___ เ ห นื อ ลิ ขิ ต ___ ลิขิตครั้งสุดท้าย ___ [05/10/62]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ___ เ ห นื อ ลิ ขิ ต ___ ลิขิตครั้งสุดท้าย ___ [05/10/62]  (อ่าน 30901 ครั้ง)

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ลิขิตครั้งที่ 6

            หลังจากการคุยกันครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี เช้านี้นอกจากเทอาหารกับน้ำ ผมได้ทำป้ายอันใหม่ไปติดไว้พร้อมไอเทมสุดพิเศษที่วางเผื่อไว้ด้วยก่อนออกไปเรียน คิดว่าน่าจะช่วยได้เยอะถ้าไอ้ล่อนจ้อนมาหา

            'วันนี้กลับบ่ายสอง'

            ข้อความสั้นๆ ตัวใหญ่คับกระดาษเอสี่ ท้ายข้อความมีลูกศรชี้ลงด้านล่างที่ผมตั้งใจวาดมากๆ ซึ่งด้านล่างที่ลูกศรชี้ไปนั้นมีนาฬิกาตั้งอยู่

            ไม่รู้ว่าแมวจะดูนาฬิกาเป็นหรือเปล่า ผมเลยเขียนวิธีดูแบบง่ายๆ ไว้ให้ด้วย แต่คิดว่าไอ้ล่อนจ้อนคงยังไม่ลืมวิธีดูนาฬิกาหรอก

            สำรวจป้ายกับนาฬิกาว่าจัดเรียบร้อยดีแล้ว ผมก็หมุนกลับหลังไปดูชามข้าวกับน้ำที่เพิ่งเติมให้ ข้างๆ กันนั้นมีหมอนรองนั่งวางอยู่ อีกหนึ่งไอเทมพิเศษที่ผมแถมให้ ถ้าเกิดมันมาก่อนเวลาจะได้นอนรอสบายๆ

            สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะนายเหนือลิขิตคนนี้

            "เสร็จยังวะ!" เสียงไอ้กาลตะโกนมาจากนอกห้อง วันนี้เราเรียนเวลาไล่เลี่ยกันมันเลยจะขับรถไปส่งผมที่คณะก่อน ส่วนเหตุผลที่ผมไม่เคยขับรถเองเลยเพราะขี้เกียจหัดเลยยังขับไม่แข็ง ใบขับขี่ก็ไม่มี ใช้บริการน้องชายแล้วอุ่นใจกว่ากันเยอะ

            เดินกลับเข้ามาข้างในผมก็ปิดประตูล็อกกลอนแต่เปิดผ้าม่านไว้ก่อนเดินออกจากห้อง

            เจอกันเย็นนี้ไอ้ล่อนจ้อน

 

            บ่ายสองกับอีกเจ็ดนาทีผมก็กลับมาถึงห้อง เปิดประตูห้องนอนได้ก็เดินตรงไปที่ประตูระเบียง แล้วก็ต้องยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นก้อนสีขาวนอนขดอยู่บนหมอนรองนั่ง ท่าทางกำลังหลับสบายเลย

            ผมวางกระเป๋าไว้บนเตียงก่อนค่อยๆ เปิดประตูแล้วย่องออกไป เวลาแมวหลับมันไม่ค่อยรู้ตัวนักหรอก ยิ่งเป็นแมวที่เริ่มคุ้นกันแล้วด้วย เห็นมันหลับท่าทางน่ารักขนาดนี้เลยอดไม่ได้อยากเข้าไปเล่น ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ลูบขนนุ่มๆ ของมันก็ตอนที่โดนข่วนนู่นเลย นานจนแทบลืมความรู้สึกไปแล้ว

            นั่งยองๆ ลงตรงหน้าไอ้แมวขาวที่ยังหลับไม่รู้เรื่อง มันขดตัวจนเป็นก้อนกลมๆ บริเวณท้องขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ ผมลองยื่นมือไปแตะหัวมันเบาๆ เพื่อทดสอบว่ามันจะไม่ตื่นขึ้นมาตะปบกัน เมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้เลยค่อยๆ ลูบหัวมันอย่างเบามือ

            ไอ้แมวขาวทำหน้าเคลิ้มจนผมอยากจะอุ้มมันขึ้นมานอนหงายแล้วเกาท้องให้ แต่ก็กลัวจะได้แผลเพิ่ม พอลูบหัวแล้วเห็นว่ามันยังไม่ตื่นผมเลยลูบยาวไปยันหาง มันก็ทำหน้าเหมือนกำลังฝันดี ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ เลยเกาคางแถมให้ซะเลย

            ยิ่งเล่นก็ยิ่งเคลิ้ม ยิ่งเล่นก็ยิ่งมันมือ เป้าหมายต่อไปคือพุงกลมๆ ของมัน แต่อยู่ๆ ผมก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมา

            "ฮัดชิ้ว!"

            นั่นไงมันมาแล้ว ไอ้ภูมิแพ้ ไอ้มารผจญ

            แมวที่กำลังหลับสบายสะดุ้งตื่น ผมลุกขึ้นยืนแล้วถอยออกห่างก่อนอาการจะหนักไปมากกว่านี้ ความตื่นเต้นที่เจอมันนอนรออยู่ทำเอาผมลืมไปเลยว่าตัวเองแพ้ เลยไม่ได้หยิบมาสก์มาใส่

            เจ้าตัวสีขาวลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนหันมามองผม เดาจากสีหน้าเหวี่ยงๆ นั่นคิดว่ามันคงกำลังถามว่า 'มาทำให้ตื่นแล้วยังไงต่อ'

            "ไปคุยในห้องแล้วกัน" ผมผายมือเชิญให้มันเดินเข้าไปก่อน อีกฝ่ายก็แสนว่าง่ายเดินนวยนาดเข้าห้องโดยไม่มีการลีลาแต่อย่างใด

            ไอ้แมวขาวนั่งอยู่ใกล้ๆ ประตู ผมเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดที่มันใส่เมื่อวานออกมาวางไว้ให้บนเตียง

            "เดี๋ยวออกไปรอนอกห้องนะ ถ้าเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วก็โผล่หน้าไปเรียกได้ จำวิธีใส่ได้ใช่มั้ย"

            มันจ้องผมกลับมานิ่งๆ เลยไม่รู้ว่าสรุปแล้วจำวิธีใส่ได้หรือไม่ได้กันแน่ ถ้าไม่ตอบอย่างน้อยพยักหน้าให้ก็ได้ หรือแมวพยักหน้าไม่เป็น

            "ถ้าเข้าใจก็ตอบหน่อย"

            "เมี้ยว"

            "โอเค ไปรอข้างนอกนะ" ได้รับคำตอบเป็นเสียงร้องเบาๆ ผมก็เปิดลิ้นชักหยิบยาแก้แพ้ติดมือมาด้วยก่อนเดินออกจากห้อง

            กินยาเสร็จผมก็มานั่งเล่นมือถือรอที่โซฟา บอกไอ้กาลไว้ด้วยมันจะได้ไม่พรวดพราดเข้ามาอีก ผ่านไปสักพักใหญ่กว่าไอ้ล่อนจ้อนจะโผล่หน้ามาจากประตู แบบว่าโผล่มาแค่หน้าจริงๆ แล้วใช้ตาชั้นเดียวแป๋วๆ เหมือนเด็กน้อยคู่นั้นมองผม จะว่าไปมันก็น่ารักดี

            ผมยิ้มตาปิดให้มันแต่ไม่ได้รับรอยยิ้มกลับคืนมา คิดว่ามันคงงง ก็ตั้งแต่เจอหน้ากันผมเคยยิ้มให้มันที่ไหน ไม่มีใครยิ้มออกหรอกถ้าต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้เชื่อสิ แต่หลังจากนี้ผมจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ผมกับไอ้ล่อนจ้อนต้องผูกมิตรและร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน เริ่มจากการยิ้มก่อนเลย

            "มานั่งนี่ดิ" ผมกวักมือเรียกแล้วตบที่ว่างข้างๆ ไม่รู้ว่าไอ้ล่อนจ้อนจะไว้ใจผมหรือยัง แต่ตอนอยู่ในร่างแมวยอมให้เล่นได้ขนาดนั้นก็คงไว้ใจแล้วล่ะมั้ง

            มันมองไปรอบห้องเหมือนกำลังสำรวจ พื้นที่ด้านนอกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบๆ ไม่ได้มีอะไรมาก ตรงกลางมีโซฟาเล็กๆ หนึ่งตัวกับโต๊ะกินข้าวเล็กๆ อีกหนึ่งชุด ขวามือเป็นครัว ซ้ายมือเป็นห้องน้ำ และเหนือกาลผู้ที่ชอบทำให้แมวตกใจไม่ได้อยู่ที่นี่

            "มาดิ ไม่มีอะไรหรอก"

            ผมเรียกอีกรอบไอ้ล่อนจ้อนถึงยอมออกมา มันใส่เสื้อผ้าที่ผมเตรียมไว้ให้ได้เรียบร้อยดี เดินอย่างระแวดระวังมานั่งข้างๆ กัน

            บนโต๊ะมีคิทแคทอันน้อยๆ วางอยู่สองอัน ไอ้กาลมันเอาวางกองไว้ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันไปได้มาจากไหน เลยหยิบแล้วยื่นให้ไอ้ล่อนจ้อนอันนึง

            เออ แล้วมันจะแกะเป็นมั้ยวะ

            มันเอียงคอมองไม่กล้ารับ ตอนเด็กๆ พ่อแม่ต้องสอนมาดีแน่ๆ ว่าอย่ารับของจากคนแปลกหน้า ผมเลยแกะซองออกให้พอเห็นขนมข้างในแล้วยื่นให้มันอีกรอบ

            "รู้จักคิทแคทมั้ย ช็อกโกแลตสอดไส้เวเฟอร์ อร่อยนะ"

            อ่านข้างซองแนะนำผลิตภัณฑ์ให้เสร็จสรรพ มันมองหน้าผมเหมือนเด็กน้อยเวลาเขินไม่กล้ารับของจากผู้ใหญ่ น่าเอ็นดูเสียเหลือเกินให้ตายเหอะ

            "ตอนเด็กๆ ไม่เคยกินเหรอ เอาไปดิ อร่อย" ผมแทบจะยัดใส่มือเลยทีเดียวกว่ามันจะยอมรับไป และเพื่อเป็นการยืนยันว่ากินได้จริงๆ ผมเลยแกะอีกอันแล้วกินเป็นเพื่อน

            พอผมกัดแท่งช็อกโกแลตไอ้ล่อนจ้อนก็ทำตาม มันทำตาโตก่อนจะยิ้ม เป็นรอยยิ้มครั้งแรกที่ผมได้เห็น รอยยิ้มบางๆ ที่ทำให้หน้ามันดูเปลี่ยนไปเลย

            "พอยิ้มแล้วน่ารักขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย" แต่พอผมชมปุ๊บผมก็กลับมาทำหน้าบึ้งทันที

            เป็นงั้นไป

            "ยิ้มอีกดิ ยิ้มบ่อยๆ น่ารัก"

            มันทำเป็นไม่สนใจผม ค่อยๆ เล็มกินคิทแคทไปทีละนิดอย่างไม่เร่งรีบ รู้นะว่ามันชอบ ก็เล่นทำหน้าชอบใจขนาดนั้น แต่ทำเป็นขรึมไปงั้นเอง เพิ่งรู้จักกันไม่นานเลยยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงสินะ

            "อร่อยมั้ย" ไม่ยิ้มก็ไม่ยิ้มผมไม่ตื๊อ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะทำให้มันยิ้มได้

            ไอ้ล่อนจ้อนพยักหน้ารับเบาๆ กินของตัวเองหมดแล้วผมก็เดินไปเปิดตู้เย็นเทเป๊ปซี่ใส่น้ำแข็งมาสองแก้วยื่นให้ตอนมันกินคิทแคทหมด

            "ลองนี่"

            มันยังทำหน้าหวาดระแวงเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องคะยั้นคะยอนานเหมือนเมื่อกี้ ยื่นสองมือมากุมแก้วไว้แล้วสะดุ้งเบาๆ

            "ใส่นำแข็งมาด้วยมันเลยเย็นนิดนึงลืมบอก เป๊ปซี่อ่ะ น่าจะเคยกินใช่มั้ย"

            ไอ้ล่อนจ้อนพยักหน้ารับถี่ๆ น้ำอัดลมยี่ห้อนี้ใครๆ ก็ต้องเคยกินอยู่แล้ว

            มันยกแก้วขึ้นจิบแล้วทำหน้าฟินเหมือนเวลาโดนลูบหัวในร่างแมว รอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกรอบ แถมยิ้มกว้างกว่าเดิมอีก ครั้งนี้ผมไม่แซวแล้ว เวลามันยิ้มโคตรจะน่ารัก พอยิ้มกว้างๆ ตาจะหยีๆ แถมยังมีขีดตรงโหนกแก้มเหมือนแมว แต่มันก็เป็นแมวอยู่แล้วนี่หว่า

            ไอ้ล่อนจ้อนยกแก้วขึ้นจิบเรื่อยๆ เป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่กำลังมีความสุขได้ที่แต่จะมัวทำตัวเรื่อยเปื่อยแบบนี้คงไม่ได้ ผมยังต้องหาคำตอบของเรื่องสุดแปลกประหลาดนี้ กินของว่างเสร็จแล้วก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

            "นายมีชื่อมั้ย"

            "มี"

            "ชื่ออะไร" จำชื่อได้ก็ดีจะได้เรียกชื่อ เพราะถ้าจะให้เรียกไอ้ล่อนจ้อนตลอดไปมันก็ยังไงอยู่

            มันเม้มปากแล้วเงียบไปสักพัก แล้วสุดท้ายก็ส่ายหน้า

            "ทำไมอ่ะ จำไม่ได้เหรอ"

            คำตอบคือการพยักหน้า

            "งั้นเอาไงดี จะให้เรียกว่าไงดี"

            หัวคิ้วคนตรงหน้าขมวดเข้าหากันทันที มันคงเป็นความรู้สึกที่โคตรแย่เวลาจำเรื่องเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้ ผมเดาว่าความทรงจำของมันน่าจะถูกซ่อนเอาไว้ซึ่งเป็นผลกระทบจากการกลายร่าง คงมีข้อกำหนดที่ผมต้องหาให้เจอ ชื่อของมันก็คงเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

            "งั้นขอชิงสารภาพก่อน ตอนนี้เราเรียกนายว่าล่อนจ้อนเพราะเวลานายโผล่มาไม่ใส่เสื้อผ้า ถ้าจะเรียกชื่อนี้ไปก่อนนายโอเคมั้ย"

            ใครโอเคกับชื่อนี้ก็บ้าแล้ว

            ไอ้ล่อนจ้อนทำคิ้วขมวดหนักกว่าเดิม ถ้าพูดคล่องมันคงด่าผมเป็นชุดแล้วแน่ๆ ยกตัวอย่างเช่น 'คนเหี้ยอะไรชื่อล่อนจ้อน' 'เอาไปตั้งชื่อลูกมึงไป' 'ถ้าคิดชื่อดีกว่านี้ไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดออกมา' 'มึงสิล่อนจ้อน' อะไรประมาณนั้น

            แต่ทว่า

            "อืม" มันดันพยักหน้าอนุญาตซะงั้น

            "ให้เรียกชื่อนี้จริงดิ"

            ไอ้ล่อนจ้อนพยักหน้าอีกรอบ ย้ำชัดว่าอนุญาตแล้วจริงๆ

            "โอเคล่อนจ้อน เราชื่อเหนือลิขิต ชื่อเล่นลิขิต แต่จะเรียกขิตอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้ามันออกเสียงยากจะเรียกขิอย่างเดียวก็ได้ไม่ว่า" เพื่อความสะดวกในการออกเสียงผมลดแลกแจกแถมเต็มที่

            "ขี้"

            "ไม่ใช่ๆ ไม่ขี้ ไม่เอาขี้ ขิพอ"

            "ขี้"

            มันก็ยังจะขี้อีกรอบ หรือเสียงต่ำมันออกเสียงยากวะ

            "เออๆ ขี้ก็ขี้ แต่ต้องฝึกพูดบ่อยๆ นะเว้ย ตอนนี้ให้เรียกขี้ไปก่อน ถ้าพูดชัดแล้วต้องเรียกลิขิต"

            ล่อนจ้อนพยักหน้ารับ เอาเป็นว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปผมจะให้เกียตริเพื่อนร่วมชะตากรรมโดยไม่เรียกไอ้นำหน้า และยอมเป็นขี้ให้ก็ได้ ในเมื่อมันยังยอมเป็นล่อนจ้อนให้ผม แต่ล่อนจ้อนมันยังฟังดูเพราะกว่าขี้หรือเปล่าวะ

            แค่ชื่อยังออกเสียงไม่ชัด ครั้นจะดันทุรังคุยกันไปก็คงไม่ได้เรื่องได้ราวเท่าไรในเมื่ออีกฝ่ายตอบได้เป็นคำๆ การจะสอบถามให้รู้เรื่องราวต่างๆ ผมต้องเป็นฝ่ายถามสุ่มไปเรื่อยๆ แล้วเอาเรื่องมาปะติดปะต่อกันจนกว่าจะถูก เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าลองให้เวลาล่อนจ้อนฝึกพูดสักพักน่าจะดีกว่านี้ คนเคยพูดได้อยู่แล้วมันคงใช้เวลาไม่นานนักหรอก

            "ล่อนจ้อน"

            คนที่กำลังเพลิดเพลินกับการจิบน้ำเป๊ปซี่เงยหน้าขึ้นมอง

            "เราว่าจะให้นายลองฝึกพูดก่อน ถ้าพูดคล่องแล้วค่อยคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราวน่าจะดีกว่า นายน่าจะรู้อะไรเยอะเลยใช่มั้ยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พอพูดไม่ได้เราก็เดาสุ่มถามไม่ค่อยถูกด้วย ช่วงนี้ก็ทำความรู้จักกันไปก่อน ถ้าพอนึกอะไรขึ้นได้เราจะถามโอเคป้ะ"

            ล่อนจ้อนพยักหน้าเป็นอันตกลง

            "ขอเสียงตอบครับด้วย โอเคมั้ย"

            "โอเค"

            "ดีมาก"

            ผมวางมือบนหัวคนตรงหน้าอย่างลืมตัว แล้วก็ต้องรีบชักมือกลับเมื่อโดนมองขวาง ก็มันชอบทำตัวน่ารักเหมือนเด็กอยู่เรื่อย ถึงจะอายุเท่ากันก็เถอะ

            "เออ แล้วพอจะเขียนได้บ้างมั้ย"

            คำถามนี้ทำเอาล่อนจ้อนนิ่งไปเลย ความสามารถระดับเด็กสิบขวบต้องเขียนคล่องแล้วล่ะ พวกคำง่ายๆ น่าจะเขียนได้ แต่กับคนที่ไม่ได้เขียนหนังสือเลยตลอดสิบปีจะยังทำได้อยู่ไหม เพราะขนาดวิธีพูดยังลืม

            "งั้นลองดูหน่อยแล้วกัน"

            ผมเข้าไปเอาของในห้องนอน วางกระดาษบนโต๊ะแล้วส่งปากกาให้ล่อนจ้อนลองเขียน มันรับปากกาไปแล้วจดๆ จ้องๆ กระดาษเปล่าตรงหน้า แค่ท่ากำปากกาผมก็รู้แล้วว่ามันเขียนไม่ได้แน่ๆ

            "ไหนลอง ก.ไก่"

            ล่อนจ้อนจิ้มปากกาลงบนกระดาษ มันพยายามลากเส้นยิกๆ ยือๆ ไปจนออกมาเป็นตัว ก.ไก่ จนได้ แต่เป็นตัวหนังสือที่เหมือนเด็กอนุบาลเพิ่งเริ่มขัดเขียนพยัญชนะ

            "โอเคๆ" ผมแบมือขอปากคืน มันก็ยอมวางให้โดยดี

            จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ต้องมีการสร้างกฎขึ้นมาสักหน่อย เพื่อการเรียนรู้และพัฒนา นำไปสู้การแก้ปัญหาร่วมกันในอนาคต

            "เอางี้ เรามาทำข้อตกลงกัน จากนี้ไปล่อนจ้อนต้องมาหาเราทุกเย็น กลับห้องกี่โมงจะเขียนบอกเอาไว้ วันหยุดถ้าไม่มีธุระก็จะอยู่ห้อง เข้ามาอยู่ด้วยกันได้ทั้งวัน ส่วนไอ้กาลมันเป็นน้องชายเรา มันกลัวแมว พอเห็นแมวบางทีมันชอบกรี๊ดเล่นใหญ่ไปงั้น แต่จริงๆ ไม่ใช่คนน่ากลัว ถ้าอยู่ในร่างคนก็ไปคุยกับมันได้ มันนิสัยดี คุยเก่ง ทุกวันที่มาล่อนจ้อนต้องฝึกพูด ต้องขยับปากให้มันชินถึงจะกลับมาพูดคล่องได้อีก เออ แล้วพออ่านได้มั้ย พวกนิทานง่ายๆ อะไรแบบนั้น"

            "น่าจะ...อ่านได้" ล่อนจ้อนมันเค้นคำพูดออกมา เป็นประโยคยาวที่สุดที่ผมเคยได้ยินมาเลย นับว่าพัฒนาได้เร็ว

            "เดี๋ยวจะหาพวกนิทานมาไว้ให้อ่าน เอามั้ย"

            "เอา"

            "งั้นตอนนี้ลองฝึกพูดไปก่อนนะ เรามีงานต้องทำนิดหน่อย เสร็จแล้วจะมาคุยด้วย โอเคมั้ย"

            "โอเค"

            ผมยิ้มให้มันก่อนเข้าไปขนงานออกมาทำข้างนอก ส่วนล่อนจ้อนไม่ได้ตั้งใจฝึกซะทีเดียว มันลุกขึ้นเดินสำรวจห้อง ขยับดูไปทีละจุดโดยไม่แตะต้องอะไร หลังจากสำรวจจนพอใจแล้วก็มานั่งที่โต๊ะมองผมทำงาน

            ล่อนจ้อนเหมือนเด็กขี้สงสัย ตาแป๋วๆ ที่เหมือนแมวของมันมองตามมือผมตอนขยับเม้าส์ ไม่ก็ตอนเคาะคีย์บอร์ดตลอดเวลา ถ้าตอนนี้มันเป็นแมวล่ะก็คงไล่ตะปบมือผมไปแล้ว หรือไม่ก็มานอนบนคีย์บอร์ดเหมือนที่เคยเห็นในเฟซบุ๊กเวลามีคนแชร์มา

            นั่งมองผมทำงานเงียบๆ มันคงเบื่อเลยลุกไปนั่งที่โซฟาแล้วเริ่มพูดคนเดียวที่ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวนัก ใจผมก็อยากจะฟังอยู่หรอก แต่พอฟังล่อนจ้อนพูดไปด้วยแบบนี้สมาธิทำงานมันไม่มีเลยเปิดเพลงใส่หูฟังแทน เป็น instrumental music ที่มีแต่ดนตรีไม่มีคนร้อง มันจะช่วยทำให้ผมมีสมาธิมากกว่า

            เพราะมัวจดจ่ออยู่กับงานละสายตาจากหน้าจออีกทีกลายเป็นว่าผมกำลังถูกจ้องอยู่ ล่อนจ้อนมานั่งตรงข้ามผมเมื่อไรก็ไม่รู้ จ้องกันตาแป๋วด้วยสีหน้าสงสัยว่าผมกำลังทำอะไร หรือว่าเพราะมันเรียกแต่ผมไม่ได้ยิน

            "มีอะไรเปล่า" ลองถอดหูฟังถาม ไม่ต้องรอคำตอบผมก็พอจะรู้แล้วว่ามันสงสัยอะไร

            ตามองตามมือผมที่ถือหูฟังขนาดนี้ มันคงสงสัยว่าผมฟังเพลงอะไรอยู่ แต่ผมจะแกล้งไม่เข้าใจเพื่อเป็นการฝึกฝน

            "จะเอาอะไร"

            ล่อนจ้อนชี้มาที่มือผมซึ่งถือหูฟังค้างไว้

            "มันเรียกว่าอะไร"

            "หูฟัง"

            "เก่งมาก อยากฟังด้วยกันมั้ย"

            "อยาก"

            ผมดึงสายหูฟังออกเสียงดนตรีก็ดังออกมาจากลำโพง ล่อนจ้อนยิ้มบางๆ นั่งฟังอยู่เฉยๆ โดยไม่กวนอะไรอีก

            "ขอทำงานอีกแป๊บนะ"

            คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพยักหน้าให้ ผมเลยกลับไปจดจ่อกับงานตรงหน้าต่อ

            นั่งฟังได้ไม่กี่เพลงล่อนจ้อนก็ย้ายตัวเองไปนอนที่โซฟา ล้มตัวลงนอนแบบคนพร้อมจะหลับ เพราะเพลงน่าเบื่อหรือมันรู้สึกผ่อนคลายมากก็ไม่อาจทราบได้ ผมปล่อยให้มันนอนไปโดยไม่กวน ผ่านไปอีกชั่วโมงจนทำงานเสร็จถึงได้ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย หันไปมองคนยึดโซฟาที่หลับไปแล้ว

            ขนาดเป็นคนเวลาหลับยังเหมือนแมว


           
           - อ่านต่อข้างล่าง -


ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

            วันนี้ล่อนจ้อนทำผมยิ้มกี่ครั้งแล้วไม่รู้ มันน่ารัก อันนี้พูดจากใจจริง ผมชอบแมวแล้วมันก็โคตรเหมือนแมว แม้จะอยู่ในร่างคนแต่ท่าทางและการกระทำต่างๆ ก็ยังเหมือนแมวอยู่ดี คิดไปคิดมาจะว่าไปแล้วมันก็ดี ในเมื่อผมแพ้แมว ถ้างั้นลองเปลี่ยนมาเล่นกับคนที่เป็นแมวแทนน่าจะเข้าท่า

            เห็นล่อนจ้อนนอนขดตัวซะน่าเอ็นดูผมก็อดไม่ได้ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ ถ่ายมันทุกมุมตั้งแต่เต็มตัวไปจนซูมเห็นแค่หน้า เห็นหุ่นมันเล็กๆ เหมือนจะผอมแต่แก้มมันเยอะพอสมควร ผิวก็ขาวอมชมพูสุขภาพดี ดูนุ่มนิ่มเหมือนโมจิ

            ผมนั่งลงข้างโซฟามองคนหลับ แมวเป็นสัตว์ขี้เซา ผมไม่รู้ว่าแต่ละวันแมวนอนกี่ชั่วโมง แต่ก็มักเห็นมันนอนเป็นส่วนใหญ่ เพราะแบบนี้ใช่มั้ยใครๆ ถึงได้อยากเป็นแมว วันๆ ไม่ต้องทำอะไร กิน เล่น นอน แถมยังมีมนุษย์เป็นทาส แต่จะปล่อยให้ล่อนจ้อนนอนอยู่ตรงนี้จนสว่างไม่ได้

            "ล่อนจ้อน" ผมเขย่าตัวคนหลับ มันขยับตัวยุกยิกแต่ไม่ยอมลืมตา เลยลองเขย่าแรงๆ อีกรอบ

            แมวขี้เซาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังไม่ลืมตาดี ล่อนจ้อนบิดขี้เกียจ หาวอีกหนึ่งรอบแล้วเอียงคอมอง ผมเลยขึ้นไปนั่งข้างมันบนโซฟา ช่วยจัดผมสีบลอนด์ฟูๆ ให้เข้าที่

            "ผมสีนี้ตั้งแต่เกิดเลยมั้ยเนี่ย" ตรงโคนผมไม่มีสีดำคงไม่ได้ย้อม อีกอย่างแมวมันคงไม่ย้อมสีขนเองไม่ได้

            ล่อนจ้อนทำหน้างง มันพยายามจับผมตัวเองมาดู แต่ผมหน้าม้าก็สั้นเกินจะมองเห็นได้

            "ตั้งแต่กลายเป็นคนมาเคยเห็นหน้าตาตัวเองบ้างยัง"

            คนฟังส่ายหน้า ผมก็ถามอะไรแปลกๆ ตอนล่อนจ้อนเป็นคนได้แค่ตอนที่อยู่กับผม ในห้องผมไม่มีกระจก แล้วผมก็ไม่เคยเห็นมันไปส่องกระจกที่ไหน ที่เดินสำรวจห้องก่อนหน้านี้ห้องน้ำปิดไว้มันเลยไม่ได้เข้าไป

            "อยากเห็นตัวเองมั้ย"

            "อยาก"

            "มานี่มา" ผมจูงมือมันพาเข้าห้องน้ำ

            ล่อนจ้อนนิ่งไปเลยเมื่อเห็นตัวเองในกระจก มันจ้องเงาสะท้อนนั้นไม่ละสายตา อย่างกับสงสัยว่าไอ้หมอนี่มันเป็นใคร

            "จำหน้าตัวเองไม่ได้หรือไง จริงๆ ก็หน้าตาดีใช่ย่อยนะเราน่ะ"

            มันหันมามองผมแล้วกลับไปจ้องกระจกใหม่ เอียงคอไปมาแล้วก็ยิ้ม ทำหน้าบึ้งบ้าง ขมวดคิ้วบ้าง ทำการทดสอบเงาสะท้อนว่าใช่ตัวเองจริงๆ หรือเปล่า

            "ปกติคนไทยจะผมดำไม่ก็น้ำตาลเข้ม ที่มันเป็นสีขาวอาจจะเป็นเพราะสีเหมือนขนแมว"

            "ดำ"

            "หืม?"

            "ตอนเด็ก...สีดำ"

            "ก็คงงั้น แต่สีนี้ก็เหมาะดี ไม่แปลก น่ารัก"

            ผมตั้งใจชมตรงๆ แล้วก็โดนมันหันมามองขวางใส่ วันนี้ชมต่อหน้าสองรอบก็โดนบึ้งใส่มันทั้งสองรอบ

            "แล้วตอนเด็กหน้าเหมือนตอนนี้มั้ย"

            "ไม่รู้"

            "ทำไมวะ จำหน้าตัวเองไม่ได้?"

            คนในกระจกสีหน้าเศร้าลงทันที ล่อนจ้อนมองภาพสะท้อนตัวเองอยู่อย่างนั้น คล้ายกับล่องลอยกลับไปยังช่วงเวลาในอดีต ใช้แววตาหม่นหมองคู่นั้นถามคนตรงหน้าว่า 'คุณเป็นใคร ใช่ตัวผมหรือเปล่า'

            ผมจูงมือล่อนจ้อนออกมาจากห้องน้ำโดยไม่พูดอะไร หมดเวลาชื่นชมหน้าตาตัวเองแล้ว หลังจากนี้ผมจะทำจากซักถามเพิ่มเติมสักหน่อย จะได้ให้มันฝึกพูดฝึกออกเสียงไปด้วย

            กลับมานั่งที่โซฟาแล้วผมก็เริ่มคิดคำถาม มีเรื่องที่ผมอยากรู้เยอะแยะไปหมด แต่ล้วนเป็นคำถามปลายเปิดที่ผมต้องการการอธิบาย ซึ่งถ้าให้ล่อนจ้อนเล่าคงใช้เวลานานเป็นวันกว่าจะรู้เรื่อง เลยต้องเริ่มจากคำถามง่ายๆ ไปก่อน

            "เป็นคนได้นานเหมือนกันนะ เพราะอยู่ด้วยกันตลอดใช่มั้ย" นับตั้งแต่บ่ายสองก็ผ่านมาได้เกือบสามชั่วโมงแล้ว นับว่าเป็นการเปลี่ยนร่างได้นานที่สุดตั้งแต่เคยเจอกันมาเลย

            "น่าจะใช่"

            "รู้มั้ยว่าตัวเองมาจากที่ไหน เป็นคนแถวนี้หรือเปล่า"

            "ไม่ใช่"

            "ยังไงอ่ะ มาจากจังหวัดอื่น?"

            "เร่ร่อน"

            "แสดงว่าไม่เคยมีเจ้าของเลย"

            "ไม่ใช่"

            "แล้วหนีมาเหรอ"

            "ใช่"

            "เจ้าของเก่าไม่ตามหาเหรอ"

            "ไม่รู้"

            "แล้วทำไมถึงหนีออกมา"

            "เอ่อ...ก็..." ล่อนจ้อนลากเสียงยาวมาก มันดูเหมือนอยากพูดแต่ไม่รู้จะอธิบายเหตุผลยังไงให้จบโดยใช้เวลาไม่นาน ผมเลยลองเดาสาเหตุเองไปก่อน

            "เจ้าของใจร้าย"

            "ไม่ใช่"

            อ่า...นึกเหตุผลอื่นไม่ออกแล้ว

            ล่อนจ้อนทำคิ้วขมวด มันยกไม้ยกมือพยายามจะอธิบาย สีหน้าดูหงุดหงิดเหมือนผมตอนเรียนภาษาต่างประเทษแล้วพยายามจะพูด แต่ติดๆ ขัดๆ เพราะยังพูดไม่คล่อง

            "ไว้พูดคล่องกว่านี้ค่อยอธิบายก็ได้"

            พอผมบอกให้หยุดมันก็พรูลมหายใจออกมา ได้แต่พยักหน้าให้ด้วยความเข้าใจ

            "แล้วก่อนหน้านี้อยู่จังหวัดอะไรจำได้มั้ย"

            หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอีกครั้ง มันไม่ใช่คำตอบยาวๆ ยากๆ ที่ต้องใช้เวลาคิดนานเลย นอกเสียจากว่าชื่อจังหวัดมันจะออกเสียงยาก อย่างเช่นฉะเชิงเทรา

            "จำไม่ได้"

            อย่างรอใจจดใจจ่อยู่ร่วมนาทีแล้วดูคำตอบที่ผมได้ เป็นปัญหาอย่างที่สองที่ผมต้องหาคำตอบให้ได้สินะ

            "แล้วก่อนหน้านี้เคยเจอคนที่ทำให้กลับไปเป็นคนได้บ้างมั้ย"

            "ไม่เคย"

            "แสดงว่ามีเราคนเดียวที่ทำให้นายกลับมาเป็นคนได้"

            "ใช่"

            เพราะแบบนี้สินะมันถึงได้เป็นเรื่องราวแปลกประหลาดที่สุดในชีวิตผม มั่นใจแล้วว่าจุดสิ้นสุดของปัญหานี้คือผมต้องทำให้ล่อนจ้อนกลับมาเป็นคนปกติ กลับมาใช้ชีวิตแบบมนุษย์โดยไม่กลับไปเป็นแมวอีก แต่จะทำยังไงล่ะ ในเมื่อสาเหตุที่ทำให้มันกลายเป็นแมวผมยังไม่รู้เลย

            "แล้วล่อนจ้อนรู้วิธีที่จะทำให้ตัวเองกลับมาเป็นคนตลอดไปมั้ย"

            "อยู่ด้วยกัน"

            "หมายถึงอยู่ด้วยกันตลอดไปอ่ะเหรอ"

            "ใช่"

            "แบบนั้นได้ที่ไหนเล่า เป็นเพื่อนเป็นญาติพี่น้องก็ไม่ใช่จะมาอยู่ด้วยกันตลอดไปได้ยังไง มันต้องมีวิธีแก้ที่ดีกว่านี้ดิ" พอผมโพล่งออกไปแบบนั้นล่อนจ้อนก็ปั้นหน้าบึ้งทันที งอนเก่งนักนะแมวตัวนี้

            จะว่าไปวิธีที่จะทำให้ได้อยู่ด้วยกันตลอดไปมันก็พอมีอยู่หรอก ก็คือมาเป็นครอบครัวเดียวกันซะ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือมาเป็นแฟนกันก่อนอันดับแรก แต่ผมยังไม่ได้คิดกับมันถึงขั้นนั้น แค่ชมว่าน่ารักใช่ว่าอยากจะขอเป็นแฟน

            "ไม่ต้องบึ้ง ยังไงก็จะช่วยอยู่แล้ว แต่มาอยู่ด้วยกันตลอดไปคงไม่ได้ เข้าใจนะ"

            คนฟังไม่ยอมพยักหน้ารับ แต่ก็ช่างเหอะ

            "เออใช่ ว่าจะถามตั้งแต่เมื่อวานละ"

            จากหน้าบึ้งๆ เปลี่ยนมาเป็นฉงนสงสัย ล่อนจ้อนจ้องผมตาแป๋ว หลอกล่อง่ายสมกับเป็นแมว แค่มีอะไรน่าสนใจกว่าก็เหมือนจะลืมเรื่องเก่าไปเลย

            "เราเคยเจอกันมาก่อนมั้ย" เพราะเมื่อวานโดนไอ้กาลเข้ามาขัดเลยไม่ได้ถาม

            คนฟังไม่ได้ตอบทันที จ้องกันอยู่สักพักแต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า

            "ลองนึกดูดีๆ บางทีอาจจะเคยเจอกันมาก่อนก็ได้"

            เราต้องเคยเจอกันผมมั่นใจ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางเข้ามาเกี่ยวข้องกันแบบนี้แน่ บางทีอาจจะเป็นตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน มันอาจจะเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้น ลูกชายร้านเครื่องเขียนหน้าโรงเรียน ไม่ก็เด็กในสวนของปู่ แต่ถ้าเป็นคนใกล้ตัวขนาดนั้นผมก็ต้องเคยได้ยินข่าวเด็กหายมาบ้างดิ หรือผมควรจะส่งรูปให้พ่อดูเผื่อพ่อจะรู้จัก

            ล่อนจ้อนเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ผมไม่รีบร้อนให้เวลามันนอนคิดได้ทั้งคืนเลยถ้าคำตอบที่ได้จะช่วยให้ปัญหานี้แก้ง่ายขึ้น ผ่านมาตั้งสิบปีคนเราหน้าตาต้องเปลี่ยนกันบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยเปลี่ยนเลยคือความหล่อ ถ้าได้เจอคนหล่ออย่างผมมาตั้งแต่สิบขวบมันต้องจำได้

            "จำไม่ได้"

            แต่ทุกปัญหาไม่เคยง่ายเลย

            "ลองนึกใหม่ นึกดูอีกที หน้าตาหล่อๆ แบบนี้ต้องเคยเห็นบ้างดิ"

            "จำไม่ได้"

            โอเค จบ

            "หิว" ดูท่าว่าการใช้ความคิดมากๆ จะผลานพลังงานไปเยอะ

            ตั้งแต่ญาติดีกันล่อนจ้อนไม่ได้ดูวิตกกังวลหรือทุกข์ใจเท่าไรเมื่ออยู่ในร่างคน มันคงคิดว่าดีแล้ว แค่ได้อยู่ใกล้ผมแล้วกลับร่างนี้ได้ก็พอแล้ว กินอิ่มนอนหลับอย่างเป็นปกติสุขได้ก็พอใจ

            "อยากกินอะไรอ่ะ เราทำอาหารไม่ค่อยเป็นนะ ไอ้กาลทำเก่งกว่า แต่ลองบอกมาก่อนก็ได้ ถ้าทำได้จะทำให้" ทุกคนย่อมมีเมนูที่ชอบ อยู่ในร่างแมวมาเป็นสิบปีได้กินอาหารอะไรไปบ้างก็ไม่รู้แต่คงไม่พ้นอาหารแมวเป็นส่วนใหญ่ พอกลับมาเป็นคนได้มันต้องคิดถึงเมนูโปรดสมัยเด็กแน่นอน ถือเสียว่าเป็นบริการพิเศษจากผมแล้วกัน

            ล่อนจ้อนยิ้มกว้างจนเห็นรอยที่แก้มเหมือนหมวดแมว มันกำลังจะอ้าปากตอบแต่ก็อยู่ดีๆ คนตรงหน้าก็หายไปต่อหน้าต่อตา กลายเป็นกองเสื้อผ้ากับแมวสีขาวหน้าเหวี่ยงพร้อมกระโดดมาตะปบผมได้ทุกเมื่อ

            มันยังไงกันวะเนี่ย

            "อยู่ๆ ทำไมกลับไปเป็นแมวอ่ะ"

            "เมี้ยว"

            คุยตอนเป็นคนยังรู้เรื่องยากแล้วคุยตอนเป็นแมวจะไปรู้เรื่องอะไร ผมถอนหายใจเบาๆ กำลังคิดถึงหลักการและเหตุผลที่อยู่ๆ ล่อนจ้อนก็กลับไปเป็นแมว จากประสบการณ์ที่เจอมามันจะกลับไปเป็นแมวตอนกลัว ไม่ก็ตอนหนี แต่ตอนนี้ไม่อยู่ในสถานการณ์ไหนที่ว่ามาเลย

            "อยากกลับร่างแมวเหรอ" ถามแบบนึกอะไรไม่ออก สาเหตุที่ทำให้ล่อนจ้อนกลับมาเป็นคนได้คือตัวผม แต่ผมไม่เคยถามว่าตอนกลายร่างเป็นคนมันกำหนดได้มั้ย ต้องคิดต้องพูดอะไรหรือเปล่า

            แมวก็ตอบได้แค่เมี้ยวๆ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เข้าใจอะไรขึ้น ซ้ำยังทำให้อาการผมเริ่มแย่ลงอีก

            "ฮัดชิ้ว"

            ไม่ได้การแล้วแบบนี้

            ไอ้แมวขาวมองหน้าผมเหมือนรู้ มันกระโดดลงจากโซฟาเข้าห้องนอนไปโดยที่ผมยังไม่ได้พูดอะไร เมื่อเดินตามเข้าไปก็เห็นมันนั่งรออยู่หน้าประตู ผมเปิดประตูให้ มันก็เดินออกไปนอกระเบียง ขดตัวนอนบนเบาะรองนั่งกลับสู่ชีวิตแบบแมวๆ แล้วเมินมนุษย์อย่างผมเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

            ผมยืนอยู่หลังประตู สำรวจข้าวกับน้ำก่อนมองไอ้แมวขาวที่นอนหันหลังให้ ไหนเมื่อกี้บอกหิว แล้วทำไมไม่กินข้าวก่อน ทำเป็นงอนทั้งที่ไม่ใช่ความผิดผมเลยแท้ๆ

            "พรุ่งนี้จะทำอะไรอร่อยๆ ให้กินแล้วกัน"

            หูแมวกระดิก

            ผมยิ้มขำก่อนเลื่อนประตูปิด ตั้งใจเปิดม่านไว้จะได้มองเห็นมันตลอดเวลาแม้จะเสี่ยงต่อเสียงกรี๊ดของเหนือกาลก็ตาม แต่ถ้าเกิดอยู่ๆ มันกลายร่างเป็นคนอีกจะปล่อยให้ยืนแก้ผ้าอยู่นอกระเบียงก็คงไม่ได้ แต่ถ้าพาเข้ามาแล้วอยู่ๆ มันกลับไปเป็นแมวล่ะก็

            "ฮัดชิ้ว"

            ไม่คนแพ้แมวตายก็คงมีคนช็อกตายเพราะกลัวแมว ฉะนั้นอันดับแรกผมต้องรู้หลักการการกลายร่างให้ได้ก่อน เพื่อการรับมืออย่างเป็นระบบ แต่ก่อนอื่น

            "ฮัดชิ้ว"

            ไปกินยาเถอะตัวกู

 

tbc.

 
เป็นเรื่องแรกที่เขียนแต่ละตอนแบบยาวมากสำหรับเรานะ
ลิขิตกับล่อนจ้อนเค้าก็จะงุ้งงิ้งกันแบบนี้อยู่ในห้องสองคน อย่าเพิ่งเบื่อกันน้า
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

หิวแล้ว แต่ทำไมไม่เห็นกินอะไรเลย?

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
จำชื่อตัวเองได้แต่ไม่บอกเหรอหรือจำไม่ได้จริงๆ
เอ๊ะ ยังไง  :ling2:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
น่าสงสาร​ไม่รู้​ว่าเจออะไร​มา​บ้าง​

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ลิขิตครั้งที่ 7


            ล่อนจ้อนหายไปตัวไปตั้งแต่ประมาณสี่ทุ่มเมื่อคืน จนกระทั่งใกล้เที่ยงแล้วก็ยังไม่กลับมา ผมใส่มาสก์ออกไปเปลี่ยนน้ำเทอาหารไว้ให้ก่อนจะแวะไปโรงพยาบาลตามนัดฉีดวัคซีนแล้วไปเรียนต่อช่วงบ่าย รวมถึงเขียนป้ายแผ่นใหม่ไว้ด้วยว่าวันนี้จะกลับกี่โมง

            จัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็กลับเข้ามาในห้องปิดประตูล็อกกลอนแล้วออกไปเรียน มันอาจจะดูน่ากังวลที่ล่อนจ้อนหายไปหลายชั่วโมงแต่ผมคิดว่าผมรู้เหตุผลที่มันทำแบบนั้นเลยไม่กังวลเท่าไร ในเมื่อมันไม่สามารถควบคุมการกลายร่างได้ จะกลายเป็นคนหรือกลับไปเป็นแมวตอนไหนก็ไม่รู้ ถ้าเกิดนอนอยู่ที่ระเบียงแล้วกลายร่างเป็นคนขึ้นมามันก็ใช่เรื่อง จะให้เข้ามาในห้องแล้วอยู่ๆ กลับไปเป็นแมวอีกก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นไม่ได้นอนกันทั้งคืนแน่

            ถ้ารู้กฎเกณฑ์หรือควบคุมการกลายร่างได้เมื่อไร ผมจะให้มันเข้ามาอยู่ด้วยแน่นอน

 

            ตอนเช้าที่ไม่ยอมมาหากันอาจจะไม่ใช่เพราะโดนโกรธ แต่ถ้ายังไม่รีบกลับผมจะอาจจะมีรอยแมวข่วนฝากไว้ที่หน้าอีกก็ได้

            ผมเขียนเวลากลับไว้บนป้ายประตูระเบียงว่าห้าโมงเย็น แต่สองทุ่มครึ่งแล้วเพิ่งได้ออกจากโรงหนังหลังจากโดนพวกมันคะยั้นคะยอให้มาดูด้วยกัน โอเค เอาใหม่ ผมจะไม่แก้ตัว ผมอยากดูหนังเรื่องนี้ พอพวกมันชวนเลยรีบตอบตกลงโดยไม่ได้คิดถึงอะไรทั้งสิ้น เพิ่งมาได้สติก็ตอนมือถือสั่นถี่ๆ ช่วงกลางเรื่องแต่ผมมีมารยาทพอที่จะไม่หยิบมันขึ้นมาดู ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากหรอกว่าคนที่โทรมาเป็นใคร อยู่กับเพื่อนกันครบแก๊งขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่พ่อก็ไอ้กาล อ้อ พี่ณดาด้วยอีกคน แต่รายนั้นไม่ค่อยทักมากวนเวลานี้ เบอร์โทรศัพท์ไม่มีไม่น่าจะโทรหากันได้ ฉะนั้นตัวเลือกที่เป็นไปได้ที่สุดก็คือเหนือกาล

            'มึงรีบกลับเดี๋ยวนี้เลย'

            นอกจากมิสคอลสามสายก็มีประโยคคำสั่งที่ส่งมาทางไลน์เมื่อยี่สิบนาทีก่อน

            "พวกมึง กูกลับก่อนนะ" บอกพวกมันสามคนแล้วก็ตั้งท่าเตรียมจ้ำหนี แต่โดนพสุรั้งไว้ด้วยคำถาม

            "เอ้า จะไปไหนวะ ไม่กินข้าวด้วยกันก่อน"

            "ไอ้กาลมีปัญหา"

            เพื่อนทั้งสามพร้อมใจกันทำหน้าสงสัย และเมื่อผมตอบมันก็แทบจะถีบส่งไล่ผมทันที

            "แมว"

 

            ผมกลับมาถึงห้องสามทุ่มกว่า ไอ้กาลนั่งเล่นมือถืออยู่ที่โซฟา มันแทบจะกระโดดกัดคอตอนผมเปิดประตูเข้ามาในห้อง แต่ทำไมสถานการณ์มันถึงได้ดูปกติขนาดนี้ ทั้งไอ้กาล แล้วก็วี่แววของล่อนจ้อน

            "ล่อนจ้อนอ่ะ"

            "มึงไปดูเอาเอง" มันบุ้ยปากไปที่ประตูห้อง ทำเอาใจเต้นเลย แม่งเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าวะ

            "มันมาแล้วเหรอ"

            "ไปดูเอง แล้วก็จัดการเอง เพราะกูคงช่วยอะไรมึงไม่ได้"

            ฉิบหาย เริ่มกลัวแล้วไหมล่ะ แมวมันโมโหร้ายมั้ยวะ ผิดนัดไปหลายชั่วโมงแบบนี้ ผมจะไม่โดนมันกระโดดถีบยอดหน้าเอาใช่มั้ย

            ผมเปิดประตูห้องนอน เปิดไฟด้วยใจลุ้นระทึกแต่เมื่อห้องสว่างทุกอย่างกลับยังดูเป็นปกติสุขดี ล่อนจ้อนไม่อยู่ ไม่ว่าจะในร่างคนหรือแมว ก็แน่ล่ะ ไอ้กาลอยู่ห้องมันเข้ามาไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างผมไม่อยู่มันจะกลายร่างเป็นคนได้ไง แล้วสรุปมันเกิดอะไรขึ้นวะไอ้กาลถึงได้สั่งให้ผมรีบกลับ

            มองสำรวจห้องคร่าวๆ แล้วก็เดินไปที่ระเบียง ผ้าม่านที่เปิดไว้รวมถึงแสงสว่างจากในห้องพอจะทำให้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ้าง เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมไอ้กาลถึงพูดแบบนั้น

            ผมเปิดไฟระเบียง เปิดประตูออกไปดูแล้วถอนใจดังเฮือก โถ พ่อแมวโมโหร้าย จัดการป้ายบอกเวลาของผมซะไม่เหลือชิ้นดี กลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยกระจายไปทั่วระเบียง

            ยังดีที่ล่อนจ้อนมันเล่นงานแค่ป้าย ชามอาหารกับน้ำ แล้วก็เบาะนอนยังอยู่ในสภาพดี เพราะถ้าหากมันพังทุกอย่างผมจะโกรธคืน โทษฐานที่ไร้เหตุผลเกินไป

            "ล่อนจ้อน เรากลับมาแล้ว" ยืนทำใจกับเศษซากอารยธรรมสักพักผมก็ลองตะโกนเรียกมันที่ระเบียง แต่แค่ครั้งเดียวพอเดี๋ยวชาวบ้านเขาจะด่าเอา จะมาหรือไม่มาก็แล้วแต่มันตัดสินใจเอง

            ผมกลับเข้าไปเอาไม้กวาดกับที่โกยขยะมาจัดการทำความสะอาดระเบียง คิดแล้วก็อยากซื้อมือถือให้มันชะมัด กลับช้ากลับเร็วจะได้โทรบอก แต่อยู่ในร่างแมวก็ใช้ไม่ได้อีก ลำบากลำบนจริงๆ

            เอาเป็นว่าถ้าหายโกรธแล้วกลับมาหาเมื่อไรจะทำของอร่อยๆ ให้กินเป็นการไถ่โทษแล้วกันไอ้แมวขี้งอน

 

            เลิกเรียนกลับมาถึงห้องตอนบ่ายโมงกว่ายังไม่ทันได้วางของผมก็โผล่หน้าไปดูที่ระเบียง ล่อนจ้อนยังไม่มา ไม่มีแมวนอนอยู่บนเบาะ อาหารก็เหมือนจะยังไม่ยุบ ป้ายที่แปะบอกเวลากลับไว้ตอนเช้ายังอยู่ในสภาพดี อย่าบอกนะว่าโกรธถึงขั้นไม่ไยดีกันเลย

            ในเมื่อเป็นแบบนี้คงต้องใช้แผนสอง

            ผมกลับเข้ามาในห้อง เก็บของเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเขียนป้ายแผ่นใหม่ไปติด ดำเนินการตามแผนที่คิดมาแล้วทั้งคืน ทีแรกผมตั้งใจว่าถ้ากลับมาถึงหอแล้วล่อนจ้อนมาหาก็จะชวนมันเข้ามาข้างในแล้วทำกับข้าวให้กิน แต่เพราะมันไม่มาเลยเปลี่ยนป้ายเชิญชวนใหม่ จากนั้นก็ไปทำกับข้าวเตรียมไว้รอมันมากิน ซึ่งไอ้แผนที่ว่ามานั้นไม่ว่าจะหนึ่งหรือสองก็ไม่ได้ต่างอะไรกันนักหรอก

            'มาแล้วก็เข้ามาในห้องนะ เสื้อผ้าวางอยู่บนเตียง เราอยู่รอที่โซฟา'

            ติดป้ายเสร็จผมก็แง้มประตูไว้เล็กน้อย เตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่วางไว้ให้บนเตียง จากนั้นก็ออกไปเตรียมมื้ออาหารสุดพิเศษสำหรับง้อแมว

            เมนูง่ายๆ ที่คิดว่ามันน่าจะชอบ เพราะผมก็ทำอะไรที่มันยากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

 

            ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีเมนูพิเศษของผมก็เสร็จเรียบร้อย กลิ่นหอมลอยตลบอบอวนไปทั่วห้องเมื่อผมยกจานมาวางไว้ที่โต๊ะ เทข้าวสวยที่ซื้อมาใส่จานสองใบวางไว้คนละฝั่ง รินน้ำใส่แก้ว จัดโต๊ะรอแขกพิเศษที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมาเมื่อไร แล้วถ้าเกิดรอจนกับข้าวเย็นชืดแต่ล่อนจ้อนยังไม่มาผมจะทำยังไงดี กินก่อนเลยดีไหมคนยิ่งหิวๆ เพราะยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงอยู่

            จัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยผมก็ยืนมองด้วยความพอใจ กำลังจะถอดผ้ากันเปื้อนออกคนที่รอก็โผล่หน้าออกมาจากห้องนอน ทำหน้านิ่งไร้อารมณ์แต่ตาจ้องของกินบนโต๊ะเขม็ง

            เป็นไงล่ะหอมล่ะสิ นี่คือไข่เจียวทรงเครื่องสูตรเด็ดของเหนือกาล ที่เหนือลิขิตได้ลองทำครั้งแรกในชีวิต

            "กินข้าวกัน" ผมชวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ถอดผ้ากันเปื้อนไปแขวนไว้แล้วไปพาคนที่ยืนแอบอยู่ในห้องออกมา

            ล่อนจ้อนยังทำเป็นนิ่ง มันยอมให้ผมจูงมือออกมาโดยไม่ขัดขืน ผมเลื่อนเก้าอี้ให้มันนั่ง ปูผ้าบนตักกับผูกผ้ากันเปื้อนที่คอให้ ก่อนผมจะเดินอ้อมมานั่งฝั่งตรงข้าม เป็นไง บริการทุกระดับประทับใจอย่างกับโรงแรมห้าดาว

            "รู้จักไข่เจียวใช่มั้ย"

            "รู้" ตอบกลับมาซะเสียงแข็งเชียว

            "เราทำเองเลยนะลองดูกิน"

            ล่อนจ้อนเหลือบตามองผมเลยยิ้มกว้างให้ มันหยิบช้อนส้อมขึ้นมาแต่หยิบจับไม่ถนัดมือนัก ผมเลยตักไข่เจียวใส่จานให้ มองมันตักข้าวกินท่าทางเหมือนเด็กที่เพิ่งหัดจับช้อนส้อม เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้เลย

            "เป็นไงอร่อยมั้ย" ถามหลังจากมันกินเข้าไปคำแรก

            ล่อนจ้อนนิ่งไป ทำเอาผมใจแป้วไปเลยเพราะไม่ได้ชิมก่อนเลยไม่รู้ว่ารสชาติเป็นยังไง แล้วอยู่ๆ มันก็น้ำตารื้นขึ้นที่ขอบตา ก่อนจะไหลผ่านแก้ม ทำเอาใจผมร่วงไปตาตุ่ม

            รสชาติมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ กินแค่คำเดียวถึงกับต้องร้องไห้เลย

            "ร้องไห้ทำไม"

            "อร่อย"

            "ฮะ"

            "อร่อย"

            "อร่อยแล้วร้องไห้ทำไม"

            "ก็มัน...อร่อย" มันเริ่มกินต่อ กินไปน้ำตาก็ไหลไป เคี้ยวไปก็ยิ้มไป เป็นภาพประหลาดๆ แต่กลับให้ความรู้สึกที่ดี

            ล่อนจ้อนไม่ได้ร้องไห้หนัก น้ำตามันไหลไม่กี่หยดช่วงแรกแต่เพราะมันไม่ยอมเช็ดออกผมเลยยื่นมือไปเช็ดให้ เข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงร้องไห้ น้ำตาที่ไหลเพราะความสุข สำหรับอาหารแบบมนุษย์มื้อแรกหลังจากกลับมาเป็นมนุษย์

            ไม่รู้เพราะหิวหรือเพราะเป็นกับข้าวที่ทำเองผมถึงได้รู้สึกว่ามื้อนี้มันอร่อยกว่าปกติ ล่อนจ้อนกินไปก็ยิ้มไป ท่าทางจับช้อนที่เหมือนเด็ก เม็ดข้าวที่ติดอยู่ตรงแก้ม รอยยิ้มกับแววตาเป็นประกาย มันทำให้ผมมีความสุขมากจริงๆ ที่ทำให้ใครสักคนมีความสุขได้ขนาดนี้

            "อิ่มมั้ย เพิ่มข้าวอีกได้นะ"

            "เอาอีก"

            ผมเทข้าวเพิ่มให้ หยิบข้าวที่ติดตรงแก้มออกให้ด้วย แต่คนที่กำลังเพลิดเพลินกับของกินตรงหน้าไม่ได้สนใจว่าผมจะทำอะไรเท่าไร

            "ล่อนจ้อน"

            เจ้าของชื่อที่ผมตั้งให้เงยหน้ามอง อารมณ์ดีขนาดนี้จะหายโกรธกันหรือยัง

            "เมื่อวานขอโทษนะที่ผิดนัด แอบเถลไถลไปดูหนังมา" สารภาพโดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น

            จากหน้ายิ้มๆ กลับมานิ่งสนิท มือที่ถือช้อนส้อมหยุดขยับ ล่อนจ้อนจ้องหน้าผมโดยไม่พูดอะไรจนชักรู้สึกใจไม่ดี นี่ผมเลือกจังหวะพูดผิดหรือเปล่าวะ

            "ยังโกรธอยู่เหรอ"

            "ขอบคุณ"

            ผมเลิกคิ้วมองกลับ ล่อนจ้องยังคงจ้องหน้าผม มันยิ้มก่อนจะพูดออกมาอีกครั้ง

            "ขอบคุณนะ อร่อย"

            ความรู้สึกใจฟูเหมือนไข่เจียวเพราะมีความสุขมันเป็นแบบนี้นี่เอง

            ผมกินอิ่มก่อนเลยวางช้อนส้อมแล้วนั่งดูล่อนจ้อนค่อยๆ ตักข้าวกินด้วยวิธีการจับช้อนแปลกๆ ผมสอนวิธีจับให้มันใหม่ แต่กินไปสักพักมันก็กลับมาจับแบบเดิมเลยไม่บังคับ คงต้องค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ปรับกันไป

            "ล่อนจ้อน เมื่อวันก่อนตอนที่กลับไปร่างแมวได้คิดอะไรมั้ย หรืออยู่ๆ มันก็เปลี่ยนร่างไปเอง" นึกขึ้นได้ผมเลยรีบถาม

            "ไม่ได้คิด...อะไร"

            "แสดงว่าอยู่ๆ ก็กลับไปเป็นแมวเอง แบบหมดเวลาประมาณนั้นใช่มั้ย"

            "น่าจะใช่"

            ตอนกลายร่างมาเป็นคนผมพอเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจการกลับไปเป็นแมวเลยสักนิด หลังจากนี้ต้องลองนับเวลาดู บางทีมันอาจจะมีเวลากำหนดไว้อยู่แล้วว่าอยู่ในร่างคนได้กี่ชั่วโมง

            หลังจากจัดการทุกอย่างจนเกลี้ยงผมก็ยกจานมาล้างโดยมีแมวเดินพันแข้งพันขาอยู่ไม่ห่าง จนสุดท้ายยืนดูเฉยๆ ไม่ไหวก็ออกปากขอ

            "ช่วย"

            "ไม่ได้ เดี๋ยวทำแตก"

            "ไม่แตก"

            "ไปนั่งรอที่โซฟาก่อนไป เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว" ผมไล่ มันทำหน้าบึ้งใส่ผมแต่ก็ยอมทำตามที่บอก

            ล้างจานเป็นงานง่ายๆ ก็จริงแต่ผมไม่อยากเสี่ยง เกิดทำจานแตกขึ้นมามีหวังไอ้กาลบ่นหูชา ดีไม่ดีคนทำแตกโดนบาดเจ็บตัวอีก อีกอย่างถ้าเกิดไอ้กาลรู้ว่าใครเป็นคนทำแตกคืนนี้คงสวดผมยับแบบไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน

            คว่ำจานใบสุดท้ายบนชั้นเสร็จแล้วผมก็เข้าไปหยิบของในห้อง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าซื้อของขวัญไว้ให้ล่อนจ้อนอีกอย่าง เป็นหนังสือนิทานตามที่เคยสัญญาไว้

            "อ่ะ ตามสัญญา" ยื่นหนังสือให้มันก็รับไปแล้วอมยิ้ม

            ล่อนจ้อนเปิดหนังสือรวมนิทานปกแข็งดูทีละหน้า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเลี้ยงเด็กยังไงไม่รู้ จำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยได้อ่านอะไรแบบนี้เพราะติดหนังสือการ์ตูนมากกว่า แต่สำหรับล่อนจ้อนผมว่ามันชอบนะ

            "ไหนอ่านให้ฟังหน่อย"

            ล่อนจ้อนเปิดกลับไปที่หน้าแรกแล้วเริ่มอ่านนิทานเรื่องกระต่ายบนดวงจันทร์อย่างช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ผมว่ามันอ่านใช้ได้เลยนะ อ่านออกทุกคำแม้บางคำจะออกเสียงแปลกๆ ไปบ้าง ตรงไหนที่คิดว่ายังไม่ค่อยดีก็ให้มันอ่านทวนใหม่ อ่านไปมันก็เงยหน้าขึ้นมามองผมเป็นระยะ ผ่านไปแค่ไม่กี่หน้าก็เริ่มอ่านคล่องไม่ตะกุกตะกักเท่าไร ไปแบบช้าๆ เนิบนาบ ทำให้ผมตั้งใจฟังจนพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของนิทานได้เลย

            คนอ่านเริ่มสนุกแต่คนฟังอย่างผมเริ่มจะง่วง ล่อนจ้อนตั้งอกตั้งใจอ่านไม่เงยหน้าขึ้นมามองผมเลย แต่ไม่มองก็ไม่เป็นไรเพราะผมกะว่าจะแอบงีบสักหน่อย บ่ายๆ แบบนี้หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนเป็นธรรมดา

            "จากนั้น ชายชรา ก็อุ้มกระต่าย ขึ้นไปบน ดวงจันทร์"

            บ๊ายบายนะเจ้ากระต่าย แล้วเจอกันบนดวงจันทร์

 

            ผมนั่งหลับคอพับพิงโซฟา ตื่นแล้วก็งงๆ ว่าเดินไปหยิบมาสก์มาใส่ตอนไหน แถมยังใส่ผิดด้านอีกต่างหาก จนเมื่อลองมองรอบๆ ตัวแล้วเห็นแมวสีขาวนอนอยู่บนกองเสื้อผ้าอยู่ข้างๆ ก็เริ่มเข้าใจ ถอดมาสก์ออกแล้วใส่ใหม่ให้ถูกด้าน มองไอ้แมวแสนรู้แล้วยิ้มกับตัวเอง

            ใส่ใจแถมยังใส่มาสก์เป็นด้วย ถึงจะผิดด้านก็เถอะ ทำตัวน่ารักเก่ง

            ล่อนจ้อนมันนอนหงายเอามือก่ายหน้าผากปิดตาไว้ โชว์พุงขาวๆ น่าขย้ำเลยอดใจไม่ไหวต้องยื่นมือไปลูบเล่น การก่อกวนรอบนี้ไม่ทำให้มันขยับตัวเลย ยังคงนอนอ้าปากโชว์เขี้ยวแหลมๆ ที่ทำเอาผมผวาทุกที

            นั่งเล่นพุงแมวได้แป๊บเดียวเสียงก๊อกแก๊กที่ประตูก็ทำเอาผมสะดุ้ง ยังไม่ทันได้บอกห้ามประตูก็เปิดออก ไอ้กาลก้าวขาเข้ามาแล้วหยุดยืนอยู่หน้าประตู

            "ทำไมใส่มาสก์วะ"

            "ล่อนจ้อนอยู่"

            "ร่างแมว"

            "เออ"

            "อยู่ไหน แล้วทำไมไม่บอกกูวะ" มันทำท่าจะถอยหนี ไม่พยายามมองหาด้วยว่าแมวที่ว่าอยู่ไหน

            "กลับมามัวแต่เตรียมนั่นเตรียมนี่กูเลยลืม มึงหันหลังไปก่อน รอแป๊บนึง"

            ไอ้กาลรีบทำตามที่บอก ผมอุ้มล่อนจ้อนที่ยังหลับอยู่เข้าห้อง วางมันลงบนเตียงแล้วก็ยังไม่ยอมตื่น เลยเดินออกมาจากห้องแล้วปิดประตูไว้ ท้องอิ่มแถมยังขี้เซาขนาดนั้นมันคงไม่ตื่นง่ายๆ

            เดินออกมาจากห้องก็เจอไอ้กาลยืนชะเง้อชะแง้มองอยู่ตรงโซฟา มันคงอยากรู้แต่ไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาหา เลยต้องทำตัวอยากรู้อยากเห็นแบบกลัวๆ พอผมถอดมาสก์ทิ้งตัวบนโซฟามันถึงได้นั่งตาม

            "อยู่ด้วยกันแบบเป็นแมวเนี่ยนะ มันไม่เป็นคนเหรอวะ"

            ผมพอจะรู้ว่าไอ้กาลมันหวังอะไรอยู่ กับคนที่ดูเหมือนไอ้ดื้อของมันขนาดนั้นคงอยากเจอตัวตอนเป็นคนบ้าง

            "ตอนแรกก็เป็นคนอยู่ แต่เหมือนว่ามันจะมีเวลากำหนดว่าเป็นคนได้กี่ชั่วโมงว่ะ ครั้งก่อนก็เป็นแบบนี้"

            "อยู่กับแมวแล้วมึงไม่แพ้เหรอวะ คิดอะไรอยู่"

            ผมควรจะอธิบายยังไงดีให้ไม่โดนมันด่า ก็ตอนที่ล่อนจ้อนมันกลับไปเป็นแมวผมรู้ตัวที่ไหน ล่อนจ้อนเองมันก็รู้ว่าผมแพ้แมวเลยเอามามาสก์มาใส่ให้ถึงจะผิดด้านก็เถอะ ที่สำคัญตอนนี้ผมยังไม่มีอาการอะไรเลย

            "กูว่าอาการมันดีขึ้นนะ"

            "มันจะดีขึ้นยังไงวะ"

            "กูเคยอ่านเจอว่าอยู่กับแมวไปเรื่อยๆ มันจะหายแพ้เอง"

            "หรือไม่ก็ตายก่อน"

            "แช่งกูอีก"

            "เออ ไม่เป็นอะไรก็ดี แต่อย่าลืมกินยาด้วยนะมึง กันไว้ก่อน"

            "รู้แล้ว"

            "เออมึง" เรียกแล้วมันก็เงียบ ไอ้กาลมองผมแล้วยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจ

            "อะไร"

            "กูอยากเห็นตอนล่อนจ้อนของมึงเปลี่ยนร่างว่ะ อยากเจอความแฟนตาซี"

            "ไม่ต้องห่วงหรอก จบเรื่องกูเมื่อไรเดี๋ยวมึงก็ได้เจอ"

            "มันก็ไม่เหมือนกันป้ะวะ เรื่องของกูอาจจะไม่เหมือนมึงก็ได้ เจอแมวกลายร่างเป็นคนได้ไม่ใช่เรื่องที่หาดูได้ง่ายๆ นะมึง"

            "ในหนังเยอะแยะ"

            "สรุปก็คือไม่ให้กูดู" คิดไปเองว่าผมจะไม่ยอมให้ดูแม่งเปลี่ยนสีเร็วเป็นกิ้งก่าเลยไอ้นี่ ทั้งน้ำเสียงทั้งสีหน้าไปหมด

            "กูยังไม่ได้พูดเลย"

            "ก็มึงไล่ให้กูไปดูในหนัง"

            "มึงถามตัวเองเถอะกาลว่าจะทนดูได้มั้ย ล่อนจ้อนมันเป็นแมวนะเว้ย"

            "อ่ะ ล่อนจ้อน เดี๋ยวนี้ไม่ไอ้แล้วเหรอวะ แน่ะ"

            "แน่ะพ่อมึงสิ อย่าเปลี่ยนเรื่อง"

            "ไม่เอาไม่เล่นพ่อ"

            "สรุปคือมึงไม่อยากดู"

            "อยาก!" ทีงี้ล่ะทำหน้าตาขึงขังขึ้นมาเชียว

            "เออ เดี๋ยวกูลองถามมันก่อน ถ้ามันอนุญาตนะ" แต่เอาจริงผมไม่อยากให้ไอ้กาลมันเห็นเลย ตอนล่อนจ้อนกลายร่างเป็นคนมันก็ต้องเปลือยใช่มั้ย แล้วคือมันแบบ...ผมก็หวงไง ปกติได้เห็นอยู่คนเดียวเหมือนเนเจ้าของไปแล้ว ถ้าขอแล้วเจ้าตัวอนุญาตแต่ผมยังคิดวิธีปกป้องผิวสุขภาพดีนั่นจากสายตาน้องชายไม่ได้ผมก็จะไม่ให้มันดู

            "แล้วเป็นไงบ้างวะ ได้เรื่องอะไรเพิ่มบ้างยัง"

            "วันนี้ยังไม่ได้คุยอะไรกันเพิ่มเลย ง้อเสร็จก็ให้มันอ่านนิทาน แล้วกูก็หลับ"

            "เป็นไงไข่เจียวสูตรเด็ดกู มันชอบมั้ย"

            "ซึ้งใจจนร้องไห้เลยเถอะ แต่เป็นเพราะมันได้กินอาหารแบบมนุษย์เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีมากกว่า"

            "ขนาดนั้นเลย"

            "เออ ขนาดนั้นแหละ กูว่ากูเข้าใจความรู้สึกมันนะ สิบปีแม่งโคตรนานเลยนะมึง คงทรมานน่าดู"

            ไอ้กาลทำหน้าเห็นอกเห็นใจพยักหน้าตาม เรามองไปที่ประตูห้องนอนผมที่ปิดอยู่พร้อมกัน ก่อนมันจะถามต่อ

            "แล้วมึงได้ถามมันยังว่าใครทำให้มันกลายเป็นแบบนี้"

            "ยัง กูว่าเรื่องมันคงยาวอ่ะ อยากให้มันพูดคล่องกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วเล่าทีเดียว"

            "แบบนี้มันไม่เสียเวลาเปล่าเหรอวะ เหมือนเลี้ยงเด็กเลยนะมึง กว่ามันจะพูดคล่อง"

            "จริงๆ พัฒนาการมันก็ไม่ได้แย่นะ อาทิตย์หน้ามันคงเล่าอะไรให้กูฟังได้มากกว่านี้ ช่วงนี้ก็ฝึกๆ ไปก่อน มันคงมีอะไรอีกหลายอย่างเลยที่อยากทำ"

            "ก็แล้วแต่มึง ติดขัดตรงไหนก็มาปรึกษากูได้"

            "กูว่าเสาร์อาทิตย์จะกลับบ้านว่ะ อยากลองไปค้นอะไรดูหน่อย เผื่อจะเจอเบาะแสอะไรบ้าง" อย่างน้อยที่บ้านก็ยังมีความทรงจำสมัยเด็กของผมมากกว่าที่นี่ ถ้าลองไปค้นพวกอัลบั้มรูปหรือของเก่าๆ น่าจะพอนึกอะไรออก

            "งั้นมึงน่าจะลองกลับสวนด้วย"

            "กลับไปทำไมวะ ปู่ก็ไม่อยู่แล้ว"

            "ถึงปู่ไม่อยู่ แต่กูว่าอาพิทักษ์ก็น่าจะพอรู้อะไรบ้างนะ" อาพิทักษ์เป็นน้องชายพ่อ เป็นคนในครอบครัวซึ่งอาจจะเคยพบเจอปัญหาแบบเดียวกับพวกผมมาก่อนก็ได้ แต่อาจะยอมบอกเหรอ

            "ถึงรู้ก็คงไม่บอกอะไรเหมือนพ่อป้ะวะ"

            "งั้นมึงก็กลับไปเอาบรรยากาศเผื่อนึกอะไรออก คุยกับพวกลุงๆ ป้าๆ คนงาน หรือไม่ก็เพื่อนที่เคยเล่นด้วย"

            "แม่งไม่โตย้ายไปเรียนที่อื่นกันหมดแล้วเหรอ"

            "มึงนี่ก็ขยันขัดจังวะ กูพยายามหาทางช่วยอยู่เนี่ย"

            "เออๆ เดี๋ยวลองไปดู แล้วมึงไม่ไปกับกูเหรอ"

            "ต้องขับรถไปส่งว่างั้น"

            "ใช่" กลับบ้านน่ะผมกลับคนเดียวได้สบาย แต่จะให้ขับรถกลับบ้านสวนคนเดียวก็ไม่ไว้ใจมือตัวเอง ครั้นจะนั่งรถตู้ไปมันก็ยังไงอยู่ ในเมื่อมีน้องชายก็ต้องใช้น้องสิวะ

            "เออ ไปก็ไป"

            "งั้นเสาร์อาทิตย์นี้ก็จะกลับบ้านก่อน ถ้าจะไปบ้านสวนเมื่อไรเดี๋ยวบอกอีกที"

            "อืม ว่าแต่ไอ้ล่อนจ้อนของมึงจะตื่นเมื่อไรวะ" มันถามพลางเบ้ปากไปที่ประตูห้อง ผมกดดูเวลาที่มือถือถึงได้รู้ว่าใกล้จะหนึ่งทุ่มแล้ว

            "ไม่รู้ว่ะ"

            "ถ้าสี่ทุ่มยังไม่ตื่นมึงก็ปลุกแล้วไล่ไปก่อน"

            "ใจร้ายนะมึงเนี่ย"

            "แล้วมึงจะนอนกับมันไง้"

            "มึงกลัวไม่มีที่นอนก็บอก"

            "ก็...เออ!" มันขึ้นเสียงใส่ ที่แท้ก็กลัวโดนแมวแย่งที่นอน

            "เดี๋ยวกูไปดูให้ มึงก็อยู่ในห้องไปก่อนแล้วกัน" พูดจบผมก็ลุกจะเดินเข้าห้อง แต่ถูกไอ้กาลเรียกไว้ก่อน

            "เออมึงกูลืม พี่ณดาฝากขนมมาให้" มันบอกแล้วบุ้ยปากไปยังกองถุงก๊อบแก๊บที่วางอยู่บนโต๊ะรวมกับมื้อเย็นที่ไอ้กาลมันซื้อมาด้วย

            "อืม ฝากขอบคุณด้วย"

            "ไปขอบคุณเอง"

            "งั้นไม่เป็นไร กูไม่กิน"

            "มึงนี่นะ"

            ผมไม่ได้อยู่ฟังว่ามันจะบ่นอะไรต่อมั้ย ใส่มาสก์กลับเข้ามาในห้องปิดประตูแล้วเดินไปนั่งข้างเตียง มองแมวสีขาวที่นอนหงายท้องสบายใจเฉิบ จำได้ว่าตอนพามันมานอนผมวางมันไว้ริมฝั่งซ้าย แต่ตอนนี้มันนอนซะกลางเตียง เห็นแล้วอดไม่ไหวต้องขยำพุงเล่น

            การก่อกวนครั้งนี้ดูท่าจะสร้างความรำคาญให้ ล่อนจ้อนลืมตาก่อนพลิกตัวหนี แต่ผมยังไม่ลดละความพยายามโดยการยื่นนิ้วไปแหย่ต่อ เลยโดนมันเอาตีนคู่หน้าตะปบนิ้วจนสะดุ้ง ขอบคุณที่มันไม่กางเล็มแล้วสร้างบาดแผลให้ผมอีก

            "จะกลับมาเป็นคนอีกมั้ย"

            แมวขาวลุกขึ้นโกงตัวบิดขี้เกียจ เสร็จแล้วก็มานั่งจ้องหน้ากันซึ่งไม่ได้ทำให้ผมสามารถรู้คำตอบที่ถามไปเมื่อกี้ได้เลย

            "สรุปว่าไงส่งเสียงตอบด้วย จะกลับมาเป็นคนให้ร้อง ถ้ากลับมาเป็นคนไม่ได้ให้เงียบ"

            ผ่านไปห้าวินาทีคำตอบคือความเงียบ

            "กลับมาเป็นไม่ได้ให้ร้อง ถ้าไม่อยากกลับให้เงียบ"

            "เมี้ยว"

            "หมดโควต้าของวันนี้แล้วใช่มั้ย"

            "เมี้ยว"

            ถึงจะยังไม่เข้าใจนักแต่ก็ตามนั้น ถึงอยู่กับผมแล้วจะทำให้กลายเป็นคนได้แต่ก็ยังมีเวลากำหนดอยู่ดี เมื่อวันก่อนอยู่ที่ประมาณสี่ชั่วโมง ส่วนวันนี้ผมหลับไปตอนใกล้ๆ สี่โมง กว่าจะตื่นอีกทีก็หกโมงกว่าแล้ว ล่อนจ้อนกลับเป็นแมวตอนไหนก็ไม่รู้อีก แต่เวลาคงไล่เลี่ยวกับวันก่อน

            "รู้มั้ยว่าวันนี้กับวันก่อน วันไหนเป็นคนได้นานกว่ากัน วันก่อนร้อง วันนี้ไม่ร้อง" ในเมื่อไม่รู้ก็ถามแมวมันซะเลย

            ล่อนจ้อนเอาแต่นั่งจ้องผมไม่ส่งเสียงอะไร แสดงว่าวันนี้เป็นคนได้นานกว่า หรือไม่บางทีช่วงระยะเวลาที่กลับมาเป็นคนได้มันอาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้ ผมต้องจดบันทึกเอาไว้ดู

            "แล้วคืนนี้เอาไงดี ดึกแล้วด้วย"

            มันไม่ตอบอะไรก่อนลุกขึ้นกระโดดลงจากเตียงแล้วเดินไปยืนหน้าประตู ผมเดินตามไปเปิดให้ล่อนจ้อนก็เดินออกไปแล้วกระโดดออกนอกระเบียงไปเลย ไม่แวะกินข้าว หรือนอนพักที่เบาะแต่อย่างใด ว่าไปแล้วก็ชักสงสาร อยากมันได้นอนเตียงสบายๆ ในร่างคนบ้าง แต่ถ้าจะทำแบบนั้นคงต้องคุยกับไอ้กาลเป็นการใหญ่ น้องชายผมที่เลี่ยงการนอนคนเดียวมาร่วมปีจะยอมไหมไม่รู้

            มีแต่เรื่องให้ต้องใช้ความคิดจริงๆ

 
tbc.

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

สงสารล่อนจ้อนอ่ะ   ต้องถูกสาปกลายเป็นแมวเพราะใครก็ไม่รู้ (แกหรือเปล่าฟระเจ้าเหนือที่เป็นต้นเหตุ)

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
น้องล่อนจ้อนน่ารักกกกกก อยากจับมาขยำขยี้ :กอด1:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
แอบสงสารน้องงงงง
หวังว่าจะได้เบาะแสมากขึ้นนะ  :hao5:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5

ลิขิตครั้งที่ 8

            การมีล่อนจ้อนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับผมไปแล้ว วันนี้มาถึงมันก็คว้าหนังสือนิทานไปนอนอ่านบนโซฟา ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันดูเหมือนจะพูดคล่องขึ้นเยอะแม้ยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเป็นพัฒนาการที่ดีทีเดียวสำหรับคนที่ไม่ได้พูดมาตลอดสิบปี

            นอนอ่านคนเดียวอยู่เงียบๆ พักใหญ่ล่อนจ้อนก็ปิดหนังสือลุกขึ้นมาจ้องผมที่ต้องย้ายตัวเองมานั่งเก้าอี้แข็งๆ ดูทีวีไปพลางเพราะโดนแมวแย่งโซฟา แถมยังโดนเมินตั้งแต่มาถึงด้วย

            "อะไร" ถามออกไปล่อนจ้อนก็ขมวดคิ้วใส่

            "ห้องน้ำ"

            "ปวดท้อง?"

            "ปวดฉี่"

            "ห้องน้ำอยู่นั่นไง ไปเข้าดิ" ผมบุ้ยปากบอกทาง ล่อนจ้อนมองตามแต่ไม่ยอมลุกไป ก่อนหน้านี้ผมก็เคยพาไปส่องกระจกแล้วไม่ใช่เหรอ

            "พาไปหน่อย"

            "ก็เดินไปเข้าดิ เดี๋ยวรอตรงนี้ มันไม่มีอะไรหรอก"

            "พาไปหน่อย" ไม่พูดเปล่าแถมยังทำสายตาออดอ้อนแบบแมวๆ ส่งมาให้ เป็นท่าไม้ตายใหม่หรือยังไง ก็แค่ไปเข้าห้องน้ำเอง เด็กสิบขวบก็น่าจะจัดการธุระส่วนตัวเป็นแล้วไม่ใช่เหรอ แต่ก็...เฮ้อ พาไปก็ได้

            "มาดิ" ผมลุกขึ้นเดินนำล่อนจ้อนก็เดินตามมา สมกับเป็นเด็กสิบขวบจริงๆ ต้องมีเพื่อนไปเข้าห้องน้ำ

            ผมยืนรอตรงหน้าประตูเบี่ยงตัวหลบให้ล่อนจ้อนเข้าไปข้างใน ไอ้ครั้นจะเข้าไปจัดการทุกอย่างให้เลยมันก็ยังไงอยู่ แต่ไอ้คนปวดฉี่ยังยืนทำหน้าเซ่อซ่าเหมือนทำอะไรไม่เป็น อย่าบอกนะว่าลืมวิธีฉี่แบบคนไปแล้ว

            "เป็นมั้ยเนี่ย"

            ล่อนจ้อนไม่ตอบ มองชักโครกสลับกับอ่างล้างหน้า แล้วก็หันมามองผม นี่ต้องฉี่ให้ดูเป็นตัวอย่างเลยมั้ย

            ผมดันล่อนจ้อนไปยืนหน้าชักโครกแล้วยืนซ้อนหลัง รู้สึกร้อนวูบวาบแปลกๆ ที่ต้องทำอะไรแบบนี้ แต่มันจำเป็นไม่ได้มีความคิดอัปมงคลแต่อย่างใด ถ้าไม่สอนมันได้ฉี่แตกกันพอดี

            "ฉี่ใส่ชักโครกนี่ไง ถกขากางเกงขึ้นแล้วปล่อยเลย จับไว้แล้วเล็งให้ลงโถ" วันนี้ผมให้ล่อนจ้อนใส่กางเกงบอลแล้วก็ไม่ได้ใส่กางเกงในเหมือนเดิม พูดไปก็ช่วยม้วนขากางเกงขึ้นแล้วจับไว้ให้ สารภาพด้วยความสัตย์จริงว่าไม่ได้แอบมองของสงวนมันแต่อย่างใดแม้จะเคยเห็นมาหลายครั้งแล้วก็เถอะ แต่แทนที่มันจะเป็นฝ่ายเขินทำไมถึงเป็นผมที่เขินแทนวะ ฟังเสียงฉี่ไปก็แหงนหน้ามองเพดานไปด้วย

            ใจเต้นแรงมากเวรเอ๊ย

            "เสร็จแล้ว" ผมก้มลงมามองคนพูดแล้วก็เจอตาแป๋วๆ จ้องอยู่ พอมาตกอยู่ในสถานการณ์นี้ก็ทำให้ผมนึกถึงวันที่เจ้าแมวขาวฝากรอยแผลไว้ให้ ทีตอนนั้นล่ะทำเป็นหวงไม่ให้ดู

            "สลัดก่อน กดน้ำตรงนี้ แล้วก็ไปล้างมือ"

            ล่อนจ้อนทำตามอย่างว่าง่าย มันเดินไปยืนหน้าอ่างล้างมือผมก็ช่วยเปิดน้ำกดสบู่ให้ ล้างเสร็จก็ยื่นผ้าเช็ดมือให้ด้วย แค่ฉี่ยังขนาดนี้แล้วถ้าเกิดมันปวดท้องหนักขึ้นมาผมต้องมานั่งเฝ้าอีกมั้ย

            "ทีหลังถ้าปวดก็มาเข้าได้เลย แต่ถ้าปวดหนัก"

            "ปวดหนัก" มันถามขัดแล้วทำหน้าสงสัย

            "ปวดขี้อ่ะ"

            "ขี้"

            ผมว่าล่อนจ้อนแม่งกวนตีนละ พูดแล้วชี้มาที่ผมแบบนี้ ผมรู้นะว่ามันออกเสียงชื่อผมได้ชัดแล้วน่ะ

            "เราชื่ออะไรให้พูดใหม่"

            "ลิขิต"

            "ดีมาก ต่อไปต้องเรียกลิขิต"

            คนตรงหน้ายิ้มจนหนวดแมวขึ้น ผมเลยอธิบายต่อว่าถ้าเกิดมันปวดท้องหนักขึ้นมาต้องทำยังไง สอนวิธีนั่งชักโครกกับวิธีใช้สายฉีดก้น คนฟังพยักหน้ารับถี่ๆ ไม่รู้เข้าใจหรือเปล่าแต่มันไม่ยากนักหรอกแค่เข้าห้องน้ำ

            "ถามได้มั้ย ตอนเป็นแมวทำยังไง" เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้แล้วมันก็ชวนให้สงสัยว่าปกติแล้วตอนเป็นแมวมันทำธุระส่วนตัวที่ไหน

            "กระถางต้นไม้"

            "ตามบ้านตามข้างทางอ่ะเหรอ"

            ล่อนจ้อนพยักหน้า มันทำหน้านิ่งแต่หูกลับแดงแป๊ด ทีเมื่อกี้ล่ะไม่เขิน

            "เดี๋ยวซื้อกระบะทรายมาให้ดีมั้ย"

            จากแดงแค่ที่หูตอนนี้ลามไปทั้งหน้า เห็นแล้วผมเข้าใจเลยหน้าแดงเหมือนมะเขือเทศมันเป็นยังไง เขินแล้วพยายามทำเป็นนิ่งแต่ไม่เนียน

            "เดี๋ยวซื้อมาไว้ให้แล้วกัน" ผมสรุปโดยไม่รอคำตอบ ยิ้มขำคนเขินแต่พยายามทำนิ่งแล้วเดินกลับมานั่งที่โซฟา

            นอกจากเวลายิ้มแล้ว เวลาเขินล่อนจ้อนมันก็น่ารักใช่ย่อยเหมือนกัน

            ทำธุระเสร็จสบายตัวแล้วล่อนจ้อนมันก็เมินหนังสือนิทานมานั่งดูทีวีกับผมที่เปิดทิ้งไว้อย่างนั้น ปกติผมไม่ค่อยได้ดูทีวีเท่าไรเลยไม่รู้ว่าแต่ละวันมีรายการอะไรน่าสนใจบ้าง ใช้วิธีเลื่อนหาช่องไปเรื่อยๆ เจออะไรน่าสนใจก็หยุดดู

            "เซเว่น"

            "อืม เซเว่น" ผมพยักหน้าให้คนข้างๆ ที่พูดขึ้นมาตอนโฆษณาเซเว่นอีเลฟเว่นฉายพอดี

            "อยากไป"

            "ไปเซเว่นอ่ะน่ะ"

            "ใช่" ล่อนจ้อนรีบพยักหน้ารับ แววตามุ่งมั่นที่มองมาแสดงถึงความตั้งใจอย่างแรงกล้า

            "ตั้งแต่เป็นคนมายังไม่เคยพาออกไปเดินเล่นเลยนี่นะ"

            "อยากไปเซเว่น"

            "รู้แล้ว คำนวณเวลาแป๊บ" ผมยกนิ้วขึ้นมานับชั่วโมงว่าวันนี้ล่อนจ้อนอยู่ในร่างคนมานานเท่าไรแล้ว และน่าจะเหลือเวลาอีกกี่ชั่วโมงที่จะอยู่ในร่างนี้ ตอนพาออกไปข้างนอกจะได้ไม่กังวลว่าอยู่ๆ จะกลับไปเป็นแมวแล้วโดนใครเห็นเข้า

            "ไปได้ ยังเหลือเวลา" คนอยากไปช่วยยืนยันซึ่งก็จริง วันนี้ล่อนจ้อนเพิ่งอยู่ในร่างคนได้ชั่วโมงกว่าๆ เอง

            "โอเค ไปก็ไป"

            แค่พาออกไปข้างนอกไม่กี่นาทีคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง

            ร้านสะดวกซื้อยอดฮิตของคนไทยอยู่ห่างออกไปจากหอผมแค่ไม่กี่เมตร ผมจับมือล่อนจ้อนพาเดินไปเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน ได้ออกมาข้างนอกในร่างคนครั้งแรกหน้าตาเลยยิ้มแย้มดูมีความสุขเหมือนเด็กๆ แต่ผมสีบลอนด์ฟูๆ กลับช่วยเรียกความสนใจจากใครต่อใครได้เป็นอย่างดี ก็ได้แต่หวังว่าคงไม่บังเอิญเจอคนรู้จักให้ต้องหาเรื่องโกหกมาตอบคำถาม

            เข้ามาในร้านแล้วผมก็ปล่อยมือให้ล่อนจ้อนเดินดูของ แมวสีขาวอายุสิบขวบดูจะตื่นตาตื่นใจกับสินค้ามากมายที่วางเรียงรายอยู่จนเลือกไม่ถูก มองขนมปังแล้วเดินหนี หยิบช็อกโกแลตขึ้นมาแล้ววางไว้ที่เดิม

            "ตอนเป็นแมวไม่เคยเข้ามาเดินเหรอ" ผมถามตอนพวกเรายืนอยู่หน้าตู้น้ำ ล่อนจ้อนหันมามองด้วยสายตาเหมือนอยากจะด่าผมว่าถามอะไรไม่คิด

            "เข้าไม่ได้"

            "ทำไมจะเข้าไม่ได้ เดี๋ยวนี้เป็นประตูอัตโนมัติหมดแล้ว ไม่ต้องเปิดเอง"

            "มีหมา"

            "อ๋อ"

            เออว่ะ ผมก็ลืมคิดไป ที่หน้าร้านเมื่อกี้ก็เห็นนอนอยู่หนึ่งตัว ขืนมีแมวมาเดินป้วนเปี้ยนแถวนี้คงมีมวย

            "แล้วเคยตบกับใครมาบ้างป้ะ เวลาเจอหมาไล่ หรือตบกับแมวตัวอื่น" พูดถึงหมาแล้วผมก็สงสัย เป็นแมวมาตั้งสิบปีมันต้องมีประสบการณ์แบบนี้บ้างล่ะ

            ล่อนจ้อนไม่ตอบเป็นคำพูด มันมองหน้าผมก่อนไล่สายตาลงต่ำไปที่...แขน โอเค เข้าใจแล้ว ฝีมือใช่เล่นเลยนะเรา ผมว่าเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า

            "อยากกินอะไรอ่ะ เดี๋ยวเลี้ยงหนึ่งอย่าง"

            "แค่อย่างเดียว"

            "ให้วันละอย่าง จะได้ลงมาเดินบ่อยๆ โอเคมั้ย"

            "ได้" ทีอย่างนี้ละยิ้มกว้างเชียว

            ล่อนจ้อนเดินย้อนกลับไปที่ตู้ไอศกรีม เลือกอยู่สักพักก็เปิดตู้หยิบไอศกรีมเยลลี่แท่งสีแดงขึ้นมา มองมันแล้วก็ยิ้ม ก่อนยื่นมาให้ผม

            "ชอบกินอันนี้เหรอ"

            "อืม ตอนเด็กๆ"

            ผมไม่ได้รับไอศกรีมที่ล่อนจ้อนยื่นให้ แต่พอมองมันแล้วกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เหมือนอยู่ๆ ก็นึกเรื่องที่ไม่เคยนึกถึงออก ตอนเด็กๆ ผมก็ชอบกินไอ้นี่นะ แล้วก็เหมือนจะมีเพื่อนสักคนที่ชอบกินเหมือนกัน คนที่อยู่ด้วยกันตอนเด็กๆ ใครสักคนที่ไม่ใช่ไอ้กาล

            "ขิต"

            "หืม เมื่อกี้เรียกชัดแล้วหนิ"

            "จ่ายเงิน" ล่อนจ้อนยิ้มพร้อมกับยัดไอศกรีมใส่มือผม

            "โอเคๆ"

            "ขิต ไม่ซื้อเหรอ"

            "ไม่อ่ะ เดี๋ยวรอกินพร้อมไอ้กาล"

            ผมเอาไอศกรีมเยลลี่ไปจ่ายเงินให้แล้วยื่นให้ล่อนจ้อนจัดการต่อเอง เดินออกมาหน้าร้านมันก็พยายามแกะซองออก แกะเสร็จแล้วก็เอาไปทิ้งขยะ งับไอศกรีมเข้าไปคำแรกมันก็ทำหน้าฟินคล้ายหลายๆ ครั้งเวลาได้กินอาหารของมนุษย์ที่ไม่ได้ลิ้มรสมานาน

            "อร่อยมั้ย"

            "อร่อย"

            "กลับห้องกัน"

            ผมยื่นมือออกไปล่อนจ้อนก็วางมือลงมาแล้วจับไว้ ก่อนเราจะเดินกลับห้องด้วยกัน

            ไอศกรีมหนึ่งแท่งใช้เวลาอยู่หลายนาทีกว่าล่อนจ้อนจะกินหมด ทีวีไม่ได้เปิดไว้หลังจากกลับมา ผมนั่งเล่นมือถือระหว่างรออีกคนกิน พอกินเสร็จมันก็เดินเอาไม้ไอศกรีมไปทิ้งแล้วกลับมานั่งจ้องผมเล่นมือถือแทน

            "โทรศัพท์มือถือ รู้จักมั้ย"

            "รู้จัก"

            "ใช้เป็นมั้ย"

            "ไม่เป็น ไม่เคยใช้"

            "สิบปีก่อนมันยังไม่มีสมาร์ตโฟนนี่เนอะ ตอนอายุสิบขวบก็ยังไม่น่ามีมือถือใช้เหมือนกันใช่มั้ย"

            ล่อนจ้อนพยักหน้า ตอนสิบขวบผมก็ยังไม่มีมือถือใช้เหมือนกัน

            "ยังไม่ต้องไปสนใจมันหรอกมือถือน่ะ กลับมาเป็นคนให้ได้ก่อนเดี๋ยวก็ได้ใช้เอง"

            "ตอนนี้ก็เป็นคน"

            "หมายถึงกลับมาเป็นคนตลอดไปไง"

            "แล้วเมื่อไร"

            "ไม่รู้ แต่เราต้องช่วยกัน ต้องพูดให้คล่องเร็วๆ นึกอะไรได้ก็ต้องรีบบอก เข้าใจมั้ย"

            "รู้แล้ว"

            ผมล่ะอยากยื่นมือไปบีบแก้มตอนล่อนจ้อนมันตอบรับ อะไรทำให้คนคนหนึ่งดูน่ารักน่าชังได้ขนาดนี้วะ ทั้งสีหน้าและการพูดการจา ดูไร้เดียงสาจนผมอยากจะปกป้องมันจากภยันตรายทั้งปวง ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยนะ

            "เออล่อนจ้อน เสาร์อาทิตย์นี้ไม่อยู่ห้องนะ จะกลับบ้านไปหาอะไรสักหน่อยเผื่อจะนึกอะไรออกบ้าง อยู่คนเดียวได้ใช่มั้ย" เสาร์อาทิตย์ที่ว่าก็คือวันพรุ่งนี้แล้ว

            "อยู่ได้"

            "คงไม่ได้เปิดห้องไว้ให้นะไอ้กาลก็กลับด้วย สองวันนี้ก็เป็นแมวไปก่อน"

            ล่อนจ้อนพยักหน้ารับ เหมือนจะเข้าใจแต่สีหน้ากับแววตามันเศร้าเสียจนผมไม่อยากจะไปไหนเลย

            "แค่สองวันเอง ไม่ดิ แค่วันครึ่ง เดี๋ยวสายๆ วันอาทิตย์ก็กลับ" แล้วผมก็ต้องรีบปลอบเพราะกลัวแมวน้อยใจ

            "รอนะ" เป็นสองคำที่มีอิทธิพลกับใจของผมอย่างไม่น่าเชื่อ ล่อนจ้อนยิ้มบางๆ ให้ จนสุดท้ายอดไม่ไหวต้องยื่นมือไปลูบผมฟูๆ ของมัน

            คนตรงหน้าผมหลับตาพริ้ม ทำตัวเป็นแมวทั้งที่ยังอยู่ในร่างคน ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเกิดมันเอาตัวเข้ามาสีผมขึ้นมาจะเป็นยังไง ที่แน่ๆ ผมไม่มีทางผลักออก อาจจะทำตัวแข็งเป็นหินให้มันสีได้ตามสบาย หรือไม่ก็ทำเนียนลูบต่อไปเรื่อยๆ จากหัวลงไปตามสันหลังไปจนถึงหาง แต่คนมันไม่มีหางนี่หว่า งั้นก็คงหยุดแค่ก้น

            แมวที่ผมลูบหัวให้กำลังเคลิ้มได้ที่เสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังขัดจังหวะจนล่อนจ้อนมันสะดุ้งแล้วผละออกมา ผมชะเง้อไปมองเห็นว่าเป็นคนที่ไม่อยากตอบเลยเอื้อมไปปิดเสียงไว้แล้วปล่อยมันสั่นเป็นระยะตอนมีข้อความเข้า

            "โทรศัพท์" สั่นถี่จนล่อนจ้อนมันถึงกับชี้บอกเลยทีเดียว

            "ไม่เป็นไรไม่ได้สำคัญ มาคุยเรื่องเราดีกว่า เริ่มพูดคล่องแล้วนี่ มาเล่นถามตอบกัน"

            ล่อนจ้อนพยักหน้าตกลง ใจจริงผมอยากให้มันเล่าทุกอย่างที่รู้ออกมาเลย แต่ความสามารถในการสื่อสารแค่ระดับนี้ยังไม่แข็งแรงพอ การตั้งคำถามให้แคบลงแล้วให้มันตอบเป็นประโยคสั้นๆ น่าจะดีกว่า ค่อยๆ ลงลึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคำตอบมันก็ออกมาเอง ไม่ต้องรีบร้อน

            "จำวันแรกที่กลายเป็นแมวได้มั้ย"

            "จำได้"

            "รู้ใช่มั้ยว่าใครเป็นคนทำให้กลายเป็นแมว"

            "รู้"

            "ใครเหรอ"

            "ผู้ชาย"

            "เด็กหรือผู้ใหญ่"

            "เด็ก อายุเท่ากัน"

            "พูดต่อเลย ค่อยๆ อธิบาย"

            "เราแกล้งแมว เด็กคนนั้นพูดว่า ‘ลองเป็นแมวดู จะได้รู้ว่า มันรู้สึกยังไง" ล่อนจ้อนค่อยๆ พูดทีละประโยค ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริงก็เหมือนกับเด็กคนนั้นมีเวทมนต์เลยไม่ใช่หรือไง

            "โดนเด็กคนนั้นสั่งให้เป็นแมวแล้วก็กลายเป็นแมวจริงๆ อ่ะนะ"

            "อืม วันต่อมา ตอนตื่น ก็กลายเป็นแมว"

            ผมล่ะโนคอมเมนต์ มันโคตรแฟนตาซี แม้มันจะแฟนตาซีมากๆ เหมือนกันที่ผมทำให้มันกลับมาเป็นคนได้ก็เถอะ

            "แล้วพ่อแม่ล่ะ เค้าไม่สงสัย ไม่ตามหาเหรอว่าลูกหายไปไหน"

            "จำไม่ได้"

            "ยังไง"

            "จำไม่ได้ว่ามีลูก"

            โอ้โหโคตรเจ็บ ตื่นมาแล้วรู้ว่าตัวเองกลายเป็นแมวก็บอบช้ำพอแล้ว พ่อแม่ยังจำไม่ได้ว่ามีเราเป็นลูกอีก ไอ้เวทมนต์บ้านี่มันชักจะบ้าบอเกินไปแล้ว

            "แล้วตอนนั้นทำยังไงต่อ"

            "ออกมาจากบ้าน เดินในสวน"

            "ในสวนเหรอ ที่บ้านมีสวนเหรอ" พอได้ยินคำว่าสวนปากก็ถามขึ้นมาเอง มันทำให้ผมนึกถึงสวนของปู่ ที่นั่นก็เคยมีแมวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แมวเปอร์เซียสีขาวแบบล่อนจ้อน

            "ใช่ สวน มีต้นไม้เยอะ"

            "ตอนเด็กๆ อยู่ต่างจังหวัดเหรอ" ถ้าพูดถึงที่ที่ต้นไม้เยอะๆ ก็ต้องนึกถึงต่างจังหวัด เพราะมีทั้งสวนทั้งป่า

            "น่าจะใช่"

            น่าจะอีกแล้ว แต่ก็ช่างเถอะ ความทรงจำย่อมหายไปได้ตามเวลาที่เลยผ่าน

            "เล่าต่อเลย เดินในสวน แล้วไปไหนต่อ" 

            "โดนหมาไล่ แล้วก็ หนีออกมา เร่ร่อน สองสามวัน มีคนมาเจอ เก็บไปเลี้ยง"

            ผมปล่อยให้ล่อนจ้อนค่อยๆ พูดทีละประโยคจนเล่าจบ ฟังแล้วก็อยากจะร้องไห้ ทำไมชีวิตคนคนหนึ่งมันถึงได้ลำบากลำบนขนาดนี้ ในฐานะผู้ที่ต้องเป็นคนคลายเวทมนต์ ผมขอสัญญาเลย ถ้าได้เจอได้คนที่ทำให้ล่อนจ้อนกลายเป็นแมวเมื่อไร จะเหยียบตีนมันแรงๆ หนึ่งที

            "จำเด็กคนนั้นได้มั้ย ชื่อหรือหน้าตา"

            "จำชื่อไม่ได้ หน้าตาลางๆ" ตอบแล้วล่อนจ้อนก็จ้องหน้าผม คิ้วขมวดพลางเอียงคอไปมา อย่าบอกนะว่ามันสงสัยอะไรในตัวผม

            "คงไม่คิดว่าเราเป็นเด็กคนนั้นใช่มั้ย" ถึงจะต้องมีสักเรื่องที่เราเกี่ยวข้องกันก็เถอะ แต่มันจะเป็นไปได้เหรอ อิงตามที่ล่อนจ้อนเล่ามาผมไม่คุ้ยเลยว่าเคยเห็นใครแกล้งแมวแล้วโกรธจนต้องพูดแบบนั้น

            "ไม่รู้ตอนโต จะหน้าตา ยังไง" แล้วสุดท้ายคำตอบก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเราหาตัวตนของเด็กคนนั้นเจอ

            "เราก็ไม่คุ้นหน้าล่อนจ้อนเหมือนกัน" ไม่คุ้นหน้าว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็ก แต่คุ้นที่หน้าดันคล้ายไอ้ดื้อของไอ้กาลมากกว่า ซึ่งเรื่องของสองคนนั้นไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ได้ เพราะชีวิตไอ้กาลมันตัดขาดจากแมวยิ่งกว่าผมอีก

            ล่อนจ้อนไม่เถียงอะไรเพราะเราต่างไม่คุ้นหน้ากันและกัน แม้จะคิดว่าผ่านมาเป็นสิบปีแล้วแต่คนเรามันต้องมีเค้าเดิมหลงเหลืออยู่บ้าง ถ้าไม่ได้ไปพึ่งมีดหมอจนดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ส่วนตัวผมสิ่งที่ทำเพื่อเสริมความหล่อมีแค่อย่างเดียวคือจัดฟัน แล้วมันก็ไม่ได้ทำให้หน้าเปลี่ยนอะไรมากมายด้วย ส่วนฟันล่อนจ้อนก็ดูสวยดีอยู่แล้ว อยู่ในร่างแมวมาตั้งสิบปีมันคงไม่เคยทำศัลยกรรมหรือจัดฟันมาก่อน

            สิ่งเดียวที่ผมติดใจจากเรื่องเล่าเมื่อครู่คือสวน ถ้าต้องหาเรื่องที่เชื่อมโยงระหว่างเราสองคนละก็ บ้านสวนดูเป็นไปได้มากที่สุด ผมไปเล่นที่นั่นบ่อย ลูกคนงานที่เป็นเพื่อนเล่นกันตอนนั้นก็หลายคน หนึ่งในนั้นอาจจะมีล่อนจ้อนรวมอยู่ด้วยก็ได้ แต่เพราะเราไม่สนิทกันเลยจำกันไม่ได้ล่ะมั้ง สิ่งที่ผมคิดออกก็มีแค่นี้

            คุยเรื่องเครียดๆ แล้วก็ชักปวดหัว ผมชวนล่อนจ้อนดูหนังเรื่องจูราสสิคเวิลด์ภาคหนึ่ง เปิดโน้ตบุ๊กต่อกับทีวีนั่งดูที่โซฟา ฉากแอคชั่นสุดมัน กับซีจีอลังการงานสร้าง เสกไดโนเสาร์ให้ออกมามีชีวิตจนคนข้างๆ ผมนั่งอ้าปากค้างตะลึงงันกันไปเลย แม้จะเคยมีหนังเรื่องจูราสสิคปาร์คออกมาเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้วก็เถอะ

            "ไม่เคยดูหนังแบบนี้เหรอ"

            "ไม่เคย"

            "จูราสสิคปาร์คอ่ะ"

            "ไม่เคย"

            "แล้วรู้จักมั้ย"

            "เคยได้ยิน"

            "เคยเข้าโรงหนังมั้ย"

            "ไม่เคย"

            ผมพอจะเข้าใจแล้ว ใช่ว่าคนเราจะชอบดูหนังหรือเคยดูหนังแนวนี้กันทุกคน

            "ตอนเด็กๆ ไม่ชอบดูหนังเหรอ"

            "ชอบ"

            "ดูแนวไหน"

            "เทพสามฤดู"

            "ฮะ"

            "อุทัยเทวี"

            "อ๋อ"

            ทีชื่อกับหน้าตาคนทำให้กลายเป็นแมวล่ะจำไม่ได้ แต่ชื่อละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ดูสมัยเด็กล่ะจำแม่น

            "แล้วชอบเรื่องแนวนี้มั้ย"

            "ชอบ"

            "เอาไว้จะเปิดเรื่องอื่นให้ดู"

            คนฟังพยักหน้ารับก่อนหันกลับไปสนใจจอทีวีที่ถึงฉากไดโนเสาร์โผล่มาพอดี วันนี้ก็เท่ากับว่าผมให้สัญญากับล่อนจ้อนไว้สองเรื่องแล้ว ทั้งเรื่องที่จะพาไปซื้อของในเซเว่น แล้วก็เรื่องดูหนัง

            หนังสนุกก็จริงแต่คนดูไม่สามารถอยู่จนจบเรื่องได้ ล่อนจ้อนกลับไปเป็นแมวหลังจากเลยครึ่งเรื่องมาได้นิดหน่อย มันร้องประท้วงยกใหญ่เพราะทำอะไรไม่ได้ แต่อยู่ถ่วงเวลาแค่แป๊บเดียวมันก็กระโดดลงจากโซฟาเดินเข้าห้องไปนั่งรออยู่หน้าประตู อาจกลัวว่าอาการแพ้ผมจะกำเริบมันเลยรีบออก พอเปิดประตูให้มันก็กระโดดหายไปจากระเบียง

            ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ใกล้ได้เวลาเหนือกาลกลับมาตามที่มันบอกไว้พอดี ผมปิดหนังยกโน้ตบุ๊กกลับไปไว้ในห้อง เอาไว้วันหลังค่อยมาดูด้วยกันต่อ

            วางโน้ตบุ๊กแล้วผมก็เปิดสมุดโน้ตที่ใช้จดเรื่องเกี่ยวกับล่อนจ้อนเอาไว้

            วันนี้เป็นคนได้หกชั่วโมง

 

            ผมกำลังเตรียมตัวออกจากห้องช่วงสายของวันเสาร์ เจ้าแมวสีขาวขนฟูก็โผล่มานั่งมองหน้าประตูระเบียง ผมไม่ได้นัด แล้วก็ไม่อยากให้มันมาหาด้วยเนื่องด้วยเหตุผลอะไรหลายๆ อย่างที่อาจจะขัดขวางการเดินทางของผมได้ ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่แมวขาวกลายร่างเป็นล่อนจ้อน ซึ่งก็คือตอนนี้นี่เอง

            ผมรีบเปิดประตูให้ล่อนจ้อนเข้ามาข้างใน ผ้าห่มอยู่ใกล้มือที่สุดเลยคว้ามาคลุมตัวให้มันก่อน

            "ไปด้วย" ล่อนจ้อนเอ่ยขอด้วยสายตาเว้าวอน ทั้งที่เมื่อวานคุยกันรู้เรื่องแล้วทำไมวันนี้ถึงกลายเป็นแมวดื้อไปได้

            "ไปไม่ได้" ผมกลับกับไอ้กาล แน่นอนว่าต้องเกิดปัญหาแน่ถ้าล่อนจ้อนไม่ได้อยู่ในร่างคน เพราะยังควบคุมไม่ได้ ยังไม่รู้กฎการกลายร่างที่แน่ชัดเลยไม่อยากพาออกไปไกลจากห้องเท่าไร ใจผมก็อยากพามันไปหาพ่ออยู่หรอก เอาปัญหาที่ผมเจอไปให้แกดู อยากรู้ว่าพ่อจะตื่นตาตื่นใจกับเรื่องราวแฟนตาซีของผมขนาดไหน

            "ถ้างั้น ขออยู่ในห้อง" อย่างแรกไม่ได้ก็เปลี่ยนคำขอ แต่ขอโทษด้วยเพราะข้อนี้ผมก็ให้ไม่ได้เหมือนกัน

            "ไม่ได้หรอก"

            "ทำไม"

            "ต้องอยู่คนเดียวในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ เป็นวันเลยนะ มีข้าวมีน้ำให้ก็จริง แต่ถ้าเกิดล่อนจ้อนอยากออกไปเดินเล่นล่ะ จะไม่เบื่อเหรอ" แมวเป็นสัตว์ขี้เซานอนทีวันละหลายชั่วโมง แต่การอยู่ในห้องตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงผมว่ามันไม่ดีหรอก อีกอย่างผมยังไม่ไว้ใจให้ล่อนจ้อนอยู่ในห้องคนเดียว เกิดทำของพังหรือไปเล่นอะไรจนมีปัญหาขึ้นมาจะแย่เอา

            คนโดนขัดใจทำหน้าบึ้ง ยืนกอดผ้าห่มแน่นไม่ยอมปล่อย ปัญหาตอนนี้คือล่อนจ้อนจะอยู่ร่างคนไปอีกนานเท่าไร เพราะผมปล่อยไม่อยากปล่อยให้มันนั่งอยู่ที่ระเบียงด้วยร่างนี้

            "แล้วแบบนี้จะอยู่ร่างคนนานมั้ยเนี่ย"

            "ถ้าลิขิตไป เดี๋ยวก็เป็นแมว"

            "แน่ใจนะ"

            "ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน" นั่นไง โดนตัดพ้อไปอีก

            "เอาน่า พรุ่งนี้ก็กลับแล้ว เดี๋ยวซื้อขนมมาฝาก ไม่งอนนะ"

            "ไม่ได้งอน"

            "ก็งอนอยู่เนี่ย" หน้ายู่ขนาดนี้ไม่เรียกว่างอนแล้วจะให้เรียกว่าอะไร

            "อืม"

            "แล้วจะรีบกลับมาหา"

            "พาไปเซเว่น"

            "ครับ"

            "ดูหนังด้วย"

            "รับทราบครับ"

            พอได้ทวงสัญญาล่อนจ้อนก็ยิ้มออก โทษฐานที่ต้องทิ้งให้อยู่คนเดียว กลับมาวันพรุ่งนี้ผมจะตามใจแบบพิเศษคูณสิบไปเลย

            ผมหาชุดมาให้ล่อนจ้อนใส่ก่อนส่งมันที่ระเบียง เอาเก้าอี้กับหนังสือการ์ตูนให้อ่านฆ่าเวลารอกลับไปเป็นแมวที่เจ้าตัวบอกว่าไม่น่าจะใช้เวลานานนัก บอกลาอีกครั้ง ลูบหัวมันอีกทีก่อนเดินกลับเข้าห้องปิดประตูล็อกกลอน ปิดม่านแล้วออกจากห้องนอน

            พอต้องทิ้งล่อนจ้อนในร่างคนไว้แบบนี้มันรู้สึกใจหายยังไงก็ไม่รู้

 
tbc.

 
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เจอกันตอนหน้าค่า


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ล่อนจ้อน เจ้าดื้อ เพื่อนที่ชอบกินไอศกรีมเยลลี่ ก็คือคนเดียวกัน

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
เจ้าเด็กคนนั้นก็คือล่อนจ้อน
แต่ตอนกลายเป็นแมวพ่อแม่ก็จำไม่ได้ ลิขิตก็คงจำไม่ได้ด้วยมั้ย
 :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ s_sisters19

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เทอสาปน้องใช่มั้ยลิขิต เด็กดื้อที่บ้านสวนคนนั้นแน่ๆ ล่ะกว่าจะได้เข้าเมือง กว่าจะเจอลิขิต แมวสู้ชีวิตมากเลยลูก

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ppseiei

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
น้องงงงง น่ารักจังเลย
ถ้าพ่อแม่จำน้องไม่ได้ แสดงว่าลิขิตก็จำน้องไม่ได้ด้วยใช่มั้ยยย

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ลิขิตครั้งที่ 9


            บ้านผมอยู่นนทบุรี เดินทางแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึง แต่ด้วยการคมนาคมของกรุงเทพฯ มันช่างโหดร้าย การเดินทางจากบ้านมามหาวิทยาลัยในวันธรรมดาต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีกเท่าตัว เพราะฉะนั้นอยู่หอย่อมดีกว่า

            ไอ้กาลแวะมาส่งผมที่บ้านก่อนออกไปหาไอ้ดื้อซึ่งเป็นภารกิจประจำวันหยุดของมัน กว่าจะกลับบ้านอีกทีก็ตะวันตกดินนู่นเลย

            พ่อผมทำงานวันเสาร์ ส่วนแม่หลังจากตื่นมาซักผ้าทำกับข้าวตอนเช้าเจอหน้าผมแค่ไม่กี่นาทีก็หนีไปนอนต่อ ที่บ้านห้องนอนผมกับไอ้กาลแยกกัน แต่เพราะโรคฝันร้ายของมันถ้ากลับบ้านด้วยกันเมื่อไรมันก็ชอบหอบหมอนมานอนกับผมเหมือนเดิม เวลาโดนพ่อกับแม่ทักมันจะตอบแค่ว่าไม่อยากนอนคนเดียว

            ผมเอากระเป๋าไปเก็บบนห้องก่อนลงมากินข้าวเที่ยงฝีมือแม่คนเดียวอย่างเหงาหงอย กินเสร็จก็ไปค้นอัลบั้มรูปเก่าๆ ในตู้มาเปิดดูเผื่อจะเจอเบาะแสอะไรที่มีประโยชน์ ขนทุกอัลบั้มออกมากองจนเต็มพื้นที่ว่างหน้าตู้ เปิดดูทีละรูปใช้เวลานานเป็นชั่วโมงกว่าจะดูจนครบ

            จากอัลบั้มนับสิบผมดึงรูปที่ถ่ายตอนอยู่บ้านสวนออกมาสองใบ เป็นรูปถ่ายเราสองพี่น้องกับเพื่อนที่บ้านสวนสมัยเรียนประถมหลายคน บางคนผมก็ลืมไปแล้วว่าชื่ออะไร เพราะหลังจากปู่เสียตอนผมอยู่ ม.ต้นก็ไม่ได้กลับไปอยู่ทุกปิดเทอมเหมือนทุกที แม้บ้านสวนของปู่จะไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านหลังนี้เท่าไรก็เถอะ

            ได้กลับบ้านทั้งทีก็ใช่ว่าจะมีอะไรทำ ผมนอนเกลือกกลิ้งเล่นมือถือบนโซฟา รอเวลาแม่ตื่นหรือไม่ก็รอพ่อกลับบ้านจะได้ถามเรื่องคนในรูปถ่ายว่ามีใครบ้าง แต่ตอนนี้คิดถึงล่อนจ้อนชะมัด ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นไง จะกลับร่างคนหรือยัง จะกินข้าวบ้างไหม หรือกำลังนอนกลางวันอยู่ ถ้าโทรหาแล้วคุยกันได้ก็คงดี

 

            ผมหลับไปตอนไหนไม่รู้ตื่นมาอีกทีเกือบห้าโมงเย็นแม่ก็หนีไปตลาดโดยไม่บอก ครึ่งชั่วโมงต่อมาพ่อก็กลับมาถึง ส่วนไอ้กาลนั้นยังไร้วี่แวว หลังจากพ่อเก็บของเสร็จมานั่งด้วยกันที่โซฟา

            "กาลไม่ได้มาด้วยเหรอ ไหนบอกจะกลับมาด้วยกัน"

            "มันไปหาเพื่อน เดี๋ยวค่ำๆ คงกลับ"

            "กลับมาก็เหมือนไม่ได้กลับเลยไอ้ลูกคนนี้"

            "ด่ามันอีกพ่อด่ามัน"

            พ่อมองต่ำใส่ผม สีหน้าเอือมระอากับลูกชายตัวเองที่บางทีก็ยังชอบตีกันเหมือนเด็กๆ

            ความลับอย่างหนึ่งของไอ้กาลที่พ่อกับแม่ยังไม่รู้คือเรื่องเกี่ยวกับไอ้ดื้อ รวมถึงโรคฝันร้ายของมันด้วย กาลมันไม่อยากบอกไม่อยากให้พวกท่านเป็นห่วงแล้วก็คิดมาก แม้มันไม่ใช่สาเหตุเดียวของเรื่องราวเลวร้ายนั่นก็เถอะ แต่มันก็ยังเฝ้าโทษตัวเองจนถึงทุกวันนี้ หมั่นไปหาไปดูแลหวังบรรเทาความรู้สึกผิด เป็นการกระทำที่ยังทำให้มันจมอยู่กับความเจ็บปวดซ้ำๆ เมื่อมันตัดสินใจแล้วว่าอยากทำแบบนี้  ผมเองก็ทำได้แค่ช่วยดูแลมันเท่านั้น

            เป็นเรื่องราวที่นึกถึงทีไรก็ชวนให้รู้สึกเศร้าทุกที

            "แล้วกลับบ้านมานี่อยากให้พ่อช่วยอะไร"

            "รู้ทันอีก"

            พ่อไหวไหล่ ปกติผมกลับบ้านไม่บ่อยหรอก ช่วงเปิดเทอมเดือนนึงจะกลับสักสองครั้ง เพราะบางอาทิตย์ก็มีนัดออกไปติวไปทำงาน ถ้าเดินทางจากบ้านมันไม่สะดวก กลับมาครั้งนี้ผมไม่ได้บอกเหตุผล แต่ยังไงพ่อก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าลูกชายคนนี้กำลังเผชิญปัญหาที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิต

            "ไหน มีอะไรให้พ่อช่วย"

            ผมหยิบรูปสองใบที่หยิบออกมาจากอัลบั้มให้พ่อดู

            "ตั้งแต่เด็กๆ ตอนที่ไปหาปู่ใช่มั้ย ไปเอามาจากไหน"

            "ก็ในอัลบั้มนั่นแหละครับ พ่อจำได้มั้ยว่าใครชื่ออะไรบ้าง"

            "ขอนึกก่อน"

            พ่อเอนหลังพิงพนักโซฟา ชูรูปขึ้นตรงหน้าแล้วมองอย่างพินิจพิจารณา เด็กในรูปมีอยู่เจ็ดคน ตัดผมกับไอ้กาลออกไปก็เหลือห้า ตอนที่ค้นเจอรูปผมลองไล่ชื่อดูแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าถูกมั้ย บางคนก็จำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

            "คนนี้ชื่อแม็กลูกสายใจ คนนี้น้ำอ้อยกับน้ำผึ้งลูกยายฝน คนนี้ชื่อ..."

            "ไอ้โปเต้ อริไอ้กาลมัน" ไอ้นี่ผมจำมันได้แม่นเพราะชอบทะเลาะกับไอ้กาล เคยแย่งขนมจนเกือบต่อยกันมาแล้วด้วย

            "แต่คนนี้พ่อนึกไม่ออก" พ่อชี้ไปที่คนสุดท้ายซึ่งยืนอยู่ริมสุด เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ตัวผอมจนเหมือนจะปลิวได้ถ้าลมพัดแรงๆ เป็นคนเดียวที่ผมไม่คุ้นหน้าเลย

            "แต่พ่อเคยเห็นใช่มั้ย"

            "พ่อว่าเคยนะ แต่จำชื่อไม่ได้"

            "แล้วลูกใครล่ะพ่อ"

            "อันนี้พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน"

            ผมว่าไอ้นี่แหละที่น่าสงสัยเพราะผมกับพ่อจำมันไม่ได้สักคน หน้าตาบึ้งตึงดูไม่เอ็นจอยกับการถ่ายรูปอย่างกับโดนบังคับมา ผมลองเพ่งมองดูหลายรอบแล้วเผื่อว่ามันจะเป็นล่อนจ้อน แต่ดูไม่ออก ถ้าแม่กับไอ้กาลกลับมาเมื่อไรผมจะลองถามดูว่ารู้จักไอ้เด็กนี่กันมั้ย

            "ลูกสงสัยว่าเด็กคนนี้เป็นใครล่ะ"

            "ไม่รู้ดิ ผมก็นึกไม่ออก อาจจะเป็นเรื่องประหลาดที่สุดในชีวิตผมมั้ง"

            "แล้วเป็นยังไงบ้าง เริ่มดีขึ้นบ้างหรือยัง"

            "ก็ดีมั้งครับ แต่ก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงอยู่ดี"

            "มันต้องจบลงด้วยดี เชื่อพ่อสิ" พ่อยิ้มและไม่ถามอะไรต่อ ที่ผ่านมาพ่อไม่เคยถามรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ผมเจอเลยสักนิด ผมเองก็ไม่ได้เล่าหลังจากที่พ่อบอกว่าไม่สามารถบอกอะไรผมได้ ไม่รู้ว่าพ่อรู้เรื่องอยู่แล้วหรืออยากให้ผมแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองกันแน่

            "พ่อไม่ถามผมหน่อยเหรอว่าเรื่องที่ว่ามันคืออะไร" สงสัยจนอดไม่ไหว พ่อยังคงยิ้มก่อนจะตอบในสิ่งที่ทำให้ผมสงสัยมากกว่าเดิม

            "ลูกชื่ออะไรนะ"

            "นี่พ่อจำชื่อลูกตัวเองไม่ได้เหรอ"

            "ก็ตามนั้น พ่อคิดว่ามันคงไม่ไกลจากเรื่องที่พ่อคิดไว้นักหรอก"

            "อะไรอ่ะพ่อ ไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจสักนิด" ยิ่งฟังก็งงยิ่ง อยู่ๆ ก็ถามชื่อผม แล้วก็บอกว่าตามนั้น มันหมายความว่ายังไง

            "ลองคิดให้มากกว่านี้ แล้วลูกจะเข้าใจ เหมือนแม่จะกลับมาแล้วนะ"

            พ่อลุกจากโซฟาเดินไปช่วยแม่หิ้วของ ปล่อยให้ผมคิดถึงสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้จนเหมือนหัวจะระเบิด

            ลองคิดให้มากกว่านี้เหรอ

            ชื่อผม...เหนือลิขิต

            ผมว่าผมพอจะนึกอะไรออกแล้ว

 

            กว่าไอ้กาลจะกลับบ้านก็เกือบทุ่ม โดนแม่บ่นไปหนึ่งชุดเล็กๆ กินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย จนใกล้ได้เวลานอนนั่นแหละมันถึงได้โผล่หัวมาหาผมพร้อมกับหมอนและผ้าห่มในมือ

            "ไงมึง ได้เรื่องอะไรมั้ย" มันถามแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง สภาพพร้อมนอน

            "คิดว่าได้ รอกลับไปเจอล่อนจ้อนแล้วกูจะถามให้แน่ใจ"

            "รู้อะไรเพิ่มบ้างวะ พ่อบอกอะไรมึง"

            "พ่อถามชื่อกู แล้วก็บอกให้คิดมากกว่านี้"

            "ทำไมวะ"

            "ตอนแรกก็สงสัย แต่ไหนมึงลองพูดชื่อกูดิ๊"

            "ลิขิต"

            "ชื่อจริง"

            "เหนือลิขิต"

            "นั่นแหละ"

            ไอ้กาลทำหน้าคิดหนักสมกับเป็นหัวสมองของครอบครัว คนอย่างมันใช้เวลาไม่นานนักหรอกเดี๋ยวก็คิดอะไรออก

            "แสดงว่า" มันชี้มาที่ผม ด้วยความเป็นแฝดกันเลยทำให้ผมเข้าใจโดยที่มันยังไม่พูดอะไร

            "ตามนั้น แต่ก็อย่างที่กูบอกว่าอยากรอยืนยันกับล่อนจ้อนอีกที แม่งโคตรตลกเลยที่อยู่ๆ ก็จำอะไรไม่ได้"

            "เพราะมันคือเรื่องราวที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตมึงไง"

            "ที่ลิขิตชีวิตคนได้เนี่ยนะ แล้วมึงดูสิ่งที่กูทำ"

            "มันก็ยังไม่แน่มั้ยวะ อาจจะไม่ใช่อย่างที่มึงคิด"

            "แต่มึงก็คิดใช่มั้ย"

            "ก็...เออ"

            "ตอนนี้กูมั่นใจแล้วเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อีกสิบเปอร์เซ็นต์เหลือไว้กันหน้าแตก"

            "มันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นมั้ยวะ"

            "แย่ดิ แย่มากๆ ชีวิตคนเลยนะมึง"

            "เออน่าอย่าเพิ่งคิดมาก" ปลอบผมแต่หน้ามันเครียดยิ่งกว่าอีก ถ้าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอิงกับชื่อพวกเราจริง เท่านี้ก็พอเดาได้แล้วว่าเรื่องของไอ้กาลจะเป็นยังไง จบเรื่องผมเมื่อไรต้องมาลุ้นกัน

            "ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ กูห่วงมันวะ"

            "ล่อนจ้อนอ่ะนะ"

            "เออ ต้องนอนคนเดียวข้างนอก"

            "ปกติมันก็นอนข้างนอกไม่ใช่เหรอ"

            "ตอนนี้มันไม่ปกติแล้วไง"

            "มึงแค่อยากรับผิดชอบดูแล"

            "ก็ใช่แหละ หรือต่อจากนี้กูควรให้มันเข้ามานอนด้วยดีวะ"

            "มาเป็นคนดีอะไรตอนนี้ แล้วกูอ่ะ มึงจะทิ้งกูเหรอ อีกอย่างอย่าลืมว่ามึงแพ้แมว"

            "แล้วมึงก็เสือกกลัวแมวขึ้นสมองอีก สิ้นหวังฉิบหาย"

            เป็นปัญหาใหญ่ที่คิดไม่ตก ผมควรบริหารจัดการยังไงให้เราสามคนอยู่ร่วมกันได้ดีวะ ถ้าล่อนจ้อนเป็นคนได้สักสิบชั่วโมงขึ้นไปอะไรๆ คงง่ายกว่านี้ ซึ่งคงอีกไม่นานเมื่อนับตามสถิติที่ผ่านมาแล้ว หรือถ้าไอ้กาลลดระดับความกลัวแมวลงมาบ้าง แต่อันนี้น่าจะยาก ไหนจะโรคฝันร้ายของมันอีก

            "ให้ล่อนจ้อนนอนห้องมึงมั้ยล่ะ" ผมเสนอ แต่ไอ้กาลรีบปฏิเสธ

            "ไม่ได้ กูยังใช้ห้องอยู่แค่ไม่ได้นอนเฉยๆ"

            "งั้นก็ให้มันนอนห้องกู เดี๋ยวกูไปนอนกับมึง"

            "ห้องมึงก็ไม่ได้ ให้แมวมาอยู่เดี๋ยวได้แพ้หนักกว่าเดิม"

            "ช่วงนี้อาการกูก็ไม่ได้แย่นะ"

            "ไม่ได้" มันยืนยันเสียงแข็ง ทำไมถึงได้ยุ่งยากแบบนี้วะ

            "งั้นนอนโซฟา"

            "โซฟาก็ไม่ได้"

            "เออช่างแม่ง กูจนปัญญาละ เดี๋ยวจะทำให้มันกลับมาเป็นคนเหมือนเดิมได้เร็วๆ จะได้อยู่ด้วยกันได้สักที"

            "เดี๋ยวมึงๆ ยังไงนะ จะอยู่ด้วยกันเหรอ"

            คำถามนี้ชวนให้ผมฉุกคิดถึงบทสรุปของเรื่องทั้งหมดหากผมแก้ปัญหานี้สำเร็จแล้ว ชีวิตเราจะเป็นยังไงต่อไป ล่อนจ้อนกับผมจะยังรู้จักกันอยู่มั้ย

            "ไม่รู้ว่ะ ก็ตอนนี้อยู่อยากให้มันมาอยู่ด้วยกัน"

            "แน่ะ คิดอะไรวะ ติดใจอะไรครับคุณพี่ชาย"

            "ติดใจส้นตีนอะไรล่ะ กูสงสาร ไม่อยากให้มันอยู่ข้างนอกคนเดียว"

            "อย่าให้รู้ว่าหลงน้องมาร์ชแมลโลว์"

            ผมส่ายหน้าใส่ มันก็ยังอุตส่าห์จำลักษณะของล่อนจ้อนที่ผมบรรยายให้ฟังได้นะ ที่ว่าเหมือนมาร์ชแมลโลว์

            "แน่ะ แอบยิ้ม"

            "อะไรของมึงอีก" ผมว่าอย่างรำคาญ ขยันหาเรื่องแซวอะไรของมันนักหนา

            "ก็กูเห็นมึงยิ้มอ่ะ อย่าบอกนะว่าคิดถึงน้องมาร์ชแมลโลว์อยู่"

            "ไอ้สัด รำคาญ" ผมไม่ปฏิเสธหรอกเพราะกำลังคิดถึงล่อนจ้อนอยู่จริงๆ นึกถึงเมื่อเช้าที่มันมาอ้อนขออยากมาด้วยอยากอยู่ในห้องแล้วก็เป็นห่วง ไม่รู้ป่านนี้จะทำอะไรอยู่

            "ทีกับพี่ณดาล่ะดองแชตเก่ง"

            "มึงโยงมาได้ไงเนี่ย เกี่ยวกันตรงไหนวะ" ผมล่ะเริ่มปวดหัวกับมัน

            "ก็ถ้ามึงมีคนที่ชอบแล้วพี่ณดาจะได้เลิกยุ่งไง"

            "เออ กูรู้"

            "ถ้าเป็นล่อนจ้อนกูก็โอเคนะ"

            "ใจเย็นมึง ให้มันกลับมาเป็นคนให้ได้ก่อน"

            "แสดงว่าคิด"

            ผมไหวไหล่ ไอ้กาลมันจะอยากนอนหรือยังผมไม่รับรู้ เดินไปปิดไฟก้าวขึ้นเตียง ดึงผ้าห่มมาคลุมถึงคอแล้วนอนหันหลังให้มัน ตัดขาดการสนทนาทุกหัวข้อ หลับตาลงแม้ใจจะยังไม่สงบเพราะห่วงใครบางคนอยู่ก็ตาม

 

           -- อ่านต่อด้านล่าง --

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5


            สิบเอ็ดโมงกว่าของวันอาทิตย์ไอ้กาลก็ขับรถพาผมกลับมาถึงหอ เข้าห้องได้ผมก็รีบไปดูที่ระเบียงเป็นอันดับแรก พอเห็นก้อนสีขาวนอนขดอยู่บนเบาะถึงได้ยิ้มออก เปิดประตูออกไปหา นั่งลงข้างๆ แล้วลูบหัวแมวที่กำลังหลับ

            โดนสัมผัสตัวไปแค่ไม่กี่ครั้งแมวก็ตื่น มันปรือตามองผมก่อนลุกขึ้นบิดขี้เกียจ จากนั้นก็เดินเอาตัวเข้ามาสีขาอย่างออดอ้อน ผมเลยนั่งลงแล้วอุ้มมันมานอนหงายบนตัก อยากเล่นพุง

            "เมี้ยว"

            "อย่าเพิ่งเปลี่ยนเป็นคนนะ ขอเล่นก่อน" ผมเกาคาง ขยำพุงมันเล่นอย่างมันมือ ไอ้ตัวบนตักก็นอนแผ่อาซ่ายอมให้เล่นแถมยังทำหน้าฟินอีก เห็นแล้วอยากเอาหน้าซุกพุงแต่กลัวจะโดนหามส่งโรงพยาบาลก่อน มาสก์ก็ลืมใส่ออกมา

            "ไอ้ขิต!" เสียงไอ้กาลตะโกนเรียกอยู่ตรงหน้าประตูห้อง ก่อนจะยกมือเป็นสัญลักษณ์โอเคให้มันถึงเดินออกไป

ตอนอยู่บนรถไอ้กาลมันขอบางอย่างกับผม เป็นเรื่องที่มันเคยพูดถึงมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผมทำเป็นลืม เลยถูกมันทวง

            "ล่อนจ้อน เรามีอะไรจะขอ ไอ้กาลมันอยากเห็นนายตอนกลายร่างเป็นคนอ่ะ อนุญาตมั้ย ถ้าไม่เต็มใจไม่ต้องก็ได้"

            "เมี้ยว"

            "สรุปไม่ให้นะ"

            "เมี้ยว"

            ผมก็มั่วไปงั้นไม่รู้เรื่องหรอกว่าไอ้เสียงเมี้ยวๆ นี่หมายความยังไง ก็ไม่อยากให้ดูนี่หว่า ถึงจะคิดวิธีปกป้องผิวสุขภาพดีจากสายตามันได้ แต่ก็มีสิทธิ์พลาดไม่ใช่หรือไง

            ล่อนจ้อนพลิกตัวกระโดดลงจากตักผม มันจ้องผมแล้วร้องอีกครั้ง ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

            "เอาใหม่ อนุญาตเงียบ ไม่อนุญาตร้อง"

            สายตาแป๋วๆ จ้องมองมาโดยไม่มีเสียงร้อง คำตอบคืออนุญาตให้ไอ้กาลดู ทำไมวะ ผมไม่เข้าใจ ทำไมต้องอยากให้มันดู

            "แน่ใจนะ"

            "เมี้ยว"

            "ก็ได้"

            ผมไม่ขัดศรัทธาแมวแล้วก็ได้

            "เพื่อเป็นการป้องกัน เราจะเอาผ้าขนหนูห่อล่อนจ้อนไว้ ตอนกลายเป็นคนก็จับเราไว้ดีๆ ห้ามขยับให้ไอ้กาลมันเห็นอะไรต่อมิอะไรเข้าใจมั้ย"

            "เมี้ยว"

            "ดีมาก งั้นไปเตรียมตัวกัน"

            ล่อนจ้อนเดินตามผมเข้ามาในห้อง ใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่ห่อตัวไว้จนมิดชิดแล้วอุ้มมันออกไปหาไอ้กาลข้างนอก คนกลัวแมวนั่งตัวแข็งอยู่ที่โต๊ะ สละโซฟาให้ผมนั่ง

            "อยู่ในนั้นเหรอ" ไอ้กาลถาม ท่ามันพร้อมหนีได้ทุกเมื่อถ้าเกิดอุบัติเหตุแมวในห่อผ้าหลุดออกมา

            "เออ"

            "โอเค กูพร้อมละ" ท่าทางมันโคตรตื่นเต้น

            "ล่อนจ้อน ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มเลย" ผมก้มลงบอกแมวในห่อผ้า มันสบตากลับ จากนั้นห่อผ้าในอ้อมแขนผมก็ขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นผู้ชายผมบลอนด์ฟูฟ่องแทน

            ล่อนจ้อนที่นั่งอยู่บนตักกอดคอผมเอาไว้มั่น ผมก็ช่วยประคองตัวมันเอาไว้กันตก ผ้าที่ห่อไว้ช่วยปกปิดตั้งแต่หัวไหล่ถึงต้นขา ไอ้กาลกะพริบตาปริบๆ ตอนล่อนจ้อนหันไปมอง

            "พอใจมึงยัง" ผมถามไอ้คนที่ยังทำหน้าตะลึงไม่เลิก อยากพาล่อนจ้อนไปใส่เสื้อผ้าแล้ว

            "ที่สุด"

            "งั้นกูพามันไปใส่เสื้อผ้าก่อนนะ"

            "เออๆ เดี๋ยวกูไปอ่านหนังสือ" พูดจบไอ้กาลก็เดินหนีเข้าห้องไปเลย ไอ้ฉากกลายร่างเนี่ยไม่ว่าใครเห็นก็ต้องตะลึง ขนาดผมกว่าจะชินก็สักพักใหญ่

            "ลุกได้แล้ว" ผมเขย่าขาเป็นสัญญาณล่อนจ้อนก็ลงจากตัก แต่ดันไม่ยอมจับผ้าที่คลุมตัวไว้จนมันหล่นลงไปกองที่พื้น

            ให้มันได้อย่างนี้สิ

            ถึงจะเห็นบ่อยแล้วก็เถอะ แต่สารภาพแบบลูกผ้ายเลยว่าผมใจไม่ดีทุกครั้งที่ได้เห็นผิวสุขภาพดีใกล้ๆ ไอ้คนทำผ้าหล่นก็ไม่ได้รู้สึกตัวรีบร้อนก้มเก็บ เป็นผมเองนี่แหละที่รีบคว้าผ้าขึ้นมาห่มให้แล้วพามันเข้าห้องไปหาเสื้อผ้าให้ใส่ ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าไอ้กาลยังนั่งอยู่ตอนเกิดฉากเรทสิบแปดบวกเมื่อกี้จะเกิดอะไรขึ้น เชื่อเถอะว่าผมต้องสติแตกกว่าคนโชว์เรือนร่างแน่ๆ มันหวงแบบไม่มีเหตุผล

            วันนี้ผมให้ล่อนจ้อนใส่กางเกงวอร์มกับเสื้อยืดสีขาว ปักหลักกันอยู่ในห้องไม่ได้ออกไปที่โซฟา เอาขนมที่แวะซื้อตรงเซเว่นหน้าหอให้ตามสัญญากันไว้

            ล่อนจ้อนเปิดถุงหยิบซองขนมออกมาแล้วก็ยิ้ม ผมไม่รู้ว่ามันชอบกินอะไรบ้างเลยหยิบของที่ตัวเองชอบมา มีมาร์ชแมลโลว์ขาวๆ นิ่มๆ เหมือนมันด้วย

            ผมนั่งมองล่อนจ้อนแกะขนมกินแล้วก็ยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียว อารมณ์เหมือนตอนดูคลิปเด็กฝึกทำอะไรสักอย่าง มันน่ารัก น่าเอ็นดู จนอยากลูบหัวแล้วชมว่า ‘เก่งจังเลยครับ’ เวลามันทำอะไรสักอย่างสำเร็จ

            "อย่าให้หกบนเตียงนะ"

            ล่อนจ้อนมองรอบๆ ตอนผมเตือน ก่อนมันจะย้ายตัวเองไปนั่งเก้าอี้แทน เป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายจังนะวันนี้

            "เมื่อวานเป็นไงบ้าง เหงามั้ย"

            "นิดหน่อย"

            "คิดถึงกันป้ะ" แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ถามออกไป แต่ผมอยากรู้จริงๆ นะ ก็ผมคิดถึงมัน เลยอยากรู้ว่ามันจะคิดถึงผมบ้างไหม

            "คิดถึง" ปากคิ้วตุ้ยๆ พลางพยักหน้าหงึกหงัก

            ใจผมพองเหมือนมีคนสูบลมใส่ เห็นแก้มกลมๆ นั่นแล้วอยากดึงแรงๆ มันเขี้ยวนัก

            ผมปล่อยให้ล่อนจ้อนมีความสุขกับการกินสักพักก่อนพาเข้าเรื่องที่ควรคุย เอารูปที่ค้นเจอจากบ้านให้ดู ขนมในมือถูกวางทิ้งไว้ทันทีเมื่อความสนใจของมันเปลี่ยนมาที่รูปถ่ายทั้งสองใบแทน

            "คุ้นหน้าใครในรูปบ้างมั้ย"

            "คนนี้" ล่อนจ้อนจิ้มไปที่เด็กผู้ชายตัวผอมแห้งที่ยืนอยู่ริมสุด

            "ใครเหรอคนนี้"

            "เราเอง"

            เป็นจริงอย่างที่ผมเดาไว้ว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็นล่อนจ้อน เราเกี่ยวข้องกันจริงๆ แต่เพราะอะไรบางอย่างทำให้ผมจำไม่ได้ ทั้งที่ไม่ควรลืม

            "คุ้นใครอีกบ้างมั้ย"

            ล่อนจ้อนพยักหน้า

            "มีเด็กคนนั้นที่ทำให้นายเป็นแบบนี้มั้ย"

            "มี"

            ใจผมเต้นโคตรแรงตอนล่อนจ้อนเงยหน้าขึ้นมาตอบ แม้พอจะรู้คำตอบอยู่แล้วจากเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่คิดไว้ แต่ใจก็อยากให้มันกลายเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ

            "คนไหนเหรอ"

            นิ้วที่เปื้อนเศษขนมชี้ไปที่เด็กผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด นิ้วหยุดอยู่ระหว่างกลางของคนทั้งสอง ล่อนจ้อนเอียงคอขมวดคิ้วคล้ายสับสน แต่สุดท้ายก็เลื่อนนิ้วไปด้านซ้ายของรูป ชี้ไปที่เด็กผู้ชายที่กำลังยิ้มจนตาปิด

            เด็กผู้ชายคนนั้นคือผมเอง

            "รู้มัยว่าคนในรูปคือใคร"

            ล่อนจ้อนเงยหน้ามองผม ไม่ส่ายหน้า ไม่ตอบ ไม่ส่งเสียง ผมมองดวงตาคู่นั้นหวังจะหาคำตอบจากแววตา แต่ภาพที่ผมมองเห็นก็มีแค่ภาพสะท้อนของตัวเองเท่านั้น

            "ล่อนจ้อน เด็กคนนี้คือเราเอง"

            "อืม" คนตรงหน้าแค่พยักหน้ารับ สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ ไม่มีท่าทางแปลกใจที่ผลออกมาเป็นแบบนี้

            "ไม่โกรธเหรอ"

            "ไม่โกรธ คิดไว้แล้ว...ว่าอาจจะเป็นแบบนี้"

            "รู้อยู่แล้วเหรอ"

            "ไม่รู้ แค่คิด คิดไว้เฉยๆ"

            "นั่นสิเนอะ เราทำให้ล่อนจ้อนเป็นคนได้แล้วจะเป็นใครไปได้ที่ทำให้ล่อนจ้อนกลายเป็นแมว"

            "ไม่เป็นไร จริงๆ นะ"

            น้ำเสียงผมมันดูตัดพ้อเกินไปหรือยังไงไม่รู้ล่อนจ้อนถึงได้ยื่นมือมาวางบนมือผมแล้วยิ้มให้ มันน่าเศร้านะที่ผมดันมีความสามารถพิเศษเปลี่ยนชะตาชีวิตคนได้ แทนที่มันจะเป็นไปในทางที่ดี แต่นี่กลับตรงกันข้าม มันแย่ แย่มากๆ

            "ยิ้มหน่อย"

            "ยิ้มไม่ออกแล้ว"

            "ยิ้ม" ว่าแล้วก็ยื่นมือมาจับแก้มผมทั้งสองข้างแล้วดึง

            มันต้องขนาดนี้เลยนะ นี่ผมทำให้คนน่ารักขนาดนี้เป็นแมวทำไมวะเนี่ย

            "เจ็บอ่ะ"

            "ยิ้มก่อน"

            "ยิ้มแล้ว" ผมยิ้มให้ดู ยิ้มจนตาปิดมองไม่เห็นคนข้างหน้ากันไปเลย

            "ดีมาก" ล่อนจ้อนชมแล้วปล่อยมือออก เป็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาก

            "ล่อนจ้อน"

            เจ้าของชื่อมองผมตาแป๋วแล้วยิ้ม เหมือนเป็นการยืนยันว่ามันไม่ได้โกรธผมเรื่องที่ถูกทำให้กลายเป็นแมวจริงๆ

            "เรารู้จักกันจริงๆ ใช่มั้ย" สำหรับผมความทรงจำที่มีมันเลือนรางจนเหมือนจะหายไป ล่อนจ้อนจำผมตอนเด็กได้ แต่ผมจำมันไม่ได้ กระทั่งเหตุการณ์อันเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดแปลกประหลาดนี้ที่ได้ฟังมาผมก็ยังจำไม่ได้ ไม่คุ้นเลยว่าเคยพูดแบบนั้นกับใครมาก่อน

            "รู้จักสิ"

            ล่อนจ้อนขยับเข้ามาใกล้ผม ใช้มือทั้งสองข้างประกบแก้มผมไว้แล้วยิ้มให้

            "ตอนนี้ ก็รู้จักกันแล้วไง จะช่วยทำให้จำ ได้เอง"

            ผมเคยคิดไว้ว่าผมสิที่ต้องเป็นคนพูดคำนั้น ผมสิที่ต้องเป็นคนช่วยล่อนจ้อนให้กลับมาเป็นคนเหมือนเดิม ไม่ใช่ให้คนที่ถูกผมทำร้ายมาคอยให้กำลังใจกัน

            ผมจับมือล่อนจ้อนออกแล้วดึงมันเข้ามากอด ขอบคุณที่ไม่โกรธ ขอบคุณที่มีชีวิตรอดจนมาถึงตอนนี้ และขอบคุณที่ตามหาผมจนเจอ ผมจะทำให้มันกลับมาเป็นคนเหมือนเดิมให้ได้เร็วที่สุด...สัญญา

            เรากอดกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนล่อนจ้อนจะเป็นฝ่ายผลักผมออก มันทำท่าเช็ดน้ำตาล้อ ทั้งที่ไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกจากตาผม พอเริ่มพูดคล่อง ก็ดูเหมือนจะเริ่มกวนประสาทขึ้นมาด้วย

            "ถ้าเป็นคนได้นานกว่านี้จะพาไปบ้านสวน" จากการจดบันทึก ถ้าได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาที่ล่อนจ้อนเป็นคนได้จะเพิ่มขึ้นครั้งละหนึ่งชั่วโมง สักอาทิตย์สองอาทิตย์หน้าถ้าไม่ติดงานอะไรคงพาไปด้วยกันได้

            "อยากกลับบ้าน"

            "คิดถึงพ่อแม่มั้ย"

            "คิดถึง อยากเจอมาก"

            "จะพาไปหา สัญญา ว่าแต่ล่อนจ้อนลูกใครอ่ะ" บางทีจำชื่อลูกไม่ได้ ผมอาจจะจำชื่อพ่อแม่ของล่อนจ้อนได้ก็ได้ คิดว่าทั้งคู่คงยังทำงานอยู่ที่สวน ใช้ชีวิตไปตามปกติโดยไม่รู้ตัวเลยว่าลูกตัวเองหายไป

            "แม่บุหงา พ่อดอกรัก"

            "ไม่คุ้นแฮะ"

            "จำไม่ได้เหรอ" ล่อนจ้อนถามเสียงหงอยๆ

            "อาจจะแค่จำชื่อไม่ได้ แต่ถ้าเห็นหน้าคงนึกออก เราไม่ได้ไปที่บ้านสวนนานแล้วด้วย แล้วคนอื่นๆ ในรูปล่ะ จำชื่อใครได้บ้างมั้ย"

            ล่อนจ้อนเริ่มไล่ชื่อในรูปในฟังผมฟังทีละคน ทุกคนถูกจดจำได้หมด ยกเว้นก็แค่ผมกับไอ้กาล ที่จำหน้าได้แต่จำชื่อไม่ได้ เพราะแบบนี้สินะถึงได้เป็นปัญหา ทุกอย่างที่เกี่ยวกับผมล่อนจ้อนจะลืม และทุกอย่างที่เกี่ยวกับล่อนจ้อนผมก็จะลืมเหมือนกัน แต่ก็มีข้อยกเว้นที่ล่อนจ้อนดันลืมชื่อตัวเอง

            เป็นแบบนี้ผมยิ่งอยากพาล่อนจ้อนไปเจอคนที่สวนเร็วๆ แต่เพราะหลายๆ อย่างยังไม่พร้อมเลยพาไปไม่ได้ หากลองคิดในแง่บวก ถ้าเกิดได้เจอกันพ่อแม่ของล่อนจ้อนอาจจะจำได้ขึ้นมาก็ได้ หรือถ้าจำไม่ได้ก็น่าจะพอคุ้นเคยบ้าง

            "ไปดูหนังกันมั้ย" ผมชวนเพราะไม่อยากเห็นล่อนจ้อนทำหน้าเศร้านานๆ เมื่อวานสัญญากันไว้แล้ว ไม่ได้ลงไปเซเว่น งั้นก็ดูหนังที่ดูค้างไว้ให้จบแล้วกัน

            ล่อนจ้อนพยักหน้า ผมจูงมือมันออกมานอกห้อง ถามว่าทำไมต้องจับมือผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มือมันไปเอง อีกคนก็ไม่ได้ขัดขืน ซึ่งปกติมันไม่เคยขัดขืนอะไรผมอยู่แล้ว ปล่อยให้จูงมือพาไปนั่งที่โซฟารอระหว่างที่ผมยกโน้ตบุ๊กมาต่อกับทีวี

            ช่วงครึ่งหลังของหนังออกจะแอคชัน มันจนต้องลุ้นตามแต่คนข้างๆ ผมกลับหลับเสียอย่างนั้น ล่อนจ้อนยกขาขึ้นมานั่งพับเพียบบนโซฟาท่าทางสุดแสนจะเรียบร้อย สองแขนกอดหมอนอิงตันเอนมาซบไหล่ผม เปลือกตาปิดสนิทปากเผลอนิดหน่อย ผมสีบลอนด์ยังฟูฟ่องดูแล้วไม่ต่างจากเด็กสิบขวบ

            แค่โดนคนข้างๆ ใช้เป็นหมอนอิงสมาธิผมก็หลุดจากจอทีวีโดยสิ้นเชิง ผมเขี่ยผมหน้าม้าฟูๆ ของล่อนจ้อนเล่น แล้วก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าตรงโคนผมมีสีดำขึ้นมานิดหน่อย นี่อาจจะเป็นสัญญาณที่ดีหรือเปล่า ผมสีดำที่เป็นสีผมจริงๆ ของมัน

            ละสายตาจากล่อนจ้อนกลับไปโฟกัสจอทีวีได้ไม่ถึงนาทีไอ้กาลก็เปิดประตูออกมา มันหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู แกล้งทำหน้าตกใจแล้วหรี่ตา ท่าทางกวนตีนจนอยากลุกขึ้นไปเหยียบตีนมันแต่ก็กลัวล่อนจ้อนจะตื่น จะว่าไปผมยังไม่ได้เหยียบตีนตัวเองที่เป็นคนทำให้ล่อนจ้อนกลายเป็นแมวเลยนี่หว่า

            "แน่ะ"

            "ไอ้ส้นตีน ไปไกลๆ" ผมขยับปากด่าแบบไม่ส่งเสียงแล้วโบกมือไล่

            ตอนมันเดินผ่านหน้าผมยังทำหน้ากวนตีนใส่ไม่เลิก หยิบคีย์การ์ดบนโต๊ะ ใส่รองเท้าเสร็จแล้วถึงได้หันมาบอกว่าจะออกไปไหน

            "กูออกไปซื้อข้าวนะ"

            "เผื่อด้วย" ผมจิ้มที่หัวคนหลับ ไอ้กาลทำท่าโอเคให้ก่อนจะเปิดประตูออกไป

            ส่วนผมก็นั่งเกร็งทำตัวเป็นหมอนให้คนหลับหนุนต่อไป

 

            จากเที่ยงจนถึงหนึ่งทุ่ม เจ็ดชั่วโมงพอดีที่ล่อนจ้อนอยู่ในร่างคนก่อนจะกลับไปเป็นแมวกระโดดหนีออกนอกระเบียงไป


tbc.


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
เริ่มรู้ทีละนิดแล้ว  :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5
ลิขิตครั้งที่ 10


            กลับมาถึงห้องตอนห้าโมงเย็นผมก็ตรงไปที่ระเบียงเหมือนทุกที เห็นก้อนสีขาวนอนขดอยู่บนเบาะก็คว้ามาสก์มาใส่ไม่ลืมเหมือนครั้งก่อน รีบเปิดประตูออกไปหา แต่เมื่อนั่งลงตรงหน้าเบาะก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ขนที่ควรจะเป็นสีขาวสะอาด บัดนี้กลับมาสีแดงเปื้อนอยู่

            "ล่อนจ้อน" ผมสะกิดเรียก พยายามจะเชิดหน้ามันดูบริเวณใต้คางที่มีรอยเปื้อน ใจหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่มแล้ว ไม่ต้องคิดอะไรให้ซับซ้อนก็รู้ว่าสีแดงที่เปื้อนขนมันคือเลือด

            ล่อนจ้อนลืมตาตื่น มันไม่ได้ลุกขึ้นบิดขี้เกียจทันทีเหมือนทุกครั้ง แต่ส่งเสียงร้องอย่างอ่อนแรงทักทายผมแทน

            "ไปโดนอะไรมา ขอดูหน่อย เจ็บหรือเปล่า" จะจับแรงก็กลัวมันเจ็บแล้วตกใจกระโดดข่วนหน้าเข้า เมื่อเห็นว่าล่อนจ้อนไม่ถอยหนีผมเลยเกาข้างแก้มเบาๆ ให้มันเงยหน้าขึ้น แล้วก็เห็นรอยแผลใต้ปาก

            มือผมสั่นกับสิ่งที่เห็น เพราะขนมันเป็นสีขาวพอเปื้อนเลือดเลยดูน่ากลัวมาก แถมยังเปรอะเลอะเต็มใต้คาง จากที่ดูคร่าวๆ แผลไม่ลึกนัก เลือดก็น่าจะหยุดไหลไปนานแล้วถึงได้แห้งเกรอะกรังแบบนี้ แต่ท่าทางเศร้าซึมของมันกำลังทำให้ผมกระวนกระวายใจ

            "เดี๋ยวพาไปหาหมอ"

            ผมอุ้มมันพาเข้าห้อง วางไว้บนเก้าอี้แล้วผละไปเตรียมกระเป๋า กำลังจะออกไปหาตะกร้าที่ไม่รู้จะมีหรือเปล่ามาใส่แมว แต่หันกลับไปมองที่เก้าอี้อีกทีแมวสีขาวก็หายไปกลายเป็นล่อนจ้อนนั่งหน้าเบ้อยู่แทน เลยต้องหมุนตัวกลับไปหาคว้าผมเช็ดตัวมาคลุมให้ก่อน

            "ยังเจ็บอยู่มั้ย" ผมเชิดคางล่อนจ้อนดูแผลเบาๆ พอไม่มีขนบังยิ่งเห็นแผลชัด เป็นรอยเหมือนโดนอะไรสักอย่างบาด ยาวประมาณสองเซนต์ ที่จมูกก็มีอีกหนึ่งรอยแต่ไม่ชัดเท่าที่คาง

            "ไม่ค่อยเจ็บแล้ว"

            "แล้วแบบนี้ต้องไปหาหมอสัตว์หรือหมอคนเนี่ย" ถ้ายังอยู่ในร่างแมวผมไม่ลังเลที่จะพาไปโรงพยาบาลสัตว์เลย

            "ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องหาหมอ"

            "แล้วสรุปไปโดนอะไรมา"

            "ตบกัน"

            "ฮะ"

            "ตบกับแมวตัวอื่น" ล่อนจ้อนตอบเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันจะยกมือขึ้นแตะแผลแต่ผมดึงมือออก

            "แล้วไปตบกันทำไม"

            "มันไม่ค่อยชอบหน้าเรา"

            ผมพอรู้มาบ้างว่าบางทีแมวก็ชอบเขม่นกัน ครั้งก่อนยังถามล่อนจ้อนอยู่เลยว่าเคยตีกับหมาหรือแมวตัวอื่นบ้างไหม แต่ไม่คิดว่าตบกันแล้วต้องถึงขั้นเลือดตกยางออก ในคลิปที่เคยเห็นมันตบกันแบบน่ารักไง แต่นี่มันคือสังเวียนจริง ตบจริงเจ็บจริง สภาพล่อนจ้อนยังโดนขนาดนี้แล้วแมวอีกตัวสภาพจะเป็นยังไง ยังสมบูรณ์ดีหรือแลกกันคนละแผลสองแผล

            "แล้วตบเขาได้บ้างมั้ยเนี่ย"

            "ไม่อ่ะ มันตัวใหญ่กว่า"

            "แมวที่ไหน"

            "บ้านที่อยู่ตรงข้าม"

            "อ๋อ"

            ผมนึกออกเลย บ้านนั้นก็เลี้ยงแมวลายเสือสีเทา ตัวมันสูงใหญ่หน้าตาดูไม่รับแขกยิ่งหว่าล่อนจ้อนอีก เพิ่งรู้ก็วันนี้ว่าเป็นนักเลง

            "ล่อนจ้อนเคยฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าหรือยัง" โดนแมวตบถึงจะอยู่ในร่างแมวเหมือนกันยังไงก็ต้องป้องกันไว้ก่อน เกิดอยู่ดีๆ มันเป็นบ้าขึ้นมาผมจะทำยังไง

            "เคยมั้ง ตอนเด็กๆ เคยโดนหมากัด"

            ใจผมอยากจะพาล่อนจ้อนไปหาหมอแล้วจับฉีดยาทำแผลให้มันจบๆ แต่เพราะไม่มีหลักฐานระบุตัวตนอะไรเลยนี่แหละเลยทำไมได้ มีแต่ตัวเปล่าๆ เปล่าแบบเปล่าเปลือย กระทั่งกางเกงในก็ไม่มี

            "ต้องไปหาหมอนะแบบนี้"

            "ไม่เป็นไรหรอก ไอ้นั่นมีเจ้าของ คงไม่เป็นอะไร แล้วก็ เคยตบกันมาแล้ว สบายมาก เลียแผลแล้วด้วย" เป็นประโยคยาวที่สุดที่แบ่งพูดเป็นท่อนๆ ล่อนจ้อนดูไม่เครียดอะไรเลย พูดไปก็ยิ้มไป แค่ดูเพลียๆ นิดหน่อย แต่ผมจับได้ว่าน่าจะมีเรื่องที่มันโกหก

            "แผลใต้คางจะเลียยังไง"

            คนถูกจับได้ยิ้มแหย ถ้าเลียแผลตรงนั้นได้จริงเลือดคงไม่เปื้อนอยู่แบบนี้

            "แน่ใจนะ ไม่ไปหาหมอจริงนะ"

            "ไม่ไป"

            ผมพรูลมหายใจออกมา เบาใจขึ้นนิดหน่อยที่แมวคู่กรณีมีเจ้าของแต่ก็ยังเป็นห่วง ผิดกับเจ้าตัวที่ดูเหมือนว่าเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาอย่างโชกโชน นั่งอมยิ้มให้ผมทั้งที่เลือดยังเปื้อนคางอยู่เลย

            "เดี๋ยวเราทำแผลให้แล้วกัน"

            "เจ็บมั้ย"

            "ไม่เจ็บเท่าตอนตบกันหรอก"

            ล่อนจ้อนทำหน้าไม่เชื่อ แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้าตกลง ผมเลยออกไปค้นกล่องยามาทำแผลให้ ทำเสร็จแล้วค่อยหาเสื้อผ้าให้ใส่ทีเดียว

 

            ไอ้กาลกลับมาถึงห้องตอนสองทุ่มพร้อมกับมื้อเย็นที่ผมฝากมันซื้อเผื่อล่อนจ้อนด้วย สองคนทักทายกันแบบเกร็งๆ ตอนเจอหน้า และแน่นอนว่าคนตาดีอย่างน้องชายผมต้องสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ

            ผ้าก๊อซปิดแผลที่อยู่ใต้คาง

            กาลมันมองแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ผมเลยมองล่อนจ้อนที่หลังจากทักทายไอ้กาลเสร็จก็หันไปสนใจทีวีต่ออีกทอด ก่อนลุกไปช่วยน้องชายยกถ้วยชามมาเทก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟใส่

            "ไปโดนอะไรมาวะ" มันกระซิบถาม ไม่รู้จะกลัวล่อนจ้อนได้ยินทำไมนักหนา

            "ไปตบกับแมวตัวอื่นมา" ผมตบด้วยน้ำเสียงปกติ ล่อนจ้อนหันมามอง ไอ้กาลทำหน้าเลิ่กลั่กแบบคนขี้นินทาแล้วดันโป๊ะถูกได้ยิน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังสักหน่อย ผมเองก็อยากคุยเรื่องนี้กับไอ้กาลเหมือนกัน

            ล่อนจ้อนลุกมาหาพวกเราที่โต๊ะ หยิบก๋วยเตี๋ยวถุงที่เหลือไปแกะด้วยท่าทางเงอะงะ ผมเลยแย่งมาแกะให้เองเพราะเดี๋ยวจะไม่ได้กินเอา

            "ยังไงวะที่ว่าตบกัน" ไอ้กาลถามต่อ ล่อนจ้อนยิ้ม ผมเป็นคนตอบ

            "มึงเคยเห็นแมวตบกันมั้ย ก็ประมาณนั้นแหละ ตบกับแมวบ้านตรงข้ามหอ แต่มึงคงไม่เคยเห็น"

            "น่ากลัวสัด"

            "สภาพเลยเป็นงี้ไง"

            "เจ็บมั้ยนั่น" ไอ้กาลถามล่อนจ้อน

            "ไม่เจ็บแล้ว"

            "ทีหลังก็อย่าไปใกล้มันนะ อันตราย"

            "อืม"

            เทก๋วยเตี๋ยวของตัวเองเสร็จแล้วพวกเราก็นั่งประจำที่ ครั้งแรกกับการกินข้าวเย็นอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ล่อนจ้อนใช้ช้อนส้อมเก่งขึ้นแล้ว แต่พอเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำมันเลยกระเด็นเลอะเทอะจนไอ้กาลถึงกับหยุดกินแล้วมอง

            "น่าจะใส่ผ้ากันเปื้อนนะ" มันเสนอด้วยความหวังดี ส่วนไอ้ผมก็ลืมคิดไป รู้อยู่แล้วว่าไอ้กาลจะซื้อก๋วยเตี๋ยวมา แต่ก็ไม่คิดว่าล่อนจ้อนจะกินได้เลอะเทอะขนาดนี้ แถมเสื้อที่ใส่ยังเป็นสีขาวอีก

            ผมพยักหน้าเป็นเชิงว่าปล่อยไปก่อนเดี๋ยวกินเสร็จแล้วค่อยจัดการทำความสะอาดทีหลัง เพราะตอนนี้ผมมีเรื่องอยากปรึกษากับน้องชายก่อนมันจะปลีกวิเวกไปหลังกินข้าวเสร็จ แล้วหามาอีกทีตอนเข้านอน

            "กาล กูอยากให้ล่อนจ้อนมาอยู่ด้วยกันว่ะ มึงคิดว่าไง"

            เจ้าของชื่อเหลือบตามอง ล่อนจ้อนเองก็หยุดมือเพื่อฟังว่าพวกเราจะคุยอะไรกันต่อ

            "หมายถึงมาอาศัยอยู่ด้วยกันอ่ะนะ"

            "เออ ประมาณนั้น เลี้ยงเอาไว้เลย กูกลัวมันไปโดนใครกัดอีก"

            ไอ้กาลทำหน้าเหมือนจะไม่ยอมแต่ไม่ได้พูดออกมาทันที ถ้าล่อนจ้อนไม่ต้องกลับไปเป็นแมวอีกมันคงยอมโดยไม่ขัดอะไร แต่เพราะเป็นแมวเลยเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเรา

            "ที่ผ่านมาก็อยู่มาได้นี่หว่า"

            "แต่กูกังวลไง มึงน่าจะเข้าใจความรู้สึกกูนะ คือกูเป็นคนทำให้มันเป็นแบบนี้ กูอยากรับผิดชอบ" ผมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ไอ้กาลฟังหมดแล้ว และมันก็รู้ด้วยว่าผมรู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้นขนาดไหน ผมเข้าใจความกลัวของมัน แต่เรื่องนี้น่าจะมีทางออกที่ดีร่วมกันได้

            ไอ้กาลเงียบไป มันคีบลูกชิ้นใส่ปากแล้วจ้องผม เคี้ยวตุ้ยๆ ขณะที่สมองคงกำลังใช้ความคิดอยู่

            "ไม่เป็นไร เราอยู่ข้างนอกได้" เห็นพวกผมเงียบกันไปนานหรือยังไงไม่รู้ล่อนจ้อนก็โพล่งขึ้นมากลางวง ไอ้กาลรีบกลืนลูกชิ้น ผมรีบวางแก้วน้ำที่กำลังกินแล้วพากันโบกมือทั้งคู่

            "ไม่ๆ คือกำลังคิดอยู่ว่าจะเอายังไง อยู่ได้ๆ" ไอ้กาลรีบบอก ถึงก่อนหน้านี้จะค้านหัวชนฝา แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆ ก็ใช่ว่าจะยอมให้กันไม่ได้เลย

            "อยู่เงียบๆ ไปเลย สรุปได้แล้วจะบอก"

            ล่อนจ้อนย่นจมูกใส่ผมก่อนใช้ส้อมจิ้มเกี๊ยวปลาใส่ปาก ส่วนผมกับไอ้ก็มาคิดกันต่อว่าจะเอายังไงกันดี

            "เดี๋ยวกูกลับไปนอนห้องก็ได้ แต่มึงจะไม่แพ้ใช่มั้ยต้องอยู่กับแมว" ซึ่งสุดท้ายมันก็ยอม

            "กูไปนอนกับมึงแทนก็ได้ ให้ล่อนจ้อนนอนห้องกู ทำความสะอาดบ่อยๆ น่าจะโอเค เดี๋ยวค่อยไปหาวิธีอยู่ร่วมกันในเน็ตเอา"

            ไอ้กาลพยักน้ารับ เป็นอันว่าตกลง

            มื้ออาหารดำเนินต่อ ผมคอยสังเกตไอ้กาลว่ามันจะโอเคอย่างที่ตกลงหรือเปล่าเพราะกลัวมันลำบากใจ แต่มันไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากนัก จนกินใกล้หมดมันก็พูดขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกออก

            "หรือว่าเหตุการณ์พวกนี้จะทำให้เจอเนื้อคู่วะ"มันถามหน้าตาย ทำเอาเส้นเล็กในปากผมเกือบพุ่งใส่หน้ามัน

            "อะไรทำให้มึงคิดงั้น"

            "ก็แค่เดา มึงกับล่อนจ้อนก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังกันอยู่นี่หว่า ถ้าจำเรื่องในอดีตได้อาจจะมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นก็ได้ ตอนนี้มึงสองคนก็ดูเข้ากันดีไม่ใช่เหรอ" มันอธิบายยาวยืด เป็นเหตุผลที่ผมไม่ขัดเพราะก็คิดเหมือนมัน ยกเว้นเรื่องเนื้อคู่ มันดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่จนผมไม่กล้าคิด

            "อาจจะเป็นเพื่อนที่ดี"

            "อย่าให้กูเห็นว่าหลงรักกันนะ"

            "ขยันเชียร์นะมึง"

            "พี่ณดาจะได้เลิกยุ่งกับมึงสักทีไง"

            "ก็จริง" อีกครั้งที่ผมเห็นด้วย ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าคิดจะรักกับล่อนจ้อนจริงๆ แต่ถ้าเทียบความรู้สึกที่มีตอนนี้แล้ว ความสบายใจที่ได้อยู่กับแมวก็มากกว่าพี่รหัสน้องชายอยู่ดี

            "กูว่าต้องลองถามพ่อดู ว่าที่ได้แต่งงานกับแม่เพราะอะไร ถ้าที่กูเดาถูก ก็นั่นแหละ"

            ผมล่ะเกลียดสีหน้าไอ้กาลตอนพูดจริงๆ มันกดยิ้มมองผมก่อนหันไปมองล่อนจ้อนแล้วกินก๋วยเตี๋ยวต่อ

            "เข้าใจที่พูดกันเมื่อกี้มั้ย" ผมลองถาม ล่อนจ้อนเองก็ฟังอยู่ แต่ทำหน้าเหมือนประมวลไม่ทัน

            "เนื้อคู่"

            "อืม แค่เดากันเล่นๆ อย่าคิดมาก"

            "เนื้อคู่คืออะไร"

            ไอ้กาลหลุดขำออกเสียง มันผายมือให้ผมเป็นคนอธิบายเอง ทั้งที่มันเป็นคนเริ่มประเด็นนี้แท้ๆ

            "ก็คนที่เกิดมาคู่กัน ได้แต่งงาน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันประมาณนั้น แบบพ่อกับแม่อ่ะ"

            "ลิขิตกับเรา เป็นเนื้อคู่กันเหรอ"

            ไอ้คนสร้างประเด็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชอบใจ ผมน่ะไม่ได้คิดมากอะไรหรอกถ้าเกิดจะรู้สึกรักหรือชอบขึ้นมาจริงๆ ล่อนจ้อนมันก็น่ารัก แต่มันก็ต้องดูกันไปอีกสักพักนึง

            "ไอ้กาลมันก็พูดไปงั้นแหละ อย่าใส่ใจเลย"

            "แล้วล่อนจ้อนชอบไอ้ขิตมั้ย ถ้าชอบกันขึ้นมาจริงๆ ก็อาจจะเป็นเนื้อคู่กันจริงก็ได้" ไอ้กาลถาม โคตรขยันหาเรื่อง กินไปเงียบๆ ไม่เป็นใช่มั้ยมึงเนี่ย

            "ก็ชอบนะ" ล่อนจ้อนตอบไอ้กาลแล้วเหล่มองผม

            คนถามยิ้มอารมณ์ดีถูกใจกับคำตอบ แต่ล่อนจ้อนมันอาจจะกวนตีนเล่นก็ได้ใครจะรู้ เห็นซื่อๆ ใสๆ เป็นเด็กสิบขวบแบบนี้แต่ก็แอบร้ายนะ มันเรียนรู้เร็วจะตาย แป๊บๆ เดี๋ยวความคิดความอ่านก็ตามพวกผมทันแล้ว ที่พูดออกมาเมื่อกี้อาจจะแกล้งเล่นก็ได้ใครจะรู้

            "ลิขิตใจดี อยากอยู่ด้วย"

            "ถ้าแบบนั้นก็ชอบคนละแบบแล้ว" ผมแย้ง

            "แล้วอยากให้ชอบแบบไหนล่ะ" ขยันชงจริงน้องชายผม ไม่ต้องเป็นแล้วมั้งเภสัช ไปเปิดร้านขายกาแฟน่าจะรุ่ง

            "หุบไปปากมึงน่ะ"

            "ใจร้าย ล่อนจ้อนอย่าพูดจาแบบนี้นะ มันไม่ดี"

            ล่อนจ้อนหัวเราะ ดูจะชอบใจความอารมณ์ขันแสนกวนตีนของไอ้กาลน่าดู ขำเสร็จคนช่างสงสัยก็เริ่มตั้งคำถามต่อ

            "ถ้าเป็นเนื้อคู่ ต้องชอบกันแบบไหน"

            "ตอนเด็กเคยแอบชอบใครมั้ย" ผมถามกลับ

            ล่อนจ้อนนิ่งไปแป๊บนึงก่อนพยักหน้า เด็กๆ ทุกคนมันต้องมีประสบการณ์แอบชอบล่ะน่า

            "ต้องชอบแบบอยากเป็นแฟน อยากอยู่ด้วย อยากทำสิ่งดีๆ ให้ประมาณนั้น แล้วล่อนจ้อนชอบเราแบบไหน" ได้โอกาสผมก็เอาคืนบ้าง ไอ้กาลทำหน้าชอบใจ แต่ล่อนจ้อนเงียบไปเลย

            เมื่อกี้นี้ล่อนจ้อนมันก็พูดแล้วว่าชอบผมในลักษณะไหน เท่าที่ตีความได้ก็ชอบเพราะเราต้องพึ่งพาและช่วยเหลือกันนั่นแหละ ผมเลยต้องใจดี แล้วมีใครบ้างไม่ชอบคนใจดี

            "ถ้าชอบแบบอยากเป็นแฟนเมื่อไรก็บอกนะ"

            คนฟังหน้าแดงแป๊ดก้มหน้าก้มตากินไม่คุยต่อ คนพูดอย่างผมก็ใจเต้นแปลกๆ ทั้งที่ตั้งใจจะแกล้งเขาแท้ๆ ท่าจะไม่ดีแล้วแบบนี้ เราควรเปลี่ยนเรื่องคุย

            ไอ้กาลมองหน้าผมแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม ผมรู้มันคิดอะไรแต่ก็ขอบคุณที่ไม่พูดออกมา

            ใจหนอใจ ต้องมาสั่นไหวเพราะคำพูดตัวเอง

            กินเสร็จไอ้กาลก็อาสายกจานไปเก็บ ผมเช็ดโต๊ะ ล่อนจ้อนยืนเคว้งคว้างเพราะไม่รู้จะทำอะไรผมเลยไล่ให้ไปนั่งดูทีวีรอที่โซฟา

            "ลิขิต"

            ผมหันไปเลิกคิ้วตอบรับตอนเช็ดโต๊ะเสร็จพอดี ล่อนจ้อนชี้ไปที่ทีวีซึ่งตอนนี้เป็นโฆษณาพิซซ่าเจ้าสีเขียว

            "อยากกินพิซซ่า"

            "เพิ่งกินข้าวไปเนี่ยนะ"

            "อยากกิน" คราวก่อนเจอโฆษณาเซเว่นก็อยากไปเซเว่น รอบนี้เห็นโฆษณาก็อยากกินพิซซ่าอีก ชักจูงง่ายอันตรายนะแบบนี้

            "วันอื่นค่อยกินแล้วกัน"

            "สัญญานะ"

            "ครับ สัญญา"

            แล้วพิซซ่าก็กลายมาเป็นสัญญาระหว่างเราอีกข้อ

            "ล่อนจ้อนจะอาบน้ำเลยมั้ย"

            "อาบน้ำ?" ถามกลับมาเสียงสูงแถมยังทำหน้าสงสัย ผมก็ลืมไปว่าตั้งแต่ล่อนจ้อนมาอยู่ที่นี่ยังไม่เคยอาบน้ำเลยสักครั้ง คงจะเลียทำความสะอาดขนตัวเองตอนเป็นแมวอย่างเดียว

            "ถ้าจะนอนที่นี่ก็ต้องอาบน้ำ เสื้อก็เปื้อนด้วยเนี่ย ไปอาบเลยก็ได้" ผมพยักพเยิดไปที่ห้องน้ำล่อนจ้อนก็มองตาม

            ทำหน้าทำตาเหมือนคนไม่รู้เรื่องแบบนี้อย่าบอกนะว่าอาบน้ำไม่เป็น

            "อาบน้ำเป็นมั้ย"

            "เป็น"

            "งั้นเดี๋ยวเตรียมของให้ แปรงสีฟันน่าจะมีอยู่ ไว้วันหยุดเดี๋ยวพาไปซื้อของ"

            ผมเดินเข้าห้องไปเตรียมผ้าขนหนูกับแปรงสีฟันมาให้คนที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนโซฟา ล่อนจ้อนรับไปถือไว้แต่ก็ยังไม่ยอมขยับตัวไปไหน เอาแต่มองของในมือสลับกับห้องน้ำ สรุปว่าอาบน้ำเองเป็นจริงๆ มั้ยล่ะเนี่ย

            "มึงก็ไปอาบกับล่อนจ้อนดิ" แล้วไอ้กาลก็เข้ามาแทรก ล้างจานเสร็จก็ชงต่อเลยนะมึง

            "ก็แค่อาบน้ำมันจะไปยากอะไร มันก็บอกว่าอาบเป็น"

            "แผลไงมึง ต้องระวังแผลอีก อย่าให้แผลโดนน้ำ"

            "ต้องขนาดนั้นเลย เดี๋ยวอาบเสร็จก็ออกมาทำแผลใหม่"

            "ไม่ได้ ถ้าโดนน้ำมันมีโอกาสติดเชื้อ กูเรียนมา เชื่อกู" ไอ้กาลว่าสีหน้าจริงจังแบบโอเวอร์ ประมาณว่าถ้าผมไม่เชื่อก็เตรียมตัดหัวล่อนจ้อนทิ้งเพราะแผลเน่าได้เลย

            "เออๆ"

            พอผมตอบรับมันก็ยิ้มแล้วทิ้งตัวบนโซฟา ก่อนหันไปบอกจ้อนล่อนที่ยังทำหน้าไม่รู้เรื่อง

            "เดี๋ยวขิตมันพาไปอาบน้ำ"

 

            -- อ่านต่อด้านล่าง --

ออฟไลน์ kinsang

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 192
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +242/-5


            ผมรับปาก แต่ก็ใช่ว่าจะต้องแก้ผ้าอาบด้วยกันเสียเมื่อไร ความสามารถล่อนจ้อนมันก็สิบขวบแล้วนะ บวกเพิ่มที่รู้จักกันมาเกือบเดือนผมให้เลยสิบห้าปีเพราะมันพัฒนาได้ค่อนข้างเร็ว แค่อาบน้ำเองครั้งแรกในรอบสิบปีน่ะเรื่องเล็กน้อย พูดไปแล้วก็เหมือนว่าตัวมันจะเหม็นนะ แต่แปลกที่ไม่มีกลิ่นเลย

            "เอาผ้าขนหนูแขวนไว้บนราวก่อน"

            ล่อนจ้อนเอาผ้าแขวนไว้ตามที่ผมบอก เราทั้งสองยังอยู่ในชุดเสื้อผ้าครบชุด ท่าทางดูนิ่งๆ แต่ผมว่ามันคงตื่นเต้นที่จะได้อาบน้ำ

            "อันนี้ยาสีฟัน แปรงใช้เสร็จแล้ววางตรงนี้ อันนี้โฟมล้างหน้า ขวดนี้ยาสระผม ขวดนี้ครีมอาบน้ำ เหมือนสบู่นั่นแหละ จะสระจะอาบก่อนก็แล้วแต่เลย"

            ผมอธิบายขวดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่วางอยู่ ล่อนจ้อนพยักหน้าตาม หยิบขวดสบู่เหลวมาดมก่อนวางไว้ที่เดิมเมื่อผมพูดต่อ

            "เคยใช้ฝักบัวมั้ย"

            "ไม่เคย ที่บ้านไม่มี"

            "เป็นโอ่งตักอาบใช่มั้ย"

            "ใช่"

            ผมนึกภาพออก บ้านปู่เองก็มีทั้งโอ่งใส่น้ำให้ตักอาบกับห้องที่เป็นฝักบัว ที่บ้านพักคนงานคงมีแต่โอ่งล่ะมั้ง แต่ผ่านมาสิบปีแล้วตอนนี้อาจจะมีฝักบัวแล้วก็ได้

            "แล้วตอนเป็นแมวเคยโดนเจ้าของจับอาบน้ำบ้างมั้ย"

            "เคย แต่ไม่ค่อยชอบ"

            "แล้วตอนนี้ชอบเหรอ"

            "ก็ตอนนี้เป็นคน"

            โดนแล้วหนึ่งดอก ไอ้ผมก็ถามอะไรไม่ทันคิด เปลี่ยนเรื่องดีกว่า

            "เดี๋ยวสอนใช้ฝักบัว"

            ขยับแค่ก้าวเดียวผมก็มายืนอยู่หน้าฝักบัว ล่อนจ้อนก้าวมายืนข้างๆ ดูกระตือรือร้นเหมือนเวลาเด็กได้ของเล่นใหม่

            "จะเปิดก็ดึงมาฝั่งนี้"

            ผมดึงลมให้ดู แต่ล่อนจ้อนคว้าหมับที่ก๊อกแล้วดึงตามจนสุด น้ำพุ่งออกมาอย่างแรง คนเปิดตกใจผงะถอยหลัง ผมช่วยปิดก๊อกให้ ผลคือเปียกโชกกันทั้งคู่

            "เฮ้อ"

            "ขอโทษ"

            "ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ต้องอาบอยู่แล้ว" เปียกขนาดนี้แล้วก็อาบด้วยกันไปเลยแล้วกัน

            ผมถอดเสื้อแล้วบิดน้ำออกเอาไปแขวนราวไว้ เพราะตกใจถอยออกไปก่อนล่อนจ้อนเลยเปียกไม่มาก มันตั้งท่าจะถอดเสื้อทำตาม แต่ผมยกมือห้ามไว้

            "อย่าเพิ่งถอด มาแปรงฟันก่อน" ผมดึงล่อนจ้อนให้มายืนหน้ากระจก บีบยาสีฟันใส่แปรงให้ตัวเองแล้วก็ยื่นให้ล่อนจ้อนทำบ้าง หลังจากนั้นเราก็แปรงฟันด้วยกัน

            นอกจากตัวจะไม่เหม็นแล้ว ฟันล่อนจ้อนก็ยังขาวอยู่ทั้งที่ตอนเป็นแมวไม่น่าจะได้แปรงฟัน มันจับแปรงดูยังไม่ค่อยถนัดมือนัก มือขยับไปพลางตาก็เหล่มองผมไปพลาง ผมบ้วนฟองออกก็ทำตาม แปรงเสร็จก็ยื่นแก้วน้ำให้บ้วนปาก

            แปรงฟันเสร็จก็ล้างหน้าต่อ ล่อนจ้อนทำตามผมทุกขั้นตอนตั้งแต่เอาน้ำลูบหน้า บีบโฟมใส่มือ ขยี้นิดหน่อยให้เป็นฟองแล้วเอามาถูกหน้า มันดูจะชอบขั้นตอนนี้นะ เห็นหน้าตัวเองที่เปื้อนโฟมก็ยิ้มใหญ่ คึกคักขยับมือถูซะแรง

            "เบาหน่อย เดี๋ยวหน้าก็พังเอา ล้างน้ำได้แล้ว ค่อยๆ ล้างนะ ระวังอย่าให้น้ำโดนแผล" ผมยกอ่างล้างให้ล่อนจ้อน ส่วนตัวเองเปิดฝักบัวล้างเอา

            และแล้วก็มาถึงขั้นตอนที่ชวนให้ตื่นเต้น ตอนเด็กๆ ผมเคยแก้ผ้าอาบน้ำกับไอ้กาลบ่อยๆ แต่มันก็สิบกว่าปีมาแล้วไง ตอนนี้ก็ต่างคนต่างใช้ชีวิต ยกเว้นก็ตอนนอนที่ยังนอนด้วยกันเพราะโรคฝันร้ายของไอ้กาลมัน หรือครั้งนี้ผมไม่ควรแก้หมด เหลือกางเกงในไว้ให้อุ่นใจสักตัว แต่มันจะเกิดการเหลื่อมล้ำกันได้เพราะล่อนจ้อนไม่มีกางเกงในใส่

            เราหันหลังให้กันแล้วถอดเสื้อผ้า ห้องน้ำหอผมมันก็เล็ก แค่ผู้ชายสองคนยืนด้วยกันก็เกือบเต็มแล้ว แล้วนี่ต้องมาก้มๆ เงยๆ ถอดเสื้อผ้าอีก ก้มถอดกางเกงทีผิวเนื้อก็ไปโดนอีกคนทำเอาขนลุกซู่ ต้องรีบถอดรีบกลับมายืนตัวตรง ไม่รู้คนที่แก้ผ้าจนชินแบบล่อนจ้อนจะรู้สึกแปลกๆ เหมือนผมบ้างมั้ย

            "สระผมก่อนแล้วกัน ไม่ต้องหันมา เดี๋ยวล้างผมให้"

            ผมหยิบฝักบัวลงมาแล้วเปิดน้ำ บอกให้ล่อนจ้อนเงยหน้าขึ้นแล้วล้างผมให้ก่อน ต้องระวังไม่ให้น้ำโดนแผลใต้คาง เสร็จแล้วก็กดยาสระผมแล้วขยี้ให้

            "ล้างผมแล้วก็เอายาสระผมใส่ ทีนี้ก็ขยี้เอง"

            ล่อนจ้อนหันกลับมาหาแล้วเริ่มขยี้ผมสีบลอนด์ฟูๆ ของตัวเอง ผมพยายามไม่มองลงต่ำตอนเราหันมาเผชิญหน้ากันแม้จะเห็นจนชินแล้วก็เถอะ เปิดน้ำล้างผมแล้วสระให้ตัวเองบ้าง

            "สระแล้วทิ้งไว้ก่อน ทีนี้ก็มาอาบน้ำ"

            ผมเปิดน้ำล้างตัวให้ ราดตั้งแต่ช่วงไหล่ลงมา เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยให้ทำเองต้องไปโดนแผลแน่  จากนั้นกดสบู่เหลวใส่มือให้

            "ถูให้ทั่วตัวเลยนะ แต่อย่าให้โดนแผล" ย้ำอีกครั้ง คนฟังก็พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

            ผมเปิดน้ำล้างตัวเองบ้าง บีบสบู่เหลวลูบตัวไปก็เหล่มองคนข้างๆ ไป ตอนนี้เองที่ล่อนจ้อนมันทำหัวใจผมเกือบวาย ก็แค่ถูสบู่จำเป็นต้องดูยั่วยวนขนาดนี้เลยเหรอวะ

            เปล่าหรอก ล่อนจ้อนไม่ได้ทำอะไร มันก็แค่อาบน้ำของมัน ไม่ได้ตั้งใจยั่วผม แต่ใจอกุศลของผมดันคิดไปเอง ถามหน่อยว่าใครมันจะไปทนไหว ผิวเนียนๆ ขาวๆ กับฟองสบู่

            ตาผมมองตามมือที่ค่อยๆ ลูบไล้ไปทั่วตัว จากหน้าอกลงมาที่ท้อง และกำลังจะเลื่อนลงต่ำไปเรื่อยๆ ผมเลยต้องสะกดตัวเองให้เงยหน้ามองเพดานแล้วตั้งสติ มันมีคาถาระงับอารมณ์ที่ใกล้จะพลุ่งพล่านบ้างมั้ย อันตรายอะไรขนาดนี้

            ก้มหน้าลงมาอีกทีก็เจอล่อนจ้อนกำลังก้มถูขาอยู่ แล้วผมสีบลอนด์ที่ยังมีฟองก็อยู่ตรงหน้าลิขิตน้อยพอดี ผมเลยต้องถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง คว้าฝักบัวลงมาแล้วสะกิดเรียก วันนี้อาบแค่นี้ก็พอ

            "เดี๋ยวล้างตัวให้"

            ตอนล่อนจ้อนเงยขึ้นมาผมต้องเบี่ยงตัวหลบเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ ผมทำมือให้ล่อนจ้อนหันหลังมันก็ทำตาม เริ่มล้างฟองจากผมที่สระทิ้งไว้ก่อน จากนั้นก็ให้มันหมุนกลับมาแล้วล้างตัวให้ สำรวจทุกส่วนว่าล้างฟองออกจนหมดแล้วก็บอกให้เอาขนหนูมาพันตัวแล้วไปหาเสื้อผ้าใส่ แต่เด็กขี้สงสัยไม่ยอมทำตาม

            "แล้วลิขิตล่ะ" ถามแล้วมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าที่ยังเต็มไปด้วยฟอง นี่แอบสำรวจร่างกายผมด้วยหรือเปล่าวะ

            "เดี๋ยวตามออกไป"

            "เดี๋ยวรอ"

            "ไม่ต้องรอ"

            "จะรอ"

            ผมขี้เกียจเถียงเลยโบกมือให้ล่อนจ้อนออกไปยืนห่างๆ แล้วล้างตัว คนรอก็เล่นจ้องจนผมเกร็งไปหมด รีบๆ ล้างแล้วคว้าผ้าขนหนูมาห่ม จบรีวิวการอาบน้ำที่ระทึกที่สุดในชีวิต

            เปิดประตูเดินออกมาด้วยกันไอ้กาลก็มองแล้วยิ้มกวนประสาทใส่ แค่อ้าปากผมก็รู้แล้วว่ามันจะพูดอะไร

            "อาบนานขนาดนี้สอนกันทุกขั้นตอนเลยดิ เสียงดังอีก" มันนั่งอยู่ตรงนี้ยังไงก็ต้องได้ยินที่คุยกันในห้องน้ำอยู่แล้ว แต่ผมขัดใจประโยคสองแง่สองแง่มของมัน รู้ว่ามันแซวอยากให้ด่า งั้นก็ขอด่าหน่อย

            "เสียงดังส้นตีนอะไร"

            "เสียงดังส้นตีนอะไร"

            แล้วเราสองพี่น้องก็พากันอึ้งทั้งคู่ เมื่ออยู่ๆ ล่อนจ้อนก็พูดตามผมซะงั้น

            "โอ้โหเจ็บเลย โดนล่อนจ้อนด่า" ไอ้กาลทำท่ากระอักเลือด กวนตีนไม่เลิก

            "มันเป็นคำไม่ดีห้ามพูด"

            "ขิตยังพูดเลย" เดี๋ยวนี้นอกจากจะดื้อแล้วยังเถียงเก่งอีก

            "แต่ล่อนจ้อนห้ามพูด เข้าใจมั้ย"

            ไอ้กาลยิ้มชอบใจ ขณะที่ล่อนจ้อนยอมพยักหน้ารับแบบหงอยๆ ผมเลยรีบคว้ามือมันเดินเข้าห้องก่อนจะโดนไอ้กาลแซวจนต้องพูดจาหยาบคายใส่มันอีก ไม่รู้ดิ ผมอยากให้ล่อนจ้อนพูดเพราะๆ มากกว่า เรื่องหยาบคายปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมกับไอ้กาลก็พอ

 

            ตั้งแต่ล่อนจ้อนมาหาทุกเย็นชุดใส่เล่นอยู่ห้องของผมถูกใช้จนเกือบหมดตู้ทุกสัปดาห์ ครั้นจะยกไปซักบ่อยๆ ก็ขี้เกียจ ปักหมุดไว้เลยว่าวันหยุดนี้ต้องพาล่อนจ้อนไปเดินซื้อของให้ได้ แล้วก็ซื้อชุดนอนน่ารักๆ ให้มันใส่ด้วย น่าจะเหมาะดี

            ผมใช้ไดร์เป่าผมให้ล่อนจ้อนหลังจากแต่งตัวเสร็จ ผมสีบลอนด์ฟูๆ นี้ให้ความรู้สึกเหมือนขนแมวยามได้สัมผัส จับแล้วเพลินมือจนอยากลูบเล่นมันทั้งคืน

            "เล่าเรื่องตอนเด็กๆ ให้ฟังหน่อยดิ" ผมขอหลังจากเป่าผมให้เสร็จ ม้วนไดร์เก็บเข้าลิ้นชักแล้วก็มานั่งข้างล่อนจ้อนบนเตียง

            การจะหาวิธีแก้ปัญหานี้ได้ผมคิดว่าเราต้องย้อนอดีตกันเสียหน่อย หากจำเรื่องราวตอนนั้นได้ รู้วิธีที่ทำให้ล่อนจ้อนกลายเป็นแมวแบบแน่ชัดแล้ว การจะทำให้มันกลับมาเป็นคนอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

            "ตอนเรายังเด็กเหรอ"

            "ใช่ ตอนเรากับล่อนจ้อนเป็นเด็ก เราเล่นด้วยกันบ่อนมั้ย สนิทกันหรือเปล่า"

            "ก็เล่น แต่ไม่สนิท ขิตกับกาลสนิทกับแม็กมากกว่า"

            "ตอนนั้นน่ะเราพูดแบบนั้นจริงๆ เหรอ ที่บอกว่าขอให้ล่อนกลายเป็นแมว"

            "ใช่ เพราะเราแกล้งแมว"

            ผมชอบแมว ย่อมมีสิทธิ์เป็นไปได้ที่จะโกรธคนที่แกล้งแมวจนพูดออกไปแบบนั้น ถึงตอนนี้จะจำไม่ได้แล้วก็เถอะ แต่ถ้ารู้ว่าคำพูดตัวเองมันศักดิ์สิทธิ์ขนาดไปกำหนดชีวิตใครได้ก็จะไม่พูดเด็ดขาด

            "แล้วทำไมถึงไปแกล้งมันล่ะ"

            "ก็แค่อยากแกล้ง เราเอาถังไล่ครอบมัน ขิตก็โกรธ"

            "แล้วเราก็แช่งเลยอ่ะเหรอ"

            "ขิตบอกให้หยุด แต่เราไม่หยุด"

            เป็นเด็กดื้อสินะ ดื้อจนผมโกรธ

            มาลองคิดๆ ดูตอนนั้นผมพูดว่า ‘ขอให้กลายเป็นแมว’ แล้วถ้าตอนนี้ผมพูดว่า ‘ขอให้กลับมาเป็นคน’ บ้างล่ะ จะเป็นยังไง

            "ขอให้กลับมาเป็นคน" ผมโพล่งขึ้นมาจนล่อนจ้อนทำหน้างงแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือไม่คงต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าถึงจะเห็นผล

            "จะกลับมาเป็นคนจริงๆ เหรอ"

            "ก็แค่ลองพูดดูเผื่อได้ผล"

            "แต่ตอนนั้นพูดยาวกว่านี้"

            "เราพูดว่าอะไรบ้างนะ"

            "เคยบอกไปแล้วไง"

            "จำรายละเอียดไม่ได้แล้วครับ ขอโทษ" ยอมรับตรงๆ ว่าลืมเพราะไม่คิดว่าคนคนนั้นจะเป็นตัวเอง

            "ลองเป็นแมวดู จะได้รู้ว่า มันรู้สึกยังไง"

            งั้นถ้าผมพูดว่า

            "ลองเป็นคนดู จะได้รู้ว่า มันรู้สึกยังไง"

            ล่อนจ้อนขมวดคิ้วแน่นตอนผมพูดจบ มันเป็นประโยคที่โคตรประหลาดเพราะตอนนี้ล่อนจ้อนก็ยังอยู่ในร่างคน นี่ผมพูดอะไรออกไปวะ เปลี่ยนเรื่องเถอะ

            "ตอนเด็กๆ นอกจากเรื่องแมวเราเคยทะเลาะกันเรื่องอื่นมั้ย"

            "เราไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร"

            "ทำไมล่ะ"

            "ไม่รู้เหมือนกัน" ล่อนจ้อนส่ายหน้า

            เรื่องนี้มันต้องมีเหตุผลที่ทำให้เราจำไม่ได้ทั้งคู่ เราน่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันมากกว่าเรื่องเล็กๆ อย่างการแกล้งแมว อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความบาดหมางของเราทั้งสองหรืออะไรก็ตามแต่ที่ผมนึกไม่ออก แต่มันน่าจะมีเรื่องแบบนั้นแน่ๆ

            ผมทำแผลให้ล่อนจ้อนใหม่ ชวนคุยเรื่องสัพเพเหระอีกนิดหน่อยอีกฝ่ายก็ทำตาปรือใส่ ตอนนี้เพิ่งจะสามทุ่มครึ่ง แต่แมวขี้เซาที่ได้รับบาดเจ็บมาคงอยากเข้านอนแล้ว

            "ง่วงแล้วเหรอ"

            "อืม"

            "นอนเลยก็ได้นะ เดี๋ยวคืนนี้เราไปนอนกับกาล นอนคนเดียวได้ใช่มั้ย"

            "นอนได้ ขิตแพ้แมว" พูดปากยื่นปากยาวน่ามันเขี้ยวจนอดไม่ไหวเลยดึงแก้มนิ่มๆ ไปหนึ่งที

            คำนวณจากเวลาแล้วล่อนจ้อนน่าจะกลับร่างแมวประมาณตีหนึ่งในกรณีที่ผมนอนด้วย ซึ่งไม่ดีแน่ถ้าต้องแมวอยู่กับแมวแบบนั้น หรือไม่ก็อีกกรณีที่พอเที่ยงคืนแล้วเวลาจะตัดแล้วคืนร่าง เป็นกรณีศึกษาที่เรายังไม่เคยทดลอง ส่วนอีกกรณีคือกลับร่างแมวทันทีหลังจากผมออกจากห้อง แล้วก็จะกลับมาเป็นคนไม่ได้อีกจนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้ หรือก็คือตอนเที่ยงคืน

            "งั้นนอนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเข้ามาหา" ผมลุกจากเตียงไปตรวจดูประตูระเบียงว่าล็อกเรียบร้อยดีแล้วค่อยปิดผ้าม่าน ตอนเดินผ่านเตียงล่อนจ้อนก็ลุกมาหา

            "ฝันดี" บอกแล้วก็เขย่งเอาปากมาแตะหน้าผากผม อึ้งไปเลยงานนี้

            "ไปจำมาจากไหนเนี่ย" ผมจำได้ว่าไม่เคยสอน หรือตอนเด็กๆ มันชอบทำกับพ่อแม่

            "นิทาน"

            นิทานที่ผมซื้อมาให้มันมีอะไรแบนี้ด้วยเหรอวะ แต่นั่นก็ไม่น่าตกใจเท่าคำพูดต่อมาของคนที่จุ๊บหน้าผากผมแล้วบอกฝันดี

            "ขิตไม่ทำบ้างเหรอ"

            สารภาพว่าเกิดมายังไม่เคยจุ๊บหน้าผากใครแล้วส่งเข้านอน กับไอ้กาลที่ชอบเล่นถึงเนื้อถึงตัวด้วยก็ยังไม่เคย กับแฟนสมัยมัธยมก็ไลน์บอกฝันดีกันธรรมดา แล้วไอ้นี่มันเป็นใครวะ กล้าดียังไงมาทวงจุ๊บฝันดีจากผม แล้วถามว่าต้องทำมั้ย

            "ฝันดี"

            ต้องเงยหน้าขึ้นนิดหน่อยเพราะล่อนจ้อนมันไม่ได้เตี้ยกว่าผมสักเท่าไร ผละออกมามองหน้ากันแล้วก็รู้สึกเขินแปลกๆ แต่ยังไม่เท่าตอนที่อาบน้ำด้วยกันเมื่อหัวค่ำ

            "ไปนอนไป" ผมโบกมือไล่ล่อนจ้อนก็ปีนกลับขึ้นเตียงดึงผ้ามาห่มถึงอก

            ปิดไฟปิดประตูแล้วก็เผลอถอนหายใจอยู่หน้าห้อง ไอ้กาลหายหัวไปแล้ว คงอาบน้ำอยู่เพราะได้ยินเสียงน้ำเปิด

            ถ้ารู้ว่าล่อนจ้อนจะจำจากนิทานแล้วมาทำแบบนี้ รู้งี้ผมซื้อเรื่องเจ้าหญิงนิทราหรือไม่ก็สโนว์ไวต์มาให้อ่านก็ดี ยอมไม่ต้องจุ๊บก่อนนอนก็ได้ แต่เปลี่ยนมอร์นิ่ง คิสแทน

            ก็ว่าไปนั่น

tbc


ในที่สุดก็ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ เจอกันตอนหน้าค่า

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +104/-2

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
แหน๊ จะยอมซื้อนิทานเลยเหรอ
ไม่ธรรมดาเลยนะนายคนนี้  :hao3: :hao3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด