...เวรกรรมตามทันในภพนี้..ตอนพิเศษ ผ้ากันเปื้อน...=> หน้าที่ 17 (26/09/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ...เวรกรรมตามทันในภพนี้..ตอนพิเศษ ผ้ากันเปื้อน...=> หน้าที่ 17 (26/09/2020)  (อ่าน 51310 ครั้ง)

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 516
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1525/-8
เวรกรรมตามทันในภพนี้
By: Dezair
………………………
ตอนที่ 4



สีหน้าของเด็กชายบูดบึ้ง


‘คุณเทพ’ ได้ยินมาจากบ่าวไพร่ว่าคุณพ่อไม่แม้แต่จะสั่งลงโทษหัวขโมยที่ริอ่านแตะต้องหนังสือเล่มสำคัญของเขา อากัปกิริยาที่แสดงออกบนโต๊ะอาหารจึงปั้นปึ่งต่อหลวงสุนทรวิจักษ์จนมารดายังต้องเรียกไปอบรม แต่มิวายสร้างความขุ่นตาเคืองใจให้กับบิดาอยู่ดี


   วันนี้กลับจากโรงเรียน คุณเทพเห็นบิดานั่งอ่านเอกสารราชการก็เพียงแค่ยกมือไหว้ แต่พอทำท่าจะหมุนตัวไปที่อื่นกลับถูกเรียกเอาไว้


   “พ่อเทพ นั่งคุยกับพ่อสักหน่อยเป็นไร”


   เด็กชายไม่อาจมีปากเสียง เมื่อผู้ใหญ่เปรยเช่นนั้น ก็มีแต่จะต้องก้าวเข้าไปหา


   “พ่อเทพมีอะไรคาใจ”


   “ลูกพูดได้หรือขอรับ”


   “ได้ซี”


   “ลูกได้ยินว่าคุณพ่อให้หัวขโมยไปเรียนหนังสือ”


   “ใช่ พ่อเทพคิดว่าไม่ดีหรือ”


   “แต่มันขโมยหนังสือของลูกนะขอรับ”


คุณเทพได้ยินมาจากนายช่วงว่าบิดาเอ็นดูเจ้าลูกไพร่คนนี้มาก ทั้งที่ไม่ได้มีเชื้อสายหลวงสุนทรวิจักษ์สักนิด เป็นเพียงลูกไพร่เช่าที่นาที่ไม่อาจส่งค่าเช่าเลยถูกขายใช้แรงงาน อีกทั้งยังเคยขโมยหนังสือของคุณเทพไป ไม่ถูกลงโทษไม่พอ ยังได้เรียนหนังสือด้วย


   “ไอ้แผนได้รับโทษแล้ว”


   “ก็แค่ถูกเฆี่ยน...” เด็กชายแย้ง หน้าตาบูดบึ้ง


   “แล้วพ่อเทพคิดว่าต้องถูกลงโทษอย่างไรจึงจะสมควร ตัดไม้ตัดมือของมันหรือ เห็นมันเจ็บปวดปางตายแล้วพ่อเทพยินดีเช่นนั้นหรือ”


เด็กชายพูดไม่ออก แม้จะโกรธเคือง แต่แค่คิดว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันจะต้องถูกตัดมือตัดแขนดิ้นพล่านทุรนทุรายก็สยดสยองแล้ว



   “พ่อเทพ...การลงโทษคนกระทำผิดต้องดูหลายส่วนประกอบกัน หากผิดร้ายแรง จะลงโทษร้ายแรงก็สมควร แต่หากความผิดไม่ร้ายแรง จะลงโทษอย่างร้ายแรง เช่นนั้นไม่สมควร ไอ้แผนมันได้รับโทษแล้วตามความผิดที่มันก่อ แต่มูลเหตุเพราะมันอยากเรียนหนังสือ คนอยากเรียนหนังสือไม่ใช่คนใฝ่ต่ำ หรือพ่อเทพอยากให้ผู้อื่นมองว่าพ่อของพ่อเทพช่างเลวทรามนัก ที่ขัดขวางความเจริญของเด็กในบ้าน”


   “ไม่อยากขอรับ”


   “ดี พ่อเทพเองก็ต้องเอาอย่างพ่อ อีกหน่อยเมื่อเติบใหญ่ อย่ากดใครไว้ใต้ฝ่าเท้า แต่จงให้ค่าแก่เขาเหมือนที่พ่อเทพให้ค่าตนเอง”


   “ขอรับคุณพ่อ”


…………………….
................
........

   ธาดารู้ว่าหน้าที่การงานของน้องชายไม่เป็นเวลา ถ้าอยากจะพบหน้าก็มีแต่ต้องเรียกไปกินข้าว แต่จะออกไปกินนอกบ้านใช้เวลาครอบครัวในวันหยุด สถานะนักแสดงหนุ่มรูปหล่อมีแฟนคลับเป็นล้านที่มาพร้อมกับนิสัยไม่ชอบถูกจับจ้องก็ไม่เอื้ออำนวยอีก คนเป็นพี่เลยต้องทำตัวอย่างคนเป็นพี่ ด้วยการเป็นฝ่ายบุกมาหาน้องชายที่คอนโดแทน


   อาคารสูงสามชั้น มีห้องพักไม่กี่ห้อง เรียกว่าคอนโดได้ไหมไม่รู้ แต่ระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม มีความเป็นส่วนตัวสูงทั้งๆที่อยู่ใจกลางเมือง อีกทั้งยังมีบันไดสำหรับมนุษย์ที่ใช้ลิฟต์คนเดียวไม่ได้อย่างครองภพด้วย


   “สวัสดีครับ คุณธาดา” ความปลอดภัยดีเยี่ยมขนาดที่ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยจำชื่อและหน้าตาคนที่เข้านอกออกในที่นี่ได้ทั้งหมด คอนเซ็ปต์ของที่นี่ไม่ใช่การสร้างอาคารให้สูงกว่าอาคารข้างๆเพื่อให้ได้เห็นเส้นขอบฟ้า แต่คือการให้ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว


   พี่ชายของนักแสดงหนุ่มชื่อดังหันไปยิ้มรับ ก่อนจะเดินไปที่ล็อบบี้ ฝ่ายนิติฯของที่นี่ไม่ได้เป็นเอ้าท์ซอร์จมาจากที่อื่น แต่เป็นคนของบริษัทที่ก่อสร้างคอนโดนี้เอง เพื่อให้ยังสามารถคงคอนเซ็ปต์ความเป็นส่วนตัวใจกลางเมืองเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น


   นอกจากจะทำหน้าที่ดูแลคอนโดขนาดสามชั้นให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ยังมีหน้าที่เป็นฟร้อนท์ด้วย เมื่อเห็นธาดา พนักงานจึงรีบเข้ามาทักทายทันที


   “สวัสดีค่ะ คุณธาดา”


   “สวัสดีครับ ครองภพยังไม่กลับใช่ไหม” พนักงานสาวเพียงยิ้ม ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ก็ไม่นำข้อมูลเรื่องการเข้าออกของผู้พักอาศัยที่นี่ซึ่งล้วนมีแต่คนดังและร่ำรวยบอกต่อให้ใครอื่น แม้ใครอื่นที่ว่าจะเป็นพี่ชายแท้ๆก็ตามที


   ไม่ซอกแซก ไม่เปิดเผย ไม่แปลกใจเลยที่ครองภพเลือกซื้อที่นี่


   “จะให้ดิฉันแจ้งไปทางผู้จัดการของคุณครองภพไหมคะ ว่าคุณธาดามารอ”


   “ไม่ต้องครับ ขอผมนั่งตรงนี้แล้วกัน”


พนักงานสาวยิ้มรับ ก่อนจะถอยกลับไปที่เคาน์เตอร์ของหล่อน


ธาดานั่งเล่นโทรศัพท์ฆ่าเวลา แต่คิดอีกทีครองภพอาจจะไม่กลับก็ได้ เขาก็เลยเปลี่ยนแผนจากการนั่งอย่างไม่รู้หัวรู้ก้อย เป็นกดข้อความส่งไปหาน้องชาย


   ‘รีบกลับ มีข่าวดีจะบอก’


   ข้อความถูกอ่าน อึดใจเดียว น้องชายก็ส่งข้อความกลับมา


   ‘บอกสิ’


   ‘บอกในนี้ไม่ได้ ความลับบริษัท’


   ‘งั้นไม่ต้องบอก’


   ‘โฮ อยากรู้เถอะ พี่อยากบอกจะแย่แล้ว’


   นอกจากข้อความถูกอ่านแล้ว ทุกอย่างก็เงียบฉี่ ธาดานิ่วหน้า คิดหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้น้องชายอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ทำให้เขาถึงขั้นต้องบุกมาหาถึงนี่


   ‘ไม่อยากรู้จริงหรือ เรื่องคุณร่มธรรมนะ’


   จากที่เงียบฉี่ เกิดปฏิกิริยารีแอคชั่นทันที


   ‘เรื่องอะไร’


   ‘รีบกลับสิ รออยู่ที่คอนโด’


   ข้อความถูกอ่านแล้วก็เงียบไปอีก ธาดาเม้มปาก หรือเรื่องของร่มธรรมไม่จูงใจเพียงพอ?


ทว่าตอนที่คิดว่าอาจจะต้องใส่ความน่าสนใจเข้าไปดึงดูดมากกว่านี้ ข้อความจากครองภพก็ตอบกลับมา


   ‘กำลังกลับ’


เยี่ยม! มันต้องแบบนี้สิครองภพน้องพี่!!


………………………


   ‘ร่มธรรมรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้บริษัทเราแล้ว!’


   ‘ใครบอก’ เพราะคาดไม่ถึง ครองภพจึงย้อนถามอย่างไร้สติที่สุด แต่เวลานี้ ธาดาเองก็ดีใจจนไม่ได้สนใจคำถามแปลกๆของน้องชาย อีกทั้งยังยังยอมตอบขยายความอีกต่างหาก


   ‘ก็ผู้จัดการเขาโทร.มาบอกว่าร่มธรรมจะรับงานพรีเซ็นเตอร์ของเรา เป็นเจ้าแรกด้วยนะ’


ครองภพต้องตั้งสติอยู่อีกอึดใจหนึ่ง ก่อนจะทำเป็นพยักหน้ารับรู้


ต่อให้จะเป็นคนไม่แสดงอารมณ์ แต่ตอนที่ได้ยินจากองอาจว่าฝ่ายนั้นไปแคสติ้งบทในโปรเจ็คใหม่ของผู้กำกับฉาย เขากลับรู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ว่าร่มธรรมเลือกที่จะลงมือทำในสิ่งที่รัก ยิ่งพอรู้ว่าร่มธรรมได้รับเลือกให้เล่นบทนำคู่กับเขา ความรู้สึกโล่งใจก็กลายเป็นดีใจ และพอวันนี้ได้รู้ว่าร่มธรรมยอมรับงานพรีเซ็นเตอร์ให้ธุรกิจของครอบครัวของเขา นอกจากความรู้สึกโล่งใจและดีใจ คือความสุขใจ


ไม่รู้สุขใจอะไรที่ร่มธรรมยอมรับงานของบริษัทครอบครัวของเขา


แต่ก็สุขใจ...


...จนเผลอยิ้ม…


‘ยิ้มไรวะครอง’


เพราะถูกพี่ชายท้วง ถึงได้รู้ตัว ครองภพเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น อย่างเช่นเรื่องที่เขาได้รับบทในโปรเจ็คใหม่ของผู้กำกับฉาย ธาดาเป็นพี่ชายที่แสนจะเห่อน้อง พอรู้ข่าวนี้ก็ลืมเรื่องที่ตนเองท้วงเมื่อครู่ไปเสียสนิท แถมยังวุ่นวายโทร.บอกมารดาและหาวันจะจัดงานเลี้ยงให้ครองภพอีกต่างหาก


ทว่าแม้คนพี่จะลืม แต่ครองภพไม่ลืม


ชายหนุ่มวัย 22 นั่งมองตนเองในกระจกในห้องแต่งตัว มองอย่างไรก็ไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะเป็นคนชอบยิ้มเลยสักนิด ถ้าจะถามว่าชีวิตของเขามีความสุขไหม ก็ต้องกล่าวว่า ครองภพถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ หากเรื่องใดที่เขาอยากทำ มารดาไม่เคยห้ามหนำซ้ำยังสนับสนุน ยิ่งเมื่อบิดาจากไป ครอบครัวยิ่งประคบประหงมตามใจ กระทั่งองอาจผู้เป็นลุงแสนปากโป้งก็เรียกได้ว่าดูดำดูดีหลานอย่างเขาในระดับที่ดี ในขณะที่เพื่อนสนิทจำนวนน้อยก็ไปมาหาสู่พึ่งพากันได้แทบทุกเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้น...ครองภพก็ไม่ชอบยิ้ม


แต่...กลับยิ้มเพราะได้ยินเรื่องของร่มธรรม


นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน


“ครอง มาได้แล้ว” วิษณุผู้จัดการส่วนตัวของเขาโผล่หน้าเข้ามาเรียก ชายหนุ่มหันไปมองแล้วเก็บความสงสัยลงลึกสุดใจก่อนจะลุกออกจากห้องไปเข้าฉาก


   แม้จะต้องการความต่อเนื่องของอารมณ์ในทุกๆฉาก แต่ตารางงานของนักแสดงก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บางฉากถูกยกขึ้นมาถ่ายก่อน อย่างวันนี้ เป็นฉากท้ายๆของซีรี่ส์ น้องชายติดยาอย่าง ‘ภูมิ’ มาถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว


   ยาเสพย์ติดทำลายสมอง มองเห็นภาพหลอน ทว่าหากจะเรียกว่าหลอนก็คงไม่ถูกนัก เพราะเป็นภาพจากความทรงจำอันสวยงาม ภาพของ ‘พี่ภาคและน้องภูมิ’ ในวัยเยาว์


   ใบหน้าซีดขาวแหงนเงยขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของชายหนุ่มเหม่อลอยขึ้นมองเบื้องบน สองแขนกางออกขนานไปกับไหล่ ก่อนจะก้าวเท้าออกไปในอากาศ


   แล้วร่างทั้งร่างก็ดิ่งวูบลงสู่พื้นเบื้องล่าง


   ตุ่บ


   “คัท”


   ครองภพลุกจากเบาะที่รองรับร่างของเขา สีหน้า ท่าทาง แม้แต่แววตาของเขาไม่เหมือนกับชายคนที่ปรากฏบนมอนิเตอร์ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เมื่อผู้กำกับสั่งคัท นักแสดงหนุ่มวัย 22 แต่ฝีมือดีเยี่ยมราวกับประสบการณ์ในวงการโชกโชน สามารถตัดบทออกจากตนเองได้อย่างรวดเร็ว


   “โห...” ร่มธรรมไม่ได้อยู่ในฉากนี้ แต่จะต้องถ่ายหลังจากนี้ เขาจึงนั่งดูอยู่ข้างหลังผู้กำกับ แล้วก็อดออกปากกับตนเองเบาๆไม่ได้


สมแล้วที่ครองภพโด่งดังขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาดี รูปร่างดี หรือมีเสน่ห์ แต่เพราะการแสดง ’กินใจ’ นักแสดงที่สื่ออารมณ์ได้ดีขนาดนี้หาไม่ได้ง่ายๆ บางคนต้องอาศัยการเรียนรู้และประสบการณ์ บางคนอาศัยความพยายาม บางคนอาศัยพรสวรรค์ แต่บางคนอาศัยทั้งสามอย่างประกอบกัน ครองภพผสมทุกอย่างได้อย่างลงตัว การแสดงของเขาจึงทั้งเป็นธรรมชาติ มีรูปแบบที่หลากหลาย และเข้าถึงคนดู


   เพราะเอาแต่ชื่นชมอีกฝ่ายในใจ หนุ่มรุ่นพี่ไม่รู้ตัวว่าเขาจับจ้องคนที่รับบทน้องชายของตนเองอยู่นานสองนาน จนกระทั่งดวงตาเรียวดุคู่นั้นเหลือบมาสบ


   “อ...เอ่อ...เมื่อกี้เล่นดีมากเลย”


ไม่ได้คิดจะชมเอาหน้า แต่ร่มธรรมนึกออกแค่ประโยคนี้ ในขณะที่ครองภพได้ยินประโยคนี้จนชินหู เขาไม่หือไม่อือ มองตอบแค่แวบเดียวแล้วก็หันไปขอน้ำดื่มจากทีมงาน


   ฉากหลังจากนี้ ร่มธรรมที่รับบท ‘พี่ภาค’ จะเป็นผู้เข้ามาพบศพของน้องชาย ครองภพต้องแต่งหน้าเพิ่มในขณะที่ผู้กำกับเข้ามาซักซ้อมบท


   “ภูมินอนท่าเดิม ส่วนภาควิ่งเข้ามา ตกใจเห็นน้องตาย แล้วเข้าไปประคองขึ้นมาบนตัก...”


คนกำลังถูกเติมคราบเลือดหันกลับมามองผู้กำกับในวินาทีนั้น แล้วทวนคำตะกุกตะกัก


   “ครับ? ประคอง...ขึ้นมาบนตัก?”


   “ใช่ ภูมิเป็นน้องที่ภาครักมาก พอเห็นเขาตาย ต้องรู้สึกว่าเสียของรักไปแล้ว ทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตอนเขาอยู่ เขาจับต้องได้ มีปากมีเสียง แต่ตอนนี้เขย่าตัวก็ไม่ตื่น”


ครองภพทำหน้าปั้นยากเล็กน้อยเมื่อคิดถึงท่าที่ผู้กำกับต้องการ แต่พอเหลือบไปมองชายหนุ่มรุ่นพี่ รายนั้นกลับรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ


แล้วพอเห็นคนตั้งอกตั้งใจ มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกดีกับการได้ร่วมงานกับคนที่มีใจรักในสิ่งเดียวกัน


   การถ่ายทำเริ่มขึ้นต่อเมื่อเซ็ตทุกอย่างเรียบร้อย


   ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในขณะที่เลือดไหลนองออกจากศีรษะทำเอาคนที่วิ่งเข้ามาถึงกับตะลึงงันเบิกตาโพลง


   “ภูมิ! ภูมิ!!” เสียงร้องเรียกนั้นฟังดูตกใจ สองมือสั่นเทาแตะสัมผัสเนื้อตัวของน้องชาย ที่...ไร้ลมหายใจ


   “ภูมิ!! ภูมิตื่น! ภูมิได้ยินพี่ไหม ตื่นสิภูมิ ตื่น...” เสียงเรียกกลายเป็นโหยหวนผสานไปกับเสียงร้องไห้โฮ ร่างของน้องชายถูกประคองขึ้นมาบนตัก สองแขนโอบประคองจนใบหน้าหล่อเหลาที่มีคราบเลือดแทบจมเข้าไปกับแผ่นอกของผู้เป็นพี่


   “พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ...ภูมิ...ภูมิได้ยินพี่ไหม พี่ขอโทษ...พี่ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ ไม่ได้อยากให้ภูมิทำแบบนี้...พี่ไม่ได้ตั้งใจ...”


เสียงร้องคร่ำครวญยังดังไม่ขาด สองมือสั่นเทาลูบศีรษะคนเป็นน้องด้วยความรักและรู้สึกผิด ทว่าไม่มีการรับรู้แต่อย่างใด ร่างของคนในอ้อมแขนแน่นิ่ง ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ คนเป็นพี่กอดรัดแนบอก ร้องเรียกให้น้องชายกลับมา


...อนิจจา คนจากไปแล้ว ไม่เหลือลมหายใจ ไม่เหลือดวงวิญญาณ สายสัมพันธ์ใดๆก็เป็นเพียงละออง...


   “คัท”


   เสียงของผู้กำกับดังขึ้น คนที่นอนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดจนหน้าแทบจมเข้าไปในอกเสื้อของร่มธรรมขยับตัวผละออกห่างทันที ครองภพจึงทันเห็นน้ำตาของเจ้าของอ้อมแขนที่โอบร่างเขาเอาไว้เมื่อครู่นี้


   ทีมงานส่งกระดาษเช็ดหน้าเนื้อนุ่มมาให้ แต่หนุ่มรุ่นน้องส่งให้เจ้าของน้ำตาที่ยังทะลักทะลายไม่หยุด


   “ขอบคุณครับ” เจ้าตัวส่งยิ้มเปื้อนน้ำตามาพร้อมคำขอบคุณ ครองภพรู้สึกเหมือนหัวใจสั่นจนต้องกระแอมไอแล้วหันไปขอกระดาษเช็ดหน้าเพิ่ม ก่อนที่เสียงคนข้างกายจะดังขึ้น


   “อ่า...เสื้อเลอะไปด้วยเลย ขอโทษครับ”


ทั้งๆที่ไม่ใช่คนใส่ใจคนอื่น แต่เสียงของร่มธรรมทำให้อดไม่ได้ต้องหันมอง


น้ำเสียงติดจะสั่นเครือเล็กๆนั่นบอกให้รู้ว่าเมื่อครู่นี้เจ้าตัวเล่นบทดราม่าได้ดีขนาดไหน ดีจนถึงขนาดที่ว่า...ผู้กำกับให้ทำแค่ประคองเขาขึ้นไปบนตัก แต่ ‘พี่ภาค’ กลับโอบลงมาทั้งตัวจนหน้าเขาแทบซุกอก


   ไม่สิ...ซุกไปแล้ว เพราะคราบเลือดปลอมที่อยู่บนใบหน้าของครองภพติดอยู่บนเสื้อของร่มธรรมด้วย


   “เล่นสมจริงไปหน่อยสินะ” ผู้กำกับหยอกจนคนเล่นเกินบทได้แต่เกาศีรษะเขินๆ


   “โอเคไหมครับ หรือว่าจะต้องถ่ายใหม่...”


ครองภพแทบตาเหลือก แต่ผู้กำกับโบกมือว่อน


   “ไม่ต้องๆ มันดีมากเลย มีคนร้องไห้ตามด้วยแหน่ะ”


ฉากหลังจากนี้ไม่มีร่มธรรมและครองภพแล้ว สองหนุ่มจึงเดินเลี้ยวไปยังห้องแต่งตัวแทน รินฤดีรีบโผล่หน้าเข้ามาหาน้องชาย


   “ร่ม เลขาฯเราโทร.หาพี่ถามว่าวันนี้จะเข้าออฟฟิศไหม”


   “มีเรื่องด่วนรึเปล่า”


รินฤดีทำหน้าตาครุ่นคิด “เอ...เห็นว่ามีเอกสารให้เซ็น หรือร่มจะให้เมสเซ็นเจอร์วิ่ง?”


   “ไม่เป็นไร ผมเข้าออฟฟิศดีกว่า”


   “งั้นพี่จะโทร.แจ้งทางนั้นไว้ ถ้าร่มเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เราออกกันเลยนะ จะได้ถึงไม่ดึก”


ร่มธรรมพยักหน้ารับ รินฤดีก็ผลุบหายออกไปจากห้องแต่งตัวอีกครั้ง


 ภายในห้องแต่งตัวนอกจากร่มธรรมและครองภพแล้ว ยังมีช่างแต่งหน้าและทำผมอีกส่วนหนึ่ง เดิมทีครองภพไม่ใช่คนพูดเก่ง ยิ่งให้พูดต่อหน้าคนอื่นๆก็ยิ่งไม่ใช่นิสัย แต่เพราะเรื่องที่ได้ยินมาทำให้เขาอดไม่อยู่


   “ได้ยินว่าแคสต์ผ่าน”


ร่มธรรมหันมองคนถามที่กำลังให้ช่างแต่งหน้าช่วยลบคราบเลือดบนใบหน้าออกให้


   “อ่า...ใช่”


   “แต่ก็ยังทำงานบริษัท?”


   “ก็ระยะนี้ยังต้องทำตำแหน่งเดิมไปก่อน แล้วค่อยผ่อนลง พี่รินก็จะมารับงานในส่วนของพี่มากขึ้นด้วย”


   “จะอยู่ในวงการจริงจัง?”


   “ก็...อยากนะ ถ้าวงการต้องการพี่” ชายหนุ่มวัย 28 รู้ตัวดีว่าเขาอายุมากเกินกว่าจะเป็นนักแสดงดาวรุ่งหรือตีตื้นทำคะแนนขึ้นมาเป็นพระเอกยอดนิยมในขณะที่วงการบันเทิงมีพระเอกแถวหน้าอีกมากที่สร้างชื่อเสียงและฐานแฟนคลับมาอย่างยาวนาน ไหนจะพระเอกหน้าใหม่อายุยังน้อยที่ทำให้มีอายุการใช้งานนานกว่าผู้ชายอายุ 28 อย่างเขา


   ไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับโอกาส ไม่ใช่ทุกคนจะมีวาสนา แต่ร่มธรรมจะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมืออีกแล้ว หากจะต้องถอนตัวออกจากวงการอีกครั้ง เขาก็จะไปเมื่อตนเองหมดวาสนาในฐานะนักแสดงแล้ว ไม่ใช่เพราะถูกขอร้องจากคนอื่น


   “ดีแล้ว”


   “หือ?”


   “คุณเหมาะที่จะอยู่ในวงการ” ไม่แน่ใจว่าเป็นคำชมหรือไม่ แต่มันทำให้คนฟังนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มสดใสออกมา


รอยยิ้มนั้นสวยเสียจนครองภพที่หันมองยังต้องเบือนสายตากลับไปจับจ้องภาพสะท้อนของตนเองในกระจก เขาเกร็งจนลำคอขึ้นเป็นเส้นเลือดโปน ไม่รู้ว่าเกร็งทำไม แต่หัวใจมันไหวจน...ถ้าไม่เกร็งก็เกรงว่าทั้งร่างจะกลายเป็นน้ำไหลลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้น


   “พี่คุยกับพี่ชายของพี่แล้วนะ”


แต่ดูเหมือนคนข้างกายจะไม่รู้สักนิดว่าหนุ่มรุ่นน้องกำลังใข้ความพยายามมากเพียงใดที่จะทำให้ร่างกายไม่หลอมละลายไปกับรอยยิ้มนั่น


   “บ...บอกผมทำไม”


   “เพราะน้องครองน่ะสิ”


   “ม...ไม่เกี่ยวกับผม”


   “น้องครองช่วยพี่ตั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกก็ที่บอกว่าพี่ขี้ขลาด ครั้งที่สอง น้องครองทำให้พี่รู้ตัวว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่ไม่เคยกล้าพูดเรื่องนี้อย่างจริงจังเลย  มันทำให้พี่อยากสู้ แล้วพอสู้ พี่...ก็คิดว่า พี่ไม่ได้เป็นคนขี้ขลาดหรอกนะ แล้วพี่ก็ตั้งใจจะเป็นนักแสดงจริงๆ” แม้จะพูดถึงเรื่องที่ตนเองถูกด่า แต่เจ้าตัวก็ยังหัวเราะออก หากไม่ได้เจอคำพูดแรงๆแบบนั้น เขาก็คงตัดสินใจออกจากวงการอีกรอบแน่แล้ว


   นักแสดงหนุ่มเจ้าของฝีปากร้ายไม่ได้พูดอะไรอีก อันที่จริงคือไม่รู้จะพูดอะไร วันนั้นเขาแค่รู้สึกว่าต้องพูดในสิ่งที่คิดเพราะไม่อยากให้ร่มธรรมถอยหลังกลับออกไป


   ไม่รู้ทำไม เขาถึงอยากให้ร่มธรรมอยู่ในเส้นทางสายนี้ เส้นทางที่เจ้าตัวมีชีวิตชีวา เส้นทางที่เจ้าตัวลงมือด้วยความเชื่อมั่น ความพยายามและมีความสุขกับมัน


   “ขอบคุณ”


รอยยิ้มสวยยังคงมอบให้ ครองภพเหลือบไปมองรอยยิ้มนั้นวูบหนึ่ง หากไม่ตอบอะไร ก็คงดูไร้มารยาท นักแสดงหนุ่มผู้ไม่เคยพูดเกินความจำเป็นจึงตอบกลับไปตามมารยาท


   “อือ”


   วินาทีนี้...ครองภพก็ยังไม่รู้ตัว 


เขาคิดถึงมารยาท


เขาคิดถึงความสุขของร่มธรรม


และเหนือสิ่งอื่นใด เขาคิด...


...คิดว่าอยากเห็นรอยยิ้มแบบนี้ของร่มธรรมอีก...


……………………
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-01-2020 23:05:23 โดย Dezair »

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 516
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1525/-8

ทว่าไม่ใช่แค่ครองภพคนเดียวที่อยากเห็นรอยยิ้มของร่มธรรม คนรอบข้างที่เคยสนิทสนมกับเขาก็ล้วนอยากพบหน้า เพียงแต่ช่วงนี้ร่มธรรมวิ่งวุ่นทั้งงานธุรกิจและงานแสดง ไหนจะโปรเจ็คใหม่ของผู้กำกับฉายที่เขาต้องเริ่มเตรียมตัว ทำให้ห่างหายจากร้านกาแฟ ร.รอ ไปพักหนึ่งจนลูกค้าประจำอย่างเบญญายังออกปาก


“หมู่นี้ไม่ได้เจอพี่ร่มเลยนะคะ”


โอกาสดีของแฟนคลับสาวที่ตามมาเป็นลูกค้าร้านกาแฟคือวันที่ร่มธรรมแวะมานั่งดื่มกาแฟระหว่างรอรถมารับไปถ่ายงานต่อ ชายหนุ่มส่งยิ้มจางแล้วผงกศีรษะหนึ่งที


“ขอโทษจริงๆครับ ช่วงนี้ผมยุ่งมาก”


“พี่ร่ม รับงานอื่นด้วยใช่ไหมคะ”


“ครับ แต่ยังบอกอะไรตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ” เบญญาหัวเราะคิก ดวงตาเป็นประกายอย่างคนรู้ดี


“ถึงไม่รู้จากปากพี่ร่ม เบญก็รู้จากวงในของเบญอยู่ดีค่ะ”


“คุณพ่อของคุณเบญเป็นผู้กำกับสินะครับ”


“ใช่ค่ะ พี่ชายของเบญก็เป็นผู้จัด รามิลไงคะ คนนั้นเป็นพี่ชายของเบญ แต่คนละแม่”


ร่มธรรมอ้าปากหวอ คาดไม่ถึง ก่อนจะกลายเป็นหัวเราะกับความโลกกลม


“จุดใต้ตำตอนี่เอง แล้วคุณเบญก็ไม่บอกผมเลยว่าเป็นน้องสาวของพี่มิล”


เบญญากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะทำหน้ากระเง้ากระงอดอย่างน่ารัก


“พี่ร่มเรียกพี่มิลว่าพี่ด้วยเหรอคะ”


“ก็...พี่มิลอายุมากกว่าผมนี่ครับ” หญิงสาวเม้มปาก อยากบอกว่าหล่อนไม่ได้หมายถึงอาวุโส แต่หมายถึงการที่เขาเรียกรามิลอย่างสนิทสนม ทว่ากับหล่อน เขาเรียกคุณทุกคำ


ทว่าไม่ทันจะได้พูดอะไร รินฤดีก็ผลักประตูเข้ามาในร้านแล้วตรงเข้ามาหาร่มธรรม


“ร่ม ไปได้แล้ว” ชายหนุ่มหันมาทางลูกค้าสาวที่คุยกับเขาอยู่ ก่อนจะขอตัวแล้วออกจากร้านไปกับพี่สาว


งานวันนี้เป็นการถ่ายโฆษณาให้กับบริษัทเครื่องครัวที่เคยร่วมงานกันมาแล้วเมื่อคราวที่ร่มธรรมอยู่ในวงการเมื่อ 6 ปีก่อน พอเขากลับเข้าสู่วงการอีกครั้ง บริษัทนี้ก็ยังคงเป็นเจ้าแรกที่ติดต่อให้เขารับงาน


ร่มธรรมเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้รับคัดเลือกให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ทั้งๆที่ชื่อเสียงตอนนี้ไม่ได้โด่งดังอะไร และด้วยพื้นฐานเป็นคนตั้งใจทำงาน ยิ่งได้รับโอกาสจากคนที่เห็นคุณค่าในวันที่ไม่มีใครเห็นค่าก็ยิ่งอยากพิสูจน์ตัวเองให้มาก


การถ่ายโฆษณาผ่านไปอย่างเรียบร้อย ทีมงานคนหนึ่งจึงเข้ามาบอกเขาว่า ‘ท่านประธาน’ ก็มาดูการถ่ายทำด้วย ร่มธรรมขอให้พาไปพบเพราะอยากขอบคุณด้วยตนเอง


‘ท่านประธาน’ ของบริษัทเครื่องครัวเจ้าใหญ่ของประเทศเป็นหญิงร่างผอม หน้าตาท่าทางดูใจดี มาพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ร่มธรรมถึงกับต้องมองซ้ำเพราะคล้ายครองภพอย่างกับแกะ!


“คุณร่มธรรม ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอบคุณมากๆที่รับงานนี้” หญิงคนนั้นเข้ามาจับมือเขาแล้วเขย่าอย่างยินดี


“แล้วก็...ขอบคุณสำหรับลายเซ็นด้วย” นักแสดงหนุ่มวัย 28 ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความงุนงง


“ครับ? ลายเซ็น?”


“ที่ฝากครองภพมาไงจ๊ะ”


ร่มธรรมกะพริบตาปริบๆ เขาจำได้ว่าครองภพเคยขอลายเซ็นเขาไปครั้งหนึ่ง ฝ่ายนั้นบอกว่า ‘แม่ฝากมา’


เห็นสีหน้าของคนอายุคราวลูก อัจฉราก็แย้มยิ้มมากกว่าเดิม ก่อนจะเสริม


“ป้าเป็นแม่ของครอง ส่วนนี่ธาดาพี่ชายของครอง...”


ร่มธรรมร้องอ้อในใจ หันไปมองคนเป็นพี่ชายของครองภพเต็มสองตา ฝ่ายนั้นยิ้มแย้มแจ่มใส จุดนี้ที่ต่างจากคนน้องอย่างเห็นได้ชัด


“เมื่อกี้ ป้าคุยกับคุณริน เห็นว่าเย็นนี้ไม่มีงานแล้ว ไปทานข้าวกับป้าได้ไหม ป้าอยากจะเลี้ยงขอบคุณหน่อย”


 แม้จะร่วมงานกับครองภพมาพักใหญ่แล้ว แต่จู่ๆจะให้ไปร่วมโต๊ะกับบุพการีของหนุ่มรุ่นน้อง เขาก็รู้สึกแปลกๆ ต่อให้จะเป็นการร่วมโต๊ะในฐานะเจ้าของบริษัทกับพรีเซ็นเตอร์ก็ตามที


เห็นสีหน้าชายหนุ่ม คนชวนก็หัวเราะเบาๆ


“ไม่ต้องเกรงใจ  ป้าแค่อยากขอบคุณน่ะ มีไม่กี่คนหรอกนะที่ร่วมงานกับครองได้ราบรื่น” แล้วอัจฉราก็หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีมนุษยสัมพันธ์กับคนที่เพิ่งพบเจอกันไม่กี่ครั้งจะเป็นมารดาของครองภพที่ทำหน้าตึงเรียบใส่คนที่ร่วมแสดงซีรี่ส์ด้วยกันมาจนจะจบเรื่องอยู่แล้ว


“ไปด้วยกันนะ ชวนคุณรินไปด้วย”


เมื่อ 6 ปีก่อนอาจจะเคยพบกันมาแล้ว แต่เวลายาวนานถึงเพียงนั้นย่อมทำให้ความทรงจำหลงลืม หากจะนับว่านี่เป็นการพบกันครั้งแรกๆก็ไม่ผิดนัก ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ร่มธรรมกลับรู้สึกคุ้นเคยและสบายใจ ยิ่งอีกฝ่ายให้ความเป็นกันเอง ผ่านทางสีหน้าและวาจา คำตอบของเขาจึงไม่ใช่การปฏิเสธ


เย็นนั้น หลังจากถ่ายโฆษณาแล้ว รินฤดีและร่มธรรมมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับอัจฉราและธาดาที่ร้านอาหารจีน สองแม่ลูกเจ้าของบริษัทเครื่องครัวมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ชายหนุ่มวัย 28 คิดไปถึงรุ่นน้องร่วมวงการที่มีครอบครัวอบอุ่นขนาดนี้


“ครองมีถ่ายละครหรือครับ”


พอคิดถึงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามถึง แม้จะร่วมงานกัน แต่ก็แทบไม่ได้ติดต่อกันนอกรอบเลย


“ใช่ แต่เห็นว่าวันนี้เลิกไว พี่จะลองชวนมันดู” ธาดาไม่พูดอย่างเดียว แต่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งข้อความหาน้องชายอย่างรวดเร็ว พร้อมบอกร้านอาหารเสร็จสรรพ


‘มากินข้าวกับแม่ แวะมามั้ย’


ปกติครองภพไม่ใช่คนติดต่อง่าย แต่ธาดาเป็นพี่ชายมาตั้ง 22 ปี มีหรือจะไม่รู้ว่าการใส่คำว่า ‘แม่’ ลงไปด้วย ย่อมดึงดูดเจ้าน้องชายผู้รักแม่


‘เพิ่งเลิก ไปไม่ทัน’


เห็นไหม ตอบไวราวกับจับโทรศัพท์ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นการปฏิเสธอยู่ดี


‘พรุ่งนี้จะแวะไปกินข้าวกับแม่ที่บ้าน’


แม้จะปฏิเสธแต่ก็ยื่นข้อเสนอปลอบใจด้วยการจะเข้ามาทานข้าวเช้ากับมารดาในวันพรุ่งนี้แทน


ต่อให้จะเย็นชากับคนทั้งโลก แต่กับอัจฉรา ครองภพกลับทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน ธาดาส่งข้อความกลับเป็นการรับรู้ แต่พอเงยหน้าจากโทรศัพท์ขึ้นมาพบว่ามารดาของตนกำลังคุยกับร่มธรรมและรินฤดีอย่างออกรส ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะก็ชวนให้เกิดความรู้สึกไขว้เขว่ขึ้นมา


เย็นชากับคนทั้งโลก?


แล้วครองภพเย็นชากับร่มธรรมด้วยไหม?


ธาดาไม่ใช่คนขี้ลืม คราวก่อน เขาก็เคยเปรยเรื่องร่มธรรมแล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนั้นก็ได้รับการตอบรับจากน้องชายเป็นอย่างดีด้วยการรีบกลับคอนโด


ตั้งคำถามแล้วก็ต้องพิสูจน์ พี่ชายของครองภพรีบลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้นพร้อมโทรศัพท์มือถือ


“ไอ้ครองบอกว่าเพิ่งเลิก คงมาไม่ทัน เรามาถ่ายรูปอวดมันกันดีกว่า”


“ผมถ่ายให้ครับ” ร่มธรรมเสนอตัว เพราะคิดว่าชายหนุ่มน่าจะอยากถ่ายกับมารดาสองคนเพื่อส่งรูปให้น้องชาย ทว่าอีกฝ่ายกลับส่ายหน้ารัว


“ไม่ๆ คุณร่มต้องอยู่ในรูปด้วยสิ ถึงจะเรียกว่าอวด” แต่พอรินฤดีจะลุกไปเป็นมือกล้องแทน ธาดาก็ยังหันมาปรามหล่อน


สองพี่น้องกะพริบตาปริบๆอย่างงุนงง ไม่ทันทักท้วง ชายหนุ่มผู้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับครองภพแต่อายุมากกว่า 10 ปีก็เข้ามายืนใกล้แล้วยืดแขนข้างที่ถือโทรศัพท์ให้ออกห่างเพื่อถ่ายรูปพวกเขา 4 คน มีร่มธรรมและรินฤดีอยู่ตรงกลางประกบข้างด้วยสองแม่ลูก


พอได้รูปแล้ว เขาก็กดส่งไปให้น้องชายทันทีพร้อมรอยยิ้มกริ่ม คาดว่าถ้าครองภพว่างเมื่อไร เขาคงได้เห็นอีกฝ่ายถามไถ่กลับมา


ทว่า...สิ่งที่คาดกลับไม่ได้เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คืออึดใจต่อมา บนหน้าจอโทรศัพท์กลับปรากฏชื่อของครองภพเป็นสายเรียกเข้า


...ไอ้ครองโทรมา...


มนุษย์ผู้เย็นชากับคนทั้งโลก โทรมาทันทีที่ธาดาส่งรูปพวกเขาสี่คนเข้าไปในโปรแกรมแชท และโปรแกรมขึ้นว่ารูปถูกเปิดโดยคู่สนทนา


“ฮัลโล” ชายหนุ่มรับสายอย่างงุนงง


‘ทำไมไปกินด้วย’


“หะ?”


‘ร่มธรรมน่ะ ทำไม...’


“อ๋อ ก็...แม่ชวน...” ธาดาตอบแล้วก็เกาขมับตัวเอง การตอบสนองของครองภพถือว่าเกินคาดชนิดพลิกฝ่ามือ


ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะมีเสียงถอนหายใจและประโยคตามหลัง


‘เดี๋ยวไปหา แต่คงถึงดึกหน่อย’


“หะ? แกจะมา?”


‘อือ แค่นี้ก่อน ผมต้องขับรถ’


“อ้าว แล้วคนขับรถไปไหน”


‘จะให้เขากลับไปเลย ผมขับเองไวกว่า’


แล้วน้องชายก็ตัดสายไป ธาดามองโทรศัพท์ในมือตนราวกับเห็นสิ่งประหลาดที่สุดในโลก พอหันไปมองมารดาและแขกร่วมโต๊ะหนึ่งเดียวในวันนี้ที่กำลังมองเขาอยู่ ก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ทำหน้าตาเหยเกอย่างไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร


“ครองบอกว่าจะมาหรือ” อัจฉราถาม


“ครับ แต่...มันบอกว่าจะมาถึงดึกหน่อย”


ตอนแรกว่าไม่มา พอเห็นรูปปุ๊บ เปลี่ยนใจเป็นมาปั๊บ น้องชายสุดที่รักของเขากลายเป็นคนโลเลแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน


“ดึกหน่อยก็ไม่เป็นไร ร่มกับรินอย่าเพิ่งรีบอิ่ม รีบกลับนะ อยู่เจอครองด้วยกัน” หล่อนหันมาพูดกับสองพี่น้องที่นั่งอยู่ข้างกาย แต่น่าเสียดายที่รินฤดีขอตัวกลับก่อนเพราะติดธุระสำคัญ หล่อนจำต้องหิ้วกระเป๋าออกจากห้องไปตอนเกือบจะสามทุ่ม แต่ร่มธรรมเริ่มคุ้นเคยกับอัจฉราและธาดาแล้ว จึงสานบทสนทนาต่อไปอย่างไม่ติดขัด


ทว่าธาดา...ยังติดใจเรื่องความเย็นชาของครองภพ


ครองภพเย็นชากับคนทั้งโลกยกเว้นคนสนิท เรื่องนี้คำตอบคือแน่นอน


แต่ร่มธรรมเป็นคนสนิทของครองภพหรือไม่ เรื่องนี้ต่างหากที่น่าสนใจ


………………….


   ถนนในกรุงเทพฯยามค่ำไม่ใช่มิตรที่ดีของการขับรถเลยสักนิด กว่าครองภพจะมาถึงร้านอาหารตามที่พี่ชายส่งพิกัดมาให้ก็เกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว แน่นอนว่าคนที่ทำงานมาทั้งวัน ไม่มีอะไรตกถึงท้องทั้งๆที่เลิกงานมาตั้งเกือบ 2 ชั่วโมง เมื่อมาถึงร้านก็ย่อมหิวซกเป็นธรรมดา


   ชายหนุ่มก้าวเท้าไวตามพนักงานของร้านที่พาไปยังห้องส่วนตัว เขาบอกตนเองว่าเพราะหิวมากจึงเร่งฝีเท้า ทว่าพอพนักงานเปิดประตูออก ครองภพกลับลืมความหิวเป็นปลิดทิ้ง


   เขายกมือไหว้มารดา หันไปยักคิ้วให้พี่ชาย ก่อนจะจบสายตาที่ชายหนุ่มรุ่นพี่


   ร่มธรรม


   “ไอ้ครองมาแล้ว มาๆ นั่งข้างคุณร่มเลย” ธาดาทักทายพร้อมจัดแจง    


ห้องอาหารส่วนตัวของร้านอาหารจีนใช้โต๊ะทรงกลม เมื่ออัจฉรานั่งตรงกลางระหว่างสองหนุ่ม ที่นั่งว่างย่อมเหลือเพียงข้างธาดาและร่มธรรมเท่านั้น ทว่าพอร่มธรรมจะลุกให้คนเพิ่งมาถึงได้นั่งข้างมารดา ธาดากลับยื่นหน้ามาฝากให้ช่วยสั่งอาหารเพิ่ม ร่มธรรมเห็นว่าคนเพิ่งมาถึงน่าจะหิว เลยรีบเปิดเมนูสั่งอาหารเพิ่มอีก 2 อย่างที่น่าจะไวที่สุด พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่าเขานั่งตรงกลางระหว่างอัจฉราและครองภพไปแล้ว


   ธาดาไม่แพร่งพรายในข้อสงสัยของเขา แต่จับจ้องปฏิกิริยาของคนที่นั่งข้างกันอย่างเงียบๆ ทว่าครองภพก็ยังเป็นครองภพ พอนั่งลงปุ๊บ ความหิวโซก็ทำให้สนใจจาน ชาม ตะเกียบ มากกว่าอย่างอื่น


   “หิวมากมั้ยครอง แม่สั่งอาหารเพิ่มไว้แล้ว เดี๋ยวพนักงานยกมาให้ เมื่อกี้นี้ร่มสั่งอะไรเพิ่มไปนะ”


   “ออเดิร์ฟเย็น แล้วก็ผัดผักครับ”


เสียงพูดคุยของอัจฉราและร่มธรรมทำเอาชายหนุ่มวัย 22 เงยหน้าจากหอยจ้อที่กำลังกัดเข้าปาก


   “ก็...ยัง...ไม่ได้ทานอะไรมา” ครองภพตอบ รู้สึกเก้อเล็กๆกับความหิวซกของตนเอง ทว่าคนข้างกายกลับยิ้มน้อยๆ แล้วตักปลานึ่งมาใส่จานเขา จากนั้นจึงหันไปตักมาใส่จานตนเองบ้าง


   “ทานเยอะๆ” นักแสดงหนุ่มรุ่นพี่เอ่ย คนเพิ่งมาถึงมองจานตนเองแล้วมองเลยไปยังร่มธรรมที่ตักเนื้อปลาเข้าปาก พอมองไปยังธาดาก็พบว่ารายนั้นกำลังคีบเนื้อผัดน้ำมันหอยมาใส่จาน


   “พวกเราทานช้าๆรอครอง” อัจฉราเห็นสายตาลูกชายคนเล็กจึงเป็นคนเฉลยพร้อมรอยยิ้ม พอดีกับที่พนักงานของร้านนำอาหารเข้ามาวางเพิ่ม มีทั้งเป็ดปักกิ่ง ต้มจืดสาหร่ายใส่หมูสับ และกุ้งอบวุ้นเส้น


   มื้อเย็นที่ค่อนไปเกือบจะดึกเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งพร้อมๆกับครองภพ


ธาดาชวนคุยชวนถาม อัจฉราก็เป็นลูกคู่ของลูกชายคนโตได้อย่างดี มีร่มธรรมแทรกเป็นระยะ โต๊ะอาหารจึงไม่เงียบเหงาแม้ว่าครองภพจะพูดไม่เก่งเอาเสียเลย และแม้จะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทาน แต่อาหารในจานของคนหิวก็แทบไม่พร่อง ร่มธรรมคอยถามไถ่ห่วงใย ดูแลตักอาหารให้ จะหมุนโต๊ะแต่ละครั้ง ล้วนต้องหันมามองชายหนุ่มรุ่นน้องก่อนเสมอว่าตักอะไรอยู่หรือไม่ หรือมีอาหารในจานรึเปล่า


   คนหิ้วท้องฝ่าดงจราจรกรุงเทพฯรู้สึกอุ่นซ่านกับความใส่ใจของทุกคนในโต๊ะอาหาร


   ครองภพยิ้มจางกับตนเอง ก่อนจะหันไปบอกคนที่ตักผัดผักมาใส่จานเขา


   “พอแล้ว คุณกินบ้างเถอะ”


   “พี่กินเยอะแล้ว น้องครองเอาอะไรอีกดี? เติมต้มจืดหน่อยไหม จะได้ทานร้อนๆ เอาถ้วยมา” ครองภพยกถ้วยส่งให้


   “ผมไม่เอาสาหร่าย เอาแต่น้ำกับผัก”


ร่มธรรมรับคำพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปตักต้มจืดให้ พอวางถ้วยลงแล้ว ก็ยังคีบผัดผักมาใส่จานเพิ่มให้อีก คำขอบคุณแผ่วเบาของครองภพนั้นดังไม่ขาด พอๆกับความใส่ใจของร่มธรรมที่มีให้ก็ไม่ลดน้อยลงเช่นกัน


   การดูแลเอาใจใส่และท่าทีของสองหนุ่มนั้นเป็นธรรมชาติ ไม่ขาดไม่เกิน ราวกับพวกเขาสนิทสนมกันเช่นนี้มานานหลายปี ธาดาจับจ้องคนทั้งคู่อย่างตั้งอกตั้งใจ และกล้าพูดเต็มปากว่าน้องชายของเขาไม่เหมือนเดิม


   โดยเฉพาะสิ่งที่ปฏิบัติต่อร่มธรรม...ไม่เหมือนกับที่ครองภพปฏิบัติต่อใคร

……………………



   หลังมื้ออาหารจบลง เดิมทีรินฤดีจะให้คนขับรถกลับมารับ แต่ร่มธรรมเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงคิดจะใช้บริการขนส่งสาธารณะแทน ทว่าทางเลือกของเขาดูจะไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับ ‘บางคน’


   “กลับแท็กซี่? แล้วรถไปไหน”


คนถามเรื่องวิธีกลับคืออัจฉรา แต่พอคำตอบของร่มธรรมคือแท็กซี่ ครองภพกลับเป็นฝ่ายย้อนถาม


   “ไปส่งพี่ริน ตอนแรกก็กะว่าจะให้มารับ แต่มันดึกมากแล้ว พี่กลับแท็กซี่น่าจะดีกว่า” คนพูดคิดว่าการเรียกแท็กซี่เป็นวิธีที่ดีกว่า แต่สำหรับคนฟังกลับส่ายศีรษะแล้วยื่นข้อเสนอที่ตนเองคิดว่าดีที่สุด


   “ผมไปส่ง”


   “ไม่เป็นไร พี่กลับเองได้”


   “ไปกับผม”


ทั้งๆที่อายุมากกว่าถึง 6 ปี แต่เมื่อคนอายุน้อยกว่าย้ำเป็นครั้งที่สอง ร่มธรรมกลับเกรงใจจนไม่กล้าแย้ง


พวกเขาหันไปลาธาดาและอัจฉราก่อนจะเดินไปขึ้นรถ ไม่ทันสังเกตสายตาของสองแม่ลูกที่มองตามหลัง เพราะมีคำถามคาใจ


‘ครองกับร่ม...ดูสนิทกันดีนะ’


แต่...เรื่องแบบนี้ ตั้งคำถามเร็วไปก็เกรงว่าจะหน้าแตก จะถามตรงๆกับก็เกรงว่าจะทำให้ไก่ตื่น แล้วพอไม่ถามก็คันปากยิบๆ ได้แต่มองหน้ากันเอง


แล้วคืนนี้จะหลับลงมั้ยล่ะทีนี้!


………………



   บ้านของพี่ชายคนรองคือจุดหมายปลายทาง


อันที่จริงร่มธรรมควรจะกลับไปนอนที่คอนโดเพื่อให้สะดวกสำหรับการไปทำงานในวันพรุ่งนี้ แต่เห็นว่าตอนนี้ดึกมากแล้ว ไม่อยากให้คนที่ขันอาสาพามาส่งจะต้องเสียเวลาอยู่บนถนนมากนัก จึงติดต่อหาพี่ชายให้ช่วยเปิดบ้านไว้รอ


   “บ้านคุณเหรอ” 


   “ไม่ใช่หรอก นี่บ้านพี่ชายของพี่เอง”


คนพามาส่งเลิกคิ้วราวกับตั้งคำถามว่าร่มธรรมยังอาศัยอยู่กับพี่ชายหรือ? แต่ความมืดสลัวทำให้อีกฝ่ายไม่เห็น เรื่องที่ร่มธรรมพูดจึงเป็นอีกเรื่องแทน


   “พี่เห็นว่ามันดึกแล้ว แล้วบ้านพี่ชายของพี่ก็อยู่ใกล้ร้านที่เราไปทานกัน น้องครองจะได้ไม่ลำบาก”


ร่มธรรมเป็นเช่นนี้เสมอ เขามักคิดถึงคนอื่นก่อนตนเอง แม้พรุ่งนี้จะต้องตื่นเช้ามากกว่าเดิมเพื่อกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คอนโดแล้วออกไปทำงาน แต่ก็ยังดีกว่าให้ครองภพต้องตีรถไปๆมาๆทั้งที่วันนี้ทำงานมาทั้งวัน


   ดวงตาของชายหนุ่มรุ่นน้องมองคนที่ก้มหน้าปลดเข็มขัดนิรภัย


ครองภพไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่เขาจดจำเรื่องต่างๆของคนคนนี้เอาไว้ในใจ จากแรกเริ่มที่ไม่อยากเข้าใกล้ ทรมาน อึดอัด กลายเป็นนานวันเข้า กลับสะสมเรื่องราวของชายที่ชื่อร่มธรรมจนมันกลายเป็นความรู้สึกอื่น


   “ขอบคุณมากนะ” ร่มธรรมเงยหน้าขึ้นมาบอกพร้อมรอยยิ้มจาง ทำเอาคนกำลังจับจ้องรู้สติ รีบเบี่ยงสายตาหนีออกไปทางอื่น


   “อือ”


   “น้องครองก็กลับบ้านดีๆล่ะ แล้วไว้เจอกันที่กอง”


   “ครับ” ครองภพได้แต่รับคำ แต่เมื่อร่มธรรมเปิดประตูลงจากรถไปแล้ว เขาก็ยังนั่งอยู่เช่นนั้นเพื่อดูให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าบ้านเรียบร้อย พออีกฝ่ายหายลับเข้าไปในบ้าน รถของครองภพถึงได้เคลื่อนตัวออกจากหน้าประตูรั้ว


   แน่นอน พวกเขา...ไม่เห็นชายนุ่งโจงที่ยืนจังก้ากำหมัดแน่น มองตามรถยนต์ของครองภพจนลับสายตา!   

ติดตามตอนต่อไป (พฤหัสหน้าค่ะ)

   ถ้าพาร์ทไหนจะน่ากลัว เดี๋ยวบัวแปะคำเตือนไว้หัวแถว จะได้เอาไว้อ่านตอนกลางวัน ฮ่าฮ่า (แต่เท่าที่เขียนอยู่ตอนนี้  มีน่ากลัวแค่พาร์ทเดียวเองค่ะ เพราะคอนเซ็ปต์เรื่องคือ ปัจจุบัน ผีใดๆก็เป็นแค่ตัวประกอบค่ะ ฮ่าฮ่า)

   ชอบน้องครองเวลาอยู่กับแม่และพี่ชายมากกกก รู้สึกว่าเป็นเด็กน่ารัก เป็นเด็กรักแม่ แต่ซึนใส่พี่ อะไรแบบนี้เลยค่ะ

   แต่กับพี่ร่ม สองตอนมาแล้วที่น้องเขินพี่เขานะคะ แต่ถ้าถามว่าพี่ร่มรู้รึยังว่าน้องเขิน ก็บอกได้เลยว่า...พี่ไม่รู้ ฮ่าฮ่า

   ขอบคุณคนอ่าน คนคอมเม้นท์ คนติดตาม และทุกกำลังใจ ขอบคุณพื้นที่บอร์ดด้วยค่ะ

   เจอกันใหม่พฤหัสหน้า

   สวัสดีตรุษจีนล่วงหน้าด้วยนะคะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-05-2020 20:57:31 โดย Dezair »

ออฟไลน์ BitterCucumber

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
เหยยยย แอบอยากให้รุ่งโรจน์ได้เจอกับครองภพนะเนี่ย อยากรู้ว่าพี่ชายจะทำยังไง ตอนนี้เริ่มสงสัยว่าผีชายนุ่งกระโจมนี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรุ่งโรจน์ด้วยรึเปล่า เพราะมาโผล่ที่บ้านรุ่งโรจน์เฉย หรือจริงๆคือตามติดพี่ร่มอยู่ แต่จะโผล่ออกมาตอนพี่ร่มอยู่กับครองภพ?

พี่ธาดา มือชงสุดยอดดดดดดดดดด 5555555 ชงเก่งจนได้เห็นระดับความพิเศษแบบมากๆๆๆของพี่ร่มในใจครองภพเลย  :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 822
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
ครองภพเอ๋ย..
เอ็งนะโดนพี่ร่มเขาหว่านสเน่ห์จนไปไหนไม่รอดแล้วละ  :m20:

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
หลอนตอนสุดท้าย..นึกภาพตามแล้วแบบ..บรึ๋ยส์ เริ่มเห็นความน่ารักของน้องครอง ซึนๆอึนๆ แต่แอบเขินพี่ร่มอ่ะ  :hao3:

ออฟไลน์ ppwct

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เมื่อไหร่จะวันพฤหน้า แงฃฃฃฃฃฃ :katai1: สนุกมากๆค่ะ ลุ้นว่าชาติที่แล้วมีอะไรต่อกันหรอ

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 834
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
น้องครองง น่าเอ็นดูแหะหลงเขาแล้วไม่รู้ตัว พี่ร่มใจดีและอบอุ่นมากเลยใครจะไม่หลง แอบหวานเบาๆมาพีคตอนจบ ใครกันละเนี่ยย  :sad4:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7705
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
เอาอีกแล้วว ผีมากอีกล้าว

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-7
รักพี่ธาดาค่ะ

เลิฟ เลิฟ

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1895
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
แม่-พี่ธาดา ครอบครัวครองภพน่ารักมาก และแน่ใจว่าครองภพชอบใครก็ไม่ขัดขวาง
แอบหลอนนิดๆ ตอนสุดท้าย
จะรออีกพฤหัสถัดไปนะ
 :hao7: :hao7:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-5
ถูกใจพี่ธาดามากๆ เนียน เป็นกามเทพให้น้องครอง

ออฟไลน์ valenna yy

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
พี่โรจน์ต้องรู้อะไรแน่ๆเลยอะ

ออฟไลน์ kinjikung

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3007
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +163/-8
ทำไมมันลุ้นขนาดนี้ ผีโจงกระเบนเป็นใคร น้องครองคือแผนใช่ไหมหว่า

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1729
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-1
ตายแล้ววววว น้องครองเขินพี่ร่มธรรม ได้แต่ อือ กับ ครับ ถึงขั้นพี่ธาดากับคุณแม่ผิดสังเกตุ  คือเสียอาการมากลูกกก 5555

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1975
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
อยากเจอพี่เขา ดูออก
แสดงว่าสิ่งนี้อยู่กับพี่คนรองเป็นหลัก? แล้วก็พยายามไม่ให้สองคนนี้เจอกัน?
แล้วตอนที่พี่คนรองขอให้ร่มออกจากวงการ ไปแสดงอิทธิฤทธิ์ยังไง  :ling2:

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
ชายนุ่งโจง มาอีกแล้ว o22 เขาคือใครๆ

ออฟไลน์ bigbeeboom

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
สนุกมากๆ น่าติดตามสุด อยากให้มีผีปริศนาอีกเยอะๆ ชอบบบบ

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 750
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ดีใจที่ได้อ่านเรื่องใหม่ของคุณบัวนะคะ สนุกมากกกก มีปมผูกกันแต่ชาติที่แล้ว ผีบ่าวก็ตามไม่ลดล่ะ นี่ห่วงหรืออาฆาตใครกันแน่?

พี่ร่มน่ารัก น่ากอดมากกก น้องครองน่าตี โนสนโนแคร์ ไม่ประเทศไม่เอาโลก จนพี่ร่มเงิบจนท้อ แต่พอหลุดเขินเท่านั้นล่ะ โวยวายเป็นเด็กน้อย พี่ร่มส่งยิ้มพิมพ์ใจถึงกับใจเหลวเป็นน้ำ โอ้ยย น่าเอ็นดูววตัวเท่าบ้าน อยากเจอพี่เขาจนรีบตามมาเชียว ออกอาการจนพี่ธาดาดูออกแล้วน้องครอง! :laugh:

ขำพี่ธาดาสงสัยแค่ไหนก็ต้องเก็บให้มิด!
คันปากยิบๆก็ต้องทนเด่วไก่ตื่น :hao7:

เราโดนญาติฝ่ายนายเอกตก
ตามญาติฝ่ายนางเอกอย่างป้ารี เข้าแล้วว :katai5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-01-2020 23:09:03 โดย Ac118 »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Pithchayoot

  • พิชญ์ชยุตม์
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
นิยมหลัวเด็กนะคะช่วงนี้

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5238
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 516
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1525/-8
เวรกรรมตามทันในภพนี้
By: Dezair
………………………
ตอนที่ 5


   รินฤดีเป็นสไตลิสต์


หล่อนรู้ดีว่าชีวิตในวงการบันเทิงไม่ต่างอะไรกับการยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟ ชีวิตของดารานักแสดงไม่ว่าจะใช่เรื่องส่วนตัวหรือไม่ก็กลับกลายเป็นเรื่องของสาธารณะ การกระทำของคนที่อยู่กลางสปอตไลท์นั้น จะให้มีแต่คนรักก็ไม่ได้ ต่อให้คนที่นิสัยดีที่สุด อย่างไรก็ต้องมีคนเกลียดชัง


   น้องชายของหล่อนเคยอยู่ในวงการมาแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน


ตอนเริ่มโด่งดัง มีแฟนคลับติดตามก็มีคนตั้งป้อมเกลียดขี้หน้า พอเขาออกจากวงการ คนรักคนเกลียดก็สลายตัวไป เหลือแค่แฟนคลับกลุ่มเล็กๆที่แวะมาสั่งกาแฟที่ร้านบ้าง จนกระทั่ง 6 ปีผ่านไป เขากลับเข้าสู่วงการอีกครั้ง คนที่เคยรักใคร่บางส่วนก็กลับเข้ามาในชีวิต เช่นเดียวกับคนเกลียดชัง...ที่ดูเหมือนจะไม่ไปไหน


   แต่...หล่อนไม่คิดว่าคนเกลียดจะมาไวถึงเพียงนี้


   หญิงสาวมองกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกพับครึ่งซึ่งเจอในกระเป๋าตนเอง ในกระดาษนั้นมีข้อความสั้นๆ ได้ใจความว่า


   ‘ร่มธรรมต้องออกจากวงการ’


   เป็นประโยคคำสั่ง หรือประโยคขู่ไม่ทราบ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รินฤดีได้รับจดหมายประเภทนี้


   ตอนได้รับครั้งแรก มันถูกเสียบเอาไว้กับที่ปัดน้ำฝนหน้ารถตอนที่หล่อนพาน้องชายคนเล็กไปฟิตติ้งซีรี่ส์เรื่องแรกที่ร่มธรรมรับเล่น พอสอบถามกับคนขับรถ เขากลับบอกว่าไม่รู้มาจากไหน ทั้งๆที่นั่งรอในรถและอยู่ใกล้รถตลอด เพียงแต่มีช่วงหนึ่งที่ไปเข้าห้องน้ำ พอกลับมาอีกครั้งก็พบกระดาษเสียบอยู่


ตอนนั้นหล่อนคิดว่าคงเป็นการกลั่นแกล้งจากคนในวงการด้วยกันเอง ต้องไม่ลืมว่าเมื่อร่มธรรมกลับเข้าวงการ ต่อให้จะเป็นบทพระรองหรือตัวประกอบ ก็หมายความว่าเขาแย่งงานของใครสักคนไปอยู่ดี วงการบันเทิงนั้นแข่งขันสูง ผลตอบแทนดีเยี่ยม หากจะมีคนรู้สึกว่าร่มธรรมขัดแข้งขัดขา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ดังนั้นหล่อนจึงไม่ถือสา ขยุ้มมันทิ้งไป


   ครั้งที่สอง หล่อนพบในตู้จดหมายที่คอนโดของตนเอง ใช้กระดาษแข็ง พับครึ่งแล้วปะปนอยู่ในกองจดหมาย ใจความสั้นง่าย ด้วยข้อความเดียวกัน


   ‘ร่มธรรมต้องออกจากวงการ’


   เจอครั้งแรกยังพอทำเนา แต่ครั้งที่สองแถมยังอยู่ในตู้จดหมายที่คอนโดของหล่อน รินฤดีก็ชักไม่สบายใจ หล่อนลองสอบถามกับเจ้าหน้าที่ของคอนโดเพื่อขอดูกล้องวงจรปิด แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากช่วงหนึ่งที่กล้องดับไป


   รินฤดีพยายามทำใจให้สงบ ไม่กระโตกกระตากเรื่องนี้ให้ใครทราบแม้แต่ตัวของร่มธรรมเอง จนกระทั่ง...เจอกระดาษใบที่สาม


   ครั้งที่สามนี้ หล่อนพบในกระเป๋าสพายของตนเองเมื่อวันก่อนตอนที่ร่มธรรมไปถ่ายซีรี่ส์ ทั้งๆที่คิดว่ากระเป๋าไม่ได้ห่างตัวเลย แต่เจ้าของจดหมายกลับมีโอกาสใส่มันลงในกระเป๋าของหล่อน


   ใคร...ใครที่ทำเรื่องแบบนี้...


   แล้วทำไปทำไม ทำไมต้องอยากให้ร่มธรรมออกจากวงการบันเทิง


   ที่สำคัญไปกว่านั้น


   คนทำ...เหมือนติดตามหล่อนไปทุกที่


   รินฤดีเก็บความไม่สบายใจไม่ไหวอีกแล้ว รีบนัดพบน้องชายคนรองโดยไม่ต้องพ่วงร่มธรรมมาด้วย รุ่งโรจน์ว่างวันนี้ พอดีกับที่อัจฉราชวนร่มธรรมไปทานอาหารเย็น แถมครองภพจะมาถึงร้านดึก แม้จะไม่อยากให้คลาดสายตา แต่หล่อนกลับรู้สึกว่าครองภพไว้ใจได้ อีกทั้งร้านอาหารก็พลุ่กพล่าน ไม่น่ามีใครกล้าทำอะไร พออ้างธุระด่วนขอตัวออกมาก่อน ก็รีบให้คนขับรถพามาหารุ่งโรจน์ที่บ้าน


แต่...พอหล่อนเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง น้องชายคนรองกลับนิ่งสงบ สีหน้าของเขาไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด ทั้งๆที่รินฤดีบอกว่าหล่อนได้รับจดหมายแบบนี้ถึง 3 ครั้ง และทุกครั้งเขียนข้อความเดิม


   “ทำไมแกดูไม่ตกใจเลย นี่จดหมายขู่นะโรจน์”


รินฤดีมองน้องชายคนรองที่นั่งอยู่ตรงหน้า รุ่งโรจน์เป็นตำรวจก็ใช่ อาจจะพบเจอการขู่อาฆาตมามากกว่านี้ แต่นี่เป็นเรื่องของคนในครอบครัว ทำไมยังนั่งนิ่ง มีเพียงคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน


   นายตำรวจหนุ่มเจ้าของบ้านเงยหน้ามอง แล้วถอนหายใจก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้


   “ก็แค่จดหมายขู่...” เขาเอ่ยเสียงพร่า


   “แต่นี่มัน 3 รอบแล้ว แล้วทุกรอบก็เหมือนมาจากคนที่อยู่ใกล้ไอ้ร่ม”


   “ผมจะหาคนมาเป็นบอดี้การ์ดให้แล้วกัน แต่พี่รินไม่ต้องบอกมันเรื่องจดหมายนี่”


รินฤดีมองน้องชายด้วยสายตาประหลาดใจ แต่รุ่งโรจน์นั้นเป็นประเภทบทจะโวยวายก็โวยวาย บทจะเงียบก็เงียบ ตอนที่บิดาเสียเพราะอุบัติเหตุ ทั้งๆที่หล่อนคิดว่าเขาน่าจะเอาเรื่องต้นเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่เขากลับเงียบ


   แม้คู่กรณีของอุบัติเหตุในครั้งนั้นจะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเช่นกัน แต่ผลชันสูตรพบว่ามีแอลกอฮอลในเลือดสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด รุ่งโรจน์น่าจะโกรธ แต่เขากลับเยือกเย็นแถมยังไปร่วมงานศพของทางนั้นด้วย


   รินฤดีไม่อยากคิดว่ารุ่งโรจน์กำลังปกปิดบางอย่าง แต่ท่าทีสงบของเขาชวนให้แปลกใจ


   “แกไม่ได้ปิดบังอะไรพี่ใช่ไหม”


   น้องชายคนรองไม่ได้พูดอะไร พอดีกับที่เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น ชายหนุ่มเห็นว่าเป็นน้องชายคนเล็กโทร.มาจึงกดรับสายต่อหน้าพี่สาว คุยไม่กี่คำก็วางสายแล้วหันมาบอกรินฤดี


   “ไอ้ร่มจะมาค้างที่นี่ มันกำลังออกจากร้านแล้ว”


   “อ้าว แล้วมายังไง”


   “มันบอกว่าทางนั้นมาส่ง ผมจะขึ้นไปเปิดห้องให้ไอ้ร่มก่อน ถ้ามันมา พี่ก็เปิดประตูให้มันด้วยแล้วกัน”


รินฤดีรู้ดีว่านี่คือวิธีเลี่ยงที่จะตอบในสิ่งที่หล่อนถามในตอนแรก พอน้องชายคนรองหมุนตัวจะเดินขึ้นบันได หล่อนจึงรีบย้ำคำถามเดิม


   “โรจน์...เรื่องจดหมายขู่เกี่ยวกับเรื่องที่แกไม่อยากให้ร่มอยู่ในวงการรึเปล่า”


รุ่งโรจน์นิ่ง หันมามอง จดหมายฉบับนั้นยังอยู่ในมือเขา แต่ชายหนุ่มเลือกที่จะขยำมันในอุ้งมือแทนที่จะส่งคืนพี่สาว


   “เอาเป็นว่า ถ้าผมมีอะไรคืบหน้าจะบอกแล้วกัน ถ้าพี่ได้จดหมายอีก ก็เอามาให้ผม ไม่ต้องบอกไอ้ร่ม” รุ่งโรจน์พูดเพียงเท่านั้น ก็หมุนตัวเดินขึ้นห้องทันที ทิ้งให้รินฤดีได้แต่มองตามด้วยความไม่สบายใจระคนสงสัย


   วินาทีนี้ รินฤดีเชื่อหมดใจว่ารุ่งโรจน์รู้เรื่องจดหมายขู่ก่อนที่หล่อนจะถือมันมาหาเขา


   เขารู้ได้ยังไง...


   หรือมันเคยเกิดขึ้น...ก่อนที่จะเกิดกับหล่อน?

.....................................
   


   เรื่องจดหมายขู่ไปไม่ถึงหูของน้องชายคนเล็ก ในขณะที่เรื่องประหลาดของร่มธรรมก็ไปไม่ถึงหูพี่สาวคนโตและพี่ชายคนรองเช่นกัน


   ร่มธรรมรู้ตัวดีว่าพักนี้เขามักนอนไม่ค่อยหลับ หรือถึงหลับไปแล้วก็มักจะสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะฝัน


   จะเรียกว่าฝันร้ายได้ไหมไม่รู้ แต่มักฝันซ้ำๆ ฝันเห็นชายฉกรรจ์นุ่งโจงเก่าๆพูดแต่เรื่องเดิมๆ เรียกเขาว่าคุณหลวง บอกให้เขาระมัดระวัง บอกว่ามีคนโกรธแค้นและจ้องจะทำร้าย


   แต่...ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าแม้กระทั่งในคืนที่เปลี่ยนที่นอนมาค้างบ้านของรุ่งโรจน์ก็ยังฝันเหมือนเดิม


บ้านของรุ่งโรจน์เดิมทีบ้านนี้เป็นบ้านของพ่อแม่ ตอนเขายังเด็กก็อยู่ที่นี่ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย บิดาซื้อคอนโดให้ห้องหนึ่งเพื่อให้สะดวกในการเดินทาง พอบิดาเสีย สามพี่น้องตกลงกันว่าบ้านเดี่ยวที่มีอาณาบริเวณเช่นนี้ไม่เหมาะกับพี่สาวที่ยังโสดและสวยอย่างรินฤดี และไม่เหมาะกับร่มธรรมที่ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต อีกทั้งบ้านหลังนี้เป็นความทรงจำของครอบครัว 5 พ่อแม่ลูก จึงตัดสินใจไม่ขายและยกให้อยู่ในความดูแลของรุ่งโรจน์


   ร่มธรรมและรินฤดีแวะมาค้างได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ห้องนอนเดิมของพวกเขายังได้รับการดูแลอย่างดีอยู่เสมอ ห้องนอนในคืนนี้ของร่มธรรมจึงควรจะสร้างความสบายใจเหมือนได้กลับมานอนในที่ที่คุ้นเคย ทว่า...ก็ยังฝัน


   ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งบนเตียงนวดขมับตัวเองเพราะปวดศีรษะจากการพักผ่อนไม่พอ ขนาดหลับไปแล้วก็ยังสะดุ้งตื่นเพราะฝัน


ตัวละครในฝันคราวนี้ก็ยังเป็นตัวละครเดิม...ชายฉกรรจ์นุ่งโจง...


เพียงแต่คราวนี้มาพร้อมกับน้ำตา


   ‘กระผมเป็นห่วงคุณหลวง ห่วงเหลือเกิน’


   ‘มันจะต้องแก้แค้นคุณหลวง คุณหลวงทำให้มันโกรธ’


   ‘แต่ถ้ากระผมยังอยู่ มันจะไม่มีวันได้เข้าใกล้คุณหลวง กระผมจะไม่ยอมให้มันทำอะไรทั้งนั้น!’


ใบหน้าที่หม่นหมองกลายเป็นแข็งกร้าว ดวงตาแดงก่ำวาวโรจน์ ร่มธรรมไม่ทันได้ถามว่าใครที่คิดจะแก้แค้นเขา ก็พอดีสะดุ้งตื่นเสียก่อน แล้วพอตื่น...ก็ยากจะข่มตาหลับ


   ทั้งๆที่เป็นแค่ความฝัน แต่ความกังวลกลับลอยวนไปทั้งหัวใจ ถ้าชายคนนั้นไม่ใช่จิตใต้สำนึกของเขา แต่มีตัวตนจริงๆ คนที่ชายผู้นั้นพูดถึงก็คงมีตัวตนจริงเช่นกัน


   แล้วถ้าอย่างนั้นคือใคร?


   ร่มธรรมข่มตาหลับไม่ลงเพราะคำถามนี้ติดค้างอยู่ในใจ


   ใครกันที่โกรธเกลียดเขาถึงเพียงนั้น


……………………


   แต่คืนนี้ไม่ใช่แค่ร่มธรรมเพียงคนเดียวที่นอนไม่หลับ


อีกมุมหนึ่ง ในความมืดมิด ร่างที่ซุกอยู่มุมห้องกำลังกรีดร้องเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ เสียงโหยหวนนั้นหากใครได้ยินคงขวัญกระเจิง หากได้เห็นดวงตาเบิกโพลงจนแทบเห็นเส้นเลือดคงยิ่งสยดสยอง


   “กูจะฆ่ามึง!!! กูจะฆ่ามึง!!!!”


   “มึงเอาคนของกูไป!!! มึงเอาเขาไป!!!!!”


   “อ๊ากกกกกกก....”


   ทว่าเสียงนี้ไปไม่ถึงใครทั้งสิ้น มันดังอยู่ในมุมมืดเช่นนั้นไปตลอดคืน

.........................


   ครองภพเป็นคนสำรวจตนเองอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งเพราะอาชีพการงานมักมีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย การเรียนรู้ว่าตนเองทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนมีประโยชน์ในการพัฒนา ซึ่งนั่นหมายถึงหากมีสิ่งใดที่ผิดปกติ หรือมีเรื่องใดกลายเป็นความสนใจของเขา ชายหนุ่มจึงมักรู้ตัวแต่เนิ่นๆ รวมไปถึง...การที่เขารู้ตัวว่ามีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นในใจตนเอง


   คราวนี้ไม่ใช่ความรู้สึกที่มีต่อกิจกรรม หรือสิ่งของ


แต่เป็นคน


   ...ร่มธรรม…


   เขารู้ดีว่าความรู้สึกที่มีต่อร่มธรรม ไม่ใช่ความรู้สึกที่เขามีต่อคนอื่นๆ อย่างน้อย การที่เขายอมฝ่าดงจราจรตอนเย็นเพื่อไปพบหน้าร่มธรรมที่ร้านอาหารก็บอกให้รู้แล้วว่าความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายไม่ธรรมดาเลย


   ครองภพเป็นคนทุ่มเท โดยเฉพาะกับเรื่องที่สนใจ ถูกใจ หรือชื่นชอบ ในเมื่อว่ารู้ตัวแล้วว่าความรู้สึกที่มีต่อร่มธรรมนั้นแตกต่างจากที่รู้สึกต่อคนอื่น ยามใดที่มีเวลาว่างแม้เพียงเล็กน้อย เขาจะจดจ่ออยู่กับการหาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ต


   ข่าวนักแสดงหนุ่มรูปหล่อรอยยิ้มสวยเมื่อ 6 ปีก่อน


   ละครที่มีรายชื่อร่มธรรมร่วมแสดงไม่ว่าจะในฐานะตัวประกอบ ตัวร้าย หรือแม้แต่พระเอก


   บริษัทของสามพี่น้อง รินฤดี รุ่งโรจน์ ร่มธรรม


   แม้กระทั่งงานสไตลิสต์ของพี่สาวคนโต และอาชีพตำรวจของพี่ชายคนรอง เขาก็เก็บข้อมูลเรียบ


   อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย กระทั่งรีวิวร้านกาแฟ ร.รอ เขาก็เข้าไปอ่าน


   “ครอง!” เสียงเรียกดังขึ้น ทำเอาครองภพได้สติ หันกลับไปมอง วิษณุรีบวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา หน้าตางุนงง


   “ครองจะไปไหน”


วันนี้ครองภพมาถ่ายแบบที่สตูดิโอแห่งหนึ่งใจกลางเมือง หลังจากงานผ่านพ้นไปด้วยดี เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับแล้ว อยู่ดีๆ ครองภพก็เดินนำทุกคนออกมายังโถงลิฟต์


แต่...เขาไม่ได้หยุดรอลิฟต์ ชายหนุ่มเดินก้มหน้าก้มตาตรงไปยังบันไดหนีไฟแทน วิษณุที่รีบตามออกมาเลยต้องร้องเรียกเอาไว้


   ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ กวาดตามองรอบตัวแล้วก็พบว่าเขาอยู่ห่างจากลิฟต์ที่ควรจะใช้ แต่กลับอยู่ใกล้ประตูบันไดหนีไฟ ต่อให้เมื่อครู่เขาจะเอาแต่สนใจโทรศัพท์มือถือของตนเอง แต่ครองภพคิดว่าเขาเงยหน้าขึ้นมาดูแล้วว่าต้องเดินไปทิศใดเพื่อไปหยุดที่หน้าลิฟต์ แต่...ทำไมถึงมายืนอยู่ตรงประตูบันไดหนีไฟ?


อึดใจต่อมา พนักงานของสตูดิโอก็วิ่งหน้าตื่นมาหาพวกเขา


   “จะไปไหนกันครับ บันไดหนีไฟตรงนี้มันใช้ไม่ได้นะครับ มันพัง เอ? เมื่อเช้าเห็นคนเอากระดาษมาติดว่าห้ามใช้แล้วนี่นา”


   “พัง?” น้อยครั้งที่ครองภพจะพูดกับคนที่ไม่สนิท แต่คราวนี้เขากลับอดปากไม่อยู่


พนักงานคนนั้นเบิกตาเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินนักแสดงหนุ่มผู้สงบปากสงบคำออกปากถาม


   “ครับ บันไดมันไม่ค่อยดี เมื่อวานมีคนออกไปสูบบุหรี่แล้วตก...อ่า...เชิญที่ลิฟต์ดีกว่าครับ”


เพราะเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ค่อยน่าพูดถึง พนักงานของสตูดิโอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะหลุดปากเล่าไปมากกว่านี้


แม้จะรู้สึกประหลาดใจ แต่ครองภพไม่พูดอะไรอีก หมุนตัวเดินกลับไปที่โถงลิฟต์ วิษณุก้าวตาม ตั้งคำถามด้วยความเป็นห่วง


   “เป็นอะไรรึเปล่า”


   “เปล่า”


“ไหวใช่มั้ย ยังพอมีเวลานะ ถ้าครองอยากจะไปตรวจหรืออะไรสักหน่อยก็ได้”


ไม่ใช่แค่อาการนิ่งงัน แต่สีหน้างุนงงของศิลปินในความดูแล ทำให้วิษณุไม่สบายใจ ช่วงนี้ตารางงานของครองภพแน่นเอี๊ยด นอกจากซีรี่ส์ที่ถ่ายอยู่และใกล้ปิดกล้องแล้ว ยังมีงานละครอีกเรื่องที่กำลังถ่ายทำ งานพิธีกร งานร้องเพลง งานพรีเซ็นเตอร์ ไหนจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ และมีซีรี่ส์ของผู้กำกับฉายที่รอเปิดกล้อง หากร่างกายคนหนุ่มจะอ่อนล้า ก็ควรได้รับการดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ


   “ไม่เป็นไร ผมไหว” ครองภพรู้ว่าร่างกายของเขาเป็นปกติทุกอย่าง หนำซ้ำยังแข็งแรงสมกับเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆด้วยซ้ำ แต่...เมื่อครู่เขาไม่มีสติ


   ทำไม...


   เพราะมัวแต่สนใจเรื่องของร่มธรรมอย่างนั้นหรือ


   คำถามนี้ไม่มีคำตอบให้ตนเอง ครองภพจำได้แม่นว่าเขาเงยหน้าขึ้นมาดูแล้วว่าลิฟต์อยู่ตรงไหน แต่ทำไม...ยังเดินเลยลิฟต์ไปยังบันไดหนีไฟ?


   วิษณุไม่ได้ถามอะไรอีก เดินตามนักแสดงหนุ่มกลับไปที่ลิฟต์ แต่อะไรบางอย่างดลใจให้หันกลับไปมองยังประตูบันไดหนีไฟ ชั่วพริบตาเขาเห็นเงาดำทะมึนเป็นรูปร่างคนปรากฏบนประตู แต่พอกะพริบตาถี่ๆ มันกลับหายไปแล้ว


   “พี่ณุ ลิฟต์มาแล้ว” กลายเป็นครองภพต้องเรียกสติผู้จัดการส่วนตัวที่ยืนช็อกตาตั้ง


   “ไปๆ รีบไปกันเถอะ!”


ต่อให้เมื่อครู่จะเป็นเพียงแสงเงาตกกระทบหรือสายตาฟ่าฟางชั่วขณะ แต่วิษณุกลับรู้สึกเย็นสันหลังวาบจนไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว


เขารีบก้าวเท้าเข้าลิฟต์ ตั้งปณิธานว่าถ้านิตยสารรายนี้คิดจะจ้างครองภพมาถ่ายอีกล่ะก็ ขอเป็นงาน outdoor สถานเดียว!


....................   

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 516
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1525/-8


วันปิดกล้องสำหรับซีรี่ส์เดินทางมาถึง


คิวสุดท้ายเป็นฉากครอบครัวพร้อมหน้าที่แสนอบอุ่นของ ‘ภาค’ และ ‘ภูมิ’ แน่นอนว่านี่ย่อมไม่ใช่เส้นเรื่องในความเป็นจริงที่น้องชายฆ่าตัวตาย ในขณะที่คนเป็นพี่หมดสิ้นซึ่งความถือดีโอหัง แม้ไม่ได้กล่าวรวบรัดว่าสุดท้ายแล้วพี่ชายผู้เคร่งครัดเจ้าระเบียบใช้ชีวิตเช่นไรต่อไป แต่ครอบครัวสุขสันต์ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง


   แต่บทละครอย่างหนึ่ง ชีวิตจริงย่อมเป็นอีกอย่าง


   แม้ซีรี่ส์จะถูกถ่ายทำจนจบแล้ว ครองภพกับร่มธรรมควรแยกย้ายกันไปทำงานของตน ทว่ากลับมีข่าวลือในอินเตอร์เน็ตว่าพบนักแสดงหนุ่มรูปหล่อชื่อดังในร้านกาแฟแห่งหนึ่งบ่อยเป็นพิเศษ


   “อเมริกาโน่แก้วใหญ่”


ลูกค้าหนุ่มร่างสูงผู้สวมทั้งหมวกแก็ปและผ้าปิดปากปิดจมูกไม่ทันได้สั่งออเดอร์ ชายหนุ่มเจ้าของร้านที่วันนี้มาคุมตำแหน่งแคชเชียร์ด้วยตนเองก็เอ่ยขึ้นมาก่อน พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าและดวงตาพราวระยับ


   วันนี้เป็นอีกวันที่ร่มธรรมต้องทำงานทั้งที่บริษัทและมาดูแลร้านกาแฟ ขนาดยังไม่มีงานในวงการบันเทิง เพราะรอเปิดกล้องโปรเจ็คใหม่ของผู้กำกับฉาย เขายังเหนื่อยจนหน้าตาซีดเซียว ทว่าตอนใกล้จะปิดร้าน ลูกค้าคนท้ายๆของวันนี้กลับทำให้ดวงตาของร่มธรรมเต็มไปด้วยประกายอีกหน


   ดวงตาเรียวใต้ปีกของหมวกแก็ปเบิกขึ้นเล็กน้อย มันส่อประกายดุคนรู้ทันแต่ก็ไม่โต้เถียง เจ้าของร้านหนุ่มเลยยิ่งได้ใจ


   “เอาขนมมั้ย พี่คิดราคาเต็มนะ”


เพราะเคยถูกบอกปัดแถมด้วยสายตาดุๆ ร่มธรรมก็เริ่มทำความเข้าใจนิสัยของครองภพอย่างละเอียด เจ้าตัวไม่ใช่คนหยิ่งทะนงถือดี แต่ที่ไม่รับขนมจากเขาฟรีๆ เพราะไม่อยากให้เขา ‘ให้’ จนกลายเป็นความลำบากใจต่างหาก


   แต่เจ้าตัวจะรู้บ้างไหมว่าเขาไม่ได้ลำบากใจเลย หมู่นี้ครองภพทำงานหนัก นอกจากข่าวตามสื่อที่มักเห็นไปปรากฏตัวตามงานบ่อยๆแล้ว ก็เป็นฝ่ายครองภพเองที่เล่าให้เขาฟัง


   ใช่...ยามทุ่มกว่าๆก่อนปิดร้านเช่นนี้ ลูกค้าคนท้ายๆของวันในช่วงเวลาที่แทบไม่มีลูกค้าแล้วก็คือครองภพที่เข้ามาสั่งเครื่องดื่มอย่างเดิม และเดินไปนั่งพักที่โต๊ะเดิม โดยมีเจ้าของร้านอย่างร่มธรรมไปนั่งเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะด้วยทุกที ห้านาทีบ้าง สิบนาทีบ้าง หรือถ้าพอมีเวลา ครองภพก็จะนั่งจนกระทั่งร้านปิด ต่างคนถึงได้แยกย้าย หรือหากไม่มาด้วยตนเอง ก็มักจะส่งวิษณุมาซื้อเสมอ ยกเว้นก็แต่ติดงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ แต่ถึงอย่างนั้นร่มธรรมจะรู้ล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายไม่อยู่


   “เอาแบบเดิม 2 ชิ้น”


จำนวนชิ้นที่มากกว่าเดิมเท่าตัวทำเอาร่มธรรมเลิกคิ้วเล็กน้อย


   “ยังไม่ได้กินอะไรมาเหรอ”


   “อือ เพิ่งเสร็จงาน นึกว่าจะมาไม่ทัน...”


ประโยคหลังนั้นเบาหวิวอยู่ใต้ผ้าปิดปากปิดจมูก แน่นอนว่าร่มธรรมย่อมไม่ได้ยิน หรือถึงได้ยินก็คงไม่คิดว่า ‘มาไม่ทัน’ จะหมายถึงความกังวลว่าจะแวะมาร้านกาแฟ ร.รอ ไม่ทัน


   “งั้น...กินข้าวไหม”


   “มี?” 


แม้ร้านกาแฟแห่งนี้จะมีขนมปังและของว่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเมนูอาหารหลัก


   “ที่นี่ไม่มี แต่แถวนี้มีร้านอร่อยอยู่นะ น้องครองต้องไปไหนต่อรึเปล่า”


   “จะชวนผมไปกินข้าว?”


   “อ้าว ก็ยังไม่ได้กินอะไรมาไม่ใช่เหรอ ร้านนี้อร่อยจริงๆนะ ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือนี่อย่างงี้เลย แกงเลียงก็อร่อย ทอดมันปลากรายนี่สุดๆ แล้วมีผักออแกนิกให้ทุกโต๊ะด้วย สายกินผักต้องชอบ”


แม้ดาราหนุ่มรูปหล่อจะปิดหน้าปิดตา แต่ให้อย่างไรก็ปิดลูกกระเดือกที่วิ่งขึ้นลงไม่ได้ ร่มธรรมหัวเราะเสียงใส


   “พี่ถามอีกครั้ง ไปมั้ย ผักออแกนิกทุกโต๊ะจริงๆนะ”


ปิดท้ายด้วยโฆษณาชวนเชื่อสำหรับสายกินผักอย่างครองภพ


ข้อดีของการเป็นคนช่างสังเกต ทำให้ร่มธรรมจดจำลักษณะบางประการของคนที่เคยร่วมงานกัน ครองภพชอบกินผัก ยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีกเมื่อมีโอกาสได้ไปร่วมโต๊ะกับอัจฉราและธาดา ทั้งสองคนยืนยันว่ารายนี้เป็นหนุ่มยุคใหม่ที่รักสุขภาพเป็นชีวิตจิตใจ


   “อือ” เป็นคำตอบในคอที่ทำเอาคนชวนยิ่งหัวเราะ


น่ามันเขี้ยว...จนครองภพเผลอเม้มปากแน่น


ทั้งๆที่อีกฝ่ายอายุมากกว่าเขาถึง 6 ปีแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้รู้สึกว่าความแตกต่างของวัยไม่ได้ทำให้เอ็นดูหนุ่มรุ่นพี่น้อยลงเลย


   ทว่ามันกลับมากขึ้น...มากขึ้นเรื่อยๆ


   มากจน...ไม่เพียงแค่กลายเป็นความรู้สึกอื่น แต่ยังเป็นความรู้สึกอื่นที่อัดแน่นไปทั้งหัวใจ


   ร้านใกล้ปิดแล้วจึงเหลือลูกค้าอีกแค่ 2-3 คน ร่มธรรมหันไปสั่งพนักงานร้านให้ดูแลต่อ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ แล้วพากันออกจากร้าน แวะไปบอกกับผู้จัดการส่วนตัวของครองภพที่อยู่ในรถซึ่งจอดรออยู่ ก่อนจะเดินเลยไปยังรถของร่มธรรม


   แม้จะเป็นช่วงหัวค่ำ แต่ย่านใจกลางเมืองไม่ได้มืดมิด ต่อให้ครองภพจะปิดบังใบหน้า แต่ในความเป็นจริงย่อมมีคนจดจำเขาได้ และหนึ่งในนั้นคือลูกค้าของร้านกาแฟ ร.รอ ที่มองตามรถยนต์ของร่มธรรมจนลับสายตา


……………….


    ร้านอาหารเล็กๆในซอยลึกย่านใจกลางเมืองไม่ใช่สถานที่เปลี่ยว แม้จะเป็นร้านเงียบๆ แต่ลูกค้าไม่ได้บางตา


ตอนที่ร่มธรรมและครองภพไปถึง โชคดีที่มีโต๊ะว่าง พอนั่งโต๊ะรับเมนูมาได้ คนหิวก็พลิกดูอย่างไว แต่พลิกไปพลิกมา สุดท้ายก็เงยหน้ามองหนุ่มรุ่นพี่ที่พามา ถึงได้เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งมองเขายิ้มๆ ไม่ได้ดูเมนูสักนิด


   “ยิ้มอะไร” ครองภพถาม ตีหน้าขรึม


   “ยิ้มคนหิว น้องครองดูเมนูแบบทุกอย่างน่ากินไปหมด”


คนถูกหยอกว่าเป็นคนหิวชะงักกึก คราวนี้สายตาของครองภพมีประกายวาววับแบบเดียวกับที่จับจ้องเมนูอาหาร ร่มธรรมรู้สึกเก้อเขินอย่างประหลาด เหมือนตนเองเป็นหนึ่งในเมนูอาหารของคนหิว เลยต้องรีบเสสายตาลงมองเมนูในมือแทน


   “อ่า...สั่งอะไรดี”


   “ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ” เสียงทุ้มจากคนอายุน้อยกว่า ทำเอาคนโฆษณาชวนเชื่อด้วยเมนูนี้เบิกตาโตเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะ


   “ก็คุณบอกเองว่าอร่อย” คนหิว เดิมทีก็ควรจะโมโหหิวแล้วโวยวายตะพึดตะพือกลับทำเพียงสีหน้าหงุดหงิดหัวใจเล็กๆเท่านั้น เหตุผลจะเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่คนหัวเราะคือร่มธรรม


   “โอเคๆ งั้นข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ แล้วก็แกงเลียง ทอดมันปลากราย เอาอะไรอีกสักอย่างดี น้องครองอยากทานอะไร”


   “สั่งข้าวจานเดียวจะพอเหรอ”


   “พอ นี่ค่ำมากแล้ว พี่ทานเยอะไม่ได้ อาหารไม่ย่อย”


   “กินเสร็จก็เดินย่อยก่อน ทำไมจะไม่ย่อย”


   “คุณครองภพว่างหรือครับ พรุ่งนี้ไม่มีงานหรือ”


   “ก็...มี...”


เดิมทีครองภพให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานเป็นอันดับต้นๆ แต่เวลานี้เขารู้ดีว่ามีใครอีกคนขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆในชีวิตของเขาเพิ่มแล้ว งานก็อยากทำเหมือนเดิม แต่พอมีอย่างอื่นด้วย ครองภพคิดว่าเขาคงต้องหาวิธีจัดสรรเวลาใหม่


   “นั่นไง กินเสร็จก็กลับไปพักผ่อน พี่รับปากกับคุณณุไว้แล้วว่าจะไม่พาเถลไถล กินข้าวเสร็จแล้วจะพาไปส่งถึงคอนโด”


   “ทำตัวอย่างกับเป็นแม่...”


ร่มธรรมอ้าปากค้าง ย้อนถามเสียงดุ


   “พูดให้ดีๆ ใครเป็นแม่”


   “ผมอยากกินยำส้มโอด้วย” ครองภพไม่ตอบแต่พูดไปเรื่องอื่นแทน คนอายุมากกว่าเห็นอีกคนเปลี่ยนเรื่องเลยได้แต่ส่งสายตาคาดโทษ แต่คนตรงหน้าเป็นเด็กดื้อเงียบขนานแท้ ทำเป็นมองเมินไปทางอื่นไม่พูดไม่ย้ำเรื่องเดิมอีก คนคาดโทษย่อมทำอะไรไม่ได้นอกจากไล่เลียงรายการอาหารแล้วก็หันไปเรียกพนักงานมาสั่ง


พอมีเวลากันสองคนบนโต๊ะในช่วงที่รออาหาร ครองภพก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน


   “พรุ่งนี้เย็น ผมต้องบินไปถ่ายงานที่ญี่ปุ่นนะ”


   “โห ดีจัง ไปแถวไหน”


   “โตเกียว ไปพรุ่งนี้ มะรืนก็กลับ อยากได้อะไรรึเปล่า”


   “ไม่หรอก แต่บินอย่างกับนกเลยนะ เมื่อวานพี่เพิ่งเห็นข่าว คนแถวนี้ทำสนามบินแตก” ประโยคหลังนั้นส่อแววล้อเลียนทั้งคำพูดและแววตา


   “ดูข่าวอะไรแบบนั้นด้วย?”


   “ก็พี่อยากทำงานในวงการต่อ ก็ต้องอยากดูข่าวบันเทิงสิ”


   “แล้วงานคุณเป็นยังไงบ้าง”


   “งานบริษัทก็เรื่อยๆ พี่รินมาช่วยดูด้วย ส่วนร้านกาแฟก็...ช่วงนี้ลูกค้าเยอะ แปลกแต่ก็ดี แล้วก็...รอเปิดกล้องเรื่องนั้น น้องครองก็เล่นด้วยใช่มั้ย”


เพราะเรื่องของร่มธรรมยังไม่โดดเด่นเข้าตาใครมากนัก เวลานี้นอกจากเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับบริษัทของครอบครัวของครองภพและซีรี่ส์ของผู้กำกับฉายที่รอเปิดกล้อง ก็เหลือแค่เรื่องที่ถ่ายทำไปแล้วซึ่งกำลังจะรอออนแอร์ ครองภพเชื่อว่าต่อให้ซีรี่ส์เรื่องนั้นจะไม่ดังเป็นพลุแตก แต่ร่มธรรมต้องกลับเข้ามามีพื้นที่สื่อในวงการได้แน่นอน


   “ผมได้ยินว่าซีรี่ส์จะออนล็อตหน้า”


   “จริงเหรอ ดีเลย อยากดูแล้ว”


   “เตรียมตัวไว้บ้างรึยัง” ร่มธรรมเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำถามนั้น


   “อย่างเรื่องข่าว...” คำว่าข่าวในความหมายของครองภพย่อมไม่ใช่ข่าวดี


ร่มธรรมพอจะรู้มาบ้างว่าอีกฝ่ายถูกคลื่นข่าวโจมตีอย่างไรบ้างตลอดเวลาที่อยู่ในวงการบันเทิง อุตสาหกรรมประเภทนี้ให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็ซัดเอาผลกระทบมาไม่น้อยเช่นกัน


   เขาเองก็เคยอยู่ในเส้นทางนี้มาก่อน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และเมื่อนานมาแล้ว ยุคสมัยอาจจะเปลี่ยนไป ความรุนแรงของอาวุธร้ายในวงการนี้ย่อมเพิ่มระดับและปรับเปลี่ยนรูปแบบ แต่ร่มธรรมก็ยังเชื่อว่าตัวตนของเขาจะรับมือกับมันได้


   “อะไรที่มันเป็นความจริง ก็คือความจริง อะไรที่มันไม่ใช่ความจริง ความจริงจะบอกเองว่ามันไม่ใช่”


   “คุณพูดเหมือนความจริงจะช่วยคุณทันเวลา”


“ไม่ใช่ความจริงที่ช่วยทันเวลา แต่ตัวพี่เองต่างหากที่ต้องช่วยตัวเองจากเรื่องไม่จริง”


ร่มธรรมเป็นคนสุภาพอ่อนโยน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมอ่อนข้อให้กับทุกคนในชีวิต อาชีพนักธุรกิจทำให้เขาอ่อนน้อม รู้จักเข้าหาทุกคน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับทุกข้อเสนอที่คนรอบข้างยื่นให้


 “ชีวิตเราทุกคนมีเรื่องให้ปกปิดทั้งนั้น พี่เข้าใจว่าเรื่องพวกนี้มันหอมหวานในวงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี ถ้ามันจั่วหัวว่าเรื่องลับ ยังไงก็ขายได้ ถ้ามันเป็นเรื่องดีที่พี่เก็บเอาไว้และไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ พี่จะไม่ยอมให้ใครหากินกับเรื่องที่ดีของพี่ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องไม่ดี...แล้ววันหนึ่งมันถูกเปิดเผยขึ้นมา พี่ก็ทำได้แค่ยอมรับมัน”


ร่มธรรมยิ้มจาง คิดถึงชีวิตของตนเองที่มีอีกเสี้ยวส่วนที่ไม่อาจบอกใครได้


ความฝันประหลาด ชายนุ่งโจง และเด็กหนุ่มที่ชื่อไอ้แผน


ครองภพมองคนตรงหน้า ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกเหมือนความรู้สึกของตนเองนอกจากจะผลิดอกไปในทิศทางหนึ่งแล้ว อีกทิศทางที่มันแตกหน่อคือความศรัทธา


ร่มธรรมทำให้รู้สึกถึงคนที่เข้าใจชีวิต มีสติกับทุกสิ่งที่ทำ อาจจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ได้หมายความว่ารีรอ เพียงแค่พิจารณาทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เพราะชีวิตของเขามีปัจจัยมากมาย จะคิดจะทำสิ่งใด ย่อมไม่อาจมุ่งตรงเช่นครองภพ


เหมือนเห็นอีกคนที่พื้นเพความคิดคล้ายคลึงกัน เพียงแต่เติบโตกันคนละแบบ ครองภพรู้สึกเหมือนตนเองพบเจออีกครึ่งหนึ่งของเขาที่ไม่เคยคิดว่ามีอยู่ แต่เมื่อพบเจอก็ไม่อาจปล่อยไปได้แล้ว


   อาหารจานแรกมาถึงโต๊ะ แต่คนหิวไม่ได้สนใจอาหารอีกแล้ว


สายตาของเขาจับจ้องใบหน้าของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ความรู้สึกตกผลึกจนแน่ใจ


   ไม่ใช่แค่ความสนใจ ไม่ใช่แค่ความถูกใจ ไม่ใช่แค่ความชื่นชอบ แต่เป็นความรู้สึกอื่นที่ทรงพลังและมันทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่


เขาจะคว้าร่มธรรมเอาไว้ จะไม่ปล่อยให้หลุดลอยไปอีกแล้ว


ติดตามตอนต่อไป (พฤหัสหน้าค่ะ)



   ถ้า โซ่ ไออาร์จากวาระซ่อนเร้นคือคนที่บัวรู้สึกว่าเขาคือคนที่ทำให้โลกสว่างสดใส ร่มธรรมคือคนที่ทำให้บัวรู้สึกสงบมากเลยค่ะ แล้วถ้าบัวรู้สึกแบบนั้น น้องครองก็คงรู้สึกใกล้ๆกันนะคะ ฮ่าฮ่า

   หลังจากตอนนี้คิดว่ามีบางคนเดาเรื่องถูกแล้วแน่ๆล่ะ เดาอะไรยังไง มาเล่าสู่กันฟังนะคะ

   ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์ คนติดตามและทุกกำลังใจค่ะ ขอบคุณพื้นที่บอร์ดด้วย   

   เจอกันพฤหัสหน้าค่ะ

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3365
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
เดาว่าพี่โจงแดงแอบรักพี่ร่ม เลยเกลียดน้องครอง พี่โรจน์ก้อดูแปลกๆ ไม่น่าไว้ใจเลย แต่น้องครองเท่มากคิดว่าใช่แล้ว จะไม่ปล่อยพี่ร่มให้หลุดมือ แดดดี้สุดๆ  :katai2-1:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 822
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-0
พี่โรจน์ต้องรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของร่มธรรมแน่ๆ เลยไม่อยากให้น้องกลับเข้าสู่วงการอีก แต่เมื่อน้องยืนยันอยากจะทำ เลยต้องปล่อยไปตามเวรตามกรรม... อ่าาาา ไม่สิ เห็นว่าจะหาบอดี้การ์ดให้นี่  จริงๆ แล้วให้ครองภพเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวไปเลยก็น่าจะดีนะ ผีคงกลัว :hao3:

ออฟไลน์ bigbeeboom

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
พี่คนรองต้องรู้อะไรแน่ๆ แถมย้อนไปตอนเสียคุณพ่อแล้วไม่เอาผิดด้วย แปลกกกกกก โอยอยากอ่านตอนหน้าแล้วจ้า  :katai1:
น้องครอง รู้สึกเร็วมากๆ ดูแปลกๆ เช่นกัน

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2541
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +129/-5
เด็กกรุบๆ จร้า

ออฟไลน์ ppwct

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
แอบน่ากลัวเบาๆ แงงงง รอตอนต่อไปนะคะ :hao5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด