Dear you, แด่คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก [14] 28/06/2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Dear you, แด่คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก [14] 28/06/2020  (อ่าน 3287 ครั้ง)

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ

เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ


3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ


5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป


12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail


16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของก
ฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************


Dear you, แด่คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก



เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตจนอายุสามสิบโดยไม่เคยมีความรักมาก่อน
จู่ๆวันหนึ่ง -- ก็มีใครไม่รู้เข้ามาและสอนให้เขารู้ว่าความรักมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด


twitter: @ambiguous90
facebook: https://www.facebook.com/msambiguous23

#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก


Story by : Ms.Ambiguous

♡´・ᴗ・`♡
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-06-2020 19:55:45 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
Intro [PART1/2]


แอริสตอเติลกล่าวไว้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม
สัตว์สังคม – ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะสูญพันธุ์หากขาดความรักเสียหน่อย

ผมชื่อสิปปกร เป็นลูกคนเล็กของบ้าน ผมมีพี่สาว มีพ่อแม่ และครอบครัวแตกๆที่คอยหล่อหลอมให้เติบโตจนอายุสามสิบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะว่าผมมีพ่อเฮงซวยที่ไม่เอาไหน มีแม่ชอบใช้อารมณ์จนทำให้เรื่องทุกอย่างบานปลาย หรือมีพี่สาวใจแตกที่หนีไปอยู่กับแฟนตั้งแต่อายุสิบแปด แถมญาติรอบตัวก็มีแต่เรื่องคาวๆ คนนั้นหย่ากับเมีย คนนี้ผัวมีชู้ คนโน้นท้องไม่มีพ่อ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผมกลายเป็นคนไม่ศรัทธาในความรัก ไม่แม้แต่จะเชื่อเลยด้วยซ้ำ

“ความรักมันไม่มีอยู่จริงหรอก มีแค่เรื่องของผลประโยชน์”

ผมเคยพูดประโยคนี้ให้ติณณภพ เพื่อนสนิทคนเดียวในโลกทึมๆระหว่างสูบบุหรี่ด้วยกันในห้องน้ำของโรงเรียน แม้จะเคยถูกแม่ตีหลายหนเพราะได้กลิ่นบุหรี่ติดเสื้อนักเรียนกลับบ้าน แต่ไม่เคยมีอะไรห้ามสิปปกรไม่ให้ทำตัวขบถต่อโลกใบนี้ได้

“ถ้าไม่มีจริง พี่มึงจะหนีไปอยู่กับแฟนทำไมวะ?”

ติณณภพถามพลางยกบุหรี่จรดตรงริมฝีปาก ผมแค่นหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินแบบนั้น เหตุผลที่ยายพี่บ้านั่นทำคงมีแค่ไม่กี่อย่าง หนึ่งคือผู้ชายรวย สองคือรำคาญเสียงบ่นของพ่อกับแม่ และสาม – ติดใจรสชาติบนเตียงของแฟนก็เท่านั้น

“ได้ยินมาว่าผู้ชายมีเงินเยอะ บ้านก็หลังใหญ่ น้ำหนึ่งคงอยากอยู่แบบสบายๆล่ะมั้ง” ผมพึมพำเมื่อนึกถึงพี่สาวที่หนีไปอยู่กับแฟนเมื่อปีก่อนและไม่ยอมติดต่อกลับมาอีกเลย “ปวดหัวจะบ้า สร้างแต่ปัญหาเหมือนพ่อไม่มีผิด”
“พี่น้ำอาจจะรักผู้ชายคนนั้นจริงๆก็ได้” ติณแย้ง “เคยได้ยินไหมว่าความรักทำให้คนตาบอด?”
“นอกจากจะตาบอดแล้วยังทำให้สมองฟ่อด้วย”
“มึงก็มองโลกในแง่ร้ายเกินไป”
“มองตามความเป็นจริงต่างหาก” ผมพ่นควันบุหรี่ขึ้นไปในอากาศ “มึงนับนิ้วเลย ไม่เกินปีนี้ เดี๋ยวน้ำหนึ่งก็กลับมา”

ติณส่ายหัวพรืดเพราะยังเชื่อว่าความรักมีอยู่จริง ไม่มีใครคิดว่าสิ่งที่นายสิปปกรพูดในวันนั้นจะกลายเป็นจริงในอีกแปดเดือนให้หลัง ในที่สุดน้ำหนึ่งก็ยอมกลับบ้านด้วยสภาพน้ำตานองหน้า เร้องห่มร้องไห้เหมือนจะขาดใจเมื่อเล่าถึงแฟนหนุ่มที่เคยรักหมดหัวใจให้เราฟัง ทั้งพ่อและแม่ไม่ดุด่าหรือต่อว่าอะไรซักคำเมื่อเห็นน้ำหนึ่งหัวใจสลาย คงมีผมคนเดียวที่ยืนกอดอกสมน้ำหน้าพี่สาวตัวดีอยู่ข้างหลัง

“ฟังฉันนะ ผู้ชายมันไว้ใจไม่ได้” น้ำหนึ่งพร่ำเพ้อให้ฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพื่อย้ำถึงความเฮงซวย หลังจากทะเลาะกับผู้ชายจนโดนตบเลือดกบปาก ดูเหมือนว่าน้ำหนึ่งจะเริ่มมีสติคิดได้เสียที “ตอนนี้ฉันเชื่อแกแล้ว ความรักมันไม่มีอยู่จริง มันเป็นแค่เรื่องเหลวไหล เป็นแค่ของชั่วคราวอย่างที่แกว่า”

ตอนนั้นผมทำเพียงพยักหน้ารับหงึกหงักเพราะรู้ว่าพี่สาวไม่มีทางหลาบจำกับความรัก เธอพูดแบบนี้มาเป็นสิบหนแล้วแต่ก็ยังออกไปเดทไม่เคยเว้นช่วงตามที่ปากว่า ทุกอย่างวนเวียนเหมือนฤดูกาล เธอจะออกจากบ้านเพื่อไปเดทด้วยใบหน้าแดงเรื่อแค่หนึ่งเดือน ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสามถึงสี่เดือนหรืออาจจะนานเกือบปี ก่อนที่สีหน้าของเธอจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นอมทุกข์ และร้องห่มร้องไห้เพราะต้องเลิกรากันไปในที่สุด

ผมเฝ้ามองความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยปัญหาของพ่อแม่ พี่สาวและญาติๆมาโดยตลอด ยิ่งเห็นชีวิตรักของน้ำหนึ่งก็ยิ่งมั่นใจว่าความรักที่พี่สาวใฝ่หานั้นไม่มีอะไรดีเลยซักอย่าง น้ำหนึ่งไม่เคยมีความสุขจริงๆจังๆถาวร เธอยิ้มออกแค่บางช่วง และน่าเสียดายที่มันต้องจบลงด้วยน้ำตาทุกหน แม้จะเปลี่ยนแฟนมาแล้วเกือบสิบคนทว่าพี่สาวของผมยังไม่เข็ดหลาบ เพราะเธอเอาแต่วิ่งไขว่คว้าตามหาสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดใจทุกครั้งที่มีโอกาสเสมอ

“แค่รักฉันคนเดียวมันยากนักเหรอ? รักกันและกันเหมือนณเดชญาญ่าน่ะ มันไม่มีจริงหรือไง?!” น้ำหนึ่งที่กำลังเมามายถามนายสิปปกรที่เพิ่งกลับจากมหาลัยด้วยน้ำเสียงเหมือนคนหัวใจสลายเป็นรอบที่ร้อย “ทำไมไม่ตอบล่ะ? แกเรียนหนังสือมานี่!”
“ไม่รู้ มหาลัยไม่ได้สอนเรื่องนี้”
“งั้นก็ไปลงเรียนเสียสิ! ลงเรียน! แล้วมาตอบฉันว่าความรักคืออะไร?!”
“ติ๊งต๊องเหรอยายน้ำเน่า?”

ผมบ่นกระปอดกระแปดพลางย่อตัวลงเก็บโต๊ะที่มีแต่กระป๋องเบียร์วางเกลื่อน ไม่รู้ว่าเมาจริงหรือเมาดิบ แอลกอฮอล์แค่นี้ไม่น่าจะสั่นคลอนยายพี่สาวกร้านโลกของผมได้

“ความรักไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเราหรอก”
“หมายความว่าไง?”
“ก็หมายความว่า --” ผมพูด ก่อนจะต้องหอบหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เมื่อประคองน้ำหนึ่งที่ตัวหนักเหมือนหมูเพื่อพาเข้านอน “ไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนตายเพราะไม่มีแฟน”
“แล้วไง?”
“เพราะฉะนั้นพี่ก็เลิกร้องไห้เหมือนพ่อตายเสียที แค่ผู้ชายไม่รัก ไม่ได้หมายความว่าชีวิตพี่จะบัดซบไปมากกว่านี้เสียหน่อย”
“แต่ฉันรักเขานะ” น้ำหนึ่งปล่อยโฮ “แกไม่เคยมีแฟน แกไม่เข้าใจ”
“ใช่ ไม่เข้าใจ และไม่อยากเข้าใจด้วย” ผมพูดเสียงเบาราวกับบอกตัวเอง “เห็นสภาพพี่กับแม่แล้วขอเป็นโสดไปจนตายดีกว่า”

บางทีมันก็เหมือนเป็นเรื่องตลกร้ายที่ทั้งแม่ ทั้งพี่สาว และครอบครัวคนรอบตัวของผมไม่มีใครประสบความสำเร็จในชีวิตแต่งงานเลย ลุงกับป้าหย่ากัน อากลายเป็นหม้าย พ่อกับแม่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ถึงจะไม่รู้สึกอะไรต่อกันแล้วแต่ทั้งคู่ยังคงอยู่ร่วมกันเพราะสถานะทางสังคม เหตุผลพวกนี้มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ผมไม่เชื่อในความรัก อาจเพราะไม่เคยสัมผัสถึงมันก็เป็นไปได้ แม้ตอนนี้พ่อกับแม่จะยังอยู่ด้วยกัน แต่ความรักอย่างที่ใครๆว่ากลับไม่เคยอยู่ในบ้านของเราเลยซักหน แม่ยังคงเป็นแม่ที่อารมณ์ร้อนและด่าพ่อ ส่วนพ่อก็ยังคงเป็นผู้ชายไม่เอาไหนที่ดีแต่ทำตัวหมาหยอกไก่กับลูกจ้างสาวๆที่ทำงาน และน้ำหนึ่ง – ที่เห็นความสำคัญของผู้ชายนอกบ้านมากกว่าในบ้านก็เท่านั้น

สิ่งที่ผมบอกพี่สาวในคืนที่เธอเมาหัวราน้ำคือความรู้สึกแท้จริงในใจตอนอายุยี่สิบ ผมเติบโตมาในครอบครัวแตกๆที่พ่อกับมี่ปากเสียงกันแทบทุกวัน บ้านไม่เคยเป็นบ้านราวกับเราอยู่กลางทะเลที่ไม่รู้ว่าวันนี้จะดีหรือร้าย บางทีเราก็พูดกันดีๆ บางทีเราก็ขึ้นเสียงใส่กันบ่อยๆ ในที่สุดพ่อกับแม่ก็ทำให้น้ำหนึ่งที่เปราะบางกว่าใครแหลกสลายเป็นคนแรก ส่วนนายสิปปกรปลอดภัยเพราะมีระบบความคิดป้องกันตัวเองจากเรื่องแย่ๆจนทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผมมันขวางโลก แต่อย่างน้อยการขวางโลกของผมก็นับเป็นเรื่องดี เพราะผมคิดว่าผมไม่เคยมีปมในใจ หรือรู้สึกว่าตัวเองขาดเหมือนน้ำหนึ่งเลยซักครั้ง

นั่นคือสิ่งที่ผมคิดมาตลอดยี่สิบปี จนกระทั่งได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่ง ชายผู้มีรูปร่างสูงโปร่งที่เข้ามาเปลี่ยนทัศนคติต่อความรักของผมไปตลอดกาล ถ้าหากโลกนี้มียาวิเศษหรือไทม์แมชชีนหรืออะไรก็ตามที่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ – ผมจะเปลี่ยนจากการออกไปต่อกันข้างนอกกับผู้ชายคนนั้นเป็นการเอาขวดเหล้าทุบหัวมัน ทุบหัวเพื่อนของมันที่พาเรามาเจอกัน และไม่ขอทำความรู้จักเลยจะดีกว่า






ย้อนกลับไปเกือบสิบปีก่อน ช่วงที่ผมกำลังเป็นนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนครปฐม ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กเนิร์ดคงแก่เรียนที่มีหนังสือติดมือตลอดเวลา ผมเผ้าปรกหน้าจนต้องใช้ที่คาดผม และมีฉายาเล่นๆว่าแอนตี้แฟนของเจนเพียงเพราะเคยอภิปรายงานเขียนเจน ออสตินในคาบวรรณกรรมอังกฤษว่า

คลีเช* (Cliché – ซ้ำๆซากๆ น่าเบื่อ ดาษเดื่อน)
เพ้อเจ้อ
ยังคงวนเวียนในโลกแฟนตาซี

ในขณะที่ทุกคนต่างยกย่องว่าเจน ออสตินคือนักเขียนที่กล้ายืนหยัดในการแสดงจุดยืนเพื่อนหญิงพลังหญิง แต่ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เธอเขียนออกมาไม่ได้สะท้อนหรือชวนให้ตั้งคำถามเท่างานของมาร์กาเร็ต แอ็ดวูด* (ผู้เขียนเรื่องเล่าของสาวรับใช้) เพราะงานของเจนวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องรักๆใคร่ๆ เรื่องซุบซิบของผู้หญิงชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในยุคสมัยไหน และในตอบจบ เอลิซาเบธ เบนเน็ตที่ถูกเขียนบรรยายว่าเย่อหยิ่งในเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองก็ได้ลงเอยกับมิสเตอร์ดาร์ซี่อยู่ดี ซึ่งความเห็นที่แตกต่างจากคนอื่นๆของผมสร้างแรงปะทะในห้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับลูกรักของอาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษอย่างพีรพัฒน์ซึ่งลงความเห็นว่าสิปปกรนั้นอ่านหนังสือไม่แตกฉานพอที่จะเข้าใจถึงนัยยะแฝงของเจน ออสติน


เราเขม่นกันอยู่บ่อยครั้ง และเพื่อนๆส่วนใหญ่มักจะเอนเอียงไปทางฝั่ง “หมูพี” เพียงเพราะคิดว่าหากอาจารย์หยิบงานเขียนของออสตินมาสอนก็ต้องแปลว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอะไรบางอย่าง ขืนคิดต่างออกไปจากที่หมูพีว่า พวกเขาต้องกลายเป็นไอ้โง่ที่อ่านหนังสือไม่แตกเหมือนนายสิปปกรแน่ๆ


 “เพราะค่านิยมสมัยนั้นบีบบังคับให้ผู้หญิงต้องหาสามีรวยๆเพื่อความอยู่รอดไง งานเขียนมันถึงวนแต่เรื่องรักๆใคร่ๆอย่างที่สองว่า คุณค่าของผู้หญิงอยู่ที่การแต่งงานกับผู้ชาย แม่ของเอลิซาเบธถึงวุ่นวายกับการหาคู่หมั้นให้ลูกสาว เราว่าออสตินทำได้ดีมากที่เล่าเรื่องส่วนนี้ด้วย มันทำให้คนอ่านเห็นว่าสมัยนั้นผู้หญิงต้องแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักเพื่อครอบครัว แต่เอลิซาเบธไม่ใช่คนประเภทนั้น เธอยอมสู้เพื่อให้ได้เลือกคู่ครองด้วยตัวเอง ไม่ยอมจำนนต่อค่านิยมที่บีบบังคับให้ผู้หญิงแต่งงานกับใครก็ตามแค่ฐานะดีมีชาติตระกูล ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกล้าต่อต้านเพื่อสิทธิ์เลือกคู่ครองของตัวเองนี่มันคลีเชตรงไหน?”

“พีเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า? เราไม่ได้จะดีเฟ้นด์* (แก้ต่าง) ว่างานของออสตินไม่สนับสนุนผู้หญิงนะ อาจารย์ถามว่าอ่านแล้วรู้สึกยังไง เราก็แค่บอกว่างานเขียนของออสตินมันคลีเช มัน overrated* (ตีค่าสูงเกินจริง) มันไม่ได้แหวกแนวหรือชวนตั้งคำถามถึงสิทธิ์สตรีอะไรขนาดนั้นเพราะสุดท้ายตัวละครที่ออสตินเขียนให้มีคาแรคเตอร์หยิ่งในศักดิ์ศรีก็ตกหลุมรักดาร์ซี่ที่ร่ำรวยและมาจากตระกูลชั้นสูงอยู่ดี คือมันเกือบดีแล้วแหละถ้าเอลิซาเบธเลือกแต่งงานกับผู้ชายจนๆ ไม่มีฐานะ ไม่ร่ำรวย แต่ก็ยังเลือกเขาเพราะความรัก แต่ตอนจบดันได้ลงเอยกับมิสเตอร์ดาร์ซี่เนี่ยสิเราถึงมองว่ามันน้ำเน่า เราว่าเรื่องนี้คือนิยายรักธรรมดาที่สะท้อนความเป็นมนุษย์มากกว่า การอยากได้คู่ครองดีๆเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ใครๆก็อยากแต่งงานกับคนมีฐานะ คนหน้าตาดี การศึกษาชาติตระกูลดีทั้งนั้น หรือพีจะบอกว่าเอลิซาเบธไม่ได้ตกหลุมรักมิสเตอร์ดาร์ซี่เพราะเขาหล่อ เขารวย เขามาจากตระกูลผู้ดี? พีว่าสิ่งพวกนี้ไม่สำคัญจริงๆเหรอ? ถ้าไม่สำคัญ พีจะคบกับพี่อู๋เอกแจ๊ปไปทำไม? ทำไมไม่เลือกพี่โต้ที่ตามจีบตั้งแต่งานเปิดบ้านล่ะ ไม่ใช่เพราะพี่โต้หล่อน้อยกว่าพี่อู๋และไม่ได้เรียนเอกภาษาเหรอ พีถึงไม่เลือกเขา”


เพื่อนๆในคลาสต่างสูดปากเมื่อเราปะทะคารมกัน ส่วนพีรพัฒน์เริ่มอึกอักหน้าแดง


“เราว่านะ งานเขียนของเจนมันดีแหละ มันก็โอเค อ่านเรื่อยๆฆ่าเวลาตบยุงรอรถตู้กลับบ้านได้ แต่ถึงขนาดดีเลิศไหม? เราว่าไม่นะ ออกจะน้ำเน่าด้วยซ้ำ พระเอกนางเองไม่ได้รักกันในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ลงเอยเคียงคู่กันอยู่ดี ไม่ได้ฉีกกฎหรือสร้างความแตกต่างอะไรเลย เราว่ามันเกินคำอวยไปหน่อย คลีเชอ่ะ เหมือนละครสมัยนี้ที่นางเอกจนแต่มีพระเอกรวยๆมาจีบ มีพ่อแง่แม่งอนตามประสา สุดท้ายนางเอกก็ไม่ได้เด็ดเดี่ยวหรือเย่อหยิ่งอะไรขนาดนั้น พีลองอ่านอีกรอบดูแล้วกันนะ เผื่อจะเอะใจว่ามันคลีเชเหมือนที่เราบอกจริงๆ”


พูดจบ นายสิปปกรก็นั่งลงด้วยอินเนอร์พับไมค์ ติณณภพที่นั่งเรียนอยู่ข้างๆได้แต่หัวเราะจนตัวงอเมื่อเพื่อนๆในห้องและอาจารย์ต่างฮือฮาให้กับการโต้เถียงครั้งที่ร้อยของเรา อาจารย์สอนวรรณกรรมต่างพูดกันว่าคลาสไหนที่มีสิปปกรกับพีรพัฒน์ คลาสนั้นการวิจารณ์วรรณกรรมจะสนุกขึ้นเป็นเท่าตัวเพราะฝีปากและทัศนคติที่มองต่างกัน ผมรู้ดีกว่าตัวเองไม่ใช่ที่รักของเพื่อนเท่าไหร่ แต่หลายครั้งมันทนอยู่เฉยไม่ได้จริงๆเวลาได้ยินหมูพี (ซึ่งเป็นชื่อเล่นของพีรพัฒน์) เอาแต่พูดอะไรส่งๆตามบทวิจารณ์ นี่คือวิชาวรรณกรรม เรามีสิทธิ์วิจารณ์และออกความเห็นตามที่ตัวเองคิดไม่ใช่หรือไง ทำไมต้องก็อปปี้เพสท์ความคิดของคนอื่น ทำไมต้องตอบตามแพทเทิร์นเดิมๆด้วยในเมื่ออาจารย์ไม่ได้จับเราขังกรง และบังคับให้คิดเหมือนกันเสียหน่อย

 ทุกคนเรียกสิ่งที่ผมพูด เรียกความคิดและการทัศนคติของผมว่าเป็นการทำตัวขบถต่อโลกโดยไม่มีเหตุผล เพื่อนๆต่างคิดว่านายสิปปกรเป็นพวกวัลลาบีอยากแตกต่างแต่จริงๆแล้วมันก็แค่ความเห็นอย่างหนึ่งในมุมมองของนักอ่านเท่านั้นไม่ใช่หรือไง ดังนั้นตลอดเวลาที่เรียนคณะอักษรศาสตร์ ผมมักจะมีโอกาสปะทะฝีปากกับหมูพีเสมอ เราเห็นต่างกันในทุกเรื่อง เราเป็นคู่แข่งที่ไม่ยอมซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลึกๆที่เราไม่สามารถญาติดีกันได้ อาจเป็นเพราะผมเห็นบางอย่างในตัวของหมูพี มันจึงเป็นความรู้สึกที่ไม่อยากโคจรเข้าใกล้ ไม่อยากเกี่ยวข้องหรือเสวนาใดๆเพราะสำหรับผมนั้น พีรพัฒน์จัดอยู่ในกลุ่มคนเพ้อเจ้อ สวยแต่รูปจูบไม่หอม ต่างจากภาพลักษณ์ที่ใครต่อใครมองหมูพีในแง่ดีจนผมอยากคลื่นไส้ ขย้อนเอาข้าวหน้าเป็ดออกมาเวลาได้ยินคนอวยพีรพัฒน์และคู่รักรุ่นพี่สุดหล่อของเขา

ในเอกภาษาอังกฤษ คงมีแค่ผมเท่านั้นที่ไม่ค่อยถูกกับกลุ่มของหมูพี เราเป็นคู่แข่งที่ไม่สูสีกัน ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยเพราะพีรพัฒน์ทำได้ดีในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะการเรียน การวางตัว การเป็นจุดสนใจของทุกคนเวลาเดินแกว่งในคณะ ไหนจะแฟนหนุ่มที่น่าอิจฉาของหมูพีอีก ผมไม่ได้อิจฉา แค่ไม่ชอบความปลอมเปลือกของพีรพัฒน์เวลาอวดเรื่องความรัก คนอย่างหมูพีน่าเวทนาจะตาย คนที่บอกใครต่อใครว่าความรักเกิดขึ้นโดยไม่มีข้อแม้ทั้งๆที่ตัวเองตั้งเงื่อนไขไว้มากมายน่ะ ไม่ย้อนแย้งไปหน่อยเหรอ

หากถามว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องส่วนตัวของพีรพัฒน์กับแฟนรุ่นพี่ขนาดนี้?
เพราะห้องของพี่อู๋เอกแจ๊ป – อยู่ติดกับห้องของผมไง!

ดังนั้นผมจึงได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของคู่รักน่าปวดหัวคู่นี้ บางทีผมก็อยากจับเข่าคุยกับรุ่นพี่ว่ามันเป็นยังไง ไหนเล่าให้ฟังหน่อยว่าผีตัวไหนบังตาให้ตกหลุมรักพีรพัฒน์ แต่ทำเป็นเล่นไป สองคนนี้เขารักกันจริงๆจนสัมผัสได้ ต่อให้บางวันจะทะเลาะกันจนห้องแทบแตก หรือบางคืนก็เอากันจนเตียงแทบพัง แต่หากบอกว่าพี่อู๋ไม่รักหมูพี แอนตี้พีรพัฒน์ตัวพ่ออย่างผมก็จะเถียงแทนว่าไม่ใช่อ่ะ สองคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นคู่เวรของกันและกันจริงๆ

หากคุณถามต่อว่าทำไมผมต้องเล่าถึงเพื่อนร่วมรุ่นเสียยาวยืด ก็คงเพราะคู่อู๋หมูพี -- คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้ผมมีอคติกับความรัก ทั้งสองคนสมบูรณ์แบบมาก พวกเขาคือคนที่มีความเพียบพร้อมในตัวเองอยู่แล้วมาพบกัน และรักกัน และร่วมรักกัน และทะเลาะกัน และตบตีกันวนเวียนไปไม่จบไม่สิ้น ผมเคยคิดว่าปัจจัยสำคัญของความรักคงเป็นรูปร่างหน้าตาและฐานะ คนหน้าตาดีมักจะมีตัวเลือกเยอะ พวกเขาสามารถเลือกคนดีๆเข้ามาในชีวิตได้มากกว่าใครทว่าคู่อู๋หมูพีก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่จริงเสมอไป

แม้แต่คนที่บูชาความรักอย่างพีรพัฒน์ยังเจ็บปวดกับมันเลย

หลังๆเขาร้องไห้ตาบวมมาเรียนจนผมเวทนา ไม่อยากดีเบตด้วยก็เลยปล่อยผ่านเวลาหมูพีพูดอะไรโง่ๆ ความรักนี่รุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ ช่วงที่ดีมันก็ดีอยู่หรอก แต่หากวันไหนแย่หรือมีปัญหา ผมไม่เคยเห็นพีรพัฒน์อยู่ในสภาพสมบูรณ์เหมือนตอนเป็นโสด นั่นทำให้ผมแขยงความรักขึ้นมาเป็นสองเท่าเพราะในสายตาของผม พี่อู๋ก็เป็นคนดีใช้ได้ เขาช่วยเลื่อนรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดเบียดจักรยานให้ผม เขามีน้ำใจ ยิ้มเก่ง เป็นรุ่นพี่ที่ใครๆก็ชอบ ผมว่าเขาเป็นไทป์ชายในฝันของหลายๆคน พี่อู๋น่าจะมีความสุขกับความรักแต่ก็ไม่ใช่ ขนาดคนที่มีตัวเลือกมากมายยังไม่มีโอกาสได้เจอรักดีๆ แล้วคนธรรมดาอย่างสิปปกรจะมีโอกาสได้สัมผัสกับคำว่ารักยังไง เป็นไปไม่ได้หรอก

“เป็นอะไรวะ? มึงนั่งมองหมูพีมาเกือบสิบนาทีแล้ว” ติณถาม ผมจึงหลุดจากภวังค์ของตัวเองที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ความสัมพันธ์คู่อู๋หมูพีอยู่ในใจ
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เห็นหมูพีตาบวมมาเรียนอีกแล้วก็เลยสงสัยว่าถ้าความรักมันทำให้ทุกข์ใจขนาดนั้น ทำไมไม่เลิกกับพี่อู๋ไปให้มันจบๆ จะอดทนต่อไปเพื่ออะไรวะในเมื่อตีกันก็บ่อย หนวกหูชิบหาย ไม่ได้หลับได้นอน”
“ทำไม? มึงรอเสียบพี่อู๋เหรอ?”
“เสียบกลางหัวพ่อมึงเถอะ”

ผมแค่นหัวเราะ เมื่ออ่านถึงตรงนี้ คุณคงรู้แล้วว่ารสนิยมทางเพศของผมเป็นยังไง ผมไม่ใช่ชายแท้ ทุกคนในเอกก็รู้ว่าผมไม่ใช่ชายแท้ แต่ที่นี่ไม่มีใครสนใจว่าคุณชอบเพศอะไร คุณจะรักใครเป็นเรื่องของคุณ ดังนั้นผมจึงไม่จำเป็นต้องปิด และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยว่าตัวเองแอบปลื้มใครเหมือนกัน

“มึงนี่นะ – อย่างกับแฟนพันธุ์แท้ รู้ทุกเรื่องของอู๋หมูพี”
“จะไม่รู้ได้ไง ทะเลาะกันเสียงดังจะตาย” ผมบ่นอุบอิบพลางเก็บของลงกระเป๋า หมดไปอีกหนึ่งคาบของวิชาภาษาศาสตร์ที่แสนจะน่าเบื่อ เราเดินลงบันไดแทนที่จะต่อแถวรอลิฟต์ไปยังชั้นล่าง ตรงดิ่งไปตรอกมะเร็งเพื่อสูบบุหรี่แก้เซ็ง “มึงเขียนเอสเสจารย์กัณอเนกหรือยัง?”
“ยัง”
“รีบเถอะไอ้ห่า ส่งอาทิตย์หน้าแล้ว”

ผมเคาะบุหรี่ออกมาหนึ่งมวนและขอให้ติณณภพช่วยจุดไฟแช็กให้ เราสองคนยืนพ่นควันอยู่ตรงโต๊ะหินอ่อนโดยไม่สนสายตาใคร พอบุหรี่ใกล้หมด ผมโยนทิ้งบนพื้นและใช้เท้าเหยียบ จากนั้นหยิบก้นบุหรี่สั้นๆเก็บใส่ถุงซิปล็อคใบเล็กที่พกติดตัวเอาไว้ ไอ้ติณหัวเราะทันทีเมื่อเห็นผมยังคงหมกมุ่นกับการเก็บสถิติว่าปีนี้สูบบุหรี่ไปทั้งหมดกี่มวน

“กูถามจริงๆนะ เพื่ออะไรวะ?”
“มึงไม่มีงานอดิเรกที่อยากทำบ้างเหรอ?” ผมถาม
“มี แต่คงไม่ใช่การเก็บก้นบุหรี่แน่ๆ” มันหัวเราะเยาะ “แม่มึงเลิกเซ้าซี้ให้หยุดสูบหรือยัง?”
“ยัง ก็พูดทุกวันนั่นแหละ”
“มึงไม่มีความคิดอยากเลิกบุหรี่เพื่อแม่เรอะ?”
“ทำไมกูต้องเลิกด้วย ปอดก็ปอดกู แถมเวลาเจอเรื่องเหี้ยๆ แม่ไม่เคยมารับรู้มาแชร์อะไรกับกูเลย มีแค่กูกับน้องหรี่เท่านั้นที่ช่วยเยียวยากันและกัน”
“แหม น้องหรี่” ไอ้ติณแสยะยิ้ม มันดับบุหรี่ด้วยการบี้กับโต๊ะหินอ่อนก่อนจะโยนใส่กระถางต้นไม้ใกล้ๆ “ไม่แน่นะ ในอนาคตมึงอาจจะเจอใครซักคนที่ทำให้อยากเลิกบุหรี่เพื่อเขาก็ได้”
“ไม่มีทาง กูไม่น่าจะรักใครเท่ารักตัวเอง”
“กูจะรอดูก็แล้วกัน ชอบจริงๆคนปากดี”

ติณณภพมองและยิ้มขำ เราหัวเราะให้กับบทสนทนาสั้นๆระหว่างสูบบุหรี่ก่อนจะแยกย้ายกันกลับหอไปเขียนเอสเสส่งอาจารย์ หลังจากวันที่คุยกันตรงตรอกมะเร็ง ผมยังไม่เจอใครที่ทำให้ผมอยากเลิกบุหรี่เลยซักคน นอกจากเรียนหนังสือและเฝ้ามองความสัมพันธ์เว้าแหว่งของคนรอบตัวจนกระทั่งเรียนจบเทอมสุดท้าย ผมจึงเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนนั่นคือการออกไปเที่ยวร้านเหล้า

ผมเป็นคนสูบบุหรี่ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมชอบดื่มเหล้า มันมีข้อยกเว้นบางอย่างเสมอสำหรับการดำเนินชีวิต แต่วันนั้นเป็นโอกาสพิเศษเพราะพีรพัฒน์เพื่อนรักเพื่อนร้ายถึงขนาดเดินมาชวนให้ไปดื่มกับเพื่อนๆทุกคนในเอกด้วยกัน ผมจำได้ว่าวิชาสุดท้ายที่ปลดปล่อยสิปปกรให้หลุดพ้นจากระบอบการศึกษาคือวิชา English for Tourism ผมกับไอ้ติณยืนบ่นเพราะจำชื่อเรียกประพุทธรูปปางต่างๆไม่ได้ พีรพัฒน์ก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มหวานใส หมอนั่นแตะแขนไอ้ติณเบาๆและเอ่ยชวนเราให้ไปดื่มอำลาด้วยกันก่อนที่จะต้องแยกย้ายไปทำงานทำการตามประสาชนชั้นกลางไม่มีอันจะแดก

“สัญญาสงบศึก” หมูพียิ้มมุมปากเมื่อเห็นสีหน้าเรียบตึงของนายสิปปกรที่ไม่รู้ว่าควรยิ้มรับหรือทำตัวยังไง “ถึงเราจะไม่ชอบขี้หน้าแกเท่าไหร่ แต่ก็อยากให้ไปฉลองเรียนจบด้วยกันนะ”

เป็นคำชวนที่จริงใจและน่าถีบให้หงายหลังจริงๆ ผมคิด ทว่าไม่ได้ตอบรับคำชวนนั้นในทันที ผมต้องการเวลาเพิ่มซักหน่อย ผมอยากคิดเยอะๆก่อนรับปากใครซักคนว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมที่พวกเขาเชื้อเชิญ แต่ติณณภพกลับบอกว่าไม่ต้องคิดมาก

“ครั้งหนึ่งในชีวิต” มันพูดขณะก้มหน้าก้มตาเก็บของใส่กระเป๋า “อีกอย่างมึงอาจจะได้เจอพี่อู๋อีกครั้งด้วย รุ่นพี่ที่มึงแอบปลื้มอ่ะ ไม่คิดถึงเขาเหรอ?”
“บ้า นั่นผัวหมูพีนะ พูดแบบนี้เดี๋ยวใครผ่านมาได้ยินแล้วเอาไปฟ้องก็แย่สิ”

เราหัวเราะให้กับการประชดประชัน ไอ้ติณชอบแซวผมว่าเป็นแฟนคลับพี่อู๋เพราะมักจะรู้ทุกเรื่องก่อนใคร ผมไม่ได้ชอบเขาถึงขนาดอยากได้หรอก ก็แค่ความรู้สึกประทับใจตามประสามนุษย์ทั่วไปเท่านั้น หลังจากคิดทบทวนประมาณชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดผมก็บอกติณณภพว่า โอเค คืนนี้สามทุ่ม – เราไปเลี้ยงส่งกับเพื่อนๆเอกภาษาอังกฤษเป็นครั้งสุดท้ายกันเถอะ






Part 2 ต่อข้างล่างเลยฮับ  :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 09:40:21 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
Intro [PART 2/2]


ผมประหม่าจนเหงื่อตกเมื่อเดินทางถึงร้านเหล้าพร้อมติณณภพ ในขณะที่ทุกคนแปะมือไฮไฟว์เพื่อนสนิทและเชื้อเชิญให้นั่งบนเก้าอี้ตัวถัดไป พวกเขากลับถามผมด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่าลมอะไรหอบมา คิดยังไงถึงโผล่มา ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างสิปปกรจะมาที่นี่ หวังว่าเราจะไม่เปิดเวทีโต้วาทีระหว่างสิปปกรกับพีรพัฒน์ในร้านเหล้านะ

“บ้า พวกมึงเห็นกูเป็นคนยังไงวะ”

ผมบ่นอุบอิบ เพราะในสายตาของทุกคน – สิปปกรก็แค่เด็กแว่นที่หมกมุ่นอยู่กับการดูหนัง การอ่านหนังสือและการเขียนบทวิจารณ์ ไม่เคยออกไปไหน ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมอะไร หรือแม้แต่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนในคณะก็ไม่เคย นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้เปิดโลกด้วยตาของตัวเอง และนี่คือครั้งแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับ ความรัก ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตขอสิปปกรมาก่อน

มันไม่ได้จู่โจมเหมือนผีในหนังสยองขวัญ ไม่ได้พุ่งเข้าใส่เหมือนตำรวจไล่จับอาชญากร แต่มันค่อยๆคืบคลานเข้ามาในช่วงเวลาที่ผมไม่ทันเตรียมใจ ไม่ได้ระแวงคิดว่ามันสามารถต่อยอดไปเป็นความรัก เพราะทุกอย่างซึ่งเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่าย ธรรมดา เหมือนเรื่องประจำวันทั่วไปที่นายสิปปกรมักจะพบเจอ

“รสชาติเป็นไง?”
“ขม”
“นี่ผสมโคล่าเยอะแล้วนะ” ติณณภพย่นหน้าเมื่อเห็นผมเอาแต่รินน้ำอัดลมลงในแก้วเพื่อกลบรสชาติขมๆของแอลกอฮอล์
“ไม่เห็นอร่อย”
“เขาไม่ได้กินเหล้าเอาอร่อย แต่กินเอาบรรยากาศต่างหาก”
“ยังไง?”
“มึงดูรอบตัวสิ เห็นไหมว่าเพื่อนเขาสนุกกันขนาดไหน?”
“แต่กูไม่สนุก”
“แล้ว? มึงไม่สนุก มึงก็เลยนั่งทำหน้าเป็นตูดแบบนี้เนี่ยนะ?” ติณมองค้อนพลางดันแก้วเหล้าของตัวเองมาตรงหน้า “ดื่มให้พอกรึ่มๆ ความรู้สึกตอนนั้นแม่งโคตรใช่ มึงจะสนุกกับทุกอย่างถ้าเริ่มเมา”
“แล้วใครจะขับรถกลับหอ?”
“กูไง” มันจิ๊ปากขัดใจ “แดกๆไปเหอะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ก่อนเรียนจบก็แล้วกัน ลูกผู้ชายอย่างน้อยต้องเคยเมาซักครั้งสิวะ”

ผมไม่ค่อยชอบใจกับความคิดนี้เท่าไหร่ มันจำเป็นด้วยเหรอที่เกิดเป็นผู้ชายมีไข่แล้วต้องเคยเมาหัวราน้ำซักครั้ง เป็นผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เมาหรือไง ผมไม่ได้ถามคำถามนี้กลางวงเหล้าเพราะรู้ว่ามันเสียบรรยากาศ แต่สำหรับผมแล้วการเมาไม่ใช่เรื่องสนุกซักนิด วันไหนที่ไอ้ติณเมา วันนั้นคือนรกบนดิน เพื่อนสนิทของผมจะโทรมาก่อกวนดึกๆดื่นๆ บางทีก็อ้วกใส่รองเท้า บางทีก็ร้องไห้ฟูมฟาย และแน่นอนว่าผมไม่อยากตกอยู่ในสภาพนั้น ไม่อยากเมาเป็นหมา ไม่อยากแสดงความกักขฬะออกมาให้เพื่อนๆเห็น แม้ใครต่อใครจะพูดว่าแอลกอฮอล์เกิดมาคู่กับผู้ชาย (และมนุษย์ทุกเพศ) แต่คนอย่างสิปปกรจะไม่มีวันทำร้ายตัวเองด้วยการดื่มน้ำขมๆจนเมาปลิ้นแบบนั้นเด็ดขาด

ส่วนการสูบบุหรี่ไม่เรียกว่าทำร้ายตัวเองนะ
เรียกว่ากิจกรรมคลายเครียดยามว่างในตรอกมะเร็งจ้า

ผมกวาดสายตามองรอบร้านด้วยความเบื่อหน่าย น่าเสียดายที่วันนี้พี่อู๋ไม่มา ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นว่าหลังเรียนจบเขาเป็นยังไงบ้าง ในวงเหล้าที่มีเพื่อนๆเอกอังกฤษประมาณสิบกว่าคน พีรพัฒน์เป็นคนเดียวที่โดดเด่นกว่าใครด้วยรอยยิ้มน่ารัก หมอนั่นคงเมาแล้ว ใบหน้าแดงเรื่อและน้ำเสียงอ้อแอ้เวลาอวดผัวให้คนอื่นฟังกำลังฟ้องว่าเจ้าตัวเมาขนาดไหน ผมได้แต่แอบเบะปากพลางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “พี่อู๋”


ในขณะที่พีรพัฒน์เจื้อยแจ้วว่าความสัมพันธ์ของตนเองดียังไง คงมีผมคนเดียวที่รู้ว่ามันก็ไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้นหรอก ตั้งแต่พี่อู๋เรียนจบและย้ายออกไป ผมไม่มีโอกาสรับรู้ข่าวคราวความเป็นไปของคู่รักคู่นี้อีกเลย เดาเอาว่าคงตบๆตีๆดีๆเลิกๆเหมือนที่เคยเป็นมา หากที่หมูพีเล่าให้เพื่อนฟังคือเรื่องจริงก็โอเค ขอให้ดีเสมอต้นเสมอปลายแบบนี้ตลอดไปแล้วกัน ผมจะรอดูว่าคู่รักนรกแตกนี่จะคบกันได้นานซักกี่ปีเชียว

“มึงเหมือนอกหักอ่ะ” ติณณภพแซว
“อกหักอะไร กูไม่ได้ชอบพี่เขา”
“เออ ดีแล้ว”

ไอ้ติณยิ้มขำและหันไปคุยกับเพื่อนคนอื่นต่อ เกือบชั่วโมงที่นั่งในวงเหล้าและผลัดกันเล่าเรื่องเก่าๆทำให้ผมนึกถึงความเครียดช่วงต้องเลือกเอกโท พอมองย้อนกลับไปก็ตลกดีที่ตอนนั้นเราคิดว่าหากพลาดเอกอิ๊งคงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่พอเรียนจนถึงปีสี่ – ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ เอกภาษาอังกฤษไม่ใช่โลก มันอาจฟังดูดีที่ได้บอกใครๆว่าจบเอกนี้มาแต่เอาเข้าจริง มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าเพื่อนคนอื่นเลย เผลอๆบางคนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นวิชาโทอาจจะเก่งกว่าพวกเราด้วยซ้ำ แถมอาจารย์ก็คอยตอกย้ำว่าเรามันโง่ขนาดไหนในจักรวาลเรื่อยๆจนวันสุดท้าย ท่ามกลางกองหนังสือมากมายที่ต้องอ่านตลอดสี่ปี ท่ามกลางทฤษฎีที่เราคิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเจ๋งและเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง มันเทียบไม่ได้กับโลกแห่งความเป็นจริงที่กำลังเผชิญอยู่เลย

ผมดื่มโคล่าผสมเหล้าเรื่อยๆขณะฟังเพื่อนๆนินทาอาจารย์ส่งท้าย สมองกำลังประมวลว่าจะผละตัวออกจากกิจกรรมนี้ยังไงดี จู่ๆเก้าอี้ว่างข้างๆก็ถูกขยับโดยใครบางคน

“ไง”

เสียงแหบๆของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นเรียกให้ต้องเงยหน้ามอง ชายแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนฉีกยิ้มหวานให้ด้วยแววตาเป็นประกายเหมือนคนเริ่มเมานิดหน่อย ผมไม่ตอบรับคำทักทายนั้นเพราะคิดว่าหมอนี่คงเมา เมาแล้วจำคนผิดถึงได้เดินมานั่งข้างๆเหมือนเราเป็นเพื่อนมาก่อน ผมจึงไม่ทักทายกลับ นอกจากล้วงหยิบเกมนินเทนโด้ที่พกติดตัวขึ้นมาเล่นหน้าตาเฉย

“ชื่ออะไร?”
“ถามทำไม?”

บทสนทนาชวนคุยทำให้ต้องมองและขยับตัวออกห่างจากผู้ชายแปลกหน้าเมื่ออีกฝ่ายทิ้งตัวลงนั่งตรงที่ว่างข้างๆ ไอ้ติณที่เริ่มเมามาซักระยะเอ่ยปากทักทายก่อนจะตามมาด้วยเสียงเรียกของหมูพีที่เรียกให้ชายคนนั้นไปนั่งข้างๆกัน แต่เขาปฏิเสธ บอกว่านั่งนี่ก็ได้เพราะไอ้ติณนั่งอยู่ด้วย พีรพัฒน์จึงไม่ว่าอะไรนอกจากโบกมือยิ้มๆราวกับสนิทกันมานาน

“เล่นบอยแอดวานซ์ด้วยเหรอ? เราก็มีเหมือนกันนะ แต่เป็นสีแดง ส่วนของนายสีเงิน”
“แล้ว?”
“เปล่า ก็แค่อยากคุย” หมอนั่นยิ้ม “ร้านเหล้าไม่สนุกเหรอ?”
“อืม ไม่ค่อยชอบ”
“มันค่อนข้างเสียงดัง นายไม่น่าจะชอบ”

ผมเงียบ นึกสงสัยเหมือนกันว่ามันรู้ได้ยังไงว่านายสิปปกรไม่ชอบร้านเหล้าแต่ได้ไม่ตอบอะไรอีกนอกจากก้มหน้าก้มตาเล่นเกมต่อ ทั้งๆที่ผมตัดจบบทสนทนาแล้ว แต่ชายคนนั้นกลับไม่ยอมลุกไปไหนเสียที และเพื่อนๆของเราก็ไม่ว่าอะไรด้วยที่หมอนี่เข้ามาร่วมวงเหล้า เปิดโซดา หยิบเฟรนช์ฟรายส์ที่เราต้องหารกันขึ้นมากินหน้าตาเฉย ผมใช้เท้าสะกิดไอ้ติณใต้โต๊ะเพื่อถามว่าหมอนี่เป็นใคร แต่ไอ้เพื่อนเวร – กลับไม่เข้าใจสัญญาณขอความช่วยเหลือนี้

“ฮาร์เวสต์มูน? เราชอบเกมนี้นะ เราเคยเล่นจนได้แต่งงานกับป็อปปูริด้วย คนที่หัวสีชมพูน่ะ น่ารักมาก เสียดายที่แผ่นเกมดันเจ๊งไปก่อนเราก็เลย --”
“นี่” ผมที่เริ่มหมดความอดทนตัดสินใจเงยหน้าทันทีเมื่อรู้สึกรำคาญ “โอเค ต้องการอะไร? และมานั่งกับเราทำไม?”
“ชื่อ”
“ชื่อ?”
“ชื่อของนายอ่ะ” หมอนั่นยิ้ม “ชื่ออะไร?”

นั่นคือการทำความรู้จักครั้งแรกของเรา และหลังจากนั้นชายแปลกหน้าที่ดูไฮเปอร์กว่านักศึกษาทั่วไปก็เอาแต่ชวนผมคุยเกี่ยวกับเกม ทีแรกผมก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้างเพราะไม่ชอบคุยกับคนไม่รู้จัก ทว่าหลังจากถามคำตอบคำอยู่หลายนาที หมอนั่นก็ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าการตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน

การไปร้านเหล้าครั้งแรก การดื่มเหล้าครั้งแรก และการพูดคุยกับชายแปลกหน้าครั้งแรกโดยไม่รู้จักชื่อนั้นไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอย่างที่เคยคิด ผมพูดคุยกับชายคนนั้นเป็นชั่วโมงๆ เล่นเกมไปด้วย คุยไปด้วย ดื่มเหล้าไปด้วยจนเริ่มไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าอาการเส้นตื้นที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้เรียกว่าความเมาหรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าทุกอย่างกลายเป็นเรื่องตลก มุกโง่ๆ เพลงโง่ๆ แม้แต่หน้าของชายคนนี้ก็ยังทำให้ผมหัวเราะออกมาได้

ตลอดเวลาที่คุยกัน คู่สนทนาไม่เคยหลบตาเลย เราจ้องหน้ากันโดยไม่รู้สึกเคอะเขิน เราหัวเราะและยิ้มร่าเหมือนเด็กมัธยมที่เจอเพื่อนกลุ่มเดียวกัน มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ผมรู้สึกผ่อนคลาย เพราะนอกจากเสียงเพลงหนักๆไม่เข้าหูแล้ว บางทีชายแปลกหน้าคนนี้คงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้บรรยากาศในร้านเหล้าสนุกขึ้นกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า

“จะไม่ถามชื่อเราหน่อยเหรอ?”
“ไม่ล่ะ ถ้าอยากบอกเดี๋ยวคงพูดเอง”
“ถ้าเราไม่บอกล่ะ?” ชายคนนั้นยิ้มกริ่ม
“ก็เรื่องของนาย” ผมแค่นหัวเราะ “เราคุยกันโดยไม่ต้องรู้จักชื่อก็ได้ มันไม่จำเป็น”
“ไม่เสียดายเหรอ?”
“เสียดายอะไร?”
“ถ้าเราไม่ได้เจอกันอีกล่ะ? นายจะไม่เสียดายเหรอ?”

ผมนิ่งเงียบเมื่อได้ยินแบบนั้นก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่และเหลือบมองใบหน้าของชายไร้ชื่อที่เอาแต่นั่งอมยิ้มพลางนึกทบทวนถึงคำถามที่เพิ่งได้ยิน

ถ้าเราไม่ได้เจอกันอีกงั้นเหรอ?

“เอางี้ไหม? หลังร้านปิด เราไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน”
“ไม่ได้ เราต้องขับรถกลับหอให้ติณ”
“ไอ้ติณไม่ว่าอะไรหรอก มันก็เป็นเพื่อนสนิทเราเหมือนกัน”
“มั่ว ไอ้ติณมีเราเป็นเพื่อนสนิทแค่คนเดียว” ผมย่นหน้า “งั้นก็บอกมาสิว่านายชื่ออะไร? เราจะไปถามไอ้ติณว่ารู้จักนายไหม”
“เราไม่บอกจนกว่านายจะอยากรู้เอง”
“งั้นรอไปเถอะ เราไม่สนใจเรื่องแบบนั้นหรอก” ผมพึมพำพลางยกแก้วเหล้ามาหมุนเล่น “บางทีมันอาจเป็นมิตรภาพชั่วคราวก็ได้ ใครจะรู้”
“หมายความว่าไง?”
“ก็หมายความว่า -- เราอาจจะคุยถูกคอเฉพาะตอนนี้ หลังจากนี้เราอาจจะเข้ากันไม่ได้ นายอาจจะไม่ชอบเรา เราอาจจะไม่ชอบนาย ดังนั้นมันควรจบในร้านเหล้า จบที่โต๊ะนี้ และจบด้วยเหล้าแก้วนี้”
“ทำไมมันมีแต่คำว่า อาจจะ นายนี่คาดการณ์เก่งชะมัด”

แล้วเราก็ชนแก้วกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ชายคนนั้นยังคงยิ้มกริ่มอย่างถูกใจเมื่อเห็นผมเอาแต่หัวเราะให้กับทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัว น่าแปลกที่ตอนแรกเราต่างคนต่างมากับเพื่อนของตัวเองและผมไม่มีแม้แต่ท่าทีสนใจผู้ชายคนนี้ ทว่าหลังจากเสียงเพลงในร้านจบลง กลับมีแค่เราสองคนเท่านั้นที่เดินออกมาด้วยกันโดยไม่มีเพื่อนตามมาซักคน

“ชื่อเราก็ยังไม่รู้ ทำไมถึงกล้าไปกับคนแปลกหน้า?”
“ก็แค่ไปหาอะไรกิน ทำไมต้องระวัง?” ผมพูดในขณะก้าวเท้าฉับๆหลบแอ่งน้ำขังตามท้องถนนที่มีเหล่านักศึกษาเดินพลุกพล่าน “ไอ้ติณบอกว่ารู้จักนาย ตอนที่เราถามว่า ไปกินลูกชิ้นทอดลุงอุ๋ยกับไอ้นี่ได้ไหม? มันก็ไม่ได้ว่าอะไร อีกอย่างถ้าเรากลายเป็นศพหรือหาไม่เจอ ยังไงทุกคนก็รู้ว่าใครคือคนร้าย”
“นายนี่ตลกดีจัง เราชอบ”

นายนี่ตลกดีจัง เราชอบ

เราชอบ

ผมหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำว่า เราชอบ ซึ่งไม่เคยมีใครพูดกับผมแบบนี้มาก่อน มุมปากกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่ได้เพราะรู้สึกว่ามันพิลึกจริงๆที่เราคุยกันด้วยประโยคแบบนี้ ระหว่างที่กำลังเดินเตร่ตรงดิ่งไปร้านรถเข็นขายลูกชิ้นทอดที่อยู่ไม่ไกลเพื่อทานไส้กรอกแป้งหรือลูกชิ้นแป้งซักไม้สองไม้ จู่ๆคนปากหนักอย่างนายสิปปกรก็ตัดสินใจพูดขึ้นมาว่า --

“เราชื่อสอง สอง เอกอิ๊ง สองที่เป็นแอนตี้แฟนของเจน”
“อ่าฮะ?” เขาหันมามองและเอาแต่ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อ “ยินดีที่ได้รู้จักนะสอง”
“อืม”

ผมขานรับพลางสอดมือลงในกระเป๋าเสื้อฮู้ด

“ยินดีที่ได้รู้จัก”




TBC


_______________


#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ  :hao5:

กลับมาพบกันอีกครั้งทุกวันจันทร์สองทุ่มเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องราวของน้องสองผู้ไม่เชื่อในความรักนะคะ แฮร่



ก่อนอื่นเลยเรามีเรื่องอยากบอกทุกคน นิยายเรื่องนี้เคยเป็นแฟนฟิคที่เขียนไปได้แค่สามตอนมาก่อนค่ะ ยังไม่จบเลย ยังเดินเรื่องไม่ถึงไหน และปิดเรื่องไปตั้งแต่ปี 60 ก็เกือบสองปีแล้ว แต่เราเสียดายเส้นเรื่องที่เคยคิดไว้ก็เลยนำกลับมาเขียนใหม่อีกครั้ง มีการปรับแต่งให้อิงกับประเทศไทยมากขึ้นจนมีส่วนที่ต่างจากเมื่อก่อนค่อนข้างเยอะเลยค่ะ หากนักอ่านรู้สึกไม่สะดวกใจหรือไม่ชอบในส่วนนี้ เราเข้าใจและเคารพการตัดสินใจของคุณนะคะ อันนี้อยากแจ้งให้ทราบเฉยๆ ไม่อยากทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเขียนจนจบก็เลยคิดว่าบอกก่อนดีกว่า เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายนะคะ ขอบคุณค่ะ;-;



ส่วนกำหนดอัปนิยายเรื่องนี้คือทุกวันจันทร์สองทุ่มเช่นเคยค่า อาจจะมีคลาดเคลื่อนบ้าง แต่จะพยายามรักษาวินัยเอาไว้นะคะ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านตั้งแต่น้องก้องจนถึงเรื่องนี้ พบกันใหม่จันทร์หน้า มาดูกันว่าชีวิตหลังได้รู้จักคนใหม่ๆของสองจะเป็นยังไงบ้าง รอติดตามพร้อมกันนะคะ :3  :mew1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 09:41:02 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
 :pig4:
รออ่านต่อค่ะ
 :3123:

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
แค่อินโทรก็รู้ว่าน้องสองต้องแซ่บแน่ ๆ
เสี่ยอู๋มาแค่ชื่อ แต่อดีตก็ไม่เบาเหมือนกันนะฮะ

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 838
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ติดใจงานเขียนของคุณนักเขียนมากค่ะ เลยมาตามอ่านต่อ อิอิ
 ชื่อ หมูพี โผล่มาทีไรเรานี่ชอบเรียก หมีพู ทุกที :laugh: หมูอู๋ฮอตมาตั้งแต่สมัยเรียนเลยนะเนี่ย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-11-2019 19:14:39 โดย rockiidixon666 »

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
เห็นหมูพียังรักกับพี่อู๋ก็รู้สึกเศร้าใจ คู่เวรคู่กรรมกันจริงๆค่ะ ดูท่าหมูพีจะดูมีบทบาทเยอะในเรื่องนี้ ตามค่าา

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
1 [PART 1/2]

ชวินทร์ เรียนเอกประวัติศาสตร์ โทภาษาอังกฤษ เขาเป็นลูกชายของตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ดีเก่า พ่อเป็นผู้พิพากษา ส่วนแม่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย วินเป็นผู้ชายขี้เล่นที่ทำตัวเลื่อนลอยแต่ฉลาดอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาจบคณะอักษรศาสตร์ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งปีเดียวกับผม เราได้ถ่ายรูปรับปริญญาด้วยกันหลายใบราวกับเป็นเพื่อนที่เรียนเอกเดียวกัน ทั้งๆที่ผมจบเอกภาษาอังกฤษ และมีติณณภพเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวเท่านั้น

ความสัมพันธ์ของผมกับวินเริ่มจากความเป็นเพื่อน เพื่อนสนิท คนพิเศษ ก่อนจะมาหยุดตรงที่ไม่มีสถานะเพราะผมไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่ายังไง  มันเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อยๆเติบโตขึ้นเรื่อยๆเหมือนเมล็ดพันธุ์ของดอกไม้ที่ถูกหว่านเอาไว้ในหัวใจด้านชาของนายสิปปกรตั้งแต่แรกเจอ ทุกอย่างเติบโตช้าๆ ทั้งความรู้สึกฝังลึก ความสนิทสนม ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผมมีให้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เริ่มจากจุดเล็กๆอย่างเพื่อนที่ค่อยๆเรียนรู้เรื่องราวของกันและกันผ่านทางข้อความ ก่อนจะพัฒนาเป็นการโทรศัพท์หากัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน และย้ายออกมาอยู่คอนโดด้วยกันหลังเรียนจบในที่สุด

“ต่อไปนี้ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา” ชวินทร์พูดหลังจากช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดห้องนอนของเราสองคนเรียบร้อย “เราจะอยู่ทำวิทยานิพนธ์ที่นี่ระหว่างรอสองกลับจากทำงานทุกวันเลย ดีไหม?”

ทั้งๆที่มันก็แค่การย้ายมาอยู่ด้วยกัน แต่ชวินทร์กลับทำให้มันประหลาดในความรู้สึกของผมเสียอย่างนั้น เราใช้ทุกอย่างร่วมกัน ทั้งเตียง ทั้งครัว ทั้งห้องน้ำห้องนั่งเล่น ตู้เสื้อผ้าเราก็แค่แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ไม่มีเตียงนอนเดี่ยวสำหรับสิปปกร เช่นเดียวกับไม่มีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับชวินทร์ เราใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดเหมือนเป็นครอบครัว ครอบครัวที่มีกันแค่สองคน เหมือนพ่อกับแม่ตอนแต่งงานใหม่ๆ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองคนเดียวไหม แต่ถ้าน้ำหนึ่งรู้เข้า ยายนั่นต้องตีความไปไกลกว่าที่ผมจะจินตนาการได้แน่ๆ

“เดือนนี้มีงานเยอะไหม?”

ชวินทร์ถามพลางถือวิสาสะหยิบสมุดแพลนเนอร์ของผมไปอ่าน หลังเรียนจบ เพื่อนๆทุกคนต่างพุ่งเป้าหมายไปที่การเป็นมนุษย์เงินเดือนแต่ไม่ใช่สำหรับคนอย่างสิปปกร ครึ่งปีแรกผมให้โอกาสตัวเองทำงานออฟฟิศก็จริง แต่เมื่อรู้ว่าไลฟ์สไตล์และความชอบส่วนตัวไม่ค่อยเข้ากับระบอบของบริษัทเท่าไหร่ก็ผันตัวมาเป็นฟรีแลนซ์รับจ้างไปเรื่อย สวนทางกับเพื่อนๆที่เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นลูกน้อง หรืออีกความหมายหนึ่งคือเป็นส่วนล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร ดังนั้นเวลาว่างในแต่ละเดือนจึงไม่ค่อยแน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับลูกค้าและงานในช่วงนั้นล้วนๆ ซึ่งผมก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ที่เพื่อนสนิทหยิบตารางงานส่วนตัวไปเช็กแบบนี้ ปกติชวินทร์ชอบหาเวลาว่างเพื่อออกไปเที่ยวด้วยกันอยู่แล้ว

“ประชุมโปรเจ็คแปลนิยายเรื่องใหม่วันศุกร์นี้?”
“อืม อยากไปไหนล่ะ?”
“ดูหนัง” ชวินทร์ตอบยิ้มๆพลางหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองที่เปิดหน้าเว็บรีวิวหนังทิ้งเอาไว้มาให้ดู
“หนังอวกาศอีกแล้ว”
“ทำไมล่ะ? จะไม่ไปดูด้วยกันเหรอ?”
“ไปสิ เราเคยขัดใจเผด็จการแบบวินได้ที่ไหน” ผมแกล้งบ่นอุบอิบและดึงสมุดแพลนเนอร์ของตัวเองกลับมาถือ “จะไปวันศุกร์เลยเหรอ?”
“ใช่ รอบค่ำๆ”
“ทำไมชอบดูหนังรอบค่ำ? คราวก่อนกว่าหนังจะจบก็เกือบเที่ยงคืน”
“คนมันน้อยดี”
“แล้วทำไมต้องคนน้อย?”
“เราชอบความเป็นส่วนตัว” ชวินทร์ว่า “เหมือนได้ดูหนังกับสองแค่สองคน”
“ไร้สาระ”

นายสิปปกรยิ้มขำแต่ไม่ได้เก็บคำพูดนั้นมาคิด ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ชวินทร์ชวนไปเที่ยว ผมมักจะแอบรู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึกๆ ไม่แน่ใจว่าอาการตื่นเต้นนี่คืออะไร แต่ก็พยายามคิดว่าแค่ตื่นเต้นที่จะได้ออกนอกบ้าน ไม่ใช่เพราะได้ไปกับชวินทร์ ไม่ใช่เพราะได้ออกเดท -- เที่ยวเตร่ด้วยกันสองต่อสอง นั่นสิ แล้วมันเพราะอะไรกัน อะไรที่ทำให้คนอย่างสิปปกรรู้สึกไม่มั่นใจในความเชื่อของตัวเองขนาดนี้




มันไม่ใช่การมาดูหนังแบบเพื่อน ไม่ใช่การพักผ่อนหลังจากทำงานหนักเหมือนที่ผ่านมา ชวินทร์กำลังทำให้ผมสับสนอีกครั้งหลังจากที่เราเพิ่งมีจูบแรกกันไปเมื่อซักครู่ ใช่ วินจูบผม จูบในโรงหนังระหว่างที่หนังกำลังฉาย ฉากยานอวกาศน่าตื่นตาตื่นใจพวกนั้นไม่ได้ทำให้นายสิปปกรประทับใจเท่ากับจูบอุ่นๆที่หมอนั่นมอบให้ซักนิด

นั่นคือครั้งแรกที่ผมหลับตาและอยู่นิ่งๆ เผยอริมฝีปากให้อีกฝ่ายสอดลิ้นเข้ามารุกล้ำโดยไม่ขัดขืน และนับเป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนทุกอย่างที่เคยขาดหายถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ มันยากที่จะให้บัณฑิตอักษรศาสตร์อย่างผมบรรยายเป็นคำพูด ยากเกินกว่าจะหาคำเปรียบใดเพื่อเล่าให้เห็นภาพถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ผมไม่สามารถอธิบายได้ว่าจูบของเราเป็นยังไงนอกจากยอมรับว่าผมอยากอยู่กับชวินทร์ อยากจูบผู้ชายคนนี้อีกครั้ง แม้ว่ามันจะทำให้รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นน้ำหนึ่งก็ตาม

“เราชอบสองนะ” ชวินทร์พูดทั้งๆที่ปากยังแนบชิดติดกับปากผม “สองชอบเราไหม?”

ผมไม่ได้ตอบนอกจากจ้องตาของผู้ชายที่เจอกันในร้านเหล้าด้วยความสับสนอย่างบอกไม่ถูก แสงวูบวาบจากจอภาพยนตร์เผยให้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ชัดเท่าไหร่ และผมก็จำไม่ได้ว่าเขาพูดอะไรบ้าง นอกจากยื่นหน้าเข้าไปใกล้ แล้วเราก็จูบกันอีกครั้ง

ชวินทร์คือจูบแรกของผม – จูบแรกกับผู้ชายที่ทำให้อะไรๆมันชัดขึ้นโดยไม่ต้องสงสัยอีก ผมรู้แน่ชัดแล้วว่าตัวเองเป็นเกย์ และการกระทำของเขานั้นอุกอาจจนผมตกอยู่ในสภาวะเสียอาการ ไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างที่เคยเป็น ผมนึกว่าหากถึงเวลา การจูบกันคงเป็นกิจกรรมที่จั๊กจี๋ชวนขยะแขยง ทว่าผมกลับไม่รังเกียจลิ้นของวินตอนมันสอดอยู่ในปาก หนำซ้ำผมยังชอบเขา – ชอบเวลาที่เราจูบกัน ชอบสิ่งที่เราทำกันจนเริ่มลังเลไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนหัวแข็งอย่างสิปปกร

เพราะนับแต่วันนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ทั้งความรู้สึก ทั้งความคิดของผมต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกของน้ำหนึ่งแล้ว เวลาเราชอบใครซักคนมันเป็นแบบนี้นี่เอง แน่นอนว่าตั้งแต่วินาทีที่ผมยื่นหน้าไปจูบผู้ชายคนนั้น พันธะที่เกี่ยวรั้งให้จมปลักอยู่กับความรักก็เกิดขึ้นเรียบร้อย มันเป็นเหมือนเชือกที่ค่อยๆรัดให้ผมผูกติดกับชวินทร์โดยไม่รู้ตัว ยิ่งเวลาผ่านไป เชือกที่มองไม่เห็นก็ค่อยๆรัดแน่นขึ้น – แน่นขึ้นจนผนวกวินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่รู้ไหมว่ามีเรื่องประหลาดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วย

ชวินทร์ไม่เคยขอผมเป็นแฟน

และผมมันโง่เองที่ไม่เคยทวงถาม หรืออยากนิยามสิ่งที่เรากำลังทำด้วยกัน ทั้งการจูบบนโซฟา นอนกอดกัน สัมผัสร่างกายของกันและกันโดยที่ผมเองก็ยินยอมสมัครใจ ในเมื่อมันเป็นความรู้สึกดีที่ได้อยู่กับคนที่ชอบ บางครั้งความรักก็ไม่ต้องการอะไรมากอย่างที่เคยคิดไว้ ผมคิดแค่วันนี้เราอยู่ด้วยกัน ชวินทร์กอดผม เราจูบกัน เรามีเซ็กส์กันตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย วินเคยถามเกี่ยวกับเรื่องนี้สองสามครั้งว่าผมโอเคไหมที่ต้องเป็นฝ่ายรับ และเมื่อผมยืนยันว่าไม่ได้ซีเรียสเรื่องโพซิชั่นของเซ็กส์ ทุกอย่างก็เลยดำเนินไปตามแบบที่มันควรจะเป็น

 ความสัมพันธ์ของเราไม่มีเคยมีชื่อเรียก สิปปกรไม่ใช่แฟนของชวินทร์ และไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์แบบไหน ผมรู้แค่ว่าตัวเองเหมือนน้ำหนึ่งมากเข้าไปทุกที ยิ่งวันเวลาผ่านไป สิ่งที่เคยคิดว่าถาวรก็เริ่มแปรเปลี่ยน ทั้งๆที่ผมคิดว่าความรักของเราไม่เหมือนของน้ำหนึ่ง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ลงเอยเหมือนพี่สาวไม่มีผิด ผมกลายเป็นคนขี้หึงเพียงแค่ติดต่อชวินทร์ไม่ได้ หรือแค่รู้ว่าหมอนั่นต้องออกไปทานข้าวกับเพื่อนผู้หญิง หรือแค่วินให้ความสำคัญผมน้อยลง ความไม่พอใจเล็กๆก็ก่อตัวขึ้นจนเราทะเลาะกันทุกครั้ง

“หึงไม่เข้าเรื่องน่า” ชวินทร์ว่าอย่างนั้นพลางตวัดตามองผมที่ยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ยอมพูดจากันดีๆ “ตอนนี้วิทยานิพนธ์เราใกล้เสร็จแล้ว เลิกคิดมากเถอะ”

ทั้งๆที่มันไม่มีสถานะ ไม่มีการระบุว่าเราเป็นอะไรกัน แต่ผมกลับรู้สึกว่าชวินทร์เป็นของผม ระยะเวลาเกือบสองปีที่อยู่ด้วยกัน เราไม่เคยพูดถึงอนาคตเลย ผมไม่คิดไกลเพราะรู้สึกว่าที่เป็นอยู่มันดีเกินกว่าจะนึกกังวลอะไร ในขณะที่ชวินทร์ไม่พูดเพราะหมอนั่นมีเรื่องมากมายให้ทำเกินกว่าจะสนใจเรื่องไร้สาระอย่าง ความสัมพันธ์ของเรา ดังนั้นตอนที่ทุกอย่างเริ่มขมวดกันแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงตัดสินใจหันหน้าไปปรึกษาติณณภพ เพื่อนสนิทที่รับรู้และเข้าใจความกลัวของผมมากที่สุด

“ลมอะไรหอบมา?”

ไอ้ติณเอ่ยทักทายเมื่อกระดิ่งร้านหนังสือดังขึ้นในจังหวะที่ผมดันประตูกระจกเข้าไป ชายหนุ่มผิวแทนผู้เป็นเจ้าของกิจการส่งยิ้มทักทายอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้เจอเพื่อนสนิทที่หายหน้าหายตาไปเกือบเดือน

“ลมผีห่า”
“ห่าวินอีกล่ะสิ?”
“เออ”

ผมขานรับพลางเดินตรงดิ่งไปยังโซนคาเฟ่ของร้านหนังสือ แม้ว่าติณจะเป็นเจ้าของร้าน แต่ผมเองก็มีส่วนในการออกแบบและจัดโปรโมชั่นประจำเดือนเหมือนกัน

“คราวนี้อะไรอีก?”
“มันจะไปเรียนปริญญาเอกเมืองนอก”
“จริงจัง? แต่มันเพิ่งจบโทไม่ใช่เหรอ?”
“เออ มันบอกว่าแม่อยากให้ไป” ผมเล่าให้เพื่อนฟังด้วยความหงุดหงิดเมื่อคิดถึงชายหนุ่มที่กำลังเคร่งเครียดกับการเตรียมเอกสาร “กูบอกให้มันลองหางานทำดูซักปีสองปี ถ้าคิดว่าอยากเรียนต่อจริงๆก็ค่อยตัดสินใจ แต่มันดื้อจะไปให้ได้”
“แล้วมึงล่ะ?”
“ไม่รู้”
“หมายความว่าไง?”
“ก็ตามที่พูดนั่นแหละ” ผมระบายลมหายใจพลางเอนตัวลงบนเก้าอี้นวมด้วยความเหนื่อยล้า “มันบอกว่าพ่อกับแม่อยากให้เรียนจบปริญญาเอกก่อนแล้วค่อยทำงาน”
“แล้วคอนโดที่อยู่ด้วยกันล่ะ?”
“ไม่รู้”
“มึงรู้อะไรบ้างเนี่ย?”
“ถ้ารู้ กูจะแบกหน้ามาหามึงไหมไอ้ติณ?” ผมพูดอย่างหงุดหงิด “กูรู้สึกว่าตัวเองกำลังงี่เง่าเหมือนน้ำหนึ่งมากขึ้นทุกที”
“มึงเหมือนพี่น้ำหนึ่งตั้งแต่วันที่โทรมาหากูเรื่องจูบแล้ว” ติณว่าพลางเดินไปยังเคานท์เตอร์เครื่องดื่มก่อนจะสั่งชาเขียวเย็นให้เพื่อนสนิทที่กำลังหัวร้อน “มึงกำลังมีความรัก”
“กูรู้ และโคตรหงุดหงิดตัวเองเลยที่ปล่อยให้เรื่องพวกนี้มาทำให้กูประสาทเสีย มึงรู้ไหมทุกวันนี้กูเครียดแค่ไหน กูออกจากห้องไปทำงานแบบระแวงเพราะไม่รู้มันจะคุยกับผู้หญิงคนไหนบ้าง ทั้งๆที่มันบอกกูแล้วว่าเป็นเพื่อนกัน แต่กูก็ยังไม่สบายใจ”
“ทำไม? มันแสดงพฤติกรรมผีๆอะไรออกมา?”
“ก็หลายอย่าง กูแค่รู้สึกตอนนี้ทุกอย่างเป็นข้ออ้าง มันไม่ได้อยากไปเรียนต่อ แต่มันแค่หาทางลงเพื่อที่กูจะได้ไม่กลายเป็นผีบ้าเหมือนน้ำหนึ่ง”
“กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่าวันหนึ่งความสัมพันธ์แบบไร้สถานะที่มึงเคยพอใจนักหนาจะย้อนกลับมาทำร้ายมึงเอง? กูเตือนมึงแล้วใช่ไหมสอง?”
“กูรู้” ผมตอบเสียงสั่น ขอบตาร้อนผ่าวไปหมดเมื่อในหัวจินตนาการไกลถึงขนาดที่เราอาจจะต้องแยกกันจริงๆ “เราอยู่กันมาได้ตั้งสองปี ทำไมจะอยู่ต่อไปไม่ได้วะ?”

ติณณภพไม่ได้ตอบคำถาม หากแต่เสิร์ฟชาเขียวเย็นลงบนโต๊ะตรงหน้าของคนที่พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เจ้าของร้านหนังสือย้ายตัวเองไปนั่งบนเก้าอี้นวมที่อยู่ถัดไปก่อนจะลูบไหล่เมื่อผมเริ่มใช้สองมือปิดหน้า พยายามห้ามไม่ให้ตัวเองร้องไห้

“ร้องออกมาเถอะ อย่างน้อยมึงจะได้หายอึดอัด”
“กูไม่อยากเป็นแบบนี้เลยว่ะติณ”
“กูเข้าใจ”
“รู้ไหมวันเกิดกู มันไม่ทำอะไรให้เลยซักอย่าง ทั้งๆที่กูพยายามไม่คาดหวังแต่สุดท้ายกูก็ร้องไห้เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญ” ผมบอกเพื่อน “กูอยู่ของกูดีๆ กูเคยเข้มแข็งกว่านี้ ถ้ามันไม่คิดจะอยู่กับกูตลอดไปแล้ววันนั้นมันจูบกูทำไมวะ?”
“ตอนนั้นมันอาจจะชอบมึงไง แต่ตอนนี้ความรู้สึกเปลี่ยนไปแล้ว”
“กูทำอะไรผิดนักหนา?” ผมถามเพื่อนพลางใช้หลังมือกดเบ้าตาเพื่อห้ามไม่ให้ความอ่อนแอของตัวเองไหลผ่านแก้มเด็ดขาด “มันบอกกูว่าจะไม่ทำให้กูผิดหวังเหมือนที่แม่กับน้ำหนึ่งเคยเจอ แต่สุดท้ายก็ -- แม่งเอ๊ย”
“เออน่า อย่าเพิ่งคิดไกล มันอาจจะแค่เหนื่อยกับวิทยานิพนธ์ก็ได้”
“กูรู้สึกเหมือนมันกำลังจะไป กูคิดว่ามันมีเรื่องในใจแต่ไม่ยอมบอกกู หลังๆมันแทบไม่เอากับกูเลยด้วยซ้ำ”

ผมระบายความเสียใจให้ติณณภพฟังอย่างเจ็บช้ำ อีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดที่สุดหากคนของเรากำลังจะไปก็คือความห่างเหินของเรื่องบนเตียง หลายเดือนแล้วที่เราไม่ได้มีอะไรกัน ในขณะที่ผมพยายามเข้าหา ชวินทร์กลับตีตัวออกห่าง ไม่อยากสัมผัสผมเหมือนเมื่อก่อน แค่คิดเรื่องนี้ก็อยากร้องไห้จะแย่ ผมนึกโทษตัวเองเป็นร้อยเป็นพันครั้งที่ปล่อยให้ชวินทร์เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตมากเกินไป ทั้งๆที่ตอนแรกผมไม่เชื่อในความรัก ไม่คิดว่าเซ็กส์แบบไร้สถานะจะทำให้เสียความเป็นตัวเองขนาดนี้ แต่เพราะผมใจง่ายเหมือนน้ำหนึ่ง เพราะจูบนั้น ไอ้สิปปกรหน้าโง่ถึงต้องทรมานกับความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียกที่กำลังจะจบลงในอนาคตอันใกล้แบบนี้

“มึงอยากเลิกกับมันไหม?”
“เลิกอะไร? ในเมื่อทุกวันนี้กูเป็นใครในชีวิตมันกูยังไม่รู้เลย”
“งั้นมึงทำอะไรก็ได้ที่มึงสบายใจ” ติณณภพแนะนำ “ย้ายมาอยู่กับกูที่ร้านก็ได้ ชั้นสามยังพอมีห้องว่าง อย่างน้อยมึงก็ไม่ต้องเจอหน้ามัน ไม่ต้องทนเห็นพฤติกรรมห่าๆแบบนั้นอีก”

ผมพยักหน้ารับหงึกหงักก่อนจะยอมเอามือออกจากใบหน้า ผมหันไปหาเพื่อนสนิทที่กำลังมองมาด้วยความเป็นห่วงก่อนจะพูดขอบคุณเบาๆ เพราะถ้าหากไม่มีความช่วยเหลือของติณณภพแล้ว ป่านนี้ผมอาจจะหนีเตลิดไปที่ไหนก็ได้

“ติณ”
“อะไร?”
“กูจะตายไหม?” ผมถาม น่าตลกที่มันเป็นคำถามเดียวกันกับที่น้ำหนึ่งเคยถามเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด ไม่คิดเลยว่าวันนี้มันจะหลุดมาจากปากของผมเสียเอง “กูจะเจ็บจนตายไหม?”
“ไม่เคยมีใครตายเพราะความรัก” ติณณภพว่า “มันเจ็บเจียนตาย แต่สุดท้ายมึงจะไม่ตาย”
“งั้นให้กูตายห่าไปเลยดีกว่า”
“จะรีบตายไปไหนวะ บางทีมันอาจจะมีใครอีกคนที่เกิดมาเพื่อคู่กับมึงแทนไอ้วินก็ได้”

ผมไม่ตอบเพราะไม่เชื่อเรื่องความรักบ้าบออะไรนี่อีกแล้ว แม้ความสัมพันธ์ของผมกับชวินทร์จะยังไม่จบ แต่ผมก็ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้ว่าทางตันกำลังรอเราอยู่ ดังนั้นตอนที่ติณณภพเสนอให้ย้ายมาอยู่ร้านแทนที่จะเป็นคอนโดหลังนั้น ผมจึงไม่ปฏิเสธนอกจากรีบนั่งรถไฟฟ้าเพื่อไปเก็บกระเป๋า และโชคดีที่ชวินทร์ยังอยู่ที่นั่น ผมก็เลยได้มีโอกาสถามถึงสถานะไร้ชื่อเรียกนี่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เราจะแยกจากกัน พร้อมกับรอยแผลที่ฝังลึกเอาไว้ในใจของสิปปกรไปตลอดกาล




 วันนั้นฝนตกหนัก ผมวิ่งลงจากรถแท็กซี่ตัวเปียกซ่กแต่ก็ไม่รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนนอกจากอยากไขประตูเข้าไปในห้องเพื่อจัดการความข้องใจนี่ให้จบๆ ชวินทร์ยืนอยู่ตรงบานประตูระเบียงราวกับกำลังรอผมอยู่ เราสบตากันชั่วครู่ เขาก็พูดขึ้นมาว่า

“เราตัดสินใจได้แล้ว เราจะไปเรียนต่อ”
“อืม”

ผมขานรับในลำคอราวกับไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ไม่ถามถึงอนาคตของเราเพราะรู้ดีว่ามันคงจบลงตั้งแต่วินาทีนี้ ทั้งๆที่มันก็แค่การไปเรียนต่อ เราน่าจะยังสามารถคุยกันหรือประคับประคองความสัมพันธ์นี้ไปเรื่อยๆได้ แต่ผมกลับรู้ดีว่าชวินทร์ไม่มีทางทำแบบนั้นเพราะพ่อกับแม่ของหมอนั่นแสดงออกชัดเจนตั้งแต่แรกว่าไม่พอใจที่ลูกชายของตัวเองเป็นเกย์ และย้ายมาอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับสิปปกรผู้ไม่มีงานประจำ

ชวินทร์พยายามยกเหตุผลร้อยแปดมาอธิบาย หมอนั่นเอาแต่พูดว่าตัวเองมีอนาคตไกลและไม่อยากให้ความสัมพันธ์ค้างคาของเราทำให้เสียสมาธิกับการเรียน ผมแค่นยิ้มเมื่อวินพูดถึงสถานะของเรา หลังจากที่ฟังไอ้ลูกแหง่ที่ชีวิตทำห่าอะไรไม่เป็นนอกจากพึ่งพาพ่อแม่พูดพล่ามว่าทำไมเราถึงคบกันไม่ได้ ผมจึงถามต่อว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา สิปปกรเป็นอะไรในชีวิตของชวินทร์กันแน่

“สองเป็นเพื่อน -- เพื่อนที่ดีที่สุดของเรา”

เพื่อนที่ดีที่สุด?
เพื่อนประเภทไหนเอากันวะ ไอ้สัส

คำแก้ตัวโง่ๆจากปากของชวินทร์ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด มันมีแต่คำโกหก คำพูดสวยหรูเพื่อให้ตัวเองกับครอบครัวดูดีก็เท่านั้น ต่อให้ชวินทร์จะพูดว่าทุกอย่างคือความจำเป็น เราต้องเลิกกันเพราะเขาจะไปเรียนต่อ และสิปปกรไม่สามารถตามติดหมอนั่นไปทุกที่ได้ แต่ลึกๆในใจเราต่างรู้ดีกว่ามันก็แค่เรื่องตอแหล ชวินทร์ก็แค่ทำให้มันจบแบบสวยๆ เพราะถ้าหากผมเสียใจจนสติแตกเหมือนวันนั้นเมื่อไหร่ คอนโดนี้ได้ลุกเป็นไฟแน่

น่าแปลกที่ตอนนั้นผมไม่มีน้ำตาซักหยด ไม่มีคำด่าทอหรือคำพูดสาดเสียเทเสีย หรือการขุดเรื่องเก่าๆมาทะเลาะเหมือนเช่นทุกที สิ่งที่ผมทำคือยิ้มและแสดงความยินดีว่าขอให้ชวินทร์ประสบความสำเร็จ แล้วเก็บกระเป๋าเตรียมย้ายไปอยู่กับติณณภพ

“สอง”

ชวินทร์เรียกเมื่อผมขนของทุกอย่างมาถึงหน้าประตู ผมมองใบหน้าขี้เล่นซุกซนของคนคุ้นเคยเป็นครั้งสุดท้าย หยดน้ำตาเริ่มคลอเบ้าเมื่อคิดได้ว่าหลังจากนี้เราอาจจะไม่ได้โคจรมาพบกันอีก วินกำลังจะไปอังกฤษ และผมก็ต้องไปตามทางของตัวเอง เราปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่รอบกาย ไม่มีแม้แต่คำอำลาหรือกอดสุดท้าย มีแค่เสียงฟ้าร้องเท่านั้นที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากกว่าปกติ หลังจากสบตากันอยู่นาน ชวินทร์ก็พูดขึ้นมาว่า --

“ขอคีย์การ์ดคืนด้วย”


สัส




5 ปีต่อมา
บางบัวทอง นนทบุรี


[อีเมลแนะนำเรื่องปรับสำนวนน่ะ ได้เปิดอ่านหรือยัง?]
“ครับ ผมดูคร่าวๆแล้ว”

ผมกรอกเสียงลงในสาย มือขวาสัมผัสหน้าจอแท็บเล็ตด้วยความคล่องแคล่วเพื่ออ่านตัวอย่างนิยายที่ได้รับมอบหมายก่อนจะเอี้ยวตัวเพื่อดูปฏิทินด้านหลัง

[สามเดือนได้ไหม?]
“สี่เดือนเถอะครับ มันหนาเกือบสี่ร้อยหน้า แบคกราวน์ก็เยอะ ผมกลัวแปลไม่ทัน”
[ปกติสองแปลเร็วจะตาย พี่ก็คิดว่าเรื่องนี้น่าจะปิดไวเสียอีก]
“ผมทำงานเร็วก็จริงแต่อยากเผื่อเวลาไว้ตรวจแก้ก่อนส่งให้พี่ด้วยอ่ะ” ผมบอกพี่ดาวซึ่งเป็นบรรณธิการที่ทำงานกันมาหลายครั้ง “งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ส่งสัญญามาได้เลย ผมเซ็นแล้วจะส่งกลับไปให้นะครับ”
[โอเค เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ให้เด็กไปส่งให้]
“ครับ ขอบคุณครับพี่ดาว สวัสดีครับ”

หลังวางสาย สิปปกรวัยสามสิบก็บิดขี้เกียจด้วยความเมื่อยล้าบนเก้าอี้ทำงานที่อยู่บนชั้นสามของร้านหนังสือ กู้ด รี้ดดิ้ง ซึ่งมีติณณภพเป็นเจ้าของ ตั้งแต่วันนั้นผมก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวร คอยรับงานแปลอิสระไปพร้อมกับช่วยดูแลร้านหนังสือที่เริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเจ้าของหนุ่มไฟแรงผันไปทำด้านบริหารงานเต็มตัว ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับที่ซุกหัวนอน ผมจึงอาสาช่วยดูแลร้าน และคิดอีเวนท์ใหม่ๆตอบสนองความต้องการของนักอ่านอีกทาง

ถ้าถามว่าสิปปกรช่วงอายุสามสิบต่างจากตอนอายุยี่สิบสี่อย่างไร ผมก็คงให้คำตอบโดยชัดๆไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่น้ำหนึ่งกับติณชอบพูดบ่อยๆว่าผมกลายเป็นหนอนหนังสือที่วันๆไม่คิดจะทำอะไรนอกจากขลุกตัวอยู่ในร้าน ทำงานแปล และเขียนบทความเท่านั้น ซึ่งสำหรับผมแล้วมันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง ตอนอายุยี่สิบสี่ ผมก็เป็นนักอ่านที่หาหนังสืออ่านไปเรื่อยอยู่แล้ว แต่เพราะช่วงนั้นดันโง่ไปทุ่มเทให้กับสิ่งไร้สาระที่เรียกว่าความรัก มันจึงเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เสียความเป็นตัวเองไป แต่โชคดีที่ยังได้มันกลับคืนมา

“จดหมายของมึง”

ติณณภพที่ไม่รู้ว่ามาถึงร้านตั้งแต่เมื่อไหร่พูดขึ้นพลางโยนซองกระดาษลงบนโต๊ะทำงาน รูปร่างกำยำมีกล้ามเนื้อคงเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันได้ว่าติณแข็งแรงขึ้น ในขณะที่นายสิปปกรยังคงตัวเท่าเดิม ผอมแห้งเก้งก้างแต่ลงพุง สวมแว่นสายตาหนาๆ และหมดเงินไปกับการซื้อหนังสืออย่างบ้าคลั่งเท่านั้น

“จะไม่กลับไปเยี่ยมแม่หน่อยเหรอ?”
“คงไม่ รำคาญพ่อกับแม่ เถียงกันไม่หยุด”
ติณณภพหัวเราะ “ก็ตามใจ แล้วนิยายที่พี่ดาวจะให้มึงแปลล่ะ? ตกลงมึงผ่านไหม หรือคนอื่นได้ไป?”
“ผ่าน กูอาจจะกลายเป็นผีเฝ้าร้านมึงอีกซักพัก”
“ตามใจเถอะ ทุกวันนี้ลูกน้องกูเห็นมึงเป็นเจ้าของร้านมากกว่ากูอีก”

ผมหัวเราะขำเพราะตั้งแต่ย้ายออกจากคอนโด ผมก็ปิดกั้นตัวเองด้วยการจมดิ่งในห้องพักเล็กๆบนชั้นสามของร้าน กู้ด รี้ดดิ้ง แทนที่จะกลับบ้าน ผมไม่อยากทำให้ทุกคนไม่สบายใจที่เห็นผมร้องไห้เหมือนน้ำหนึ่ง ใช่ ร้องเป็นคนบ้า หลังโดนทวงคีย์การ์ดแทนที่จะเป็นอ้อมกอดอำลา ผมก็ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง โวยวายถึงความเจ็บช้ำให้ติณฟังนานหลายชั่วโมง ดื่มจนเมากลิ้ง ร้องกลางสายฝนเพราะรู้สึกหดหู่จนอยากตัวเปียก แต่พอผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ผมก็เข้าใจโลกมากขึ้น ความรักมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์จริงๆอย่างที่เคยคิดไว้ ชวินทร์ได้นอนกับผมฟรีๆ ส่วนผมก็ได้พักฟรีในคอนโดหรูกลางเมืองเกือบสองปี ถือว่าวินๆกันไป

หลังจากวันนั้น สิ่งที่ช่วยเยียวยาหัวใจที่เต็มไปด้วยรอยแผลก็มีแค่กองหนังสือ ผมทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังด้วยการงดเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่เป็นเดือนๆโดยมีไอ้ติณทำหน้าที่ส่งข่าวให้รับรู้ น้ำหนึ่งมาหาผมที่ร้านหลายครั้งเมื่อรู้ว่าน้องชายที่เคยแข็งกระด้างกลายเป็นบ้าเพราะความรัก แต่น่าแปลกที่พี่สาวตัวดีกลับไม่ซ้ำเติมซักคำ แถมยังกอดและลูบหัวอย่างเข้าอกเข้าใจจนผมขนลุกเพราะปกติเราสองคนพี่น้องไม่เคยแสดงความรักกันเลย

“ฉันเข้าใจแกนะ ความรักมันก็เหี้ยแบบนี้แหละ”
“อย่ามาพูดว่าเข้าใจถ้าพี่ยังเปลี่ยนแฟนอยู่แบบนี้”

ผมนึกสงสัยจริงๆว่าอะไรทำให้น้ำหนึ่งไม่รู้จักเข็ดจักจำ สำหรับผม ชวินทร์คือเรื่องที่แย่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิต ประสบการณ์ครั้งเดียวกับความรักถือว่าเกินพอแล้ว ทว่าน้ำหนึ่งที่อกหักมาเป็นสิบๆหนยังคงออกตามหาผู้ชายในฝันที่รักเธออย่างไม่มีข้อแม้ และในที่สุดน้ำหนึ่งก็ได้แต่งงานกับพนักงานธนาคารคนหนึ่งซึ่งเพิ่งทำความรู้จักได้ไม่กี่เดือนเพราะท้องป่อง

เยี่ยม...เยี่ยมไปเลยน้ำหนึ่ง แม่คงดีใจที่พี่ขยันสร้างความปวดหัวได้มากขนาดนี้

เรื่องของชวินทร์ไม่เคยมาถึงหูผมอีกเลยตั้งแต่วันที่ย้ายออก ไม่มีใครรู้ว่าหมอนั่นไปไหน ชะตากรรมเป็นยังไง ยังเป็นลูกแหง่ที่เรียนหนังสือเรื่อยๆตามที่แม่สั่งเหมือนเดิมหรือเปล่า ผมคิดว่าห้าปีคงนานมากพอที่จะทำให้รู้สึกเฉยๆเมื่อได้ยินชื่อคนรักเก่า ผมคงไม่เจ็บปวดหรือโกรธแค้นเมื่อต้องพูดถึงผู้ชายคนนั้น ทว่าซองสีขาวและกระดาษมีกลิ่นหอมอ่อนๆที่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็คงไม่ใช่การ์ดงานศพกำลังทำให้มือของผมสั่น และทำให้ผมโกรธจนแทบคลั่งเมื่ออ่านข้อความบนการ์ด

ปาลิตา ♡ ชวินทร์


ไอ้ -- เหี้ยเอ๊ย







Part 2 ต่อข้างล่างเช่นเคยนะคะ  :katai2-1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 10:52:16 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
1 [PART 1/2]


ถึงจะสบถคำหยาบแบบนั้น แต่สุดท้าย -- ผมก็มาร่วมงานจนได้

ผมยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้างานกับติณณภพ ผมเองก็อายุไม่ใช่น้อยๆ มีโอกาสไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนหลายหนแต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ทำให้ประหม่าได้มากขนาดนี้ เราสองคนสวมเสื้อเชิ้ตสีชมพูตามเดรสโค้ดที่บ่าวสาวกำหนดไว้เป๊ะๆ น่าแปลกที่งานเสียเงินแบบนี้ ทำไมต้องจุกจิกวุ่นวายกับเสื้อผ้าหน้าผมของแขกที่เอาเงินใส่ซองมาประเคนถึงที่ด้วย ผมหงุดหงิดขัดใจเพราะไม่ชอบสีชมพู แต่ไม่มีอะไรน่าหงุดหงิดเท่ากับการเห็นหน้าชวินทร์อีกครั้งในรอบห้าปี ผมพยายามทำตัวเองให้ปกติที่สุดด้วยการไม่แสดงสีหน้าว่าเจ็บช้ำแค่ไหนเมื่อต้องมองบ่าวสาวที่ยืนถ่ายรูปร่วมกัน แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะใบหน้าของชวินทร์ยังคงมองมาเหมือนวันแรกที่เรารู้จักกัน และเป็นภาพหลอนติดหัวซ้ำๆคอยตอกย้ำว่าชวินทร์ไม่ใช่ของผมอีกต่อไปแล้ว

“ไง”
“อืม” ผมขานรับคำทักทายสั้นๆ “สบายดีนะ?”
“สบายดีสิ สองล่ะ?”
“สบายดี”
“แล้วนี่มีงานประจำหรือยัง?”

เสือกอะไรกับชีวิตกูล่ะไอ้เหี้ย

“อ๋อ ยัง ก็เป็นฟรีแลนซ์เหมือนเดิม”

ชวินทร์พยักหน้ายิ้มๆ แต่ผมรู้ว่าในสมองคงวิพากษ์วิจารณ์ชีวิตสิปปกรเหมือนพ่อแม่ของเขาแน่ๆ นอกจากจะไม่ปลื้มที่ลูกชายเป็นเกย์แล้ว คุณพ่อคุณแม่ผู้สูงส่งเป็นชนชั้นอีลีทก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่นายสิปปกรไม่มีงานประจำ ซึ่งผมพยายามแล้ว ผมพยายามพาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบริษัทเอกชนแล้วนะ เพียงแค่มันไม่ใช่ตัวตนของผม มันไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับชีวิตหนอนหนังสืออย่างสิปปกร ดังนั้นผมจึงเลือกเดินเส้นทางนักแปล ตราบใดที่วงการหนังสือในประเทศไทยไม่ตายสนิท นักแปลอย่างผมก็คงไม่อดตาย คงมีเงินเข้ามาเรื่อยๆให้พอซื้อข้าวกินก็แล้วกัน

ผมบ่นในใจขณะยืนถ่ายรูปกันสี่คนหน้าแบ็คดร็อป เรายืนให้ช่างภาพกดชัตเตอร์สองครั้งก่อนจะทักทายกันตามประสาเพื่อน ชวินทร์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าดีใจมากที่ได้เห็นหน้าผมอีกครั้งโดยไม่แคร์สายตาคุณพ่อคุณแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง เรามีโอกาสจับมือกันสั้นๆด้วย มือของชวินทร์นั้นเย็นเยียบ ในขณะที่มือของผมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

“ดีใจนะที่สองมา”
“อืม”
“ไปนั่งด้านในสิ เราจัดโต๊ะเอาแล้ว ไม่ว่ากันนะถ้าต้องนั่งกับพวกหมูพี”
“ไม่เป็นไร ขอบใจนะ --”

ไอ้เวร

นอกจากเทกูแล้ว ยังจะให้กูไปนั่งฟังหมูพีอวดชีวิตดีๆของตัวเองกับผัวอีกเหรอ

ผมอยากจะต่อท้ายประโยคใจแทบขาดแต่ก็ทำไม่ได้นอกจากเดินตามติณณภพเข้าไปด้านใน บรรยากาศงานก็เหมือนงานแต่งทั่วไปแค่หรูขึ้นมาอีกระดับ มันอบอวลด้วยความรัก มีนักร้องดังๆมาร่วมร้องเพลงอวยพรเหมือนอย่างที่เคยเห็นในอินเตอร์เน็ต ผมทอดสายตามองไอ้ชวินทร์ที่ทำเหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นด้วยความแค้นใจ ทั้งๆที่ผมเจ็บแทบตาย แต่มันเสือกร่อนการ์ดมาให้ร่วมงานหน้าตาเฉย ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเลยทำไมถึงกล้าส่งการ์ดมาให้ผมร่วมยินดีอีก

แหม – หน้าด้านไม่มีใครเกิน แต่ผมจะสอนให้ไอ้ชวินทร์รู้ว่าคนอย่างสิปปกรใจกล้าหน้าด้านกว่าที่มันคิด ถ้ากล้าส่งการ์ดมาให้ ผมก็กล้ามาร่วมงาน แต่ซองที่หย่อนลงในกล่องมีแค่ธนบัตรมูลค่ายี่สิบบาทเพียงใบเดียว ผมจะแสดงความยินดีกับมันด้วยเงินจำนวนแค่นี้ น้อยกว่าที่เคยใส่ซองทอดกฐินวัดแถวบ้าน น้อยยิ่งกว่าบริจาคให้หมาจรจัดตามมูลนิธิ เพราะคนอย่างชวินทร์ – แม่งไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆจากสิปปกรอีก

“จะไปไหน?” ติณณภพถามเมื่อจู่ๆผมก็ลุกพรวดทั้งๆที่นักร้องรูปหล่อกำลังขับร้องบทเพลงอวยพรให้ความรักของทั้งคู่ยืนยาว “อีกนิดก็เลิกแล้ว ไหนมึงบอกว่าโอเคไงวะ?”
“กูแค่จะไปเข้าห้องน้ำ”
“รีบไปรีบมา”

ผมเดินผ่านแขกเหรื่อหน้างาน ผ่านบริกรที่กำลังเสิร์ฟอาหารกันอย่างวุ่นวายเพื่อตรงดิ่งเข้าห้องน้ำ ที่ต้องไปห้องน้ำก็เพื่อสงบสติอารมณ์ไม่ให้เป็นคนคลั่งจนพังงานแต่งงานราคาหลักแสนของชวินทร์ให้พินาศเหมือนตัวร้ายในละคร จังหวะที่กำลังเท้าแขนกับเคาน์เตอร์ล้างมือหน้ากระจก คนที่ผมไม่ค่อยอยากพบเท่าไหร่ก็เดินเข้ามาในห้องน้ำพอดี

“สองเหรอ?”

พีรพัฒน์ยิ้มหน้าบานเมื่อเห็นผมจ้องเงาตัวเองตาเขม็ง ผมจำเป็นต้องดึงสติกลับมาให้เร็วที่สุดเพื่อตั้งรับบุคคลอันตรายคนนี้ เราส่งยิ้มให้กันและถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตามประสาคู่กัดที่ไม่ได้เจอกันตั้งแต่เรียนจบ หมูพีเปลี่ยนไปเยอะมาก เขาไม่ใช่คนน่ารักสดใสเหมือนสมัยเรียน เขาดูแก่ขึ้น เริ่มมีริ้วรอยและแววตาเศร้าหมองไม่ร่าเริงเหมือนเคย ผมได้แต่นึกสงสัยว่าเข้าช่วงมรสุมตบตีกับผัวหรือไงถึงได้ปล่อยตัวเองให้ผอมจนหน้าตอบเหมือนคนป่วยขนาดนี้ แต่ผมยังมีมารยาทพอที่จะไม่ถามจึงได้แต่เล่นเกมถามตอบตามแพทเทิร์นเดิมๆ

“เป็นไงบ้าง? ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่?”

หมูพีถามเป็นฝ่ายเริ่มเกมก่อน หลังเรียนจบ คุณไม่สามารถเลี่ยงคำถามนี้ได้เลยเพราะใครๆต่างอยากรู้ว่าเส้นทางชีวิตของคุณประสบความสำเร็จตามสูตรในกระทู้พันทิปหรือไม่ ผมได้แต่ยิ้มฝืนๆตอบหมูพีไปว่าเป็นฟรีแลนซ์ และโกหกนิดหน่อยเกี่ยวกับงานที่ตัวเองทำเพื่อไม่ให้ดูน่าสมเพชในสายตาของเพื่อนคนเก่งที่ยืนตรงหน้า หากว่ากันตามตรง ผมคือคนตกมาตรฐานเมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ในขณะที่คนอื่นได้เงินเดือนเกือบครึ่งแสนและเริ่มมีบ้านมีรถเป็นของตัวเอง สิปปกรกลับอาศัยอยู่บนชั้นสามในร้านหนังสือของเพื่อนสนิท เงินเดือนไม่แน่นอน แต่ก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้รอดไปเรื่อยๆได้

“แล้วพีล่ะ? ทำอะไรอยู่? พี่อู๋ไม่มาด้วยเหรอวันนี้?”

พีรพัฒน์หน้าเสียเมื่อผมพูดถึงพี่อู๋ แววตาของเขาเศร้าอย่างเห็นได้ชัดจนเดาได้ว่าคงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น และมันก็จริงอย่างที่คิด หมูพีเลิกกับพี่อู๋แล้ว ตอนแรกพีไม่บอกว่าทำไม แต่เมื่อถึงจุดที่ทนความคับข้องใจไม่ไหวเขาก็เล่าให้ฟังว่าที่เลิกกันเพราะคนรักของเขานอกใจ ไปคว้าเด็กกำพร้าจากฝั่งธนมาอยู่ด้วยจนความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้

“เด็กกำพร้า? บ้าเหรอ พี่อู๋คิดอะไรอยู่วะ?”

ผมแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อพีรพัฒน์ด้วยการตำหนิพี่โชนในโลกของสิปปกร จริงๆผมแอบคิดเหมือนกันว่าทั้งคู่ไปไม่รอดหรอก แต่ไม่นึกว่าจะคบกันนานขนาดนี้ เกือบสิบปีเลยนะที่พวกเขาคบกันและอยู่กินกันเป็นผัวเมีย ระยะเวลาตั้งสิบปียังเลิกได้ นับประสาอะไรกับชีวิตรักของชวินทร์และสิปปกร ความรักนี่ไม่คงทนถาวรอย่างที่คิดเลยจริงๆ

“แต่คนเราต้องมูฟออนต่อไปนะเว้ย” ผมบีบมือพีรพัฒน์ครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน พอไม่ได้เป็นคู่แข่งในห้องเรียนก็ไม่มีเหตุผลต้องเกลียดหมูพีอีก “แกเป็นคนเก่งและน่ารัก วันนึงแกต้องเจอคนที่รักแกมากแน่ๆ”

พูดถึงตรงนี้ – หมูพีก็เศร้ากว่าเดิม ผมเป็นประเภทรับมือกับความเศร้าของคนอื่นไม่ได้จึงทำเพียงยืนฟัง (หรืออีกความหมายคือเสือก) เรื่องของพวกเขาทั้งสองคนเงียบๆ ถ้าสิ่งที่หมูพีเล่าคือเรื่องจริง พี่อู๋ที่เป็นไอดอลในดวงใจของผมนี่ใจร้ายใช่เล่น นอกจากจะมองข้ามความปรารถนาดีที่หมูพีมอบให้แล้วยังนอกใจไปคว้าเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาอยู่ด้วยอีก เราพูดคุยกันนิดหน่อยเพราะหมูพีไม่ใช่ประเภทด่าผัวให้คนไม่ค่อยสนิทฟัง ดังนั้นหลังจบการเล่าคร่าวๆว่าเลิกกันทำไม ผมก็ถามหมูพีต่อว่าชีวิตเป็นไงบ้าง ทำงานที่ไหน ซื้อบ้านซื้อรถหรือยัง

สรุป -- ผมเองก็ขี้เสือกไม่ต่างจากคนอื่นเลยว่ะ

“เรากำลังจะไปอเมริกา” พีรพัฒน์ยิ้มบาง “เราว่าเราอยู่ไทยไม่ได้แล้วล่ะ อีกซักพักเลยกว่าจะทำใจยอมรับได้ เอ้อ – เราว่าจะถามแต่ก็เกรงใจ แต่ไหนๆก็คุยกันเยอะแล้วงั้นถามเลยดีกว่า สองไม่รู้สึกอะไรเหรอถึงมางานแต่งของวินได้?”
“มันนานจนลืมไปแล้วว่าเคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น”
“เก่งจัง เราอยากเข้มแข็งให้ได้ซักครึ่งนึงของสองบ้าง” หมูพีพึมพำ “แต่แค่คิดว่าต้องไปงานแต่งพี่อู๋ เราก็อยากตายแล้ว”
“ก็อย่าคิดสิ พี่อู๋คงไม่แต่งงานเร็วๆนี้หรอก”
“ใครจะไปรู้ เขารักไอ้เด็กนั่นหัวปักหัวปำจะตาย”
“บ้าเหรอ เด็กคนนั้นเพิ่งจะอายุสิบเจ็ด พี่อู๋เองก็เป็นผู้ใหญ่ เขาไม่น่าโง่ถึงขนาดจัดงานแต่งกับเด็กหรอกมั้ง จัดไปก็มีแต่คนด่า เขาคงฉลาดพอที่รู้ว่าควรแต่งตอนไหน --” ผมเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองปากเสียที่พูดราวกับว่าในอนาคตพี่อู๋กับเด็กกำพร้าคนนั้นจะได้แต่งงานกันจริงๆงั้นแหละ “อย่าคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดเลยพี ไม่แน่สองคนนั้นอาจจะไปไม่รอดก็ได้”
“เราหวังว่าจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน ไม่มีใครทนพี่อู๋ได้หรอก สันดานเสียขนาดนั้น”

แต่แกก็ใช่ย่อยเหมือนกันน้าหมูพี –

“สองนั่งโต๊ะเดียวกับเราใช่ไหม? ไปที่โต๊ะกันเถอะ คงได้เวลาตัดเค้กแล้ว”

พีรพัฒน์ชวน ผมจึงพยักหน้าและเดินกลับโต๊ะ คิดว่าคงไม่โกรธหรือหงุดหงิดอารมณ์เสียหากได้พูดคุยกับเพื่อนๆสมัยเรียนอีกครั้งทว่าผมคิดผิด การนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนหกคนที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางมนุษย์เงินเดือนและธุรกิจส่วนตัวเป็นอะไรที่กดดันมาก ลึกๆผมรู้สึกแย่ที่ตัวเองไม่ได้เกิดมาในครอบครัวพื้นฐานดี พ่อกับแม่ไม่รวยถึงขนาดดาวน์รถให้ทันทีหลังเรียนจบ ไม่มีเงินสนับสนุนช่วยเหลือตอนว่างงาน หรืออนุญาตให้มีแก็ปเยียร์ไปเวิร์คแอนด์ทราเวลเหมือนใครๆ สิ่งที่ผมทำหลังเรียนจบคือเริ่มหางานทันที ผมต้องหาเงินเลี้ยงตัวเองเพราะที่บ้านไม่สามารถซัพพอร์ตช่วยเหลือตรงนี้ได้ในขณะที่เพื่อนๆส่วนใหญ่ล้มบนฟูก แม้แต่ติณณภพเพื่อนสนิทก็เปิดร้านขายหนังสือและกลายเป็นเจ้าของร้านไฟแรงได้เพราะพ่อแม่มีเงินทุนให้ยืม สวนทางกับสิปปกรที่ไม่มีอะไรเลยซักอย่างนอกจากบ้านสองชั้นซึ่งยังผ่อนไม่หมดของพ่อกับแม่ รถเก๋งที่อายุการใช้งานหลายปีหนึ่งคัน และเงินเก็บที่มีไม่ถึงสามหมื่นบาทเท่านั้น

“เดี๋ยวเดือนหน้าก็ต้องตามบอสไปอินโดด้วย แม่ง โคตรเซ็งเลยว่ะ อยากไปญี่ปุ่นมากกว่า เห็นพวกเอกญี่ปุ่นบินตามนายบ่อยๆแล้วโคตรอิจฉา รู้อย่างเรียนญี่ปุ่นก็ดี”

เพื่อนร่วมเอกคนหนึ่งบ่นเซ็งๆโดยมีทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนนายสิปปกรที่ไปไกลสุดแค่หัวหินได้แต่คิดในใจว่ามีโอกาสเยอะว่าคนอื่นมันดีแค่ไหนแล้ว ได้ไปเมืองนอก ได้ตำแหน่ง ได้เงินเดือนเฉียดแสน แถมปลายปีมีโบนัสให้อีก ไม่รู้จะบ่นทำไมกับแค่ได้ไปอินโดนีเซีย ถ้าเป็นผมคงเตรียมกระเป๋าล่วงหน้าเป็นเดือนเพราะตื่นเต้นที่จะได้ก้าวเท้าออกจากประเทศไทยเหมือนคนอื่นเขาบ้าง

“แล้วสองล่ะทำอะไรอยู่? เป็นฟรีแลนซ์สบายแน่เลย ไม่ต้องทำงานตามรูทีน*”

สบายกับผีสิ –

ในยุคที่ทุกคนคิดว่าฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่มีอิสระทางการเงินและเวลา น้อยคนที่จะรู้ว่าความยืดหยุ่นก็ทำร้ายเราเหมือนกัน หลายครั้งที่ลูกค้านักศึกษาเอางานด่วนมาให้แปลและขอก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ผมต้องหลังขดหลังแข็ง ถ่างตาแปลเปเปอร์วิชาการตั้งสิบกว่าหน้าให้เสร็จภายในเวลาไม่ถึงสิบชั่วโมง มันไม่อิสระสุดๆอย่างที่ใครคิด ผมไม่สามารถจัดตารางตามใจตัวเองได้หากมีงานร้อนเข้ามาจริงๆ ซึ่งบางครั้งมันก็ต้องยอมแลก เพราะถ้าปฏิเสธบ่อยๆเราจะเสียคอนเนคชั่นจนทำให้ขาดรายได้ไป ดังนั้นเพื่อเงินผมจึงต้องฝืนสังขารหลายครั้ง แต่ไม่มีใครเห็นช่วงที่ผมหัวหมุนทำงานหรอก ทุกคนคิดแค่ว่ามันสบาย รายได้ดี อาชีพอิสระที่ใครๆก็ทำได้ เออ – ถ้าใครๆก็ทำได้ งั้นลองมาทำดูสิ แล้วจะรู้ว่าฟรีแลนซ์ไม่สบายอย่างที่คิด

“ว่าแต่ร้านมึงเป็นไงวะติณ? เห็นวันก่อนมีคลิปสัมภาษณ์มึงในเฟสบุ๊กด้วย ดังระเบิดไปเลยเพื่อนกู สุดยอดจริงๆ สมแล้วที่จบอักษร”
“ก็ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก จริงๆร้านกูไม่มีอะไรเลยถ้าไม่ได้ไอ้สองช่วยคิดอีเว้นท์โปรโมทให้ อย่างวันก่อนที่ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ก็ไอเดียไอ้สอง กูแค่ดูเรื่องการตลาดกับบัญชีแต่คนต้นคิดคือไอ้สองล้วนๆ” ติณยกความดีความชอบให้ผมทั้งๆที่ไม่จำเป็นอีกแล้ว
“ไม่หรอก ถ้าเจ้าของร้านไม่เก่งยังไงมันก็เจ๊งอยู่ดี”

แต่สปอร์ตไลท์ก็ไม่เคยส่องมาถึงสิปปกรอีกเช่นเคย

ผมอึดอัดทุกครั้งที่ใครต่อใครเข้ามาแสดงความยินดีกับติณณภพเรื่องร้านกู้ด รี้ดดิ้ง แม้ติณจะบอกตลอดว่าแผนการโปรโมตส่วนใหญ่มาจากผม มาจากนายสิปปกรคนที่ไม่มีงานประจำ แต่ทุกคนจะพูดว่า ไม่หรอก ไม่จริงน่า ร้านได้ดิบได้ดีเพราะความเก่งกาจของติณคนเดียว มันน่าเจ็บใจจริงๆที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่เคยมีใครมองเห็นศักยภาพในตัวผม ถึงไม่มีใครสนใจ ใช่ว่าผมจะแค้นฝังลึกถึงขนาดไม่อยากช่วยเพื่อนทำงานในร้านต่อ ยังไงไอ้ติณก็ดีกับผมมากในฐานะเพื่อนสนิท และเพื่อตอบแทนสำหรับน้ำใจที่หยิบยื่นให้กันมาเสมอ ผมจึงไม่ลังเลหากต้องวางแผนโปรโมทกู้ด รี้ดดิ้งต่อไปเรื่อยๆ เพราะร้านหนังสือร้านนี้เป็นเหมือนของรักของผมเหมือนกัน

หลังคุยเรื่องร้านหนังสือจบ พวกเขาก็ย้ายสปอร์ตไลท์ไปที่คนอื่นๆ ผมว่างานแต่งงานของชวินทร์เหมือนงานเลี้ยงพบปะอวดชีวิตมากกว่า ทุกคนต่างพูดแต่ด้านดีๆของตัวเองแม้กระทั่งผมก็เช่นกัน ไม่มีใครผลัดกันเล่าว่าตัวเองพบเจอความเฮงซวยอะไรบ้าง มีแค่อวดบ้านอวดรถ อวดงาน อวดผัว อวดครอบครัว พูดแต่สิ่งดีๆน่าอิจฉาจนวนกลับไปที่หมูพีอีกครั้ง ผมว่าปีนี้คงเป็นปีชงของพี เพราะปกติเขาชอบอวดชีวิตตัวเองให้เพื่อนทุกคนหมั่นไส้ทว่าคราวนี้กลับไม่มีเรื่องอะไรจะพูดเนื่องจากเพิ่งเลิกกับแฟน และเรื่องราวแสนเศร้านั้นกระฉ่อนทั่วเฟสบุ๊กยิ่งกว่าข่าวดาราเลิกกันเสียอีก แหงสิ – มาสค็อตคู่รักร่วมเพศของคณะอักษรแตกหักทั้งที จะให้เงียบๆจากกันไปอย่างธรรมดาได้ไง ต้องผสมโรงซักนิด ต้องด่ากันซักหน่อย ผมล่ะอยากให้พี่อู๋โผล่เข้ามาตอนนี้จริงๆ เขาคงหน้าซีดแน่ๆถ้าได้ยินว่าเพื่อนของแฟนเก่าพูดถึงเขายังไงบ้าง

“ไม่เป็นไรเนอะพี เดี๋ยวไปอเมริกาก็หาผัวฝรั่งดีๆซักคน” มิ้นเพื่อนรักเอนตัวไปกอดหมูพีแล้วลูบหัวเบาๆ “อยู่นู่นอ่ะดีแล้ว พักใจนะมึง หายเจ็บเมื่อไหร่ก็กลับมา”

มิ้นพูดเหมือนหมูพีหนีไปอกหักที่ชลบุรีงั้นแหละ แต่ว่าไม่ได้ เพราะสำหรับเพื่อนกลุ่มนี้การไปเมืองนอกไม่ใช่เรื่องยากเลย นี่แหละนะชีวิตชนชั้นปกครอง อกหักอยากพักใจก็ย้ายประเทศได้ ส่วนชนชั้นกลางอย่างผมน่ะเหรอ อกหักเมื่อไหร่ มากสุดก็ทำได้แค่ย้ายจังหวัด มึงหักอกกูที่กรุงเทพใช่ไหม ได้ กูย้ายมาอยู่นนทบุรีเลย เป็นไงล่ะ ไกลเหมือนกัน มูฟออนได้เหมือนกันโดยไม่ต้องบินไกลถึงอเมริกา

“เสียบเลย”
“อะไร?” ผมเงี่ยหูฟังไอ้ติณที่โน้มตัวมากระซิบใกล้ๆ
“โอกาสมึงมาถึงแล้ว เสียบเลย พี่อู๋กำลังเปลี่ยวไม่มีใครพอดี”
“เสียบเหี้ยอะไร มึงรู้หรือยังว่าเขาเอาเด็กกำพร้ามาเลี้ยงในบ้าน?”
“รู้ แต่ก็แค่รับมาเลี้ยงหรือเปล่า? กูได้ยินว่าน้องชายพี่อู๋ฆ่าตัวตายเมื่อปีก่อน คงเอามาเลี้ยงแทนน้องแหละ ไม่น่าจะมีอะไร”
“คิดเองเออเองเก่งจังเลยนะมึงอ่ะ”

ผมเบะปากใส่ติณ แต่ยอมรับว่าลึกๆก็เริ่มคิดถึงคนในฝันที่ทำได้แค่ฝันเหมือนกัน ผมไม่ได้ชอบพี่อู๋ถึงขนาดอยากได้เป็นแฟนหรืออยากมีตัวตนในชีวิตของเขาขนาดนั้น พี่อู๋ก็แค่พี่โชนในโลกส่วนตัวของผม ต่างกันที่เขาจะไม่มีวันเป็นความจริงเพราะผมต้องการเก็บพี่อู๋ไว้ปลื้มอยู่อย่างนั้น ไม่อยากทำลายภาพจำดีๆที่เคยมีต่อเขา แม้ว่าตอนนี้หมูพีจะสาปส่งพี่อู๋จนผมระแคะระคายก็เถอะ แต่ให้เข้าไปแทรกกลางคงเป็นไปไม่ได้ พี่อู๋ควรเป็นแค่คนในฝัน ไม่ควรออกมาเพ่นพ่านเป็นขี้เมาหรือขี้เอาในชีวิตจริงของสิปปกรเด็ดขาด

 บทสนทนาเริ่มติดลมมากขึ้นเมื่ออาหารทยอยเสิร์ฟ พวกเราแทบไม่สนใจบ่าวสาวในงานเลยเพราะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนๆน่าสนใจมากกว่าเยอะ ทุกคนอาจจะเมินเฉยชวินทร์ได้เพราะเป็นแค่เพื่อนกันเฉยๆ แต่สำหรับแฟนเก่าอย่างผมแล้วการต้องเห็นคนที่เราเคยรักได้ลงเอยกับคนอื่นมันเจ็บปวดใจแทบบ้า ขอบตาร้อนผ่าวไปหมดแค่เห็นพรีเซนเทชั่นแต่งงานของทั้งสองคน ในขณะที่ชวินทร์หันไปส่งยิ้มให้ภรรยา เขาจะจำได้บ้างไหมว่าครั้งหนึ่งเราก็เคยมองกันด้วยแววตาแบบนั้น ผมไม่แปลกใจที่วินแต่งงานกับผู้หญิงเพราะรู้ว่าเขาไม่ใช่เกย์ เขาเป็นไบเซ็กส์ชวลที่อยากลองคบผู้ชายดูซักครั้ง และจังหวะนั้นนายสิปปกรก็แค่ผ่านมาพอดี เราก็แค่คุยกันถูกคอ แค่รู้สึกอยากอยู่ด้วยกันในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อชวินทร์ใช้ชีวิตไปซักระยะก็ตกตะกอนได้ว่าจริงๆแล้วเป้าหมายในชีวิตของเขาคืออะไร

ชวินทร์แค่อยากเป็นผู้ชายธรรมดา

เขาอยากมีชีวิตตามสูตรสำเร็จของสังคม เขาอยากเรียนจบปริญญาเอก มีงานประจำดีๆ แต่งงานกับผู้หญิงตระกูลใหญ่โตซักคน จากนั้นก็มีลูก เฝ้ามองเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเข้าสู่วัยเกษียณโดยมีความสำเร็จของลูกๆเป็นเครื่องปลอบประโลมจิตใจวนไป ชวินทร์ใฝ่หาชีวิตแบบนี้ในขณะที่สิปปกรไม่สามารถให้เขาได้ นอกจากจะไม่มีมดลูกแล้ว ทัศนคติในการดำรงชีวิตของเราก็ต่างกัน ไม่แปลกที่ชวินทร์ไม่อยากเสียเวลาคบกับผมต่อ และก็ไม่แปลกที่ผมจะเสียใจ หรือรู้สึกรับไม่ได้เมื่อต้องคิดถึงเรื่องราวของเราอีกครั้ง

“จะไปไหนอีกวะ?”

ติณณภพถามเมื่อผมลุกขึ้นพรวดพราดอีกหน คราวนี้ผมไม่ต้องการไปห้องน้ำแล้ว การล้างหน้าและจ้องตาตัวเองในกระจกไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ผมคิดถึงแค่น้องหรี่ในกระเป๋ากางเกง ในเวลาเฮงซวยแบบนี้จะหนีไปไหนพ้นถ้าไม่ใช้บุหรี่เป็นตัวช่วย

“เออ รีบไปรีบมาก็แล้วกัน”

ผมพยักหน้ารับและก้าวเท้าออกจากห้องเลี้ยงตรงดิ่งไปยังชั้นล่างของโรงแรมอย่างรวดเร็ว หลังจากเดินออกมาไกลจากความวุ่นวายได้พอสมควร ผมก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด เสียงไฟดัง แชะ! ขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิมเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเผลอหยิบไฟแช็กอันเก่ามาใช้

“ถ้าไม่รังเกียจ ยืมของผมก็ได้นะครับ”

เสียงผู้ชายเรียกให้ผมที่กำลังหัวเสียต้องหมุนตัวมอง ชายแปลกหน้าในชุดสูทสีกรมท่าชวนให้ประหลาดใจนิดหน่อยเพราะตอนแรกที่เดินมาแถวนี้ไม่มีวี่แววของแขกเลยซักคน ผมขานรับเบาๆในลำคอเป็นการตอบรับคำเชิญก่อนจะรับไฟแช็กมาจุดแล้วเริ่มอัดควันเข้าปอดตามที่ต้องการ ไม่ว่าหมอนี่จะเป็นใครหรือมาจากไหน แค่หยิบยื่นน้ำใจด้วยการจุดบุหรี่ให้ก็ถือว่าเป็นคนดีใช้ได้

“ผมเห็นหน้าคุณดูเครียดๆ” ชายแปลกหน้าชวนคุย “มางานแต่งเพื่อนเหรอครับ?”
“ไม่เชิงเพื่อนครับ มันค่อนข้างอธิบายยาก”

ผมตอบพลางพ่นควันขึ้นไปบนอากาศ แม้จะงุนงงนิดหน่อยว่าหมอนั่นจะสาระแนอะไรกับสีหน้าของคนอกหัก แต่เห็นแก่ไฟแช็กที่ทำให้ได้สูบบุหรี่แก้เซ็ง ผมจะปล่อยผ่านไปก็แล้วกัน

“เป็นคนรู้จักฝ่ายไหนของบ่าวสาวเหรอครับ?”
“เจ้าบ่าวครับ”
“คุณคงเป็นเพื่อนเขา”
“เปล่าครับ” ผมเหยียดยิ้ม “เป็นแฟนเก่า”
“แฟน?”
“ครับ เราเคยเดทกัน ก็แค่สองสามปี ไม่นานหรอก”

ชายแปลกหน้าอ้าปากค้างทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่ไม่กี่วินาทีเขาก็ยิ้มกว้าง แสดงรอยยิ้มออกมาราวกับได้ยินข่าวดีนักหนา ผมงุนงงไม่เข้าใจสีหน้าและท่าทางนั้น คิดเอาเองว่าหมอนี่อาจจะเป็นใครซักคนที่ชังน้ำหน้าชวินทร์ ถึงจะไม่อยากรื้อฟื้นถึงความทรงจำเก่าๆที่ทำให้คิดมาก แต่อย่างน้อยผมก็อยากให้แขกในงานซักคนรู้ว่าชวินทร์เป็นไบ มันเคยนอนกับผมตั้งหลายหน แถมยังเป็นลูกแหง่ติดแม่ที่ไม่กล้าตัดสินใจอะไรเพื่อตัวเองด้วย

“คุณล่ะ?” ผมถามบ้าง ชายคนนั้นชี้นิ้วงงๆมาที่ตัวเองก่อนจะยิ้มราวกับกำลังรอให้ถามกลับอยู่นานแล้ว
“ผมเป็นแฟนเก่าเจ้าสาวครับ”
“ดีครับ ดี”

ผมหัวเราะจนผู้ชายคนนั้นหลุดยิ้มอย่างไม่มีเหตุผล แม้จะไม่รู้จักชื่อแซ่แต่เราก็ยืนคุยกันเป็นวรรคเป็นเวร เราคุยกันเรื่องอาหารในงาน คุยเรื่องชุดเจ้าสาวที่ใส่แล้วดูป่องๆเหมือนท้องโต คุยเรื่องพรีเซนเทชั่นที่เปิดในงานว่าเป็นจริงกี่เปอร์เซ็นต์ ตอแหลกี่เปอร์เซ็นต์ เราคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อยระหว่างรอให้บุหรี่มอด หลังจากที่มาลโบโร่หมดไปหนึ่งมวน ผมก็หยิบมวนที่สองขึ้นมาจุดด้วยไฟแช็กของคนแปลกหน้า แล้วเราก็คุยต่อโดยไม่สนเลยว่าบ่าวสาวจะคิดอย่างไรถ้าหากไม่เห็นเราในงาน

“เอาหน่อยไหม?” ผมถามพลางล้วงซองบุหรี่ออกมาให้เพื่อนใหม่ที่เอาแต่ยืนมองผมสูบทว่ากลับไม่มีของตัวเองซักมวน “ย้อมใจ สบายปอด”
“ผมไม่สูบบุหรี่ครับ”
“แล้วคุณพกไฟแช็กทำไม?”
“พกเผื่อไว้เฉยๆ เผื่อเจอคนสูบหนักแบบคุณ”
“ก็ไม่หนักเท่าไหร่หรอก นิดหน่อยเอง”
“แต่ปากคุณไม่เหมือนคนสูบบุหรี่เลย”
“จริงเหรอ? ทำไมล่ะ?”
“ปากคุณสีแดง” หมอนั่นว่าพลางใช้นิ้วแตะปากตัวเองเบาๆ “แดงกว่าผมอีก”

ผมยู่ปากก่อนจะส่ายหน้าไปมาเพราะไม่เข้าใจว่าเรื่องสีปากมาอยู่ในหัวข้อสนทนาได้ยังไง หลังจากที่บุหรี่มวนที่สองหมดลง โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าก็สั่นเบาๆเป็นสัญญาณเตือนว่าผมควรรีบกลับเข้าร่วมงานก่อนที่ติณณภพจะหัวเสียเพราะบทสนทนาโอ้อวดบนโต๊ะอาหารแน่ๆ

“อ่า เพื่อนผมโทรตามแล้ว”
“น่าเสียดายจัง” ชายคนนั้นพึมพำ ผมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงงว่ามันมีอะไรน่าเสียดายนอกจากการไม่ได้ชกปากไอ้ชวินทร์กลางงานแต่งอีกงั้นเหรอ
“เสียดายอะไรครับ?”
“เราคุยกันตั้งนาน แต่คุณไม่ยอมบอกชื่อตัวเองเลย”
“ทำไมต้องบอกด้วยล่ะ?”

ผมหัวเราะพลางหยิบกระดาษทิชชู่มาห่อก้นบุหรี่เพื่อเก็บกลับบ้าน คนแปลกหน้ามองพฤติกรรมประหลาดของนายสิปปกรจนผมต้องยักไหล่และบอกเขาว่าไม่มีอะไร ผมแค่คนเพี้ยนๆที่มีงานอดิเรกพิลึกนิดหน่อย ผมสะสมก้นบุหรี่ที่ตัวเองสูบน่ะ

“มันไม่สำคัญหรอก” ผมย้ำเขาอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าอย่าใส่ใจพฤติกรรมนี้เลย มันเป็นเรื่องส่วนตัว
“คุณจะไม่บอกชื่อตัวเองจริงๆเหรอ?”
“คุณนี่ประหลาดจริง เอาแต่เซ้าซี้ขอชื่อผมแต่ไม่ยอมบอกว่าตัวเองเป็นใคร”
“งั้นผมแนะนำตัวเองก่อนก็ได้ ผมชื่อภูนะครับ ภูที่สะกดด้วยภอสำเภา ไม่ใช่พอพาน” หมอนั่นว่าก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ออกมา “ขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณหน่อยได้ไหมครับ?”
“เอาไปทำไม?”
“เผื่ออยากชวนไปกินข้าว”

ผมร้อง ฮะ? ด้วยความแปลกใจเมื่อจู่ๆก็ถูกชายแปลกหน้าขอเบอร์ ผมยืนนิ่งเป็นรูปปั้นเกือบนาทีก่อนจะยอมบอกเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองไปด้วยความงุนงงเพราะโดนคะยั้นคะยอ

“คุณชื่ออะไรครับ?”
“ผมเหรอ?” ผมชี้นิ้วหาตัวเอง “ผมชื่อสอง”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคุณสอง” ชายชื่อภูยิ้มกว้างเป็นเด็กๆเมื่อตอนนี้ได้ทั้งเบอร์โทรศัพท์และรู้จักชื่อของกันและกัน “ผมขอโทรหาคุณสองได้ไหม?”
“ได้สิ แต่ --”
“ปกติคุณทำงานกี่โมงครับ?”
“ผมเป็นฟรีแลนซ์ครับ ผมทำงานที่บ้าน เฮ้ เดี๋ยวสิ --”
“พรุ่งนี้เก้าโมง ผมจะโทรหานะครับ”

ภูพูดทิ้งท้ายก่อนจะโบกมือลาแล้วรีบก้าวเท้าฉับๆกลับเข้าไปในโรงแรม ทิ้งให้ผมยืนงงว่าไอ้มนุษย์ประหลาดเมื่อครู่นั้นคือใคร เชื่อถือได้มากแค่ไหน จะใช่ขายตรงหรือไม่ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเผลอให้เบอร์โทรศัพท์คนแปลกหน้าไปหน้าตาเฉย ปีนี้ทั้งปีผมโดนเพื่อนหลอกไปฟังเรื่อง passive income มาแล้วตั้งสองหน และจะไม่ยอมให้หนที่สามเกิดขึ้นอีกโดยเด็ดขาด

Rrrr

[ไอ้ห่า! จะตัดเค้กแล้วรีบมา!]
“ไอ้ติณ”
[อะไร?]

ผมพูดเว้นวรรคพลางก้าวเท้ากลับเข้าไปในล็อบบี้โรงแรม ระหว่างที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกลัวโดนชวนไปทำขายตรง ภูที่คิดว่าน่าจะหายไปนานแล้วก็โบกไม้โบกมือให้ผมอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ดูยังไงก็ตีความได้ว่า “มาทำธุรกิจด้วยกันเถอะนะจ๊ะ” เท่านั้น

[เรียกแล้วไม่พูด เป็นห่าอะไรอีกล่ะ]
“มึง”
[อะไร?]

 
“กูว่ากูเจอคนบ้าว่ะ”




TBC


------------------------------------

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ ❤
พบกันอีกเช่นเคยนะคะสำหรับวันจันทร์หรรษา นี่เป็นจันทร์สุดท้ายก่อนจะเข้าสู่เดือนธันวาแล้วค่ะ อีกนิดเดียวก็สิ้นปีแล้ว อยากให้ถึงธันวาเร็วๆจัง เราชอบเดือนนั้นมากเลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนสุดแสนจะน่ารักอีกเช่นเคยนะคะ พอเริ่มเรื่องใหม่ก็ต้องนับหนึ่งใหม่เสมอค่ะ แต่ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ ดีใจที่มีกลุ่มนักอ่านน่ารักๆอย่างพวกคุณจริงๆค่ะ ขอให้มีความสุขตลอดสัปดาห์นี้ และพบกันใหม่จันทร์หน้ากับเรื่องราวของสองและคนขายประกัน 5555555555555555555 บ๊ายบายค่า ❤
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 10:53:02 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
คนเรามันก็ต้องมีประสบการณ์ไม่ดีกับความรักสักครั้งสองครั้งแหละ
อยู่ที่ใครจะรับมือได้ดีกว่ากัน
สองก็เนื้อหอมไม่เบานะ มีหนุ่มเข้าหาอีกแล้ว
อย่ากลัวที่จะรัก พุ่งชนไปเลย

ปล.คิดถึงนักเขียนอีกคนชื่อคุณlykra ใช้ฉากมหาลัยนี้เหมือนกัน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 838
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
คนเราเนี่ยนะฟังความข้างเดียว ก็ตัดสินเขาแล้ว ผสมโรงด่าเขาแล้ว สงสารพี่อู๋ โดนคนอื่นมองเป็นคนที่แย่ไปเลยทั้งที่จริงแล้วใครจะรู้ว่าพี่อู๋ถูกกระทำมาแค่ใหน น่าสงสารแค่ใหน เลิกได้ก็ดีนังหมีพูเนี่ย อุตส่าห์แอบเห็นใจแล้วแท้ๆ  :katai1:
ป.ล.เปิดตัวพระเอกแล้วใช่มั้ยคะะ 555 ภูคนแปลก ออกมาฉากเดียวแต่ดาเมจแรงมาก
ส่วนวินนี่ก็จิตใจทำด้วยอะไรกล้ามากที่จะร่อนการ์ดมาหาสอง

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
2 [PART 1/3]


2


แฟนเก่าก็เหมือนเสี้ยนที่ตำอยู่ในเนื้อ เป็นหนามแหลมๆกวนใจทุกครั้งเวลาสัมผัสหรือเผลอแตะมันโดยไม่รู้ตัว หากปล่อยเสี้ยนให้ฝังในเนื้อไว้ซักพักเราอาจคุ้นชินจนเกือบลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่ง ไอ้เสี้ยน เฮงซวยนี่มันทำให้คุณเจ็บแสบมากแค่ไหน ดังนั้นทางเดียวที่จะหลุดพ้นคือต้องดึงเสี้ยนออก ต่อให้ต้องคว้านเนื้อ หรือเข้าผ่าตัดใหญ่ถึงขั้นดมยาสลบ ผมก็จะเอาเสี้ยนบ้านี่ออก ผมจะเอาชวินทร์ออกไปจากชีวิตเพราะตอนนี้ –

ผมกลายเป็นน้ำหนึ่งสาขาสองอีกแล้ว

เมื่อคืนหลังเสร็จพิธีการ ติณณภพขับรถไปส่งที่ร้านกู้ด รี้ดดิ้ง เราล่ำลากันด้วยถ้อยคำสั้นๆเป็นการทวงบทความที่ต้องอัปเดตก่อนพรุ่งนี้ตอนค่ำ ผมพยักหน้าและให้สัญญาว่าจะอัปตรงเวลาแน่นอน สิปปกรไม่ทำให้งานเสียหรอก ต่อให้ชอกช้ำจะเป็นจะตายก็ไม่มีวันทิ้งงานตัวเองเด็ดขาด ติณณภพหัวเราะขำเมื่อเห็นท่าทีหงอยเหงาของสิปปกรก่อนจะเปลี่ยนใจไม่กลับบ้านตอนนี้ แต่เอ่ยปากชวนให้ดื่มด้วยกันในโซนคาเฟ่ชั้นหนึ่งของร้าน

“น่า นิดเดียว”

ติณว่าพลางเปิดประตูหน้าร้านพร้อมกับควานหาสวิตช์ไฟตรงผนัง มันสั่งให้ผมเปิดแอร์และทำตัวตามสบายก่อนจะหายหัวไปยังชั้นสองซึ่งเป็นห้องทำงานส่วนตัวของคุณเจ้าของร้านแล้วกลับมาพร้อมเหล้าหนึ่งขวด แก้วสองใบ ส่วนโซดาและน้ำแข็งมีอยู่ตรงชั้นหนึ่งของร้าน

“แพงไปหรือเปล่าวะ?”
“ไม่หรอก” ติณณภพว่าพลางทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “มึงอาจจะต้องการยาชา”
“ยาชาเหี้ยอะไรอยู่ในขวดเหล้า”
“ใช่ เหล้านี่แหละที่จะทำให้มึงหายเจ็บไปซักพักนึง” ติณยิ้มมุมปาก “แต่แค่คืนเดียวนะ เพราะพรุ่งนี้มึงต้องตื่นขึ้นมาปวดตุบๆที่หัวใจต่อ”
“มึงควรเขียนหนังสือขายนะ เดี๋ยวนี้พวกเรื่องสั้นเจ็บๆคันๆที่ชอบประชดประชันผู้ชายขายดีเป็นบ้า ดูสิ ติดเบสท์เซลเลอร์ตั้งสองสามเล่ม”
“ทำไมวะ? มึงไม่ชอบเหรอ? มึงเองก็เคยตกอยู่ในสภาวะแบบนั้นนี่”
“เลิกคือเลิก ทำไมต้องพูดมาก ต้องร่ายยาวว่ามึงเจ็บปวดอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยวะ” ผมแค่นหัวเราะในลำคอ ไม่ปฏิเสธคำชวนเมื่อติณยื่นแก้วเหล้ามาตรงหน้า “พวกมนุษย์นี่ยังไง ชอบตอกย้ำแผลของตัวเองด้วยหนังสือพวกนั้นเหลือเกิน”
“พูดเหมือนเคยอ่าน”
“แหงสิ เบสท์เซลเลอร์ของร้าน กูก็ต้องอ่านเพื่อเอามาจัดอีเวนท์หรือเปล่า”
“นี่ขนาดมึงไม่ชอบแต่วันนั้นลูกค้ายังแน่นร้าน แถมหนังสือทั้งสองเล่มก็หมดเกลี้ยง พลังของการอวยจริงๆ” ไอ้ติณเอ่ยปากชม
“อวยห่าอะไรล่ะ กูแค่ตัดคำโปรยเจ็บๆในเรื่องมาเรียกลูกค้าเท่านั้นแหละ อะไรที่เกี่ยวกับความรัก มนุษย์จะอ่อนไหวมากกว่าปกติเสมอ”
“เพราะความรักคือส่วนหนึ่งของการมีชีวิตไง” ติณว่า “แต่บางคนมันก็ไม่รู้ตัว ไม่เคยรู้เหี้ยอะไรเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองเลย”
“กูพูดจริงๆนะติณ มึงควรเขียนหนังสือขาย มันต้องรุ่งกว่าการเป็นเจ้าของกู้ด รี้ดดิ้งแน่ๆ”

ผมหัวเราะก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ รสชาติขมปร่าของแอลกอฮอล์ยังคงไม่น่าประทับใจเหมือนเคย ปกติผมไม่ใช่คนชอบดื่มเพราะรู้ว่าอาการแฮงค์ตอนเช้านั้นทรมานขนาดนั้น ผมมักจะปวดหัวคลื่นไส้ บางทีก็ท้องเสียทั้งๆที่ไม่ได้กินอะไรผิดสำแดง ทว่าคืนนี้ผมกลับกระดกเหล้าเข้าปากจนหมดแก้ว ยอมดื่มของเหลวที่ตัวเองไม่ชอบเพราะหวังผลข้างเคียงของแอลกอฮอล์ หวังว่ามันจะทำให้ลืมความเสียใจชั่วครู่ชั่วยาม ส่วนพรุ่งนี้จะตื่นขึ้นมาเป็นยังไงก็ช่างเถอะ แค่ผ่านคืนเฮงซวยนี้ไปได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

เมื่อเริ่มเข้าสู่แก้วที่สามก็เริ่มชาสมใจอยาก ผมลืมทุกอย่างชั่วขณะ ลืมว่าเพิ่งกลับจากงานแต่งของชวินทร์ ลืมว่าเคยรู้สึกแย่กับบทสนทนาที่เกิดบนโต๊ะอาหารขนาดไหน ผมปรับทุกข์ให้ติณฟังถึงชีวิตตกมาตรฐานของตัวเอง ในขณะที่เพื่อนทุกคนต่างได้ดิบได้ดี ทำไมผมจึงเป็นคนเดียวที่ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนพวกเขา ติณบอกว่าคนเรามีเส้นทางที่ต่างกันออกไป ถึงเพื่อนคนอื่นจะไปได้ดีในสายอาชีพที่ตัวเองเลือก แต่หากถามมันว่าใครมีพรสวรรค์ด้านการแปลมากที่สุดในรุ่นของ ติณณภพก็จะตอบว่าคนคนนั้นคือสิปปกร

“มึงเก่งมากๆแล้วสอง มึงเก่งที่สุดในรุ่นเราแล้ว”

ติณรินเหล้าให้อีกแก้วพร้อมกับรับฟังผมพร่ำเพ้ออะไรไม่รู้ไร้สาระ ปกติผมไม่ใช่คนชอบพูดเรื่องแบบนี้ แต่พอคนเราเมา มันก็มันจะพรั่งพรูสิ่งที่ติดค้างในใจออกมาโดยไม่ไตร่ตรอง คืนนั้นผมจำไม่ได้เลยว่าพูดอะไรกับติณบ้าง จำได้แค่ว่าร้องไห้เยอะมาก พร่ำเพ้อพรรณนาเหมือนน้ำหนึ่งว่าเสียใจแค่ไหนที่คนสวมชุดสีขาวในงานแต่งงานไม่ใช่ตัวเอง แถมยังเพ้อไปเรื่อย เล่าเรื่องส่วนตัวที่ไม่เคยบอกใครให้ติณฟังด้วยความเจ็บช้ำ ผมบ่นน้ำหนึ่ง บ่นพ่อกับแม่ บ่นถึงความสัมพันธ์ห่าเหวที่ไม่มีอะไรดีนอกจากการอยู่ด้วยกันเพื่อหลอกยายน้ำหนึ่งว่าบ้านของเรายังอบอุ่นดี

“ความสัมพันธ์แม่งเหี้ย” ผมสูดน้ำมูกเมื่อนึกถึงตอนนอนกอดชวินทร์บนเตียงหลังใหญ่ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสินสอดของทั้งคู่ไปแล้ว “แต่เหี้ยกว่าคือไอ้ลูกแหง่วิน กูอุตส่าห์ไม่นึกถึงมันแล้ว เสือกสาระแนส่งการ์ดเชิญมา”
“แล้วมึงไปทำไม?”
“เพราะกูคิดถึงมันไง!”

บางทีผมก็คิดว่าติณณภพโกหกเพราะเหล้าไม่ใช่ยาชาที่ดีเท่าไหร่ เอาเป็นว่าคืนนั้นผมเจ็บเจียนตาย เจ็บเหมือนคืนที่ความสัมพันธ์ไร้สถานะจบลงไม่มีผิด ผมรู้ตัวว่าตะโกนเสียงดังอย่างเกรี้ยวกราดก่อนที่ทุกอย่างจะหมุนคว้าง และกลายเป็นยิ่งกว่าเข็มแหลมๆนับพันเล่มที่คอยทิ่มแทงเนื้อหนังเมื่อตื่นนอนในเช้าวันถัดมาเพราะเสียงเพลงที่เปิดคลอในร้านหนังสือ


A long, long time ago
(ครั้งหนึ่งเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว)
On graduation day
(ในวันจบการศึกษา)
You handed me your book
(เธอส่งสมุดของเธอมาให้)
I signed this way
(ฉันจึงเขียนลงไปว่า)
Roses are red, my love
(ดอกกุหลาบสีแดง)
Violets are blue
(ดอกไวโอเล็ตสีม่วง)
Sugar is sweet, my love
(ที่รัก น้ำตาลนั้นหวานก็จริง)
But not as sweet as you.
(แต่ไม่หวานเท่าคุณหรอก)


เพลงของ บ็อบบี้ วินตัน รบกวนโสตประสาทแต่เช้า ส่วนผมนอนแผ่หลาบนเตียงไม่ขยับเขยื้อนไปไหนอยู่นาน ตาเหม่อมองเพดาน ฟังเพลงโปรดที่ทำให้หวนนึกถึงวันเก่าๆไปเรื่อยๆ แม้ลำคอจะแห้งผากและตีบตันไปด้วยก้อนเหนียวๆของความรู้สึก แต่ผมก็ยังนอนนิ่งอยู่ท่าเดิมเพื่อฟังเพลงนี้ให้จบ


Then I went far away
(หลังจากนั้นฉันก็เดินทางไปไกลแสนไกล)
And you found someone new
(และเธอได้พบคนใหม่)
I read your letter, dear
(ฉันได้อ่านจดหมายของเธอนะที่รัก)
And I wrote back to you
(และก็เขียนตอบเธอไปว่า)
Roses are red, my love
(ดอกกุหลาบสีแดง)
Violets are blue
(ดอกไวโอเล็ตสีม่วง)
Sugar is sweet, my love
(ส่วนน้ำตาลนั้นหวาน ที่รัก)
Good luck, may god bless you
(หวังว่าเธอจะโชคดี ขอพระเจ้าอวยพร)


ถ้าไม่ติดว่าแฮงค์ ผมอยากจะเดินลงไปชั้นล่างแล้วตบหัวไอ้ติณโทษฐานที่จงใจเปิดเพลงนี้ มันเป็นเพลงที่ชวินทร์เคยเขียนบางส่วนของเนื้อร้องให้ผมในวันรับปริญญา ภาพดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่กับการ์ดยังคงเด่นชัดในความทรงจำ ผมแทบสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของดอกไม้ สีแดงสดของกุหลาบ และเศษเสี้ยวความทรงจำที่ฉายเด่นชัดไม่ได้ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา

“ผีห่าอะไรแต่เช้า”

ผมพึมพำเมื่อเพลงพิเศษจบลงก่อนจะตามมาด้วยเพลงอะคูสติกที่ร้านชอบเปิดเป็นประจำ ติณณภพแกล้งกันชัดๆ ปกติเสียงจากร้านหนังสือไม่เคยดังขึ้นมาถึงชั้นสาม แต่เพลง Roses are red นั้นกลับดังเป็นพิเศษก่อนที่ระดับความดังของเสียงจะลดลงเมื่อเริ่มเล่นเพลงถัดไป

“จักรยานมึงล้อแบนแน่” ผมพูดลอดไรฟัน “รอกูหายแฮงค์ก่อนเถอะ จะถอดล้อไปขายซาเล้ง ไอ้เพื่อนเหี้ย”

นายสิปปกรในวัยขึ้นเลขสามถอนหายใจยาวก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่งและเดินไปริมหน้าต่างเมื่อได้ยินเสียงเปาะแปะของเม็ดฝนที่เริ่มเทตัวลงมา ผมชอบความหนาว ชอบมากพอๆกับเพลงแนวโอลดี้โกลด์ดี้และนิยายของนักเขียนสตรีที่ชื่อมาร์กาเร็ต ไม่ว่าจะเป็น เมอเกอริต ดูราส มาร์กาเร็ต แอ็ดวูด มาร์กาเร็ต มาซซานตินี คิดดูสิว่าผมชอบฝนมากแค่ไหน ความชอบนั้นมากพอๆกับที่สรรเสริญนักเขียนสตรีทั้งสามคน ผมตกหลุมรักฤดูฝนมากกว่าที่ใครจะคาดเดาได้

หลังยืนทำตัวหว่องๆอยู่ริมหน้าต่างอยู่นาน ผมก็ถือผ้าขนหนูเข้าห้องอาบน้ำเพื่อโกนหนวด แปรงฟัน และทำกิจวัตรประจำวันโดยไม่รีบร้อน ตอนนี้ยังพอมีเวลาเหลืออีกหน่อย ดังนั้นผมจึงยืนนิ่ง ปล่อยให้สายน้ำอุ่นๆจากฝักบัวนวดตัวนานเกือบครึ่งชั่วโมง ทุกครั้งที่มีเรื่องเครียดหรือเรื่องไม่สบายใจ ผมจะเปิดน้ำแรงๆและเร่งอุณหภูมิให้ร้อนมากๆเพราะมันช่วยผ่อนคลายได้ดี ผมเคยคิดจะซื้ออ่างอาบน้ำอยู่สองสามหนเมื่อติณณภพอนุญาต แต่ความคิดนั้นต้องเก็บพับไปเมื่อเงินส่วนหนึ่งที่เพิ่งได้เป็นค่าลิขสิทธิ์งานแปลถูกแบ่งเอาไปช่วยจุนเจือที่บ้าน

“พ่อน่ะ เอาเงินไปลงทุนซื้อของมาขายแต่ดันขายไม่ค่อยดี” แม่บอกผ่านทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ “อันที่จริงพ่อก็ไม่ได้เรียกร้องหรอกแต่แม่สงสาร อายุจะหกสิบแล้วดันมีหนี้เพิ่มมาอีกหนึ่งก้อน”
“แล้วไง?”

ผมถามอย่างขอไปทีเพราะรู้ว่าหลังจากนี้แม่จะพูดอะไร แม่จะขอให้ผมช่วยพ่อด้วยการออกเงินใช้หนี้ให้ แม้พ่อสัญญาว่าจะผ่อนต่อด้วยเงินเดือนตัวเองโดยไม่ทำให้ที่บ้านเดือดร้อน แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าการช่วยคนที่ฝันอย่างแรงกล้าว่าอยากเป็นนายตัวเองแต่สอบตกเรื่องกลยุทธทางธุรกิจคือทางเลือกที่ดี

“แม่แน่ใจเหรอว่าพ่อจะหยุดอยู่แค่นี้? สองพูดกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำ อย่าทำ มันเป็นธุรกิจขายตรง มันไม่ใช่ซื้อมาขายไปแต่ต้องหาเครือข่ายถึงจะอยู่รอด สองพูดจนเหนื่อยแล้ว เตือนก็แล้วแต่พ่อไม่ฟัง มาตอนนี้แม่จะให้สองช่วยใช้หนี้ แม่ไม่สงสารสองบ้างเหรอ?”

แม่เงียบ ไม่ได้ตอบคำยอกย้อนของผมอย่างเช่นทุกที ผมรู้ว่าตัวเองเป็นคนปากร้าย แต่ทุกอย่างที่พูดก็เพราะน้อยใจที่ต้องคอยตามล้างตามเช็ดหนี้สินที่เกิดจากเรื่องไร้สาระอย่างธุรกิจขายตรง ผู้ชายที่หยิบจับอะไรก็เจ๊งไม่เป็นท่า แถมยังใช้เงินเหมือนกระดาษแบบนั้นไม่ควรเริ่มธุรกิจเลยด้วยซ้ำ พ่อฟังพวกไลฟ์โค้ชมากเกินไป ไอ้พวกนั้นมันก็ขายฝันว่าเราต้องเป็นนายตัวเอง ต้องทำธุรกิจของตัวเองถึงจะรวย แล้วมันมีซักกี่เปอร์เซ็นต์เชียวที่อยู่รอดเกินสองปี ยิ่งธุรกิจขายตรงที่ต้องหาลูกข่ายด้วยแล้ว คนที่พูดจาหว่านล้อมใครไม่เป็นแบบพ่อจะหาสมาชิกมาจากไหนนอกจากแม่ น้ำหนึ่ง และผมเท่านั้น

“บางทีสองก็น้อยใจนะที่พ่อกับแม่ไม่ฟังสองเลย พอขาดทุน ติดลบเมื่อไหร่ก็โทรมาขอให้ช่วยเหมือนสองไม่ต้องกินต้องใช้”
“ก็น้ำหนึ่งไม่มีงานทำ มันต้องเลี้ยงลูกอยู่กับผัว แต่สองตัวคนเดียว บ้านก็ไม่ต้องเช่า สองไม่มีภาระ --”
“ไม่มีอะไรล่ะ อยู่ร้านไอ้ติณก็ใช่ว่าจะอยู่ฟรี ค่าน้ำค่าไฟค่าเน็ตสองก็ต้องช่วยจ่ายนะแม่!”

ผมโวยวายเสียงดัง เป็นอีกครั้งที่เราทะเลาะกันเรื่องนี้เพราะพ่อกับแม่ไม่เคยคิดว่าผมต้องใช้ชีวิตของตัวเองบ้างเลย ต่อให้ผมไม่มีแฟน ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกให้เป็นบ่วงผูกคอ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมสามารถจุนเจือทุกคนได้นะ

“งั้นก็ไม่เป็นไร ไม่มีก็ไม่มี เดี๋ยวแม่กู้มาจ่ายให้พ่อมึงเอง”

แล้วแม่ก็วางสายไป ทิ้งให้ผมรู้สึกผิดที่ทำให้แม่ต้องเป็นหนี้เพราะความไม่เอาไหนของพ่ออีกครั้ง ตั้งแต่เรียนจบมา แทนที่พ่อจะคิดได้ว่าควรใช้ชีวิตให้สบายที่สุดแทนการสร้างหนี้ แต่พ่อกลับทำให้ผมต้องแบ่งเงินไปช่วยร่วมแสนแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่ผมโมโหและโกรธจนร้องไห้ ทว่าคำว่าครอบครัวมันค้ำคอจนพูดไม่ได้เหมือนน้ำท่วมปาก กว่าผมจะเรียนจบปริญญา พ่อกับแม่ก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดเหมือนกัน ยิ่งลูกสาวคนโตไม่เอาไหน เรียนก็ไม่จบ แถมยังท้องป่องกลับบ้านจนพึ่งพาไม่ได้ ทุกคนถึงได้เอาความหวังมาลงที่ผมซึ่งได้รับโอกาสทางการศึกษามากกว่าใคร ถ้าผมมีเงินหรือมีรายรับเดือนละแสน แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องขี้ปะติ๋วมากๆ แต่ตอนนี้ผมเองก็เดือดร้อน ในสภาพเศรษฐกิจที่บริหารโดยรัฐบาลเฮงซวยแบบนี้จะเอาตัวเองให้รอดยังเหนื่อย นี่ยังมีหนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อเพิ่มมาอีก จะให้ผมเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกันได้ยังไง
ผมกับแม่ไม่ได้คุยกันอีกเลยประมาณหนึ่งสัปดาห์ มีแค่พ่อที่โทรมาหาเพื่อบอกว่าไม่ต้องช่วยหรอก มันเป็นความผิดของพ่อเองที่ประมาท หลงไปกับคำพูดกล่อมประสาทของพวกไลฟ์โค้ชหลอกแดก พ่อเอาแต่โทษตัวเองเหมือนสำนึกผิดจนผมรู้สึกแย่ สุดท้ายก็ตกลงรับปากว่าจะใช้หนี้ก้อนนี้ให้ แต่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ หากคราวหน้ามีอีกผมจะไม่ช่วยเพราะถือว่าเตือนแล้ว

“แกนี่มันลูกบังเกิดเกล้าของพ่อแม่จริงๆ”

น้ำหนึ่งว่า ซึ่งผมก็คิดเหมือนกัน เราสามคนพ่อแม่ลูกอาจจะมีการปะทะฝีปากกันบ้างทว่าสุดท้ายผมจะอ่อนข้อให้และมอบทุกอย่างที่มีให้พ่อกับแม่ ผมบอกตัวเองว่านี่คือครั้งสุดท้ายมาสองหนแล้ว หวังว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆที่ต้องแบ่งเงินส่วนตัวไปใช้หนี้ให้ที่บ้าน ไม่อย่างนั้นผมคงแก่ตัวไปแบบไม่มีเงินเก็บแน่ๆ

ผมคิดนั่นคิดนี่เรื่อยเปื่อยระหว่างปล่อยให้น้ำร้อนไหลผ่านร่างกาย จากเรื่องของชวินทร์ก็กลายเป็นเรื่องอ่างอาบน้ำ เรื่องหนี้จากธุรกิจขายตรงของพ่อ เรื่องชีวิตอาภัพของแม่และน้ำหนึ่ง จนกระทั่งได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

“ใครอีกวะ?”

ผมขมวดคิ้วสงสัยก่อนจะปิดฝักบัวแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวมาคลุมช่วงเอว สองขาก้าวเดินออกจากห้องน้ำอย่างไม่เร่งรีบราวกับรู้อยู่แล้วว่าใครโทรมา และเมื่อเห็นหน้าจอสมาร์ทโฟนที่กำลังสว่างวาบ ผมก็ถอนหายใจเมื่อเห็นว่าคนที่โทรมาไม่ใช่ใครแต่เป็น --

ตี๋ขายตรง(ห้ามรับ!!!!)

ผมปล่อยให้โทรศัพท์ดังแบบนั้นอีกสี่ห้าสายโดยไม่สนใจจะกดรับนอกจากยืนเช็ดผมอยู่หน้ากระจกด้วย เสียงริงโทนมาริมบายังคงดังแบบนั้นไปเรื่อยๆเกือบห้านาทีก่อนที่โทรศัพท์จะเงียบลงอย่างที่ควรจะ --

Rrrrr

 ผมหน้าหงิกทันทีเมื่อริงโทนดังขึ้นอีกครั้งจนเผลอกระแทกโรลออนบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างหัวเสีย ผมสไลด์หน้าจออย่างรวดเร็วพร้อมกับกรอกเสียงลงไปว่า “ฮัลโหล!” แล้วก็ต้องชะงักเมื่อปลายสายกลับร้องห่มร้องไห้แทนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงโน้มน้าวให้ไปขายผงซักฟอกด้วยกันอย่างเช่นทุกที

“อะไรของพี่เนี่ยน้ำหนึ่ง?”

ผมถามด้วยความตกใจ ตั้งท่าจะเอ่ยปากรัวคำถามใส่พี่สาวว่าเกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมา แต่เสียงร้องหวีดแหลมแสบหูของเด็กก็ทำให้ตัดสินใจพับเก็บคำพูดนั้นลงคอ
 
“พี่จะเป็นบ้าตายแล้วสอง เปเปอร์ไข้ขึ้นสูงมาก ร้องทั้งคืนไม่ยอมนอนเลย”
“บอกผัวพี่สิ”
“พี่ปั๊ปไม่อยู่ เขาไปฉะเชิงเทราตั้งแต่วานซืน” น้ำหนึ่งบอกเสียงสั่น มันทั้งแหบทั้งแห้งจนสันนิษฐานได้ว่าน้ำหนึ่งคงยังไม่ได้นอน “วันนี้แกว่างไหม? ไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนพี่หน่อย พี่ดูแลเปเปอร์คนเดียวไม่ได้”
“แต่วันนี้สองมีนัด --”
“สอง”
 
พี่สาวอ้อนวอน ผมเงียบชั่วครู่ ไม่ได้นิ่งเพราะตกใจในน้ำเสียงสั่นพร่าเต็มไปด้วยความกลัว แต่เพราะกำลังชั่งน้ำหนักว่าระหว่างลูกค้าที่ต้องดีลงานในเดือนหน้ากับสุขภาพของหลานชายที่อยู่ในภาวะวิกฤติ อะไรสำคัญกว่ากัน

“โอเค เดี๋ยวไปเป็นเพื่อน” ผมกรอกเสียงลงในสาย “เดี๋ยวจะนั่งรถไฟฟ้าไปบ้านพี่ แล้วเราค่อยไปโรงพยาบาลพร้อมกัน”





Part 2 ข้างล่างเลยคับผม  :hao5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 12:21:13 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
2 [PART 2/3]


จริงอยู่ที่ผมชอบอากาศเย็นแต่คงไม่ใช่สำหรับวันนี้ แอ่งน้ำขังริมถนนทำให้ขากางเกงยีนส์เปียก รองเท้าผ้าใบก็เปียก แม้แต่เสื้อยืดที่สวมอยู่ก็เปียกทว่าผมไม่มีอารมณ์ใส่ใจ น้ำหนึ่งบอกคร่าวๆมาก่อนแล้วว่าเปเปอร์อาการไม่ค่อยดี แต่พอเห็นด้วยตาของตัวเองแล้วมันแย่ยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่าหลานอาจจะต้องแอดมิทในโรงพยาบาล น้ำหนึ่งน่าจะต้องรับภาระหนัก และผมต้องอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวจนกว่าสามีของเธอจะกลับมา

แม้ผมกับเปเปอร์ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีหรือสนิทสนมเท่าไหร่ แต่ผมก็เต็มใจดูแลหลานอย่างไม่อิดออด เราหอบข้าวของไปโรงพยาบาลโดยตกลงกันว่าผมจะช่วยอุ้มหลานให้ ส่วนน้ำหนึ่งถือกระเป๋าเครื่องใช้และสมุดจดบันทึกเพราะต้องทำเรื่องติดต่อแผนกต่างๆ

“เดี๋ยวต้องยื่นบัตรใบนี้” น้ำหนึ่งพึมพำ “เปอร์มีประกันธนาคารของพี่ปั๊บ”

 ผมฟังพี่สาวพูดเสียงเบาในลำคอพร้อมกับอุ้มเจ้าก้อนด้วยเป้เด็กด้านหน้า ผมกอดหลานเอาไว้แนบอก ใช้แผ่นหลังของตัวเองกันละอองฝนไม่ให้กระเซ็นโดนตัวระหว่างรอแท็กซี่ที่เรียกผ่านแอป ขณะนั่งรถไปโรงพยาบาล ผมเริ่มมีความคิดว่าน่าจะหัดขับรถตั้งแต่วันนี้เพื่อดูแลน้ำหนึ่งกับหลานเวลาไม่สบาย ผมมักจะลอยล่องอยู่ในจินตนาการว่าตัวเองมีเหมือนเพื่อนคนอื่นทุกครั้งที่อยู่เงียบๆ วาดฝันและคาดคะเนถึงเรื่องต่างๆที่ยังไม่เกิดขึ้นในโลกส่วนตัวจนติดเป็นนิสัย เมื่อรถแท็กซี่ค่อยๆชะลอความเร็วจนหยุดนิ่งตรงหน้าทางเข้าอาคารของโรงพยาบาล ความคิดเรื่องซื้อรถก็หายไปจากหัวทันทีเพราะมีเรื่องอื่นที่ต้องทำมากกว่าใคร่ครวญว่าจะซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกแบบไหนให้ครอบครัว

เปเปอร์เริ่มไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าที่ควรเมื่อรู้ว่าเราไม่ได้อยู่บ้าน เขาร้องจนหน้าแดงเพราะทรมานจากอาการป่วย ไม่ว่าจะพยายามกล่อมให้นอน หรือแม้แต่น้ำหนึ่งที่เป็นแม่ก็ไม่สามารถทำให้เขาหยุดร้องได้ กว่าเปเปอร์จะกลับสู่สภาวะปกติก็หลังจากที่พยาบาลพ่นยาให้ แล้วหลานชายตัวน้อยก็ไม่แผดเสียงอีกเลย 

“เก่งจังเลย” น้ำหนึ่งจูบกระหม่อมลูกที่นั่งตาแป๋วบนตักของผมโดยมีหน้ากากออกซิเจนครอบอยู่ พอหายใจสะดวกขึ้น เปเปอร์ก็เริ่มสงบลงและมองคุณน้ากับแม่ด้วยความสนใจใคร่รู้ตามประสา “อยู่กับน้าสองก่อนนะ เดี๋ยวแม่ไปจ่ายเงินแล้วจะรีบมา”

ตอนนี้น้ำหนึ่งโตขึ้นมาก เธอเป็นคนละคนกับพี่สาวขี้แยที่เอาแต่ร้องหาความรักเมื่อหลายปีก่อน เธอกลายเป็นคุณแม่ที่ต้องดูแลลูกเพียงลำพังแต่กลับไม่แสดงความเงอะงะงุ่มง่ามออกมาซักนิด น้ำหนึ่งทำทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่ว เธอติดต่อพยาบาล พบหมอ และถามวิธีดูแลลูกชายอย่างละเอียดยิบราวกับกลัวว่าจะขาดตกบกพร่องอะไรไป

ผมได้แต่มองพี่สาวด้วยความรู้สึกต่างจากเดิม นึกชื่นชมความรักของคนเป็นแม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง เปลี่ยนผู้หญิงรักสนุกให้อยู่ติดบ้าน เปลี่ยนคนใจร้อนให้กลายเป็นอ่อนโยน แม้จะอ่อนโยนกับแค่ลูกตัวเองก็เถอะ ถ้าหากมีใครถามผมว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร ผมก็คงตอบแค่ว่าความรักของแม่ เพราะนอกจากสายสัมพันธ์ของแม่และลูกแล้ว ความสัมพันธ์อื่นๆแม่งห่วยแตกสิ้นดี

โชคดีที่หลังพ่นยา เปเปอร์ก็อาการดีขึ้นจนหมออนุญาตให้กลับไปพักต่อที่บ้านได้ น้ำหนึ่งดูโล่งใจเมื่อได้ยินว่าไม่ต้องแอดมิทที่โรงพยาบาลเพราะเธอคงสู้ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลเอกชนไม่ไหว(แม้ว่าจะมีประกันสุขภาพก็เถอะ) หลังออกจากห้องตรวจ น้ำหนึ่งฝากให้ผมช่วยอุ้มหลานเพื่อไปทำเรื่องจ่ายเงินและรับยา ผมพยักหน้าด้วยความเต็มใจแล้วบอกพี่สาวว่าไม่ต้องกังวล ผมจะรออยู่ตรงตรงทางเดินระหว่างอาคารเพื่อเลี่ยงเครื่องปรับอากาศเย็นๆและดูแลเปอร์เอง

พอน้ำหนึ่งไปทำธุระ หลานตัวน้อยที่อยู่เพียงลำพังกับคุณน้าก็เริ่มลืมตามองสำรวจสิ่งรอบข้าง ดวงตากลมๆเบิกขึ้นมองคนแปลกหน้าที่กำลังอุ้มตัวเองอยู่ ผมมือสั่นอย่างห้ามไม่ได้เพราะคิดว่าอีกไม่กี่วินาทีเจ้าเด็กอ่อนแอคนนี้จะต้องแหกปากร้อง ต้องแผดเสียงแหลมๆดังลั่นไปทั่วทางเดิน แต่ผิดคาด เปเปอร์แค่อ้าปากหาว แล้วก็กวาดตามองรอบๆต่อ ไม่ได้กรีดร้องหาแม่อย่างที่คิด

“ดีมากเปเปอร์” ผมเอ่ยชม “เพราะถ้าเปอร์ร้อง น้าจะวางเปอร์ไว้ในถังขยะในโรงพยาบาลแล้วเดินหนีกลับบ้าน”

ปกติแล้วผมไม่ค่อยชอบเด็กเท่าไหร่ แต่เปเปอร์คือข้อยกเว้น ผมเดินวนไปวนมาตรงทางเชื่อมระหว่างอาคาร แขนซ้ายโอบรัดเป้อุ้ม ส่วนแขนขวาก็ตบหลังเปเปอร์เบาๆเพื่อกล่อมนอน ผมโยกตัวไปพร้อมกับเหม่อมองนอกหน้าต่าง เริ่มหวนคิดถึงเรื่องของตัวเองอีกครั้งเมื่อได้อยู่คนเดียว

“อ้าว คุณสอง สวัสดีครับ”

เสียงปริศนาดึงผมกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ดูคุ้นตายืนอยู่ไม่ไกลนัก ผมจำไม่ได้ว่าเคยเจอกันที่ไหนแต่คนตรงหน้ากลับทำเหมือนว่าเรารู้จักกันเสียอย่างนั้น

“เอ่อ -- ครับ?”
“ผมเกือบจำคุณไม่ได้เพราะแว่น”
“อ๋อ ปกติผมใส่แว่นอยู่แล้วครับ มีบ้างที่ไม่ใส่ แต่ก็ไม่บ่อย”

ผมตอบงงๆเพราะจำได้ว่าไม่มีคนรู้จักคนไหนทักเรื่องแว่นสายตา แถมยังพูดไปยิ้มไปเหมือนคนอารมณ์ดีแบบนี้ คิ้วของผมขมวดมุ่นโดยอัติโนมัติ มือหนึ่งก็ตบเป้อุ้มไปพร้อมกับพยายามนึกว่าเคยเจอคนประหลาดนี่ที่ไหนหรือเปล่า

“คุณ -- จำผมไม่ได้เหรอครับ?”
“จำได้ครับ ขอโทษที พอดีผมนอนน้อยไปหน่อย ก็เลยเบลอๆ”

ขอโทษนะ ต่อให้นอนสิบสองชั่วโมง ผมก็อยากโพล่งถามออกไปว่า --
มึงเป็นใครวะ?

“เจ้าตัวเล็กไม่สบายเหรอครับ? คนสวยหรือคนหล่อเนี่ย?”
 
คนแปลกหน้าถามด้วยเสียงสองเหมือนเวลาที่ทาสหยอกล้อกับลูกแมว ผมค่อนข้างประหลาดใจกับคำที่หมอนั่นใช้เรียกเด็กนิดหน่อย คนสวยหรือคนหล่อเนี่ยนะ? พิลึกคน

“ใส่ชุดสีชมพูแบบนี้ต้องเป็นคนสวยแน่เลย”
“เป็นผู้ชายครับ”
“อ่า อย่างนั้นเหรอ” หมอนั่นหัวเราะแหะๆ “แต่ผู้ชายที่ใส่สีชมพูแล้วดูดีก็มีนะครับ คุณสองไง คุณสองใส่สีชมพูแล้วหล่อมากเลย”

 ถ้ามุขเสี่ยวพวกนี้หลุดออกมาจากปากของคนที่ชอบ ผมคงเขินน่าดู แต่เพราะมันมาจากปากของชายแปลกหน้าที่จำไม่ได้ว่าเคยเจอที่ไหน ทุกอย่างก็เลยกลายเป็นความอึดอัดกับบรรยากาศกระอักกระอ่วน แม้จะเผลอชักสีหน้าแต่หมอนั่นก็ยังคงยิ้มหวานราวกับว่าไม่รู้สึกกระดากปากกับมุขเสี่ยวๆของตัวเองซักนิด

“สุดหล่อของคุณชื่ออะไรครับ?”
“เปเปอร์ครับ”
“แล้ววันนี้เปเปอร์เป็นอะไรครับ?”
“เป็นหวัดครับ แค่พ่นยาก็ดีขึ้น” ผมตอบ รู้สึกโล่งอกที่อีกฝ่ายถามคำถามทั่วไปแทนที่จะเจาะจงเรื่องของเขา “คุณล่ะ?”
“ผมมาเยี่ยมลูกค้าครับ”

ผมพยักหน้ารับส่งๆก่อนจะนิ่งไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำว่า ลูกค้า ผมว่าผมจำได้แล้วว่าหมอนี่คือใครเมื่อภาพมืดๆมัวๆในงานแต่งงานของชวินทร์ค่อยๆลอยมาซ้อนทับคนตรงหน้า ผู้ชายตัวที่สูงพอๆกับผมซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซ็นต้นๆ คนที่มาพร้อมไฟแช็กและรอยยิ้มประหลาดๆ

อ๋อ คนบ้า

สาเหตุที่นึกไม่ออกในทันทีเพราะเมื่อคืนชายแปลกหน้าเซ็ทผมเปิดหน้าผาก ทว่าวันนี้กลับปล่อยผมลงมาเป็นธรรมชาติ แถมยังสวมเสื้อยืดแขนยาวลำลองแบบสบายๆก็เลยดูเด็กกว่าวัยจนจำแทบไม่ได้ ผมไม่ได้เว่อร์นะ แต่ผู้ชายคนนี้ดูเด็กลงเป็นสิบปีเพราะผมหน้าม้าจริงๆ!

“บ่ายวันนี้คุณสองว่างไหมครับ?”
“ไม่ว่าง! เอ่อ -- คือผมต้องดูแลหลานน่ะครับ คงไม่สะดวก”

ผมปรับคำพูดให้ซอฟต์ลงพร้อมกับพยายามเดินหนีเมื่อคิดได้ว่าหมอนี่ต้องชวนไปหาอะไรทาน ชวนคุยเรื่องงานอดิเรกและพูดเรื่องเงินเดือนก่อนจะเอ่ยปากถามตรงๆว่า --

อยากมีอิสรภาพทางการเงินไหมครับ?

“งั้นไม่เป็นไรครับ ไว้โอกาสหน้าก็ได้” หมอนั่นยิ้ม เป็นรอยยิ้มเจื่อนๆที่แสดงออกชัดเจนว่าผิดหวังกับคำปฏิเสธขนาดไหน “พรุ่งนี้ผมขออนุญาตโทรหาคุณสองใหม่อีกครั้งได้ไหมครับ? พอดีวันนี้เมื่อเช้าผมโทรไปแล้วแต่คุณไม่ได้รับ --”
“ไม่ได้ครับ หลานผมต้องพักผ่อน”
“ถ้างั้นขอไลน์ --”
“ผมไม่ค่อยเล่นโซเชียลครับ ปกติเป็นคนไม่พกโทรศัพท์”
“แต่ --”
“ขอตัวก่อนนะครับ พอดีหลานผมต้องนอนกลางวันแล้ว”
“งั้นเดี๋ยวผมไปส่งนะครับ” ชายแปลกหน้าพูดรั้งด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เขาเดินมาขวางไม่ให้เราหนีไปไหน “ผมมีรถ มันสะดวกกว่าเรียกแท็กซี่นะ”
“ผมก็ขับรถมาครับ” ผมโกหก “อีกอย่างพี่สาวผมรออยู่ ผมต้องรีบไป”
“งั้นขอเดินไปส่งหน้าประตู --”
“สอง!”

เสียงคุ้นหูที่ติดอยู่ในโสตประสาทเรียกให้เราสองคนต้องหันมอง ชวินทร์กำลังยืนอยู่อีกฟากของทางเชื่อมอาคารพร้อมกับภรรยาคนสวย สีหน้าของเจ้าสาวป้ายแดงเจื่อนลงนิดหน่อยเมื่อเห็นคนรักเก่าของเธออีกครั้ง เธอพยายามฉุดมือสามีให้เดินไปด้วยกันอีกทางทว่าชวินทร์ก็ปล่อยมือเธอแล้วเดินมาหาผมอย่างรวดเร็ว

“ทำไมถึงมาโรงพยาบาลล่ะ?” ชวินทร์ถาม ดวงตาขี้เล่นซุกซนที่เคยมองอย่างหลงใหลเอาแต่สำรวจไปทั่วก่อนจะหยุดที่เป้อุ้มเด็ก “นี่ -- ลูกของสองเหรอ?”

ผมไม่ได้ตอบคำถามของอดีตคนรักเก่าเพราะสีหน้าและอารมณ์ของชวินทร์กำลังทำให้สับสน มันมีแต่ความเป็นห่วงเป็นใย มีแต่ความกังวลออกนอกหน้าจนผมเริ่มสงสัยว่าภรรยาคนสวยจะรู้หรือเปล่าว่าเราเคยเป็นอะไรกัน

“เราสบายดี วินล่ะมาทำอะไรที่นี่? ป่วยเหรอ?”
“คือว่า --”

ชวินทร์อ้ำๆอึ้งๆพลางเหลือบมองภรรยาที่กำลังเดินตามด้านหลัง เธอส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสท้องตัวเองเบาๆ มันเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่ต้องตีความอะไรมากมาย และนั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่าไอ้เหี้ยวินกำลังหาเรื่องชวนผมไปทัวร์นรกแน่ๆ เมียท้องป่องขนาดนี้ ยังจะทำสายตาอาลัยอาวรณ์อะไรอีก ส้นตีนจริงๆ

“หวัดดีภู” แฟนของวินยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความแข็งกร้าวอย่างบอกไม่ถูก “ไม่คิดเลยว่าจะเจอที่นี่”
“ไง เนเน่”

ภูขายตรงตอบแฟนเก่าตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผมนึกไม่ออกเลยว่าเราทั้งสี่กำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ชวินทร์แสดงออกว่ายังอาลัยอาวรณ์ต่อผม ในขณะที่ภูกับเนเน่ก็ดูท่าทางว่าจะจบไม่สวย ความอึดอัดเริ่มแผ่ออกมาจากตัวของว่าที่คุณแม่ราวกับเธอไม่พอใจที่เจอคนรักเก่าที่นี่และเห็นว่าสามีของตัวเองแสดงความสนิทสนมกับเพื่อนเก่าออกนอกหน้า
 
“สองยังไม่ตอบเราเลย” ชวินทร์ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เด็กคนนี้คือลูกของสอง --”
“ใช่” ผมโกหกหน้าตาย “นี่ลูกเราเอง ชื่อเปเปอร์”
“เป็นไปไม่ได้ สองจะมีลูกได้ไงในเมื่อสองเป็นเกย์”

ทีมึงยังมีลูกได้เลย ทำไมกูจะมีบ้างไม่ได้ล่ะไอ้เหี้ย

“แล้วเนเน่ล่ะมาทำอะไรที่นี่?”

ภูที่พูดแทรกขึ้นมากะทันหันโดยไขว้สองมือไว้ด้านหลัง เขาโยกตัวไปมาด้วยท่าทีสบายๆผิดกับพวกเราที่กำลังน้ำท่วมปากเพราะไม่สามารถพูดเรื่องราวทั้งหมดได้

“เราท้อง” เนเน่ยิ้มหวาน “เรากำลังจะเป็นแม่คน”
“ยินดีกับว่าที่คุณแม่มือใหม่ด้วยนะ”

ผมรู้อยู่แล้วแหละว่าเนเน่ท้อง แน่สิ ชุดเจ้าสาวเมื่อคืนใช่ว่าจะพรางหน้าท้องนูนๆได้หมดจด ผมกับคนชื่อภูรู้อยู่แล้วว่าต้องป่องแน่ๆถึงได้จัดงานแต่ง แต่พอได้ยินกับหูตัวเองว่าชวินทร์กำลังจะมีลูก หนามที่ตำอกก็เริ่มออกฤทธิ์จนน้ำตาคลอ

“แล้ว -- ใครเป็นแม่เด็กเหรอ?”
“สำคัญด้วยหรือไง?”
 
ผมพูดเสียงเรียบ พยายามปรับน้ำเสียงเหมือนไม่มีอะไรต้องแคร์ ทว่าทุกคำที่พูดออกมานั้นประชดประชดเหมือนน้ำหนึ่งไม่มีผิด

“ขอตัวก่อนนะ ถึงเวลากินนมของเปเปอร์แล้ว”

ผมอยากจะเดินจากไปเงียบๆพร้อมกับหลานที่นอนลืมตาแป๋วราวกับกำลังแอบฟังเรื่องของผู้ใหญ่ ทว่าชวินทร์ก็รั้งไว้ด้วยข้อเสนอเหมือนคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ไปรอที่ล็อบบี้เถอะ เดี๋ยวเนเน่ตรวจเสร็จเราจะขับรถไปส่ง”
“คงไม่ต้องหรอกครับ คุณสองขับรถมา”
“คุณจะไปรู้อะไร” ชวินทร์แย้งคำพูดของภู “สองจะเอารถมาได้ไงในเมื่อเขาขับไม่เป็น”
“อ้าว ทำไมคุณหลอกผมได้หน้าตาเฉยแบบนี้ล่ะ?”
“ผมแค่ไม่อยากรบกวนคุณ” ผมพยายามเลือกคำตอบที่ถนอมน้ำใจที่สุด เพราะขืนพูดว่าไม่อยากรู้จักพวกขายตรงก็เกรงว่าจะเสียมารยาทเกินไปนิด
“แต่ผมเต็มใจไปส่งเอง คุณไม่ควรคิดมากเลย” 
“คุณไม่ต้องทำงานหรือไงถึงได้ว่างมารับส่งคนอื่นแบบนี้?”

เป็นชวินทร์ที่พูดเสียงขุ่น ใบหน้าเริ่มบูดบึ้งแสดงความไม่พอใจชัดเจน บรรยากาศตอนนี้มันแปลกๆเหมือนในละครที่มีผู้ชายสองคนมะรุมมะตุ้มเอาใจนางเอง ถามว่าผมรู้สึกสวยมากไหมที่มีคนแย่งกันขนาดนี้ ขอบอกเลยว่าไม่ ผมไม่รู้สึกดีเลยที่ชวินทร์ทำเหมือนมีเยื่อใยทั้งๆที่มันหายหัวไปตั้งห้าปี แถมเราก็จบกันไม่สวย ไม่รู้มันเอาอะไรมาอาลัยอาวรณ์เพราะวินก็ไม่ได้รักผมจนแทบบ้าขนาดนั้น ยิ่งตอนนี้วินมีเนเน่แล้ว มีลูกที่กำลังจะเกิดมาด้วย ที่มันทำตัวยื้อๆแย่งๆเข้าหาผมแบบนี้เดาได้ทางเดียว

ชวินทร์ – คิดอยากฟันผมฟรีๆอีกล่ะสิท่า ไอ้บ้ากาม

“ผมเปิดคลินิกเป็นของตัวเองครับ ก็เลยพอมีเวลาเหลือ”
“งั้นคุณควรจะเอาเวลาว่างไปทุ่มเทให้กับการดูแลคนไข้ดีกว่านะครับ”
“แน่นอนครับว่าถ้าเป็นเวลางานผมก็ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่ แต่นี่คือเวลาพัก ผมคิดว่าผมมีอิสระที่จะใช้มันยังไงก็ได้”

ภูพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเหมือนไม่รู้สึกรู้สากับคำประชดประชันนั่นจนผมนึกสงสัยว่าจะมีใครยิ้มเก่งได้เท่าหมอนี่หรือเปล่า ริมฝีปากคลี่กว้างอย่างเป็นมิตรก็จริงทว่าผมกลับเห็นแววตาท้าท้ายเล็กๆ มันเป็นแววตาที่ใช้มองคนที่ตัวเองเหม็นขี้หน้า ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจว่าไอ้ผู้ชายสองคนนี้มันเป็นอะไร สาระแนนักนะกับเรื่องส่วนตัวของสิปปกรเนี่ย

“คุณเป็นหมอที่ดูว่างจังเลยนะ” ชวินทร์ค่อนแขวะ “ผมมีเพื่อนเป็นหมอเก่งๆหลายคน ไม่มีใครว่างไปรับส่งคนอื่นเหมือนคุณซักนิด”
“ครับ ผมคงเป็นหมอที่ไม่เหมือนหมอ แต่ผมรักษาเก่งมากนะ” ภูพูดอวดตัวเองเป็นครั้งแรก เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาก่อนจะส่งนามบัตรให้ “เชิญคุณชวินทร์ได้ตลอดเวลาเลยนะครับ คลินิกของผมเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง มีแพทย์เวรคอยสลับกันทำหน้าที่ตลอด รับรองว่าไม่มีใครเหนื่อยจนวินิจฉัยพลาดแน่นอน”

ทั้งๆที่ภูก็พูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกรุนแรงและแข็งกร้าวอยู่ในประโยคที่อีกฝ่ายพูด เหมือนภูกับวินกำลังทำสงครามประสาทกันด้วยคำพูด ไม่มีคำหยาบคาย ไม่มีการใส่อารมณ์ แต่ทุกอย่างเชือดเฉือดชนิดที่สูสีกันจนตัดสินไม่ได้ว่าใครคือผู้ชนะในศึกปะทะฝีปากครั้งนี้ แม้จะประหลาดใจปนสลดนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าสมัยนี้หมอก็เริ่มหันมาทำธุรกิจขายตรงแทนที่จะรักษาคนไข้ในโรงพยาบาล แต่ความคิดทุกอย่างก็ต้องชะงักเมื่อเหลือบเห็นนามบัตรของภูชัดๆ

Smiling Lion Clinic

เปิด 24 ชั่วโมงโดยทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
รักษาสัตว์ ทำหมัน ฉีดวัคซีน ขูดหินปูน ตรวจเลือด เอ็กเรย์
**บริการรับฝากสัตว์เลี้ยง**


ก็เป็นคลินิกที่เหมาะสมกับวินดีว่ะ

ผมพยายามกลั้นขำทว่าไม่สามารถเก็บสีหน้าเอาไว้ได้เมื่อนึกถึงตอนที่อีกฝ่ายชวนแฟนเก่าของผมไปรักษาที่คลินิก ชวินทร์กำนามบัตรของภูแน่น เนื้อตัวสั่นเทาเพราะความโกรธเมื่อรู้ว่าตัวเองพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับสัตวแพทย์ยิ้มแฉ่งคนนี้

“ไม่ได้รักษาแค่หมาแมวนะครับ เหี้ยก็รักษาได้ครับ แต่ไม่รักษาคนเหี้ยนะ อันนั้นเกินเยียวยา”

ไอ้หมอนี่มันปากดีชะมัด

“ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ถ้าเป็นคุณวิน ผมจะลดราคาให้พิเศษ” ภูขยิบตาหนึ่งครั้งก่อนจะเดินถอยหลังมาหยุดยืนข้างผมแล้วบอกลาคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ด้วยน้ำเสียงสุภาพ “งั้นขอตัวก่อนนะครับ พอดีต้องรีบไปส่งคุณสองกับเป็ปเปอร์”
“เปเปอร์ครับ” ผมแก้ชื่อหลาน
“ครับ นั่นแหละครับ”
 
ผมที่ได้แต่กลั้นขำ ไม่ปฏิเสธข้อเสนออีกนอกเดินเคียงข้างสัตวแพทย์ฝีปากร้ายไปยังตึกผู้ป่วย ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายซื่อๆที่ดูไม่มีพิษมีภัยคนนี้จะสามารถพูดคำร้ายกาจที่ทำให้ด็อกเตอร์ชวินทร์ผู้เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งหน้าสั่นได้

“คุณปากจัดเป็นบ้า” ผมหัวเราะพลางเอี้ยวตัวมองสองสามีภรรยาที่กำลังยืนหน้าบูดอยู่อีกฟากของทางเดิน ผมเห็นเนเน่เสยผมด้วยความหงุดหงิดก่อนจะฟาดชวินทร์หลายหนด้วยความโมโห “ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าคุณเป็นหมอหมา”
“ผมไม่ได้รักษาแค่หมานะครับ เม่นแคระผมก็รักษาได้” ภูยิ้มเมื่อเห็นว่าตัวเองสามารถทำให้คนข้างๆอารมณ์ดีขึ้น “มาเถอะครับ ให้ผมไปส่งคุณที่บ้านนะ”
“อย่าเลยครับ ผมเกรงใจ”
“ไม่เป็นไรครับ คิดเสียว่าผมพาลูกชายคุณไปส่ง เปเปอร์จะได้ไม่โดนฝนด้วย”
“เปอร์ไม่ใช่ลูกของผมหรอกครับ” ผมหัวเราะคิกเมื่อนึกถึงสีหน้าของทุกคนตอนที่เขาโกหกเรื่องลูก “เปอร์เป็นลูกของพี่สาวผม เป็นหลานแท้ๆ”
“อ้าว คุณหลอกผมอีกแล้วเหรอครับ?”
“ผมไม่ได้หลอกคุณ ผมหลอกวิน” ผมอธิบาย “ไม่เห็นคุณจะสนใจเลยว่าเปเปอร์เป็นอะไรกับผม คงมีแค่คนประสาทแบบชวินทร์เท่านั้นแหละ”
“เขาดูหงุดหงิดมากที่เห็นเราสองคนคุยกัน” ภูว่า “จริงๆเขาแค่ประสาทเสียเพราะเห็นผมพยายามตามตื๊อคุณ”
“เหมือนหมาหวงก้าง”
“ครับ หมาหวงก้าง” สัตว์แพทย์หนุ่มอมยิ้ม “ถ้าผมเป็นเขาก็คงหวงเหมือนกัน”
“คุณว่าอะไรนะครับ?” ผมถามเพราะได้ยินไม่ค่อยชัดเนื่องจากเสียงประกาศประชาสัมพันธ์ดังขึ้นพร้อมกันกับช่วงที่อีกฝ่ายพูดพอดี
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร”

รอยยิ้มของภูทำให้ผมเลือกที่จะไม่ซักไซ้ถามต่อนอกจากเดินไปหาน้ำหนึ่งตรงจุดรับยา ผมแนะนำให้พี่สาวรู้จักภูโดยบอกว่าเป็นเพื่อนกันเพราะขี้เกียจเล่าให้ฟังว่าจริงๆแล้วเรารู้จักกันได้ยังไง ภูทักทายน้ำหนึ่งตามมารยาทก่อนจะเสนอตัวว่ามีรถและอยากขับไปส่งเราที่บ้าน พี่สาวของผมตาลุกวาวทันทีเมื่อรู้ว่าเพื่อนใหม่คนนี้อาสาไปส่งถึงที่โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอเลย

“ขอบคุณมากนะคะ” น้ำหนึ่งยิ้มพร้อมกับผงกหัวลงแสดงความขอบคุณ “ไม่เห็นสองเคยเล่าเลยว่ามีเพื่อนใจดีขนาดนี้”
“ด้วยความยินดีครับ พอดีผมว่าง ได้ยินว่าพวกคุณจะนั่งแท็กซี่กลับก็กลัวว่าจะลำบาก” ภูพูดขณะเดินนำเราไปยังทางออก “รถผมจอดอยู่ไม่ไกล เดี๋ยวผมขับรถมารับนะครับ อย่าเดินออกมาเลย เดี๋ยวเปเปอร์โดนฝน”

สัตวแพทย์หนุ่มฉีกยิ้มหวานอีกครั้งก่อนจะใช้มือบังศีรษะแล้ววิ่งออกไปกลางสายฝนโดยไม่ฟังเสียงค้านของน้ำหนึ่งที่พยายามควานหาร่มพับในกระเป๋าตัวเอง ผมมองแผ่นหลังของเพื่อนใหม่เมื่อเสื้อยืดแขนยาวสีเทาเปลี่ยนสีเป็นเข้มเพราะเม็ดฝนเริ่มเทตัวลงหนักขึ้นเรื่อยๆจนเปียกชุ่ม ระหว่างที่กำลังมองภู น้ำหนึ่งก็ใช้ศอกกระทุ้งแขนผมเบาๆเมื่อเห็นว่านายสิปปกรกำลังใจลอยอีกครั้ง

“ดีจังเนอะ”
“อะไรล่ะ?” ผมเหล่ตามองพี่สาว
“ที่เพื่อนแกจะขับรถไปส่งเราไง ไม่ต้องจ่ายค่าแท็กซี่อีกหลายร้อย”

ผมแค่นหัวเราะในลำคอและส่ายหน้า ไม่พูดอะไรมากแต่ยายน้ำหนึ่งไม่จบง่ายๆ

“เพื่อนแน่เหรอ?”
“แน่สิ ถามทำไม?”
“ไม่เคยได้ยินแกเล่าให้ฟังเลยว่ามีเพื่อนใจดีขนาดนี้” น้ำหนึ่งมองอย่างมีเลศนัย
“ไร้สาระ ถ้าไอ้ติณมา มันก็คงอาสาไปส่งเหมือนกัน” ผมกรอกตา “แล้วพี่ปั๊ปจะกลับเมื่อไหร่?”
“คงอาทิตย์หน้า”
“ลูกป่วยขนาดนี้ ลางานไม่ได้เหรอ? จะปล่อยให้เมียเลี้ยงลูกคนเดียวหรือไง? เห็นแก่ตัวเป็นบ้า”
“ช่างเถอะ เปอร์ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว”

น้ำหนึ่งตัดบทด้วยสีหน้าเรียบนิ่งจนผมเริ่มสงสัยว่าพี่สาวมีเรื่องที่ไม่ได้เล่าหรือเปล่า ผมสัมผัสได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับน้ำหนึ่ง เธอขี้บ่นและขี้โวยวายอย่างกับอะไรดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงบ่นน้อยใจสามี คงงอแงร้องไห้โทรมาระบายว่าทำไมพี่ปั๊ปถึงเห็นงานสำคัญกว่าลูก ทว่าความเงียบในตอนนี้เริ่มทำให้ผมไม่สบายใจ

“ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
“ไม่ต้องห่วงฉันหรอก แกอ่ะห่วงตัวเองเถอะ ทำงานแทบตายไม่ได้กินได้ใช้เพื่อตัวเองเท่าไหร่เลย”

พี่สาวตอบไม่ตรงคำถาม เธอยิ้มบางแล้วรีบเดินไปที่รถเอสยูวีสีขาวซึ่งจอดตรงทางเข้าอย่างรวดเร็ว ภูที่เปียกโชกไปด้วยน้ำฝนก้าวลงจากรถเพื่อช่วยเปิดประตูให้เราพร้อมกับเคลียร์พื้นที่ให้น้ำหนึ่งได้วางกระเป๋า ผมเพิ่งสังเกตว่าในพาหนะกว้างใหญ่ขนาดห้าที่นั่งมีคาร์ซีทสำหรับเด็กวางอยู่ ผมได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจขณะวางหลานชายลงบนคาร์ซีทเพราะไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

“เปเปอร์ใช้ได้ครับ” ภูว่าพลางโยนข้าวของส่วนตัวของตนเองไปไว้เบาะหลังจนผมรู้สึกเกรงใจที่ทำให้อีกฝ่ายต้องวุ่นวายขนาดนี้ “ขอโทษนะครับที่ไม่ได้ทำความสะอาดรถ คราวหน้าผมจะดูดฝุ่นให้เรียบร้อยก่อน”

ผมอยากปฏิเสธ อยากตัดเยื่อใยด้วยการบอกว่าชาตินี้จะไม่ยอมเจอพวกขายตรงอีก แต่เพราะความมีน้ำใจของภูทำให้ผมเปลี่ยนจากคำพูดร้ายกาจเป็นคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ภูชะงักไปโดยที่ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสัตวแพทย์หนุ่มถึงนิ่งค้างและเอาแต่จ้องหน้ากันแบบนี้

“ด้วยความยินดีครับ”

ภูตอบ และนั่นคือบทสนทนาสุดท้ายของเราหลังจากอีกฝ่ายเดินอ้อมไปนั่งประจำที่แล้วขับรถไปส่งผมกับน้ำหนึ่งถึงคอนโด



Part 3 ข้างล่างเลยค่า  :katai2-1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 12:22:43 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
2 [PART 3/3]

เราสี่คนเดินทางถึงคอนโดของน้ำหนึ่งในอีกชั่วโมงถัดมา ผมคิดว่าภูอาจจะแค่ส่งข้างล่างทว่าเขาก็แสดงความมีน้ำใจอีกครั้งด้วยการช่วยเราแบกข้าวของไปถึงประตูห้อง พี่สาวของผมเชิญเพื่อนใหม่ให้ทานมื้อเที่ยงด้วยกันเพื่อแทนคำขอบคุณ แถมยังอนุญาตให้ภูใช้ห้องน้ำระหว่างรอเธออบแห้งเสื้อของเขาด้วย

“อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนนะคะ”
 
น้ำหนึ่งเอ่ยปากชวนหลังป้อนยาและกล่อมเปเปอร์เข้านอนเรียบร้อย คำพูดของพี่สาวทำให้ผมหน้าบึ้งทันทีเมื่อภูรีบตอบรับด้วยความยินดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงกินอะไรไม่ลงและทำได้แค่จ้องหน้าชายหนุ่มที่ตักข้าวเข้าปากคำโตพร้อมกับชมฝีมือการทำอาหารจนน้ำหนึ่งตัวลอย

“คุณก็พูดเว่อร์ ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาใจพี่ผมขนาดนี้เลย”
“ผมเปล่าเว่อร์เสียหน่อย กับข้าวพี่น้ำหนึ่งอร่อยจริงๆนะครับ”

ผมอยากจะเบ้ปากเป็นรูปตีนเมื่อได้ยินคำว่า พี่น้ำหนึ่ง ชักรู้สึกหมั่นไส้ไอ้หมอนี่ขึ้นมานิดหน่อยเมื่ออีกฝ่ายสวมบทเป็นเพื่อนได้เนียนเกินไป ผมแอบมองสำรวจเพื่อนใหม่เงียบๆ มองใบหน้า มองจมูก มองริมฝีปาก มองสันกราม ก่อนจะเลื่อนไปมองใบหูเพื่อดูโหงวเฮ้งว่าหน้าตาเหมือนคนเชื่อไม่ได้ในตำราหรือเปล่า แต่นอกจากใบหน้าแล้ว ผมก็ไม่เห็นความผิดปกติในตัวของอีกฝ่ายเลย

ภู (ที่ชื่อจริงคืออะไรก็ไม่รู้) เป็นคนเฟรนลี่ที่มีมารยาทมากๆ หมอนั่นรู้วิธีเข้าหาผู้ใหญ่ รู้วิธีพูดจาเอาใจคนที่แก่กว่าด้วยคำพูดรื่นหู แถมยังแสดงสีหน้าท่าทางได้อย่างแยบยลจนดูไม่ออกว่ามาขายตรงหรือผูกมิตร บางทีนี่อาจจะเป็นก้าวแรกของงานขาย หมอนี่ต้องตีซี้น้ำหนึ่งเพื่อชวนไปลงทุนอะไรซักอย่างเหมือนที่เคยได้ยินจากไอ้ตี๋แน่ๆ

มันคืออะไรนะ -- การทำพอร์ตแบบมืออาชีพ? ช่างเหอะ อะไรซักอย่าง

“คุณสองมองหน้าผมแบบนี้ มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

ผมสะดุ้งนิดหน่อยเมื่อลืมตัวว่าเผลอจ้องหน้าภูนานเกินไป สัตวแพทย์หนุ่มเอียงคอทำหน้าแบ๊วแบบไม่เกรงใจอายุราวกับว่าสงสัยว่ามองเหี้ยอะไรนักหนา ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วคีบผัดผักวางบนชามข้าวของผมแทน

“อยากทานผัดผักใช่ไหม?” ภูอมยิ้ม “เดี๋ยวผมตักให้นะ”
“ผมไม่กินผัก”

เพล้ง!

เสียงเศษหน้ากับเสียงหัวเราะของน้ำหนึ่งดังขึ้นพร้อมกัน หลังจากนั้นผมต้องนั่งกลอกตาฟังพี่สาวเล่าเรื่องส่วนตัวของน้องชายให้เพื่อนใหม่ฟังจนหมดเปลือก

“เงียบเถอะน้ำหนึ่ง จะไปเล่าให้เขาฟังทำไม?”

ผมพูดอย่างหงุดหงิดแต่ภูกลับกระตือรือร้นจะฟังให้ได้ มื้อเที่ยงของเราก็เลยจบลงตรงที่หมอนั่นรู้ทุกอย่างว่าผมกินหรือไม่กินอะไรราวกับเป็นสมาชิกในครอบครัวอีกคน
 
เราทานอาหารพร้อมกับคุยเล่นจนเสื้อของภูแห้งพอดี น้ำหนึ่งจึงไล่ผมกลับร้านเมื่อเห็นน้องชายหาวปากกว้างแสดงความง่วงออกมา ถึงจะอยากกลับไปบนเตียงของตัวเองแค่ไหนทว่าผมก็ไม่แน่ใจว่าพี่สาวจะดูแลหลานคนเดียวไหวหรือเปล่า น้ำหนึ่งยืนยันว่าทุกอย่างโอเคดี และถ้ามีปัญหา เธอสัญญาว่าจะโทรหาผมทันที

“ถ้าเปเปอร์ไม่สบายกลางดึกหรือมีเรื่องฉุกเฉิน โทรหาผมนะครับ” ภูพูดพร้อมกับส่งนามบัตรของตัวเองให้ “ไม่ต้องเกรงใจครับ ผมเป็นเพื่อนคุณสอง อะไรที่ช่วยได้ก็ยินดีช่วย”

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรำคาญที่สุดคือการแสดงความเกรงใจของมนุษย์ คนหนึ่งหยิบยื่น ส่วนอีกคนจะบอกปฏิเสธ ทั้งสองคนจะดื้อดึงกันไปมาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งน้ำใจอีกครู่ใหญ่ๆ ดังนั้นผมจึงตัดบทด้วยการพูดว่า

“ขอบคุณครับ เผื่อน้ำหนึ่งมีอะไร ผมสัญญาว่าจะโทรหาคุณ” แล้วฉุดข้อมือภูให้เดินไปด้วยกันแทนที่จะปล่อยให้พวกเขาแข่งกันแสดงความเกรงอกเกรงใจตรงโถงทางเดิน

“ไอ้สอง! ความเกรงใจเป็นมารยาทของผู้ดีนะ!”

น้ำหนึ่งแว้ดเสียงดังเมื่อถูกผมรวบรัดทุกอย่างโดยไม่ไว้หน้าแขก ใบหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่ชอบใจที่ไม่ว่าเมื่อไหร่เจ้าน้องชายตัวดีก็ขวางโลกไปเสียทุกเรื่อง

“แต่ผมยังไม่ได้บอกลาพี่น้ำหนึ่งเลยนะ --”
“บาย ยายน้ำเน่า! เดี๋ยวโทรหาเย็นนี้!” ผมหันไปตะโกนเสียงดังแล้วจ้องหน้าภูที่เอาแต่ยืนอึ้งค้าง “ผมแค่ทำให้ทุกอย่างจบเร็วๆ คุณแปลกใจอะไร?”
“ยังไง?”
“รู้ไหมว่าการที่คุณยื่นนามบัตรให้น้ำหนึ่งมันทำให้เราเสียเวลาแค่ไหน พี่สาวผมต้องบอกปฏิเสธคุณด้วยความเกรงใจ และคุณก็จะยัดเยียดให้น้ำหนึ่งรับมันไปแม้ว่าคุณเองก็รู้ว่าเธอดีใจแทบบ้าที่มีคนหยิบยื่นน้ำใจให้ขนาดนี้ กว่ายายนั่นจะยอมรับและปั้นหน้าเกรงอกเกรงใจเสร็จก็คงกินเวลาเกือบห้านาที เพราะฉะนั้นผมเลยให้น้ำหนึ่งรับบัตรของคุณไปให้จบๆเพื่อที่พิธีการอันยืดเยื้อของการรักษาหน้าจะได้จบไวๆ แต่แน่นอนว่าหลังจากนี้เราจะไม่รบกวนคุณอีก สำหรับวันนี้ขอบคุณมากครับ ลาก่อน”

ผมรัวไฟแล่บ สัตวแพทย์ยิ้มหวานได้แต่ยืนกระพริบตาปริบๆเมื่อโดนแรพใส่ ผมรีบใช้โอกาสนี้เดินหนีภูที่ยังคงหน้ามึนอยู่ข้างรถเอสยูวีเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเสนอตัวไปส่งที่ร้านหนังสือ ผมไม่อยากให้หมอนี่รู้ว่าพักอยู่ที่ไหน ไม่อยากให้ความเกรงใจทำให้ภูได้โอกาสเข้าถึงผมมากกว่าเดิม

“เดี๋ยวสิครับ! ให้ผมไปส่งคุณสองนะ!” ภูตะโกนเสียงดังพร้อมกับเริ่มวิ่งตาม แม้ผมจะพยายามก้าวให้ไวขึ้นเพราะไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับหมอนี่อีกแต่ภูก็ตามทันจนได้
“ไม่เป็นไรครับ ผมจะกลับเอง”
“ได้ยังไงล่ะ ฝนจะตกอีกแล้วนะ คุณเห็นไหม?” ภูพูดพร้อมกับเงยหน้ามองท้องฟ้า “ให้ผมไปส่งคุณที่บ้านนะครับ”
“ไม่เอาครับ ขอบคุณ”
“อย่าเกรงใจเลย ผมยินดีไปส่งคุณจริงๆนะ”

กูไม่ได้เกรงใจโว้ย! กูหนีมึง! ไอ้ฟาย!

“ในเมื่อคุณบอกว่าเบื่อวิธีการรักษาหน้าแบบยืดเยื้อ ผมคิดว่าคุณก็ไม่ควรปฏิเสธผมนะ”

ภูเถียงหน้าตาย ผมหยุดเดินก่อนจะหมุนตัวไปมองอีกฝ่ายที่เริ่มยิ้มกว้างอีกครั้งเมื่อเห็นผมหันกลับมา
 
“ผมไม่ได้รักษาหน้า แต่ผมหมายความตามนั้นจริงๆ”
“ทำไมคุณถึงตีตัวออกห่างกับผมจัง นี่ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า?”

ภูถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ผมเกือบจะสงสารแล้วถ้าไม่ติดว่าต้องใจแข็งเพราะกลัววัฏจักรขายตรงทำชีวิตผมพัง พ่อเป็นหนี้ตั้งหลายหมื่นจนผ่อนไม่ไหว ของที่ซื้อไว้ก็ค้างสต็อกอยู่อย่างนั้นเพราะขายไม่ได้ ผมสาบานกับตัวเองแล้วว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับวงจรนี้อีก ผมไม่อยากเดือดร้อนเพราะธุรกิจของใคร เพราะฉะนั้นต่อให้ภูดีกับผมและพี่สาวแค่ไหน แต่ถ้าเขาขายตรง ผมก็ไม่อยากนับเขาเป็นเพื่อน

“ผมสิต้องเป็นฝ่ายถาม ทำไมคุณต้องวอแวผมด้วย?”
“เพราะผมอยากรู้จักคุณ”
“แค่นั้น?”
“ใช่ครับ” ภูยิ้ม อาจจะเป็นครั้งที่ร้อยของวันที่หมอนี่ยิ้ม แต่รอยยิ้มกลับไม่ซ้ำกันเลย “ถ้าคุณสองยอมขึ้นรถ ผมสัญญาว่าจะบอกเหตุผลว่าทำไมผมถึงอยากรู้จักคุณ”
“ถ้าผมปฏิเสธล่ะ?”

ผมยืนทิ้งสะโพกและกอดอกมองภูด้วยท่าทางเอาเรื่อง ผมคิดว่าตัวเองต้องเป็นผู้ชนะในศึกปะทะฝีปากอยู่แล้วเชียวถ้าไม่ติดว่าฝนเม็ดใหญ่เริ่มเทตัวลงมาอีกครั้งจนเสื้อผ้าของเราต่างเปียกชุ่มด้วยกันทั้งคู่ ภูรีบก้าวเท้ามาหาพร้อมกับพยายามยกมือบังฝนให้ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรในเมื่อฝนตกห่าใหญ่ขนาดนี้ และเรายืนอยู่ด้านนอกที่ไม่มีแม้แต่หลังคาหรือที่ร่มให้หลบเลย

“คราวนี้ผมหวังว่าคุณสองจะไม่ปฏิเสธคำชวนนะ” ภูยิ้มกว้างด้วยท่าทางดี๊ด๊า แม้ว่าเสื้อจะเปียกอีกครั้งแต่สัตวแพทย์หนุ่มกลับไม่หงุดหงิด “ให้ผมไปส่งคุณเถอะครับ”





 ห่าเหว คือคำพูดติดปากของนายสิปปกร และวันนี้ผมก็สบถคำหยาบนี่ในใจมาไม่ต่ำกว่าสิบครั้งโดยเฉพาะตอนที่ฝนเทลงมาจนเปียกซ่กไปทั้งตัวแบบนี้

“หนาวไหมครับ?”

ภูถามพลางปรับแอร์ในรถให้เบาขึ้น ผมส่ายหน้า สองมือกระชับผ้าห่มผืนหนาที่โอบรอบตัวเอาไว้แน่นก่อนจะจามอีกรอบ

“ฮัดชิ่ว!”
“Bless you”
“Thank you”

ผมประหลาดใจที่ภูรู้จักธรรมเนียมนี้ด้วยจึงถามเขาว่าเคยไปต่างประเทศมาหรือเปล่า ภูก็เฉลยว่าเขาเคยไปเที่ยวสั้นๆก็เลยพอจะรู้ธรรมเนียมหลายอย่างที่ผมเคยอ่านเจอจากหนังสือ น่าตลกที่เราสองคนผลัดกันพูดประโยคนี้เมื่อใครคนใดคนหนึ่งจาม เราพูดมันซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบเพราะอากาศเย็นๆเริ่มทำให้รู้สึกคันจมูกนิดหน่อย

“คุณพกผ้าห่มติดรถเสมอเลยเหรอ?”
“ครับ เผื่อฉุกเฉิน ผมเคยโดนฝนจนไม่สบายก็เลยต้องมีเผื่อไว้เช็ดตัว”
“แล้วแบบนี้คุณจะไม่เป็นไรเหรอ โดนฝนตั้งหลายรอบ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมแข็งแรงดี”
 
ภูยิ้มอีกครั้งก่อนจะจามเสียงดัง ฮัดชิ่ว! ผมจึงรีบพูดต่อว่า

“Bless you”
“Thank you”

เรามองหน้ากันแล้วหลุดหัวเราะ เห็นทีว่าวันนี้กว่าจะถึงร้านกู้ด รี้ดดิ้งเราคงได้ผลัดกันพูดไดอะล็อกนี้เดิมๆอีกสองสามหน ฝนตกทำให้การจราจรในนนทบุรีค่อนข้างติดขัดกว่าปกติ น่าแปลกที่ตอนแรกผมคิดว่าการนั่งรถมากับเพื่อนใหม่คือเรื่องที่น่าอึดอัดใจ แต่ภูก็ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายด้วยการพูดว่า Bless you เมื่อเขาจาม และหลังจากนั้นเราก็ไม่หยุดคุยเลย

“เมื่อวานคุณบอกว่าเป็นฟรีแลนซ์” ภูเปลี่ยนเรื่อง “คุณทำงานอะไรอยู่เหรอครับ?”
“ผมเป็นนักแปลครับ แปลหนังสือ แปลเอกสาร นานๆทีก็มีไปเป็นติวเตอร์รับจ้างบ้างขึ้นอยู่กับว่าช่วงไหนมีงานอะไรให้ทำ”
“แบบนี้ก็ดีสิครับ” ภูยิ้มกว้าง “ปกติคุณทำงานกี่ชั่วโมงครับ? มีเวลาเข้างานที่แน่นอนเหมือนผมไหม?”

นั่นไง ถามเรื่องเวลาทำงานแบบนี้ –

“ผมทำงานทั้งวันทั้งคืนครับ ยุ่งมาก ไม่ค่อยมีเวลา” ผมตอบด้วยน้ำเสียงโอเว่อร์ “ตื่นนอนผมก็แปล ก่อนนอนผมก็แปล ชีวิตผมขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย งานแน่นจริงๆ มีเงินใช้เยอะด้วย ไม่ต้องหารายได้ทางอื่นเพิ่ม”
“คุณเก่งจัง”
“แน่นอนครับ ไม่ต้องเล่นหุ้นผมก็มีเงินมากพอที่จะกินบุฟเฟ่ทุกวัน” ผมโอ้อวด เรื่องที่โม้น่ะไม่เป็นความจริงเลยซักนิด “ผมคงไม่ทำงานเพิ่มแล้ว ผมรวย”
“น่าอิจฉาจัง ผมยังไม่รวยเลย”
“อีกหน่อยคุณอาจจะรวย ถ้าคุณเลิกทำธุรกิจแบบนั้น”
“คุณหมายถึงคลินิกของผมเหรอครับ?”
“เปล่าครับ ผมหมายถึงงานอย่างอื่นน่ะ” ผมยิ้มหวาน พยายามส่งสายตาเป็นนัยๆให้ภูรู้ตัวว่าขายตรงไม่สามารถทำอะไรนายสิปปกรได้ “รู้ไหมครับว่าที่คุณทำอยู่มันไม่มั่นคง”
“ใช่ครับ มันมีปัจจัยหลายอย่าง ช่วงที่ทำแรกๆก็ไม่มีลูกค้าเหมือนกัน แต่อยู่ได้เพราะลูกค้าเก่าของเพื่อนพ่อ คลินิกนี้ผมเซ้งต่อมาอีกที”
“คุณคงพูดไม่เก่งล่ะมั้งลูกค้าถึงไม่หลงเชื่อ”
“หมายถึงผมปากเสียเหรอครับ?”
“เปล่าครับ ผมแค่บอกว่า -- คุณภูอาจจะยังพูดไม่เก่ง ฝึกไปเรื่อยๆนะครับ ผมเชื่อว่าวันหลังต้องมีลูกค้ามากกว่านี้แน่ๆ”

แต่ -- ไม่ -- ใช่ -- กู

“คุณสองสะดวกช่วงไหนบ้างครับ? ผมอยากชวนคุณสองไปทานข้าวด้วยกันซักมื้อ”
“ไม่สะดวกครับ ผมไม่ว่าง”
“ถ้างั้นผมอยากขอเวลาสั้นๆ พรุ่งนี้เก้าโมง --”
“ผมคงนอนอยู่”
“ถ้า --”
“จริงๆนะ ผมไม่ว่างเลย” ผมตัดบท “น่าเสียดายจัง นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมรบกวนคุณ คุณเป็นคนดีนะภู แต่เราคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้ ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ”

ภูเงียบทันทีเมื่อเจอมุกไม่ว่างชนิดที่ไม่เปิดช่องว่างให้ได้ซักไซ้ถามต่อ บรรยากาศในรถเงียบลงจนเราเริ่มอึดอัด สีหน้าที่เคยมีแต่รอยยิ้มของภูราบนิ่ง สัตวแพทย์หนุ่มไม่ชวนคุยหรือเล่นมุกตลกอะไรอีกนอกจากมองการจราจรที่แออัดอยู่เบื้องหน้า

“คุณสองไม่ชอบผมเหรอครับ?”
“ครับ?” ผมขานตอบแบบงงๆ
“ผมทำอะไรให้คุณสองไม่ชอบหรือเปล่า?”
“ก็ --” ผมอ้ำอึ้ง ตากลอกไปมาด้วยความลังเลเพราะไม่รู้ว่าควรพูดยังไงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายช้ำใจกับความจริงที่ว่าผมไม่อยากติดต่อกับพวกขายตรง
“วันนี้ที่เจอกันคุณสองก็ทำเป็นไม่รู้จัก” ภูพูดเสียงเรียบ “ผมเผลอทำให้คุณสองรู้สึกแย่ตอนไหนหรือเปล่า?”
“คุณภูไม่ได้ทำอะไรหรอก เป็นผมเองที่แสดงออกแบบนั้นเพราะ --”

ผมเว้นวรรค เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการพูดออกไปตรงๆคือทางเลือกที่ดีหรือไม่ ผมไม่อยากหักน้ำใจภูที่อุตส่าห์เป็นธุระช่วยไปรับไปส่งผมกับน้ำหนึ่ง แต่ผมเองก็ไม่อยากให้ภูรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเพื่อชวนไปทำธุรกิจเหมือนกัน

“โอเค เพราะคุณสองไม่ชอบผม”
“มันไม่ใช่แบบนั้น”
“งั้นแบบไหนล่ะครับ?”

ภูถาม ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังท้ายรถยนต์สีขาวแทนที่จะเป็นใบหน้าของผมเหมือนอย่างเคย ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว ความเงียบก็เลยแผ่ขยายไปทั่วห้องโดยสารจนแทบได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของตัวเอง หลังจากนั่งชั่งใจอยู่นาน ผมคิดว่าควรพูดอย่างจริงจังเพื่อที่ภูจะได้ไม่เข้าใจผิด และผมจะได้ไม่ต้องอึดอัดกับการตามตื๊อของอีกฝ่ายแบบนี้

“คือ -- ผมไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณ ผมไม่อยากสนิทกับคุณ”

ผมตอบ ภูหน้าเจื่อนทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมเพิ่งพูดออกไป สัตวแพทย์หนุ่มที่เคยฉีกยิ้มสดใสร่าเริงดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดจนต้องรีบอธิบายเพิ่ม

“ฟังนะ ผมรู้ว่าคุณภูกำลังทำงานอะไร แต่อย่างที่บอก ตอนนี้ผมไม่ต้องการรายได้เสริมหรือสนใจครอบครัวนักลงทุนอะไรนั่นด้วย ผมสบายดี ผมมีเงินพอใช้ จริงอยู่ที่มันไม่ได้มีงานทุกเดือนแต่ผมก็ค่อนข้างพอใจกับชีวิตตัวเองในตอนนี้ อีกอย่างผมเจอคนที่ทำงานแบบคุณมาแล้วหลายคน ไม่มีใครรวยเหมือนหัวหน้าเครือข่ายหรอก ทุกคนก็แค่ลิ่วล้อทางผ่านให้มันเหยียบเท่านั้น ผมขอเตือนเลยนะว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่มันไม่มั่นคง เคยคิดบ้างไหมว่าการลงทุนกับสินค้าแบบนามธรรม ลงทุนไปกับธุรกิจที่ไม่มีสินค้าจริงๆมันคือความเสี่ยง คุณกำลังเล่นกับไฟนะภู! ทำไมคุณถึงโง่ -- หัวอ่อนจนเอาเงินของตัวเองไปให้ใครก็ไม่รู้ที่บอกว่าจะช่วยแนะวิธีลงทุนให้ คุณกำลังเสียเงินให้กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่าคิดว่าเงินปันผลไม่กี่หมื่นบาทจะเป็นก้าวสำคัญทำให้คุณมีเงินเป็นล้าน ผมจะบอกอะไรให้ คุณจะได้แค่หมื่นเดียว หลังจากนั้นจะมีแต่เสียกับเสีย หรือบางทีคุณอาจไม่ได้อะไรเลยนอกจากประกาศของทางการที่แนะนำให้คุณไปแจ้งความเพราะถูกโกงเงิน!”
“เดี๋ยว --”
“พูดตรงๆนะครับว่าผมซึ้งใจและนับถือในความดีของคุณมากๆ”

ผมพูดอย่างจริงจังและหันไปมองภูเพื่อแสดงออกตรงๆว่ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

“แต่อย่าพยายามทำดีกับผมเพื่อหาลูกค้าเพิ่มเลย ถ้าให้เลือก ผมขอไม่สนิทกับคุณดีกว่า ไม่ใช่ว่าผมดูถูกงานนักลงทุนอะไรนะครับ ผมแค่ไม่อยากเอาตัวเองไปพัวพันกับเรื่องแบบนี้อีกแล้ว แค่ธุรกิจขายตรงของพ่อคนเดียวผมก็ตามใช้หนี้ไม่ไหว ผมเหนื่อย ผมไม่อยากรับโทรศัพท์จากคุณที่พยายามขอเวลาไปทานข้าวแล้วคุยเรื่องเงิน ไม่อยากฟังคำโน้มน้าวให้ไปทำพอร์ตอสังหาแบบไม่ใช้เงินตัวเอง คุณอาจจะคิดว่างานของคุณนี่ช่างสุดยอดไปเลย แต่คุณภู ขายตรงคือการหลอกลวงนะ! คุณจะใช้วาทศิลป์กับคำนำหน้าอย่างสัตวแพทย์หาเครือข่ายไม่ได้! ห่าเหว! ผมพูดมันออกมาหมดแล้ว ทั้งๆที่ผมไม่อยากทำร้ายน้ำใจคุณ แต่ -- แต่ผมไม่อยากยุ่งกับขายตรง ขอโทษนะครับ”
“คือ --”
“ถึงคุณจะบอกว่าไม่ชวนผมไปลงทุน แต่อีกหน่อยคุณคงหาเรื่องมากวนใจผมแน่ๆ อย่างเช่นผมวางแผนทางการเงินยังไง อยากรวยก่อนเกษียณไหม อยากมีบีเอ็มขับเหมือนคุณหรือเปล่า โทษทีนะภู ผมชอบชีวิตเส็งเคร็งแบบนี้ของตัวเองมาก ไม่ต้องเป็นห่วงผมนะ เรื่องเงินฝากผมจัดการได้ ผมออมเงิน --”
“คุณสองครับ”
“ครับ?”
“ผมไม่ได้ทำธุรกิจขายตรงครับ”

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าสิ่งที่พูดไปช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน ผมหอบหายใจนิดหน่อยเพราะเผลอแรปยาวเป็นนาทีชนิดที่ไม่ได้หยุดพัก ตอนนี้สมองแบล๊งไปหมดเมื่อภูหันมาขมวดคิ้วด้วยท่าทีงุนงงราวกับไม่เข้าใจว่าไอ้สิปปกรกำลังพูดถึงอะไร

“ผมไม่ได้ขายของครับ ผมเป็นแค่สัตวแพทย์” ภูตอบ “แต่ที่ร้านก็มีขายพวกอุปกรณ์กับอาหารสัตว์เหมือนกัน แบบนั้นเรียกว่าขายตรงไหมครับ?”
“งั้นตอนนี้คุณทำงานอะไรบ้าง? ผมหมายถึงงานที่ทำแล้วได้เงิน ทุกงานที่ไม่ใช่แค่รักษาสัตว์”
“ไม่มีครับ ผมเป็นแค่สัตวแพทย์อย่างเดียว”
“พูดจริง?”
“จริงสิครับ” ภูยิ้ม “อย่างที่บอกไปว่าผมมีคลินิกของตัวเอง มีเพื่อนหมออีกหลายคนที่ทำงานด้วยกัน”
“แล้ว -- แล้วทำไมคุณถึงเอาแต่ถามตารางเวลาของผมล่ะ?”
“เพราะผมอยากโทรหาคุณสองตอนที่คุณว่างจริงๆ อย่างแปดโมงเช้าจะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีลูกค้า ถ้าคุณสองว่างช่วงนี้เหมือนกัน ผมก็แค่อยากโทรไป”
“ทำไมคุณต้องพยายามโทรหาผมด้วย?”
“คนเราจะมีซักกี่เหตุผลที่ต้องโทรศัพท์หากันเหรอครับ?” ภูหัวเราะ ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ดีขึ้นเมื่อรู้ว่าจริงๆแล้วผมก็แค่เข้าใจผิด
“แล้วเรื่องลูกค้าวันนี้ล่ะ? ไหนจะที่คุณถามเรื่องงาน --”
“เพราะผมไม่รู้ว่าฟรีแลนซ์ทำงานกันยังไง ผมแค่อยากแน่ใจว่าแปดโมงจะไม่เช้าเกินไปเผื่อว่าคุณสองนอนไม่เป็นเวลา ส่วนลูกค้าเป็นเจ้าของน้องพุดเดิ้ลที่ป่วยเป็นโรคไตครับ มันเป็นโรคเรื้อรัง ผมก็แค่มาเยี่ยมเพราะป้าเขาเป็นลูกค้าประจำที่พาหมามารักษาบ่อยๆ”
“แค่นั้น?”
“ครับ แค่นั้น” สัตวแพทย์หนุ่มพยักหน้า “ทีนี้ถึงตาผมถามคุณสองบ้างแล้ว ทำไมวันนี้คุณถึงทำเป็นไม่รู้จักตอนที่เจอกันตรงทางเชื่อมอาคารล่ะครับ?”
“ผมเปล่าเสียหน่อย” ผมตอบเสียงอู้อี้ “ผม -- ผมแค่จำคุณไม่ได้”
“คุณจำไม่ได้เหรอครับ?”
“ใช่ เมื่อคืนมันมืดมาก ผมจำอะไรไม่ได้หรอก ตื่นมาก็แฮงค์ ผมไม่มีอารมณ์นึกหน้าใครทั้งนั้น อีกอย่างคุณเอาหน้าม้าลงด้วย แบบนี้ --” ผมพูดพร้อมกับทำท่าทางประกอบ ภูพยักหน้ารับยิ้มๆเมื่อผมใช้นิ้วสางผมตัวเองลงมาเป็นหน้าม้าบ้าง “หน้าคุณก็เลยเด็กกว่าเมื่อคืนเยอะมาก แถมยังสวมเสื้อยืดอีก ผมจำไม่ได้หรอก”
“เหมือนคุณสองกำลังชมผมทางอ้อมเลย”
“ผมไม่ได้จะแก้ตัวนะ แต่หน้าคุณเด็กมากจริงๆ คุณอายุเท่าไหร่เหรอ?”
“คิดว่าไงครับ?”
“ไม่รู้สิ คุณบอกว่าเป็นแฟนเก่าของเมียวิน น่าจะซัก -- ยี่สิบเก้า? เท่าผมไหม?”
“ผมอายุยี่สิบหกครับ เพิ่งยี่สิบหกเมื่อต้นเดือน”
“ใช้ชีวิตให้คุ้มนะ พอคุณย่างสามสิบเมื่อไหร่ คุณจะรู้สึกแก่เหมือนผม”
“คุณสองไม่เห็นแก่เลย”
“แก่สิ เห็นตีนกาผมไหม?” ผมบ่นพลางชี้หางตาตัวเอง “ยิ้มทีไร โดนล้อทุกที”
“ถ้าผมสัญญาว่าจะไม่ล้อ คุณสองจะยิ้มให้ผมเห็นบ่อยๆได้ไหมครับ?”
“ฝันไปเถอะ ผมไม่ยิ้มหรอก แม่บอกว่าผมเป็นเสือยิ้มยาก”
“แต่ผมว่าไม่จริงนะ” ภูแย้ง “วันนี้คุณสองยิ้มตั้งหลายครั้ง เมื่อกี๊คุณก็ยิ้ม ตอนนี้คุณก็ -- ยิ้มอยู่เหมือนกัน”

ผมไม่รู้จะปรับสีหน้ายังไงดีเมื่อภูเอาแต่หันมาจ้องตาแบบนี้ แม้ตอนแรกผมคิดว่าการนั่งรถกลับบ้านช่างยาวนานเหลือเกิน แต่พอได้ปรับความเข้าใจกันเวลาก็เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว และกว่าจะรู้ตัวอีกที รถเอสยูวีสีสาวก็จอดหน้าร้านกู้ด รี้ดดิ้งเสียแล้ว
 
“ขอบคุณครับ” ผมปลดเข็มขัดนิรภัย ตั้งท่าจะส่งคืนผ้าห่มที่ห่อตัวแต่ภูก็ใช้สองมือจับมันเอาไว้แน่น
“ไม่ต้องคืนหรอกครับ ถึงฝนจะหยุดตกแล้วแต่ข้างนอกอากาศหนาวมากเลยนะ” ภูยิ้มพลางพยักเพยิดไปทางหน้าต่างเพื่อให้เห็นบานกระจกของร้านหนังสือมีไอน้ำเกาะหนากว่าปกติ “รีบเข้าร้านเถอะครับ เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยนะ”
“สั่งเหมือนผมเป็นเด็ก ผมแก่กว่าคุณเกือบห้าปีเลยนะ ให้ตายเถอะ” ผมยู่ปาก “ขอบคุณที่เป็นธุระรับส่งผมกับพี่สาวนะครับ”

ภูนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะพยักหน้ารับ

“ทีแรกคุณสองบึ้งตึงกับผมเพราะเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นนักลงทุน แต่พอเราได้คุยกัน คุณสองน่ารักกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย” ภูเอ่ยชม “ผมอยากทำความรู้จักกับคุณสองอีกครั้ง เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหมครับ?”

ผมเงียบเพราะไม่เข้าใจว่าภูกำลังสื่อถึงอะไรในเมื่อวันนี้เราตัวติดกันแทบตลอดทั้งวัน  แม้จะยังงุนงง แต่พอสัตวแพทย์หนุ่มยื่นมือมาข้างหน้า ผมก็ยื่นมือไปจับโดยอัตโนมัติทันที

“ผมชื่อภูครับ” เพื่อนใหม่ยิ้มกว้างพร้อมกับบีบมือของผมเบาๆ
“ผมสองครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณสอง”
“เช่นกันครับ”

เรายิ้มกว้างออกมาพร้อมกันเมื่อรู้สึกว่าการทำความรู้จักใหม่อีกครั้งดูตลกเหลือเกิน ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเริ่มรู้สึกเป็นเคอะเขินแปลกๆ หลังจากนั่งหัวเราะสักพัก ผมจึงขอตัวกลับไปพักผ่อน วันนี้เปียกมานานจนกางเกงในเปื่อยแล้ว ผมต้องการเสื้อผ้าอุ่นๆและเตรียมตัวแปลงานที่ค้างไว้ให้เสร็จเรียบร้อย

“บายภู”
“บ๊ายบายครับ”

ผมโบกมือและเปิดประตูลงจากรถ ลมหนาวที่พัดฉิวมาปะทะร่างกายทำให้ตัวสั่นอย่างห้ามไม่ได้ ผมกระชับผ่าห่มของภูเอาไว้แน่น สองมือโอบรัดตัวเองเอาไว้ราวกับมันจะช่วยคลายความหนาวได้ เหลืออีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงประตูร้านหนังสือทว่าสัมผัสแผ่วเบาที่แตะลงบนแก้มเรียกให้ผมต้องหยุดเดิน

ฝนตกอีกแล้ว ความเย็นของน้ำฝนตรงใบหน้าเรียกให้ต้องเช็ดออก จากนั้นก็แหงนหน้าขึ้นแล้วพบว่าฝนห่าใหญ่กำลังจะเทตัวลงมา ผมอมยิ้มเมื่อคิดว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว หลังจากนี้ผมคงใช้แอร์น้อยลง ประหยัดค่าไฟมากขึ้น คงได้นอนฟังเสียงฝนกระทบหลังคาเปาะแปะจนหลับทุกคืนอีกครั้ง ผมชอบฤดูฝน ชอบตอนที่ฝนตกหนัก แม้ว่ามันจะทำให้หน้าเสื้อผ้าอับชื้นเพราะไม่ตากแดด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผมหลงใหลฤดูเหงาๆและกลิ่นอายของมันมากแค่ไหน

Rrrr

แรงสั่นของสมาร์ทโฟนในกระเป๋ากางเกงฉุดให้ตื่นจากภวังค์ ผมล้วงหยิบมันออกมาก่อนจะกดรับอย่างรวดเร็วด้วยความลืมตัว ทันทีกรอกเสียงลงไปในสายว่า “ฮัลโหลครับ” ก็ต้องตกใจเมื่อรู้ว่าใครโทรมา

 “อย่ายืนตากฝนสิครับ เดี๋ยวจะไม่สบายนะ”

เป็นภูนั่นเอง ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองบีเอ็มดับเบิลยูที่ยังคงจอดนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขับออกไปแต่อย่างใด
 
“มีอะไรหรือเปล่าภู?”
“ผมลืมบอกเหตุผลว่าทำไมผมถึงตามวอแวคุณสองไม่เลิก อยากรู้ไหมครับว่าทำไม?

ยังไม่ทันได้ตอบว่าอยากรู้เหตุผลนั่นหรือไม่ เอสยูวีคันนั้นก็ค่อยๆลดกระจกลงจนสามารถมองเห็นคนขับได้ชัดเจน ภูอมยิ้มเมื่อรู้ว่าผมมองเห็นข้างใน เราสบตากันเงียบๆโดยไม่พูดอะไร มีเพียงแค่เสียงลมหายใจเท่านั้นที่ดังขึ้นในสาย คำพูดทุกอย่างถูกพับเก็บลงลำคอเมื่อเห็นว่าดวงตาคู่นั้นดูจริงจังมากกว่าปกติแค่ไหน แววตาของภูอ่อนลง มันอบอุ่นยิ่งกว่าผ้าห่มที่กำลังคลุมตัวในตอนนี้

“ผมชอบคุณสอง”

ภูพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น รอยยิ้มขวยเขินเหมือนเด็กน้อยฉายบนใบหน้าจนผมสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังล้อเล่น

“หลังจากนี้ช่วยเมมเบอร์ผมเอาไว้ในเครื่องของคุณสองด้วยนะครับ”

TBC





___________________



#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก



สวัสดีวันจันทร์ที่แสนจะไม่น่ารักค่ะ :(

เจบบบบบบบบบบ ไปหมดทั้งตัวแล้วตอนนี้ อยากนอนมากๆเลยแต่ใจมันว้าวุ่น คิดถึงแต่สัญญาที่ให้ไว้กับทุกคนก็เลยแวะมาอัปซักหน่อย ขอบคุณสำหรับกำลังใจน่ารักๆที่คอยซัพพอร์ตกันมาเสมอนะคะ ความสุขเล็กๆที่ยังพอยิ้มได้คือการได้อ่านข้อความจากทุกคนนี่แหละค่ะ :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 12:23:32 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
ภูมาแบบนี้เป็นเราก็คงต้องโดดลงหลุม(รัก)อีกรอบล่ะนะ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเจออะไรก็ตาม
ก็นะ มาแนวอบอุ่น เอื้อเฟื้อซะขนาดนี้ ช่างหัวอดีตมันเถอะ เลทอิทบี

ปล.อยากท้วงนิดนึงค่ะ น้องของแม่น่าจะเรียกว่าน้านะคะ
ส่วนอานั้น เป็นน้องของพ่อ ดังนั้น สองควรเป็นน้าของเปเปอร์

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5099
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +190/-19

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 838
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ยาวสะใจ ภูน่ารักจังงง  :o8:

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1170
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-4
ฟินมากกกกกกก
พ่อพระเอกช่างดีเหลือเกินนนนน
ติดตาต่อนะค้าา

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 108
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
รออ่านต่ออยู่นะครับ   :L1: :L1:

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 838
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
 :z13: จันทร์นี้ไม่มาหรอคะ รอน้าาา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +524/-0
กดบวกดั๊กกี้ครับ ==> 104+1=105  :katai3:
ชื่อเรื่องน่าสนใจเลยต้องขอเข้ามาดูซักหน่อยว่าเรื่องราวมันอะไรยังไง ใครกันที่ไม่เชื่อในความรัก
ยังไงอ่านจบแล้วจะมาเม้นนะครับผม  :z2:

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
3 [PART 1/3]


3


มันไม่เหมือนในละครที่เวลามีคนบอกชอบแล้วจะได้ยินเพลงรักซึ้งๆดังคลอประกอบ ไม่มีการจ้องกันด้วยแววตาหวานเชื่อม หรือท่าทีขวยเขินเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายให้ความสนใจและแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าอยากจะทำยังไงต่อไปกับความสัมพันธ์ ไม่ – มันไม่มีอะไรอย่างนั้น โดยเฉพาะตอนที่คุณได้ยินประโยคสารภาพรักจากคนที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง

“คุณไม่ได้ชอบผมหรอกครับ”

ผมยิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มของความดีใจ ไม่ใช่รอยยิ้มของอาการถ่อมตัวยามที่ใครเอ่ยปากบอกว่าชอบเรานักหนา มันเป็นรอยยิ้มสงสารปนเวทนาในความรู้น้อยของชายหนุ่มที่เพิ่มเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ ผมจ้องหน้าภูที่ยังคงยิ้มร่าอีกประมาณไม่กี่วินาทีก่อนจะตัดกำลังใจเขาด้วยการบอกว่า

“ผมไม่รู้หรอกนะว่าจริงๆแล้วคุณคิดยังไง แต่ผมอยากให้คุณคิดดีๆก่อนพูด เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาล้อเล่นเหมือนสมัยเด็กๆ”
“ผมนึกอยู่แล้วว่าคุณสองต้องพูดแบบนี้”

ภูยิ้มอีกครั้งราวกับรู้ทัน แต่เชื่อผมเถอะว่าเขาไม่รู้อะไรหรอก

“ผมแค่รู้สึกว่าเราเข้ากันได้”
“เมื่อไหร่กันที่ผมทำให้คุณคิดแบบนั้น?”
“ในงานแต่งของเนเน่กับพี่วิน” ภูบอก “ตอนที่คุณสองสูบบุหรี่และเรามีโอกาสได้คุยกัน”
“คุณจะทึกทักเอาบทสนทนาสั้นๆไม่กี่นาทีมาเป็นความมั่นใจไม่ได้ นั่นไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของผม”
“แล้วตัวตนของคุณสองมันเป็นแบบไหนกันล่ะครับ?”

ผมนิ่งเงียบไป ไม่ใช่ว่าอึ้งเพราะต้องครุ่นคิดเหมือนคนอื่นว่าตัวเองเป็นคนยังไง แต่ผมรู้ดีว่าภูจะพูดอะไรหลังจากนี้ เขาอาจจะแกล้งทำเป็นต่อบทสนทนาอีกซักสองสามประโยคและขอโอกาสได้ทำความรู้จักกับตัวตนของนายสิปปกร ซึ่งบอกแล้วไงว่าผมแก่กว่าเขาตั้งกี่ปี มาแนวนี้มีเหรอที่ผมจะรู้ไม่ทัน ดังนั้นผมจึงบอกภูไปว่า

“ไม่ต้องขอโอกาสเรียนรู้ซึ่งกันและกันหรอก ที่ผมพูดแบบนี้เพราะหวังดีกับคุณ ยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้ มองหาคนที่เติมเต็มคุณได้ดีกว่าผมเถอะ ผมพอแล้วกับความรัก ผมไม่อยากผูกมัดกับใคร”
“ที่คุณสองพูดแบบนี้เพราะคุณไม่ชอบผม หรือเพราะคุณไม่อยากมีความรักจริงๆ?”
“ก็ต้องเป็นอย่างหลังอยู่แล้ว”
“งั้นแบบนี้ คุณต้องยิ่งให้โอกาสผมได้ทำความรู้จักคุณเลย”
“ทำไม?”
“ผมอยากให้คุณรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่เข้ามาเพื่อทำให้คุณเสียใจเหมือนพี่วิน ถึงผมจะเด็กกว่าคุณหลายปี แต่ผมรู้ว่าความรักดีๆมันเป็นยังไง”

ผมหลุดหัวเราะเมื่อเด็กอายุยี่สิบหกบอกคนอายุสามสิบว่ารู้จักความรักดีๆ

 “เอาเป็นว่าผมจะไม่กดดันคุณสองแน่นอนครับ ขอแค่คุณสองเมมเบอร์โทรศัพท์ของผมไว้ในเครื่อง และยอมตอบข้อความของผมบ้างวันละครั้งก็ยังดี”

ผมไม่ได้รับปาก ไม่ส่งสัญญาณใดๆนอกจากมองรอยยิ้มของชายชื่อภูจนกระทั่งเขาขับรถออกไป มันไม่ใช่ความรู้สึกน่าประทับใจหรือน่าปลาบปลื้มอะไรจนต้องเก็บมาคิด เพราะผมมั่นใจว่าในระยะเวลาไม่กี่เดือน เรื่องราวในวันนี้คงกลายเป็นเรื่องในวงเหล้าของภูที่เจ้าตัวนำไปเล่าติดตลกว่าครั้งหนึ่งเคยจีบเกย์แก่ๆที่ไม่เชื่อในความรัก แน่นอนว่าผมจะไม่ยอมให้มันจบลงแบบนั้นก็เลยตั้งใจลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไป และเดินเข้าร้านหนังสือซึ่งวันนี้มีติณณภพมาเฝ้าร้านพอดี

“ไปไหนมา?”
“พาเปเปอร์ไปหาหมอ” ผมตอบเพื่อนก่อนจะเดินไปช่วยเด็กในร้านจัดเรียงอันดับเบสเซลเลอร์ประจำสัปดาห์นี้
“เมื่อกี๊กูเห็นบีเอ็มใครก็ไม่รู้จอดหน้าร้าน มึงมากับใคร?”
“คนที่เพิ่งเจอเมื่อวาน”
“ที่ไหน?”
“งานแต่งวิน” ผมถอนหายใจ “แฟนเก่าเนเน่ เมียวินอ่ะ”
“ผู้ชายเหรอ?”
“อืม”

ติณขมวดคิ้วมองพร้อมกับหรี่ตาลง ผมที่กำลังง่วนกับการแปะป้ายอันดับจึงเงยหน้าจากกองหนังสือและถามเพื่อนว่าทำไม มีอะไร มีคนมาส่งแล้วมันจะทำไม

“เปล๊า” ติณณภพยักไหล่ “ไหนมึงบอกว่าไม่ชอบคนขายตรงไง?”
“เขาไม่ได้ขายตรง เขาเป็นหมอหมา”
“แล้วเปเปอร์เป็นไงบ้าง?”
“ก็ดีขึ้น คงไม่เป็นไรมาก น้ำหนึ่งน่าจะดูแลได้ เออ – ว่าแต่ มึงรู้หรือเปล่าว่าเนเน่ท้อง”
“ไม่เห็นแปลก ถ้าไม่ท้อง มีเหรอคนอย่างไอ้วินจะยอมแต่งงานด้วย” ติณหัวเราะในลำคอเหมือนขำปนสมเพช “มึงโอเคยัง?”
“โอเคอะไร?”
“เรื่องวิน”
“มันผ่านมานานจนกูไม่รู้สึกขนาดนั้นแล้ว”

ผมเหยียดยิ้มบอกเพื่อนทั้งๆที่ไม่แน่ใจในสิ่งที่พูดเท่าไหร่ จริงอยู่ที่ต่อให้หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่มีวันกลับไปหรือยุ่งย่ามกับสามีของคนอื่น แต่บางครั้งในใจ ระหว่างที่ไม่มีอะไรทำ หรือชั่ววูบหนึ่งของความคิดที่เกิดขึ้นในสมองเพียงเสี้ยววินาที ผมยังคงตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ที่จบแบบครึ่งๆกลางๆเสมอ

“เอ้อ – กูมีเรื่องจะบอก ศุกร์หน้าเอกอิ๊งนัดรวมรุ่นที่ร้านแถวทองหล่อ มึงอยากไปไหม?”
“มึงไปหรือเปล่าล่ะ?”
“ก็คงไปแหละมั้ง” ติณดูไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ “แต่บอกในไลน์แล้วว่าอาจจะไปกับมึง”
“ได้ กูยังไม่รับปากนะ ขอดูก่อนว่าจะมีงานเข้ามาหรือเปล่า”
“นอกจากแปลหนังสือแล้วมึงยังมีงานอื่นอีกเหรอ?”
“ไม่มี” ผมถอนหายใจ “เดี๋ยวนี้งานแปลหายาก ตัดราคาแย่งลูกค้ากันให้วุ่น วงการแปลจะชิบหายกันหมดแล้ว”

ผมบ่นติดตลก แต่จริงๆไม่ตลกเพราะยอดงานแปลตกฮวบฮาบอย่างมีนัยยะสำคัญมาหลายปี รายได้ที่ควรเข้ากระเป๋าก็น้อยลงเรื่อยๆจนเคยเครียดอยู่พักใหญ่ว่าจะเอาเงินที่ไหนใช้ จะเอาอะไรกิน ดีว่าผมได้งานแปลหนังสือจากพี่ดาวมาบ้าง ไม่งั้นคงเครียดตาย ขาดรายได้เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์แบบนี้มีหวังต้องกลับเข้าสู่วงจรชีวิตมนุษย์เงินเดือนอีกครั้งแน่ๆ

เราคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนที่ผมจะปลีกตัวขึ้นไปทำงานแปลต่อในห้อง ผมไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ติณฟัง ไม่ได้บอกว่าเจ้าของบีเอ็มดับเบิลยูที่มาส่งหน้าร้านหนังสือคือใคร และเราคุยอะไรกันบ้าง ผมยังคงไม่เชื่อบทสนทนาที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่เพราะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ ผมหลุดหัวเราะออกมาด้วยซ้ำเมื่อนึกถึงคำพูดของภูที่ว่า –

“ผมชอบคุณ”

ผมเหยียดยิ้มมุมปาก ไม่ได้ตั้งใจคิดถึงภู แต่ในหัวยังคงสลัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆเอาไว้ไม่ได้ หากเรามีโอกาสได้คุยกันอีกหน่อย ภูก็คงเข้าใจเองว่าการไม่รักใครน่ะดีที่สุดแล้ว

เรื่องของภูหายไปจากหัวเมื่อเริ่มทำงานได้ซักระยะ ผมจมเจ่าอยู่ในโลกของตัวอักษรและการเรียงร้อยถ้อยคำอยู่นานเกือบชั่วโมงจนกระทั่งโทรศัพท์มือถือสั่นถึงได้เงยหน้ามองนาฬิกา อีกไม่กี่นาทีก็จะห้าโมงเย็นแล้ว คงเป็นติณณภพส่งไลน์มาถามว่าจะกินอะไร ทว่าเบอร์โทรเข้าไม่ได้เป็นชื่อของติณ แต่เป็นเบอร์ใหม่ที่ไม่เคยเมมไว้ในเครื่อง

“ฮัลโหล ครับ”
[คุณสองใช่ไหมครับ?]
“ครับ ใครครับ?”

ผมถามพลางใช้นิ้วขยายไฟล์หนังสือโดยไม่ทันเอะใจ ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบเสียงอ่อยๆว่าภูเองครับ

“อ๋อ – ว่าไงภู”
[คุณสองยังไม่เมมเบอร์ผมอีกเหรอ?]
“ยังเลย ผมกำลังยุ่งๆอยู่น่ะ” ผมตอบตามตรง “เดี๋ยวจะเมมแล้วล่ะ”
[ขอบคุณนะครับ]
“โทรมามีธุระอะไรด่วนหรือเปล่าเนี่ย?”
[ผมอยากชวนคุณสองไปทานข้าวพรุ่งนี้]
“พรุ่งนี้?”

ผมเลิกคิ้วพร้อมกับเปิดปฏิทิน เพราะลึกๆไม่ค่อยอยากเจอภูก็เลยบอกปฏิเสธเขาไป เจ้าของเบอร์โทรศัพท์ที่ร่าเริงเหมือนสุนัขพันธุ์โกลเด้นจ๋อยซึมอีกครั้งก่อนจะตอบเสียงอ่อยว่าไม่เป็นไร

“เป็นหมอหมาไม่ต้องเฝ้าคลินิกหรือไง?”
[ผมทำงานเป็นกะครับ นอกนั้นให้คุณสองได้หมดเลย]

แหวะ – ผมจะอยากได้เวลาของคนอื่นทำไมกัน

“ผมไม่ว่างจริงๆภู ไว้โอกาสหน้านะ”
[โอกาสหน้าของคุณสองคือช่วงไหนเหรอครับ?]
“ก็ – วันที่ผมว่างไง”
[เราจะได้เจอกันอีกจริงๆใช่ไหม?]

ผมไม่กล้ารับปากภูว่ามันจะเกิดขึ้น วันที่นายสิปปกรว่างเพื่อออกไปทานข้าวกับเขาต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะผมรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนประเภทนัดเป็นนัดสำเร็จเท่าไหร่ หลายต่อหลายครั้งนัดที่ไม่เป็นการเป็นงานมักถูกยกเลิกกะทันหันเพราะผมไม่อยากไป เหตุผลของการยกเลิกนัดมันก็ส้นตีนแบบนี้แหละ ผมไม่อยากโกหกภู แต่ก็ไม่อยากหักน้ำใจของเขาเหมือนกัน

“ถ้าผมว่าง เราไปกินข้าวกันก็ได้”
[เย้! ขอบคุณครับ] ภูดีใจออกนอกหน้าจนผมงงว่ามันจะดีใจอะไรกันนักกันหนา แค่กินข้าวด้วยกันมันต่อยอดความสัมพันธ์อะไรไม่ได้หรอก [ไลน์ของคุณสองคือเบอร์โทรนี้ใช่ไหมครับ?]
“ครับ เบอร์นี้แหละ”
[ผมขอแอดไลน์นะ]
“ตามสบาย”

ผมส่ายหน้าเอือมระอา ไม่มีความขวยเขินเหมือนตอนแรกที่ถูกภูตามตื๊อเสียเท่าไหร่ เราคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนที่ผมจะขอวางสายเพื่อทำงานต่อ หลังจากนั้นก็ไลน์สั่งติณให้ซื้อข้าวมาเผื่อด้วย ถึงเวลาก็ลงไปกิน กินและบ่นเรื่องที่บ้านให้เพื่อนฟังว่าพ่อบังเกิดเกล้าสร้างปัญหาอะไรไว้บ้างก่อนจะตบท้ายด้วยการบอกติณณภพว่าผมอิจฉามันมากแค่ไหน คนที่ไม่ต้องตามใช้หนี้ให้พ่อแม่น่ะ – โชคดีที่สุดเลย

“มึงก็ช่วยเท่าที่ไหวสิ ที่เหลือให้พ่อเขาหามาใช้เองบ้าง”
“กูก็อยากทำแบบนั้นนะ แต่พอนึกว่าพ่อแม่ลำบากส่งกูเรียนจนจบมันก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ว่ะ ถึงจะชอบสร้างปัญหาให้ปวดหัวแต่เขาก็เป็นพ่อที่ดีนะ”

ผมถอนหายใจ ไม่รู้จะอธิบายความสัมพันธ์ที่มีต่อพ่อยังไง ผมรักพ่อแต่ก็โกรธพ่อที่หัวอ่อน หลงเชื่อคำพูดของพวกหัวหน้าเครือข่ายจนเป็นหนี้ตั้งหลายหมื่น ผมเข้าใจเหตุผลที่พ่ออยากรวย ผมรู้ว่าพ่อกลัวว่าหลังเกษียณแล้วต้องแบมือขอเงินลูกใช้ไปจนตายเพราะไม่มีเงินเก็บ พ่อจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้มีรายรับสองทางจะไม่ได้รบกวนลูกชายอีก ซึ่งผมก็เคยบอกพ่อแล้วไงว่าผมไม่ทิ้งพ่อกับแม่หรอก แต่ความกลัวของคนแก่ใกล้เกษียณมันซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจ

“แล้วพี่น้ำว่าไง?”
“น้ำหนึ่งไม่ว่าอะไร ไม่รู้ทะเลาะกับพี่ปั๊ปหรือเปล่า”
“เขาอาจจะไม่ได้มีปัญหากันก็ได้ มึงอ่ะคิดมาก” ติณยกช้อนชี้หน้านายสิปปกรที่นั่งกินข้าวอยู่ตรงข้าม ผมเบะปากและแค่นหัวเราะ
“มึงเชื่อกูเถอะว่าไม่นานหรอก”
“ทำไม?”
“ยายน้ำเน่าเลิกกับผัวแน่” ผมถอนหายใจ “ถึงตอนนั้นกูจะทำยังไงดีวะ?”
“อย่าคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิดเลย มึงเนี่ยชอบเอาอนาคตมาใส่หัวให้เครียดอยู่เรื่อย”
“แต่ถ้าน้ำหนึ่งเลิกกับพี่ปั๊ปจริงๆ --”
“ไอ้สอง” ติณวางช้อนลงแล้วจ้องหน้าผม “ให้มันเกิดขึ้นจริงเถอะแล้วค่อยว่ากัน”

ผมทำปากขมุบขมิบล้อเลียนไอ้ติณก่อนจะก้มหน้ากินข้าวจนหมดจาน หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายไปทำธุระของตัวเองโดยไม่พูดเรื่องนี้อีก ติณอยู่ร้านถึงดึกเพื่อเช็กสต็อกและดูตารางโปรโมตหนังสืออาทิตย์หน้าว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง ส่วนนายสิปปกรกลับขึ้นไปแปลงานต่อบนชั้นสามของร้านกู้ดรี้ดดิ้ง

แต่ไหนแต่ไรผมเป็นคนเครียดง่ายเพราะฐานะทางบ้านไม่แน่นอน หน้าที่การงานของพ่อกับแม่ไม่ได้มั่นคงอะไร แถมพี่สาวตัวดีก็ไม่มีงานมีการทำนอกจากอยู่บ้านเลี้ยงลูก ดังนั้นเรื่องครอบครัวจึงมักเป็นเรื่องแรกและเรื่องใหญ่เสมอในชีวิตของสิปปกร อย่างตอนนี้ – แค่คิดว่าน้ำหนึ่งจะเป็นหม้าย ผมก็เริ่มเครียดจนหมดอารมณ์ทำงาน มันตื้อตันไปหมดเพราะไม่รู้ว่าหากพี่สาวต้องหย่าจริงๆ ค่าใช้จ่ายในการดูแลเปเปอร์จะตกมาที่ใคร แน่นอนว่าน้ำหนึ่งคงไม่มีกำลังเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเองเร็วๆนี้ อาจเป็นหน้าที่ของน้าสองหรือไม่ก็คุณตาคุณยายต้องส่งเสียเลี้ยงดูหลานไปพลางๆจนกว่าน้ำหนึ่งจะตั้งตัวได้ แต่พี่สาวของผมไม่ใช่ประเภทถึกทนสู้งาน พนันได้เลยว่าอีกหน่อยยายน้ำหนึ่งคงเปลี่ยนงานบ่อย นั่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่ชอบ ทีตอนพ่อแม่ส่งให้เรียนหนังสือล่ะไม่เรียน มาตอนนี้จะบ่นไหมนะว่าตัวเองหางานลำบากเพราะไม่มีวุฒิการศึกษา ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด พอเครียดก็ต้องหาทางระบายออกเป็นบุหรี่ซักมวน

พอคิดได้ดังนั้น ผมจึงพักงานที่ทำอยู่เพื่อให้ตัวเองได้ผ่อนคลายกับนิโคตินซักหน่อย ติณณภพไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ในร้าน ดังนั้นผมจึงต้องเดินไปหลังร้านที่มีแอ่งน้ำขังตั้งแต่ช่วงกลางวัน ใช้ไฟแช็คอันใหม่แกะกล่องเพื่อจุดบุหรี่และอัดเข้าปอดจนฉ่ำ ผมคิดถึงภูอีกครั้งเมื่อก้มมองไฟแช็คในมือตัวเอง เวลาประมาณนี้ของเมื่อวาน เรายืนคุยกันในโรงแรมที่จัดงานแต่งงานของแฟนเก่า ถ้าตอนนี้เรามีโอกาสอยู่ด้วยกัน ท็อปปิคในบทสนทนาจะเกี่ยวกับเรื่องอะไรนะ ผมนึกถึงสิ่งที่ภูสนใจใครรู้ไม่ออกเลย

Rrrrr

โทรศัพท์สั่น ผมจึงต้องล้วงหยิบจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู เป็นภูนั่นเอง เขาส่งสติ๊กเกอร์รูปหมาคอร์กี้มาให้ ผมหลุดหัวเราะขำและส่งสติ๊กเกอร์หมีบราวน์กลับไป

[ทำอะไรอยู่คับ]

“ดูดหรี่”

[มวนที่เท่าไหร่ของวันนี้อ่ะ?]

“มวนแรก” ผมใช้ปลายนิ้วเคาะบุหรี่แล้วพิมพ์ตอบ ซักพักภูก็ส่งข้อความมาราวกับกำลังรอนายสิปปกรอยู่พอดี

[สูบบุหรี่มันอร่อยเหรอคับ?]

ผมหัวเราะขำ หนึ่งขำคำว่าคับของภู เพราะมันคล้ายคลึงกับเสียงลงท้ายเวลาเขาพูดไม่มีผิด สองผมขำการเลือกใช้คำของเขา บุหรี่อร่อยเหรอ? มันไม่อร่อยหรอก ของแบบนี้จะอร่อยได้ยังไง มันฉีกใส่ปากแล้วเคี้ยวแดกได้ที่ไหนล่ะปั๊ดโถ่เอ๊ย

“อยากลองสูบหรือเปล่า?”

[ไม่เอาคับ แม่ผมเป็นมะเร็ง]

“เสียใจด้วยนะ”

[อ๋อ แม่ผมยังไม่ตาย ตอนนี้หมอบอกว่าแม่หายแล้วคับ ตรวจเจอเร็วก็เลยหายไว]

ไอ้เด็กนี่ --

[มะรืนนี้คุณสองว่างเป่าคับ?]

“ทำไมต้องพิมพ์เป่าคับ ทำไมไม่พิมพ์เปล่าครับให้มันถูกๆฮะ?”

[มะรืนนี้คุณสองว่างหรือเปล่าครับ]

“ไม่ว่างครับ” ผมหัวเราะจนไหล่สั่น ได้แกล้งเด็กนี่มันสนุกจริงๆ “ทำไม?”

[จะชวนไปดูหนัง]

“ทำงานทำการบ้างเถอะคุณ”

[ทำงานอยู่แล้วคับ ชวนไปดูหนังนอกเวลางาน]

ไม่รู้ว่าภูเป็นคนซื่อหรือกวนตีน แต่ผมขอจัดไว้ในหมวดกวนตีนก่อน

[ว่าไง ไปมั้ยคับ]

“อย่าเร่งดิ ถ้าทำให้อึดอัดผมไม่คุยด้วยแล้วนะ”

ภูส่งสติ๊กเกอร์หน้าร้องไห้มาให้

ตามด้วยสติ๊กเกอร์คนหมดแรง

สติ๊กเกอร์วิญญาณหลุดจากร่าง

และสติ๊กเกอร์หัวใจสลาย

แหม – น่าสงสารจริงๆเลย

“ผมแปลหนังสืออยู่ ไม่ค่อยมีเวลา แต่เร็วๆนี้ผมคงออกนอกบ้านไปซื้อหนังสือ”

[ที่ไหนคับ?]

“คิโนะ”

[อ๋อ คิโนะคูกิมิยะ]

“ไปเล่นตรงนู้นนะ”

จากตอนแรกคิดว่าคุยสองสามประโยคแล้วจะชิ่งไม่ตอบ แต่ภูเป็นคนตลกกว่าที่คิดไว้จนเผลอคุยด้วยอยู่นาน หลังบุหรี่มวนแรกหมดลง ผมก็เดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อหยิบทิชชู่มาห่อก้นบุหรี่เก็บไว้เป็นที่ระลึก สวนทางกับติณณภพที่กำลังหน้าดำคร่ำเครียดเกี่ยวกับอีเว้นต์โปรโมทหนังสือสัปดาห์หน้าพอดี

“สอง มึงมานี่หน่อยสิ”

ผมจึงจำใจต้องบอกลาภูโดยบอกสั้นๆแค่ว่างานเข้า ภูส่งสติ๊กเกอร์งอแงต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะถามทิ้งท้ายว่าเมมเบอร์เขาหรือยัง เมื่อผมไม่ตอบ ภูก็รัวถามสลับกับส่งสติ๊กเกอร์ปัญญาอ่อนมาว่าเมมเบอร์ผมหรือยัง

“ว่า? มีอะไร?”

ผมเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงและเดินเข้าไปหาติณณภพ ดูเหมือนว่าเราคงต้องเปลี่ยนหนังสือที่ใช้สำหรับงานเสวนาในวันเสาร์ถัดไป ปกติติณไม่มีปัญหากับแผนที่ผมวางไว้เลย คราวนี้คงขัดใจมันจริงๆถึงเรียกมาคุยและหาทางออกร่วมกันเพราะติณคิดว่า Lord of the flies หรือวัยเยาว์อันสิ้นสูญ ของ วิลเลียม โกลดิง ดูจะไม่ค่อยเข้ากับเล่มอื่นๆเท่าไหร่

“มึงดูแต่ละเรื่องที่มึงเลือกมานะ Little Women การผจญภัยของทอม ซอว์เยอร์ ยักษ์ใจดี ปีเตอร์แพน ลอร์ดน้อยฟอนเติ้ลรอย แล้วจู่ๆก็กระโดดมา Lord of the files มึงใช้เกณฑ์อะไรเนี่ย?”
“วรรณกรรมเยาวชนคลาสสิคไง กูแค่อยากให้ทุกคนรู้จักเรื่องนี้ด้วย อาจจะดาร์คหน่อยแต่มันดีนะ สะท้อนให้เห็นว่าสันดานดิบมนุษย์น่ากลัวขนาดไหน ไม่ต้องให้โตจนเป็นผู้ใหญ่ก็เหี้ยมได้โดยสัญชาติญาณ” ผมอธิบายเพิ่ม
“แต่มึงต้องดูด้วยว่าธีมเรื่องมันไม่เข้ากับเล่มอื่นที่เลือกมา” ติณยกหนังสือจะเขกหัวผม “กูว่าย้าย Lord of the files ไปหมวดดาร์คดีกว่า อาจจะเป็นเดือนหน้าก็ได้ แล้วค่อยหาเรื่องอื่นๆที่โทนเดียวกันมารวมกลุ่ม”
“Animal Farm ด้วยไหม กึ่งๆอยู่นะ”
“งั้นเราอาจจะเปลี่ยนชื่องานเป็นหนังสือที่เผด็จการไม่แนะนำ”
“มึงว่ามันอ่านเองหรือเปล่าวะ? กูว่าคงจ้างตาสีตาสาให้ไปสรุปมามากกว่าถึงพ่นออกมาได้ว่าแอนิมอล ฟาร์มไม่เกี่ยวกับการเมือง” ผมหัวเราะปนสมเพช “เราควรทำอีเว้นต์นี้ด้วยนะ เอาลงตารางเลย”
“จะทำเดือนไหน? แล้วเชิญใครมา?”
“เดือนธันวา วันรัฐธรรมนูญ”
“มึงไม่รู้เหรอว่าบริษัทเอกชนบางที่ไม่หยุดวันรัฐธรรมนูญ” คราวนี้ติณใช้หนังสือเคาะหัวผมจริงๆ “ค่อยคิดก็แล้วกัน ทำอันนี้ให้เสร็จก่อน อย่าลืมโทรไปคอนเฟิร์มวิทยากรด้วยนะ เดี๋ยวเขาไม่มาล่ะวงแตก ไม่มีคนเริ่มงาน”

ผมบ่นอุบอิบว่ารู้แล้วก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงอีกรอบ คราวนี้เป็นเบอร์แปลกที่ไม่ได้เมมเอาไว้ ผมจึงหลุดขำออกมาจนติณณภพถามว่าใครโทรมา

“คนบ้า”
“คนที่มึงเจอเมื่อวานอ่ะนะ?”
“เออ คนนั้นแหละ”

ผมยิ้มโดยไม่รู้ตัว มือสไลด์หน้าจอเพื่อรับสายและเอ่ยทักทายภู

“อะไรอีก? บอกแล้วไงว่าเดี๋ยวเมมเอง ผมไม่ลืมหรอกน่า”

[สอง]

เสียงผู้ชายปลายสายไม่ใช่ภู แต่เป็นเสียงคุ้นเคยที่ผมได้ทุกวันเมื่อหลายปีก่อน มันคือเสียงของชวินทร์

[นี่วินนะ]

“อืม”

[วันศุกร์นี้ – อยากไปกินข้าวกันไหม?]



PART 2 ต่อข้างล่างเลยค่า  :hao5:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 22:34:04 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
3 [PART 2/3]

ผมเคยรักชวินทร์มากก็จริง แต่ศีลธรรมในตัวผมไม่ได้ตกต่ำถึงขนาดตอบรับคำชวนนั้น ชวินทร์มีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เธอกำลังท้องลูกของเขา ดังนั้นการพบกันของเราจึงไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าจะรูปแบบใดอีก ผมตอบปฏิเสธชวินทร์ในทันที เขาเงียบหายไปแต่กลับแอดไลน์มาเพื่อชวนคุยอยู่เรื่อยๆ พฤติกรรมของชวินทร์กำลังทำให้ผมไม่ชอบตัวเอง ผมรู้ว่าควรทำยังไง แต่เพราะผมไม่หนักแน่นพอที่จะตอกกลับด้วยถ้อยคำรุนแรงเหมือนเมื่อก่อน เรื่องก็เลยยืดเยื้อไม่จบไม่สิ้นจนอยู่นานเป็นเดือน

ผมเล่าเรื่องนี้ให้ติณฟัง และเราเห็นตรงกันว่าไม่ควรติดต่อชวินทร์อีก แต่คนอย่างชวินทร์ไม่ใช่พวกถอดใจยอมแพ้ง่ายๆ ดังนั้นวันที่เอกอิ๊งนัดรวมรุ่นที่ร้านอาหารแถวทองหล่อ ชวินทร์ก็ปรากฎตัวขึ้นท่ามกลางความงุนงงของทุกคนว่ามันมาทำไม ไม่มีใครรับเชิญแล้วเสนอหน้ามาถึงร้านได้ยังไง

“เอ่อ – งั้นวินนั่งหัวโต๊ะละกันเนอะ น้องคะ ขอเก้าอี้เพิ่มอีกตัวค่ะ”

ผมกับติณมองหน้ากันด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ส่วนชวินทร์ตีมึน นั่งลงทานอาหารและร่วมบทสนทนากับพวกเราอย่างเป็นกันเอง มันควรเป็นนัดเลี้ยงรุ่นที่สนุกกว่านี้ ผมควรได้มีช่วงเวลาแอบเบะปากใส่หมูพีหรือได้แชร์เรื่องเฮงซวยของตัวเองให้เพื่อนๆฟังบ้าง แต่เพราะชวินทร์นั่งอยู่ด้วย ผมจึงไม่อยากพูดอะไรเท่าไหร่นัก ผมไม่อยากให้วินรู้ความเป็นไปตั้งแต่เลิกกับมันเมื่อห้าปีก่อน ไม่อยากเปิดช่องว่างให้วินพยายามเข้าหา แต่เขาก็ได้จังหวะโอกาส แกล้งโพล่งเรื่องเปเปอร์ขึ้นมากลางโต๊ะอาหาร

“พูดถึงไข้หวัดใหญ่ วันก่อนเราเจอสองกับลูกที่โรงพยาบาลด้วย”
“อะไรนะ?” แพมที่เป็นนักการทูตดูช็อคกับคำบอกเล่าของวินมาก “อีสอง มึงมีเมียแล้วเหรอ? มีเมื่อไหร่?”
“ตกใจอะไร? กูจะมีลูกมีเมียไม่ได้หรือไง?”
“กูคิดว่ามึงเป็นเกย์ มึงกับวินก็เคย – เคยคบกับไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ แต่วินมันก็แต่งงานมีเมียมีลูกได้เหมือนกัน ไม่เห็นแปลก” ผมยักไหล่และเลือกที่จะโกหกตามน้ำแทนการพูดความจริง
“ไหนเอารูปลูกมาดูหน่อย”
“ไม่มี กูไม่ค่อยถ่ายรูปลูก” ผมอ้อมแอ้มตอบ ในใจก็มีแต่คำว่าฉิบหาย ฉิบหายเพราะในโทรศัพท์มีแต่รูปไร้สาระ ภาพถ่ายของเปเปอร์แทบไม่มีซักใบ
“โม้ละอีสอง ตอนกูคลอดลูกคนแรก กูถ่ายเก็บวันละเป็นร้อย ลูกขี้แตกกูก็ยังถ่ายไว้”

เพื่อนคนอื่นต่างส่งเสียงว่าใช่ ใช่ พร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย ความกดดันนั้นแผ่ซ่านมาถึงผมที่พยายามโกหกหน้าตายจนแทบอยู่เฉยไม่ได้ ส่วนชวินทร์นั่งยิ้มมุมปาก มันคงมั่นใจว่าเปเปอร์ไม่ใช่ลูกชายของผมแน่ๆ ไอ้ห่าเอ๊ย ความผิดของมึงวันนี้มีสามกระทงแล้วชวินทร์ หนึ่งคือมึงเกิดมาบนโลกใบนี้ สองคือมึงเสนอหน้ามาที่ร้านโดยไม่มีคนชวน สาม – มึงปั่นให้เพื่อนๆจับผิดเรื่องลูกกูทั้งๆที่จะมีลูกหรือไม่มีมันไม่ใช่ธุระอะไรของใครเลย

“พวกมึงเชื่อเถอะ ลูกไอ้สองจริงๆ” ติณณภพเป็นคนกอบกู้สถานการณ์อีกตามเคย “สองมันเลิกกับเมียแล้วก็เลยไม่ค่อยอยากพูดถึง มึงอย่าไปจี้ใจดำมันนักเลย”
“จริงเหรอสอง?”

หมูพีถามด้วยสีหน้าสงสารปนเวทนา ต่อให้อยากปฏิเสธว่าไม่จริงแค่ไหน ผมก็ต้องแสร้งปั้นหน้าตึงและตอบว่าใช่ ทั้งๆที่ในใจอยากเอาจานสเต็กฟาดหน้าไอ้เหี้ยวินซักเปรี้ยง โทษฐานสาระแนนักนะกับเรื่องส่วนตัวของคนอื่น

“คราวหน้าสองพาลูกมาด้วยนะ เราอยากเจอหน้าหลาน”

แล้วเทวดาตัวน้อยพีรพัฒน์ก็จบเรื่องนี้อย่างสวยงามพร้อมกับคำเห็นด้วยของทุกคน ส่วนสิปปกรน่ะเหรอ ได้แต่นั่งหน้าแดงเพราะความโกรธอยู่นาน ชวินทร์เหลือบมองผมและยิ้มมุมปาก ก่อนจะเตะขาผมใต้โต๊ะเบาๆเป็นเชิงหยอกล้อเหมือนที่เราเคยทำสมัยยังอยู่ด้วยกัน แต่ผมไม่ได้อยู่ในโหมดอารมณ์อ่อนไหวเหมือนตอนนั้นอีกแล้ว ผมจึงยกเท้าถีบเก้าอี้กลับจนชวินทร์ตัวปลิวออกจากโต๊ะอาหารท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนๆ

“สอง”

ติณเตือนสติผมที่กำลังจ้องหน้าวินอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนมันแกล้งทำเป็นไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะบอกเพื่อนๆไปว่าไม่มีอะไรหรอก มันทำสปาเก็ตตี้หก ก็เลยกระถดตัวหนีออกจากโต๊ะเพราะกลัวเปื้อนเสื้อ ผมมั่นใจว่าเพื่อนๆในเอกไม่ใช่คนโง่ ทุกคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นและเริ่มแสดงท่าทีกระอักกระอ่วนออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีจากนายสิปปกร ผมจ้องหน้าวินอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าก้มตากินต่อโดยไม่พูดหรือเล่าอะไรให้เพื่อนๆฟังอีก

บนโต๊ะอาหารที่หมูพีเคยเป็นดาวเด่นกลับเงียบสนิท ผมรู้ว่าเพื่อนๆไม่ค่อยจะเอนจอยกับนัดเลี้ยงรุ่นครั้งนี้แล้ว ซึ่งมันอาจส่งผลถึงนัดคราวหน้าที่พวกเราคงอยากมารวมตัวกันน้อยลงเพราะบรรยากาศเหมือนอยู่ในสงคราม ผมจัดการสเต็กในจานจนเกลี้ยงก่อนจะลุกขึ้นยืน ติณณภพรีบถามทันทีว่าจะไปไหน ผมจึงตอบไปว่าสูบบุหรี่ พร้อมกับหยิบทิชชู่ติดมือไปด้วยหนึ่งแผ่นเพื่อห่อก้นบุหรี่กลับบ้าน

“สูบบุหรี่ได้ที่ไหนบ้างครับ?”

ผมถามบริกร เขาชี้ไปยังลานจอดรถก่อนจะขอให้เดินไปสูบไกลๆหน่อยเพราะกลิ่นอาจลอยเข้าครัวทำอาหาร ผมตอบสั้นๆแค่ครับและเดินออกไป ทิ้งความน่าอึดอัดใจบนโต๊ะอาหารไว้เบื้องหลังและใช้เวลาส่วนตัวนี้ไปกับบุหรี่ซักมวน

“สอง”

แม้จะรู้อยู่แล้วว่าใครคือเจ้าของเสียงทุเรศนี้ ผมก็ยังหันหลังกลับไปมอง ชวินทร์ยืนหน้านิ่งอยู่ไม่ไกลก่อนจะเดินเข้ามาหาด้วยแววตาจริงจังยิ่งกว่าตอนอยู่ในร้าน ผมไม่ให้ความสนใจนอกจากอัดบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่และระบายมันขึ้นบนฟ้า หมอกสีเทากับกลิ่นนิโคตินลอยฟุ้งไปทั่วเมื่อเราอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง แต่ชวินทร์ยังไม่พูดอะไร

“ตามมาทำไม?”
“มีเรื่องอยากคุยด้วย”
ผมแค่นหัวเราะ “อยากคุยอะไรตอนนี้ วันที่กูเข้าไปเก็บของ ไม่เห็นมึงจะพูดเหี้ยอะไรนอกจากแก้ตัว”

ผมพูดคำหยาบเพราะเริ่มโมโห แต่ก็ยังพอควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอแสดงอารมณ์มากไปกว่านี้ได้ ผมนึกสงสัยจริงๆว่าในเมื่อเราต่างคนต่างไปกันมาตั้งห้าปีกว่าแล้ว ทำไมชวินทร์ถึงพยายามกลับเข้ามาทำให้สับสนอีกครั้งทั้งๆที่ตัวเองก็กำลังจะเริ่มต้นใหม่ เขาแต่งงาน มีภรรยา มีลูกที่อยู่ในท้องของเธอแท้ๆ แต่ติดต่อหาคู่ขาเก่าที่เป็นเกย์อีกทำไม คนกระจอกสำหรับครอบครัวด็อกเตอร์ผู้ทรงเกียรติมีค่าอะไรให้ต้องหวนกลับมางั้นเหรอ

“ก็ตอนนั้นเรายังเด็กด้วยกันทั้งคู่” ชวินทร์เสียงอ่อน “เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำกับสองมันเหี้ยเกินไป แต่เราแค่อยากเคลียร์เรื่องที่ค้างคาให้จบ”

คำพูดของวินทำให้ผมเงียบชั่วอึดใจ และเริ่มคิดถึงความรู้สึกติดค้างที่อยู่ในใจของเรา

“เอางี้ – เราไปหาที่เงียบๆคุยกันดีไหม?” วินเอ่ยชวน “สองจะได้รู้เหตุผลที่เราต้องเลิกกันไง”

ไม่รู้ว่าผมเป็นบ้าอะไรกับคำว่าค้างคานักหนา ดังนั้นตอนที่ชวินทร์ชวนออกไปต่อข้างนอกเพื่อคุยเรื่องคั่งค้างของเรา ผมจึงตอบตกลงในที่สุด





ชวินทร์พาผมไปร้านประจำที่เราเคยมาดื่มด้วยกัน ต้องเป็นวันที่พิเศษสุดๆเท่านั้นถึงจะได้มาที่นี่เพราะราคาค่อนข้างแพงสำหรับนักแปลฟรีแลนซ์ที่รายรับไม่ค่อยแน่นอน การกลับมาของเราครั้งนี้ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง บริกรที่เคยซี้กับชวินทร์ไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว เราจึงกลายเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาสองคนที่แวะมาดื่มร่วมกัน ไม่ใช่คนรักกันเหมือนคราวก่อน วินเลือกโต๊ะเดิมที่เราเคยนั่งตอนฉลองวันเกิด เขาสั่งไวน์กับชีสให้โดยที่ผมไม่ได้ร้องขอ เมื่อบริกรเสิร์ฟทุกอย่างลงบนโต๊ะ ผมก็จ้องตาวินเพื่อให้สัญญาณเขาอธิบายโดยไม่แตะต้องอาหารซักคำ

“สองสบายดีนะ”

เราเริ่มจากบทสนทนาทั่วไป ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตามประสาคนไม่ได้พบกันนาน ผมเล่าเรื่องของตัวเองไม่มาก นอกนั้นก็เป็นวินที่ซักถามว่าชีวิตของสิปปกรมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

ผมเล่าให้วินฟังคร่าวๆว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไร ผมไม่ได้กระจอกเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ได้งานจากสำนักพิมพ์ประจำและทำเงินได้เยอะแยะ ผมไม่ใช่แค่คนแปลเอกสารโนเนมในวงการอีกแล้ว เดี๋ยวนี้บนชั้นหนังสือยังมีชื่อของผมเขียนไว้บนหน้าปก

“สิปปกร แปล”

ผมอวดด้วยความภาคภูมิใจและอยากเอาชนะ แต่วินก็ไม่ได้แสดงอาการหมั่นไส้หรืออยากข่มผมให้รู้สึกแย่เหมือนเมื่อก่อน เขาถามถึงปัจจุบันว่าผมมีโปรแกรมแปล CAT Tools หรือยัง เมื่อผมตอบว่ายังไม่อยากซื้อเพราะราคาแพงเกินไป ชวินทร์ก็หลุดหัวเราะเยาะ

“สองนี่ยังฟุ่มเฟือยเหมือนเดิมเลยนะ ชอบเอาเงินซื้อของที่ไม่จำเป็นอยู่เรื่อย จริงๆไม่จำเป็นต้องใช้ไอโฟนก็ได้ เอาเงินซื้อมือถือไปซื้อโปรแกรมแปลน่าจะมีประโยชน์มากกว่า”

เสือกอีกแล้วนะไอ้เหี้ย

ผมมุมปากกระตุกแต่ไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูดที่อยู่ในหัว สำหรับผม ราคาของโปรแกรมนั่นไม่ได้เอื้อมถึงง่ายๆแถมลูกค้าไม่ได้รีเควสให้ใช้บ่อยๆ หากซื้อโปรแกรมมาจริงๆ เรทค่าจ้างก็ต้องปรับขึ้นไม่อย่างนั้นทุนจะจม และอย่างที่ทุกคนก็รู้ว่าวงการนี้ห้ำหั่นกันด้วยการตัดราคา แค่แพงกว่าคำละ 0.2 สตางค์ลูกค้าก็พร้อมเทแล้ว แต่เหตุผลหลักที่ไม่ซื้อคืองานของผมเกี่ยวกับวรรณกรรม

การแปลวรรณกรรมแทบจะพึ่งพาโปรแกรมพวกนี้ไม่ได้ทั้งหมด บางอย่างมันแปลทื่อเกินไปซึ่งการแปลหนังสือต้องเลือกคำและมีความสละสลวยมากกว่านั้น อีกอย่างเมื่อเก็บเงินได้ตามเป้า มันก็มีเรื่องอื่นที่จำเป็นกว่าเข้ามาเสมอ ไหนจะพ่อ ไหนจะน้ำหนึ่ง และค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ผมต้องรับผิดชอบตัวเองอีก ชีวิตของผมไม่มีพ่อแม่คอยซัพพอร์ตเหมือนชวินทร์หรอกนะ ดังนั้นการพูดว่าซื้อไอโฟนทำไม เอาไปใช้อย่างอื่นดีกว่าคือโคตรเสือกเลย สาระแนนัก มึงไม่เป็นกูจะมาเข้าใจอะไร โปรแกรมพวก CAT Tools มันโทรหาบก.ได้ไหม มันติดต่อลูกค้า หรือมีระบบปฏิบัติการที่โคตรเสถียรอย่าง ios ไหม ไอ้ควายเอ๊ย อยากด่าแม่ง

“เริ่มเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้เลยนะจะได้ซื้อโปรแกรมมาใช้ เพื่อนเราหลายคนยืนยันว่ามันดีกว่าแปลเองจริงๆ ราคาแค่สองสามหมื่น เก็บเงินไม่กี่เดือนก็ซื้อได้แล้ว”
“แต่เราไม่ได้ตัวคนเดียว เราเองก็มีภาระต้องดูแลเหมือนกัน”
“พ่อกับแม่ยังไม่เลิกเป็นปลิงอีกเหรอ?”
“ก็พ่อแม่เราลำบากส่งเราเรียน ที่หนี้เขาเยอะก็เพราะเก็บเงินให้เรา”
“ที่ผ่านมาสองก็น่าจะให้คืนไปเยอะพอสมควรแล้วนี่ ลองบอกพ่อกับแม่สิว่าขอไม่ส่งเงินได้ไหม สองเองก็ต้องใช้ชีวิตเหมือนกัน หรือไม่ก็ประหยัดให้มากกว่านี้จะได้มีเงินเก็บ”
 “จะเอาที่ไหนมาประหยัด แค่ค่ารถไฟฟ้าไปกลับก็เกือบร้อยแล้ว”
“ไม่มีเงินก็นั่งรถเมล์สิ”
“รถเมล์มันมาไม่ค่อยตรงเวลา บางทีเราต้องไปสาทร ไปอ่อนนุช ใช้รถไฟฟ้ามันสะดวกกว่า” ผมเริ่มกลอกตา
“ก็ออกให้ไวกว่าเดิม เผื่อเวลาเยอะๆหน่อยจะได้ไม่สาย วันก่อนเราเห็นสองอัปสเตตัสบ่นเรื่องค่าเดินทางในกรุงเทพแพง มันก็แพงหมดนั่นแหละ อีกอย่างมันหลายทางให้เลือก สองควรเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองสิ”

ตายห่า – นี่กูเคยนอนกับสลิ่มเหรอวะ

“แต่รถไฟฟ้าเนี่ย มันเป็นขนส่งสาธารณะ มันไม่ควรราคาแพงหรือเปล่า?”
“ไม่เห็นแพงเลย ซับเวย์นิวยอร์กแพงกว่านี้อีก”
“แล้วค่าแรงอเมริกามันเท่าไหร่ สามร้อยเท่าเมืองไทยไหม? แค่ค่าครองชีพก็ไม่เท่ากันแล้ว อย่าเสือกพูดเลยว่าราคาไม่แพง มีโอกาสมากกว่าคนอื่นในประเทศตั้งกี่สิบล้านคนแล้ว อย่าทำตัว ignorance ไปหน่อยเลยวิน สวัสดิการบางอย่างมันก็เริ่มต้นที่ตัวเองไม่ได้ รถเมล์มาช้า มาไม่ตรงเวลา จอดไม่ตรงป้าย ไม่จอดรับผู้โดยสารเนี่ยมันความผิดประชาชนเหรอ ประชาชนสามารถรวมตัวกดดันคนขับได้ไหมล่ะ ประชาชนต้องร่วมกันบริจาคเงินเพื่อซื้อรถใหม่ด้วยไหมล่ะ งั้นจะเก็บภาษีไปทำไม ถ้ารัฐไม่คิดแก้ปัญหา แล้วเรามีรัฐบาลไปเพื่ออะไร เพื่อให้มันพล่ามเรื่องโง่ๆอย่างเลี้ยงวัวที่โรงเรียนเด็กๆจะได้ดื่มนมทุกเช้าเหรอ ประเทศไหนมีนายกส้นตีนขนาดนั้นก็ตายห่ากันพอดี”

ชวินทร์เงียบไป เขาดูเคืองและเสียหน้าที่โดนผมรัวใส่เป็นปืนกลไม่ยั้ง เราต่างนั่งหันหน้าไปคนละทางเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เมื่อก่อนตอนเราอยู่ด้วยกัน วินไม่ได้เป็นถึงขนาดนี้ ไม่รู้ว่าการไปอเมริกาทำให้โลกของชวินทร์เปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่ผมขอตัดสินเอาว่าเป็นโลกเหี้ยๆที่มีมายาคติว่าจนเพราะขี้เกียจ จนเพราะไม่ขยัน จนแล้วต้องเจียม ส่วนรัฐบาลไม่มีหน้าที่อะไรทั้งนั้นนอกจากจับคนเห็นต่างเข้าคุกและบังคับให้เป็นบุคคลสูญหาย

“พูดเรื่องของเราต่อเถอะ”

ผมบอกชวินทร์เพื่อให้กลับเข้าประเด็นเสียที เขาแกว่งแก้วไวน์ในมือแล้วยกขึ้นจิบด้วยท่าทางเก๊กๆแบบปลอมเปลือกก่อนจะถอนหายใจ

“งั้นเราขอโทษสองอย่างเป็นทางการเลยก็แล้วกันนะ ขอโทษที่ทิ้งสองไปในวันนั้น สองไม่ได้ทำอะไรผิด เราเหี้ยเองที่ไม่ให้สถานะกับสอง”

ชวินทร์พูด แต่ไม่ยอมบอกเหตุผลว่าทำไม ผมเดาเอาว่าก็คงหมดรักแล้วนั่นแหละถึงอยากแยกย้ายกันไป ไม่งั้นคงไม่ให้ผมเก็บเสื้อผ้าย้ายออกทันทีหรอก ผมนั่งฟังวินพูดอยู่นานเพราะคิดว่าเขาคงอธิบายหรือสารภาพความรู้สึกตอนนั้น ทว่ามันไม่มีอะไรเลย นอกจากการคุยโวโอ้อวดถึงชีวิตแสนสุขสันต์ต่างประเทศโดยไม่มีพันธะผูกมัดอีก ผมรู้สึกแย่จริงๆที่โดนหลอกให้มาฟังเรื่องราวโม้เหม็นของคนเหี้ย ดังนั้นตอนที่วินเริ่มเล่าว่าเจอกับเนเน่ยังไง ผมก็หลุดหัวเราะและถามเขาว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ค้างคาในใจของเราเลยนี่

“เกี่ยวสิ เพราะเนเน่ทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้ว – เราชอบอยู่กับใครมากกว่า”

คำพูดของชวินทร์ไม่ได้ทำให้หัวใจของนายสิปปกรพองโต หนำซ้ำกลับรู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อได้ยินประโยคกำกวมที่พูดราวกับว่ายังมีใจและคิดถึงผมอยู่เสมอ ผมได้แต่ฟังวินร่ายข้อเสียเมื่อต้องคบกับเนเน่เป็นร้อยข้อ เช่นเวลาไปไหนมาไหน เนเน่ไม่เคยหารค่าใช้จ่าย วินต้องเป็นฝ่ายออกเองตลอด แถมยังขี้หึงชนิดที่หาเรื่องมาทะเลาะกันได้ทุกวี่ทุกวันจนวินเบื่อ  ชวินทร์ออกตัวว่าเขาเป็นประเภทชอบอะไรแฟร์ๆ แต่เมื่อเป็นแฟนของเนเน่แล้วรู้สึกว่าถูกคาดหวังให้เป็นสุภาพบุรุษตลอดเวลาในขณะที่ตอนคบกับสิปปกร ผมไม่เคยเอาเปรียบวินที่รวยกว่าเลยซักครั้ง ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้มีเงิน ออกจะกระเบียดกระเสียนด้วยซ้ำ

“มันอึดอัดมากเลยนะที่เวลาไปดินเนอร์กันก็ต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด แม้กระทั่งค่าทิปเรายังต้องจ่ายเองครั้งละสิบยี่สิบเหรียญ”

ส่วนตัวผมมองว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดของชวินทร์เสียทีเดียว เขาเป็นประเภทไม่ชอบถูกใครเอาเปรียบอยู่แล้วก็เลยไม่พอใจเวลาต้องจ่ายส่วนที่ตัวเองไม่ได้รับประโยชน์ ผมได้แต่ฟังวินพล่ามความเห็นแก่ตัวของตัวเองอยู่นานจนกระทั่งพูดถึงลูก ชวินทร์สารภาพกับผมเป็นคนแรกว่าเขาไม่เคยอยากให้มีวันนี้เลย

“ถ้าเลือกได้ เราไม่อยากแต่งงาน” วินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เรารู้สึกว่าคนที่เข้ากับเราที่สุดก็คือสอง”
“แล้วไงต่อ?”
“ไม่รู้สิ เราคิดหนักเหมือนกัน”
“เนเน่รู้เรื่องของเราไหม?”
“รู้” ชวินทร์ถอนหายใจ “แต่ตอนนั้นเนเน่ท้องแล้ว ต่อให้รับไม่ได้ที่เราเคยเอาผู้ชาย มันก็ถอยกลับไปตั้งหลักไม่ได้เพราะลูกกำลังจะเกิดมา”
“งั้นคำตอบมันก็ค่อนข้างเคลียร์แล้วนะว่าวินควรทำยังไงต่อไป” ผมพูดเสียงเรียบ “ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น และเป็นพ่อที่ดีของลูก”
“แต่เราไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลือกับผู้หญิงที่เราไม่ได้รัก เราไม่ได้ตั้งใจจะให้เด็กเกิดมา”

ถึงตรงนี้แล้วผมพูดอะไรไม่ออก รู้สึกจุกที่ชวินทร์มีความคิดเห็นแก่ตัว ไม่อยากมีลูกมันไม่ผิดหรอก แต่ในเมื่อเด็กมาแล้วจะให้ทำยังไง จะไปทำแท้งก็ได้ถ้าแม่เด็กเขายินยอมหรือเห็นด้วยว่าไม่พร้อมให้เด็กเกิดมา แต่ถ้าเห็นแก่ตัวไม่อยากมีคนเดียวแล้วพาลคือมึงเหี้ยแล้ว ตอนเอาก็เอากันสองคน พอมีเด็กเพิ่มขึ้นมาจากการกระทำตัวเองกลับวิ่งหนีไม่ยอมรับ พยายามผลักภาระไปให้ผู้หญิงอยู่ฝ่ายเดียว อันนี้เรียกเหี้ย ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าชวินทร์เป็นคนเหี้ย

“ถ้าอย่างนั้นวินจะเอายังไง?”

ชวินทร์นิ่งเงียบไปราวกับไม่กล้าพูด เขาเกริ่นเรื่องงานแต่งที่เพิ่งจบไปได้ไม่กี่เดือนก่อนจะเริ่มอ้อมแอ้มว่ายังไงก็หย่าไม่ได้หรอก ไม่ได้เด็ดขาดเพราะพ่อกับแม่ชอบเนเน่มาก ถ้าหย่ากันมีหวังชวินทร์คงไม่ได้รับมรดกหลายๆอย่างแน่ๆ ผมฟังแล้วก็ได้แต่สมเพชสิ่งที่อยู่ในหัวของผู้ชายคนนี้ ผมบอกวินให้พูดความจริงมาเถอะ สิ่งที่คิดอยู่ในใจ สิ่งที่ต้องการในตอนนี้ ชวินทร์เอื้อมมือมากุมมือผมก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?”

ได้ –

ได้ก็เหี้ยแล้ว

ผมสะบัดมือของวินออกแล้วจ้องหน้าเขาด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อ ชวินทร์เลวเกินไปและเหี้ยเกินไปสำหรับผู้ชายวัยสามสิบที่แต่งงานมีภรรยาแล้ว แต่กลับขอคืนดีกับแฟนเก่าอีกครั้งทั้งๆที่ลูกกำลังจะคลอดอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พอเห็นสีหน้าของผม ชวินทร์ก็พยายามโน้มน้าวด้วยคำว่ารักอีกครั้ง มันพล่ามบ้าบออะไรก็ไม่รู้เกี่ยวกับการค้นพบความรู้สึกตัวเองและพยายามรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆเพราะหวังว่าผมจะใจอ่อน

“คxx เหอะ ไอ้เหี้ย”

ผมสาดไวน์ในแก้วใส่หน้าชวินทร์เมื่ออีกฝ่ายพูดว่าถ้าผมไม่อยากรู้สึกผิด เรามาเป็น Friend with benefits กันเหมือนเมื่อก่อนก็ได้

“มึงมีความเป็นมนุษย์บ้างเถอะนะ กูขอเลยล่ะ อย่างน้อยศีลธรรมในใจมึงไม่ควรต่ำตมขนาดนี้นะวิน”

ผมเริ่มขึ้นเสียงจนทุกคนในร้านหันมอง แต่ตอนนั้นมันโกรธจนไม่สนใจใครแล้ว ผมรู้แค่ว่าต้องด่า ต้องด่าไอ้คนเหี้ยให้มันอับอายไม่งั้นคงนอนไม่หลับ สารพัดถ้อยคำหยาบคายดูหมิ่นชวินทร์หลุดจากปากไม่หยุด ผมด่าวิน ตำหนิที่มันใจหมาถึงขนาดจะนอกใจเมียที่กำลังอุ้มท้องลูกตัวเอง มีเรื่องมากมายให้ด่าชวินทร์จนนึกไม่ออก จำได้ว่าคำสุดท้ายก่อนเราจะจากกันไปจนวันตาย ผมบอกชวินทร์ว่า

“คนอย่างมึงนะ อย่าหวังว่าจะมีความรักดีๆเลย แม้แต่ความรักจากลูกมึงก็จะไม่มีวันได้ เพราะพ่อเฮงซวยแบบมึงมันไม่คู่ควรกับคำว่าครอบครัว!”

ผมทิ้งท้ายและรีบเดินออกจากร้าน จังหวะนั้นมันโมโหจนทนเห็นหน้าชวินทร์ไม่ได้ ต้องหนีไปให้ไกลเพราะหนึ่ง ผมไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในร้าน และสอง – ผมไม่อยากช่วยชวินทร์หารค่าไวน์ ผมอยากให้มันอกแตกตายที่ต้องจ่ายมือส่งท้ายนี้คนเดียว



PART 3 ข้างล่างเลยคับผม  :mew1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 22:34:57 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
3 [PART 3/3]

ไม่รู้ว่าใครจะอกแตกตายก่อนกันระหว่างชวินทร์ที่ต้องจ่ายค่าไวน์คนเดียว หรือผม – ที่เพิ่งได้ยินเต็มสองหูว่าอีกฝ่ายความสัมพันธ์ของเรามีสถานะแค่ Friend with Benefits เท่านั้น

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเสียน้ำตาให้กับเรื่องนี้อีกเลย แต่พอได้รู้ว่าครั้งหนึ่งเคยคบกับคนเฮงซวยขนาดนี้ เคยเสียใจ เคยร้องไห้จะเป็นจะตายให้กับคนเหี้ยๆ มันก็อดแค้นไม่ได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมยอมให้มันตลอดจนแทบไม่เหลือความเป็นตัวเองอย่างตอนนี้ แทนที่จะดีใจที่ได้หลุดพ้น ผมกลับรู้สึกแย่ที่รู้ตัวว่าเสียเวลาไปกับความสัมพันธ์ที่ไม่เหลือความรู้สึกดีๆให้คิดถึง ผมเหมือนโดนหลอกใช้ สุดท้ายก็เป็นได้แค่ของตายที่อยากมีเซ็กส์เมื่อไหร่ก็ใช้คำหวานหลอกล่อ ไม่มีวันได้สถานะถูกต้องเหมือนคนทั่วไป เป็นได้แค่เพื่อนเอาเท่านั้น

ผมจำได้ว่าโกรธมากจนเดินสะเปะสะปะไปเรื่อย ไม่ได้สนใจหาทางกลับร้านกู้ด รี้ดดิ้งเพราะมัวแต่นึกโมโหอยู่คนเดียว ผมเดินปาดน้ำตาขณะลัดเลาะบนฟุตปาธ พอเดินจนเหงื่อชุ่มก็รู้สึกเกลียดตัวเองเป็นสองเท่าที่ไม่เดินไปทางรถไฟฟ้า แต่ย้อนศรไปไหนก็ไม่รู้ซึ่งคงต้องเรียกใช้บริการแท็กซี่อีกแน่ๆ

Rrrrr

ในตอนที่เคว้งคว้างไม่รู้จะทำยังไงต่อไป โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นอีกครั้ง มีข้อความต่อว่าจากชวินทร์มากมายที่ยังไม่ได้อ่านแต่ผมไม่ให้ความสนใจ ผมหวังว่าคงเป็นติณณภพที่โทรถามว่าอยู่ไหน จะมารับกลับบ้าน ทว่าเบอร์ที่แสดงบนหน้าจอกลับเป็นภู

[สวัสดีคับ]

ภูล้อเลียนตัวเองด้วยการออกเสียงคับแทนที่จะเป็นครับ ถ้าเขาโทรมาก่อนที่เรื่องเฮงซวยพวกนี้จะเกิด ผมคงหลุดหัวเราะไปแล้ว แต่เพราะผมกำลังอารมณ์ไม่ดีและหงุดหงิดเหมือนหมีกินผึ้งที่พร้อมจะแหกปากตะโกนด่าโคตรเหง้าของชวินทร์ ผมจึงถามภูว่ามีธุระอะไร

[คุณสองอยู่ไหนเนี่ย?] ภูถามด้วยน้ำเสียงจ๋อยๆเมื่อโดนดุ
“ทองหล่อ”
[ใกล้คลินิกผมเลยอ่ะ! แวะมาเที่ยวบ้านผมไหมครับ? ผมเลี้ยงหมาคอร์กี้ด้วยนะ]
“ไม่ไป”

ผมปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

“แต่ถ้าคุณว่าง จะออกไปกินเหล้าด้วยกันก็ได้นะ”





แถวทองหล่อมีร้านวัยรุ่นชื่อดังอยู่ร้านหนึ่ง ภูเองก็เคยชอบมาที่นี่กับเพื่อนบ่อยๆจึงดีใจออกนอกหน้าเมื่อมีโอกาสได้ดื่มเหล้ากับผมเป็นครั้งแรก

ตั้งแต่รู้จักกันวันนั้น นอกจากข้อความในไลน์และสายโทรศัพท์ ผมไม่เคยเปิดโอกาสให้ภูได้ใช้เวลาร่วมกันอีกเลย ผมบอกภูเสมอว่าไม่ว่างเพราะไม่อยากให้ความหวังลมๆแล้งๆกับเด็ก แต่วันนี้ผมเจอเรื่องเฮงซวยจึงไม่ปฏิเสธเมื่อภูติดต่อมา

บรรยากาศในร้านไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ผมไม่ชอบร้านเหล้าที่ต้องยืนเบียดเสียดไม่มีเก้าอี้ ไม่ชอบเสียงเพลงอึกทึกครึกโครมจนแทบไม่ได้ยินเสียงคนคุยกัน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อคุยกันอยู่แล้ว ผมมาเพื่อดื่มเหล้า ภูจะพูดอะไรก็ช่างเขาเถอะ ผมไม่สนใจฟังหรอก

“ปกติคอแข็งไหมครับ?”

ภูตะโกนถามเกี่ยวกับอะไรซักอย่าง ผมพยักหน้ารับส่งๆโดยไม่รู้อะไรก่อนจะดื่มเหล้าที่เด็กเสิร์ฟชงให้จนหมดแก้ว เราแทบไม่ได้พูดอะไรกันเลยเพราะผมกำลังอยู่ในภาวะที่เสียใจจนไม่สามารถเรียบเรียงได้ ภูเองคงรับรู้ถึงอาการนี้ เขาแสดงออกว่าเป็นห่วงและอยากรับฟัง แต่ผมกลับบอกภูว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้ายังอยากคุยกันต่อก็อย่ายุ่งกับผมนักเลย

ผมมันปากเสีย ผมรู้ตัว ผมชอบทำให้คนอื่นเสียใจเพราะคำพูดร้ายๆ ผมก็รู้ตัว แต่พออยู่ในภาวะที่เสียใจมากๆและไม่เหลือคนที่ไว้ใจได้ ผมยิ่งไม่อยากเล่าหรือระบายอะไรให้ฟังนอกจากดื่มจนกว่าจะเมา ผมบอกภูว่าค่าเหล้ามื้อนี้เดี๋ยวเราหารกัน น่าจะตกคนละพันกว่าเพราะภูสั่งชีวาสมากิน แต่ช่างเถอะ เท่าไหร่ก็จ่ายได้ ขอให้ผมได้หลั่งน้ำตาหรือระบายความเสียใจออกจากอกซักหน่อยก็เป็นพอ

“คุณสองไม่พูดเลย” ภูพยายามชวนคุย “เครียดเรื่องอะไรเหรอครับ?”
“เรื่องคนเหี้ย”
“ผมเหี้ยเหรอ?”
“ไม่ใช่คุณหรอก” ผมกัดกระพุ้งแก้มก่อนจะกระดกเหล้าอีกแก้ว “คนเหี้ยที่บอกว่าผมมันฟุ่มเฟือยเพราะเอาเงินไปซื้อไอโฟนแทนที่จะซื้อโปรแกรมแปล”
“ไม่ได้ฟุ่มเฟือยหรอก ก็โทรศัพท์มันสำคัญกว่าจริงๆ เดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีโทรศัพท์จะติดต่องานยังไงล่ะ ยิ่งคุณสองเป็นฟรีแลนซ์ยิ่งจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อลูกค้านะ”

ผมมองหน้าภู เขาดูจริงจังกับคำพูดตัวเองมากจนผมเผลอเริงร่าไปครู่หนึ่งเพราะได้เจอคนที่มีความคิดเหมือนๆกัน

“ไอ้เหี้ยนั่นมันหาว่าผมไม่ประหยัด มันบอกว่าถ้าไม่มีเงินก็นั่งรถเมล์สิ จะนั่งรถไฟฟ้าทำไม”
“ก็รถไฟฟ้ามันประหยัดเวลามากกว่า อะไรที่ใช้เงินซื้อได้ก็ซื้อไปเถอะครับ ซื้อเวลาก็เป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกันเพราะคุณสองสามารถเอาไปต่อยอดอย่างอื่นได้อีกเยอะ”

ผมประทับใจในคำพูดของภูมาก มันทัช มันกินใจ มันทำให้รู้สึกดีเพราะอย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้กลวงโบ๋เหมือนไอ้เหี้ยชวินทร์ ดังนั้นตอนที่เริ่มคุยกันถูกคอ ผมก็ขยับเข้าไปใกล้ภูจนตัวเราแนบชิดติดกัน เสียงเพลงในผับทำให้เราต้องตะเบ็งเสียงคุยข้างหู ผมเอนซบภูโดยไม่รู้ตัวขณะที่พูดคุยเรื่องห่าเหวทั่วไปรอบตัว ภูกำลังทำให้ผมประทับใจด้วยการบอกว่าสิ่งที่นายสิปปกรทำตอนนี้ไม่ใช่การตัดสินใจพลาดหรือการทำอะไรไม่คิด เพราะผมคิดดีแล้ว ผมวางแผนมาดีแล้ว ผมทำดีที่สุดในแบบของตัวเองแล้ว ไม่ต้องไปสนใจฟังหมาเห่าหรอก ว่าแต่พี่วินใช่ไหมที่พูดกับคุณสองแบบนี้

“ใช่”

ผมตอบสั้นๆและเริ่มซบหน้าลงบนไหล่ของภูเมื่อดื่มเหล้าเกินเจ็ดแก้ว

“เหมือนที่ผ่านมา – มันไม่เคยมีความหมายกับวินเลยว่ะ”

ผมเริ่มร้องไห้ แต่ดีใจที่ในที่สุดก็ร้องไห้ออกมาเสียทีเพราะขืนไม่ร้องตอนนี้ ผมคงอยู่ในโหมดตรอมใจไปอีกหลายวัน

“ผมไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าหามันก่อนเลยนะ มันทำแบบนี้ทำไมวะ”
 
ผมพรั่งพรูอะไรอีกหลายอย่างออกมาโดยไม่อดทนอดกลั้นอีก ผมคิดว่าภูจะตกใจที่เห็นผมร้องไห้ทว่าเขากลับมีสติมากกว่าเยอะ ในร้านเหล้าที่วัยรุ่นเปล่งเสียงร้องเพลงเศร้าตามนักร้อง ภูโอบเอวของผมและคอยปลอบใจด้วยการรับฟังโดยไม่ตัดสินกัน ผมจำไม่ได้ว่าเล่าอะไรให้ภูฟังบ้าง จำได้แค่ว่าสัมผัสจากเขามันดีและอบอุ่นมากจนอยากเล่าให้ฟังอีกเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเพราะภูเป็นคนอ่อนโยนหรือเพราะแอลกอฮอล์ในเหล้าที่ทำให้เราเริ่มถึงเนื้อถึงตัวกันมากขึ้น ในที่สุดเราก็กอดกันกลม ผมใช้โอกาสนี้ปล่อยตัวเองไปกับชายแปลกหน้าจนกระทั่งเหล้าพร่องไปเกือบครึ่งขวด ภาพจึงตัดและดับสนิท ผมจำอะไรไม่ได้อีกเลย





ผมตื่นอีกครั้งในห้องนอนของคนอื่น ตอนลืมตาแล้วเห็นโคมไฟสวยๆห้อยจากเพดานแทนที่จะเป็นหลอดไฟนีออน ผมก็ต่างสว่าง สร่างเมาในทันทีเมื่อตระหนักได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ร้านกู้ด รี้ดดิ้ง

สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือผมอยู่ที่ไหน เมื่อวานจำได้ว่าไปผับกับภู จำได้ว่าโดนวัยรุ่นโต๊ะข้างๆเบียดเพราะที่ไม่พอ จำได้ว่าเราคุยกันถูกคอมากและผมก็ร้องไห้ แต่จำไม่ได้ว่ามานอนบนเตียงนี้ได้ยังไง ผมประมวลผลความทรงจำไม่ได้ก็จริงแต่ไม่โง่พอที่จะไม่รู้ลำดับเหตุการณ์เป็นยังไง เดาได้ว่าห้องนี้คงเป็นห้องของภู ต้องเป็นห้องภูแน่ๆ เพราะห้องไอ้ติณไม่สะอาดขนาดนี้ ห้องติณณภพมีหนังสือกองอยู่ทั่วทุกมุมห้อง ทั้งรกและอับตามประสาหนุ่มโสดรักสันโดษ เมื่อเหลือบมองรอบตัวแล้วเห็นกรอบรูปสุนัขคอร์กี้ ผมยิ่งมั่นใจทันทีว่าห้องนี้ต้องเป็นของภูแน่ๆ

“ไอ้ห่าเอ๊ย”

ผมก่นด่าและตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าตอนนี้ตัวเองเปลือยเปล่า ไม่ได้สวมเสื้อผ้ายกเว้นกางเกงใน ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนนางเอกในละครที่ตื่นขึ้นมาในห้องพระเอก กลับกันตรงที่ภูไม่ใช่พระเอก เขาเป็นคนแปลกหน้าที่รู้จักกันได้ไม่กี่เดือนแต่ผมกลับนอนแก้ผ้าบนเตียงของเขา เมื่อหันมองทางขวามือแล้วเห็นภูนอนถอดเสื้ออยู่ข้างๆ ผม – รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายยังไงก็ไม่รู้

วินาทีนั้นมันไม่เหลือเรื่องอะไรให้ต้องคิดอีกแล้ว ผมกระโจนลุกจากเตียงเพื่อหยิบเสื้อผ้าของตัวเองที่วางพาดบนเก้าอี้มาสวม เสียงสวบสาบทำให้ภูรู้สึกตัวตื่น เขาเอามือตบๆที่ว่างข้างๆก่อนจะปรือตามองเมื่อพบว่านายสิปปกรไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

“อ้าว – ทำไมคุณสองตื่นไวจัง”

ภูยิ้ม แต่ผมกลับเกลียดรอยยิ้มนั้นจนอยากถุยน้ำลายใส่หน้าเพราะมั่นใจว่ามันต้องเกินเลยแน่ๆ พอเห็นท่าทางรีบร้อนของผม ภูก็ลุกขึ้นนั่งและถามว่าหิวไหม จะกินอะไรดี เดี๋ยวเขาจะพาไปกินของอร่อยนอกบ้าน

“หยุด – ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”

ผมชี้หน้าภูด้วยความโมโห

“อย่ายุ่งกับผมอีก คุณแม่งก็เหี้ยไม่ต่างอะไรกับวินเลย”
“ฮะ?”
“นี่ค่าเหล้า” ผมควักเงินออกจากกระเป๋ามาหนึ่งพันแล้วปาใส่หน้าภู “แล้วไม่ต้องติดต่อมาอีก ผมขยะแขยงคุณ”

ผมทิ้งท้ายด้วยประโยคสุดแสนจะคลาสสิคเหมือนนางเอกแล้วรีบเดินหนีออกจากห้องไป เสียงตะโกนเรียกของภูหยุดยั้งอะไรไม่ได้เพราะผมอับอายเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองเพิ่งมีความสัมพันธ์ข้ามคืนกับชายที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ระหว่างทางลงบันไดไปชั้นหนึ่งของคลินิก ผมเห็นหมาคอร์กี้ตัวเท่าควายยืมยิ้มหวานเพราะคิดว่าเจ้านายของมันลงมา ผมเดินหลีกมันแต่ก็ถูกพลังคอร์กี้สกัดกั้นเอาไว้จนเสียเวลาหลายวินาที

“อ้าว เพื่อนหมอภูตื่นแล้วเหรอคะ? อยากทานอะไรคะเดี๋ยวส้มให้เด็กไปซื้อให้”
“ผมไม่ใช่เพื่อนเขาครับ”
“แต่เมื่อคืน --”
“บอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ไง!”

ผมกลายเป็นคนโมโหร้ายและไม่สุภาพขึ้นมากะทันหัน จังหวะนั้นไม่มีเวลาให้อธิบายหรือพูดดีกับใครแล้วเพราะภูกำลังวิ่งตามมา ผมสลัดตัวเองให้หลุดจากคอร์กี้ยักษ์และรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากคลินิกรักษาสัตว์ ทันทีที่มีแท็กซี่ผ่านมา ผมก็รีบกระโดดขึ้นรถไม่คิดชีวิตโดยมีภูตะโกนตามหลังว่า –

“คุณสอง!! ค่าเหล้าพันสามครับ!!!!”



TBC


__________________________

#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก


สวัสดีค่ะ วันจันทร์หรรษาที่ยังคงบริหารเวลาได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่สัปดาห์นี้พาสองกับน้องภูมาพบทุกคนตามสัญญาแล้วค่ะ ต้องขอโทษจริงๆที่รักษาเวลาไม่ได้เลย หวังว่าจะมีคนรอคุณสองกับน้องภูอยู่นะคะ ;-;

ขอบคุณสำหรับกำลังใจมากมายที่ทุกคนส่งมาให้เราผ่านทางคอมเม้นต์ แฮชแท็ก และแฟนอาร์ตนะคะ จริงๆวันนี้ต้องลงแฟนอาร์ตของคุณเมเปิ้ลด้วยค่ะแต่จัดหน้าไม่ทันแล้ว แง เอาเป็นว่าสัปดาห์หน้าจะพยายามมีวินัยมากกว่านี้ ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ ช่วงนี้เริ่มงานใหม่ก็จะโดนว่าเยอะหน่อย แค่ได้อ่านคอมเม้นต์จากทุกคน ก็แฮปปี้มากๆจนไม่รู้จะพูดยังไงเลยค่ะ พวกคุณคือความสุขที่สุดในชีวิตของคนกระจอกอย่างเรานะคะ ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้ ฝากติดตามนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่า ;-;
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 22:35:44 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7616
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
วิบากกรรมของสองยังไม่หมดสินะ
วินเอาอะไรคิดวะเรื่องจะกลับมารีเทิร์นเนี่ย ปลวกมาก
ก็รู้ว่าเสียใจ คิดมาก แต่เหล้าไม่ใช่ทางออกนะสองนะ

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 108
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ pktherabbit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 232
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ไอโฟนเป็นเรื่องของรสนิยม
ความชอบส่วนตัว​
ราคาแพงแต่ผ่อนได้​
แต่อย่างไรก็ดี​
แอนดรอยด์​ ก็ถูกกว่า
และมีความเสถียร​ไม่เลวร้าย
อีกทั้งยังถ่ายรูป​สวยด้วยนะจ๊ะ
555

บทล่าสุดนี้​ ทำให้อนุมาน​ได้ว่า
ลักษณะนิสัยของคุณสองนั้น
นางมีความเยอะและมโนเก่งมาก

ส่วนตัวรู้สึกว่า​ มีความย้อนแย้งเล็กน้อ​ย กับสภาวะปัจจุบัน​ ในยุคที่คนอ่านหนังสือแบบเปเปอร์น้อยลง
แต่ร้านกู๊ด รีดดิ้ง​ ยังมีผลประกอบการที่ดี​ ทั้งที่ร้านเชนสโตร์​ต่างๆ​ ปรับตัวเล็กลงเรื่อยๆ​ คงไว้แต่สาขาที่มียอดขายดี
ปัจจุบัน​ เชลฟ์นิยายและวรรณกรรมต่างประเทศ​ ถูกเบียดให้กับนิยายออนไล์ที่นำมาตีพิมพ์​ และแนวไลฟ์โค้ชชิ่ง​ ในแง่ของนิยายเรื่องนี้​ อาจเป็นไปได้ว่า ร้านหนังสือแห่งนี้​จับตลาดบน​ เป็นตัวแทนต่อสู้กับภาวะดิจิตอล​ดิสรัปชั่น​ ด้วยการยืนหยัดคงสภาพร้านหนังสือในดวงใจเอาไว้​ได้​ เรียกกระแสกลุ่ม​นอสตาเจีย

สมกับที่ปูมาว่า​ ติณมีแบ็คดี​
ธุรกิจนี้​ ไม่รักจริง​ ไม่รวยจริงอยู่ยาก

นิยายเขียนได้จิกกัดดี สนุกมากค่ะ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
วงวารคุณสองอ่ะ วินก็คือเป็นสลิ่มไม่พอนะ ยังเป็นคนแบบนี้อีกหมดคำพูด ชีวิตคุณสองละครมากนะคะ เมาแล้วตื่นมาบนเตียงกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จัก ไม่สำรวจตัวเองสักนิด ใจเย็นก่อนนนน เอ็นดูน้องภูมากค่ะ 555555555555555

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 838
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
สองมันอาจไม่มีอะไรก็ได้ ไม่ฟังอะไรเลยตื่นมาโวยวายอย่างเดียว
ส่วนอิวินนี่ไม่รู้จะด่าเป็นภาษาอะไรแล้ว เห็นแก่ตัวชิบเป๋ง

ป.ล.น้อนนภู ตั้ลล้าคค

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
4 [PART 1/2]

4

มันไม่เหมือนในนิยายที่คุณตื่นมาบนเตียงของคนแปลกหน้าแล้วเสียใจเพราะเสียพรหมจรรย์ให้กับผู้ชาย ผมไม่มีความรู้สึกนั้นเพราะหนึ่งผมไม่ซิงแล้ว และสอง สิ่งที่น่ากังวลกว่าการเสียตัว คือเราไม่รู้ว่าไอ้ผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งมีอะไรกันเมื่อคืนมันมีเชื้อเฮชไอวีหรือเปล่า

ผมรู้จักภูน้อยมาก ไลฟ์สไตล์เขาเป็นยังไงก็ไม่รู้ ต่อให้เบื้องหน้าเขาคือสัตวแพทย์ใจดีที่ดูสะอาดสะอ้าน แต่ใครจะรู้ว่าลับหลังเขาอาจเป็นแอคเค่อในทวิตเตอร์ อาจมีเซ็กส์แบบวันไนต์แสตนด์แบบไม่เลือกก็ได้ หรือร้ายกว่านั้นเขาอาจเลือดบวก ถ้าภูเลือดบวกจริง – ผมคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองที่ออกไปดื่มกับเขาแน่ๆ

แท็กซี่สีชมพูจอดหน้าร้านกู้ดรี้ดดิ้งตอนเจ็ดโมงกว่าๆ ผมจ่ายเงินค่าโดยสารและรีบเปิดประตูร้านเพื่อขึ้นไปสงบสติอารมณ์ในห้องตัวเอง ตอนนั้นผมไม่มีกะจิตกะใจคิดเรื่องอะไรเลย นอกจากเปิดอินเทอร์เน็ตเพื่อดูว่าต้องทำยังไงหากเผลอมีอะไรกับคนที่มีเชื้อเฮชไอวี ยิ่งอ่านก็ยิ่งเครียดเพราะไม่รู้ว่าภูใช้ถุงไหม การคาดคะเนมันไม่สนุกเลยซักนิด ผมเครียดจนอยากอาเจียนเมื่อเริ่มนึกไกลว่าภูอาจจะมีเชื้อ แล้วผมก็อาเจียนออกมาจริงๆเมื่อคิดว่าผลตรวจเลือดของสิปปกรอาจจะออกมาเป็นบวกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

อาการใจสั่นและเหงื่อตกกำลังฆ่าผมให้ตายทั้งเป็น ผมได้แต่นอนน้ำตาซึมอยู่บนเตียง เครียดและวิตกกังวลเกินกว่าจะได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่กำลังสั่นอยู่ในกระเป๋าเป้ เช้าวันนั้นคือหนึ่งในวันที่แย่ที่สุดตั้งแต่เกิดมา ผมนอนร้องไห้อยู่คนเดียวจนผล็อยหลับ ประมาณเที่ยงก็ได้ยินเสียงเคาะประตูก่อนที่ติณณภพจะเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงและใช้มือตีต้นแขนเพื่อปลุกให้มาคุยกันเดี๋ยวนี้

“หายหัวไปไหนมาถึงไม่กลับร้าน”

ผมงัวเงียเพราะนอนไม่พอ เมื่อเห็นติณณภพยืนหน้าบึ้งอยู่ข้างเตียง ผมก็ถอนหายใจใส่และขอร้องไม่ให้มันด่าอะไรอีกเพราะลำพังเรื่องที่เจอก็หนักหนามากพอแล้ว

“ว่าไง? ไปไหนมา”
“มึงรู้แล้วก็อย่าด่ากูนะ” ผมใช้นิ้วนวดขมับ ในขณะที่ติณณภพไม่รับปาก “เมื่อคืนกูนอนกับภู”
“ไหนว่าไม่ชอบหมอหมานั่นไง แล้วทำไมถึงไปค้างบ้านมัน?”
“ก็ไม่ได้ชอบหรอก เรื่องมันยาว”

ผมไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไงจริงๆ ตั้งแต่ออกจากร้านโดยบอกติณสั้นๆว่าเดี๋ยวกลับเอง ลากยาวไปจนถึงบทสนทนาเฮงซวยในร้านขายไวน์ จากนั้นก็ประชดชีวิตด้วยการไปผับกับภูทั้งๆที่ปกติก็ไม่ค่อยดื่มอยู่แล้ว ผมไม่ได้ตั้งใจเมาขนาดนั้น คิดแค่ว่ากรึ่มๆพอให้โบกแท็กซี่กลับร้านได้ แต่ปรากฎว่าผมไปจบบนเตียงของภู และรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็นเพราะไม่รู้ว่าภูใช้ถุงยางไหม

ติณที่ได้ฟังเรื่องทุกอย่างจบถึงกับอ้าปากค้างไปเลย แน่นอนว่าผมไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายที่เสียตัว แต่ผมเครียดจนไม่รู้จะพูดยังไงเพราะมันไปไกลกว่าที่คิดเอาไว้มาก พอเห็นสีหน้าทุกข์ระทมถึงขีดสุดของผม ติณณภพก็นั่งลงบนเตียงและถามว่าโอเคไหม

“ไอ้เหี้ย กูไม่โอเค” ผมตอบเพื่อนเสียงสั่นเครือ เป็นอีกครั้งในชีวิตที่ผมกลัวจนตัวสั่นและมือเย็นไปหมด “ถ้ากูติดโรคจริงๆจะทำยังไงดีวะ? พ่อกับแม่จะว่ายังไง น้ำหนึ่งจะว่ายังไง”

มันมีเรื่องให้คิดมากมายเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่ติดเชื้อแล้วกินยาก็จบ แต่ผมเป็นห่วงความรู้สึกของคนในครอบครัวด้วยว่าพวกเขาจะคิดยังไง เราไม่เคยพูดกันตรงๆ ผมไม่เคย come out กับที่บ้านทว่าทุกคนก็คงแอบสงสัยว่าสิปปกรอาจจะไม่ใช่ชายแท้ ดังนั้นผมจึงกลัวมากๆเพราะหากติดเชื้อจริงจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปยังไง คนที่บ้านจะรับได้ไหม แล้วเราจะอยู่กันยังไงหากสิปปกรเป็นเกย์และต้องรับยาต้านไวรัสตลอดชีวิต

ความเครียดและกังวลค่อยๆบีบให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ในที่สุดผมก็เริ่มร้องไห้ แต่เป็นการร้องไห้ที่ไม่ได้ฟูมฟายเหมือนคนหัวใจสลายขนาดนั้น ติณณภพนั่งปลอบใจผมอยู่พักใหญ่เพื่อไม่ให้คิดฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้ ติณแนะนำว่าทางที่ดีเราควรถามภูตรงๆว่าได้ป้องกันไหม อย่างน้อยถ้ามีถุงยาง – เราก็น่าจะลดความเสี่ยงลงได้บ้าง

“โทรหามันเลย” ติณสนับสนุน “โทรถามมันตรงๆนี่แหละว่าทำอะไรไปบ้าง อย่างน้อยเราจะได้คิดออกว่าควรทำยังไงต่อ”

ถึงตอนนี้แล้ว ต่อให้ไม่อยากรับรู้ว่าเกิดเรื่องห่าเหวแบบไหนบ้างมันก็จำเป็นต้องรู้ ผมชี้นิ้วขอให้ติณช่วยหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าให้หน่อย เมื่อมีโอกาสได้เช็กดูอีกครั้งก็เห็นมิสคอลจากภูเกือบสิบสาย ติณณภพบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดีเพราะภูคงพยายามอธิบาย แต่ผมกลับคิดว่าภูไม่ได้อธิบายอะไรหรอก มันโทรมาทวงค่าเหล้าอีกสามร้อยที่ติดค้างต่างหาก

ผมมือสั่นตอนกดปุ่มโทรออก ต้องทนฟังเสียงรอสายอยู่นานกว่าเจ้าของโทรศัพท์จะกดรับ ตอนที่ภูกรอกเสียงอู้อี้ว่า ฮัลโหล ผมรู้สึกจุกอกไปหมดจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นิ่งเงียบอยู่นานจนภูต้องพูดฮัลโหลๆอีกสองสามครั้งก่อนที่ผมจะโพล่งออกไป

“เมื่อคืนผมจำไม่ได้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมรู้นะว่าคุณทำอะไรลงไป”
[ผมทำอะไรอ่ะ?]
“ถึงขนาดนี้แล้วยังจะแกล้งไร้เดียงสาอีกเหรอ?” ผมถาม เริ่มรู้สึกไม่พอใจนิดๆที่ภูพูดราวกับว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด “ผมจะไม่พูดเรื่องนั้นอีก ผมแค่อยากรู้อย่างเดียว --”
[คุณสองครับ รออีกซักแป๊ปได้ไหมครับ เดี๋ยวผมโทรกลับ]
“มาคุยให้มันจบๆไม่ได้เหรอ จะยืดเยื้อทำไมอีก?”
[ผมกำลังยุ่งอยู่] ภูพยายามอธิบาย [แต่ถ้าเรื่องค่าเหล้า ผมพูดเล่นนะครับ ไม่ต้องคืนส่วนต่างหรอกเพราะคุณสองดื่มไม่หมด เหล้าผมก็ฝากไว้ที่ร้าน ไว้เราไปกินด้วยกันอีก --]
“ยังจะหวังให้กูไปกับมึงอีกเหรอไอ้เหี้ย!!!”

ผมเผลอขึ้นเสียงด้วยความโมโหเมื่อได้ยินภูทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ต่อให้มันเป็นแค่เซ็กส์ก็จริง แต่เซ็กส์ที่เกิดขึ้นโดยความไม่สมัครใจไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ ต่อให้ผมเป็นผู้ชายไม่มีมดลูก ไม่ท้อง แต่ผมมีสิทธิ์ไม่พอใจและเอาเรื่องอีกฝ่ายได้เหมือนกัน

[คุณโกรธอะไรผมเนี่ย?] ภูถามเสียงเครียด [ถ้าเป็นเรื่องซีเรียส ไว้เราคุยกันทีหลังนะครับ ตอนนี้มือผมไม่ว่าง]
“คุยให้มันจบๆเถอะ”

เพราะเราไม่เห็นสีหน้าของกันและกันจึงไม่รู้ว่าภูคิดยังไง ผมได้ยินเสียงโลหะกระทบกันเป็นแบคกราวน์ประกอบ ภูคงกำลังจัดของหรือทำอะไรซักอย่างที่ไม่สะดวกคุยตอนนี้ แต่ผมไม่สนใจหรอกว่าเขาจะว่างคุยหรือไม่ เรื่องของเราต้องจบตอนนี้ จบเดี๋ยวนี้ เพราะหลังวางสายผมจะตัดขาดจากภู เราจะไม่ติดต่อกันอีกไม่ว่าจะคอขาดบาดตายแค่ไหนก็ตาม

[งั้นคุณสองมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ?]

ภูถามด้วยน้ำเสียงติดออกจะเหนื่อยหน่าย ราวกับเบื่อความดื้อรั้นในตัวผมนักหนา เสี้ยววินาทีที่ต้องถามคำถามนั้นออกไป จู่ๆผมก็เริ่มลังเลและคิดว่าไม่อยากรับรู้เรื่องนี้เลย ไม่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความห่าเหวเมื่อคืนที่ภูทำกับผมเป็นแบบไหน ผมจะได้ยินน้ำเสียงเยาะเย้ยจากเขาหรือเปล่า มันทั้งสับสนและหวาดกลัว แต่ติณก็พยักหน้าให้สัญญาณว่าถามซักทีเถอะ เราจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นต่อ

“เมื่อคืน – คุณใช้ถุงไหม?”
[ถุง?] ภูทำเสียงงุนงงเหมือนไม่เข้าใจ [ถุงอะไรครับ?]
“ถุงนั้นแหละ ที่คุณต้องใช้ทุกครั้ง”
[คุณสองไม่ได้อ้วกนะครับ ผมก็เลยไม่ต้องใช้ถุง]

ฟังถึงตรงนี้แล้วผมแทบกัดลิ้นตาย เหตุผลส้นตีนอะไรของมัน ไม่อ้วกแปลว่าไม่ใช้ถุงก็ได้เหรอ แค่ไม่อาเจียนใส่หัวมันแปลว่าจะสดก็ได้เหรอ ผมต้องซวยขนาดไหนที่มีผัวเก่าเป็นสลิ่ม ส่วนผัวใหม่ที่ถูกยัดเยียดก็แสนโง่จนคุยไม่รู้เรื่อง

“ภู ผมถามจริงๆ คุณใช้ถุงไหม? ถ้าไม่ใช้ – คุณมีเชื้อหรือเปล่า?”
[ถุงอะไรเหรอครับคุณสอง? แล้วเชื้อนี่เชื้ออะไร?]
“อย่าทำเป็นไม่รู้หน่อยเลย พวกฉวยโอกาสแบบคุณต้องรู้อยู่แล้วว่าผมหมายถึงอะไร”

ภูยังคงไม่เข้าใจ แต่เริ่มมีท่าทีลังเลเมื่อตอบคำถามซึ่งภูดูจะไม่ยอมรับง่ายๆ เขาเริ่มบ่ายเบี่ยงเมื่อรู้ว่าผมกำลังพูดถึงอะไร ภูอึกอักและไม่สบายใจ เขาบอกว่าจะคุยทีหลังซึ่งผมไม่อยากรออีกแล้ว ผมไม่อยากรอคำตอบหรืออะไรทั้งนั้น ภูใส่ถุงยางไหม และเขามีเชื้อเฮชไอวีไหม เขาต้อง – ตอบ – เดี๋ยว – นี้!

[คุณสองครับ เดี๋ยวผมทำหมันแมวเสร็จแล้วจะโทรกลับ]

ภูเริ่มขอร้อง แต่ผมมองมันเป็นข้ออ้างเพื่อคิดคำสวยๆหรูๆมาแก้ตัวไม่ให้โดนด่ามากกว่านี้ พออีกฝ่ายเฉไฉไม่ตอบ ผมก็เริ่มโมโหจนเผลอขึ้นเสียงใส่เพราะมันถึงขีดสุดแล้ว ในขณะที่ผมจะเป็นจะตายเพราะไม่รู้ว่าเซ็กส์เมื่อคืนมีการป้องกันไหม ภูกลับเอาแต่พูดว่าทำหมันแมว ทำหมันแมวอยู่นั่นแหละ ใช่ ตอนนี้มึงน่ะทำหมันแล้ว แต่ถ้ายังไม่ตอบตรงๆ กูนี่แหละจะทำหมันมึง!

“ผมแค่อยากรู้ว่าเมื่อคืนตอนคุณเอาผมคุณใส่ถุงยางไหม ตอบแค่นี้มันจะไปยากอะไรนักหนาวะก็พูดมาตรงๆสิ!”

ผมโพล่งออกไปด้วยความโมโหจนแทบหน้ามืดเพราะไม่เข้าใจว่ามันทำไมนักหนา พูดตรงๆแค่นี้มันยากหรือไง ผมคิดว่าปฏิกิริยาจากภูคงเป็นคำขอโทษหรืออะไรซักอย่างที่น่าจะทำให้ใจเย็นมากขึ้น ทว่าภูกลับไม่ทำสิ่งเหล่านั้นเพราะผู้ช่วยที่อยู่ในห้องผ่าตัดได้ตอบสนองประโยคของผมด้วยเสียงสูดลมหายใจเข้าแบบช็อคๆ ตอนนั้นผมถึงรู้ว่าภูไม่ได้อยู่คนเดียว เสียงอู้อี้คงเป็นเพราะเขาพูดผ่านหน้ากากอนามัย และเขาคงเปิดสปีคเกอร์ เพราะสองมือกำลังง่วนอยู่กับการตัดไข่แมว

[ผมไม่ได้ใส่ครับ] ภูพูดเสียงขรึม ถึงตรงนี้ผมก็เครียดจนอยากตายแล้ว [ผมไม่ใส่ถุงยาง เพราะผมไม่ได้ทำอะไรคุณสอง]

ผมกับติณณภพมองหน้ากันอัตโนมัติ เราอ้าปากเหวอค้างทั้งคู่เพราะไม่คิดว่าคำตอบของภูจะเป็นแบบนี้ ผมเริ่มเป็นฝ่ายอ้ำอึ้ง กระอักกระอ่วนที่จะถามต่อเมื่อรู้ว่าคนที่ได้ยินบทสนทนานี้ไม่ได้มีแค่เราสองคน แต่ยังมีผู้ช่วยในห้องผ่าตัดและน้องแมวที่กำลังจะเสียไข่นอนฟังอยู่ด้วย

[ที่คุณสองไม่ใส่เสื้อก็เพราะผมถอดให้ ผมกลัวคุณสองอ้วกเพราะคุณถามหาชักโครกตั้งแต่ยังไม่ออกจากร้าน ส่วนกางเกงคุณสองถอดเองเพราะมันคับ คุณบ่นว่ากินเยอะเกินไปจนติดกระดุมไม่ได้ คุณบ่นว่าตัวเองอ้วน]
“แล้ว – แล้วทำไมตอนผมตื่น คุณถึงแก้ผ้านอนล่ะ?”
[ผมไม่ได้แก้ผ้า ผมใส่กางเกงขายาวอยู่ ผมชอบถอดเสื้อนอนประจำอยู่แล้ว]
“พูดจริงเหรอ?” ผมถาม
[จริงครับ] ภูยืนยันด้วยน้ำเสียงเย็นชา [อีกอย่างคุณสองก็น่าจะรู้นะครับว่าเกย์อย่างเราๆน่ะมันไม่ได้สปาร์คแล้วเอากันง่ายๆ และผมไม่ใช่คนประเภทนั้นด้วย ถ้าคุณไม่ชอบผม ผมก็ไม่ฝืนดันทุรังหรอก ผมเองก็มีศักดิ์ศรี ผมเลือกได้เหมือนกัน]

โอเค – ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นความผิดของตัวเองที่โวยวายเกินไปหน่อย ผมอยากขอโทษภูที่ปรักปรำและกล่าวหาราวกับภูเป็นคนไม่ดี เป็นไอ้ขี้เอาที่ชอบมอมเหล้าแล้วพาไปฟันถึงห้อง ผมเริ่มคิดคำพูดมากมายเพื่อขอโทษแต่ภูไม่ให้โอกาส เขาถามว่ามีอะไรจะถามอีกไหม ถ้าไม่มีเขาขอตัวไปทำหมันแมวต่อ วันนี้เขาได้ตัดไข่แมวแล้ว ต่อไปก็คงถึงเวลาตัดใจ

“ภู --” ผมเรียกชื่อเขา แต่ยังไม่รู้จะพูดอะไร “ขอโทษนะที่เข้าใจผิด ผมแค่ตกใจที่ตื่นมาแล้วเราอยู่ในสภาพนั้นด้วยกันทั้งคู่”
[ไม่เป็นไรครับ]
“งั้น – เดี๋ยวผมโอนค่าเหล้าที่ขาดอีกสามร้อยให้นะ”
[ไม่ต้องหรอกครับ]
“เอาเลขที่บัญชีมาเถอะ เดี๋ยวผมโอนคืนให้”
[ผมบอกว่าไม่เป็นไรไง แต่ถ้าคุณไม่อยากติดค้างกับคนแปลกหน้าอย่างผมอีกก็พร้อมเพย์ตามเบอร์โทรศัพท์ได้เลย แค่นี้นะครับ]

เด็ดขาด เย็นชา และไร้เยื่อใยราวกับไม่ใช่เจ้าหมาโกลเด้นที่กระดิกหางง้อนายสิปปกรอีกต่อไป จริงๆผมควรดีใจที่รู้ว่าภูไม่ได้ล่วงเกินหรือฉกฉวยโอกาสอย่างที่คิด แต่พอนึกถึงความโวยวายไปก่อนของตัวเองก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้ เมื่อกี๊เขาไม่ว่าง ภูบอกผมแล้วว่าไม่ว่าง ถ้าเป็นไปได้เราค่อยคุยกันน่าจะดีกว่า แต่ก็เป็นผมอีกครั้งที่ใจร้อนและเอาแต่ใจจนเผลอพูดอะไรออกไปให้ภูเสียหน้า ผมไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับผู้ช่วยเป็นยังไงบ้าง ต่อให้สนิทกันแค่ไหน ภูก็คงไม่ลากเอาเรื่องส่วนตัวมาเล่าให้ฟังหรอก ดังนั้นสิ่งที่นายสิปปกรพ่นออกไปคือการขายภูชัดๆ ไม่แปลกที่เขาจะโกรธ และผมก็รู้สึกไม่ดีกับตัวเองด้วย

“เหี้ยแล้วไหมล่ะมึง ไอ้สอง”

ติณณภพบุ้ยปากมองหน้าผมก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ราวกับว่าก่อนหน้านี้มันไม่ได้ปริปากเสี้ยมให้ผมพาลภูเลย

“ใจร้อนตลอด”
“ก็มึงไม่ใช่เหรอที่บอกให้กูถามมันอ่ะ!”
“ก็ใช่ไง! กูคิดว่ามึงมั่นใจว่าโดนเอาแน่ๆเลยแนะนำไปแบบนั้น! รู้งี้กูถามมึงแต่แรกดีกว่าว่าเจ็บตูดไหม ไม่ใช่ไม่เจ็บก็คิดเองเออเองเล่นใหญ่ไปไกล แต่ช่างเถอะ ไหนๆมึงก็ไม่ได้ชอบหมอหมานั่นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ คิดซะว่าตัดคนที่ไม่ใช่ออกไปอีกหนึ่งก็แล้วกันนะ”

ติณรัวใส่เป็นชุด ส่วนผมได้แต่นั่งเหวอเพราะไม่รู้จะเริ่มโต้แย้งตรงไหน ใช่ – ผมใจร้อน ผมไม่ทันสำรวจตัวเองก็ทึกทักเอาว่าภูแน่ๆ เป็นภูแน่ๆที่ล่วงเกินผม ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไร ทำไมเราถึงอยู่ในสภาพนั้นด้วยกันทั้งคู่ล่ะ ผู้ชายสองคนนอนแก้ผ้าบนเตียงคงไม่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่ได้สนิทคุ้นเคยกันมานานหรอก ผมไม่มีสติจะเช็กตัวเองว่าเจ็บไหม มีร่องรอยอะไรหรือเปล่า แต่ไหนแต่ไรผมก็เชื่อฝังใจอยู่แล้วว่าคงไม่มีใครเข้าหาคนอย่างนายสิปปกรแบบไม่หวังผล ต่อให้ไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีชื่อเสียงมากพอจะให้ความช่วยเหลือใครในทางนั้น แต่คงมีคนบางกลุ่มที่หวังเข้ามาเพื่อแลกกับเซ็กส์สนุกๆครั้งคราวแน่ๆ ผมแค่กลัวว่าภูจะเป็นเหมือนคนกลุ่มนั้นที่ผมระแวง ผมกลัวว่าภูจะเหมือนชวินทร์ที่เข้ามาหลอกฟันฟรีๆโดยไม่ให้สถานะหรือความชัดเจนอะไรเลย

เมื่อติณณภพออกจากห้อง ผมก็รีบลุกไปเข้าห้องน้ำเพื่อสำรวจตัวเอง โอเค – ผมไม่เจ็บ ไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้สึกว่ามีอะไรลุกล้ำเข้ามา เนื้อตัวของผมไม่มีรอยดูด ผิวยังคงแห้งลอกเป็นขุยตามประสาคนไม่ค่อยดูแลตัวเองเหมือนเดิม สั้นๆคือภูไม่ได้ทำอะไรจริงๆอย่างที่เขาว่า เขาแค่พานายสิปปกรไปนอน ที่ถอดเสื้อให้ก็เพราะกลัวว่าผมจะอ้วกแตกจนเลอะแล้วจะไม่มีเสื้อใส่กลับบ้าน ส่วนกางเกง –

ผมใช้มือจับๆตรงกระดุมและดึงรอบเอวว่ามันยืดได้เท่าไหร่ ปรากฎว่ากางเกงยีนตัวนี้มันเล็กกว่าทุกตัวที่ผมใส่ประจำ พอถอดออกและดูป้ายข้างหลังถึงรู้ว่ามันคือกางเกงที่เคยใส่สมัยเรียนเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตอนนี้นายสิปปกรก็แค่อ้วนขึ้นจากสมัยที่เป็นแอนตี้แฟนของเจน ปกติผมไม่หยิบกางเกงตัวนี้มาใส่เลย แต่เมื่อวานคงพลาดจริงๆเพราะโดนติณเร่งให้อาบน้ำแต่งตัวเร็วๆ พอนึกย้อนถึงตรงนี้ก็จำได้ทันทีว่าตอนนั่งรถ ผมบอกติณณภพว่าวันนี้คงกินอะไรได้ไม่มากเพราะกางเกงคับ

ห่าเหว –

ผมนึกคำหยาบออกแค่คำเดียวจริงๆ

นี่กูด่ากราดใส่คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวได้ขนาดนั้นเลยเหรอวะ

นึกๆไปก็สงสารภูที่พยายามอธิบายแต่ผมโกรธเกินกว่าจะรับฟังและคุยกันด้วยเหตุผล ผมอยากโทรกลับไปหาภูอีกครั้งเพื่อขอโทษแต่อาจจะเว้นระยะเวลาให้เขาตัดไข่แมวอีกซักหน่อย หรือไม่ก็โทรตอนที่เขาอยู่คนเดียวเพื่อปรับความเข้าใจกัน ผมไม่ได้แคร์อะไรภูหรอกนะ สาบานได้เลย ผมแค่รู้สึกผิดที่ด่ากราดเขาเหมือนคนบ้าและทำให้อับอายขายขี้หน้าเท่านั้น เอาไว้หลังสี่โมงผมจะโทรกลับหาเขาอีกที ผมจะขอโทษภูดีๆแต่คงไม่อะไรกับเขามาก เพราะอย่างที่ติณณภพพูด ยังไงผมก็ไม่ได้ชอบภูอยู่แล้ว จะคิดมากไปทำไม ดีเสียอีกที่เขาจะได้เลิกวอแวผม ภูจะได้รู้ว่าผมมันประสาทแดกไม่คู่ควรกับใครตั้งแต่แรก หวังว่าเขาจะคิดได้และถอดใจยอมแพ้ให้กับคนเหี้ยอย่างสิปปกรซักทีนะ





ผมบอกตัวเองว่าหลังสี่โมงจะโทรไป ซึ่งผมก็โทรไปจริงๆ แต่เป็นผู้ช่วยเขารับสายตลอดจนถึงห้าโมงเย็น ดังนั้นเมื่อไม่รู้จะติดต่อทางไหนได้อีก ผมจึงนั่งรถไฟฟ้าไปหาเขาที่โรงพยาบาลสัตว์แถวทองหล่อเพื่อขอโทษด้วยตัวเองเพราะไม่อยากเป็นผู้ใหญ่เหี้ยในสายตาของเด็กอายุยี่สิบหก

ตอนนั่งรถไฟฟ้ามาจากบางใหญ่ ผมไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือตื่นเต้นจนมือไม้สั่นเมื่อนึกว่ากำลังนั่งรถไฟไปหาคนที่เพิ่งชี้หน้าด่าเขาเมื่อเช้า แต่พอเดินมาเรื่อยๆจนเห็นตัวตึกของโรงพยาบาล ผมก็ใจเต้นกระวนกระวาย สุดท้ายได้แต่เดินผ่านไปมาหน้าร้านไม่ยอมแวะเข้าไปจนรปภ.เฝ้าลานจอดรถต้องเอ่ยปากถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“ผมแวะมาหาหมอภูครับ”
“อ๋อ น้องหมอภูเหรอ?” ลุงยามชะโงกหน้าดูในลาดจอดรถ “ยังอยู่คลินิกนะ รถจอดอยู่นั่นไง สีขาวๆ”

ผมชะเง้อตามจนเห็นบีเอ็มดับเบิ้ลยูของเขาจอดอยู่ในสุด โอเค ผมรู้แล้วว่าภูอยู่ที่นี่ แต่ไม่รู้จะหาโอกาสเข้าไปยังไงดีเพราะไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาเลย ผมหมายถึงสัตว์เลี้ยงน่ะ เวลามาคลินิกรักษาสัตว์ เราก็ต้องมีสัตว์หรือมีเรื่องอยากปรึกษาสัตวแพทย์ใช่ไหม แต่ผมไม่มีอะไรเลยนอกจากหมาในปากของตัวเอง ยังไม่ทันที่จะห้ามลุงยามไม่ให้โทรติดต่อข้างใน ลุงก็ยกหูโทรศัพท์แล้วถามพนักงานหน้าเคานท์เตอร์ว่าน้องหมอภูอยู่ไหน

“มีคนมาหาน้องหมอแน่ะ เดี๋ยวพี่ให้เขาเดินเข้าไปเลยนะ”

หลังวางสาย ลุงยามก็ยิ้มและผายมือให้ผมเดินเข้าไปข้างใน ห่าเอ๊ย ผมคิด ในหัวมีแต่คำว่าห่าเหว ห่าเหว ห่าเหวในทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปในอาคาร ผมผลักประตูบานกระจกแล้วก็ได้พบกับผู้ช่วยกำลังยืนจัดเอกสารอยู่ ข้างเธอคือภูที่กำลังแนะนำเจ้าของน้องแมวถึงวิธีดูแลหลังทำหมัน เมื่อเขาเหลือบเห็นผมยืนอยู่ข้างหลัง จากสีหน้ายิ้มๆก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ดูไม่แฮปปี้ที่ได้เจอกันเหมือนอย่างเคย

ผมยืนรอจนกระทั่งเจ้าของหิ้วน้องแมวออกไป เหลือแค่เราสามคนยืนมองหน้ากันตรงเคานท์เตอร์ใหญ่ ผมโบกมือให้ภูแก้เก้อเพราะอึดอัดจนไม่รู้จะทำตัวยังไง ภูมองผมแค่ปราดเดียวก็โพล่งถามขึ้นมาว่า

“ไม่เห็นคุณลูกค้าพาสัตว์เลี้ยงมาเลย งั้นมีธุระอะไรที่โรงพยาบาลสัตว์เหรอครับ?”

ภูดูยียวนกวนประสาท แต่เข้าใจได้ว่าเขาคงโกรธที่โดนด่ากราดแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมขนาดนั้น ผมยิ้มแบบฝืนๆให้ภูทั้งๆที่ในใจอยากสกายคิกจะแย่ กว่าจะทำใจมาถึงนี่ได้มันลำบากรู้ไหม ค่ารถไฟฟ้าก็แพง แต่ผมยังมาหาคุณก็เพราะผมแคร์ไงว่าคุณจะรู้สึกยังไง

“มีเรื่องอะไรอยากให้ผมช่วยเหรอครับ?”

ภูประชดไม่เลิก เขาเหมือนเด็กมัธยมกวนตีนมากกว่าเจ้าโกลเด้น รีทรีฟเวอร์แล้ว ผมได้แต่มองหน้าภูด้วยความรู้สึกอยากจะทุบซักเปรี้ยงโทษฐานที่ทำให้เรื่องมันยาก แต่เพราะสำนึกได้แล้วว่าทำภูเสียหน้าแค่ไหนจึงต้องข่มอารมณ์อยากทุบเอาไว้ก่อน ภูหายโกรธเมื่อไหร่ค่อยจัดการไอ้เด็กนี่ต่อ เราน่าจะมีเรื่องให้คุยกันอีกเยอะเลย

“ผมจะมาขอโทษคุณ”
“เรื่องอะไรครับ?”
“เรื่องเมื่อเช้า”

ผมพูดและมองหน้าเขา สัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากำลังเคลื่อนไหวอยู่

มันคือหาง

ตอนนี้ภูกลับมาเป็นเจ้าหมาโกลเด้นที่หน้านิ่งแต่กระดิกหางรัวด้วยความดีใจ ผมแปลกใจจริงๆที่มองภูเป็นหมาไปได้ยังไง ยิ่งตอนที่มุมปากของเขาแอบยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า “มาขอโทษ” ผมยิ่งรู้สึกว่าภูกำลังกระดิกหางส่ายตูดสุดฤทธิ์ที่เห็นนายสิปปกรขี้โวยวายเดินทางมาง้อถึงที่

“คุณไม่รับโทรศัพท์”
“ผมยุ่งอยู่”
“ไหนคุณบอกว่าเลิกงานสี่โมงไง?”
“คุณสองจำได้ด้วยเหรอ? ผมนึกว่าคุณสองจะจำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับคนแปลกหน้าเสียอีก”

ปากก็ประชดประชัน แต่หน้าเนี่ยกระตุกเลยน้า อยากยิ้มก็ยิ้มออกมาเถอะ ผมไม่ล้อเลียนหรอก

ผมไม่ได้พูดกับภูแบบนั้นเพราะรู้ว่าเขาคงต้องการเวลาเล่นบทคนใจแข็งอีกนิดหน่อย แต่อย่างน้อยผมก็ได้ทำสิ่งที่ตัวเองควรทำแล้วนั่นคือการเอ่ยปากขอโทษใจร้อนและไม่ยอมรับฟัง ขอโทษที่กล่าวหาว่าเขาเป็นคนไม่ดี ขอโทษที่เหมารวมว่าภูก็แค่พวกอยากเอาฟรีไม่มีสถานะเหมือนชวินทร์ เมื่อขอโทษภูในสิ่งที่ทำผิดพลาดไปทั้งหมดแล้วก็เป็นอันจบ เขาจะให้อภัยหรือไม่ให้เป็นเรื่องส่วนตัวของภู ดังนั้นผมจึงยักไหล่เมื่อภูทำเป็นไม่สนใจและเอาแต่ง่วนกับการจัดเอกสารใส่แฟ้ม ผมอยากบอกภูให้เลิกทำแบบนี้เสียทีเถอะ ถ้าไม่มีอะไรทำก็เงยหน้ามาคุยกันดีๆ อย่าทำเป็นยุ่งเลย ผมไม่โง่นะ

“แล้วก็นี่ – ค่าเหล้าที่ผมจ่ายไม่ครบ” ผมวางเงินสามร้อยบาทลงบนโต๊ะ เจ้าโกลเด้นภูมองธนบัตรสีแดงแต่ยังไม่หยิบทันที “ถือว่าเราไม่ติดค้างกันแล้วนะ”

ผมแค่นหัวเราะเหมือนประชด เขายังคงง่วนกับการดึงประวัติของน้องแมวไร้ไข่ไปวางตรงนั้นแล้วหยิบคูปองส่วนลดอาหารมาวางตรงนี้ ผมเหลือบมองอาการของเขาอีกครู่เดียวก็ขอตัวกลับเพราะเหนื่อยจะต้องเห็นประวัติน้องแมวโดนย้ายไปย้ายมา ซึ่งผมตั้งใจกลับจริงๆ ไม่ได้จะเล่นตัวหรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงเลย แต่ยอมรับว่าตอนที่ได้ยินเสียงภูตะโกนว่า เดี๋ยวครับคุณสอง! ผมเผลอหลุดยิ้มมุมปากอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อหันกลับไปมองเขา ผมก็ได้เห็นรอยยิ้มที่เป็นซิกเนเจอร์ของภูอยู่บนใบหน้าอีกครั้ง

“คุณสองมาง้อผมเหรอ?”
“อืม” ผมยักคิ้วด้วยใบหน้านิ่งๆ เจ้าโกลเด้นภูยิ่งกระดิกหางด้วยความดีใจยกใหญ่
“ขอโทษแค่นี้เองเหรอ? มาถึงทองหล่อเพื่อขอโทษกับคืนเงินเท่านั้นเหรอ?”
“ใช่สิ คุณคาดหวังว่าผมจะมาถึงนี่ทำไมล่ะ ผมก็มีงานมีการต้องทำนะ”
“แล้ววันนี้คุณสองต้องทำอะไรอีกครับ?”
“แปลหนังสือต่อ ผมเป็นฟรีแลนซ์นะ คุณลืมแล้วหรือไง?”
“ผมไม่ลืมเรื่องของคุณสองหรอก” ภูยิ้ม “ไหนๆคุณสองก็รู้สึกผิดแล้ว ไถ่โทษให้ผมอีกซักเรื่องจะได้ไหมครับ?”
“ได้คืบแล้วจะเอาศอกเหรอคุณน่ะ”

ผมมองหน้าภูด้วยความเซ็งเพราะรู้สึกว่ามันมีเลศนัย อีกซักพักเขาต้องเอ่ยปากชวนออกไปเที่ยวข้างนอกด้วยกันแน่ๆและมันก็เป็นจริงอย่างที่คิดเอาไว้ ภูชวนผมไปดูหนังด้วยกัน

“ที่ไหนล่ะ?”
“คุณภูอยากดูที่ไหนล่ะครับ?”
“เวสเกต”
“ไกลเกินไป” ภูส่ายหน้าไม่เอาด้วย “เทอร์มินอลก็ได้ครับ ก่อนดูหนังเราแวะกินข้าวกันหน่อย กินเสร็จก็เดินเล่นรอย่อยซักครึ่งชั่วโมงแล้วค่อยเข้าโรงหนัง”
“คุณรออาหารย่อยหรือไม่อยากยืนตอนเพลงสรรเสริญกันแน่?”

ภูอมยิ้มไม่พูดอะไร ผมยืนรอเขาขึ้นไปเปลี่ยนเสื้ออยู่พักใหญ่ก่อนจะนั่งรถไปเทอร์มินอลด้วยกัน



ต่อพาร์ท 2 ข้างล่างเลยคับผม  :katai2-1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-05-2020 23:14:58 โดย ambiguous95 »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด