ถ้ารักพี่แล้วเจ็บขนาดนี้ #BROTHERZONE -- บทที่ 17.1 [18/05/62] -
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้ารักพี่แล้วเจ็บขนาดนี้ #BROTHERZONE -- บทที่ 17.1 [18/05/62] -  (อ่าน 4979 ครั้ง)

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
 :mew4: :mew4: :mew4: :mew5:
ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ



Politics of love project
ถ้าผมรักพี่แล้วเจ็บขนาดนี้...

แฮชแท็ก #BROTHERZONE

"ว่าด้วยเรื่องพี่ชายและน้องชาย...."


  ทุกคนเชื่อไหมว่าการที่เราเคยผูกพันกับใครมากๆทั้งในอดีตจนมาถึงปัจจุบันมันเป็นความทรงจำที่สวยงาม และการที่เห็นเขาคนนั้นแต่งงานกับคนที่เขารักเป็นอะไรที่สวยงามและเจ็บปวดไปในเวลาเดียวกัน

ผมเองก็คงมองภาพที่ทั้งคู่นั่งเคียงข้าง มีสายสิญจน์เชื่อมระหว่างกัน เปรียบเสมือนความรัก
ที่ผสานเข้าหากันและกันอย่างลงตัว
" ยินดีด้วยนะพี่ชาย แต่งงานก็ขอให้รักกันจนแก่เฒ่า"
น้ำสังห์ที่ผมตั้งใจรดบนมือของผู้เป็นพี่ที่ผมรักมาตลอดพร้อมกับคำอวยพรที่ออกมาจากหัวใจจริงๆ
แต่ใครจะไปรู้ว่าในหัวของผมมันกลับคิดถึงเพลงบางเพลงที่เข้ากับสถานการณ์นี้

'ขอให้ความรักมีแต่ความชิบหาย
ไม่ว่าสิ่งไหน พังให้หมดทุกอย่าง
ขอให้ความรัก มีแต่ความจืดจาง
ให้เขาทิ้งขว้าง มีแต่ความทุกข์ใจ'

ปากที่เคยจูบ อกที่กอด มือที่เคยจับ มันคงเป็นสิ่งที่พี่น้องเขาทำกัน
ใช่ไหมครับ?????



ฺBY Kaitodmalewja

ติดตามและพูดคุยกับไรท์ได้ที่

FB : Kaitodmalewja
Twitter : @kaitodpendekdee

ผลงานก่อนหน้านี้
Politics of love #เจ้ากรมขย่มปฐพี

#พูดคุยกับไรท์ได้ตลอดเลยเด้อออ ฉีดยาแล้วไม่กัดนะจ๊ะ

Chapter




Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-05-2019 21:30:34 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
Re: BROTHER ZONE #อคินซี -- Intro [20/03/62] --
«ตอบ #1 เมื่อ20-03-2019 21:24:23 »


Politics of control
ผมรักพี่ครับ
Intro
[/b]


   ทุกคนเชื่อไหมว่าการที่เราเคยผูกพันกับใครมากๆทั้งในอดีตจนมาถึงปัจจุบันมันเป็นความทรงจำที่สวยงาม และการที่เห็นพี่ชายแต่งงานกับคนที่เขารักเป็นอะไรที่สวยงามและเจ็บปวดไปในเวลาเดียวกัน ‘ซี’ เด็กหนุ่มที่ตอนนี้อายุยี่สิบสองมองดูพี่ชายคนสนิทกำลังสวมแหวนให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่พี่ชายรักและพร้อมที่จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันตลอดไป พี่ชายที่คอยอยู่เป็นเพื่อนเล่นและปกป้องซีมาตลอดแต่ตอนนี้พี่ชายจะกลายเป็นของคนอื่น และไม่ใช่ของซีอีกต่อไปแล้ว..ไม่รู้ว่าตอนนี้น้ำตาที่กำลังไหลออกมาคือความดีใจหรือเสียใจกันแน่


   “ ร้องไห้ใหญ่เลย” ซีหันไปมองคนตัวสูงที่นั่งอยู่ข้างๆเขาในตอนนี้ คือ ‘พี่เซน’ พี่ชายแท้ๆที่ห่างกันแปดปี ซีเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความโศกเศร้า


   “ พี่เซนต่อไปนี้พี่คินก็จะไม่อยู่กับซีไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ??” เซนไม่ได้ตอบอะไรคำถามของน้องชายได้เพียงแต่ลูบศีรษะด้วยความปลอบโยน เพราะเซนรู้ว่าน้องชายแท้ๆของเขาคนนี้รักและผูกพันกับพี่คินมากกว่าเขาที่เป็นพี่ชายแท้ๆ


   “ ซีก็ยังมีพี่นะ” ถึงเขาจะอายุเกือบสามสิบแต่ก็ใช่ว่าเซนจะไม่สามารถเล่นเป็นเพื่อนเด็กอายุยี่สิบสองได้ “ ถ้าซียังร้องไห้พี่คินก็จะยิ่งไม่สบายใจนะ”


   “ พี่คินไม่สบายใจอย่างนั้นหรอ?”


   “ ครับ พี่คินรักซีมากๆถ้าเห็นว่าซีร้องไห้เพราะเขา เขาก็จะรู้สึกแย่และไม่มีความสุข” เซนไม่รู้ว่าสิ่งที่เซนพูดออกไปน้องชายจะรับรู้ไหม แต่สิ่งที่เซนทำได้ตอนนี้คือทำให้น้องชายหยุดร้องไห้ เพื่อไม่ให้พี่ชายที่เซนรักเสมือนพี่ชายแท้ๆต้องมาหนักใจ


   “ ต่อไปนี้ซีจะรักพี่เซนเป็นอันดับหนึ่ง”


   “ ถ้าพี่คินได้ยินพี่คินจะเสียใจนะครับ” คนเป็นพี่รู้สึกดีกับคำพูดของน้องชายพูดแบบนี้ออกมา เพราะปกติแล้วซีจะพูดอยู่เสมอว่าพี่คินคืออันดับหนึ่งที่น้องซีรัก แต่ตอนนี้อันดับหนึ่งคือเซนพี่ชายแท้ๆของซี


   “ ห้ามทิ้งซีไปอีกคนนะพี่เซน” คำพูดของซีหมายถึงการที่เซนแต่งงานและมีผู้หญิงข้างกายเหมือนกับคิน ซีแค่ไม่อยากเห็นว่าผู้ชายที่ซีรักต้องจากไปและแบ่งเศษเสี่ยวหัวใจไปให้กับผู้หญิงอื่น


   “ จะทิ้งไปได้ไงก็เหลือกันแค่สองคน” เซนดึงตัวน้องชายเข้ามากอดเอาไว้ เพราะนับตั้งแต่ที่พ่อกับแม่ของพวกเขาทิ้งไปก็เหลือเพียงแค่สองพี่น้องที่อาศัยอยู่ตามซอกของถนน วันๆก็เอาแต่กินของเหลือหรือไม่ถ้าโชคดีก็จะมีคนเอาอาหารมาให้พวกเขาสองคน


   ภาพเด็กชายอายุสิบสองขวบจูงมือน้องชายอายุสี่ขวบเดินตามถนนด้วยเนื้อตัวมอมแมมเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นในความคิดของเซน วันนั้นเป็นวันที่เซนมีความสุขที่พ่อกับแม่พาเซนและน้องมาเที่ยวสวนสนุกครั้งแรกแต่ใครจะคิดว่าการเที่ยวที่เซนตื่นเต้นและมีความสุขในวันนั้นจะทำให้เซนและน้องชายอย่างซีต้องกลายมาเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่อาศัย และมีเพียงเงินติดตัวเพียงแค่หนึ่งร้อยบาทเงินที่เซนตั้งใจอดออมเพื่อมาซื้อตุ๊กตาให้น้องชายตัวน้อยของเขา แต่โชคชะตาไม่ได้กลั่นแกล้งสองพี่น้องได้นานขนาดนั้น เพราะเซนเดินมาหยุดที่บ้านหลังใหญ่เพื่อขอข้าวขออาหารประทั่งชีวิต แต่ใครจะไปรู้ว่าบ้านหลังใหญ่หลังนี้จะรับพวกเขาทั้งสองคนเข้ามาเลี้ยงดูเพราะเหตุผลเล็กน้อยแค่ว่า ลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูลไม่มีเพื่อนเล่นและอยากมีน้อง ทำให้ทั้งสองคนมาอยู่บ้านหลังนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



PS.ฝากเรื่อง "ผมรักพี่นะครับ" ด้วยนะคะ ถ้ามีขอผิดพลาดประการใดสามารถแนะนำไรท์ได้เลยนะคะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะทุกคน กราบงามๆสามที

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2019 14:21:28 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: BROTHER ZONE #อคินซี -- Intro [20/03/62] --
«ตอบ #2 เมื่อ20-03-2019 22:29:52 »

 :pig2:
 :3123:
รออ่านต่อคร่าาา
 o13

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
Re: BROTHER ZONE #อคินซี -- บทที่1 [21/03/62] --
«ตอบ #3 เมื่อ21-03-2019 21:41:07 »

บทที่ 1.1
ชีวิตใหม่


   20 ปีที่ผ่านมา


   “ น้องซีหิวไหม เดี๋ยวแม่ก็มานะ” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัยสิบสองขวบพูดคุยกับน้องชายตัวเล็กวัยห้าขวบที่พูดรู้เรื่องอยู่เพียงแค่ไม่กี่คำ


   “ หิว หิว” เด็กชายตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มทำให้ใครผ่านไปผ่านมามองด้วยสายตาเอ็นดู และอยากที่จะเข้ามาฟัดพวงแก้มแดงๆให้หายหมันเขี้ยว แต่ติดตรงที่มีพี่ชายตั้งท่ากั้นไม่ให้ใครเข้ามาใกล้น้องชายของเขาด้วยสีหน้านิ่งๆ


   “ น้องซีอยากได้ตุ๊กตาไหม” เด็กผู้ชายมองเงินในมือที่เขาแอบพ่อกับแม่เอาออกมาด้วยจากกระปุกออมสินที่เขาทุบเมื่อคืนก่อนเข้านอน “ แต่ถ้าน้องซีอยากได้ตุ๊กตาพี่เซนจะไปซื้อให้ครับ”


   “ น้องซีอยากได้ แต่น้องซีหิว” เด็กผู้ชายตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมามองหน้าพี่ชายด้วยแววตาออดอ้อน


   “ งั้น...” เซนก้มลงมองเงินในมือก่อนที่จะตัดสินใจจูงมือน้องชายเดินมาที่ร้านขายของที่มีคุณป้าหน้ายักษ์ยืนแยกเขี้ยวให้กับเขาอยู่ แม้ใจลึกๆของเซนจะแอบกลัวอยู่แต่ในเมื่อของที่น้องอยากได้อยู่ที่นี่ เซนก็ต้องจำใจกล้าเพื่อมาหาของที่น้องอยากได้


   “ ตุ๊กตาตัวละเท่าไหร่ครับ” เซนชี้ไปที่ตุ๊กตากระต่ายตัวน้อยสีขาวที่มีขนหนานุ่มน่ากอด


   “ 350 บาท!” น้ำเสียงของแม่ค้าทำให้เซนตกใจเพราะเธอตะโกนตอบเขาทั้งๆที่เขาถามเธอดีๆ “ จะเอาไหม ไม่เอาก็ออกไป!”


   “ ผะ..ผมมีแค่หนึ่งร้อย...” เซนยื่นแบงค์สีแดงส่งไปให้คนขายดู


   “ ถ้ามีแค่นี้ก็ซื้อไม่ได้ กลับไปขอแม่นู้น!” ไม่เพียงแค่ออกปากไล่เท่านั้นแต่เธอกลับทำมือไล่ให้เซนรีบพาน้องชายออกไปให้พ้นจากหน้าร้านของเธอ


   “ พี่เซน ไม่เอาๆ” เมื่อเห็นว่าใบหน้าของพี่ชายเริ่มหวาดกลัว น้องชายตัวเล็กจึงสะกิดที่ชายเสื้อยืดพี่ชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าเบาๆ


   “ แต่น้องซีไม่เคยมีตุ๊กตา..” เซนก้มหน้าลงมาคุยกับน้องชายด้วยสีหน้าเศร้าๆ แต่มีมือน้อยๆของน้องชายค่อยๆยื่นมาแตะที่แก้มของเซนเบาๆพร้อมกับรอยยิ้มน่ารักๆแทน


   “ ค่อยซื้อ หิว”


   “ งั้น...” เซนมองไปรอบๆเพื่อมองหาร้านขายของกินที่อยู่ในสวนสนุก ก่อนที่เซนจะหันไปเห็นร้านขายขนมปังไส้กรอกที่น้องชายชอบกิน “ ซีนั่งรอนะ อย่าไปไหน เดี๋ยวพี่เซนมา” เซนจูงมือน้องชายมานั่งที่ม้านั่งตัวยาวใกล้ๆกับร้านขายขนมปังไส้กรอกก่อนที่จะย้ำกับน้องชายอย่างกำชับอีกครั้ง


   “ ไม่ไปไหนๆ” ซีส่ายหน้าให้กับพี่ชายหลังจากที่ฟังคำที่พี่ชายย้ำเตือน “ จะรอๆ” และชี้นิ้วลงที่เก้าอี้ ทำให้เซนลุกยืนขึ้นก่อนที่จะเอื้อมมือมาวางลงบนศีรษะของน้องชายตัวน้อยพร้อมกับรอยยิ้ม


   “ เก่งมาก แล้วพี่จะรีบมานะ” เซนหันหลังเดินออกไปจากตรงที่ซีนั่ง เพื่อมุ่งตรงไปหาของกินมาให้น้องชายที่ยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า


   ส่วนซีเมื่อเห็นว่าพี่ชายเดินหันหลังออกไปแล้ว สายตาของซีมองไปที่ตุ๊กตากระต่ายตัวนั้นที่เซนจะซื้อให้ด้วยความอาลัยอาวร สีขาวมีขนหนานุ่มซีไม่เคยมีแบบนี้ที่บ้านเลย บ้านที่ไม่มีแม้กระทั่งของเล่นให้ซีกับพี่ชายเพราะแม่บอกอยู่เสมอว่าไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อของแบบนี้มาให้ อยู่ๆน้ำตาใสๆก็ค่อยๆไหลรินออกมาจากดวงตาคู่นั้นของซีเมื่อคิดถึงตุ๊กตากระต่ายตัวน้อย แม้จะอยากได้แต่ก็ไม่กล้าที่จะเดินไปขอแม่ค้าอีกเพราะกลัวจะโดนแม่ค้าหน้ายักษ์จับกิน


   “ อ่ะ” อยู่ๆก็มีอะไรบางอย่างยื่นมาให้ซีตรงหน้า ในขณะที่ตอนนี้ซีก้มหน้ามองพื้นอยู่เพราะไม่อยากให้ใครผ่านไปผ่านมาเห็นน้ำตา


   “ ใคร..?” ซีค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาช้าๆก่อนที่ซีจะเห็นว่าเป็นเด็กผู้ชายที่ดูตัวสูงกว่าพี่ชายของซีเล็กน้อย ใบหน้าไม่ได้ยิ้มแย้มเหมือนพี่เซน แต่กลับทำให้ซีหวาดกลัวแต่ก็รู้สึกอบอุ่นไปในเวลาเดียวกัน


   “ ให้” เด็กผู้ชายคนนั้นไม่ได้ตอบคำถามว่าเขาเป็นใครแต่กลับยื่นตุ๊กตากระต่ายสีขาวขนนุ่มนิ่งที่ซีอยากได้ ยื่นมาให้ตรงหน้าของซี


   “ ซี ไม่มีตังค์” ซียื่นมือน้อยๆออกมาแบตรงหน้าเด็กผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ เพื่อให้เขารู้ว่าตอนนี้ซีไม่มีเงินติดตัว แต่ท่าทางที่น่ารักกลับทำให้เด็กผู้ชายหน้านิ่งยิ้มออกมาทันที


   “ ให้ ไม่เอาตังค์” เด็กผู้ชายคนนั้นตัดสินใจวางตุ๊กตากระต่ายลงบนตักของซีแทน เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเล็กไม่ยื่นมืออกมารับสักที


   “ จริงนะ” เมื่อตุ๊กตากระต่ายสัมผัสลงบนตักเล็กของซี ความตื่นเต้นและดีใจที่จะมีตุ๊กตาตัวแรกทำให้ซียิ้มออกมาอย่างมีความสุข และทำให้คนที่ให้ก็พลอยอมยิ้มไปกับคนตัวเล็กด้วยเหมือนกัน


   “ คุณหนู!” เสียงตื่นตระหนักดังขึ้นทำให้เด็กผู้ชายแปลกหน้ารีบหันไปตามเสียงก่อนจะเห็นว่าเป็นพี่เลี้ยงของเขาที่วิ่งตามหาเขาที่ปลีกตัวออกมาจากการเล่นเครื่องเล่นพวกนั้น


   “ เก็บไว้ดีๆนะ” และคำพูดสุดท้ายของเด็กผู้ชายแปลกหน้าพูดกับซีก่อนที่เขาจะเดินหันหลังออกไปจากม้านั่งตัวนี้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับพี่เซนเดินกลับมาพร้อมขนมปังไส้กรอก


   “ เอ๊ะ?” เซนเดินกลับมานั่งข้างๆซี ก่อนจะมองเห็นตุ๊กตากระต่ายที่วางอยู่บนตักของน้องชายตน


   “ เขาให้ซี” ซีชี้ไปที่เด็กผู้ชายคนนั้นที่ตอนนี้เดินเกือบหายลับไปตามผู้คนทำให้เซนเห็นเพียงแค่หลังไวๆของคนที่ซีชี้


   “ จริงนะ” เซนก้มลงมาถามซ้ำอีกครั้ง


   “ จริง” และหลังจากนั้นทั้งเซนและน้องชายก็นั่งกินขนมปังไส้กรอกจนหมด และรอเวลาที่แม่จะกลับมารับแต่รอแล้วรอเล่าแม่ของเขาทั้งสองก็ยังไม่มา



ทำให้เซนรู้ได้เองว่าแม่...ทิ้งเขาและน้องไปแล้ว




   วันที่สิบของการที่เซนพาน้องชายเดินเร่ร่อนตามท้องถนนในช่วงปิดเทอมหลังจากที่เขาถูกทิ้งไว้ที่สวนสนุก สภาพชุดที่สวมเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและคราบเหงื่อไคล่ที่ไหลออกตลอดสิบวันที่ผ่านมา เนื้อตัวที่เคยหอมและสะอาดตอนนี้กลับไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลยแม้แต่น้อย


   “ หิว....” มือเล็กๆที่จับมือของพี่ชายเอาไว้สะกิดบอกเมื่อถึงเวลาอาหาร


   “ อื้อ...” เซนมองไปรอบๆตัวที่ตอนนี้เต็มไปด้วยกองขยะมากมายก่อนจะเหลือบไปสะดุดกับสุนัขตัวน้อยที่กำลังกินเศษอาหารอยู่ในชามข้าวเก่าๆ


   “ กิน” ซีชี้ไปที่เหล่าลูกสุนัข


   “ รอนี้นะ” เซนเดินจูงมือน้องชายให้มานั่งลงที่ใต้ต้นไม้ก่อนที่เขาจะหันไปคว้ากิ่งไม้บริเวณแถวๆนี้และเดินมุ่งหน้าไปที่ชามข้าวของลูกสุนัข


   “ ไป!! ออกไป!” เซนขว้างกิ่งไม้ให้กระทบกับขอบชามแรงๆเพื่อให้ลูกหมาตกใจและวิ่งกระเจิดกระเจิงหนีไป ทำให้เขาสามารถแย่งชิงชามข้าวนั้นออกมาได้


   “ เหลือเยอะอยู่ น่าจะพอสำหรับสองคน” เซนก้มลงมองชามเศษข้าวคลุกปลาทูและเดินกลับมาป้อนน้องชายของเขาจนอิ่ม และที่เหลือจากที่น้องอิ่มก็เป็นอาหารของเขาที่จะประทังชีวิตในวันนี้


   “ ง่วงไหม” หลังจากที่อิ่มเซนก็ก้มลงถามเด็กตัวน้อยที่ตอนนี้นั่งเอากิ่งไม้วาดรูปตามพื้นดินระหว่างที่รอเขากินข้าว


   “ ไม่ง่วง ซีวาดพี่เซน” ซีหันกลับมาอวดพี่ชายหลังจากที่แสดงฝีมือวาดรูปลงบนพื้นดิน


   “ แล้วใครอีกคน...??” เซนถึงกับสงสัยเพราะเขาเห็นว่ามีผู้ชายอีกคนที่ซีวาดเอาไว้เหมือนกัน


   “ พี่ใจดี” ซีตอบพร้อมกับชูเจ้าตุ๊กตากระต่ายสีขาวที่ตอนนี้เต็มไปด้วยคราบฝุ่นและขี้ดินไม่ได้สะอาดเหมือนตอนแรก เซนจึงเข้าใจว่าผู้ชายอีกคนคือใครหลังจากที่เจ้าตัวเล็กชูตุ๊กตาขึ้น



   ผ่านมาเกือบๆหนึ่งเดือนที่เซนพาน้องชายตัวเล็กเดินเร่ร่อนไปตามท้องถนนและสถานที่ต่างๆ ค่ำไหนนอนนั้นหวังว่าจะมีสักวันที่จะมีผู้ใจบุญมารับพวกเขาทั้งสองไปดูแลหรือไม่ก็ขอเพียงแค่ที่ซุกหัวนอนและอาหารก็พอ เพราะตอนนี้ร่างกายของเซนและน้องต่างโรยราด้วยกันทั้งคู่ แค่เพียงเซนคนเดียวเขาทนได้แต่ถ้าน้องของเขาด้วยแล้วนั้น ต้องไม่ไปเป็นแบบนี้ น้องของเขาต้องไม่เป็นอะไร


   “ ไหวไหมซี” เซนนำร่างของน้องชายแบกขึ้นหลังของตัวเองเมื่อรู้สึกว่าซีเริ่มตัวร้อน


   “ ไหว” ซีตอบออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเพราะไม่ได้กินน้ำตลอดทั้งวัน


   “ อดทนนะซี อีกนิด” เซนเดินแบกน้องชายมาจนกระทั่งถึงบ้านหลังใหญ่ที่เขาแอบเฝ้าดูมาตลอดเพราะบ้านหลังนี้จะมีชามข้าวของสุนัขตั้งเอาไว้นอกรั้วบ้านและจะมีผู้หญิงออกมาเอาเศษอาหารใส่ในชามนี้ทุกวัน ทำให้เซนคิดเอาเองว่าบ้านหลังนี้จะมีแต่ผู้ใหญ่ใจดีที่จะสามารถช่วยเขาทั้งคู่ได้ เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านและเป็นจังหวะที่จะมีคนออกมาให้อาหารสุนัขทำให้เซนรีบเดินกึ่งวิ่งไปหาทั้งๆที่เขาแบกซีเอาไว้อยู่บนหลัง


   “ พี่คนสวยครับ...” เซนล้มลงหลังจากที่เขาวิ่งมาที่หน้าบ้านทำให้ผู้หญิงคนนั้นตกใจเมื่อเห็นภาพที่มีเด็กผู้ชายสองคนล้มลงอยู่ตรงหน้า ทำให้เธอรีบเดินเข้าไปหาเด็กผู้ชายที่ล้มอยู่ที่พื้นด้วยความตกใจ


   “ ตายแล้วๆ มีใครอยู่แถวนี้ไหม!”  เธออยากจะอุ้มเด็กสองคนนี้เข้าไปแต่ติดที่ว่าตัวของเธอไม่ได้มีแรงมากขนาดนั้นแถมเด็กยังมีสองคน ทำให้เธอตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปตะโกนเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนสวนหรือใครที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน แต่ใครจะรู้ว่าคุณหนูของบ้านจะได้ยินที่เธอตะโกน


   “ มีอะไรครับพี่ส้ม”


   “ คุณคินคะ” ส้มชี้ไปที่เด็กทั้งสอง “ เดี๋ยวพี่จะอุ้มน้องผู้ชายคนพี่ไปนะคะ วานคุณคินช่วยน้องคนเล็กด้วย” พี่เลี้ยงรีบพูดและจัดการอุ้มคนพี่เข้าไปในบ้านซึ่งเป็นจังหวะที่คินสบตาเข้ากับเด็กผู้ชายคนนั้นแต่มันเป็นเพียงแค่เสี่ยววินาทีเท่านั้น ทำให้ตอนนี้คินมุ่งหน้าไปยังเด็กผู้ชายอีกคนและซ้อนตัวขึ้นมาอุ้มเอาไว้พร้อมกับตุ๊กตากระต่ายที่อยู่ในมือของเด็กผุ้ชายคนนั้น



   “ เจ็บตรงไหนไหม?” ระหว่างทางคินพยายามที่จะถามเด็กผู้ชายตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาด้วยความเป็นห่วง


   “ มะ..ม่าย” น้ำเสียงแหบแห้งก็ทำให้คินพอจะรู้ว่าเด็กผู้ชายคนนี้ไม่สบายบวกกับอุณหภูมิร้อนๆที่คินเองก็สามารถสัมผัสได้จากการสัมผัส


   “ อดทนหน่อยนะ” คินรีบพาเด็กผู้ชายขึ้นไปบนห้องตามหลังของพี่เลี้ยงที่เข้าไปก่อน และจังหวะนั้นเองที่คินรู้สึกได้ว่าตาทั้งสองข้างของเด็กผู้ชายตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมอกปิดลง


   “ คินว่าน้องเขาไม่สบายครับ” ทันทีที่คินวางร่างของเด็กผู้ชายลงบนเตียงรีบพูดขึ้น เพื่อบอกอาการกับพี่ส้มที่เป็นพี่เลี้ยงของเขา “ เสียงน้องแหบมากๆ”


   “ พี่จะไปตามหมอนะคะ”


   “ เดี๋ยวผมจะรออยู่นี่นะครับ” พี่ส้มพยักหน้าให้กับคินก่อนที่เธอจะหายออกไปจากห้อง ทำให้คินอยู่เฝ้าเด็กทั้งสองแทนพี่เลี้ยงที่ตามหมอ


   “ ตุ๊กตา..” คินหยิบเจ้าตุ๊กตากระต่ายขึ้นมาและเห็นว่าสภาพค่อนข้างเก่าและสกปรกเขาจึงเดินเอาไปไว้ที่โต๊ะเพื่อแยกเอาไว้ หลังจากนั้นไม่นานแม่บ้านก็พากันเข้ามาในห้องเพื่อจัดการเด็กทั้งสองคนส่วนคินก็หยิบตุ๊กตากระต่ายออกมาจากห้องและทิ้งให้เด็กทั้งสองคนนั้นนอนพัก




   “ แม่ครับ” คินเดินเข้ามาหาแม่ของเขาทันทีที่แม่กลับเข้ามาที่บ้านหลังจากที่แม่บ้านโทรไปบอกว่ามีเด็กสองคนมาเป็นลมที่หน้าบ้านของซี


   “ ครับลูก” ผู้เป็นแม่ย่อตัวลงหอมศีรษะลูกชายของเธอและหอมแก้มเหมือนที่เธอชอบทำ


   “ คินอยากให้เขาอยู่บ้านเรา”


   “ เขาไหนคะ?”


   “ ที่อยู่บนห้องครับ คินอยากมีเพื่อนอยากมีน้องชาย” แววตาเศร้าของลูกชายทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกเศร้าไปด้วยเพราะเธอไม่สามารถมีน้องให้คินได้เนื่องจากสุขภาพที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงของเธอบวกกับอายุที่ค่อนข้างจะมาก เพราะเธอมีคินในช่วงอายุที่ค่อนข้างเยอะ


   “ เอ่อ...” ผู้เป็นแม่เองก็อยากที่จำทำตามคำขอของลูกชายแต่ติดที่ว่าเธอไม่รู้ว่าเด็กทั้งสองคนเป็นลูกเต้าเหล่าใครหรือมาจากไหน ถ้าวันหนึ่งพ่อกับแม่ที่แท้จริงมาตามเธอจะทำอย่างไร ทำให้ข้อนี้ไม่สามารถรับปากลูกชายของเธอได้ตรงๆ


   “ แม่ครับ..”


   “ เดี๋ยวแม่ต้องถามเด็กทั้งสองก่อนนะครับ แม่ไม่เคยขัดคินอยู่แล้ว” คินยิ้มออกมาด้วยความดีใจเพราะคำพูดแบบนี้ของผู้เป็นแม่คือการทำตามในสิ่งที่เขาพูด


   “ ขอบคุณครับ”




สองวันต่อมา


   เป็นครั้งแรกที่เซนได้มาอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้และมีห้องนอนเป็นของตัวเองซึ่งเซนกับน้องต้องนอนแยกกันตามคำสั่งของเจ้าของบ้าน สองวันมานี้เซนได้รู้จักกับคนอีกมากมายที่ท่าทางใจดีเอามากๆ


   “ เซน มาเล่นกันพี่ไหม? พี่มีเลโก้มาใหม่” พี่ชายคนใหม่ของเซนมีชื่อว่า ‘คิน’ พี่ชายที่ใจดีที่แบ่งของเล่นให้กับเซนและน้องชายอยู่เสมอ


   “ ครับคุณคิน”


   “ เรียกพี่คินก็ได้” คินวางของเล่นลงบนพื้นพรมตรงหน้าน้องชายคนใหม่ “ แล้วน้องซีหละ” คินที่วันนี้ยังไม่เห็นเด็กตัวเล็กจึงเอ่ยถามขึ้น


   “ กินขนมครับ”


   “ งั้นเดี๋ยวพี่ไปหาซีก่อนนะ เซนเล่นไปเลย” คินลุกขึ้นและตรงไปยังห้องครัวที่คาดว่าซีน่าจะอยู่ที่นั้น และก็เป็นอย่างที่คินคิดเอาไว้ไม่มีผิด และภาพที่เห็นคือภาพที่น้องชายตัวน้อยนั่งกินขนมอยู่ในห้องครัว สองมือเต็มไปด้วยขนมและหลักฐานทุกอย่างก็ปรากฎอยู่ที่ปากของซี


   “ กินเก่งเดี๋ยวจะกลายเป็นหมูอู๊ดๆ” คินเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าตัวเล็กที่กินขนมอยู่ที่พื้นของห้องครัวโดยที่ไม่สนใจในสิ่งที่เขาพูดด้วยแม้แต่น้อยแถมยังเอาแต่กินขนมอย่างเดียว


   “ ....หย่อย..”


   “ น้องซี” คินเรียกอีกครั้งแต่ครั้งนี้ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากเจ้าตัวเล็กอีกเช่นเดิม


   “ ขนม หย่อย” เหมือนว่าเจ้าตัวเล็กยังคงไม่รู้ว่ามีใครมานั่งอยู่ตรงหน้าเพราะมัวแต่กินขนมแสนอร่อยที่พี่ส้มเอามาให้
   “ ซีครับ!” คินเรียกเสียงดังขึ้นทำให้ซีสะดุ้งด้วยความตกใจก่อนที่ซีจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองหน้าคินและเบะปาก..ร้องไห้ออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ


   “ แงงงงงงง!!”


   “ โอ๋ๆๆ พี่คินของโทษๆ” คินอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาเพื่อกอดปลอบขวัญที่เขาทำให้เจ้าตัวเล็กร้องไห้ออกมา


   “ แงงงงงงง”


   “ โอ๋เอ๋ๆ น้องซีครับพี่คินขอโทษนะ” คินอุ้มและเขย่าตัวเบาๆเพื่อให้เจ้าตัวเล็กเงียบลง “ เดี๋ยวพี่คินเอาเค้กให้”


   “ ฮึบ!”


   “ เห็นแก่กินจริงๆ” คินอดที่จะขำออกมาเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเล็กเงียบลงทันทีที่เขาเอาขนมมาล่อ และเป็นอย่างนี้อยู่ทุกครั้งจนกระทั่งซีอายุสิบขวบและคินอายุยี่สิบ.....



PS. น้องซีจะเป็นผลผลิตของการที่ถูกเลี้ยงอย่างตามใจและถูกละเลยนะคะ ติดตามได้เลยว่านิสัยของน้องจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัยและการเลี้ยงดูของพี่ชาย อาจจะขัดใจคุณนักอ่านหน่อยนะคะ ฮือออ แต่ว่าอย่าเกลียดน้องซีเลยน้าา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-04-2019 22:33:41 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
Re: BROTHER ZONE #อคินซี -- Chapter 1.2 [24/03/62] --
«ตอบ #4 เมื่อ24-03-2019 15:15:22 »


บทที่ 1.2
ชีวิตใหม่


   “ พี่คิน!” ซีร้องโวยวายออกมาเมื่อพี่ชายคนโตอย่างคินแย่งขนมที่ซีกำลังจะเอาเข้าปากไปหน้าตาเฉยและทำท่าไม่รู้เรื่องนั่นยิ่งทำให้ซีโมโหหนักกว่าเดิม “ คุณแม่ครับ! พี่คินแย่งซี!”


   “ ตาคินนี่ก็แกล้งน้องจริงๆเลยนะ” ผู้เป็นแม่ที่กำลังนั่งดูข่าวอยู่เอ็ดลูกชายคนโตขึ้นหลังจากที่ลูกชายคนเล็กที่ฟ้องออกมาเสียงดัง


   “ ก็ซีอ้วน”


   “ ตาคิน/พี่คิน!”


   “ เหมือนกันจริงๆแม่ลูกคู่นี้” คินไม่สนใจเสียงโวยวายก่อนที่เขาจะแย่งกล่องคุกกี้ในมือของน้องชายมาไว้ที่ตัวเอง ทำให้ซีรีบปรี่เข้ามาที่ตัวของคินทันที


   “ อย่าแย่งน้องดิพี่คิน” ซีเริ่มหงุดหงิดเมื่อคินแย่งขนมของซีไป


   “ ก็ซีกินเยอะ” คินทำหน้าตากวนๆส่งไปให้น้องชายที่นั่งทำหน้าไม่พอใจใส่เขาอยู่ แต่ยิ่งเห็นคิ้วของซีขมวดเป็นปมด้วยความไม่พอใจไม่พอใจเท่าไหร่ ทำให้คินนึกสนุกแกล้งแหย่น้องต่อไปเรื่อยๆ


   “ พี่เซนยังไม่เคยห้ามซีเลย” ซียืนเท้าเอวเถียงออกมาด้วยใบหน้างอง้ำเพราะถูกขัดใจ


   “ ไอ้เซนมันตามใจปล่อยให้ซีอ้วน พี่คินนี่เป็นห่วงนะกลัวว่าซีจะกลิ้งแทนเดิน”


   “ ไม่ใช่นะ! พี่เซนรักซี” ซีเถียงออกมาทันทีหลังจากที่คินว่าพี่ชายคนกลางออกมา ซีอยากที่จะปกป้องเซนเพราะเซนตามใจซีทุกอย่างเหมือนที่คินบอก


   “ พี่คินก็รักซีนะ”


   “ แต่พี่คินไม่ตามใจ” ซีกอดอกก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่นทันทีเมื่อเห็นว่าซีกำลังจะเถียงแพ้พี่ชายคนโต เพราะเมื่อไหร่ที่คินบอกรักซีมาตรงๆ ซีจะรู้สึกดีแปลกๆ มันไม่เหมือนอย่างที่เซนบอกรักซี แต่ซีก็เด็กพอที่จะรู้ว่าความรู้สึกนั้นเรียกว่าอะไร


   “ งอน?” เมื่อเห็นน้องชายคนเล็กของเขาทำท่างอนขึ้นมาจริงจัง คินจึงดึงตัวเด็กอ้วนมานั่งบนตักแกร่งของเขาเอาไว้ก่อนที่จะก้มลงหอมพวงแก้มแดงๆที่น่าฟัด จนซีร้องออกมาด้วยความเจ็บเพราะคินไม่ได้หอมอย่างเดียวแต่เขากลับกัดแก้มซีแรงๆจนทำให้ซีต้องเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด


   “ พี่คินโรคจิต”


   “ อ่าว? ว่าอย่างนี้ก็ต้องโดนอีกซิครับ” คินจับซีคว่ำลงบนโซฟาก่อนที่เขาจะลงไปจั๊กจี้โดยใช้ไรหนวดของเขาที่ยังไม่ได้โกนถูตามแก้มของน้องชายตัวน้อย


   “ งื้ออ เจ็บ ฮ่าๆๆ คันอ่าพี่คิน เอาออกๆ ฮ่า” ทั้งเสียงหัวเราะและเสียงร้องตะโกนโวยวายดังลั่นทำให้คนที่พึ่งเข้ามาใหม่ยิ้มขำออกมาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า


   “ สวัสดีครับแม่” เซนที่พึ่งกลับมาจากเรียนพิเศษวางกระเป๋าก่อนจะเดินเข้ามาไหว้ผู้เป็นแม่อย่างทุกทีที่ทำ


   “ เหนื่อยไหมลูก” ผู้เป็นแม่ลูบผมลูกชายคนกลางด้วยความเอ็นดู


   “ ไม่ครับ” เซนยิ้มออกมาเพื่อให้แม่ของเขาหายเป็นกังวล ถ้าจะให้เซนตอบตามตรงว่าเหนื่อยมาก เหนื่อยจนอยากจะตายก็กลัวว่าคุณแม่จะหัวใจวายก่อน ทำให้เซนเลือกที่จะโกหกและยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มที่ดูแสแสร้งของเซนก็ไม่สามารถรอดสายตาของผู้เป็นพี่ชายคนโตได้และพอจะมองออกว่าเซนเหนื่อยแค่ไหน


   “ ไอ้เซนโกหก” คินหยุดแกล้งซีก่อนที่ลุกขึ้นมานั่งไกว่ห้างวางมาดเข้มเช่นเดิม


   “ พี่คิน” เซนอยากจะพุ่งตัวเข้าไปต่อยหน้าพี่ชายด้วยความโมโหหลังจากที่คินพูดออกมาแบบนั้น “ เซนไม่เหนื่อยครับแม่” เซนพูดย้ำกับผู้เป็นแม่อีกครั้งก่อนที่จะเดินเข้ามาหาคิน


   “ พี่มึงนะ” เซนพูดรอกไล่ฟันออกมาเพราะเห็นว่าน้องชายอยู่ด้วยเลยไม่พูดคำหยาบกับพี่ชาย เพราะปกติเขาทั้งคู่แทบจะเรียกเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เพราะด้วยความที่เซนอายุห่างกับคินแค่สองปีทั้งคู่เลยรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่าพี่น้องปกติ


   “ กูจะฟ้องแม่ว่ามึงไปทำงานพิเศษ” คินแอบเห็นว่าหลังเลิกเรียนเซนจะออกไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหารเล็กๆเพราะคินบังเอิญไปเจอตอนที่พาแฟนไปกินข้าวพอดี


   “ อย่าเลย” เซนรีบชี้หน้าพี่ชายเพื่อเตือนว่าอย่าบอกแม่เด็ดขาด เพราะถ้าแม่รู้เรื่องนี้เซนน่าจะไม่รอดที่ฝ่าฝืนคำสั่งของแม่ที่ไม่ให้ออกไปทำงานพิเศษ แต่ด้วยเพราะความเกรงใจและตระหนักรู้ว่าเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ ทำให้เซนนึกถึงข้อนี้เสมอ เซนไม่อยากที่จะรบกวนให้มากกว่านี้อะไรที่เขาพอจะทำได้เขาก็เลือกที่จะทำด้วยตัวเองก่อน


   “ เกรงใจทำส้นตีนอะไรก็ไม่รู้” คินพูดบ่นออกมาเพราะน้องชายของเขาเกรงใจที่จะต้องใช้เงินของแม่และพ่อ “ มึงก็เห็นว่าพ่อกับแม่รวยฉิบหาย ใช้เล่นๆชาตินี้ก็ไม่หมด”


   “ ถ้าคิดแบบพี่ผมว่าชาตินี้ก็หมด”


   “ ไอ้น้องเวร”


   “ ไอ้พี่เวร”


   “ พี่คินพี่เซนเวร” ซีพูดออกมาหลังจากที่ซีสังเกตคำที่พี่ชายทั้งสองพูดกันด้วยท่าทางสนิทสนม ซีเลยอยากที่จะสนิทด้วยเลยพูดออกมา โดยไม่ทันคิดอะไร


   “ ซี!!” ทั้งคินและเซนพูดออกมาพร้อมกัน ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างรู้ความก่อนที่จะพุ่งจัดการคนน้องด้วยความรักปนหมันไส้


   “ ขอบคุณนะลูกที่มาเติมเต็มให้พี่เขา” ผู้เป็นแม่ได้แต่ยิ้มออกมาหลังจากที่เห็นว่าทั้งสามดูรักกันมากและคินลูกชายแท้ๆของเธอก็ดูมีความสุขขึ้นมากหลังจากที่มีเด็กทั้งสองมาอยู่ด้วย ทั้งเธอและสามีก็รู้สึกรักและเอ็นดูเด็กทั้งสองเหมือนลูกแท้ๆไม่ต่างจากคิน...


เซนแยกตัวออกมาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์ที่แม่และพ่ออยากให้คินเรียน แต่เพราะว่าพี่คินไม่ชอบและไม่รักเกี่ยวกับทางนี้ทำให้คินเลือกที่จะเรียนรัฐศาสตร์แทน ไม่ใช่เพราะความชอบแต่เพราะคินอยากเท่และจีบผู้หญิงที่แอบชอบติดเลยเลือกสอบเข้าคณะนี้ ทำให้เซนเลือกที่จะสอบเข้าแพทย์ให้พ่อกับแม่ภูมิใจถึงแม้ว่าเซนจะไม่เก่งขนาดคินแต่เซนมีความขยันและมุ่งมั่น ทันทีที่เซนบอกพ่อกับแม่ว่าจะสอบเข้าแพทย์ทั้งคู่ดีใจมากและพร้อมที่จะสนับสนุนเซนเต็มที่ทั้งส่งเรียนพิเศษและหาครูมาสอนที่บ้าน รวมถึงส่งเขาไปโรงพบาลบ่อยๆในช่วงเสาร์อาทิตย์กับพ่อที่เป็นหมอศัลยแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลรวมถึงห้อยตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาอีก ทำให้เซนง่ายที่เข้าไปศึกษาแนวปฏิบัติจริงก่อนเด็กคนอื่น


   “ พี่เซน” ซีเดินถือการบ้านมาหาเซนที่โต๊ะ


   “ ครับ” เซนละจากการอ่านหนังสือ และหันมาสนใจน้องชายตัวกลมแทน


   “ ซีหารเลขหลักร้อยไม่เป็น” การบ้านเด็กปอสี่แม้ว่ามันจะไม่ยากสำหรับเซน แต่สำหรับซีถือว่าเป็นเรื่องยากเอามากๆ


   “ ไหนพี่ดูให้” เซนอุ้มเจ้าตัวเล็กมานั่งที่ตักของเขาก่อนที่จะกางการบ้านของซีออกมาดูคร่าวๆ “ ใครสอนวิธีนี้?” เซนถึงกับขมวดคิ้วออกมาเมื่อเห็นว่ามีรอยดินสอเขียนเอาไว้ซึ่งเป็นการหารตัดในลักษณะเศษและส่วนซึ่งมันง่ายสำหรับคนที่เก่งคำนวณไม่ใช่เด็กปอสี่แบบซี


   “ พี่คิน...” ซีพูดเสียงเศร้าทันทีทำให้เซนนึกสงสัยว่าคินจะทำอะไรให้ซีโกรธอีก เพราะปกติแล้วซีจะตัวติดกับคินเอามากๆ


   “ แล้วพี่คินไปไหน?” เซนก้มถามน้องชายพร้อมกับก้มลงหอมศีรษะของซีเบาๆ


   “ ตอนแรกพี่คินสอนแล้วก็..ไปคุยโทรศัพท์กับผู้หญิง” ซีตอบออกมาเสียงเศร้าหนักกว่าเดิมทำให้เซนที่เป็นพี่ชายแท้ๆคิดหนักเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซีเป็นแบบนี้ แต่นี่เป็นทุกครั้งเวลาที่คินอยู่กับผู้หญิงคนอื่น


   “ ซีรักพี่คินไหมครับ?”


   “ รัก”


   “ ถ้าซีรักซีต้องอยากเห็นพี่คินมีความสุขไม่ใช่หรอ?”


   “ ก็ใช่..”


   “ ถ้าซีเป็นแบบนี้ พี่คินจะไม่มีความสุขนะ” เซนเลือกที่จะพูดกับน้องด้วยเหตุผลทั้งที่เซนเองก็ไม่รู้ว่าเด็กปอสี่จะรับรู้ได้มากน้องเพียงไหน


   “ แล้วซี....” แล้วซีไม่มีความสุขแทนแบบนี้หรอ? ซีได้เพียงแต่คิดในใจไม่ได้พูดออกมาให้เซนได้รู้ความในใจของซี ใครจะรู้ว่าเด็กปอสี่จะมีความคิดแบบนี้


   “ ไอ้เซน! ซีอยู่ในนี้ไหม” อยู่ๆคินเคาะประตูห้องถามเซน ทำให้ซีเงยหน้าขึ้นเพื่อส่งสายตาอ้อนวอนไม่ให้เซนตอบออกไปว่าซีอยู่ที่นี่


   “ ไอ้เซน?” คินเรียกย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเซนไม่ตอบ


   “ ไม่พี่ ไม่ได้อยู่” เซนเลือกที่จะทำตามที่น้องชายของเขาขอร้อง ทำให้ซีถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก


   “ ไปไหนวะ รอไม่ได้เลยไอ้เด็กคนนี้” และเสียงบ่นของคินก็ดังหายออกไป ทำให้ซีชะโงกหัวออกไปดูให้แน่ใจ


   “ โกรธขนาดนั้นเลยดิ?” เซนถามน้องชายด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ


   “ แค่ไม่พอใจ พี่เซนสอนซีเร็วซีอยากเก่งแบบพี่เซน” และซีก็ให้พี่ชายคนกลางสอนการบ้านแทน เมื่อสอนเสร็จซีก็กระโดดลงจากตักของพี่ชายเพื่อปล่อยให้เซนอ่านหนังสือเตรียมสอบต่อ


   “ มานี่ก่อน” เซนกวักมือเรียกน้องชายให้มายืนตรงหน้า


   “ ว่า???” ซีเอียงคอถามทันทีหลังจากที่เดินมาตามที่เซนบอก


   “ ลืมอะไรหรือเปล่า?”


   “ อ๋อ” ซียิ้มออกมาทันทีก่อนที่จะเขย่งไปจุ๊บปากเซนเบาๆและผลักออกมา “ แบบนี้หรอ?”


   “ ครับ ฝันดีนะรีบไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ไปเรียน” เซนลูบผมซีเบาๆก่อนที่ซีจะเดินหอบเอาการบ้านออกมาจากห้องของเซนด้วยความรู้สึกอบอุ่น


หมับ!


   “ ไอ้อ้วนขี้โกหก” ทันทีที่ซีเดินออกมาจากห้องของเซนอยู่ๆก็มีมือใหญ่มาคว้าตัวของซีเอาไว้และดึงเข้าไปหาทำให้ซีเซล้มลงบนตัวของพี่ชายคนโตอย่างคินที่ยืนดักรออยู่ด้านนอก


   “ พี่คิน!”  ซีนึกไม่พอใจที่คินดึงซีแรงๆจนทำให้ซีรู้สึกเจ็บ “ ซีเจ็บนะ”


   “ แล้วใครให้หาย?” คินหมุนตัวน้องชายให้หันหน้ามาเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ “ ไหนจะให้สอนการบ้าน”


   “ พี่เซนสอนซีแล้ว”


   “ ไม่เห็นหรอว่าเซนมันต้องอ่านหนังสือสอบ” คินเริ่มใช้น้ำเสียงจริงจังขึ้นเพราะเขารู้ว่าน้องชายคนเล็กค่อนข้างที่จะเอาแต่ใจ แต่ครั้งนี้เขาปล่อยไปไม่ได้เพราะเซนจะต้องตั้งใจอ่านหนังสือ อีกไม่กี่อาทิตย์เซนต้องไปสอบสนามแรกและเขาเองก็รู้ว่าเซนค่อนข้างที่จะกดดันตัวเองเอามากๆ แต่ดูเหมือนน้องชายคนเล็กจะไม่เข้าใจ


   “ เห็น”


   “ ซี” ซีหันหน้าไปมองทางอื่นทันทีที่เห็นว่าคินเริ่มที่จะดุ “ เด็กดื้อไม่มีใครรักจริงๆนะ”


   “ พี่เซนรักซี”


   “ แล้วถ้าพี่คินไม่รักซีหละ?” เหมือนว่าคำถามนี้จะทำให้เด็กดื้อย่างซีนิ่งลงทันที “ ถ้าซีดื้อพี่คินไม่รักซีจริงๆด้วย ไม่ได้ขู่นะ” คินแกล้งทำท่าทีไม่สนใจเพื่อดูอาการน้องชาย


หมับ!


   “ ไม่นะ ซีรักพี่คินที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง” ทุกครั้งที่คินขู่ซีออกมาแบบนี้ คำน่ารักๆที่บอกว่าซีรักพี่คินเป็นอันดับหนึ่งทำให้เขารู้สึกดีและภูมิใจขึ้นมาอย่างมากที่สุดที่เอาชนะเป็นอันดับหนึ่งได้แทนพี่ชายแท้ๆอย่างเซนที่ถูกจัดเป็นแค่อันดับสองของซี


   “ ไอ้อ้วนเอ้ย เดี๋ยวพาไปนอน” คินเดินมาส่งซีที่ห้องนอนพร้อมกับเล่านิทานเรื่องเดิมที่ซีชอบฟังก็คือ ‘ชาวนากับงูเห่า’ ที่เขาโคตรจะเกลียดนิทานเรื่องนี้แต่เพราะซีชอบความตื่นเต้นเขาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเล่าให้ซีฟังทุกคืน


   “ กาลครั้งหนึ่ง.....” เมื่อเห็นว่าซีหลับแล้วคินก้มลงจูบที่หน้าผากของซีเบาๆเหมือนที่เขาชอบทำอยู่ทุกคืน สองมือเล็กๆจะนอนกอดตุ๊กตากระต่ายตัวเน่า วันไหนที่ซีไม่ได้นอนกอดคืนนั้นซีก็จะไม่ยอมนอน เรียกว่าเป็นตุ๊กตาตัวโปรดของซี เลยก็ว่าได้และเป็นตุ๊กตาตัวเดียวที่ซีมี เขาเคยจะซื้อให้แต่ซีก็ไม่ยอมโดยให้เหตุผลแบบเด็กๆว่า ไม่อยากให้ตุ๊กตาตัวไหนมาแย่งความรักจากซีไปและซีไม่สามารถรักตุ๊กตาตัวอื่นได้นอกจากตุ๊กตาตัวนี้ คินเองก็ไม่แน่ใจว่าซีไปจำคำพูดแบบนี้มาจากไหน


   “ ครับ วิวเดี๋ยวคินกลับห้องแล้วจะคอลไปหาใหม่นะ” เสียงของคินที่คุยโทรศัพท์กับแฟนสาวทำให้ใครอีกคนที่คิดว่าหลับไปแล้วนอนกอดตุ๊กตากระต่ายแน่นด้วยความรู้สึกที่ไม่พอใจ


   “ ครับๆ กลับแล้วเนี่ย” และคินก็ลุกออกจากเตียงไปทิ้งให้ซีนอนอยู่คนเดียวบนเตียงใหญ่..


   “ .....”


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2019 16:14:58 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
บทที่ 2.1
พี่ชาย???


   เช้าวันต่อมา


   ซีตื่นแต่เช้ามาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียนเหมือนทุกวัน ปกติแล้วลุงชัยจะมีหน้าที่เป็นคนขับรถไปส่งคุณหนูตัวน้อยแต่ครั้งนี้เมื่อพี่ๆว่างหน้าที่นี้ก็จะตกเป็นของคินแทน


   “ คุณพ่อ” ซีที่เดินลงมาเห็นว่าคุณพ่อนั่งอยู่ก็รีบวิ่งเข้ามากอดด้วยความรักและความคิดถึงเพราะอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์พ่อของซีไปประชุมงานเรื่องการใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดที่ต่างประเทศ


   “ คิดถึงจังลูกชายพ่อ” ซีวิ่งเข้ามากอดผู้เป็นพ่อ ส่วนผู้เป็นพ่อเองก็กอดตอบลูกชายแน่นด้วยความรักและความเอ็นดู ผู้เป็นพ่อไม่แปลกใจที่พี่ชายทั้งสองต่างห่วงเด็กคนนี้กันทุกคน


   “ ซีก็คิดถึงพ่อครับ”


   “ วันนี้ใครไปส่งให้พ่อไปส่งไหม”


   “ หะ...”


   “ ผมไปส่ง พ่อพึ่งกลับก็พักอยู่บ้านเถอะครับ” ยังไม่ทันที่ซีจะตอบผู้เป็นพ่อ พี่ชายคนโตก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน ทำให้ซีหน้ามุ่ยทันที


   “ ไอ้ลูกคนนี้” ซีกระโดดลงจากตัวของพ่อก่อนที่จะเดินผ่านคินไปที่โต๊ะอาหารและกระโดดขึ้นนั่งบนเก้าอี้ก่อนจะนั่งกินข้าวอยู่เงียบๆคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติเอามากๆเพราะปกติแล้วซีจะช่างพูดช่างคุยตลอดเวลา


   “ อ้วน เป็นไร” คินเดินมาแหย่ซีทันทีที่เห็นว่าซีเงียบมากกว่าปกติ


   “ ไม่เป็นไร” ซีเชิดหน้าตอบก่อนจะกินข้าวต้มจนหมดและยกมือให้พี่แม่บ้านตักถ้วยที่สองให้ต่อ ส่วนคินที่นั่งข้างๆก็อดที่จะแซวซีไม่ได้


   “ สองชามเลยหรอ? อ้วนนะ”


   “ คินอย่าไปแหย่น้อง” เมื่อพ่อเห็นว่าสีหน้าของลูกชายคนเล็กเริ่มหงุดหงิดจึงห้ามปรามลูกชายคนโตขึ้น


   “ แตะไม่ได้เลยนะลูกรักของพ่อ” คินเหล่ไปมองทางซีเล็กน้อยก็เห็นว่าซีแอบแล่นลิ้นให้เขา ทำให้คินได้เพียงแค่ชี้หน้าคาดโทษซีเอาไว้


   “ แล้วทำไมเซนยังไม่ลงมา” อยู่ๆผู้เป็นพ่อก็ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกชายคนกลางยังไม่ลงมาจากชั้นบน


   “ ครับพ่อ” เหมือนว่ารู้ว่าถูกพูดถึงอยู่ เซนรีบวิ่งลงมาพร้อมกับตำราเรียนที่เขาอ่านค้างไว้อยู่เป็นรอบที่สามก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆซี


   “ พักผ่อนบ้างเซนอย่าหักโหม อย่ากดดันตัวเอง” ผู้เป็นพ่อเห็นท่าทางและใต้ขอบตาของเซนก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเขารู้ว่าลูกกดดันมากในการเตรียมตัวสอบครั้งนี้ซึ่งการที่จะเข้าคณะแพทย์เป็นเรื่องที่ยาก แต่นี่เซนเล่นอ่านอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่นเลย จะไม่ให้เขาไม่เป็นห่วงได้อย่างไรและกลัวว่านั่นจะกดดันจนเซนอาจจะรับไม่ไหว


   “ ครับพ่อผมยังไหว” เซนไม่ได้มองหน้าพ่อของเขาเพราะสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ตำราเรียนอยู่


   “ ไอ้เซนกินข้าวก่อนค่อยอ่าน” คินที่เห็นว่าน้องชายยังคงหมกหมุ่นกับการอ่านหนังสืออยู่เขาก็ปรามขึ้นด้วยความเป็นห่วงแต่เซนก็ไม่ได้สนใจจนกระทั่งมีมือเล็กๆมาจับที่หนังสือของเซนเอาไว้


   “ พี่เซนกินข้าวก่อนค่อยอ่านนะ” น้ำเสียงออดอ้อนปนน่ารักของน้องชายคนเล็กอย่างซี ทำให้เซนเป็นอันต้องยอมทำตามที่ซีพูดออกมา เขามักจะแพ้น้ำเสียงแบบนี้ของซีทุกครั้ง ไม่ใช่แค่เขาแต่เป็นทุกคนในบ้านที่ได้ยินเป็นอันต้องยอมทุกเรื่องที่ซีขอ


   “ ครับ ซีป้อนพี่หน่อย” ได้ทีเซนก็อดที่จะอ้อนน้องไม่ได้ ทำให้พี่คนโตอย่างคินมองด้วยความอิจฉาที่อยู่ๆซีก็เอาใจเซนขึ้นมาแต่ครั้งนี้เขายอมให้เพราะเห็นว่าเซนเครียดกับการอ่านหนังสือมามากพอแล้ว แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปเมื่อไหร่เขาจะไม่ยอม


   “ โอเค” และซีก็ป้อนพี่ชายคนกลางจนลืมมองสายตาของพ่อและพี่ชายคนโตที่มองด้วยความอิจฉาทั้งคู่ที่ซีเอาอกเอาใจเซนอย่างออกนอกหน้านอกตา


   จนกระทั่งทานมื้อเช้าเสร็จคินก็อาสามาส่งทั้งซีและเซนที่โรงเรียน โรงเรียนของเซนถึงก่อนทำให้ซีต้องนั่งอยู่บนรถกับคินสองคน


   “ ไม่พูดกับพี่ตั้งแต่อยู่บ้านแล้วนะอ้วน” คินเหลือบมองผ่านกระจกหลังที่เห็นว่าตอนนี้ซีกำลังนั่งเล่นอยู่ที่เบาะหลังรถโดยที่ไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย


   “ .....”


   “ แม่ให้ค่าขนมเท่าไหร่?” คินพยายามหาข้อที่ซีจะตอบและก็เป็นอย่างที่เขาคิด เพราะซีเริ่มมีปฏิกิริยามากขึ้นเมื่อเขาใช้เงินหลอกล่อ


   “ 20 บาท”


   “ ให้ร้อยเลยถ้ามานั่งข้างหน้า” ซีลังเลอยู่สักพักก่อนที่จะปีนมานั่งเบาะหน้าขณะที่รถติดไฟแดงตามคำเชิญชวนของคิน


   “ พูดง่ายดีนะอ้วน” คินละมือออกจากพวงมาลัยมาลูบผมเจ้าตัวแสบเบาๆด้วยความหมันไส้ เพราะวันนี้เขาต้องเสียเงินให้เด็กปอสี่อีกแล้ว


   “ ง่าย...ถ้ามีเงิน” ความคิดเด็กปอสี่ที่เกิดขึ้นกับเด็กปอสี่จริงๆ และคินก็หลอกล่อซีด้วยเงินและขนมเมื่อน้องงอนทุกครั้ง จนกระทั่งตอนนี้เขาเรียนจบและซีอายุสิบสองเตรียมตัวเข้าม.หนึ่ง และเซนที่อยู่ปีสองคณะแพทย์ที่สอบเข้าได้ตามใจหวัง แต่เซนอยู่หอเพราะมหาลัยของเซนไกลและเซนเองก็ต้องใช้เวลาทบทวนบทเรียนมากกว่าปกติ ซึ่งปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่เซนแต่มาตกที่น้องเล็กอย่างซีที่โดนตามใจมาตลอดที่ตอนนี้ไม่มีคนสนใจ ทั้งเซนที่ย้ายออกไปอยู่จะกลับมาแค่บางอาทิตย์หรือไม่ก็ไม่กลับเลย ส่วนคินที่อยู่ในช่วงใกล้จบก็มัวแต่วุ่นวายอยู่ที่การทำเรื่องเรียนจบและการหางาน ทิ้งให้น้องเล็กอย่างซีต้องอยู่คนเดียวจนเกือบทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา


   “ คุณซีคะมาทำการบ้านค่ะ” คุณครูพิเศษที่พ่อกับแม่จ้างมาติวให้ซีหลังเลิกเรียนเพราะช่วงนี้ทุกคนต่างยุ่งกันหมดเลย ไม่มีใครที่จะสามารถสละเวลามาสอนซีได้เหมือนเมื่อก่อน


   “ ครับ...” ซีละสายตาจากการวาดรูปเพื่อระบายความเหงากลับมานั่งโต๊ะทันทีที่คุณครูบอก ซีมักมีนิสัยดื้อเงียบไม่โวยวายหรือทำให้ใครรู้ จะรู้ก็ต่อเมื่อซีก่อเรื่องเสร็จเป็นที่เรียบร้อย


   “ อันนี้ทำแบบนี้นะคะถ้าเป็นการทำสมการให้เราแก้.......” และคุณครูคนสวยอธิบายให้ซีฟังในวิชาคณิตศาสตร์วิชาที่ซีไม่ชอบแต่ก็ต้องฝืนเรียนเพราะเป็นวิชาหลักที่เซนบอกว่าถ้าเก่งคณิตจะเอาตัวรอดได้ ซึ่งซีเองก็ไม่รู้ว่าเซนพูดเรื่องจริงไหมเพราะตั้งแต่ที่ซีเรียนมาก็ไม่มีทีท่าว่าจะเอาตัวรอดได้ มีแต่จะทำให้ซีใช้ชีวิตยากขึ้น


   หลังจากเลิกเรียนในช่วงเย็นซีก็เอาแต่หมกตัวเองอยู่แต่ในห้อง บ้านที่เคยกว้างใหญ่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นแต่ตอนนี้เหมือนทุกคนกระจัดกระจายไปตามทางของตัวเอง ทำให้ซีรู้สึกโดดเดี่ยวและเหงาเป็นอย่างที่สุด วันที่เคยนั่งดูหนังด้วยกันทั้งครอบครัวมันไม่มีอีกแล้ว สองมือน้อยๆจับดินสอวาดรูปครอบครัวในความทรงจำในวัยเด็กที่ผ่านมามีพ่อแม่พี่เซนพี่คิน...ที่คอยเล่นกับซี ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่น้ำตาใสๆไหลออกมาด้วยความรู้สึกเหงาและหนาวจับใจ ความรู้สึกที่ซีไม่เคยเป็นมาก่อน ซีเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบอกเวลาว่านี่เกือบเที่ยงคืนแล้วแต่ซียังไม่รู้สึกง่วงทำให้ซีตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนอนเข้าไปที่ห้องของคินพี่ชายคนโตที่ตอนนี้เจ้าของไม่ได้กลับเข้ามาในห้องสักพักแล้ว ทันทีที่ซีเข้ามาในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของพี่ชาย ยิ่งทำให้ซีคิดถึงคินมากกว่าเดิม ซีไม่กล้าโทรไปหาเพราะกลัวว่าจะทำให้คินรำคาญไม่กล้าโทรไปหาเซนเพราะกลัวว่าจะรบกวนเวลาอ่านหนังสือ ทำให้ซีเลือกที่จะมานอนซุกใต้ผ้าห่มผืนหน้าภายในห้องของคินเพื่อหวังว่ากลิ่นของคินจะทำให้ซีนอนหลับไป....



Akin’s talk


   นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ค่อยได้กลับบ้านเพราะมัวแต่ยุ่งเกี่ยวกับเอกสารการจบและเคลียร์โปรเจคสุดท้ายจนผมแทบจะไม่มีเวลา แม้กระทั่งให้แฟนของผมเองอย่าหวังเลยว่าผมจะมีเวลากลับบ้านเลย แค่เวลากินข้าวผมก็ยังแทบจะไม่มี แต่วันนี้วันที่ผมเคลียร์ทุกอย่างจบได้มีเวลากลับบ้านสักที คิดถึงไอ้ตัวแสบจะแย่แต่นี่ก็เกือบๆจะตีหนึ่งคงจะหลับไปแล้วแน่ๆเลยครับ แต่อย่างไรผมก็จะแวะดูหน้าสักหน่อยให้หายคิดถึง


แอ๊ดดด


   ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องของซีก่อนจะเห็นว่าในห้องมืดสนิทแถมแอร์ในห้องก็ยังไม่ได้ถูกเปิดเอาไว้ ทันใดนั้นเองที่ทำให้ผมแทบบ้าเมื่อผมเห็นว่าบนเตียงไม่มีซีนอนอยู่แล้วซีจะไปไหนถ้าไม่ใช่....หนีออกจากบ้านหรือโดนลักพาตัว จังหวะนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกว่าหัวใจมันบีบอัดไปด้วยความกลัวและรู้ได้เลยว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นอย่างไร ผมไม่มีสติผมคิดไม่ได้ว่าควรทำอย่างไรต่อ จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น


   ( พี่นอนยัง ผมลืมหนังสือไว้ที่บ้านวะถ้าพี่กลับบ้านผมฝะ....)


   “ ซ..ซีหายไป!”


   ( ห้ะ???!!) ทั้งผมและไอ้เซนต่างตกใจไม่แพ้กันผมทำอะไรไม่ถูกจริงๆตอนนี้มือไม้สั่นไปหมด ผมจะต้องเริ่มจากตรงไหน ห้องน้ำก็ไม่มี ระเบียงก็ไม่ได้ถูกเปิดออกหรือจะทางประตูบ้าน? เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจะรีบวิ่งลงไปหาทั่วๆและรอบบ้านก็ไม่พบ


   ( เห้ย! พี่มึงฟังกูอยู่ไหมเนี่ย!)เหมือนว่าผมจะลืมไปว่าไอ้เซนมันโทรหาผม ผมจึงยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูอีกครั้ง


   “ ไม่..มี”


   ( มึงใจเย็นๆก่อนซีอาจจะไม่ได้ไปไหน ตอนนี้ผมอยู่บนรถแล้วอีกไม่ถึงยี่สิบนาทีก็น่าจะถึงใจเย็นก่อนนะ) ผมไม่รู้ว่าไอ้เซนมันพูดว่าอะไร เพราะในใจของผมตอนนี้มันหล่นไปอยู่ที่พื้น ถ้าซีหายไปผมจะอยู่ได้อย่างไร เด็กตัวเล็กๆแค่นี้จะไปไหนได้ นอกจากจะมีใครมาทำร้าย ผมไม่น่าปล่อยให้ซีอยู่คนเดียวเลย


   “ พี่ส้ม!!! ซีหายไปไหน” ด้วยความที่ผมขาดสติทำให้ผมลงไปเคาะประตูห้องพี่ส้มที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่ผมไปจนถึงเซนกับซี ด้วยความที่ตอนนี้เกือบจะตีหนึ่งทำให้พี่ส้มเปิดประตูด้วยสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นแต่ทันทีที่ผมพูดออกไปแบบนั้น พี่ส้มมีท่าทีตื่นขึ้นมาทันที


   “ ตอนเย็นพี่ยังเห็นน้องซีอยู่เลยนะคะ” เพราะซีเองที่เป็นคนที่นั่งเล่นกับซีในช่วงที่พี่ชายทั้งสองไม่อยู่บ้านและเห็นว่าเด็กที่เคยร่าเริงดูเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด


   “ ที่ห้องไม่มี!”


   “ คุณคินใจเย็นๆก่อนน้องอาจจะไม่ได้อยู่ในห้อง อาจจะไม่ไปเล่นที่อื่นในบ้านก็ได้ค่ะ” เพราะวันก่อนซียังเห็นว่าซีมานอนเล่นที่ห้องรับแขกจนกระทั่งถึงเช้าสงสัยจะเป็นเพราะคุณหนูตัวน้อยของซีเหงาแน่ๆ


   “ ผม..ผมหาทั่วแล้วนะครับพี่ส้ม” ผมแทบจะล้มทั้งยืนจนพี่ส้มเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาพยุงผมเอาไว้ จนกระทั่งผมได้ยินเสียงวิ่งเข้ามาในบ้านและเห็นว่าเป็นไอ้เซนที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา


   “ เจอไหมพี่” เซนหอบหายใจเหนื่อยๆทันทีที่มันเจอผมกับพี่ส้ม


   “ ไม่วะ” ผมส่ายหน้าให้น้องชายเป็นคำตอบเพราะผมเองก็หาทั่วบ้านแล้ว ไอ้เซนมันหยุดนิ่งคิดสักพักก่อนที่มันจะวิ่งขึ้นไปบนห้องแทน ผมจึงค่อยๆรวบรวมสติและเดินตามหลังไอ้เซนไป และเห็นว่ามันเดินเข้าไปในห้องของซีอีกครั้งจนกระทั่งมันเปิดเข้าไปที่ห้องนอนของผมที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของซี


   “ ซี!” ทันทีที่ไอ้เซนมันเรียกชื่อน้องผมจึงรีบวิ่งเข้าไปก่อนจะเห็นว่าซีนอนหลับอยู่บนเตียงใหญ่ของผมโดยที่ซีไม่รู้เรื่องเลยว่าทุกคนวิ่งวุ่นตามหากันหมด ด้วยความโมโหจนขาดสติทำให้ผมพุ่งตัวเข้าไปกระชากแขนน้องที่นอนอยู่ด้วยความโมโหโดยไม่ฟังเสียงห้ามของพี่ส้มและไอ้เซน


พรึบ!


   “ พะ...พี่คิน” เมื่อซีลืมตาตื่นขึ้นมามองผมรวมถึงรอบๆห้องด้วยอาการสะลึมสะลือและยิ้มออกมา และนั้นทำให้ผมโมโหขึ้นมาทันทีที่เห็นแววตาที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรของซี


   “ ทำไมทำตัวแบบนี้!” ผมโมโหจนเผลอตะคอกใส่ซีออกไป


   “ พี่คิน” ไอ้เซนเดินมาจับไหล่ของผมเพื่อเตือนสติว่าผมกำลังโมโห จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้แต่ผมไม่สนใจในเสียงห้ามของไอ้เซนและสะบัดมือของไอ้เซนให้ออกห่างจากตัวผม


   “ มานอนให้ห้องพี่ทำไม! รู้ไหมว่าคนอื่นเขาตามหากันให้วุ่น! ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยู่บ้านแล้วจะสร้างเรื่องแบบนี้นะซี อย่าทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเรียกร้องความสนใจแบบนี้!!!”


   “ .....”


   “ พี่คิน/คุณคิน”


   “ พี่ไม่ชอบเด็กนิสัยไม่ดีนะซี ตอนนี้ซีกำลังเป็นเด็กแบบนั้น” ผมเห็นว่าซีมองหน้าผมด้วยแววตาสั่นเหมือนพยายามจะกั้นน้ำตาเอาไว้เพื่อไม่ให้มันไหลออกมา “ ร้องออกมาซิ! น้ำตาของซีมันไม่ได้ช่วยให้ซีดูดีขึ้นเลย”


   “ พอแล้ววะ!” ไอ้เซนเดินมาผลักผมให้ออกจากซีก่อนที่ผมจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ จนกระทั่งสติผมเริ่มกลับมาและรู้ว่าผมไม่ควรพูดจาแย่ๆแบบนี้กับซีออกไป....


   “ พี่คินบอกว่าเป็นห่วงแต่พี่คินกลับมาด่าทันทีที่เจอซีอย่างนั้นหรอครับ? ซีก็คิดนะว่าพี่คินอาจจะไม่ได้เป็นห่วงซีจริงๆ..” ซียกแขนขึ้นมาเช็ดน้ำตาของตัวเองอย่างลวกๆเพื่อไม่ให้มันไหลออกมา และมองหน้าผมด้วยสายตาตัดพ้อ “ ซีมานอนที่ห้องพี่เพราะซีคิดถึงพี่คิน แต่ซีรู้แล้วว่าซีไม่ควรคิดถึงพี่คินเลย....”


   “ ซี พี่....” ผมพูดอะไรไม่ออกทันทีที่น้องพูดออกมาแบบนั้นผมผิดเองผิดที่โมโหใส่ซีไป และสิ่งที่ซีพูดก็เป็นสิ่งที่ถูกทุกอย่างผมไม่ควรทำแบบนั้น


   “ ซีเกลียดพี่คินครับ” ตั้งแต่ผมเจอกับซีไม่เคยมีครั้งไหนที่น้องพูดออกมาแบบนี้ คำว่าเกลียดเป็นคำที่ผมแน่ใจมาตลอดว่าจะไม่ได้ยินมันออกมาจากปากของซี แต่วันนี้น้องพูดคำว่าเกลียดออกมาแทนคำว่า ซีรักพี่คินเป็นอันดับหนึ่งเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา.. และผมก็รู้สึกแย่ที่สุดในชีวิต


   “ ซี...” ผมจะเดินตามซีที่เดินหนีออกมาจากห้องของผม แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเดินตามเข้าไปขว้าตัวซีเอาไว้ ไอ้เซนก็เอาตัวมาขวางผมเอาไว้ก่อน


    “ พี่อย่าพึ่งคุยเลย สงบสติอารมณ์ของพี่ก่อนนะ เดี๋ยวผมจัดการเอง” ไอ้เซนมันพูดแค่นั้นก่อนที่มันจะหันหลังเดินตามซีออกไป ทิ้งให้ผมอยู่กับความรู้สึกผิดตามลำพัง...


Akin’s talk end



   ซีเดินคอตกกลับมาที่ห้องนอนของตัวเองหลังจากที่โดนคินว่าเอาแบบนั้น เป็นครั้งแรกที่คินว่าซีแรงๆ เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่พี่คินจะว่าซีอย่างไร้เหตุผล คนอย่างคินถ้าจะว่าหรือต้องการจะสอนน้องทุกครั้งเขาจะมีเหตุผลเสมอและซีจะไม่เสียใจเลยถ้าครั้งนี้คินมีเหตุผลมากกว่านี้


   “ ซีครับ” เสียงของเซนดังขึ้นภายในห้องของซีหลังจากที่เขาเดินตามหลังน้องชายออกมาเงียบๆ


   “ พี่เซน ฮึก” และเวลานี้ซีไม่สามารถที่จะเก็บกั้นความรู้สึกเสียใจของตัวเองได้อีกต่อไป “ ซีเสียใจ”


   “ ครับ พี่รู้” เซนได้เพียงแต่กอดปลอบน้องชายของเขาด้วยความเป็นห่วงเพราะเขาเองก็คิดเหมือนกับซีว่าครั้งนี้คินว่าแรงเกินไปจริงๆ “ พี่คินเขาอาจจะเป็นห่วงซีมากๆนะ”


   “ ไม่..ซีเกลียดพี่คิน”


   “ ซีครับ แต่พี่คินรักซีนะ”


   “ แต่ตอนนี้ซีไม่รักพี่คินแล้ว ซีรักแค่พี่เซนคนเดียวเท่านั้น” บางทีการเป็นคนกลางก็ทำให้เขารู้สึกลำบากใจ แม้ลึกๆแล้วเขาจะรู้สึกดีก็ตามที่น้องชายพูดออกมาแบบนี้ “ แต่ซีก็โกรธพี่เซน”


   “ เรื่องอะไรครับ?”


   “ พี่ทิ้งให้ซีอยู่คนเดียว...ซีเหงา”


   “ จะไม่ทิ้งให้อยู่คนเดียวอีกแล้ว คืนนี้ขอนอนด้วยได้ไหมครับ” เซนหอมแก้มน้องชายของเขาแรงๆด้วยความหมันไส้ เพราะตลอดเวลาที่เขาเรียนแพทย์เขาก็แทบจะไม่มีเวลาได้อยู่หรือได้เล่นกับน้องเลย และเขาก็รับรู้มาตลอดว่าน้องชายของเขาเหงาแค่ไหน


   “ ได้ แต่ห้ามหายไปแบบนี้อีกนะ....” แต่ใครจะรู้ว่ามีใครอีกคนที่แอบฟังและยิ้มตามบทสนทนาของทั้งสองคนอยู่ คินเองก็อยากที่จะเข้าไปนอนด้วย แต่ถ้าเข้าไปซีอาจจะไม่ยอมแน่ๆงั้นเขาขอแค่ได้นอนเฝ้าหน้าประตูของน้องทั้งสอง เขาก็มีความสุขมากๆแล้ว


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2019 16:37:05 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
บทที่ 2.2
พี่ชาย???


เช้าวันต่อมา


   ซีตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าของวันส่วนเซนก็ยังคงนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียงในห้องของน้องชาย เพราะนานๆทีเขาจะได้นอนพักได้เต็มอิ่มโดยไม่ต้องระแวงในเรื่องการอ่านหนังสือ เซนก็ขอที่จะขี้เกียจหนึ่งวัน ส่วนซีที่ตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็เลือกที่จะนั่งวาดรูปอยู่ในห้องเพื่อรอให้เซนตื่นเพราะซีไม่อยากออกไปเจอกับคนใจร้ายอย่างคิน


   “ ซี?” เมื่อเซนลืมตาตื่นขึ้นมาไม่พบน้องชายนอนอยู่บนเตียงเขาก็รีบลุกขึ้นมาด้วยความตกใจก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นซีที่นอนวาดรูปอยู่ที่พื้นห้อง


   “ ตื่นแล้วหรอพี่เซน” ซีวางดินสอและละมือออกจากการวาดรูป พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายที่ตอนนี้มีสภาพหัวฟูและคราบน้ำลายแห้งติดอยู่ที่ปากบ่งบอกได้ว่าเซนนอนหลับสภาพแค่ไหน


   “ ครับ พี่ก็ตกใจคิดว่าซีหายไปไหน” ซีได้แต่อมยิ้มเมื่อพี่ชายของเขาฝังใจเรื่องเมื่อวานขนาดนั้น “ ไปล้างหน้าแปรงฟันไป นี่ก็สายแล้วไปกินข้าวกัน”


   “ พี่เซนรอลงไปพร้อมซีนะ”


   “ ครับ...” เซนคิดอยู่สักพักเขาก็ตอบตกลงเพราะคิดได้ว่าซีโกรธคินอยู่ซีน่าจะไม่พร้อมที่จะลงไปคนเดียว หลังจากนั้นทั้งคู่ก็พากันไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนที่เซนจะเดินจับมือน้องชายของเขาลงมาข้างล่าง ส่วนซีก็เอาแต่ชะเงอมองมาด้านล่างเพื่อดูว่าคินอยู่ไหม เมื่อเห็นว่าไม่มีคินอยู่ซีก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก


   “ ข้าวผัดไส้กรอกแฮมไข่ดาวของโปรด ว้าวมีเค้กด้วย หูยน้ำส้มคั้นอะพี่เซน” ซีแทบจะสำลักความสุขเมื่อเห็นของโปรดของเขาวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะอาหาร


   เซนได้แต่ส่ายหัวเมื่อเห็นท่าทางของซีที่แสดงออกมาเด่นชัดหลังจากที่ซีเห็นอาหาร ปฏิกิริยาที่บ่งบอกว่ามีความสุขที่สุด เขาเองก็พอจะเดาได้ว่าอาหารนี้ใครเป็นคนทำแต่เขาก็เลือกที่จะเงียบเพราะถ้าพูดออกไปจะพาลให้น้องชายตัวน้อยไม่กินเข้าไปแน่ๆ


   “ ซีกินเลยนะพี่เซน” ซีหันมาถามเซนที่นั่งอยู่ข้างๆเพื่อขออนุญาตพี่ชาย เพราะวันนี้บนโต๊ะอาหารมีแค่ซีกับเซนเพียงเท่านั้น


   “ ครับ เอาเลย” เซนเองก็หิวเหมือนกัน ทั้งคู่เลยลงมือรับประทานอาหาร ทันทีที่ซีสัมผัสกับรสชาติของอาหารดวงตาของซีก็เปร็งประกายไปด้วยความสุข แต่เหมือนว่ามันจะขาดอะไรไปอย่างที่ทำให้มันไม่ครบรส


   “ ไก่ทอด” และไก่ทอดนี่เองที่ซีมักจะกินคู่กับข้าวผัดไส้กรอก


   “ ไก่ทอดมาแล้วครับ” เสียงของพี่ชายคนโตดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ซีชะงักทันทีก่อนที่จะหันไปมองทางด้านหลัง ก่อนจะเห็นว่าเป็นคินที่สวมผ้ากันเปื้อนสีหวานที่เป็นของพี่ส้มพร้อมกับยกจานไก่ทอดที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นลอยมากระทบจมูกของซีอย่างจังวางลงตรงหน้า


   “ พี่คินทำ?” เป็นเซนที่เอ่อยปากถามส่วนซีที่ตอนแรกตั้งหน้าตั้งตากินด้วยความสุข แต่ตอนนี้กับชะงักไปทันทีที่รู้ว่าคินเป็นคนทำอาหารทั้งหมด


   “ ใช่ ตื่นมาทำตั้งแต่ตีห้าเลยนะ” คินพูดอวดขึ้นเพราะเขาตั้งใจตื่นขึ้นมาง้อน้องชายด้วยการทำอาหารหลังจากที่เมื่อคืนคินว่าซีไปด้วยความโมโหและขาดสติ


   “ กินต่อเลยๆ” เมื่อคินเห็นว่าซีไม่ยอมกินต่อเขาก็เลยพูดขึ้น ก่อนที่จะพาตัวเองเดินหายออกมาจากห้องอาหารเพราะกลัวว่าถ้าตัวเองอยู่ต่อจะทำให้ซีไม่กินสิ่งที่เขาทำ


   “ เห้ย พี่คินมากินด้วยกันดิวะ” และเป็นเซนที่พูดขึ้นมาเมื่อเห็นทีท่าว่าคินกำลังจะเดินออกไปจากห้องอาหาร


   “ กินกันไปเลย เดี๋ยวพี่ค่อยกินทีหลังก็ได้” คินฝืนยิ้มออกมาให้น้องชาย “ กินให้อร่อยนะซี พี่คินตั้งใจทำให้ซีจริงๆ..” ทั้งแววตาและน้ำเสียงที่ดูเศร้าและรู้สึกผิดของคิน เริ่มทำให้ซีเริ่มใจอ่อนและเห็นใจ


   “ พี่คินมากินด้วยกันก็ได้...” ซีพูดออกมาเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยินทำให้คนเป็นพี่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจก่อนจะรีบมานั่งข้างๆน้องชายของเขาทันที


   “ พี่คินขอโทษนะครับ” คินตักไก่มาวางบนจานของซีพร้อมกับพูดขอโทษออกมา “ พี่คินเป็นห่วงซีจริงๆเลยโมโห พี่คินผิดที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้”


   “ กินข้าวก่อน” ซีรับรู้ว่าสิ่งที่คินพูดเป็นเรื่องจริงทำให้ซีหายโกรธพี่ชาย แต่เหลือเพียงแค่ความน้อยใจเล็กๆเท่านั้น และที่สำคัญ ซียังไม่อยากคุยอะไรตอนนี้ เพราะซีอยากที่จะจัดการกับไก่ทอดตรงหน้าที่ส่งกลิ่นยั่วยวนมาตั้งแต่คินเดินเอามาวางไว้บนโต๊ะ


   “ ไอ้เซนจะกลับหอตอนไหนพรุ่งนี้มีเรียนไม่ใช่หรอ?” อยู่ๆคินก็ถามน้องชายคนกลางของเขาขึ้นมา


   “ บ่ายๆก็ได้”


   “ เดี๋ยวไปส่งจะพาซีไปซื้อของปลอบใจที่ทำให้โกรธด้วย” ซีเหล่สายตามองหน้าของคินที่พูดแบบนั้นออกมาด้วยความแปลกใจ เพราะปกติแล้วคินไม่ค่อยจะซื้อของให้ซีสักเท่าไหร่ถ้าไม่ใช่วันสำคัญหรือเวลาที่ซีทำคะแนนออกมาได้ดีในแต่ละวิชา ซึ่งครั้งนี้ก็ค่อนข้างที่จะทำให้ซีแปลกใจ


   “ จริงหรอ?” ซีถามย้ำออกมาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


   “ ครับ ไม่อั้น” คินเห็นว่าแววตาของน้องชายเป็นประกายขึ้นมาหลังจากที่เขาพูดออกไปแบบนั้น


   “ ทำเหมือนถูกหวย ใช้คืนด้วยที่ยืมไปอะ” เซนรีบพูดดักขึ้นทันทีเพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนคินให้เซนโอนเงินให้เขาเพราะอ้างว่าลืมกระเป๋าตังค์ไว้ที่หอ


   “ เออๆ” คินพูดปัดๆน้องชายคนกลางไป ก่อนที่ทุกคนจะกลับมาคุยกันเหมือนปกติและคินเองก็เอาใจน้องเล็กเป็นพิเศษ จนกระทั่งถึงเวลาที่คินจะพาซีออกไปข้างนอก


   “ เหมือนเป็นคนขับรถเลย” ทันทีที่ทุกคนขึ้นมาบนรถคินทำหน้าที่เป็นคนขับส่วนเซนและซีก็นั่งที่เบาะหลังเหมือนอย่าง

ทุกที “ ซีมานั่งกินพี่หน่อยซิครับ” คินพยายามหลอกล่อน้องชายของเขาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน


   “ ไม่ต้อง น้องจะนั่งกับผม” เซนรีบดึงตัวของซีเข้ามาชิดกับตัวเขาทันที เพราะกลัวว่าน้องจะทำตามที่คินพูด


   “ เมื่อคืนก็นอนด้วยกันไปแล้วไงวะ” คินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเนื่องจากเห็นว่าเซนรั้งซีเอาไว้


   “ ก็ไม่เต็มอิ่ม” เซนตอบกลับหน้าตาเฉยก่อนที่เขาจะเอาหูฟังขึ้นมาใส่ให้ตัวเองและน้องชายพร้อมกับเปิดเพลงให้ซีฟังโดยที่ไม่สนใจสายตาอิจฉาริษยาของคินอีก จนกระทั่งคินมาส่งเซนที่หอ


   “ พี่ไปก่อนนะซี เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะกลับบ้าน” ก่อนที่เซนจะลงจากรถเขาก็ยังคงอาลัยอาวรกับน้องชายอยู่สักพักจนคินต้องพูดเพื่อไล่ให้เซนรีบลงไป


   “ ไปได้แล้ว”


   “ เออๆ ซีมาให้กำลังใจพี่เซนหน่อย” เซนสะพายกระเป๋าเป้เรียบร้อยก่อนที่จะลงจากรถทำให้ซีต้องคุกเข่าลงบนเบาะรถและชะโงกหน้าขึ้นมาจุ๊บเบาๆที่ริมฝีปากของเซน


   “ ชื่นใจมาก” เซนดึงตัวน้องมากอดอีกสักพักก่อนที่จะปล่อยซีออกและเดินหันหลังเข้าไปที่หอพักของตัวเอง ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่ซีและคินเท่านั้น


   “ มานั่งหน้ากับพี่เร็ว” เหมือนว่าน้ำเสียงของคินจะดูนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซีที่ไม่อยากมีปัญหาก็ได้แต่ทำตามคำสั่งของคิน


   “ คาดเบลท์ด้วย” ยังไม่ทันที่ซีจะนั่งดีๆคินก็จัดการดึงเข็มขัดมาคาดให้น้องชายของเขาที่นั่งนิ่งขึ้นมาทันทีเมื่อคินโน้มตัวมาแนบชิดกับตัวของซี


   “ พี่คิน...”


   “ ครับ?” คินสบตากับน้องชายเล็กน้อยก่อนที่เขาจะผลักตัวออกมาที่ตำแหน่งคนขับเหมือนเดิม


   “ ไม่มีอะไร” ซีเลือกที่จะเงียบและไม่พูดอะไรออกมาจนคินเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นมาก่อน


   “ ปอหกแล้วใช่ไหม? เริ่มโตเป็นวัยรุ่นแล้วอะไรที่ถึงเนื้อถึงตัวผู้ชายก็ระวังบ้างนะ”


   “ ถึงอะไรนะพี่คิน” ซีที่ฟังไม่ชัดได้แต่ถามย้ำคินขึ้นมาอีกรอบ


   “ แบบที่ทำกับไอ้เซนไง”


   “ อ่อ พี่เซนเป็นพี่ของซี ไม่เห็นจะแปลกก็จุ๊บกันมาตั้งแต่ยังเด็ก อีกอย่างซีก็เป็นผู้ชายนะพี่คิน” ซีพูดออกมาด้วยแววตาใสซื่อเพราะซีเองก็ไม่เข้าใจว่าที่ซีทำเป็นเรื่องผิดตรงไหน อีกอย่างเซนก็เป็นพี่ชายแท้ๆของซี


   “ แล้วพี่?”


   “ ก็พี่คินไม่จุ๊บซีเอง...จุ๊บ!” ยังไม่ทันที่ซีจะพูดอะไรออกมา คินก็ก้มลงจุ๊บที่ริมฝีปากของซีเบาๆเหมือนที่ซีทำกับเซนและนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เขาจุ๊บริมฝีปากน้องชายของตัวเอง..


   “ เห้ย! พี่คิน” ซีผลักออกมาด้วยความตกใจกับการกระทำของพี่ชายที่อยู่ๆก็มาทำแปลกๆ เพราะ...ซีเองก็แอบหวั่นไหวกับสิ่งที่คินทำ สัมผัสมันต่างกับที่ซีจุ๊บกับเซนอย่างสิ้นเชิง


   “ เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าทำอะไรแบบนี้ ไม่ว่าจะใครก็ห้ามทั้งไอ้เซนและพี่” คินกลับมาใช้สมาธิเหมือนเดิมก่อนที่เขาจะขับรถออกไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกจนกระทั่งถึงที่หมาย คินเดินจูงมือซีเข้ามาในห้างหรูก่อนที่จะพาไปยังสถานที่ที่เขานัดใครอีกคนเอาไว้...และนั่นเองทำให้ซีรู้ว่าคินไม่ได้รักซีเพียงคนเดียวอีกต่อไป


   “ น่ารักจังเลย” ผู้หญิงคนนั้นที่คาดว่าน่าจะเป็นคนสำคัญของคินย่อตัวลงมาบีบแก้มของซีแรงๆด้วยความหมันไส้เหมือนที่ทุกคนชอบทำกับซี แต่ติดที่ว่าคนนี้ซีค่อนข้างที่จะไม่พอใจทำให้ซีสะบัดหน้าหนีออกทันที


   “ นี่ซีน้องชายที่เราเล่าให้วิวฟัง ซีอันนี้พี่วิวแฟนของพี่เอง”


   แฟนของพี่เอง
   แฟนของพี่เอง
   แฟนของพี่เอง


   และนั่นทำให้ซีหมดสนุกไปทันทีเพียงแค่เพราะคำสั้นๆที่คินเอ่ยบอกซีว่าผู้หญิงตรงหน้าเป็นใคร คนนี้ซินะที่คินโทรหาอยู่ทุกคืนซีได้แต่คิดในใจ


   “ ซี..?” คินเรียกน้องชายของเขาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าซีเหม่อไปทันที


   “ ว่า?” ใครจะว่าซีไม่มีมารยาทก็ช่างเพราะวันนี้ซีหมดสนุกแล้วจริงๆ


   “ กินขนมไหม ซื้อกลับไปกินที่บ้านก็ได้ วันนี้พี่เลี้ยง” คินพูดน้ำเสียงเหมือนปกติแต่ทำไมครั้งนี้ซีกลับรู้สึกไม่ชอบน้ำเสียงของคินขึ้นมา


   “ น้องซีเหมือนหวงคินเลย” วิวที่สังเกตอาการเจ้าตัวเล็กพูดขึ้นทำให้ซีเงยหน้าไปมองด้วยความไม่พอใจ “ น้องของวิวก็เป็นนะ ตอนที่เจอคินครั้งแรก”


   “ ว่านอะนะไม่ชอบคิน ไม่เห็นจะมีทีท่าว่าไม่ชอบเลย” และตอนนี้บนสนทนาก็ดูว่าจะมีแค่คินกับวิวเพียงแค่สองคน
 ตอนนี้ทั้งสามเดินชมของไปเรื่องตามร้านต่างๆมือข้างหนึ่งของคินจับมือของซีเอาไว้และอีกข้าง...ก็จับมือของวิวเช่นกัน ซีมองมือของคินที่ซีจับอยู่อย่างหลวมๆและสังเกตว่าเป็นซีที่จับมือของเขาอยู่ฝ่ายเดียว ทำให้ซีค่อยๆเอามือออกจากมือของคินอย่างช้าๆ โดยที่คินไม่ได้สนใจว่าซีจะปล่อยมือของเขาออกตอนไหน


   “ อันนี้น่ารักเหมาะกับน้องซีเลย พี่วิวซื้อให้นะคะ” วิวย่อตัวลงมาสวมหมวกแก๊ปสีดำให้ซีโดยที่ไม่ถามความคิดเห็นของซีเลย โดยที่ซีไม่ได้พูดบอกอะไร จนกระทั่งวิวสวมและจัดแจงให้เสร็จ


   “ โหย วิวเซ้นส์ดีมากเลยน่ารักนะอ้วน” คินเดินมาตรงหน้าของซีพร้อมกับรอยยิ้มก่อนที่เขาจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปทั้งคู่เอาไว้ด้วยความรู้สึกดี เพราะเขาได้พาคนที่เขารักทั้งสองคนมาเที่ยวด้วยกันและเจอเป็นครั้งแรกแถมวิวยังเอ็นดูซีเอามากๆ เขาเลือกคนไม่ผิดจริงๆ “ อ้วนขอบคุณพี่วิวยัง?”


   “ ขอบคุณครับ” ซีขอบคุณวิวตามที่คินสั่งโดยที่ซีไม่ได้รู้สึกอยากที่จะขอบคุณวิวเลย จนกระทั่งตอนนี้ทั้งสามพากันออกจากร้านและเดินเล่นกันต่อ ซึ่งตอนนี้ที่ซีรู้สึกว่า..ซีเหมือนส่วนเกินของทั้งคู่ ซีเลยเดินช้าลงทำให้ซีเดินตามหลังคินและวิว ดวงตาเล็กๆของซีเต็มไปด้วยความโศกเศร้า..นี่หรอกหรอคือสิ่งที่คินพามาปลอบใจไม่ใช่พามาทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม ความคิดเด็กอายุสิบสองที่มีอาการหวงพี่ชายมันเป็นอย่างนี้นี่เอง หวงที่พี่ชายพาผู้หญิงคนอื่นมาเจอกับซี หวงที่พี่ชายเอาแต่สนใจซีผู้หญิงคนนั้นแทนที่จะเป็นซี หวงที่พี่ชายให้ความสำคัญกับอีกคนมากกว่า น้องชายคนนี้มีสิทธิ์ที่จะหวงใช่ไหม..


   “ วิวหิว”


   “ กินข้าวไหม..”


   “ แต่เรากินมาแล้วนะพี่คิน” ซีพูดขึ้นเพราะก่อนออกจากบ้านมาทั้งซีและคินก็กินข้าวมากันแล้ว


   “ งั้น..ไม่เป็นไรก็ได้นะคิน” วิวพูดขึ้นด้วยความเกรงใจ


   “ ไม่เป็นไรวิว คินกินได้ คินก็เริ่มที่จะหิวแล้วเหมือนกัน อ้วนก็หิวใช่ไหม?” คินหันมาถามซีโดยที่สายตาของเขาบังคับให้ซีตอบว่าใช่


   “ ใช่ครับ...” และน้องชายอย่างซีก็ได้แต่ตอบตกลงไปตามที่พี่ชายพูดบอกอย่างเลี่ยงไม่ได้


   “ วิวสั่งเลยนะ..” เมื่อมาถึงที่ร้านคินเลือกที่จะนั่งข้างๆซีซึ่งเป็นที่นั่งตรงข้ามกับวิว และตอนนี้วิวก็จัดการสั่งอาหารโดยที่ไม่ถาความคิดเห็นของใครเลย...


   “ อ้วนเอาอะไรไหม” คินยื่นเมนูมาตรงหน้าน้องชาย


   “ อยากกินต้มยำกุ้ง” ซีชี้ที่รูปต้มยำกุ้งถ้วยใหญ่ที่สันสวยงามบนเมนู


   “ วิวแพ้กุ้ง..แต่คินสั่งมากินกับน้องก็ได้นะ” เมื่อวิวได้ยินเมนูที่ซีสั่งก็พูดออกมา


   “ งั้นเอาเป็นต้มยำปลาก็ได้เนอะอ้วน” คินหันมาพูดกับซี ทำให้ซีพยักหน้าตกลงตามที่คินบอกทั้งๆที่ซีเองก็ไม่ชอบกินปลาแต่เหมือนว่าพี่ชายจะลืม..


   “ อยากกินอันนี้ ไม่เคยกินเลย” ซีลองเสี่ยงจิ้มไปที่อาหารในเมนูที่เขียนว่าเป็นเมนูใหม่ ทำให้วิวที่กำลังเปิดเมนูอยู่หยุดมองตามที่ซีชี้


   “ พี่วิวว่านะของใหม่น่าจะไม่ค่อยอร่อยนะน้องซี เอาเมนูแนะนำดีกว่าไหมคิน?” วิวเงยหน้ามาถามคินแทน ทำให้คินพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่วิวพูด


   “ งั้นพี่วิวสั่งเลยครับ ซีกินอะไรก็ได้” ซีปิดเมนูอาหารและเลื่อนไปตรงกลางโต๊ะด้วยสีหน้านิ่งๆและบ่งบอกว่าซีเริ่มที่จะไม่พอใจเล็กๆ


   “ น่ารักที่สุด” แต่ดูเหมือนว่าวิวจะไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของซีเท่าไหร่ หรือไม่ก็ทำเป็นไม่เห็นสีหน้าของซี


   “ ไก่ทอดไหมอ้วน” แม้ว่าจะพึ่งกินมาเมื่อเช้าแต่คินรู้ว่าถ้าเป็นไก่ทอดน้องชายของเขาจะสามารถกินได้ทุกมื้อ และคินเองก็อยากที่จะเอาใจน้องชายที่ตอนนี้เหมือนว่าซีจะไม่พอใจสักเท่าไหร่ที่โดนวิวขัด


   “ คินแต่วิวสั่งไปหลายอย่างแล้ว จะไม่หมดเอานะ” ยังไม่ทันที่ซีจะเอ่ยปากตอบตกลงวิวก็พูดขึ้นทันที


   “ ก็...” คินหันมามองหน้าน้องชายเล็กน้อย


   “ ตามที่พี่วิวบอกก็ได้ครับ ซีไปห้องน้ำนะ” ซีเลือกที่จะออกมาเพื่อระงับสติอารมณ์ด้านนอก เพราะซีกลัวว่าซีอาจจะแสดงอาการไม่พอใจออกไป ทำให้คินต้องรู้สึกขายหน้าที่มีน้องไม่มีมารยาทอย่างซี


   “ เดี๋ยวพี่ไปด้วย” ยังไม่ทันที่ซีจะลุกออกคินก็จับมือน้องเอาไว้ก่อน


   “ .....” ซีไม่ได้ตอบแต่เลือกที่จะแกะมือของคินที่จับมือซีอยู่ออกและลุกออกมาจากร้านทันที ทำให้คินรีบลุกตามซีออกมา โดยที่ไม่ได้ฟังเสียงเรียกของวิว


   “ อ้วน!” คินเดินมาจับมือของซีเอาไว้ “ ไม่พอใจอะไร”


   “ เปล่า ซีจะเข้าห้องน้ำ” ซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนที่จะพูดกับคิน


   “ รู้ว่าไม่พอใจ”


   “ ถ้าพี่คินรู้ก็อย่าพาซีมาอีกนะ”


   “ วิวไม่ใช่คนไม่ดี...” คินพูดเสียงเบาเพราะเขารู้สึกว่าตอนนี้เขากำลังจะแก้ต่างให้ซีเข้าใจและเพื่อให้ซีมองวิวในสายตาที่ดีขึ้น แต่ดูเหมือนว่าซีจะตีความไปอีกอย่างว่าคินกำลังปกป้องวิว


   “ ครับ” และซีก็เดินเข้าไปในห้องน้ำทันที ซีไม่ได้อยากจะเข้าห้องน้ำอะไรแค่อยากจะหาที่สบายตามองก็เท่านั้น เมื่อเดินเข้ามาถึงห้องน้ำซีก็มองตัวเองในกระจกและรู้ได้เลยว่าซีแสดงสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่สนุกแค่ไหน ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นหมวกที่สวมอยู่บนศีรษะที่วิวซื้อให้ซี ก่อนที่ซีจะถอดออกมาและทิ้งมันลงถังขยะอย่างไม่ใยดี


   ตอนนี้ซีรู้สึกคิดถึงเซนขึ้นมาจริงๆ พี่ชายที่รักและไม่เคยทำให้ซีรู้สึกแย่เลยแม้แต่ครั้งเดียว พี่ชายที่เห็นซีสำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกเสมอแม้ว่าซีจะจัดลำดับให้เขาเป็นลำดับที่สองของซีก็ตาม...


   “ นานจัง” เมื่อซีจัดการกับอารมณ์ตัวเองเสร็จก็เดินออกมา และเห็นว่าคินยังยืนรอซีอยู่ที่เดิม


   “ ขี้แตก” และซีก็เดินกลับเข้าไปในร้านโดยที่ไม่รอคิน


   วันนี้ซีจะจำใส่สมองของซีเอาไว้ว่าเป็นวันที่ซีรู้สึกแย่ที่สุดในชีวิตกับพี่ชายที่ซีรักเป็นอันดับหนึ่งที่กำลังจะตกลงจากอันดับของซี...





PS. น้องซีของพี่ไม่เป็นไรนะจ๊ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2019 17:06:49 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
 
บทที่ 3.1
การเติบโต


   หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นซีบอกตัวเองเสมอว่าอย่าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ใกล้ผู้หญิงอย่างวิว เพราะวิวเป็นสาเหตุที่ทำให้ซีต้องรู้สึกแย่และคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนที่คินรักที่สุดเหมือนเมื่อก่อน เพราะตอนนี้คินมีคนที่รักเพิ่มขึ้นมา ซีบอกและย้ำกับตัวเองเสมอว่าวิวคือคนที่แย่งความรักของซีไป ซีไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกที่มีต่อคินได้ว่าเป็นแบบไหน และความสัมพันธ์ที่เคยดีต่อกันระหว่างคู่พี่น้องอย่างคินและซีเป็นอันต้องดรอปลงมาเพราะความรู้สึกของซี ที่ตอกย้ำว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเหมือนเดิมในเมื่อคินเลือกที่จะทำให้ซีรับรู้ว่าคินไม่ได้รักซีเพียงแค่คนเดียวเหมือนเมื่อก่อน


   และวันนี้ก็เป็นวันหยุดวันแรกของการปิดเทอมช่วงปอหกที่กำลังจะขึ้นมอหนึ่ง พ่อกับแม่ได้เลือกโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนเก่าของทั้งเซนและคินให้ซีสอบเข้า แต่ดูเหมือนว่าซีจะไม่ชอบห้องที่พ่อกับแม่ให้ซีสอบเข้าเพราะเป็นห้องวิทย์คณิตโปรแกรมแถมยังสอนเป็นหลักสูตรสองภาษา ซีรับรู้ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไปเรียนว่าห้องนี้มันต้องกดดันและมีแต่เด็กเก่งๆทั้งนั้น ซีเลือกที่จะไม่ทำร้ายจิตใจตัวเองด้วยการไปอยู่ที่ห้องนั้นแน่ๆ และตอนนี้ที่พึ่งเดียงของซีก็คือ..เซน


   “ พี่เซนซีไม่อยากอยู่ห้องนี้ ซีไม่ชอบ” ซีเดินเข้ามาในห้องของเซนก่อนที่ซีจะทิ้งตัวลงบนเตียงใหญ่ของพี่ชาย


   “ ไหนว่าคุยกับพ่อแล้วไง?” เซนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่หันมาถามน้องชาย


   “ ก็คุย พ่อก็บอกให้แล้วแต่ซี แต่คุณแม่...อยากให้ซีเรียน” โดยที่แม่ให้เหตุผลว่าการที่เราเลือกเรียนห้องวิทย์คณิตตั้งแต่มอหนึ่งจะทำให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่นๆที่พึ่งมาเลือกตอนมอสี่ “ ซีมีเป้าหมายแล้ว”


   “ อยากเป็นศิลปิน?” และเซนก็รู้ดีว่าน้องชายของเขาชอบอะไร และเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนในสิ่งที่น้องชายชอบทุกอย่าง ซึ่งต่างจากคินที่ชอบบังคับให้ซีเรียนเหมือนที่แม่บอกทำให้ช่วงนี้ซีและคินต่างเป็นคู่กัดมากกว่าเมื่อก่อนและซีก็ต่อต้านคินมากกว่าเดิมเป็นหลายเท่าตัว


   “ ใช่ ซีวาดภาพสวยมาก ซีอัพโหลดลงบล็อกของตัวเองมีแต่คนอึ้งว่าเป็นผลงานเด็กอายุสิบสอง” ซีหยิบไอแพดขึ้นมาเปิดและอวดให้เซนดู


   “ วาดรูปพี่ด้วย??” เซนรับมาดูด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นว่ารูปที่ซีวาดเป็นรูปเหมือนของเขานั่นเอง เมื่อผู้เป็นพี่เห็นว่าน้องวาดก็ยิ้มออกมาแก้มปริ “ ไอ้พี่คินมันต้องอิจฉาพี่แน่ๆ” ซีเองก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาปล่อยให้เซนดีใจ แต่จริงๆแล้วซีวาดรูปของคินเป็นรูปแรกหลังจากที่ซีเรียนวาดรูปเหมือนด้วยตัวเอง เพียงแค่ซีไม่ได้อัพโหลดหรือเอาออกมาโชว์ให้ใครดูเท่านั้น


   “ สวยไหมละ บอกแล้วว่าซีไม่เหมาะกับไอ้สายวิทย์อะไรนี่หรอก” ซีเอาไอแพดคืนก่อนที่จะเปิดอะไรดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งซีรู้สึกปวดอะไรบางอย่างขึ้นมาแปลกๆ


   “ มาทำไรในห้องนี้วะอ้วน” อยู่ๆคินก็เปิดประตูห้องของเซนเข้ามาโดยที่ไม่ได้เคาะประตูหรือของอนุญาตเจ้าของห้อง และเดินเข้ามานั่งบนเตียงข้างๆซี


   “ ยุ่งจังวะพี่คิน” ซีตอบกลับคิน


   “ อ้วนแล้วยังพูดไม่เพราะอีกนะ โตแล้วชักจะเอาใหญ่ สอนน้องมึงด้วยไอ้เซน” ด้วยความหมันไส้ทำให้คินผลักหัวของซีเบาๆ ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นใบหน้าของซีที่เบ้ด้วยความทรมาน “ เป็นอะไรอ้วน”


   “ ปวด....” ซีทิ้งไอแพดลงบนเตียงก่อนที่จะทิ้งตัวนอนลงราบกับเตียง ส่วนเซนที่ได้ยินดังนั้นก็รีบละจากการอ่านหนังสือเข้ามาดูน้องชายทันที


   “ เป็นอะไรซี ไหนๆ ปวดตรงไหนบอกพี่” เซนรีบเข้ามาใกล้น้องชายของตนที่นอนบิดอยู่บนที่นอนด้วยสีหน้าทรมาน ส่วนคินเองก็รีบเข้ามาใกล้ซีเช่นกัน


   “ ไปหาหมอไหมซี” คินเองก็มีท่าทางร้อนจนอย่างเห็นได้ชัด เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้น้องชายของเขาจะต้องเกิดอันตราย


   “ ไหน ซีตั้งสติ บอกพี่ว่าปวดตรงไหน” เซนซ้อนหลังของซีขึ้นเพื่อให้ซีนั่งหลังตรงขึ้น “ บอกพี่”


   “ ซีปวด...” ซีเองก็ไม่กล้าที่จะบอกว่าเขาปวดบริเวณตรงไหนของร่างกาย เพราะอายเกินกว่าที่จะบอกพี่ชายทั้งสองที่จับจ้องเขาอยู่


   “ ถ้าซีไม่บอกพี่คินจะพาไปหาหมอเดี๋ยวนี้นะ” คินพูดออกมาเสียงเครียดทำให้ซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับมองหน้าพี่ชายทั้งสองสลับกันไปมา


   “ ซีปวดตรงนี้...” ซีชี้บริเวณเป้ากางเกงของตัวเองพร้อมกับสีหน้าที่ทรมาน จนพี่ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันอย่างรู้ความหมายทำให้คินรีบหยิบไอแพดของซีขึ้นมาดูว่าล่าสุดซีดูอะไรทำไมถึงมีอาการอย่างที่ซีบอกเขาและเซน


   “ กูว่าแล้ว” คินพูดออกมาทันทีที่เขาเห็นคลิปวีดีโอบางอย่างที่ซีเปิดค้างเอาไว้


   “ อะไรวะพี่” เซนรีบชะโงกหน้าเข้ามาดู ทำให้ตอนนี้เซนเองก็พอที่จะรู้สาเหตุว่าน้องชายของเขาเป็นอะไร “ เอาไง”


   “ ก็คงต้องสอน” คินหันหน้าบอกน้องชายคนกลางด้วยสีหน้าจริงจัง


   “ สอนไร?”


   “ ช่วยเหลือตัวเอง กูว่าซีน่าจะโตที่พอจะรู้เรื่องแล้ว”


   “ บ้าเปล่าววะ เรื่องแบบนี้มันต้องสอนกันด้วยหรอไอ้พี่คิน??” เซนเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคินต้องจริงจังขนาดที่จะต้องสอนน้องชายคนเล็กช่วยเหลือตัวเอง “ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ น้องต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง”


   “ ช่วยอะไรอะพี่เซน?” ซีที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ


   “ กูว่าน้องไม่รู้” คินเองก็ยังไม่จบกับการที่จะให้เซนสอน “ มึงเรียนหมอมึงน่าจะสอนน้องได้”


   “ พี่กูเรียนหมอก็จริง แต่ไอ้การสอนนี่กูไม่รู้จะสอนอย่างไง”


   “ ทำพร้อมกันไหมละ”


   “ เหี้ยพี่คิน มึงคิดได้ไงวะ” เซนเริ่มโมโหกับความคิดของคินที่เสนอให้ทั้งเซนและตัวของคินเองทำโชว์น้อง ซึ่งเซนคิดว่าความคิดนี้ของคินเป็นความคิดที่แย่เอามากๆ


   “ พี่เซนมันตั้งขึ้นอีกแล้ว มันเริ่มจะแข็งๆ ซีทำไงดีพี่ มันปวดๆด้วย” เมื่อเห็นว่าพี่ชายทั้งสองเอาแต่ทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น ซีเองที่เริ่มรู้สึกมากขึ้นจึงเอ่ยปากบอกพี่ๆของเขา


   “ ไอ้เซนเอาไง” คินเองก็ยิ่งร้อนรนเพราะเขาทั้งตื่นเต้นและตกใจไปในเวลาเดียวกันที่น้องชายที่เขาเฝ้าเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กเริ่มโตขึ้นและมีพัฒนาการทางเพศ “ ถ้าซีผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ซีก็จะเป็นผู้ชายเต็มตัว”


   “ เต็มตัว??” ซีเองก็ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่คินพูดสักเท่าไหร่ “ ไม่ไหวแล้วปวดไปหมด น้องซีจะเป็นไรไหมอะพี่เซนพี่คิน”


   “ เอางี้” เซนที่นั่งเงียบและใช้ความคิดอยู่สักพักตัดสินใจจูงมือพาน้องชายเข้าไปในห้องน้ำและค่อยๆจับไหล่ให้ซีนั่งลงบนชักโครก


   “ ทำอะไรอะพี่เซน?”


   “ เดี๋ยวพี่จะอยู่ข้างนอก ซีทำตามที่พี่บอกนะ เข้าใจไหมแล้วมันจะดีขึ้นเอง” ซีพยักหน้าตกลงตามที่พี่ชายพูดบอก เมื่อเซนจัดแจงที่นั่งให้ซีเรียบร้อยเขาจึงเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับปิดประตู ส่วนพี่ชายคนโตยืนอยู่นอกห้องน้ำด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของน้องชายคนกลางสักเท่าไหร่


   “ ทำไมต้องเข้าห้องน้ำ?” คินเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ


   “ มันสงบแล้วก็สบาย น้องน่าจะปลดปล่อยได้มากกว่ามานั่งทำต่อหน้าเรา” คินเองก็พยักหน้าเข้าใจทันที


   “ พี่เซน! เอาไงต่ออะ” ซีที่เห็นว่าเซนออกไปได้สักพักแล้วตะโกนถามออกมาจากห้องน้ำ


   “ ซีถอดกางเกงออก”


   “ กางเกงในด้วยไหม” ซีถามออกมาด้วยน้ำเสียงซื่อๆทำให้พี่ชายคนโตอย่างคินรอบยิ้มออกมา


   “ ถอดซิครับอ้วน” เป็นคินเองที่ตอบซีแทน ทำให้ตอนนี้ซีค่อยๆถอดกางเกงของตัวเองออกและกองอยู่ที่พื้นห้องน้ำ ซีก้มมองซีน้อยที่ตอนนี้แข็งขึ้น ซีเองก็เคยเรียนเพศศึกษามาบ้างว่าวัยรุ่นจะเริ่มมีอารมณ์ทางเพศและการช่วยเหลือตัวเองจะทำให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย วันนี้ซีเองก็นอนเล่นไอแพดอยู่บนเตียงของเซนตามปกติจนกระทั่งซีคลิ๊กเข้าไปที่เว็บบางอย่างที่เพื่อนในห้องของเขาส่งมาบอกว่าเป็นคลิปการศึกษาสำหรับผู้ชาย และนั่นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ซีรู้สึกปวดที่บริเวณอวัยวะเพศของตัวเอง


   “ ถอดแล้วพี่เซน” ซีตะโกนออกไปทันทีที่ถอดกางเกงออก


   “ ค่อยๆใช้มือที่ถนัดจับที่ไอ้นั้นของซีนะ จับให้มั่นๆไว้ก่อน” ซีค่อยๆขยับมือข้างขวาที่ตัวเองถนัดมาจับเอาไว้ที่ซีน้อย เมื่อมือของซีสัมผัสซีเองก็ยิ่งรู้ว่าเริ่มรู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อสักครู่นี้


   “ เสร็จแล้วรูดขึ้นรูดลงช้าๆก่อนค่อยๆ” คินเองก็ร่วมมือสอนน้องน้อยของเขาด้วย “ ถ้ารู้สึกดีให้เร่งความเร็วและความแรงขึ้น”


   “ อื้ม รู้สึกดีจังงงง” ซีเองทำตามทุกขั้นตอนที่พี่ๆของเขาบอกอย่างละเอียดและทำให้ซีรู้สึกดีเอามากๆทุกครั้งที่มือของซีขยับตามความยาวของซีน้อย


   “ เป็นไงบ้างซี” คินตะโกนถามออกมาด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าอยู่ๆน้องชายของเขาก็เงียบหายไป แม้แต่เซนเองก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้


   “ ดี...ดีครับพี่ อื้มมม” ซีครางตอบออกมาอย่างลืมตัว ทำให้พี่ๆทั้งสองได้แต่มองหน้ากันเหมือนว่าทำตัวไม่ถูกด้วยกันทั้งคู่


   “ ไอ้เซนน้องจะใจแตกไหมวะ” คินทิ้งให้ซีจัดการตัวเองอยู่ในห้องน้ำและถามเซนด้วยน้ำเสียงเครียด


   “ ไอ้พี่คินแค่น้องชักว่าวไหม? ไม่ใจแตกหรอก” เซนแทบอยากจะหมุดดินหนีทันที เมื่ออยู่ๆพี่ชายที่เคยฉลาดอย่างคินถามคำถามโง่ๆออกมา


   “ กูกลัวว่าซีจะเสียคน”


   “ ฟังกูนะพี่” เซนถอนหายใจออกมาด้วยความเหนือยใจก่อนจะจับไหล่ทั้งสองข้างของคิน “ ไม่มีใครเสียคนเพราะชักว่าว ยูว์โนว์? ไม่อย่างนั้นมึงกับกูก็เสียคนไปแล้วดิ ว่าแต่กูตามใจน้องนะพี่ มึงเองก็ด้วยกลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง สุดท้ายชีวิตก็เป็นของน้องอยู่ดี มึงจะมากำหนดหรือกลัวนู้นนี่นั่นไม่ได้”


   “ แต่......”


   “ รู้ว่าเป็นห่วง แต่มีขอบเขตหน่อย พี่ชายนะพี่ไม่ใช่เจ้าชีวิต”


   “ พี่ชายหรอวะ?” คินเองคิดตามในสิ่งที่เซนพูดทุกคำ เขายอมรับเลยว่าปากเขาชอบบอกว่าเซนตามใจซีแต่แท้จริงแล้วเป็นเขามากกว่าที่ตามใจซีตลอดเรียกได้ว่าสปอยซีแทบจะทุกเรื่อง และเรื่องนี้ก็ทำให้เขารู้ว่าแค่เรื่องธรรมชาติของเด็กที่กำลังจะก้าวผ่านมาสู่วัยรุ่นเขาก็อดที่จะเป็นห่วงและกังวลไม่ได้ เขายอมรับเลยว่าไม่อยากให้เซนห่างจากสายตาเขาแม้แต่วินาทีเดียว


   “ พี่!!! มันมีน้ำออกมา เต็มเลย โอ้วววว เหนียวมือ!” ยังไม่ทันที่คินจะได้พูดหรือเถียงเซนออกมาตามความคิดของเขา ซีที่อยู่ในห้องน้ำรีบตะโกนออกมาทันที


   “ ล้างมือทำความสะอาด!” เซนตะโกนตอบน้องไป ส่วนคินเตรียมที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องน้ำแต่ถูกเซนคว้าเอาไว้ก่อน
   “ ไปรอที่ห้องไปพี่ เดี๋ยวผมจัดการเอง ไปสงบสติอารมณ์ของตัวเองก่อนนะ” เซนพูดจบก็หายเข้าไปในห้องน้ำทันที ทิ้งให้คินยืนอยู่หน้าห้องน้ำอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องไปนั่งสงบสติอารมณ์ของตัวเอง


   “ เรียบร้อยพี่เซน” ซีทำทุกขั้นตอนตามที่เซนบอกเสร็จก่อนที่เซนจะเข้ามา “ โคตรรู้สึกดีเลย ซีทำแบบนี้บ่อยๆได้ไหม??”


   “ เอ่อ...” เซนเองก็ไม่ได้เตรียมคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้มาซะด้วย แต่ว่าเขาเองก็เรียนมาว่าถ้าทำมากเกินไปจะทำให้อสุจิไม่แข็งแรง “ เด็กๆอย่างซีอาทิตย์ละครั้งพอ”


   “ แล้วอย่างพี่เซนกับพี่คินหละ?”


   “ ก็เท่าซีแหละหนา มาๆเดี๋ยวเราต้องไปทำความเข้าใจอะไรบางอย่างกันใหม่” เซนเตรียมที่จะจูงมือซีออกมาจากห้องน้ำแต่ก็ต้องชะงักเพราะคำพูดของซี


   “ อันนี้เรียกว่าชักธงปะพี่เซน”


   “ ชักว่าวครับ”


   “ อ่อ ซีจะชักว่าวทุกวันอังคารนะพี่เซน” น้องชายตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อโดยที่ไม่ได้คิดอะไร


   “ ครับ เอาที่ซีสบายใจเลย” เขาพึ่งจะเพลียกับพี่ชายคนโตมา ตอนนี้เขาก็ต้องมาเพลียกับน้องชายคนเล็กซะอย่างนั้น เซนจะไม่ถือสาเพราะเขารู้ว่าซียังเด็กและไม่เข้าใจ แต่ออกไปข้างนอกเขาจะต้องสอนใหม่ทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อเรียกที่สุภาพกว่านี้
   เซนเดินจูงมือซีเข้ามาในห้องของเขาเหมือนเดิมโดยที่มีคินนั่งรออยู่บนเตียงเหมือนเดิม


   “ โล่งไหมอ้วน”


   “ ก็ดี” ซีตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหยิบไอแพดมาเล่นต่อ แต่ยังไม่ทันที่ซีจะเอื้อมมือไปหยิบ คินแย่งไอแพดเอาไว้ก่อนทำให้ตอนนี้ซีเริ่มไม่พอใจพี่ชาย


   “ เอามาพี่คิน”


   “ พูดดีๆดิ”


   “ เอามาพี่คินอย่าเยอะได้ไหม”


   “ เดี๋ยวนี้ว่าพี่แล้ว??” คินจ้องหน้าซีอย่างเอาเรื่องทำให้น้องชายเป็นฝ่ายต้องยอมแพ้ไปก่อนเพราะไม่อยากเถียงคินในเวลาแบบนี้


   “ ชักสีหน้า? เดี๋ยวนี้โตแล้วไม่น่ารักนะอ้วน”



   “ ไม่น่ารักก็ไม่น่ารักดิ”


   “ ทำไมเถียงเก่งวะ”


   “ เรื่องของซีไหมอะ”


   “ ซี”


   “ พี่คิน”


   “ พอเลยๆ” เมื่อเห็นท่าไม่ดีเซนที่เป็นคนกลางก็รีบห้ามทั้งคู่ให้เลิกทะเลาะกัน เพราะไม่อย่างนั้นวันนี้ก็คงไม่รู้เรื่อง “ พี่คินก็เก่งนะทะเลาะได้แม้แต่น้อง”


   “ ไอ้เซน”


   “ แบร่” ซีแลบลิ้นใส่พี่ชายคนโตทันทีที่เห็นว่าพี่ชายคนกลางเข้าข้างเขา “ ไปเอาขนมก่อนนะพี่เซน เดี๋ยวซีมา พี่เซนเอาอะไรไหมครับ” คินเองแอบรู้สึกน้อยใจทุกครั้งที่ซีมักจะทำเมินใส่เขา ซึ่งเมื่อก่อนซีไม่ใช่คนอย่างนี้ ทุกครั้งซีจะคิดถึงเขาเป็นอันดับหนึ่งมาตลอด แต่....ตั้งแต่ที่เขาพาไปเจอกับวิววันนั้นทุกอย่างมันจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาจะโทษใครได้นอกจากตัวของเขาเอง


   “ ไม่เอาครับ”


   “ แล้วพี่คินเอาไรไหมละ” ถ้าฟังจากน้ำเสียงของซีแล้วไม่ค่อยเต็มใจถามสักเท่าไหร่ แต่สำหรับคินแล้วนั้นเขารู้สึกดีขึ้นมากกว่าเดิมที่น้องชายอย่างซีถามเขา


   “ ไม่เอา” แต่คินเองก็ยังคงเก๊กเสียงแข็งตอบซีไปอย่างวางฟอร์มทำให้ซีมองบนใส่ผู้เป็นพี่และเดินออกจากห้องไป ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่คินกับเซนเท่านั้น



   “ ไอ้เซน” คินเรียกเซนทันทีที่ซีออกจากห้อง


   “ ว่า?”


   “ ซีโตแล้วอย่าถึงเนื้อถึงตัวน้องมาก”


“ ห้ะ?? อะไรของพี่วะเนี่ย ไม่เข้าใจ” เซนถึงกับต้องหมุนเก้าอี้กลับมามองทางพี่ชายที่นั่งขัดตะหมาดอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าจริงจัง





       



PS. น้องลูกกกกกกกกกกกกกก พี่ชายน้องไปไม่เป็นกันทั้งคู่เลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2019 17:15:41 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
        บทที่ 3.2
เติบโต

        “ แล้วก็อย่าจุ๊บซีด้วย มันไม่เหมาะสมมึงเป็นผู้ชาย”


   “ พี่คินซีมันก็น้องกู อีกอย่างกูก็ผู้ชายซีก็ผู้ชายมีสติหน่อย ไม่ใช่พี่จะหวงไปเรื่อยนะพี่คิน พี่จะไม่มีเหตุผลแล้วอะตอนนี้” เรื่องนี้เซนเองก็เถียงออกมา เพราะเขาจุ๊บซีมาตั้งแต่ซีเกิด ถ้าจะให้เขาเลิกจุ๊บนั้นเขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน


   “ กูรู้ แต่มันไม่เหมาะสม” คินก็ยังคงไม่ยอม


   “ อ่ะๆ กูจะจุ๊บแค่ตอนอยู่สองคนก็ได้” เซนที่เห็นว่าพี่ชายตั้งท่าจะไม่ยอมอย่างเดียว ทำให้เขาเสนอทางเลือกอื่นออกมา
   “ ไม่! ไอ้สัสอันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้ามึงมีอารมณ์ปล้ำซีขึ้นมาละวะ”


   “ พี่! มึงใช้ส้นตีนคิดหรอวะ! กูเนี่ยนะจะปล้ำน้องตัวเอง??” เป็นครั้งแรกที่เซนนึกอยากจะต่อยหน้าคินจริงๆเพราะความคิดที่อกุศลของคินที่คิดว่าเขาจะปล้ำน้องชายของตัวเอง


   “ กูก็แค่เตือน....”


   “ ประสาทแดกแล้วมึง” เซนเองก็พอจะรู้ว่าคินเป็นหวงและห่วงซีเอามากๆ แต่นี้เขาเป็นพี่ชายแท้ๆเรื่องแบบนั้นเขารู้ดีว่าไม่ควรทำและไม่เกิดขึ้นแน่นอน


   “ มาแล้วจ้า” หลังจากที่ทะเลาะกันได้สักพักซีก็เปิดประตูเข้ามาในห้องของเซนพร้อมกับขนมเต็มมือ


   “ อย่ากินบนเตียงนะซี”


   “ ครับ กินบนพื้นไม่หกแน่นอน” ซีเปลี่ยนเส้นทางมานั่งงบนพื้นห้องของเซนแทน


   “ ซี ต่อไปนี้ห้ามให้ผู้ชายจับตัวเลยนะ ผู้ชายที่ไม่ใช่พี่กับพ่อ” คินพูดขึ้นมาทันที ที่เห็นว่าซีนั่งลงที่พื้นเรียบร้อย “ ถ้าใครมายุ่งหรือมาจีบให้บอกพี่เลย”


   “ จีบคืออะไร? เหมือนขนมจีบไหมอะพี่คิน”


   “ กูบอกแล้วว่าซีเอาแต่วาดรูป ขนาดชักว่าวยังเรียกว่าชักธงเลย” เป็นเซนที่หันมาพูดกับคินอีกครั้ง


   “ น้องต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยวะ”


   “ กูเห็นด้วย” ทั้งคินและเซนก็ช่วยกันสอนซีในเรื่องต่างๆที่ซีควรรู้และเอาตัวรอดหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์ที่พวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยทั้งๆที่ซีเป็นผู้ชายเหมือนกับเขาสองคน แต่ทั้งคู่ก็อดที่จะไม่เป็นซีไม่ได้


   “ ซีอยากเรียนป้องกันตัวไหมพวกเทควันโด หรือพวกต่อยมวยไรงี้”

 
   “ ซีอยากเรียนวาดรูป...” เพราะตลอดเวลาซีเรียนรู้ด้วยตัวเองมาตลอดโดยที่ไม่ได้ไปเรียนที่ไหน อีกทั้งการวาดรูปเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวซีมาตั้งแต่เด็ดเรื่องนี้ทั้งเซนและคินรู้ดี


   “ อ้วนเก่งเกินที่จะเรียนแล้วนะ พี่ว่าอ้วนเรียนคณิตเพิ่มดีกว่าหรือไม่ก็...” ยังไม่ทันที่คินจะพูดจบซีก็ยกมือขึ้นมาห้ามเพื่อไม่ให้คินพูดต่อ


   “ ซีไม่เรียนคณิต วิทย์ อย่าบังคับซีเลยนะพี่คิน”


   “ แต่อ้วนต้องสอบเข้ามอหนึ่งนะ”


   “ ซีอยากเรียนแค่ห้องธรรมดาไม่ได้หรอ?” ซีพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนก่อนที่ซีจะละมือจากขนมและเดินขึ้นไปหาคินบนเตียงด้วยท่าทางอ้อนวอน “ พี่คินไม่สงสารซีหรอ?”


   “ แต่พี่....”


   “ ตามใจน้องเถอะ อย่าบังคับเลยพี่” เซนพูดเสริมขึ้นมา “ พี่ยังไม่อยากโดนบังคับเลย น้องมันก็ไม่อยากโดนเหมือนกัน”

 
   “ แต่...”


   “ นะครับพี่คิน” และคินเป็นอันต้องยอมทุกครั้งที่ซีอ้อนเขาแบบนี้


   “ โอเค อ้วนชนะ”


   “ เย้!!” ซีกระโดดกอดคินด้วยความลืมตัวทำให้คนพี่ที่ถูกน้องกอดถึงกับเก็บสีหน้าแห่งความสุขเอาไว้ไม่อยู่ จนเซนที่มองเห็นเหตุการณ์และการกระทำของทั้งคู่ก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ


   “ มาจะเข้าบทเรียนแล้ว” อยู่ๆเซนก็พูดขึ้นทำให้ซีผลักออกจากคินและหันหน้ากลับมามองเซนด้วยความสงสัย


   “ เรียนอะไรอะพี่เซน ถ้าให้ซีเรียนคณิตวิทย์ซีโกรธจริงๆนะ”  ไม่รู้ว่าซีจะเกลียดวิชาพวกนี้ไปถึงไหนทั้งๆที่พี่ชายของเขาทั้งสองคนก็ค่อนข้างที่จะคลุกคลีและเรียนได้ว่าเชี่ยวชาญวิชาพวกนี้เลยก็ว่าได้ แต่กลับซีถือว่าเป็นวิชาต้องห้ามเลย


   “ เพศศึกษา” เซนดันตัวซีให้นั่งลงบนเตียงก่อนที่เขาจะลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามกับซีส่วนคินก็ถือวิสาสะช่วงที่น้องเผลอขยับเข้ามานั่งใกล้ๆน้องมากขึ้นกว่าเดิม


   “ รู้ไหมว่าการมีเพศสัมพันธ์คืออะไร” เซนถามขึ้นด้วยท่าทางที่จริงจัง


   “ รู้นะก็คือการที่ผู้หญิงกับผู้ชายมีเซ็กส์กัน” ซีเองถึงจะโดดวิชาเพศศึกษามาบ้างแต่ก็ใช่ว่าซีจะไม่รู้อะไรเลย สิ่งที่บอกคินไปก่อนหน้าซีก็แค่อยากจะกวนเขาเฉยๆ


   “ แล้ววิธีการมีเซ็กส์ละ รู้ไหม?”


   “ เอ่อ...ก็อวัยเพศของผู้หญิงกับของผู้ชาย” ซีไม่รู้ว่าซีควรจะพูดอธิบายออกไปอย่างไรไม่ให้มันดูทะลึ่งหรือใช้คำที่ไม่เหมาะสม


   “ ขั้นตอนนี้พี่เป็นห่วงเพราะตอนนี้ซีไม่ใช่เด็กแล้ว ซีมีอสุจิ อสุจิมันจะออกมาได้ก็ตอนที่ซีมีอารมณ์ทางเพศเหมือนเมื่อกี้นี้นะ แล้วถ้าซีมีอะไรกับผู้หญิงซีสามารถทำผู้หญิงท้องได้ และซีจะเป็นพ่อคนโดยที่ไม่ตั้งใจ ซีต้องรู้จักการให้เกียรติผู้หญิงเข้าใจไหม?” เซนเปิดคลิปบางอย่างให้ซีดูเป็นคลิปที่อธิบายถึงการตกไข่ของผู้หญิงเป็นคลิปความยาวไม่นานเพียงแค่สามนาที เมื่อดูจบซีก็พยักหน้าเข้าใจ


   “ แสดงว่าก่อนเจ็ดหรือหลังจากเจ็ดวันไปแล้ว ก็ไม่ท้องอะดิ แสดงว่ามีอะไรได้แล้วจะปลอดภัยใช่ไหมพี่”


   “ ถามแบบนี้หมายความว่าไง?” คินที่เงียบอยู่นานถามซีขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังหลังจากที่เขาได้ฟังคำถามแบบนั้นออกมาจากปากของซี


   “ หมายความว่าอยากรู้ไง” ซีเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเซนต้องทำสีหน้าหงุดหงิดหรือทำน้ำเสียงไม่พอใจใส่ซีแบบนั้นด้วย “ ถึงซีเป็นผู้ชายก็ต้องทำความเข้าใจเอาไว้ไม่ใช่หรอ? พี่คินเองก็บอกซีว่าให้ซีเป็นเด็กที่เรียนรู้ทุกเรื่อง”


   “ รู้เยอะไปก็ไม่ดี”


   “ พี่คิน”


   “ เออๆ พี่จะบอกให้ก็โอกาสท้องก็จะน้องแต่ใช่ว่าจะไม่ท้อง อีกอย่างมันก็มีโรคที่ติดต่อจากเพศสัมพันธ์ด้วยนะ อันนี้อันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้” เซนหันไปเปิดรูปบางอย่างให้ซีดู


   “ อันนี้เรียนว่าหนองใน  เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae เชื้อนี้จะทำให้เกิดโรคเฉพาะเยื่อเมือก mucous membrance เช่น เยื่อเมือกในท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก และเยื่อบุมดลูก, ท่อรังไข่, ทวารหนัก, คอ และเยื่อบุตา อาการที่พบได้บ่อยสำหรับผู้ชายคือ ปวดแสบขณะปัสสาวะ และมีหนองสีเหลือง สำหรับผู้หญิง ครึ่งหนึ่งมักไม่มีอาการ หรือ มีตกขาว หรือเลือดผิดปกติ และปวดอุ้งเชิงกราน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงถ้าเป็นโรคหนองในแท้โดยที่ไม่ได้รักษา มันสามารถแพร่กระจายเฉพาะที่เกิดเป็นโรค epididymitis หรือ pelvic inflammatory disease หรือ แพร่กระจายตามส่วนต่าง ๆ มีผลต่อข้อและลิ้นหัวใจ” เซนอ่านตามข้อความที่เขาเปิดให้ซีดูจากอินเตอร์เน็ต


   “ ซีรู้จักเอดส์พี่เซนไม่ต้องอธิบายก็ได้ ครูบอกว่าโรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัส HIV ส่วนมากจะติดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้ออยู่แล้วและโอกาสจะติดจากการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายชายมากกว่า และก็อะไรอีกนะ...อ๋อ!ติดจากเลือดได้แล้วก็แม่สู่ลูกใช่ไหม” ซีมีท่าทีกระตือรือร้นในการตอบหลังจากที่เซนอธิบายเรื่องหนองในไป


   “ เก่งมากครับ” เซนเอื้อมมือเข้ามาวางบนผมของซีเบาๆด้วยความเอ็นดูเมื่อเห็นว่าน้องชายของเขามีความรู้ในเรื่องเพศศึกษาบ้าง แต่กลับคินเขารู้สึกอิจฉาที่ซีให้ความสนใจในสิ่งที่เซนพูดเป็นพิเศษทั้งๆที่เรื่องนี้เขาเป็นคนสั่งให้เซนสอนซี เขารู้สึกว่าตอนนี้เขาเหมือนเป็นคนที่ทำดีลับหลังแล้วไม่มีใครเห็นจริงๆ! คินโมโห!!


   “ ให้สอนใส่ถุงยางไหม?” คำถามนี้เซนหันไปถามผู้เป็นพี่ของเขาที่นั่งทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ข้างๆซี


   “ อย่าเลย ยังไม่เหมาะ...”


   “ ซีอยากรู้ ซีอยากใส่เป็น!” ยังไม่ทันที่คินจะพูดจบซีก็สวนพูดขึ้นมาทำให้คินแทบอยากจะเข้าไปจับซีฟาดก้นสักสองสามทีให้สาสมแก่ใจของเขา


   “ ซี....” เซนเกาหัวทันทีที่น้องชายของเขาพูดออกมาแบบนั้น ก่อนที่เขาจะหันหลังไปหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากลิ้นชักโต๊ะหนังสือของเขา


   “ อันนี้เรียกว่าถุงยางอนามัยสำหรับปกป้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้” เซนวางซองถุงยางอนามัยลงบนมือของซี


   “ อ่อ! ซีเคยเห็นแบบนี้เต็มเลยบนลิ้นชักรถพี่คิน” อยู่ๆซีก็นึกขึ้นได้ว่าซีเคยเห็นซองแบบนี้อยู่บนลิ้นชักหน้ารถของคินตอนที่ซีแบบเปิดหรือค้นรถของพี่ชาย


   “ หมากฝรั่ง...” คินหลบตาเซนทันทีเมื่อน้องชายส่งสายตาล้อเลียนไปทางเขา


   “ เก็บไม่ดีนะพี่” เซนอดไม่ได้ที่จะแซวพี่ชายออกมาตรงๆ


   “ พูดมากนะมึง” คินเองก็ว่าเซนกลับไปก่อนที่เซนจะหยิบถุงยางจากมือของซีขึ้นมาเกะออกเบาๆ ทันทีที่ซีเห็นภายในมันก็ทำให้ซีรู้สึกมหัศจรรย์ทันทีที่ข้างในซองมีน้ำใสๆอยู่ด้านในและที่สำคัญมีกลิ่นผลไม้เหมือนกับหมากฝรั่งไม่มีผิด


   “ แล้วมันใส่อย่างไง” ซีที่เริ่มจะสนใจเรื่องนี้ก็ถามเซนขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น


   “ เดี๋ยวพี่คินสอน” เซนโยนถุงยางอีกซองไปให้คินที่นั่งอยู่นิ่งๆ ก่อนที่คินจะรับเอาไว้ด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่นี่เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ซีสนใจเขาทำให้คินจำใจสอนน้องชาย


   “ ใส่ที่อวัยวะเพศชายเมื่ออวัยวะเพศชายพร้อมใช้งาน” คินเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะใช้คำพูดอย่างไงเพื่ออธิบายให้เด็กปอกหกอย่างซีเข้าใจ “ เหมือนที่ซีเหนของตัวเองเมื่อกี้”


   “ มันมีปุ่มกดสตาร์ทหรอ?” คินแถบจะถอนหายใจออกมาเมื่อน้องชายของเขาพูดขึ้นมาแบบนั้น กดปุ่มสาร์ทให้ตายเถอะ! ถ้ามีปุ่มแล้วมันจะไปสนุกอย่างไร! แต่เขาก็พูดออกไปไม่ได้เดี๋ยวมันจะเหมือนเป็นการพูดในเรื่องลามกกว่าการสอน และเขาเองก็รู้ว่าซีตั้งใจจะกวนเขาทั้งๆที่ซีรู้อยู่แล้ว ถ้าซีกวนเขาอีกรอบพี่ชายอย่างเขาจะไม่ทนอีกต่อไป


   “ เมื่อเราเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เราจะมีความรู้สึกที่ชอบ คลั่งไคล้ หรืออารมณ์บางอย่างพี่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไงให้ซีเข้าใจนะ แต่พี่ว่าเรื่องแบบนี้ธรรมชาติจะเป็นคนสอนซีเอง” เมื่อเซนเห็นว่าพี่ชายเริ่มตันกับคำถามที่ซีถามเขาเลยอธิบายออกมาให้โซฟังแทน


   “ สรุปนะ อย่าถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงถ้าไม่จำเป็น อย่าทำอะไรที่มันจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์โดยที่ซียังไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อคน และติดเชื้อโรคอันตราย บางอย่างอย่าลองถ้ามันยังไม่ถึงเวลา” คินพูดออกมาด้วยน้ำเสียและสายตาที่จริงจังจนซีต้องพยักหน้าตอบรับในสิ่งที่คินพูด ถึงซีจะอยู่แค่ปอหกแต่ซีก็รู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำและเรื่องนี้ถึงพี่ๆไม่พูดบอกซีก็จะไม่ทำเด็ดขาดจนกระทั่งซีมีอายุได้สิบห้าปี


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2019 17:19:09 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2


บทที่ 3.3


โรงเรียน


   “ ไอ้ซี มีคนฝากขนมมาให้” ตอนนี้โซเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามซึ่งเข้าสู่เทอมที่สองและอีกไม่กี่เดือนซีก็ต้องสอบเลือกสายวิชาในช่วงของมอสี่ทำให้ช่วงนี้เพื่อนๆของซีต่างพากันพูดถึงเรื่องการเลือกสายเรียนต่อ บ้างก็จะเลือกสายวิทย์คณิต บ้างก็จะเลือกสายศิลป์คำนวณหรือสายศิลป์ภาษาต่างๆ และบางจำนวนก็เลือกที่จะไปเรียนสายอาชีพตามเป้าหมายของแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าซีไม่มีเป้าหมายอะไรเลยที่จะทำให้ซีมีความกระตือรือร้นเหมือนเพื่อนๆคนอื่น


   “ กินดิ ให้” ซีไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดูว่าขนมนั้นคืออะไรเพราะซีสนใจอยู่กับการวาดรูปของซีในช่วงคาบวิชาที่ว่างแทนการนั่งจับกลุ่มสนทนเรื่องการเรียนต่อกับเพื่อนๆในห้อง


   “ หยิ่งมาก” และเป็นกันต์เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของซีที่เป็นคนคอยจัดการกับขนมพวกนี้อยู่เสมอ กันต์เป็นเพื่อนที่ซีสนิทตั้งแต่เข้ามอหนึ่งจนถึงตอนนี้เขาและซีอยู่ห้องเดียวกันและนั่งข้างกันตลอดแทบจะตัวติดไปกันไปสะทุกที่ และกันต์ก็เป็นเพื่อนที่พี่ชายทั้งสองคนของซีอนุญาตให้คบ เพราะกันต์เป็นเด็กผู้ชายที่ไม่เกเรในสายตาของพี่ชายซีรวมถึงไม่น่าเสี่ยงที่จะพาซีไปในทางที่ไม่ดี


   “ สวยไหม?” ซียืนกระดาษมาให้กันต์ดูหลังจากที่ซีวาดเสร็จ กันต์รับกระดาษที่ซียื่นมาตรงหน้าเขาก่อนที่จะพิจารณาตามที่เพื่อบอกว่าผลงานของซีสวยไหม


   “ อื้อ ก็สวยแหละ” กันต์ตอบตามความจริงเพราะการวาดรูปเป็นสิ่งเดียวที่ซีชอบและทำได้ดีที่สุดตั้งแต่ที่เขารู้จักซีมา ถ้าซีวาดรูปใครก็ตามห้ามไปยุ่งหรือกวนสมาธิเด็ดขาดไม่งั้นมีอันว่าต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งกันเคยโดนมาแล้วช่วงที่กันต์พึ่งรู้จักกับซีใหม่ๆตั้งแต่มอหนึ่ง กันต์มองว่าซีเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างมีเสน่ห์เอามากๆทั้งกับเพศเดียวกันและเพศตรงข้ามโดยเฉพาะท่าทางที่หยิ่งๆดูเข้าถึงยากรวมถึงหน้าตาที่หล่อเหล่าขึ้นทุกวัน นั้นทำให้ซีฮอตมากขึ้นกว่าเดิม มีแต่เจ้าตัวที่ไม่รู้ว่าตัวเองฮอตขนาดไหน


   “ แต่อยากลองวาดอย่างอื่น อยากไปวาดที่ภูเขาคนเดียววะ” นี่คือความฝันที่ซีฝันเอาไว้ว่าสักวันซีอยากที่จะไปไหนมาไหนคนเดียวโดยมีเพียงแค่กระดาษกับดินสอเท่านั้น


   “ จะติสไปไหมมึง” กันต์มองหน้าซีขณะที่เขายัดขนมเข้าปากด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับสิ่งที่ซีคิดสักเท่าไหร่ และอีกอย่างเขาก็รู้ด้วยว่าพี่ชายของซีไม่มีทางยอมให้ซีได้ไปไหนมาไหนคนเดียว โดยเฉพาะที่ที่ไกลๆขนาดนั้นความหวังของซีถึงกับเป็นศูนย์


   “ อยากไป แต่รอให้โตกว่านี้ก่อนก็แล้วกัน มึงไปกับกูไหมกันต์” เพราซีรู้ว่าพี่ชายและพ่อกับแม่ของซีไม่ยอมแน่ๆถ้าซีจะขอไปที่ไกลๆคนเดียวในช่วงอายุแบบนี้


   “ พี่มึงหวง มึงไม่ได้ไปหรอกไม่ต้องมาชวนกูเลยครับเพื่อน” กันต์ก็พอจะรู้ว่าพี่ชายของซีเป็นคนขี้หวงเอามากๆ ขนาดตอนแรกที่เขาเป็นเพื่อนกับซีพี่ชายทั้งสองยังตามมาหาเขาถึงบ้านเพื่อดูว่าบ้านและครอบครัวของกันต์เป็นอย่างไร จะเสี่ยงพาน้องชายของเขาเสียคนไหม


   “ จะหนีออกจากบ้าน”


   “ มึงหยุดความคิดเลยไอ้ซี” กันต์ชี้หน้าซีทันทีที่ซีพูดออกมาแบบนั้น



Cee’s talk


   “ กลับบ้านก่อนนะ” ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนผมออกมานั่งรอพี่คินที่ม้านั่งโรงเรียนส่วนไอ้กันต์ก็แยกจากผมหลังจากที่มันเดินมาส่งที่ป้ายเพราะทุกเย็นไอ้กันต์มันต้องไปซ้อมบาสและไปเรียนพิเศษ ทำให้ตอนนี้ผมมานั่งรอพี่คินอยู่คนเดียวที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน


   “ นั่งด้วยได้ไหม” อยู่ๆก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นทำให้ผมขยับออกเพื่อให้เธอได้นั่ง


   “ น้องซีใช่ไหม?” จากตอนแรกผมว่าจะไม่สนใจว่าเธอคือใคร แต่ทันทีที่เธอพูดชื่อของผมขึ้น ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมาสนใจทันที


   “ ครับ” ผู้หญิงคนนี้ดูจากชุดนักเรียนแล้วน่าจะเป็นรุ่นพี่มอปลาย ใบหน้าของเธอออกไปทางหมวยทำให้ทุกอย่างดูน่ารักไปหมด และแก้มที่แดงออกชมพูก็เสริมให้เธอดูหน้ามองเข้าไปใหญ่


   “ พี่ขอเบอร์ได้ไหม?” อยู่ๆเธอก็ยื่นโทรศัพท์มาตรงหน้าผมด้วยท่าทางเขินอาย


   “ ผมไม่รู้จักพี่มาก่อนนะครับ” ผมขยับถอยหลังออกไปอีก แต่เธอกลับขยับเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆจนไม่มีทีให้ผมขยับหนีไปไหนได้ เธอจึงใช้จังหวะนี้จู่โจมเข้ามาที่ผมทันทีด้วยท่าทางที่น่ากลัว...ผมไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนในชีวิต เป็นผู้หญิงก็ควรจะระวังตัวไม่ใช่หรอครับ? แต่เธอกลับเข้ามาหาผมอย่างไม่ระวังตัวอะไรเลย ถ้าผมทำไม่ดีไม่ร้ายเธอขึ้นมาเธอจะทำอย่างไร


   “ ก็จะได้รู้จักกันไง” ผมลอบกลืนน้ำลายลงคอทันทีเมื่อเธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ จนผมต้องเป็นฝ่ายหันหนีออกไปอีกทาง เพราะกลัวใจของตัวเองที่จะทนไม่ไหว ผมก็ผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกัน ยิ่งมีผู้หญิงน่ารักๆอย่างพี่คนนี้เข้ามามีหรอว่าผมจะไม่รู้สึกอะไร


   “ เอ่อ...” ไม่รู้ซิครับ ไม่เคยมีใครมาขอเบอร์ผมตรงๆแต่ผมไม่ชอบบรรยากาศที่น่าขนลุกแบบนี้เลย ผมภาวนาให้พี่คินมารับผมเร็วๆก็พอ แต่ดูเหมือนว่าสวรรค์ยังเห็นใจผมอยู่บ้างเพราะไม่นานรถของพี่คินก็มาจอดเทียบท่าทันที จังหวะนั้นผมรีบลุกและวิ่งเข้าไปข้างในรถของพี่คินโดยที่รถยังจอดไม่สนิท


   “ รีบอะไรอ้วน” พี่คินหันหน้ามาถามเมื่อเขาเห็นว่าผมมีท่าทีร้อนรน ผมโคตรไม่ชอบพี่คินเลยเวลาที่เรียกผมว่าอ้วนทั้งที่ตอนนี้ผมไม่ได้อ้วนเหมือนตอนเด็กๆแล้ว แก้มผมก็ไม่มีมีแต่สันกรามเท่ๆเท่านั้น


   “ เขามาเบอร์ผม”


   “ ใคร?” คินถามเสียงเข้มเมื่อน้องชายของเขาพูดออกมา คินถอดแว่นกันแดดออกก่อนที่จะใช้สายตามองซีเพื่อจับพิรุธ “ ไม่ใช่ว่าไปอ่อยเขาก่อนหรอ? ผู้หญิงสวยสะด้วย” คินรู้ก็เพราะว่าเขามองออกไปยังนอกหน้าต่างรถก็เห็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักมองมาที่รถของเขาอยู่


   “ แต่ผมไม่ได้ชอบ”


   “ ไม่ได้ว่าอะไรหนิ” และพี่คินก็ขับรถออกไป ทิ้งให้ผมนั่งหน้าบึ้งอยู่บนรถอย่างนั้นโดยที่เขาฮัมเพลงอย่างมีความสุขตลอดทั้งทาง


   “ แต่ก็อยากจะบอกอีกครั้งว่าอย่าพึ่งมีแฟน” คำๆนี้เป็นคำที่ผมได้ยินมาตั้งแต่ผมเข้ามอหนึ่งเป็นคำพูดติดปากที่พี่คินชอบย้ำกับผม แทนที่จะบอกว่าให้ผมตั้งใจเรียนเหมือนที่พี่เซนชอบพูดทำให้ช่วงนี้ผมสนิทกับพี่เซนมากกว่าถึงแม้ว่าเขาจะยุ่ง เพราะตอนนี้พี่เซนใกล้จบแล้วอยู่ในช่วง Extern พี่เซนเคยเล่าว่าอาจารย์เคยให้พี่เซนลงมือทำคลอดเมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก ผมชอบฟังพี่เซนเล่าเรื่องชีวิตของเขาในช่วงที่เรียนแพทย์ตลอดระยะเวลาหกปีของเขาแต่สิงที่หน้าแปลกคือพี่เซนไม่เคยเล่าเรื่องความรักเลย ผมว่ามันดีที่สุดเพราะผมจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าพี่เซนจะทิ้งผมไป ซึ่งต่างพี่คินทุกอย่าง....ผมกับเขาเริ่มที่จะตีตัวออกห่างจากกันไม่รู้ว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็เป็นแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรพี่คินก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่งของผมเสมอแม้ว่าเขาจะคิดว่าอันดับของเขาตกลงไปแล้วก็ตาม


   “ ถ้าเครียดๆก็จะลองมี” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมพูดออกมาแบบนั้น สงสัยจะเป็นช่วงวัยที่ผมกำลังต่อต้านผู้ปกครองแหละมั้ง


   “ อย่าให้รู้” พี่คินพูดเสียงรอดไรฟันออกมาเป็นเชิงขู่และผมก็รู้ด้วยว่าคนอย่างพี่คินไม่ได้ขู่เล่นๆแน่นอน แต่ทำไงได้ตอนนี้เลือดวัยรุ่นมันร้อนแรงซะเหลือเกินจนผมอดใจไม่ไหวที่จะเถียงหรือพูดท้าทายพี่คินออกมา


   “ แสดงว่าแอบได้?”


   “ ซี” เวลาที่พี่คินเรียกชื่อผมนั่นแปลว่าเขากำลังจะโมโหหรือต้องการที่จะดุผมจริงๆ ทำไงได้เด็กอยากลองของก็ต้องใจกล้าและท้าต่อไปอย่าไปกลัวกับอะไรที่ยังมาไม่ถึง


   “ ไม่เคยเรียกชื่อผม?”


   “ อย่าให้หมดความอดทนนะ” ครั้งนี้เสียงของพี่คินเริ่มต่ำลงกว่าเดิม


   “ ครั้งนี้จะยอมก็แล้วกัน” ผมยักไหล่ให้พี่คินอย่างไม่สนใจก่อนที่จะหันกลับมานั่งเล่นโทรศัพท์ตอบแชทของกันต์ที่ทักมา ถึงแม้ว่าอยู่โรงเรียนผมกับกันต์จะตัวติดกันแล้วกลับมาบ้านผมก็ต้องคุยกับมันต่อ เพราะกันมันขี้เหงาไม่ยอมมีแฟนสักทีลำบากเพื่อนอย่างผมทุกรอบจริงๆครับ มันชอบมาขัดขวางเวลาวาดรูปของผม


   “ พี่เซนกลับบ้านไหม” ผมหันไปถามพี่คินทันทีหลังจากคิดได้ว่าปกติทุกวันศุกร์ก่อนที่พี่คินจะมารับผมเขาจะรับพี่เซนจากหอมาด้วย แต่วันนี้ผมลืมสังเกตไปว่าพี่เซนไม่ได้มาด้วยเหมือนอย่างทุกที


   “ แล้วเห็นว่าอยู่บนรถปะละ” ผมว่าผมยอมแพ้ไปแล้วนะแต่เหมือนว่ามีคนที่กำลังจะเริ่มมันขึ้นมาอีกครั้ง


   “ ผมถามดีๆปะพี่คิน?”


   “ ขึ้นเสียงกับใคร?!”


   “ แล้วซีคุยกับใครอยู่ก็คนนั้น พี่คินไม่น่าจะถามอะไรซ้ำๆ”


   “ ซี!!” เหมือนพี่คินจะดูโมโหมากกว่าเดิมหลังจากที่ผมเถียงเขาออกไป นิสัยไม่ดีเลยวะไอ้ซี! มึงทำให้พี่ชายมึงโมโหแล้วไม่เห็นรึไง


   “ ....” ผมหันหน้าออกไปมองนอกรถแทนเพราะกลัวว่าจะเผลอปากไปพูดอะไรไม่ดีให้พี่คินหงุดหงิด


   “ อยู่บ้านคนเดียวไปแล้วกัน”


   “ ก็อยู่คนเดียวมาจนชิน..” ผมไม่รู้ว่าพี่คินมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อผมพูดออกไปแบบนั้น อย่างที่ผมเคยบอกยิ่งทุกคนโตขึ้นก็มีเป้าหมายและทางที่เลือกเดิน ไม่มีใครที่อยากจะมาจมปักกับน้องชายอย่างผมหรอกครับ แต่ผมก็ไม่เหงานะผมยังมีพ่อกับแม่และพี่กระต่ายที่อยู่เล่นกับผม แม้ว่าตอนนี้พ่อกับแม่จะเริ่มอายุมากแล้วก็ตาม


   “ ....” ทั้งผมและพี่คินเราก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งมาถึงบ้านผมก็รีบลงจากรถและปิดประตูรถเสียงดัง จนได้ยินเสียงพี่ซีตะโกนว่ามาตามหลัง แล้วไงใครสนใจกันรถพี่คินไม่ใช่รถผม


   ทันทีที่ผมเข้ามาในบ้านผมก็เห็นว่าเป็นคนที่ผมพึ่งถามหาออกไป พี่เซนนั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นเมื่อเห็นว่าผมเข้ามาในบ้านเขาก็ลุกขึ้นก่อนจะอ้าแขนให้ผมพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
พรึบ!


   “ คิดถึงที่สุดเลย” ผมพุ่งตัวเข้าไปกอดพี่เซนอย่างเต็มแรงก่อนที่จะซุกหน้าลงบนอกของพี่เซนเหมือนตอนเด็กๆ ทั้งที่ตอนนี้ผมอายุสิบห้าขึ้นสิบหกแถมยังตัวสูงตั้งร้อยเจ็ดสิบกว่าก็ตาม แต่ถึงอย่างไรก็เตี้ยกว่าพี่คินและพี่เซน


   “ ขี้อ้อน จะเอาอะไรไหนพูด” เมื่อผมกอดพี่เซนจนพอใจแล้วพี่เซนก็ดึงตัวผมให้มานั่งบนโซฟาข้างๆเขา

 
   “ อยากให้พี่เซนกลับมาอยู่บ้าน ตลอดไป..” ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมพูดออกไปเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งพี่เซนเรียนจบเขาก็จะยิ่งหางจากบ้านไปที่ไกลๆเพื่อไปใช้ทุนสองปี แล้วที่นี้ผมก็จะต้องมาอยู่กับพี่คินสองคน...


   “ อีกไม่กี่ปีเอง” เมื่อพี่เซนเห็นว่าแววตาของผมเศร้าลงเขาก็ดึงตัวผมเข้ามาพิงไหล่ของเขาเอาไว้ ผู้ชายอย่างพี่เซนคือผู้ชายที่อบอุ่นที่สุด ใครที่ได้พี่เซนเป็นแฟนต้องโชคดีแน่ๆแต่ที่รู้ๆพี่เซนจะมีแฟนไม่ได้ผมหวง!


   “ เด็กนิสัยเสีย” คินที่เข้ามาในบ้านก็พูดขึ้นเสียงดังจนทำให้ซีที่นั่งคุยกับเซนอยู่หันไปมองด้วยความไม่พอใจ


   “ ทะเลาะอะไรกันอีก” เป็นเซนที่ถามขึ้นมา เขาสังเกตมาได้สักพักใหญ่ๆแล้วว่าคินกับซีชอบทะเลาะกันมากกว่าเดิม บางครั้งก็ทะเลาะกันจริงจังโดยที่ไม่พูดคุยกันมาเป็นเดือนทำให้เขาต้องเป็นฝ่ายเข้าไปเคลียร์ เรียกได้ว่าเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อพิพาทของทั้งคู่


   “ เด็กมันโตแล้วก็เถียง ไม่เคยเห็นหัวว่าใครเป็นเด็กใครเป็นผู้ใหญ่” คินเดินเข้ามาที่ห้องรับแขกพร้อมกับใช้สายตามองไปที่ซีที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้


   “ ผู้ใหญ่อย่างพี่คินอะนะ?”


   “ อย่างพี่มันทำไมวะ?” คินเองก็เริ่มที่จะโมโหขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นแววตาท้าทายและไม่เกรงกลัวของซีที่มองเขาตอนนี้
   “ ไม่มีเหตุผลไง ชอบคิดว่าตัวเองถูกเสมอ” พี่คินก็ชอบคิดว่าความคิดของตัวเองถูกที่สุดใครจะพูดอย่างไงเขาก็ไม่ฟังถ้าเขาคิดและตัดสินใจไปแล้ว ทั้งๆที่บางครั้งสิ่งที่พี่คินคิดก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกเสมอไป


   “ ซี” พี่เซนดึงตัวผมเข้าไปชิดเขามากกว่าเดิม


   “ ถ้าให้ซีเลือกได้ ซีก็อยากอยู่กับพี่เซนมากกว่าพี่คิน!” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมพูดแบบนั้นออกไปทั้งๆที่จริงผมไม่ได้หมายความตามที่ผมพูด เพียงแค่ผมอยากจะประชดพี่คินเท่านั้นเอง


   “ พี่ก็ไม่อยากอยู่กับซีนักหรอก เด็กนิสัยเสีย!” พี่คินพูดจบก็เดินหน้าบึ้งขึ้นไปบนห้องทันที พี่คินบอกว่าเขาไม่อยากอยู่กับผมอย่างนั้นหรอ? ก็ใช่ซิผมไม่ใช่พี่วิวแฟนแสนรักของเขาหนิ เหอะ!


   “ ทะเลาะกันบ่อยไปไหม” เมื่อเห็นว่าพี่คินเดินพ้นห้องไปแล้วพี่เซนก็ถามผมขึ้นมา


   “ ซีไม่ได้เริ่ม” ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้ใครเป็นคนเริ่มจริงๆ แต่ผมก็จะไม่โทษตัวเองเด็ดขาดว่าเป็นความผิดของผม
   “ ซีต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้มากกว่านี้ พี่คินห่างกับซีเป็นสิบปีนะ”


   “ แต่...พี่คินเขาไม่ได้รักซีเหมือนเมื่อก่อน ซีไม่แคร์พี่คิน” ผมถือโอกาสซบลงบนไหล่ของพี่เซน “ ตั้งแต่ตอนนั้นที่พี่คินไม่สนใจซี ซีก็คิดว่าพี่รักคนอื่นมากกว่าซีไปแล้ว”


   “ ถ้าซีจะหมายถึงพี่วิวพี่ว่าซีเข้าใจผิดนะ” อยู่ๆพี่เซนก็พูดขึ้นทำให้ผมรีบเงยหน้าขึ้นมามองเขา “ พี่วิวกับซีพี่คินเขารักคนละแบบ”


   “ แบบไหน?”


   “ รักแบบคนรักกับรักแบบน้องชาย” ทำไมผมรู้สึกว่าผมไม่ได้รักหรือรู้สึกกับพี่คินแบบพี่ชายเหมือนที่รู้สึกกับพี่เซนกันนะ เพราะผมก็รู้มาตลอดว่าพี่คินไม่ใช่พี่ชายแท้ๆของผม ผมรู้เรื่องนี้มาโดยตลอดและแน่นอนว่าผมเลือกที่จะเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ให้ลึกที่สุด ผมรู้ว่าผมผิดที่ไปรักพี่คินคนที่ผมไม่มีสิทธิ์และมันก็ไม่ถูกเพราะพี่คินได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายแม้จะไม่แท้แต่ตามกฎหมายคือใช่  ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับ มันอาจจะเกิดจากความผูกพันหรือการดูแลของพี่คินที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น แต่หวังอย่างเดียวว่าสักวันผมจะเลิกชอบพี่คินให้ได้ แม้ว่าผมจะต้องหายไปจากครอบครัวนี้ก็ตาม.. ความรู้สึกของผมจะต้องไม่มีใครได้รับรู้


   “ ซีไปทำการบ้านก่อนนะ” ผมหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ก่อนจะลุกออกมาจากโซฟา ผมแค่ต้องการขอเวลาสักพักเวลาที่จะได้อยู่กับตัวเองและทบทวนความรู้สึกบ้าๆแบบนี้


   ผมเดินผ่านหน้าห้องของพี่เซนก่อนจะลอบถอนหายใจออกมา ตั้งแต่ครั้งนั้นผมก็ไม่กล้าเข้าไปห้องของพี่เซนอีกเลย
แอดดด


   ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องอย่างช้าๆก่อนที่จะโยนกระเป๋าเป้ลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้า และรู้สึกเบื่อหน่ายช่วงนี้ผมรู้สึกไม่มีแรงจูงใจในการใช้ชีวิตสักเท่าไหร่ ยิ่งเรื่องเรียนก็ยิ่งติดลบหรือผมจะไปขอพ่อกับแม่เลิกเรียนดี เรียนไปก็เปลืองเงินพวกท่านเปล่าๆ


ปึง!


   ผมสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่ออยู่ๆประตูห้องน้ำในห้องก็ถูกเปิดออกเสียงดัง ทำให้ผมหันไปมองก่อนจะเห็นว่าเป็นพี่คินที่เดินพันผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจากห้องน้ำ เมื่อเขาเห็นว่าผมอยู่ในห้องเขาก็ทำหน้าเมินเฉยเหมือนว่าห้องนี้เป็นห้องนอนของเขา
   “ พี่คินเข้ามาทำไมห้องผม” ผมนั่งลงบนเตียงมองพี่คินด้วยไม่พอใจ


   “ ห้องน้ำที่ห้องเสีย”


   “ เสีย?” ผมไม่เห็นเคยได้ยินคำว่าห้องน้ำที่ห้องเสียเลย อะไรของพี่เขาวะ


   “ ที่ห้องมีไดร์เป่าผมไหม” เหมือนพี่คินจะลืมไปว่าเราพึ่งจะทะเลาะกันไปเมื่อสักพัก แต่เขาดูทำท่าเหมือนว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้


   “ พี่กลับห้องพี่ไปเถอะ ขี้เกียจทะเลาะวะ” ผมพูดจริงๆนะยิ่งพี่คินทำแบบนี้ผมก็จะยิ่งต่อต้านเขาเรื่อยๆ อายุห่างกับผมเป็นสิบปีแต่การกระทำไม่ต่างจากเด็กอย่างผมเลย เห็นแล้วรู้สึกเหนื่อยใจ


   “ ก็ยังไม่ได้หาเรื่องไหม? ทำไมต้องหงุดหงิดวะ” พี่คินเดินมายืนข้างหน้าผม ผมจึงเงยหน้าขึ้นไปสบตาเขา


   “ ก็เพราะพี่ไง พี่แม่งโคตรหน้าหงุดหงิดเลยวะ!” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมขึ้นเสียใส่พี่คินอีกครั้ง แต่เหมือนว่าครั้งนี้ความอดทนของพี่คินจะหมดลง หน้าของพี่คินเริ่มเปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบไม่แสดงความรู้สึกอะไรจนผมรู้สึกกลัว โดยเฉพาะสายตาที่เขาใช้มองผม


   “ ถามจริงๆนะ ไม่พอใจอะไรพี่”


   “ .....” ผมเลือกที่จะเงียบและไม่ตอบอะไรพี่คินออกมา


   “ ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ พี่ดูแลเราทุกอย่างทำเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่สิ่งที่เราตอบแทนมันไม่ใช่อะซี ซีเปลี่ยนไป” พี่คินมองหน้าผมด้วยสายตาผิดหวัง “ ซีคนที่น่ารักของพี่หายไปไหนแล้ว”


   “ หายไปไหนหรอ? หายไปตั้งแต่ที่พี่เลือกที่จะทิ้งผม” พี่คินทำหน้าเหมือนว่าเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูด “ พี่คินทำให้ผมรู้สึกว่าพี่คินรักผมน้อยลง”


   “ ทำไมถึงคิดอย่างนั้น” พี่คินถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง


   “ พี่คินรักพี่วิว...” ในที่สุดผมก็พูดในสิ่งที่มันค้างคาใจของผมอยู่นานออกไป ผมหวงพี่คินไม่ใช่แค่พี่คินผมหวงพี่เซนด้วยผมกลัวว่าผมจะถูกทิ้งถ้าพี่ทั้งสองมีแฟน..


   “ มันคนละอย่างนะซี” พี่คินถอนหายใจทันทีเมื่อผมพูดออกมาแบบนั้นก่อนที่เขาจะย่อตัวลงตรงด้านหน้าผมก่อนที่เขาจะใช้มือช้อนคางผมขึ้นมาเพื่อห็ผมสบตาเขาตรงๆ


   “ พี่รักซีมากกว่าชีวิตของพี่ แต่ในฐานะน้องชาย” รักผมมากกว่าชีวิตของเขาแต่ในฐานะน้องชายอย่างนั้นหรอ? “แต่พี่รักวิวในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ผู้ชายอย่างพี่จะรักเธอได้ อยากที่จะสร้างครอบครัวไปด้วยกัน” ผมเกลียดแววตาของพี่คินที่ดูมีความสุขเวลาที่เขาพูดถึงผู้หญิงคนนั้น


   “ ถ้าวันหนึ่งพี่แต่งงานไป..พี่ก็จะทิ้งผม” ผมพยายามกลืนก้อนอะไรบางอย่างให้ลงคอไปก่อนที่จะกลั้นใจพูดออกมา


   “ ไม่มีทางพี่จะไม่ทิ้งซี ซีเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของพี่คินเลยนะ”


   “ หรอครับ?”


   “ เลิกแทนตัวเองว่าผมได้ไหมครับ แทนตัวเองว่าซีเหมือนเดิม เหมือนที่ซีพูดกับเซน ทำให้พี่คินได้ไหมซี ได้ไหมที่พี่ขอ” ด้วยน้ำเสียงและแวตาของพี่คินทำให้ผมตอบตกลงไปอย่างนั้น


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-03-2019 17:22:50 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2

บทที่ 4

โกหก





Akin’s talk





              ผมนั่งมองซีที่ตอนนี้ซีหลับไปแล้วหลังจากที่ผมเคลียร์กับน้องตรงๆว่าน้องเป็นอะไรทำไมถึงออกห่างและหาเรื่องทะเลาะกับผมอยู่เรื่อย จนผมรู้คำตอบว่าน้องรักและไม่อยากให้ผมมีแฟน ผมรู้ว่าน้องรู้สึกกับวิวไม่ดีตั้งแต่แรกเพราะวิวเองก็ค่อนข้างที่จะเจ้ากี้เจ้าการในหลายๆเรื่องที่เธอคิดว่าถูกต้อง ซึ่งผมมองว่ามันเป็นข้อดีของเธอมากกว่าข้อเสีย ซึ่งเรื่องนี้ซีเองที่ไม่โอเค ผมเลยพยายามไม่พาวิวมาเจอกับซีตั้งแต่ตอนนั้นเพราะผมไม่อยากให้ผู้หญิงที่ผมรักและน้องชายที่ผมรักเท่าชีวิตต้องมาทะเลาะกันในเรื่องที่เข้ากันไม่ได้ อีกอย่างช่วงนี้ซีกำลังเข้าสู่วัยรุ่นทำให้ซีค่อนข้างที่จะหัวแข็งพูดอะไรก็ไม่ยอมฟังจนบางครั้งผมนึกโทษตัวเองที่ตามใจซีมาตั้งแต่เด็ก ผมคิดว่าถ้าซีอายุมากขึ้นกว่านี้ซีก็คงจะคิดได้ ถ้ามันไม่ได้ร้ายแรงผมก็จะให้นิสัยนี้ของซีเปลี่ยนไปตามกาลเวลาอย่างธรรมชาติ แต่ถ้าบางทีการกระทำของซีเองที่บ่งบอกว่าไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองได้ ถ้าถึงเวลานั้นผมจะใช้วิธีของผมในการจัดการซีเอง





              ผมส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กแสบที่สิ้นฤทธิ์หลังจากที่ผมอาสาเล่านิทานให้ซีฟังเหมือนตอนที่น้องยังเด็กแม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่เวลากลางคืนแต่ซีก็เลือกที่จะทำตามที่ผมขอ ผมอยากให้เวลาเหมือนเมื่อก่อนทำให้ช่องว่างของเราขยับเข้าหากันมากขึ้น ผมใช้จังหวะที่ซีหลับลุกขึ้นมารื้อของน้องผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำค่อนข้างที่จะลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวน้องมากไป แต่ในฐานะพี่ชายที่เป็นห่วงและหวังดีก็อยากที่จะรู้ว่าน้องของผมสนใจในสิ่งไหนอยู่บ้าง





              ห้องนอนของซีเป็นสีขาวสนิทโดยที่ตามกำแพงห้องของซีเต็มไปกระดาษที่น้องวาดเสร็จ บางรูปก็เป็นหน้าคนบางรูปก็เป็นรูปวิวทิวทัศน์และบางรูปก็เป็นรูปอะไรที่ผมก็ไม่สามารถที่จะเดาออกได้ เด็กคนนี้นอกจากโลกส่วนตัวจะสูงแล้วความคิดสร้างสรรค์ของซีก็ค่อนข้างที่จะดีทีเดียว ผมเหลือบสายตาไปเห็นกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ที่ถูกซ้อนเอาไว้ใต้กรอบรูปครอบครัวทำให้ผมถือวิสาสะหยิบรูปนั้นออกมาดู ทันทีที่ผมเห็นผมค่อนข้างที่จะประหลาดใจเพราะรูปนั้นเป็นรูปของผมผมมั่นใจว่ารูปนี้เป็นรูปของผมแน่ๆ แต่ทำไมซีไม่เคยเอามาให้ผมดูเลยเพราะตัวเลขวันที่ที่ซีเขียนเอาไว้บ่งบอกว่ารูปนี้ซีวาดมานานมากแล้ว ถ้าผมจำไม่ผิดรูปนี้น่าจะวาดก่อนรูปของไอ้เซนที่มันเคยเอามาโชว์ผมในตอนนั้น อย่าบอกนะว่า..รูปนี้เป็นรูปแรกที่ซีวาด ผมไม่รู้ซิครับว่าความรู้สึกดีใจและตื้นตันอย่างนี้มันหมายความว่าอย่างไร ผมคิดว่าตลอดว่าซีน่าจะเกลียดและลดอันดับของผมไปจากเดิม แต่รูปนี้เป็นตัวยืนยันได้ว่าผมยังคงเป็นอันดับหนึ่งในใจของซีมาโดยตลอด แม้ว่าการกระทำของซีจะดูตรงกันข้ามก็ตาม ไม่ให้ผมรักน้องชายคนนี้ได้อย่างไร ผมเคยคิดนะ ไม่ซิ ผมคิดอยู่ตลอดว่าถ้าผมมีลูกชายผมอยากได้ลูกชายแบบซี





              “ พี่ขอนะอ้วน” ผมไม่รู้ว่าซีที่หลับอยู่ตอนนี้จะได้ยินในสิ่งที่ผมพูดหรือเปล่า แต่อย่างไงรูปนี้ก็เป็นรูปผมผมมีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของ เพราะรูปนี้เป็นรูปที่มีค่าสำหรับผมมากที่สุด





              ผมเดินอารมณ์ดีออกมาจากห้องของซีพร้อมกับรูป รูปนี้ผมจะเอาไปใส่กรอบและแขวนไว้ที่ห้องนอนของผม ถ้ามันสามารถแยกร่างได้หลายๆรูปผมคงเอาติดตัวผมไว้หลายๆรูปแน่นอน





              “ อารมณ์ดีนะมึง” ยังไม่ทันที่ผมจะเดินเข้าห้องไอ้เซนที่มันพึ่งเดินขึ้นบันไดมาก็เอ่ยทักผมขึ้น





              “ แน่นอน” ผมไม่ได้บอกว่ารูปนี้ซีวาดให้ผมก่อนมันเพราะกลัวมันจะแอบผิดหวังเลยซ้อนรูปไว้ด้านหลัง ส่วนไอ้เซนก็ไม่ได้สนใจอะไรผมมากนัก ก่อนที่มันจะจับลูกบิดเพื่อเข้าไปในห้องนอนของซี ผมจึงเอ่ยห้ามมันเอาไว้ก่อน





              “ น้องหลับอย่าเข้าไปกวน” ไอ้เซนหันหน้ามามองหน้าผมด้วยสายตางงๆ





              “ จะเข้าไปดู”





              “ มึงจะไปดูอะไรน้องหลับก็หลับไง” ไอ้เซนก็อีกคนยิ่งโตก็ยิ่งต่อต้านยิ่งปากดีจนบางครั้งผมอยากจะชวนมันไปต่อยหลังบ้านจะได้จบๆ แต่พอมาคิดดูแล้วไอ้เซนแม่งก็ตัวใหญ่พอๆกับผมถ้ามันต่อยผมจริงๆผมนี่แหละที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ความคิดนี้ของผมจึงยุติลงเงียบๆในความคิด





              “ เออๆ หวงฉิบหาย” ไอ้เซนละมืออกจากลูกบิดห้องก่อนที่มันจะเดินเข้าไปในห้องของตัวเอง เมื่อผมแน่ใจแล้วว่าไอ้เซนเข้าไปในห้องแล้ว ผมจึงเดินเข้ามาในห้องของตัวเองเพื่อเอารูปมาวางไว้ที่โต๊ะเดี๋ยวผมจะสั่งกรอบรูปสวยๆมาใส่ไว้ให้ได้ ยังไม่ทันที่ผมจะกดสั่งโทรศัพท์ของผมก็สั่นขึ้นบ่งบอกว่ามีคนโทรมา แน่นอนว่าคนนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากวิวแฟนที่ผมรักมากที่สุด





              “ ครับวิว” ผมยิ้มทันทีที่กดรับวีดีโอคอลจากปลายสาย ตอนนี้เหมือนวิวพึ่งกลับจากที่ทำงานเพราะสภาพของซีดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความเครียด





              ( เหนื่อยจังคิน วิวอยากลาออก) วิวบ่นกับผมมาได้สักพักแล้วว่างานที่ซีทำอยู่นั้นซีไม่ค่อยชอบเพราะต้องเป็นหัวหน้าคนงานที่เป็นผู้ชาย วิวเรียนจบวิศวะฯ วิวอยู่สาขาโยธาทำให้เธอต้องคลุกคลีกับคนงานผู้ชายเป็นสะส่วนมาก ถามว่าหวงไหมก็หวงนะแต่มันเป็นงานผมจะทำอย่างไรได้ละครับ ได้แต่ทำใจ





              “ อดทนซิครับ คินรู้ว่าวิวของคินเก่งอยู่แล้ว” ผมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงพร้อมกับคุยกับวิวไปด้วย





              ( คินไม่มาหาวิวหรอ?) ซีทำหน้าออดอ้อนทันทีที่พูดเรื่องนี้





              “ คินพึ่งไปรับซีมาว่าจะอยู่กับซีก่อนนะ” ถ้าผมออกไปตอนนี้แล้วซีรู้ผมว่าไอ้เรื่องที่คืนดีกันเมื่อสักพักนี้ได้จบลงแน่ๆ ช่วงนี้ต้องเอาใจน้องชายหน่อย





              ( แสดงว่าดีกันแล้วหรอคะ?) วิวรู้ความสัมพันธ์ของซีกับซีมาตลอดเพราะส่วนหนึ่งวิวดูออกเอง และอีกส่วนผมก็บอกซีตรงๆ วิวก็แอบเครียดเพราะกลัวจะเข้ากับน้องชายอย่างซีไม่ได้หากวันหนึ่งเราต้องแต่งงานกัน แต่ผมก็ได้แต่ปลอบใจว่าซียังเด็กยังไม่รู้เรื่องถ้าซีโตแล้วซีจะคิดได้แน่ๆ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็แอบหวั่นๆว่าซีอาจจะคิดไม่ได้





              “ ครับ เมื่อกี้เลย” ผมไม่รู้ว่าผมแสดงสีหน้าอย่างไรออกไป แต่วิวกลับยิ้มออกมาให้ผมทันที





              ( ดูคินมีความสุขนะเนี่ย ดีใจด้วยน้า) จะมีแฟนที่ไหนจะเข้าใจผมได้ขนาดนี้ละครับ





              “ แน่นอน น้องชายคืนดีกับคิน ดูซิคินไปเจออะไรมา” ผมไม่รู้ว่าตัวเองดีใจแค่ไหน แต่ถึงกลับเดินพาวิวที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มาดูรูปที่ซีวาดให้ ผมว่าผมก็น่าจะอาการหนักพอควรแล้วแหละครับ





              ( ฝีมือซีดีมากเลยค่ะ) วิวชมออกมาทันทีที่ผมโชว์ให้ซีดู





              “ คนแรกเลยนะ ชนะไอ้เซน” ผมพึ่งรู้ตัวว่าผมก็ขี้อวดเหมือนกัน





              ( อ่อ คินคะ เสาร์นี้ลองพาซีมาเจอวิวอีกครั้งได้ไหมคะ) ผมทำหน้างงทันทีที่วิวพูดออกมาแบบนั้นทั้งๆที่ผมพยายามจะเลี่ยงไม่ให้ทั้งคู่เจอกันมาโดยตลอด





              “ คินว่า...” ผมวางรูปลงบนโต๊ะทันทีก่อนที่จะเดินกลับมานอนบนเตียงเหมือนเดิม





              ( ว่านกลับมาจากอังกฤษอายุเอ่อ..น่าจะเท่าซีนะพามาเจอกันดีไหมเพื่อว่าทั้งคู่จะเป็นเพื่อนกันได้) ผมนึกถึงเด็กผู้ชายหน้าหยิ่งๆทันที เพราะช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เจอน้องชายของวิวเลยตั้งแต่ที่น้องของวิวไปเรียนที่อังกฤษ





              “ จะดีหรอวิว” ผมก็ยังคงลังเลกลัวว่าซีจะไม่พอใจแน่ๆถ้าเป็นแบบนั้น





              ( คินเชื่อใจวิวนะ) เอาเป็นว่าผมจะลองดูก็แล้วกัน แต่การที่ผมจะหลอกซีให้มาได้ก็คงต้องคิดแผนสักหน่อย ตัวช่วยที่ดีที่สุดที่ผมคิดได้ตอนนี้ก็คือไอ้เซน เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็ขอวางสายตาวิวก่อนจะตรงเข้าไปหาไอ้เซนที่อยู่ในห้องของมัน โดยที่ผมบุกเข้าไปโดยที่ไม่ได้เคาะประตู ทำให้ไอ้เซนที่นอนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนเตียงสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ





              “ เคาะประตูเป็นไหมพี่?” ไอ้เซนวางหนังสือการ์ตูลงก่อนที่จะส่งสีหน้าไม่พอใจมาให้ผม แล้วไงผมจะทำเป็นไม่เห็นสีหน้าของมันก็แล้วกัน





              “ พรุ่งนี้กูจะพาซีไปเจอวิวอีกครั้ง”





              “ มึงกำลังจะพาซีไปตายนะรู้ไหม” สีหน้าของเซนเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใครว่าผมหวงซีแล้วไอ้เซนก็ไม่ต่างจากผมเหมือนกัน





              “ ไม่ขนาดนั้นนะมึง” ผมก็เริ่มที่จะไม่แน่ใจ





              “ มึงก็รู้ว่าน้องไม่อยากให้มึงมีแฟน ยิ่งมึงทำอย่างนั้นน้องมันก็จะยิ่งออกห่างจากมึงเพราะน้องคิดว่ามึงไม่รักน้องแล้ว” เพราะเรื่องนี้ซีเป็นคนบอกเซนเอง





              “ แต่มึงจะให้กูเลี่ยงถึงเมื่อไหร่วะ อย่างไงถ้ากูแต่งงานไปก็ต้องเจอกันอยู่ดีไม่ช้าก็เร็ว”




              “ อันนี้มึงจริงจังกับพี่วิวหรอวะ?”





              “ ถ้าไม่จริงจังแล้วกูจะคบมาถึงขนาดนี้ไหม” ผมยอมรับเลยว่าผมเห็นวิวตอนแรกความรู้สึกของผมมันก็บอกผมเลยว่านี่แหละคือแม่ของลูกผมแน่ๆ จนกระทั่งเราได้เริ่มคบกันตั้งแต่ช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่นจนถึงตอนนี้ที่เราทั้งคู่ต่างเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ความรู้สึกที่ผมมีให้วิวไม่ต่างจากวันแรกที่ผมคบกับซีมันมีแต่จะมากขึ้นทุกๆวัน ผมแน่ใจว่าวิวเองก็รู้สึกเหมือนผมเหมือนกัน





              “ ก็ยินดี” ทำไมผมรู้สึกว่าไอ้เซนมันกำลังประชดผมอยู่นะ





              “ ช่วยกูหน่อยนะเซนน้องรัก” ผมเอื้อมมือไปกอดคอมันแรงๆ “ ทำอย่างไงให้ซียอมไปกับกู”





              “ มีทางเดียวที่ซีจะยอมคือมึงต้องโกหกว่าจะพาซีไปเที่ยวกับมึงสองคน” ทำไมเขารู้สึกว่ามันเหมือนตอนแรกที่เขาเจอกับวิวเขาก็โกหกซีไปแบบนั้น “ แต่ซีจะโกรธมึงนะพี่”





              “ กูก็คิดอย่างนั้น” ผมนั่งใช้ความคิดอยู่นานแต่ผมก็คิดไม่ออก “ มึงไปกับกูดิวะ”





              “ เสียเวลาอ่านหนังสือกูวะ” ไอ้เซนเอามือของผมออกจากคอของมันก่อนที่มันจะทิ้งตัวลงนอนเล่นโทรศัพท์บนเตียงโดยที่ไม่ได้สนใจผมสักนิด





              “ กูยอมมึงหนึ่งอย่างเลย”





พรึบ!





              “ จริงดิพี่?” ไอ้เซนรีบลุกขึ้นมาทันทีที่ผมพูดออกมาอย่างนั้นเพราะผมรู้ว่าไอ้เซนมันต้องการอะไรที่ผมไม่เคยยอมมันเลย “ อาทิตย์หนึ่ง”




              “ เออ”





              “ งั้นไป” เพราะเรื่องที่มันขอร้องผมและเซ้าซี้อยู่นานคือมันอยากขอยืมรถของผมไปขับในช่วงที่มันต้องออกฝึกที่โรงพยาบาลในบางครั้ง แต่ผมก็ไม่อนุญาตเพราะโรงพยาบาลแม่งโคตรใกล้จากหอมันเลยเดินไปก็ยังถึง ผมว่ามันมีจุดประสงค์อื่น





              “ อย่าให้รู้ว่าเอาไปรับสาว” ผมมองตามันก็พอจะรู้แล้วครับว่าเป็นอย่างที่ผมคิด เพราะถ้าไม่งั้นมันจะหลบตาผมอย่างนี้ทำไม





              “ กูจะไปมีสาวที่ไหนวะ ยุ่งจะตาย”





              “ มึงมีหนุ่ม”




              “ ส้นตีนเถอะครับ” ไอ้หมอนี่มันก็หยาบเหมือนกันนะครับไม่รู้ว่าเวลาที่มันรักษาคนไข้สันดานมันจะออกแบบนี้ไหม ขนาดผมเป็นพี่มันนะมันยังพูดแบบนี้เลย “ จะให้กูไปปะ” ถ้ามันไม่ดหนือกว่านะผมว่าผมน่าจะทีบมันกระเด็นไม่ปล่อยให้มันมาลอยหน้าลอยตาแบบนี้หรอกครับ





              “ ถ้าน้องจะโกรธคราวนี้กูจะไม่โดนคนเดียว” ผมพูดอย่างสบายใจหลังจากที่ตกลงกับไอ้เซนเป็นที่เรียบร้อย พรุ่งนี้ก็คงจะปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตก็แล้วกันนะครับทุกคน







PS.ทำไมไม่มีใครรักซี..........

ออฟไลน์ greenapple

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1093
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-5


น้องซีน่ารักก

อ่านรวดเดียวจบ

เพิ่งเห็นเรื่องนี้ค่ะ


 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ ineverlove

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-4
แอบตามอ่านเรื่องนี้อยู่นะคะ
เป็นกำลังใจให้ ซีงอแงจัง แต่คนน่ารักให้อภัย

ปล.คำผิดแทนตัวเอง แทนชื่อบุคคลที่ 1,2 3 ผิดเยอะมากเลยค่ะ ลองกลับไปอ่านแล้วแก้หน่อยนะคะ เวลาอ่านจะได้ลื่นไหลขึ้น นี้อ่านไปงงไป เอ๊ะ ตกลงใครพูดอะไรกับใครพูดถึงใคร. ถ้าปรับตรงนี้อีกนิด เรื่องนี้สนุกมากน่าติดตาม

เราบุ๊คมาร์คเรื่องนี้ไว้แล้วนะ เข้ามา รีเฟรสหน้าจอทุกวันเลย อิอิ

หมั้นไส้ อคิน จัง #เปลี่ยนพระเอกได้มะ 555 ล้อเล้น

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
 
บทที่ 4.2
โกหก




Cee’s talk





              ไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นเพราะอยู่ๆพี่เซนกับพี่คินบอกว่าจะพาผมไปเที่ยวเพราะไหนๆผมก็คืนดีกับพี่คินแล้ว คืนดีหรอ? ผมว่าผมไม่ได้คืนดีอะไรเลยนะมีแต่พี่คินคิดเองเออเองทั้งนั้น แต่เอาเถอะอย่างไงก็ว่างพอดีไปเที่ยวกับพี่ๆหน่อยก็แล้วกัน





              “ ซีกินขนมไหม” ผมเดินลงมาข้างล่างพี่เซนก็ยื่นถุงขนมมาให้ผมอย่างงงๆ เพราะปกติแล้วพี่เซนจะชอบไม่ให้ผมกินขนมที่ใส่ผงชูรสแต่วันนี้พี่เซนกลับเป็นคนเอามาให้ผมเอง ผมว่ามันแปลก แปลก และแปลกมาก แต่ไหนๆก็เอามาให้แล้วผมก็จะกินมันแล้วกัน





              “ พี่คินอะพี่เซน” ผมหันไปถามพี่เซนที่กำลังก้มใส่รองเท้าผ้าใบอยู่





              “ ยังไม่ลงมาตั้งแต่ขึ้นไปอาบน้ำหลังกินข้าว” เพราะตอนนี้ก็เริ่มสายแล้ว ผมนั่งรอพี่คินอีกสักพักพี่คินก็เดินลงมาวันนี้พี่คินแต่งตัวในลุกสบายๆกางเกงสีดำขาสั้นเสื้อยืดสีขาวพร้อมกับหมวกแก็ปสีดำที่ผมซื้อให้ตอนวันเกิดปีที่แล้ว สงสัยพี่คินจะใส่มาเอาใจผมแน่ๆ เมื่อพี่คินเห็นผมเขาก็ยิ้มให้เหมือนเคย





              “ รอนานยังอ้วน?” พี่คินเดินมาด้านหน้าผมก่อนที่เขาจะก้มลงสวมรองเท้าผ้าใบเหมือนที่พี่เซนใส่ วันนี้เราใส่ชุดและรองเท้าเหมือนกันทั้งสามคน เป็นวันที่ผมรู้สึกเหมือนว่าได้กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง..





 

บนรถ





              ผมนั่งหน้ามาคู่กับพี่คินส่วนพี่เซนก็นั่งอยู่ด้านหลังของรถเหมือนเดิม





              “ น่าจะชวนกันต์มาด้วย” เพราะปกติแล้วถ้าผมจะไปไหนมาไหนหรือเที่ยวที่ไหนไม่ว่าจะช่วงวันหยุดหรือช่วงที่ผมไม่มีพี่ทั้งสองคน กันต์คือคนแรกที่ผมคิดถึงเขาเสมอ





              “ ให้กันต์มันได้พักบ้างอ้วน” พี่คินเหลือบสายตามามองผม “ วันนี้เป็นวันครอบครัว เสียดายที่พ่อกับแม่ติดไปประชุมต่างประเทศ ไม่งั้นเราจะได้มาเที่ยวกันทั้งครอบครัว” มันก็จริงอย่างที่พี่คินพูดเพราะเราไม่ได้มาเที่ยวแบบครอบครัวนานแล้ว ถ้าพ่อกับแม่มาผมว่ามันต้องสนุกมากกว่านี้แน่ๆครั้งล่าสุดที่ไปเที่ยวทั้งครอบครัวก็น่าจะเป็นช่วงที่ผมเรียนจบประถม ทั้งครอบครัวไปเที่ยวเกาหลีด้วยกันผมจำได้ว่าเป็นครั้งที่ผมมีความสุขและเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมก็รู้สึกมีความสุขเช่นกัน....





              “ คิดถึงพ่อกับแม่เนอะ” อยู่ๆพี่เซนก็พูดขึ้นมา “อยากให้ท่านอยู่กับพวกเรานานๆจัง”





              “ ทำไมพูดแบบนั้นวะ” ผมเองก็แปลกใจที่อยู่ๆพี่เซนก็พูดออกมาแบบนั้นทั้งๆที่ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะมาพูดอะไรซึ้งๆ





              “ ไม่รู้วะแค่คิดถึง” พี่เซนยักไหล่ให้พี่คินก่อนที่เราทั้งสามคนจะเปลี่ยนเรื่องสนทนากันจนกระทั่งถึงที่หมายที่มาในวันนี้คือสวนสนุกนั่นเอง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาสวนสนุก..





              “ เป็นครั้งแรกของซีเลยนะ” ทันทีที่ลงจากรถผมก็เดินมาเกาะแขนพี่เซน แต่ทำไม...อยู่ๆพี่เซนถึงนิ่งและเงียบไป แววตาที่เคยสดใสของเขากลับหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดจนผมอดที่จะเป็นห่วงเขาไม่ได้





              “ ซีครับ..” อยู่ๆเสียงของพี่เซนก็ดูติดๆขัดๆ





หมับ!





              พี่เซนไม่ได้พูดอะไรแต่เขากลับดึงตัวของผมมากอดอย่างงงๆก่อนที่ผมจะเห็นว่าพี่คินเดินมาทางผมกับพี่เซนด้วยความสงสัย





              “ เป็นอะไร” พี่คินยืนมองพี่เซนที่กอดผมอยู่





              “ เปล่า..ไม่ได้เป็นอะไร” พี่เซนผลักออกมาก่อนจะยิ้มให้ผมด้วยแววตาที่ดูเศร้าที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยเห็น





 

Cen’s talk





              ผมมาหยุดอยู่ที่สวนสนุกแห่งหนึ่งที่ผมเคยจำได้ว่าครั้งนั้นเป็นครั้งที่ผมมีความสุขมากๆเหมือนกันที่ได้มาเที่ยวที่นี่ครั้งแรกกับน้องและครอบครัว และเป็นครั้งที่ผมเสียใจที่สุดในชีวิตเช่นกัน ทุกคนน่าจะรู้ดีนะครับ เรื่องนี้ผมเองก็ไม่เคยเล่าให้ใครฟังทั้งพ่อกับแม่และพี่คินรวมถึงซีด้วยว่าเราทั้งสองคนเคยโดนเอามาทิ้งไว้ที่ตรงนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ซีเองก็รู้มาตลอดว่าพี่คินรวมถึงพ่อกับแม่ปัจจุบันไม่ใช่พี่และพ่อกับแม่ที่แท้จริง ซึ่งผมบอกน้องตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเข้ามาอยู่ในบ้านของพี่คิน แต่รายละเอียดผมไม่ได้บอกอะไรซีเลย ผมขอเพียงแค่เก็บความทรงจำในส่วนนี้ไว้ที่ผมเองน่าจะดีที่สุด





              ‘ต่อจากนี้หนูจะเป็นลูกชายของแม่นะครับ’ ผมยังจำน้ำเสียงและแววตาของผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางใจดีหลังจากที่ผมฟื้นขึ้นมา และพบว่าตัวเองอยู่ในห้องแห่งหนึ่งที่ไม่ใช่ข้างถนนเหมือนในทุกที ก่อนที่ผมจะจำได้ว่านี่คือบ้านที่ผมพาน้องมาขอข้าว





              ‘น้องของผม..’ ผมมองหาซีทันทีที่ผมฟื้นก่อนที่สายตาของผมจะเหลือบไปเห็นที่เตียงข้างๆมีน้องของผมนอนอยู่ โดยที่เนื้อตัวของซีสะอาดกว่าเดิมมาก แต่สิ่งที่ผมแปลกใจคือเด็กผู้ชายที่นั่งเฝ้าน้องชายของผมไม่ห่าง เหมือว่าเขารู้ตัวจึงละมือจากซีก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทางที่เป็นมิตร





              ‘ชื่ออะไร’





              ‘ผมหรอครับ?’ ผมชี้เข้าหาตัวเองทันทีที่เขาถาม ก่อนที่เด็กผู้ชายคนนั้นจะพยักหน้าเป็นคำตอบให้แทน ‘เซนครับ อายุ สิบขวบ’





              ‘พี่ชื่คินอายุสิบสองนะน้องเซน..ต่อไปนี้เราเป็นพี่น้องกันแล้วนะ’ และเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่คินมันเรียกผมว่าน้องเซน... ผมได้แต่ยิ้มกับตัวเองเมื่อคิดถึงเรื่องเก่าๆในอดีต แต่สิ่งที่ผมกลัวคือสถานที่ด้านหน้าของผมนี้เป็นความทรงจำที่ผมรู้สึกแย่และเสียใจที่สุดในชีวิต เด็กอายุสิบขวบต้องเอาตัวรอดด้วยเงินหนึ่งร้อยบาทและชีวิตของน้องชาย ผมอยากขอบคุณตัวเองจริงๆครับที่พาซีมาถึงทุกวันนี้ และมีชีวิตใหม่ได้





              “ พี่เซน!” ผมสะดุ้งทันทีที่อยู่ๆซีก็ตะโกนเรียกชื่อผมเสียงดัง “ เรียกตั้งนานละนะเดี๋ยวก็ยิ้มเดี๋ยวก็เศร้า เป็นอะไร” เด็กแสบตัวยุ่งของผมถามออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดตามสไตล์เด็กหัวร้อน





              “ คิดถึงความหลัง”





              “ พูดแปลกๆตั้งแต่อยู่บนรถละนะ” ผมไม่ได้สนใจว่าซีจะพูดว่าอะไรก่อนที่ผมจะเหลือบสายตาไปเห็นใครบางคนที่ตอนนี้กำลังเดินเข้ามาทางที่พวกเรายืนอยู่ ผมว่า...สงครามมันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วครับ





 

Cee’s talk





              พี่เซนแปลกตั้งแต่อยู่บนรถแล้ว ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับพี่คินเพื่อถามแต่เขากลับยักไหล่เป็นคำตอบว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทำไมอยู่ๆพี่เซนกลับทำหน้าเหมือนว่าเขาอยากตายจนผมอดที่จะสงสัยไม่ได้เลยมองไปตามสายตาของเขาก่อนที่ผมจะเจอเข้ากับใครบางคนที่ผมไม่ได้เจอมานาน...





              “ สวัสดีค่ะน้องซี” เป็นผมไม่ใช่หรอที่ต้องกล่าวทักทายเธอก่อน แต่ทำไมเธอกลับทักทายผมด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างผมกับเธอก่อนหน้านี้กันนะ? ทำไมต้องทำให้ผมรู้สึกแย่อย่างนี้ด้วย





              “ มันคืออะไร?” ผมหันไปถามเจ้าตัวการที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกอยู่ “ อย่าบอกนะว่าพี่เซนก็รู้?” เพราะสีหน้าของพี่เซนมันปิดบังไม่ได้จริงๆ





              “ ซีพี่..”




              “ ให้ตายเถอะ” ผมได้แต่สบถอยู่กับตัวเองหลังจากที่รวบรวมสติและคำนวณเรื่องราวต่างๆจนพอที่จะจับจุดได้ว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไร “ พวกพี่จะเอาแบบนี้กันใช่ไหม?”





              “ พี่ก็แค่อยากให้อ้วนรู้จักกับวิวมากกว่านี้นะ” พี่คินดึงตัวผมไปคุยกันสองคนเพราะเขาน่าจะกลัวว่าแฟนสุดที่รักของเขาจะได้ยิน





              “ เพื่ออะไร?” เพื่อให้ผมรู้สึกแย่อย่างนี้หรอ?





              “ พี่...” ไม่รู้ว่าทำไม ผมคิดว่าคำพูดของพี่คินหลังจากนี้มันไม่สามารถที่จะฟังอีกต่อไปแล้ว เขาหมดความน่าเชื่อถือสำหรับผมไปแล้ว เขากล้าโกหกผมได้อย่างไร หรือว่าถ้าเขาบอกตรงๆและผมจะไม่มาเขาเลยเลือกที่จะโกหก แต่สิ่งที่เจ็บใจมากที่สุดคือพี่เซนกลับรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้ด้วย





              “ เหอะ เอาแบบนี้ก็ได้ซีไม่ขัด” ผมจะทำให้พวกเขารู้ว่าเด็กอย่างผมมีดีอีกเยอะที่พวกเขาไม่เคยเห็น และวันนี้ทุกคนจะได้เห็นมันแน่นอน





              “ นี่ว่านน้องชายแท้ๆของพี่นะ” ผมหันกลับไปหลังจากที่ผมเบื่อที่จะฟังคำแก้ตัวของพี่คิน ก่อนจะเห็นว่ามีใครอีกคนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้ชายตัวสูงที่อายุน่าจะมากกว่าผมอยู่เล็กน้อยที่มีหน้าตาที่คล้ายกับเธอจนผมพลาดไม่ชอบขี้หน้าเขาไปด้วยทั้งๆที่ผมไม่ได้รู้จักนิสัยของเขา





              “ สวัสดีครับ” เขายกมือขึ้นไหว้ทั้งพี่คินและพี่เซนก่อนที่เขาจะหันมายิ้มให้ผมเป็นมารยาท มารยาทที่แสแสร้งผ่านรอยยิ้มนั้นทำไมผมจะดูไม่ออก





              “ ซี” พี่เซนสะกิดให้ผมยิ้มตอบเขาไป ผมก็ได้แต่ยิ้มให้เขาออกไปด้วยความแสแสร้งเหมือนกัน ผมเห็นว่าเขาเองก็กระตุกยิ้มให้ผมเหมือนกัน





              “ นี่ซีนะว่านน้องชายของพี่” พี่คินเป็นคนแนะนำผมให้กลับครอบครัวใหม่ของเขา





              “ หน้าไม่เหมือนกันเลยครับ...”





              “ ว่าน” เป็นพี่สาวของเขาที่เรียกเสียงดุเหมือนว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา ทำไมละ?





              “ ก็ไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ๆ” ผมเห็นว่าปากของพี่คินเหมือนจะขยับพูดอะไรออกมาแต่ผมก็พูดแทรกขึ้นแทนก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายพูด





              “ เราไปเล่นกันดีกว่านะ พี่ซื้อบัตรเครื่องเล่นมาแล้ว” พี่คินแจกบัตรเข้าสวนสนุกให้กับทุกคน ผมเลือกที่จะเดินข้างๆพี่เซนที่ตอนนี้เขาเหมือนหลุดออกไปอีกโลก ส่วนพี่คินแน่นอนว่าเขาต้องเดินกับแฟนของเขาซิ เขาจะมาเดินข้างน้องชายอย่างผมทำไม





              “ อ้วนเล่นอันนี้กับพี่ไหม?” พี่คินหยุดเดินก่อนที่เขาจะชี้ไปที่กระเช้าลอยฟ้าและหันหน้ากลับมาถามความเห็นของผมว่าอยากเล่นกับเขาไหม





              “ ทำไมเรียกอ้วน? ไม่เหมือนที่พี่น้องเขาใช้เรียกกันเลยนะครับ? จริงไหม?” อยู่ๆว่านก็พูดขึ้นมาท่ามกลางความตกใจของทุกคน “ ขนาดพี่วิวเป็นแฟนของพี่ พี่ยังเรียกแค่ชื่อเลย”




              “ ฮ่าๆ ว่านก็แซวแรงไปนะ” พี่วิวแสร้งหัวเราะกลบเกลือนออกมา สงสัยเธอจะเห็นหน้าของพี่คินที่ตอนนี้ดูเหวอไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย





              “ งั้นเดี๋ยวผมนั่งกับน้องเอง ส่วนพี่สองคนก็ไปนั่งด้วยกัน ส่วนพี่เอ่อ..พี่เซนผมว่าน่าจะไม่เหมาะเท่าไหร่” ยังไม่ทันที่ว่านจะถามความเห็นผม เขาก็ถือวิสาสะจับมือของผมหน้าตาเฉย ซึ่งผมไม่ยอมให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาจับผมแน่นอน





พรึบ!





              “ อย่ามาจับ” เป็นพี่คินที่เดินมาผลักว่านให้ออกห่างจากตัวของผมจนพี่วิวมาจับแยกแทบไม่ทัน





              “ หวงน้องชายหรอครับ ผมขอโทษ” ว่านยกยิ้มมุมปากก่อนที่เขาจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินเอาตั๋วไปให้พนักงาน ผมเองก็เดินตามเขาไป





              “ คิดว่าจะไม่มา คิดว่าจะอยู่เป็นก้าง” หลังจากที่ผมก้าวขึ้นมาบนกระเช้าว่านที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็พูดขึ้น





              “ พูดอะไรระวังปากหน่อยนะ”





              “ คิดว่าน้องห่วงพี่ชายเป็นคนเดียวหรอครับ?” เขายื่นหน้ามาถามผมใกล้ๆจนผมต้องผลักหน้าเขาให้ออกห่าง พึ่งเคยเจอกันครั้งแรกแต่เขากล้าดีอย่างไงมาทำกับผมแบบนี้





              “ ถ้าหวงนักก็บอกให้พี่นายเลิกกับพี่ชายผมซิ”





              “ คงจะไม่ได้นะครับ เพราะว่าพี่ไม่ได้หวงวิวแบบที่น้องหวงพี่ชายของน้อง” เขาเป็นน้องชายประเภทไหนที่ไม่เรียกพี่ของตัวเองว่าพี่กันนะ คงจะเหมือนพี่เซนที่บางครั้งเขาก็ไม่เรียกพี่คินว่าพี่





              “ จะสื่ออะไรก็ช่าง ไม่อยากฟัง” ผมเสมองไปยังนอกกระเช้าเพื่อเลี่ยงที่จะมองหน้าของเขา







              “ เลิกเถอะครับ ไอ้ความรู้สึกผิดๆแบบนั้น หลอกตัวเอง พี่เห็นแล้วสงสาร” ผมหันไปมองเขาทันทีที่พูดออกมาแบบนั้น “ อ่อ จะบอกในฐานะผู้ชายนะ สิ่งที่พี่คินทำไปเขาก็แค่เป็นห่วงน้องแค่ในฐานะน้องชายเท่านั้น อย่าไปคิดเป็นอย่างอื่นละครับ”





              “ ....” เหมือนคำพูดที่ว่านพูดออกมามันจะจี้จุดของผมทุกอย่าง ผมรู้มาตลอดว่าพี่คินมองผมเป็นแค่น้องชายแต่ผมก็ไม่ได้หลอกตัวเองเหมือนที่ว่านพูดออกมา ผมอยู่ในมุมของผมผมไม่ได้ออกไปทำร้ายใครถ้าคนนั้นมันไม่มาล้ำเส้นที่ผมขีดเอาไว้อย่างพี่วิว...





              “ ที่มาวันนี้ก็แค่อยากมาเห็นน้องชายของพี่คินเท่านั้นว่าจะร้ายเท่าไหร่กันเชียว”





              “ ให้เลือกถ้าผมกระโดดลงไปได้กับอยู่ต่อกับนาย ผมเลือกที่จะกระโดด”





              “ แล้ว?”





              “ แล้วผมก็คิดว่าคนที่ควรกระโดดลงไปมันควรเป็นนายมากกว่า เผื่อว่าปากจะไปกระแทกแล้วมันจะพูดดีขึ้น”





              “ พี่เป็นพี่นะครับ ไม่คิดว่าน้องจะพูดออกมาแบบนี้ รู้เลยว่าการอบรมสั่งสอนของที่บ้านน้องมัน....” เขาเว้นเอาไว้เพื่อให้ผมเติมเอาเอง แน่นอนว่าผมไม่ตอบต่อให้โง่





              “ มันเรื่องของผม ไม่คิดว่าจะเป็นหนักส่วนไหนของพี่นะครับ” ถ้าเขาอยากให้ผมเรียกว่าพี่ก็ได้นะ ไม่ได้เหนือบากกว่าแรงผมสักเท่าไหร่ เรียกว่าพี่แต่ไม่เคารพก็คงจะเหมือนๆกันแหละมั้ง





              “ มันจะไม่หนักถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่เป็นพี่สาวของพี่”





              “ ครับ” ผมภาวนาให้หมดรอบกระเช้าไว้ๆเพราะผมเกลียดที่จะนั่งหายใจร่วมกับคนอย่างเขาเต็มทน แต่สายตาของผมดันไปสบเข้ากับพี่คินที่นั่งอยู่กระเช้าถัดจากผมไป





              “ พี่ว่าน้องไม่หน้าโง่นะครับ”





              “ ครับ ไม่โง่เหมือนพี่แน่นอน” ไม่รู้อะไรดลในให้ผมพูดแบบนั้นออกไป แต่ที่ผมรู้สึกได้ก็คือเขาก็.....ผมรู้แล้วทุกคน แต่เอาเป็นว่าผมจะไม่บอกตอนนี้ปล่อยให้ทุกคนสังเกตพฤติกรรมของเขากันเอาเอง จนกระทั่งหมดรอบกระเช้าพอดีผมจึงรีบวิ่งไปหาพี่เซนที่ตอนนี้เขาถืออะไรบางอย่างยื่นมาให้ผม





              “ อะไรอะพี่เซน?” ผมรับมาอย่างงงๆ





              “ มันเหมือนตัวก่อน ตอนนี้พี่ซื้อให้ซีได้แล้วนะ” ผมไม่รู้ว่าพี่เซนหมายถึงอะไร แต่หน้าของเขาตอนนี้ดูมีความสุขมากๆ จนทำให้น้องอย่างผมเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วและหันมามีความสุขกับพี่เซนแทนโดยไม่สนใจว่าจะมีใครยืนอยู่ด้านหลัง





              “ อันนี้พี่แท้ๆนะครับ น้องยัง...”





              “ น้องเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ?” เหมือนที่เซนคนเดิมจะสติกลับมาคบแล้วจึงพูดกับว่านออกมาเสียงนิ่งและบ่งบอกว่าไม่พอใจ





              “ พี่เซนอย่าไปยุ่งเลย แค่คน...เหอะ” สายตาของผมกับเขาสบกันอย่างจังจนผมเห็นว่าแววตาของเขาวูบหนึ่งจะดูนิ่งไป





              “ อะไรซี” เหมือนพี่เซนจะไม่เข้าใจว่าผมกำลังจะสื่ออะไรออกมา





              “ คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันมันดูกันออกนะ” จังหวะนั้นเองที่พี่คินเดินเคียงคู่มากับแฟนรักของเขา





              “ ซีอยากไปเล่นอันนั้น” ผมชี้ไปที่บ้านผีสิง “ ได้ไหม?” สายตานี้ผมแกล้งทำเป็นอ้อนวอนพี่คิน





              “ ได้ดิอ้วน” พี่คินปล่อยแขนออกจากพี่วิวเพื่อมาเดินจูงมือน้องชายอย่างผมตรงไปที่บ้านพี่สิงที่ตั้งอยู่ไม่ไกล และจังหวะนั้นเองที่ผมหันไปยิ้มเยาะให้กับว่านและพี่สาวของเขาที่ยืนหน้าเสียอยู่ด้านหลัง ส่วนพี่เซนก็เดินคู่มากับผมอีกข้าง อย่างนี้ที่ผมต้องการ





              เราเล่นบ้านพี่สิงเสร็จผมก็ลากพี่เซนกับพี่คินมาเล่นเครื่องเล่นที่เป็นแกรนด์แคนยอน





              “ นั่งได้สามคน ได้ไหม?” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองพี่คิน “ พี่คิน ซี พี่เซนไง” แน่นอนว่าพี่คินก็ต้องยอมน้องชายอย่างผมอีกเช่นเคย ไม่ว่าเครื่องเล่นไหนที่ผมอยากเล่นพี่คินก็จะเล่นกับผมทุกอย่างพี่เซนก็เหมือนกัน แต่เครื่องเล่นนั้นจะเล่นได้แค่สามคน.... จนกระทั่งเรามาถึงร้านอาหารหลังจากที่พวกเราเล่นกันเสร็จเรียบร้อยโดยใช้เวลาเกือบๆสามชั่วโมงที่ผมมีทั้งความสุขและสะใจที่ทำให้พี่วิวกับน้องชายของเขา รู้สึกเป็นส่วนเกินเหมือนที่ผมเคยเจอ ใครว่าซีร้ายไม่เป็นครับ นี่ไงผมกำลังจะแสดงให้ดู





PS.พี่เซนคือไม่สนอะไรใครทั้งนั้น ว่าแต่น้องซีจะร้ายอย่างไงหล่ะหนิ หนูพึ่งจะสิบห้าเองนะลูก

ออฟไลน์ greenapple

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1093
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-5


2พี่น้องนิสัยคล้ายๆกันเลยเนอะ

ขอบคุณที่ต่อนะคะคุณคนเขียน

 :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
แอบตามอ่านเรื่องนี้อยู่นะคะ
เป็นกำลังใจให้ ซีงอแงจัง แต่คนน่ารักให้อภัย

ปล.คำผิดแทนตัวเอง แทนชื่อบุคคลที่ 1,2 3 ผิดเยอะมากเลยค่ะ ลองกลับไปอ่านแล้วแก้หน่อยนะคะ เวลาอ่านจะได้ลื่นไหลขึ้น นี้อ่านไปงงไป เอ๊ะ ตกลงใครพูดอะไรกับใครพูดถึงใคร. ถ้าปรับตรงนี้อีกนิด เรื่องนี้สนุกมากน่าติดตาม

เราบุ๊คมาร์คเรื่องนี้ไว้แล้วนะ เข้ามา รีเฟรสหน้าจอทุกวันเลย อิอิ

หมั้นไส้ อคิน จัง #เปลี่ยนพระเอกได้มะ 555 ล้อเล้น

ขอบคุณค่ะตัวเองตอนนี้เรากำลังตามแก้ไขในเรื่องการใช้สัพนามนะคะ ขอบคุณที่ติดตามเรานะคะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดตรงไหนบอกเลยได้เลยนะคะ :mew1:

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
Re: อคินซี -- Chapter 4.3 [31/03/62] -
«ตอบ #19 เมื่อ31-03-2019 21:14:33 »

บทที่ 4.3

โกหก



“ซีของสั่ง” เมื่อมาถึงโต๊ะผมก็ถือวิสาสะควบคุมเมนูอาหารทุกอย่าง



“ได้ดิ” เป็นพี่เซนที่พูดขึ้นมา ทำให้ผมมองเมนูอาหารและสั่งขึ้นโดยที่ไม่ถามความเห็นใครเพราะตอนนี้เป็นจังหวะที่พี่คินและว่านไม่อยู่ เห็นว่าน่าจะไปเข้าห้องน้ำ



“ต้มยำกุ้งครับขอกุ้งล้วนเลยนะครับ” ผมเริ่มสั่งเมนูแรกไปก่อนจะเหลือบสายตาไปมองปฏิกิริยาของพี่วิวที่กำลังจะตั้งท่าพูดขึ้น แต่อย่าหวังว่าจะได้พูดอะไรออกมาเลย



“ข้าวผัดกุ้ง กุ้งราดซอสมะนาว ไข่เจียวกุ้ง กุ้งอบวุ่นเส้น ห่อหมกทะเลของใส่กุ้งด้วยนะครับ ยำวุ้นเส้นทะเล แล้วก็ผัดเผ็ดกุ้งรวมครับ อ่อ ไก่ทอดด้วยนะครับ” ผมไม่ใจร้ายที่จะสั่งแต่กุ้งอย่างเดียว



“ขอปลากะพงทอดด้วยได้ไหมเอ่ย?” พี่วิวพูดขึ้นหลังจากที่ผมสั่งเสร็จ



“ซีว่าอาหารที่ซีสั่งเยอะไปแล้วนะครับ พี่วิวกินไม่ได้หรอครับ” ผมสั่งสายตากดดันไปที่ซี



“เอ่อ...ได้ค่ะ”



“หรือว่าพี่วิวแพ้อะไรหรือเปล่าครับ” พี่เซนที่ไม่รู้เรื่องถามออกมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ใส่ใจตามนิสัยของเขา



“ไม่..ค่ะ” ถ้าลองตอบว่าใช่ผมว่ามันน่าจะสนุกกว่านี้ ไม่น่าให้ผมดูเป็นนางร้ายอายุน้องอย่างนี้เลยครับพี่วิว...เหอะ น่าสงสาร



“สั่งอาหารไปยัง” พี่คินที่พึ่งกลับมาถามขึ้นทันที



“เรียบร้อยครับ” ผมตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่แสร้งความสดใสและมีความสุขที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ โดยที่ไม่ลืมที่จะยิ้มให้กับพี่วิวเช่นกัน



“วันนี้ซีมีความสุขมากๆ เลยที่ได้มาเที่ยวกับพี่วิวและพี่ว่าน” ผมพูดออกไปโดยที่ไม่ลืมพูดชื่อของคนนอกทั้งสองคน



“ครับ ผมก็มีความสุขที่ได้มาเจอคนอย่างน้องซีเหมือนกัน”



“พี่บอกแล้วว่าน้องชายของพี่น่ารัก”



“ครับ..” ขอบคุณพี่คินที่พยายามจะพูดให้ผมดูดี แต่พี่จะรู้ไหมว่าผมทำอะไรกับแฟนสาวของพี่ไปบ้างต่อจากนี้



“ขออนุญาตเสิร์ฟครับ” รอไม่นานพนักงานก็ยกอาหารมาเสิร์ฟทั้งหมดที่ผมสั่งเอาไว้จนกระทั่งเสิร์ฟครบทุกเมนู พี่คินก็มองหน้าผมเหมือนสงสัย



“น่ากินจังเลย เดี๋ยวซีตักให้นะครับพี่วิว” ผมถือวิสาสะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยซุปของพี่วิวก่อนจะตักต้มยำกุ้งเน้นๆ ให้กับพี่วิว



“เอ่อ..ขอบคุณค่ะ” พี่วิวรับถ้วยหลังจากที่ผมยื่นให้เธอ



“ทำไมมีแต่กุ้งวิวแพ้...” เหมือนว่าว่านจะพอรู้ว่าพี่สาวของเขาก็แพ้กุ้งจึงพูดขึ้นมา



“ไม่เป็นไร น่าจะหายแล้วแหละ”



“จะดีหรอวิว” เป็นพี่คินที่ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่บ่งบอกว่าเป็นห่วงจนไม่สามารถที่จะเก็บอาการอยู่



“มันก็นานมาแล้ว ครั้งนี้จะได้รู้ว่าอาการแพ้ของวิวยังอยู่ไหม” ผมขออนุญาตยกตำแหน่งนางเอกแห่งปีให้กับพี่วิวคนสวยเลย ที่สามารถตอบออกมาได้นางงามมากจนผมดูร้ายไปเลย แต่ใครสนเพราะวันนี้ผมมาในตำแหน่งนางร้าย ไม่ซิ นายร้ายมั้งครับ เขาเรียกกันอย่างนี้ไหม?



“ถ้าอย่างนั้นเรากินกันเถอะครับ” พี่เซนตักไก่ทอดมาใส่จานของผมอย่างรู้งาน แม้ว่าผมจะสั่งพวกกุ้งมาอย่างนั้นแต่ผมก็เลือกที่จะกินไก่ทอดเพราะมันเป็นอาหารที่พี่วิวกินได้เพียงแค่อย่างเดียว พอจะเดาออกไหมว่าผมกำลังจะทำอะไร



“ทำไมกินแต่ไก่อะซี ตัวเองสั่งมาตั้งเยอะ” พี่เซนกระซิบถามหลังจากที่ผมตักไก่ชิ้นสุดท้ายเข้าปาก



“ก็ซีอยากกินไก่ทอดมากกว่า” ผมไม่รู้ว่าทุกคนมองผมเป็นเด็กอย่างไรแต่ที่แน่ๆ ผมรับรู้ได้ว่าพี่คินน่าจะไม่พอใจผมขึ้นเล็กน้อยแต่เขาทำอะไรไม่ได้เพราะพี่คินเองก็ผิดที่โกหกผมมาเจอกับพี่วิว และที่ผมทำแบบนี้ผมก็อยากจะให้พี่คินรู้ว่าอย่าทำอย่างวันนี้กับผมเพราะผมไม่ชอบก็คือไม่ชอบ มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้



“คันค่ะ” พี่วิวเริ่มมีอาการแพ้กุ้งออกมาจนเธอเกาปากแรงๆ



“วิวเอายาแก้แพ้มาไหม?” เป็นน้องชายของเธอที่ถามขึ้นด้วยท่าทางที่เป็นห่วงเป็นใย มันน่าซึ้งใจจริงๆ นะที่เห็นว่าน้องชายเป็นห่วงพี่สาวขนาดนี้



“ไม่ได้เอามาพี่คิดว่าพี่ไม่น่าจะเป็นแล้ว” คำหลังๆ เธอเหลือบตามามองหน้าของผมเล็กน้อยก่อนที่จะแสร้งหลบไป



“ไปหาหมอไหมวิว เดี๋ยวคินพาไป” เมื่อเห็นท่าไม่ดีพระเอกอย่างพี่คินก็ต้องออกโรง



“วิวยังไหว” ไม่รู้อะไรดลใจให้พี่วิวตักกุ้งเข้าปากอีกคำและอีกคำเหมือนว่าอาการแพ้ยิ่งออกพี่วิวก็ยิ่งกิน ผมถามหน่อยว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร? เวลาผ่านไปได้ไม่นานปากของพี่วิวก็บวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนพี่คินต้องจับมือของพี่วิวที่กำลังตักอาหารเข้าปากชะงักทันที



“วิวแพ้แล้ววิวจะฝืนกินทำไมครับ?”



“เดี๋ยวน้องซีจะเสียน้ำใจที่สั่งมาแต่วิวทานไม่ได้หนิคะ” ทันทีที่พี่วิวพูดชื่อผมพี่คินก็หันมามองหน้าผมด้วยสายตาตำหนิ



“ไอ้เซนเอารถกูขับกลับไป เดี๋ยวกูจะพาวิวไปหาหมอ” พี่คินยังมือขึ้นเพื่อเรียกพนักงานมาคิดเงินก่อนที่เขาจะโยนกุญแจรถให้พี่เซนและประคองพี่วิวเดินออกไปจากร้าน และผมก็เห็นว่าว่านหันกลับมามองหน้าผมเหมือนตอนที่ผมหันมองพวกเขาตอนที่อยู่สวนสนุก



“ทำอย่างนี้สนุกไหมซี”



“ถ้าพี่เซนจะว่าจะด่าอะไรซีก็พูดมาเลย ซีรู้ว่าซีผิดและซีก็ตั้งใจทำทุกอย่าง” เมื่อทุกคนเดินออกไปจากโต๊ะหมดแล้วพี่เซนก็พูดขึ้นมาหลังจากที่เราอยู่กันสองคน



“พี่ถามหน่อยนะว่าพี่วิวทำอะไรให้ซีเกลียดหรือโกรธขนาดนั้น เรามาคุยกันด้วยเหตุผล” ผมนั่งคิดตามที่พี่เซนพูด พี่วิวทำอะไรให้ผมโกรธหรือเกลียดอย่างนั้นหรอ? ก็คงจะเป็นตอนที่ผมเจอกับซีครั้งแรกแหละมั้งที่มันทำให้ผมรู้สึกแย่กับผู้หญิงคนที่จะมาเป็นแฟนของพี่คิน



‘น้องซีไม่ควรมาเป็นก้างขวางคอพวกพี่เลยนะคะ’ ผมยังจำได้ดีว่าพี่วิวพูดกับผมแบบนี้หลังจากที่พี่คินขอตัวไปเข้าห้องน้ำหลังจากที่ทานข้าวเสร็จ



‘ก้างขวางคอคืออะไร?’ ด้วยความที่ตอนนั้นผมอายุยังน้อยไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พี่วิวพูด โดยเฉพาะคำศัพท์ที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน



‘ก็คนที่มาขัดขวางความสุขระหว่างพี่กับพี่คินของซีไงคะ’



‘ซีขัดขวางอย่างนั้นหรอ? พี่คินไม่มีความสุขที่ซีมาด้วยหรอครับ?’



‘ใช่ค่ะ น้องซีไม่ควรมากับพี่คินเวลาที่พี่คินมาเจอกับพี่วิวนะคะ มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก’ ผมจำได้แค่นั้นเพราะเป็นจังหวะที่พี่คินออกมาจากห้องน้ำพอดี สีหน้าของพี่วิวที่ดูดุดันในตอนแรกกลับยิ้มให้ผมเหมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดอะไรขึ้น และหลังจากที่กลับมาจากการไปเที่ยวในครั้งนั้นผมโกรธและบอกพี่คินว่าถ้าจะพาผมไปเที่ยวไหนต้องไม่มีพี่วิว นั่นคงเป็นสาเหตุที่พี่คินไม่พาพี่วิวมาบ้านหรือพาผมออกไปไหนเมื่อเขามีพี่วิว



“แค่ไม่ชอบ” ผมบอกพี่เซนออกไปแบบนั้น



“ซีจะกลายเป็นเด็กนิสัยไม่ดีนะครับ อายุสิบห้าแต่ซีทำได้ขนาดนี้” ผมรู้ว่าพี่เซนเป็นห่วงกลัวว่าใครจะมองผมไม่ดี แต่ผมก็พอจะรู้ว่าผมควรทำมารยาทแบบนี้กับใครและไม่ควรทำกับใคร ซึ่งพี่วิวและน้องของซีผมว่าผมไม่ควรมีมารยาทกับคนแบบนั้น



“ซีรู้ ซีก็ไม่ได้อยากดูดีในสายตาใครอยู่แล้ว”



“แม้แต่พี่คิน?”



“ก็...คงอย่างนั้น” ผมรู้ว่าหลังจากที่พี่คินกลับมาผมกับพี่คินคงมองหน้ากันไม่ติดไปอีกนาน ผมหวังว่าเรื่องราวในวันนี้จะจบลงแค่นี้เท่านั้น

บ้าน



หลังจากนั้นพี่เซนก็เป็นคนขับรถพาผมกลับมาที่บ้านหลังจากที่เราคุยกันเรียบร้อย พี่เซนเองก็ขอร้องไม่ให้ผมไปทำอย่างนั้นกับพี่วิวอีกถ้าเลี่ยงที่จะเจอได้ก็เลี่ยง ผมเองก็รับปากเพราะผมก็ไม่ได้อยากที่จะเจอพี่วิวอยู่แล้ว จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งคืนพี่คินก็ไม่ได้กลับมาบ้านเหมือนทุกครั้งสงสัยพี่คินคงไปนอนค้างบ้านพี่วิวแล้วแหละ... ส่วนพี่เซนก็รีบกลับไปมหาลัยตั้งแต่เช้าเพราะเห็นว่าวันนี้มีนัดอะไรสักอย่างกับเพื่อนๆ ของเขา ทำให้ตอนนี้ผมอยู่บ้านเพียงแค่คนเดียว



“กันต์มึงมาหากูหน่อยได้ไหม หรือจะออกไปเจอกันข้างนอกดี” เมื่อเวลาที่ผมไม่มีใครก็มีกันต์เท่านั้นที่จะอยู่กับผมได้



(ตอนไหน นี่มันพึ่งเจ็ดโมง มึงปลุกกูนะเพื่อน..อื้อ) เสียงของกันก็ดูงัวเงียเหมือนพึ่งจะตื่นตามที่เขาพูดนั่นแหละ



“เอาที่มึงพร้อมอะ มึงมาหากูก็แล้วกัน”



(เหงาหรอครับคุณหนูซี) ตามจริงถ้าพี่ส้มยังอยู่ผมก็คงจะไม่เหงาแบบนี้ เพราะพี่ส้มลาออกเพื่อกลับไปแต่งงานและดูแลพ่อกับแม่ของพี่ส้มที่ต่างจังหวัดเมื่อหลายปีก่อน ส่วนคนงานอื่นๆ ภายในบ้านก็อายุมากแล้วก็เลยกลับบ้านต่างจังหวัดกันหมด คุณพ่อคุณแม่ท่านก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านสักเท่าไหร่ก็เลยเลือกที่จะไม่จ้างแม่บ้านต่อ แต่เรียกให้มาทำความสะอาดอาทิตย์ละสองถึงสามครั้งผ่านบริษัทเอเจนซี่ต่างๆ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเหงาที่ต้องมาอยู่บ้านหลังใหญ่คนเดียว ที่มองไปทางไหนก็ไม่มีใครทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างวันนี้ที่ทั้งบ้านไม่มีใครอยู่เลย



“อื้อ รีบมานะ” ผมวางสายจากกันต์ไปก่อนจะเหลือบไปเห็นกระดาษและดินสอที่วางอยู่บนโต๊ะ ทำให้ผมอยากที่จะขีดเขียนอะไรบางอย่างเพื่อระบายความเหงาแต่ผมเบื่อที่จะอยู่ในห้อง เลยจัดการเตรียมกระดาษและดินสอเพื่อเดินลงหาสถานที่เหมาะๆ ในการวาดภาพครั้งนี้



อาณาบริเวณบ้านของผมค่อนข้างกว้างใหญ่พอสมควรมีสวนและต้นไม้รวมถึงโต๊ะนั่งเล่นที่ตอนนี้แทบจะไม่มีใครมานั่งเล่นแล้ว เพราะส่วนมากก็ไม่ค่อยจะมีเวลากันทำให้ผมเลือกที่จะไปนั่งตรงนั้นเพื่อวาดรูปบรรยากาศในยามเช้าที่สดใสแบบนี้ อยู่ในหัวของผมก็สั่งให้มือจับดินสอเพื่อวาดรูปสถานที่หนึ่งืเป็นเหมือนสวนสนุกมีม้านั่งมีคนเดินผ่านไปผ่านมามากมาย และที่สำคัญบนม้ามานั่งนั้นมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งนั่งอยู่บนนั้นด้วย แต่ผมว่ามันขาดอะไรบางอย่างจนผมคิดถึงพี่กระต่ายตัวน้อยของผม ทำให้ผมใส่ตุ๊กตากระต่ายลงไปบนม้านั่งข้างๆ เด็กผู้หญิงคนนั้น ผมไม่รู้ว่าตัวเองตั้งใจวาดจนลืมสนใจทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไป จนกระทั่งสายตาของผมสบเข้ากับใครบางที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมโดยที่ผมไม่ทันได้สังเกตุ



“พี่คินมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” ผมถามพี่คินออกไปเมื่อผมเห็นเขานั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงข้าม



“นานมากแล้ว แต่เหมือนน้องชายจะไม่สนใจสักเท่าไหร่” ผมนิ่งเพื่อรอดูอาการหลังจากนี้ของพี่คินว่าเขาจะว่าอะไรผมไหมในเรื่องที่ผมทำไว้กับแฟนสุดที่รักของเขา แต่สิ่งที่ผมได้กลับมาคือความเงียบและรอยยิ้มของพี่คินแทน



“สงสัยอะไรอ้วน” เหมือนพี่คินเองก็รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่เขาจึงเอ่ยถามผมออกมา



“ไม่ว่าซีหรอ? ที่ทำแบบนั้น” พี่คินส่ายหน้าเป็นคำตอบก่อนที่เขาจะยื่นมือมาวางลงบนศีรษะของผมและค้างเอาไว้



“พี่เป็นคนพาซีไป พี่ผิดเอง ขอโทษนะ” สิ่งที่ผมไม่คาดการณ์มาก่อนว่าจะได้รับจากพี่คินคือคำขอโทษและแววตาที่รู้สึกผิดของเขา “ขอโทษทำให้ไม่พอใจ”



“พี่คิน....”



“จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” ผมรู้สึกว่าการที่พี่คินทำแบบนี้พูดจาแบบนี้มันยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นมา มันไม่ใช่อย่างที่ผมหวังเอาไว้จากเขา



“ซีก็ขอโทษพี่คินนะ จะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว” คินยิ้มออกมาทันทีที่น้องชายของเขาพูดขอโทษออกมาด้วยความรู้สึกผิดจริงๆ เขายอมรับเลยว่าเขาโมโหที่ซีเล่นแรงขนาดนั้นเพราะการที่ซีทำแบบนั้นมันสามารถทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเลือกที่จะไม่กลับบ้านและนอนบ้านของวิวแต่เขากลับไปนอนที่หอของเซนแทนเพื่อคิดทบทวนกับตัวเอง และเขาก็คิดออกว่าถ้าเขาโมโหใส่ซีซีก็จะยิ่งต่อต้าน ถ้าเขาเข้าหาซีและใช้เหตุผลคุยมันน่าจะดีกว่าและทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและซีไม่แย่ลงไปจากเดิม ซึ่งเขาคิดถูกที่ใช้วิธีนี้ในการเข้าหาน้องชายและเขาก็พอจะจับจุดได้ว่าซีไม่ชอบให้เขาเข้าหาด้วยอารมณ์ที่ร้อน



“พี่ไม่ได้จะว่าอ้วนนะ แต่สิ่งที่อ้วนทำมันสามารถทำให้อ้วนฆ่าคนได้”



“....”



“พี่เป็นห่วงไม่อยากให้น้องชายของพี่ต้องกลายเป็นแบบนั้น อ้วนเข้าใจพี่ไหม?” ผมนิ่งเพื่อนั่งคิดในสิ่งพี่คินพูด “พี่ไม่อยากให้ใครมองซีไม่ดี”



“จะไม่ทำอีกแล้ว..” ผมหลุบตาลงมองพื้นด้วยความรู้สึกผิด



“นั่นอะไร?” พี่คินเปลี่ยนเรื่องทันทีที่เขาเห็นว่าผมนิ่งไป



“อยู่ๆ ซีก็คิดได้เลยวาด” ผมยื่นให้พี่คินดูรูปที่ผมวาด



“สวยมาก ขนาดอายุแค่สิบห้านะเนี่ย” พี่คินเงยหน้ามามองผมด้วยรอยยิ้มก่อนที่เขาจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปที่ผมวาดเอาไว้ “จะส่งไปอวดไอ้เซนมันสักหน่อย” ผมไม่รู้ว่าพี่คินจะส่งไปอวดพี่เซนทำไมในเมื่อผมไม่ได้วาดรูปพวกเขาสักหน่อย



“พี่คินสวัสดีครับ” ผมกับพี่คินเราคุยกันอยู่ที่สวนไม่นานก็มีเสียงดังแทรกขึ้นมานั่นก็คือเสียงของกันต์ที่เดินเข้ามาพร้อมกับขนมมากมาย



“เข้ามาได้ไงอะ”



“ก็ประตูบ้านไม่ได้ล็อค” กันต์วางถุงลงบนโต๊ะ “กูซื้อโจ๊กมาคิดว่ามึงน่าจะยังไม่ได้กินข้าวแน่ๆ” สมกับเป็นเพื่อนรักของผมจริงๆ



“งั้นพี่ไปก่อนนะ ไม่กวนแล้ว ถ้ามีอะไรก็ขึ้นไปเรียกหละ” พี่คินลุกขึ้นเดินออกไปจากสวนทิ้งให้ผมอยู่กับกันต์แค่สองคนภายในสวน



“ที่ไลน์มาว่าจะเล่าอะไรให้ฟังไม่เห็นเล่าเลย” ผมลืมไปว่าเมื่อถึงบ้านผมก็ไลน์ไปหากันต์เพื่อจะเล่าเรื่องเมื่อวานให้กันต์ฟัง



“อ่อ ก็กูไปทำอะไรบางอย่างมา” และผมก็เล่าเรื่องทุกอย่างให้กันต์ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ จนกระทั่งสีหน้าของกันต์ดูไม่เชื่อในสิ่งที่ผมเล่าสักเท่าไหร่



“มึงอายุสิบห้าจริงดิ?” เป็นคำแรกที่กันต์ถามผม



“ไม่เชื่อรึไง”



“กูแค่สงสัยว่าเด็กอายุสิบห้าจะเจ้าคิดเจ้าแค้นได้ขนาดนี้เลยหรอวะ? มึงแม่งร้ายมาก แต่สิ่งที่กูสงสัยคือ...ไอ้คนที่ชื่อว่านอะไรนั่นทำไมมันต้องมาพูดแซะมึงด้วยวะ” ไม่ใช่แค่กันต์ที่สงสัยเพราะผมเองก็สงสัยเหมือนกัน เหมือนกับว่าว่านรู้เรื่องทุกอย่าง



“ไม่รู้ดิ มึงคิดว่าไง”



“กูว่านะพี่ของมันต้องฟ้องน้องชายแน่ๆ” กันต์ทำท่าคิดหนัก



“มึงคิดว่าจะเป็นไปได้ไหมถ้าเกิดว่าว่านจะแอบชอบพี่สาวตัวเอง...”



โป๊ก!



“อย่าคิดอะไรที่มันอกุศลไปหน่อยเลยวะ” กันต์หยิบดินสอขึ้นมาเคาะหัวของผมหนึ่งที “แค่คิดก็ขนลุกมันจะมีได้ไงวะน้องชอบพี่ตัวเอง”



“มันก็อาจจะมีนะ.....”



“เลิกคิดเถอะ วันนี้พี่กันต์จะมาติวสอบเข้ามอสี่ให้น้องซีเองครับ” ผมว่าผมให้กันต์มาอยู่เป็นเพื่อนนะไม่ใช่ให้มันมาทำหน้าที่เป็นครูสอนพิเศษผมแบบนี้



PS.ร้ายสุดครับน้องซี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-04-2019 09:15:08 โดย KJH177 »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: อคินซี -- Chapter 4.3 [31/03/62] -
« ตอบ #19 เมื่อ: 31-03-2019 21:14:33 »





ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2

บทที่ 5.1
อยากรู้อยากลอง


   ชีวิตประจำวันของผมก็ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ กินนอนวาดรูปไปโรงเรียนหรือมีบางครั้งที่ผมต้องไปเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบเข้ามอสี่ในอีกไม่กี่อาทิตย์และสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้คือ พี่คินกับผมเราสองคนกลับมาเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิมแล้ว โดยที่ไม่มีเรื่องของผู้หญิงคนนั้นเข้ามายุ่งเกี่ยวมันทำให้ผมรู้สึกสบายไปอีกเปราะหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมรู้สึกอยากที่จะลองอะไรใหม่ๆบ้าง ผมเบื่ออะไรที่มันเดิมๆอย่างที่ผมเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ ผมว่าอาการแบบนี้มันค่อนข้างที่จะแปลกสำหรับผมเพราะเมื่อก่อนผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลยครับ แต่ตอนนี้ผมอยากที่จะลองทำอะไรท้าทายตัวเองและกรอบที่พี่คินและพี่เซนคอยกำหนด


   ผมอยากที่จะแหกดูสักครั้งดีไหมครับ??


   “ กันต์วันนี้มีเรียนพิเศษไหม” หลังจากเลิกเรียนเราทั้งคู่ก็เดินออกจากห้องมาพร้อมกันเหมือนปกติที่พวกผมจะเดินกลับออกมาพร้อมกันก่อนที่จะแยกย้าย


   “ มีดิ” กันต์ตอบพร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นไปพรางๆเห็นว่าช่วงนี้มันมีความรัก รักพี่มอปลายสะด้วยนะครับเพื่อนผมนี่มันร้ายจริงๆ “ มึงว่าพี่มิ้นน่ารักไหม? ดูๆ” กันต์ยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดูขณะที่ตอนนี้เรากำลังเดินลงบันได


   “ อื้อ ก็สวยดีนะ” ผมมองรูปในโทรศัพท์ของกันต์ที่เปิดเป็นรูปโปร์ไฟล์ในเฟซบุ๊คของผู้หญิงที่มันจีบอยู่ ปากนิดจมูกหน่อย ขาวๆแก้มแดงๆดัดฟันสเปคของผู้ชายหลายๆคน แน่นอนว่าไม่ใช่ผม


   “ กูพึ่งรู้ว่าพี่มิ้นเรียนพิเศษที่เดียวกับกูเว้ย” ตอนนี้สีหน้าของกันต์มีความสุขสุดๆโดยที่มันไม่สามารถปิดบังออกมาได้จริงๆ เห็นเพื่อนมีความสุขแบบนี้ผมก็มีความสุขไปด้วยเหมือนกันครับ


   “ ที่รีบก็เพราะว่าจุดประสงค์นี้ดิ?”


   “ ครับ สายละ เพื่อนกันต์ขอตัวไปตามหาหัวใจก่อนนะครับ” ไอ้กันต์ก็รีบวิ่งแยกออกไปเมื่อเราสองคนเดินมาถึงทางแยกหน้าโรงเรียน ส่วนผมก็คงต้องมานั่งรอพี่คินเหมือนทุกวันจนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่นานโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นมา


   “ ว่าไงพี่คิน ซีรอ...” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรออกมาพี่คินก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน


   ( อ้วนวันนี้พี่ติดงานด่วนอาจจะกลับดึกเลย ซีให้กันต์ไปส่งที่บ้านหรือซีไปอยู่บ้านกันต์ก่อนได้ไหม แล้วพี่จะไปรับ) เสียงพี่คินดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัดแต่ผมก็ไม่ได้พูดออกไปว่าตอนนี้ผมอยู่คนเดียวเพราะกันต์ติดไปเรียนพิเศษ


   “ ได้เลย เดี๋ยวซีบอกนะว่าซีอยู่ไหน”


   ( ครับ พี่ขอโทษนะอ้วน) ผมก็วางสายจากพี่คินไป นี่จะเป็นครั้งแรกที่ผมจะนั่งรถเมล์กลับบ้านคนเดียว แต่ไหนๆก็มีเวลาแล้วผมยังขอไม่กลับบ้านดีกว่า เพราะตั้งแต่อยู่โรงเรียนนี้มาผมไม่เคยเดินสำรวจรอบๆโรงเรียนเลย เพราะพี่คินกับพี่เซนชอบบอกว่าตอนเย็นที่โรงเรียนอันตรายเพราะเป็นทางผ่านของเทคนิค และมีพวกนักเรียนชอบยกพวกตีกันหลังโรงเรียน ซึ่งผมก็ยังไม่เคยเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง ไหนๆผมก็อยากหาเรื่องแปลกใหม่ในชีวิต งั้นวันนี้ผมจะทำตามใจตัวเองก็แล้วกัน ในเมื่อโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ


   ผมเดินลัดถนนใหญ่มาเรื่อยๆจนกระทั่งเจอกับร้านเกมส์มากมายที่ตั้งติดเรียงกันอยู่หลายร้าน รวมถึงร้านอาหารร้านขนมและสถานที่ติวพิเศษหลังเลิกเรียน ผมมองเข้าไปด้านในร้านก็พบกับกลุ่มนักเรียนชายที่คาดว่าน่าจะโรงเรียนเดียวกับผม และสถาบันอื่นๆเต็มร้านในช่วงเวลาเกือบๆห้าโมงเย็น นี่คือกิจกรรมของนักเรียนมัธยมปกติใช่ไหมครับ? ทำไมผมไม่เคยรู้มาก่อน ก็อาจจะเป็นเพราะว่าผมเอาใจใส่แต่กับการวาดรูปและอยู่กับตัวเองมากเกินไปแน่ๆ และอีกอย่างพี่คินก็ไม่เคยปล่อยให้ผมได้มาเจอกับสังคมแบบนี้เลย ผมว่ามันดูน่าสนใจดีนะครับ


   “ จะเล่นก็เข้ามาน้อง” เสียงของเจ้าของร้านตะโกนถามผมที่ยืนจ้องร้านของเขาอยู่นาน แต่ว่าผมเล่นอะไรไม่เป็นเลยนะ เอาเป็นว่าลองเข้าไปก่อนดีกว่าแล้วที่เหลือก็ปล่อยเป็นเรื่องของธรรมชาติเอาก็แล้วกัน


   “ กี่ชั่วโมงหรือเหมาจ่าย?” ทันทีที่เดินเข้ามาในร้านเจ้าของร้านก็ถามผมเสียงห้วน


   “ เท่าไหร่ครับพี่” ผมไม่รู้จริงๆว่าปกติเขาเล่นกันเป็นชั่วโมงหรือว่าเหมาจ่าย เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกของผม


   “ ไม่เคยอะดิ งั้นให้เล่นฟรีไปก่อน ไปเครื่องเจ็ดนู้นเลยอย่าไปใกล้ไอ้พวกเวรนั่นมาก ไอ้พวกนี้มันหัวร้อนไปใกล้ๆเดี๋ยวพวกมันหาเรื่องเอา ระวังๆหละถ้ามีอะไรก็เรียกพี่เลยนะไอ้น้อง” พี่เจ้าของร้านหน้าดุแต่ท่าทางใจดีชี้ไปที่คอมพิวเตอร์เครื่องเจ็ดที่อยู่ถัดมาอีกแถวซึ่งด้านหน้าเป็นพวกผู้ชายที่ส่งเสียงเล่นเกมส์กันอย่างเมามันผมได้ยินเสียงคลิกเมาท์รัวๆดังขึ้นมันทำให้ผมสงสัยว่าเล่นเกมส์มันต้องกดเมาท์แรงขนาดนี้ด้วยหรอครับ? คลิกไม่แรงไม่มีแรงเล่นอย่างนั้นเลยดิครับ? ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยกับตัวเองเพราะผมไม่กล้า เดี๋ยวจะหาว่าผมไปกวนตีนพวกเขาเปล่าๆ


   “ เล่นไม่เป็นสักอย่าง” ผมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะคอมก่อนจะเหลือบไปมองโต๊ะอื่นๆที่ส่วนมากเขาเล่นเกมส์ต่อสู้บ้าง บางคนก็เล่นเกมส์อะไรก็ไม่รู้ที่ผมไม่เคยเห็น จะว่าไปพี่ชายทั้งสองคนของผมก็ไม่เคยเล่นเกมส์ให้ผมเห็นเลยสักคน


ตุบ!


   ผมมองไปยังข้างๆตามเสียงเหมือนโยนอะไรสักอย่าง ก่อนจะเห็นคนที่พึ่งเข้ามาใหม่สองคนเป็นผู้ชายตัวสูงสวมชุดนักเรียนมอปลายแต่น่าจะไม่ใช่โรงเรียนผม เพราะดูจากชุดน่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดังแถวๆย่านนี้เหมือนกัน เหมือนว่าผมจะจ้องเขานานไปหน่อยทำให้คนที่พึ่งเข้ามาใหม่มองหน้าผมเพื่อถามว่าผมมองอะไร


   “ หน้าพี่เหมือนพ่อน้องหรอครับ?” อยู่ๆเขาก็ถามขึ้น แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคืออันนี้คือการทักทายสำหรับคนพึ่งรู้จักอย่างนี้หรอ?


   “ ไม่ พ่อผมหล่อกว่านี้” เอาซิ เล่นมาก็เล่นกลับคนอย่างซีเคยกลัวใครที่ไหน เอ่อ..นอกจากพี่คินนะครับ อันนี้ขอเป็นข้อยกเว้นแล้วกัน


   “ ปากดีแบบนี้พี่จะตบคว่ำสักที” เขายึกยักเหมือนจะเข้ามาตบผมจริงๆ ผมตกใจจนต้องเอนตัวหลบตามสัญชาติญาณ


   “ ไอ้เนปมึงก็เก่งกับเด็กเหลือเกิน” ผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกันพูดขึ้นก่อนจะดึงคอเสื้อของคนชื่อเนปให้ออกห่างจากผม “ พี่ขอโทษแทนเพื่อนพี่ด้วยนะน้อง”


   “ ครับๆ” ผมเลิกสนใจสองคนนี้ก่อนที่จะจับเมาท์เพื่อเลื่อนดูว่าผมสามารถเล่นอะไรได้บ้าง แต่ก็พบว่าในเครื่องนี้ผมไม่สามารถเล่นหรือรู้จักเกมส์เหล่านี้เลยผมทำได้เพียงแค่นั่งมองหน้าจอเฉยๆ


   “ อย่าบอกว่าเล่นไม่เป็น?” อยู่ๆพี่คนนั้นก็ยื่นหน้าเพื่อเข้ามามองหน้าจอของผมที่ยังว่างเปล่าอยู่ “ ครั้งแรกอะดิ?” ผมมองหน้าเขาเพื่อพิจารณาจากลักษณะภายนอก เขาน่าจะเป็นผู้ชายธรรมดาไม่มีพิษมีภัยอะไรแค่เป็นผู้ชายปากหมาเท่านั้น ผมเลยคิดว่าผมน่าจะคุยกับเขาได้เพราะอย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นคนที่ผมรู้จักในชีวิตของผมมันมีน้อยจนผมแทบจะนับได้ ไม่รู้ว่าผมตัดสินใจถูกหรือไม่เพราะปากของผมดันตอบเขาออกไปเป็นที่เรียบร้อย


   “ ใช่ แนะนำหน่อยได้ไหม เอ่อ..ครับ” ผมควรที่จะสุภาพกับเขาเพราะดูจากลักษณะภายนอกเขาก็น่าจะเป็นรุ่นพี่ของผม


   “ ฮ่าๆ ไม่ต้องครับก็ได้ๆ ขยับมาๆๆ” อยู่ๆเขาก็ถือวิสาสะดึงเก้าอี้ของผมให้เลื่อนเข้าไปที่คอมพิวเตอร์ของเขาที่ตอนนี้เปิดเกมส์ทิ้งไว้


   “ ไอ้เนปมึงทำไรน้องวะนั่น”


   “ สอนเด็กเล่นเกมส์ เดี๋ยวพี่เปิดโลกให้นะ ติดใจจนไม่อยากจะออกเลยคอยดู” ดูเหมือนว่าเขาจะตั้งใจสอนผมโดยที่ข้ามขั้นการทำความรู้จัก ไม่ถามชื่อผมแม้แต่น้อย


   “ ผมชื่อซีนะ” เป็นผมเองที่บอกเขาออกไปก่อนจนคนที่กำลังจับเมาท์อยู่หันมาเลิกคิ้วถามหลังจากที่ผมพูดชื่อออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย


   “ โทษๆลืมแนะนำพี่ชื่อเนปไม่ได้อยู่โรงเรียนน้อง แต่มาเล่นที่นี่บ่อย ส่วนไอ้นี้ชื่อว่าทอย” พี่เนปชี้ไปที่เพื่อนของเขาที่หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้วโดยที่ไม่สนใจผมกับพี่เนปอีกเลย และดูเหมือนว่าท่าทางของพี่เนปก็กำลังจะตามเพื่อนของเขาไปติดๆถ้าไม่ติดว่าผมเรียกเขาเอาไว้ก่อน


   “ พี่เล่นเกมส์อะไรหรอครับ?”

 
   “ อันนี้อะนะ” เขาชี้ไปที่หน้าจอคอมส่วนผมก็พยักหน้าให้เขาเพื่อเป็นคำตอบ “ Pub G เกมส์โง่ๆไม่ต้องใช้ทักษะอะไรแค่ยิ่งและหลบให้เก่งเล่นเป็นทีมก็ได้เดี่ยวก็ได้ มีอาวุธก็ตามๆเก็บเอาของดีๆก็มีแต่มือใหม่เก็บอะไรได้ก็เก็บไป” พี่เนปอธิบายคราวๆให้ผมฟังรวมถึงกติกาของเกม Pub G


   “ น่าสนุก” ผมมองพี่เนปเล่นอย่างเมามัน จากที่ผมนั่งดูเขามาสักพักเพียงแค่ผมมองการเล่นของพี่เนปผมก็รู้สึกคันไม้คันมือแปลกๆอยากที่จะลองเล่นบ้างจนจบตาพี่เนปก็ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในเกมส์หลังจากที่เขาฆ่าไปเกือบๆสามสิบสี่สิบคน


   “ ลองไหม?” พี่เนปหันหน้ามาถามผมเหมือนว่าเขาอ่านสายตาผมออกว่าผมอยากเล่น เมื่อพี่เนปถามอย่างนั้นผมก็ตอบตกลงไป “ มานั่งนี่” พี่เนปลุกให้ผมนั่งที่เขาก่อนที่เขาจะมานั่งที่ผมแทน ตื่นเต้นแฮะครั้งแรกที่ผมได้จับเมาท์เล่นเกมส์แบบนี้เพราะปกติผมจับแต่ดินสอ


   “ แม่ง!” เมื่อเข้าเกมส์แล้วผมดันมือลั่นกดกระโดดลงมาก่อนจนตัวของผมหล่นออกมานอกแผนที่ทำให้ต้องใช้เวลาวิ่งและหาอาวุธอยู่นานกว่าที่จะปะทะกับคนอื่น แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ว่าผมก็ยังไม่โดนโจมตีเหมือนกัน


   “ ข้างหลังระวัง!!” พี่เนปที่นั่งลุ้นอยู่กับผมพูดขึ้นทำให้ผมรีบหันหลังตัวเองด้วยความลืมตัวจนพี่เนปหัวเราะออกมาเสียงดัง ใครจะไปรู้ละวะว่าหลังไหน “ มานี่ๆ” พี่เนปลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับโน้มตัวมาจับมือผมที่คลิกเมาท์และกดคีย์บอร์ดอยู่


   “ เจ๋ง!” ผมร้องออกมาด้วยความลืมตัวหลังจากที่พี่เนปจัดการยิ่งคู่ต่อสู้ที่วิ่งผ่านไปผ่านมาจนกระทั่งจบเกมส์ผมจึงหันไปยิ้มให้เขาด้วยความดีใจ ประหนึ่งว่าตอนนี้เราประสบความสำเร็จในสนามรบ



   “ สนุกอะดิ เล่นไปๆ เดี๋ยวเล่นคู่ก็ได้” พี่เนปจัดการสมัครไอดีต่างๆผมจนเขาจัดแจงล็อคอินให้ใหม่ และเราก็ต่างคนต่างเล่นจนลืมไปว่าตอนนี้กี่โมงแล้วจนกระทั่งมีใครบางคนเดินเข้ามาหาพี่เนปและตบเข้าที่หัวพี่เนปแรงๆจนพี่เนปต้องละสายตาออกจากจอ


   “ ลี่? อ่อเนปลืมเลย” พี่เนปตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นคนที่เข้ามาใหม่


   “ เดี๋ยวเถอะนะเนปวันนี้มีซ้อมนะเว้ย ทอยก็อีกคน” เหมือนว่าพี่ผู้หญิงที่เข้ามาใหม่คนนี้น่าจะเป็นแฟนกับพี่เนปแน่ๆเพราะดูจากการเรียกชื่อและพูดคุยที่สนิทสนม


   “ ก็ซ้อมมือไงลี่” พี่เนปเถียงออกไปเสียงเบาจนพี่ผู้หญิงถึงกับส่ายหัวออกมา เหมือนว่าตอนนี้สายตาของเธอจะสะดุดเข้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่างนั่นก็คือผมเอง


   “ น้องคนนี้นี่แฟนใคร? ของเนปหรือทอย?”


   “ เห้ย! ไม่ใช่ๆๆ” พี่เนปรีบยกมือปฏิเสธทันทีส่วนพี่ทอยที่พึ่งจะรู้เรื่องก็หันมามองพี่ผู้หญิงที่ชื่อลี่ด้วยความงงๆ


   “ อ่าวลี่”


   “ ฉันเองแหละทอย” พี่ลี่ท้าวเอวมองหน้าพี่ทอยด้วยสายตาเอือมๆ “ น้องคะไอ้พวกนี้ได้ทำอะไรน้องไหมเอ่ย?” พี่ลี่ย่อตัวลงมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงจนผมอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ เพราะพี่ลี่จัดว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆคนหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้สวยแบบพิมนิยมแต่สำหรับผม ผมคิดว่าอย่างพี่ลี่น่าจะเป็นสเปคของใครหลายๆคน โดยเฉพาะคนแถวๆนี้ที่ผมได้กลิ่นแปลกๆ


   “ ไม่ครับ” ผมยิ้มตามพี่ลี่ไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว “ ผมให้พี่เขาสอนเล่นเกมส์ครับ”


   “ โอ้ว นายสอนน้องหรอเนป?” พี่ลี่หันไปถามพี่เนปที่นั่งทำตาเป็นรูปหัวใจมองพี่ลี่อยู่ เมื่อพี่ลี่หันไปมองเขาก็รีบเปลี่ยนสีหน้าทันที


   “ ก็..น้องอยากเล่นหนิหนา” ผู้ชายปากหมาในตอนแรกได้กลายเป็นผู้ชายปากแมวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดูจากการใช้เสียงสองที่คุยกับพี่ลี่


   “ น้องชื่ออะไรเอ่ย” พี่ลี่หันมาสนใจผมต่อ


   “ ซีครับ”


   “ พี่ชื่อลี่นะคะอยู่มอหกโรงเรียนเดียวกับพวกบ้าสองคนนี้” พี่ลี่ยื่นมือมาสัมผัสที่ผมของผมเบาๆด้วยความเอ็นดู “น้องซีน่ารักจัง หล่อด้วย”


   “ ลี่...ลี่ชอบแบบไอ้เด็กนี่หรอ?” อยู่ๆพี่เนปก็ถามออกมาเสียงอ่อย


   “ ใช้ไรคิดวะ แค่อยากมีน้องชายน่ารักๆแบบนี้ พี่ถูกชะตามากๆเลย” พี่ลี่อดใจไม่ไหวจนบีบแก้มผมด้วยความหมันไส้ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บเหมือนที่พี่คินชอบบีบ..ว่าแต่พี่คิน ป่านนี้กี่โมงละเนี่ย ตายๆๆๆผมลืมไปสนิทเลย


   “ สามทุ่มแล้วหรอเนี่ย” ผมร้อนรนทันทีเมื่อก้มมองนาฬิกาข้อมือ


   “ พี่ไปส่งไหมเหมือนว่าเราจะรีบๆ?” พี่ลี่ที่เห็นท่าทีของผมซีจึงอาสาไปส่ง แต่ว่า..เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักเธอนะ เอาไงดีวะซี


   “ ไม่ทำอะไรแน่นอน ไอ้พวกนี้ก็ไปด้วย” เหมือนว่าพี่ลี่จะอ่านสายตาที่ลังเลของผมออกเธอจึงรีบพูดขึ้นมา และนั่นทำให้ผมลังเลหนักกว่าเดิม


   “ ก็ได้ครับ” ผมคิดว่าพวกพี่ๆสามคนน่าจะไม่ใช่คนที่ไว้ใจไม่ได้ ผมจึงตอบตกลงและเดินออกมาจากร้านเกมส์พร้อมกัน และขึ้นรถพี่ลี่ที่จอดไว้หน้าร้าน ผมพึ่งรู้อีกอย่างว่าพี่ลี่ที่อยู่มอหกสามารถขับรถได้ ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ของผมอีกเหมือนกัน


   “ ซี โหลด Free fire ไหม เล่นในโทรศัพท์คล้ายๆ Pub G เลย แต่ภาพสวยกว่า” พี่เนปที่นั่งอยู่เบาะหน้าชะโงกหน้ามาถามผมที่นั่งเบาะหลังกับพี่ทอย “ คอลได้ด้วยนะ ไอ้พวกนี้ก็เล่นกันเผื่อว่างๆเราจะได้เล่นกันไง” ผมไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมายื่นให้พี่เนปไปจัดการโหลดให้ผมเพราะผมไม่รู้ว่ามันจะต้องทำอย่างไงบ้าง


   “ พวกพี่เล่นเกมส์เก่งจังครับ” ผมอดที่จะสงสัยไม่ได้โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างพี่ลี่ที่น่าจะไม่เล่นเกมส์


   “ พวกเราเป็นทีม E-sport ของโรงเรียนหน่ะ ชอบเล่นเกมส์แต่ว่าไม่ใช่เกมส์ที่เล่นวันนี้นะ” เป็นพี่ทอยที่อธิบายให้ผมแทน “ มันมีหลายประเภทพวกต่อสู้หรือวางแผน แต่พวกพี่จะเล่น Startcraft 2 กันเป็นเกมส์วางแผนโจมตีมากกว่าอันนี้จะค่อนข้างยากและใช้สมองหนักมากๆ” ผมตั้งใจฟังในสิ่งที่พี่ทอยอธิบายจนเกิดความสนใจขึ้นมา “ แต่ Pub G ก็มีจัดแข่งขันกันนะ”


   “ น่าสนุกจังเลย ซีอยากเล่น”


   “ เสาร์นี้พี่มีซ้อมกันที่บ้านพี่ มาดูไหมละน้องซี” พี่ลี่มองผมผ่านกระจกขณะที่เขาขับรถอยู่


   “ ได้หรอครับ” ไม่รู้ว่าผมเก็บอาการอยู่ไหมแต่ผมตื่นเต้นมากๆเลย


   “ ได้ซิ” พี่ลี่ยิ้มให้ผมด้วยสายตาที่เอ็นดู พี่ลี่คือผู้หญิงที่ผมอยากจะแนะนำให้เป็นแฟนพี่ชายของผมทั้งสองจริงๆ ผมอยากพี่ชายทั้งสองของผมหาแฟนได้อย่างพี่ลี่ถ้าเป็นอย่างนั้นผมจะสบายใจมากกว่า



PS. ได้กลิ่นเหมือนจะมีเด็กงานเข้านะคะเนี่ยยยยยยยยย

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
        บทที่ 5.2
        อยากรู้อยากลอง


        “ แต่ทุกเย็นพวกพี่ก็จะมาที่ร้านเป็นประจำถ้าเหงาก็มาได้นะ” พี่เนปพูดเสริม


   “ ขอเบอร์ได้ไหมครับพี่ ทุกคนเลย”


   “ เดี๋ยวแอดให้” พี่เนปที่จับโทรศัพท์ผมอยู่พูดขึ้นและทำการแอดไลน์ทุกคนเข้ามาในเครื่องของผมเป็นที่เรียบร้อย


   “ ฉันอยากแอดน้องเข้าแชทกลุ่มจัง เอ็นดูง่า” เมื่อพี่ลี่พูดออกมาอย่างนั้นมีหรอว่าคนอย่างพี่เนปจะปฏิเสธ “ แอดเลยเนป ยินดีต้องรับสมาชิกไหมนะจ๊ะน้องซี”


   “ เลี้ยวซอยหน้าบ้านหลังที่สามฝั่งซ้ายครับ” ผมบอกพี่ลี่ออกไปเมื่อเห็นว่าใกล้ถึงบ้านของผม


   “ หลังนี้เนอะ” พี่ลี่จอดรถหน้าบ้านของผมหลังจากที่เธอขับมาตามเส้นทางที่ผมบอก “ บ้านใหญ่มาก แต่ทำไมไฟยังปิดละน้องซี”


   “ ไม่มีใครอยู่ครับพี่....” เป็นครั้งแรกที่ผมไม่อยากเข้าบ้านเลยจริงๆ ถ้าผมเข้าไปผมก็ต้องอยู่คนเดียว


   “ แล้วปกติเราอยู่อย่างไง” พี่ทอยถามขึ้นหลังจากที่เห็นว่าสภาพของผมดูเศร้าไปหลังจากที่พี่ลี่ถาม จะว่าอย่างไงดีหละครับผมอยู่คนเดียวจนเกือบจะชินแล้ว...


   “ พี่ชายกับพ่อแม่ครับ แต่ว่าพ่อกับแม่ไปต่างประเทศกันหมดเลย”


   “ ให้พวกพี่อยู่เป็นเพื่อนไหมละ”


   “ ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจมากๆเลย” ผมปฏิเสธความหวังดีของพี่ลี่ออกไปด้วยความเกรงใจจริงๆ ก่อนที่ผมจะบอกลาพวกพี่ๆและเปิดประตูรถออกมา


   “ ซี! พี่ล็อคอินให้เราละนะถ้าเล่นเดี๋ยวพี่จะบอกในกลุ่มนะ ฝันดีครับ!” พี่เนปเปิดกระจกรถออกมาตะโกนบอกผมที่กำลังจะไขกุญแจเพื่อเปิดประตูรั้วเข้าไปในบ้าน


   “ ครับ บายบ้าย” ผมโบกมือลาพวกพี่ๆก่อนจะเดินเข้ามาในบ้านด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำความรู้จักกับคนอื่นๆที่ไม่ใช่คนที่ผมเคยรู้จักมาก่อนและไม่ได้ขออนุญาตพี่คิน มันก็ไม่ได้แย่ขนาดที่พี่คินบอกว่าอย่าทำความรูจักใครถ้าไม่จำเป็นเพราะจะทำให้ผมเกิดอันตรายและเป็นภัยต่อตัวของผมและนั่นมันก็คงไม่แย่ไปกว่าที่ผมเดินเข้ามาในบ้านและไม่พบใครเลย ซึ่งมีแต่ความมืดและความว่างเปล่าที่ออกมาต้อนรับผมแบบนี้เกือบๆทุกวัน


   “ เฮ้ยย” ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินขึ้นบันไดและเข้าห้องของตัวเอง และไม่นานผมก็ได้ยินเสียงรถของพี่คินที่พึ่งเข้ามาจอดในโรงรถของบ้าน ทำให้ผมรีบวางกระเป๋าและเปลี่ยนชุดนักเรียนทันทีเพราะถ้าพี่คินเข้ามาเห็นผมโดนถามแน่ๆ และผมก็คิดว่าพี่คินน่าจะไม่พอใจถ้าผมไปสถานที่แบบนั้น สถานที่ที่พี่คินพยายามเลี่ยงไม่ให้ผมได้พบเจอทุกอย่างแม้กระทั่งการเล่นเกมที่พี่คินและพี่เซนต่างเป็นแบบอย่างให้ผมมาเป็นอย่างดี และบอกกับผมเสมอว่าการเล่นเกมมันไม่ใช่กิจกรรมที่เด็กอย่างผมควรโฟกัสในตอนนี้นอกจากเรื่องเรียน


   “ อ้วน?” และก็เป็นอย่างที่ผมคิดเพราะอยู่ๆพี่คินก็เปิดประตูห้องเข้ามา ซึ่งผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพอดีอย่างเฉียดฉิว “ ทำไมดูเหนื่อยๆ” พี่คินเดินก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับส่งสายตาเข้ามาสำรวจผมด้วยความสงสัย


   “ ออกกำลังกายมา” ในสมองตอนนี้ของผมมันว่างเปล่าจนผมตอบออกไปแบบนั้น


   “ ออกกำลังกายอะไรอ้วน เหงื่อเยอะจัง” พี่คินเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆพร้อมกับใช้มือเช็ดเหงื่อที่ผุดตามกรอบหน้าของผมเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด


   “ จะผอมไง”


   “ เอาอะไรมาพร้อม อย่างนี้แหละดีแล้ว หรือว่ามีความรัก?” พี่คินมองผมด้วยสายตาจับผิดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้สายตาของพี่คินดูดุและไม่พอใจมากกว่าเดิม “ บอกเลยนะว่ายังไม่ถึงเวลามีความรักตอนนี้ ตั้งใจเรียนไป”


คลื่นนน


   อยู่ๆเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ของผมสั่นขึ้นมาขัดจังหวะที่พี่คินกำลังพูด ทำให้ผมลืมตัวรีบจับโทรศัพท์ขึ้นมาไว้ตัวอย่างมีพิรุธจนพี่คินขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเข้าไปหนักกว่าเดิม


   “ พี่จริงจังนะอ้วน”


   “ ไม่มีอะไรจริงๆ” ผมรีบลุกขึ้นและจับมือพี่คินเอาไว้เพื่อให้พี่คินใจเย็นลงกว่าเดิมเพราะตอนนี้พี่คินดูเครียดอย่างเห็นได้ชัด สันกรามของพี่คินขบกันเหมือนว่าพี่คินกำลังพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ให้โมโหใส่ผม


   “ อย่าให้พี่รู้นะอ้วน ตอนนี้หน้าที่เราคืออ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเข้ามอสี่”


   “ ซีรับทราบครับ” ผมทำท่ายืนตรงและตะเบ๊ะเหมือนทหารส่งไปให้พี่คินแทน


   “ ดีมาก งั้นพี่ไม่กวนแล้ว” พี่คินพูดแค่นั้นก่อนจะเดินออกไปจากห้องผม เมื่อพี่คินออกไปแล้วผมก็รีบวิ่งไปล็อคประตูทันที


แกร๊ก


   คินที่กำลังเดินกลับไปห้องตัวเองชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงล็อคประตูห้องของน้องชาย และนั่นทำให้เขาสงสัยหนักกว่าเดิมเพราะท่าทางของซีที่ออกพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าซีเปลี่ยนไปและตอนนี้ซีกำลังมีอะไรปิดบังเขาอยู่ แต่สิ่งที่คินคิดอยู่ตอนนี้คือ ซีจะมีแฟนในวัยเรียนไม่ได้ แม้คินจะไม่รู้ว่าเรื่องที่ซีกำลังปิดบังเขาคือเรื่องอะไร




   Neptune : Are you ready?

   Toyy_story : Yes! I’m ready

   Lili17 : me too

   Neptune : C are you ready?

   C_C : yes sir !!


   และคืนนั้นเองที่ผมนั่งเล่มเกมส์ในโทรศัพท์ทั้งคืนจนลืมเวลาไปว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่นาฬิกาปลุกดังขึ้น และนั่นคือเวลาแห่งความฉิบหายของผมได้เกิดขึ้นแล้วโดยที่ผมไม่รู้ตัวมาก่อน เพราะ!  ผม ยัง ไม่ ได้ นอน!!!


   C_C : ยังไม่ได้นอนเลย


   Neptune : สาย Gamer ไม่มีคำว่านอนครับ!!!


   ผมเชื่อเขาแล้วจริงๆ แต่นั่นทำให้ผมต้องแบกสังขารตัวเองไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียนด้วยความง่วง แม้ว่าผมจะอาบน้ำแล้วก็ตาม จนกระทั่งผมลงมาบันไดมาเจอเข้ากับพี่คินที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร


   “ กินข้าวอ้วน” พี่คินเรียกผมให้มากินข้าวเหมือนทุกครั้งโดยที่พี่คินทำหน้าที่ในการเตรียมอาหารเช้าพร้อมกับนมให้ผมหลังจากที่พี่ส้มลาออก ซึ่งอาหารเช้าที่พี่คินเตรียมก็ประกอบไปด้วยอาหารครบห้าหมู่ตามหลักโภชนาการ พี่คินจะบังคับให้ผมกินให้ผมตามจำนวนที่เขาเตรียมมาให้ผม ซึ่งวันนี้อาหารที่พี่คินเตรียมมาให้ผมมีโจ๊กไก่ใส่ตับพร้อมกับไข่ลวกและผลไม้สามชนิด รวมถึงนมสดอุ่นๆ ปกติแล้วผมจะกินจนหมดแต่วันนี้ผมรู้สึกว่าอาหารตรงหน้ามันไม่ดึงดูดให้ผมอยากกินเลยสักนิด


   “ ไม่กินได้ไหม?” เป็นครั้งแรกของผมอีกเหมือนกันที่ไม่ได้นอนทั้งคืน มันรู้สึกง่วงจนผมไม่อยากจะกินอะไรผมแค่อยากหลับตาเพื่อพักสายตาสักพักเท่านั้นเอง


   “ บอกว่าอย่าลดความอ้วนไง!” พี่คินพูดออกมาเสียงดังพร้อมกับส่งสายตาที่บ่งบอกว่าไม่พอใจส่งมาให้ผม และทุกครั้งที่พี่คินดุผมจะต้องกลัวและทำตามที่พี่คินสั่งทุกอย่าง แต่วันนี้ผมไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น ผมรู้สึกอยากจะท้าทายสายตาดุๆของพี่คินแทน


   “ ก็บอกว่าไม่ได้ลด แค่กินไม่ลง” ไม่รู้ว่าผมเอาความหงุดหงิดมาจากไหนสงสัยจะเป็นเพราะผมง่วงนอนบวกกับอารมณ์ที่เริ่มรุนแรงขึ้นของผมทำให้ผมพูดแบบนั้นออกไป


   “ อือ” พี่คินวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะก่อนที่เขาจะเดินออกไปข้างนอกเพื่อบ่งบอกว่าตอนนี้เขาไม่พอใจที่ผมใช้น้ำเสียงแบบนั้นพูดกับเขาออกไป แม้จะรู้ว่าตัวเองผิดแต่ทิฐิมันค้ำคอทำให้ผมไม่สนใจพี่คินอีกต่อไปจนกระทั่งพี่คินขับรถมาถึงโรงเรียนผมก็ไม่ได้คุยกับเขาทั้งทาง


   “ ขอโทษที่พูดไม่ดีใส่...” ผมเอาชนะทิฐิของตัวเองเพื่อกล่าวคำขอโทษพี่คินออกไป เพราะรู้ว่าครั้งนี้ผมเป็นคนผิด แม้ใจจริงๆอยากที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ อยากที่จะประชด อยากที่จะเรียกร้องความสนใจ แต่แล้วความคิดด้านดีที่ผมพอจะมีอยู่บ้างเอาชนะความคิดอีกด้าน ทำให้ผมพูดขอโทษพี่คินออกไปก่อนที่ผมจะก้าวลงจากรถ


   “ ยังดีที่รู้ตัวว่าควรขอโทษ”


   “ ไปเรียนแล้วนะ...”


   “ ครับ ตั้งใจเรียนละ พี่ไม่โกรธซีเพราะซีขอโทษพี่แล้ว แต่อย่าให้มีครั้งต่อไปนะครับ พี่คินจะเอาจริงแล้วซีจะว่าพี่คินใจร้ายไม่ได้นะ” คำพูดของพี่คินวันนี้มันทำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีเพราะผมเอาแต่เล่นเกมจนลืมทำการบ้านและอดหลับอดนอนทั้งคืน แต่ผมไม่สามารถที่จะหยุดมันได้จริงๆมันเป็นอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกไม่เหงาและทำให้ผมรู้สึกดี เหมือนมีพวกพี่ๆอยู่กับผมทั้งคืน ผมไม่ได้อยู่คนเดียว มันทำให้ผมทดแทนสิ่งตรงนี้ที่ผมขาดหายไปในช่วงที่ผมไม่เหลือใคร...


เมื่อเข้ามาถึงห้องเรียนเวลานี้ทุกคนก็เตรียมลอกการบ้านสำหรับใครที่ยังทำไม่เสร็จหรือว่าไม่แน่ใจว่าทำถูกไหมก็จะพากันจับกลุ่มแลกเปลี่ยน ซึ่งถ้าเป็นปกติแล้วคนอย่างผมไม่เคยต้องลอกการบ้านใคร แต่วันนี้ผมเป็นซีคนใหม่ที่จะต้องแบกหน้าไปขอเพื่อนลอกการบ้าน


   “ เราขอดูด้วยได้ไหม?” ผมเดินไปหากลุ่มเพื่อนในห้องที่ผมไม่เคยคุยด้วย ตอนนี้พวกเขากำลังมุงกันลอกการบ้านอยู่


   “ อันนี้ของไอ้เกรมนะ มึงต้องไปขอมัน” เพื่อนคนหนึ่งหันมาบอกผม ของเกรมอย่างนั้นหรอ? แล้วใครกันที่ชื่อว่าเกรม ผมมองไปรอบๆห้องก่อนจะเจอเข้ากับผู้ชายตัวสูงที่เดินล่วงกระเป๋าเข้ามาถ้าจำไม่ผิดเขาน่าจะชื่อเกรมตามที่เพื่อนคนนั้นบอกผม


   “ เราขอลอกการบ้านนายด้วยได้ไหม?” ผมเดินเข้าไปหาเกรม


   “ ไม่..มึงไม่เคยให้กูลอกการบ้าน” เกรมพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน ผมนึกย้อนกลับไปตามสิ่งที่เขาพูด ผมไม่เคยให้ใครลอกการบ้าน...และผมก็จะว่าคนที่มาขอผมลอกการบ้านว่าไม่มีความรับผิดชอบต้องมาอาศัยสิ่งที่คนอื่นทำ ตอนนี้มันย้อนกลับมาหาผมแล้วครับ..ผมไม่มีความรับผิดชอบ แต่ทำไมในใจของผมมันกลับตื่นเต้นมากกว่าตื่นกลัวในสิ่งที่ผมกำลังทำผิด


   “ ครั้งเดี๋ยวได้ไหม…” ผมจะไม่อ้อนวอนเลยถ้าเกิดว่าการบ้านชิ้นนี้ไม่ใช่วิชาคณิตศาสตร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดของอาจารย์


   “ ได้...เดี๋ยวกูทำให้ เอาสมุดการบ้านของมึงมาซิ” ผมไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆเกรมถึงจะให้ผมลอก แถมเขายังอาสาเขียนให้ผมอีก เกรมช่างเป็นคนดีจริงๆ ผมไม่รอช้ารีบกลับไปที่โต๊ะของตัวเองเพื่อเอาสมุดการบ้านให้แกรมเขียนที่โต๊ะของเขา เกรมรับสมุดจากผมมาก่อนที่เขาจะเปิดไปที่หน้าการบ้านและลงมือทำด้วยความรวดเร็ว ทำให้ผมเห็นว่าเกรมน่าจะจำคำตอบได้ผมเลยไม่ได้ติดใจหรือสงสัยอะไร จนกระทั่งเกรมเขียนให้ผมเสร็จเขาก็ยื่นสมุดมาตรงหน้าผม


   “ ทีหลังก็ทำมาด้วยหล่ะ” เกรมยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มแปลกๆ แต่ผมจะมาสงสัยอะไรกับผู้มีพระคุณของผมไม่ได้ มันคงจะไม่มีอะไรหรอก จนกระทั่งอาจารย์ประจำวิชาเเรกเดินเข้ามาในห้อง ซึ่งเป็นอาจารย์วิชาคณิตศาสตร์นั่นเอง


   “ ส่งการบ้านจ้ะเด็กๆ” แม้คำพูดของอาจารย์จะดูใจดีแต่อาจารย์ก็โหดเอามากๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียน วันนี้ผมยังไม่เห็นกันต์เข้ามาในห้องเลย สงสัยจะตื่นสายแน่ๆ เพราะปกติแล้วกันต์จะมาโรงเรียนเช้าเสมอ อาจมีบางครั้งที่เขาจะมาช้า


   ผมเดินไปส่งการบ้านที่หน้าห้องเรียนก่อนจะกลับเข้ามานั่งเรียนที่เดิม วันนี้อาจารย์สอนไม่ได้เยอะแต่ผมแค่รู้สึกว่าผมง่วง ทำให้ตาของผมค่อยๆปิดลงและหลังจากนั้นผมก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย….


   “ ศรันย์”


   “ ศรันย์


   “ ศรันย์!!!” ผมสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจเมื่ออยู่ๆอาจารย์ตะโกนเรียกชื่อผมเสียงดัง


   “ ครับ!”


   “ ออกมาเฉลยการบ้านข้อนี้” อาจารย์พูดเสียงเข้มเมื่อเธอเห็นว่าผมหลับในห้องเรียน ในเมื่ออาจารย์เรียกให้ออกไปผมก็ต้องออกไปตามคำสั่งของอาจารย์ ก่อนที่ผมจะยืนงงกับโจทย์ที่อยู่บนกระดาน


   “ ทำไมทำหน้างง ทำการบ้านบ้านมาแล้วไม่ใช่หรอศรันย์?” อาจารย์เร่งผมอีกครั้งเมื่อเธอเห็นว่าผมทำหน้างง “ ทำผิดอาจารย์ไม่ว่า แต่ถ้าไม่ทำมาและลอกคนอื่นอาจารย์ไม่ยอม”


   “ เอ่อ….คือผม” ผมพยายามหันไปมองหน้าของเกรมที่นั่งอยู่ด้านในห้องเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือรอยยิ้มเยาะๆของเขาเหมือนว่าเขาสะใจที่ผมโดนอาจารย์ว่า


   “ ว่าอย่างไงศรันย์” ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไงดีเพราะตอนนี้ผมไม่รู้จักใครในห้องเลย แถมกันต์เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมก็ยังไม่มา ทำให้ผมจำใจหยิบปากกาไวท์บอร์ดขึ้นมาเขียนโจทย์บนกระดานด้วยความรู้สึกกระวนกระวายและกลัวว่าอาจารย์จะจับได้ว่าผมลอกการบ้านเพื่อน



   ท่าทางของซีนักเรียนที่ไม่เคยทำผิดแสดงออกได้ชัดว่าวันนี้ซีมีอาการแปลกๆเหมือนคนที่ทำความผิดตลอดเวลา สายตาของอาจารย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะย่อมดูออกว่านักเรียนคนนี้ทำผิดมาแน่ๆ ทำให้เธอเดินไปหยิบสมุดการบ้านของซีขึ้นมาเปิดหน้าการบ้าน และรู้ทันทีเลยว่าซีไม่ได้ทำการบ้านเองเพราะลายมือนี้ไม่ใช่ลายมือของซี!



   “ ศรันย์กลับไปนั่งที่ได้แล้ว” ผมพ่นลมหายใจออกมาทันทีที่อาจารย์ไล่ให้ผมกลับไปนั่งที่ อาจารย์คงไม่อยากให้ผมอายไปมากกว่านี้หรือไม่อาจารย์ก็คงไม่สามารถทนเห็นสิ่งที่ผมแสดงออกไปแน่ๆ เพราะดูจากสีหน้าของอาจารย์ที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจน


   ที่ของผมอยู่เกือบๆท้ายห้องซึ่งเป็นทางเดินที่ต้องเดินผ่านโต๊ะของเกรมที่ตอนนี้ของมองหน้าผมเช่นเดียวกัน ผมว่าตอนพักผมต้องไปคุยกับเขาสักหน่อยแล้วว่าเกรมยิ้มและมองหน้าผมแบบนั้นมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ แต่ที่สำคัญผมไม่ค่อยชอบนรอยยิ้มแบบนี้ของเกรมสักเท่าไหร่ จะเรียกว่า รอยยิ้มอ้อนตีน อย่างนั้นได้ไหมครับ??


   เวลาผ่านไปสามชั่วโมงซึ่งถึงเวลาพักเที่ยง ปกติแล้วผมจะออกไปกินกับกันต์แต่วันนี้เขาไม่มาทำให้ผมไม่อยากจะออกไปไหนมาไหนคนเดียวเลยเลือกที่จะอยู่ในห้องและฟุบโต๊ะหลับไปด้วยความง่วงที่สะสมมาอย่างยาวนาน


   “ หึ”


   “ อื้อ…” ผมค่อยลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากที่ผมหลับไปได้สักพัก ก่อนที่ผมจะบิดขี้เกียจแต่สายตาผมดันไปสบเข้ากับใครบางคนที่นั่งจ้องหน้าผมอยู่


   “ นาย?”


   “ ว่าไงครับ” ผมว่าผมจะไปคุยกับเกรมอยู่พอดีไม่คิดว่าตื่นมาเกรมจะมายืนอยู่ตรงหน้าผมแบบนี้ ผมจะได้ถามสิ่งที่ผมสงสัยไปเลย


   “ นายยิ้มหัวเราะผมทำไม มันมีอะไรน่าตลกอย่างนั้นหรอ? ตอนที่อาจารย์เรียกผมไปเฉลยหน้าห้อง” ผมถามเขาออกไปตรงๆเพราะผมเองเป็นคนที่ไม่ชอบพูดอ้อมค้อมสักเท่าไหร่


   “ สมเพชมั้ง”


   “ เอ๊ะ?”


   “ ก็เหมือนว่าคนหยิ่งๆอย่างมึงมาอ้อนวอนขอหลอกการบ้านกู แต่ดันโชคร้ายได้ออกไปเฉลยหน้าห้องไง ก็เลยสมเพช ไม่ซิ เวทนาด้วยแหละ” สายตาของเกรมมองผมด้วยท่าทางที่แสดงออกมาเหมือนกับคำพูดของเขาที่ดูสมเพชและเวทนาผมจริงๆ


   “ ผมไม่เคยมีปัญหากับนายนะ” เท่าที่ผมจำได้ผมก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใครเลย จะเรียกได้ว่าผมไม่ยุ่งกับใครมากกว่า


   “ มีซิ” เกรนยื่นหน้ามาใกล้ผมเรื่อยๆจนผมต้องพะงักหน้าหนีออกไป “ ผมรักกันต์อย่ามายุ่งกับกันต์ของผม!”


   “ ห้ะ???” ผมถึงกับต้องเคะหูออกเมื่อเกรมพูดออกมาแบบนั้น แสดงว่าเกรนเป็นเกย์อย่างนั้นหรอ? แต่กันต์ไม่ใช่เกย์ “ กันต์ไม่มีวันชอบผม และก็ไม่มีวันชอบนายด้วย”


   “ ไม่สนใจ แค่อย่ามายุ่งอย่ามาใกล้กันต์ของผมก็พอ” ผมว่าผมมองเขาเป็นผู้ชายมาตลอด แต่ทำไมตอนนี้เขากลายเป็นเอ่อ..แบบนี้ไปแล้วหล่ะ


   “ ทำไม่ได้หรอกนะ ผมเป็นเพื่อนสนิทของกันต์” ถ้าผมเลิกยุ่งเลิกอยู่ใกล้กับกันต์แน่นอนว่าผมจะไม่มีใครคบอีกแล้ว “ ให้เลิกยุ่งไม่ได้จริงๆ”


   “ อย่ามากวนโมโหได้ปะ!” ผมมองหน้าเกรมอย่างงๆเพราะอยู่ๆเกรนก็ลุกขึ้นตะโกนใส่หน้าผมเสียงดัง โคตรเด็กน้อยเลย ผมเลือกที่จะลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปเพื่อตัดปัญหาพวกนี้ แต่เกรนเหมือนจะไม่ยอมเพราะเขาเดินตามออกมาและกระชากแขนผมให้เข้าไปหาเขาแรงๆ


   “ ปล่อย” ผมมองหน้าเกรนด้วยสายตานิ่งๆเพื่อเตือนให้เขาปล่อยมือออกจากแขนของผม


   “ ไม่ จนกว่ามึงจะเลิกยุ่งกับกันต์”


   “ ไร้สาระ” ผมพยายามบิดแขนตัวเองให้ออกจาการเกาะกุมของเกรน แต่เหมือนว่ายิ่งผมบิดเท่าไหร่เกรนก็ออกแรงบีบแขนของผมแน่นขึ้นเท่านั้น จนผมใช้จังหวะที่เกรนโมโหต่อยหน้าเกรมแรงๆ


ผั๊วะ!


   “ โอ๊ย!” เกรมเซล้มไปทันทีที่ผมปล่อยหมัดลงบนใบหน้าของเกรม....ผมต่อยเกรมอย่างนั้นหรอครับ? ผมก้มลงมองมือของตัวเองที่ผมใช้ต่อยเกรมไป ปกติผมไม่ใช่คนที่ใช้กำลังแก้ไขปัญหาไม่ใช่หรอ? แล้วทำไมวันนี้ผมเลือกใช้มันหละครับ


   “ อย่ามายุ่งกับกู!” ผมรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยงแต่ผมไม่มีอารมณ์เรียนต่อแล้ว ขอโดดไปที่ไหนสักที่ก็แล้วกันเมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็เดินกลับเข้ามาในห้องและหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาสะพายก่อนจะเดินไปยังประตูหลัง ผมเคยได้ยินมาว่าถ้าจะโดดเรียนออกไปนอกโรงเรียนให้ออกทางประตูนี้เพราะยามชอบไม่เฝ้าประตู และก็เป็นอย่างที่ผมได้ยินมาเพราะว่าประตูหลังนี้ไม่มีแม้แต่เงาของยามสักคน


   ผมเดินออกจากประตูหลังโรงเรียนก่อนจะตรงมาที่ร้านเกมส์ร้านเมื่อวานที่ผมเจอกับพวกพี่ๆ


   “ อ้าวหนุ่ม” พี่เจ้าของร้านหน้ายักษ์ทักผมขึ้นทันทีที่เขาเห็นผม “ โดดเรียนปะเนี่ย ถ้าโดดรีบกลับไปเรียนเลยนะพี่ไม่สนับสนุนให้โดดเรียนมาเล่นเกมส์”


   “ เอ่อ...ที่ห้องผมเป็นคาบว่างครับ ไม่ได้โดดเลย” นับเป็นครั้งแรกที่ผมหัดโกหก....


   “ ไม่ได้โกหกพี่นะน้อง” เจ้าของร้านถามย้ำอีกรอบด้วยความไม่แน่ใจเพราะเขาไม่อยากให้ร้านตัวเองโดนปิดเพราะมีนักเรียนเเอบโดดเรียนมาเล่นเกมส์


   “ ไม่ครับพี่” แล้วคนโกหกที่ไหนจะยอมรับว่าโกหกกันละ!


   “ โอเคๆ กี่ชั่วโมงละ”


   “ เหมาทั้งวันพี่” ผมเดินไปจ่ายตังค์แบบเหมาจ่ายให้พี่เจ้าของร้านไปร้อยห้าสิบบาทก่อนจะเลือกเดินไปที่คอมพิวเตอร์เครื่องเจ็ดเครื่องที่ผมเล่นเมื่อวาน ก่อนจะล็อคอินเข้าไปที่เกมส์เดิม เพราะผมเล่นเป็นแค่เกมส์เดียว


   Neptune  : โดดเรียนอ่อ?


   C_C : พี่เนปรู้ได้ไง?


   Neptune : เห็นขึ้นออน!


   ก็แสดงว่าพี่เนปเองก็โดดเรียนเล่นเกมส์เหมือนกันเพียงแต่ว่าเขาไม่ได้โดดออกมาเล่นที่นอกโรงเรียนเหมือนผม


   C_C : สักตาไหมพี่


   Neptune : ก็มาดิครับ! รออะไร


   และนั่นก็เป็นช่องให้ผมกดเข้าไปในเกมส์…….


ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วเพราะดูเหมือนว่านายศรันย์ ถูกดูดเข้าไปอีกโลก แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้เล่นกับเนปแล้วก็ตามเพราะเนปขอตัวกลับไปเรียน แต่ซีกลับเล่นต่อและหาห้องเล่นกับคนอื่นไปเรื่อย จนกระทั่งถึงเวลาที่เธอพักสายตาจากการจ้องหน้าจอคอม


   “ หิวจัง” ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะเดินไปหาพี่เจ้าของร้านที่เคาท์เตอร์เพื่อซื้อมาม่าคัพมากินแก้หิวไปพรางๆ ซีสังเกตจากเด็กคนอื่นๆที่จะมีของกินวางอยู่บนโต๊ะเขาเลยเลือกซื้อขนมมาด้วยเพราะไม่อยากเดินบ่อยๆมันจะเสียเวลาในการเล่นเกมส์ จนกระทั่งสี่โมงครึ่งซีไม่ลืมโทรหาคิน


   “ พี่คินซีมีเรียนพิเศษกับกันต์นะ เดี๋ยวซีให้กันต์ไปส่ง”


   ( ให้พี่ไปรับที่บ้านกันต์ไหม?) คินเองก็นึกแปลกใจที่อยู่ๆน้องชายของเขาก็โทรมาบอกว่าจะไปเรียนพิเศษกับกันต์ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาบังคับแทบตายซีไม่เคยไป


   “ เอ่อ...เดี๋ยวซีบอกละกัน แค่นี้นะพี่คิน ติ๊ด!” ผมก็รีบวางสายพี่คินถ้าคุยนานกว่านี้พี่คินได้จับได้แน่ๆว่าผมไม่ได้มาเรียนพิเศษ


   “ น้องซี” เสียงอันคุ้นหูดังขึ้นมาจากหน้าร้าน ผมเลยถอดหูฟังออกมองไปยังหน้าร้านและเห็นว่าเป็นกลุ่มของพี่ลี่ พี่เนป และพี่ทอยเดินเข้ามาในร้าน


   “ สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้พี่ๆทั้งสามก่อนที่พี่เนปจะนั่งลงที่คอมข้างๆผมเหมือนเดิม


   “ อยากเล่นเกมส์อื่นไหม?” ระหว่างที่รอเครื่องคอมเปิดพี่เนปหันมาถามผมที่ตอนนี้รอเข้าเกมส์เพื่อเล่นอีกตา


   “ ยากไหม?”


   “ ง่ายมาก” ผมจึงพยักหน้าให้พี่เนปทันที เมื่อเขาเห็นว่าผมตอบตกลงพี่เนปก็เลื่อนเก้าอี้มาที่โต๊ะของผมก่อนที่เขาจะเปิดเกมส์อะไรสักอย่างที่ผมไม่คุ้นอะไรเลย จนกระทั่งผมพี่เนปเล่นให้ผมดูจนผมจัดจุดได้และเล่นตามที่พี่เนปสอน




PS. น้องชักจะดื้อเกินไปแล้ว.....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-04-2019 20:16:21 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ ineverlove

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-4
ฮ่าๆ น้องซีติดเกม เราว่าเด็กอายุ 15 เล่นเกมปกตินะ
เราชอบนะที่ซีดำเนินชีวิตปกติแบบนี้.  ถ้าใช้ชีวิตตามคินบอกคงไม่ต่างจากนกน้อยในกรงทอง มีชีวิตแต่ไร้จิตใจ

ชอบอะ ขอบคุณคนแต่งนะ มาต่อรัวๆ อ่านกันยาวๆ เลย  :mew1:

แอบเหวอกับเกรนนิดหน่อยที่ชอบกันต์มาวีนเหวี่ยงใส่ซี 555 คนแบบนี้ไม่น่าคบเลย อย่าให้กันต์ที่แสนดีตกไปอยู่ในมือมารร้าย
. (#เซนกันต์) << ชิบคู่นี้ :impress2:

รอน้องซีโตอยู่นะ อยากเห็นพัฒนาการเติบโตทั้งดีทั้งเลว

ปล.เราว่าตอนนี้เรื่องนี้ วิว ฉลาดสุด :katai5:

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
   บทที่ 5.3
อยากรู้อยากลอง

     ชีวิตประจำวันของซีก็เป็นแบบนี้เกือบทุกวันจนเวลาผ่านไปได้สองอาทิตย์ ซีแทบจะไม่ได้นอนเพราะมัวแต่เล่นเกม ขอบตาที่เคยปกติตอนนี้ก็มีรอยคล่ำอย่างเห็นได้ชัด การบ้านที่เคยทำทุกวันก็ค้างเอาไว้จนอาจารย์เกือบๆทุกวิชาต้องส่ายหน้าให้ซี แน่นอนว่าผลการเรียนของซีก็ตกต่ำอย่างเห็นได้ชัดทำให้อาจารย์ต้องรายงานพฤติกรรมของซีให้ผู้ปกครองอย่างอคินได้รับรู้ ช่วงนี้กันต์เองก็สังเกตให้พฤติกรรมแปลกๆของซีที่ทุกเย็นซีจะแยกกับเขาที่ห้องไม่ได้เดินออกมาเหมือนเดิม
ส่วนคินกับเซนก็สังเกตพฤติกรรมของซีเงียบๆไม่ได้ถามหรือเซ้าซี้ซีมากเพราะเขาต้องการจะจับซีให้ได้คาหนังคาเขามากกว่า และวันที่เขาจะเริ่มปฏิบัติการณ์ก็มาถึง เขาอดทนรอไม่ไหวอีกต่อไป และอีกอย่างคือหลังจากที่เขาได้รับโทรศัพท์รายงานพฤติกรรมของซีจากอาจารย์ที่ปรึกษา เขาแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองที่ซีมีพฤติกรรมแบบนี้ แต่ทุกอย่างมันดูสอดคล้องกันไปหมด คินเองก็นึกโทษตัวเองที่ไม่เอาใจใส่ซีจนซีต้องหันออกไปหาสังคมอื่น สังคมที่คินคิดว่ามันค่อนข้างที่จะอันตรายสำหรับเด็กตัวเล็กๆที่เขาเลี้ยงมากับมืออย่างซี...


   “ ตั้งใจเรียนนะอ้วน” คินมาส่งซีที่โรงเรียนเหมือนทุกวัน แต่วันนี้น้องชายของเขามีท่าทีอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด อาการของซีเริ่มออกให้เห็นได้ชัดกว่าทุกวันที่ผ่านมา


   “ ครับ” ซีตอบเสียงยานก่อนที่ซีจะปิดประตูรถและเดินเข้าไปในโรงเรียน เมื่อซีเดินเข้าไปในโรงเรียนแล้ว คินที่นั่งรอยู่บนรถรอซีเข้าไปจนลับตาและต่อสายหาเซนทันที


   “ เจอกันบ่ายสามที่หน้าโรงเรียนซี”


   ( โอเค)


   เด็กที่โกหกต้องโดนลงโทษอย่างสาสม ที่ผ่านมาเขาปล่อยให้ซีคิดเองมาตลอด แต่เหมือนว่าพฤติกรรมของน้องชายอย่างซีจะแย่ลงไปจากเดิม อารมณ์รุนแรงขึ้น การพูดจาที่กระโหกโฮกฮากจนเขาถึงกับงงว่าซีไปเอาพฤติกรรมก้าวร้าวมาจากไหน จนเขาได้คำตอบว่าซีเป็นเด็กหัวร้อนเพราะติดจากการเสพติดการเล่นเกมส์!


   ในช่วงกลางวันวิชาพละซีเลือกที่จะเฟร์ดตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนในห้องที่กำลังวอร์มร่างกายกันอยู่เพื่อออกจากโรงเรียนมาที่ร้านเกมส์เหมือนทุกครั้งที่ซีมีโอกาส เจ้าของร้านเมื่อเห็นซีเขาก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับเด็กผู้ชายติดเกมส์ ลำพังเขาเตือนดีๆบางทีเด็กน้อยที่เคยน่ารักกลับตะหวาดใส่เขากลับมาจนเขาเอือมที่จะเตือน


   “ เชี่ยเอ้ย!” ซีสบถออกมาเสียงดังเมื่อเกมส์ที่ตั้งใจเล่นมาเกือบๆชั่วโมงผลปรากฎว่าทีมที่สุ่มดันอ่อนทำเขาแพ้ทั้งๆที่เขาตั้งใจที่สุดแล้ว


   “ ไอ้ควาย ถ้าจะเล่นอ่อนขนาดนี้ไปตายให้หมาแดกไป!” ซีตะโกนใส่ไมค์ด้วยความโมโหจนเพื่อนในทีมไม่ยอมและด่าซีกลับมาเหมือนกัน


   “ ตัวๆกับกูเปล่า อย่าห้าววะ” ด้วยความคะนองปากทำให้ซีพลั้งปากท้าออกไปแบบนั้นทั้งๆที่ซีอยู่คนเดียวตอนนี้ “ ร้าน JN มาดิมา”


   ( เห้ย! กูรู้จักร้านนี้ จัดเด็กปากดีสักหน่อยว้า) เหมือนเสียงหนึ่งในสายดังขึ้นทำให้ซีได้สติว่าไม่ควรพูดออกไปแบบนั้น แต่ไม่ทันแล้วเพราะอยู่ๆพวกนั้นในเกมส์ก็เงียบ จนซีรู้สึกใจไม่ดีแต่ในใจก็ยังคงคิดว่าพวกนั้นไม่น่าจะมาจริงๆ


ปึง!


   “ อยู่ไหนวะสัสเอ้ย!” เสียงถีบประตูเข้ามาในร้านก่อนจะตะโนกเสียงดัง ซีจึงหันไปดูก่อนจะเห็นว่าเป็นเด็กผู้ชายน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ลักษณะการแต่งตัวต่างๆบ่งบอกว่าพวกผู้ชายเหล่านี้น่าจะไม่ได้เรียนหนังสือ ซีพยายามมองหาพี่เจ้าของร้านแต่ก็ไม่พบ อีกอย่างในร้านตอนนี้ก็มีเพียงแค่ซีคนเดียวเท่านั้น!


   “ พี่แป๊บ! มันอยู่ในสุดวะพี่!!” เสียงของผู้ชายในกลุ่มชี้มาที่ซีที่พยายามนั่งตัวรีบและหลบสายตาของพวกนั้น


   “ อย่าหนีดิสัส!” ซีรีบวิ่งออกประตูด้านหลังร้านที่ซีเคยเห็นเจ้าของร้านเคยใช้ออกด้วยความรวดเร็ว เพราะตอนนี้สติของซีแทบจะไม่มีอยู่แล้ว แต่สมองของกลับสั่งให้วิ่งและวิ่งออกมาจากร้านนี้ให้ได้ เพราะพวกผู้ชายเหล่านั้นอันตรายกว่าที่จะต่อกรด้วย โดยเฉพาะหัวหน้ากลุ่มที่มาพร้อมกับไม้หน้าสาม


   “ หยุดนะมึง!!!” เสียงตะโกนตามมาจากด้านหลังทำให้ซีเอี้ยวตัวหันไปมองก่อนจะเห็นว่าพวกนั้นวิ่งตามมาติดจนกระทั่งใครบางคนในกลุ่มปาก้อนหินใส่หลังของซีเต็มๆ จนซีเสียหลักล้มลงกระแทกกับก้อนหินที่อยู่ตามพื้น


ตุบ


   “ โอ๊ย!!” ซีพยายามตะเกียดตะกายยันตัวลุกขึ้นมาแต่ไม่ทันแล้วเพราะพวกนั้นวิ่งตามจนมาประชิดตัวเธอและกระชากตัวซีให้ลุกขึ้นมาทำให้เข่าของซีขูดลงกับพื้นถนนจนกางเกงพละขาดเป็นรู


   “ ปากเก่งดีหนิ แล้ววิ่งหนีทำไมวะ?” ผู้ชายที่ชื่อแป๊บใช้มือทั้งสองข้างของเขาบีบคางของซีแรงๆจนซีเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด


   “ พี่แป๊บ มันตัวคนเดียวนะพี่” เสียงของผู้ชายในกลุ่มตะโกนขึ้นมาเพื่อเตือนสติลูกพี่ของเขาที่ใช้กำลังกับเด็ก


   “ หน้าตาก็ดีนะมึง เป็นเด็กมีปัญหาละซิ พ่อแม่ไม่รักหรอวะ?” แป๊บยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าของซีมากขึ้นจนซีถึงกับถ่มน้ำลายของตัวเองออกมาใส่หน้าของแป๊บ


ผั๊ว!


   “ มึง!” แป๊บต่อยลงบนใบหน้าของซีแรงๆจนซีหน้าหันไปอีกด้านทันที ความเจ็บปวดแล่นเข้ามาในความรู้สึกจนซีอยากร้องไห้ออกมา เวลานั้นคนที่ซีคิดถึงมากที่สุดก็คือคิน….


   “ เห้ย พี่ พอเถอะวะ” ลูกน้องสองสามคนไม่สามารถทนดูเหตุการณ์เหล่านั้นได้เลยรีบดึงตัวลูกพี่ให้ออกห่างจากซี


   “ อย่าปากดีกับกูอีก!” ก่อนที่เขาจะไปก็ชี้หน้าซีอย่างเอาเรื่องก่อนที่จะเดินหายไปอีกทาง เวลานั้นความเจ็บปวดและความอ่อนแอทำให้น้ำตาของซีไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นี่ซินะอันตรายที่พี่คินชอบพูด ซีรู้แล้วว่าไม่ควรทำตัวแบบนี้ แต่สุดท้ายเหตุการณ์ทุกอย่างก็เกิดขึ้น ซีใช้มือทั้งสองข้างที่สั่นด้วยความกลัวขึ้นมาจับที่มุมปากของตัวเองเบาๆด้วยความเจ็บ ไม่คิดว่ามันจะแรงจนทำให้ปากของซีมีเหลือดไหลซึมออกมา ส่วนเข่าทั้งสองข้างก็มีรอยถลอกและเลือดที่ไหลซึมออกมาเหมือนกัน


   ซีนั่งอยู่ตรงนั้นสักพักก่อนที่ซีจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาทั้งสองข้างและลุกขึ้นยืนเพื่อเดินกลับไปที่ร้านด้วยความรู้สึกหวาดกลัว



Akin’s talk


   บ่ายสามโมงผมมาถึงที่หน้าโรงเรียนของซีพร้อมกับไอ้เซนที่มันก็รีบออกจากโรงพยาบาลมาเหมือนกัน ผมปรึกษากับไอ้เซนตลอดเรื่องพฤติกรรมที่ค่อยๆเปลี่ยนไปของซี และไอ้เซนเองก็เห็นเหมือนผมจนมันเเอบตามซีในช่วงเย็นก็พบว่าซีโกหกผม! ซีไม่ได้ไปติวเรียนพิเศษเหมือนที่บอกผมเอาไว้แต่กลับกลายมาเล่นเกมส์ที่ร้านข้างๆโรงเรียน มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกผิดหวังมันเหมือนว่าความไว้ใจที่มีต่อซีมันพังทลายลงเพราะซีเลือกที่จะโกหกผมทั้งๆที่ผมคือคนที่ซีควรจะไว้ใจและแคร์มากที่สุด แต่วันนี้มันได้พิสูจน์แล้วว่าน้องเปลี่ยนไป และผมเองก็รู้ว่าสาเหตุมันมาจากผมที่ไม่มีเวลาให้น้องเหมือนเมื่อก่อน ผมผิดเอง ถ้าเรื่องนี้จะถามหาว่าใครผิดก็คงต้องเป็นผมที่เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง ผมรู้ดี...


   “ บุกเลยไหม” ผมถามไอ้เซนด้วยความร้อนใจอยากจะเข้าไปจัดการซีให้หายดื้อสักทีหลังจากที่ผมอดทนมานาน อดทนที่จะต้องแสร้งว่าทุกย่างมันเหมือนปกติทุกวันทั้งๆที่ในใจผมอยากจะคุยและเคลียร์ให้รู้เรื่อง


   “ พี่มึงต้องใจเย็นก่อน อย่าตะหวาดน้องต่อหน้าคนอื่น” เพราะเซนรู้ว่าการแสดงออกอย่างนั้นจะทำให้น้องรู้สึกกลัวและต่อต้านกว่าเดิม อีกอย่างมันเป็นเรื่องภายในครอบครัวไม่ควรแสดงออกให้คนอื่นเห็น


   “ กูไม่รับปากนะ” ผมเองก็เชื่อใจตัวเองไม่ได้ว่าถึงเวลานั้นผมจะควบคุมตัวเองอยู่หรือเปล่า ตอนนี้ผมกับไอ้เซนเดินมาหยุดอยู่ที่ร้านเกมส์ที่ซีมาเล่นประจำ


   “ กี่ชั่วโมงครับ” เจ้าของร้านเอ่ยถามขึ้นทันทีที่พวกผมก้าวเท้าเข้าไปในร้าน


   “ ผมมาตามหาน้อง”


   “ น้อง?” เจ้าของร้านทำท่าขุ่นคิด “ คนไหนครับ ชื่ออะไร”


   “ชื่อซีครับ” ไอ้เซนพูดขึ้นทำให้เจ้าของร้านชี้ไปที่โต๊ะในสุดของร้านที่ตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่


   “ ตอนแรกเห็นนั่งตรงนั้น..เอ๋?” เจ้าของร้านเดินนำเข้ามาที่นั่งด้านในก่อนจะเห็นว่ามีกระเป๋าของซีวางไว้อยู่แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ หรือน้องมันเห็นว่าผมเดินมาเลยหนีออกไปจากทางประตูหลังเพราะด้านหลังผมเห็นว่าประตูเปิดอ้าอยู่


   “ ประตูนี้ใช้ได้ไหมครับ” เหมือนไอ้เซนมันคิดแบบผม


   “ ได้ครับ แต่ปกติไม่ค่อยให้ลูกค้าใช้” เจ้าของร้านเดินนำพวกผมออกมาทางประตูหลังที่สามารถทะลุผ่านออกไปยังถนนเส้นหลังได้


   “ ซี…..” เสียงไอ้เซนเรียกชื่อของซีจากด้านหลังทำให้ผมค่อยๆหันไปมอง จังหวะนั้นเองที่ผมเกือบจะทรุดทันทีที่เห็นสภาพของน้องชายที่เดินร้องไห้ตาบวมมาจากถนนสายนั้นเนื้อตัวของซีเต็มไปด้วยแผลโดยเฉพาะเข่าทั้งสองข้างของซี และรอยช้ำบนใบหน้าที่บ่งบอกว่าซีโดนต่อย...


หมับ!


   “ ฮึก...ซีขอโทษ” ไอ้เซนมันรีบวิ่งไปหาซีทันทีก่อนที่มันจะดึงตัวซีเข้ามากอดเอาไว้


   ผมรู้แล้วว่าการที่เห็นคนที่รักเจ็บปวดและไม่สามารถทำอะไรได้มันรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกนั้น ผมเจ็บที่ไม่สามารถช่วยน้องได้ และผมก็เจ็บที่ปล่อยให้น้องต้องมาเจออะไรแบบนี้ ทั้งๆที่จริงผมควรที่จะปกป้องไม่ให้น้องต้องมามีสภาพแบบนี้ สภาพที่ผมกลัวมาตลอดแต่แล้ววันนี้ผมได้ตระหนักรู้ว่าผมไม่สามารถที่จะปกป้องน้องได้ในทุกๆสถานการณ์


   “ โธ่เว้ย!” ผมโมโหจนเตะเข้ากับอะไรสักอย่างเเถวนั้นเพื่อระบายอารมณ์โกรธของตัวเองจนไม่ได้สนใจว่าตอนนี้ซีจะมีสภาพเป็นอย่างไร ผมสับสนกับอารมณ์ของตัวเองทั้งโกรธและโมโหและอีกอารมณ์ที่มันแทรกเข้ามาโยที่ผมไม่รู้ตัวมาก่อน


หมับ!


   “ ไปทำแผล” ผมดึงมือซีให้ออกจากอ้อมกอดของเซนตามความรู้สึกของผม..ว่าตอนนี้ซไม่ควรที่จะกอดเซน!!


   “ พี่น้องมันเจ็บนะ”


   “ เจ็บจะได้จำ” ผมรู้ว่าผมไม่ควรพูดแบบนั้นออกไปทั้งๆที่ในใจอยากจะดึงซีเข้ามากอด แต่ถ้าผมทำอย่างนั้นซีจะรู้สึกผิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกอย่างหรอครับ? ถ้าครั้งนี้ไอ้เซนมันรับบทเป็นพี่ชายใจดีผมจะรับบทเป็นพี่ชายใจร้ายเองก็แล้วกัน!


   ซีเดินตามแรงจูงของผมหลังจากที่ผมพาเข้ามาในร้านก่อนจะใช้มืออีกข้างหยิบกระเป๋าเป้ของซีที่วางอยู่บนโต๊ะ ทันทีที่ผมเข้ามาในร้านพร้อมกับซี ทุกคนต่างมองผมด้วยความสงสัยโดยเฉพาะเด็กกลุ่มหนึ่งที่พึ่งเดินเข้ามา..


   “ ซี!!” ทั้งสามคนพูดออกมาพร้อมกันก่อนจะตรงเข้ามาหาซีแต่ผมเบี่ยงตัวเองบังซีเอาไว้และมองหน้าเด็กทั้งสามนิ่งๆ


   “ พี่ทำอะไรซี?” ผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ จนไอ้เซนต้องก้าวเข้ามาตรงกลางระหว่างผมกับเธอ


   “ ไม่ใช่เรื่องของน้องครับ”


   “ อ้าวพี่! พวกเราถามดีๆนะ”


   “ นี่หรอเพื่อนใหม่ของซี” ผมก้มลงไปน้องที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังทั้งๆที่มือของซีถูกผมจับเอาไว้


   “ ครับ…” ซีพยักหน้าให้เป็นคำตอบ


   “ ต่อไปนี้เลิกติดต่อทุกช่องทาง” อย่าหาว่าผมใจร้าย แต่ถ้าคบกับเด็กพวกนี้ผมว่าน้องผมก็จะเป็นแบบเด็กพวกนี้เรื่อยๆ ผมไม่อยากให้น้องต้องมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้อีกแล้ว


   “ พี่ครับ!” เสียงของผู้ชายอีกคนดังขึ้นทันทีที่ผมพูดออกมาแบบนั้น


   “ เอาเวลาไปตั้งใจเรียนดีกว่านะครับ อย่าเอาแต่ใช้ชีวิตแบบนี้” ผมได้แต่เงียบไม่ได้พุดตอบโต้เด็กทั้งสามและปล่อยให้เป็นหน้าที่ของไอ้เซนแทน


   “ พี่อย่ามายุ่ง”


   “ ไม่ยุ่งไม่ได้ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่น้องชายของผม” เซนมองหน้าเธอด้วยสายตาที่จริงจังและน่ากลัวจนเพื่อนผู้ชายทั้งสองจับไหล่ของเด็กผู้หญิงคนนั้นเอาไว้


   “ พี่ลี่…” อยู่ๆซีก็พูดชื่อที่คาดว่าน่าจะเป็นชื่อของผู้หญิงคนนี้ขึ้นทำให้ผมเลิกคิ้วด้วยความสงสัยว่าซีจะพูดว่าอะไร


   “ ขอบคุณที่เล่นกับซีนะครับ..ฮึก ขอบคุณพี่เนปพี่ทอยด้วย ซีขอโทษ..ฮึก” ซียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเองหลังจากที่ซีพูดออกมาแบบนั้นจนทั้งสามมีสีหน้าที่เศร้าลง


   “ ซี…”


   “ ขอบคุณที่อยู่กับซีในช่วงที่ซีเหงา ต่อไปนี้เราคงไม่ได้เจอกันแล้ว..” ผมรับรู้ถึงความรู้สึกของน้องชายตัวเองจริงๆก็ครั้งนี้ทั้งน้ำเสียงและแววตาของซี ที่ผ่านมาซีคงเหงาและรู้สึกโดดเดี่ยวจริงๆจนซีต้องออกมาเจอกับอีกสังคมที่ผมพยายามเลี่ยงไม่ให้ซีเจอ ผมคงทำหน้าที่พี่ชายได้แย่ถึงขนาดที่ซีสามารถแบ่งใจให้คนอื่นที่พึ่งรู้จักได้ไม่นาน ผมไม่เคยเห็นซีร้องไห้ให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวก็ครั้งนี้ ผมบอกได้เลยครับว่าผมค่อนข้างที่จะสะเทือนใจ..


   “ โธ่ ซี” เด็กผู้ชายตัวสูงเดินเข้ามาซีใกล้ๆแต่ผมเบี่ยงตัวซีไม่ให้ซีเข้าใกล้ผู้ชายคนนั้น “ ผมขอคุยกับน้องได้ไหมครับ..ครั้งสุดท้ายก็ได้” สายตาของเขาขอร้องอ้อนวอนเหมือนว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายจริง ทำให้ผมต้องหลบเพื่อให้เด็กคนนี้เข้ามาพูดกับซีตามที่เขาขอร้อง


   “ พี่สนุกที่ได้เล่นเกมและสอนเกมให้ซีนะ ซีก็เหมือนน้องชายพี่ แต่พี่ว่าพวกพี่ไม่สามารถที่จะปกป้องซีได้เหมือนพี่ชายแท้ๆของซี พี่ขอให้ซีโชคดีนะ พี่ขอโทษที่ทำให้ซีมาเจอกับอะไรแบบนี้”


   “ …..” ในความรู้สึกของซีมันจุกจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ซีอยากจะบอกเนปออกไปว่าพวกเขาไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้ซีต้องมาเจอกับอะไรพวกนี้ แต่ทุกสิ่งอย่างเป็นเพราะตัวซีเอง


   “ ขอบคุณนะซีแม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่พี่คิดว่าสักวันเราจะได้เจอกันอีกนะครับ..”


   “ หมดเวลาครับ” ผมจูงซีออกมาจากร้านก่อนจะพาซีไปที่รถที่จอดเอาไม่ไกลจากร้านเท่าไหร่ ส่วนเด็กสามคนนั้นก็เดินตามพวกเราออกมาห่างๆ ผมให้ซีนั่งเบาะหลังกับเซนก่อนที่ผมจะขับรถออกไปจากตรงนี้เพื่อไปสะสางความผิดที่บ้าน



PS.แล้วน้องจะต้องวโดนกับบทลงโทษอะไร เรื่องนี้น้องผิดและพี่คินก็ผิดด้วยเหมือนกัน

ออฟไลน์ เพียงเพื่อน

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 206
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 :katai4: :katai4: :katai4: :katai4: หืมมม

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
บทที่ 6
ลงโทษ


Cee’s talk


   ตลอดทางไม่มีเสียงพูดคุยของใครทั้งนั้นรวมถึงพี่เซนที่นั่งเขียงคู่ผมมา ผมสังเกตเห็นว่ามือของพี่เซนกำแน่นเหมือนว่าเขากำลังระงับความโกรธอยู่ ผมจึงได้แต่ยื่นมือสั่นๆที่ยังคงกลัวกับเหตุการณ์ของผมไปจับมือของพี่เซนเอาไว้ ทำให้พี่เซนก้มหน้าลงมามองมือของผมที่จับมือของพี่เซนก่อนที่พี่เซนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสีหน้าราบเรียบและแฝงไปด้วยความเย็นชา ตั้งแต่ผมเกิดมาผมเคยเห็นพี่เซนเป็นแบบนี้มาก่อนพี่เซนไม่เคยแสดงสีหน้าแบบนี้กับผมเลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้....พี่เซนคงจะโกรธและผิดหวังกับน้องชายอย่างผมแน่ๆ


   “ รู้ไหมว่าผิด?” ผมพยักหน้าให้พี่เซนอย่างที่ผมรู้สึกผิดจริงๆ หลังจากที่พี่เซนเอ่ยถามขึ้นมา


   “ แล้วรู้ไหมว่าคนผิดต้องโดนลงโทษ” พี่คินที่เงียบอยู่นานพูดขึ้นแทรกระหว่างผมกับพี่เซน ทำให้ผมหันไปสนใจพี่คินและเห็นว่าพี่คินเองก็มองผมอยู่ผ่านกระจกรถ


   “ ครับ”


   “ ซี...เจ็บไหม?” พี่เซนยื่นมือมาจับที่มุมปากของผมเบาๆ หลังจากที่ผมและพี่คินเงียบลงอีกครั้ง


   “ เจ็บครับ….”


   “ ไม่เป็นไรแล้วนะครับ” ยิ่งพี่เซนพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่จนอยากที่จะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ผมกลายเป็นเด็กอ่อนแอไปแล้วหลังจากที่ผมเจอกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวแบบนั้น ผมยังจำได้ดีตอนที่มือของมันต่อยเข้าที่หน้าผมแรงๆ


   ถึงก่อนหน้านี้พี่เซนจะมีสีหน้าที่เย็นชา แต่ผมก็รู้ดีว่าพี่เซนทำแบบนั้นได้ไม่นานเพราะพี่เซนก็คือพี่เซน ถ้าพี่เซนแสดงสีหน้ที่เย็นชาและโกรธผมเหมือนตอนแรกผมจะรู้สึกดีมากกว่าตอนนี้ที่พี่เซนพูดปลอบโยนผมแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกแย่และเกลียดตัวเอง


   “ ฮึก ซีขอโทษ” ผมซุกตัวลงบนอกของพี่เซนเอาไว้ ส่วนพี่เซนค่อยๆเลื่อนมือมาลูบศีรษะของผมเบาๆ


   “ ไม่เป็นไรแล้วนะครับ พี่เซนไม่โกรธซีแล้ว อย่าร้องไห้เลยนะเด็กดี” ผมไม่รู้ว่าผมร้องไห้ไปนานเท่าไหร่จนกระทั่งรู้ตัวอีกทีเมื่อรถจอดและนั่นก็เป็นสัญญาณว่าตอนนี้ผมถึงบ้านแล้ว ทำให้ผมค่อยๆผลักออกจากอ้อมกอดของพี่เซน และเปิดประตูลงจากรถช้าๆเพราะตอนนี้เเผลที่เข่าเริ่มออกอาการแสบขึ้นมา


   “ เดินไหวไหม?” พี่เซนรีบวิ่งอ้อมมาทางด้านผมก่อนที่เขาจะพยุงตัวผมให้เข้าไปในบ้านส่วนพี่คิน...เขาเดินนำเข้าไปในบ้านโดยที่ไม่หันมามองผมแม้แต่นิดเดียว


   “ เดี๋ยวพี่ทำแผลให้” ตอนนี้พี่เซนพาผมมานั่งที่โซฟา และรีบวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลเพื่อกลับมาทำแผลให้เด็กนิสัยไม่ดีอย่างผม


   “ พี่คินซีขอโทษจริงๆนะ” ผมค่อยๆเลื่อนมือมากุมมือของพี่คินที่นั่งหน้าเครียดอยู่ตรงข้าม “ พี่คินจะลงโทษซีอย่างไงก็ได้ แต่ซีขออย่างเดียวอย่าโกรธซีเลยนะ”


พรึบ!


   “ พี่เป็นพี่เป็นที่แย่มากเลยใช่ไหมซี?” พี่คินสะบัดมือของผมให้ออกจากมือของเขาพร้อมกับมองหน้าผมด้วยแววตาและน้ำเสียงที่ดูตัดพ้อ ซึ่งการที่พี่คินแสดงออกกับผมแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกแย่เข้าไปมากกว่าเดิม ถ้าพี่คินจะดุจะด่าหรือตีผม ผมคงรู้สึกดีมากกว่าการที่เห็นพี่ซีมองผมด้วยสายตาที่ผิดหวังและเจ็บปวดแบบนี้


   “ พี่คินจะด่าหรือจะตีซีอย่างไรก็ได้นะครับ ซียอมทุกอย่าง พี่คินอย่าทำแบบนี้ พี่คิน.. พี่คินอย่ามองซีแบบนี้” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมลงไปคุกเข่าต่อหน้าพี่คินทั้งๆที่เข่าทั้งสองข้างของผมเต็มไปด้วยแผลและเลือดแต่นั้นก็ยังไม่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บมากกว่าการเห็นพี่คินเป็นแบบนี้ 


   “ ทำแผลไปครับ” เป็นจังหวะที่พี่เซนเดินเข้ามาพร้อมกับกล่องพยาบาลทำให้ผมค่อยๆลุกขึ้นมานั่งเหมือนเดิม และปล่อยให้พี่เซนทำแผลให้ผม โดยที่พี่คินไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เท่าที่ผมสังเกตใบหน้าของพี่คินแฝงไปด้วยความเครียดและความกังวลและนั่นเองที่ทำให้ผมรู้ว่าการที่ผมใช้วิธีนี้มันไม่น่าจะเป็นผลดีกับทุกคนสู้ให้ผมทนเหงาอยู่คนเดียวน่าจะดีกว่าออกไปเจอกับสิ่งต่างๆเหล่านั้น


   “ ไปรอที่โต๊ะอ่านหนังสือเดี๋ยวพี่ตามไปครับ” เมื่อเห็นว่าผมทำแผลเสร็จเป็นที่เรียบร้อยพี่คินที่เงียบอยู่นานจึงค่อยๆเอ่ยขึ้น ทำให้ผมก้มหน้าและยอมทำตามที่พี่คินพูดโดยการลุกขึ้นและเดินเข้าไปนั่งรอพี่คินที่โต๊ะอ่านหนังสือชั้นล่างของบ้าน ผมไม่รู้ว่าพี่คินจะลงโทษผมด้วยวิธีไหนแต่ผมยอมรับทุกวิธีเพราะผมผิดจริงๆ....


   “ อ่ะ” ผมนั่งรอพี่คินได้ไม่นานพี่คินเดินเข้ามาพร้อมกับกระดาษเอสี่จำนวนหนึ่งพร้อมกับปากกายื่นมาให้ผมตรงหน้า


   “ ให้ซีทำอะไรครับ”


   “ ซีเขียนมาเลยนะว่าพี่ดูแลซีไม่ดีตรงไหนพี่จะได้ปรับปรุงตัว พี่รู้สึกว่าพี่ทำหน้าที่พี่ชายได้ไม่ดีจนซีต้องออกไปหาความสนุกด้านนอก”


   “ พี่คิน มันไม่ใช่อย่างนั้น...”


   “ เขียนเลยครับ พี่จะนั่งรอนะ” พี่คินพูดจบก็เดินไปนั่งอีกด้านของห้อง ทิ้งให้ผมนั่งจมอยู่กับกระดาษเอสีสี่ขาวตรงหน้า


   พี่คินดูแลผมไม่ดีตรงไหนบ้างหรอ?? ผมจรดปลายปากกาลงบนกระดาษสีขาวสะอาดเพื่อเขียนสิ่งที่รู้สึกออกมาตามที่พี่คินบอก


   พี่คินทิ้งให้ซีเหงาอยู่บ้านคนเดียว


   พี่คินลืมซี


   พี่คินไม่เหมือนเดิม


   ผมนั่งจ้องสิ่งที่ผมได้เขียนลงไปบนกระดาษและคิดว่าสิ่งทั้งหมดที่ผมเขียนลงไปมันใช่การดูแลจากพี่คิน หรือมันเป็นเพียงแค่อารมณ์ที่เหงาของผม..


   เมื่อก่อนพี่คินดูแลผมดีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องส่วนตัว และความชอบที่ผมชอบ พี่คินไม่เคยว่าผมเลยสักครั้งเวลาที่ผมให้ความสนใจกับการวาดรูปมากเกินไปแม้ว่าอาจจะมีบางครั้งที่บังคับให้ผมเรียนคณิตศาสตร์และอ่านหนังสือวิชาการ แต่สิ่งที่พี่คินบังคับมันก็เพื่อตัวของผมเอง


   ‘ฮึก พี่คินครับ เพื่อนมันล้อซีที่ซีหารเลขผิด’ อยู่ๆภาพในอดีตมันค่อยๆย้อนกลับเข้ามาในความคิดความรู้สึกของผม ในช่วงที่ผมเรียนประถมและเรียนเรื่องการหารเลขครั้งแรก ผมจำได้ว่าวันนั้นพี่คินตกใจมากๆที่อยู่ๆผมก็ร้องไห้ออกมาตอนที่ผมทำการบ้าน


   ‘ถ้าซีตั้งใจซีจะทำได้ อีกอย่างถ้าซีทำผิดมันก็จะสอนให้ซีทำถูก ที่สำคัญซีมีพี่คินเป็นพี่และต่อไปนี้พี่คินจะสอนซีหารเลข ซีจะไม่ผิดอีกต่อไปตราบที่มีพี่คินคนนี้อยู่ข้างๆ’ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าสิ่งที่พี่คินพูดมันหมายถึงอะไร พี่คินอยู่ข้างๆแล้วจะทำให้ผมหารเลขถูกได้อย่างไร จนกระทั่งวันนี้ผมรับรู้แล้วว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยหารเลขผิดเพราะผมจำสิ่งที่พี่คินสอนได้ทุกขั้นตอน เวลาที่ผมคิดเลขไม่ออกผมจะคิดถึงใบหน้าและน้ำเสียงของพี่คินที่ตั้งใจสอนผมอย่างละเอียดและไม่โมโหเมื่อผมถามพี่คินย้ำๆ เพราะพี่คินเคยบอกผมว่า


   ‘ ซีไม่เข้าใจตรงไหนถามพี่ได้เสมอ พี่คินยินดีจะอธิบายให้ซีเข้าใจจริงๆ อย่าทำเป็นแกล้งเข้าใจเพราะกลัวว่าพี่คินจะเหนื่อย เรื่องของซีพี่คินไม่เคยเหนื่อยเลย’ แต่แล้วก็มีบางเหตุการณ์ที่ผมน้อยใจพี่คินเพราะพี่คินเลือกที่จะคุยกับพี่วิวตอนสอนการบ้านจนผมออกไปกวนพี่เซน และวันนี้ผมก็พึ่งรู้ว่าจริงๆแล้วตัวของผมเองที่งี่เง่าไปคนเดียว เพราะเอาแต่ความรู้สึกของตัวเองเป็นใหญ่โดยไม่สนใจความรู้สึกของพี่คินเลย และเอาแต่ใจจนไปรบกวนเวลาอ่านหนังสือของพี่เซนทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าพี่เซนเรียนหนัก


   ‘ พี่ไม่เคยห้ามซีทำในสิ่งที่ซีชอบเลยนะ แต่ซีต้องแบ่งเวลาอ่านหนังสือด้วย พี่ไม่ขอให้ซีเรียนเก่งหรือทำคะแนนได้ที่หนึ่ง แต่พี่คินขอแค่ซีเข้าใจและทำมันออกมาได้จริงๆมันเพื่อประโยชน์ของตัวซีในอนาคต’


   หลังจากที่พี่ส้มลาออกพ่อกับแม่ไม่อยู่บ้านบ่อยๆ พี่คินจะเป็นคนที่เตรียมอาหารให้ผมทุกครั้ง และอาหารเหล่านั้นคืออาหารที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น ผมไม่เคยสนใจเลยว่าพี่คินจะออกไปซื้ออาหารสดมาทำให้ผมตั้งแต่เช้า และต้องตื่นนอนในเวลาที่เช้ามากๆหรือบางครั้งพี่คินไม่ได้นอนเลยเพราะบางครั้งพี่คินอ่านหนังสือหรือทำงานจนเช้า ผมรับรู้มาตลอดแต่ผมกลับไม่สนใจ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมเอ่ยถามพี่คินออกมา


   ‘ ทำไมพี่คินไม่ซื้อสำเร็จมาละครับจะได้ไม่ต้องออกไปเอง ซื้อมาอุ่นกินเอาก็ได้ อาหารแช่แข็งในเซเว่นก็อร่อยเพื่อนซีบอกว่ากินข้าวเวฟจะเท่มากๆ’


   ‘ สารอาหารมันไม่ครบถ้วน อีกอย่างพี่ก็ไม่รู้ว่าถ้าซื้อร้านกลับมาทำให้ซีกินก่อนไปโรงเรียนตอนเช้าที่ร้านจะทำสะอาดไหมถ้าซีท้องเสียหรือเป็นอะไรระหว่างเรียน พี่ว่ามันไม่คุ้ม พี่ไม่ไว้ใจใครครับ อีกอย่างมันก็ไม่ได้เหนือบากกว่าแรงเลย แค่ซีเป็นเด็กดีตั้งใจเรียนก็พอ’ หรือวันที่พี่คินไม่กลับบ้านหรือกลับดึกแค่ไหนผมก็จะเจอกับอาหารที่เตรียมไว้รอผมอยู่บนโต๊ะแบบนี้ทุกวันก่อนที่ผมจะไปเรียน


   พี่คินขับรถไปส่งผมไปโรงเรียนและรับกลับทุกครั้ง อาจจะมีบางครั้งที่ผมต้องนั่งรถเมล์กลับหรือให้กันต์มาส่งในช่วงหลังๆที่ผมขึ้นมัธยมเพราะพี่คินไม่ค่อยว่าง แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อนพี่คินไม่เคยปล่อยให้ผมกลับเองเลย ไม่ใช่แค่มารับมาส่งในช่วงที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ถ้าวันไหนผมอยากออกไปเที่ยวกับกันต์ข้างนอกพี่คินก็จะพาผมไปเกือบๆทุกที่ที่ผมต้องการและนั่งรอจนกว่าผมจะโทรหาให้พี่คินมารับ...


   ในช่วงประถมพี่เซนเคยเล่าให้ผมฟังว่าพี่คินเป็นคนเลือกโรงเรียนให้ผมเอง พี่คินลงทุนไปหาข้อมูลทุกอย่างเพื่อหาโรงเรียนที่ดีที่สุดให้ผมทั้งๆที่ช่วงนั้นพี่คินเองก็เริ่มที่จะเรียนหนัก และที่สำคัญคือช่วงที่ผมขึ้นมัธยมพ่อกับแม่บังคับให้ผมเรียนห้องคณิตวิทย์และพี่คินเองก็เคยบังคับ แต่ผมมารู้ทีหลังจากพี่เซนว่าเป็นพี่คินที่เข้าไปคุยกับพ่อและแม่ให้ผมเรียนแค่ห้องธรรมดาและเลิกบังคับให้ผมเรียนในสิ่งที่ผมไม่ชอบจนพี่คินทะเลาะกับพ่อแม่ครั้งใหญ่ และครั้งนั้นเองที่ผมก็รู้จากพี่เซนมาว่าพ่อกับแม่โมโหและโกรธพี่คินมากๆจนท่านทั้งสองให้พี่คินหาเงินส่งเสียผมเรียน..ทั้งๆที่ตอนนั้นพี่คินพึ่งเรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆและยังไม่มีงานทำ ผมจำได้ว่าช่วงนั้นแหละครับที่พี่คินเริ่มที่จะไม่มีเวลาให้ผม... แม้ว่าตอนหลังพ่อกับแม่จะหายโกรธและยกเลิกให้พี่คินส่งผมเรียนโดยใช้เงินพี่คิน แต่สุดท้ายพี่คินก็ไม่ยอมและยืนยันว่าจะส่งผมเรียนเอง แม้แต่พี่เซนที่เป็นพี่ชายผมแท้ๆยังไม่สามารถห้ามพี่คินหรือช่วยพี่คินได้เพราะพี่คินไม่ยอม


   ทุกครั้งที่ผมป่วยหรือไม่สบายผมจะลืมตาขึ้นมาพบกับพี่คินที่คอยอยู่เฝ้าผมอย่างไม่ห่างไปไหนทั้งๆที่จะทำให้พี่คินติดหวัดผม และพี่คินก็ติดหวัดจากผมทุกครั้ง...ที่ผมไม่สบาย


   แล้วผมเคยทำให้พี่คินสบายใจอะไรบ้าง.. ผมมองย้อนกลับไปมันแทบจะไม่มีเลย ผมไม่เคยทำให้พี่คินภูมิใจเลย พี่คินขอผมแค่สองอย่างคือให้ผมเป็นเด็กดีและตั้งใจเรียน แต่ตอนนี้ผมทำไม่ได้ตามที่พี่คินขอทั้งๆที่มันเป็นเรื่องที่ไม่ยากหากเทียบกับสิ่งที่พี่คินทำให้ผมแล้ว..มันเทียบไม่ได้เลยครับ


   “ พี่คิน...” ผมเดินถือกระดาษเอสี่สีขาวเข้าไปหาพี่คินที่นั่งกุมศีรษะของตัวเองอยู่ ทันทีที่ผมเรียกพี่คินก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองผม และจังหวะนั้นเองที่ผมเห็นว่าพี่คิน....กำลังร้องไห้ออกมา


   “ พี่คิน...ฮึก พี่คินร้องไห้ทำไม”


   “ พี่ทำให้ซีเจ็บ พี่ปกป้องซีไม่ได้... พี่ พี่เป็นพี่ชายที่ไม่ดีเลย พี่ดูแลซีไม่ได้ พี่คินเป็นพี่ชายที่แย่จริงๆเลยซี พี่ควรทำอย่างไรดีครับ พี่คินควรทำอย่างไร...”


หมับ!!


   ผมไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีจนกระทั่งสมองสั่งให้ผมดึงตัวพี่คินเข้ามากอดเอาไว้ หัวใจของผมมันเจ็บปวดที่สุด เจ็บปวดที่เห็นคนที่ผมรักต้องมาร้องไห้เพราะเรื่องของผม เจ็บปวดที่เห็นว่าเรื่องนี้คนที่ผิดคือตัวของผมเอง ผมต้องการที่จะหาสังคมใหม่ๆ ทำอะไรใหม่ๆที่คิดว่าจะช่วยให้ผมไม่เหงาได้ ผมมองเห็นแต่ประโยชน์และความต้องการของตัวผมเองไม่ได้มองถึงคนรอบข้างหรือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเขาเหล่านั้นไม่มีเวลาให้ผม


   พี่คิน...ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาส่งให้ผมเรียนและค่าเทอมมันก็ค่อนข้างที่จะสูง ทำให้พี่คินไม่ค่อยมีเวลา แต่หากมองย้อนกลับไปแล้วถ้าวันไหนพี่คินมีเวลาพี่คินก็จะถามผมเสมอว่าอยากไปไหนก่อนกลับบ้านไหม หรืออยากกินอะไรเป็นพิเศษ แต่ด้วยความเอาแต่ใจจนผมมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป...


   “ ฮึก...พี่คินเป็นพี่ชายที่ดีที่สุดของซี” แม้ว่าการที่จะพูดคำว่าพี่ชายออกมาทั้งๆที่ใจไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นมันค่อนข้างที่จะเจ็บปวดแต่มันก็เทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดที่พี่คินเจอเพราะผม..


   “ ซีผิดเองพี่คินซีผิดเองทุกอย่าง ซียอมรับ ซีเป็นน้องที่แย่พี่คินอย่าโทษตัวเองเลยนะครับ” ผมค่อยๆผลักออกจากอ้อมกอดของพี่คินออกมา ก่อนที่จะมองหน้าพี่คินด้วยความรู้สึกผิด


   “ อย่าร้องไห้เลยครับ พี่ผิดเองซีไม่ผิด พี่ผิดที่พี่ไม่มีเวลาให้ซี พี่ผิดที่ทำให้ซีรู้สึกว่าอยู่คนเดียวมาตลอด” พี่คินค่อยๆยื่นมือของเขาเข้ามาเช็ดน้ำตาให้ผมเบาๆ ทุกครับยิ่งพี่คินทำแบบนี้ผมก็ยิ่งร้องไห้ออกมา ยิ่งพี่คินอ่อนโยนผมก็ยิ่งรู้สึกแย่


   มันแย่มากๆ ผมไม่เคยคิดว่าผมจะทำตัวแย่ได้ขนาดนี้มาก่อน


   “ ไม่...ฮึก ไม่เลยครับ”


   “ ซีอย่าทำแบบนี้อีกได้ไหมครับ มันทำให้พี่รู้สึกว่ามันคงหมดเวลาที่พี่คินจะดูแลซีแล้ว เพราะพี่คินดูแลซีได้ไม่ดีหากซียังอยู่กับพี่”


   “ หมาย..ความว่าอย่างไรครับ พี่คินพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร???” ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่คินพูด การที่พี่คิดพูดออกมาในลักษณะนี้มันทำให้ผมตีความไปได้อย่างเดียวว่า


   พี่คินจะไม่ดูแลผมแล้ว!


   “ เดี๋ยวซีก็รู้ แต่พี่อยากจะบอกซีว่าที่พี่ทำแบบนี้ก็เพราะพี่รักซีนะครับ”


   “ พี่คิน....”


   “ ......”


   เราสองคนไม่ได้พูดอะไรต่อและปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำ จนกระทั่งผมตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างออกมาเพราะผมรู้สึกว่าผมไม่ควรที่จะปิดบังความผิดของตัวเอง


   “ มันอาจจะฟังดูแย่ แต่ซีว่ามันไม่มีอะไรแย่ไปมากกว่านี้แล้วนะครับ”


   “ ....”


   “ ซีโดดเรียนมาเล่นเกม ซีไม่ทำการบ้าน ซีหลับในเวลาเรียน ซี..ซีต่อยเพื่อน...” ผมตัดสินใจยอมรับสารภาพในสิ่งที่ผมได้ทำลงไปทุกอย่างให้พี่คินได้รับรู้จากปากของผม


หมับ!


   “ ขอบคุณที่เลือกจะบอกพี่นะครับซี” พี่คินดึงตัวของผมเข้ามากอดเอาไว้ อ้อมกอดที่แข็งแรงของพี่คินมันทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย..



Akin’s talk


   วิธีการลงโทษของผมมันไม่ต้องใช้กำลัง ไม่ต้องตี ไม่ต้องทำให้ซีเจ็บตัวไปมากกว่านี้ แต่วิธีของผมคือการกดดันและทำให้ซีรู้สึกผิดจริงๆและยอมรับความผิดของตัวเอง และผมว่ามันก็ค่อนข้างที่จะได้ผลเลยทีเดียว ทั้งๆที่ในใจผมอยากจะตะหวาดและใช้คำพูดแรงๆกับซี แต่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าการทำแบบนั้นมันไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับซีแย่ลงไปมากกว่าเดิมและผมดีใจที่ซีเลือกที่จะสารภาพกับผมในเรื่องที่ผมรู้อยู่แล้วว่าซีทำผิด แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกดีที่ซียังเห็นถึงความผิดของตัวเองและกล้าที่จะยอมรับ แต่นั้นมันก็ยังไม่จบง่ายๆเพราะอีกบทลงโทษที่ผมคิดและปรึกษากับไอ้เซนไว้ตั้งแต่ผมรู้เรื่องของซีตั้งแต่แรกๆคือการส่งซีไปเรียนโรงเรียนประจำ เพราะผมรู้ว่าผมไม่สามารถที่จะดูแลซีให้ดีได้ มันเหมือนการผลักซีไปให้คนอื่นดูแล แต่ใช่ครับผมกำลังทำแบบนั้น ผมอยากให้ซีไปเจอสังคมใหม่ๆที่ผมเลือกให้มากกว่าให้ซีมาเจอสังคมที่ซีเลือกเองและผลสุดท้ายมันจะเป็นแบบนี้ ผมรู้ว่าตลอดเวลาผมใช้วิธีที่ผิดทุกอย่างกับซี ผมระวัง ผมกลัว ผมกังวลแต่นั้นเพราะผมเป็นห่วงซีมากๆ จนใครหลายๆคนรวมถึงเพื่อนๆของผมบอกว่าวิธีที่ผมใช้ไม่ต่างจากที่ผมขังซีไว้ในกรงทองที่ผมคิดว่าดีเพื่อไม่ให้ซีออกไปเจอโลกภายนอก แต่ตอนนี้ผมกำลังจะปล่อยนกน้อยตัวนี้ได้ออกไปเผชิญกับโลกภายนอกจริงๆ นกน้อยที่บินไม่เป็นต้องค่อยๆหัดบินด้วยตัวเอง มันอาจจะช้าไปแต่ผมเชื่อว่ามันไม่ช้าไปมากกว่าการที่ผมเลือกที่จะทำตามใจตัวเองและขังซีไว้แบบนี้กับผู้ชายอย่างผม แม้ในใจของผมจะต้องเจ็บปวดมากก็ตามเมื่อเห็นว่านกที่ผมเลี้ยงมันจะไม่ใช่ของผมอีกต่อไป...
   



PS. ไม่มีใครที่ไม่เจ็บปวด


ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2

บทที่ 6.2

ลงโทษ


“ต่อไปนี้ซีมานอนห้องพี่ และต่อไปนี้...พี่ขอเก็บโทรศัพท์ของซีด้วยครับ” หลังจากที่ผมเคลียร์กับซีให้เข้าใจและทำให้ซีรู้สึกผิดตามวิธีของผม ต่อมาผมก็ต้องจัดการกับอีกบทลงโทษคือการควบคุมซีให้อยู่ในสายตาของผมก่อนที่จะถึงวันที่ซีต้องไปเรียนโรงเรียนประจำ ซึ่งเรื่องนี้ผมยังไม่ได้บอกซี



“แต่...”



“ไม่มีแต่ ถ้าจะติดต่อใครก็มาขอที่พี่ไม่ได้ห้ามติดต่อใครเลย” ซีก้มหน้ายอมรับและยื่นโทรศัพท์มาให้ผม ซึ่งเป็นจังหวะเดียวที่กันต์โทรเข้าเครื่องของซีพอดี



(ไอ้ซี! มึงเป็นไงบ้างวะ ให้กูไปหาไหม??)



“พี่คินเองนะ ซีไม่เป็นอะไรแล้ว”



(อ่า สวัสดีครับพี่คิน ผมขอคุยกับซีได้ไหมครับ) ผมไม่ตอบอะไรกันต์ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะและเปิดลำโพงให้ผมและซีได้ยิน



“กันต์..”



(ไอ้ซี!! มึงเป็นไงบ้างวะ ให้กูไปหาไหม นี่พึ่งเลิกเรียน) ซีดูนิ่งไปเล็กน้อยที่ได้ยินน้ำเสียงของกันต์ที่เอ่ยถามออกมาด้วยความเป็นห่วง ผมสังเกตได้ว่าขอบตาของซีเริ่มแดงขึ้นมาอีกครั้ง



“กันต์กูขอโทษที่พูดไม่ดีกับมึงตอนนั้นนะ ขอโทษที่ไม่ฟังที่มึงเตือนกู” ผมก็พอจะรู้มาบ้างว่ากันต์เองก็สังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของซีและกันต์ก็เคยออกปากเตือนซีแล้วแต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้ซีไม่พอใจ และวันนั้นที่กันต์มาดักรอผมที่บ้านและปรึกษาผมเรื่องของซี วันนั้นเองที่ทำให้ผมรู้ว่ากันต์เป็นเพื่อนที่รักซีมากๆ คนหนึ่งและผมค่อนข้างที่จะไว้ใจกันต์มากและเอ็นดูเหมือนเป็นน้องชายของผมอีกคน



(ไม่เป็นไร แค่มึงคิดได้ก็โอเคแล้วกูไม่โกรธมึงนะเพื่อน ไม่เคยโกรธเลย..)



“กันต์..กู กูเสียใจจริงๆ” ผมไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแค่นั่งฟังบทสนทนาของเพื่อนรักทั้งสองและปล่อยให้ได้คุยกันก่อนที่จะไม่ได้คุย



(เออ อย่าดึงดราม่าดิวะ บอกว่าไม่โกรธไง ให้กูไปหาไหม)



“เอ่อ...” ซีเงยหน้าขึ้นมาเพื่อขอความเห็นจากผม



“ไม่เป็นไรกันต์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอกันแล้ว อ่อ แล้วต่อไปนี้ถ้าจะติดต่ออะไรซีก็ติดต่อพี่มานะ พี่ยึดโทรศัพท์ของซีเอาไว้”



(อ่าครับ งั้นผมไม่กวนพี่แล้วนะ กูไปหละนะเพื่อน เจอกันพรุ่งนี้) และกันต์ก็กดตัดสายไป ทำให้ตอนนี้ผมกับซีนั่งมองหน้ากันนิ่งๆ อีกครั้ง



“ไปเอาของมาไว้ห้องพี่ ถ้าเสร็จแล้วพี่จะล็อกห้องเลย”



“ล็อกเลยหรอพี่คิน ซีว่า...”



“คนทำผิดไม่มีสิทธิ์เถียงและปฏิเสธครับ พี่จะรอ” และผมก็ลุกออกมาปล่อยให้ซีได้ไปเก็บของตามที่ผมสั่ง เวลาที่ผมจะได้ใช้กำลังซีมันเหลือไม่นานแล้วครับ ต่อไปนี้ทุกวินาทีมันมีค่าสำหรับผมเสมอ.. แม้จะทำใจยากแต่ก็ต้องทำใจปล่อยน้องไปเพราะผมตัดสินใจแล้ว

Cee’ s talk



ผมเดินเข้ามาในห้องนอนของตัวเองเพื่อเก็บของที่จำเป็นและย้ายไปนอนห้องพี่คิน มันเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผมที่ต้องเอาตัวและหัวใจเข้าไปอยู่ใกล้ๆ พี่คินโดยที่ผมไม่มีแม้แต่เวลาส่วนตัว จะว่าอย่างไรดีครับก็ผมทำผิดจริงๆ และตามที่พี่คินบอก คนผิดไม่มีสิทธิ์เถียงและปฏิเสธและผมก็ยินยอมทุกอย่าง



ผมเข้ามาสำรวจดูว่านอกจากผ้าห่มและหมอนรวมถึงพี่กระต่ายอะไรคือสิ่งที่ผมต้องเอาไปไว้ห้องพี่คินด้วย จนกระทั่งผมเหลือบไปเห็นอุปกรณ์วาดรูปที่ผมไม่ได้จับนานหลังจากที่ผมเสพติดการเล่นเกม...เอาจริงๆ ตอนนี้ผมก็ยังอยากที่จะเล่น มันเลิกไม่ได้ทันทีหรอกนะครับ แต่ผมจะพยายามควบคุมสติของตัวเองเพื่อไม่ให้มันเกิดความอยากไปมากกว่านี้ และคอยย้ำเตือนว่าผมทำผิด



“เสร็จหรือยัง” ผมสะดุ้งทันทีที่อยู่ๆ พี่คินก็ผลักประตูห้องนอนของผมเข้ามาโดยไม่เคาะหรือให้สัญญาณล่วงหน้า



“ใกล้แล้วครับ” ผมก้มหน้าก้มตาเก็บของที่จำเป็นและรีบเพื่อไม่ให้พี่คินเข้ามาเร่งผมอีก แต่ใครจะไปคิดว่าอยู่ๆ พี่คินก็เดินเข้ามาพร้อมกับแย่งของทุกอย่างที่ผมเตรียมเอาไว้ไปถือเอง



“เสร็จแล้วก็ตามมา” พี่คินเดินออกไปพร้อมกับของจำนวนหนึ่งของผม และผมเองก็รีบตามหลังพี่คินออกไปและนำของทั้งหมดมาจัดวางที่ห้องของพี่คิน



“เอาของใช้ไปไว้ที่โต๊ะ ส่วนผ้าห่มหมอนบนเตียง” นานเท่าไหร่แล้วนะครับที่ผมไม่ได้เข้ามานอนห้องพี่คิน ก็คงจะเป็นตั้งแต่เหตุการณ์ที่ผมแอบเข้ามานอนในห้องและโดนพี่คินว่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ได้เข้ามานอนที่ห้องของพี่คินอีกเลย นี่คงจะเป็นครั้งแรกหลัวจากเหตุการณ์นั้น



“ครับ” ผมเดินเข้ามาจัดที่นอนและวางหมอนข้างไว้ตรงกลางเผื่อว่าพี่คินจะอึดอัดหรืออยากจะมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง



พรึบ!



“รังเกียจพี่ขนาดนั้นเลยดิ?” ผมไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ อารมณ์ของพี่คินถึงเหวี่ยงขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ตอนแรกยังคุยกับผมด้วยเหตุผล แต่ตอนนี้พี่คินกลับกลายเป็นคนไม่มีเหตุผลเอาสะเอง



“เปล่าครับ” เพราะผมไม่อยากทะเลาะกับพี่คิน ทำให้ผมเลือกที่จะเงียบและยอมโยการก้มลงหยิบหมอนข้างที่พี่คินโยนลงพื้นห้องขึ้นมาและวางไว้ที่โซฟาแต่สายตาผมดันเหลือบไปเห็นรูปภาพบางอย่างที่ ที่ผมมั่นใจว่ามันเป็นฝีมือการวาดภาพของผม ทำไมมันมาอยู่ที่ห้องของพี่คินได้หละครับ??



“พี่คิน รูปซีวาด..”



“ก็มันหน้าพี่” พี่คินยืนหลังตรงและทำหน้าตาเหมือนไม่รู้เรื่อง



“พี่คินเข้าไปห้องผมตอนไหน แล้วไปเอารูปของผมมาได้ไง พี่รื้อ?” ผมมั่นใจว่าผมเก็บรูปพี่คินไว้ลึกที่สุดถ้าไม่ตั้งใจรื้อก็คงจะไม่เห็น และการที่พี่คินทำแบบนี้มันเหมือนการไม่เคารพพื้นที่ส่วนตัวของผม แต่แล้วไงหละครับนี่ก็บ้านของเขาผมเป็นแค่คนมาขออาศัยจะมีสิทธิ์พูดหรือห้ามอะไร ยิ่งตอนนี้ผมยิ่งมีคดีติดตัวอยู่ด้วย อะไรที่ยอมได้ก็ยอมครับ



“ไม่พอใจหรอ” เมื่อเห็นว่าผมเงียบไปพี่คินก็เดินเข้ามาหาผมที่นั่งนิ่งๆ อยู่ที่โซฟา “มันนานมาแล้ว ทำไมซีไม่เคยเอามาให้พี่ดู ทีไอ้เซนยังเอาไปให้มันดูได้เลย”



“......”



“ซี”



“ตอนนั้นซีคิดว่ามันยังไม่ดีพอที่จะเอามาให้พี่คินดู มันเป็นครั้งแรกของซี มันไม่ได้สวยเลย”



“แต่พี่ชอบ พี่ขอนะครับ”



“ครับ” ถึงจะเอามาแล้วค่อยขอผมก็เถอะ



ผมยอมรับเลยว่าตอนนี้ผมค่อนข้างที่จะสับสนกับอารมณ์ของตัวเองเหมือนกัน มันเหมือนว่าผมยังไม่พอใจ ผมอยากเอาแต่ใจ ผมอึดอัด ผม..ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มันคืออะไร แต่อีกอารมณ์มันก็สั่งให้ผมเงียบและยอมทั้งๆ ที่ผมไม่ได้อยากจะยอม



ผมโดดเรียนมาเล่นเกม



ผมต่อยเพื่อน



ผมไม่ทำการบ้าน



แล้วมันอย่างไงหละครับ?? เชี่ยเอ้ย!!! ทำไมทุกอย่างมันตีกันไปหมดตอนนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าผมร้องไห้เสียใจในสิ่งที่ผมทำ ผมเป็นต้นเหตุทุกอย่าง แต่ต้นเหตุนั้นมันก็เพราะพี่คินไม่ใช่หรอ??



“โธ่เว้ย!” อยู่ๆ ผมก็ระเบิดอารมณ์ออกมาที่ตีกันไปหมด ผมต้องทำอย่างไรตอนนี้ผม..ผมไม่เข้าใจตัวเอง ทุกอย่างมันดูแย่ไปหมด ผม... ผม



“ซี เป็นอะไร” พี่คินแตะเข้าที่ไหล่ของผมเบาๆ ผมมองตามมือของพี่คินก่อนที่จะค่อยจับมือของพี่คินออก



“เดี๋ยวซีกลับมานะ” ผมลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป โดยที่ไม่ได้สนใจเสียงเรียกตามหลังของพี่คินและตรงเข้ามาที่ห้องของพี่เซนโดยที่ผมไม่ได้เคาะประตู พี่เซนเองก็ดูตกใจที่เห็นผมเปิดประตูเข้ามา แต่ตอนนี้ผมไม่ไหวแล้วครับ ผมต้องการคนที่เข้าใจผมจริงๆ



หมับ!



“ซี...เป็นอะไรไปครับ” ผมพุ่งตัวเข้าไปกอดพี่เซนและซุกหน้าลงกับไหล่ของพี่เซนและปล่อยให้อารมณ์ที่อึดอัดออกมา

“ซีอึดอัด..ซีอึดอัดเหลือเกิน มันกดดันไปหมด ซีผิดเอง ซีผิด ซี..อยากเล่นเกม พี่เซนซีอยากไปเล่นกับพี่ๆ เขาอีก พี่เซนซีไม่ผิดเลยจริงๆ นะ พี่เซนซีผิดเอง” ผมไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีกต่อไป และผมก็ไม่สามารถรู้สึกตัวอีกเลย...

Cen’ s talk



ตอนนี้ซีหลับไปแล้วครับ จะเรียกว่าหลับก็ไม่เชิงเพราะอยู่ๆ ซีก็เป็นลมหมดสติไป...นี่คืออาการข้างเคียงของซีกับเหตุการณ์ที่หลากหลายในวันนี้ ผมเข้าใจความรู้สึกของน้องดีครับ ซีอารมณ์เปลี่ยนไปเป็นเพราะฮอร์โมนในช่วงของวัยรุ่นที่มักจะมีอารมณ์ที่รุนแรงและหัวรั้นไม่ยอมฟังใครแม้กระทั่งคนในครอบครัวและเลือกทำตามอารมณ์ของตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ซีแต่เป็นเด็กวัยรุ่นเกือบๆ ทุกคน แต่แปลกตรงที่ซีอาจจะยังไม่สามารถควบคุมความอยากของตัวเองได้ ยิ่งได้เข้าไปเจออะไรใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิมจะทำให้ซีตื่นเต้น และอยากที่จะออกจากสิ่งเหล่านั้น แต่วันนี้ซีออกมาโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ซีออกมาเพราะความกลัวจากสิ่งที่เจอ และออกมาเพราะความรู้สึกผิดที่ซีมีต่อพี่คินและผม มันเลยทำให้อารมณ์ของซีตีกันไปหมดและซีก็ไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่าควบควบคุมอารมณ์ไหน และนั่นทำให้ซีเครียดจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้



“น้องจะเป็นอะไรไหมไอ้เซน” ตอนนี้พี่คินนั่งอยู่ข้างๆ ซีบนเตียงของเขาหลังจากที่ผมอุ้มซีเข้ามาหลังจากที่ซีสลบไป



“ไม่หรอกแค่น้องกำลังเถียงกับความรู้สึกของตัวเอง มันตีไปหมด”



“มันเกิดจากอะไร”



“ความกดดันและเหตุการณ์ที่รุนแรง...ซึ่งวันนี้ซีเจอแบบนี้”



“แล้วมันเป็นอันตรายไหม”



“ก็อาจจะเป็นถ้าน้องเป็นโรคเครียด ภาวะที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากเหตุการณ์ร้ายแรง ภาวะที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายและจิตใจ และเหตุการณ์ในวันนี้และที่ผ่านมามันสามารถก่อให้เกิดความเครียดได้ จะเกิดอาการเครียดประมาณหนึ่งเดือน หากเกิดอาการนานกว่านั้นจะกลายเป็นโรคเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ Posttraumatic Stress Disorder: PTSD ก็ต้องดูหลังจากนี้ไปก่อน” ผมอธิบายให้พี่คินฟังเกี่ยวกับโรคเครียดที่ผมพิจารณาดูว่าซีน่าจะเข้าข่ายแต่ผมยังไม่สามารถฟันธงว่าซีจะเป็นได้ร้อยเปอร์เซน



“กูใช้วิธีกดดันน้องเกินไปใช่ไหม..” พี่คินถามออกมาเสียงอ่อน และมองหน้าผมด้วยสายตาที่รู้สึกผิด “ไอ้เซนกูเป็นต้นเหตุอีกแล้วซินะ”



“พี่ มันไม่ใช่” ผมไม่รู้ว่าผมจะปลอบพี่คินอย่างไรไม่ให้ไอ้พี่คินมันรู้สึกผิด “ถ้าพี่ผิดผมก็ผิดเพราะผมเองก็ไม่ค่อยมีเวลาดูแลซี”



“แต่มึงเป็นหมอมึงไม่มีเวลา”



“พี่คิน เลิกรู้สึกผิดได้แล้ว เราควรจะมาแก้ปัญหาดีกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีให้น้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม พี่บอกผมว่าเราเลี้ยงซีมาผิดวิธี นั่นก็ใช่ผมไม่เถียง เพราะผมก็เห็นดีเห็นงามในการเลี่ยงน้องไม่ให้เจอกับอันตรายจนลืมไปว่าถ้ามัวแต่เลี่ยงอย่างไรมันก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ เราต้องให้น้องเผชิญกับมัน..ซึ่งวิธีที่พี่คิดผมเห็นด้วย”



“......”



“ผมเห็นด้วยกับการที่จะส่งซีไปโรงเรียนประจำ....”



“.......”



Cee’ s talk



“.......”



ผมรู้สึกตัวมาได้สักพักและฟังบทสนทนาที่พี่คินกับพี่เซนคุยกันจนกระทั่งผมได้ยินสิ่งที่พี่เซนพูดออกมา พี่คินจะส่งผมไปโรงเรียนประจำอย่างนั้นหรอครับ?? นี่คือวิธีการลงโทษเด็กนิสัยเสียอย่างผมใช่ไหม??



หลังจากที่ได้ยินพี่คินบอกว่าจะส่งผมไปเรียนโรงเรียนประจำ และมันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่าผม..ไม่มีคนต้องการแม้กระทั่งพี่ชายแท้ๆ ของผมอย่างพี่เซนก็เห็นดีเห็นงามกับพี่คินด้วย ถ้าผมไม่อยู่พวกพี่เขาคงจะทำอะไรได้สะดวกมากกว่าการที่มีผมอยู่ด้วย ให้มันได้อย่างนี้ซิครับ! เด็กอย่างผมมันไม่มีใครต้องการอีกต่อไปแล้วแม้กระทั่งคนที่เคยว่าจะรักผมที่สุด



“มันดีใช่ไหมไอ้เซน กูทำถูกใช่ไหมที่ผลักซีให้ออกไปเจอกับโลกภายนอกแบบนั้น”



“เพื่อตัวน้องเอง น้องต้องมีภูมิคุ้มกัน แรกๆ มันก็ยากแต่ถ้าผ่านไปได้ น้องจะดีขึ้น ให้น้องเจอสังคมที่กว้างกว่าพวกเราเถอะ” ผมพยายามไม่แสดงอาการออกมาทั้งๆ ที่ในใจผมอยากจะลุกขึ้นมาโวยวายอีกครั้ง ไอ้อาการรู้สึกผิดก่อนหน้ามันหายไปหมดแล้วครับ มันเหลือแค่ความน้อยใจเสียใจและเจ็บปวดเข้ามาแทน



“ทำไมกูรู้สึกว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุวะ”



“พี่คินอย่าขังน้องอีกเลย ผมรู้ว่าพี่รักและเป็นห่วงน้องมากกว่าชีวิตแต่พี่อย่าลืมว่าวันข้างหน้าน้องต้องโตขึ้น พี่กับผมจะต้องแต่งงานไปมีครอบครัวและถ้าถึงเวลานั้นน้องจะอยู่ด้วยตัวเองอย่างไรละพี่”



“กูดูเห็นแก่ตัว....”



“ผมก็เห็นแก่ตัวด้วย แต่พี่อย่าลืมว่าชีวิตเป็นของน้องไม่ใช่ของพวกเรา ผมก็เจ็บปวดไม่แพ้พี่เลยที่เห็นน้องมีสภาพแบบนี้ แต่ผมก็ยอมไม่ได้ที่จะให้น้องใช้ชีวิตแบบเดิม โอเคผมตามใจน้องมาตลอดทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้ผมไม่ยอม พี่จะอ้างว่าพี่ดูแลน้องได้ดี อันนี้ผมยอมรับ แต่ถ้าในระยะยาว..พี่ควรคิดถึงตอนนั้น” ผมนอนหลับตาฟังเหตุผลของพี่เซนเงียบๆ



“มันถูกแล้วหรอวะไอ้เซน วิธีนี้มันดีแน่ๆ ใช่ไหม”



“ครับ มันดีที่สุดแล้ว ถึงเรื่องอื่นผมจะใจดีกับน้องแต่เรื่องนี้ผมยอมเป็นคนใจร้าย และผมก็ยืนยันว่าพี่ควรทำแบบนี้ ขอร้องหละครับพี่คิน”



“......”



ผมทำให้พี่เซนเป็นแบบนี้ไปด้วย..เพราะตัวของผมเอง พี่เซนไม่เคยไม่ตามใจ แต่ตอนนี้เป็นพี่เซนที่ยืนยันที่จะส่งผมไป ถ้าเป็นพี่คินผมจะรู้สึกดีกว่านี้ แต่นี่เป็นพี่เซน...ผมยอมรับเลยว่าผมพูดไม่ออกจริงๆ



ผมต้องไปและเดินตามทางที่ผมไม่ได้เลือกเอง ถ้าทางนั้นพี่ชายทั้งสองของผมคิดว่ามันดีที่สุด แล้วคนอย่างผมจะไปเถียงอะไรได้..

เช้าวันต่อมา



พี่คินมาส่งผมเหมือนปกติทุกครั้งและพี่คินเองก็เลิกพูดถึงเรื่องเมื่อวานแต่พี่แปลกไปคือวันนี้พี่คินเดินเข้ามาส่งผมด้านในโรงเรียนทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พี่คินจะจอดให้ผมเดินเข้ามาในโรงเรียนเอง ผมถามพี่คินก็ไม่ยอมตอบจนกระทั่งพี่คินจับมือผมพาเดินเข้าไปในห้องปกครอง...



“สวัสดีครับ” ผมมองหน้าพี่คินอย่างไม่เข้าใจเมื่ออยู่ๆ พี่คินก็ยกมือขึ้นไหว้อาจารย์ของผมที่เป็นฝ่ายปกครอง ไม่ซิครับพี่คินก็น่าจะเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ด้วยเพราะพี่คินและพี่เซนเองก็เคยเรียนโรงเรียนนี้



“นั่งก่อน” อาจารย์ผ่ายมือให้ผมและพี่คินนั่งตรงข้าม ก่อนที่อาจารย์จะหยิบใบกระดาษสีขาวขึ้นมาให้ผมดูเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผมทั้งหมด



“ศรันย์มีพฤติกรรมดีมาตลอด แต่อาจารย์ไม่รู้ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เราเปลี่ยนไปขนาดนี้ และอีกอย่างที่รู้ดีว่าการโดดเรียนเป็นสิ่งที่ค่อนข้างร้ายแรงเหมือนกันสำหรับโรงเรียนที่เข้มงวดแบบนี้ รวมถึงเรื่องการทะเลาะวิวาทด้วย อาจารย์ไม่อยากจะพูดแบบนี้เลยนะศรันย์” อาจารย์ดูท่าทางเหนื่อยใจอย่างเห็นได้ชัด ส่วนผมเองตอนนี้ก็เริ่มที่จะรู้สึกไม่ดีเหมือนกันที่อาจารย์พูดออกมา ผมรู้สึกว่าเหมือนผมกำลังจะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง



“ครับ ผมยอมรับทุกอย่าง” ผมพูดออกมาแม้จะรู้ว่ามันสายเกินไป..



“ศรันย์ลอกการบ้านเพื่อนและให้เพื่อนทำให้โทษคือการว่ากล่าวตักเตือน ศรันย์โดดเรียนมากกว่าสิบครั้งในหนึ่งเดินที่ผ่านมา ศรันย์ไม่เรียนวิชาพละและนั่นถือว่าเป็นการโดดเรียนมีการทำทัณฑ์บนอาจารย์ได้แจ้งไปที่ผู้ปกครองของศรันย์ไปก่อนหน้านี้แล้ว และที่สำคัญศรันย์ต่อยเพื่อนและข้อหานี้ทางโรงเรียนตัดสินว่า..ศรันย์พ้นสภาพการเป็นนักเรียนของโรงเรียนเรา...อาจารย์เสียใจด้วยนะ”



ผมหมดสภาพการเป็นนักเรียน....ผมโดนไล่ออกอย่างนั้นหรอครับ??



จังหวะที่ผมกำลังช็อกค้างอยู่กับคำพูดของอาจารย์อยู่ๆ พี่คินก็เลื่อนมือมาจับมือของผมที่กำแน่นอยู่บนตักของตัวเอง ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองพี่คิน..ที่ตอนนี้พี่คินยิ้มให้ผมอยู่ รอยยิ้มที่ไม่ใช่การแสแสร้งแต่เป็นรอยยิ้มที่ต้องการส่งกำลังใจมาให้ผม

ผมควรจะรู้สึกอย่างไรดี เมื่อเย็นผมรู้สึกผิดมากๆ จนไม่อยากให้อภัยตัวเอง เมื่อคืนผมไม่ยอมรับความผิดและลึกๆ ก็โทษพี่คินว่าเป็นต้นเหตุ และมาตอนนี้ผมกำลังรู้สึกเกลียดตัวเอง แท้จริงแล้วเรื่องนี้คนที่ผิดก็คือผมเอง



“บทลงโทษกับความผิดแรกของผมมันร้ายแรงจังเลยนะครับ” ผมไม่รู้ว่าน้ำเสียงที่ผมใช้พูดออกมามันจะส่อไปทางความหมายใด แต่ที่แน่ๆ ผมกำลังจะรับไม่ไหวกับการกระทำของตัวเอง



“แต่ทางโรงเรียนพิจารณาว่าจะให้เราเรียนจนกว่าจะจบชั้นมัธยมสามเพราะประวัติของศรันย์ดีทุกอย่าง แต่เมื่อเทียบกับความผิดที่มากมายแล้ว มันคือทางออกที่ดีที่สุด ศรันย์เข้าใจอาจารย์ใช่ไหม” ผมพยักหน้าให้อาจารย์อย่างเข้าใจจริงๆ ก่อนที่ผมจะจับปากกาเซ็นต์ลงบนกระดาษ



นายศรันย์ พ้นสภาพการเป็นนักเรียนทันทีเมื่อจบการศึกษาชั้นปีที่สาม



PS. ผิดเพื่อให้รู้ว่าผิดเพื่อหาทางแก้ไขให้มันถูก แม้ว่ามันจะแลกมากับความเจ็บปวดก็ตาม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-04-2019 20:07:50 โดย KJH177 »

ออฟไลน์ ineverlove

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-4
 o13 คาราวะการอธิบายความรู้สึกของซี อายุ 15 มันสมจริงมาก แบบเฮ้ยใช่อะ ถ้าเป็นเราก็คงรู้สึกเหมือนซีจริงๆ แนวไพโบล่านี้แหละ เดี๋ยวโทษตัวเอง เดี่ยวโทษคนอื่น ไม่มีใครเป็นคนดี 100%

สงสารซี แต่ก็ยังอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของซี :sad4:

แต่งนิยายได้ดีมากเลยอะ รอตอนต่อไป เป็นกำลังใจให้น้าาา :3123:

ยังเดาแนวทางไม่ออกว่าจะ อคินxซี ได้ยังไง.

ออฟไลน์ KJH177

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 107
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-2
บทที่ 7
การจากลา


ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ผมควรรู้สึกอย่างไรดีหลังจากที่ผมถูกเชิญออกจากโรงเรียนในหลายๆ ข้อหาที่ผมได้กระทำผิด บอกได้คำเดียวเลยครับว่าผมเสียใจ ตอนนี้อารมณ์และความรู้สึกของผมมันไม่สับสนอีกต่อไปแล้วครับ เพราะตอนนี้ผมรู้สึกเสียใจและผิดหวังกับสิ่งที่ผมได้ทำลงไป


“โอเคไหม” ตอนนี้ผมมานั่งพักทำใจอยู่ที่สนามเด็กเล่นโดยมีพี่คินที่นั่งอยู่ข้างๆ เวลานี้ปกติผมต้องเข้าห้องไปเรียนแล้วแต่พี่คินรั้งผมออกมานั่งเล่นก่อน ส่วนพี่คินก็เดินออกไปซื้อไอศกรีมและกลับมาหาผม ผมปล่อยให้ไอศกรีมที่พี่คินซื้อมาละลายและไหลย้อยลงมาเปื้อนมือของผมอยู่อย่างนั้น ผมบอกได้คำเดียวเลยว่าผมไม่รู้สึกอยากอะไรเลย แม้ว่าไอศกรีมมันจะเป็นของโปรดของผมก็ตาม


“ไม่รู้ซิครับ พึ่งโนไล่ออกมา ก็คงไม่ได้รู้สึกดีใจ”


“ซี...”


“พี่คินบทลงโทษที่ซีได้รับมันมีอีกไหมครับ บอกซีเลยนะ ซีจะได้เตรียมใจ แต่มันก็คงไม่หนักกว่านี้อีกแล้วหละ” ในเมื่อบทลงโทษอีกอย่างที่พี่คินจะลงโทษผม ผมแอบรู้แอบได้ยินมาเมื่อคืนแต่เมื่อถึงตอนนี้พี่คินก็ยังคงไม่บอกผม ไม่รู้ว่าพี่คินจะเก็บไปอีกนานไหม


“....” เมื่อเห็นว่าพี่คินไม่พูดอะไรออกมา ผมก็ได้แต่ถอนหายใจและเลือกที่จะพูดออกมาเอง


“พี่คินซีได้ยินที่พี่คินคุยกับพี่เซนเมื่อคืนแล้ว ผมโอเคครับ ผมจะไปเรียนโรงเรียนประจำ” พี่คินเองก็ดูตกใจไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผมพูดในสิ่งที่พี่คินไม่ได้พูดออกมา ดูก็รู้ครับว่าพี่คินมีท่าทีลำบากใจ


“ถ้าซีไม่อยากไป พี่ก็ไม่บังคับแล้วนะ” มันน่าตลกไหมละครับที่อยู่ๆ พี่คินก็ทำเหมือนจะให้ผมเลือกเอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พี่คินเป็นคนบอกพี่เซนว่าจะให้ผมไปเรียนโรงเรียนประจำ หรือว่าพี่คินจะสงสารและสมเพชผมที่พึ่งโดนไล่ออกจากโรงเรียน และเหมือนเรื่องนี้พี่คินเองก็เหมือนจะไม่รู้มาก่อน ก็คงน่าจะรู้พร้อมๆ ผม


“ผมอยากไปครับ”


“ซี...”


“พี่คินไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรแล้ว มันก็จริงอย่างที่พี่เซนบอก พี่ควรปล่อยให้ซีออกไปเจอกับสังคมมากกว่าการที่จะให้ซีอยู่แบบนี้ เพราะ..” ผมกลั้นใจที่จะพูดบางำออกมาแม้ว่ามันจะยากที่จะยอมรับก็ตาม “พี่คินก็ต้องแต่งงานไปมีครอบครัวเป็นของตัวเอง พี่คินคงจะดูแลซีไม่ได้ตลอดชีวิต”


“ซี พี่..”


“ซีโอเคพี่คิน แค่นี้เอง ซีไปเรียนก่อนนะ พี่คินก็ไปทำงานได้แล้วครับ สวัสดีครับ” ผมลุกขึ้นและยกมือไหว้พี่คินก่อนจะเดินหันหลังกลับออกมาจากบริเวณสนามเด็กเล่น ผมทำเหมือนเข้มแข็งต่อหน้าพี่คินเพราะอยากให้พี่คินสบายใจและไม่รู้สึกผิดกับผม แต่พอลับหลังพี่คิน ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ น้ำตาของผมก็ไหลออกมาอีกครั้ง เมื่อคิดว่าอีกไม่นานผมจะต้องออกไปอยู่คนเดียว ผมจะต้องออกไปจากพี่คิน ผมจะต้องอยู่โดยที่ไม่มีพี่คินอีกต่อไป มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมอย่างมาก มันเป็นเรื่องยากที่ผมจะทำใจ แต่มันก็น่าจะดีเหมือนกันที่อาจจะทำให้ผมตัดใจจากพี่คินให้ได้และเหลือไว้เพียงแค่สถานะพี่น้องเท่านั้น ผมหวังว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้นหลังจากนี้นะครับ



หลังจากวันนั้นผมก็ไม่มีอิสระอีกต่อไปตามข้อตกลงที่ผมให้พี่คินกับพี่เซนเอาไว้รวมถึงการที่ผมถูกกักบริเวณระหว่างที่ผมรอไปเข้าโรงเรียนประจำ พี่คินตามติดผมทุกฝีก้าว เมื่อเลิกเรียนพี่คินเองก็ยอมที่จะเลิกงานก่อนเพื่อมารอรับผม ถ้าวันไหนพี่คินไม่ว่างก็จะเป็นพี่เซนมารับผมแทนจนกระทั่งวันที่ผมต้องบอกกันต์เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผมเรื่องที่ผมจะไม่ได้เรียนต่อที่นี้อีกต่อไป


“ไอ้ซีมึงเป็นไรวะ” เลิกเรียนวันนี้ผมขอพี่คินมาค้างบ้านกันต์ก่อนที่ผมจะไม่เจอกันต์อีก ตอนแรกพี่คินไม่ยอมจนกระทั่งผมสัญญาว่าจะทำตามที่พี่คินพูดทุกอย่างหลังจากนี้ พี่คินถึงยอมและจะมารับผมในเช้าของอีกวัน


“กันต์...กูไม่ได้เรียนต่อที่นี่กับมึงแล้ววะ” ผมพยายามควบคุมเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ถาโถมเข้ามาในความรู้สึก ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้กันต์เป็นเพื่อนคนแรกและคนเดียวที่เข้าหาผมและคอยช่วยเหลือรวมถึงเข้าใจในตัวตนของผมทุกอย่าง ผมไม่เคยสนิทใจกับใครมาก่อนนอกจากพี่ชายทั้งสอง จนกระทั่งมาเจอกันต์ เรียกได้ว่ากันต์เปรียบเสมือนคนในครอบครัวของผมเลยก็ว่าได้ แต่หลังจากนี้ผมจะไม่ได้เจอกับกันต์อีกแล้ว เหมือนผมเสียคนที่สนิทใจไปอีกคน


“มะ..หมายความว่าไงวะ” กันต์เองก็ตกใจที่เพื่อนอย่างซีขอมานอนที่บ้านเขาทั้งๆ ที่ร้อยวันพันปีซีไม่เคยคิดที่จะมาค้างและกันต์เองก็ตกใจหนักเข้าไปกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าพี่ชายของซีให้ซีมาค้างทั้งๆ ที่พี่ชายของซีหวงซียิ่งกว่าอะไรดี ตั้งแต่ที่กันต์คบกับซีเป็นเพื่อนมาเกือบๆ สามปีกันต์รับรู้ได้ว่าซีรักพี่ชายทั้งสองมากๆ ทั้งๆ ที่พี่ชายจำกัดอิสระทุกอย่างของซี ยิ่งกว่าพ่อกับแม่ของเขาอีก จนกระทั่งวันที่เขาได้มีโอกาสคุยกับคินตรงๆ เมื่อปีที่แล้วเขาเข้าใจอะไรมากขึ้น และรู้ถึงสาเหตุทุกอย่างว่าทำไมพี่ชายถึงหวงซีมากขนาดนี้


“ก็ตามที่มึงรู้ตั้งแต่วันที่พี่คินจับได้ว่ากูติดเกม กูมาพิจารณาตัวเองดูแล้วว่ากูผิดทุกอย่างไม่แปลกที่พี่คินจะทนกับเด็กนิสัยเสียแบบกู”


“พี่คินไม่ได้ทนนะมึง พี่เขาห่วงมึงมากนะไอ้ซี”


“ห่วง? เขาเคยเป็นห่วงกูด้วยหรอวะ” กันต์เองก็ไม่รู้จะอธิบายให้ซีเข้าใจได้อย่างไร จนกระทั่งตอนนี้กันต์เองก็เห็นและรับรู้ความเป็นห่วงของคินทุกอย่าง อย่างวันนี้ถึงกันต์จะแปลกใจที่คินปล่อยให้ซีมานอนบ้านเขาได้ จนกระทั่งเขาถึงบางอ้อว่าคินแอบมาจอดรถแถวๆ บ้านเขาเพื่อเฝ้าซีที่นอนอยู่บนบ้านของเขาตอนนี้... แต่ซีคงจะไม่ได้สังเกต


“พี่ทั้งสองห่วงและหวงมึงมากไอ้ซี”


“ขอบใจที่มึงเป็นเพื่อนที่ดีกับกูมาตลอดนะเว้ย ไม่รู้ว่าหลังจากนี้กูจะเจอคนที่ดีเหมือนมึงอีกไหม” ผมพูดออกมาจากใจจริงๆ ตามที่ผมรู้สึก

“มึงก็เหมือนกันไอ้ซี มึงเป็นเพื่อนที่กูรักมากและสนิทใจที่สุด ตอนแรก...กูคิดว่ามึงจะเรียนต่อที่นี่กูเลยตัดสินใจเลือกเรียนที่นี่กับมึง”


“หมายความว่าไงวะไอ้กันต์?”


“ก็..พ่อกับแม่อยากให้กูไปเรียนโรงเรียนนายร้อย แต่กูไม่อยากทิ้งมึง” เพราะกันต์รู้ว่าถ้าเขาไป ซีจะไม่เหลือใคร อีกอย่างเขาก็อดที่จะห่วงซีไม่ได้เพราะคนอย่างซีเป็นคนที่ภายนอกดูหยิ่งๆ เข้าถึงยาก ยิ่งซีมีลักษณะแบบนี้ทำให้คนอื่นที่ไม่รู้จักจ้องที่จะเล่นงานซึ่งที่โรงเรียนมีคนประเภทนี้อยู่มากและรอจังหวะที่กันต์ไม่อยู่เพื่อจัดการซี แต่ก็นั่นแหละด้วยความเป็นห่วงเพื่อน กันต์ไม่เคยแยกจากซีเลยตลอดเวลาที่อยู่โรงเรียน จนกระทั่งตอนที่ซีติดเกมตอนนั้นกันต์เองก็ได้แต่เก็บความเสียใจเอาไว้ว่าเพื่อนที่สนิทอย่างซีมีอะไรปิดบังเขาอยู่ และกันต์ก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าปกป้องเพื่อนในทางที่ผิดโดยการไปดักรอคินเพื่อนพูดคุยเรื่องของซีอย่างจริงจัง แต่กันต์ไม่รู้ว่าทุกอย่างมันจะร้ายแรงขนาดนี้ ขนาดที่ว่าซีจะต้องย้ายไปโรงเรียนประจำ


“ไปเถอะมึงกูไม่อยากถ่วงมึงอีกแล้วเพื่อน” ผมยื่นมือไปตบบ่าของไอ้กันต์เบาๆ “มึงไปใช้ชีวิตของมึงนะกันต์ตามความฝันของมึง กูก็จะไปใช้ชีวิตของกู กูต้องโตและอยู่ด้วยตัวเองได้แม้ว่าจะไม่มีเพื่อนดีๆ อย่างมึงอีกแล้ว..” ผมเองก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาของความเสียใจได้อีกต่อไป ยิ่งมองหน้ากันต์นานเท่าไหร่ภาพเหตุการณ์ในอดีตต่างย้อนกลับมาในความคิดของผม วันที่ผมเจอกันต์วันแรก วันที่กันต์เข้ามาคุยกับผม วันที่กันต์เอาของขวัญวันเกิดมาให้ผมคนแรกในชีวิต วันที่กันต์พูดปกป้องผมกับคนอื่น และอีกหลายๆ วันที่มีกันต์อยู่ในนั้น แต่หลังจากนี้...ผมจะไม่เจอกันต์อีก


“แต่เรากลับมาเจอกันได้อีกนะเว้ยไอ้ซี กูไม่ได้ตายและมึงก็ไม่ได้ตาย” กันต์พยายามที่จะไม่ร้องไห้ออกมาและพูดให้เหมือนเป็นเรื่องตลกเพราะไม่อยากให้เพื่อนสนิทเครียดไปมากกว่า เขาเองก็เห็นด้วยและเข้าใจว่าที่คินทำแบบนี้กับซีก็เพราะว่าต้องการให้ซีใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่มากขึ้นและออกจากกรอบที่คินตีเอาไว้ แต่เขาไม่รู้ว่าเพื่อนของเขาอย่างซีจะเข้าใจในสิ่งที่คินทำไหม แต่ถ้าให้เขาเดาเขาคิดว่าซีไม่เข้าใจ..


“อย่าหนีกูตายก่อนนะ กูได้ข่าวมาว่าในโรงเรียนเตรียมทหารชอบสั่งซ่อม ใครรุมมึงก็อย่ายอมนะเว้ยไอ้กันต์” และเป็นครั้งแรกที่กันต์เห็นสีหน้าของเพื่อนที่บ่งบอกว่าเป็นห่วงเขา


“เออ กูไม่ตายง่ายๆ มึงก็อย่าตายง่ายๆ ก็แล้วกัน”


ซีและกันต์จะไม่มีวันลืมว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาคือความสุขของทั้งคู่ ความสัมพันธ์ที่เรียกว่าเพื่อนมันยั่งยืนเสมอและไม่มีวันหายไปแม้ว่าจะไม่เจอกันทุกวันเหมือนเมื่อก่อน



“ไปกันพี่คิน” ผมสูดลมหายใจออกมาหลังจากที่เห็นว่าพี่คินมายืนรอหน้าบ้านของกันต์อยู่นานแล้ว ไม่รู้จะรีบมาทำไมเหมือนว่ากลัวผมจะหนีหายไปอย่างนั้นทั้งๆ ที่ผมไม่มีวันที่จะหนีพี่คินไปได้ และการที่ผมมานอนบ้านกันต์วันนี้ก็ทำให้ผมได้คิดอะไรด้วยตัวเองหลายๆ อย่างโดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้รับความรักจากพี่คินและพี่เซนรวมถึงคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก แต่มีบางช่วงเวลาที่ความรักที่เคยได้รับมันกลับหายไปโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว และสิ่งนี้ที่ทำให้ผมรู้ว่าทุกคนมีหน้าที่และทางเดินของตัวเอง และผมก็ควรที่จะมีทางเดินของผมบ้าง


“อีกสามวันสอบเข้า...” ผมขึ้นมานั่งบนรถได้ไม่นานพี่คินเองก็เริ่มที่จะพูดเรื่องโรงเรียนใหม่ของผม


“รู้ครับไม่ต้องรีบไล่ขนาดนี้ก็ได้”


“ไม่ได้จะไล่นะซีพี่แค่พูดให้ซีเตรียมตัว” ผมหันไปมองออกนอกหน้าต่างเพราะรู้สึกไม่อยากมองพี่คินตรงๆ ยิ่งเห็นหน้าพี่คิน ผมก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีบางอย่าง ไม่ใช่ว่าผมกำลังต่อต้าน ไม่ใช่ว่าผมไม่รับรู้ความเป็นห่วง แต่ผมรู้ว่า...ผมไม่ได้คิดกับพี่คินเป็นพี่ชายเหมือนที่ผมคิดกับพี่เซน ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน แต่ผมรู้แค่ว่าหัวใจของผมมันมีแต่พี่คินคนเดียว


“ครับ” และการที่ผมยอมรับและตกลงที่จะไปอยู่โรงเรียนประจำก็เพื่อที่ว่ามันจะทำให้ผมง่ายต่อการตัดใจจากพี่คินเพราะผมรู้ว่าความรักของผมมันเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม พี่คินดีกับผมมาก มากจนผมรู้สึกผิดและบาปที่กำลังคิดเกินเลยกับพี่ชายของตัวเอง และไอ้ความรู้สึกนี้มันต้องหมดไปเมื่อผมได้ออกห่างจากพี่คินมากขึ้น ผมอาจจะรู้ใจตัวเองก็ได้ว่าแท้จริงแล้วผมอาจจะแค่ผูกพันไม่ได้รักจริงๆ


“มันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวซีเอง”


“ถ้าพี่คินคิดว่าดี....”


“พี่รักซีนะ”


“ครับ ซีก็รักพี่ แต่ไม่ได้แบบที่พี่รักซี”


“......”


“ถึงบ้านปลุกซีด้วยนะครับ ซีจะนอน” หลังจากวันนั้นผมพยายามอย่างหนักในการอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้าที่โรงเรียนประจำแห่งนั้น โดยมีพี่คินคอยติวให้ผมไม่ห่าง ทุกวันมันมีค่าสำหรับผม พี่คินดูใส่ใจผมอย่างมาก มากกว่าที่ผ่านมาก็อาจจะเป็นเพราะเหตุการณ์นั้นด้วย และอาจจะต้องการชดเชยให้ผมหากวันหนึ่งที่ผมต้องเข้ามาเรียนที่โรงเรียนประจำ จนกระทั่งผลประกาศว่าผมสามารถสอบเข้าได้ตามที่คาดหวัง และวันที่ผมต้องเข้ามาเรียนโรงเรียนประจำก็มาถึง...





Akin’ s talk


จากเหตุการณ์ทั้งหมดมันทำให้ผมรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเลี้ยงและดูแลซีไม่ดีและเลี้ยงซีมาแบบผิดๆ จนซีเกือบที่จะหลงทาง เหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดก็คือการที่เห็นว่าซีไม่สามารถเอาตัวรอดจากวันนั้นได้ ผมยอมรับเลยว่าหลังๆ มานี้ผมแทบจะไม่มีเวลาดูซีเหมือนเมื่อก่อนเพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ส่วนไอ้เซนเองก็มีหน้าที่และภารกิจของมัน พ่อกับแม่ยิ่งแล้วใหญ่เลยครับท่านแทบจะไม่มีเวลาพักอยู่บ้านเลยด้วยซ้ำ และนั่นทำให้นิสัยที่น่ารักของซีเปลี่ยนไปเพราะผม...ผมพยายามหลอกตัวเองมาตลอดว่าการเลี้ยงซีให้อยู่ในกรอบตามที่ผมวางมันคือเรื่องที่ดีที่สุด สแกนทุกอย่างที่จะเข้ามาหาซีเพราะกลัวว่าวันหนึ่งสิ่งที่เข้ามาจะทำให้ซีเสียใจและผิดหวัง แม้กระทั่งเรื่องของเพื่อนผมก็ยังเข้ามายุ่งวุ่นวายจนซีมีเพื่อนที่สนิทมากๆ เพียงแค่คนเดียวก็คือกันต์ และผมก็มารู้ตัวทีหลังว่าทั้งหมดที่ผมทำทุกอย่าง ปกป้องซีทุกทาง มันคือสิ่งที่ผิดพลาดที่สุด ซีไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ในทุกๆ สถานการณ์เพราะเคยชินที่ต้องขออนุญาตผม ซีไม่เคยทำความรู้จักใครเลยเพราะผมสั่งห้ามเอาไว้ ซีไม่รู้จักอันตรายและภัยสังคมเลยเพราะมีผมปกป้อง สิ่งเหล่านี้มันแย่ที่สุดสำหรับการทำหน้าที่พี่ชาย... ถ้าถามว่าผมรักซีไหมผมตอบเลยว่าที่สุดของชีวิต ซีคือคนที่ผมสามารถตายแทนได้ และด้วยความที่รักมากมันก็ต้องเจ็บมากเมื่อวันหนึ่งที่ผมต้องจำใจผลักไสให้ซีออกห่างจากตัวเพื่อให้ซีมีชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่าการที่จะอยู่กับผม..


ผมมันคนเห็นแก่ตัว


“สวัสดีครับพี่เซน สวัสดีครับพี่คิน” และในวันที่ผมเจ็บปวดที่สุดในชีวิตก็มาถึงเมื่อวันนี้ผมมาส่งซีเข้าหอพักเป็นวันแรก ผมอาสาเตรียมของทุกอย่างให้ซีทั้งของใช้และเสื้อผ้า มันคือสิ่งที่ผมสามารถทำได้มากที่สุดในตอนนี้ ผมนอนคิดทุกคืนว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่มันถูกแล้วใช่ไหม มันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับซีใช่ไหม


“ตั้งใจเรียนนะซี” เซนเดินเข้าไปกอดและลูบผมของซีเบาๆ ผมอยากทำอย่างไอ้เซนแต่ผมเองก็ละอายใจเกินกว่าจะไปทำแบบนั้นเหมือนปกติ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันไม่ปกติและเหมือนเดิมอีกต่อไป


“ครับ ซีจะตั้งใจเรียน” ซียิ้มรับคำพูดของไอ้เซนด้วยแววตาเศร้าๆ ที่ไม่สามารถปิดอยู่ ก่อนที่ซีจะเลื่อนสายตามายิ้มให้กับผมเหมือนอย่างเคย รอยยิ้มที่ผมไม่เคยได้รับมาตลอดหลายเดือน


“พี่คินไม่ต้องรู้สึกผิดนะ ซีผิดเองที่ดื้อและออกนอกลู่นอกทางจนพี่คินกับพี่เซนเดือดร้อน”


“ซี...”


“ซีจะไม่เป็นภาระพี่คินแล้วนะ”


“ซี..ซีไม่ใช่ภาระของพี่” ผมรีบพูดสวนทันทีที่น้องพูดออกมาด้วยน้ำเสียงและแววตาตัดพ้อ “มันไม่ใช่...” แม้การกระทำของผมอาจจะทำให้ซีคิดแบบนั้นก็ตาม


“ครับ จะพยายามเชื่อ” ซีกระชับกระเป๋าสะพายของตัวเองให้หมั่นเตรียมที่จะเข้าไปในหอพักที่ผมไม่สามารถตามไปส่งได้เพราะเป็นกฎของโรงเรียนที่ตั้งเอาไว้ และที่ที่ผมยืนอยู่ตรงนี้คือบริเวณที่ผู้ปกครองสามารถมาส่งลูกหลานได้แค่บริเวณนี้เท่านั้น


“พี่ไปก่อนะซี แล้วเจอกันนะ” ไอ้เซนเดินมาลูบผมซีอีกครั้ง ก่อนที่น้องจะพยักหน้าและเดินหันหลังเข้าไปในหอพักที่มีคุณครูรออยู่


“ซี เดี๋ยว...”


น้องหยุดชะงักแต่ไม่ได้หันหลังกลับมามองที่ผม

“พี่รักซีนะ รักมากกว่าชีวิตของพี่..”


บอกผมซิครับว่าผมไม่ได้กำลังร้องไห้ออกมา...เมื่อเห็นว่าซีค่อยๆ เดินหายจากสายตาของผมไปเรื่อยๆ จนในที่สุดในสายตาของผมก็ไม่มีซีเหมือนเดิมอีกต่อไป



PS . คอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้น้องซีได้เลยน้าา น้องจะเข้าหอแล้ววว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-04-2019 18:31:24 โดย KJH177 »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด