แสนคำนึง (Period) ตอนที่ ๑๙ ((๑๐๐%)) ๒๗ มิ.ย พ.ศ.๒๕๖๓ คห.๑๘๗
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: แสนคำนึง (Period) ตอนที่ ๑๙ ((๑๐๐%)) ๒๗ มิ.ย พ.ศ.๒๕๖๓ คห.๑๘๗  (อ่าน 11822 ครั้ง)

ออฟไลน์ question09

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-10

ออฟไลน์ thanatcha

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 313
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +146/-2


ตอนที่ ๑๙

๕๐%




วันนี้เรือนของเจ้าสัวเช็งดูคึกคักเป็นพิเศษ ท่านเจ้าสัวที่ปกติจะใส่เพียงกางเกงแพรตัวเก่าๆ และเสื้อกล้ามง่ายๆ แต่วันนี้กลับแต่งตัวเหมือนเวลาไปทำงาน คุณเสนและคุณอุ่นเรือนก็นั่งแทบจะไม่ติดด้วยความตื่นเต้น ที่ดูปกติที่สุดเห็นจะเป็นคุณพะยอมที่นั่งจัดดอกมะลิเสียบก้านมะพร้าวใส่แจกัน โดยมีหนูแสนนั่งพับเพียบช่วยอยู่ใกล้ๆ ถัดไปไม่ไกลกันมีคุณสนนั่งเล่นกับหนูหยกอยู่อีกมุมห้อง

“ยายแช่ม ของรับรองแขกเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”

“เสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” ยายแช่มตอบผู้เป็นนายแล้วจึงคลานเข้ามานั่งใกล้หยิบจับข้าวของให้คุณพะยอม

“ไม่ต้องทำก็ได้ยายแช่ม แก่แล้วหูตาฝ้าฟางประเดี๋ยวก็ทิ่มนิ้วทิ่มมืออีก” คุณพะยอมเอ่ยห้ามเมื่อเห็นยายแช่มหยิบเอาเข็มร้อยมาลัยมาถือ ยายแช่มส่งค้อนให้ผู้เป็นนายทันควัน

“ให้อิฉันทำเถอะเจ้าค่ะคุณ ไม่อย่างนั้นอิฉันคนเดินเป็นกระแตวนเหมือนท่านเจ้าสัว ตื่นเต้นที่คนเรือนนู้นจะมาขอคุณแสน”

“ขวางจริงเชียวยายแช่ม สู่เขิงสู่ขออะไรกันจ๊ะ ก็แค่มาพูดคุยกันให้รับทราบทั้งสองฝ่าย” หนูแสนเอ็ดยายแช่มหากแต่สองแก้มแดงเรื่อด้วยความเขินอาย

ใช่ว่าจะไม่ตื่นเต้น เมื่อวันก่อนที่คุณเล็กมาบอกว่าทางคุณหญิงผกายินยอมที่จะให้ทั้งคู่ได้รักกัน หนูแสนดีใจเสียจนแทบจะเป็นลม

“ไม่ต้องมาเหนียมอายหรอกเจ้าค่ะคุณแสน โตแล้ว เรื่องการมีเรือนมันก็ธรรมดา แต่ของคุณแสนพิเศษตรงที่คู่ตุนาหงันเป็นผู้ชายเหมือนกัน”

“แล้วยายแช่มไม่เห็นว่ามันแปลกเหรอจ๊ะ?” ในเมื่อนั่งทำดอกไม้กันเงียบ ๆ ก็เหงา หนูแสนจึงชวนยายแช่มคุณให้คลายกังวล ยายแช่มทำลอยหน้า ปากก็เคี้ยวหมากหยับ ๆ อย่างยักท่า ก่อนจะบ้วนน้ำหมากสีแดงลงกระโถน

“ไม่แปลกหรอกเจ้าค่ะ ยายแช่มชินแล้ว เห็นออกจะบ่อย”

“ไปเห็นที่ไหนมาจ๊ะ?” หนูแสนถามอย่างสงสัย ยายแช่มยืดกายขึ้นราวกับผู้ทรงภูมิ

“ก็ละครนอกที่ตลาดไงเจ้าคะ คนเล่นเป็นผู้ชายทั้งหมด แม่นางเอกนี่อรชรอ่อนช้อยราวกับผู้หญิงก็มิปาน ตานี่หวานเหมือนน้ำผึ้ง”

“อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง ที่หายไปตลาดเสียนานสองนานก็เพราะมัวแต่ไปดูละครนี่เองใช่ไหมยายแช่ม?” คุณพะยอมแกล้งทำเสียงเขียว ยายแช่มพอรู้ตัวว่าหลุดสารภาพความผิดไปโดยไม่รู้ตัวท่ายืดเมื่อครู่ก็กลายเป็นหลังค่อมหัวหดไปทันไป

“บ่าวก็แค่เดินผ่านๆ ก็เลยหยุดดูเดี๋ยวเดียวเองเจ้าค่ะคู้ณ” พอโดนจับได้ว่าแอบอู้งานไปดูละครนอก ยายแช่มก็แก้ตัวเสียงสูง ทำค้อนปะหลักปะเหลือกแล้วยกชายผ้าแถบขึ้นมาเช็ดน้ำหมากที่มุมปาก หลังจากกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้วไม่นานท่านเจ้าคุณสรอรรถ คุณหญิงผการวมทั้งคุณเล็กก็เดินทางมาถึงเรือนของเจ้าสัวเช็ง ทั้งสามคนแต่งกายมาในเครื่องแต่งตัวที่เต็มยศไม่แพ้ท่านเจ้าสัวเลยสักนิด มีเพียงคุณพะยอมที่นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้ม ส่วนท่อนบนเป็นเสื้อคอสี่เหลี่ยมตรงปกคอเป็นลูกไม้ดูสุภาพแต่ไม่ทางการที่แต่งตัวเบาพอ ๆ กับหนูแสนที่เคยแต่งอย่างไรก็แต่งอย่างนั้นไม่มากพิธี

“มากันแล้วเจ้าค่ะ” ยายแช่มที่ตั้งตารอขบวนของบ้านสรอรรถโยธารีบกระซิบบอกผู้เป็นนาย เจ้าสัวเช็งต้อนรับขับสู้เจ้าคุณสรอรรถและคุณหญิงผกาด้วยท่าทางสุขุมแต่มีรอยยิ้มอยู่ในหน้า ทั้งคู่รับไหว้คนเรือนเจ้าสัวเช็งรวมทั้งคุณสนที่ในยามนี้รู้จักเจ้าคุณสรอรรถในฐานะมิตรอันดีของเจ้าสัวเช็ง ส่วนคุณหญิงผกานั้นกลายเป็นคนแปลกหน้าที่หล่อนยกมือไหว้ตามมารยาทตามที่นังเฟื้องบอกให้ไหว้

ไร้ความทรงจำโดยสิ้นเชิง ไม่มีความรัก ความเคารพ หรือความผูกพันด้วยตั้งแต่กลับมาอยู่เรือนเดิมก็ไม่เคยได้พบเจอคุณหญิงผกาอีก

กลับกัน ในดวงตาของคุณหญิงผกาที่มองเห็นคุณสนในตอนนี้ความเกลียดชังเจือจางลงไปแล้วบัดนี้ความรู้สึกเวทนาเข้ามาแทนที่ ยิ่งเห็นคุณสนเล่นกับหนูหยกกับหลาน ๆ ซึ่งเป็นลูก ๆ ของคุณเสนนั้น ราวกับคนละคนกับคุณสนผู้หยิ่งทะนงตนที่เคยเห็น

“คุณล่ะไม่ยอมแต่งองค์ทรงเครื่องให้เหมือนคุณหญิงเรือนนู้น ดูสิเจ้าคะเขามางามพร้อมราวกับจะไปออกงานฉลองกรุง” ยายแช่มแสร้งว่าเจ้านายที่ขยับจะไปนั่งใกล้เจ้าสัวเช็ง คุณพะยอมที่นุ่งโจงสีเข้มและเสื้อคอสี่เหลี่ยมสีขาวตรงปกมีลูกไม้ประดับเล็กน้อยทำตาดุใส่ยายแช่ม

“ฉันอยู่แต่กับเรือนจะให้งามไปให้ใครดู แบบนี้ก็สุภาพแล้วถ้าจะต้องงัดผ้าไหมแพรพรรณเพชรนิลจินดามาใส่แข่งเห็นทีจะไม่เอา เขามาพูดธุระเดี๋ยวเดียวก็คงกลับ ไปไป๊ ไปเตรียมน้ำเตรียมท่ามารับแขก หนูแสนมากับแม่” คุณพะยอมไล่ยายแช่มให้ไปทำหน้าที่ของตนเองก่อนจะฉวยมือลูกชายคนเล็กให้เดินมาเข้าร่วมวง คุณเล็กยกมือไหว้คุณพะยอมก่อนจะรับไหว้หนูแสนที่ไหว้ท่านเจ้าคุณและคุณหญิงผกาเรียบร้อยแล้ว แสร้งจ้องหน้าน้องน้อยด้วยสายตาหวานเชื่อมจนคนน้องแทบจะมุดหน้ากับตักแม่ เจ้าคุณสรอรรถเห็นท่าทางของเด็ก ๆ แล้วได้แต่แสร้งกระแอมเบา ๆ จนคุณเล็กต้องสำรวมขึ้น หลังจากแสร้งถามสารทุกขฺสุกดิบกันได้เล็กน้อยท่านเจ้าคุณสรอรรถก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อรวบรวมความกล้าที่จะพูดในเรื่องที่มาเป็นธุระในวันนี้

“เอาล่ะท่านเจ้าสัว ฉันคิดว่าเจ้าสัวก็คงจะรู้แล้วว่าวันนี้ที่ฉันกับแม่ผการวมทั้งตาเล็กมาด้วยธุระอะไร ฉันก็จะไม่พูดจาอ้อมค้อมให้ยืดยาวเพราะอย่างไรเสียเราก็เป็นมิตรที่ดีกันมานาน ฉันกับแม่ผกามาในวันนี้ก็เพื่อจะมาสู่ขอหนูแสนให้ไปเป็นคู่กับตาเล็กลูกชายของฉัน ท่านเจ้าสัวจะเห็นด้วยหรือไม่?”

“กระผมไม่ขัดข้องอะไร เพราะคุณเล็กได้มาบอกกับกระผมไว้แล้ว แม้ว่ามันจะดูประดักประเดิดไปบ้าง แต่ในเมื่อเด็กสองคนเขารักกันกระผมก็ไม่ขัดข้องเพราะทางนี้ในอิสระลูกในการออกเรือนไม่เคยบังคับกัน ว่าแต่ทางท่านเจ้าคุณเถอะขอรับ รังเกียจหรือเปล่าที่จะรับหนูแสนไปเป็นลูกอีกคน” ท่านเจ้าสัวเช็งตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่สายตานั้นมองไปทางคุณหญิงผกาอย่างเปิดเผย คุณหญิงผกาเมื่อถูกถามโดยตรงก็เหมือนจะทำสีหน้าไม่ถูกนัก ลำคอเกิดแห้งผากจนแทบจะไม่มีเสียงพูด

เจ้าสัวเช็งในท่าทางเป็นมิตรนั้นคล้ายจะเล่นสงครามประสาท

“กระผมรักลูก ไม่ว่าลูกคนไหนก็รัก จะให้ออกเรือนไปกับใครก็อยากให้พ่อผัวแม่ผัวเขาเอ็นดูหากไม่แล้วก็ไม่อยากจะให้ใครไปทั้งนั้น แม้จะรักกันแค่ไหนแต่ถ้าไม่เอ็นดูลูกของกระผม กระผมก็จะไม่ยกให้ ไม่อยากให้ต้องเป็นบ้าเป็นบอเหมือนแม่สนไปเสียอีกคน”

“ฉันจะรักและเอ็นดูหนูแสนให้เหมือนลูกของฉันอีกคน ฉันรับรอง ยกหนูแสนให้ตาเล็กเถอะนะเจ้าสัว อะไรที่แล้วมาฉันจะไม่ถือโกรธอีกแล้วนับจากนี้” คุณหญิงผกาเอ่ยปากพูดราวคนจนตรอก คำตอบนั้นเรียกรอยยิ้มให้กับเจ้าสัวเช็งได้ไม่น้อย เจ้าคุณสรอรรถแสร้งหัวเราะเพื่อทำลายบรรยากาศที่ชักจะไม่น่ารื่นรมย์ระหว่างเจ้าสัวเช็งและภรรยาของตน

“ดีเลย ๆ จะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันอีกรอบ ส่วนเรื่องสินสอดทองหมั้นเจ้าสัวอยากจะเรียกเท่าไหร่ฉันไม่ขัดข้องทั้งสิ้น หนูแสนเป็นเด็กดีฉันก็พร้อมจะให้เท่าที่เจ้าสัวต้องการ”

“เรื่องสินสอดกระผมไม่ขอเรียกอะไรทั้งนั้น งานแต่งก็คุยกันแล้วว่าทำบุญตักบาตรกันเฉพาะภายในก็พอ แต่กระผมขออย่างเดียว”

“ขออะไรรึ?”

“ขอให้คุณเล็กแต่งเข้าบ้านของกระผม แล้วกระผมจะปลูกเรือนแยกให้ ท่านเจ้าคุณจะว่าอะไรไหม?” เจ้าคุณสรอรรถมองหน้ากับคุณหญิงผกาทันทีที่ได้ยินข้อเสนอนั้น แม้ในใจจะไม่เห็นด้วยสักเพียงใด แต่เมื่อไปที่ลูกชายใจของท่านเจ้าคุณก็อ่อนยวบ

แววตาของคุณเล็กนั้นบอกจนหมดสิ้นแล้วว่ายอม ยอมทุกข้อเสนอ แล้วเขาผู้เป็นพ่อจะทำลายความสุขของลูกชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวได้อย่างไร

“ได้ เอาตามที่เจ้าสัวต้องการ ส่วนฤกษ์ยามฉันจะให้พระครูท่านหาให้นะ” ท่านเจ้าคุณสรอรรถมองตรงมาที่หนูแสนด้วยสายตาของผู้ใหญ่ที่อารีต่อคนเด็กกว่า

“หนูแสน”

“ขอรับเจ้าคุณลุง” หนูแสนตอบรับคำเรียกนั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“มาเป็นลูกอีกคนของลุงนะ ต่อไปนี้ก็เรียกลุงกับป้าว่าพ่อกับแม่นะ เอาล่ะ ฉันมารบกวนท่านเจ้าสัวกับแม่พะยอมมานานแล้วต้องขอตัวกลับก่อนนะ ได้ฤกษ์เมื่อไหร่ฉันจะมาบอกนะ” ท่านเจ้าคุณสรอรรถลุกขึ้นยืนทำให้คนอื่น ๆ พลอยลุกตามกันไปด้วย เจ้าสัวและคุณพะยอมเดินออกไปส่งแขก คุณหญิงผกาหยุดยืนมองคุณสนที่เล่นขายข้าวแกงกับหนูหยกอยู่ที่มุมห้อง

“หนูหยก” เอ่ยปากเรียกหลานสาวที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะสนใจ เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังหยอดขนมครกชะงักมือแล้วหันมามองผู้เป็นย่า

“เจ้าคะคุณย่า”

“มาหาย่าหน่อย สักประเดี๋ยว ย่ามีของจะให้” หล่อนกวักมือเรียกหลานสาววัยเกือบสี่ขวบให้เข้าไปหา หนูหยกหันหน้าไปมองคุณสน คุณสนจึงพยักหน้าให้

“ไปสิหนูหยก คุณย่าเรียกก็รีบไปอย่าให้ผู้ใหญ่รอนาน เดี๋ยวแม่รอเล่นด้วยต่อ” คุณสนที่แม้จะไม่มีความทรงจำและไม่มีความผูกพันกับคุณหญิงผกาหลงเหลืออยู่ แต่เมื่อเห็นว่าทางผู้ใหญ่ฝ่ายนั้นแทนตนเองว่าย่ากับผู้เป็นลูกสาวก็ไม่ได้รั้งรอที่จะให้บุตรสาวคนเล็กได้เข้าไปหาผู้เป็นย่า หนูหยกก็ช่างว่าง่าย เด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้าไปหาคุณหญิงผกาอย่างไม่อิดออด เช่นเดียวกับผู้เป็นแม่ ความทรงจำและความผูกพันกับผู้เป็นย่านั้นจางมากเหมือนหมอกควัน รู้ว่าเป็นคนในครอบครัวแต่ให้รักเท่าคุณก๋งและคุณยายนั้นเป็นอันเทียบกันไม่ได้ เด็กหญิงเพิ่งมาจำหน้าย่าได้ก็ตอนที่สถานการณ์ของสองบ้านดีขึ้นไม่ถึงปี ได้ติดสอยห้อยตามอาเล็กและพี่ชายทั้งสองไปที่เรือนนู้นอยู่หลายครั้ง
“ละม้ายคล้ายพ่อใหญ่อยู่นะ แต่ขาวผุดผาดได้แม่มามากโข” เอ่ยปากชมเมื่อได้เห็นหลานใกล้ ๆ สร้อยพระเส้นนี่ย่าให้หนูหยกใส่ไว้ให้บารมีหลวงพ่อท่านคุ้มครองนะลูกนะ จงเก็บรักษาไว้ให้ดี ๆ เอาไว้โตเป็นสาว เครื่องเพชรเครื่องทองที่ย่ามี ย่าจะยกให้หนูหยกนะลูกนะ”คุณหญิงผกาเอาสร้อยทองออกจากถุงผ้าสีแดงที่ห้อยพระเครื่ององค์เล็กๆเลี่ยมทองสวมให้หนูหยกก่อนจะผกาเหลือบตามองอดีตลูกสะใภ้ที่มองมาทางตน รอยยิ้มอ่อน ๆ ในดวงหน้านั้นเผยให้เห็นอย่างเป็นมิตร “แม่สน สบายดีนะ”

“สบายดีค่ะคุณป้า” คุณสนตอบกลับตามมารยาท ออกจะประดักประเดิดเคอะเขินบ้างด้วยไม่คุ้นหน้า

“สบายก็ดีแล้ว อายุมั่นขวัญยืนนะ ที่แล้วมาแม่ยกให้ไม่ถือโทษโกรธเคืองกันแล้ว” คุณหญิงผกาส่งยิ้มให้กับคุณสน แม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นผู้ใหญ่พูดแต่คุณสนก็ยกมือไหว้เป็นการแสดงความขอบคุณ ในขณะที่คุณหญิงผกาเองก็ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้

หล่อนรู้สึกวูบโหวงในใจแต่พอพูดประโยคนั้นออกไปในใจกลับเบาและรู้สึกว่าความหนักอึ้งที่แบกไว้มานานปีคลายลงจนหมดสิ้น คุณหญิงผกาเดินตามสามีและลูกชายออกจากเรือนของเจ้าสัวไปในขณะที่ทุกคนในเรือนเจ้าสัวเช็งนั้นมองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึงว่าอยู่ ๆ คนหัวแข็งอย่างคุณหญิงผกาจะยอมให้อภัยคุณสน

“หมดทุกข์หมดโศกกันเสียที” เจ้าสัวเช็งกระชับไหล่บางของผู้เป็นภรรยาที่สั่นน้อยๆ ด้วยความปลื้มใจ ยายแช่มที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ตลอดถึงกับยกมือพนมท่วมหัวกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามลมตามแล้ง หนูแสนส่งยิ้มให้คุณเล็กที่หันกลับมายิ้มให้ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื้นตันความกังวลที่มีมาตลอดถูกปลดเปลื้องไปจนหมดสิ้น ตัวหนูแสนเองก็หวังว่าต่อไปนี้ทั้งสองครอบครัวจะพบพานแต่ความสุขอย่าได้มีเหตุอันใดมาทำให้ทุกข์ใจอีกเลย


....................................

จริง ๆ พิมพ์เสร็จหลายวันแล้ว แต่คอมเรามันเกเร วันนั้นฝนตกไปตกและคอมดับทุกอย่างหายเกลี้ยงต้องพิมพ์ใหม่หมดเลย
ครึ่งหลังเราจะลงให้อ่านเป็นครึ่งสุดท้ายแล้ว หลังจากเล่มวางขายจะกลับมาต่อตอนจบให้นะคะ
นานมาแล้วเราเคยสงสัยว่านิยายวายที่ไม่ต้องมีฉากคัท ไม่ต้องมาฉากจูบแลกลิ้นแลกสารอาหารเหลวจะมีคนอ่านมั้ย ตอนนี้เรารู้แล้วค่ะว่ามี ขอบคุณทุกคนที่ติดตามความรักแบบค่อยเป็นค่อยไปของหนูแสนและคุณเล็กนะคะ นิยายเรื่องนี้เราอิ่มในใจมาก เราไม่ต้องเหนื่อยที่จะคิดฉากคัท เราสบายใจกับกำลังใจที่ทุกคนให้มา เรามีความสุขทุกครั้งที่มีคนถามว่าเมื่อไหร่หนังสือจะออกเล่ม
จริงๆเราควรส่งต้นฉบับไปให้ สนพ.ตั้งนานแล้วแต่เราก็ขอส่งช้าเพราะเราต้องทำขนมขาย
ขอบคุณ สนพ.ที่เข้าใจและไม่เคยเร่งรัดเราเลยว่าต้องส่งต้นฉบับแล้วนะ เราจะรีบพิมพ์ให้เสร็จเร็ว ๆ นะคะ อยากจับเล่มแล้วเหมือนกัน
เรารักพวกคุณนะคะ รู้บ้างหรือเปล่า


ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1170
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-4
อบอุ่นจังเลย

ออฟไลน์ wutwit

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
ทำไมถึงคิดว่าวายแล้วต้องมีฉาก NC ละคับ วายแบบนี้ก็ละมุนจะตาย เนื้อหามันละเมียดละไม น่าสนใจน่าอ่าน มันก็ชวนให้ติดตามละคับ

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
ชั้นหัวยายแช่มเด้อ​ ท็อปฟอร์มตลอด​ 555

ออฟไลน์ question09

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1657
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-10
จะแต่งกันแล้ววววว :hao7: :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7861
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ขอเป็นเรื่องราวดีๆเนาะ

ออฟไลน์ thanatcha

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 313
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +146/-2

ตอนที่ ๑๙

๑๐๐%


            หลังจากวันที่เจ้าคุณสรอรรถและคุณหญิงผกาไปทาบทามสู่ขอหนูแสน ทุกคนก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติที่ตนเองเคยใช้ คุณพะยอมที่ง่วนอยู่กับโรงงานน้ำอบน้ำปรุงขนาดย่อมและแป้งกระแจะจันทน์รวมทั้งดินสอพองยังไงก็ยังคงยุ่งอยู่อย่างนั้น ตอนนี้เรื่องงานบ้านงานครัวคุณพะยอมปล่อยให้หนูแสนคุมเองได้โดยไม่ต้องห่วง ทางด้านหนูแสนเองก็ดูแลอาหารการกินของคนในบ้านอีกทั้งงานบ้านงานเรือนไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แล้วยังแวะไปช่วยดูแลคุณหญิงผกาทุกวัน บ่าวในเรือนที่ทำงานบ้านงานเรือนไม่เป็นระบบตั้งแต่คุณหญิงผกาป่วยก็กลับมาทำหน้าที่ของตนอย่างขยันขันแข็งตามเดิม ใครที่ทำงานดีรับผิดชอบงานของตัวเองและดูแลคุณหญิงผกา ท่านเจ้าคุณสรอรรถ คุณเล็กรวมทั้งหลานชายทั้งสองดีหนูแสนก็จะมีรางวัลให้เป็นครั้งคราว ส่วนใครที่เกียจคร้านหลบเลี่ยงงานอีกทั้งไม่มีระเบียบเรียบร้อยก็จะถูกตักเตือน หนูแสนเริ่มเรียนรู้การใช้ทั้งพระเดชและพรคุณเหมือนผู้เป็นมารดา หากบ่าวคนไหนเหลือทนหนูแสนก็บอกไปตามตรงว่าก็คงจะไม่เลี้ยงไว้ ดังนั้นบ่าวในเรือนคุณหญิงผกาที่ไม่มีที่ไปก็จะทั้งเคารพและเกรงหนูแสนอยู่ในที ด้วยรู้ว่าคนนี้จะมาเป็นนายอีกคนบนเรือนใหญ่ เรื่องของคุณเล็กและหนูแสนที่จะตกแต่งเป็นคู่กันนั้นถูกสั่งให้ปิดเงียบห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้ ไม่ว่าจะเป็นลูกเมียเรือนเล็กหรือบ่าวไพร่ก็ห้ามโพนทะนา หากเรื่องคู่รักชายทั้งสองหลุดออกไปสู่หูคนนอกท่านเจ้าคุณสรอรรถประกาศเอาไว้แล้วว่าจะไม่เลี้ยงไว้ และด้วยอำนาจบารมีเขาเองจะลบชีวิตใครก็ได้ ถึงแม้จะเป็นคำขู่แต่เพราะเดิมทีท่านเจ้าคุณเป็นคนเอาจริงเอาจังพูดคำไหนคำนั้น ทั้งเมียรองและบ่าวไพร่ต่างก็กลัวกันหัวหดจึงไม่มีใครกล้าเอาไปโพนทะนาข้างนอกเรือน อย่างมากก็ทำเพียงซุบซิบกันเอง จนเวลาผ่านไปแรมเดือนเสียงซุบซิบก็เบาลงจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว



            “พักบ้างเถอะค่ะ”คุณเล็กที่เห็นหนูแสนช่วยบ่าวจัดสำรับกับข้าวเอ่ยขัดก่อนจะฉวยโถข้าววางลงบนโต๊ะแล้วดึงมือหนูแสนยึดไว้ไม่ให้ทำงานต่อ



            “เป็นนายไม่ต้องทำทุกอย่างก็ได้ค่ะ”กดไหล่คนน้องให้นั่งลงบนเก้าอี้ หนูแสนส่งยิ้มให้คนรัก



            “ยิ่งเป็นนายเขา ยิ่งต้องทำให้เป็นทุกอย่างสิคะ ไม่อย่างนั้นถ้าบ่าวทำอะไรผิดพลาดจะเอาความรู้ที่ไหนไปตักเตือนเขาล่ะคะ”หนูแสนแย้งด้วยเหตุผล



            “แต่คุณเล็กอยากให้หนูแสนพักบ้าง หลังๆมานี่คุณเล็กเห็นหนูแสนทำงานไม่ได้หยุดเลย”



            ไม่ได้เหนื่อยอะไรนี่คะ หนูแสนสนุก”เจ้าตัวตอบด้วยรอยยิ้ม



            “เมื่อวานเจ้าคุณพ่อไปหาหลวงพ่อมาแล้วนะคะ ได้ฤกษ์มาแล้ว”คุณเล็กบอกด้วยสีหน้าของคนมีความสุข หนูแสนพลอยตาโตตื่นเต้นไปด้วย



            “เหรอคะ เมื่อไหร่คะ?”



            “สิบสองค่ำเดือนอ้ายค่ะ”



            เร็วจริง อีกแค่สามเดือนเอง”หนูแสนทำสีหน้าวิตกขึ้นมาทันที



            “เร็วเสียที่ไหนคะ คุณเล็กอยากให้แต่งกันเสียวันนี้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ”



            “เรือนหอก็ยังไม่เสร็จ กว่าคุณกล้าจะเอาไม้ล่องมาจากปากน้ำโพธิ์ก็เดือนสิบสองนู่นเลยนะคะ”



            “คุณเล็กอยากใช้เรือนแพเป็นเรือนส่งตัวมากกว่าค่ะ พอเรือนหอเสร็จตกแต่งเสร็จเราค่อยย้ายเข้าไปอยู่หนูแสนว่าดีไหมคะ?”คุณเล็กบอกความต้องการของตนแต่ก็ไม่ลืมถามความสมัครใจของหนูแสนด้วย



            “หนูแสนแล้วแต่คุณเล็กค่ะ”และก็เช่นทุกครั้ง ถ้าหากคุณเล็กพอใจอะไรหนูแสนก็ยินดีที่จะโอนอ่อนตาม



            “หนูแสนคะ”คุณเล็กกระชับมือของหนูแสนไว้ เขาคิดว่าการที่มีคนรักโอนอ่อนผ่อนตามมันก็ดี แต่เขาชอบหนูแสนที่คอยเป็นเพื่อนคู่คิดกันมากกว่า



            “หากมีอะไรที่หนูแสนไม่ชอบใจ หรือว่าหนูแสนมีความคิดเห็นอะไรที่ต่างกับคุณเล็กหนูแสนบอกคุณเล็กได้นะคะ อีกหน่อยเราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คุณเล็กอยากให้หนูแสนมีความสุข อยากให้ชีวิตคู่ของเราสองคนดีเหมือนที่ท่านเจ้าสัวกับคุณแม่ของหนูแสนอยู่ด้วยกันนะคะ”



            “โธ่ คุณเล็กคะ เรื่องเรือนแพ หนูแสนเห็นด้วยจริง ๆ นะคะ หนูแสนชอบเรือนแพ ตั้งแต่เล็กจนโตจนถึงตอนนี้หนูแสนรักและผูกพันกับเรือนแพไม่แพ้คุณเล็กเลยค่ะ เราเล่นด้วยกัน กินขนมกินข้าวด้วยกันที่เรือนแพเสียส่วนใหญ่ หนูแสนก็เลยชอบค่ะ จริง ๆ ถ้าคุณเตี่ยไม่ขอให้คุณเล็กแต่งเข้าเรือนหนูแสน หนูแสนก็อยากอยู่เสียที่เรือนแพ เวลาลมพัดเข้ามามันทั้งเย็นกายเย็นใจ”คุณเล็กยิ้มให้กับคำตอบนั้น ความกังวลใจที่มีอยู่คลายลงไป หนูแสนบีบมือของคุณเล็กกลับอย่างขอให้เชื่อใจ เชื่อในคำพูดที่ตนเองกล่าวออกไปนั้นล้วนจริงใจทั้งสิ้น



            “เราอยู่ด้วยกันมาชั่วชีวิตของหนูแสนแล้ว หากมีเรื่องอะไรที่หนูแสนชอบหรือไม่ชอบหนูแสนจะไม่ปดไม่ปิดอะไรทั้งนั้นคุณเล็กสบายใจได้นะคะ”เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มให้คนเป็นพี่จนคุณเล็กเองก็อดยิ้มตามออกมาไม่ได้

 

 

            หลังจากได้ฤกษ์ยามวันแต่งของคุณเล็กและหนูแสน เจ้าสัวเช็งจึงได้เรียกลูก ๆ มาประชุม รวมทั้งคุณพะยอม เว้นแต่คุณสนที่ถึงแม้มานั่งก็คงไม่รับทราบอะไรกับสิ่งที่กำลังจะพูด แต่คุณพะยอมก็ค้านผู้เป็นสามี



            “อย่างไรเสียก็ลูกเราคนหนึ่ง จะบ้าใบ้สติไม่สมประกอบก็ต้องให้รับรู้ด้วย เรากันแม่สนออกไปชั่วชีวิตแล้ว อย่าทำแบบนั้นอีกเลยนะคะท่านเจ้าสัว” เพราะคำขอร้องของภรรยา ตอนนี้คุณสนจึงได้มานั่งเรียงกันกับคุณเสนและหนูแสน



            “คุณเตี่ยเรียกพวกเรามามีอะไรหรือขอรับ”คุณเสนผู้เป็นพี่ใหญ่เอ่ยถาม เจ้าสัวยกแก้วชาขึ้นจิบ มองหน้าบ่าวด้วยการปรายตา บ่าวที่ทำงานรับใช้มานานจึงเก็บถาดแล้วถอยออกไปจากห้อง ไม่ลืมที่จะหับประตูปิดจนมิดชิด



            “เตี่ยอยากเรียกลูก ๆ มาพูดเรื่องมรดกที่เตี่ยจะยกให้แต่ละคน”



            “ทำไมต้องรีบล่ะขอรับ คุณเตี่ยก็ยังแข็งแรง”คุณเลยร้องท้วงด้วยความเชื่อที่ฝังรากลึกมานานว่าหากบุพการีหรือญาติผู้ใหญ่คิดแบ่งสมบัติให้ลูกหลานแล้วก็จะตายในที่สุด ใจของผู้เป็นลูกหายวาบราวกับน้ำที่เทซัดลงบนผืนทรายร้อน ๆ



            “เตี่ยไม่ได้จะตายวันตายพรุ่งเสียหน่อย แต่ในเมื่อหนูแสนจะออกเรือนก็ต้องมาทำความเข้าใจตกลงกันใหม่ เตี่ยไม่อยากให้ลูก ๆ ผิดใจกันในภายภาคหน้า”เจ้าสัวเช็งไล่สายตาไปที่ลูก ๆ ทีละคน เหมือนเห็นหนูแสนแรกเกิดตัวแดงๆเมื่อไม่นานมานี้ มีคุณเสนคอยหยอกเย้าน้องคนเล็ก ส่วนคนสนก็แยกออกไปเล่นเพียงคนเดียวไม่เอาน้อง เวลาผ่านไปคล้ายลมพัดเพียงชั่วครู่ ลูก ๆ ก็เติบใหญ่จนมีชีวิตมีครอบครัวเป็นของตัวเอง คุณเสนเองเป็นเด็กมีความคิดรอบคอบมาตั้งแต่ยังเล็ก ยามเติบใหญ่ถึงวัยออกเรือนก็เลือกผู้หญิงที่ดี ใจเย็นและเคารพพ่อผัวแม่ผัว เป็นแม่ศรีเรือนเพียบพร้อม มีลูกชายไว้สืบสกุลเป็นรุ่นต่อไป เห็นชีวิตลูกคนโตแล้วเจ้าสัวเช็งก็มีความสุข



เมื่อมองมาที่คุณสน



ลูกสาวคนนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาทำให้ท่านเจ้าสัวต้องกลับมาคิดทบทวนใหม่ ทั้งๆที่ลูกสาวควรเป็นลูกคนที่ได้รับการฟูมฟักทะนุถนอมมากที่สุด แต่เพราะคุณสนเกิดในช่วงที่ครอบครัวตกต่ำเจ้าสัวไม่เคยโทษความผิดพลาดของช่วงเวลา ไม่เคยโทษตัวเองว่าในตอนนั้นตัวเองอาจจะยังไม่มีหัวการค้ามากพอจะประคับประคองธุรกิจให้ก้าวต่อไปได้อย่างไม่ลำบาก เจ้าสัวเอาความคิดว่าคุณสนคือตัวซวยมาโยนใส่ลูกสาว นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คุณสนกลายเป็นเด็กก้าวร้าว และไม่ฟังใคร ชอบทำตัวให้เด่นกว่าน้อง



ยามเติบใหญ่เป็นสาวสะพรั่ง งามลออซ้ำยังมีความสามารถด้านตัดเย็บ แทนที่เจ้าสัวจะเห็นดีเห็นงามสนับสนุน แต่ไม่เลยท่านเจ้าสัวกลับไม่คิดเอาใจใส่หรือภาคภูมิใจในตัวลูกสาวเลยสักนิด แม้แต่จะสนับสนุนก็ไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยมีเพียงผู้เป็นพ่อตาที่มาคุยว่าอยากให้คุณสนได้มาอาชีพเลี้ยงตัวจึงต้องจำใจยกตึกแถวให้เพื่อเปิดร้านตัดเสื้อ



ทั้งที่รู้ทั้งรู้ เห็นกับสองตาว่ากิจการของลูกสาวเฟื่องฟูขนาดไหน แต่กลับคิดว่าเรื่องสวย ๆ งาม ๆ ของผู้หญิงนั้นเป็นกระแสไม่นานเดี๋ยวคนก็ไปเห่อกับสิ่งใหม่ ๆสิ่งที่เจ้าสัวภูมิใจมีเพียงหนึ่งเดียวคือการที่คุณสนได้ออกเรือนไปกับลูกของเจ้าคุณสรอรรถที่เป็นถึงนายทหารอนาคตไกลและหัวก้าวหน้า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใครไปใครมาก็ออกปากชมลูกเขยไม่ได้ขาดพลอยทำให้เจ้าสัวเช็งที่กำพืดเดิมเป็นแค่เจ๊กที่มาแบบเสื่อผืนหมอนใบได้ยิ้มจนหน้าชื่นขึ้นมาบ้าง



แต่นั่นแหละ ความสุขอยู่กับเจ้าสัวไม่นานเมื่อคุณสนกลายเป็นหญิงวิปลาสไปเสียแล้ว ภาพในวารวันค่อยๆฉายชัดมาว่าตนเองรักลูกสาวน้อยเพียงใด ทุกวันนี้หากคุณสนเอ่ยปากอยากได้หรืออยากทำอะไรเจ้าสัวไม่เคยอิดออดที่จะหามาให้ คุณสนคนใหม่เองก็ปรับตัวเข้ากับคนที่เรือนได้ทีละน้อย จากลูกสาวที่เย่อหยิ่งจองหองกลายเป็นลูกสาวที่พูดน้อยและสงบเสงี่ยม แม้จะชอบคุณสนคนปัจจุบันมากกว่าแต่ก็โหยหาลูกสาวผู้หญิงทะนงในศักดิ์และศรีของตัวเองคนนั้นอยู่ทุกวัน



ส่วนหนูแสน เพราะเกิดมาในช่วงที่การค้าจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง กลายเป็นตัวนำโชคของผู้เป็นพ่อ ความลำเอียงจึงเกิดขึ้น แถมเป็นลูกหลงมาตอนเจ้าสัวอายุมากแล้วยิ่งหลงลูกชายคนเล็กมากกว่าพี่ ๆ เจ้าลูกน้อยนั้นช่างเจรจาพูดจาไพเราะ ใจเย็นเหมือนน้ำ มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ใคร่จะชอบใจนักคือการที่ลูกชายติดคำพูดจากคุณเรือนนู้นมาพูดคะขาจนติดปาก อีกทั้งท่าทางยังนุ่มนิ่มอ่อนโยนกว่าผู้ชายทั่วไป แต่เพราะคุณพะยอมหลงลูกคนเล็กเป็นนักหนาอีกทั้งกิจการที่ดีวันดีคืนจึงทำให้ไม่ได้เข้มงวดและอบรมสั่งสอนมากนัก



เจ้าสัวเช็งอยากสร้างธุรกิจให้เจริญมากขึ้น ทั้งหมดนั้นล้วนทำเพื่อลูก ๆ โดยหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญนั้นก็ไม่ใช่ใคร คุณเสนเริ่มตั้งแต่ช่วยยกของ ตรวจนับจำนวน ทำทุกอย่างเหมือนที่ลูกจ้างทั่วไปทำ เรียนรู้งานทุกอย่างด้วยความตั้งใจ ในขณะที่ลูก ๆ คนอื่นได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองอยากจะใช้ แต่คุณเสนไม่เคยได้รับสิทธิ์นั้นเลย เมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่จะมีผลต่อไปในอนาคตเจ้าสัวเช็งจึงอยากให้ลูก ๆ มารับรู้ในสิ่งที่ตนเองจะพูด



            “อีกไม่กี่วันหนูแสนก็จะออกเรือนแล้ว ลูกทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเราอยู่กับแบบระบบกงสี ถ้าใครแต่งออกก็จะถูกถอดจากกงสีเหมือนครั้งแม่สนออกเรือนไปกับคุณใหญ่ ตั้งแต่เตี่ยค้าขายมา ลูกสามคนมีเพียงพ่อเสนที่คอยแบ่งเบามา เตี่ยจึงอยากจะถามความเห็นของลูก ๆ ว่าถ้าหนูแสนออกเรือนไปเรื่องกงสีจะว่าอย่างไร เพราะแม่สนออกจากกงสีไปแล้ว ถ้าหนูแสนออกเรือนก็จะไม่ได้ตรงนี้อีกหนูแสนจะขัดข้องไหม?”เจ้าสัวจ้องหน้าลูกชายคนเล็ก หนูแสนส่งยิ้มให้ผู้เป็นพ่อ ดวงตากลมนั้นยังคงใสซื่อและจริงใจเช่นเดิม



            “หนูแสนไม่ขัดข้องเลยขอรับคุณเตี่ย คุณพี่เสนทำงานหนักมาตลอดหากคุณเตี่ยจะยกให้ทั้งหมดลูกก็ไม่ขัดข้องอะไรเลย กลับยินดีเสียด้วยซ้ำ เพราะกิจการของเราถ้าไม่ได้คุณพี่เสน หนูแสนก็ไม่รู้ว่ามันจะรุ่งเรืองขนาดนี้มั้ย”



            “อย่างนั้นเตี่ยก็สบายใจ”



            “แต่ลูกไม่สบายใจขอรับคุณเตี่ย”คุณเสนท้วงขึ้นในทันที สีหน้าของเขานั้นดูจริงจังมากกว่าเดิม   



            “ลูกคิดว่า น้อง ๆ ควรจะได้ใช้เงินในกงสีเช่นเดิม รวมทั้งแม่สนด้วย”



            “ทำไมคิดอย่างนั้นเล่าพ่อเสน?”



            “เพราะเราทุกคนเป็นลูกคุณเตี่ย แม่สนกับหนูแสนเองก็เป็นน้องของลูก ถึงทั้งคู่จะไม่ได้ไปช่วยงานที่ห้างแต่แม่สนก็ช่วยคุณแม่ทำงานอยู่ที่บ้าน จริงๆเป็นเราเองไม่ใช่เหรอขอรับที่ผลักน้องออกไปจากงานที่ห้างทั้ง ๆ ที่เราก็รู้กันดีว่าแม่สนเดิมนั้นมีหัวการค้าแต่เพราะเป็นผู้หญิงเราถึงไม่มอบงานให้น้องเลย ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ที่เรือนด้วยกันแล้วถึงจะไม่-ได้ใช้เบี้ยอัฐอะไรมากแต่น้องก็ควรได้มีส่วนร่วมในกงสี ส่วนหนูแสนเองถึงไม่ได้ไปช่วยที่ห้างแต่เรื่องบัญชีหนูแสนก็ทำให้อยู่ตลอดแล้วหนูแสนยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในโรงงานน้ำอบน้ำปรุงของแม่ถึงจะออกเรือนน้องก็ยังจะช่วยแม่อยู่ดังนั้นลูกจึงเห็นสมควรว่าให้ทุกคนได้มีส่วนใช้เงินกงสีกองนี้ หากคุณเตี่ยไม่สบายใจจะแบ่งเป็นส่วนๆให้น้องก็ได้ คุณเตี่ยจะขยายกิจการตามที่คุยกับนายเล็กไว้ถ้าจะหาผู้ร่วมลงทุนอย่างนั้นส่วนแบ่งในห้างคุณเตี่ยก็แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ให้น้อง ๆ เป็นผู้ถือหุ้นเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วรับรายได้จากทางนั้นก็ได้ขอรับ ในตอนนี้คุณเตี่ยยังแข็งแรงอยู่เราก็ใช้ระบบกงสี แต่หากไม่สบายใจก็เรียกคุณพระพินิจมาทำพินัยกรรม แบ่งยกให้แต่ละคนเหมือนที่เจ้าคุณตาทำก็ได้ขอรับ”คุณเสนเสนอวิธีให้กับผู้เป็นพ่อ ถึงแม้ตนเองจะทำงานหนักกว่าน้อง แต่นั่นเป็นเพราะเขาเต็มใจทำ สำหรับน้องสองคนนั้น คุณสนเพราะเป็นน้องสาวแม้จะมีที่หลายร้อยไร่กับเครื่องเพชรนิลจินดาแต่นั่นไม่ทำให้เงินพอกพูนได้ถ้าไม่ตัดขาย ด้วยความทรงจำที่หายไปพลอยทำให้ความสามารถที่มีอยู่เลือนหายไปด้วยคุณสนจึงมีหน้าที่แค่ช่วยงานคุณพะยอมบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ อยากได้อะไรตนและผู้เป็นแม่ก็จะเป็นคนหามาให้ ค่าใช้จ่ายไม่ได้มากเท่าตอนที่ยังดี ๆ อยู่ ส่วนหนูแสนนั้น สำหรับคุณเสนแล้ว แม้อายุจะเลยยี่สิบปีมาแล้วแต่หนูแสนก็ยังคงเป็นเจ้าน้องน้อยที่คอยดูแลบ้านช่องให้เป็นระเบียบสะอาดสะอ้านกลับจากทำงานเหนื่อย ๆ ก็มีอาหารอร่อยถูกปากรออยู่ไม่ได้ขาด แถมยังช่วยเลี้ยงลูก ๆ ให้กับเขาและคุณอุ่นเรือน   เรื่องบัญชีก็ทำอย่างละเอียดรอบคอบเงินไม่เคยตกกระเด็นสักสลึง หากไม่มีหนูแสนแล้วคุณพะยอมผู้เป็นแม่ที่อายุมากขึ้นทุกวันก็คงจะเหนื่อยมากเพราะน้ำอบน้ำปรุงที่ทำนั้นมีลูกค้ามากขึ้นทุกวัน



บ้านหลังนี้ขาดลูกคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทุกคนควรมีส่วนร่วมในทรัพย์สินที่หามาได้ เพราะแต่ละคนนั้นต่างก็มีหน้าที่ต้องทำ



เจ้าสังเช็งเมื่อฟังคำตอบจากบุตรชายคนโตแล้วก็เผยรอยยิ้มที่นาน ๆ ครั้ง จะได้เห็นสักหน



ในใจของผู้เป็นพ่อนั้นชุ่มชื่นราวกับมีน้ำทิพย์สักล้านหยดร่วงลงมารดหัวใจ



ในความเป็นพ่อเป็นแม่นั้นเห็นลูกเติบโตได้ดิบได้ดีนั้นคือความสุขอย่างหนึ่ง



แต่การที่พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันไม่เอาแต่ประโยชน์เข้าตนนั้นคือสิ่งที่พ่อแม่ปารถนามากที่สุด หากวันนี้คุณเสนรับข้อเสนอว่าตนเองควรได้รับมรดกไปคนเดียวเต็ม ๆ เจ้าสัวเช็งคงต้องคิดใหม่ 



            “ถ้าพ่อเสนคิดเห็นเช่นนั้นเตี่ยก็จะทำตามที่บอก ระหว่างนี้ก็ใช้เงินกงสีกันไป ใครจะใช้จะทำอะไรถ้าเรื่องไม่ใหญ่มากก็ไปขอกับพ่อเสน แต่ถ้าจะลงทุนทำอะไรในภายภาคหน้าก็มาบอกกับเตี่ย ส่วนเรื่องทรัพย์สินต่าง ๆ เตี่ยจะให้คุณพระท่านมาทำพินัยกรรมเอาไว้ ลูก ๆ ทุกคนไม่ต้องห่วงเตี่ยจะให้ตามสมควร ตามความสามารถของแต่ละคน สำหรับแม่สนหากสติยังไม่กลับคืนหากเตี่ยกับแม่ตายไปอย่าทิ้งน้อง อย่าทิ้งพี่นะลูกนะ  อีกอย่างเตี่ยขออย่างเดียว เมื่อเตี่ยตายไปจงเลี้ยงดูแม่ให้สุขสบายในบั้นปลายพวกเจ้าทำให้เตี่ยได้หรือไม่?”



            “ได้ขอรับ”ทั้งคุณเสนและหนูแสนต่างตกปากรับคำ คุณเสนลุกจากเก้าอี้ลงไปนั่งคุกเข่าแล้วกราบลงบนตักผู้เป็นพ่อด้วยความนอบน้อมเคารพ ก่อนจะถอยออกให้หนูแสนได้เข้าไปกราบผู้เป็นพ่อบ้าง



            “สน ไปกราบคุณเตี่ยสิลูก”คุณพะยอมแตะแขนคุณสนเบาๆพยักหน้าให้กับลูกสาวคนเดียวที่นั่งฟังอย่างไม่เข้าใจอะไรนัก รู้เพียงแต่ว่าผู้เป็นพ่อฝากฝังตนเองให้พี่น้องดูแลในบั้นปลาย หญิงสาวรับรู้ได้ถึงความรักที่ผู้เป็นพ่อมีให้ ดังนั้นจึงคลานเข่าเข้าไปหาแล้วกราบลงบนตักผู้เป็นพ่อ มือหนาเหี่ยวย่นตามวัยลูบศีรษะลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างอ่อนโยน ความอุ่นวาบแล่นเข้ามาในหัวใจอย่างประหลาด เป็นความปิติและสัมผัสที่คล้ายจะโหยหา คุณสนเงยหน้าช้อนตามองผู้เป็นพ่อก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนหวาน



            “สนรักคุณเตี่ยนะเจ้าคะ”เจ้าสัวเช็งยิ้มรับกับคำหวานของลูกสาว



            “เตี่ยก็รักสนเหมือนกัน”         

     

 

            ทางด้านเรือนของเจ้าคุณสรอรรถนั้นก่อนวันแต่งของคุณเล็กกับหนูแสนบรรดาลูก ๆ ของเจ้าคุณสรอรรถก็กลับมาบ้านกันอย่างพร้อมเพรียง คุณกลางเองก็ยอมทิ้งลูกๆมาช่วยเตรียมงาน เป็นแม่งานใหญ่หัวเรี่ยวหัวแรงแทนผู้เป็นแม่ได้มากโข คุณหญิงผกาได้ปรึกษากับคุณพะยอมว่าให้ทำพิธีเสียที่เรือนนี้ ถือว่าทำบุญบ้านไปในตัวเพราะตั้งแต่ผ่านเรื่องร้าย ๆ มา ก็ยังไม่เคยทำบุญอีกเลย เพื่อความสบายใจของคุณหญิงผกาคุณพะยอมก็ยินยอมแต่โดยดี   



ด้านเมียรองของเจ้าคุณสรอรรถก็พลอยได้อานิสงส์ชื่นมื่นไปด้วยเมื่อคุณรองที่รับราชการทางหัวเมืองลาราชการกลับมาบ้านด้วย คุณชื่นจัดเรือนเตรียมห้องรอลูกชายเป็นครึ่งค่อนเดือนเพราะคราวนี้จะกลับมาหลายวันพอให้ผู้เป็นแม่ได้แช่มชื่นบ้าง



            “พ่อรอง พ่อรองของแม่”คุณชื่นกางอ้อมแขนออกสวมกอดลูกชายเพียงคนเดียวที่ก้าวขึ้นมาบนเรือนด้วยความดีใจ ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนเปื้อนยิ้มแบบคนมีความสุข



            “มาเหนื่อย ๆ กินข้าวกินปลามาหรือยังลูก แม่ให้อีผินมันเตรียมของว่างให้กินรองท้องก่อน พ่อรองหิวมั้ยลูก?”



            “ยังไม่หิวขอรับคุณแม่ เมื่อครู่รองแวะไปกราบคุณแม่ใหญ่ที่เรือนมาท่านเลี้ยงขนมมาบ้างแล้วขอรับ”คุณรองที่กราบแม่เสร็จเอ่ยตอบแล้วพากันไปนั่ง



            “กลับมาถึงบ้านแทนที่จะแวะมาหาแม่ก่อน ไม่มีเลย กลับแวะไปหาคนอื่นก่อน”คุณชื่นทำเสียงน้อยอกน้อยใจ



            “โธ่แม่ ก็รถมันต้องจอดหน้าเรือนใหญ่กระผมก็ต้องแวะกราบคุณแม่ใหญ่ก่อนสิขอรับ เธอเห็นแล้วไม่ขึ้นไปก็เดี๋ยวจะเคืองใจกันเปล่า ๆ “คนลูกกล่าวตอบอย่างง้องอน



            ก็แล้วไป นึกว่าคิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงแม่ รองซูบไปหรือเปล่าลูก มาคราวก่อนดูตัวใหญ่กว่านี้นี่”คุณชื่นจับเนื้อจับตัวลูกชายที่ดูซูบลงและคล้ำขึ้น แม้ดวงหน้าจะละม้ายคล้ายคุณเล็กแต่กลับไม่ดูมีสง่าเท่าลูกเรือนนู้นเลยสักนิด



            “กลับมาอยู่บ้านนานก็ดี แม่จะขุนเสียให้อ้วน ช่วงนี้ก็เข้าไปหาเจ้าคุณพ่อท่านบ่อย ๆ นะลูก คุณเล็กดันอุตริแต่งงานกับผู้ชายด้วยกัน คุณใหญ่ก็มาตาย ตอนนี้ก็เหลือแค่รองแล้วนะลูกที่จะเป็นลูกชายคนเดียวเป็นผู้สืบสกุลเพียงคนเดียวแล้ว ทำตัวให้เจ้าคุณพ่อท่านรักท่านเมตตา อีกหน่อยเรือนใหญ่ท่านก็จะยกให้รองได้ครอบครอง”



            “คิดอะไรอย่างนั้นกันเล่าแม่ รองไม่เคยคิดจะประจบสอพลอใครไม่ว่าจะพ่อหรือเจ้านาย อีกอย่างตาเล็กก็ยังอยู่ไม่ได้ไปไหน พี่ใหญ่เองถึงจะเสียไปแล้วแต่เธอก็มีลูกชายตั้งสองคน แม่อย่าให้รองทำอะไรแบบนั้นเลยนะอย่างไรเสียตาเล็กก็เป็นน้องของรอง คุณพี่กลางกับแม่น้อยก็ด้วย แม่อย่าพูดอะไรที่ทำให้รองต้องบาดหมางกับพี่ ๆ น้อง ๆ เลยนะขอรับ รองขอตัวไปพักก่อนนะแม่ เดินทางมาไกลเหนียวตัวเหลือเกิน”คุณรองผละจากแม่เข้าห้องไปทันที ไม่ฟังเสียงร้องเรียกตามหลังของผู้เป็นแม่เลยสักนิด คุณชื่นได้แต่ถอนหายใจหนักใจขัดใจไปหมดที่ลูกชายไม่ได้ดั่งใจ   



....................................

 

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1809
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ weedear

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1170
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-4
เหมือนจะมีมารมากั้นนนน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
อย่านะ​ อย่าดราม่าก่อนแต่งนะคะ​

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7861
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
อะๆ เรือนเล็กไม่เลวสิ

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2567
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
ต้องต้มน้ำร้อนรอเปล่าค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด