[[เรื่องสั้น]] ปิดตาข้างเดียว =บทส่งท้าย+ตอนพิเศษ= 09-07-62
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [[เรื่องสั้น]] ปิดตาข้างเดียว =บทส่งท้าย+ตอนพิเศษ= 09-07-62  (อ่าน 832 ครั้ง)

ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ



***********************************************





Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:48:26 โดย ความฝันของดอกไม้ »

ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0

ขีดจำกัดความอดทนของคนมีแค่ไหน

ต้องมีเท่าไหร่ ถึงคิดว่าควรพอสักที

ผมนั่งอยู่บนโต๊ะขนาดกะทัดรัดสี่เหลี่ยมจตุรัต สามารถนั่งได้ประมาณสี่คน พร้อมกับข้าวมากมาย หลายอย่างและตั้งใจทำเป็นอย่างดี อาหารทิ้งไว้นานจนเย็นชืด ผมไม่ค่อยสนใจตรงจุดนั้นเท่าไหร่ แววตาเอาแต่มองข้อความบนกล่องแชทซึ่งพิมพ์มาเหมือนเดิม

เฉพาะวันที่ 25 ของทุกเดือน

'ที่รัก วันนี้ผมทำโอจนถึงเช้า กินข้าวได้เลยไม่ต้องรอนะครับ รัก♥'

และผมมักจะตอบไปเหมือนเดิมอีกเช่นกัน

'ตั้งใจทำงานนะ รักมากกว่า♥'

ทำบ่อยจนกลายเป็นสูตรสำเร็จ ผมรู้ว่าเขาต้องพิมพ์มาแบบนี้ ผมจึงตอบไปแบบนั้น โดยความรู้สึกของผม กับคำว่ารักที่มีให้เขา

จริง ๆ ก็มีให้ดั่งเดิม แต่ในความหมายแตกต่างออกไป รักสิ ตอนนี้ก็ยังรัก ทว่าอาจมีความชินชา เฉยชา หมดศรัทธาเข้าแทรกแซง

เขาว่ากันว่า

รักเจ็ดปี คือเลขอาถรรพ์ ไอ้ผมก็ไม่ใช่เชื่ออะไรงมงายพรรค์นั้น ผมกับเขารักกันมาห้าปี และแต่งงานมาได้สองปี เอาง่าย ๆ ปีนี้ เป็นปีที่เจ็ดพอดี

เพราะผมไม่เชื่อ จึงพยายามประคับประคองความรักของเราให้เข้าสู่ปีที่แปดอีกไม่กี่เดือน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ยาวนานถึงตลอดไป

ผมมีเขาเป็นคนรัก คนแรก

และเขาคือคนสุดท้ายที่ผมคิดจะรัก

กว่าจะแต่งงาน กว่าจะได้มาอยู่ด้วยกัน ฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันมาขนาดไหน กว่าเขาจะเอาชนะใจผม กว่าเราจะเอาชนะความห่างไกล กว่าพ่อแม่จะยอมรับทั้งสองฝ่าย กว่าจะเอาชนะสายตาดูถูก เหยียดหยามมันยากเย็นแสนเข็ญ

หลายอย่างที่เขาพิสูจน์ให้เห็น ความทุ่มเทพยายามอยากได้ผมไปครอบครอง ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ยังดื้อด้าน ยืนยันจะรักกับผม อยากให้ผมเป็นคู่ชีวิต จนทำให้หลงปักใจเชื่อว่ารักนี้จะกลายเป็นรักนิรันดร์

เมื่อตื่นมาพบกับความจริง

ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่

เหมือนความพยายามที่ผ่านมา กลายเป็นแค่เกมหนึ่งที่เขาพยายามเอาชนะให้ได้ เมื่อชนะแล้วเป็นไง หลงใหลได้ปลื้มเพียงชั่วคราว

สุดท้ายก็เบื่อ..เพราะมันไม่มีอะไรให้ค้นหาอีกแล้ว เขาจึงกลับไปมองหาอะไรที่มันตื่นเต้นและเร้าใจเหมือนเดิม กลับไปเป็นเขาคนเดิม คนที่แสนเจ้าชู้ ควงคนอื่นไม่ซ้ำหน้าก็แค่นั้น

ต้มจืด มันจะไปอร่อยแซ่บเหมือนต้มยำได้ยังไง สุดท้ายเมื่อเขารู้ว่าในต้มจืด ไม่มีอะไรนอกจากความจืดจะกลับไปมองหาสิ่งใหม่มันก็ไม่แปลก กับข้าวตรงหน้าผม คงเหลือทิ้งดั่งเคย ขาก้าวเข้าห้องนอนพร้อมกอดเก็บความเจ็บปวดไว้กับตัวเอง

น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง

ทั้งที่วันนี้ครบรอบวันแรกที่เราคบกัน

ทั้งที่ส่วนใหญ่ จะเป็นเขาจัดเซอร์ไพรส์

ทั้งที่เมื่อก่อนผมจะเป็นคนลืมและไม่ให้ความสำคัญ

น่าขำดี เมื่อทุกวันนี้ผมกลายเป็นฝ่ายต้องรอเสียเอง

นี่สินะ ที่เขาเรียกว่ารักหมดโปร

ผมเคยบอกแล้ว ถ้านอกใจ นอกกาย ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ จุดจบทางรักระหว่างเราก็คือเลิกทันที

ตอนนั้นที่เขาได้ยินคำว่าเลิก ถึงกับตาเบิกกว้าง หน้าซีดเป็นไก่ต้ม พูดเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ทำแน่นอน ดึงตัวผมไปกอดแน่น ก่อนเอ่ยวาจาด้วยเสียงสั่นเครือ อย่าพูดคำว่าเลิกอีกได้ไหม ใจคอไม่ดี ผมได้แค่ยิ้มและปลอบ หากไม่ทำ คำนั้นไม่มีวันหลุดจากปาก

พอย้อนกลับมาดูตอนนี้ เขาทำจนโจ่งแจ้ง หรือคิดว่าผมโง่ เก็บตัวอยู่แต่บ้าน แล้วจะไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร

คิดผิดแล้วล่ะ

ต่อให้ผมไม่ได้ออกไปไหน ทว่าสิ่งผิดปกติที่เขาเป็นทำให้เดาได้อย่างไม่ยากเย็น

ประจวบกับถ้าไม่ได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ผมคงตามเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวของเขาไม่ทัน เพราะเวลาอยู่ด้วยกัน เขายังดูแลผมอย่างดีมาตลอด ดีเสียจนตายใจ

เขาปฏิบัติกับผมเหมือนเดิมทุกวัน มีแค่วันที่ 25 ของทุกเดือนที่เขาเลิกเอาใจผม เปลี่ยนไปดูแลคนอื่นแทน

บอกว่าทำงาน ผมก็เชื่อว่าเขาทำงาน ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ตอนนี้ผมเลยรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างกับของเล่นหรือของตาย อยากจะเอาคืนให้หนัก ก็ไม่ใช่นิสัย แต่ไม่รู้จะทำยังไง นอกเสียจาก..อดทนจนกว่าที่ตัวเองจะทำใจได้

จนกว่าตัวเองจะเลิกร้องไห้กับเรื่องเดิม

จนกว่าตัวเองจะมีความเข้มแข็งมากพอ

มากพอจะมีความกล้าพูดกับเขาตรง ๆ

เขาไม่มีผม ก็อยู่ได้ เขาหน้าตาจัดไปในทางที่ดีมาก ต่อให้ไม่มีผมก็ยังจะมีคนรอคิวกันเป็นแถว ถึงไม่มีผมก็ยังมีคนอื่นรักอีกมากมายผิดกับผม ถ้าไม่เขา ผมเหมือนไม่เหลือใคร รักเสียจนถลำลึก จะให้ถอนตัวกลับใจคงไม่ทัน

หน้าจอมือถือซึ่งวางไว้บนโต๊ะหัวที่นอน จากเคยดำมืด อยู่ดี ๆ กลายเป็นสว่างจ้า ผมจึงเอื้อมไปหยิบขึ้นมาดู พบว่ามีคนส่งข้อความมาในกล่องแชท

เรื่องปกติ ตั้งแต่เมื่อกลางปี

ทุกวันที่ 25

เรื่องเดิมเหมือนทุกครั้ง

รูปภาพชายหญิงนอนเปลือยกาย มือใหญ่แสนคุ้นเคยโอบกอดเอวคอดเอาไว้แน่น นอนหลับพริ้ม แถมใบหน้าเยาะเย้ยของหญิงสาวในภาพ เธอใช้มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์เพื่อกดถ่ายรูป และอีกข้างใช้มือปิดปาก พร้อมกับข้อความเสียดแทงหัวใจ

อุ๊ยตาย! สามีใครมาหาเราอีกแล้ว ยังไงผู้ชายก็ต้องคู่กับผู้หญิง เรารักกันขนาดนี้ ยังจะอยู่เป็นก้างอีกเหรอคะ

ผู้หญิงสมัยนี้ก็หน้าด้านหน้าทน แย่งไปไม่พอ ทำลายครอบครัวคนอื่นไม่พอ ยังจะมาเยาะเย้ยเหมือนตัวเองเป็นผู้ชนะ ทั้งที่ความจริง ไม่ต่างอะไรกับประจานความร่านและมักง่ายของตัวเอง อยากจะได้ของคนอื่นจนเนื้อตัวสั่น

ผมไม่รู้จะตอบว่าอะไร ได้แต่กดมือถือให้หน้าจอดับไปดังเดิม

พร้อมกับน้ำตาชุดใหญ่ไหลรินมาอีกรอบ

ตั้งแต่ต้นปีที่ผมร้องไห้กับเรื่องนี้ซ้ำ ๆ

สิบเดือนได้แล้วมั้ง นานเกินพอแล้วมั้ง พอได้หรือยัง เจ็บปวดพอแล้วหรือยัง ยังจะทนอีกไหม พอได้แล้วไหม พอได้แล้วเนาะหัวใจ

พรุ่งนี้ผมจะเป็นคนใหม่

ไหน ๆ พรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดผมทั้งที ควรพอได้แล้ว ให้ของขวัญตัวเอง โดยการออกไปจากชีวิตเขา จากชีวิตผู้ชายเฮงซวย จากผู้ชายพรรค์นี้ เริ่มต้นใหม่ ถึงแม้จะเหลือแค่ตัวคนเดียว

นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย

ผมปล่อยโฮออกมา ร้องออกมาจนสุดเสียง เหมือนกันคนบ้า ร้องจนเสียงแหบ ร้องจนแทบไม่มีน้ำตา ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจ ปลดปล่อยออกมาให้หมดสิ่งที่ผมเก็บไว้เพียงคนเดียว ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัว เพราะกลัวโดนซ้ำเติม เพราะเตือนผมแล้ว แต่ผมไม่ฟัง ก็สมควรแล้วล่ะ ที่จุดจบจะลงเอยแบบนี้ ผมร้องไห้ทั้งคืน พร้อมกับค่อย ๆ เก็บของสำคัญ เอกสารสำคัญ แค่นั้นพอ ผมไม่อยากจะเอาอะไรที่เกี่ยวกับเราติดตัว ยิ่งเห็นยิ่งตอกย้ำ

แหวนแต่งงานใส่อยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย แหวนสลักชื่อเขากับผม กำลังถูกถอดออกอย่างช้า ๆ นาฬิกาที่เราใส่คู่กัน ผมก็ถอดมันวางไว้ สร้อยคอที่เขาให้ในเดือนแรกที่เราคบกัน ผมยังใส่มันทุกวัน ใส่จนชิน เหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ผมถอดมันและวางทุกอย่างให้กองรวมกันบนโต๊ะอาหาร ที่เราช่วยกันเลือก


จานคู่

แก้วคู่

ทุกอย่างที่เรามีร่วมกันมันยากเกินทำใจ ไม่ว่าจะมองไปทางภายในบ้าน ผมเห็นแต่ภาพของความสุขของเรา ทะเลาะ โกรธกัน ง้องอนกัน มันมีค่ามีความหมายกับผม โดยหาสิ่งไหนมาเปรียบเปรยไม่ได้

แต่ไม่มีค่าสำหรับเขาเลยใช่ไหม

ถึงทำลายง่ายดายขนาดนี้

ขาก้าวเข้าไปภายในห้องน้ำ คนหน้าโทรมปนคราบน้ำตาในกระจกนั่นใครกัน ใช่ตัวเราแน่เหรอ

ใช่แน่เหรอ เราเคยเข้มแข็งกว่านี้ไม่ใช่หรือไง ไม่ว่าเรื่องจะเจอเหตุการณ์เลวร้ายใดก็ผ่านมาได้ไม่ใช่เหรอ

นิ้วเปิดก๊อก มือรองน้ำยกสาดเข้าใบหน้า

ตาสว่างสักที จะปล่อยให้ตัวเองดูเป็นคนไร้ค่าไปถึงไหน!!!

กับผู้ชายที่มักมากคนเดียว คุ้มไหม! มันคุ้มไหมที่ปล่อยให้ตัวเองแทบจะกลายเป็นคนบ้าแบบนี้!

ผมหยิบผ้าขนหนูพร้อมกับซุกลงไป สูดหายใจเข้าไปให้เต็มปอด เงยมองภาพตัวเองสะท้อนบนกระจกอีกครั้ง

เราต้องเข้มแข็ง

ต่อหน้าเขาผมจะไม่ร้องไห้เด็ดขาด

ผมตัดสินใจแล้ว ว่าจะยุติเรื่องนี้ เพื่อที่เขาจะได้รักกันสมใจ! แกล้งโง่ แกล้งรู้ไม่ทัน เพราะกลัวว่าจะเสียเขาไป แกล้งทำเป็นตาบอดมองไม่เห็นว่าเขาไปกับใคร ทั้ง ๆ ที่ รู้อยู่แก่ใจ ก็ยังปล่อยให้ยืดเยื้อมาจนป่านนี้

เสียงเปิดประตูเดินเข้ามา ผมจึงเดินไปนั่งรอเขาที่โต๊ะอาหาร

“ว้าววว ลมอะไรหอบให้ที่รัก มานั่งรอผมตรงนี้ครับ กลัวผมจะเบี้ยวนัดไปเที่ยวขนาดนั้นเลยเหรอ ทำงานเหนื่อยมาก เดี๋ยวผมขอไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดแป๊บนะ ไปทานข้าวเช้าข้างนอกกัน”

เขาเดินเข้ามาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินเข้ามาหาพร้อมกับหอมหน้าผากเข้าไปฟอดใหญ่ ทำเอาน้ำตาแทบคลอ

แต่จะไม่ร้องไห้เด็ดขาด

ตัดสินใจแล้ว

ผมจะต้องทำให้ได้

“วันเกิดที่รักของผมทั้งที จะไปกินอะไรดีน้า ที่รักอยากกินอะไร”

เขาพูดอย่างกระดี๊กระด๊า เหมือนเขาไม่ได้ทำผิด พูดจาปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง เดินไปพลางถอดเสื้อสูทพร้อมกับยิ้มไป

“ผมมีเรื่องจะพูดด้วย นั่งลงก่อนสิ”

การคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น เป็นอะไรที่ยากเย็น

“หืม มีอะไรเหรอ ทำท่าทางจริงจังเชียว”

เขาใช้มือคลายเนกไทพร้อมกับนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“อย่าบอกนะ เกี่ยวกับของที่กองรวมกันอยู่ตรงนี้ ฮั่นแน่.. อยากได้ใหม่ใช่ไหม”

น้ำเสียงและสีหน้าหยอกล้อ เหมือนอยากจะทำให้ผมยิ้ม แต่ ณ เวลานี้หน้าผมไม่ได้แสดงออกอย่างนั้นแม้แต่น้อย

“คืน..”

ผมพูดคำเดียวสั้น ๆ

เขาอึ้ง

“มะ หมายความว่ายังไง”

และถามกลับด้วยท่าทางตกใจ

“อย่ามาล้อเล่นกันแบบนี้นะ”

สีหน้าตื่นตระหนกของเขา เห็นแล้วตลกดี

“หมายความอย่างที่พูด”

สิ้นคำ ผมยื่นแชทที่ผู้หญิงคนนั้นส่งรูปมาให้ เขาไล่ดูอย่างหน้าเสีย

“รู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

เขาถามในขณะที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนมึนงง

“ตั้งแต่แรก.. ตั้งแต่วันแรกที่คุณบอกผมจะต้องทำโอ ผมก็แค่.. เป็นห่วง กลัวคุณ จะหิว จึงทำมื้อดึกไปให้ เห็นคุณเดินกอดกับผู้หญิงเข้าโรงแรมใกล้ ๆ บริษัทคุณ แค่นั้น”

ประโยคบอกเล่า ผมฝืนร่ายยาวรวดเดียวจบ ยิ่งทำให้เขาตกใจเข้าไปใหญ่ อ้ำอึ้ง เหมือนอยากจะพูด

แต่ไม่รู้จะพูดอะไร ในเมื่อหลักฐานมันชัดเจนขนาดนี้ ถึงจะแก้ตัวยังไงก็ฟังไม่ขึ้น

“เข้าใจแล้วใช่ไหม”

เขาไม่ตอบอะไร ได้แต่มองประสานแววตาอย่างนิ่งเงียบ และผมที่ปั้นหน้าเฉยชา พยายามทำเหมือนเอือมระอา หมดความรู้สึกกับเขาแล้ว ทั้งที่ในความจริงมันตรงกันข้าม

ขาหยัดยืนลุกออกจากเก้าอี้ พร้อมหยิบกระเป๋าที่ผมเก็บของเตรียมไว้ สาวก้าวเดินผ่านตัวเขาไป

อย่างช้า ๆ เขาจ้องมองผม มองอย่างไม่ละสายตา พร้อมกับหยดน้ำใสไหลรินลงมาอาบแก้ม

ครั้งแรกที่ผมเห็นเขาร้องไห้ก็คือในคืนแต่งงานของเรา คืนที่ผมจะมอบทุกอย่างซึ่งเป็นครั้งแรกของผมให้กับเขา

ในตอนนั้น เขากอดผม พร่ำบอกรัก และร้องไห้ด้วยความดีใจ เป็นภาพที่ผมจำได้อย่างไม่เคยลืม เพราะมันทำเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวเขาจนหมดหัวใจ

เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ท่าทางอยากจะรั้งผมไว้ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเขารู้ว่าผมเอาจริง จึงไม่ได้ปริปากพูดอะไรสักคำ

ผมเดินผ่านร่างเขาไปอย่างไม่หันกลับ

แรงดึงจากมือใหญ่ ทำให้ผมชะงัก ก่อนจะโถมโอบกอดแน่นจากด้านหลัง แน่นมากจนผมอึดอัด ใบหน้าอันหล่อเหล่าซุกลงบนบ่า เสียงสะอื้นเล็ดลอด

แล้วมันยังไงล่ะ

มันไม่ได้ทำให้ความรู้สึกผมดีขึ้นเลย พอเถอะอย่าให้มันแย่ไปมากกว่านี้ ถึงเขาไม่ได้พูดอะไร แต่ผมก็รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำคือการพยายามรั้งผมไว้

“ปล่อย! ขยะแขยง! สกปรก! อย่าเอาแขนที่กอดคนอื่น มาใช้กอดผม”

ผมยื่นคำขาด อย่างไร้เยื่อใย ร่างใหญ่สั่นเท่า พร้อมกับแรงกอดค่อย ๆ คลายลง เพียงเสี้ยววินาทีร่างการของผมถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ขาขยับสาวเก้าอีกครั้ง ผมเดินออกจากบ้านโดยไม่หันไปมองแม้แต่หางตา

มันจบแล้ว

จบแล้วจริง ๆ ความเจ็บปวดอันแสนยาวนาน ผมแหงนมองฟ้าสีครามสดใส ทั้งที่ตั้งใจจะไม่ร้องไห้

อีกแล้ว บ้าชะมัด

ทำไมมันต้องจบลงแบบนี้

น้ำตาบดบังทัศนียภาพ ถึงจะพร่ามัว แต่ผมพยายามก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ไม่จำเป็นต้องฝืนทนกับคนที่ไม่ได้รักจริง ถ้ารักเราจริง เขาจะไม่มีทางมองคนอื่นเด็ดขาด เหมือนผมที่รักเขามาก ๆ จนไม่เคยเห็นใครคนอื่นในสายตา จะไม่โทษความรัก จะไม่โทษใคร เป็นเพราะผมเลือกทางเดินนี้เอง คิดว่าเขาจะซื่อสัตย์อย่างที่ผมเป็น หลงระเริงหน้ามืดตามัว

จนกลายเป็นคนบ้าและโง่



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:26:14 โดย ความฝันของดอกไม้ »

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-1

ออฟไลน์ yunnutjae

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 661
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
 :n1: ดีใจที่สุดท้ายก็เข้มแข็ง ถ้ารักแล้วทำไปทำไม ไม่รักก็บอกกันตรงๆ อีกคนที่เค้ารักและยังซื่อสัตย์อะเค้าเสียใจ เสียเวลา แม่ง!!! เฮงซวยเอ้ย!!! //อินมากค่ะ

ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
วันหยุดสุดสัปดาห์ที่อากาศร้อนอบอ้าว

ผมยกแก้วนมสดน้ำผึ้งอวยอุ่นส่งกลิ่นอันหวานหอมขึ้นมาจิบ สายตาพลางมองผู้คนเดินขวักไขว่ด้านนอก เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ผู้คนจึงเยอะกว่าปกติ ร้านกาแฟหน้าห้างแห่งนี้ กลายเป็นร้านประจำของผมตั้งแต่เมื่อสองเดือนที่ผมเลิกกับเขา ไม่มีใครรู้ว่าผมหนีออกมาจากสภาพแวดล้อมเดิม หนีจากสถานที่ความทรงจำมาอาศัยลี้ภัยอยู่ที่ไหน นอกเสียจากเพื่อนรักที่เพิ่งหักหลังผมไปหมาด ๆ คนเดียว

"เราฟังพี่อยู่ไหม"

สายตาละจากด้านนอกวางแก้วสีขาวลายแมวน่ารักลง ก่อนจะหันมองผู้ถามอย่างเอือมระอา

"ฟังอยู่ครับพี่หมอ"

ผมตอบอย่างขอไปที ไอ้สิ่งที่พี่หมอสาธยายมาทั้งหมด เอาตรง ๆ มันไม่ได้เข้าไปกระทบกับโสตประสาทการรับฟัง ถึงไม่ฟังผมก็รู้อยู่ดีว่าต้องการพูดเรื่องอะไร

คงจะมาหาข้อแก้ตัวให้น้องชายจอมงี่เง่าของเขาอีกล่ะสิ

ในสองเดือนมานี้ผมรับเบอร์แปลกมาไม่ต่ำกว่าวันละสิบครั้ง บล็อกเบอร์หนึ่ง เปลี่ยนมาอีกเบอร์หนึ่ง โทรมาไม่มีแม้แต่คำพูดใด ๆ มีเพียงสะอื้นอันแผ่วเบาของปลายสายเท่านั้น

และผมรู้ได้อย่างไม่ต้องเดาว่าเป็นใคร

พอผมเลิกรับสายแปลก ก็เปลี่ยนเป็นเบอร์พี่หมอบ้าง เบอร์ไอ้เพื่อนบ้าของผมบ้าง เบอร์พ่อแม่ผมบ้าง เบอร์พ่อแม่เขาบ้าง จนตอนนี้โทรศัพท์ผม ได้ปิดเครื่องถาวรแล้วเข้าอยู่ส่วนลึกในตู้เก็บของเรียบร้อย

พูดอย่างไม่ถนอมน้ำใจคือผมรำคาญ

เลิกก็คือเลิก

เดินออกมาแล้ว ทำใจได้ ผมไม่คิดจะเดินกลับไป

ต่อให้พี่หมอจะเล่าเหตุผลร้อยแปดพันเก้า ต่อให้ชักมหาสมุทรมาอธิบาย ผมไม่คิดจะคืนดี ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม

ใจผมตอนนี้บอกว่าเลยว่าเย็นขึ้นมาก ทั้งที่ผมไม่ต้องมานั่งทนฟังเรื่องบ้าบอแบบนี้ก็ได้ ทั้งที่ผมเลือกจะไม่มาเจอ และหนีไปอีกก็ได้ แต่เห็นกับพี่หมอขอร้องมาผมถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้

ตามความจริงผมหวังว่าเหตุผลที่เขานอกใจผม มันจะฟังดูดีกว่านี้นะ

ไม่ใช่มาบอกว่า 'เมา' แล้วโดนผู้หญิงแบล็คเมล์ จนต้องจำยอมไปนอนกับเธอ เพื่อไม่ให้เธอเอาเรื่องมาบอกผม

แหม ฟังแล้ว ผมคงจะรู้สึกดีขึ้นเนาะ

"พูดจบยังครับพี่หมอ"

ผมพูดตัดบท

ในขณะที่พี่หมอกำลังเล่าชีวิตความเป็นอยู่ของเขาที่ไม่มีผม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อยากฟัง ทำไมต้องฟัง

ทำไมถึงไม่ถามถึงความรู้สึกของผมบ้าง ทำไมคนที่โดนนอกใจอย่างผม ทำไมต้องทำเหมือนว่าผมเป็นคนผิดที่ทิ้งเขา

ทุกคนไม่ว่าใคร ผิดมากเลยใช่ไหม ที่ทิ้งคนที่นอกใจตัวเอง

ผมมองหน้าพี่หมอนิ่ง อย่างไม่แสดงความรู้สึกอะไร ไม่มีความเห็นใจหรือสงสาร

พี่หมอนิ่วหน้า พลางส่งสายตาอ้อนวอน

"พี่ขอล่ะ กลับไปหามันอีกสักครั้งนะ ตอนนี้สภาพมันย่ำแย่มากจริง ๆ มันโทรมลงไปมาก ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน จนพี่ต้องหลอกว่าจะให้รูปเรา มันถึงจะยอมกิน"

หะ!?

"เดี๋ยวนะพี่หมอ รูปผม?? "

ผมถามขัด พี่หมอรีบยกมือขึ้นมาปิดปาก เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดบางอย่างที่เป็นความลับออกไป

"เอ่อออ..คือว่า"

อาการอ้ำอึ้งแบบนี้ ไม่บอกก็พอจะเดาความได้

"รูปแอบถ่ายผม? "

คำถามคาดคั้นอย่างต้องการเอาคำตอบ ทำให้พี่หมอพยักหน้าเล็กน้อยอย่างรับผิด

"พี่ขอโทษ ถ้าไม่ทำแบบนี้พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เพราะสภาพมันแทบจะตายได้ทุกเมื่อ ถ้าไม่เอารูปให้มันก็ไม่ยอมกิน บอกจะรอกินพร้อมเรา แล้วจะให้พี่ทำยังไง"

นัยน์ตาของพี่หมอเริ่มแดงก่

"จะให้พี่ทำยังไง เพราะส่วนตัวเราก็ไม่มีทางจะกลับไปกินข้าวกับมันได้อยู่แล้ว พี่ก็ไม่อยากจะเห็นน้องชายตัวเองเป็นแบบนี้ อาการมันหนักขึ้น.."

พี่หมอน้ำตาคลอ

"มันบอกว่าเห็นเราเดินอยู่ในบ้าน พร้อมตะโกนเรียกชื่อเราให้ออกมาทุกวัน"

"ตอนนี้มันแทบจะแยกความจริงกับความฝันไม่ออกแล้ว"

"สภาพมันเลวร้าย จนบางครั้งพี่ต้องให้ยากล่อมประสาท เพื่อให้มันสงบลง"

ผมได้แต่ฟังนิ่ง ๆ พร้อมยกนมสดขึ้นมาจิบเป็นบางครั้ง

"นะ พี่ขอนะ"

พี่หมอก้มหัวขอร้องทั้งน้ำตา

"ถ้าเราไม่ไป อีกไม่นานมันต้องเป็นบ้าแน่ โรคนี้ต่อให้พี่เป็นหมอก็รักษาให้หายไม่ได้"

น้ำเสียงกำลังกลั้นสะอื้นของคนตรงหน้า ว่ากันไปตามความจริงผมสงสารพี่หมอมากกว่า สงสารคนรอบข้างมากกว่าเจ้าตัวจะรู้ไหม ว่าทำให้คนรอบข้างทุกข์ใจกับสภาพนั้นแค่ไหน

"แล้วถ้าผมไปเพื่อให้มันเซ็นใบหย่าล่ะ"

ใบหน้าคมเงยขึ้นมองผมทันควัน

"พี่หมอจะให้ผมไปไหม"

ผมถามเสียงเรียบ ราวกับไม่รู้สึกรู้สากับอาการของเขาที่พี่หมอเพิ่งบรรยายจบ ราวกับว่าหมดเยื่อใย

ผมไม่ได้ใจเย็นขึ้นอย่างเดียว ผมรู้ตัวเองเลยว่าหัวใจผมก็เย็นชาขึ้นด้วย ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้สร้างความรู้สึกเห็นใจหรือสร้างความสงสาร ผมไม่ได้รู้สึกอะไร เหมือนกำลังฟังเรื่องของบุคคลที่ผมไม่รู้จัก เหมือนฟังผ่าน ๆ ไม่ได้อินอะไรกับมัน

"อะ เอาอย่างนั้นก็ได้ ถ้าเราต้องการ"

ผมเหนื่อยกับเรื่องนี้ ปัญหานี้เต็มที ปัญหาเรื้อรังยาวนานมาเกือบแปดปี

"ไปกันเลยไหม"

ผมถาม เพื่ออยากจะให้จบเรื่องให้ได้โดยเร็ว ชีวิตผมจะได้เป็นอิสระ ไม่ต้องมาคอยรับโทรศัพท์ ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามต่าง ๆ นานา

"อะ อืม แต่พี่อยากจะบอกเราไว้อย่าง.."

พี่หมอปาดน้ำตา และมองผมด้วยสีหน้าจริงจัง

"ตั้งแต่วันแรกที่มันบอกว่าทำโอจนเช้า ความจริงมันโดนประธานบริษัทหลอกให้ไปงานเลี้ยง

โดนมอมจนเมา ถึงจะไปกับผู้หญิงคนนั้นในครั้งแรกและทุกวันที่ 25 แต่มันก็ไม่เคยมีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น"

"มันกินเหล้าให้เมาจนมีอะไรกับใครไม่ได้ จนปลุกยังไงก็ไม่ตื่น ถ้ามันเมา จะเป็นคนหลับลึกมากเลยใช่ไหมละ ที่มันไปเพราะอยากจะทำลายหลักฐานนั่น พี่ยืนยันได้ ว่ามันไม่ได้มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ ตอนแรกที่มันตื่นมาแล้วอยู่ในโรงแรม มันไปให้พี่ตรวจเลยว่ามันได้มีอะไรกับใครหรือเปล่า"

"เชื่อพี่เถอะนะ ทั้งหัวใจ ยิ่งกว่าโลกทั้งใบ ยิ่งกว่าจักรวาลที่กว้างใหญ่มันยกให้เราคนเดียว มันยกเราให้เหนือกว่าทุกสิ่ง ความรู้สึกของมันที่มีต่อเรายิ่งกว่าคำว่ารักอีก"

"เพราะงั้น...ถ้าไม่มีเรา โลกของมันก็พังทลาย"

ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

แล้วมันยังไงล่ะ

ไอ้ที่ได้ฟังผมไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย

ช่วยกันปกปิดความจริง มันทำให้ผมรู้สึกแย่ลงหนักกว่าเก่า

เหมือนผมเป็นไอ้โง่

"มีหลักฐานขนาดนั้นจะอมพะนำไว้ทำไม ถ้าบอกผมตั้งแต่แรก บางทีเรื่องมันคงจะไม่จบลงแบบนี้ก็ได้นะครับ"

ผมพูดอย่างเบื่อหน่าย

"หยุดพูดเถอะ หยุดพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้สักที ยิ่งพูด ความรู้สึกของผมไม่ได้ดีขึ้น ต่อให้รักผมมากมายแล้วมันยังไง ช่วยกันปกปิดความจริงมาเป็นสิบเดือน"

เหมือนความอดทนถึงขีดสุด

"ให้ผมเจ็บปวดมาเป็นสิบเดือน และไปทำลายหลักฐานกันอีท่าไหนล่ะครับ ถึงให้ผู้หญิงส่งข้อความมาเยาะเย้ยผมได้ เอาเวลาที่ไปทำลายหลักฐาน สู้เอามาบอกผมตั้งแต่แรกไม่ดีกว่าเหรอ"

ผมระเบิดอารมณ์ใส่อย่างควบคุมไม่อยู่

"คนที่เคยเป็นเสือผู้หญิงอย่างพี่ อย่างมัน ทำไมถึงดูมารยาหญิงไม่ออก"

"ต่อให้สิ่งที่พี่หมอพูดมา เหตุผลน้ำเน่านั่นจะเป็นเรื่องจริง ผมก็เชื่อไม่ลง"

พูดจบผมลุกขึ้นทันที

"อย่าให้ผมรู้สึกแย่ไปมากว่านี้เลย ไปกันเถอะครับ มันจะได้จบสักที ให้มันจบลงอย่างที่พวกคุณต้องการ"

พี่หมอหน้าสลด ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินตามผมไปติด ๆ

ผมต้องเสียความรู้สึกมากเท่าไหร่ถึงจะพอใจ

ทั้งที่ตลอดสองเดือนผมแทบจะไม่มีใครคอยปลอบใจอยู่เคียงข้าง

ทั้งที่ผมเป็นฝ่ายโดนนอกใจ

ทำไมถึงกลายเป็นผมที่ต้องอดทนสู้กับความเจ็บปวดอยู่เพียงลำพังด้วยตัวคนเดียว

ทำไมเหมือนผมเป็นคนผิด ที่ทำให้เขาตกอยู่ในสภาพแบบนั้น

หรือเพราะภายนอกผมดูเข้มแข็งมากเกินไป จนเหมือนคนที่เจ็บปวดไม่เป็น


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:27:00 โดย ความฝันของดอกไม้ »

ออฟไลน์ omgrung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
งื้อออ รอออออ

Sent from my MI MAX 2 using Tapatalk


ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ผมถือกระเป๋าซึ่งมีเอกสารการหย่าอยู่ด้านในเดินนำลิ่วมาที่รถ อย่างไม่เหลียวหลังมองว่าพี่หมอจะเดินตามมาทันหรือเปล่า เดินอย่างไม่มองหรือสนใจคนรอบข้าง แดดเมืองไทยก็แรงจนแทบจะละลาย แต่ใจของผมในตอนนี้มันกลับร้อนเสียยิ่งกว่า คิดไม่ผิดเลยจริง ๆ ดีนะที่เตรียมมา ไม่อย่างนั้นต้องเสียเวลากลับไปเอาที่บ้านอีก

"นี่.."

"เฮ้.."

"คุณ.."

"เฮ้"

"คุณจะรีบไปไหน"

ข้อมือของผมถูกดึงให้ไปประจันหน้ากับเจ้าของเสียงที่ดังตามหลังผมมาได้สักพัก พบกับชายร่างสูงคุ้นตา ผมชอบเรียกเขาว่า 'ตัวเผือก' เพราะชอบเผือกไปทุกเรื่อง ชอบมาชวนผมคุยบ่อย ๆ และฉวยโอกาสมานั่งโต๊ะเดียวกับผมอยู่เป็นประจำ เขาเป็นคนคุยเก่ง ชอบเล่าเรื่องโน่นนี่ให้ผมขำอยู่ตลอด

ผมมองไปยังข้อมือของผมที่กำลังโดนกุมไว้

"อะ โทษที"

เหมือนจะรู้ตัว จึงรีบปล่อยทันควัน

"ก็เรียกตั้งนานไม่หันสักทีนี่นา จะรีบไปไหนเหรอ หน้าตาเคร่งเครียดเชียว"

รีบแก้ตัว พลางถามอย่างยิ้มแป้น

"ไปเคลียร์ปัญหาให้มันจบสักทีไง"

เมื่อได้ยินคำตอบของผม ตัวเผือกทำหน้าเหมือนเข้าใจทุกอย่าง ทั้งที่ไอ้ความเป็นจริงผมไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟังนักหรอก แต่เพราะเขาเห็นสภาพผมในวันแรก มันย่ำแย่ถึงขนาดดูแวบเดียวก็รู้ว่าโดนทิ้งมาหรือเพิ่งเลิกกับใครมา

จนถือวิสาสะเลี้ยงนมสดใส่น้ำผึ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่ากลิ่นอันหอมหวานจะช่วยเยียวยาหัวใจบอบช้ำได้

"ไปด้วยได้ไหม"

ผมมองหน้าเขาอย่างฉงน

"นั่นใครน่ะ"

พี่หมอที่วิ่งตามมาจนทัน เห็นบทสนทนากันอย่างสนิทสนมจึงมองหน้าตัวเผือก และหันมาถามอย่างหายใจเหนื่อยหอบ และเหงื่อโชกทั้งตัว

แหม อย่ามาทำเป็นไม่รู้หน่อยเลย แอบถ่ายรูปผมได้ จะไม่รู้เลยเหรอว่าช่วงนี้ผมพูดคุยกับใครอะไรยังไงบ้าง แถมไอ้เจ้าตัวเผือกชอบตามติดผมอย่างกับอะไรดี เพราะกลัวว่าผมจะฆ่าตัวตาย ถึงผมจะบอกพันรอบแล้วว่าไม่คิดอะไรงี่เง่าอย่างนั้น ก็ยังไม่เชื่อ

"พี่หมอไม่รู้จักเขาจริงเหรอ"

ผมถามกลับอย่างเย็นชา

สุดท้ายผมหมอก็ได้แต่ทำหน้าอ้ำอึ้งเหมือนเดิม

"จะมาก็มาสิ"

ผมหันไปพูดกับตัวเผือก พอได้ยินคำนั้นก็ทำหน้าดีใจอย่างกับหมาที่เจ้าของกำลังจะพาออกไปเดินเล่น โดยไม่สนสายตาคัดค้านของพี่หมอ และของไอ้เพื่อนบ้าที่นั่งหน้าสลอนเฝ้ามองเหตุการณ์ในรถ

ถ้าเป็นในเวลานี้ก็คงจะมีแต่ตัวเผือกล่ะมั้งที่เข้าข้างผม

รถเก๋งสีบลอนด์ ที่มีพี่หมอเป็นคนขับ และมีเพื่อนบ้านั่งข้าง ส่วนตัวเผือกและผมนั่งเบาะหลัง ในรถตอนนี้บรรยากาศตึงเครียด ไม่มีการพูดสนทนาใด ๆ

ผมไม่ได้ถามเพื่อนรักว่าทำไมถึงหักหลัง ไม่ได้ถามว่าทำไมถึงบอกที่อยู่ของผมให้พี่หมอรู้ ทั้งที่กว่าผมจะไว้ใจเวลาก็ผ่านมาเป็นเดือน และยอมบอกว่าอยู่ที่ไหนแท้ ๆ รับปากซะดิบดีว่าจะไม่บอกใคร สุดท้ายมันก็จบลงไม่ต่างกับที่คิดไว้เท่าไหร่

แต่จะโทษมันฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะผมดันไว้ใจและบอกมันไปเอง

แววตามองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังเส้นทางที่คุ้นเคย พลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้ากับทุกสิ่ง รถที่วิ่งไปยังจุดหมายพร้อมกับฉากสุดท้ายของความรักระหว่างเรากำลังแล่นใกล้เข้ามา

ความรู้สึกที่ยังคงอัดแน่นอยู่ภายในใจ

ไม่เคยคิดว่าจะจบลงแบบนี้

ไม่เคยคิดเลยจริง ๆ

รู้ไหม..

ว่าทำไม..วันที่เห็นเขาเข้าโรงแรมกับคนอื่นแล้วผมถึงไม่โวยวาย

กลัว..

ยอมรับตามตรงเพราะผมกลัว..

กลัวจะพบกับความจริงว่าเขาจงใจไปกับผู้หญิงคนนั้น ความจริงที่เขาเบื่อผมแล้ว ถ้าหากมันคือความผิดพลาด ผมภาวนาให้เขามาสารภาพ และจะให้อภัยโดยไม่คิดโกรธเคือง

แต่เขากลับเลือกทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เลือกโกหก ทำลายความไว้ใจที่ผมมอบให้ ตั้งใจปิดบังความจริง ลบล้างความผิดโดยการไปกับผู้หญิงคนนั้นตลอดสิบเดือน

จนผมเชื่อไม่ลงว่าจะไม่มีอะไรกัน หัวใจเจ็บเกินที่จะทนรับไหว ต้องทำเป็นแกล้งไม่รู้ ต้องแกล้งทำเป็นยิ้ม ทั้งที่ข้างในอยากจะตะโกนร้องไห้ออกมาดัง ๆ

นอกใจ = เลิกทันที

คำพูดในตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองจะทำได้ง่าย คิดว่าตัวเองมีความเข้มแข็ง

รู้ซึ้งก็วันนี้ไม่ต่างอะไรกับพูดจาอวดดี เปลือกนอกอันหนาแกร่ง เป็นเพียงเกราะบังตาที่สร้างขึ้นมาจากการหลอกตัวเอง ไม่มีเขาก็อยู่ได้ ไม่มีเขาก็ไม่เห็นจะเป็นไร ไม่มีเขาชีวิตประจำวันก็ปกติทั่วไป

พอเอาเข้าจริงผมก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับตัวเอง

ก็คงจะนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ผู้หญิงคนนั้นส่งรูปมา ผมเริ่มพยายามทำใจ เริ่มพยายามอยู่คนเดียวให้ได้ พร้อมกับความคิดว่าเขาคง...ต้องการจะเลิกกับผมแล้วจริง ๆ

แต่ไม่กล้าพูดเพราะเสียดายวันเวลาที่มีร่วมกัน รอให้ผมอดทนไม่ไหว รอให้ผมเป็นฝ่ายพูดก่อน เพื่อดูให้เขาไม่ใช่คนผิด และเป็นผมที่เป็นฝ่ายเลิกกับเขา

หลังจากผมเดินออกมา

เดือนแรกมันยิ่งนรก ความทรมานที่ผมประสบมันยากจะเอ่ย การข่มตาให้หลับในทุกคืนกลายเป็นเรื่องที่ยากเย็น

ผมไม่ชินกับการอยู่คนเดียว

การมีเขาคอยเอาใจ เคยมีเขาอยู่เคียงข้าง เคยมีเขาให้กอดเวลาที่หนาว เคยนอนพร้อมกับได้ยินจังหวะการเต้นของหัวใจ ความผูกพันตลอดเจ็ดปี มันมีอิทธิพลต่อผมมาก มากจนเกินไป จนไม่สามารถลบออกจากใจและในความทรงจำ

ผมไม่มีภูมิคุ้นกันในเรื่องความรัก

ที่คือการอกหักครั้งแรกในชีวิต

กว่าจะเลิกร้องไห้ กว่าจะมาเป็นผมในตอนนี้ จะรู้กันบ้างไหมว่าผมต้องทรมานแค่ไหน

คำพูด เหตุผลของพี่หมอ ผมไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียว เหตุผลแบบนั้น ผมไม่ได้กินหญ้าแทนข้าว ให้โอกาสเขาพูดความจริงในช่วงระยะเวลาที่ผมพยายามทำใจมาเป็นสิบเดือน

จะมาพูดในวันนี้ มันมีประโยชน์อะไร

นอกเสียตอกย้ำให้ความผิดที่เขาก่อมันชัดเจนยิ่งขึ้น

จากห้องเช่าที่ผมอยู่ในปัจจุบัน กับบ้านที่เคยเป็นของเรา ระยะทางห่างกัน ใช้เวลาในการเดินทางประมาณสามชั่วโมง

ซอยข้างหน้าก็จะเป็นทางเข้าหมู่บ้านแล้ว

ถึงเวลาจะได้จบกันจริง ๆ สักที

ตอนแต่งงานผมคิดว่าตัวเองโชคดีมาก ที่มาอยู่ในยุคสมัย ซึ่งกฎหมายผู้ชายสามารถจดทะเบียนกันได้ ตอนนี้ผมก็คิดแบบเดิมอยู่ ขอบคุณทุกความทรงจำและความเจ็บปวดที่มอบให้

แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้

และถ้ารู้ว่ามันจะจบลงแบบนี้

สิ่งที่สร้างมาด้วยความรัก เมื่อเลิกกันกลับกลายเป็นจุดด่างพร้อยที่สุดในชีวิต

ผมไม่น่าจดทะเบียน เปลี่ยนนำสกุลแบบนี้เลย ไม่น่าเลย ไม่น่าเลยจริง ๆ

มือหนาฉวยโอกาสมากุมมือผม ตลอดระยะทางตัวเผือกมักจะหันมามองผมอยู่เป็นระยะ

"โอเคไหม"

คำถามทำลายความเงียบ พี่หมอเหลือบมองเหตุการณ์ผ่านกระจก ผมพยักหน้าแทนคำตอบ

ผมเคยคิดว่าเลิกกับเขาแล้ว ตัวเองจะไม่รักใครอีกตลอดชีวิต

แต่ ณ ขณะนี้ผมรู้แล้วว่ามันเป็นความคิดที่โง่มาก เพราะผมไม่ใช่นกเงือกที่ต้องรักคู่ครอง ถึงแม้คู่จะตายก็ต้องรักเพียงคนเดียวตลอดไป

ผมเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ และมีอิสระที่จะรัก ถ้ามีคนที่ยอมรับอดีตของผมได้

ลำตัวค่อย ๆ เอนไปทางตัวเผือก จนศีรษะได้หนุนลงบนบ่า นิ้วมือสอดประสาน สายตามองไปยังกระจกพร้อมเหยียดยิ้ม

ถ้ามีคนโผล่เข้ามาทำให้ผมมีความสุขในวันที่ผมย่ำแย่ที่สุดในชีวิต

จะผิดหรือไงถ้าผมจะเลือกเริ่มต้นใหม่กับคนคนนั้นอีกครั้ง :)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:27:44 โดย ความฝันของดอกไม้ »

ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
มือเปิดประตู ก่อนขาจะก้าวลงมาจากรถ สายตาทอดยาวไปยังบ้านสองชั้นคุ้นตา หมู่บ้านจัดสรรใจกลางเมืองใกล้บริษัทที่เขาทำงานอยู่ ใกล้กับห้างสรรพสินค้า ตลาด และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

ซึ่งแน่นอนว่าแพงมาก ด้วยเงินเก็บของผมและเขาตลอดห้าปีที่คบกัน จึงมาซื้อบ้านหลังนี้ได้ บ้านที่เราช่วยกันเลือกของตกแต่งอย่างพิถีพิถัน

บ้านที่เคยคิดว่าจะใช้อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต

ตอนนี้มันได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เหลือเพียงความหลังซึ่งติดค้างอยู่ในความทรงจำ

ตัวเผือกยังคงจับมือผมไว้

โดยผมเองก็ยินยอมและไม่คิดว่าจะปล่อยเช่นกัน

รถจอดไว้หน้าบ้าน

พี่หมอและเพื่อนบ้า เดินนำไปไขประตูรั้วบ้าน โดยมีผมและตัวเผือกเดินตามไม่ห่าง

เมื่อเข้ามา เดินผ่านสวนหย่อมเล็ก ๆ ด้านซ้ายเป็นมุมของผม มักชอบปลูกพวกพืชผักสวนครัวอย่างกะเพรา ใบโหระพา ตะไคร้ พริก และดอกดาวเรือง คุณนายตื่นสายเอาไว้

ทั้งที่ผมไม่อยู่กลับถูกดูแลเป็นอย่างดี ผิดกับส่วนขวาที่เป็นของเขาซึ่งสร้างสระ และมีน้ำตกไหลลงมาเพื่อไว้สำหรับเลี้ยงปลาคราฟ ทว่าไม่มีเศษซากอะไรหลงเหลืออยู่ สภาพน้ำก็ถูกทิ้งให้เน่าและส่งกลิ่นเหม็น

พี่หมอไขประตูบ้าน โดยเหลือบมองมือของผม ส่งสายตาเหมือนอยากจะขอร้องว่าให้ปล่อยออกจากกันก่อนได้ไหม

แต่ผมไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยหรืออะไร พร้อมหยิบเอกสารที่เตรียมไว้ออกมาจากกระเป๋า เห็นดังนั้น

พี่หมอจึงจำยอมและเปิดประตูเข้าไปทันที

กลิ่นแรกที่ลอยเข้ามากระทบจมูก

คือกลิ่นปลาทอดน้ำปลาหอม ๆ ดูท่าพี่หมอคงจะบอกว่าผมจะมาล่ะมั้ง เขาถึงได้เตรียมทำของโปรดเอาไว้ให้ ปกติแทบจะไม่เหยียบเข้าครัวเลยด้วยซ้ำ มีแต่อ้อนให้ผมทำในวันที่ 25 ของทุกเดือน

ภายในบ้านอยู่ในสภาพเหมือนเดินทุกอย่าง

รูปคู่แต่งงานยังอยู่ที่เดิม

สิ่งที่แตกต่างจากเดิมคือรูปผม ถูกประดับอยู่บนผนัง แทบทุกมุม

ไม่ใช่สิ เรียกว่าทุกมุมเลยมากกว่า ไม่มีที่ว่าง ไม่เห็นสีของผนัง มีรูปของผมอยู่ทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ใช่แค่รูปตลอดสองเดือนที่ผมเดินออกมา แต่มีรูปช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน รักกัน สมัยม.ปลาย มหาลัย

โดยส่วนตัวผมไม่ใช่คนที่จะชอบถ่ายรูปเท่าไหร่ รูปส่วนใหญ่จึงกลายเป็นแอบถ่ายทั้งนั้น

บางรูปก็มีคำอธิบายใต้ภาพ เขียนด้วยปากกาเมจิกสีแดง

ผมเหลือบไปเห็นรูปที่กำลังยิ้มตอนเล่นกับแมวช่วงมหาลัยปีหนึ่ง รูปนี้ยังเป็นตอนที่เราเพิ่งกำลังคบกันและมักจะไปหามุมแอบนั่งกินข้าวด้วยกันสองคน ใต้ร่มไม้ โต๊ะหินอ่อน หลังมหาลัย ไม่ค่อยมีคนมา ที่ประจำของเรา

ถัดมาก็เป็นรูปคู่ครั้งแรกของเรา โดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจถ่าย แถมโดนบังคับอีกต่างหาก

รูปผมทำหน้าหงุดหงิดเพราะอากาศร้อน รูปผมกำลังคีบลูกชิ้นเข้าปาก

และอีกนับพันรูป ผมกวาดมองผ่านตา จะให้สาธยายชาตินี้ก็คงไม่หมด ผมยังจำได้ดี ยังจำได้ไม่เคยลืม ทุกอย่าง ทุกความทรงจำ ทุกเรื่องราว มันจึงมากลายเป็นเราที่เป็นดั่งทุกวันนี้

คำอธิบายใต้ภายแต่ละภาพส่วนใหญ่จะใช้คำเดิม ๆ

อย่างพวก..

กลับมาได้ไหม

มายิ้มข้างกันอีกได้ไหม

ขอโอกาสสักครั้งได้ไหม

คิดถึง คิดถึง และคิดถึง

บางอันก็เหมือนมีรอยหยดน้ำบนตัวหนังสือเป็นดวง

ผมมองภาพเหล่านั้น ในความรู้สึกของผม กับความสัมพันธ์ของเราในตอนนี้ ไม่ต่างกับเส้นขนาน

ต่อให้ผมหรือเขาจะรักกันอยู่หรือไม่ก็ตาม คงไม่มีทางจะบรรจบกันได้อีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่ผมมี ไม่ว่าเขาจะทำวิธีใด

หากเป็นในตอนนี้...

ไม่คิดจะกลับไปอีกแล้ว

โอกาสให้มันมามากพอแล้ว

ผมเดินไปตามเสียงที่ดังมาจากห้องครัวพร้อมตัวเผือก พี่หมอและไอ้เพื่อนบ้า สีหน้าทุกคน

อยู่ในสภาวะคล้ายคลึงกัน ตึงเครียดพอกัน ทว่าผมกลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

สายตามองเอกสารในมือ

ในที่สุดผมหลุดจากบ่วงคล้องคอผมไว้สักที

หลุดพ้นจากเรื่องบ้า ๆ ที่เกาะกินหัวใจ บั่นทอนความรู้สึก

เพล้ง!

เสียงจานข้าวหล่นแตกดึงสติผมให้กลับมาอยู่ในปัจจุบัน

"แก! "

คอเสื้อของตัวเผือกถูกกระชากจากชายร่างผอม ขอบตาดำคล้ำ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวโกรธ

"ปล่อยมืออกจากเมียฉันเดี๋ยวนี้! "

บริเวณแขนทั้งสอง มีรอยถลอกอยู่เต็มไปหมด ทั้งเก่าและใหม่ ดูเหมือนน้ำหนักเขาจะลดประมาณสิบโลได้

มันใช่แน่เหรอ ใช่เขาแน่เหรอ สภาพไม่เหลือเค้าโครงเดิม

"ปล่อยนะ คุณจะทำอะไร กับ! คน! ของ! ผม! "

ผมตวาดใส่ พลางเน้นย้ำให้เขาได้ยินอย่างชัดถ้อยชัดคำ และผลักเขาออกไป

สาบานว่าผมผลักไปเบา ๆ เท่านั้น แต่ตัวเขาเซออกไปอย่างกับจะล้มให้ได้ เหมือนคนไม่มีแรง เอาตามจริง สภาพเขาตอนนี้แทบจะทรงตัวยืนไว้ไม่อยู่ด้วยซ้ำ

นั่นสิ..

ผมพอจะเข้าใจแล้ว ว่าทำไมว่าไอ้เพื่อนบ้าของผม หรือพี่หมอ หรือคนอื่นในครอบครัว ทำไมถึงวิ่งเต้นเรื่องเขา ทำไมถึงอยากจะให้ผมกลับมาหาเขาขนาดนั้น

ก็ดูสิ

ไม่ว่าใครเห็นเขาสภาพนี้ ก็ต้องใจอ่อนทั้งนั้น

แต่..

ไม่ใช่ผม!

"เจ็บไหม"

ผมหันถาม พร้อมกับจัดแจงคอเสื้อให้เรียบร้อยดังเดิม ตัวเผือกระบายยิ้ม

"ไม่เจ็บหรอกครับ แค่นี้ไกลหัวใจ"

ไม่พูดเปล่า ตัวเผือกดึงมือของผมที่กำลังกุมอยู่และนาบไว้บนแผ่นอกของตนเอง ก่อนจะส่งสายตายิ้มเยาะอย่างผู้ที่มีสิทธิ์เหนือกว่า

"ผมบอกไปแล้ว ไม่ใช่หรือครับรุ่นพี่ ว่าถ้าดูแลไม่ดี ผมจะมาแย่งคืน ถึงคุณเองได้ครอบครองมาเจ็ดปี ผมก็รอของผมมาเจ็ดปีเหมือนกัน"

ได้ยินเช่นนั้น เขาเหมือนหมาบ้า ถลาจะเข้ามาชกตัวเผือก แต่ดีที่ว่าพี่หมอห้ามไว้ทัน สถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีมากนัก ทั้งเขาและตัวเผือกแทบจะปะทะกันได้ทุกเมื่อ

อยากจะรีบจบ รีบกลับ

"นั่งลงดี ๆ ผมมาเพราะมีเรื่องสำคัญ"

เขามองเอกสารในมือผม..หมาบ้ากลายเป็นหมาหงอยโดยพลันและนั่งลงตามคำบอก ผมกับเขานั่งตรงข้าม โต๊ะมีเก้าอี้สี่ตัว สี่มุม ด้านซ้ายของผมที่นั่งอยู่จะเป็นพี่หมอ ส่วนด้านขวาจะเป็นเพื่อนบ้าของผม ตั้งแต่มาไม่แม้จะปริปากพูดอะไร

คงระลึกถึงความผิดที่ตัวเองก่อไว้อยู่ล่ะมั้ง

แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก ตัวมันเองก็คงจะอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก

ส่วนตัวเผือกยืนด้านหลังเก้าอี้ของผม และโน้มตัวโอบผมไว้อย่างหลวม ๆ เขามองผมอย่างน้ำตาคลอ ริมฝีปากกำลังสั่น จับจ้องมาทางผม เหมือน ณ เวลานี้ มีเพียงเราสองคน

"ฟังผมก่อน.. ได้ไหม"

เขาพูดเสียงติดสะอื้น

"ก็ได้ ก็ว่ามาสิ"

ผมตอบอย่างเยียบเย็น อยากจะพูดอะไรก็พูดมา

เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ถือว่าผมใจดีสุดแล้ว

"ผะ ผมไม่ได้มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ นะ"

ผมเลิกคิ้วสูง บอกเป็นความนัยว่าจะให้เชื่อได้ยังไง ออกไปหาเป็นสิบเดือน สิบครั้ง แถมยังนอน

เปลือยกายกอดกันกลมเกลียวขนาดนั้น

"ที่ผมออกไปเพื่อจะให้ทำลายหลักฐาน แต่ผมให้พี่หมอตรวจทุกครั้งติดกล้องไว้ด้วย ว่าผมไม่ได้มีอะไรจริง ๆ "

เขายื่นกล้องวีดีโอพร้อมใบตรวจร่างกายให้ผม ถึงแม้ผมจะรับมา แต่ไม่คิดจะเปิดดู พร้อมวางมันข้างเอกสารเตรียมจะไปเซ็นใบหย่าที่อำเภอ ให้เขาเห็น ต่อให้พูดอะไรมา ผมรับฟัง ย้ำอีกครั้งว่าผมไม่กลับไปอีกแล้ว

หยดน้ำตากำลังไหลรินของบุคคลที่ผมเคยรัก รักมาก รักเกินจะเผื่อใจ

ทว่าผมกลับรู้สึกเฉย ๆ จะให้สงสารเหรอ ไม่หรอก ผมสงสารตัวผมเองมากกว่า

"ผม..ไม่มี..อะไรกับ...เขานะ ผมไม่..คิดว่าจะมีใคร...นอกจาก...คุณเลย กว่าจะ..ได้รัก..กัน กว่าจะได้อยู่..ด้วยกัน..ก็ยาก..แทบตาย.."

เขาปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจหักห้าม ไม่สนใจคนรอบข้าง ถึงแม้จะเป็นภาพที่น่าสังเวชก็ตาม

"มัน...ไม่..มี..ค่า.. สำหรับ..คุณ..เลย..เหรอ"

ปึง!

ด้วยความอดทนขาดสะบั้น

ผมทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ เสียงดังสนั่นถึงขนาดทุกพากันสะดุ้งไปหมด ตัวเผือกผงะ เขามองอย่าง

ชะงักค้าง ผมกัดฟันกรอด พูดมาได้ยังไง พูดคำนั้นออกมาได้ยังไง

"มันไม่สำคัญกับใครกันแน่!! "

"กี่ครั้งแล้ว!! ผู้หญิงคนนั้นเคยเป็นคู่หมั้นที่พ่อคุณจัดมาหาให้ใช่ไหม ประธานบริษัทที่พาคุณไปมอมเหล้า นั่นใช่พ่อคุณไหม พากันหิ้วเข้าโรงแรม พอกลับมาถึงบ้านก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะให้ผมคิดยังไง!! สิบเดือน ถ้าไม่เรียกว่าจงใจ แล้วว่าอะไรหะ!! "

"ถ้าผมไม่บังเอิญรู้ตั้งแต่แรก ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณคิดว่าเรื่องจะจบลงอย่างแฮปปีเหรอ คิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่ระรานผมเลยหรือไง"

"สิบเดือนมานี้ เป็นไงบ้างล่ะ ลบได้บ้างไหม ไอ้หลักฐานบ้าบอที่ว่า..หรือเพิ่มหลักฐานกันแน่"

ความรู้สึกอัดอั้น ความรู้สึกที่ผมกอดเก็บไว้ ทุกคำพูด ทุกคำถาม ระเบิดออกมาจนหมด

"ผมบอกเลย ถ้าวันนั้นคุณพูดตั้งแต่แรก เรื่องไม่จบลงที่การหย่าแน่นอน"

ตอกย้ำความผิดของเขา ทำเพื่อความสะใจเล็ก ๆ

"ไปอาบน้ำแต่ตัวใหม่ซะ เราจะได้ไปอำเภอกันสักที!! "

ตัวเผือกลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังปลอบใจและให้ใจเย็นลง ก่อนศีรษะของผมจะเอนไป

ซบกับแผ่นอกอันผึ่งผาย พลางหลับตาลงเหมือนต้องการแหล่งพักพิง

ภาพที่เห็น..

ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้ว เขาจึงเดินเข้าห้องน้ำอย่างเงียบเชียบ โดยไม่ปริปากพูดอะไรอีกเลย

ด้วยลางสังหรณ์

ผมจึงเดินตามไปและให้คนอื่นนั่งรอที่เดิม ตัวเผือกอยากจะตามมาให้ได้ เพราะกลัวว่าเขาจะขาดสติจนทำร้ายผมจนไร้ความยั้งคิด จะเป็นห่วงกันขนาดไหนล่ะเนี่ย ผมได้ยกยิ้มและให้เหตุผลว่ามีเรื่องอยากจะคุยกับเขาแค่สองคน จึงยอมแต่โดยดี

นิสัยเขา

มักจะเข้าห้องน้ำโดยไม่ล็อกประตูอยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าเขาไม่มีทางทำร้ายร่างกายผมแน่นอน แต่สิ่งที่ผมไม่มั่นใจคือการที่เขาจะไม่ทำร้ายตัวเอง จากรอยถลอกตามร่างกาย ผมก็พอจะเดาได้ แค่คำพูดตามอารมณ์เมื่อวันนั้น ยังมีอิทธิพลขนาดนี้

ห้องน้ำไม่มีแม้แต่เสียงหยดน้ำ

ผมจึงเปิดประตูเข้าไปอย่างไม่ลังเล

"หยุดอยู่แค่นั้นแหละ"

ไม่ผิดอย่างที่คิดไว้ ผมรีบจ้ำไปหาเขาที่กำลังจะใช้ใบมีดโกนกรีดข้อมือตัวเอง สายตามองผมด้วยความนิ่งอึ้ง สงสัยคงคาดไม่ถึงว่าจะตามมา กำปั้นหนักต่อยหน้าเขาไปฉากใหญ่ จนเลือดไหลออกมาจากมุมปาก ก่อนใช้มือทั้งสองกระชากคอเสื้อ

"ขนาดตัวเองยังไม่รัก! แล้วจะมาดูแลผม รักผมได้ยังไง! "

เขามองผมอย่างน้ำตาเอ่อล้น พร้อมปล่อยโฮราวกับเด็กตัวเล็ก

"แค่...กอด"

"อีก..สัก..ครั้ง..ได้..ไหม ร่างกายผมไม่ได้สกปรกแล้วนะ"

รอยพวกนั้นเป็นอย่างที่คิดจริง ๆ เพราะคำด่าไปตามอารมณ์

บ้าจริง

ทั้งที่ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้

หากปฏิเสธเกรงว่าเรื่องมันจะเลวร้ายกว่าเก่า ผมจึงระบายยิ้ม..

"ได้สิ"

ไม่ทันขาดคำ เขารวบกายผมไปกอดไว้แน่น ด้วยความรู้สึกอันโหยหา ความคิดถึง ความรักที่มีให้ส่งผ่านร่างกาย ผมไม่ได้ใจอ่อนลง จุดจบของเรายังคงเดิม

อีกอย่าง..เพราะนี่มันจะเป็นกอดอำลาครั้งสุดท้าย

ถึงจะให้โอกาสเขาอีกครั้ง ผมเชื่อว่าจุดจบภายภาคหน้าคงจะไม่ต่างจากนี้

โอกาสผมให้มันมามากพอ เปิดโอกาสให้พูดตั้งสิบเดือน ตีเล่น ๆ ก็สามร้อยกว่าวัน เขาเป็นฝ่ายเลือกที่จะไม่พูดเอง ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยดำเนินมาถึงจุดที่ผมคิดว่า ควรพอสักที

ผมไม่อยากจะให้อภัยจนเราไม่เหลืออะไรให้จำ

ความสัมพันธ์ของเรา ยังยืนยันคำเดิมมันกลายเป็นเส้นขนานไปแล้ว ความรู้สึกที่ผมเสียไป มันไม่กลับมาอีกแล้ว เขาไม่ได้พูดขอโทษผมสักคำ เพราะรู้ว่าถึงแม้จะพูดไป ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นมา

"ไม่มีคุณ..แล้วผมจะอยู่ได้ยังไง"

"ถ้าจะทิ้งกันไป เอามีดมาแทงที่หัวใจผมยังดีเสียกว่า"

คำพูดปนเสียงสะอึกทำให้ผมแทบจะร้องไห้ตามไปด้วย

"อยู่ได้สิ.. อยู่แบบที่คุณเคยเป็นมาก็ได้ กลับไปอยู่ในช่วงชีวิตที่เคยไม่มีผม ที่เราไม่เคยเจอกัน"

เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ใบหน้าซุกลงมาบนบ่า ความอบอุ่น เสียงหัวใจของเขา ความคุ้นเคย ความผูกพัน จะให้ตัดกันให้ขาดมันยาก ผมยกมือขึ้นมากอดตอบ พร้อมลูบหลังเขาบางเบา

"ผม..จำมันไม่ได้แล้ว ชีวิตก่อนเจอคุณ"

ขืนอยู่ในสภาพนี้ไป ผมกลัวว่าจะใจอ่อนขึ้นมาจริง ๆ

"แต่ว่าผมมีคนใหม่แล้ว"

ไม่พูดเปล่า ผมดันตัวเองให้ออกห่าง มองไปยังสายตาที่กำลังอ้อนวอน สีหน้าราวกับว่าจะขาดใจ

ทุกอย่างมันสายไป เกินกว่าจะกลับไปแก้ไข

กว่าจะรักกันมันยาก

ผมรู้แล้ว สิ่งที่ยากกว่า คือการรักษาความสัมพันธ์ให้คงอยู่ตลอดไป

ผมรู้แล้ว..ว่าความรักไม่ได้ขึ้นอยู่แค่คนสองคน แต่มีคนอื่นรวมด้วยซึ่งพยายามจะทำให้ความรักเราพังได้ตลอด ถ้าเราผูกกันไม่แน่น มันก็ขาดได้ง่าย ๆ อย่างที่ผมเป็น

แค่รักอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่ใช่ผมซื่อสัตย์อย่างเดียว เขาก็ต้องซื่อสัตย์ ถึงจะไปกันได้รอดตลอดรอดฝั่ง ถ้าเขาบอกว่าไม่ได้มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเป็นเรื่องจริง ผมพอจะเข้าใจว่าทำไมถึงปิดบัง

คงเพราะกลัวว่าจะทำให้ผมไม่สบายใจ และกลัวว่าผมจะไม่เชื่อมั่นในตัวเขาอีก

การที่เราไม่ได้เปิดอกพูดกันตรง ๆ

เพราะความกลัวของเราทั้งคู่

ถ้าผมไม่กลัวและกล้าที่จะรับความจริง ในวันแรกที่เห็นเขาไปกับใคร

หากเขาไม่กลัวและกล้าเข้ามาสารภาพกับผม

เรื่องราวของเรามันคงไม่จบลงแบบนี้

แววตาอันแน่วแน่ไม่ว่ายังไงก็อยากจะจบสัมพันธ์ของเราที่ไม่เคยมีใครเห็นด้วยกับมัน แต่เขาดูเหมือนจะไม่ยอมจบง่าย ๆ พลางโน้มกายเพื่อจะแนบริมฝีปากลงมา

ความห่างเพียงแค่คืบ

ด้วยความตกใจ ผมจึงผละออกแล้วต่อยหน้าเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจอีกครั้ง

"ผมจะจูบกับคนที่ผมรักเท่านั้น"

พลางโพล่งพูดออกไปอย่างไม่ทันคิด

"หึ..."

เขาแค่นขำในลำคอ

"ไม่คิดว่า..จะได้ยินคำนี้อีกครั้ง"

พร้อมยกมือเช็ดเลือดบนมุมปากของตัวเอง

"ในวันแรกที่เราเจอกัน คุณก็พูดคำนี้กับผม ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมีความสุข จนแทบจะลืมเรื่องนี้ไป"

"ขอบคุณที่เตือนสตินะครับ"

"ผมโอเคแล้วครับ ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วนะครับ ผมยอมแล้วที่จะปล่อยคุณไป และผมจะไม่คิดสั้นแล้วด้วย ถ้าผมเป็นอะไรไป คุณคงจะไม่มีความสุข"

เขาพูดอย่างยอมจำนน

"ผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น สิ่งเดียวที่ผมทำได้ ผมอยากจะให้คุณมีความสุข อยากให้คุณยิ้ม ถึงแม้คนคนนั้นจะไม่ใช่ผมก็ตาม"

ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยพร้อมใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตากับรอยยิ้มที่พยายามจะยกขึ้นมาอย่างฝืดฝืน

"คุณออกไปรอข้างนอกนะครับ ผมจะอาบน้ำแล้ว"

ผมไม่ได้ตอบอะไร ก้าวขาเดินออกมาจากห้องน้ำทันที ด้วยความรู้สึกที่โหวงเหวงอย่างประหลาด เห็นตัวเผือกรออยู่ด้านนอก กับแขนที่กางออกของคนตรงหน้า

"ต้องการรับอ้อมแขนอุ่น ๆ สักที่ไหมครับ"

ผมเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล ซุกไปในแผ่นอกอันอ่อนโยน ตัวเผือกลูบหัวผมแผ่วเบาอย่างปลอบโยน ในขณะที่ผมพยายามสกัดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

ความผูกพัน ความรู้สึกที่มีต่อเขา มันฝังลึก เวลาแค่สองเดือนใช่ว่าจะลบมันออกได้ง่าย ขอบคุณที่มาด้วยกัน ถ้าไม่อย่างนั้นผมต้องใจอ่อนแน่

และอีกอย่าง สาเหตุที่ผมจงใจพาตัวเผือกมาด้วย เพื่ออยากให้เข้าใจความรู้สึกของผมบ้าง ว่าเวลาเห็นเขาไปกับคนอื่น ทั้งที่รู้ แต่แกล้งไม่รู้ มันรู้สึกยังไง

อยากให้เข้าใจ

ถึงแม้การกระทำครั้งนี้จะไม่เป็นผลดีต่อใครเลยก็ตาม


ในที่สุดเรื่องทุกอย่างกำลังจะจบลงโดยแท้จริง

รถเก๋งสีบลอนด์ได้ขับเคลื่อนออกจากหน้าบ้านในความทรงจำของเราสองคน ผมหันไปมองส่งท้าย ผมคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว

พี่หมอเป็นขับ โดยที่มีเพื่อนบ้านั่งข้างเหมือนเดิม

ส่วนเบาะหลังมีผมนั่งตรงกลางระหว่างเขาและตัวเผือก ผมกุมมือตัวเผือกอย่างไม่คิดปล่อย ส่วนเขาแทบไม่มองหรือแตะต้องอะไรผมอีกแม้แต่ปลายเล็บ นิ้วนางของเขายังคงสวมแหวน ส่วนแหวนของผมและสร้อยที่เขาเคยซื้อให้ ถูกห้อยไว้อยู่ที่คอ นาฬิกาคู่ของเรา

เขาก็ใส่มันทั้งสองเรือน

ถึงแม้นัยน์ตาจะยังคงแดงก่ำ แต่เขาก็ไม่มีแม้จะร้องไห้ให้เห็น จนมาถึงอำเภอที่เราเคยมาจดทะเบียนด้วยกัน คนที่ลงมาจากรถมีแค่ผมและเขา แถมตกเป้าสายตาตั้งแต่ก้าวขาลง

ด้วยสีหน้าของเราทั้งคู่ พวกเขาคงเดาได้ไม่ยาก

ด้วยตอนที่เราจดทะเบียนดูเหมือนรักกันมาก จนแทบมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเลิกกันได้ยังไง

ด้วยความที่เราดันกลายเป็นคู่แรก ที่มาจดทะเบียนสมรสตั้งแต่มีกฎหมายว่าผู้ชายสามารถจดได้

จึงไม่แปลกเลยที่เราจะคู่จะตกเป็นเป้าสายตาแบบนี้

"พวกคุณแน่ใจแล้วเหรอครับ เพราะตอนนั้น..."

"แน่ใจแล้วครับ"

ยังไม่จบประโยค ผมพูดตัดบท พลางหยิบปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อ และส่งให้เขา นัยน์ตาแดงก่ำมองผมเล็กน้อยก่อนจะรับปากกาไป ทรัพย์สินทุกอย่างผมยกให้เขาทั้งหมด ตามจริงเขาจะไม่รับไว้ แต่ผมบอกว่าจะไม่เอาอะไรที่เป็นความทรงจำเกี่ยวกับเรา

เขาจึงยอม

ผมบอกพี่หมอว่าไม่ต้องไปส่ง เดี๋ยวผมจะหาทางกลับพร้อมตัวเผือกเอง แทนที่จะมาส่งผม เขาควรจะไปดูแลน้องชายของตัวเองมากกว่า ส่วนไอ้เพื่อนบ้า ผมบอกเพียงว่าถ้าพร้อมแล้วจะติดต่อไปหาเอง ฝากบอกพ่อกับแม่ของผมด้วย

เราแยกจากกันที่หน้าอำเภอ

ผมเดินกุมมือไปกับตัวเผือก โดยไม่หันหลังกลับไป ถึงแม้จะรับรู้ถึงสายตาที่มองตามอย่างไม่ละสายตา

เรื่องทั้งหมดที่ดำเนินมาถึงจุดนี้ ผมเข้าใจดี เข้าใจถึงเหตุผล เข้าใจทุกอย่าง

หากย้อนถามอีกครั้งว่าเหตุผลน้ำเน่าที่พี่หมอเคยอธิบายมาทั้งหมดผมเชื่อหรือไม่ ผมขอตอบ

อย่างมั่นใจ แววตาของคนรักเวลาพูดคำโกหกกับเรื่องจริงมันแยกออกจากกันไม่ยากหรอก

เพียงแต่..กาลเวลาไม่อาจหวนคืนมาใหม่

ผมยังคงยืนยันคำเดิมอีกครั้ง

เรื่องราวระห่างเรากลายเป็นเส้นขนานไปแล้ว

ตอนนี้ผมไม่ได้โกรธหรือเคียดแค้นอะไรเขาแล้ว ไม่ได้เกลียด เพราะสิ่งที่ทำไปทั้งหมด..

เพื่อตัวเขา และตัวผม

เพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มภาคภูมิ เขาจะได้ไปทำตามสิ่งที่ควรจะทำสักที โดยไม่ต้องมาห่วงอะไรผมอีกแล้ว เวลาที่ผ่านมาผมมีความสุขมาก มากพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีเขา

ความรู้สึกของผมปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก เมฆฝนที่ปกคลุมหัวใจ ค่อย ๆ เลื่อนหายกลายเป็นท้องฟ้าอันสดใส หวังเพียงว่าสักวันหากเราเจอกันอีกครั้ง เราจะสามารถยิ้มให้กันได้จากใจจริ




หลังจากวันนั้นเรื่องก็ผ่านมาได้สามเดือน

ผมได้ย้ายที่อยู่ โดยซื้อบ้านจัดสรรสร้างใหม่ซึ่งใกล้กับที่ทำงานของตัวเผือก

ตามจริงผมโดนล่อลวงมาซื้อที่นี่ แถมยังบ้านติดกันอีกต่างหาก

ตัวเผือกสารภาพกับผม ว่าเคยแอบชอบมาตั้งแต่ม.ปลาย ตามมาถึงมหาลัย รอจนกว่าจะเลิกกัน ทว่าเห็นผมแต่งงานจึงคิดว่าไม่มีสิทธิ์นั้น และคอยดูอยู่ห่าง ๆ มาตลอด

ถึงแม้ตอนนี้ผมและตัวเผือก..เราจะไปกันไม่ได้ในสถานะคนรัก

ต่อให้ความรู้สึกที่มีต่อผมจะเปลี่ยนไป แต่สำหรับตัวเผือก ผมก็ยังเป็นรักแรกและรุ่นพี่ที่เคารพจึงอยากจะดูแลอยู่ในฐานะเพื่อน ทั้งที่ผมก็บอกแล้วแท้ ๆ ว่าอยู่คนเดียวได้ ก็ยังไม่ยอมสถานเดียว มาตัวติดกับผม ยิ่งว่าแฟนตัวเองซะอีก

เดี๋ยวถ้าโดนแฟนทิ้ง พ่อจะสมน้ำหน้าให้

ส่วนเพื่อนบ้าของผม เราได้ปรับความเข้าใจกัน ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรมันสักหน่อย มีแต่มันตีโพยตีพายไปเอง ถึงจะอยู่ไกล ทว่าก็ยังติดต่อ ไปมาหาสู่กันตลอด

มือถือผมกลับมาใช้เหมือนเดิม เบอร์เดิม แต่สิ่งที่แตกต่างออกไป คือไม่มีคนโทรหรือส่งข้อความ

มากวนใจผมแล้ว ไม่มีอีกแล้ว

ข่าวสุดท้ายที่ได้ยินคือเขาได้ขายบ้านที่เคยเป็นของเรา.....

ถึงจะเป็นเรื่องที่น่าตกใจ

ทว่ามันช่วยไม่ได้ เพราะยกทุกอย่างให้เขาไปทั้งหมด จะต้มยำ ทำแกง จะขาย จะรื้อทิ้งก็เป็นสิทธิ์ของเขา เพราะต่อนี้อาจจะไม่มีอีกแล้วคำว่าเรา

ถ้าบ้านหลังนั้นมันไม่ได้สำคัญสำหรับเขา ก็เอาที่เขาสบายใจ

ตามจริงมันก็ดีไปอีกแบบที่ผมไม่จำเป็นต้องห่วงอะไร และเก็บทุกอย่างไว้เป็นภาพอันสวยงามในความทรงจำ

ค่าขายบ้าน

พี่หมอนำเงินมาให้ผมครึ่งหนึ่ง และเชิญให้ผมไปงานแต่งของเขาและผู้หญิงคนนั้น ตามที่พ่อของเขาได้หวังให้เป็นตั้งแต่แรก จัดงานอย่างใหญ่โตเหมือนเลี้ยงทั้งตำบลต่างจากงานของเราที่เชิญแค่ญาติและคนสนิทไม่กี่คน ถ้ามองในแง่ดีก็คงชวนไปมารยาทล่ะมั้ง คิดว่าผมจะไปเหรอ

ส่วนเรื่องเงิน ใจจริงก็ไม่อยากจะรับไว้ พี่หมอก็คะยั้นคะยอให้เอา และเงินนี้ผมควรจะได้ครึ่งหนึ่งมันก็ถูก เพราะตอนซื้อก็มีเงินผมอยู่ด้วย

ถ้าไม่เอา เดี๋ยวเขาจะนำมันมาให้เอง

พี่หมอขู่

ผมจึงรีบรับไว้ทันที และตัวเผือกก็มาชวนซื้อบ้านหลังนี้ต่อ ช่างใจง่ายจริง ๆ

ตอนอยู่ด้วยกันเขาไม่อยากให้ผมทำงานอะไร อยากให้ผมได้พักบ้าง เนื่องจากกว่าจะทำงานเก็บเงินซื้ออดีตเรือนหอของเราได้เลือดตาแทบกระเด็น

แต่ตอนนี้ผมทำงานทางด้านแปลเอกสารที่บ้าน

ผมไม่เหมาะที่จะทำงานร่วมกับใคร จึงกลายเป็นแบบนี้

ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ที่ผมชอบมากที่สุด มองครั้งใดมักจะทำให้สบายใจทุกที

มือจับสายฉีดรดน้ำดอกไม้พร้อมฮัมเพลง ขยับก้าวเท้าไปตามจังหวะอย่างอารมณ์ดี

วันนี้จะมีเค้กเมนูใหม่ที่ร้านของตัวเผือก เดี๋ยวเย็น ๆ ค่อยแวะไปดีกว่า

"สวัสดีครับ”

ผมมองไปตามเสียง

“ดอกดาวเรืองสวยจังเลยนะครับ"

แววตาสบประสานทำให้ผมนิ่งงันไปชั่วครู่ ด้วยความตกใจกับบุคคลที่เห็นตรงหน้า และสิ่งที่ดึงผมให้กลับมาคือสายฉีดแทบจะหลุดมือ

"อะ ขอโทษครับที่ถือวิสาสะเข้ามา พอดีเห็นประตูเปิดอยู่"

เขากล่าวขอโทษขอโพย ก่อนจะยื่นกล่องขนมคุกกี้ไส้ช็อกโกแลตที่ผมเคยชอบกินมาให้

"ผมเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านตรงนี้"

มือชี้ไปยังบ้านที่เขาอยู่ ผมมองตามไป มันติดกันเลยนี่หว่า ซ้ายบ้านตัวเผือก ขวาก็บ้านเขา

"ไม่รู้จะยังชอบขนมเหมือนเดิมหรือเปล่า แต่จากนี้ไปขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ ถ้ามีปัญหาอะไรหรือให้ช่วยบอกผมได้"

รูปร่างเขากลับมาสมส่วนเหมือนเดิม แววตาเขาไม่หลงเหลือความเศร้าให้เห็น เนื้อตัวไม่มีรอยถลอกจากการขัดแรง ๆ ตอนอาบน้ำอีกแล้ว

ใครหลายคนให้คำนิยามว่า การกลับไปคบกับแฟนเก่า ก็เหมือนกับอ่านหนังสือเล่มเก่า ไม่ว่าจะอ่านอีกสักกี่ร้อยรอบ สุดท้ายตอนจบมันก็เหมือนเดิม แต่หากนำคนเก่า มาสร้างเป็นหนังสือเล่มใหม่ ตอนจบจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครล่วงรู้

สำหรับผมเลิกก็คือเลิก ต่อให้รักอยู่หรือไม่ก็ตาม บางทีความรักก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่จำต้องผูกมัดด้วยคำว่าแฟนหรือคำอื่น แค่ได้เห็นหน้ากัน และรู้ว่าเขายังสบายดีก็สุขใจ

ผมระบายยิ้มกว้างก่อนจะรับกล่องคุกกี้เอาไว้ เสียงลมที่พัดผ่านเราสองคน กับท้องฟ้าสีครามสดใส

เลิกกันในวันที่เรายังมีความรู้สึกดีต่อกัน ดีกว่าฝืนคบกันไปจนกลายเป็นทำลายภาพความทรงจำ

บางที...สำหรับเราในตอนนี้ ผมว่าแบบนี้ก็โอเคแล้ว ไม่มีการผูกมัด แค่ดูแลกันไปเรื่อย ๆ

อาจยาวนานยันแก่เฒ่า

"ขอบคุณครับ ทางนี้ก็เช่นกันนะครับ"

ในสายสัมพันธ์ใหม่ สถานะใหม่...

‘เพื่อนข้างบ้าน’


-END-
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:28:51 โดย ความฝันของดอกไม้ »

ออฟไลน์ DarkCat_BK

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าเทาๆแต่ก็สวยงามในแบบของมัน ฝืนต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆนะคะ :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
วันนี้เป็นอีกวันที่อากาศสดใส

เนื่องจากเข้าหน้าหนาวแล้ว บรรยากาศช่วงเช้าออกจะเย็นนิดหน่อย ผมมักจะออกมานั่งชิงช้าทุกวันเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ พลางจิบนมสดผสมน้ำผึ้งอวยอุ่น ส่งกลิ่นอันหอมหวาน ดอกดาวเรืองสว่างตาตัดกับใบหญ้าสีเขียว และท้องฟ้าสีคราม เสียงนกร้อง ไอแดดจาง ๆ

แค่ชีวิตประจำธรรมดา ก็ทำให้ผมมีความสุขได้อย่างไม่ยากเลย

สงสัยจะแก่แล้วมั้ง

"สวัสดีครับ"

ผมละสายตาจากดอกดาวเรือง หันไปมองตามเสียง เห็นเพื่อนข้างบ้านส่งยิ้มหวานมาให้ ใบหน้ามีรอยตีนกาบ้างประปราย เนื้อกายเหี่ยวย่น แต่ยังดูสมถะ เพื่อนข้างบ้านที่ชอบถือวิสาสะเข้ามาในบ้านผมทุกวัน

"เชิญนั่งครับ"

หลังจากได้ยินคำเชิญ ไม่รอช้าเขาเดินเข้ามาหย่อนกายด้านข้างทันที

ผมมองไปยังของที่เขาถือมาด้วย

"วันนี้ผมทำพุดดิ้งนมผสมน้ำผึ้งมาให้ครับ อุ่นกำลังดีเลย ทีแรกว่าจะแช่เย็นก่อน แต่อากาศหนาวแบบนี้ กินแบบอุ่นน่าจะอร่อยกว่า"

พูดไปพลางยิ้มไป ผมวางแก้วนมสดลง ก่อนจะรับพุดดิ้งจากอีกฝ่ายพร้อมตักเข้าปากไปหนึ่งคำ

"อร่อยไหม"

แววตาจับจ้อง อย่างอยากรู้คำตอบ ใบหน้าเขา ชอบทำให้หวั่นไหว อายุอานามก็เยอะ ยังจะมาใจเต้นเป็นสาวน้อยไปได้

"อยากรู้ก็กินเองสิ ส่วนของตัวเองก็นำมาด้วยใช่ไหมล่ะ"

ผมตอบ พลางเบี่ยงหลบสายตา ตั้งใจจะมานั่งกินด้วยกันอยู่แล้วนี่ ก็เป็นแบบนี้ทุกวัน

เขากลั้นขำพร้อมหยิบถ้วยทรงกระบอกสีเขียวใบไม้ออกมา

"ทำหน้าอย่างนั้นเห็นรอยตีนกาหมด"

ผมตวัดสายตามองค้อน เขาขำออกมาเล็กน้อย เหมือนรู้สึกดีที่กวนประสาทผมได้ ขาของเราไกวชิงช้าเป็นจังหวะ

คิดแล้วน่าโมโห

มีรอยตีนกาก็ไม่จะแปลกเลย ปีนี้อายุหกสิบกันแล้ว ถ้าหน้ายังเต่งตึงอยู่นี่สิแปลก ว่าแต่คนอื่น ตัวเองก็มีรอยตีนกาเหมือนกันแหละน่า

ผมเตรียมจะเถียงกลับ แต่เห็นเขากำลังอมยิ้มอย่างมีความสุข ทำให้ด่าไม่ลง จนสุดท้ายต้องจำยอมกลืนคำนั้นลงคอไปโดยปริยาย และเราก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย สายตาเหม่อมองสิ่งต่าง ๆ ฟังเสียงทุกอย่างรอบกายที่กำลังเคลื่อนไหว

เขาและผม ภาระหน้าที่ของเราแตกต่างกันมากเกินไป เขาเป็นลูกชายคนเดียวของประธานบริษัทรับเหมาก่อสร้างจึงจำเป็นต้องแต่งงานเพื่อมีลูกสืบสกุล และต้องแต่งผู้หญิงชาติกระกูลดีเพราะฐานะหน้าตาทางสังคม

ส่วนพี่หมอเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องเท่านั้น

ผมเป็นลูกแม่ค้าธรรมดาแถมเป็นน้องสุดท้องอีกต่างหาก ในบรรดาพี่น้องสามคน ครอบครัวจึงไม่ซีเรียสกับเรื่องนี้เท่าไหร่ ถึงจะคัดค้านเรื่องที่ผมมาแต่งงานกับเขาก็เถอะ

แค่บังเอิญเราเรียนม.ปลายที่เดียวกัน

แค่บังเอิญว่าผมกลายไปเป็นคนแรกที่ปฏิเสธจูบจากเขา

แค่บังเอิญเขาเกิดสนใจผมขึ้นมา

หากไม่มีความบังเอิญที่ว่ามานี้ ชีวิตผมไม่ต้องมาพบเจอความวุ่นวายแบบนี้ก็ได้

"ถ้าโลกนี้มีแค่เราสองคนก็คงจะดีเนาะ"

เขาเอ่ยทำลายความเงียบ สายตาทอดยาวไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ผมเข้าใจในความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ ริมฝีปากระบายยิ้มอ่อน

"เป็นไปได้ที่ไหน"

ถ้าโลกนี้มีแค่เราสองคน บางทีอะไร ๆ คงจะง่ายกว่านี้

"ตอนนี้ลูกผม ก็โตหมดแล้ว พ่อแม่และภรรยาก็เสียหมดแล้ว"

"บริษัท สมบัติผมก็แบ่งให้ลูกแต่ละคนไปหมดแล้ว คนอื่นเขาก็มีความสุขไปหมดแล้ว เหลือแต่เรา"

"อายุตั้งขนาดนี้แล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้"

สีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง แววตาละจากสรรพสิ่งรอบกายและหันมามองผมที่ในขณะนี้ปากคาบช้อนอย่างทำตัวไม่ถูก

"คุณไม่ต้องกลัวอีกแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครขัดขวางเราได้อีกแล้ว"

"ความรู้สึกผมที่มี ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมายังคงเดิม เรื่องนั้นคงรู้ดีอยู่แล้วใช่ไหม"

ก็เล่นสวมแหวนแต่งงานของเรามาตลอดแบบนี้ ใครไม่รู้ก็บ้าแล้ว แถมแหวนของผมก็ห้อยติดตัวไว้ตลอดอีกต่างหาก

"ในบั้นปลายชีวิต ช่วงสุดท้ายของชีวิต ผมอยากหายใจ.."

เขากลืนน้ำลายเข้าไปอึกใหญ่ มือสั่นอย่างเห็นได้ชัด

"อยากจะใช้ชีวิตดูแลคุณ เคียงข้างคุณ..."

เส้นขนานของเรา ถ้าเรายังเดินไปแนวทางเส้นตรงของตัวเอง มันก็ไม่มีทางบรรจบ

"แบบนั้นได้ไหม"

แววตาอ้อนวอน พลางน้ำตาคลอ ผมวางถ้วยพุดดิ้งลง

ก่อนจะยกมือข้างซ้ายขึ้นมา และยื่นไปตรงหน้าเขา

"สวมสิ"

ผมยังคงเดินไปตามเส้นขนานของตัวเอง แต่ที่แตกต่างจากเดิมคือตลอดสามสิบปีที่ผ่านมาเขาพยายามจะเข้ามาเดินร่วมทางในเส้นขนานของผม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพยายามจะขอคืนดี

สามสิบกว่าปี เขาพิสูจน์ให้เห็น ในเมื่อเขาจัดการเรื่องครอบครัวเรียบร้อยแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลอะไร ที่ผมจะฝืนดึงดันต่อไป เดิมทีเราก็ไม่ได้เลิกเพราะเกลียดกัน แต่เราเลิกเพราะความเข้าใจ ว่า ณ เวลานั้น เราไม่สามารถเดินร่วมทางกันต่อไปได้แล้วจริง ๆ

ผมไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจถึงเหตุผลอันแท้จริง ในวันที่ผมขอแยกทางออกมาหรือเปล่า ทำไมเราถึงฝ่าฟันท่ามกลางความกดดันมาได้ถึงเกือบแปดปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาแสดงความบริสุทธิ์ใจ ไม่ว่าพ่อเขาจะจับคู่ จะยัดเยียดยังไง เขาจะรีบมาบอกผมเป็นคนแรกเสมอ

แต่ครั้งนั้นมันไม่ใช่ เขาเลือกจะปิดบังและแก้ไขปัญหาเองด้วยตัวคนเดียว ทั้งที่เราเป็นคู่ชีวิตกัน

ทำไมความผิดครั้งแรก ผมถึงไม่ให้อภัย เพราะมันเป็นครั้งแรกยังไงล่ะ

เมื่อข้ามเส้นคำว่าครั้งแรกมาแล้ว ย่อมมีครั้งสอง ครั้งสามตามมา

พ่อของเขา..หากไม่ได้ดั่งต้องการคงไม่ยอมหยุดยั้ง

และผมรู้ดี..ที่ยอมให้เราแต่งงานกัน เพราะคิดว่าอีกไม่นานคงเลิก แต่เราดันรักกันมากเกินกว่าจะเลิกได้ง่าย ๆ จึงสรรหาวิธีมากมายให้ความรักของเราสั่นคลอน

ถ้ายังฝืนอดทนกันไป ให้อภัยกันไป

ผลสุดท้ายก็คงไม่หลงเหลือเรื่องราวอะไรให้จำ

คิดถึงทีไรเห็นเพียงกระทำแย่ ๆ ที่ยังคงติดค้าง

ผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเราจบลงแบบนั้น จึงเลือกที่จะถอยออกมา กลับมาอยู่ในจุดยืนของตัวเอง เลือกที่จะเก็บความทรงจำที่ดีนี้ไว้ โดยไม่ได้หวังว่าเขาจะก้าวเข้ามาหรือเปล่า เหมือนกับการเดิมพันและเป็นข้อพิสูจน์เล็ก ๆ

หากเขายังต้องการผมอยู่....ก็ให้พยายามก้าวเข้ามาในเส้นขนานของผมอีกครั้ง จะไม่หนี ไม่หาย

และจะยืนรออยู่ตรงนั้น ถ้าใจเรายังมีความรู้สึกที่ตรงกัน สักวันเส้นขนานของเราต้องบรรจบกันอีกครั้งอย่างแน่นอน

เพราะอย่างนั้น

ยอม..

ผมจึงยอมจบทุกอย่าง

ยอมให้เส้นทางชีวิตคู่ของเราให้จบลงตามแบบที่พวกเขาต้องการ

สามสิบปีที่ผ่านมา

เขารักษาความสัมพันธ์ในแบบของเขา

ผมรักษาความสัมพันธ์ไว้ในแบบของผม

อาจเป็นสิ่งที่ผมคิดไปเองคนเดียว ถ้าวันนั้นเราฝืนอยู่กันต่อไปความรู้สึกของเราอาจจะไม่สามารถดำเนินมาถึงจุดนี้ก็ได้

นิ้วเรียวอันเหี่ยวย่นสวมแหวนเข้านิ้วนางข้างซ้ายของผมอย่างสั่นไหว

"แก่ขนาดนี้แล้ว ยังจะร้องไห้อีกเหรอ"

ผมพูดปนขำ พลางยกมืออีกข้าง ใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาบนใบหน้าของเขา

"อย่า..ล้อ..ได้ไหม"

แหวนที่ผมเคยสวม สร้อยที่ผมเคยใส่ จนแล้วจนรอดก็กลับมาหาผมอีกครั้ง

"คราวนี้ ผมจูบคุณได้แล้วใช่ไหม"

ผมจะจูบกับคนที่ผมรักเท่านั้น

"ได้สิ"

ผมระบายยิ้มอ่อน พลางหย่อนเปลือกตาลง เขากุมมือผมไว้อย่างหลวม ๆ ริมฝีปากที่แนบสัมผัสอย่างเบาบาง ทว่ากลับอบอวนไปด้วยความอบอุ่น

หลายคนคงสงสัย..

เลิกกันแล้วเป็นเพื่อนกันได้ไหม ?

สำหรับผม..มันขึ้นอยู่ที่ว่าเลิกกันแบบไหน

จะเลิกกันแบบ 'จบ' ความสัมพันธ์

หรือ..เลิกเพื่อ 'รักษา' ความรู้สึกและความทรงจำที่ดีเอาไว้

การที่ผมเลือกเส้นทางนี้ ไม่เคยนึกเสียใจ

เพราะ..จากนี้ก็คงจะมีเพียงความตายเท่านั้นที่จะทำให้เราแยกจากกัน...

จากนี้...จนลมหายใจสุดท้าย



END
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:30:00 โดย ความฝันของดอกไม้ »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
แถมท้าย





เราถอนจูบออกมาได้สักพัก ผมกำลังนั่งหน้าแดงราวกับสาวน้อยวัยแรกรุ่น ความรู้สึกเหมือนกลับไปสิบสี่อีกครั้ง ทั้งที่ความจริงแล้วอายุปาเข้าไปหกสิบ หัวใจเต้นแรงราวกับมีรักครั้งแรก ส่วนเขาวิ่งหายไปในห้องเก็บของในบ้านผมจะเป็นห้านาที

ถามถึงค้อนแล้วรีบเร่งออกไป

ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะคิดทำอะไรเช่นกัน จึงนั่งกินพุดดิ้งต่อรอไปพลาง ๆ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใช่ว่าผมปิดกั้นตัวเอง ถึงขนาดไม่รับใครเข้ามาในชีวิต ผมไม่อยากให้คนอื่นคิดว่า เพราะลืมเขาไม่ได้จึงไม่มีใครใหม่ เพราะเขาเองก็เดินทางไปในชีวิตใหม่ ครอบครัวใหม่ จึงไม่อยากจะให้มากังวล

และผสมกับความอยากรู้ อยากลอง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาคือแฟนคนแรก เป็นรักแรก

ผมจึงอยากจะรู้..

ถ้าไม่ใช่เขา แล้วจะให้ความรู้สึกอย่างไร

ถ้าไม่ใช่เขา..ผมจะรักได้หรือไม่

ถ้าไม่ใช่เขา...แล้วจะหวั่นไหวในใจบ้างไหม

ถ้าไม่ใช่เขา...

แต่สุดท้าย..สิ่งที่ผมพยายามทำ

ไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังตัวเอง

ถึงแม้จะลองคบใครสักกี่คน ก็ไม่เคยมีความสัมพันธ์ถึงขั้นลึกซึ้ง จูบไม่เคยมี แม้กระทั่งมือก็ไม่เคยสัมผัส ปฏิกิริยาต่อต้านที่เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

ผมไม่เคยคิดเลยเหมือนกัน ว่าตัวเองจะยึดมั่นเพียงเขาถึงขนาดนี้ ถึงอยากจะปฏิเสธ สำหรับผมถ้าไม่ใช่เขาก็คงไม่ได้ ทั้งที่ไม่ใช่นกเงือก แต่ร่างกายมันดันโกหกไม่ได้

เรื่องน่าอายแบบนี้ไม่มีทางเล่าให้ฟังเด็ดขาด

เขาเดินออกมาจากห้องเก็บของพลางหอบหายใจ ผมจึงหันไปมองอย่างงุนงง แต่ไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร เขาจูงมือให้ลุกขึ้นเดินตามไป โดยที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวจึงเผลอถือถ้วยพุดดิ้งติดมือมาด้วย

“เดี๋ยว!! จะไปไหน แล้วจะเอาค้อนไปทำอะไร”

ผมมองค้อนสลับกับมองใบหน้าของเขาซึ่งกำลังยิ้มอย่างเลศนัย

“ทำลายกำแพง”

ไม่พูดเปล่า จูงมือพาผมเดินมาถึงกำแพงที่กั้นกลางระหว่างบ้านสองหลัง

“คุณก็จับด้วยสิ”

“หมายถึงจับค้อน?”

ผมถามอย่างสงสัย เขาพยักหน้าพร้อมยิ้มแทนคำตอบ ให้จับ..ผมก็จับอย่างมึนงง เมื่อเห็นดังนั้นเขาออกแรงนำทุบเข้าไป เศษกำแพงหล่นร่วงลงมา แต่อายุอานามตั้งขนาดนี้ แค่ทีสองทีผมก็รู้สึกเหนื่อย

ส่วนอีกคนท่าทางไม่ใช่แบบนั้น ราวกับกำลังสนุกอยู่ก็ไม่ปาน เห็นเขาสนุกมันกลายเป็นว่าผมสนุกไปด้วยโดยปริยาย แม้นจะไม่เข้าใจในเหตุผล เอาตามที่เขาสบายใจก็แล้วกัน

ออกกำลังกายตอนเช้า เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมา ซึ่งดูเหมือนจะหนักหน่วงเกินไปสำหรับเรา เศษปูนที่เกลื่อนกลาดพื้น จนในขณะนี้ กำแพงกลายเป็นรูขนาดเท่าคนเดินผ่านไปผ่านมาได้

ผมมองไปยังเขาที่กำลังทำหน้าเหมือนพอใจในผลงาน มือใหญ่ปล่อยจากค้อน ก่อนจะใช้แขนนั้น

ล็อกคอดึงเข้าไปกอด ด้วยความตกใจถ้วยพุดดิ้งที่ยังคงถือไว้ดิ่งลงสู่พื้น โชคดีที่เป็นพื้นหญ้าสีสวยขนาดนี้แตกไปคงเสียดายแย่ เขากระชับกอดแน่นขึ้น ดึงความสนใจให้กลับไปในตัวเขาอีกครั้ง

“ในที่สุด..”

เสียงที่พูดออกมาพร้อมกับร่างกายอันสั่นเทา

“ในที่สุด...”

พาลทำผมเป็นกังวลว่าเขาจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“ก็ไม่มีกำแพงกั้นกลางระหว่างเราอีกแล้ว เท่านี้เราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”

เขาพูดพลางกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ ทำลายกำแพงบ้านเพราะเหตุผลแบบนี้เองเหรอ

“คุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้นะ ถึงผมจะมีลูก แต่ผมไม่ได้มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น ใช้วิธีทำกิ๊ฟท์เอา พอคิดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คุณ ไอ้นั่นมันก็ไม่ตั้งขึ้นมา”

ใบหน้าแดงระเรื่อของอีกฝ่าย นั่นก็เท่ากับว่าสามสิบที่ผ่านมาเขาไม่ได้มีอะไรกับใครเลยน่ะสิ จะเชื่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง..

ผมจะไม่มีทางพูดเด็ดขาดว่าผมเองก็เหมือนกัน






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-07-2019 17:31:22 โดย ความฝันของดอกไม้ »

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-1

ออฟไลน์ poshbear

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
สวยงามมากเลย ขอบคุณสำหรับเรื่องสั้นดีๆ ครับ เขียนดีมากๆ

ออฟไลน์ Pittabird

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 858
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
เพราะพ่อแม่แท้ๆ ทำให้แยกกัน แต่ก็ยังดีที่สุดท้ายได้อยู่ด้วยกัน คู่นี้รักกันมากจริงๆ :3123:

ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
Re: [[เรื่องสั้น]] บทส่งท้าย 09-07-62
«ตอบ #14 เมื่อ09-07-2019 17:47:22 »












หลังจากงานแต่งของเรา

ก็ผ่านมาแล้วสองเดือน

ยังคงเป็นเรื่องที่ผมนึกขำไม่หาย

สาเหตุมาจากการกระทำอันคึกคะนองของเขา แขกผู้มีเกียรติที่มางานอันยิ่งใหญ่ของเราก็ยังสนุกครื้นเครง และคงคิดว่าบ่าวสาวซึ่งหายวับไม่เห็นแม้แต่เงาเข้าไปพักผ่อนในห้องหอ ใครเล่าจะรู้ว่าเข้าพักฟื้ดูอาการที่ห้องพิเศษในโรงพยาบาลแทน

ดีนะยังมีตัวเผือกกับแฟน เพื่อนบ้า และลูกของเขาดูความเรียบร้อยในงานให้

ไม่งั้นคงเละไม่เป็นท่าแน่

ก็ทำตัวเองแท้ ๆ ด้วยความซ่าจนลืมอายุอานาม โชว์เตะปี๊บกลางงานต่อหน้าผู้คนมากมาย อยากจะโชว์ว่าตัวเองยังฟิตปั๋ง แล้วเป็นไงล่ะ ต่อให้ปี๊บจะกระเด็นไกลไปหลายสิบเมตร แต่แทนที่จะเข้าเรือนหอ กลับถูกหามส่งโรงบาล เพราะออกแรงเตะผิดท่าจนทำให้เอวเคล็ด หกสิบนะ ไม่ใช่สิบหก ทำอะไรไม่เกรงใจสภาพร่างกายเลย

เขาทั้งบ่นและร้องโอย

จนผมไม่รู้จะขำหรือสงสารดี

แถมยังจะมางอแงขอแต่งใหม่อีกรอบ เอากับเขาสิ

ผมบอกไม่แล้ว กว่าจะเตรียมงานเหนื่อยแทบตาย โต๊ะจีนนับร้อย แขกนับพัน กำแพงกั้นกลางบ้านสองหลังถูกทุบทิ้งจนเนียนกริบ แต่งอีกครั้งก็ไม่รู้จะคนเยอะเท่านี้หรือเปล่า เชิญมั่วซั่วไปหมด แจกการ์ดเชิญ

ทั้งหมู่บ้าน คนรู้จัก คนไม่รู้จัก แค่คนที่เดินผ่านก็ยังแจก

จนผมปรามว่าชวนทำไมเยอะแยะ เขาบอกอยากจะคนมาให้เยอะกว่าที่เขาแต่งกับผู้หญิงคนนั้น ให้คนรู้ทั้งโลกได้ยิ่งดี ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าคุณคือของผม และเป็นเจ้าสาวที่ผมภาคภูมิใจ พอได้ยินเช่นนี้ ทำเอาผมห้ามไม่ลง

ต่อให้เป็นงานแต่งไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่คิดไว้ ถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

แต่ผมพอใจแล้ว ทำให้ผมมีความสุขมากกว่าครั้งก่อน เพราะคนในงานคือผู้คนมาร่วมยินดีกับเรา

จากใจจริง ไม่เหมือนกับตอนนั้น งานแต่งเหมือนกับงานศพของใครสักคน

คนที่ดีใจและร่วมยินดีอย่างแท้จริง มีเพียงผม เขา บรรดาเพื่อนของเรา ครอบครัวผม ส่วนครอบครัวของเขา..ไม่มีใครร่วมยินดีจากใจ ยกเว้นพี่หมอซึ่งเห็นเส้นทางความรักของเรามาตั้งแต่ต้น

ในตอนนี้เป็นแบบนี้

ดีแล้ว

ขอบคุณ...ผมอยากจะขอบคุณที่จัดงานของเราขึ้นมาอีกครั้ง ทำลายสิ่งที่คาใจของเราทั้งสองคน

เท่านี้ก็ดีแล้ว

ดีมากแล้วจริง ๆ

และจะมางอแงแต่งรอบสาม ผมก็ไม่เอาแล้ว ผมยื่นคำขาดไปเลย มีหรือเขาจะไม่ยอม

สุดท้ายเมื่อแต่งรอบสามไม่ได้ เขาจึงชวนผมไปฮันนีมูนแทน และนี่เป็นเหตุผลที่ผมถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ไก่โห่ แววตามองโจ๊กอุ่นส่งกลิ่นชวนหิวและแก้วนมสดด้านข้าง ก่อนจะตักเข้าปากอย่างสะลึมสะลือ

ส่วนเขากำลังเตรียมเก็บของเท่าที่จำเป็นใส่กระเป๋าอย่างกระปรี้กระเปร่า แถมฉีกยิ้มกว้างจนเกือบถึงใบหู จากลักษณะท่าทางสงสัยอาการเอวเคล็ดคงจะหายดี

แต่มาชวนกะทันหันอย่างนี้ ทำให้ตั้งตัวไม่ทัน

เอาเถอะ ยังไงเราก็วัยเกษียณทั้งคู่ นอกจากอยู่บ้านทั้งวัน ก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว ผมถามเขาเหมือนกันว่าจะไปไหน แต่เขากลับบอกว่าขออุบไว้ก่อน เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์

เอาที่สบายใจ

ก็แล้วแต่เขาแล้วกัน ถือว่าชดเชยที่ตลอดสองเดือน เขาแทบจะไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ออกไปไหนเพราะขยับตัวไม่ค่อยได้ และอีกอย่างก็ถือโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตาด้วย

ในระหว่างรอผมอาบน้ำ เขาเหมือนรู้หน้าที่ ไปยืนรดน้ำต้นไม้ให้ผมอย่างอารมณ์ดี อากาศที่สดชื่นกับท้องฟ้าสีคราม แค่เขายิ้ม แค่เห็นเขามีความสุข โลกทั้งใบของผมก็ดูสดใสจนตาพร่าไปหมด

เมื่อผมแต่งตัวเสร็จ

เราก็เตรียมตัวออกจากบ้าน ทั้งที่มีรถส่วนตัว เขากลับชวนผมนั่งรถสาธารณะแทน แวะเที่ยวทุกที่โดยใช้การนั่งรถต่อเป็นทอด ค่อย ๆ เที่ยวไปทีละแห่ง ไปทีละจังหวัด

และประเด็นคือแวะทุกจังหวัดด้วย

ปัจจุบันบ้านเราอยู่ที่จังหวัดระยอง ก็แวะพัทยา ไปนั่งชิลที่ทะเล เดินตลาดน้ำสี่ภาค แวะอยุธยาไปโบราณสถานและตลาดน้ำอีกรอบเพราะของกินเยอะดี เหมือนเขามีจุดมุ่งหมายที่จะไป แต่แค่ถือโอกาสแวะทุกจังหวัดที่ผ่านเท่านั้น

กล้องฟิล์มคู่ใจอันเก่า ผมเคยเก็บเงินซื้อให้ในวันเกิดของเขาก่อนเข้ามหาลัย เขายังคงเก็บรักษาอย่างดี คนก็คนเก่า แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเก่า คือรูปทั้งหมดไม่ใช่การแอบถ่ายอีกต่อไป มีเพียงรูปคู่ของเราแทน

รูปในขณะเดินจับมือ

รูปเรากับสถานที่ต่าง ๆ

รูปที่ผมหลับไปและอิงซบไหล่

รูปที่เขาชูสองนิ้ว กับฉากหลังที่ผมยืนหน้านิ่วเพราะอากาศร้อน

รูปทุกอิริยาบถที่ถูกถ่ายเก็บไว้ทั้งหมด และรูปอีกมากมายนับไม่ถ้วน

รูปที่สื่อถึงความรู้สึกและอบอวลไปด้วยความสุข ทุกภาพที่มีแต่รอยยิ้ม

ทุกสถานที่ ใช่ว่าจะเคยมาเป็นครั้งแรก แต่ผมกลับรู้สึกสนุกมากกว่าครั้งไหน ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ได้เดท ได้เที่ยว ได้ตะลอนกิน ค่ำไหนนอนนั่น แบบนี้มานาน จึงทำให้สนุกเป็นพิเศษ

ทว่าหากมาคนเดียวหรือมากับใครอื่น ผมคงไม่มีความสุขได้มากขนาดนี้

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญ

คงต้องยกความดีความชอบให้กับคนที่กำลังทำหน้าชื่นมื่น ยิ้มจนแก้มปริยืนอยู่ข้าง ๆ คนที่จะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย คนที่จะทำให้ผมสุขใจ อิ่มใจได้ บนโลกอันกว้างใหญ่ สำหรับผมมีเพียงเขาคนเดียว

และด้วยอายุอานามของเรา

ถามว่าเหนื่อยไหมมันก็เหนื่อยนั่นแหละ แต่สนุกมากกว่า สนุกจนลืมสายตาพร้อมคำซุบซิบนินทาทิ่มแทง ไม่ว่าจะเดินหรือเที่ยวบริเวณไหน ก็มักจะมีสายตามองมาเสมอ มันคงจะแปลกในสายตาคนอื่นที่ลุงวัยหกสิบสองคนจะมาทำอะไรแบบนี้

ทว่า..ทั้งผมและเขาหาได้สนใจไม่ เพราะที่ผ่านมาเราแคร์กับคำพูดคนอื่นมามากเกินพอ อายุและประสบการณ์ มันทำให้คิดได้ว่าจะไปสนใจทำไม

ใครจะคิดยังไง

ถ้าเอาความรู้สึกไปผูกติดไว้กับปากคนอื่น แล้วเราจะมีความสุขได้ยังไง ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอน ถ้ามัวลังเล อาจจะสายเกินไป ด้วยความโชคดีที่เรายังมีชีวิตอยู่ หากใครคนใดคนหนึ่งจากไป ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

มัวแต่สนใจคนอื่นจนไม่กล้าก็เสียดายเวลาแย่ เพราะในเมื่อมันคือความสุขของเราจงกระทำไปอย่างที่ใจต้องการ

เหมือนผมกับเขาในตอนนี้..เสื้อคู่ที่สวมใส่ มีตัวอักษรตัวอย่างใหญ่ว่าคนนี้ของผม นิ้วมือที่สอดประสาน หรือแม้กระทั่งการป้อนอาหารให้กันท่ามกลางสายตาคนมากมาย ราวกับคนอื่นไม่ได้มีบทบาทใด ๆ สายตาของผม เห็นเพียงรอยยิ้มของคนที่อยู่ตรงหน้า

แค่เขามีความสุข

และผมมีความสุข

นั่นก็เพียงพอแล้ว

ตามจริง..เรื่องที่เขาขอคืนดี ผมใจอ่อนตั้งแต่สี่ห้าปีแรก น้ำหยดลงหินทุกวันมันยังกร่อน นับภาษาอะไรกับใจคน และผมก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะไม่หวั่นไหวในคำพูด คำหวานของเขา

เพียงแต่..

ผมไม่เคยบอกว่า "รอ"

รอ..ให้เขาจัดการเรื่องทางบ้านของตัวเองให้เสร็จ

รอ..เขาได้เป็นลูกที่ดี

ได้เป็นลูกกตัญญูของพ่อแม่

ได้ทำตามอย่างที่พวกท่านหวังไว้

ได้เป็นคุณพ่อที่ดีของลูก

สิ่งที่เขาทำไม่ได้คงมีเพียงสามีที่ดีของภรรยาใหม่ ถึงไม่บอก การกระทำที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน จนคนรอบข้างรู้สึกได้ จะให้ดีกับผู้หญิงที่ทำให้ชีวิตครอบครัวของเราพัง คงฝืนใจทำไม่ลง และเป็นเรื่องเดียวที่ทำไม่ได้จริง ๆ

ต่อให้อยู่บ้านเดียวกันก็ตาม

เมื่อลูกโตพอจนรู้ความก็จะหย่าทันที

ขอออกตัวไว้ก่อน ผมไม่เคยพูดให้เขาหย่า ไม่เคยขอให้เขาหย่า ผมเคารพทุกการตัดสินใจ จึงอยากให้กระทำไปตามความรู้สึกของตัวเอง อยากให้เขาได้ทำตามหน้าที่ โดยไม่ต้องมาห่วง มาพะวง เรื่องคนนอกอย่างผม

และอีกอย่างคำว่ารอ ใช่ว่าจะเอาตัวเองหรือความรู้สึกไปผูกติดกับเขา

คำว่ารอในความหมายของผม คือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกวันบนจุดยืนของตัวเอง จนกว่าความรักจะเป็นของเราจริง ๆ

ถ้าจะให้พูดตามตรง

การกลับมาอยู่ในจุดยืนของตัวเองทำให้ผมมีความสุขมากกว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกันเสียอีก การกระทำหลายอย่างของเขาที่ผมไม่ได้เคยสัมผัส มีความดื้อ ความเอาแต่ใจ ความยียวนที่เขาไม่ค่อยแสดงออกมาให้เห็น

แม้กระทั่งบางครั้งการพูดจา หรือทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนเกลียด หรือบอกเลิก เพราะต่อให้โกรธยังไง โมโหกันแค่ไหน เราปรับความเข้าใจในฐานะเพื่อนข้างบ้าน เรื่องทุกอย่างก็จบลงด้วยดี

ก็เพราะเป็นแค่เพื่อนข้างบ้าน

บางอย่างมันจึงกลายเป็นง่ายที่จะพูดคุย

ถึงจะมีหลายเรื่องที่ทำร่วมกันไม่ได้ แต่ผมก็พึงพอใจกับสถานะแบบนี้ มันไม่วุ่นวายดีและไม่ค่อยมีเรื่องเข้ามากระทบจิตใจ แม้เธอจะเคยมาราวี ต่อว่าผมบ้างสองสามครั้ง ทว่าเจอผมไล่ไป บวกกับมีเขาคอยห้ามปรามก็ไม่เคยเห็นเธออีกเลย

เขาขอหย่า..

เขาเคยถึงขนาดก้มหัวขอร้องให้เธอหย่า เคยทำอยู่หลายครั้ง แต่เธอก็ยังไม่ยอม หากเธอไม่มีความสุขก็อย่าหวังว่าใครจะมี เขาจึงหมดความอดทน และจำยอมปล่อยแบบต่างคนต่างไป

ทำไม...ไม่ฟ้องหย่า...

เพราะเขาไม่อยากจะให้เป็นเรื่องใหญ่ และต้นเหตุมาจากผม

เพื่อรักษาหน้าตาทางสังคมของทั้งสองฝ่าย

เขาทำได้เพียงประกาศชัดเจนให้รู้กันภายในครอบครัวว่าแยกกันอยู่ พร้อมกับอธิบายแกมขอร้องให้ลูกของเขาเข้าใจว่าไม่อาจฝืนอยู่ไปโดยข้างกายไม่มีผม..ได้อีกแล้ว

จากเคยมาอยู่ข้างบ้านเพียงวันเดียวหรือสองวันในหนึ่งปี

กลายเป็นว่ามาอยู่ทุกวัน

และไปหาเธอเพื่อขอหย่าก่อนวันเกิดผมคือวันที่ 25 ของทุกปี

ทำ..วนเวียนอยู่แบบนี้

จนเหมือนเป็นพิธีกรรมอะไรบางอย่าง ตอกย้ำให้ผมรู้ว่าผมมีความสำคัญ ผมเป็นคนเดียวที่เขาคิดจะรัก นิ้วนางข้างซ้ายก็ไม่เคยถอดแหวนของเรา

แม้จะนอนบ้านคนละหลัง แต่ก็เห็นหน้าเขาทุกวัน คอยแวะเวียน คอยกวนประสาท คอยจัดงานวันเกิด ชวนไปฉลองปีใหม่ เที่ยวลอยกระทง สงกรานต์ ทุกเทศกาลเราอยู่ด้วยกันเหมือนวันเก่า ๆ ทำทุกอย่างเหมือนกับเราเป็นคนรักกัน แต่สถานะที่แท้จริง เป็นเพียงเพื่อนข้างบ้านเท่านั้น

ส่วนลูกของเขาก็โตพอที่จะไปสนุกกับเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ เราไม่เคยไปเที่ยวกันสองต่อสอง ไม่เคยไปค้างคืนกันแค่สองคน ยังอยู่ในศีลธรรม ไม่เคยแม้แต่จะเกินเลย เขาให้ความสำคัญกับผม และไม่ลดละความพยายามที่จะขอหย่าเธอในทุก ๆ ปี

ผลสุดท้าย

สิ้นสุดการสมรสก็ในวันที่เธอไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้

คงเพราะสถานะเพื่อนข้างบ้านมันไม่ได้แย่เท่าไหร่ มีทั้งทุกข์ สุข เศร้า ปะปนกันไป ถึงจะไม่เคยเกินเลยกันไปมากกว่ากอด ...กอดปลอบในฐานะเพื่อนข้างบ้าน และด้วยความที่ในชีวิตประจำวันมักมีเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง คอยสานสัมพันธ์ไม่ให้ขาดหาย

จึงทำให้ดูเหมือนว่าระยะเวลาเพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน

พอรู้สึกตัวอีกทีเราก็อายุหกสิบกันแล้ว

หกสิบแค่ตัว สำหรับเขาทั้งงอแง ทั้งชอบออดอ้อน สมองคงจะคิดว่าตัวเองยังเด็กอยู่มั้ง แต่น่าแปลก คือผมดันใจเต้นแรงกับกระทำอย่างนั้น แถมมองว่าน่ารัก จนเผลอตามใจทุกที

การเดินทางในครั้งนี้เหมือนหวนวันเวลาเก่า ๆ ให้ย้อนคืนกลับมา ย้อนวัย ย้อนเรื่องราวที่เราชอบทำ หรืออยากทำให้สมัยก่อน แต่ไม่มีโอกาสนั้น

พอมาตอนนี้เขาใช้ทุกวินาทีอย่างคุ้มค่า

ใส่ใจทุกอย่าง เลือกเฉพาะในแบบที่ผมชอบ และผมก็เลือกในแบบที่เขาชอบ

จึงทำให้เป็นการเดินทางที่สนุกเกินคำบรรยาย

จนเผลอลืมไปว่าเขามีเรื่องจะอยากจะทำให้ผมประหลาดใจ

ปลายทางสุดท้ายตามโปรแกรมฮันนีมูนของเขาคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งถ้ามาจากระยองใช้เวลาเพียงสามชั่วโมง แต่เรากลับใช้เวลาเดินทางตั้งสามวัน พร้อมภาพถ่ายอีกหลายร้อยรูป ไปทุกซอกมุม สนุกก็จริง ทว่าผมคงเอียนเรื่องเที่ยวไปอีกนาน

และพอมานึกคิดดู จะว่าไปตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่เคยมาเหยียบที่กรุงเทพอีกเลย จะคุยงาน เพื่อนแต่งงาน หรืออะไรก็ตาม ผมหลีกเลี่ยงมาตลอด เหมือนกลายเป็นเรื่องฝังความคิด หากมาแล้วผมกลัวว่าจะหักห้ามใจ แวะไปดูบ้านเก่าที่เคยเป็นของเราไม่ได้

สามสิบปีแล้วนี่นะ

ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปยังไงบ้าง..

รถแท็กซี่กำลังแล่นไปที่ไหนสักแห่ง เรายังคงจับมือกันไม่ยอมปล่อย แม้นจะรู้สึกเขินนิดหน่อย

ในสายตาของคนขับที่เหลือบมองอยู่เป็นระยะ แต่ยิ่งมอง เรายิ่งจับกันแน่นกว่าเดิม ในเมื่อเราเป็นคนรักกัน

สิ่งที่ทำก็ไม่เห็นจะผิดแปลกอะไร

ผมหันมองเส้นทางที่เราจะมุ่งไป โดยไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนเหมือนกัน เพราะเขาไม่ยอมบอกเอาแต่ถามเป็นแกมนัยว่าจำทางนี้ได้ไหม จำตรงนี้ได้หรือเปล่า ตึกรอบข้างที่เปลี่ยนไปเยอะขนาดนั้นใครมันจะไปจำได้ล่ะ

เขาบอกงั้นก็ดี

ใกล้ถึงแล้ว

ปิดตาก่อน

ด้วยความสงสัยผมจึงถามว่าทำไม เขาบอกแถมยิ้มอย่างมีเลศนัย ลืมไปแล้วเหรอว่าผมจะมีเรื่อง เซอร์ไพรส์ ถ้าเห็นมันจะไม่ตื่นเต้นสิ ผมจึงยกมือสองข้างขึ้นมาปิดตาตัวเองอย่างว่าง่าย

ถ้าจะมาเซอร์ไพรส์แบบกินอาหารหรูรสเลิศใต้แสงเทียนบนโรงแรมห้าดาว หรือเขียนคำบนลูกโป่งว่ารักผมโน่นนี่ หรือจัดฉากของแต่งงานรอบสามล่ะก็ ผมจะขำก๊ากให้

ยิ่งแถวนี้มีโรงแรมเยอะด้วย

รถที่จอดนิ่งสนิท เขาจ่ายเงินก่อนจะเปิดประตูและพาผมเดินลงมาจากรถ พร้อมกำชับว่าห้ามแอบดู ด้วยความที่ผมเป็นคนซื่อสัตย์จึงไม่คิดจะแอบดู และคิดว่ามันคงไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นอีกแล้วสำหรับเรา

เขาจูงมือพาผมค่อย ๆ เดินไป

เหมือนถึงจุดหมาย

เขาจึงบอกให้เปิดตาได้

ผมกะพริบถี่เพื่อปรับระดับสายตา

และสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือเขายืนระบายยิ้ม อ้าแขนกว้างกล่าวคำว่าเซอร์ไพรส์ออกมาอย่างดีใจ

ฉากหลังเป็นอะไรบางอย่างที่ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

ร่างกายแข็งทื่อไปโดยพลัน

น..น..นี่มัน...

ไม่...

ไม่คิดเลย..

ไม่คิดเลยว่าจะยังอยู่

เมื่อตั้งสติได้ เนื้อตัวที่กำลังสั่นเทาอย่างไม่อาจเก็บอาการ ขาวิ่งก้าวไป ก่อนจะกระโดดกอดเขาด้วยความตื้นตันพร้อมใบหน้าที่เอ่อล้นเต็มไปด้วยน้ำตา

ไม่คิดเลยจริง ๆ

บ้าน

"อูย เจ็บ..มันสะเทือนไปถึงเอวผมเลยนะ"

บ้าน

บ้านของเรา

บ้านที่เหมือนเดิมทุกอย่าง ต่อให้รอบข้างจะเปลี่ยนแปลงไปยังไง แต่บ้านของเราก็ยังเหมือนเดิม สิ่งที่แตกต่างไปจากครั้งสุดท้ายที่เห็นคือบ่อปลาคราฟของเขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ส่วนฝั่งของผมก็ยังคงมีผักสวนครัวและดอกดาวเรืองที่บานสะพรั่ง

"คนโกหก"

ผมบ่นอุบอิบในลำคอ ขณะที่อ้อมแขนแกร่งกระชับแน่น

"ให้อภัยผมนะครับ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมโกหกคุณ"

"ผมรู้ว่าคุณไม่มีเงินเก็บที่ไหน เพราะตอนนั้นเราใช้บัญชีเดียวกัน แถมคุณไม่ยอมรับอะไรไปสักบาท ผมไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรที่จะให้คุณรับเงินนั้นไว้ นอกเสียจากโกหกว่าขายบ้านของเราไปแล้ว"

"ผมขอโทษจริง ๆ อย่าโกรธผมเลยนะ"

"นะครับ"

"นะ.."

เสียงออดอ้อน

"นะ..."

และเริ่มแผ่วลง เมื่อเห็นผมไม่ตอบอะไร

นอกจากเรื่องนอกใจ คือผมไม่ชอบคนโกหกแถมถ้าจับได้ โทษฐานก็พอ ๆ กัน

แต่สำหรับเรื่องนี้

ใครมันจะไปโกรธลง

แถมไม่มีสิทธิ์จะโกรธด้วยซ้ำ

ใบหน้าของผมที่ซุกลงไปในอกของเขา เห็นแบบนั้นเขาจึงรับรู้ได้ทันที

"ไม่ได้โกรธแล้วดีใจไหมครับ"

ผมกอดเขาแน่นขึ้นแทนความรู้สึกที่มี พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย

มันไม่อะไรที่จะทำให้ผมมีความสุขไปมากกว่านี้อีกแล้ว

"ผมคิดว่ามันจะไม่มีวันที่เรากลับมาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาสผมมาตลอด ขอบคุณที่ให้ผมกลับมาดูแลคุณอีกครั้งนะครับ ขอบคุณจริง ๆ "

ผมสิที่ควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณมากกว่า

ยิ่งกว่าคำว่ารัก

ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ไม่มีคำไหนที่จะมาบรรยายความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใจ

บ้านของเรา..

"กลับมาแล้ว"

เสียงที่พยายามเปล่งออกไปอย่างสะอึกสะอื้น

เขาระบายยิ้มละมุน ลูบหัวผมอย่างปลอบโยน

"ยินต้อนรับกลับบ้านนะครับ"

ก่อนโน้มลงประทับริมฝีปากพรมจูบซับน้ำตาบนใบหน้า

เพียงไม่นาน

เขาจูงมือของผมเข้าไปชมภายในบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันแสนสดใส

เหมือนภูมิใจนำเสนอในทุกอย่างที่เขารักษาไว้อย่างคงมั่น แถมยังมีสภาพเดิมทุกประการราวกับเพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ สิ่งที่แตกต่างออกไปมีเพียงรูปแอบถ่ายซึ่งเคยถูกประดับทั่วซอกมุมได้มลายหายไปใส่เก็บไว้ในอัลบั้มหลายสิบเล่มแทน

ในระหว่างที่เราเดินทัวร์ไปรอบบ้านให้หายคิดถึง ไร้ซึ่งบทสนทนาใด ๆ ใช่ว่าไม่มีเรื่องจะพูดคุย

แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้น ภาพเบื้องหน้าที่เห็น ไม่ต่างอะไรกับความฝัน จนไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือเรื่องจริง

อัดอั้น

ตื้นตัน

บ้านของเรา..ที่ยังคงดังเดิม

เหมือนกับความรู้สึกของเราที่ไม่เคยลดลง

ถึงจะมีเรื่องมากมายอยากจะบอก อยากจะระบายให้เขาได้ฟัง แต่ถ้อยคำเหล่านั้นกลับติดอยู่ในลำคอ

สิ่งที่แสดงให้เขารับรู้ว่าผมดีใจมากแค่ไหน ทั้งเรื่องบ้าน และตัวเขาซึ่งไม่เคยเปลี่ยนไป คงมีเพียงรอยยิ้มพร้อมหยดน้ำตาที่พรั่งพรู

ทั้งที่ความอบอุ่นของอุณหภูมิร่างกายอยู่บริเวณปลายนิ้วสัมผัส แต่ผมกลับชื่นฉ่ำในหัวใจมากกว่า

เรามานั่งพักเหนื่อยอยู่ที่ระเบียงบ้าน ข้างบ่อปลาคราฟโดยมุมนี้จะมองเห็นดอกดาวเรืองโอนเอนไปมาสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายได้ชัดเจนที่สุด และมีโซฟารูปตัว L วางราบไปกับพื้นเป็นที่ประจำสำหรับเรา

เสียงน้ำตกคลอเบา ๆ บวกกับสายลมพัดอ่อนเย็นสบายเรามักจะนอนกลางวันกันที่นี่

สามสิบกว่าปีก่อน..ส่วนใหญ่ในวันหยุดสุดสัปดาห์เราใช้เวลาอยู่ด้วยกันจะมีเพียงเท่านี้

นานครั้งเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวอาจจะไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง ไม่ต้องหวือหวาอะไรมากมาย แค่ได้อยู่ด้วยกัน

แค่ได้เห็นหน้ากันก็มีความสุขแล้ว

เขาล้มตัวลงนอนหนุนตักของผม เราคุยเรื่องเที่ยว เรื่องการเดินทางในสองสามวันมานี้ ว่าชอบอะไร ชอบที่ไหน ชอบกินอะไร ความคิดเห็นตรงกันบ้าง ไม่ตรงบ้าง

แต่สิ่งที่เรามีความคิดเห็นตรงกัน..

คือขอแค่ในทุกวันมีกันและกัน ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวไปจนอายุร้อยปี

ต่อให้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปยังไง ต่อให้ถึงวันที่ขาจะเดินไม่ไหว ต่อให้ถึงวันที่ไม่เหลือฟันจะเคี้ยวอะไร ในสายตาผม เขาก็ยังเป็นเขาคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

แม้นวันเวลาเปลี่ยนผันไปแค่ไหน

สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือความรู้สึกในใจเราสองคน

เราคุยเรื่องสัพเพเหระกันนิดหน่อย สุดท้ายด้วยความอ่อนล้าทำให้เขาผล็อยหลับไปในที่สุด เหลือแต่ผมที่ยังคงเหม่อมองรอบกาย ซึมซับบรรยากาศรอบด้านอย่างอิ่มเอม และมือพลางลูบไล้เส้นผมของเขา อย่างบางเบา

ใครหลายคนให้คำนิยามว่า..

การกลับไปคบกับแฟนเก่า ก็เหมือนอ่านหนังสือเล่มเก่า ไม่ว่าจะอ่านอีกสักกี่ร้อยรอบ ตอนจบก็เหมือนเดิม แต่การที่ผมนำคนเก่า มาสร้างเป็นหนังสือเล่มใหม่

บทสรุปสุดท้าย

เรื่องราวทั้งหมด

ก็จบลงอย่างมีความสุข




Happy Ending








ออฟไลน์ ความฝันของดอกไม้

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ตอนพิเศษ

ในวันที่เพื่อนข้างบ้าน 'ฝันร้าย'

(เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อตอนทั้งคู่อายุ 35)



ค่ำคืนอันดึกสงัด

ยามนี้คงเป็นเวลาที่คนปกติทั่วไปนอนกันหมดแล้ว และผมก็เช่นกัน หลังจากปั่นงานแปลเอกสารให้เสร็จตามกำหนดจึงทำอย่างบ้าคลั่งสองวันสองคืนอย่างไม่หลับไม่นอนเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูง

นี่คือสิ่งผมรอคอยมาตลอด

เตียงนุ่ม ๆ พร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ผ้าห่มที่ถูกคุมถึงอก เสียงเพลงคลอบางเบา

ด้วยความเหนื่อยล้าไม่นานนักผมจึงเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสมบูรณ์

และสะดุ้งตื่นทันที

เมื่อได้ยินเสียงกริ่งหน้าบ้านดังเป็นสิบรอบ

ขาก้าวลงจากเตียงอย่างหัวเสีย พลางด่าในใจมาตลอดระยะทาง รถสปอร์ตสีดำคุ้นตา คนที่กล้าทำในพื้นที่ส่วนตัวและมักจะทำตามใจแบบนี้ได้ คิดไม่ผิดเลยจริง ๆ ก็มีแต่เขาคนเดียว

เพื่อนข้างบ้าน

ที่ไม่รู้จักคำว่าเกรงใจ

"มีธุระอะไร"

ผมเอ่ยถามคนที่ยืนเกาะประตูรั้วชะเง้อมองมาอย่างไม่ละสายตา ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาด้วยสีหน้าคลายกังวล

"ปะ เปล่า.."

เขาตอบในขณะที่ใช้นิ้วชี้เกาแก้มพร้อมกับเบี่ยงหลบ รอยยิ้มเจื่อนไปทันที เมื่อรู้ว่าผมกำลังโกรธ และมันยิ่งทำให้หงุดหงิดเข้าไปใหญ่ ไม่มีธุระอะไร แล้วทำไมถึงมารบกวนคนอื่นในยามวิกาลแบบนี้

จะไม่ให้โกรธได้ยังไง ผมไม่ได้นอนมาสองวัน แถมหลับไปแล้วด้วย แต่ดันมาถูกปลุก และไอ้คนปลุกก็ดันมาบอกว่าเปล่า ทำเหมือนไม่มีธุระอะไร ทั้งที่ความจริงจากท่าทางของเขาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แล้วยังจะมาบอกว่าไม่มี!?

มันน่าโดนดีนัก!

"มีธุระอะไร"

ผมถามย้ำไปอีกรอบ พร้อมจ้องอย่างคาดคั้นอย่างต้องการจะเอาคำตอบให้ได้พร้อมอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน ดูจากสีหน้าอีกฝ่ายที่ฉายแววดั่งกับเป็นเรื่องไม่อยากให้ผมรู้สักเท่าไหร่

แล้วมันยังไง

ถ้าไม่มีเหตุผลอันเป็นสมควรล่ะก็....วันเกิดผมปีนี้จะสั่งห้ามให้เขามาเลยคอยดู!

สายตาที่มองเขาอย่างเอาเรื่องแบบไม่ลดละ ด้วยแรงกดดันจึงทำให้เขายอมศิโรราบแต่โดยดี

"เอ่อ...คะ คือว่า.."

ท่าทีและน้ำเสียงยังคงอ้ำอึ้ง

"..ไม่..ได้..มีธุระสำคัญอะไร"

พาลทำให้ผมยิ่งหัวเสีย

"ก็..ก็แค่..ผมก็แค่ฝันร้าย.."

และเป็นอีกครั้งที่คำตอบของเขาทำให้ผมกุมขมับ ลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยอย่างไม่รู้จะเอายังไงกับคนอย่างเขา

แค่ฝันร้าย ?

เพราะเหตุผลนี้เหรอ ที่ทำให้เขาบึ่งรถจากกรุงเทพ ลงทุนขับรถมาสามชั่วโมง เพื่อมากระหน่ำกดกริ่ง เพื่อมาปลุกผมตอนตีหนึ่งตีสอง

เพราะแค่ฝันร้าย ?

เพราะเหตุผลแค่นี้ ?

"แล้วฝันเรื่องอะไรล่ะ"

ผมกลั้นใจถาม อย่างไม่ค่อยอยากรู้คำตอบ แต่ก็หวังว่ามันจะฟังดูสมเหตุสมผล พยายามสงบสติอารมณ์ เพราะความโกรธของผมมันทะลุปรอทไปเรียบร้อย

เขารวบรวมสมาธิ มือใหญ่ที่กำลังจับประตูรั้วไว้เกิดอาการสั่นไหว ด้วยระยะห่างระหว่างเรามีเพียงหนึ่งช่วงแขนเท่านั้น ประกอบกับแสงสว่างจากไฟหน้าบ้านก็มีเพียงพอจึงทำให้เห็นอย่างชัดเจน

แววตาคมที่ลูบต่ำมองพื้น เหมือนเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากพูดหรือนึกถึง แต่เพราะผมถาม จึงจำเป็นต้องตอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"ผม...."

"...........ผม"

"..............ผมฝันว่าคุณ......ตาย"

น้ำเสียงอันสั่นเครือกลั้นใจ ฝืนเปล่งออกมาแทบจะกลืนหายไปสายลม ทำให้ผมชะงักค้างไปชั่วครู่

พร้อมความโกรธค่อย ๆ มลายหายไป

"ถ้าไม่ได้เห็นหน้าคุณ.."

"ไม่สบายใจ.."

"สงบใจไม่ได้"

"อยากจะเห็น...อยากจะเห็นว่าคุณยังอยู่.."

"ผมขอโทษ"

"ขอโทษ...ที่มารบกวน"

ผมลอบถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

แต่ช่วยไม่ได้ล่ะนะ

ถ้าเป็นเหตุผลนี้

มันอาจจะเป็นเหตุผลงี่เง่าสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับผม..เข้าใจความรู้สึกของเขาดี มือเปิดประตูรั้วบ้านพร้อมเดินออกไปหาคนที่ยังคงไม่ยอมสบตา ยืนก้มหน้านิ่ง ราวกับโลกจะถล่ม ดินจะทลาย

"มานี่สิ.."

แขนอ้ากว้าง เพื่อรอรับอีกร่างเข้ามา มันคือข้อตกลงของเรา ในเมื่อเราอยู่ในฐานะเพื่อนข้างบ้าน

ถ้าจะมาแตะตัวถูกตัวกัน ต้องได้รับการยินยอมทั้งสองฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ได้ทำกันบ่อย หนึ่งปีจะสักครั้งหรือสองครั้ง

เขาเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาทันที ผมใช้มือลูบแผ่นหลังอันบึกบึนที่มีเหงื่อไหลซึมทะลุผ่านเสื้อผ้า

สื่อให้รู้ว่ารีบมาหาผมอย่างเอาเป็นเอาตายแค่ไหน

ลูบเบา ๆ อย่างปลอบโยนเพื่อให้เขาสบายใจ

"อย่าโง่น่า มันก็แค่ความฝันเท่านั้น โทรมาก็ได้นี่.."

ก่อนจะพูดปนขำออกมาเล็กน้อย ทว่าอีกร่างกายยังคงสั่นเทา

"....ผมรู้.."

เขาตอบ..พร้อมโอบกอดผมไว้อย่างแนบแน่น ราวกับต้องการความมั่นใจว่าผมยังอยู่ตรงนี้จริง ๆ

"เพียงแต่...."

เสียงซึ่งเว้นจังหวะ และหายไปกลับกลายมีเพียงความเปียกชื้นบริเวณช่วงบ่าที่เขาซุกใบหน้าลงไปเท่านั้น ช่วยแต่งเติมประโยคให้สมบูรณ์

"ผมยังอยู่ใช่ไหม"

ริมฝีปากระบายยิ้มจางพลางเอ่ยถาม เขาขยับใบหน้าเล็กน้อย

"ร่างกายของผมยังอุ่นอยู่ใช่ไหม"

เขาขยับใบหน้าเหมือนเดิมอีกครั้งพร้อมกระชับกอดให้แน่นขึ้น

สายลมที่พัดผ่านร่างกายเราสองคน และค่ำคืนที่มีพระจันทร์เต็มดวงเด่นตระหง่านอยู่บนฟากฟ้าอย่างโดดเดี่ยว ทว่ามีดวงดาวน้อย ๆ อยู่ดวงหนึ่งซึ่งกำลังพยายามทอแสงอยู่เคียงข้างพระจันทร์

"ผมไม่ได้หายไปไหนหรอกนะ.."

เสียงกระซิบผ่าว ให้มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นได้ยิน

"มั่นใจได้หรือยังว่าผมยังมีชีวิตอยู่"

ร่างใหญ่ที่นิ่งงัน ยังคงโอบกอดราวกับต้องการจะซึมซับไออุ่นนี้ไว้ให้นานตราบที่จะทำได้ แม้ไม่มีถ้อยคำใด ๆ แต่ผมกลับได้ยินเสียงร่ำร้องภายในใจของเขา

ขออีกนิด

นิดเดียวเท่านั้น

เพียงเสี้ยวนาที

ขออีกหนึ่งวินาที..

"................ครับ"

เขาตอบกลับมาพร้อมค่อย ๆ ผละผมออกจากอ้อมกอด สีหน้าและแววตาที่เหมือนไม่อยากจะห่าง

แต่จำเป็นต้องไปตามแนวทางของตัวเอง ผมระบายยิ้มให้เขาที่นัยน์ตายังคงแดงก่ำ

"กลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้มีงานที่ต้องไปดูพื้นที่ก่อสร้างที่ต่างจังหวัด กับพ่อของคุณไม่ใช่เหรอ"

ใบหน้าพยักหน้าเล็กน้อยแต่ท่าทางก็ยังคงอาลัยอาวรณ์ จนผมลืมอารมณ์โกรธเมื่อครู่ไปหมดเลย

มีเพียงความรู้สึกใหม่ผุดขึ้นมาแทน ขาแกร่งก้าวเดินไปพลางเปิดประตูรถสีดำ

"โทรหาได้ไหม"

เขาเอ่ยถามในระหว่างเตรียมตัวจะเข้าไปนั่ง

"ขับไป คุยไปมันอันตราย"

สีหน้าผิดหวังแสดงออกมาให้เห็นเพียงชั่วครู่

"งั้น..ถ้าถึงบ้านที่กรุงเทพแล้ว โทรหาได้ไหม"

รู้สึกว่าเขาต่อรองเก่งขึ้น เมื่อเทียบกับสิบปีที่แล้ว หากนับตั้งแต่เราอยู่ในสถานะเพื่อนข้างบ้านกัน

"ถ้าผมไม่นอน..ไปซะก่อนนะ"

แววตาที่ส่งมาพลางอ้อนวอนเสียขนาดนั้น ทำเอาปฏิเสธไม่ลง ผมมองส่งรถสปอร์ตสีดำวิ่งไปจนลับสายตา ภาวนาว่าขอให้เขากลับถึงบ้านไปอย่างปลอดภัย ทั้งที่โทรมาก็ได้ แต่ยังบอกเป็นแกมนัยว่าอยากจะมาให้เห็นกับตาว่าผมยังมีชีวิตอยู่

เป็นแบบนี้ก็ไม่รู้จะต่อว่าเขายังไงดีเลยจริง ๆ

ไม่ใช่ว่าผมจะรอสายจากเขาหรอกนะ

เพียงแต่อยากจะรู้แค่ว่าเขาถึงบ้านอย่างปลอดภัยเท่านั้นเอง

และพอรู้ตัวอีกทีเราคุยกันจนผมเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่

เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เขายังคงถือสายรอ จนทำให้โทรศัพท์ของผมที่ชาร์ตแบตทิ้งไว้ร้อนจี๋ และหน้าจอแสดงเวลาขณะนี้

สิบหกชั่วโมงสามสิบแปดนาทีสี่สิบวินาที

แถมเมื่อรู้ว่าผมตื่นขึ้นมา ยังจะมีหน้ามาพูดว่า..

ตื่นแล้วเหรอครับคนขี้เซา

ผมกัดฟันกรอดพร้อมกดตัดสายทันที

มันเป็นเพราะใครกันล่ะ!!!! ที่ทำให้ผมนอนหลับเป็นตายไปหนึ่งวัน ซ้ำร้ายยังพลาดรายการสดที่ตั้งใจจะดูนั่นอีก เพราะฉะนั้นโทษฐานที่มาปลุกผมตอนตีหนึ่งตีสอง อีกทั้งยังชวนผมคุยตั้งสี่ห้าชั่วโมง รวมถึงพอตื่นขึ้นมาแล้วยังพูดจากวนประสาท ผมจึงเมินสายเรียกเข้าจากเขาไปหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ


END

ออฟไลน์ AeAng11

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
รู้สึกดีจังค่ะมันดูอบอุ่นอวลด้วยความรักแบบอธิบายไม่ถูก

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-1

ออฟไลน์ Flower

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ในที่สุดก็มีความสุขกัน อ่านไปน้ำตาไหลไป รู้สึกถึงความเจ็บปวด ความรัก ความเศร้าอารมณ์ทุกอย่างเลย :mew6:อย่างซึ้ง

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด