหมายมีแต่ความคิดที่ตีกันไปตีกันมาในหัวตัวเอง แม้แต่ตอนนี้ผมอยู่ตรงไหน ผมยังไม่รู้เลย…



ปรึกษาเพื่อน… ใช่แล้ว ผมต้องไปปรึกษาภาม ไอ้ภามเป็นคนที่รู้ทุกเรื่องของผม ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหนีผมไปไหนหรือรังเกียจผม… มันเป็นคนดีที่ซื่อบริสุทธิ์คนนึงที่ผมเคยเจอมาเลย



เมื่อผมตั้งใจได้แบบนั้น ผมต้องไปหาไอ้ภามตอนนี้และเวลานี้!


ผมหยิบมือถือขึ้นมา ตั้งใจจะกดเบอร์โทรหาเพื่อนสนิทของผม แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้กดโทรนั้น…



“โอ้ย!”



“โทษที”



ผู้ชายที่เดินสวนมาชนกับผมอย่างจัง ผมหรือเขาไม่ได้มีใครล้มลงหรอก แต่เอกสารของผมที่ถือในมือตอนแรกกระจัดกระจายเต็มพื้น



ผมรีบก้มไปเก็บกองกระดาษก่อนที่มันจะปลิวไปลม คนที่ชนผมก็ก้มลงช่วยผมเก็บกระดาษมาเป็นปึกๆก่อนจะชะงักไป



ผมไม่รู้ว่าทำไมเขานิ่งไป แต่พอผมเก็บที่เหลือเสร็จ ผมก็ยืนขึ้น ขอบคุณเขา



“ขอบคุณนะครับ…”



เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมา ‘เขา’ กำลังมองผมด้วยความตกใจ



พอผมมองเห็นหน้าเขาชัดๆ มันเป็นคนที่ผม ‘เคย’ รู้จักมาก่อนและ ‘เคย’ เป็นเพื่อนผมมาก่อน ไม่อยากจะเชื่อ… ทำไมผมถึงต้องเจอเขาตอนนี้ ที่นี้ เวลานี้ด้วย…



ความรู้สึกที่ตกใจในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคือง



ถ้าถามว่าเขาเป็นใคร?



เขาคือคนที่ผมตัดทุกช่องทางการติดต่อกับเขา หน้าก็ไม่อยากเห็น แม้แต่ชื่อก็ยังไม่อยากจะเอ่ย



ผมเคยบอกไปแล้วว่าคนที่รู้เรื่องความลับของผมใช้มือข้างเดียวก็พอ ก็คือ ครอบครัวของผม พ่อแม่และ พี่ไนท์ ส่วนเพื่อนก็แน่นอนว่า ไอ้ภาม



และคนสุดท้าย… อดีตเพื่อนของผม…



“ไอ้ไปค์…”



คนที่ทำให้ผมไม่กล้าเข้าหาคนอื่นและมองโลกนี้ในแง่ร้าย ไม่เชื่อใจใครง่ายๆจนถึงทุกวันนี้ และสามารถแสดงความรู้สึกเกลียดชังผมได้อย่างชัดเจนในตอนนั้น…



“ไม่ได้เจอกันนานนะ”



ท่าทีตกใจของมัน เปลี่ยนไปเป็นนิ่งสุขุมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรอยยิ้มที่ผมโครตเกลียด










[สามปีก่อน]



“ทำอะไรอยู่ว้า”



ผู้ชายตัวโตกว่าผมเล็กน้อยในชุดนักเรียน ทักถามเพื่อนสนิทอย่างผมอย่างอารมณ์ดี คงจะเห็นว่าทำไมผมมาเล่นมือถือนั่งเงียบๆอยู่บริเวณม้านั่งไม้เพียงคนเดียว



“ไอ้สัXไปค์! แพ้เลยเนี่ย!” ผมโอดครวญ เพราะไอ้เพื่อนตัวดีของผม ไอ้ไปค์ มันมาทักจังหวะที่ผมเล่นเกมในช่วงที่เข้าด้ายเข้าเข็มพอดี



“เออๆ โทษๆ แล้วตกลงทำไรอยู่”



“รอไอ้ภามอยู่ เดี๋ยวไปหาไรกินกันต่อ ไปป่ะ?”



เพื่อนของผมเกาหัวก็จะบอกว่า…



“ไม่ดีกว่า วันนี้การบ้านเยอะ กูรีบกลับไปทำดีกว่า” ผมส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจเบาๆ สงสัยตอนนี้มันคงลืมไปแล้วว่าคุยกับผมอยู่สินะ…



“ไม่ต้องเลย มึงลืมอะไรเปล่า?”



“เออๆ จริงๆกูจะกลับไปเล่นเกมที่เล่นค้างไว้ กูลืมไปมึงอ่านใจได้นี่…”



“อย่าพูดเรื่องแบบนั้นออกมาตรงๆสิ!”



ไอ้เพื่อนคนนี้นี่! พูดแบบนี้ใครได้ยินเข้าแล้วสงสัยผมจะแย่เอา ถึงส่วนมากจะคิดว่าเพื่อนแซวกันเล่นก็เหอะ แต่ที่ไอ้ไปค์รับรู้เรื่องความลับของผมได้ก็เพราะไอ้ภามนี่แหละ!!



เพื่อนสนิทเบอร์หนึ่งของผมมันดันหลุดปากออกมาต่อหน้าไอ้ไปค์ แล้วไอ้ไปค์ดันเชื่ออีก! จะแถๆเนียนๆไป สกิลตอแหลและการแสดงของไอ้ภามก็ติดลบเหลือเกินนนนน จนจากที่ไปค์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกลายเป็นเชื่อสนิท



เฮ้อ… มาขนาดนี้แหละ ก็คงต้องเล่าให้ฟังน่ะนะ โชคดีที่ไอ้ไปค์มันเป็นคนพูดง่ายคุยง่าย แต่มันก็บอกผมว่าไม่ชอบให้ผมอ่านใจมันเท่าไรนัก รู้สึกไม่เป็นส่วนตัว มันขอแค่นั้น… (พร้อมกับค่าปิดปากเป็นชานมไข่มุกหนึ่งแก้ว!!)



ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของมัน ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาล้วงความลับหรือความในใจของตัวเองกันหรอก และปกติแล้วผมจะไม่อ่านใจใครมั่วซั่วหรอก พลังของผมมันก็ไม่ได้สะดวกถึงขนาดอยู่เฉยๆก็ได้ยินเสียงในใจคนอื่นแล้ว



ดังนั้น คำขอข้อนี้ของไอ้ไปค์ ผมจึงทำให้ได้ (ถึงบางทีผมจะเผลอหลุดอ่านใจมานิดๆก็เหอะ) จนมันกลายเป็นหนึ่งในก๊วนเพื่อนของผมนั่นเอง



“พวกมึงมากันเร็วจังวะ ไอ้ไปค์ มึงไปด้วยเปล่า?” เสียงโหวกเหวกจากไอ้ภามดังขึ้นมาแต่ไกล ไอ้ภามวิ่งยิ้มร่ามาหาพวกผม โตป่านนี้แล้วยังดูเป็นเด็กตัวเล็กๆอยู่เลย (บางคนยังนึกว่ามันอยู่มอต้นอยู่เลย หึๆ)



“ม่ายอ่ะ ขี้เกียจ กูจะรีบกลับไปเล่นเกม”



“โห่ ไปกันเหอะนะๆๆ” ไอ้ภามอ้อนเป็นเด็กๆเลยนะ ถ้าใครมาเห็นแล้วบอกว่าเหมือนผัวเมียกันก็คงไม่แปลกนัก อาจจะดูมุ้งมิ้งน่ารักในสายตาคนอื่น แต่สำหรับพวกผมออกจะกวนใจอีกฝ่ายไปนิดๆ เหอๆ (:P)



“เออๆ ไปก็ไป”



ดูเหมือนจะรำคาญจนยอมไปในที่สุด แอบคิดไรกับไอ้ภามเปล่าว้า ทีผวนตั้งนานไม่ยอมไป พอไอ้ภามชวนนิดเดียวก็ยอมไปละ ผมล่ะอยากจะแอบอ่านใจมันจริงๆเลย แต่ด้วยสัญญาที่ให้ไว้กับมัน ผมจึงได้แต่คิดในใจเท่านั้น (ผมคิดว่ามันรำคาญไอ้ภามมากกว่า)



ถึงพวกผมจะดูแปลกๆไปหน่อย คนนึงพูดมาก ขี้โวยวาย อีกคนนึงดูขี้หงุดหงิด แต่จริงใจ ส่วนผมเงียบๆแต่ชอบคิดไปเรื่อย แต่ละดูมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ผมก็รู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับเพื่อนๆสองคนนี้



ผมในตอนนี้ ผมรู้สึกแค่นี้จริงๆ…



ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 18 | I hate HIM
«ตอบ #43 เมื่อ05-09-2020 22:55:58 »



ยิ่งเวลาผ่านไปจนเกือบปีนึง พวกผมยิ่งสนิทกันมากขึ้น นิสัยแต่ละคนไม่ต่างจากเดิมหรอก ผมไม่คิดไม่ในเลยว่าภาพที่ผมเห็นมาทั้งหมดคือภาพลวงตาจนกระทั่ง…



“ไอ้เนียร์ รู้จักผู้หญิงคนนั้นป่ะ”



พวกผมสามคนที่นั่งกินข้าวอยู่ ผมมองไปตามสายตาของไอ้ไปค์มองอยู่ ผมเห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่อีกโต๊ะ นั่งคุยกันเฮฮา ถ้าจำไม่ผิด… เหมือนจะรุ่นเดียวกันแต่อยู่ห้องข้างๆมั้ง



“คนที่นั่งซ้ายสุดตรงนั้นน่ะ เหมือนจะชื่อ โบว์ เรียนอยู่ห้องข้างๆนี่แหละ”



“แล้ว…?” ผมยังไม่เข้าใจสิ่งที่มันจะสื่อเท่าไร ส่วนไอ้ภามก็คงไม่ต่างกัน



“กูชอบ กูจะจีบ”



“ห้ะ!?”



ผมกับไอ้ภามอุทานมาพร้อมกัน อย่างไอ้ไปค์เนี่ยนะจะจีบหญิง? ผมไม่เคยเห็นมันเพ้อถึงผู้หญิงคนไหนเลยสักคน มีคนนี้แหละคนแรก เอาแล้ว! เพื่อนผม!



“เออ! ฟังไม่ผิดหรอกกูจะจีบ”



พูดจบไอ้ไปค์ก็หันมาหาผมก่อนจะทำหน้าอ้อนวอนเล็กๆ



“มึงไปสืบให้หน่อยสิ ว่าเธอชอบคนยังไงหรือชอบอะไรบ้าง”



“หา!? ทำไมต้องกูอ่ะ มึงจะจีบมึงก็จีบเองเลย”



“มึงลืมไปรึเปล่า? มึงอ่านใจคนอื่นได้นะเว้ย”



ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ตามที่มันว่าก็จริงแหละ… แต่ผมไม่อยากใช้พลังของผมในด้านนี้เท่าไรนัก มันดู… ไม่ดียังไงก็ไม่รู้สิ บางครั้งไอ้ไปค์ก็ชอบขอให้ผมทำอะไรที่มันดูไม่ดีบ่อยๆเหมือนกันนะ



“เอาน่า… ช่วยๆไอ้ไปค์ไปเหอะ”



คราวนี้ไอ้ภามขอร้องผมอีกคน เฮ้อ… สายตาอ้อนวอนกันทั้งสองคนขนาดนี้ ผมก็ต้องยอมแพ้แหละนะ



ผมลุกจากที่นั้งตัวเองก่อนจะเดินไปหาหญิงสาวที่เป็นที่หมายตาของเพื่อนผม ยังไม่ทันจะถึงตัวเธอ เธอก็สังเกตเห็นผมซะก่อน



“เอ่อ… มีเพื่อนเราชอบเธอน่ะ”



“เธอเหรอ?” โบว์หันมามองผมดูจะประหลาดใจเล็กน้อย



“เปล่าๆ เพื่อนอีกคนน่ะ”



“อ่อ…”



ผมชี้ไปทางไอ้ไปค์ที่นั่งหน้าแดงอยู่ตรงที่เดิม เธอ… ไม่สิ ทั้งกลุ่มของเธอหันไปมองตามไปหาเพื่อนตัวดีของผม



“ชอบกินชานมไข่มุกเหรอ?”



ผมแกล้งถามขึ้น ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วเพราะถ้าเธอไม่ชอบจะซื้อมากินเพื่อ!! แต่ที่ผมถามแบบนี้เปรียบเสมือนการโยนหินถามทางเล็กน้อย เพราะจะทำให้ผมอ่านใจเรื่องของกินที่เธอชอบได้ง่ายขึ้น



“ก็ชอบนะ จริงๆพวกของหวานเราชอบหลายอย่างเลยล่ะ”



เธอมองผมก่อนจะตอบแบบเกร็งๆเล็กน้อย แต่แค่นี้ก็มากเกินพอที่ผมจะรู้แล้วว่าเธอชอบกินอะไรบ้าง… ข้อมูลค่อยๆไหลเข้ามาในหัวของผม อืมๆ ชอบกินชานมไข่มุกหวานน้อย ชอบกินไอศกรีมแต่ไม่ชอบกินพวกช็อกโกแลต ชอบวนิลากับสตอเบอรี่



ผมยิ้มในใจ ผมรู้สึกว่าเพื่อนไปค์ของผมมีโอกาสสมหวังในรักนี้แล้วแหละ อย่างๆน้อยตอนที่เธอมองไปค์ ผมก็รู้ได้ว่า เธอคิดว่าไปค์ดูดีในระดับนึงเชียวนะ…



แน่นอนว่าพอผมพูดเรื่องนี้ให้มัน มันก็ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษตลอดเวลาเลย แถมมันยังเริ่มกล้าเข้าไปทักเข้าไปพูดคุยกับเธอ แถมยังไปพร้อมกับของหวานที่เธอชอบด้วย



ทุกอย่างดูไปได้สวยทีเดียว เพื่อนแฮปปี้ผมก็แฮปปี้ตามไปด้วย



จนกระทั่ง…



ผมยิ่งอ่านใจเธอเรื่องอื่นๆตามที่ไอ้ไปค์ขอเพิ่มมากเท่าไร ผมกลับยิ่งพบว่า… โบว์เริ่มรู้สึกและคิดกับผมมากกว่าเป็นเพื่อน และไม่ได้รู้สึกอะไรกับไอ้ไปค์เลย…



ความจริงที่ผมค้นพบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกจุกและพูดไม่ออกไปหลายวัน ผมเอาแต่โทษตัวเองที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธอมากเกินไปจนเธอคิดเกินเลยมากกว่าเพื่อน… สำหรับผมเธอเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น…



อย่างไรก็ตาม…



ผมปรึกษากับไอ้ภามแล้ว มันก็เห็นด้วยกับผมที่ว่า ควรจะบอกไอ้ไปค์ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะแย่ลงไปกว่านี้



“มีอะไรรึเปล่าถึงเรียกมาคุยเวลาแบบนี้เนี่ย”



ผมเรียกไอ้ไปค์ให้มาเจอพวกผมหลังเลิกเรียนตอนเย็นที่ห้อง เวลานี้ไม่มีใครอยู่บนตึกแล้ว จึงสะดวกต่อการพูดคุยกัน
แต่พอถึงเวลาจริงๆแล้ว พวกผมกลับยึกยึกไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ เรื่องแบบนี้มันพูดลำบากเหมือนกันนะ จนอีกฝ่ายที่รอฟังเริ่มรำคาญ



“มีไรก็รีบๆพูดมาสิ!”



“เอ่อคือ… มึงใจเย็นๆแล้วฟังดีๆนะ”



ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกลั้นใจพูดออกมา



“ล่าสุดกูอ่านใจได้ว่า โบว์ เริ่มชอบกู…”



ไอ้ไปค์หน้าเปลี่ยนสีทันที แววตาแฝงด้วยความโกรธแต่พยายามพูดออกมาโดยข่มความโกรธนั่นไว้



“ตั้งแต่เมื่อไหร่…”



“กู… กูไม่รู้ อาจจะสักพักแล้ว แต่ที่ไม่รู้เพราะพลังกูไม่ได้สะดวกขนาดนั้น”



ผมรีบพูดต่อเมื่อเห็นมันยิ่งเผยสายตาที่เคืองผมมากขึ้นเรื่อยๆ



“ตะ… แต่มึงไม่ต้องเป็นห่วงนะ กูไม่ได้ชอบโบว์ แล้วหลังจากนี้กูจะถอยห่าง เปิดทางให้มึงเต็มที่ ตอนนี้มึงก็น่าจะรู้มากพอแล้วว่าเธอชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร”



“………”



ไอ้ไปค์มันก้มหน้าพึมพำอะไรสักอย่าง ผมไม่ได้ยินเสียงนั้น แถมเพราะมันก้มหน้าอยู่ผมจึงไม่รู้ว่ามันพูดอะไรกันแน่และกำลังคิดอะไรกันแน่ จนมันเงยหน้าขึ้นมา



“มึงช่วยย้ายโรงเรียนให้กูได้ไหม?”



“หา!?… ล้อเล่นป่ะเนี่ย?”



ไอ้ภามเป็นคนส่งเสียงออกมาก่อน ส่วนผมได้แต่อึ้งๆไปจนตอบกลับไม่ถูก



“ดูหน้ากูก็น่าจะรู้ว่าพูดเล่นรึเปล่า?”



ผมรู้สึกกลัวมันนิดๆ เพราะทั้งคำพูดของมัน และแววตาสีหน้าของมันเต็มไปด้วยความเอาจริง



“คือ… มึงตั้งสติก่อนนะ”



“กูมีสติดี! ยังไงมึงก็ต้องย้ายโรงเรียน! กูจะได้มีโอกาสมากขึ้น”



“มึงมีเหตุผลหน่อยดิวะ!”



“กูก็มีเหตุผลของกู!”



ผมยืนนิ่งฟังเพื่อนทั้งสองคนเถียงกันไป ไอ้ไปค์ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยแถมแต่ละคำที่มันพูดออกมาคือความจริงในใจที่มันคิด



“สัXเอ๋ย!!”



สติผมถูกดึงกลับมาเพราะไอ้ไปค์มันสบถออกมาก่อนจะเดินออกจากห้องไป ตอนนี้ไอ้ภามก็ดูหัวเสียเอาเรื่อง ส่วนผม… ได้แต่ยืนเฉยๆ รู้สึกกลัว… ที่อาจจะต้องเสียเพื่อนสนิทไปคนนึงเพราะเรื่องแบบนี้



ผมเชื่อว่าเรื่องทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเมื่อผ่านไปคืนนึง ไอ้ไปค์น่าจะอารมณ์เย็นลงอีกหน่อย พวกผมถึงจะคุยกับมันได้ พรุ่งนี้เช้าผมจะไปคุยกับมัน จะได้เคลียร์เรื่องไม่สบายใจกันและกลับมาเป็นเพื่อนสนิทที่ดีต่อกันได้



แต่มันทำให้ผมรู้ว่า ผมคิดผิด……



ผมเดินเข้าห้องมาตอนเช้าในห้องเรียนตามปกติ ผมสัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆของเพื่อนแต่ละคนที่มาก่อนผม ตอนนี้ไอ้ภามกับไอ้ไปค์ยังไม่มา ผมเลยนั่งรอเพื่อนทั้งสองคนของผมที่ที่นั่งของตัวเอง



จนกระทั่งผู้หญิงที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากห้องข้างๆมาหาผม…



“เนียร์… ขอคุยด้วยหน่อยสิ” เธอหลบตาผม ทำให้ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่… ผมเดินตามเธออกไปนอกห้องท่ามกลางสายตาแปลกๆของเพื่อนๆ



“มีอะไรรึเปล่า?” ผมลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก



“เมื่อวาน… ไปค์มาสารภาพชอบเรา…”



เธอค่อยๆเงยหน้ามามองตาผม แววตาดูหม่นหมองต่างไปจากทุกทีที่สดใสตลอดเวลา ในแววตาคู่นี้ยังแฝงถึงความคาดหวังลึกๆในคำตอบของผม



“แต่เราปฎิเสธไปแล้ว”



“เหรอ…”



“แล้วเนียร์ล่ะ?”



“เอ่อ คือ…”



“ชอบเราบ้างรึเปล่า…?”



สิ้นประโยคทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบทันที ผมไม่รู้ว่าผมควรจะตอบยังไง ถ้าผมพูดออกไปตรงๆ มันคงไม่ดีเท่าไรนัก จนกระทั่งตัวเธอเองเป็นคนทำลายทำลายความเงียบนั้น



“งั้นเหรอ…”



ดูเหมือนว่าเธอจะรู้คำตอบของผมดี การนิ่งเงียบของผมก็เป็นการตอบคำถามในอีกรูปแบบหนึ่งอ้อมๆ น้ำตาของอีกฝ่ายค่อยๆผุดขึ้นมา ก่อนจะหลบสายตาผม



“ไอ้เนียร์ มึงทำอะไร!”



ไอ้ไปค์เข้ามาขวางระหว่างผมกับโบว์ ดูไม่พอใจผมถึงขีดสุด ดึงลากตัวผมไปอีกมุมนึงของอาคารเรียน จนในที่สุดก็มีโอกาสได้คุยกับมันสองต่อสอง



“มึงนี่ไร้ประโยชน์สิ้นดีเลย”



แค่คำแรก มันก็จุกไปถึงทรวงอกของผม…



“ที่กูคบมึงเป็นเพื่อนเพราะพลังของมึงนั่นแหละ”



อีกฝ่ายผลักตัวผม



“กูบอกเลย มึงมันโง่ชะมัดที่ไม่ใช้พลังให้ประโยชน์ ความจริงแล้วแค่เข้ามึงกูยังไม่อยากเข้าใกล้เลย มึงมันตัวประหลาด!”



ผมอ้าปากอยากจะเถียงกลับไปหลายครั้ง แต่กลับเถียงไม่ออก นี่คือสิ่งที่เพื่อนของผมคิดมาตลอดอย่างงั้นเหรอ? นี่คือสาเหตุจริงๆ ที่มันไม่อยากให้ผมอ่านใจมันสินะ?



ข้างๆตัวผมมีคนคิดแบบนี้กับผมมาตลอด…



ผมพยายามคิดว่ามันล้อเล่น แต่ทุกสิ่งที่มันแสดงออกมารวมทั้งความคิดในใจมันแสดงออกมาให้ผมร้บรู้ว่า มันพูดจริง… มันแค่หวังผลประโยชน์จากตัวผมเท่านั้น ซึ่งทุกครั้ง ผมมักจะปฎิเสธ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำเลยสักนิด หนึ่งในนั้นก็คือโกงข้อสอบหรือชวนให้ผมไปเล่นพนันในเกมที่ใช้พลังของผมโกงได้ และอื่นๆอีกมากที่ผมพยายามจะลืมๆมันไป และแกล้งคิดว่าอีกฝ่ายแค่แกล้งเล่นเท่านั้น



ตอนนี้มันมองผมด้วยสายตาขยะแขยงผมก่อนจะผลักผมอีกครั้งจนไปชนผนังตึกเรียน



“มึงทำอะไร!”



ไอ้ภามเข้ามาผลักออก ก่อนจะเข้ามาขวางระหว่างผมกับไอ้ไปค์



“นี่เพื่อนมึงนะเว้ย!”



“กูไม่ได้คิดว่าพวกมึงเป็นเพื่อนมาตั้งแต่แรกแล้วโว้ย”



“มึงว่าไงนะ!”



“เหอะ…” ไอ้ไปค์แค่แค่นเสียงในลำคอก่อนจะปัดมือที่คว้าคอเสื้อของมันออก ก่อนจะเดินจากพวกผมไป



ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้…?



ผมค่อยๆนั่งลงกับพื้น แขนขาไม่มีแรง ผมอุตส่าห์ไว้ใจมัน เชื่อใจมันและเห็นมันเป็นเพื่อนสนิทอีกคนจริงๆนะ…



“เนียร์… โอเคไหม”



ไอ้ภามนั่งลงข้างๆผม ก่อนจะถามออกมา



“ภาม… แม้แต่มึงคิดว่ากูเป็นตัวประหลาดรึเปล่า?”



“มึงพูดอะไรเนี่ย”



“มึงก็อึดอัดเวลาอยู่กับกูใช่ไหม แม้แต่มึงก็ไม่อยากอยู่ใกล้ใช่ไหม” ผมปล่อยโฮออกมา



“มึง… มึงใจเย็นก่อน”



ไอ้ภามจับแขนทั้งสองข้างของผม



“มึงมองหน้ากู มึงมองตากู”



มันเปลี่ยนไปจับหน้าของผมให้มองหน้ามัน บอกให้ผมมองหน้ามองตามัน



“มึงลองดูว่า กูคิดแบบนั้นกับมึงไหม”



ผมคิดก่อนเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าไปมา



“แล้วกูคิดยังไงกับมึง?”



ผมสะอื้นก่อนจะบอกพูดออกมา



“มึงคิดว่ากูเป็นเพื่อน… เพื่อนที่รักมากที่สุด มึงไม่เคยรังเกียจหรือกลัวกู”



“ถูก!! เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น กูอยู่ข้างมึงเสมอ…



ผมซบหน้าใส่อ้อมแขนอีกฝ่าย ไอ้ภามลูบหลังผมไปมาราวกับจะปลอบประโลมผม



“มึงอยากจะอ่านใจกูตอนไหน มึงอ่านได้เลย กูไม่อึดอัด อย่างน้อยๆถ้าทำให้มึงสบายใจได้ว่ากูจะอยู่ตรงนี้ ไม่หนีไปไหน มันก็โอเค”



ผมพยักหน้าในอ้อมกอดภาม อย่างน้อยๆ เพื่อนคนนี้ของผมจะไม่หักหลังผม ไม่ทรยศผม จะอยู่ข้างๆผมต่อไป…



ในวันนั้น… ผมมารู้ทีหลังว่า… สาเหตุที่เพื่อนในห้องมองผมด้วยสายตาแปลกๆในตอนเช้าก็เพราะ ไอ้ไปค์ เพื่อน… ไม่สิ อดีตเพื่อนผม ไปตะโกนบอกเพื่อนคนอื่นก่อนที่ผมจะมาว่า ‘ไอ้เนียร์ มันตัวประหลาด มันอ่านใจคนอื่น พวกมึงก็ระวังตัวไว้เถอะ!’



โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีคนเชื่อคำพูดของมันเลย คงเป็นเพราะผมกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผม ไอ้ภาม ช่วยกันโกหกสร้างเรื่องไปเรื่อยว่ากำลังคิดพล็อตเรื่องสำหรับแต่งนิยายอะไรแบบนั้นไป ประกอบกับท่าทีเหมือนคนสติหลุดของมันทำให้คนอื่นยากที่จะเชื่อล่ะมั้ง



หลังจากวันนั้น… ผมก็ไม่เจอไอ้ไปค์อีกเลย ดูเหมือนว่ามันย้ายโรงเรียนกะทันหัน ด้วยเส้นสายของทางบ้านมัน เรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย อย่างน้อยๆ เหตุการณ์ในครั้งนี้ มันเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับผม……










#IHateHIM #RecallMyMemmory
********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ถ้าใครจำได้นะครับ

จะรู้ว่า ‘ไปค์’ คือตัวละครที่พูดถึงในฐานะ ‘เพื่อนเก่า’ ของเนียร์

แค่ไม่ได้เอ่ยชื่อเท่านั้นเอง

ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนแรกๆ ของเรื่องนี้เลยมั้ง

อืมมมมมมมม

ลงชื่อ Nzsquare


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 33
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: Hear Your Mind 19 | Another problem
«ตอบ #44 เมื่อ13-09-2020 19:24:49 »

ตอนที่ 19

Another problem







[ปัจจุบัน]



[ภาม]



ผมเคยไม่คิดไม่ฝันเลยว่า ไอ้ไปค์ จะมาเรียนต่อที่นี่ด้วย สีหน้าของไอ้เนียร์ตอนที่มันมาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง ออกแววเคืองๆ ทำให้ผมรู้สึกอยากไปต่อยไอ้ไปค์สักทีนึงค่อยว่ากัน



หลายปีก่อนหน้า พวกผมมีเรื่องกับไอ้ไปค์เล็กน้อย (เล็กน้อยจริงๆ) ไอ้คนเอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว แถมนิสัยเลว ทำให้ไอ้เนียร์เสียใจและผิดหวังไปนานหลายวันทีเดียว แต่หลังจากนั้นมันก็บอกว่าเริ่มรู้สึกโกรธมันมากกว่าที่ทำแบบนี้กับมัน



เฮ้อ… เจ้าคิดเจ้าแค้นมันไม่ดีนะเพื่อน



ผมถึงกับต้องปลอบมันว่า ปล่อยๆมันไปเหอะ คิดว่าบังเอิญโชคร้ายไปเจอมันละกัน ยังไงก็คงไม่เจอมันอีกแล้วล่ะ ผมพยายามคิดแบบนั้น แต่ถ้ามันมายุ่มย่ามกับเนียร์อีกล่ะก็ ผมไม่ปล่อยมันไว้แน่!



ตอนนี้ที่สำคัญกว่าอะไรที่สุดคือ ไอ้พี่เปอร์! ทำไมมันถึงรู้เรื่องนี้แถมมันยังเอาเรื่องนี้มาข่มขู่เนียร์อีก  แถมหลักฐานอะไรที่มันบอกว่าสามารถทำให้คนอื่นเชื่อได้? บัฟกันมากกว่ามั้ง?



ไม่สิ! พวกเราก็แค่ชิงตัดหน้าบอกก่อนแค่นั้นเอง!



“เนียร์ มึงก็แค่เป็นฝ่ายบอกไอ้ริทก่อนเลย!!” ผมพูดอย่างมั่นใจ จนทำให้คนตรงหน้าผมตาเบิกโพลง



“มึงจะบ้าเหรอ!”



“หรือมึงคิดว่า… จะปิดเรื่องนี้ไปตลอดล่ะ? มันก็เป็นไปไม่ได้ป่ะ?”



คำพูดนี้ทำเอาเนียร์นิ่งไป ผมรู้อยู่แล้วว่าเนียร์ไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดอะไรแฟนมันหรอก มันแค่กลัวว่าถ้าบอกแล้วทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม เฮ้อ… นี่แหละน้า เพื่อนผม กังวลเกินกว่าเหตุ



“เชื่อกูบอกไปเลย! ทีนี้พี่เปอร์จะได้ข่มขู่มึงไม่ได้!”



ไอ้เนียร์ทำหน้าคิดหนักกว่าเดิม ผมจึงพูดเสริมไปอีก



“กูรับรองเลยว่า พอริทมันรู้ความจริงเผลอๆจะออดอ้อนมึงมากกว่าเดิมอีก ทำนองว่าแบบเนียร์จ๋า นี่ไงรับรู้ได้ใช่ไหมว่ารักมากแค่หนายยย”



ผมพยายามพูดติดตลกให้เนียร์มันไม่คิดมาก ซึ่งมันได้ผล ไอ้เนียร์ยิ้มออกมา



“กูอ่านใจริทเตอร์ไม่ได้สักหน่อย…” เนียร์ถอนหายใจ



“เออๆ รู้แล้ว เดี๋ยวกูบอกริทเอง”



ก็แค่นั้นแหละ!!!



ผมพยักหน้าอย่างพอใจ






[เนียร์]



ถูกอย่างที่ไอ้ภามมันบอก จะช้าหรือเร็วผมก็ควรจะบอกแฟนของผม ริทเตอร์ อยู่ดี ดังนั้นสู้บอกตอนนี้ไปเลยดีกว่า แทนที่จะยอมให้โดนข่มขู่ แต่ถึงจะแบบนั้นก็เตรียมใจยากนะ



“เนียร์ ไม่ชอบอาหารอิตาเลี่ยนเหรอ?”



ริทถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผมเหม่อลอยขณะที่กินอาหารอยู่ ตอนนี้พวกผมสามคน ผม, ริทเตอร์ และไอ้ภาม นั่งอยู่ที่ร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนที่เปิดเพิ่งใหม่แถวมหาลัย



“เปล่าๆ อร่อยดี”



ผมใช้ส้อมม้วนเส้นพาสต้าขึ้นมาใส่ปาก จริงๆร้านใหม่นี้ถูกปากผมมากเลยนะ แต่พอคิดถึงเรื่องที่จะบอกเขาแล้วผมแอบกังวลเล็กๆไม่ได้ จนแทบจะไม่รู้รสอาหารเลย



“สงสัยจะเหนื่อยน่ะ พรุ่งนี้ก็วันจัดงานแล้วนี่นา” ไอ้ภามพูดขึ้นมา จริงๆผมว่ามันรู้แหละว่าผมกังวลเรื่องอะไร



“ได้ช่วยเนียร์ทำงานบ้างป่ะเนี่ย” ริทหรี่ตาลง ถามไอ้ภาม



“ก็เตรียมส่วนของตัวเองหมดแล้วอ่ะ แล้วส่วนของเนียร์ก็บอกว่าไม่ต้องอ่ะ!!”



ไอ้ภามงอแงเมื่อเห็นว่ามันถูกมองว่าเป็นคนไม่ช่วยเพื่อนทำงาน ท่าทีของมันทำให้ผมและริทหัวเราะออกมา ดูก็รู้แล้วว่าริทต้องการจะแซวเล่นเฉยๆ



“มึงนั่นแหละ ช่วยแฟนบ้างเปล่า?”



“ช่วยสิ! ช่วยเป็นแรงสนับสนุนทางใจ”  ริทเตอร์โอบไหล่ผม ทำเอาผมเขินนิดๆ นี่มันกลางที่สาธารณะนะ! แต่ก็นั่นแหละ… อย่างที่ผมพูดไป พอนึกถึงเรื่องที่จะต้องพูดแล้ว ความเขินอายก็เริ่มหายไป



ผมกระซิบข้างหูริท



“วันนี้กูไปนอนด้วยนะ”



คำพูดของผมทำให้ริทตาโตเหมือนสิงโตเห็นเหยื่อ จนผมรู้ตัวว่าพูดผิดไปเสียแล้ว



“แค่นอนเฉยๆ!!”



หลังจากออกจากร้าน พวกผมแยกย้ายกันโดยที่ก่อนจากกับไอ้ภามมันส่งสายตาให้ผม เป็นการเตือนผมว่าให้บอกสักที ผมต้องบอกอยู่แหละน่า แต่คำพูดสวยๆที่จะอธิบายให้ริทยอมเข้าใจมันไม่ใช่ง่ายๆนะ เผลอๆพูดไปนึกว่าผมล้อเล่นหรือเล่นมุขรึเปล่าเถอะ!



“เชิญคร้าบ”



“หือ…!?”



ผมเพิ่งได้สติ ตอนนี้ริทเตอร์เปิดประตูรถยนต์ให้ผม และผายมือเชิญผมขึ้นรถ เดี๋ยวนะ? เขามีรถขับด้วยเหรอ แล้วมอเตอร์ไซค์ล่ะ!



“รถคันนี้?”



“รถคันนี้ พ่อซื้อให้น่ะเพราะบังเอิญว่าคะแนนมิดเทอมได้ท็อปหมดทุกตัวน่ะ แบบนี้เนียร์จะได้นั่งสบายกว่าด้วย ถึงจะลำบากเรื่องที่จอดเล็กน้อยก็เถอะ”



รูปหล่อบ้านรวยไปไหน!! ผมพยักหน้าอย่างอึ้งๆ ก่อนจะขึ้นรถไปอย่างมึนๆ ส่วนเขาก็ปิดประตูฝั่งผมให้เสร็จสรรพก่อนจะเดินมาขึ้นรถฝั่งคนขับแล้วสตาร์ทรถขับออกไปทันที



ระหว่างทางผมก็พูดคุยกับริทตามปกติจนกระทั่งบทสนทนาเงียบลง… และริทเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน



“เนียร์…”



ริทดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา”



“เนียร์มีอะไรจะบอกเราไหม?”



ผมรู้สึกเลยว่าตัวเองเงียบไปนานมาก หรือว่าริทเตอร์รู้เรื่องของผมแล้ว? ผมเริ่มรู้สึกกลัวและนิ่งไปนานมาก ริทเองก็ไม่ได้คาดคั้นคำตอบอะไรจากผม รอผมตอบอย่างเงียบๆ ในที่สุดผมก็กล้าจนพูดออกมา



“กู… กูไม่เหมือนคนอื่น”



อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ



“คือ……”



“………”



“คือกู…”



“………”



“กูสามารถอ่านใจคนอื่นได้…” ผมกลั้นใจพูดออกไป อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้วตอนนี้ อีกฝ่ายชายตามองผมก่อนจะพูดต่อ



“งั้นที่ผ่านมาก็แสดงว่ารู้สิ่งที่เราคิดในใจมาตลอดน่ะสิ”



“ไม่… ไม่ใช่นะ กูอ่านใจคนอื่นได้ แต่มึงเป็นคนเดียวที่กูอ่านใจไม่ได้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน”



“งั้นทำไมไม่บอกเราแต่แรก”



“…………”



คราวนี้ผมเงียบไป กอนจพูดออกมา



“กูกลัวว่ามึงจะเกลียดหรือว่ารู้สึกอึดอัดเวลาอยู่กับกู…”



“เราเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเชื่อใจเนียร์เสมอ”



คำพูดนี้เหมือนกับจะเสียดสีผมกลายๆ ริทเตอร์จะสื่อว่า เพราะผมไม่เชื่อใจเขาเลยไม่ยอมบอกงั้นเหรอ?



“ขอโทษ…” ผมพูดเสียงค่อย ผมรู้สึกผิดจริงๆ ริทเองก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก จนบทสนทนาเงียบลงจนกระทั่งถึงคอนโดของริท จนเข้าที่เรียบร้อย



“เราบอกแล้วไง เราเชื่อใจเนียร์”



เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวผมไปมา



“ตอนแรกเราไม่เชื่อหรอกนะ แต่พอเนียร์เป็นคนพูดเองแบบนี้ยังไงก็ต้องเชื่อล่ะนะ ถึงจะไม่พอใจนิดๆก็เถอะที่รู้เรื่องนี้จากคนอื่น ไม่ใช่จากตัวเนียร์เอง…”



น้ำตาเริ่มมาที่ขอบตาผม ผมยอมใจริทจริงๆ



“แล้วใครเป็นคนบอกเหรอ?”



ริทเตอร์ลังเลนิดหน่อยแต่ก็ยอมพูดออกมา



“ก็ไอ้รุ่นพี่คนนั้นนั่นแหละ ไปรู้มาจากไหนกันนะ ดูๆแล้วเนียร์หรือไอ้ภามก็ไม่น่าจะหลุดปากง่ายๆด้วย”



ผมขมวดคิ้วนั้นแหละที่ปัญหา ถ้ายังไม่รู้ว่าใครเป็นคนบอก ต่อไปอาจจะมีคนที่สอง คนที่สามโผล่มาเรื่อยๆก็ได้และยิ่งยุคนี้ข่าวลือต่างๆก็แพร่เร็วเสียด้วย ปกติแล้วเรื่องแบบนี้ไม่มีใครเชื่อกันหรอก แต่ว่า… สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างกลัวคือ… สิ่งที่อยู่ในมือของพี่เขาตังหาก



“หลักฐาน…”



ผมพึมพำออกมา



“พี่เขาเอาอะไรมายืนยันรึเปล่า คงไม่น่าจะพูดลอยๆว่ากูอ่านใจได้หรอกนะ”



ริทเตอร์ทำหน้านึกก่อนจะส่ายหัว



“ก็ไม่นี่ เหมือนต้องการพูดให้เราไขว้เขวมากกว่า”



ผมไม่รู้จริงๆว่าพี่เขามีไพ่ในมืออะไรอีกรึเปล่า หลักฐานที่ว่าคืออะไรกันแน่?



อืม………



ค่อยว่ากันแล้วกัน! ตอนนี้ผมไม่รู้สึกกลัวเท่าไรแล้ว เพราะผมมีทั้งไอ้ภามและริทเตอร์ที่พร้อมจะช่วยเหลือผมเสมอ ผมยิ้มเล็กๆในใจ ผมรู้สึกเป็นคนโชคดีจัง…






พวกผมที่อาบน้ำกันเสร็จเรียบร้อยก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแสนนุ่ม เขาค่อยๆเลื่อนมือมาจับมือผม



“พรุ่งนี้สู้ๆนะ”



คุณชายมากสเน่ห์อวยพรผมให้กับงานในวันพรุ่งนี้ ใช่แล้ว… นี่คือสิ่งที่ผมอยากได้จากอีกฝ่าย ผมถึงมาในวันนี้ นั่นคือ กำลังใจจากคนที่เรารัก…



ริทพลิกมากอดผมไว้ ก่อนจะหอมแก้มผมฟอดใหญ่



“แฟนใครเนี่ยน่ารักจัง”



และ… เริ่มไซร้คอผม



“พอก่อนๆ พรุ่งนี้มีงานหนักอีก เดี๋ยวไม่ไหว!”



“หืมมมมม”



“เอ่อ หมายถึงว่าควรรีบๆนอนได้แล้ว เดี๋ยวตื่นไม่ไหว ไปง่วงงาวหาวนอนหน้างานอีก” ผมรีบเปลี่ยนคำพูดเมื่อตัวเองพูดเองแล้วได้ยินคำแปลกๆที่ตีความได้หลายความหมาย ทำเอาริทเตอร์หุบยิ้มไม่ได้



“อ่ะๆ นอนก็นอน”



อีกฝ่ายพลิกตัวกับไปนอนตามปกติ ผมหันไปมองริทที่กำลังนอนหลับตาอยู่ เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าถูกจ้องอยู่จึงหันมาหาผมก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น ประมาณว่า มีอะไรเหรอ?



“ขอนอนจับมือได้ไหม?”



ริทยิ้มบางๆ ก่อนจะเลื่อนมือขวาของตัวเองมาจับมือซ้ายของผม แทนคำตอบ แค่เพียงเท่านี้ผมก็รู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้นเยอะเลยล่ะ…







วันรุ่งขึ้น เมื่อผมตื่นมา ผมก็รีบมุ่งหน้าไปคณะตัวเองทันที ส่วนสาเหตุที่ไม่ต้องแวะหอของผมไปเอาชุดของผมเองก็เพราะที่หอริทมีเสื้อผ้าของผมเก็บสำรองไว้ด้วยทั้งชุดลำลองและชุดนักศึกษาอยู่แล้ว



แน่นอนว่า ริทเตอร์ไปส่งผมถึงคณะเลย ดังนั้นคงไม่รอดที่จะพ้นสายตาของเพื่อนๆแต่ละคนของผม ผมว่าผมอุตส่าห์มาเช้าสุดๆแล้วนะ ยังมีคนมาถึงก่อนผมอีกเหรอเนี่ย?
   


และทันทีที่ผมก้าวเท้าลงจากรถ…



“แน่ะ เนียร์ ใครมาส่งอ่ะ”



“ร้ายมากกกก”



“อิจฉานะเนี่ย”



“อร้ายยย ฟินนน”



แต่ละคนนี่ Energy สุดๆ ทำงานไปเซ่!!!



ผมหยิบมือถือออกมาดูเวลาตอนนี้ตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงนิดๆเอง งานเริ่มตั้งเก้าโมง ยิ่งส่วนของผมคือตอนบ่ายของทั้งสองวัน แต่ผมต้องมาเตรียมงานก่อนอยู่แล้ว



ผมทักทายเพื่อนๆพอเป็นพิธีก่อนจะมุ่งหน้าไปสถานที่จัดงานของผม ผมรับผิดชอบห้องประชุมที่ผมเชิญรุ่นพี่ปีสูงๆและอาจารย์มาแนะนำให้ความรู้ต่างๆ รวมถึงดูแลความเรียบร้อยของงาน



ผมขึ้นไปบนห้องประชุมดูเหมือนว่าสถานที่จะเริ่มจัดเตรียมแล้วผมสำรวจสภาพห้องรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆทั้งไมค์และเครื่องเสียงเสร็จสรรพ เหลือเวลาอีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัดกับรุ่นพี่กับอาจารย์มาเตรียมตัวสำหรับช่วงบ่าย



ผมจึงตัดสินใจแวะไปหาไอ้ภามก่อนละกัน…



“อ้าว… ไอ้เนียร์ว่างเหรอมาหาเนี่ย”



“เตรียมพร้อมหมดแล้ว เหลือแค่รอเวลาอ่ะ”



ผมเดินเข้าห้องประชุมอีกห้องหนึ่ง ที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องแนะแนวน้องๆขนาดใหญ่ แยกเป็นโต๊ะๆกระจายทั่วห้องพร้อมกับรุ่นพี่สองคนต่อหนึ่งโต๊ะกับน้องๆที่เข้ามาปรึกษา



สภาพในห้องตอนนี้ดูวุ่นวายไปหมด เพราะเต็มไปด้วยน้องๆมัธยมที่เข้ามาปรึกษาหรือขอแนวทางจากปีหนึ่งจากพวกผม จนรู้สึกว่าจำนวนพี่ไม่พอกับจำนวนน้องเท่าไรนัก



“มาๆ งั้นมานั่งนี่ ช่วยกันก่อน”



ไอ้ภามยิ้มร่าก่อนจะลากผมมานั่งตอบคำถามน้องด้วย



“พี่ก็ปีหนึ่งเหรอครับ?”



น้องมอปลายคนหนึ่งถามขึ้น ผมยังไม่ทันจะตอบ ไอ้ภามก็แย่งตอบเรียบร้อย



“ใช่แล้ว คนนี้เพื่อนซี้พี่เลยล่ะ”



“เป็นแฟนกันป่ะเนี่ย”



น้องคนนั้นแซวพวกผม (อีกแล้ว) หลายๆคนชอบเข้าใจผิด (โว้ยยยย)



“ผิดผี! ผิดผีแรงมากน้อง” ไอ้ภามรีบสะบัดผมออก ทั้งๆที่ตัวเองเป็นฝ่ายเข้ามาโอบแท้ๆ



“งั้นผมจีบพี่ได้ป่ะ”



“เหอ?” ผมเหวอ น้องเอาแบบนี้เลยเหรอคร้าบ บุกแรงมาก ตรงมาก ตรงเกินไปแล้ว



“ไม่ได้ๆ เพื่อนพี่น่ะนะ…”



ไอ้ภามรีบโบกมือไปมา



“มีแฟนแล้ว…”



ริทเตอร์โผล่มาจากไหนไม่รู้ มายืนด้านหลังผม พร้อมพูดต่อจากไอ้ภามเสร็จสรรพ แม้แต่ผมก็สะดุ้งเหมือนกันนะ น้องเองก็เหวอไปแล้ว



“และแฟนคนนั้นคือพี่เอง” ริทโอบกอดผมทำให้น้องตรงหน้ายิ้มไม่หุบ



“แหม ผมอิจฉาเลยนะพี่”



ส่วนไอ้ภามนั่งยิ้มมองผมด้วยสายตารำคาญคนมีผัวตั้งแต่เมื้อกี้แล้ว ผมล่ะเหนื่อยใจกับมันจริงๆ  ส่วนริทก็แค่ยักคิ้วให้น้องเท่านั้นเอง…



“มึง… ไม่ไปทำงานคณะเหรอ?” ผมถามด้วยความสงสัย ได้ยินมาว่าคณะวิศวะปีนี้จัดงานอลังการพอสมควร ดังนั้นน่าจะต้องใช้จำนวนคนช่วยเยอะแน่ๆ อีกฝ่ายยิ้มให้ผม



“ตอนนี้ไม่ใช่เวรของเราน่ะ”



“อ่อออ”



น่าจะแบ่งคนสลับกันไปดูแลเหมือนคณะผมนี่แหละ แต่บังเอิญว่าผมเป็นหัวหน้าจึงต้องอยู่ดูแลทั้งวันนั้นแหละนะ…



“อ้าวๆๆ น้องเนียร์กับริทเตอร์ บังเอิญจังเลย~” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ก่อนที่พวกผมจะหันไปมองโดยพร้อมเพียงกัน คนๆนั้นก็คือ…



“พี่เชอรี่!!”



“ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็นจริงสินะ หึๆ”



 อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอ ก่อนจะจ้องผมสลับกับริทไปมา



“ตอนวันเฟรชชี่เกม มีคนบอกว่าพวกน้องสองคนกำลังจีบกัน มีคลิปด้วยนะ หึๆๆ ดูยังไงก็เกินกว่าเป็นเพื่อนกันไปแล้ว มีอะไรจะแก้ตัวไหม”



ผมกับริทเตอร์หันมามองหน้ากันและหันแวบนึงโดยมิได้นัดหมายก่อนจะหัวเราะออกมา



“มีสิครับ! ไม่ใช่กำลังจีบ แต่……” ริทเตอร์เว้นวรรคให้ผมพูดต่อ



“เป็นแฟนกันแล้วครับ…”



พี่เชอรี่หุบยิ้มไม่อยู่ แต่ก็พอดูออกว่าพยายามจะเก๊กนิ่งครึมไว้ พร้อมกับหยิบกล้องออกมา



“วันนี้ พี่จะตามถ่ายคิ้วท์บอยแต่ละคณะน่ะ ไหนๆก็บังเอิญเจอทั้งคู่ทั้งที ขอถ่ายน้องสองคนไปลงเพจหน่อยละกัน!”



“อ้าว! พี่! แล้วผมอ่ะ!?” ไอ้ภามที่อยู่ข้างๆ โวยวายขึ้น เมื่อเห็นว่าตัวเองโดนผลักไสไม่ได้ถ่ายด้วย



“ทีละคน เอ้ย! ทีละคู่สิ! จะไปแทรกกลางทำไมกัน!” พี่เชอรี่โวยวายกลับ ก่อนจะรัวกดถ่ายรูปพวกผมสองคน



“ให้คนถ่ายเดี่ยวอ่านะ?”



“ก็ไปหาคู่มาสิ! อย่าคิดว่าไม่รู้นะ! กับ… คนนั้นๆน่ะ!”



คำพูดนี้ทำเอาไอ้ภามช็อกไปแล้ว หรือว่าหมายถึงพี่ไนท์กันนะ? อาจจะบังเอิญเจอเดินคู่กันสองต่อสองต่อไปเที่ยวอย่างนั้นเหรอ อืม… สายข่าวของพี่เชอรี่นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ



“ถ่ายคนเดียวก็ได้…”



จู่ๆไอ้ภามก็ว่านอนสอนง่ายขึ้นมาเลย…







เพื่อให้ไม่เป็นการรบกวนคนอื่นมากเกินไป (เพราะคงไม่ได้ช่วยงานแน่ ได้แต่เล่นกับริทชัวร์! ผมรู้สึกแบบนั้น) ผมจึงเลือกที่จะออกจากห้องมาดีกว่า ผมกับริทเตอร์ออกมานั่งหลบคนด้านนอกตึกแต่วันนี้ทั่วทั้งมหาลัยจัดงานจึงไม่แปลกที่จะเกินไปมุมไหนก็มีคนเต็มไปหมด



ผมจึงหนีกลับไปบนห้องประชุมของผมเอง อย่างน้อยๆก็มีแอร์อ่ะนะ



“อ้าว น้องเนียร์ ไปไหนมาครับ?” เสียงที่ดูนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความน่ากลัวดังขึ้น พี่เปอร์นั่นเอง…



“ทำไมพี่มาเร็วล่ะครับ”



ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด ไม่ได้แสดงความรังเดียจหรือสนใจพี่เขาออกมา แต่เหมือนข้างๆคนจะคุมอารมณ์ไม่อยู่เท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา



“อ้าว คนๆนี้ไม่ได้อยู่คณะเราไม่ใช่เหรอ?” พี่เปอร์พูดเพราะรู้อยู่แล้วว่ามีคือใคร แต่ผมอดที่จะพูดออกมาไม่ได้



“นี่แฟนผมครับ”



ชายตรงหน้าอึ้งไปเล็กหน้าน้อย ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา



“พี่บอกแล้วไง ว่ามีแฟนแล้วก็เลิกได้!”



ประโยคหลังหันไปหาริทเตอร์เสียด้วย ทำให้แฟนผมไม่ทนอีกต่อไป



“ไอ้เหี้Xนี่! นั่นปากเหรอ?” ริทคว้าคอเสื้อพี่เปอร์เข้าหาตัว อารมณ์โกรธโมโหของเขานี่ ผมเพิ่งจะเจอครั้งแรก ทำเอาผมสะดุ้งเหมือนกันนะ ส่วนพี่เปอร์ไม่ได้ดูตกใจอะไรนัก แค่เพียงพูดเบาๆ



“จะชกเหรอ? เอาเลยสิ ทุกคนที่นี่จะได้รู้ว่านายเป็นคนยังไง? ที่สำคัญนิสัยแบบนี้เนียร์เอาเป็นแฟนได้ยังไงเนี่ย”



ริทเตอร์ยังไม่ยอมปล่อยมือ ผมกลัวว่าจะเกิดการชกต่อยขึ้นจริงๆ ผมจึงต้องรีบหยุดริทเอาไว้



“ใจเย็นๆไว้ นี่มันกลางงานนะ”



เขาเลยยอมปล่อยมือตามคำพูดของผมจนได้ ถึงแม้ว่าสายตาจะยังเคืองอยู่ก็เหอะ



“เมื่อวาน ก็เล่าแล้วนี่ ไม่นึกว่าจะยอมรับเรื่องแบบนั้นได้ง่ายๆเลยนะ หรือไม่ยอมเชื่อกัน”



“เชื่อสิ แต่มันไม่สำคัญอะไรสักหน่อย เนียร์ก็คือเนียร์!”



“เหอะ! น้ำเน่า…”



พี่เปอร์แค่นเสียงเหอะ ก่อนจะตบบ่าริทเตอร์เบาๆ



“ยังไงก็ระวังตัวไว้ละกัน”



คำพูดทิ้งท้ายทำให้ผมรู้สึกอึดอัด






ถึงผมจะกังวลว่างานจะราบรื่นไปได้ด้วยดีรึเปล่าก็เถอะ แต่อย่างน้อยพี่เปอร์ เขาก็ตั้งใจพูดจนงานส่วนของผมออกมาสำเร็จไปได้อย่างราบรื่น



หลังจากผมเคลียร์ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมร่ำลาและกล่าวขอบคุณทั้งอาจารย์แลรุ่นพี่ที่มาช่วยในวันนี้ ก่อนจะผมก็เดินลงจากตึกลงมา โชคดีที่พี่เปอร์หายไปไหนไม่รู้หลังจากพูดเสร็จ



“เนียร์…”



ผมหยุดเดินในทันทีแต่ไม่ได้หันหลังกลับไป แค่เสียงผมก็รู้แล้วว่าคนที่เรียกผมคือ… ไอ้ไปค์ มันคงจะเห็นเอกสารที่ผมทำหล่นวันนั้น มันถึงรู้ว่าผมเรียนอยู่คณะอะไร และทำให้มันมีโอกาสมาดักรอผมในตอนนี้



“มีอะไร?”



ผมใช้น้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ ผมพูดกลับโดยที่ไม่แม้แต่จะหันไปมอง ตอนนี้ไอ้ไปค์เป็นฝ่ายเดินมาด้านหน้าผมแทน



“ขอคุยด้วยหน่อยสิ”



“แต่กู! ไม่มีอะไรจะคุยกับมึง!”



“แปปเดียว…”



สายตาของอีกฝ่าย… ทำไมถึง… จนผมรู้สึกลังเลนิดหน่อยก่อนจะยอมคุยด้วย ก่อนจะย้ายไปหาที่นั่งคุยกันสองต่อสอง ผมนั่งนิ่งไม่แม้แต่จะมองหน้ามันหรอก จนในที่สุดไอ้ไปค์เป็นฝ่ายพูดขึ้น



“กู… ขอโทษ”



ผมเงยหน้ามองมัน ผมไม่อยากเชื่อว่าคนแบบมันจะยอมขอโทษผม มันวางแผนอะไรอีกละ แต่… ครั้งนี้ก็เหมือนกับตอนนั้น คือ… มันไม่ได้โกหก มันขอโทษผมจากใจจริงๆ



“วางแผนอะไรอีกล่ะ”



“ไม่มี…”



ผมมองตามัน ต้องการจะอ่านสิ่งที่มันคิดให้ออก



“ครั้งนี้มึงอ่านใจกูได้เลย กูไม่มีอะไรจริงๆ กูแค่…ต้องการขอโทษมึง…”



ใช่… ผมก็อ่านใจได้แบบนั้นเช่นกัน



“ตั้งแต่วันนั้น กูรู้สึกผิดมาตลอด พยายามจะติดต่อมึงตลอด… แต่ก็โดนบล็อกทุกช่องทาง ทุกอย่างยิ่งตอกย้ำกูว่ากูทำอะไรสิ้นคิดไปซะแล้ว… กูเสียเพื่อนที่ดีไปแล้วคนนึง ถึงตอนนั้นกูยอมรับว่า กูกลัวมึงแต่พอมาคิดๆดีแล้วมึงไม่ใช่คนที่แย่หรือเลวอะไร เป็นคนดีซะด้วยซ้ำ



“แต่กู! ไม่ได้นับมึงเป็นเพื่อนแล้ว!”



มันหน้าเสียนิดหน่อยก่อนจะพูดว่า



“กูรู้อยู่แล้วล่ะ… กูไม่ได้ต้องการให้มึงยกโทษให้ กูแค่อยากขอโทษมึงเรื่องเมื่อตอนนั้นกับอีกเรื่องนึง…”



อีกเรื่องหนึ่ง?



“เรื่องพี่……”



“ไปค์…”



พี่เปอร์เดินเข้ามาหาพวกผมด้วยสีหน้าประหลาดใจซึ่งผมเคยเห็นพี่เขาทำหน้าแบบนี้เป็นครั้งแรก… เดี๋ยวนะ หรือว่า… ไปค์เป็นน้องชายของพี่เปอร์!?



เมื่อไปค์เห็นผมดูตกใจ จึงรีบอธิบาย



“พี่เปอร์คือพี่กูเอง”



พี่เปอร์เผยสายตาไม่ชอบใจผมออกมาอย่างชัดเจน



“พี่กลับไปก่อนเถอะ”



ถึงพี่เปอร์จะดูไม่พอใจนักแต่ก็ยอมเดินหลบไปก่อน



“ขอโทษนะ ดูเหมือนพี่กูจะมายุ่มย่ามกับชีวิตเนียร์ กูเพิ่งรู้เมื่อวานนี้เอง ว่าพี่เขากำลังทำอะไรอยู่ พี่เขาไม่ชอบเนียร์ เพราะกูไม่ชอบมึง… ในตอนนั้นน่ะนะ”



มันถอนหายใจก่อนจะพูดต่อว่า



“กูเลยมาขอโทษมึงนี่ไง พี่เขายังเข้าใจผิดว่ากูไม่ชอบมึงอยู่ แต่ตอนนี้กูบอกพี่เปอร์ไปละ ถึงดูจะยังยอมรับไม่ค่อนได้นิดๆก็เถอะ”



“แล้วทำไมพี่เปอร์ถึงมาออกตัวแรงขนาดนั้นล่ะ”



“กู… กูไม่รู้”



อืม… ไอ้ไปค์ไม่รู้จริงแฮะ แต่สิ่งที่มันทำกับผมในวันนั้นจะให้ผมยกโทษให้ง่ายๆงั้นเหรอ โชคดีที่วันนั้นไม่มีใครเชื่อที่มันพูด… ถ้ามีคนเชื่อละก็ผมเองก็จนปัญญาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อเหมือนกัน



“กูพูดสิ่งที่กูอยากพูดไปหมดแล้ว กูไม่ขอที่จะให้มึงยกโทษให้กูหรือเห็นกูเป็นเพื่อนอีก กูแค่ต้องการขอโทษมึงเท่านั้น”



พูดจบมันก็ลุกแล้วเดินไปทันที ปล่อยให้ผมนั่งอยู่ที่เดิมนั่งคิดอะไรไป… จนริทเตอร์โทรตามผม



“อยู่หน้าคณะแล้วน้า โทษทีในมอรถติดมากเลย”



“โอเคๆ”



ไม่แปลกที่จะรถติดเพราะวันนี้ผู้คนจากหลายๆที่มารวมกันดูงานมหาลัยในวันนี้ ผมลุกไปที่หน้าคณะ ถึงได้เห็นสองคนยืนคุยกัน ซึ่งทั้งคู่ผมรู้จักดี



ริทกับพี่เปอร์!



ผมรีบวิ่งไป กลัวว่าทั้งคู่จะมีเรื่องกันอีก ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันอยู่แต่ผมโล่งใจที่เมื่อผมไปถึงพี่เปอร์ก็กำลังจะเดินจากไปพอดี พี่เขาหันมาพูดกับผมว่า…



“พี่จะไม่ยุ่งกับน้องอีก แล้วก็… ขอโทษละกัน”



พี่เปอร์ขอโทษผม? กว่าผมจะตั้งสติได้ พี่เปอร์ก็เดินไปสักพักแล้ว จนพี่เขาหยุดเดินเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนหันมาบอกผมว่า…



“เรื่องหลักฐานน่ะ หมายถึงไปค์นั่นแหละ เป็นพยานบุคคล แต่…ก็นะ ไม่ใช่หลักฐานที่เป็นรูปธรรมพอที่จะข่มขู่เนียร์หรอก”



เอ๋? งั้นก็แสดงว่า… บัฟกันงั้นเหรอ!!!



พี่เปอร์หัวเราะก่อนจะเดินไป



“ขอโทษแค่นี้คิดว่าจะหายเหรอ?”



ริทเตอร์บ่นพึมพำในระดับที่ผมได้ยิน



“เมื่อกี้คุยอะไรกันเหรอ?”



“เปล่านี่ ขึ้นรถกันเถอะ”



ริทยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับลูบหัวผม (อีกแล้ว) ก่อนจะเปิดประตูรถฝั่งผมให้เหมือนเดิม



“เชิญคร้าบ~ คุณชายเนียร์”



เขาทำเป็นเหมือนผมเป็นคุณชายลูกคุณหนูที่ไหนสักแห่ง ผมจึงตอบกับไปว่า



“ขอบคุณครับ คุณพ่อบ้าน”



“ไหงเรากลายเป็นพ่อบ้านไปแล้วล่ะ”



ผมไม่รู้หรอกนะว่าผมควรจะยกโทษให้ไอ้ไปค์รึเปล่า แต่มันเป็นคนช่วยพูดกับพี่เปอร์ให้ และมันก็สำนึกผิดจากใจแล้วจริงๆ



แต่คนใจอ่อนอย่างผม คงจะแอบยกโทษให้ลึกๆในใจแล้วมั้ง…






[ไนท์]



ชีวิตสองวันนี้ของผมวุ่นวายสุดๆ ไม่สิ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ในช่วงเตรียมงานแล้วมั้ง หน้าที่ของผมก็ไม่ได้มีอะไรเยอะแยะหรอกก็แค่ให้ความรู้น้องๆที่มาดูงานในครั้งนี้เท่านั้น ก็แค่พูดไปที่เรียนมาในแบบภาษาที่เข้าใจง่ายๆ



เนื่องจากผมต้องเตรียมงานทำให้ช่วงนี้ ผมไม่ค่อยได้นัดไปกินข้าวกับภามเทาไรนัก เจ้าตัวเองก็ดูเหงาๆแหละเพราะแม้แต่เพื่อนสนิทของภามก็ต้องประชุมและติดต่อประสานงานเหมือนกัน



ยังไงก็ตาม… หลังจบงานนี้ผมก็ว่างขึ้นแล้ว ภามจะได้ไม่น้อยใจ (ถึงเขาจะไม่บ่นก็เถอะ)



นั่นไง พูดถึงก็มาแล้ว…



“พี่ไนท์ รอนานไหมมมม”



เสียงสดใสดังขึ้น ภามโบกมือให้ผมอย่างร่าเริง ผมยืนรอภามได้สักพักเองปกติผมเป็นคนชอบไปก่อนเวลาอยู่แล้วจึงดูเหมือนว่าภามมาสายมากกว่า



“เพิ่งมาถึงน่ะ”



ตอนนี้พวกผมอยู่ที่หน้าห้างที่เดิมที่พวกผมชอบมา ภามยังยิ้มไม่หุบเลยตอนนี้คงเป็นเพราะวันนี้แตกต่างจากวันอื่นๆก็คือ วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเป็นฝ่ายชวนภาม คงไม่แปลกที่ภามจะดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ



ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกผมมาไกลขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะยังไม่ถึงขึ้นจับมือหรืออะไรขนาดนั้น แต่ผมก็เปิดใจขึ้นเยอะแล้วล่ะ หลังจากเหตุการณ์นั้นที่มำให้ผมเสียใจมาถึงทุกวันนี้



“วันนี้อยากทำอะไรบ้างล่ะ”



“ดูหนัง! เล่นเกม! หาไรกินกัน แล้วก็ร้องเพลง! เอ่อ… ไม่ร้องเพลงดีกว่า”



ท่าทางของภามทำให้ผมอดยิ้มในใจไม่ได้ ก่อนจะบอกต่อว่า…



“ดูหนังไว้คราวหน้าดีกว่ามั้ย ช่วงนี้ยังไม่มีหนังที่ภามชอบเข้าโรงหรอกนะ”



“แล้วแต่พี่เลย~”



ภามที่ดูตามใจผมทุกอย่างทั้งๆที่อยากทำโน่นทำนี่ มันช่างน่ารักจริงๆ…



“แต่ก่อนอื่น ผมขอตัวไปห้องน้ำแปปนึงนะ อั้นมาตั้งแต่เมื่อกี้ละ”



พูดจบภามก็รีบวิ่งไปทันที



ผมอดส่ายหัวให้กับความใสซื่อของภามไม่ได้ ก่อนจะหยิบกล่องเล็กขนาดเท่าฝ่ามือออกมา แล้วเปิดออกดู… เป็นสร้อยคอที่มีลักษณะคล้ายของตัวผมเองที่ใส่อยู่ ดูเป็นคู่กัน



ผมเผลอยิ้มออกมา… เมื่อคิดว่าภามจะทำหน้ายังไงเมื่อรู้ว่าผมให้สร้อยคอเส้นนี้



#AnotherProblem #NotAgain
********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ช่วงนี้เรียนค่อนข้างหนักมาก

อาจจะขอ หนึ่งถึงสองสัปดาห์ในการลงหนึ่งตอน นะครับ

ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย :3

ลงชื่อ Nzsquare

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 19
«ตอบ #45 เมื่อ13-09-2020 19:41:35 »

 o13

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด