Dear you, แด่คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก [14] 28/06/2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Dear you, แด่คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก [14] 28/06/2020  (อ่าน 3286 ครั้ง)

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10
โอ๊ยยย สนุกจัง ตกลงจะมาดีมาร้ายกันนะ เฮ้อออออ

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
มันอึนๆจริงๆนั้นแหละ

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
ภูเหมือนจะมีปมเรื่องที่บ้านเยอะ

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
10 [PART1/2]


10


ภีมเป็นพี่ชายฝาแฝดของภู เขาสูงพอๆกับภู รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับภู แต่รอยยิ้ม แววตา รวมไปถึงท่าทางและคำพูดจาไม่เหมือนภู

ภีมปรากฏตัวในเสื้อยืดสบายๆกับกางเกงยีนสีซีด ไหล่ข้างหนึ่งสะพายเป้สีดำ ทรงผมตัดแต่งมาอย่างดีจนดูเหมือนเด็กมหาวิทยาลัยมากกว่าจะเป็นชายอายุยี่สิบหก หากเทียบว่าใครหน้าเด็กกว่ากัน ผมก็คงตอบว่าภู ใครดูสดใสร่าเริงกว่ากัน แน่นอนว่าคำตอบก็ยังคงเป็นภู สิ่งเดียวที่ภีมเหนือกว่าคือการเป็นลูกรัก คุณแม่ก็คงรักภูเหมือนกัน แต่วิธีแสดงออกต่างจากตอนอยู่กับภีมโดยสิ้นเชิง

ผมเดาว่าภีมคงทำงานไกลมาก นานๆถึงจะมีโอกาสกลับบ้านซักหนเพราะคุณแม่ทั้งกอดทั้งหอมด้วยความรักใคร่ ผิดกับภูที่แค่เดินโอบไหล่และรับไหว้สวัสดี ไม่มีการสัมผัสหรือแสดงออกถึงความรักมากกว่านั้น ผมนั่งมองสองแม่ลูกโอบกอดอยู่พักใหญ่ก่อนที่ภีมจะเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับภู เขาโยนกระเป๋าลงบนพื้นและยีขนชานมจนปลิวฟุ้งไปทั่วบ้าน แต่คุณแม่กลับไม่ดุด่าต่อว่าเขาซักทำที่ทำให้เฟอร์นิเจอร์ในบ้านเลอะขนหมา

“แฟนใหม่ภูเหรอ?” ภีมถามคำถามไม่สมควรกับเรา ผมไม่ได้หันมองหน้าภูหรือปฏิเสธว่าเราไม่ใช่แฟนกันนอกจากยิ้มและเงียบแทนคำตอบเท่านั้น “คบกันมานานหรือยัง?”
“ภีม” คุณแม่ปรามเรียบๆ ท่านเองก็ไม่ได้อยากรับรู้รายละเอียดในความสัมพันธ์ของเราเท่าไหร่ “กินข้าวก่อนสิ เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

ภีมเอียงคอพร้อมกับทำหน้าน่ารัก เขาเหมือนภูแม้กระทั่งรู้วิธีปั้นหน้าให้ออกมาน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของคนที่พบเห็น บรรยากาศบนโต๊ะกินข้าวอึดอัดยิ่งกว่าเดิมเมื่อภีมปรากฏตัวขึ้น คุณแม่ไม่ชวนเราสองคนคุยอีกเลย ไม่เลย ไม่มีแม้กระทั่งบทสนทนาซักถามประวัติเหมือนก่อนหน้า ความสนใจทุกอย่างพุ่งเป้าไปที่ภีม พุ่งตรงไปหาชายหนุ่มที่เดินทางไกลมาเพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวแทนที่จะเป็นภู ผมเหลือบมองเจ้าโกลเด้นที่นั่งอยู่ข้างๆเพราะอยากรู้ว่าเขาคิดหรือรู้สึกยังไง ทว่าภูดูนิ่งสงบและเยือกเย็นกว่าที่คิดไว้ ราวกับเขาเคยชินแล้วที่บรรยากาศในบ้านเป็นแบบนี้ เขาชินชาเสียแล้วกับการเห็นแม่โอ๋ภีมมากกว่าถึงขนาดตักน่องไก่ชิ้นสุดท้ายให้ลูกชายคนโต แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะเพิ่งพูดเองว่าภูชอบเนื้อส่วนน่องที่สุด ถ้าไม่ใช่น่อง ภูก็ไม่ค่อยอยากจะกิน

“ไก่นึ่งน้ำปลาที่ภีมชอบ”

สรุปแล้วใครชอบเมนูนี้กันแน่

ผมนึกสงสัยแต่ไม่คิดเอ่ยปากถามให้เสียบรรยากาศ เมื่อน่องไก่ชิ้นสุดท้ายถูกยกให้เป็นของพี่ชาย ผมจึงตัดแบ่งจากของตัวเองให้ภู เขาก้มมองจานข้าวก่อนจะเงยหน้าและส่งยิ้มหวานที่ติดออกจะเศร้าเล็กน้อยมาให้

“ภีมก็รู้จักสองเอาไว้นะ เขาเป็นนักแปล” คุณแม่แนะนำผมให้ลูกชายคนโตรู้จัก
“แปลหนังสือหรือซับไตเติ้ลเหรอครับ?”
“ส่วนใหญ่เป็นหนังสือครับ”
“อ๋อ”

ภีมพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้ดูตื่นเต้นกับอาชีพนักแปลเท่าไหร่ หลังจากนั้นบทสนทนาไม่มีอะไรพิเศษเลย มีเพียงการแลกเปลี่ยนเรื่องราวของแม่กับลูกชายที่ต้องทำงานไกลบ้านเท่านั้น คุณแม่ไม่ได้โอ้อวดว่าภีมประกอบอาชีพอะไร แต่เธออาศัยการถามตอบเพื่อเล่าเรื่องตัวเองกลายๆ ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่าภีมป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่ภาคอีสาน เขาไม่ได้กลับบ้านเป็นปีดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การปรากฎตัวของเขาสร้างความชื่นชมยินดีให้กับแม่มากกว่าภูซึ่งทำงานอยู่ทองหล่อ การตอบคำถามของภีมทำให้ผมรู้ว่าเขาจบจากมหาวิทยาลัยอะไร เขาเป็นนักเรียนแพทย์ที่มีประวัติการศึกษาน่าภาคภูมิใจแค่ไหน ผมรู้เรื่องของภีม แต่กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสมัยเรียนมัธยม ภูจบจากโรงเรียนของรัฐที่ต้องตัดผมเกรียน หรือโรงเรียนเอกชนที่ยังพอให้เสรีภาพกับอนาคตของชาติอยู่บ้าง

“ถึงว่าช่วงนี้เห็นอัปสเตตัสเพ้อเจ้อบ่อยๆ ที่แท้ก็มีความรัก”

บรรยากาศอึดอัดทำให้ภีมพุ่งเป้ากลับมาที่น้องชายซึ่งนั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้าม ภูเงยหน้าจากน่องไก่ที่ผมแบ่งให้และเลิกคิ้วมองพี่ชายด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“อะไร สเตตัสอะไรเหรอภีม?”
“ไม่มีอะไรหรอกแม่ ไอ้ภีมมันปากมาก” ภูขมวดคิ้วหงุดหงิด
“สเตตัสอะไรทำไมแม่ไม่เห็น ภูบล็อกเฟสบุ๊กแม่เหรอ?”
“ภูไม่ได้บล็อก”
“แค่ซ่อนสถานะ” ภีมแซวก่อนจะหัวเราะร่วน “แม่อย่าว่าภู เดี๋ยวมันร้องไห้อีก”
“เออ แล้วทำไม? กูขี้ร้องแล้วมันหนักหัวมึงเหรอ?”
“หยุด! ทะเลาะกัน เดี๋ยวนี้เลย!”

คุณแม่พูดพลางจับแขนของลูกชายทั้งสองคน เธอทำด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติราวกับเคยชินมานับสิบปี ภีมแลบลิ้นใส่ภูเมื่อถูกแม่ห้าม พวกเขากำลังทำตัวเหมือนเด็ก

“แม่เหนื่อยแล้วนะ” เธอพูดเสียงแข็งและแสดงท่าทีไม่พอใจชัดเจนเมื่อลูกแฝดทะเลาะกันกลางโต๊ะอาหาร แถมยังเถียงกันต่อหน้า ‘แขก’ ที่ถูกรับเชิญมาด้วยความไม่เต็มใจ “เมื่อไหร่จะโตเป็นผู้ใหญ่เสียที”

สงครามระหว่างลูกชายจบลงแค่นั้น ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทานข้าวของตัวเองจนเกลี้ยงโดยไม่มีการต่อล้อต่อเถียงหรือล้อเลียนกันอีก





ผมอยากสูบบุหรี่ซักมวน

ผมอยากสูบบุหรี่ มีแต่ความคิดอยากสูบบุหรี่หลังมื้ออาหารที่น่าอึดอัดจบลง

ป้าแม่บ้านยกจานชามไปเก็บแล้ว เหลือแค่ภีมกับภูที่กำลังนั่งเล่นอยู่ในห้องรับแขก แฝดสองคนไม่ค่อยพูดกันเท่าไหร่นอกจากหมกมุ่นกับสมาร์ทโฟนของตัวเอง ส่วนผมนั่งข้างภูด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที นั่งถามตัวเองในใจเป็นพันครั้งว่ามาทำอะไรที่นี่ มันสำคัญด้วยเหรอกับการต้องรู้จักคุณแม่ของเขา หากผมบอกว่าไม่ได้คาดหวังถึงความผูกพันขนาดนั้น ภูจะโกรธไหม แต่นี่คือความจริงสำหรับคนชายขอบอย่างพวกเรา แม้กระทั่งการจดทะเบียนสมรสยังทำไม่ได้ ผมไม่เห็นว่ามีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมารู้จักคุณแม่ของเขาเลย ยังไงเราก็ไม่ได้แต่งงานกัน ไม่มีวันได้แต่งงานกัน ผมว่าเราควรคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกครั้งก่อนที่ภูจะทำให้ผมรู้สึกอึดอัดไปมากกว่านี้

“พีชนอนแล้วเหรอ?” ภีมถามภูที่กำลั่งนอนเกาพุงให้ชานมอยู่ข้างๆ พอมองจากมุมนี้ ผมรู้สึกราวกับว่าในห้องนี้มีภูสองคน ภูที่ดูมีความสุขมากๆกับภูที่เหนื่อยหน่ายมากๆ
“นอนแล้ว”
“ถึงว่า ไม่เห็นแม่อุ้มมาอวด” ภีมพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันหน้ามาหาผม “คุณสองเคยเจอพีชไหม?”
“ไม่เคยครับ”
“อ้าว ไอ้ภู มึงไม่เคยพาเขามาที่บ้านเลยเหรอ?”
“พามาครั้งแรก”
“ช้ามาก”
“ก็เพิ่งคุยกันไม่กี่เดือน”
“ไม่ใช่ กูหมายถึง แม่อ่ะ รู้เรื่องมึงช้ามาก”

สองพี่น้องมองหน้าและหัวเราะอย่างรู้กัน ถือเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่าจริงๆพวกเขาไม่ได้เกลียดกันอย่างที่คิดหรอก มีบ้างที่ภูอาจรู้สึกไม่พอใจกับการเลือกปฏิบัติของแม่ แต่หากมองโดยภาพรวมแล้วความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้แย่เท่าไหร่ เหมือนคู่แฝดทั่วไปบนโลกใบนี้ คู่แฝดที่เกิดมาเพื่อเป็นพี่น้องและคู่แข่งของกันและกันโดยไม่เต็มใจ

“แม่ว่ายังไง?”
“ไม่ว่าอะไร” ภูตอบ “ยังไม่ชินอีกเหรอ?”
“ก็คนก่อนหน้าเป็นผู้หญิง กูนึกว่ามึงกลับใจแล้ว ตกลงมึงเป็นอะไรกันแน่?”

คำว่าเป็นอะไรคือการถามแบบนัยแฝง ภีมกำลังถามภูว่าเขานิยามตัวเองว่าเป็นตัวอะไร ผมรู้จากภูแล้วว่าเขาเคยคบทั้งผู้หญิงและชาย ก่อนหน้านี้คนที่เขาพามาเจอคุณแม่คงเป็นผู้หญิงมาตลอดจนครอบครัวของเขาแอบหวังว่าภูจะไม่ใช่เกย์จริงๆ แต่แล้วความฝันก็พังทลายเมื่อภูพาผมมาที่บ้านเพื่อรายงานให้แม่ทราบว่าลูกชายของคุณแม่กำลังคุยกับเกย์อายุสามสิบคนนี้อยู่

“กูเป็นอะไรแล้วมันทำไม?”
“ก็ไม่ทำไม แม่ก็คงบอกมึงว่าจะเป็นอะไรก็ได้ขอแค่เป็นคนดี”
“ทำไมต้องเป็นคนดี? เป็นคนธรรมดาที่มีดีบ้างเลวบ้างไม่ได้หรือไง” ผมโพล่งออกไปขณะที่กำลังเกาคางให้ชานม  “การบอกว่าลูกจะเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วเป็นอะไรก็ได้ขอแค่เป็นคนดีเนี่ย มันเหมือนเป็นคำปลอบใจของพ่อแม่ที่รับไม่ได้ ได้แต่บอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร ถึงจะเป็นเกย์ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยลูกฉันก็เป็นคนดี”
“มันไม่ถูกตรงไหนล่ะครับ?”
“ไม่ถูกสิครับ ลองเป็นคุณเดินไปบอกแม่ว่าชอบผู้หญิง แม่จะร้องไห้และพูดว่าชอบผู้หญิงก็ไม่เป็นไรขอแค่เป็นคนดี หรือเปล่าล่ะครับ? คุณว่ามันไม่แปลกๆเหรอที่พ่อแม่ตั้งเงื่อนไขแบบนี้ขึ้นมาเฉพาะกับลูกชอบที่ชอบเพศเดียวกัน”
“มันก็แค่คำปลอบใจพ่อแม่ หรือคุณมองว่าพ่อแม่ไม่มีสิทธิ์ผิดหวังที่ลูกเป็นเกย์?”
“การเป็นเกย์มันน่าผิดหวังขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”

ผมถามภีมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คุณหมอผู้ซึ่งมีหน้าตาเหมือนชายที่ผมชอบกำลังมองตรงมาด้วยแววตาไม่เป็นมิตรเหมือนช่วงแรกที่พบกัน

“บางครั้งผมก็สงสัยจริงๆนะว่ารสนิยมความชอบส่วนตัวของเรามันกลายเป็นเรื่องที่ผิดในสังคมบิดเบี้ยวแบบนี้ได้ยังไง”
“พ่อแม่มีลูกชาย ใครๆก็หวังจะให้แต่งงานมีหลานทั้งนั้นแหละครับ หรือพ่อแม่คุณไม่หวัง?”
“แต่ลูกไม่ใช่ตัวแทนของพ่อแม่ครับ ลูกก็เป็นคน มีสิทธิ์ใช้ชีวิตเป็นของตัวเองเหมือนกัน ลูกไม่ใช่หุ่นเชิด ไม่ใช่ร่างโคลน ไม่ใช่ชีวิตที่สองของพ่อแม่ที่ปั้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง”
“คุณจะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่กว่าคุณจะโตจนรู้ว่าตัวเองชอบผู้ชาย มันต้องใช้เงินพ่อเงินแม่ เขาก็เลี้ยงดูฟูมฟักคุณด้วยความคาดหวัง ทำไมเขาจะผิดหวังไม่ได้?”
“ผิดหวังได้ครับ แต่อย่าลืมนะว่าเราไม่เคยขอให้ตัวเองเกิดมา” ผมตอบคุณหมอภีมตามตรง “ทำไมการเป็นลูกถึงต้องแบกความคาดหวังมากมายขนาดนั้น แม้กระทั่งเป็นตัวของตัวเองก็ยังไม่ได้เลยเหรอครับ?”
“คุณอยากจะเป็นอะไร พ่อแม่คุณคิดยังไงนั่นเป็นเรื่องของคุณครับ แต่สำหรับครอบครัวเรามันน่าผิดหวัง”

ได้ยินแบบนี้แล้วผมโมโหแทนภูจนเลือดขึ้นหน้า นึกอยากยกตีนถีบภีมตกโซฟาให้มันรู้แล้วรู้รอด พูดออกมาต่อหน้าภูได้ยังไงว่าการเป็นเกย์คือเรื่องน่าผิดหวัง ภีมเคยคิดบ้างไหมว่าภูจะรู้สึกยังไง เขาจะเสียใจแค่ไหนเมื่อพี่ชายฝาแฝดยอมรับตรงๆว่าพ่อแม่และทุกคนผิดหวังในตัวของเขาแค่เพราะเป็นเกย์

“อีกเรื่องนะ คุณคิดว่าภูชอบคุณจริงๆเหรอ?”

ภีมถามด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่ใช่การประชดแดกดันเพื่อให้ผมโกรธหรือเจ็บใจอย่างที่คิด น่าแปลกที่เมื่อประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของคนที่มีใบหน้าคล้ายภู ผมกลับรู้สึกกลัวและเจ็บปวดยังไงไม่รู้

“ภูคบผู้หญิงกี่คน คบผู้ชายกี่คน คุณเคยรู้หรือเปล่า?”
“เสือก” ภูปาหมอนอิงใส่หน้าภีม “หุบปากไปเลยมึงอ่ะ ถ้ากลับบ้านมาพูดแต่เรื่องหมาๆก็ไม่ต้องมา”
“กูกลับมาหาแม่ ไม่ได้มาหามึง” ภีมปาหมอนกลับแต่มันพลาดไปโดนชานม เจ้าคอร์กี้ยักษ์ที่สะดุ้งตกใจจนตัวหดยิ่งทำให้ภูโกรธขึ้นไปอีก
“เลิกเสือกเรื่องกูซักที!” ภูปากลับ คราวนี้เขาใช้สองมือทุ่มหมอนไปที่หน้าภีมอย่างจงใจ และหมอนใบนั้นก็ถูกโยนกลับมาใหม่ด้วยความแรงไม่แพ้กัน
“กูไม่ได้อยากเสือก! มึงนั่นแหละทำให้แม่เครียดจนความดันขึ้น!”
“กูจะเป็นตัวอะไรมันก็เรื่องของกู!”
“กล้าพูดว่าเรื่องของมึงทั้งๆที่คลินิกรักษาหมาเป็นเงินของแม่เหรอ?!” ภีมปากลับ คราวนี้พวกเขาเลิกเล่นสงครามหมอนแต่เป็นการจู่โจมอย่างถึงเนื้อถึงตัว “มึงน่ะดีแต่ทำให้แม่ปวดหัว! แม่เครียดเพราะมึงตั้งเท่าไหร่! นี่ยังไม่รู้ตัวเหรอว่าแม่ประชด แม่ไม่ได้จะให้มึงพาแฟนที่เป็นเกย์เข้าบ้านจริงๆ!”
“กูก็ไม่ได้อยากทำให้แม่ช้ำใจ! แม่นั่นแหละดูกล้องวงจรปิดในร้านกูทำไม?!”
“เพราะแม่เป็นห่วงมึงไง! วันก่อนมึงปัดแจกันใส่เจ้าของหมาที่มาโวยเรื่องหมาตาย วันหน้ามึงจะทำอะไรอีกไม่มีใครรู้ แม่ถึงต้องดูพฤติกรรมมึงไง!”

ภีมพูดอย่างเหลืออดและดึงผมของภู พวกเขาตีกันแต่ไม่ได้ต่อยกัน ก็แค่ลงไม้ลงมือเป็นการรัดคอและทุบหลังเท่านั้น ผมที่นั่งอยู่ข้างภูถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นภูสองคนตีกันเอง พวกเขาด่าทอและตบตีราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับคนอายุยี่สิบหก แต่ผมไม่ได้ไร้สติถึงขนาดที่จะไม่ห้าม ดังนั้นเมื่อภีมได้โอกาสใช้แขนรัดคอของภู ผมก็ฟาดต้นแขนเขาและสั่งให้ปล่อยภูเดี๋ยวนี้

มันไม่ขำเลยนะ ผู้ชายสองคนทะเลาะกันถึงขนาดลงไม้ลงมือเพราะเถียงกันว่าใครทำให้แม่เจ็บปวดมากกว่ากัน สถานการณ์มันตึงเครียดและน่าตกใจ ขนาดชานมยังวิ่งกระวนกระวายและเห่าเสียงดังเมื่อเห็นเจ้าของถูกทำร้าย ทั้งคู่ฟัดกันได้ไม่ถึงนาที คุณแม่ที่อยู่ข้างบนก็รีบวิ่งลงบันไดมาและตวาดใส่ลูกทั้งสองคน

“ภีม! อย่าทำน้อง! แม่บอกว่าอย่าทำน้องไง!”

ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้เป็นพยานในเหตุการณ์นี้ ผมไม่อยากเชื่อว่าพวกเขายังคงทำตัวเป็นเด็กและใช้ความรุนแรงแทนที่จะคุยกันด้วยเหตุผล ผมรู้ว่าภีมก็คงมีมุมอิจฉาภูบ้างเหมือนกัน ไม่งั้นเขาคงไม่พูดเรื่องที่แม่ทุ่มเงินเซ้งคลินิกให้ภูหลักล้าน ในขณะที่ตัวเขาต้องเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ในชนบท ไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเองเพราะภูไม่เอาไหน ภีมถึงต้องทำหน้าที่นั้นแทนน้องชายฝาแฝดที่ไม่เอาเรื่องเอาราว

“ทะเลาะกันเรื่องอะไร!”

คุณแม่ถามด้วยความโมโห อย่างน้อยในเวลาที่พวกเขาทะเลาะกัน คุณแม่ก็ไม่ได้เข้าข้างภีมเสียทีเดียว เธอรู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อนทั้งๆที่เพิ่งลงจากชั้นสอง ราวกับความรุนแรงของทั้งสองคนมักจะเริ่มต้นเพราะคนเดียว

“ไอ้ภูมันดีแต่ทำให้แม่เครียด” ภีมใส่อารมณ์เต็มที่ก่อนจะหันมามองผม “แม่น่าจะพูดตรงๆได้แล้วว่าแม่ไม่ชอบที่มันเป็นเกย์!”
“ภีม”

คุณแม่พูดเสียงเรียบ แววตาไม่พอใจชัดเจนเมื่อลูกชายคนโตพยายามบีบบังคับให้เธอยอมรับต่อหน้าผมว่าไม่ปลื้มที่ลูกชายของตนเองกำลังคุยกับผู้ชายด้วยกัน

“แม่ผิดหวังที่ภูเป็นเกย์จริงๆเหรอ?”
“ภู เราค่อยคุยกันวันหลังที่มีแค่เราดีกว่าไหม?”
“แม่ตอบภูมาก่อน” ลูกชายคนเล็กสะบัดแขนจากแม่ “ไหนแม่บอกว่าไม่เป็นไรไง ไหนแม่บอกว่าภูจะรักใครก็ได้แต่ต้องแนะนำให้แม่รู้จักด้วย”
“ก็ใช่ไงภู แม่ไม่ได้ว่าอะไรที่ลูกชอบผู้ชาย”
“แม่ไม่ว่าอะไร แต่ความดันแม่ขึ้นทุกคืนตั้งแต่รู้ว่ามึงพาผู้ชายไปค้างที่คลินิก”
“พอซักทีเถอะภีม! จะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมา!”

คุณแม่ตะโกนอย่างเหลืออด ผมรู้ในทันทีว่าภูกำลังจะร้องไห้ ริมฝีปากของเขาสั่น ดวงตาเริ่มแวววาวเพราะน้ำตา เขามองหน้าแม่ด้วยความโกรธและผิดหวังจนสัมผัสได้ ภูมองอยู่อย่างนั้นก่อนจะพรั่งพรูความในใจออกมา เขาตัดพ้อถามแม่ว่าเขาทำอะไรผิดนักหนา ทำไมการใช้ชีวิตของภูถึงทำให้แม่ความดันขึ้นทั้งๆที่สิ่งที่ภูเป็นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเลย ในขณะที่แพรท้องป่องกลับบ้าน แม่ยังไม่พูดว่าผิดหวังซักคำ ตอนแพรทิ้งพีชให้แม่เลี้ยง แม่ก็ไม่ว่าอะไรแถมยังส่งไปเรียนเมืองนอกอีก แต่ทำไมพอเป็นภู ทำไม – แม่ถึงไม่กล้าปฏิเสธว่าแม่ไม่ได้ผิดหวัง หรือจริงๆแล้วแม่ก็เป็นอย่างที่ภีมว่า แม่ไม่พอใจที่ภูชอบผู้ชาย ถ้าไม่พอใจแล้วจะโกหกว่ารับได้ทำไม

“ภู แม่รู้ว่าภูโกรธ เดี๋ยวเราค่อยคุยกันนะ”
“ภูไม่อยากคุยกับแม่แล้ว”
“ภู” เธอเรียกลูกคนรองด้วยน้ำเสียงหนักใจ “ภู กลับมาก่อน”

ภูลุกขึ้นหนีไปทางประตูใหญ่โดยมีชานมวิ่งตามหลังเราไปติดๆ ผมได้ยินเสียงสูดน้ำมูกฟุดฟิดขณะที่ภูก้มตัวลงสวมรองเท้า เมื่อเห็นผมตามทัน เขาก็พูดว่ากลับกันเถอะ ภูไม่น่าพาสองมาที่นี่เลย รู้แบบนี้จะไม่พามาตั้งแต่แรก

ตอนที่ได้ยินแบบนั้น – ผมเจ็บปวดจริงๆนะเพราะไม่รู้ว่าความหมายแฝงของประโยคเหล่านั้นคืออะไร ไม่น่าพาสองมาที่นี่ หมายถึงไม่น่าพาผมมารับรู้ความไม่ลงรอยของครอบครัว หรือไม่น่าพาผมมาเพราะการปรากฎตัวของเกย์วัยสามสิบทำให้คุณแม่เครียด ผมเสียใจที่ต้องรับรู้เรื่องพวกนี้ และผมอยากกอดภู อยากปลอบใจเขาแต่ยังไม่มีโอกาสเหมาะสม

“ภู! ภู!”

คุณแม่เรียกเสียงดังขณะที่เรากำลังเปิดประตูรถและอุ้มชานมลงบนเบาะ ภูล็อครถอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าคุณแม่กับพี่ชายเดินใกล้เข้ามาทุกที เขารีบถอยรถเพื่อขับกลับบ้านทว่าไปไหนไม่ได้เพราะประตูรั้วไม่เปิด

“ภู! มาคุยกับแม่ก่อน!”

คุณแม่ทุบกระจกปึงปังจนภูเครียด เขากำพวงมาลัยแน่นด้วยแววตาแข็งกร้าวไม่สบอารมณ์ ภูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนจนผมกลัวและทำอะไรไม่ได้นอกจากเอื้อมมือไปลูบแขนเขา

“ผมรู้ว่าคุณโกรธ ผมเข้าใจ เพราะผมเองก็โกรธเหมือนกัน” ผมเปลี่ยนจากลูบแขนที่กำพวงมาลัยจนเกร็งแน่นมาเป็นลูบต้นขาของภูเบาๆ “ไม่อยากคุยกับแม่วันนี้ก็ไม่เป็นไร แต่คุณต้องบอกแม่นะว่าขอคุยวันหลัง แม่จะได้ไม่ต้องเคาะรถกดดันคุณแบบนี้”
“แม่ไม่ฟังหรอก”
“เดี๋ยวผมคุยกับแม่คุณให้ รออยู่ตรงนี้และอย่าขับรถชนประตูล่ะ”

ผมพูดทีเล่นทีจริง แต่รู้ว่าภูทำจริงแน่หากคุณแม่ยังทุบกระจกปึงปังแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมจึงปลอดล็อคประตูจากฝั่งตัวเองและลงไปคุยกับเธอ คุณแม่ที่สีหน้าดูเครียดจนเก็บอาการไม่มิดรีบตวัดตามองด้วยความไม่พอใจ ตอนนี้ภูไม่เห็น จึงไม่มีความจำเป็นอะไรต้องเสแสร้งแกล้งทำอีก ผมไม่รู้ควรวางตัวยังไงก็เลยทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้ แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรสามารถทำให้คุณแม่ที่กำลังร้อนใจสงบลงได้

“ช่วยพูดกับภูให้ลงจากรถหน่อย”
“คุณแม่ครับ --”
“ฉันไม่ใช่แม่เธอ!”

ผมหน้าชาตัวชาจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอย่างนั้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะดึงสติกลับมาและบอกเธอว่ายังไงก็แล้วแต่ วันนี้ภูไม่อยากคุยกับคุณอีกแล้ว คุณต้องปล่อยให้เขากลับไปสงบสติอารมณ์ที่บ้าน เรื่องอื่นค่อยคุยกันวันหลัง

“ภู ภูครับ ภูลงมาคุยกับแม่ก่อน แม่ไม่ได้ลำเอียงรักภูน้อยกว่าใครนะ แม่ก็รักภูเหมือนที่รักภีมกับแพร” เธอพูดเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ “ภู ลงมาคุยกับแม่เร็ว อย่ากลับบ้านทั้งๆที่ยังโกรธกันแบบนี้”

ผมจนปัญญาเพราะไม่อยู่ในสถานะที่คุณแม่ของภูจะฟังคำแนะนำ ดังนั้นคนที่เกลี้ยกล่อมให้คุณแม่ยอมปล่อยภูกลับบ้านจึงเป็นภีม เขาเดินมาสวมกอดแม่จากด้านหลังและกระซิบกันเบาๆข้างหู ผมแอบได้ยินภีมขอให้แม่ปล่อยภูกลับบ้านไปก่อน เพราะหากคุยกันตอนนี้ภูอาจจะใช้อารมณ์จนเรื่องบานปลายได้

อีกอย่าง –

เราควรคุยกันในครอบครัวมากกว่า

พอฟังถึงตรงนี้ผมก็เบือนหน้าหนี รู้ในทันทีว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการสำหรับคนบ้านนี้ยังไงชอบกล ภีมกอดคุณแม่อยู่พักใหญ่ก่อนที่เธอจะสงบลงและเลิกเคาะกระจกรถเหมือนคนบ้า คุณแม่บอกภูว่ากลับบ้านไปอาบน้ำพักผ่อนให้สบายตัว แล้ววันหลังเราค่อยคุยกันนะ

“งั้นผมกลับก่อนนะครับ”

ผมยกมือไหว้สวัสดีคุณแม่เมื่อประตูรั้วค่อยๆเปิดอัตโนมัติ เธอรับไหว้แบบขอไปที สายตายังคงจ้องภูอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งรถของลูกชายขับออกไปจนสุดสายตา ผมมองภาพภีมกอดแม่ผ่านทางกระจกมองข้างจนกระทั่งเราเลี้ยวออกสู่ถนนหลักของหมู่บ้าน ภูที่แหลกสลายจึงจอดข้างทางและร้องไห้ออกมา

ผมไม่อยากพูดอะไรในตอนนี้ ไม่อยากยกคำพูดสวยหรูหรือคำคมมาสอนใจภูนอกจากกอดเขาที่กำลังร้องสะอึกสะอื้นจนตัวสั่น ชานมที่เห็นเจ้านายปล่อยโฮได้แต่ส่งเสียงงี๊ดง๊าดอยู่ด้านหลัง มันกระวนกระวายพอสมควรเมื่อเห็นภูร้องไห้ แต่ในเวลาแบบนี้เราทำอะไรไม่ได้นอกจากกอดภูแน่นๆและบอกว่าไม่เป็นไร

“ผมเอง – ก็ไม่ใช่ความภูมิใจของพ่อกับแม่เหมือนกัน”

ผมบอกภูเมื่อเขาร้องไห้ไปได้ซักพักหนึ่ง

“ผมรู้ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจให้มันออกมาเป็นแบบนี้ --”
“ภูไม่น่าพาสองมาที่นี่เลย”

เขาพูดประโยคนี้ออกมาอีกแล้ว ผมได้แต่นึกสงสัยว่าทำไมนะ ทำไม ทำไมเขาถึงวนเวียนพูดแต่ประโยคนี้ อะไรคือใจความหลักที่ภูต้องการจะสื่อกันแน่

“บางทีความสัมพันธ์ที่มีแค่เราที่รู้มันก็ดีอยู่แล้ว”
“อืม”

ผมเห็นด้วย ความสัมพันธ์ที่รู้กันสองคนมันดีที่สุดแล้ว ยิ่งเราบอกคนอื่นมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับรู้ถึงความไม่พอใจเล็กๆจากพวกเขา ดังนั้นการไม่บอกให้ใครรู้น่ะดีที่สุดเลย แม้คนอื่นจะถามว่าทำแบบนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรติครอบครัวหรือไม่ ผมก็จะยืนยันว่าถ้าพ่อแม่รู้แล้วเรื่องบานปลายแบบนี้

สู้ไม่บอกตั้งแต่แรกยังดีเสียกว่า

“สิ่งที่เราเป็นมันผิดมากเลยเหรอสอง?”
“ไม่ผิดหรอก” ผมตอบภูเสียงแผ่ว “ที่ผิดคือคนอื่นต่างหาก พวกเขาแค่ยอมรับมันไม่ได้แล้วก็เอาปัญหาของพวกเขามาลงที่เรา”

ผมกอดภูที่กำลังอ่อนไหวเป็นพิเศษพร้อมกับลูบหลังเขา ผมรู้ว่าภูรักแม่มาก เขารักแม่แต่ก็ต้องการการยอมรับจากแม่เช่นกัน เมื่อรู้ว่าจริงๆแล้วแม่ไม่ได้เปิดกว้างหรือรับได้อย่างที่พูด เขาก็หัวใจสลาย ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ชายหนุ่มก็สามารถหัวใจสลายได้หากคนที่เขารักไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น

“ภู – ผมว่านะ บางที” ผมเกริ่นในขณะที่สวมกอดภูเอาไว้แน่น รู้สึกลังเลที่จะพูด แต่สุดท้ายผมก็พูดเพราะมันอาจจะเป็นเรื่องจริง “บางทีปัญหามันไม่ใช่เพราะเป็นเกย์หรอก”
“หมายความว่าไง?”
“บางที – แม่ของคุณอาจจะยอมรับแฟนของคุณก็ได้ หากเขาคนนั้นเป็นใครซักคนที่ดีกว่านี้ --”
“สองหมายความว่าไง?”
“ผมหมายถึง แม่คงอยากให้คุณคบกับคนดีๆ คบกับคนที่คู่ควรมากกว่านี้ คนที่ดีกว่าผม ไม่แน่นะถ้าคุณมีแฟนที่ดีถูกใจแม่ทุกอย่าง แม่อาจจะไม่ต่อต้านและยอมรับคุณกับแฟนก็ได้”
“แต่ภูไม่รักใครนอกจากสอง”

ภูพูดแค่นั้นและเงียบไป

“ภูรักสองจริงๆนะ”

ผมน้ำตาคลอ บอกไม่ถูกว่าควรรู้สึกยังไง ภูพูดออกมาว่าเขารักผมแม้ว่าเราจะยังไม่มีสถานะชัดเจน ผมได้แค่ถอนหายใจและกอดภู รู้สึกว่าเรื่องของเรามันยากกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ เรามีหลายอย่างที่ต่างกันเกินไป ผมกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตของภูได้ ในขณะเดียวกันผมก็รู้ตัวว่าชอบเขา ผมชอบเขามากๆ แต่ไม่อยากเจ็บหากเราไปด้วยกันไม่ได้

“ภูอยากให้แม่รับได้ที่เป็นเกย์ก็ส่วนหนึ่ง แต่แม่ต้องรับผู้ชายที่ภูรักด้วย” เจ้าโกลเด้นกระซิบบอกผมก่อนจะผละตัวออก “สองรักภูไหม?”

ผมไม่ตอบนอกจากมองหน้าเขา มองดวงตาแดงช้ำ มองริมฝีปากบวมเจ่อเพราะเจ้าตัวขบปากแน่นอยู่หลายวินาที ผมไม่ตอบภูว่ารักเขาหรือไม่ ไม่ให้คำตอบอะไรทั้งนั้นนอกจากเช็ดน้ำตาออกจากแก้มและจูบเขาเบาๆ เราจูบกันอย่างอ่อนโยนในรถที่จอดริมถนนอยู่ครู่เดียว แค่ครู่เดียวก็ผละตัวออก ผมมองหน้าภูอีกครั้ง พยายามจ้องเข้าไปในตาของเขาเพื่อให้ภูเห็นว่ามันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกแบบไหน

“กลับบ้านกันเถอะ” ผมลูบแก้มเจ้าโกลเด้นเบาๆ “คืนนี้ผมจะแปล Howl’s moving castle ให้ฟัง”

ต่อ Part 2 ข้างล่างเลยค่า  :katai2-1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-05-2020 20:24:36 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
10 [PART2/2]


เราถึงคลินิกตอนสี่ทุ่ม ภูดูเหนื่อยและเพลียเพราะหมดพลังไปกับการร้องไห้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแรงอุ้มเจ้าหมายักษ์ขึ้นไปถึงห้องนอนซึ่งอยู่ชั้นบน เราสองคนอยู่ในห้องโดยไม่พูดอะไรอีก ภูเก็บแผ่นรองฉี่ของชานมไปทิ้งข้างล่าง เหลือผมกับหมาอ้วนที่เดินส่ายตูดไปมารอบห้องโดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

“อะไรอีกนม?”

ผมก้มมองหน้าขาตัวเองเมื่อชานมเอาคางมาเกย เจ้าหมาตาแป๋วกระพริบตาปริบๆสองสามทีอย่างออดอ้อน แต่ผมไม่เข้าใจว่ามันต้องการอะไร

“นม ภูร้องไห้บ่อยไหม?”

ชานมไม่ตอบ เพราะมันพูดไม่ได้เหมือนที่ภูเคยหลอกให้มาค้างที่ห้อง มันนอนเกยคางอยู่อย่างนั้นจนอดใจไม่ไหว ต้องยกมือขึ้นยีขนนุ่มๆหนาๆด้วยความมันเขี้ยว ผมแกล้งคุยเสียงสองกับชานมอยู่นานจนกระทั่งภูกลับเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นผมกอดชานมเหมือนเป็นลูกตัวเอง เขาก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

“ไม่คิดว่าสองจะรักชานมนะเนี่ย ตอนแรกๆที่มาค้างที่นี่ สองดูแขยงชานมมาก”
“ใครน่ารักผมก็รักหมด”
“อย่างนี้สองก็ต้องรักภูมากเลยสิ เพราะภูน่ารัก”
“แหวะ จะอ้วก” ผมหลุดหัวเราะ “ไปอาบน้ำสิ อาบน้ำเสร็จก็พักผ่อน คืนนี้ผมจะอ่านหนังสือให้ฟัง”
“สองอยากอาบน้ำพร้อมภูไหม?”
“ฝันไปเถอะ”

ผมตอบโดยไม่มองหน้าเขา รู้สึกหน้าร้อนชอบกลเมื่อเราพูดถึงเรื่องแนวนี้ ภูอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำพักใหญ่ หลังจากนั้นก็เปลือยท่อนบนออกมาพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กเหมือนเช่นทุกที เขาเดินมานั่งตรงปลายเตียงข้างๆนายสิปปกรตัวเน่าที่กำลังอ่าน Howl’s moving castle

“เดี๋ยวผมขออาบน้ำก่อนแล้วจะอ่านให้ฟัง”
“สองซื้อเองเหรอ?”
“ใช่สิ” ผมตอบพลางพลิกปกหลังให้ภูดู มันยังมีบาร์โค้ดของร้านหนังสือคิโนะคูนิยะและราคาติดอยู่เลย “วันก่อนผมไปคุยงานแถวสยาม”
“ซื้อเพราะภูบอกว่าอยากอ่านเหรอ?”
“ใช่”
“น่ารักจัง” ภูยิ้มจนตาหยี “สองรีบไปอาบน้ำเร็ว เราจะได้อ่านหนังสือด้วยกัน”

ผมพยักหน้าและทิ้งภูให้เล่นกับชานมในห้อง ส่วนตัวเองก็ย้ายไปยืนแปรงฟันหน้ากระจก เตรียมอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวให้หอมก่อนกระโดดขึ้นเตียงของเขา เมื่อเดินออกมาผมเห็นภูก้มอ่านเนื้อหาด้านในอย่างตั้งใจ เขาบอกว่าอ่านออกทุกคำแต่ไม่รู้ความหมายว่ามันคืออะไร ผมจึงเดินเข้าไปใกล้และทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ บอกว่าแปลไม่ออกก็ไม่เป็นไร ผมจะแปลให้เอง

“อาจจะไม่เป๊ะเท่าไหร่เพราะอ่านไปแปลไป คุณก็จับแต่ใจความแล้วกัน”

ผมบอกเจ้าโกลเด้นที่กำลังจ้องหนังสือตาเป็นประกาย เขาดูสนอกสนใจมากเมื่อผมเปิดหนังสือหน้าแรกและเริ่มแปลทีละประโยคให้ฟัง การอ่านไปแปลไปยากกว่าแปลหนังสือเยอะ อย่างน้อยแปลหนังสือยังสามารถเกลาภาษาหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแปลความหมายออกมาให้ตรงได้ แต่การอ่านแล้วแปลเลยมันยากตรงที่เราไม่มีเวลาทำอย่างนั้น ผมจะรีบอ่านในใจและประมวลผลอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งความสละสลวยของภาษา แต่เนื้อหาครบถ้วนพอเข้าใจได้ ผมกังวลว่าภูจะมองว่าผมเป็นนักแปลกระจอกหรือไม่ เมื่อเห็นเขาดูตั้งอกตั้งใจ ฟังสิ่งที่ผมแปลอย่างดีแล้วก็รู้สึกมีความสุขแปลกๆ ภูทำให้ผมภูมิใจในตัวเองขึ้นมานิดนึง

“ในเมืองแห่งหนึ่งชื่ออินการี เมืองที่รองเท้าบูทเซเว่นลีกและเสื้อคลุมล่องหนมีอยู่จริง การเป็นลูกคนโตในบรรดาพี่น้องสามคนถือเป็นเรื่องค่อนข้างโชคร้าย --”
“รองเท้าบูทเซเว่นลีกคืออะไร?”
“นั่นสิ อาจจะต้องกูเกิ้ลดู” ผมตอบตามตรงและเปิดโทรศัพท์หาความหมายของรองเท้าบูทเซเว่นลีก มันมีเขียนไว้ว่ารองเท้าวิเศษที่ก้าวได้ครั้งละเจ็ดโยชน์ “ของวิเศษน่ะ เมืองนี้มีเวทมนตร์”

ภูพยักหน้าเข้าใจ เราจึงปิดโทรศัพท์และเริ่มอ่านย่อหน้าถัดไป โซฟี แฮตเตอร์เป็นลูกสาวคนโตในบรรดาพี่น้องสามคน พออ่านถึงตรงนี้ภูก็ถามย้ำอีกครั้งว่ากี่คนนะ

“สามคน”
“แต่ในอนิเมะไม่เห็นพูดเลยว่ามีน้องสาวสามคน” ภูย่นหน้า “ไหนสองอ่านต่อเร็ว ภูอยากรู้ว่ามีอะไรไม่เหมือนกันอีกบ้าง”

ผมหัวเราะและอ่านเรื่องราวของโซฟี แฮตเตอร์ต่อ เธอเป็นพี่สาวคนโตในครอบครัวช่างทำหมวก แม่ของโซฟีตายเมื่อเธออายุสองขวบ ส่วนน้องสาวของเธอที่ชื่อเล็ตตี้อายุเพียงหนึ่งขวบเท่านั้น จากนั้นพ่อของเธอก็แต่งงานกับผู้ช่วยที่อายุน้อยที่สุดในร้าน เธอเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวยและมีผมสีบรอนด์ เธอชื่อแฟนนี หลังจากนั้นไม่นานแฟนนีก็ให้กำเนิดลูกสาวคนที่สามชื่อมาร์ธา น้องสาวคนเล็กอาจทำให้โซฟีและเล็ตตี้ดูเป็นพี่สาวที่หน้าตาขี้เหร่ แต่ในความเป็นจริงทั้งสามคนเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามมากๆ –

ผมแปลเนื้อหาในหนังสือไปเรื่อยโดยไม่มีจุดหมายว่าต้องแปลถึงหน้าไหน เห็นภูมีความสุขกับการได้ฟังสิ่งที่ผมแปลก็ทำให้อยากแปลต่อจนกว่าเขาจะง่วงหรือขอให้พอ เราสองคนนั่งเบียดกันตรงปลายเตียง ภูยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทุกครั้งที่ผมพลิกหน้ากระดาษเพื่ออ่านตอนถัดไป ตอนแรกใบหน้าของเรายังพอมีระยะห่างอยู่บ้าง แต่พออ่านไปได้ถึงบทที่สองซึ่งเป็นตอนที่โซฟีเพิ่งรู้ว่าน้องสาวของเธอสลับตัวกัน เจ้าโกลเด้นก็เอาคางมาเกยไหล่และพ่นลมหายใจร้อนๆตรงกกหู

“นี่ – นั่งให้มันดีๆ” ผมเตือนก่อนจะดึงแขนของภูให้นั่งหลังตรง แต่ไอ้หมานี่มันร้ายกว่าที่คิด เขาไม่ยอมผละตัวออก แถมยังพรมจูบเบาๆจนผมขนลุกทั้งตัว
“ตัวหอมจัง”
“อย่าเว่อร์ ผมก็ใช้สบู่ขวดเดียวกับคุณ” ผมตอบพลางแกะมือปลาหมึกที่เริ่มโอบเอวเอาไว้หลวมๆ “ภู --”
“ว่าไงครับ?”

แหม มีครับด้วย

“อ่านต่อสิสอง ภูฟังอยู่”

เจ้าโกลเด้นพูดทั้งๆที่ยังจูบคอของผมซ้ำไปซ้ำมา ผมรู้ทันทีว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นเพราะเราทั้งคู่ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสา เราก้าวผ่านเส้นกั้นบางๆของคำว่าเพื่อนตั้งแต่คราวก่อนที่มีอะไรกันภายนอกแล้ว แต่ผมยังไม่แน่ใจในตัวเองว่าพร้อมที่จะมีเซ็กส์กับเขาอีกครั้งหรือไม่ ดังนั้นผมจึงอ่านต่อไป อ่านและแปลไปพร้อมกับมือของภูที่เริ่มสอดเข้ามาใต้เสื้อ

ภูซุกซนเหมือนเดิมไม่มีผิด เขาลูบหน้าท้องที่ลงพุงของผม ลูบด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาไปจนถึงหน้าอก การแปลสะดุดลงเมื่อเขาเริ่มสะกิดและเด็ดดึงเบาๆ ผมเบือนหน้าหนีเมื่อภูค่อยๆจูบไล่จากต้นคอขึ้นมาเรื่อยๆ เขาจงใจพ่นลมร้อนใส่หูและจูบแก้มของผม ก่อนที่เราจะหันหน้ามาจูบกันอีกครั้งโดยไม่มีการขัดขืนอีก

ผมไม่อยากเล่นตัว ไม่เคยอยากเล่นตัวเมื่อเรามีความต้องการด้วยกันทั้งคู่

หนังสือ Howl’s moving castle หล่นจากมือเมื่อภูรุกแรงขึ้น เขาพยายามทำให้นุ่มนวลที่สุด แต่ในความนุ่มนวลที่สุดก็ยังมีความรุนแรงที่ทำให้รู้สึกเจ็บเล็กน้อย เราจูบกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ภูจะถอนริมฝีปากออก เขามองหน้าผม มองและยกหลังมือขึ้นมาไล้แก้มซ้ายอย่างแผ่วเบาก่อนจะค่อยๆถอดแว่นสายตาของผมออก เราต่างหอบหายใจหนักด้วยกันทั้งคู่และโผเข้าหากันใหม่ราวกับริมฝีปากของเราเป็นแม่เหล็ก ผมรู้ในทันทีว่าเราต้องมีเซ็กส์กันแน่ๆ แต่ผมไม่ได้เตรียมพร้อมมา ดังนั้นตอนที่เราเกือบเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่ ผมจึงแกล้งถามภูว่าเขามีถุงยางไหม ถ้าไม่มีถุงยาง ผมไม่ต่อนะ

“มีครับ” ภูตอบและจูบอีกครั้ง “เจลก็มี”
“ซื้อมาเมื่อไหร่?”
“ตั้งแต่วันที่เรามีอะไรกัน ภูซื้อเก็บไว้ตลอดเลย”

ผมควรดีใจไหมที่ได้ยินแบบนี้

“ภู – เดี๋ยว เรายังต้องคุยกัน เราต้องคุยก่อนเอากัน”

ผมใช้มือยันอกของภูก่อนที่เขาจะทำอะไรมากไปกว่านี้ ทีแรกภูก็ดูงุนงงที่ถูกขอให้หยุดกะทันหัน แต่ดูเหมือนเขาจะคิดได้เมื่อเราจ้องตากันนานกว่าปกติ ราวกับรู้อยู่แก่ใจว่าคำถามในหัวตอนนี้คืออะไรเพียงแค่ไม่กล้าพูดออกมา ใช่ ผมกำลังสื่อสารกับภูทางสายตาว่าใครเป็นใครในความสัมพันธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

“สอง” ภูเรียกชื่อผมเสียงเรียบ ดูจริงจังและหวั่นใจในคราวเดียว “ภูไม่รับนะ”

สีหน้าของเจ้าโกเด้นดูกังวลจนปิดไม่มิด ฝ่ามือที่สัมผัสหน้าอกของเขารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นเร็วผิดปกติ ภูเครียดจนต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เขามองหน้าผมด้วยสายตาเว้าวอนจนเผลอหลุดยิ้มออกมา

“ภู” ผมเรียกชื่อเขาและยกมือลูบแก้มเจ้าโกลเด้นอย่างแผ่วเบา “ผมก็ไม่รุกเหมือนกัน”
“เฮ้อ” ภูถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาดูโล่งและมีความสุขมากเมื่อผมบอกรสนิยมบนเตียงของตัวเอง “ภูเครียดมากเลยตอนที่สองเงียบไป ภูกลัวสองเป็นรุก”
“ผมว่าเราเคยคุยเรื่องนี้กันหลายครั้งแล้วนะ”
“ไม่ สองไม่เคยพูดว่าสองเป็นรุกหรือรับ สองบอกแค่ว่าสองเคยมีอะไรกับผู้ชาย”
“ทำไมถึงดีใจขนาดนั้นที่รู้ว่าผมเป็นรับ?”
“เพราะภูชอบสองมาก แต่ภูไม่อยากเป็นรับ” เจ้าโกลเด้นตอบตามตรง “มันเจ็บ ภูไม่ชอบเลย”
“ใช่ มันเจ็บ แต่มันก็รู้สึกดีนะ” ผมเห็นด้วย “งั้นตกลง –”
“ได้ไหม?”

ผมพูดไม่ออก รู้ว่าภูกำลังขออะไรแต่มันยากที่จะตอบตอนนี้ว่าได้หรือไม่ได้ ยังมีหลายอย่างที่ผมไม่มั่นใจในตัวภู หนึ่งคือรอยกัดที่เขาฝากไว้คราวก่อนยังเป็นฝันร้าย สองคือผมกลัวว่าจะได้รับรู้อีกด้านที่ไม่เคยเห็น ผมกลัวว่าภูจะเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรง กลัวว่าจะเสียใจหากเขาทำให้ผมเจ็บตัวตอนที่เรามีเซ็กส์กัน

“ได้ แต่มีข้อแม้อยู่สองข้อ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับจ้องตาภู “อย่ากัดผมอีก ถ้าผมบอกให้หยุด คุณต้องหยุด”

ภูไม่รับปากว่าทำได้หรือไม่ เขาดูเครียดและกังวลก่อนจะยอมตอบตกลงในที่สุดว่าเขาจะไม่กัดอีก เขาจะไม่บีบหรือรัดจนเป็นรอยเหมือนคราวนั้น เมื่อได้ยินคำสัญญาผมก็โล่งใจเปราะหนึ่ง

“ถ้าคุณกัดผม ผมจะไม่ให้ทำต่อ และถ้าคุณขืนใจผม เราจบกัน” ผมขู่ “เข้าใจไหม?”
“เข้าใจ”
“ผมถามว่าเข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ!” ภูตอบเสียงหนักแน่น “ภูจะไม่กัดสองอีก!”
“โอเค งั้น – ขอผมไปเตรียมตัวก่อน”
“ให้ภูช่วยไหม?”
“ไม่ต้อง!”

ผมแว้ดใส่เจ้าโกลเด้นที่กำลังกระดิกหางรัวด้วยความดีใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้ามันจะได้รับอนุญาติให้ทำอะไร

“รออยู่ตรงนี้จนกว่าผมจะเตรียมตัวเสร็จ”





TBC


_________________________


#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก

ห่างหายกันไปหลายวันมากๆ คิดถึงน้องภูมั้ยคะ :D
เราเองก็คิดถึงนักอ่านทุกคนมากๆเลย พอไม่ได้อัปนิยายก็รู้สึกห่อเหี่ยวเหมือนกัน ตอนหน้ามาตรงเวลาแน่นอนคับผม เพราะเขียนใกล้เสร็จแล้วแต่ขอเวลาตัดสินใจก่อนนะคะ ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่สุดแสนจะน่ารักเช่นเคย หวังว่าคุณจะรักนิยายเรื่องนี้ไม่มากก็น้อยนะคะ ❤
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-05-2020 20:25:29 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2874
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
ภูต้องไม่ระบายความอัดอั้นด้วยเซ็กส์รุนแรงนะ

ระแวงจริง ๆ นะ เรารู้สึกว่าไม่อยากให้สองต้องเจ็บปวดทั้งกายและใจ ชีวิตสองไม่ง่ายเลย แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตใครจะไม่เจ็บปวดเลย ไม่มีหรอก

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
กัดกรุบๆบางทีก็ มีอารมณ์นะ

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
11 [PART1/2]


11


ผมสวนล้างเสร็จแล้วแต่ไม่กล้าออกจากห้องน้ำเพราะตื่นเต้นจนไม่รู้จะทำตัวยังไง แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดประตูออกไปเพื่อพบกว่าภูกำลังนั่งอยู่ที่เดิม มือหนึ่งกุมเป้ากางเกงแน่น อีกมือวางค้ำที่นอนเอาไว้ราวกับรอการปรากฎตัวของผม ส่วนชานมที่อาจจะก่อกวนเราต่อทำอะไรๆถูกจับใส่คอกเรียบร้อย

“ไหนล่ะถุงยาง?”

ผมแกล้งถามขณะเดินเข้าไปใกล้ นึกอยากให้ระยะห่างจากห้องน้ำกับเตียงมากกว่านี้เพราะกังวลว่าเซ็กส์ที่ต้องสอดใส่ครั้งแรกมันจะออกมาในรูปแบบไหน พอถามเรื่องถุงยาง ภูก็ยิ้มกว้างและยื่นกล่องกระดาษมาให้

“เจลล่ะ?”
“อยู่นี่”
“โอเค” ผมพึมพำและทิ้งตัวนั่งลงข้างเขา “เคยรุกใช่ไหม?”
“ผมเคยหมดแล้ว”
“โอเค วันนี้ผมมีเวลาเตรียมตัวไม่นาน มันอาจจะเลอะ --”
“ไม่เป็นไรครับ” ภูยิ้มและจูบแก้มของผม “แค่นี้ก็ดีมากๆแล้ว”

ผมยิ้มจนปากแทบฉีกเพราะไม่เคยมีใครพูดแบบนี้มาก่อน แม้แต่ชวินทร์ที่เป็นคู่นอนคนแรกก็ไม่เคยพูดว่าไม่เป็นไรหากมันจะเลอะหรือเปื้อน มีเพียงภูเท่านั้นที่เข้าอกเข้าใจถึงความกังวลของคนต้องรับในตอนนี้ เรามองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนที่ภูจะค่อยๆบรรจง ถอดแว่นสายตาของผมออกไป แน่นอนผมยังมองเห็นใบหน้าของเขาอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ชัดเจนใส่แจ๋วเหมือนตอนสวมแว่น ภูจ้องหน้าผมนานมากราวกับมันมีอะไรน่าสนใจนักหนา ผมจึงถามเขาว่ามองอะไร

“สองน่าจะสายตาสั้นมาก พอถอดแว่นถึงเห็นว่าจริงๆแล้วสองไม่ได้ตาตี่” ภูยิ้ม “ตื่นเต้นจัง ภูจะพยายามทำเบาๆนะ”

ภูให้สัญญา และผมก็เชื่อในทีแรกที่บอกว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก เซ็กส์ครั้งที่สองของเราจึงเริ่มต้นอย่างเนิบช้าโดยไม่มีการตะบี้ตะบันเอาแต่ใจ ภูค่อยๆทำให้เคลิบเคลิ้มด้วยจูบแสนหวานและการสัมผัสภายนอก เราโอบกอดกันด้วยแขนทั้งสองข้างก่อนจะค่อยๆเอนราบลงบนเตียง ภูคร่อมอยู่บนตัวผม ใช้ริมฝีปากอุ่นร้อนให้เป็นประโยชน์ด้วยการโลมเลียจนตัวอ่อนระทวยไปหมด เราช่วยกันถอดเสื้อผ้าและกางเกงจนเปลือยเปล่าด้วยกันทั้งคู่ก่อนที่ภูจะถือโอกาสตอนเผลอด้วยการรวบมือทั้งสองข้างของผมไว้เหนือหัว

“สอง” ภูกระซิบเสียงพร่า “ภูอยากมัดมือสอง”
“อะไรนะ?”
“ภูสัญญาว่าไม่เจ็บ ภูจะมัดหลวมๆ”
“ทำไมต้องมัด?”

ผมขมวดคิ้วงุนงง ไม่ยอมให้เขาได้ทำตามอำเภอใจโดยง่าย ภูหน้าเสียเมื่อเห็นว่าผมไม่เล่นด้วย เขาเลียริมฝีปากก่อนจะสารภาพว่าเขาชอบเห็นคู่นอนอยู่ในภาวะจำยอม ภูอยากเห็นผมหมดทางสู้ตอนที่เรามีอะไรกัน เขาอยากทำให้ผมต้องการสุดขีดแต่ไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองได้ เขาอยากให้เซ็กส์ของเราออกมาในรูปแบบนั้น

“ขอแค่ครั้งเดียว ถ้าสองเจ็บ สองไม่ชอบ ภูจะหยุดทันที”

ผมลังเลและไม่แน่ใจ รู้สึกกลัวเหมือนกันเพราะคราวก่อนโดนภูกัดคอจนเป็นรอยช้ำอยู่นาน ภูเป็นคนอ่อนไหวและจิตใจดีก็จริงแต่ไม่ได้หมายความว่ารสนิยมบนเตียงของเขาจะไม่รุนแรง แต่หากตัดสินจากการกระทำเพียงครั้งเดียวก็ดูใจร้ายเกินไป ดังนั้นผมจึงบอกภูว่า โอเค จะมัดก็มัด แต่ถ้าผมสั่งให้หยุด เขาต้องหยุดทันที

ภูยิ้มร่าด้วยความดีใจที่ได้รับโอกาส เขาจึงใช้เสื้อยืดมัดข้อมือของผมเอาไว้หลวมๆ มันไม่ได้รัดแน่นจนชาหรืออึดอัดเลย ก็แค่รัดไว้เพื่อไม่ให้ผมใช้แขนต่อต้านเท่านั้น เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยสมใจ ภูก็ยิ้มกว้างและบอกว่าจะไม่ทำให้เจ็บแม้แต่นิดเดียว

ผมเชื่อใจภู ในทีแรก แค่คิดว่าภูสมควรได้รับโอกาสและเราควรทำความรู้จักกับอีกด้านของกันและกันมากกว่านี้อีกหน่อย ดังนั้นตอนที่แขนทั้งสองถูกมัดไพล่หลัง ภูก็ทำให้ตื่นเต้นด้วยการโน้มหน้าเข้ามาใกล้แต่ไม่ทำอะไรมากไปกว่าหายใจรดแก้ม เขานิ่งค้างอยู่นานราวกับหลงใหลในความจืดชืดของสิปปกรนักหนาก่อนที่ริมฝีปากอุ่นนุ่มจะประทับลงมา และทำให้ผมละลายด้วยการดูดดึงและโลมเลีย

ภูดูชอบใจเมื่อเห็นว่าผมขัดขืนอะไรไม่ได้เลย ทุกครั้งเมื่อเขาใช้ลิ้นหยอกล้อ ผมก็ทำอะไรไม่ได้อีกนอกจากหอบหายใจและแอ่นอกสู้ บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ภูชอบ เขาชอบเห็นผมทรมานโดยขัดขืนหรือตอบโต้ไม่ได้ ผมไม่สามารถสู้ภูได้นอกจากจูบเขาให้หนักขึ้น ใช้ลิ้นให้แรงขึ้นจนเริ่มปวดหนึบตรงริมฝีปาก และเมื่อการโลมเลียของภูไปถึงจุดหนึ่งที่เราเริ่มทนไม่ได้ เขาก็หยิบเจลหล่อลื่นขึ้นมา บีบเจลลงบนนิ้วและค่อยๆเตรียมความพร้อมให้

ภูไม่ใช่คนเอาแต่ใจ เขาไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวที่จะยัดๆใส่ๆเข้ามาโดยไม่เตรียมความพร้อม เขารู้ว่าต้องทำแบบไหนถึงจะไม่เจ็บ รู้ว่านวดวนยังไงถึงจะรู้สึกดี ภูสามารถทำให้ผมตัวเกร็งได้เพียงแค่งอปลายนิ้วเล็กน้อยยามสอดใส่เข้ามาข้างใน ยิ่งร้องครางเสียงต่ำราวกับทรมาน ภูก็จะยิ่งนวดหนักขึ้นก่อนจะค่อยๆเพิ่มจำนวนทีละนิดๆจนเป็นสามนิ้ว เขาเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆจนต้องร้องขอให้หยุดไว้แค่นั้นก่อน มันรุนแรงเกินไป ผมไม่ได้เจ็บ แต่ความเสียวที่เกิดจากการกระทำของเขามันมากจนเกือบเสร็จอยู่รอมร่อ และถ้าเสร็จไวเกินไปก็หมายความว่าเวลาที่เราจะสนุกร่วมกันต้องจบลงอย่างน่าเสียดาย

“ภู --” ผมร้องเสียงแหลมเมื่อท้องน้อยเกร็งจนแทบเป็นตะคริว “ภู – โอ๊ย --”

ผมครางเหมือนคนหมดทางสู้เพราะถูกมัดมือไว้ ผมไม่สามารถโอบกอด หรือลูบไล้ตัวของภูได้นอกจากดิ้นทุรนทุรายยามที่นิ้วของเขาขยับคว้านอยู่ภายใน พอเห็นผมครางหวีดหวิวแทบทนไม่ได้ ภูจะยิ้มมุมปาก เขาดูสะใจมากที่เห็นผมทรมานจนต้องร้องขอให้หยุดพักเพราะรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ไหว มันไม่เจ็บปวดอย่างที่กลัว แต่มันมากเกินไป มันมากเกินไปสำหรับการถูกจู่โจมจากหลายๆทางพร้อมกัน ในขณะที่นิ้วของภูกวาดวนในตัว ลิ้นของภูก็แทรกเข้ามาในโพรงปาก ไล่ต้อนจนแทบหมดลมด้วยจูบที่ร้อนแรงเกินต้าน มือที่ว่างอยู่ของเขาก็เด็ดดึงหน้าอกจนต้องดิ้นพล่าน ผมรู้แล้วว่าทำไมภูถึงมัดมือของผม เขาต้องการให้ผมไร้ทางสู้ เขาอยากให้ผมทรมานและขอความเมตตาจากเขา ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เกินจะทนไหว ผมก็หลุดปากบอกภูว่าช่วยใส่เข้ามา -- ใส่เข้ามาในตัวของผม อย่ารออีกเลย

“ใส่เข้ามาเถอะ ขอล่ะ” ผมอ้อนวอนเสียงสั่น “ใส่เข้ามาเสียที!”

ภูตื่นเต้นจนตัวสั่นเมื่อเห็นผมหอบแทบขาดใจ สีหน้าของผมในตอนนี้คงบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ ผิวหนังร้อนเห่อไปทุกส่วนยามที่เขาลูบไล้สัมผัสอย่างหลงใหล ภูยกยิ้มเหมือนเด็กได้ของเล่นชิ้นใหญ่ เขาโน้มตัวลงมาจูบอีกครั้ง สวมถุงยางให้ดูด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้นก็พูดว่า

“สองไม่น่าทำแบบนี้เลย”
“ทำอะไร?” ผมหอบแฮ่กพลางปรือตามองเขา แววตาของภูเปลี่ยนไป มันเป็นประกายลุกวาวแปลกๆ
“ทำไมต้องทำตัวน่าเอาขนาดนี้ด้วยวะ”

เขาพูดก่อนจะค่อยๆแทรกส่วนนั้นเข้ามา เขาไม่ได้ใส่เข้ามาจนมิด แต่เริ่มจากส่วนหัวและค่อยๆดันจนสุดเมื่อคิดว่าสิปปกรน่าจะพร้อมแล้ว ผมแทบกลั้นหายใจเพราะความจุก มันทั้งจุก ทั้งตึงและเจ็บจนครางไม่ออก ผมพูดอะไรไม่ออกนอกจากหยุดหายใจและอ้าปากค้างเท่านั้น สีหน้าของภูตอนที่ได้เข้ามาทั้งตัวดูสุขสมมาก เขากัดกรามจนเห็นเป็นสันชัดเจน เสียงหอบหายใจของเราหนักหน่วงไม่แพ้ แถมภูยังตัวสั่นแรงกว่าผมที่เป็นฝ่ายถูกกระทำเสียอีก

“ภูแช่ไว้ก่อนนะ เดี๋ยวสองเจ็บ”

ภูรู้ เขารู้แม้กระทั่งไม่ควรขยับทันทีเมื่อสอดใส่ เขารู้ว่าไม่ควรทำเร็วและแรงเกินไป ดังนั้นมันจึงไม่เจ็บปวดอะไรมากมายแต่ก็ถือว่าเจ็บอยู่ดี ผมปากสั่นไปหมดเมื่อสัมผัสได้ว่าส่วนหนึ่งของภูอยู่ในตัวผมแล้ว ร่างกายของสิปปกรที่ห่างหายเรื่องอย่างว่าหลายปีกำลังโอบรัดภูเอาไว้แน่นจนเจ้าตัวต้องเบ้หน้า คราวนี้ภูดูทรมานกว่าผมเสียอีก เขายึดหัวไหล่ของผมเอาไว้แน่น ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเหมือนคราวก่อน แรงบีบตรงหัวไหล่เพิ่มขึ้นตามอารมณ์ที่พุ่งทะยานของภู ยิ่งเขารู้สึกดีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งบีบหัวไหล่ของผมแรงเท่านั้น

“ภู ผมเจ็บ”

ผมบอกเขาที่กำลังหลับตาแน่น แต่ภูไม่ตอบสนองจนต้องออกแรงดิ้นให้เขาลืมตามาดูว่ามือของเขากำลังสร้างรอยช้ำบนหัวไหล่ของผม

“ขอโทษ ภูเสียวจนจะแตกแต่ยังไม่ได้ขยับเลย” ภูดูเขินอายและยอมคลายมือตรงหัวไหล่ “ทำไมสองแน่นจัง”
“ก็เราเตรียมตัวกันมาน้อย” ผมตอบเจ้าโกลเด้นที่กำลังทำหน้าเสียวแทบขาดใจด้วยความเอ็นดู “อั้นไหวไหม? ไม่ไหวก็ปล่อยเถอะ”
“แต่ภูอยากขยับก่อนแล้วค่อยแตก”
“ขยับสิ” ผมบอกแล้วก็รู้สึกวูบโหวงเมื่อภูค่อยๆถอนตัวออกจนสุดความยาว และใส่กลับเข้ามาอีกครั้งอย่างเนิบนาบ “คุณนี่แม่ง --”

มันทุลักทุเลในทีแรก ภูต้องคอยหยุดเติมเจลหล่อลื่นเรื่อยๆเพื่อไม่ให้ผมเจ็บจนเกินไป เมื่อเราเริ่มปรับจูนกันได้ ความรู้สึกดีก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นตามความเร็ว แน่นอนว่าผมไม่ได้เสียวขาดใจร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนที่เคยมีอะไรกับชวินทร์ ร่างกายของผมยังต้องการการปรับตัวอีกพักใหญ่ถึงจะเริ่มรู้สึกดีกับภูที่กำลังขยับเข้าออกทีละนิด ภูทำด้วยความใจเย็น ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและใช้มือช่วยผมไปด้วย ในขณะที่ตัวสิปปกรสั่นตามจังหวะกระแทกและครางเสียงต่ำ ภูก็ใช้แขนอีกข้างช้อนหลังผมเอาไว้ราวกับรู้ว่าการนอนทับมือมันเจ็บแค่ไหน เราอยู่ในท่วงท่าของการโอบกอดไปพร้อมกับมีเซ็กส์ มันคือท่วงท่าที่ผมชอบเพราะถูกคนที่ตัวเองชอบสัมผัสด้วยความรักใคร่ ภูทั้งจูบ ทั้งลูบหัว ทั้งใช้มือรูด และมองหน้าผมด้วยสีหน้าที่เสียวจนแทบขาดใจของเขา เราจูบกันอยู่พักใหญ่ ในห้องไม่มีเสียงอื่นแทรกเลยนอกจากเสียงเนื้อกระทบกันและเสียงจูบของเรา ผมยังไม่ถึงจุดที่อยากปลดปล่อยก็จริงแต่ดูเหมือนว่าภูกำลังจะเสร็จเต็มทีแล้ว

“สอง --”

ภูเรียกชื่อผมเสียงสั่น หลังจากนั้นเขาก็เลิกช้อนหลังเปลี่ยนมาเป็นใช้มือลูบไล้ตามผิวหนังชื้นเหงื่อแทน ภูลูบไปเรื่อยๆตั้งแต่ริมฝีปากจนถึงลำคอ ผมเห็นเขาเอียงหน้ามองสิปปกรที่กำลังเสียวแทบขาดใจอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่ภูจะใช้ปลายนิ้วเกลี่ยไปตามผิวหนัง ไล้ไปเรื่อยเปื่อยไม่เจาะจงว่าอยากสัมผัสตรงไหนเป็นพิเศษ ตั้งแต่แก้ม ปาก คาง ไปจนถึงหน้าอก ภูสัมผัสด้วยความทนุถนอมก่อนจะค่อยๆสอดนิ้วของมาในโพรงปาก ผมรีบแลบลิ้นเลียนิ้วของเขาราวกับเป็นไอศกรีมด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนคนตายอดตายยาก พอนิ้วของเขาเปียก ภูก็ดึงกลับและเริ่มวางมือลงบนคอของผม

ตราบใดที่ภูไม่บีบ มันก็ไม่เป็นไร ผมไม่ว่าอะไรเมื่อภูใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้กดขากรรไกรให้เงยหน้าสบตากัน ตัวของเรากระเด้งกระดอนเพราะแรงกระแทกด้วยกันทั้งคู่ พอเวลาผ่านไปซักพัก อะไรบางอย่างก็เริ่มเปลี่ยน ภูไม่สนใจสิ่งอื่นนอกจากจ้องหน้าผมเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง ก่อนที่เขาจะค่อยๆออกแรงบีบ แต่มันไม่ใช่การบีบคอที่จงใจทำให้ขาดอากาศหายใจ มันคือการบีบเพื่อทำให้เราเงยหน้าสบตากัน บีบเพื่อบังคับให้ผมจ้องหน้าเขาเพียงคนเดียว มองภูเพียงคนเดียวขณะที่เขาเริ่มกระแทกแรงขึ้นจนผมเริ่มจุก

“โอ๊ย!”

ผมหลุดอุทานออกมาเมื่อภูสวนเข้ามาแรงเกินไป มันไม่ใช่การขยับที่นุ่มนวลเหมือนตอนแรก แต่เป็นกลายเป็นการกระแทกกระทั้นเอาสะใจจนจุกมากกว่า มือที่เคยบีบคอของผมก็เริ่มออกแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากการบีบเพื่อไม่ให้หลบสายตาก็เปลี่ยนเป็นแรงบีบที่ทำให้หายใจได้น้อยลง ในที่สุดผมก็เปล่งเสียงร้องออกไปไม่ได้นอกจากอึกอักในลำคอและออกแรงดิ้นเพื่อส่งสัญญาณเตือนว่าผมกลัว ผมกลัวจริงๆเพราะไม่รู้ว่าภูจะเพิ่มแรงบีบมากกว่านี้ไหม เขาจะเผลอฆ่าผมโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า วินาทีนั้นมันไม่มีความรู้สึกดีเหลือแล้วนอกจากกลัวตายเท่านั้น

“ภู!” ผมเค้นเสียงเพื่อเรียกเขา “ภู! อย่า!”

ภูปล่อยมือออกจากคอของผม เขาหยุดขยับเอาดื้อๆโดยไม่สนเลยว่าจังหวะจะสะดุดหรือทำให้เสียอารมณ์ เราสองคนมองหน้ากันในความเงียบ ผมนอนหอบและไอใต้ร่างของเขา ส่วนภูที่เหงื่อไหลท่วมตัวจ้องผมอยู่ครู่ใหญ่ราวกับเพิ่งคิดได้ว่าทำแรงเกินไป เขาดูช็อก สับสน และสติหลุดในคราวเดียวกัน เขาตื่นกลัวเหมือนคราวก่อนไม่มีผิด

“ภูขอโทษ” เขาละล่ำละลักพูดเหมือนวันนั้นอีกแล้ว สีหน้าแตกตื่นจนเก็บอาการเอาไว้ไม่มิด “เจ็บไหม?”

ผมไม่ตอบนอกจากมองหน้าเขา รู้สึกกลัวจนแทบร้องไห้เพราะเมื่อครู่ภูดูกู่ไม่กลับจริงๆ เขาไม่ใช่พวกชอบใช้ความรุนแรงประเภทตบตีอย่างที่คิด แต่ภูชอบหลุดเหมือนหายไปอีกโลกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ราวกับเขาหนีไปใช้เวลากับโลกในหัวของตัวเอง โลกที่สิปปกรเข้าไม่ถึง โลกที่ไม่รู้ว่าผมคือตัวอะไรในจินตนาการของเขา

“ภูหยุดก่อนก็ได้”

เขาพูดเสียงสั่น แต่ผมไม่ว่าอะไรนอกจากสั่งให้เขาแก้มัดที่ข้อมือเดี๋ยวนี้ เมื่อเป็นอิสระจากภู ผมก็รู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเพราะอย่างน้อยถ้าหากภูหลุดอีก ผมยังพอมีมือไว้ตอบโต้ได้

“พอแค่นี้นะ” ภูเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน ผมบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องหยุดก็ได้แค่อย่าทำแบบเมื่อกี๊อีก
“ผมหายใจไม่ออก”
“ขอโทษ” ภูตอบและไม่แตะตัวของผมอีกเลย “ภูจะไม่ทำแล้ว”

ภูดูอับอายและรู้สึกผิดจริงๆ เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากันจนต้องใช้นิ้วเชยคางเพื่อไม่ให้ภูเบือนหน้าหนี ผมไม่ซักไซ้เอาความอะไรตอนนี้เพราะเข้าใจว่าภูเองก็รู้สึกแย่มากพอแล้ว ดังนั้นผมจึงไม่ตำหนิภู ไม่ต่อว่าที่ทำให้กลัวจนหมดอารมณ์ ผมไม่ทำอะไรทั้งนั้นนอกจากลูบหัวของเขาเบาๆ

“ภู” ผมเรียกชื่อและใช้หลังมือลูบแก้มของเขา “ภู มองผมสิ”

ภูยังคงไม่มองในทีแรก เขาเสหน้าไปทางอื่นและเบนสายตาหนีราวกับอายที่จะต้องพูดคุยกันตรงๆ เขาดื้อไม่ยอมทำตามคำขออยู่นานจนผมลุกขึ้นนั่ง ภูจึงต้องถอนตัวออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในที่สุดเราก็ปิดฉากเซ็กส์แบบสอดใส่ครั้งแรกโดยไม่มีใครเสร็จซักคน

“ภู”

ผมเรียกและสวมกอดเขาเบาๆ

“เป็นอะไร?”

ภูฝืนแกล้งทำเป็นเงียบได้ไม่นานก็กอดตอบ เขาซบหน้าลงบนไหล่ของผมและเริ่มร้องไห้ ไม่ได้ฟูมฟายเสียงดังเหมือนก่อนหน้า ก็แค่กอดแน่นและปล่อยให้น้ำตาไหลเรื่อยๆเท่านั้น

“ภูไม่ได้อยากเป็นแบบนี้” เขาพูดเสียงแผ่วเหมือนอาย “ภูรู้ว่าตัวเองโรคจิตแต่มันหยุดไม่ได้”
“ทำไมถึงคิดว่าตัวเองโรคจิตล่ะ?”
“เพราะภูชอบทำแรงๆ” เขายอมสารภาพแล้ว “ภูไม่ได้อยากชอบแบบนี้แต่มันเป็นของมันเอง รู้ตัวอีกทีภูก็ชอบกัดชอบบีบตอนมีอะไรกันไปแล้ว ภูรู้ว่าสองต้องไม่ชอบแต่ไม่นึกว่าจะทำแรงขนาดนี้ สองคงกลัวภูมาก สองกลัวภูมากเลยใช่ไหม?”
“กลัวสิ ผมกลัวเพราะคุณไม่บอกก่อนไงว่าคุณชอบทำอะไร อย่างน้อยถ้าคุณบอก เราจะได้คุยกันตั้งแต่แรกว่าเราทำได้มากแค่ไหน” ผมลูบต้นแขนของภูเบาๆ “คุณจับคอผมได้ คุณบีบเบาๆได้ผมไม่ว่าอะไรหรอกนะ เมื่อกี๊ผมแค่ตกใจเพราะคุณไม่บอกกันก่อน แต่ถามว่าคุณบีบแรงถึงขนาดจะให้ผมตายไหม ก็ไม่ มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น”
“แต่สองก็ไม่ชอบอยู่ดี”
“แล้วไง? เราเพิ่งเอากันครั้งแรก จะให้ชอบทุกอย่างทันทีเลยเหรอ?” ผมถามภู “คุณก็เคยอยู่สถานะเดียวกับผม คุณน่าจะรู้ว่ากว่าเราจะจูนกันได้มันต้องใช้เวลา”
“แต่ภูโรคจิตนะ”
“ภู คุณไม่ได้โรคจิต มันคือรสนิยม”
“ทำไมมันจะไม่ใช่โรคจิต? เคยมีใครทำกับสองแบบนี้เหรอ? พี่วินเคยกัดสองไหม? เขาเคยบีบคอสองไหม? มีแต่คนโรคจิตเท่านั้นที่ทำ คนดีๆเขาไม่ทำกับคนที่ตัวเองรักแบบนี้หรอก”
“ฟังนะ ถ้าผมโอเคมันก็ไม่เป็นไร มันไม่ใช่เรื่องผิดที่คุณชอบกัดหรือชอบบีบ คุณไม่เห็นต้องอายหรือรู้สึกแย่ที่ชอบเซ็กส์แนวนี้ ขอแค่บอกกันก่อนซักคำว่าคุณชอบและอยากทำอะไร”

ผมลูบแก้มเจ้าโกลเด้น เขาช้อนตามองด้วยแววตาเซื่องซึมเหมือนหมาจ๋อยจนอดดึงปลายจมูกของเขาไม่ได้

“ผมจะบอกความลับให้ จริงๆแล้วผมชอบโรลเพลย์มากเลยนะ”
“โรลเพลย์เหรอ?”
“ใช่ พวกสวมบทบาทน่ะ” ผมพูดด้วยท่าทางสบายๆเพื่อให้ภูเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอายเมื่อเราต้องเปิดเปลือยรสนิยมของตัวเอง “บางทีผมก็ไม่อยากเป็นสอง ผมอยากเป็นคนอื่นที่ชาตินี้คงไม่มีวันได้เป็น”
“เช่นอะไรครับ?”
“อีหนูของแดดดี้”

ผมพยายามไม่อาย แต่จริงๆก็อายเมื่อต้องสารภาพต่อหน้าภูว่ามีแฟนตาซีในหัวยังไง มันเป็นโรลเพลย์ที่ผมกับชวินทร์เคยเล่นด้วยกันและเป็นโรลเพลย์ที่เราเล่นบ่อยที่สุดด้วย ผมแค่อยาก – เป็นเด็กน้อยในสายตาของใครซักคน อยากให้คนคนนั้นรักและเอ็นดูผมเหมือนอีหนูตัวน้อยน่ารัก ขี้ยั่วและน่าเอา ภูนิ่งเงียบไปพักใหญ่เมื่อรู้ว่าผมชอบแนวไหน ก่อนที่ริมฝีปากจะยกยิ้ม แววตาเป็นประกายเหมือนเด็กได้พูดเรื่องที่ตัวเองเข้าใจ

“ภูเป็นแดดดี้ได้นะ”
“หน้าคุณเด็กกว่าผมตั้งเยอะ บางทีคุณนั่นแหละต้องเป็นอีหนู”
“ภูเป็นอีหนูก็ได้ถ้าสองอยากให้เป็น” เขายิ้มกว้างได้เป็นครั้งแรก “สองชอบอะไรอีกไหม?”
“ก็ – ไม่มีอะไรพิเศษ ผมชอบใช้ไวเบรเตอร์ ผมชอบให้เลียหน้าอก ชอบให้มองหน้าตอนเอา เอาไปจูบไปยิ่งดี” ผมตอบและเริ่มเบนสายตาไปทางอื่นเพราะเขิน ส่วนภูก็นั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อว่าผมชอบหรือไม่ชอบอะไร “แต่ที่คุณโน้มหน้าลงมาจุ๊บหัวเมื่อกี๊ ผมก็ชอบนะ”
“ภูก็ชอบเหมือนกัน แล้วมีอะไรที่สองไม่ชอบไหม?”
“ไม่ชอบให้กัดเพราะมันเจ็บ ไม่ชอบให้บังคับถ้าไม่มีอารมณ์ ไม่ชอบให้ตบหน้าเพราะผมเคยโดนชวินทร์ตบตอนมีเซ็กส์”
“มันตบสองทำไม?” เขาถามอย่างเอาเรื่องเพราะคิดว่าชวินทร์ใช้ความรุนแรง แต่มันไม่ใช่แบบนั้น
“ก็แค่ลองอะไรใหม่ๆน่ะ ลองให้รู้ไงว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร แล้วคุณล่ะ?”

ภูนิ่งเพราะคิดหนักอยู่พักใหญ่ เขาดูลังเลที่จะพูดแต่ผมก็ให้กำลังใจด้วยการบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเราอยากมีเซ็กส์กันครั้งต่อไป เราควรพูดสิ่งที่ตัวเองชอบและไม่ชอบ สิ่งที่อีกฝ่ายทำได้และทำไม่ได้ เราควรตกลงกันตั้งแต่ต้นจะได้ไม่มีใครตกใจจนต้องหยุดกะทันหันแบบนี้อีก

“ภูชอบกัด แล้วก็ชอบบีบตอนที่เสียวมากๆ” เขาตอบเสียงแผ่ว “มันเป็นอารมณ์ประมาณมันเขี้ยว อยากจับ อยากบีบ ภูรู้สึกเหมือนสองเป็นไดฟูกุไส้ถั่วแดง”
“ทำไมต้องไส้ถั่วแดง”
“เพราะภูชอบไดฟูกุไส้ถั่วแดงที่สุด” ภูยิ้มจนตาหยี “มันนุ่มๆยืดๆ หอมๆ อ้อ -- ภูชอบมัดด้วย ภูชอบทำให้อีกฝ่ายเสียวมากจนทนไม่ได้ ต้องดิ้นๆๆเหมือนจะตาย ชอบเห็นเขามีความสุข อยากทำให้เขาอยากมากๆ อยากให้เขาเสร็จแบบเสียวที่สุดจนลืมไม่ลง แล้วก็แตกเพราะภู แตกแบบเยอะๆเลย เสียวจนตัวเกร็งๆงอๆเหมือนในหนัง”
“เพราะอย่างนั้นคุณถึงมัดมือผมใช่ไหม?”
“ใช่ แต่ภูจะไม่มัดถ้าสองไม่ชอบ”
“มัดได้ ถ้าไม่ได้มัดแน่นจนเป็นรอยก็โอเค ผมบอกแล้วไงว่าขอแค่ไม่เจ็บและบอกกันก่อน”
“เรื่องบีบล่ะ?”
“ก็ – ได้มั้ง แต่อย่าแรงเกินไป อย่าใช้เล็บ”
“ดูดคอ --”
“ไม่ได้” ผมตอบอย่างจริงจัง “คุณต้องเข้าใจนะว่าผมทำงานที่ร้าน ผมต้องเจอคน เจอเพื่อน เจอลูกค้า ผมจะมีรอยบนคอไม่ได้ มันน่าเกลียด”

ภูจ๋อยเมื่อโดนปฎิเสธคำขอเรื่องรอยกัด แต่เขาจ๋อยได้ไม่นานเราก็เริ่มต้นคุยกันใหม่ด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้น ผมอธิบายให้ภูฟังว่าสิ่งที่เขาชอบไม่ได้เรียกว่าโรคจิต มันไม่ใช่อาการโรคจิตแต่เป็นรสนิยม และภูสามารถมีความสุขกับเซ็กส์ที่ตัวเองชอบได้หากคู่นอนของเขาตกลงและยินยอม อย่างผมในตอนนี้ก็โอเคหากเขาจะบีบคอบ้าง(แต่ต้องไม่แน่นเกินไป) หรืออยากตีก้นผมซักหน่อย อยากมัดมือ อยากใช้ผ้าปิดตาก็ยังพอรับไหว เราแลกเปลี่ยนข้อตกลงของกันและกันจนกระทั่งถึงเรื่องโรลเพลย์ จู่ๆภูก็พูดขึ้นมาว่าเขาอยากลองเป็นคุณหมอ

“แล้วคุณจะให้ผมเป็นอะไร? เป็นหมาเหรอ?” ผมถามติดตลก ภูส่านหน้าและโยกตัวไปมาเพื่อปฏิเสธว่าเขาไม่ได้อยากให้ผมเป็นหมา แต่ท่าหมาน่ะโอเคเพราะเขาเองก็ชอบ
“เป็นคนไข้สิ” ภูตีมือผมเบาๆโทษฐานพูดเลอะเทอะ “ภูใช้เซ็กส์ทอยได้ไหม?”
“ได้”
“แส้?”
“ไม่ได้ เพราะมันเจ็บ”
“โอเค ถามไปงั้นแหละ ภูไม่ชอบตีใคร” เขายิ้มกว้าง “สองไม่รังเกียจภูใช่ไหม?”
“ถ้ารังเกียจ ผมจะนั่งแก้ผ้าต่อหน้าคุณแบบนี้เหรอ?”

ภูทำหน้าซาบซึ้งเหมือนจะร้องไห้ เขาดึงมือของสิปปกรไปกุมตรงหน้าอกพร้อมกับเขย่าเบาๆ ผมได้แต่มองอาการของเจ้าโกลเด้นด้วยความขำปนเอ็นดู ไม่รู้เขาต้องอยู่กับความคิดที่ว่าตัวเองเป็นโรคจิตมากี่ปีแล้ว คู่นอนก่อนหน้าเคยด่าทอเขาบ้างไหม ผมเองก็สงสัยแต่ไม่อยากถามให้เสียบรรยากาศ

“สองดีกับภูจังเลยอ่ะ”
“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย แค่พูดเฉยๆ” ผมบีบมือเขาตอบ “ทีนี้เลิกเงียบไม่คุยกับผมซักทีนะ เวลามีอะไรผมอยากให้คุณพูดตรงๆ อย่าเงียบ ถ้าเงียบเราจะไม่เข้าใจกัน”
“ก็ภูอาย กลัวโดนสองด่าว่าโรคจิต กลัวสองจะเลิกยุ่งกับภูเพราะไม่ชอบ”
“ไม่มีอะไรถูกใจตั้งแต่แรกหรอกภู เราก็เอากันครั้งแรก ค่อยๆเรียนรู้กันไป” ผมยิ้มและยีหัวเจ้าโกลเด้นที่นั่งจ๋อยอยู่ตรงข้าม เขาไม่ร้องไห้อีกแล้ว สีหน้าเริ่มดูดีขึ้นจนเกือบเหมือนเป็นปกติ “สรุปวันนี้จะต่อหรือพอแค่นี้?”
“ให้สองตัดสินใจ ภูยังไงก็ได้”

เรามองหน้ากันเพราะไม่รู้จะว่าควรตัดสินใจยังไง เมื่อครู่ก็หมดอารมณ์ด้วยกันทั้งคู่จนต้องจับเข่าคุยอยู่นานหลายนาที สุดท้ายผมก็ไม่ตอบนอกจากค่อยๆเลื่อนมือลงไปข้างล่าง กอบกุมเจ้าภูน้อยที่อ่อนตัวและค่อยๆขยับรูดเบาๆ ภูเริ่มเบ้หน้าเมื่อบางอย่างในตัวเราจุดติดอีกครั้ง ไม่ต้องพูดว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ เพราะทันทีที่ภูแข็งตัวเต็มที่ เขาก็จ้องหน้าผมและยิ้มมุมปาก จากนั้นเราก็มีเริ่มต้นมีเซ็กส์กันใหม่อีกครั้ง




ต่อพาร์ท 2 ข้างล่างเลยคับ  :mew1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-05-2020 20:50:33 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
11 [PART2/2]

โอกาสแก้ตัวของภูไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่เพอร์เฟ็คถึงขนาดต้องจดลงสมุดบันทึกว่าเขาเอาเก่งจนแทบลืมหายใจ ของแบบนี้มันสอนกันได้เรื่อยๆ วันนี้อาจจะยังไม่เก่ง แต่ครั้งที่สองหรือสาม หรือสี่ ผมว่าภูต้องทำได้ดีกว่าครั้งแรกแน่นอน

“สองน้ำเยอะ”
“พูดมาก”

ผมตีแขนเขาขณะหลับตา รู้สึกเหนื่อยใจแทบขาดกับเซ็กส์ที่เพิ่งจบลงได้ไม่นาน มันคงไม่เหนื่อยขนาดนี้ถ้านอนเฉยๆให้เขาทำ แต่เมื่อกี๊ผมขึ้นให้ภู ผมหมดแรงไปกับการย่อตัวขึ้นลงเพื่อให้ภูเสร็จสมใจ และคราวหน้าผมจะไม่ขึ้นให้เขาอีกแล้วเพราะมันเหนื่อย เหนื่อยจนขยับตัวแทบไม่ได้ ทำได้แค่นอนหอบอยู่อย่างนี้

“สองจะอาบน้ำกับภูไหม?”
“อาบได้ แต่ไม่ต่อรอบสองในห้องน้ำนะ”
“ทำไมอ่ะ?”
“คุณไม่เหนื่อย แต่ผมเหนื่อย!” ผมตวาดเขา เจ้าโกลเด้นที่กลับมาเป็นเด็กขี้เล่นได้แต่นอนหัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆ “จะอาบไม่อาบ? งั้นผมลุกก่อนนะ”

ผมตอบและลุกพรวด ไม่เล่นเนื้อเล่นตัวอะไรทั้งนั้นเพราะเพลียจะแย่ ตอนนี้ผมแค่อยากอาบน้ำล้างตัวให้สะอาด อยากเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมตัวเข้านอนเพราะเหนื่อยกับกิจกรรมที่เพิ่งจบลงเมื่อครู่ ภูรีบเดินตามเข้ามาในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว เรามีเวลาอีกครู่ใหญ่สำหรับการอาบน้ำด้วยกันใต้ฝักบัว ผมผมบอกเขาว่าเราควรล้างเหงื่อบนหัวเสียหน่อย ภูก็บีบยาสระผมใส่มือและช่วยสระผมให้

มันไม่มีกิจกรรมทะลึ่งลามกอื่นๆเลย นอกจากผลัดกันสระผมเราก็ไม่ได้ทำอะไรอีก อย่างที่บอกว่าเซ็กส์เป็นกิจกรรมใช้แรงมากกว่าที่คิดไว้ มันเหนื่อยและเพลียถึงขนาดไม่สามารถต่อก๊อกสองภายในสิบนาทีได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงจบกันที่เสร็จคนละหนึ่งรอบ ผลัดกันสระผมและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ภูก็เรียกมานั่งใกล้ๆและเป่าผมให้

ไม่เคยมีใครไดร์ผมให้นายสิปปกรมาก่อน ภูคือคนแรกที่เป็นห่วงว่าการนอนทั้งๆที่หัวเปียกจะทำให้เป็นหวัด เราใช้เวลาสิบนาทีไปกับการไดร์ผม และเมื่อทุกอย่างสะอาดเรียบร้อยพร้อมเข้านอน ภูก็เปิดเครื่องทำความชื้นกลิ่นยูคาลิปตัส ไฟในห้องค่อยๆหรี่ลงก่อนจะดับสนิท เรานอนห่างกันบนเตียง ไม่มีการโอบกอดหรือดึงอีกฝ่ายเข้าไปนอนแอบอกและพูดถ้อยคำหวานซึ้ง ภูแค่ถามว่าเจ็บมากไหม และเมื่อผมตอบว่าเจ็บ เขาก็เปิดไฟและเปิดตู้ยาเพื่อหาพาราเซตามอนให้สิปปกรกิน

“ผมทนได้”
“อย่าทนเลย” ภูตอบด้วยเสียงงุ้งงิ้ง เขาดูขี้อ้อนมากกว่าเดิมเสียอีก “พรุ่งนี้สองจะกินอะไร เดี๋ยวภูฝากพี่ส้มให้ซื้อเข้ามา”
“อะไรก็ได้” ผมตอบก่อนจะทานยา “นอนเถอะ พรุ่งนี้คุณต้องตื่นเช้า”

ภูยิ้มและพยักหน้ารับ เราเห็นพ้องต้องกันว่าควรนอน ควรพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้มีเรื่องต้องสะสางอีกเพียบ หลังปิดไฟไปได้ซักพัก ภูก็ผล็อยหลับอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงผมที่ยังคงนอนลืมตาท่ามกลางความมืดเพราะความคิดสับสนในหัว ไม่รู้จะเอายังไงกับตัวเองต่อไป

เซ็กส์ของเราเหมือนเดจาวู

เหมือนตอนที่ผมมีอะไรกับชวินทร์ครั้งแรก เหมือนจุดเริ่มต้นของความเสียใจเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นไอ้เหี้ยนั่นก็แสนดีเหมือนภู มันถนอม มันเอาใจ มันพูดดีด้วยเพราะยังเห่ออยู่ แต่สุดท้ายความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกก็จบลง พอคิดถึงเรื่องนี้มันก็อดกังวลไม่ได้เพราะผมตกบ่วงของความรักอีกแล้ว ทั้งๆที่สาบานกับตัวเองว่าจะไม่รักใครแท้ๆ ทำไมภูต้องเข้ามาทำให้วกวนอยู่กับเหตุการณ์เดิมๆด้วย

ผมคิดต่างๆนานาว่าจะทำยังไงกับเรื่องของเราต่อไป จะปล่อยให้เป็น Friend with Benefits แบบไม่ผูกมัดดีไหมก็ไม่มีคำตอบ ผมไม่สามารถจัดการความกังวลเหล่านั้นได้จนกระทั่งนึกถึงบุหรี่

วันนี้ – ผมเพิ่งจะสูบบุหรี่แค่มวนเดียว ตอนนี้ผมอยากสูบอีกซักสองมวนเพราะหวังว่าความว้าวุ่นในใจจะหายไป ดังนั้นผมจึงค่อยๆลุกจากเตียงอย่างระมัดระวัง คว้าเอาบุหรี่กับไฟแช็คติดตัวลงไปข้างล่าง ผู้ช่วยกะกลางคืนกำลังจัดเรียงอาหารสัตว์บนชั้นขายของ พอเห็นเพื่อนของหมอภูเดินลงมากลางดึกจึงถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม

“พอดีว่าผมอยากสูบบุหรี่” ผมบอกเขาพลางชี้ไปที่ลานจอดรถเป็นเชิงขออนุญาต เขากลับบอกว่าจริงๆแล้วหมอภูไม่ให้สูบบุหรี่ในคลินิก “แม้กระทั่งลานจอดรถเหรอ?”
“ครับ” คำตอบของเขาทำเอาผมเซ็งไปพักหนึ่ง “แต่ถ้าจะแอบสูบก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าได้นะ ที่นั่นหมอโต้งก็ขึ้นไปบ่อยๆเหมือนกัน”
“ผมจะขึ้นไปบนดาดฟ้าได้ยังไงครับ?”
“ใช้กุญแจดอกนี้” ผู้ช่วยตอบพลางหยิบกุญแจหนึ่งดอกออกมาจากลิ้นชัก “สูบเสร็จแล้วอย่าทิ้งก้นบุหรี่ไว้ข้างบนและช่วยล็อคประตูด้วยให้เหมือนเดิมด้วยนะครับ”

ผมขอบคุณผู้ช่วยตามมารยาท ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปชั้นดาดฟ้าก็หยิบทิชชู่ติดมือไปด้วยสองแผ่นเพื่อห่อก้นบุหรี่ กว่าจะเดินถึงดาดฟ้าก็เล่นเอาหอบ ผมแทบหมดอารมณ์ถึงขนาดต้องนั่งพักบนเก้าอี้พลาสติกเสียหน่อย โชคดีที่อากาศข้างบนเย็นและลมพัดแรง อย่างน้อยคืนนี้สถานที่สูบบุหรี่ก่อนนอนก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด

บุหรี่หนึ่งมวนถูกจุดในความมืด บนดาดฟ้าชั้นห้าไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเลยนอกจากราวตากผ้าขนาดใหญ่หลายราว มีผ้าขนหนูและเสื้อยูนิฟอร์มคลินิกตากแน่นจนเต็ม พอเห็นว่าเสื้อผ้าพวกนั้นเป็นชุดที่ภูต้องสวมทุกวัน ผมก็ค่อยๆขยับตัวไปสูบบุหรี่อีกด้านเพราะกลัวกลิ่นจะติดเสื้อผ้าของเขา เมื่อได้ทำเลเหมาะๆสำหรับครุ่นคิดเพียงลำพัง ผมก็ยกบุหรี่จรดริมฝีปาก สูดเอานิโคตินที่ชื่นชอบเข้าปอดเต็มที่ และเริ่มคิดถึงความสัมพันธ์ของเรา

ติณณภพเคยถามว่าทำไมต้องทำให้มันยาก ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เชื่อว่าใครหลายๆคนน่าจะเคยเป็น เราน่าจะเคยมีความคิดคล้ายๆกัน ความคิดที่ว่าคนที่ดีพร้อมขนาดนั้นจะลดตัวมาชอบเราได้ยังไง

เพราะผมไม่มีอะไรดีเลย

หน้าตา การศึกษา ชาติตระกูล ครอบครัว ฐานะทางสังคม ไม่มีอะไรดีซักอย่าง ผมไม่เหมือนติณณภพที่เก่งกาจถึงขนาดบริหารกิจการได้ ผมไม่เหมือนหมูพีที่มีเสน่ห์เหลือล้นและเป็นที่รักใคร่ของใครๆ ดังนั้นตอนที่ภูเข้ามาก็อดระแวงไม่ได้ว่านี่คือกับดักหรือเปล่า มันคือเกมโชว์ในโทรทัศน์ที่หลอกหลวงผู้ร่วมรายการหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าหลังจากนี้อีกเดือนสองเดือน เมื่อผมรักภูหัวปักหัวปำจนทำใจห่างเขาไม่ได้ ใครบางก็โผล่เข้ามาและบอกว่า จ๊ะเอ๋! โดนหลอกแล้ว ใครจะมาชอบคนอย่างมึง! หรืออะไรทำนองนั้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์จะไม่เกิดขึ้นจริง เพราะผมคงไม่สามารถรับมือกับภาวะอกหักในวัยขึ้นเลขสามได้อีกแล้ว

บุหรี่มวนแรกมอดไปครึ่งมวน ควันสีเทาลอยฟุ้งไปพร้อมลมที่พัดผ่านใบหน้า ขณะที่กำลังอยู่ในโลกของความกังวล ภูก็เปิดประตูดาดฟ้าออกมา เขาดูโล่งใจเมื่อเห็นว่าสิปปกรกำลังสูบบุหรี่แทนที่จะหนีกลับบ้านอย่างที่ชอบทำ เจ้าโกลเด้นตัวยักษ์แสนน่ารักเดินยิ้มร่ามาทางนี้ แต่ผมก็เบรคเขาไว้ด้วยการบอกว่าไม่ต้องเข้ามา

“ทำไม?”
“สูบบุหรี่อยู่” ผมตอบก่อนจะพ่นลมหายใจออกที่มีแต่ควันพิษออกมา “ไปนอนเถอะ เดี๋ยวผมก็กลับไปนอน”

ผมเคยเล่าให้ใครฟังไหมว่าภูดื้อ ดังนั้นประโยคไล่ให้ไปนอนจึงใช้ไม่ได้ผล ภูเดินสาวเท้าเข้ามาใกล้และสวมกอดจากด้านหลัง เขาซุกหน้าลงบนไหล่อย่างออดอ้อนก่อนจะบอกให้ลงไปนอนได้แล้ว ภูง่วง

“อย่าเข้ามาใกล้ เหม็นบุหรี่”
“ไม่เป็นไร” ภูตอบพร้อมกับเอนซบเหมือนลิง “สองขึ้นมาทำอะไรบนนี้?”
“สูบบุหรี่ไง?”
“มีเรื่องเครียดเหรอ?”
“เปล่า” ผมโกหกก่อนจะดับบุหรี่ทั้งๆที่ยังสูบไม่หมดมวนเพราะกลัวว่าควันพวกนี้จะทำให้ภูป่วย
“สูบเสร็จแล้วเหรอ?”
“ยัง แต่ต้องเลิกเพราะคุณเข้ามาป้วนเปี้ยนแบบนี้ไง”
“ทำไมไม่สูบให้หมด?”
“บุหรี่มันไม่ดี ไม่อยากให้คุณสูดหายใจเอาควันเข้าไป”
“ถ้าไม่ดีจะสูบทำไม?” ภูถามพลางหยิบบุหรี่ของผมออกมาจากซอง “ภูอยากลองสูบบ้าง”
“ไม่สูบน่ะดีแล้ว ไม่เปลืองเงิน” ผมหยิบเอาบุหรี่กลับมาเก็บ ไม่ยอมให้เจ้าโกลเด้นได้แตะต้องของพวกนี้อีก “ทำไมยังไม่นอน?”
“ภูหลับแล้ว แต่พอจะกอดสองก็หายสองไม่เจอ”
“ไม่ใช่ว่ากลัวผมหนีกลับบ้านเหรอ?”
“ใช่” ภูหัวเราะคิกคัก “กลัวสองไม่ชอบ”
“ไม่ชอบอะไร?”
“ที่เราทำกันเมื่อกี๊” เรานิ่งเงียบด้วยกันทั้งคู่ ไม่รู้จริงๆว่าควรพูดอะไร “สองชอบไหม?”
“ชอบ”
“ภูแก้ตัวได้ดีเลยใช่ไหม??”
“อืม” ผมตอบพลางนึกถึงเซ็กส์ที่เพิ่งจบลงเมื่อครู่
“เราจะทำกันอีกเมื่อไหร่ดี?”
“หมกมุ่นอะไรขนาดนั้น”

ผมหัวเราะขำพลางหยิบบุหรี่มวนใหม่ออกมา ไม่ได้จุดสูบในทันทีเพราะตั้งใจรอให้ภูลงไปก่อนถึงจะเริ่มสูบอีกครั้ง แต่ผ่านไปเกือบนาทีเขาก็ยังไม่ลงไปนอน ยืนอยู่ข้างสิปปกรอย่างนั้นเหมือนชานมเฝ้าเจ้าของไม่มีผิด

“สอง”
“ว่า?” ผมขานตอบแบบไม่ใส่ใจ
“เป็นแฟนกันไหม?”

ภูพูดประโยคที่ผมไม่อยากได้ยินที่สุดในตอนนี้ออกมาแล้ว พูดโดยไม่มีอาการเคอะเขินหรือหวั่นใจอะไรทั้งนั้น ราวกับประโยคเมื่อครู่เป็นเพียงประโยคคำถามธรรมดาที่ไม่ต้องกังวลว่าคู่สนทนาจะตอบอะไร ผมจ้องหน้าภู นึกอยากรู้จริงๆว่าเขาเขินอายหรือกดดันบ้างไหม แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงเหมือนเดิม เป็นสีหน้าของชายหนุ่มที่กำลังมีความสุขเล็กๆ ภูอมยิ้มบาง ดวงตามองมาที่ผมโดยไม่กดดันหรือคาดหวัง ราวกับเขาได้เผื่อใจเอาไว้แล้วว่าคำตอบอาจจะไม่ใช่อย่างที่เขาอยากให้เป็น

“คุณว่าเป็นแฟนหรือไม่เป็นแฟนมันต่างกันตรงไหน?”
“ต่างสิ” ภูตอบและเปลี่ยนมายืนพิงกำแพงด้วยกัน เขาเอามือไพล่หลังและโยกตัวเล็กน้อยแก้เก้อ “สองไม่อยากให้มันชัดเจนเหรอ?”

ผมไม่ตอบ และไม่คิดจะตอบด้วยเพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆแล้วตัวเองรู้สึกยังไง ไม่ใช่ว่าไม่ชอบภูหรือหวงความโสด ผมแค่รู้สึกว่าระหว่างเรามันเปราะบางมากจนอาจพังได้ทุกเมื่อ เราสองคนมีเรื่องที่ต้องกังวลมากเกินไป และอย่างที่ใครๆก็รู้ว่าความสัมพันธ์ตอนอายุขึ้นเลขสามไม่ใช่เรื่องง่าย เราไม่สามารถพูดได้ว่าแค่รักกันมันก็พอเหมือนสมัยเรียน เรามีครอบครัว มีคนรอบข้างที่ต้องดูแล มีหลายอย่างที่ต้องโฟกัสมากกว่าความรัก ดังนั้นผมจึงอยากให้ตัวเองเจ็บน้อยที่สุดด้วยการไม่รู้สึกดีกับใคร และบางทีการไม่มีสถานะอาจจะทำให้รู้สึกผูกพันน้อยก็ได้

“ที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ดีเหรอ?”
“ดี แต่ภูอยากให้มันชัดเจนกว่านี้”
“ผมว่าก็ชัดเจนแล้วนะ”
“เหรอ? ถ้าภีมกับแม่ถามว่าเราเป็นอะไรกัน สองจะตอบว่ายังไง?”
“เป็นเพื่อนไง”
“เพื่อนเขาเอากันเหรอสอง? ถ้าเพื่อนเอากันได้ สองเอากับพี่ติณด้วยไหม?”

ภูตอบด้วยสีหน้ายิ้มๆ แต่เป็นรอยยิ้มประชดประชันเหมือนคนกำลังเก็บซ่อนความผิดหวังสุดชีวิต ต่างจากรอยยิ้มในตอนแรกที่ดูพร้อมรับฟังเหตุผลทุกอย่าง ทว่าเมื่อผลลัพธ์ออกมาไม่ได้ดั่งใจ ภูก็เก็บอาการเอาไว้ไม่มิด

“อย่ากดดันได้ไหม?” ผมขอร้องเขาตามตรง “ผมขอเวลาอีกหน่อย”
“อีกนานแค่ไหน?”
“อาจจะเดือนหรือปี --”
“สองไม่ได้ชอบภูเหมือนกันหรอกเหรอ?” ภูมองมาด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่เหลือเค้าของเจ้าโกลเด้นแสนร่าเริงอีกแล้ว “ภูคิดว่าเรารู้สึกเหมือนกัน”
“ถ้าไม่ชอบผมจะเอากับคุณเหรอ?”
“งั้นทำไมเราไม่เป็นแฟนกัน?”
“เพราะผมไม่รู้ว่าเราจะคบกันทำไม คุณลองตอบหน่อยสิว่าเราจะคบกันแล้วทำยังไงต่อ เราแต่งงานกันได้เหรอ? เราจดทะเบียนสมรสได้เหรอ? มันไม่มีปลายทางให้เราเลยภู ยังไงเราก็ไม่มีวันได้ทำอะไรอย่างนั้นอยู่แล้ว อีกอย่าง – คำพูดของภีมทำให้ผมคิด”
“คิดอะไร?”
“ใครจะไปรู้ อนาคตคุณอาจจะเปลี่ยนใจอยากมีลูกแล้วทิ้งผมไปคบผู้หญิงก็ได้ คุณเคยคบผู้หญิงมากกว่าคบผู้ชายอีก”
“สอง ภูรู้ตัวเองแล้วว่าชอบอะไร ภูจะเปลี่ยนใจไปเอาผู้หญิงได้ยังไง”
“ใครจะไปรู้ วินยังทำได้เลย”
“แต่ภูไม่ใช่พี่วิน!” ภูตะโกนใส่หน้าผมเหมือนเก็บกด เขามองมาด้วยแววตาผิดหวังสุดขีดเมื่อเราพูดถึงเรื่องนี้ “ทำไมถึงเอาผู้ชายเหี้ยๆคนเดียวมาตัดโอกาสของคนที่รักสองล่ะ?”
“เพราะผมไม่อยากเสียใจอีกแล้วไง!” 

ผมเริ่มขึ้นเสียงใส่ภูบ้าง เขาดูตกใจเพราะเราไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน เราไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ลงรอยกันและนี่คือครั้งแรกที่ผมแสดงให้ภูเห็นว่าเวลาสิปปกรไม่พอใจนั้นเป็นยังไง ซึ่งดูเหมือนมันจะออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะภูเริ่มทำหน้าอยากร้องไห้อีกแล้ว

“อย่าร้องได้ไหม?”
“รำคาญเหรอ?”
“ไม่ใช่ ผมไม่ชอบเห็นคุณร้องไห้”

ผมตอบและเดินเข้าไปหาภู เราต้องหยุดเรื่องที่โต้เถียงกันเอาไว้ก่อนเพราะวันนี้ภูเจ็บมามากพอแล้ว ผมไม่อยากทำร้ายจิตใจเขาอีกไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

“ภู – ไม่เอาแบบนี้สิ”
“ที่ไม่คบกับภูเพราะสองไม่ชอบภูใช่ไหม?”
“ไม่ใช่” ผมดึงภูเข้ามากอด “ผมแค่ยังไม่พร้อม”
“ทั้งๆที่ภูอยากชัดเจนกับสอง แต่สองก็ปฏิเสธตลอด”
“ภู มันไม่ใช่ความผิดคุณเลย ผมแค่ไม่อยากเสียใจอีก” ผมผละตัวออก ยอมรับว่าหนักใจมากเมื่อเห็นเขาร้องไห้แค่เพราะผมไม่ตอบรับคำขอ “พูดไปคุณคงไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้ตอนไม่มีคุณ ชีวิตผมมันก็ดีอยู่แล้ว”
“ดีกว่าตอนที่มีภูอีกเหรอ?”
 “มันดีคนละแบบ” ผมเงียบเพื่อครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง “ผมมีเรื่องให้โฟกัสเยอะมากจนกลัวว่าผมอาจจะละเลยคุณไป --”
“หมายความว่าไง?”
“คุณก็รู้ว่าครอบครัวผมมีปัญหา”
“ครอบครัวภูก็มีปัญหาเหมือนกัน”
“ไม่ แต่ของผมเป็นเรื่องเงินๆทองๆ มันลำบากกว่าที่คิดเยอะ” ผมพยายามอธิบายให้ภูเข้าใจ “บางทีผมก็รู้สึกว่ามันยาก ผมมีเรื่องให้ปวดหัวมากพอแล้ว ถ้ามีเรื่องของคุณเพิ่มเข้ามาอีก ผมกลัวว่ามันจะหนักเกินไป”
“ภูไม่ได้จะเข้ามาเป็นภาระ ภูเข้ามาเพื่อเป็นกำลังใจให้สอง”
“ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมแค่กลัวว่าผมจะรักคุณ และถ้าผมรักคุณจริงๆ ผมต้องเสียใจมากแน่ๆถ้าเราเลิกกัน”
“เราก็อย่าเลิกกันสิ”

ผมมองหน้าภู รู้สึกว่าความคิดหลายๆอย่างของเขายังไร้เดียงสาอยู่มาก เขาเป็นประเภทไม่เคยเผื่อใจไว้ให้ความผิดหวังเลย ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ หรือแม้กระทั่งเรื่องความรัก ภูยังคงมองโลกในแง่บวกซึ่งสวนทางกับผมอย่างสิ้นเชิง

“ให้โอกาสภูนะสอง” เขาพูดอย่างจริงจังและบีบมือผมแน่น “ภูจะไม่ทำให้สองเสียใจ ภูจะรักสองและชัดเจนกับสองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

อึดอัด

ผมมองหน้าภูด้วยความรู้สึกอึดอัด เขากำลังกดดันให้ตอบตกลงโดยไม่เต็มใจ เขากำลังบีบให้ผมตกอยู่ในสถานะผูกมัดที่อาจนำพาความทุกข์ใจมาให้ ในขณะที่ภูกระตือรือร้นขอโอกาสอย่างมีความหวัง ผมกลับยืนเฉย ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี

“รอก่อนนะ” ผมตัดสินใจบอกภูตามตรง “ผมขอให้คำตอบคุณสิ้นเดือนนี้”
“จริงเหรอ?”
“อืม” ผมยิ้มและบีบมือของภู “ทีนี้เลิกร้องไห้ได้หรือยัง?”
“หยุดร้องแล้ว”
“ดีมาก รู้เอาไว้นะว่าผมไม่ชอบน้ำตาของคุณเลยซักนิด”

ผมยกนิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้ภูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะไล่ให้ไปนอน แต่เจ้าโกลเด้นยังคงดึงดันที่จะอยู่เป็นเพื่อนตอนสูบบุหรี่ ดังนั้นผมจึงไม่เกรงใจเขา หยิบเอาบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมาสูบเงียบๆ ส่วนภูเอนหลังพิงกำแพงอยู่ข้างๆ อมยิ้มมองสิปปกรสูบบุหรี่ด้วยสีหน้ามีความสุขเต็มเปี่ยม เราส่งยิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนที่ภูจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เราจูบกันโดยมีกลิ่นบุหรี่เคล้าอยู่ในปาก






 เมื่อคืนหลังสูบบุหรี่เสร็จเราก็เข้านอนพร้อมกัน ภูถอดเสื้อนอนเหมือนเดิม ส่วนผมหลับสนิทข้างๆเขาจนถึงเช้า ประมาณหกโมงผมได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก ทีแรกคิดว่าเป็นของภูก็เลยไม่สนใจ แต่พอฟังดูดีๆกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เสียงนาฬิกา มันคือเสียงโทรศัพท์ของผมเอง

Tinn is calling

เป็นติณณภพที่โทรมาตั้งแต่เช้า ผมงัวเงียกดรับสายโดยไม่คิดอะไร คิดว่าติณน่าจะโทรมาฝากร้านหรือไม่ก็กำชับให้ดูอันดับ Best Seller ใหม่ ทว่าเมื่อได้ยินเสียงแข็งๆของติณ ผมจึงเอะใจว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดี

[มึงอยู่ไหน?]
“บ้านภู”

ผมตอบก่อนจะลุกขึ้นนั่งทั้งๆที่ยังงัวเงีย เอี้ยวตัวดูว่าภูตื่นหรือยัง แต่เห็นเขายังนอนกอดหมอนข้างอยู่ก็เลยพยายามพูดเสียงเบาๆ

[รีบมา]
“ทำไมวะ?”
[ร้านโดนงัด]

คำตอบของติณทำเอาผมตาสว่าง

[กลับมาดูร้านเดี๋ยวนี้เลย]

TBC

____________________________

#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก

สวัสดีค่ะ วันจันทร์หรรษาสัปดาห์นี้ไม่เบี้ยวแล้วนะคะ กลับมาพบกับคุณสองน้องภูอีกเช่นเคยในคืนวันจันทร์ค่ะ <3

ขอบคุณสำหรับกำลังใจน่ารักๆเช่นเคยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นคอมเม้นท์ แฮชแท็ก หรือยอดโดเนท เราได้รับความรักจากทุกคนจนอิ่มแปล้เลย ขอให้ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพ อย่าเจ็บอย่าป่วย และมีความสุขทุกวันเลยน้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-05-2020 21:08:10 โดย ambiguous95 »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ OoniceoO

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1018
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-2
ร้านโดนงัดต่อไปคงไม่ได้คบกันแน่ๆ

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2874
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
มันเรียลมากกกกกก

อย่างน้อยก็สบายใจไปเปราะหนึ่งว่า ภูไม่ได้เป็นพวกใช้ความรุนแรง แบบทุบตีเมื่ออารมณ์เสีย

แต่เราโคตรเข้าใจสองเลย ชีวิตมันไม่ง่ายขนาดนั้นอ้ะ  สารพัดสิ่งมาก

ดีมากที่สองไม่อยู่ที่ร้านตอนโดนงัด สองอยู่คนเดียวอันตราย

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
12[PART 1/2]


ผมเคยเล่าให้ฟังไหมว่ากู้ด รี้ดดิ้งคือความภาคภูมิใจของผม

ผมเคยบอกไหมว่าในบรรดาสิ่งที่ทำมาทั้งหมด การได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดูแลกู้ด รี้ดดิ้งคือสิ่งที่สิปปกรภาคภูมิใจมากที่สุด แม้ว่าทุกครั้งที่ร้านได้ตีพิมพ์ลงนิตยสาร ได้ลงบทความบนอินเทอร์เน็ต หรือมีนักข่าวมาขอสัมภาษณ์ติณณภพโดยไม่เคยมีใบหน้าหรือชื่อของสิปปกรปรากฎอยู่บนสื่อเหล่านั้น ผมก็ยังคงภาคภูมิใจและรักกู้ด รี้ดดิ้ง มากพอๆกับติณ

ดังนั้นตอนที่ได้ยินว่ากู้ด รี้ดดิ้งโดนงัด ผมจึงรู้สึกผิดและหัวใจสลาย ผมไม่ได้กังวลว่าตัวเองจะถูกตำหนิหรือต่อว่า มีแค่ความรู้สึกเป็นห่วงร้านเท่านั้น ระหว่างทางที่นั่งแท็กซี่กลับร้าน ในหัวครุ่นคิดต่างๆนานาว่าร้านจะอยู่ในสภาพไหน กระจกแตกไหม ประตูโดนงัดจนหลุดทั้งบานเลยไหม แล้วหนังสือในร้านเป็นยังไงบ้าง โดนรื้อ โดนทำลาย โดนเหยียบย่ำโดยคนที่ไม่เห็นคุณค่าของมันหรือไม่ เมื่อแท็กซี่จอดลงหน้าร้านซึ่งเปิดไฟว่างไสวยิ่งกว่าครั้งไหน ผมก็ได้พบกับติณณภพที่กำลังยืนหน้าเครียด ทอดสายตามองร้านด้วยสายตาไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งนั้น

“เป็นไงบ้างวะ?”

คำถามของผมเรียกให้ทุกคนหันมอง ติณยืนไหล่ตกพิงเคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่มซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยมีเครื่องชงกาแฟสองหัววางอยู่ แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว เครื่องชงกาแฟนราคาหลักแสนที่ติณยอมจ่ายเพื่อช่วยพยุงยอดขายของร้านถูกขโมยไปแล้ว

ผมอยากถามรายละเอียดมากกว่านี้ อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่กลับนึกคำพูดไม่ออก ไม่กล้าแม้แต่จะถามติณว่าโจรเข้ามาทางไหน มันงัดประตูหน้าร้าน ประตูหลัง หรือแอบปีนจากฝ้าเพดานของชั้นสามที่เรายังไม่ได้ซ่อม ทุกคนในร้านช่วยกันตรวจสอบว่ามีอะไรหายไปบ้าง พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพงอย่างเครื่องฟอกอากาศก็หายไป เครื่องคิดเงินก็หายไป พัดลม ไมโครเวฟที่อยู่ในครัว ทุกอย่างที่มันพอจะขนได้มันเอาไปหมด ส่วนบรรดาหนังสือที่เรารักยังปลอดภัยดี หนังสือที่วางเรียงบนชั้นอย่างเป็นระเบียบบ่งบอกไอ้โจรโง่นั่นมันคงไม่สนใจการอ่าน แต่เพื่อความแน่ใจ ผมจะลองนับสต็อกดูอีกที 

“มึงไปเช็กห้องตัวเองเถอะว่ามีอะไรหายบ้าง”

ติณณภพพูดเรียบๆ ไม่แสดงอาการโกรธที่ร้านโดนงัดในคืนที่สิปปกรไม่อยู่ แน่นอนว่าเราเดินขึ้นบันไดพร้อมกันด้วยบรรยากาศอึมครึม ผมเดินตามหลังติณที่ปลีกตัวไปเช็กห้องตัวเองบนชั้นสอง ส่วนสิปปกรเดินขึ้นไปชั้นสามเพื่อดูว่าห้องรกๆเน่าๆที่ไม่มีสมบัติสำคัญยังอยู่ดีหรือไม่ ซากบานประตูที่โดนงัดจนล็อคหลุดฟ้องว่าห้องนี้คงไม่พ้นถูกรื้อ ทันทีที่เปิดไฟ ผมก็แทบลมจับเพราะโดนค้นจริงๆอย่างที่คิดไว้ ข้าวของกระจุยกระจาย จากที่เคยรกก็รกยิ่งกว่าเดิมเพราะทุกอย่างถูกรื้อออกไปหมด ผมพยายามนึกว่าสมบัติสำคัญของตัวเองมีอะไรบ้างแต่ก็นึกออกแค่แล็ปท็อปกับไอแพดซึ่งนำติดตัวไปบ้านภูด้วยเมื่อคืน ดังนั้นเครื่องมือสำคัญที่ใช้หาเงินของสิปปกรยังคงปลอดภัย

ผมเดินลงบันไดไปหาติณที่ชั้น ไม่อาจพูดได้ว่าโชคดีที่อาทิตย์ก่อนติณเปลี่ยนกลอนเป็นดิจิตอลล็อค พวกโจรก็เลยเข้าห้องของติณไม่ได้นอกจากทิ้งร่องรอยไว้ตรงขอบประตู เมื่อเปิดเข้าไปเห็นเพื่อนสนิทยืนมองเตียงด้วยสีหน้าว่างเปล่า ผมจึงถือโอกาสนี้ถามติณณภพว่าเกิดอะไรขึ้น

“มีคนงัดร้าน ก็อย่างที่มึงเห็น”

ติณตอบแบบขอไปที ไม่ได้หงุดหงิดโมโหหรือพาลใส่ผม มันดูอึนๆเหมือนยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เหมือนคนโดนต่อยเต็มแรงจนมึนและไม่รู้จะทำยังไงต่อไป

“กล้องหน้าร้านจับภาพได้ไหม?”
“ยังไม่ได้ดู”
“แจ้งตำรวจหรือยัง?”
“แจ้งแล้ว แต่ยังไม่มา”

เราเงียบใส่กันเมื่อติณณภพพูดจบ เวลานี้สิปปกรไม่สมควรปริปากพูดอะไรออกไปทั้งนั้น เราต่างรู้กันว่าเรื่องพวกนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นหากผมนอนที่ร้านเมื่อคืน อย่างน้อยถ้าเปิดไฟทิ้งไว้บนชั้นสาม โจรมันจะได้รู้ว่ามีคนเฝ้าร้านตลอดและไม่กล้างัดเข้ามา หรือไม่ถ้ามันงัดเข้ามาแล้วเจอผม ของในร้านอาจจะไม่หายเยอะขนาดนี้ก็ได้

“กูขอโทษ”

ผมเสียใจจริงๆจึงพูดประโยคนั้นออกไป ไม่ได้คาดหวังว่าติณจะตอบกลับว่าไม่เป็นไร หรือบอกว่าอย่าโทษตัวเอง แต่ความเงียบและบรรยากาศแบบนี้ทำให้เจ็บปวดยังไงไม่รู้

“กูไม่น่าทิ้งร้านไปเลย”
“อืม”

ติณณภพเดินออกจากห้องเมื่อพนักงานคนหนึ่งตะโกนเรียก เราไม่พูดเรื่องนี้กันอีก ติณไม่เคยบอกว่าคิดยังไงนอกจากปล่อยให้สิปปกรโทษตัวเอง ผมยังคงโทษตัวเองเสมอเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น หากย้อนเวลาได้ ผมจะไม่ทิ้งร้านไปค้างกับภู ผมจะไม่ทิ้งกู้ด รี้ดดิ้งที่ผมรัก จะไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้กระทบความสัมพันธ์ของผมกับติณณภพเด็ดขาด




ช่วงสายตำรวจมาที่ร้านเพื่อเก็บหลักฐาน ติณณภพถึงกับนั่งใบ้เมื่อเราทุกคนช่วยกันลิสต์ว่ามีอะไรหายไปบ้าง หลักๆที่ทำให้ติณลมจับน่าจะเป็นเครื่องชงกาแฟที่เพิ่งซื้อมาได้ไม่กี่เดือน ยังไม่ทันจะถอนทุนคืนก็โดนขโมยเสียแล้ว พนักงานในร้านต่างอยู่ในภาวะเครียดจนไม่มีใครอยากพูดอะไร และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่พวกเราต้องหารือกัน ติณณภพก็ถามว่าใครออกจากร้านเป็นคนสุดท้าย

ซึ่งสิปปกรไม่มีเอี่ยวใดๆกับหัวข้อสนทนานี้

ผมออกจากกู้ด รี้ดดิ้งเป็นคนแรกในบรรดาพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจที่ไม่ใช่สาเหตุหรือตัวการที่ทำให้ร้านโดนยกเค้า พนักงานต่างเรียงลำดับไทม์ไลน์ตัวเองอย่างเคร่งเครียด พวกเขาพยายามยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่คนที่ออกจากร้านคนสุดท้าย พวกเขาไม่รู้ว่าโดยเนื้อแท้ติณณภพเป็นคนยังไง หลังจากสูญเสียทรัพย์สินหลายแสนบาท เขาจะยังคงเป็นเจ้านายที่ใจดีและเมตตาลูกน้องทุกคนหรือไม่ ทว่าเมื่อการถกเถียงดำเนินไปโดยชักจะเริ่มมีอารมณ์เข้ามาปะปน ติณจึงพูดว่าใครกลับคนสุดท้ายก็ไม่สำคัญหรอก ร้านโดนงัดไปแล้ว เลิกเถียงกันแล้วช่วยกันเคลียร์พื้นที่รับลูกค้าดีกว่า

“ยังจะเปิดร้านต่ออีกเหรอ ไม่มีอารมณ์อยากทำอะไรแล้ว”

คิมที่ดูหงุดหงิดอารมณ์เสียกว่าใครพูดขึ้น เราทุกคนต่างหยุดมองพนักงานประจำเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวหมายความว่ายังไง คิมดูอึกอักไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งรู้ว่าตัวเองเพิ่งพูดสิ่งที่ไม่สมควรออกมา

“ขอโทษครับ ผมแค่หงุดหงิด”
“หงุดหงิดอะไร?” ติณถามเสียงเรียบ
“หงุดหงิดที่ร้านโดนงัด” คิมตอบเซ็งๆแล้วตวัดสายตามองมาที่นายสิปปกร “ถ้าเมื่อคืนพี่สองค้างที่นี่ ร้านเราก็คงไม่โดนงัด”

ผมฟังประโยคนั้นแล้วไม่รู้จะพูดอะไร มันจุกและตื้อตันจนไม่สามารถคิดหาคำแก้ตัวได้ ผมหวังว่าใครซักคนในหมู่พวกเราจะพูดขึ้นมาว่าอย่าโทษพี่สอง อย่าพูดอย่างนั้น อย่าบอกว่าเป็นความผิดของใคร ทว่ากลับไม่มีใครปกป้องผมแม้กระทั่งเพื่อนสนิทอย่างติณณภพ ติณแค่มองหน้าผมครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไป เราแยกย้ายกันไปให้ข้อมูลกับตำรวจโดยไม่มีใครแก้ต่างให้ผมเลย




สามวันผ่านไป เพื่อนๆและลูกค้าเริ่มรู้แล้วว่ากู้ด รี้ดดิ้งโดนงัด สิ่งแรกที่พวกเขาถามคือ

สองไปไหน?

ไอ้สองไปไหน ไอ้สองอยู่ไหน สองไม่อยู่ร้านเหรอ สองไม่ได้เฝ้าร้านเหรอ สองไม่ได้เป็นคนปิดร้านเหรอ สองไปไหน สองไปไหน สองไปอยู่กับใคร ทำไมไม่เฝ้าร้าน สองไปหาใคร สองทิ้งร้านทำไม สองไปไหน สองทำไมไม่เฝ้าร้าน สอง – สอง –

“สอง”

เสียงของติณณภพเรียกให้ผมต้องเลิกเล่นเฟสบุ๊กชั่วคราว บนไทม์ไลน์ของเพื่อนๆมีแต่คำถามตามหาตัวนายสิปปกรกันให้วุ่น สวนทางกับโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่มีใครเรียกชื่อผมเลยนอกจากติณ

“ว่า?”
“มาคุยกันหน่อยสิ”

ผมพยักหน้าแล้วเดินเพื่อนขึ้นไปบนชั้นสอง ในห้องนอนของเพื่อนสนิทคือห้องประชุมส่วนตัวของเราที่ไม่มีพนักงานคนอื่นเข้ามาข้องเกี่ยว ติณปิดประตูเมื่อผมเดินเข้าไปด้านใน เรานั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ติดกันด้วยท่าทางเคร่งเครียดไม่สบายใจทั้งคู่ก่อนที่ติณจะเริ่มคุยกับผมตามตรง

“ไม่ต้องไปฟังไอ้คิมมาก มึงก็รู้ว่ามันปากไม่ดี”
“อืม แล้วมึงคิดยังไง?”
“เรื่องอะไร?”
“มึงโกรธกูไหม?”

ผมถามตามตรง เราจ้องกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ติณจะตัดบทด้วยการชวนคุยเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า ผมรู้ในทันทีว่าติณโกรธ แค่ไม่อยากพูดมันออกมา

“เครื่องชงกาแฟไม่มีแล้ว เราอาจจะต้องหารายได้จากทางอื่นมาพยุงร้าน”

ผมพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนแบ่งจากการขายหนังสือจริงๆนั้นน้อยมากจนแทบไม่สามารถพยุงกิจการกู้ด รี้ดดิ้งเอาไว้ได้ ดังนั้นติณณภพต้องดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้ร้านอยู่รอดในยุคที่ผู้คนไม่ค่อยเดินทางมาร้านหนังสือ เริ่มแรกเราขายเครื่องดื่ม พอขายดีก็อัปเกรดเครื่องไม้เครื่องมือให้มีมาตรฐานเพื่อกินกำไรจากกาแฟมากขึ้น แต่ตอนนี้ตัวทำเงินหลักเข้าหน้าร้านกู้ด รี้ดดิ้งหายไปแล้ว นั่นหมายความว่าเราต้องเร่งหารายได้ทางอื่นเข้ามาก่อนที่ร้านจะเริ่มขาดทุน 

“เครื่องเขียนที่มึงเคยบอกว่าอยากให้กูรับมาขายต้องลงทุนเยอะไหม?”

ผมดีใจที่ไอเดียของตัวเองกลายเป็นที่สนใจของติณ แน่นอนว่าร้านหนังสือที่ขายเครื่องเขียนนั้นมีเกร่อจนแทบเป็นซิกเนอเจอร์ แต่สิ่งที่ผมพยายามเสนอติณมาตลอดคือขายในสิ่งที่หาซื้อทั่วไปไม่ได้ เครื่องเขียนไม่ได้มีแค่ปากกา ดินสอ ยางลบ หรือไฮไลท์ แต่ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งอย่างเทปลายการ์ตูน โปสการ์ด สมุดโน้ตแฮนด์เมดอาร์ตๆที่มีชิ้นเดียวในโลก หรือสติ๊กเกอร์มาร์คกิ้งสีสวยๆซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ผมบอกติณว่าเราอาจจะรับงานจากนักวาดอิสระมาวางขายที่ร้านด้วยเพื่อดึงลูกค้าให้เสียเงินมากขึ้น บางคนอาจมาแล้วไม่ได้หนังสือก็จริง แต่พวกเขาอาจสนใจโปสการ์ด งานอาร์ตสวยๆ รวมไปถึงกระเป๋าผ้าที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตตอนนี้ด้วย

“มึงช่วยกูดูเรื่องนี้ได้ไหม?”

ติณถาม ผมจึงตอบรับด้วยความดีใจทันทีว่าได้สิ ทำไมจะไม่ได้ ผมเคยทำอะไรมาตั้งเยอะตั้งแยะเพื่อกู้ด รี้ดดิ้ง ทำไมจะทำต่อไปไม่ได้ ยิ่งหลังจากร้านเจอเรื่องแย่ๆมากมายเพราะความเห็นแก่ตัวของผม แค่ไม่โดนเตะก้นออกจากที่นี่ก็ถือว่าบุญหัวแล้ว

“ตำรวจบอกว่าคนร้ายน่าจะเป็นพวกติดยาแถวนี้แหละ”
“กูว่าไม่กี่วันก็คงจับได้ เห็นหน้าชัดขนาดนั้น” ผมปลอบใจเพื่อนสนิท
“อืม ถ้าจับได้ก็ดี” ติณพึมพำ “แล้วมึงจะเอายังไงต่อไป?”
“เรื่องอะไร?”
“กู้ด รี้ดดิ้งไง” ติณมองหน้าผม “มึงจะยังอยู่ที่ร้านไหม?”
“อยู่สิ” ผมยืนยันอีกครั้ง
“มึงแน่ใจนะว่าจะไม่ย้ายไปอยู่กับหมอหมา”
“ทำไมกูต้องย้ายไปอยู่กับภูด้วย?”
“มึงคบกับมันอยู่ไม่ใช่หรือไง?”
“ยังไม่ได้คบ”

ถ้าเป็นเมื่อก่อนติณคงหัวเราะเยาะ คงแซวผมเรื่องที่ชอบทำอะไรคลุมเครือไม่มีสถานะ ทว่าวันนี้ติณกลับจริงจังกว่าเดิมเยอะมาก ราวกับการที่ผมจะเป็นแฟนกับใครหรือไม่เป็นอะไรกับใคร กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับเรา

“มึงถามทำไม?”
“เผื่อมึงเปลี่ยนใจอยากย้ายไปอยู่กับหมอหมา กูจะได้หาคนใหม่”
“คนใหม่อะไร? มึงจะจ้างใครมาแทนที่กูเหรอ?”

ผมถามติดตลก แต่เราต่างรู้ว่ามันไม่ตลกเมื่อมีกู้ด รี้ดดิ้งเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมกับติณต้องคุยกันจริงจังและทำเรื่องงานให้ชัดเจนเสียทีผมมีหน้าที่อะไร ตำแหน่งอะไร คอยซัพพอร์ตร้านยังไง ผมคือฟรีแลนซ์ที่ติณจ้างให้เขียนบทความบนเว็บไซต์และคิดสคริปต์พอดแคส ผมคือคนคิดว่าเราจะสื่อสารกับนักอ่านผ่านทางช่องทางไหน เราจะโพสต์อะไร โปรโมตอะไรในแต่ละช่วงเวลา ถึงอย่างนั้นหน้าที่หลักของผมก็ไม่ใช่นักการตลาดที่คอยคิดกลยุทธ์ให้กับร้านอยู่ดี

พอมานั่งพิจารณาดูแล้วเราทำงานกันจับฉ่ายมาก ดูเหมือนว่าสิปปกรจะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญแต่สุดท้ายภาระหน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบกลับไม่ชัดเจนมากพอ ดังนั้นตอนที่ร้านโดนงัด ติณถึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นความผิดของผม เพราะเราไม่เคยตกลงกันว่าสิปปกรต้องเฝ้าร้านตลอดไป ติณณภพให้ผมอาศัยอยู่ที่กู้ด รี้ดดิ้งในฐานะเพื่อน ไม่ใช่ยามเฝ้าร้าน และเพื่อนมีสิทธิ์ที่จะไปไหนมาไหนก็ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ผมกลับทึกทักเอาเองว่าการได้อยู่ร้านหมายความว่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้น หากเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างช่วยดูแลหน้าร้าน ทำความสะอาด แนะนำหนังสือให้ลูกค้า หรืออะไรทำนองนั้นก็คงไม่มีปัญหา

แต่ร้านโดนยกเค้าเสียหายไปเกือบสองแสนบาท
คนที่ลำพังเงินใช้ส่วนตัวยังไม่เหลือเฟืออย่างสิปปกร มันจะไปรับผิดชอบอะไรได้   

“มึงโกรธกูใช่ไหมติณ?” ผมถามตามตรง ติณณภพเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธและบอกว่าไม่ได้โกรธ มันไม่โกรธ แต่มันเสียใจ
“พอเกิดเรื่องกูก็คิดตลอด พยายามโทษคนอื่นทั้งๆที่ร้านโดนงัดเพราะความหละหลวมของกูเองที่ไม่ติดสัญญาณกันขโมย” ติณถอนหายใจ “มันไม่ใช่ความผิดมึงหรอกสอง กูไม่ได้จ้างมึงให้เฝ้าร้านตั้งแต่แรก กูให้มึงอยู่ที่นี่เพราะมึงเป็นเพื่อนกู แต่พออยู่ไปนานๆ กูก็เริ่มชินจนคิดไปเองว่ามึงต้องเฝ้าร้าน มึงต้องรับผิดชอบร้าน ทั้งๆที่ความจริงมันไม่ใช่หน้าที่มึงเลย”
“กูเต็มใจเฝ้าร้านเองแหละ มึงไม่ต้องคิดมากนะ ต่อไปนี้กูจะอยู่ที่ร้านทุกคืน”
“มึงทำไม่ได้หรอกสอง” ภูเหยียดยิ้มราวกับจะเยาะเย้ย “มึงเปลี่ยนไปเหมือนตอนคบกับไอ้วินไม่มีผิด”

ผมนิ่ง ไม่รู้จะตอบกลับยังไงเมื่อได้ยินเพื่อนสนิทพูดแบบนี้ ตอนที่สิปปกรมีความรักมันแย่มากเลยงั้นเหรอ ทั้งๆที่ผมเองก็พยายามบาลานซ์ชีวิตตัวเองให้ดีที่สุดแล้ว ผมรู้สึกดีกับภูและยอมรับว่าหลายครั้งอยากจะไปค้างบ้านเขาบ่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่เคยทิ้งกู้ด รี้ดดิ้ง ผมยังคงอัปบทความทุกสัปดาห์ ยังคงส่งสคริปต์พอดแคสให้ติณ ยังคงสรรหาสิ่งต่างๆเพื่อพยุงให้กู้ด รี้ดดิ้งอยู่รอด ทำไมตอนที่ร้านโดนงัดในคืนที่ผมขอเวลาไปใช้ชีวิตส่วนตัว ทุกคนถึงพูดราวกับว่าสิปปกรที่มีความรักนั้นแย่จริงๆ

“เอาเถอะ กูติดต่อให้ช่างมาติดสัญญาณกันขโมยแล้ว จะเพิ่มกล้องวงจรปิดในร้านด้วย ชั้นสามหน้าห้องมึงก็จะมีตัวนึงนะ” ติณลุกขึ้นยืนเมื่อพูดจบ เขาตัดบทเข้าเรื่องร้านโดยไม่อธิบายต่อว่าสิปปกรตอนมีความรักมันแย่ยังไง “ไปทำงานต่อเถอะ ช่วงนี้มีงานไหม?”
“ก็พอมีบ้าง”
“ดีแล้ว”

ติณตบไหล่ผมก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องนอน เป็นสัญญาณเชิญให้สิปปกรออกไปได้แล้ว ผมเดินออกจากห้องของติณด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก บทสนทนาเมื่อครู่ไม่มีการตำหนิหรือกล่าวโทษเลยซักคำเดียว ติณยังคงเป็นเพื่อนที่รักษาหน้าของผมเอาไว้เสมอ แม้ว่าเพื่อนๆในเฟสบุ๊กจะพยายามฟลัดคอมเม้นต์ถามว่าสองไปไหน ติณก็แค่ตอบว่ายังอยู่ ปลอดภัยดีและไม่ตอบคำถามอื่นๆเพื่อปิดช่องไม่ให้ทุกคนรุมทึ้งผม การกระทำของติณณภพยิ่งทำให้รู้สึกผิดจนพูดไม่ออก ผมโกรธตัวเองที่กล้ามีความสุขมากเกินไป ดังนั้นผมจึงตั้งปณิธานว่าจะไม่เห็นความสำคัญของใครมากไปกว่าติณณภพและกู้ด รี้ดดิ้งอีก




คุณเคยนอนไม่หลับเพราะกังวลไหม เคยตื่นทุกชั่วโมงเพราะระแวงว่าโจรจะกลับเข้ามายกเค้าหรือเปล่า ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอกับอาการนี้จนกระทั่งโจรบุกเข้ามาในร้าน และหลังจากวันนั้น ไม่มีคืนไหนที่ผมนอนหลับสนิทเลย

ผมตื่นเกือบทุกชั่วโมง บางทีก็สองหรือสามชั่วโมงที่ต้องรู้สึกตัวตื่นมาพร้อมกับอาการหัวใจเต้นรัว ตอนที่แนบหน้าลงบนหมอน ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตักราวกับกำลังดูหนังสยองขวัญ หลังจากนอนฟังเสียงนั้นซักพักผมก็จะรีบลุกขึ้นนั่ง เดินลงไปชั้นหนึ่งของร้านเพื่อเช็กประตูหน้า ประตูหลัง เช็กหน้าต่างทุกบานและดูกล้องวงจรปิดว่าช่วงที่เผลอหลับมีใครแอบเข้ามาในร้านหรือเปล่า แม้สัญญาณกันขโมยจะถูกติดตั้งแล้วแต่ความกังวลเป็นห่วงร้านกลับไม่ได้ลดน้อยลง ในที่สุดผมจึงตัดสินใจหอบหมอนและผ้าห่มมานอนบนโซฟาชั้นล่าง เปิดไฟให้สว่างโดยหวังว่าหากโจรคิดจะกลับเข้ามา มันต้องเจอสิปปกรก่อนที่จะได้อะไรกลับไป

ติณณภพเองก็อยู่ที่ร้านด้วย ติณไม่กลับไปค้างที่บ้านอีกเลยหลังจากคืนนั้นเช่นกัน ผมเดาเอาว่ามันเองก็คงอยู่ในช่วงฝันร้ายจนไม่กล้านอน หลายครั้งที่เราบังเอิญเจอกันชั้นล่างเพราะต่างลงมาเช็กประตูด้วยกันทั้งคู่ ตอนแรกเราแค่บังเอิญเจอ หลังๆติณเจอผมนอนบนโซฟาเฝ้าร้านเหมือนยาม มันถามว่ามาทำอะไรตรงนี้ ทำไมไม่ขึ้นไปนอนให้ดีๆ ผมจึงบอกเพื่อนตามตรง

“กูเป็นห่วงร้าน”

ติณเงียบไปก่อนจะหัวเราะ บอกว่าโจรคงไม่โง่กลับมาอีกแล้วเพราะรู้ว่าเราแจ้งความ อีกอย่างสื่อก็ตีข่าวร้านกู้ด รี้ดดิ้งถูกงัดเสียขนาดนั้น มันคงไม่กลับมาซ้ำสองให้โดนจับหรอก

“ไปนอนในห้องเถอะ” ติณสั่ง
“ไม่เป็นไร กูนอนตรงนี้แหละ”

ผมตอบตามตรง เพราะถึงกลับไปนอนบนเตียงมันก็ยังกังวลอยู่ดี ติณณภพเห็นผมดื้อด้านจะนอนบนโซฟาก็ปล่อยเลยตามเลย ก่อนกลับขึ้นชั้นสอง ติณก็เปิดแอร์ให้ แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไร ผมนอนพัดลมได้ จะเปิดทำไมให้เปลืองไฟ

“ไม่อยากให้เปลืองไฟก็ขึ้นไปนอนข้างบน” ติณว่า แต่ไม่ได้บังคับกัน “เลิกพะว้าพะวงได้แล้วสอง มันผ่านมาหลายวันแล้ว”

คำปลอบใจที่เราใช้บอกตัวเองไม่ช่วยให้ความกังวลลดลง ผมพยักหน้าและส่งยิ้มให้ติณณภพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เจ้าตัวจะขึ้นบันได กลับไปนอนในห้องชั้นสองดังเดิม เมื่อได้อยู่คนเดียวอีกครั้งผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข้อความ ล่าสุดที่คุยกับภูคือตอนสี่ทุ่ม ภูส่งสติ๊กเกอร์คอร์กี้มาให้ และพิมพ์คำว่าคิดถึง ฝันดีคับเป็นข้อความสุดท้ายของวัน

ภูรู้แล้วว่าร้านโดนงัด เขารู้ในทันทีว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันซักพักเพราะความจำเป็นบางอย่าง เช้าวันนั้นที่ผมรีบออกจากบ้านของเขา ภูพยายามโทรหาเพราะกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจ รับไม่ได้ที่เขาชอบความรุนแรงขณะมีเซ็กส์ ผมยังจำน้ำเสียงสั่นเครือได้ดี ภูพล่ามยาวมากเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเรา เขากลัวและกังวลจริงๆเมื่อคิดว่าความสัมพันธ์ของเราอาจจะไม่ได้ไปต่อ และเมื่อผมบอกว่ากู้ด รี้ดดิ้งโดนงัด ภูก็ถอนหายใจโล่งอกและพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า

“ดีนะที่เมื่อคืนสองมาค้างบ้านภู”

เขาพูดแบบนั้นออกมาหน้าตาเฉย ในขณะที่ทุกคนพยายามถามติณณภพว่าผมไปไหน ผมอยู่ที่ไหน ผมทิ้งร้านได้ยังไง กลับมีแค่ภูคนเดียวที่แสดงอาการดีใจที่คืนนั้นผมไม่ได้ค้างที่ร้านกู้ด รี้ดดิ้ง

“ถ้าโจรพวกนั้นเข้ามาตอนสองอยู่แล้วทำอะไรสองนะ ภูต้องเป็นบ้าตายแน่ๆเลย แค่คิดก็ปวดใจแล้ว ดีจริงๆที่สองอยู่กับภู”

คำพูดซื่อๆแสนเรียบง่ายของภูทำผมร้องไห้อยู่พักใหญ่ ไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้แม้กระทั่งตัวผมเอง ไม่มีใครคิดอีกมุมว่าหากโจรเข้ามาตอนสิปปกรอยู่มันจะทำอะไรบ้าง ทุกคนคิดแค่ว่าถ้าสองอยู่โจรคงไม่เข้ามา แต่ไม่มีใครคิดถึงกรณีร้ายแรงหากผมสู้กับโจรไม่ได้ ผมถูกทำร้ายจนบาดเจ็บถึงตายหรือไม่ก็พิการ ไม่มีใครคิดถึงจุดนั้น ไม่มีใครพูดว่าโชคดีจังเลยที่สิปปกรปลอดภัย มีแค่ภูคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ ผมยังพอมีความสำคัญสำหรับใครคนนึงอยู่บ้าง

“แล้วแบบนี้ – สองก็มาหาภูไม่ได้ใช่ไหม?”
“อืม” ผมตอบ “ก็คงอีกพักใหญ่”

เราต่างเงียบใส่กันเมื่อพูดถึงตรงนี้ ภูดูซึมลงถนัดตาพอรู้ว่าสิปปกรจะไม่ได้ไปค้างที่ห้องของเขาอีก ความสัมพันธ์ของเรากำลังจะเริ่มพัฒนาไปอีกขั้นแท้ๆ แต่พอเราเริ่มมีโอกาสเรียนรู้และใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น จู่ๆมันก็มีเรื่องให้ทุกอย่างต้องหยุดไว้แค่นั้น กลายเป็นความสัมพันธ์ออนไลน์ที่มีแค่โทรหาและวิดิโอคอล ไม่ค่อยได้พบเจอหรือกินข้าวด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน

“ภูไปหาสองได้นะ”
“อย่าเลย คุณจะเหนื่อยเปล่าๆ”

ผมห้ามทันทีเพราะลำพังเลิกงานก็สี่โมงเย็นแล้ว หากขับรถจากทองหล่อมาบางบัวทองคงเหนื่อยหน้าดู อีกอย่างพรุ่งนี้เขาต้องทำงานแต่เช้า ต้องรับลูกค้า ต้องผ่าตัด ต้องทำงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มันคงไม่ดีหากสัตวแพทย์อดหลับอดนอนจนวินิจฉัยพลาด ผมจึงบอกภูว่าไม่ต้องมา ไม่ต้องมาหา เพราะผมอยู่คนเดียวได้ ผมสบายดี

“แต่ภูคิดถึงสอง”

คำพูดของเจ้าโกลเด้นยังคงทำให้หัวใจของผมอ่อนยวบเสมอ

“สองไม่คิดถึงภูเหรอ?”
“อืม” ผมตอบ “แต่ทำไงได้ ผมต้องดูร้าน”
“ภูก็ต้องเฝ้าคลินิกเหมือนกัน”
“อืม เรานี่มีเรื่องเหมือนกันหลายอย่างเลยเนอะ”

ผมหัวเราะ ภูก็หัวเราะ เราต่างเข้าใจพันธะของการทำงานดี ดังนั้นภูจึงไม่งอแงเอาแต่ใจหรือขอร้องให้ผมไปค้างที่บ้านของเขาอีก ภูไม่ห้ามหรือเรียกร้องอะไรเลยนอกจากชวนคุยตามปกติ คิดถึงก็บอก กินอะไรก็ส่งรูปมาหา บางครั้งผมเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองโดนสอดแนมหรือเปล่า ช่วงที่รู้สึกหดหู่เพราะเสียใจที่ร้านถูกงัด ภูจะชอบโทรมาขัดจังหวะและพูดเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งผมลืมความรู้สึกแย่ๆไปเอง

ภูไม่เคยบอกว่าจะมาหาเมื่อไหร่ ไม่เคยให้สัญญาอะไรทั้งนั้นจนผมคิดว่าเราอาจจะต้องห่างกันแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าบรรยากาศในร้านจะดีขึ้น ทว่าเช้าวันพุธที่ผมตื่นเร็วกว่าปกติ จังหวะที่เลื่อนประตูเหล็กม้วนของร้านขึ้น  ผมก็ได้พบกับเจ้าโกลเด้นที่ยืนยิ้มหวานอยู่ตรงหน้าพร้อมข้าวและน้ำเต้าหู้

“สองเปิดประตูพอดีเลย”

ภูยิ้มกว้างจนตาหยี แสดงออกว่าดีใจมากที่ได้เห็นสิปปกรในสภาพเมาขี้ตามาเปิดประตูร้าน ส่วนผมเองก็ดีใจเหมือนกันที่ได้เจอหน้าภูอีกครั้งในรอบหลายวัน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตอนนี้ ต้องเป็นตอนที่ผมยังไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟันและสวมเสื้อนอนเก่าเหมือนผ้าขี้ริ้วด้วย

“ทำไมมาเช้าจัง?”
“ก็จะได้มีเวลาอยู่กับสองทั้งวันไง” ภูตอบซื่อๆ “ภูคิดถึงสองมากเลยนะ”

ผมยิ้ม ไม่รู้จะตอบอะไรนอกจากยิ้มเพราะดีใจที่เจ้าก้อนพลังงานบวกอุตส่าห์เดินทางมาหาแต่เช้าเพื่อจะได้เจอกัน ภูไม่เคยได้ยินคำว่าคิดถึงจากผมหรอก เขาไม่เคยรู้ว่าผมเองก็อยากเจอเจ้าโกลเด้นแสนร่าเริงนี้ขนาดไหน ดังนั้นตอนที่เห็นภูยืนอยู่ตรงหน้า ผมจึงดีใจและมีความสุขมากในรอบสัปดาห์

“บอกก่อนนะว่าติณอยู่ร้าน”
“ดีนะที่ภูซื้อข้าวมาสามห่อ”
“นี่ ผมไม่ได้กลัวข้าวไม่พอ ผมหมายถึงคุณควรระวังตัวไว้”
“ทำไม? นอกจากโทษสองแล้ว พี่ติณยังโทษภูด้วยเหรอ?”
“เปล่าหรอก” ผมตอบปัดๆและเปิดประตูให้ภูเข้ามาด้านใน “แค่จะบอกคุณว่าคุณขึ้นข้างบนไม่ได้นะ มีแค่ผมกับติณเท่านั้นที่ขึ้นไปได้”
“โอเค!”
ภูตอบอย่างว่าง่าย หนึ่งวันที่เราได้ใช้เวลาร่วมกันในร้านหนังสือจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง



ต่อพาร์ท 2 ข้างล่างเลยนะคับ :hao5:

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
12 [PART2/2]


ผมอาบน้ำแต่งตัวและรีบลงมาชั้นล่างก่อนใคร ติณณภพยังไม่ตื่น ส่วนภูนั่งเล่นเกมโทรศัพท์อยู่บนโซฟา เราสองคนจึงย้ายไปกินข้าวเช้าด้วยกันในครัว ภูสั่งข้าวมันไก่เนื้อน่องอย่างที่ตัวเองชอบ ส่วนผมเป็นข้าวมันไก่ธรรมดา พิเศษไข่ยางมะตูมและปิดท้ายด้วยน้ำเต้าหู้หนึ่งถุง

นี่คือมื้อเช้าที่ดีที่สุดในสัปดาห์นี้ ผมอิ่มอาหารและอิ่มใจที่ได้เห็นภูนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ตรงหน้า เรากินข้าวจนเกลี้ยงก่อนจะช่วยกันล้างจาน พอแปดโมง พนักงานก็เริ่มทยอยเดินทางมาถึงร้าน แน่นอนว่าบรรยากาศระหว่างสองกับพนักงานทุกคนเปลี่ยนไปตั้งแต่วันนั้น และเมื่อพวกเขาได้พบกับภู ทุกอย่างก็ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

“มาทำไมวะ?”

คิม ที่เป็นพนักงานหน้าร้านบ่นกับน้องบาริสต้าโดยไม่มีเจตนาจะให้เราได้ยิน แต่ผมกับภูได้ยินเต็มสองหู สีหน้าของเจ้าโกลเด้นเริ่มเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง แววตาไม่สบอารมณ์เหมือนโกรธที่โดนพวกเขาเอ่ยพาดพิง แต่ผมก็ขอร้องให้เขาไม่ถือสาด้วยการเขย่าแขนเบาๆ เปล่าประโยชน์ที่จะปะทะคารมกับคนในร้าน เผลอๆติณจะยิ่งมองภูไม่ดี และอาจทำให้เรื่องของเรายากขึ้นกว่านี้ก็ได้

ช่วงสายติณถึงเพิ่งลงมาจากชั้นสอง พอเห็นภูกำลังช่วยผมจัดอันดับเบสท์ เซลเลอร์ประจำสัปดาห์ก็เก็บสีหน้าประหลาดใจเอาไว้ไม่มิด และอย่างที่ทุกคนรู้ว่าภูเป็นคนเฟรนด์ลี่แค่ไหน เขารีบยกมือไหว้ติณอย่างนอบน้อมด้วยรอยยิ้มแจ่มใส แถมยังบอกอีกว่าซื้อข้าวมันไก่กับน้ำเต้าหู้มาฝาก ถ้าพี่ติณหิวก็กินได้เลยครับ

“ขอบใจนะ”

ติณตอบก่อนจะหันมามองผมเป็นเชิงขอคำอธิบาย ผมไม่รู้จะเริ่มยังเลยแก้เก้อด้วยการบอกว่าวันนี้วันหยุดประจำร้าน ภูก็เลยแวะมาเยี่ยม

“เหรอ”

ติณตอบสั้นๆก่อนจะหายไปกินข้าวมันไก่ในครัว ปล่อยให้ผมกับภูได้ใช้เวลาร่วมกันต่อไปโดยมีสายตาสอดส่องของพนักงาน ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการปรากฏตัวของภูเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ แน่นอนว่ามันดีกับหัวใจของสิปปกร แต่สำหรับติณณภพที่เป็นเจ้าของร้านซึ่งถูกยกเค้าหมาดๆอาจจะไม่ดีเท่าไหร่ เผลอๆพนักงานก็ไม่แฮปปี้ด้วยที่คนนอกเข้ามาป้วนเปี้ยนในร้าน คอยหยิบนั่นจับนี่ ทำตัวเป็นหมาแสนซนอย่างร่าเริง ผมเริ่มไม่สบายใจอีกครั้งเมื่อเห็นสายตาของทุกคน แค่อยากมีความสุขกับคนที่ตัวเองชอบยังทำไม่ได้เลย

“สอง”
“ว่า?”
“ไม่ไปไหนบ้างเหรอ?” ภูถาม
“ไม่”

ผมตอบก่อนจะถอนหายใจ สิปปกรสามารถไปไหนได้อีกเหรอ หลังจากวันนั้นก็แทบจะโดนกดดันให้อยู่ร้านตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว ต่อให้ติณจะไม่ว่าอะไรแต่ผมไม่มีกะจิตกะใจอยากไปไหนอยู่ดี

“ภูว่าแล้วเชียว สองดูไม่มีความสุขเลย อยู่แต่ที่ร้านมันอุดอู้”
“อืม แต่คุณก็มาหาผมแล้วนี่ไง”
“โอ้ พูดเหมือนสองดีใจที่ภูมาเลย”
“ดีใจสิ” ผมหยิบไม้ขนไก่ขึ้นมาปัดฝุ่นบนโต๊ะ พยามหนีไอ้ลูกหมาที่กระดิกหางเดินตามติดด้วยสีหน้าปลาบปลื้มสุดขีด “นี่ – อย่าให้มันออกนอกหน้านักนะ”
“งั้นภูค้างที่ร้านกับสองได้ไหม?”

มือที่กำลังปัดฝุ่นหยุดชะงัก ผมหันมองภูทันทีเมื่อได้ยินประโยคร้องขอของเจ้าโกลเด้น ไม่ได้หรอก ผมตอบ ร้านนี้เป็นของติณ ต่อให้ชั้นสามเป็นห้องส่วนตัวของสิปปกร แต่การจะพาใครเข้ามาก็ต้องขออนุญาตติณณภพอยู่ดี

“พี่ติณไม่ว่าอะไรหรอก เขาต้องดีใจสิที่มีคนมาช่วยเฝ้าร้าน”
“งั้นก็ลองขอดู”
“อย่าประมาทลูกอ้อนภูเชียวนะ” ไอ้ลูกหมายิ้มอวด “คืนนี้ภูต้องได้นอนกับสองแน่ๆ”
“คราวหน้าเถอะ ห้องผมไม่มีหมอน ไม่มีผ้าห่มให้”
“ภูเอามาแล้ว”

ไอ้นี่มันร้ายจริงแฮะ

“ภูขอพี่ติณได้ไหม?”

ผมยักไหล่และไม่ว่าอะไร ถ้ากล้าขอก็ลองดู เจ้าโกลเด้นยิ้มหวานด้วยความดีใจ วันๆนึงภูยิ้มได้ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ปากก็เจื้อยแจ้วถามไปเรื่อยว่างานแต่ละวันของสิปปกรมีอะไรบ้าง ถ้าไม่นับงานแปล ผมมีภาระหน้าที่อะไรต้องรับผิดชอบบ้าง

“วันนี้สำนักพิมพ์จะมาส่งหนังสือ” ผมบอกภูเมื่อเหลือบมองนาฬิกาแขวนบนผนัง ได้เวลาเปิดร้านแล้ว แต่ลูกค้าจะยังไม่มาช่วงนี้ “จริงๆมันก็ไม่มีอะไรมากหรอก น้องๆในร้านทำได้”
“ปกติสองสั่งเครื่องดื่มในร้านไหม?”
“มีบ้าง แต่ไม่บ่อย” ผมกระซิบ “มันไม่ได้อร่อยขนาดนั้น”
“เหรอ? สองชอบกินอะไรล่ะ?”
“ผมชอบสตาร์บัคส์” ผมตอบ “แต่กินบ่อยๆไม่ได้หรอกนะ เงินเดือนเท่าฝาตีนแมว”

เราหัวเราะให้กับคำเปรียบเปรยที่พูดขึ้นเอาเอง เมื่องานช่วงเช้าหมดลงผมก็มีเวลาส่วนตัวสำหรับการทำงานแปลของตัวเอง ตอนนี้งานแปลที่เคยรับจากพี่ดาวเสร็จแล้ว เหลือแค่งานแปลจิปาถะที่รับมาเป็นจ็อบๆซึ่งยังคงแปลไม่เสร็จ แต่เร็วๆนี้อาจจะได้แปลนิยายเรื่องใหม่ด้วย เราใช้เวลาช่วงเช้านั่งข้างกันในร้านกู้ด รี้ดดิ้ง  ภูที่ไม่มีอะไรทำก็ได้แต่เดินเตร่ไปมาในร้าน หยิบหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้มาพลิกอ่าน พอไม่รู้จะอ่านอะไรก็เดินกลับมานอนฟุบบนโต๊ะข้างๆ ส่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาให้อยู่นั่นแหละ

“เชือกรองเท้าหลุดแน่ะภู”

ผมบอกแต่เจ้าโกลเด้นก็ไม่สนใจ แถมยังอวดเก่ง บอกว่าเชือกรองเท้าหลุดก็ไม่เป็นไร เขาไม่เคยสะดุดเชือกล้มเลยซักครั้ง

“เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”

ผมบ่นแต่ไม่ใส่ใจ คิดว่าภูคงไม่ไปซุ่มซ่ามสะดุดล้มที่ไหนก็เลยปล่อยผ่าน แต่เห็นเชือกยาวเฟื้อยไม่มัดเป็นโบว์แล้วมันหงุดหงิดจนต้องใช้มือสะกิดให้เขายกขาขึ้นมา

“วางขาบนนี้” ผมตบตักตัวเอง ภูยอมทำตามงงๆแล้วก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างเมื่อผมผูกเชือกรองเท้าให้ใหม่ทั้งสองข้าง “เดี๋ยวไปสะดุดล้มหน้าคว่ำใส่หนังสือจะเป็นเรื่อง”
“ผูกเชือกรองเท้าให้แล้ว เมื่อไหร่จะผูกใจไว้กับภูบ้าง”
“แหวะ จะอ้วก” ผมทำท่าโก่งคออยากอาเจียน เจ้าโกลเด้นถึงกับเบ้หน้า น้อยใจที่ผมไม่รับมุกซะงั้น “ถ้าเบื่อเพราะไม่มีอะไรทำ จะกลับบ้านก่อนก็ได้นะ”
“บอกแล้วไงว่าภูมาค้างกับสอง ทำไมชอบไล่อยู่เรื่อย”
“แค่เสนอความเห็น” ผมแย้งก่อนจะเงยหน้ามองกระจกที่อยู่ด้านข้างของร้าน ดูเหมือนว่ารถจากสำนักพิมพ์มาส่งหนังสือแล้ว “เบื่อไหม?”
“ทำไม?”
“มาช่วยผมจัดหนังสือหน่อยสิ”

ที่ร้านกู้ด รี้ดดิ้ง เรามีโปรแกรมที่ติณณภพซื้อไว้เพื่อจัดการสต็อกหนังสือโดยเฉพาะ มันคือโปรแกรม Inventory management ที่ช่วยให้เราเช็กสต็อกง่ายขึ้น วันนี้รับหนังสือเข้ามากี่เรื่อง หมวดไหน ราคาเท่าไหร่ วางหน้าร้านเท่าไหร่ เก็บในห้องสต็อกเท่าไหร่ ขายออนไลน์ไปเท่าไหร่ ทุกอย่างสามารถเรียกดูได้ในโปรแกรมนี้ทั้งหมด ตอนที่อธิบายให้ภูฟัง สีหน้าและแววตาของเขาดูประหลาดใจมากที่ร้านหนังสือของเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการ ภูยังบอกอีกว่าเขานึกว่าจัดหนังสือหมายถึงแกะออกมานับ จดลงในโปรแกรมไมโครซอฟทเอ็กเซลแล้วบวกลบคร่าวๆเสียอีก

“ช่วงแรกน่ะใช่ แต่พอร้านขายได้เยอะขึ้น ต้องสต็อกของมากขึ้น มันก็ต้องพัฒนา”

ผมตอบพลางสาธิตให้ภูดูว่าเวลาลูกค้าซื้อหนังสือจากร้าน ตัวเลขในระบบจะตัดอัตโนมัติว่าเหลือจำนวนเท่าไหร่ อย่างเรื่องนี้ของมูราคามิ – เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน จำนวนที่วางขายหน้าร้านลดจากสามเล่มเหลือสองเล่ม ส่วนในคลังก็เหลือสองเล่มเช่นกัน แสดงว่าเรื่องนี้ขายใกล้หมดแล้ว และหน้าเว็บไซต์ของร้านจะมีตัวอักษรสีแดงกำกับเอาไว้เพื่อแจ้งลูกค้าว่าสต็อกเหลือน้อยเต็มที

“สองเคยอ่านเล่มนี้หรือเปล่า?”
“เคยสิ” ผมตอบ “ผมอ่านงานของมูราคามิแล้วง่วง มันก็แล้วแต่คนชอบ”
“สองมีนักเขียนที่ชอบไหม?”
“มี ต้องมีอยู่แล้ว ผมชอบงานของนักเขียนที่ชื่อมาร์กาเร็ต” ผมหยุดคิดไปพักหนึ่ง “มาร์เกอริต ดูราส มาร์กาเร็ต แอ็ตวูด มาร์กาเร็ต มาซซานตินี เรื่องตลกคืออะไรรู้ไหม? นักเขียนทั้งสามคนชื่อมาร์กาเร็ตเหมือนกันแต่มาจากคนละประเทศ ดูราสเป็นคนฝรั่งเศส มาซซานตินีเป็นคนอิตาลี แอ็ตวูดเป็นคนแคนาดา พอมาคิดดูแล้วตลกดีเนอะ ผมชอบงานของนักเขียนที่ชื่อมาร์กาเร็ตถึงสามคนเลย!”
“โห จริงเหรอ” ภูยิ้ม แววตาของเขาเป็นประกายเมื่อผมเล่าความสนใจของตัวเองให้เขาฟัง “ที่ร้านมีขายไหม?”
“มีสิ แต่มีแค่งานของแอ็ตวูด กับมาซซานตินีนะ งานของดูราสเรื่องที่ผมชอบมันเก่ามากจนไม่มีใครตีพิมพ์ซ้ำแล้ว”

ผมตอบพลางเดินนำภูไปที่ชั้นหนังสือ เรื่องเล่าของสาวรับใช้ที่เขียนโดยแอ็ตวูด อย่าไปไหนที่เขียนโดยมาซซานตินี และโรคแห่งความตายโดยดูราสถูกหยิบออกจากชั้น

“อ่านยากไหม?” ภูถามพลางหยิบทั้งสามเล่มมาถือ ผมพิจารณาถึงหนังสือในมือของเขาแล้วก็ตอบว่าค่อนข้าง “ถ้าภูอ่านไม่เข้าใจ ภูถามสองได้ไหม?”
“ได้สิ ถามได้ตลอดเลย” ผมยิ้ม “ในบรรดาหนังสือที่คุณถืออยู่ เรื่องที่ผมชอบที่สุดคือเรื่องอย่าไปไหน”
“ของสำนักพิมพ์กำมะหยี่เหรอ?”
“ใช่ คุณนันธวรรณ์ ชาญประเสริฐเป็นคนแปล ผมชอบงานแปลทุกเรื่องของเขาเลยนะ แปลจากภาษาอิตาลี คุณรู้จักไหม? สำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเรื่องวิธีเดินทางกับแซลมอนไง ที่เคยดังมากๆอยู่ช่วงหนึ่งนะ”
“ภูเคยเห็นหน้าปกแต่ยังไม่เคยอ่าน”
“ลองอ่านดูนะ ไม่ต้องซื้อหรอก ยืมของผมก็ได้”
“สองมีหนังสือเป็นของตัวเองด้วยเหรอ?” ภูถามด้วยสีหน้าตลกๆราวกับตกใจอะไรนักหนา เขาบอกว่ากินอยู่ในร้านหนังสือไม่เห็นจำเป็นต้องซื้อเลย
“เล่มไหนที่ผมชอบ ผมก็ซื้อเก็บไว้เป็นสมบัติของตัวเอง”
“พี่ติณขายราคาทุนหรือเปล่า?”
“ทุน” ผมยิ้มขำ “ติณใจดีกับผมเสมอแหละ”

ภูยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่ค่อยร่าเริงหรือดีใจเหมือนตอนเราคุยกัน สรุปวันนี้ผมขายหนังสือให้ภูได้ถึงสามเล่ม แม้จะบอกว่าไม่ต้องซื้อแต่เจ้าโกลเด้นก็ยืนยันว่าอยากอ่าน เขาอยากรู้ว่าโลกของสิปปกรเป็นยังไงบ้าง

“แต่ผมแนะนำให้คุณอ่านเรื่องอย่าไปไหนจริงๆนะ” ผมพูดย้ำอีกครั้งเมื่อเรากลับมานั่งที่โต๊ะด้วยกัน “เหมือนละครน้ำเน่า แต่ผมเศร้าทุกครั้งที่อ่าน คนเราเวลาตกหลุมรักน่ะ มักจะรักตัวเองน้อยลงเสมอ หรือไม่ก็ไม่รักตัวเองอีกเลย”
“ตอนสองมีความรัก สองเป็นเหมือนอิตาเลียไหม?” ภูถามคำถามที่ทำให้ผมหยุดคิดไปพักใหญ่
“ไม่ ผมไม่บูชาความรักขนาดนั้นหรอก อิตาเลียเป็นผู้หญิงที่บูชาความรักแบบถวายหัวมาก มากจนบางครั้งผมก็สงสัยว่าทำไมถึงไม่รักตัวเอง” ผมพูดต่อ “แต่ผมพอจะเข้าใจนะ ก็อิตาเลียไม่เคยถูกรักนี่”

เรื่องนี้ทำให้บทสนทนากร่อยลงอย่างเห็นได้ชัด ผมกับภูต่างนั่งเงียบในโลกส่วนตัวของตัวเองโดยไม่พูดอะไรอีก ราวกับนึกขึ้นได้ว่าเรายังมีเรื่องติดค้างกันอยู่หนึ่งอย่าง

สัปดาห์หน้าคือสัปดาห์สุดท้ายของเดือนแล้ว

ถึงกำหนดที่ต้องให้คำตอบภูว่าความสัมพันธ์ของเราจะถูกนิยามว่าอะไร ผมยังคงตัดสินใจไม่ได้ว่าจริงๆแล้วตัวเองต้องการให้มันออกมาในรูปแบบไหน ผมยังนึกไม่ออกหากเราคบกัน อนาคตมันจะเป็นยังไง เราจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน เราจะมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า ยิ่งตอนนี้ผมมีปัญหารุมเร้าที่ทำให้คิดเรื่องภูไม่ได้ ผมยิ่งไม่มั่นใจว่าการฝืนดันทุรังรับรักเขานั้นจะเป็นการทำร้ายภูทางอ้อมหรือไม่ ดังนั้นตอนที่เจ้าโกลเด้นหันหน้ามาหา ส่งยิ้มแสนน่ารักที่ทำให้หัวใจของสิปปกรพองโต ตอนนั้นผมถึงสำนึกได้ว่า

ผมเองก็ไม่อยากเสียภูไปเหมือนกัน




ไม่รู้คุยกันยังไง จู่ๆติณณภพก็อนุญาตให้ภูค้างที่ร้านได้ เป็นการค้างโดยไม่มีข้อแม้ว่าต้องห้ามทำอย่างนั้น ห้ามทำอย่างนี้ ติณแค่พูดว่าจะค้างก็ค้าง เป็นอันจบ เจ้าโกลเด้นถึงได้เดินหอบหิ้วหมอนและเครื่องนอนเข้ามาในห้องของสิปปกรจนได้

ผมอับอายมากเมื่อต้องเปิดเปลือยโลกของตัวเองให้ภูเห็น ห้องนอนที่ไม่ได้กว้างขวางอะไร อัดแน่นไปด้วยหนังสือแทบทุกมุมแทนที่จะเป็นพื้นที่โล่งๆ วางตกแต่งด้วยของสวยงาม แม้แต่ผ้าปูที่นอนก็ยังเป็นผืนเก่าที่ไม่ได้เปลี่ยน มันทั้งสกปรกและดูโทรมจนอยากจะไล่ภูกลับบ้าน ไม่ยอมให้ค้างด้วยกัน แต่เจ้าโกลเด้นกลับไม่ทำให้รู้สึกแย่ด้วยการดูแคลนความโสมมของห้องนี้ เขาแกะผ้าปูที่เพิ่งซักหอมๆออกจากถุง บรรจงเปลี่ยนให้อย่างดีก่อนจะบอกว่าผ้าปูผืนนี้เขายกให้ เขาตั้งใจยกให้ สิปปกรสามารถเก็บไว้ได้เลย

“นี่ ผมไม่ได้จนขนาดนั้น เดี๋ยวผมซื้อเองก็ได้” ผมตอบทีเล่นทีจริงแต่ก็แอบดีใจที่ภูจำได้ว่าผมกำลังขาดแคลนผ้าปูที่นอน “คุณจะอาบน้ำก่อนไหม?”
“สองอาบก่อนก็ได้”

ภูตอบ ผมจึงพยักหน้ารับและเดินเข้าไปอาบน้ำ ตลอดเวลาที่ได้อยู่คนเดียว ผมรู้สึกอับอายขายขี้หน้าอย่างไรชอบกลเมื่อเปรียบเทียบสภาพห้องตัวเองกับภู ผมอายุเท่าไหร่แล้ว ทำไมถึงไม่มีปัญญาทำห้องนอนให้น่านอนเหมือนคนอื่นเขาบ้าง คิดไปคิดก็ยิ่งอับอายจนแทบไม่อยากออกจากห้องน้ำไปเจอหน้าภูเลย ผมไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงกับห้องคับแคบและสกปรก เขาจะหายใจออกไหมหากต้องนอนในห้องที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ ไฟก็สลัวไม่เหมาะกับการทำงาน เรียกได้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของเรามันสวนทางกันชนิดที่ผมเองก็กังวลว่าภูจะคิดยังไง แต่เมื่อเปิดประตูออกไปเห็นเขาจัดนั่นจัดนี่จนห้องกลับมาเป็นระเบียบอีกครั้ง ผมถึงกับอึ้งไปเลย

“ภูไม่ได้อยากยุ่งนะ ภูแค่ช่วยเฉยๆ”

เขาตอบยิ้มๆและก้มหน้าก้มตาจัดของต่อไป ภูเป็นคนเจ้าระเบียบกว่าที่คิดไว้ ใช้เวลาไม่กี่นาทีห้องของสิปปกรก็ดูสะอาดขึ้นมาทันตาเห็น เจ้าโกลเด้นยืนยิ้มอย่างภาคภูมิใจตรงปลายเตียง เขาตบมือแปะๆแล้วพูดว่าขอตัวไปอาบน้ำก่อน สองอย่าเพิ่งนอนนะ ห้ามหลับนะ ภูมีเรื่องอยากคุยด้วยเยอะแยะเลย

ผมตอบตกลงและให้เวลาภูไปอาบน้ำ ระหว่างนั้นก็เปิดแอร์ฆ่าเวลาโดยหวังว่าห้องจะเย็นสบายสำหรับคนขี้ร้อนอย่างเขา เมื่ออาบน้ำเสร็จ ภูก็เดินออกจากห้องน้ำในสภาพเปลือยท่อนบนเหมือนเดิม เขาใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมจนหมาดแล้วเดินมานั่งเบียดผมตรงปลายเตียงเพื่อดูว่าสิปปกรกำลังทำอะไร

“ผมว่าจะอ่าน Howl’s moving castle ให้คุณฟังต่อ”

ผมพูด ส่วนภูไม่ได้ว่าอะไร เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้เหมือนคราวนั้นที่ผมนั่งแปลให้ฟังที่บ้าน กลิ่นสบู่ราคาถูกไม่ได้ทำให้ตัวเขาหอมน้อยลง ภูยังคงเป็นเจ้าหมาขี้อ้อนที่เอาคางเกยไหล่และฟังผมแปลนิยาย เมื่ออ่านไปจนถึงจุดหนึ่ง ภูก็เริ่มสวมกอดจากด้านหลังเหมือนวันนั้นอีก ผมคิดว่าพวกเราอาจจะเลยเถิดถึงขั้นมีเซ็กส์กันแต่ภูกลับไม่ทำอะไร เขาไม่ได้สอดมือเข้ามา ไม่จับ หรือทำรุ่มร่ามกับร่างกายของผม เขาแค่สวมกอดเอาไว้แน่นๆ และพูดขึ้นมาว่า

“ภูดีใจนะที่วันนี้สองยังแข็งแรงและปลอดภัย”

เขาพูดและเงียบไปพักใหญ่

“ใครจะพูดยังไงก็ช่าง รู้เอาไว้นะว่าภูเป็นห่วงสอง ภูรักสองมากๆเลยนะ”

ผมไม่รู้จะพูดยังไงเมื่อได้ยินประโยคนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเผลอร้องไห้ออกมาเพราะเหลืออดกับเรื่องที่เกิดขึ้น ในขณะที่ทุกคนกล่าวโทษผม ไม่ให้อภัยผมที่ทิ้งร้านไปในคืนนั้น กลับมีภูคนเดียวที่คอยย้ำเสมอว่าเขาดีใจแค่ไหนที่สิปปกรปลอดภัย เขาคือคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ เป็นคนที่กอดผมตอนเศร้าเสียใจเพราะถูกทุกคนหันหลังให้ ภูกำลังทำให้ผมรักเขามากขึ้นอีกแล้ว

“ภู”
“ครับ?”
“ขอบคุณนะ”

ผมเอี้ยวหน้าไปหอมแก้มเขาอย่างแผ่วเบา นึกอยากบอกว่ารักเขาแต่กลับคิดว่าเวลานี้ยังไม่เหมาะ ดังนั้นมันจึงจบลงตรงที่ภูยิ้มหวานและไม่พูดอะไรอีก เราย้ายไปนอนอ่านหนังสือด้วยกันบนเตียง ผมอ่านไปได้สิบกว่าหน้าก็ผล็อยหลับไม่ทันตั้งตัว มือที่เคยถือหนังสือวางราบบนหน้าท้องของภู ตื่นมาอีกทีก็พบว่าเจ้าโกลเด้นจัดแจงถอดแว่นและห่มผ้าให้เรียบร้อย มันคือการนอนหลับที่เต็มอิ่มที่สุดตั้งแต่เกิดเรื่องเพราะผมหลับในอ้อมกอดของภู หลับโดยไม่รู้เลยว่าใครบางคนกำลังรอคำฟังคำบอกรักจากผมอยู่ และคำว่ารักที่เขารอ – น่าจะยังไม่หลุดจากปากของสิปปกรเร็วๆนี้แน่นอน


TBC

_____________________________

#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก

ขอโทษนะคะที่มาช้ามากๆเลย เรามีเวลาน้อยนิดที่จะเขียนนิยายและอัปเดตให้ทุกคน ต้องขอโทษจริงๆนะคะ หากพบคำผิดสามารถแจ้งได้น้า จะรีบแก้ไขให้เมื่อมีเวลาค่า ขอบคุณสำหรับกำลังใจอีกเช่นเคย ขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดีนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-05-2020 19:05:28 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
13 [50%]


ผมรู้จักภูมากน้อยแค่ไหนเหรอ?
ผม – รู้แค่ว่าภูเป็นสัตวแพทย์

เขาคือลูกชายคนกลางที่มีพี่ชายฝาแฝดและน้องสาว มีหลานสาวชื่อน้องพีชซึ่งเรายังไม่มีโอกาสเจอกัน ภูมีคลินิกส่วนตัวอยู่แถวทองหล่อ เป็นคลินิกที่คุณแม่เซ้งกิจการต่อจากเพื่อนของพ่อที่เป็นสัตวแพทย์เช่นเดียวกับลูกชายคนรอง ผมไม่เคยเจอคุณพ่อของภู เพราะเขาไม่เคยแนะนำหรือกล่าวถึงว่าพ่อของตัวเองอยู่ที่ไหน ส่วนพี่ชายฝาแฝดก็ไม่มีโอกาสได้พบกันอีกนับจากวันนั้น รวมถึงคุณแม่ของเขาที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่ปลื้มคนคุยของลูกชายเท่าไรนัก ผมจึงรู้แค่ว่าสมาชิกในครอบครัวของภูมีใคร คุณแม่และพี่ชายของเขามองความสัมพันธ์ของเรายังไง ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย ผมยังไม่รู้

หากถามถึงนิสัยส่วนตัว ผมคงพูดได้ว่าภูเป็นคนดี เขาฉลาด เขาวางตัวเป็น เขาอ่านบรรยากาศออก ภูไม่เป็นสลิ่มแต่เราไม่เคยถกกันจริงๆจังๆเรื่องนี้เพราะการเมืองเหมาะที่จะคุยกับติณณภพมากกว่าภู ส่วนนิสัยอื่นๆคือยิ้มเก่งและมีความเป็นเด็กสูงมาก ภูเป็นหมาโกลเด้นสำหรับผม เป็นหมาโกลเด้นตัวโตที่ร่าเริงสดใสในขณะเดียวกันก็อ่อนไหวง่ายเป็นพิเศษ ภูขี้ร้อง เขายอมรับด้วยตัวเองว่ามักจะร้องไห้เวลาผิดหวัง โกรธ หรือไม่ได้ดั่งใจ ผมได้ยินจากครอบครัวของเขามาว่าภูชอบทำลายข้าวของบางครั้งแต่ผมยังไม่เคยเห็นกับตา

เขาชอบ – กัด เวลาเรามีเซ็กส์กัน ภูชอบเป็นฝ่ายควบคุมเสมอ เขาเป็นประเภทชอบให้คู่นอนชมว่าเอาเก่ง ชอบให้ผมร้องจะเป็นจะตายเหมือนทรมานนักหนาแม้ว่ามันจะไม่เท่าไหร่ ภูเป็นคนประเภทนั้น เป็นเจ้าลูกหมาที่อยากได้ยินคำว่า Good Boy!  และเป็นประเภทไม่คิดเล็กคิดน้อยเมื่อต้องช่วยเหลือสิปปกรไม่ว่าจะเรื่องอะไร ทั้งการแบ่งของดีๆให้ใช้ หรือการซื้อของที่ไม่จำเป็น ภูไม่เคยคิดเงินผมเลย

ไม่ว่าจะซื้ออะไรมาฝาก เป็นข้าว เป็นน้ำ เป็นของใช้เล็กๆน้อยๆ เป็นของขวัญที่เขาบังเอิญไปเที่ยวและอยากซื้อมาให้ เป็นของที่ไม่มีความสลักสำคัญใดๆนอกจากเห็นแล้วคิดถึงจึงซื้อมาฝาก ครั้งหนึ่งภูเคยซื้อบุหรี่นอกให้ผมหนึ่งซอง เป็นยี่ห้อที่ผมไม่เคยสูบและไม่เคยลองมาก่อน วันนั้นเขานำมาให้พร้อมไฟแช็กหนึ่งแท่ง ภูเป็นคนเดียวที่ไม่เคยสั่งให้ผมเลิกบุหรี่

“อร่อยไหม?”

ภูถามและยิ้มกว้างหลังปล่อยให้ผมทดลองสูบไปได้เพียงนิดเดียว ผมหลุดขำและถามว่าบุหรี่อะไรอร่อย คุณนี่ไร้เดียงสาเสียจริง

ตอนนั้นเรายืนคุยกันบนดาดฟ้าของคลินิก อากาศร้อนอบอ้าวยิ่งกว่าวันไหนๆ แต่ภูยังคงขึ้นมาข้างบนเพื่อรอสิปปกรสูบบุหรี่โดยบอกว่าไม่อยากจากผมแม้แต่วินาทีเดียว

“ที่ไม่อยากให้ตามมาเพราะไม่อยากให้คุณดมควันบุหรี่”
“ก็รีบสูบให้เสร็จไวๆแล้วไปนอนกัน”
“รีบสูบก็เสียของสิ” ผมตอบพลางอัดควันเข้าปอดอีกเฮือก พยายามหันหน้าไปทางอื่นเพื่อไม่ให้ควันย้อนกลับไปทำร้ายภู “ถ้าแม่คุณรู้เรื่องนี้ ผมโดนด่าแน่”

แม่ของเขายังคงสอดส่องพฤติกรรมของเราผ่านทางกล้องวงจรปิดอยู่ไหม?

ผมไม่รู้ และไม่อยากรู้ด้วยเพราะภูเองก็ไม่ใช่คนประเภทกล้าแข็งข้อกับคุณแม่เท่าไหร่ เดาเอาว่าบนดาดฟ้าคงไม่มีกล้อง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้าจูบและคลอเคลียผมเหมือนเราเป็นคู่รักกันมาแต่ชาติปางไหน ความทรงจำในคืนที่สูบบุหรี่ยังคงเด่นชัด เป็นภาพจำสีฟ้าอมเทาที่ผมไม่เคยลืม และยังคงนึกถึงเสมอเมื่อสูบบุหรี่ตอนกลางคืน

นี่คือภูที่ผมรู้จัก คือผู้ชายที่กำลังหลับบนเตียงในห้องโกโรโกโสของสิปปกร ผมนึกย้อนถึงเรื่องราวมากมายที่เราผ่านมาด้วยกัน ไม่ได้มีอุปสรรคยิ่งใหญ่อะไร แต่ก็เป็นความทรงจำดีๆที่ทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งเมื่อระลึกถึง ผมพลิกตัวนอนตะแคงพร้อมกับลูบหัวภู ภายใต้แสงไฟสลัวจากนอกหน้าต่าง ผมมองเห็นภูแค่เลือนรางแต่ยังพอเห็นความไร้เดียงสาเหมือนเด็กที่น่าทะนุถนอม ขนาดตอนขมวดคิ้วเพราะรำคาญสัมผัส ภูยังน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของสิปปกรเหมือนเดิม ผมเริ่มคิดหนักว่าจะทำยังไงกับความสัมพันธ์ของเราดี ความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกถึงเวลาต้องจบแล้ว ผมต้องให้คำตอบภูว่าเพื่อนหรือแฟนในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ แต่ยังไม่มั่นใจกับความคิดของตัวเองเลย

“ภู”
“อืม”

เขาครางในลำคอด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ภูรับรู้ว่าถูกเรียกแต่ไม่ยอมลืมตา แถมยังขยับตัวเข้ามาหาเพื่ออิงแอบผมอย่างออดอ้อนอีก

“คุณจริงจังกับเรื่องของเรามากแค่ไหน?”
“หืม?” ภูยกหัวขึ้นจากหมอนเพื่อมองหน้าผม ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนต่อ “สองถามทำไม?”
“ตอบมาก่อน”
“จริงจังสิ สองถามทำไม?” เขาหาวฟอดใหญ่ทั้งๆที่ยังหลับตา “กี่โมงแล้ว?”
“ตีห้า”
“ยังมีเวลานอน”
“คุณอยากนอนต่อเหรอ?”
“อืม” ภูขานตอบแบบขอไปที พอเป็นเรื่องนอนทีไร เจ้าโกลเด้นมักจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่ “ภูค่อยตอบพรุ่งนี้นะ”

ผมยอมแพ้ต่อใบหน้าง่วงงุนของเขา ไม่เซ้าซี้รบกวนอีกนอกจากลูบหัวภูและห่มผ้าให้ ถ้าหากภูตื่นตอนนี้ เขาอาจจะได้ฟังคำตอบที่ทำให้อารมณ์ดีไปทั้งวัน แต่เพราะภูไม่ยอมตื่นมาฟังความรู้สึกของผมในเช้าวันนั้น เขาจึงจำเป็นต้องรอต่อไปอีกหน่อย ซึ่งน่าเสียดายที่ความมั่นใจของผมมีระยะเวลาไม่นาน ดังนั้นหลังตื่นนอน ผมจึงไม่ถามภูอีก ไม่พูดถึงเรื่องนี้ และแกล้งทำเป็นลืมตลอดสัปดาห์






เช้าวันถัดมาของการค้างคืนที่กู้ด รี้ดดิ้ง เจ้าโกลเด้นงอแงด้วยการบอกว่าไม่อยากไปทำงาน

“โตได้แล้ว”

ผมบอกเขา พลางช่วยพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้ภู ไม่รู้ว่าอาการหน้างุ้มหน้างอนี่เพราะอยากได้ความสนใจหรือไม่อยากไปทำงานกันแน่ แต่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

“ไม่คิดถึงชานมหรือไง? คุณทิ้งนมมานอนกับผมแบบนี้ ไม่สงสารนมเหรอ?”
“ชานมอยู่ดีกินดี จะห่วงมันทำไม” ภูทิ้งตัวนั่งบนปลายเตียงและเริ่มแกว่งขาไปมา “ภูว่าสองควรย้ายไปอยู่คลินิกกับภูนะ”
“ไปไม่ได้หรอก ผมมีงานต้องทำ”
“แต่สองทำงานผ่านคอม สองจะทำที่ไหนก็ได้ ถ้าคลินิกข้างล่างมันวุ่นวายเกินไป สองก็ทำในห้องนอน ตอนเที่ยงค่อยลงมากินข้าวกับภู ส่วนตอนเย็นเราก็ไปเที่ยวกัน”
“ตื่นเถอะ คุณก็รู้ว่าผมไม่มีวันทิ้งกู้ด รี้ดดิ้งหรอก” ผมดับความฝันของเขา “ไว้เราค่อยเจอกันใหม่วันหลัง”
“แต่สัปดาห์ละวันมันน้อยเกินไป”
“ผมรู้” ผมบอกเจ้าโกลเด้นที่กำลังหูลู่หางตก “เรายังวิดีโอคอลหากันได้”
“แต่เรากอดกันไม่ได้”

ผมรู้

ผมอยากตอบภูแบบนั้น แต่กลัวว่าการยอมรับความรู้สึกตัวเองจะยิ่งทำให้เรื่องมันยาก หากผมบอกว่า ใช่ มันแย่มาก การไม่ได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนทำให้ผมรู้สึกเหมือนจะตาย เชื่อไหมว่าภูคงไม่หยุดโน้มน้าวให้ย้ายไปอยู่คลินิกด้วยกัน เขาคงพูดเรื่องนี้ทั้งวันและทั้งคืน เซ้าซี้ให้สิปปกรหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ด้วยโดยไม่คิดถึงความเสี่ยงเลย และความเสี่ยงที่ว่านั่น – คือโอกาสที่เราต้องเลิกกัน

ผมพยายามไม่ผูกใจกับภูมากจนเกินไป ไม่อยากค้างกับเขาบ่อย ไม่อยากกลายเป็นอวัยวะที่สามสิบสามของเจ้าโกลเด้น อย่างที่ใครๆรู้ พอคนเราอยู่ด้วยกัน อะไรอะไร ที่ถูกซ่อนไว้ก็มักจะแสดงออกมาให้เห็น ผมกลัวว่าหากปล่อยให้ความสัมพันธ์เดินหน้าเร็วเกินไป มันอาจจะจบเร็วเกินไปโดยไม่ทันได้ปรับตัว ดังนั้นผมจึงยื้อความคืบหน้าเอาไว้ ไม่ให้มันเป็นไปตามใจของภู แต่ก็ไม่ฝืนความต้องการของเราทั้งคู่เช่นเดียวกัน

หกโมงสิบห้านาที เราเดินลงบันไดไปทานข้าวในห้องครัวซึ่งผมเตรียมเอาไว้แล้ว ปกติผมไม่ค่อยปั่นจักรยานไปตลาด แต่กลัวภูหิวข้าวจึงรีบตื่นก่อนเขา ยืมจักรยานของติณเพื่อปั่นไปซื้อข้าวเหนียวไก่ทอดมาให้ แน่นอนว่าส่วนของภูต้องเป็นน่องไก่ น่องไก่ชิ้นโตๆเนื้อแน่นๆและกระเทียมเจียว ของติณณภพเป็นเนื้อหน้าอก ส่วนผมกินได้ทั้งนั้น แต่หากความว่าชอบส่วนไหนเป็นพิเศษก็คงตอบว่าน่องเหมือนภู

“ซื้อมาเยอะจัง” 
“มีโอวัลตินเย็นด้วยนะ” ผมตอบพลางเปิดตู้เย็น หยิบเอาเครื่องดื่มที่หวานแสบไส้มาวางตรงหน้าเจ้าโกลเด้น “กินเยอะๆแล้วรีบไปทำงาน เดี๋ยวสาย”
“ทำไมมีหน้าอกตั้งสองชิ้น? สองชอบอกไก่เหรอ?”
“ของติณ” ผมบอกภูก่อนจะแบ่งไก่ทอดส่วนของเพื่อนสนิทใส่จาน “ทำไมมองอย่างนั้น?”
“ภูอยากกินอกไก่”
“จะแย่งไอ้ติณทำไม ผมซื้อน่องมาให้ตั้งหลายชิ้น” ผมแย้งแต่ภูยังดื้อรั้นจะเอาอกไก่ทอดของติณให้ได้ “ก็ได้ คุณเอาอกไก่ของติณไป แต่ต้องแลกกับน่องของคุณนะ”

ภูอึกอักแต่ตอบตกลง เช้าวันนั้นติณณภพจึงได้กินอกไก่แค่ชิ้นเดียว ส่วนภูได้กินทั้งน่องและอกไก่สมใจอยาก เรานั่งทานมื้อเช้าด้วยกันในครัว ผมเท้าคางมองภูกัดน่องไก่ทอดและเคี้ยวข้าวเหนียวจนแก้มตุ่ย นึกสงสัยว่าทำไมเจ้าโกลเด้นจะทำอะไรก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูไปหมด เขาทำให้ผมชื่นใจด้วยการกินอย่างเอร็ดอร่อย กินจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือข้าวเหนียวแม้แต่เม็ดเดียว เมื่อถามเขาว่าอิ่มไหม ภูก็หยักหน้ายิ้มและตอบว่าอิ่มคับ

“ไปทำงานได้แล้ว”

ผมพูดเมื่อเห็นภูไม่ยอมขยับตัวไปไหน เอาแต่นั่งแผ่พุงกลมๆบนเก้าอี้ทานข้าวเหมือนคนขี้เกียจ พอเราสบตากัน ภูก็ทำหน้าอ้อนแล้วกวักมือให้เดินเข้าไปใกล้เพื่อที่จะกอดเอวของผมและเกริ่นเรื่องไปอยู่ที่คลินิกด้วยกันอีกครั้ง

“แม่คุณต้องไม่ชอบความคิดนี้แน่”

แล้วเราก็เงียบเมื่อพูดถึงคุณแม่ของภูขึ้นมา

“ภูว่าจะเลิกทำงานที่คลินิกของแม่”
“หมายความว่าไง? นั่นไม่ใช่คลินิกของคุณเหรอ?”
“ภูไม่รู้จะพูดยังไง แม่เซ้งคลินิกมาจากเพื่อนของพ่อแล้วเปิดร้านให้ ตอนนี้แม่ลองให้ภูบริหารเองแต่จริงๆแล้วร้านเป็นชื่อแม่”
“ก็เท่ากับว่าแม่จ้างคุณทำงานที่คลินิกงั้นสิ”
“ใช่ สองก็รู้ว่าภูบริหารไม่เก่ง อีกหน่อยแม่คงไม่ให้ภูบริหาร คงให้รักษาอย่างเดียวแล้วจ่ายเป็นเงินเดือนเหมือนหมอคนอื่น ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ภูไปทำคลินิกอื่นก็ได้ ยังไงก็เหมือนกัน”
“แม่คุณจะยอมเหรอภู?”
“ไม่รู้ แต่ภูอยากมีอิสระบ้าง” ภูตอบเสียงเรียบ “ทำไมคนอื่นอยู่กับแฟนได้แล้วภูอยู่ไม่ได้ล่ะ?”
“ปัญหามันไม่ใช่เพราะคุณมีแฟนหรอกภู” ผมลูบแก้มของเจ้าโกลเด้นเบาๆ “ปัญหาคือผมต่างหาก”
“ยังไง?”
“แม่คุณคงอยากให้คุณคบใครที่ดีกว่านี้”
“เชื่อภูเถอะ บนโลกนี้ไม่มีใครเปิดใจให้ภูเท่าสองอีกแล้ว”

ผมหลุดหัวเราะเมื่อได้ยินประโยคนี้ ก่อนจะมานึกเอะใจในภายหลังกับคำว่าเปิดใจให้ ทำไมจะไม่มีใครเปิดใจให้ภูล่ะ เขาน่ารัก เขาเป็นเด็กดี เป็นคนที่ร่าเริงแจ่มใสและยิ้มเก่งขนาดนี้ ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบเขา มีใครได้ใกล้ชิดภูแล้วไม่ตกหลุมภูด้วยเหรอ

“ไปทำงานได้แล้ว” ผมตัดบทเมื่อเห็นว่าใกล้เจ็ดโมงเช้าเต็มที “ถึงแล้วโทรมานะ”

ภูพยักหน้ารับและสวมกอดผม เราเดินออกจากห้องครัวตรงดิ่งไปที่รถ ผมมองภูโยนกระเป๋าใส่เบาะหลังและกอดกันอีกครั้ง จู่ๆภูก็พูดขึ้นมาว่าอยากให้ตำรวจจับโจรได้ไวๆ ติณณภพจะได้ปล่อยสิปปกรให้เป็นอิสระเสียที

“ติณไม่ใจร้ายกับผมเหมือนทุกคนหรอก” ผมยิ้ม
“ถ้าพี่ติณไม่ใจร้าย เขาคงปรามลูกน้องไม่ให้พูดจากวนส้นตีนกับสองแล้ว”
“คิมเป็นคนปากหมา บางครั้งมันก็พูดอะไรหมาๆกับติณเหมือนกัน คุณอย่าใส่ใจเลย”

ผมลูบไหล่เจ้าโกลเด้นที่ยืนหน้าบูดเป็นตูด พยายามทำให้ภูยิ้มแต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ ภูจริงจังกับเรื่องของสิปปกรมากเกินไป

“จริงๆนะสอง สองควรจะมีที่ที่อยู่แล้วสบายใจ” ภูรวบมือที่ของผมไปกุมแน่น “ภูถึงอยากให้สองไปอยู่ด้วยที่คลินิก อย่างน้อยที่นั่นก็ไม่มีใครแขวะสอง”
“ปัญหามันไม่ใช่โดนแขวะหรอก มันเป็นเพราะผมเอง คนอย่างผมไปอยู่ที่ไหน อยู่กับใครก็มีแต่ปัญหา”
“ไม่โทษตัวเองได้ไหม? เข้าข้างตัวเองบ้างไม่ได้เลยเหรอสอง?”

ผมไม่รู้จะตอบอะไรในเมื่อมันไม่มีคำตอบสำหรับเรื่องนี้

“ไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมไม่คิดอะไร” ผมบีบมือเขาตอบ “แต่ขอบใจนะที่เป็นห่วง”
“ถ้าอยู่ที่นี่แล้วไม่สบายใจ เราไปอยู่ด้วยกันนะ คลินิกของภูพร้อมต้อนรับสองเสมอ”
“ผมรู้ว่าคุณชอบให้ไปค้างด้วยเพราะหวังผลใช่ไหม?”
“เปล่าเสียหน่อย” เจ้าโกลเด้นหน้ามุ่ยหนักกว่าเดิม “พี่ติณเลิกพาลสองเมื่อไหร่ มาค้างที่คลินิกภูอีกนะ”
“อืม” ผมยิ้มและลูบแก้มเขา “ดูแลตัวเองด้วย”
“รู้แล้ว สองก็พักผ่อนเยอะๆ เมื่อคืนสองดูเหนื่อยมากเลย”
“สั่งมากจริงๆ คุณเนี่ย เป็นเด็กเป็นเล็กทำไมถึงกล้าสอนคนกร้านโลกอย่างผม”

ภูน่ารักจนต้องหยิกแก้มหนึ่งครั้ง เราบอกลากันตรงลานจอดรถของกู้ด รี้ดดิ้ง ผมโบกมือบ๊ายบายภูและย้ำให้โทรหาเมื่อถึงคลินิก เจ้าโกลเด้นลดกระจกลงเพื่อโบกมือลาเป็นหนสุดท้าย แล้วบีเอ็มดับเบิ้ลยูของเขาก็จากไป ไม่กลับมาหาผมอีกตลอดทั้งสัปดาห์

ผมยืนมองรถของภูขับออกไปจนสุดสายตา รู้สึกเหงาชะมัดเมื่อคิดว่าจะไม่ได้เจอภูอีกเร็วๆนี้ แต่ทำยังไงได้ ในเมื่อความผิดยังติดตัวอยู่ ตราบใดที่คนร้ายยังลอยนวล ผมก็คงไปหาภูตามอำเภอใจไม่ได้ พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ผมก็เริ่มรู้สึกหมดหวังกับความสัมพันธ์ของเรา

“ภูกลับแล้วเหรอ?”

ผมหมุนตัวไปมองต้นเสียง ติณณภพในสภาพหัวยุ่งหัวฟูกับชุดนอนสีเทากำลังยืนหาวอยู่ด้านหลัง

“ไปกินข้าวสิ กูซื้อไก่ทอดมาให้”
“เห็นแล้ว” ติณตอบ “ซื้อน่องมาทำไมเยอะแยะ ทีอกไก่กูล่ะมีแค่ชิ้นเดียว ไอ้หมอหมานั่นเป็นตัวแดกน่องหรือไง”

ผมหัวเราะก่อนจะบอกว่าใช่ ภูชอบกินน่องไก่มาก แต่ไม่ได้บอกติณว่าผมยกหน้าอกหนึ่งชิ้นให้ภู

“สรุปถึงไหนแล้ว?”
“เรื่องอะไร? ร้านเหรอ?”
“มึงกับหมอหมา” ติณว่าพลางเดินไปเปิดประตูเหล็กม้วนหน้าร้าน “ชอบมันไหมล่ะ?”
“ชอบ” ผมไม่โกหกความรู้สึกของตัวเองอีก “ชอบมาก”
“ชอบจนยกอกไก่ให้มันเลยใช่ไหม?”
“ก็แลกกับน่องแล้วไง อย่าบอกนะว่ามึงน้อยใจที่กูเอาอกให้ภู?”

ติณไม่ตอบนอกจากเหลือบมองและยิ้มมุมปาก ผมไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทคิดเห็นยังไงกับความสัมพันธ์ของเรา ดังนั้นตอนที่ยอมรับกับเพื่อว่าชอบเจ้าโกลเด้นภูมาก ผมจึงหวังว่าติณจะสนับสนุนให้ผมเดินหน้า หรือไม่ก็พูดอะไรดีๆออกมา ทว่าติณกลับไม่พูดอะไรนอกจากวุ่นวายกับการเตรียมตัวเปิดร้าน ส่วนผมกลับขึ้นห้องของตัวเองตามเดิมและไม่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของผมกับภูให้ติณฟังอีกเลย


50%

_______________________

#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก

สวัสดีค่ะ วันพุธหรรษาเฉพาะกิจที่ไม่ควรเรียกว่าหรรษา มาน้อยที่สุดตั้งแต่เคยอัปนิยายมา แต่ว่ามานะ ;-;

จริงๆเราเขียนไป 8 พันกว่าคำแล้วค่ะ แต่พอกลับมาอ่านมันก็ยังไม่ค่อยถูกใจ ไม่อยากตัดเรื่องนั้นสลับเรื่องนี้เข้ามาใส่จนไทม์ไลน์ยุ่ง ก็เลยอยากจะขอเวลาแก้ไขและเกลาเนื้อเรื่องอีกซักนิดนะคะ ต้องขอโทษทุกคนจริงๆค่ะที่ปล่อยให้รอนาน แทบจะกลายเป็นนิยายรายเดือน แถมเนื้อหายังสั้นลงอีก เราขอโทษจริงๆนะคะ TT ไม่ว่ายังไงเราก็ยังอยากขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ให้ฟี้ดแบคและขอบคุณสำหรับโดเนท ขอบคุณนะคะที่เป็นนักอ่านที่น่ารักเสมอมา เราสัญญาว่าจะทำเรื่องนี้ออกมาให้ดีที่สุด โปรดอย่าลืมนิยายเรื่องนี้ และอยู่ด้วยกันจนจบเลยนะคะ ;-;

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2088
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1
อย่าบอกนะว่าติณก็ชอบสองด้วย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 259
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
13 [100%] PART 1/2


น้ำหนึ่งหย่ากับไอ้เหี้ยปั๊ปวันนี้ ผมดีใจมากที่รู้ว่าปัญหาคาราคาซังของพี่สาวและหลานชายกำลังจะจบ หวังว่าหลังจากนี้เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที

พ่อลางานเพื่อพาน้ำหนึ่งไปสำนักงานอำเภอ ส่วนแม่ลางานเพื่อดูแลเปเปอร์ที่บ้าน เราเห็นตรงกันว่าจะไม่ยอมให้ไอ้เหี้ยปั๊ปมีส่วนร่วมใดๆกับชีวิตของน้ำหนึ่งและเปเปอร์อีก ดังนั้นการหย่าครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้ายที่น้ำหนึ่งและผัวเฮงซวยจะได้เจอหน้ากัน เช้าวันนี้น้ำหนึ่งจึงแต่งตัวสวยกว่าปกติ เธอแต่งหน้าและทาลิปสติกสีแดงราวกับฉลองเอาชัยเพื่อล้างซวย น้ำหนึ่งสวมรองเท้าส้นสูงราคาแพงที่เคยซื้อสะสมไว้ สะพายกระเป๋าหนังเทียมสีครีมด้วยความมั่นใจ และก้าวเท้าลงจากรถเก๋งด้วยมาดคุณนายโดยมีพ่อและน้องชายเป็นตัวประกอบเดินตามอยู่ข้างหลัง

“ดูมัน มีความสุขจนออกนอกหน้า” พ่อบ่นยิ้มๆ ผมเองก็ยิ้มที่เห็นว่าพี่สาวเข้มแข็งขึ้นแค่ไหน “ไม่อยู่เฝ้าร้าน ติณไม่ว่าเหรอ?”
“ไม่ว่า ถ้ามาหาพ่อยังไงมันก็ไม่ว่า”

ผมตอบพลางนึกถึงเพื่อนสนิท หากมาหาพ่อแม่ ติณณภพไม่เคยว่าเลย ไม่เคยขัดขวางหรือแสดงอาการไม่พอใจเมื่อรู้ว่าผมจะไม่อยู่เฝ้าร้าน แต่หากคนที่ไปหาคือภูเมื่อไหร่ บรรยากาศน่าอึดอัดจะแผ่ซ่านออกมาจากทันที ราวกับว่าติณหมายหัวภูเอาไว้ว่าเป็นตัวปัญหา ภูคือคนที่ทำให้สิปปกรสนใจร้านน้อยลงและควรหาทางกีดกัน ผมไม่แน่ใจว่าคิดไปเองคนเดียวหรือไม่ แต่ยอมรับว่ามีหลายครั้งที่บางคำพูดและการกระทำของติณทำให้ผมคิดว่าเพื่อนสนิทไม่ชอบเจ้าโกลเด้น

“ทำธุระเสร็จก็อย่าเพิ่งกลับนะ อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน”

ผมพยักหน้า ให้สัญญากับพ่อว่าจะกินข้าวเย็นที่บ้านก่อนกลับร้านกู้ด รี้ดดิ้ง เมื่อเราเดินเข้าไปในที่ทำการอำเภอก็เจอไอ้เหี้ยปั๊ปรออยู่ก่อนแล้ว มันนั่งไหล่ตก ดูกระจอกงอกง่อยผิดจากวันที่ต่อยผมจนแก้มช้ำ หลังศาลตัดสินให้เมียน้อยจ่ายเงินชดเชยหกหลัก ผมเดาอนาคตของไอ้เหี้ยปั๊ปกับหญิงชู้ได้เลยว่าจะเป็นยังไง คงระหองระแหงแตกหักเพราะต้องทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวเพื่อจ่ายค่าชดเชยตามศาลสั่ง ต่อให้ผู้หญิงคนนั้นไม่มีเงินฝากมากมายในบัญชีแต่ถ้าเธอมีรถเป็นชื่อของตัวเอง ศาลก็จะสั่งยึดรถ ถ้าเธอมีเงินเดือน ศาลก็สั่งอายัดส่วนที่เกินสองหมื่นบาทมาชดใช้จนได้

คดีฟ้องหย่าของน้ำหนึ่งเปิดโลกของเรามาก เราเคยคิดว่าการไปศาลต้องยุ่งยากวุ่นวายและไม่ได้เรื่องได้ราว ปรากฎว่าศาลท่านไม่เมตตาคนชั่วอย่างที่คุณบูม ทนายที่เคยสูบบุหรี่ด้วยกันว่าไว้ อย่างน้อยการตัดสินใจของเราถูกต้อง เราคิดถูกจริงๆที่ยอมจ่ายเงินค่าทนายเพื่อทวงคืนสิ่งที่เราควรได้จากไอ้เหี้ยปั๊ปกับชู้ วันนี้น้ำหนึ่งจะได้เป็นอิสระแล้ว เธอจะมีเงินหนึ่งก้อน(ที่ยังไม่ได้รับในตอนนี้)สำหรับเลี้ยงดูเปเปอร์และเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที แต่สำหรับผมและครอบครัว เราเห็นด้วยว่าเงินก้อนนั้นไม่สำคัญเท่าการได้เห็นน้ำหนึ่งมีความสุข อย่างน้อยเราก็สบายใจที่รู้ว่าพี่น้ำไม่ได้ถูกทำร้าย เธออาศัยอยู่บ้านกับพ่อแม่อย่างปลอดภัยและสบายดี แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะเริ่มเยอะขึ้นจนต้องตัดของฟุ่มเฟือยหลายอย่าง แต่เราก็ดีใจที่ครอบครัวของเราปลอดภัย ไม่ถูกใครทุบทีเหมือนหมูเหมือนหมาอย่างที่เป็นมาอีก

ใบหย่าของน้ำหนึ่ง มีข้อความสลักไว้สามข้อ หนึ่งคือมารดามีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว สองคือการตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูจนกระทั่งเปเปอร์จบปริญญาตรี สามคือการตกลงร่วมกันของสินสมรส น้ำหนึ่งไม่เรียกร้องขอส่วนแบ่งเพราะเธอไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆในการสร้างเนื้อสร้างตัว และทางครอบครัวของเราก็เห็นตรงกันว่าไม่อยากได้สมบัติของใคร นอกจากเงินชดเชยค่าเลี้ยงดูที่เปเปอร์สมควรได้รับ เราก็ไม่อยากข้องเกี่ยวหรือเห็นไอ้เหี้ยปั๊ปในชีวิตของน้ำหนึ่งกับลูกอีก ดังนั้นเงื่อนไขของการหย่ามีเพียงสามข้อ ซึ่งไอ้เหี้ยปั๊ปจะทำตามที่พูดไว้ได้หรือไม่ก็ไม่รู้ เรารู้แค่ว่าหากมันเบี้ยวคงได้พบกันอีกครั้งที่ศาลในอนาคต

การจดทะเบียนหย่านั้นรวดเร็วและไม่ซับซ้อนอย่างที่ใครหลายคนคิด มันจบลงอย่างง่ายดายเหมือนความสัมพันธ์ ต่างจากตอนเริ่มต้นที่เราต้องใช้เวลาและความรู้สึกมากมายเพื่อทำให้มันเป็นรูปเป็นร่าง หลังทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเราก็เดินทางกลับ ไอ้เหี้ยปั๊ปไม่ยกมือไหว้หรือบอกลา มันลุกจากเก้าอี้และขับรถกลับโดยไม่ถามถึงเปเปอร์เลยซักคำ ส่วนเราสามคนเดินตรงไปที่รถเงียบๆโดยไม่พูดอะไรอีก ทันทีที่ขึ้นรถ น้ำหนึ่งก็ถอดรองเท้าส้นสูงออก เธอปล่อยมวยผม นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ซักพักจึงเริ่มร้องไห้

ผมและพ่อไม่มีใครตำหนิที่น้ำหนึ่งร้องไห้ เราไม่ดุด่าเธอแค่เพราะเสียใจที่ต้องหย่ากับสามี เราเข้าใจดีว่าการเลิกรานั้นเจ็บปวดมากแค่ไหน และน้ำหนึ่งทำดีที่สุดแล้วในแบบของตัวเอง ต่อให้พี่สาวจะเป็นพวกบูชาความรักขนาดยอมพลีกายถวายหัว แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่หมดความอดทน น้ำหนึ่งก็ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและลูกด้วยการหย่า แม้ว่าตอนสืบพยานเธอจะยังคงร้องไห้เพียงเพราะเห็นไอ้เหี้ยปั๊ปควงผู้หญิงคนนั้นมาด้วย แต่น้ำหนึ่งก็ไม่ได้ฟูมฟายขอกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก นี่คือสิ่งที่ผมภูมิใจในพี่สาวมาก หลังจากไขว่คว้าหาความรักมานานสามสิบกว่าปี ในที่สุดน้ำหนึ่งก็ได้เรียนรู้ที่จะรักตัวเองเสียที




เราแวะตลาดก่อนกลับบ้าน พ่อชวนเราซื้อซูชิจากแฟรนไชส์ร้านอาหารญี่ปุ่นเพื่อฉลองอิสรภาพให้น้ำหนึ่ง ซูชิราคาเริ่มต้นที่คำละยี่สิบบาทจัดอยู่ในหมวดอาหารมื้อพิเศษสำหรับครอบครัวของเรา นานๆทีพ่อกับแม่ถึงจะซื้อกิน หรือไม่ก็ต้องเป็นผมซื้อไปฝากเท่านั้นทุกคนถึงจะได้ลิ้มรสปลาส้มแสนอร่อย ซูชิจึงเป็นสัญลักษณ์วันพิเศษของครอบครัวเราไปโดยปริยาย และวันนี้คงเป็นวันที่พ่อต้องการให้มันพิเศษมากๆถึงยอมจ่ายเงินหลายร้อยเพื่อซื้ออาหารญี่ปุ่นให้พวกเราทุกคน แน่นอนว่าพ่อไม่ได้จ่ายหรอก ผมยอมให้พ่อจ่ายเงินไปก่อน ปล่อยให้เขาภูมิใจกับการได้ใช้เงินตัวเองซื้อของกินแพงๆให้ครอบครัว หลังจากนั้นเมื่อพ่อหลับสนิท ผมก็จะโอนเงินคืนให้พ่อโดยไม่บอกว่าค่าอะไร พอเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย พ่อจะไม่ปฏิเสธเพราะคิดว่าเป็นค่านม ค่าแพมเพิร์สเปเปอร์ ผมไม่เคยปล่อยให้พ่อกับแม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจนขัดสนอยู่แล้ว ผมไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่คิดจะทอดทิ้งตราบใดที่ยังพอหาเงินเพื่อจุนเจือทุกคนได้

เราถึงบ้านก่อนเที่ยงนิดหน่อย พอเห็นรถเก๋งเข้าเข้าเขตรั้วบ้าน แม่ก็รีบอุ้มเปเปอร์มารอต้อนรับเรา หลานชายที่ไม่ได้เจอกันนานดูไม่ต่างจากครั้งล่าสุดเท่าไหร่ นอกจากผมดกดำขึ้นและตัวยาวขึ้น ผมก็ไม่เห็นว่าเปเปอร์จะมีอะไรเปลี่ยนนอกจากพูดคำว่า ห่า ได้

“เด็กบ้าอะไรพูดคำหยาบได้ก่อนคำว่าแม่”

ผมบ่นติดตลก เปเปอร์ส่งยิ้มหวานและเริ่มดิ้นเมื่อเห็นน้ำหนึ่งเดินหิ้วรองเท้าส้นสูงมาแต่ไกล เจ้าตัวเล็กอ้าปากกว้าง ส่งเสียง หะ หะ หะ อยู่สองสามครั้งก่อนจะเปล่งเสียงดังลั่นว่า ห่า

“พ่อพูดหยาบให้หลานได้ยินล่ะสิ ตัวอย่างไม่ดีของเด็กและเยาวชน”

ผมแกล้งว่า ตาลุงหัวล้านรีบยกมือแจกมะเหงก พ่อน่ะเหรอจะพูดหยาบให้หลานได้ยิน มีแต่คุณน้าปากหมาเท่านั้นแหละที่เอาแต่พูดว่าห่าเหว ห่าเหว จนหลานมันติดใจ พูดไม่หยุดปากยันวันนี้

“คืนนี้นอนบ้านได้ไหม?” แม่ถาม “นอนที่นี่ซักคืนแล้วค่อยกลับ”
“ไม่ได้หรอก ไม่มีคนเฝ้าร้าน”
“ใจคอจะให้เพื่อนกลับบ้านมานอนกับพ่อกับแม่บ้างไม่ได้หรือไง ถ้าร้านต้องมีคนเฝ้าทั้งวันทั้งคืนทำไมไม่จ้างยาม”

แม่เริ่มประชดแดกดัน เพราะเรื่องคราวก่อนที่โจรงัดร้านทำเอาบ้านเราปั่นป่วนกันยกใหญ่ พ่อถึงขั้นยื่นคำขาด ไม่ยอมให้ผมกลับไปนอนเฝ้าร้านเพราะกลัวโจรกลับมาฆ่าปาดคอสิปปกรจริงๆ แต่ผมคงย้ายมาอยู่บ้านถาวรไม่ได้หรอก ที่นี่มีคนพลุกพล่านมากเกินไป มีเสียงร้องของเด็ก มีเสียงพูดคุยโวยวายของพ่อกับแม่ ไหนจะห้องนอนส่วนตัวที่ไม่ได้กว้างขวางเท่าพื้นที่ทำงานในร้านกู้ด รี้ดดิ้ง ดังนั้นตัดข้อนี้ทิ้งเลย ย้ายไปอยู่คลินิกของภูยังน่าเป็นไปได้มากกว่า

เราสี่คนพ่อแม่ลูกนั่งล้อมวงหน้าทีวี แม่ดูดีใจเป็นพิเศษเมื่อได้กินซูชิชิ้นใหญ่อย่างที่ตัวเองชอบ แม่ชอบข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาแซลม่อนมาก มากพอๆกับซูหน้าไข่หวาน พ่อชอบแซลม่อนเบิร์นมากกว่า ชอบถึงขนาดที่กินได้เป็นสิบๆคำไม่รู้จักอิ่ม ส่วนผมกับน้ำหนึ่งอยู่ลัทธิแซลม่อนดิบ พอเริ่มอิ่มเราก็จะวางส่วนที่เหลือทิ้งไว้ เครื่องจักรกำจัดอาหารอย่างพ่อจะคอยตามกินทุกชิ้นจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือให้แม่บ่นเสียดายแม้แต่คำเดียว

หลังกินเสร็จ พ่อกับผมนั่งตากพัดลมหน้าทีวี ส่วนน้ำหนึ่งและแม่รีบกุลีกุจอเช็ดโต๊ะทำความสะอาด บ่ายวันนั้นผมไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากเล่นโทรศัพท์ ในขณะที่แม่กับน้ำหนึ่งวุ่นวายกับการทำงานบ้านและเลี้ยงหลาน พ่อกับผมทำเพียงนั่งๆนอนๆบนโซฟาเหมือนคนขี้เกียจ บรรยากาศในบ้านเหมือนเดิมไม่มีผิด ผู้ชายไม่เคยต้องทำอะไร ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของผู้หญิงที่ต้องทำความสะอาด จัดเตรียมอาหาร และอำนวยความสะดวกให้หัวหน้าครอบครัวเท่านั้น

ตกบ่าย เราพากันไปเดินตลาดใกล้บ้าน วันนี้พ่อบ่นอยากกินปิ้งย่าง เราห้าคน(เปเปอร์อยู่ในเป้อุ้มของน้ำหนึ่ง) จึงยืนเรียงแถวหน้าร้านขายวัตถุดิบสำหรับหมูกระทะ

“กิโลละหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าบาทจ้า” แม่ค้าตะโกนขายของพลางส่งถุงพลาสติกให้เราคนละใบ “คละได้นะจ๊ะ คละได้ทุกอย่างเลย แถมผักและน้ำซุปให้ฟรี”

เชื่อไหมว่าพลังความหิวทำให้พ่อต้องจ่ายเงินซื้อหมู ซื้อปลาหมึกและของกินเล่นอื่นๆตั้งห้าร้อยกว่าบาท แต่พ่อก็ยังดูมีความสุขแม้เงินสดจะเริ่มร่อยหรอจนต้องหยิบยืมจากลูกชาย วันนั้นเราได้ของกินกลับบ้านเยอะมาก พ่อยังคงทำตัวฟุ่มเฟือยเสมอหากเป็นเรื่องอาหารของลูก น้ำหนึ่งที่เคยร้องไห้จนตาบวมเริ่มยิ้มออกเมื่อพ่อชวนเราแวะร้านแผงลอยที่ขายของสวยๆ พ่อรู้ว่าลูกสาวชอบกิ๊บมากไหนก็เลยเอ่ยปากยืมเงินผมอีกยี่สิบบาทเพื่อซื้อกิ๊บให้น้ำหนึ่ง

“เปเปอร์เอาไหม?”

ผมแกล้งพูด เจ้าหมูอ้วนในเป้อุ้มของน้ำหนึ่งก็แผดเสียงร้องลั่น สะบัดแขนขาไปมาแสดงท่าทีอยากได้กิ๊บเต็มที่ เห็นแบบนั้นเราก็หัวเราะออกมาให้กับความไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องรู้ราวของเปเปอร์ ผมจึงติดกิ๊บให้หลานแต่ก็โดนพ่อแว้ดเสียงดัง สั่งห้ามไม่ให้ทำอย่างนั้นเพราะเปเปอร์เป็นเด็กผู้ชาย

“เป็นผู้ชายแล้วไง? ชอบของสวยๆไม่ได้เหรอ?”

ผมถลึงตามอง ไม่อยากให้พ่อส่งต่อค่านิยมนี้ในบ้านเลย ของสวยๆน่ารักๆไม่ได้สงวนไว้ให้ผู้หญิงเท่านั้น ไม่ว่าใครก็ชอบกิ๊บติดผมได้ เปเปอร์ก็ติดกิ๊บได้หากเขาชอบ และผมจะสนับสนุนให้หลานทำสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่สนค่านิยมล้าหลังนั่นด้วย

“เด็กผู้ชายที่ไหนติดกิ๊บ?!”
“ทำไมจะติดไม่ได้? มีแต่คนหัวล้านเท่านั้นแหละที่ติดกิ๊บไม่ได้!”
“อย่าทะเลาะกันได้ไหม อายแม่ค้า”

แม่พูดแก้เก้อและยิ้มเจื่อน เราต่างรู้ว่าถ้าพ่อกับลูกชายเริ่มเถียงกันเมื่อไหร่ เราทั้งคู่ไม่เคยพูดกันเบาๆ มีแต่ส่งเสียงดังโวยวาย กระทืบเท้าไม่พอใจเหมือนเด็กเก็บอารมณ์ไม่อยู่

“สอง อย่าแกล้งหลานสิ กิ๊บติดผมมันหนักนะ เอาไปติดหัวเปอร์เดี๋ยวเปอร์ก็เจ็บหรอก”

แม่แกล้งเอ็ดเพื่อให้เราผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ผมส่งกิ๊บคืนให้น้ำหนึ่งและเดินหนี เบื่อจะคุย เบื่อจะถกเถียงให้เกิดปัญญา บางคนมันก็น่าปล่อยให้ตายไปพร้อมกับชุดความคิดโบราณคร่ำครึนั่นแหละ แต่ผมไม่อยากให้พ่อเป็นคนหัวทึบเพราะสงสารเปเปอร์ ผมอยากให้หลานเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับเขามากกว่านี้ อยากให้เปเปอร์มีคุณตาที่สนับสนุนเขาไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรมากกว่ามีคุณตาไดโนเสาร์ที่วิ่งตามโลกไม่ทัน

เรากลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัวกันทุกคน น้ำหนึ่งที่เป็นแม่ไม่ได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ แต่ก็พอดูออกว่าเธอเองไม่ค่อยจะพอใจ เรามีโอกาสได้คุยกันในภายหลังว่าเธอคิดยังไง น้ำหนึ่งจึงขอร้องให้ผมเลิกยัดเยียดอะไรก็ตามที่ไม่เหมาะสำหรับ “เด็กผู้ชาย” ให้หลานเสียที

“พี่เข้าใจว่าแกหัวสมัยใหม่ แต่ยังไงหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากเห็นลูกเติบโตเป็นคนปกติตามเพศสภาพ” น้ำหนึ่งพูดออกมาเรียบๆ ไม่คิดถึงความรู้สึกของน้องชายที่เป็นเกย์ของตัวเองเลย “พี่ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมคนถึงเป็นเกย์กันเยอะขึ้น แต่ถ้าตัดไฟแต่ต้นลมได้ก็น่าจะดีกว่า เพราะฉะนั้นแกอย่าเอาของสวยๆงามๆ หรือของอะไรที่จะทำให้เปเปอร์เป็นแต๋วมาเล่นกับหลานเลย แกก็รู้ว่าพ่อไม่ชอบ พี่เองก็ไม่ชอบ --”
“หมายความว่าถ้าเปเปอร์เป็นเกย์จริงๆ พี่น้ำจะไม่รักเปอร์เหรอ?”
“รักสิ” น้ำหนึ่งตอบเสียงหนักแน่น “เป็นอะไรก็รักทั้งนั้น แต่ถ้าเลือกได้ก็ขอให้เปเปอร์ไม่เป็นตุ๊ด”

เดาสีหน้าของผมออกไหม คุณพอจะเดาความรู้สึกของผมในตอนนี้ได้ใช่ไหม เพราะอย่างนั้นผมถึงได้พูดตลอดไงว่าบ้านไม่ใช่เซฟโซนสำหรับทุกคน




พ่อบอกว่าจะมาส่งที่ร้านแต่ผมปฏิเสธ ผมขอให้ไปส่งที่สถานีสำโรงเพราะไม่อยากอยู่กับครอบครัวที่สรรหาเรื่องมาทำให้ช้ำใจไม่หยุดหย่อน

ผมนั่งบนเก้าอี้ข้างสุภาพสตรีคนหนึ่งที่เพิ่งเลิกงาน เธอฆ่าเวลาด้วยการเล่นโทรศัพท์มือถือ ส่วนผมฆ่าเวลาด้วยการคิดว่าต้องใช้เวลาอีกกี่นาที ต้องเปลี่ยนสถานีอีกกี่สายกว่าจะถึงร้านหนังสือกู้ด รี้ดดิ้ง การไม่มีรถยนต์ส่วนตัวมันก็ยุ่งยากแบบนี้ ถ้าผมมีรถขับเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน แค่ขึ้นทางด่วนกาญจนาภิเษกก็วิ่งยาวถึงบางบัวทองแล้ว แต่เพราะราคาของความสะดวกสบายมีมูลค่าหลายแสนบาท ผมจึงต้องใช้บริการรถสาธารณะที่แพงหูฉี่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ ผมก็จะนึกสรรหาเหตุผลที่ไม่ทำให้เจ็บใจมากนักมาปลอบตัวเอง

มีรถไม่ดีหรอก ค่าดูแลบำรุงรักษาเยอะแยะ ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าพรบ.ที่ต้องต่อตลอดอายุการใช้งาน มีรถไม่ดีหรอก มันเบียดเบียนที่จอดลูกค้าร้านกู้ด รี้ดดิ้ง อาจจะทำให้ร้านของเรารองรับลูกค้าได้น้อยลงหรือไม่มีใครอยากมาเพราะหาที่จอดรถลำบาก มีรถไม่ดีหรอก ไม่งั้นผมคงเตร็ดเตร่ไปไหนตามใจโดยไม่ต้องคิดหนัก ผมอาจไปโผล่ที่หัวหินหรือเชียงใหม่เวลาเศร้า และทุกการเดินทางมีค่าใช้จ่ายอย่างคาดไม่ถึง เพราะฉะนั้นไม่มีรถน่ะดีแล้ว ไม่มีน่ะดีแล้ว ผมสะกดจิตตัวเองเพื่อไม่ให้น้อยเนื้อต่ำใจไปมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เจ็บใจที่เงินส่วนใหญ่ต้องจุนเจือทางบ้านจนไม่มีโอกาสได้สร้างเนื้อสร้างตัว ผมหลอกตัวเอง – ว่าไม่เป็นไรหรอก มีรถไม่เห็นจะดีตรงไหน นั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้าก็ได้ ยังไงก็ถึงปลายทางเหมือนกัน

ผมเหม่ออยู่อย่างนั้นขณะรถไฟฟ้าวิ่งผ่านไปหลายสถานี ทุกชานชาลาที่จอดจะมีบิลบอร์ดโฆษณาคอนโดมีเนียมเต็มไปหมด ทำเลดี เริ่มต้นที่หนึ่งจุดหกล้านบ้าน หนึ่งจุดเก้าล้านบ้าน สองล้านห้าแสนสำหรับห้องยี่สิบกว่าตารางเมตร ราคาของอสังหาริมทรัพย์มีหลายระดับไปจนถึงหลักสิบล้าน เริ่มต้นสิบสองล้านในย่านใจกลางเมือง สามสิบล้านสำหรับคอนโดสองชั้น ดูเหมือนว่าช่วงนี้คอนโดกำลังเป็นที่นิยม แม้แต่เพื่อนๆในเฟสบุ๊กก็เริ่มโพสต์เกี่ยวกับการรีโนเวทคอนโดและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผมหยุดอ่านป้ายบิลบอร์ดป้ายหนึ่งตรงชานชาลา มันเขียนไว้ว่าเริ่มต้นหนึ่งจุดสองล้านบาท(พร้อมเครื่องหมายดอกจันเล็กๆ)สำหรับห้องขนาดยี่สิบห้าตารางเมตร มีพื้นที่ใช้สอยครบครัน อยู่ใกล้โรงพยาบาลแต่เป็นชานเมืองกรุงเทพ

ราวกับภาพโฆษณามีมนต์สะกดบางอย่าง ผมมองรูปอาคารก่อสร้างสูงยี่สิบสองชั้น มองรูปถ่ายห้องตัวอย่างพลางคิดกับตัวเองว่าพอมีทางเป็นไปได้ไหมที่จะหาเงินหนึ่งล้านสองแสนบาทเพื่อซื้อคอนโดเป็นของตัวเองซักห้อง ยิ่งเห็นคำว่ามีส่วนลดสามแสนบาทก็ยิ่งตาลุกวาว ส่วนลดตั้งสามแสนบาทเลยนะ ถึงขนาดห้องจะเล็กไปหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไรเพราะผมคงไม่อยู่กับใคร ผมคงอยู่คนเดียวอย่างนี้ไปจนตาย จึงไม่ต้องคิดหนักเหมือนคนอื่นๆเลยว่าหากแต่งงานจะต้องย้ายออกไหม มีลูกจะทำยังไง สิ่งเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของสิปปกร ไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะผมเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตคนเดียวอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยหากจะต้องอยู่คนเดียวไปจนวันตาย ผมก็อยากได้เซฟโซนซึ่งเป็นของตัวเองซักที่

ทุกวันนี้เซฟโซนของผมคือห้องนอนส่วนตัวบนชั้นสามของร้านกู้ด รี้ดดิ้ง ซึ่งการอยู่ที่นั่นไม่รับประกันว่าจะอาศัยอยู่ได้ตลอดไป ไม่แน่อีกสิบปีข้างหน้าติณอาจจะปิดร้าน หรือปล่อยให้เช่าเพราะกิจการไปต่อไม่ได้ และการอาศัยอยู่ที่นั่นก็มีราคาที่ต้องจ่าย มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นมาอีกเท่าตัว ผมต้องเฝ้าร้านทุกคืนอย่างเลี่ยงไม่ได้ และหากมีอะไรเกิดขึ้นเหมือนคืนที่โจรงัดร้านก็ต้องตกเป็นจำเลยสังคมก่อนเพียงเพราะอาศัยอยู่ฟรี

ผมยืนมองป้ายโฆษณาอีกหลายนาที นึกครุ่นคิดว่าทำยังไงนะถึงจะสามารถมีเซฟโซนของตัวเองได้ซักแห่ง บางทีอาจจะต้องมองหาคอนโดมือสอง หรือคอนโดทำเลไม่ดีเท่าไหร่จะได้ไม่แพงจนเกินไป แต่พอคิดเรื่องนี้ทีไร มันก็คำถามผุดขึ้นมาในหัวตลอด ต้องทำงานหนักแค่ไหน ต้องหาเงินต่อเดือนให้ได้เท่าไหร่ถึงจะซื้อคอนโดได้ เพื่อนคนหนึ่งในเฟสบุ๊กเคยสอนให้เก็บเงิน หัดเล่นหุ้นแล้วเก็บเงิน ลงทุนซื้อโปรแกรม Cat Tools เพื่อรับงานแปลมากขึ้น ทำยังไงก็ได้ให้เงิน

ใช่ ทำยังไงก็ได้ให้ได้เงิน แต่การซื้อ Cat Tools ก็ใช้เงิน หัดเล่นหุ้นก็ต้องใช้เงิน การสมัครสมาชิกรายปีเว็บไซต์งานแปลจากต่างประเทศก็ต้องใช้เงิน ทุกอย่างเป็นเงินไปหมด แล้วคนที่ไม่มีเงินตั้งต้นอย่างสิปปกรจะทำอะไรได้ คนที่เรียนจบก็ต้องกลายเป็นเดอะแบกของบ้านทันที มันจะเอาเงินจากไหนไปลงทุนเพื่อต่อยอดให้ตัวเองได้

บางทีคงเป็นความขี้แพ้ของตัวผมเองที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จเหมือนเพื่อนคนอื่น ผมเลิกมองป้ายโฆษณาและพับเก็บความฝัน ยังไงชาตินี้ก็ไม่มีวันซื้อรถหรือคอนโดเป็นชื่อของตัวเองได้ ขอแค่ทุกวันที่มีชีวิตอยู่ไม่ห่าเหวจนเกินไป ขอแค่วันนี้ พรุ่งนี้หรืออนาคตข้างหน้า ผมไม่ต้องประสบพบเจอชะตากรรมกันน่าสังเวชอีกก็พอแล้ว

ผมแตะบัตรออกจากสถานีอโศก กำลังมุ่งหน้าไปที่สถานีสุขุมวิทเพื่อนั่งเอ็มอาร์ทีกลับบางบัวทอง จู่ๆตอนนั้นเองภูก็โทรมา ก่อนหน้านี้เขาไลน์มาสองสามข้อความแต่ผมไม่ได้ตอบ ผมไม่ได้หยิบโทรศัพท์มาเช็กเพราะกำลังจ้องโฆษณาขายคอนโดอยู่ ทันทีที่กดรับสาย ภูก็ถามเสียงใสว่าอยู่ไหน ถึงไหนแล้ว พ่อมาส่งหรือเปล่า

“ผมอยู่สุขุมวิท”
[จริงเหรอ! มาเจอกันก่อนสิ เดี๋ยวค่ำๆภูไปส่ง]
“ไม่ต้องหรอก ดึกมากแล้ว ผมไม่อยากกวนคุณ”
[ภูยังไม่ได้กินข้าวเลย เรามาเจอกันหน่อยนะ เดี๋ยวภูไปรับที่บีทีเอสก็ได้ มากินข้าวด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับ ชานมบ่นคิดถึงสองทั้งวันเลย]
“มีซักครั้งไหมที่คุณจะไม่อ้างหมาและพูดว่าคิดถึงผม?”
[ชั่ยๆ ภูเองแหละที่คิดถึงสอง อยากกินข้าวกับสองมาก สองมาเจอภูหน่อยสิ]

ผมหลุดอมยิ้มเมื่อได้ยินภูพูดแบบนั้น เดาสีหน้าออกเลยว่าเขาต้องกำลังย่นจมูก ทำหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูตามฉบับของเขา ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าควรไปเจอเจ้าโกลเด้นดีไหมแต่สุดท้ายก็ตอบตกลง เพราะผมเองก็คิดถึงภูเหมือนกัน

[เดี๋ยวภูขับรถออกไปรับตอนนี้เลย เจอกันคับ]


ต่อpart 2 ข้างล่างเลยคับ  :hao5:

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
13 [100%] PART 2/2


ภูมารับผมจริงๆด้วย เขาส่งยิ้มหวานผ่านกระจกรถทันทีที่เห็นผมรออยู่ริมฟุตปาธ เราทักทายกันด้วยคำว่า “ไง” และส่งยิ้มให้ ทันทีที่ผมปิดประตูรถ ภูก็เปิดไฟเลี้ยวเตรียมออกสู่ถนนหลัก เขาถามผมว่าหิวไหม อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ผมจึงตอบเขาว่าไม่มี

“อะไรก็ได้ ตามใจคุณเถอะ”

ผมตอบและหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง การจราจรช่วงสองทุ่มก็ยังคงหนาแน่นแต่ยังพอเคลื่อนตัวได้ ภูคงเห็นว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติจึงเอ่ยปากถามทันที แต่ผมโกหกเขาไปว่าไม่มีอะไร ผมไม่ได้เป็นอะไร แค่รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางเฉยๆ

“จริงเหรอ?” เขาพึมพำอยู่คนเดียว “ภูเห็นหน้าสองดูเศร้าๆ”
“ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ใช่ ปกติเวลาเจอกัน สองจะดีใจมากกว่านี้” เขาตอบ ผมไม่ยักรู้เลยว่าแสดงอาการแบบนั้นออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ “มีอะไรไม่สบายใจ สองเล่าให้ภูฟังได้นะ”
“ไม่มีอะไรหรอก” ผมปฏิเสธอีกครั้ง รู้สึกเหนื่อยขึ้นมากะทันหันเมื่อคิดว่าต้องเล่าความฝันลมๆแล้งๆของชายวัยสามสิบให้ภูฟัง “หิวข้าวไหม?”
“หิว”
“หาอะไรอร่อยๆกินกันเถอะ”

ผมเอนหัวพิงกระจกและไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้ภูขับรถต่อไปโดยไม่ซักไซ้ถามเอาความจนน่ารำคาญ หลังขับวนไปพักใหญ่เราก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าอยากกินอะไร สุดท้ายภูก็ขับรถกลับคลินิก เราตกลงว่าจะทำมื้อเย็นง่ายๆทานด้วยกัน ซึ่งมื้อเย็นง่ายๆสำหรับภู – คือสปาเก็ตตี้

“มีวัตถุดิบเยอะขนาดนี้ คุณจะพาผมออกไปหากินข้างนอกทำไม?”

ผมยืนพิงเคาน์เตอร์ครัวพลางมองเจ้าโกลเด้นเตรียมอาหาร เขาหยิบเส้นสปาเก็ตตี้ออกมาจากตู้เก็บของและวัตถุดิบอื่นๆออกมาจากตู้เย็น ผมบอกภูว่าผมทำอาหารฝรั่งไม่เป็น เจ้าโกลเด้นจึงยิ้มหวานและพูดว่าไม่เป็นไร แค่ยืนให้กำลังใจเฉยๆก็พอแล้ว

ภูทำอาหารด้วยความคล่องแคล่ว ผมได้แต่ยืนมองเขาลวกเส้น ใส่เกลือ ตั้งกระทะผัดเบคอน หยิบเครื่องปรุงอื่นๆออกมาปรุงรสด้วยท่าทางเหมือนผู้เชี่ยวชาญ ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีเท่านั้น แค่สิบนาที สปาเก็ตตี้เบคอนกระเทียม(ไม่มีพริก)ก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟสำหรับเราสองคน

“ไม่อร่อยให้เตะปาก” ภูยิ้มอวดฟันขาว “ถ้าสองชอบเผ็ดจะใส่พริกเพิ่มก็ได้นะ”

ผมเชื่อใจในฝีมือของเจ้าโกลเด้นจึงไม่ได้ปรุงอะไรเพิ่ม สปาเก็ตตี้ฝีมือภูรสชาติไม่เลว มันอร่อย แต่ก็ไม่ได้อร่อยถึงขั้นสายรุ้งออกจากปาก เรียกว่ารสชาติเกินคาดสำหรับการทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบธรรมดาจะดีกว่า ภูแทบไม่มีเครื่องปรุงพิเศษเลยนอกจากเบคอน เกลือ กระเทียม และเส้นสปาเก็ตตี้ แต่กลับทำออกมาได้ดีจนเราสองคนกินเกลี้ยงจาน หลังทานเสร็จผมอาสาล้างจานให้ ส่วนภูปลีกตัวออกไปคุยกับผู้ชาย จากนั้นจึงกลับเข้ามาโดยมีชานมเดินตูดส่ายอยู่ข้างหลัง

“ไปไหนมาชานม”

ผมแกล้งเรียก เจ้าหมาตัวยักษ์เงยหน้ามองก่อนจะนั่งลงแล้วยกขาหน้าขึ้นหนึ่งข้างราวกับกำลังยกมือไหว้ทักทาย เจ้าหมาตัวอ้วนฟูหน้าหวานทำให้ผมยิ้มได้จากใจอีกครั้ง หลังจากเจอคำพูดแย่ๆจากครอบครัวและจมเจ่าอยู่กับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของตัวเอง ในที่สุดผมก็ค้นพบว่าอีกสถานที่และคนที่เป็นเซฟโซนสำหรับผมคือใคร

“สองร้องไห้เหรอ?”
“เปล่านี่” ผมตอบตามตรงเพราะไม่ได้ร้องไห้จริงๆ ก็แค่แอบน้ำตาซึมตอนที่ยืนดูป้ายโฆษณาคอนโดในสถานีรถไฟฟ้าเท่านั้น “วันนี้ทำงานเหนื่อยไหม?”
“เหนื่อย แต่ไม่เหนื่อยเท่าสองหรอก ภูไม่ได้ออกไปไหนเลย” เจ้าโกลเด้นตอบ “วันนี้มีแมวหางขาดแอดมิทด้วย เป็นแมวจรจัด สองอยากดูไหม?”
“ภาพสยองขนาดนั้นผมไม่กล้าดูหรอก” ผมย่นหน้าใส่เขา “คุณเคลียร์เรื่องกล้องแล้วเหรอ? แม่คุณจะว่าไหมถ้ารู้ว่าคุณพาผมมากินข้าวที่คลินิก?”
“ยังเลย ตอนแรกภูคิดเหมือนกันว่าจะเปลี่ยนกล้อง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เปลี่ยน ภูไม่สนใจแล้วว่าแม่จะดูหรือไม่ดูเพราะยังไงภูก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง ภูตามใจแม่ทุกเรื่องไม่ได้หรอก”

เจ้าโกลเด้นพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง เขาดูโตขึ้นจากวันที่เราไปบ้านคุณแม่มากๆจนอดชื่นชมไม่ได้ ภูของผมไม่ใช่ลูกแหงของแม่อย่างที่คิด ในที่สุดเขาก็กล้าทำตามความต้องการของตัวเองเสียที ส่วนผมที่เคยปากดีกับภีมในวันนั้นกลับได้แต่ใบ้กินเมื่อพ่อแม่และพี่สาวเป็นฝ่ายแสดงออกว่ารังเกียจเกย์ และไม่อยากเห็นเปเปอร์โตไปผิดเพศเหมือนน้าชายขนาดไหน น่าแปลกที่เราเผชิญปัญหาเดียวกันแท้ๆแต่ผมไม่สามารถรับมือกับครอบครัวของตัวเองได้ ผมที่เคยปลอบและให้กำลังใจภู กลับไม่สามารถโต้แย้งหรือเถียงครอบครัวได้เหมือนที่เถียงพี่ชายของภู

อาการผิดหวังจนเรียกได้ว่าช้ำใจของผมคงเด่นชัดมาก ภูถึงไม่พูดเรื่องตลกอื่นๆนอกจากเดินเข้ามาใกล้และจับมือของผม

“สองเป็นอะไรหรือเปล่า?” เขาถามด้วยน้ำเสียงกังวล “เหนื่อยเหรอ? ไหวไหม? เล่าให้ภูฟังได้นะ”

ผมอยากร้องไห้แทบบ้า อยากร้องไห้และโวยวายด่าทอความห่าเหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเอง ผมอยากระบายกับใครซักคนถึงความไม่ยุติธรรมของชีวิตขนาดไหน ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทำไมผมต้องแบกรับภาระต่างๆมากมายขนาดนี้ ผมเหนื่อยกับการที่มอบทุกอย่างที่ตัวเองมีให้ครอบครัวแต่ยังคงก้าวข้ามเรื่องเกย์ไปไม่ได้ เหนื่อยที่เสียโอกาสและอะไรไปหลายๆอย่างแต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากทุกคนในบ้านเสียที พวกเขาไม่รู้หรอกว่าผมช้ำใจแค่ไหน ตอนที่ได้แต่ยืนอ่านป้ายโฆษณาคอนโด ไม่มีใครรู้หรอกว่าผมต้องทิ้งความฝัน ทิ้งอะไรไปหลายๆอย่างเพื่อครอบครัว แต่กลับไม่ได้อะไรตอบแทนเลยแม้กระทั่งความเข้าอกเข้าใจ บางทีผมก็เหนื่อยจริงๆนะ ผมไม่รู้ว่าที่ทำอยู่ตอนนี้มันเพื่อใครกัน

ภูมองมาด้วยความเป็นห่วง เขาดูกังวลและไม่สบายใจแต่ก็ไม่ได้บีบคั้นขอให้เล่า ผมน้ำตาคลอปริ่มจะร้องไห้อยู่รอมร่อแต่สุดท้ายก็ฝืนทำเป็นเข้มแข็งต่อไปได้ ผมแสร้งยิ้มและบอกภูว่าไม่มีอะไรหรอก ผมแค่ – อยากซื้อคอนโด แต่ซื้อไม่ได้หรอกนะ เพราะธนาคารไม่ค่อยอนุมัติเงินกู้ให้ฟรีแลนซ์

“ทำไมล่ะ?”
“เพราะฟรีแลนซ์รายรับไม่แน่นอน”

ผมค่อยๆอธิบายให้ภูฟัง แม้ว่ารายรับต่อปีจะมากพอถึงขั้นต้องเสียภาษี แต่เงินก็ไม่ได้เข้าสม่ำเสมอทุกเดือนเหมือนมนุษย์เงินเดือน ยิ่งช่วงไหนรับแปลหนังสือ ช่วงนั้นผมแทบจะไม่มีเวลารับงานแปลยิบย่อยอื่นๆเลย นั่นหมายความว่าช่วงสามสี่เดือนนั้นผมต้องกินเงินเก็บสะสมในบัญชี กว่าจะได้เงินก้อนใหญ่อีกทีก็เป็นตอนที่หนังสือวางขายไปแล้วซึ่งใช้เวลานานถึงหกหรือเจ็ดเดือน มันนานเกินไปและดูไม่มั่นคง ผมไม่โกรธหรอกนะหากธนาคารจะปฏิเสธให้เงินกู้เพราะเครดิตผมก็ไม่ค่อยดีจริงๆ แม้แต่เงินออมทรัพย์ในบัญชียังมีไม่ถึงห้าหมื่นเลย

“ทำไมจู่ๆสองถึงอยากซื้อคอนโด?”

“เพราะผม – อยากมีเซฟโซนเป็นของตัวเอง” ผมตอบเจ้าโกลเด้น แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น “ผมแค่อยากมีบ้าน ไม่ต้องเป็นบ้านก็ได้ คอนโดห้องเล็กๆที่เป็นของผมก็ได้”
“แล้วสองจะทำยังไงกับร้านกู้ด รี้ดดิ้ง?”
“ผมคงอยู่ที่นั่นตลอดไปไม่ได้หรอก”
“นั่นสิ” ภูเห็นด้วย “สองอยากได้ราคาประมาณเท่าไหร่?”
“ผมยังไม่คิดไกลขนาดนั้นเพราะยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้” ผมแค่นหัวเราะ “ช่างเถอะ ผมแค่เพ้อเจ้อน่ะ เดี๋ยวไม่กี่วันก็ลืม”

ภูมองหน้าผมโดยไม่พูดอะไร เขาไม่ได้แสดงออกว่าขำหรือเห็นด้วยว่าอีกไม่กี่วันเรื่องนี้ก็คงเลือนหายไปจากสมองของสิปปกร เราใช้เวลาในครัวด้วยกันอีกไม่กี่นาทีก่อนที่ภูจะชวนผมขึ้นไปเล่นบนห้อง ทีแรกผมปฏิเสธเพราะเห็นว่าดึกมากแล้ว ผมอยากรีบกลับร้านก่อนที่ติณจะโทรตามแต่สายตาเว้าวอนของภูกลับทำให้ผมเปลี่ยนใจ ดังนั้นเราจึงชวนกันขึ้นไปพักผ่อนบนห้องส่วนตัวของเจ้าโกลเด้น ชานมเองก็อยากไปด้วย มันวิ่งวนรอบขาของผมราวกับส่งสัญญาณขอให้อุ้มหน่อย อุ้มชานมหน่อย ดังนั้นผมจึงต้องแบกหมูขนฟูที่หนักเกือบสิบห้ากิโลไปจนถึงห้องนอน ส่วนภูเดินตัวปลิวยิ้มร่าสบายใจ เขาดูมีความสุขที่เราได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง

“แค่ครึ่งชั่วโมงนะ”

ผมบอก เจ้าโกลเด้นพยักหน้าเหมือนเข้าใจแต่ผมเชื่อว่าเขาไม่เข้าใจ เดี๋ยวพอเวลาผ่านไปภูก็จะงอแงขอรบเร้าให้ค้างด้วยกันซักคืนแน่ๆ ผิดคาดตรงที่คืนนี้ภูเอาแต่นอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง ปล่อยให้ผมกับชานมนั่งเล่นโยนลูกบอลกันบนพื้นนานเกือบครึ่งชั่วโมงจนใกล้หมดเวลาของเรา พอเห็นว่าเขาไม่ค่อยสนใจ ผมจึงขอตัวกลับและเน้นย้ำว่าไม่ต้องไปส่ง ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรทั้งนั้น แค่ได้กินข้าวกับคุณก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจนะ

“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งกลับ ภูติดต่อพี่จิ๊บได้แล้ว” เจ้าโกลเด้นลุกพรวดพราดจากเตียงเมื่อผมเตรียมจะเปิดประตูห้อง “พี่จิ๊บทำแผนกสินเชื่อของธนาคาร สองน่าจะลองคุยกับเขาดูนะ”
“ไปแอบคุยตั้งแต่เมื่อไหร่?”

ผมเบิกตากว้าง ยอมรับว่าประหลาดใจมากเมื่อภูกวักมือเรียกให้ไปหาและโชว์หน้าจอแชทให้ดู คนที่ชื่อจิ๊บตอบกลับมาว่า โอเค ให้คุณสองทักพี่มาได้เลยค่ะ ส่วนประโยคด้านบนที่ภูส่งไป เขาพิมพ์ว่าเพื่อนสนิทของภูเป็นฟรีแลนซ์อยากได้คอนโดมาก พี่จิ๊บช่วยภูหน่อยนะคับ แต่นอกเหนือจากประโยคน่ารักๆของเจ้าโกลเด้น ผมเพิ่งเห็นว่าเขาดองข้อความไว้เยอะมาก ตัวเลขแสดงข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่านทำเอาผมจี๊ดไปถึงสมอง อยากกดเคลียร์ข้อความที่ค้างอยู่ทั้งหมดจะได้ไม่รกหูรกตา

“ภูอยากช่วยสองแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ภูไม่เคยซื้อบ้านซื้อรถมาก่อน” เจ้าโกลเด้นฉีกยิ้มหวานและแชร์คอนแทคของคุณจิ๊บให้ทางไลน์ “สองลองคุยกับพี่จิ๊บดูนะ พี่จิ๊บบอกว่าธนาคารเขาก็ปล่อยให้ฟรีแลนซ์หลายคน อาจจะยุ่งยากเรื่องเอกสารนิดหน่อยแต่โอกาสกู้ผ่านก็พอมี”

ผมพูดไม่ออกเลย ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากก้มหน้ามองภูที่ยังคงนอนยิ้มแฉ่งบนเตียง มันเป็นความรู้สึกท่วมท้นที่ไม่สามารถบรรยายได้ ในขณะที่ผมดับฝันของตัวเองเพราะปักใจเชื่อว่าธนาคารไม่มีวันปล่อยกู้ให้ฟรีแลนซ์อย่างสิปปกร ภูกลับพยายามติดต่อคนรู้จักเพื่อสานฝันของผมให้เป็นจริง เขาทำโดยไม่พูดหรือสอนให้ออมเงินเพื่อซื้อสดเหมือนคนอื่นเลย ภูแค่หาทางที่พอเป็นไปได้ให้แต่ก็ไม่รับปากว่าจะช่วยจนกู้ผ่านเพราะเรื่องพวกนั้นเป็นหน้าที่ของธนาคารที่ต้องพิจารณา แต่สำหรับผม แค่รู้ว่าภูใส่ใจและไม่เหยียบย่ำความฝันเพ้อเจ้อก็มีความสุขมากแล้ว

“นี่ – คุณน่ะ ทำให้ผมประหลาดใจอยู่เรื่อยเลย” ผมบอกภูก่อนจะเลื่อนมือไปลูบแก้มของเขาอย่างแผ่วเบา “ผมไม่ได้ฝันไกลถึงขนาดธนาคารอนุมัติหรอกนะ แต่ผมดีใจมากที่คุณไม่หยามเหยียดความฝันของผม”
“สองไม่อยากอยู่ที่กู้ด รี้ดดิ้งแล้วเหรอ?”
“ไม่เชิงไม่อยาก” ผมทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง ภูรีบกระถดตัวเข้ามาใกล้และหนุนตักของผมแทนหมอน “ผมแค่รู้สึกว่าตัวเองห่วยแตกชะมัด”
“ทำไมล่ะ”
“เพื่อนของผมที่อายุเท่ากันซื้อบ้านซื้อรถกันแล้ว ผมกลับไม่มีอะไรซักอย่าง”
“เหมือนภูเลย” เจ้าโกลเด้นยิ้ม “ภูก็ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง แม่ซื้อให้ทั้งนั้น”
“แม่ซื้อให้ก็ยังดีกว่าไม่มีจะใช้นะ” ผมย่นหน้า นึกหมั่นไส้ภูขึ้นมากะทันหันแต่เขากลับส่ายหน้าและบอกเล่ามุมมองของตัวเองให้ฟัง
“เวลาแม่โกรธ แม่ชอบยึดของที่เคยซื้อให้ภู” เขาว่า “แม่เคยยึดรถตอนภูคบกับแฟนคนแรกที่เป็นผู้ชาย”
“แล้วคุณทำยังไง?”
“ไม่ทำยังไง พี่เขาเป็นคนรับส่งภูเหมือนเดิม ก็เราเป็นแฟนกันนี่” ภูเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงออกว่าหวนคิดถึงความหลังแต่อย่างใด “พอรู้ว่าภูเลิกกับเขา แม่ก็ซื้อรถที่ใช้อยู่ตอนนี้ให้”
“บีเอ็มน่ะเหรอ?”
“อืม เป็นของขวัญรวมยอดหลังเรียนจบและของรางวัลที่เลิกคบผู้ชาย”

เราเงียบไปครู่ใหญ่ ผมไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากรับฟังเรื่องราวจากปากภูเท่านั้น หลายครั้งที่ผมคิดว่าภูนี่ช่างโชคดีเสียจริงที่มีแม่คอยซัพพอร์ตทุกอย่าง พอได้รู้ว่าสิ่งที่แม่มอบให้นั้นมีเงื่อนไขและสามารถยึดกลับเมื่อไหร่ก็ได้ ผมก็รู้สึกว่าภูคงไม่มีความสุขเท่าไหร่นักหรอก

“อีกหน่อยแม่อาจจะยึดคลินิกถ้าภูทำตัวขัดใจอีก”
“งั้นคุณก็อย่าขัดใจแม่สิ เป็นภูที่น่ารักของแม่ไปตลอด แค่นี้คุณก็ไม่ต้องลำบากแล้ว”
“ถ้าภูบอกว่าแม่อยากให้เราเลิกกัน สองจะยังอยากให้ภูเป็นเด็กดีของแม่อยู่ไหม?”

ในที่สุดภูก็ยอมรับแล้ว เขายอมรับกับผมเองว่าคุณแม่ของเขาไม่ปลื้มสิปปกรจริงๆด้วย สิ่งที่ทำให้ผมจุกไม่ใช่เพราะได้รู้ความจริงจากปากของเขาหรอก ผมพูดไม่ออกเพราะรู้ว่าภูต้องเลือกต่างหาก ยิ่งเห็นสีหน้าของเจ้าโกลเด้นที่ดูเศร้าและสิ้นหวังในเวลาเดียวกัน ผมก็ยิ่งกลัวว่าวันหนึ่งเขาจะเลือกแม่มากกว่าผม กลัวว่าจะต้องผิดหวังอีกครั้ง กลัวยิ่งกว่าการไม่มีเงินซื้อคอนโดเป็นของตัวเองเสียอีก

“ภูเหมือนคนโดนตัดแขนขา ถ้าไม่มีเงินแม่ ภูเองก็คงไม่ต่างจากจ๋อมแจ๋มที่ยังสร้างตัวไม่ได้ คงต้องนั่งรถเมล์ไปทำงานทุกวัน”
“แล้วคุณคิดยังไงล่ะ?”
“ภูกลัวลำบากเหมือนกันนะ แต่ --”

เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง เป็นช่วงจังหวะแสนสั้นที่ทำให้ผมเจ็บหัวใจเหมือนจะตาย ได้แต่ภาวนาไม่ให้เขาหลุดประโยคที่น่ากลัวนั่นออกมา ขอให้ภูไม่พูดว่าเขาจำเป็นต้องตามใจแม่ ขอร้อง ผมภาวนา ตอนที่อะไรๆกำลังไปได้ดี และผมต้องให้คำตอบภูวันนี้ว่าสถานะของเราจะเป็นไปในทิศทางไหน ผมไม่อยากได้ยินคำปฏิเสธที่บอกว่าเราคงไปด้วยกันไม่ได้เพราะคุณแม่ไม่อยากให้ลูกชายลดตัวมาคบกับคนอย่างสิปปกร

“แต่ถ้าต้องตามใจแม่ไปทุกเรื่อง แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ชีวิตของภูสิ” ภูพูดออกมาในที่สุด
“ถ้าวันนึงแม่ของคุณยึดรถกับคลินิกไป คุณจะไม่เสียใจจริงๆเหรอที่ดึงดันมาคบกับคนอย่างผม?”
“ก็อาจจะเสียใจ”

เจ้าโกลเด้นยอมรับตามตรง ผมดีใจนะที่เขาไม่โกหกกัน

“แต่ทำยังไงได้ล่ะ ภูเบื่อกับการที่ต้องใช้ชีวิตตามคำสั่งแม่แล้ว สองเข้าใจไหมว่าภูแค่อยากมีความรัก การมีความรักมันไม่ได้ทำร้ายใครไม่ใช่หรือไง” เจ้าโกลเด้นยิ้มบางจนอดไม่ได้ที่จะต้องลูบหัวเบาๆ ภูจะรู้ตัวไหมนะว่าผมภูมิใจในตัวเขามากแค่ไหน “ถึงตอนนั้นแล้วภูไม่มีสมบัติอะไร สองอย่าทิ้งภูไปนะ”
“ใครจะทิ้งคุณได้ล่ะ เด็กโง่ ผมเองก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน” ผมดึงปลายจมูกเขา ภูทำทีเป็นว่ารำคาญก่อนจะดึงมือของผมไปกุมแน่น “นี่ – ภู”
“คับ?”
“คุณยังรอคำตอบจากผมอยู่ไหม?” ผมถามและจูบมือของเขา “ผมให้เวลาคุณตัดสินใจอีกห้านาที คุณจะไม่เปลี่ยนใจใช่ --”
“แต่งคับ!”
“ไม่ใช่โว้ย!”

ผมดึงแก้มเจ้าโกลเด้นจนยืด ภูทำผมเสียอาการอีกแล้ว แต่ไม่ว่าจะโดนจู่โจมด้วยคำพูดอีกกี่ครั้ง ความรู้สึกหัวใจพองโตราวกับตกหลุมรักครั้งแรกก็ยังเกิดขึ้นกับสิปปกรเสมอ
 
“สองจะให้คำตอบภูตอนนี้เลยเหรอ?”
“อืม”
“ดีจัง” ภูยิ้มหวาน “สรุป – สองอยากเป็นแฟนกับภูไหม?”
“อืม”
“อืมนี่คืออยากหรือไม่อยาก?” เขาแกล้งเหย้าแหย่อยู่นั่นแหละ ผมจึงเขกหัวเจ้าโกลเด้นอีกโป๊ก
“ถามมากจะไม่พูดแล้วนะ”
“ก็ได้ ก็ได้”

ภูลูบหัวตัวเองป้อยๆก่อนจะลุกขึ้นนั่ง เราจ้องตากันด้วยรอยยิ้มที่ต่างออกไปจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ผมคงเคยบอกคุณแล้วว่าภูมีรอยยิ้มมากมายหลายแบบไม่ซ้ำกัน และรอยยิ้มที่กำลังฉายบนใบหน้าของเขาตอนนี้เป็นอีกรอยยิ้มหนึ่งซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจสุดขีดราวกับฝันเป็นจริง ผมจะไม่มีวันลืมเลยว่าครั้งหนึ่งเคยมีผู้ชายคนหนึ่งส่งยิ้มที่น่ารักที่สุดให้สิปปกรด้วย

“นี่ – ภู”
“ครับ?”
“สัญญากันได้ไหม? หากวันหนึ่งคุณหมดรักผมแล้ว ผมอยากให้คุณพูดออกมาตรงๆ อย่าทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอเหมือนที่ชวินทร์เคยทำกับผมได้ไหม?”
“เพิ่งจะคบกันไม่ถึงนาที สองข้ามไปตอนเลิกกันแล้วเหรอ?”
“รับปากก่อนสิ” ผมพูดอย่างจริงจัง “ผมล้มเหลวมาหลายเรื่องแล้ว ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว --”
“สอง” ภูเรียกผมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ภูจะบอกสองเป็นคนแรกเลย”
“ขอบใจนะ”

ผมพูดเสียงแผ่วเบา ไม่รู้สึกตื้นตันอะไรนักหรอก การสั่งเสียล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่เราต้องเลิกกันมันไม่ได้สร้างความสบายใจอย่างที่คิด ภูคงจับอารมณ์นั้นได้จึงค่อยๆเลื่อนมือมากอบกุมผม เรามองหน้ากันอีกพักใหญ่ก่อนที่เจ้าโกลเด้นตัวโตจะโน้มหน้าเข้ามาใกล้ เขามอบจุมพิตแสนหวานที่ทำผมอบอุ่นไปทั้งหัวใจเพื่อฉลองก้าวแรกของความสัมพันธ์ของเรา






คืนนี้ผมไม่ได้กลับร้านหนังสือกู้ด รี้ดดิ้ง ผมโกหกติณว่าแม่ขอให้ค้างที่บางพลี และเพื่อนสนิทดูจะเชื่อคำพูดของสิปปกรง่ายๆโดยไม่ซักไซ้เอาความอะไรเลย

ผมเองก็อยากกลับไปค้างที่ร้านเหมือนกันถ้าไม่ติดว่าเหนื่อยจนแทบเดินไม่ไหว ภูไม่ได้ใช้ความรุนแรงถึงขั้นเจ็บเนื้อเจ็บตัวก็แค่เหนื่อยเพราะสังขารไม่ได้แข็งแรงเหมือนสมัยก่อนเท่านั้น ภูเองคงรู้ข้อจำกัดนี้ดีถึงได้เอาอกเอาใจด้วยการบีบนวดต้นขาหลังเราอาบน้ำล้างตัวเสร็จเรียบร้อย สภาพของผมในตอนนี้ก็คือนอนคว่ำหน้าบนเตียงนุ่มๆ เล่นโทรศัพท์ด้วยความสบายใจโดยมีลูกหมาคอยบีบนวดไม่หยุด

“สองเล่นเฟสบุ๊กอยู่เหรอ?”
“อืม”
“รับแอดภูหน่อยสิ” เจ้าโกลเด้นตัดพ้อ ผมเลิกคิ้วงุนงงเพราะไม่รู้ว่าเขาเคยส่งคำขอมาเมื่อไหร่ “ภูส่งไปนานแล้ว”
“ตอนไหน?”

ผมส่งโทรศัพท์ให้ภูเช็กว่ามันไม่มีแจ้งเตือนจริงๆ เขาถึงกับเลิกนวดและเปิดไปที่หน้าเฟสบุ๊กของตัวเอง ผมเพิ่งเห็นปุ่ม confirm สีน้ำเงินเข้มเด่นหราอยู่กลางโปรไฟล์ แต่สาบานเลย – ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ถ้าภูแอดมาผมต้องจำได้สิว่าเป็นเขา เพราะเขาใช้ชื่อจริง รูปจริง แสดงรายละเอียดทุกอย่างตรงกับข้อมูลจริง ไม่มีเหตุผลที่ต้องไม่รับคำขอของภูเลย

“คุณแอดมาเมื่อไหร่?”
“หลายเดือนแล้ว”
“ผมต้องจำได้สิเพราะเราคุยกันมาตั้งนาน” ผมค้านหัวชนฝา รู้สึกแปลกๆที่ไม่คุ้นเฟสบุ๊กของภู “คุณแอดมาก่อนที่เราจะเจอกันหรือเปล่า?”
“ไม่นะ ภูแอดหลังเราคุยกันได้ซักพัก” เจ้าโกลเด้นยังคงยืนยันคำพูดของตัวเอง แต่ผมไม่ค่อยเชื่อ “สองรับแอดภูเร็ว”
“ทำไม? คุณคิดจะทำอะไร?”
“ภูอยากขึ้นสเตตัสว่า In a relationship” เขาพูดไปเขินไปจนหูแดง ผมจึงเท้าคางมองเจ้าลูกหมาตัวโตด้วยความเอ็นดู “แล้วก็ -- แท็กสอง”
“โห น่ารักจัง แต่คุณแท็กผมไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ?”
“พ่อกับแม่ผมยังไม่รู้เรื่องนี้” ผมตอบภูเรียบๆ “ฟังดูงี่เง่าเนอะ คุณรับได้ไหม?”
“ได้สิ ก็แค่สถานะในเฟสบุ๊ก มันไม่สำคัญหรอก” เจ้าโกลเด้นพูดเสียงจ๋อย “แต่สองจะบอกพี่ติณเรื่องของเราใช่ไหม?”
“ถ้ามันถามก็บอก ทำไม?”
“เปล่าหรอก ภูแค่อยากให้เขารู้ไว้ว่าเราเป็นแฟนกัน”
“อ่าฮะ?”

ผมเลิกคิ้วขอคำอธิบาย แต่ภูไม่ตอบอะไรอีกนอกจากหยิบโทรศัพท์ของตัวเองมาเปลี่ยนสถานะในเฟสบุ๊ก ผมมองเจ้าลูกหมาขี้อวดกดอัปเดตสเตตัสอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไล่ให้เขาไปนอน พรุ่งนี้ภูต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน ผมเองก็ต้องรีบกลับร้านกู้ด รี้ดดิ้งเหมือนกัน

“ปิดไฟได้แล้ว”

ผมดึงผ้าห่มมาคลุมโปง ภูที่นอนอยู่ข้างๆยอมเก็บโทรศัพท์และหรี่ไฟตามคำขอ กลิ่นหอมอ่อมๆของยูคาลิปตัสทำให้เคลิ้มหลับได้ไวกว่าปกติ การได้นอนบนที่นอนดีๆ มีกลิ่นหอมสะอาดและได้เข้านอนพร้อมกับคนรักช่วยให้เรื่องราวห่าเหวที่เคยช้ำใจกลายเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ คืนนี้ภูทำได้ค่อนข้างดี เขาทำให้ผมมีความสุขและลืมความเจ็บปวดจากเรื่องส่วนตัวไปชั่วขณะ ผมคิดเอาเองว่าความสัมพันธ์ของเราคงไม่เฮงซวยเหมือนความสัมพันธ์สมัยที่คบกับชวินทร์นักหรอก คิดเอาเองว่ามันจะต้องไปได้ด้วยดี ผมคิดเอาเอง – ว่านี่อาจจะเป็นรักสุดท้ายในชีวิตของสิปปกร คิดเข้าข้างตัวเองโดยที่ไม่รู้เลยว่าเรื่องของเรามันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะความสัมพันธ์ที่มีคนนอกเข้ามาเกี่ยวไม่เคยราบรื่นหรือสมหวังดังปรารถนาเลยซักราย



TBC


__________________

#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก

สวัสดีค่ะ มาดึกมากเลย ขอโทษนะคะ ;-; มีหลายอย่างที่อยากจะพูด เราคิดมาตลอดเลยว่าถ้ามีเวลาเยอะว่านี้ นิยายก็คงออกมาละเมียดละไมและมีคำผิดน้อยกว่านี้ ไม่มีคำพูดจะแก้ตัวเลยนอกจากอยากขอโทษทุกคนที่มาช้าและไม่สม่ำเสมอ มาไม่ตรงเวลา แถมไม่ค่อยได้พรูฟละเอียดเท่าเมื่อก่อน เราอยากจะทุ่มเทงานเขียนให้มากกว่านี้ค่ะ ขอโทษจากใจจริงเลยนะคะ เราเองก็คิดถึงทุกคนมากๆ และซาบซึ้งกับกำลังใจที่ทุกคนมอบให้เสมอ หากพบเจอคำผิด สามารถทักได้นะคะ เราจะกลับมาแก้เมื่อมีเวลาค่ะ ขอให้คืนนี้ทุกคนนอนหลับฝันดี ฝากติดตามคุณสองน้องภูไปจนจบด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ TT

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8672
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-10

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
14 [PART 1/2]




ผมบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนว่าเหมือนฝันไป

ทุกอย่างล่องลอยชวนฝัน มีแค่ผมและภูเท่านั้นที่อยู่ในห้วงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น เราจ้องหน้ากันด้วยความลุ่มหลง จูบกันจนริมฝีปากแทบช้ำเพราะโหยหากันและกันแทบบ้า ผมว่าช่วงนี้คือช่วงที่หอมหวานที่สุดของความสัมพันธ์ ความรักทำให้ผมมองข้ามทุกอย่างจนไม่อาจปฏิเสธสายตาเว้าวอนยามภูขอมัดข้อมือและข้อเท้า ไม่ปฏิเสธริมฝีปากแสนหวานของชายที่ทำให้สิปปกรกลายเป็นคนคลั่งรักยามเขาโลมเลียไปทั่ว ผมไม่ปฏิเสธ – ช่วงเวลาที่เขาเสือกไสกายอย่างเอาแต่ใจจนจุก ไม่ปฏิเสธอะไรทั้งนั้นเพียงเพราะอยากเห็นภูที่ผมรักมีความสุขและสนุกกับช่วงเวลานี้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ภูทำให้หัวใจของผมพอโตด้วยการยืนยัรว่าเขามีความสุขหลังเราเสร็จสมด้วยกันบนเตียงใหญ่ ผมถามเขาว่าอะไรที่ทำให้คุณมีความสุข เพราะผมยอมให้คุณมัดมือมัดเท้า หรือเพราะเซ็กส์เอาแต่ใจที่คุณเป็นฝ่ายมอบให้ ภูยิ้มและบอกว่าเขามีความสุขเพราะผมยอมเปิดใจให้ความสัมพันธ์ของเราไปต่อต่างหาก

“วันนี้ในปีหน้าจะเป็นวันครบรอบของเรา” เขาพูดขณะที่เรานอนกอดก่ายกัน ปลายนิ้วของเขาเกลี่ยเส้นผมของสิปปกรอย่างอ้อยอิ่ง “สองชอบที่เราทำกันเมื่อกี๊ไหม?” ภูถามคำถามเดิมๆราวกับไม่มั่นใจในฝีมือตัวเอง
“มันก็ดี แต่ --”
“แต่อะไรเหรอ?”
“ถ้าคุณเบามือกับผมมากกว่านี้อีกซักนิดน่าจะดี” ผมบอกภูตามตรง “เมื่อกี๊ผมรู้สึกเหมือนโดนกระโดดทับ”
“ทำไมสองไม่บอกตั้งแต่ตอนนั้น?”
“เพราะผมเห็นว่าคุณกำลังมีความสุข”
“ไม่เกี่ยวกันสิ สองควรพูดทันทีถ้ารู้สึกเจ็บ แต่ครั้งนี้มันเจ็บมากเลยเหรอ?”
“มากกว่าทุกที แต่ยังพอทนได้” ผมลูบหัวของภู ไล้นิ้วไปตามแก้มสีแดงของชายหนุ่มที่กำลังอยู่ในห้วงรักหัวปักหัวปำด้วยความรักใคร่ “เราน่าจะมี safe words นะ ถ้าผมพูดคำนี้เมื่อไหร่ คุณต้องหยุดทุกอย่างที่ทำอยู่”
“งั้นเหรอ” ภูพึมพำ “เช่นคำว่าอะไร?”
“ชานมดีไหม?”

โฮ่ง!

มีใครบางตัวตอบสนองชื่อของตัวเองด้วยการเปล่งเสียง เราสองคนมองชานมที่นั่งตาละห้อยอยู่ในคอกกั้นแล้วหัวเราะร่วน ไม่ได้หรอก ไม่ได้ เราเห็นตรงกันว่า safe words จะเป็นคำว่าชานมไม่ได้ ไม่อย่างนั้นตอนที่ผมตะโกนว่าชานม! ชานม! เจ้าคอร์กี้ยักษ์ต้องแหกคอกมาวุ่นวายกับกิจกรรมของเราแน่ๆ

“ช่างเถอะ ค่อยคิด”

เจ้าโกลเด้นภูพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เขาจูบผมอย่างแผ่วเบาก่อนจะผละออกแล้วเสนอตัวว่าอยากนวดให้

“สองบ่นว่าเมื่อยขา นอนคว่ำสิ ภูจะนวดให้”

ผมทำตามคำแนะนำด้วยการปล่อยให้ภูบีบนวดตามอำเภอใจ เขานวดไม่เป็นหรอก ก็แค่ใช้มือนุ่มๆขยำต้นขาที่มีแต่เซลลูไลท์ของสิปปกรเท่านั้น ผมนอนอย่างสบายใจโดยมีชายที่ผมรักคอยบีบนวดไม่หยุด บทสนทนาระหว่างนั้นเป็นเรื่องทั่วไปก่อนจะเข้าเรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์ก ผมเพิ่งนึกได้ว่าเราไม่เคยทำความรู้จักกันในโลกออนไลน์เลย ผมไม่เคยเห็นอีกด้านของภูและแทบไม่รู้ว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเขาเป็นยังไง ดังนั้นวันถัดมาที่ฝนตกตั้งแต่เช้าตรู่ ผมจึงเอื้อมตัวหยิบโทรศัพท์มือถือจากโต๊ะข้างเตียงและเข้าเฟสบุ๊กเพื่อส่องโปรไฟล์ของสัตวแพทย์ที่ยังคงหลับสนิทอยู่ข้างๆ

รูปโปรไฟล์ของภูเป็นรูปตอนที่เขากำลังยิ้มหวานโดยฉากหลังเป็นคลินิก ผมเดาเอาว่าช่างภาพผู้บันทึกความน่ารักของภูคงเป็นผู้ช่วยหรือไม่ก็เพื่อนหมอด้วยกัน เมื่อลองไล่ดูสิ่งที่ภูโพสต์ ผมก็ไม่เห็นว่าไทม์ไลน์ของเขาต่างอะไรกับของเพื่อนๆที่ฐานะการเงินค่อนข้างดี มีรูปไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง อัปรูปของกินอร่อยๆราคาแพงบ้าง บ่นเพ้อเจ้อไปเรื่อยตามประสาชนชั้นกลางค่อนไปทางบนที่ไม่มีเรื่องปากท้องให้ต้องกังวล โดยรวมยังไม่เห็นทัศนคติแปลกๆเพราะภูไม่ค่อยแชร์ข่าวการเมืองถี่ๆเหมือนผมกับติณณภพ

Phu
รถติดตรงนี้มาชั่วโมงกว่าแล้ว ฟังเพลงจนเบื่อแล้วนะ -_-  #กรุงเทพเมืองเทพสร้าง

คุณเห็นไหมว่าภูมีอารมณ์ขันขนาดไหน เขาใช้อีโมติค่อนเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจด้วย

Phu
คิดถึงวันนั้นเนอะ วันที่แม่เป็นเจ้ามือ ^^

ผมเลื่อนดูรูปในสเตตัส เป็นภาพของสามคนพี่น้องนั่งทานซูชิในร้านสไตล์ญี่ปุ่น มันไม่ใช่ร้านอาหารแฟรนไชส์อย่างที่พ่อแวะซื้อให้เราในตลาด แต่เป็นร้านที่ได้บรรยากาศญี่ปุ่นแท้ๆและคงเป็นประเภทโอมากาเสะแบบที่บูม ธริศรเคยรีวิวในยูทูบ ในรูปนั้นผมเห็นแพร น้องสาวของภูเป็นครั้งแรก เธอหน้าคล้ายคุณแม่มากกว่าภีมและภู แต่ก็มีแก้มเหมือนๆกันทั้งสี่คน บ้านนี้หน้าเหมือนกันทั้งบ้าน ถ้าไม่นับภีมกับภูที่เป็นแฝดกัน ผมว่าดีเอ็นเอของคุณแม่ค่อนข้างแรง ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ถอดแบบออกมาเหมือนๆกันขนาดนี้

รูปถัดมาที่ผมเลื่อนเจอเป็นร้านกู้ด รี้ดดิ้ง เขาน่าจะถ่ายช่วงเย็นซึ่งบรรยากาศในร้านกลายเป็นสีส้มอุ่น จุดโฟกัสของรูปคือโต๊ะมีหนังสือที่วางซ้อนกันหลายเล่ม มีมือของใครบางคนอยู่ในภาพถ่าย เป็นแค่เป็นมือที่มีเส้นเลือดขึ้นชัดเจนดูยังไงก็เป็นมือของผู้ชาย

Phu
ชอบบรรยากาศในร้านหนังสือมาก #goodreading

Jeera: มือใคร?
Phu: ไม่บอก!!!
Mintra: ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เมื่อไหร่
Phu: ชอบนานแล้วแต่เขาไม่รู้
Jeera: @Mintra เขารู้แต่ไม่สน
Phu: @Jeera เสือกกกกกกกกกก

ผมอมยิ้ม เพราะมือที่เพื่อนๆของภูถามถึง คือมือของผมเอง

ดูเหมือนว่าภูพูดถึงผมมาซักพัก มีหลายสเตตัสที่ทำให้ผมคิดว่าน่าจะเป็นการกล่าวถึงสิปปกรเช่น คืนนี้จะอ่านอย่าไปไหน วันนี้ไปหากำลังใจที่ร้านหนังสือ มีสเตตัสหนึ่งเป็นรูปตั๋วหนังที่เราดูด้วยกัน ภูเขียนแคปชั่นว่า คุณเค้านอนในโรงหนังอ่า 5555 แต่ยังคงไม่มีรูปของผมแบบชัดๆบนหน้าไทม์ไลน์ ผมเลื่อนอ่านเรื่อยๆจนกระทั่งเจอสเตตัสที่แอบอ้างเจ้าคอร์กี้ยักษ์ด้วย

Phu
ชานมบ่นคิดถึงคุณลุงคนนึงมากๆ ลุงเค้าไม่มาหานมหลายวันแล้ว TT –

มึงว่าใครลุง? ตื่นมาคุยกันเดี๋ยวนี้เลยนะ

ผมอยากฟาดภูซักเพี๊ยะ อยากดึงแก้มเขาให้ยืดเหมือนไดฟูกุโทษฐานที่กล่าวหาว่าสิปปกรเป็นลุง ผมเพิ่งจะอายุได้ไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงกล้าเรียกกันว่าลุง คำนี้ถือเป็นคำต้องห้ามสำหรับผม ไม่มีผู้ชายวัยสามสิบต้นๆหลงใหลได้ปลื้มกับคำนี้นักหรอก ผมพลิกตัวหันไปหาภู เขายังคงหลับสนิทและไม่ชอบให้ใครยุ่มย่ามเวลานอนเหมือนเคย ดังนั้นตอนที่ผมถือวิสาสะลูบหัวเขา ภูก็ฉวยมือของผมไปกอดแทนหมอนข้างและพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงียว่า

“นอน”

สั้น เรียบง่าย และแฝงไปด้วยความไม่พึงพอใจเล็กน้อย ผมอมยิ้มให้กับชายผู้เป็นที่รักก่อนจะปล่อยให้เขาพักผ่อนตามเดิม มือข้างหนึ่งกลายเป็นหมอนให้เขากอด ส่วนอีกข้างก็สไลด์หน้าจอโทรศัพท์เพื่อทำความรู้จักกับอีกด้านที่ไม่เคยเห็น โดยรวมแล้วสไตล์ของภูไม่มีอะไรน่าขัดใจ ภูเป็นผู้ชายธรรมดาที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่โก้เก๋ตามประสาคนมีสตางค์ เขาแชร์บทความของบีบีซีในบางครั้งแต่ก็ไม่มีมูฟเมนต์อะไรพิเศษ ผมจึงเลื่อนกลับขึ้นไปอ่านคอมเม้นต์ในสเตตัสล่าสุด มีคนกดถูกใจหลายร้อยคนและมีคอมเม้นต์จากเพื่อนๆประมาณสี่สิบข้อความ

Phu is in a relationship

ภูคงเป็นที่รักของเพื่อนๆมากถึงมีคนฝากข้อความและแซวเขาเยอะขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะถามว่าผู้โชคดีเพศอะไร เมื่อเพื่อนคนหนึ่งของเขามาเฉลยว่าครั้งนี้เป็นผู้ชาย ความอยากรู้อยากเห็นของคนนอกก็พรั่งพรูออกมาผ่านตัวอักษร เขาคนนั้นคือใคร ชื่ออะไร ใช่หนุ่มร้านหนังสือที่ตามจีบหรือเปล่า ใช่คนที่อัปสเตตัสเพ้อเจ้อถึงเขาบ่อยๆหรือเปล่า ใช่เจ้าของมือในร้านหนังสือหรือเปล่า พวกเขาอยากรู้ว่าภูเลือกใคร พวกเขาสนใจว่าแฟนของภูมีโปรไฟล์ดีสมกับเขาหรือไม่ แต่ไม่มีใครให้คำตอบแม้กระทั่งพี่ชายฝาแฝดของเขามาแสดงความคิดเห็น ภีมแค่กดถูกใจและคอมเม้นต์สั้นๆว่า

Peem: แม่นั่งยิ้มแล้ว คราวนี้ยึดอะไรดีน้า

มีคนกดถูกใจคอมเม้นต์นี้ยี่สิบสามคน

ผมว่าเพื่อนๆของภูคงรู้เรื่องนี้กันพอสมควร การแสดงความคิดเห็นและถามถึงผู้ชายคนนั้นยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งผมเห็นคอมเม้นต์จากผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อคลิ๊กดูโปรไฟล์จึงรู้ว่าเธอคือแพร

Parinyaphat: คนนั้นเหรอ?
Peem: @Parinyaphat น่าจะคนนั้นแหละ
Parinyaphat: ทำไมไม่แท็กเค้าไปเลยอ่า ละตอนนี้แม่มือจีบยัง 5555
Peem: @Parinyaphat ไม่รู้ รอแม่ตื่นมาเจอสเตตัสอันนี้ก่อน

เหมือนมีพายุฝนก่อขึ้นในใจ ราวกับความสุขชั่วครู่ยามเมื่อคืนหายไปและถูกแทนที่ด้วยความกังวล ผมเริ่มไม่สบายใจเมื่อคิดว่าภูอาจจะเปลี่ยนใจหากคุณแม่จัดการเขาขั้นเด็ดขาด พวกเขาจะทะเลาะกันหรือมีปากเสียงกันถึงขั้นตัดแม่ตัดลูกเพราะคนอย่างสิปปกรหรือเปล่านะ ความว้าวุ่นใจเพราะครอบครัวคนอื่นกำลังกัดกินความสุขของผมทีละนิด ผมวางโทรศัพท์ลงและมองหน้าภู ถ้าหากเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ผมจะทำใจยอมรับได้ไหมว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้อนรับในสังคมของเขา สังคมที่ครอบครัวและเพื่อนฝูงโฟกัสว่าคนรักของภูเพศอะไรมากกว่าการเคารพสิทธิ์ส่วนบุคคล พอคิดแบบนั้นผมก็ปวดท้องเพราะกลัวว่าจะไม่ถูกรักจนรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนเปราะบางเหมือนแก้ว

ผมเมินเฉยคอมเม้นต์จากครอบครัวของภูและเลือกอ่านความเห็นจากเพื่อนๆคนอื่นเพราะอยากรู้ว่าทุกคนคิดยังไง ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือคาดเดาสารพัดว่าความรักครั้งนี้ของภูมีจู๋หรือมีจิ๋ม บางคนเล่นมุกเสี่ยว บางคนแซวเกินขอบเขต บางคนพูดเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ

Teepakorn: ไหนคลิป

เขาพูดถึงอะไร ผมไม่รู้แต่ก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก นอกนั้นก็มีสาวๆมาแซว ผมเห็นชื่อเฟสบุ๊กของเนเน่กดถูกใจสเตตัสแต่ไม่ได้คอมเม้นต์อะไร ทุกคนไม่ได้เข้ามาเพื่อก่อกวนหรือใช้คำพูดชวนน่าอึดอัดเพียงอย่างเดียว คนดีๆก็พอมี อาจจะไม่เยอะแต่ถือว่าภูก็มีเพื่อนที่เคร่งเรื่องมารยาทอยู่บ้าง

Yuwanich: ดีใจด้วยจ้า โสดมานาน เลิกบ่นว่าเหงาให้พี่ฟังซักที XD
Nattapong: คบกับใครคับหลานภู
Roongtawan: ยินดีด้วยนะ :) ขอให้มีความสุขมากๆกับรักครั้งนี้

“สองดูอะไรเหรอ?”

เสียงงัวเงียของภูทำผมตกใจจนโทรศัพท์หล่นใส่หน้า เจ้าโกลเด้นหัวเราะในลำคอแล้วดึงผมเข้าไปกอดก่อนจะจูบเบาๆตรงหน้าผาก

“ดูหนังโป๊เหรอ?”
“ใครจะหมกมุ่นเหมือนคุณ” ผมค้อน แต่ก็ยอมนอนให้ภูกอดอยู่อย่างนั้น “ภู” เขาขานรับงัวเงียเหมือนยังตื่นไม่เต็มที่ ผมจึงเรียกอีกครั้งเพื่อให้ภูลืมตา “สเตตัสคุณเมื่อคืนน่ะ”
“อื้อ”
“มีคนมาคอนเม้นต์เยอะแยะเลยนะ” ภูหัวเราะอีกครั้งด้วยท่าทีออกจะภูมิใจเล็กน้อย 
“อื้อ” เขาขานตอบสั้นๆ “สองจะเปลี่ยนสเตตัสเหมือนกันใช่ไหม?”

ผมไม่ตอบเพราะคำตอบคือไม่ ผมจะไม่อัปสเตตัสใดๆในเฟสบุ๊กเพื่อป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าสิปปกรกำลังคบหาดูใจอยู่กับใครบางคน ผมจะไม่ทำแบบนั้นเพราะพ่อแม่ต้องรุมทึ้งอย่างเอาเป็นเอาตายแน่ๆว่ามันเป็นใคร พ่อกับแม่อาจจะมีความหวังนิดหน่อยว่าแฟนของผมอาจเป็นผู้หญิง ส่วนน้ำหนึ่งรู้อยู่แล้วว่าเขาคือใคร เพียงแค่จะปากสว่างเหมือนวันก่อนหรือไม่ก็ยากที่จะคาดเดา

“ไม่เป็นไร ไว้สองพร้อมเมื่อไหร่ค่อยอัปก็ได้” พูดจบก็หาวปากกว้าง ส่งเสียงคำรามเหมือนสิงโตเจ้าป่าทั้งๆที่เป็นแค่ลูกหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ “แล้วอย่าลืมแท็กภูนะ”

ผมพยักหน้าให้สัญญา เป็นคำสัญญาที่เลื่อนลอยเพราะไม่ว่ายังไงก็มองไม่เห็นทางที่จะได้เปิดเผยคนรักของตัวเองให้ครอบครัวรู้เลย






ความฝันที่จะมีคอนโดของตัวเองถูกพับเก็บถาวรเมื่อคุณจิ๊บพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าเครดิตทางการเงินของสิปปกรไม่มีความมั่นคง

ผมมีรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงจนต้องเสียภาษีขั้นต่ำก็จริงแต่ไม่ได้มากพอถึงขั้นน่าไว้วางใจ ที่น่ากังวลคือเงินออมในบัญชีออมทรัพย์ซึ่งมีอยู่ไม่กี่หมื่นนั้นไม่ใช่เงินเย็น วันนี้ผมมีเงินก้อนนี้แต่พรุ่งนี้อาจจะไม่มีเพราะต้องถอนไปซื้อของจำเป็น อีกอย่างผมไม่เคยมีบัตรเครดิต ดังนั้นประวัติการผ่อนชำระของจึงไม่เคยปรากฎในธนาคารเลย ปกติผมซื้อทุกอย่างด้วยเงินสด ทั้งโทรศัพท์มือถือ ไอแพด เครื่องฟอกอากาศ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์อิเกียก็ซื้อด้วยเงินสดล้วนๆ ไม่มีผ่อนชำระ ไม่มีการหยิบยืมจากคนรอบข้างและขอทยอยผ่อนวันหลัง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเงินออมทรัพย์ของผมถึงมีอยู่น้อยนิดและไม่ใช่เงินเพื่อการออม มันคือเงินสำหรับการดำรงชีวิตล้วนๆ ไม่มีการวางแผนทางการเงินอะไรทั้งสิ้น

“อีกอย่างที่จิ๊บกังวลคือคุณสองอาจจะมีช่วงที่ผ่อนไม่ไหว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเห็นใจแต่ก็ไม่ไว้หน้า
“มันพอจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยเหรอครับ?”
“จริงๆมันก็พอเป็นไปได้ค่ะ อาจจะต้องลดสเปคของที่อยู่อาศัยลง หรือไม่ก็ลองสมัครบัตรเครดิตเพื่อผ่อนของซักชิ้นดูนะคะ” คุณจิ๊บแนะนำ แต่ผมนึกไม่ออกว่าตัวเองมีความจำเป็นต้องซื้ออะไร “หรือหากคุณสองเจอโครงการที่สนใจเมื่อไหร่ ลองติดต่อจิ๊บใหม่อีกครั้งก็ได้ค่ะ เงื่อนไขการผ่อนและการดาวน์ของแต่ละโครงการไม่เหมือนกัน”

ผมจำนนต่อความไม่เอาไหนของตัวเอง ได้แต่บอกคุณจิ๊บแค่ว่าขอบคุณที่แนะนำและจะติดต่อไปใหม่ในภายหลัง “หาก” มีกำลังมากพอที่จะสานฝัน หลังจบการสนทนาผมคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊ค ตรงข้ามกันคือติณณภพที่กำลังนั่งเช็กพอดแคสท์ซึ่งเตรียมเผยแพร่คืนนี้ เขาเงยหน้ามองผมและถามว่าทำไมทำหน้าเศร้าอย่างนั้น

“เปล่าหรอก เบื่อฝนตก” ผมตอบแบบขอไปทีก่อนจะเปิดแลปท็อปเพื่อเตรียมทำงานแปลต่อ
“มึงชอบบรรยากาศตอนฝนตกจะตาย”
“รู้ดี”

ผมยิ้มมุมปาก ลังเลนิดหน่อยว่าควรเล่าให้เพื่อนสนิทฟังหรือไม่แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกติณถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ แววตาของติณณภพต่างจากของภูโดยสิ้นเชิง เขารับฟังอย่างตั้งใจแต่ไม่มีความกระตือรือร้นใดๆในสีหน้าและท่าทาง เมื่อผมเล่าบทสนทนากับเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารจบ ติณก็นั่งหลังตรง ตามองมาที่ผมแล้วถามว่านึกยังไงถึงอยากซื้อคอนโด

“เพราะหมอหมานั่นเป่าหูมึงเหรอ?”
“เปล่า เพราะกูอยากมีเซฟโซนเป็นของตัวเอง” ผมตอบและเล่าอาการแขยงเกย์ของพ่อให้เพื่อนสนิทฟัง “มันคงจะดีถ้ากูมีบ้านที่เป็นของตัวเองจริงๆ”

ติณณภพเงียบไปพักใหญ่ราวกับมีเรื่องที่อยากพูดติดค้างอยู่ตรงริมฝีปาก เขาเอนตัวพิงเก้าอี้และถามคำถามเดียวกับคุณจิ๊บ เพิ่มเติมมาอีกหนึ่งข้อคือผมมีรายได้ทางที่สองเผื่อกรณีที่หางานแปลไม่ได้หรือไม่ ผมตอบติณตามตรงว่าไม่ เพราะงานแปลไม่ได้หายากขนาดนั้น จริงอยู่ที่มันลดลงแต่ผมยังมีงานจากสำนักพิมพ์เข้ามาเรื่อยๆ

“ถ้าวันนึงสำนักพิมพ์ไม่จ้างมึงล่ะ? มึงมีเงินผ่อนไหม?”
“มีสิ กูมีเงินสำรอง น่าจะพอขายผ้าเอาหน้ารอดได้ซักเดือนสองเดือน”
“แล้วถ้าพ่อหรือแม่ป่วยกะทันหันหรือมีเรื่องต้องใช้เงิน มึงสามารถผ่อนคอนโดไปพร้อมกับซัพพอร์ทที่บ้านได้ไหม?”

ติณถามคำถามที่ผมคาดไม่ถึงมาก่อน เป็นคำถามหมัดฮุกทำเอาจุกจนเบลอไปชั่วขณะ ผมตอบติณว่าอาจจะพอไหวแต่ก็ไม่รู้ว่าสามารถทำได้อย่างที่ปากพูดหรือเปล่า

“มึงไม่อยากอยู่ที่กู้ด รี้ดดิ้งแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น กูรักร้านจะตายมึงก็รู้” ผมหัวเราะเบาๆ แม่ง – เป็นการหัวเราะที่เฝื่อนจนดูเสแสร้ง “กูแค่อยากมีอะไรเป็นของตัวเองซักชิ้น”
“กูเข้าใจ” ติณขานรับ “แล้วหมอหมาว่าไง?”
“ภูไม่ว่าอะไร ก็แค่ให้ไลน์พี่จิ๊บมาคุย”
“มันขายฝันมึงอีกแล้ว”
“ไม่ดีเหรอ?”
“ไม่ดีเลย กูอยากให้มึงอยู่ในโลกของความเป็นจริงมากกว่า” ติณพูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อบาริสต้าเรียกหา “กูไม่ได้บอกว่ามึงไม่มีวันซื้อคอนโดได้นะ กูแค่หมายความว่ายังไม่ใช่ตอนนี้ อาจจะไม่ใช่เร็วๆนี้ แต่ไม่ได้แปลว่ามึงเป็นเจ้าของคอนโดไม่ได้”
“เหรอ”
“อืม ฟังหมอหมาได้ แต่ต้องฟังเสียงความจริงด้วยนะ”

ติณใช้หนังสือเคาะหัวผมเบาๆก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ผมจมเจ่าอยู่กับอารมณ์เศร้าหมองที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้


ต่อพาร์ท 2 ข้างล่างเลยนะคะ  :katai2-1:

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 125
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +118/-4
14 [PART 2/2]


ความฝันที่จะมีคอนโดของตัวเองถูกพับเก็บถาวรเมื่อคุณจิ๊บพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าเครดิตทางการเงินของสิปปกรไม่มีความมั่นคง

ผมมีรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงจนต้องเสียภาษีขั้นต่ำก็จริงแต่ไม่ได้มากพอถึงขั้นน่าไว้วางใจ ที่น่ากังวลคือเงินออมในบัญชีออมทรัพย์ซึ่งมีอยู่ไม่กี่หมื่นนั้นไม่ใช่เงินเย็น วันนี้ผมมีเงินก้อนนี้แต่พรุ่งนี้อาจจะไม่มีเพราะต้องถอนไปซื้อของจำเป็น อีกอย่างผมไม่เคยมีบัตรเครดิต ดังนั้นประวัติการผ่อนชำระของจึงไม่เคยปรากฎในธนาคารเลย ปกติผมซื้อทุกอย่างด้วยเงินสด ทั้งโทรศัพท์มือถือ ไอแพด เครื่องฟอกอากาศ รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์อิเกียก็ซื้อด้วยเงินสดล้วนๆ ไม่มีผ่อนชำระ ไม่มีการหยิบยืมจากคนรอบข้างและขอทยอยผ่อนวันหลัง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเงินออมทรัพย์ของผมถึงมีอยู่น้อยนิดและไม่ใช่เงินเพื่อการออม มันคือเงินสำหรับการดำรงชีวิตล้วนๆ ไม่มีการวางแผนทางการเงินอะไรทั้งสิ้น

“อีกอย่างที่จิ๊บกังวลคือคุณสองอาจจะมีช่วงที่ผ่อนไม่ไหว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเห็นใจแต่ก็ไม่ไว้หน้า
“มันพอจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยเหรอครับ?”
“จริงๆมันก็พอเป็นไปได้ค่ะ อาจจะต้องลดสเปคของที่อยู่อาศัยลง หรือไม่ก็ลองสมัครบัตรเครดิตเพื่อผ่อนของซักชิ้นดูนะคะ” คุณจิ๊บแนะนำ แต่ผมนึกไม่ออกว่าตัวเองมีความจำเป็นต้องซื้ออะไร “หรือหากคุณสองเจอโครงการที่สนใจเมื่อไหร่ ลองติดต่อจิ๊บใหม่อีกครั้งก็ได้ค่ะ เงื่อนไขการผ่อนและการดาวน์ของแต่ละโครงการไม่เหมือนกัน”

ผมจำนนต่อความไม่เอาไหนของตัวเอง ได้แต่บอกคุณจิ๊บแค่ว่าขอบคุณที่แนะนำและจะติดต่อไปใหม่ในภายหลัง “หาก” มีกำลังมากพอที่จะสานฝัน หลังจบการสนทนาผมคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊ค ตรงข้ามกันคือติณณภพที่กำลังนั่งเช็กพอดแคสท์ซึ่งเตรียมเผยแพร่คืนนี้ เขาเงยหน้ามองผมและถามว่าทำไมทำหน้าเศร้าอย่างนั้น

“เปล่าหรอก เบื่อฝนตก” ผมตอบแบบขอไปทีก่อนจะเปิดแลปท็อปเพื่อเตรียมทำงานแปลต่อ
“มึงชอบบรรยากาศตอนฝนตกจะตาย”
“รู้ดี”

ผมยิ้มมุมปาก ลังเลนิดหน่อยว่าควรเล่าให้เพื่อนสนิทฟังหรือไม่แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกติณถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ แววตาของติณณภพต่างจากของภูโดยสิ้นเชิง เขารับฟังอย่างตั้งใจแต่ไม่มีความกระตือรือร้นใดๆในสีหน้าและท่าทาง เมื่อผมเล่าบทสนทนากับเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารจบ ติณก็นั่งหลังตรง ตามองมาที่ผมแล้วถามว่านึกยังไงถึงอยากซื้อคอนโด

“เพราะหมอหมานั่นเป่าหูมึงเหรอ?”
“เปล่า เพราะกูอยากมีเซฟโซนเป็นของตัวเอง” ผมตอบและเล่าอาการแขยงเกย์ของพ่อให้เพื่อนสนิทฟัง “มันคงจะดีถ้ากูมีบ้านที่เป็นของตัวเองจริงๆ”

ติณณภพเงียบไปพักใหญ่ราวกับมีเรื่องที่อยากพูดติดค้างอยู่ตรงริมฝีปาก เขาเอนตัวพิงเก้าอี้และถามคำถามเดียวกับคุณจิ๊บ เพิ่มเติมมาอีกหนึ่งข้อคือผมมีรายได้ทางที่สองเผื่อกรณีที่หางานแปลไม่ได้หรือไม่ ผมตอบติณตามตรงว่าไม่ เพราะงานแปลไม่ได้หายากขนาดนั้น จริงอยู่ที่มันลดลงแต่ผมยังมีงานจากสำนักพิมพ์เข้ามาเรื่อยๆ

“ถ้าวันนึงสำนักพิมพ์ไม่จ้างมึงล่ะ? มึงมีเงินผ่อนไหม?”
“มีสิ กูมีเงินสำรอง น่าจะพอขายผ้าเอาหน้ารอดได้ซักเดือนสองเดือน”
“แล้วถ้าพ่อหรือแม่ป่วยกะทันหันหรือมีเรื่องต้องใช้เงิน มึงสามารถผ่อนคอนโดไปพร้อมกับซัพพอร์ทที่บ้านได้ไหม?”

ติณถามคำถามที่ผมคาดไม่ถึงมาก่อน เป็นคำถามหมัดฮุกทำเอาจุกจนเบลอไปชั่วขณะ ผมตอบติณว่าอาจจะพอไหวแต่ก็ไม่รู้ว่าสามารถทำได้อย่างที่ปากพูดหรือเปล่า

“มึงไม่อยากอยู่ที่กู้ด รี้ดดิ้งแล้วเหรอ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น กูรักร้านจะตายมึงก็รู้” ผมหัวเราะเบาๆ แม่ง – เป็นการหัวเราะที่เฝื่อนจนดูเสแสร้ง “กูแค่อยากมีอะไรเป็นของตัวเองซักชิ้น”
“กูเข้าใจ” ติณขานรับ “แล้วหมอหมาว่าไง?”
“ภูไม่ว่าอะไร ก็แค่ให้ไลน์พี่จิ๊บมาคุย”
“มันขายฝันมึงอีกแล้ว”
“ไม่ดีเหรอ?”
“ไม่ดีเลย กูอยากให้มึงอยู่ในโลกของความเป็นจริงมากกว่า” ติณพูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อบาริสต้าเรียกหา “กูไม่ได้บอกว่ามึงไม่มีวันซื้อคอนโดได้นะ กูแค่หมายความว่ายังไม่ใช่ตอนนี้ อาจจะไม่ใช่เร็วๆนี้ แต่ไม่ได้แปลว่ามึงเป็นเจ้าของคอนโดไม่ได้”
“เหรอ”
“อืม ฟังหมอหมาได้ แต่ต้องฟังเสียงความจริงด้วยนะ”

ติณใช้หนังสือเคาะหัวผมเบาๆก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ผมจมเจ่าอยู่กับอารมณ์เศร้าหมองที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้




ความจริงที่ว่าติณณภพไม่ชอบภูและภูเองก็ไม่ชอบเขายังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่ผมคิดว่ามันอาจจะพอมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง

หลายๆครั้งอาการหน้างุ้มหน้างอของภูเกิดขึ้นเพราะผมเล่าเรื่องที่คุยกับติณให้ฟัง เขามักจะแสดงออกว่าไม่ชอบที่ติณพูดแบบนั้น แต่พอเจอหน้ากันพวกเขาก็พูดจากันปกติดี ติณไม่ได้เขม่นภูเรื่องที่ขายฝันให้สิปปกรจนเพ้อไปหลายวัน ส่วนภูเองก็ไม่แสดงอาการอะไรให้ติณไม่พอใจ แต่คนเรามีเซนส์ในเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้ว เพียงแค่ไม่รู้สาเหตุว่าทำไม บางทีอาจเป็นเพราะภูสปอยล์ผมมากเกินไปก็ได้

เวลาล่วงเลยหลายสัปดาห์ เรื่องคอนโดก็หายไปจากสมองราวกับไม่เคยมีอยู่เพราะผมมีเรื่องมากมายที่ต้องทำเหลือเกิน เครื่องเขียนที่สั่งไว้มาส่งแล้ว ผมกับติณวุ่นวายอยู่กับการจัดร้านใหม่เพื่อแยกระหว่างโซนขายหนังสือกับเครื่องเขียนออกจากกัน การมีอยู่ของมันทำให้ร้านหนังสือไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนเคย แต่นี่คือความจริงอันโหดร้าย ความจริงที่ว่าร้านหนังสืออิสระไม่สามารถอยู่ได้เพราะขายหนังสือเพียงอย่างเดียว เราต้องดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อหารายได้เสริมมาพยุงกิจการให้อยู่รอด สัปดาห์แรกของการวางขายเครื่องเขียน ติณณภพเรียกผมไปคุยที่ห้องเพื่อบอกว่าไอเดียของสิปปกรเพิ่มกำไรให้ร้านถึงห้าพันบาทภายในหนึ่งสัปดาห์

“ไม่ได้ขายดีแบบเทน้ำเทท่า แต่ขายได้เรื่อยๆ” ติณดูพออกพอใจกับตัวเลขที่พนักงานบัญชีสรุปให้ “แล้วของที่มึงบอกว่าจะเอามาขายร่วมกับเครื่องเขียนคืออะไรนะ?”
“โปสการ์ดกับกระเป๋าผ้า” ผมบอกเขา ไม่มั่นใจเท่าไหร่นักว่าไอเดียนี้จะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือเปล่า ติณพยักหน้าพลางครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ โปสการ์ดคงเป็นเรื่องที่น่าลงทุนพอสมควร แต่กระเป๋าผ้านั้น –
“เอาแค่โปสการ์ดก่อนก็แล้วกัน” ติณตัดสินใจแล้ว “ช่วงนี้มึงเป็นไงบ้าง?”
“อะไรคือเป็นไงบ้าง?”
“งานแปลยังมีเข้ามาเรื่อยๆใช่ไหม?”
“อืม” ผมขานในลำคอ เริ่มคิดถึงความฝันที่หล่นหายของตัวเองอีกครั้ง “เดือนหน้าอาจจะได้แปลหนังสือเรื่องใหม่ ยังไม่ได้เซ็นสัญญาหรอกนะ อยู่ในช่วงคัดเลือกน่ะ กูเพิ่งส่งตัวอย่างแปลให้สำนักพิมพ์พิจารณา”
“ดีแล้ว ขอให้รวยๆเฮงๆ โด่งดังไวๆ” ติณยิ้มหน้าบานด้วยแววตาเป็นประกาย “กับหมอหมา --”

เสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะ ติณณภพจึงเอื้อมตัวหยิบสมาร์ทโฟนบนโต๊ะแล้วกดรับสาย ผมไม่รู่ว่าปลายสายคือใครแต่เดาเอาว่าน่าจะเป็นข่าวดีมากๆจนเจ้าของร้านหนังสือกู้ด รี้ดดิ้งไม่สามารถเก็บซ่อนความดีใจเอาไว้ได้ ติณเอาแต่พูดว่าจริงเหรอครับ ครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆเลยครับ จะไปเดี๋ยวนี้เลยครับ และวางสาย หลังวางสายเขาก็ตะโกนเสียงดังออกมาด้วยความดีใจว่าตำรวจจับโจรงัดร้านได้แล้ว ของบางชิ้นถูกขายออนไลน์ แต่เครื่องทำกาแฟหลักแสนยังอยู่ที่บ้านโจรเพราะมันไม่รู้จะปล่อยให้ใคร

ชั่ววินาทีนั้น ผมยิ้มกว้างออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอกเป็นครั้งแรก เราสองคนกระโดดโลดเต้นในห้องนอนเหมือนสมัยเรียนมัธยมด้วยกัน เปล่งเสียงร้องด้วยความยินดีเมื่อรู้ว่าเราอาจจะได้เครื่องทำกาแฟราคามหาโหดคืน หลายเดือนที่ผ่านมาเราต่างร้อนรุ่มกลุ้มใจกันมาก ลำพังเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างอื่นยังพอเก็บเงินซื้อคืนได้ มีเพียงแค่เครื่องทำกาแฟสองหัวเท่านั้นที่ติณณภพซื้อใหม่ไม่ไหว

“ไปโรงพักเป็นเพื่อนกูหน่อย”

ติณณภพขอร้อง ผมตอบทันทีว่าได้สิ แน่นอน เราจะไปโรงพักด้วยกัน วันนี้เป็นอีกวันที่ยุ่งวุ่นวายแต่โดยภาพรวมถือว่าเป็นวันที่ดี ติณและผมยิ้มกว้างอย่างมีความสุขแถมยังพูดคุยด้วยความผ่อนคลายมากขึ้น กำแพงแก้วหายไปแล้ว ความโกรธของติณจางลงไปแล้ว เรากลายเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่มีเรื่องหรือเข็มตำในใจเหมือนเคย หลังเสร็จธุระที่สถานีตำรวจ ติณณภพถามว่าควรซื้ออะไรไปฉลองที่ร้านซักหน่อยดีไหม ผมไม่มีความเห็นอื่นจึงเสนอพิซซ่า เพราะพิซซ่าเป็นอาหารราคาประหยัดสำหรับปาร์ตี้

“มึงไม่ชอบพิซซ่า” ติณพูดขึ้นขณะขับรถกลับร้านกู้ด รี้ดดิ้ง “กินสิ่งที่อยากกินเถอะ”
“ไม่มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษ”
“งั้นเหรอ” เขาพึมพำและเงียบไป “ไก่ทอดไหม?”
“ถ้าทุกคนที่ร้านโอเค กูก็โอเค”
“งั้นไก่ทอดแล้วกัน”
 
ติณยิ้มก่อนจะหยิบโทรศัพท์โทรหาพนักงานที่เฝ้ากู้ด รี้ดดิ้ง พวกเราทุกคนตื่นเต้นและดีใจมากๆเมื่อวันนี้เจ้านายจะถือโอกาสฉลองล้างซวยด้วยการสั่งอาหารมาเลี้ยง น้ำเสียงของพนักงานทุกคนมีแต่ความยินดีราวกับเราเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ พวกเขาเสนอตัวออกไปซื้อน้ำอัดลมและน้ำแข็ง เตรียมจัดแจงร้านเพื่อฉลองหลังเลิกงาน เมื่อวางสาย ติณณภพก็หันมายิ้มอีกครั้งด้วยแววตาที่เปี่ยมประกายในรอบหลายเดือน

“คราวนี้เราสองคนก็จะได้เลิกเป็นผีเฝ้าร้านเสียที” เขาหัวเราะขำ “กูกับมึงไม่ได้ออกไปเที่ยวด้วยกันนานแค่ไหนแล้ววะ?”
“ไม่รู้สิ” ผมยิ้ม “ปกติเราก็ไม่ค่อยได้ไปไหนอยู่แล้ว”
“ก็จริง” ติณพยักหน้า “เราน่าจะจัดทริปไปไหนซักที่ที่ไกลๆ ไปทะเล ไปเที่ยวภาคเหนือ ไปร้านอาหารอร่อยๆต่างจังหวัด” เขาเริ่มวาดทริปในหัวของตัวเอง “คงจะดีถ้าได้พักซักหน่อยหลังเจอเรื่องเครียดๆมานาน”
“นั่นสิ” ผมตอบได้แค่นั้น
“จะชวนใครไปบ้าง?”

ผมหันมองเพื่อนสนิทเป็นเชิงถามว่าเอาจริงเหรอ เราจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันจริงๆงั้นเหรอ เมื่อเห็นติณณภพไม่แย้งอะไร ผมจึงตอบไปว่าไม่รู้เหมือนกัน ผมเป็นคนเพื่อนน้อย นอกจากติณกับภูก็ไม่รู้สึกสนิทกับใครอีก

“มึงกับหมอหมาถึงไหนแล้ว” ติณณภพถามตรงๆโดยไม่อ้อมค้อม “เป็นแฟนกันหรือยัง?”

ผมไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทคาดหวังที่จะได้ยินคำตอบแบบไหน ผมยังกังวลอยู่ว่าหากพูดความจริงออกไปติณอาจจะไม่ชอบภูมากขึ้น หรือไม่ก็การกระทำเล็กๆน้อยๆที่เกิดจากความผิดพลาดของผมอาจทำให้เพื่อนสนิทระแคะระคายมากกว่าเดิม ชั่วขณะหนึ่งผมลังเลที่จะบอก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดความจริงออกไปเพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ ติณณภพก็คือคนที่ผมไว้ใจมากที่สุดเสมอ

 “คบกันแล้ว”

ผมตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับอับอายที่ต้องพูดมันออกมา ติณณภพยังคงนั่งหลังตรงในท่าขับรถ ตาจ้องมาที่ผมครู่หนึ่งก่อนที่ริมฝีปากจะคลี่ยิ้ม 

“กูจะไม่ทำให้ร้านเสียหาย”
“ไม่หรอก ไม่เกี่ยวกัน” ติณพูด “มึงก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง”
“งั้นเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
“หมายความว่าหลังจากนี้ถ้ากูไปหาภูบ่อยๆ มึงจะไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”
“กูไม่ได้ล่ามโซ่มึงเอาไว้นี่” เขาหัวเราะเสียงดังลั่น และถามว่าทำไมถึงคิดว่าติณณภพจะต้องไม่พอใจหากสิปปกรไปค้างที่คลินิกของคนรักด้วย “ไปสิ”
“ไปไม่บ่อยหรอก อาจจะอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง”
“สาบานทีเถอะว่าไอ้หมอหมาไม่ใช่ตัวยุให้มึงซื้อคอนโดเพื่อเป็นรังรัก?”
“เปล่าหรอก” ผมพึมพำและมองวิวนอกกระจกรถ “กูก็ไม่คิดจะอยู่กับภูเหมือนอยู่กับชวินทร์”
“ทำไม?”
“ยิ่งรู้จักมากก็ยิ่งรักน้อยลง” ผมตอบ “บางทีถ้าเราอยู่ด้วยกัน ภูอาจจะไม่ชอบอะไรบางอย่างในตัวกูก็ได้ หรือไม่กูอาจจะรู้อะไรๆแล้วรับไม่ได้ก็ได้”
“เรื่องอะไรๆคือเรื่องอะไร?”
“ไม่รู้สิ ภูดู – ความลับเยอะ”
“หมายถึงมีกิ๊กเหรอ?”
“ไม่แน่” ผมเหยียดยิ้มพลางนึกถึงเพื่อนๆที่คอมเม้นต์ในสเตตัสคืนก่อน ในบรรดาคนที่มาร่วมแสดงความยินดี อาจจะมีกิ๊กของภูรวมอยู่ก็ได้
“ไม่ดีเหรอ? ยิ่งรู้ข้อเสียเร็วก็ยิ่งตัดใจง่าย”
“แต่กับคนนี้กูไม่อยากเลิก” เราสองคนเงียบใส่กันครู่ใหญ่ “ภูดีมาก ดีเกินไป ดีจนไม่รู้ว่าต้องตายอีกกี่ชาติถึงจะได้เจอผู้ชายแบบนี้ ภูน่ารักมากจนกูอายตัวเอง”
“ไม่เห็นน่ารัก เบ้าหน้าก็งั้นๆ”
“มองในมุมของมึงเขาก็เป็นแค่หมอหมา แต่ในมุมของกู ภูเหมือนหมาโกลเด้นตัวใหญ่ที่ขี้อ้อนมากๆ มึงลองคิดภาพตามดูนะ ไม่ว่าจะเจอหน้ากันอีกกี่ครั้ง ภูก็จะยิ้มด้วยรอยยิ้มแบบนั้น แล้วก็กระดิกหางสายก้นเพราะดีใจที่เราได้เจอกัน”
“ชอบมันขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ก็ – อืม ชอบแหละ” ผมยอมรับตามตรง “ภูเป็นคนน่ารักที่สุดเท่าที่กูเคยเจอ”

ติณขานรับในลำคอและหันไปจดจ่อกับการขัดรถต่อ ส่วนผมรู้สึกโล่งราวกับได้สารภาพบาป ทั้งๆที่การบอกเพื่อนสนิทว่ากำลังอยู่ในห้วงรักกับใครซักคนนั้นไม่ควรคิดหนักถึงขั้นรู้สึกเหมือนมีหินถ่วงอยู่ในอก ผมคงใช้ชีวิตโดยรับฟังคำแนะนำจากติณมานานเกินไป หรือไม่ก็อยู่อย่างสะดวกสบายเพราะได้รับการช่วยเหลือจากเขามามากจนเกรงใจ ดังนั้นตอนที่ได้เห็นกับตาว่าติณณภพไม่มีปัญหาหากสิปปกรจะมีความรัก ผมก็รู้สึกว่าตัวเองได้ก้าวข้ามกำแพงไปอีกชั้นหนึ่งแล้ว

“อย่ากลายเป็นเหมือนตอนรักชวินทร์อีกนะ” จู่ๆติณณภพก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย “อย่าคลั่งรักแบบนั้น อย่าลดคุณค่าของตัวเองด้วยการคิดว่ามึงไม่ดีพอที่จะรักใคร”
“กูตอนมีความรักมันดูแย่มากเลยหรือไง?”
“ไม่ได้แย่หรอก มึงรับมือกับอาการอกหักได้ไม่ดีเท่าไหร่เพราะมึงไม่เคยรักตัวเองเลย เวลาผิดหวังจากความรักทีไรมึงมักจะโทษตัวเองก่อนทั้งๆที่บางครั้งความรักมันก็แค่ใช่กับไม่ใช่ ในเมื่อเข้ากันไม่ได้ก็ต้องเลิก แค่นั้นเอง ไม่ใช่ความผิดของใคร” ติณว่า “กูไม่ว่าหรอกนะถ้ามึงจะมีแฟนใหม่ แค่ไม่อยากเห็นมึงนั่งทำงานทั้งน้ำตาอีกเท่านั้นแหละ”
“เออน่า” ผมพึมพำและเหยียดยิ้ม “ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ มึงจะปลอบใจกูเหมือนสมัยคบกับชวินทร์ไหม?”

ติณณภพเลิกคิ้วประหลาดใจก่อนจะหัวเราะ “แน่นอน” เขายืนยัน “ก็ต้องปลอบใจอยู่แล้ว” ติณหันหลับไปมองถนนดังเดิม ระหว่างทางกลับบ้านที่มีแค่เพียงเพลงจากคลื่นวิทยุ เราสองคนไม่พูดอะไรอีกนอกจากใช้เวลาช่วงนั้นไปกับการครุ่นคิดอยู่ในโลกของตนเอง





TBC


____________________________

#คุณผู้ไม่เชื่อในความรัก


สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะ รอวันจันทร์หรรษาไม่ไหวเพราะสัปดาห์นี้เราเลิกงานหกโมง ขอมาพบกับทุกคนก่อนกำหนดนะคะ

หลังจากนี้เราจะปรับลดจำนวนคำต่อตอนให้เหลือประมาณ 3000-5000 คำเพื่อที่จะได้มาเร็วขึ้น และเนื้อหาไม่ยาวจนเกินไป ขอขอบคุณทุกคนจากใจจริงค่ะที่ติดตามและสนับสนุนเรามาโดยตลอด หลายสัปดาห์มานี้เรามีแต่เรื่องที่ไม่ค่อยสบายใจ แต่ทุกครั้งก็จะพยายามคิดถึงนิยายและกำลังใจจากทุกคนเพื่อให้ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ ทุกคนช่วยชีวิตเราไว้ ขอบคุณทุกคนมากๆนะคะที่ติดตามอ่านเรื่องนี้รวมถึงมอบความรักเป็นฟี้ดแบคและโดเนทให้คนอย่างเรา เราเองพูดไม่เก่ง แต่รู้สึกขอบคุณจากใจจริงค่ะ

หากคุณนักอ่านมีข้อติชมหรืออยากให้ปรับปรุงอะไร สามารถคอมเม้นต์หรือ dm มาแจ้งได้เสมอนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะโกรธเลยค่ะ เรายินดีปรับปรุงเพื่อให้งานเขียนออกมาดีที่สุด มันอาจจะมีช่วงที่สะดุดหรือตะกุกตะกักบ้าง แต่เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้นิยายที่เราเขียนมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด และสร้างความสุขให้ทุกคนได้มากที่สุดค่ะ ขอบคุณที่ติดตามกันมาเสมอนะคะ ขอให้คุณมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงค่ะ

ปล. คุณสองจองคิว commission ปกแล้วค่ะ ไม่ว่ายังไงเราก็ตั้งใจไว้ว่าอยากรวมเล่มนิยายเรื่องนี้ รอติดตามรายละเอียดพร้อมกันปลายปีนะคะ

ด้วยรัก

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1431
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด