Up! [Mpreg] ☆YOUniverse☆ .. #พี่ภูของผม (2020-09-24 : Universe; Epilogue-US)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Up! [Mpreg] ☆YOUniverse☆ .. #พี่ภูของผม (2020-09-24 : Universe; Epilogue-US)  (อ่าน 15530 ครั้ง)

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
ยาวจุใจแต่น้องยังไม่ได้เจอพี่ภูเลยยย

รีบมาต่อน้าสสาอยากอ่านใจจะขาดด

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 7th - Nateebodi's Plan


หลังจากที่ผมกับพี่เทมส์คุยเรื่องนั้นกันไป ถัดมาอีกสองสามวันพี่เทมส์ที่หายไปทำอะไรมาสักอย่างก็เดินเข้ามาหาผมในห้องนอนพร้อมกับบอกว่าให้ผมเตรียมตัวให้พร้อม เย็นนี้พี่เทมส์จะคุยเรื่องผมกับพ่อและแม่ โดยมีลมเป็นแขกรับเชิญอีกคน พี่เทมส์บอกผมว่าเขาจัดการหาข้ออ้างในการหายไปให้ผมได้แล้ว สิ่งที่ผมต้องทำมีแค่เออออตามที่เขาบอกก็พอ

และช่วงเวลาทานอาหารค่ำของครอบครัวก็มาถึง จะว่าไปบรรยากาศของครอบครัวหลังจากวันนั้นก็ไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก พ่อกับแม่ไม่ได้มึนตึงกับผมมากนัก แต่ก็ดูจะงอนๆ อยู่มากโข ในขณะที่ผมเองก็พยายามทำตัวปกติทั้งที่ไม่มีอะไรปกติเลยสักนิด ประกอบกับพี่เทมส์เองก็ดูเหมือนจะยุ่งๆ

ดังนั้นพอพี่เทมส์มาบอกว่าวันนี้เป็นวันที่พี่เทมส์ตัดสินใจแล้วว่าจะคุยกับพ่อแม่ให้ ผมก็อดโล่งใจไม่ได้ ผมอยากเคลียร์ให้มันจบๆ ไม่อยากให้ครอบครัวเราต้องมาอึมครึมและมีบรรยากาศไม่ดีเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องของผมเอง

“มีอะไรหรอพี่เทมส์ เห็นแม่เขาบอกว่าเรามีเรื่องจะพูดด้วย”

พ่อเอ่ยถามขึ้นในตอนที่เราสี่คนพ่อแม่ลูก และอีกหนึ่งแขกกิตติมศักดิ์อย่างลมนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร ปกติที่บ้านผมมักจะไม่คุยเรื่องงานระหว่างทานข้าว แต่วันนี้เป็นข้อยกเว้น เพราะเห็นว่าพี่เทมส์มีเรื่องสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นพ่อก็เริ่มบทสนทนาก่อนที่พวกเราจะเริ่มมื้ออาหารอยู่ดี

“ใช่ครับ เทมส์มีเรื่องจะบอกพ่อกับแม่ รวมไปถึงลมด้วย เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับไนล์” พี่เทมส์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นการเป็นงาน “เทมส์เห็นควรว่าเราน่าจะพูดให้มันเป็นเรื่องเป็นราวสักทีไม่งั้นก็จะมีปัญหาไม่จบไม่สิ้น เทมส์ไม่อยากให้พ่อแม่กับน้องถกเถียงกันด้วยเรื่องเดิมๆ อีก”

“น้องไนล์ดื้อ พ่อกับแม่ก็หวังดีทั้งนั้น”

แม่ผมพูดขึ้นมาคล้ายจะบ่นเบาๆ หลังจากที่พี่เทมส์บอกจุดประสงค์ที่เรามานั่งรวมกันวันนี้จบ ในขณะที่ตัวผมเองไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้พี่เทมส์เป็นคนจัดการตามที่พี่เทมส์บอกผมไว้ตั้งแต่แรก

“เทมส์อยากให้แม่เข้าใจน้องนะครับ น้องโตแล้ว และการเลือกคนที่จะร่วมชีวิตด้วยคงเป็นเรื่องใหญ่กับน้องพอสมควร แต่ไม่ใช่เทมส์ไม่เข้าใจพ่อกับแม่นะครับ เทมส์รู้ว่าพ่อกับแม่หวังดีกับน้อง เพราะฉะนั้นในเมื่อต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่ดีเราเจอกันตรงกลางดีไหมครับ?”

“เจอกันตรงกลาง? ยังไงหื้มพี่เทมส์?”

ผมขมวดคิ้วแถมยังมองพี่ชายที่นั่งตรงข้ามอย่างสงสัย เพราะผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตรงกลางที่พี่เทมส์พูดถึงมันหมายความว่ายังไง

“ถอยกันคนละก้าวครับ” พี่เทมส์อธิบาย “พ่อกับแม่ถอยหนึ่งก้าว ไนล์ก็ถอยหนึ่งก้าว ลมเองก็เหมือนกัน ถอยไปก้าวนึง” ประโยคสุดท้ายพี่เทมส์หันไปพูดกับลมที่นั่งอยู่ข้างตัว

“ผมด้วยหรอครับพี่เทมส์?” ลมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางถามอย่างงงๆ

“ใช่ นายด้วย ถอยไปก้าวนึง พี่รู้ว่าลมแอบชอบไนล์มานานและก็เพราะชอบมานานนี่แหละ ลมเลยไม่เคยมองใครเลยนอกจากไนล์ พี่อยากให้ลมลองถอยไปสักก้าวเพื่อทบทวนความรู้สึกของตัวเอง ถ้าจนถึงวันที่ไนล์กลับมาแล้วลมยังรู้สึกกับไนล์เหมือนเดิม และหากไนล์ยังไม่มีใคร เราจะคุยเรื่องแต่งงานกันอย่างจริงจังอีกที”

พี่เทมส์อธิบายให้ลมที่ค่อยๆ เบิกตากว้างขึ้นเรื่อยๆ ฟัง โดยที่ประโยคสุดท้ายพี่เทมส์หันมาทางผม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าประโยคนั้นพี่เทมส์ไม่ได้บอกแค่กับลม แต่กำลังย้ำให้ผมฟังด้วย


‘ถ้าหากเรื่องของไอ้ภูไม่เวิร์ค ไนล์ต้องแต่งงานกับลมโดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ ทั้งนั้น’


นี่แหละ... ประโยคนี้เลย ความหมายอีกทางที่พี่เทมส์หมายถึง

“วันที่ไนล์กลับมา? หมายความว่าไงครับพี่เทมส์ พี่เทมส์จะให้ไนล์ไปไหน?”

“นั่นสิพี่เทมส์ ทำไมแม่ไม่เห็นรู้เลยคะว่าน้องไนล์จะไม่อยู่? พี่เทมส์จะให้น้องไนล์หนีไปไหน?”

ทั้งลมและแม่ถามออกมาอย่างร้อนรน มีแต่พ่อเท่านั้นที่ยังนั่งนิ่ง แต่ผมรู้ว่าอาการจ้องพี่เทมส์ตาเขม็งจนไม่ขยับ นั่นคือท่าทางของพ่อที่กำลังกดดันรอคำตอบจากพี่ชายผมอยู่

“ใจเย็นๆ ครับ เทมส์ไม่ได้จะให้ไนล์หนีไปไหนครับแม่ แต่พอดีว่าสาขาที่ออสเตรเลียมีโปรเจ็คใหญ่เข้ามา เทมส์เลยคิดว่าจะส่งไนล์ไปอยู่ดูแลโปรเจ็คที่ว่า เทมส์ไม่ไว้ใจใครและอีกอย่างเรื่องภาษาและการประสานงานของไนล์เป็นสิ่งเทมส์คิดว่าเหมาะสมที่สุด เทมส์เลยจะให้น้องไปอยู่ที่นั่นสักสามเดือน มันได้โอกาสแล้วก็ลงล็อคพอดี เทมส์ก็เลยคิดว่านี่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้”

ผมถึงกับนึกทึ่งในใจหลังจากที่พี่เทมส์ร่ายยาวจบ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะหาทางออกให้ผมได้แนบเนียนขนาดนี้ ถ้าไม่ติดที่ว่า... พ่อจะสงสัย

“โปรเจ็คอะไรกันพี่เทมส์ พ่อไม่เห็นรู้”

ซึ่ง... พ่อก็สงสัยจริงๆ อย่างที่ผมเดา

แต่การหายไปของพี่เทมส์ในสองสามวันที่ว่าก็ไม่สูญเปล่า เพราะพี่เทมส์ไปดีลงานกับคู่ค้าที่ออสเตรเลียมาจริงๆ พูดง่ายๆ ว่าสร้างโปรเจ็คขึ้นมาเพื่อเอามารองรับแผนที่ว่าโดยเฉพาะ

พี่ผมคือแบบ.. พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

“มีลูกค้าที่ออสเตรเลียติดต่อมาครับ อยากให้เราไปพัฒนาที่ดินที่นิวเซาท์เวลส์ เพราะอยากจะสร้างโรงแรมไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในซิดนีย์ที่ตอนนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่เทมส์อยากให้ไนล์ต่อยอดจากแค่พัฒนาที่ดินเป็นเราได้สร้างโรงแรมให้เขาด้วย เพราะลูกค้ารายนี้เป็นเจ้าของโรงแรมรายใหญ่ของที่นั่น ถ้าเราได้โปรเจ็คนี้มาทั้งหมด เทมส์คิดว่าปีนี้บริษัทน่าจะขยับรายได้สูงกว่าปีที่แล้วได้พอสมควร”

พี่เทมส์ไม่ได้อ้างส่งๆ แต่ส่งโทรศัพท์ที่มีข้อมูลต่างๆ ให้พ่อดูอย่างแนบเนียน จนทำเอาพ่อที่นึกสงสัยคลายคิ้วที่ขมวดมุ่นออก เมื่อกวาดตามองข้อมูลต่างๆ ในมือถือของพี่เทมส์คร่าวๆ

“แล้วทำไมเราไม่ไปเอง ส่งน้องไปอยู่ที่นั่นตั้งสามเดือนพ่อเป็นห่วง”

ผมถึงกับชะงัก เพราะนึกขึ้นได้ว่าผมเป็นไข่ในหินของที่บ้านมาโดยตลอด พ่อกับแม่ไม่ค่อยให้ผมบินไปทำงานต่างประเทศเท่าไหร่ เว้นแต่จะมีคนที่พวกท่านไว้ใจไปด้วย แต่ก็หาคนที่พ่อกับแม่ผมไว้ใจได้ยากเหลือเกิน

สุดท้ายพี่เทมส์จึงตัดปัญหาด้วยการไปต่างประเทศเองแล้วทิ้งให้ผมดูแลงานที่ไทยเพราะตัวเขาเองก็เป็นห่วงผม ไม่อยากให้ผมไปไหนไกลๆ โดยที่เขาตามไปดูแลไม่ได้ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปเพราะผมไม่ได้จะไปจริงๆ ซึ่งมีแค่พี่เทมส์ที่รู้ความจริงในข้อนี้ ดังนั้นการจะทำให้พ่อกับแม่หายสงสัยพี่เทมส์ต้องอ้างคนที่พ่อแม่ไว้ใจได้ให้ไปกับผมด้วย

ซึ่งเผลอๆ คนที่พี่เทมส์อ้างถึงนี่อาจจะเป็นเจ้าของโปรเจ็คตัวจริงที่ต้องไปดีลงานที่ออสตรเลียแทนผม ชื่อผมก็มีเอาไว้บังหน้าเท่านั้น

“เทมส์ไปไม่ได้ครับพ่อ งานทั้งนี้รัดตัวมาก เทมส์ต้องเคลียร์โปรเจ็คหลายโปรเจ็คของคู่ค้าให้เสร็จภายในเดือนนี้ ซึ่งมันเป็นงานที่เทมส์ทิ้งให้ไนล์ทำแทนไม่ได้”

“แล้วพี่เทมส์จะให้น้องไนล์ไปอยู่ที่ออสเตรเลียคนเดียวหรอลูก? แม่เป็นห่วงน้อง” แม่เริ่มพูดขึ้นมาบ้าง ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ “หรือจะให้ลมไปอยู่เป็นเพื่อนน้องไนล์ดี?”

พี่เทมส์ถอนหายใจ ก่อนจะย้ำเสียงเข้ม “เทมส์เพิ่งบอกไปเมื่อกี้เองนะครับแม่ ว่าอยากให้ทุกคนถอยกันคนละก้าว เพราะฉะนั้นลมจะไม่ไปกับไนล์ครับ แต่เทมส์จะส่งคุณฤดีที่อยู่ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งไปกับไนล์ เพราะคุณฤดีเป็นคนทำแผนการตลาดของโปรเจ็คนี้อยู่”

พอพี่เทมส์พูดชื่อคนที่จะไปกับผมออกมาผมก็ต้องร้องอ๋อในใจ คุณฤดีคือมือหนึ่งของฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง ท่าทางคงจะมีการดีลกับลูกค้าทางนู้นไว้เบื้องต้นแล้ว และก็คงเป็นคุณฤดีที่แหละที่เป็นโปรเจ็คเมเนเจอร์ตัวจริง

“สรุปก็คือพี่เทมส์จะส่งน้องไนล์ไปทำงานที่ออสเตรเลียสามเดือน เพื่อให้น้องไนล์ได้ตั้งตัว และเพื่อให้ลมได้ทบทวนความรู้สึกตัวเอง แบบนี้พ่อเข้าใจถูกไหม”

หลังจากที่พี่เทมส์พูดจบ ทุกคนก็เงียบไปเป็นอึดใจ จนกระทั่งพ่อพูดถึงสิ่งที่พี่เทมส์ต้องการจะสื่อออก ก็ดูเหมือนคนที่จะมีปฏิกริยาโต้ตอบคนแรกจะเป็นลมเพื่อนสนิทของผมเอง

“ผมไม่จำเป็นต้องทบทวนอะไรหรอกครับพี่เทมส์ ผมรักไนล์ รักมาตั้งแต่มัธยมปลายและผมมั่นใจว่าตัวเองจะไม่เปลี่ยนความรู้สึก”

พี่เทมส์ส่ายหน้า ก่อนจะหันไปพูดกับลมจริงจัง

“ลม.. พี่เข้าใจลมนะ แต่ลมก็ต้องให้เปิดโอกาสให้ไนล์ได้หายใจบ้าง ปล่อยให้ไนล์ไปมีอิสระ ไปมีชีวิตในแบบของตัวเอง ไปค้นหาในสิ่งที่ไนล์รู้สึกว่ามันขาด ถ้าสุดท้ายแล้วไนล์ไม่ได้มีใครกลับมา เชื่อพี่เถอะว่าเวลานั้นจะเป็นเวลาของลม... ห่างกันเพื่อให้คิดถึงและเข้าใจหัวใจตัวเอง ลมเข้าใจที่พี่จะสื่อใช่ไหม?”

พี่ชายผมพยายามอธิบายอย่างใจเย็น แต่ลมกลับอ้าปากเหมือนจะเถียง แต่พี่เทมส์ตัดบทเสียก่อน

“ไนล์ล่ะว่าไง? จะยอมทำตามที่พี่เสนอไหม?” ผมกำลังจะพยักหน้ารับ แต่เหมือนพี่เทมส์จะยังพูดไม่จบ “แต่อย่างที่พี่บอกนะ ถ้าไนล์ไปใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่มีพี่ ไม่มีพ่อแม่กดดันแล้ว หากไนล์พบว่าตัวเองก็ยังไม่สามารถหาใครมาดูแลได้ ไนล์ต้องให้โอกาสลม เหมือนอย่างที่พี่ให้โอกาสไนล์ อาจจะไม่ถึงขั้นแต่งงานแต่ขอให้ลองคบหากันดูเผื่อมันจะเวิร์ค”

“ครับ ไนล์ตกลง”

ผมรับคำและเออออกับพี่ชายตามที่พี่เทมส์สั่งไว้ก่อนหน้า ในขณะที่ลมก็ดูจะอารมณ์ดีมากขึ้นเมื่อเห็นผมยอมรับปากทำตามที่พี่เทมส์เอ่ยขอ ผมเดาว่าเขาคงมีหวังเต็มเปี่ยมว่าระยะเวลาสามเดือนมันไม่นานพอที่จะสั่นคลอนความรู้สึกของเขาที่มีต่อผมได้ พอๆ กับที่มันไม่นานพอที่ผมจะตกหลุมรักใครได้ใหม่ ดังนั้นข้อเสนอที่พี่เทมส์ตั้งขึ้นมานั้นเขาเลยไม่คิดกังวล

โดยที่ลมไม่ได้รู้เลยว่าจริงๆ แล้วสามเดือนนั้นผมไปไหน แต่ก็ช่างเถอะ... ยังไงมันก็ห้าสิบห้าสิบ เพราะใช่ว่าพี่ภูจะรับความรู้สึกของผมเสียเมื่อไหร่ สุดท้ายมันก็คือการวางเดิมพันหมดหน้าตักสำหรับผมอยู่ดี

“ได้ครับ ผมก็ตกลง” ลมรับปากตามผม แต่ไม่วายต่อรอง “แต่ระหว่างนี้ผมติดต่อไนล์ได้ใช่ไหมครับ”

เรื่องนี้ผมไม่รอให้พี่เทมส์ตอบ เพราะผมเองก็อยากรักษาสิทธิ์ของตัวเองเช่นกัน “เราจะเป็นคนติดต่อลมเอง อย่างน้อยก็อาทิตย์ละครั้ง” ลมมองผมอย่างไม่เข้าใจ แต่ผมก็ไม่ใจอ่อน “เราอยากโฟกัสกับงาน ไม่อยากพะวักพะวง”

แต่สุดท้ายลมก็คือลม เขาไม่เคยขัดใจผมได้สักที “ก็ได้ แต่ไนล์สัญญาแล้วนะว่าอาทิตย์ละครั้ง”

“อื้อ เราไม่ผิดคำพูดหรอก”

และพอเห็นว่าผมกับลมตกลงกันได้แล้ว พี่เทมส์เลยหันไปหาพ่อกับแม่บ้าง

“แล้วพ่อกับแม่ล่ะครับว่าไง? ยอมให้น้องไปไหม? ตอนนี้ไนล์กับลมยอมถอยกันคนละก้าวแล้วนะครับ”

แม่มองสบตากับพ่อ และพอพ่อพยักหน้าให้เบาๆ แม่ก็ระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างปลงๆ

“ก็ได้ค่ะ พ่อกับแม่ยอมถอยตามที่พี่เทมส์ขอก็ได้ แต่น้องไนล์ห้ามบิดพริ้วนะคะ ถ้ากลับมาแล้วยังไม่มีใครน้องไนล์ต้องให้โอกาสลมนะลูก”

แม่ยังคงย้ำจนผมหลุดหัวเราะเบาๆ คือ.. รู้สึกตลกมากกว่าจะน้อยใจ อาจจะเป็นเพราะปัญหาตอนนี้มันถูกแก้ไปแล้วเปลาะนึงก็ได้มั้ง ดูเหมือนแม่จะเชียร์ลมออกนอกหน้าจริงๆ

“สรุปไนล์หรือลมเป็นลูกแม่กันแน่ครับ หื้ม?”

แม่ทำหน้ากระเง้ากระงอด ผมจึงยื่นแขนไปโอบรอบเอวบางของคนที่นั่งข้างๆ ไว้ ก่อนจะกดจมูกลงบนแก้มแม่เบาๆ ด้วยท่าทางออดอ้อน ทำเอาคนที่เคยงอนผมยิ้มกว้างจนหน้าบานไปหมด

“ก็ต้องน้องไนล์สิคะที่เป็นลูกแม่” แม่หันมาหาผมก่อนที่จะกอดตอบ “ดูแลตัวเองนะลูก ตอบข้อความแม่บ่อยๆ โทรหาแม่บ่อยๆ ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองตั้งสามเดือนแม่ล่ะอดห่วงน้องไนล์ไม่ได้จริงๆ”

ผมยิ้ม พร้อมกับขยับซุกอกแม่ราวกับตัวเองเป็นเด็กตัวน้อยๆ ... ห่างกับท่านสามเดือน ผมคงเหงาน่าดู

“ไนล์จะดูแลตัวเองให้ดีนะครับ แม่กับพ่อไม่ต้องห่วง ... ถ้าไม่ไหวจริงๆ ไนล์จะรีบกลับมา” ประโยคหลังผมพึมพำเบาๆ กับตัวเอง แต่แม่กำลังง่วนอยู่กับการจูบแก้มจูบขมับผมเลยไม่ได้ยิน

“เมื่อกี้น้องไนล์ว่าไงนะลูก”

“เปล่าครับ ไนล์ไม่ได้พูดอะไร” ผมผละออกจากอกแม่ก่อนจะยืดตัวแล้วยิ้มกว้างให้ท่าน พร้อมกับพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม “ไนล์ขอบคุณพ่อกับแม่นะครับที่ให้โอกาสไนล์ได้คิดและตัดสินใจ ไนล์จะใช้เวลาสามเดือนนี้ให้คุ้มค่าครับไนล์สัญญา”

ประโยคสุดท้ายผมหันไปพูดกับพี่เทมส์ที่นั่งอยู่ตรงข้าม ซึ่งพี่เทมส์เองก็มองมาราวกับเข้าใจความหายโดยนัยที่ผมจะสื่อ

มันจะเป็นสามเดือนที่ผมจะใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุด... กับคนที่ผมรัก

“ว่าแต่น้องต้องไปเมื่อไหร่ล่ะพี่เทมส์” พ่อหันไปถามพี่ชายของผมที่ยังคงมองมาที่ผมพร้อมทั้งกับระบายยิ้มอ่อนๆ ส่งมาให้

“น่าจะอาทิตย์หน้าครับ เทมส์ขอให้คนติดต่อเคลียร์ที่เคลียร์ทางให้น้องก่อน ไปอยู่ที่นั่นจะได้ไม่ลำบาก”

พี่เทมส์ตอบพ่อ แต่ปลายประโยคเขาหันมาพูดกับผม ทำให้ผมนึกรู้ความนัยที่เขาส่งมาให้โดยตรง

อืม.. ดูเหมือนว่านอกจากครอบครัวผมแล้ว ยังมีครอบครัวพี่ภูด้วยสินะที่พี่เทมส์ต้องเข้าไปจัดการ

ผมรู้นะว่าพี่เทมส์รักผม แต่วันนี้พี่ชายของผมกำลังทำให้ผมรู้ว่าเขาไม่ได้แค่รักผมมาก แต่เขายังปรารถนาให้ผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากทำโดยมีเขาสนับสนุนอยู่ข้างหลังไม่ห่างด้วย

“ไนล์ก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วกัน ถ้าทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่จะได้ไปได้ทันที”

“ครับพี่เทมส์”

ผมมองสบตากับพี่ชาย ผมเห็นความเอื้ออาทร ความรัก ความเอาใจใส่อยู่ในนั้นเต็มเปี่ยม ตั้งแต่เล็กจนโตพี่เทมส์ไม่เคยขัดใจผมสักครั้ง เขาไม่เคยรักผมแต่ปาก แต่กลับแสดงออกทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาเท่าที่พี่ชายคนนึงจะทำให้น้องชายได้

พี่เทมส์ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นน้องชายของเขา

“งั้นตกลงตามนี้นะครับ ตอนนี้พวกเรากินข้าวกันเถอะ กับข้าวจะเย็นหมดแล้ว”

พี่เทมส์เชื้อเชิญให้ทุกคนบนโต๊ะกลับมาสนใจอาหารเย็นที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง และอาหารมื้อนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นมื้อแรกจากในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาที่ผมกินแล้วมีความสุขที่สุด

เพราะในที่สุดผมก็จะได้ทำในสิ่งที่หัวใจตัวเองต้องการเสียที

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(ต่อจากด้านบน)


ผมยืนมองบ้านหลังใหญ่ตรงหน้า อย่างที่ผมเคยบอกว่าครอบครัวพี่ภูไม่ใช่แค่มีอันจะกิน แต่เรียกว่าฐานะดีเลยก็ได้

หลังจากวันที่คุยกับที่บ้านสักสองสามวันพี่เทมส์ก็เข้ามาบอกผม ด้วยประโยคคล้ายๆ กับประโยคเดิม แต่เพิ่มเติมนิดหน่อยว่าสถานที่ที่เราจะไปคือบ้านพี่ภู ไม่ใช่บนโต๊ะกินข้าวบ้านเราแบบคราวที่แล้ว


‘พี่ไปคุยกับแม่ไอ้ภูมาแล้ว ท่านอยากเจอไนล์ ไนล์เตรียมตัวแล้วกันนะ เสาร์นี้พี่จะพาไนล์ไปบ้านไอ้ภู’


และวันเสาร์ก็มาถึงเร็วกว่าที่คิด ตอนนี้พี่ภูขับรถพาผมมายืนอยู่ตรงหน้าทางเข้าบ้านพี่ภูเรียบร้อยแล้ว และนอกจากเรื่องฐานะของพี่ภูที่ดูจะเกินคาดไปสักนิด แม่ของพี่ภูก็เป็นอะไรที่ผมไม่ได้จินตนาการไว้แบบนี้เหมือนกัน

“พี่เทมส์ มาแล้วหรอลูก? มาๆ เข้ามในบ้านก่อนมา แม่เตรียมขนมกับน้ำผลไม้ไว้ให้” ผู้หญิงที่ดูเหมือนจะยังอายุไม่มากเท่าไหร่ เดินออกมาจากตรงประตูบ้าน เธอร้องทักพี่เทมส์เสียงใสอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันมาเห็นผม นั่นทำให้ผมต้องรีบพุ่มมือยกขึ้นไหว้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท

“สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะ นี่น้องไนล์น้องชายพี่เทมส์ใช่ไหมคะ? หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูจัง สมแล้วที่พี่เทมส์มาคุยโม้กับแม่ไว้ซะเยอะ”

“ขอบคุณครับ”

ผมยิ้มเขินตอนหันไปหาพี่ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งเขาเองก็ยิ้มบางๆ ตอบผมเพราะคงมาอวดผมเอาไว้เยอะจริงๆ ไม่งั้นแม่พี่ภูคงไม่แซวแบบนี้หรอก

“สวัสดีครับแม่ วันนี้ไอ้ภูมันไม่อยู่ใช่ไหมครับ”

พี่เทมส์เดินเข้าไปหาผู้หญิงตรงหน้าพร้อมกับยกมือไหว้ ก่อนจะตรงเข้าไปกอดท่านไว้หลวมๆ ถ้าจะให้ผมมอง ผมก็คิดว่าพี่เทมส์คงสนิทกับแม่ของพี่ภูมากพอสมควรเลย ดูท่านจะรักพี่เทมส์เหมือนลูกชายอีกคน

“รายนั้นน่ะ ให้แม่ตอบว่าตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านกี่วันยังจะง่ายกว่าเลย” คุณแม่ของพี่เทมส์ทำหน้ายุ่งพลางระบายลมหายใจออกมาน้อยๆ “แม่ล่ะอยากได้พี่ภูคนเดิมกลับมาจริงๆ พี่เทมส์”

ผมมองไปยังผู้หญิงตรงหน้าที่เคยเจอครั้งแรกเมื่อสักสิบปีที่แล้วอย่างเห็นใจ ผมจำแม่พี่เทมส์ได้ต่อให้เราจะไม่ได้มาเจอกันเป็นทางการอย่างนี้ก็ตาม

คุณครินยา อคิระห์ไพบูลย์ เป็นคุณแม่ของพี่ภู และคุณแม่ของพี่ภูคนนี้จัดว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมาก และอาจจะด้วยความเป็นเวิร์คกิ้งวูแมนของคุณแม่เลยทำให้ท่านดูเด็กกว่าอายุจริง ท่าทางการเดินก็ดูคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง และที่สำคัญท่านมีรอยยิ้มที่เหมือนกับพี่ภูมากๆ ต่อให้ไม่บอกก็รู้ว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน เพราะพี่ภูได้โครงหน้าและรอยยิ้มของคุณแม่มาเต็มๆ

“มันไปอยู่คอนโดหรอครับแม่?”

พี่เทมส์ถามตอนที่ประคองพาคุณแม่ของพี่ภูเดินเข้าบ้าน โดยมีผมเดินตามไปห่างๆ และคอยฟังทุกอย่างเงียบๆ

“ใช่จ้ะ เขาบอกว่าเขาชินกับการที่อยู่คนเดียวมานานหลายปี พอจะให้เขามาอยู่บ้านก็เลยรู้สึกแปลกๆ เพราะมีทั้งคนรับใช้ คนสวน เขาก็เลยขอแยกไปอยู่ที่คอนโดคนเดียว สามสี่วันถึงจะกลับมานอนบ้านที”

“แล้วงานที่บริษัทล่ะครับ มันได้เข้าไปเริ่มช่วยแม่บ้างหรือยัง?”

พี่ชายของผมประคองแม่พี่ภูเดินมาเรื่อยๆ จนถึงห้องรับแขก และก็ยังคงยิงคำถามใส่คุณแม่ของพี่ภูไม่หยุด และจากที่ดูพี่เทมส์คงคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้พอสมควรเลย เขาดูเข้านอกออกในเดินไปทางนั้นทางนี้ราวกับเป็นบ้านตัวเอง แถมคำพูดที่พี่ชายผมพูดกับแม่พี่ภูยังดูเป็นธรรมชาติสุดๆ ด้วย ไอ้ที่ว่าพี่ภูกับพี่เทมส์สนิทกันมากนี่ท่าจะไม่ใช่ราคาคุยแล้วล่ะ

“แม่บอกไปหลายทีแล้วล่ะพี่เทมส์ แต่พี่ภูก็บ่ายเบี่ยงตลอดบอกว่ายังไม่พร้อมเพราะเพิ่งกลับมา”

พี่เทมส์กลอกตาทำหน้าเอือมระอาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ที่ผมรู้ดีว่าพี่ชายของผมกำลังไม่พอใจเพื่อนตัวเอง

“แล้วมันจะพร้อมเมื่อไหร่ครับแม่ ได้ข่าวว่ามันกลับมาเป็นสองสามอาทิตย์แล้ว และก็เป็นสองสามอาทิตย์ที่มันไม่ทำอะไรเลยนอกจากเที่ยวหนักมาก เท่าที่ผมรู้มา”

“พี่เทมส์ครับ...”

คุณแม่มีสีหน้าเหนื่อยๆ ขึ้นมาอย่างเห็นได้พอพี่เทมส์พูดเรื่องนี้ ทำเอาผมอดเห็นใจท่านไม่ได้เลยต้องส่งเสียกเรียกพี่ชายตัวเองเป็นเชิงห้ามปราม

“เฮ้อ เกิดเป็นไอ้ภูนี่มันดีจริงๆ มีแต่คนรัก คนโอ๋ คนเข้าข้าง”

พี่เทมส์มองหน้าผมงอนๆ ผมเลยต้องยื่นมือเล็กๆ ของตัวเองไปบีบมือใหญ่โตของพี่ชายเบาๆ ตบท้ายด้วยส่งยิ้มหวานๆ แบบที่พี่เทมส์ชอบ ราวกับกำลังง้อและอ้อนเขาในที แค่นี้พี่เทมส์ก็แทบจะหายโกรธผมแล้ว

“ว่าแต่เรื่องที่พี่เทมส์คุยกับแม่วันนั้นเรื่องน้องไนล์..”

แล้วเราสองคนพี่น้องก็ต้องออกจาภวังค์เมื่อแม่ของพี่ภูเอ่ยขึ้นมาถึงธุระของวันนี้ที่เราจะคุยกัน จากที่หายตื่นเต้นไปแล้ว ผมก็กลับมาตื่นเต้นอีกรอบ ใจนึงก็กลัวว่าคุณแม่ของพี่เทมส์จะมองผมเป็นเด็กใจแตกที่จู่ๆ จะขอมาดูแลมาขออยู่อาศัยกับลูกชายเขาโดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ

“ครับ อย่างที่ผมบอกแม่ไป ไนล์เขาอยากมาดูแลไอ้ภู อยากจะทำให้ไอ้ภูมันดีขึ้น และกลับมาเป็นเหมือนเมื่อก่อน เอาให้ได้สักครึ่งนึงของคนก่อนก็ยังดี”

คุณแม่รับฟังด้วยท่าทางสงบ ผมเดาไม่ออกว่าท่านคิดอะไรอยู่ ท่านมองผมนิ่งก่อนจะเรียกผมไปนั่งใกล้ๆ

“น้องไนล์มานั่งข้างแม่ได้ไหมคะ?”

“ครับ”

ผมขยับไปนั่งข้างคุณแม่ของพี่ภูตามที่ท่านเรียก ท่านหันมาจ้องหน้าผมอย่างพิจารณาทำเอาผมกังวลไปหมด แต่แล้วจู่ๆ ท่านก็ยิ้มหวานส่งมาให้ จากที่ตื่นเต้นและประหม่า ใจผมก็เกิดสงบขึ้นมาทันที

“น้องไนล์น่ารัก หน้าตาก็น่ารัก แถมยังจิตใจดี มีใจเอื้อเฟื้ออยากจะช่วยให้พี่ภูดีขึ้น แม่ขอบคุณมากๆ นะคะ” คุณแม่เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ประโยคต่อมากลับดูกังวลจนผมรู้สึกได้

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ไนล์แค่อยากจะช่วย” ผมบอกท่านตามตรง ไม่ได้จะคาดหวังอะไรแต่ผมแค่อยากช่วยพี่ภูจริงๆ

“แม่ยินดีมากๆ ที่จะรับความช่วยเหลือจากน้องไนล์ แต่แม่ก็กังวลเพราะพี่ภูไม่เหมือนพี่ภูคนก่อน แม่ไม่คิดว่าเขาจะยอมรับความช่วยเหลือหรือให้ใครไปดูแล แม่ไม่อยากให้น้องไนล์รู้สึกไม่ดีกับพี่ภู ถ้าพี่ภูพูดจาหรือทำไม่ดีใส่ แม่ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น”

สิ่งที่คุณแม่ของพี่ภูบอกทำให้ผมยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะยื่นมือไปจับกับมือของคุณแม่เบาๆ เพราะอยากให้ท่านคลายความกังวล

“คุณป้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นนะครับ ไนล์ไม่มีวันโกรธหรือรู้สึกไม่ดีกับพี่ภูหรอกครับ ไนล์เข้าใจดีว่าที่พี่ภูเป็นอย่างนี้เพราะเขากำลังเสียศูนย์ แต่พี่ภูตัวจริงที่อยู่ลึกลงไปเป็นคนใจดี อ่อนโยน แล้วก็อารมณ์ดีเสมอ ไนล์อยากให้พี่ภูคนนั้นกลับมา มันอาจจะยากสักหน่อยแต่ไนล์ก็อยากจะลองพยายามดู”

“น้องไนล์...”

คุณแม่ของพี่ภูมองผมอึ้งๆ ก่อนที่น้ำตาของท่านจะไหลออกมาช้าๆ จนผมตกใจ

“คุณป้าครับ อะ เอ่อ .. พี่เทมส์” ผมหันไปเรียกพี่ชายตัวเองเสียงหลง พี่เทมส์ก็ดูตกใจเหมือนกันที่อยู่ๆ ท่านก็ร้องไห้ ก็เลยลุกขึ้นมานั่งขนาบข้างคุณแม่ของพี่ภูอีกฝั่ง

“แม่ครับ แม่ร้องไห้ทำไมครับ” พี่เทมส์ถามคุณแม่ของพี่ภูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ท่านจึงดึงกระดาษทิชชู่ขึ้นมาซับน้ำตา ก่อนจะตอบผมกับพี่เทมส์เสียงเครือ

“แม่แค่ดีใจค่ะพี่เทมส์ แม่ดีใจที่อย่างน้อยก็มีคนเข้าใจพี่ภู น้องไนล์ของพี่เทมส์น่ารักมากๆ จิตใจดีมากๆ คุณพ่อกับคุณแม่ของเราสองคนโชคดีมากๆ เลยที่มีลูกน่ารักแบบนี้ แม่เองก็อยากได้ลูกชายที่น่ารักของแม่กลับมาเหมือนกัน”

ท้ายประโยคเสียงของคุณแม่พี่ภูสั่นเครืออีกครั้ง จากที่ผมรู้สึกได้ท่านเองก็คงเครียดไม่น้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านส่งลูกชายไปเรียนต่อต่างประเทศเพราะคาดหวังว่าจะให้กลับมาช่วยแบ่งเบา แต่กลับกลายเป็นทำร้ายเขาทางอ้อมแทน

“ถ้างั้นคุณป้าลองให้โอกาสไนล์ได้ไหมครับ ให้ไนล์ได้ลอง ไนล์สัญญาว่าไนล์จะพยายามพาพี่ภูคนเดิมกลับมาให้ได้ พาพี่ภูลูกชายที่น่ารักของคุณป้ามาส่งให้กับมือ”

ผมยิ้มกว้างประกอบคำพูดของตัวเอง คุณแม่พี่ภูเลยได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตาพร้อมกับยื่นมือเรียวมาลูบแก้มผมอย่างแผ่วเบา

“ขอบคุณน้องไนล์มากนะคะ แม่นึกไม่ออกเลยว่าทำไมน้องไนล์ถึงใจดีกับพี่ภู ใจดีกับคุณแม่และครอบครัวของเรามากขนาดนี้”

คุณแม่ถาม ให้ผมต้องยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงชัดเจนและเต็มไปด้วยความสุข

“เพราะพี่ภูเคยใจดีกับไนล์ครับ เพราะพี่ภูเคยช่วยไนล์ ไนล์เลยอยากจะช่วยพี่ภูตอบแทนบ้าง”

คุณแม่ขมวดคิ้วเล็กน้อยดูสงสัยในคำตอบของผม “พี่ภูเคยช่วยน้องไนล์?”

“ครับแม่” และก็เป็นพี่เทมส์ที่เป็นคนตอบแทน “เมื่อสักสิบปีที่แล้ว ไนล์ถูกเพื่อนนักเรียนที่โรงเรียนของผมลวนลาม แล้วบังเอิญว่าไอ้ภูมันผ่านไปเจอ มันเลยช่วยไนล์ไว้ เจ้าตัวน้อยของผมก็ช่างความจำดี ปักอกปักใจอยากตอบแทน อยากช่วยเหลือพี่ภูคืนตั้งแต่นั้นมา”

พี่เทมส์อธิบายให้คุณแม่ฟังยิ้มๆ ก่อนจะยื่นมือมาลูบศีรษะผมอย่างเอ็นดู ผมเห็นคุณแม่เงียบไปพักหนึ่งก่อนที่ท่านจะร้องอ๋อออกมาราวกับนึกขึ้นได้

“คุณแม่จำได้แล้ว พี่ภูเคยเล่าให้ฟังว่าเคยช่วยเด็กขี้แยเอาไว้ แถมก่อนไปต่างประเทศยังงอแงกับแม่น่าดู เพราะแม่พาเขาไปทำเอกสารนั่นนี่จนทำให้เขาพลาดที่จะเจอเจ้าเด็กขี้แยของเขาก่อนเดินทาง ... เด็กขี้แยคนนั้นคือน้องไนล์หรอคะ?”

คุณแม่ถามออกมาอย่างแปลกใจ ให้ผมต้องพยักหน้ารับอายๆ

คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าพี่ภูจะเล่าเรื่องผมให้คุณแม่ฟัง แถมยังเรียกผมว่าเด็กขี้แยอีกต่างหาก

“ใช่ครับ ผมคือเด็กคนนั้นเอง”

และพอผมรับคำคุณแม่ก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างยินดี

“โถ่ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล” คุณแม่ลูบศีรษะและมองผมด้วยแววตาเอ็นดูมากขึ้นซึ่งผมมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง “แบบนี้แม่ค่อยโล่งใจและมีหวังขึ้นมาหน่อย”

ผมที่สงสัยคำพูดของคุณแม่ขึ้นมาเลยตั้งใจว่าจะเอ่ยถาม แต่ดูเหมือนคุณแม่ของพี่ภูจะมีเรื่องสงสัยขึ้นมาเสียก่อน

“ว่าแต่พี่ภูฟูมฟายมากเลยนะคะก่อนไปน่ะว่าอดเจอน้องไนล์ ในเมื่อน้องไนล์เป็นน้องชายพี่เทมส์เป็นคนใกล้ตัวพี่ภู ทำไมถึงดูเหมือนพี่ภูไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะลูก”

“ไอ้ภูมันไม่รู้ครับว่าไนล์เป็นน้องชายของผม” เป็นพี่เทมส์ที่ตอบ “และจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่อยากให้มันรู้ครับ”

“อ่าว ทำไมล่ะคะ? แม่งงไปหมดแล้ว”

“เฮ้อ เรื่องนี้ให้ไนล์ตอบเองแล้วกันครับ ความต้องการของเขาทั้งนั้น ผมก็ไม่อยากขัด ให้เขาอธิบายให้แม่ฟังเองแล้วกัน”

พี่เทมส์โยนมาให้ผมตอบคำถามกับคุณแม่เสียเฉยๆ ผมเลยไม่อยากอ้ำอึ้ง ตัดสินใจว่าจะสารภาพทุกเรื่อง ผมไม่อยากโกหกผู้ใหญ่และอยากบริสุทธิ์ใจกับเรื่องที่ทำ เพราะลำพังแค่โกหกพี่ภูคนเดียวก็รู้สึกผิดจะแย่

และพอคุณแม่หันมาทางผม ผมก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนที่จะตัดสินใจตอบ

“คืออย่างนี้ครับคุณป้า..”

“ไม่เอาแล้วค่ะ คุณป้งคุณป้าอะไร แม่ไม่ได้แก่ขนาดนั้นสักหน่อย น้องไนล์ต้องเรียกแม่ว่าแม่ ไหนลองเรียกสิคะ” คุณแม่พูดขัดขึ้นมาทำเอาผมอ้าปากค้างแต่ก็ยอมเรียกท่านตามที่ท่านบอก

“คะ.. ครับคุณแม่”

คุณแม่ของพี่ภูยิ้มก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงให้ผมเล่าต่อ “คืองี้ครับคุณแม่ ไนล์แอบชอบพี่ภูครับ แอบชอบมาตั้งแต่ก่อนที่พี่ภูจะไปต่างประเทศ”

“หา? ก่อนที่พี่ภูจะไปต่างประเทศนั่นมันสิบปีก่อนได้เลยนะลูก”

ผมยิ้มแห้งแล้วพลางพยักหน้าตอบคุณแม่ของพี่ภูเบาๆ “ครับ ตั้งแต่สิบปีที่แล้ว คือ.. พอดีพี่ภูเคยช่วยชีวิตผมไว้ ผมก็ .. ก็เลยแอบชอบพี่ภูตั้งแต่ตอนนั้นครับ”

“โถ ลูก...” พอคุณแม่ฟังจบท่านก็ยิ้มออกมาบางๆ พลางยกมือลูบศีรษะผมอย่างอ่อนโยน ผมเลยถือโอกาสพูดต่อ

“พี่ภูใจดีแล้วก็อ่อนโยนมากๆ เขากระโดดเข้ามาขวางแล้วก็ไล่พวกที่พยายามลวนลามผมออกไปจนหมด ละหลังจากนั้นเราก็ได้เจอกันอีกเรื่อยๆ เพราะผมต้องไปนั่งรอพี่เทมส์ติวหนังสือกับเพื่อน ตอนนั้นผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพี่เทมส์กับพี่ภูเป็นเพื่อนสนิทกัน เราได้คุยกันทุกวัน ได้เจอกันทุกวัน จนถึงวันที่พี่ภูต้องสอบ พี่ภูก็นัดกับผมไว้ว่าหลังสอบเสร็จจะมาเจอผม แต่พี่ภูก็ไม่ได้มา”

คุณแม่ของพี่ภูยกมือผมขึ้นมากุมไว้หลวมๆ พร้อมกับกล่าวคำขอโทษขอโพย

“เป็นเพราะแม่เองค่ะ แม่อยากให้พี่ภูไปเรียนต่อ พี่ภูก็เลยวุ่นๆ ไปเจอน้องไนล์ไม่ได้”

“อย่าคิดมากสิครับ ไม่ใช่เพราะคุณแม่หรอก การไปเรียนต่อเป็นอนาคตของพี่ภู การที่เราสองคนไม่ได้เจอกันหลังจากนั้นก็คงเป็นเพราะจังหวะมันไม่ได้มากกว่า แต่ผมก็ดีใจนะครับที่เหตุการณ์มันออกมาเป็นแบบนี้ เพราะถ้าผมกับพี่ภูเจอกันตอนนั้นความสัมพันธ์ของเราอาจจะเป็นได้แค่พี่น้องก็ได้ .. ซึ่งผมเองก็ไม่ได้อยากจะเป็นพี่น้องกับพี่ภูสักเท่าไหร่”

ประโยคหลังผมอ้อมแอ้มตอบ ที่จริงก็อายรู้สึกเหมือนตัวเองแก่แดดแก่ลมตั้งกะอายุสิบห้า แต่ทำยังไงได้ ผมไม่อยากโกหกคุณแม่ อยากบริสุทธิ์ใจกับท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“หืม ทำไมล่ะคะ?” คุณแม่ของพี่ภูถามยิ้มๆ ดูเหมือนว่าท่านคงพอจะเดาคำตอบออก แต่คงอยากได้ยินคำยืนยันจากผมมากกว่า

แต่พี่เทมส์กลับชิงตอบเสียเอง แถมยังมองผมด้วยสายตางอนๆ อีกต่างหาก ... ทำไงได้ล่ะครับ นิสัยหวงน้องชายมันไม่ได้แก้กันง่ายๆ สักหน่อยนี่นา

“จะเพราะอะไรล่ะครับแม่ ถ้าไม่ใช่เจ้าตัวน้อยของผมเนี่ยหลงรักลูกชายแม่เต็มเปา ขนาดวันที่รู้ความจริงว่าไอ้ภูกับผมเป็นเพื่อนสนิทกัน ก็ยังไม่ยอมแสดงตัวว่าเป็นน้องชายผม แต่กลับมาสารภาพกับผมหลังจากไอ้ภูกลับไปว่าชอบไอ้ภู ไม่อยากให้ผมพาไปทำความรู้จักในฐานะน้องชายของเพื่อน เพราะไม่อยากติดอยู่ในสถานะแบบนั้นไปตลอด ... ดูเอาเถอะครับแม่”

ปลายประโยคพี่เทมส์บ่น ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะได้จากคุณแม่ของพี่ภูได้เป็นอย่างดี

“ฮ่ะๆๆ น่ารักจริงๆ เด็กคนนี้” ผมยิ้มเขินเมื่อได้มองสบกับสายตาเอ็นดูของคนเป็นแม่ของผู้ชายที่ผมแอบชอบ ในขณะที่มือบางของคุณแม่ลูบไปลูบมาศีรษะผมไม่หยุดจนผมนึกเคลิ้ม

“บทจะขี้อายก็ขี้อายจนไม่กล้าสบตาใครเลย แต่บทจะดื้อขึ้นมานี่ผมล่ะอยากจะตีให้ก้นลาย.. ติดว่าทั้งรักทั้งหวงนี่แหละครับเลยทำไม่ลง”

และก็เป็นอีกครั้งที่คุณแม่ของพี่ภูหัวเราะชอบใจ ท่านมองผมสองคนพี่น้องด้วยสายตาเอ็นดู

“แต่แม่ดีใจนะคะที่น้องไนล์รักพี่ภู ความรักของน้องไนล์มั่นคงและยาวนานมากจนแม่นึกอิจฉาพี่ภูที่ได้รับความรักแบบนี้ แล้วยิ่งแม่ได้รู้ว่าน้องไนล์คือน้องขี้แยของพี่ภูเมื่อสิบปีก่อนแม่ยิ่งเบาใจ”

“ทำไมล่ะครับ” ผมถามคุณแม่ด้วยความสงสัย ท่านไม่ตอบอะไรแต่กลับยิ้มบางๆ ส่งมาให้ผมแทน แล้วจู่ๆ คุณแม่ของพี่ภูก็เปลี่ยนเรื่องคุย

“เอาเป็นว่าแม่ค่อนข้างมั่นใจว่าน้องไนล์จะช่วยให้พี่ภูดีขึ้นได้ แต่ลึกๆ แม่ก็แอบกังวล เพราะตอนนี้พี่ภูไม่ใช่พี่ภูคนเดิมเมื่อสิบปีที่แล้ว แม่ไม่อยากให้น้องไนล์ต้องพาตัวเองไปลำบาก ถ้าต้องอยู่กับอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของพี่ภูแบบนั้น "

คุณแม่มีสีหน้ากังวล พี่เทมส์เองก็เหมือนกัน แต่ผมกลับยิ้มกว้างไม่มีร่องรอยของความกังวลหรือไม่สบายใจปรากฎบนใบหน้าหรือดวงตาสักนิด

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณแม่ ผมทำได้ ผมจะลองพยายามดู แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ผมสัญญาว่าผมจะไม่ฝืน แบบนี้ดีไหมครับ”

ทั้งสองคนหันไปมองหน้ากันราวกับกำลังปรึกษากันผ่านทางสายตา ซึ่งผมก็ลุ้นตัวโก่งว่าคุณแม่จะอนุญาตหรือไม่แค่นั้น

“อนุญาตเถอะนะครับคุณแม่ อย่างน้อยให้ผมได้ตอบแทนพี่ภู ได้ทำอะไรเพื่อพี่ภูบ้างสักนิดก็ยังดี”

คุณแม่ละสายตาจากพี่เทมส์หันกลับมามองหน้าผมก่อนจะระบายยิ้มอ่อนโยน

“เห้อ แม่เชื่อแล้วว่าน้องไนล์ดื้อจริงๆ ดื้อตาใสด้วยนะนั่น ท่าทางจะอ้อนแม่จนกว่าแม่จะยอมแน่.. แล้วแม่ก็แพ้เด็กขี้อ้อนเสียด้วย เพราะพี่ภูไม่ค่อยชอบอ้อนแม่เท่าไหร่”

พอได้ยินแบบนั้นผมก็คว้ามือคุณแม่ขึ้นมากุมทันที พร้อมกับทำตาใสๆ อ้อนๆ ใส่ ทำเอาพี่เทมส์ที่นั่งมองอยู่ถึงกับแอบขำ

“นะครับคุณแม่ ให้ไนล์ได้ลองดูแลพี่ภูนะครับ..นะ”

คุณแม่ถึงกับดึงผมเข้าไปกอดพร้อมกับลูบไหล่ลูบหลังอย่างอ่อนโยน “ก็ได้ค่ะก็ได้ คุณแม่ยอมแล้ว คุณแม่จะเป็นคนพาน้องไนล์เข้าไปหาพี่ภูเอง ... ให้น้องไนล์เป็นลูกเพื่อนคุณแม่ดีไหม เพราะยังไงน้องไนล์ก็เข้าหาพี่ภูในฐานะน้องชายพี่เทมส์ไม่ได้อยู่แล้ว”

คุณแม่เอ่ยแซวให้ผมได้ย่นจมูกน้อยๆ ก่อนจะยิ้มกว้างอ้อนท่านพลางบอกสิ่งที่คิดมาแล้วจากบ้าน

“ให้ผมเป็นหลานชายของแม่บ้านของที่นี่ครับ หลานชายที่มาจากบ้านนอก มาหางานทำเพื่อช่วยครอบครัว... ผมอยากเข้าไปดูแลพี่ภูในฐานะนั้น”

ใช่... ในฐานะคนรับใช้แบบนี้น่ะเหมาะที่สุดแล้ว

.

.

.

To Be Continue

------------------------------------

ฝากแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ

แล้วก็ขอบคุณทุกคนมากๆ สำหรับทุกคอมเม้นท์ รออ่านอยู่เหมือนเดิมนะคะ จะได้เอาไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา

เจอกันตอนหน้าค่ะ เตรียมเวลคั่มแบ็คพี่ภูได้เรยยย ^^

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
รีบมานะพี่ภู
อยากอ่านจะเเย่แล้ววว

รอตอนต่อไปน้าาาา
ให้กำลังใจคนแต่งน้าาา

ฝากถึงคนอ่านด้วยน้าาาเข้ามาอ่านแล้วช่วยเม้น
ให้กำลังใจคนแต่งด้วย้นาๆๆๆ​ :mew1:

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 8th - Please trust me


‘พี่ภู เสาร์นี้กลับบ้านด้วยนะคะ ลูกกลับมาเป็นอาทิตย์แล้วแต่ไม่ยอมเข้าบริษัท แม่จะแนะนำเราให้กับบอร์ดบริหารได้รู้จักก็เลยไม่มีโอกาสสักที'

(ไว้ก่อนก็ได้ครับแม่ รอให้ผมพร้อมอีกหน่อย นี่ผมเพิ่งกลับมาเองนะครับ ยังอยากพักผ่อนสมองอยู่เลย)

‘พักพอแล้วค่ะพี่ภู เสาร์นี้ลูกต้องกลับบ้าน แม่จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ อาจจะไม่ใช่งานทางการ แต่แม่แค่อยากให้ทุกคนรับรู้ว่าพี่ภูกลับมาแล้ว’

(แต่แม่ครับ...)

‘ไม่มีแต่ค่ะ วันเสาร์เจอกันนะคะ พี่ภูจะมากี่โมงก็ได้ แต่งานจะเริ่มตอนห้าโมงเย็น แล้วถ้าพี่ภูเบี้ยวแม่ แม่จะเสียใจมากๆ และแม่ก็จะไม่พูดกับพี่ภูอีกเลย’


และนี่คือบทสนทนาที่ผมได้ยินคุณแม่คุยกับพี่ภูเมื่อวันที่เราตกลงร่วมกันถึงแผนการเยียวยาพี่ภู ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผมได้มายืนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ของพี่ภูอีกครั้ง และวันนี้คือวันเสาร์ที่จะมีงานเลี้ยงต้อนรับพี่ภู

คุณแม่ของพี่ภูวางแผนทั้งหมดไว้อย่างรัดกุม ท่านตั้งใจว่าจะหลอกล่อให้ลูกชายกลับมาบ้าน แต่ไม่รู้ว่าจะใช้วิธีไหนเลยอ้างว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพี่ภูขึ้นมาบังหน้า แล้วจะพาผมเข้ามารู้จักพี่ภูในฐานะคนดูแลชีวิตส่วนตัวของพี่ภู ชื่อตำแหน่งอาจจะดูหรูๆ ทั้งที่ผมบอกว่าผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรที่จะให้ตัวผมไปเป็นเด็กรับใช้พี่ภู ผมอยากเข้าไปดูแลเขา มันก็ควรจะอยู่ในสถานะแบบนั้นซึ่งก็ถูกแล้ว แต่คุณแม่ของพี่ภูกับพี่เทมส์ไม่ยอม

โดยเฉพาะคุณแม่ของพี่ภูที่ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดขาด ท่านบอกว่าผมต้องเข้าไปอยู่กับพี่ภูในฐานะนี้เท่านั้น ผมไม่ใช่เด็กรับใช้ ผมจะเป็นแค่คนดูแลใกล้ชิด เพราะที่จริงที่คอนโดพี่ภูเองก็มีคนดูแลทำความสะอาด ทำอาหาร ซักผ้าอะไรให้ปกติอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องพวกนี้ผมจึงไม่ต้องลงไปทำ ที่ต้องทำคือดูแลไม่ให้พี่ภูเถลไถล พยายามให้พี่ภูไปทำงานได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และข้อห้ามสำคัญที่ผมต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดซึ่งเป็นข้อห้ามที่พี่เทมส์กับคุณแม่ย้ำนักย้ำหนาก็คือ


ห้ามยอมให้พี่ภู ‘รังแก’ เด็ดขาด .. ซึ่งคำว่า ‘รังแก’ นี้ผมรู้ความหมายดีว่ามันหมายความว่ายังไง


ผมรับปากคุณแม่กับพี่เทมส์ไป เพราะผมเองก็พอจะรู้ข้อจำกัดของตัวเองดี และคิดว่าพี่ภูคงไม่ได้พิศวาสอะไรผมขนาดนั้น แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ตั้งใจพก ‘ยา’ ติดตัวไว้ตลอดเวลา เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นเมื่อสิบปีที่แล้ว พี่เทมส์ก็ไปคุยเรื่องนี้กับคุณอาหมอโดยไม่ยอมบอกให้พ่อกับแม่รู้ ซึ่งคุณอาก็ช่วยปิดเต็มที่เพราะรู้ดีว่าผมไม่อยากไปอยู่อังกฤษ

หนำซ้ำท่านยังช่วยเหลือผมด้วยการสั่งยาคุมฮอร์โมนแบบฉุกเฉินมาให้ผมเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นด้วย ซึ่งมันเป็นยาที่ผลิตที่ต่างประเทศ และคุณอาหมอก็เพิ่งจะสั่งเอาเข้ามาให้ผมใช้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านนี่เอง ผมพกติดตัวไว้ตลอด แต่ผมไม่เคยได้ใช้หรอก แล้วพอยาหมดอายุอาหมอก็สั่งมาให้ใหม่ อารมณ์เหมือนแบบมียาไว้ยังไงก็อุ่นใจมากกว่า เผื่อพลาดท่าขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยมันก็พอจะช่วยเรื่องการตั้งครรภ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ที่ผมต้องพึงระวังเลยคือยานี้กินได้ไม่บ่อย อย่างห่างๆ เลยก็ควรทิ้งช่วงแบบเดือนละครั้ง เพราะฉะนั้นมันเลยมีไว้ใช้ยามฉุกเฉินจริงๆ

ส่วนทางพ่อกับแม่ของผม รวมทั้งลมเพื่อนสนิท ผมก็ร่ำลากับพวกเขาเรียบร้อยไปแล้วเมื่อวาน ทั้งสามรับรู้ว่าผมไปออสเตรเลียเพื่อติดต่องานเป็นเวลาสามเดือน แต่ความจริงแล้วผมก็อยู่ประเทศไทยภายใต้ความช่วยเหลือของพี่เทมส์ โดยมีกฎข้อสำคัญที่ผมต้องทำตามอย่างเคร่งครัดนั่นก็คือ เขาต้องสามารถติดต่อผมได้ตลอด แม้ผมจะพยายามแย้งว่าหลานแม่บ้านที่ไหนมีสมาร์ทโฟนแพงๆ ไว้ใช้ ยิ่งหลานที่มาหางานทำเพื่อช่วยครอบครัวอีก พี่เทมส์เลยไปซื้อสมาร์ทโฟนตกรุ่นมาให้ผมใช้ ยังไงเขาก็จะไม่ยอมขาดการติดต่อกับผมเด็ดขาด เป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างผมกับพี่ชายที่ผมต้องยินยอม

“ไนล์ พี่ขอถามอีกที ไนล์แน่ใจจริงๆ ใช่ไหมครับที่จะทำแบบนี้”

พี่เทมส์เดินเข้ามาหาผมในห้องครัว เป็นสถานที่เก็บตัวของผมก่อนจะออกไปเผชิญหน้ากับพี่ภู ตอนที่คุณแม่ของพี่ภูเรียกพี่ภูมาคุย ส่วนพี่เทมส์วันนี้เขามาในฐานะแขกและเป็นแขกที่เป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าของบ้านด้วย ดังนั้นการที่เขาจะเดินไปเดินมาเข้านอกออกในบ้านพี่ภูนั้น จึงไม่ได้เป็นที่ผิดสังเกตเท่าไหร่ ยิ่งตอนนี้เจ้าของงานยังมาไม่ถึงงานตัวเองเลยด้วยซ้ำ คนที่มาร่วมงานก็เลยไม่ได้จับจ้องอะไร ส่วนใหญ่ก็รอคอยให้พี่ภูปรากฎตัวกันทั้งนั้นแหละ เพราะนี่ก็ใกล้เวลาที่จะเริ่มงานแล้วแต่พี่ภูก็ยังมาไม่ถึงสักที

“ไนล์แน่ใจครับ” ผมเดินเข้าไปโอบรอบเอวพี่ชายหลวมๆ “พี่เทมส์เชื่อใจไนล์นะ ไนล์ขอเวลาแค่สามเดือนให้ไนล์ได้ทำตามหัวใจตัวเองสักครั้งนะครับ”

พี่ชายผมพรูลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบรอบตัวผมเพื่อเป็นการกอดกลับ เขาจูบขมับผมเบาๆ เป็นเชิงรับรู้และให้กำลังใจ

“งั้นพี่ขออวยพรให้ไนล์ทำมันให้สำเร็จตามความตั้งใจแล้วกันนะ แต่ถ้ามันไม่เวิร์คจริงๆ ไนล์ต้องบอกและไม่ปิดบังพี่ พี่ขอแค่นี้ โอเคไหมครับ”

ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายโดยที่ริมฝีปากประดับรอยยิ้มกว้าง “ได้ครับ ไนล์สัญญา”

พี่เทมส์ยิ้มตอบก่อนที่จะรั้งตัวผมเอข้ามากอดแน่นๆ อีกครั้ง เราสองคนพี่น้องกอดกันอยู่อย่างนั้นพลางถ่ายทอดพลังและความอบอุ่นให้แก่กันและกันอย่างเคยชิน ก่อนที่ผมจะสะดุ้งโหย่งเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยตะโกนลั่นมาตามทางที่จะเดินตรงมาที่ห้องครัว

“เทมส์! .. ไอ้เทมส์! เชี่ยเทมส์! อยู่ไหนวะ? ไหนแม่บอกมึงอยู่ในบ้าน”

เสียงทุ้มที่เรียกพี่ชายผมตรงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พี่เทมส์ทำหน้าเหม็นเบื่อนิดหน่อยก่อนจะจูบลงมาหนักๆ บนหน้าผากผมแล้วผละออก

“พี่ไปก่อนนะ หมาบ้ามาแล้ว” ผมยิ้มกับคำเปรียบเปรยของพี่ชาย “สู้ๆ นะครับคนเก่งของพี่”

“ครับ”

พี่เทมส์ยืนมือมาลูบศีรษะผมนิดหน่อยก่อนจะผละออกไปไม่ให้พี่ภูเดินเข้ามาถึงในนี้ แต่ดูเหมือนเรื่องมันจะไม่ง่ายแบบนั้นเพราะเสียงพี่ภูที่แว่วเข้ามาทำให้ผมเกิดร้อนรน เพราะได้ยินว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาในห้องครัวให้ได้

“มึงโวยวายอะไรดังลั่นวะไอ้ภู ไม่อายคนในบ้านก็อายแขกมึงบ้างก็ยังดีนะ”

“แขกกูไรล่ะ ทั้งงานนี่รู้จักมึงอยู่คนเดียวมั้ง ที่เหลือก็แขกแม่ทั้งนั้นอะ ไม่รู้จะจัดงานทำไมให้สิ้นเปลือง”

“อ่าวแล้วนี่มึงจะไปไหน? .. ไอ้ภู! เห้ย ภู!.. เชี่ยภู! มึงจะไปไหนเนี่ย?”

ผมตาเหลือกโตเมื่อรู้สึกได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาใกล้ห้องครัว ตามด้วยเสียงทุ้มคุ้นเคยที่ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ

“ไปครัว หาไรกิน ข้างนอกแม่งโคตรอึดอัด จะอ้าปากกินอะไรก็ไม่ถนัด คนจ้องจะมาทำความรู้จักอยู่นั่นแหละ กูรำคาญ”

ผมเบิกตากว้าง หันซ้ายหันขวาเพื่อหาทางหลบ แต่ดูเหมือนครัวบ้านพี่ภูจะโล่งกว้างกว่าที่คิด ไม่มีพื้นที่ปิดตรงไหนเลย ผมซอยเท้าไปมาอยู่กับที่ จนกระทั่ง...

“นายเป็นใคร? มาทำอะไรในห้องครัวบ้านฉัน?”

ผมที่กำลังยืนหันหลังให้ประตูครัวถึงกับเลิ่กลั่ก เมื่อได้ยินเสียงทุ้มที่ผมรู้ดีว่าใครเป็นเจ้าของ ผมเงียบเนื่องจากไม่รู้จะตอบว่าอะไร และที่คิดกับคุณแม่ไว้นี่ไม่ใช่วิถีการเจอกันระหว่างผมกับพี่ภูที่อยากให้เป็น และในระหว่างที่สมองผมกำลังค้นหาคำตอบที่จะมาตอบพี่ภูนั้น พี่เทมส์ก็เข้ามาช่วยไว้ได้ทัน

“หลานชายป้าวรรณา เพิ่งมาทำงานได้สองสามวัน มึงเลยไม่เคยได้เจอ”

“อ่อ.. มิน่า ว่าไม่คุ้น เพราะปกติแม่ไม่ค่อยจ้างเด็กผู้ชายมาทำงาน กูก็งงว่าใครมายืนในบ้าน นึกว่าขโมย” พี่ภูหันไปคุยกับพี่เทมส์ ก่อนจะหันมาทางผมที่ยังคงยืนหันหลังไม่กล้าหันไป “ว่าแต่มีไรให้กินบ้าง ยกมาให้หน่อย เอาเบียร์ในตู้เย็นมาให้ด้วย”

พี่ภูสั่งก่อนที่จะเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางห้องครัว โดยมีเทมส์คอยช่วยพูดชวนให้พี่ภูออกไป แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่นัก ผมเลยต้องก้มหน้าก้มตาเดินไปตักอาหารที่อยู่ในถาดเตรียมยกไปข้างนอกใส่จานให้พี่ภู พร้อมกับเดินไปที่ตู้เย็นเพื่อหยิบเบียร์ เพราะไม่อยากให้พี่ภูสงสัย

“มึงจะมากินอะไรในนี้วะไอ้ภู ออกไปแดกข้างนอกไป แม่เขาจัดงานให้มึงนะวันนี้ มึงจะมานั่งหลบนั่งแอบในครัวให้แขกถามถึงทำไมวะ?”

“มึงแม่งโคตรขี้บ่นไม่เปลี่ยน เดี๋ยวก็ค่อยออกไปก็ได้ อีกตั้งพักหนึ่งกว่าจะเริ่มงาน มานั่งแดกเบียร์กับกูนี่มา” พี่ภูลุกไปดึงแขนพี่เทมส์แล้วลากมานั่งที่โต๊ะ โดยที่ผมพยายามแอบสบตากับพี่เทมส์อยู่ตลอด “ตั้งแต่กลับมายังไม่ได้นั่งคุยกันจริงๆ จังๆ เลยนะมึงกับกูเนี่ย”

“ก็ไม่ใช่เพราะมึงเอาแต่เมาหรอ?” ผมแอบยิ้ม ตอนที่ได้ยินพี่ชายตัวเองพูดกับพี่ภูแบบนั้น “เที่ยวก็เก่ง นี่แม่มาบอกกูว่าตั้งแต่กลับมามึงยังไม่เข้าบริษัทเลย.. มึงจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงไหนวะภู?”

พี่ภูทำฮึดฮัด แต่ดูก็รู้ว่าเขาไม่กล้าเถียงพี่ชายผม ความซวยเลยตกมาอยู่กับผมแทน

“เฮ้ย! เบียร์อ่ะกินวันนี้นะ ทำไมช้าจังห๊ะ?”

ผมลนลาน ก้มหน้าก้มตาถือของกินและเบียร์สองกระป๋องที่อยู่บนถาด เอามาวางตรงหน้าของพี่ภูกับพี่เทมส์ ผมได้ยินเสียงฮึ่มฮั่มจากในลำคอพี่เทมส์เล็กน้อย เขาคงไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ที่ผมถูกพี่ภูใช้ให้ยกของไปให้ ก็อย่างที่ว่าเวลาอยู่บ้านทุกคนสปอยล์ผมอย่างกับอะไรดี เพราะฉะนั้นพอมาเห็นอะไรแบบนี้ด้วยตาตัวเองเลยไม่แปลกที่พี่เทมส์จะออกอาการเป็นจงอางหวงไข่ใส่พี่ภู

หลังจากที่ยกอาหารและเบียร์เย็นๆ จากตู้เย็นออกจากถาด แล้ววางไว้บนโต๊ะให้คนทั้งสอง ผมก็เตรียมจะถอยออกมาตั้งใจว่าจะหลบออกไปจากห้องครัวสักพัก รอให้ได้เวลาก่อนค่อยมาเผชิญหน้ากับพี่ภู แต่ดูเหมือนโชคผมจะไม่ดีขนาดนั้น เพราะอยู่ดีๆ พี่ภูก็คว้าคว้าข้อมือของผมไว้แน่น แล้วใช้มืออีกข้างเชยคางผมขึ้น ทำให้สายตาของเราทั้งคู่มองสบกันเต็มๆ และก็เป็นผมที่ต้องเบิกตาโพลงอย่างตกใจ ในขณะที่ช่วงเวลาสั้นๆ ผมเห็นประกายนัยน์ตาของพี่ภูแวววับอย่างยินดี แต่แค่ครู่เดียวมันก็อันตรธานหายไป ... ผมอาจจะตาฝาดหรือไม่ก็คงคิดไปเอง

“นี่.. นี่มัน ฉันคุ้นหน้านาย เราเคยเจอกันมาก่อนแน่ๆ ใช่ไหม?”

ผมทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที จะสะบัดมืออกก็ไม่กล้า จะตอบก็ไม่ใช่ที่ สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือก้มหน้าหลบตาพี่ภู ไม่ให้เขาเห็นความร้อนรนที่เกิดขึ้นผ่านใบหน้าและแววตาของตัวเอง

“คะ คือ .. คือ ผม...”

ผมอึกอักในขณะที่พี่ภูก็พยายามจะเชยคางผมขึ้นอีกรอบแต่ผมขืนตัวเองเอาไว้ และได้แต่ภาวนาในใจให้พี่เทมส์ช่วยทำอะไรกับเหตุการณ์ตอนนี้สักอย่าง ผมไม่รู้ว่าพี่ภูจำผมได้จากเหตุการณ์ในผับเมื่ออาทิตย์ก่อนหรือเปล่า แต่ตอนนั้นมันมืดนะ เขาไม่น่าจะ...

“เฮ้ย!!”

“ไอ้ภู!!!”

ในขณะที่ผมกำลังคิดวุ่นวายและหาคำตอบกับตัวเองอยู่นั้น ร่างเล็กๆ ทั้งร่างของผมก็ลอยหวือ รู้ตัวอีกทีใบหน้าของตัวเองก็ปะทะเข้ากับหน้าอกแข็งๆ ของพี่ภู ทั้งผมทั้งพี่เทมส์ร้องกันเสียงหลง ในขณะที่ตัวต้นเหตุกลับทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว รั้งตัวผมเข้าไปกอดเสียแนบแน่นจนไม่มีที่ว่างให้อากาศรอดผ่าน ก่อนที่ใบหน้าหลอเหลาคมคายจะค่อยๆ ก้มลงมาหาใบหน้าของผม จมูกโด่งเป็นสันของคนตรงหน้าปัดไปปัดมาอยู่แถวแก้ม จนผมได้แต่ยืนตัวแข็งอย่างกับคนที่ทำอะไรไม่ถูกเต็มที่

“ใช่... ใช่จริงๆ ด้วย ฉันจำกลิ่นหอมๆ หวานๆ แบบนี้ได้”

พี่ภูยิ้มร้ายหลังจากปัดจมูกไปมาสูดดมในสิ่งที่ตัวเองสงสัยเสร็จ เขามองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ มือที่วางแปะอยู่บนเอวเริ่มเลื้อยลงไปที่สะโพก ในขณะที่ผมได้แต่ยืนตะลึงงัน จนกระทั่งพี่เทมส์เข้ามาขวางปัดมือเพื่อนสนิทตัวเองออก แล้วดึงผมไปแอบอยู่ข้างหลัง

“ไอ้ภู ทำอะไร? มึงเพิ่งเจอน้องเขานะ ทำรุ่มร่ามแบบนี้มันไม่เป็นสุภาพบุรุษ”

พี่ภูดูเหมือนจะไม่ได้สนใจที่พี่เทมส์พูดเท่าไหร่ เขาพยายามมองผม อีกทั้งยังพยักเพยิดกับตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไม่ผิด

“กูมั่นใจ กูเคยเจอเด็กคนนี้แล้ว เจอที่ผับวันนั้น.. แม่งโคตรเล่นตัว จะโก่งราคากู” พี่ภูพูดกับพี่เทมส์ด้วยประโยคที่ค่อนข้างดูถูกผม ในขณะที่ผมได้แต่หน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าพี่ภูจะจำได้ “ว่าแต่ป้าวรรณาเขารู้รึเปล่าวะ ว่าหลานตัวเองขาย”

“ไอ้ภู!!”

พี่เทมส์หน้าแดงก่ำ ดูก็รู้ว่าโกรธพี่ภูสุดๆ ผมที่ออกตัวมากไม่ได้ ก็ได้แต่แอบเอื้อมมือไปกุมมือพี่เทมส์เบาๆ จากด้านหลังในฝั่งที่ภูมองไม่เห็น จนพี่เทมส์สงบลงผมถึงได้เริ่มเปิดปากแก้ไขความเข้าใจผิ

“ผม.. ผมเปล่านะครับ ผมไม่ได้ขาย ผมบอกคุณไปตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าคุณเข้าใจผิด”

“เหอะ! เข้าใจผิดงั้นหรอ? นายบอกว่าฉันเข้าใจผิด แต่นายก็ออกไปกับไอ้ผู้ชายกร่างๆ คนนั้นอยู่ดีนี่ แบบนี้ถ้าไม่ได้ขายแล้วเรียกว่าอะไร? ... ตัวเองก็พูดแท้ๆ ว่ามาหาลูกค้า หึ!” พี่ภูเหยียดริมฝีปาก ก่อนจะพึมพำเบาๆ “หนีไม่พ้นเรื่องเงิน”

พี่ภูคนที่ดูอารมณ์ดีก่อนหน้าดูเหมือนจะกำลังหายไป เพราะพี่ภูที่ผมเห็นและสัมผัสได้ตอนนี้มีแต่บรรยากาศอึมครึมและความหงุดหงิดแผ่ปกคลุมรอบตัวไปหมดจนผมอึดอัด

ผมเข้าใจนะว่าเขามีปมกับเรื่องพวกนี้ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าคนทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขาจะเป็นอย่างนั้นทั้งหมดเสียเมื่อไหร่

“พอได้แล้วไอ้ภู มึงกำลังติดสินคนอื่นเพราะอคตินะ หลานป้าวรรณาเขาก็บอกมึงอยู่ว่าไม่ใช่ จะไปยัดเยียดให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ทำไมวะ?”

“นี่ไอ้เทมส์ มึงเข้าข้างอะไรเด็กนี่นักหนา” พี่ภูใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มตอนคุยกับพี่เทมส์ ดูก็รู้ว่าตั้งใจจะกวนโมโหพี่ชายผมเต็มที่ “กูเห็นตั้งแต่กูเดินเข้ามาเนี่ย มึงออกตัวให้เด็กนี่หลายครั้งแล้วนะ ทำไมมึงชอบแบบนี้หรอ? ไม่น่าเปล่าวะ หรือว่ามึงเปลี่ยนแนว?”

“กูไม่ได้คิดอะไรทุเรศๆ แบบมึงหรอก แต่มึงควรให้เกียรติน้องเขาบ้าง ยังไงเขาก็เป็นหลานชายของแม่บ้านที่ดูแลทั้งมึงและแม่มานาน ถ้าป้าวรรณาเขารู้ว่ามึงพูดกับหลานเค้าแบบนี้ มึงคิดว่าเค้าจะเสียใจไหม”

พี่ภูเงียบไป เมื่อเจอพี่เทมส์พูดตรงๆ ใส่ ในชั่วขณะนึงผมเห็นแววตาคมคู่นั้นที่แข็งกร้าวมาตลอดทอแสงอ่อนลง และนั่นยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าลึกๆ แล้วพี่ภูคนเดิมยังอยู่ตรงนั้น เพียงแต่ตอนนี้กำแพงที่กั้นระหว่างพี่ภูคนเก่ากับคนใหม่มันแข็งแกร่งมาก อาจจะต้องใช้เวลาบ้างในการที่ทลายกำแพงนั่นลง

แต่ก็แค่ชั่วครู่เดียวพี่ภูที่ดูเจ้าเล่ห์และไม่น่าไว้ใจก็กลับมา เขาทำท่ายักไหล่ราวกับไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอื้อมมืออ้อมมาด้านหลังพี่เทมส์ แล้วคว้าแขนผมไว้แน่นพลางดึงเข้าหาตัว ทำให้ผมที่ไม่ทันระวังปะทะเข้าที่อกแกร่งของอีกฝ่ายเต็มๆ

“ว่าแต่... ตามมาหาฉันถึงที่นี่เลยหรอ? จะให้เชื่อว่าบังเอิญ? ไม่ได้ตั้งใจ? ทั้งๆ ที่วันนั้นนายก็มองฉันอย่างกับอยากได้จะแย่อย่างนั้นน่ะนะ”

ผมตาเบิกโต ไม่คิดว่าพี่ภูจะเข้าใจอะไรผิดไปไกลได้ขนาดนั้น เขาถามผมด้วยสีหน้าและแววตาเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง ริมฝีปากหยักลึกแสยะยิ้มร้าย แถมยังทำท่าจะก้มลงมาหาผมอีกตะหาก ดีที่เสียงของคุณแม่ดังขึ้นเสียก่อน ไม่งั้นมีหวังพี่เทมส์พุ่งเข้าหาพี่ภูแน่ๆ

“พี่ภู! หยุดเดี๋ยวนี้นะลูก!”

พี่ภูเงยหน้า กลอกตา ทำท่าเซ็งๆ ก่อนที่จะหันไปทางต้นเสียง พอเห็นว่าคุณแม่ดูโกรธจริงๆ เขาก็ยอมปล่อยมือออกจากแขนผมพร้อมกับยกขึ้นกางบนอากาศราวกับทำท่ายอมแพ้ ผมเองที่พอเป็นอิสระก็ถอยกรูดกลับไปอยู่หลังพี่เทมส์ตามเดิม ก่อนที่จะได้ยินเสียงคุณแม่เอ็ดพี่ภูยกใหญ่

“คีริน! แม่เรียกให้เรากลับมาเพราะอยากเห็นหน้า อยากชื่นชมลูกชายตัวเอง ไม่ใช่เรียกเรามาเพื่อให้เราทำตัวแย่ๆ รังแกคนอื่นแบบนี้นะ!”

คนถูกต่อว่านิ่งไป ในขณะที่ผมเองก็ตกใจไม่น้อยเพราะไม่คิดว่าเวลาคุณแม่เอาจริงจะดูน่ากลัวไม่น้อยแบบนี้ มิน่าท่านถึงปกครองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของสามีได้แม้จะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวก็ตาม

“ก็เด็กนั่น...” พี่ภูทำท่าจะเถียง แต่คุณแม่พูดสวนขึ้นมาก่อน

“หลานป้าวรรณาชื่อไนล์ค่ะพี่ภู น้องไนล์ ไม่ใช่เด็กนั่น เด็กนี่ หรือเด็กไหน”

คุณแม่พูดเสียงเรียบให้พี่ภูถอนหายใจออกมาหนักๆ แต่เขาก็ไม่ได้ทำท่าทีอะไรมากหรอก นอกจากยืนนิ่งๆ ฟังที่คุณแม่พูด

“หึ! ไนล์... ตัวเล็กกระเปี๊ยกเดียวแต่ชื่อแสนจะยิ่งใหญ่เหลือเกิน”

พี่ภูมองหน้าผมตาวาว เขาพึมพำไม่เบานักและผมก็ได้ยินชัดเจน... ถ้าไม่นับตอนเจอกันที่ผับ นี่เป็นครั้งแรกที่พี่ภูเรียกชื่อจริงๆ ของผมผ่านริมฝีปากของตัวเอง

แม้มันจะไม่ใช่อย่างที่ผมเคยฝันไว้ แต่มันก็ย่อมดีกว่าครั้งแรกที่เจอกันแน่ๆ ครั้งนั้นมันทำให้ผมรู้สึกแย่มากกว่ารู้สึกดี

“เอาล่ะๆ เดี๋ยวค่อยมาคุยกัน ตอนนี้จะได้เวลาเริ่มงานแล้ว พี่ภูกับพี่เทมส์ออกไปที่หน้าบ้านก่อน ไว้จบงานแล้วค่อยคุยกัน”

พี่ภูขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินคุณแม่พูดแบบนั้น เขาหันมาถามมารดาตัวเองอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรมากนัก

“คุยอะไรครับแม่ ไหนบอกว่าจะให้มางานเลี้ยงต้อนรับไง”

“ก็ไม่ได้มีอะไรมาก อย่างที่แม่บอกแหละไว้ค่อยคุย ตอนนี้ออกไปกันก่อนเถอะ”

มือเรียวสวยของคุณแม่ดันชายหนุ่มร่างใหญ่ทั้งสองให้ออกเดิน พี่เทมส์หันมามองผมนิดหน่อยอย่างเป็นห่วง แต่พอผมพยักหน้าน้อยๆ ให้สัญญาณว่าไม่ได้เป็นอะไรเขาก็ออกเดินตามพี่ภูไปติดๆ มีแต่คุณแม่ที่ยังคงรั้งท้ายและหันมาถามผมอย่างเป็นกังวล

“น้องไนล์ หนูโอเคไหมคะลูก? พี่ภูทำอะไรให้หนูเจ็บหรือเปล่า?”

คุณแม่ถามพลางจับผมพลิกตัวซ้ายขวาเพื่อสำรวจหาบาดแผลหรือรอยฟกช้ำที่อาจเกิดขึ้นตามร่างกาย ให้ผมต้องหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยืนยันว่าตัวเองสบายดี

“ผมไม่เป็นอะไรครับคุณแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” ผมย้ำ ทำให้คุณแม่มีสีหน้าโล่งใจมากขึ้น

“งั้นน้องไนล์รอแถวๆ นี้นะคะ งานเลิกแม่จะพาพี่ภูเข้ามาคุย” คุณแม่บอกย่างใจดี “ที่จริงแม่ก็อยากชวนน้องไนล์ออกไปด้วยกัน แต่กลัวจะเจอคนรู้จักแล้วเดี๋ยวความจะแตกเสียก่อน”

ผมหัวเราะเบาๆ นึกทึ่งที่คุณแม่รอบคอบและใส่ใจรายละเอียดต่างๆ “ไปเถอะครับ ผมรอได้.. แถวๆ นี้แหละ”

คุณแม่พยักหน้าพร้อมกับเดินตามสองหนุ่มที่เดินนำไปแล้วค่อนข้างไกล ท่านร้องเรียกบุตรชายและเพื่อนของบุตรชายด้วยน้ำเสียงสดใส มองดูก็รู้ว่าวันนี้ท่านมีความสุขมาก เพราะตั้งแต่พี่ภูกลับมาให้เห็นหน้า คุณแม่ก็ยิ้มไม่หยุด

ส่วนผมก็ได้แต่แอบมองพี่ภูอยู่ตรงมุมนี้ มุมที่ผมคุ้นเคย ผมมองแผ่นหลังกว้างที่กว้างมากกว่าสิบปีก่อนเป็นเท่าตัวเห็นจะได้ ตอนนั้นก็ว่าพี่ภูดูตัวใหญ่สำหรับผมแล้วนะ ตอนนี้พี่ภูตัวใญ่มากกว่าตอนนั้นอีก ในขณะที่ผมไม่ได้ดูโตขึ้นเท่าไหร่เลย อาจจเป็นเพราะไม่ได้เจอกันนาน ผมจึงไม่สามารถละสายตาจากพี่ภูที่ดูโดดเด่นกว่าใครในเวลานี้ได้เลยแม้แต่นาทีเดียว

ผมคิดถึงพี่มากๆ เลยครับ.. พี่ภู

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(ต่อจากด้านบน)


“แม่ว่าไงนะครับ? อันนี้มุกตลกหรือเปล่าผมจะได้ขำ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ผมมองสีหน้าที่ติดจะไม่พอใจอย่างมากของคนที่ตัวเองแอบรักมาเป็นสิบปี เพราะถึงแม้ว่าเสียงที่หลุดออกจากลำคอเขาจะเป็นเสียงของการแกล้งหัวเราะแต่ใบหน้าของพี่ภูนั้นไม่ได้ยิ้มตามสักนิด

“ที่แม่ทำก็เพราะแม่เป็นห่วง แม่คิดว่าพี่ภูควรต้องมีคนดูแล พี่ภูจะเหลวไหลแบบนี้ไปเรื่อยไม่ได้นะลูก”

ในขณะที่คุณแม่ของพี่ภูก็พยายามหว่านล้อมอย่างจริงจัง ในขณะที่ผมที่นั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นกลับนั่งก้มหน้านิ่งเงียบ คุณป้าวรรณาแม่บ้านที่ต้องมีผมมาแสดงเป็นหลานจำเป็นก็ไม่ได้ออกความเห็นอะไรเช่นกัน จนเป็นพี่เทมส์ที่พูดขึ้นม

“ถ้ามึงไม่อยากทำอย่างที่แม่บอก มึงก็ย้ายกลับบ้านดิไอ้ภู แม่จะได้เลิกเป็นห่วงมึง”

ผมตาโตทันทีที่ได้ยินพี่เทมส์พูดยุพี่ภูแบบนั้น... ทำไมพี่เทมส์ถึงพูดแบบนั้นล่ะ หรือเกิดจะเปลี่ยนใจไม่อยากให้ผมไปอยู่กับพี่ภูแล้ว

ผมนั่งกระตุกชายขากางเกางของพี่ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาเหนือขึ้นไปเงียบๆ ในขณะที่พี่เทมส์ทำเป็นไม่สนใจ จนผมได้แต่นึกโกรธที่รู้ว่าพี่ชายกำลังจะตลบหลังเข้าข้างพี่ภู

“ไม่! กูบอกแม่ไปหลายทีแล้วว่าอึดอัด ไม่ชอบอยู่บ้าน อยู่ที่คอนโดมันเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกด้วย กูชอบแบบนั้นมากกว่า

“ก็ถ้ามึงชอบแบบนั้น มึงก็เอาน้องเขาไปอยู่ด้วยก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไหมวะ ตัวแค่นี้คงไม่ได้กินเก่งเท่าไหร่หรอก”

พี่เทมส์ยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมในขณะที่พี่ภูก็ค้านจนหัวแทบจะชนฝาเช่นกัน

“ไม่! กูไม่ชอบอยู่กับคนแปลกหน้า อีกอย่างที่คอนโดก็มีแม่บ้านประจำอยู่แล้ว กูจะเอาเด็กนี่ไปอยู่ให้ยุ่งยากทำไม”

“ให้น้องไปอยู่เป็นเพื่อนไงคะพี่ภู”คราวนี้เป็นทีของคุณแม่บ้าง “ให้น้องไปดูแล ไปคอยช่วยเหลืออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ แม่อยากให้พี่ภูเปิดใจนะ”

"โถ่แม่ครับ ผมก็เพิ่งบอกไปว่าเมื่อกี้นี้ว่าไม่อยากให้เด็กนี่...”

“ชื่อไนล์ครับพี่ภู น้องชื่อไนล์” คุณแม่ปราม ทำเอาพี่ภูฮึดฮัดขึ้นมาทันที เขาตวัดมองผมด้วยสายตาไม่พอใจ เขาทำราวกับว่าความผิดทั้งหมดมันอยู่ที่ผมนี่แหละ ถึงแม้ผมจะยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยก็เถอะ

“นั่นแหละครับ ผมไม่ได้เป็นคนร้องขอให้ไนล์ไปอยู่ด้วยนะครับ แม่จะยัดเยียดมาให้ผมทำไม ผมไม่ได้อยากให้ใครมาวุ่นวายดูแล ตอนนี้ผมโตแล้ว ผมดูแลตัวเองได้ ... ขอบคุณแม่มากนะครับสำหรับความหวังดี”

คุณแม่ถึงกับผงะ เพราะท่าทีของพี่ภูดูไม่แยแสผมจริงๆ จนผมนึกเป็นห่วงเลยคลานเข่าเข้าไปนั่งใกล้ๆ ท่าน พอท่านเห็นผมเข้าไปหาก็ก้มลงมองมาพร้อมกับยิ้มให้ โดยที่ผมไม่รู้เลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสายตาพี่ภูตลอด

“เสียใจด้วยค่ะพี่ภู ที่แม่บอกพี่ภูให้พาไนล์ไปอยู่ด้วยไม่ใช่ประโยคขอร้อง แต่เป็นประโยคคำสั่ง เพราะถ้าพี่ภูไม่พาไนล์ไปอยู่ที่คอนโด พี่ภูก็ต้องกลับมาอยู่บ้าน .. เลือกเอาว่าพี่ภูจะเอาแบบไหน”

พี่ภูหน้าตึงทันทีพอได้ยินคุณแม่บอกแบบนั้น เขาตวัดสายตามามองผมด้วยความไม่พอใจ ทำเอาผมถึงกับก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา

“แค่มันอ้อนแม่ ประจบแม่นิดหน่อย แม่ก็เข้าข้างถึงขั้นกับสั่งผมให้ทำเลยหรอครับ?” เขาหันไปถามมารดาตัวเอง ก่อนจะหันหลับมาตะคอกใส่ผมเสียงดัง “นี่ติดใจฉันขนาดนี้เลยหรือไง? ทำไม? อยากอยู่กับฉันจนตัวสั่นริกๆ จนถึงกับยอมทำทุกอย่างแบบนี้เลยหรอ? ห๊ะ?”

พูดไม่พูดเปล่า พี่ภูถลาก้มลงมาจับต้นแขนผมไว้แน่นพร้อมกับกระชากให้ถอยออกมาจากคุณแม่ ต้นแขนที่ถูกพี่ภูจับขึ้นรอยแดงทันทีแม้จะผ่านไปไม่ถึงเสี้ยววินาที ผมเจ็ บจนน้ำตาคลอแต่ไม่กล้าส่งเสียงร้องสักแอะ เพราะกลัวจะทำให้พี่ภูโกรธมากขึ้น จนพี่เทมส์ถึงกับต้องถลาลุกขึ้นยืนแล้วร้องเรียกเพื่อนตัวเองเสียงดังลั่น

“ไอ้ภู!! มึงปล่อยน้องเดี๋ยวนี้!!”

“นี่มึงก็อีกคนหรอไอ้เทมส์ เด็กนี่มีอะไรดีวะถึงได้หลงกันทั้งบ้าน” พี่ภูยอมปล่อยแขนผม พร้อมกับยืดตัวขึ้นเต็มกำลัง “หรือเพราะเห็นหน้าซื่อๆ ตาใสๆ เลยคิดว่ามันน่าสงสารน่าเห็นใจ? เหอะ! รู้ไว้เถอะว่าไอ้หน้าแบบนี้นี่แหละตัวดี หิวเงินอย่างกับอะไรแถมจมูกดีโคตรๆ รู้หมดว่าใครคนไหนที่ปลอกลอกกอบโกยผลประโยชน์ได้!! มันถึงทำให้ทั้งมึงทั้งแม่หลงแบบนี้ไง”

พี่ภูส่งเสียงกร้าว นัยน์ตาแดงก่ำ ผมรู้ว่าเขาทั้งโกรธทั้งเสียใจ มันมีอะไรลึกๆ หลายอย่างผลักดันให้เขารู้สึกอย่างนั้นมื่อเห็นผม ผมอาจจะมีลักษณะและบรรยากาศที่คล้ายคลึงคนรักของเขา แถมการที่ผมเข้าหาเขาแบบนี้มันยังยากที่จะทำให้เขาไว้ใจ เขาจะตั้งแง่กับผมแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก


แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยแฮะว่าผมเจ็บเป็นบ้า... เจ็บเหมือนมีมือหลายร้อยมือมาบีบขย้ำหัวใจผมอย่างแรง

“พี่ภู ไนล์เขาไม่ได้เป็นคนอย่างนั้นนะ ไนล์เขาเข้ามากรุงเทพเพราะอยากจะหางานทำเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว อีกอย่างไนล์ก็เป็นหลานของวรรณาด้วยแม่เลยอยากช่วย เด็กดีๆ แบบนี้ทำไมเราถึงไปตั้งแง่ใส่เขาอยู่ได้ หื้อ?”

“หึ!” อยากช่วยที่บ้านหาเงินเพื่อแบ่งเบาภาระ?” พี่ภูหัวเราะเสียงเหยียด อีกทั้งยังย้อนคำพูดคุณแม่ ก่อนจะพูดจี้จุดจนผมสะดุ้ง “แต่ได้ข่าวว่าวันก่อนผมเจอเด็กนี่ที่ผับดังที่ถ้ากระเป๋าไม่หนักจริงคงเข้าไม่ได้ แถมการแต่งเนื้อแต่งตัวยังไม่ใช่แบบนี้ด้วย ผมไม่ได้ดูถูกนะ แต่แม่ก็บอกผมเองว่าเด็กนี่ยากจน ถ้างั้นก็คงไม่ได้ไปเที่ยวแน่ๆ แล้วไม่งั้นจะไปทำอะไรถ้าไม่ใช่หาเงิน?”

“คะ คุณภู..”

“อึกอักทำไม ตอบมาดิว่าไปทำไม? บริสุทธิ์ใจก็พูดมาฉันรอฟังอยู่”

 “....” ผมพยายามคิดหาทางออกอย่างหนัก แต่ก็หาคำตอบดีๆ มาตอบพี่ภูไม่ได้ โดยที่พี่ภูเองก็ย้ำไม่หยุด

“หนำซ้ำยังมีผู้ชายเข้าโอบประคอง พาออกไปต่อหน้าต่อตาฉันอีก นายจะให้ฉันคิดยังไง ในเมื่อนายก็บอกฉันเองว่านายมีนัดกับลูกค้า อย่างนายจะมีปัญญาขายอะไรได้ล่ะ?” พี่ภูใช้สายตามองผมอย่างโลมเลียตั้งหัวจรดปลายเท้า “อ้อนแอ้น บอบบาง รูปร่างอย่างกับผู้หญิงแบบนี้ ก็ขายได้อยู่อย่างเดียวนั่นแหละ.. หึ! สมบัติติดตัวมาตั้งแต่เกิด”

ผมได้ยินเสียงขบฟันแรงมากจากคนข้างตัวที่เป็นพี่ชาย พอมองไปที่มือใหญ่ที่อยู่ข้างตัวของพี่เทมส์ก็เห็นว่าเขากำมันไว้แน่นท่าทางจะโมโหพี่ภูน่าดู

“คีริน!! อย่าให้ฉันต้องเรียกซ้ำนะ!! เรามีสิทธิ์อะไรไปตัดสินคนอื่น ทำไมถึงใจร้ายแล้วก็หยาบคายขนาดนี้!! ลูกชายที่น่ารักคนนั้นของฉันหายไปไหน ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะคีริน”

คุณแม่พูดเสียงสั่นก่อนที่จะน้ำตาไหลอย่างน่าสงสาร ผมถลาเข้าไปหาท่านทันทีเมื่อท่านทำท่าเหมือนจะล้มลง ผมประคองท่านลงนั่งก่อนใช้มือเล็กๆ โบกพัดให้ท่านตรงหน้า โดยที่ไม่ทันได้เห็นเลยว่าแววตาแข็งกร้าวที่มองผมเมื่อครู่อ่อนแสงลงอย่างไม่น่าเป็นไปได้

“คุณมะ.. อะ คุณท่านครับ นั่งพักก่อนนะครับ ใจเย็นๆ หายใจช้าๆ นะครับ” ผมกระซิบบอกท่านเสียงค่อย นึกเสียใจที่ตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้คุณแม่กับพี่ภูต้องทะเลาะกัน

“น้องไนล์ มะ.. ฉัน ฉันขอโทษนะที่ลูกชายฉันพูดจาไม่ดี ไม่โกรธใช่ไหม?”

คุณแม่ยกมือขึ้นลูบศีรษะผมเบาๆ ผมรู้ดีว่าในคำถามของท่านนั้นมีคำขอโทษซ่อนอยู่ เอาเข้าจริงผมไม่ได้โกรธพี่ภูเลย ผมเข้าใจหรืออย่างน้อยผมก็พยายามที่จะเข้าใจ มันประกอบด้วยเหตุผลและเรื่องบังเอิญหลายอย่างที่อาจจะทำให้พี่ภูเข้าใจผิด แล้วยิ่งเขามีปมในใจแบบนั้น มันก็ไม่แปลกที่เขาจะคิดระแวง เพราะเขาเองก็ถูกทำร้ายในลักษณะนี้มาก่อน

“ไม่เป็นไรครับคุณท่าน ผมไม่เป็นไร” ผมยิ้มบางๆ พร้อมกับจับมือคุณแม่ที่วางอยู่บนศีรษะมากุมไว้เบาๆ ให้ท่านได้ยิ้มออก

“อยากเปลี่ยนใจไหม เปลี่ยนใจได้นะคะ...” คุณแม่ถาม แววตาดูกังวล ผมรู้ว่าลึกๆ ท่านก็คาดหวัง หวังว่าผมจะช่วยให้พี่ภูดีขึ้นได้ เพราะผมเองก็หวังอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

“ไม่ครับ ผมไม่เปลี่ยนใจ คุณท่านไม่ต้องกังวลนะครับ” ผมยิ้มตอบท่าน ให้ท่านได้สบายใจ เราสองคนคุยกันเบาๆ และผมก็มั่นใจมากด้วยว่าจะไม่มีใครได้ยิน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ได้รู้เลยนั่นก็คือ... ภาพทุกอย่างตกอยู่ในสายตาพี่ภูทั้งหมด


และสายตาคู่นั้นที่เคยแข็งกร้าว ก็กลับทอแสงอ่อนลง


“ตกลงจะเอายังไงพี่ภู ถ้าพี่ภูไม่ให้ไนล์ไปช่วยอยู่ดูแล พี่ภูก็เชิญไปอยู่คนเดียวตามสบาย ทำเหมือนอย่างที่พี่ภูชอบทำ ไม่ต้องคิดว่าจะมีใครเป็นห่วง ไม่ต้องคิดว่าจะมีใครเป็นครอบครัว แล้วก็ไม่ต้องกลับมาให้แม่เห็นหน้าอีก”

“แม่!!!”

“คุณท่าน...”

ทั้งผมและพี่ภูตกใจมากที่ได้ยินแบบนั้น ผมหันไปมองหน้าพี่ชายตัวเองทันทีสลับกับการหันมามองคุณแม่อีกครั้ง สีหน้าของท่านสงบนิ่ง แววตาเอาจริงนั่นทำให้ผมได้รู้ว่าคุณแม่ของพี่ภูไม่ได้พูดเล่น และคำพูดประโยคนี้ก็เป็นสิ่งที่คิดมาดีแล้ว... โดยที่คนคิดคือพี่เทมส์

ใช่ พี่ชายผมนั่นแหละเป็นคนต้นคิด ไม่งั้นเขาคงดูตกใจมากกว่านี้แล้ว เดาว่าพี่เทมส์คงพอรู้ว่าพี่ภูต้องไม่ยอมแน่ๆ เลยให้คุณแม่กึ่งบังคับใส่ แต่เอาเข้าจริงผมไม่สบายใจเลย ผมไม่อยากให้ทุกคนไปกดดันพี่ภูขนาดนั้น ถ้าเขาไม่ต้องการให้ผมเข้าไปอยู่ดูแลจริงๆ ผมก็ยอมรับได้นะ อาจจะเสียใจบ้าง แต่ก็ดีกว่าให้แม่กับลูกผิดใจกัน

ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย

“นี่แม่อยากให้ผมเอาเด็กไนล์นี่กลับไปอยู่ด้วยขนาดนั้นเลยหรอครับ? มันอะไรกันนักกันหนา แม่หลงอะไรเด็กนี่นักหนา”

พี่ภูพูดเสียงเข้ม ดวงตาเรียวคมตวัดมามองผมอย่างเอาเรื่อง ใจผมเจ็บไปหมดเมื่อแววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครั้งที่เรายังเด็กกว่านี้เปลี่ยนไปเป็นแววตาที่มองมาด้วยความไม่พอใจและมันอาจจะเข้าขั้นถึง...เกลียดชัง

“พี่ภูคิดว่าที่แม่อยากให้ไนล์ไปอยู่กับพี่ภู ดูแลพี่ภูเป็นเพราะแม่หลงใหลได้ปลื้มไนล์จนถึงขั้นต้องยัดเยียดไนล์เข้าไปในชีวิตพี่ภูงั้นหรอ? ทำไมพี่ภูไม่คิดบ้างว่าแม่ทำไปเพราะเป็นห่วง แม่บอกให้พี่ภูมาอยู่ด้วยกันที่บ้านพี่ภูก็ไม่อยากอยู่ อยู่ที่คอนโดคนเดียวใครจะดูแล คิดว่าไม่ไม่รู้หรอว่าเราเอาแต่เที่ยว กินเหล้า ข้าวปลาไม่แตะ ... ทุกการกระทำของพี่ภูไม่ใช่เป็นเพราะไม่มีคนดูแลหรือยังไง?

“แม่ครับ แต่ผมมีแม่บ้านมาทำความสะอาด มาทำกับข้าว มาดูแลเรื่องต่างๆ ให้อยู่แล้วนะครับ ผมไม่เห็นว่ามันจะจำเป็นเลยว่าจะต้องมีเด็กคนนี้มาอยู่กับผมอีกคน”

“แต่แม่บ้านที่ลูกว่าสองสามวันถึงจะเข้าไปที ไอ้ความสะอาดที่เค้าทำ กับข้าวที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น แม่ไม่ว่าหรอกไม่ติเตียนเขาเลยด้วยเพราะเขาทำหน้าที่ตัวเองได้ไม่มีบกพร่อง แต่...เขาทำแค่นั้นแล้วก็จบไงคะพี่ภู ขาไม่มาสนใจหรอกว่าพี่ภูจะกินข้าวที่เขาทำไหม จะกินเหล้ากินเบียร์น้อยลงหรือเปล่าถ้าเขาเอาไปซ่อน นั่นเป็นเพราะอะไรรู้ไหมลูก?”

“....”

“นั่นเป็นเพราะเขาก็แค่ทำตามหน้าที่ที่เขาได้รับค่าตอบแทน เขาไม่มานั่งห้ามไม่ให้พี่ภูกินเหล้า เข้านอนเร็ว หรือเตือนให้กินข้าวในมื้อเช้าทุกมื้อหรอก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องทุ่มเททำทุกอย่างด้วยใจ แต่ไนล์ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะอย่างน้อยเมื่อกี้ตอนแม่จะเป็นลม ไนล์ก็เข้าถึงตัวแม่ก่อนใคร เพราะไนล์เขาสังเกต ใส่ใจ และรู้จักเป็นห่วงเป็นใยคนอื่น แล้วพี่ภูคิดว่าคนแบบนี้แม่ไม่ควรไว้ใจปล่อยให้ไปดูแลลูกชายที่แม่ทั้งรักทั้งห่วงหรอคะ?”

ผมก้มหน้างุด นึกเขินที่คุณแม่พี่ภูเข้าข้างผมมากขนาดนี้ ในขณะที่พี่ภูเองก็เงียบไป เขาดูอ่อนลงเมื่อได้ยินมารดาของตัวเองบอกแบบนั้น และดูเหมือนว่าเขาจะกำลังจะตัดสินใจอยู่

“ก็ได้ ผมยอมให้แม่พาเด็กนี่เข้าไปอยู่ที่คอนก็ได้ แต่ต้องมีข้อแม้ว่า...” พี่ภูตวัดสายตามทางผมอีกครั้ง “เด็กนี่จะต้องทำตามสิ่งที่ผมบอกทุกอย่าง และต้องไม่วุ่นวายกับผมถ้าผมไม่อนุญาต เมื่อไหร่ไนล์ทำผิดสัญญาผมมีสิทธิ์ส่งเขากลับได้ทันทีไม่มีข้อแม้”

“พี่ภูเชื่อแม่นะคะว่าไนล์จะดูแลพี่ภูได้” คุณแม่ของพี่ภูยิ้มออกมาทันทีพอได้ยินว่าพี่ภูตกลงยอมให้ผมไปอยู่ด้วย ท่านลุกขึ้นเดินมายืนตรงหน้าลูกชาย ก่อนจะยกมือลูบแก้มลูกชายที่อยู่ตรงหน้าท่านเบาๆ “แม่อยากได้พี่ภูคนเดิมกลับมา อยากได้พี่ภูที่แข็งแรงทั้งกายและใจกลับมา เชื่อแม่นะคะว่าไนล์จะทำให้พี่ภูดีขึ้นได้ เชื่อแม่นะ”

พี่ภูไม่ได้พูดอะไรนอกจากก้มลงไปโอบกอดคนเป็นแม่ไว้หลวมๆ ผมเองก็รู้สึกโล่งใจจนต้องหันไปยิ้มกว้างให้พี่เทมส์ที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างๆ

ขอแค่พี่ภูยอมให้โอกาสผมให้ได้ดูแลเขา ขอแค่นั้น... เขาไม่ต้องรักผมก็ได้ ผมยอมรับว่าหวังแต่ถ้าเป็นไปไม่ได้อย่างน้อยให้ผมได้มีช่วงเวลาดีๆ กับเขาบ้างก็ยังดี

ผมวาดฝันทุกอย่างไปไกลด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขโดยที่ไม่ได้ระแคะระคายอะไรเลยว่าทำไมพี่ภูถึงยอมทุกอย่างง่ายดายขนาดนี้ ผมที่ขดตัวอยู่ในโลกแคบๆ ของตัวเองก็มองเห็นแต่ความสวยงาม ไม่ได้คิดไปไกลว่าจิตใจมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่สำคัญก็คือจิตใจที่ว่านั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาไม่มีอะไรมาการันตรีหรอกว่า นิสัยของเขาที่เคยเป็นแบบนั้นมาก่อนจะคงทนไม่เปลี่ยนแปลง

ผมยังคงเป็นนทีธัชช์ที่ไร้เดียงสาและรู้ไม่เท่าทัน วาดฝันทุกอย่างราวกับอยู่ในโลกของนิยาย ไม่พยายามมองให้กว้างและตระหนักถึงความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า

หรืออย่างน้อย มองเห็นสายตาของพี่ภูที่กำลังมองผมที่ยิ้มให้พี่เทมส์อยู่โดยไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ยังดี สายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงและความไม่ไว้ใจ จนแม้แต่ตัวผมและเขาก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าไอ้สายตาที่พี่ภูใช้มองผมอยู่ตอนนี้ มันจะพัฒนาความสัมพันธ์ของเราไปในทิศทางใด ดีขึ้นหรือแย่ลง ไว้ใจหรือจงเกลียดจงชังในพฤติกรรมไปตลอดกาล

.

.

.

To Be Continue

---------------------------------------------

ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ แล้วก็ขอบคุณมากๆ สำหรับทุกคอมเม้นท์ เราอ่านทุกอันนะคะ อ่านของทุกแพลตฟอร์มที่เราลงด้วย มีชมบ้างติบ้าง เราขอน้อมรับไว้ทุกอันเลยยย อันไหนที่พอจะปรับได้เราจะปรับให้เนาะ ยกเว้นปรับพล็อต ปรับคาแรคเตอร์ตัวละคร อันนี้เราไม่สามารถจริงๆ 55555555555

ยังไงก็ขอบคุณที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ เราได้รับกำลังใจดีๆ จากหลายๆ คอมเม้นท์เลย ซึ่งมันอาจจะไม่ได้มากมายอะไร แต่แค่เห็นพวกคุณคลิกเข้ามาอ่าน มาส่งกำลังใจให้เราก็ดีใจมากๆ แล้ว ... ยังไงเจอกันตอนหน้าค่ะ

เริ้บบบ ^^

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
เขาเจอกันแล้วรอดูพี่กับน้องต่อ

รีบๆมาต่ออีกน้าาาาาาาาาา​จุ๊บๆ

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 9th - เหตุผลของคนใจร้าย


Kirin’s Part


ผมไม่ไว้ใจเด็กคนนั้น... ไม่สิ ที่จริงผมไม่ไว้ใจใครเลยยกเว้นแม่กับไอ้เทมส์ที่เป็นเพื่อนสนิท

และเพราะผมไว้ใจแม่และไอ้เทมส์ ผมก็เลยต้องรับเด็กที่ผมไม่คิดจะไว้ใจเข้ามาในชีวิต...


ตอนที่ผมปฏิเสธกับแม่หัวเด็ดตีนขาดว่าผมไม่ต้องการให้ใครก็ตามเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือดูแลชีวิตผมนั่นเพราะผมเข็ดขยาด ผมเข็ดขยาดกับความรัก การใกล้ชิด การอยู่ร่วมกัน การไว้เนื้อเชื้อใจ แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการหักหลังและทรยศ

เพราะสุดท้ายต่อให้รักกันแทบตาย ใกล้ชิดและผูกพันกันมากขนาดไหนก็ไม่สามารถทัดทานอำนาจของเงินได้อยู่ดี

นี่เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมบอกปัดแม่ผมอย่างชัดเจนว่าผมไม่ต้องการให้เด็กนั่นเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะในฐานะไหน หรือแม้แต่คนรับใช้ดูแลผมก็ไม่ต้องการ

บอกตามตรงว่าผมไม่ไว้ใจ เด็กคนนี้จู่ๆ ก็โผล่เข้ามา ตอนเจอกันที่ผับครั้งแรกผมยอมรับว่าผมถูกใจ ผมรู้สึกคุ้นหน้า คุ้นท่าทาง คุ้นบรรยากาศรอบตัวของเด็กคนนี้อย่างประหลาด แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน แต่ก็คงไม่พ้นพวกแหล่งอโคจรทั้งหลายนั่นแหละ เพราะตั้งแต่กลับมาประเทศไทย ผมก็ไปแต่แหล่งเที่ยวตามผับตามบาร์ตลอด ซึ่งมันก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าจะมีพวกหากินด้วยวิธีอย่างว่าปะปนอยู่ไปทั่วทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง

เพราะฉะนั้นจะหาว่าผมอคติหรือคิดไปเองก็ไม่น่าจะใช่ ยิ่งจู่ๆ เด็กคนนั้นเอาแต่จ้องผม มองผมด้วยแววตาประหลาดที่ไม่ใช่แววตาของคนเพิ่งรู้จักมองกัน แถมยังยิ้มจนตาเป็นประกายส่งมาให้ จะให้ผมคิดยังไงถ้าไม่ใช่ว่าเด็กคนนั้นกำลังอ่อยผมอยู่

ผมไม่ใช่ผู้ชายไม่ประสีประสาและก็ได้หมดด้วยไม่ว่าจะกับผู้ชายหรือผู้หญิง อาจจะเป็นเพราะอยู่เมืองนอกมานานก็เลยไม่ได้มองเห็นว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งผู้ชายแบบเด็กคนนี้ผมยิ่งถูกใจ รูปร่างบอบบางตัวเล็ก สูงแค่ไหล่ผมเองด้วยซ้ำ แถมยังหน้าหวานตากลมโต แพขนตาหนา ถ้าบอกผมว่าเป็นผู้หญิงใส่วิกเป็นเด็กผู้ชายผมก็เชื่อ นั่นเลยทำให้ผมถูกใจเด็กคนนี้เข้าไปใหญ่ ถูกใจถึงขั้นที่ว่าตั้งใจจะสลัดผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันเมื่อหัวค่ำออกไป แล้วหิ้วเด็กคนนี้กลับไปนอนกอดในคืนนี้แทน

ฟังดูแล้วมันอาจจะดูไม่เป็นสุภาพบุรุษสำหรับใครๆ แต่แล้วยังไงล่ะ ผมก็แค่ทำตามความต้องการของตัวเอง ผมโสด ผมพอใจที่จะไปกับใครมันก็เป็นสิทธิ์ของผม แล้วยิ่งอีกฝ่ายยินยอมพร้อมใจเสนอตัว หรือจะขายแลกกับเงินก็ได้ผมไม่ขัดข้อง ผมยินดีจ่ายให้เพราะยังไงเซ็กส์มันก็คู่กับเรื่องเงินและค่าตอบแทนอยู่แล้ว จะให้มาหวังให้เซ็กส์คู่กับความรักเหมือนที่ผมเคยโง่มาเป็นเจ็ดแปดปีน่ะเหรอ ไม่มีทางแล้วล่ะ

ทุกอย่างมันก็ขับเคลื่อนด้วยเงินทั้งนั้น ขนาดคนที่รักกันมาตั้งหลายปียังทิ้งผมไปเพราะอำนาจของเงินเลย น่าหัวเราะชะมัด

ดังนั้น พอผมเห็นเด็กคนนี้มองผมตาหวานแถมยังยิ้มอ่อยให้ขนาดนั้น ถ้าผมยังอยู่เฉยอีกก็คงแปลก แต่พอผมเข้าหาและยื่นข้อเสนอจะจ่ายให้อย่างงามถ้าหากยอมไปกับผม เด็กคนนี้กลับถอยหนีแล้วบอกว่าผมเข้าใจผิด


หึ! ฟังแค่นั้นก็รู้แล้ว คงไม่หนีพวกคิดจะโก่งราคา


แต่ก็นะ ถ้ารูปร่างแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ มันก็คุ้มที่ผมจะยอมให้เด็กคนนั้นโก่งราคา แต่มันกลายเป็นว่าจู่ๆ ก็มีคนเข้ามาขวาง แล้วหาเรื่องผมเสียยกใหญ่ และที่ร้ายเลยก็คือไอ้หมอนั่นมันฉกหนุ่มน้อยของผมไปต่อหน้าต่อตา

แบบนี้น่ะผมยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม รู้สึกเหมือนโดนหยามน้ำหน้าชะมัด

หลังจากวันนั้นเด็กคนนี้ก็ผุดเข้ามาในความคิดผมเป็นระยะๆ มันค่อนข้างเป็นความรู้สึกที่น่ารำคาญนะ ผมไม่รู้ว่าทำไม อาจจะเพราะผมรู้สึกคุ้นเคยกับเด็กคนนี้ด้วยรึเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่ยอมรับเลยว่าวันนี้ตอนที่ผมเห็นเขาในห้องครัวของบ้านตัวเองแว่บแรกผมรู้สึก... ดีใจ

และด้วยความยินดีที่อยู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอกทำให้ผมเผลอดึงเจ้าเด็กหน้าหวานแต่ตาเศร้าคนนั้นเข้ามากอด เขาดูดิ้นรนไม่เต็มใจ แต่จะให้ผมมองในแง่ไหนล่ะถ้าไม่ว่าใช่ว่า เด็กคนนั้นกำลังเล่นตัว

จะให้ผมคิดว่าเขาบังเอิญมาเจอผมที่นี่? เขาไม่ได้ตั้งใจ? หรือมันอาจะเป็นพรหมลิขิตที่เขาเป็นหลานชายของแม่บ้านที่เป็นคนสนิทของแม่ผม?

ขอเถอะ! นี่มันปีสองพันยี่สิบแล้ว จะให้ผมคิดอะไรแบบนี้น่ะหรอ? ไม่มีทางเสียหรอก แล้วยิ่งวันนั้นเขามองผม ยิ้มให้ผมเสียหวานหยดขนาดนั้น ดูยังไงก็ให้ท่า จะมาให้ผมเชื่อว่าเขาเป็นเด็กน้อยบริสุทธิ์ใสซื่ออย่างที่แม่กับไอ้เทมส์เชื่อน่ะ ไม่มีวันแน่ๆ

เพราะผมทำใจให้เชื่อไม่ได้ ยิ่งหลังจากเลิกกับจีนผมก็รู้สึกเหมือนผมคงไม่สามารถไว้ใจใครได้อีก นอกจากแม่กับไอ้เทมส์...

ไม่มีหรอกความรักที่มั่นคงผลักดันให้ความสัมพันธ์ยืนยาว ที่เห็นก็อำนาจของเงินเท่านั้นแหละที่จะซื้อความสัมพันธ์ของคนได้

หน้าโง่ชะมัด เพราะผมเองก็ถูกคนรักที่คบกันมาเจ็ดปี นอกใจทิ้งกันไปเพราะเจอผู้ชายคนใหม่ที่ให้ในสิ่งที่เธอต้องการได้มากกว่าผม ซึ่งสิ่งที่เธอต้องการกลับไม่ใช่ความรักเพราะถ้าเป็นเรื่องความรักผมมั่นใจว่าผมให้เธอได้มากไม่แพ้ใคร ผมรักจีนมาเจ็ดปีเต็มๆ เราอยู่ด้วยกันทั้งในฐานะเพื่อน ฐานะคนรัก ฐานะพาร์ทเนอร์ ในทุกๆ ฐานะอย่างมีความสุข ผมวาดฝันว่าจะมีอนาคตร่วมกับจีนไว้มากมาย อยากจะทำให้คนที่จะมาเป็นภรรยาในอนาคตได้ภูมิใจในตัวผม

เมื่อผมคิดจะเริ่มสร้างฐานรากที่มั่นคงด้วยตัวผมเอง ไม่ได้พึ่งพิงใบบุญของแม่เพราะเกรงใจท่านที่นอกจากจะส่งเสียผมเล่าเรียนจนจบขนาดนี้ แล้วพอจะแต่งงานมีครอบครัว ก็ยังจะไปรบกวนท่านอีกทั้งที่ท่านทำงานหนักมาตลอด

ผมเลยตั้งใจว่าจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองพอให้มั่นคง แล้วพาจีนกลับไทยไปแต่งงานด้วยกัน ผมบอกกับจีนว่าที่บ้านผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างเล็กๆ ซึ่งมันก็เล็กจริงๆ ตอนที่เราเพิ่งเริ่มรู้จักกัน เพิ่งจะมาเติบโตเอาช่วงสี่ห้าปีหลัง หลังจากที่ผมคบจีนไประยะหนึ่งแล้ว และจากนั้นจีนก็ไม่เคยถาผมเรื่องนี้อีก ผมก็เลยคิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรระหว่างเรา เพราะตอนที่เราคบกัน ผมก็ดูแลจีนอย่างดี ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจิปาถะต่างๆ ผมไม่เคยให้จีนออกเลยแม้แต่บาทเดียว สิ่งที่จีนต้องรับผิดชอบมีแค่ค่าเรียน และค่าข้าวของส่วนตัวเท่านั้น

ผมไม่ค่อยได้พาจีนไปช็อปปิ้งเท่าไหร่ เพราะเห็นว่ามันสิ้นเปลืองและผมก็อยากเก็บเงินให้ได้เร็วๆ เพื่อที่เราจะได้แต่งงานกัน อย่างน้อยในส่วนของการเริ่มต้นผมก็อยากจะเริ่มมันด้วยตัวเอง แต่หลังจากแต่งงานแล้วผมค่อยเข้าไปรับช่วงต่อจากแม่ในส่วนของธุรกิจที่บ้าน ผมไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้จีนรู้ และเธอก็ไม่เคยถาม ผมเลยไม่เคยรู้ว่าเธอข้องใจเกี่ยวกับฐานะทางบ้านของผมมาตลอด อย่างที่บอกว่าผมไม่เคยปล่อยให้เธอลำบาก เรามีไปเที่ยวบ้าง ช็อปปิ้งบ้าง แต่ไม่ได้บ่อยหรือถี่ ผมเองก็คิดว่าจีนมีความสุขดีกับทุกวันนี้ที่เราเป็นอยู่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็คือจีนไปมีคนอื่นแล้ว และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือจีนไปคบกับผู้ชายคนใหม่ในช่วงที่ยังคบกับผมอยู่

เหตุผลที่จีนให้มาทำเอาผมแทบกระอัก จีนบอกผมว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันนั้นจีนมีความสุขดี ผมดูแล เอาใจใส่ และรักจีนอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่จีนเหนื่อยที่จะลำบากแล้ว ความรักแบบที่ผมมีให้มันหวือหวาแค่ในช่วงแรกๆ พอจีนอายุมากขึ้นเธอก็อยากจะเจอกับผู้ชายที่พร้อมดูแลเธอ ไม่ให้เธอต้องลำบาก ไม่ให้เธอต้องขึ้นรถสาธารณะ ซื้อของไร้สาระให้เธอเมื่อเธออยากได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมก็ทำให้เธอได้นั่นแหละ เพียงแต่มันแค่ไม่บ่อยและไม่ตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นถี่ๆ ตามประสาผู้หญิงของเธอได้ ในขณะที่คนใหม่นั้นให้เธอได้ทุกครั้ง และบางครั้งเขาก็ให้โดยที่เธอยังไม่ทันได้ร้องขอ

และความสะดวกสบาย ความสุรุ่ยสุร่ายที่เธอได้รับ ทำให้เธอมองว่าสิ่งที่ผมมอบให้กับเธอกลายเป็นความจืดชืดที่เธอเบื่อหน่ายและเธอไม่ต้องการ ... มันหมดยุคสมัยแล้วที่จะมากัดก้อนเกลือกิน

ผมรับฟังทุกคำพูดของเธอด้วยหัวใจที่แตกสลาย ถ้าเธออยากเลิกกับผมเพราะผมรักเธอไม่มากพอ หรือดูแลเธอไม่ดี ผมจะไม่ว่าเลย แต่นี่คือเธอกำลังบอกว่าผมทำให้เธอเป็นเจ้าหญิงไม่ได้มันเหนื่อยเกินไปที่จะเป็นคนธรรมดาๆ เพื่อรักกันกับผม

หรือแม้แต่เพียงจีนจะบอกความต้องการของเธอสักนิดในตอนที่เรากำลังคบกัน ไม่แน่ผมอาจจะบอกเธอก็ได้ว่าธุรกิจที่บ้านผมมีนั้นสามารถให้เธอกลายเป็นเจ้าหญิงได้ไม่แพ้ที่ผู้ชายคนใหม่ทำให้เธอ

แต่ก็นั่นแหละเพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดมันก็เลยทำให้ผมเข้าใจสัจธรรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ดีเหมือนกันที่ผมไม่ได้บอกจีนไปตั้งแต่แรกว่าที่บ้านผมมีฐานะมากแค่ไหน เพราะผมเองก็คงทำใจเอาเงินที่แม่หามาอย่างยากลำบาไปให้คนรักถลุงได้หรอก

.. ไม่ใช่ว่าผมดูแลเธอไม่ดี แต่เธอแค่ไม่รู้สึกพอกับสิ่งที่ผมให้ไปมากกว่า เธอไม่ได้ต้องการคนรักที่เธออยากจะภูมิใจ แต่เธอแค่ต้องการคนที่จะทำให้ได้เธอได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราและสุขสบายมากกว่า ซึ่งผมคงเป็นคนนั้นให้เธอไม่ได้ เธอเลยทิ้งผมไปอย่างไม่ไยดี...

แล้วแบบนี้จะให้ผมศรัทธาในความรักต่อไปได้ยังไง จะให้ผมเชื่อใจใครต่อไปได้ยังไง ในเมื่อคนที่ผมอยู่ด้วยมาเจ็ดปีเต็มๆ ยังทำแบบนี้กับผมได้ แล้วจะให้ผมเชื่อใจเด็กที่เพิ่งเจอกันแค่ครั้งสองครั้งได้ยังไงว่าอยากจะดูแลผมด้วยใจจริง แถมแต่ละเหตุการณ์ยังดูบังเอิญเกินไปจนไม่น่าไว้วางใจอีกต่างหาก

ถ้าไม่ให้ผมคิดว่าเด็กนั่นทำเพื่อเงิน จะให้ผมคิดว่าเขาทำไปเพราะเป็นคนดี เพราะมีจิตใจที่สงสารผม เพราะอยากให้ผมดีขึ้นจริงๆ .. เขาจะทำแบบนั้นไปทำไม ในเมื่อเราไม่ได้รู้จักอะไรกันสักนิด

ไม่มีใครทำอะไรแล้วไม่หวังผลตอบแทนหรอก ไม่เคยมี..

แม้ว่าชั่วขณะหนึ่งเด็กคนนั้นกำลังจะทำให้ผมเชื่อได้ก็เถอะ ตอนที่เขาถลาตัวเข้าโอบประคองแม่ผมที่กำลังจะล้มลง ตอนนั้นผมสัมผัสได้จากสีหน้าของเขาว่ากังวลจริงๆ เขาดูตื่นกลัวว่าแม่ผมจะเป็นอะไร

แต่สุดท้ายผมก็ลบภาพที่เด็กนั่นหันไปยิ้มหวานหยดให้ไอ้เทมส์เพื่อนสนิทผมไม่ได้อยู่ดี และดูเหมือนไอ้เทมส์เองก็คงพอใจมันอยู่ไม่น้อยด้วย ไม่งั้นมันไม่เข้าข้างจนออกนอกหน้านอกตาขนาดนี้หรอก

วินาทีนั้นผมเลยเข้าใจ เด็กไนล์นั่นคงหวังผลระยะยาว คงเรียกร้องค่าตอบแทนจากแม่กับเพื่อนผมไม่น้อยเลยล่ะมั้ง หากทำหน้าที่นี้แล้วประสบความสำเร็จ ยอมเอาตัวเข้าแลกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเงินก้อนโต แล้วอีกหน่อยก็หนีไม่พ้นไปอ่อยเพื่อนผมต่อ

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมยอมไม่ได้

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ผมยอมตกลงกับแม่ง่ายๆ ที่จะพาเด็กนี่มาอยู่ด้วย อย่างน้อยก็แยกเด็กนั่นให้ห่างจากไอ้เทมส์ก็ยังดี เทมส์มันเป็นคนใจดี มันคงรู้ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของเด็กหน้าซื่อตาใสแบบนี้แน่ เพราะฉะนั้นผมจะเป็นคนจัดการเจ้าเด็กตาใสนี่เอง

ผมจะไม่มีวันใจอ่อนง่ายๆ ผมจะทำให้เด็กไนล์นั่นได้รู้ว่าผมไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกหรือโอนอ่อนไปกับความไร้เดียงสาที่เขาพยายามจะแสดงออก

และถ้าอยากเอาตัวเข้าแลก... ผมก็ไม่ขัดนะ ผมจะทำให้เด็กนั่นได้รู้ซึ้งเลยล่ะว่าถ้าคิดจะมาเข้าปอกลอกผม ครอบครัวผม หรือเพื่อนสนิทผม เขาจะไม่มีวันสมหวังเลยสักเรื่อง และผมจะเป็นคนสอนบทเรียนนี้กับเด็กนั่นเอง.. ไนล์

.

.

.

“พะ.. พี่ภูครับ นะ ไนล์.. พี่จะให้ไนล์พักที่ไหนหรอครับ?”

ผมตวัดตามองคนที่เรียกด้วยสายตาอ่านลำบาก แต่ก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร เพราะขี้เกียจจะมานั่งปากเปียกปากแฉะกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

ตอนแรกเจ้าเด็กน้อยนี่ก็เรียกผมว่าคุณภูตามที่เด็กรับใช้พึงทำ แต่แม่ของผมกลับไม่ยอม พอท่านได้ยินเด็กไนล์เรียกผมว่าคุณภู แม่ก็ดุเด็กนั่นยกใหญ่ แถมยังกำชับให้เรียกผมว่าพี่ โดยที่ไม่ว่าเด็กนั่นจะแย้งว่าไม่เหมาะสมยังไงก็ไม่ฟัง หรือแม้กระทั่งตัวผมเองจะยืนยันว่าไม่ชอบให้มาทำตัวสนิทสนมถึงขั้นเรียกพี่เรียกเชื้อ แต่ก็ไม่ได้ทำให้แม่ล้มเลิกความตั้งใจ ท่านทั้งเน้นย้ำจนทั้งผมและไนล์ต้องยอมในที่สุด


‘แม่ให้ไนล์ไปดูแลพี่ภูในฐานะคนดูและนะคะไม่ใช่คนรับใช้ เพราะที่คอนโดพี่ภูมีแม่บ้านอยู่แล้ว แม่อยากให้พี่ภูมองไนล์ในฐานะเด็กที่แม่เอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลานอีกคน เพราะฉะนั้นน้องไนล์ต้องเรียกพี่ภูว่าพี่ พี่ภูเองก็เหมือนกันต้องแทนตัวเองว่าพี่ แล้วเรียกแทนน้องด้วยชื่อ อย่าให้แม่รู้เด็ดขาดนะว่าเรียกคุณเรียกผม เรียกนายเรียกฉันกัน ถ้าแม่ได้ยิน แม่จะโกรธมากๆ’


ไอ้ผมน่ะไม่มีปัญหาหรอก ก็ไว้แค่เรียกตอนต่อหน้าแม่ก็พอ ส่วนลับหลังจะเรียกอะไรก็เรียกไปแม่ไม่ได้มาได้ยินด้วยสักหน่อย แต่เจ้าเด็กนั่นนั่นแหละที่มีปัญหา

ไนล์มาบอกผมด้วยอาการอึกๆ อักๆ ว่าเขาโกหกไม่เก่งเขากลัวว่าถ้าเรียกผมว่าคุณภูๆ แล้วแทนตัวเองว่าผมตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน ถ้าไปอยู่ต่อหน้าแม่ก็คงจะเผลอเรียกอย่างนี้แน่ๆ ก็เลยอยากจะขออนุญาตเรียกผมว่าพี่แล้วแทนตัวเองว่าไนล์ เพราะจะได้ชินปากและไม่ไปเผลอไผลต่อหน้าคุณแม่

ตอนแรกที่ผมได้ยินเหตุผล ผมนี่อยากจะหัวเราะให้ฟันหลุด ทำมาเป็นบอกว่าโกหกไม่เก่ง แต่ไอ้ที่กำลังโกหกเป็นไฟเรื่องที่ว่าไร้เดียงสาบริสุทธิ์ผุดผ่อง และบังเอิญมาเจอผมเป็นครั้งที่สองนี่ไม่ได้เรียกว่าโกหกอยู่หรอ ผมไม่รู้หรอกนะว่าไนล์มีวิธีเข้าหาผมได้ยังไง แต่ผมไม่ไว้ใจและปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าจะไว้ใจ แต่ว่าก็ต้องมีเหตุให้เปลี่ยนใจ เมื่อได้ยินเด็กนั่นเรียกผมว่าพี่เป็นครั้งแรก


‘พี่ภูครับ ไนล์.. ไนล์ขอเรียกพี่ภูว่าพี่นะครับ คือไนล์กลัวไปหลุดปากต่อหน้าคุณท่าน ไนล์โกหกไม่เก่งเลยกลัวว่าคุณท่านจะจับได้ ไนล์ไม่อยากให้คุณท่านโกรธ เลยมาขออนุญาตเรียกพี่ภูว่าพี่แทน’


ผมชะงักไปอึดใจหนึ่งตอนที่ยินไนล์เรียกผมว่าพี่ ไอ้ความรู้สึกที่ต้องควรจะโกรธกลับไม่เกิดขึ้น แต่ไอ้ความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดอย่างอาการอิ่มใจประหลาดๆ นี่ก็เกิดขึ้นมาเสียจนได้

ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกนี้ยังไง แต่ใจผมกลับเต้นแรงขึ้นมาแปลกๆ ด้วยความคุ้นเคย ผมไม่รู้ว่าการทอดเสียงเรียกผมว่า ‘พี่’ อย่างอ่อนโยนแบบนี้นั้น ผมได้ยินมาจากที่ไหน ซึ่งมันดันเป็นความรู้สึกในทางบวกมากกว่าทางลบ และในความต้องการลึกๆ ของผมก็พึงใจที่จะให้ไนล์เรียผมว่า ‘พี่ภู’ มากกว่าที่จะเรียกว่า ‘คุณภู’ ดังนั้นแทนที่ผมจะปฏิเสธ ผมเลยตอบปัดๆ ไปแทน


‘นายจะเรียกฉันว่าอะไรก็เรียก แต่ช่วยอย่าทำตัวสนิทสนมมาก ฉันไม่ชอบ’


ผมพูดเสียงกระชากและมั่นใจมากๆ ว่าตอนนั้นผมไม่ได้พูดจากับไนล์ดีสักเท่าไหร่นักเพราะกำลังเพ่งสมาธิไปกับการขับรถกลับคอนโด แถมยังต้องพ่วงตัวปัญมาติดมาด้วยอีกตัว แต่ตอนที่ผมปรายตาไปมองปฏิกริยาของไนล์ ผมกลับเห็นไนล์ยิ้มกว้างจนตาปิด แถมยังพุ่มมือไหว้ขอบคุณผมอย่างมีมารยาท

.. อันนี้ก็คงต้องชม เพราะน้อยคนนักที่จะยกมือไหว้อัตโนมัติทันทีที่ได้รับการอนุญาตหรือได้รับสิ่งที่ต้องการจากผู้ใหญ่ ซึ่งตอนนี้ไนล์กำลังทำแบบนั้น ...


‘ขอบคุณครับพี่ภู’


อืม... และก็เป็นอีกครั้งที่ไนล์ทำให้ผมคุ้นเคย แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นอาการคิดไปเองของผม เพราะถึงยังไงผมก็ยืนยันว่าผมไม่เคยจะน่าได้เจอกับไนล์ที่ไหนเลยทุกครั้งที่กลับมาไทย เพราะฉะนั้นผมเลยพยายามจะมองข้ามมันไป และคิดว่าความคุ้นเคยที่ว่านี่จะเป็นการมโนไปเองของผมเสียมากกว่า

.

.

.

ตอนนี้ผมกลับมาถึงคอนโดที่ผมซื้อไว้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เป็นคอนโดที่ผมซื้อไว้ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่อเมริกา ตั้งใจว่าหากกลับมาอยู่ไทย ผมอาจจะใช้ที่นี่ไว้เป็นที่พักส่วนตัวของผมกับจีน เพราะบรรยากาศมันค่อนข้างดี สงบ และเป็นส่วนตัว ซึ่งจากคุณสมบัติที่ว่าก็ทำให้ผมหมดเงินไปน้อย และจากที่ตั้งใจว่าจะเอามาไว้เป็นรังรักของผมกับคนรัก กลายเป็นผมต้องมาติดแหง็กอยู่กับเด็กที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าแทน

ไนล์ยืนกอดกระเปาเป้อยู่มุมห้องตรงประตูทางเข้า ท่าทางของเด็กนั่นดูประหม่าละล้าละลัง และทำตัวไม่ถูกจนน่าสงสาร ซึ่งเอาเข้าจริงก็มีอยู่หลายแว่บอยู่ที่ผมคิดว่าไนล์ตัวจริงๆ อาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ แต่พอภาพที่มีคนเข้ามาโอบประคองพาเจ้าเด็กร้ายกาจออกไปต่อหน้าต่อตา กับภาพเมื่อเช้าที่ไนล์ส่งยิ้มหวานให้ไอ้เทมส์เพื่อนผมต่อหน้าต่อตา เลยทำให้ผมลำบากใจที่จะเชื่อว่าไนล์ไร้เดียงสาอย่างที่แสดงออกจริงๆ

“ห้องข้างนู้น แล้วอย่ามายุ่มย่ามอะไรกับสิ่งที่ฉันไม่ได้สั่งโดยไม่จำเป็นเข้าใจไหม”

“ครับ งั้นไนล์ไปเก็บของก่อนนะครับ”

ผมพยักหน้าส่ง ทำท่าเหมือนไม่ได้จะสนใจอะไรมาก แต่ตอนเด็กไนล์ก้มลงหยิบสัมภาระต่างๆ ของตัวเองที่ไม่ได้มีมากอะไรขึ้นมา ผมก็ต้องลอบสังเกตเด็กนี่ดีๆ อีกครั้ง เพราะจะว่าไปแล้วจากที่เห็นที่ผับวันนั้นผมก็ว่าไนล์ดูน่าดึงดูดมากๆ แล้วนะ ... ไม่งั้นผมก็คงไม่ถูกใจจริงไหม? แต่ไนล์ที่ผมเห็นในวันนี้ตรงๆ กลับดูน่ามองยิ่งกว่า น่ามองแบบละสายตาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ไนล์เป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก เล็กมากๆ อย่างที่ผมเคยบอกไปตอนแรก เขาสูงแค่อกผมด้วยซ้ำมั้งแถมยังผิวขาวจนเป็นสีชมพูไปทั้งตัว ขาวแบบที่ผมคิดว่าผู้หญิงบางคนยังขาวสู้ไนล์ไม่ได้ และสิ่งที่ทำให้ผมต้องสงบสติอารมณ์มากเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นไอ้เอวคอดๆ กับสะโพกกลมกลึงรับกับช่วงตัวและขานี่แหละ พูดตรงๆ ว่าแทบจะไม่ต่างกับผู้หญิงเลย

ผมถึงยอมรับแบบไม่อายเลยว่าครั้งแรกที่ผมเห็นไนล์ที่ผับ ผมถึงได้ ‘ต้องการ' เขาเป็นพิเศษ ถึงขั้นยอมเสนอเงินให้เขาสูงเป็นสามเท่ามากกว่าปกติ ทั้งที่โดยทั่วไปแล้วผมจะไปกับเด็กผู้ชายน้อยมาก นอกจากจะถูกใจจริงๆ และตอนนั้นไนล์ก็ทำให้ผมถูกใจมากเป็นพิเศษ แต่ถูกใจในแง่หลับนอนนะ อะไรที่มากเกินไปกว่านั้นไม่มีหรอก นอกจากไอ้ความรู้สึกคุ้นๆ เคยๆ ที่ผมน่าจะคิดไปเองแค่นั้น

ผมมองตามร่างเล็กที่เดินไปทางห้องนอนอีกฝั่งหนึ่งจนลับสายตา ความไม่ชอบความไม่พอใจยังถูกตีรวนอยู่ในอก แต่ลึกๆ ไอ้ความคุ้นเคยที่ว่ากลับไม่จางลงไปสักนิด ซึ่งผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่ถ้าจะให้เดาก็อาจจะเพราะ ‘ความต้องการ’ ที่เคยมีในตัวเด็กคนนั้นมันยังไม่ได้รับการตอบสนองแหละมั้ง มันถึงรู้สึกตงิดๆ ในใจแบบนี้ไม่หายไปสักที

เอาเข้าจริง ผมเองก็ยังไม่เข้าใจแม่กับไอ้เทมส์เลยว่าการที่ส่งเด็กนี่มาอยู่กับเนี่ยต้องการอะไร ทำไมแม่ถึงคิดว่าเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ แค่นั้นถึงจะมีอิทธิพลสามารถเปลี่ยนแปลงผมให้ดีขึ้นได้ ในขณะที่แม่เองยังแทบจะทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะผมน่ะมันเป็นพวกดื้อแพ่ง แต่ในเมื่อแม่ยืนยันว่ายังไงก็จะต้องให้เด็กไนล์อยู่กับผมให้ได้ ผมก็จะเอาเขาไว้ก็แล้วกัน ท่าทางจะได้ค่าตอบแทนมาสูง ถึงได้ทุ่มสุดตัวขนาดนี้

เชื่อผมเถอะว่าแรกๆ ก็ทำเป็นเก้อๆ เขินๆ อายๆ งี้แหละ เดี๋ยวอีกไม่นานลายคงออก แต่ถ้าเด็กมันเสนอผมก็ไม่ใช่คนดีที่จะมานั่งปฏิเสธ ตรงกันข้ามผมยินดีที่จะสนองให้เต็มที่ ถ้าทำเพราะแลกเงินผมก็ให้แค่เงิน แต่อย่ามาหวังทะเยอทะยานอะไรกับผม เพราะผมไม่คิดจะให้ และเชื่อหัวผมได้เลยว่างานง่ายๆ พอได้เงินเป็นกอบเป็นกำเข้าอีกหน่อยก็เบื่ออยากจะไปหาเหยื่อรายใหม่

แล้วแบบนี้จะหวังให้ผมเชื่อใจอะไรกับคนที่หิวเงินขนาดนี้กัน

เอาเถอะผมก็คงทนได้เท่าที่ทนแหละ ถ้าวุ่นวายกับผมมากผมก็แค่บอกกับแม่ตรงๆ ให้ไล่ออก แต่ถ้ายินดีที่จะเอาตัวเข้าแลกเงินไปเรื่อยๆ และยินดีอยู่ในที่ในทางตัวเอง ซึ่งถ้าผมพอใจให้อยู่ผมก็ไม่ขัดข้องนะ .. เงินกับเซ็กส์ แลกๆ กันไปวินวินทั้งสองฝ่ายดี

และก็เป็นอีกครั้งที่ผมพนันได้เลยว่าตอนนี้เด็กไนล์นั่นอาจจะทำเป็นเล่นตัว บอกปัดว่าตั้งใจมาดูแลผมจริงๆ และพยายามบอกปัดเรื่องเซ็กส์ แต่ไม่นานหรอก ขี้คร้านอาจจะอ่อยผมเองเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นไอ้คำขอร้องแกมบังคับที่แม่ขอมาว่า ‘อย่ารังแกน้อง’ เนี่ย คงไม่ใช่ที่แม่ควรจะพูดกับผม แม่อาจจะต้องพูดกับเด็กนั่นแทน กลิ่นเงินมันหอม ใครจะไม่อยากได้บ้าง

เพราะฉะนั้นเชื่อเถอะว่าถ้าผมจะแตะต้องเด็กนั่นก็ต้องมีสาเหตุมาจากเด็กนั่นเป็นคนเริ่ม อย่าหวังว่าผมจะเริ่มก่อนให้มาโก่งค่าตัวใส่ผมเล่นๆ เพราะยังไงสิ่งนั้นก็ไม่มีวันเกิดขึ้น

จนตอนหลังผมถึงได้รู้ว่าไอ้คำว่ากลืนน้ำลายตัวเองน่ะ ... มันมีความหมายว่ายังไง

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)

“พี่ภูครับ พรุ่งนี้เช้าอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมครับ ไนล์จะทำให้พี่ภูทาน”

ผมหันไปมองเจ้าของเสียงที่เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน ใบหน้าหวานดูอ่อนเยาว์มากกว่าเดิมหลังจากที่เจ้าตัวอาบน้ำเสร็จ คิดว่าคงกำลังจะเตรียมตัวเข้านอน และก็เป็นไปตามคาดเด็กไนล์เดินมาทำเป็นถามถึงมื้อเช้าในวันพรุ่งนี้ ทั้งที่อยู่ในชุดนอนบางเบาแล้ว

หึ! เริ่มเดินเกมไวกว่าที่ผมคิดแฮะ

“ไม่อ่ะ” ผมแสร้งทำเป็นไม่สนใจ และเห็นจากหางตาว่าเด็กนั่นหน้าเสียเล็กน้อย คงจะผิดหวังนั่นแหละที่ผมไม่เล่นด้วย “แม่บ้านทำอาหารไว้แล้วในตู้เย็น เอาออกมาอุ่นรอก็พอ ฉันไม่ได้ตื่นเช้ามาก สายๆ ค่อยทำก็ทัน”

“แต่ถ้าพี่ภูอยากทานอะไรที่ทำเสร็จใหม่ๆ ไนล์ก็ทำให้ทานได้นะครับ จะได้ไม่ต้องทานอาหารอุ่นไมโครเวฟ”

ผมโยนโทรศัพท์มือถือที่กำลังดูนั่นดูนี่ทิ้งลงบนโซฟ ก่อนจะชักหน้าหงุดหงิดใส่เด็กตรงหน้า

“ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำ นายไม่ต้องมาเซ้าซี้!! ฉันเคยบอกแล้วไม่ใช่หรอว่าไม่ชอบคนพูดมาก มันจุกจิกน่ารำคาญน่ะ”



‘ไม่ไปแล้ว รำคาญ! จุกจิกอยู่ได้ ผมไม่ชอบคนพูดมากนะเผื่อคุณไม่รู้’


ไนล์เลิกลั่กขึ้นมาทันทีหลังจากที่ผมพูดเสียงดังใส่ ก่อนจะละล่ำละลักขอโทษไม่เป็นคำ.. ถ้าเขากำลังแสดงอยู่ผมก็อยากชมว่าเขาเก่งมาก

“ขะ.. ขอโทษ ขอโทษครับพี่ภู ไนล์ไม่.. ไม่ได้ตั้งใจที่จะเซ้าซี้” ผมเหลือบมองมือที่ไนล์กุมไว้ตรงหน้า ก่อนจะเห็นว่าขากำลังบีบมือตัวเองไว้แน่น “งั้นไนล์ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ ฝันดีครับพี่ภู”

พอพูดจบเด็กไนล์ก็ค้อมศีรษะน้อยๆ แล้วหันหลังเดินฉับๆ เข้าห้องนอนตัวเองไปทันที และถ้าผมตาไม่ฝาดผมว่าผมเห็นเจ้าเด็กนั่นตาแดงก่ำ เหมือนคนกำลังจะร้องไห้อีกต่างหาก

ผมได้แต่มองตามหลังของไนล์ไปอย่างแปลกใจ เพราะผมมั่นใจแน่ๆ ว่าไนล์จะต้องตื๊อและดื้อด้านต่ออีกนิด เพราะไม่ค่อยมีผู้หญิงหรือผู้ชายคนไหนถอดใจกับผมตั้งแต่ประโยคแรกที่พูดหรอก ต่อให้ผมจะพูดไม่ดี ตวาด หรือตะคอก คู่ขาที่ผ่านๆ มาของผมจะยิ้มรับเสมอ ไม่ได้จะอวดอ้างว่าตัวเองมีดี แต่ค่าตอบแทนที่ได้จากผมไม่ว่าใครหน้าไหนก็รู้ว่าคุ้ม คุ้มทั้งเซ็กส์บนเตียง และคุ้มทั้งเงินที่จะได้รับ แต่อยู่ดีๆ เด็กไนล์กลับหันหลังให้ผมทันทีที่ถูกไล่ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะซื่อมากๆ ก็คงต้องเชี่ยวสุดๆ แน่ๆ .. ซึ่งเดาไม่ยากหรอกว่าอย่างหลัง

แต่เอาเถอะแบบนี้ก็สนุกดี เพราะผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าไนล์จะทนเป็นคนไร้เดียงสาแบบนี้ได้จนถึงไหน และใครจะเป็นฝ่ายทนไม่ได้ก่อนกัน ... หึ!

.

.

.

เช้าวันต่อมา ผมก็ต้องตื่นเพราะกลิ่นอาหารที่ลอยคลุ้งไปจนถึงห้องนอน นึกแปลกใจตะหงิดๆ ว่าวันนี้ไม่ใช่วันที่แม่บ้านจะเข้ามาทำความสะอาดหรือทำอาหารทิ้งไว้ให้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ผมก็ไม่โอเคทั้งนั้น เพราะนี่มันโคตรรบกวนการนอนตื่นสายของผมมากๆ เมื่อคืนกว่าจะผมจะทำอะไรเสร็จก็ล่วงเข้าวันใหม่ไปหลายชั่วโมงแล้ว นี่ยังต้องมาตื่นเช้าเพราะถูกรบกวนด้วยกลิ่นอาหารอีก แม้ว่ามันจะหอมน่ากินขนาดไหน ผมก็ไม่ได้มีความอยากจะกินอะไรขนาดนั้นหรอก

ผมลุกจากเตียงก่อนจะกระชากประตูห้องนอนเปิดอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินทะลุในส่วนของห้องนั่งเล่นตรงไปยังครัวแบบเปิดที่อยู่ถัดไป เลยได้เห็นร่างเล็กที่ผูกผ้ากันเปื้อนเสีขาวสะอาดตากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ในห้องครัว

“ทำอะไร?! นี่มันกี่โมง ไม่ได้ถ่างตาดูนาฬิกาเลยหรอไงห๊ะ?”

ผมตวาดจนเด็กนั่นสะดุ้งโหย่ง ไนล์เงยหน้ามามองผมพร้อมกับเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ผมเห็นเขาปล่อยมีดที่กำลังถืออยู่แล้วกุมมือสองข้างของตัวเองเข้าหากันแน่น พร้อมกับละล่ำละลักออกมาแทบไม่เป็นคำ ทำให้ผมหงุดหงิดหนักกว่าเดิม

“คือ.. ไนล์ ไนล์อยากทำอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ให้พี่ภู ตื่นมาจะได้ทานได้เลย ไนล์ไม่คิดว่ากลิ่นมันจะไปกวนพี่ภูจนตื่น”

ผมยกมือขยี้หัวตัวเองแรงๆ นึกหงุดหงิดไปเสียทุกอย่าง นอนก็น้อยแถมยังต้องมาเจอคนพูดไม่รู้เรื่องอีก

“แต่ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่หรือไงว่าไม่ต้องทำ! ไม่ต้องทำ! มันยากมากหรือไงกับอีแค่ทำตามที่สั่งเนี่ย? ทำไมเจ๋อไม่เข้าเรื่องวะ?!”

เด็กนั่นก้มหน้านิ่ง ก่อนจะพูดออกมาเสียงแผ่วๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์ของผมเย็นลงเลยสักนิด

“ไนล์ขอโทษครับ”

“ปิดแก็สแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรอีก! คนจะนอน!! ถ้าฉันได้กลิ่นอะไรอีกแม้แต่น้อยนะ นายโดนดีแน่!!”

ผมชี้หน้าเด็กนั่นเป็นการคาดโทษก่อนจะเดินหัวเสียกลับไปที่ห้องนอนตัวเองโดยไม่ได้หันไปมองเด็กไนล์แม้แต่หางตา ตอนนี้ผมง่วงจนหงุดหงิดไปหมด ไม่มีอารมณ์มานึกถึงหรอกว่าเด็กนั่นจะรู้สึกยังไงกับคำพูดและท่าทางของผม ผมไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากได้กลับไปนอนบนเตียงโดยไม่มีกลิ่นหรืออะไรมารบกวนอีกครั้ง

ไม่ได้สนแม้กระทั่งจะมองว่ามีของเหลวสีแดงเข้มไหลออกมาจากมือเล็กๆ ของเด็กที่หวังดีอยากจะทำอาหารให้ผมกินไหลรินผ่านร่องนิ้ว โดยที่เจ้าของมือพยายามจะกุมมือตัวเองไว้ไม่ให้เลือดไหลออกมาอย่างสุดความสามารถ

และอีกอย่างที่ผมไม่ได้สนใจและไม่คิดจะมองเห็นก็คือน้ำตาเม็ดเล็กๆ ที่ไหลออกมาจากดวงตากลมโต... น้ำตาที่มาจากความน้อยใจไม่ใช่ความโกรธเคือง

.

.

.

ผมตื่นมาอีกครั้งก็เกือบจะเที่ยง หลังจากอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้วผมก็ออกมาจากห้องนอนแต่ก็มองไม่เห็นเด็กนั่นแม้แต่เงา สงสัยคงหมกตัวอยู่ในห้องนั่นแหละ

หลังจากที่หัวสมองปลอดโปร่งเพราะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ผมก็มารู้สึกผิดนิดๆ ที่ตวาดเด็กนั่นไปเสียยกใหญ่เมื่อเช้า เอาเข้าจริงก็รู้แหละว่าเด็กมันหวังดี แต่มันหวังดีผิดเวลาไปหน่อยไง คนง่วงๆ ได้นอนไม่พอมันก็หงุดหงิดธรรมดา ไม่รู้ป่านนี้จะกลัวผมหัวหดไปถึงไหนแล้ว แต่ก็อย่างว่าถ้าผ่านโลกมาเจนจัดขนาดหาหนทางมาใกล้ชิดผมได้ขนาดนี้ ไอ้คำด่าคำว่าแค่นี้คงไม่ระคายหรอกมั้ง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเดินไปที่หน้าห้องของเด็กไนล์ เพราะตั้งใจจะเรียกมากินข้าวด้วยกัน

ผมก็ไม่ได้ใจจืดใจดำอะไรขนาดนั้นหรอกนะ

แต่แล้วพอเดินไปถึงหน้าห้องของไนล์ก็ต้องแปลกใจ เพราะเห็นประตูห้องแง้มอยู่ ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ก็นะเราไม่รู้ได้หรอกว่าหน้าซื่อๆ ใสๆ แบบนั้นคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าเปิดรอกันไว้ขนาดนี้จะให้ผมคิดเป็นอื่น ผมก็ไม่รู้จะคิดยังไงเหมือนกัน

ผมกระตุกยิ้มร้ายเตรียมจะผลักปรตูห้องเข้าไป แต่กลับได้ยินเสียงพูดคุยกันดังแว่วออกมาเสียก่อน ดูเหมือนเด็กนั่นกำลังวีดีโอคอลคุยกับใครอยู่ เสียงอ่อนเสียงหวานจนผมรู้สึกในใจมันคันยุบยิบแปลกๆ

“ไนล์ไม่ได้เป็นอะไรมากเลยครับ แค่มีดบาดมือเฉยๆ แผลเล็กนิดเดียวเอง”

(แล้วทำไมไม่ระวังครับ จะแผลเล็กแผลใหญ่มันก็คือแผล พี่เป็นห่วงไนล์มากไนล์ก็รู้นี่ครับ)

“ครับๆ ไนล์รู้ ขอโทษนะครับที่ไนล์ทำให้เป็นห่วง ไม่โกรธกันได้ไหมครับ”

เด็กนั่นทำเสียงอ้อนจนผมหมั่นไส้ .. คุยกับใครวะ เสียงคุ้นหูผมมาก

(พี่เคยโกรธไนล์ด้วยหรอหื้ม? ดื้อกับพี่กี่ครั้งพี่ก็ไม่เคยโกรธได้เลยสักครั้ง)

“ฮ่ะๆ” เด็กนั่นหัวเราะเสียงใสจนผมหงุดหงิด ทีอยู่กับผมนี่ทำหน้าเหมือนจะตายเพราะความกลัวตลอดเวลา “พี่เทมส์ใจดีจัง”

เดี๋ยว พี่เทมส์.. ไอ้เทมส์เพื่อนผมน่ะนะ

สนิทกับเด็กนี่ขั้นไหน ทำไมเสียงอ่อนเสียงหวานใส่กันขนาดนี้? นี่ผมคิดไม่ผิดเลยใช่ไหม เด็กไนล์นี่กะจะอ่อยทั้งผมแล้วก็เพื่อนผมเลยงั้นสิ? แล้วดูท่าทางไอ้เทมส์มันจะหลงหน้าใสๆ ของเด็กนี่น่าดู ไม่งั้นมันคงไม่เป็นแบบนี้แน่ ผมรู้จักมันมาสิบกว่าปี เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยหัวเกรียน มีหรือจะไม่รู้ว่ามันเป็นคนยังไง

มันก็นิสัยเหมือนผมแหละ ไม่ค่อยเห็นหัวหรือสนใจใครนอกจากคนที่รักหรือคนที่แคร์ โดยเฉพาะไอ้ความอ่อนโยนต่างๆ นานานี่ยถ้ามันไม่ให้ความสำคัญจริงๆ ไม่มีทางได้ยินเสียงแบบนี้จากมันแน่

ล่าสุดผมเคยได้ยินมันทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างนี้ใส่ตอนมันอยู่อเมริกากับผมแล้วคุยโทรศัพท์กับน้องมัน นอกนั้นผมก็ไม่เคยเห็นมันทำเสียงแบบนี้กับใครอีกเลย ไม่น่าล่ะถึงว่าเสียงคุ้นๆ

นี่มันหลงเด็กนี่มากถึงขนาดให้ความสำคัญขนาดนี้เลยหรือไง?

อย่างที่บอกไปว่าสาเหตุที่ผมดึงเด็กไนล์ออกมาอยู่กับตัวเองนั่นก็เพราะจะกันมันออกจากไอ้เทมส์และแม่ ผมเองก็พอจะเดาออกได้ตั้งแต่วันนั้นเพราะดูเหมือนไอ้เทมส์จะเข้าข้างไนล์จนออกนอกหน้านอกตาเหลือเกิน แต่ผมก็คิดไม่ถึงว่าสองคนจะสนิทสนมกันถึงขั้นนี้แล้ว .. ขั้นที่ทำเสียงอ่อนเสียงหวานใส่กันเนี่ย

(เป็นเด็กดีรู้ไหมครับ อย่าทำให้พี่เป็นห่วง)

“ครับ ไนล์จะเป็นเด็กดี .. งั้นไนล์ไปก่อนนะครับ ไว้คุยกันใหม่นะ”

ผมได้ยินบทสนทนาต่อจากนั้นอีกนิดหน่อย เด็กไนล์ก็วางสายไอ้เทมส์ด้วยรอยยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่ผมยิ่งมองแล้วยิ่งหมั่นไส้อย่างประหลาด

และเพราะความหมั่นไส้ ความหงุดหงิด หรือความอะไรไม่รู้ แต่ถ้าให้ผมเดาผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะผมไม่โอเคที่เด็กนี่เล่นหูเล่นตาใส่เพื่อนผมมากกว่า ผมเลยตัดสินใจแกล้งเคาะประตูห้องเด็กไนล์เสียดังลั่น จนเจ้าเด็กนั่นวิ่งหน้าตาตื่นมาเปิดประตูแทบไม่ทัน และก็เป็นไปตามคาด พอเห็นหน้าผมไนล์ก็ก้มหน้างุด แสร้งทำท่ากลัวๆ กล้าๆ ใส่ผม ผมก็อาจจะหลงเชื่อไอ้ความไร้เดียงสานี้อยู่ได้บ้างหรอก ถ้าก่อนหน้านี้ไม่ได้มาได้ยินเด็กนี่คุยเสียงอ่อนเสียงหวานใส่ไอ้เทมส์ น่ะนะ

“มัวแต่ทำอะไร? นี่มันกี่โมงแล้ว? ทำไมไม่ไปตั้งโต๊ะหาข้าวหาปลาให้ฉันกิน?”

“คือ.. คือไนล์คิดว่าพี่ภูยังไม่ตื่นครับ ก็เลย..”

“ก็เลยอะไร? ก็เลยไม่สนใจไม่ใส่ใจที่จะเข้าไปถามไถ่ฉันไหม?” ผมบีบต้นแขนคนตัวเล็กกว่าแน่น เห็นไนล์นิ่วหน้าเพราะความเจ็บแต่ไม่ร้องสักแอะก็ยิ่งหมั่นไส้ เลยลงน้ำหนักมือรัดต้นแขนเล็กให้แน่นขึ้น

“...”

“แม่ฉันจ้างนายมาดูแลฉัน นายก็ต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีสิ ทำไมต้องรอให้บอกห๊ะ?” ผมยกมุมปากยิ้มเยาะ ก่อนจะดูถูกอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิดที่สุมอยู่ในอก “หรือถนัดแต่เรื่องอย่างว่า ไอ้เรื่องปกติสามัญเรื่องอื่นเลยทำไม่ได้ ไม่มีปัญญา งั้นใช่มะ?”

“...”

ไนล์เงยหน้าจ้องมองผมด้วยสายตาตัดพ้อ มีวูบหนึ่งที่ผมนึกสงสารแวววูบไหวในดวงตากลมตรงหน้า แต่พอเสียงหวานๆ ยามที่เด็กนี่คุยกับไอ้เทมส์แว่บเข้ามาในหัว ปากของผมก็ขยับพ่นแต่คำเหยียดหยันออกไปแทน

“ไม่ต้องมาจ้อง จะทำไม่ทำข้าวน่ะ? หวังจะมาให้ฉันพูดเสียงอ่อนเสียงหวานใส่คนอย่างนายฉันทำไม่ได้หรอกนะ มันจะอ้วก”

“พี่ภู...”

“ไม่ต้องมาเรียกชื่อ ฉันไม่อยากได้ยิน” ผมว่าเสียงกร้าว นึกหงุดหงิดที่ตัวเองก้าวร้าวมากขึ้น โดยที่ผมหยุดตัวเองไม่ให้ทำแบบนี้ไม่ได้เลยสักนิด “ไปเข้าครัวโน่น ฉันอยากกินข้าว... ไม่ได้อยากกินนาย ไม่พิศวาส ตรงกันข้ามขยะแขยงด้วยซ้ำ ผ่านมาตั้งเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้”

หยดน้ำตาเม็ดเล็กร่วงกราวจากดวงตาคู่สวยทันทีที่ผมพูดจบประโยค และภาพที่เห็นก็ทำให้ใจผมกระตุกมากกว่าที่คิด ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาเต็มใจหัวใจ ผมรู้ตัวเลยว่าดวงตาและใบหน้าของผมที่พยายามจะทำให้แข็งกร้าวเมื่อกี้อ่อนวูบลง เพียงเพราะเห็นเด็กตรงหน้าร้องไห้

ผมเบือนสายตาหนีก่อนจะเหวี่ยงต้นแขนเล็กๆ ของคนเด็กกว่าออกจากมือ ก่อนจะเหลือบเห็นว่าที่นิ้วชี้ของมือข้างเดียวกันนั้นมีพลาสเตอร์ยาปิดแผลอยู่

และไนล์คงเห็นว่าผมมอง เจ้าตัวเลยรีบละล่ำละลักบอก

“ไนล์ไม่ได้เป็นอะไรมากเลยครับ แค่มีดบาดมือเฉยๆ แผลเล็กนิดเดียวเอง”

ภาพความทรงจำเมื่อเช้าหลุดรอดเข้ามาในความคิด ตอนที่ไนล์ปล่อยมีดและกุมมือตัวเองไว้แน่น น่าจะเพราะเพิ่งโดนมีดบาดและไม่อยากให้ผมเห็น..

แต่ช่างสิ อยากไม่ระวังเองแล้วจะมาโทษผมได้ยังไง

ผมปัดทุกความคิดและความวุ่นวายใจ ก่อนจะพูดโดยที่ไม่มองเด็กที่ยืนตาแดงก่ำตรงหน้า ... ไนล์กำลังกลั้นไม่ให้น้ำตาไหล และผมก็สับสนกับตัวเองมากกว่าเกินกว่าจะทำอะไรมากไปกว่านี้ได้เลยพูดส่งๆ แล้วเดินหนี

“ไปทำกับข้าว ฉันให้เวลาสิบห้านาที อาหารต้องพร้อม .. ถ้าไม่พร้อมฉันไล่นายกลับบ้านแน่!!”

ผมจะไม่มีวันใจอ่อนให้น้ำตาจอมปลอมเด็ดขาด ไม่มีวัน ผมเจ็บมาเยอะ ไว้ใจมาเยอะ เพราะฉะนั้นผมจะไม่ยอมให้ใครมาปั่นหัวผมได้อีก โดยเฉพาะเด็กผู้ชายตรงหน้า...ไม่มีวัน

.

.

.

To Be Continue

---------------------------------------

ไม่รู้รู้เหตุผลของพี่ภูแล้วจะสงสารหรือจะเกลียดยิ่งกว่าเดิม 5555555555

ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์และการติดตามดีไม่ดี ชอบไม่ชอบยังไงบอกได้น้า แล้วเราจะเอามาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาตัวเองต่อไปค่ะ

ขอบคุณมากๆ ขอบคุณอีกครั้ง ช่วงนี้ไวรัสระบาด ทุกคนดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ ล้างมือให้บ่อยๆ ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น รวมไปถึงสวมแมสก์ทุกครั้งที่ต้องพบคนนอกบ้านด้วย

อยากให้ไวรัสหมดไวๆ เราจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติกันสักที ทางนี้ก็อุดอู้อยู่แต่บ้านจนจะเขียนนิยายไม่ออกอยู่แล้ว เป็นท้อออเลยค่ะ ฮือออ

โอเค วันนี้ทอล์คเยอะไปแล้ว ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ แล้วไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ .. เริ้บ <3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
เฮ้ออ อีพี่ภู ร้ายกะน้องไปไหมเนี่ย สงสารน้องไนล์

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
ไอ้ต้าวพี่ภู
คิดเยอะคิดซับซ้อนเหลือเกินนน

รีบรักน้อไวๆนะ

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ไม่ชอบน้อง รำคาญน้อง ก็ไม่ต้องสนใจน้อง น้องจะทำอะไรก็ปล่อยน้องไป เราจะกินไม่กินก็ปล่อยให้น้องทำไป แล้วพี่ภูจะรู้ว่าน้องดีแค่ไหนถึงพี่ไม่สนน้องก็ยังจะทำให้ตลอดแหล่ะเราว่า

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 10th - สับสน


การมาอยู่ร่วมกันกับพี่ภูไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ผมคิด ดูเหมือนว่าพี่ภูจะมองโลกในแง่ร้ายเกินกว่าที่ผมจินตนาการไว้ไปมาก พี่ภูหงุดหงิดทุกครั้งที่มองหน้าผม ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดก็เลยพยายามอยู่เฉยๆ เงียบๆ ในมุมของตัวเอง เพราะไม่อยากให้พี่ภูอารมณ์เสียเพราะผมทำอะไรไม่ถูกใจ แต่ก็กลายเป็นว่าพอผมอยู่เฉยๆ พี่ภูก็เรียกผมเข้าไปหา หรือไม่ก็เป็นพี่ภูเองนั่นแหละที่เข้ามาหาเรื่องผม จนผมสับสนทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะวางตัวยังไงดี

“คุณไนล์คะ ป้าทำความสะอาดห้องน้ำทั้งห้องคุณภูแล้วก็ห้องคุณไนล์เรียบร้อยแล้วนะคะ คุณไนล์จะให้ป้าทำอาหารแช่ตู้เย็นไว้ให้ด้วยไหมคะ?”

ป้ามลแม่บ้านที่พี่ภูจ้างไว้เข้ามาถามผมที่กำลังง่วนอยู่กับการสำรวจตู้เย็นเพื่อดูว่ามีของสดอะไรที่พอจะนำมาทำอาหารได้บ้าง ผมเพิ่งได้เจอกับป้ามลเป็นครั้งแรก เพราะเพิ่งมาอยู่คอนโดพี่ภูได้สามสี่วัน แต่ป้ามลกลับดูรู้จักผมดี เดาว่าคุณแม่ของพี่ภูคงจะบอกเอาไว้แล้วว่าผมเป็นใครและมาทำอะไรที่นี่ เลยทำให้ป้ามลดูอ่อนน้อมกับผมจนผมเกรงใจ ผมเลยต้องบอกแกไปว่าให้ทำตัวตามสบาย คิดเสียว่าผมเป็นลูกหลานคนหนึ่งของแกก็แล้วกัน

“ไม่เป็นครับป้ามล เดี๋ยวเรื่องอาหารไนล์ทำเองครับ แต่ไนล์อยากจะรบกวนป้ามลช่วยไปซื้อของสด ผลไม้ แล้วก็พวกขนมปังมาติดตู้เย็นไว้บ้างได้ไหมครับ เผื่อวันไหนพี่ภูหิวจะได้ไม่ต้องหิ้วท้องรอนานๆ”

“ได้ค่ะ”

ป้ามลยิ้มอย่างใจดี ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเตรียมจะหันหลังเดินออกไป แต่ผมเรียกไว้ก่อนพร้อมกับยื่นเงินที่หยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงจำนวนหนึ่งให้ป้า

“นี่ครับ ป้ามลเอาไปซื้อของนะครับ แล้วป้ามลอยากทานอะไร ป้ามลก็ซื้อมาได้เลยเอาเงินในนี้แหละ”

ป้ามลส่ายหน้าดิก พร้อมกับผลักมือผมที่ยื่นเงินออกไปให้เบาๆ “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวป้าไปเอาจากคุณภู เพราะปกติเวลาป้าจะซื้ออะไรคุณภูจะให้ไปเบิกแยก”

ผมยิ้มก่อนจะจับมือป้ามลมาแล้วเอาเงินใส่ในมือของป้าแกมบังคับ

“รับไปเถอะครับ นี่ก็เงินพี่ภูแหละ เขาให้ไนล์ไว้ เดี๋ยวถ้าขาดเหลือยังไงไนล์ค่อยไปเบิกจากพี่ภูเพิ่ม”

ป้ามลลังเลผมเลยต้องพยักหน้าย้ำแกถึงได้ยอมรับไป แม้จะดูไม่แน่ใจว่าเงินที่ผมให้ไปเป็นเงินพี่ภูจริงหรือเปล่า ซึ่งผมก็ไม่ได้โกหกป้ามลนะ ก่อนหน้านี้สองวันพี่ภูให้เงินผมไว้จำนวนหนึ่ง เอาไว้ใช้จ่ายซื้อของในบ้านแล้วก็ให้จ่ายค่าแรงป้ามลหลังจากทำงานเสร็จ

เพียงแต่เงินที่ผมให้ป้ามลไปนั้นไม่ใช่เงินที่พี่ภูให้ไว้ แต่เป็นเงินของผมเองเพราะผมตั้งใจแล้วว่าเงินที่พี่ภูให้มาทุกบาททุกสตางค์ผมจะเก็บไว้ และจะคืนให้เขาหลังจบเรื่องทั้งหมด

ไม่ว่าแผนการจะเวิร์คหรือไม่เวิร์คก็ตาม

ผมรู้ว่าพี่ภูคิดอคติกับผมเรื่องเงิน ที่จริงผมก็ไม่อยากให้พี่ภูเข้าใจผิดแบบนั้น แต่ครั้นจะให้ผมออกตัวว่า ...
 

‘พี่ภูไม่ต้องให้เงินผมก็ได้ครับ ผมเองก็พอมีเงินของตัวเองอยู่’
 

... ก็ไม่ได้อีก เพราะไม่งั้นพี่ภูก็จะสงสัยว่าถ้าผมมีเงินพอกินพอใช้แล้วผมจะมาขอทำงานดูแลเขาทำไม

ดังนั้นอะไรๆ มันเลยดูติดขัดไปด้วยเงื่อนไขเสียทุกอย่าง ทางออกที่มีและที่ผมพอจะทำได้ก็คือการยอมรับเงินจากพี่ภูเป็นค่าจ้างจากการทำงานมาปกติ แต่เก็บเอาไว้แล้วหลังจากเรื่องนี้จบทุกอย่างลงตัวผมค่อยคืนเงินให้เขาทีหลัง ส่วนเรื่องอคติที่พี่ภูมีต่อตัวผมก็คงต้องค่อยๆ แก้กันไป เพราะดูเหมือนพี่ภูจะฝังใจมากว่าผมเป็น .. เอ่อ ผู้ชายอย่างว่า... ผู้ชายขายบริการ

ผมคงทำอะไรได้ไม่มากนอกจากพยายามพิสูจน์ตัวเองให้พี่ภูเห็นว่าผมไม่เป็นแบบนั้น ผมไม่ได้เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์หรือจะปอกลอกเงินทองอะไรของเขา ความปรารถนาเดียวที่ผมมีต่อเรื่องนี้ก็คือหวังจะเห็นเขามีความสุขและเป็นพี่ภูคนเดิมก็แค่นั้นเอง

“งั้นเดี๋ยวป้ามานะคะคุณไนล์ จะไปตลาดกับห้างใกล้ๆ ถ้าคุณไนล์อยากได้อะไรเพิ่มก็โทรไปบอกป้าได้เลยนะคะ”

ป้ามลบอก ก่อนที่ผมจะยิ้มรับ “ครับป้า ไนล์รบกวนด้วยนะครับ”

“โอ๊ย รบกงรบกวนอะไรกันคุณไนล์เป็นเจ้านาย ขอแค่เอ่ยปากบอกเรื่องแค่นี้ป้าทำได้ค่ะ”

ผมรีบโบกมือห้ามตาโต กำลังจะกำชับบอกป้ามลว่าไม่ให้พูดแบบนี้สุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวเกิดพี่ภูผ่านมาได้ยินแล้วจะเป็นเรื่อง ซึ่งดูเหมือนว่าวันนี้โชคจะไม่เข้าข้างผมสักเท่าไหร่นัก เพราะพอจบคำป้ามล เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ก็เดินผ่านประตูครัวเข้ามาทันที

“ใครเป็นเจ้านายนะครับป้า เด็กนี่บอกป้าเหรอว่าเขาเป็นเจ้านายป้าน่ะ?”

เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดทำเอาป้ามลหน้าซีดเพราะนึกหาคำตอบมาแก้ตัวไม่ทัน ผมเองก็เห็นท่าไม่ดีกลัวความจะแตกแล้วป้ามลเผลอสารภาพไปว่าผมเป็นน้องชายของเพื่อนสนิทของพี่ภู ป้าเลยถือว่าเป็นเจ้านายอีกคน ผมเลยพยายามเนียนๆ บอกป้าว่าให้ออกไปซื้อของก่อน ซึ่งป้าก็ไม่รีรอที่จะออกไปทันที

“ป้ามลรีบไปซื้อของเถอะครับ เดี๋ยวสายแล้วตลาดจะวายเอา”

“ค่ะๆ คุณไนล์ ป้าไปตลาดก่อนนะคะ แล้วยังไงป้าจะรีบกลับ”

พี่ภูทำท่าจะอ้าปากเรียกป้ามลที่ก้าวฉับๆ ออกจากครัวตรงดิ่งไปที่ประตูคอนโดอย่างรวดเร็ว เขาดูหงุดหงิดอีกแล้ว และครั้งนี้ผมก็คงหนีไม่พ้นคลื่นอารมณ์ลูกใหญ่ที่ต้องซัดเข้ามาอย่างจังแน่

“นี่!” เป็นไปตามคาด เมื่อพี่ภูเอาคำตอบจากป้ามลไม่ได้ เขาก็หันกลับมากระชากต้นแขนผมเสียเจ็บ ซึ่งผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเม้มปากอดทนไม่กล้าร้องสักแอะเพราะกลัวว่าพี่ภูจะโมโหยิ่งกว่าเดิม “มาอยู่แค่สองสามวันก็วางท่าใส่คนอื่นแล้วรึไง ห๊ะ?”

“ไนล์เปล่านะครับ” ผมก้มหน้าปฏิเสธ พยายามไม่เถียงพี่ภูมาก ผมไม่อยากให้เขาหงุดหงิดใจเพิ่มมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่ายิ่งผมพูดน้อยจะยิ่งทำให้เขาไม่พอใจ

“เปล่าอะไร? ก็ได้ยินเต็มชัดๆ สองหูเมื่อกี้ว่าป้ามลเรียกนายว่าเจ้านาย.. หึ! นี่คงพองขนเต็มที่เลยสินะ ไม่ได้รู้ตัวเลยเหรอว่านายกับป้ามลน่ะเท่าเทียมกัน นายไม่ได้เหนืออะไรไปกว่าป้ามลเลย” พี่ภูพึมพำเสียงเยาะ จนผมเจ็บไปทั้งใจ “ก็แค่เด็กรับใช้”

“...”

ผมยังคงเงียบปล่อยให้พี่ภูกำต้นแขนจนเจ็บ “เงียบทำไม ถ้าอยากเถียงก็เถียงออกมา ไม่ต้องมาแอ๊บทำเป็นใสๆ เรียบร้อย ฉันรู้ว่านายน่ะมันเชี่ยวกว่าที่เห็น”

“ไนล์รู้ตัวครับว่าเป็นแค่คนรับใช้ ไนล์ไม่ได้จะตีตัวเสมอพี่ภูเลย ป้ามลเขาคงแค่พูดเล่นเฉยๆ”

“หึ! รู้ตัวก็ดี เพราะจะว่าไปแล้วในคอนโดนี้ป้ามลยังสำคัญกว่านายอีก เพราะอย่างน้อยฉันก็ต้องการป้าเขาไว้ให้ช่วยดูแลบ้านดูแลฉัน แต่กับนาย.. ฉันไม่ได้ต้องการด้วยซ้ำ ถ้าแม่กับไอ้เทมส์ไม่ยัดเยียดมาให้ฉันก็มาอยากได้หรอก”

ผมนิ่งเงียบเม้มปากแน่นและพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลอย่างสุดความสามารถ ตั้งแต่ผมมาอยู่คอนโดพี่ภู ผมถูกพี่ภูพูดทำร้ายจิตใจไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และถึงแม้ผมจะเสียใจมากแค่ไหน แต่ผมก็ยังคงหยุดรักหยุดเป็นห่วงเขาไม่ได้ หนำซ้ำความเป็นห่วงที่มีให้เขายังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวที่เขาแสดงออก เพราะมันทำให้เห็นว่าถ้าไม่มีใครสักคนคอยอยู่ข้างๆ ละลายน้ำแข็งและกำแพงที่เกาะกินอยู่ในใจเขา พอจนถึงวันนึงไอ้น้ำแข็งและกำแพงที่ว่าอาจจะทำลายไม่ได้อีกตลอดกาล

ดังนั้น ไม่ว่าต่อให้ผมจะต้องถูกพี่ภูต่อว่าหรือทำให้เจ็บช้ำน้ำใจมากเท่าไหร่ ผมก็ทิ้งเขาไปไม่ได้ มันอาจจะฟังดูดื้อรั้นและสิ้นหวังมากพอๆ กับการที่ผมแอบรักเขามานานถึงสิบปีนั่นแหละ

ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องทรมานตัวเองมากขนาดนั้น อาจจะเพราะผมรักเขามาก และอาจจะเพราะผมยังพอทนไหว และที่ลึกที่สุดของหัวใจก็คือผมหวัง หวังว่าพี่ภูคนเดิมของผมจะยังอยู่ตรงนั้น รอเหมือนคนที่กำลังหลงทางให้ใครสักคนได้พากลับมา

“ไนล์.. ไนล์ขอโทษครับ”

ผมก้มหน้าพูดกับพี่ภูเสียงสั่น ผมพยายามห้ามตัวเองแล้วไม่ให้ร้องไห้ และปลอบตัวเองให้เข้มแข็งกว่านี้ แต่ผมก็ทำได้เท่านี้ ซึ่งก็หวังว่าจะไม่ทำให้พี่ภูหงุดหงิดใจไปยิ่งกว่าเดิม

พี่ภูชะงักมือที่บีบต้นแขนผมก่อนจะคลายแรงรัดออกช้าๆ ผมค่อยๆ ช้อนตาที่แดงก่ำเงยมองเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ในชั่วขณะหนึ่งผมเห็นแววตาคมที่แสนอ่อนโยนเมื่อครั้งเรายังเด็กกว่านี้วูบไหวด้วยความรู้สึกผิดอยู่วูบหนึ่ง ก่อนที่พี่ภูจะกะพริบตาแล้วหันไปทางอื่น จากนั้นเขาก็ดันแขนผมออกให้ห่างจากตัวเอง

“อย่าให้ฉันเห็นว่านายวางตัวเหนือป้ามลอีก ทำหน้าที่ตัวเองไป อย่าทำในสิ่งที่ฉันไม่ได้สั่ง เข้าใจที่พูดหรือเปล่า”

พี่ภูถามผมเสียงเข้ม เขาไม่ยอมมองหน้าผมด้วยซ้ำ ท่าทางจะยังหงุดหงิดอยู่ ผมเลยรีบรับปากเพราะไม่อยากให้พี่ภูโมโห

“เข้าใจครับ ไนล์เข้าใจแล้ว” ผมรับคำแข็งขัน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงอ่อนเพราะกลัวถูกดุที่เซ้าซี้ “แล้วกลางวันนี้พี่ภูอยากทานอะไรครับ ไนล์จะได้ทำให้”

พี่ภูหันมามองผมด้วยแววตาแปลกใจ “ทำเป็นหรือไง?”

“พอทำได้บ้างครับ พี่ภูทานสปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาไหมครับ มันพอมีของสดในตู้เย็นที่พอทำได้ เพราะถ้ารอป้ามลกลับมา ไนล์กลัวพี่ภูจะหิวเสียก่อน”

เขาดูครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก็จะตอบรับแบบปัดๆ “จะทำอะไรก็ทำมา เอาให้กินได้แล้วกัน”

ผมยิ้มกว้าง อารมณ์ที่เคยขุ่นมัวเมื่อครู่สดใสขึ้นมาทันที เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พี่ภูเปิดใจยอมให้ผมทำอาหารให้ทาน

“ได้ครับ ไนล์จะทำสุดฝีมือเลย”

และก็เป็นอีกครั้งที่พี่ภูเบือนหน้าหนีผม ทำเอารอยยิ้มที่เคยกว้างของผมเจื่อนลงจนผมรู้สึกได้

“แล้วอย่ามัวแต่เถลไถลคุยโทรศัพท์นะ ฉันจ้างให้นายมาทำงาน อย่าให้รู้ว่าแอบนัดแนะคุยกับผู้ชายที่ไหน ถ้าฉันจับได้ล่ะก็นายได้ออกไปนอนนอกคอนโดแน่”

พี่ภูชี้หน้าคาดโทษ ทำเอาผมได้แต่งุงนงงว่าพี่ภูหมายถึงอะไร ผมไม่เคยคุยกับผู้ชายคนไหนเลยนอกจากพี่เทมส์ ซึ่งพี่ภูก็ไม่น่าจะได้ยินเพราะทุกครั้งที่คุยกับพี่เทมส์ผมคุยในห้องตลอด ถ้าพี่ภูไม่มายืนหน้าห้องหรืออยู่ในรัศมีใกล้ๆ ก็ไม่มีทางได้ยินหรอก จะให้ผมเชื่อว่าพี่ภูเดินมาได้ยินที่หน้าห้องผมงั้นเหรอ? ... ไม่น่าเป็นไปได้

ผมมองตามหลังพี่ภูที่เดินออกไปอย่างหงุดหงิดก็ได้แต่ถอนใจ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้คุยกันดีๆ สักที

.

.

.

หลังจากทำอาหารเสร็จก็ใกล้ได้เวลาเที่ยงพอดี พี่ภูนั่งดูทีวีเอกเขนกอยู่ตรงโซฟาหน้าทีวีในมือถือโทรศัพท์มือถือแนบหู เขาปรายตามามองผมเล็กน้อย ผมอ่านสายตาเขาไม่ออกแต่พอเห็นพี่ภูติดสายอยู่ก็เลยยังไม่ได้เรียกเขามาทาน ได้แต่จัดโต๊ะรอจังหวะให้พี่ภูวางสาย

“แล้วมึงเป็นเหี้ยอะไรถึงต้องอยากรู้ขนาดนั้น?”

ผมสะดุ้ง ตอนที่ได้ยินพี่ภูถามปลายสายเสียงเขียว ผมไม่รู้ว่าพี่ภูคุยกับใครแต่ท่าทางน่าจะสนิทกันน่าดู

“กูไม่ใช่ยักษ์ใช่มาร ทำไม? เป็นห่วงห่าอะไรนักหนา ท่าทางกร้านโลกเจนจัด มีอะไรให้มึงต้องกังวลว่าเด็กนั่นจะเอาตัวรอดไม่ได้”

หลังจากที่ได้ยินบทสนทนาแปลกๆ ผมเลยตัดสินใจเงยหน้ามองคนที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล พอเห็นพี่ภูจ้องมาที่ผมเขม็ง ผมก็นึกรู้ทันทีว่า เด็กกร้านโลกเจนจัด ที่ภูหมายถึงนั่นคือใคร

ก็คงไม่แคล้วเป็นผมเอง

แล้วอีหรอบนี้ปลายสายก็คงไม่พ้นพี่เทมส์แหงๆ ผมนึกหนาวๆ ร้อนๆ ว่าหลังจากวางสาย ผมต้องโดนพี่ภูถากถางพูดจาไม่ดีใส่แน่ๆ โทษฐานทำให้เพื่อเขาสนใจในตัวผมเป็นพิเศษ

โถ่... พี่เทมส์ ถ้าอยากรู้อะไรทำไมไม่ถามผม ไปถามพี่ภูทำไมนะ เขายิ่งคิดว่าผมล่อลวงผู้ชายเก่งอยู่

“ไอ้เทมส์ กูชักจะรำคาญแล้วนะ เด็กนั่นทำเสน่ห์ใส่มึงเหรอ? แค่ลำพังแม่แค่คนเดียวกูก็สุดจะทนแล้วนะ นี่ยังมึงอีก” พี่ภูตวาดพี่เทมส์เสียงดัง พร้อมกับระบายลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด “กูถามจริงนะ ไนล์อ่อยมึงใช่ไหม ทำไมมึงสนใจอะไรนักหนาวะ?”

ผมสะดุ้ง รีบก้มหน้าจัดโต๊ะต่อทั้งที่มือกับสมองแทบจะไปคนละทิศคนละทาง และไม่กี่อึดใจต่อมาผมก็ได้ยินเสียงทุ้มกระชากด่าทอพี่ชายผมไปตามสายก่อนจะตบท้ายการสนทนาด้วยประโยคที่ทำผมแน่ใจขึ้นมาทันทีว่าพี่ภูแอบได้ยินผมกับพี่เทมส์คุยกัน

“กูไม่รู้! มึงก็ถามเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาแบบปลอมๆ ของมึงแทนแล้วกัน มึงมีเบอร์มีไลน์กันนี่ ไปถามกันเอาเอง ไมต้องมายุ่งกับกู! แค่นี้นะ!”

พอจบจากการพูดคุยกับพี่ชายผม พี่ภูก็โยนโทรศัพท์ลงที่โซฟาข้างๆ พลางหันมาทำหน้าทำตาหงุดหงิดใส่ผม ทำเอาผมที่กำลังแอบๆ เหลือบตามองต้องพยามยามบีบตัวลีบเกร็ง เพราะรู้ดีว่าตอนนี้พี่ภูกำลังหงุดหงิดผมมากแค่ไหน เขาคงคิดไปตามประสาว่าผมไปหว่านเสน่ห์ใส่พี่เทมส์จนพี่เทมส์เกิดเป็นห่วงเป็นใยผมเกินหน้าเกินตา ทั้งที่ก็ไม่ได้รู้จักสนิทสนมกัน มันก็ไม่ผิดที่ภูไม่รู้ และมันก็ไม่ผิดที่พี่เทมส์จะเป็นห่วงผมผู้ซึ่งเป็นน้องชายคนเดียวที่เขาฟูมฟักดูแลมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ซึ่งถ้าจะหาว่าคนผิดคือใครก็คงจะเป็นผม ที่อยากจะทำตามใจตัวเองจนมองไม่เห็นถึงข้อจำกัดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อผมเข้ามาอยู่ร่วมชายคากับพี่ภู

 

ก็อย่างที่คนเขาว่านั่นแหละ เริ่มโกหกแล้วครั้งหนึ่งมันก็ต้องมีครั้งต่อๆ ไป มันจะหยุดโกหกไม่ได้ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างที่สร้างมาจะพังครืนทันที

 

พี่ภูเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ในขณะที่ผมก็ทำตัวหลุกหลิกพยายามจะขยับหนีออกจากเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามา พร้อมกับจ้องหน้าผมตาแทบไม่กะพริบ และในจังหวะที่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะวิ่งหนีเข้าห้องตัวเองเพราะจัดการโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว พี่ภูก็ก้าวพรวดเดียวมาถึงตัวผมและกระชากต้นแขนผมไว้แน่นจนผมเผลอนิ่วหน้าด้วยเจ็บ และพอผมถูกพันธนาการไว้ด้วยมือใหญ่ของพี่ภูผมก็ขยับหนีไปไหนไม่ได้ ผมถูกดึงให้หันกลับมาเผชิญหน้าพี่ภู เขาขยับเข้ามาเรื่อยๆ โดยที่ผมถอยหนีไม่ได้เลยเหมือนถูกดันให้นั่งลงบนเก้าอี้กลายๆ พี่ภูปล่อยยอมแขนผมออกแต่กักร่างผมไว้ด้วยการเท้ามือทั้งสองข้างลงบนที่เท้าแขนเก้าอี้แทน ผมก็ได้แต่ใจเต้นหน้าแดงทำอะไรไม่ถูกเพราะความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว

“พะ.. พี่ พี่ภูครับ”

ผมก้มหน้าไม่กล้าสบตาคนที่ยืนคร่อมอยู่เลยแม้แต่นิด สายตาพี่ภูที่จ้องมาตอนนี้ทำให้ผมร้อนไปทั้งตัว แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ได้จ้องมาด้วยความพิศวาส รักใคร่ หรือพึงพอใจอะไรทั้งนั้น ตรงกันข้ามผมรู้ดีว่าสายตากร้าวที่กำลังมองกันอยู่นั้นคงเต็มไปด้วยความสงสัย เคลือบแคลงและไม่ไว้ใจเสียมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ห้ามหัวใจตัวเองให้ไม่เต้นแรงไม่ได้เลย

“นายทำอะไรกับเพื่อนฉัน บอกมา?” พี่ภูถามผมเสียงเรียบ และมีความไม่พอใจปะปนอยู่จนผมสัมผัสได้ “ปกติไอ้เทมส์มันไม่เคยเป็นแบบนี้ มันไม่เคยสนใจใคร แต่ทำไมมันถึงได้วุ่นวายซอกแซกอยากรู้เรื่องนายนัก? นายไปให้ท่ามันไว้ใช่ไหม? หลอกเงินมันเหรอ? หรือปั่นหัวมันหว่านเสน่ห์? ห๊ะ?”

ผมหดคอหลับตาปี๋ เสียงตะคอกพี่ภูดังขึ้นเรื่อยๆ จนผมได้แต่ส่ายหน้า ไม่กล้าตอบอะไรทั้งนั้น พอพี่ภูโน้มหน้าลงมาใกล้ ผมก็ได้แต่พึมพำเสียงเบาตอบเพราะไม่อยากให้พี่ภูโมโหกว่าเดิม

“นะ ไนล์เปล่าครับ ไนล์ไม่ได้ทำ”

พี่ภูละมือข้างหนึ่งออกจากที่เท้าแขนแล้วจับเข้าที่คางผมก่อนจะเชิดหน้าผมขึ้น ผมหลบตาพี่ภู แต่พี่ภูก็ไม่ยอมรามือ เขาโน้มหน้าลงมาใกล้เรื่อยๆ ก่อนจะกระซิบเสียงแข็ง

“ไม่ได้ทำ? แล้วอาการที่ไอ้เทมส์เป็นคืออะไร? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่านายแอบติดต่อกับมัน ทำไมเงินมันไม่พอใช้รึไง ทำไมถึงอ่อยถึงให้ท่าคนไปทั่วแบบนี้?”

“พี่ภู.. ฮึก ไนล์เปล่าจริงๆ นะครับ”

พี่ภูชะงักไปตอนเห็นผมกลั้นก้อนสะอื้นและห้ามตัวเองไม่ให้น้ำตาไหลจนตาแดงก่ำไปหมด แต่แค่แปปเดียวเท่านั้น เพราะจู่ๆ พี่ภูก็โน้มหน้าลงมาจนชิด ปลายจมูกของเราสัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจ และริมฝีปากของเราสองคนก็ห่างกันไม่ถึงเซ็นติเมตร

ผมหลับตาปี๋โดยสัญชาตญาณ แต่แล้วจู่ๆ มือที่พี่ภูจับคางของผมไว้ก็สะบัดออก พร้อมๆ กับที่พี่ภูถอยออกไปจนห่างและจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาดูถูก

“ทำไม? คิดว่าฉันจะจูบนายงั้นหรอ? ฝันไปรึป่าว? นายมีอะไรให้ฉันพิศวาสไม่ทราบ แค่หน้าฉันยังไม่อยากจะมอง.. เหอะ”

น้ำตาผมร่วงทันทีที่ได้ยินพี่ภูพูดแบบนั้น ผมก้มหน้านิ่งไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงว่าผมเองไม่ได้สำคัญตัวขนาดที่คิดว่าพี่ภูจะมาจูบหรืออะไร เพียงแต่ผมตกใจ และผมก็ไม่เคยใกล้ชิดกับใครขนาดนี้มาก่อน

ผมยอมรับว่าวูบหนึ่งในใจลึกๆ มันตื่นเต้น มันลิงโลด ในฐานะของคนแอบรักผมผิดด้วยเหรอที่จะรู้สึกดีหากจะถูกสัมผัสโดยคนที่ผมได้แต่มองมาตลอดสิบปี ผมไม่ได้คาดหวังอะไร แต่การถูกปรามาสซึ่งหน้าแบบนี้มันทำให้ผมอดนึกน้อยใจไม่ได้

อะไรที่ทำให้พี่ภูจงเกลียดจงชังผมมากขนาดนี้กัน

ผมพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่พี่ภูก็กดตัวผมไว้ให้นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ก่อนจะเริ่มพูดอีก

“นายจะต้องเลิกยุ่งกับไอ้เทมส์ และฉันจะไม่พูดเรื่องนี้ซ้ำอีก ถ้าฉันเห็นนายพยายามจะติดต่อมัน หรือแอบติดต่อมันหลังฉัน นายโดนดีแน่เข้าใจไหม?”

ผมเงยหน้าก้มหน้าก้มตารีบพยักหน้ารับปากพี่ภูเพราะไม่อยากได้ยินเขาพูดทำร้ายจิตใจมากไปกว่านี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ไม่ได้ถูกใจเขาเลยสักอย่าง พี่ภูจึงได้จับคางผมเงยขึ้นอีกครั้ง แล้วคาดคั้นให้ผมรับปาก

“เวลาฉันถามหรือฉันสั่งอย่ามาหลบตาหลบหน้า ฉันไม่ชอบ พูดออกมา!”

“ครับ” ผมรับปากพี่ภู ก่อนจะขบริมฝีปากล่างของตัวเองแน่นเพราะกลัวหลุดเสียงสะอื้นให้อีกฝ่ายรำคาญใจ พี่ภูชะงักไปชั่วอึดใจหนึ่ง แววตาแข็งกร้าววูบไหวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ สิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิด ไม่สิ ไม่กล้าคาดคิดมากกว่าหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้า ก็เกิดขึ้น

พี่ภูโน้มใบหน้าลงมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้หยุดรอหรือมีท่าทีลังเลอะไรให้ผมได้ทันเอะใจ ริมฝีปากหยักลึกถูกยื่นเข้ามาใกล้ก่อนที่ฟันของพี่ภูจะกัดลงบนริมฝีปากล่างผมเบาๆ จนผมเผลอตกใจปล่อยริมฝีปากล่างตัวเองที่ขบอยู่ก่อนหน้าออก ดวงตาเบิกกว้างเพราะตกใจที่จู่ๆ พี่ภูก็ทำแบบนี้

ผมยกมือขึ้นดันไหล่พี่ภูโดยทันทีอัตโนมัติเหมือนเป็นสัญชาตญาณของการป้องกันตัว แต่ดูเหมือนพี่ภูจะไม่ได้รู้สึกถึงมือเล็กๆ ของผมที่พยายามจะดันเขาออก  เขาแนบริมฝีปากตัวเองลงมาบนริมฝีปากผมอีกครั้ง และยังไม่ได้ทันที่เขาจะได้ขยับทาบทับประตูห้องคอนโดก็เปิดผ่างออกเสียก่อน พร้อมๆ กับที่เสียงของป้ามลดังเข้ามาตามตัว

“ป้ากลับมาแล้วค่ะ คุณๆ อยู่ไหนกันคะ?”

พี่ภูดีดตัวออกจากผมทันทีที่ได้ยินเสียงของป้ามล ในขณะที่ผมก็ลุกขึ้นยืนพรวดพราดพร้อมกับก้มหน้านิ่งแล้วเอ่ยพึมพำบอกพี่ภู โดยที่ไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายเลยสักนิด

“พะ... พี่ภูทานตามสบายนะครับ ไนล์เตรียมอาหารไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ยังไงไนล์ขอตัวไปพักผ่อนก่อนเหมือนจะปวดหัวนิดหน่อย”

ผมไม่รอให้พี่ภูเอ่ยอนุญาต ผมก้มหน้างุดๆ แล้วตรงดิ่งไปที่ห้องนอนตัวเองทันที โดยที่ผมก็ไม่ได้คิดจะหันไปมองว่าพี่ภูมีท่าทียังไงหลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่

ถ้าสมมติว่าป้ามลไม่เปิดประตูเข้ามา พี่ภูจะจูบผมต่อหรือหยุดทุกอย่างเพราะได้สติ...

ผมเองก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง ผมไม่รู้ว่าด้วยซ้ำว่าพี่ภูจูบผมทำไม เขาแค่อยากแกล้งปั่นหัวผมเล่น หรือเขาแค่หมั่นไส้ที่ผมทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ หรือเขาแค่หวั่นไหวเพราะเราอยู่ใกล้กัน ซึ่งในความเป็นไปได้ของเหตุผลสุดท้ายนั้นผมแทบจะตัดทิ้ง เขาเกลียดผมเข้าไส้ขนาดนั้นจะเอาอะไรมาหวั่นไหว ถ้าให้ทายก็คงจะเหตุผลแรกกับเหตุผลที่สองปนๆ กันนั่นแหละ

หรือไม่แน่พี่ภูอาจจะอยากทดสอบสมมติฐานของตัวเองก็ได้ว่าผมเป็นพวกชอบหว่านเสน่ห์ หลอกผู้ชายเพื่อขอเงินไปทั่วหรือเปล่า ผมแทบไม่อยากจะคิดว่าถ้าป้ามลไม่เข้ามา แล้วผมเผลอใจอ่อนคล้อยตามเขาไปอีกนิด เขาจะต่อว่าหรือประนามความใจง่ายของผมอีกไหม เขาจะคิดว่าผมทำไปเพราะหวังในทรัพย์สินของทองของเขาหรือเปล่า

ทั้งๆ ที่การที่ผมยอมเขานั้นมันมีแค่เหตุผลเดียว เหตุผลที่พี่ภูไม่เคยจะมองหา เหตุผลที่ภูไม่เห็นว่าอยู่ในระบบความคิดหรืออยู่ในสายตาของเขาสักนิด

 

...เหตุผลที่ว่าผมรักเขามาก มากจนยอมทิ้งศักดิ์ศรี ทิ้งตัวตน ทิ้งทุกอย่าง เพื่อให้ได้มีเวลาอยู่กับเขาเพิ่มขึ้นอีกสักวินาทีก็ยังดี ...

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(ต่อจากด้านบน)


Kirin’s Part

 

ผมสับสน ผมกำลังสับสน

ผมเผลอจูบคนที่ผมบอกว่าเกลียดนักหนาไปได้ยังไง?

เอาเถอะ ถึงจะยังไม่ทันได้จูบแต่ก็เกือบจูบ ผมพูดตรงๆ เลยว่าถ้าป้ามลไม่เปิดประตูเข้ามา ผมบดปากไนล์ช้ำแน่ๆ

เด็กบ้าอะไรวะ น่ารังแกชะมัด! โดยเฉพาะปากเล็กๆ สีแดงระเรื่อนั่น ผมแทบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าโน้มหน้าตัวเองลงไปเมื่อไหร่ พอรู้อีกทีก็คือริมฝีปากประทับลงไปบนอวัยวะเดียวกันกับของอีกฝ่ายแล้ว ไนล์ตะลึงงันพอๆ กับที่ผมไม่ได้สติและขาดการควบคุมตัวเองอย่างสิ้นเชิง

ผมสารภาพตามตรงว่าตอนแรกไอ้ความคิดที่อยากจะจูบเด็กนั่นไม่มีเลยสักนิด ผมแค่อยากจะแกล้งและอยากจะดูทีท่าของไนล์ก็เท่านั้นว่าถ้าผมทำท่าเหมือนจะจูบเขาแล้วเขาจะมีปฏิกริยายังไง กระโจนเข้าใส่หรือทำทีเป็นไร้เดียงสาเพื่อตบตาให้ผมเดินหน้าต่อกันแน่

ผมคิดว่าผมมีสติดีครบถ้วนและไม่มีวันตกหลุมพรางเด็กนั่นแน่ๆ เพราะผมรู้ว่าผมจะดูออกทันทีว่าไนล์แกล้งทำเป็นไร้เดียงหรือจะพยายามเชิญชวนผมหรือเปล่า รอบแรกผมแทบจะหลุดขำเพราะจู่ๆ ไนล์ก็หลับตาปี๋คิดว่าผมจะก้มลงไปจูบ ..
 

หึ! หลงตัวเองชะมัดคิดว่าเป็นใครกันผมถึงจะอยากจูบด้วย ที่ทำไปก็เพราะแค่อยากรู้ อยากลอง อยากจะเห็นว่าเสน่ห์ตรงไหนของเด็กนี่ที่ทำให้เพื่อนผมหลงหน้ามืดตามัวขนาดที่ต้องโทรมาถามจี้จิกเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของไนล์ขนาดนี้

ตอนแรกที่ไอ้เทมส์ถามถึงไนล์ ผมก็แค่รำคาญนะ แต่ไปๆ มาๆ ไอ้ความรู้สึกหงุดหงิด คันยุบยิบในใจมันมาจากไหนก็ไม่รู้ และจากที่รำคาญไอ้เทมส์ก็พาลให้ผมโมโหไนล์ไปด้วย ผมไม่ชอบที่ตาใสๆ คู่นั้น ลูกตาที่ซื่อมีแววไร้เดียงสาไม่ได้คิดอะไรกลับกำลังปั่นหัวเพื่อนผมลับหลัง ทั้งที่ตัวอยู่กับผมแท้ๆ

และประกอบกับเมื่อวันก่อนผมได้ยินไนล์แอบคุยจ๊ะจ๋าอยู่กับไอ้เทมส์ในห้อง เลยทำให้ผมยิ่งไม่พอใจ บอกไว้ตรงนี้เลยว่าผมไม่ได้หึงหวงเพียงแต่ผมไม่อยากให้เพื่อนถูกมองว่าเป็นไอ้โง่โดนเด็กร้ายกาจนั่นปั่นหัวมากกว่า ผมเลยตัดสินใจว่าจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

ในเมื่อตอนนี้ไนล์อยู่กับผมก็ต้องทำตามที่ผมสั่งหรือบอก ผมเลยตัดสินใจจะแกล้งบวกกับขู่นิดหน่อยไม่ให้ไนล์ได้มีอากาสในการคุยกับไอ้เทมส์ต่อ ดังนั้นไอ้ปฏิบัติการยื่นหน้ายื่นหน้าตาทำตัวเสมือนจะขโมยจูบอีกฝ่ายจึงเริ่มต้นขึ้น

รบแรกที่ไนล์หลับตาปี๋ตอนผมก้มลงไปหา เหมือนผมยังนึกสนุกอยู่ที่ได้แกล้งอีกฝ่าย แต่รอบหลังภาพที่ไนล์ทำตาแดงแถมยังขบริมฝีปากล่างใส่นั่นทำสมองผมเบลอไปหมด ผมมองใบหน้าหวานเศร้าด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูก แววตากลมดูตัดพ้อ น้อยอกน้อยใจ แถมยังแดงก่ำจนน่าสงสาร ทำให้สัญชาตของนักล่าที่อยู่ลึกลงไปของผมและความรู้สึกบางอย่างพลุ่งพล่าน ผมอยากรังแก อยากแนบริมฝีปากลงบนความหยุ่นนุ่มเหมือนอย่างที่ไนล์กำลังขบริมฝีปากของตัวเองอยู่ตอนนี้

และอีกความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาผิดที่ผิดทางและหาคำอธิบายไม่ได้นั้นก็ดันผุดขึ้นมาอีกจนผมเลิกคิดที่จะยับยั้งชั่งใจ

 

ไอ้ความรู้สึกคุ้นเคยยามสบตาเด็กตรงหน้านี่มันอะไรกัน

 

พอรู้ตัวอีกทีริมฝีปากของผมก็แนบชิดลงไปบนอวัยวะเดียวกันกับของไนล์แล้ว แต่ยังไม่ทันได้ขยับปากป้ามลก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ทำเอาผมสะดุ้งได้สติและผละออกมาจากของร้อนตรงหน้าทันที ดูเหมือนว่าไนล์เองก็เพิ่งจะรู้ตัวเหมือนกัน ถ้ามันเป็นการแสดงออกว่าตัวเองไร้เดียงสา ผมก็ขอบอกเลยว่าไนล์ทำได้อย่างแนบเนียน

แต่ก็ไม่แน่หรอกสมัยนี้มันไว้ใจกันยาก คงต้องรอดูกันไปเรื่อยๆ

แต่ที่น่าหงุดหงิดที่สุดกลับไปไม่ใช่ไนล์ กลับเป็นความรู้สึกของผมเอง.. ความรู้สึกๆ ที่ผมรู้ดีว่ามันคือความเสียดายนี่แหละที่ทำให้ผมไม่ชอบใจ

มันติดค้างและทำให้ผมอยากจูบไนล์อีก ผมได้สัมผัสแล้วว่าริมฝีปากเล็กๆ สีแดงระเรื่อนั่นนุ่มนิ่มน่าสัมผัสมากขนาดไหน แม้จะยังไม่ทันได้ขบเม้ม บดคลึง ผมก็นึกรู้ว่ามันจะทำให้ผมรู้สึกดีมากกว่าที่ผมเคยคาด

และนั่นทำให้ผมนึกโมโหตัวเอง โมโหที่ไนล์ทำมันได้สำเร็จ ทำในสิ่งที่ผมเคยประกาศกร้าวเอาไว้ว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับตัวเอง

ไนล์ทำให้ผมหลง ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน แต่ผมก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่าไนล์ทำให้ผมยับยั้งชั่งใจตัวเองได้น้อยลง ไม่ว่าจะเพราะร่างบางๆ เล็กๆ เอวคอดๆ แต่สะโพกกลับกลมกลึง ไหนจะใบหน้าหวานๆ ปนเศร้านั่นอีก

ทุกอย่างในตัวไนล์ทำให้ผู้ชายหลงใหลได้ไม่ยาก ดังนั้นผมเลยไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่แม้แต่ไอ้เทมส์ยังดูหลงเด็กนั่นจนโงหัวแทบไม่ขึ้น และตอนนี้ผมเองก็กำลังจะเป็นอย่างที่เพื่อนรักตัวเองเป็น

ผมผลักความรู้สึกวุ่นวายนี้ออกไปจากใจ ก่อนจะค้นพบว่าการอยู่ในสถานที่ที่เดียวกับเด็กนั่นไม่สามารถทำให้ใจผมสงบได้ ผมเลยเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งบนโซฟาเมื่อครู่ ก่อนจะไล่หาเบอร์โทรศัพท์ของคอนแทคต่างๆ ที่เคยเมมไว้ หลังจากนั้นก็กดโทรออกเมื่อเลือกเจอคนที่คิดว่าจะทำให้ความร้อนและความบ้าในตัวผมลดลงได้

“ฮัลโหล แพตตี้หรอครับ นี่ภูเองนะ วันนี้ว่างไหมไปเดทกับภูไหมครับ?”

... ใช่ ถ้าหนามยอก มันก็ควรจะเอาหนามบ่งออกทันทีเหมือนกัน

.

.

.

Nateetouch’s Part

 

ผมออกจากห้องนอนตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อออกมาทำอาหารเย็นให้พี่ภู จึงได้รู้จากป้ามลที่กำลังจะกลับบ้านพอดีว่าพี่ภูออกไปข้างนอกตั้งแต่เที่ยง สรุปว่าสปาเก็ตตี้ที่ผมทำไว้ก็แห้งคาจาน มันถูกวางไว้บนโต๊ะโดยที่พี่ภูไม่ได้กินเลยสักคำ ผมถอนใจก่อนที่จะยกจานสปาเก็ตตี้ไปเก็บในครัวและเททิ้งลงถังขยะทั้งหมด

“คุณไนล์จะให้ป้าทำอาหารไว้ให้ไหมคะ? เดี๋ยวพอคุณภูกลับมาจะได้แค่อุ่นแล้วทานได้เลย”

ป้ามลถามตอนที่เดินตามเข้ามาในครัวแล้วเห็นว่าผมเทสปาเก็ตตี้ทิ้ง อาหารที่ผมทำพี่ภูไม่แม้แต่จะลองชิมสักนิด แต่ช่างเถอะไว้มื้อหน้าผมค่อยทำใหม่ พี่ภูคงมีธุระอะไรสักอย่างถึงได้รีบร้อนออกไป

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวไนล์ทำเองดีกว่า พี่ภูจะได้ทานอะไรร้อนๆ ทำเสร็จใหม่ๆ” ผมหันไปยิ้มให้ป้ามล ข่มความเศร้าไว้สุดใจ “ป้ามลกลับเถอะครับ แล้วเดี๋ยวอีกสองสามวันค่อยมาใหม่ ผ้าพี่ภูน่าจะเต็มตะกร้าพอดี”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวป้ามาจัดการเอาไปซักรีดให้” ป้ามลตอบรับด้วยท่าทีแข็งขัน “คุณไนล์จะให้ป้าทำอะไรอีกไหมคะ ป้าเอาของสดเข้าตู้เย็นเรียบร้อยแล้ว คุณไนล์ลองเช็คดูนะคะว่าครบไหม ถ้าขาดอะไรโทรบอกป้าได้ พอเข้ามารอบหน้าป้าจะซื้อเข้ามาให้เลย”

“โอเคครับ เดี๋ยวไนล์จะลองเช็ค” ผมล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงก่อนหยิบเงินออกมาจำนวนหนึ่งแล้วยื่นใส่มือป้ามล “ป้ากลับเถอะครับ เย็นแล้ว อันนี้ค่าจ้างของป้าวันนี้ครับ”

ป้ามลนับเงินในมือก่อนจะตาเหลือกโตด้วยความตกใจ

“ตายแล้วคุณไนล์ เกินมาหลายพันเชียวค่ะ เดี๋ยวป้านับคืน...”

“ไม่ต้องครับป้า เก็บไว้เถอะครับ เผื่อต้องซื้ออะไรเข้าคอนโดป้าจะได้ไม่ต้องไปขอพี่ภูเพิ่ม” ผมกล่าวอย่างเอื้อเฟื้อ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย “ผมให้เผื่อไว้เป็นค่ารถด้วย คอนโดพี่ภูอยู่ลึก คราวหน้าป้านั่งแท็กซี่มานะครับ นั่งมอเตอร์ไซค์มันอันตราย”

“แต่คุณไนล์คะ ป้าว่ามันมากไป” ป้ามลยังคงแย้งอย่างเกรงใจ แต่ผมก็ยังคงส่งยิ้มบางกลับไปให้

“ไม่มากหรอกครับ เชื่อไนล์นะ เก็บไว้เถอะ ถือว่าแทนคำขอบคุณที่ป้ามลช่วยไนล์ดูแลพี่ภู”

“โถ่ คุณของป้า ทำไมน่ารักแสนดีขนาดนี้” ป้ามลยิ้มก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือผมอย่างอ่อนโยน “ป้าเชื่อนะคะว่าสักวันความดีและความน่ารักของคุณไนล์จะทำให้คุณภูดีขึ้น ไม่นานคุณภูจะรับรู้ ป้ามั่นใจ”

ผมยิ้มบาง ไม่ได้ตอบอะไรป้ามล เพราะไม่กล้าคาดหวังว่าสิ่งที่ป้ามลพูดจะเป็นจริงขึ้นมาได้ .. อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา

“ขอบคุณครับป้า” ผมเขย่ามือป้าตอบ “กลับดีๆ นะครับ ถึงบ้านแล้วโทรมาบอกไนล์ด้วย ไนล์จะได้ไม่เป็นห่วง”

“ค่ะ งั้นป้ากลับนะคะ .. สวัสดีค่ะคุณไนล์”

ผมพุ่มมือไหว้คนอายยุมากกว่าก่อนที่แกจะเดินออกจากห้องพี่ภูไป “สวัสดีครับป้ามล”

หลังจากประตูปิดผมก็เหลือบมองนาฬิกาเห็นว่าจะหกโมงเย็นแล้ว เลยตัดสินใจทำกับข้าวเพราะไม้รู้ว่าพี่ภูจะกลับมาเร็วหรือช้า แต่ผมไม่อยากให้เขาต้องหิวหรือหิ้วท้องรอโดยไม่จำเป็น เดี๋ยวเกิดหงุดหงิดที่ผมทำหน้าที่ไม่ดีขึ้นมา ผมเหนื่อยจะโดนต่อว่าอีกแล้ว

ผมทำกับข้าวง่ายๆ อยู่สองสามอย่างแล้วตั้งวางไว้บนโต๊ะอาหาร รอแล้วรอเล่าจากชั่วโมงเป็นสองชั่วโมงเป็นสามชั่วโมง จนสี่ชั่วโมงพี่ภูก็ไม่กลับมาสักที จนอาหารบนโต๊ะเย็นชืดผมเลยต้องเอาไปอุ่นใหม่อีกรอบ

ผมรอจนผ่านไปถึงสี่ทุ่ม จากที่ชะเง้อชะแง้เพราะอยากให้พี่ภูได้กินอาหารร้อนๆ ก็กลายเป็นความเป็นห่วงขึ้นมาแทน เพราะพี่ภูหายไปเลย ผมจะโทรไปหาก็ไม่กล้า ได้แต่ผุดลุกผุดนั่งรออยู่อย่างนั้น ข้าวปลาก็ยังไม่ได้กิน เพราะตั้งใจจะรอกินพร้อมพี่ภู

และในขณะที่คิดไม่ตกว่าจะทำยังไงดี ก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าให้พี่เทมส์แกล้งโทรไปถามว่าพี่ภูอยู่ไหนคงหน้าจะพอได้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วงอะไร แค่อยากรู้ให้หายเป็นห่วงก็เท่านั้น

และในขณะที่ผมกำลังจะกดโทรออกหาพี่ชายตัวเองนั้น เสียงปลดล็อครหัสจากหน้าห้องก็ดังขึ้น ผมผุดลุกขึ้นยืนพลางยิ้มกว้างนึกรู้ว่าพี่ภูกลับมาแล้ว แต่พอประตูเปิดออกรอยยิ้มกว้างของผมก็ค่อยๆ เจื่อนลง เมื่อเห็นว่าพี่ภูที่เดินเข้ามามีผู้หญิงอยู่ในอ้อมแขนอีกคน

ทั้งสองคนหัวเราะต่อกระซิกกันเข้ามาในห้อง โดยที่ผู้หญิงที่พี่ภูโอบกอดไว้หันมามองผมด้วยแววตาแปลกใจ

"อ่าว มีคนอื่นอยู่ในห้องด้วยนี่คะภู แล้วแบบนี้เรา..."

เธอลากเสียงพร้อมมองสบตากับพี่ภูอย่างมีความหมาย ในขณะที่พี่ภูหัวเราะชอบใจ ก่อนจะก้มลงกดจมูกลงบนแก้มใสของเธอด้วยความเอ็นดู

"แพ็ตตี้จะสนคนอื่นทำไมครับ สนใจแค่ภูก็พอ"

"แต่ว่าถ้า.. ถ้าเกิดเราสองคนเสียงดังล่ะคะ?"

เธอปรายตามาทองผมนิดหน่อย ในขณะที่ผมได้แต่ก้มหน้ากลั้นน้ำตา พร้อมกับกำมือแน่น

"แค่เด็กรับใช้น่ะแพ็ตตี้ ไม่มีอะไรต้องคิดมากหรอก อย่างที่บอกแพ็ตตี้สนแค่ผมก็พอ เพราะคืนนี้คนที่จะอยู่กับแพ็ตตี้ทั้งคืนคือผมไม่ใช่หรือไง"

ผู้หญิงที่ชื่อแพ็ตตี้หัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ ในขณะที่ผมยืนนิ่ง แม้แต่จะขยับเท้าเดินหนีเข้าห้องก็ยังทำไม่ได้

"ไปที่ห้องกันดีกว่าครับ ผมอยากกอดแพ็ตตี้จะแย่แล้ว"

พี่ภูเดินโอบเอวผู้หญิงคนนั้นผ่านหน้าผมไม่ไปโดยที่ไม่แม้แต้จะปรายตามองผมด้วยซ้ำ ผมเจ็บจนจุกพูดไม่ออกเลยสักคำ แม้จะพอทำใจมาบ้างแล้วว่าอาจเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่พอเจอเข้าจริงๆ ไอ้ที่คิดว่าจะรับได้ก็ดูเหมือนจะยากกว่าที่คิด

ผมยกมือปาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาเงียบๆ พร้อมกับยกกับข้าวที่วางไว้บนโต๊ะเข้าไปในครัว และจับทุกอย่างใส่ตู้เย็น พร้อมกับเขียนโน๊ตบอกไว้หน้าตู้เย็นว่า 'ไนล์ทำกับข้าวไว้ให้ ถ้าพี่ภูหิวเอาออกมาอุ่นทานนะครับ'

แม้จะเสียใจ แต่ผมก็ยังเป็นห่วงเขา เป็นห่วงคนที่ทำร้ายความรู้สึกผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนคนโง่... ความตั้งใจที่จะทานอาหารเย็นพร้อมพี่ภูหายวับไปกับตา ผมได้แต่ยิ้มสมเพชตัวเองว่าทำไมกล้าหวังอะไรที่สูงเกินขนาดนั้น

เพราะถึงพี่ภูไม่พาผู้หญิงมาที่บ้าน ก็ใช่ว่าเขาจะอยากกินข้าวกับผม

ผมเดินกลับเข้าห้องด้วยหัวใจที่วูบโหวง นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วันแต่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่กลางทะเลทราย เคว้งคว้างหาทางไปต่อไม่ได้ หันไปทางไหนก็ไม่เจออะไรที่บอกใบ้ได้ว่าผมควรเดินไปทางไหน หรือทำยังไงต่อ มีแต่ความท้อที่เพิ่มมากขึ้นทุกที แต่ผมกลับไม่มีความคิดที่จะหยุดเดิน

พอเข้ามาในห้องได้ ผมก็ปีนขึ้นเตียงนอนพร้อมกับพยายามที่จะหลับตา รวมทั้งสลัดความคิดที่ว่าในห้องของพี่ภูตอนนี้ เขากับผู้หญิงคนนั้นกำลังทำอะไรกันเพราะไม่อยากให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้

ผมนอนร้องไห้น้ำตาไหลเงียบๆ เพื่อระบายความอัดอั้นในใจ โดยที่ได้แต่คาดหวังและภาวนาให้ตัวเองเข้มแข็งกว่านี้ เพื่อที่อย่างน้อยในอนาคตข้างหน้าหากต้องเจออะไรที่บั่นทอน ผมก็พร้อมจะฟันฟ่า แม้จะเป็นเพียงแค่หวังน้อยนิดก็ตาม

.

.

.

To Be Continue

--------------------------------------------------

//ยื่นพาราให้ไนล์ 10 แผง

เขียนเองก็สงสารน้องเอง แต่ไม่เป็นไรนะคะน้องไนล์ ถึงตอนเอาคืนเมื่อไหร่ พี่จะทบต้นทบดอกให้นะลูกกก พี่สัญญา 55555555555

ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ และที่สำคัญชอบไม่ชอบยังไง เม้นท์บอกได้เลยยย เรารออ่านคอมเม้นท์ของทุกคนอยู่น้าาา

สุดท้ายขอบคุณมากๆ สำหรับทุกกำลังใจและคอมเม้นท์นะคะ เราได้รับแล้วและดีใจมากๆ ยังไงก็รักษาสุขภาพกันด้วย ใส่แมสก์ ล้างมือบ่อยๆ ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็นเนาะ ... แล้วเจอกันตอนหน้าค้าบบบ

รักพวกคุณมากๆ ^^

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
อ่านถึงตอนนี้แล้ว แบบว่าทำไมไม่บอกความจริงไปแต่แรกว่าเป็นน้องพี่เทมส์เป็นเด็กที่เคยโดนช่วยไว้ และแบบว่าอยากมาทดแทนที่เคยได้ช่วยไว้ตอนยังเด็กอะไรแบบนี้ไม่ได้เหรอ ทำไมต้องโกหกด้วยไม่เข้าใจ โกหกแบบนี้มันทำให้เข้าถึงพี่ภูตรงไหน และเมื่อโกหกแล้วมันก็บอกความจริงได้ยากขึ้น ถ้าเกิดรักกันขึ้นมาจริง ๆ จะกล้าบอกความจริงทุกอย่างไหม

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
'รักคนอย่างไอ้พี่ภูต้องอดทน สิบล้อชนต้องไม่ตาย' อยากจะพูดกับไนล์แค่นี้ละ 5555 กับไนล์เป็นอะไรที่ไม่ควรจะพูดว่าออกมาเถอะ เลิกเถอะ ถ้าเขาไม่แคร์ ไม่สน คือต้องให้อดทนต่อไปประมาณนั้น ต้องมีสักวันๆ 555 สนุกมากเลยค่ะ รอตอนต่อไปจะเกิดไรขึ้นบ้าง

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
โถ่ๆ​ น้องไนล์
อดทนนะลูกๆๆ

เดี่ยวอิตาพี่ภูก็ตาสว่าง

ออฟไลน์ Ritawongishere

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
น่ารำคาญทั้งไนล์ ทั้งพี่ภู

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 11th - เขายังคงอยู่ตรงนั้น


Kirin’s Part


“อ๊ะ! ภูคะ...”

เสียงครางของหญิงสาวใต้ร่างดังกระเส่า เราสองคนเริ่มกิจกรรมอย่างว่ามาได้สักพักแล้ว หลังจากที่ผมทิ้งเด็กนั่นให้ยืนมองตามไว้ข้างหลัง ผมแสร้งทำเป็นไม่สนใจพาผู้หญิงที่คั่วอยู่ทั้งวันกลับมาตอกหน้าไนล์ และย้ำกับความรู้สึกของตัวเองว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมต้องการ แต่กลับกลายเป็นว่าตั้งแต่พาแพ็ตตี้เข้ามาในห้อง เล้าโลม และกำลังจะมีเซ็กส์กัน อารมณ์ที่ควรพลุ่งพล่านของผมกลับนิ่งสนิท ผมไม่แม้แต่รู้สึกร่วมกับแพ็ตตี้เลยสักนิด เสียงหวานที่ร้องเรียกอย่างเชิญชวนกลับดูไม่น่าฟัง และติดจะน่ารำคาญจนผมต้องหยุดทุกอย่างทั้งที่ตอนนี้ผมกับเธอแทบจะไม่เหลือเสื้อผ้าติดตัวแล้วสักชิ้น

ผมผละออกจากร่างกายนุ่มนิ่มที่นอนระทดระทวยเชื้อเชิญอยู่บนเตียง ก่อนจะก้มลงไปหยิบบ็อกเซอร์ตัวเองขึ้นมาใส่อย่างเซ็งๆ

“ภูคะ.. เกิดอะไรขึ้นคะ?”

แพ็ตตี้ร้องถามอย่างสงสัย แต่ผมไม่มีคำตอบให้เธอเพราะผมเองยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ผมแค่รู้สึกว่าผมไม่มีอารมณ์ ผมไม่อยากทำ และที่สำคัญในหัวสมองของผมก็มีแต่ใบหน้าของเด็กนั่นตอนมองผมที่เดินเข้าพร้อมแพ็ตตี้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า แม้ผมจะแสร้งทำเป็นไม่สนใจแต่ผมก็สังเกตเห็นได้อยู่ดี

“ไม่มีอะไรหรอกครับแพ็ตตี้ ผมแค่นึกขึ้นได้น่ะว่ามีอะไรบางอย่างที่ต้องทำ” ผมก้มลงเก็บชุดแส็คของแพ็ตตี้ที่วางกองอยู่บนพื้นขึ้นมา ก่อนจะยื่นให้เธอที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยใบหน้างุนงง “ยังไงวันนี้แพ็ตตี้กลับไปก่อนได้ไหมครับ เดี๋ยวผมเรียกคนขับประจำของผมให้ไปส่งแพ็ตตี้ที่คอนโด... ไม่โกรธผมนะครับ”

พูดจบผมก็ก้มลงจูบหน้าผากมนของหญิงสาว เธอดูหัวเสียนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไร เดาว่าน่าจะอารมณ์ค้างมากกว่า

“เทกันกลางทางเลยอย่างนี้หรอคะภู” เธอถอนหายใจพูดยิ้มๆ ดูไม่ได้ถือสาแต่ว่าน่าจะไม่พอใจอยู่บ้าง

“ขอโทษจริงๆ ครับแพ็ตตี้ ผมนึกได้ว่ามีธุระด่วนต้องทำ ไว้คราวหน้าผมแก้ตัวนะ”

แพ็ตตี้โบกมือปัดอย่างไม่ถือสา เธอก้าวลงเตียงก่อนจะสวมเสื้อผ้าของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมายิ้มหวานให้ผม แต่ถ้าดูจากแววตาที่มองมาแล้วน่าจะไม่พอใจอยู่ไม่น้อยเชียว

“ช่างเถอะค่ะ แต่คราวหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วนะคะ ภูควรจะจัดการ ‘ธุระ’ ให้เรียบร้อยก่อนจะพาใครขึ้นเตียง .. ครั้งนี้แพ็ตตี้ยกโทษให้ค่ะ ไม่ต้องคิดมาก”

ผมยิ้มให้เธอ นึกขำในใจที่ตัวเองโดนหลอกด่า แพ็ตตี้เป็นคนฉลาดและเป็นผู้หญิงที่ผมควงไปไหนมาไหนบ่อยที่สุด เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่อยู่อเมริกา แพ็ตตี้บินไปเวิร์คแอนด์เทรเวลในช่วงสั้นๆ และบินกลับมาไทยก่อนผมอยู่หลายปี ตอนที่อยู่ที่นั่นดูเหมือนแพ็ตตี้จะชอบและพอใจในตัวผมอยู่ไม่น้อย แต่ติดว่าตอนนั้นผมคบกับจีนอยู่เธอเลยไม่ได้เข้ามาวุ่นวายอะไร

ผมบังเอิญเจอแพ็ตตี้ตอนที่กลับมาไทยใหม่ๆ พอรู้ว่าเธอไม่มีใครผมเลยตัดสินใจสานสัมพันธ์กับเธอ ภายใต้ข้อตกลงที่ว่าเราจะไม่ผูกมัดกัน เราจะมีอิสระเสรีในการคบหาคนอื่น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราต้องการกันเราก็จะแค่นัดกัน ออกไปเที่ยวด้วยกัน โดยอาจจะจบลงบนเตียงหรือไม่ใช่บนเตียงก็ได้

ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าระหว่างเราคือ Friend with Benefit หรือเปล่า แต่ถ้าในเมื่อมันเป็นความพอใจของเราทั้งคู่ ผมก็เลยไม่อยากจะคิดอะไรให้วุ่นวาย

แพ็ตตี้เป็นคนสบายๆ และที่สำคัญเธอไม่ใช่พวกประเภทขี้หึงหวงหรืองี่เง่า เธอรู้ขอบเขตทั้งของตัวเองและของผมดี ดังนั้น ผมเลยมักชอบที่จะไปกับเธอบ่อยๆ เพราะอย่างน้อยเธอก็ไม่ใช่ประเภทจ้องจะงาบผมเป็นจริงเป็นจังเหมือนอย่างที่คู่นอนคนอื่นๆ ของผมทำ

“โอเคครับ ผมจะจำไว้ .. ขอโทษนะที่ทำให้คุณเสียเวลา” ผมก้มลงไปหยิบกางเกงตัวเองขึ้นแล้วล้วงเอากระเป๋าเงินออกมา ก่อนจะหยิบเงินแล้วยื่นให้เธอจำนวนหนึ่ง “ค่าเสียเวลากับค่ารถครับ”

แพ็ตตี้ยิ้มก่อนจะดันมือผมออก “ไม่เป็นไรค่ะภู แพ็ตตี้บอกแล้วไงว่าเต็มใจมากับคุณ ไม่ต้องให้เงินแพ็ตตี้ทุกครั้งหรอก ของคราวที่แล้วก็ให้มาตั้งเยอะตั้งแยะ เอาไว้ถ้าขาดมือจริงๆ แล้วแพ็ตตี้จะบอกแล้วกันนะคะ”

“แต่ว่า...” ผมเตรียมจะแย้ง เพราะแพ็ตตี้เป็นคนเดียวที่ผมเต็มใจจะให้เงิน โดยไม่ได้คิดว่าเธอเห็นแก่เงินเหมือนคนอื่นๆ ผมให้เพราะรู้ว่าเธอมีเรื่องจำเป็นต้องใช้ และที่สำคัญแพ็ตตี้เองก็ไม่ได้รับเงินจากผมทุกครั้ง นอกจากช่วงที่จำเป็นจริงๆ

“ตามนี้ค่ะ บอกแล้วไงว่ากับภูน่ะแพ็ตตี้เต็มใจ คิดเสียว่าเพื่อนมาแก้เหงาให้เพื่อนแล้วกัน” เธอขยิบตาให้ผมด้วยท่าทีสบายๆ ให้ผมได้หลุดหัวเราะ ตอนที่เดินออกมาส่งเธอที่หน้าประตูห้อง

“ขอบคุณมากนะครับแพ็ตตี้ ผมโทรบอกคนขับรถให้แล้ว อีกสักห้านาทีเขาคงมาถึงหน้าคอนโด .. กลับดีๆ นะครับ”

แพ็ตตี้ยิ้มก่อนจะเขย่งตัวจูบแก้มผมเพื่อบอกลาตามปกติ “ไว้เจอกันค่ะภู”

ผมมองตามหลังของแพ็ตตี้ไปจนเมื่อเห็นว่าเธอลงลิฟต์ไปแล้วถึงได้ปิดประตูห้อง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ ด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าหวานเศร้าที่ในนัยน์ตากลมมีน้ำใสๆ ไหลคลออยู่ลอยขึ้นมาในมโนสำนึกอีกครั้ง ผมหันหน้าไปทางห้องของไนล์ทันที นึกโมโหเด็กนั่นที่เข้ามาปั่นประสาทผมแม้ในยามที่ผมกำลังจะมีความสุขกับผู้หญิงที่ทอดกายนอนรอผมอยู่บนเตียง จนทำให้ผมหมดอารมณ์ที่จะทำอะไรๆ ตามที่ตั้งใจไว้

และก็เหมือนจะเป็นการตอกย้ำกลายๆ ว่า เด็กนั่นมีอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกผมพอสมควร

ซึ่งมันทำให้ผมหงุดหงิดมาก หงุดหงิดที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรมันถึงเป็นแบบนั้น บางครั้งเวลาที่ผมมองหน้าไนล์ในอกของผมก็จะมีความรู้สึกเอ็นดูตีตื้นขึ้นมาแปลกๆ บางครั้งก็รู้สึกเศร้ามันเหมือนเป็นความรู้สึกของการที่ทำอะไรบางอย่างหายไป แต่นึกยังไงผมก็ยังนึกไม่ออก

ผมเคยเกือบจะใจอ่อนให้ไนล์หลายครั้งมาก แต่เพราะเหตุการณ์ที่ผมเคยเจอในอดีต ทุกครั้งมันเลยจะมีสัญญาณบางอย่างร้องเตือนในใจ


‘อย่าไว้ใจใครง่ายๆ และอย่าให้ใจใครโดยไม่จำเป็น’


โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กที่จู่ๆ ก็ปรากฎตัวขึ้นมาแบบไม่มีที่มาที่ไป เด็กที่ดูเหมือนจะทำให้ใครๆ หลงใหลได้ง่ายๆ โดยที่แทบจะไม่ทันได้ทำอะไรเลยอย่างไนล์ เห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากแม่ผมกับไอ้เทมส์เพื่อนสนิทผมที่ร้อยวันพันปีมันแทบจะไม่สนใจใคร แต่กลับเอาแต่ถามไถ่ผมถึงเด็กที่แม่ยัดเยียดให้มาอยู่กับผมได้ไม่ถึงอาทิตย์

แบบนี้ถ้าไม่คิดว่ามันแปลกประหลาด แล้วจะให้ผมคิดเป็นอื่นได้ยังไงกัน

ผมละสายตาจากประตูห้องของเด็กนั่น ก่อนที่จะสลัดความคิดทั้งหมดออก ตอนนี้ตาผมสว่างมากและ ‘ธุระ’ ที่ผมใช้อ้างกับแพ็ตตี้ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันด้วย หลักๆ ก็คือเอาเจ้าเด็กหน้าหวานนั่นออกจากหัวผมให้ได้นี่แหละ

ในเมื่อไม่รู้จะทำอะไรผมเลยคิดว่าจะลองไปรื้อเอกสารของบริษัทมาอ่านดูสักหน่อย ผมยังไม่รู้แน่ชัดเหมือนกันว่าตัวเองพร้อมจะกลับไปช่วยงานแม่หรือยัง ถือเสียว่าเอามาอ่านฆ่าเวลาก็แล้วกันเพราะยังไงให้กลับเข้าไปนอนตอนนี้ผมก็ไม่หลับง่ายๆ หรอก

ผมเดินเข้าไปในห้องครัว ตั้งใจจะหาอะไรง่ายๆ ในตู้เย็นเอาเข้าไปกินในห้อง ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นมีโพสท์อิทสีฟ้าสดใสพร้อมลายมือที่เป็นระเบียบสะอาดตาติดอยู่บนตู้เย็น


‘ไนล์ทำกับข้าวไว้ให้ ถ้าพี่ภูหิวเอาออกมาอุ่นทานนะครับ'


ผมเปิดตู้เย็นก็เห็นต้มจืดเต้าหู้ไข่กับผัดผักรวมวางแช่อยู่เอาไว้ ผมยอมรับว่ารู้สึกดีขึ้นมาอยู่วูบหนึ่ง แต่ความไม่ไว้ใจก็ยังคอยกัดกินความรู้สึกดีๆ ของผมเพราะผมไม่อยากมองอะไรในแง่ดีเกินไปนัก แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ตะขิดตะขวงใจผมที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ไนล์ทำกับข้าวแล้วเอามาแช่ไว้ให้เผื่อผมจะหิวหรืออยากกินอะไรตอนดึก แต่กลับเป็นเรื่องของโพสท์อิทที่อยู่ในมือผมมากว่า

โพสท์อิทสีฟ้าสดใส ลายมือเป็นระเบียบ ดูเรียบง่ายและสะอาด คุ้นตา...

ความรู้สึกคุ้นเคยตีตื้นขึ้นมาในอกอีกครั้ง เหมือนมันไม่ใช่เรื่องเก่า เหมือนมันเป็นเรื่องที่ผมทำหล่นเอาไว้ในอดีต

ผมพยามยามเปิดทุกลิ้นชักความทรงจำ แต่ไม่ว่าจะยังไงมันก็ดูจะเลือนลางเหลือเกินในความรู้สึก และสุดท้ายก็เหมือนกับทุกๆ ครั้ง เพราะผมเลิกที่จะพยายามนึก คิดแค่ว่าเดี๋ยวก็คงจะนึกได้หากเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองกำลังเสียความทรงจำที่มีค่าให้สูญหายไปกับเวลาโดยที่ไม่จำเป็น

.

.

.

Nateetouch’s Part



ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เพียงแค่คิดว่าจะต้องออกไปเจออะไร เจอภาพแบบไหน น้ำตาที่เหือดแห้งไปก็ทำท่าจะไหลลงมาอีกรอบ ผมได้ปลอบตัวเองให้เข้มแข็ง แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ได้แย่เกินไปสักเท่าไหร่นัก เพราะพี่เทมส์ส่งข้อความมาทักทายผมตั้งแต่เช้า


‘อรุณสวัสดิ์ครับเด็กดีของพี่ ถ้าไนล์ว่าง โทรมาหาพี่บ้างนะครับ คิดถึง’


ผมยิ้มตั้งใจว่าคืนนี้ถ้าไม่ติดอะไรผมจะโทรพี่เทมส์ และอาจจะโทรไปหาลมด้วย เพราะเคยสัญญากับหมอนั่นไว้ว่าจะพยายามติดต่อไปให้ได้ทุกอาทิตย์ อย่างน้อยก็อาทิตย์ละครั้งตามที่เคยได้บอกลมไว้ และถ้าขืนไม่ติดต่อไป เกิดลมบ้าดีเดือดตามไปหาผมถึงออสเตรเลียแล้วความจะแตกเอา


‘ถ้าคืนนี้ไนล์ไม่ติดอะไร ไนล์จะวีดีโอคอลไปหาพี่เทมส์นะครับ .. คิดถึงพี่มากๆ เหมือนกัน’


ผมเหลือบมองนาฬิกาที่หัวเตียงอีกครั้ง พอเห็นว่าตอนนี้หกโมงครึ่งแล้วก็เตรียมเข้าไปล้างหน้าล้างตาแปรงฟัน เพื่อออกไปทำงานบ้านแล้วสายๆ ค่อยทำกับข้าว เพราะกลัวว่ากลิ่นอาหารจะไปรบกวนคนกำลังนอนสบาย แล้วเดี๋ยวจะโดนพี่ภูโกรธเอาอีก

ผมสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อเรียกกำลังใจและพยายามปรับท่าทีตัวเองให้นิ่งที่สุด เพราะรู้ดีว่าจะต้องเจอกับพี่ภูและผู้หญิงที่พี่ภูพามาเมื่อคืน แต่เมื่อก้าวขาออกจากห้องมองไปตรงห้องนั่งเล่นก็ต้องแปลกใจ ผมเห็นจานอาหารและแก้วน้ำวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะหน้าทีวี แถมยังมีร่างกายสูงใหญ่ของเจ้าของคอนโดนอนหลับสบายอยู่บนโซฟา เสื้อผ้าไม่ใส่มีกางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวเกาะหมิ่นเหม่อยู่ที่สะโพก

ผมหน้าแดงทันทีเมื่อมองตามไปแล้วเห็นว่าขอบบ็อกเซอร์นั้นมันอยู่ต่ำขนาดไหน ตอนนั้นผมไม่ได้เอะใจเลยว่าทำไมพี่ภูถึงออกมานอนตรงนี้ ที่ผมคิดมีแต่ความเป็นห่วงเขาทั้งสิ้น เพราะแอร์ที่ภูเปิดไว้นั้นค่อนข้างจะหนาว แล้วเขาก็ไม่ยอมห่มผ้านอนด้วย ท่าทางจะอ่านเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นเพลินเลยเผอหลับไปอย่างนั้น

ผมเลยรีบเดินเข้าไปในห้องตัวเองแล้วหยิบห้ามห่มผืนหนามาวางพาดไว้เตรียมจะห่มให้พี่ภู แต่ต้องเก็บพวกจานชามที่วางกองรวมกันอยู่ก่อน ไหนจะกระดาษเอกสารที่ปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณอีก ผมรวบเก็บให้มันเป็นปึกแล้วเอาวางไว้บนโต๊ะหน้าโซฟาเหมือนเดิม เวลาที่พี่ภูหาจะได้หาเจอ

จากนั้นผมก็เอาจานชามและแก้วน้ำทั้งหลายทยอยไปเก็บในครัว ก่อนจะกลับมาตรงห้องนั่งเล่นอีกครั้งเมื่อเห็นว่ารอบตัวพี่ภูสะอาดพอจะให้พี่ภูนอนได้สบายๆ แล้ว ผมก็หยิบห้าห่มที่วางพาดไว้บนโซฟาเดี่ยวอีกตัวมาห่มให้พี่ภู และในจังหวะที่ผมโน้มตัวลงไปขยับผ้าห่มให้ชิดคลุมอกพี่ภูนั้น มือใหญ่ก็กระตุกแขนผมจนผมล้มลงไปนอนทับอยู่บนรูปร่างสูงใหญ่ หนำซ้ำแขนพี่ภูยังตวัดกอดเอวผมอัตโนมัติอีกต่างหาก

ผมนอนนิ่งตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ พลางเหลือบสายตามองช้าๆ ก็เห็นว่าพี่ภูยังหลับอยู่ แถมหนังตาบนยังขยับไปมาตามการกลอกลูกตา เลยทำให้ผมนึกรู้ว่าเขากำลังฝัน ผมไม่รู้ว่าพี่ภูผันดีหรือฝันร้ายอยู่กันแน่ แต่ที่รู้ๆ คือพี่ภูไม่คลายกอดออกจากเอวผมเลยแม้แต่นิด หนำซ้ำยังกอดผมแน่นกว่าเดิมอีกต่างหาก

ผมพยายามจะแกะมือพี่ภูออกจากเอว ก่อนที่ชะงักเมื่อได้ยินพี่ภูพึมพำละเมอ


‘จีน.. ทำไมถึงทิ้งภูไป กลับมาหาภูเถอะ ภูรักจีนมากนะ’


ผมเม้มปากแน่น พยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด เปลี่ยนใจจากที่จะดิ้นออกจากอ้อมกอดที่พันธนาการไว้ ผมกลับปล่อยตัวเองให้พี่ภูกอดไว้อย่างนั้น เพราะถ้าหากว่าตอนนี้พี่ภูกำลังฝัน .. ฝันว่าเขาได้คนรักกลับคืนมา อย่างน้อยผมก็อยากให้เขามีความสุขแม้จะแค่ในฝันก็ยังดี

ผมนอนนิ่งอยู่บนตัวพี่ภู พี่ภูตัวใหญ่กว่าผมมาก อกก็กว้าง ไหล่ก็หนา แถมยังตัวสูงพอๆ กับพี่เทมส์ ผมแนบแก้มตัวเองลงบนอกอุ่นๆ ของพี่ภู นอนฟังเสียงหัวใจของพี่ภูเต้นอย่างมีความสุข แม้ว่าตอนนี้สำหรับพี่ภูแล้วผมอาจจะกำลังเป็นตัวแทนของใคร แถมยังเป็นตัวแทนได้แค่ในฝันอีกต่างหาก แต่สำหรับผม.. ผมกำลังได้ใกล้ชิดและโอบกอดพี่ภูตัวจริงๆ พี่ภูที่ผมเฝ้ารอมานานนับสิบปี เมื่อก่อนมันเคยเป็นได้แค่ความฝันที่ผมไม่แม้แต่จะกล้าฝัน แต่หากตอนนี้มันกำลังเกิดขึ้นจริง ผมก็ขอตักตวงช่วงเวลานี้เอาไว้สักนิดก่อนที่มันจะหายไป

ผมนอนนิ่งฟังเสียงหัวใจพี่ภูอยู่แบบนั้น โดยมีอ้อมแขนแข็งแรงโอบกอดเอาไว้แน่น จากที่ตั้งใจว่าถ้าพี่ภูคลายวงแขนออกเมื่อไหร่ ผมจะรีบลุกก่อนที่พี่ภูจะรู้สึกตัว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอกของพี่ภูอุ่น เสียงหัวใจของพี่ภูน่าฟัง หรือผมแค่เห็นแก่ตัวอยากจะอยู่นานกว่านี้อีกนิด ผมถึงได้เผลอหลับไป

พอรู้ตัวอีกทีก็คือพี่ภูกำลังดันตัวผมให้ลุกขึ้น โดยที่เขาโวยวายใส่ผมยกใหญ่

“นี่! นายทำอะไรห๊ะ? ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ! ใครให้มานอนตรงนี้?”

พี่ภูจับผมพลิกแล้วปล่อยผมลงบนโซฟา ส่วนตัวเขาก็ลุกพรวดจ้องหน้าผมอย่างเอาเรื่อง ในขณะที่ผมอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ไม่คิดว่าตัวเองจะผล็อยหลับไปทั้งที่นอนอยู่บนตัวพี่ภูแบบนั้น หนำซ้ำผมยังหาคำตอบให้เขาไม่ได้ด้วยว่าทำไมถึงลงไปนอนซบอกพี่เขาสบายใจขนาดนั้น

“คะ.. คือ คือไนล์ ไนล์ไม่ได้...”

“จำไว้นะ! อย่าทำแบบนี้อีก ฉันไม่ชอบ!”

พี่ภูจับต้นแขนผมที่เพิ่งลุกขึ้นมานั่งตั้งสติได้ไว้แล้วบีบแน่น ผมเจ็บแต่ไม่กล้าร้องสักแอะ เพราะกลัวจะทำให้เขาโกรธยิ่งกว่าเดิม

“ไนล์ .. ไนล์ไม่ได้ทำแต่พี่ภู พี่ภูดึงไนล์ลงไป ไนล์พยายามจะลุกแล้วแต่พี่ภูไม่ยอม”

ผมอ้อมแอ้มบอกไปตามจริง เพราะไม่อยากให้พี่ภูคิดไปว่าผมฉวยโอกาสหรือทำอะไรแบบที่พี่ภูไม่ชอบ แต่แทนที่สถานการณ์จะดีขึ้นก็กลายเป็นว่าพี่ภูดูโมโหมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“นี่นายจะบอกว่าฉันเป็นคนดึงนายลงมานอนกอดงั้นหรอ? ฉันเนี่ยนะ?”

พี่ภูบีบแขนผมแน่นขึ้นจนมันเป็นรอยแดง ผมเจ็บแต่ไม่กล้าร้องออกเลยเลือกใช้วิธีขบฟันลงบนริมฝีปากล่างของตัวเองแทน แต่การทำแบบนั้นของผมทำให้พี่ภูเข้าใจผิด เข้ายื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วกัดริมฝีปากล่างผมแรงๆ จนผมเผลอร้องโอดโอย

“โอ๊ย! พี่ภู.. ไนล์เจ็บ”

“กัดให้เจ็บ จะได้ตอบ! อย่ามาทำเป็นดีดดิ้นหาว่าฉันลวนลาม คนอย่างนายมีอะไรดีไม่ทราบ! ทำไมฉันต้องลดตัวไปทำแบบนั้น? คิดว่าคนอื่นจะต้องหลงเสน่ห์นายหมดเหมือนที่ไอ้เทมส์กับแม่ฉันเป็นงั้นหรอ!?”

คนที่ยืนคร่อมร่างผมตะคอกลั่น ผมได้แต่นั่งก้มหน้าตัวสั่นเพราะไม่รู้จะทำยังไง แขนก็เจ็บ พูดความจริงไปพี่ภูก็ไม่เชื่อ เขาคิดตลอดว่าผมเป็นแค่คนหน้าไม่อายที่พยายามจะพาตัวเองมาอยู่ใกล้ชิดเขา .. ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดจากความเป็นจริงเท่าไหร่ เพียงแต่ผมไม่ได้เข้ามาเพราะหวังร้าย อันนี้แหละที่พี่ภูตีความเจตนาของผมผิดไป

“ไนล์ไม่ได้คิดแบบนั้นครับ.. อึก” ผมกลั้นก้อนสะอื้นเพราะไม่อยากให้พี่ภูรู้ว่าร้องไห้ ไม่งั้นผมก็จะถูกพี่ภูดุอีก “ไนล์ขอโทษครับ ไนล์ผิดเอง ต่อไปนี้ไนล์จะอยู่ให้ห่างๆ พี่ภู ไม่เข้าใกล้ให้พี่ภูหงุดหงิดใจอีก”

พอพูดจบน้ำตาเม็ดเล็กๆ ก็ร่วงหล่นออกจานัยน์ตากลมทั้งสองข้างของผม แต่ผมก็ยังคงก้มหน้านิ่งเพราะไม่อยากให้พี่ภูเห็น ผ่านไปไม่ถึงอึดใจพี่ภูก็คลายมือที่บีบต้นแขนผมออก ผมเลยรีบใช้มืออีกข้างจับแขนตัวเองไว้แทนพร้อมกับลูบเบาๆ เพราะมันยังคงเจ็บอยู่ ผิวขาวๆ ของผมขึ้นแดงเป็นรอยมือ ปกติผมเป็นคนช้ำง่ายอยู่แล้ว เจอบีบเข้าไปด้วยแรงของพี่ภูก็เลยไม่รอด ที่ทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงใช้มือลูบเบาๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บที่เกิดขึ้น

ผมไม่กล้าเงยหน้ามองพี่ภู ได้แต่รอฟังว่าพี่ภูจะพูดอะไร แต่เขากลับไม่ได้พูอะไรทั้งสิ้นแล้วจู่ๆ ก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องตัวเองไปเฉยๆ ปล่อยให้ผมนั่งเสียใจอยู่ที่โซฟาลำพัง

.

.

.

(อ่านต่อด้านล่าง)

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(อ่านต่อจากด้านบน)


ก็อก ก็อก ก็อก

ผมเดินไปเคาะประตูห้องพี่ภู เพราะเห็นว่าตอนนี้สายมากแล้ว แล้วพี่ภูก็ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย และเพราะอะไรหลายๆ อย่างทำให้ผมลืมสังเกตไปว่าผู้หญิงที่พี่ภูพามาเมื่อคืนไม่อยู่แล้ว และถ้าจะให้ทบทวนดีๆ ผมก็ว่าผมไม่เห็นเธอตั้งแต่เช้าแล้วนะ ตั้งตอนที่ผมออกมาเจอพี่ภูที่โซฟานั่นแหละ ตอนแรกก็คิดว่าเธออาจจะยังหลับอยู่ในห้องพี่ภู แต่ถ้าเธออยู่ในห้องแล้วพี่ภูจะออกมานอนข้างนอกทำไม แถมสภาพของกินกับกระดาษเอกสารที่เกลื่อนอยู่ตามพื้นก็พอจะทำให้เดาได้ว่าพี่ภูคงอ่านอะไรพวกนั้นจนเผลอหลับไป

แต่ก็ช่างเถอะ ไม่เกี่ยวอะไรกับผมเท่าไหร่ เรื่องผู้หญิงเรื่องคู่นอนหรือเรื่องที่พี่ภูจะพาใครเข้ามาผมห้ามอะไรไม่ได้เพราะไม่มีสิทธิ์ อย่างน้อยเป้าหมายที่ผมวางไว้ตอนนี้ก็คือขอให้พี่ภูยอมลับไปช่วยงานคุณแม่ที่บริษัทได้ก็พอ และจากที่เห็นเมื่อคืนผมก็คิดว่าไม่น่าจะยากเกินไป เพราะพี่ภูเองก็ดูมีใจและเตรียมตัวอยู่บ้าง

ไม่แน่สามเดือนของผมอาจจบลงไวกว่าที่คิดก็ได้

ผมทำอาหารไว้สองที่สำหรับพี่ภูกับผู้หญิงคนเมื่อคืน ไม่แน่ใจว่าเธอยังอยู่ในห้องไหม แต่ยังไงก็ขอทำเผื่อไปก่อนไม่งั้นเดี๋ยวก็ถูกพี่ภูดุอีก ผมรออยู่ไม่นานประตูห้องของพี่ภูก็เปิดออก

“มีอะไร?”

ผมก้าวถอยหลังนิดหนึ่งเพราะไม่อยากให้พี่ภูหงุดหงิดที่เข้าใกล้เขามากเกินไป “ไนล์เห็นว่าสายแล้ว กลัวพี่ภูจะหิวเลยจะมาบอกว่ากับข้าวทำเสร็จแล้วนะครับ อยู่บนโต๊ะ”

ผมชี้ไปที่โต๊ะอาหารด้านหลังที่อยู่กึ่งกลางระหว่างห้องครัวกับห้องนั่งเล่น พี่ภูมองตามมือผมก่อนจะเหลือบมองที่ต้นแขนของมือข้างที่ผมใช้ชี้ เขาไม่ได้พูดอะไร ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขามองทำไมเลยได้แต่ยืนนิ่ง จนพี่ภูรับคำนั่นแหละผมถึงถอยออก

“อืม รู้แล้ว เดี๋ยวออกไปกิน”

พี่ภูกลับเข้าไปในห้องแต่ไม่ได้ปิดประตูเหมือนเดินเข้าไปหยิบของแล้วเดี๋ยวคงจะออกมา ผมเองเลยถอยฉากเพราะหมดหน้าที่ของตัวเอง และอีกอย่างผมก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะยังอยู่ไหมหรือกลับไปแล้ว ผมไม่อยากเสียมารยาทละลาบละล้วง เลยเดินกลับไปที่ที่ของตัวเอง

ผมเดินเข้าไปในครัวพร้อมกับลากเก้าอี้เข้าไปด้วยตัวหนึ่ง แล้วจัดการหยิบจานใส่ข้าวตั้งใจว่าจะนั่งกินข้าวเงียบๆ ในนี้เสร็จแล้วก็เข้าห้อง จะได้ไม่รบกวนสายตาพี่ภู แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้จับทัพพี เสียงทุ้มที่ดังอยู่ด้านหลังก็ทำเอาแทบสะดุ้ง

“ทำอะไรน่ะ?”

พี่ภูยืนซ้อนอยู่ด้านหลังพร้อมกับมองมาดุๆ ในมือเขามีหลอดยาอะไรบางอยู่ พอเห็นพี่ภูยังยืนขมวดคิ้วไม่ขยับไปไหนก็เลยนึกรู้ว่าเขากำลังรอให้ผมตอบคำถามอยู่

“ทานข้าวครับ เดี๋ยวทานเสร็จแล้วไนล์จะรีบเข้าห้อง หรือ.. หรือถ้าพี่ภูอยากให้ไนล์เข้าห้องตอนนี้เลยก็ได้นะครับ เดี๋ยวพี่ภูทานเสร็จแล้วไนล์ค่อยออกมาทานทีหลัง”

ผมรีบพูดยาวไม่หายใจ และเตรียมตัวจะขยับหนีไปอีกด้านเพื่อเดินกลับเข้าห้องตัวเองแต่พี่ภูกลับคว้าข้อมือผมไว้ เล่นเอาผมสะดุ้งแถมยังหลับตาแน่นเตรียมรอรับความเจ็บที่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้เพราะถูกมือพี่ภูบีบ

แต่อาการเจ็บที่ว่ากลับไม่เกิดขึ้น หนำซ้ำพี่ภูยังพาจูงกึ่งๆ ลากพาผมเดินออกมาจากห้องครัวให้มาหยุดที่โต๊ะอาหาร ที่มีอุปกรณ์การกินจัดวางอยู่สองชุด

“ถ้าจะเข้าไปกินในครัวแล้วจะจัดไว้ทำไมสองชุด?” พี่ภูถามเสียงเรียบ ถึงจะไม่ได้อ่อนโยนแต่ก็ไม่ได้ดูดุเท่าที่ผ่านมา

“คือไนล์ ไนล์จัดไว้ให้แขกของพี่ภูครับ” ผมตอบเสียงเบา “ไนล์ไม่แน่ใจว่าคุณเขากลับไปหรือยัง เลยจัดเผื่อไว้ก่อน”

“กลับไปตั้งแต่ห้าทุ่มเมื่อคืนแล้ว” พี่ภูพูดเรียบๆ ทำเอาผมต้องหันไปมองด้วยความแปลกใจ

แปลกใจว่าทำไมกลับไปเร็วเพราะเหมือนว่าตอนที่มาถึงก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว ก็ไม่น่าจะแยกย้ายกันเร็วขนาดนั้นหรือเปล่า และที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือ พี่ภูไม่จำเป็นต้องบอกผมก็ได้

เอ๊ะ หรือที่บอกเพราะไม่อยากให้ผมมองผู้หญิงคนนั้นไม่ดี... อืม มันต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ

“อ่า.. งั้นเดี๋ยวไนล์เอาจานไปเก็บให้นะครับ พี่ภูทานตามสบายเลย เดี๋ยวทานเสร็จแล้วไนล์จะมาเก็บล้างให้”

ผมว่าพลางกระวีกระวาดจะเข้าไปเก็บจานที่ไม่น่าจะได้ใช้ แต่ถูกพี่ภูดึงข้อมือไว้ก่อนอย่างแรง จนเสียหลักทรงตัวไม่อยู่ โน้มเข้าไปปะทะกับหน้าอกของพี่ภูแทน

ผมตกใจตาเหลือกโตรีบเด้งตัวออกจากอ้อมอกของพี่ภูก่อนที่จะโดนว่า ผมเงยหน้าเตรียมจะเอ่ยคำขอโทษแต่แววตาที่วูบไหวราวกับไม่แน่ใจอะไรบางอย่างของพี่ภูทำให้ผมชะงักไป และก็เป็นพี่ภูที่ได้สติก่อน

“จะยกไปเก็บทำไม ก็นั่งกินมันตรงนี้แหละ ยังไงนายก็ต้องกินเหมือนกันไม่ใช่หรอ?”

“อะ.. เอ่อคือ ทานข้าว ตะแต่..” ผมอึกๆ อักๆ พยายามหาข้ออ้าง แต่พี่ภูพูดสวนขึ้นมาก่อน

“ไปนั่ง แล้วกินด้วยกัน อย่าเรื่องมาก จะได้เก็บล้างเก็บอะไรทีเดียว”

พี่ภูจ้องผมเขม็งแถมบังคับด้วยสายตา ทำเอาผมต้องทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ทางฝั่งซ้ายของพี่ภูอย่างเสียไม่ได้ สุดท้ายมือนั้นเลยกลายเป็นอาหารมื้อแรกของเราสองคนแทน

ผมกลั้นยิ้มแทบตาย ความขุ่นข้อมหมองใจเมื่อเช้าเหมือนได้รับการรักษาด้วยความใจดีที่เล็กๆ น้อยๆ ที่พี่ภูมีให้ อาหารมื้อนั้นอร่อยเป็นพิเศษสำหรับผม แม้เราจะไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยระหว่างมื้อ แต่แค่นี้ผมก็มีความสุขมากจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูกแล้ว และที่ทำให้ผมต้องเผลอหลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่ได้ก็คงเห็นจะเป็นหลังจากที่เราอิ่มอาหาร และมื้อนั้นของเราจบลง ไอ้หลอดยาเรียวๆ ที่พี่ภูถือออกมาจากห้องก็ถูกยื่นมาตรงหน้าผม

“เอาไปทาจะได้ดีขึ้น” พี่ภูใช้หลอดยาชี้ไปที่ต้นแขนของผมที่มีรอยนิ้วมือแดงเถือกที่เกิดจากพี่ภูพาดอยู่ “ทาจนกว่าจะหาย อย่าให้เห็นนะว่าเอารอยนี่ไปฟ้องแม่ว่าฉันรังแก”

พี่ภูพูดขู่เสียงดุ แต่แววตากลับดูรู้สึกผิดไม่น้อย เลยทำให้ผมกลับไม่นึกโกรธหรือน้อยใจสักนิดที่พี่ภูพูดออกมาแบบนั้น เพราะผมรู้ดีว่าเขาก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เขาเคยกลัวคุณแม่เสียที่ไหน นี่คงอยากให้ผมทายาจนกว่าจะดีขึ้นแต่ไม่กล้าพูดตรงๆ เลยเอาคุณแม่มาอ้าง

“ครับ ไนล์จะทายาทุกวันจนกว่าจะหายเลย” ผมวางหลอดยาลงบนโต๊ะ ก่อนจะพุ่มมือไหว้อีกฝ่ายตามที่ครอบครัวสอนมาอย่างดี “ขอบคุณนะครับพี่ภู”

พี่ภูทำเป็นพยักหน้ารับส่งๆ ก่อนจะลุกพรวดพราดไม่พูดอะไรต่อ ผมแอบขำกับท่าทีเขินๆ ของเขาเงียบๆ คนเดียวไม่กล้าส่งเสียงดังเพราะกลัวจะถูกดุ จนพี่ภูเข้าห้องไปแล้ว ผมถึงได้หยิบหลอดยามาพิจารณาพร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข

ก็ผมบอกแล้ว... ว่าพี่ภูคนใจดีและแสนจะอ่อนโยนของผมยังคงอยู่ที่ตรงนั้นแหละ อาจจะต้องให้เวลาเขาสักหน่อย เขาไม่ได้หายไปไหนหรอก และอีกไม่นานเขาก็คงจะกลับมา

ผมจะพาเขากลับมา

.

.

.

(ไนล์! นี่ถ้าวันนี้ไนล์ไม่โทรมา เรากะจะโทรหาคุณฤดีแล้วนะรู้ไหม)

ผมถอนหายใจใส่คนปลายสาย ก่อนจะเอ่ยปรามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“เราว่าเราบอกลมไปแล้วนะ ว่าเราจะเป็นคนติดต่อลมไปเอง เรายุ่งเรื่องงานมากๆ ลมก็รู้ แล้วทำไมลมถึงไม่ฟังที่เราพูดบ้าง”

พอโดนผมดุใส่ลมก็เงียบ เงียบจนผมนึกเสียใจที่ทำใจร้ายใส่เขาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจทุกครั้ง อันที่จริงผมก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่ลมเป็นพวกประเภทดื้อเงียบ ละติดนิสัยชอบดูแลและเป็นห่วงผมมาจากพ่อกับแม่ ดังนั้นวิธีการของลมมันเลยอาจจะสุดโต่งไปนิด ไม่เหมือนกับพี่เทมส์ที่มีวิธีจัดการกับผมแนบเนียนกว่านั้น

(เราขอโทษนะไนล์ เราคงคิดถึงไนล์มากไปหน่อย เลยเผลอทำตัวงี่เง่าแบบนี้)

ผมยิ้มบางเมื่อได้ยินสิ่งที่เพื่อนบอก ... ตั้งแต่เล็กจนโตสำหรับลม ผมคือคนสำคัญเสมอ...

“นี่ปราณนต์” ผมเรียกเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “เรารู้นะว่าลมรู้สึกยังไง แต่เราดูแลตัวเองได้ อีกอย่างนี่เพิ่งจะมาได้ไม่กี่วันเอง ไม่ต้องรีบคิดถึงเราหรอก มีเวลาเหลือให้คิดถึงอีกเยอะ”

ผมพูดเคล้าเสียงหัวเราะก่อนจะได้ยินเสียงโอดโอยของลมลอยมาตามสาย

(โถ่...ไนล์ ทำไมแกล้งกันแบบนี้ล่ะ)

“เราไม่ได้แกล้ง เราพูดจริงๆ” ผมปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้นอีกนิด เพราะตั้งใจจะพูดเรื่องนี้กับลมให้เข้าใจเจตนา “ลมไม่ต้องเอาเวลาทั้งหมดมาคอยคิดถึงเราหรอก ห่างกันแบบนี้เราเองอยากให้โอกาสลมได้ทบทวนความรู้สึกตัวเองจริงๆ จังๆ ดู .. บางทีที่ผ่านมามันอาจจะไม่ใช่ความรัก แต่มันอาจจะเป็นแค่ความผูกพันก็ได้นะลม”

(ไนล์... เราเคยบอกไนล์ไปแล้วไงว่าเราทบทวนทุกอย่างมาดีแล้ว สิบปีที่เรารู้จักไนล์มา ไนล์ไม่คิดหรอว่าเราพยายามที่จะมองไนล์เป็นเพื่อนมาแล้วกี่ครั้ง .. แต่เราทำไม่ได้ไงไนล์ เราทำไม่ได้ทั้งๆ ที่เราก็รู้อยู่แก่ใจว่าไนล์ไม่เคยมองใครเลยนอกจากผู้ชายคนนั้น)

“...” ผมเงียบ เพราะไม่รู้จะเถียงลมยังไง

(บางทีลมก็นึกโกรธโชคชะตานะ ว่าทำไมไม่ให้ลมได้รู้จักไนล์ก่อน ทำไมไม่ให้ลมได้เป็นคนช่วยไนล์จากไอ้สารเลวพวกนั้น เผื่อว่าคนไนล์รักจะได้เป็นลม ไม่ใช่ไอ้พี่ภูที่มันไม่คิดจะสนใจไนล์เลย)

“ลม.. เอาอีกแล้วนนะ พาดพิงคนอื่นอีกแล้วนะ” ผมส่งเสียงปรามทันที และก็เป็นไปตามคาดเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ ส่งมาจากอีกฝั่งของสาย

(แตะไม่ได้เลยนะ) ลมบ่น ให้ผมได้ยู่ปากด้วยความขัดใจ แต่ก็ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันต่อ ผมก็ได้ยินเสียงกุกกักจากข้างนอกห้อง พอได้มองเวลาก็นึกแปลกใจเพราะตอนนี้มันก็ดึกแล้วพอสมควร

เอ๊ะ.. หรือพี่ภูจะออกไปเที่ยวอีก

“ลม.. แค่นี้ก่อนนะ ดูเหมือนคุณฤดีจะมาขอคุยงาน แล้วอีกสองสามวันเราจะโทรกลับไปหาใหม่”

ผมลุกขึ้นยืนถือโทรศัพท์แนบหู พลางเดินไปที่ประตูห้องเพราะอยากจะรู้ว่าเป็นเสียงอะไรกันแน่ ในขณะที่ปลายสายที่เป็นเพื่อนสนิทก็บ่นงุ๊งงิ๊งทำถ่วงเวลาไม่อยากจะวาง ให้ผมต้องหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้เห็นลมในเวอร์ชั่นที่งอแงขนาดนี้

(ยังไม่อยากวางเลยไนล์ เพิ่งคุยกันไปแปปเดียวเองนะ ขอสักสิบนาทีไม่ได้หรอ?)

ผมยิ้มจนตาปิดพลางเปิดประตูห้องออกไป โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าไอ้เสียงกุกกักที่ผมได้ยินน่ะอยู่ใกล้กว่าที่คิด ใกล้ชนิดที่ว่าเปิดประตูมาแล้วก็เจอเลย และพอผมพาตัวเองชะโงกออกไปมองตรงห้องนั่งเล่น ไม่ได้หันมองข้างหลัง เลยไม่เห็นว่าเจ้าของเสียงกุกกักที่ผมสงสัยยืนซ้อนหลังพลางจ้องมองผมคุยโทรศัพท์ด้วยแววตาขุ่นมัว

ผมยืนหันหลังคาประตูอยู่แบบนั้น เพราะเห็นว่าเสียงที่สงสัยเมื่อกี้มันเงียบไปแล้ว คงหนีไม่พ้นพี่ภูออกไปเที่ยวแน่ๆ และพอคิดได้แบบนั้นผมก็เลยหยุดยืนคุยกับลมต่อโดยที่ไม่ได้เอะใจใดๆ ทั้งสิ้น

“จะอีกที่นาทีก็ต้องวาง อย่างอแงสิ เดี๋ยววันหลังเราโทรไปหาใหม่ สัญญาแล้วไม่ผิดสัญญาหรอก”

(เฮ้ออออ ไนล์ใจร้าย รู้ว่าเราคิดถึงก็ยังทรมานเราไม่เลิกไม่รา)

ลมโวยวายเสียงดังลั่นจนเสียงทะลุออกมานอกโทรศัพท์ ให้ผมได้หลุดขำกับความเป็นเด็กไม่รู้จักโตของเพื่อน

“คิดถึงเหมือนกัน ... พอใจรึยังเนี่ย?”

ลมดูดี๊ด๊าทันทีเมื่อผมบอกว่าคิดถึง แม้เขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าผมคิดถึงเขาก็แค่ในฐานะเพื่อน แต่สำหรับลมแล้วเพียงแค่ผมคิดถึง เขาก็เก็บเอาไปดีใจโม้ได้เป็นอาทิตย์ๆ

(พอใจแล้ว พอใจที่สุดในโลก) ผมหัวเราะกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของคนปลายสาย (สัญญาแล้วนะว่าจะโทรหา เราจะรอนะไนล์)

“อื้ม ไว้ว่างแล้วจะโทรไปหา แค่นี้ก่อนนะ เราต้องไปแล้ว”

ผมบอกลาเพื่อนสนิทซึ่งลมก็ยอมวางแต่โดยดี (โอเค ดูแลตัวเองนะไนล์ ... เราคิดถึงไนล์มากๆ เลยนะ)

ผมรับคำก่อนจะบอกลาแล้วก็วางสายไป ผมส่ายหัวเล็กน้อยกับนิสัยที่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดของเขา เขามีแต่ผม มองแต่ผม ทั้งที่ความจริงเขาไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ เพราะลมเองก็ใช่ว่าจะธรรมดาที่ไหน เป็นลูกชายเจ้าของโรงแรมที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศไทยแบบนั้นใครๆ ก็ให้ความสนใจ แถมลมยังหล่อจนหาตัวจับยากอีกตะหาก

มีทั้งผู้หญิงผู้ชายมาขายขนมจีบให้เขาไม่ได้ว่างเว้นเลยแหละ แต่ลมไม่เคยสนใจใครเลย ไม่มองใครเลย เขามองผมแต่ผม สนใจแต่ผมมาตลอดสิบปี

คิดมาถึงตรงนี้แล้วผมก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ทำไม อาลัยอาวรณ์กันมาก ไม่อยากจะวางสายจนต้องถอนหายใจเลยหรือไง?”

น้ำเสียงคุ้นหูค่อนขอดอยู่ด้านหลัง ทำเอาผมที่หันไปกะทันหันตกใจจนเผลอทำโทรศัพท์ร่วง หนำซ้ำยังถอยผงะจนเกือบหงายลังแต่โชคดีที่พี่ภูเอื้อมมือมาโอบเอวรั้งเข้าหาตัวไว้ไม่ให้ผมหงายได้ทัน

“พะ.. พี่ภู”

“ใช่ฉันเอง ไม่ใช่คนในสายนายหรอก หึ!.. เก่งนี่ ปั่นหัวคนนั้นทีคนนี้ที นี่ก็คงไม่แคล้วไอ้พวกที่มาหลงนายอีกคนสินะ”

พี่ภูพูดเยาะ ด้วยน้ำเสียงถากถาง ร่างใจดีเมื่อกลางวันเปลี่ยนหายกลับกลายเป็นอีกคน

“ไม่ใช่ครับ เขาเป็นเพื่อนผม เราสองคนเป็นเพื่อนกัน” ผมแก้ตัวพัลวัน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพี่ภูไม่ได้สนใจอะไรขนาดนั้น ที่เขาพูดก็เพราะเขาไม่เคยมองผมในแง่ดี แต่ถึงอย่างนั้นผมก็กลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดว่าผมมีคนอื่น ทั้งที่ความจริงในหัวใจผมก็มีแค่เขาคนเดียว

“เพื่อนกัน? เหอะ! ไปหลอกเด็กอนุบาลโน่นไป ฉันไม่เชื่อนายหรอก มาบอกคิดถึงกันเสียงอ่อนเสียงหวาน ถ้านายให้ไอ้หมอนั่นได้แค่เพื่อน ฉันก็สงสารมันน่าดู ท่าทางจะโดนนายหลอกจนเชื่อง”

พี่ภูพูดอย่างเชือดเฉือนจนผมรู้สึกแย่ ดูเหมือนว่าในสายตาเขาผมก็เป็นแค่พวกมิจฉาชีพที่จ้องจะปอกลอกเงินทองของเขาไม่เปลี่ยน

“แล้วแต่พี่ภูจะคิดแล้วกันครับ ยังไงผมก็คงไปบังคับ...

ครืด~

และในขณะที่ผมกำลังจะตัดพ้อด้วยความน้อยใจ เสียงโทรศัพท์ที่หล่นอยู่ที่พื้นก็สั่น เรียกความสนใจจากเราทั้งคู่ให้หันไปมอง และผมก็เพิ่งค้นพบว่าพระเจ้าคงไม่ได้รักผมเท่าไหร่นัก เพราะถ้าท่านรัก ท่านก็คงไม่กลั่นแกล้งผมแบบนี้


P’ TEMP: ไหนบอกว่าจะโทรหาพี่ไงครับ? ดึกแล้วนะครับไนล์ ไม่คิดถึงพี่เหรอ?


สีหน้าพี่ภูแข็งกระด้างทันทีพอเห็นว่าหน้าจอโทรศัพท์ของผมมีข้อความส่งมาถึง หนำซ้ำมันยังเป็นข้อความที่ส่งมาจากเพื่อนสนิทของเขา ด้วยรูปประโยคที่ค่อนข้าง... น่าจะทำให้เข้าใจผิดได้ไม่น้อย

ประกอบกับก่อนหน้านี้ผมเพิ่งคุยกับลมไปด้วยเนื้อหาที่ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ แล้วยิ่งความเชื่อที่ฝังหัวเขาเกี่ยวกับตัวผมไม่เคยเป็นในทิศทางบวก ไม่บอกก็เดาได้ว่าตอนนี้ผมต้องเป็นพวกชอบยั่ว ชอบปั่นหัวคนอื่นอย่างที่เขาเข้าใจและมักจะพูดออกมาบ่อยๆ แน่ๆ

แต่ครั้งนี้พี่ภูดูโกรธมากกว่าทุกครั้ง น่าจะเพราะหนึ่งในเหยื่อของผมเป็นเพื่อนสนิทของเขา เลยทำให้พี่ภูดูเดือดดาลมากกว่าที่เคย

พี่ภูพุ่งมาจับแขนผมแล้วกระชากหาเข้าตัวพร้อมกับใช้อ้อมกอดของตัวเองรัดผมไว้แน่นจนผมแทบขยับตัวไม่ได้ แต่ผมก็ยังพยายามดิ้นรน เพราะพี่ภูในตอนนี้ดูน่ากลัวกว่าทุกครั้ง และพี่ภูก็ยิ่งสร้างความกลัวของผมให้มากขึ้นโดยการยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะชิดพร้อมทั้งกระซิบขู่ด้วยเสียงเย็นๆ จนผมตัวแข็งทื่อ

“นายจะอ่อยใคร จะโปรยเสน่ห์ใส่ใคร หรือไปนอนกับไอ้หน้าไหน ฉันไม่เคยว่าและไม่เคยนึกอยากจะยุ่ง แต่ถ้าเมื่อไหร่นายมาปั่นหัวเพื่อนฉันเพื่อหวังผลประโยชน์ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม ฉันเอานายตายแน่ จำไว้!!”

พอพูดจบพี่ภูก็คลายอ้อมกอดออกแล้วเหวี่ยงผมลงพื้นอย่างแรง สะโพกผมกระแทกกับพื้นจนเจ็บน้ำตาคลอ พี่ภูชะงักไปวูบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชา มองผมด้วยสายตาในแบบที่ทำให้ความเจ็บตรงสะโพกกลายเป็นเรื่องเล็กทันที เมื่อความเจ็บปวดที่หัวใจมันหนักหนาสาหัสกว่าแทน

“โอ๊ย!!”

“ดี! เจ็บเสียบ้างจะได้จำ ว่าใครที่นายไม่ควรมายุ่ง!!”

พี่ภูตะคอกผมเสียงดัง ก่อนจะปล่อยทิ้งผมที่กำลังน้ำตาไหลไว้ที่พื้นแบบนั้นแล่วผลุนผลันออกไปจากห้องโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

.

.

.

To Be Continue

--------------------------------------------

คุยกันหน่อยเนาะ อ่านคอมเม้นท์ตอนที่แล้วละคิดว่าอยากขอชี้แจงสักนิด แหะๆ

เราเข้าใจนะคะที่ตอนนี้หลายคนอาจจะแบบหงุดหงิดกับความที่ไนล์จะรักอะไรอิพี่ภูนักหนา และอิพี่ภูเป็นอะไรมากมั้ย ไบโพลาร์ เป็นบ้าหรือเป็นอะไร

555555555 เชื่อเถอะค่ะเราเขียนเราก็หงุดหงิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่เราเคยบอกไป ด้วยคาแรคเตอร์ของตัวละคร เรื่องมันก็เลยออกมาในแนวนี้ ซึ่งเราจะไม่ชี้นำว่าใครต้องคิดอะไรยังไง เราให้อิสระเสรีทุกคนค่ะ นิยายที่เราเขียน จะไม่มีการก้าวก่ายจินตนาการของทุกคน ไม่มีการบังคับหรือกะเกณฑ์ว่าต้องรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ เพียงแต่เราขออธิบายนิสัยตัวละครเราสักนิดว่าทำไมเรื่องมันถึงเป็นแบบนี้

ไนล์ เป็นคนที่โลกแคบค่ะ ชีวิตของน้องมีพ่อแม่คอยประคบประหงม มีพี่ชายคอยดูแล มีเพื่อนสนิทคอยตามใจ และเพราะไนล์ถูกโอบอุ้มด้วยความรักมาตลอด ไนล์เลยมองโลกในแง่ดีและคิดว่าความรักจะเยียวยาทุกอย่างได้

ส่วนพี่ภู จากที่เห็นตอนเด็ก นางเป็นคนดีค่ะ นางอ่อนโยน นางมีมุมดีๆ เยอะมาก แต่เพราะถูกคนรักหักหลัง มันเลยเป็นปม เป็นความไม่ไว้ใจ เป็นความอคติ ที่สามารถแก้ไขได้ เพราะพื้นฐานนางไม่ใช่คนนิสัยไม่ดี

เพียงแต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา และนี่ก็เป็นเพียงแค่การเพิ่งได้อยู่ร่วมกันของคนทั้งคู่ มันก็เลยออกมาเป็นฉะนี้แหละจ้า 55555555555

วันนี้ทอล์คเยอะเกินไปแน้ว แต่ยังยืนยันนะคะ ว่าสามารถคอมเม้นท์อพไรก็ได้ หงุดหงิดไนล์ ด่าอิพี่ภูได้ตามสบายเหมือนเดิมค่ะ 55555555 เรารออ่านข้อติ-ชม ของทุกคนเสมอน้าาา ขอบคุณล่วงหน้าเหมือนทุกครั้ง ทุกคลิก ทุกไลค์ ทุกเม้นท์ยังคงเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับเราเสมอ เราตามอ่านทุกเม้นท์ ทุกแพลตฟอร์ม ดีใจมากๆ ที่มีคนติดตาม พยายามจะเร่งเขียนให้ได้เยอะๆ แต่ตอนนี้ WFH งานเลยอาจจะเยอะสักนิดด แต่จะมาอย่างน้อยอาทิตย์ละตอน หรืออาจจะสองตอนถ้าสามารถนะคะ

ขอบคุณมากๆ อีกครั้งค่ะ แล้วเจอกันตอนหน้าน้าาา ... รักมากๆ ค้าบบบ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
จังหวะมันได้ชิปเป๋ง ทั้งโทรทั้งข้อความสองคนเป็นเรื่องงงสิ อิอิ ทนไปก่อนนะไลน์ ทั้งสุขทั้งทุกข์ละ ทนเอาๆ 555 สนุกกกก ชอบๆ อยากอ่านต่ออีกแล้ว ขอบคุณนะคะที่มาต่อ รอตอนต่อไปเลยค่ะ  :pig4:

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
โอ้ยยยยยย
ตอนยาวแค่ไหนก็ไม่พอ

น้องไนล์อดทนอีกิดนะลูกกกกกก
เอาใจช่วยอยู่

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
Universe 12th - First Kiss


สรุปว่าคืนนั้นพี่ภูไม่ได้กลับบ้าน เขากลับเข้ามาอีกทีก็เช้าอีกวันในสภาพที่ไม่ค่อยน่ามองเท่าไหร่ มีผู้หญิงพาพี่ภูมาส่งถึงห้อง เขาดูเมามากส่วนผู้หญิงที่พาพี่ภูมาส่งก็คนเดียวกับที่พี่ภูพามาเมื่อคืนก่อน ผมตรงดิ่งไปรับร่างพี่ภูที่ดูเหมือนจะยังไม่ได้สติเท่าไหร่จากผู้หญิงคนนั้น ได้ขณะที่เธอส่งยิ้มบางๆ ให้กับผม แล้วพูดขึ้นอย่างมีน้ำใจ

“คุณตัวเล็กกว่าภูเยอะ คนเดียวไม่ไหวหรอก เดี๋ยวยังไงแพ็ตช่วย”

“ขอบคุณครับ”

ผมหันไปผงกศีรษะให้อีกฝ่ายน้อยๆ ก่อนที่คุณแพ็ตกับผมจะช่วยประคองพี่ภูมาจนถึงโซฟา พี่ภูนอนเมาพึมพำอะไรไม่ได้สรรพ ในขณะที่ตัวมีแต่กลิ่นเหล้า จนผมนึกอ่อนใจ

“กินเข้าไปเยอะเลยค่ะ เรียกว่าอาบก็ได้ ตอนที่ภูโทรเรียกแพ็ตให้ไปเจอก็ดูเหมือนจะเมามากพอสมควรแล้ว” คุณผู้หญิงที่แทนตัวเองว่าแพ็ตเริ่มเล่า “เหมือนถูกตามให้ไปเฝ้าเลยค่ะ แล้วก็เนี่ยอยู่ยาวจนเช้า สภาพอย่างที่เห็น”

คุณแพ็ตส่ายศีรษะปลงๆ และยังยิ้มออกมาบางๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ แต่ภายใต้ความอ่อนอกอ่อนใจของคุณแพ็ตนั้นมีความอบอุ่นซ่อนอยู่

ผมรู้ว่าเขาสองคนคงไม่ใช่เพื่อนกันธรรมดา

แค่คิดมาถึงตรงนี้ใจผมก็เจ็บขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“งั้นเดี๋ยวผมไปเตรียมน้ำมาให้คุณแพ็ตเช็ดเนื้อเช็ดตัวพี่ภูนะครับ เสร็จแล้วผมจะไปทำอาหารเช้าให้คุณแพ็ตทาน” ผมชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนนึกขึ้นได้ ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างเกรงใจ “เอ่อ.. ผมเรียกคุณว่าคุณแพ็ตได้ใช่ไหมครับ”

เธอเงยหน้ามองผมหลังจากที่ผมถามจบ ก่อนจะส่งยิ้มหวานมาให้

“ได้สิคะ เรียกแพ็ตหรือแพ็ตตี้ก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ แพ็ตสบายๆ”

ผมยิ้มตอบเธอ รู้สึกดีที่ผู้หญิงของพี่ภูน่ารักและดีกับผมมากว่าที่ผมคิด ไม่รู้ว่าดูละครมากเกินไปหรือเปล่า แต่ผมก็ค่อนข้างกังวลใจ กลัวว่าผู้หญิงที่พี่ภูพามาจะไม่ชอบขี้หน้าผมที่จู่ๆ ก็โผล่มาอยู่ที่นี่โดยที่ไม่ได้มีใครเชิญ

“ว่าแต่คุณคือ...”

“ไนล์ครับ ผมชื่อไนล์ มาอยู่ที่นี่เพราะคุณท่านให้มาดูแลพี่ภูครับ”

“อ๋อออ.. วันนั้นเห็นภูก็บอกอยู่” คุณแพ็ตพึมพำ พลางทำหน้าสงสัยนิดๆ “คุณไนล์ก็น่ารักออก พูดจาก็สุภาพ ภูนี่นิสัยเสียจริงๆ”

ผมได้ยินคุณแพ็ตบ่นอะไรพึมพำเบาๆ เลยถามออกไป “คุณแพ็ตว่าไงนะครับ จะเอาอะไรรึป่าว? บอกผมได้นะครับ”

“ไม่มีอะไรค่ะคุณไนล์” คุณแพ็ตยิ้มให้ผมอีกครั้ง ก่อนจะทำท่านึกขึ้นได้ “อ้อ แพ็ตว่าแพ็ตกลับก่อนดีกว่า เพลียมากอยากพักแล้ว นี่ก็นั่งเฝ้าภูกินเหล้าทั้งคืนเลย ไม่รู้ไปอารมณ์เสียอะไรมา”

คุณแพ็ตบ่นงึมงำแถมมองค้อนคนนอนหลับไม่ได้สติอย่างพี่ภูเหมือนกับโกรธแค้นมากมาย แต่น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยทำให้ผมนึกรู้ว่าพี่ภูกับคุณแพ็ตน่าจะสนิทสนมลึกซึ้งกันพอสมควร ผมเลยตัดสินใจย้ำ

“คุณแพ็ตจะไม่อยู่เช็ดตัวให้พี่ภูก่อนเหรอครับ ผม...”

“โอย ไม่เอาหรอกค่ะคุณไนล์ งานดูแลอะไรใครนี่แพ็ตไม่ถนัดเลย อีกอย่างแพ็ตกับภูก็ไม่ได้เป็นอะไรกันด้วย ที่ไปนั่งเฝ้ามาค่อนคืนนี่ก็น่าจะพอแล้ว ยังไงแพ็ตขออนุญาตส่งไม้ต่อให้คุณไนล์แล้วกันนะคะ แพ็ตขอตัวกลับก่อนดีกว่า”

ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าผมร่ายยาว ดูเหมือนที่เธอพูดมาจะไม่ได้ประชดประชันเลยสักประโยค สีหน้าของเธอดูจริงจังมากยิ่งกว่าตอนที่ร่ายยาวเรื่องพี่ภูเมาให้ผมฟังอีก ผมเลยได้แต่สงสัยว่าทำไม เพราะจากที่ดูๆ คุณแพ็ตไม่น่าจะใช่สไตล์ที่ยอมให้พี่ภูควงเล่นๆ แก้เซ็ง จะว่ายังไงดี เธอดูสวย ดูมั่นใจ ดูไม่มีพิษมีภัย และที่สำคัญเธอดูเหมาะกับพี่ภูทุกอย่าง ทั้งลักษณะท่าทาง หน้าตาและนิสัย แต่ก็ไม่แน่หรอก การที่ไม่ได้เป็นอะไรกันในตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะขับความสัมพันธ์ไม่ได้นี่

“แต่พี่ภูอาจจะตื่นมาแล้วอยากเจอคุณแพ็ต...”

และก็เป็นอีกครั้งที่ผมยังพูดไม่ทันจบประโยค คุณแพ็ตก็แทรกขึ้นมา

“หยุดความคิดเลยนะคะคุณไนล์ แพ็ตขนลุก” คุณแพ็ตทำท่าขนลุกขนพองจริงๆ อย่างที่ปากว่า “แพ็ตกับภูเป็นแค่เพื่อนกันค่ะ เราไม่ได้มีบรรยากาศโรแมนซ์อะไรกันขนาดนั้นหรอก”

ผมขมวดคิ้วทำหน้างง “แต่วันนั้น...”

“อ๋อ วันนั้น... เอางี้ดีกว่าค่ะ แพ็ตกับภูเราสองคนเป็นเพื่อนกันในทุกแง่” เธอยิ้มก่อนจะทำท่าแอร์โคว้ทตรงคำว่า ‘เพื่อนกันในทุกแง่’ ให้ผมได้พยักหน้ารับแบบเขินๆ ที่คิดเป็นตุเป็นตะอยู่คนเดียวซึ่งดูเหมือนคุณแพ็ตเองก็เปิดเผยและอิสระทางความคิดมากกว่าที่เห็น “เฟรนด์วิทเบเนฟิทอะไรเทือกๆ นั้น คุณไนล์พอจะเข้าใจใช่ไหมคะ”

“อ่อ ครับ.. ขอโทษด้วยนะครับที่ผมทึกทักไปเรื่อย” ผมยิ้มพลางเกาแก้มแก้เขินให้คุณแพ็ตหัวเราะด้วยความชอบใจ

“คุณไนล์น่ารักจัง แพ็ตเข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมคุณแม่ของภูถึงส่งคุณไนล์มาดูแลภู”

ผมเอียงคอเล็กน้อย เพราะไม่เข้าใจที่คุณแพ็ตพูด “เอ๊ะ..?”

เธอยิ้มก่อนจะชี้นิ้วโป้งไปที่ประตูที่อยู่ด้านหลัง “ไม่มีอะไรค่ะ แพ็ตกลับก่อนดีกว่า ยังไงฝากคุณไนล์ดูแลภูด้วยนะคะ”

“ครับ” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินไปส่งที่ประตู “คุณแพ็ตเดินทางกลับดีๆ นะครับ แล้วก็ขอบคุณมากที่พาพี่ภูมาส่ง”

เธอยิ้มให้ผม ก่อนจะยื่นมือมาหยิกแก้มผมเบาๆ ทำเอาผมตกใจตาโต

“คุณไนล์น่ารักมากจริงๆ” เธอหัวเราะก่อนจะพูดติดตลก ทำเอาผมหัวเราะตาม “เบื่อภูเมื่อไหร่บอกแพ็ตนะคะ แพ็ตจะมาพาไปอยู่ด้วย รับรองจะเลี้ยงดูอย่างดียุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แค่นั่งยิ้มให้แพ็ตดูก็พอ .. เห็นคุณไนล์ละแพ็ตชุ่มชื่นหัวใจ”

“ฮ่าๆ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ .. แต่ยังไงก็ขอบคุณคุณแพ็ตมากนะครับ”

“ค่ะ งั้นแพ็ตไปก่อนนะคะ ไว้ถ้ามีโอกาสแพ็ตจะมาเยี่ยม”

“ครับ โชคดีครับคุณแพ็ต”

คุณแพ็ตโบกมือลาก่อนจะเดินออกไปด้วยท่าทางที่น่ามอง ผมอมยิ้มนิดๆ นึกดีใจที่พี่ภูมีคนดีๆ อย่างคุณแพ็ตเป็นคนข้างกาย แม้ผมจะไม่รู้ว่าเขาทั้งสองคบกันในสถานะไหน แต่ผมก็มั่นใจว่าคุณแพ็ตเป็นที่พึ่งทางใจของพี่ภูได้ และดูเธอก็มีพี่ภูเป็นที่พึ่งทางใจอยู่เหมือนกัน

ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของคนทั้งคู่ไม่ใช่ธุระที่ผมจะเข้าไปยุ่มย่ามได้ แต่ขอเพียงแค่พี่ภูได้เจอคนดีๆ และถ้ารักครั้งใหม่ของพี่ภูสามารถลงเอยกับคุณแพ็ตได้ ผมก็พร้อมที่จะยินดีไปกับคนทั้งคู่ด้วยโดยไม่เสียใจอะไรเลย

ผมปิดประตูห้องลงพร้อมๆ กับที่คุณแพ็ตเดินหายไปลับตา ผมมองเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่บนโซฟาด้วยสายตาอ่อนอกอ่อนใจ ดูท่าแล้วน่าจะเมามากเพราะไม่หือไม่อืออะไรเลย มีแต่การขยับตัวที่ดูเหมือนว่าน่าจะมาจากการที่เขานอนไม่สบายตัว เพราะโซฟามันเล็กกว่าขนาดร่างกาย

ผมเลยจัดการจะเข้าไปประคองเพื่อพาพี่ภูเข้าไปนอนในห้องนอนดีๆ แต่พอสัมผัสตัวพี่ภูกลับพบว่าร่างกายของเขามีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ แถมไอ้อาการขยับตัวไปมาเนี่ยน่าจะมาจากเพราะเขารู้สึกร้อนหรือไม่สบายจากภายในมากกว่า

พอเห็นแบบนั้นผมก็ตาลีตาเหลือกจัดการประคองพี่ภูลุกขึ้นนั่ง เขาดูหงุดหงิดนิดหน่อยที่ผมรบกวนเวลานอน ผมเลยต้องพยายามกระซิบบอกให้เจ้าตัวได้สติ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับรู้มากน้อยแค่ไหน

“พี่ภูครับ ลุกไหวไหมครับ เดี๋ยวไนล์จะพาพี่ภูเข้าไปนอนในห้องนะ”

“อือ... ใคร? ไนล์หรอ?” พี่ภูพึมพำ ตากึ่งลืมกึ่งปิดลง

“ครับ ไนล์เอง พี่ภูค่อยๆ ลุกขึ้นยืนนะครับ ไนล์แบกพี่ภูไม่ไหว พี่ภูช่วยไนล์นิดนะ”

พี่ภูพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน แต่เหมือนเขาก็จะยืนไม่ค่อยไหว น้ำหนักตัวเลยโถมมาทางผมเสียหมดจนผมเสียหลักล้มลงแผ่บนโซฟา โดยมีพี่ภูล้มทับลงมาอีกที ผมตกใจมากพยายามผลักพี่ภูออก แต่ขนาดร่างกายของผมกับเขาดูไม่ค่อยจะสมมาตรกันสักเท่าไหร่เลยทำให้ผมดันตัวพี่ภูแทบไม่ขึ้น ในขณะที่คนป่วยเองก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือเขานอนทับผมนิ่ง ลมหายใจร้อนรดรินอยู่ตรงซอกคอผมจนพาลให้ผมทำอะไรไม่ถูกไปหมด

“พี่ภู.. พี่ภูครับ ลุกหน่อยครับ ให้ไนล์พาไปนอนในห้องนะ”

ผมพยายามเรียกสติที่มีอยู่ไม่มากของคนที่กำลังนอนทับผมอยู่ พี่ภูปรือตาขึ้นนิดหน่อย พอเขาเห็นว่าเป็นผม จากที่สะลึมสะลือก็เปลี่ยนเป็นจ้องเขม็ง นึกดีใจที่พี่ภูได้สติสักที แต่แล้วทุกความคิดของผมก็ต้องชัทดาวน์ เมื่อจู่ๆ พี่ภูโน้มหน้าลงมาประกบริมฝีปากของตัวเองลงบนอวัยวะเดียวกันกับของผม

ผมตาเบิกโพลงในขณะที่พี่ภูหลับตาที่สะลึมสะลือเมื่อกี้ลง เขาขยับริมฝีปากขบเม้มทั้งริมฝีปากล่างและบนของผมเบาๆ สลับกัน ผมตกใจทำอะไรไม่ถูกเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ถูกจูบ และในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากห้ามก็กลับกลายเป็นว่าผมเปิดปากให้ลิ้นร้อนๆ ของอีกฝ่ายแทรกเข้ามาแทน

พี่ภูสอดลิ้นเข้ามากวาดต้อนไปทั่วโพรงปาก โดยที่ตัวผมเองก็ได้แต่บีบไหล่ของอีกฝ่ายแน่น ผมโดนไล่ต้อนเหมือนคนจนตรอก ปล่อยให้เรียวลิ้นของคนที่รุกรานซอกซอนและเกี่ยวกระหวัดไปมากับลิ้นเล็กๆ ที่ไม่ประสีประสาของผม พี่ภูดูดดึง ขบเม้มไปมาจนได้ยินแต่เสียงเฉอะแฉะของน้ำลายดังอยู่ที่ข้างหู ลมหายใจร้อนๆ รดรินอยู่ข้างแก้มจนผมสติพร่าเลือน สิ่งที่ผมรับรู้ในตอนนี้มีเพียงแค่ริมฝีปกาของเราทั้งคู่ที่ประกบแน่นเท่านั้น

“อือ...”

เสียงครางแผ่วเบาในลำคอราวกับพอใจของอีกฝ่ายทำให้ผมได้สติ หวนนึกไปถึงเช้าเมื่อวานที่พี่ภูดึงผมไปกอดก็เลยได้เข้าใจ

... พี่ภูคงนึกว่าผมคือแฟนเก่าของเขา พี่จีน

พอรู้แบบนั้นผมก็พยายามผลักพี่ภูออกโดยที่พี่ภูเองก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือสักนิด เขาพยายามจะจู่โจมริมฝีปากของผมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมไม่ยอมอีก ผมหลบหลีกส่ายหน้าไปมาจนพี่ภูครางฮึดฮัดด้วยความขัดใจ และเพราะเขาทำตัวไม่น่ารักเพราะจ้องจะรังแกผมไม่เลิกและผมเองก็แบกเขาเข้าห้องนอนไม่ไหว ผมเลยตัดสินใจขยับตัวเองออก และทิ้งให้พี่ภูนอนคว่ำบนโซฟาแทน

ผมลุกขึ้นยืนด้วยอาการหอบหายใจแรงจนแดงไปทั้งตัว ทั้งเขิน ทั้งตกใจ และทั้งโกรธตัวเองที่รู้ดีว่าลึกๆ ผมยินดีที่จะถูกพี่ภูรังแก ผมไม่ปัดป้องเขาสักนิดทั้งที่ทำได้ เพราะถึงพี่ภูจะตัวใหญ่กว่าผม แต่เขากำลังไม่สบาย ผมเอาตัวรอดไม่ให้ถูกเขาจูบได้แน่ๆ

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ปล่อยให้ตัวเองถูกพี่ภูจูบอยู่ได้นานสองนาน

ไม่บอกก็รู้ว่าลึกๆ ผมเองก็รู้สึกดี

ผมลงนั่งยองๆ จนมองเห็นหน้าพี่ภูที่หลับพริ้มอยู่บนโซฟา แก้มเขาแดงก่ำไม่รู้ว่าจากพิษเหล้าหรือพิษไข้ ผมไล้นิ้วของตัวเองไปตามริมฝีปากหยักลึกของคนตรงหน้าช้าๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำได้เฉพาะตอนที่เขาไม่มีสติเท่านั้น ถ้าตอนนี้เขารู้ตัว ไม่มีทางแน่ที่ผมจะทำแบบนี้ได้

... ริมฝีปากคู่นี้ที่จูบผม แม้จะเป็นจูบที่พี่ภูไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม ไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่ากำลังจูบผมอยู่ แต่มันกลับเป็นจูบแรกที่ผมรู้สึกดีมากๆ เป็นจูบจากคนที่ผมรักและรอคอยมาตลอดสิบปี

ผมนั่งมองหน้าพี่ภูเงียบๆ ก่อนจะสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อเรียกสติของตัวเอง และก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เช็ดตัวพี่ภูให้เป็นจิตจะลักษณะเลย ซึ่งพอคิดได้แบบนั้นผมก็กุลีกุจอเดินเข้าไปเอากะละมังเล็กๆ ไปใส่น้ำพร้อมกับหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาเพื่อเช็ดตัวให้พี่ภู โดยที่ไม่ทันได้ยินว่าคนที่กำลังหลับตาพริ้มนั้นพึมพำออกมาว่าอะไร

“ไนล์ มาหาพี่... ไนล์”

.

.

.

หลังจากเช็ดเนื้อเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พี่ภูเรียบร้อย ซึ่งกว่าจะผ่านไปได้ก็ทุลักทุเลพอสมควร เพราะผมเช็ดตัวให้พี่ภูไปก็หน้าแดงไป ผมยอมรับว่าไม่คุ้น ผมไม่เคยเห็นใครเปลือยท่อนบนเลยนอกจากพี่ชายของตัวเอง ซึ่งก็จะเห็นเฉพาะตอนที่เราไปว่ายน้ำด้วยกันก็แค่นั้น แต่นี่ผมไม่ได้แค่เห็น แต่ผมจะจับต้องแตะ ต้องเช็ดตัวให้และคอยเช็คอุณหภูมิของร่างกายพี่ภูด้วยว่าสูงขึ้นหรือเปล่า จนกลายเป็นว่าตอนนี้คนแทบจะเป็นไข้ตามพี่ภูไปติดๆ ก็คือตัวผมนี่แหละ

ผมจับพลิกพี่ภูให้นอนหงายดีๆ บนโซฟา เพราะไม่สามารถพยุงร่างไร้สติที่ใหญ่กว่าผมเกือบเท่าตัวเข้าห้องไปนอนดีๆ ได้ อีกอย่างผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เลยเถิดเหมือนช่วงก่อนหน้าอีก เลยต้องยอมให้พี่ภูนอนบนโซฟาไปแทน ซึ่งผมก็เอายาให้พี่ภูกินเรียบร้อย เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าพี่ภูไข้ขึ้นเพราะอะไร แต่ถ้าให้เดาก็คงน่าจะเพราะกินเหล้าข้ามคืนจนร่างกายรับไม่ไหวแน่ๆ

เฮ้อ.. ไม่เข้าใจว่าพี่ภูเครียดอะไร ทำไมต้องกินเหล้ามากมายขนาดนั้น

ผมก็รู้แหละว่าตอนก่อนออกไปพี่ภูดูหงุดหงิดไม่น้อยกับเรื่องของผม แต่ผมก็พอเดาได้ว่ามันไม่น่าจะใช้สาเหตุหลัก เพราะคนอย่างผมไม่ได้อยู่ในสายตาหรือความนึกคิดของพี่ภูได้นานเกินครึ่งชั่วโมงหรอก

เขาโมโหผมแปปๆ ก็ลืม .. ไม่ใช่ว่าลืมเพราะหายโกรธ แต่เขาลืมเพราะผมไม่ได้เป็นที่น่าจดจำขนาดนั้น

ข้อนี้ผมพอจะรู้ตัวดี

ผมหันมองนาฬิกาก็เห็นว่าเริ่มบ่ายคล้อยแล้ว พี่ภูหลับไปนานมาก อุณหภูมิของร่างกายที่เคยสูงก่อนหน้าก็เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะผมหมั่นเช็ดตัวให้เรื่อยๆ

“เดี๋ยวผมมานะครับพี่ภู พักผ่อนนะ”

ผมยกมือลูบแก้มสากของคนที่กำลังหลับเบาๆ เพื่อปลอบประโลมให้เขาได้พักผ่อนได้ดีขึ้น ซึ่งพอผมเห็นว่าพี่ภูอาการดีขึ้น ผมก็เลยลุกเข้าไปทำข้าวต้มร้อนๆ เตรียมไว้ให้พี่ภูในครัว สลับกับเดินออกมาดูพี่ภูเป็นระยะๆ เพื่อเช็คอุณหภูมิร่างกายของพี่ภู โดยที่ก่อนจะผละออกไปทำอาหาร ผมก็ชุบผ้าขนหนูผืนเล็ก บิดน้ำหมาดๆ แล้วเอาวางแปะไว้บนหน้าผากพี่ภู เพื่อที่อย่างน้อยมันจะได้ดูดซับไอร้อนได้ ให้พี่ภูได้นอนสบายขึ้นสักนิดก็ยังดี

และพอทำอะไรในครัวเสร็จ ผมก็กลับมานั่งเฝ้าพี่ภูต่อ เสียงท้องร้องครวญครางทำให้ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกว่าตัวเองกินไม่ลงและไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด น่าจะเพราะเป็นห่วงอีกฝ่ายและเห็นว่าพี่ภูเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน ผมเลยตั้งใจว่าจะรอพี่ภูตื่นก่อนแล้วค่อยรอกินพร้อมกันทีเดียว

ผมนั่งรออย่างอดทน จนรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะผล็อยหลับ เลยตัดสินใจเดินเข้าไปเอาเอกสารการพัฒนาที่ดินของโครงการที่ออสเตรเลียที่พี่เทมส์ใช้อ้างให้ผมแอบมาอยู่กับพี่ภูได้ขึ้นมาอ่าน และพอได้เห็นข้อดีข้อด้อยของทำเล ผมก็เปิดโทรศัพท์มือถือที่ปิดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นมา แล้วเปิดอีเมล์เช็คทันที

ซึ่งลางสังหรณ์ของผมก็ยังแม่นยำ เมื่อเห็นว่าคุณฤดีตัวแทนของบริษัทอีเมล์มาปรึกษาเพราะดูเหมือนว่าแผนการพัฒนาที่ดินของเรานั้นยังไม่ครอบคลุมกับความต้องการของลูกค้า ผมจึงจัดการร่างคำตอบคร่าวๆ ส่งไปให้คุณฤดี และกำชับให้คุณฤดีถามเรื่องพวกนี้กับพี่เทมส์อีกทีว่าโอเคไหม จากนั้นก็ย้ำไปว่ามีอะไรให้อีเมล์หาผมได้ตลอด ถ้ามีเวลาว่างจะตอบให้ทันที

ผมกดส่งอีเมล์ออกด้วยใจเป็นกังวล เพราะแม้ว่าตอนนี้ผมกำลังจะทำเรื่องเหลวไหลอยู่ แต่ผมจะไม่ยอมทิ้งงานและไม่ทิ้งให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวเสียเปล่าแน่ เพียงแต่อาจจะต้องแอบพี่ภูทำ

เพราะคงไม่มีคนรับใช้หรือคนดูแลที่ไหน ที่รู้ภาษาอังกฤษอ่านออกเขียนได้และเข้าใจอย่างแตกฉาน ไหนจะแผนธุรกิจต่างๆ ที่ผมเอามาใช้ในงานอีก

ยังไงก็ให้พี่ภูเห็นผมในมุมนี้ไม่ได้แน่ๆ

ผมเคร่งเครียดอ่านเอกสารต่างๆ ในมือถือผ่านทางอีเมล์ ที่คุณฤดีสรุปมาให้ทราบอีกครั้งจากคำแนะนำของผมรวมกับข้อเสนอแนะของพี่เทมส์ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

บอกแล้วว่าพี่ชายผมพึ่งพาได้ เขาหล่อแถมยังฉลาดเป็นกรด

ผมตอบเมล์กลับคุณฤดีไป บอกให้ทำตามที่พี่เทมส์แนะนำก่อนจะหันกลับมามองคนที่นอนอยู่บนโซฟา หนังตาที่เคยตึงกลับล้าลงด้วยความอ่อนเพลีย มันจึงค่อยๆ หรี่ลง ในขณะที่มือถือยังคงค้างอยู่ในหน้าจออีเมล์ก็ยังถูกเปิดไว้อยู่ และสุดท้ายผมก็ฟุบหลับไปจนแก้มไปแนบอยู่บนโซฟาตัวเดียวกับพี่ภู จากนั้นตาผมก็ปิดสนิทอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ทันได้เห็นว่าคนที่ผมนั่งเฝ้าอยู่หลายชั่วโมงกำลังจะรู้สึกตัว

.

.

.


(อ่านต่อด้านล่าง)

ออนไลน์ Gade_ka

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 142
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-4
(ต่อจากด้านบน)


Kirin’s Part


ผมตื่นขึ้นมางงๆ ดูเหมือนจะเรียบเรียงและลำดับเหตุการณ์ไม่ค่อยจะถูก หนำซ้ำหัวยังปวดตุบๆ เหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบ และพอปรับสายตาให้สถาพการมองเห็นชัดเจนขึ้น ผมก็พบว่าตัวเองอยู่ที่คอนโด ซึ่งมาได้ยังไงโดยใครผมก็ยังนึกไม่ออก แต่จำได้คร่าวๆ ว่าก่อนเมา ผมโทรชวนให้แพ็ตตี้ออกมาดื่มด้วยกัน และหลังจากนั้นผมก็ดื่มหนักมาก ก่อนที่ภาพจะตัดไปเพราะอาการปวดหัวที่อยู่ๆ ก็จู่โจมโดยที่ไม่ทันตั้งตัว

ผมตั้งสติและนึกคิดเลยพอจะเดาออกว่าคนที่มาส่งผมคงเป็นแพ็ตตี้ไม่ผิดแน่ แต่พอกวาดตามองหารอบๆ ก็ไม่เห็นหญิงสาวที่ผมชวนออกมาแฮงค์เอ้าท์ นี่ก็เท่ากับผมเทเธอกลางทางเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว

ผมสะบัดศีรษะเล็กน้อยเพื่อให้ตัวเองตื่นตัวมากขึ้น อาการปวดหัวดีขึ้นเป็นลำดับ จำได้ว่าช่วงกึ่งๆ ได้สติ ไม่ได้สติผมปวดหัวมากกว่านี้มาก แต่ตอนนี้ดีขึ้นแต่ก็ยังมึนๆ อยู่ แต่พอเหลือบมองข้างตัวก็ได้เข้าใจ เมื่อเห็นผ้าขนหนูผืนเล็กที่พับไว้สำหรับวางบนหน้าผากตกอยู่บนโซฟา แถมยังอยู่ในสภาพชื้นน้ำ ถ้าให้เดาอาจจะเป็นแพ็ตตี้ที่ช่วยดูแลผมก่อนจะไป หรือไม่ก็อาจจะเป็นเด็กไนล์.. แต่ไม่หรอก ผมไม่อยู่อย่างนี้คงถือโอกาสออกไปหาลูกค้าที่คุยหัวร่อต่อกระซิกกันเมื่อคืนแน่ๆ นึกแล้วเจ็บใจไม่หาย

แต่แล้วทุกอารมณ์โกรธเกรี้ยวก็ต้องอันตรธาน เพราะเมื่อผมขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ก็ได้เห็นเจ้าเด็กที่ว่านอนหลับคอพับคออ่อนอยู่ข้างโซฟา ดูหลับสนิททั้งที่ท่าทางไม่ได้ดูสบายเลยแม้แต่น้อยก็ให้คิดได้ว่าเจ้าตัวจะง่วงมากแค่ไหน ถึงได้หลับไม่รู้สึกตัวขนาดนี้

ผมมองหน้าเด็กที่ทำให้ผมอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้าหวานๆ เศร้าๆ นี่ ส่วนลึกแล้วนิสัยใจคอเป็นยังไงกันแน่

บางครั้งไนล์ก็ทำให้ผมนึกเอ็นดู นึกสงสาร นึกเห็นใจ แต่บางครั้งไนล์ก็ทำให้ผมโกรธ โมโห หงุดหงิด และไม่เป็นตัวของตัวเอง นั่นเลยทำให้ผมไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วไนล์เป็นเด็กยังไงกันแน่

เขาดูเกรงๆ ผม แต่พอผมเผลอเขาก็ชอบแอบมอง หรือบางครั้ง พอผมจะทำดีด้วย เขาก็ทำตัวแปลกๆ ทำตัวมีความลับ โดยเฉพาะกับเรื่องผู้ชายทั้งหลายทั้งแหล่ของเขานั่นแหละ ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องของผมที่เขาจะคบกับใคร นอนกับผู้ชายคนไหน หรือปอกลอกเงินทองใครไปแล้วบ้าง แต่ที่ผมไม่โอเคนั่นก็เพราะดูเหมือนไอ้เทมส์เพื่อนสนิทผมจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ชายของไนล์ด้วย ซึ่งทำให้ผมยอมไม่ได้ ผมไม่มีวันยอมให้เพื่อนสนิทตัวเองต้องมาถูกเด็กแบบนี้หลอกเด็ดขาด

ดังนั้น เมื่อวานผมถึงโมโหมากตอนเห็นข้อความที่ไอ้เทมส์ส่งมาหาไนล์ ข้อความที่อ่านแล้วยังไงก็ดูมีอะไรมากกว่าการเป็นคนรู้จักในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างแน่ๆ จะมีนายจ้างคนไหนอ้อนบอกว่าลูกจ้างตัวเองว่าคิดถึงกัน ... มันไม่มี

และที่ยิ่งทำให้น่าโมโหก็ตรงที่ ไอ้เทมส์ใจดใจจ่อรอให้ไนล์โทรไป แต่ในความเป็นจริงคือไนล์กำลังคุยอยู่กับผู้ชายอีกคน ป้อนคำหวาน บอกคำว่าคิดถึง ปั่นหัวคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างกับคนที่เจนจัดในเรื่องพรรค์นี้ แล้วจะให้ผมเชื่อได้ยังไงว่าภายใต้ใบหน้าหวานๆ ตาเศร้าๆ นั้น ไนล์เป็นเด็กดี เป็นเด็กที่ควรได้รับการเอ็นดูจากใครต่อใคร ทั้งที่เนื้อแท้แล้วนั้นไนล์เป็นเด็กปลิ้นปล้อน เข้าหาผม เข้าหาไอ้เทมส์เพราะมีจุดประสงค์ ซึ่งสุดท้ายก็คงไม่พ้นเรื่องเงินแน่ๆ

พอผมปักใจเชื่อแบบนั้น ความโมโหที่ผมหลงเอ็นดูเด็กนั่นอยู่วูบหนึ่งก็ทำให้ผมเอาอารมณ์ทั้งหมดไปลงกับแอกอฮอล์ ผมกินเหล้าเพราะผมแค้นใจที่ยังคงมองคนไม่ออก ผมยังคงเผลอใจอ่อนให้กับใบหน้าและแววตาไร้เดียงสาที่แสนจะเสแสร้งแกล้งทำ

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองทำคุณคนไม่ขึ้น ถึงได้ถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ ผมโกรธและเจ็บใจมาก เลยเผลอดื่มไปเสียเยอะ ทั้งเหล้าทั้งเบียร์ตีกันให้วุ่น แถมยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง นอนก็ไม่เยอะ เลยพาลให้ปวดหัวจนไข้ขึ้น โชคดีที่ผมชวนแพ็ตตี้มานั่งดื่มเป็นเพื่อน ไม่อย่างนั้นก็คงนอนเมาอยู่ที่ผับไม่มีใครลากกลับบ้าน

และจากที่เข้าใจว่าแพ็ตตี้เป็นคนดูแลจนทำให้อาการปวดหัวของผมดีขึ้นก็กลับกลายเป็นว่าคนที่ดูแลและทำให้ไข้ผมลดกลับกลายเป็นไนล์อีกครั้ง

ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่ใจผมอ่อนให้เด็กคนนี้อีก ดูจากสภาพ ถ้าผมไม่อคติเกินไปก็คงเห็นได้ว่าไนล์คงอยู่ดูแลผมทั้งวัน ไหนจะผ้าขนหนู กะละมังน้ำ ซองยา อะไรต่างๆ นานาที่ไนล์เตรียมวางไว้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกผมทั้งสิ้น และถ้าจมูกผมไม่ได้มีปัญหา ผมคิดว่าผมได้กลิ่นเข้าวต้มมาจากในครัว ถ้าให้เดาไนล์ก็คงทำอาหารอ่อนไว้ๆ รอผมตื่น เพื่อที่จะพร้อมให้ผมกินได้ทันที ซึ่งการกระทำทั้งหมดที่ผมได้เห็นจากไนล์ตอนนี้ ทำให้คำถามที่ติดอยู่ในใจผมวนกลับมาอีกครั้ง

ตกลงไนล์เป็นเด็กยังไงกันแน่

ผมนั่งจ้องเจ้าเด็กที่นอนหลับไม่ได้สติอย่างใคร่รู้ ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูไร้เดียงสามากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเมื่อเจ้าตัวหลับใหลและอยู่ในโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น ไนล์ดูผ่อนคลายกว่าปกติ อาจจะเพราะไม่ต้องเกร็งหรือกลัวผมเหมือนเคย ผมเผลอยกมือขึ้บลูบใบหน้าเนียนอย่างลืมตัว ความนุ่มนิ่ม ความอ่อนเดียงสาทำให้บางอย่างที่อยู่ในความทรงจำกระตุกวูบขึ้นมาจนผมต้องขมวดคิ้ว

มันเหมือนจะคุ้น แต่ผมก็นึกไม่ออก ผมไม่แน่ใจว่าความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไรกัน

และในขณะที่ผมลูบเบาๆที่แก้มนิ่มของเจ้าเด็กนั่น ไนล์ก็ยิ้มออกมาบางๆ เขาขยับแก้มแนบกับมือผม ดูออดอ้อนจนผมเผลอวางมือนิ่งเพื่อให้เขาได้ซุกซบจนพอใจ...

รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากผมโดยที่ผมไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ไนล์ในเวลานี้ดูน่ารักจนผมลืมตัวและเผลอนั่งจ้องคนที่กำลังหลับพริ้ม แล้วจู่ๆ ภาพบางอย่างก็ผุดขึ้นมาราวกับเปิดสวิตซ์ ภาพที่ผมกำลังจูบใครสักคน มันเป็นจูบที่ดี เป็นจูบที่ผมรู้สึกว่าผมพึงพอใจมากพอๆ กับตอนที่ผมเคยจูบกับจีนเมื่อสมัยที่เราเป็นแฟนกัน เพราะหลังจากที่เลิกกันไป ผมก็แทบจะไม่จูบกับคู่นอนคนไหนเลย หรือถึงแม้จะมีเผลอไผลแต่ความรู้สึกที่ได้จากการจูบไม่เคยจบลงในทางบวกเลยสักครั้ง

ยกเว้นครั้งนี้ เพราะเหมือนความรู้สึกทุกอย่างยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น มันหอมหวาน อ่อนโยน และแสนจะไร้เดียงสา

พอมาคิดอีกทีมันอาจจะเป็นความฝันก็ได้ ก็เมื่อคืนไข้ผมขึ้นน้อยอยู่เสียเมื่อไหร่ถ้าวัดจากอาการปวดหัวที่ยังหลงเหลืออยู่บ้างนี่ บางทีอาจจะเพ้อๆ แล้วละเมอไปว่าได้จูบกับเคยรักอย่างจีนอีกครั้ง เพราะไม่งั้นผมก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะไปจูบใครได้ ก็ในเมื่อพอตื่นมาก็มีผมอยู่กับเด็กไนล์แค่สองคน

เดี๋ยวนะ.. มีผมกับไนล์อยู่กันแค่สองคนงั้นหรอ?

ใบหน้าของผมเรียบตึงขึ้นมาทันที นึกไม่ชอบใจเพราะคิดว่าเด็กนี่คงหาโอกาสที่จะใกล้ชิดผมแน่ๆ มือที่เคยปล่อยให้ไนล์ซุกซบถูกดึงออก เลยทำให้คนที่ถูกรบกวนเวลานอนเผลอขมวดคิ้วมุ่นแต่ก็ยังไม่ยักกะตื่น ก่อนที่ริมฝีปากเล็กจะพึมพำบางอย่างที่ผมฟังไม่ได้ศัพท์ ผมเลยก้มลงไปเงี่ยหูใกล้ๆ กับปากไนล์ และสิ่งที่ได้ยินก็ทำให้ผมรู้สึกวูบวาบประหลาดๆ อยู่ในใจ

“พี่ภู... ไข้ลดรึยังครับ? พี่ภู อืออ พี่ภู..”

ไนล์พูดไม่เป็นประโยคแล้วก็หลับต่อไปหน้าตาเฉย ผมจ้องมองริมฝีปากบางๆ เล็กๆ สีแดงๆ ตรงหน้านิ่ง ความสงสัยตีรวนอยู่ในอกจนผมนึกหงุดหงิด ไม่รู้ว่าผมจูบกับไนล์จริงหรือเปล่า แล้วถ้าจูบใครเป็นคนเริ่มก่อน แต่จากความทรงจำพี่ลางเลือนผมรู้สึกดีมากนะ ซึ่งถ้าเป็นจูบจากเด็กตรงหน้าจริง นั่นหมายคความว่าผมรู้สึกดีกับจูบของไนล์อย่างนั้นหรอ?

ไม่จริงหรอก เป็นไปไม่ได้ ผมจะรู้สึกดีกับเด็กเจ้าเล่ห์นี่ได้ยังไง แต่ไอ้อาการอิ่มอกอิ่มใจที่อยู่ในอกนี่มันก็ช่างขัดแย้งเหลือเกิน ราวมกับจะไม่ยอมให้ผมปฏิเสธความเป็นจริง

ผมยังคงนั่งมองไนล์อยู่แบบนั้น ในขณะที่ค่อยๆ โน้มใบหน้าของตัวเองลงไปใกล้กับอีกฝ่าย พอรู้ตัวอีกทีริมฝีปากของเราสองคนก็แตะกันเบาๆ แต่แทนที่ผมจะผละออก ผมกลับแช่ริมฝีปากของตัวเองอยู่แบบนั้น ภาพที่ลางเลือนก่อนหน้าแจ่มชัดในความรู้สึกขึ้นมาทีละนิด แล้วนาทีนั้นผมก็ได้รู้

คนที่ผมจูบคือไนล์

จูบที่ไร้เดียงสา อ่อนโยน และรู้สึกดี มาจากเด็กคนนี้ทั้งหมด

ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันก็เป็นความจริงที่ผมเลี่ยงไม่ได้ ผมหลอกความรู้สึกตัวเองไม่ได้ แต่ยอมรับว่ามันยังคงสับสน อะไรหลายอย่างในตัวไนล์ทำให้ผมไม่กล้าปักใจเชื่อหรือไว้ใจ

แต่ผมในเวลานี้ ตอนนี้ กลับเลือกที่จะผลักทุกอย่างทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะริมฝีปากที่ผมกำลังสัมผัสอยู่นี้นั้น ทำให้ผมอยากจะเลิกมองถึงเหตุและผล ผมอยากแค่ที่จะได้รับรู้ถึงความพอใจที่เคยเกิดขึ้นเมื่อก่อนหน้าอีกครั้ง

ผมขยับปรับใบหน้าตัวเองให้ได้องศา ก่อนจะขยับริมฝีปากแผ่วเบา ไล้ขบเม้มริมฝากเล็กๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป คนที่อยู่กำลังหลับดูเหมือนจะขัดใจเล็กน้อยที่ถูกรบกวนก็ขมวดคิ้วมุ่นและพยายามที่จะเบือหน้าหนี แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ ผมขยับตามไปจูบไนล์อีกครั้ง รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พอที่ได้ลิ้มรสความหอมหวานที่ไม่เคยได้รับอีกเลยตั้งแต่เลิกกับจีน

ที่ผ่านมาผมอาจจะเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย อาจจะทำตัวแย่ไปบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยหลอกลวงใครหรือบังคับให้ใครมานอนกับผม ทุกคนที่เข้ามาล้วนเต็มใจและยินดีที่จะมีเซ็กส์กับผม ถือเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนความพึงพอใจทางร่างกายมากกว่าที่จะคิดผูกพันหรือเป็นจริงเป็นจัง

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยมีคู่นอนคนไหนทำให้ผม ‘รู้สึกดี’ ได้อย่างที่ผมจูบไนล์ตอนนี้สักครั้ง ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน

และที่น่าแปลกใจมากที่สุดก็คือความคุ้นเคยและความสบายใจ ไนล์ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงสองสิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่จากครั้งแรกที่เราได้เจอกัน มันเป็นความคุ้นเคยที่ผมก็อธิบายไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศรอบตัวของเด็กคนนี้ที่ผมต้องอยู่ด้วยทุกวันเลยอาจจะทำให้เคยชิน แต่ลึกๆ ในใจของผมมันบอกว่ามีอะไรมากกว่านั้น เพียงแต่นึกให้ตายยังไงผมก็นึกไม่ออก สุดท้ายก็เลยต้องปล่อยไป โดยที่หวังว่าสุดท้ายสักวันหนึ่งผมจะหาคำตอบที่ว่าเจอ

ผมผละออกจากริมฝีปากของไนล์อย่างอ้อยอิ่ง ในขณะที่เจ้าเด็กตัวแสบที่ทำให้ผมหัวปั่นกลับนอนนิ่งไม่ตื่น ทำให้ผมนึกมันเขี้ยว เลยก้มลงเม้มปากริมฝีปากแดงๆ ที่เจ่อน้อยๆ ของอีกฝ่ายอีกที แต่ไนล์ก็ยังคงหลับต่อมีเพียงคิ้วเรียวสวยที่ขมวดน้อยๆ อย่างขัดใจเท่านั้น ทำให้ผมหลุดยิ้มด้วยความเอ็นดูและนึกรู้ได้ว่าเจ้าด็กน้อยนี่คงง่วงและเพลียมากเลยขี้เซาปลุกไม่ตื่นขนาดนี้

ผมหันซ้ายหันขวา ก่อนจะหันไปในครัวแล้วเห็นหม้ออะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะอาหาร ผมนึกรู้ทันทีว่าไนล์คงทำรอผมไว้ก่อนที่จะผล็อยหลับไป และพอเห็นอาหารท้องผมก็ร้องประท้วงทันทีเพราะยังไม่มีอะไรตกถึงตั้งแต่เช้า ก็เลยตัดสินใจจะลุกขึ้นไปหาอะไรกิน แต่ก็ลังเลเพราะเห็นว่าไนล์ยังหลับอยู่ และถ้าให้ผมเดา ตั้งแต่เช้าที่ต้องมาดูแลผมก็น่าจะทำให้ไนล์ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน

เขาไม่กล้ากินอะไรก่อนผมหรอก เขามักจะรอผมเสมอ ถ้าไม่กินพร้อมกัน เขาก็จะกินทีหลัง นี่คือหนึ่งนิสัยของไนล์ที่ผมชอบ

ผมนั่งรออยู่พักหนึ่งก็ไม่มีวี่แววว่าไนล์จะตื่น เลยตัดสินใจจะปลุกเรียก แต่ในขณะที่จะกำลังปลุกเรียกนั้น สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือที่ไนล์กำไว้แน่น และด้วยความอยากรู้ผมเลยค่อยๆ แงะเจ้ามือถือเครื่องที่ว่ามาจากมือไนล์ ให้เจ้าเด็กขี้เซาได้ผวาตัวนิดหน่อย แต่เขาก็หลับต่อได้หน้าตาเฉย จนผมคิดว่าที่ผมกังวลว่าไนล์จะตื่นขึ้นมาระหว่างที่ผมละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ผมกดปุ่มปลดล็อคข้างเครื่องมือถือ และโชคดีก็เป็นของผม เมื่อไนล์ไม่ได้ทำให้การให้ใส่รหัสหรือปลดล็อคด้วยวิธียากๆ และพอหน้าจอมือถือไม่ถูกล็อคสิ่งที่ผมเห็นข้างหน้าก็ทำให้ผมต้องแปลกใจ

เพราะมันเป็นข้อความภาษาอังกฤษยาวเป็นสองหน้ากระดาษเอสี่

คำถามคือไนล์มีสิ่งนี้ได้ยังไง และไนล์ผู้ซึ่งเป็นแค่หลานแม่บ้านทำไมถึงสนอกสนใจภาษาอังกฤษขนาดนี้ นี่ขนาดบางคำผมยังอ่านไม่ออกเลย แล้วไนล์ทำไมดูอ่านจริงจังเหมือนคนที่รู้และเข้าใจภาษาอังกฤษได้มากขนาดนี้

เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่

ผมอ่านข้อความต่างๆ คร่าวๆ ในนั้น ดูเหมือนจะเป็นแผนการพัฒนาที่ดินในเมืองหลักๆ ของทางออเตรเลีย แต่อย่างอื่นก็ดูเหมือนจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ผมอ่านแล้วยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่รู้สึกได้ว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญพอสมควร คำถามคือไนล์มีข้อมูลพวกนี้ได้ยังไง และไนล์อ่านมันเข้าใจทั้งหมดด้วยหรอ?

ผมขมวดคิ้วและมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังหลับสลับกับมองหน้าจอมือถือด้วยความสงสัย และก็ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กตรงหน้าจะเริ่มขยับตัวและขยับเปลือกตาขึ้นมาบ้างแล้ว นั่นหมายความไนล์กำลังจะตื่น

ผมเลยจัดการเอาโทรศัพท์มือถือยัดใส่มือเล็กๆ ของเจ้าเด็กตรงหน้า ส่วนตัวเองก็ล้มตัวลงนอนแล้วแกล้งหลับตาต่อ ทำเหมือนกับว่ายังไม่ได้ตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด

ไนล์ขยับตัวนิดหน่อยครางอือๆ อาๆ แล้วก็ตื่นเต็มตา พร้อมกับลุกขึ้นนั่งหลังตรงเพราะผมรู้สึกได้ถึงแรงขยับบวบยาบของโซฟาที่เปลี่ยนไป

ผมแสร้งหลับตานิ่งบังคับลมหายใจให้สม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ไนล์สงสัย ก่อนที่มือเล็กๆ ของเจ้าเด็กตรงหน้าจะยื่นมาแนบแก้ม อังตามซอกคอ อังตามหน้าผาก พร้อมกับพึมพำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงดีใจเหมือนเด็กๆ ที่ต่อให้แม้ผมจะหลับตาอยู่ผมก็พอจะนึกหน้าเขาออกว่าจะแสดงท่าทางแบบไหน

“พี่ภูตัวไม่ร้อนแล้วแฮะ ไข้ลดแล้วแน่ๆ... ดีจัง”

เขาจับแตะตัวผมไปมาทั่วไปหมดราวกับอยากให้แน่ใจ เขาแตะที่ตามแขน ตามข้อพับ ตามจุดต่างๆ ของร่างกายที่มักจะเก็บความร้อนได้ดี ไนล์แตะจับไปหมด นั่นทำให้ผมอดรู้สึกดีไม่ได้เพราะสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยจากใจจริงที่เด็กนี่มีให้ เพราะขนาดว่าผมแกล้งทำเป็นหลับไม่รู้ไม่ชี้ ไนล์ยังคงตรงไปตรงมาด้วยการพยายามจะดูแลผมให้ดีที่สุด และผมก็รับรู้มันได้จากใจจริงๆ ว่าเขาไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ

และเพราะการกระทำที่ว่าของไนล์ก็ทำให้ผมเผลอลดกำแพงที่ตั้งตระหง่านของตัวเองลง โดยที่แทบจะไม่รู้ตัว อาจจะเป็นเพราะมันไม่ได้ลดลงมาก ผมเลยไม่ทันได้ระวัง ไม่ทันได้นึกว่าการที่มันลดลงน้อยๆ อาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมาย จนลืมนึกไปว่าไอ้การลดลงทีละเล็กละน้อยน่ะ ถ้ามันสะสมไปเรื่อยๆ มันก็จะกลายเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ได้เหมือนกันในอนาคต

“อีกสักพักค่อยมาปลุกพี่ภู ไปอุ่นข้าวต้มให้ร้อนๆ ก่อนดีกว่า”

ไนล์ยังคงพึมพำกับตัวเองไปเรื่อย ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะค่อยๆ ลุกออกไปเสียงเบา ซึ่งผมเดาว่าเขาคงไม่กล้าเสียงดังเพราะกลัวผมจะตื่น ในขณะที่ผมเองนั้นพอรู้สึกว่าได้ยินเสียงฝีเท้าของไนล์เดินห่างออกไปไกลแล้วนั้น ผมก็ลืมตาขึ้นมองเพดาน ในใจสับสนวุ่นวายไปหมดเพราะมีหลายเรื่องให้คิดและสงสัย ทั้งพฤติกรรมของไนล์ และที่สำคัญข้อความที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหลายเหล่านั้น

ผมนึกไม่ออกเลยว่ามันจะมาจากไหนได้บ้าง แล้วไนล์อ่านข้อความพวกนั้นออกด้วยหรอ? นั่นมาภาษาอังกฤษทั้งหมดเลยนะ สิ่งที่ผมสงสัยและอยากรู้มีเต็มไปหมด ผมยอมรับว่าลึกๆ ผมรู้สึกดีและสัมผัสได้ถึงการที่ไนล์เอาใจใส่ดูแลผมอย่างจริงจัง เขาอดหลับอดนอนคอยเช็ดตัวให้ผม ป้อนยาผม ทำกับข้าวรอผมหลังจากที่ตื่น เขาทำทุกอย่างโดยที่ผมเองไม่ได้เห็นไม่ได้รับรู้แต่เขาก็ยังคงทำ แต่ที่มันแย่ก็คงเพราะอีกใจผมร้องประท้วงและพยายามพร่ำบอกว่าไม่ให้วางใจในตัวเด็กคนนี้ เพราะเหตุการณ์บางอย่างมันยังคลุมเครือ ทั้งเรื่องที่เขาเข้ามาหาผม เรื่องที่เขาดูสนิทสนมกับไอ้เทมส์จนมากเกินพอดี

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทำให้ผมยังติดใจ และทำเป็นมองข้ามไปไม่ได้ ดังนั้นมันเลยครึ่งๆ กลางๆ ในความรู้สึกอยู่แบบนี้

และเพราะความวุ่นวายใจทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ทำให้ผมนึกหงุดหงิด และอยากหาคำตอบของทุกเรื่องและทุกความสงสัยให้เจอ...

โดยอาจจะต้องเริ่มหาจากไนล์เป็นที่แรก

.

.

.

To Be Continue

-------------------------------------------

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์และกำลังใจเหมือนเดิมนะคะ ฝากติดแท็ก #พี่ภูของผม ในทวิตเตอร์ด้วยยยย

ติ-ชม คอมเม้นท์บอกกันได้เหมือนเดิมน้าาา แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ ... เริ้บ <3

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1197
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-4
อยากอ่านอีก
อยากอ่านอีก

อยากอ่านอีก
อยากอ่านอีก.

อยากอ่านอีก
อยากอ่านอีก

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1266
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
ใช้หัวใจมองหาคำตอบสิคะคุณพี่ภู แล้วจะรู้ความจริง อิอิ โถๆ จะเก็บความลับไม่ให้พี่เขารู้เด็ดขาด แต่ไม่ล็อคมือถือเนี้ยนะ ระวังตัวดีมาก เขาเห็นแล้วเถอะ 555 สนุกกกก จะเป็นยังไงต่อตอนหน้า นายเป็นคนยังไงกันแน่ ทั้งรู้สึกดีและรู้สึกไม่ชอบ ตีกันเข้าไป ไอ้คุณพี่ภูสับสนใหญ่เลย ยืนงงในดงกล้วย 55555555 ขอบคุณที่มาต่อ  :pig4: :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด