LIFE OR DEATH บันทึก(รัก)ยมทูต 27.5.19 บทส่งท้าย 100 %
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: LIFE OR DEATH บันทึก(รัก)ยมทูต 27.5.19 บทส่งท้าย 100 %  (อ่าน 3818 ครั้ง)

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


**********************************************


                                                                       LIFE OR DEATH

                                                                         บันทึกรักยมทูติ



SAILOM CC.

INTRO

   ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ล้วนเกิดมาแล้วดับสูญไป และมันเป็นเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน และสิ่งที่เป็นความเชื่อคู่กันมานั่นคือ เมื่อดับสูญไปแล้วทุกอย่างจะไปที่ไหน หากเป็นขยะ เทคโนโลยีและต้นไม้ใบหญ้าก็คงจมลงสู่ใต้พื้นดินบางครั้งอาจจะย่อยสลายหายไป ถูกเผาจนไม่เหลือเศษซากเดิม และถ้าหากสิ่งนั้นคือ มนุษย์ล่ะ หลังจากดับสูญลง จะไปไหน ?


อย่างที่เรารู้กันดีว่า ทุกความเชื่อมีโลกหลังความตายด้วยกันทั้งนั้น และโลกหลังความตายนั้น การกระทำตอนที่เรามีชีวิตจะเป็นตัวชี้กำหนด ว่าจะไปในทิศทางไหน สิ่งพวกนี้แหละคือสิ่งที่เราได้รับรู้มา แต่ไม่มีใครเคยรู้ว่า โลกหลังความตายมีจริงหรือไม่ มันเป็นอย่างไร ต่อเมื่อคนๆนั้นจะสิ้นลมหายใจลง และได้พบกับยมทูติ


ยมทูติ เปรียบเสมือนบุรุษไปรษณีย์ ที่คอยรับส่งวิญญาณและพาไปให้ศาลของโลกหลังความตายตัดสิน และยมทูตินี่แหละที่จะต้องวนเวียนตามเก็บบรรดาวิญญาณที่ต้องการหลบหนีในโลกมนุษย์


ยมทูติแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตามการทำงานและบาปของแต่ละคน เพราะจริงๆแล้ว การเข้ามาเป็นยมทูติ ต้องมีเงื่อนไขหลายๆอย่างจึงจะได้มาเป็น และมันต้องแลกด้วยอะไรหลายๆอย่างเช่นกัน



   ภายในห้องสี่เหลี่ยมถูกปิดทึบไปทั่วทุกทิศ ไร้แสงใดๆเล็ดลอดผ่านเข้ามา มีเพียงความสว่างสีเหลืองอมส้มจากโคมไฟเล็กๆบนหัวเตียง เท่านั้นที่ทำให้มองเห็นสภาพรอบห้องในตอนนี้ ตามพื้นเต็มไปด้วยรูปถ่ายคู่กันระหว่างชายหญิงสองคนในหลายๆบริบท มือบางของหญิงสาวที่ผมเพ่ากระเซอะกระเซิงซึ่งนั่งอิงเตียงอยู่เอื้อมไปหยิบรูปถ่ายที่วางข้างโคมไฟมากำแน่นในมือ ก่อนจะค่อยๆลูบรูปนั้นอย่างแผ่วเบา ความทรงจำอันแสนสุขที่บรรจุอยู่ในรูปนั้นมันช่างมีพลังเหลือเกิน รูปของหญิงสาวที่ฉีกยิ้มจนกว้าง ผมที่สีดำขลับยาวจนเกือบถึงบ่าปลิวไปตามแรงลมพร้อมกับการพลิ้วไหวชุดเดรสยาวสีฟ้า ด้านหลังเป็นรูปชายหนุ่ม ที่ยื่นจมูกเข้ามาชิดที่หน้าผาก มือของชายผู้นั้นกำลังโอบที่เอวของหญิงสาว ทั้งคู่ยืนกันอยู่ที่บริเวณด้านบนของเรือ ซึ่งทั้งสองไปเดทกันสองต่อสองกันครั้งแรก


รอยยิ้มจากการได้สัมผัสความสุขนั้นค่อยๆเจื่อนลงดวงตาที่เคยเปลี่ยมไปด้วยความสุขกลับค่อยๆแดงฉาน ริมฝีปากถูกฟันซี่งามกัดลงเพื่อไม่ให้เสียงของตนเล็ดลอดออกมา น้ำใสๆไหลรินออกจากดวงตาคู่งาม หยดลงไปในรูปนั้นหยดแล้วหยดเล่าอย่างไม่มีทีท่าที่จะหยุด หล่อนกำกรอบรูปในมือแน่นขึ้นๆ เมื่อภาพความเจ็บปวดเข้ามาแทนที่ ใบหน้ารูปไข่ ที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยแตกของผิวหนัง บริเวณมุมปากมีรอยช้ำสีม่วงและรอยเลือดที่แห้งเกรอะกรัง เสื้อนักศึกษาสีขาวมีรอยขาดที่แขนเสื้อยาวมาจนแทบจะถึงคอ กระโปรงทรงเอรัดรูปปัจจุบันมันขาดวิ่นจนแทบไม่เป็นทรง เพราะผู้สวมใส่ผ่านการโดนรุมทำร้าย ที่ขาของเจ้าหล่อนเองเต็มไปด้วยหยดเลือดที่ไหลรินมาจากอวัยวะที่อยู่ระหว่างขาที่ผ่านการทำร้ายมาอย่างหนักหน่วง ชายคนรักและเพื่อนอีกสี่คน ซึ่งพวกเขากระทำราวกับเธอไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ภาพในหัวของเธอตีกันจนลบความดีในรูปถ่ายไปจนหมดสิ้น


หญิงสาวโยนกรอบรูปนั้นลงบนพื้น จนกระจกแตกกระจายไปทั่วทั้งพื้นห้อง หล่อนยกยิ้มที่มุมปากอย่างถูกอกถูกใจ ก่อนจะเอามือไปหยิบเศษกระจกที่อยู่ใกล้มือแล้วมองพิจาณามันราวกับว่าเป็นสิ่งของที่ล้ำค่าที่สุดที่จะพาเธอไปพบกับความสุข ความสุขที่ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ แต่มันคือความสุขในโลกหลังความตาย
เธอยกมืออีกข้างมารอรับความสุขของเธอ ก่อนที่มือที่ถือเศษกระจกนั้นจะบรรจงทิ่มเข้าไปที่ข้อมือ อย่างเบาๆ
ในรอบแรกที่กรีดลงไปมีเพียงเสียงหัวเราะแสดงออกมาแทนเสียงแห่งความเจ็บปวด ก่อนที่หล่อนจะย้ำไปที่รอยเดิมอีกสองสามครั้งสนกระทั่งมันตัดขาดเส้นเลือดใหญ่ ที่ข้อมือ น้ำสีแดงไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ร่างของหญิงสาวทิ้งตัวลงนอนทับบรรดารูปถ่ายที่เคยเป็นความทรงจำ เสื้อนักศึกษาสีขาวบัดนี้ได้กลายเป็นสีแดงฉาน ดวงตาของหญิงสาวเองเหนื่อยล้าลงทุกที พัดลมที่อยู่บนเพดานที่เธอเคยมองเห็นชัดเจน ตอนนี้เหมือนมีใครบางคนมายืนบังเอาไว้ แล้วทุกอย่างก็ดับสูญลงในโลกแห่งนี้


   “ ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกหลังความตาย” เสียงแหบแห้งจากใครสักคนเรียกเธอให้ลุกออกจากร่างเดิม หญิงสาวมองร่างตัวเองอีกครั้งก่อนจะเดินหายตามชายในเสื้อคลุมสีฟ้าไป ทว่า เส้นเชือกที่ผูกมัดที่ข้อมือหล่อนกลับขาดวิ่น ก่อนจะมีเชือกเส้นใหม่ที่เป็นสีดำเข้ามาพันไว้รอบตัวของเธอแทน


   “ วิญญาณดวงนี้ข้าขอนะ” สิ้นเสียง ดวงวิญญาณของหญิงสาวก็หายไปทิ้งไวเพียงความร้อนใจของชายในเสื้อคลุมสีฟ้า


   “ ไอ้ยมทูติมืด แกอีกแล้วเหรอเนี่ย”



Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2019 15:04:56 โดย Sailomcc. »

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
1


PARK



   เด็กชายวัยเจ็ดขวบที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยเศษอาหารนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ใต้โต๊ะอาหารเพราะหลังจากการรับประทานอาหารมื้อเย็นไปได้เพียงห้านาที มื้ออาหารเย็นที่ควรจะเป็นมื้อที่มีความสุขและเป็นเวลาของครอบครัว แต่ไม่ใช่เลยสำหรับเด็กชาย ปณิธาน


เวลานี้เป็นเวลาที่เขาเกลียดที่สุด ทุกครั้งที่เวลาพ่อกลับมาที่บ้าน แม่ของเขาจะอารมณ์ฉุนเฉียว และเริ่มพูดจาไม่ดีใส่กัน เสียงดังใส่กัน เขามักจะนั่งมองภาพนี้วนไปทุกวัน เหมือนกับว่ามันเป็นวีดีโอที่ฉายย้อนเข้ามาในหัว เด็กชายนั่งมองภาพตรงหน้าพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลรินออกจากดวงตาอย่างไม่ขาดสาย เมื่อเห็นพ่อของเขาเหวี่ยงหมัดเข้าไปที่ใบหน้าแม่ของตนจนล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้น เสียงด่าของแม่เด็กชายหยุดลง พ่อของเขาเดินเขามาหาแล้วลากร่างของตัวเขาเองออกมาจากใต้โต๊ะอันเป็นที่หลบซ่อน ขาของเขาถูไปกับพื้นปูนจนเกิดความร้อน เด็กชายร้องไห้หนักขึ้น มือหนาฟาดลงมาที่ใบหน้าของเด็กชาย ร่างเล็กกระเด็นไปตามแรงของฝ่ามือนั้นในทันที ริมฝีปากของปณิธานมีเลือดไหลออกมาผสมปนเปกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย


   “ มึงมันตัวซวย” ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดผลักไปที่หัวของเด็กชายพร้อมกับกลิ่นสุราที่ตามออกมา น้ำเปลี่ยนนิสัยได้เปลี่ยนพ่อของเขาให้กลายเป็นปีศาจร้ายไปอีกแล้ว


ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อของเขาเมาแล้วกลับมาทำร้ายคนที่บ้าน พ่อของเขามักจะเครียดเสมอเวลากลับมาที่บ้าน เพราะทั้งสองคน ทั้งพ่อและแม่ของปณิธาน ไม่ได้รักกันและอยากที่จะมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่เป็นเพราะความผิดพลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือ ตัวปณิธานเอง


ปณิธานเกิดมาท่ามกลางความผิดพลาดของทั้งคู่ เกิดขึ้นมาท่ามกลางความคึกคะนองที่มาจากน้ำเปลี่ยนนิสัย ถึงแม้ว่าตอนที่ปกติ ไม่เมาตัวเขาเองก็แทบไม่ได้รับความรักความเมตตาจากพ่อหรือแม่เท่าไหร่นัก และยิ่งเป็นเด็กเจ็ดขวบ วัยแห่งการจดจำและเรียนรู้ พ่อและแม่ของเขามักจะด่าว่าอีกฝ่ายให้เขาฟังเสมอ หรือบางวันตัวเขาเองก็จะโดนด่าว่า ไอ้ตัวภาระ ไอ้ตัวซวย มึงมันพังชีวิตกู คำพูดพวกนี้เขาได้ยินจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว


เด็กชายมองตามบิดาที่เดินขึ้นไปชั้นสองของบ้านจนสุดสายตา เขาคลานตัวมาตามพื้นไปหามารดาที่นอนอยู่กับพื้น มือบางของเด็กชายเอื้อมไปสัมผัสคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา


   “ แม่เจ็บมั้ยครับ” เขาถามออกไปด้วยเสียงสะอื้นพร้อมกับใช้มืออีกข้างขึ้นมาเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของตัวเอง


   “ อย่ายุ่ง มึงมันตัวซวย มึงทำให้กูต้องมาเจออะไรแบบนี้ กูจะไม่ทนอีกแล้ว มึงรู้อะไรหรือเปล่าไอ้ปาร์ค ตั้งแต่มึงเกิดมากูยังไม่เคยเจอความสุขเลย ชีวิตกูเจอแต่ความฉิบหาย กูควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ กูควรไปได้ไกลกว่านี้ เป็นเพราะมึง เพราะมึงคนเดียว กูจะไม่ทนอีกแล้ว มึงเชิญอยู่กับพ่อมึงไปก็แล้วกัน กูจะไปตามชีวิตของกู” เธอเขย่าร่างของเด็กชายอย่างบ้าคลั่งก่อนจะผลักร่างน้อยให้ลงไปกองลงกับพื้น แล้วจึงตามผู้เป็นสามีขึ้นไปชั้นสอง เสียงกระดานไม้ด้านบนดังขึ้นเมื่อมีวัตถุร่วงลงกระแทกกับพื้น เสียงข้าวแตกพังไปพร้อมกับเสียงด่าทอของสามีภรรยา เด็กชายทำได้เพียงวิ่งเข้าไปในตู้เสื้อผ้าแล้วกอดเข่าร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนหมดแรงและหลับไป


ภายในตู้เสื้อผ้านั้นมันมืดจนไม่รู้ว่าเวลาด้านนอกผ่านไปเท่าไหร่ เขาได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาใกล้ตู้เสื้อผ้า มันใกล้เข้ามาทุกที เด็กชายยิ่งกอดเข่าแน่น ทำตัวให้เล็กที่สุด เพราะกลัวว่าหากเขาถูกหาตัวพบ เขาจะโดนตีอีก แล้วจู่ๆแสงสว่างก็เข้ามากระทบกับดวงตาของเด็กชาย เขาหลับตาปี๋ แต่ทว่าไม่มีเสียงด่าทอเหมือนทุกครั้ง เขาไม่โดนกระชากเหมือนทุกทีที่เคยเป็น มีสัมผัสแผ่วเบาเข้ามาจับที่แขนของเขา สายตาดวงเล็กปรับสภาพให้เข้ากับแสงสว่างเพื่อให้มองเห็นผู้มาเยือน


ใบหน้าของชายผู้นั้นเขาเคยพบ เขาคือลุงซึ่งเป็นพี่ชายของพ่อ ใบหน้าที่แต้มไปด้วยรอยยิ้มแววตาที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความห่วงใย


   “ มาหาลุงเร็ว” ลุงเกรียงไกรยื่นแขนออกไปสองข้างเพื่อรอรับการตอบรับของเด็กชายปณิธาน “ มาเถอะน่าลุงไม่ทำอะไรปาร์คหรอก” เขาส่งยิ้มไปให้เด็กชายอีกครั้ง


ร่างเล็กที่อยู่มุมสุดของตู้ค่อยๆขยับร่างกายช้าๆก่อนจะเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของคนเป็นลุง ทันทีที่เด็กชายเข้ามาอยู่ในมือของตัวเอง ลุงเกรียงไกรก็ดึงให้เด็กชายเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดแล้วลูบหัวอย่างอ่อนโยน


เด็กชายร้องไห้ออกมาอีกครั้ง แต่แปลกน้ำตาในครั้งนี้มันไม่ได้มาจากความเศร้าหรือความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย แต่ว่ามันมาจากความอบอุ่นที่เขาแบบจะไม่เคยได้รับ การสัมผัสตามร่างกายแบบนี้เขาเองก็ไม่คุ้นชิน


   “ ไปอยู่กับลุงนะ” เสียงของลุงเกรียงไกรพูดขึ้น ปณิธานพยักหน้าตอบทั้งๆที่อยู่ในอ้อมแขน คำพูดนั้นของลุงเกรียงไกรนั้นเหมือนน้ำที่มาชโลมหัวใจที่แห้งเหี่ยวของปณิธานอีกครั้ง


ลุงเกรียงไรพาปาร์คขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าที่ด้านบนชั้นสองของบ้าน สภาพมันไม่ได้ต่างอะไรไปจากกองขยะ ข้าวของที่พังกระจัดกระจาย ผ้าม่านสีครีมหลุดร่างจากหน้าต่างลงมากองกับพื้นซึ่งตัวผ้าม่านเองก็เต็มไปด้วยรอยเลือด เด็กชายมองภาพนั้นก่อนที่หยดน้ำตาจะไหลรินลงมาอีกครั้ง เขาไม่เหลือใครแล้ว ร่างเล็กยืนนิ่งราวกับว่าโดนสะกดขาก้าวไปไหนไม่ได้


   “ เดี๋ยวปาร์คยืนรอลุงเฉยๆนะ ห้ามเดินไปไหนเศษกระจกจะบาดเอา” เสียงของลุงเกรียงไกรดังมาจากด้านหลัง
ชายวัยกลางคนไม่สนใจที่จะหยิบเสื้อผ้าไปเลยแม้แต่น้อย เขาเปิดหาเอกสารที่จำเป็นของหลานชายเพื่อหยิบติดตัวไป และเมื่อหาเจอเขาก็กลับมาหาหลานชายที่ยืนจ้องมองรูปถ่ายของพ่อแม่ที่ร่างอยู่บนพื้น


   “ เดี๋ยวปาร์คไปเปลี่ยนเสื้อผ้านะ ลุงซื้อเตรียมมาให้แล้ว” เขาเดินพาหลานชายออกจากห้องที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนเลวร้าย


เด็กชายอาบน้ำแต่งตัวอยู่ในชุดยีนส์พร้อมกับหมวกคาวบอย ลุงเกรียงไกรเดินไปหาอีกครั้ง


   “ ปาร์คไปอยู่กับลุงที่เชียงใหม่นะ เราจะขึ้นเครื่องบินไปกัน ปาร์คเคยขึ้นเครื่องบินหรือเปล่า” เขาพยายามชวนคุยระหว่างที่เดินออกไปโบกรถแท็กซี่เพื่อตรงไปที่สนามบิน
เด็กชายได้เพียงส่ายหัวเล็กน้อย เขาไม่เคยได้ไปเที่ยววันหยุด เขาไม่เคยไปไหนเลย ตัวเขาเองก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนรัฐบาลแถวบ้าน เรียนเสร็จก็กลับบ้านไม่ได้ออกไปไหน เขาหันหลังกลับมามองบ้านหลังนั้นอีกครั้งก่อนทุกอย่างจะค่อยๆเล็กลง เล็กลงและหายไป

ควันสีขาวฟุ้งกระจายอยู่เต็มห้อง ลูกแก้วทรงกลมใสไม่มีสีขนาดประมาณลูกเบสบอลเห็นจะได้ ลอยเคว้งอยู่ในห้องสีขาว เมื่อร่างสูงเดินผ่านลูกแก้วที่เรียกว่า ลูกแก้วแห่งความทรงจำก็จะส่องแสงและแสดงเรื่องราวขึ้นมาเพื่อเรียกให้ตัวเจ้านายของมันเข้าไปสัมผัสและลงไปดื่มด่ำกับความทรงจำเก่าๆ


ปณิธานเดินมองดูรูปภาพพวกนั้นมาเป็นเวลานาน นานจนเขาไม่รู้ว่ามันนานเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่เขาโดนยิงตายเพราะไปช่วยเพื่อนหรือคนที่เขาแอบรัก นั่นแหละ หลังจากนั้นเขาก็มาอยู่ที่นี่ แล้วก็ไม่ได้ไปไหนอีกเลยเพราะเห็นว่าการตัดสินของเขาในโลกหลังความตายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนัก ตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้อะไรไปมากกว่านี้


ชายหนุ่มในชุดสีขาว ทั้งเสื้อและกางเกงเดินตรงดิ่งเขาไปที่ลูกแก้วซึ่งอยู่ตรงมุมห้อง มันคงเป็นความทรงจำที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของเขา ลูกแก้วตรงหน้าค่อยๆปรากฏรูปร่างเป็นชายหนุ่ม ในชุดนักศึกษาใบหน้าคมเข้ม ที่กำลังหัวเราะตัวโยนระหว่างที่กำลังไปเที่ยวด้วยกัน มือหนาของปณิธานเอื้อมไปคว้ามัน ควันสีขาวกระจายฟุ้งอีกครั้ง ก่อนที่ตัวเขาเองจะมานั่งอยู่ในรถพร้อมกับเพื่อนๆที่คุ้นตา ไอ้นนท์ ที่กำลังนั่งเล่าเรื่องตลกของไอ้ไนท์ที่ไปจีบสาวแล้วสาวปฏิเสธ ซึ่งเจ้าของเรื่องที่นั่งอยู่ข้างๆที่เบาะหลังก็พยายามเอื้อมมือมาปิดปาก ไอ้เป้ที่นั่งอยู่ข้างเบาะคนขับก็ได้แต่หัวเราะและถ่ายรูปตอนไอ้ไนท์มันทำหน้าเหวอ ส่วนตัวปณิธานเองก็ทำได้แต่มองผ่านกระจกของคนขับ แล้วมองใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นแล้วยิ้มตามอย่างมีความสุข


   “ ไอ้ปาร์ค มึงเมื่อยหรือเปล่าวะ เปลี่ยนให้กูขับมั้ย” ชยานนท์เอาหน้ามาเกยที่เบาะคนขับก่อนจะถามขึ้นหลังจากทุกคนบนรถหลับกันหมดแล้ว


   “ ไม่เป็นไร กูขับไหว มึงก็นอนไปเหอะอีกตั้งนานกว่าจะถึง”


   “ กูยังไม่ง่วงว่ะ เอาอย่างนี้แล้วกันเดี๋ยวกูอยู่เป็นเพื่อน กินนี่มั้ย” เขายื่นมันฝรั่งทอดมาให้ ไม่ใช่คงคงเป็นการบังคับให้กินเสียมากกว่า เพราะเมื่อตัวของปณิธานทำท่าปฏิเสธ ไอ้มันฝรั่งแผ่นหนาก็ยัดเข้ามาในปากอย่างเต็มปากเต็มคำ


   “ ขอบใจมึง” เขาพูดออกมาทั้งๆที่มันฝรั่งเต็มปาก


   “ ไม่เป็นไร มึงนั่นแหละขับรถไปดีๆ ไม่ไหวก็บอก” ชยานนท์ตอบพร้อมกับยื่นฝ่าเท้าพาดขึ้นมาด้านหน้า “ กูนั่งแบบนี้มึงถือไม่วะ”


   “ ทำไม ถ้ากูบอกว่ากูถือมึงจะเอากลับที่เดิมหรือไง”


   “ ไม่ว่ะ ก็กูเมื่อย อีกอย่างมึงคงไม่ถือใช่หรือเปล่า” ชยานนท์ถามกลับก่อนจะเอนตัวไปตัดกับเบาะด้านหลัง “ เออมึง อีกนานหรือเปล่าวะกว่าจะมีปั้มอีก”


   “ ทำไมวะ มึงอยากเข้าห้องน้ำเหรอ”


   “ เปล่า กูจะลงไปซื้อกาแฟให้มึงไง กูรู้นิสัยมึงดีว่ามึงไม่ให้ใครมาขับรถให้มึงนั่งหรอก แต่มึงควรพักบ้างนะเว้ย”


   “ เอาน่า อีกไม่กี่โค้งก็ถึงแล้วเนี่ย ถ้ามึงไม่อยากให้กูหลับก็ร้องเพลงให้กูฟังดิ”


   “ ได้” ชยานนท์เอื้อมมือไปด้านหลังเบาะแล้วหยิบกีตาร์ออกมาก่อนจะเล่นเพลงอย่างว่าง่าย ปณิธานได้แต่มองคนที่เขาแอบรักผ่านกระจกของคนขับแล้วซึมซับเพลงทุกเพลงที่เขาเล่น



ภาพความทรงจำดับลงอีกครั้งควันสีขาวกระจายไปทั่วทั้งห้อง แต่ว่าตอนนี้ตัวเขาไม่ได้อยู่คนเดียวภายในห้องนี้อีกต่อไปแล้ว
ชายในชุดสีดำ ผ้าคลุมสีขาวถือสมุดเล่มสีดำที่ทำจากปีกของสัตว์อะไรสักอย่างเดินเข้ามาใกล้ ตัวของชายผู้นั้นที่มาเยือนเรืองรองไปด้วยแสงสีขาว


   “ ความทรงจำมันเป็นเรื่องดีสำหรับมนุษย์และตอนยังมีชีวิตอยู่ แต่พอคนเราตายไป ทุกอย่างมันก็เท่ากับศูนย์ ความทรงจำพวกนั้นไม่มีผลอะไรกับทุกคนที่อยู่ที่นี่แล้ว” ชายผู้นั้นพูดก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ปณิธานอีกครั้ง บรรดาลูกแก้วพวกนั้นลอยขึ้นด้านบนจนสูงไกลลิบตาราวกับว่ากลัวท่านผู้นี้เสียเหลือเกิน


   “ ท่านเป็นใคร” ปณิธานถามกลับด้วยความสงสัย


   “ เราชื่อ พชร” เขาแนะนำตัว “ เราเป็นยมทูติสีขาว และเป็นผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ทั้งปวงในโลกหลังความตาย”


   “ ยมทูติสีขาว” เขาทวนคำ “ ท่านคงจะมาตัดสินผมใช่ไหมครับ”


   “ ใช่แล้วล่ะ เจ้าชื่อ ปณิธาน ธนชานนท์ อายุ 22 ปี ชาตะ 29 มิถุนายน ปีระกา มรณะ 11 พฤศจิกายน  ไม่สามารถระบุปีที่จัดเจนได้”


   “ ไม่สามารถระบุปีที่จัดเจนได้ หมายความว่ายังไงครับ”


   “ ก็หมายความว่าเจ้าคือคนที่โลกหลังความตายเลือกน่ะสิ และนี่คือสาเหตุหลักที่เราให้เจ้ามาอยู่ในห้องนี้” ยมทูติสีขาวโบกมือในอากาศก่อนลูกแก้วนับร้อยจะลอยลงมาอีกครั้ง “ เจ้าบอกข้าทีสิ ว่าความทรงจำไหนที่เจ้าไม่อยากจำบ้าง”


   “ ไม่ครับ ผมคิดว่าทุกความทรงจำทำให้ผมเป็นผมได้”


   “ ฉันก็คิดอย่างนั้น มีบางอย่างในตัวเจ้าที่ทำให้เราเลือกเจ้าและตัวเจ้าเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้” ยมทูติสีขาวพูดพร้อมกับปัดลูกแก้วความทรงจำให้ลอยขึ้นไปอีกครั้งก่อนในห้องนี้จะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ตรงหน้าของปณิธานเป็นเก้าอี้สูงใหญ่ ยมทูติสีขาวก้าวขาขึ้นไปแล้วทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้นั้น แสงสว่างสีขาวก็กระจายตัวไปรอบห้องอีกครั้ง ห้องนี้ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด ว่างเปล่า


   “ ที่นี่ที่ไหนครับ”


   “ ที่นี่คือห้องทำงานของข้า” ยมทูติสีขาวตอบ


   “ ที่ท่านบอกว่าผมเป็นคนที่ถูกเลือก หมายความว่ายังไงครับ”


   “ หมายความว่าเจ้าจะต้องเป็นยมทูติ”


   “ ยมทูติ”


   “ ใช่ ยมทูติ หรือผู้รับส่งวิญญาณ เราจะเลือกมาจากชะตากรรมและสิ่งที่ทำตอนเป็นมนุษย์ เจ้าถูกเลือกจากชะตากรรม” สิ้นเสียงสมุดเล่มสีฟ้าที่มันขวับก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ายมทูติสีขาว “ นี่คือสมุดบัญชี ของเจ้า” สมุดนั้นค่อยๆลอยตรงมาหา ปณิธานที่กำลังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ แต่เจ้าจำเป็นต้องมีคู่หู”


   “ เดี๋ยวก่อนนะครับ เรื่องยมทูติผมยังไม่เคลียเลย ทำไมถึงต้องเป็นผม” ปณิธานตะโกนถามกลับ


   “ เมื่อเจ้าได้ทำภารกิจบางภารกิจสำเร็จ เจ้าจะได้คำตอบเองว่าทำไมต้องเป็นเจ้า”  สิ้นเสียงของยมทูติสีขาวสมุดเล่มนั้นก็อยู่ในมือของปณิธานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


เขาค่อยเปิดมันออก หลังจากนั้นทุกอย่างรอบตัวก็หมุนราวกับพายุ แล้วพาเขากลับมานั่งอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง นั่นคือไรส้มเกรียงไกร เขากลับมาที่นี่ทำไมกัน



ทันทีที่เท้าของปณิธานสัมผัสลงบนพื้นหญ้า เสียงเรียกจองใครบางคนก็ดังเข้ามาในความคิดทันที เขาหลับตาแล้วปล่อยให้ดวงจิตล่องลอยไปตามเสียงเรียกในอากาศนั้น จนกระทั่งร่างของเขามาปรากฏที่ห้องนอนแสนคุ้นตา มันคือห้องนอนของลุงเกรียงไกร
ชายวัยสี่สิบปีใส่กางเกงขาก๊วยสีฟ้ามันวาวสวมเสื้อสีขาวกำลังยืนจ้องมองรูปชายหนุ่มที่วางไว้ตรงบริเวณฝาผนังห้อง คนในรูปส่งยิ้มจนตาแทบจะปิดมาให้คนที่ยืนมอง มือหนายกมือขึ้นมาปาดน้ำตาแห่งความติดถึงก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้แล้วจ้องมองรูปอยู่อย่างนั้น หากใครมาเห็นเจ้าของไร่ในตอนนี้คงคิดว่าท่านเสียสติ เพราะเจาเอาแต่คุยกับรูปหลานชายอย่างมีความสุข


“ ปาร์ค วันนี้เจอนนท์กับจักรโทรมาด้วยนะ สองคนนั้นถามหาแกด้วย เห็นว่าพรุ่งนี้จะมาเยี่ยมน่ะ สองคนนั้นเขาไม่ลืมหรอกนะว่าวันนี้วันเกิดแก  แต่เขาไม่ว่างก็เลยมาพรุ่งนี้แทน  แกเองก็อย่าน้อยใจไปล่ะว่าเขาลืมวันเกิดแกน่ะ”  ปณิธานเดินเข้าไปโอบกอดลุงแต่ทำได้แค่คว้าอากาศเท่านั้น  คนที่นั่งมองรูปอยู่ถึงกับต้องชะงักเพราะมีลมบางเบา มาสัมผัสที่ต้นคอ “ นั่นแกเหรอปาร์ค” ลุงเกรียงไกรถามลอยๆออกมา “ทำไมลุงมองไม่เห็นแกล่ะ”


“ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”เขาตอบส่งๆไปหวังว่าลุงของเขาจะรับรู้ได้เพราะปกติแล้ว ลุงของเขาเป็นคนมีสัมผัสพิเศษ แต่ทำไมเขาถึงสื่อสารกับลุงตัวเองไม่ได้ล่ะ


เหมือนคำถามนี้มีคำตอบรออยู่แล้วเพราะทันทีที่ปณิธานถามคำถามสมุดบันทึกเล่มสีฟ้าก็ลอยเคว้งมาในอากาศหน้าแรกที่เคยว่างเปล่าปรากฏตัวหนังสือขึ้นมาทีละบรรทัด



กฏของยมทูติ
1.เนื่องจากยมทูติไม่ใช่ดวงวิญญาณทั่วไปคนที่มีสัมผัสพิเศษจะไม่สามารถสื่อสารกับยมทูติได้


2. คนที่มองเห็นยมทูติได้มีเพียงวิญญาณและยมทูติด้วยกันเองเท่านั้นเว้นเสียแต่ว่าจะมีมนุษย์ที่เคยผ่านความตายมาแล้ว


3. ยมทูติสีฟ้าต้องมีคู่หู และต้องหาคู่หูให้เจอภายในเจ็ดวันมิเช่นนั้น ดวงวิญญาณจะถูกลงทัณฑ์ให้กลายเป็นสัมภเวสี


4.ยมทูติห้ามช่วยเหลือหรือเข้าไปขัดขวางและเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของมนุษย์


5. ห้ามให้สมุดนี้ตกอยู่ในมือของผู้อื่นยกเว้นคู่หูเกินเจ็ดวันมิฉะนั้นดวงวิญญาณจะสลายทั้งคู่หูและเจ้าของ


6. ยมทูติต้องกลับไปรายงานตัวให้กับยมทูติสีขาวที่โลกหลังความตายทุกๆเจ็ดวัน หากเกินนั้นจะมีบทลงโทษตามเหตุอันควร


7.ห้ามยมทูติส่งวิญญาณช้ากว่าเจ็ดชั่วโมง เพราะจะมีเรื่องร้ายตามมา


“ นายท่านสามารถถามข้าได้เพิ่มเติมข้ายินดีรับใช้นายท่าน”
สมุดเล่มสีฟ้าส่งเสียงมา ภายในหน้ากระดาษเมื่อสังเกตดีจะพบว่ารอยยับบนกระดาษนั้นมีรูปทรงเหมือน ดวงตา จมูกและปาก


“ แกเป็นใคร” ปณิธานถามพลางปล่อยหนังสือให้เคว้งอยู่กลางอากาศ


“ ผมชื่อธาราดลครับ แต่เรียกให้เข้ายุคนี้หน่อย เรียกผมว่า บลู ก็ได้ครับ”


“  มีชื่อด้วย”


    “ ใช่สิครับ ผมเป็นสมุดบันทึกดวงวิญญาณของยมทูติสีฟ้ามากว่าเจ็ดร้อยปีแล้วครับ นายท่านเองจำเป็นต้องมีผมไว้ข้างกายนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้นายท่านควรไปหาคู่หูได้แล้วนะครับ” สมุดเริ่มออกคำสั่ง
“ โอเคฉันรู้ว่ามีเวลาเจ็ดวัน แต่ตอนนี้ ฉันขออยู่กับลุงแล้วก็รอเจอใครสักหน่อยแล้วกัน” ปณิธานเอ่ยอย่างเหนื่อยใจเพราะตอนนี้สมุดสีฟ้าพูดอย่างไม่ยอมมีทีท่าที่จะหยุด


    “ นายท่านควรรีบตามหาได้แล้วนะ เพราะตอนนี้คู่หูนายท่านกำลัง ”
“ รู้แล้วล่ะ ถ้านายยังไม่เงียบฉันจะเอาอะไรทับปิดปากนายเดี๋ยวนี้แหละ”  ปณิธานเริ่มอารมณ์เสีย ก่อนจะลองออกคำสั่งกับสมุดของตัวเอง “ บลู พาฉันไปที่เก็บกระดูกฉันหน่อย”


สิ้นคำสมุดก็กางออกร่างของปณิธานมาปรากฏตัวที่ท้ายไร่ บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวพร้อมที่บรรจุกระดูกของเขา ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางแปลงกุหลาบนั้น


    “ ลุงคงตั้งใจทำให้ผมสินะครับ”


“ นายท่านครับ” เสียงบลูร้องเรียกมาจากด้านข้าง “ ทำไมนายท่านต้องร้องไห้แล้ว เรียกผู้ชายนั้นว่าลุงล่ะครับปกติแล้วบลูเห็นคนที่ตายมักจะเรียกหา พ่อแม่หรือคนรักนี่ครับ”


“ ไม่ต้องยุ่งสักเรื่องได้หรือเปล่าล่ะ”


“ ไม่ได้ครับ บลูต้องรู้เรื่องเจ้านายทุกเรื่อง”


“ ถ้าอย่างนั้นนายก็รู้สิ ว่าคู่หูฉันเป็นใคร”  เขาหันหน้ามาคุยกับหนังสือที่ลอยเคว้งในอากาศข้างๆตัวเอง


“  รู้สิครับ แต่บลูบอกเจ้านายไม่ได้หรอกครับ มันเป็นกฎที่ยมทูติต้องตามหาคู่หูเอง ก่อนเจ็ดวันเพราะ เอ่อ”


 “ เพราะอะไรเหรอบลู” ปณิธานถามกลับเมื่อเห็นว่าบลูเงียบลง


“ ไม่มีอะไรหรอกครับ บลูพูดมากไปแล้ว ยังไงเจ้านายก็รีบๆหาคู่หูนะครับ บลูขอตัวไปพักก่อน”สิ้นคำสมุดสีฟ้าก็หายไปจากอากาศ
อย่างรวดเร็ว


ปณิธานนั่งดูผู้คนที่ต่างมาทำกิจวัตรประจำวันของตัวเอง เมื่อแสงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาบนขอบฟ้า บ้างเดินมาตัดเล็มดอกกุหลาบที่เริ่มเหี่ยวออก บ้างมารดน้ำต้นไม้


แม่บ้านของลุงเกรียงไกรเองก็เดินเอาข้าวปลาอาหารมาตั้งไว้ที่หน้าโกศกระดูกของเขา  หลังจากนั้นก็เริ่มทำความสะอาดบริเวณรอบ ไม่นานลุงเกรียงไกรก็เดินเอาดอกไม้มาวางใส่แจกันหน้าโกศนั่น ท่านหยุดยืนคุยกับหลายชายตัวเองเป็นประจำเหมือนทุกวัน แต่ถ้าท่านรู้คงจะดีว่าที่ท่านพูดวันนี้หลานชายท่านยืนฟังและรับรู้ทุกอย่าง


“ อีกสักพัก นนท์กับจักจะมาแล้วนะ” เขาบอกหลานชายก่อนจะเดินไปสั่งให้คนงานเร่งทำความสะอาดให้เร็วขึ้น
เกือบครึ่งวันสิ่งที่ปณิธานรอก็มาถึงเมื่อรถสีขาวจอดลงเทียบกับตัวอาคารต้อนรับของไร่เกรียงไกร ชายหนุ่มในชุดนักศึกษาเดินลงมาไหว้ลุงเกรียงไกร ส่วนจักรมาในชุดไพรเวทเสื้อสีขาวกับกางเกงขายาวสีครีม เดินออกมาจากฝั่งของคนขับ


“ มากันเร็วเหมือนกันนี่” เสียงของลุงเกรียงไกรเอ่ยต้อนรับทันทีที่พวกผมเปิดประตูรถออกไป “ มาๆเอาของมาเก็บกันก่อน”


   “ สวัสดีครับลุง” จักรเดินไปหาแล้วกอดที่เอวของลุงเกรียงไกร “ อ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี่ย” จักรพูดพร้อมกับดันตัวเองออกจากอ้อมกอด “ ก่อนผมกลับไปรอบที่แล้วยังโอบได้มิดอยู่เลย” สิ่งที่รณจักรพูดหมายความได้ว่า พวกเขาไม่เคยทิ้งให้ลุงเกรียงไกรอยู่คนเดียว เพราะมาเยี่ยมกันตลอดทำให้คนที่ยืนดูอยู่ได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุข เว้นเสียแต่ว่าจะมีสายตาคู่หนึ่งมองมาทางเขาราวกับว่ามองเห็น


สายตาของรณจักร


   “ กินดีอยู่ดีน่ะ” ลุงเกรียงไกรหัวเราะออกมาก่อนจะหันไปสั่งให้คนมาขนของคนที่มาเยี่ยมเยียน “ แล้วครั้งนี้จะมาอยู่กันกี่วันล่ะเนี่ย”


   “ สามสี่วันครับ ผมสอบเสร็จแล้ว จักรเองก็จะมานั่งตัดงานที่นี่” ชยานนท์ตอบอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มที่ปณิธานอยากเห็นก็
แสดงออกมาทันที


   “ จะมาใช้ที่นี่สวีทกันไม่ได้นะ ไอ้จุลมันจะมาแหกอกข้าเอา” ลุงเกรียงไกรหัวเราะหัวเราะครืนเมื่อพูดถึงพ่อจักรที่ตอนแรกจะไม่ค่อยยอมรับเรื่องความรักของทั้งสองคน 


   “ ลุงก็อย่าให้พ่อรู้สิครับ”  รณจักรตอบพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะออกมา


   “ เราสองคนขอไปหาไอ้ปาร์คหน่อยนะครับ” ชยานนท์พูดขึ้น


   “ ได้สิ เดี๋ยวฉันไปคุมงานเด็กด้านหลังแล้วก็ก็จะไปสั่งแม่บ้านเรื่องอาหาร ก่อนแล้วกันนะ” ลุงเกรียงไกรส่งยิ้มกลับมาให้พร้อมกับเดินหันหลังเข้าไปในตัวบ้านพร้อมกับน้ำตาที่คลออยู่ที่ดวงตา
ปณิธานเดินตามทั้งสองคนที่เดินลัดผ่านสวนส้มมาด้านหลัง โกศของปณิธานตั้งอยู่ตรงหน้าของทั้งสอง  ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวห้อมล้อมโกศสีขาวอยู่ ใบหน้าบนโกศส่งยิ้มมาต้อนรับพวกผม ผมเอื้อมไปหยิบธูปที่วางอยู่ในพานแก้วตรงหน้ามาพร้อมกับรณจักรที่อยู่ข้างๆ


   “ ปาร์ค สุขสันต์วันเกิดนะเว้ย ขอโทษที่มาช้า พอดีกูมีสอบว่ะ มึงก็รู้ว่าตัวนี้แม่งยาก เพราะถ้ามึงอยู่มึงคงเป็นคนติวให้กู แต่ตอนนี้กูเรียนกูพึ่งตัวเองได้แล้วนะ มึงไม่ต้องห่วง พวกไอ้ไนท์ไอ้เป้เองที่กลัวจะไม่จบมันก็สู้จนจบเลยนะมึง มันบอกว่าจะเรียนเพื่อมึงกัน อีกอย่างเรื่องลุงมึง ตอนนี้ท่านดีขึ้นนะ ถ้ามึงว่างๆก็ไปเข้าฝันให้ลดน้ำตาลบ้าง น้ำตาลในเลือดแกเริ่มสูงแล้ว มึงอยู่บนนั้นมีความสุขดีใช่หรือเปล่าวะ ถ้ามีความสุขดีก็ดีไป ถ้ามีไรให้ช่วยมาบอกได้นะเว้ย กูเองพร้อมช่วยเหลือมึงเสมอ เหมือนที่มึงคอยช่วยเหลือกูมาตลอด วันนี้กูมีของมาให้มึงด้วย กูว่าของสิ่งนี้ควรอยู่กับมึง” ชยานนท์ปักธูปลงที่กระถางตรงหน้า พร้อมกับหยิบสมุดไดอารี่ออกมาจากกระเป๋า แล้ววางลงตรงหน้าโกศ “ มึงไม่ต้องกลัวเปียกฝนนะ จักรมันทำกล่องใส่มาเป็นอย่างดี”


เสียงนั้นเข้ามาในโสตประสาทของปณิธานทุกคำพูด ดวงจาของเขาร้อนผ่าวพร้อมกับเดินไปหาคนที่เขารักและเป็นห่วง


   “ เราขอบคุณปาร์คด้วยนะ ถ้าปาร์คว่าง ไปเข้าฝันนนท์บ้างก็ดี ช่วงนี้มันชอบหื่น”


   “ พูดอย่างนี้ได้ยังไง เดี๋ยวๆเหอะ ใครกันแน่”  ชยานนท์หยิกแก้มรณจักรไปทีนึง  “เดี๋ยวกูมาเยี่ยมมึงใหม่นะ “


   “ กูขอให้มึงสองคนรักกันนานๆก็แล้วกัน” ปณิธานพูดพร้อมกับสายลมที่พัดวาบขึ้นมาในทันที รณจักรเปรยตามองมาทางเขาอีกครั้งพร้อมกับส่งยิ้มให้ ราวกับว่ามองเห็น


   “ นายท่านไม่ควรไปอวยพรให้มนุษย์แบบนั้นนะ มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย พลังของนายท่านอาจหายได้เลยนะ” เสียงของบลูดังออกมาพร้อมกับสมุดเล่มสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง


   “ บลู ไอ้จักรมันมองเห็นฉันใช่หรือเปล่า”


ไม่รอให้บลูตอบ รณจักรที่อยู่ในอ้อมกอดของชยานนท์ก็พยักหน้าเป็นคำตอบมาให้ ปณิธานโบกมือล่ำลาทั้งสองก่อนจะหันไปบอกสมุดประจำตัวของตน


   “ ไปหาคู่หูฉันกัน”


สิ้นคำสมุดก็กางออกรอบตัวของปณิธานหมุนอีกครั้ง แล้วทุกอย่างก็หายไปจนหมด จากบรรยากาศไร่ส้มก็เปลี่ยนมาเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเดิมของเขาในตอนที่มีชีวิต








มาย้อนรอยอ่านใหม่นะคะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-5
Re: LIFE OR DEATH บันทึก(รัก)ยมทูต (REVISE) 1.3.19
«ตอบ #2 เมื่อ01-03-2019 06:00:54 »

กลับมาแล้ว ก็มาบ่อยๆ นะ อย่าหายไปอีก  :กอด1:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1064
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
Re: LIFE OR DEATH บันทึก(รัก)ยมทูต (REVISE) 1.3.19
«ตอบ #3 เมื่อ01-03-2019 12:49:03 »

เคยอ่านแต่หายไป  ตาม :pig2: :pig2:

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
2
NEW WORLD
   เสียงดนตรีจังหวะสนุกและหนักหน่วงด้วยบีตที่ทุ้มซึ่งเปิดโดยดีเจประจำร้าน คนเดิม นักท่องเที่ยวยามราตรีขยับท่าทางไปตามจังหวะกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งได้รับเครื่องดื่มสีอำพันไปแล้วความกล้าและท่าเต้นใหม่ๆจะออกมาด้วยเสมอ ยิ่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในร้านอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่ต่างมาคลายความเครียดกัน เสียงเฮฮาโห่ร้องกันอย่างอึกกระทึกครึกโครม ทำเอาผู้จัดการร้านสาวประเภทสองอย่างอาโปที่อยู่ในชุดเดรสสั้นสีดำถึงกับยิ้มที่มุมปากเธอเพราะยิ่งลูกค้าเยอะเท่าไหร่ส่วนแบ่งของยอดการทำเงินก็จะแบ่งมาให้เธอด้วยหลังจากหักจากต้นทุน หล่อนมองไปรอบๆอย่างมีความสุขก่อนจะไปสะดุดกับผู้ชายวัยหนุ่มที่ใส่ชุดเชื้อกล้ามสีขาวที่เผยให้เห็นก้ามแขนและหน้าอกซึ่งผ่านการออกกำลังกายมาเป็นอย่างดี กับกางเกงยีนส์ฟอกสีรัดรูปกำลังเดินส่งอาหารตามโต๊ะ พร้อมกับส่งรอยยิ้มอันแสนหวานจนบริเวณข้างแก้มบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน ริมฝีปากสีชมพูเจื้อยแจ้วคุยกับลูกค้าจนเผยให้เห็นฟันที่เรียงกันได้รูปและมีรีเทนเนอร์สีเงินครอบฟันเอาไว้


   “ น้องเฟิร์ส” อาโปโบกมือเรียกชายหนุ่มที่เพิ่งวางจานของปิ้งย่างลงบนโต๊ะหญิงสาวที่ดูจะถูกอกถูกใจชายหนุ่มเสียแหลือเกิน


   “ สวัสดีครับเจ๊” เขาโน้มตัวไปกอดแล้วหอมแก้มสองข้างอย่างคุ้นชิน “ ทำไมวันนี้เจ๊เข้ามาเร็วนักล่ะครับ”


   “ เจ๊นั่นแหละที่เข้ามาเร็ว ผมก็มาอย่างนี้ของผมทุกวัน” เขาตอบ


เฟิร์ส หรือ ปิติภัทร เป็นลูกเจ้าของร้านที่ตัวของอาโปเป็นผู้จัดการร้านอยู่ อีกหน้าที่หนึ่งของเขาคือการเป็นพนักงานเสริ์ฟคนนึงของทางร้าน เขาจะเข้ามาที่นี่ทุกครั้งหลังเลิกเรียนหรือเวลาว่าง


   “ ปกติน้องเฟิร์สไม่ได้มาเร็วขนาดนี้นี่คะ หรือว่าที่มาเร็ววันนี้เพราะทนคิดถึงความสวยของพี่ไม่ไหว” เขาเอื้อมมือมาแตะที่กล้ามหน้าอกของปิติภัทร


   “ นี่เจ๊ครับ เจ๊ลืมไปแล้วเหรอครับว่าผมเรียนจบแล้ว ตอนนี้ก็ว่างงานเลยเข้ามาช่วยงานเจ๊ไงผมกลัวเจ๊จะเหนื่อย”


   “ เรียนจบแล้ว หรือเพิ่งสอบเสร็จกันแน่คะ สอบเสร็จไม่ใช่เท่ากับจบนะคะ” อาโปพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา “ เอาน่าๆ เจ๊พูดเล่น วันนี้เจ๊เลี้ยงเบียร์ก็แล้วกัน” เธอหายเข้าไปหลังเคาท์เตอร์สักครู่แล้วเดินกลับมาพร้อมขวดเบียร์ขนาดเหมาะมือ “ นี่เอาไป
เดี๋ยวลงบิลเจ๊เอง”


   “ ขอบคุณครับเจ๊ แต่ผมของคิดราคาเจ๊เป็นสองเท่าได้หรือเปล่าครับ” ปิติภัทรยิ้มแฉ่งให้กับคนที่เขาคิดเสมือนว่าเป็นพี่สาวก่อนจะหันหน้าไปไปชื่นชมผู้คนที่กำลังสนุกสนานกับเสียงเพลง


สายตาของเขาก็ต้องนิ่งลง เมื่อมีบางอย่างดังอยู่ในหูของเขาอีกแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลแปลเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน หนึ่งในผู้คนที่กำลังสนุกสนานกำลังจะถึงฆาต สัญญาณชีวิตของใครสักคนกำลังร้องเรียกเขาอยู่จนกระทั่งมันเงียบไป เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ ตัวเลขบางอย่างลอยอยู่บนเหนือหัวของหญิงสาวโต๊ะนั้น มันแสดงให้เห็นว่าเวลาของเธอเหลืออีกเพียงห้าชั่วโมง เท่านั้น


   “ น้องเฟิร์ส น้องเฟิร์สคะ” อาโปสะกิดชายหนุ่มที่นั่งเหม่อไปนานโดยไม่สนบทสนทนาของเธอเลยแม้แต่น้อย “ น้องเฟิร์สเป็นอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าคออ่อน แค่อึกเดียวก็เมาแล้ว”


   “ เปล่าครับ” เขาตอบสั้นๆก่อนที่ดวงตาของเขาจะแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นสีน้ำตาลตามเดิม “ มาชนกับผมหน่อยสิเจ๊” เขายกขวดสีเขียวขึ้นมาชนกับคนตรงหน้าก่อนจะขยับตัวเบาๆไปตามจังหวะดนตรี แล้วยกเอาน้ำในขวดนั้นเข้าไปในร่างกายจนรวดเดียวหมด


   “ ใจคอจะให้เจ๊หมดตัวเลยหรือยังไงคะ ถึงได้ดื่มเร็วขนาดนี้” อาโปวางขวดลงบนเคาท์เตอร์ “ น้องเฟิร์สเอาอาหารเพิ่มไหมคะ”


   “ ไม่ดีกว่าครับ วันหลังผมจะมาให้เจ๊เลี้ยงผมใหม่ก็แล้วกันวันนี้ผมมีนัดแล้วครับ” เขาโน้มตัวไปหอมแก้มก่อนจะส่งรอยยิ้มให้กับผู้จัดการร้านแล้วเดินออกจากร้านไป


ปิติภัทรหยิบเสื้อคลุมหนังที่วางพาดอยู่ที่รถมาสวมใส่ ก่อนจะหยิบหมวกกันน็อคสีดำมาใส่แล้วขึ้นค่อมรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ แล้วบิดออกไปดักรอจุดที่จะเกิดเหตุ


เขาขับรถออกมาไม่นาน จากตัวเมืองที่เคยมีแสงสว่างจากไปของถนนบัดนี้ กลับค่อยๆลดหายไปตามลำดับ แปลกแต่จริง บริเวณที่
เปลี่ยวมักไม่ค่อยมีดวงไฟติดเลยแม้แต่น้อย และที่แบบนี้มักกลายเป็นจุดจบของใครหลายๆคน


   “ เรย์” เขาเอ่ยเบาๆพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นสีน้ำเงิน


สมุดเล่มสีฟ้าปรากฏขึ้นมาตรงหน้าก่อนจะค่อยๆกางออก นี่คือดวงวิญญาณดวงที่เจ็ดสิบเจ็ด ทุกครั้งที่มีการย้ำเตือน เขาจะมาดักรอที่นี่เสมอ  และเมื่อไหร่ก็ตามที่สมุดคู่กายออกมา คนปกติจะไม่สามารถมองเห็นเขาได้เลย


   “ครับเจ้านาย”  เสียงทุ้มหนาดังออกมาจากสมุด ที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ปิติภัทรคว้ามันมาอยู่ในมือ


   “ เรย์ ทำไมดาริณยังไม่มาอีกล่ะ ปกติเขามักจะมาก่อนเสมอนี่”


ดาริณ เป็นคู่หูยมทูติของปิติภัทร มาตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เธอเป็นคนที่นำพาปิติภัทรเข้าสู่โลกหลังความตาย และเป็นยมทูติที่ยอมรับว่าเขาเป็นยมทูติอย่างแท้จริง เพราะมนุษย์น้อยคนนักที่จะได้เป็นยมทูติทั้งๆที่ยังหายใจอยู่ และมนุษย์พวกนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกไม่เคารพและเชื่อในยมทูติเสียส่วนใหญ่


 “ เดี๋ยวนะเจ้านาย ข้าได้สารใหม่” ตัวหนังสือสีดำปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า “ เจ้านายต้องตามหาคู่หูใหม่”


“ คู่หูใหม่ เป็นไปไม่ได้ ดาริณไปไหน” จากอาการที่นิ่งสงบ เขาก็เปลี่ยนมาเป็นโวยวาย เพราะการที่จะปรับตัวใหม่เข้ากับใครสักคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่าง ยมทูติบางตนไม่มีที่ไปคู่หูต้องตามหาหรือหาที่อยู่ให้ เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วยมทูติต้องอยู่ใกล้กันเสมอเพราะช่วงนี้ ยมทูติสีดำกำลังออกแย่งชิงดวงวิญญาณจากยมทูติสีฟ้าอยู่


   “ ข้าไม่รู้เจ้านาย รู้แค่ว่าเจ้านายต้องหาคู่หูให้เจอก่อนถึงจะนำเอาดวงวิญญาณที่กำลังจะตายดวงนี้กลับไปที่โลกหลังความตายได้”


   “ ให้ตายเหอะ” เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะทิ้งเอนตัวพิงกับตัวรถเพื่อรอเวลาให้ดวงวิญญาณนั้นหมดอายุไข



รถยนต์คันสีขาวที่ขับมาด้วยความเร็วสูงพอๆกับจังหวะเพลงที่เปิดดังอยู่ในรถ หากใครขับตามมาคงมีแต่เสียงด่าว่าตามหลังมาอย่างแน่นอน เพราะรถคัดนี้ขับเหวี่ยงไปซ้ายทีขวาที เพราะคนที่อยู่ด้านหลังพวกมาลัยแทบจะไม่มีสติแล้ว ดวงตารีเล็กพยายามประคองสติแล้วเพ่งสายตามองไปด้านหน้า หล่อนหยิกตัวเองเพื่อดึงสติไม่ให้หลุดไปมากกว่านี้ แต่มันไม่ได้ดีขึ้นเลย รถที่เคลื่อนที่เร็วอยู่แล้ว กลับเร็วไม่ทันใจตัวของหญิงสาว เท้าของเธอเหยียบลงไปที่คันเร่งมากกว่าเดิม ด้วยความหวังที่อยากจะถึงบ้านให้เร็วที่สุดเพราะดูเหมือน เครื่องดื่มที่เธอดื่มเข้าไปมันเริ่มออกฤทธิ์แล้ว ดวงตาของเธอ ปรือจนแทบจะปิด หล่อนพยายามยกตาที่หนักขึ้นอีกครั้งก่อนที่แสงสว่างจ้าจะสาดเข้ามาหาเธอ แรงกระแทกจากรถสิบล้อกระแทกเข้ามาที่ด้านข้างเธอพอดี เศษกระจะแตกกระจัดกระจายเต็มไปทั่วพื้นที่ ไม่มีเสียงร้องใดๆออกมาจากตัวรถ คอระหงส์ที่ใส่สร้อยทันสมัย อ่อนปวกเปียกเพราะกระดูกที่เคยยึดมันแตกสะบั้นไม่มีเหลือ ชุดสวยงามที่เคยใส่บัดนี้ขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี ขายาวสวยที่เคยสวมใส่รองเท่าคู่งาม ตอนนี้หนังที่เคยปกคลุมไว้หลุดลอกเผยให้เห็นเศษเนื้อสีขาวที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงเต็มไปหมด ดวงตาที่เมื่อครู่พยายามมองทางบัดนี้ข้างขวาออกมากลิ้งเล่นอยู่กับพื้นอย่างน่าอนาถ


   “ นี่แหละนะที่เขาไม่ให้ขับรถตอนเมาน่ะ” ปิติภัทรเดินเข้ามาที่จุดเกิดเหตุ ก่อนจะสั่งให้เรย์กางสมุดบัญชีออก “ นางสาว สรญา วิสาวงษ์ ชาตา 1 ตุลาตม ปีวอก มรณะ 30 มิถุนายน ปี จอ เชิญออกจากร่างมาได้แล้วครับ” ไม่นานดวงวิญญาณของหญิงสาวก็ปรากฏกายขึ้นอยู่ด้านข้างร่างของตัวเอง


   “ พี่ที่ร้านนี่คะ” เธอเอ่ยทักอย่างเริงร่าแล้วมองดูรอบตัวเพื่อสำรวจก่อนจะพบกับร่างของตัวเองที่นอนจกองเลือดอยู่ “ พี่ไม่ใช่คนเหรอคะ”


   “ ผมว่าคุณผู้หญิงจำผิดคนแล้วล่ะครับ ผมเป็นยมทูติครับและไม่เคยพบคุณมาก่อน ผมมีหน้าที่พาดวงวิญญาณของคุณผู้หญิงไปสู่โลกหลังความตายครับ”  ปิติภัทรพูดก่อนจะกางสมุดออก พื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าที่เคยเป็นถนนบัดนี้มีควันสีฟ้ากลุ่มใหญ่ขึ้นก่อนจะค่อยๆจางลงเผยให้เห็นปากทางไปสู่อีกโลกหนึ่ง


หญิงสาวเข่าอ่อนทรุดล่างลงตรงหน้าก่อนจะร้องไห้โฮออกมา ปิติภัทรได้แต่มองอย่างสังเวช เพราะตัวเธอเองเป็นคนทำทุกอย่างให้เกิดขึ้น


   “ ฉันยังไม่ไปไม่ได้เหรอคะ ฉันเพิ่งเรียนจบ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเพื่อแม่ฉันเลย ฉันยังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย” เธอเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับกอดขาของยมทูติหนุ่ม


   “ ไม่ได้ครับ ตอนนี้คุณกำลังทำให้ผมเสียเวลานะครับ” ปิติภัทรพูดอย่างเหลืออด “ถ้าคุณไม่ไปดีๆอย่าหาว่าผมไม่เตือน”เขาพยายามใจเย็นเพราะไม่ค่อยอยากใช้วิธีที่ยมทูติคนอื่นใช้เท่าไหร่นัก


   “ นะคะ” เธออ้อนวอนอีกครั้งและดูจะไม่เป็นผลเท่าไหร่นัก


   “ ผมขอโทษนะครับ” สิ้นคำพูดเชือกเส้นสีน้ำเงินก็พันรอบตัวของหญิงสาว ยิ่งเธอดิ้นขัดขืนมากเท่าไหร่เชือกนั้นก็ยิ่งสร้างความเจ็บปวดให้เธอมากขึ้นเท่านั้น “ เดิมตามผมมาดีๆนะครับจะได้ไม่เจ็บ” เขาพูดดีๆกับเธอแต่ดูเหมือนว่าดวงวิญญาณของหล่อนจะไม่ยอมสงบลงง่ายๆ


   “ ระวัง” เรย์ร้องเตือนเมื่อมีบางอย่างพุ่งเข้ามาตัดเชือกของปิติภัทรจนขาดวิ่น
วิญญาณสาวได้อิสระอีกครั้ง เธอหนีหายไปจากความมืด ปิติภัทรคว้าเรย์มาก่อนที่ประตูที่เชื่อมโลกหลังความตายจะปิดลง


   “ ถ้าเป็นยมทูติมือเรารับมือไม่ไหวแน่ๆ” เรย์เอ่ย “ เราไปช่วยกันหาคู่หูนายแล้วไปตามหาดวงวิญญาณนั้นกันเถอะ”


   “ ไม่เราจะไปตามจับดวงวิญญาณนั้นก่อนส่วนเรื่องคู่หูค่อยจัดการ”


   “ แต่”


   “ พาฉันไปที่ที่ดวงวิญญาณนั่นหนีไปเดี๋ยวนี้”


ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนบริเวณหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์อย่างเหนื่อยใจ หลังจากที่เดินออกตามหาไอ้คนที่เขาเรียกว่าคู่หูมาเป็นเวลาครึ่งค่อนวัน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอเลยแม้แต่น้อย ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินผ่านไปคนแล้วคนเล่า ก็ยังไม่มีใครที่ใช่สำหรับเขาเลย ไม่มีใครมองเห็นเขาเลยแม้แต่คนเดียว พวกยมทูติคนอื่นที่เขาไปขอความช่วยเหลือก็ต่างเดินหนีเพราะไม่มีใครอยากช่วยยมทูติอย่างเขา


   “ นี่บลู นายแน่ใจนะว่าฉันมีคู่หูเนี่ยฉันหามานานแล้วนะเว้ย” ปณิธานตะโกนใส่สมุดคู่ตัวอย่างหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


   “ แน่ใจสิเจ้านาย ยมทูติต้องมีคู่หู ที่ตอนนี้ไม่เจอเราแค่ต้องหา”


   “ พูดง่ายมากละ….” ยังไม่ทันพูดจบสมุดของเขาก็เรืองแสงสีฟ้าขึ้นมาในทันที  “ เกิดอะไรขึ้นน่ะบลู”


   “ ดูเหมือนว่า ดวงวิญญาณของคู่หูเจ้านายจะหนีไปได้นะ สมุดของฉันอัพเดตช้าเพราะตัวของเจ้านายเองยังไม่ได้เชื่อมโยงเข้ากับคู่หูเลย”


   “ ดีเลย บลูเราไปตามหาดวงวิญญาณดวงนั้นกัน ฉันเชื่อว่าถ้าเราตามหาดวงวิญญาณได้ฉันก็จะเจอคู่หู” ปิติภัทรพูดออกมาด้วยความดีใจ “ พาฉันไปหาสถานที่ที่ดวงวิญญาณนั้นไปล่าสุดที”



สิ้นคำสั่งสมุดนั้นก็กางออก ร่างของเขาหายวาบไปในทันที ก่อนที่จะมาปรากฏตัวอีกครั้ง ที่บริเวณจุดก่อสร้างของตึกที่อยู่ออกไปแถบชานเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่ยังไม่สมบูรณ์ เสาที่ยังคงเป็นปูนยังคงมีความขรุขระอย่างเห็นได้ชัด บนพื้นยังเต็มไปด้วยเครื่องมือก่อสร้าง ปณิธานเดินสำรวจไปรอบๆอย่างระมัดระวัง แปลกที่เขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงดวงวิญญาณที่หายไปเลย  เขาตัดสินใจที่จะเดินขึ้นไปด้านบนต่อเพราะบางอย่างในความสู้สึกของเขาบอกเช่นนั้น ทันทีที่ขายาวก้าวพ้นบันไดขึ้นมา ลมที่พัดอยู่ในอากาศมาสัมผัสใบหน้าของเขาเบาๆ บนท้องฟ้าไม่มีแสงสว่าง หรือดวงดาวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแสงวูบวาบและเสียงร้องคำรามที่แสดงให้เห็นว่าฝนกำลังจะตกลงมา


   “ ใครน่ะ” เขาตะโกนถามทันทีที่ร่างดำทะมึนปรากฏกายขึ้นซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เขาอยู่เท่าไหร่นัก “ นาย เอ่อ คุณครับ คุณคนนั้นน่ะ” เขาตะโกนฝ่าเสียงฟ้าร้องออกไป “ คือคุณใช่คู่หูของผมหรือเปล่าครับ”
ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบอะไร คนที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมสีดำยิ้มอย่างผู้ชนะ ปณิธานตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้อย่างๆกล้าๆกลัวๆ


   “ เจ้านาย อย่าเพิ่ง ข้าว่าไม่ใช่คู่หูเจ้านายหรอก” บลูท้วงก่อนที่ขาของเขาจะก้าวไปข้างหน้า
เสียงหัวเราะของคนที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมสีดำดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ แข่งกับเสียงท้องฟ้าที่ร้องคำรามราวกับว่ามันจะพังทลายลงมา สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาและมีทีท่าที่จะหนักขึ้นทุกที ซึ่งนั่นทำให้การมองเห็นของปณิธานลดลงไปในทันที


   “ ระวัง”


สิ้นเสียงบลูร่างของปณิธานก็ไถลไปตามพื้นด้วยแรงกระแทกของอะไรบางอย่าง เขาจุกจนแทบจะลุกขึ้นมายืนไม่ไหว เสียงหัวเราะอย่างสะใจของใครบางคนดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานของหญิงสาวที่ถูกโซ่ตรวนพันธนาการอยู่


“ คงเป็นยมทูติตนใหม่สินะ และดูว่าจะยังหาคู่หูไม่เจอเสียด้วยสิ” ชายใต้ผ้าคุมลดระดับเสียงในการพูดลง พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ตัวของปณิธานเรื่อยๆ “ มาอยู่กับข้ามั้ย ชีวิตไม่ต้องขึ้นตรงกับใคร ไม่ต้องเป็นขี้ข้า ใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าอยากจะใช้”


“ ไอ้ยมทูติโสโครก เจ้านายข้าไม่มีทางไปเป็นพวกของแกหรอก” บลูตะโกนออกมาอย่างเหลืออด แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะหากตัวเจ้าของสมุดบาดเจ็บเขาก็จะบาดเจ็บด้วย


“ เจ้านั่นแหละที่ควรหุบปาก ไอ้สัตว์เลี้ยงชั้นต่ำของยมทูติ แกอย่ามาปากดีไปหน่อยเลย รูปกายของเจ้าเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้เลย อย่าริอาจมาสอนข้า” เขาคว้าสมุดเล่มสีฟ้านั่นมาอยู่ในมือ ก่อนที่จะมีบางอย่างพุ่งทะลุมือของเขาไป ลูกดอกนั่นปักคออยู่ มันเรืองแสงสีน้ำเงิน  “อ้ากกกกก” เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด


“ อย่ามายุ่งกับคู่หูของฉัน ไอ้ยมทูติชั้นต่ำ” เสียงทุ้มต่ำตะโกนมาจาด้านหลังของเขา และวิญญาณของหญิงสาวที่เคยพันธนาการไว้บัดนี่ได้ถูกปลดปล่อยแล้ว


“ แกอีกแล้วเหรอไอ้ครึ่งพันธุ์โสโครก ฝากไว้ก่อนเถอะ” เขาตะโกนกลับไปพร้อมกับกัดฟันกดความเจ็บปวดนั้นไว้ ก่อนจะหายวับไปกับความมืด เพราะดูเหมือนว่าจะแสงอาทิตย์กำลังจะโผล่ผ่านท้องฟ้ามารำไรแล้ว


“ เป็นไงบ้าง” ปิติภัทรวิ่งตรงมายังคู่หูของตน ก่อนจะตกใจเมื่อคนที่นอนอยู่บนพื้นพลิกตัวมา “ ไอ้ปาร์ค”


“ ไอ้เฟิร์ส”


“ ก่อนจะทักทายหรืออะไรกัน เอาดวงวิญญาณดวงนั้นกลับโลกหลังความตายก่อนดีมั้ย” เสียงของเรย์ดังขึ้นมาพร้อมกับแสงสว่างที่

เรืองรองจากสมุด


“ นี่ลุงลืมอะไรไปหรือเปล่า” บลูที่ที่ลอยขึ้นมาจากพื้นพูดขึ้นพร้อมกับแสงสว่างที่เปล่งประกายเช่นกัน “เราต้องจับคู่กันก่อน แต่ก็อย่างว่าแหละนะ คนแก่มักจะขี้หลงขี้ลืม”


“ นี่แกว่าใครฮะ” เรย์แผดเสียงใส่


“ หยุดกันทั้งคู่แหละ” ปิติภัทรส่งมือไปยังคนที่ยังคงนอนอยู่กับพื้น “ลุกมาก่อน ไหวมั้ย”


“ เออ ไหวอยู่” ปณิธานลุกขึ้นมายืนตรงประสานเข้ากับดวงตาสีฟ้าตรงหน้า “ ทำไม”


    “ เดี๋ยวค่อยคุยกัน หยิบสมุดมา” เขาสั่งก่อนที่ตัวเองจะทำเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน เขากางหนังสืออกแล้วยกหันทางฝั่งด้านในไปทางคนที่อยู่ตรงข้าง  ปณิธานทำตามอย่างเก้ๆกังๆ แสงสว่างสีฟ้าส่องประกายไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับแสงอรุณของวันใหม่ เชือกเส้นสีฟ้าลอยออกจากสมุดทั้งสองเล่มพันกันเป็นเกลียวขึ้นไปเหนือหัวของทั้งสอง ก่อนที่มันจะปรากฏรูปร่างเป็นสุญลักคล้ายเลขแปดแนวนอน นั่นหมายความว่า พันธนาการที่ไม่มีวันสิ้นสุด


เมื่อแสงสว่างดับลงปิติภัทรก็เดินไปที่ดวงวิญญาณของหญิงสาวที่นั่งกอดเข่าอยู่ด้านหลังโดยไม่พูดอะไรสักคำ


“ เรย์ เปิดประตู” สิ้นคำทางเชื่อมระหว่างสองโลกก็ปรากฏขึ้น เขาก้าวขาเข้าไปก่อนที่ประตูนั้นจะปิดลง


“เราก็ไปกันเถอะเจ้านาย” บลูเปิดทางให้บ้าง ปณิธานก้าวขาเข้าไปด้านในแล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจากเดิม

รอบตัวจากที่เคยกำลังสว่างกลับมืดลง สิ่งที่ยมทูติคนใหม่สัมผัสได้ตอนนี้คือ กลิ่นที่นี่ค่อนข้างเหม็นอับ ไม่มีเสียงใดๆเกิดขึ้น เสียงที่เขาได้ยินคือเสียงฝีเท้าของเขาและคู่หูเท่านั้น ภายในห้องนี้เหมือนไม่ได้มีแค่พวกเขา แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างคอยจับตามองเขาอยู่ตลอดเวลา มือหนาของคู่หูสัมผัสลงบนตัวเขาแล้วดึงให้เดินตาม เขาเองก็ทำตามอย่างไม่อิดออด


เมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืดได้ เขาเริ่มสังเกตได้ว่าตอนนี้สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้เลื้อยที่เคลื่อนตัวพันกันไปมาเหมือนว่ามันมีชีวิต บริเวณทางเดินโล่งสบายและดูเหมือนว่าคู่หูของเขาจะเงียบ เงียบเสียจนทำให้เขาอึดอัด


“ นี่มึงจะไม่คุยกับกูจริงๆเหรอวะ” เขาเริ่มที่จะคุยก่อน


“ชู่วว” เสียงบลูดังขึ้นมาจากด้านข้างทำให้ยมทูติคนใหม่ถึงกับเงียบเสียงลง จนกระทั่งมาจนสุดปลายทาง ตรงหน้ามีประตูไม้เก่าๆกับพวกไม้เลื้อยเมื่อครู่พันบริเวณโซ่ คู่หูของเขาเอาสมุดไปวางชิดกับประตู พร้อมทั้งเอามือทาบลงไป ปณิธานไม่คิดจะถามแต่กลับทำตามโดยอัตโนมัติ โซ่ตรงหน้าปลดล็อคตัวเองไม้เลื้อยที่เคยพันติดไว้ เลื้อยกลับไปชิดที่ขอบประตูไม้มันนิ่งสงบราวกับว่ามันไม่เคยมีชีวิตมาก่อน ดวงไฟที่คบเพลิงซึ่งติดอยู่ตรงประตูติดขึ้นทำให้บริเวณโดยรอบสว่างขึ้น ปณิธานหันไปมองคู่หูของตนเองที่กำลังเอาผ้าปิดปากออกจากปากของดวงวิญญาณของหญิงสาว


“ ที่นี่คือปากทางเข้าสู่โลกหลังความตาย” 


พูดจบบานประตูไม้ก็ถูผลักให้เปิดออก คบเพลิงที่เรียงรายตลอดสองข้างทางสว่างต้อนรับผู้มาเยือน ดวงวิญญาณหญิงสาวเริ่มมีอากาศหวาดกลัวและต้องการขัดขืน แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อสายตาพิฆาตจากคนที่ถือเชือกสีฟ้าจ้องมาทางเธอราวกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อ ตรงหน้าเป็นเหวลึกที่มองอย่างไรก็ไม่มีทางไป คนที่นำทางอย่างปิติภัทรก็ยังคงก้าวขายาวไปอย่างไม่ยอมลดละ เขาก้าวไปในอากาศ ดวงวิญญาณของหญิงสาวหลับตาสนิทเพราะกลัวจะหล่นลงไป แต่ทว่า กลับไม่มีใครหล่นไปสู่ด้านล่างเพราะทันทีที่เท้าสัมผัส สะพานเหล็กกล้าก็ปรากฏขึ้นในทันที ท้องฟ้าด้านบนเปลี่ยนเป็นแสงสีเขียวสะท้อนแสงเพื่อเป็นการตอนรับอีกครั้ง ใต้สะพานเป็นลำธารลาวาไหลส่งไอร้อนขึ้นมาให้คนที่อยู่ด้านบ้าน คนเดินตามอย่างปณิธานได้แต่นิ่งเงียบ เพราะไม่อยากถามอะไรคนที่ไมอยากคุยกับเขาอีก


เมื่อเดินมาเหมือนว่าจะเป็นทางตันเพราะตรงหน้าไม่มีทรงไปมีเพียงกำแพงหินเท่านั้น   


   “ ตรงหน้า เป็นประตูแลกเศษวิญญาณ”  คนตรงหน้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอามีดพกขนาดเหมาะมือออกมาจากกระเป๋า แล้วตัดเข้าไปที่เส้นผมของดวงวิญญาณหญิงสาว ซึ่งตอนนี้ตัวสั่นไปด้วยความกลัว “ เราต้องวางเศษวิญญาณนี้ไว้ในโถ เข้าชี้ไปที่โถเหล็กใบเก่าที่ปรากฏแสงไฟสีฟ้าขึ้นเมื่อใส่เศษวิญญาณลงไป และเมื่อไฟนั้นมอดดับกำแพงหินก็ค่อยๆเลือนรางหายไปเป็นทางเดินต่อ “ โถเหล็กนั่นที่เราหย่อนเศษวิญญาณลงไป จะเป็นตัวเลือกสะพานให้แก่ยมทูติว่าจะพาดวงวิญญาณนี้ไปที่ไหน” เขาพูดขึ้นก่อนจะเดินนำทางไป ตรงป้ายปากทางก่อนขึ้นสะพานเขียนว่า


   ผู้ตายก่อนกำหนด


สะพานนั้นเต็มไปด้วยยมทูตินับสิบที่ยืนรอพร้อมกับคู่หูของตนเอง เสียงเจื้อยแจ้วดังมาเป็นระยะๆราวกับว่า ทางเข้าสู่โลกหลังความตายนี้เป็นตลาดสดก็ไม่ปาน


   “ มีคำถามอะไรอีกหรือเปล่า” ปิติภัทรหันมาถามปณิธานที่ดูจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่


   “ มี ทำไมวันที่ฉันตายไม่ได้ผ่านมาทางนี้”


   “ ผู้ที่ถูกเลือกมาเป็นยมทูติจะถูกส่งเข้าไปรอผลการตัดสินจากเบื้องบน ในห้องเก็บความทรงจำ ไม่จำเป็นต้องผ่านมาทางนี้” เขาอธิบาย “ แล้วที่ฉันอธิบายไปเนี่ยเข้าใจหรือเปล่า เพราะครั้งหน้าถ้าเป็นดวงวิญญาณที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายนายจะต้องทำเองนะ มันทำแทนกันไม่ได้”


   “ เข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ”


   “ พูดอะไรวะ ตกลงเข้าใจหรือเปล่า” ปิติภัทรถามด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม


   “ เข้าใจเรื่องวิธีการ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปิดปากดวงวิญญาณตอนที่เดินผ่านป่านั่นมาด้วย”


   “ อ๋อ” คู่หูเริ่มเข้าใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายถาม “ ตรงนั้นเขาเรียกว่ากับดักยมทูติ มันจะหลอกล่อเราทุกอย่างเพื่อให้ไปติดกับ หากว่าเราไม่มีสมาธิน่ะ มันเป็นสิ่งที่เอาไว้ดักพวกยมทูติมืด เพราะฉะนั้นการเดินผ่านตรงนั้นห้ามวอกแวก ต้องมีสมาธิตลอดเวลา เพราะถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราติดกับกับดักยมทูติ เราอาจจะไม่ได้ออกมาอีกเลย ไม่มีใครรู้ว่าข้างในมีอะไรแต่ที่แน่ๆมันไม่ปลอดภัยสำหรับยมทูติอย่างเราแน่ๆ มีอะไรจะถามอีกหรือเปล่า”


   “ มี แล้วนายมาเป็นยมทูติได้ยังไง”


   “ คิวต่อไป” เสียงประกาศจากหัวกะโหลกสีเงินตรงหน้าทำให้บทสนทนาหยุดลงเพราะถึงคิวของพวกเขาแล้ว


   “ เรย์” เขาเรียกสมุดให้ออกมาปรากฏตรงหน้า “ เอาสมุดนายออกมา”


   “ บลู ออกมา” สมุดสีฟ้าของทั้งสองออกมาลอยแล้วกางรายงานเรื่องดวงวิญญาณด้านหน้าหัวกะโหลกสีเงิน ก่อนที่ดวงวิญญาณนั้นจะหายวาบไป


   “ เอาล่ะ ดวงวิญญาณดวงนี้อายุยังไม่ถึงฆาตแต่ร่างของเธอไม่สมารถกลับเข้าไปในร่างได้ นาย ยมทูติสีฟ้า ในฐานะที่เป็นคนนำส่ง จะทำอย่างไร ทำเหมือนเดิมที่เคยบันทึกไว้ในสมุดหรือไม่” กะโหลกสีเงินถามไปทางปิติภัทรที่ยืนนิ่งอยู่


   “ ทำเหมือนเดิมครับ แลกกับการที่ผมยอมเป็นยมทูติต่อ” เขาพูดออกไปพร้อมกับเอามีดกรีดไปที่ฝ่ามือแล้วยื่นให้เลือดของเขาหยดลงบนกะโหลกสีเงินตรงหน้า


   “ เจ้ารู้ผลที่จะตามมาใช่หรือไม่” กะโหลกนั่นถามมาด้วยน้ำเสียงขึงขัง


   “ รู้ครับและผมพร้อมที่จะยอมรับ”


   “ ขอให้นายโชคดี”


   “ เอ่อ ผู้คุมทางเข้าครับ ผมอยากรู้ว่า คู่หูของผม คนเก่าไปไหนครับ” เขาถามออกไปซึ่งทำให้คนที่ยืนฟังอยู่ข้างหลังคิ้วขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ


   “ เราตอบไม่ได้หรอก สักวันเจ้าจะรู้คำตอบ” พูดจบควันสีฟ้าก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ พวกเขาถูกผลักให้กลับมาที่ยอดตึกตามเคย ซึ่งตอนนี้ก็เวลาเกือบเย็นแล้ว
   นี่แหละนะเวลาโลกหลังความตายมักช้ากว่าความเป็นจริงเสมอ


   “ เราต้องไปหาที่อยู่” บลูเอ่ย


   “ ไม่ต้อง เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจัดการให้เอง” ปิติภัทรพูดขัดขึ้น “ ฉันไม่ยอมให้คู่หูของฉันอยู่ห่างตัวแน่”


ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
3


PARTNER



“ วันนี้มาเร็วจังเลยนะคะน้องเฟิร์ส” ผู้จัดการร้านที่กำลังวุ่นอยู่กับการเช็คของในสต๊อกเอ่ยทัก เขาเดินเข้าไปทักทายโดยการหอมแก้มก่อนสองสามทีก่อนจะพาเดินไปบริเวณชั้นสองของร้าน


ร้านของเฟิร์สตั้งอยู่บริเวณเลียบคลองชลประธาน ลูกค้าประจำก็จะเป็นกลุ่มนักศึกษา เพราะอยู่ใกล้ทางกลับหอ ไม่เจอด่านตำรวจเพราะเพียงออกหน้าร้านไปก็เจอกับไฟแดงผ่านไฟแดงไปก็เป็นละแวกหอได้โดยไร้การเป่าใดๆจากคุณตำรวจ ลูกจ้างบางส่วนหรือผู้จัดการร้าน จะมีที่พักอยู่ด้านบนซึ่งจะมีห้องอยู่สามห้อง ห้องแรกติดกับบันไดจะเป็นห้องพักสำหรับลูกจ้างที่เมากลับไม่ไหวหรือว่าทำงานเสร็จดึก ถัดมาจะเป็นห้องของเจ๊อาโปผู้จัดการร้าน และริมสุดที่มองเห็นท้องถนนยามค่ำคืนจะเป็นห้องนอนของปิติภัทร ซึ่งจะแวะเวียนมานอนบ้างเวลาไม่อยากขับรถกลับบ้านหรือมาพักเอาแรงเพื่อไปตามจับดวงวิญญาณเพราะใครๆก็ต่างรู้ว่าถนนในแถบนี้มีคนตายบ่อยๆ


เมื่อลูกบิดประตูเปิดขึ้น มือหนาก็เอื้อมไปเปิดไฟที่ข้างประตูห้องพร้อมทั้งเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนจะหยิบเรย์ออกไปวางปนกับชั้นวางหนังสือการ์ตูนเล่มโปรดนั่นก็คือแมวหุ่นยนต์สีฟ้าที่มาจากโลกอนาคต เขาไม่ได้ชื่นชอบแต่เขาค่อนข้างบ้าเลยทีเดียวเพราะทุกอย่างในนี้เป็นโดเรม่อน ทั้งผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน หมอน โคมไฟที่วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือหรือแม้กระทั่งนาฬิกาปลุกและผ้าม่าน


   “ ชอบโดเรม่อนเหรอ” คนที่เดินทะลุผ่านประตูเขาถามขึ้นฝ่าความเงียบ “ตลกว่ะ เห็นดิบๆเถื่อนๆแต่ชอบโดเรม่อน”


   “ ทำไมวะ ชอบโดเรม่อนแล้วจะทำไม กู เอ่อ”


   “ จริงๆมึงพูดกูมึงกับกูได้ปกติเลยนะ กูไม่เข้าใจว่าเราจะมาสุภาพกันไปทำไมทั้งๆ ที่เราก็รู้จักกันมาก่อน”


   “ เออ กูมึงก็กูมึง” เขาพูดพร้อมกับทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงแล้วเอื้อมไปหยิบพลาสเตอร์แปะแผลลายโดเรม่อนมาจากหัวเตียง


   “ มึงเอาวันที่เหลือของผู้หญิงคนนั้นไปทำอะไรวะ”


   “ ถ้าจะอยู่ห้องนี้ห้ามถามถึงเรื่องนี้อีก ถือว่าเป็นกฎเหล็กเลยก็แล้วกัน อยู่ด้วยกันต้องมีกฎเข้าใจมั้ย” เขาพูดพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาแปะแผลจนมันเสร็จเรียบร้อย “ แล้วก็ไม่ต้องถามด้วยว่าทำไมมาเป็นยมทูติได้ เพราะกูจะไม่ตอบ อะไรทั้งนั้นโอเคมั้ย”


   “ โอเคก็โอเค ไอ้เฟิร์สปากผีนี่ไม่ได้แค่ทักใครแล้วตายใช่มั้ยวะ คงได้มาเพราะปากแบบนี้ มิน่า” ปณิธานพูดเว้นช่วงก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆของคนที่เป็นเจ้าของห้องอยู่


   “ แล้วก็อย่ามาเรียกกูว่าปากผี กูไม่ชอบ” เขาหันมาตะโกนใส่


   “ ทำไมวะ เจ๋งดีออก มีฉายาด้วย” ปณิธานถาม


ใบหน้าของคนถูกถามขึ้นก็เครียดลงในทันที “ ไอ้คำพูดที่มึงเรียกว่าฉายาเนี่ย มันทำให้คนกลัวกูจนแทบไม่อยากเข้าใกล้ไปกูกันหมด วันนั้นกูแม่งเมา นั่งกินเหล้าอยู่ด้วยกันกับพวกเพื่อนสนิท มีไอ้ปอนด์ด้วยมึงน่าจะรู้จักมัน กูแม่งคะนองปากเพราะได้สินเสียงนาฬิกาชีวิตของไอ้ก็อตที่นั่งอยู่ตรงหน้า แล้วกูไปทักมัน ว่าจะโดนรถชนตายอีกห้านาที ตอนนั้นก็ตลกกันนะโว้ยเพราะไม่มีใครเชื่อจนกระทั่งไอ้ก็อตมันขอออกไปสูบบุหรี่ที่นอกร้าน ตอนนั้นมีรถเก๋งแม่งพุ่งมาจากไหนไม่รู้ชนไอ้ก็อตที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ด้วย มันตายคาที่ สภาพตอนนั้นของมันยังคงติดตากู และมันก็คือดวงวิญญาณที่กูต้องพาไปส่งที่โลกหลังความตาย แล้วหลังจากนั้นเพื่อนๆแม่งก็พากลัวกูกันไปหมด เว้นแต่ไอ้ปอนด์แหละที่ยังคงแวะมาคุยกับกูบ้าง” น้ำเสียงของคนเล่าเบาลงอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่จะปรับเข้าสู่เสียงที่ปกติ “ เพราะฉะนั้นคำว่าไอ้เฟิร์สปากผี อย่ามาพูดให้กูได้ยินอีก”


   “ แล้วทำไมวันนั้นมึงทักกูวะ”


   “ วันนั้นเหรอ กูแค่เห็นการตายของมึงมันน่าสมเพชว่ะ คนอะไรไปตายเพราะคนอื่นพ่อแม่ก็ไม่ใช่”


   “ เออกูสัญญาว่าจะไม่เรียกมึงว่าไอ้เฟิร์สปากผี แต่กูจะเรียกมึงว่าไอ้เฟิร์สปากหมา อันนี้โคตรเหมาะเลย” เขาเตรียมตัวที่จะลุกขึ้นแต่มือหนาคว้าไว้ก่อนทำให้ร่างของคนที่โดนดึงเสียหลักล้มทับคนที่นั่งอยู่ ใบหน้าของทั้งสองแนบชิดกัน ปลายจมูกสันคมทั้งคู่สัมผัสกันอย่างแผ่วเบา


   “ ทำไมไอ้นนท์มันถึงไม่ชอบมึงวะ เพราะมองใกล้ๆแล้วมึงก็”


   “ หุบปากไปเลย กูขอตั้งกฎบ้าง หลังจากนี้มึงห้ามพูดถึงเรื่องไอ้นนท์อีก ไม่อย่างนั้นก็จะทำทุกวิถีทางไม่ให้มึงเก็บดวงวิญญาณได้เลยแม้แต่ดวงเดียว กูมั่นใจว่าการเป็นยมทูติทั้งๆที่เป็นคนเนี่ยมันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มึงต้องทำเพื่ออะไรบางอย่างแน่ บางอย่างที่มึงตั้งเป็นกฎบ้าบอนั่น”
ทันทีที่ปณิธานพูดจบคนที่นอนอยู่ด้านล่างก็ผลักร่างผู้มาอาศัยกระเด็นจนตกเตียง ใบหน้าของเขาแดงกล่ำ มือหนากำแน่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเสียงฟันที่กระทบกันด้วยความโกรธดังผ่านความเงียบมา


   “ ทำไม ไอ้ความรักเก่าๆนั่นมันสำคัญขนาดนั้นเลย บอกเลยว่าการส่งวิญญาณแต่ละครั้งสำหรับกูและมึงมาก มึงลองส่งวิญญาณไม่ทันสักรอบสิ จะรู้สึก”
   “ มึงจะโกรธอะไรขนาดนั้นวะ มึงมีกฎได้ กูก็แค่ต้องมีบ้าง”
   “ เออตกลงกูจะไม่พูดถึงไอ้นนท์ไม่สิ จะไม่พูดถึงเรื่องก่อนที่มึงจะตายอีกตกลงมั้ย” เขายื่นมือออกมาหาคู่หูที่ยืนอยู่ข้างหน้า


   “ เออตกลง” เขายื่นมือตอบกลับ


   “ เออดี จบแล้วนะ ถ้าไม่มีคำถามแล้วกูขอนอนก่อน ยมทูติไม่จำเป็นต้องนอน มึงก็นั่งอ่านการ์ตูนรอไปก่อนแล้วกัน ห้ามออกไปไหนซี้ซั้วนะ โลกนี้มันอันตรายกว่าที่มึงคิดเยอะ” ไม่นานเสียงที่เคยดุใส่ก็เงียบลงกลายมาเป็นเสียงกรนแทนที่


ปณิธานหยิบหนังสือการ์ตูนที่วางอยู่บนชั้นมาอ่านผ่านๆตาเพราะทุกเล่มล้วนเป็นโดเรม่อนตอนต่างๆเขาพยายามที่จะหาเรื่องอื่นก็ไม่พบยกเว้นด้านในสุด เหมือนหนังสือเล่มนี้จะอ่านค้างไว้อยู่เพราะมีอะไรบางอย่างแทรกเอาไว้ เขาเอื้อมไปหยิบมันออกมาแล้วกางออก มันปรากฏให้เห็นหญิงสาววัยกลางคนผมซอยสั้นในชุดกางเกงยีนส์ขายาวเสื้อสีขาวซึ่งบนเสื้อมีอักษรภาษาอังกฤษสีแดงเป็นรูปตัวเอฟสกรีนอยู่ เธอยืนอยู่คู่กับเด็กผู้ชายที่หน้ารถยนต์คันหนึ่งเด็กคนนั้นใส่ชุดสีน้ำตาลลายหมียืนยิ้มจนสุดสุมมุมปากเรียกได้ว่าเห็นฟันจนครบทุกซี่ เขาพลิกด้านหลังรูปใบนั้นซึ่งมันมีตัวหนังสือเขียนอยู่


   ไม่ว่าแม่จะอยู่หรือตาย ขอให้เฟริ์สรู้ไว้ว่า แม่จะอยู่ตรงนี้ข้างๆเฟิร์สเสมอ ยิ้มไว้นะลูก ยิ้มไว้ ยิ้มให้เหมือนกับในรูป แม่จำได้ว่า เฟิร์สเคยเป็นเด็กร่าเริงขนาดไหน แม่อยากได้ลูกของแม่คืน



   “ แม่” เสียงของคนที่นอนบนเตียงทำให้ปณิธานสะดุ้ง


เขาหันไปดูกลับพบว่าคนบนเตียงนั้นแค่ฝันละเมอไปเท่านั้นเอง “ขนาดหลับนะเนี่ย ยังทำฉันตกใจหมด” เขาหันไปว่าแล้วหันกลับมาเก็บรูปนั้นเข้าที่เดิมก่อนจะเอาสมุดไปวางอย่างไม่ให้ผิดสังเกต เขามองกลับไปที่คนที่กำลังหลับใหลอีกครั้ง “ สิ้นฤทธิ์แบบนี้ก็น่ารักเหมือนกันนี่หว่า” เขายิ้มให้ตอนที่ปิติภัทรขยับโดเรม่อนตัวโตเขามาอยู่ในอ้อมกอดหลังจากนั้นก็เดินไปที่ระเบียงเพื่อหาอะไรทำ ทันทีที่ได้มายืนฟ้าก็ค่อยๆมืดลงไปทุกขณะแล้ว ความทรงจำหลากหลายตีเข้ามาในหัวอย่างรวกเร็ว ราวกับว่ามีใครมากดเปิดให้มันทำงาน ตรงที่เขายืนอยู่มองเห็นหอ หอที่เขามักจะแอบขับรถไปหาคนที่เขาแอบชอบบ่อยๆ บนถนนที่มองไปไม่ไกลเขาเคยไปแอบดูเพื่อช่วยคนที่เขาแอบชอบไปช่วยคนรัก ทุกที่ที่นี่แทบเป็นความทรงจำสำหรับเขาหรือแม้กระทั่งร้านนี้ที่เขามากินเลี้ยงฉลองกับชยานนท์ ทำไมเขาต้องมานั่งจำเรื่องพวกนี้ ทั้งๆที่ตัวของชยานนท์ก็กำลังมีความสุขกับความรักครั้งนี้ เขาตีไปที่แขนของตัวเองเพื่อเรียกสติ น้ำตาแห่งความคิดถึงมันไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้


   “ ไปยืนอินดี้อะไรตรงนั้นน่ะ” ไม่รู้ว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงเมื่อครู่มายืนอิงขอบประตูตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ตรงระเบียงจะดูตกใจไม่น้อย


   “ มายืนมองดูบรรยากาศเก่าๆเฉยๆ” เขาตอบโดยไม่หันหน้าไปคุยกับคนที่อยู่ด้านหลัง “ แล้วทำไมตื่นเร็ววะ กูเสียงดังเหรอ”


   “ เปล่า กูจะลงไปช่วยพี่ข้างล่างทำงาน มึงเองจะลงไปก็ได้นะไม่มีใครเห็นหรอก” เขาตอบก่อนจะเดินเข้ามาหา “ ตอนนี้มึงมีชีวิตใหม่แล้วอะไรที่เคยผ่านมาก็ปล่อยมันไปเถอะเชื่อกู” พูดจบเขาก็เดินไปเปลี่ยนเสื้อสีขาวเมื่อวันก่อนมาใส่สีดำแทน “ มึงจะลงไปเลยมั้ย” เขาหันมาถามตอนที่เปิดประตูหน้าห้อง


   “ อืม ลงไปเลยอยู่บนนี้ไม่มีอะไรทำ”


ทันทีที่ลงมายมทูติคนใหม่ก็มองเห็นว่าผู้คนเริ่มทยอยเดินเข้ามาในร้านกันแล้ว บ้างมานั่งจับจองโต๊ะเพื่อรอเพื่อน บ้างมานั่งสั่งอาหารพร้อมกับเบียร์เย็นๆเพื่อดื่ม แต่คนที่เขาสะดุดตามากที่สุดคือคนที่นั่งอยู่เยื้องเวที ใต้ต้นไม้ ใบหน้านั้นกำลังฉีกยิ้มอย่างมีความสุข ในมือถือช่อดอกไม้ เป็นช่อกุหลาบสีแดงที่เขียนว่า CONGREATULATIONS พร้อมกับยื่นส่งไปให้คนที่นั่งข้างๆที่นั่งอยู่ข้างๆก่อนจะสัมผัสจมูกลงที่แก้ม คนที่อยู่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกดชัตเตอร์อย่างมีความสุข


   “ ไอ้ปอนด์มึงถ่ายเสร็จยังวะ”


   “ นนท์ทำไมพูดกูมึงกับปอนด์ล่ะ” รณจักรตีแขนไปหนึ่งทีก่อนจะทำท่าชะงักเมื่อเห็นใครบางคนยืนอยู่ด้านหลังของเพื่อนสนิท


   “ จักร เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมนิ่งไปล่ะ โกรธเราเหรอ จักรก็รู้ว่าเรากับปอนด์สนิทกันมาตั้งนานแล้ว ขอเว้นไว้คนนึงไม่ได้หรือยังไง”



   “ เราขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” รณจักรสบสายตากับปณิธานเป็นการส่งสัญญาณ คนที่รับรู้ได้ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหายตัวไปยังจุดนัดพบ


ร่างของปณิธานมายืนรอภายในห้องน้ำตรงอ่องล่างหน้า โชคดีที่ยังไม่ดึกมากผู้คนภายในห้องน้ำจึงไม่มี สภาพห้องน้ำที่เป็นปูนเปลือยกับแสงไฟที่ไม่ค่อยสว่างเท่าไหร่นักทำให้รณจักรกล้าๆกลัวเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองเห็นคนเดียว


ผู้มาใหม่ที่มาถึงเขาจัดการปิดประตูห้องน้ำหลังจากเอื้อมไปหยิบป้ายของแม่บ้านที่เขียนว่า กำลังทำความสะอาด มาแขวนไว้ที่ลูกบิดประตู


ตอนนี้บรรยากาศภายในห้องน้ำเต็มไปด้วยความเงียบทั้งมนุษย์และยมทูติต่างเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอและไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้ และความอึดอัดนั้นก็พังทลายลงเมื่อรณจักรตัดสินใจเป็นคนเริ่มก่อน


   “ เป็นยังไงบ้าง ทำไมเราถึงเป็นคนเห็นปาร์คล่ะ แล้วทำไมนนท์ถึงมองไม่เห็น” เขาเดินเขาไปใกล้มากขึ้นพร้อมกับมองสำรวจคู่สนทนา   


   “ ทำไมมองเราแบบนั้นล่ะ” ปณิธานถาม ฝ่ายตรงข้ามจึงหยุดลงแล้วรอฟังคำตอบที่ตนถามไปก่อนหน้านี้ “ ทำไอ้นนท์ถึงมอง
ไม่เห็นน่ะเหรอ คือ”เขาตะกุกตะกักเล็กน้อย “ คือเราไม่ใช่วิญญาณน่ะ เราคือยมทูติ เราไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงได้เป็นแต่ตอนนี้ก็เป็นไปแล้ว ส่วนอีกคำถามที่ว่าทำไมนายถึงมองเห็นเราแค่คนเดียว คงเป็นเพราะว่านายเคยผ่านความตายมาแล้วยังไงล่ะ”


   “ เราขอโทษนะ นายไม่ควรมาตายเพราะเราเลย เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะเราเอง ถ้าเรารู้ว่าทุกอย่างมันจะเป็นแบบนี้เราจะไม่เข้ามาในชีวิตของใครเลย”


   “ อย่าพูดแบบนั้นสิ ทุกอย่างมันถูกขีดไว้แล้วล่ะ แล้วก็อย่าไปพูดแบบนี้ให้ไอ้นนท์มันได้ยินเชียวนะ มันจะน้อยใจเอา นนท์มันรักจักรมากเลยนะ รักมากกว่าชีวิตของมันเองด้วยซ้ำ” เขาพูดออกมาพร้อมกับพยายามกดไม่ให้เสียงตัวเองสั่น “ ในเมื่อตอนนี้ อยู่ด้วยกันแล้ว ก็รักกันมากๆล่ะ อะไรที่มันเคยเกิดขึ้นในอดีตก็ลืมๆมันไปเถอะ เราเองก็จะพยายามลืมมันไปเหมือนกัน”


   “ เราว่า อะไรที่มันเป็นความทรงจำดีๆก็เก็บมันไว้เถอะนะ” เขาฉีกยิ้มกว้างให้ยมทูติที่อยู่ตรงหน้า “ ในเมื่อเราเป็นคนมองเห็นปาร์คหลังจากนี้ เรามาเป็นเพื่อนกันนะ เราจะคอยช่วยปาร์คเหมือนตอนที่ปาร์คช่วยเรื่องของเราบ้าง”


   “ แต่ นายก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าทำไมเราถึงช่วย”


   “ อืม รู้สิ แต่ปาร์คก็คือผู้มีพระคุณกับเรานะ” ชายหนุ่มส่งยิ้มกว้างไปยังยมทูติที่ยืนอึ้งอยู่ตรงหน้า “เราสัญญา” เขายื่นนิ้วก้อยยื่นไปตรงหน้า


   “ เราไม่ใช่ไอ้นนท์นะ ถึงจะได้มาอ้อนแบบนี้” เขาอมยิ้ม


   “ แค่สัญญาเอง” เขากระดิกนิ้วก้อย ก่อนที่คนตรงข้ามจะยื่นมือเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ได้ยิ้มมานาน “ จริงๆปาร์คเองเวลายิ้มก็น่ารักเหมือนกันนะ”


ปังๆๆๆๆ


เสียงประตูห้องน้ำจากด้านหลังทำให้ทั้งสองหยุดการสนทนาลง เพราะว่ามันดังเหมือนจะพังเข้ามาก็ไม่ปาน และไม่ทันที่มือของรณจักรจะเอื้อมไปเปิดลูกบิด ประตูบานสีฟ้าก็เปิดอ้าออกตามด้วยรองเท้าคอนเวิร์สสีขาวที่ยื่นเข้ามาพร้อมกับกางเกงยืนส์สีฟอกเขารูป หลังจากนั้นเจ้าของบาทานั้นก็เดินเข้ามาไม่พูดไม่จากับคนในห้อง เขาไล่เปิดห้องน้ำทีละห้อง พร้อมกับมองไปรอบๆราวกับสงสัยมีใครซ่อนอยู่ตามหลังคาหรือไม่


   “ เมื่อกี้คุยกับใคร” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะกลั้นอารมณ์โมโหให้มากที่สุด “ ไม่ได้ยินที่นนท์ถามเหรอว่าเมื่อกี้คุยกับใคร”


   “ เอาโทรศัพท์มา” เขาแบมือไปทางแฟนของตน


   “ นนท์จะบ้าเหรอ มือถือเราก็อยู่ที่ปอนด์ไง ปอนด์ถ่ายรูปให้ที่โต๊ะก่อนที่จักรจะมาเข้าห้องน้ำเนี่ย” เขาหัวเราะพร้อมทั้งมองไปยังยมทูติที่ยืนอยู่ด้านหลังชยานนท์ “ แล้วนนท์ล่ะเป็นบ้าอะไรมาถึงก็มาโวยวายใส่จักรแบบนี้”



   “ เมื่อกี้ก่อนนนท์จะเข้ามาจักรคุยอยู่กับใคร”


   “ จักรก็บอกว่าไม่ได้คุยกับใคร นี่นนท์ไม่เชื่อใจจักรเลยใช่มั้ย” เขาใช้ไม้เด็ดและดูว่ามันได้ผล


   “ โอเค สงสัยนนท์หูฝาดไปเอง ไปกลับไปที่โต๊ะ อาหารมาแล้ว” ชยานนท์จูงแขนแฟนของตนเดินออกไปรณจักรหันกลับมาขยิบตาให้กับคนที่ยืนนิ่งอยู่ในห้องน้ำอีกคน


   “ เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ” ปณิธานถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ


   “ ใช่เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ” เสียงของใครบางคนที่เข้ามาใหม่ในห้องน้ำเอ่ยขึ้น “ นายกำลังจะทำให้เราเดือดร้อน ไม่รู้หรือไงการที่มนุษย์รู้เรื่องเรามันไม่ใช่เรื่องดีเลย” ปิติภัทรถลาเข้ามาหาคู่หูของตัวเองด้วยความโมโห “ โลกของเรามันอันตรายกว่าที่นายคิด”


   “ แต่จักรไว้ใจได้ มันเป็นเพื่อนของกูแล้วก็เป็นแฟนของไอ้นนท์ด้วย”


   “ อ่อ กูเข้าใจแล้ว ที่มึงทำแบบนี้เพราะมึงอยากจะกลับไปใกล้ชิดกับไอ้คนที่มึงแอบรักอีกครั้งสินะ ที่มึงต้องเสี่ยงตัวเองแบบนี้มึงคงอยากกลับไปจมอยู่กับรักโง่ๆที่ไม่มีวันเป็นไปได้อีกใช่มั้ย”


ไม่รอให้พูดจบปณิธานก็พุ่งหมัดเข้าไปที่ใบหน้าของคู่หูตัวเองอย่างจัง “ มึงไม่มีสิทธ์มาตัดสินใครทั้งๆที่ไม่รู้จักเขาเลยแบบนี้” เขากดเสียงลงพร้อมกับมองไปยังคู่หูของเขาที่กำลังเช็ดเลือดออกจากมุมปาก “ กูไม่รู้หรอกนะว่ามึงโตมาในสังคมแบบไหน ขาดความอบอุ่นหรือว่าไปเจอกับรักที่มันเหี้ยแค่ไหนมาแต่มึงไม่มีสิทธ์” เขากัดฟันจนขมับมีเส้นเลือดขึ้น “ มึงไม่มีสิทธ์ที่จะมาตัดสินคนอื่นแบบนี้ “ สิ้นคำเขาก็หายตัวไป


ร่างของปณิธานมายืนอยู่ที่ห้องสี่เหลี่ยมห้องเดิม ห้องของคู่หูของเขา ยมทูติหนุ่มพยายามที่จะหายตัวไปที่อื่นหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ดูเหมือนว่ามันไม่เป็นผล


   “ อย่าพยายามเลยเจ้านาย” เสียงของบลูดังมาจากชั้นวางหนังสือ “ คู่หูของเจ้านายใช่พันธะยมทูติผูกมัดกับเจ้านายไว้” 
เมื่อบลูพูดจบประตูห้องก็เปิดอ้าขึ้นแววตาที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่ามองมายังปณิธานที่กำลังพยายามที่จะหายตัว
มือหนาเอื้อมมือไปเปิดไปที่มุมด้านข้างของประตู หลังจากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงแล้วหยิบสำลีขึ้นมาเช็ดเลือดที่ยังไหลไม่หยุดตรงมุมปาก


   “ ปล่อยกูไปเดี๋ยวนี้ มึงจะทำแบบนี้กับกูไม่ได้”


   “ ได้สิ ในเมื่อ กูเป็นคู่หูของมึง และหยุดพยายามทำอะไรโง่ๆสักที คนที่จะอนุญาตให้มึงออกจากที่นี่ได้มีแค่กูคนเดียวและกูก็ไม่มีทางให้มึงไปทำอะไรโง่ๆเป็นอันขาด”


   “ มึงมันเห็นแก่ตัว”


   “ มึงมันโง่” เขาพูดเบาๆก่อนจะเดินออกไปจากห้องโดยที่เปิดประตูค้างเอาไว้


ปณิธานเดินเข้าไปเพื่อที่จะปิดแต่ว่า มีใครบางคนเดินมาอยู่ที่ประตู


   “ จักร” เขาเอ่ยเบาๆและคนที่ยืนมองซ้ายมองขวาซึ่งยืนข้างๆคือชยานนท์


ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องแบบไม่ต้องเชิญ พร้อมกับปิดประตูให้อย่างรู้งาน “ ขอโทษนะ ที่ทำให้ต้องมีปัญหากับ”


   “ ช่างมันเหอะ” ปณิธานตัดบท


   “ คือ เขาบอกให้เราขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนนายน่ะ คือจริงๆแล้วเราไม่ได้แอบฟังนะ แต่เรากับนนท์ยืนอยู่หน้าห้องน้ำพอดีตอนที่นายกับ”


   “ ช่างมันเถอะ เราไม่เป็นไร กลับไปได้แล้ว”


   “ ไอ้ปาร์คมันว่าไงบ้าง มันสบายดีหรือเปล่าจักร” ชยานนท์ที่ยืนมองแฟนของตนคุยกับใครบางคนอยู่ถามขึ้นบ้าง


   “ เขาให้เรากลับออกไป” รณจักรตอบกลับไป “ นนท์ช่วยพูดกับเขาให้หน่อยสิ”


   “ เราขอนะ กลับไปก่อนเถอะเราไม่พร้อมจริงๆ” ปณิธานทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้ากับเรื่องที่เกิดขึ้นมาวันนี้ ความทรงจำระหว่างเขากับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันหวนคืนกลับมาราวกับว่าไม่เคยลืมมันอีก คนที่เขาพยายามลืมกำลังกลับมาให้เขาพยายามคิดเรื่องราวต่างๆ


   “ เราว่ากลับก่อนเถอะ คนอย่างไอ้ปาร์คลองว่ามันไล่แล้วแสดงว่ามันคงไม่อยากคุยกับเราแล้วล่ะ” ชยานนท์เอ่ยออกมาอย่างเข้าใจก่อนจะจูงมือรณจักรไปที่ประตู “ แต่ถ้ามึงพร้อมเมื่อไหร่บอกนะเว้ย กูพร้อมช่วยเหลือมึงตลอดเวลา”


ปณิธานมองตามแผ่นหลังกว้างไปจนประตูปิดลง เขาทิ้งตัวนอนลงไปบนที่นอนอย่างเหนื่อยใจ ทุกอย่างในวันนี้มันเหมือนฝันร้ายของตัวเขา ความรัก หรือสงสาร อยากช่วยเหลือหรือบุญคุณ เป็นห่วงหรือเห็นแก่ตัว สิ่งพวกนี้มันวนอยู่ในหัวของเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


   ขนาดตายไปแล้ว ยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีกเหรอวะ











จริงเรื่องนี้จะลงจนจบเลยนะคะ พอดีถ้าใครตามอ่านเรื่อง IN MY DREAM ในห้วงนิทรา จะรู้ว่าเคยแจ้งไปว่าติดปัญหา เพราะเรื่องนั้นนำเสนอ 14 ตุลา และ 6 ตุลา เฃยหยุดลงนิยายทุกเรื่องไป ตอนนี้ขอกลับมาฮึบลงเรื่องนี้ และหลังจาก 24 มีนา จะเริ่มลง IN MY DREAM ให้ได้เพราะหวังว่าเราจะเดินไปข้างหน้าๆได้

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-5
คู่หูที่ดูอย่างไง ๆ ก็ไม่เหมือนคู่หู เหมือนคู่กัดกันมากกว่า  :hao4:

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
4
SORRY

ห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความเงียบและความเยือกเย็นจากอากาศภายในห้องที่ถูกปรับลดอุณหภูมิให้ลดลงต่ำ เสียงดนตรีเบาบางลอดผ่านผนังขึ้นมาเป็นจังหวะ แต่ไม่สามารถทำให้คนที่นอนจ้องมองเพดานสีขาวอย่างเลื่อนลอยรู้สึกอยากลงไปด้านล่างเลยแม้แต่น้อย


ปณิธานจ้องเพดานนี้มาประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความทรงจำหลายๆอย่าง เขาพยายามจัดการความทรงจำเหล่านั้นให้อยู่เป็นที่เป็นทางและดูเหมือนว่ามันไม่ได้ผล ยิ่งอยู่คนเดียว ยิ่งเงียบ ยิ่งฟุ้งซ่าน เขาถอนหายใจเฮือกโตออกมาหลายต่อหลายครั้งแต่ดูเหมือนว่ามันไม่ทำให้เขาสบายใจขึ้นเลย แววตาที่อ่อนล้ามองไปที่นาฬิกาลายโดเรม่อนทีฝาผนังมันแสดงให้เห็นว่าร้านใกล้จะปิดแล้ว ปัญหาอีกอย่างหนึ่งกำลังจะเข้ามาหาเขา


   คู่หูของเขากำลังจะกลับมา


การอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยโดเรม่อนนี้เหมือนกับว่าเขาอยู่ในคุกก็ไม่ปาน เขาลุกขึ้นมาพยายามที่จะออกไปอีกครั้งแต่ก็ยังคงได้ผลลัพธ์เดิมคือกลับมายืนอยู่ในห้องนี้


   “ ไม่ได้ผลหรอกเจ้านาย” เสียงของบลูดังพูดเตือนขึ้นมาอย่างเหนื่อยใจ “ เจ้านายพักผ่อนก่อนดีกว่านะ พลังของยมทูติในตัวเจ้านายอ่อนลงไปทุกทีแล้วนะ”


   “ ใช่ ควรพัก ไม่ควรดื้อแบบนี้” เรย์ที่เงียบอยู่นานเสริมขึ้น


   “ เรื่องของเจ้านายของข้าลุงไม่ต้องมายุ่ง” บลูหันไปตะวาด “ เรื่องนี้มันก็เพราะเจ้านายของลุงนั่นแหละ”


   “ อุบ๊ะ ไอ้เด็กนี่” เสียงทุ้มของเรย์ดังออกมาด้วยความเดือดดาล “ เจ้านายของเอ็งมันไม่เข้าใจเอง จริงๆแล้วเจ้านายของข้าเขาแค่เป็นห่วงก็เท่านั้น เจ้าเด็กนั่นมันก็ปากแข็งแบบนี้แหละ” เสียงของเรย์ค่อยๆเบาลง “ เขาเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน จริงๆแล้วเฟิร์สน่ะ เป็นเด็กที่น่ารักมากเลยนะ เราแค่ต้องเข้าใจเขา”


   “ แล้วเขาคิดที่จะเข้าใจคนอื่นบ้างหรือเปล่าล่ะ” บลูเถียงขึ้น


   “ พอซะทีเถอะ ทั้งสองคนแหละ” ปณิธานตะโกนแทรกทั้งสองที่กำลังเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย “ ฉันต้องการความสงบ และต้องการอยู่คนเดียว ถ้ารู้ว่าเงียบไม่ได้ก็ออกไป”


พูดจบบานประตูหน้าห้องก็เปิดขึ้น ร่างสูงถอดเสื้อด้านนอกแขวนไว้ที่ผนัง “ อยากอยู่คนเดียวจริงๆใช่มั้ย” เขาพูดเสียงเบาๆออกมา “ ทำไมวะ การที่ต้องลืมอะไรซักอย่างมันต้องอยากอยู่คนเดียวตลอดเลย” เขาเดินเดินเซเข้ามาใกล้เตียงที่ยมทูติหนุ่มนั่งอยู่


   “ ถ้าเมามากก็ไปนอนไป” ปณิธานผลักร่างนั้นลงไปบนเตียงก่อนที่ตัวเองจะไปนั่งที่เก้าอี้ที่โต๊ะอ่านหนังสือมือหนาคว้าแขนของยมทูติลงไปด้วย



ทั้งคู่ลงนอนทับกันอยู่บนเตียง ใบหน้าของทั้งสองห่างกันไม่ถึงฝ่ามือ ลมหายใจอุ่นๆของคนที่อยู่ด้านล่างมากระทบกับใบหน้าของปณิธานที่อยู่ด้านบน กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับกลิ่นบุหรี่ลอยฟุ้งเมื่อมือหนาที่โอบอยู่ที่คอดึงใบหน้าของคนที่อยู่ด้านบนเข้ามาใกล้ขึ้น ดวงตาทั้งสองประสานกัน ทั่วทั้งห้องเงียบไปหมดมีเพียงเสียงของท้องฟ้าที่ส่งเสียงคำรามเป็นการแจ้งเตือนว่าฝนใกล้จะตก
คนที่นอนอยู่ด้านล่างส่งรอยยิ้มเผยให้เห็นรีเทนเนอร์กับฟันที่เรียงตัวกันได้รูปมาให้ แต่แววตานั้นไม่ได้เป็นไปตามรอยยิ้มนั้นเลยแม้แต่น้อย แววตาปนเศร้ามองเข้ามาที่ดวงตาคนที่อยู่ด้านบน  ริมฝีปากรูปกระจับสีอมชมพูเหมือนกำลังจะพูดบางอย่าง


ครื้นๆ


เสียงท้องฟ้าร้องดังจนทำให้ปณิธานสะดุ้งและพยายามที่จะดันตัวให้ออกจากพันธนาการครั้งนี้แต่ว่ากลับทำไม่ได้เพราะคนที่อยู่ข้างล่างยิ่งรัดแน่นขึ้นเมื่อเขาพยายามที่จะขัดขืน


   “ ปล่อยกู มึงเมาแล้วมึงก็นอนไปสิวะ” ปณิธานตะโกนใบใส่หน้าจองคนที่อยู่ห่างกันเพียงแค่นิดเดียว ปลายจมูกที่เป็นสันของทั้งสองสัมผัสกัน “ กูบอกให้ปล่อยไงวะ”


   “ กูขอโทษ” ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเมื่อครู่พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่หายไป “ กูไม่รู้นะว่ามึงจะรู้สึกบ้างหรือเปล่าว่ากูก็แค่” เขากระอักกระอ่วน


   “ เออช่างมันเถอะมึงเมามากแล้ว ตอนมึงมีสติดีๆแล้วค่อยมาคุยกันก็แล้วกัน” เขาลดเสียงลงและจ้องมองกลับไปที่ใบหน้าที่ดูอ่อนแรง “ ตอนนี้มึงปล่อยกูได้แล้ว”


มือหนาค่อยๆปลดปล่อยให้ปณิธานหลุดพ้นจากการรัดกุม “ กูไม่รู้นะว่า มึงจะโกรธกูมากแค่ไหน แต่มึงเข้าใจกูเถอะนะ” เขาพูดก่อนที่จะหลับตาลงแล้วนิ่งไป ปิติภัทรเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้อีกคนที่เพิ่งหลุดออกจากอ้อมแขนกำลังนั่งสับสนอยู่ที่บริเวณปลายเตียง


คนเมาในความคิดของปณิธานคือ คนที่จะพูดความจริงทุกอย่าง ในหัวของเขากลับมาตีกันอีกครั้ง ว่าจริงๆแล้วคนที่นอนหมดแรงหลับอยู่บนเตียงเป็นคนแบบไหนกันแน่ ปากหมาหรือว่าอ่อนแอ เขาหันกลับไปมองใบหน้านั้นอีกครั้งใจของเขาสั่นแปลกๆอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหลังจากที่เคยเป็นกับใครบางคน บางคนที่เขาแอบรัก “ ตลกละ คนอะไรเพิ่งเจอกันแล้วใจมาสั่นใส่กันเนี่ยนะ” เขาสะลัดความคิดนั้นออกไปก่อนจะมานั่งทบทวนการเป็นยมทูติอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ


   “ เจ้านายขยันจัง” บลูเอ่ยหลังจากที่ปณิธานเรียกให้ออกมา


   “ ฉันอยากรู้จักโลกหลังความตายและการเป็นยมทูติให้มากกว่านี้ ไม่อยากไปเป็นภาระใคร” เขาบอกกับหนังสือของตัวเอง


   “ ได้เลยเจ้านาย ข้าจะช่วยเจ้านายเอง” บลูเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ “ โลกหลังความตายเปรียบเสมือนโลกคู่ขนานกับโลกมนุษย์นี่แหละเจ้านายแต่มันค่อนข้างซับซ้อนและอันตราย อย่างเช่นในโลกมนุษย์มีอาชญากรในโลกหลังความตายของเราก็มีเพราะเมือคนพวกนั้นตายลงไป จิตที่ไม่บริสุทธิ์หรือดวงวิญญาณบางดวงที่มีความแค้นสูงและมีพลังด้านมืดมากมันจะเป็นตัวดูดในยมทูติอีกประเภทหนึ่งให้เข้ามา โลกของเราเรียกยมทูติพวกนี้ว่า ยมทูติมืดหรือยมทูติสีดำ แต่ก่อนพวกนั้นก็เคยเป็นยมทูติสีฟ้าเหมือนกับพวกเราแต่ทว่า การที่พวกนั้นไม่อยากอยู่ใต้คำสั่งของใครและอยากเป็นอมตะแบบไม่มีวันจบสิ้นก็เลยกลายเป็นยมทูติมืดในที่สุด พวกมันจะคอยแย่งชิงดวงวิญญาณที่ยังไม่ถึงฆาตหรือมนุษย์ที่มีจิตใจอ่อนแอเพื่อให้มนุษย์คนนั้นฆ่าตัวตายแล้วแย่งชิงช่วงเวลาที่เหลือในชีวิตของคนพวกนั้นมา สิ่งที่พวกมันต้องแลกมาด้วยนั่นก็คือการรับรู้ความทรงจำที่แสนทรมานอย่างไม่ไม่วันจบสิ้น และทุกครั้งที่สมุดของยมทูติสีฟ้าร้องเตือนว่ามีคนตาย พวกยมทูติมืดมันมักจะมาดักรอเสมอ เพราะอย่างนี้เราจึงจำเป็นที่จะต้องจัดให้ยมทูติสีฟ้ามีคู่หู เพราะถ้ายมทูติมืดมันมาจริงๆและมาด้วยพลังที่แกร่งกล้าร่างของยมทูติสีฟ้าอาจสลายหรือถูกส่งเข้าไปที่กับดักยมทูติได้เลย”


   “ แล้วทำไมไม่มีใครจัดการกับพวกมันอย่างจริงจังล่ะ”


   “ อย่างที่บอกไปเจ้านาย ยมทูติมืดเมื่อมันกินเอาวันเวลาที่เหลืออยู่ในวิญญาณไป เศษวิญญาณพวกนั้นมันจะกลืนกินความเป็นตัวตนไปด้วย จึงไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของยมทูติสีดำเลย หรือถ้าเห็นใบหน้ามัน ก็น้อยคนนักที่จะมีชีวิตรอดไปได้ ว่ากันว่าบางครั้งพวกมันก็ปะปนอยู่กับมนุษย์เหมือนกับคู่หูของเจ้านายที่เป็นมนุษย์ยังไงล่ะ”


   “ นี่แหละที่เจ้านายข้าเป็นห่วงเจ้า” เสียงทุ้มต่ำดังออดมาจากอีกเล่ม


   “ หมายความว่ายังไงเรย์”


   “ ก่อนหน้าที่ท่านจะมาเป็นคู่หูกับเจ้านายข้า เจ้านายข้าก็มีคู่หูอยู่แล้วแต่ว่า” เรย์เงียบเสียงลง “ ข้าว่าท่านให้เจ้านายเล่าเองแล้วกัน”


เสียงเรย์เงียบเสียงลงพร้อมกับท้องฟ้าที่ร้องดังไปทั่วทั้งห้อง แสงไฟจากท้องฟ้าที่วาบไปมากระทบกับคนที่นั่งอยู่บนขอบเตียงแล้วจ้องมองมายังปณิธานที่กำลังคุยกับเรย์


   “ มึงตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่” ปณิธานด้วยเสียงเหมือนคนที่โดนจับผิด


   “ ไม่ต้องเสียงสั่นขนาดนั้นก็ได้” เขาพูดเบาๆออกมา “ กูคงปากไม่ดีกับมึงไปเยอะสินะ”


   “ เดี๋ยวนะ” ปณิธานอึ้งไปอีกครั้งเมื่อคนที่เขาคุยด้วยคือคนที่กำลังนอนหลับและคือคนที่นั่งอยู่ด้วย “ ทำไมมึง”


   “ ร่างกายกับวิญญาณของกูมันสามารถตัดแยกออกจากกันได้ เมื่อร่างกายอ่อนแอ แต่ก็มีเวลาจำกัดนะ และการถอดจิตแบบนี้ก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน”


   “ เจ้านายไม่ควรทำแบบนี้” เสียงของเรย์ดุเสียงแข็งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


   “ ทำไมล่ะเรย์” ปณิธานหันไปถาม


   “ ช่างมันเหอะ” ปิติภัทรตวาด


   “ ก็การถอดดวงจิตออกจากกายหยาบหนึ่งครั้งเวลาในชีวิตก็จะหายไปหนึ่งปี แปลง่ายๆคือตายเร็วขึ้นอีกหนึ่งปี” บลูเป็นคนตอบคำถามของเจ้านายตัวเองแทน


ใบหน้าของปณิธานถอดสี พร้อมกับตัวชาไปทั้งตัว “ ทำแบบนี้ทำไม” เขาถามกลับไปด้วยเสียงสั่น


   “ เดี๋ยวนะ” เขาหันไปโบกมือใส่สมุดทั้งสองเล่มให้กลับไปเก็บที่ชั้นวางหนังสือตามเดิม “ กูอยากเคลียร์กับมึงสองคนโดยไม่มีใครมาขัด”


   “ กูบอกแล้วไงว่ารอให้มึงมีสติมากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน”


   “ นี่ไงมีสติแล้ว แต่มีเวลาเคลียน้อยเพราะถ้ากูกลับเข้าร่างไม่ทันก่อนครึ่งชั่วโมงกูตายจริงแน่ เพราะฉะนั้นกูจะไม่อ้อมค้อม สิ่งแรกเลยคือกูอยากให้มึงเข้าใจกูใหม่เลยว่า กูไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดแรงๆแบบนั้นกับมึง แต่กูอยากให้มึงรู้ไว้ว่าโลกของเรากับโลกของพวกนั้นมันต่างกัน”


   “ กูก็จะบอกมึงเหมือนกันว่า กูไมได้คิดอะไรกับไอ้นนท์แล้ว”


    “ มึงอย่ามา กูเห็นมึงมองมันอยู่”


   “ อย่างที่กูบอกมึงไป มึงไม่ควรดูถูกความรักของคนอื่นและตอนนี้ กูก็กำลังพยายามลืมมันอยู่เหมือนกัน” เขาอธิบาย


   “ มึงไม่ต้องพยายามลืมมันหรอก แต่มึงต้องหาจุดโฟกัสใหม่ มึงลองคิดอย่างอื่นดีมั้ยวะ”


   “ นี่มึงจะมาไม้ไหน กูตามมึงไม่ทันแล้วนะ”


   “ กูก็เป็นของกูแบบนี้ ช่างๆมันๆฟังกูก่อน กูจะเป็นคนให้มึงลืมไอ้นนท์เอง” เขายิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจกับความคิดเห็นของตัวเอง “ แต่มึงบอกกูได้หรือเปล่าวะทำไมมึงถึงชอบไอ้นนท์ “


   “  แล้วทำไมกูต้องบอกมึงด้วย กูบอกไว้เลย คนที่กูไม่ไว้ใจมากที่สุดก็คือมึง” เขาผลักคนตรงหน้าจนล้มลงไป “ กลับเข้าร่างไปได้แล้วไป”


   “ ไม่กลับ มึงบอกกูมาก่อน ไม่อย่างนั้นกูจะไม่กลับเข้าร่าง” ปิติภัทรยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาจ้องกลับมาที่สายตาคนที่นั่งตรงกันข้าม


   “ ไม่ก็คือไม่ไงวะ มึงกลับเข้าร่างไปได้แล้วไป” เขาพยายามผลักดวงจิตนั้นให้เข้าไปใกล้ร่างให้มากที่สุดแต่ก็ไม่เป็นผล “ มึงจะเอาไงกับกูบอกมา” เขาถอนหายใจก่อนจะก้มหน้ามองไปที่พื้น


   “ เวลามึงคุยกับคนอื่น มึงต้องมองตาสิวะไม่ใช่มองพื้น” ปิติภัทรเอื้อมมือไปจับใบหน้าของยมทูติหนุ่ม “ เล่ามาได้แล้ว”


   “ ไอ้นนท์คือคนที่กูรู้สึกว่ามันใส่ใจกูมากที่สุด เข้าใจกูมากที่สุด เวลากูมีปัญหาอะไรมันก็จะอยู่ข้างๆ มันคือคนที่กูรักมากที่สุดรองจากลุงของกูเลยนะ แต่กูก็ได้แค่รักแหละ มันอาจจะฟังดูน้ำเน่าแต่กูยินดีที่กูเห็นมันมีความสุขนะ” เขายิ้มให้คนตรงหน้าที่จับหน้าเขาอยู่


ริมฝีปากที่ยิ้มนั้นมันไม่ได้มีความสุขเพียงอย่างเดียว ดวงตาของเขาก็เช่นกัน ไม่มีใครหรอกที่จะเห็นคนที่ตัวเองรักไปรักกับคนอื่นแล้วจะมีความสุขร้อยเปอร์เซนต์ แต่สิ่งที่ปณิธานทำอยู่ตอนนี้คือแค่ยอมรับความเป็นจริงก็แค่นั้น


   “ แค่นี้” ปิติภัทรถามพร้อมกับฉีกยิ้มกลับมาให้ “ ฟังกูนะ หลังจากนี้ มึงจะจำหรือมึงจะนึกถึงไอ้นนท์ก็เรื่องของมึง แต่ถ้ามึงมองไม่เห็นใครกูจะอยู่ข้างๆมึงเอง และจากตอนนี้เป็นต้นไป กูจะทำให้มึงลืมไอ้นนท์โดยที่มึงเองไม่ต้องพยายามที่จะลืมมันเลย” เขายักคิ้วแล้วดึงหน้าของยมทูติที่กำลังคิ้วชนกันเข้ามาใกล้ “ กูที่ไม่เคยเชื่อในความรักของมึงคนนี้นี่แหละจะจีบมึงเอง”


ปณิธานผละออกจากมือของปิติภัทรทันที “ มึงอย่ามาพูดตลกดิ กูขนลุกไปหมดแล้ว”


   “ ตลกไรล่ะ กูพูดเรื่องจริง มึงบอกให้กูเข้าใจมึงกูก็กำลังทำอยู่นี่ไง ตกลงนะ หลังจากนี้กูจะเริ่มจีบมึงแล้วนะ” เขาส่งยิ้มมาให้อีกครั้ง”


   “ มึงไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ ถ้าจะทำเพื่อขอโทษที่มึงพูดกับกูน่ะ”


   “ ตัดเหตุผลทุกอย่างไปให้หมด มึงรับรู้แค่ว่ากู จะ จีบ มึง” เขาย้ำทีละคำแล้วพุ่งตัวเข้ามาใกล้ก่อนจะประทับปลายจมูกลงบนแก้มนุ่มนิ่มที่เจือลักยิ้มอยู่ “ ส่วนเรื่องขอโทษ กูขอโทษมึงเลยแล้วกันและหลังจากนี้ เฟิร์สจะเรียก ปาร์คว่าปาร์คแล้วนะ” สิ้นคำดวงจิตของเขาก็หายไปในทันที


   “ มึงเมาค้างใช่มั้ยเนี่ย” ปณิธานเอนตัวลงด้านข้างเอามือก่ายหน้าผาก เขามองคนที่นอนข้างๆอย่างระแวงก่อนจะเอาแต่จ้องเพดานจะกระทั่งความมืดนั้นหายไปและแสงสว่างเข้ามาแทน


เมื่อคืนกว่าจะเคลียกันลงตัวก็ปาเข้าไปเกือบสว่าง คนที่นอนข้างจึงยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับแสงที่ส่องเข้ามา ปณิธานลุกขึ้นไปเลื่อน
ผ้าม่านมาป้องกันแสงไว้เพื่อให้คนนอนสบายที่สุด


   10.30 น.


เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางไว้ตรงโคมไฟโดเรม่อนดังขึ้น ปรากฏรูปหญิงวัยกลางคนผมยาวที่ฉีกยิ้มกว้างเธออยู่ในอ้อมกอดของเจ้าของโทรศัพท์


ปิติภัทรขยับตัวไปมาเมื่อเสียงรบกวนยังคงดังอย่างไม่มีทีท่าที่จะหยุดจนทำให้มือหนาพลิกตัวไปทางต้นเสียงและควานมือไปมาโดยที่ไม่คิดจะลืมตามองเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่ได้มันมาอยู่ในมือ เขาก็หรี่ตามองหน้าจอที่สองแสงจ้ามาจากโทรศัพท์มือถือก่อนจะกดรับมัน


   “ ครับแม่” 


   “ นี่ยังไม่ตื่นใช่มั้ยเรา เมื่อคืนคงเมามากล่ะสิ” ปลายสายตอบกลับมา “ เอาล่ะๆ ว่าแต่วันนี้จะกลับมาบ้านหรือเปล่าหายหน้า
หายตาไปหลายวันแล้วนะ”


   “ วันนี้เหรอครับ ผมคงไม่ได้กลับหรอก มีธุระต้องไปทำนิดหน่อยครับ” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับขยับตัวเพื่อที่จะลุกนั่ง


   “ ธุระอะไรกัน หรือว่ามีแฟนแล้ว ไม่เห็นพามาให้แม่รู้จักเลยนะ”


   “ ตอนนี้ไม่มีหรอกครับแม่ แต่อีกไม่นานมีแน่” เขาตอบพร้อมกับส่งสายตาและรอยยิ้มไปให้ยมทูติที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ “ แม่เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ”


   “ ใช่คนที่ลูกเล่าให้แม่ฟังหรือเปล่า”


   “ ใช่ครับ คนนั้นแหละ” หน้าของปิติภัทรแดงขึ้นมาอย่างชัดเจน


   “ ถ้าอย่างนั้นก็สู้ๆเข้านะ เอาชนะคนในใจเขาให้ได้ล่ะ”


   “ ครับขอบคุณครับ” ปิติภัทรตอบ “ ผมรักแม่นะครับ”


   “ จ้ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ แม่ไม่กวนแล้วนอนต่อเถอะ แล้วก็อย่าลืมหาข้าวหาปลามากินด้วยล่ะ” หล่อนพูดจบก็ตัดสายไป
ปิติภัทรยิ้มให้กับโทรศัพท์แล้วเอามันไปวางไว้ที่เดิม ก่อนที่เจ้าตัวจะจะลุกขึ้นมาถอดเสื้อที่ใส่อยู่ออกเผยให้เห็นกล้ามเล็กๆที่ผ่านการดูแลมาเป็นอย่างดี หลังจากนั้นก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำ


น้ำเย็นๆที่ปล่อยผ่านฝักบัวลงมากระทบผิวขาวๆทำให้ร่างกายและสติของเขากลับคืนมาอีกครั้ง ภาพความทรงจำเมื่อก่อนย้อนกลับเข้ามาในหัวของเขา ภาพความทรงจำที่เขาแอบมองใครสักคน


   รับน้องวันแรก


เสียงผู้คนโหวกเหวกโวยวายเข้ามาเป็นระลอก หลายสำเนียง หลากที่มา เข้ามาอยู่ในสถานที่เดียวกันที่หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทุกคนต่างใส่ชุดนักศึกษาสีขาวกางเกงสีกรมท่าพร้อมกับใส่เนคไทด์สีม่วงที่มีตราช้างติดอยู่ เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าจะมาจากที่ใดตอนนี้พวกเขาคือคณะวิศวกรรมศาสตร์


เมื่อการลงทะเบียนสิ้นสุดลง เสียงกลองก็ดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงร้องเพลงที่เร่งจังหวะให้ผู้คนทำท่าทำทางแปลกประหลาด และสร้างความกระชับความสัมพันธ์ในหมู่เด็กใหม่ได้ไม่น้อย


ปิติภัทรเองก็ยังขยับตัวและทำท่าทางไปตามที่รุ่นพี่ปีสองทำให้ดูเป็นตัวอย่าง รอยยิ้มของเขาสร้างความสัมพันธ์ให้กับคนรอบข้างเป็นอย่างดีทั้งหญิงและชาย ลักยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของเขานี่เองทำให้คนจำเขาได้ง่ายขึ้นและมีเพื่อนใหม่ได้ไม่ยาก ต่อมา การเต้นก็เปลี่ยนมาเป็นการทำกิจกรรมกันเป็นกลุ่มโดย จะมีโจทย์คือให้พวกเขาจับคู่เป่ายิ้งฉุบไปเรื่อยๆ จากคนกลุ่มใหญ่กลายเป็นกลุ่มละยี่สิบคนกว่าสามสิบกลุ่ม โดยทุกกลุ่มในแต่ละกลุ่มนี้ต้องมีทุกสาขาอยู่


   “ เราชื่อ ปิติภัทรนะ รหัส 137 สาขาไฟฟ้า เรียกเราว่าเฟิร์สก็ได้”  เขาเริ่มขึ้นเมื่อทุกคนนั่งล้อมวงกันเป็นวงกลม “ นายต่อเลย” เขาสะกิดคนที่นั่งก้มหน้าก้มตาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ


   “ เราชื่อปณิธาน ปาร์ค รหัส 016 สาขาอุตสาหการ” เขางึมงำๆโดยที่ไม่มองหน้าใคร
ทุกคนไล่แนะนำตัวกันจนครบ และรุ่นพี่ก็ให้ทุกคนเริ่มทำกิจกรรมกันอีกครั้ง โดยให้ทุกคนใช้องค์ความรู้ในแต่ละสาขา(ซึ่งยังไม่มีใครได้เรียน) มารวมกันสร้างโปรเจคและนำเสนอซึ่งจริงๆแล้วกิจกรรมนี้ไม่ได้อยากให้วิชาการแต่อยากให้คนในกลุ่มได้ทำกิจกรรมร่วมกัน


   “ เราจะทำอะไรกันดี” ปิติภัทรเอ่ยพร้อมกับกางกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่ที่รุ่นพี่ให้มาออกและถือปากกาพร้อมเขียน “นายล่ะมีความเห็นไรบ้าง”


   “ แล้วแต่เลย” ปณิธานตอบก่อนจะกลับมาก้มหน้าตามเดิม


   “ โอเค เอาอย่างนี้ดีมั้ยเราจะทำโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าบรรจุใส่กระป๋องพร้อมขาย” เขาอธิบายให้ฟังซึ่งเรียกเสียงหัวเราะของคนในกลุ่มได้ไม่น้อยยกเว้นคนที่นั่งข้างๆ เขาเท่านั้นที่ดูไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย


   “ เอาล่ะ ออกมานำเสนอได้” รุ่นพี่ที่ถือไมโครโฟนอยู่บนเวทีประกาศ “ ทุกคนในกลุ่มต่างถกเถียงกันว่าใครจะเป็นผู้ได้ออกไปนำเสนอ


   “ เดี๋ยวเราออกไปเอง” หญิงสาวในกลุ่มอาสาพร้อมกับเพื่อนผู้หญิงที่นั่งข้างๆอีกคน


   “ โอเคถ้าอย่างนั้นเอาตามนี้แหละ” ปิติภัทร เอ่ยก่อนจะปรบมือและส่งเสียงร้องเมื่อตัวแทนของกลุ่มตัวเองก้าวขึ้นไปบนเวที


   “ เอาล่ะครับ น้องๆทุกคน นี่คือกลุ่มสุดท้ายของวันนี้ และทางพวกพี่ก็มีเรื่องประหลาดใจ มาฝากกลุ่มนี้เพราะเราจะไม่ให้น้องที่ขึ้นมาบนเวทีเป็นคนนำเสนอแต่จะเป็นคนที่นั่งข้างๆแทนนั่นคือ ใครที่นั่งข้างที่ว่างตรงนั้นให้ขึ้นมาบนเวที กับอีกคนคือคนที่นั่งถัด
ไป เอาน้องเฟิร์สกับคนที่นั่งข้างๆแล้วกัน”


ทันทีที่ประกาศออกไปเสียงคนที่โดนเรียกให้ขึ้นเวทีก็สะดุ้ง ปิติภัทรเอื้อมมือไปจับมือคนข้างๆแบบหลวมๆก่อนจะพาขึ้นไปบนเวที


   “ เราไม่กล้า” ปณิธานเอ่ยมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ


   “ เอาน่า มีฉันอยู่ทั้งคน”


ปณิธานส่งรอยยิ้มบางๆมาให้ เขาทั้งคู่พากันเดินขึ้นไปบนเวที ใครจะรู้ ว่ารอยยิ้มนั้นทำให้ใครบางคนสนใจมันขึ้นมา คนที่ขี้อายคนนั้น


“ น้องเฟิร์ส พี่ซื้อโจ๊กมาฝากลงมากินด้วยนะ” เสียงเรียกจากหน้าห้องทำให้ชายหนุ่มหลุดจากความทรงจำของตัวเอง


   “ ครับ” เขาตะโกนออกไปพร้อมกับรีบจัดการตัวเองจนเรียบร้อยอย่างรวดเร็วก่อนจะมาหยุดที่หน้ากระจก “ ไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะผิดหรือเปล่า แต่แกต้องสู้นะเว้ย เฟิร์ส” เขายิ้มให้กับตัวเองอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป “ เบื่อหรือเปล่า” เขาเอ่ยทักทันทีที่เปิดประตูห้องน้ำ


   “ เบื่อแล้วทำอะไรได้” ยมทูติหนุ่มหันหน้ามองของคนที่ตนคุยด้วย


   “ ก็จะได้พาไปเที่ยวไง” ปิติภัทรยิ้มหวานส่งไปให้พร้อมกับปิดประตูลง “ รอเฟิร์สแต่งตัวก่อนนะ” เขาเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่แขวนไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้า


   ตุ๊บ !


เสียงหนังสือในมือของปณิธานร่วงลงบนพื้น “  ถึงห้องนี้จะเป็นห้องมึงมึงก็ควรเกรงใจกันบ้างนะเว้ย”


   “ เกรงใจไรวะ…..อ้ากกกกกกกกก”  มือหน้าคว้าเสื้อที่อยู่ตรงหน้ามาปิดจุดยุทธศาสตร์ไว้ เขามองกลับไปที่ประตูห้องน้ำ ที่ผ้าของเขาถูกประตูหนีบค้างเติ่งไว้อยู่


   “ ชอบโชว์ก็ไม่บอก”


   “ แล้วจะดูไหมล่ะ” ทันทีที่ตั้งสติได้ ปิติภัทรก็เดินเข้ามาใกล้ขึ้น


   “ ไปไกลๆเลยมึงอย่ามาทำอะไรน่าเกลียด มีอยู่แค่นั้นยังจะโชว์”


   “ ปาร์คเห็นแล้วอย่างนี้ก็ไม่ เซอไพรส์เลยดิ แย่จังอุตส่าห์จะเก็บไว้วันอื่น”


   “ หุบปากไปเลยไป ไปแต่งตัวได้แล้ว”


   “ เขินเหรอ”


   “ มันอุบาท”


ปิติภัทรเดินอมยิ้มกลับไปใส่เสื้อผ้าจนเสร็จ เขาหยิบเสื้อยืดสีเทากับกางเกงยีนส์ขาสั้นมาใส่ก่อนจะเดินกลับมาหายมทูติหนุ่มที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่


   “ จำได้ใช่มั้ยว่าวันนี้จะเป็นวันที่เฟิร์สเริ่มจีบปาร์ค”


   “ ถ้ามึงจะขอโทษเรื่องที่ปากหมาใส่กู กูว่าแค่พูดออกมากพอแล้ว ไม่ต้องมาทำแบบนี้เลยกูไม่ชอบ มึงคิดว่าการที่เราจะรัก
ใครสักคนเนี่ยมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ หรือว่ามึงรักใครสักคนได้โดยที่มึงจะไม่สนเลยเหรอว่าคนๆนั้นเป็นคนยังไง”


   “ เฟิร์สคิดว่าเฟิร์สรู้จักปาร์คดีพอ” เขาสบตาปณิธานที่กำลังมองกลับมา “ เฟิร์สอยากให้ปาร์ครู้ว่า สิ่งที่เฟิร์สทำต่อจากนี้เฟิร์สทำเพราะอยากทำไม่ได้อยากทำเพื่อเป็นการขอโทษอะไรทั้งนั้น”


   “ ทั้งๆที่เมื่อวานมึงยังปากหมาใส่กูอยู่เลยอย่างนั้นน่ะเหรอ” ปณิธานพูดขัด “ มึงจะให้กูเชื่อในสิ่งที่มึงพูดแล้วก็กำลังจะทำเนี่ยนะ มึงกินยาไม่เขย่าขวด หรือว่ายังเมาค้างอยู่วะ”


   “ เห้อ” ปิติภัทรถอนหายใจพร้อมกับเอื้อมมือไปวางบนบ่าของคนตรงหน้า “ ปาร์คจะคิดยังไงก็เรื่องของปาร์ค เพราะเฟิร์สเองก็เปลี่ยนความคิดปาร์คไปไม่ได้หรอก แต่เฟิร์สเชื่อว่าเฟิร์สจีบปาร์คติดแน่ๆ”


   “ เออช่างมันเหอะลงไปกินข้าวได้แล้วไป”


   “ เดี๋ยว เกือบลืมไปเลย” เขาหันไปที่กองหนังสือแล้วยกมือขึ้นมาวาดบนอากาศ “ ขอโทษนะพอดีเมื่อคืนต้องการความเป็นส่วนตัว”


   “ เจ้านาย ข้าคิดว่าเจ้านายจะลืมเราไปแล้วนะเนี่ย” เสียงทุ้มๆของเรย์บ่นขึ้นทันทีหลังจากถูกปลดออกจากการกักกันจากเจ้าของ


   “ เจ้านายทำไมไม่ช่วยข้าเลยล่ะ ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอเจ้านายอีกแล้ว” บลูลอยมาอยู่ข้างๆกับปณิธาน


   “ อย่ามาเวอร์น่า แค่เงียบไปไม่ถึงวันทำเป็นมาบ่น” ยมทูติหนุ่มตอบกลับพร้อมกับคว้าสมุดมาอยู่ในมือและทันทีที่สัมผัส แสงสีฟ้าก็เรืองรองออกมาจนสว่างไปทั่ว


   “ เจ้านายอย่าลืมว่าในหนึ่งวันมีคนตายมากกว่าที่เจ้านายคิดนะ” บลูเอ่ย


ปิติภัทรมองไปยังคนตรงหน้าที่ดูจะนิ่งไป “ เรย์ตอนนี้มีดวงวิญญาณของพวกเราหลุดไปกี่ดวง”


   “ สองครับนายท่าน เป็นเด็กโรงเรียนมัธยม อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ครับ ฆ่าตัวตาย”


   “ ดี ถ้าอย่างนั้นพาเราไปที่เกิดเหตุเลย” เขาสั่งก่อนจะหันไปหาคู่หู “ ขอโทษอีกครั้งนะที่ทำให้เดือดร้อนแบบนี้”


   “ รีบไปเถอะเดี๋ยวจะไม่ทันการ”  ปณิธานตอบกลับพร้อมกับหันไปสั่งคู่หูตัวเอง “ตามไอ้เฟิร์สไป”


ทันทีที่เท้าของเขามาสัมผัสบรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป ดวงตาสีฟ้าของปิติภัทรมองไปบริเวณรอบ ตอนนี้เขาอยู่ที่โรงเรียนหญิงล้วน ใจกลางเมืองเชียงใหม่ นักเรียนในชุดกระโปรงสีแดงกำลังเดินเปลี่ยนย้ายคาบเรียนกันตามปกติ แต่สิ่งที่ผิดแผกไปคือ กลุ่มควันสีดำที่ลอยเหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ตาเปล่าของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้


   “ ระวังตัวนะ ยมทูติสีดำมันอยู่ที่นี่”


ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ต่อ



ทั้งสองพากันเดินฝ่าฝูงคนเพื่อเดินขึ้นไปบนตึกเรียน เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีร่างหนึ่งลองลงมาจากชั้นห้าของตึกที่พวกเขากำลังจะวิ่งขึ้นไป เสียงกรีดร้องดังไปทั่วบริเวณ หยดเลือดสีแดงแตกกระจายเป็นวงกว้าง บางส่วนไหลลงมาตามเสาธง


เมื่อแหงนมองขึ้นไปจะพบว่า ร่างของหญิงสาวเสียบคาลงมาบนเสาธงกว่าครึ่งเสา ด้วยน้ำหนักตัวที่มากร่างนั้นยังคงเคลื่อนที่ช้าๆลงมาตามแรงดึงดูดของโลก เลือดสีแดงฉานไหลออกมาตามปาก ดวงตาของหล่อนเบิกโพลง ไขมันสีเหลืองทะลักออกมาพพร้อมกับไส้ที่ห้อยลงมาตามตัว โทรศัพท์ที่ห้อยอยู่ที่คอ แสดงให้เห็นรูปกลุ่มเพื่อนที่ถ่ายกันตอนไปเที่ยวทะเล


   “ เด็กคนนี้ไม่ได้อยู่ในบัญชีของเรา” ปิติภัทรเอ่ยก่อนจะคว้ามือของคู่หูของตนวิ่งเข้าตึกไปอีกครั้งเพราพื้นที่ในแถบนี้เป็นเขตของพวกเขาหากมีคนตายมันต้องแจ้งผ่านสมุด “ เฟิร์สว่ามันไม่ปกติแล้วล่ะ”


   “ เมื่อวานก็ทูน่ากับยัยเมย์ วันนี้เป็นยังจะเป็นจ๋าอีก กลุ่มนี้มันจะตายกันทั้งกลุ่มเลยหรือยังไงนะ”


   “ ยังแก เหลือยัยเบนอีกคนนึง ถ้าฉันเป็นยัยนั่นนะ ฉันคงไม่กล้ามาโรงเรียนหรือกล้าออกจากบ้านเลยล่ะ”


เสียงของหญิงสาวที่เดินสวนมาทำให้ปิติภัทรถึงกับชะงักเพราะว่าการตายของเพื่อนในกลุ่มเรียงกันแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ


   เป็นยมทูติสีดำแน่


ทั้งคู่ต่างช่วยกันหาดวงวิญญาณทั้งสองดวงที่หายไปแต่ดูเหมือนว่าไม่มีทีท่าที่จะเจอเลยแม้แต่น้อย “ เอาไงดีวะ ถ้าหาไม่เจอตอนนี้เราต้องแย่แน่”


   “ ไม่แย่หรอก ใจเย็น” ปิติภัทรปลอบ “ เฟิร์สคิดออกแล้ว เราไปตามดวงวิญญาณของเด็กที่เพิ่งตายวันนี้ดีกว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นฝีมือของยมทูติสีดำจริง มันต้องมาเอาวิญญาณของเด็กผู้หญิงคนนั้นแน่ เราแค่ตามไป เราก็จะได้เจอดวงวิญญาณอีกสองดวงดีไม่ดีอาจเจอกับเด็กที่เหลือรอดอีกคนแน่ๆ”


เป็นไปตามที่คาด ไม่มีดวงวิญญาณ เสียงดวงวิญญาณที่เสียบตายที่เสาธงส่งเสียงร้องอย่างทรมาน โดยปกติแล้วการดูดกลืนวิญญาณนั้นดวงวิญญาณต้องออกจากร่างเป็นเวลาเจ็ดวันเพราะเป็นเวลาที่ดวงวิญญาณจะตัดขาดกับร่างได้อย่างแท้จริง


ภาพตรงหน้าตอนนี้คือ เงามืดภายใต้ผ้าคลุมสีดำกำลังฉุดกระชากร่างท้วมให้เดินตามไปอย่างทุลักทุเล เครื่องในที่ยังคงสภาพการตายของหญิงสาวลอกยาวไปตามพื้น ขาของเธอกึ่งยืนกึ่งนั่งโดนลากไปด้วยเชือกสีดำที่ผูกติดกับคอ ผู้ที่เป็นลากไม่หันมามอง เดินไปข้างหน้าโดยไม่คิดจะหันมามองคนที่อยู่ด้านหลังเลยแม้แต่น้อย


ปิติภัทรจับมือของปณิธานให้เดินตามตนไปอย่างช้าๆ ยิ่งพวกเขาใกล้ยมทูติสีดำมากเท่าไหร่ความอันตรายยิ่งใกล้เข้ามาเท่านั้น เสียงของดวงวิญญาณที่ถูกฉุดกระชากตรงหน้า ยิ่งทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ลง มือของปณิธานบีบมือของคู่หูตนจนแน่น


   “ ไม่ต้องกลัวหรอก”  เขาบีบมือกลับในขณะที่มองไปตรงหน้าอย่างมาละสายตาไปจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเลย เพราะว่ายมทูติสีดำเป็นสิ่งไม่มีชีวิตชั้นต่ำและมีพลังอำนาจค่อนข้างสูง



สุดปลายทางเชื่อมบันไดก่อนที่จะไปถึงชั้นสุดท้าย โซ่เหล็กที่แขวนป้าย ‘ ห้ามเข้า’  ก็กันขวางเอาไว้ ร่างของยมทูติสีดำเดินผ่านมันไปอย่างไม่ใยดี ปิติภัทร หันกลับมามองคนที่อยู่ด้านหลังครู่หนึ่งก่อนจะข้ามผ่านสิ่งกีดขวางมา


ชั้นเจ็ดของตึกแห่งนี้ไม่ผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน สภาพพื้นเต็มไปด้วยเศษฝุ่นที่จับตัวกันเป็นชั้นเพดานเต็มไปด้วยหยากไย่และรังนก  โต๊ะและเก้าอีใหม่รุ่นเก่าเกินใช้งานเรียงรายซ้อนกันจนเต็มโถงทางเดิน แต่ดูเหมือนว่าไม่อาจหยุดยมทูติดำได้เลยแม้แต่น้อย


เสียงของนกกลางคืนและเสียงร้องโหยหวนของดวงวิญญาณที่กำลังทรมานสร้างความหดหู่ของคนที่เคยทำงานแบบนี้ได้ไม่กี่ครั้ง ยิ่งเข้าใกล้เสียงโหยหวนของดวงวิญญาณที่ไม่ได้มีแค่หนึ่ง มือที่จับอยู่กับคู่หูของเขาก็ยิ่งบีบแน่นไปทุกที


ทั้งคู่พากันเดินตามจนกระทั่งมาจนสุดทางเดิน กระจกที่เคยกั้นระหว่างระเบียงเป็นรอยแตก เศษเสื้อเปื้อนเลือดยังคงติดอยู่ที่ปลายกระจกแหลมคม เป็นเหมือนการบอกว่าจุดนี้เคยผ่านอะไรมาก่อน ตรงกันข้ามของช่องนั้นคือประตูห้องเก่าๆขึ้นสนิม ปิดอยู่ ยมทูติสีดำเปิดอ้ามันออกเผยให้คนที่แอบตามมาเห็น หญิงสาวสองคนที่กำลังนั่งร้องไห้ และกุมแผลตอนที่ตัวเองตายอยู่


จุดมุมอับของห้องห้องมีเด็กผู้หญิงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือส่องเข้าหาใบหน้า แววตาของเธอดูเลื่อนลอยและบอบช้ำอย่างหนักจากการร้องไห้ แต่ริมฝีปากของเธอกลับไม่ได้เศร้าไปกับดวงตานั้นเลย มุมปากของเธอยกสูงฉีกยิ้มอย่างมีความสุขเสียเหลือเกิน


คนในผ้าหลุมสีดำเหวี่ยงร่างท้วมลงไปนอนกองรวมกับดวงวิญญาณสองดวงที่พื้น เสียงร้องโหยหวนที่ทรมานตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงแห่งความห่วงหา หญิงสาวในชุดนักเรียนที่ผูกโบว์สีชมพู ละความสนใจจากรอยกรีดยาวลึกที่ข้อมือของตนเองมาสนใจคนที่มาใหม่


   “ จ๋า นี่แกตายแล้วอย่างนั้นเหรอ ไม่น่าเลย เราไม่น่าเลย”


   “ นี่พวกแกทำไมยังอยู่ที่นี่ พวกแก ฉันกลัว ฉันกลัว ทำยังไงดี” ดวงวิญญาณของจ๋า เขย่าร่างของทูน่าจนข้อมือที่เกือบขาดสั่นไหวเพราะมันไม่มีเอ็นยึดอีกแล้ว


   “ แกหยุดก่อนได้ไหม” เบนที่พยายามประคองร่างที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูปจากการกระโดดจากชั้นนี้ลงไปกระแทกกับพื้น มาหาคนมาใหม่ “ แกต้องตั้งสตินะ ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้”


   “ แล้วเบนล่ะ” เพื่อนทั้งสองคนเงียบหลังจากผู้มาใหม่ถามก่อนจะชี้ไปยังจุดที่เพื่อนของเธอนั่งอยู่ “ เบน เธอได้ยินพวกฉันหรือเปล่า”


เด็กสาวไม่ตอบอะไร มีเพียงเสียงหัวเราะที่ดังเบาๆมาตามสายลมเป็นคำตอบเท่านั้น คนในชุดผ้าคลุมเดินไปหาหญิงสาวคนนั้นพร้อมกับสัมผัสที่เส้นผมแล้วลูบไปมาอย่างเบามือ


   “ มันกำลังจะจบลงแล้วนะ เพื่อนของเธอ กำลังจะได้ชดใช้ในสิ่งที่ควรทำแล้ว”



สามวันก่อนเกิดเรื่อง



เสียงผู้คนโหวกเหวกโวยวายทันที่ที่หญิงสาวที่สวมแว่นหนา เดินก้าวเข้ามาในห้อง สายตาของเด็กนับสี่สิบคนจับจ้องมาที่เธอเป็นสายตาเดียว เว้นแต่กลุ่มเพื่อนของเธอที่กำลังนั่งก้มหน้าไม่ยอมขึ้นมาสบตา


   “ เกิดอะไรขึ้นวะทำไมมีแต่คนมองฉันแบบนี้” เมย์ถามพร้อมทั้งทิ้งตัวนั่งลงด้านข้างทูน่าที่กำลังพยายามหลบสายตา “ บอกหน่อยเร็ว โทรศัพท์ฉันหาย ฉันตามข่าวไม่ทันแล้วเนี่ย”


   “ พวกฉันขอโทษ” ทูน่าเอ่ยออกมาเบาๆก่อนจะลุกย้ายไปนั่งรวมกับเพื่อนด้านหน้าอีกสองคน


   “ ขอโทษเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”  เธอเอื้อมมือไปเขย่าเพื่อนที่นั่งตรงหน้า “ ถ้าพวกแกไม่บอกฉันจะเดินไปถามคนอื่นนะว่าเกิดอะไรขึ้น”


   “ ไม่ต้อง” เมย์เอ่ย “ แกจำคลิปของแกที่พวกฉันถ่ายตอนไปเที่ยวได้หรือเปล่าวะ คลิปตอนอาบน้ำน่ะ”



   “ จำได้ อย่าบอกนะว่า” เบนตบโต๊ะพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วมองเพื่อนด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “ ไหนพวกแกบอกว่าลบไปหมดตั้งแต่วันนั้นแล้วไง”


   “ พอดีโทรศัพท์ฉันเสียแล้วเอาไปซ่อมที่ร้าน ฉันไม่รู้จริงๆนะว่าร้านมันเอาออกไปได้ยังไง แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ พวกฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ “จ๋าร้องไห้ออกมา


   “ พวกแกทำแบบนี้กับฉันได้ยังไงฮะ เราเป็นเพื่อนกันนะ พวกแกคือคนที่ฉันรักและไว้ใจมากที่สุด เลยนะ”


   “ ขอเชิญนางสาว ชนัญญาพร งานดี ชั้นมอสี่ทับหก มาพบคุณครูที่ห้องปกครองในเวลานี้ด้วยค่ะ”
หลังจากวันนั้น ไม่มีใครได้พบกับหญิงสาวอีกเลยจนกระทั่งมีคนตายวันแรก


วันเกิดเรื่อง


แสงยามเย็นคล้อยจากสีส้มสว่างหลายเป็นสีแดงคล้ายกับสีของเลือด เป็นเหมือนลางร้ายว่าจะมีใครบางคนกำลังต้องจบชีวิตลง
เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดดังมาจากกระโปรงสีแดงของหญิงสาวที่กำลังจะเดินขึ้นไปเอาของที่ตนลืมไว้ที่ห้องเรียน หล่อนล้วงลงไปหยิบก่อนจะเลื่อนรับมันอย่างรวดเร็วเพราะคนที่โทรมาคือเพื่อนของเธอที่ขาดการติดต่อไปสามวัน


   “ เบน แกเป็นยังไงบ้าง  แกหายหน้าหายตาไปอย่างนี้ฉันใจคอไม่ดีเลยนะเว้ย” ทูน่ารับสายแล้วตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว


   “ แกขึ้นมาหาฉันที่ชั้นเจ็ดหน่อยได้หรือเปล่า”
“ แล้วขึ้นไปทำอะไรบนนั้น”


“ ฉันไม่อยากเจอใคร แกขึ้นมาหาฉันทีนะ” สิ้นเสียงของเธอสัญญาณก็ตัดหายไปทันที หญิงสาวพยายามกดอยู่หลายครั้ง ก็ไม่

สามารถที่จะโทรติดได้ จึงตัดสินใจวิ่งขึ้นไปที่ชั้นเจ็ดและใครจะรู้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด


ทันทีที่ขาก้าวขึ้นมาที่ชั้นเจ็ด อากาศเย็นๆก็เข้ามาสัมผัสผิวทั้งๆที่อากาศด้านนอกจะแสนอบอ้าว เสียงนกพิราบที่ร้องเป็นปกติกลับสร้างความน่ากลัวให้กับผู้มาเยือน เสียงฝีเท้าที่ย่ำไปโดนเศษกระดาษและเศษข้าวของที่กระจายบนพื้นดังก้องไปทั่วทั้งชั้น


   “ เบน แกอยู่ไหนน่ะ” เธอตัดสินใจตะโกนออกไป มันดังก้องไปทั่วทั้งชั้นและทำให้นกพิราบที่นอนอยู่ในรังบินว่อนโฉบเฉี่ยวไปจนทั่ว ยิ่งเธอเดินเข้าไปบรรดานกก็ยิ่งแตกรัง การมองเห็นที่เคยปกติค่อยๆหายไป


   “ ว้าย” เธอร้องเสียงหลงหลังจากเท้าของตนเหยียบเขากับขวดสเปรย์ที่กลิ้งออกมาจากกองขยะจน หล่อนล้มลงกับพื้น กองโต๊ะ ที่ตั้งขึ้นไปสูงล้มลงมาทับราวกับว่ามันถูกจัดวางมา เศษกระจกที่แหลมคมที่ไม่ควรมีอยู่ในนั้นก็วางเรียงรายยึดติดกับขอบโต๊ะเป็นซี่แหลมสี่ห้าซี่ราวกับว่า มันถูกจัดฉากรอให้ใครบางคนมาสัมผัส มันปักลงบนกลางข้อมือของหญิงสาว เสียงกรีดร้องจากใต้กองโต๊ะเหล่านั้นดังสุดเสียง


   “ แกเป็นไงบ้าง” เสียงของเบนดังอยู่ที่ข้างใบหูพร้อมกับแรงกดจากรองเท้าที่กดลงบนเศษกระจกซึ่งทำให้เลือดที่ไหลช้าๆ กลายเป็นไหลออกมาอยากรวดเร็วเมื่อมันตัดผ่านเส้นเลือดใหญ่ คนที่อยู่ใต้กองโต๊ะได้แต่มอง รอยยิ้มของเพื่อนสนิทผ่านช่องเศษไม้ของโต๊ะ และทุกอย่างก็ดับมืด


อีกฝั่งของตึก หญิงสาวในชุดกระโปงสีแดงกำลังร้อนลนกับการยืนรอเพื่อนที่หายเข้าไปในตึกเป็นเวลานาน เธอเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายใจ


   “ ทำไมนานอย่างนี้วะ” เธอบ่นก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามกลับขึ้นไปบนตึกซึ่งห้องประจำของพวกเธออยู่ที่ชั้นหกของตึกเรียน ในมือของเธอถือโทรศัพท์ที่กำลังพยายามโทรติดต่อคนที่หายไปแต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งร่างบางวิ่งมาจนถึงชั้นหก “ ถ้าจับได้ว่าหลอกให้ฉันวิ่งขึ้นมานะ ฉันเอาแกตายแน่” หล่อนบ่นก่อนจะเดินเลี้ยวผ่านบันไดของชั้นหกไปที่โถงทางเดิน ในมือเองก็พยายามกดหาแต่ปลายสายไม่มีใครกดรับ


   “ ทูน่า แกอยู่ไหนของแกน่ะ ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ฉันจะกลับแล้วฉันไม่สนุกเลยนะ” เมย์ร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอเดินย้อนกลับไปตรงบันไดตรงหน้าคือ ที่คาดผมสีชมพูของเพื่อนสนิทที่วางอยู่บันไดที่เชื่อมขึ้นไปบนชั้นเจ็ด


ขาของเธอสั่นอย่าห้ามไม่ได้ แต่ความเป็นห่วงเพื่อนกลับเอาชนะความกลัวได้ เมื่อเธอมาถึงก็พบว่า ที่ปลายโถงทางเดินมีใครบางคนในชุดนักเรียนยืนอยู่ข้างกองโต๊ะที่ล้มคว่ำระเนระนาด “ ทูน่านั่นแกหรือเปล่า” เธอพยายามเพ่งมองเพราะตอนนี้แสงด้านนอกเริ่มลดลงไปทุกที  เธอยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจับแน่นไว้ในมือ พร้อมกับกดโทรออกหา เพื่อนสนิทอีกคน


‘จ๋า’


“ แย่จังเลยนะ ฉันหายไปแค่สามวันก็จำหน้ากันไม่ได้เสียแล้ว” เสียงเอื่อยเฉื่อยที่แสนคุ้นหูดังลอยมาตามสายลม


“ เบนเหรอ” เธอเอ่ยออกมาด้วยความดีใจก่อนจะวิ่งเข้าไปหาเพื่อนสนิทอย่างไม่คิดชีวิต “ แหมไอ้ทูน่าคิดจะแกล้งกันให้มาเจอแกก็ไม่บอก มันอยู่ไหนเนี่ย” เธอกดตัดสายที่โทรออกไปเมื่อครู่และทำการโทรใหม่


เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่ไกล จากจุดที่ยืนนัก เมย์หันไปมองรอบๆตัวและที่พื้นจนเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของเพื่อนเธอดังมาจากด้านในกองนั้น และมือข้างที่จับโทรศัพท์ก็แทงทะลุด้วยกระจุกจนไม่มีชิ้นดี เลือดสีแดงฉานค่อยๆไหลผ่านซากโต๊ะนั้นออกมาที่เท้า ของเธอ    


   “ นี่แกทำอะไรน่ะ” เธอถามกลับไปยังเพื่อนสนิทที่อยู่ตรงหน้า


หญิงสาวแสยะยิ้มกลับมาหาเธอเป็นคำตอบแทนและใครจะรู้ว่า รอยยิ้มนั้นจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ได้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายของตัวเองในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่


สิ้นเสียงของกระจกจากชั้นที่เจ็ด ร่างของหญิงสาวก็ร่วงลงมากระแทกพื้นจนเลือดกระจาไปทั่วบริเวณ กระดูที่เคยอยู่ด้านในแทงทะลุออกมานอกผิวขาวอย่างไม่เป็นรูปทรง



“ มันจะจบแล้ว” หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องเอ่ย พร้อมกับลุกยืนขึ้นมาจากเก้าอี้ที่เคยนั่งมายังเพื่อนที่รวมกลุ่มกันอยู่ใจกลางห้อง


   “ แกจะทำอะไร พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ ทำไมแกต้องทำแบบนี้ด้วย” ทูน่าพูดพร้อมกับหลบสายตาเพื่อนด้วยความหวาดกลัว


   “ เพื่อนเหรอ แกกล้าใช้คำนี้กับฉันอย่างนั้นเหรอ สิ่งที่พวกแกทำมันไม่เห็นว่าฉันเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ พวกแกควรลบคลิปบ้านั่นไปตั้งแต่แรก แกเก็บมันไว้ทำไม เก็บมันไว้ทำไม”


   “ หยุดบ้าซะทีเถอะ คลิปนั่นมันไม่ได้หลุดจากพวกเรา มันหลุดมาจากมือถือของแกเอง เมื่อวานฉันไปให้คนช่วยสืบมา คลิปที่
หลุดมาเป็นคลิปที่มาจากมือถือของแก มือถือแกหายไม่ใช่หรือไง” จ๋าตะวาดกลับ


   “ ไม่จริงหรอก วันนั้นเพื่อนของเธอเป็นคนบอกไม่ใช่หรือว่าคลิปนั่นหลุดจากเครื่องของเธอน่ะ” คนใต้ผ้าคลุมสีดำโอบร่างบางที่กำลังตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวและสับสนเอาไว้ “ คนพวกนี้มันไม่ควรค่าแก่คำว่าเพื่อนหรอกนะ”


ทั้งห้องเงียบและเย็นไปหมด เสียงร้องไห้สะอื้นของเพื่อนทั้งสามที่จ้องมองเพื่อนสนิทของตนอย่างผิดหวัง คนที่ถูกจ้องหลบสายตาพร้อมกับน้ำใสๆที่ออกมาจากแก้ม


   “ พอได้แล้ว พวกเราไปทำอะไรให้แกฮะ” ทูน่าตะวาดขึ้น


แววตาแดงฉานจ้องมองผ่านผ้าคลุมออกมาทำให้ทุกอยากเงียบลงอีกครั้งทำให้ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นจากหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของยมทูติสีดำเท่านั้น


   “ ฉันไม่น่าเลย” เบนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสะอื้น “ ฉันไม่น่าอ่อนแอแบบนี้เลย ฉัน ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เธอทิ้งตัวลงบนพื้นและคลานเข้าไปหาเพื่อนทั้งสามที่จ้องมอง “ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ พวกแกต้องมาตายเพราะความอ่อนแอของฉัน”
   “ หยุด” เสียงภายใต้ผ้าคลุมสีดำตะโกนสั่งเบนเงียบลงอีกครั้งราวกับว่าโดนมนต์สะกด “ เธอคิดดูดีๆสิสาวน้อย ถ้าเธออ่อนแอ

เธอก็จะกลายเป็นผู้แพ้ กลายเป็นคนที่สังคมตีตราว่าเป็นพวกชอบอวดเนื้อหนัง พ่อแม่ของเธอล่ะจะรับได้หรือเปล่า ลายนิ้วมือของเธอเต็มไปหมดเลยนะ เธอฆ่าคนตายแล้วนะ”


   “ เบน อย่าให้มันครอบงำแกเลยนะ พวกฉันไม่โกรธแกหรอก ฉันรู้ว่าแกไม่ได้เป็นคนตั้งใจฆ่าพวกเรา” เมย์ตะโกนออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น “ แกต้องเข้มแข็งนะ”


   “ หุบปาก” ยมทูติสีดำใช้เท้าถีบไปที่ร่างของหญิงสาวจะกระเด็น


   “ แกทำเพื่อนฉัน” เบนที่นั่งอยู่กับพื้นพูดขึ้น “ แก แก แกมันเลวที่สุด”


   “ สำนึกตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้วล่ะ ในเมื่อทุกอย่างมันมาจากแก คนที่มีชีวิตอยู่อย่างแกมันไม่มีทางเลือกมากนกหรอก แกมันหมดอนาคตแล้ว ต่อให้แกหลุดพ้นจากตรงนี้ไปได้ แกจะยอมติดคุกเหรอ โดนสังคมประณามเหรอ แกทนได้เหรอ แรงกดดันพวกนั้นน่ะ และในเมื่อฉันเป็นคนช่วยแกมาตั้งแต่แรก ฉันจะช่วยแกต่อเอง” เชือกที่แขวนอยู่บนเพดานค่อยๆหย่อนลงมา “ แค่แกจบเรื่องนี้ทุกอย่างก็จะจบ”



อีกฝั่งของประตูที่มียมทูติของทั้งสองกำลังจับตามองดูอยู่ มือของยมทูติฝึกหัดสั่นด้วยความโกรธกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ความกลัวที่เคยมีหายจนหมดสิ้น คนบริสุทธิ์ กำลังจะต้องตายเพิ่มอีกคน


   “ ทำไมเราไม่ออกไปช่วยน้องเขาวะ”


   “ เรามีหน้าที่แค่ตามเก็บดวงวิญญาณที่เหลือมันไม่ใช่หน้าที่ของเรา” ปิติภัทรตอบพร้อมกับจ้องไปที่เหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา


   “ แต่กูทนไม่ไหวแล้ว” ปณิธานสะบัดมือออกจากคู่หูของตัวเองและพุ่งเข้าไปในห้อง “ หยุดได้แล้ว และปลดปล่อยดวงวิญญาณพวกนี้ซะ”


รอบตัวของเขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะของยมทูติสีดำจะดังขึ้น “ แกนี่กล้ามากเลยนะ คงเป็นยมทูติใหม่ล่ะสิ เอาสิ อยากช่วยก็เข้ามาเอา” มือหนายื่นมีไปที่ร่างหญิงสาวตรงหน้าแล้วกระชากแยกดวงวิญญาณกับร่างออกมา “ แกมีเวลาสามสิบนาที เท่านั้นที่จะช่วยนางนี่ จริงๆฉันไม่อยากทำแบบนี้หรอกนะเพราะฉันจะไม่ได้เวลาชีวิตของนางนี่”


   “ แกมันชั่วที่สุด”


   ปณิธานพุ่งเข้าไปหาร่างในผ้าคลุมก่อนที่จะโดนเตะจนล้มลงไปกองกับพื้น ในห้องตอนนี้วุ่นวายไปหมด เสียงวิญญาณทั้งสามตนโห่ร้องเชียร์เพื่อหวังว่าทุกอย่างจะจบลง เสียงที่ส่งกำลังใจเงียบลงเมื่อร่างของปณิธานล้มลงตรงหน้า


   “ แกมันไก่อ่อน” แสงสีดำเหนือมือถูกสร้างขึ้นเป็นก้อนกลม “ ตายไปเถอะ จะได้จบ”


   “ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก” ปิติภัทรเหวี่ยงโซ่เส้นสีน้ำเงินไปใส่ข้อมือ และทันทีที่มันรัดรอยสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นอย่าง

ชัดเจน “ แกก็ไก่อ่อนไม่แพ้กันหรอก” เขาหัวเราะก่อนจะสะบัดโซ่นั้นจนร่างยมทูติสีดำกระเด็นไปไกล


   “ ขอบใจนะ” ปณิธานที่ถูกประคองพูด “ คิดว่าจะไม่ช่วยซะแล้ว


   “ พี่คะระวัง” ทูน่าตะโกนขึ้นเมื่อก้อนพลังงานสีดำพุ่งตรงมาทางที่ทั้งสองยืนอยู่


   “ ฉันจัดการเอง” ปิติภัทรพูดพร้อมกับผลักคู่หูของตนหลบให้พ้นทาง “ ไปช่วยดวงวิญญาณทั้งสามก่อน” เขาสั่งก่อนจะฟาดโซ่ไปทางยมทูติสีดำแต่คงช้าไปเพราะก้อนพลังงานสีดำกลับพุ่งมาโดนเขาก่อน
ภายในห้องเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากโซ่สีน้ำเงินและก้อนพลังงานสีดำจากชายภายใต้เสื้อคลุม ปณิธานช่วยดวงวิญญาณทั้งสามออกไปจากห้อง


   “ น้องรอตรงนี้นะ ขอโทษด้วยนะ” เข้าใช้โซ่สีน้ำเงินมันรวมดวงวิญญาณทั้งสามติดไว้ที่โต๊ะก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปในห้อง “ระวัง” เขาตะโกนก่อนที่ร่างของคู่หูจะกระเด็นมาตรงหน้า


ปิติภัทรวิ่งไปคว้าโซ่ที่ผูกมัดรอบลำตัวของยมทูติสีดำแล้วกระชากคนที่กำลังหลบหนีให้เข้ามาประชันหน้า แรงต้านจากอากาศทำให้ผ้าคลุมที่ยึดติดอยู่กับใบหน้าเปิดออก



ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมนั่นทำให้ตัวของปณิธานชาไปทั้งตัว ความรู้สึกหวาดกลัวกลับเข้ามาแทนที่ความกล้าหาญ ความเจ็บปวดที่เคยรู้สึกกลับเข้ามาอีกครั้ง


   “ พ่อ” นั่นคือคำพูดเดียวที่เอ่ยออกมาก่อนที่ยมทูติสีดำจะผลักเขาให้ล้มลง แล้วพุ่งหนีไปจากหน้าต่าง


   “ เป็นอะไรหรือเปล่า” ปิติภัทรเดินเข้ามาประคองร่างของปณิธานไว้ “ เราไปกันเถอะ ส่วนน้องกลับเข้าร่างได้แล้ว” เขาหันไปสั่งดวงวิญญาณของหญิงสาวที่หลบอยู่มุมห้องก่อนจะเดินออกไป ด้านนอกที่ดวงวิญญาณทั้งสามนั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว “ ไปได้เวลาของพวกเธอแล้ว”


   “ พี่คะ หนูขอลาเพื่อนก่อนได้ไหมคะ”


   “ ไป” ดวงวิญญาณทั้งสามเดินกลับเข้าไปในห้องพร้อมกับโซ่ที่ผูกติดอยู่ “ ให้เวลาไม่นานนะ เดี๋ยวออกไปรอข้างนอก”
สิ้นคำยมทูติทั้งคู่หูก็เดินออกไปข้างนอก ทิ้งไว้เพียงดวงวิญญาณทั้งสี่ตนที่กำลังกอดกันอยู่


   “ ไม่คิดเลยนะว่าเราจะได้ทำตามสัญญากันจริงๆ” ทูน่าเอ่ย


   “ สัญญาไรวะ” เมย์เอ่ยออกมาทั้งน้ำตา


   “ สัญญาที่เราจะเป็นเพื่อนกันจนวันตายไง นี่เราตายแล้วไงยังเป็นเพื่อนกันอีก” ทูน่าพูดออกมาทั้งน้ำตา


   “ ฉันขอโทษพวกแกนะ ขอโทษจริงๆ” เบนร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “ เดี๋ยวฉันก็ไปชดใช้กรรมแล้ว ฉันก็จะติดคุกแล้ว”


   “ ไม่หรอก พวกฉันฆ่าตัวตายกันเอง ตำรวจก็ว่าอย่างนั้น แกไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องสำนึกผิดด้วย คนที่ผิดจริงๆคือไอ้คนที่ควบคุมแกมากกว่า” จ๋าลูบหัวเพื่อนสาวเบาๆ “ แกกลับเข้าร่างได้แล้วเร็ว แล้วอย่าลืมทำบุญเบค่อนมาให้ฉันนะ”
พูดจบดวงวิญญาณของหญิงสาวก็หายวับไป เพื่อนทั้งสามที่ตัดขาดจากร่างจริงไปนานแล้วหันกลับไปหาคนนำทางไปหาคนนำทางไปหาโลกหลังความตายของเธอ


   “ พร้อมแล้วค่ะ” ทั้งสามเอ่ย “ เราขอไปพร้อมกันนะคะ”


   “ ถึงเธอจะไม่ใช่ดวงวิญญาณของฉันแต่ก็ไปกับฉันก่อนก็ได้” ปิติภัทรเอ่ย “ เรย์ เปิดทางไปโลกหลังความตาย”
สิ้นคำสั่งประตูก็เปิดขึ้น ทั้งหมดก้าวข้ามผ่านโลกแห่งคนเป็นมาสู่โลกแห่งความตายอย่างว่าง่าย ทิ้งไว้เพียงร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่บนกองฝุ่น ที่รอการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีค่าที่สุด

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
5
NEW FRIEND

“ เหนื่อยเป็นบ้า” ปิติภัทรพูพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนแรง หลังกลับมาจากโลกหลังความตาย แต่ความอ่อนล้านั้นก็ไม่สามารถทำให้การข่มตาของเขาง่ายขึ้นเลยเพราะคู่หูของเขาเงียบลงตั้งแต่ตอนพาดวงวิญญาณทั้งสามไปยังโลกหลังความตายแล้ว


ในห้องสี่เหลี่ยมเต็มไปด้วยความเงียบ สายตาของคนที่นอนอยู่บนเตียงมองฝ่าความมืดไปยังคนนั่งอยู่ตรงโต๊ะอ่านหนังสือที่นั่งตัวสั่นพร้อมกับพยายามกดเสียงร้องไห้ของตัวเองไว้


ปิติภัทรมองอยู่นานสองนานแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรดีขึ้น เขาค่อยๆขยับตัวเองเบาๆก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปสวมกอดคู่หูของตนอย่างแผ่วเบาจากด้านหลัง


   “ มึงทำอะไรของมึงเนี่ย” คนที่ถูกสวมกอดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยายามที่จะแกะแขนที่กอดเขาอยู่ออก “ ปล่อยกู” เหมือนคำสั่งจะไม่ได้ผล เพราะยิ่งเขาพยายามที่จะขัดขืน กอดนั้นก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นไปทุกที “ ปล่อยกูอึดอัด มึงทำไรเนี่ย เอาหน้าออกไปด้วย” เมื่อมือแกะไม่ออกเขาจึงใช้มือผลักใบหน้าที่มาเกยอยู่บนไหล่เขาออกไปให้พ้น


   “ ไม่ออก ขออยู่อย่างนี้แหละ สบายดี” เขาตอบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างไปให้คู่หูของตน


   “ ปล่อย กูเริ่มอารมณ์เสียแล้วนะ” เขาขึ้นเสียง


   “ ดีสิ อารมณ์เสียก็ยังดีกว่าอารมณ์เศร้าแหละวะ” ปิติภัทรตอบ


   “ มึงรู้ได้ไงว่ากูเศร้า มึงยังไม่หลับเหรอ”


   “ เฟิร์สจะหลับลงได้ยังไงล่ะครับ เล่นมานั่งร้องไห้อยู่แบบนี้ นึกว่ามีวิญญาณตนไหนตามกลับมาจากโลกหลังความตาย” เขาตอบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างไปให้


    “ ขอโทษแล้วกันที่ทำให้นอนไม่หลับ กูคงเสียงดังล่ะสิ”  เสียงที่เคยแข็งกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ มึงไปนอนเถอะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”


   “ เฟิร์สไม่ได้รำคาน เฟิร์สเป็นห่วง ปกติแล้วปาร์คไม่ค่อยเป็นแบบนี้เลย เป็นไรเหรอหรือว่า” เฟิร์สนิ่งไปสักพักก่อนจะนึกขึ้นได้ “ เออใช่ เฟิร์สได้ยินปาร์คเรียกยมทูติสีดำนั่นว่าพ่อ”


   “ ช่างมันเถอะ”


   “ นี่ใช่หรือเปล่าที่ทำให้ปาร์คกลับมานั่งร้องไห้แบบนี้” เข้าคลายแขนเพื่อให้คนที่อยู่ในอ้อมกอดผ่อนคลาย “ ถ้าใช่อย่าคิดมากเลย บางครั้งยมทูติสีดำมันอาจจะหลอกโดยใช้จิตใต้สำนึกของปาร์คมาเป็นตัวล่อก็ได้นะ”


   “ แต่นั่นไม่ใช่พลังของยมทูติสีดำ” บลูที่วางอยู่บนชั้นหนังสือแทรกขึ้น


   “ หุบปากไปเลย” เขาใช้มือวาดบนอากาศ เสียงของบลูเงียบลงไปในทันที


   “ มึงไม่ต้องมาปลอบหลอก คนคนนั้น เขาไม่เคยมีความดีอะไรสักอย่าง เหมาะสมแล้วที่จะตายไปแล้วกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เลวร้ายที่สุด กูแค่ กูแค่เสียใจว่าทำไมกูยังไม่หลุดพ้นจากเขาสักที ทำไม ทำไมวะเขาจะต้องกลับมาในช่วงเวลาที่กูกำลังจะเข้มแข็ง ทำไมเขาต้องมาเจอกับกูอีกทั้งๆที่วันนั้น เขาทิ้งกูไปโดยที่ไม่ลาเลยด้วยซ้ำ” หยดน้ำตาไหลออกมาเป็นสายอย่างไม่อาจกลั้นมันไว้ได้อีกแล้ว เสียงสะอื้นดังไปทั่วห้อง ปิติภัทรได้แต่กอดเขาไว้และลูบหัวเบาๆ ไม่มีคำพูดใดๆออกมา เพราะเขาคิดว่าคนตรงหน้าแบกอะไรมามากพอแล้ว เขาควรได้รับการระบายบ้าง


แสงสว่างของวันใหม่ลอดผ่านม่านเข้ามา ปณิธานประคองคนที่ฟุบนอนหลับไปกับโต๊ะกลับมาที่เตียงนอน ปิติภัทรหลับไปด้วยความอ่อนเพลียเมื่อตอนรุ่งสาง


   “ นี่มึงอยู่เป็นเพื่อนกูเพื่ออะไรวะ” เขาดึงผ้าห่มมาห่มให้ก่อนจะเดินไปรูดผ้าม่านที่เปิดอ้าให้ปิดสนิทลงก่อนจะกลับมานั่งลงบนเก้าอีตัวเดิม


   “ สบายใจขึ้นแล้วใช่หรือเปล่า” เสียงของเรย์ดังขึ้นมา


   “ อืม” เขาตอบเบาๆก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “ ใช่สิ เรย์ ฉันต้องทำยังไงเหรอถึงจะมีพลังแบบเฟิร์สได้”


   “ จริงๆ แล้วเจ้าเองก็มีพลังอยู่แล้วในตัวนะ ขอแค่มันใจและตั้งใจฝึกฝนมันก็พอ “ เสียงหนาทุ้มตอบกลับ


   “ อย่างเช่นถ้าฉันต้องการจะสั่งให้บลูพูดได้ตอนนี้ต้องทำยังไง”


   “ เอามือโบกไปทางซ้ายแล้วนึกถึงสิ่งที่อยากให้เป็น” เรย์แนะนำ
ปณิธานยกมือข้างขวาขึ้นมาก่อนจะลองทำตามที่เรย์บอกดู “ บลู บลู” เสียงจากสมุดของเขายังคงเงียบ “ ทำไมไม่ได้ผลล่ะ”


   “ เจ้าโฟกัสที่อะไรล่ะ คิดว่าจะทำได้หรือไม่ได้ หรือว่า คิดว่าจะให้บลูมันพูดล่ะ” เรย์พูด “ เจ้าควรควรโฟกัสในสิ่งที่เจ้าอยากจะทำจริงๆมากกว่าสิ่งที่เจ้าสงสัยนะ”


   “ โอเคลองใหม่อีกครั้งนะ” ปณิธานพูดพร้อมกับโบกมือในอากาศอีกครั้ง”


   “ เจ้านายเจ๋งมาก หลังจากนี้ข้าก็ไม่ต้องทนให้คู่หูของเจ้านายมาบงการแล้ว ข้าก็แค่พูดความจริงเท่านั้นทำไมคู่หูของเจ้านายต้องมาปิดปากข้าด้วย”


   “ สิ่งที่เจ้าพูดน่ะ ไม่ได้เรียกว่าการพูดความจริง เขาเรียกว่าปากหมา” เรย์พูดแทรกขึ้นมา


   “ ก็เจ้านายของลุงกำลังโกหกเจ้านายของผมอยู่จะให้ผมเงียบอยู่ได้ยังไง”


   “ พอกันทั้งคู่แหละ” ปณิธานปราม “ บลูแกลดๆการพูดลงหน่อยได้ไหมเนี่ย เดี๋ยวก็ปิดปากอีกรอบเลย ไม่เห็นหรือไงว่าไอ้เฟิร์สมันนอนหลับอยู่”


   “ นี่เจ้านายไปสนใจคู่หูเจ้านายตอนไหนเนี่ย เขาหลับก็เรื่องของเขาสิ” บลูลอยขึ้นจากกองหนังสือมาอยู่ข้างๆ “ หรือว่า”


   “ หรือว่าอะไร ฉันก็แค่คิดว่า การมาอยู่ในห้องของคนอื่นก็ควรที่จะมีมารยาทบ้าง” ปณิธานเถียงกลับ “ ฉันว่านายก็ควรมีนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะปิดปากนายเองอีกรอบ เอามั้ย” เขาทำท่ายกมือขึ้นมา


   “ ไม่เอาแล้วครับ” บลูเสียงอ่อนลงก่อนจะลอยกลับไปที่เดิม


   “ ดี ฉันจะไปนอนอ่านหนังสือเล่น นายสองคนก็เงียบๆไปแล้วกัน” พูดจบเขาก็หยิบนิยายที่วางอยู่ที่ชั้นออกมา “ YOU SAW ME น่าสนใจแฮะ” เขาถือหนังสือเล่มนั้นก่อนจะมาทิ้งตัวนอนลงข้างๆคนที่กำลังหลับไม่ได้สติ


ถึงแม้ว่าหน้าหนังสือจะเปิดกางออกไปแล้วหน้าแล้วหน้าเล่า แต่คนที่อ่านไม่ได้เสพความสนุกจากหนังสือนั่นเลยแม้แต่น้อยเพราะเขาได้แต่นอนมองคนที่อยู่ข้างๆและเกิดคำถามมากมาย


มึงอยู่เป็นเพื่อนกูทำไม มึงชอบกูจริงหรือเปล่า มึงแค่สงสารกูใช่มั้ย


เขาสะลัดความคิดนั้นทิ้งและรีบกลับมาอ่านหนังสือต่อเมื่อร่างขาวขางๆขยับตัวพลิกมาทางเขา และทุกอย่างก็นิ่งลงยกเว้นสิ่งหนึ่งนั่นคือ ความรู้สึกโหวงๆภายในท้องเนื้อตัวที่ชา เหมือนโดนจับได้ว่าลอกข้อสอบ
เวลาผ่านไปจนถึงเที่ยงกว่า ปณิธานยังคงนอนอ่านนิยายอยู่ข้างๆโดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาหนึ่งจับจ้องอยู่ สายตาจากคนที่เขาคิดว่าหลับ


   “ เฮ้ย” เขาร้องเสียงหลงเมื่อมีมือหนาจากด้านขวามาคว้าร่างของเขาไปใกล้ชิดกับใบหน้า


   “ รู้นะว่าแอบมอง” ใบหน้าที่มาพร้อมกับลักยิ้มพูดกระซิบที่ข้างใบหู


   “ มองอะไร กูอ่านนิยายของกูอยู่เถอะ” เขาปฏิเสธพร้อมกับกระแทกศอกไปที่ด้านหลังทำเอาปิติภัทรตัวงอกุมท้องร้องโอดโอย “สมน้ำหน้า” พูดจบปณิธานก็ลุกเอาหนังสือไปวางไว้ที่เดิมทิ้งให้คนที่นอนอยู่บนเตียงตัวงอด้วยความเจ็บอย่างไม่ใยดี


   “ เสร็จล่ะ” คนที่เจ็บตัวเมื่อครู่คว้าร่างที่หันหลังให้มากดลงบนเตียงนอน มือหนาของเขาจับไว้ที่แขนทั้งสอง แววตาแสนเจ้าเล่ห์มองไปยังคนหมดหนทางสู้ที่อยู่ด้านล่าง “ ขอโทษเฟิร์สก่อน”


   “ ไม่โว้ย ปล่อยกูนะ ไม่อย่างนั้น”


   “ ไม่อย่างนั้นอะไร จะทำร้ายเฟิร์สอีกเหรอ” เขายิ้มพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ “ เร็ว ขอโทษเฟิร์สเอง”


   “ ไม่”


   “ ไม่อย่างนั้นก็อยู่อย่างนี้แหละ เฟิร์สไม่เบื่อหรอกนะที่จะมองหน้าปาร์คไปแบบนี้ตลอดน่ะ” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้น


   “ มึงก็รู้ว่ากูพูดไม่เก่ง” ปณิธานพูดด้วยเสียงที่อ่อนลง “ มึงก็เอาหน้ามาใกล้ๆสิกูจะได้ทำอย่างที่มึงขอได้ แต่กูจะไม่พูดนะ”


   “ ครับ” เฟิร์สยิ้มกว้างขึ้นแล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กันมากกว่าเดิม เสียงลมหายใจของคนที่อยู่ด้านบนดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าที่แดงชัดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ โอ้ยยยย” เขาร้องลั่นก่อนจะผละมืออกมากุมจมูกไว้อย่างรวดเร็ว


   “ อย่ามาทำแบบนี้กับกูอีกกูไม่ชอบ” ปณิธานลุกขึ้นจากเตียงนอนไปอย่างรวดเร็วแต่คงไม่เร็วพอเพราะมือหนาของอีกฝ่ายคว้าแขนเอาไว้แล้วกระชากเขากลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง
ริมฝีปากสีชมพูของปิติภัทรแนบเข้ามาที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายที่เปิดปากต้อนรับด้วยความตกใจ เขาบดขยี้ความต้องการลงไปจนแทบไม่มีเวลาหายใจ และทุกอย่างก็หยุดลงเมื่อประตูที่หน้าห้องถูกเปิดออก


   “ พี่ปาร์คครับ” เสียงจากคนหน้าห้องทำให้ปิติภัทร ผละออกจากปณิธานอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหมัดที่สวนมาจากฝ่ายตรงข้าม


   “ มีไร” เขาถามไปด้วยความโมโห


   “ ถ้าพี่ยุ่งอยู่ เดี๋ยวผมมาใหม่ก็ได้” คนที่มาใหม่ตบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก อีกทั้งยังไม่ยอมสบตา


   “ ยุ่งอะไร กูอยู่ของกูคนเดียว”


   “ เอ่อ ไม่เป็นไรพี่ ถ้าพี่บอกว่าพี่อยู่คนเดียวผมก็จะเชื่อว่าพี่อยู่คนเดียว เนอะๆ” เขาพยายามเค้นเสียงหัวเราะ “ ผมขอโทษพี่

สองคนอีกครั้งนะครับ พี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วย ผมไม่บอกใครแน่ๆครับ”


   “ นั่งอยู่บนเก้าอี้เหรอ” ปิติภัทรถามกลับด้วยความสงสัย


   “ ไม่มีก็ไม่มีครับ ผมแค่จะขึ้นมาบอกว่า เจ๊อาโปแกให้ขึ้นมาตามน่ะครับเห็นว่าแกจะลางานกลับไปบ้านน่ะครับ” พูดจบประตูหน้าห้องก็ปิดลง ตัวของปิติภัทรชาไปหมด ตกใจทั้งเรื่องที่เขาจูบคู่หูของตัวเองทั้งๆที่เขาไม่อยากล่วงเกินใดๆ และตกใจที่มีคนเห็นคู่หูของเขา และนั่นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก


   “ กูขอโทษ” เขาพูดเบาๆก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำ
เขาจัดการแต่งตัวแล้วลงไปด้านล่างของร้านซึ่งมีผู้จัดการร้านนั่งรออยู่ที่เคาท์เตอร์กึ่งบาร์ เธอฉีกยิ้มต้อนรับเขาอย่างเป็นกันเองพร้อมกับอ้าแขนรอรับ
   “ มาๆเจ๊ขอดอมดมกลิ่นผู้ชายของเจ๊หน่อยซิ” เธอว่าพร้อมกับหอมแก้มทั้งสองข้างของปิติภัทรอย่างคุ้นชิน


   “ พอดีไอ้โก้มันมาบอกว่าเจ๊จะลา ว่าแต่เจ๊จะไปไหนครับ” เขาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม


   “ หลานเจ๊น่ะ มันตกจากตึกลงมาตายเมื่อวาน เสียบคาเสาธงเลยที่เป็นข่าวน่ะ ว่าจะไปช่วยงานศพซะหน่อยพี่สาวเจ๊คงไม่ไหว พ่อมันก็ตายไปแล้วอีกเลยไม่มีใครช่วย” เธออธิบาย “ ถ้าน้องเฟิร์สติดปัญหาตรงไหนโทรหาเจ๊ได้ตลอดเลยนะ”


   “ ไม่เป็นไรครับ เจ๊ไปทำธุระเถอะครับไม่ต้องห่วงทางนี้ ผมดูแลได้อยู่แล้ว ยังไงผมก็แสดงความเสียใจด้วยนะครับ”


   “ จ้ะ” เธอตอบ “ แต่มันน่าแปลกนะ เพื่อนของหลานเจ๊ก็ตายทั้งกลุ่มเลย ไม่สิเหลือคนนึงตอนนี้ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชอยู่เลย เพราะเอาแต่เพ้อถึงยมทูติถึงผีอะไรเนี่ย คนที่ยังอยู่เนี่ย ทรมานเนอะ” เธอเล่าก่อนจะลุกขึ้นออกจาเก้าอี้ “ ไม่เอาแล้วเล่าเองก็กลัวเอง เจ๊ว่าเจ๊ไปก่อนดีกว่า อย่าลืมนะมีอะไร โทรหาเจ๊ได้ตลอดเลย” เธอพูดย้ำอีกครั้งก่อนจะเดินไปขึ้นรถคู่ใจก่อนจะขับ
ออกไปจนสุดสายตา


ปิติภัทรเดินไปสั่งงานที่ครัวและเคลียเรื่องการรับของจนเสร็จก่อนจะเดินไปจัดการกับการรับของที่ด้านหลังของร้าน หลังจากนั้นก็สั่งข้าวกลับขึ้นไปกินบนห้อง


   “ ไงนั่งเงียบเลย โดนจูบแค่นี้ทำเป็น” เขาทักคู่หู


   “ หุบปากไปเลย ถ้าไม่อยากเจ็บตัวอย่าพูดถึงเรื่องนั้นอีก” เขายกกำปั้นขึ้นมาขู่ “ เพราะมึงอ่า เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง ตกลงมัน

เห็นกูจริงหรือเปล่าเนี่ย น้องมึงไว้ใจได้หรือเปล่าวะ”


   “ ไว้ใจได้อยู่แล้ว  แต่เฟิร์สแค่สงสัยว่าทำไมมันถึงเห็นปาร์ค หรือว่ามันไม่เห็น” เขายื่นหน้าไปใกล้ๆคนที่นั่งเครียดอยู่ที่


   “ มึงหยุดกวนตีนก่อนได้หรือเปล่าวะ”


   “ จะไปเครียดทำไมล่ะ อยากรู้เดี๋ยวเฟิร์สถามให้ก็ได้นะ”


   “ มึงจะบ้าเหรอ ถ้ามันมองไม่เห็นมึงจะทำไง”


   “ ก็ไม่ทำไง อย่างมากมันก็หาว่าเฟิร์สหื่นหรือไม่ก็เป็นบ้า” เขาพูดพร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้คนตรงหน้ามากขึ้น “ ปาร์คว่าเฟิร์สหื่นจริงหรือเปล่าล่ะ”


   “ อย่ามาล้อเล่นแบบนี้ดิกูไม่ชอบ” เขาผลักคนตรงหน้าให้ออกห่างก่อนจะลุกเดินออกจากจุดนั้นแต่คงช้ากว่ามือของปิติภัทรที่คว้าตัวของเขาไว้


   “ เฟิร์สบอกว่าเฟิร์สจะจีบปาร์ค จำไม่ได้เหรอ แล้วหยุดคิดว่าเฟิร์สล้อเล่นได้แล้วนะ” เขาก้มหน้าซบลงบนแผ่นหลังหนา “ ถ้าปาร์คเย็นชาใส่เฟิร์สแบบนี้เฟิร์สหมดกำลังใจหมดแล้วนะ”


   “ ถ้าอย่างนั้นมึงบอกกูมาได้หรือเปล่าล่ะว่ามึงชอบกูเพราะอะไร” เสียงที่เคยเข้มถามด้วยความอ่อนโยน “ บางครั้งก็ก็คิดนะว่าการที่มึงมาทำกับกูแบบนี้เพราะว่ามึงสงสรกูหรือเปล่า”


   “ เฟิร์สรักที่ปาร์คเป็นปาร์คไง ไม่มีอะไรมากกว่านี้หรอก”


   “ ถ้ายังหาเหตุผลไม่ได้ ก็อย่ามาใช้คำว่ารักกับกูพร่ำเพรื่อ กูขอร้อง” เขาสะบัดตัวให้พ้นจากพันธนาการจากคนด้านหลัง “ กู
ขอร้องจริงๆ”


   “ อยากรู้ใช่มั้ย อยากรู้จริงๆใช่มั้ย ได้เฟิร์สจะบอก” เขาก้มหน้าพูดแบบไม่สบสายตา “ แต่ปาร์คอย่าเพิ่งหันหน้ามานะ เฟิร์สน่ะ มองปาร์คมาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วตั้งแต่ตอนรับน้อง เฟิร์สไม่รู้ว่าปาร์คจำเฟิร์สได้หรือเปล่า แล้วยิ่งพอได้มาคุยกับปาร์คเพราะปาร์ครู้จักกับไอ้ปอนด์เรายิ่งรู้ว่าเราชอบคนไม่ผิด ใครจะรู้ว่าคนที่นิ่งๆเงียบๆ เนี้ยบๆอย่างปาร์คจะชอบคุยกับหมาจรจัด คนที่เหมือนจะไม่สนใจใครกลับเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนรอบตัวมากที่สุด เราเห็นนะว่าปาร์คชอบบ่น ชอบว่าเพื่อนแต่ในทางกลับกันปาร์คก็เป็นคนที่ช่วยเหลือเพื่อนตลอด ปาร์คทำทุกอย่างในสิ่งที่ปาร์คไม่ชอบตอนที่ปาร์ค ชอบไอ้นนท์ เรารู้ว่าปาร์คไม่กินเผ็ดเพราะเวลาสั่งข้าวหน้าหอปาร์คจะไม่ใส่พริก แต่พอปาร์คไปอยู่กับพวกไอ้นนท์ ปาร์คกลับนั่งกินส้มตำที่ใส่พริกเยอะๆได้ ปาร์คทำทุกอย่างเพื่อให้ไอ้นนท์รักปาร์คได้ เฟิร์สก็จะทำทุกอย่างให้ปาร์ครักเฟิร์สบ้าง เรามองปาร์คมาตลอด เราฝ่าฝืนเรื่องกฎของยมทูติเตือนปาร์คไปว่าอย่าออกไปไหน ในวันที่ปาร์คตาย แต่เฟิร์สก็รู้นะว่าคนอย่างเฟิร์สคงเตือนอะไรปาร์คไม่ได้เพราะคนที่ปาร์คจะไปช่วยก็คือคนที่ปาร์ครัก วันนั้นเฟิร์สแทบบ้าเลยรู้หรือเปล่า วันที่รู้ว่าเวลาของปาร์คหมดลงแล้ว”


   “ นี่มึง”


   “ อย่าเพิ่งหันมา เฟิร์สยังพูดไม่จบ” เขาร้องห้าม “ และพอรู้ว่าปาร์คได้มาเป็นคู่หูของเฟิร์สมันยิ่งทำให้เฟิร์สเป็นห่วง มันยิ่งทำให้เฟิร์สกลัว กลัวว่าเฟิร์สจะสูญเสียปาร์คไปอีก เพราะถ้าครั้งนี้มันสูญเสียไปมันจะไม่มีโอกาสครั้งต่อไปแล้ว”
ทั้งห้องเงียบลงเมื่อปิติภัทรพูดจบ มีเพียงเสียงแอร์ที่ดังหึ่งอยู่เท่านั้น คนที่ยืนฟังอยู่ยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้ ในทางกลับกันคนที่เป็นคนพูดความในใจทั้งหมดออกไป ตัวนิ่งราวกับถูกคำสาป มือของเขากำแน่น ดวงตาที่เคยมั่นใจหลับหลับตาแน่น เมื่อคนที่เขาบอกความในใจเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ


   “ นี่มึงเป็นโรคจิตที่ชอบตามกูเหรอวะ” ปณิธานพูดติดตลก “ เงยหน้าขึ้นมาคุยกันสิ”


   “ นี่เฟิร์สพูดไปตั้งเยอะ ปาร์คพูดกับเฟิร์สแค่ว่า เฟิร์สเป็นโรคจิตเนี่ยนะ” เขาเงยหน้าขึ้นมาพูดอย่างรวดเร็ว


   “ ทำไม คิดว่ากูจะสารภาพรักหรือรับรักมึงเหรอ ดูหนังมากไปหรือเปล่า” เขาหัวเราะ แต่คนตรงหน้ากลับมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก”


   “ คงไม่หรอก เฟิร์สไม่หวังหรอก”


   “ คนเรา ก่อนจะทำอะไรก็ต้องหวังอยู่แล้วมันอยู่ที่ว่าหวังมากหรือน้อย” เขาพูดพร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างไปจับที่ไหล่ของปิติภัทร


   “ กูยังรับรักมึงไม่ได้หรอกนะ เพราะกูก็ยังลืมไอ้นนท์ไม่ได้” คำพูดของเขาทำให้หน้าที่เจื่อนอยู่แล้วของปิติภัทรเจื่อนลงไปอีก “ แต่กูก็จะพยายามเปิดใจรับมึงให้มากขึ้น มันก็อยู่ที่มึงแล้วล่ะว่า จะทำให้กูรักมึงจนลืมใครสักคนได้หรือเปล่า โอเคมั้ย เพราะคนอย่างกู จะรักใครรักได้ทีละคน เพราะกูอยากให้มึงรู้ว่า กูไม่ได้คบมึงเพื่อลืมใคร แต่กูอยากรักและคบมึงเพราะมึงเป็นมึง”
คนตรงหน้าค่อยๆคลี่ยิ้มออกมา ใบหน้าที่เจื่อนเอครู่ฉีกยิ้มกว่าจนตาที่ตี่อยู่แล้วแทบปิดลักยิ้มที่บุ๋มบนใบหน้าชัดเจนมากขึ้น เขาเอื้อมมือไปจับมือที่วางอยู่บนไหล่ของตนเอง


   “ ขอบคุณนะ เฟิร์สจะพยายาม ไม่สิ เฟิร์สจะทำให้ได้” เขาตอบกลับไป


   “ แต่ต้องไม่ใช่วิธีแบบเมื่อเช้านี้นะ กูไม่ชอบ”


   “ แหม่ นึกว่าปาร์คจะเคลิ้มไปกับเฟิร์สบ้างเท่านั้นเอง”


   “ เคลิ้มก็บ้าแล้ว” ปณิธานผลักคนตรงหน้าออก


   “ เขินเหรอ”


   “ เขินอะไร มึงไปกินข้าวได้แล้วไป เย็นหมดแล้วน่ะ” เขาชี้ไปยังข้าวผัดกระเพราที่วางอยู่บนโต๊ะ


   “ ไม่กินแล้วตอนนี้เฟิร์สอิ่ม” เขาลูบที่ท้องตัวเองเบาๆ


   “ มึงอย่ามาพูดคำพูดเลี่ยนๆกับกูนะ กูจะอ้วก” ปณิธานทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง


   “ อะไรยังไม่ได้ทำอะไรเลย ท้องแล้วเหรอ”


   “ ท้องพ่อง” เขาสวนกลับมาอย่างรวดเร็วแดกๆไปแล้วรีบไปจัดการเรื่องน้องมึงด้วย” พูดจบปณิธานก็หยิบนิยายที่ยังอ่านไม่จบมาอ่านต่อ


ไม่นานแสงสว่างที่เคยเจิดจ้าที่หน้าต่างก็มีความมืดเข้ามาแทนที่ ปณิธานอ่านหนังสือและกลิ้งไปมาบนเตียงอยู่คนเดียวมาตลอดเพราะปิติภัทรต้องลงไปจัดการกับร้านด้านล่าง


   ก๊อก ก๊อก ก๊อก


เสียงจากประตูหน้าห้องดังขึ้น ทำให้ปณิธานที่นอนอยู่เด้งตัวเองขึ้นมาในทันที เสียงกุญแจที่กำลังไขลูกบิดด้านนอกทำให้คนที่อยู่ด้านในใจคอไม่ดี เพราะคนที่จะเข้ามาไม่น่าจะใช่คู่หูของเขา
บานประตูด้านหน้าค่อยๆแง้มเปิดออก คนที่อยู่หน้าประตูใส่เสื้อแขนยาวสีขาวกับกางเกงเข้ารูปยืนยิ้มมาให้ คนที่มาด้วยด้านหลังยืนมองซ้ายมองขวาในห้องราวกับกำลังหาบางอย่าง


   “ นนท์ อยู่นิ่งๆสิมองหาไปก็ไม่เห็นหรอก”


   “ คนมันคิดถึงนี่หว่า นี่ไม่ได้เจอมันตั้งนานแล้วนะ” คนที่มาด้วยบ่นอุบ


   “ ขอโทษที พอดีเฟิร์สให้ขึ้นมาชวนปาร์คลงไปด้านล่างน่ะ” รณจักรอธิบาย ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง “ ไปเร็ว เห็นว่าวันนี้คนเยอะ ด้วยนะ ลงไปเปิดหูเปิดตาเถอะ”


   “ อืม ขอบคุณนะ” ปณิธานตอบกลับพร้อมทั้งเดินตามลงไปอย่างว่าง่าย
ภายในร้านเสียงดังจอแจเพราะในคืนวันหยุดของคนอื่นจะเป็นวันที่ร้านคนเยอะเป็นพิเศษ ปณิธานมองไปรอบตัวอย่างมีความสุขเพราะว่าได้ออกมาเป็นอิสระจากห้องสี่เหลี่ยม
รณจักรและชยานนท์เดินนำไปนั่งที่บริเวณระเบียงร้านใต้ต้นลีลาวดี ซึ่งเป็นบริเวณที่ติดกับขอบเวทีมากที่สุด ซึ่งตรงนั้นมีคนที่กำลังนั่งดื่มด้วยใบหน้าเคร่งเครียดรออยู่แล้ว


   “ นี่มึงจะเมาแต่หัววันเลยเหรอวะไอ้ปอนด์” ชยานนท์ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเพื่อนสนิท “ ไหนบอกพี่มาซิไอ้น้องว่ามีเรื่องเครียด

อะไรถึงได้นัดพวกกูออกมา”


   “ ไอ้เต้ดิ แม่งเดี๋ยวนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้หายหน้าหายตา กูเป็นห่วงมันเห็นมันบ่นๆว่าช่วงนี้ชอบฝันเรื่องเดิมๆซ้ำกันบ่อยๆ”


   “ มันฝันเห็นไรวะ” ชยานนท์ถามด้วยความสงสัย


   “ มันเล่าให้กูฟังว่า มันฝันเห็นเลือด คนยิงกันตาย เห็นทหารอะไรของมันเนี่ย แล้วมันก็ชอบมาหงุดหงิดเรื่องความฝันให้กูฟัง
เนี่ยมันก็หายหน้าไปสองสามวันแล้ว มึงให้คำปรึกษาอะไรกูได้บ้างหรือเปล่าวะ กูเครียด”


   “ เออน่าอย่าคิดมาก มันก็แค่ฝันหรือเปล่าวะ กินมากฝันมาก”


   “ กูก็เคยบอกมันไปแบบนี้แหละเป็นไง โกรธกู เหมือนแม่งคนอย่างกูทำอะไรก็ผิดไปหมด”


   “ เออ อย่าคิดมาก ชน” เขายกแก้วขึ้นมา “ จักรดื่มได้แค่น้ำอัดลมนะ” เขาหันไปสั่งเมื่อคนเป็นแฟนยกแก้วที่ใส่เครื่องดื่มสีอำพันขึ้นมาจะชนด้วย


   “ ไม่”


   “ ไม่เอา เอาแก้วนี้ไป” เขายื่นแก้วที่ใส่น้ำอัดลมมาให้


   “ มึงอย่ามาหวานกันแถวนี้ได้หรือเปล่าวะ” ปิติภัทรที่มาทีหลังเดินมาทิ้งตัวลงข้างๆปณิธานที่นั่งอยู่ก่อนจะพาดไหล่ไปบนพนักพิง ซึ่งจริงๆมีปณิธานนั่งอยู่ “ คนโสดอย่างกูอิจฉาแย่”


   “ มึงเนี่ยนะโสด มีคนมาให้ถึงห้องทุกคนไม่ใช่เหรอวะ” ชยานนท์พูดพร้อมกับยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่ม
คนที่ดูมีความสุขเมื่อครู่อย่างปิติภัทร นิ่งไปสักพักเพราะปณิธานหันมายิ้มที่เป็นรอยยิ้มแสนเยือกเย็นส่งมาให้ “ มึงพูดบ้าอะไรของมึง กูลด ไม่ใช่ดิ กูเลิกหมดแล้วเรื่องพวกนี้”


   “ จริงเหรอพี่” คนที่เพิ่งลงจากเวทีเอ่ยก่อนจะมานั่งข้างๆ


   “ มึงพูดดีๆหน่อยไอ้โก้เดี๋ยวไล่ไปร้องร้านอื่นเลย” ปิติภัทรพูดทีเล่นทีจริง


   “ แหมพี่ พี่พูดไม่เกรงใจคนที่นั่งข้างๆเลยนะ พี่เขาหน้ามุ่ยแล้วนะ” กิตติชี้ไปตรงจุดที่ว่างเปล่าพร้อมกับยื่นหน้าออกไป “ พี่ไม่ต้องอายผมหรอกนะผมไม่บอกใครหรอก”


   “ หุบปากแล้วแดกเหล้าได้แล้วไป” ปิติภัทรดันแก้วเหล้าของตัวเองเข้าปากนักร้องหนุ่มจนหกเต็มตัวไปหมด


   “ เหนนนนรายยว้าตรงนั้นมันไม่มีทีน้างไอ้โก้” ธนาที่นั่งอยู่ข้างๆยกแขนขึ้นมาตบที่หัวของกิตติเบาๆ “ มึงนี่มานปากหมาไม่เปลี่ยนเลย”


   “ พี่ปอนด์ อย่ามาอำผมเลย” เขาพูดพร้อมกับจิบแก้วเหล้าแล้ววางลงแล้วหันไปหาปิติภัทร “ถ้าพี่เลิกจริง ผมขอต่อนะ พี่เขาน่ารักดี” กิตติพูพร้อมกับส่งรอยยิ้มไปให้ “ พี่ชอบฟังเพลงอะไรล่ะ เดี๋ยวผมขึ้นไปร้องให้เลย”


   “ พูดบ้าไรของมึงฮะ” ปิติภัทรตบหัวรุ่นน้องไปหนึ่งครั้ง “ มาชน” เขาชูแก้วขึ้นก่อนที่คนอื่นจะยกมาชนตาม ก่อนจะดึงมันกลับมาดื่มเข้าไปในร่างกาย หลังจากนั้นก็หันกลับไปหาคนที่นั่งข้างๆ “ เดี๋ยวเฟิร์สจะมอมเหล้าถามมันเองว่า มันเป็นยมทูติหรือเคยผ่านความตายมาก่อน”


   “ มึงดูไม่ออกหรือไงวะว่าเป็นยมทูติหรือเปล่า” ปณิธานตอบ


   “ ไม่รู้ ถ้ามันไม่เผยตัวตนก็ไม่รู้หรอก” เขาตอบอย่างอ่อนใจก่อนจะหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วออกมาดูด    


   “ มึงเครียดไรวะ ปกติไม่ดูดไม่ใช่หรือไงวะ” ธนาที่นั่งตัวเอนเอ่ยขึ้น “ ถ้าเครียดเรื่องความรักนะ เชื่ออออ กู ไม่ต้องหา ไม่ต้องมี เวลามีก็เจ็บๆๆๆ เอามาอีกแก้วไอ้นนท์”


   “ มึงพอได้แล้ว เมาเป็นหมาแล้วเนี่ย” เขาจับหัวธนาให้ตั้งตรง “ หัวมึงยังประคองไม่ได้แล้วเนี่ย”


   “ หนายย ไหน ไหน้ ใครมาวว ไม่มี้” เขาส่ายหัวไปมา “ ไอ้น้อง เอามาอีกแก้ว แล้วเอ็งมากินกับพี่” เขาหันไปสั่งกิตติที่นั่งจ้องปณิธานอย่างไม่ละสายตา  “ ไอ้น้อง มึงมองไร พี่ชวนดื่มก็มาดื่ม”


หลังจากนั้นศึกการดวนแก้วต่อแก้วของกิตติและธนาก็ได้เริ่มต้นขึ้น ทั้งสองผลัดกันยกหมดเรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร คนที่นั่งร่วมวงด้วยได้แต่มองอย่างเหนื่อยใจเพราะดูแล้วห้ามอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์


ควันบุหรี่ของปิติภัทรเองก็พ่นออกมาอย่างไม่มีหยุดหย่อน เขาสูบมันมวนแล้วมวนเล่า ถึงแม้กว่าจำนวนเครื่องดื่มตรงหน้าจะพร่องไปไม่มาก รอยยิ้มที่แสนหวานของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นเสน่หาส่งไปไปยังคนที่นั่งข้างๆ


   “ มึงมองอะไร” ปณิธานที่รู้สึกไม่ดีเอ่ยขึ้น


   “ กูขอโทษ กูเมาทีไรเป็นแบบนี้ทุกที” เขายิ้มแห้งๆก่อนจะลุกไปจากที่นั่งแล้วเดินไปยังห้องน้ำที่ตั้งอยู่หลังร้าน
น้ำเย็นๆถูกวักใส่หน้าของชายหนุ่มที่ร้อนผ่าวทำให้บางอย่างในตัวของเขาอ่อนลงมาได้บ้าง เขามองตรงไปที่กระจกจ้องมองตัวเองอยู่สักพักก่อนจะมีใครอีกคนเดินมายืนอยู่ด้านหลัง


   “ มึงชอบเพื่อนกูเหรอวะ” ชยานนท์พูดขึ้น “ เห็นจักรบอกว่า มึงมองเพื่อนกูตลอด มึงชอบเพื่อนกูเหรอวะ”


   “ อืม” เขาตอบสั้นๆก่อนจะเดินออกจากตรงอ่างล้างหน้า แต่ก็มีมือหนึ่งคว้าเอาไว้เสียก่อน “ มึงมีอะไรอีก หวงก้างหรือไง มึงทำมันเสียใจมามากพอแล้ว กูจะดูแลมันเอง”


   “ เปล่า กูไม่ได้หวงก้าง” ชยานนท์ปฏิเสธ “ กูแค่เป็นห่วงมันน่ะ ถ้ามึงไม่ได้จริงจังกับมันมึงก็อย่าทำอะไรแบบนี้เลย แต่พอได้ยินที่มึงพูด กูก็เบาใจ สู้ๆนะเว้ยไอ้ปาร์คมันใจอ่อนง่ายจะตาย มันเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ กูเป็นกำลังใจให้”
พูดจบชยานนท์ก็เดินหายออกไป ผู้คนที่เมามายผลัดเปลี่ยนกันมาเข้าห้องน้ำ มีเพียงปิติภัทรที่ยังคงยืนสูบบุหรี่อยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน


   “ ปกติ สูบบุหรี่จัดแบบนี้เหรอวะ” คู่หูของเขาที่เขายังไม่อยากเจอตอนนี้ปรากฏตัวอยู่ข้างๆ แล้วนี่เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมไม่กลับไปนั่งกินด้วยกันวะ น้องมึงเมาจนกูคิดว่าจะหลอกถามอะไรไม่ได้แล้วว่ะ”
   “ เออลืมไปเลย” ปณิธานทิ้งบุหรี่ที่สูบอยู่ทันทีแล้ววิ่งกลับไปที่โต๊ะ สองคนที่ดวลกันก่อนที่เขาจะออกมานอนสลบอยู่บนโต๊ะ

อย่างไม่เหลือสภาพ “ เฟิร์สขอโทษนะ ที่ช่วยไรไม่ได้เลย”


   “ เออช่างมันเถอะ” ปณิธานตอบ “ แล้วจะเอาไงกับสองคนนี้เนี่ย”


   “ เดี๋ยวเราสองคนจะพาปอนด์กลับไปเอง ส่วนน้องคนนี้เราฝากด้วยก็แล้วกันนะ” รณจักรเสนอ
หลังจากแยกย้ายกันเสร็จเรียบร้อย ปิติภัทรก็ให้พนักงานพากิตติขึ้นไปส่งที่ห้องของตัวเองก่อนที่ตัวเขาจะลงไปจัดการกับบิลต่างๆของทางร้าน


katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ภายในห้องเต็มไปด้วยความเงียบและกลิ่นเหล้าที่คละคลุ้งไปทั่ว ยมทูติหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด มองไปยังคนที่นอนตรงหน้าด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้


   “ ไม่ ไม่ อย่า อย่าทำแม่ผม อย่า แม่ แม่” มือไม้ของคนที่อยู่บนเตียงกวัดแกว่งไปมาเหมือนป้องกันตัวจากบางอย่าง เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังลั่นไปทั่วห้อง “ อย่า ผมไม่กิน ไม่ ไม่ผมไม่กิน แม่ช่วยผมด้วย แม่ฟื้นมาก่อน” เขาร้องเสียงหลงจนปณิธานไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆได้
   “ น้อง น้อง” เขาจับไปที่มือทั้งสองข้างที่กวัดแกว่งอยู่


เมื่อร่างนั้นสัมผัสได้ถึงที่พึ่งพิงก็กระชากร่างของยมทูติหนุ่มไปสวมกอด ตัวของคนเมาสั่นเทิ้ม เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วห้อง ปณิธานกอดเด็กหนุ่มกลับด้วยความสงสารโดยไม่รู้เลยว่า มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น


แสงสว่างวาบขึ้น ตัวของเขาไม่ได้อยู่ที่เดิม รอบตัวของเขาเป็นห้องเล็กๆที่ทำมาจากไม้ ตามพื้นเต็มไปด้วยเศษข้าวกระจัดกระจาย จานที่แตก


กลิ่นในห้องมีแต่ความเหม็นอับและสาปกลิ่นเหล้า เขาเองที่ไม่ใช่เขา ใช่เขาเป็นเด็กอายุประมาณเจ็ดขวบนั่งอยู่บนพื้นกำลังนั่งเขย่าตัวใครสักคนที่นอนหมดสติอยู่ก่อนที่ตัวของเด็กชายจะโดนกระชากออกมา
น้ำส้มกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยถูกกรอกลงในปาก รสชาติที่ควรจะมีความหวานอมเปรี้ยวแต่กลับขมอย่างน่าประหลาด ทุกที่ที่น้ำนั้นไหลลงไปเหมือนเอาน้ำร้อนหรือเอาเหล็กมาแทง เขาเริ่มหายใจไม่ออกและลงไปนอนดิ้นลงกับพื้น เสียงหัวเราะของชายในบ้านหลังนั้นก้องอยู่ในหู


   “ ปาร์ค ปาร์ค ปาร์ค” เสียงของคนที่คุ้นเคยตะโกนเรียก พร้อมกับกระชากร่างของเขาออกมาจากอ้อมกอดนั้น “ ปาร์คได้ยิน

เฟิร์สหรือเปล่า  ปาร์ค ตื่นสิปาร์ค” เขาเอามือเขย่าร่างที่นอนอยู่บนตัก


   “ ปล่อยเขาสักพักเถอะเจ้านาย” เสียงเรย์ดังออกมาจากชั้นวางหนังสือ


   “ ทำไมนายสองคนไม่ห้าม ก็รู้หนิว่ายมทูติไม่ควรเข้าไปยุ่งกับความฝันหรือความทรงจำของคนอื่น” เขาตะวาดก่อนจะก้มลงมองคนที่หมดแรงอยู่ที่ตัก


   “ มันเป็นโชคชะตาเจ้านาย เราไม่สามารถห้ามได้ ชะตาของหนุ่มนั่นผูกพันกับคู่หูของเจ้านาย” เรย์บอก “ เราเลยไม่ได้ห้าม”


   “ อันนี้ฉันเห็นด้วยกับลุง ชะตานี้ก็เป็นชะตาเดียวกับที่เจ้านายของฉันได้มาเป็นยมทูติ” บลูเสริม “ นายเองก็ควรเข้าใจไว้เสียด้วย ฉันเองก็ไม่อยากยุ่งนัก ฉันรู้ว่านายรู้สึกอย่างไรกับเจ้านายของฉัน ตัวนายเองก็ควรจะรู้ไว้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะวันหนึ่งต้องมีใครสักคนที่จากกันอยู่ดี ตัวนายเองมาเป็นยมทูติเพราะอะไร ก็จำไว้ด้วย แน่ใจเหรอว่าถ้าเรื่องนี้มันจะจบลงที่ความสมหวังน่ะ”


   “ มันไม่ใช่เรื่องของแก” เรย์เอ่ย “ ข้าเชื่อในตัวของเจ้านายและเชื่อว่าความทรมานของเจ้านายใกล้จะจบแล้ว”


   “ ขอบใจ” ปิติภัทรอุ้มคนที่หมดแรงกลับไปวางไว้บนเตียงก่อนที่ตัวเองจะเดินออกไปที่ระเบียง
อากาศเย็นๆตีเข้ามาหาคนที่พ่นควันบุหรี่ออกจากปาก แววตาของเขาแฝงไปด้วยความเศร้าและความสับสน สิ่งที่เขากลัวที่สุดตอนนี้คือ ความรักของเขาจะเป็นไปได้หรือเปล่า ความลับของเขาที่เก็บไว้มันจะอยู่อีกนานแค่ไหน


   “ ไปยืนทำอะไรตรงนั้นวะ แล้วสูบบุหรี่อะไรนักหนา เหม็น” ปณิธานที่เดินออกมายืนข้างๆเอ่ยขึ้น “ ชอบสูบมากเหรอ”


   “ ไม่หรอก แค่สูบเวลาเครียดน่ะ” เขาหันมายิ้มให้กับคนที่ยืนข้างๆ “ ปาร์คไม่ชอบเหรอ”


   “ เออ กูไม่ชอบ เหม็น”


   “ อืมเดี๋ยวเราเลิกให้ เพื่อปาร์คเลยนะเนี่ย” เขาทิ้งบุหรี่ลงพร้อมกับหันไปหาคู่หูของตัวเอง “ ปาร์คไปทำอะไรกับความทรงจำของมนุษย์”


   “ อะไรนะ”


   “ ปาร์คเข้าไปในความทรงจำของไอ้โก้มันทำไม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและใบหน้าที่พร้อมจะรอคำตอบ “ มันอันตรายนะ”


   “ คือกูเห็นเด็กมันฝันร้าย กูเลยเข้าไปช่วย แล้วกูก็” เขาเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟังทั้งหมดทั้งสิ่งที่ได้เห็น ได้สัมผัสรวมทั้งความรู้สึกที่เกิดขึ้น “ เด็กนั่นมันผ่านความตายมา”


   “ ดีแล้วที่มันไม่ใช่ยมทูติ”


   “ ทำไมล่ะ ถ้าใช่ก็ดีสิจะได้มีคนช่วยทำงาน”


   “ เราไม่สามารถไว้ใจใครได้หรอกนะ ยมทูติน่ะ คนที่มาเป็นก็ต่างมีสิ่งที่ถูกเลือกมาไม่เหมือนกัน บางคนชั่วสุดขีด ก็มาเป็นได้”


   “ แล้วกูสามารถไว้ใจมึงได้มะ”


   “ ได้สิ เราเป็นคู่หู ไม่ใช่สิ เราเป็นคนที่กำลังจะเป็นแฟนกันต่างหาก” เขายื่นหน้าเข้ามาหา


   “ ไปไกลๆเลยกูเหม็นบุหรี่” มือหนาผลักคนตรงหน้าออกก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม


   “ สงสัยต้องเลิกบุหรี่จริงจังแล้วว่ะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจูบแฟนไม่ได้” พูดจบเข้าก็ทิ้งตัวเองลงนอนบนเตียงก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด


เสียงคนคุยกันจอแจ พร้อมกับแสงที่เข้ามากระทบทบกับใบหน้าทำให้คนที่เพิ่งนอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงต้องตื่นขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจนัก


   “ จริงเหรอพี่ พี่ก็จบวิศวะเหรอ เจ๋งว่ะ” เสียงตื่นเต้นของคนที่เมาหนักเมื่อคืนดังขึ้นจากด้านหลัง


   “ จริงดิ กูจะโกหกทำไมวะ” ปณิธานพูด “ แล้วมึงล่ะเล่นดนตรีมานานหรือยัง”


   “ นานแล้วพี่ ผมทำงานส่งตัวเองเรียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว” กิตติยืดอกอย่างภูมิใจ “ พ่อแม่ผมตายไปตั้งแต่เด็กผมอยู่คนเดียวมาตลอดแหละพี่ มีญาติๆพ่อแวะมาเยี่ยมเยียนบ้างแต่ก็นะ ขนาดพ่อจริงๆผมเขายังไม่รักเลยจะเอาอะไรกับคนอื่น”


   “ เออมึงก็อย่าคิดมาก” ปณิธานปลอบ “ เอางี้ดิ มาเป็นน้องกูก็ได้ กูก็ลูกคนเดียวไม่มีใคร กูอยู่กับลุงกูมาแต่เด็กเหมือนกัน”


   “ จริงเหรอพี่” เขาตะโกนออกมาด้วยความดีใจ “ แต่ไม่อยากเป็นน้องเลย เป็นน้องก็จีบไม่ได้ดิ”


   “ จีบไม่ได้เว้ย” คนที่นอนหันหลังให้ดีดตัวขึ้นมาจากเตียง “ คนนี้ของกู “


   “ อะไรกันพี่เมื่อคืนพี่ยังบอกอยู่เลยว่าเลิกหมดแล้ว” คนที่นั่งอยู่ขอบเตียงโวยวาย


   “ เออ เลิกหมดแล้ว เพื่อมาจบกับคนนี้” เขาพูดพร้อมกับลุกไปที่เก้าอี้ซึ่งมีคู่หูของเขานั่งอยู่ “ เข้าใจนะว่าจองแล้ว” พูดจบเขาก็หอมแก้มก่อนจะเดินตรงไปเข้าห้องน้ำทันที


   “ โอเคผมไม่ยุ่งแล้ว เป็นแค่พี่น้องก็พอ”


   “ อย่าลืมที่สัญญานะ ว่าห้ามบอกใครว่ากูอยู่นี่กูหนีเจ้าหนี้มา” ปณิธานกำชับเรื่องโกหกที่เขาสร้างขึ้นอีกครั้ง “ถ้าโดนจับได้ตายแน่”


   “ สัญญาครับ แต่ถ้าผมจะมาหาพี่ ผมมาที่นี่ได้นะครับ”

   “ ได้สิ ได้ตลอดเลย”


ใครจะไปรู้ว่าความสนิทสนมในครั้งนี้จะนำพาอะไรบางอย่างมา โชคชะตาที่เรย์พูดจะเป็นอย่างไร คนที่อยู่ตรงประตูหน้าห้องน้ำได้แต่สงสัยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่า เขาไม่อาจเปลี่ยนชะตาเป็นครั้งที่สองแน่









มาแล้ว ลงแบบรัวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มาเสพสมกันน้าา ทุกคอมเม้นคือกำลังใจจริงๆ :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1: :

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-5
มาแบบจุใจ ชอบๆ  :mew1:

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
6

WHO ?

เสียงผู้คนเซ็งแซ่ดังกันไปทั่วบริเวณตลาดสดภายในตลาดสด พ่อค้าแม่ค้าต่างทิ้งแผงของตัวเองเพ่อมาทำหน้าที่เป็นไทยมุงบริเวณหน้าร้านขายน้ำแข็ง


ก่อนหน้านี้ประมาณห้านาทีเห็นจะได้ เสียงผู้ชายร้องเสียงดังอย่างสุดเสียงเพียงเสี้ยวนาที ก็ตามด้วยเสียงโห่ร้องและบริเวณของพื้นของร้านขายน้ำแข็งเต็มไปด้วยเศษเนื้อและกระดูกที่ถูกตีจนแตกกระจายไปเต็มพื้น เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วทิศทาง บรรดาเครื่องในที่ถูกตีก็กระเด็นไปติดตามผนังและเปื้อนอยู่ตามร้านรวงด้านข้าง กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แต่ก็อย่างว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน บางคนจึงยอมอดกลั้นกับกลิ่นคาวและวิ่งไปดูภาพอันแสนสะอิดสะเอียนอย่างไม่คิดอะไร แม้ว่าไม่นานหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามากันเพื่อไม่ให้กีดขวางการทำงาน ก็ยังไม่สามารถทำได้เท่าที่ควร ข้อห้ามต่างๆไม่ว่าจะเป็นการบันทึกรูปหรือการสัมผัสหลักฐาน ก็ไม่วายมีคนไม่ปฏิบัติตาม


   “ ขอทางให้เจ้าหน้าที่ทำงานกันหน่อยครับ” พนักงานคนหนึ่งที่เดินถือห่อบรรจุที่ว่างเปล่าฝ่าฝูงชนเข้าไปในบริเวณจุดเกิดเหตุ



“ กลับมาพบกับข่าวภาคเที่ยงค่ะ เมื่อ สิบเอ็ดนาฬิกา สี่สิบเจ็ดนาทีเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุว่า มีพนักงาน บดน้ำแข็งตกลงไปในเครื่องบดน้ำแข็ง สภาพศพ แหลกละเอียด ทราบชื่อภายหลัง คือนาย วรพล รักษา อายุ37 ปี  ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเก็บศพกลับไปรอญาติมารับ สโรชา จากพีเพิลนิวส์รายงาน”


   “ ตายโหดว่ะ” ปณิธานที่นั่งจ้องโทรทัศน์ตรงมุมห้องเอ่ยขึ้น


   “ เรายังไม่ได้เคลียเรื่องที่ปาร์คไปสนิทกับไอ้โก้เลยนะ” ปิติภัทรเอ่ยพร้อมกับตักบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าปาก


   “ เคลียอะไร” เขากดเลื่อนช่องเปลี่ยนไปเรื่อยๆโดยไม่สนใจคนที่กำลังหน้าเง้าหน้างอตรงโต๊ะอ่านหนังสือแม้แต่น้อย
ตั้งแต่กิตติกลับไปในช่วงสาย ปิติภัทรก็ทำท่าทีตึงตังราวกับว่าต้องการเรียกร้องความสนใจจากคู่หู แต่ทว่าไม่ได้รับความสนใจจากคนที่อยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย


   “ ก็ปาร์คไปสนิทกับไอ้โก้ทำไมล่ะ มีเป็นพี่เป็นน้องอีกดูก็รู้ว่ามันชอบปาร์คอ่า” เขาวางตะเกียบในมือลงแล้วเดินมานั่งลงบนเตียง


   “ แล้วไง”


   “ แล้วไงอะไรล่ะ ก็เฟิร์สจีบปาร์คอยู่” เขาโวยวาย “ โถ่เว้ย”


   “ ก็จีบไง ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ถ้าเป็นก่อนแล้วค่อยมาโอดครวญนะ” เขาตอบหน้านิ่งๆ คนข้างๆก็นิ่งตามไปด้วย “ ล้อเล่น กูก็บอกมันไปแล้วว่าพี่น้อง มึงเห็นกูเป็นคนหลายใจขนาดนั้นเลย จูบแรกกูมึงก็เอาไปแล้วมึงจะเอาไงอีก”


   “ อะไรนะ เฟิร์สได้จูบแรก นี่เฟิร์สเป็นจูบแรกของปาร์คจริงๆเหรอ” พูดจบเขาก็กระโดดตัวลอยพร้อมกับเดินร้องเพลงกลับไปที่โต๊ะ “ มื้อนี้อะไรที่สุดเลย” เขาคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก


   “ เจ้านาย ท่านยมทูติสีขาวเรียก” เรย์พูดพร้อมกับเปิดประตูให้


   “ กูบอกแล้วให้รีบกิน” ปณิธานพูดก่อนจะคว้าสมุดที่ลอยเคว้งรออยู่แล้วเดินฝ่าประตูเข้าไป


ทันทีที่เท้าสัมผัสโลกใบใหม่ จากห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆก็กลายเป็นห้องสีขาวที่ไม่มีกำแพงรายล้อม ไม่สิ มันดูเหมือนว่าไม่มีที่สิ้นสุด เบื้องหน้ามีที่นั่งที่ถูกยกสูงขึ้นไปประมาณสิบเมตรเห็นจะได้ด้านบนมีชายในผ้าคลุมสีขาวประกายเงิน นั่งอยู่เขาผมสีดำขลับ ใบหน้านิ่งเงียบ แววตาดุดัน ริมฝีปากของเขายกขึ้นยิ้มเมื่อเห็นคนที่มาเยือน


เขาลุกขึ้นจากสิ่งที่นั่งอยู่ก่อนจะกระโดดลงมายืนด้านล่างตรงหน้าของผู้มาเยือนทั้งสอง ดวงตาที่ทรงอำนาจมองคู่หูยมทูติที่ถือว่าเป็นน้องใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะวาดมือขึ้นไปในอากาศ พื้นที่ที่ไร้ขอบเขตเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นรูปภาพเคลื่อนไหวอันน่าสะอิดสะเอียน และหนึ่งในรูปนั้นก็มี ชายที่ตกลงไปในเครื่องบดน้ำแข็งที่เป็นข่าวเมื่อเช้าด้วย


   “ ทุกคนตายอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ตายแบบไม่มีการกำหนดไว้ในสมุดบันทึกของข้า” เขาพูดก่อนจะแยกภาพด้านบนออกเป็นทั้งหมดหกกลุ่ม “ สองภาพนี้” เขาชี้ไปยังภาพเคลื่อนไหวของชายสูงอายุที่กำลังใช้คัตเตอร์กรีดลงบนท้องตัวเองซ้ำไปมาพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะชอบใจ ไม่นายเครื่องในที่อยู่ในร่างกายก็ไหลออกมาก่อนที่เขาจะนอนตายจมกองเลือดไป อีกภาพเป็นการเดินไปยืนให้รถไฟเหยียบด้วยสภาพเหม่อลอย


จุดที่สอง เป็นภาพของเด็กสองคนที่ผลัดกันเอามีดในมือทางตามส่วนของร่างกาย อีกคนดวงตาโบ๋เพราะอีกฝ่ายเพิ่งดึงมันออกไปจากเบ้า อีกคนจมูกแหว่งจนเห็นเนื้อสีแดงกับเลือดที่หยดลงบนพื้น


จุดที่สาม ชายชราที่กำลังเดินไปคุ้ยของในถึงขยะ อยู่ๆมือของเขาก็ก้มลงไปหยิบก้อนกินขึ้นมาทุบเข้าที่ใบหน้าของตัวเอง เลือดสีแดงไหลอาบลงมาบนใบหน้า ไม่มีเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด เขาทุบจนมีของเหลวบางอย่างไหลปะปนลงมากับเลือด ก่อนที่ทุกอย่างจะนิ่ง


จุดที่สี่ หญิงสาวที่อยู่ในชุดนักศึกษาวิ่งอย่างร่าเริงอยู่บนดาดฟ้าของตึกเรียน ในมือของเธอมีใบคะแนนสอบกลางภาคของตัวเองที่ได้น้อย ใบหน้าเปื้อนยิ้มเดินไปที่ด้านข้างของตึก ก่อนจะทุ่มกระถางต้นไม้ลงมาใส่คนด้านล่างเสียชีวิต


จุดที่ห้าเป็นรูปเด็กผู้หญิงวัยสามขวบวิ่งไปกลางถนน เพื่อเก็บของบางอย่าง ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนพยายามดึงแขนหรืออุ้มเด็กผู้หญิงคนนั้น แต่ก็ไม่สามารถทำได้และรถบรรทุกที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงบดสองร่างนั้นให้แหลกติดไปกับพื้นถนน


จุดที่หก เป็นภาพของสาวประเภทสองที่กำลังขับรถขึ้นไปบนทางเท้าไล่เหยียบผู้คนอย่างไม่มีสติ ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดกันอย่างทุลักทุเล และมีผู้คนไม่น้อยที่ได้เข้าไปอยู่ใต้ท้องรถและเสียชีวิต


   “ จุดสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้” ยมทูติสีขาวเอ่ย “ รู้ใช่ไหมว่าเรากำลังเจออยู่กับอะไร”


   “ ยมทูติสีดำครับ” ปิติภัทรตอบ “ จากพื้นที่นั้นถ้าท่านเรียงแบบนี้”


   “ ใช่มันคือดาวหกแฉก เป็นสัญลักษณ์ยมทูติสีดำ” พูดจบก็ปรากฏเส้นที่ขาดตามภาพนั้น เป็นสัญลักษณ์ที่เกิดจากสามเหลี่ยมด้านเท่าสองอันวางซ้อนทับกันโดยอีกอันวางตรงข้ามกัน และบริเวณที่เกิดขึ้นล่าสุด อยู่ตรงกลาง “ พวกมันกำลังสร้างพลังให้กับใครสักคน เพื่อบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับที่นี่”


ภาพไร่ส้มที่ด้านหลังเป็นภูเขาพร้อมกับป้ายที่แสดงอย่างชัดเจนว่าที่ที่ปรากฏในภาพนั้นคือไร่ส้มเกรียงไกร คนที่คุ้นชินกับสถานที่นี้มากที่สุดตัวชาไปทั้งตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและความหวาดกลัวเพราะที่นั่นเต็มไปด้วยความทรงจำของเขาและเป็นที่ที่มีคนที่เขารักอยู่


   “ ที่นี่เหรอครับ” ปิติภัทรย้ำ


   “ คู่หูของท่านรู้จักที่นี่เป็นอย่างดี และถ้าเจ้าทำภารกิจนี้จบ ทุกอย่างที่เจ้าสงสัยและทุกอย่างที่เจ้าทำอยู่มันจะจบลงเสียที” เขาส่งยิ้มอันแสนเยือกเย็นมาให้ก่อนจะกระโดดกลับขึ้นไปด้านบน “ ยิ่งช่วยคนได้มากเท่าไหร่ เรื่องมันจะง่ายมากขึ้นเท่านั้น ถ้ามีคนนอกจากสมุดตายเพิ่มมากขึ้นเท่ากับว่า พลังของใครสักคนเพิ่มขึ้นตามไปด้วยแล้ว”


สิ้นคำพูดของคนที่อยู่เบื้องบน ทั้งสองก็ถูกผลักกระเด็นให้กลับมายังโลกมนุษย์ในห้องของปิติภัทร ใบหน้าของปณิธานเต็มไปด้วยความกังวล เขาเดินไปมารอบห้องอย่างใช้ความคิด


   “ ที่นั่นคือที่ไหน ปาร์ครู้จักใช่ไหม” ปิติภัทรตัดสินใจถามก่อนจะเอื้อมมือไปจับแขนของคนที่เดินไปมาตรงหน้า “ ถ้ารู้ก็เล่าให้เราฟังเถอะเรื่องมันจะได้ง่ายขึ้น”


   “ อืมกูรู้จัก ที่นั่นเป็นบ้านของกู เป็นไร่ของลุงกู คนที่นั่นมีแต่คนที่กูรัก แล้วไงบอกอะไรไปแล้วช่วยได้มากกว่านี้หรือเปล่าล่ะ” เขาตะคอกกลับ ใบหน้าของคนถามเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ กูขอโทษ กูแค่เครียด”


   “ เฟิร์สไม่โกรธหรอก เฟิร์สเข้าใจ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปที่ไร่ส้มกันนะ”


ปณิธานนั่งมองนาฬิกาที่อยู่บนผนังห้องที่หมุนผ่านไปช้าๆทีละตัวเลขอย่างอ่อนใจ เขาไม่เคยรู้สึกร้อนลนอย่างนี้มาก่อน เขาห่วงทุกคนที่อยู่ที่ไร่ส้ม ทุกการตายและยมทูติสีดำมันเกี่ยวข้องอะไรกันแน่กับลุงหรือคนที่นั่น
เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ของปิติภัทรดังขึ้นพอดีกับนาฬิกาบนผนังบอกเวลาตีหน้าสามสิบนาที คนที่นอนอยู่บนเตียงเพิ่งหลับไปเมื่อตีสามควานหาต้นเสียงก่อนจะหยิบมันมาปิดเสียงเตือนลง เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำจัดการทุกอย่างด้วยเวลาอันสั้น


   “ ไปกันเถอะ” เขาพูดก่อนจะเดินไปหยิบกุญแจรถที่วางอยู่หัวเตียงแล้วเดินลงด้านล่างไป


   “ ทำไมเราไม่หายตัวไปล่ะ” ปณิธานถาม


   “ เราจะไปแบบคนนี่แหละอย่างน้อยเราจะได้ทำความรู้จักกับที่นั่นให้มากๆอีกอย่างการหาข้อมูลอาจจะง่ายขึ้นถ้าเรามีคนรู้จักหรือสามารถหาต้นตอของเรื่องนี้ได้” เขาตอบก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถสีขาวแล้วขับมันออกไป “ เดี๋ยวเฟิร์สขอแวะซื้อกาแฟก่อนนะ”   


   “ ได้สิ แล้วมึงขับรถไหวหรือเปล่า”


   “ ไหวสิแค่นี้เอง เฟิร์สถึกอยู่แล้ว แค่มีกำลังใจอยู่ข้างๆก็พอ” เขาพูดพร้อมกับเลี้ยวเข้าไปที่ปั้มน้ำมัน


   “ ลงไปซื้อกาแฟเลยไป”


   “ ครับ รอไม่นานหรอกไม่ต้องคิดถึงนะ” เขาเดินอารมณ์ดีไปที่ร้านกาแฟ ไม่นานก็มาพร้อมกับอเมริกาโน่ร้อนในมือ เขาวางมันลงที่ข้างขับก่อนจะขับรถออกจากปั้มไป



ไร่ส้มเกรียงไกรตั้งอยู่ที่อำเภอฝางซึ่งไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบกิโล จากตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกราบ้านช่องเปลี่ยนมาปิด ธรรมชาติที่แสนงดงาม แต่ก็แฝงไปด้วยความเจริญเพราะทุกที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยงหรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจจะมีรีสอร์ทหรือสิ่งก่อสร้างแทรกขึ้นอยู่ตลอด


คนขับเหยียบคันเร่งได้มากกว่าปกติเพราะทั้งเส้นทางแทบไม่มีรถสัญจรผ่านไปมาเท่าไหร่นักอาจเป็นเพราะเขาออกจากบ้านมาแต่เช้าหรือไม่ก็ยังไม่ใช่ช่วยเทศกาล


ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก็ขับมาถึงสะพานสีขาวด้านล่างคือลำธารที่ไหลผ่านทุ่งดอกหญ้าและเป็นสัญญาณอันดีว่าป้ายข้างทางเขียนว่า ไร่ส้มเกรียงไกรอีกสามสิบกิโลเมตร ปิติภัทรหยิบกาแฟที่เหลืออยู่ก้นแก้วออกมาดื่มพรอมทั้งลดกระจกลงเพื่อสัมผัสบรรยากาศโดยรอบ เพราะอีกอีกสิบห้านาทีเขาจะถึงจุดหมายปลายทาง


เมื่อขับมาไม่นานจากทุกหญ้าก็เปลี่ยนเป็นรั้วที่ติดลวดหนามยึดกับเสาปูนซีเมนลากเป็นแถวยาวตั้งแต่เลี้ยวเข้ามาถึง ปากทางเข้าที่มีป้ายไม้สลักเป็นลายเขียนว่า ไร่ส้มเกรียงไกร มีพนักงานมาคอยเปิดประตูให้ในทันที


พอลงจากรถอุณหภูมิที่หนาวเย็นก็มาสัมผัสกับร่างกาย ด้านซ้ายมือของชายหนุ่มเป็นจุดเช็คอิน โดยมีบนชิงช้าเล็กๆไว้เพื่อถ่ายรูป
ที่ไร่ส้มเกรียงไกรแบ่งพื้นที่ทำเป็นที่พักด้วย ซึ่งที่พักนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนที่สำหรับกางเต้นท์ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่จะมาเก็บบรรยากาศ และประหยัดงบและอีกส่วนจะเป็นที่พักสำหรับคนกะจะมาเที่ยวสบายๆ มีที่พักแอร์เย็นๆ ก็จะมีบ้านพักที่สร้างจากไม้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นทรงกระบอก หกเหลี่ยมหรือแม้กระทั่งทรงกระโจมเหมือนพวกชนเผ่าก็มีซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาจึงทำให้ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ช่วงไฮซีซั่นก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวไม่น้อยแวะเวียนมากันอย่างเนืองแน่น


บริเวณจุดจอดรถเต็มไปด้วยผู้คนมากมายกำลังตั้งหน้าตั้งตายกของ และบริเวณนั้นมีกลุ่มผู้คนกำลังรุมอะไรบางอย่าง พร้อมเสียงผู้คนกรีดร้อง คนที่เพิ่งลงจากรถวิ่งไปที่จุดเกิดเหตุในทันที


ทันทีที่ไปถึงก็พบว่า เสียงหวีดร้องเพื่อครู่เป็นเสียงของบรรดาแฟนคลับและนักท่องเที่ยวบางกลุ่มไปไปหากลุ่มนักแสดงกลุ่มใหญ่ ที่เพิ่งลงจากรถตู้โดบกไม้โบกมือทักทายแฟนคลับอย่างเป็นกันเอง คนที่วิ่งไปเมื่อครู่หยุดนิ่งพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ


   “มีอะไรให้ช่วยเหลือหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงอบอุ่นกังมาจากด้านหลัง


   “ สวัสดีครับ”เขาหันกลับไปยกมือไหว้พัลวัน กับคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้า คมเข้มที่มีหนวดขึ้นมาพอเป็นแรเงาให้กับใบหน้า รอยยิ้มที่ดูใจดีส่งยิ้มมาให้ ชุดที่เขาใส่เป็นชุดคล้ายๆกับคาวบอย คือมีเสื้อลายสก็อตกับกางเกงยีนส์ รับกับเครื่องหนังได้แก่หมวกและรองเท้าได้เป็นอย่างดี


   “ มาเที่ยวคนเดียวเหรอ หรือว่ามาตามดารา”


   “ เปล่าครับ” ปิติภัทรปฏิเสธ “ ผมเป็นเพื่อนของปาร์คน่ะครับ” เขาตอบกลับทำให้คู่หูที่มาด้วยจ้องตาเขม็ง


   “ อ่อ เพื่อนปาร์คนี่เอง แต่แปลกทำไมลุงไม่เคยรู้จักเลยล่ะ ปกติแล้วเพื่อนตาปาร์คทุกคนลุงจะต้องรู้จักเป็นอย่างดี แล้วทำไมลุงไม่เคยเห็นหน้าเลยล่ะ”


   “ ผมเป็นเพื่อนที่คณะน่ะครับ ผมทราบข่าวว่าอัฐิของปาร์คอยู่ที่นี่เลยจะมาเยี่ยมเสียหน่อย” เขาอธิบาย “ ถ้าไม่เป็นการรบกวนผมขอไปเยี่ยมปาร์คได้ไหมครับ”


   “ ได้สิ แต่ต้องรอหน่อยนะ ทางที่จะไปน่ะทางกองถ่ายละครเขามาใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ เย็นๆโน่นแหละถึงจะผ่านไปได้เพราะต้องนั้นลุงปิดเอาไว้ เอาอย่างนี้แล้วกันมาพักดื่มน้ำดื่มท่าก่อนดูแล้วนอนมาไม่พอล่ะสิเนี่ย ตาโหลเชียว” เขาหัวเราะออกมาย่างอารมณ์ดี “ เชิญๆๆ”


   “ ขอบคุณครับ”


ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ต่อ

โซนร้านอาหารอยู่ห่างจากตัวที่เขายืนอยู่ไม่เท่าไหร่นัก แดดช่วงเช้านี่ก็กำลังบวกกับอากาศเย็นๆของที่นี่แล้วนับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ามายลบ่อยๆ แต่คงไม่ใช่สำหรับปิติภัทรที่พยายามมองไปมารอบตัวอย่างจับผิด เขาไม่ได้สนกับการดื่มด่ำกับบรรยากาศเท่าไหร่นัก


   “ มีอะไรหรือเปล่าพ่อหนุ่ม” ลุงเกรียงไกรถามขึ้นเพราะเห็นท่าทางผิดปกติของเขามาตั้งแต่ต้น


   “ มีอะไรบอกลุงมาเถอะนะ ลุงเห็นพ่อหนุ่มพยายามมองหาอะไรสักอย่างมาสักพักแล้วนะ” สีหน้าในดีเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น “หรือถ้าพ่อหนุ่มคิดที่จะ”


   “ ไม่มีอะไรจริงๆครับ ผมแค่มองดูว่าคนที่นี่เขาอาศัยกันอยู่ที่ไร่กันหมดเลยเหรอครับ เพราะนอกจากตัวไร่แล้วตลอดเส้นทางที่ผมขับรถมาก็ไม่เห็นมีบ้านชาวบ้านอยู่เลย”


   “ ใช่แล้วล่ะ คนงานทุกคนจะพักอยู่ด้านหลังไร่ เรามีที่พักให้กับพนักงานทุกคน เป็นการช่วยให้ชาวบ้านแถวนี้มีงานทำด้วยไง” เขาพูจบก็ยื่นเมนูอาหารไปให้กับคนตรงหน้า “ สั่งอาหารก่อนดีกว่าที่นี่อร่อยทุกอย่างเลยนะ ยิ่งมามาเลดนะอร่อยอย่าบอกใครเชียวตาปาร์คเขาเป็นคนคิดสูตรเองเลยนะ” คนเป็นลุงยิ้มทันทีเมื่อนึกถึงหลานชาย ดวงตาของเขาเริ่มแดงขึ้น


   “ ผมเอาเซตมามาเลดนี่กับข้าวต้มก็แล้วกันครับ” เขาชี้ไปที่รูปเป็นการตัดบท
คนที่มีด้วยอย่างปณิธานมองดูลุงของตนอย่างเป็นห่วง ถึงแม้ว่าตัวของเขาจะมีความสุขที่ได้เจอกับลุงของตนเอง แต่ว่ามันก็เศร้าที่เขาไม่สามารถที่จะเข้าใกล้หรือพูดคุยได้อย่างเคย


   “ ผมคิดถึงลุงนะครับ” เขาพึมพำออกมา
ปิติภัทรเอื้อมไปจับมือของคู่หูของเขาอย่างเข้าใจ การที่อยู่ใกล้คนที่รักแต่ไม่สามารถที่จะสัมผัสหรือพูดคุยด้วยได้มันคงทรมานมากเพราะตัวเขาก็เป็น


   “ คุณลุงสนิทกับปาร์คมากเลยเหรอครับ” คนถูกถามชะงักไปครู่หนึ่งทำให้คนถามเองถึงกับหน้าเสีย “ ขอโทษครับ”


   “ ไม่เป็นไร ว่าแต่เราเป็นเพื่อนของปาร์คมานานหรือยังล่ะ”


   “ สักพักแล้วล่ะครับ พอดีว่าผมเป็นเพื่อนกับปอนด์ที่เป็นเพื่อนของนนท์น่ะครับเราเลยรู้จักกัน”


   “ อ๋อ เข้าใจแล้วเพื่อนของนนท์นี่เอง ดีเลยวันนี้นนท์กับจักรเขาก็จะมาที่นี่เหมือนกันนะ ปกติแล้วเขาจะมากันทุกวันหยุดเลยล่ะ แต่ครั้งนี้ไม่รู้คิดยังไงถึงได้รีบมา”


   “ ดีเลยครับ ผมก็อยากเจอนนท์อยู่พอดี” เขาตอบ


ไม่นานอาหารที่สั่งไปก็ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะลุงเกรียงไกรขอตัวลุกไปทำธุระที่หลังร้านทิ้งให้คู่หูยมทูตินั่งอยู่ที่โต๊ะตามลำพัง
มามาเลดที่ใส่ไว้ในขวดแก้วใสโชว์สีของส้มและผิวส้มดูน่ารับประทานวางคู่มากับขนมปังที่ปิ้งมาอย่างพอดีบนจานจานสีขาวสะอาด


   “ ไหนมาลองชิมหน่อยดีกว่าว่ามันจะหวานเหมือนคนทำหรือเปล่านะ” ปิติภัทรพูดพร้อมกับเกลี่ยเนื้อมามาเลดไปบนแผ่นขนมปังก่อนจะนำมันเข้าปาก เขาเคี้ยวช้าๆเนิบๆเพื่อเป็นการแกล้งคนที่นั่งข้างๆ “ หอม หวานอมเปรี้ยว อร่อยดีนะ แต่ไม่อร่อยเท่าคนทำ”


   “ หุบปากไปเลย อย่าหันมาพูดกับกูเดี๋ยวคนอื่นเขาก็สงสัยกันหมดหรอก” ปณิธานทำเสียงดุใส่


   “ มีใครที่ไหน แม่ครัวก็เข้าไปหลังร้าน ร้านมันก็ยังไม่เปิดซะหน่อยกลัวอะไร”


   “ เห็นคุณเกรียงไกรไหมครับ” เสียงนุ่มหูดังมาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระดิ่งที่ประตูหน้าร้านที่ดังขึ้น คนที่เข้ามาใหม่ส่งรอยยิ้มมาให้ ผิวของเขาขาวเนียน ใบหน้าเปื้อนยิ้มเดินเข้ามาใกล้ทุกที “ ผมมาหาคุณเกรียงไกรครับ”


   “ ครับ” ปิติภัทรวางขนมปังในมือลงก่อนจะตอบกลับไป “ ลุงอยู่หลังร้านครับเดี๋ยวผมไปตามให้นะครับ” เขาทำท่าจะลุกไปจากเก้าอี้แต่ประตูที่เชื่อมระหว่างหลังร้านกับตัวร้านเปิดขึ้นเสียก่อน


   “ อ้าว ไอ้เมฆ”เขายิ้มทักทายพร้อมกับเดินกลับเดินเข้าไปหาคนที่มาเยือน “ ไหนบอกว่าจะมาถ่ายละครไงวะ ทำไมมึงถึงได้โดดกองมายืนอยู่ตรงนี้”


   “ ไอ้พระเอกซุป’ตา น่ะสิ มากองสายนี่ยังมาไม่ถึงเลยเนี่ยเขาเลยเลื่อนกองเนี่ย” เขาบ่นอุบก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ “ เสียใจเรื่องหลานพี่ด้วยนะครับ ผมไม่ได้มาร่วมงานเลย”


   “ เออไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ” ลุงเกรียงไกรเสียงอ่อนลงก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “ ว่าแต่แกเหอะช่วงนี้ทำไมมีแต่ข่าวว่าไปมีเรื่องกับดาราใหม่มันเป็นเรื่องจริงเหรอวะ”


   “ จริงสิพี่คนอะไรแม่งเรื่องเยอะ โน่นก็ไม่ดีนี่ก็ไม่เอา เด็กสมัยนี้มันไม่รู้หรอกว่านักแสดงรุ่นก่อนเขาใช้ฝีมือกันไม่ได้ใช้แค่หน้าตา แล้วเล่นแบบหลอกคนดูไปวันๆไม่รู้สึก ร้อนไม่เอาเบา เลอะไม่เล่น”


   “ นี่กำลังพูดถึงผมอยู่หรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มที่เดินผ่านเข้ามาในร้านคนใหม่เดินเข้ามาที่โต๊ะอาหารที่ลุงเกรียงไกรกับนักแสดงรุ่นพี่นั่งอยู่


   “ คนเรื่องเยอะในกองคงมีไม่กี่คนหรอกมั้ง” เมฆาพูดก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปหาคณินที่ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ “ พระเอกละครผมมาแล้วเดี๋ยวผมไปเตรียมต่อบทก่อนนะครับพี่ เดี๋ยวผมแวะมาใหม่”


   “ มาหาได้ตลอดแหละมึงยังต้องมาถ่ายที่นี่เป็นอาทิตย์” เขาว่าก่อนจะตบบ่าเบาๆ
คนที่ยืนมองยิ้มมุมปาก “ อ๋อ ธุรกิจครบวงจรนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้เสนอโลเคชั่นมาถ่ายซะไกลขนาดนี้ ดีๆ เวลาตกงานจะได้มาทำไร่ทำสวนที่นี่”


พูดจบมือหนาของนักแสดงรุ่นใหญ่ก็คว้าเข้าที่ไหล่ของคนที่ยืนยิ้มอยู่อย่างรวดเร็ว “ จะมีปัญหากับกู ก็มีแค่กูคนเดียวอย่าไปก้าวร้าวใส่พี่กู”


   “ โกรธด้วยเหรอ” เขาส่งยิ้มไปให้ “ ผมบอกเลยนะ ถ้ากองละครกองนี้ไม่มีผมล่ะก็ เจ๊งแน่ บทก็แย่ นักแสดงสมทบยังแย่อีก” เขาขยับแว่นสีชาให้เข้าที่ก่อนจะเดินออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว


   “ ผมขอโทษด้วยนะพี่ ที่พี่ต้องมาโดนไอ้ริวมันดูถูก”


   “ ดูถูกที่ไหน ก็กูทำไร่ทำสวนจริงๆนี่หว่า มึงเองเถอะอย่าไปอะไรมากมายเลยอะไรปล่อยๆได้ก็ปล่อยเดี๋ยวมันก็ได้รับบทเรียนเองแหละ”


   “ จริงพี่ผมก็รอดูวันที่มันตกอับอยู่เหมือนกันเห็นว่าผู้จัดหลายคนก็ไม่ชอบมันเหมือนกัน ไปแล้วพี่เดี๋ยวผมมาหาใหม่” เขายกมือไหว้ก่อนจะเดินออกจากร้านไป


   “ ขอโทษที พอดีรุ่นน้องสมัยเรียนมหาลัยมันมาทักทายน่ะ พ่อหนุ่มคงเกิดไม่ทันตอนมันดังสินะ”เขาหัวเราะก่อนที่ประตูหน้าร้านจะเปิดอีกครั้งหนึ่ง “ วันนี้มันวันดีจริงๆเดี๋ยวคนโน้นไปคนนี้มา”


   “ บ่นแบบนี้เบื่อหน้ากันแล้วเหรอลุง” รณจักรเดินเข้ามากอดพร้อมกับยกมือไหว้ “ อ้าวเฟิร์ส” เขาทักขึ้นหลังจากออกจากอ้อมกอด


   “ อืม ไงจักร”


   “ ไม่คิดว่าจะได้เจอที่นี่นะ” รณจักรทักพร้อมกับหันไปยิ้มให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ


   “ มาทำอะไรที่นี่” ชยานนท์เอ่ยก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้าม “ จะมาเข้าทางลุงเหรอ”


   “ นนท์” จักรดุก่อนจะหันไปหาคนที่นั่งนิ่งอยู่ “ มาหาปาร์คเหรอ”


   “ อืม” เขาตอบสั้นๆ


   “ เดี๋ยวลุงไปเขาข้าวกับขนมมาให้ดีกว่าคุยกันไปก่อนเลยนะ” ลุงเกรียงไกรเดินกลับเข้าไปหลังร้านทันทีหลังจากพูดจบ


   “ ถ้าเรามีเรื่องอยากให้ช่วยจะได้หรือเปล่า” ปณิธานที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้น แต่ต้องชะงักเมื่อสายตาของคู่หูจ้องมาทางเขาอย่างรวดเร็ว


   “ มีอะไรใช้ช่วยเหรอ บอกเราได้เลยนะ เราพร้อมจะช่วย”


   “ ช่างมันเหอะ ไม่มีอะไรหรอก” เขาตัดบทก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย “ มาที่นี่กันบ่อยเหรอ ขอบคุณนะที่อยู่เป็นเพื่อนลุงของเรา”


   “ ลุงเกรียงไกรก็เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราอีกคนนึงแหละ เราก็ต้องมาหาอยู่แล้วล่ะ แล้ววันนี้ก็ตั้งใจจะมาลาแกแหละ”


   “ แล้วจะไปไหนกันล่ะ” คนที่ยกอาหารมาวางถามขึ้น


   “ ลุง” รณจักรผงะด้วยความตกใจ “ มาตั้งแต่ตอนไหนครับเนี่ย”


   “ เพิ่งมาตอนที่จักรบอกว่าจะมาลาลุงเนี่ย จะไปไหนหนีตามกันเหรอ” เขาพูดติดตลกก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่บริเวณหัวโต๊ะ


   “ ลุงก็ พอดีเพื่อนที่กรุงเทพเรียกไปช่วยงานประมาณสองสามอาทิตย์น่ะครับ”


   “ แล้วนนท์ล่ะ จะตามไปคุมว่าอย่างนั้นเถอะ” ลุงแกหันไปถามอีกคนที่นั่งเงียบ


   “ เปล่าครับ ผมแค่จะไปหางานพิเศษทำก่อนที่จะกลับมาเรียนต่อปอโทที่นี่ครับ ใครจะไปคุมเขาได้ล่ะ ไม่ใช่ใครจะมาฟังผมล่ะ”


   “ อย่ามาเยอะ ก็บอกว่าไปทำงาน” คนเป็นแฟนตีแขนไปทีนึง “ เราว่าจะมาลาปาร์คด้วยน่ะครับ”


   “ คงยังไม่ได้หรอกต้องรอเขาพักกองกันก่อนค่อยไปนะ พอดีรุ่นน้องลุงเขามาขอใช้ตรงสวนด้านหลังเป็นสถานที่ถ่ายทำละครน่ะ”


หลังจากรับประทานมื้อเช้าเสร็จลุงเกรียงไกรก็ขอตัวไปทำงานต่อ ทิ้งไว้เพียงทั้งสี่คนที่กำลังนั่งรอเวลาที่จะไปเยี่ยมโกศใส่อัฐิของคนที่จากไป


   “ จริงๆจักรกลับไปก่อนก็ได้นะ เรารับรู้แล้ว” ปณิธานเอ่ยหลังจากนั่งรอมาได้สักพัก


   “ ไม่ได้หรอกเราตั้งใจมาเอาบางอย่างที่นี่อยู่แล้ว” รณจักรพูดพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยอะไรบางอย่าง


   “ ทำไมยิ้มแบบนั้นล่ะ เราขนลุกหมดแล้วนะ” ปณิธานพูด “ เออเฟิร์สมึงงีบรอก่อนมั้ย นอนมาได้แค่แป้บเดียวเองไม่ใช่เหรอ”


   “ คู่นี้ไปถึงไหนกันแล้วเนี่ยเป็นห่วงเป็นใยกันเชียว น่าอิจฉาเนอะ ไม่ขี้งอนเหมือนใครบางคนด้วย” รณจักรพูดจบพร้อมกับคน

ที่นั่งถอนหายใจเสียงดังเพื่อเรียกร้องความสนใจอยู่ข้างๆ


   “ เออนนท์มันขี้งอน” พูดจบชยานนท์ก็ลุกออกไปจากวงสนทนาอย่างรวดเร็ว


   “ ไม่ตามไปเหรอ” ปณิธานถาม


   “ ไม่ล่ะเดี๋ยวก็หายเอง”


   “ ตามไปเถอะเชื่อเรา ไอ้นนท์มันฟอร์มจัดไปอย่างนั้นแหละจริงๆมันไม่ได้โกรธอะไรหรอกมันแค่อยากให้จักรสนใจมันบ้าง ตามมันไปเถอะนะ”


   “ อืม” รณจักรรับคำสั้นๆก่อนจะเดินออกจากร้านตามคนขี้งอนออกไป


   “ รู้ใจเชียวนะ” ปิติภัทรพูดพร้อมกับหันหน้าไปทางปณิธานที่มองตามสองคนที่เดินออกจากร้านไป “ อยากรู้จังถ้าเป็นเฟิร์สง

อนแล้วเดินออกไปบ้างปาร์คจะตามไปหาเฟิร์สหรือเปล่านะ”


   “ ตามไปทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย” ปณิธานตอบอย่างไม่ยี่หระกับบทสนทนาที่เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก “ มึงก็ไปนอนที่รถรอก่อนดีมั้ย เดี๋ยวก็ขับรถกลับไม่ไหวหรอก”


   “ เป็นห่วงเหรอ”


   “ เปล่า”


   “ แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วย”


   “ หน้าแดงอะไร มึงควรรู้ไว้นะกูเป็นยมทูติไม่มีเลือด หน้าจะแดงได้ไงมันไม่มีอะไรขึ้นไปเลี้ยงแล้ว”


   “ แล้วจะพูดแก้ต่างหรือตะกุกตะกักทำไม” ปณิธานยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ จริงๆถ้ารู้สึกอะไรแสดงออกมาบ้างสิให้เฟิร์สมีกำลัง
ใจในการจีบต่อหน่อยน้า นะๆๆๆๆ”

   “ เออ”


   “ เอออะไร”


   “ เออก็ คือเออมึงอยากตีความว่าอะไรก็เรื่องของมึง ไปนอนรอที่รถดีกว่าไปลุก”


ทันทีที่ถึงรถเขาก็เปิดประจกทิ้งไว้และปรับเบาะลงด้วยอากาศที่เย็นกำลังพอดีกับความง่วงที่สะสมมานาน ทำให้ปิติภัทรหลับลงได้อย่างง่ายดาย เวลาผ่านไปเท่าไหร่เขาไม่อาจรู้ได้เลย มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อมีใครบางคนมาเคาะเรียกที่ข้างรถ


   “ ไปเขาพักกองแล้ว”  เสียงคุ้นดังขึ้นคนที่นอนอยู่ปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่างที่ส่องเขามาในรถพร้อมกับปรับเบาะขึ้นมาอยู่ในสภาพปกติ “ นี่ผ้าเย็น เอาไปเช็ดหน้าสิ”


   “ เรานอนหลับนานไหร่เนี่ย”


   “ สองสามชั่วโมงได้ล่ะมั้ง นี่ก็จะเที่ยงแล้วเนี่ย เรารีบไปกันเถอะ ปาร์คกับนนท์ไปรอที่ท้ายไร่แล้ว”


ทางไปโกศของปณิธานต้องเดินผ่านกลางสวนส้มเข้าไป แม้ว่าตอนนี้จะเป็นเวลาใกล้เที่ยงแต่อากาศก็ยังคงเย็นสดชื่นอยู่ ต้นหญ้าสีเขียวที่อยู่ตามพื้นยังคงมีไอน้ำเกาะอยู่เป็นบางจุด


ต้นส้มที่อยู่สองข้างตลอดทางเดินทั้งสองฝั่งยิ่งทำให้ดูร่มรื่นสบายตา ทิวเขาด้านหลังที่มีหมอกจางๆปกคลุมอยู่ทำให้คนที่เพิ่งเคยมาตื่นได้อย่างเต็มตาแต่ก็คงไม่สุขใจเท่าไหร่นักเพราะคนที่เขารัก ไปกับคนที่เขาคนนั้นเคยแอบชอบ


สองฝีเท้าพยายามเร่งให้เร็วที่สุดเพื่อให้ไปถึงจุดหมาย เมื่อมาถึงแปลงกุหลาบสีขาวก็บานสะพรั่งล้อมรอบโกศสีขาวที่มีรั้วไม้เล็กๆล้อมรอบอยู่



   “ รอนานหรือเปล่า” รณจักรเอ่ยทัก


   “ ไม่นานหรอก” เขาส่งยิ้มกลับคืนไปทางคนรักของตนเอง


   “ เคลียกันรู้เรื่องแล้วเหรอ” ปิติภัทรที่เดินตามหลังมาถาม


   “ แน่ล่ะ ลองโกรธนานดูสิ” เขาหันไปมองใส่คนที่ยืนข้างๆ “ งอนมากๆไม่ง้อจริงๆด้วย”


   “ ค้าบบบ ไม่งอนพร่ำเพรื่อแล้วค้าบบบ”


   “ ดีมาก” พูดจบรณจักรก็เดินไปที่โกศซึ่งมีปณิธานยืนรออยู่แล้ว “ คือเราเอาไดอารี่ของปาร์คมาคืน ในนั้นเราเขียนหลายๆอย่างถึงปาร์คด้วยนะ นนท์เองก็เขียน เราเลยจะฝากให้เฟิร์สเอากลับไปด้วย มันควรอยู่กับปาร์คนะ” พูดจบรณจักรก็ถือกล่องไม้ที่บรรจุไดอารี่ที่เป็นเหมือนความทรงจำของปณิธานไปยังปิติภัทร “ เราฝากด้วยนะ เรามาเพื่อเท่านี้แหละ เพราะจริงๆถ้าไม่เจอกันที่นี่เราก็ว่าจะแวะเอาไปให้ที่ร้าน”


   “ ขอบคุณนะ เดินทางปลอดภัย” ปณิธานโบกมือลาทั้งสองที่เดินออกจากบริเวณนั้นไป เขามองไม่เห็นแผ่นหลังทั้งสองและ
จ้องมันอยู่อย่างนั้น


   “ น้อยใจ”


   “ น้อยใจอะไร” เขาหันไปถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ


   “ ก็มันน่าน้อยใจไหมล่ะ เฟิร์สอยู่ข้างๆเอาแต่มองคนอื่น”


   “ เออ ขอโทษ “ เขาตัดบท “ เราไปตามหาคนที่จะเป็นเหยื่อของยมทูติสีดำกันดีกว่า เดี๋ยวกองถ่ายจะเริ่มเสียก่อน”


   “ อืมไปเถอะ”


ทั้งคู่พากันเดินไปทั่วบริเวณทั้งในสวนส้ม คอกม้าหรือแม้กระทั่งการเดินตัดผ่านไปที่ด้านหลังของไร่ส้มเกรียงไกรที่เป็นบ้านพักของพนักงาน แต่ก็ไม่มีแววของยมทูติสีดำเลยแม้แต่น้อย


   “ เอายังไงดี” ปณิธานหันมาหาปิติภัทรด้วยความกังวลหลังจากเดินมาหยุดที่รถของตนเพื่อพักขาที่ใช้ในการเดินเป็นรอบที่สอง “ เราไม่สามารถใช่พลังอะไรหาได้เลยเหรอ”


   “ ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นพวกยมทูติสีดำมันรู้ตัวแน่”


   “ เออ ภาวนาว่าอย่าเพิ่งเกิดเรื่องแล้วกัน” ปณิธานเอ่ย “ วันนี้เรากลับกันก่อนเถอะ”


ทั้งคู่พากันเดินกลับเข้าไปที่จุดต้อนรับ ลุงเกรียงไกรกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บริเวณโซฟาด้านในที่ถูกขัดจนมันขวับ เมื่อทั้งคู่ไปถึงคนที่อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ก็หยุดอ่านและพับมันวางไว้


   “ ผมจะมาลาครับ”


   “ จะกลับแล้วเหรอ นอนค้างก่อนได้นะบรรยากาศกำลังดีเชียว”


   “ ไม่เป็นไรดีว่าครับ เดี๋ยวผมต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านต่อ” ปิติภัทรตอบก่อนจะล้วงไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าของตน “ คุณลุงครับ ผมขอเบอร์แลกเบอร์กับคุณลุงไว้ได้ไหมครับ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรไม่ดีคุณลุงสามารถโทรหาผมได้เลยนะครับ”


   “ ไม่เป็นไรหรอกพ่อหนุ่ม”
   “ นะครับ ถือว่าผมเป็นหลานอีกคนก็แล้วกันนะครับ จักรเองมันก็ฝากผมไว้” เขาอ้างถึงหลานรักอีกคนที่กลับไปแล้วขึ้นมาทำให้อีกคนใจอ่อน


ลุงเกรียงไกรรับมือถือของปิติภัทรไปก่อนจะกดเบอร์โทรเข้าหาเครื่องตัวเอง “ นี่นะ ยังไงก็ขอบคุณมากที่เป็นห่วงกัน มาเยี่ยมลุงบ่อยๆล่ะ”


“ ครับ ผมลาล่ะครับ” เขายกมือไหว้ก่อนจะเดินออกมา





รถคันสีขาวแล่นออกจากไร่ส้มไปช้าๆ พร้อมกับเงามืดที่ค่อยๆปรากฏขึ้นบริเวณเหนือไร่ส้มทีละนิด มันค่อยๆแผ่ไปทั่วบริเวณรอบ ทุก
อย่างกำลังเริ่มขึ้นแล้ว








ออฟไลน์ nofsnof

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
โอ้วว ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-5
ใกล้จะได้อ่านเรื่องสยอง ๆ อีกครั้งแล้ว  :hao3:

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
7
1 st MURDER


หญิงสาววัยกลางคนยืนอยู่ที่มุมห้องสีดำที่ปกคลุมไปด้วยไอเย็น เธออยู่ในชุดสีดำ ผมสีดำยาวจนถึงบริเวณบ่าลงมาปกคลุมบริเวณใบหน้าซีดเซียว เธอยืนก้มหน้าร้องไห้อย่างไม่สีสติ เสียงนั้นฟังดูโหยหวนมากกว่าโศกเศร้าแต่ไม่สามารถสร้างความหวดกลัวให้กับคนที่ยืนดูอยู่ฝั่งตรงข้ามได้เลย เขาร้องไห้จนเนื้อตัวสั่นด้วยความเสียใจ เพราะเขายิ่งวิ่งเข้าไปหาเท่าไหร่ร่างผู้หญิงคนนั้นก็ยิ่งลอยห่างออกไปทุกที


   “ แม่ แม่ อย่าทิ้งผมไป แม่ แม่รอผมก่อน” คนที่นอนอยู่บนเตียงโบกมือไปมาบนอากาศ แก้มทั้งสองมีน้ำตาไหลออกมาเหมือนกันที่เขาร้องไห้ในความฝัน


ปณิธานที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้วิ่งเข้ามาหาคนที่นอนอยู่บนเตียง เขาพยายามเขย่าตัวคนที่นอนอยู่และเหมือนมีบางอย่างพยายามยามดึงเขาเข้าไปในความทรงจำนั้น ยมทูติหนุ่มจึงจำเป็นต้องปล่อยมือออกและใช้เสียงตะโกนเรียกแทน


โชคดีคนที่นอนฝันร้ายหลุดออกจากภวังค์นั้น เขาลุกขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว ในสภาพที่เหงื่ออาบไปทั่วทั้งร่างกายทั้งๆที่อุณหภูมิภายในห้องถูกปรับให้เย็นจัด เขายกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่อาบอยู่ที่สองแก้ม ไม่มีการสนทนา หน้าของเขานิ่งเรียบเกินกว่าจะเดาออกว่าคิดอะไรอยู่


   “ ฝันร้ายเหรอ” ปณิธานถามพร้อมกับเอื้อมไปจับมือของคนที่นั่งเครียดอยู่ “ มีอะไรบอกกูได้นะ”


   “ ช่างมันเถอะ แค่ความฝันน่ะ” เขาตอบพร้อมกับทิ้งตัวลงไปนอนอีกครั้งหนึ่ง


เป็นครั้งที่สองถ้านับรวมการเมินเฉยใส่คู่หูเพราะตั้งแต่ปรับความเข้าใจกันปิติภัทรไม่เคยทำแบบนี้กับปณิธานอีกเลยจนกระทั่งตอนนี้ เพราะหลังจากที่ทิ้งตัวนอนลงไปเขาก็พลิกตัวหันหลังให้กับคนที่นั่งเป็นห่วงอยู่ข้างๆ


   “ เออไม่เล่าก็ไม่เล่า ถ้าไม่สบายใจก็บอกแล้วกัน จริงๆก็จะไม่ถามหรอกถ้าตอนที่แตะตัวมัน”


   “ มันอะไร ปาร์คเข้ามาในความฝันเฟิร์สเหรอ” เข้าเด้งตัวมาคว้าข้อมือของปณิธานที่กำลังลุกกลับไปเข้าที่


   “ อะไรวะ เจ็บนะเว้ย” เขาสะบัดข้อมือแต่ว่าไม่ออกเพราะมือนั้นแบบแน่นมากขึ้นกว่าเดิม “ กูเจ็บนะเว้ย ทำไมต้องโมโหขนาดนี้ด้วยเหรอวะ”


   “ บอกมาก่อน ว่าได้เข้าไปในความฝันของเฟิร์สหรือเปล่า”


   “ ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นด้วยล่ะ แล้วก็ปล่อยแขนกูได้แล้วมันเจ็บ” เขาสะบัดมือตัวเองออกทันทีที่มือที่จับผ่อนมันลงแล้ว
“ วันหลังกูจะไม่ยุ่งไม่ห่วงมึงแล้ว จะฝัน จะตายจะอะไรก็ทำไปเหอะ อ่อแล้วถ้ากลัวว่ากูจะเห็นอะไรในฝันกูบอกเลยว่าไม่เห็น ไม่ได้ยุ่งอะไรกับฝันมึงทั้งนั้น”


   “ ขอโทษ” เขาพูดสั้นๆก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง แต่ว่าเขาไม่สามารถข่มตาหลับได้อีกเลย


เพราะตั้งแต่เปลี่ยนคู่หูใหม่ ความฝันพวกนี้ก็กลับเข้ามาหาเขาอีกครั้ง ทั้งๆที่มันเคยหายไปนานแล้ว ปิติภัทรรู้เหตุผลการฝันของเขาดี เขากลัวที่สุดถ้าใครสักคนมารู้ความลับของเขา เขากลัวว่าเรื่องทุกอย่างที่เขาทำมันจะสูญเปล่า


แสงอาทิตย์ในยามเช้าฉายส่องเข้ามาที่ดวงตา เขาไม่เคยกังวลมากขนาดนี้มาก่อน เพราะหากเขาเลือกบางอย่างอาจทำให้ต้องสูญเสียบางอย่างไป


   “ น้องเฟิร์ส น้องเฟิร์สคะ” เสียงที่คุ้นหูดังมาจากที่หน้าประตูห้อง


ปิติภัทรลุกออกจากเตียงอย่างรวดเร็วก่อนจะเปิดประตูไปพบกับต้นเสียง “ เจ้ มีอะไรหรือเปล่าครับทำไมมาหาผมแต่เช้าเลย”


   “ เจ๊จะมาถามหาบิลน่ะ พอดีว่ามันจะสิ้นเดือนแล้วเจ๊ต้องรีบเคลียบิลงานก็หยุดไปหลายวันตอนนี้งอกไปถึงไหนแล้ว” อาโปทำหน้าเศร้า


   “ แหม่เจ๊ส่งช้านิดช้าหน่อยแม่ผมไม่ฆ่าเจ๊หรอกน่า”


   “ รู้ได้ยังไงคะ แม่น้องเฟิร์สโหดจะตายถ้าไม่ส่งงานตรงเวลา” เธอทำท่าจริงจังก่อนจะหัวเราะออกมา “ ล้อเล่นจ้ะ พี่แค่ไม่อยากหมักงานไว้เยอะๆเดี๋ยวไม่มีเวลาไปหาหนุ่มๆ เลยอยากรีบๆเคลีย”


   “ โอเคครับ เดี๋ยวเจ๊รอผมแป้บนึงนะ ผมไปหยิบสมุดที่จดไว้มาให้” เขาเดินกลับเข้าไปหยิบสมุดเล่มสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะมาก่อนจะยื่นให้คนที่ยืนรออยู่ที่ประตู “ นี่ครับ”


   “ ขอบคุณนะ ขอโทษด้วยที่มากวนแต่เช้าเลย” เธอส่งยิ้มให้ก่อนที่จะเดินหายไป


ปิติภัทรปิดประตูห้องลงก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะอ่านหนังสือซึ่งมีคู่หูของเขานั่งอยู่ เขาคุกเข่าลงไปกับพื้นแล้วเอามือของคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้มาไว้ในมือของตน แต่ว่ามือนั้นดึงกลับมาอย่างอัตโนมัติ ไม่มีคำพูดแม้กระทั่งสายตาที่แลมายังคนที่นั่งคุกเข่านั้นเลยแม้แต่น้อย


ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบ คนที่นั่งอยู่กับพื้นได้แต่ก้มหน้าไม่ยอมพูดจา เช่นเดียวกันกับคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่เอาแต่มองไปที่ผนัง ทั้งคู่เงียบแบบนี้จนกระทั่งเวลาผ่านไปใครคนนึงจึงเป็นคนเริ่มก่อน


   “ เจ็บหรือเปล่า” ปิติภัทรเอื้อมไปจับที่ข้อมืออีกครั้ง “ เฟิร์สขอโทษนะ เฟิร์สไม่ได้ตั้งใจ”


   “ นี่ถ้ามึงตั้งใจที่มึงคงต่อยกูไปแล้วมั้ง” ปณิธานตอบกลับโดยที่ไม่หันมาคุยด้วยเลยแม้แต่น้อย


   “ เฟิร์สไม่ต่อยปาร์คหรอก แต่ถ้าปาร์คยังโกรธหรือยังเจ็บที่ปาร์ค” เขาเอามือคนที่นิ่งนิ่งมาตีที่หน้าตัวเอง “ เอาเลย ทำจนกว่าปาร์คจะพอใจ จนกว่าปาร์คจะหายโกรธ เราไม่ได้ตั้งใจ”


   “ หยุด” เขาดึงมือกลับมา “ พอ กูไม่ได้อยากให้มึงเจ็บ แต่ที่กูถามเพราะกูห่วง กูอยากให้มึงเห็นว่ากูอยู่ข้างๆบ้าง ไม่ต้องเล่าทุกอย่างให้ฟังแต่อย่ามาพูดจาหรือทำอะไรไม่ดีใส่”


   “ ห่วง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ อืม เฟิร์สรู้ แต่ที่เฟิร์สทำเพราะเฟิร์สเองก็เป็นห่วงปาร์ค ปาร์คเข้าใจนะ จำที่เฟริ์สเคยบอกได้หรือเปล่าว่าโลกของเรามันน่ากลัวกว่าที่คิด  เฟิร์สไม่อยากให้ปาร์คมาเดือดร้อนเพราะเฟิร์ส”


   “ พูดแบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบ มาทำเป็นรุนแรงใส่คนอื่นคิดว่าหล่อมากเหรอ” เขาหันมาผลักคนที่นั่งอยู่กับพื้น “ ไปนอนก่อนไป รู้นะว่าเมื่อคืนไม่ได้หลับ”


   “ แอบมองเฟิร์สเหรอ”


   “ แอบมองก็บ้าแล้ว ไม่เห็นน่ามองสักนิด”


   “ ไม่น่ามองไม่เป็นไรแค่รู้ว่ามีคนห่วงเฟิร์สก็นอนฝันดีแล้ว”



ภายในห้องที่เต็มไปด้วยความมืดมิด กลิ่นสาปของซากศพที่ถูกวางกองเต็มไปทั่วบริเวณ เศษซากของดวงวิญญาณถูกห่วงโซ่พันธนาการไว้กับเสาไปจนทั่วทั้งมุมของห้องแสงไฟอ่อนๆที่จุดไว้เชิงเทียนสว่างพอให้เห็นสัญลักษณ์ดาวหกแฉกที่วาดอยู่บนพื้น มันถูกวาดด้วยเลือดสดๆ ใจกลางของสัญลักษณ์นั้นเป็นร่างของหญิงสาวชุดนักศึกษาที่มีแต่โครงกระดูก เศษเส้นผมที่ติดอยู่บนหัวนั้นหลุดร่วงลงบนพื้นไปตามการเวลา มือทั้งสองข้างถูกตรึงอยู่บนเสาไม้ขาด้านล่างดามด้วยแท่งเหล็กสีดำ ทำให้ร่างนั้นยืนตรงและนั้นไปทางเจ้าของห้อง


ตรงริมหน้าต่างมีโซฟาสีแดงฉานที่บุด้วยหนังชั้นดีวางอยู่บนนั้นมีผู้หญิงที่หน้าตาอ่อนวัยนั่งอยู่ เธออยู่ในชุดสีนำผ้าพลิ้วไหวทุกครั้งเมื่อต้องลม ในมือของหล่อนถือแก้วใสบรรจุน้ำเมาเลิศรสพร้อมกับจ้องมองไปยังร่างที่ตรึงนั้นอย่างเจ็บแค้นใจ เธอไม่ควรตายด้วยการกระทำของผู้ชายที่เหมือนสัตว์เดรัจฉานพวกนั้น


หล่อนยกแก้วไวน์ขึ้นมาดื่นรวดเดียวจนหมดก่อนจะปามันแตกกระจายบนพื้น ก่อนจะหยิบมันขึ้นมากรีดลงที่ข้อมือของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็นเหมือนกิจวัตรที่เธอต้องทำจนกระทั่งจะหมดเวลาในชีวิตของเธอ หล่อนกรีดร้องมันออกมาด้วยความทรมาน ดวงตาแข็งกร้าวภาพของบรรดาผู้ชายที่รุมฉีกทึ้งเสื้อผ้าของเธอลอยเข้ามาทุกครั้งที่กดเศษแก้วนั้นลงไป เสียงหัวเราะอย่างสะใจของผู้ชายเหล่านั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาท แรงกดที่ข้อมือจากมือหยาบด้านพวกนั้น เธอยังจำได้ดี กลิ่นสาป หยดเหงื่อและสัมผัสที่น่ารังเกียจทำให้เศษแก้วนั้นกดลึกลงไป จากความเจ็บเปลี่ยนเป็นความแค้น ความแค้นเปลี่ยนเป็นพลัง เธอต้องขอบคุณยมทูติตนนั้น ที่ลักพาตัวเธอมา เจ็ดปีที่ผ่านมาทำให้หญิงสาวเต็มไปด้วยพลัง ความแค้น และพรรคพวก


   “ นายท่าน มีคนบอกว่าเจอยมทูติสีฟ้าในเขตไร่ที่นายท่านสั่งให้เราไปเฝ้าครับ” ชายใต้ผ้าคลุมรายงานหลังจากที่แผลของนายหญิงของเขากลับสู่สภาพปกติ


   “ รอไปก่อน อย่างไรเสียไอ้สัตว์นรกตัวนั้นมันก็เป็นของเรา เรามีสิทธ์ในตัวมันมาตั้งแต่วันที่ฉันตายแล้ว” เธอเอนกายลงไปบนโซฟาอย่างไม่ใส่ใจ “ ถ้าเจอยมทูติตนนั้นอีกก็พามาให้ข้ารู้จักบ้างสิ ที่เป็นลูกของเจ้าน่ะ” เธอหัวเราะออกมาราวกับว่ามันเป็นเรื่องน่าขัน “ โลกนี้มันก็แปลกเนอะ ไม่เจอหน้ากันตอนเป็น แต่มาเจอกันตอนตาย”


   “ นายท่านอยากเจอทำไมเหรอครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวไม่กล้าสบตาเลยแม้แต่น้อย


   “ ข้าก็อยากจะชวนมามีความสุขชีวิตอมตะ เหมือนกับเจ้ายังไงล่ะ”


   “ แต่ว่า”


   “ ไม่มีแต่ และถ้าข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดทรยศข้า เจ้าคงรู้นะว่าจะเป็นอย่างไร” เธอขึ้นเสียงก่อนจะหายตัวไปจากโซฟาสีแดง ทิ้งให้คนที่นั่งอยู่กับพื้นค่อยๆลุกขึ้นมาด้วยความสับสน


   “ จะไปคิดมากอะไรเลวมาทั้งชีวิตแล้วเรื่องแค่นี้เองก็ทำๆไปเถอะ” เสียงหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องเดินออกมาจากความมืด ใบหน้ารูปไข่ส่งยิ้มมาให้อย่างมีความสุข “ ท่านอย่าทำให้ข้าผิดหวังสิ ข้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะท่านนะ”


   “ แต่”


   “ ถ้าท่านไม่กล้า ข้าจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้แทนท่านเอง “ หล่อนเสนอ


   “ แต่ข้าไม่ได้อยากให้ลูกของข้ามาอยู่ในที่แบบนี้ ท่านช่วยข้าหน่อยเถอะ ถ้าอยากได้อะไรข้าให้ได้หมดเลย” เขาเดินเข้าไปใกล้ฝ่ายหญิงมากขึ้น “ ข้าขอร้อง”


    “ ได้สิ” หล่อนยิ้มร่า “ ฉันช่วยท่านได้นะแต่ขอได้ทุกอย่างจริงเหรอ”


“ จริง ถ้าข้าหามาให้ได้นะ” เขาเริ่มตะกุกตะกักเมื่อต้องทำสัญญากับคนตรงหน้า


“ คู่หูคนเก่าของข้าคงช่วยเหลือข้าได้มากเชียวแหละ” เธอหัวเราะก่อนจะจุมพิตไปที่ปากของฝ่ายชาย “ นี่ข้าขอมัดจำไว้ก่อนถ้าข้าช่วยท่าน ส่วนของรางวัลเดี๋ยวมาเอาหลังเรื่องจบนะ”


พูดจบเธอก็หายตัวไปในความมืดทิ้งให้คนที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมสีดำ ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นแล้วมองกลับไปที่ด้านนอกที่กำลังเริ่มต้นใช้ชีวิต เขาจะไม่ยอมทำผิดเป็นครั้งที่สองแน่



ภาพในจอสี่เหลี่ยมฉายละครที่ฉายไปเมื่อคืนวนกลับมาฉายอีกครั้ง ยมทูติหนุ่มนั่งกดเลื่อนไปมาด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะมาหยุดที่ช่องช่องหนึ่ง


   “ รายงานข่าวแซ่บๆค่ะคุณผู้ชม อยากรู้ใช่ไหมล่ะคะ” หญิงสาวผมสั้นประบ่าสวมชุดสีเขียวสะท้อนแสงกำลังเล่าข่าว “ ละครเรื่องใหม่ของผู้จัดพี่เอฟมายารัติกาล ที่ไปถ่ายทำกันถึงเชียงใหม่ ได้ซึ่งได้นักแสดงแม่เหล็กคนใหม่ของวงการ อย่าง ริว พชร มาเป็นนักแสดงนำและนักแสดงมากฝีมือคับคั่ง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นค่ะ ประเด็นหลักของเราขอโฟกัสไปที่รุ่นใหญ่อย่าง เมฆ เมฆานักแสดงพระเอกตลอดกาลของเราค่ะที่เขาว่าไม่พอใจน้องใหม่เอามากๆ มีคนเมาท์มานะคะว่าสองคนนี้ซดเกาเหลากันชามโตเชียวล่ะค่ะ และล่าสุดมีเบื้องหลังหลุดออกมาว่า สองคนนี้ ผิดคิดซัดกันนัวในกองเรียกได้ว่าหมัดต่อหมัดเชียวแหละค่ะคุณผู้ชม ยังไงเดี๋ยวเราโทรไปสัมภาษณ์กับพี่เอฟกันดีกว่าค่ะว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่” พูดจบภาพหน้าจอก็ขึ้นรูปชายวัยกลางคนไว้ผมยาวในชุดยีนส์พร้อมกับเสียงทักทาย


   “ สวัสดีครับ”


   “ สวัสดีค่ะพี่เอฟ ไม่ทราบว่าตอนนี้พี่เอฟอยู่ที่ไหนคะ”



   “ อยู่ที่เชียงใหม่ครับ มาถ่ายละคร”


   “ ค่ะ พี่เอฟอยู่ในกองละครตลอดเลยหรือเปล่าคะ”


   “ อยู่สิครับ พี่อยู่ตลอด”


   “ ไม่ทราบว่า ภาพหลุดที่ออกมาแล้วมีคนเมาท์ว่าน้องริวกับคุณเมฆต่อยกันระหว่างการถ่ายทำเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ” เธอเริ่มเข้าเรื่อง


   “ ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ ภาพที่หลุดออกไปเป็นภาพที่มาจากการซ้อมการแสดงครับ” คนที่อยู่ปลายสายตอบกลับมา “ ยังไงก็ฝากละครเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ”


   “ อย่างนี้ก็แสดงว่าเป็นการสร้างกระแสเพื่อโปรโมทใช่หรือเปล่าคะ”


   “ ไม่ใช่ครับ เป็นการซ้อมการถ่ายทำ ทีมงานเขาแค่ถ่ายเอาไว้เฉยๆครับ”


   “ ค่ะ ยังไงขอบคุณพี่เอฟมากเลยนะคะ”



ในขณะที่ปิติภัทรนั่งดูโทรทัศน์นั้น อีกฝั่งกำลังนั่งประชุมกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด ในห้องอาหารยามเช้า ผู้จัดละครที่เพิ่งวางสายไปจากการสัมภาษณ์เมื่อครู่จ้องมองมายังนักแสดงทั้งสองคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม ทั้งสองก้มหน้าเพื่อหลบความผิดที่ทำไปเมื่อวานนี้
คนที่เพิ่งแก้ข่าวไปนั่งนิ่งเลื่อนดูกระแสข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะวางมันลงเบาๆ เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะมองไปด้านหน้าอย่างหงุดหงิด มือของเขากำแน่นแต่เขาเองไม่สามารถที่จะแสดงอารมณ์ไปได้เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ทำงานของเขา


   “ พี่บอกแล้วไงว่าอย่ามีเรื่องกันอีก” เขากัดกรามเพื่อข่มอารมณ์จนกรามปูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “ เมฆ แกโตแล้วนะเป็นรุ่นพี่ด้วย แกควรระงับอารมณ์ให้มากกว่านี้ ก็รู้อยู่ว่ามีคนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา”
คนที่นั่งข้างๆที่ยิ้มมุมปากแล้วเปรยตาไปมองนักแสดงรุ่นพี่ที่กำลังกำหมัดแน่น ก่อนจะกลับมานั่งนิ่งมือสายตาของผู้จัดหันกลับมามองที่เขาบ้าง


   “ พี่บอกตรงๆเลยนะถ้าช่องไม่ขอให้เอาแกมาเล่น พี่ไม่เอามาแน่ผู้จัดคนอื่นก็เหมือนกัน ถ้ายังอยากอยู่ในวงการนี้นานๆ เปลี่ยนพฤติกรรมซะ คนที่ก้าวเข้ามาในวงการน่ะทุกวัน ของเก่าไปใหม่มา ถ้าไม่อยากเป็นของเก่าที่โดนแยกไว้ทิ้งก็เปลี่ยนพฤติกรรมซะ ไปๆ จะไปไหนก็ไปไป” เขาโบกมือไล่
เมื่อพ้นจากสายตาคนที่นั่งอยู่ในห้องออกมา มือหนาของคนที่อายุมากกว่าก็ลากตัวพชรที่เดินน่าง้ำหน้างอกลับเข้าไปในห้องพัก เขาผลักร่างนั้นลงบนเตียงอย่างแรง


   “ ถ้าจะทำงานด้วยกันก็ตัดเรื่องส่วนตัวออกไป อย่ามาทำตัวเป็นเด็กแบบนี้” เขาพยายามพูดพร้อมกับกดอารมณ์ตัวเองเอาไว้


   “ ผู้ใหญ่ต้องทำยังไง ปิดทุกอย่างเป็นความลับ ควงผู้หญิงกลบความเป็นเกย์ หรือต้องไปนอนกับคนอื่นให้เป็นข่าวฉาวๆ ต้องทำแบบนี้เหรอ ผมผิดด้วยเหรอวะที่หวงพี่ ผมไม่ได้อยากมายืนอยู่ตรงนี้ ที่เข้ามาก็เพราะแค่อยากมาอยู่ข้างๆพี่ ไม่ได้ต้องการมาเป็นคนของใคร ไม่อยากแบกอะไรแล้วมันเหนื่อยนะเว้ย ยิ่งคนที่เรารักแล้วก็เป็นห่วงเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำอีก มันเหนื่อยเข้าใจไหมมันเหนื่อย” น้ำตาของเขาไหลออกมาเป็นสาย มือเขาเริ่มทุบตีคนตรงหน้า ตัวของเขาสั่นเทิ้ม คนที่ก่นด่าเมื่อครู่นิ่งลงก่อนจะทิ้งตัวลงข้างเตียง “ ทำไมวะ ทำไม”


   “ พี่ขอโทษ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนจะดึงคนที่กำลังร้องไห้เข้ามาอยู่ในอ้อมอก เขารู้ดีว่าพชรก้าวเข้ามาในวงการเพื่อเขา เขาเองเป็นคนที่ดันให้ผู้จัดทุกคนรักในคนรักของเขา เพราะเขาเองก็รักและห่วงอนาคตของคนในอ้อมกอดไม่ต่างจากพชรเลย เขาอยากกอด เขาอยากไปทำหลายๆอย่างเหมือนที่คนรักทั่วไปทำกัน แต่ถ้าเขาทำแบบนั้นเท่ากับว่าสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมามันกำลังสูญเปล่า “ เดี๋ยวทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง ริวก็รู้ว่าพี่อยากให้ริวไปได้ไกลกว่านี้ พี่อายุมากกว่าริวเยอะนะ ถ้าวันนึงพี่ตายไปริวจะได้มีงานทำไง ริวจะได้ดูแลตัวเองได้”


   “ หยุดพูดแบบนี้นะ” คนที่อยู่ในอ้อมกอดผละตัวออกมาอย่างรวดเร็ว คำพูดเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกโหวงๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “ ผมไม่ชอบเลยที่พี่พูดเรื่องนี้ อย่าพูดอีกนะ”


   “ ไอ้เด็กบ้า” เขายื่นมือไปยีผมคนตรงหน้า “  เรื่องตายก็เป็นเรื่องปกติหรือเปล่าฮะ”


   “ บอกว่าอย่าพูดไงเล่า” เขาร้องไห้ออกมาอีกครั้งพร้อมกับโผกอดคนตรงหน้า “ ที่พี่ตายก่อนนะ ผมจะตายตาม”


   “ ไอ้เด็กนี่” เขากอดเด็กคนนั้นกลับ “ ไปล้างหน้าล้างตาได้แล้วไป ออกไปแบบนี้คนจะหาว่าพี่รังแกแกอีก เห็นคนรักแกแบบนี้พี่ก็ตายตาหลับแล้วล่ะ


ตรงมุมห้องมีเงาสีดำซ่อนตัวอยู่หลังม่าน ไอดำลอยตัวไปรอบห้องราวกับว่าเขาได้เลือกคนที่อยากจะได้แล้ว ใครจะรู้ว่านอกจากโชคชะตาที่ใครบางคนลิขิตลงมาแล้ว มันมีคนที่ชอบขีดความเป็นความตายของชีวิตคนอื่นด้วย



“ แม่ แม่” ปิติภัทรดีดตัวขึ้นมาจากการนอนหลับ คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โดดขึ้นมานั่งข้างๆบนเตียง “ เฟิร์สไม่เป็นไร” เขายกมือขึ้นห้ามคู่หูของเขาที่กำลังจะเข้ามาสัมผัส  เหงื่อของเขาชุ่มไปทั้งตัวเขาเอามือลูบหน้าสองสามทีก่อนจะหันไปกอดปณิธานที่นั่งนิ่งๆอยู่ด้านข้าง เขากอดร่างนั่นแน่น คนถูกกอดเองก็กอดเขากลับพร้อมกับลูบหลังอย่างแผ่วเบาเหมือนเป็นการแทนคำพูดทุกอย่างที่อยู่ในใจออกมา “ ขอบคุณนะที่อยู่ข้างๆเฟิร์สเวลานี้” เขากระซิบก่อนจะผละตัวออกมา “ เดี๋ยวเฟิร์สไปอาบน้ำก่อนนะ อยู่ใกล้แบบนี้นานๆกลัวอดใจไม่ไหว”


   “ ไอ้ลามก” ปณิธานผลักคนที่อยู่ตรงหน้าล้มลงไปบนเตียง


   “ ใครลามก เฟิร์สยังไม่ได้คิดอะไรเลย เอ๊ะหรือว่าปาร์คคิดแล้ว” เขาฉีกยิ้มมาให้ พร้อมกับดึงผ้าห่มมาปิดตัวเอาไว้  “ ไม่เอาละ ไม่คุยดีกว่า เดี๋ยวเฟิร์สไปอาบน้ำก่อนนะ”


   “ แล้วนั่นจะเอาผ้าห่มไปด้วยทำไม” เขาถามคู่หูของตัวเองที่เอาผ้าห้มลายโดเรม่อนคลุมหัวจรดเท้าเดินไปที่ห้องน้ำ “ หรือว่า” เขาหยุดคิด และรอบยิ้มแห้งๆที่มาจากคนที่อยู่หน้าประตูห้องน้ำก็เป็นคำตอบได้ในทันที “ ไอ้หมกมุ่น”


   “ ตอนเป็นคนปาร์คไม่ตื่นตัวตอนตื่นนอนหรือไง ยิ่งคนที่เรารักมาอยู่ใกล้ๆแบบนี้นี่มัน”


   “ ไปอาบน้ำเลยไป” เขาปาหมอนใส่คนที่ทำหน้าระรื่นอยู่ ปิติภัทรหลบหมอนนั้นเข้าไปในห้องน้ำอย่างรวดเร็วทิ้งให้คนที่อยู่บนเตียงนั่งยิ้มอย่างมีความสุข


ช่วงเวลาที่ได้อยู่คนเดียวทำให้คนที่นอนคนเดียวฟุ้งซ่านไปไกล ภาพในความทรงจำของเขาเริ่มตีกันไปหมด ความรู้สึกของเขาที่มีต่อคู่หูมันมากกว่า ตอนที่เขามีให้เพื่อนสนิทอย่างชยานนท์


เขาสะบัดความคิดออกเมื่อประตูห้องน้ำถูกเปิดออก ร่างขาวที่เดินออกจากประตูห้องน้ำออกมาสวมเพียงผ้าขนหนูสีขาว ด้านบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นลอนกล้ามที่ผ่านการดูแลมาพอสมควร หน้าอกของเขาขึ้นเป็นรูปอย่างชัดเจน ปิติภัทรหยิบผ้าผืนเล็กที่แขวนอยู่หน้าตู้มาเช็ดผมที่กำลังเปียกของเขาก่อนจะเดินมานั่งที่เก้าอี้


   “ ทำไมมึงไม่ไปแต่งตัวให้เสร็จกะ ก่อน วะ” เขาหลบสายตาไม่มองคนที่กำลังสนทนาอยู่เลยแม้แต่น้อย


   “ เฟิร์สจะเช็ดผมก่อนเดี๋ยวค่อยใส่เสื้อผ้าอะ จริงๆปกติเฟิร์สก็ทำแบบนี้ ทำไมปาร์คเขินเฟิร์สเหรอ” เขาย้ายที่มานั่งข้างๆคู่หูของตัวเอง


   “ ขะ เขินอะไรเล่า ไปนั่งห่างๆเลยไปเห็นหรือเปล่าเนี่ยว่าเตียงมันเปียกหมดแล้ว” ปณิธานถอยตัวออกห่างและพยายามที่จะไม่สบตาหรือมองคนตรงหน้าเลย


   “ เช็ดผมให้หน่อย” เขายื่นผ้าขนหนูมาให้ปณิธานที่นั่งหันหลังให้ “ นะเช็ดให้เฟิร์สหน่อย” เขาเขยิบตัวตามปณิธานที่ถอยหนี


   “ ไม่ต้องมาใกล้ แค่เช็ดผมอย่างเดียวใช่มั้ย” เขาดึงผ้าขนหนูมาไว้ในมือตัวเอง “ หันหลังไป”


   “ หันอะไรล่ะ เฟิร์สอยากเห็นหน้าปาร์คตอนเขินแบบนี้อะ”


   “ ถ้าเรื่องมากก็เช็ดเอง” คนที่นั่งหันหลังยื่นคำขาด


   “ ก็ได้ครับ” ปิติภัทรหันหลังก่อนที่ปณิธานจะหันกลับมา เขายื่นผ้าขนหนูสีขาวไปสัมผัสผมของคู่หูอย่างแผ่วเบาหลังจากนั้นก็ขยับไปตามที่ต่างๆจนผมเริ่มหมาดได้ที่ “ เสร็จแล้ว”


   “ ขอบคุณครับ” ปิติภัทรเอี้ยวตัวกลับมาห้อมแก้มปณิธานอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินผิวปากไปใส่เสื้อผ้าอย่างอารมณ์ดี ไม่มี

เสียงก่นด่าตามหลัง ไม่มีการทำร้ายร่างกาย ยิ่งทำให้คนที่เพิ่งฉวยโอกาสยิ่งมั่นใจว่าเขาสามารถพังกำแพงของปณิธานลงมาได้บ้างแล้ว



ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ต่อๆๆๆๆ


เสียงเคาะประตูทำให้คนที่กำลังรู้สึกดีต้องหยุดลงเพราะปกติจะไม่มีใครมายุ่งที่ห้องของเขายกเว้นอาโปเพียงคนเดียวเท่านั้นหรือถ้าเป็นคนอื่นต้องเป็นเรื่องที่ใหญ่พอตัว


ชายหนุ่มรีบใส่เสื้อสีสีดำแขนยาวที่ยังใส่ไม่เสร็จพร้อมรีบไปเดินที่ประตู และทันทีที่เปิดเขาอยากจะปิดมันลงเสียเหลือเกินเพราะชายหนุ่มรุ่นน้องเขายืนส่งยิ้มอยู่ที่หน้าประตูพร้อมทั้งชะเง้อเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่ข้างในอย่างไม่มีปิดกั้นใดๆ


   “ มาทำอะไร” เขาถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ


   “ เข้ามาสิ” เสียงคนที่นั่งอยู่บนเตียงตะโกนเชิญให้ผู้มาใหม่เข้าไปในห้อง “ นึกว่าจะไม่เจอกันแล้วนะเนี่ย”


   “ ช่วงนี้ผมยุ่งๆน่ะครับ” กิตติยกมือไหว้คนที่มาเปิดประตูห้องให้แบบลวกๆหลังจากตอบต้นเสียงที่ถามขึ้น “ ผมทั้งต้องทำงาน

ไหนจะต้องยุ่งเรื่องลงทะเบียนเรียนอีก เวลาจะนอนแทบจะไม่มีแล้วเนี่ย”


   “ เอาเวลาที่มาที่นี่ไปนอนดีกว่ามั้ย”


   “ พี่เป็นคนนัดผมมาเองนะครับ” กิตติทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้หลังจากตอบเจ้าของห้อง


   “ กูเนี่ยนะ” คนที่ถูกกล่าวอ้างถามกลับอย่างรวกเร็ว “ เป็นไปไม่ได้ กูจะตามมึงมาทำไม กูอยากให้มึงอยู่ห่างจากคนของกูอยู่”


   “ พี่ดูนี่” เขายกมือถือขึ้นมาให้ดูแสดงข้อความว่าเขามาเพราะได้รับข้อความจากไลน์ของปิติภัทรจริงๆ “ หรือว่าจะเป็นพี่ปาร์คส่ง แต่ไม่อยากให้ผมรู้ใช่หรือเปล่าครับ”


   “ ฉลาดนะเนี่ย” ปณิธานตบหัวคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไปหนึ่งที “ เออกูเป็นคนทักมึงไปเอง เวลาแกล้งมึงก็ตลกดีเหมือนกันนะ” เขาหันไปหัวเราะกับคนที่นั่งหัวเสียอยู่ข้างๆ “ คืออย่างนี้กูมีเรื่องให้มึงช่วย”


   “ ช่วยอะไรครับ”


   “ ช่วยมาเปลี่ยนไอ้เฟิร์สมันขับรถไปฝางหน่อยๆ กูขับรถไม่เป็น มันขับไปกลับคนเดียวมันเหนื่อย” คนที่ถูกพูดถึงทำท่ากำลังจะท้วงแต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อสายตาของปณิธานหันมาทางเขา “ มึงห้ามปฏิเสธ”


   “ ครับ” ปิติภัทรตอบอย่างจำใจ “ มึงไม่ต้องมานั่งยิ้มตรงนี้เลย ห้ามเข้าใกล้ปาร์คเกินหนึ่งเมตร ไม่อย่างนั้นเจอกูแน่”


   “ อะไรกันพี่ หวงไรเนี่ยเจ้าของก็ไม่ใช่”


   “ บ่นไร เดินไปเลยมึงขับขาไป กูขับขากลับเอง ไปถึงรออยู่บนรถอย่าไปไหน” ปิติภัทรเอามือดันก้างชิ้นโตไปจากห้องก่อนที่

เขาจะเอื้อมมือไปหยุบสมุดบนชั้นวางหนังสือแล้วเดินตามออกไปขึ้นรถเพื่อมุ่งสู่ไร่ส้มเกรียงไกร



“ พักกอง” เสียงผู้กำกับตะโกนสั่งผ่านเครื่องมือสื่อสารหลังจากที่ทุกๆฝ่ายทำงานกันมาอย่างหนักตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาเพื่อเร่งถ่ายให้ทันแสงที่ใกล้จะหมด เพราะท้องฟ้าบริเวณโดยรอบเริ่มมีเมฆสีดำก่อตัวขึ้นมาแล้ว


ทีมงานบางส่วนกำลังจัดเก็บข้าวของที่พอเก็บได้เข้าไปไว้ในรถตู้ ทำให้ไม่มีใครสังเกตเลยว่ามีนักแสดงสองคนกำลังเดินไปยังด้านหลังของสวนส้ม คนที่เดินนำหน้าไปนั้นก้าวเร็วขึ้นๆพร้อมกับเมฆก้อนใหญ่สีดำที่เข้ามาคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ลมที่เริ่มพัดขึ้นแรงเรื่อยๆยิ่งทำให้คนที่เดินตามร้อนใจ


   “ ริว หยุดจะไปไหน” เขาตะโกนฝ่าลมที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เมฆาไม่สามารถที่จะลืมมองดูทางตรงหน้าได้เต็มตาเท่าไหร่นัก เสียงของเขาที่ตะโกนไปก็เช่นกันมันเหมือนหายไปกับสายลมนั้นเพราะดูเหมือนว่าคนข้างหน้าจะไม่ได้ยินเสียงเขาเลย
เมฆาพยายามคิดทวนในหัวว่าเขาไปทำอะไรให้คนรักเขาไม่พอใจหรือเปล่า เพราะหลังจากการถ่ายฉากสุดท้ายคือฉากที่เขาจะต้องเข้าไปจูบปากกับนักแสดงสาว


   ต้องเป็นเรื่องนี้แน่


   “ ริวอย่าเข้าไป” เขาตะโกนห้ามเมื่อริวเดินเข้าไปในบริเวณบ้านพักคนงานเก่าที่มีป้ายแขวนไว้ว่าห้ามเข้า แต่ดูเหมือนว่าพชรไม่ฟังสิ่งที่เขาพูดเลย


พชรก้มลอดลวดหนามเข้าไปผิวสีขาวถูกลวดหนามที่ยื่นออกมาแทงจนเป็นรอยลึกแต่เขาไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของของเขาจองมองไปข้างหน้าอย่างอาฆาตแค้น เขากระชากแขนที่โดนแทงเข้าไปจนลึกออกมาอย่างไม่ใยดี ทำให้ผิวหนังสีขาวฉีกเป็นรอยยาวลึก เลือดสีแดงไหลหยดเป็นทาง


คนที่วิ่งตามมายิ่งใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาเร่งฝีเท้าไปให้เร็วขึ้นพร้อมทั้งส่งสถานที่ที่อยู่ตอนนี้ไปยังเจ้าของไร่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ปกติแน่เพราะคนรักของเขาเป็นคนที่กลัวเลือด ตอนนี้เลือดของพชรเองก็ไหลอย่างไม่มีทีท่าที่จะหยุด แต่คนที่กลัวเลือดกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย


ดาราหนุ่มเดินมาหยุดที่หน้าบ้านร้างหลังหนึ่ง ประตูไม้เก่าๆเปิดต้อนรับการมาเยือนในทันทีราวกับว่ารู้ล่วงหน้า พชรเดินก้าวเข้าไปในบ้าน เมฆาเองก็รีบวิ่งเข้าไปก่อนที่ประตูนั้นจะปิดลงอย่างรวดเร็ว


   “ ริว” เขาพยายามเรียกคนที่ยืนหันหลังให้เขาอยู่ที่มุมมืดพร้อมทั้งเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ “ ริว ริวได้ยินพี่หรือเปล่า”
พลั้ก ไม้ท่อนใหญ่จากมือของคนรักฟาดลงมาที่ข้างศีรษะ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือรอยยิ้มอย่างสะใจของคนรักก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง



“ ทำไมไม่รับโทรศัพท์วะ” เกรียงไกรเดินไปมาอย่างร้อนใจเพราะปลายสายไม่รับสายของตน เพราะเจ้าของพื้นที่รู้ว่าบริเวณตรงนั้นมีคนไปเสียชีวิตบ่อย


เขาเดินออกมารวมตัวกับคนงานบางส่วนที่มาช่วยที่หน้าบ้านเพื่อที่จะออกไปตามหาซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่รถคันสีขาวแล่นเข้ามาพอดี


   “ มีอะไรหรือเปล่าครับ” ปิติภัทรเดินตรงไปหาทันที คนที่กลัวว่าน้องคนสนิทจะเป็นข่าวใหญ่โตกลับเงียบ “ ลุงครับผมช่วยลุงได้นะครับ”


   “ ไอ้เมฆมันอยู่ในอันตราย” เขาเลือกที่จะเชื่อใจก่อนที่จะเชื่อใจก่อนจะขวาแขนของชายหนุ่มให้วิ่งตามไป



อีกฝั่งของไร่เกรียงไกรหญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงกำลังเดินวนรอบๆคนทั้งสองที่นอนนิ่งอยู่บน คนที่ได้สติก่อนเอามือกุมหัวที่โดนฟาดไปก่อนหน้านี้  ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเลือดที่แห้งเกรอะกรัง ดวงตาที่พร่ามัวยังลืมได้ไม่เต็มที่แต่สิ่งที่เขามองเห็นในแวบแรกคือใบหน้าขาวนวลนอนสลบแนบพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นอยู่ใกล้ๆเขา


   “ ริว” เขาพยายามประคองตัวเองให้เข้าไปใกล้มากขึ้น เขาพยายามตะโกนเรียกตะโกนที่อยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งร้องไห้ออกมาสภาพตอนนี้เขาไม่ได้ต่างไปจากคนเสียสติ “ ริว”


ร่างตรงหน้าเริ่มขยับตัวดวงตาของพชรค่อยๆเปิดออกด้วยความอ่อนเพลีย เขาประคองร่างตัวเองขึ้นมาพร้อมกับมองไปรอบๆตัวและมาหยุดที่คนตรงหน้า


   “ พี่เมฆ พี่ไปโดนอะไรมา แล้วเรามาทำอะไรที่นี่” เขาถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ เพราะคนที่เขารักมีสภาพที่ไม่น่ามองเท่าไหร่นัก


   “ ไปจากที่นี่ก่อนเถอะเดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง” เขาคว้าแขนของพชรเพื่อประคองไปที่ประตู


   “ ใครจะไปจากที่นี่ไม่ได้ทั้งนั้นถ้าฉันไม่อนุญาต” เสียงของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนขื่อไม้ด้านบนตะโกนออกมา เธอยิ้มให้คนทั้งสองอย่างน่าสะอิดสะเอียน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเส้นเลือดที่แย่งกันขึ้นจนปูดนูน ปากของหล่อนแดงฉานราวกับสีเลือด แววตาแห่งความโกรธแค้นฉายออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ ไม่เจอกันนาน ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยเหรอคะ”


   “ ฉันไม่รู้จักแก” เขาตะโกนกลับพร้อมกับใช้เท้าถีบไปที่ประตู แต่นอกจากประตูนั้นยังไม่เปิดออกแล้ว คนที่เขาประคองมานั้น

กลับทรุดตัวลงไปกองพื้น เขากระแทกกลับไปที่ประตูอีกครั้ง พชรก็แสดงท่าทางเจ็บปวดทุกครั้งที่เท้าของเขาไปโดนประตู “ ริว” เขาก้มลงไปประคองคนที่นอนกุมท้องอยู่ที่พื้น เลือดสีแดงไหลออกมาจากปากเป็นระลอก “ ฉันไปทำอะไรให้แกวะ มาทำแบบนี้กับฉันทำไม”


   “ พี่เมฆจำฟ้าไม่ได้เหรอคะ” เสียงนั้นจบลงร่างของหญิงสาวที่อยู่บนขื่อก็หายวับมาปรากฏตัวที่ด้านหน้าของเมฆาในทันที “ มึงดูให้ชัดๆซิว่ามึงยังจำกูได้หรือเปล่า” เธอเอื้อมมือไปที่คอคนที่นั่งอยู่ด้านล่างขึ้นมามองหน้าตนเอง “ มึงบอกสิว่ามึงจำกูไม่ได้ พูด กูบอกให้พูด พูดสิ” เธอตะวาดก่อนจะเหวี่ยงร่างของเมฆาลงไปนอนกองอยู่บนพื้น


   “ ปล่อยริวไปเถอะนะ เรื่องนี้ริวมันไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย” เขายกมือไว้คนที่ยืนอยู่ตรงนะ “ ขอร้องล่ะนะ”


   “ พี่” พชรที่นอนอยู่บนพื้นพยายามเค้นเสียงเรียก


   “ ขอร้องเหรอ” เธอเหยียบไปบนหน้าของพชรจนแนบพื้น ชายหนุ่มหายใจโรยรินทุกที “ ตอนกูขอร้องมึงตอนนั้นทำไมมึงไม่ให้โอกาสกูบ้าง”


   “ กูบอกว่าอย่ายุ่งกับริวไง” เขาลุกขึ้นมาประจันหน้ากับหญิงสาว “ ถ้ามึงแค้นนักก็มาลงกับกูสิ มาเลย มึงอยากได้อะไรมึงเอาไปเลย แต่ปล่อยริวไปริวไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้”


   “ ถ้ากูอยากได้ชีวิตล่ะ” เธอยกยิ้มไปที่มุมปากก่อนจะแบมือออกมาตรงหน้าไม่นานมีดขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้น


   “ อยากได้นักมึงก็เอาไปเลย แต่ริวมันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้มึงจะฆ่ามึงก็ฆ่ากูคนเดียว” เขาหลับตาเพื่อรอความตาย


   “ ไม่ต้องรีบตายหรอก มึงรีบตาย เรื่องมันก็ไม่สนุกสิ” เธอพูดจบมีดที่เคยอยู่ที่ฝ่ามือของเธอตอนนกลับกลับไปอยู่ในมือของ

เมฆาแขนของเขาเป็นสีดำเมื่อมและไม่สามารถที่จะควบคุมมันได้ เข่าของเขาทรุดลงตรงด้านของของพชรที่ยังมีสติ
พชรได้แต่จ้องมองมาและไม่สามารถที่จะขยับร่างกายได้เลย หยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของชายหนุ่มอย่างไม่ขาดสาย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อมือข้างซ้ายของเมฆากดลงมาที่มือของกดลงไปที่ข้อมือด้านขวาของเขา เมฆาค่อยๆวางมีดลงตั้งฉากที่ข้างมือของพชร


   “ ปล่อยริวไปดิวะ แค้นนักก็ฆ่ากูสิฆ่ากูเลย” เขาหันไปตะคอกหญิงสาวที่ยืนยิ้มอย่างสะใจอยู่ด้านข้าง โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีดที่ตั้งฉากเมื่อครู่ค่อยๆกดลงบนนิ้วก้อยของพชรที่นอนอยู่แล้ว เสียงของพชรกรีดร้องออกมาอย่างทรมาน นิ้วก้อยถูกตัดออกอย่างช้าๆ  “ พอเถอะ ฆ่ากูสิทำไมล่ะ ทำไมไม่ฆ่า”


   “ ก็กำลังฆ่าอยู่นี่ไง การฆ่าให้ตายมันคงทรมานน้อยกว่าการฆ่าให้ตายทั้งเป็นจริงไหม” เธอหัวเราะดังไปทั่วบริเวณ
มือข้างที่จับมีดสับลงมาที่แขนของพชรอย่างไม่ยั้งมือเสียงกรีดร้องของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเลือดที่กระเซ็นไปทั่วบริเวณ น้ำตาของคนที่กระทำและถูกกระทำไหลออกมาอย่างไม่มีหยุด เลือดของพชรเต็มไปทั่วร่างกายของเมฆา มือที่ไร้การควบคุมสับลงไปที่แขนหยุดลงพร้อมกับขาที่ก้าวขึ้นไปคร่อมตัวของพชร


   “ พี่ ผมไม่ไหวแล้วอ้ากกกกกก” คำพูดสุดท้ายของพชรหายเข้าไปในลำคอเลือดของเขาทะลักออกมาราวกับท่อน้ำแตกเมื่อมีดในมือของเมฆา แทงลงทุลุกลางอกซ้ำไปซ้ำมา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งราวกับว่าที่นี่คือโรงเชือดสัตว์ก็ไม่ปาน เสียงร้องไห้ของเมฆาสร้างความสะใจให้กับผู้หญิงในชุดแดงที่กำลังยืนดูอยู่ไม่น้อยเลย


   “ เป็นยังไงล่ะ เป็นยังไง เข้าใจหรือยังว่าความเจ็บปวดมันเป็นยังไง เข้าใจหรือยัง ว่าการที่เราอ้อนวอนแล้วเขาไม่ให้มันรู้สึกยังไง” เธอหัวเราะร่าอย่างมีความสุข “ ตอนนี้ก็ก็กลับไปใช้ชีวิตซะ”


   “ มึงก็รู้ว่าวันนั้นกูไม่ได้ตั้งใจ กูโดนบังคับ”


   “ แต่มึงก็เลือกที่จะทำตามสิ่งที่พี่มึงสั่ง แล้ววันนี้กูก็แค่สั่งมึงบ้าง มึงจะมาเดือดร้อนอะไร ฮะ”
คำพูดของผู้หญิงตรงหน้าทำให้เขาหวนคิดไปถึงวันนั้น วันที่เขาไม่อยากจะจดจำมันเท่าไหร่นัก เพราะมันคือข้อผิดพลาดที่เขาอยากจะลืมมัน



สิบเจ็ดปีก่อน
   “ ไอ้เมฆวันนี้กูมีอะไรให้มึงทำ” รุ่นพี่สามคนเดินเข้ามาล้อมเขาเอาไว้


   “ ทำอะไรล่ะครับพี่ ผมไม่ว่างครับ” เขาตอบก่อนจะพยายามเดินแยกออกมา
 “ รุ่นพี่คุยด้วยดีๆทำไมทำแบบนี้วะ” เสียงคนในเสื้อช็อพที่ตัวใหญ่ที่สุดเอ่ย “ พวกผิดเพศมันก็เป็นแบบนี้แหละวะ”


   “ ผมไม่ได้ผิดเพศ” เขาปฏิเสธทั้งๆที่มันเป็นเรื่องจริง แต่อย่างไรเสีย การยอมรับเรื่องเพศมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งหน้าที่การงาน หน้าตาทางสังคม และการถูกยอมรับ


   “ มึงพิสูจน์สิ” คนที่ยืนข้างๆคนตัวใหญ่พูดขึ้น


   “ จะให้ทำอะไรว่ามาเลย” เขารับคำท้าทายอย่างง่ายดาย


ใครจะรู้ว่าการตัดสินใจในตอนนั้นจะส่งผลกระทบกับชีวิตเขามากมายถึงแม้ว่าเขาจะได้รับการยอมรับจากคนรอบตัว มีเพื่อนใหม่ และมีรุ่นพี่ที่คอยปกป้อง ในทางกลับกัน ในความทรงจำของเขาไม่อาจลืมรอยน้ำตา และภาพใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นได้เลย หญิงสาวคนที่เขาขืนใจเธอเพื่อเปิดทางให้พี่อีกสามคนไปร่วมกระทำกับร่างกายของเธอ ราวกับว่าเธอไม่ใช่คน และวันนี้แล้วสินะ คือวันที่เขาจะต้องชดใช้ แต่เขาไม่ได้ชดใช้มันด้วยชีวิตของเขา แต่กลับกลายมาเป็นคนรักของเขาเป็นคนรับเคราะห์กรรมครั้งนั้นเอาไว้



มีดในมือของเขาร่วงหล่นลงบนพื้นเมื่อมือของเขาหลุดพ้นจากการควบคุม หญิงสาวในชุดสีแดงหายไปจากจุดที่เคยอยู่ เมฆาลุกจากออกจากร่างของพชรมานั่งข้างๆ เขามองสภาพร่างกายของพระเอกหนุ่มที่เละอย่างไม่มีชิ้นดี เครื่องในหลุดออกมาจากร่าง ดวงตาของคนรักเบิกโพลงใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เขาเอื้อมมือไปปิดตาให้กับคนรักพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างพรั่งพรู เขาหยิบมีดที่ร่วงลงที่พื้นขึ้นมาก่อนจะจ่อมันไปที่ลำคอของตัวเอง


   ปั้ง เสียงประตูที่เปิดออกทำให้คนที่กำลังจะปลิดชีพตัวเองผงะไปชั่วครู่ ลุงเกรียงไกรวิ่งเข้ามาคว้ามีดออกไปจากมือของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว


   “ ปล่อย ปล่อย ปล่อยกู เป็นเพราะพวกมึง พวกมึงทำให้ริวต้องตาย พวกมึง พวกมึง ฟ้าลดา อีฟ้าลดา” เขาตะโกนออกไปอย่างไม่มีสติ คนที่มาใหม่ถึงกับตัวชาเมื่อได้ยินชื่อที่เขาพยายามที่จะลืม


   “ ฟ้าตายไปนานแล้ว มึงจะพูดถึงเรื่องนี้ทำไมอีก”


“ มันกลับมาแล้วมันมาแก้แค้นมันกลับมาแล้ว”  เขาตะวาดพร้อมกับกระชากมีดในมือของลุงเกรียงไกรออกมา “ ริวรอพี่ก่อนนะ” สิ้นคำเขาก็เอามีดปาดไปที่ลำคอ และทันทีที่คมมีดตัดผ่านโดนเส้นเลือดที่เป็นสายหลัก เลือดก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายร่างของนักแสดงหนุ่มล้มลงตรงหน้า


เมื่อทุกอย่างในโลกมนุษย์จบสิ้นลง ในอีกมิติหนึ่งคือโลกหลังความตายดวงวิญญาณของทั้งสองยืนอยู่ที่ด้านข้างของศพตัวเอง ปณิธานใช้โซ่พันรอบตัวของทั้งสองเอาไว้เพื่อรอคนที่เป็นเจ้าของดวงวิญญาณทั้งสองมารับไป
ทุกอย่างที่เขาพยายามจะเปลี่ยนตอนนี้กลับเปลี่ยนมันไม่ได้ง่ายนักเลย ในหัวหัวปณิธานได้แต่คิดว่า ใครคือ ฟ้าลดา แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับลุงของเขากันแน่


   “ ขอโทษ”




นี่คือคำเดียวที่หลุดออกมาจากปากเกรียงไกรหลังจากที่ร่างของเมฆาและพชรถูกเจ้าหน้าที่นำออกไปจากบริเวณนั้น ไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆเกิดขึ้นทุกคนอยากให้เรื่องนี้จบแบบเงียบที่สุด แต่ใครจะรู้ว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น









มาต่อกันค่าาาาา รับรองเข้มข้นๆๆๆๆๆยิ่งกว่าต้อยำน้ำข้นอีกหุหุ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-5
ความสยองคนแรกผ่านไป รอคนต่อไป  :o

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
8


2nd MURDER

เสียงผู้คนจอแจเต็มไปทั่วศาลาวัด ทั้งๆที่งานศพควรจะมีความสงบมากกว่านี้ แต่อย่างว่าผู้ตายเป็นถึงนักแสดงทั้งสองคน ยิ่งศพทั่งคู่ถูกตั้งอยู่ที่ศาลาเดียวกัน แบบนี้ยิ่งทำให้นักข่าวยิ่งมากเป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ของผู้ตายทั้งสองไม่มีใครพูดถึงในโลกออนไลน์และสื่อมุ่งประเด็นไปที่การฆาตกรรมที่มีเมฆาเป็นฆาตกร ปมที่สื่อต่างให้ความสนใจคือเหตุจูงใจที่มาจากความแค้นของนักแสดงรุ่นใหญ่ที่โดนนักแสดงรุ่นน้องอย่างพชรต่อยกลางกองถ่าย คนที่กลายเป็นเหยื่อทางสังคมก็คือ เมฆา


บรรดาแฟนคลับของนักแสดงหนุ่มต่างด่าทอคนที่เสียหายไปแล้วพร้อมกับงัดหลักฐานต่างๆที่เคยมีข่าวออกมาโพสต์กันอย่างสนุกปากราวกับว่ารู้เรื่องจริงที่เกิดขึ้น คนที่ตายเองโชคดีที่ไม่ต้องรับรู้อะไร


แต่คนที่อยู่อย่างแม่วัยหกสิบของเมฆากลับเหมือนตายทั้งเป็น ทั้งๆที่ตัวเขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ของลูกชายของเขาและแฟนหนุ่มเป็นอย่างไรเช่นเดียวกันกับทางฝั่งของพชรเองที่ได้แต่แคลงใจว่า ทำไมทั้งสองถึงต้องตาย


   “ แม่มีปัญหาอะไรแม่โทรหาผมได้ตลอดเลยนะครับ” เกรียงไกรจับมือที่ของคนที่นั่งร้องไห้ข้างๆอย่างแผ่วเบา “ ผมรักเมฆมันเหมือนกับน้องของผมจริงๆ ไม่ต่างจากที่ผมรักแม่เหมือนกันนะครับ”





   “ ไม่เป็นไรจ้ะ” คนเป็นแม่ดึงมือกลับมาเช็ดน้ำตาตัวเอง “ แค่นี้ลูกเองก็เหนื่อยมามากพอแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”


   “ แม่จะกลับบ้านเลยไหมครับเดี๋ยวผมแวะไปส่ง”


   “ ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่รอพี่ชายเมฆมันมารับ” เธอตอบ “ เออนี่ แม่เห็นก่อนตายแม่เห็นเมฆบ่นว่าช่วงนี้เขาทะเลาะกับริวบ่อยๆ เพราะว่าเขาชอบละเมอชื่อผู้หญิงออกมาคนนึง ชื่อ ฟ้า ฟ้าลดาอะไรนี่แหละ ไกรรู้จักไหมลูก”


   “ ชื่ออะไรนะครับ” พวงหรีดในมือของคนที่มาใหม่ร่วงลงพื้นหลังจากที่เขาถามออกไป


“ สวัสดีครับคุณแม่ขอโทษครับที่มาช้า” คนที่มาอีกคนเอ่ยทักทายตามมารยาท “ ไอ้บีมมึงไหว้แม่ก่อนสิวะ เอ๋ออะไร”


   “ ไม่เป็นไรจ้ะ บีมกับชัยมาแล้วกินอะไรกันมาหรือยัง” เธอรับไหว้พร้อมกับพยายามฝืนยิ้มรับ
ลุงเกรียงไกรประคองมารดาของผู้เสียชีวิตมานั่งที่โซฟาสีดำด้านหน้างาน ก่อนที่ทุกคนจะเดินตามเขาไปอย่างไม่ต้องรอให้สั่ง


   “ คุณแม่ครับ คุณแม่บอกว่าเมฆมันฝันเห็นใครนะครับ” ชลชาติถามด้วยความร้อนลนเหงื่อเขาออกไปทั่วทั้งร่างกาย


   “ บีมรู้จักเหรอ เห็นเมฆบอกว่าชื่อฟ้าลดา”


ชื่อและคำพูดนั้นทำให้คนถามถึงกับตัวชาไปครู่หนึ่งหูของเขาเหมือนไม่ได้ยินอะไรอีกต่อไปแล้ว เรื่องจริงที่เขาพยายามหนีมันกำลังกลับมาหาเขาอีกครั้ง


   “ ไม่รู้จักครับ” เขาตอบหลังจากที่วิชัยสะกิดเพราะแม่ของเมฆาถามเขาเป็นครั้งที่สองแล้ว “ ผมไม่รู้จักครับ” เขาย้ำ


   “ จ้ะไม่รู้จักก็ไม่รู้จัก ว่าแต่ บีมไม่สบายหรือเปล่าเห็นหน้าซีดๆเชียว”


   “ ไม่ครับ” เขาปฏิเสธ “ ช่วงนี้ทำงานหนักน่ะครับ”


   “ นั่นน่ะสินะ วิศวกรมือหนึ่งก็ต้องทำงานหนักเป็นธรรมดา ยังไงก็หาเวลาพักผ่อนแล้วก็ดูแลตัวเองบ้างล่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน”


   “ แม่ครับ อย่างมันไม่ต้องดูแลตัวเองแล้วล่ะครับ เดือนหน้ามันก็จะแต่งงานแล้วครับเดี๋ยวก็มีคนมาดูแลมันแล้ว” วิชัยบอก “ คุณแม่นั่นแหละครับที่ต้องดูแลตัวเอง ผมกับเพื่อนๆเป็นห่วง ถ้าแม่มีอะไรแม่บอกพวกผมได้ตลอดเลยนะครับ”


   “ ขอบใจจ้ะ” เธอพูดพร้อมกับหันหลังกลับไปมองที่โลงศพของลูกชาย “ ถ้าเมฆมันรู้ มันคงดีใจนะ มันรักพวกลูกๆมากเหมือนกัน” เมื่อเอ่ยถึงลูกชายน้ำตาของเธอก็เอ่อล้นขึ้นมาที่ดวงตาทันที


   “ ครับ พวกผมก็รักมันครับ” ชลชาติตอบ


   “ คุณแม่ครับหมอกมาแล้วเดี๋ยวผมเดินไปส่งนะครับ” ลุงเกรียงไกรตัดบทก่อนจะประคองหญิงชราไปที่รถกระบะสี่ประตูที่จอดอยู่บริเวณหน้าศาลา


เขายืนมองจนรถออกไปจนสุดสายตาก่อนจะเดินกลับเข้ามาหาเพื่อนทั้งสองที่ยืนรออยู่ ตอนนี้งานศพไม่มีใครแล้วนอกจากพวกเขาทั้งสามคน แววตาแห่งที่เคยแสนดีของเกรียงไกรเป็นเป็นความโกรธขึ้นมาในทันที เขาคว้าคอเสื้อของคนตรงหน้าทั้งสองอย่างแรง


   “ พวกมึงทำอะไรกับฟ้า” เขาตะวาด


   “ พวกกูขอโทษ” วิชัยเอ่ยออกมา มือที่จับอยู่ที่คอเสื้อผ่อนลง


ลุงเกรียงไกรพยายามสงบสติให้ได้มากที่สุด เขาเดินไปมาอยู่ด้านหน้าคนสองคนอยู่หลายครั้ง ก่อนจะหยุดแล้วหยุดลง “ ใครที่รู้เรื่องนี้บ้าง”


   “ มีกู มีไอ้บีม ไอ้เมฆ แล้วก็ไอ้ดุ๊ก” วิชัยตอบก่อนจะถามกลับบ้าง “ แล้วมึงจะบอกพวกกูได้หรือยังว่าแม่งเกิดเรื่องบ้าอะไรกันแน่ ทำไมไอ้เมฆมันถึงตาย”


   “ ฟ้า ฟ้าลดามันกำลังจะกลับมาตามฆ่าพวกเรา มันจะมาแก้แค้นที่เราไปทำกับพวกมันแน่ๆ กูจะตายแล้วเหรอ กูยังไม่อยากตาย กูยังไม่อยากตาย มึงได้ยินหรือเปล่าว่ากูยังไม่อยากตาย”


   “ หุบปากซะทีเถอะ” วิชัยหันไปตะวาด “ มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ”


   “ บังเอิญที่กูก็ฝันเห็นฟ้าเมื่อคืนก่อนด้วยหรือเปล่าวะ”


คำพูดนั้นทำให้คนฟังถึงกับนิ่ง เรื่องเมื่อสิบเจ็ดปีที่แล้วกำลังจะวิ่งตามพวกเขามาอีกอย่างนั้นหรือ สายลมพัดผ่านเขาทั้งสามทำให้รู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งตัว แต่ยิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนที่กำลังขวัญเสียไม่น้อยเลย


   “ ใจเย็นๆ พวกมึงต้องเล่าเรื่องให้กูฟังให้หมด แล้วเราจะมาจบเรื่องนี้กัน”



หลังจากที่ขับรถกลับมาจากงานศพปิติภัทรก็แยกจากกิตติก่อนที่ตัวเขาเองก็กลับเข้ามาที่ห้อง และทันทีที่ประตูห้องปิดลงเขาก็หันไปหาคู่หูเขาในทันที


   “ รู้จักคนที่ชื่อฟ้าลดาหรือเปล่า”


   “ ไม่นะ กูไม่เคยเห็นลุงกูพูดถึงเลย” ปณิธานปฏิเสธพร้อมกับเดินไปมาอย่างใช้ความคิด “ แต่กูคิดว่า ฟ้าลดาต้องเกี่ยวข้องอะไรกับลุงเกรียงไกร และลุงเมฆแน่ๆเขาเอ่ย”


   “ โอเค เฟิร์สคิดออกแล้วในเมื่อเราถามคนเป็นไม่ได้ เราต้องไปตามหาจากคนตายแล้วกัน” เขาพูดพร้อมกับโบกมือ “ เรย์”


   “ ครับนายท่าน” สมุดเล่มสีฟ้ากางออกอีกครั้ง “ ไปตามหาชื่อคนที่ชื่อฟ้าลดามาให้เร็วที่สุด ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะอยู่ในบัญชีของใคร”


   “ บลู นายก็ไปช่วยด้วยนะ” ปณิธานสั่งก่อนที่สมุดของเขาจะหายไปพร้อมกับสมุดของปิติภัทร


   “ เหนื่อยจังเลย” ปิติภัทรทิ้งตัวลงนอนที่ตักของคู่หู


   “ ทำบ้าอะไรเนี่ย”


   “ ก็นอนไง เฟิร์สเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ ขอนอนหน่อยไม่ได้หรือไง”


   “ หมอนก็มีทำไมไม่ไปหนุนหมอนเล่า”


   “ ไม่เอาอ่ะ ตักของปาร์คนุ่มกว่าตั้งเยอะ จะใจร้ายกับเค้าได้ลงคอเลยเหรอ ขอนอนแปบเดียวเองนะๆๆ” เขามองสบตาคนที่ก้มลงมา


   “ เออจะนอนก็อยู่เฉยๆ” เมื่อเจ้าของอนุญาตปิติภัทรก็นอนอยู่บนตักคู่นั้นอย่างนิ่งสงบ แต่ว่า “ จะนอนทำไมไม่หลับตาวะ ลืมตาจะเรียกว่านอนได้ยังไง”


   “ ก็นอนพักผ่อนไง”


   “ พักผ่อนก็ควรหลับตาหรือเปล่าวะ”   


   “ แต่นอนพักผ่อนของเฟิร์สคือ การมองหน้าปาร์คนะ มองแค่นี้ก็หายเหนื่อยแล้ว” เขาตอบ


   “ มึงรู้ใช่หรือเปล่าว่าเรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลง “ ช่างมันเหอะ มึงพักผ่อนไปแล้วกันกูไม่กวนละ”


   “ ที่เงียบนี่ไม่ใช่เฟิร์สไม่มีคำตอบนะ แต่เฟิร์สแค่คิดว่า ที่ปาร์คถามแบบนี้ปาร์คกำลังจะให้โอกาสเฟิร์สแล้วใช่หรือเปล่า” เขาฉีกยิ้มกว้างก่อนที่จะหัวจะกระแทกลงที่ที่เตียงเพราะตักที่เคยหนุนอยู่หายไปแล้ว “ เขินเหรอ”


   “ นอนไปเลยไป” ปณิธานนั่งหันหลังให้กับคนที่ถาม เขาฉีกยิ้มกว้างแต่ว่ามันก็เป็นรอยยิ้มที่ตัวเขาไม่ได้มีความสุขเลยเสียทีเดียวเพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าความรักของเขาถ้าเขาตอบตกลงไปอะไรมันจะเกิดขึ้น เพราะเอาเข้าจริง   แล้วคู่หูของเขาก็เป็นมนุษย์ที่เขาอยู่ร่วมกันได้มันมีเหตุผลบางอย่างแน่


   “ ฝันดีครับ” พูดจบปิติภัทรก็เข้าสู่ห้วงนิทราในทันที



ร่างของยมทูติหนุ่มยืนอยู่ท่ามกลางหมอกควันสีขาว สถานที่เดิมๆที่เขาคุ้นตา เสียงสายน้ำที่เปิดจากเครื่องเล่นเอ็มพีสามดังคลอๆในบ้านสีครีม โซฟากำมะหยี่สีน้ำตาลวางเข้าชุดกับแจกันสีขาวที่มีดอกกุหลาบสีแดงที่แม่ของเขาชอบวางอยู่โต๊ะสีดำมัน พื้นกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวสะอาดตาที่แม่เขาชอบชมเสมอว่าลายนี้แม่เขาเป็นคนเลือกเองกับมือ


 เขาเดินตามพื้นนั้นไปเรื่อยๆ รูปถ่ายตามฝาผนังเป็นตัวบ่งบอกว่า ที่นี่เป็นเพียงแค่ความฝัน เพราะบรรดารูปแห่งความสุขพวกนี้มันพังทลายไปนานแล้วพังไปตั้งแต่พ่อกับแม่ของเขาหย่าร้างกันไป
หญิงวัยกลางคนยืนอยู่บริเวณมุมห้องนั้น เธออยู่ในชุดสีขาวที่มีกระโปรงเป็นผ้าระบายลูกไม้ที่เข้ากับคนใส่จนดูน่ามองเธอฉีกยิ้มส่งมาให้กับลูกชายของตนเองจนเห็นรักยิ้มและฟันสีขาวที่เรียงตัวได้รูปไม่ต่างจากลูกชายของตัวเอง เธออ้าแขนเรียกให้คนที่มาเยือน


   “ ตามแม่มาเร็ว” เสียงใสๆนั้นทำให้ชายหนุ่มเคลิ้มตามและเดินไปอย่างง่ายดาย แต่ยิ่งเดินไปข้างหน้าเท่าไหร่มันกลับยิ่งไกลขึ้นทุกที “ ทำไมไม่มาหาแม่ล่ะ เฟิร์ส” เธอร้องเรียก


   “ ผมตามแม่ไปอยู่ครับ” เขาตะโกนกลับไปราวกับเด็ก ยิ่งเขาเข้าใกล้แม่เข้าเท่าไหร่ที่ที่เขาอยู่ก็เปลี่ยนไปจากห้องที่เคยขาวสะอาดก็เปลี่ยนมาเป็นสีดำ ไอน้ำหรือควันบางอย่างปกคลุมเต็มไปหมด


กลิ่นที่เคยหอมเหมือนกับดอกกุหลาบบัดนี้มีเพียงกลิ่งสาปและเหม็นเน่าของบางอย่าง เเละเมื่อเขาปรับสายตาเข้ากับความมืดได้อีก

ทั้งหมอกควันพวกนั้นหายไปเขาก็พบว่า เขายืนอยู่ท่ามกลางสัญลักษณ์ของยมทูติสีดำ ตรงหน้าของเขาเป็นหญิงสาวที่นอนจ้องมายังเขาเธออยู่ในชุดสีแดงในมือของหล่อนมีเลือดไหลออกมาเป็นสาย ปิติภัทรพยายามที่จะทำให้ตนเองตื่นแต่ว่ามันก็ไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย


คนที่อยู่บนโซฟาสีแดงเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมกับร่างกายที่ซีดเซียวก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาปกติเหมือนเดิน เลือดที่หยดลงบนพื้นไหลย้อนกลับเข้ามาในร่างกายเธอราวกับว่ามันถูกย้อนเวลาได้ เธอฉีกยิ้มสิ่งไปยังยมทูติหนุ่ม


   “ ไม่ต้องพยายามหรอก” เธอยิ้มรับมาให้ “ จริงๆตามกฎแล้วฉันไม่ควรมายุ่งกับยมทูติสีฟ้าหรอกนะ ถ้ายมทูติสีฟ้าไม่คิดมายุ่งกับเรื่องของฉัน”


   “ เรื่องอะไร กูไม่รู้เรื่อง” เขาตะวาดกลับไปพร้อมทั้งพยามยามเดินออกจากตราสัญลักษณ์ของยมทูติสีดำแต่ว่าไม่เป็นผลเพราะทันทีที่เดินเข้าไปใกล้บางส่วนในร่างกายของเขาก็ร้อนผ่าวราวกับว่าถูกไปร้อนๆมาจี้    “ ออกไปจากความฝันกูเดี๋ยวนี้”


   “ อย่าทำเรื่องง่ายๆให้มันยุ่งยากนักสิ ไม่น่ารักเลยนะ” เธอยิ้มให้พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ขึ้น “ ทำไมเดี๋ยวนี้ทำตัวยุ่งยากนักนะ จะไปสนใจมันทำไมกับพวกคนบาป อย่าลืมสิว่าเศษชีวิตของพวกคนที่ตายก่อนมันมีค่ามากกับตัวนายมากแค่ไหน”


   “ แต่” เขาอยากจะพูดบางอย่างกลับไปแต่เหมือนมีอะไรมันจุกที่คนและเขาไม่สามารถพูดออกไปได้


   “ แต่อะไรล่ะ หรือว่าเดี๋ยวนี้อุดมการณ์เดิมๆเปลี่ยนไปแล้วเหรอ” เธอหัวเราะออกมาอย่างรู้สึกสมเพช “ คนอย่างยมทูติปิติภัทร ผู้เย็นชาต่อความรู้สึกของมนุษย์ กลายมาเป็นคนที่ลังเลและอ่อนไหวกับการตายของมนุษย์แค่ไม่กี่คนเมื่อไหร่กันนะ”


   “ แต่นี่มันเป็นคำสั่งจากยมทูติสีขาว”


   “ คำสั่ง เดี๋ยวนี้แกเชื่อฟังคำสั่งด้วยอย่างนั้นเหรอ” เธอหัวเราะออกมา “ ตลกชะมัด อ่อแล้วก็อย่าพยายามเลย ตราสัญลักษณ์นั่นมันไม่ปล่อยแกไปจนกว่าฉันจะปล่อย แกก็รู้หนิว่าฉันควบคุมแกได้เพราะในร่างกายแกก็มีส่วนที่เป็นของฉันเหมือนกัน”


เธอพูดพร้อมกับเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดของปิติภัทรที่พยายามก้าวออกมาจากสัญลักษณ์นั้น บริเวณลำคอของเขาแดงฉานขึ้นมาเป็นรอยคล้ายๆกับตราสัญลักษณ์ที่พื้น



ภายในห้องคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรดต้องยอมหันหน้ากลับมามองเมื่อเสียงข้าวของของตกแตก เมื่อปณิธานหันกลับมาก็พบว่ามือของปิติภัทรปัดไปมา เหงื่อท่วมไปทั่วร่างกาย


   “ เอาไงดีวะ” เขากังวลเพราะคนตรงหน้าเคยสั่งห้ามเรื่องการเข้าไปยุ่งกับความฝัน ปณิธานจ้องคนที่นอน เขาเดินไปมาบนเตียงอย่างร้อนใจ เพราะร่างของคู่หูของเขาแดงไปทั่วทั้งร่างกาย โดยเฉพาะที่ลำคอมีแสงสว่างบางอย่างเป็นสีแดงเกิดขึ้น ตราสัญลักษณ์ที่เขาเคยเห็นตอนที่อยู่บนโลกหลังความตาย และสิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือ เลือดของคู่หูของเขาเริ่มไหลออกมาจาก จมูก หูและบริเวณมุมปากและดวงตา


ร่างที่อยู่บนเตียงสั่นราวกับเจ้าเข้า มือที่เคยปัดแกว่งไปมาเกร็งหงิกจนจิกเตียงเป็นรอยและยับยู่ยี่ไปหมด ร่างของปณิธานเหมือนจะสงบลงแต่หลังจากนั้นเลือดที่ค่อยๆซึมกลับไหลออกมามากขึ้นทุกที


   “ กูขอโทษนะเว้ย” เขาตัดสินใจจับตัวของปิติภัทรทันที เท้าของปณิธานมายืนอยู่ในห้องเดียวกับคู่หูของเขาที่กำลังโดนผู้หญิงในชุดสีแดงบีบคออยู่ ตัวของปิติภัทรลอยอยู่เหนือจากพื้น “ ปล่อยนะเว้ย” เสียงของปณิธานทำให้คนที่ยืนอยู่ชะงักจนมือของเธอปล่อยร่างของปิติภัทรลง


   “ แกเข้ามาที่นี่ได้ยังไง” เธอถามด้วยความตกใจ “


   “ เข้ามาช่วยคู่หูกูไง” เขาฟาดโซ่สีฟ้าไปด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว “ กลับยังไงวะเนี่ย” เขาบ่นกับตัวเองอย่างหัวเสีย


   “ นึกถึงสิ่งที่อยากทำจริงๆ” คำสอนของเรย์ดังขึ้นมาในหัว


เขาพยายามคิดถึงห้องนอนที่ตนเคยอยู่ และหลังจากนั้นก็เหมือนมีบางอย่างดึงเขาด้วยความเร็ว จนกลับมาอย่าบนเตียงดังเดิม
ร่างที่นอนอยู่บนเตียงสงบลง เขาค่อยๆขยับเปลือกตาช้าๆก่อนจะดันตัวเองขึ้นมา แต่คงจะไวเกินไปสำหรับคนที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมา รอบตัวของเขาหมุนไปรอบๆราวกับม้าหมุน


   “ นอนพักก่อนเถอะ” ปณิธานพูดก่อนจะประคองตัวปณิธานลงกลับไปนอนเหมือนเดิม “ มีอะไรเดี๋ยวค่อยคุยกัน” เขาทำท่าจะลุกออกจากเตียงไปแต่มีมือของคนที่นอนอยู่คว้าแขนของเขาเอาไว้ “ ปล่อย”


“ นั่งอยู่ข้างๆเฟิร์สก่อนไม่ได้เหรอ โกรธอะไรเฟิร์สหรือเปล่า” เขาพยายามเค้นเสียงถามออกไป


   “ เปล่า จะลุกไปเอาผ้ามาเช็ดตัวให้เลือดเต็มหน้ามึงไปหมดแล้วเนี่ย” มือที่จับเขาอยู่ปล่อยลงทันที เขาหายเข้าไปในห้องน้ำ
สักพักก็กลับมาพร้อมกับผ้าสีขาวที่แช่อยู่ในน้ำอุ่น “ พรุ่งนี้เช้าคนมาซักผ้าให้มึงต้องตกใจแน่”


   “ ตกใจอะไรเหรอ” เลือดเปรอะเต็มไปหมดแล้วเนี่ย” เขาชี้ไปรอบๆพร้อมกับนำผ้าที่บิดหมาดๆไปเช็ดที่ใบหน้าขาวซีด “ มึงฝันอย่างนี้บ่อยเหรอวะ”


   “ เปล่าหรอก”


   “ แล้วผู้หญิง…”


   “ อย่าถามอะไรเฟิร์สเลยนะ เฟิร์สขอร้อง ทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง เฟิร์สแค่ประมาทไปเท่านั้น” ปิติภัทรพูดแทรกขึ้น “ จริงๆแล้วถ้าเฟิร์สเป็นแบบนี้อีก แค่ทำให้เฟิร์สตื่นก็พอไม่ต้องเข้าไปช่วยก็ได้นะ”


   “ ทำให้ตื่น กูเรียกมึงตั้งนาน ตัวมึงก็สั่นไปหมดไหนจะเลือดอีก” คำตอบของปณิธานทำเอาคนที่นอนอยู่บนเตียงยิ้มออกมาอย่างมีความสุข “ ยิ้มอะไร”


   “ เป็นห่วงเฟิร์สเหรอครับ”


   “ พูดมาก เช็ดต่อเองเลยไป” เขาโยนผ้าปิดหน้าปิติภัทรอย่างรวดเร็ว


   “ เขินเหรอครับ” เขาถามคนที่นั่งหันหลังให้กับเขาในตอนนี้


   “ กูจะเขินมึงทำไมไม่ต้องพูดมากเลย เช็ดเลือดซะแล้วก็หลับได้แล้วไป”


   “ เฟิร์สไม่มีแรง ยกมือขึ้นมาเช็ดไม่ไหวหรอก ปาร์คเช็ดให้เฟิร์สหน่อยนะครับ นะๆๆๆๆ”


   “ น่ารักตายล่ะ” เขาหันกลับไปคว้าผ้าที่หล่นอยู่ด้านข้างหมอนขึ้นมาไว้ในมือก่อนจะจุ่มลงไปในกะละมังใบเล็กแล้วบิดพอหมาดแล้วกลับมาค่อยๆเช็ดเบาๆที่ใบหน้าของคู่หู “ ไม่ต้องยิ้มถ้ายังยิ้มกูไม่เช็ดนะ” เขาสั่งพร้อมทั้งทำท่าจะลุกออกจากตรงนั้น มือของปิติภัทรกลับฉุดเขากลับมานอนทับบนหน้าอกของตันเอง ปลายจมูกที่เป็นสันของทั้งคู่แนบติดกัน ลมหายใจอันแสนอบอุ่นของปิติภัทรสัมผัสบนใบหน้า


คงจะจริงอยู่ที่มีคนเคยบอกว่า ต่อให้เราเก็บความรู้สึกสักแค่ไหนหรือพยายามที่จะโกหกอะไรอยู่ สิ่งที่ไม่สามารถปกปิดได้เลยคือสายตา


ปิติภัทรเองก็คงถือคตินี้ เขาจ้องตาคนที่อยู่ด้านบนไม่ยอมละสายตาไปไหน เขาพยายามที่จะจ้องเข้าไปในความรูสึกของคนตรงหน้า โชคยังคงเข้าข้างเขาเพราะครั้งนี้คนที่อยู่ด้านบนเองก็ไม่ละสายตาไปจากเขาเช่นกัน ใบหน้าของทั้งสองขยับเข้าหากันมากขึ้น ริมฝีปากอมชมพูสัมผัสเข้าหากันราวกับว่ามันมีแรงดึงดูดบางอย่าง มันสัมผัสค้างอยู่อย่างนั้นสักพักก่อนคนที่ยืนอยู่ด้านบนจะผละมันออก แต่ว่าคนที่อยู่ด้านล่างโอบคอของปณิธานไว้เสียก่อน


   “ เป็นแฟนกับเฟิร์สนะ” เขาพูดออกมาอย่างแผ่วเบา ดวงตารีเล็กเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงใจ “ นะครับ ให้โอกาสเฟิร์สนะครับ”


ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบงัน ทั้งสองจ้องตากันอยู่สักพัก ริมฝีปากของปณิธานก็ขยับเหมือนกับจะพูดอะไรบางอย่างยิ่งทำให้คนที่รอฟังถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง


   “ เจ้านายครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพร้อมกับบรรยากาศที่จบลง


   “ บอกแล้วว่าควรมีมารยาท ลุงน่าจะให้สัญญาณก่อนนะ” บลูเอ่ย


ปณิธานผละออกจากปิติภัทรอย่างรวดเร็ว “ มีอะไร ได้อะไรมาบ้าง”


   “ ขอโทษครับเจ้านาย” เรย์ลอยไปอยู่ข้างๆเจ้านายของตนที่กำลังมองมายังเขาเองอย่างมาดร้าย “ ผมไม่รู้นี่ครับว่าเจ้านายกำลังจะ”


   “ ไม่ได้หรือไงว่าฉันถามว่า ได้อะไรมาบ้าง” ปณิธานพูดเสียงดังขึ้นทำเอาคนที่อยู่ในห้องสะดุ้งไปตามๆกัน


   “ ฟ้าลดา เป็นดวงวิญญาณที่หลบหนีไปเมื่อ 17 ปีก่อน ข้อมูลที่เราได้มาคือ เธอฆ่าตัวตายเพราะโดนข่มขืนโดยแฟนเก่าและ
เพื่อนๆ” เรย์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


   “ มีข้อมูลเท่านี้เหรอ” ปิติภัทรที่พอตั้งสติได้ถามขึ้น”


   “ ยังครับ คนที่ข่มขืนมีทั้งหมดสี่คนครับ หนึ่งในนั้นมีนายเมฆาที่เพิ่งตายไปด้วยครับ”


   “ โอเคฉันได้คำตอบแล้ว คนที่เหลือคือรายต่อไป เราต้องตามช่วยคนที่เหลือแล้วทุกอย่างจะจบ”


   “ แล้วมึงจะรู้ได้ยังไงว่ามีใครบ้าง”


   “ ลุงของปาร์คไง เราว่าลุงเกรียงไกรต้องมีคำตอบให้กับเรื่องนี้” เขาตอบก่อนจะหันไปสั่งสมุดทั้งสองเล่ม “ ไปตามเฝ้าลุงเกรียงไกรไว้อย่าให้คลาดสายตามีอะไรกลับมารายงานทันที” สิ้นคำสมุดสองเล่มก็หายไปในทันที


   “ นี่มึงหมายความว่าลุงกูมีส่วนรู้เห็นเรื่องการข่มขืนครั้งนั้นเหรอไม่มีทาง” เขาเดินหัวเสียไปที่ระเบียง ทั้งๆที่จริงๆแล้วตัวเขาเองก็สับสนและกลัวเสียเหลือเกินว่าคนที่เขารักและห่วงใยมากที่สุดจะทำเรื่องแบบนี้


   “ มันเป็นทางเดียวนะ เฟริ์สเข้าใจว่ามันยาก มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้นะ”


   “ นี่มึงลุกมาทำไมเนี่ย” เขาหันไปทำหน้าตกใจเมื่อคนที่ควรจะนอนอยู่บนเตียงมายืนอยู่ที่ด้านหลัง “ กลับไปนอนได้แล้ว”


   “ ไม่ได้หรอก ปาร์คไม่สบายใจแบบนี้จะให้เฟิร์สนอนหลับได้ยังไงกัน”


   “ เออ กูไม่เป็นไรละ กลับไปนอนได้แล้วไป” เขาประคองคู่หูกลับไปที่เตียง “ กูจะนั่งอยู่อย่างนี้จนกว่ามึงจะหลับ แล้วหยุดทำตัวเป็นเด็กๆซะที” เขาจับมือคนที่นอนอยู่ไว้ “ หลับตาสิ”


   “ ครับ วันนี้เฟิร์สต้องฝันดีแน่ๆเลย” เขาค่อยๆหลับตา สัมผัสจากคนข้างๆยังคงอยู่ที่มือของเขาเหมือนเดิม ถึงแม้ว่ามันจะไม่อบอุ่นแต่มันเป็นสัมผัสที่ทำให้คนที่นอนหลับยากอย่างปิติภัทรเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างง่ายดาย


ปณิธานได้แต่มองคนที่นอนหลับไป อย่างอ่อนใจ เขาอิจฉาในตัวของมนุษย์ที่มีเวลาพักผ่อน หรือเวลานอน อย่างน้อยมันก็เป็นการช่วยลืมและหยุดคิดเรื่องบางเรื่องได้ในช่วงเวลาสั้นๆ นี่คงเป็นกรรมของเขาที่ต้องมานั่งคิดทุกเรื่องโดยไม่มีเวลาหยุดพักเช่นนี้



“ ติดต่อได้หรือเปล่า” เกรียงไกรถามพร้อมทั้งพยายามที่กดมือถือส่งข้อความหาเพื่อนอีกคนที่ยังไม่มา


   ในห้องตอนเต็มไปด้วยความตรึงเครียดเพราะหลังจากกลับจากงานศพ ทั้งสามก็มารวมตัวกันที่ห้องรับแขกที่ไร่ส้มเกรียงไกร วิชัยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่ตรงด้านข้างกำแพงพยายามติดต่อเข้าไปที่เบอร์บ้านและเบอร์ของภรรยาคนที่ยังไม่มา ส่วนอีกคนที่เดินไปเดินมาอย่างร้อนใจอย่างชลชาติเป็นคนรับผิดชอบที่จะโทรเข้าไปที่เบอร์ส่วนตัวเพราะทั้งคู่สนิทสนมกันมากที่สุด


   “ ไม่ได้เลยว่ะ” ชลชาติบอกก่อนจะกดตัดสายแล้วกดโทรกลับไปอีกครั้งแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า “ หรือว่าไอ้ดุ้กมันเป็นอะไรไปอีกคนหรือเปล่าวะ”


   “ มึงก็หยุดกลัวจนเพ้อเจ้อได้แล้ว ตั้งสติหน่อยดิวะ” วิชัยลุกขึ้นมาโอบไหล่เพื่อนของตน “ เอาอย่างนี้ วันนี้แยกย้ายกันไปก่อน ตอนเย็นๆเดี๋ยวเรามาเจอกันที่นี่โอเคมั้ย”


   “ มึงจะให้เราแยกกันเหรอวะ” คนที่กลัวจนเข้าขั้นใกล้จะเสียสติเอ่ย


   “ ไอ้บีมมึงใจเย็นๆนะ มึงแค่กลับไปบ้านแค่แป๊บเดียวเอง” วิชัยพูด “ เดี๋ยวกูไปกับมึงก็ได้”


   “ จริงๆนะ” เขาดีใจออกมาทั้งน้ำตา “ กูไปบอกดาก่อนว่ากูจะไปทำธุระแล้วให้เขาไปอยู่กับแม่เขาก่อน”


   “ ดีแล้วล่ะ รีบไปรีบมานะ เดี๋ยวเรื่องของไอ้ดุ๊กกูจะพยายามติดต่อมันเองพวกมึงไม่ต้องห่วง” เกรียงไกรพูดก่อนจะลุกจากเก้าอี้เดินมาหาเพื่อน “ เราจะทำเรื่องนี้จบให้เร็วที่สุด และต้องไม่มีใครเป็นอะไร”







CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ต่อ


ตั้งแต่ออกจากไร่เกรียงไกรมาคนที่ขับรถก็คือวิชัยเพราะดูเหมือนว่าชลชาติจะไม่สามรถที่จะคุมสติได้เลย ตัวของเขาสั่นเทาไปด้วยความกลัว ภาพในอดีตที่เขาพยายามซ่อนไว้ในส่วนที่ลึกของความทรงจำย้อนกลับเข้ามาในหัวของเขาราวกับว่ามันถูกเลือกให้เปิดขึ้นมา


   สิบเจ็ดปีก่อน


ใต้ต้นจามจุรีที่กำลังผลัดเปลี่ยนใบ ตามพื้นที่เป็นหินเกล็ดสีฟ้าเต็มไปด้วยเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจากต้นที่แผ่ปกคลุมให้ร่มเงาไปทั่วบริเวณ ม้าหินอ่อนสีขาววางเรียงเป็นแนวยาวใต้ร่มไม้นั้น แต่อย่างว่าในเวลาพลบค่ำและฝนกำลังจะตกเช่นนี้ใครจะมานั่งอยู่ถ้าหากไม่มีนัด


ชายหนุ่มในชุดนักศึกษาสีขาวกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกเดินกอดคอกับรุ่นน้องที่แต่งตัวถูกระเบียบเดินตรงมายังโต๊ะที่มีเพื่อนอีกสองคนนั่งรออยู่แล้ว


ชลชาติตบไหล่รุ่นน้องที่กำลังเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัวสองสามทีเป็นการปลอบใจก่อนที่จะเดินไปถึงโต๊ะนั้น


   “ มาช้าจังวะ” เสียงคนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่เอ่ยทักขึ้น เขาทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นก่อนจะดับมันลงด้วยฝ่าเท้าของตัวเอง “ แต่ก็ดีมึงยังได้ตัวมันมาด้วย”


   “ พี่มีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” เมฆาถามแต่ไม่ยอมสบตากับคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย”


   “ มีคนบอกกับกูว่า มึงเก๋ามากเลยเหรอ” วิชัยที่นั่งหันหลังให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหันมาสบตาคนที่เพิ่งมาใหม่ “ มึงชอบทำตัวอวดเก่ง เป็นลูกผู้ชายทั้งๆที่มึงแม่งเป็นไส้เดือน”


   “ เปล่าครับ” เขาปฏิเสธ “ พี่ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะไปบอกพี่ไกร”


   “ ไอ้ไกรเหรอ มึงจะเอาเรื่องของพวกกูไปบอกไอ้ไกรอย่างนั้นเหรอ แค่มันยอมมาปกป้องมึงทั้งๆที่มึงไม่ควรได้รับการปกป้องเนี่ย มันก็เสียหน้าจะแย่แล้ว” ดนัยว่า


   “ พี่หมายความว่ายังไง”


   “ ก็มึงมันเป็นพวกไส้เดือน มีสองเพศ มึงรู้หรือเปล่าว่าไอ้ไกรมันต้องเอาศักดิ์ศรีมันไปปกป้องมึง” คนที่ล็อกตัวอยู่พูดขึ้นบ้าง “ แต่ถ้ามึงจะปฏิเสธกูก็มีทางเลือกให้มึงนะ”



ชลชาติไม่มีทางรู้เลยว่าการที่เขาเสนอทางเลือกในครั้งนั้นจะทำให้เมฆาต้องมาตายในวันนี้เขานั่งมองออกไปดูแสงสว่างที่กำลังคืบคลานเข้ามาหา เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่วันใหม่ เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นทำให้คนที่กำลังเหม่ออยู่หลุดจากภวังค์ หน้าจอโทรศัพท์มือถือแสดงชื่อว่า ดา


   “ ครับ”


   “ ทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน ฉันโทรไปทีไรก็เป็นสายซ้อนตลอดเลยมีอะไรจะอธิบายหรือเปล่าคะ” ปลายสายกรอกเสียงตามมาโดยไม่คิดจะเว้นจังหวะให้ต้นสายฟังเลยแม้แต่น้อย “ ตอบสิคะ เงียบอยู่ทำไม หรือว่าแอบไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า”


   “ พอดีเมื่อคืนเสร็จงานศพดึกน่ะครับ ขอโทษนะครับที่ไม่ได้โทรบอก เมื่อคืนผมนอนที่ไร่ของพี่เกรียงไกรแล้วนี่ก็กำลังกลับบ้านแล้วนะครับ” เขาพยายามข่มไม่ให้เสียงสั่นให้มากที่สุด


   “ มีอะไรหรือเปล่าคะ บีมร้องไห้เหรอ” ผู้เป็นคนรักถามกลับมา


   “ เปล่าครับ แล้วเจอกันที่บ้านนะครับ” เขากดตัดสายไปก่อนจะมองกลับไปที่นอกตัวรถอีกครั้ง “ มึงว่าคนต่อไปจะเป็นใครวะ กูหรือเปล่าวะ”



   “ พูดบ้าอะไรของมึงเนี่ย นอนไปก่อนเลยเดี๋ยวถึงบ้านกูจะปลุก” วิชัยที่ขับรถอยู่ตกใจกับคำพูดของเพื่อนเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือมาปิดเพลง


   “ กูนอนไม่หลับ กูกลัวว่ากูจะไม่ได้ตื่นอีก”


   “ เออน่า หลับก่อนเดี๋ยวไปถึงบ้านมึงดาเห็นแบบนี้จะไม่สบายใจเอานะเว้ย”


   “ มึงสัญญานะ ว่าพวกเราต้องรอด”


   “ สัญญาสิวะ”


รถคันสีขาวจอดเทียบที่หน้ารั้วบ้านทรงโมเดิร์น เป็นเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์ส่องสว่างได้อย่างเต็มที่แล้ว ทั้งคู่เปิดประตูรถลงมาก็พบว่า รั้วไม้ที่สูงกว่าสองเมตรถูกเปิดค้างเอาไว้ ด้านในไม่มีรถจอดอยู่เลย


ชลชาติวิ่งเข้าไปในตัวบ้านก็พบว่าประตูบ้านไม่ได้ใส่กุญแจไว้ เข่าของเข่าอ่อนแรงในทันที น้ำตาของเขารื้นขึ้นมาที่ขอบตา ตัวเริ่มสั่นเท่าด้วยความหวาดกลัว เพราะเขากลัวว่าความแค้นนั้นจะไม่ได้มาลงที่เขาคนเดียวเหมือนกับเมฆา
ท้องฟ้าที่เคยสว่างสดใสเมื่อครู่กลับส่งเสียงร้องครืนอย่างน่าตกใจ เมฆกลุ่มใหญ่ก่อตัวไปทั่วพื้นที่ที่พวกเขามองเห็น เสียงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงดังขึ้น


   “ สวัสดีครับ”


   “ คุณบีมครับ แฟนของคุณขับรถเข้าไปบริเวณโรงอบสตรอเบอรี่ครับ ผมโบกให้จอดก็ไม่จอดครับ มีผู้หญิงนั่งข้างๆมาด้วยครับ” ปลายสายตอบมา


   “ ตามดาไป เดี๋ยวผมจะรีบไปโรงงานเดี๋ยวนี้แหละ”เขาพูดพร้อมกับกดตัดสายทิ้ง


   “ มีอะไรหรือเปล่าวะ”


   “ มีคนพาดาไปโรงงานกู”



ภายในห้องสี่เหลี่ยมคนที่กำลังเพิ่งจะตื่นนอน กำลังจัดการกับธุระส่วนตัวเขาหยิบเสื้อเชิ้ตสีดำมากับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกก่อนจะมาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงเพื่อใส่ถุงเท้า



   “ เกิดเรื่องแล้ว” แสงสีฟ้าสว่างขึ้นกลางห้องพร้อมกับเสียงของเรย์


   “ พาพวกเราไปเดี๋ยวนี้” ปิติภัทรพูดพร้อมทั้งรีบใส่รองเท้าก่อนจะวิ่งเข้าไปในแสงสว่างนั้น พร้อมด้วยปณิธานที่ตามหลังมาติดๆ


ด้านหน้าของเขาตอนนี้คืออาคารผลิตขนาดใหญ่ที่บุด้วยผนังพลาสติกสีขาว ด้านบนกำลังมีไอความร้อนออกมาจากท่อ รอบตัวของพวกเขาไม่มีใครแม้แต่คนเดียวมีเพียงรถคนสีดำที่จอดเทียบอยู่เท่านั้น


ดวงตาของปิติภัทรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเพื่อให้พร้อมต่อการต่อสู้ ท้องฟ้าเหนือหัวของพวกเขาปกคลุมเป็นเงามืดราวกับว่าเป็นเวลากลางคืนทั้งๆที่เป็นเวลาเกือบจะเที่ยง


ไม่นานนักประตูด้านหน้าโรงงานก็ถูกเปิดออกมีรถคันสีขาวแล่นเข้ามาด้วยความเร็วสูงก่อนจะมาจอดเทียบตรงบริเวณที่เขียนว่าอาคารผลิตของอบแห้ง คนที่ลงจากรถมาวิ่งไปดูรถคันที่จอดอยู่อย่างร้อนรนแต่ทว่าเขากลับเตะล้อรถด้วยความโมโห ชายคนหนึ่งเดินตรงมาทางที่เขาสองคนยืนอยู่


   “ ไปดูกล้องที่ห้องทำงานผม” ชลชาติเอ่ยก่อนจะเดินทะลุร่างของยมทูติทั้งสองไป
ปิติภัทรและปณิธานเดินตามทั้งสองไปติดๆ ห้องทำงานของชลชาติ พอไปถึงเจ้าของห้องเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเร่งรีบก่อนจะไล่หาไปตามมุมกล้องที่ติดไว้ทั่วบริเวณ จนกระทั่งมาหยุดที่ภาพหนึ่งที่ภรรยาของชลชาติหยุดยืนที่หน้าเครื่องจักรบางอย่าง ก่อนที่ภาพทุกอย่างบนหน้าจอจะดับลง


   “ ดาอยู่ห้องอบ” เขาหันมาบอกก่อนจะทำท่าวิ่งออกจากประตูไปแต่มือของวิชัยคว้าไว้ที่แขนของเขาทำให้ชลชาติหยุดลง


   “ ใจเย็นๆมึง เราจะประมาทไม่ได้”


   “ แล้วมึงจะให้กูทำยังไง เมียกูกำลังอยู่ในอันตรายแล้วมึงจะให้กูยืนอยู่เฉยๆเนี่ยนะ” เขาสะบัดแขนออกก่อนจะวิ่งออกจากประตูไป
ชลชาติวิ่งไปจนมาหยุดที่ห้องขนาดใหญ่ ตรงหน้ามีเครื่องจักรทรงสีเหลี่ยมขนาดใหญ่ สี่ตู้ ด้านบนมีไฟสัญญาณติดสว่างอยู่ นั่นเป็น
สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเครื่องกำลังทำงาน ที่บริเวณหน้าตู้มีจอสั่งการเขียนว่า ขั้นตอนการไล่อากาศ อุณหภูมิค่อยๆขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ยิ่งบีบให้ชลชาติสติแตก
อีกฝั่งหนึ่งของอีกโลก


   “ ทำไงดีวะ” ปณิธานหันไปถามคู่หูเมื่อเขาเห็นว่าตู้อบด้านหน้ามีเงาสีดำของวิญญาณสัมภเวสีวนเวียนอยู่


   “ ใจเย็นๆ เดี๋ยวปาร์คตามดูนายวิชัยส่วนเฟิร์สจะตามประกบนายคนนี้เอง”
อีกฝั่งทางโลกของคนเป็นชลชาติพยายามที่จะปลดล็อกประตูแต่ว่าไม่สำเร็จ อุณหภูมิที่บริเวณจุดควบคุมยังคงสูงขึ้นไปเรื่อยๆเสียง
กรีดร้องของคนที่อยู่ด้านในยิ่งทำให้ชลชาติมั่นใจได้เลยว่าคนรักของเขาอยู่ในหม้ออบหม้อนี้ เขาเอื้อมมือเพื่อจะไปกดปุ่มการหยุดการทำงานเครื่องแบบฉุกเฉินที่ด้านข้างแต่กลับทำไม่ได้เพราะมันกลับระเบิดออกมาเป็นประกายไฟซึ่งทำให้ระบบวงจรไฟฟ้าหน้าตู้อบนั้นอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


   “ ต้องไปตัดระบบไฟฟ้า” ชลชาติพูดพร้อมทั้งหันไปสั่งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ด้านข้าง
แต่ไม่ทันที่เจ้าหน้าที่คนนั้นจะวิ่งออกไปจากจุดเดิม วงจรไฟฟ้าทั้งหมดก็ดับลงรวมถึงระบบไฟฉุกเฉินที่ควรจะให้ความสว่างกลับไม่
ทำงานเอาดื้อๆ รอบตัวของทุกคนเต็มไปด้วยความมืด


ตุ๊บ !


เสียงบางอย่างล้มลงบนพื้น ก่อนที่ระบบไฟฟ้าจะกลับมาทำงานอีกครั้ง ทุกคนพยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงไฟที่สว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว


   “ ไอ้บีม ไอ้บีม” คนที่ตั้งสติได้ก่อนว่าเพื่อนตัวเองที่ยืนข้างๆหายตัวไปก็ตะโกนเรียกทันที “ ไฟสับคัทเอาท์ลง” เขาหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ที่กำลังตกใจอยู่


ระบบไฟฟ้าที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้งทำให้หม้ออบที่หยุดไปเมื่อครู่กลับขึ้นมาทำงาน อุณหภูมิที่หน้าจอสูงขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับเสียงร้องอย่างทรมานภายในหม้ออบ หน้าปัดความดันที่หน้าหม้อแตกกระจายเต็มพื้น เสียงไฟฉุกเฉินที่ควบคุมความดันส่องสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงร้องที่ดังไปทั่วบริเวณ


   “ ออกไปก่อนเถอะครับ” ปิติภัทรที่เห็นท่าไม่ดีวิ่งเข้ามาหลังจากเปลี่ยนตัวเองกลับมาเป็นมนุษย์แล้ว


   “ นายที่เจอที่บ้านเกรียงไกรเนี่ย มาทำอะไรที่นี่”


   “ ไม่มีเวลาแล้วครับ ออกไปก่อนเถอะครับ” เขาดึงแขนของวิชัยกลับออกมาจากโรงงาน ไม่นานเสียงระเบิดก็ดังไปทั่วบริเวณ เปลวไฟลุกไหม้ราวกับว่าเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จให้กับใครบางคน


ไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงก็เดินทางมาถึงพร้อมทั้งเข้าไปนำเอาร่างของชลชาติออกมา สภาพร่างกายของผู้เสียชีวิตมีลักษณะผิวพุพองและไหม้เกรียม ส่วนล่างหายไปเพราะแรงระเบิดของหม้ออบ คนที่ยืนมองภาพตรงหน้าถึงกับเข่าอ่อน วิชัยร้องไห้ออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมตัวเองได้


   “ เกิดอะไรขึ้น” เสียงผู้หญิงที่คุ้นหูดังฝ่าบรรดาเจ้าหน้าที่ออกมาจากด้านใน


   “ ดา” วิชัยร้องเรียกชื่อ “ เธอไปมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”


   “ ฉันไม่รู้ รู้ตัวอีกทีฉันก็มานอนอยู่ในรถแล้ว”


   “ เป็นไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้พี่เพิ่งไปดูที่รถกับไอ้บีมมา แต่ไม่เจอเธอเลยคิดว่าเธออยู่ในตู้นั่น”


   “ แล้วบีมอยู่ไหน” เธอถามด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก “พี่ชัยบีมอยู่ไหนคะ” เธอถามย้ำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
วิชัยไม่ตอบอะไรทำได้เพียงชี้ไปยังรถของมูลนิธิที่กำลังมัดห่อผ้าสีขาวที่ท้ายรถอยู่ แต่ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าคนรักของเธอได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว หล่อนทรุดลงกับพื้นพร้อมกับร้องไห้ออกมาราวกับคนไม่มีสติ


   “ ผมขอสอบปากคำคุณด้วยนะครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาหาวิชัยที่กำลังยืนร้องไห้อยู่ “ คุณด้วยนะครับ” เขาบอกปิติภัทรที่ยืนอยู่ด้านหน้า



ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-5
รายที่ 2 ผ่านไป รายต่อไปจงรีบมา  :katai4:

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
9


KISS


ตรงหน้าของปิติภัทตอนนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังจ้องมาหาเขาอย่างจับผิดมากกว่าการสอบปากคำอาจเป็นเพราะคำให้การของวิชัยก่อนหน้านี้ ที่เขากำลังสงสัยว่าปิติภัทรมีส่วนรู้เห็นกับการตายของเพื่อนเขาทั้งสองคน


“ คุณไปทำอะไรที่ไร่ส้มเกรียงไกรครับ”


“ ผมไปหาลุงเกรียงไกรครับ” เขาตอบคำถามด้วยความเหนื่อยใจเพราะเขาตอบซ้ำๆแบบนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว “คุณตำรวจจะถามผมกี่ครั้งผมก็ตอบเหมือนเดิม”


“ ผมต้องถามย้ำเพื่อความมั่นใจครับ ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจจริงๆคุณก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรถูกไหมครับ” คนที่เป็นผู้สอบสวนว่าก่อนจะถามต่อ “ แล้วครั้งนี้ล่ะครับคุณไปทำอะไรที่โรงงานของคุณชลชาติครับ เท่าที่ผมสืบทราบมาคุณไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคุณ
ชลชาติเลยนี่ครับ”


คนโดนถามนิ่งไปเพราะคำถามนี่เป็นคำถามปลายปิดสำหรับเขาเหลือเกินเพราะตามความเป็นจริงแล้วเขาไม่ควรอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย


“ มึงต้องตอบอะไรสักอย่างนะ”ปณิธานที่ยืนฟังอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้น


“ทำไมไม่ตอบล่ะครับ  ถ้าคุณไม่ตอบผมจะถือว่าคุณเป็นผู้ต้องสงสัยนะครับ”


“ ผมก็ไทยมุงทั่วไปแหละครับ เลยตามไป คุณตำรวจมีหลักฐานเหรอครับว่าผมทำถึงได้มาจี้ผมแบบนี้”


“แม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่มีหลักฐานก็ตาม แต่ผมมักจะเชื่อในเซ้นส์ของผมเสมอ”


“ ครับ” ปิติภัทรรับคำสั้นนก่อนจะพูดทิ้งท้าย “ ผมเองก็จะพิสูจน์ว่าตัวผมเองบริสุทธิ์เช่นกันครับ สวัสดีครับ”


“ ผมเชื่อว่าเราจะได้เจอกันอีกแน่” เขาลุกเดินตามปิติภัทรออกจากประตูไป
ที่ประตูของห้องสอบปากคำของเขา มีชื่อ วรพล พิทักษ์ชัย เขียนติดอยู่เมื่อประตูปิดลงคนที่อยู่หน้าห้องสอบปากคำอีกคนก็เดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่ไม่พอใจนัก


   “ ผมเจอเด็กคนนี้สองครั้งแล้ว และเพื่อนของผมก็ตายตลอด ทำไมคุณไม่ฟังผมบ้างคุณจับมันไปเลยผมว่ามันเป็นตัวอันตราย”


   “ ผมเป็นคนช่วยคุณออกมานะครับ” ปิติภัทรพยายามอธิบาย


   “ ยังไม่ถึงเวลาของฉันสินะ แก แก แกเป็นอะไรกับฟ้าลดาฮะ แกต้องการอะไรแกต้องการอะไร” มือหนาเขย่าร่างนั้นไปมาอย่างบ้าคลั่งปิติภัทรสั่นไปตามแรงเขย่านั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


   “ พอได้แล้ววิชัย” เสียงคนที่มาใหม่ทำให้วิชัยสงบลงในทันที เขาเดินเข้ามาใกล้พร้อมทั้งมองไปทางปิติภัทรด้วยแววตาที่ว่างเปล่า “ นายอยู่ห่างๆจากพวกเราก็พอ”


   “ แต่”


   “ อย่าให้เราลำบากใจไปมากกว่านี้เลย ถือว่าฉันขอก็แล้วกัน” ลุงเกรียงไกรพูดก่อนจะโอบไหล่วิชัยเอาไว้ข้างกาย “ ขอแค่นี้แหละ เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายแกตกลงไหมวิชัย”


   “ เออ” เขาตอบพร้อมกับมองมาทางปิติภัทรอย่างระแวง


   “ แล้วนายล่ะ” เกรียงไกรถามปิติภัทรบ้าง


   “ ครับ” เขาหลุบตาต่ำตอบพร้อมกับมองเท้าที่เดินกลับไป


ปณิธานที่อยู่ๆข้างพยายามตะโกนเรียกลุงของลุงตัวเอง แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะลุงของเขาไม่ได้ยินเสียงของเขาหรือเห็นเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะตอนนี้ลุงเกรียงไกรได้ขับรถออกไปแล้ว


ปิติภัทรใจลอยไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่กลับจากโรงพักเขานั่งเงียบอยู่บนเตียงนานสองนาน มีเพียงปณิธานที่บ่นซ้ำไปมาเรื่องเดิมๆและเดินรอบห้องอย่างร้อนใจ


   “ มึงจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้จริงๆเหรอวะ ถ้าเรายอมทำตามที่ลุงกูขอเราจะช่วยใครไม่ได้เลยนะ”


   “ แต่ปาร์คจะให้เฟิร์สทำยังไง ถ้าเราไปในร่างของยมทูติพวกนั้นจะรู้ตัวก่อนแน่ๆ แต่ถ้าไปในร่างของเฟิร์สลุงของปาร์คคงไม่ยอมให้เราเข้าใกล้หรือไว้ใจเราแน่ๆ เฟิร์สไม่ใช่ไม่อยากช่วยนะ เฟิร์สแค่คิดไม่ออกเท่านั้นเอง ยิ่งเฟิร์สเห็นปาร์คเป็นแบบนี้เฟิร์สเองก็ไม่สบายใจเลย เฟิร์สมันคงห่วยมากเลยใช่มั้ยที่ปกป้องใครไม่ได้เลยแม้กระทั่งคนอันเป็นที่รักของคนที่เฟิร์สรัก เฟิร์สทำให้ปาร์คต้องทุกข์ใจใช่หรือเปล่า เฟิร์สมันห่วยใช่หรือเปล่า” เขายกมือขึ้นมาปิดหน้าพร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกโต


   “ เฮ้ย อย่าคิดมากสิวะ” ปณิธานพยายามปรับเสียงให้ปกติที่สุด “ มึงไม่ผิดหรอกคนที่ผิดคือกูต่างหาก กูเห็นแก่ตัวที่ห่วงแต่ตัวเองไม่ได้นึกถึงมึงเลย มึงเดือดร้อนก็เพราะกูนี่” เขาโอบไหล่ดึงคนที่นั่งคิ้วชนกันเข้ามาหา “ เดี๋ยวเรามาช่วยกันคิด โอเคมั้ย”


   “ ครับ” เขาตอบสั้นๆก่อนจะเอนตัวซบหน้าอกแน่นที่มันอบอุ่นอย่างน่าประหลาด “ เฟิร์สขออยู่แบบนี้สักพักได้หรือเปล่า เฟิร์สรู้สึกว่าพออยู่แบบนี้แล้วมันเหมือนได้ชาร์ตแบตเลย”


   “ เวอร์ละ” เขาตอบทั้งๆที่ริมฝีปากเขาเองก็ยกขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้


   “ ไม่ได้เวอร์นะ เฟิร์สขออยู่แบบนี้ไปนานๆนะ” เขาพูดพร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุข “ นานของเฟิร์สหมายถึงตลอดไปนะ”
คนที่ได้ฟังหุบยิ้มลงอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกกลัวของเขาเข้ามาแทนความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อย่างห้ามไม่ได้ เพราะสิ่งที่คนในอ้อมอกของเขาพูดมันเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


   “ มึงรู้ใช่หรือเปล่าว่าสิ่งที่มึงพูดมามันเป็นไปไม่ได้” เขากอดคนที่อยู่ในอ้อมแขนเข้ามาแน่นขึ้น “ วันนึงกูอาจจะหายไปจากมึงหรือไม่ก็มึงอาจจะหายไปจากกู เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้จริงๆนะ”


   “ เป็นไปได้สิ แต่ตลอดไปของเฟิร์สมันอาจจะไม่เหมือนคนอื่นไง ของคนอื่นคือมันยาวนานแสนนาน แต่ตลอดไปของเฟิร์สคือ ถึงแค่วันสุดท้ายที่เราสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกันก็พอ” เขาผละตัวออกจากอ้อมกอดนั้นพร้อมทั้งจับมือของปณิธานอย่างแผ่วเบา “ เฟิร์สรู้ว่าปาร์คกำลังกลัวอะไร แต่ปาร์คไม่ต้องกลัวนะ ต่อให้มันต้องเจ็บสักแค่ไหนแต่เราจะจำแค่ช่วงเวลาที่เรามีความสุขก็พอไม่ใช่เหรอ ปาร์คอย่าคิดถึงพรุ่งนี้สิ เฟิร์สอยากให้ปาร์คคิดถึงแค่วันนี้ ตรงนี้ มองที่ปัจจุบัน แค่ตอนนี้เราอยู่ด้วยกัน เฟิร์สรู้สึกดีกับปาร์คและปาร์คก็รู้สึกดีกับเฟิร์ส มันเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ปาร์คจะคิดถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึงทำไมหรือว่าจริงๆแล้วปาร์คไม่ได้คิดอะไรกับเฟิร์สเลย” เขาสบตาคนที่อยู่ตรงหน้าแต่คนตรงหน้ากลับหลุบตาต่ำลง “ ทำไมล่ะ ที่เฟิร์สพูดมันจริงใช่หรือเปล่า ปาร์คไม่ได้รักเฟิร์…”


ยังไม่ทันที่จะจบประโยคคนตรงหน้าก็ดึงปิติภัทรเข้ามาใกล้แล้วโน้มใบหน้าเขามาหา ริมฝีปากสีชมพูอ่อนละมุนสัมผัสเข้าหาอย่างรวดเร็ว แต่มันกลับอ่อนโยนไม่เร่งรีบและเมื่อคนที่ถูกกระทำได้สติก็เปิดริมฝีปากรับความรู้สึกของคนที่เขารักมอบให้อย่างอ่อนโยน ปิติภัทรเก็บเกี่ยวทุกรสชาติภายในจูบนั้นลิ้นของเขาซอกแซกไปตามฟันสีขาวที่เรียงได้รูปอย่างซุกซนไม่ต่างอะไรที่ปณิธานที่ตอบสนองกลับอย่างไม่ขัดเขิน เสียงลมหายใจจากคนที่มีชีวิตอยู่กระหืดกระหอบไปทั่วบริเวณ มือของปณิธานยกขึ้นมาจับที่ใบหน้าของปิติภัทรอีกครั้งก่อนจะถอนริมฝีปากออก แต่ใบหน้าของทั้งสอบยังคงแนบชิดกันไม่ยอมไปไหน หน้าผากของทั้งคู่สัมผัสกัน ดวงตาสีน้ำเงินของยมทูติและดวงตาสีน้ำตาลเข้มของมนุษย์ส่งความรู้สึกเข้าหากันโดยที่ไม่ต้องพูดคำสวยหรูว่าทั้งสองรู้สึกอย่างไร


   “ ห้ามบอกว่ากูไม่รักมึงอีกโอเคนะ” ปณิธานกระซิบ


   “ ครับ”


   “ ไปนอนพักผ่อนได้แล้ว เดี๋ยวเรื่องลุงกูกูคิดต่อเอง”


นาฬิกาบนฝาผนังยังคงเดินไปเรื่อยๆ เหมือนกับความรักของเขาที่กำลังเดินไปข้างหน้า ปณิธานมองมันอย่างเลื่อนลอย ในใจของเขาลึกๆเขาอยากให้มันเดินหมุนเป็นวงกลมอยู่อย่างนั้น ในความเป็นจริงแล้วนาฬิกานั่นก็มีวันหยุดหมุดเช่นกันเมื่อถ่านนาฬิกานั่นหมด แต่นาฬิกานั่นก็ยังคงทำหน้าที่ของมันคือบอกเวลาในทุกๆวันที่เข็มมันเดินไปข้างหน้า เขาเองก็จะทำเช่นนี้เช่น เขาจะทำให้ทุกวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเพราะหลังจากนี้เขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าความรักของเขาจะไปจบลงที่ไหนแต่ขอเพียงแค่อย่างเดียว เขาขอให้คนที่เขารักและรักเขาอยู่รอดปลอดภัยก็พอ ทั้งลุงเกรียงไกรและคนที่นอนหลับใหลอยู่ตรงหน้าอย่างปิติภัทร


เขาไม่เคยรู้สึกว่าห้องแคบๆนี้น่าอยู่เลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งวันนี้ วันที่ตัวเขาเองได้เปิดรับความรู้สึกที่เขาพยายามปิดกั้นมานานด้วยความกลัวแต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าห้องนี้เต็มไปด้วยความทรงจำทั้งดีและไม่ดี ทุกอย่างล้วนเป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับปิติภัทร


เขายกยิ้มที่มุมปากขึ้นเมื่อคนที่นอนอยู่เบียดตัวเข้ามาหาเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ วันนี้ปณิธานเลือกที่จะไม่ไปนั่งที่เก้าอี้ตัวโปรดแต่เขาขอมานั่งใกล้ๆคนที่กำลังอ่อนเพลีย เพราะอย่างน้อยถ้าเกิดอะไรขึ้นกับความฝันของปิติภัทรเขาจะเข้าไปช่วยได้อย่างทันท่วงที
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ได้ สิ่งที่เป็นสัญญาณว่าตอนนี้เป็นเวลาเช้าแล้วก็เมื่อแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างเข้ามาในห้อง คนที่

อยู่บนเตียงขยับตัวสองสามครั้งก่อนจะกระพริบตาเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่างที่เข้ามา และเมื่อสายตาปรับเขาหาแสงได้แล้ว ภาพที่เขาเห็นคือใครบางคนนอนอยู่ข้างๆ


   “ อรุณสวัสดิ์ครับ”


   “ เฮ้ย”


   “ ตกใจอะไร กูลุกก็ได้นะ ทำแบบนี้ก็ไม่ชินเหมือนกัน”


   “ ไปไหนล่ะ” ปิติภัทรคว้าว่าที่ของตัวเองมาไว้ในอ้อมกอด


   “ มึงทำไรเนี่ย”


   “ ถามทำไมก็เห็นอยู่ว่ากำลังกอด”


   “ เออรู้แล้วว่ากอด ปล่อยก่อน” ปณิธานพยายามปล่อยมือที่เหนียวเหมือนกับกาวออก “ ปล่อย ถ้าไม่ปล่อยไม่ต้องฟังที่จะพูดนะ” เป็นไปตามที่เขาคาดมือนั้นปล่อยออกอย่างว่าง่าย เขายิ้มยิ้มที่มุมปากก่อนจะพลิกตัวหันกลับไปจ้องหน้า  “ คือกูคิดมาทั้งคืนแล้วกับเรื่องนี้ โอเคก็เข้าใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่มึงอาจจะมองว่ากูเป็นคนเห็นแก่ตัวไปแล้ว แต่กูขอลองเห็นแก่ตัวที่จะอยู่กับมึงไปจนกว่าเราจะจากกัน” คนที่อยู่ตรงหน้ายิ้มออกมาหน้าแดงไปถึงหูไม่ต่างอะไรกับคนพูดเลย “ แต่อย่าคิดว่าตัวมึงมาแทนที่ใครนะ”


   “ เป็นแฟนกันนะครับ คบกับเฟิร์สนะครับ” คนที่ควรจะเงียบฟังกลับพูดขัดขึ้นมาก่อน


   “ มึงแย่งกูพูดทำไม”


   “ ก็ปาร์คช้าอ่า เฟิร์สใจสั่นไปหมดแล้วเนี่ย” คนที่พูดหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด “ เร็วๆเฟิร์สขอก่อนมาตอบเลยว่าตกลงหรือเปล่า”


   “ เออ”


   “ เออ อะไรล่ะ พูดให้ตรงที่ถามสิครับ เป็นแฟนกันนะครับ”


   “ อืม รู้ใช่หรือเปล่าว่ากูไม่ใช่”


   “ อย่าพูดเลย คำพูดที่ปาร์คจะพูดอ่ามีละครมีนิยายมีซีรี่ส์พูดไปเยอะแล้ว สรุปตรงๆเลยนะว่า เฟิร์สรักที่ปาร์คเป็นปาร์ค” เขายิ้มออกมาอย่างมาดร้าย “ ถ้าอย่างนั้น เฟิร์สขอทำในสิ่งที่เฟิร์สอยากทำมานานนะ”


   “ มึงจะทะ”
ไม่ทันที่ปณิธานพูดจบคนที่อยากจะเริ่มก็ประกบเข้ามาที่ปากของปณิธานอย่างรวดเร็ว ลิ้นของเขาซุกซนราวกับว่ามันอดกลั้นมานาน
มือของจับไว้ที่ข้อมือของปณิธานไว้ทั้งสองข้าง เขากลายเป็นผู้ควบคุมเกมส์ในครั้งนี้ไปเสียแล้ว


เสียงลมหายใจของคนที่มีชีวิตกระหืดกระหอบเพราะหายใจไม่ทันแต่นั่นไม่อาจห้ามให้เขาไปต่อได้เขากันทึ้งที่ริมฝีปากด้านล่างของปณิธานจนปูดขึ้นมา เสียงครวญครางออกมาจากปากของคนที่อยู่ในการควบคุม เมื่อเห็นอย่างนั้นปิติภัทรไม่คิดว่าควรหยุดอยู่แค่นี้มือของเขาปล่อยให้มือของปณิธานให้เป็นอิสระแล้วเปลี่ยนมาเป็นการถอดเสื้อผ้าทีละชิ้นของเขาออก ทันที่ที่เสื้อยืดของเขาถูกถอดออกลอนกล้ามเล็กๆของเขาก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจน มือของปิติภัทรเริ่มล้วงเข้าไปในกางเกงของแฟนหนุ่มของตนก่อนที่จะกระตุ้นให้บางอย่างเริ่มตื่นตัว ทั้งสองต่างทำอย่างนี้ให้กันและกันจนคนที่อยู่ด้านล่างเอ่ยทักเพื่อปิติภัทรกำลังถอดกางเกงของตนเอง


   “ กูไม่เคย มันจะเจ็บหรือเปล่าวะ”


   “ นิดหน่อยแหละครับแต่เฟิร์สจะทำมันให้เบาที่สุด”


ปิติภัทรพูดจบก็ทำท่าทางจะปลดกางเกงลง แต่ว่าเขาไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้เนื่องจากเสียงประตูหน้าห้องมีคนเคาะเอาเสียก่อน


   “ ไปดูดิว่าใคร” ปณิธานดันตัวของปิติภัทรให้ลุกออกไป


   “ แม่งเอ้ย” ปิติภัทรเอ่ยออกมาอย่างหัวเสีย “ มัดจำก่อนนะ” เขาจุ้บไปที่ปากอีกครั้งก่อนจะลุกไปที่ประตู”


   “ มีคนมาหาน้องด้านล่างค่ะ” อาโปส่งยิ้มมาให้ก่อนที่จะเดินจากไป


   “ ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ แค่มีคนมาเอง เขาไม่เห็นปาร์คหรอก” เขาหันมาบอกคนที่นั่งอยู่บนเตียง


   “ ทำไมหลังมึงมีรอยสีดำแบบนั้น”



มาแล้วน้าาาาาาา

ออฟไลน์ nofsnof

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
อูยยย ที่เฟิร์สมาเป็นยมทูตได้ต้องเกี่ยวอะไรกับยมทูตสีดำแน่ๆ
 :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-5
ไหน ๆ รอยอะไรอ่ะ ขอดูบ้างซิ  :o

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
อูยยย ที่เฟิร์สมาเป็นยมทูตได้ต้องเกี่ยวอะไรกับยมทูตสีดำแน่ๆ
 :เฮ้อ: :เฮ้อ: :เฮ้อ:



ทุกอย่างมีคนกำหนดไว้แล้วค่ะ

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ไหน ๆ รอยอะไรอ่ะ ขอดูบ้างซิ  :o

มันอาจไม่น่าดูก็ได้น้าาาาาาาาาาา

ออฟไลน์ Sailomcc.

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 100
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
10


FRIENDS


ในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ รอยดำบนแผ่นหลังของปิติภัทรค่อยๆขยายตัวเพิ่มขึ้น พร้อมกับรอยแดงที่คอของเขาที่ดูเหมือนว่ามันจะร้อนจนขึ้นเป็นควันขึ้นมา เขาขบกรามไว้ เหงื่อของเขาไปทั่วทั้งตัว ผิวที่เคยขาวกลับค่อยค่อยๆแดงเป็นปื้นขึ้นมา


   “ ออกไปห่างๆ” เขาผลักปณิธานออกไปห่างตัวและดูเหมือนว่าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้เพราะแรงที่เขาผลักคนรักนั้นมันแรงจนปณิธานไปกระแทกตู้เสื้อผ้าอย่างจัง “ อยู่ในห้องนี้ มันจะดีขึ้นเอง” เขาพูดจบก็หายไปจากห้องอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงคำถามที่เกิดในหัวของปณิธาน


   เกิดอะไรขึ้นกับมึงนะ


ตรงด้านล่างไม่มีคนมารออย่างที่อาโปกล่าวไว้เลย เขารู้ดีว่าคนเมื่อครู่ไม่ใช่อาโปแต่เป็นอีกคนหนึ่งคนที่หายไปจากชีวิตของเขาและมีพลังในการแปลงกาย


   เธอคือดาริณ


   “ เธอหายไปไหนมา” เขาถามลอยๆออกไปก่อนที่ร่างอีกร่างหนึ่งจะปรากฏ ใบหน้ารูปไข่แต้มยิ้มเดินออกมาจากหลังเคาท์เตอร์


   “ คิดถึงฉันล่ะสิ”


   “ เธอทรยศฉันไปอยู่กับไอ้พวกยมทูติสีดำอย่างนั้นเหรอ” เขาถามพร้อมกับกระชากไปที่ข้อมือของดาริณ


   “ แล้วมันต่างอะไรกับนายล่ะ นายเองก็อย่ามาพูดถึงเรื่องความถูกต้องต่อหน้าฉันหน่อยเลย ตัวนายเองก็เลือกที่จะใช้อำนาจมืดมาดึงเวลาให้แม่นายมีชีวิตอยู่เหมือนกันแหละ ตัวนายเองก็แทบจะกลายเป็นยมทูติมืดเต็มตัวอยู่แล้วล่ะ”


   “ เดี๋ยวฉันก็จะหยุดแล้ว ขอเวลาหน่อย เธอเองเถอะออกมาจากพวกมันเถอะนะ เธอดูไม่ใช่เธอเลย” เขามองพินิจไปที่ใบหน้ารูปไข่ที่เคยสดใสขาวสะอาดตอนนี้มันมีบางส่วนที่เป็นเส้นเลือดสีดำขึ้นเชื่อมยาวไปที่แผลเป็นสัญลักษณ์ของยมทูติมืดที่ต้นคอ


   “ หยุดเหรอ ฉันขอให้นายหยุดมาตั้งนานแล้วทำไมนายไม่ทำ ทำไมนายไม่ยอมรับซะทีว่าแม่นายตายไปแล้ว” ปิติภัทรหลุบตาลงต่ำ “ นายควรยอมรับได้แล้วนะ สิ่งที่นายทำตอนนี้ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการยื้อเวลาหรอก ตัวนายเองก็กำลังจะกลายเป็นพวกฉันอยู่แล้ว ฉันขอล่ะ ออกมาจากเรื่องนี้ซะ”


   “ แล้วเธอจะมาสนใจฉันทำไม ในเมื่อเธอเองก็ทิ้งฉันไปเหมือนกับคนอื่นๆ ฉันจะไว้ใจเธอได้ยังไงในเมื่อเธอเองก็ไม่ใช่พวกของฉันแล้ว”


   “ แต่เราเป็นเพื่อนกันนะ”


   “ เพื่อน” เขาถามย้ำ “ เพื่อนกันเหรอ เพื่อนกันเขาทิ้งกันไปแบบนี้เหรอ”


   “ ฉันก็มีเหตุผลของฉันเหมือนกัน แต่สิ่งที่ฉันรู้ตอนนี้คือฉันอยากมาเตือนนายในฐานะของเพื่อนคนหนึ่ง ฉันอยากให้นายหยุดได้แล้ว ไม่อย่างนั้นตัวนายเองและคู่หูจะลำบาก ถ้านายยังทำหน้าที่ยมทูติของนายได้ไม่ดีไม่ใช่แค่นายนะที่จะเดือดร้อนคู่หูของนายเองก็เช่นกัน” เธอย้ำเรื่องคู่หู ปิติภัทรหน้าเจื่อนไปในทันที “ ตัวนายเองอาจจะไม่รู้ว่าสิ่งที่นายทำอยู่มันมีผลกับคู่หูของนายด้วย อย่าลืมสิการทำสัญญาหรือการส่งวิญญาณทุกครั้งนายไม่ได้ทำคนเดียว”


คำพูดของดาริณทำให้ปิติภัทรถึงกับพูดไม่ออกราวกับว่ามีอย่างติดอยู่ที่ต้นคอ ทุกครั้งที่เขาไปส่งวิญญาณต้องมีการประทับตราจากคู่หูทุกครั้งและจะไม่สามารถเปิดประตูได้ตามลำพัง เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าการที่เขาแลกเอาเวลาของคนที่ยังไม่ถึงเวลาตายมาให้แม่ของเขานั้นมันจะมีผลต่อคู่หูของเขาด้วย


   “ ทำไมเธอไม่บอกฉันฮะ”


   “ เราเป็นเพื่อนกันนะ ตลอดชีวิตของฉันนายคือเพื่อนที่ดีกับฉันที่สุด ฉันรับมันได้ แต่ตอนนี้ฉันอยากให้นายหยุดเพราะยิ่งนายทำอะไรลงไปคู่หูของนายจะได้รับผลกระทบขึ้นมาเป็นสองเท่าจากที่นายได้”


   “ แล้วทำไมเธอเพิ่งออกมาตอนนี้”


   “ ฉันรู้ว่าตัวนายกำลังทำภารกิจบางอย่างอยู่ และถ้าวันหนึ่งเราจำเป็นต้องสู้ นายจงฆ่าฉัน เพราะฉันจะยอมตายก็ต่อเมื่อนายเป็นคนฆ่าฉันเท่านั้น ถือว่าฉันขอล่ะนะ ช่วยปลดปล่อยฉันที”


พูดจบร่างของดาริณก็ถูกกลุ่มควันสีดำกระชากให้ลงไปอยู่ใต้ดิน หยดน้ำตาของลูกผู้ชายไหลออกมาเป็นสายตัวของเขาสั่นเทิ้มด้วยความเสียใจ เขากลัวกลัวว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นกับปณิธาน เขาทำลายชีวิตของเพื่อนไปคนหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเขาหยุดตอนนี้แม่ของเขาที่เลี้ยงดูเขามาก็ต้องตาย


ปิติภัทรเดินกลับขึ้นมาบนห้องก็พบกับปณิธานที่นั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้ เขาเดินตรงเข้าไปกอดคนที่นั่งอยู่นั่นแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่สามารถห้ามได้ คนที่กำลังโกรธอย่างปณิธานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะเลือกจับมือของปิติภัทรเอาไว้แล้วปล่อยให้เขาร้องไห้ออกมาอย่างเต็มที่ เขาเชื่อว่าการกระทำของปิติภัทรต้องมีเหตุผลพอ


   “ ขอโทษนะ” เวลาผ่านไปเนิ่นนาน คำพูดแรกที่ปิติภัทรพูดออกมาก็คือคำนี้ “ ถึงมันจะฟังดูงี่เง่าและเป็นคำพูดที่เฟิร์สพูดกับปาร์คจนเบื่อ แต่เฟิร์สอยากให้ปาร์ครู้ไว้ว่าที่เฟิร์สทำแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าเฟิร์สห่วงปาร์คนะ และหลังจากนี้เฟิร์สจะไม่ให้ปาร์คมาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ปาร์คไม่ได้รู้เห็นอีก”


   “ พูดบ้าอะไรเนี่ย เราเป็นแฟนกันนะเว้ยถ้าเป็นเรื่องของมึงที่กูพอจะช่วยได้กูก็จะช่วย”


   “ ขอบคุณครับ แต่เฟิร์สขอแค่ปาร์คอยู่ข้างๆเฟิร์สแบบนี้ไปก่อนนะ เวลาเฟิร์สเหนื่อยขอแค่ได้กอดปาร์คก็หายแล้ว” ไม่พูดเปล่าเขากอดไปที่คนที่นั่งอยู่อีกครั้ง พร้อมกับถอดเสื้อของปิติภัทรออก


   “ นี่มึงหื่นจัง”


   “ เปล่านะ” เขาแค่ถกเสื้อถึงกลางหลังก็พบว่ามีรอยดำกระจายเป็นจุดใหญ่อยู่ “ เฟิร์สแค่จะดูว่าแฟนของเฟิร์สช้ำหรือบาดเจ็บหรือเปล่า เฟิร์สคงผลักแรงไปใช่มั้ยล่ะ”


   “ เออ ตอนแรกจะโกรธแล้วพอดีเป็นพวกที่แพ้น้ำตาว่ะเลยโกรธไม่ลง”


   “ ขอบคุณนะที่เข้าใจกัน”


   “ ไม่เข้าใจหรอก แต่ไม่อยากถามหรือจริงๆมึงควรไปปรึกษาจิตแพทย์นะ กูว่ามึงเป็นไบโพล่าแน่ๆเลย” เขาหัวเราะออกมาพร้อมกับยีหัวคนที่เอาคางมาเกยที่ไหล่


   “ ครับว่างๆเฟิร์สจะไปตรวจเพราะถ้าเป็นจริงๆ อารมณ์สุดขั้วของเฟิร์สคงจะเป็น รักปาร์คมาก กับหึงปาร์คมาก”


   “ เวอร์ละ จะมาหึงอะไร มีคนเห็นกูแค่ไม่กี่คน”


   “ ไอ้ไม่กี่คนเนี่ย ก็เห็นปาร์คสนิทกับทุกคนแหละ”


   “ พูดมาก ไปอาบน้ำแปรงฟันได้แล้ว ลงไปไหนต่อไหนมายังไม่ได้อาบน้ำเลยเนี่ย”


   “ อะไรกัน ต่อจากเมื่อกี้ไม่ได้เหรอ”


   “ ไม่ได้ถือว่าเป็นการลงโทษจากการที่มึงทำกูเจ็บตัว”



เรื่องราวของปณิธานกับปิติภัทรกำลังเดินไปข้างหน้า แต่อีกโลกหนึ่งกำลังเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธ หญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงกำลังตรึงร่างหญิงสาวไว้ที่กลางตราสัญลักษณ์ตรงหน้าใบหน้ารูปไข่ดูอ่อนแรงมีรอยไหม้อยู่ตามตัว


ชายวัยกลางคนภายใต้ผ้าคลุมสีดำได้แต่หลบสายตาจากคนที่ตัวเองเรียกว่าเจ้านายและหลับสายตาไม่มองคนที่กำลังถูกลงโทษเพราะเขากลัวว่าจะได้รับความผิดไปด้วย ถึงแม้ลึกๆแล้วเขาอยากจะปกป้องดาริณเสียเหลือเกินแต่ว่าจะให้เขาเอาตัวเข้าไปแลกได้อย่างไร


   “ แกกล้าดียังไงถึงได้คิดจะหักหลังฉัน ลืมความเจ็บปวดในสิ่งที่มันทำกับแกไปแล้วอย่างนั้นเหรอ”


   “ ฉันเต็มใจ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงอิดโรย


   “ แกว่าอะไรนะ” เธอตะวาด


   “ ฉันบอกว่าฉันเต็มใจ ฉันเองนี่แหละที่ไม่บอกเขาเรื่องกฎบ้าๆนี่ แกอย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้”


   “ หุบปาก” เธอฟาดแซ่ไปยังหญิงสาวที่กำลังอ่อนแรงเต็มที “ แกมันโง่ แกมันเจ็บไม่รู้จักจำ ฉันเคยบอกแกแล้วว่าผู้ชายมันก็เลวทุกคนแหละ แกดูไอ้คนที่มันนั่งก้มหน้าอยู่นั่นสิ ซ้อมเมีย ตีลูก กินแต่เหล้าจนมันตาย ถ้ามันไม่เลวแบบสุดขั้วแบบนี้ฉันไม่เก็บมันไว้แน่ พวกผู้ชายเลวๆแบบนี้มันต้องเป็นเศษดินใต้รองเท้าของฉัน แกก็เหมือนกัน แกควรจะคิดแบบฉันไม่ใช่ไปรอคำว่ารักโง่ๆจากผู้ชายที่เห็นแก่ตัว อย่างไอ้เด็กนั่นหรอก ถ้าแกอย่างจะแข็งแกร่งอย่างฉัน เป็นใหญ่อย่างฉัน แกก็ควรจะออกจากโลกแห่งความฝันว่าความรักมันสวยหรูได้แล้ว”


   “ ฉันยอมตายถ้าตัวฉันจะต้องเป็นแบบแก” เธอใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะโกนออกมา โซ่สีดำที่พันธนาการมือของเธอเอาไว้บีบตัวแน่นขึ้นทุกที


   “ แกมันโง่”


   “ แกมันฉลาดมากนักหรือไง แกรู้จักความรักดีแค่ไหน แกรู้จักเฟิร์สดีแค่ไหนถึงได้มาพูดแบบนี้”


   “ ผู้ชายมันก็เหมือนกันหมด” ดวงตาของเธอแข็งขึ้นมาในทันที จากแววตาสีดำเปลี่ยนกลายเป็นสีขาวทั้งดวงตา ความทรงจำที่เลวร้าย ความทรงจำที่เป็นพลังของเธอมาจนถึงทุกวันนี้ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง




สิบเจ็ดปีก่อน
ความรักครั้งแรก เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราจะจำมากที่สุดไม่ว่าความทรงจำนั้นจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดหรือเป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุด


หญิงสาวในชุดนักศึกษากำลังนับวันรอคอยวันครบรอบการคบกันครบสามปีของตนกับคนรักรุ่นที่ที่คบหาดูใจกันมาตั้งแต่เธอเขามาเป็นนักศึกษาน้องใหม่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ใบหน้ารูปไข่แต้มยิ้มมองไปยังซองจดหมายที่เธอเขียนแนบกับตุ๊กตาหมีตัวเหมาะมือ ซึ่งเป็นตุ๊กตาหมีคู่ที่มีให้เธอหนึ่งตัวและคนที่เป็นที่รักหนึ่งตัว


ใต้ต้นจามจุรีที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณม้าหินอ่อนซึ่งเป็นสถานที่นัดพบหรือพูดคุยของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ เธอนั่งชะเง้อมองหาชายหนุ่มของเธอที่ควรจะมาตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้วแต่ตอนนี้กลับหายหน้าไปอย่างไร้ร่องรอยจนกระทั่ง


“ มาช้าจังวะ” เสียงคนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่เอ่ยทักขึ้น เขาทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นก่อนจะดับมันลงด้วยฝ่าเท้าของตัวเอง “ แต่ก็ดีมึงยังได้ตัวมันมาด้วย”


   “ พี่มีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” เมฆาถามแต่ไม่ยอมสบตากับคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย”


   “ มีคนบอกกับกูว่า มึงเก๋ามากเลยเหรอ” วิชัยที่นั่งหันหลังให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วหันมาสบตาคนที่เพิ่งมาใหม่ “ มึงชอบทำตัว
อวดเก่ง เป็นลูกผู้ชายทั้งๆที่มึงแม่งเป็นไส้เดือน”


   “ เปล่าครับ” เขาปฏิเสธ “ พี่ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะไปบอกพี่ไกร”


   “ ไอ้ไกรเหรอ มึงจะเอาเรื่องของพวกกูไปบอกไอ้ไกรอย่างนั้นเหรอ แค่มันยอมมาปกป้องมึงทั้งๆที่มึงไม่ควรได้รับการปกป้องเนี่ย มันก็เสียหน้าจะแย่แล้ว” ดนัยว่า


   “ พี่หมายความว่ายังไง”


   “ ก็มึงมันเป็นพวกไส้เดือน มีสองเพศ มึงรู้หรือเปล่าว่าไอ้ไกรมันต้องเอาศักดิ์ศรีมันไปปกป้องมึง” คนที่ล็อกตัวอยู่พูดขึ้นบ้าง
“ แต่ถ้ามึงจะปฏิเสธกูก็มีทางเลือกให้มึงนะ”


   “ สวัสดี เห็นพี่ไกรหรือเปล่า” เธอถามแทรกไปทำให้บทสนทนาตรงหน้าหยุดลง


   “ อ่อฟ้าอยู่ตรงนี้พอดีเลย ไอ้ไกรมันจะทำเซอร์ไพรส์ให้ฟ้าน่ะ ฟ้ากลับไปรอที่ห้องก่อนนะ” วิชัยที่ยืนอยู่ข้างๆบอก เดี๋ยวให้พวกเราไปส่งที่ห้องนะ


แล้วใครจะรู้ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่เธอไม่อยากจะจดจำเลย เมื่อไปถึงห้องของตนประตูห้องถูกปิดลงอย่างรวดเร็วเสียงหัวเราะดังไปทั่วทั้งห้อง เธอถูกผลักลงไปบนเตียงก่อนที่มือหนาของวิชัยจะฉีกเสื้อนักศึกษาของเธออกอย่างไม่ปราณี เสียงของเธอจมหายไปในลำคอเมื่อมือของดนัยปิดลงที่ปากของเธอขาของเธอที่พยายามไม่อยู่นิ่งต้องหยุดลงเมื่อดนัยใช้อีกมือหนึ่งกระแทกไปที่ท้องอย่างจัง


   “ เห้ย มันไม่แรงไปเหรอวะ” เสียงของชลชาติที่ยืนอยู่ปลายเตียงเอ่ยขึ้น


   “ หุบปากเลย มึงไม่เห็นพี่ไกรเหรอวะ เขาอยากจะเลิกกับมันจะตาย อีนี่ก็โรคจิตตามติดอยู่ได้ พี่ของเรามันคนดีเกินกว่าจะบอกเลิกมันง่ายๆ” ดนัยตอบกับพร้อมทั้งจ้องไปที่หน้าของฟ้าลดาที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา หยดน้ำตาของเธอไหลออกมาจากดวงตากลมโต “ อย่าร้องไห้สิ เราจะทำในสิ่งที่พี่เกรียงไกรไม่เคยทำให้เธอเอง” เขายิ้มก่อนจะสั่ง “ ถอดข้างล่างออก ไอ้เมฆถอดกางเกงในของมันออก กูให้มึงเริ่มก่อน”


เมฆทำตามด้วยมือไม้ที่สั่นด้วยความกลัว เขาดึงผ้าชิ้นน้อยออกจากตัวของหญิงสาวก่อนจะค่อยๆถอดกางเกงของตัวเองออกแล้วทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เลือดสีแดงสดที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเธอ ออกหลังจากบางอย่างเข้าไปสู่ด้านใน เสียงหัวเราะของรุ่นพี่ดังก้องไปทั่วห้องพร้อมกับเสียงร้องไห้ที่เล็ดลอดออกมาจากปากของหญิงสาว


ฟ้าลดาดันตัวเองขึ้นมาจากกองผ้าห่มที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวคละคลุ้งที่เปรียบเสมือนคราบความเลวทรามที่พวกนั้นทิ้งไว้ให้กับเธอ เธอเอื้อมมือไปปิดหน้าต่างและผ้าม่านทั้งหมด เอามือปัดกรอบรูปที่วางอยู่บนหัวเตียงลงกับพื้นจนกระจายไปทั่ว


ภายในห้องสี่เหลี่ยมถูกปิดทึบไปทั่วทุกทิศ ไร้แสงใดๆเล็ดลอดผ่านเข้ามา มีเพียงความสว่างสีเหลืองอมส้มจากโคมไฟเล็กๆบนหัวเตียง เท่านั้นที่ทำให้มองเห็นสภาพรอบห้องในตอนนี้ ตามพื้นเต็มไปด้วยรูปถ่ายคู่กันระหว่างชายหญิงสองคนในหลายๆบริบท มือบางของหญิงสาวที่ผมเพ่ากระเซอะกระเซิงซึ่งนั่งอิงเตียงอยู่ เอื้อมไปหยิบรูปถ่ายที่วางข้างโคมไฟมากำแน่นในมือ ก่อนจะค่อยๆลูบรูปนั้นอย่างแผ่วเบา ความทรงจำอันแสนสุขที่บรรจุอยู่ในรูปนั้นมันช่างมีพลังเหลือเกิน รูปของหญิงสาวที่ฉีกยิ้มจนกว้าง ผมที่สีดำขลับยาวจนเกือบถึงบ่าปลิวไปตามแรงลมพร้อมกับการพลิ้วไหวชุดเดรสยาวสีฟ้า ด้านหลังเป็นรูปชายหนุ่ม ที่ยื่นจมูกเข้ามาชิดที่หน้าผาก มือของชายผู้นั้นกำลังโอบที่เอวของหญิงสาว ทั้งคู่ยืนกันอยู่ที่บริเวณด้านบนของเรือ ซึ่งทั้งสองไปเดทกันสองต่อสองกันครั้งแรก


รอยยิ้มจากการได้สัมผัสความสุขนั้นค่อยๆเจื่อนลงดวงตาที่เคยเปลี่ยมไปด้วยความสุขกลับค่อยๆแดงฉาน ริมฝีปากถูกฟันซี่งามกัดลงเพื่อไม่ให้เสียงของตนเล็ดลอดออกมา น้ำใสๆไหลรินออกจากดวงตาคู่งาม หยดลงไปในรูปนั้นหยดแล้วหยดเล่าอย่างไม่มีทีท่าที่จะหยุด หล่อนกำกรอบรูปในมือแน่นขึ้นๆ เมื่อภาพความเจ็บปวดเข้ามาแทนที่ ใบหน้ารูปไข่ ที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยแตกของผิวหนัง บริเวณมุมปากมีรอยช้ำสีม่วงและรอยเลือดที่แห้งเกรอะกรัง เสื้อนักศึกษาสีขาวมีรอยขาดที่แขนเสื้อยาวมาจนแทบจะถึงคอ กระโปรงทรงเอรัดรูปปัจจุบันมันขาดวิ่นจนแทบไม่เป็นทรง เพราะผู้สวมใส่ผ่านการโดนรุมทำร้าย มาอย่างหนักหน่วง ที่ขาของเจ้าหล่อนเองเต็มไปด้วยหยดเลือดที่ไหลรินมาจากอวัยวะที่อยู่ระหว่างขาที่ผ่านการทำร้ายมาอย่างหนักหน่วง ชายชายคนรักและเพื่อนอีกสี่คน ซึ่งพวกเขากระทำราวกับเธอไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ภาพในหัวของเธอตีกันจนลบความดีในรูปถ่ายไปจนหมดสิ้น


หญิงสาวปากรอบรูปนั้นลงบนพื้น จนกระจกแตกกระจายไปทั่วทั้งพื้นห้อง หล่อนยกยิ้มที่มุมปากอย่างถูกอกถูกใจ ก่อนจะเอามือไปหยิบเศษกระจกที่อยู่ใกล้มือแล้วมองพิจาณามันราวกับว่าเป็นสิ่งของที่ล้ำค่าที่สุดที่จะพาเธอไปพบกับความสุข ความสุขที่ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ แต่มันคือความสุขในโลกหลังความตาย


เธอยกมืออีกข้างมารอรับความสุขของเธอ ก่อนที่มือที่ถือเศษกระจกนั้นจะบรรจงทิ่มเข้าไปที่ข้อมือ อย่างเบาๆ ในรอบแรกที่กรีดลงไปมีเพียงเสียงหัวเราะแสดงออกมาแทนเสียงแห่งความเจ็บปวด ก่อนที่หล่อนจะย้ำไปที่รอยเดิมอีกสองสามครั้งสนกระทั่งมันตัดขาดเส้นเลือดใหญ่ ที่ข้อมือ น้ำสีแดงไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ร่างของหญิงสาวทิ้งตัวลงนอนทับบรรดารูปถ่ายที่เคยเป็นความทรงจำ เสื้อนักศึกษาสีขาวบัดนี้ได้กลายเป็นสีแดงฉาน ดวงตาของหญิงสาวเองเหนื่อยล้าลงทุกที พัดลมที่อยู่บนเพดานที่เธอเคยมองเห็นชัดเจน ตอนนี้เหมือนมีใครบางคนมายืนบังเอาไว้ แล้วทุกอย่างก็ดับสูญลงในโลกแห่งนี้


   “ ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกหลังความตาย” เสียงแหบแห้งจากใครสักคนเรียกเธอให้ลุกออกจากร่างเดิม หญิงสาวมองร่างตัวเองอีกครั้งก่อนจะเดินหายตามชายในเสื้อคลุมสีฟ้าไป ทว่า เส้นเชือกที่ผูกมัดที่ข้อมือหล่อนกลับขาดวิ่น ก่อนจะมีเชือกเส้นใหม่ที่เป็นสีดำเข้ามาพันไว้รอบตัวของเธอแทน


   “ วิญญาณดวงนี้ข้าขอนะ” เสียงนี้ทำให้ให้เธอได้รู้ว่ารสชาติของกามีชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร
ภายในห้องที่เต็มไปด้วยความเงียบงัน ชายในผ้าคลุมสีดำเปิดหน้าออกมา ใบหน้าของเขาอิดโรยลงทุกที ผิวหนังที่แห้งเกรอะกรังร่วงกร่อนลงบนพื้นเหมือนเกล็ดงูที่กำลังลอกคราบ


   “ แกเป็นใคร” ฟ้าลดาถามร่างนั้นด้วยความกลัวและเนื้อตัวสั่นไปหมด


   “ ฉันจะเป็นคนที่มอบชีวิตใหม่ให้กับแก” สิ้นคำร่างๆนั้นก็สลายหายไปจากสายตาของฟ้าลดากลายเป็นกลุ่มควันสีดำที่พวยพุ่งเข้ามาหาเธอ มันเข้าไปตามทุกส่วนของร่างกาย ดวงตาที่เคยเศร้าสร้อยดูแข็งกร้านขึ้นมาในทันที เธอรู้สึกได้อย่างเดียวในเวลานี้ คือความแค้น


   “ รอเวลาเท่านั้น รอเวลาที่ข้าจะได้เจอร่างใหม่ ความแค้นของแกก็จะได้ชำระ” เสียงของผู้ชายคนนั้นพูดผ่านปากของฟ้าลดา พร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่น่ามอง “ เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันแล้ว”



“ หมายความว่ายังไง”  ดาริณถามทั้งๆที่พอจะเดาคำตอบได้อยู่แล้ว


   “ ฉันเลือกแกยังไงล่ะ เมื่อเรื่องของฉันจบลง แกก็จะกลายเป็นผู้มีอำนาจแทนฉัน” เธอยิ้มเยาะ “ ถ้าอย่างนั้นแกก็สบายใจได้ว่าฉันไม่มีวันฆ่าแก ส่วนแก” เขาหันไปทางชายในผ้าคลุมที่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ “ ไปจับตาดูไอ้ยมทูติสองคนนั้นไว้
คำสั่งนั้นทำให้ตัวคนที่ถูกสั่งชาไปโดยอัตโนมัติเพราะคนที่เขาจะต้องไปจับตาดูเป็นลูกของเขาเอง ลูกที่เขาอยากจะชดใช้ความผิดที่เคยทำไว้ในอดีต เขาไม่สามารถทำอะไรลูกของเขาได้อีกแล้ว









มาแล้วจ้าาาาาาาาาาาขอโทษที่มาช้า เดี๋ยวอบรม เดี๋ยวหาหมอ อากาศเปลี่ยนไปมาเว่อร์

ออฟไลน์ nofsnof

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
โอยย ลุ้น
สรุปว่าที่ปาร์คทำเพื่อยื้อชีวิตแม่ตัวเองเอาไว้
ส่วนฟ้าก็ได้รับพลังมืดมาจากตาแก่ แล้วก็จะส่งต่อให้ดาริณต่อไปใช่มั้ยคะ
เราเข้าใจถูกหรือป่าว  :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5242
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-5
ความสยองใกล้จะมแล้ว ตื่นเต็น ๆ   :hao3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด