Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 24
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 24  (อ่าน 5562 ครั้ง)

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 14 | Eat my popcorn !!!
«ตอบ #30 เมื่อ08-08-2020 13:24:48 »


[เนียร์]



‘ก็อกๆๆ’



ผมตื่นเพราะเสียงเคาะประตูห้องที่ดังขึ้น ผมบิดขี้เกียจตามประสาคนเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า จนรับรู้ได้ความเจ็บที่แขนกับท้อง



“โอ้ยๆๆ”



ผมลืมไปว่าเมื่อวานผมโดนคนรุมกระทืบระหว่างทางกลับหอนี่นา… และตอนนี้ผมกำลังนอนอยู่บนเตียงกับริท… เมื่อวานผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย ถึงผมจะยืมชุดใหม่จากริทก็ตาม แต่ผมดันเผลอหลับไปก่อนเสียได้



ผมพลิกตัวไปด้านข้างก็เห็นริทเตอร์กำลังนอนหันหน้ามาทางผมเช่นกัน ตอนเขากำลังหลับก็น่ารักไปอีกแบบ ไม่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่พร้อมจะแกล้งผมได้ทุกเมื่อ ตอนนี้ดูเหมือนเป็นเด็กน้อยเลยล่ะ…



‘ก๊อกๆๆๆ’



ผมสะดุ้งอีกครั้ง เออใช่… ผมตื่นเพราะมีคนมาเคาะประตูห้องนี่หว่า เอาไงดี? เจ้าของห้องก็กำลังนอนหลับอุตุสบายใจอยู่ตรงนี้ ถ้าผมลุกไปเปิดประตูเองก็ดูจะเสียมารยาทต่อเจ้าของห้องไปหน่อย



“ริท ริททท มีคนมาเคาะประตู” ผมเขย่าริทที่นอนอืดไปมา



“อือ… จะนอน…” เจ้าของเสียงขี้เซาพึมพำออกมา ก่อนจะพลิกตัวไปหันอีกด้าน



‘ก๊อกๆๆๆๆๆ’



โอเค! ผมไปเปิดเองก็ได้ ผมลุกออกจากเตียง มุ่งหน้าไปที่ประตูห้อง ระหว่างเดินผ่านโซฟา ผมเห็นไอ้ภามกำลังนอนอืดบนโซฟายาวอยู่อีกคน! เสียงเคาะประตูดังขนาดนี้ยังไม่ตื่นอีกเหรอ! เห้อ! แต่ละคน…



เมื่อวานไอ้ภามนอนค้างที่นี่ เพราะริทเตอร์เห็นว่ามันดึกแล้ว จะกลับตอนนี้มันก็ค่อนข้างอันตราย แถมหอของพวกผมก็ไกลจากที่นี่พอสมควรด้วย ก็เลยให้ค้างที่นี่ไปเลย…



จริงๆตอนแรก ริทจะให้นอนบนเตียงกับพวกผมด้วย (มีการแอบกระซิบถามผมว่าโอเคเปล่า ก่อนจะบอกไอ้ภามอีกด้วย) เพราะขนาดเตียงนอน สามารถนอนได้สามคนสบายๆ แต่ไอ้ภามปฎิเสธตามที่ผมคาดไว้ แถมยังยืนยันอีกว่าจะนอนที่โซฟาข้างนอก ไม่อยากเป็น กขค. ของพวกผม (คำพูดเดิมๆ!!)



กขค. อะไรล่ะ! ผมเจ็บอยู่นะ มันคิดว่าผมจะแอบทำอะไรกับริทรึยังไง! เอ้ย! ไม่ใช่สิ! ถึงผมไม่เจ็บก็ไม่มีอะไรกันทั้งนั้นแหละ!



‘ก๊อกๆๆๆๆ’



“ครับๆ มาแล้วๆ”



ผมเปิดประตูออก ผมละยอมใจคนที่รอหน้าห้องจริงๆ ยืนรอนานขนาดนี้ ถ้าเป็นผมคงจะคิดว่าไม่อยู่ห้อง หรือไม่ก็โทรหาเจ้าของห้องตรงๆไปเลย



“มิ้นท์…”



“อ้าว! เนียร์… ริทล่ะ แล้วหน้าไปโดนอะไรมา!”



คนที่เคาะประตูอยู่นานแสนนานก็คือ… มิ้นท์ นั่นเอง ซึ่งคนๆนี้ผม… รู้สึก…



“อ๋อ… เอ่อ สะดุดล้มนิดหน่อยน่ะ”  ผมคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะตัดสินใจโกหกไป แบบโครตไม่เนียน! ส่วนสาเหตุน่ะเหรอ…



“ระวังหน่อยสิ หายไวๆนะ” เธอแสดงถึงความเป็นห่วงภายนอกผ่านทางสีหน้า…



“อือ…”



“แล้วริทล่ะ?”



“ยังนอนอยู่เลย เดี๋ยวไปปลุกให้ เข้ามาก่อนไหม” ผมพูดด้วยน้ำราบเรียบ



“ไม่ล่ะ เดี๋ยวรอตรงนี้แหละจ๊ะ”



ผมหันกลับ เดินกลับไปห้องนอนด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นในอก… ผมเดินไปได้เพียงสามก้าวก็หยุดลง ก่อนจะตัดสินใจหันกลับไปพูดกับเธออีกครั้ง



“จริงๆแล้ว เมื่อวานเราโดนคนดักทำร้ายน่ะ”



“เอ๋…?”



ผมค่อยๆเดินเข้าไปใกล้เธอ



“พวกนั้นหลุดปากออกมา พอฟังๆแล้วดูเหมือนจะเป็นวิศวะ พอจะนึกอะไรออกบ้างไหมว่าใครน่ะ”



“อะ… อืม…… ไม่รู้สิ ” เธอทำหน้าครุ่นคิด



“เหรอ…”



“ว่าแต่แจ้งความรึยัง?”



“ไม่ล่ะ เรื่องแค่นี้เอง”



“แต่ว่า……”



ผมถอนหายใจ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ



“ไม่ต้องห่วงหรอก”



“แล้วแต่เนียร์นะ เดี๋ยวเราลองช่วยตามๆ เรื่องนี้กับเพื่อนในคณะให้นะ ว่าแต่… ทำไมถึงถามเราล่ะ”



“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เห็นอยู่วิศวะ เมื่อวานลองถามริทแล้วริทก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน”



ผม ‘ยิ้ม’ ให้เธอก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตั้งแต่เมื่อครู่



“ฮ้าววววว เนียร์ อรุณสวัสดิ์”



ผมกับมิ้นท์หันไปตามต้นเสียง ริทนั่นเอง… ปรากฎตัวจากห้องด้วยชุดนอนที่ยับยู่ยี่พร้อมกับทรงผมกระเซิงเป็นรังนก



“อ้าว… มิ้นท์ หวัดดี มาทำไรแต่เช้าเลย”



“เอาชีทที่ยืมรอบก่อนมาคืนน่ะ… ไม่อยากยืมนานเพราะริทก็ต้องใช้อ่านเหมือนกัน” มิ้นท์หยิบชีทมาปึกนึงออกจากกระเป๋าของเธอ



“อ๋อ… จริงๆไม่ต้องรีบก็ได้ ชีทพวกนี้อ่านจบหมดแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย” ริทเกาหัว แกรกๆ ก่อนจะเดินรับชีทมาถือไว้ในมือ



ถ้าเป็นปกติ ผมคงจะแซวริทไปแล้วว่า ‘คร้าบบบบ พ่อคนเก่ง’ แต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์เล่นแบบนั้นเท่าไรนัก…



“วันนี้เราไม่เข้าเรียนนะ ขอดูแลเนียร์นะ คือ… เนียร์มีเพิ่งเรื่องนิดหน่อยนะ”



“รู้แล้วๆ เนียร์เล่าให้ฟังหมดแล้ว งั้นเราไปก่อนนะ”



มิ้นท์ยิ้มให้ริท ก่อนจะหันมาบอกผมว่า…



“หายไวๆล่ะ”



ผมพยักหน้าแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เมื่อสิ้นเสียงประตูปิดลง ริทเดินมาจับแก้มผมเบาๆ ลูบรอยฟกช้ำบนหน้าผมเบาๆ



“หายเจ็บรึยัง…”



“หายก็บ้าแล้ว โดนซะอ่วมเลยเมื่อคืน”



“เนียร์… มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า…”



“เปล่านี่…” ผมปฎิเสธทันควัน เหมือนว่าริทเตอร์มีความสามารถในการจับโกหกเก่งเหมือนกัน เพราะเขารีบพูดต่อทันทีว่า…



“ไม่จริงอ่ะ สีหน้าและแววตาไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด”



‘รู้ดี……’



ผมจับมือของริทที่กำลังลูบแก้มผมตอนนี้ออก ก่อนจะหอมแก้มริทเบาๆหนึ่งที



“แค่เหนื่อยๆน่ะ”



“เหรอ…”



ริทดูยังสงสัยอยู่ แต่ก็เหมือนจะยอมผมแล้ว ไม่ได้ถามอะไรต่อ ก่อนจะบอกผมว่า จะลงไปซื้อข้าวให้นะ แล้วเดินออกจากห้องไปเลย ผมมายืนนึกๆดู จนนึกออกว่า



เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ จะไปชุดนั้นเลยเหรอ…



แน่นอนว่ากว่าผมจะรู้สึกตัว ผมก็ห้ามไม่ทันแล้ว ตอนนี้ริทคงไปถึงชั้นหนึ่งแล้ว แต่เอาจริงๆ ชุดนั้นของริทก็ไม่ได้แปลก หรือแย่อะไรหรอก เพียงแต่ว่าสภาพชุดนอนแบบนั้น ถ้าใครไม่รู้คงจะนึกว่าถูกข่มขืนมา…



เฮ้ออออ



เอาล่ะ… ที่นี้ ผมควรจะทำยังไงดีกับตอนนี้… ผมควรจะเรียบเรียงความคิดตัวเองจากอะไรก่อนดี? ผมเดินไปปลุกเพื่อนสนิทของผมที่นอนหลับเป็นตายที่โซฟาไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น



“ไอ้ภาม…”



“อือออ…”



“ไอ้ภาม!!” ผมเขย่าตัวมัน



“อื้อออ…”



“สัXภาม!!” ผมเขย่าตัวมันจน…



“จะนอน… ยังง่วงอยู่เลย”


“พี่ไนท์มาหามึงอ่ะ”



“ห้ะ!! ไหนๆๆ!!!” ไอ้ภามแทบจะเด้งตัวออกมาจากโซฟา ดวงตาเบิกโพลง หันซ้ายขวาก่อนจะเจอผมยืนกอดอกอยู่ ก่อนจะทำหน้าเสียดายออกมา



“มึงช่วยตื่นมาฟังเรื่องที่กูจะบอกหน่อยได้ไหม”



“โถ่…”



“โถ่! เชี่Xไร กูเครียดอยู่นะเนี่ย”



“เออๆ ไหนๆ เรื่องไรวะ”



ผมนั่งลงข้างๆมันก่อนจะเริ่มเล่าทุกอย่างที่ผม ‘เพิ่งรู้’ มา ระหว่างที่ผมเล่ามันทำสีหน้าเหวอไปหลายรอบมากๆ จนผมเล่าจบ ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ…



ถ้าถามว่าผมเล่าอะไรล่ะก็…



เรื่องของ ‘มิ้นท์’ นั่นแหละ



ผมก็ไม่แน่ใจนัดหรอกว่าผมเล่าอะไรให้ไอ้ภามเป็นเรื่องแรก แต่ว่า…หลักๆก็คือ… เรื่องที่มิ้นท์โกหกผม



เธอบอกว่าจะช่วยตามเรื่องนี้ให้…



‘เดี๋ยวเราลองช่วยตามๆ เรื่องนี้กับเพื่อนในคณะให้นะ’



โกหก… เธอไม่คิดจะตามแม้แต่นิดเดียว



เธอบอกว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ทำร้ายผม…



‘อะ อืม… ไม่รู้สิ’



โกหก… เธอรู้ว่าใครเป็นคนทำ รู้ดีซะด้วย



แม้แต่…



‘หายไวๆล่ะ’



โกหก… ราวกับว่าอยากให้ผมโดนหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ…



ผมยอมรับในทักษะฝีมือการแสดงของเธอเลย ผมมั่นใจว่าคนทั่วไปดูไม่ออกถึงความปกติตรงนี้หรอก แต่พลังอ่านใจของผมมันทำงานได้ดีเยี่ยมเลยล่ะ… ไม่ว่าจะแอคติ้งดีแค่ไหน แสเสร้งก็คือเสแสร้ง…



อีกอย่างถึงเธอไม่มีหลุดปากออกมาด้วยเลยตอนที่พูดคุยกันเมื่อครู่นี้ และถึงผมจะยังอ่านใจเธอไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แถมยังมีจุดที่ผมสงสัยอยู่อีกเล็กน้อย แต่ว่า…



“ไอ้เนียร์… แบบนี้หมายความว่า…”



ผมพยักหน้า



“กูมั่นใจเกิน 99% เลยว่า… มิ้นท์ นั้นแหละ ที่สั่งให้พวกนั้นมาดักกระทืบกู”






#EatMyPopcorn!!! #IKnowWho
********************************


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 14
«ตอบ #31 เมื่อ08-08-2020 14:00:28 »

 :ling1:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 14
«ตอบ #32 เมื่อ08-08-2020 18:42:33 »

มาคุๆคับ

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 15 | Truth me…
«ตอบ #33 เมื่อ15-08-2020 11:09:04 »

ตอนที่ 15

Truth me…






“กูมั่นใจเกิน 99% เลยว่า… มิ้นท์ นั้นแหละ ที่สั่งให้พวกนั้นมาดักกระทืบกู” สิ้นเสียงของผม ทุกอย่างไอ้ภามทำหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะมีโวยวายพูดกับผมว่า



“แต่มันแปลกๆเปล่าวะ? ทำไมยัยนั่นต้องให้พวกนั้นมาดักตีมึงด้วย?”



“อาจจะเป็นเพราะกูไปแย่ง… ริทเตอร์มาจากเขามั้ง”



“แค่นั่นอ่านะ! เว่อร์ไปมั้ง! อีกอย่างมึงไม่ได้แย่งมาสักหน่อย!”  สีหน้าของเพื่อนสนิทดูไม่เชื่ออย่างมาก



“ก็นั้นแหละ! ถึงคิดไม่ตกอยู่นี่ไง! ถึงบอกว่ามั่นใจ 99 % ไม่ใช่ 100%”



ผมโอดครวญ อีกอย่างคือสิ่งที่เธอแนะนำคือให้ผมไปแจ้งความ? ถ้าผมทำแบบนั้นจริงๆ เธอจะได้ประโยชน์อะไร? หรือว่ามั่นใจแน่ๆว่าผมจะไม่ทำแบบนั้นกันนะ?



“อีกอย่าง มิ้นท์ดูไม่สนใจเลยว่ากูจะตามไปเอาเรื่องหรือว่ายังไงอีกด้วย”



“อ๋ออออ…”



ไอ้ภามเหมือนจะนึกอะไรออก



“บางที อาจจะมั่นใจก็ได้นะว่า ไม่มีทางจับได้ หรือสาวไปถึงคนที่จ้างมาหรอก”



“เหตุผลอะไรเนี่ย…” ผมถอนหายใจ นี่ผมกำลังจริงจังอยู่นะ



“ก็จริงไหมล่ะ! ลองนึกดูดีๆ ถ้ามึงไม่มีพลังอ่านใจของมึง มึงก็คงคิดว่าเป็นการดักตีธรรมดาจากพวกนักเลงเท่านั้นแหละ”



“……………” ผมปฎิเสธไม่ออก ผมต้องมองในมุมคนธรรมดาสิ ผมต้องยอมรับเลยว่า ถ้าผมเป็นคนธรรมดาๆ ผมคงไม่เอะใจอะไร คงคิดว่าผมแค่โชคร้ายที่เดินผ่านไป ณ ที่นั้น เวลานั้น เท่านั้นเอง



“อีกอย่าง… มึงไม่มีหลักฐานนี่…”



“………”



ประโยคสั้นๆของมัน ทำให้ผมมองเห็นความจริงอีกอย่าง… ถูกของมัน ต่อให้ผมรู้อยู่เต็มอกว่าใครคือคนที่คิดร้ายกับผม แต่ผมไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมคือจบ… ถ้าบอกว่าอ่านใจได้ ไม่แคล้ว ผมคงถูกส่งไปอยู่โรงพยาบาลบ้าแน่ๆ



อีกอย่าง… แล้วริทเตอร์ล่ะ… ตอนนี้เขายังเชื่ออยู่ว่า มิ้นท์ ทำใจยอมรับเรื่องระหว่างพวกผมสองคนได้แล้ว แถมยังคิดว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีกับผมได้อีก…



เอาตรงๆ ถ้าให้ผมทำเหใอนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พูดคุยกับมิ้นท์แบบปกติสุข ผมบอกเลยว่า…



ผมทำไม่ได้!!!



ตั้งแต่ตอนที่คุยกันแล้ว ผมโครตจะหงุดหงิด! ที่มาปั้นยิ้มใสซื่อใส่ผม ผมไม่ปล่อยให้คนที่คิดร้ายกับผม มาอยู่ข้างๆผมหรอก… โดยเฉพาะอยู่ข้างคนที่ผมรัก…



“มาแล้ววว โทษทีนะ พอดีคนเยอะมากเลย หิวแล้วใช่ไหม”



ริทกลับมาพอดี พร้อมกับถุงใส่กล่องข้าวจำนวนสามกล่องในมือ ซึ่งเขาไม่พูดเปล่าแต่พูดไปเดินไปจับโต๊ะ จัดเก้าอี้ พร้อมจัดแจงข้าวให้แต่ละคน



“รู้เหรอว่า กูอยากกินอะไรน่ะ?”



ผมพูดเชิงหยอกล้อ จริงๆแล้วถึงเขาจะซื้ออะไรมา ผมก็กินได้หมดแหละ ส่วนอีกฝ่ายที่ฟังผมพูดเข้าไปชะงักมือที่จัดของอยู่ แล้วเดินมายืนด้านหน้าผมที่กำลังนั่งอยู่ ก่อนจะยิ้มกวนๆให้ผม



“ถ้าถูกขอจุ๊บทีนึงนะ~”



“อ่ะ ถ้าถูกอ่ะนะ…”



“ข้าวผัดไก่กรอบ ร้านประจำของเนียร์ หน้าตึกนี้ไง…”



“เอ๊ะ…”



‘จุ๊บ’



ผมที่กำลังอึนๆกับคำตอบของริทอยู่นั้น ริทเตอร์พุ่งตัวเข้ามาจุ๊บแก้มผม พอเริ่มตั้งสติได้ผมก็เริ่มรู้สึกร้อนที่หน้าขึ้นมาทันที



“ทะ… ทำอะไร…!!”



“ก็รางวัลไง ถูกใช่ไหมล่ะ?”



คนเจ้าเล่ห์ยักไหล่เหมือนจะสื่อว่ารู้ใจผมอยู่แล้ว…ใช่… ผมอยากกินเมนูนี้อยู่พอดี และต้องเมนูของร้านนี้ด้วยนะ!



“ทำไมถึงรู้ล่ะ”



“ก็เนียร์เคยบ่นไว้เมื่อสามสี่วันก่อนอ่ะ”



“หือ? เคยบ่นไว้เหรอ”



ริทพยักหน้าให้ผม…  ผมจำไม่เห็นได้เลยว่า ผมเคยพูดไว้? อย่างมากก็แค่บ่นว่าอยากกินอะไร แต่คงไม่ระบุทั้งชื่อเมนูและชื่อร้านแน่นอน! ผมหันไปหาไอ้ภามที่อยู่กับผมตลอด



เจ้าตัวที่กำลังดูพวกผมคุยกัน (มันต้องหาว่าคุยจู๋จี้กันอีกแน่เลย สายตามันบอก!) รู้ตัวแล้วว่า ผมอยากรู้ว่า ผมได้บ่นไว้จริงๆเหรอ

“กู…… กูจะรู้กับมึงไหมเนี่ย”



ไอ้ภามทำหน้าเหวอ



“ถึงจะบ่นไว้ แต่คิดว่ากูจะจำได้เหรอ!”



‘เออ… จริงของมัน’



ช่างมันเถอะ… ผมอาจจะเคยบ่นไว้ก็ได้มั้ง ช่วงนี้อ่านหนังสือเยอะยิ่งเอ๋อๆอยู่ (ด่าตัวเองก็ได้เนอะ) แต่เหมือนริทเตอร์จะรู้ใจผมอีกแล้ว



“เอาจริงๆ ก็… แค่บ่นว่าอยากกินอะไรน่ะ แต่เราจำได้ว่าเนียร์เคยกินร้านนี้แล้วบอกอร่อยก็เลยคิดว่าร้านนี้น่ะ”



“อ้าว… นึกว่ารู้ใจ โถว่!”



“อย่างน้อยก็เดาถูกไง”



“สุดท้ายก็เดา… เอารางวัลคืนมาเลย!”



ริทยิ้มแห้งๆ รางวัลที่เขาได้ไปเมื่อครู่ คือจุ๊บแก้มผมทีนึง คงจะคิดว่าแล้วจะให้คืนยังไงกันล่ะเนี่ย?  ผมยิ้มน้อยๆก่อนจะพุ่งเอาแก้มนิ่มๆของตัวเองไปชนกับ…ปากของริท



“อ่ะ… เอารอยจุ๊บที่แก้มคืนไปเลย…”



ริทคงไม่ถึงเหมือนกันว่าผมจะมารูปแบบนี้ ทำเอาคนตรงหน้าผมฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะเขยิบเข้ามาใกล้ผม พร้อมกับสายตาหื่นกระหาย…



“พอเลย… กินข้าวก่อน หิวแล้ว!”



ตอนนี้ผมหิวไส้จะขาดแล้ว! น้ำย่อยกัดกระเพาะหมดแล้วเนี่ย!










[ภาม]



ผมไม่เข้าใจเนียร์เลยสักกะนิด ทำไมถึงไม่บอกริทให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า คนที่มาตีสนิทแกล้งทำหน้าใสซื่อบริสุทธิ์คือตัวการ!! หรือว่า…กลัวว่าไอ้ริทจะไม่เชื่อยังงั้นเหรอ?



มันก็จริงอยู่ว่า พวกเราไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรม มีแต่หลักฐานที่เป็นนามธรรมอย่างพลังอ่านใจ ซึ่งถ้าเล่าให้คนอื่นฟัง ก็คงโดนหาว่าสติไม่เต็มหรือไม่ก็เป็นบ้า! แต่ว่า… นี่ไอ้คุณริทเตอร์นะ!



คนที่รักมึงหมดหัวใจไม่ใช่รึไง! แถมเป็น (ว่าที่) ผัว อีกตังหาก! ก็แค่พิสูจน์ให้ดูสักสองสามครั้ง อย่างอ่านใจมันว่าคิดอะไรอยู่ก็พอแล้วนี่! ไม่เชื่อก็ต้อง………



‘…………………’



ไม่ได้สิ… เนียร์ไม่สามารถอ่านใจริทได้ ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าอ่านใจคนอื่นได้… ต่อให้ผมมาพิสูจน์แทน ก็อาจจะโดนหาว่าเตี้ยมกันมาก่อน



‘โว้ยยย ยุ่งยากจริงงงง’



ผมขยี้หัวตัวเองไปมา ผมคิดไม่ตกกับเรื่องนี้ จนสงสัยว่าท่าทีของผมมันออกอาการชัดไปหน่อย



“มึงเป็นอะไรของมึงเนี่ย!”



เนียร์ที่นั่งตักข้าวใส่ปากตัวเองอยู่พูดขึ้นมา ด้วยท่าทางที่อารมณ์จะดูไม่ค่อยดีนัก โถ่! เมื่อกี้ยังเห็นสวีทกันอยู่เลย…



เป็นไบโพลาร์รึยังไง!!



“เปล่าๆๆ ไม่มีอะไรหรอก แค่กังวลว่า เอ่อ… เนียร์ จะทำยังไงในเมื่อไฟล์เรียนกับพวกสรุปต่างๆอยู่ในไอแพดที่โดนโขมยไปไม่ใช่เหรอ แหะๆ”



จริงๆผมรู้อยู่แล้วว่า เนียร์มีสำรองข้อมูลเอาไว้อยู่แล้ว ตอนนี้เนียร์ก็คงรู้แล้วว่าผมพูดโกหกและแน่นอนว่าระดับเนียร์ก็น่าจะรู้ได้ทันทีว่าผม หมายถึงเรื่องอะไร



“อ๋อ… ไม่เป็นไรหรอก แบ็คอัพไว้หมดแล้ว แล้วก็… ‘ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงหรอก’ ”



ทำไมผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อเนียร์บอกว่าไม่เป็นไรหรอก… มันบอกพร้อมสายตาเย็นเฉียบ… จริงอยู่ว่าปกติแล้วเนียร์เป็นคนมึนๆเบลอ แต่ถ้าโกรธมาแล้วต่อให้ต้องเลือดตกยางออกก็พร้อมลุย



อืมมม…… ยังไงก็อย่าไปต่อยอีกฝ่ายล่ะ ยังไงเขาก็เป็นผู้หญิงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เปล่าๆ (ถึงเหตุการณ์ที่เนียร์เจอมาก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆก็ตามเถอะ)



ผมได้แต่ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารที่อยู่ตรงหน้าของตัวเองไป ไว้ค่อยถามต่อละกัน! ว่าจะทำยังไง!



จนแล้วจนรอด ถึงแม้จะมีโอกาสอยู่สองต่อสองก็แล้ว จนพวกผมกลับมาหอตัวเองก็แล้ว ไอ้เพื่อนตัวดีของผมก็ยังไม่ยอมปริปากพูดสักที (จงใจป่ะเนี่ย!!)



“ตกลงมึงคิดจะทำยังไง?”



สุดท้ายผมเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม เพราะไอ้เนียร์ไม่ยอมพูดสักที



“หมายถึง…?”



“เรื่องมิ้นท์ไง”



“อ๋อ… ไม่ต้องห่วง กูมีแผนแล้ว…”



อา… มันทำผมขนลุกจริงๆด้วยล่ะ













[เนียร์]



ตอนนี้พวกผมอยู่ที่คณะวิศวะ สาเหตุที่ผมมาที่นี่ไม่ใช่เพราะว่ามาหาริทหรอก พวกผมมาเพื่อ ‘ดักรอ’ คนๆนึง



คนที่อยู่ข้างๆผมตอนนี้ดูกังวลและหงุดหงิดเล็กน้อยที่ผมไม่ยอมบอกแผนที่ผมคิดไว้สักที



แผนที่ผมวางไว้ก็ไม่ใช่แผนที่ซับซ้อนอะไรนักหรอก ก็แค่ทำให้ริทรู้ว่า คนนี้ไม่ได้หวังดี!! แน่นอนว่าถ้าบอกไปเลยตรงๆก็คงไม่เชื่อ หรือจะบอกว่าผมอ่านใจคนอื่นได้ก็คงโดนหาว่าบ้า ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการให้เจ้าตัวสารภาพออกมาเองจะดีที่สุด



“มึงนี่… โง่หรือโง่วะ!! ใครเขาจะเอ่ยปากสารภาพออกมาโต้งๆกันแบบนั้นก็ฟะ! แค่เห็นหน้าริทก็คงทำหน้าใสซื่อบ๊องแบ๊วบริสุทธิ์แล้วมั้ง!”



ไอ้ภามโวยวายใส่ผม ซึ่งก็ไม่แปลกจากที่ผมคิดไว้นัก มันต้องยังฟังไม่จบแล้วขัดผมขึ้นมาก่อนแน่… เฮ้ย วัยรุ่นใจร้อนชะมัด



“ไอ้ภามครับ… กรุณาฟังกูให้จบก่อนสิโว้ยยย”



สำหรับการบีบบังคับให้สารภาพออกมาตรงๆต่อหน้าริทนั้น มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือ…



“กูจะเข้าไปพูดคุยกับมิ้นท์สองต่อสอง หลอกล่อให้สารภาพ แล้วอัดเสียงไว้”



ถึงมันจะเป็นวิธีที่คลาสสิก แถมดูโง่ๆและเรียบง่ายไปนิด แต่สามารถใช้ได้ผลจริง!



“มันจะ… ได้ผลเหรอวะ??”



“ต้องได้สิ! อ่อ! กูขอยืมมือถือมึงก่อนนะ”



แน่นอนว่าผมยังไม่มีเวลาไปซื้อมือถือและไอแพดเครื่องใหม่ การที่ผมจะบันทึกเสียงได้ก็ต้องขอยืมมือถือของไอ้ภามไปก่อน



ไอ้ภามมันส่งมือถือให้ผมแบบมึนๆ โดยที่สายตาของมันยังเต็มไปด้วยความกังวล



“จะเวิร์คแน่นะ…?”



“คอยดูไปละกัน! นั่นไง! มาแล้ว! กูไปล่ะนะ”



มิ้นท์เดินออกมาและเดินมาทางพวกผม ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่เห็นผม



เอาวะ! เอาไงเอากัน!



 ผมต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปก่อน… ผมล้วงกระเป๋าหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอพลิเคชั่นบันทึกเสียงก่อนจะกดเปิดแล้วใส่ในกระเป๋ากางเกงของผมเอง



“มิ้นท์… เรามีเรื่องจะคุยด้วย ขอเวลานิดนึงได้ไหม”



“ได้สิ!”



มิ้นท์ลังเลอยู่ครู่นึงก่อนจะตอบตกลง และยิ้มให้ผม  ถึงแม้ว่าเธอจะมั่นใจว่าไม่มีหลักฐานสาวถึงตัวเธอแน่นอน แต่ผมสัมผัสได้ว่า แววตาของเธอดูหวั่นไหวเล็กๆ คงเป็นไปได้ว่าเธอจะพอรู้แล้วล่ะว่าผมจะคุยเรื่องอะไร



ดูเหมือนวิธีเข้าไปพูดตรงๆ แบบไม่ทันตั้งตัวจะได้ผลดีกว่าคิด!



พวกผมย้ายที่คุยจากบริเวณหน้าตึกคณะ เป็นบริเวณสวนข้างๆคณะวิศวะที่มีโต๊ะหินอ่อนสำหรับให้นักศึกษานั่งอ่านหนังสือกันได้



พอพวกผมนั่งกันเรียบร้อยแล้ว ผมเป็นฝ่ายพูดก่อน



“คือว่า…”



“อ๊ะ… แปปนึงนะ เพื่อนไลน์มาถามเรื่องงานน่ะ”



มิ้นท์ทำเป็นหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์อะไรสักอย่างประมาณสองสามประโยค ก่อนจะวางมือถือลงแล้วหันมาคุยกับผมต่อ



“แล้ว…? มีเรื่องอะไรจะคุยกับเราเหรอ”



เซนเซอร์จับโกหกของผมมันรับรู้ได้ว่า เมื่อกี้นี้เธอโกหก…




ผมไม่เข้าใจว่าเธอจะโกหกผมเรื่องอะไร และทำไปเพื่ออะไร? หรือว่า… แค่แกล้งๆพูดเพื่อลดความกระอักกระอ่วนของเธอลง เพราะดูเหมือนว่าเธอจะดูเกร็งๆกว่าปกติ ยังไงก็ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ผมต้องโฟกัสและมีสมาธิกับสิ่งที่ผมต้องการให้เธอพูดออกมาเอง เพื่อที่จะอัดเสียงไว้เป็นหลักฐานมัดตัว!



“มิ้นท์… เราขอพูดตรงๆเลยนะ…”



ผมนิ่งไปครู่นึง ก่อนจะพูดออกมา…



“เรารู้หมดแล้วนะว่า เธอคือคนที่สั่งให้สามคนนั้น… มาดักทำร้ายเรา”



ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบและท่าทีที่สงบเยือกเย็น โดนพูดตรงๆ แถมไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ไม่ว่าใครก็น่าจะมีปฏิกิริยาตกใจหรือหลุดปากออกมาได้ทำนองว่า ‘ทำไมถึงรู้?’ หรืออะไรแบบนี้



เป็นไปตามคาด… แววตาและสีหน้าของเธอดูประหลาดใจมาก



“เอ๊ะ… เดี๋ยวสิ ทำไมถึงกล่าวหาเราแบบนั้นล่ะ?”



“พอเถอะ เราไม่ได้ติดใจอะไรหรอก แถมไม่ได้จะเอาเรื่องด้วย เราแค่อยากมาเคลียร์ให้จบๆน่ะ”



“เนียร์… ถ้าเนียร์หมายถึงเรื่องที่บอกว่าเราเป็นสั่งให้คนมาทำร้ายเธอเนี่ย เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ ทำไมเราต้องไปทำอะไรแบบนั้นด้วย!”



น้ำเสียงของเธอเริ่มดูไม่พอใจที่บอกว่าผม ‘กล่าวหา’ เธอทั้งที่ไม่ใช่ความจริง ผมยอมรับ… ว่าก่อนที่จะมานั่งคุยกับเธอ ผมยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่า… ตอนนี้ผมรับรู้ได้ว่าเธอกำลัง ‘โกหก’ ผมซึ่งก็หมายความว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคือเธอจริงๆ…



“เรามีข้อมูลมากพอที่จะบอกได้ว่าเธอคือคนทำ… แต่เราไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก อดีตคืออดีตไปแล้ว! เราแค่อยากเป็น ‘เพื่อน’ ที่ดีกับเธอแค่นั้นเอง”



ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ต้องฝืนพูดคำว่า ‘อยากเป็นเพื่อนกับเธอ’



“เนียร์… พอแค่นี้เถอะ”



มิ้นท์พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดก่อนจะลุกขึ้นและกำลังจะเดินจากไป…



แย่แล้ว! แบบนี้มันไม่ได้อะไรเลย แถมยังเป็นการบอกอีกฝ่ายให้รู้ตัวด้วยว่า ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว! ในเมื่อพูดดีๆหลอกล่อไม่ได้ผล… งั้นก็ต้อง…



ยั่วโมโห!



“คิดจริงๆเหรอว่า ทำแบบนี้แล้ว… เราจะถอดใจเรื่องริทน่ะ… ต่อให้ต้องโดนทำร้ายหรือขู่ยังไงก็ตาม เราไม่มีวันยอมหรอกนะ!”



มิ้นท์ที่เดินหันหนีผมไปแล้ว ชะงักลง… แต่ไม่ได้หันกลับมา



“หรือคิดว่า… ยังมีโอกาสที่ริทจะกลับมาสนใจเธองั้นเหรอ?”



พูดแรงชิบหาX!! เป็นผมคงจุกจนพูดอะไรไม่ออกแล้วมั้ง… แต่ดูเหมือนว่าแผนยั่วโมโหจะได้ผล เธอหันกลับมาพร้อมพูดในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด ด้วยสีหน้า… ที่จริงใจ…



“บอกแล้วไง… ริทเป็นของเธอ เราเป็นแค่เพื่อนของริทเท่านั้น ถ้าเธอชอบริทจริงๆ เราว่าพอแค่นี้เถอะ ริทคงไม่อยากเห็นพวกเราทะเลาะกัน”



“……!!”



ทำไม… ทำไมถึงไม่เผลอหลุดอะไรออกมาเลย… แน่นอนว่าคำพูดที่เธอพูดออกมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโกหก ไม่มีความจริงใจเลยสักนิด… ทำไมถึงยังสร้างภาพได้ดีขนาดนี้



ผมค่อยๆรวบรวมสติ แล้วมองมิ้นท์เงียบๆโดยที่ไม่พูดอะไร… จนเสียงของเธอค่อยๆดังก้องขึ้นมาในหัว



‘นึกว่าโง่มากรึไง? คงใช้มือถืออัดเสียงหลอกให้สารภาพล่ะสิ โทษทีนะ… กูไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร!’



‘กูไม่รู้หรอกนะ ว่ามึงไปรู้มาจากไหน? แต่รอบหน้าไม่ใช่แค่เจ็บตัวแน่!’



มันทำให้ผมรู้ถึงความจริงอีกข้อที่ว่า… คนๆนี้ร้ายกาจกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ คาดเดาการกระทำของผมได้ แถมยังรับมือผมด้วยท่าทางและการแสดงออกที่เป็นมิตรและจริงใจมาก ตรงกันข้ามกับจิตใจของเธอโดยสิ้นเชิง



“นังงูพิษเอ๋ย…”



ผมพึมพำ ส่ายหน้าอย่างยอมแพ้ รอบนี้ผมพลาดเอง… ผมคงต้องถอยไปตั้งหลักใหม่แล้วล่ะ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ปล่อยผมไปง่ายๆ



“เนียร์…”



หลังจากที่เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานตามสไตล์ผู้หญิง (ที่แกล้งใสซื่อ!) สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างเห็นไปชัด… หน้าเหมือนนางมารร้ายในละครหลังข่าวยังไงยังงั้น



มิ้นท์พูดโดยไม่ออกเสียง จงใจให้ผมอ่านปากเธอเอาเอง



‘ไอ้โง่เอ๋ย… ริทเตอร์เป็นของกู… รอบหน้ากูเอามึงตายแน่…’



ความอดทนของผมถึงขีดสุดแล้ว…!



“มึง… กูไม่แจ้งความก็ดีเท่าไรแล้ว!”



ผมชี้หน้าด่าเธอ ต่อให้เป็นผู้หญิงก็เหอะ แต่แบบนี้ผมทนไม่ไหวจริงๆ!!



เหอะ… ตอนนี้ทำมาเป็นกลัวผมตวาดใส่ ทำหน้าใสซื่อตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว! ถึงผมจะคิดแบบนั้น แต่ว่ามัน ‘ทัน’ สำหรับอีกคนหนึ่ง…



“เนียร์! ใจเย็นๆก่อนสิ ทำไมอยู่ๆไปตวาดใส่มิ้นท์แบบนั้น!”



เสียงที่ผมคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังผม…



ริทเตอร์………



ทำไมกัน…!?



สายตาของริทดูตกใจ แปลกใจ และแอบผิดหวังในตัวผมเล็กๆ ผมพลาดแล้ว… พลาดมาก ไม่นึกว่าอีกฝ่ายก็วางแผนไว้เหมือนกัน จงใจให้ผมหงุดหงิดจนโวยวายใส่เธอที่ดู ‘เป็นคนดี’ ในสายตาของริทเตอร์



“คะ… คือว่า…”



“เนียร์คิดว่าเราเป็นทำร้ายเขาน่ะ…” มิ้นท์พูดด้วยน้ำเสียงเล็กๆ แฝงด้วยเสียใจ แววตาเหมือนอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากริท



ริทเตอร์นิ่งไปครู่นึง ก่อนหันจะสบตาผมแล้วหันไปถามมิ้นท์ต่อทันที



“แล้วมันเป็นความจริงเหรอ?”



“เราจะทำแบบนั้นไปทำไม?”



“………”



ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าผมพูดอะไรไม่ถูกแทน จะให้ผมอธิบายตรงๆก็ได้ แบบนี้จะกลายเป็นผมใส่ร้ายเธอเต็มๆ ริทเองก็คงไม่ชอบใจนักที่อยู่ดีๆ ผมไปว่าร้ายเพื่อนสนิทของเขา ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ



“ทำไมเนียร์ถึงคิดแบบนั้นล่ะ มีหลักฐานรึเปล่า?”



เขาเองก็ดูสับสนไม่น้อย เพราะเขาเองก็แคร์และเป็นห่วงผม แต่ก็คิดว่ามิ้นท์เป็นคนดีที่ใสซื่อเช่นกัน แน่นอนว่า ผมไม่มี ‘หลักฐาน’ ที่เป็นรูปธรรมหรอก จึงได้แต่นิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี



“ไม่เป็นไรหรอก เนียร์คงเข้าใจผิดไปน่ะ” มิ้นท์พูดเสริม



ริทเตอร์ได้ยินแล้วส่ายหน้าเบาๆ ไม่รู้ว่าส่ายหน้าให้กับผมหรือเธอกันแน่ แต่คงเดาไม่ได้ยากหรอก



ขอร้องล่ะ



อย่าทำหน้าแบบนั้นใส่ผมเลย…





[ภาม]



ผมรู้สึกว่า แผนของไอ้เนียร์ที่คิดไว้มันดูโง่ๆ ไปหน่อย ไม่รู้ว่ามันดูหนังหรือละครมากไปหรือเปล่า? แต่เพื่อนผมก็ดูมั่นใจกับแผนบังคับให้สารภาพกลายๆของมันมาก ผมจึงไม่อยากขัดอะไรมัน



แม้ว่าแผนนี้จะไม่สำเร็จ ก็ค่อยว่ากันใหม่อีกทีก็ได้ ถึงมันจะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าพวกผมสงสัยเขาก็ตามเถอะ อย่างน้อยๆก็ทำให้มิ้นท์ฉุกคิดได้ว่าไม่ควรทำอะไรโง่ๆ กับพวกผมที่ระแวดระวังตัวมากขึ้นอีกแล้ว



ทั้งที่เป็นแบบนั้น…



ทำไมไอ้ริทเตอร์ถึงโผล่มาตอนนี้เนี่ย!!!



‘โว้ยยยยยย’



ผมที่กำลังแอบดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ รู้สึกปวดท้องขึ้นมาทันทีเลย สถานการณ์ตรงหน้านี้มันอะไร!! ไอ้เนียร์ยิ่งอธิบายไม่เก่งอยู่ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ มันจะกลายเป็นว่ามันกำลังว่าร้ายมิ้นท์อยู่ เธอกำลังพูดอะไรบางอย่างกับริทอยู่



พลาดแล้ว พลาดมากๆ…



แถมดูเหมือนว่าไอ้ริทจะเชื่อไปทางมิ้นท์ เพื่อนของเขามากกว่าอีกด้วย ผมควรจะเข้าไปตอนนี้เลยดีไหมนะ? หรือว่าควรจะรอดูท่าทีอีกนิดนึง



ระหว่างที่ผมกำลังลังเลอยู่นั่นเอง ผมเห็นสีหน้าของเพื่อนผมที่เหมือนอยากจะร้องไห้ออกมา



ช่างแม่Xแล้ว!!



“ไอ้เนียร์!”



ผมรีบแจ้นไปหาเพื่อนสนิทของผม อีกฝ่ายดูสับสนและไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อดี ส่วนไอ้ริทก็ยิ่งดูมึนงงหนักเข้าไปอีก แต่ผู้หญิงข้างๆเขาเหมือนจะรู้อยู่แล้ว แค่มองแรงเล็กน้อยเท่านั้น



“ตกลงว่ามันยังไงกัน…” สุดท้ายคนที่เอ่ยออกมากลางคนแรกคือ ไอ้ริท เหมือนมันเองก็ดูคาดหวังคำอธิบายจากผมด้วยเช่นกัน ทางที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้คือถอยก่อนดีกว่ามั้ง



“เอ่อ… ก็ไม่ยังไงทั้งนั้นแหละ กูกลับล่ะนะ” ผมรีบดึงตัวไอ้เนียร์ถอยห่าง



“เดี๋ยวดิ! ไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ!?”



“มึงก็เลือกเอาละกันว่าจะเชื่อไอ้เนียร์หรือมิ้นท์” แย่แล้ว… เผลอพูดแบบนี้ออกไป จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจรึเปล่านะ?



“ตกลงเชื่อว่าเราเป็นคนทำจริงๆน่ะเหรอ…?” มิ้นท์เอ่ยเบาๆ หน้าตาเศร้าศร้อย หลอกผมไม่ได้หรอก!



“มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนได้ไหม!”



แต่เหมือนจะหลอกไอ้ริทได้…



“กูขอโทษ…”



ไอ้เนียร์ที่นิ่งเงียบอยู่พูดขึ้นมา ตอนพูด มันไม่ได้สบตาใครทั้งนั้น แม้แต่ผมเอง ทำให้ผมไม่รู้ว่ามันคิดอะไรกันแน่ ก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปทันที



“ไอ้เนียร์! รอกูด้วย!”


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 15 | Truth me…
«ตอบ #34 เมื่อ15-08-2020 11:10:30 »

ผมรีบวิ่งตามมาถึงเก้าอี้หินอ่อนแห่งนึง ไอ้เนียร์มันนั่งก้มหน้าอยู่ คราวนี้ผมก็พอดูออกว่ามันเสียใจแค่ไหน คงจะเสียใจไม่น้อยทีเดียวที่ไอ้ริทเชื่ออีกฝ่ายมากกว่ามัน



“มึง…”



ผมเดินเข้าไปใกล้ แต่นึกคำพูดดีๆไม่ออกเลย จึงได้แค่นั่งลงข้างๆก่อนจะตบบ่าเพื่อนที่กำลังเศร้าเบาๆ



“ไม่เป็นไรนะมึง กูคิดว่าเดี๋ยวไอ้ริทก็เชื่อมึง!!”



“จะเชื่อลงได้ยังไงล่ะ… เห็นสีหน้าของริทเมื่อกี้ไหม?”



“………”



กลายเป็นผมที่ไปต่อไม่ถูกเสียเอง ก็ถูกของไอ้เนียร์มันนะ แต่ว่า…



“เออน่า!! เชื่อกูเหอะ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น กูไม่เชื่อหรอกว่าคนที่ตามจีบมึงตั้งนานจะเทมึงด้วยเรื่องแค่นี้”



ไอ้เนียร์มองหน้าผมแวบนึงก่อนจะหัวเราะเบาๆ



“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีสิ…”



เอาน่ะ! อย่างน้อยเพื่อนผมก็ยิ้มออกแล้ว



“งั้นเดี๋ยวกูไปซื้อน้ำให้มึงก่อนนะ!!”



ผมลุกขึ้นไปหาร้านเครื่องดื่มให้เพื่อนผมเย็นใจลงกว่านี้อีกนิดหน่อยดีกว่า เนื่องจากผมไม่ชินทางในละแวกคณะนี้เท่าไร จึงใช้เวลาเดินวนหาสักพัก ในที่สุดก็เจอร้านน้ำที่หา



“ขอโกโก้ปั่นแก้วนึง กับชานมแก้วนึงครับ” ผมสั่งเครื่องดื่มของโปรดไอ้เนียร์ รวมทั้งสั่งของตัวเองเรียบร้อย ระหว่างที่ยืนรอ ผมก็เจอเขาอีกรอบจนได้



“มึงยังไม่กลับอีกเหรอ…”?



“เนียร์ล่ะ…” ไอ้ริทเตอร์ดูหอบเหนื่อยแปลกๆ แถมเสื้อผ้าก็ดูเปียกเหงื่อนิดๆอีกด้วย หรือว่าหลังจากตอนนั้น เขาก็วิ่งตามหาพวกผมกันหรือไงนะ?



“นั่งรออยู่อีกที่ กูมาซื้อน้ำ…”



“ตกลงเนียร์กับมึง… เชื่อว่ามิ้นท์เป็นคนทำงั้นเหรอ?” อีกฝ่ายยังคงสับสนไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น สาเหตุที่เขาตามหาพวกผมนี่เป็นเพราะต้องการคำตอบเรื่องนี้แค่นั้นเหรอ?



“เออสิ! ไม่ใช่คนลงมือโดยตรงหรอก แต่สั่งให้ไอ้พวกนั้นมาจัดการเนียร์ พวกกูมีหลักฐาน แต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปยอมรับได้ละกัน”



“……?”



“กูถามมึงหน่อยเหอะ! มึงไม่เชื่อเนียร์เหรอ?”



“เชื่อสิ! เชื่อ… แต่ว่า…”



อีกฝ่ายตอบทันควัน ก่อนจะอึกอักไป



“แต่กูไม่คิดว่ามิ้นท์จะเป็นคนแบบนั้น กูรู้จักเธอมาตั้งแต่สมัยเรียนมอปลายด้วยกันเชียวนะ” ดูเหมือนว่าไอ้ริทอยากจะเชื่อเนียร์แต่ว่าก็ยังเชื่อมิ้นท์อยู่ลึกๆ



“มึงไม่เคยเรียนวรรณคดีรึไงวะ?”



“วรรณคดี?” อีกฝ่ายดูงงเป็นไก่ตาแตกไปแล้ว คงไม่นึกว่าเรื่องนี้มันจะเกี่ยวอะไรกับวรรณคดีไทยที่เคยเรียนสมัยประถมหรือมัธยมหรอก เหอๆ



“ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน”



“ห้ะ…?”



“ก็จะสื่อว่าอย่าเพิ่งเชื่อใจใครง่ายๆไง รู้หน้าไม่รู้ใจ ทำนองนี้มั้ง!” ผมฉีกยิ้ม เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าผมตีความถูกหรือไม่นะ แต่ว่าคิดว่าน่าจะประมาณนี้แหละ



ไอ้ริทฟังแล้วดูยังงงๆ แต่ก็พอเข้าใจมากขึ้นละมั้ง ก่อนจะเอ่ยถามผมขึ้นมาว่า



“แล้วกูควรจะทำยังไงดี?”



ผมยักไหล่



“กูถามมึงไปแล้ว… ว่ามึงจะเลือกเชื่อใครระหว่างเนียร์กับมิ้นท์ เลือกดีๆก็แล้วกัน”












[เนียร์]


ผมลืมตาตื่นในตอนเช้า แต่กลับรู้สึกไม่ค่อยเต็มอิ่มเสียเท่าไร อาจจะเป็นเพราะผมนอนไม่ค่อยหลับด้วยมั้ง จากเหตุการณ์เมื่อวาน



มันทำให้ผมเกิดความคิดขึ้นมาในหัวอย่างนึง…



หรือจริงๆแล้ว… ริทเตอร์จะชอบมิ้นท์จริงๆกันนะ ถึงไม่เชื่อผม ไม่สิ… ผมน่าจะคิดมากไปเอง เขาแค่น่าจะยังสับสนและไม่เชื่อว่าเพื่อนสนิทของเขาจะเป็นคนทำร้ายคนที่เขาชอบอย่างผมหรอก


ผมพยายามคิดแบบนั้นนะ…



แต่ว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อคืนไม่มีข้อความจากริทเตอร์หรือการโทรหาผมเลยสักนิด ทั้งๆที่ปกติจะไลน์คุยกันตลอดแท้ๆเลย ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ผมควรจะบอกเขาไปตรงๆเลยดีไหมนะ



เรื่อง… พลังของผม…



“เฮ้อ……”



ความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นในใจของผมอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ความรู้สึกเศร้าและเจ็บปวดเหมือนกับตอนที่ผมบังเอิญเจอริทกับมิ้นท์ที่ห้างตอนนั้น แต่ว่าครั้งนี้รู้สึกจุกแปลกๆ



สายตาที่ริทเตอร์มองผมแบบผิดหวังบวกกับลังเลในตัวผมเมื่อวาน มันยังคงติดตาผมอยู่



เอาเถอะ… เดี๋ยวไปปรึกษาไอ้ภามก็แล้วกัน ว่าผมควรจะบอกความลับนี้กับเขาตรงๆไปเลยไหม



‘ก๊อกๆๆ’



ใครกันนะ…? ตั้งแต่เช้าตรู่เลย



ผมเดินไปเดินประตูก่อนจะเจอคนที่ผมกำลังคิดถึงอยู่



“ริท…!!”



อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้าง แต่ทำไมผมรู้สึกถึงความเศร้าเล็กๆที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มนี้กัน



“เนียร์… ขอเข้าไปได้ไหม”



“อื้อ…”



ริทเดินเข้ามาตามหลังผมก่อนจะโอบกอดผมจากด้านหลังทันที



“ขอโทษนะ… ที่เมื่อวาน เราไม่เชื่อเนียร์น่ะ”



“ยอมเชื่อแล้วเหรอ?” ผมประหลาดใจ ทำไมถึงเปลี่ยนท่าทีขนาดนี้ หรือว่าไอ้ภามมันไปพูดอะไรไว้กันนะ



“อื้อ…”



“แล้วทำไมถึงเชื่อล่ะ?”



“เรื่องมันยาวน่ะ แต่ว่าไม่ต้องห่วงนะ เนียร์จะไม่เป็นไรอีกแล้ว มิ้นท์จะไม่มาเจอพวกเราอีกแล้วล่ะ”



“ขนาดนั้นเลย?”



“อื้อ… ขนาดนั้นแหละ”



ความคิดผมยังตามไม่ค่อยทันเท่าไรนัก ทำไมถึงยอมกลับมาเชื่อใจผม ยอมทิ้งเพื่อนสนิทของเขา ยอมผมถึงขนาดนี้ ถึงผมจะยอมรับว่าผมรู้สึกดีใจที่ไม่มีมิ้นท์มาคอยทำให้ผมอึดอัดใจเวลาพวกเขาอยู่ใกล้ๆกันอีกแล้ว แต่ก็รู้สึกผิดกับเธอเล็กๆอยู่ดี



ไม่สิ! เธอร้ายขนาดนั้น ผมจะสงสารเธอไปทำไมกัน



“แบบนี้ โอเครึยัง?”



“เออๆ โอเคก็โอเค โอ๊ย!! พอแล้วๆ” ผมยิ้มเล็กๆ ก่อนจะดิ้นพล่านในอ้อมกอดของริท เพราะเขาหอมซอกคอผมฟอดนึง จนผมรู้สึกจั๊กจี้ไปหมด



ตอนนี้…



ผมรู้สึกอบอุ่นใจมากๆ ที่รู้สึกว่าอย่างน้อยๆ ผมก็มีเขาเคียงข้าง…







#TruthMe… #IHateHer!
********************************




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 15
«ตอบ #35 เมื่อ15-08-2020 12:26:49 »

 :z13:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 16 | R N and our feeling
«ตอบ #36 เมื่อ23-08-2020 12:08:25 »

ตอนที่ 16

R N and our feeling






หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับริทเตอร์กำลังไปได้ด้วยดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนมิ้นท์เองก็หายตัวไปเลยหลังจากวันนั้น… ถึงปัญหาในชีวิตของผมจะจบไปแล้วเรื่องนึงแต่ตอนนี้ผมกับพบปัญหาที่ดูวุ่นวายยิ่งกว่า



“โอ้ยยยยย เหลืออีกตั้งสองวิชา ฮือ…”



ผมฟุบตัวลงกับโต๊ะ คร่ำครวญถึงสัปดาห์แห่งการสอบกลางภาคสุดหรรษา (?) ที่ผม ไม่สิ พวกผมเผชิญอยู่



“ถ้าว่างบ่นมาก ก็ขยับมือ ขยับสมองบ้าง”



ไอ้ภามหันมาถอนหายใจใส่ผม โถ่ บ่นนิดบ่นหน่อยก็ไม่ได้ ก็มันเบื่ออ่ะ วันๆเอาแต่อ่านหนังสือ ไม่ได้ไปเที่ยวสักที! ผมบ่นกระแปดกระแปดในใจ



แต่ผมขี้เกียจเถียงกับมันต่อ ไม่งั้นเถียงกันยาวจนถึงเที่ยงคืนแน่ ผมจึงได้แต่ทำหน้ามุ่ยพยักหน้า ก้มลงอ่านหนังสือต่อ



ผมอ่านไปไม่ถึงสามบรรทัดดี ผมรู้สึกเหมือนไอ้ภามยังมองผมอยู่ ใช่… มันกำลังยิ้มกรุ้มกริ่มใส่ผมอยู่ เดี๋ยวนะ… ไอ้ภามมันจะยิ้มแบบนี้ในตอนที่มันชอบแซวผมเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงนี้… ระหว่างมองผมกับริทเตอร์สวีท เอ้ย! คุยกัน



“ฮายย~”



สองมือของเจ้าของเสียงแปะลงบนบ่าของผมจากทางด้านหลัง ทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง



“ชู่! ทำอะไรเนี่ย! ที่นี่ห้องสมุดนะ!”



“โทษทีๆ ก็เห็นหน้าเนียร์แล้วอดใจแกล้งไม่ได้อ่ะ ก็น่ารักน่าแกล้งขนาดนี้~” ริทยิ้มให้ผมพลางบีบแก้มผมไปพลาง



“พอแล้ว! ช้ำหมดแล้วเนี่ย…” ผมปัดมือออก ทำไมถึงชอบยุ่งกับแก้มผมจังนะ…



ส่วนคนข้างๆผมก็ดูพวกผมคุยกันอย่างหน้าชื่นตาบาน (ยังไม่ชินอีกเหรอ…)



“วันนี้เนียร์ว่างไหม?”



“มีอะไรเหรอ?”



“เอาน่า~ แค่ตอบว่าว่างหรือไม่ว่างเอง”



ผมมองริทที่ดูกระปรี้กระเปร่าแปลกๆ ตั้งแต่เมื้อกี้แล้ว… แต่ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเขาคิดจะทำอะไร?



“ก็…ว่างแหละ แต่ไม่ไปเที่ยวไหนไกลนะ ยังสอบไม่เสร็จเลยอ่ะ”



“อื้อๆ แถวๆนี้แหละ~”



อีกฝ่ายพยักหน้าอย่างพอใจ คำตอบจากคนตรงหน้าผมยิ่งทำให้ไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีก แถวนี้มีอะไรให้เดินเที่ยวด้วยเหรอ!? หรือจะหลอกผมให้ไปนอนที่หอของริทอีก ไปที่ไรโดนแกล้งตอนนอนทุกทีเลย…



“งั้น ป่ะ! เก็บของ”



“ห้ะ ตอนนี้เลยเหรอ!?”



“อื้อ! ตอนนี้”



ริทเตอร์ตอบผม พร้อมกับเริ่มเก็บของของผมที่กระจัดกระจายบนโต๊ะทั้งหนังสือ ทั้งชีทเรียน เครื่องเขียนต่างๆ รวมทั้งไอแพดที่ผมเพิ่งซื้อมาใหม่ๆเลย กว่าผมจะตั้งสติและตั้งตัวทัน เขาก็เก็บของใส่กระเป๋าของผมเรียบร้อยแล้ว…



“ยังนั่งงงอะไรอีก”



“เอ๊ะ… เอ่อ…”



“หรือต้องให้อุ้มไป~”



“ดะ… เดินเอง! เดินเองได้!”



ผมลุกพรวดจากเก้าอี้แทบไม่ทัน เอ้อ… ผมเกือบลืมลาไอ้ภามแน่ะ เดี๋ยวมันงอนผมอีก แต่เมื่อผมหันไปหามัน…



ไอ้ภามกำลังเกาแขนตัวเองไปมา



‘ทำบ้าอะไรของมันฟะ…’



“คัน คันจังเลย~ หวานจนมดกัดกูหมดแล้วเนี่ย~”



“สัX…”










เมื่อได้ออกมาข้างนอกหอสมุด ทำให้ผมเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า ตะวันลับขอบฟ้าไปตั้งนานแล้ว ผมจดจ่อกับการอ่านหนังสือได้นานเหมือนกันนะเนี่ย ไม่สิ… มองอีกมุมก็คือตั้งนานแล้ว อ่านได้แค่นี้เอง!!



“มืดแล้วเหรอเนี่ย…” ผมพึมพำกับตัวเอง



ริทเตอร์พาผมเดินไปตามทางเดินโควเวอร์เวย์ของมหาลัย ซึ่งพวกผมเดินเลยลานจอดรถที่เขาชอบจอดรถจักรยานยนต์ของตนเองมาสักพักแล้ว



นี่เขาคิดจะพาผมไปที่ไหนเนี่ย?


   
ระหว่างทาง แทบไม่มีบทสนทนาระหว่างพวกผมสองคนเลย ทั้งที่ปกติคุณชายเจ้าเล่ห์คนนี้ออกจะคุยเก่งแท้ๆ แต่เหมือนวันนี้ เขาออกจะดู… เกร็งๆ เหรอ?



ไม่น่ามั้ง…



“เอาล่ะ ถึงแล้ว”



ผมกวาดตามองรอบๆ ที่นี่มันเหมือนเป็นสวนอุทยานหรืออะไรสักอย่างที่มีสระน้ำตรงกลางด้วย ประกอบกับแสงจากเสาไฟทำให้สภาพโดยรอบไม่มืดเกินไป กลับกัน… ยิ่งทำให้บรรยากาศบริเวณนี้ดูสวยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กลางวันที่มีแสงจากดวงอาทิตย์คงไม่สวยขนาดนี้แน่



ในมหาลัยมีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย…?



ริทพาผมไปบริเวณเก้าอี้นั่งสำหรับสองคนตัวนึง ก่อนจะผายมือเป็นการบอกให้ผมนั่งลงตรงนี้ เมื่อผมนั่งลงแล้วเขาถึงนั่งตามผม…



“ดูสิ…”



ผมมองตามสายตาของอีกฝ่าย



มุมจากเก้าอี้นั่งตัวนี้ สามารถมองเห็นได้ทั้งสระน้ำยามค่ำคืนที่มีแสงสะท้อนจากเสาไฟในสวนนี้ ต้นไม้โดยรอบ และเสาไฟแบบโบราณที่เป็นส่วนที่ทำให้สวนยามค่ำคืนสวยขนาดนี้…



“สวยไหม…”



ผมพยักหน้าเบาๆแทนคำตอบ



“ในมอที่มีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย”

“วันก่อน ขับมอไซฯผ่านแล้วบังเอิญเจอน่ะ กลางวันไม่อลังการขนาดนี้หรอกนะ เป็นเหมือนสวนธรรมดาเท่านั้นแหละ”



ผมค่อยๆหันไปมองริท เขายังคงมองวิวข้างหน้าอยู่ เหมือนกับยังไม่รู้ว่าผมกำลังมองอยู่… ทำไมวันนี้… คุณชายคนนี้ไม่ได้ดูขี้แกล้งหรือเจ้าเล่ห์แบบทุกที แต่กลับ… ดูหล่อจัง…



‘ตึก ตึก ตึก ตึก’



ผมรับรู้ได้ว่าหัวใจของผมเต้นแรงขึ้น และแรงขึ้น…



ทำไมริทถึงพามาที่นี่… บรรยากาศแบบนี้… หรือว่า… จะเป็นอย่างที่ผมกำลังคิด…



“เนียร์…”



ริทหันมาหาผมที่กำลังมองหน้าของเขาอยู่



“เป็นแฟนกันนะ…”



คำพูดเบาๆ แต่หนักแน่นด้วยความตั้งใจจริง



ผมนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะ…



“อื้อ…”



ทันทีที่ผมตกลง ริทเตอร์ก็เข้ามาใช้ริมฝีปากบดปากของผมทันที…



ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร แต่จูบในครั้งนี้ ผมสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ จนเราทั้งสองผละตัวออกจากกัน



“อ่ะ ของขวัญที่ระลึก”



ริทยื่นสร้อยข้อมือสีดำที่ประดับด้วยเส้นโลหะสีเงินไขว้ไปมา พร้อมตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวนึง ผมรับมาก่อนจะค่อยๆสำรวจสร้อยเส้นนี้



“R…”



ผมพึมพำ



“ทำไมต้อง R ด้วยล่ะ?”



ผมหันไปถามด้วยความสงสัย พร้าอมกับเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังโชว์สร้อยข้อมือลักษณะเดียวกันที่ข้อมือซ้าย และตัวอักษรคือ ‘N’



“คิดว่าไงล่ะ?”



“จะบอกว่า N มาจาก Near ส่วน R มาจาก Ritter งั้นเหรอ?”



“อื้อ… เป็นไง?” เจ้าตัวพยักหน้ารับ



“เชยน่ะสิ!”



“โหว่ น่ารักออก”



ริทเตอร์ดูเสียใจเล็กน้อยที่ผมดูไม่ถูกใจเท่าไรนัก



“อ่ะ……”



ผมยืนมือซ้ายให้ริท อีกฝ่ายดูงงๆ ยังไม่เข้าใจที่ผมจะสื่อ



“ใส่ให้หน่อยสิ”



ถึงริทจะดูอึ้งๆ แต่เปลี่ยนกับฉีกยิ้มในทันที



“คร้าบบ ได้เลยคร้าบ คุณแฟน…”



เขาค่อยๆใส่สร้อยข้อมือให้ผมอย่างถนุถนอม



“ทำไมชอบทำตัวน่ารักจัง…”



“พอเลยๆ”



“คืนนี้ไปนอนด้วยนะ”



“ห้ะ เดี๋ยวก่อน!”



“ไม่ได้เหรอ?”



ริททำหน้าหื่นใส่ผม นี่กำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย?



“พอเลย ไปหื่นไกลๆ”



ริทเตอร์หัวเราะให้ผม ก่อนขยี้หัวผมไปมา



“รู้ไหม? ว่าทำไมต้องวันนี้”



“เอ๊ะ?”



“หมายถึงว่าทำไมเราต้องชวนมาวันนี้น่ะ”



“ไม่รู้สิ ฤกษ์งามยามดีมั้ง?”



“โห ไม่พยายามคิดเลยนะ”



“ไม่รู้!!”



“วันนี้วันที่เท่าไร?”



“เอ่อ… วันที่ 4 ตุลา แล้วไงอ่ะ?” ผมหยิบมือถือมาดูวันที่ก่อนจะตอบออกมา



“ไม่ใบ้แล้ว ไม่รู้แหละ ถ้าคิดไม่ออกภายในวันนี้…”



คุณชายเจ้าเล่ห์ค่อยๆเขยิบมากระซิบข้างหูผม



“ต้องโดนนะ…”



ผมเหวอไปแล้ว โดนอะไรวะ… ถึงผมจะเดาได้ไม่ยากนัก แต่ทำไมผมรู้สึกว่าริทเตอร์ดูหื่นขึ้นมาทันทีที่เป็นแฟนกัน?









หลังจากที่พวกผมกลับมาที่ลานจอดรถของห้องสมุดเพื่อมาเอามอไซฯ ที่ริทจอดทิ้งไว้ ก่อนจะขับพาผมไปส่งถึงหน้าหอ



ผมค่อยๆลงจากรถ ก่อนจะหันมาพูดกับริทว่า…



“วันนี้ขอบคุณนะที่ส่ง แล้วก็… สำหรับอันนี้ด้วย” ผมโชว์สร้อยข้อมือที่เขาใส่ผมตอนนั้น



“คร้าบๆ ฝันดีนะคร้าบ คุณแฟน”



“อะ… อืม ฝันดีนะ” ผมพูดตะกุกตะกักก่อนจะรีบหันเดินหนีไปเลย… ปล่อยให้อีกฝ่ายขำคนเดียวอยู่ตรงนั้น



ทันทีที่ผมปิดประตูห้องลง ผมยืนพิงประตูห้อง แล้วสำรวจสร้อยข้อมือสีเงินอีกครั้งหนึ่ง จริงๆแล้วผมถูกใจมากทีเดียวเลยล่ะ ผมก็นิสัยคล้ายๆกับพี่ไนท์นั่นแหละ ปกติจะไม่ชอบเครื่องประดับอะไรพวกนี้ นานๆทีจะเจออันที่ถูกใจสักครั้งหนึ่ง เหมือนกับว่า ริทเตอร์รู้ใจของผมยังไงอย่างงั้น



ผมยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว ก่อนจะเข้าห้องอาบน้ำไป



‘ครืด~’



ผมที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังเช็ดผมตัวเองอยู่นั้น เดินไปหยิบโทรศัพท์ตัวเองที่มีแจ้งเตือนจากไลน์ ดูเหมือนว่าไอ้ภามจะไลน์มา




ภ่าม ภาม ภ้ามมมม
เป็นไงมึง
หายไปเลยนะ
ไปกินตับกันมาใช่มะ
55555




NearU
ไอ้สัX
มึงจะบ้าเหรอ
ก็แค่ไปเดินเล่นกัน




ภ่าม ภาม ภ้ามมมม
เออๆ
ตอบไวแบบนี้ คงเรียบร้อยแล้วใช่มะ
ยังไงก็เพลาๆหน่อยละกัน
ยังสอบมิดเทอมไม่เสร็จนะจ๊ะ
อิอิ




NearU
ฟวX!!



   
ผมล่ะเหนื่อยใจกับเพื่อนสนิทของผม ชอบคิดสิบแปดบวกตลอด นิสัยชอบแซวแบบนี้เป็นมาตั้งแต่สมัยก่อน แก้ไม่หายจริงๆ



“เฮ้อ…”



ผมตากผ้าเช็ดตัวเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเล่นมือถือเป็นกิจวัตรประจำวันก่อนนอน ผมไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผม…



‘แชะ’



ถ่ายรูปสร้อยข้อมือสีดำพาดด้วยโลหะสีเงิน ลงสตอรี่ในอินตราแกรมตัวเอง แน่นอนว่าเห็นรูปตัวอักษร R ชัดเจน ซึ่งร้อยวันพันปีผมจะลงสตอรี่สักครั้งหนึ่ง คงทำให้เพื่อนๆที่ติดตามผมคงประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว สำหรับคนที่สนิทกับผมคงรู้ดีว่า… ใครเป็นคนให้ผมมา…



“อื้ดดดดด อื้ดดดดดด~~~”



มีคนโทรมา ถึงไม่ต้องดูหน้าจอว่าใครโทรมา ผมก็พอเดาได้ว่า… ไอ้ภาม



“ไอ้สาสสสสสสสสสสส ไหนบอกว่าแค่เดินเล่นไง แบบนี้… แสดงว่า…!!!!”



“เสือX”



“โถ่ เพื่อนร้ากกกก นี่เพื่อนไง”



“เออๆ อย่างที่มึงเดานั้นแหละ ริทให้กูมา”



“ว้าวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ไอ้ภามจงใจลากเสียงยาว ตั้งใจจะกวนผม



“แล้วก็… ขอกูเป็นแฟนน่ะ…”



“ไอ๊หยะ!! เพื่อนกูไม่ขึ้นคานแล้วโว้ยยยย”



“เว่อร์ไปๆ มึงนั่นแหละ รีบๆจีบพี่ไนท์ให้ติดเลยนะ”



“เอ๊อะ……… กู…กูไปละ บาย”



“เดี๋ยว ไอ้สัส อย่าเพิ่งหนี!!”



‘ตู๊ดๆๆ’



ตัดสายไปแล้ว… พอเป็นเรื่องตัวเองล่ะก็หนีเลยนะ ผมอดขำในใจไม่ได้



“อื้ดดดดด~~”



สุดท้ายก็โทรกลับมา ผมส่ายหัวเบาๆ



“โถ่ สุดท้ายก็โทรกลับมา”



“ใครเหรอ?”



“ระ… ริทเหรอ?”



“เมื้อกี้หมายถึงใครเหรอ? นี่เป็นแฟนกันไม่ถึงวัน คิดจะนอกใจแล้วเหรอ?”



“เปล่าๆๆ เมื้อกี้ไอ้ภามโทรมาแซวน่ะ เลยนึกว่ามันโทรกลับมา”



“ฮะๆๆๆ รู้แล้วๆ แซวเล่นเฉยๆ”



ผมถอนหายใจ ก่อนจะคุยต่อ…



“แล้วโทรมามีไร?”



“โห พูดงี้กับแฟนเหรอ?”



“ขี้งอนจังนะคร้าบ~”



“ไม่รับมุขเลยน้า อ่ะๆ แค่จะมาบอกอีกรอบว่า……… ฝันดีนะ จุ๊บ!!”



“…………………”



ผมนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบว่า…



“อืม ฝันดีนะ…”



พูดจบ ผมรีบตัดสายทิ้งแล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างเตียง ก่อนจะดึงผ้าห่มมาม้วนตัวเอง… ถึงไม่มีใครบอกแต่ผมก็พอจะรู้ตัวดีว่าหน้าของผมตอนนี้คงแดงยิ่งกว่ามะเขือเทศสดเสียอีก



ทำไมผมถึงเขินขนาดนี้เนี่ย… ทั้งๆที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พูดฝันดีกับเขาซะหน่อย อาจจะเป็นเพราะ… ผมพูดในฐานะแฟนครั้งแรกก็ได้มั้ง…



ผมพลิกตัวไปดึงเอาน้องแมวน้ำอุ๋งๆสีชมพูบนหัวเตียงมากอดไว้ในท่านอนตะแคง ก่อนที่ผมจะหลับไปทั้งแบบนั้น…












‘ตี้ด ตี้ด ตี้ด’



เสียงนาฬิกาปลุกในยามเช้าทำให้ผมตื่นขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก เพราะผมยังรู้สึกง่วงอยู่เลย… ผมค้วามือถือที่วางไว้ข้างเตียงมากดปิดแอพนาฬิกาปลุก ก่อนจะลุกขึ้นอย่างท่าทีของคนขี้เกียจ แล้วมุ่งหน้าไปห้องน้ำเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปสอบอีกวันหนึ่ง เป็นเช้าที่เต็มไปด้วยกำลังใจ



แต่ทำได้หรือไม่… ก็อีกเรื่องนึงนะ…



“เป็นไงพวกมึงทำได้กันไหม?”



“ทำได้… ได้ก็เชี่Xแล้วโว้ยย ยากสัX” ไอ้เบสต์โอดครวญ



“ไม่ต้องเลย อย่างมึงน่ะนะทำไม่ได้ trap กันชัดๆ” ไอ้ภามแค่นเสียงเหอะๆ ใส่คนที่เก่งที่สุดในกลุ่มจนอีกฝ่ายยิ้มแห้งๆ



พวกผมสี่คน รวมไอ้เบสต์และเฟรน เดินไปคุยไป นอกจากเวลาเรียน พวกผมก็ไม่ได้เจอพวกเขามาสักพักใหญ่ๆแล้ว ทั้งคู่เอาแต่ประชุมงานโน่นนั่นนี่อะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด ขนาดเวลาอ่านหนังสือยังไม่ว่างมาอ่านกับพวกผมเลยด้วยซ้ำ (เอาเวลาไหนไปอ่านนะ…)



“ไหนๆก็สอบเสร็จแล้วไปหาไรกินกัน!!”



“เอ่อ โทษทีนะ พอดีกู… นัดคนไว้แล้วน่ะ”



“กูด้วย แหะๆ”



ผมกับไอ้ภามพูดขึ้นมาทันที ทำให้ไอ้เบสต์หน้าจ๋อยไปแล้ว ส่วนเฟรนที่อยู่ข้างๆ ก็อดหัวเราะหน้าห่อเหี่ยวของเขาไม่ได้



“เออๆ คนมีคู่นี่ดีจัง ไม่ง้อ! ไปกับแฟนตัวเองก็ได้”



“ห้ะ มึงมีแฟนแล้วเหรอ?” ผมกับไอ้ภามประสานเสียงพร้อมกัน



“กู…ล้อเล่น”



“โห ไอ้สัX ก็ว่าอยู่ อย่างมึงนี่นะ จะเอาเวลาไหนไปหาแฟน วันๆเอาแต่ประชุมนั้นประชุมนี่อยู่นั้นแหละ”



ไอ้ภามร่ายยาวมาชุดใหญ่ แต่เหมือนมันลืมไปอย่างนึงนะ โอกาสหาแฟนจากการทำงานด้วยกัน มันก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียเมื่อไรกันล่ะ ยิ่งคนที่เขาแอบชอบ คือ คนข้างๆเขาตัวตอนนี้… (หรือไอ้ภามมันลืมจริงๆวะ?)



“เออๆ…”



เบสต์ถอนหายใจให้ตัวเอง ก่อนจะยิ้มแหยๆ ทำเอาผมรู้สึกสงสารเลยแฮะ แต่เมื่อครู่พอเขาพูดว่าไปกับแฟน สีหน้าของเฟรนก็เปลี่ยนไปเลยแฮะ หรือว่าจะมีใจให้อีกฝ่ายอยู่เหมือนกันนะ?



“เออน่า เดี๋ยวพอจะมีมันก็มีเองนี่แหละ” ผมตบบ่าเบสต์เบาๆ เพื่อปลอบใจมัน อนาคตมันก็ไม่แน่นะ เพื่อนเอ๋ย… ดูๆแล้วก็มีหวังอยู่นะ (^3^)



“ใช่ซี้! คนมีแฟนแล้วก็พูดได้” ไอ้ภามขัดขึ้นมา



“สัX”



“นั่นไง มารับละ” ไอ้ภามชี้ ผมมองตามจนเห็นริทเตอร์ยืนยิ้มกอดอกอยู่ ก่อนจะเดินมาหาผม



“งั้น… กูไปก่อนนะ”



“เออๆ บาย”



เพื่อนทั้งสองโบกมือลาผม ส่วนผมก็เดินไปกับริท ไปเที่ยวฉลองสอบเสร็จกันต่อ เขาชวนผมไปดูหนัง ที่ห้างกันแน่นอนว่าผมก็ต้องเออออตามไปอยู่แล้ว (ได้หมดถ้าสดชื่น)



หลังภาพยนตร์จบ พวกผมก็เดินวนในห้างเพื่อหาร้านอาหารที่จะกินเป็นมื้อเย็น แต่วนอยู่นานก็ไม่เจอร้านที่ถูกใจสักที จนกระทั่ง…



“ตกลงพี่อยากกินร้านไหนอ่ะ”



“อืม แล้วภามอยากกินอะไรล่ะ”



เสียงที่ผมคุ้นเคยดังขึ้น และจากชื่อที่พวกเขาเรียกกัน ผมมั้นใจว่าใช่… ผมค่อยๆ หันไป



“ไอ้ภาม!! กับ… พี่ไนท์!”



สองคนนั้นก็เหมือนจะเห็นพวกผมแล้วเหมือนกัน



“เนียร์กับ… ริทสินะ?”



ระหว่างที่ไอ้ภามยังอึ้งๆอยู่ พี่ไนท์ก็พูดขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่พี่ชายของผมกับริทเตอร์ได้เจอกัน… ไม่รู้ว่า… พี่จะถูกชะตากับ… แค่กๆ แฟนของผมไหม?



“สวัสดีครับ… พี่ชายของเนียร์สินะครับ ผมริทเตอร์นะครับ” ริทแนะนำตัวกับพี่ไนท์ ดูเกร็งๆเล็กน้อย คงเป็นเพราะพี่ไนท์ดูเป็นคนเงียบๆขึมๆ เดาใจไม่ออก



“พี่ชื่อ ไนท์ เป็นพี่ชายของเนียร์”



“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”



“แล้วเป็นอะไรกับเนียร์ล่ะ”



“เอ่อ… แฟนครับ”



เดี๋ยว!!! ตอบแบบนี้เลยเหรอ!! ผมเหวอจนปากจะเป็นรูปตัวโอแล้ว! ผมหันไปมองหน้าพี่ไนท์ที่ยังหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม แถมตอนนี้พี่เขาไม่ได้มองผมตรงๆด้วย ทำให้ผมอ่านใจพี่ไม่ได้!



“เป็นคนตรงดีนี่… พี่ชอบ”



อ้าว… ถูกใจเฉย…



“ฝากดูแลเนียร์ด้วยละกันนะ เห็นแบบนี้ น้องพี่ก็ซุ่มซ่ามเอาเรื่องอยู่กัน” พี่ไนท์ยิ้มบางๆ ก็จะพาไอ้ภามเพื่อนตัวดีของผมเดินไป จนสักพักนึงริทถึงพูดออกมาว่า



“ทำไมพี่ชายดูดุจัง”



“ไม่หรอก พี่ไนท์เขาแค่เป็นคนนิ่งๆน่ะ จริงๆแล้วใจดีมากเลยนะ”



“อ๋อเหรอ แต่ถึงดุยังไง เราก็ไม่ปล่อยให้เนียร์หลุดมือหรอกนะ…”



หยอดเก่ง! พูดขนาดนี้แล้ว มีเหรอที่ผมจะไม่เขิน… ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง



“ไปกันเถอะ…”



พวกผมเดินทางกลับหอ โดยวันนี้ผมจะไปค้างที่หอของริท ตามที่เขาอ้อนขอเมื่อห้านาทีก่อน ไหนๆก็สอบเสร็จยังไงก็ว่างอยู่แล้ว










เมื่อพวกผมถึงห้อง อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย…



“ตกลง… เข้าใจความหมายที่เลือกวันขอเนียร์เป็นแฟนรึยัง?”



“เอ่อ… ไม่รู้อ่ะ”



ริทเตอร์ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ผม (อีกแล้ว) พร้อมกับหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนจะเดินไปหยิบปากกามาเขียนอะไรสักอย่างลงบนกระดาษ ก่อนจะยื่นให้ผม



ผมมองกระดาษใบนั้น



ตัวอักษร R ที่มาจาก Ritter แยกเป็นตัวเลข 101 และตัวอักษร N ที่มาจาก Near มองแยกเป็นสามขีด คือ 111 (จินตนาการสูงไปไหม!!)



กลายเป็น 10, 1, 111 ก็คือเลขสิบตัวแรกคือเลขเดือน ส่วนเลขหนึ่งสี่ตัวด้านเป็นรวมเป็นวันที่ 4



สรุปคือ วันที่ 4 เดือนตุลาคม…



แบบนี้ก็ได้เหรอ!?



“ขนาดนี้ใครจะไปรู้เนี่ย!!”



เขาค่อยๆเข้ามากอดผม



“จะทำอะไร…”



“บอกแล้วไง ถ้าตอบไม่ได้จะโดนทำโทษนะ” พูดจบริทเตอร์ก็อุ้มร่างผมไปนอนบนเตียง ก่อนจะค่อยๆวางตัวผมลง แล้วคร่อมตัวผมไว้…



“ดะ เดี๋ยวสิ”



ริทเตอร์ค่อยๆขยับหน้าเข้ามาใกล้ผม จนหน้าแทบจะชนกันอยู่แล้ว เขายิ้มให้ผมก่อนก็ใช้มือซ้ายหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วยื่นมาให้ผมเห็น



มันคือ… กล่องถุงยาง!! (0_0)



“เอ่อ… เดี๋ยวสิ”



ริทคงรู้สึกได้ว่าผมตัวสั่นเล็กๆ จึงพูดขึ้นว่า



“ขอได้ไหม…”



หื่นมาจากไหนเนี่ย!!



ผมกลืนน้ำลายก่อนจะพูดเสียงค่อยว่า



“ถ้ามึงต้องการ… ก็… ก็ได้…”



ริทยิ้มมุมปากเล็กๆก่อนจะโน้มตัวมาหอมฟัดซอกคอของผม จนผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว



“อื้อ……”



ผมดิ้นเล็กน้อย… แต่ริทยิ่งจู่โจมแรงขึ้น



“ริท…”



ผมผลักตัวเขาออกเล็กน้อย



“คือ… เบาๆนะ เรา…ไม่เคย…”



นี่ผมพูดอะไรออกไปเนี่ย… ฮือ…



(=w=)






#RNandOurFeeling #CanYouAnswerMe?
********************************



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 16
«ตอบ #37 เมื่อ24-08-2020 17:46:13 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 17 | Fresh milk, sweet milk and sweet kiss
«ตอบ #38 เมื่อ30-08-2020 13:41:28 »

ตอนที่ 17

Fresh milk, sweet milk and sweet kiss






[ภาม]



“ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญเจอเนียร์ที่นี่ด้วยแฮะ แถมดูไม่ตกใจด้วยที่ผมมากับพี่”



ผมพูดกับพี่ไนท์ด้วยความประหลาดใจ แต่เหมือนพี่เขาจะไม่แปลกใจอะไรนัก (หรืออาจจะชอบนิ่งแบบนี้อยู่แล้วด้วยล่ะมั้ง)  แถมยังหันมามองผมแบบเอ็นดู (?) แปลกๆ



“อาจจะเป็นเพราะ… ใครแถวนี้เผลอหลุดให้เนียร์อ่านใจรึเปล่า?”



“โห พี่ไนท์อ่ะ อย่างผมน่ะนะ…”



ผมครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะ…



“หลุดตั้งแต่วินาทีแรกแล้วมั้ง แหะๆ”



คิดไปคิดมา ก็คงจริง (T^T)



“เอาน่า! อย่างน้อยเมื่อกี้ก็ถือว่าพี่ได้เจอลูกเขยพี่ละกัน!”



คำพูดของผมทำให้พี่ไนท์ขมวดคิ้ว หรือว่า… ผมไม่ควรแซวเล่นแบบนั้น? แย่ล่ะสิ… ต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง ผมลนลานจนไม่รู้จะพูดอะไรดี



“จะว่าไปแล้วพี่เคยเจอริทเหรอ พี่ถามแบบนั้นไป?”



ผมอดถามขึ้นมาไม่ได้จริงๆ เพราะสีหน้าตอนคุยกันเมื่อกี้ดูจริงจังมาก (แต่เอ๊ะ ปกติพี่ไนท์ก็จริงจังตลอดอยู่แล้วนี่เนอะ)



“เปล่า… แค่รู้สึก… คุ้นชื่อกับ…หน้า? ของเขาล่ะมั้ง”

ยิ่งทำให้ผมแปลกใจขึ้นไปอีก พี่ไนท์น่ะนะ… อาจจะแคยเห็นรูปเขาจากเพจคิ้วท์บอยก็ได้มั้ง แต่ปกติพี่เขาเคยเข้าเพจไปดูด้วยเหรอ…? ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ



“ช่างเถอะ รีบไปกันดีกว่า” แต่พี่เขาดูไม่สนใจอะไรนัก แล้วผมจะสนทำไมล่ะ!



“งั้นไปเล่นเกมตรงโน่นกันดีกว่า!”



ผมชี้ไปทางโซนตู้เกม พี่ไนท์พยักหน้าก่อนจะพาผมไป พี่ไนท์ให้ผมเดินเลือกเกมที่จะเล่นไปก่อน ส่วนพี่เขาจะเดินไปแลกเหรียญหยอดที่เคาน์เตอร์ให้



“เกมนี้เป็นไงพี่!” ผมหยุดที่เกมๆนึงก่อนจะหันมาถามพี่ไนท์ที่แลกเหรียญเสร็จแล้ว



“เกมยิงปืนเหรอ? ได้สิ”



ตู้เกมที่ผมเลือกเป็นเกมยิงปืนสไตล์แข่งกันสองคนว่าใครจะได้คะแนนเยอะกว่าตอนจบเกม จึงทำให้พี่ไนท์ต้องเล่นด้วยไปโดยปริยาย



‘Game start In 3 2 1 ……!!!’



เมื่อผมหยอดเหรียญและเลือกโหมดเกมเรียบร้อยแล้ว ผมก็ตั้งท่าใช้ปืนที่เป็นจอยเกมสำหรับเกมนี้เตรียมเล่น



“ถ้าผมชนะพี่ ผมขออะไรพี่อย่างนะ” ผมหันมายิ้มให้พี่ไนท์ที่ยืนเป็นผู้เล่นอีกคนข้างๆผม



“ได้สิ… ถ้าชนะล่ะก็นะ หึ…” พี่ไนท์ยิ้มมุมปากเบาๆ สายตาเฉียบคมจนผมรู้สึกเสียวสันหลังเหมือนอยากจะสื่ออะไรสักอย่าง ผมไม่เคยเห็นพี่ไนท์แสยะยิ้มแบบนี้มาก่อน



‘ปัง’



‘ปังๆๆๆ’



ผมเริ่มเกมได้ทุลักทุเลพอสมควร ปกติผมไม่ได้เล่นเกมประเภทนี้บ่อยนัก จึงไม่แปลกที่ผมจะเล่นไม่ถนัดเท่าไร เอาน่ะ! อย่างน้อยๆ แค่แต้มเยอะกว่าพี่ไนท์ก็ชนะแล้ว!!



ผมจะได้ขอเรื่องนั้นสักที แหะๆๆ



เอ๊ะ!? เดี๋ยวนะ…



เสียงจากในเกมปืนที่ดังขึ้นจากทั้งผมและพี่ไนท์ยังคงดังขึ้นต่อเนื่อง แต่ว่า… ถ้ามีคนอื่นมาดูพวกผมเล่นละก็คงจะเห็นชัดเจนเลยว่าใครเหนือกว่า…



ผมยิงพลาดบ่อยมาก กลับกัน พี่ไนท์ดูเล่นได้ดีกว่าผมมากทั้งท่ายืนและความแม่นยำ จนแต้มคะแนนต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ



ไม่จริงใช่ไหม!!



‘Game over’



ผม…แพ้… ด้วยคะแนนที่ต่างกันมากถึงสี่พันสกอร์!!



“พี่ไนท์เคยเล่นเกมพวกนี้ด้วยเหรอเนี่ย!”



ผมหันไปถามพี่เขาด้วยความตกใจและความรู้สึกอึ้งๆอยู่ ปกติพี่เขาเล่นเกมด้วยเหรอ เห็นปกติเอาแต่อ่านหนังสือๆๆ อยู่นั่นแหละ จะชวนไปไหนทีลำบากสุด (ยกเว้นท้องฟ้าจำลอง…)



“อืม เมื่อก่อนเคยเล่นมาบ้างน่ะ”



ระดับนี้ไม่น่าใช้คำว่า ‘เคย’ นะ ระดับเซียนเลยล่ะ! อีกนิดเดียวคะแนนจะถึงไฮสกอร์อยู่แล้วนะนั้นน่ะ… ไม่น่าเชื่อที่ ผมจะไม่รู้มาก่อนเลยว่า พี่ไนท์เล่นเกมเก่งด้วย! ไอ้เนียร์เองก็ไม่เคยบอกผมเลย!



“แต่พอเรียนหนักขึ้น ก็ไม่มีโอกาสได้เล่นเท่าไรน่ะ” พี่ไนท์ขยายความ เมื่อเห็นว่าผมยังอึ้งอยู่



“โห ก็หาเวลาว่างมาเล่นหน่อยก็ได้มั้งงง”



“ไม่หรอก ตอนนี้พี่น่ะเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสองแล้วนะ ถึงจะยังไม่ได้เรียนที่โรงพยาบาล แต่ความรับผิดชอบมันควรจะมากขึ้น ในอนาคตเราต้องดูแลชีวิตอีกหลายคนเลยนะ เราควรหมั่นอ่านหนังสือสะสมความรู้ให้มากๆเข้าไว้”



พี่ไนท์ร่ายมาซะยาวเหยียด จนผมรู้สึกจุกนิดๆเลยแหะ… ตอนนี้ผมเอาแต่เที่ยวเล่นเหมือนโดนพี่เขาตักเตือนเลยแหะ…



แต่ว่า…



“แต่เราก็ควรมีเวลาให้ตัวเองบ้างไม่ใช่เหรอพี่… กดดันตัวเองมากเกินไปน่ะจะยิ่งส่งผลเสียต่อตัวเองนะ ไม่ใช่ทางร่างกาย ก็ทางจิตใจนั่นแหละ!”



ผมพูดตามที่ผมรู้สึกออกไป



“ยิ่งเครียดยิ่งกดดันตัวเองมากเท่าไร ผมรู้สึกว่าต่อไปจะยิ่งไม่มีความสุขนะครับ หาเวลาผ่อนคลายตัวเองบ้างเท่านั้นเอง คงไม่มีใครอยากเห็นคนที่รักษาตัวเองเป็นคนที่ดูเครียดดูกดดันตลอดเวลาหรอกนะ”



“………”



พี่ไนท์นิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรผม แต่ผมพอจะรู้สึกได้ว่า คำพูดของผมคงจะเข้าถึงพี่ไนท์บ้างแหละ (มั้ง)



“ก็จริง… พี่คงจริงจังมากเกินไป” พี่ไนท์ก้มหน้า ไม่สบตาผม



“พี่ในเวอร์ชั่นจริงจังก็เหมาะกับเป็นพี่อยู่หรอก แต่ผมแค่บอกว่าอยากให้พี่หาเวลาพักบ้าง ดูแลตัวเองบ้าง แล้วก็หาความสุขให้ตัวเองบ้างเท่านั้นเอง…”



พี่ไนท์ค่อยๆเงยหน้า ก่อนจะยิ้มบางๆให้ผม


   
“งั้นไว้ว่างๆ เรามาเล่นกันอีกนะ”



“อื้อ!!”



ผมหยักหน้า ดีใจสุดขีดที่พี่ไนท์เข้าใจผมสักที! แต่ว่า…



“เมื่อกี้ภามแพ้พี่นะ”



“อึก……”



ยังจะจำได้อีก… ไม่น่าพนันเลยแฮะ



“พี่อยากฟังภามร้องเพลง ไปตู้ร้องเพลงกัน”



พี่ไนท์พาผมไปที่ห้องคาราโอเกะใกล้ๆกับตู้เกมเมื่อกี้ พี่ไนท์นั่งลงตรงโซฟาในห้อง ปล่อยให้ผมเลือกเพลงไป… พี่เขายังบอกว่าขอสักสองสามเพลงอีก!!



เอาน่ะ… เล่นเกมแพ้ก็ต้องยอม



ผมยอมถือไมค์ร้องเพลงคนเดียวในห้องโดยนั่งข้างๆพี่ไนท์ที่กำลังขำเสียงของผมอยู่ เสียงร้องเพลงของผมก็ไม่ได้ดีไปกว่าเนียร์สักเท่าไรหรอก (แต่อย่างน้อยก็ดีกว่านะเว้ย!)



“เพลงสุดท้าย พี่ขอเลือก…”



“แบบนี้ก็ได้เหรอ!”



ผมโวยวายพี่ไนท์จะเลือกเพลงแปลกๆอะไรให้ผมป่ะเนี่ย เอ๊ะ… หรือว่า… จะเลือกเพลงรักจะสื่อให้ผมเป็นนัยๆ



แต่ดูเหมือนผมจะหวังสูงไป…



“เพลงชิมิชิX”



“…………”



ทันทีที่พี่ไนท์ฟังผมร้องเพลงนี้ พี่เขาหลุดขำยิ่งกว่าเมื่อกี้อีก พี่ไนท์ในภาพฉีกยิ้มกว้างเป็นมุมที่ผมไม่เคยเห็นพี่เขาเป็นแบบนี้เลย จนสุดท้ายผมก็หัวเราะตามพี่เขาจนได้…



“พอใจยัง!”



“อืม……”



พี่ไนท์หยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะนั่งพักที่เหนื่อยจากการหัวเราะผมเมื่อกี้ ผมเองก็หมดแรงไปพอสมควรก็ร้องคนเดียวติดๆกันตั้งสามเพลงนี่!



“ภาม… เมื่อกี้บอกให้พี่หาความสุขใส่ตัวใช่ไหม?”



พี่ไนท์หันมาหาผมด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะลูบหัวผมเบาๆ



“ก็ภามไง ความสุขของพี่…”



“เอ๊ะ… เอ๋!?”



ผมชะงักกับคำพูดของพี่ไนท์… ก่อนจะค่อยๆรู้สึกร้อนขึ้นที่หน้าของผม ผมไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากของพี่เขาเลย ไม่เคยเลย… ผมนึกว่าที่พี่เขายอมมาเที่ยวกับผมด้วยเป็นเพราะรำคาญที่ผมโวยวายใส่ ไม่ก็… ด้วยเหตุผลอื่นๆที่ไม่ใช่เหตุผลที่ว่า… พี่ไนท์ชอบผมแน่นอน…



แสดงว่าแบบนี้… ผมมีหวังใช่ไหม?



ตอนนี้พี่ไนท์กลับมาสีหน้าเรียบเฉยและหันไปทางอื่นแล้วแต่ก็ปกปิดแก้มที่แดงระเรื่อไม่ได้



“พี่……”



“ภาม พี่ถามหน่อย ทำไมถึงยอมร้องเพลงให้พี่ฟัง”



“ก็ผมเล่นเกมแพ้พี่ไง”



“ใช่ แต่ตอนแรก ภามบอกแค่ว่าถ้าภามชนะพี่ จะขออะไรอย่างนึง แต่ไม่ได้บอกนี่ว่าถ้าพี่ชนะ พี่จะขอได้อย่างนึง”



“เออเนอะ…”



“ดังนั้น จริงๆแล้ว ภามไม่ต้องร้องเพลงให้พี่ก็ได้”



“พะ… พี่ไนท์!!”



ผมโวยวายใส่ นี่พี่หลอกผมเหรอ และผมก็โง่ให้พี่เขาหลอกเสียด้วย เออเนอะ… ผมทำตามที่พี่เขาบอกทำไมเนี่ย!!!










[เนียร์]



“อือ……”



ผมค่อยๆลืมตาขึ้นในเช้าวันใหม่ สิ่งแรกที่เห็นทันทีที่ลืมตาคือ… ชายหนุ่มหน้าหล่อที่กำลังนอนหันหน้ามาทางผมอยู่ ใช่แล้ว… แฟนผมเอง กำลังนอนเปลือยท่อนบนเหมือนกับผม ไม่สิ… ท่อนล่างก็ด้วย พวกผมกำลังอยู่ในชุดวันเกิด!



ผมค่อยๆรำลึกได้ว่า เมื่อวาน เกิดอะไรขึ้นบ้าง… หน้าผมก็เริ่มร้อนอีกครั้ง ไม่สิ หน้าอกผมก็ร้อนรุ่มด้วย…



 โอ้ย… ทำไมรู้สึกแบบนี้เนี่ย!!



ความรู้สึกที่ผมอธิบายได้ไม่ถูกนัก แต่อาการแบบนี้มันเหมือนผมกำลังเขินตามปกตินั้นแหละ แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่า!



เมื่อผมจะขยับตัวก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าริทกอดผมอยู่จนผมดิ้นหนีไม่ได้ และดูเหมือนว่าผู้ชายตรงหน้าของผมก็ถูกปลุกด้วยแรงขยับของผม



“ฮาย อรุณสวัสดิ์”  ริทเตอร์ยิ้มมุมปากให้ผม



“ยังเจ็บอยู่ไหม?”



“นิดนึง”



“งั้นอีกรอบไหม?”



ผมเหวอ ได้แต่มองหน้าผู้ชายที่กอดผมอยู่ ท่าทีของเขาทำให้ผมดูไม่ออกว่าพูดจริงหรือแค่หยอกเล่นไปงั้นๆ มันทำให้ผมไม่กล้าหยอกกลับว่า ได้!!



“ล้อเล่น! เดี๋ยวกินยาแก้ปวดละกัน”



ผมโล่งใจ เพราะเมื่อกี้แอบคิดจริงๆ ว่าถ้าเป็นเขาอาจจะ ‘ต้อนรับ’ ผมตั้งแต่เช้าเลยก็ได้…



“เดี๋ยวไปหยิบให้” ริทลุกขึ้นจากเตียงพรวดพราดแบบไม่ทันให้ผมตั้งตัว



“เฮ้ย!!”



ผมใช้แขนสองข้างปิดตาตัวเองไว้ (แต่เผลอมีช่องแอบดูนะ) ผมยังไม่อยากเห็นของ… เอ่อ… อะไรแบบนั้นตั้งแต่เช้า พอผมแอบดูผ่านช่องแขนโดยบังเอิญก็พบว่า ริทใส่บ็อกเซอร์อยู่



แล้วทำไมผมถึงอยู่ในชุดวันเกิดคนเดียว!! ถ้าจำไม่ผิด เมื่อวานเผลอหลับไปทั้งสองคนไม่ใช่เหรอ! เอ๊ะ หรือว่า…



“ตกใจอะไร” อีกฝ่ายแสยะยิ้มถามผม เหมือนกับรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่



“ปะ… เปล่า ไม่มีไร!”



ถึงผมจะดูมีพิรุธแบบสุดๆ แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรผม แค่หัวเราะนิดๆเท่านั้น ก่อนจะเดินไปหยิบน้ำขวดพร้อมกับซองยาที่วางไว้บนโต๊ะบริเวณปลายเตียง



“นี่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานเลยเหรอ!?”



“อืม!! เพราะรู้ว่าเนียร์อาจจะต้องใช้มันน่ะนะ ก็ของเราน่ะ… ไซส์ XXL เชียวน้า”



“ทะลึ่งชิXหาย!”



“เราหมายถึงไซส์กางเกง นี่แอบคิดอะไรไม่ดีใช่ไหมคร้าบ” ริทเตอร์กลับมานั่งบริเวณปลายเตียงผม ก่อนจะแกะซองยา หยิบเม็ดยาออกมาแล้วยื่นให้ผมพร้อมกับน้ำ



“กะล่อน!” ผมบ่นอุบอิบก่อนจะรับยามากิน พร้อมดื่มน้ำตาม… แล้ววางขวดไว้ที่ข้างเตียง



“ป่ะ ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว” ริทกระชากผ้าห่มที่คลุมตัวส่วนล่างและส่วนบนของผมออก



“เฮ้ย! เล่นอะไรเนี่ย” ผมรีบดึงผ้าห่มกลับ ท่าทาวของผมทำเอาริทหัวเราะชอบใจใหญ่ ก่อนจะบีบแก้มผมทีนึง



“โทษทีๆไม่แกล้งละ”



“ไปเลย”



“อ่ะ…”



ริทเตอร์ส่งผ้าขนหนูผืนนึงให้ผม ก่อนจะเสริมว่า



“ห่อตัวไปอาบน้ำก่อนละกัน เสื้อผ้าแขวนไว้ในห้องน้ำให้หมดแล้ว ระหว่างอาบน้ำ เดี๋ยวเราอุ่นขนมปังไส้กรอกที่เนียร์ชอบให้ทานรองท้องระหว่างรอเรานะ พอเราอาบน้ำเสร็จ เดี๋ยว เราไปหาอะไรกินกัน”



ผมรับผ้าขนหนูมาแบบอึ้งๆเล็กน้อย นี่เขาคิดล่วงหน้าไว้หมดแล้ว แถมยังเตรียมทุกอย่างไว้อย่างดีด้วย ทั้งยาที่เตรียมให้ผมกินในตอนเช้า หรือกระทั้งเตรียมชุดไว้ในห้องอาบน้ำ แถมของกินรองท้องด้วย



ผมรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่ได้แฟนที่เอาใจใส่แบบนี้… มันอดทำให้ผมแอบยิ้มเล็กๆไม่ได้



“อาบด้วยกันไหม?”



ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบจะกระซิบ แต่มันกลับทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าผมตาเบิกกว้าง ตามด้วยสีหน้าประหลาดใจ จบท้ายด้วยสีหน้ายินดี



“มะ… ไม่มีอะไรกูไปอาบน้ำก่อนนะ!”



ผมก้มหน้า นำผ้ามาพันตัว ก่อนจะรีบเดินงุดไปที่ห้องอาบน้ำอย่างไว หลังปิดประตูห้องน้ำ ผมมองตัวเองในกระจกแล้วพบว่า หน้าตัวเองแดงเรื่อไปถึงหูแล้ว



นี่ผมกล้าพูดออกไปได้ไงเนี่ย!



ผมยืนบิดแก้เขินไปมาหน้ากระจก กว่าผมจะได้เริ่มแปรงฟันและอาบน้ำก็ปาไปร่วมเกือบสิบนาที ครั้งนี้เป็นการอาบน้ำที่เหม่อลอยมาก เดี๋ยวก็หยิบแชมพูมาถูตัว เดี๋ยวก็หยิบสบู่อาบน้ำมาสระผม เป็นการอาบน้ำที่เฟอะฟะที่สุดในชีวิตผมเลยล่ะ…



พอผมเปิดประตูห้องอาบน้ำออกมา ก็เห็นริทยืนกอดอกยิ้มให้ผมอยู่



“นึกว่าเผลอหลับคาห้องน้ำไปละ”



คุณชายเจ้าเล่ห์บ่นๆผมก่อนจะเดินสวนเข้าห้องน้ำไป…



ส่วนผมก็ได้กลิ่นขนมปังหอมกรุ่น จนเดินไปที่โต๊ะอาหารแล้วพบขนมปังไส้กรอกที่ผมซื้อชอบกินจากเซเว่นถูกอุ่นร้อนจนได้ที่แล้วนำมาวางบนจาน คู่กับมีดส้อมให้กินได้ง่ายๆ พร้อมกับนมจืดที่ใส่อยู่เต็มแก้ว…



ผมนั่งลงบนเก้าอี้ และยิ้มออกมาคนเดียว…










“อ้าว ยังไม่กินอีกเหรอ” ริทที่กำลังเช็ดผมตัวเองอยู่พูดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าผมยังไม่ได้กิน



“รอริทอยู่ไง มากินด้วยกันสิ”



ริทเตอร์นั่งลงข้างๆผมก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจว่า…



“นี่เราซื้อมาให้เนียร์นะ ไม่ต้องรอก็ได้”



“เป็นแฟนกันน่ะ ต้องทำอะไรพร้อมๆกันสิ กินก็กินด้วยกัน”



คำพูดของผมทำให้ริทยิ้มออกมา ก่อนจะแย่งมีดและส้อมไปจากมือผม แล้วดึงจานมาหั่นต่อ



“งั้นเดี๋ยวเราหั่นให้”



ผมมองริทที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาหั่นขนมปังให้ผมด้วยสีหน้าของริทที่ยิ้มแย้ม ทั้งๆที่เป็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์เหมือนเดิม เหมือนกับตอนแรกที่ผมเจอ  แต่ตอนนี้ผมกลับคิดว่าเป็นรอยยิ้มที่ดูสดใสน่ารักเหลือเกิน



ผมหยิบนมที่ริทเตรียมให้มาดื่มเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆวางแก้วลง



“ริท… นมนี้รสชาติแปลกๆนะ”



“หือ? ไหนๆ?”



อีกฝ่ายถึงกับวางมีดและส้อมลง และชิมนมแก้วที่ผมเพิ่งดื่มไปทันที เขาดูงุนงงเล็กน้อยก่อนจะหันมาบอกผมว่า



“ก็ปกกะ……”



ริทที่พูดยังไม่ทันจบดี ก็มีสิ่งที่ประกบกับปากของเขาทำให้เขาส่งเสียงต่อไม่ได้ นั่นคือ… ปากของผมเอง…



ผมโน้มตัวเข้าไปจูบปากของเขา ผมค่อยๆใช้ลิ้นตัวเองดันเข้าไปในปากของอีกฝ่ายตามที่คนๆนี้เคยสอนผมไว้ ริทที่เหมือนจะตั้งสติได้แล้วก็ตอบรับลิ้นของผมด้วยการดันลิ้นมาเช่นกัน



รสนมจืดที่เพิ่งดื่มกันไปพัวพันอยู่ในปากของพวกเราทั้งคู่ จูบกันนานพอที่จะเปล่ยนรสจืดเป็นรสอื่นได้…



“เนียร์…”



“ขอบคุณนะ…”



ผมกลับมานั่งท่าเดิมก่อนจะใช้ส้อมจิ้มขนมปังที่ถูกหั่นไว้เข้าปากแก้เขิน ส่วนริทเตอร์ก็หุบยิ้มไม่ลงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ก่อนจะพึมพำกับผมว่า



“อือ… แปลกๆจริงด้วย ซื้อรสจืดมากลับได้เป็น ‘รสหวาน’ ซะงั้น…”











หลังจากสอบมิดเทอมผ่านพ้นไปได้เพียงสองวัน พวกผมก็กลับสู่สภาวะปกติอีกครั้งที่ตื่นเช้ามาเรียน เรียนเสร็จกลับหอ ไปเที่ยวกับริทบ้าง ภามบ้าง หรือไปนอนค้างหอริทบ้าง (แค่นอน!!)



เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่สุขสันต์เหลือเกิน…



ถึงตอนนี้จะมีงานไหว้วานผมจากหัวหน้าชั้นปีของผม ไอ้เบสต์…



“นะๆๆๆ มึงช่วยกูหน่อยเถอะ กูไม่รู้จะชวนใครแล้วจริงๆ”



ตอนนี้เพื่อนผมที่มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าชั้นปี กำลังคุกเข่าอ้อนวอนผมอยู่ ดูเหมือนตอนนี้คณะผมกำลังเตรียมงานโอเพ่นเฮาท์สำหรับเดือนหน้าที่จะมาถึง และตอนนี้ เบสต์ที่เป็นเฮดงานนี้ด้วย (ทำไมรับหลายงานวะ?) กำลังหาหัวหน้างานแต่ละฝ่ายอยู่



ดูเหมือนว่าตอนนี้ขาดแค่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายดูแลแนะแนว ซึ่งก็คือฝ่ายต้อนรับน้องม. ปลายที่สนใจมาฟังคำแนะแนวทั้งการเรียนที่นี่ และการเตรียมตัวสอบเข้านั่นเอง



ส่วนตัวของผมแล้ว ไม่ใช่ว่าผมอยากปฏิเสธเพื่อนของผมหรอกนะ ผมพร้อมจะช่วยตลอดอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามันมาขอให้ผมช่วยแสดงว่าไม่รู้จะให้ใครช่วยแล้วจริงๆ แต่ติดปัญหาตรงที่ผมไม่เคยทำงานอะไรแบบนี้มาก่อน (พูดง่ายๆคือไร้ประสบการณ์นั่นแหละ!) กลัวทำงานพัง!



แต่ว่าด้วยความที่ผมเป็นคนใจอ่อน ทำให้ผมตกลงจนได้



“เฮ้อ… โอเคๆ เดี๋ยวเป็นให้”



“น่าร้ากที่ซู้ดดด เพื่อนใครเนี่ย”



เบสต์ถลาตัวมากอดผม เรียกว่า รัด ก็ได้!! จนไอ้ภามที่นั่งอยู่ข้างๆทักขึ้นมาว่า…



“เบาๆหน่อย เดี๋ยวโดนแฟนมันกระทืบไม่รู้นะ”



“เออโทษๆ ลืมๆ”



“สัX……”



สุดท้ายผมก็กลายเป็นหัวหน้าฝ่ายแนะแนวการเตรียมตัวสอบเข้าสำหรับน้องๆ ไปโดยปริยาย เฮ้อ… ฝ่ายอื่นยังดูง่ายกว่านี้อีกไหมเนี่ย ฝ่ายสวัสดิการก็สั่งข้าวสั่งน้ำมาให้สตาฟในวันจริงเอง (แค่นั้นรึเปล่านะ?) ยังไงก็เถอะ… ผมรับงานมาแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด!!



เอาไงเอากัน!!



ความคิดทุ่มสุดตัวของผมแล่นอยู่ในหัวได้สามวัน… หลังจากทั้งประชุมงานกับหัวหน้าอื่นๆ, จัดหาสมาชิกฝ่าย, ติดต่อประสานงานกับอาจารย์ แถมด้วยรุ่นพี่ปีสูงๆ มารีวิวการใช้ชีวิตการเรียนในโรงพยาบาล แถมงานเอกสารที่ต้องพิมพ์ส่งอีก มันทำให้ผมแทบกระอักเลือด (เว่อร์ไป)



แต่ผมก็รู้สึกสนุกไปอีกแบบนะ เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้…



‘ติ๊ดดด’



“ฮัลโหล…”



“ถ้าเสร็จแล้วโทรมาบอกนะ เดี๋ยวขับรถไปรับ” เสียงของริทเตอร์ดังขึ้น



“โอเคๆ ตอนนี้ประชุมเสร็จละ เหลือคุยกับพี่ปีห้านิดหน่อย”



“อะเคร~ จุ๊บ~”



ผมวางสายโทรศัพท์ก่อนจะเก็บข้าวของบนโต๊ะประชุมเข้ากระเป๋าแล้วลุกโบกมือลาเพื่อนในห้อง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป…



ผมนัดพี่ปีห้าสองคนไว้ที่ร้านกาแฟแถวคณะ ผมจะพูดคุยเรื่องการแนะแนวในวันงานจริง อย่างน้อยๆให้พี่เห็นภาพรวมของงานก่อนก็ดี เมื่อผมไปถึงร้านผมก็เห็นพี่ๆมาก่อนแล้ว



“สวัสดีครับ ผมเนียร์นะครับที่คุยในไลน์ตอนนั้น”



“คร้าบๆ น้องเนียร์ นั่งเลยๆ”



พี่ผู้ชายที่ดูใจดี เฮฮา รูปร่างท้วมนิดหน่อย ให้ผมนั่งลง ส่วนพี่อีกคนดูนิ่งๆกว่า หน้าตาแอบดูดีทีเดียวเลย แต่ผมรู้สึกแปลกๆกับสายตาพี่เขานิดหน่อย จนผมต้องหลบตา



“อันนี้คือตารางงานวันจริงนะครับ”



ผมหยิบเอกสารแผนงานและกำหนดการของวันจัดงานให้พี่ทั้งสองคนดูรวมทั้งอธิบายหน้าที่ว่าต้องพูดและทำอะไรบ้าง พี่ทั้งสองคนก็ดูตั้งใจฟังเป็นอย่างดี จนกระทั่งมือถือของพี่ร่างท้วมดังขึ้นและขอตัวไปรับสายก่อนจะลุกออกไปคุยนอกร้าน



ตอนนี้เหลือแค่ผมกับพี่หน้านิ่งสองต่อสอง เมื่อขาดคนช่างคุยอย่างพี่อีกคนไปทำให้ไม่มีบทสนทนาใดๆออกมาระหว่างพวกผมทั้งสองคน



“เอ่อ… งั้นเดี๋ยวรอพี่อีกคนก่อนนะครับ”



“ครับ…”



พี่พยักหน้าก่อนจะจ้องหน้าผม ตาไม่กระพริบ



“น้องครับ…”



“ครับ?”



“มีแฟนรึยังครับ?”



ผมสะดุ้งกับคำพูดของพี่เขา ก่อนจะตั้งสติแล้วตอบตามตรงว่า…



“เอ่อ… มีแล้วครับ”



“หึ… มีแล้วก็เลิกได้นะ…”



“หา!?”



สมองผมหยุดแล่นชั่วขณะก่อนจะนั่งนิ่งไป…










“เนียร์… ไอ้เนียร์ ไอ้สัสเนียร์!”



“วะ… ว่าไงๆ”



“เป็นไรวะ ทำไมดูเหม่อๆ” ไอ้ภามขมวดคิ้วถามผมด้วยความเป็นห่วง



“ไม่มีไรหรอก” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภามกังวลไปด้วย แค่นี้สีหน้ามันก็ดูกังวลสุดๆละ แน่นอนว่าผมมีปัญหาที่ทำให้ผมลำบากใจสุดๆ เพราะผมโดนพี่ที่ผมร่วมงานด้วยการ ‘รุก’ ที่แรงมาก แต่จบงานนี้ผมก็ไม่ต้องเจอพี่เขาแล้ว (ล่ะมั้ง) ทนๆไปอีกนิดละกัน



“เป็นอะไรรึเปล่า? ไม่สบายเหรอ” ริทเตอร์รีบพูดเสริมขึ้นมา พร้อมกับใช้ฝ่ามือแตะหน้าผากผม



“เปล่าๆ ช่วงนี้แค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะ”



ผมไม่ได้โกหกนะ! เหนื่อยกับงานจริงๆ ทั้งกายและ ‘ใจ’ เลยแหละ… ใช่แล้ว… อีกแค่ไม่กี่วันก็วันจัดงานแล้ว เดี๋ยวก็จบแล้ว…


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 17 | Fresh milk, sweet milk and sweet kiss
«ตอบ #39 เมื่อ30-08-2020 13:42:34 »



[ภาม]



ช่วงนี้เนียร์ดูเหม่อแปลกๆ แบบแปลกจริงๆนะ!! ถึงมันจะเหนื่อยแต่ใครเขาเหนื่อยแล้วนั้งเหม่อได้ทั้งวันทั้งคืนกัน มัวแต่คิดเรื่องอะไรอยู่ก็ไม่รู้แน่ๆเลย มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้



สีหน้าของไอ้ริทเองก็ดูเป็นห่วงเนียร์เหมือนกับผมนั่นแหละ ไม่สิ ห่วงกว่าผมอีก!!



“ช่วงนี้เนียร์แค่ทำงานหนักจริงๆใช่ไหม”



ในที่สุดไอ้คนห่วงแฟนก็เอ่ยปากถามผม เฮ้อ… ผมเคยบอกแล้ว ถึงเนียร์จะสามารถจับโกหกได้เก่งและเทพที่สุดในโลก แต่ทักษะการโกหกของมัน เด็กอนุบาลยังดูออก จะนับประสาอะไรกับไอ้ริทที่อยู่กับมันแทบทุกวัน



“อืม… ก็ต้องแบบนั้นแหละ”



“แต่กูรู้สึกเหมือนมีอะไรมากกว่านั้น”



“หมายถึงว่า… ไม่เชื่อใจเนียร์เหรอ”



“เปล่า… ไม่ใช่แบบนั้น กูเชื่อใจเนียร์ เชื่อสุดใจด้วย”



ริทเตอร์นิ่งไปครู่นึงก่อนจะเสริมว่า



“แต่กูกลัวเนียร์มีเรื่องไม่สบายใจหรืออะไร แล้วไม่ยอมบอก”



อืม… จริง…



เรื่องนี้ทำให้ผมฟังแล้วต้องขมวดคิ้ว ผมลังเลและคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะตัดสินใจบอกว่า



“งั้นไปแอบดูกันไหม”



ใจจริงๆแล้วผมไม่อยากทำแบบนี้หรอก มันดูไปเสือX ไม่ใช่สิ… ยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเกินไป (ก็เสือXนั่นแหละ) แต่ว่าเพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งผม ไอ้ริท และตัวเนียร์เอง (ถ้ามีปัญหาน่ะนะ) ผมจึงต้องใช้วิธีนี้!!



ไอ้ริทดูลังเลและคิดหนักกว่าเมื่อกี้อีก คงจะคิดเรื่องเดียวกับผมอยู่… แต่สุดท้ายมันก็ยอมพยักหน้าจนได้



พวกผมพอจะรู้มาบ้างว่าปกติแล้วเนียร์จะประชุมกันที่ไหนและห้องไหน แต่ผมลืมคิดเรื่องนึงไปก็คือ… ผมจะรู้ได้ไง! ว่าเนียร์คุยอะไรกันหรือมีปัญหาอะไรไหม! ถ้าผมยังอยู่นอกห้อง!!



ถ้าพวกผมเข้าไปก็สะดุดตาเกิน จะแอบแนบหูฟังที่ประตูก็น่ากลัวเกิน หรือจะไปหลบใต้โต๊ะประชุมสักตัวนึงในห้องก็อนาถเกิน……



โอ้ยย เอาไงดี!!



“ก็เข้าไปตรงๆนี้แหละ”



“ไอ้บ้า!!”



ริทเตอร์มันซื่อกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ ปกติคนที่ไม่มีหน้าที่เข้าไปนั่งประชุมด้วยก็แปลกจะแย่แล้ว แถมไอ้ริทไม่ใช่คนในคณะอีก จะสะดุดตาไปไหน! ถึงจะมีตำแหน่งเป็นผัวคนๆหนึ่งในนั้นก็เหอะ.!



“อะแฮ่ม! ทำไรกันอยู่?”



เสียงกระแอมจากด้านหลังของพวกผมทำให้สะดุ้งได้ไม่น้อยเลย ชิบหายแล้ว!! ใครวะ!!



“มาทำอะไรลับๆล่อๆตรงนี้?”



“ไอ้เบสต์!!”



“เปล่าๆ แค่แบบ… เอ่อ… ยังไงดี”



เอาไงดีฟะ! หรือบอกทั้งหมดไปเลยดี แต่ไอ้เบสต์เป็นคนจริงจังจะเอาเรื่องนี้ไปบอกเนียร์ไหมเนี่ย ยังไงก็คงไม่ดีเท่าไรที่แอบตามมา แถมจะแอบฟังด้วย!



“มีเรื่องให้ช่วยนิดหน่อยน่ะ”



กลับกลายเป็นไอ้ริทพูดแทนผม เฮ้อ… เล่าให้หมดเลยละกัน หวังว่าไอ้เบสต์มันจะโอเคนะ










“อืม… เข้าใจละ”



ไอ้เบสต์ที่ยืนฟังอยู่พยักหน้าเบาๆ



“ช่วงนี้เนียร์ดูแปลกๆจริงๆนั่นแหละ แต่ตอนคุยงานหรือประชุมก็ไม่ได้มีอะไรแปลกนะ งานในส่วนของเนียร์ก็ดูไม่มีปัญหาอะไรนะ”



ผมกับริทมองหน้ากัน หรือว่า… จะคว้าน้ำเหลวกันนะ?



“เฮ้อ… เอางี้ เดี๋ยวกูกับมึง ไอ้ภาม เปิดคอลหากันจะได้ฟังว่าในห้องประชุมไม่มีเรื่องที่ทำให้เนียร์ไม่สบายใจละกันนะ”



“หือ!?”



ผมตกใจเพราะมันดูแปลกๆยังไงไม่รู้ แถมยิ่งแปลกเมื่อออกมาจากปากของคนที่จริงจังกับงานยิ่งกว่าอะไรแบบไอ้เบสตาอีก



“ไม่ต้องห่วง วันนี้ไม่ได้คุยอะไรมากหรอก แค่ติดตามแต่ละฝ่ายว่าเตรียมงานถึงไหนแล้วหรือมีปัญหาอะไรไหมแค่นั้นเอง”



สงสัยผมคงทำหน้าประหลาดใจมากไปหน่อย ไอ้เบสต์เลยเสริมขึ้น



“อีกอย่าง… กูห่วงไอ้เนียร์ด้วย กูห่วงมึงด้วยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วนั้นน่ะ”



ผมหันไปมองไอ้ริท เออจริง… หน้ามันดูเป็นห่วงเนียร์จริงๆ



“โชคดีจริงๆน้า ที่เนียร์ได้มีริทอยู่ข้างๆ”



ไอ้เบสต์แซวก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมไป สักพักจากนั้นมันก็โทรมาเครื่องผม ผมกดรับสายก่อนจะไปหามุมนั่งฟังกับไอ้ริท



พวกผมฟังอยู่ประมาณสี่สิบนาทีได้ การประชุมก็จบลง และเท่าที่พวกผมฟัง ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย งานทุกอย่างราบรื่นไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะส่วนของเนียร์ที่พร้อมเกือบหมดแล้วสำหรับงานวันจริง มันยิ่งทำให้ผมงงขึ้นไปอีกว่า ไอ้เนียร์… มึงคิดอะไรอยู่!!!



ผมส่ายหน้าให้ไอ้ริทที่แอบฟังพร้อมผม ก่อนจะเลื่อนนิ้วไปที่ปุ่มวางสาย



“เดี๋ยว!”



ริทจับมือผมไว้ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ จุ๊ๆ ตรงปากเป็นการบอกให้ผมเงียบ



“เดี๋ยวเนียร์ไปไหนต่อป่ะ”



เสียงไอ้เบสต์…



“เดี๋ยวไปสรุปงานให้รุ่นพี่ฟังก่อนน่ะ “



“………?”



เรื่องนี้เนียร์เคยบอกผมแล้วว่าจะเชิญปีสองกับปีห้าเป็นตัวแทนระดับชั้นพรีคลินิกกับคลินิกมาพูดแนะแนวในวันงานแค่นั้นเอง



“หรือว่า… เนียร์นอกใจ!!”



ผมหลุดปากออกมา แต่มาคิดดีๆ อย่างไอ้เนียร์น่ะนะจะนอกใจริทเตอร์ แค่ฝันยังยากเลย ติดไอ้ริทแจขนาดนี้ คำพูดที่ผมพูดไม่คิด มันทำให้คนข้างๆผมคิดแบบนั้นจริงๆ สีหน้าจริงจังแถมดูไม่พอใจเล็กน้อย



ชิXหายละ…



“ป่ะ แอบไปดูกัน” ริทเตอร์เด้งตัวขึ้นก่อนจะดึงตัวผมให้ลุกตามด้วย



“เอ่อ… อย่าคิดมากดิมึง กูแค่ล้อเล่น กูพูดไม่คิด”



ดูเหมือนตอนนี้ไอ้ริทจะไม่ฟังอะไรแล้ว… โว้ยยย คิดหน่อยสิ ผมจะอ้าปากแก้ตัว เอ้ย! พูดแทนเนียร์ให้มันฟัง แต่ผมโดนบอกให้เงียบซะก่อน… สายตามันกำลังมองอะไรอยู่



ไอ้เนียร์… ที่เพิ่งเดินออกจากห้องประชุมก่อนจะเดินไปอีกทาง แน่นอนริทค่อยๆก้าวเท้าสะกดรอยตามไป ผมจึงจำเป็นต้องตามไปด้วย (ไม่ใช่เพราะความเสือXของผมนะ!)



พวกผมสะกดรอยตามเนียร์ไปจนกระทั่งเนียร์เข้าไปในร้านกาแฟร้านนึงแถวคณะ ก่อนจะนั่งลงโต๊ะเดียวกันกับผู้ชายคนนึงซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นรุ่นพี่คณะผมนี่แหละ คงเป็นคนที่นัดไว้นั่นแหละ…



ดูแบบผ่านตา ใครๆก็คงคิดว่าเป็นการพบปะพูดคุยตามประสารุ่นพี่รุ่นน้องทั่วไปนั่นแหละ แต่ว่า… ผมสังเกตได้ถึงสายตาของรุ่นพี่คนนั้น รวมถึงท่าทางที่มีต่อเนียร์ มันดู… เหมือนกับว่าคนเป็นแฟนกันยังไงอย่างงั้น



จากมุมที่พวกผมแอบดูอยู่เป็นมุมที่เนียร์นั่งหันหลังให้พวกผมและรุ่นพี่คนนั้นนั่งหันหน้ามา ทำให้ผมเห็นทุกอิริยาบถของรุ่นพี่ แต่กลับไม่เห็นและรู้ถึงท่าทางของเนียร์เพื่อนผมเลย ยิ่งเสียงไม่ต้องพูดถึง พวกผมแอบดูอยู่ด้านนอกร้าน ทำให้ไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกัน…



ผมอดที่จะเหลือบมองไปหาริทไม่ได้ ตอนนี้เจ้าตัวแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา ใจเย็นๆนะเพื่อนเอ๋ย…



ผมหันไปแอบสังเกตการณ์ไอ้เพื่อนตัวดีของผมต่อ จนมันทำให้ผมหลุดอุทานออกมาเบาๆ…



“เชี่X…”



รุ่นพี่คนนั้นหยอกล้อเนียร์ด้วยการจับแก้มเพื่อนผม ถ้าคนที่ทำแบบนั้นกับเนียร์คือไอ้ริทที่กำลังยืนอยู่ข้างๆผมตอนนี้ ผมจะไม่แปลกใจหรือตกใจอะไรเลย… แต่แบบนี้มัน…!!



“มึง…”



ผมเอ่ยเบาๆ… จนสังเกตสีหน้าของริทที่ดูหงุดหงิดและไม่พอใจยิ่งกว่าเมื่อกี้ราวกับเป็นคนละคน ก่อนที่เขาจะเดินหนีไป เหมือนกับไม่อยากเห็นและไม่อยากเชื่อเหตุการณ์ตรงหน้า



“มึง… ใจเย็นก่อนดิ!”



ผมรีบเดินก้าวหน้าตามไป แต่ริทยังก้าวเท้าเร็วกว่าผม จนริทหยุดเดินแต่ยังยืนหันหลังให้ผม ผมยืนเว้นระยะห่างเล็กน้อยไม่กล้าเข้าไปใกล้ แม้กระทั่งสีหน้าผมยังไม่กล้ามองเลย ทำให้ผมต้องยืนคุยกันแบบนี้



“มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้”



ริทค่อยๆหันมาก่อนจะเผยสีหน้าโกรธสุดขีดแต่ตาทั้งสองข้างกลับมีน้ำตาไหลอาบแก้ม… ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้… แน่นอนว่าตอนนี้ผมยังเชื่อมั่นในตัวเพื่อนสนิท ไม่มีทางที่เนียร์จะมีคนอื่นหรือแม้แต่จะคิดนอกใจหรอก ไอ้เนียร์ไม่ใช่คนแบบนั้น… ผมเชื่อมั่น!






#FreshMilk #SweetMilk #SweetKiss
********************************


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Hear Your Mind 17 | Fresh milk, sweet milk and sweet kiss
« ตอบ #39 เมื่อ: 30-08-2020 13:42:34 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6005
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-16
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 17
«ตอบ #40 เมื่อ05-09-2020 13:44:22 »

 :serius2:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 17
«ตอบ #41 เมื่อ05-09-2020 15:52:13 »

 :fire:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 18 | I hate HIM
«ตอบ #42 เมื่อ05-09-2020 22:53:56 »

ตอนที่ 18

I hate HIM








[เนียร์]



ทำไมผมถึงรู้สึกว่ายิ่งผ่านไปสถานการณ์ของยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ถึงจะบอกว่าอดทนจนจบงานก็เถอะ… แต่รุ่นพี่คนนั้นตามผมไม่ปล่อยเลย ตอนแรกผมตั้งใจจะให้รุ่นพี่สองคนมาพูดแนะแนวในมุมมองต่างๆ แต่วันนี้พี่เขากลับบอกว่าทำคนเดียวได้ จึงบอกพี่อีกคนว่าไม่เป็นไรแล้ว…



เมื่อต้องคุยงานกับสองต่อสอง รุ่นพี่ที่ผมเพิ่งมารู้ชื่อทีหลังว่าชื่อ พี่เปอร์ ก็ยิ่งรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผมมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ระหว่างคุยก็มีการมาจับมือผม, จับแก้มผมบ้างล่ะ แน่นอนว่าผมปัดออกทุกครั้งที่ผมรู้สึกว่ามันเกินไป แต่ถ้าริทเตอร์มาเห็นคงจะต้องเข้าใจผิดแน่ๆ



เหนือสิ่งอื่นใด ผมรู้ว่าในใจของพี่เขานั้น… ไม่ได้คิด ‘แบบนั้น’ เลยสักนิด



เฮ้อ…



จริงๆผมอยากจะเปลี่ยนคนพูดจัง… แต่ทั้งไอ้เบสต์และอาจารย์ต่างก็แนะนำรุ่นพี่คนนี้ ต้องให้พี่เขามาพูดให้ได้ เพราะเห็นบอกว่าพี่เขาเป็นคนที่ทักษะการพูดดีมาก เรียนก็เก่ง แถมยังอัธยาศัยดีอีกด้วย ผมจึงไม่อยากขัดใจคนที่แนะนำมา…



ผมกลับหอด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ งานโอเพ่นเฮ้าท์ก็อาทิตย์หน้าแล้ว… อดทนอีกนิดเดียว! ผมให้กำลังใจตัวเองก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆของผม



ผมมีนัดกินข้าวเย็นกับริทและไอ้ภามไว้ราวๆหกโมงเย็นตอนนี้เพิ่งจะห้าโมง ขอนอนสักงีบละกัน… ผมหลับตาลง



‘ก๊อกๆ’



เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ผมต้องจำใจลุกขึ้นไปเปิดประตูห้อง เฮ้อ… ขอนอนสักงีบก็ไม่ได้



‘แกร๊ก…’



ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นคนที่ยังไม่ถึงเวลานัด มาก่อนเวลาตั้งชั่วโมงนึง



“ริท…”



อีกฝ่ายไม่พูดอะไรแต่หันตัวผมเข้าไปในห้องก่อนจะหันไปปิดประตูให้ผม…ทำไม… ริทถึงทำสีหน้าแบบนั้น มันทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเอามากๆ



“เนียร์… คือเราเห็นหมดแล้วนะ วันนี้….ที่ร้านกาแฟน่ะ”



ผมรู้สึกเจ็บปวดที่ใจขึ้นมาทันที เหมือนมีอะไรมาบีบรัดอยู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าโศกเสียใจ หัวผมนิ่งไปหมด ผมควรจะอธิบายยังไงดี?



“ไม่ใช่นะ… คือว่า… มัน…”



ผมไม่รู้ว่าควรจะเริ่มพูดตรงไหน ขอบตาของผมเริ่มร้อนผ่าว ริทเตอร์ต้องเข้าใจผมผิดแน่ๆ ไม่นะ… คนที่ผมรักคือริทคนเดียว ผมไม่มีทางสนใจรุ่นพี่คนนั้น



ริทไม่รอฟังคำพูดของผมแต่ดึงผมมากอดไว้… เขาทกอดผมไว้แน่นมากจนผมแทบจะหายใจไม่ออก



“เรา… เราเชื่อใจเนียร์นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราเชื่อใจเนียร์ตลอดนะ”



คำพูดนั้นทำให้ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่อีกต่อไป ผมค่อยๆเลื่อนมือมากอดริทไว้แบบที่ริทกอดผม ผมซุกหน้าลงที่ตัวของเขา น้ำตาผมค่อยๆเปียกและเลอะเสื้อของริท



“เพราะงั้นเล่าให้เราฟังได้ไหม?”



ผมพยักหน้าทั้งๆที่หน้าซุกอยู่ตรงนั้น ก่อนจะค่อยๆเล่าทั้งหมดที่ผมเจอมาให้ริท แฟนของผมรับรู้ทั้งหมด… จนสีหน้าของริทผ่อนคลายลงมากเมื่อฟังผมเล่าจบ ตอนนี้พวกผมนั่งอยู่ปลายเตียง เขายิ้มบางๆให้ผม ก่อนจะลูบหัวผมไปมา



“โอ๋ๆ ไม่เป็นไรน้า”



ผมที่หยุดร้องไห้แล้ว พูดขึ้นต่อว่า…



“ริท เชื่อกูใช่ไหม…”



อีกฝ่ายหยุดลูบหัวผม ก่อนจะเปลี่ยนมาจับมือทั้งสองข้างของผม



“บอกแล้วไง… เราเชื่อใจเนียร์ทุกเรื่องนะ”



รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนของเขาทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจ… ผมค่อยๆเอนตัวไปพิงตัว อีกฝ่ายก็ใช้แขนตัวเองโอบไหล่ผมไว้ ส่วนอีกมือก็จับมือผมอยู่ที่เดิม



“เรารู้… อย่างเนียร์น่ะนะคงกลัวที่เราจะเข้าใจผิดสินะ และที่ไม่ยอมบอกเราก็คงเพราะกลัวว่าเราจะไม่โอเคหรือไม่ก็ไปหาเรื่องพี่เขาเลยสินะ”



ใช่… ผมไม่อะไรกับพี่เขาหรอก จบงานนี้ก็คงไม่เจอกันแล้ว แต่ผมแค่กลัว… กลัวว่าริทเตอร์จะเข้าใจผิดอย่างที่เขาเข้าใจเลย ไม่อยากทำให้เป็นห่วงด้วยเลยไม่ได้เล่าทั้งริทและก็ไอ้ภาม…



“เราไม่ใช่คนที่หึงงี่เง่าขนาดนั้นหรอกนะ เจอพี่เขาแค่งานนี้ก็จบ เราโอเค”



ริทเตอร์เงียบไปเล็กน้อย ก็จะพูดต่อ



“แต่ถ้ามันเกินเลยมากเกินไปจริงๆ เราก็ไม่ไว้หน้าพี่เขาหรอกนะ”



ผมพยักหน้าในอ้อมแขนแฟนตัวเอง ใช่… ถ้าพี่เขาทำเกินสมควรกับผมมากเกินไป ผมเองก็ไม่อยู่เฉยๆให้พี่เขาทำตามใจชอบหรอก…



“แล้วก็!”



จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนโทนเสียง จับผมนอนลงกับเตียงก่อนจะคร่อมตัวผม แล้วยื่นหน้าเข้าใกล้ผม



“รอบหน้า… ถ้ามีปัญหาหรือไม่สบายใจอะไรต้องบอกเราด้วยนะ”



“อะ… อืม”



“ตำแหน่งแฟนน่ะ สามารถเป็นที่ปรึกษาได้ด้วยนะ รู้ไหม”



ผมพยักหน้าแรงๆ เพราะคุณชายขี้แกล้งขยับหน้าเข้ามาใกล้กว่าเมื่อกี้อีก…



“สัญญานะ?”



“เออ! กูสัญญา”



พอผมสัญญาเรียบร้อยแล้ว ริทเตอร์ก็ทิ้งตัวลงนอนข้างๆผม ผมนอนมองหน้าอันหล่อเหลาของเขาที่อยู่ใต้แสงที่ลอดผ่านผ้าม่านและระเบียงมา



ผมอดคิดใจในไม่ได้ว่า… ผมโชคดีจริงๆที่ผมได้คนๆนี้ เป็นแฟน…













“โอเค! สมบูรณ์แบบมาก ขอบคุณทุกๆคนมากนะ อีกสามวันจะถึงวันงานแล้ว!”



ประธานโครงการโอเพ่นเฮ้าส์ปรบมือให้กับความพร้อมของทุกฝ่ายในที่ประชุม แต่ผมรู้ว่าภายใต้สีหน้ที่ดูพอใจและอิ่มเอมมากแฝงด้วยความเหนื่อยล้าจริงๆ



หลังจากประชุมเสร็จ ผมก็มานั่งเช็คเอกสารฝ่ายของผมว่าเรียบร้อยดีไหมหรือต้องแก้ไขอะไรอีกไหม ผมอยากจะทำให้งานนี้ออกมาดีที่สุด เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมรับงานใหญ่ขนาดนี้



“เนียร์ยังไม่กลับอีกเหรอครับ?”



เสียงที่ผมรู้จักและไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไรนักดังขึ้น น้ำเสียงแบบนี้ สไตล์การพูดแบบนั้น… พี่คนนั้น…



“ผมต้องเช็คเอกสารอีกนิดหน่อยน่ะครับ ตอนนี้ก็เสร็จแล้ว ผมขอตัวนะครับ”



ผมรีบเก็บเอกสารบนโต๊ะเป็นกองๆก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋า จริงๆแล้วผมตรวจเสร็จไปครึ่งเดียวเอง แต่ผมคิดว่าควรรีบไปดีกว่า



“จะรีบไปไหนล่ะ ไม่อยู่คุยเล่นกับพี่ก่อนเหรอ” พี่คนนั้นจับแขนผมที่กำลังเดินหนี ผมรีบชักมือออก เดี๋ยวนี้พี่เขารุกล้ำผมมากขึ้นเรื่อยๆ



“ผมบอกพี่ไปหลายรอบแล้วนี่ครับ ผมมีแฟนแล้ว และพวกผมก็รักกันดีด้วย”



“พี่ก็บอกหลายรอบแล้วเหมือนกันว่า แฟนน่ะมีแล้วก็เลิกได้…”



ผมอยากจะด่าใส่หน้าพี่เขาตรงๆ แต่ก็ต้องทนไว้… ไม่งั้นที่ผมอดทนมาทุกอย่างจะเสียเปล่าหมด แถมจะไปหารุ่นพี่มาพูดแทนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วด้วย



“เนียร์มองตาพี่ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพี่เอาจริง!”



ใช่… แสดงออกมาชัดเจนขนาดนั้น มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ไม่รู้ตัว… เดี๋ยวนะ… เมื่อกี้พี่เขาพูดว่าอะไรนะ!?



ผมนิ่งเงียบไป จนพี่เขาพูดต่อ…



“ก็เนียร์อ่านความรู้สึกของคนเก่งไม่ใช่เหรอ? จับโกหกก็เก่ง อ่านใจก็ได้!”



ทำไม… ทำไมถึง!?



“เอ๊ะ… เรียกว่าอะไรน้า พลังอ่านใจ? อะไรแบบนี้ป่ะ!” พี่เขาแสยะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมขนลุก…



ทำไมพี่เขาถึงรู้? ไม่ใช่แค่รู้ว่าผมมีพลังแต่กลับรู้ความสามารถของผม แถมยังกระทั่งชื่อ… มันไม่แปลกไม่หน่อยเหรอ? ทั้งชีวิตนี้สำหรับคนที่รู้เรื่องความลับของผมใช้มือข้างเดียวนับก็พอ…



แต่กลับพี่เขา… ที่ผมรู้จักได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน กลับรู้เรื่องของผมทั้งหมด ทำไมกัน? เรื่องว่าผมเผลอหลุดปากออกมาเองหรือผมแสดงท่าทีที่แปลกตาออกมา?



ในหัวของผมสับสนไปหมดจากความรู้สึกลำบากใจและหงุดหงิดการกระทำของพี่เขา เริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกกลัว… กลัวคนๆนี้



“ไม่… ไม่จริง”



“ความลับซะขนาดนี้ ถ้าคนอื่นรู้จะเป็นยังไงน้า อาจจะเด่นดังเป็นพลุแตกเลยก็ได้นะ” พี่เขาหัวเราะออกมา แต่น้ำเสียงและสีหน้าคือข่มขู่ผม…



“คนอื่นไม่มีทางเชื่อหรอก…”



“คนอื่นพี่ไม่รู้ แต่กับแฟนของเนียร์ ก็ไม่รู้สินะ? อ่อ! แล้วก็พี่มีหลักฐานนะ”



“พี่ขู่ผมเหรอ…” ผมกำหมัดแน่น ทำไมพี่เขาถึงพี่หลักฐาน? หลักฐานอะไร?



“เปล่านี่? เปล่าเลย…” สีหน้าราวกับจะเยาะเย้ยผมมันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดมากขึ้นไปอีก



“ทำไม… ทำไมพี่ต้องทำแบบนี้กับผม!!”



“พี่อยากให้เนียร์เลิกกับแฟน แล้วมาคบกับพี่ไง…”



“แต่… แต่พี่ไม่ได้ชอบผมด้วยซ้ำ!! ลึกๆในใจพี่เหมือนจะโกรธหรือเกลียดผมอยู่ด้วยซ้ำ!”



ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าพี่เขาไม่ได้สนใจผมจริงๆ ทั้งท่าทียิ้มแย้ม, การลูบหัวผม รวมทั้งการกระทำอื่นๆที่ดูเป็นจีบผมทั้งหมดเป็น
การเสแสร้ง ผมสัมผัสได้ว่าในใจลึกๆของพี่เปอร์ไม่พอใจผมด้วยสาเหตุอะไรบางอย่างอยู่



ครั้งนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่เขาหายไป แทนที่กลับมาด้วยสีหน้าจริงจังจนผมรู้สึกถูกกดดัน ผมจึงรีบเดินหนีออกมาโดยที่ครั้งนี้พี่เขาไม่รั้งตัวผมไว้



“อ่านใจได้จริงๆสินะ…”



เสียงพึมพำแผ่วเบาขึ้นมาจากพี่เขา…













ในหัวของผมเบลอไปหมด ไม่รู้ว่าควรคิดเรื่องไหนก่อนดี เรื่องที่พี่เขารู้ได้ยังไงเหรอ? เรื่องที่พี่เขาจะเอาเรื่องนี้มาข่มขู่ผมเหรอ? หรือว่า…



ในเวลานี้ผมรู้สึกคิดถึง… ริทเตอร์เหลือเกิน ริทที่อยู่ข้างๆผมเสมอ และเชื่อใจผมทุกเรื่อง ถ้าเขา… รู้เรื่องความลับนี้ความสัมพันธ์ของพวกเราจะเป็นยังไงกันนะ?



อึดอัดใจที่ต้องอยู่ข้างๆคนที่อ่านใจอีกฝ่ายได้? ไม่มีความเป็นส่วนตัวเหมือนแอบมองอยู่ตลอดเวลางั้นเหรอ? แต่ผมอ่านใจเขาไม่ได้นี่ ถึงจะเชื่อเรื่องนี้… แต่ริทเตอร์จะมองผมเป็นตัวประหลาดไหมนะ?



ครั้งนี้… อาจจะไม่จบสวยเหมือนกับคราวที่แล้วก็ได้…



แค่ผมคิดถึงสีหน้าที่ริทกลัวผมหรือมองผมด้วยสายตาราวกับมองสิ่งแปลกประหลาดอยู่ ผมก็กลัว… กลัวจนไม่รู้จะต้องทำยังไง ผมยังไม่อยากคิดในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอย่างกรณี… เราเลิกกัน



ผมเดินไปเรื่อยๆ ดูไร้จุดหมายมีแต่ความคิดที่ตีกันไปตีกันมาในหัวตัวเอง แม้แต่ตอนนี้ผมอยู่ตรงไหน ผมยังไม่รู้เลย…



ปรึกษาเพื่อน… ใช่แล้ว ผมต้องไปปรึกษาภาม ไอ้ภามเป็นคนที่รู้ทุกเรื่องของผม ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหนีผมไปไหนหรือรังเกียจผม… มันเป็นคนดีที่ซื่อบริสุทธิ์คนนึงที่ผมเคยเจอมาเลย



เมื่อผมตั้งใจได้แบบนั้น ผมต้องไปหาไอ้ภามตอนนี้และเวลานี้!


ผมหยิบมือถือขึ้นมา ตั้งใจจะกดเบอร์โทรหาเพื่อนสนิทของผม แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้กดโทรนั้น…



“โอ้ย!”



“โทษที”



ผู้ชายที่เดินสวนมาชนกับผมอย่างจัง ผมหรือเขาไม่ได้มีใครล้มลงหรอก แต่เอกสารของผมที่ถือในมือตอนแรกกระจัดกระจายเต็มพื้น



ผมรีบก้มไปเก็บกองกระดาษก่อนที่มันจะปลิวไปลม คนที่ชนผมก็ก้มลงช่วยผมเก็บกระดาษมาเป็นปึกๆก่อนจะชะงักไป



ผมไม่รู้ว่าทำไมเขานิ่งไป แต่พอผมเก็บที่เหลือเสร็จ ผมก็ยืนขึ้น ขอบคุณเขา



“ขอบคุณนะครับ…”



เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมา ‘เขา’ กำลังมองผมด้วยความตกใจ



พอผมมองเห็นหน้าเขาชัดๆ มันเป็นคนที่ผม ‘เคย’ รู้จักมาก่อนและ ‘เคย’ เป็นเพื่อนผมมาก่อน ไม่อยากจะเชื่อ… ทำไมผมถึงต้องเจอเขาตอนนี้ ที่นี้ เวลานี้ด้วย…



ความรู้สึกที่ตกใจในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคือง



ถ้าถามว่าเขาเป็นใคร?



เขาคือคนที่ผมตัดทุกช่องทางการติดต่อกับเขา หน้าก็ไม่อยากเห็น แม้แต่ชื่อก็ยังไม่อยากจะเอ่ย



ผมเคยบอกไปแล้วว่าคนที่รู้เรื่องความลับของผมใช้มือข้างเดียวก็พอ ก็คือ ครอบครัวของผม พ่อแม่และ พี่ไนท์ ส่วนเพื่อนก็แน่นอนว่า ไอ้ภาม



และคนสุดท้าย… อดีตเพื่อนของผม…



“ไอ้ไปค์…”



คนที่ทำให้ผมไม่กล้าเข้าหาคนอื่นและมองโลกนี้ในแง่ร้าย ไม่เชื่อใจใครง่ายๆจนถึงทุกวันนี้ และสามารถแสดงความรู้สึกเกลียดชังผมได้อย่างชัดเจนในตอนนั้น…



“ไม่ได้เจอกันนานนะ”



ท่าทีตกใจของมัน เปลี่ยนไปเป็นนิ่งสุขุมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรอยยิ้มที่ผมโครตเกลียด










[สามปีก่อน]



“ทำอะไรอยู่ว้า”



ผู้ชายตัวโตกว่าผมเล็กน้อยในชุดนักเรียน ทักถามเพื่อนสนิทอย่างผมอย่างอารมณ์ดี คงจะเห็นว่าทำไมผมมาเล่นมือถือนั่งเงียบๆอยู่บริเวณม้านั่งไม้เพียงคนเดียว



“ไอ้สัXไปค์! แพ้เลยเนี่ย!” ผมโอดครวญ เพราะไอ้เพื่อนตัวดีของผม ไอ้ไปค์ มันมาทักจังหวะที่ผมเล่นเกมในช่วงที่เข้าด้ายเข้าเข็มพอดี



“เออๆ โทษๆ แล้วตกลงทำไรอยู่”



“รอไอ้ภามอยู่ เดี๋ยวไปหาไรกินกันต่อ ไปป่ะ?”



เพื่อนของผมเกาหัวก็จะบอกว่า…



“ไม่ดีกว่า วันนี้การบ้านเยอะ กูรีบกลับไปทำดีกว่า” ผมส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจเบาๆ สงสัยตอนนี้มันคงลืมไปแล้วว่าคุยกับผมอยู่สินะ…



“ไม่ต้องเลย มึงลืมอะไรเปล่า?”



“เออๆ จริงๆกูจะกลับไปเล่นเกมที่เล่นค้างไว้ กูลืมไปมึงอ่านใจได้นี่…”



“อย่าพูดเรื่องแบบนั้นออกมาตรงๆสิ!”



ไอ้เพื่อนคนนี้นี่! พูดแบบนี้ใครได้ยินเข้าแล้วสงสัยผมจะแย่เอา ถึงส่วนมากจะคิดว่าเพื่อนแซวกันเล่นก็เหอะ แต่ที่ไอ้ไปค์รับรู้เรื่องความลับของผมได้ก็เพราะไอ้ภามนี่แหละ!!



เพื่อนสนิทเบอร์หนึ่งของผมมันดันหลุดปากออกมาต่อหน้าไอ้ไปค์ แล้วไอ้ไปค์ดันเชื่ออีก! จะแถๆเนียนๆไป สกิลตอแหลและการแสดงของไอ้ภามก็ติดลบเหลือเกินนนนน จนจากที่ไปค์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกลายเป็นเชื่อสนิท



เฮ้อ… มาขนาดนี้แหละ ก็คงต้องเล่าให้ฟังน่ะนะ โชคดีที่ไอ้ไปค์มันเป็นคนพูดง่ายคุยง่าย แต่มันก็บอกผมว่าไม่ชอบให้ผมอ่านใจมันเท่าไรนัก รู้สึกไม่เป็นส่วนตัว มันขอแค่นั้น… (พร้อมกับค่าปิดปากเป็นชานมไข่มุกหนึ่งแก้ว!!)



ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของมัน ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาล้วงความลับหรือความในใจของตัวเองกันหรอก และปกติแล้วผมจะไม่อ่านใจใครมั่วซั่วหรอก พลังของผมมันก็ไม่ได้สะดวกถึงขนาดอยู่เฉยๆก็ได้ยินเสียงในใจคนอื่นแล้ว



ดังนั้น คำขอข้อนี้ของไอ้ไปค์ ผมจึงทำให้ได้ (ถึงบางทีผมจะเผลอหลุดอ่านใจมานิดๆก็เหอะ) จนมันกลายเป็นหนึ่งในก๊วนเพื่อนของผมนั่นเอง



“พวกมึงมากันเร็วจังวะ ไอ้ไปค์ มึงไปด้วยเปล่า?” เสียงโหวกเหวกจากไอ้ภามดังขึ้นมาแต่ไกล ไอ้ภามวิ่งยิ้มร่ามาหาพวกผม โตป่านนี้แล้วยังดูเป็นเด็กตัวเล็กๆอยู่เลย (บางคนยังนึกว่ามันอยู่มอต้นอยู่เลย หึๆ)



“ม่ายอ่ะ ขี้เกียจ กูจะรีบกลับไปเล่นเกม”



“โห่ ไปกันเหอะนะๆๆ” ไอ้ภามอ้อนเป็นเด็กๆเลยนะ ถ้าใครมาเห็นแล้วบอกว่าเหมือนผัวเมียกันก็คงไม่แปลกนัก อาจจะดูมุ้งมิ้งน่ารักในสายตาคนอื่น แต่สำหรับพวกผมออกจะกวนใจอีกฝ่ายไปนิดๆ เหอๆ (:P)



“เออๆ ไปก็ไป”



ดูเหมือนจะรำคาญจนยอมไปในที่สุด แอบคิดไรกับไอ้ภามเปล่าว้า ทีผวนตั้งนานไม่ยอมไป พอไอ้ภามชวนนิดเดียวก็ยอมไปละ ผมล่ะอยากจะแอบอ่านใจมันจริงๆเลย แต่ด้วยสัญญาที่ให้ไว้กับมัน ผมจึงได้แต่คิดในใจเท่านั้น (ผมคิดว่ามันรำคาญไอ้ภามมากกว่า)



ถึงพวกผมจะดูแปลกๆไปหน่อย คนนึงพูดมาก ขี้โวยวาย อีกคนนึงดูขี้หงุดหงิด แต่จริงใจ ส่วนผมเงียบๆแต่ชอบคิดไปเรื่อย แต่ละดูมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ผมก็รู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับเพื่อนๆสองคนนี้



ผมในตอนนี้ ผมรู้สึกแค่นี้จริงๆ…



ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 18 | I hate HIM
«ตอบ #43 เมื่อ05-09-2020 22:55:58 »



ยิ่งเวลาผ่านไปจนเกือบปีนึง พวกผมยิ่งสนิทกันมากขึ้น นิสัยแต่ละคนไม่ต่างจากเดิมหรอก ผมไม่คิดไม่ในเลยว่าภาพที่ผมเห็นมาทั้งหมดคือภาพลวงตาจนกระทั่ง…



“ไอ้เนียร์ รู้จักผู้หญิงคนนั้นป่ะ”



พวกผมสามคนที่นั่งกินข้าวอยู่ ผมมองไปตามสายตาของไอ้ไปค์มองอยู่ ผมเห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่อีกโต๊ะ นั่งคุยกันเฮฮา ถ้าจำไม่ผิด… เหมือนจะรุ่นเดียวกันแต่อยู่ห้องข้างๆมั้ง



“คนที่นั่งซ้ายสุดตรงนั้นน่ะ เหมือนจะชื่อ โบว์ เรียนอยู่ห้องข้างๆนี่แหละ”



“แล้ว…?” ผมยังไม่เข้าใจสิ่งที่มันจะสื่อเท่าไร ส่วนไอ้ภามก็คงไม่ต่างกัน



“กูชอบ กูจะจีบ”



“ห้ะ!?”



ผมกับไอ้ภามอุทานมาพร้อมกัน อย่างไอ้ไปค์เนี่ยนะจะจีบหญิง? ผมไม่เคยเห็นมันเพ้อถึงผู้หญิงคนไหนเลยสักคน มีคนนี้แหละคนแรก เอาแล้ว! เพื่อนผม!



“เออ! ฟังไม่ผิดหรอกกูจะจีบ”



พูดจบไอ้ไปค์ก็หันมาหาผมก่อนจะทำหน้าอ้อนวอนเล็กๆ



“มึงไปสืบให้หน่อยสิ ว่าเธอชอบคนยังไงหรือชอบอะไรบ้าง”



“หา!? ทำไมต้องกูอ่ะ มึงจะจีบมึงก็จีบเองเลย”



“มึงลืมไปรึเปล่า? มึงอ่านใจคนอื่นได้นะเว้ย”



ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ตามที่มันว่าก็จริงแหละ… แต่ผมไม่อยากใช้พลังของผมในด้านนี้เท่าไรนัก มันดู… ไม่ดียังไงก็ไม่รู้สิ บางครั้งไอ้ไปค์ก็ชอบขอให้ผมทำอะไรที่มันดูไม่ดีบ่อยๆเหมือนกันนะ



“เอาน่า… ช่วยๆไอ้ไปค์ไปเหอะ”



คราวนี้ไอ้ภามขอร้องผมอีกคน เฮ้อ… สายตาอ้อนวอนกันทั้งสองคนขนาดนี้ ผมก็ต้องยอมแพ้แหละนะ



ผมลุกจากที่นั้งตัวเองก่อนจะเดินไปหาหญิงสาวที่เป็นที่หมายตาของเพื่อนผม ยังไม่ทันจะถึงตัวเธอ เธอก็สังเกตเห็นผมซะก่อน



“เอ่อ… มีเพื่อนเราชอบเธอน่ะ”



“เธอเหรอ?” โบว์หันมามองผมดูจะประหลาดใจเล็กน้อย



“เปล่าๆ เพื่อนอีกคนน่ะ”



“อ่อ…”



ผมชี้ไปทางไอ้ไปค์ที่นั่งหน้าแดงอยู่ตรงที่เดิม เธอ… ไม่สิ ทั้งกลุ่มของเธอหันไปมองตามไปหาเพื่อนตัวดีของผม



“ชอบกินชานมไข่มุกเหรอ?”



ผมแกล้งถามขึ้น ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วเพราะถ้าเธอไม่ชอบจะซื้อมากินเพื่อ!! แต่ที่ผมถามแบบนี้เปรียบเสมือนการโยนหินถามทางเล็กน้อย เพราะจะทำให้ผมอ่านใจเรื่องของกินที่เธอชอบได้ง่ายขึ้น



“ก็ชอบนะ จริงๆพวกของหวานเราชอบหลายอย่างเลยล่ะ”



เธอมองผมก่อนจะตอบแบบเกร็งๆเล็กน้อย แต่แค่นี้ก็มากเกินพอที่ผมจะรู้แล้วว่าเธอชอบกินอะไรบ้าง… ข้อมูลค่อยๆไหลเข้ามาในหัวของผม อืมๆ ชอบกินชานมไข่มุกหวานน้อย ชอบกินไอศกรีมแต่ไม่ชอบกินพวกช็อกโกแลต ชอบวนิลากับสตอเบอรี่



ผมยิ้มในใจ ผมรู้สึกว่าเพื่อนไปค์ของผมมีโอกาสสมหวังในรักนี้แล้วแหละ อย่างๆน้อยตอนที่เธอมองไปค์ ผมก็รู้ได้ว่า เธอคิดว่าไปค์ดูดีในระดับนึงเชียวนะ…



แน่นอนว่าพอผมพูดเรื่องนี้ให้มัน มันก็ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษตลอดเวลาเลย แถมมันยังเริ่มกล้าเข้าไปทักเข้าไปพูดคุยกับเธอ แถมยังไปพร้อมกับของหวานที่เธอชอบด้วย



ทุกอย่างดูไปได้สวยทีเดียว เพื่อนแฮปปี้ผมก็แฮปปี้ตามไปด้วย



จนกระทั่ง…



ผมยิ่งอ่านใจเธอเรื่องอื่นๆตามที่ไอ้ไปค์ขอเพิ่มมากเท่าไร ผมกลับยิ่งพบว่า… โบว์เริ่มรู้สึกและคิดกับผมมากกว่าเป็นเพื่อน และไม่ได้รู้สึกอะไรกับไอ้ไปค์เลย…



ความจริงที่ผมค้นพบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกจุกและพูดไม่ออกไปหลายวัน ผมเอาแต่โทษตัวเองที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธอมากเกินไปจนเธอคิดเกินเลยมากกว่าเพื่อน… สำหรับผมเธอเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น…



อย่างไรก็ตาม…



ผมปรึกษากับไอ้ภามแล้ว มันก็เห็นด้วยกับผมที่ว่า ควรจะบอกไอ้ไปค์ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะแย่ลงไปกว่านี้



“มีอะไรรึเปล่าถึงเรียกมาคุยเวลาแบบนี้เนี่ย”



ผมเรียกไอ้ไปค์ให้มาเจอพวกผมหลังเลิกเรียนตอนเย็นที่ห้อง เวลานี้ไม่มีใครอยู่บนตึกแล้ว จึงสะดวกต่อการพูดคุยกัน
แต่พอถึงเวลาจริงๆแล้ว พวกผมกลับยึกยึกไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ เรื่องแบบนี้มันพูดลำบากเหมือนกันนะ จนอีกฝ่ายที่รอฟังเริ่มรำคาญ



“มีไรก็รีบๆพูดมาสิ!”



“เอ่อคือ… มึงใจเย็นๆแล้วฟังดีๆนะ”



ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกลั้นใจพูดออกมา



“ล่าสุดกูอ่านใจได้ว่า โบว์ เริ่มชอบกู…”



ไอ้ไปค์หน้าเปลี่ยนสีทันที แววตาแฝงด้วยความโกรธแต่พยายามพูดออกมาโดยข่มความโกรธนั่นไว้



“ตั้งแต่เมื่อไหร่…”



“กู… กูไม่รู้ อาจจะสักพักแล้ว แต่ที่ไม่รู้เพราะพลังกูไม่ได้สะดวกขนาดนั้น”



ผมรีบพูดต่อเมื่อเห็นมันยิ่งเผยสายตาที่เคืองผมมากขึ้นเรื่อยๆ



“ตะ… แต่มึงไม่ต้องเป็นห่วงนะ กูไม่ได้ชอบโบว์ แล้วหลังจากนี้กูจะถอยห่าง เปิดทางให้มึงเต็มที่ ตอนนี้มึงก็น่าจะรู้มากพอแล้วว่าเธอชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร”



“………”



ไอ้ไปค์มันก้มหน้าพึมพำอะไรสักอย่าง ผมไม่ได้ยินเสียงนั้น แถมเพราะมันก้มหน้าอยู่ผมจึงไม่รู้ว่ามันพูดอะไรกันแน่และกำลังคิดอะไรกันแน่ จนมันเงยหน้าขึ้นมา



“มึงช่วยย้ายโรงเรียนให้กูได้ไหม?”



“หา!?… ล้อเล่นป่ะเนี่ย?”



ไอ้ภามเป็นคนส่งเสียงออกมาก่อน ส่วนผมได้แต่อึ้งๆไปจนตอบกลับไม่ถูก



“ดูหน้ากูก็น่าจะรู้ว่าพูดเล่นรึเปล่า?”



ผมรู้สึกกลัวมันนิดๆ เพราะทั้งคำพูดของมัน และแววตาสีหน้าของมันเต็มไปด้วยความเอาจริง



“คือ… มึงตั้งสติก่อนนะ”



“กูมีสติดี! ยังไงมึงก็ต้องย้ายโรงเรียน! กูจะได้มีโอกาสมากขึ้น”



“มึงมีเหตุผลหน่อยดิวะ!”



“กูก็มีเหตุผลของกู!”



ผมยืนนิ่งฟังเพื่อนทั้งสองคนเถียงกันไป ไอ้ไปค์ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยแถมแต่ละคำที่มันพูดออกมาคือความจริงในใจที่มันคิด



“สัXเอ๋ย!!”



สติผมถูกดึงกลับมาเพราะไอ้ไปค์มันสบถออกมาก่อนจะเดินออกจากห้องไป ตอนนี้ไอ้ภามก็ดูหัวเสียเอาเรื่อง ส่วนผม… ได้แต่ยืนเฉยๆ รู้สึกกลัว… ที่อาจจะต้องเสียเพื่อนสนิทไปคนนึงเพราะเรื่องแบบนี้



ผมเชื่อว่าเรื่องทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเมื่อผ่านไปคืนนึง ไอ้ไปค์น่าจะอารมณ์เย็นลงอีกหน่อย พวกผมถึงจะคุยกับมันได้ พรุ่งนี้เช้าผมจะไปคุยกับมัน จะได้เคลียร์เรื่องไม่สบายใจกันและกลับมาเป็นเพื่อนสนิทที่ดีต่อกันได้



แต่มันทำให้ผมรู้ว่า ผมคิดผิด……



ผมเดินเข้าห้องมาตอนเช้าในห้องเรียนตามปกติ ผมสัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆของเพื่อนแต่ละคนที่มาก่อนผม ตอนนี้ไอ้ภามกับไอ้ไปค์ยังไม่มา ผมเลยนั่งรอเพื่อนทั้งสองคนของผมที่ที่นั่งของตัวเอง



จนกระทั่งผู้หญิงที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากห้องข้างๆมาหาผม…



“เนียร์… ขอคุยด้วยหน่อยสิ” เธอหลบตาผม ทำให้ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่… ผมเดินตามเธออกไปนอกห้องท่ามกลางสายตาแปลกๆของเพื่อนๆ



“มีอะไรรึเปล่า?” ผมลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก



“เมื่อวาน… ไปค์มาสารภาพชอบเรา…”



เธอค่อยๆเงยหน้ามามองตาผม แววตาดูหม่นหมองต่างไปจากทุกทีที่สดใสตลอดเวลา ในแววตาคู่นี้ยังแฝงถึงความคาดหวังลึกๆในคำตอบของผม



“แต่เราปฎิเสธไปแล้ว”



“เหรอ…”



“แล้วเนียร์ล่ะ?”



“เอ่อ คือ…”



“ชอบเราบ้างรึเปล่า…?”



สิ้นประโยคทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบทันที ผมไม่รู้ว่าผมควรจะตอบยังไง ถ้าผมพูดออกไปตรงๆ มันคงไม่ดีเท่าไรนัก จนกระทั่งตัวเธอเองเป็นคนทำลายทำลายความเงียบนั้น



“งั้นเหรอ…”



ดูเหมือนว่าเธอจะรู้คำตอบของผมดี การนิ่งเงียบของผมก็เป็นการตอบคำถามในอีกรูปแบบหนึ่งอ้อมๆ น้ำตาของอีกฝ่ายค่อยๆผุดขึ้นมา ก่อนจะหลบสายตาผม



“ไอ้เนียร์ มึงทำอะไร!”



ไอ้ไปค์เข้ามาขวางระหว่างผมกับโบว์ ดูไม่พอใจผมถึงขีดสุด ดึงลากตัวผมไปอีกมุมนึงของอาคารเรียน จนในที่สุดก็มีโอกาสได้คุยกับมันสองต่อสอง



“มึงนี่ไร้ประโยชน์สิ้นดีเลย”



แค่คำแรก มันก็จุกไปถึงทรวงอกของผม…



“ที่กูคบมึงเป็นเพื่อนเพราะพลังของมึงนั่นแหละ”



อีกฝ่ายผลักตัวผม



“กูบอกเลย มึงมันโง่ชะมัดที่ไม่ใช้พลังให้ประโยชน์ ความจริงแล้วแค่เข้ามึงกูยังไม่อยากเข้าใกล้เลย มึงมันตัวประหลาด!”



ผมอ้าปากอยากจะเถียงกลับไปหลายครั้ง แต่กลับเถียงไม่ออก นี่คือสิ่งที่เพื่อนของผมคิดมาตลอดอย่างงั้นเหรอ? นี่คือสาเหตุจริงๆ ที่มันไม่อยากให้ผมอ่านใจมันสินะ?



ข้างๆตัวผมมีคนคิดแบบนี้กับผมมาตลอด…



ผมพยายามคิดว่ามันล้อเล่น แต่ทุกสิ่งที่มันแสดงออกมารวมทั้งความคิดในใจมันแสดงออกมาให้ผมร้บรู้ว่า มันพูดจริง… มันแค่หวังผลประโยชน์จากตัวผมเท่านั้น ซึ่งทุกครั้ง ผมมักจะปฎิเสธ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะทำเลยสักนิด หนึ่งในนั้นก็คือโกงข้อสอบหรือชวนให้ผมไปเล่นพนันในเกมที่ใช้พลังของผมโกงได้ และอื่นๆอีกมากที่ผมพยายามจะลืมๆมันไป และแกล้งคิดว่าอีกฝ่ายแค่แกล้งเล่นเท่านั้น



ตอนนี้มันมองผมด้วยสายตาขยะแขยงผมก่อนจะผลักผมอีกครั้งจนไปชนผนังตึกเรียน



“มึงทำอะไร!”



ไอ้ภามเข้ามาผลักออก ก่อนจะเข้ามาขวางระหว่างผมกับไอ้ไปค์



“นี่เพื่อนมึงนะเว้ย!”



“กูไม่ได้คิดว่าพวกมึงเป็นเพื่อนมาตั้งแต่แรกแล้วโว้ย”



“มึงว่าไงนะ!”



“เหอะ…” ไอ้ไปค์แค่แค่นเสียงในลำคอก่อนจะปัดมือที่คว้าคอเสื้อของมันออก ก่อนจะเดินจากพวกผมไป



ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้…?



ผมค่อยๆนั่งลงกับพื้น แขนขาไม่มีแรง ผมอุตส่าห์ไว้ใจมัน เชื่อใจมันและเห็นมันเป็นเพื่อนสนิทอีกคนจริงๆนะ…



“เนียร์… โอเคไหม”



ไอ้ภามนั่งลงข้างๆผม ก่อนจะถามออกมา



“ภาม… แม้แต่มึงคิดว่ากูเป็นตัวประหลาดรึเปล่า?”



“มึงพูดอะไรเนี่ย”



“มึงก็อึดอัดเวลาอยู่กับกูใช่ไหม แม้แต่มึงก็ไม่อยากอยู่ใกล้ใช่ไหม” ผมปล่อยโฮออกมา



“มึง… มึงใจเย็นก่อน”



ไอ้ภามจับแขนทั้งสองข้างของผม



“มึงมองหน้ากู มึงมองตากู”



มันเปลี่ยนไปจับหน้าของผมให้มองหน้ามัน บอกให้ผมมองหน้ามองตามัน



“มึงลองดูว่า กูคิดแบบนั้นกับมึงไหม”



ผมคิดก่อนเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าไปมา



“แล้วกูคิดยังไงกับมึง?”



ผมสะอื้นก่อนจะบอกพูดออกมา



“มึงคิดว่ากูเป็นเพื่อน… เพื่อนที่รักมากที่สุด มึงไม่เคยรังเกียจหรือกลัวกู”



“ถูก!! เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น กูอยู่ข้างมึงเสมอ…



ผมซบหน้าใส่อ้อมแขนอีกฝ่าย ไอ้ภามลูบหลังผมไปมาราวกับจะปลอบประโลมผม



“มึงอยากจะอ่านใจกูตอนไหน มึงอ่านได้เลย กูไม่อึดอัด อย่างน้อยๆถ้าทำให้มึงสบายใจได้ว่ากูจะอยู่ตรงนี้ ไม่หนีไปไหน มันก็โอเค”



ผมพยักหน้าในอ้อมกอดภาม อย่างน้อยๆ เพื่อนคนนี้ของผมจะไม่หักหลังผม ไม่ทรยศผม จะอยู่ข้างๆผมต่อไป…



ในวันนั้น… ผมมารู้ทีหลังว่า… สาเหตุที่เพื่อนในห้องมองผมด้วยสายตาแปลกๆในตอนเช้าก็เพราะ ไอ้ไปค์ เพื่อน… ไม่สิ อดีตเพื่อนผม ไปตะโกนบอกเพื่อนคนอื่นก่อนที่ผมจะมาว่า ‘ไอ้เนียร์ มันตัวประหลาด มันอ่านใจคนอื่น พวกมึงก็ระวังตัวไว้เถอะ!’



โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีคนเชื่อคำพูดของมันเลย คงเป็นเพราะผมกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผม ไอ้ภาม ช่วยกันโกหกสร้างเรื่องไปเรื่อยว่ากำลังคิดพล็อตเรื่องสำหรับแต่งนิยายอะไรแบบนั้นไป ประกอบกับท่าทีเหมือนคนสติหลุดของมันทำให้คนอื่นยากที่จะเชื่อล่ะมั้ง



หลังจากวันนั้น… ผมก็ไม่เจอไอ้ไปค์อีกเลย ดูเหมือนว่ามันย้ายโรงเรียนกะทันหัน ด้วยเส้นสายของทางบ้านมัน เรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย อย่างน้อยๆ เหตุการณ์ในครั้งนี้ มันเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับผม……










#IHateHIM #RecallMyMemmory
********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ถ้าใครจำได้นะครับ

จะรู้ว่า ‘ไปค์’ คือตัวละครที่พูดถึงในฐานะ ‘เพื่อนเก่า’ ของเนียร์

แค่ไม่ได้เอ่ยชื่อเท่านั้นเอง

ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนแรกๆ ของเรื่องนี้เลยมั้ง

อืมมมมมมมม

ลงชื่อ Nzsquare


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 19 | Another problem
«ตอบ #44 เมื่อ13-09-2020 19:24:49 »

ตอนที่ 19

Another problem







[ปัจจุบัน]



[ภาม]



ผมเคยไม่คิดไม่ฝันเลยว่า ไอ้ไปค์ จะมาเรียนต่อที่นี่ด้วย สีหน้าของไอ้เนียร์ตอนที่มันมาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง ออกแววเคืองๆ ทำให้ผมรู้สึกอยากไปต่อยไอ้ไปค์สักทีนึงค่อยว่ากัน



หลายปีก่อนหน้า พวกผมมีเรื่องกับไอ้ไปค์เล็กน้อย (เล็กน้อยจริงๆ) ไอ้คนเอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว แถมนิสัยเลว ทำให้ไอ้เนียร์เสียใจและผิดหวังไปนานหลายวันทีเดียว แต่หลังจากนั้นมันก็บอกว่าเริ่มรู้สึกโกรธมันมากกว่าที่ทำแบบนี้กับมัน



เฮ้อ… เจ้าคิดเจ้าแค้นมันไม่ดีนะเพื่อน



ผมถึงกับต้องปลอบมันว่า ปล่อยๆมันไปเหอะ คิดว่าบังเอิญโชคร้ายไปเจอมันละกัน ยังไงก็คงไม่เจอมันอีกแล้วล่ะ ผมพยายามคิดแบบนั้น แต่ถ้ามันมายุ่มย่ามกับเนียร์อีกล่ะก็ ผมไม่ปล่อยมันไว้แน่!



ตอนนี้ที่สำคัญกว่าอะไรที่สุดคือ ไอ้พี่เปอร์! ทำไมมันถึงรู้เรื่องนี้แถมมันยังเอาเรื่องนี้มาข่มขู่เนียร์อีก  แถมหลักฐานอะไรที่มันบอกว่าสามารถทำให้คนอื่นเชื่อได้? บัฟกันมากกว่ามั้ง?



ไม่สิ! พวกเราก็แค่ชิงตัดหน้าบอกก่อนแค่นั้นเอง!



“เนียร์ มึงก็แค่เป็นฝ่ายบอกไอ้ริทก่อนเลย!!” ผมพูดอย่างมั่นใจ จนทำให้คนตรงหน้าผมตาเบิกโพลง



“มึงจะบ้าเหรอ!”



“หรือมึงคิดว่า… จะปิดเรื่องนี้ไปตลอดล่ะ? มันก็เป็นไปไม่ได้ป่ะ?”



คำพูดนี้ทำเอาเนียร์นิ่งไป ผมรู้อยู่แล้วว่าเนียร์ไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดอะไรแฟนมันหรอก มันแค่กลัวว่าถ้าบอกแล้วทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม เฮ้อ… นี่แหละน้า เพื่อนผม กังวลเกินกว่าเหตุ



“เชื่อกูบอกไปเลย! ทีนี้พี่เปอร์จะได้ข่มขู่มึงไม่ได้!”



ไอ้เนียร์ทำหน้าคิดหนักกว่าเดิม ผมจึงพูดเสริมไปอีก



“กูรับรองเลยว่า พอริทมันรู้ความจริงเผลอๆจะออดอ้อนมึงมากกว่าเดิมอีก ทำนองว่าแบบเนียร์จ๋า นี่ไงรับรู้ได้ใช่ไหมว่ารักมากแค่หนายยย”



ผมพยายามพูดติดตลกให้เนียร์มันไม่คิดมาก ซึ่งมันได้ผล ไอ้เนียร์ยิ้มออกมา



“กูอ่านใจริทเตอร์ไม่ได้สักหน่อย…” เนียร์ถอนหายใจ



“เออๆ รู้แล้ว เดี๋ยวกูบอกริทเอง”



ก็แค่นั้นแหละ!!!



ผมพยักหน้าอย่างพอใจ






[เนียร์]



ถูกอย่างที่ไอ้ภามมันบอก จะช้าหรือเร็วผมก็ควรจะบอกแฟนของผม ริทเตอร์ อยู่ดี ดังนั้นสู้บอกตอนนี้ไปเลยดีกว่า แทนที่จะยอมให้โดนข่มขู่ แต่ถึงจะแบบนั้นก็เตรียมใจยากนะ



“เนียร์ ไม่ชอบอาหารอิตาเลี่ยนเหรอ?”



ริทถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผมเหม่อลอยขณะที่กินอาหารอยู่ ตอนนี้พวกผมสามคน ผม, ริทเตอร์ และไอ้ภาม นั่งอยู่ที่ร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนที่เปิดเพิ่งใหม่แถวมหาลัย



“เปล่าๆ อร่อยดี”



ผมใช้ส้อมม้วนเส้นพาสต้าขึ้นมาใส่ปาก จริงๆร้านใหม่นี้ถูกปากผมมากเลยนะ แต่พอคิดถึงเรื่องที่จะบอกเขาแล้วผมแอบกังวลเล็กๆไม่ได้ จนแทบจะไม่รู้รสอาหารเลย



“สงสัยจะเหนื่อยน่ะ พรุ่งนี้ก็วันจัดงานแล้วนี่นา” ไอ้ภามพูดขึ้นมา จริงๆผมว่ามันรู้แหละว่าผมกังวลเรื่องอะไร



“ได้ช่วยเนียร์ทำงานบ้างป่ะเนี่ย” ริทหรี่ตาลง ถามไอ้ภาม



“ก็เตรียมส่วนของตัวเองหมดแล้วอ่ะ แล้วส่วนของเนียร์ก็บอกว่าไม่ต้องอ่ะ!!”



ไอ้ภามงอแงเมื่อเห็นว่ามันถูกมองว่าเป็นคนไม่ช่วยเพื่อนทำงาน ท่าทีของมันทำให้ผมและริทหัวเราะออกมา ดูก็รู้แล้วว่าริทต้องการจะแซวเล่นเฉยๆ



“มึงนั่นแหละ ช่วยแฟนบ้างเปล่า?”



“ช่วยสิ! ช่วยเป็นแรงสนับสนุนทางใจ”  ริทเตอร์โอบไหล่ผม ทำเอาผมเขินนิดๆ นี่มันกลางที่สาธารณะนะ! แต่ก็นั่นแหละ… อย่างที่ผมพูดไป พอนึกถึงเรื่องที่จะต้องพูดแล้ว ความเขินอายก็เริ่มหายไป



ผมกระซิบข้างหูริท



“วันนี้กูไปนอนด้วยนะ”



คำพูดของผมทำให้ริทตาโตเหมือนสิงโตเห็นเหยื่อ จนผมรู้ตัวว่าพูดผิดไปเสียแล้ว



“แค่นอนเฉยๆ!!”



หลังจากออกจากร้าน พวกผมแยกย้ายกันโดยที่ก่อนจากกับไอ้ภามมันส่งสายตาให้ผม เป็นการเตือนผมว่าให้บอกสักที ผมต้องบอกอยู่แหละน่า แต่คำพูดสวยๆที่จะอธิบายให้ริทยอมเข้าใจมันไม่ใช่ง่ายๆนะ เผลอๆพูดไปนึกว่าผมล้อเล่นหรือเล่นมุขรึเปล่าเถอะ!



“เชิญคร้าบ”



“หือ…!?”



ผมเพิ่งได้สติ ตอนนี้ริทเตอร์เปิดประตูรถยนต์ให้ผม และผายมือเชิญผมขึ้นรถ เดี๋ยวนะ? เขามีรถขับด้วยเหรอ แล้วมอเตอร์ไซค์ล่ะ!



“รถคันนี้?”



“รถคันนี้ พ่อซื้อให้น่ะเพราะบังเอิญว่าคะแนนมิดเทอมได้ท็อปหมดทุกตัวน่ะ แบบนี้เนียร์จะได้นั่งสบายกว่าด้วย ถึงจะลำบากเรื่องที่จอดเล็กน้อยก็เถอะ”



รูปหล่อบ้านรวยไปไหน!! ผมพยักหน้าอย่างอึ้งๆ ก่อนจะขึ้นรถไปอย่างมึนๆ ส่วนเขาก็ปิดประตูฝั่งผมให้เสร็จสรรพก่อนจะเดินมาขึ้นรถฝั่งคนขับแล้วสตาร์ทรถขับออกไปทันที



ระหว่างทางผมก็พูดคุยกับริทตามปกติจนกระทั่งบทสนทนาเงียบลง… และริทเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน



“เนียร์…”



ริทดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา”



“เนียร์มีอะไรจะบอกเราไหม?”



ผมรู้สึกเลยว่าตัวเองเงียบไปนานมาก หรือว่าริทเตอร์รู้เรื่องของผมแล้ว? ผมเริ่มรู้สึกกลัวและนิ่งไปนานมาก ริทเองก็ไม่ได้คาดคั้นคำตอบอะไรจากผม รอผมตอบอย่างเงียบๆ ในที่สุดผมก็กล้าจนพูดออกมา



“กู… กูไม่เหมือนคนอื่น”



อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ



“คือ……”



“………”



“คือกู…”



“………”



“กูสามารถอ่านใจคนอื่นได้…” ผมกลั้นใจพูดออกไป อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้วตอนนี้ อีกฝ่ายชายตามองผมก่อนจะพูดต่อ



“งั้นที่ผ่านมาก็แสดงว่ารู้สิ่งที่เราคิดในใจมาตลอดน่ะสิ”



“ไม่… ไม่ใช่นะ กูอ่านใจคนอื่นได้ แต่มึงเป็นคนเดียวที่กูอ่านใจไม่ได้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน”



“งั้นทำไมไม่บอกเราแต่แรก”



“…………”



คราวนี้ผมเงียบไป กอนจพูดออกมา



“กูกลัวว่ามึงจะเกลียดหรือว่ารู้สึกอึดอัดเวลาอยู่กับกู…”



“เราเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเชื่อใจเนียร์เสมอ”



คำพูดนี้เหมือนกับจะเสียดสีผมกลายๆ ริทเตอร์จะสื่อว่า เพราะผมไม่เชื่อใจเขาเลยไม่ยอมบอกงั้นเหรอ?



“ขอโทษ…” ผมพูดเสียงค่อย ผมรู้สึกผิดจริงๆ ริทเองก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก จนบทสนทนาเงียบลงจนกระทั่งถึงคอนโดของริท จนเข้าที่เรียบร้อย



“เราบอกแล้วไง เราเชื่อใจเนียร์”



เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งลูบหัวผมไปมา



“ตอนแรกเราไม่เชื่อหรอกนะ แต่พอเนียร์เป็นคนพูดเองแบบนี้ยังไงก็ต้องเชื่อล่ะนะ ถึงจะไม่พอใจนิดๆก็เถอะที่รู้เรื่องนี้จากคนอื่น ไม่ใช่จากตัวเนียร์เอง…”



น้ำตาเริ่มมาที่ขอบตาผม ผมยอมใจริทจริงๆ



“แล้วใครเป็นคนบอกเหรอ?”



ริทเตอร์ลังเลนิดหน่อยแต่ก็ยอมพูดออกมา



“ก็ไอ้รุ่นพี่คนนั้นนั่นแหละ ไปรู้มาจากไหนกันนะ ดูๆแล้วเนียร์หรือไอ้ภามก็ไม่น่าจะหลุดปากง่ายๆด้วย”



ผมขมวดคิ้วนั้นแหละที่ปัญหา ถ้ายังไม่รู้ว่าใครเป็นคนบอก ต่อไปอาจจะมีคนที่สอง คนที่สามโผล่มาเรื่อยๆก็ได้และยิ่งยุคนี้ข่าวลือต่างๆก็แพร่เร็วเสียด้วย ปกติแล้วเรื่องแบบนี้ไม่มีใครเชื่อกันหรอก แต่ว่า… สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างกลัวคือ… สิ่งที่อยู่ในมือของพี่เขาตังหาก



“หลักฐาน…”



ผมพึมพำออกมา



“พี่เขาเอาอะไรมายืนยันรึเปล่า คงไม่น่าจะพูดลอยๆว่ากูอ่านใจได้หรอกนะ”



ริทเตอร์ทำหน้านึกก่อนจะส่ายหัว



“ก็ไม่นี่ เหมือนต้องการพูดให้เราไขว้เขวมากกว่า”



ผมไม่รู้จริงๆว่าพี่เขามีไพ่ในมืออะไรอีกรึเปล่า หลักฐานที่ว่าคืออะไรกันแน่?



อืม………



ค่อยว่ากันแล้วกัน! ตอนนี้ผมไม่รู้สึกกลัวเท่าไรแล้ว เพราะผมมีทั้งไอ้ภามและริทเตอร์ที่พร้อมจะช่วยเหลือผมเสมอ ผมยิ้มเล็กๆในใจ ผมรู้สึกเป็นคนโชคดีจัง…






พวกผมที่อาบน้ำกันเสร็จเรียบร้อยก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแสนนุ่ม เขาค่อยๆเลื่อนมือมาจับมือผม



“พรุ่งนี้สู้ๆนะ”



คุณชายมากสเน่ห์อวยพรผมให้กับงานในวันพรุ่งนี้ ใช่แล้ว… นี่คือสิ่งที่ผมอยากได้จากอีกฝ่าย ผมถึงมาในวันนี้ นั่นคือ กำลังใจจากคนที่เรารัก…



ริทพลิกมากอดผมไว้ ก่อนจะหอมแก้มผมฟอดใหญ่



“แฟนใครเนี่ยน่ารักจัง”



และ… เริ่มไซร้คอผม



“พอก่อนๆ พรุ่งนี้มีงานหนักอีก เดี๋ยวไม่ไหว!”



“หืมมมมม”



“เอ่อ หมายถึงว่าควรรีบๆนอนได้แล้ว เดี๋ยวตื่นไม่ไหว ไปง่วงงาวหาวนอนหน้างานอีก” ผมรีบเปลี่ยนคำพูดเมื่อตัวเองพูดเองแล้วได้ยินคำแปลกๆที่ตีความได้หลายความหมาย ทำเอาริทเตอร์หุบยิ้มไม่ได้



“อ่ะๆ นอนก็นอน”



อีกฝ่ายพลิกตัวกับไปนอนตามปกติ ผมหันไปมองริทที่กำลังนอนหลับตาอยู่ เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าถูกจ้องอยู่จึงหันมาหาผมก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น ประมาณว่า มีอะไรเหรอ?



“ขอนอนจับมือได้ไหม?”



ริทยิ้มบางๆ ก่อนจะเลื่อนมือขวาของตัวเองมาจับมือซ้ายของผม แทนคำตอบ แค่เพียงเท่านี้ผมก็รู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้นเยอะเลยล่ะ…







วันรุ่งขึ้น เมื่อผมตื่นมา ผมก็รีบมุ่งหน้าไปคณะตัวเองทันที ส่วนสาเหตุที่ไม่ต้องแวะหอของผมไปเอาชุดของผมเองก็เพราะที่หอริทมีเสื้อผ้าของผมเก็บสำรองไว้ด้วยทั้งชุดลำลองและชุดนักศึกษาอยู่แล้ว



แน่นอนว่า ริทเตอร์ไปส่งผมถึงคณะเลย ดังนั้นคงไม่รอดที่จะพ้นสายตาของเพื่อนๆแต่ละคนของผม ผมว่าผมอุตส่าห์มาเช้าสุดๆแล้วนะ ยังมีคนมาถึงก่อนผมอีกเหรอเนี่ย?
   


และทันทีที่ผมก้าวเท้าลงจากรถ…



“แน่ะ เนียร์ ใครมาส่งอ่ะ”



“ร้ายมากกกก”



“อิจฉานะเนี่ย”



“อร้ายยย ฟินนน”



แต่ละคนนี่ Energy สุดๆ ทำงานไปเซ่!!!



ผมหยิบมือถือออกมาดูเวลาตอนนี้ตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงนิดๆเอง งานเริ่มตั้งเก้าโมง ยิ่งส่วนของผมคือตอนบ่ายของทั้งสองวัน แต่ผมต้องมาเตรียมงานก่อนอยู่แล้ว



ผมทักทายเพื่อนๆพอเป็นพิธีก่อนจะมุ่งหน้าไปสถานที่จัดงานของผม ผมรับผิดชอบห้องประชุมที่ผมเชิญรุ่นพี่ปีสูงๆและอาจารย์มาแนะนำให้ความรู้ต่างๆ รวมถึงดูแลความเรียบร้อยของงาน



ผมขึ้นไปบนห้องประชุมดูเหมือนว่าสถานที่จะเริ่มจัดเตรียมแล้วผมสำรวจสภาพห้องรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆทั้งไมค์และเครื่องเสียงเสร็จสรรพ เหลือเวลาอีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัดกับรุ่นพี่กับอาจารย์มาเตรียมตัวสำหรับช่วงบ่าย



ผมจึงตัดสินใจแวะไปหาไอ้ภามก่อนละกัน…



“อ้าว… ไอ้เนียร์ว่างเหรอมาหาเนี่ย”



“เตรียมพร้อมหมดแล้ว เหลือแค่รอเวลาอ่ะ”



ผมเดินเข้าห้องประชุมอีกห้องหนึ่ง ที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องแนะแนวน้องๆขนาดใหญ่ แยกเป็นโต๊ะๆกระจายทั่วห้องพร้อมกับรุ่นพี่สองคนต่อหนึ่งโต๊ะกับน้องๆที่เข้ามาปรึกษา



สภาพในห้องตอนนี้ดูวุ่นวายไปหมด เพราะเต็มไปด้วยน้องๆมัธยมที่เข้ามาปรึกษาหรือขอแนวทางจากปีหนึ่งจากพวกผม จนรู้สึกว่าจำนวนพี่ไม่พอกับจำนวนน้องเท่าไรนัก



“มาๆ งั้นมานั่งนี่ ช่วยกันก่อน”



ไอ้ภามยิ้มร่าก่อนจะลากผมมานั่งตอบคำถามน้องด้วย



“พี่ก็ปีหนึ่งเหรอครับ?”



น้องมอปลายคนหนึ่งถามขึ้น ผมยังไม่ทันจะตอบ ไอ้ภามก็แย่งตอบเรียบร้อย



“ใช่แล้ว คนนี้เพื่อนซี้พี่เลยล่ะ”



“เป็นแฟนกันป่ะเนี่ย”



น้องคนนั้นแซวพวกผม (อีกแล้ว) หลายๆคนชอบเข้าใจผิด (โว้ยยยย)



“ผิดผี! ผิดผีแรงมากน้อง” ไอ้ภามรีบสะบัดผมออก ทั้งๆที่ตัวเองเป็นฝ่ายเข้ามาโอบแท้ๆ



“งั้นผมจีบพี่ได้ป่ะ”



“เหอ?” ผมเหวอ น้องเอาแบบนี้เลยเหรอคร้าบ บุกแรงมาก ตรงมาก ตรงเกินไปแล้ว



“ไม่ได้ๆ เพื่อนพี่น่ะนะ…”



ไอ้ภามรีบโบกมือไปมา



“มีแฟนแล้ว…”



ริทเตอร์โผล่มาจากไหนไม่รู้ มายืนด้านหลังผม พร้อมพูดต่อจากไอ้ภามเสร็จสรรพ แม้แต่ผมก็สะดุ้งเหมือนกันนะ น้องเองก็เหวอไปแล้ว



“และแฟนคนนั้นคือพี่เอง” ริทโอบกอดผมทำให้น้องตรงหน้ายิ้มไม่หุบ



“แหม ผมอิจฉาเลยนะพี่”



ส่วนไอ้ภามนั่งยิ้มมองผมด้วยสายตารำคาญคนมีผัวตั้งแต่เมื้อกี้แล้ว ผมล่ะเหนื่อยใจกับมันจริงๆ  ส่วนริทก็แค่ยักคิ้วให้น้องเท่านั้นเอง…



“มึง… ไม่ไปทำงานคณะเหรอ?” ผมถามด้วยความสงสัย ได้ยินมาว่าคณะวิศวะปีนี้จัดงานอลังการพอสมควร ดังนั้นน่าจะต้องใช้จำนวนคนช่วยเยอะแน่ๆ อีกฝ่ายยิ้มให้ผม



“ตอนนี้ไม่ใช่เวรของเราน่ะ”



“อ่อออ”



น่าจะแบ่งคนสลับกันไปดูแลเหมือนคณะผมนี่แหละ แต่บังเอิญว่าผมเป็นหัวหน้าจึงต้องอยู่ดูแลทั้งวันนั้นแหละนะ…



“อ้าวๆๆ น้องเนียร์กับริทเตอร์ บังเอิญจังเลย~” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ก่อนที่พวกผมจะหันไปมองโดยพร้อมเพียงกัน คนๆนั้นก็คือ…



“พี่เชอรี่!!”



“ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็นจริงสินะ หึๆ”



 อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอ ก่อนจะจ้องผมสลับกับริทไปมา



“ตอนวันเฟรชชี่เกม มีคนบอกว่าพวกน้องสองคนกำลังจีบกัน มีคลิปด้วยนะ หึๆๆ ดูยังไงก็เกินกว่าเป็นเพื่อนกันไปแล้ว มีอะไรจะแก้ตัวไหม”



ผมกับริทเตอร์หันมามองหน้ากันและหันแวบนึงโดยมิได้นัดหมายก่อนจะหัวเราะออกมา



“มีสิครับ! ไม่ใช่กำลังจีบ แต่……” ริทเตอร์เว้นวรรคให้ผมพูดต่อ



“เป็นแฟนกันแล้วครับ…”



พี่เชอรี่หุบยิ้มไม่อยู่ แต่ก็พอดูออกว่าพยายามจะเก๊กนิ่งครึมไว้ พร้อมกับหยิบกล้องออกมา



“วันนี้ พี่จะตามถ่ายคิ้วท์บอยแต่ละคณะน่ะ ไหนๆก็บังเอิญเจอทั้งคู่ทั้งที ขอถ่ายน้องสองคนไปลงเพจหน่อยละกัน!”



“อ้าว! พี่! แล้วผมอ่ะ!?” ไอ้ภามที่อยู่ข้างๆ โวยวายขึ้น เมื่อเห็นว่าตัวเองโดนผลักไสไม่ได้ถ่ายด้วย



“ทีละคน เอ้ย! ทีละคู่สิ! จะไปแทรกกลางทำไมกัน!” พี่เชอรี่โวยวายกลับ ก่อนจะรัวกดถ่ายรูปพวกผมสองคน



“ให้คนถ่ายเดี่ยวอ่านะ?”



“ก็ไปหาคู่มาสิ! อย่าคิดว่าไม่รู้นะ! กับ… คนนั้นๆน่ะ!”



คำพูดนี้ทำเอาไอ้ภามช็อกไปแล้ว หรือว่าหมายถึงพี่ไนท์กันนะ? อาจจะบังเอิญเจอเดินคู่กันสองต่อสองต่อไปเที่ยวอย่างนั้นเหรอ อืม… สายข่าวของพี่เชอรี่นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ



“ถ่ายคนเดียวก็ได้…”



จู่ๆไอ้ภามก็ว่านอนสอนง่ายขึ้นมาเลย…







เพื่อให้ไม่เป็นการรบกวนคนอื่นมากเกินไป (เพราะคงไม่ได้ช่วยงานแน่ ได้แต่เล่นกับริทชัวร์! ผมรู้สึกแบบนั้น) ผมจึงเลือกที่จะออกจากห้องมาดีกว่า ผมกับริทเตอร์ออกมานั่งหลบคนด้านนอกตึกแต่วันนี้ทั่วทั้งมหาลัยจัดงานจึงไม่แปลกที่จะเกินไปมุมไหนก็มีคนเต็มไปหมด



ผมจึงหนีกลับไปบนห้องประชุมของผมเอง อย่างน้อยๆก็มีแอร์อ่ะนะ



“อ้าว น้องเนียร์ ไปไหนมาครับ?” เสียงที่ดูนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความน่ากลัวดังขึ้น พี่เปอร์นั่นเอง…



“ทำไมพี่มาเร็วล่ะครับ”



ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด ไม่ได้แสดงความรังเดียจหรือสนใจพี่เขาออกมา แต่เหมือนข้างๆคนจะคุมอารมณ์ไม่อยู่เท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา



“อ้าว คนๆนี้ไม่ได้อยู่คณะเราไม่ใช่เหรอ?” พี่เปอร์พูดเพราะรู้อยู่แล้วว่ามีคือใคร แต่ผมอดที่จะพูดออกมาไม่ได้



“นี่แฟนผมครับ”



ชายตรงหน้าอึ้งไปเล็กหน้าน้อย ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา



“พี่บอกแล้วไง ว่ามีแฟนแล้วก็เลิกได้!”



ประโยคหลังหันไปหาริทเตอร์เสียด้วย ทำให้แฟนผมไม่ทนอีกต่อไป



“ไอ้เหี้Xนี่! นั่นปากเหรอ?” ริทคว้าคอเสื้อพี่เปอร์เข้าหาตัว อารมณ์โกรธโมโหของเขานี่ ผมเพิ่งจะเจอครั้งแรก ทำเอาผมสะดุ้งเหมือนกันนะ ส่วนพี่เปอร์ไม่ได้ดูตกใจอะไรนัก แค่เพียงพูดเบาๆ



“จะชกเหรอ? เอาเลยสิ ทุกคนที่นี่จะได้รู้ว่านายเป็นคนยังไง? ที่สำคัญนิสัยแบบนี้เนียร์เอาเป็นแฟนได้ยังไงเนี่ย”



ริทเตอร์ยังไม่ยอมปล่อยมือ ผมกลัวว่าจะเกิดการชกต่อยขึ้นจริงๆ ผมจึงต้องรีบหยุดริทเอาไว้



“ใจเย็นๆไว้ นี่มันกลางงานนะ”



เขาเลยยอมปล่อยมือตามคำพูดของผมจนได้ ถึงแม้ว่าสายตาจะยังเคืองอยู่ก็เหอะ



“เมื่อวาน ก็เล่าแล้วนี่ ไม่นึกว่าจะยอมรับเรื่องแบบนั้นได้ง่ายๆเลยนะ หรือไม่ยอมเชื่อกัน”



“เชื่อสิ แต่มันไม่สำคัญอะไรสักหน่อย เนียร์ก็คือเนียร์!”



“เหอะ! น้ำเน่า…”



พี่เปอร์แค่นเสียงเหอะ ก่อนจะตบบ่าริทเตอร์เบาๆ



“ยังไงก็ระวังตัวไว้ละกัน”



คำพูดทิ้งท้ายทำให้ผมรู้สึกอึดอัด






ถึงผมจะกังวลว่างานจะราบรื่นไปได้ด้วยดีรึเปล่าก็เถอะ แต่อย่างน้อยพี่เปอร์ เขาก็ตั้งใจพูดจนงานส่วนของผมออกมาสำเร็จไปได้อย่างราบรื่น



หลังจากผมเคลียร์ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมร่ำลาและกล่าวขอบคุณทั้งอาจารย์แลรุ่นพี่ที่มาช่วยในวันนี้ ก่อนจะผมก็เดินลงจากตึกลงมา โชคดีที่พี่เปอร์หายไปไหนไม่รู้หลังจากพูดเสร็จ



“เนียร์…”



ผมหยุดเดินในทันทีแต่ไม่ได้หันหลังกลับไป แค่เสียงผมก็รู้แล้วว่าคนที่เรียกผมคือ… ไอ้ไปค์ มันคงจะเห็นเอกสารที่ผมทำหล่นวันนั้น มันถึงรู้ว่าผมเรียนอยู่คณะอะไร และทำให้มันมีโอกาสมาดักรอผมในตอนนี้



“มีอะไร?”



ผมใช้น้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ ผมพูดกลับโดยที่ไม่แม้แต่จะหันไปมอง ตอนนี้ไอ้ไปค์เป็นฝ่ายเดินมาด้านหน้าผมแทน



“ขอคุยด้วยหน่อยสิ”



“แต่กู! ไม่มีอะไรจะคุยกับมึง!”



“แปปเดียว…”



สายตาของอีกฝ่าย… ทำไมถึง… จนผมรู้สึกลังเลนิดหน่อยก่อนจะยอมคุยด้วย ก่อนจะย้ายไปหาที่นั่งคุยกันสองต่อสอง ผมนั่งนิ่งไม่แม้แต่จะมองหน้ามันหรอก จนในที่สุดไอ้ไปค์เป็นฝ่ายพูดขึ้น



“กู… ขอโทษ”



ผมเงยหน้ามองมัน ผมไม่อยากเชื่อว่าคนแบบมันจะยอมขอโทษผม มันวางแผนอะไรอีกละ แต่… ครั้งนี้ก็เหมือนกับตอนนั้น คือ… มันไม่ได้โกหก มันขอโทษผมจากใจจริงๆ



“วางแผนอะไรอีกล่ะ”



“ไม่มี…”



ผมมองตามัน ต้องการจะอ่านสิ่งที่มันคิดให้ออก



“ครั้งนี้มึงอ่านใจกูได้เลย กูไม่มีอะไรจริงๆ กูแค่…ต้องการขอโทษมึง…”



ใช่… ผมก็อ่านใจได้แบบนั้นเช่นกัน



“ตั้งแต่วันนั้น กูรู้สึกผิดมาตลอด พยายามจะติดต่อมึงตลอด… แต่ก็โดนบล็อกทุกช่องทาง ทุกอย่างยิ่งตอกย้ำกูว่ากูทำอะไรสิ้นคิดไปซะแล้ว… กูเสียเพื่อนที่ดีไปแล้วคนนึง ถึงตอนนั้นกูยอมรับว่า กูกลัวมึงแต่พอมาคิดๆดีแล้วมึงไม่ใช่คนที่แย่หรือเลวอะไร เป็นคนดีซะด้วยซ้ำ



“แต่กู! ไม่ได้นับมึงเป็นเพื่อนแล้ว!”



มันหน้าเสียนิดหน่อยก่อนจะพูดว่า



“กูรู้อยู่แล้วล่ะ… กูไม่ได้ต้องการให้มึงยกโทษให้ กูแค่อยากขอโทษมึงเรื่องเมื่อตอนนั้นกับอีกเรื่องนึง…”



อีกเรื่องหนึ่ง?



“เรื่องพี่……”



“ไปค์…”



พี่เปอร์เดินเข้ามาหาพวกผมด้วยสีหน้าประหลาดใจซึ่งผมเคยเห็นพี่เขาทำหน้าแบบนี้เป็นครั้งแรก… เดี๋ยวนะ หรือว่า… ไปค์เป็นน้องชายของพี่เปอร์!?



เมื่อไปค์เห็นผมดูตกใจ จึงรีบอธิบาย



“พี่เปอร์คือพี่กูเอง”



พี่เปอร์เผยสายตาไม่ชอบใจผมออกมาอย่างชัดเจน



“พี่กลับไปก่อนเถอะ”



ถึงพี่เปอร์จะดูไม่พอใจนักแต่ก็ยอมเดินหลบไปก่อน



“ขอโทษนะ ดูเหมือนพี่กูจะมายุ่มย่ามกับชีวิตเนียร์ กูเพิ่งรู้เมื่อวานนี้เอง ว่าพี่เขากำลังทำอะไรอยู่ พี่เขาไม่ชอบเนียร์ เพราะกูไม่ชอบมึง… ในตอนนั้นน่ะนะ”



มันถอนหายใจก่อนจะพูดต่อว่า



“กูเลยมาขอโทษมึงนี่ไง พี่เขายังเข้าใจผิดว่ากูไม่ชอบมึงอยู่ แต่ตอนนี้กูบอกพี่เปอร์ไปละ ถึงดูจะยังยอมรับไม่ค่อนได้นิดๆก็เถอะ”



“แล้วทำไมพี่เปอร์ถึงมาออกตัวแรงขนาดนั้นล่ะ”



“กู… กูไม่รู้”



อืม… ไอ้ไปค์ไม่รู้จริงแฮะ แต่สิ่งที่มันทำกับผมในวันนั้นจะให้ผมยกโทษให้ง่ายๆงั้นเหรอ โชคดีที่วันนั้นไม่มีใครเชื่อที่มันพูด… ถ้ามีคนเชื่อละก็ผมเองก็จนปัญญาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อเหมือนกัน



“กูพูดสิ่งที่กูอยากพูดไปหมดแล้ว กูไม่ขอที่จะให้มึงยกโทษให้กูหรือเห็นกูเป็นเพื่อนอีก กูแค่ต้องการขอโทษมึงเท่านั้น”



พูดจบมันก็ลุกแล้วเดินไปทันที ปล่อยให้ผมนั่งอยู่ที่เดิมนั่งคิดอะไรไป… จนริทเตอร์โทรตามผม



“อยู่หน้าคณะแล้วน้า โทษทีในมอรถติดมากเลย”



“โอเคๆ”



ไม่แปลกที่จะรถติดเพราะวันนี้ผู้คนจากหลายๆที่มารวมกันดูงานมหาลัยในวันนี้ ผมลุกไปที่หน้าคณะ ถึงได้เห็นสองคนยืนคุยกัน ซึ่งทั้งคู่ผมรู้จักดี



ริทกับพี่เปอร์!



ผมรีบวิ่งไป กลัวว่าทั้งคู่จะมีเรื่องกันอีก ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันอยู่แต่ผมโล่งใจที่เมื่อผมไปถึงพี่เปอร์ก็กำลังจะเดินจากไปพอดี พี่เขาหันมาพูดกับผมว่า…



“พี่จะไม่ยุ่งกับน้องอีก แล้วก็… ขอโทษละกัน”



พี่เปอร์ขอโทษผม? กว่าผมจะตั้งสติได้ พี่เปอร์ก็เดินไปสักพักแล้ว จนพี่เขาหยุดเดินเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนหันมาบอกผมว่า…



“เรื่องหลักฐานน่ะ หมายถึงไปค์นั่นแหละ เป็นพยานบุคคล แต่…ก็นะ ไม่ใช่หลักฐานที่เป็นรูปธรรมพอที่จะข่มขู่เนียร์หรอก”



เอ๋? งั้นก็แสดงว่า… บัฟกันงั้นเหรอ!!!



พี่เปอร์หัวเราะก่อนจะเดินไป



“ขอโทษแค่นี้คิดว่าจะหายเหรอ?”



ริทเตอร์บ่นพึมพำในระดับที่ผมได้ยิน



“เมื่อกี้คุยอะไรกันเหรอ?”



“เปล่านี่ ขึ้นรถกันเถอะ”



ริทยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับลูบหัวผม (อีกแล้ว) ก่อนจะเปิดประตูรถฝั่งผมให้เหมือนเดิม



“เชิญคร้าบ~ คุณชายเนียร์”



เขาทำเป็นเหมือนผมเป็นคุณชายลูกคุณหนูที่ไหนสักแห่ง ผมจึงตอบกับไปว่า



“ขอบคุณครับ คุณพ่อบ้าน”



“ไหงเรากลายเป็นพ่อบ้านไปแล้วล่ะ”



ผมไม่รู้หรอกนะว่าผมควรจะยกโทษให้ไอ้ไปค์รึเปล่า แต่มันเป็นคนช่วยพูดกับพี่เปอร์ให้ และมันก็สำนึกผิดจากใจแล้วจริงๆ



แต่คนใจอ่อนอย่างผม คงจะแอบยกโทษให้ลึกๆในใจแล้วมั้ง…






[ไนท์]



ชีวิตสองวันนี้ของผมวุ่นวายสุดๆ ไม่สิ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ในช่วงเตรียมงานแล้วมั้ง หน้าที่ของผมก็ไม่ได้มีอะไรเยอะแยะหรอกก็แค่ให้ความรู้น้องๆที่มาดูงานในครั้งนี้เท่านั้น ก็แค่พูดไปที่เรียนมาในแบบภาษาที่เข้าใจง่ายๆ



เนื่องจากผมต้องเตรียมงานทำให้ช่วงนี้ ผมไม่ค่อยได้นัดไปกินข้าวกับภามเทาไรนัก เจ้าตัวเองก็ดูเหงาๆแหละเพราะแม้แต่เพื่อนสนิทของภามก็ต้องประชุมและติดต่อประสานงานเหมือนกัน



ยังไงก็ตาม… หลังจบงานนี้ผมก็ว่างขึ้นแล้ว ภามจะได้ไม่น้อยใจ (ถึงเขาจะไม่บ่นก็เถอะ)



นั่นไง พูดถึงก็มาแล้ว…



“พี่ไนท์ รอนานไหมมมม”



เสียงสดใสดังขึ้น ภามโบกมือให้ผมอย่างร่าเริง ผมยืนรอภามได้สักพักเองปกติผมเป็นคนชอบไปก่อนเวลาอยู่แล้วจึงดูเหมือนว่าภามมาสายมากกว่า



“เพิ่งมาถึงน่ะ”



ตอนนี้พวกผมอยู่ที่หน้าห้างที่เดิมที่พวกผมชอบมา ภามยังยิ้มไม่หุบเลยตอนนี้คงเป็นเพราะวันนี้แตกต่างจากวันอื่นๆก็คือ วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเป็นฝ่ายชวนภาม คงไม่แปลกที่ภามจะดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ



ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกผมมาไกลขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะยังไม่ถึงขึ้นจับมือหรืออะไรขนาดนั้น แต่ผมก็เปิดใจขึ้นเยอะแล้วล่ะ หลังจากเหตุการณ์นั้นที่มำให้ผมเสียใจมาถึงทุกวันนี้



“วันนี้อยากทำอะไรบ้างล่ะ”



“ดูหนัง! เล่นเกม! หาไรกินกัน แล้วก็ร้องเพลง! เอ่อ… ไม่ร้องเพลงดีกว่า”



ท่าทางของภามทำให้ผมอดยิ้มในใจไม่ได้ ก่อนจะบอกต่อว่า…



“ดูหนังไว้คราวหน้าดีกว่ามั้ย ช่วงนี้ยังไม่มีหนังที่ภามชอบเข้าโรงหรอกนะ”



“แล้วแต่พี่เลย~”



ภามที่ดูตามใจผมทุกอย่างทั้งๆที่อยากทำโน่นทำนี่ มันช่างน่ารักจริงๆ…



“แต่ก่อนอื่น ผมขอตัวไปห้องน้ำแปปนึงนะ อั้นมาตั้งแต่เมื่อกี้ละ”



พูดจบภามก็รีบวิ่งไปทันที



ผมอดส่ายหัวให้กับความใสซื่อของภามไม่ได้ ก่อนจะหยิบกล่องเล็กขนาดเท่าฝ่ามือออกมา แล้วเปิดออกดู… เป็นสร้อยคอที่มีลักษณะคล้ายของตัวผมเองที่ใส่อยู่ ดูเป็นคู่กัน



ผมเผลอยิ้มออกมา… เมื่อคิดว่าภามจะทำหน้ายังไงเมื่อรู้ว่าผมให้สร้อยคอเส้นนี้



#AnotherProblem #NotAgain
********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ช่วงนี้เรียนค่อนข้างหนักมาก

อาจจะขอ หนึ่งถึงสองสัปดาห์ในการลงหนึ่งตอน นะครับ

ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย :3

ลงชื่อ Nzsquare

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 19
«ตอบ #45 เมื่อ13-09-2020 19:41:35 »

 o13

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 20 | Forgive me
«ตอบ #46 เมื่อ04-10-2020 14:09:05 »

ตอนที่ 20

Forgive me…






พวกผมสองคนแทบจะเดินวนแบบเดิมตามที่พวกผมชอบทำนั่นคือ เดินวนหาร้านอาหารที่ถูกใจก่อนแล้วค่อยไปดูหนังหรือเล่นเกมกันต่อ ส่วนร้านอาหารก็ตามสไตล์เดิมๆที่ภามชอบ คือร้านอาหารญี่ปุ่น



“พี่ไนท์วันนี้ลองไปกินของหวานร้านนั้นไหม เห็นรีวิวบอกว่าดีมาก”



“อืม… เอาสิ”



ผมตอบประโยคประจำตัวผม เพราะผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ของหวานหนักจังเลยแฮะ… เมื่อไปถึงร้าน ภามก็รีบหยิบเมนูขึ้นมาดูก่อนจะตั้งหน้าตาหน้าเลือกของที่จะสั่ง



“พี่ก็เลือกด้วยสิ”



ภามยื่นเมนูให้ผม ผมเปิดไล่เมนูไปเรื่อยๆ ดูเหมือนร้านนี้จะมีทุกอย่างที่เป็นของหวาน ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมร้านนี้ถึงคนเยอะ นอกจากร้านนี้จะมีกระแสตอบรับที่ดีแล้ว เมนูแต่ละอย่างก็จัดตกแต่งออกมาได้น่ากินมาก แถมเรายังสามารถสร้างสรรค์เมนูของเราเองขึ้นมา โดยเลือกท็อปปิ้งหรืออื่นๆตามที่ต้องการได้อีกด้วย



“บิงซู ฮันนี่โทสต์ แล้วก็แพนเค้กดีไหมพี่?”



ผมขมวดคิ้ว สามอย่างเลยเหรอ? อย่างภามคนนี้คงกินไหวอยู่แล้วจึงไม่ตัองกังวลเรื่องจะกินหมดหรือไม่หมด ส่วนเรื่องราคาตัดทิ้งไปได้เลย แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาก็คือ…



“สองอย่างก็พอ”



“เอ๋!? แต่ผมอยากลองกินสามอย่างนี้อ่ะ” คนตรงหน้าทำหน้ามุ่ย คงคิดในใจว่า อุตส่าห์มาทั้งที แน่ๆ



ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้กินหรืออะไรนะหรอกนะ แต่ดูเหมือนผมจะตามใจภามมากไปแล้ว ทุกครั้งที่มาเที่ยวกับผมจะต้องเอาแต่กิน กิน กิน และกินทุกครั้งไป จนตอนนี้…



“ดูไขมันใต้คางด้วยสิ กินขนาดนี้” ผมเลื่อนมือไปจับไขมันใต้คางของภาม ทำเอาเจ้าตัวรีบปัดมือออก



“พี่อ่ะ! ก็แถวมอมีแต่ของกินอร่อยๆเต็มไปหมดเลย จะไม่ให้อ้วนได้ไง”



“ยังจะมาภาคภูมิใจอีก”



ผมส่ายหน้า เจ้าตัวดูไม่ซีเรียสอะไรเลย แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร น่ากลัวว่าโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน สามโรคยอดฮิตถามหาน้องชายสุดแสบคนนี้ของผมแน่ๆ



“ถ้าอยากกินหลายอย่าง ไว้รอรอบหน้า เราค่อยมาใหม่กันก็ได้นี่” คำพูดนี่ทำให้ภามที่ทำหน้ามุ่ยยอมรับแต่โดยดี เพราะนอกจากจะได้มากับผมอีก ยังได้มากินของชอบอีกรอบด้วย



“งั้นเอาแค่บิงซูกับโทสต์ก็ได้ ไซส์ใหญ่เลยละกัน”



อืม……



ดูเหมือนว่า แค่ลดของหวานอย่างเดียวคงจะไม่เพียงแล้วล่ะ ผมจะต้องหาเวลาว่างพา (ลาก) น้องชายคนนี้ไปออกกำลังกายบ้างแล้วล่ะ…



“พี่ยิ้มอะไร?” ภามเอ่ยขึ้นอย่างงุนงง นี่ผมเผลอยิ้มออกมาเหรอเนี่ย



“เปล่านี่…”



“เชื่อก็ได้…”



พูดจบ ภามก็ไม่สนใจผมอีก แต่หันไปเรียกพนักงานของร้านเพื่อที่จะสั่งของหวานที่เพิ่งเลือกได้กัน ทั้งรอยยิ้มและท่าทางของเขาทำให้ผมแอบยิ้มในใจได้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ…



ผมควรจะให้ ‘ของขวัญ’ ตอนนี้เลยดีไหม?  หรือว่าก่อนกลับดี? ผมมัวแต่ลังเลสองจิตสองใจอยู่ จนของหวานทั้งสองอย่างมาเสริฟ ภามดูตื่นเต้นกับของที่สั่งมาก จนรีบหยิบมือถือมาถ่ายรูปรัวๆไม่หยุดเลย ก่อนลงมือกินในที่สุด



“ภาม…” ผมเอ่ยเรียกคนที่กำลังใจดใจจ่อกับการกินอย่างมีความสุขอยู่



“ว่าไงพี่? ถ้าไม่รีบกินเดี๋ยวหมดนะ”



“คือ……”



ผมอึกอักไปต่อไม่ถูก ทั้งๆที่ของก็อยู่ในมือของผมแล้ว อยู่ใต้โต๊ะ เหลือเพียงแค่นำมาบนโต๊ะให้ภามเท่านั้น แต่ผมกลับรู้สึกแปลกๆ ราวกับว่า… ผมเขินอย่างนั้นเหรอ?



“หือ…?” แม้แต่ภามเองก็คงจะเห็นท่าทีของผมที่ผิดไปจากปกติ จึงเริ่มตั้งใจรอฟังผมที่ไม่ยอมพูดออกมาสักที



“คือว่า…”



“สตอเบอร์รี่ซันเดย์สูตรพิเศษได้แล้วค่า~”



พนักงานของร้านมาไอศกรีมสตอเบอร์รี่บนโต๊ะอย่างยิ้มแย้ม คือ… ถือว่าบริการดีนะ ยิ้มสดใสให้ลูกค้า แต่ว่า ไม่ขัดจังหวะไปหน่อยเหรอ แถมยัง…



“พี่!! อันนี้พวกผมไม่ได้สั่งนะ!”



“เอ๊ะ! อ้าว!? ขอโทษค่ะ ผิดโต๊ะ” พนักงานคนนี้ เมื่อได้ยินเสียงภามโวยวายก็รีบลบลานขอโทษขอโพย ก่อนจะยกไปเสริฟโต๊ะข้างๆทันที



“แล้วเมื่อกี้ พี่จะพูดอะไรนะ”



“เอ่อ… จะบอกว่า กินแล้วออกกำลังกายบ้างนะ…”



“……………”



ไม่เป็นไรหรอก เมื่อครู่จังหวะไม่ดีเท่าไร รอช่วงก่อนกลับ ไม่ก็ที่หอเลยก็แล้วกัน ต้องมีโอกาสบ้างแหละ










“งั้นผมไปก่อนนะ บ๊ายบายครับบบ”



ภามโบกมือลาอย่างเริงร่า ตรงข้ามกับผมที่หาโอกาสเหมาะๆให้สร้อยเส้นนี้ไม่ได้เสียที ไม่สิ… ผมผิดเองแหละ จริงๆก็มีโอกาสเยอะแยะตั้งแต่ออกจากร้านของหวานมา จนมาถึงหน้าห้องของผม (ที่ภามเดินมาส่ง) ผมแค่ไม่กล้าให้เท่านั้นแหละ



หรือว่า… ผมจะเขินจริงๆนะ เพราะภามเองก็ถามผมตลอดว่าเป็นอะไรหรือเปล่า? ตลอดทางกลับหอ แต่ลึกๆแล้วผมคิดว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘เขินอาย’ หรอก



“ภาม…”



“วันนี้ พี่เรียกผมรอบที่ล้านแล้วมั้ง! มีอะไรรึเปล่า!”



‘พูดสิ! พูดออกไปเลย! แค่ให้ของแค่นี้เอง!’



“เอ่อ… กลับดีๆล่ะ”



อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนจะยิ้มกว้างให้ผม แล้วเดินกลับไปเลย ส่วนผมที่พลาดโอกาสสุดท้ายของวันนี้ไป… ได้แต่ยืนนิ่งๆที่หน้าประตูห้องเท่านั้น



ใช่แล้ว… ความรู้สึกแบบนี้ มันคือเสียวสันหลังตังหาก…



รู้สึกลางสังหรณ์ใจแปลกๆ เหมือนมีบางอย่างห้ามผมไว้



ห้ามผมไม่ให้พูดออกไป



ผมยังคงลืมอดีตไม่ได้จริงๆสินะ…



ผมเดินเข้าห้องของตัวเองไป ก่อนจะนั่งลงเงียบๆบริเวณปลายเตียง ตกลงว่าผมแค่รู้สึกกลัวที่จะต้องพูดออกไปเฉยๆสินะ? หรือว่า… จริงแล้วๆ… ผม…



“เฮ้อออ…”



ผมเอนตัวลงบนเตียงอย่างช้าๆ ก่อนจะยกสร้อยคอที่ผมเตรียมไว้ให้ภามขึ้นมาดู



‘สิ่งนี้’ คล้ายกับภามมากทีเดียว ในมุมมองของผมน่ะนะ… ผมเชื่อว่า ถ้าผมให้กับเขา เขาต้องดีใจมากแน่ๆเลย รอยยิ้มที่สดใสของภามเอง มันก็ทำให้ผมยิ้มตามได้



ทั้งที่เป็นแบบนั้น… ความรู้สึกไม่สบายใจในอกของผมนี้มันคืออะไรกัน?











ทะเลเหรอ? ไม่สิ แคบกว่านั้น ที่นี่มัน…



‘พี่ไนท์’



“ภาม……”



‘พี่ไนท์’



“ภาม!!”



ผมสะดุ้งตัวขึ้นมา ไม่รู้ว่าผมเผลอหลับไปตอนไหน จะอย่างไรก็ช่างเถอะ… ที่สำคัญกว่านั้นคือ…



“ฝัน?”



ผมกัดฟันกรอด มือจิกเตียงจนยู้ยี้



“ฝันอีกแล้ว…”



ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกไม่สบายใจ อึดอัด รวมทั้งลางสังหรณ์แปลกๆทั้งวันของผมเกิดขึ้นได้อย่างไร หึ… ทำไมกันนะ ทำไมต้องเป็นผมอีกแล้ว



เส้นผมของตัวเองยุ่งเหยิงไปหมด จากการที่ผมขยี้หัวไปมา เรียกได้ว่าจิกเลยก็ได้ เหมือนผมจะโกรธ… โกรธมากที่ผมต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่ร่างกายกลับตอบสนองอีกแบบนึง



น้ำตาค่อยๆไหลหยดลงบนหน้าตักของผม



“ต้องไม่ใช่แบบนี้!”



ผมไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว…



“ขอร้องล่ะ…”



ความเศร้าโศกและความทรมานในครั้งนั้นมันกลับมาทั้งหมด



“ภามจะต้องไม่ตาย…”











[เนียร์]



“ตื่นแล้วเหรอ?” เสียงที่ผมคุ้นเคยดังขึ้น



“นี่กูเผลอหลับไปเหรอเนี่ย?”



ผมขยี้ตาตัวเองเบาๆ เพราะวันนี้ผมรู้สึกเหนื่อยมาก (จากการเที่ยวอ่านะ) ทำให้ผมเผลอหลับบนรถของริทเตอร์ไปตอนไหนก็ไม่รู้ ยังโชคดีที่ริทไม่ลากผมขึ้นห้องตัวเองไปทำมิดีมิร้าย เหอๆ



จะว่าไปแล้ว… นี่มันไม่ใช่ทางกลับหอของผมนี่!!



“ไม่ได้กลับหอกูเหรอ?”



“กลับสิ… กลับไป ‘ห้องของพวกเรา’ หึๆ”



อีกฝ่ายที่กำลังขับรถอยู่แสยะยิ้มขึ้น เอาตรงๆ ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกกลัวรอยยิ้มแบบนี้แล้วนะ ตรงกันข้าม รู้สึก… มันเพิ่มเสน่ห์ให้กับเขาด้วย แต่ประเด็นคือ… มารูปแบบนี้ สงสัยวันนี้ผมคงจะไม่ได้นอนแล้วมั้ง…



ทำอะไรน่ะเหรอ?



เล่นเกมไง!!



เกมอะไรน่ะเหรอ…?



“ไม่โวยวายหรืออะไรหน่อยเหรอ?” ริทเตอร์คงจะแปลกใจเหมือนกันที่ผมยอมง่ายๆขนาดนี้



“ถึงโวยวายไป จะยอมกลับไปส่งกูที่หอให้เหรอ?”



“ไม่อ่ะ…”



“พูดเพื่อ…!!” ผมส่ายหน้าเบาๆ จริงๆช่วงนี้ผมไปนอนห้องของริทมากกว่ากลับไปนอนห้องตัวเองเสียอีก เรียกได้ว่าแทบจะเช่าห้องมาให้เปลืองเล่นๆเลยล่ะ เหอๆ



“นึกว่าอยากโดนซะอีก หึๆ”



อืม… แต่รอยยิ้มหื่นๆแบบนี้ ผมยังไม่ชินนะ



“อย่ามั่วดิ!”



“แล้วไม่ได้เหรอ?”



“ก็ได้แหละ……”



คำพูดของผม ทำให้คนยิ้มหื่นข้างๆนี้ หัวเราะเบาๆ ก่อนจะยิ้มกว้างกว่าเดิม พร้อมกับสายตาที่ดูเหมือนจะเอ็นดูผม (ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ!)











“ใครจะอาบน้ำก่อน?”



ริทถามผม เมื่อเห็นว่าผมทิ้งตัวนอนที่โซฟาห้องนั่งเล่นไปแล้ว (ก็ง่วงอ่ะ)



“เชิญเลย” ผมผายมือไปทางห้องอาบน้ำ ดูเหมือนว่าริทเตอร์เองก็พอจะดูออกว่าผมไม่มีแรง อยากพักผ่อนจริงๆ อีกฝ่ายจึงเพียงยักไหล่ก่อนจะฮัมเพลงเดินเข้าห้องน้ำไป



ใครว่าล่ะ…



ชายเจ้าเล่ห์คนนี้อาศัยช่วงที่ผมคิดว่าเข้าไปอาบน้ำและผมหลับตาลงนอนแล้ว เดินย่องอุ้มตัวผมในท่าเจ้าหญิงก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องน้ำ!



เดี๋ยวสิ! คิดจะอาบน้ำพร้อมกันอย่างนั้นเหรอ!



ผมดิ้นไปมาในอ้อมแขนเขา แน่นอนว่าเดิมผมก็สู้แรงเขาไม่ได้อยู่แล้ว เหนื่อยๆแบบนี้ อย่าหวังเลยว่าดิ้นหลุดรอดเงื้อมมือของผุ้ชายคนนี้ไปได้!



“เดี๋ยวสิ!”



“ไม่ต้องอายหรอก~ เห็นมาหมดแล้ว จะได้รีบอาบรีบนอนกันไง”



‘แต่ตอนนั้นมันปิดไฟไงเฟ้ย!!’



ผมอยากจะเถียงใจแทบขาด แต่ต้องสู้กับแรงของอีกฝ่ายที่กำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าผมทีละชิ้นๆ ฮือ… ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ รู้ตัวอีกทีผมก็อยู่ในอ่างแล้ว พร้อมกับริทเตอร์… ที่อยู่ในชุดวันเกิดแล้ว!



“อายเหรอ หน้าแดงเชียว” ริทหยิกแก้มผมเบาๆ



ครั้งนี้ผมยอมให้แกล้งแต่โดยดี เพราะมือของผมปิดของสงวนของผมไว้อยู่ (ถึงจะมีน้ำในอ่างก็เหอะ แต่ใสมาก!) แม้แต่สายตาของผมเองยังไม่กล้ามองไม่ส่วนล่างของเขาเลย



“เปล่านี่!”



“ยังจะดื้ออีกเหรอ! งั้นมืออ่ะ… จะบังทำไม” อีกฝ่ายรวบแขนสองข้างของผมขึ้นในมือเดียว ทำเอาผมดิ้นไม่หยุด จนน้ำในอ่างกระเด็นเปียกไปหมด



“ไม่เอา! ไม่เล่นงี้!”



‘จุ๊บ’



ริทเตอร์จุ๊บแก้มผมเบาๆทีนึงก่อนจะค่อยๆปล่อยมือผม และถอยกลับไป สายตาของเขาในตอนนี้ไม่ใช่สายตาหื่นกระหายแบบเมื่อครู่แต่เป็นสายตาแสนอบอุ่นที่อยากดูแลผม…



“รู้ตัวไหมเนี่ย… ว่าตัวเองน่ารักมากเลยนะ”



พูดจบ อีกฝ่ายก็หันไปกดสบู่มาถูตัวและถูหลังให้ผม



“บ้าเหรอ… จู่ๆพูดอะไรเนี่ย…”



กว่าสติของผมจะกลับมา ก็ตอนล้างน้ำสบู่ให้ผมแล้ว ก็เล่นพูดตรงๆแบบนี้ผมก็เขินเป็นนะ



ว่าแต่… ผิวของแฟนตัวเองก็ขาวดีนะ…










เช้าวันถัดมา…



ผมตื่นขึ้นมาเพราะได้กลิ่นหอมของขนมปังปิ้งกับโกโก้หรือเครื่องดื่มอะไรสักอย่างหวานๆนี้แหละ อืม… ผมยังไม่ค่อยชินเท่าไรเลยแฮะ ยังรู้สึกเจ็บนิดๆอยู่เลย…



ทำไมเจ็บ เจ็บอะไรน่ะเหรอ?



เมื่อคืนตกเตียงไง!! (ล้อเล่น)



“ยากับน้ำอยู่ข้างๆเตียง ‘เหมือนเดิม’ นะ”



ริทเตอร์ชะโงกหัวเข้ามาหาผมในห้องนอน ก่อนจะกลับไปเตรียมอาหารเช้าต่อ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาดูแลผมดีขนาดนี้ เรียกได้ว่า ทุกครั้งที่ผมมาค้าง ไม่สิ… จริงๆแล้วแฟนผมก็เอาใจใส่ผมตลอดทุกวันนั้นแหละ



ผมยิ้มมุมปากก่อนจะหยิบยาขึ้นมากิน พร้อมกับดื่มน้ำตาม



เมื่อผมลุกขึ้นจากเตียง (และแต่งตัวเรียบร้อยในระดับนึงแล้ว) ไปหาริทที่จัดโต๊ะทานอาหารอยู่ บนโต๊ะมีขนมปังปิ้งสองแผ่น สองจานกับโกโก้อีกสองแก้ว อีกฝ่ายเห็นผมที่ลุกขึ้นมาไหวแล้วจึงรีบยกจานมาหาผมแล้วป้อนขนมปังปิ้งให้ผมทันที



“อ้ามมม”



‘กรุบ’



ผมกัดเข้าไปคำแรกก็สัมผัสได้ถึงความกรอบของขนมปัง



“วันนี้ทำไมถึงทำเองล่ะ?”



ปกติผมไม่เคยเห็นริทเตอร์ทำอาหารเองเลย ถึงแม้ว่ามื้อนี้จะเป็นแค่ขนมปังปิ้งก็ตามเถอะ ทุกทีจะเป็นขนมปังของเซเว่นอุ่นร้อนๆ ไม่ก็แซนวิชที่ซื้อมาทั้งนั้นเลยนี่



“ก็อยากลองทำเองดูบ้าง เนียร์จะได้ติดใจเราขึ้นไปอีกไง”



“น้ำเน่า!”



ผมหัวเราะพลางบ่นใส่คนตรงหน้า  อืม… ว่าแต่ผมรู้สึกว่าได้กลิ่นไหม้ด้วยนะ ผมเดินผ่านริทไปที่ถังขยะจนพบเศษขนมปังไหม้ดำเกรียมหลายต่อหลายชิ้น! นี่มันเกือบจะหมดห่อแล้วนะ!



“ไม่เคยปิ้งขนมปังเหรอ!?” ผมหันไปอีกฝ่ายที่กำลังหัวเราะแหะๆ ทำนองว่ารู้แล้วเหรอเนี่ยอะไรแบบนี้



“ก็ไม่เคยปิ้งอ่ะ”



“โหว่! จริงๆ กูทำให้ก็ได้นะ”



“ก็อยากทำให้คนที่ตัวเองรักอ่ะ มีปัญหาไหม” ริทเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนๆ พร้อมเดินเข้ามาป้อนขนมปังที่ผมกัดไว้ในตอนแรกจนหมดชิ้น



“มะ ไม่มีก็ได้” ผมเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากให้รู้ว่าตัวเองกำลังเขินอยู่ (>_<)



“หึๆ…” ริทเตอร์เอื้อมมือมาเพื่อที่จะลูบหัวผม



แต่ทว่า ทันทีสัมผัสโดนหัวของผมก็…



“ริท…?”



เขาชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟฟ้าดูดอย่างไรอย่างนั้น สีหน้าที่ยิ้มแย้มผสมความเจ้าเล่ห์เลือนไปหาย กลับแทนที่ด้วยความวิตกกังวลหรือหวาดกลัวอะไรบางอย่าง



“ริท?”



เขาค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปจนชนกับโต๊ะทานอาหาร มือเผลอไปปัดโดนแก้วน้ำที่วางอยู่ที่ริมโต๊ะทำให้หล่นแตกในทันที



‘เพล้ง’



“ริทเตอร์!?”



ผมเดินไปเขย่าตัวของเขาๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่มีสติไปเสียแล้ว ผมที่กำลังคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี ริทก็จับแขนผม ไม่สิ เรียกแค่ว่าสัมผัสดีกว่า ไว้พร้อมกับพูดว่า



“ไม่มีอะไร แค่หน้ามืดน่ะ ไม่ต้องห่วง”



“……?”



หน้ามืดเหรอ? ผมเองก็เพิ่งจะขึ้นปีหนึ่งใหม่ๆ ไม่รู้ว่าอาการแบบนี้ เขาเรียกว่าหน้ามืดหรือไม่ แต่ผมก็เลือกที่จะเชื่อเขา ถึงแม้แต่ในใจของผมจะรู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นแน่นอนเลย



“ถ้ามีอะไรก็บอกกูได้ตลอดนะ”



ผมจับมือของอีกฝ่ายแน่น พร้อมกับพูดให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมพร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ รอให้คำปรึกษาได้ทุกเมื่อ



“อืม… เราแค่หน้ามืดจริงๆ”



พูดจบ ริทเตอร์ก็ก้มลงไป เก็บเศษแก้วที่หล่นอยู่ข้างๆโต๊ะ ส่วนผมก็เกินไปหยิบผ้าถูพื้นมาเช็ด พร้อมสังเกตเขาไปด้วย ซึ่งผมรู้สึกแปลกจริงๆด้วยเพราะ ปกติแล้ว ริทคงจะไล่ผมไปนั่งรอ ส่วนตัวเองก็เก็บกวาดคนเดียว ไม่ใช่ว่าผมขี้เกียจทำหรืออะไรหรอกนะ แต่ว่าทุกทีมันเป็นแบบนั้นจริง



ตอนนี้ ดูเหมือนเขาใจลอยแปลกๆ เกิดอะไรขึ้นกันนะ?



“เนียร์…”



“อะ… อื้อ! ว่าไง!”



 “ ‘ขอ’ ได้ไหม?” สีหน้าและแววตาที่เป็นกังวลอะไรสักอย่างของเขากลับมาจริงจังแล้ว



“ห้ะ! เอ่อ… ขออะไร?”



ริทค่อยๆชี้ไปที่สร้อยข้อมือของผมที่เขาเคยให้ผมไว้ตอนขอเป็นแฟนกัน ทำไมล่ะ? ทำไมถึงขอคืนกัน…



“พอดีเราอยากเอาไปซ่อม แล้วก็อาจจะตกแต่งอะไรเพิ่มนิดนึงน่ะ”



“……?” จริงอยู่ว่าสร้อยข้อมือของผมเริ่มเสื่อมโทรมขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป แต่ถ้าถามผม ผมยังรู้สึกว่ามันยังใช้ได้อยู่นะ แถมไม่จำเป็นซ่อมหรืออะไรด้วย



“ ‘ขอ’ เถอะนะ ไม่นานหรอก”



“ก็ได้…”



ผมโดนอีกฝ่ายจ้องจริงจังขนาดนี้ ผมปฎิเสธไม่ลง แม้จะยังรู้สึกแปลกๆในใจกับท่าทีและการกระทำของเขาบ้างก็ตามเถอะ ผมค่อยๆถอกสร้อยข้อมือก่อนจะยื่นให้อีกฝ่าย



ริทเตอร์รับมาอย่างถะนุถนอม ก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงของตนไป



ผมขอพูดจากใจตรงนี้เลยว่า… ผมรู้ไม่สบายเอามากๆๆ เหมือนว่าวันเวลาอันมีค่าและความสงบสุขของผมจะจบลงอย่างไรอย่างนั้น



‘กูเชื่อใจมึงนะ… ริทเตอร์…’













[ไนท์]



ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ…



นี่ก็หลายต่อหลายครั้งแล้วที่ผมฝันเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำๆของภาม… มันคงไม่ใช่ฝันธรรมดาแล้วล่ะ ถ้าเป็นแบบนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วล่ะว่า… สิ่งที่ผมเห็นคือ ‘พลัง’ ของผม



ความกลัวผุดขึ้นมาในใจของผมอีกครั้ง หลายวันมานี้ผมแทบไม่กล้านอนเลย กลัวว่าจะฝันแบบนั้นอีก แต่สุดท้าย… เมื่อผมเผลอหลับภาพเหล่านั้นก็ปรากฎขึ้นมาอยู่ดี



‘ตึ๊ง~’




ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

พี่ไนท์

ตื่นรึยังงงง

แล้วพี่เป็นอะไรรึเปล่า

ช่วงนี้ไม่ค่อยตอบไลน์ผมเลย

T^T




ใช่แล้ว… ช่วงหลังมานี้ หลังจากวันที่ไปเที่ยวด้วยกันวันนั้น ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบไลน์ของภามเท่าไร รวมทั้งชวนไปเที่ยว ผมก็ไม่เคยเอ่ยปากตกลงอีกเลย…



ผมปิดแจ้งเตือน ก่อนจะโยนมือถือตัวเองไว้ที่บนเตียง



‘ครืดๆ’



คราวนี้ ภามถึงกับโทรมา ผมกลัวที่ตัวเองจะอดทนรับสายไม่ไหวก่อนจะเดินไปรับลมที่ระเบียง ปล่อยให้โทรศัพท์สั่นไปเรื่อยๆแบบนั้น



ทำไมมันถึงเจ็บขนาดนี้กันนะ…?



ผมถอนหายใจก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปอาบน้ำและแต่งตัวเพื่อไปเรียนหนังสือในตอนเช้า



เมื่อผมลงไปถึงใต้หอก็ดันบังเอิญเจอภามที่นั่งอยู่บริเวณเก้าอี้ม้านั่ง  ปกติภามไม่มีเรียนเช้าขนาดนี้หรอกนะ ดังนั้นต้องมารอใครบางคนแน่นอนเลย ซึ่งคนๆนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นผม…



“พี่ไนท์… ช่วงนี้พี่เป็นอะไรรึเปล่า?” อีกฝ่ายลุกขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าผมมา



“เปล่า… แค่เหนื่อยๆน่ะ ช่วงนี้ใกล้สอบแล้ว”



“อ๋อ… อย่าเครียดมากสิพี่ งั้นผมจะพยายามไม่ไลน์ไปกวนพี่นะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกผมได้” ภามสีหน้าดูโล่งอกและสบายใจขึ้นมาก เมื่อได้ยินสาเหตุที่ผมไม่ค่อยตอบไลน์ของเขา



“งั้นพี่ไปเรียนก่อนนะ”



“เดี๋ยวสิพี่! งั้นหลังสอบ เราไปท้องฟ้าจำลองกันไหม?”



“ขอโทษนะ… หลังสอบเหมือนจะมีงานคณะอะไรสักอย่างด้วยน่ะ ค่อยว่ากันอีกทีนะ”



“ก็ได้ครับ…” ภามเสียงอ่อยลงเมื่อได้คำปฎิเสธจากผม



ผมรีบเดินออกจากตึกไป กลัวว่าภามจะเรียกหรือชวนผมคุยอะไรอีก สีหน้าสุดท้ายของเขาที่ผมเห็นมันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดจริงๆนะ ผมไม่ชอบเอาเสียเลย…










“ภาม… ไม่นะ…”



‘เฮือก’



ผมสะดุ้งตื่นกลางดึก… อีกแล้ว…  สาเหตุก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเสียจากความฝันนั่น ครั้งที่เป็นครั้งที่สาม ครั้งแรกคือเพื่อนสนิท ส่วนครั้งที่สองคือ พ่อของผมเอง และครั้งที่สาม… ก็คือ ภาม…



ผมอยากจะภาวนาต่อทุกสิ่งบนโลกนี้ ขอร้องล่ะ อย่าให้มันเกิดขึ้นเลย ทั้งๆที่รู้ว่า… มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน



ผมนั่งขบคิดอยู่บนเตียงคนเดียวเงียบๆ เงียบจนได้ยินกระทั่งเสียงวิ้งๆ ในหู แต่ถึงกระนั้นทางออกที่เป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่ผมคิดออกตอนนี้มันกลับทำให้ผมไม่ดีใจเอาเสียเลย



‘อื้ดดด’


ภ่าม ภาม ภ้ามมมม

พี่ไนท์ สู้ๆนะคร้าบ

แวะมาให้กำลังใจก่อนนอนคร้าบ

ฝันดีครับบบ

อิอิ




“……………”



‘ตึง!!’



ผมทุบเตียงจนเกิดเสียงดัง ความรู้สึกชาเล็กๆ เกิดขึ้นบริเวณกำมือของผม แต่ว่า… มันก็คงจะเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ผมกำลังจะทำต่อไปนี้ เพราะข้อความที่ส่งมานั้น ทำให้ผมตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว



ผมลุกขึ้นจากเตียง เดินออกจากห้องไป ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินฉับๆ ไป



ความรู้สึกของผมครั้งนี้มันเลวร้ายยิ่งกว่าสองครั้งแรกอีก ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอารมณ์เดียวกันก็ตามที ความรู้สึกโกรธและความรู้สึกเสียใจ…



ครั้งแรก… โกรธตัวเองที่ไม่ยอมเตือนเพื่อนเพราะกลัวว่าเพื่อนจะไม่เชื่อหรือโดนล้อ และเสียใจที่จากลากันโดยไม่ได้บอกอะไรสักคำ



ครั้งที่สอง… โกรธตัวเองที่ไร้ความสามารถที่แม้แต่จะช่วยพ่อตัวเองก็ไม่ได้ และเสียใจที่รู้สึกว่าหนี ‘มัน’ ไปไม่พ้นแน่ๆ



ครั้งที่สาม… โกรธตัวเองที่ลากภามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และ… เสียใจที่ต้องทำแบบนี้…



‘ก๊อกๆๆๆ’



ผมเคาะประตูรัวๆ หวังให้อีกฝ่ายเปิดประตูมาเร็วๆ ความรู้สึกปนเปไปหมดในตอนนี้ กลัวว่าถ้าเจอหน้ากันแล้วจะไม่กล้า ‘ทำ’ สิ่งที่ผมตั้งใจไว้ และกลัวที่จะสิ่งที่ผมจะเห็นจากหลังนั้น



“พี่ไนท์… มีอะไรรึเปล่า มาซะดึกเดียว”



ภามในชุดนอนพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เหมือนกำลังจะนอนแล้ว แววตาคู่นี้ดูใสซื่อจนผมเริ่มอึกอักที่จะพูดออกมา แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อตัวของภามเองทั้งนั้น



“คือ… เราพอกันแค่นี้เถอะ”



“พอ…?” ดูเหมือนว่าภามจะยังไม่ค่อยเข้าความหมายของคำนี้เท่าไร



“ใช่… พอแล้ว ไม่ต้องตามจีบพี่แล้ว กลับไปเป็นเหมือนเดิม เป็นแค่เพื่อนของเนียร์ น้องชายพี่”



“หมายความว่ายังไงพี่!”



“เราไปด้วยกันไม่รอดหรอก ดังนั้นพอแค่นี้เถอะ ขอโทษนะ”



“เดี๋ยวก่อนสิพี่!” อีกฝ่ายเริ่มร้อนรนเดินเข้ามาจะจับมือผมไว้ แต่ผมปัดมือออกทัน



“แล้วก็… ไม่ต้องชวนไปเที่ยวไหนแล้วนะ พี่ชอบไปคนเดียวมากกว่า”



“พี่… ผมขอร้อง อย่าทำแบบนี้เลย”



“ภามเคยบอกว่าให้พี่เปิดใจ… พี่ก็เปิดใจแล้วและรู้ว่า พี่… ไม่ได้ชอบภาม”



“พี่… พี่เห็นผมใช่ไหม…? ในความฝันของพี่ พลังของพี่…”



ภามเริ่มสะอึกสะอื้น มันทำให้ผมต้องกำมือตัวเองแน่นกว่าเดิม จนเล็บจิกฝ่ามือผมแล้ว



“เปล่า… ไม่เห็นหรอก แค่พี่ไม่ชอบภามเท่านั้น ทั้งพูดมาก ทั้งเอาแต่ใจอยากกินอะไรก็ไปกิน ไลน์มายุ่งตลอดจนรบกวนสมาธิพี่มากๆ แถมยังรอยยิ้มนั่นอีก จะยิ้มอะไรหนักหนาก็ไม่รู้”



คำพูดของผมทำให้อีกฝ่ายนิ่งไปแล้ว ราวกับว่าเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองผิดพลาดตรงไหนไป ทั้งๆที่มัน… ตรงกันข้ามกับความจริงหมดเลย ที่สำคัญ… ผมพูดเอง ผมยังรู้สึกเจ็บเลย…



“ตะ แต่…”



“ไม่ต้องแต่แล้ว เอาสร้อยนี่ คืนไปด้วย” เสียงแข็งกระด้างของผม บดบังเสียงสั่นเครือของภามจนหมดสิ้น



ผมถอดสร้อยคอรูปดาวออก มันเป็นของที่ภามซื้อให้กับผมในวันแรกที่เราไปเที่ยวด้วยกัน แม้ว่าผมจะไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลยก็ตาม เขาก็ยังสังเกตเห็นว่าผมชอบอีก



ภามมองสร้อยที่ผมยื่นให้ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา



มันทำให้ผมต้องบีบมือของอีกฝ่าย ก่อนยัดสร้อยคืนในมือของเขา



‘พี่ขอโทษนะ… ภาม…’



ผมหันหลังเดินหนีไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ผมรีบเดินก้าวเท้าอย่างไวเพื่อที่จะต้อง…



“ฮือ ฮืออออ”



เพื่อที่จะได้ยินเสียงร้องไห้เขาให้น้อยที่สุดเท่าที่ตัวเองทำได้นั่นเอง



พี่ขอโทษนะ… ถ้าไม่ทำแบบนี้ ความฝันอาจจะกลายเป็นเรื่องจริงก็ได้ คำพูดของแม่ผมในวันนั้นยังดังในหัว พลังของผมจะดึงดูดความโชคร้ายเข้าหาคนที่ผมรัก… ก่อนจะมองเห็นอนาคตในความฝัน



ใช่แล้ว…



ถ้าผมตีตัวออกห่างภาม ไม่ยุ่งเกี่ยวข้องด้วยเหมือนเมื่อก่อน… ความรู้สึกผมคงจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม พลังของผมก็จะไม่ดึงความเคราะห์ร้ายให้ภาม ผมเชื่อแบบนั้น มันเป็นทางเดียวที่ภามจะรอด



ผมเช็ดขอบตาตัวเอง เพิ่งรู้สึกตัวว่า ผมก็… ร้องไห้เช่นกัน



ทั้งๆที่อยากอยู่ใกล้



ทั้งๆที่อยากเห็นรอยยิ้มสดใสของเขา



แต่วันนี้ ผมกลับเห็นเพียงแค่น้ำตาและความโศกเศร้าของเขาเท่านั้นเอง



“ขอโทษ… พี่ขอโทษจริงๆนะ”






#ForgiveMe #TheWorseNightmare
********************************



ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 21 | The decision
«ตอบ #47 เมื่อ01-11-2020 13:52:51 »

ตอนที่ 21
The decision





 
[เนียร์]



ผมรู้สึกแปลก… แปลกจริงๆ นะ ผมรู้ว่าช่วงนี้ริทเตอร์เปลี่ยนไป เขาดูไม่ค่อยสนใจเวลาผมพูดเหมือนเมื่อก่อน หรือบางทีก็เหม่อๆ มัวแต่คิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้ แถมยังไม่ค่อยแกล้งผมเยอะเหมือนเดิม พอผมถามไป อีกฝ่ายก็ตอบว่าไม่มีอะไร



หรือว่า… พวกผมอยู่ในช่วงหมดโปรกันแล้วนะ



หรือว่า… ริทเริ่มเบื่อผมแล้วเหรอ



หรือว่า…



‘เฮ้อออออ’



ผมมัวแต่คิดวนไปวนมาจนแทบนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว ผมอยากจะปรึกษาไอ้ภามหรอกนะ แต่ว่ามันคงจะด่าผมว่าคิดมากเกินไปแน่ๆ เลย



ผมครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจ ลุกขึ้นจากเตียงลงไปหาไอ้ภาม อย่างน้อยๆ คำพูดของมันอาจจะทำให้ผมเลิกฟุ้งซ่านสักทีก็เป็นได้



‘ก๊อกๆๆ’



“……?”



ไม่มีเสียงตอบรับจากเจ้าของห้อง ทำให้ผมลองเคาะห้องดูอีกสักที



‘ก๊อกๆๆ’



สงสัยว่า ไอ้ภามคงจะไม่อยู่ล่ะมั้ง ระหว่างที่ผมกำลังคิดว่าควรจะหยิบมือถือขึ้นมาไลน์หามัน แต่ว่าจู่ๆ ประตูตรงหน้าผมก็เปิดขึ้นพอดี แต่สิ่งที่ผมเห็นกลับไม่ใช่สีหน้าเอ๋อๆ อย่างทุกที ไม่ใช่สีหน้าหงุดหงิดที่กำลังนอนอยู่แล้วโดนผมปลุกพอดี



แต่กลับเป็น… ภามที่กำลังร้องไห้



“มึง……”



ผมเอ่ยคำพูดไปได้เพียงคำเดียว เพื่อนสนิทที่น้ำตากำลังไหลอาบแก้มถลาตัวเข้ามากอดผมจนผมแทบหายใจไม่ออก เสียงสะอื้นของมันทำให้ผมทำได้เพียงแค่ลูบแผ่นหลังของเพื่อนคนนี้เบาๆ



สาเหตุที่ทำให้ไอ้ภามร้องไห้ได้ ผมว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องของพี่ไนท์อย่างแน่นอน ผมเลือกที่จะนิ่งเงียบให้อีกฝ่ายใจเย็นลงก่อน พร้อมที่จะเล่าออกมาน่าจะดีที่สุด



ไม่นานนัก ไอ้ภามก็หยุดร้องไห้ ตอนนี้ตาของมันบวมไปหมดจากการที่ร้องไห้มาอย่างหนัก



ผมที่อยู่ด้านหน้าของมัน รอจนกระทั่ง อีกฝ่ายยอมพูดออกมา…



“กูโอเคแล้ว มึงกลับไปเถอะ กูขอบใจมึงมาก”



น้ำเสียงแหบพร่าปนสะอื้นนั้น ประกอบกับคำพูดว่า ‘โอเคแล้ว’ ซึ่งเป็นคำโกหก มันไม่ได้ทำให้ผมคิดเลยว่า คนตรงหน้านี้รู้สึกดีขึ้นแล้ว



“มึงเป็นอะไรก็บอกกูดิวะ”



ไอ้ภามไม่ตอบ แถมยังเบือนหน้าหนี คงไม่อยากให้ผมอ่านใจมันในตอนนี้



“มองหน้ากูสิ!”



อีกฝ่ายยังนิ่งเฉย ทำให้ผมต้องพูดเสริมอีกว่า



“ถ้ามึงไม่อยากให้กูอ่านใจ มึงก็บอกมาสิ!”



ไอ้ภามค่อยมองหน้าผม ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ออกมา



“ก็แค่อกหักเอง แค่นั้นแหละ”



คำพูดนี้ไม่ได้ไกลสิ่งที่ผมคิดไว้เท่าไรนักว่า สาเหตุที่ทำให้ไอ้ภามเสียใจคืออะไร เพียงแค่ว่า… ทำไมถึงกลายเป็นแบบนั้น ทั้งๆที่พี่ไนท์เองก็…



“พี่เขาบอกกูว่า กูวุ่นวายทำตัวน่ารำคาญน่ะ ก็คงจริงแหละ…”



“ไม่! ไม่จริงเลย!”



ผมปฎิเสธหัวชนฝา เพราะช่วงหลังๆมานี้… ผมสัมผัสได้ว่าพี่ไนท์ชอบที่ภามเป็นแบบนั้นเสียด้วยซ้ำ



“กูจะไปหาพี่ไนท์นะ!”



ผมที่กำลังจะเดินออกจากตรงนี้ กลับโดนไอ้ภามคว้าแขนไว้ก่อน



“ไม่ต้อง! ถือว่ากูขอนะ…”



ผมอยากจะเถียงมันกับไปเหลือเกินว่า ทำไมยอมให้จบแบบนี้ ความสัมพันธ์ไม่มีอะไรเคลียร์เลย แต่พอผมเห็นสีหน้าของมันตอนนี้ ที่ราวกับว่ากำลังจะร้องไห้อีกครั้ง มันทำให้ผมยอมหุบปากเงียบแต่โดยดี



“เดี๋ยวกูก็ดีขึ้น เชื่อกูสิ!”



‘แต่ตอนนี้ในใจมึงไม่ได้เชื่อแบบนั้นเลยนะ’



ประโยคนี้ผมก็เลือกที่จะไม่พูดออกไป ได้แต่นิ่งเงียบแล้วคอยพูดปลอบเพื่อนผมคนนี้เท่านั้น



“งั้นออกไปหาอะไรกินกัน! จะเป็นปิ้งย่างที่มึงชอบก็ได้นะ! เดี๋ยวกูเลี้ยงเอง”



“ไม่เอาอ่ะ ตอนนี้อยากอยู่คนเดียว…”



“เออน่ะ! ไปเถอะนะ เดี๋ยวกูปิ้งให้ด้วย!”



ผมดึงแขนไอ้ภาม เซ้าซี้อยู่สักพักจนมันยอมตามไปด้วย แต่ผมไม่ได้หวังเอาของกินมาทำให้มันหายเศร้าหรอกนะ แต่อยากให้เบี่ยงเบนความสนใจและให้มันคิดเรื่องอื่นบ้าง จะได้ไม่เศร้าเกินไป



ผมพยายามชวนคุยเรื่องอื่นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเพื่อไม่ให้เงียบจนเกินไป อีกฝ่ายก็ฟังบ้าง ไม่ได้ฟังบ้างตามปกติ เพียงแค่ว่า ไอ้ภามจะต้องพูดมากกว่านี้เท่านั้นเอง



หือ…!?



ตรงหน้าผม คนที่เดินสวนมา…



นั่นมัน ริทเตอร์ นี่!



“อ้าว! เนียร์ มากินข้าวเหรอ? กำลังจะไปหาที่หอเลย”



อีกฝ่ายดูประหลาดใจเล็กน้อย เพราะปกติผมไม่ก็เขา ไลน์คุยกันก่อนทุกครั้ง ส่วนผมเองก็ประหลาดใจไม่ต่างกัน เพราะริทเตอร์เดินมาหอผม? งั้นเหรอ?



“แล้ว… ทำไมเดินมาล่ะ? รถไปไหน? ”



“อ๋อ… เอ่อคือ พอดีรถส่งซ่อมนิดหน่อยน่ะ”



“อ้าว… เป็นอะไรอ่ะ?”



“เรา… เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เหมือนกัน ให้ช่างเขาจัดการละกัน”



“มอเตอร์ไซค์ล่ะ?”



“ก็…ด้วย ทั้งคู่เลย”



“……?”



อย่างที่ผมบอก ผมรู้สึกแปลกๆ กับท่าทีช่วงนี้ของเขามากๆ มันดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนไม่ค่อยอยากให้ผมถามอะไรมากนัก แถมยังเหมือนพยายามโกหกผมอยู่อย่างไรอย่างนั้น



เอาเถอะ!



ผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ เขาจะโกหกเรื่องรถทำไม? แถมยังลำบากตัวเองด้วยถ้าต้องเดินมาหาผมเอง ไม่น่าจะมีอะไรทั้งนั้นแหละ










สุดท้ายก็มากินด้วยกันทั้งหมดสามคน ตอนแรกผมก็ตกลงไปแบบไม่คิดอะไร แต่ว่า… ผมเพิ่งมานึกถึงได้ว่าสาเหตุจริงๆที่ผมพาไอ้ภามมากินคืออะไร ไม่ใช่แค่เพียงให้สนใจเรื่องอื่นเพื่อลดความเศร้าหรอก แต่สาเหตุหลักๆที่ทำให้มันเสียใจคือเรื่องความรัก!!



ไอ้ผมก็โง่พาแฟนมากินด้วย ไม่ทันนึกว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร (T^T)



โชคดี (?)  ริทเตอร์ไม่ได้หยอดคำหวานๆ หรือจู๋จี๋อย่างทุกที มักจะชอบเหม่อลอยเสียมากกว่า (แบบนี้จะไม่ได้ผมรู้สึกว่าแปลกได้อย่างไร!!)



ฝ่ายนึงเหม่อลอย (จนเนื้อที่ย่างไหม้)  อีกฝ่ายนั่งอมทุกข์ (จนเนื้อที่อุตส่าห์ปิ้งให้เหี่ยวหมด) ทำให้บรรยากาศโดยรอบนิ่งเงียบโดยสนิท จนผมที่ปิ้งอยู่คนเดียวต้องหาเรื่องอะไรมาพูดขึ้นเป็นหัวข้อในการสนทนากัน



“เอ่อ… อาทิตย์หน้า มหาลัยจัดงานเทศกาล จะไปกันไหม”



“ไม่อ่ะ…” ไอ้ภามพูดอย่างไม่ต้องคิดเลย



“เห็นบอกว่ามีซุ้มมาขายของกินเพียบเลย แถมมีคอนเสิร์ตด้วยนะ!”



“ช่วงนี้กูไม่ค่อยอยากออกไปไหน…”



“…………” คำปฎิเสธของมันทำให้ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อดี



“หือ? เมื่อกี้ เนียร์พูดว่าอะไรนะ?” ริทเพิ่งจะรู้สึกตัว



“กูถามว่าไปงานเทศกาลอาทิตย์หน้ากันไหม?”



“อ๋อ… อื้อๆ ไปสิๆ” ริทเตอร์ฉีกยิ้มกว้าง แต่กลับไม่ใช่รอยยิ้มกวนๆแบบทุกที แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงด้วยความกังวลอะไรบางอย่างที่ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน










[ไนท์]



ผมปฎิเสธภาม ตีตัวออกห่างจากภาม ทำให้เขาเสียใจอีกครั้ง…



ความฝันของผมมันยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปอย่างที่ผมคิดไว้



แต่ผมต้องลองเสี่ยงดู มันเป็นทางเดียวที่ภามจะรอดได้



‘อื้ดดดดดดด อื้ดดดดด’



โทรศัพท์ของผมดังขึ้น ไม่ต้องอ่านดูชื่อที่หน้าจอก็รู้ว่าเป็นเนียร์… น้องชายผม…



ก่อนหน้านี้ เนียร์ทั้งไลน์ ทั้งมาเคาะประตูห้องผมหลายต่อหลายครั้ง แต่ผมก็ทำเหมือนไม่อยู่ห้อง นิ่งเงียบจนอกีฝ่ายเลิกราไปเอง จนน้องชายผมโทรเข้ามือถืออีกหลายครั้ง ผมก็ไม่รับสายเลยสักครั้ง



ผมกลัวที่จะต้องคุยกับน้องชายตัวเอง



กลัวที่จะต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นและผมคิดอะไรอยู่



ทั้งๆที่ทำเพื่อตัวของภามแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงต้องรู้สึกเจ็บขนาดนี้กันนะ? ผมก็แค่กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน เป็นคนโดดเดี่ยวเหมือนๆเดิมเท่านั้นเอง ไม่รู้ทำไมเวลารอบข้างเงียบ ผมกลับได้ยินเสียงของภามดังก้องหัวใจตลอดราวกับว่าเขาอยู่ที่นี่จริงๆ



ตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วสินะ…



“วันนี้น้องชายไม่มาด้วยเหรอคะ?”



พนักงานหญิงที่กำลังขายบัตรเข้าให้ผมถามขึ้นมา ตอนนี้ผมมาที่ท้องฟ้าจำลองอีกครั้ง วันนี้เป็นรอบแรกในหลายๆครั้งที่ผมมาที่นี่เพียงคนเดียว คงเป็นเพราะช่วงหลังๆ ภามมาเป็นเพื่อนผมตลอดจนพนักงานจำหน้าได้อีกคนนึงแล้ว



ผมส่ายหน้าเบาๆแทนคำตอบ



อีกฝ่ายยิ้มเจื่อนไปเลย เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าถามสิ่งที่ไม่ควรถามออกไปรึเปล่านะ?



ผมเดินตรงไปที่อาคารโดมแสดงท้องฟ้าจำลองขนาดใหญ่ที่ประจำที่ผมมาทุกครั้ง เอนตัวลงบนเก้าอี้แดงอย่างช้าๆ ตำแหน่งที่ผมนั่งตรงนี้คือตำแหน่งเดียวกันกับเก้าอี้ที่ผมนั่งตอนที่มากับภามครั้งแรก ทำให้ผมอดนึกถึงคนข้างๆตอนนั้นไม่ได้เลย



ผมหันไปหาเก้าอี้ด้านข้าง ก็พบแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น…



สักพักหนึ่ง การบรรยายก็เริ่มต้นขึ้น ผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะผมจำเนื้อหาบรรยายได้ทั้งหมดแล้ว ผมสนใจเพียงแค่ดวงดาวที่สว่างไสวท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิดเท่านั้น



เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ก็ทำให้ผมอดนึกถึงความคิดที่อยู่ในหัวของผมในวันนั้นขึ้นมาอีกครั้ง… มันเป็นความคิดผมเผลอพึมพำออกมาจนภามเกือบได้ยิน



ถ้าผมคือ Night… ราตรียามค่ำคืนที่มืดมิด



ภามก็คือ ‘ดวงดาว’ ที่ทำให้ผมดูมีชีวิตชีวา นำความสุขมาให้ผม เติมเต็มผม จนกลายเป็นภาพที่สวยงามที่ผมกำลังมองดูอยู่ตอนนี้



ขอบตาของผมเริ่มร้อนผ่าว



สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่…



มันดีแล้วจริงๆน่ะเหรอ?



ผมไม่รู้…



ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่มันจะได้ผลตามที่คิดไว้หรือไม่?










“คุณคะ คุณคะ!”



เสียงผู้หญิงดังขึ้นข้างๆหูของผม เหมือนเขาเขย่าแขนผมเบาๆด้วย



“ครับ…?”



“คือ… ตอนนี้บรรยายจบแล้วค่ะ สงสัยว่าคุณคงจะเผลอหลับไป”



“อ่อ… ช่วงนี้ผมเพลียๆ ไม่เป็นไรหรอกครับ ขอบคุณมาก”



พูดจบผมก็ลุกออกจากห้องไปทันที เมื่อกี้… ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังฝันอะไรสักอย่างที่เศร้ามากๆ แต่ผมกลับจำไม่ได้เสียแบบนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่ ‘ความฝันบอกอนาคต’ หรอก เพราะปกติผมไม่เคยลืมความฝันจากพลังของผมแน่นอน แล้วก็ทุกๆครั้งจะมาเฉพาะตอนกลางคืนไปเท่านั้น



เมื่อผมออกมาข้างนอกก็พบว่า มืดเสียแล้ว นี่ผมเผลอหลับไปนานแค่ไหนกันเนี่ย? สงสัยผจะเพลียมากจริงๆ แถมสุดท้ายแล้วการมาท้องฟ้าจำลองในครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่มันควรจะเป็นสถานที่ที่มำให้ผมสงบจิตสงบใจและผ่อนคลายได้แท้ๆ



ผมฟุบหน้าลงไปบนพวงมาลัยรถยนต์ของตัวเอง



ผมควรจะทำอย่างไรดี?










‘เฮือก’



ผมเผลอหลับในรถของตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือ…



ความฝันนั่นอีกแล้ว…



ภาม…



‘ตึง’



ผมทุบพวงมาลัยรถของตัวเองเสียงดัง ความเจ็บที่ฝ่ามือค่อยๆแผ่ขยายไปตามมือ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงในใจของผม



ทั้งๆที่ผมตีตัวออกห่าง ทั้งๆที่ผมพยายามลืม พยายามกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ความฝันบอกอนาคตของผมกลับไม่ได้เลือนหายไปเลย



ตรงกันข้าม… ภาพความฝันยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆเสียด้วยซ้ำ



ถ้าปล่อยไว้ ความฝันจะกลายเป็นความจริงแน่นอน



“โธ่เว้ย!!”



ทำไมถึงเป็นแบบนี้?



ผมฟุบตัวลงไปนานแค่ไหนก็ไม่ทราบ รู้เพียงแค่ว่ารอบๆ เงียบสนิทจนผมได้ยินเสียงวิ๊งในหู จนกระทั่งเสียงระบบสั่นของมือถือ ปลุกผมจากภวังค์



‘อื้ดดดดดด อื้ดดดดด’



เนียร์โทรมา…



คราวนี้ผมรับสายอย่างไม่ต้องคิดมาก



“ฮัลโหล”



“พี่ไนท์ กว่าจะรับสายนะ เลิกหลบหน้าผมสักที! ผมมีเรื่องจะคุยกับ…”



“ภามอยู่ไหน…”



“เอ๊ะ…?”



“ภามอยู่ไหน!!”



อีกฝ่ายคงตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน น่าจะนึกไม่ถึงว่าผมจะเปิดประเด็นเรื่องภามที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมหลบหน้าและไม่ยอมคุยกับเนียร์สักที



“ผม… ผมไม่รู้  ผมมางานเทศกาลของมหาลัย ผมชวนไอ้ภามแล้วแต่มันไม่มา คิดว่าน่าจะอยู่ห้องมั้ง”



“โอเค แค่นี้ก่อนนะ”



“เดี๋ยว! พี่!…”



ผมกดวางสายโดยไม่สนคำพูดของน้องชาย ก่อนจะรีบสตาร์ทรถ แล้วบึ่งไปยังหอพักของตัวเองทันที จะต้องจ่ายค่าปรับที่ฝ่าไฟแดงกับขับเร็วเกินกำหนดก็คงคราวนี้แหละ



แต่มันคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าภามอีกแล้ว!



ผมตัดสินใจแล้ว!



ผมจะหยุดยั้งเหตุการณ์เลวร้ายให้ได้!



ใช่แล้ว…



ครั้งนี้จะต้องไม่เหมือนสองครั้งที่ผ่านมา



ระหว่างทาง ที่ผมรีบซิ่งรถไปหาเขา ผมก็โทรหาภามแต่กลับโดนตัดสายทิ้ง ถ้าเป็นแบบนี้คงต้องไปเจอหน้าตรงๆแล้วล่ะ ในตอนนี้ในใจผมก็มีแต่ความกังวลไปหมด พยายามนึกถึงเหตุการณ์ในความฝันว่า ‘อะไร’ กันแน่ที่ทำให้ภามเกิดอันตรายถึงชีวิตได้



น้ำ…?



หายใจไม่ออก…?



หรือว่าจะจมน้ำกันนะ



ผมบีบพวงมาลัยแน่นขึ้น ความกังวลเพิ่มขึ้นในใจของผม ถ้าผมจำไม่ผิด ภามว่ายน้ำไม่เป็นเสียด้วยสิ มีโอกาสสูงมากเลยที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้



แต่ว่า… รอบๆ หอพักก็ไม่มีแม่น้ำหรือว่าทะเลสาบอะไรทำนองนี้ เส้นทางระหว่างคณะกับหอก็ไม่มีเช่นกัน



ยังไงตอนนี้ ผมควรรีบไปหาภามให้เร็วที่สุดก่อนดีกว่า!










‘ก๊อกๆๆๆ’



ผมเคาะประตูห้องรัวๆ แต่ก็ไร้การตอบรับจากเจ้าของห้อง



‘ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ’



หรือว่า… ภามจะไม่อยู่ห้องกันนะ แต่เขาไม่ได้ไปงานมหาลัยเสียหน่อยนี่?



ผมกดเบอร์โทรไปภามอีกรอบ แต่ก็โดนอีกฝ่ายตัดสายทิ้ง ผมจึงเลือกที่จะโทรหาน้องชายอีกครั้ง



“ฮัลโหล ภามไม่อยู่ห้อง”



“พี่! เมื้อกี้ผมเพิ่งโทรหามัน มันบอกว่าไปว่ายน้ำกับเพื่อน”



ใจผมร่วงไปอยู่ตาตุ่ม…



“ทำไม! ภามว่ายน้ำไม่เป็นนี่!”



“ผมก็ไม่รู้! มันก็เพิ่งบอกผมเนี่ย!”



“ที่ไหน!”



“น่าจะสระว่ายน้ำมหาลัยมั้ง”



สิ้นเสียงผมรีบวิ่งออกจากหน้าห้องที่ไร้คนอยู่ทันที ระหว่างทางผมก็อธิบายให้เนียร์ฟังไปด้วย



“ตกลงพี่ฝันเห็นไอ้ภามเกิดอะไรขึ้นใช่ไหม!”



“เดี๋ยวค่อยคุยทีหลัง ตอนนี้โทรบอกภามให้หน่อยว่าห้ามลงสระหรืออยู่ใกล้อะไรที่ทำให้จมน้ำได้เด็ดขาด!”



“ห้ะ!!?”



“แค่นี้ก่อน”



ผมตัดสายทิ้งก่อนจะวิ่งไปที่รถตัวเอง แต่กลับนึกขึ้นได้ว่าสระว่ายน้ำที่ภามน่าจะไปนั้น วิ่งไปจะถึงเร็วกว่าขับรถยนต์ไปแน่นอน ผมจึงเลือกที่จะกำลังขาของตัวเองแทน



“ขอร้องล่ะ อย่าเป็นอะไรเลยนะ…”










[ภาม]



“เมื่อกี้ ไอ้เนียร์โทรมาเหรอ?” ไอ้เบสต์ที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกางเกงสำหรับว่ายน้ำเสร็จภามขึ้น พลางยืดเส้นยืดหลายตัวเอง



“อืม… ถามว่ากูอยู่ไหนน่ะ”



“ถามทำไมวะ?”



“กูจะรู้ไหมเนี่ย!”



“เกี่ยวกับคนที่มึงตัดสายทิ้งรัวๆก่อนหน้ารึเปล่า”



“ไม่เกี่ยวหรอก…”



ผมพูดพร้อมกับจุ่มเท้าลงสระว่ายน้ำ มือข้างนึงกอดโฟมไว้แน่น



อือ… เย็นกว่าที่คิดนะเนี่ย แถมสระก็ดูลึกกว่าที่คิดด้วย ไหนไอ้เบสต์บอกว่าสระไม่ลึกไง!



“แปลกมากเลยนะที่วันนี้ชวนมาว่ายน้ำแล้วมึงยอมมาด้วย”



อืม… คงจะแปลกจริงๆนั่นแหละ เพราะไอ้เบสต์มันชวนผมมาเป็นสิบๆรอบแล้วตั้งแต่เปิดเทอม แต่ผมว่ายน้ำไม่เป็น จะให้ผมว่ายยังไง! แอบกลัวจมด้วยแหละ แต่จริงแล้วๆ…



“พอดี… กูอยากลองทำอะไรใหม่ๆบ้างน่ะ”



เผื่อว่าจะมีเรื่องดีๆเข้ามาบ้าง…











[ไนท์]



ผมคิดถูกแล้วจริงๆนั่นแหละที่วิ่งมา เพราะตลอดทางการจราจรติดขัดมากทีเดียว ใช้เวลาไม่นานนัก ผมก็มาถึงสระว่ายน้ำของมหาลัยจนได้ ผมเข้าไปมองสำรวจทั่วสระแต่ก็ไม่พบภามเลยแม้แต่เงา…



ผมจึงคิดที่จะโทรหาเนียร์อีกครั้งว่าแถวๆนี้ยังมีสระว่ายน้ำที่อื่นอีกไหม สายตาผมก็ไปสะดุดกับผู้ชายคนนึงเข้าพอดี หน้าตาคุ้นๆเหมือนจะเป็นเพื่อนของน้องชาย



“เพื่อนภามรึเปล่า?”



อีกฝ่ายที่กำลังว่ายน้ำอยู่คนเดียวหันมามอง ก่อนจะตอบว่า



“ใช่ครับ เอ่อ… ถ้าจำไม่ผิด พี่ชายของเนียร์รึเปล่าครับ”



“ภาม! ภามอยู่ไหน ภามมาที่นี่รึเปล่า!?”



“มาครับ แต่กลับไปแล้ว เมื่อกี้นี้เอง” เพื่อนภามชี้ไปทางออกประตู นี่ผมสวนกับภามเหรอเนี่ย!



“โอเค ขอบคุณมาก”



ผมรีบวิ่งออกไปทันที เหมือนอีกฝ่ายจะถามอะไรต่อ แต่ผมไม่มีเวลาแล้ว! ที่สำคัญกว่านั้นคือ ภามจะไปไหนต่อ? หรือว่าจะกลับหอ?



เดี๋ยวนะ!



จริงอยู่ว่าเส้นทางจากคณะไปหอไม่มีสระน้ำหรือแม่น้ำ แต่ว่าระหว่างทางที่ผมเดินมาที่นี่ ถ้าจำไม่ผิด มันมีสระน้ำนี่!!



โธ่เว้ย!!










[ภาม]



พี่ไนท์มาทำอะไรแถวนี้นะ?



ผมหลบอยู่หลังต้นไม้แถวทางเดิน พร้อมกับจักรยานที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ระหว่างที่ผมกำลังขี่กลับหออยู่นั้น ผมบังเอิญเห็นพี่ไนท์วิ่งสวนมาจากอีกฝั่งของถนน ทำให้ผมต้องหลบพี่เขาเสียก่อน



ความสัมพันธ์ของพวกผมคงจะจบไปแล้วจริงๆนั่นแหละ



พี่เขาวิ่งไปทางสระว่ายน้ำที่ผมเพิ่งกลับออกมา แสดงว่าที่เนียร์ถามผมว่าอยู่ไหน พี่ไนท์คงฝากถามมาสินะ…



เมื่อผมเห็นว่า พี่เขาวิ่งไปไกลแล้ว ผมจึงขึ้นขี่จักรยานต่อไป



ทางเดินตรงนี้ ออกจะมืดๆไปหน่อย ไม่มีเสาไฟให้สักต้นเลย แต่คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง…



‘ตึง’



เอ๊ะ?



ผมสะดุดพื้นที่ไม่เรียบหรือหินอะไรสักอย่างก็ไม่รู้ แต่มันทำให้ผมตัวปลิวออกจากจักรยาน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมกลิ้งไปกี่ตลบก็ไม่รู้ กลิ้งไปด้านข้างซึ่งเป็นทางลาดข้างทาง รู้สึกตัวอีกทีก็…



‘ตูม’



เชี่Xแล้วไง!!



ผมว่ายน้ำไม่เป็น!!!










[ไนท์]



“แฮ่กๆ”



ผมวิ่งจนขาล้าไปหมด จนมาถึงข้างทางฝั่งที่ติดกับสระน้ำ ผมกวาดสายตาไปรอบๆจนกระทั่งเห็นจักรยานคันหนึ่งล้มอยู่ ผมรีบวิ่งไปสำรวจดูจนได้ยินเสียงเหมือนใครกำลังจมน้ำ



“ภาม!!!”



ผมรีบลงไปทางลาดข้างทางแล้วพบว่ามันลื่นกว่าที่คิด แต่ผมไม่มีเวลาให้ลังเลแล้ว!



ผมกระโดดลงน้ำไปว่ายไปพยุงภามขึ้นจากน้ำ เหมือนอีกฝ่ายหมดสติไปแล้ว ไม่นะ… ผมลากตัวเขาขึ้นมาจากน้ำ ก่อนจะพยุงตัวเขาพาไปนอนบนพื้นเรียบ ผมตีไหล่ทั้งสองข้างเบาๆ พร้อมกับเรียกชื่อ



“ภาม… ภาม!”



ไม่มีการตอบสนองจากคนตรงหน้า ผมควรจะทำยังไงดี?



CPR เหรอ? หรือว่าควรจะผายปอด หรือยังไงดี



ความรู้ที่เรียนมาเบ้องต้น ผมกลับลืมหมดเลยในเวลานี้ ผมได้แต่เพียงแค่เรียกชื่อเขาเท่านั้น ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาของผมเริ่มไหล หรือว่าผมจะต้องเสียเขาไปอีกคน…



“ภาม!!!”



“แค่กๆๆ”



อีกฝ่ายสำลักน้ำออกมา จนสติเริ่มกลับมา ก่อนจะรู้สึกตัวว่าผมกำลังนั่งจ้องเขาอยู่ ภามค่อยเปลี่ยนเป็นท่านั่ง สายตายังดูงุนงงปนประหลาดใจ



ผมพุ่งตัวเข้าไปกอดอีกฝ่าย



“ดีจริงๆ ที่ยังอยู่…”



น้ำตาของผมเริ่มไหลมากกว่าเดิม แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความกลัวหรือความเสียใจ หากแต่เป็นความยินดีที่ภามปลอดภัย ผมสบหน้าลงกับไหล่ของเขา แต่ว่า…



“พี่ไนท์ต้องการอะไรจากผมอีก!”



ภามกลับผลักผมออก…



“มาทำให้ผมชอบแล้วก็จะทิ้งผมไปอีกน่ะเหรอ”



คราวนี้กลับเป็นภามที่น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม



“พี่ไนท์…… อื้อ!!!”



ผมไม่ยอมให้ภามพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะผมกำลังใช้ปากบดปากของอีกใยเสียจนแน่น ตอนนี้คงจะเถียงอะไรผมไม่ได้อีกแล้ว แรงต้านจากอีกฝ่ายก็ค่อยๆหายไปแล้วด้วย แทนที่ด้วยการสมยอมจูบของผมในครั้งนี้



“ยอมให้แค่ครั้งนี้นะ…”



ภามพูดเสียงอ่อยๆ ก่อนจะก้มหน้าลง ถึงรอบข้างจะค่อนข้างมืดแต่ผมก็พอสังเกตได้ว่า ภามกำลังหน้าแดงอยู่ หึๆ น่ารักจริงๆ



“ที่ผ่านมา… พี่ขอโทษนะ ต่อไปพี่จะทำให้ภามเสียใจอีกต่อไปแล้ว”



คำพูดของผมทำให้อีกฝ่ายเบิกตาโพลง คงจะไม่นึกว่าผมจะพูดแบบนี้



“สำหรับพี่… ภามคือ ‘ดวงดาว’ ที่สว่างไสว นำความสุขมาให้ ‘ท้องฟ้าที่มืดมิด’ อย่างพี่”



ผมกลืนน้ำลายเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆล้วงกระเป๋าหยิบนำกล่องเล็กๆกล่องนึงออกมา พร้อมกับเปิดกล่องนั้น



“เป็นแฟนพี่นะ…”



ผมยื่นสร้อยคอรูปพระจันทร์เสี้ยวสีเงินที่เข้าคู่กับสร้อยคอรูปดวงดาวของผมให้ ภามยังคงนั่งนิ่งก่อนจะค่อยๆฉีกยิ้มที่สดใสออกมาก่อนจะรับสร้อยเส้นนั้นแล้วพยักหน้ารัวๆ



“อื้อ!!”



ขอบคุณนะ… อย่างน้อยๆ ผมจะไม่ยอมให้พลังของผมหรือ ‘โชคชะตา’ มากีดขวางหรือกำหนดอนาคตของผมเองอีกแล้ว แต่ตอนนี้ เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง!



ตอนนี้ผมมีแฟนเป็นเด็กน้อย ใสซื่อ ขี้โวยวาย ขี้บ่น แต่ก็… อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แล้วล่ะ!!










“พี่ไนท์ ไปงานเทศกาลกันป่ะ!!”



ภามที่กำลังอาบน้ำเสร็จกำลังเช็ดผมตัวเองถามขึ้น ตอนนี้พวกผมกลับมาที่หอเรียบร้อย และอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว (คงไม่ดีเท่าไรถ้าตกสระน้ำแล้วไม่อาบน้ำล้างน้ำ)



“ตอนแรกจะไม่ไปนี่?”



“ก็ตอนนั้นผมเบื่อๆ เศร้าๆอยู่นี่”



ภามทำหน้ามุ่ย ราวกับจะอ้อนผมอย่างไรอย่างนั้น



“แต่ว่า!! ตอนนี้อารมณ์ดีแล้ว เพราะผมเพิ่งบังเอิญมีแฟนนี่นะ!”



อีกฝ่ายจับสร้อยคอรูปพระจันทร์เสี้ยวของตัวเอง ขึ้นมาให้ ‘แฟน’ อย่างผมดู ทำให้ผมอดยิ้มเล็กๆไม่ได้ เฮ้อ… อ้อนกันขนาดนี้จะไม่พาไปได้ยังไงกันล่ะ



“ก็ได้ๆ งั้นเดี๋ยวแต่งตัวเสร็จแล้ว เราจะไปกัน”



“เย้!!!”



ระหว่างทางที่เดินไปงาน (อยากเดินไปสบายๆมากกว่า) ภามก็ชวนผมคุยนั่นโน่นนี่ตลอด แถมยังแกล้งงอนผมอีกที่ผมทำกับเขาเอาไว้ (ดูออกแหละว่าแกล้ง)



ผมไม่ได้รู้สึกดีขนาดนี้มาตั้งแต่ตอนไหนนะ ไม่ได้รู้สึกมีความสุขจากกเนบึ้งหัวใจมานานเท่าไรแล้วนะ?



“พี่ไนท์ ฟังผมอยู่รึเปล่าเนี่ย!?”



“อื้อ ฟังอยู่ๆ”



“งั้นเมื้อกี้ผมพูดว่าอะไร”



“เอ่อ… นี่ไงถึงที่จัดงานแล้ว!”



ผมรีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะเมื้อกี้ผมไม่ได้ฟังภามพูดจริงๆ มัวแต่สนใจรอยยิ้มของอีกฝ่ายอยู่นั่นแหละ และดูเหมือนจะได้ผลด้วย ภามรีบหันไปมองตามทันที



‘ตึง!!!’



“กรี๊ดดดดดดดดดดดด”



“ช่วยด้วย มีคนถูกรถชน!!”



ผมกับภามหันมามองหน้ากันก่อนจะรีบวิ่งไปดู แล้วพบว่า…



นั่นมัน…!!!!!






#TheDecision #NightAndStar

********************************

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 22 | Unfortunately
«ตอบ #48 เมื่อ01-11-2020 21:56:25 »

ตอนที่ 22

Unfortunately







[สองชั่วโมงก่อนหน้า]



[เนียร์]



ให้ตายสิ…



ไม่น่าเชื่อว่าริทเตอร์จะมาสายได้ โทรไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่ตอบ นี่มันก็เลยเวลานัดมาเกือบสิบนาทีแล้วนะ นานๆที ถ้าริทจะมาช้า เขาจะต้องบอกผมล่วงหน้าก่อนตลอด ไม่ใช่หายไปแบบนี้เลย



เฮ้อ……



 ชวนไอ้ภาม มันก็ไม่ยอมมาอีก พี่ไนท์ก็ไม่ตอบไลน์ผมเลย โทรไปก็ไม่รับ



ระหว่างที่ผมเดินไปเดินมา รอให้ริทมาที่นี่ ทางเดินในงานที่เต็มไปด้วยฝูงคน ทำให้ผมบังเอิญชนคนที่ผ่านไปมา



“โทษทีครับ…”



“เนียร์…?”



“อ้าว มิว มางานนี้ด้วยเหรอ?”



บังเอิ๊ญบังเอิญอีกแล้ว มิวที่กำลังดื่มน้ำอัดลมหรืออะไรสักอย่างอยู่ ยักคิ้วให้ผม ก่อนจะเพิ่งสังเกตว่า ผมเดินอยู่คนเดียว



“ไอ้ริทล่ะ?”



“ยังไม่มาเลย โทรไปก็ไม่รับ”



คำตอบของผมทำให้อีกฝ่ายประหลาดใจจนตาโตเป็นไข่ห่านแล้ว



“แปลก? ปกติมันไม่เคยมาสายเวลานัด…แฟน เลยนี่”



มิวคิดคำพูดอยู่ครู่นึงก่อนจะใช้คำว่า แฟน ทำเอาผมหุบยิ้มไม่อยู่



“เออๆ คนเราก็พลาดกันได้บ้างแหละ”



“นั่นสิ… หรือว่ามันจะเผลอหลับยาวกันนะ”



“……?”



หืม? ปกติริทเตอร์เป็นคนขี้เซานอนเยอะเหรอ? คำถามผุดขึ้นในใจของผม ก่อนจะได้รับคำอธิบายจากเพื่อนของริทว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร



“เห็นมันบอกนอนไม่ค่อยหลับมาหลายคืนแล้วน่ะ”



“เหรอ…!?”



ทำไมริทไม่เคยบอกผมเลยนะ ทั้งๆที่ผมอุตส่าห์เป็นห่วง ถามตั้งหลายรอบแล้วแท้ๆ แต่ช่วงนี้เขาก็ดูเพลียๆจริงๆนั่นแหละ ผมดูเป็นคนที่เชื่อใจหรือให้คำปรึกษาเขาไม่ได้งั้นเหรอ?



“แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง เดี๋ยวพอตื่นมันก็คงรีบซิ่งรถมาที่นี่เองแหละ”



“โห… ถ้ายังไม่ตื่นจริง นี่รอเหงือกแห้งเลยนะ เพราะริทบอกว่าส่งรถไปซ่อมอยู่ กว่าจะมาถึงงานเลิกพอดี” ผมพูดปนหัวเราะไปด้วยเพราะรู้ดีว่าริทไม่มีทางนอนเพลิน ทิ้งผมไว้ที่นี่หรอก



“……?”



“อะไรเหรอ” ผมถามขึ้นเพราะเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเปลี่ยนไป



“คือ… ไอ้ริทบอกว่ารถส่งซ่อมอยู่เหรอ?”



“ใช่… ทั้งรถและมอเตอร์ไซค์เลย”



“แต่กูก็เห็นมันจอดอยู่ที่คอนโดของมันนะ”



“ดูผิดมั้ง อาจจะคล้ายๆกัน”



“เมื่อวานกูยังขอยืมมอเตอร์ไซค์ของมันอยู่เลยนะ”



“……!!”



หมายความว่ายังไง ก็คือริทเตอร์โกหกผมเหรอ หลอกผมไปเพื่ออะไรกัน เปลืองค่าน้ำมันที่ต้องไปรับไปส่งผมงั้นเหรอ หรือว่า… เอาไว้สำหรับ ‘คนอื่น’ นั่งมา…



ผมส่ายหน้ารัวๆ



ไม่!!



คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดอีกนั่นแหละ ไม่ผมก็มิวที่อาจจะเข้าใจอะไรผิดไป แต่มิวก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรหรอกนะ แค่พูดไปตามที่เห็นเท่านั้นเอง



“เอ่อ… งั้นกูไปก่อนนะ กูอาจจะมึนๆ ดูผิดเองก็ได้”



“อืมๆ…”



ผมก้มลงมองมือถือของตัวเองอีกครั้ง เลยเวลานัดไปราวๆครึ่งชั่วโมง ก็ยังไร้การตอบรับจากริทเตอร์ จนผมเริ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขากันนะ



ผมชักเริ่มเป็นห่วงริทแล้วนะ ผมควรจะไปหาเขาถึงห้องเลยดีไหม?



อืม………



เอายังไงดีนะ



ผมเลื่อนมือถือในรายชื่อดูเพื่อที่จะลองโทรไปหาอีกครั้ง แต่ผลสรุปที่ผมได้ก็มีแค่เสียงรอสายจนกระทั่งตัดไปเท่านั้น



“เฮ้ออออ…”



ผมเดินไปหาจุดจอดรถแท็กซี่ใกล้ๆสถานที่จัดงาน เพื่อที่จะไปหาริทเตอร์ที่ห้องของเขา แต่ว่าตอนนี้มีดันคนรอต่อคิวเป็นแถวยาวพอสมควรทำให้ผมต้องยืนรอไปก่อน ระหว่างนี้ผมกดมือถือเล่นๆ ลองโทรไปหาพี่ไนท์ที่ผมพยายามจะติดต่อมาตลอดหลายวัน



แม้แต่ครั้งนี้ผมก็ไม่คาดหวังให้พี่เขารับสายหรอก (หลบหน้าผมขนาดนั้น!!)



“ฮัลโหล”



อ้าว… รอบนี้รับเฉยเลย



“พี่ไนท์ กว่าจะรับสายนะ เลิกหลบหน้าผมสักที! ผมมีเรื่องจะคุยกับ…”



“ภามอยู่ไหน…”



“เอ๊ะ…?”



“ภามอยู่ไหน!!”



ผมอึ้งๆไป ผมนึกไม่ถึงว่าพี่เขาจะพูดเรื่องภามตรงๆเลย เพราะสาเหตุที่พี่หลบหน้าผม ไม่ยอมรับสายผมในตอนแรกก็มาจากเรื่องนี้แหละ



“ผม… ผมไม่รู้  ผมมางานเทศกาลของมหาลัย ผมชวนไอ้ภามแล้วแต่มันไม่มา คิดว่าน่าจะอยู่ห้องมั้ง”



“โอเค แค่นี้ก่อนนะ”



“เดี๋ยว! พี่!… ฮัลโหล ฮัลโหล!!”



พี่ไนท์วางสายใส่ผมซะงั้น!!



หรือว่าพี่ไนท์มองเห็นอนาคตหรืออะไรสักอย่างที่จะเกิดขึ้นกับภามงั้นเหรอ? งั้นทำไมไม่บอกผมตั้งแต่แรก! ตอนนี้ถึงคิวของผมและแท็กซี่ก็มารับผมพอดี



ผมตัดสินใจเลือกจะเปลี่ยนไปที่หอของตัวเองก่อน อย่างน้อยๆผมก็ควรจะอยู่ใกล้ๆเขา จนกว่าจะรู้ว่าพี่ไนท์มองเห็นอะไรกันแน่ ผมใช้เวลาพอสมควรทีเดียว ทำไมวันนี้รถติดมากๆๆๆๆ ก็ไม่รู้



เมื่อผมมาถึงตึก ผมรีบพุ่งตัวไปกดลิฟต์ทันที ผมเคาะประตูห้องอยู่สักกักแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อนผม หรือว่าจะไม่อยู่กันนะ?



ผมวิ่งลงมาออกจากตึก พร้อมกับหันซ้ายขวา พลางนึกสถานที่ที่ไอ้ภามมันจะไปได้ หรือว่ามันไปซื้อของกินที่ร้านสะดวกซื้อกันนะ เมื่อผมเดินไปถึงร้านที่ใกล้หอที่สุดก็ไม่พบร่างของเพื่อนของผม ผมจึงลองโทรไปหาไอ้ภามดู



“ฮัลโหล ตอนนี้มึงอยู่ไหน?”



“กูไปว่ายน้ำกับไอ้เบสต์น่ะ”



“เดี๋ยว!! มึงว่ายน้ำไม่เป็นนี่!!”



“เออน่า… กูก็เกาะๆโฟมไว้ก็ได้ ไอ้เบสต์ก็อยู่ ถ้ากูจมมันคงช่วยฝายปอดให้เองแหละ เหอะๆ”



“เดี๋ยวมึง…!!”



“แค่นี้นะ จะเปลี่ยนชุดแล้ว”



พูดจบมันก็ตัดสายผมทันที ทำไมวันนี้ผมโดนตัดสายทิ้งตลอดเลย!! ผมยังไม่ทันได้เก็บมือถือ ก็มีอีกสายเข้ามาพอดี



“ฮัลโหล ภามไม่อยู่ห้อง” พี่ไนท์โทรหาผมอีกครั้งหนึ่ง…



“พี่! เมื้อกี้ผมเพิ่งโทรหามัน มันบอกว่าไปว่ายน้ำกับเพื่อน”



“ทำไม! ภามว่ายน้ำไม่เป็นนี่!” อีกฝ่ายโวยวายใส่ผม



“ผมก็ไม่รู้! มันก็เพิ่งบอกผมเนี่ย!”



“ที่ไหน!”



“น่าจะสระว่ายน้ำมหาลัยมั้ง”



น้ำเสียงของพี่ชายทำให้ผมไม่สบายใจอย่างมาก จนต้องถามออกมา



“ตกลงพี่ฝันเห็นไอ้ภามเกิดอะไรขึ้นใช่ไหม!”



“เดี๋ยวค่อยคุยทีหลัง ตอนนี้โทรบอกภามให้หน่อยว่าห้ามลงสระหรืออยู่ใกล้อะไรที่ทำให้จมน้ำได้เด็ดขาด!”



“ห้ะ!!?”



“แค่นี้ก่อน”



“เดี๋ยวพี่!!…”



ผมโดนวางสายใส่รอบที่สามของวันนี้…



โว้ยยยยยยย!!



เกิดอะไรขึ้นก็พูดให้มันเคลียร์ๆหน่อยได้ไหม!!



แต่ผมเองก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดที่จะไม่รู้อะไรเลยว่าเพื่อนสนิทอย่างไอ้ภามกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปหามันเหมือนกัน หวังว่าคงจะยังไม่เป็นอะไรนะ…



ส่วนริทเตอร์ปล่อยไปก่อน!!!



เขายังไม่ตอบไลน์ผมเลย!!



ผมรีบก้าวขาฉับไวออกจากสถานที่ตรงนั้น มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เพื่อนผมอยู่ แถมที่ตรงนั้นยังค่อนข้างอันตรายเสียด้วย ตรงกับที่พี่ไนท์ให้ระวังไว้เลย




ระหว่างที่ผมกำลังเดินอย่างเร่งรีบ ก็มีข้อความเด้งขึ้นมาในมือถือของผม ทันทีที่ผมอ่านมันทำให้ถึงกับต้องหยุดฝีเท้าลง




Night

ไม่เป็นไรแล้ว

เจอภามแล้ว

ปลอดภัยดี




สั้นๆ… แค่นี้…?



พี่ไนท์จะไม่อธิบายอะไรเพิ่มหน่อยเหรอ!! ตอนแรกทำให้ผมตกใจที่อยู่ๆก็หนีห่างจากไอ้ภาม โทรไปก็ไม่ยอมรับ อยู่ดีๆ ก็รับสายแถมถามหาภามซะงั้น แล้วยังทำให้ผมต้องกระวนกระวายใจอีก จนสุดท้ายตอบสั้นๆ ว่า ‘ไม่เป็นไรแล้ว’ แค่นี้เหรอ



เฮ้อ……



เอาน่ะ อย่างๆน้อย ประโยคที่ว่าภามปลอดภัยดีทำให้ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นแล้วล่ะ



เมื่อผมเดินกลับไปที่งานอีกครั้ง เพื่อ ‘รอ’ คนที่ผมติดต่อไม่ได้สักที



‘อื้ดดดดดด อื้ดดดดดด’



ในที่สุด… คนที่ควรจะถึงตั้งนานแล้วก็โทรมาสักทีนะ



“ฮัลโหล…” ผมรับสายอย่างไม่สบอารมณ์นัก



“เนียร์… ขอโทษ…” เสียงของอีกฝ่ายดูร้อนรนเหมือนกำลังทำรีบทำอะไรสักอย่างอยู่



“อยู่ไหนแล้ว นี่มันกี่โมงแล้ว” ผมถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย ริทเตอร์ปล่อยให้ผมรอเลทมาเกินชั่วโมงแล้วจากเวลานัด เขาเองก็คงพอรู้ตัวจึงรีบขอโทษ



“ขอโทษ… กำลังรีบไป…”



“แล้วทำไมถึงมาสายล่ะ?” ผมอดถามไม่ได้จริงๆ ถ้ามีเหตุผล ผมคงจะหายหงุดหงิดลงได้บ้าง



“คือ… เราเผลอหลับอ่ะ…” ริทพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วๆ



“ห้ะ!!! ที่มาสายเพราะนอนอยู่เนี่ยนะ! โทรไปก็ไม่รับ ไอ้เราก็รอไปสิ!” ผมโวยวายเสียงดังใส่มือถือจนคนรอบข้างหันมามอง ทำให้ผมค่อยๆใจเย็นลงอีกครั้ง



“ขอโทษ… แบตมือถือหมดพอดี นี่เพิ่งชาร์จกับแบตสำรองจนโทรมาได้เนี่ย…”



“แล้วตอนนี้อยู่ไหนแล้ว?”



“กำลังวิ่งไป ใกล้จะถึงแล้ว”



“วิ่ง!?”



“ตอนแรกจะขับรถออกมาแล้ว แต่ตอนนี้แถวๆคอนโดรถติดมาก เลยคิดว่าวิ่งมาเร็วกว่า”



“ขับรถ…?”



“ใช่ๆ เอ้ย เอ่อ… คือ…” ปลายสายคือลนลานเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าเผลอหลุดปากพูดออกมา



“ไหนบอกว่าส่งรถไปซ่อมอยู่ไง…” สรุปว่าโกหกงั้นเหรอ?



“คือ… เพิ่งซ่อมเสร็จน่ะ…”



“ริท…”



อีกฝ่ายนิ่งไปก่อนจะค่อยๆ สารภาพออกมา



“ขอโทษ… แต่เรื่องนี้เราอธิบายได้นะ…”



“จะต้องอธิบายอะไรอีก! ต้องโกหกกันด้วยเหรอ!?”



“เดี๋ยว…!! เนียร์คือว่า…”



“แค่นี้นะ! จะกลับแล้ว!”



รอบนี้ผมเป็นคนกดตัดสายเอง ผมอยากไม่ฟังอะไรแล้ว ตกลงว่าริทเตอร์โกหกผมจริงๆ ทำไมกันล่ะ?



ผมอุตส่าห์เชื่อใจแท้ๆ…



ความรู้สึกโหวงๆ เริ่มก่อตัวขี้นในใจของผม



ผมเดินไปเรื่อยเปื่อย พร้อมกับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ก่อนที่จะได้ยินเสียงเรียกชื่อผมจากด้านหลังของผม



“เนียร์!!”



ริทเตอร์อยู่อีกฟากนึงของถนน หอบแฮ่กๆ สีหน้าดูเหนื่อยไม่น้อย คงจะรีบมาสุดๆ



แต่ว่า…



“เนียร์! เดี๋ยวก่อน!”



ผมหันหลังเดินหนีไป จนอีกฝ่ายเรียกผมอีกรอบ



‘ตึง!!!!’



“เฮ้ย! มีคนถูกรถชน!”



“เรียกรถพยาบาลเร็ว!”



ผู้คนรอบข้างต่างตกใจ บางคนส่งเสียงกรีดร้อง พลางวิ่งวุ่นไปหมด



ผมค่อยๆหันกลับไป ความรู้สึกหงุดหงิดและโกรธแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกจุกอกในใจ ภาวนาให้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความจริง ทันทีที่หันไป ผมพบคนที่นอนกลางกับพื้นพร้อมกับเลือดสีแดงโชกกลางถนน



“ริท!!”



ผมวิ่งพรวดออกไปหาทันที ผลักผู้คนที่ล้อมรอบเขาไว้ พร้อมกับพยุงร่างของอีกฝ่ายไว้ ไม่รู้ว่าน้ำตาของผมไหลรินออกมาตั้งแต่เมื่อไร น้ำตาหยดลงผมใบหน้าของเขาอย่างช้าๆ



ริทเตอร์ยังพอมีสติอยู่ก่อนจะยิ้มจางๆ เอื้อมมือมาลูบหัวผม พร้อมกับพูดด้วยเสียงแหบพร่าว่า…



“ไม่เป็นไร…ใช่ไหม”



มือที่ลูบหัวผมค่อยๆเลื่อนมือมาหยิบ ‘บางอย่าง’ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนจะวางไว้ที่มือผม



มันคือ…



สร้อยข้อมือที่อักษรตัว R…



สิ่งที่เขาขอผมไปซ่อมก่อน



ทั้งๆที่สร้อยข้อมือชิ้นนี้ควรจะเป็นสีเงินกับดำแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับมีสีแดงสดปนอยู่ด้วย…






#Unfortunately #AreYouOK?

********************************

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 22
«ตอบ #49 เมื่อ02-11-2020 01:46:37 »

 :pig4:
 :3123:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 22
« ตอบ #49 เมื่อ: 02-11-2020 01:46:37 »





ออฟไลน์ broke-back

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6005
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +843/-16
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 22
«ตอบ #50 เมื่อ22-11-2020 19:11:04 »

เพราะรักของเราที่ไม่เข้าใจกัน
นำไปสู่การคิดไปเองซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของความระแวง
และความระแวงก็จะนำไปสู่จุดจบของความรัก ในที่สุด

ถ้ารักแล้วยังหวาดระแวงก็เลิกกันไปเหอะ
มีแต่ทุกข์หาความสุขไม่ได้

ปรับตัวพูดคุยทำความเข้าใจด้วยกัน
นั่นละดีที่สูด เอาใจช่วยนะ

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 23 | In my mind
«ตอบ #51 เมื่อ29-11-2020 17:44:34 »

ตอนที่ 23

In my mind







[สองปีก่อน]






[ริทเตอร์]



ชีวิตของผมมันช่างตลกจริงๆ…



ผมไม่รู้ว่าผมควรจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่ผม ‘มี’



ผมคิดว่า ‘สิ่งนี้’ มันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม และผมควรจะรู้สึกโชคดีที่มีมัน แต่ผมกลับ… เกลียดมันเสียด้วยซ้ำ สาเหตุน่ะก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่…



‘ปึก’



“โทษทีครับ”



ระหว่างที่ผมกำลังเหม่อลอย เดินเรื่อยเปื่อยอยู่ข้างถนนซอยแห่งนึง ผมดันเดินไปชนกับผู้หญิงวัยกลางในชุดดำทีหอบของพวกเอกสารต่างๆในมือจนหล่นกระจายไปหมด



เฮ้อ… นี่ผมกำลังมัวทำอะไรของผมอยู่เนี่ย



ผมรีบก้มลงไปช่วยเก็บกระดาษที่ปลิวไปทั่วพื้นกับคุณป้า (?) ที่ดูรีบร้อนเก็บเอกสารพวกนี้มาก จนจังหวะหนึ่งมือผมดันไปโดนมือของเขา



เฮือก!!!



ผมสะดุ้งก่อนจะนิ่งไป



ใช่แล้ว… ผมเกลียดความรู้สึกแบบนี้และ ‘สิ่งๆนี้’ ที่สุดเลย



คุณป้ารีบเก็บข้าวของที่เหลือบนพื้น  ผมยืนลังเลอยู่ครู่นึง ประจวบเหมาะกับเวลาที่คุณป้าคนนี้ลุกขึ้นแล้วรีบเดินต่อ ผมเขยิบไปทางผู้หญิงตรงหน้านี้ไว้ สีหน้างุงงงของอีกฝ่ายแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการคำตอบจากผมว่าคิดจะทำอะไร



ผมนิ่งเงียบ ก่อนที่จะมีเสียงมอเตอร์ไซค์ขับมาจากด้านหลังของผม ผมดึงแขนของคุณป้าชุดดำคนนี้ไว้ไปหลบด้านหลังของผม แล้วถอยไปอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว



เมื่อรถมอเตอร์ไซต์คันนั้นขับผ่านมาถึงจุดที่พวกผมยืนก่อนหน้า จู่ๆรถก็เสียหลักล้มลง จนรถกระเด็นไปตามทางถนน



ผมเดินเข้ามาหาคนที่ล้มลงตรงนั้นก่อนจะไปช่วยพยุงเขาขึ้นมา ดูเหมือนเขาจะไม่เป็นอะไรมาก ตามที่ผม ‘คิดไว้’ แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าเขาไม่ได้ล้มแค่คนเดียวแต่ผู้หญิงที่ผม ‘ช่วยไว้’ โดนไปด้วยละก็ไม่จบแค่แผลฟกช้ำแค่นี้แน่ๆ



ทำไมผมถึงมั่นใจน่ะเหรอ?



“นี่เธอ… ป้าขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”



เมื่อผมหันกลับไป ก็จ๊ะเอ๋กับสายตาของคุณป้าชุดดำกำลังจ้องตาผมพอดี สายตาของเขาช่างทำให้ผมรู้สึกดึงดูดแปลกๆ ราวกับว่าผมจะถูกสายตาคู่นี้กลืนลงไปเสียด้วยซ้ำ



“โทษทีครับ ผมกำลังรีบ…”



“เดี๋ยว! แค่แปปเดียวก็ได้”



คุณป้าขว้าข้อมือของผมไว้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง สายตาของเขาทำให้ผมรู้สึกปฎิเสธอีกรอบไม่ออก แต่ก็ไม่ได้ตอบตกลงไป การนิ่งเงียบของผมทำให้อีกฝ่ายพูดต่อว่า


“เรื่องที่เธอบอกใครไม่ได้…”



“……!”



“เรื่องที่ทำให้เธอไม่กล้ามีคนคบเป็นเพื่อนด้วย”



“คุณ……”



แค่ประโยคแรกก็มากพอที่จะทำให้ผมตกใจได้แล้ว แต่แค่ครู่เดียวก็มากพอที่จะทำให้ผมกลับมาใจเย็นลงได้แล้ว ผมไม่แปลกใจอะไรมากนักหรอก ผมมี ‘สิ่งที่พิเศษกว่าคนอื่น’ ก็เป็นไปได้มากว่าคนอื่นๆที่เหลืออาจจะมีพลังแบบผมก็ได้



“ก็ได้… จะคุยเรื่องอะไรล่ะครับ” ผมพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย เอาจริงๆ ผมเบื่อๆ อยู่นิดๆ จะลองคุยฆ่าเวลาดูก็ไม่เสียหายอะไรหรอก



“ไปคุยที่อื่นเถอะ ตรงนี้คงไม่เหมาะเท่าไรนัก”








สุดท้าย พวกผมสองคนก็มาจบที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านกลางเมือง ร้านนี้จำนวนลูกค้าไม่เยอะมากทำให้มีความเป็นส่วนตัวในการพูดคุยระดับนึง ผมจิบกาแฟที่คุณป้าคนนี้เลี้ยงจิบนึง ก่อนที่จะนิ่งเงียบ รออีกฝ่ายพูดเปิดประเด็นขึ้นมา



“ขอพูดตรงๆเลยนะ เธอไม่เหมือนคนอื่นๆใช่ไหม?”



ผมเลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยก็จะเท้าคางรอดูท่าทีของฝ่ายตรงข้ามต่อ ท่าทีกวนๆของผม ไม่ได้ทำให้คุณป้าเกร็งหรือหงุดหงิดขึ้นเลย ตรงกันข้าม ท่าทีและน้ำเสียงดูสบายๆ เรื่อยๆ เสียด้วยซ้ำ



“เธอสามารถเห็นอนาคตของคนอื่นได้ ถ้าสัมผัสโดนร่างกายของคนๆนั้น อืม… ถึงจะเห็นได้แค่รอบเดียวต่อเรื่องนั้นๆ ก็เถอะ ส่วนระยะเวลาก็… แตกต่างกันไปตามผลกระทบของอนาคตที่เห็นสินะ”



ถึงจุดนี้… ผมอึ้งเล็กน้อย คนตรงหน้าของผมรู้เรื่องพลังดีกว่าตัวผมเองเสียด้วยซ้ำ บางเรื่องผมเพิ่งจะมานั่งนึกดู ตอนที่ป้าเขาพูดให้ฟังนั่นแหละ



“ส่วนของป้าก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่… เห็นถึง ‘ความจริง’ ของแต่ละคนเท่านั้นแหละ…”



ความจริง…?



ผมรู้สึกสะดุดกับคำพูดของคุณป้ามากเลย แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก กลับสงสัยมากกว่าว่า ที่ดั้นด้นมาถึงร้านกาแฟ (แถมเลี้ยงด้วย) เพื่อจะคุยกับผมแค่นี้อ่ะนะ



“แล้ว…? คงจะไม่ได้ขอเวลาผมมาพูดแค่นี้ใช่ไหมครับ?”



หญิงชุดดำพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะยิ้มจางๆ ออกมา



“จริงๆ แล้วมันยังมีวิธีใช้อีกแบบอยู่นะ… พลังของเธอน่ะ”



“อีกแบบ…?” ผมคิดไปเองรึเปล่านะ ว่าป้าเขาดูยิ้มฝืนแปลกๆ



“เธอ… สามารถนำอนาคตของคนอื่นมาให้ตัวเองได้…”



“เหอ……………?”



ผมผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะรวบรวมความคิด แล้วถึงนึกออกว่าคุณป้าจะสื่ออะไร



“หมายความว่าถ้าผมเจออนาคตของคนอื่นๆที่ดูดีมา ผมก็ขโมยมาได้งั้นสิ?” ผมฝืนยิ้มกรุ้มกริ่ม แต่ภายในใจก็รู้ดีว่า ร้อยละเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ อยาคตที่ผมเห็นมักจะเป็นเรื่องไม่ดีทั้งนั้น



“ทำได้… แต่ป้ารู้ดีว่าเธอไม่ทำแบบนั้นแน่ๆ”



“ป้าเอาอะไรมามั่นใจในตัวผม”



“ป้ารู้…”



ความมั่นใจเต็มเปี่ยมของป้าที่พกมาจากไหนก็ไม่รู้ทำเอาผมไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน แถมยังยิ่งงงว่า เรื่องโชคดีก็ไม่ค่อยเจอ แถมป้าก็รู้ว่าผมไม่มีทางแย่งจากคนอื่นมาแน่นอน แล้วทำไมยังมาพูดให้ผมฟังอีก



“ป้าหมายถึง เธอรับเอาอนาคตที่โชคร้ายของคนอื่นมาตังหากล่ะ”



‘ตึง!!’



“หา!? ป้าจะบ้าเหรอ! แบบนั้นผมจะเอาไปทำไมกัน!” ผมทุบโต๊ะเสียงดังจนพนักงานหันมามอง ก่อนจะพูดด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ดูจะไม่กระทบถึงป้าเลยสักนิด อีกฝ่ายยังคงนั่งยิ้มจางๆ ด้วยท่าทีสบายๆ



“ป้ารู้ดีว่าจะต้องมีวันนั้น…”



“บ้าบอไปใหญ่ละ! ผมขอตัว ขอบคุณที่เลี้ยงละกัน!” ผมลุกพรวดจากเก้าอี้นั่งก็จะมุ่งตรงเดินไปที่ประตูร้าน



“ขอ ‘สิ่งที่มีค่าสำหรับคนๆนั้นมา’ แล้วเก็บไว้กับตัวตลอดแค่นั้นแหละ”



เสียงของคุณป้าดังตามหลังมา แม้จะเป็นเสียงพูดธรรมดา ไม่ได้ตะโกน แต่ผมกลับได้ยินมันชัดเจน



“สุดท้าย… ขอให้โชคดีนะ ‘ริทเตอร์’ ”



ชื่อของผมถูกเรียก… มันทำให้ผมรู้สึกขนลุกและเสียวสันหลังบอกไม่ถูก แม้ฝีเท้าของผมจะเอื่อยลง แต่สุดท้ายผมก็เดินออกจากร้านมาได้ โดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองคนๆ นั้นอีก



หึ… ใครจะบ้ายอมเจอกับสิ่งแย่ๆ แทนคนอื่นกัน ไร้สาระที่สุด



ความรู้สึกหงุดหงิดยังอยู่ในใจของผม ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆ ป้าเขาจะพูดเรื่องพลังของผมได้ถูกต้องเป๊ะๆ ก็เถอะ แต่มันก็ทำให้สะกิดแผลในใจของผมเหมือนกันนะ ป้าคงจะไม่รู้สินะ ว่าผม…



ไม่มีเพื่อนคบ…



สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะตัวผมเองแท้ๆ เลย อุตส่าห์หวังดี… ยอมพูดเตือนเพื่อนให้ระวัง แต่เพื่อนกลับกลายเป็นว่านึกว่าพูดเล่น สุดท้ายก็เกิดเรื่องจริงๆ พอเป็นแบบนี้ซ้ำๆ สองสามคน ก็โทษผมว่า ผมเป็นคนทำบ้างล่ะ ผมเป็นตัวซวยบ้างล่ะ จนไม่มีใครกล้าคบผมเป็นเพื่อน…



ยกเว้นมิ้นท์ คนเดียวที่กล้าเข้าใกล้ผมแม้จะรู้เรื่องพวกนั้นแล้วก็ตาม เธอบอกว่าบังเอิญมากกว่า ผมก็อยากชื่นชมความกล้าหาญของเธออยู่หรอกนะ แต่มันจะดีกว่านี้ ถ้าเธอไม่ได้แอบชอบผม…



เอาเถอะ! เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง! จะอย่างไรเธอก็เป็น ‘เพื่อน’ ที่ดีที่สุดของผมน่ะนะ






[หนึ่งปีต่อมา]



งานรับน้องมหาลัย…



“คนแพ้ต้องโดนเกมลงโทษนะคะ~”



เสียงแจ๋วๆ ของรุ่นพี่พิธีกรบางทีก็ทำให้ผมปวดหัวได้เหมือนกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เท่ากับการที่ผมต้องโดนเขียนหน้า มัดผมจุกจากเกมลงโทษหรอก!!



สภาพผมตอนนี้คงไม่ต่างอะไรจากตัวตลกในสวนสนุกหรอก!



โชคยังดีที่ตอนนี้พักเที่ยงพอดี ว่าแล้วก็รีบไปล้างหน้าให้สะอาดดีกว่า เมื่อผมเดินไปกำลังจะเลี้ยวเข้าห้องน้ำ ผมก็บังเอิญชนกับคนๆหนึ่งที่เดินสวนออกมาพอดี



‘ตึง’



“โอ้ย!”



ชายที่ผมชนจนล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมกับส่งเสียงออกมา สภาพดูน่าสงสารจนผมรู้สึกผิดเลย



“โทษที… เป็นอะไรไหม?”



ผมยื่นมือไปจับมือของเขาเพื่อดึงตัวขึ้นมา เมื่อเขาเงยมามองหน้าผม…



“อึก… ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”



คนตรงหน้าผมหัวเราะก๊ากออกมาทันที ท่าทีของเขาหัวเราะราวกับว่าเกิดมาไม่เคยเจอเรื่องตลกขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เมื่อผมสังเกตเขาดูดีๆ แล้วหน้าตาของเขาใช้ได้ทีเดียว คงจะไม่แปลกที่จะมีคนมาชอบเขาเยอะหรอก แต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมหรอก…



ถ้าเขา…



ไม่ได้น่ารักขนาดนี้!!!



‘ตึก ตึก ตึก’



จู่ๆ หัวใจของผมก็เต้นแรงขึ้นเอง ผมควรจะทำยังไงต่อเนี่ย ผมได้แต่มองตาไม่กระพริบ และคงเป็นเพราะผมไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยทำให้เขาคงเข้าใจผิดว่าผมไม่พอใจล่ะมั้ง



“เอ่อ… ขอโทษนะ ที่เผลอหัวเราะ”



พูดจบ ชายคนนี้ก็รีบเดินหนีไปทันที ผมได้แต่มองตามเขาไปก่อนที่จะลับสายตาไป



อยากรู้จักจัง…



แต่ก็คงไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้วแหละนะ…






“นี่ๆ นายชื่อริทเตอร์ใช่ไหม ตั้งใจฟังพี่เขาอธิบายกติกาของเกมหน่อยสิ เดี๋ยวก็แพ้อีกหรอก! ทีมเราแพ้มาตลอดตั้งแต่เช้าแล้วนะ!” ผู้หญิงที่ดูเป็นคนลุยๆ พูดกับผม คงจะเห็นผมดูเหม่อๆ ไม่ค่อยสนใจเกมล่ะมั้ง แต่จริงๆ ผมก็พอเข้าใจเกมอยู่นะ (มั้ง…)



“เอาล่ะ! เริ่มเกมได้เลยค่า~” รุ่นพี่พิธีกรพูดขึ้น



ตอนนี้ทุกคนดูวุ่นวาย รีบทำความรู้จักกับทีมฝ่ายตรงข้ามให้มากสุด เฮ้อ… ไม่เห็นน่าสนุกตรงไหนเลย ที่ผมมางานวันนี้เพราะมิ้นท์ชวนแท้ๆเลย แต่เจ้าตัวกลับอยู่คนละกลุ่มเฉยเลย



หือ!?



นั่นมัน…



ผมยิ้มในใจ ก่อนจะเดินปรี่เข้าไปหาสมาชิกคนนึงของทีมฝ่ายตรงข้ามที่สะดุดตาผม



“ชื่ออะไรอ่ะ”



คนที่ถูกเรียกค่อยๆหันมา  เขาคือคนๆ เดียวกับคนที่หัวเราะผมในตอนเที่ยง ที่หน้าห้องน้ำ ดูอีกรอบ เขา… น่ารักจริงๆนั้นแหละ ดูบอบบางน่าทะนุถนอม



“ชื่อเนียร์” อีกฝ่ายยิ้มตอบด้วยท่าทีที่เป็นมิตร สายตาของเขาลดต่ำลงไปมองที่ป้ายชื่อของผม โชคดีที่ป้ายชื่อของผมกลับด้านอยู่ ทำให้ผมนึกแผนเล็กๆน้อยๆ ที่จะแกล้งเขาออก



“กู… เอ่อ เราชื่อ ยู นะ”



อือ… จะใช้สรรพนามว่า กูๆ มึงๆ กับคนที่ตัวเอง ‘ชอบ’ คงจะสร้างความประทับใจแรกเริ่มไม่ดีเท่าไรหรอกมั้ง เอ้ย… นี่ผมยอมรับเป็นนัยๆ แล้วเหรอว่าชอบเขา!



“จะใช้ กู มึง หรืออะไรก็ใช้ไปเถอะ”



“ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่ทำไมถึงขำเราล่ะ… ในห้องน้ำตอนนั้น”



เนียร์นิ่งไปครู่ก่อนจะรีบเอ่ยคำขอโทษออกมา



“ขอโทษ! ตอนนั้นเผลอหลุดขำเองจริงๆ”



ท่าทีของเขายิ่งทำให้ผมรู้สึกอยากแกล้งขึ้นไปอีก



“ไม่หายโกรธ! พาเราไปเลี้ยงอะไรกินหลังเลิกงานสิ”



คำพูดนี้ทำให้เขานิ่งหนักกว่าเดิมอีก หรือผมไม่ควรพูดแบบนี้กันนะ รีบเปลืยนเรื่องดีกว่า



“ว่าแต่เรียนหมอเหรอ?”



“ใช่…”



“ทำไมเรียนเก่ง แล้วยังน่ารักขนาดนี้อีกล่ะ”



‘ฮว้ากกกกกกก’



พูดไปแล้วววว!!



ผมกล้าพูดอะไรแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย! อีกฝ่ายดูอึ้งไปแล้ว ผมจะทำให้เขากลัวผมรึเปล่านะ? แต่อยากฟังคำตอบจัง… แต่เหมือนรอบนี้โชคจะไม่เข้าข้างผม เพราะรุ่นพี่บอกหมดเวลาเสียก่อน ยังไม่ได้เฉลยเรื่องชื่อของผมเลย



ไม่เป็นไร… หลังเลิกงานละกัน!






ผมคิดผิด…



ผมว่าเนียร์ก็น่ารักดีออกที่ร้องเพลงเพี้ยนนิดๆ (จริงๆก็ไม่นิดแหละ) ทำให้เขาดูเงียบๆ หลังจบงาน แถมพอผมไปคุยด้วย ก็ดูไม่ชอบใจผมนัก ดูๆ แล้วอาจจะกลัวผมเสียด้วยซ้ำ



ทำไมกันล่ะ!



ผมแค่บอกไปตรงๆเองนะ ว่าจะขอจีบน่ะ!



แค่นั้น เนียร์ก็ดูไม่พอใจอย่างแรง จนสุดท้ายเดินหนีผมไปเสียแบบนั้น ทำให้ผมเองก็พลาดโอกาสที่จะบอกยังชื่อจริงๆของผมด้วยนะ แต่ก็เอาเถอะ! รู้ชื่อรู้คณะแล้ว คงจะมีโอกาสได้เจอกันอีกนั้นแหละ ตอนนี้ผมมั่นใจแบบนั้น!









ผมบังเอิญเจอเนียร์อีกครั้งตั้งแต่เช้าวันแรกของการเปิดเรียนเลย รู้สึกแฮปปี้จัง (ถึงจะโดนแกล้งโดนใช้ให้ไปซื้อไข่เจียวใส่ต้มหอม แล้วให้เขี่ยออกก็ตามเถอะ) แค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้ผมยิ้มได้ทั้งวัน…



ยิ่งไปกว่านั้น ราวกับว่าฟ้ามีใจให้ผม ได้บังเอิญอยู่กลุ่มทำงานเดียวกับเนียร์ไปจนจบเทอมเสียด้วย (ถึงจะโดนโกรธที่รู้เรื่องชื่อจริงๆ ของผมแล้วก็เถอะ) มันก็มากพอที่จะมีโอกาสให้ผม ‘จีบ’ เนียร์ได้ หึๆๆ



ยังไงน่ะเหรอ?



ไลน์ไง!! กลุ่มทำโครงงานด้วยกัน ก็ต้องมีไลน์กลุ่มด้วย และในไลน์กลุ่มก็ต้องมีสมาชิกกลุ่ม ซึ่งเนียร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นไง! (>3<) ผมจะค่อยๆ จีบด้วยวิธีนี้แหละ น้ำหยดลงหินผาทุกวัน หินยังกร่อน นับประสาอะไรกับใจคน!




Near not far



ก็ได้แหละ



เห็นไหมล่ะ?



ในที่สุดเนียร์ก็ยอมใจอ่อนไปเดทกับผมจนได้…










[วันที่เดทวันแรก]



บอกว่าคำเดียวเลยว่า เดทแรกนั้น… จุก!!!



ตอนนี้ผมแน่นท้องไปหมด ทั้งๆที่เดทแรกของผมควรจะโรแมนติกแท้ๆ ผมอุตส่าห์แกะกุ้งให้เนียร์เชียวนะ! ปกติใครจะกินก็แกะเอง! อืม… ตอนแรกๆ ก็โอเค สวีท (?) กันอยู่หรอก แต่พอหลังๆ เริ่มกินไม่ไหว เพราะสั่งมาเยอะเกิน จนพวกผมทั้งคู่จุกไปหมด!!



เอาเถอะ… อย่างน้อยๆ ผมก็ทำให้เนียร์รับปากได้ว่าจะออกมากินข้าวกับผมอีก (ยอมรับก็ได้ว่าหลอกล่อ)



ผมกำลังจะสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์เตรียมกลับคอนโดของตัวเอง หลังจากส่งเนียร์ที่หอเสร็จ



“ไอ้ริท!”



ชายคนหนึ่งหน้าตาดูซื่อๆ เอ๋อๆ เอ่อ….ไม่ๆ ใสซื่อละกัน วิ่งตรงมาหาผม ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเป็นเพื่อนสนิทของเนียร์รึเปล่านะ รู้สึกจะชื่อ… ภาม หรือไงนี่แหละ



“กูภามนะ เพื่อนไอ้เนียร์”



“เออๆ จำได้”



“แล้วพวกมึงไปถึงไหนกันแล้วอ่ะ หึๆ” อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้าง



“ก็… ค่อยๆเป็นค่อยๆไปน่ะนะ” ผมตอบตามจริง



“มีง… มึงจะไม่ทำให้เพื่อนกูเสียใจใช่ไหมวะ?”



ผมยิ้มมุมปาก ผมชอบความตรงไปตรงมาของภามเหมือนกันนะเนี่ย อย่างน้อยมันก็แสดงให้เห็นว่าเป็นห่วงเพื่อนของมัน ก็คือเนียร์ ด้วยนะ โชคดีจังที่เนียร์ได้เพื่อนดีๆแบบนี้



“กูสัญญา… ว่ากูจะไม่ทำให้เพื่อนมึงเสียใจ”



“ดี! งั้นกูจะคอยซับพอร์ตพวกมึงเอง!” ภามตบบ่าผมเบาๆ ประมาณว่าเชื่อใจมันได้เลย



“งั้นกูถามหน่อย มีอะไรที่เนียร์ชอบเป็นพิเศษไหม?”



“อืม… ไม่แน่ใจเลยอ่ะ”



เอ้า! เพื่อนสนิทจริงไหมเนี่ย!?



“ไม่จำเป็นต้องของกินก็ได้ อะไรก็ได้เลย”



“อืม… เหมือนเคยได้ยินว่าเนียร์มันชอบเชียร์หลีดเดอร์นะ แบบปลื้มอะไรประมาณนี้น่ะ!”



“โอเค! งั้นกูจะไปสมัครหลีด!”



“ห้ะ!? เอาจริงอ่อ น่าจะหนักอยู่นะ”



“เออน่า… กูขอบคุณมาก ไปละ”



พูดจบ ผมก็รีบซิ่งมอไซค์ไปทันที พลางยิ้มไม่หุบ ผมเพิ่งจะโดนรุ่นพี่คณะชวนมาอยู่ ผมเกือบจะปฎิเสธแล้วไหมล่ะ หึๆ เนียร์จะทำหน้ายังไงกันนะ ถ้ารู้ว่าเป็นผมเชียร์หลีดเดอร์ด้วย









[วันที่ 4 ตุลาคม]



วันนี้คือวันที่ดีที่สุดของผม…



วันที่เนียร์กับผมเป็น ‘แฟน’ กัน ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันนี้มานานมากๆ นั่งคำนวณคิดหาความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเนียร์จนได้ออกมาเป็นวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งมาจากตัวอักษรย่อของพวกเรา R กับ N นั่นเอง



สร้อยคอที่เข้าคู่กันระหว่างผมกับ ‘แฟนของผม’ เนียร์เองก็ดูชอบอกชอบใจเอามากๆ



ผมถือว่าเป็นวันที่มีความสุขที่สุดวันนึงในชีวิตของผมเลยนะ



ราวกับว่า…



เหตุการณ์ก่อนหน้าไม่ได้เกิดขึ้น จนถึงตอนนี้ผมยังแทบไม่เชื่อเลยว่า… มิ้นท์ เพื่อนสนิทของผมจะทำแบบนั้นกับเนียร์ได้ ผมอุตส่าห์ไว้ใจแท้ๆ เลย ตอนแรกผมเองก็ไม่เชื่อจนเกือบจะทะเลาะกับเนียร์เลยนะ แต่สุดท้าย… ผมก็บังเอิญไปรู้ความจริงเข้าจนได้ว่ามิ้นท์คือตัวการที่ส่งคนไปทำร้ายเนียร์



ทุกครั้งที่ผมนึกถึงมัน ผมเจ็บปวดจนแทบอยากจะร้องไห้ที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และโกรธตัวเองที่ปกป้องเนียร์ไว้ไม่ได้ จนทำให้ผมยกโทษให้เธอในครั้งนี้ไม่ได้ ถึงขนาดยอมแตกหักกัน…,



เพื่อนสนิทของผมที่ดูใสซื่อแต่ใจจริงกับทำร้ายคนอื่น ผมคง… อยู่ด้วยไม่ได้จริงๆ



ช่างมันเถอะ…



ตอนนี้ผมอยากจะเก็บภาพความทรงจำนี้ เก็บภาพของคนๆนี้ แฟนของผมไว้ให้มากที่สุดก็พอแล้ว…









[หนึ่งสัปดาห์ก่อนงานเทศกาลมหาลัย]



ทุกสิ่งทุกอย่างคือความสุขของผม



หลังจากจบงานโอเพ่นเฮาส์ ผมกับเนียร์ก็ว่างตลอดจนตัวติดกันแทบทุกเวลาในแต่ละวัน ราวกับจะชดเชยช่วงเวลาก่อนหน้าที่มัวแต่เตรียมงานกับประชุมจนไม่ได้ไปเที่ยวกันเท่าไรนัก แถมเนียร์ยังยอมเปิดใจให้ผมแล้ว… เรื่องพลังของเนียร์…



ตอนแรกผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรหรอกว่าทำไมเนียร์ถึงอ่านใจผมไม่ได้แค่คนเดียว แต่พอมาคิดๆ ดูแล้วมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เก็บคำตอบไว้เฉลยให้เนียร์วันไหนดีนะ หึๆ



อืม… ต้องหาวันบอกเรื่องพลังของผมด้วย ไม่งั้นคงจะไม่ดีกับเนียร์เท่าไรถ้าปิดบังไว้



หืม? เหมือนเนียร์ตื่นแล้วเลยแฮะ ผมชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้องนอนก็พบว่า คุณหนูขี้เซาตื่นแล้วจริงๆ



“ยากับน้ำอยู่ข้างๆเตียงเหมือนเดิมนะ”



ผมเตรียมยาแก้ปวดกับน้ำดื่มไว้สำหรับเนียร์เรียบร้อยแล้ว เพราะเมื่อคืน เอ่อ… เนียร์นอนละเมอตกเตียงน่ะ เลยจะเจ็บก็ได้มั้ง แหะๆ



วันนี้ผมเตรียมขนมปังปิ้งกับโกโก้ไว้ให้เนียร์กินรองท้องเป็นมื้อเช้า ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมทำอาหารเอง (ขอนับขนมปังปิ้งด้วยละกัน!) กว่าจะปิ้งน่ากินขนาดนี้ ไหม้ไปตั้งหลายต่อหลายชิ้นแล้วนะ!
 


สงสัยผมคงทดลงทำพลาดหลายชิ้นจริง เนียร์ถึงกับออกตัวเองว่า จะทำให้เองเลย…



“ก็อยากทำให้คนที่ตัวเองนักอ่ะ มีปัญหาไหม?”



“มะ ไม่มีก็ได้” เนียร์เบือนหน้าหนีด้วยท่าทีเขินอาย ขอบอกเลยว่าน่ารักสุดๆ (>_<)



“หึๆ…”



น่ากอด น่าหยิก น่าจับฟัดจังโว้ยยย



ทำไมถึงน่ารักได้ขนาดนี้กันนะ



ผมเอื้อมมือไปลูบหัวน้อยๆ ของเนียร์ แต่ทันทีที่สัมผัสก็…



‘เฮือก!’



ภาพชั่วแวบหนึ่งแล้นเข้ามาประมวลผลในสมองของผม



ผมสะดุ้งตัวพร้อมกับชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟฟ้าดูดอย่างไรอย่างนั้น ที่สำคัญคือ… ภาพเมื่อกี้นี้…



“ริท…?”



ไม่อยากจะเชื่อเลย ทำไมถึงต้องเกิดเรื่องแบบนี้กันด้วยนะ ทั้งที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีแท้ๆ ช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังจะหายไปอย่างนั้นเหรอ?



“ริท?



ภาพที่ผมเห็นคือภาพที่เนียร์… ถูกรถชน รอบๆ เต็มไปด้วยรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ต่างๆ จนไม่รู้ว่าบาดเจ็บจากตอนระหว่างข้ามถนนแล้วรถชน หรือว่านั่งอยู่ในรถแล้วรถชนกันแน่ แต่ที่มั่นใจก็คือ… สุดท้าย… เนียร์จะแน่นิ่งไปเลย…



‘เพล้ง’



มือของผมเผลอไปปัดโดนแก้วน้ำจนหล่นแตก ผมเผลอถอยหลังโดยที่ไม่รู้ตัว และผมว่าเนียร์กำลังเรียกผมอยู่



“ริทเตอร์!!”



เนียร์เขย่าตัวผมไปมา ผมไม่รู้ควรจะตอบอะไร จึงค่อยๆรวบรวมสติก่อนจะจับแขนของเขาไว้ แล้วบอกว่า



“ไม่มีอะไร แค่หน้ามืดน่ะ ไม่ต้องห่วง”



ใช่แล้ว… ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ ยังมี ‘วิธีนั้น’ อยู่… ไม่รู้ว่าเกิดจากความบังเอิญหรืออย่างไร ตอนนี้ผมจำคำพูดของคุณป้าชุดดำคนนั้นได้ หนึ่งปีที่แล้ว ผมสามารถเอาอนาคตของคนๆอื่นมาเป็นของตัวเองได้



แต่ผมจะต้องทำมันจริงๆน่ะเหรอ…



ผมยืนนิ่ง ค่อยๆรวบรวมความกล้าออกมา ก่อนจะเอ่ยปากออกมา



“ ‘ขอ’ ได้ไหม?”



ใช่แล้ว… นี่เป็นทางเดียวที่เนียร์จะรอดจากอันตรายได้ ถึงแม้ว่าผมจะเสี่ยงชีวิตแทนก็เถอะ แต่ถ้ามันจำเป็น ผมก็คงต้องขอท้าทายความตายดูสักครั้ง! ผมกำสร้อยคอมือที่รับมาจากเนียร์ไว้แน่น ไม่จากให้มันหลุดมือไปจนความซวยกลับไปหาเจ้าของมันอีก!



ผมต้องหลีกเลี่ยงทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, มอเตอร์ไซค์ หรือกระทั่งจักรยาน ผมไม่ควรที่จะเอาตัวไปเสี่ยง ทำให้ผมต้องเดินจากคอนโดไปเรียนทุกๆวัน แถมที่เลวร้ายที่สุดก็คือต้องหลอกเนียร์ว่า ส่งรถไปซ่อม ทั้งๆที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถของตึกนั่นแหละ
ยิ่งเวลาผ่านไป ความกลัวในจิตใจของผมก็เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆกัดกร่อนความตั้งมั่นใจจิตใจของผม จนผมเริ่มหวาดระแวงรอบๆตัว หลายสิ่ง แม้แต่ตอนนอนก็กังวลจนนอนไม่ค่อยหลับ ถ้านับวันนี้ ผมหลับไม่ลงมาสามวันแล้ว



‘อื้ดดด’




NearU


พรุ่งนี้เจอกันหน้างาน

ตอนหกโมงนะ



อย่างน้อยๆ ผมจะต้องรักษารอยยิ้มของเนียร์ไว้ให้ได้…


………………………


………………


………



“เฮ้ย!”



ผมลุกขึ้นพรวด มือคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าแบตหมดเกลี้ยง เมื่อหันไปมองนาฬิกาที่แขวนไว้ในห้องก็พบว่าตอนนี้เกือบจะทุ่มนึงแล้ว ทำเอาผมรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างเร็วเลย (ไม่ลืมที่จะชาร์จมือถือทิ้งไว้ด้วย)



เมื่อผมแต่งตัวเสร็จก็คว้าโทรศัพท์พร้อมกับที่ชาร์จสำรองแล้วรีบวิ่งออกไปจากห้องทันที เมื่อเห็นว่ามือถือมีแบตมากพอที่จะโทรได้ จึงวิ่งไปพลางโทรหาเนียร์ไปด้วย
 


“ฮัลโหล…”



“เนียร์… ขอโทษ…”



“อยู่ไหนแล้ว นี่มันกี่โมงแล้ว” เนียร์พูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด



“ขอโทษ… กำลังรีบไป…”



“แล้วทำไมถึงมาสายล่ะ?”



“คือ… เราเผลอหลับอ่ะ…” ผมพูดตรงๆ ไม่รู้ว่าควรจะหาเหตุผลอะไรมาตอบจริงๆ



“ห้ะ!!! ที่มาสายเพราะนอนอยู่เนี่ยนะ! โทรไปก็ไม่รับ ไอ้เราก็รอไปสิ!”



“ขอโทษ… แบตมือถือหมดพอดี นี่เพิ่งชาร์จกับแบตสำรองจนโทรมาได้เนี่ย…”



“แล้วตอนนี้อยู่ไหนแล้ว?”



“กำลังวิ่งไป ใกล้จะถึงแล้ว”



“วิ่ง!?”



“ตอนแรกจะขับรถออกมาแล้ว แต่ตอนนี้แถวๆคอนโดรถติดมาก เลยคิดว่าวิ่งมาเร็วกว่า”



“ขับรถ…?”



“ใช่ๆ เอ้ย เอ่อ… คือ…” ผมพลาดแล้ว…


“ไหนบอกว่าส่งรถไปซ่อมอยู่ไง…” สรุปว่าโกหกงั้นเหรอ?



“คือ… เพิ่งซ่อมเสร็จน่ะ…”



“ริท…”



ขนาดนี้แล้ว ผมคงจะต้องบอกสินะ



“ขอโทษ… แต่เรื่องนี้เราอธิบายได้นะ…”



“จะต้องอธิบายอะไรอีก! ต้องโกหกกันด้วยเหรอ!?”



“เดี๋ยว…!! เนียร์คือว่า…”



“แค่นี้นะ! จะกลับแล้ว!”



“ฮัลโหล ฮัลโหล!”



อีกฝ่ายสายผมทิ้งไปแล้ว แถมบอกจะว่าจะกลับอีกด้วย แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ผมอยู่หน้าสถานที่จัดงานแล้ว ผมมองซ้ายมองขวาก่อนจะเห็นเนียร์อยู่อีกฟากนึงของถนน สีหน้าดูหงุดหงิดถึงขีดสุด



“เนียร์!!”



ผมเรียกเขาแต่ก็โดนเมิน



“เนียร์! เดี๋ยวก่อน!”



เนียร์หันหลังเดินหนีไป ผมต้องวิ่งตามไปหาเนียร์…




‘ตึง!!!!’




เอ๊ะ… นี่ผม……



สติของผมหายไปวูบนึงก่อนจะพบว่าตัวเองลงไปกองกับพื้น พร้อมกับความรู้สึกเจ็บบริเวณท้องจนแทบจะชา ภาพตรงหน้าค่อยๆ เลือนลางลง



“เฮ้ย! มีคนถูกรถชน!”



“เรียกรถพยาบาลเร็ว!”



ผู้คนรอบข้างต่างตกใจ บางคนส่งเสียงกรีดร้อง



ผมค่อยๆหันไปทางที่เนียร์วิ่งไป ก่อนจะเห็นว่า  เนียร์เองก็กำลังวิ่งแหวกฝูงชนเข้ามาหาผม พร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่นั้น ผมสัมผัสได้ถึงความอุ่นของน้ำตาค่อยๆหยดลงบนใบหน้าของผม



“ริท!!”



ตอนนี้ผมยังพอมีสติอยู่บ้าง ผมยิ้มจางๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวคนที่กำลังร้องไห้ตอนนี้ พร้อมกับพูดด้วยเสียงแหบพร่าว่า…



“ไม่เป็นไร…ใช่ไหม”



ผมค่อยๆ เลื่อนมือมาหยิบ ‘ของของเนียร์’ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนจะวางไว้ที่มือเขา มันคือ… สร้อยข้อมือที่อักษรตัว R… ที่ผมขอเขาไว้ เพื่อที่จะเก็บไว้กับตัว เพื่อที่จะรับความโชคร้ายไว้เอง



ทั้งๆที่ผมทำเพื่อตัวของเนียร์เองแท้ๆ ดังนั้น… ขอร้องล่ะ หยุดร้องไห้เถอะนะ…



ภาพตรงหน้าของผมค่อยๆเลือนหายไปก่อนที่ผมจะวูบไป






#InMyMind #ILoveYou

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ตอนนี้เป็นแรกที่จะได้เห็นมุมมองของริทเตอร์นะครับ

เป็นตอนที่ย้อนอดีตเพื่อให้เห็นว่า ริทเตอร์กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

ลงชื่อ Nzsquare

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 534
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 23
«ตอบ #52 เมื่อ29-11-2020 18:30:41 »

 :hao5: :sad4:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 23
«ตอบ #53 เมื่อ22-02-2021 23:36:52 »

แจ้งจากคนเขียนนะครับ

ช่วงนี้เรียน + งานค่อนข้างหนักมากกกกกกก (ก.สิบล้านตัว)

ทำให้อาจจะลงช้านิดนึงนะครับ

ขออภัยที่เพิ่งแจ้งนะครับ  :hao5:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 23
«ตอบ #54 เมื่อ22-02-2021 23:48:09 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 24 | Hear your mind
«ตอบ #55 เมื่อ28-08-2021 13:32:11 »

ตอนที่ 24

Hear your mind






[เนียร์]



ผมนั่งเหม่อลอย น้ำตาที่เหือดแห้งไปหลายรอบ ริทเตอร์เข้าห้องฉุกเฉินไปตั้งนานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็สองสามชั่วโมงได้ ส่วนภามกับพี่ไนท์ก็นั่งอยู่ข้างๆผม ทั้งสองคนต่างก็นั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไรเลยสักอย่าง ถึงสีหน้าจะดูกังวลมากก็ตาม…



เขาจะเป็นอะไรมากไหมนะ…?



ผมส่ายหน้าไปมาเบาๆ สภาพนั้นจะปลอดภัยได้ยังไงกัน…



ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผม ผมเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด



น้ำตาที่เหือดแห้งสลับกับเอ่อล้นไม่รู้ต่อกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ตอนนี้น้ำตาผมเริ่มไหลอาบแก้มอีกครั้ง ผมไม่มีแรงแม้แต่จะเช็ดน้ำตา จนข้างๆผมทั้งสองคนสังเกตเห็นก่อนที่ไอ้ภามจะยื่นมือมาแตะไหล่บนเบาๆ



“มึง โอเคไหม…”



อีกฝ่ายชะงักไปก่อนจะนิ่งเงียบเพราะคำพูดของตัวเอง คงจะพอรู้ตัวว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ไอ้ภามเลิ่กลั่กอยู่ครู่นึงก่อนจะรีบเปลี่ยนคำพูดเพื่อให้ผมรู้สึกดีขึ้น



“มันต้องไม่เป็นไรอยู่แล้ว!



ไอ้ภามพูดพร้อมกับฝืนยิ้ม มันรู้ตัวเองไหมเนี่ยว่าเสียงสั่นขนาดไหน



“มั้ง…”



พอมันสบตาผมเข้าจริงๆ ก็รีบแสดงความไม่มั่นใจออกมาทันที พร้อมกับหลบตา



“ทุกอย่างมันเป็นเพราะ… กู”



“มึงอย่าโทษตัวเองเลย มึงไม่ได้ผิดอะไร มันเป็นอุบัติเหตุ”



ผมกำหมัดแน่น มันเป็นอุบัติเหตุที่ผมทำให้เกิดไง ถ้าผมไม่โกรธเขาที่มาสาย ถ้าผมใจเย็นๆ แล้วลองฟังริทเตอร์สักนิด เขาไม่ใช่คนที่มาสายหรือเป็นคนที่ชอบปล่อยให้ผมรออยู่แล้ว ถ้าผมไม่เดินหนีไปตอนเจอเขา ก็คง…ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น



“เนียร์… ไนท์…”



ผู้หญิงวัยกลางคน ในเสื้อดำกระโปรงดำ เดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะหยุดนิ่งเมื่ออยู่ระยะห่างผมประมาณนึง ผมมองแค่ครู่เดียวก็รู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้ คือ…



“แม่…”










แม่ของผมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังทั้งหมด ตั้งแต่เคยเจอกับริทเตอร์เมื่อหลายปีก่อน รู้เรื่องพลังของเขา และรู้ว่าเขาสามารถช่วยชีวิตผมได้ มารับอันตรายแทนผมได้… และหลอกเขาให้ช่วยผมได้



แม่ตั้งใจจะมาเฝ้าระวังและหยุดเหตุการณ์นี้ แต่คาดเดาเวลาผิดพลาดไป ทำให้กลับมาจากต่างประเทศไม่ทัน



งั้นเหรอ?



ถ้ารู้มากขนาดนั้น มองเห็นอุบัติเหตุนี้ตั้งนานแล้ว ทำไมถึงไม่เตือนผมแทน ทำไมต้องหลอกให้ส่ง ‘เหตุการณ์นี้’ ให้คนอื่นรับเคราะห์แทนด้วย ยิ่งเขาเป็นถึง แฟนผม… ที่ผมรักหมดใจ



ผมเข้าใจ ผมไม่โทษแม่หรอก ไม่โทษใครทั้งนั้น เพราะแม่สิ่งที่เห็นก็ไม่ใช่ทุกอย่าง คงจะเห็นแค่ภาพที่ริทเตอร์รู้จักกับผมเท่านั้น อีกอย่างคงอยากจะปกป้องผมเท่านั้นเอง ดังนั้น ไม่มีใครผิดทั้งนั้น นอกจากผม… อย่างที่เคยบอกไปแล้ว



บรรยากาศรอบข้างเงียบลงอีกครั้ง จนกระทั่งคุณหมอหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากประตู ผมรีบยืนขึ้น



“คุณหมอ ไอ้ริท มันรอดไหม! มันเป็นยังไงบ้าง”



ไอ้ภามรีบลุกขึ้นยืนโวยวายถามก่อนผมอีก



“ปลอดภัยดีแล้วนะครับ”



ผมทรุดลงนั่งที่เดิมพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ…










[ริทเตอร์]



ผมฝัน…



ผมรู้สึกตัวได้ว่ากำลังฝันอยู่



ผมฝันถึงเนียร์ และช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มีแต่รอยยิ้มของเขา มีแต่เสียงหัวเราะของเขา ผมเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว ผมยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยเรียกชื่อเขาออกมา ภาพรอบข้างก็เริ่มบิดเบี้ยว กลายเป็นสีดำ



เนียร์หันหลังให้ผมอยู่ ก่อนจะค่อยๆ หันมามองผม เผยสีหน้าโศกเศร้าให้ผม น้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นจากดวงตาหม่นหมองของเขา



ไม่นะ… อย่าร้องไห้สิ ขอร้อง…



ตอนนี้รู้ตัวอีกที ผมนอนอยู่ที่พื้น ของเหลวแดงฉ่ำไหลนองไปทั่ว



นี่เลือดผม… เหรอ?



เนียร์ยังคงจ้องมองผมอยู่ ก่อนจะค่อยๆทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้ฟูมฟายหนักกว่าเดิม…



“เนียร์…”



………



……







‘เฮือก’



ผมลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่ผมเห็นและสมองผมประมวลผลได้ก็คือ…



“เนียร์…”



เสียงของผมแหบพร่ามากเลยแฮะ



ที่นี่มันโรงพยาบาลเหรอ… ผมเริ่มสังเกตรอบตัว อืม คงใช่แหละ ผมนอนบนเตียง ข้างๆเตียงมีสายน้ำเกลือ ชุดที่ผมใส่ก็ไม่ใส่ชุดผมแต่เป็นชุดคล้ายๆ ผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่เคยเห็น (คงไม่ใช่แค่คล้ายแหละ) ดังนั้น ที่นี่คงไม่ใช่โรงภาพยนตร์หรอก!



โดนขนาดนั้นยังรอดตายมาได้ด้วย แหะๆ



“ริท… ตอนนี้รู้สึกเป็นยังไงบ้าง?”



เนียร์กุมมือผมไว้เบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงสุดๆ



โอ๊ย! แฟนใครน่ารักสุดๆ หลังจากนี้จะไปเที่ยวชดเชย จะใช้ชีวิตหวานแหววกับเนียร์ให้เต็มที่เลย! ชดเชยช่วงที่มัวแต่กลัว เอาแต่เก็บตัวอยู่! จะไปซิ่งรถเล่นด้วย ไม่ได้ขับรถตั้งนานแล้ว! เอาให้มิดคันเร่งเลย



เอ่อ… คิดไปคิดมา อย่าเลยดีกว่า ผมเพิ่งเฉียดตายจากอุบัติเหตุมา จะเอาตัวไปเสี่ยงอีกทำไม ผมยังไม่อยากเห็นเนียร์เสียใจเหมือนอย่างที่ผมฝันหรอกนะ หึๆ



“ริท…?”



อีกฝ่ายคงเห็นผมไม่ตอบสักที จึงเรียกผมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กๆ ทำให้ผมต้องรีบฉีกยิ้มตอบทันที พร้อมกับพูดด้วยเสียงแหบพร่า (คงจะไม่ได้กินน้ำนาน) ว่า ‘โอเค’



คำตอบของผมทำให้เนียร์ยิ้มออกมาได้ทันที หลังจากนั้นเขาบอกว่าจะไปตามหมอให้รอตรงนี้ก่อน (ผมจะหนีไปไหนได้)



ไม่นานนัก หมอกับพยาบาลก็เดินเข้าห้องผมมา เนียร์ก็กลับมาพร้อมกับไอ้ภามพ่วงไอ้มิวมาด้วย คงจะมาเยี่ยมผมสินะ หืม… ในมือถือของกินมาเต็มเลยแฮะ หลังจากที่หมอกับพยาบาลมาพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับแผลผมนี่แหละ (ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง) ก็เดินออกไป ผมก็พอเข้าใจได้ว่า ผมต้องฟักฟื้นที่นี่อีกสักระยะนึงเลยแหละ



“เป็นไงล่ะมึง! มาสายจนแฟนงอน โดนรถชน” ไอ้มิวรีบเสนอหน้าซ้ำเติมผมก่อนเลย



“พอเหอะ กูผิดเองแหละ” เนียร์รีบแย้งขึ้นมา ไม่! เนียร์ไม่ได้ผิด



“เออๆ กูโทษที”



ส่วนไอ้ภาม ผู้เห็นว่าผมสบายดีแล้ว ก็นั่งเก้าอี้กินขนมที่เพิ่งซื้อมาอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับดูบทสนทนาของทั้งสองคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ



“เออๆ เอาเหอะ ไอ้ริท พ่อแม่มึง เดี๋ยวมาตอนเย็นๆนะ”



ผมพยักหน้าเบาๆ ให้ไอ้มิวรับรู้



“ช่วยลงไปซื้อน้ำดื่มให้หน่อยได้ไหม พอดีซื้อแต่ขนมมา”



เนียร์บอกคนที่ยืนข้างๆ ด้วยสีหน้าแปลกๆ เหมือนว่าอยากให้เขาออกไปที่ไหนสักที่ก่อน อีกฝ่ายคงพอจะรู้เหมือนกันเลยงงๆ แต่ก็ยอมเดินออกจากห้องไป ลงไปซื้อน้ำที่ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงพยาบาลให้
 


“เดี๋ยวกูไปรอข้างนอกนะ”



พูดจบ ไอ้ภามก็เดินถือขนมออกไปด้วย จนตอนนี้เหลือแค่ผมกับเนียร์ สองต่อสอง



“เนียร์…”



“ขอโทษนะ”



เนียร์กอดผมแน่น ผมรู้สึกถึงน้ำตาที่หยดแหมะๆ ใส่คอของผม



“ขอโทษเรื่องอะไร”



ผมลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ แต่เหมือนไปกระตุ้นต่อมน้ำตาของอีกฝ่ายหนักกว่าเดิม



“ทุกเรื่อง…”



ผมงงๆ กับคำตอบของเนียร์เล็กน้อย หรือว่าเขาจะคิดว่าอุบัติเหตุเกิดเพราะเขางอนผม เดินหนีผมไป จนผมไม่ระวังถูกรถชนอ่านะ



“คือว่า…”



‘ก๊อกๆๆ’



ผมหันไปมองคนที่เพิ่งเข้าประตูมา เป็นผู้หญิง… ที่รู้สึกคุ้นหน้าจัง



“ริทเตอร์…”



อีกฝ่ายเรียกผม ก่อนจะผมเริ่มจะนึกทุกอย่างออกได้ทั้งหมด



“เฮ้ย…!!”










หลังจากนั้น คุณแม่ของเนียร์ก็อธิบายทุกอย่างอย่างละเอียดยิบ พร้อมกับแทรกคำขอโทษขอโพยแทบจะทุกประโยคต่อท้าย จนผมจับใจความเรื่องที่กำลังฟังได้ยากพอสมควร จนหลังๆ ขี้เกียจฟัง ฟังบ้าง เหม่อบ้าง แอบมองเนียร์บ้าง จนจบ



“ก็อย่างที่ว่าแหละ ขอโทษนะ”



อีกฝ่ายเอ่ยคำขอโทษรอบที่หนึ่งร้อย (?) พร้อมกับก้มโค้ง ส่วนเนียร์ก็มองผมด้วยสีหน้ารู้สึกผิดมากๆ



ผมครุ่นคิดคำตอบอยู่ครู่นึงก่อนจะค่อยๆพูดออกมา



“คุณแม่ไม่จำเป็นต้องขอโทษผมหรอกนะ ผมตังหากที่ต้องขอบคุณ…”



“……?”



ดูเหมือนคำตอบของผมทำให้ทั้งคุณแม่และคุณลูก (ที่น่ารัก) งงเป็นไก่ตาแตกไปแล้ว



“เพราะถ้าไม่ได้คุณแม่บอกผมเรื่องวิธีช่วยเนียร์ไว้ ตอนนี้เนียร์คงมาอยู่บนเตียงแทนที่ผมไปแล้ว นั่นคือกรณีที่โชคดีนะครับ… ผมทนไม่ได้หรอกถ้าเนียร์ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ผมเป็นฝ่ายรับเคราะห์เองยังดีกว่า…”



ผมพูดพร้อมกับหยิกแก้มเนียร์เบาๆ เชิงหยอกล้อ แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายไม่ได้ปัดออก แต่กลับนิ่งให้ผมหยิกดีๆ



“แต่ว่า!!!”



คำพูดของผมทำให้ทั้งสองคนสะดุ้ง ผมแสยะยิ้มนิดๆ ออกมา ก่อนจะแบมือออกมาไปทางคุณแม่เนียร์



“ค่า-ทำ-ขวัญ!”



“ค่าทำขวัญ?”



คุณแม่ดูอึ้งๆ ไปแล้ว ก่อนจะรีบลนลานถามกลับว่า



“เท่าไรล่ะ?”



“No ครับ! ไม่ใช่เงิน แต่ขอเป็น ‘ลูกชายคุณแม่’ ละกันนะครับ”



ผมเอื้อมมือไปจับมือเนียร์แล้วจุ๊บทีนึงอย่างเร็ว ก่อนจะออกแรงจับมือไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายดึงกลับ การกระทำของผมทำเอาเนียร์หน้าแดงไปถึงหูหมดแล้ว ส่วนคุณแม่ก็ยิ้มออกมาก่อนจะหันไปมองลูกชายของตัวเองซึ่งพอมองสภาพเนียร์แล้วก็อดหัวเราะไม่ได้



“งั้นแม่ขอฝากดูแลเนียร์ด้วยนะ…”










[ภาม]



กว่าไอ้ริทจะออกจากโรงพยาบาลได้ใช้เวลาเป็นเดือน ก่อนหน้านี้ ช่วงที่หยุดเรียนไปก็ถือว่าโชคดี (มั้ง) ที่มีไอ้มิวคอยจดเลคเชอร์ และงานต่างๆ นานาให้มัน ส่วนไอ้เนียร์นี่ยิ่งแล้วใหญ่ คอยประคบประหงมข้างเตียงทุกวันทุกเวลา (ทุกเวลาจริงจริ๊ง~) ริทเตอร์อยากได้อะไรก็หาให้ประเคนถึงที่ มีป้อนข้าวด้วยบางที อีกนิดนึงคือหายใจแทนให้กันแล้วนะ!!



เฮ้อ… เอาเถอะ ความสุขเพื่อนมัน ผมจะไปห้ามได้ยังไงกัน!



“ภาม… ละลายหมดแล้วนะ”



ผมสะดุ้งโหยง ก้มลงมองถ้วยไอศกรีมในมือของตนเองที่ยังกินไม่หมดและเริ่มละลายแล้วบางส่วน



“ไม่อร่อยเหรอ?”



พี่ไนท์ถามอย่างสงสัย คงเป็นเพราะของหวานรสชาตินี้ เป็นหนึ่งในของโปรดผม



ตอนนี้พวกผมกำลังนั่งกิน ‘ไอติม’ บนเตียง ที่ห้องของพี่ไนท์ สองต่อสอง ‘ไอติม’ ในที่นี้หมายถึงของหวานจริงๆ นะ!! ตักใส่ถ้วยเป็นลูกๆ ด้วย ไม่ใช่รูปทรงแท่ง! นี่ผมจะร้อนตัวทำไมเนี่ย…



“อร่อยสิคร้าบบ~”



ผมพยักหน้า จ้วงกินสองสามคำใหญ่จนหมดทันที ก่อนจะหันไปหาคนข้างๆ พร้อมฉีกยิ้มที่ผมคิดว่าใสซื่อ (?) ออกมา



“แต่ผมอยากกิน ‘ไอติม’ อีกอันมากกว่านะ~”



คำพูดของผม (หรือน้ำเสียงสยองขวัญของผมก็ไม่รู้) ทำให้พี่ไนท์สะดุ้งโหยงก่อนจะหันมาผมพร้อมกับหน้าที่แดงระเรื่อนิดๆ ผมจ้องมองตาพี่เขา แล้วค่อยๆ กระเถิบตัวเข้าหาอีกนิด



มือของผมค่อยๆ เอื้อมไปอย่างช้าๆ ก่อนที่จะ…



แย่งถ้วยไอศกรีมในมือของพี่เขามา



“ ‘อีกอัน’ ที่ผมพูด หมายถึงถ้วยของพี่ตัวหาก~”



ว่าแล้วผมก็ตักกินถ้วยที่สองต่ออย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับใช้หางตาแอบมองท่าทีกับสีหน้าของพี่ไนท์ อีกฝ่ายดูเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรสักอย่าง พอรวมกับหน้าแดงๆ แล้วเหมือนกำลังเมาเหล้าเลยแฮะ…



หรือว่าผมแกล้งพี่เขาแรงไปนิดนะ?



“ภาม…”



“อื้อ…!!!”



ผมเพิ่งจะหันหน้าไปได้ไม่ถึงเสี้ยววิ แก้มของผมก็ชนกับริมฝีปากและจมูกของพี่เขาทันที ทำให้ผมตกใจจนถอยหนีไปนิดนึง ก่อนจะลูบแก้มตัวเองไปมาเบาๆ บริเวณตำแหน่งที่…



โดนหอมแก้ม… ดัง ‘ฟอด’ เมื่อกี้นี้…



ตอนนี้ผมรู้สึกตัวเลยว่า กำลังหน้าแดงอยู่ เผลอๆ จะแดงฉ่ำเป็นมะเขือเทศมากกว่าพี่ไนท์อีก



ผมก็เขินเป็นนะ!!



“ถ้าทำตัวน่ารักไปมากกว่านี้ จะไม่ได้โดนแค่นี้นะ…”



“……………”



ผมก้มหน้าลงเล็กน้อย แม้แต่ใบหูก็รู้สึกร้อนผ่าว นี่ผมเขินจนหูแดงหมดแล้วมั้ง! (=W=)



พี่ไนท์เห็นแบบนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะโอบไหล่ผม ผมเหลือบมองพี่เขานิดนึง ก็พบว่าพี่ไนท์กำลังยิ้มบางๆ ดูเป็นคนอบอุ่นน่ารัก ตรงกันข้ามกับสมัยก่อนที่ถูกเรียกว่า ‘เจ้าชายหิมะขาวแห่งเพจคิ้วท์บอย’ ที่ต้องการจะสื่อว่าเย็นชาเลยล่ะ



ตอนนี้ผมสัมผัสได้แต่ความอบอุ่นจากคนๆ นี้เท่านั้นแหละ…










หลังจากสวาปาม ของหวานไปสองถ้วย ผมก็ทิ้งตัวลงนอน ตอนนี้กำลังนอนกลิ้งอยู่ในอ้อมกอดของ… แค่กๆ หมายถึงนอนกลิ้งอยู่บนเตียงกับพี่ไนท์ พี่เขาคงเผลอหลับไปแล้ว ส่วนผมกำลังนั่งสไลด์มือถือไปพลางๆ จนสะดุดกับโพสต์นึงบน Facebook เข้า



“อยากไปเหรอ…?”



พี่ไนท์ที่ดูเหมือนว่าตื่นแล้ว กำลังมองโพสต์ที่ผมกำลังดู พร้อมกับลูบหัวผมไปมา



“อื้อ… ก็น่าสนใจดีออก”



ผมกำลังอ่านโพสต์ที่เป็นการเชิญชวนงานคอนเสิร์ตกลางแจ้งของมหาวิทยาลัยของผมนี่แหละ ซึ่งกำลังจะจัดในอีกไม่กี่สัปดาห์ ประเด็นสำคัญคืองานของมหาลัยทุกงานจะมีของกินขายเพียบ! ทั้งของคาว, ของหวานและเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งพี่ไนท์เองก็คงจะรู้ดีว่าผมไม่ได้สนใจฟังเพลงหรอก เป้าหมายของผมคือหาของกินตังหาก ทำให้พี่เขาอดส่ายหน้าเบาๆ ไม่ได้



“นะๆๆๆ ไปกันเถอะนะคร้าบ พี่ไนท์คร้าบ~”



ผมใช้รอยยิ้มในการอ้อนพี่เขา ผมรู้ดีแค่นี้ก็ใจอ่อนแล้ว หึๆ



“ก็ได้ๆ”



เห็นไหมล่ะ!



“พี่ไนท์…”



“……?”



“ผมขอกินเค้กต่อเลยได้ป่ะ?”



“……………”










[ไนท์]



ช่วงหลังๆ มานี้ ภามมักจะชอบบอกผมว่าผม ‘รุก’ หนักมาก ในแง่ของการเอาอกเอาใจใส่ หรือหยอดคำหวาน ซึ่งเป็นคำที่ผมไม่ได้พูดเกินจริง ผมพูดแต่ความจริงที่เห็นทั้งนั้นแหละ อย่างเช่น พวกน่ารัก ไม่ก็กอดแล้วบอกว่าตัวหอมจัง แค่นั้นเอง…



ทั้งหมดนี้คงจะเป็นเพราะผมเข้าใจความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจนแล้วมั้ง ผมไม่มีการลังเลอะไรอีกแล้วตามที่ตัดสินใจไว้ และผมก็รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจได้ถูกต้องนะ



ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ ใช่แล้ว… ผมรู้สึกว่าตัวเองยิ้มง่ายกว่าเมื่อก่อนมากๆ อย่างน้อยๆ คนรอบข้างก็สังเกตเห็นแบบนั้น เห็นบอกว่าดูเป็นคนละคนกันเลย (ขนาดนั้นเลยเหรอ?)



ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะภามนั่นแหละนะ…



ตอนนี้ผมกำลังเดินไปหาเนียร์พร้อมกับถุงกระดาษที่ใส่เค้กสองชิ้นไว้ ซึ่งซื้อมาจากร้านเดียวกันกับไอศกรีมที่พวกผมเพิ่งกินกันไปหมด แน่นอนว่าผมก็ซื้อเค้กมาสำหรับพวกผมสองคนด้วย แต่ภามดันกินทีเดียวหมดเกลี้ยงเลย เหลือแต่ของที่ผมตั้งใจซื้อมาฝากเนียร์กับริทเตอร์เท่านั้น เกรงว่าถ้าผมเอาไปให้ช้ากว่านี้ก็กลัวภามจะขอกินเองหมดเสียก่อน



ส่วนเจ้าตัวตอนนี้หลังกินเสร็จก็นอนพุงออกอยู่ที่ห้องผม ผมไม่อยากกวนเลยเขียนข้อความแปะไว้ข้างๆเตียง ก่อนที่จะออก



‘ก๊อกๆๆ’



“มาแล้วๆ”



เนียร์เปิดประตูให้ผมเข้าไปข้างใน เดินเข้าไปข้างในห้อง ก่อนจะที่รับถุงกระดาษไป ผมกวาดสายตาไปรอบๆ ก็พบว่าเนียร์อยู่เพียงคนเดียว ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่แปลกอะไร เนื่องจากเนียร์ไม่มีรูมเมท แต่ว่า…



“ริทเตอร์ล่ะ… วันนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอ?”



“ริทเพิ่งกลับไปสักพักนี้เอง เห็นว่ามีธุระหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ”



หลังจากที่เขาออกจากโรงพยาบาล เท่าที่ผมเห็น… ทั้งสองคนก็ตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ถ้าเนียร์ไม่ได้อยู่ห้องของริทเตอร์ ริทเตอร์ก็ต้องมาอยู่ห้องเนียร์ หรือไม่งั้นก็ออกไปเดินเที่ยวกันตามสไตล์ของพวกเขา จึงทำให้ผมแปลกใจจนต้องถามออกมา



แน่นอนว่าก่อนจะเดินมาห้องเมื่อครู่ ผมไลน์ถามแล้วว่าตอนนี้อยู่ห้องไหม เพื่อที่จะไม่เดินมาเสียเที่ยวนั่นเอง



“งั้นพี่กลับแล้วนะ…”



“พี่ไนท์ไม่อยู่นั่งเล่นก่อนสักพักล่ะ?”



ผมอึกอักไปครู่นึงก่อนจะพยักหน้า คำตอบของผมทำให้เนียร์ถึงกลับต้องวางของที่กำลังจัดอยู่ หันมาทางผมด้วยสีหน้ากังวล



“พี่…?”



คงจะอ่านใจผมตอนเมื่อกี้สินะ



“ที่ผ่านมา พี่ขอโทษนะ พี่ทำตัวไม่สมกับเป็นพี่ที่ดีเลย…”



“ไม่หรอกผมเข้าใจพี่ดี ผมไม่ได้โกรธหรืออะไรพี่สักหน่อย”



“แต่ว่า……”



“เอา-เป็น-ว่า! ตอนนี้ก็แฮปปี้กันแล้วไง ทั้งพี่ ทั้งไอ้ภาม แค่นี้ก็พอแล้วล่ะสำหรับผม”



เนียร์ตัดบท ก่อนจะหันไปจัดข้าวของตามเดิม ก่อนจะหยิบยื่นขวดน้ำหวานหรืออะไรสักอย่างให้



“อ่ะ…!”



ผมรับมาอย่างงงๆ ก่อนจะเช็คดูว่ามันคือน้ำอะไรกันแน่



“เป็นน้ำผลไม้หลายชนิด ช่วยบำรุงสายตาน่ะ ช่วงนี้พี่อ่านหนังสือจนดึกดื่นแทบทุกวันเลยนี่…”



ผมเงยหน้าสบสายตาของน้องชายซึ่งเต็มไปด้วยความเป็นห่วง



“ดูแลตัวเองให้มากๆ ด้วยนะ ว่างๆ เบื่อๆ แวะมาห้องผมบ้างก็ได้”



ผมนิ่งเงียบไป ผมรู้สึกถึงความห่วงใยจากน้องของผมจริงๆ



“ขอบคุณนะ…”



ผมพูดได้เพียงเท่านั้นจริงๆ…



ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Re: Hear Your Mind 24 | Hear your mind
«ตอบ #56 เมื่อ28-08-2021 13:34:23 »


[เนียร์]



ผมได้ยินจากไอ้ภามว่า มันจะไปงานคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่กำลังจะจัดอาทิตย์หน้า (พ่วงกับร้านของกินรอบๆ มากมาย) ตอนแรกก็แค่มาพูดๆ บ่นๆ ให้ฟัง แต่พอริทเตอร์มาได้ยินก็เลยบอกว่าจะไปด้วยพร้อมกับผม อีกฝ่ายก็ดูตอบไม่ถูกไปไม่เป็นกันทีเดียว คงจะอยากไปกับพี่ไนท์สองต่อสองสินะ (ดูออก!!)



ผมก็เลยช่วยเหลือเพื่อนสุดที่รักคนนี้โดยการบอกริทเตอร์ว่าจะไปกันสองคน…?



เปล่า…!!



‘ไปกันสี่คนนี่แหละ คนเยอะๆ ก็สนุกดีออก’



ไอ้ภามก็เลยยอมเออออด้วยในที่สุด จริงๆ ที่มันดูลังเลไม่ใช่เพราะอยากไปเที่ยวกันแค่สองคนกับแฟน แค่กๆ พี่ชายผมหรอก แต่มันเองก็อยากไปกับพวกผมสองคนด้วยเช่นกัน



ถึงลึกๆ ในใจผมจะยังกลัวงานอะไรแบบนี้ก็ตามเถอะ…



จริงๆ แล้ว ผมยังชวนเบสต์กับเฟรนมาด้วย แต่สองคนนั้นน่ะเหรอ… หึ…ผมทักแชทแยกไปก่อนหน้าตั้งหลายวันแล้ว ทั้งสองคนตอบพร้อมกันว่า ‘มีคนไปด้วยกันแล้ว’



พอผมถามจี้ไปจี้มา ก็บอกแค่ว่า ‘เพื่อนเก่า’ แต่ระหว่างที่ผมกับริทเตอร์ยืนรอไอ้ภามกับพี่ชายผมใกล้ๆ จุดเข้างาน ผมก็บังเอิ๊ญบังเอิญเห็นชายหญิงสองคนที่หน้าเหมือนกับเบสต์และเฟรนพอดี แถมยังดูแฮปปี้มีความสุขราวกับโลกนี้มีแต่สีชมพู



อืม… แค่หน้าเหมือนแหละเนอะ เปิดตัวไวๆ ละกัน (*w*)



“มาแล้วววว~”



เสียงสดใสปนโหวกเหวกโวยวายของไอ้ภามดังขึ้นมาพร้อมกับพี่ไนท์ เพื่อนผมมาในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้น ตรงกันข้ามกับพี่ไนท์ที่แต่งตัวราวกับว่าจะไปถ่ายแบบที่ไหน เสื้อยืดธรรมดา คลุมด้วยแจ็กเก็ตยีนส์สีดำ อื้อหือ… สาวๆ รอบถึงกับต้องหยุดมอง ก่อนจะหันไปซุบซิบกับเพื่อนข้างๆ แล้วยิ้มเขินๆ กัน



ถึงแม้ว่าพวกเราจะเดินเข้าไปในงาน พ้นจากจุดที่นัดพบสักพักแล้วก็ตาม



เพราะพี่ชายผมหล่อเท่ดึงดูดเหรอ?



ส่วนเดียวเท่านั้นแหละ!



“แกๆ สงสัยข่าวลือจะเป็นจริงแน่เลย”



“ที่ว่าเขาสองคนเป็นแฟนกันน่ะเหรอ อ้ายยย”



ถึงรอบข้างผมจะแอบคุยกัน แต่ระดับเสียงก็ไม่ได้เบาจนถึงขนาดไม่ได้ยิน ตอนนี้ไอ้ภามจับมือพี่ไนท์ก่อนจะพาลากไปตรงโน้นที ตรงนี้ที แถมยังมีป้อนน้ำ ป้อนขนมกันอีก



“อ้าม~”



มีคนยื่นเครื่องดื่มเย็นบรรจุแก้ว พร้อมหลอดมาทางผม ด้วยสัญชาตญาณ ผมจึงดูดจ๊วบแบบไม่ได้คิดอะไร รสชาติหวานกำลังดี น่าจะเป็นเมนูโปรดที่ผมชอบสั่งบ่อยๆ ผมยิ้มก่อนจะหันไปบอกกับทางต้นเสียงว่า



“รู้ใจนี่ว่าชอบแบบนี้… อะ ไอ้ภาม!”



“กูเองจ้า” มันฉีกยิ้มพร้อมกับเขย่าแก้วเบาๆ



“มึงจะมาป้อนกูทำไม”



“แหมๆ หรือว่าอยากให้ใครป้อนกันนะ~”



“ไอ้…”
 


ผมนิ่งไปก่อนจะหันซ้ายขวา มองหาริทเตอร์ ปกติเวลาไอ้ภาม ‘ส่ง’ บทพูดมาขนาดนี้ จะต้องเข้ามาหยอดผมต่อทันทีนี่ ดูเหมือนว่าเพื่อนสนิทจะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรจึงพูดอย่างเอื่อยๆ ขึ้นมา



“ไอ้ริท มันบอกว่าร้านแถวโน้นมีของโปรดของเนียร์ ก็เลยฝากน้ำไว้กับกูก่อน แล้วรีบวิ่งไปเลย”



“แล้วทำไมไม่เอามาให้กูเลย จะฝากมึงทำไม?”



ไอ้เพื่อนผมคนนี้ ยิ้มแป้น ไม่ได้พูดอะไรแต่ผมก็สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด



‘กูขอมันรับฝากไว้เอง กูจะได้แกล้งมึงได้’



ไอ้เพื่อนเลว! (T_T)



“จะกินไม่กิน?”



“กิน…”



ผมรับแย่งมา เพราะกลัวเพื่อนจอมตะกละคนนี้จะดื่มหมดเองเสียก่อน ไม่นานนัก พี่ไนท์ก็หันมาบอกกับผมทั้งสองคนว่าให้รีบไปหาที่นั่งชมคอนเสิร์ตดีๆ ก่อนคนจะเยอะกว่านี้ เดี๋ยวพี่ชายผมจะตามไป



เมื่อพวกผมสองคน ได้ที่นั่งชมเหมาะๆ แล้วผมจึงไลน์หาริทเตอร์กับพี่ไนท์ว่าอยู่แถวๆ ไหน



“อ้าม~”



อยู่ดีๆ ก็มีของกินจากบุคคลปริศนา ยื่นมาใกล้ๆ ปากผม



มุขเดิมๆ เหอะๆ



“ไอ้ภาม พอเลย”



ผมกลับเป็นฝ่ายโง่เอง (อีกแล้ว) คนที่จะป้อนผม ไม่ใช่ไอ้ภามสุดกวน แต่เป็นริทเตอร์! มือทั้งสองเต็มไปด้วยของกินพะรุงพะรัง ส่วนข้างหลังของเขามีพี่ไนท์มาพร้อมกันดี อีกฝ่ายดูงงๆ ก่อนจะ (แกล้ง) ทำหน้ามุ่ยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ ใส่ผม



“นอกใจเรา ไปมีไอ้ภามแล้วเหรอ…”



“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนี้เลย รู้ๆ กันอยู่นี่ว่า…”



“ว่า…”



ริทมองผมด้วยสายตาคาดหวัง ไอ้ภามมองด้วยสายตาขี้เผือก! แม้แต่พี่ไนท์ก็อดรอฟังคำตอบของผมไม่ได้



“ว่า… ทำไมซื้อมาเยอะแยะแบบนี้ ใครจะกินหมดกัน! เคยบอกแล้วด้วยว่าช่วงนี้ไม่อยากกินของทอด มันอ้วน!”



ผมรีบแกล้งโวยวาย เปลี่ยนเรื่องทำให้คนรอบข้างถอนหายใจออกมา ยกเว้นแต่ริทเตอร์ที่ยิ้มๆ ก่อนจะยื่นใบหน้าอันสุดกวน แต่ก็เท่มาใกล้ๆ ผม



“อะ…อะไร”



“เขินก็บอกเขินสิ”



“ใคร… อื้อ!”



อีกฝ่ายไม่รอให้ผมเถียง แต่รีบเอาริมฝีปากนุ่มๆ ของเขาจูบผมอย่างนุ่มนวล… จนผมเกือบจะเคลิ้มตาม แต่ที่นี่มันที่สาธารณะนะ!  สิ่งนี้ทำให้ผมได้สติแล้วรีบทุบอกเขาด้วยสัญชาตญาณทันที



“ที่นี่คนเยอะนะ…”



ผมพูดเสียงอ่อย จริงอยู่ว่า ผมไม่แปลกใจที่ริทเตอร์เข้ามาจุ๊บผม ถ้าผมจะเถียงเขา เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก นึกๆ เกือบจะสิบครั้งแล้วมั้ง สุดท้ายผมก็ต้องเป็นฝ่ายยอมเขาในที่สุด



วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ท่ามกลางคนจำนวนมาก ถึงไม่แน่ใจว่าตอนนี้จะมีใครมองอยู่หรือไม่ก็ตาม ผมไม่นึกว่าเขาจะกล้าขนาดนี้ เฮ้อ… หวังว่าคงไม่มีคนเห็นพอดีหรอกนะ



“ฮั่นแน่~ ที่นี่คนเยอะ ถ้าไม่มีคนละก็… จุ๊บๆๆๆๆ”



ไอ้ภามทำปากจู๋ ทำท่าจุ๊บปากใส่ผมกับริทเตอร์



“อะแฮ่ม! อยากจะดูคอนเสิร์ตดีๆ หรืออยากไปกินน้ำข้าวต้มที่โรงบาลฯ เหรอ?”



ผมฉีกยิ้ม ก่อนที่ไอ้ภามมันจะหันหนีไปหาพี่ไนท์แทนแล้ว…










“เนียร์ วันนี้นอนหอเราไหม…”



ริทเตอร์ถามผมระหว่างที่กำลังเดินทางกลับกัน  ตอนนี้เป็นเวลาประมาณห้าทุ่มกว่า เลิกงานคอนเสิร์ตกลางแจ้งพอดี



“ก็ได้…”



ผมตอบไปหาวไป เริ่มง่วงนิดๆ แล้ว เมื่อผมหันไปหาไอ้ภาม อีกฝ่ายกำลังขยี้ตาดูง่วงนอนไม่แพ้กัน ส่วนพี่ไนท์ดูชิวมาก คงต้องนอนดึกเป็นประจำอยู่แล้ว



“งั้นแยกกันกลับเลยก็ได้ พี่จอดรถไว้อีกที่นึง เดี๋ยวพี่พาภามกลับห้องเอง”



พี่ไนท์บอกกับพวกผม ก่อนจะมองริทเตอร์แล้วพูดเสริมอีกว่า



“เบาๆ นะ… อย่าทำเนียร์เจ็บล่ะ”



What!?



“พี่ไนท์! ผมแค่ไปนอนด้วยเฉยๆ จะมีอะไรให้เจ็บได้ยังไง!?”



ผมรีบพูดกลับไปทันที



“ใช่ๆ เนียร์น่าจะชินแล้ว ไม่เจ็บหรอก… เนอะ?”



ริทเตอร์ที่หันมา ‘เนอะ’ กับผม



 ใครจะไปเนอะไปแนะด้วยกัน! ผมศอกใส่หน้าท้องเขาเบาๆ



“หมายถึงว่า เนียร์เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์ผม ตั้งหลายรอบแล้ว ไม่ขับชนหรือกระแทกอะไรให้เนียร์เจ็บตัวหรอก”



‘แถชิXหาย…’










“วันนี้สนุกไหม?”



ริทเตอร์ที่กำลังนั่งอยู่บริเวณปลายเตียงห้องตัวเองถามผม เขาอยู่ในชุดนอนที่เป็นเสื้อยืดสีขาวบางๆ กับกางเกงขาสั้น



“ก็ดีนะ ไม่ได้ไปเที่ยวแบบนี้นานละ “



ผมเพิ่งจะแปรงฟันเสร็จ เตรียมจะทิ้งตัวลงนอน ตอบคำถามอย่างไม่คิดอะไรมากนัก



“มานี่ๆ~”



อีกฝ่ายตบเตียงบริเวณใกล้ๆ ที่เขานั่งเบาๆ เป็นนัยว่าให้ผมมานั่งข้างริท



“จะแกล้งอะไรป่ะเนี่ย?”



“จะแกล้งทำไมกัน หึๆ”



ไม่น่าไว้ใจสุดๆ แต่ผมจะระแวงแต่สุดท้ายก็เข้าไปนั่งข้างๆ อยู่ดี พลางมองสังเกตว่าอีกฝ่ายจะแกล้งอะไรผม ตอนนี้เขาแสยะยิ้มก่อนจะพลักตัวผมล้มลงไปบนเตียงนอน แล้วรีบคร่อมตัวผมไว้



‘ว่าแล้ว…!’



“ไหนบอกวันนี้จะไม่ทำอะไรไง…”



“ก็เปล่านี่~”



ริทเตอร์หัวเราะ ก่อนจะพลิกตัวลงไปนอนข้างๆ ตัวผม พร้อมกับเอื้อมมือหยิบของบางสิ่งบริเวณหัวเตียงออกมา แล้วยื่นให้กับผม



“นี่มัน…”



สร้อยข้อมือที่ริทเตอร์ให้กับไว้ สร้อยที่มีอักษรตัว R ประดับไว้ รอยเลือดที่เคยเลอะไว้ ตอนนี้หายไปหมดแล้ว ถึงผมจะรู้ดีว่าเป็นสร้อยอันเดิม แต่ดูสวยงามราวกับเป็นของชิ้นใหม่  พอสังเกตดีๆ มีเป็นป้ายเหล็กสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ สลักคำว่า Near your heart เอาไว้ ผมไม่ค่อยเข้าใจคำที่เขาสื่อเท่าไร



“ส่วนของเรา เพิ่มคำว่า ‘hear your mind’ ไว้ พอมารวมกัน ต้องการจะสื่อว่า เมื่ออยู่ใกล้ๆ ตัวเธอ ตัวตนของเธอ หัวใจของเธอ ก็สามารถรับรู้ความในใจของเธอ… คนที่รักได้”



ริทยื่นคำบนสร้อยข้อมือของเขาให้ผมดู พร้อมกับอธิบายความหมายเสร็จสรรพ



“แล้วก็เลือดของเราที่เคยเหลือเป็นคราบไว้ เราขัดทำความสะอาดออกให้หมดแล้ว เรารู้นะ… หลังจากเกิดเรื่อง เนียร์ก็ไม่ใส่อีกเลย ไม่ใช่กลัวสร้อยอันนี้หรอก แต่กลัวเราที่เห็นแล้วจะนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นใช่ไหมล่ะ?



ผมค่อยๆ พยักหน้าเบาก่อนจะพลิกตัวไปหน้าอ้อมอกของเขา



“รู้ด้วยเหรอ…?”



“จริงๆ แล้ว เราอ่านใจเนียร์ได้”



“ห้ะ!!”



“ล้อเล่น”



ริทเตอร์หัวเราะชอบใจ ก็บอกหันมาบอกกับผม



“ก็ตามความหมายของสร้อยที่เพิ่งบอกไปนั่นแหละ พวกเราสองคนอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน เรื่องแค่นี้จะไม่รู้ได้ยังไง เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับเนียร์ไปวันๆ นะ แต่เราคอยสังเกตเนียร์ไปด้วยว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ท่าทีแบบนี้คือเป็นอะไร ชอบใช้ชีวิตยังไง แบบนี้เหมือนกับอ่านใจได้เลยใช่ไหมล่ะ”



อีกฝ่ายพูดไปพลางหยิกแก้มผมเบาๆ



“เป็นไง~”



“พูดอะไร ไม่เห็นเข้าใจ…”



ผมหันหน้าหนีไปอีกฝั่ง



“ท่าทีแบบนี้คือกำลังเขินนะ”



“ไม่ได้เขิน!”



“เขินสิ~”



“บอกว่าไม่ได้เขินไง!”



“……”



ริทเตอร์เงียบไป เงียบเกินไป ปกติจะต้องเถียงกับผมนานกว่านี้ ผมจึงค่อยๆ หันไปหาเขา



“งั้น… เดี๋ยวคืนนี้ เราทำให้เขินเอง”



อีกฝ่ายกระซิบข้างหูของผม พร้อมกับมือสองข้างที่อยู่ไม่สุข เลื้อยไปมาตามร่างกายของผม



“เมื่อกี้ที่เราหยุดไปก่อน ลึกๆ แล้วเนียร์แอบเสียดายแหละ เรารู้~”



ผมนิ่งไม่ได้ตอบอะไรไป จน…



“เนียร์… เราขอนะ…?”



เฮ้อ… คืนนี้ผมอยากจะจบแบบทิ้งตัวนอน หลับเต็มอิ่มสบายๆ ตื่นอีกทีเช้าแท้ๆ สงสัยทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว



เอาเถอะ…



‘แบบนี้’ ก็ดีเหมือนกัน



“อืม…”



ผมพยักหน้าเป็นการตอบรับ…



ผมไม่จำเป็นต้องพยายามทำความเข้าใจใดๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านใจเขา ไม่ต้องอะไรทั้งนั้น



ผมก็สัมผัสได้ถึง ‘ความรัก’ ที่มอบให้ผม



แค่นี้ผมก็มีความสุขมากเกินพอแล้ว…







— THE END —








 
#NearYourHeart #HearYourMind

********************************



- ช่วงพูดคุยเฮฮา –

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามมาถึงตอนนี้ครับ (^_^)

จบแล้วนะครับ (เย้~)

ผมยังต้องพัฒนาอีกเยอะมากกกกกกกกกก (ก.ไก่เก้าสิบเก้าล้านตัว) (555)

ถ้ามีเวลาผมจะกลับมาพิมพ์ใหม่ แต่งใหม่ทั้งหมดนะครับ ให้อ่านง่ายกว่า ดูดีกว่านี้ครับ (ขอไปฝึกมาใหม่ก่อน แง)

หลังจากตอนจบนี้จะมี Special EP อธิบายถึงที่มาและความหมายของชื่อตัวละครหลักๆ นะครับ~

ปล. ต้องขอโทษที่หายไปนานมากๆๆๆๆๆ ที่ผ่านมาวุ่นวายมากจริงๆ ไม่มีเวลาว่างเลยครับ (T_T)


ลงชื่อ NZsquare


ออฟไลน์ NZsquare

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
Special

ที่มาและความหมายของชื่อตัวละคร






ตอนแรกที่เริ่มคิดนิยายเรื่องนี้ ผมบังเอิญได้แนวเรื่องแวบเข้ามาในหัวก่อน จากนั้นตามด้วยชื่อตัวละคร

ชื่อตัวละครจึงมีความหมายที่จะเชื่อมโยงกับแนวเรื่องนั่นเองครับ

ดังนั้น Special ตอนนี้อาจจะ   — สปอย — นิดๆ นะ สำหรับผู้ที่ไม่ได้อ่านมาก่อนนะครับ




เนียร์ (Near)

Nia จากคำว่า Schizophrenia (โรคจิตเภท) ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการแสดงมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ auditory hallucination (ประสาทหลอนทางการได้ยิน) ก็คือ หูแว่ว นั่นแหละครับ (55555) ได้ยินเสียงคนอื่นพูดทั้งที่จริงๆ ไม่มีใครพูด ดังนั้นเลยเอามาเชื่อมโยงกับ เนียร์ นายเอกของเรื่องที่มีความสามารถในการอ่านใจผู้อื่น ได้ยินเสียงในความคิดของผู้อื่น ซึ่งคนอื่นไม่ได้ยินไปกับเขาด้วยประมาณนี้ครับ (>_<)




ริทเตอร์ (Ritter)

R-I-D  จากคำว่า Haloperidol ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มยารักษาโรคทางจิตเวช รวมไปถึงโรค Schizophrenia ด้วย  ดังนั้นจะโยงกับพระเอกของเรื่องที่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่นายเอกไม่สามารถอ่านใจได้ ประมาณว่า พระเอก (ยา) มารักษานายเอก (โรค) แบบนี้ครับ (^0^)





ไนท์ (Night)

Nized จากคำว่า Desynchronized sleep (REM sleep) เป็น 1 ใน 2 ระยะของการนอนหลับ ถ้ากำลังฝันอยู่ในระยะของการนอนแบบ REM sleep จะเป็นความฝันมีชัดเจน มีอารมณ์ร่วมและตอนตื่นมักจะจำได้ เลยเหมาะที่จะมาเลือกเป็นชื่อของพี่ชายนายเอก เพราะเขามีพลังที่สามารถมองเห็นอนาคตตอนที่หลับได้ ก็คือฝันนั่นแหละ ประมาณว่า ฝันบอกเหตุ ครับ (^_^)





ภาม (Pharm)

Pram จากคำว่า Escitalopram ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มยาต้านซึมเศร้า ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่าจริงๆ แล้วว่า ไม่ได้อ่านว่า พาม แต่อ่านว่า แพรม ตอนแรกสุดที่เห็นชื่อนี้ ดันอ่านผิดเองเป็น ‘พาม’  (โง่เอง55555) และรู้สึกว่าชื่อนี้น่ารักกว่ามาก ก็เลยเพี้ยนเสียงนิดนึงจาก แพรม เป็น พาม (ภาม) ในที่สุด สำหรับสาเหตุที่เลือกชื่อจากยาต้านเศร้าเพราะว่า ยากลุ่มนี้สามารถใช้รักษาอาการของ ไนท์ พี่ชายนายเอกได้ คือ post-traumatic stress disorder ประมาณว่าเป็นสภาวะทางป่วยจิตใจหลังจากที่ต้องเจอกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างแรง เข้าได้กับไนท์ที่ตกอยู่ในความเศร้าตลอดตามเนื้อเรื่องนั่นเองครับ (*w*)




ชื่อตัวละครหลักทั้งสี่ตัวมีความหมายตามที่กล่าวไปเลยครับ~

อย่างไรก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ติดตามมาถึงตอนนี้นะครับ (กราบงามๆ ประหนึ่งว่าประกวดมารยาท555)


ลงชื่อ NZsquare


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1
Re: Hear Your Mind รักเราจริงเปล่า? — Update EP. 24
«ตอบ #58 เมื่อ31-08-2021 15:06:31 »

 :pig4:
 o13

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด