◢ ◣กลิ่นฝนฤดูหนาว◢ ◣ บทส่งท้าย [END] | แจ้งข่าวหน้า 4 [07/07/2019]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ◢ ◣กลิ่นฝนฤดูหนาว◢ ◣ บทส่งท้าย [END] | แจ้งข่าวหน้า 4 [07/07/2019]  (อ่าน 31477 ครั้ง)

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
อ้างถึง
**********************************************************************

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ
                                                     

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
*********************************************************************


กลิ่นฝนฤดูหนาว

เมื่อคดีฆ่าตัวตายถูกสงสัยว่าเป็นเหตุฆาตกรรม

‘ธารางกูร’ จึงถูกจับตาโดยสารวัตรสืบสวนอย่าง ‘วัสสะ’

หลักฐานน่าฉงนเชื่อมโยงธารางกูรเข้าสู่เรื่องราวมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะที่วัสสะเริ่มกระวนกระวายใจกับผู้ต้องสงสัยคนนี้มากขึ้นทุกที

ท่ามกลางค่ำคืนเหน็บหนาว กลิ่นไอฝนกรุ่นขึ้นมาหลอกล่อให้ดีใจ

ทว่าคืนนี้ฝนไม่ได้ตก ฤดูเหมันต์ยังคงอยู่กับพวกเขาเช่นเดิม




กลิ่นฝนฤดูหนาว



BE SILENT



อย่าลืมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดผ่านทวิตเตอร์กันนะคะ

#กลิ่นฝนฤดูหนาว



นิยายเรื่องอื่น ๆ ของ BE SILENT

[END] Who is he ? ❤ แฟนผม...คนไหน
[END] THAT CRAZY GUY★★★ไอ้บ้าแฟนผม
[END] The Faded Memory ▲ หมอกสีจาง
[END] ◄◄◄ VILLAIN | ร้ายออกฤทธิ์ ►►►
Route เส้นทางการเดินรัก (Only at Fictionlog)

ฝากติดตามนักเขียน
ทวิตเตอร์ @BESILENT1993
เพจ https://www.facebook.com/besilentnovel/


แจ้งข่าวตีพิมพ์กับสนพ.นาบู

ชื่อเรื่อง: กลิ่นฝนฤดูหนาว (เล่มเดียวจบ)
ชื่อผู้แต่ง: BE SILENT
ชื่อนักวาดภาพปก: Dreamworm
ประเภทนิยาย: Romantic Drama ,  Detective
ISBN: 978-616-496-001-5
จำนวนหน้า: 368
ราคาปก: 369
ราคารอบ Pre-Order: 349

เรื่องย่อ:
เมื่อคดีฆ่าตัวตายถูกสงสัยว่าเป็นเหตุฆาตกรรม ‘ธารางกูร’ จึงถูกจับตาโดยสารวัตรสืบสวนอย่าง ‘วัสสะ’ หลักฐานน่าฉงนเชื่อมโยงธารางกูรเข้าสู่เรื่องราวมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่วัสสะเริ่มกระวนกระวายใจกับผู้ต้องสงสัยคนนี้มากขึ้นทุกที
ท่ามกลางค่ำคืนเหน็บหนาว กลิ่นไอฝนกรุ่นขึ้นมาหลอกล่อให้ดีใจ ทว่าคืนนี้ฝนไม่ได้ตก ฤดูเหมันต์ยังคงอยู่กับพวกเขาเช่นเดิม

ยังเปิด Pre-Order อยู่นะคะ
ของแถมรอบ Pre-Order : การ์ดลายChibi ขนาด 4x4 นิ้ว

สั่งจองแบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 10-30 มิถุนายน 2562
ช่องทางการสั่งจองออนไลน์
www.reading.co.th
*FB:  readingroombookstore
*Line Official: @reading.room
*Facebook และ Line เปิดบิลเฉพาะวันจันทร์ - ศุกร์ 10.00 น. - 16.00 น.
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในลิ้งค์นี้ค่า https://www.facebook.com/pg/Nabupublishing/photos/?tab=album&album_id=2492381010807354&__tn__=-UC-R

ช่องทางการรับสินค้า
1. รับที่งาน “Y Bookfair” วันที่ 7 กรกฎาคม 2562
2. จัดส่งทางไปรษณีย์ เริ่มทยอยจัดส่งตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 จัดส่งแบบลงทะเบียนสิ่งตีพิมพ์ฟรี

 E-Book จำหน่ายวันที่ 7 กรกฎาคม 2562

ร้านค้าทั่วไป กระจายสินค้าภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ค่ะ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-07-2019 14:46:28 โดย be-silent »

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: ◢ ◣กลิ่นฝนฤดูหนาว◢ ◣
«ตอบ #1 เมื่อ22-09-2018 19:46:22 »

บทนำ กลิ่นฝนหอมกรุ่น

กลิ่นไอฝนคละคลุ้งลอยละล่องขึ้นมาแตะปลายจมูก เจ้าของลมหายใจสม่ำเสมอสูดเอาความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเข้าไปเต็มปอด ว่ากันว่าไอดินกลิ่นฝนเช่นนี้มักจะตามมาหลังฝนตกหนัก และท้องฟ้าเริ่มฉายความสดใสอีกครั้ง อีกนัยหนึ่งนั้นเป็นสัญญาณเตือนให้มนุษย์เราเตรียมตัวรับมือกับความเปียกปอนที่กำลังจะเคลื่อนตัวมาเยือน ทว่ากลิ่นกรุ่นที่ร่างหนึ่งกำลังสัมผัสได้ ณ ยามนี้ กลับมาพร้อมบรรยากาศแห้งเหือดหนาวจับจิต ไร้เม็ดฝนเย็นชื่นใจ ไม่ว่าจะก่อนหน้า หรือวินาทีต่อไป หยาดน้ำก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยดเม็ดลงมาชโลมร่างกายคนที่อยากพบเจอฤดูฝนจะขาดใจ



หยาดฝนแห้งเหือด กลิ่นฝนหอมกรุ่นพวกนั้นเป็นเพียงแค่สิ่งลวง หลอกล่อให้เขาดีใจ



“ผมได้กลิ่น ได้กลิ่นหอมเย็นชื่นใจของมัน… เชื่อผมสิว่าฝนกำลังจะตก”

“คุณก็รู้ดีอยู่แล้วว่านี่มันฤดูหนาว ฝนไม่มีทางตก มีแต่เราจะหนาวเย็นขึ้นทุกทีเท่านั้น” ลำแขนแกร่งกระชับกอดให้แผ่นหลังที่เล็กกว่าแนบสนิทกับแผงอกมากขึ้น ปลายจมูกโด่งคมสันได้รูปกดลงบนกลุ่มผมของร่างโปร่งบางด้วยความรักใคร่ ลมพัดต่อเนื่องหลายระลอกบนดาดฟ้าสูงบังคับให้เขาต้องหาไออุ่นให้กับตัวเองและคนในอ้อมกอด อีกทั้งพื้นซีเมนต์หยาบกระด้างยังเก็บความเย็นยะเยือกเอาไว้เสียจนสองร่างที่ทิ้งตัวลงนอนอยู่แทบจะสั่นสะท้านไปกับอากาศเย็นเฉียบของฤดูหนาว

“หรือว่าคุณไม่ได้กลิ่น ลองหลับตาเหมือนที่ผมทำดูสิ”

“ผมได้กลิ่น ผมรู้สึกแบบเดียวกับที่คุณรู้สึกได้นั่นแหละ เพียงแต่ผมเลิกหวังไปแล้วว่าจะมีฝนตกลงมาจริง ๆ … สุดท้าย ความหนาวเย็นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เราจะได้สัมผัสในฤดูนี้”

“ฝนตกในฤดูหนาวเพราะลมมรสุมออกจะบ่อยไป”

“ดูคุณจะอยากให้ฝนตกจังเลยนะ ทำไมถึงชอบมันนักหนา”

“คุณจะถามผมอีกกี่ครั้งครับ ผมว่าผมเคยตอบไปหลายครั้งแล้วนะ”

“ผมจะถามทุกครั้งที่เราเจอกันนั่นแหละ ผมอยากฟังคำตอบเดิมซ้ำ ๆ จะได้รู้ว่าเป้าหมายว่าเรารออะไรอยู่ไง”

“ผมชอบมัน ไม่รู้สิ แค่รู้สึกว่าถ้าฝนตกลงมา อากาศเย็นทรมานแบบนี้คงจะชื่นใจขึ้นมาน่าดู แม้จะเย็นกว่า ทรมานกว่า แต่มันคงจะทำให้เรามีชีวิตชีวาราวกับคืนชีวิตให้เราอีกครั้ง ...ไม่รู้สิ ผมคิดว่าเป็นแบบนั้นนะ”

“จริงด้วยสินะครับ” เจ้าของอ้อมกอดออกแรงกระชับเพื่อสร้างไออุ่นให้ทั้งสองร่างอีกครั้ง เรียวมือและแขนที่เล็กกว่าเอื้อมจับแขนของอีกฝ่ายตามไปในทุกทิศทาง ไม่ใช่เพราะเรียกร้องหาสัมผัส แต่เป็นเพราะทั้งคู่ถูกเชื่อมติดกันไว้ด้วยกุญแจมือเหล็กหนาขัดเงา ทว่าสายใยที่แน่นหนายิ่งกว่ากลับเป็นเพียงเสียงหัวใจดวงสองดวงที่ดังก้องพร้องไปกับเสียงสายลม

“ทุกอย่างคงจะดีขึ้นหลังฝนตก เว้นเสียแต่ว่า...” ดวงตากลมเลื่อนลอยมองไปเบื้องหน้า แม้ในระนาบสายตาจะมีเพียงพื้นดาดฟ้าตึกแสนสกปรกและคราบเกรอะกรังไม่พึงประสงค์ อากาศรอบตัวค่ำคืนนี้ย่ำแย่กว่าทุกวัน ยิ่งหนาวกลิ่นฝนที่เขาชอบใจยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ

“เว้นเสียแต่ว่าฝนจะหลอกเราเหมือนทุกที” ท้องฟ้ามืดสนิทสีครามเข้ม แม้จะไร้เมฆหมอกแต่ก็ไม่ได้เผยแสงสว่างจากดวงดาวดังที่ฤดูหนาวควรจะเป็น การเคลื่อนไหวบนท้องฟ้านิ่งสนิท มีเพียงดวงจันทร์ที่ยังกลมไม่เต็มรูปส่องแสงลงมาให้รู้ว่าเวลายังดำเนินต่อไปเท่านั้น สองชีวิตตรงนี้ได้แต่รอคอยอย่างมีความหวัง หวังว่าคืนนี้กลิ่นไอฝนจะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังเหมือนอย่างเคย





กลิ่นฝนฤดูหนาว



Talk

สวัสดีค่าผู้อ่านทุกคน ทั้งที่เคยติดตามกันมาและเพิ่งเคยพบกันเรื่องนี้เรื่องแรก สำหรับนิยายเรื่องกลิ่นฝนฤดูหนาว ผู้เขียนอยากจะขอแนะนำทิศทางของเรื่องคร่าว ๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกัน นิยายเรื่องนี้จะไม่ใช่นิยายสืบสวนสอบสวนเต็มรูปแบบ เพียงแต่ใช้มาเป็นแกนหลักในการดำเนินเรื่องเท่านั้น ถึงแม้จะดูสืบสวนอย่างเข้มข้นในระยะแรก แต่หลังจากกลางเรื่องไปแล้วทุกอย่างจะเน้นหนักที่เรื่องของความรักนะคะ ฝากติดตามและติชมนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: ◢ ◣กลิ่นฝนฤดูหนาว◢ ◣
«ตอบ #2 เมื่อ22-09-2018 21:04:11 »

บทที่ 1 ฝนตั้งเค้า

“สวัสดีครับ ผมพันตำรวจตรีวัสสะ อิสระบริรักษ์ สารวัตรสืบสวนที่ดูแลคดีนี้” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบสงัดในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อวัสสะมียศมีตำแหน่งสูงพอควรเมื่อเทียบกับช่วงวัยยี่สิบเก้าปี นายตำรวจหนุ่มจ้องมองร่างที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะไม่วางตา สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องสอบพยานตอนนี้คงจะทำให้เจ้าตัวประหม่าเกร็งและกังวลอยู่พอควร แม้จะไม่ได้มีโคมไฟส่องหน้าสร้างความกดดันราวกับเหตุในละครทีวี แต่สีหน้าจริงจังเข้มดุของนายตำรวจที่ยืนค้ำโต๊ะอยู่กลับยิ่งทำให้การเอื้อนเอ่ยคำใดออกไปยากขึ้นทุกที

“...”

“คุณครับ คุณจะไม่แนะนำตัวกับผมสักหน่อยเหรอ” เจ้าของร่างที่บางกว่าเมื่อเทียบกับวัสสะเบิกสายตาเลื่อนลอยขึ้นมองนายตำรวจที่กำลังจ้องมองเขา ก่อนจะปรายตามองกล้องวิดีโอที่กำลังส่งแสงไฟสีแดงกะพริบอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่าอะไรน่ากลัวกว่ากัน ระหว่างวิดีโอที่จะจัดเก็บทุกคำพูดของเขา หรือสารวัตรวัสสะที่ส่งรังสีความน่ากลัวโดยไม่เกรงใจรูปหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้นของตน

“ผมชื่อธารางกูร ประสิทธิจามร เรียกผมกูรเฉย ๆ ก็ได้”

“ขอบคุณครับคุณธารางกูร ผมว่าเรามาเริ่มพูดคุยกันเลยดีกว่า ออ ผมต้องเรียนว่าในการสอบสวนจำเป็นต้องใช้ชื่อจริงของคุณเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานต่อไปนะครับ” วัสสะเลื่อนเก้าอี้ข้างตัวออกส่งเสียงดังครืดยาว ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงไปนั่งขณะที่ยังใช้สายตาเล่นเกมจิตวิทยากับธารางกูร ชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนสมเป็นชาย ขนาดตัวเล็กกะทัดรัดลงมากเมื่อเทียบกับกล้ามเนื้อที่ถูกปั้นแต่งมาของวัสสะ ในยามนี้ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถูกแทนที่ด้วยรอยคล้ำแสนหมองเศร้าจนบดบังความน่ารักสดใสที่เคยมีไปเสียหมด ดวงตากลมที่ควรจะวาววับหม่นไปด้วยร่องรอยจากคราบน้ำตาที่เพิ่งจะแห้งไป

“คุณสารวัตรจะคุยกับผมเหรอ… ผมว่าผมให้ปากคำกับร้อยเวรไปหมดแล้วนะครับ” ธารางกูรเปล่าหาข้ออ้างที่จะไม่พูดคุย เพียงแต่เขาเริ่มเหนื่อยล้ากับการอยู่ในสถานีตำรวจยาวนานหลายชั่วโมง หากสังเกตจากน้ำเสียงแผ่วเบาของเขาก็คงจะพอรู้ว่าอ่อนแรงกับเรื่องที่กำลังเจอมากแค่ไหน

“มันไม่เหมือนกันหรอกครับ ผมต้องการข้อมูลที่ลึกกว่านั้น”

“ถ้างั้นคุณอยากพูดอยากถามอะไรผมก็เชิญ เพราะยังไงคำตอบผมก็เหมือนเดิม”

“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับคุณธารางกูร” แวบหนึ่งวัสสะสังเกตเห็นความอ่อนแอจากสายตาของธารางกูร เขายังคงมองส่วนหนึ่งในคดีด้วยความรู้สึกหลากหลาย คนคนนี้กำลังพยายามเข้มแข็งทั้งที่ร่างกายแสดงออกมาจนเสียหมดแล้วว่ารับไม่ไหว ดวงตาคู่นี้กำลังหลบเลี่ยงการสบมองจนเหม่อลอยไปเสียหมด

“ครับ”

“คุณเป็นคนที่ไหนครับ ครอบครัวเป็นยังไง”

“ผมเป็นคนกรุงเทพแต่กำเนิด ครอบครัวไม่มี อยู่ตัวคนเดียว”

“ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วครับ”

“ยี่สิบเจ็ด”

“คุณพักอยู่ที่ไหน พักอยู่กับผู้ตายรึเปล่า”

“เปล่า ผมพักอยู่คนโดของผมเอง”

“ตามประวัติ คุณเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ แล้วทำไมถึงมาทำงานกับผู้ตายล่ะ”

“มีกฎข้อไหนของโลกที่ห้ามคนเราทำงานข้ามสายที่เรียนมาเหรอครับ” วัสสะยกยิ้มเพราะเหตุใดคงไม่มีใครรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ คำตอบนี้ของธารางกูรทำให้เขาเห็นชัดขึ้นว่าร่างบางไม่ใช่เพียงคนที่จะนั่งรอเพื่อตอบคำถามเพียงอย่างเดียว

“คุณอายุยี่สิบเจ็ดแต่ไม่มีครอบครัว แล้วคุณมีแฟนหรือคนคุยบ้างรึเปล่า”

“...ขอโทษนะครับคุณสารวัตร เรื่องส่วนตัวของผมเกี่ยวกับคดีนี้ด้วยเหรอครับ” ธารางกูรเงียบไปเพียงครู่ และพ่นคำถามน่าสนใจออกมาได้ตรงใจวัสสะจนร่างสูงมีอาการหน้าเสียออกมาเล็กน้อย

“ออ ขอโทษที ถ้ายังงั้นผมคงต้องเปลี่ยนคำถาม”

“ก็ดีครับ”

“คุณกับผู้ตายรู้จักกันได้ยังไง”

“ผมเคยทำงานพาร์ทไทม์แล้วเจอคุณรัณน่ะครับ เราได้คุยกันนิดหน่อย ประกอบคุณรัณกำลังหาผู้ช่วยคนใหม่เลยชวนผมมาทำด้วย ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง เลยไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธ”

“ตั้งแต่วันนั้นมา นานรึยัง”

“ราว ๆ ปีครึ่งเห็นจะได้”

“แล้วงานของคุณที่ทำให้ผู้ตายคืออะไรบ้าง”

“ดูแลเรื่องคิวงาน ประสานงานเป็นหลัก แต่ก็มีบ้างที่คุณรัณจะให้ผมเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัว จัดการเรื่องบ้าน รถ เงินทอง”

“แปลว่าคุณอยู่กับผู้ตายตลอด”

“ไม่เชิงหรอกครับ ผมจะอยู่กับคุณรัณก็ต่อเมื่อมีคิวงาน หรือคุณรัณเรียกใช้”

“แล้วเรื่องบ้าน รถ เงินทองที่คุณว่า มันเป็นยังไง”

“ก็แค่จัดการเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อย ขึ้นเช็ค โอนเงิน จ่ายค่าของ แล้วแต่คุณรัณจะสั่ง”

“คุณกับผู้ตายไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินกันใช่มั้ย”

“ไม่มีครับ” ธารางกูรสบตากับวัสสะตรง ๆ เพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้โกหก และวัสสะเองก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจในคำตอบข้อนี้

“แล้วกับคนอื่นล่ะ ผู้ตายมีปัญหาเรื่องเงิน หรือเรื่องธุรกิจกับใครรึเปล่า”

“ผมไม่ทราบครับ ผมไม่เคยยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณรัณ รู้แค่อย่างเดียวว่าคุณรัณกำลังจะเปิดร้านอาหารกับคุณพอลเพื่อนสนิท”

“แล้วเรื่องอื่นล่ะ คุณพอจะรู้อะไรบ้างมั้ย”

“เช่นอะไรครับ”

“เรื่องชู้สาว”

“นั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย ผมไม่เคยเข้าไปยุ่งหรอก อีกอย่างคุณรัณปกปิดเรื่องพวกนี้อย่างกับอะไรดี” สองมือของธารางกูรประสานกันอยู่บนโต๊ะ เรียวนิ้วของเขากระตุกเกร็งเป็นระยะอย่างเห็นได้ชัด วัสสะมองมือของร่างบางสลับกับการเคลื่อนขึ้นไปมองใบหน้า เขาทิ้งตัวพิงไปกับพนักเก้าอี้และตอกย้ำความไม่เชื่อใจด้วยการถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ถ้าคุณพูดได้ว่าผู้ตายปกปิด แปลว่าคุณเองก็พอจะรู้อะไรมาบ้าง จริงมั้ย? ”

“ผม...”

“พูดมาเถอะ ผมว่ามันเป็นข้อดีกับผู้ตาย แล้วก็ตัวคุณเองด้วย”

“ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดได้”

“คุณธารางกูร หากคุณยืนยันว่าคำให้การที่คุณให้ไว้กับพนักงานสอบสวนเป็นความจริง ณ ที่ตรงนี้คุณต้องยืนยันกับผมด้วยการพูดความจริงทั้งหมดนะครับ”

“มันเป็นแค่ความสงสัยของผม”

“คุณสงสัยว่าอะไร...”

“คุณรัณกับคุณพอลเพื่อนสนิทอาจจะมีความสัมพันธ์ที่เกินเพื่อน” เรียวเล็บของธารางกูรจิกลึกลงไปที่หลังมือของตนจนเกิดรอยกดลึก แม้เจ้าตัวจะไม่รู้สึกเจ็บแต่คนมองกลับรับรู้ความเจ็บปวดจากความกดดันออกมาเสียหมด คงไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่แสดงท่าทีสบายอกสบายใจเมื่ออยู่ต่อหน้าตำรวจ และตกเป็นเป้าของทุกคำถามแต่เพียงผู้เดียว ร่างบางพยายามผ่อนคลายตัวเองแล้วแต่มันกลับไม่เป็นผลสำเร็จ และยิ่งทวีความประหม่ามากขึ้นทุกที

“ลองอธิบายได้มั้ยครับ ว่าทำไมคุณถึงสงสัยแบบนั้น”

“มีหลายครั้งที่ผมเห็นคุณพอลกับคุณรัณแตะเนื้อต้องตัวกัน พวกเขามักจะขลุกอยู่ในห้องด้วยกันบ่อย ๆ อีกอย่างเวลาที่ผมอยู่กับคุณรัณ คุณพอลชอบมองผมแปลก ๆ แปลกจนบางทีผมนึกกลัวไปหมด”

“แล้วคุณล่ะ”

“ผมทำไม? ”

“คุณมีความสัมพันธ์ที่เกินเลยกับผู้ตายรึเปล่า”

“ทำไมคุณถามแบบนี้”

“ผมแค่ถามเพื่อหาทิศทางที่เป็นไปได้ของคดี ว่าแต่คุณสะดวกใจที่จะตอบรึเปล่าล่ะ”

“ผมกับคุณรัณไม่เคยมีอะไรเกินเลยมากกว่าการเป็นเจ้านายกับลูกน้อง”

“อืม ครับ” วัสสะเคาะนิ้วชี้สลับกับนิ้วกลางลงกับโต๊ะ เสียงตึกตักเบา ๆ ทำลายความเงียบในช่วงเวลาหลังจากนั้นได้เป็นอย่างดี ในสมองของเขากำลังประมวลผลหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงการคิดหาคำถามใหม่ ๆ ที่มากกว่าคำถามที่ได้รับมอบหมายมา คำถามแบบนี้คงไม่มีประโยชน์กับรูปคดีตามที่เขาอยากจะให้เป็น ทว่าคนที่เป็นคำตอบของเขากลับตีความสายตาครุ่นคิดคู่คมไปเป็นอีกอย่าง

“คุณไม่เชื่อผม คุณคิดว่าผมโกหก”

“อะไรกัน ผมยังไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย”

“สายตาคุณมันแสดงออกแบบนั้นไงครับคุณสารวัตร”

“อย่าพูดเหมือนคุณรู้จักผมดีเลยครับคุณธารางกูร พูดเป็นเล่น แค่มองตาผม คุณจะรู้ได้ยังไงว่าผมคิดอะไรอยู่”

“...” ร่างบางเงียบไปเมื่อสิ่งที่วัสสะพูดมันถูกต้องทุกอย่าง เขาไม่อาจสรุปเรื่องราวจากสายตาของคนที่เพิ่งจะเจอกันได้ กับนายตำรวจสืบสวนคนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ทุกอย่างถูกวางเกมมาให้อ่านยากไปเสียหมด

“ที่ผมถาม เพราะคุณเป็นคนพูดเองว่าคุณพอลชอบมองคุณแปลก ๆ ขณะที่อยู่กับผู้ตาย ผมแค่สอบสวนไปตามข้อมูลที่ได้มาจากคุณเท่านั้น”

“ผมขอยืนยัน ถ้าใครสักคนจะมีความสัมพันธ์กับคุณรัณ คนคนนั้นไม่ใช่ผมแน่นอน”

“ช่างเถอะ เรามา...”

ก็อก ๆ ๆ เสียงเคาะกระจกใสบานกว้างทำให้ประโยคของวัสสะสะดุดไป เขาเหลือบตามองนายตำรวจอีกหลายคนที่ยืนมองการสอบปากคำอยู่อีกฟากหนึ่งของกระจกพร้อมกับเครื่องหมายคำถาม เจ้าของเสียงเคาะผู้เป็นนายตำรวจไฟแรงอีกคนใช้เรียวนิ้วกระดิกเข้าหาตัวสองสามครั้งเป็นสัญญาณว่าอยากให้วัสสะออกมาคุยกันนอกห้อง วัสสะผู้ไม่มีทางเลือกจึงต้องลุกขึ้นจากโต๊ะโดยไม่ลืมที่จะหันไปมองธารางกูรเป็นการทิ้งท้าย ธารางกูรมองแผ่นหลังเปียกเหงื่อของวัสสะพร้อมกับการถอนหายใจโล่งอกออกมา แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสบายใจช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพราะไม่กี่วินาทีหลังจากนี้คงจะมีตำรวจสักคนจากจำนวนที่ยืนดูและฟังคำตอบของเขาผ่านกระจกเมื่อครู่เข้ามาแทนที่





“มีอะไร”

“ฉันสอบพอลเสร็จแล้ว อยากได้สมองนายมาวิเคราะห์ร่วมกัน”

“เร่งด่วนขนาดนั้นเลยหรอ ฉันยังสอบนายกูรนั่นได้ไม่ถึงครึ่ง”

“ไม่เชิง แค่มีหลายอย่างน่าสนใจ นายปล่อยให้คนอื่นสอบกูรต่อแล้วมากับฉันดีกว่า” ร้อยตำรวจเอกปองภพ ดันไหล่ผู้เป็นเพื่อนสนิทร่วมสายงานให้เดินตามในทิศทางที่ต้องการ แม้ว่าอายุเขาจะเท่ากันกับวัสสะ ทว่าตำแหน่งในสายงานของเขายังคงอยู่เพียงระดับภาษาปากที่เรียกว่าผู้กองเท่านั้น แต่ด้วยเนื้องานที่อยู่ในส่วนสืบสวนร่วมกันจึงทำให้ไม่มีเส้นใดกั้นกลางพวกเขาได้ การร่วมมือทั้งในฐานะเพื่อนสนิท และในฐานะเพื่อนร่วมงานจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะกับคดีที่เป็นที่จับตามองของประชาชน

“ประเด็นร้อนประเด็นใหญ่สำหรับวันนี้คงจะหนีไม่พ้นข่าวการฆ่าตัวตายของนักแสดงหนุ่ม ดารัณ จิตดารุณ พระเอกแถวหน้าของเมืองไทยนะคะ เรียกได้ว่าช็อกกันแทบจะทั้งประเทศ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเลขาส่วนตัวได้พบศพของหนุ่มดารัณในบ้านพัก จึงนำมาถึงการสอบสวนเพื่อหาชนวนเหตุและพิสูจน์ว่าเป็นเพียงการฆ่าตัวตาย หรืออาจเป็นคดีฆาตกรรมอย่างที่หลายคนสงสัยหรือไม่ ตอนนี้คนรอบตัวหนุ่มดารัณถูกเรียกตัวกันจ้าระหวั่น ไม่เว้นแม้แต่หนุ่มพอล พีรพล พระเอกเพื่อนซี้ของหนุ่มดารัณที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกจากห้องสอบสวนเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ...”

วัสสะเหลือบมองข่าวในหน้าจอทีวีก่อนจะเดินผ่านเข้าไปในห้องประชุมเล็กของเขาและปองภพ ภาพในจอกับภาพความจริงคงจะต่างกันเพียงแค่เสียงบรรยายประกอบ เพราะภาพพระเอกอย่างพอลให้สัมภาษณ์กับสื่อด้วยสีหน้าไม่สู้ดีมันสอดคล้องไปกับสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีผิดเพี้ยน

“ไหน อะไรที่นายว่าน่าสนใจ”

“ดูนี่” ปองภพยังไม่ยอมพูดสิ่งใด เขาเสียบเมมโมรี่การ์ดที่ได้มาจากกล้องเข้าไปกับโน้ตบุ๊ค คลิกเมาส์อยู่ไม่กี่ครั้งเพื่อเปิดคลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกเอาไว้ล่าสุดขึ้นมา ภาพหน้าตรงของดาราหนุ่มถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ จนเกือบจะถึงช่วงท้ายของการบันทึก วัสสะทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้ ขมวดคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจ ขณะที่เพื่อนของเขากำลังมั่นใจอกมั่นใจว่าวัสสะจะต้องมีปฏิกิริยากับสิ่งที่จะได้เห็นและได้ฟังแน่นอน

“อะไรของนายกันภพ ถ้ามันไม่เจ๋งพอจะใช้ในคดี นายเจอฉันอัดแน่”

“ชู่วววว” แน่นอนว่าวัสสะยังไม่มีโอกาสได้อัดปองภพคามืออย่างที่ใจคิด ภาพที่ถูกเลื่อนไปด้านหน้าเมื่อครู่ถูกเพลย์ขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าและน้ำเสียงที่ชัดเจนของคนถูกสอบสวน และที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคือพอล พีรพล คนดังจ้องมองกล้องตลอดเวลาอย่างไม่เกรงกลัว

“รัณกับกูรมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกัน ผมยืนยันได้ กูรนั่นแหละที่ทำให้รัณตาย ระยะหลังรัณเคยเล่าให้ผมฟังหลายครั้งว่ากูรมีท่าทางแปลก ๆ และผมขอยืนยันตรงนี้เลยว่าเพื่อนผมไม่มีทางคิดสั้น ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนอย่างดารัณจะทิ้งทุกอย่างที่เขาสร้างมาง่าย ๆ เชื่อผมเถอะคุณตำรวจ คดีนี้ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย”

“ที่คุณพยายามพูด หมายถึงคุณสงสัยว่าธารางกูรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายครั้งนี้อย่างนั้นหรอครับคุณพีรพล”

“ไม่ใช่แค่สงสัย ผมมั่นใจว่ากูรเป็นคนฆ่ารัณ… และผมจะรอวันที่มันต้องเข้าคุกชดใช้กรรม แต่ถ้ากฎหมายทำอะไรเพื่อเพื่อนผมไม่ได้ ผมก็คงปล่อยกูรไว้ไม่ได้เหมือนกัน”

วัสสะผุดตัวลุกขึ้นเมื่อเกิดอาการนั่งไม่ติด คดีฆ่าตัวตายธรรมดาเพิ่มดีกรีความซับซ้อนขึ้นมาหลายระดับ เมื่อคนใกล้ชิดของผู้ตายให้การไม่ตรงกันแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีอากัปกิริยาในห้องสอบสวนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ธารางกูรท่าทางเหนื่อยล้าเหม่อลอยไม่คิดแม้จะสบตาเขา ส่วนพีรพลกลับมีสายตาเคียดแค้นมุ่งมั่นมองเข้ามาในกล้องพร้อมกลุ่มน้ำตาเอ่อล้นราวกับเจ็บแค้นอยู่เต็มอก

“กูรเพิ่งพูดกับฉันว่าสงสัยในความสัมพันธ์ของพอลกับรัณ”

“หืม… งั้นแปลว่า...”

“สองคนนี้ต้องมีสักคนที่พูดไม่จริง… หรือไม่ก็พูดไม่จริงทั้งคู่”

“คดีนี้จบง่าย ๆ ไม่ได้แล้วสินะ”

“นอกจากจะจบไม่ลง อาจจะมีใครสักคนเปลี่ยนสถานะจากพยานเป็นคนร้าย”

“งั้นเราจะเอายังไงกันดีล่ะคุณสารวัตรวัสสะ”

“นายจับตามองพีรพล แล้วปล่อยธารางกูรให้เป็นหน้าที่ของฉัน” สองนายตำรวจใช้สายตามองกันด้วยความมุ่งมั่น คงหมดยุคแล้วสำหรับการทำคดีแบบสุกเอาเผากิน อีกอย่าง คดีคนดังคดีนี้มีความน่าสนใจเกินกว่าที่วัสสะจะปล่อยไปได้ง่าย ๆ





โดยเฉพาะความน่าสนใจที่เขาเห็นผ่านดวงตาของธารางกูร








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-09-2018 21:57:11 โดย be-silent »

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: ◢ ◣กลิ่นฝนฤดูหนาว◢ ◣
«ตอบ #3 เมื่อ22-09-2018 21:40:59 »

บทที่ 2 ฤดูเหมันต์

ไม่บ่อยนักที่งานของวัสสะจะลากยาวถึงดึกดื่น ค่ำคืนนี้เขาใช้เวลาอยู่กับสำนวนคดีและการสอบพยานหลักฐานหลายปากจนเวลาล่วงเลยไปจนเกือบตีสอง ร่างสูงลุกออกเก้าอี้ห้องประชุมพร้อมความเมื่อยขบร้าวรานไปทั่วตัว คำถามและข้อสงสัยมากมายยังคงค้างอยู่ในสมองของเขา แม้ว่าร่างกายจะสั่งให้หยุดพักแต่ระบบประมวลผลนั้นยังทำงานต่อเนื่องไม่รู้จบ เมื่อบอกลาเพื่อนร่วมงานและเจ้านายระดับสูงจนพอแก่สมควร เขาจึงตัดสินใจคว้าเสื้อแจ็คเก็ตสีดำตัวเก่งของตัวเองขึ้นสวมและผลักประตูกระจกออกมาจากตัวอาคารทันที

วันเวลา ณ ปัจจุบันอยู่ในช่วงเวลาของฤดูหนาว ดูเหมือนว่าอากาศปีนี้จะเย็นกว่าทุกปี แม้จะไม่ถึงขั้นควันออกปากหรือหนาวเหน็บจนปลายมือชา แต่ความเย็นที่เกินกว่าอุณหภูมิร่างกายปกติจะรับได้ไหวก็ทำให้วัสสะอดจะสะดุ้งเมื่อออกมาพบเจอกับสภาพอากาศด้านนอกไม่ได้ ร่างสูงซุกมือหนาเข้าไปในกระเป๋ากางเกง พลางควานหาเรื่องโทรศัพท์ที่นิ่งสนิทมาแทบจะตลอดวัน รวมไปถึงกุญแจรถยนต์ยานพาหนะสำคัญที่จะทำให้เขากลับไปพักผ่อนได้อย่างปลอดภัย แต่แล้วกลับมีสิ่งหนึ่งดึงดูดความสนใจของเขาเอาไว้ได้ ก่อนจะเดินไปถึงจุดจอดรถคันเก่ง

“สำหรับข่าวการจากไปของดารัณ จิตดารุณ คงจะเป็นที่สะเทือนใจกับประชาชนไม่มากก็น้อยนะคะ โดยเฉพาะกับคนในวงการบันเทิงของเราที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้น...”

เสียงรายการข่าวดังขึ้นใกล้หูจนวัสสะต้องมองหาต้นตอ เขามองซ้ายขวาอยู่ไม่กี่ครั้งจนกระทั่งมองเห็นด้านหลังของร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าหินอ่อนด้วยเสื้อยืดตัวเดิม แสงจากสมาร์ทโฟนพาดกับสันข้างของใบหน้าของเจ้าตัวจนดวงตากลมสะท้อนเป็นเงา เสื้อผ้าที่ไม่สามารถป้องกันอุณหภูมิต่ำช่างขัดกันกับสภาพอากาศตอนนี้ ขนาดวัสสะเองที่ว่าแข็งแรงมากมายยังรู้สึกหนาวสะท้านอยู่ไม่น้อย เหตุใดเล่าคนที่ดูบอบบางเช่นนี้จึงนั่งอยู่ได้ราวกับไม่รู้สึกอะไร

“เมื่อเจ็ดนาฬิกาที่ผ่านมา ตำรวจได้รับแจ้งจากนายธารางกูร หรือคุณกูรเลขาส่วนตัวของดารัณพระเอกหนุ่มรายดังกล่าว ว่าพบศพเจ้าตัวอยู่ในบริเวณห้องน้ำชั้นสองห้องบ้าน เบื้องต้นตำรวจได้รุดเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโดยทันที จากการตรวจสอบ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง สภาพศพนอนเปลือยภายในอ่างอาบน้ำและมีรอยกรีดลึกที่ข้อมือขวา โดยมีคัตเตอร์ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ไม่พบจดหมายหรือข้อความใดที่จะเป็นมูลเหตุในการฆ่าตัวตาย”

วัสสะตัดสินใจเดินเข้าใกล้ธารางกูรอย่างเงียบฝีเท้าที่สุด ร่างบางสัมผัสนิ้วลงบนหน้าจอเพื่อเปลี่ยนรายการข่าวย้อนหลังไปเรื่อย ๆ ราวกับไม่พอใจในเนื้อหาข่าวเสียที ร่างสูงหยุดยืนอยู่เบื้องหลังและมองการกระทำเหล่านั้นโดยพยายามทำความเข้าใจในทุก ๆ ทาง แม้ว่าเหตุความจำเป็นจากพยานหลักฐานบางประการจะทำให้เขาต้องตั้งแง่กับธารางกูร แต่เขากลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าจากคนคนนี้ ตำรวจอย่างเขาเจอมานักต่อนัก ดวงตาไม่คงที่จนดูหนักหนาเอาการเช่นนี้ไม่ใช่แววตาของคนที่หวาดกลัวความผิด ในหัวของร่างบางอาจจะมีเรื่องที่สมควรต้องคิดวิ่งวนอยู่เท่านั้น

“ล่าสุดผลการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดภายในบ้านของดารัณทุกจุด ไม่พบผู้ต้องสงสัยเข้าออกในเวลาที่คาดว่าจะเกิดเหตุ และมีการยืนยันว่านอกจากดารัณแล้วมีแม่บ้านเพียงคนเดียวที่ปรากฏตัวในกล้องวงจรปิดราวสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนหน้าค่ะ งานนี้คงต้องลุ้นกันต่อไปนะคะว่าสุดท้ายแล้วคดีช็อกประเทศนี้จะจบลงอย่างไร”

“แม่ของดารัณพระเอกหนุ่มถึงกับหมดสติขณะขอพบลูกชายก่อนจะส่งร่างให้ทางนิติเวชตรวจสอบโดยละเอียด คุณแม่ยังคงยืนยันกับสื่อนะครับว่าลูกชายไม่เคยปรับทุกข์เรื่องใดให้ฟังมาก่อน”

“ผมไม่เชื่อครับว่ารัณจะฆ่าตัวตาย รัณไม่ใช่คนยอมแพ้กับชีวิต อย่างน้อยถ้ามีอะไรเพื่อนสนิทอย่างผมต้องรู้บ้าง แต่นี่ไม่เคยมีสัญญาณเตือนอะไรเลย…. ผมให้การกับตำรวจไปหมดแล้วครับ ...สิ่งเดียวที่ผมอยากจะฝากคือผมอยากบอกรัณว่า เพื่อนอย่างไอ้พอลคนนี้นี่แหละจะทำทุกทางเพื่อลากคนผิดมาเข้าคุกให้ได้”

“ต้นสังกัดของดารัณออกมายืนยันแล้วนะคะว่าพระเอกสุดฮอตไม่เคยมีอาการของโรคซึมเศร้า และไม่เคยรักษาโรคทางจิตเวชมาก่อน และยังยอมรับอีกด้วยว่าติดใจสาเหตุการตาย แม้หลักฐานในที่เกิดเหตุจะพุ่งตรงไปที่การฆ่าตัวตายก็ตาม”


“ข่าวรายการไหนก็ไม่ถูกใจคุณเหรอ”

“....” ธารางกูรเกือบจะสะดุ้งออกมาเฮือกใหญ่เมือได้ยินเสียงทุ้มจากด้านหลัง เขาหันขวับไปมองทันทีว่าคนที่ถือวิสาวะมายืนแอบดูเป็นใคร และเมื่อเขาได้เห็นว่าเป็นวัสสะนอกจากจะไม่โล่งใจแล้ว ยังดูท่าว่าจะยิ่งทำให้เขาหนักใจมากขึ้นกว่าเดิม

“ทำไมคุณมานั่งอยู่ตรงนี้ ยังไม่กลับอีกเหรอ”

“ผมไม่อยากเจอนักข่าว ก็เลยรอให้กลับกันไปให้หมดก่อน”

“อ่อ… แล้ว...”

“ผมเรียกแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชันแล้ว เดี๋ยวก็คงมา” วัสสะพยักหน้าเข้าใจในคำตอบ แต่แทนที่เขาจะเดินแยกออกไป เขากลับเลือกที่จะทรุดตัวลงนั่งกับม้าหินอ่อนข้าง ๆ กัน

“ดูคุณเครียด ๆ นะ โอเครึเปล่า”

“เจ้านายทีคุ้มกะลาหัวอยู่ตายทั้งคน ศพก็เห็นกับตา แถมยังโดนตำรวจสอบเครียดมาทั้งวัน ผมคงอารมณ์ดีได้อยู่มั้งครับคุณสารวัตร”

“ผมชื่อวัสสะ เรียกวัสเฉย ๆ ก็ได้” วัสสะเอ่ยขึ้นว่าคล้ายกับแนะนำตัวซ้ำอีกครั้ง การวางมาดตลอดเวลาไม่ใช่วิสัยของเขา อีกอย่างเขาคงไม่สบายใจหากยังทำตัวเป็นตำรวจต่อหน้าความไม่สบายใจของธารางกูร

“ผมสามารถเรียกตำรวจด้วยชื่อคำเดียวสั้น ๆ ได้ด้วยเหรอครับ หึหึ” ธารางกูรเลิกคิ้วถามขณะส่งเสียงหัวเราะเย็น ๆ ในลำคอ วัสสะพยักหน้าพร้อมกับการคลี่ยิ้มบางออกมา การผูกมิตรกับพยานบุคคลในที่เกิดเหตุไม่ใช่เรื่องผิด อาจจะด้วยเหตุผลข้อมนุษย์ธรรมแล้วหนึ่ง และเหตุผลในแง่หน้าที่ความจำเป็นอีกหนึ่ง

“นี่มันนอกเวลางานแล้ว ผมก็แค่คนคนหนึ่งเท่านั้นแหละครับ… คุณกูร” วัสสะเอ่ยชื่อเล่นสั้นได้ใจความของธารางกูรออกมา เจ้าของชื่อเลิกคิ้วมองคล้ายแปลกใจก่อนจะทำทีเหมือนไม่ได้ไยดีอะไรกับคำของร่างสูงมากนัก

“ดีนะ… ที่คุณยังมีความเป็นมนุษย์อยู่”

“...”

“มุขผมไม่ขำเหรอครับ” ธารางกูรยกยิ้มขึ้นมาเมื่อเขาทำให้วัสสะนิ่งสนิท คราวนี้ร่างสูงจึงยิ้มกว้างออกมาเพื่อขำให้กับความไม่ขำเมื่อครู่ นั่นสินะ ยังโชคดีที่เขายังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ ไม่ได้ถูกกลืนกินด้วยหน้าที่การงานเสียจนขาดชีวิตจิตใจ

“ขำดีครับ น่าขำจะตายไป”

“ขอบคุณครับคุณวัส”

“....” วัสสะเงียบไปอีกครั้งหลังได้ยินว่าร่างบางยอมเรียกชื่อเล่นของเขา เขาใช้ความพยายามเท่าที่มีในการลอบมองใบหน้าของธารางกูรในทุกสัดส่วน ถึงอย่างไรใบหน้าขาวละเอียดและองค์ประกอบละมุนละไมก็คงจะดูดีกว่านี้หากไม่มีรอยหมองคล้ำจากความเครียด ถ้ารอยผูกเป็นปมที่หัวคิ้วคลายออกพร้อมกับการฉายรอยยิ้มสดใส ธารางกูรคงจะน่ามองจนหลายคนไม่อยากละสายตา แต่ไม่รู้ว่าหลายคนที่มาจะหมายถึงดวงตาคู่คมที่มองอยู่ตอนนี้ด้วยรึเปล่า

“คุณวัส… คุณวัส”

“ค...ครับ” มือของธารางกูรที่โบกอยู่ตรงหน้าทำให้วัสสะกลับมาจากภวังค์ความคิดบางอย่าง นั่นเป็นจังหวะเดียวกันกับสายลมระลอกใหญ่พัดเข้ามาจนร่างสูงรู้สึกว่าขนลุกซู่ไปทั้งตัว แต่คนที่นั่งใส่เสื้อแขนสั้นอย่างธารางกูรกลับนิ่งเฉย ราวกับผิวพรรณของเขาไม่สะท้านกับอุณหภูมิใด ๆ

“คุณมานั่งทำอะไร คุณไม่กลับไปหรือไงครับ”

“กลับสิ แต่ผมว่าผมจะรอส่งคุณขึ้นรถก่อน นี่มันก็ดึกแล้ว”

“ไม่จำเป็นหรอก ที่นี่สถานีตำรวจ คงไม่มีอะไรอันตราย”

“อย่างน้อยคุณก็ควรเข้าไปรอด้านใน ถึงยังไงมันก็เปลี่ยว อีกอย่างอากาศเย็นขนาดนี้เดี๋ยวคุณจะพาลไม่สบายเอา” วัสสะไม่ได้ใช้ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยในการพูดประโยคเหล่านี้ เขาใช้เพียงหน้าที่ของตำรวจที่ดีดูแลประชาชนเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ว่าวัสสะจะพูดออกไปด้วยเหตุผลหรือหน้าที่ใด ธารางกูรก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธมันอยู่ดี

“ผมชอบอากาศแบบนี้ คุณกลับไปอย่างสบายใจเถอะ”

“งั้นผมคงต้องขอนั่งคุยเป็นเพื่อนคุณเพื่อความสบายใจที่มากกว่า”

“แล้วแต่คุณ” ธารางกูรเก็บสมาร์ทโฟนของตัวเองลงในกระเป๋ากางเกง เพราะถึงอย่างไรเขาคงไม่ได้เปิดวิดีโอชมภาพข่าวในช่วงเวลานี้ เอาเวลามาซึมซับอากาศดี ๆ รอบตัวเสียคงจะดีกว่า กรอบดวงตากลมค่อย ๆ ปิดลง ธารางกูรปล่อยให้สายลมพัดผ่านร่างแม้ร่างกายจะเริ่มมีปฏิกิริยาในการป้องกันตนเอง ใช่ว่าเขาไม่รู้สึกหนาว แต่ความหนาวเย็นกลับทำให้หัวใจห่อเหี่ยวของเขารู้สึกดีขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

“ดูคุณจะชอบใจกับอากาศตอนนี้นะ”

“อากาศเหรอ ครับ… ผมชอบมัน ผมชอบความหนาวเย็น ยิ่งหนาวยิ่งดี จะดีกว่านี้ถ้าฝนตกซ้ำลงมา แต่น่าเสียดาย คืนนี้ไม่มีกลิ่นฝน”

“กลิ่นฝน? ” เพราะร่างบางยังคงหลับตาจึงรับรู้ได้เพียงน้ำเสียงฉงนสงสัยของวัสสะเท่านั้น เขาไม่มีทางรู้ว่าวัสสะมีสีหน้าเช่นไร แต่ช่างเถอะ เพราะนั่นไม่สำคัญเท่ากลิ่นฝนที่เขาพยายามเสาะหาในค่ำคืนนี้ อาจจะฟังดูเป็นความชอบที่แปลกประหลาด แต่เชื่อเถอะ ว่าคงไม่ใช่ธารางกูรคนเดียวที่ชื่นชอบที่จะดื่มด่ำกับอะไรเช่นนี้

“ไอดินกลิ่นฝน กลิ่นใบไม้ใบหญ้าคละคลุ้งปนกับกลิ่นดินโคลนโชยขึ้นมา กลิ่นแบบนั้นแหละ คุณรู้ใช่มั้ย”

“รู้สิครับ กลิ่นฝนที่มักจะมาก่อนหรือหลังฝนตก”

“ถูกเผงเลย”

“สีหน้าคุณดูชอบมัน”

“คงงั้นมั้งครับ”

“ผมควรถามมั้ยว่าทำไมคุณถึงชอบอากาศหนาวหรือว่ากลิ่นฝนอะไรนั่น”

“นี่คุณไม่ได้คิดจะสอบสวนผมใช่มั้ย” ธารางกูรเปิดตาขึ้นมาก็พบว่าวัสสะกำลังจดจ้องเขาอยู่ด้วยสายตาอ่านยาก ร่างสูงส่ายหน้าปฏิเสธทั้งที่จุกอกอยู่ไม่น้อยกับคำถามนี้ ในฐานะของตำรวจ เขาไม่สามารถจะบอกกับร่างตรงหน้าได้ว่า ณ ตอนนี้เจ้าตัวอยู่ในลิสต์รายชื่อผู้สมควรสงสัยและสมควรจับตามอง สิ่งเดียวที่จะทำให้ความเป็นตำรวจสมบูรณ์ได้คือการเก็บเกี่ยวสิ่งที่สังเกตได้จากธารางกูร ณ ที่นี้เข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ต่อไป แต่ถ้าถามใจของวัสสะเอง คำพูดที่เขาจะเอ่ยกับเพื่อนตำรวจได้ก็คงจะเป็นแค่คำว่าน่าสงสัย





น่าสงสัยเหลือเกินว่าทำไมพีรกุลถึงมั่นใจนักว่าคนที่มีแววตาอ่อนแอเช่นนี้จะฆ่าดารัณได้ลง





“เปล่านะครับ ผมแค่ถามในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไง ไม่ได้คิดจะสอบสวนอะไรทั้งนั้น คุณพูดอย่างกับว่าเรื่องฟ้าฝนจะใช้ในคดีได้อย่างนั้นแหละ”

“ใครจะไปรู้ล่ะ ผมโดนสอบมาทั้งวันจนแทบจะพูดคุยเรื่องอื่นไม่ได้อยู่แล้วนี่นา”

“ขอแค่คุณยืนหยัดให้ไหว ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีครับคุณกูร” คำพูดของวัสสะทำให้ธารางกูรเกิดพลังขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับกำลังใจของเขาได้ถูกเติมเต็มขึ้นมาในยามยาก ดวงตากลมสบมองดวงตาของวัสสะกลับไป จริงสินะ ทุกอย่างจะผ่านไป ธารางกูรกำลังหวังให้ทุกอย่างผ่านไปและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยดี

“ขอบคุณครับ… ส่วนเรื่องที่ผมชอบให้ฝนตกในฤดูหนาว… ฝนมันคืนชีวิตให้อากาศหนาวแห้งแบบนี้ ผมก็แค่อยากให้เม็ดฝนคืนชีวิตให้ผมในยามที่รู้สึกหนาวเหมือนกัน”

“คืนชีวิต...”

“ผมอยากมีชีวิต มีคนที่ผมรัก และมีวันพรุ่งนี้ ต่อให้มันหนาวเย็นจับใจแค่ไหนผมจะทน แต่น่าเสียดายที่คืนนี้ฝนไม่ตก… คืนนี้ก็เลยกลายเป็นแค่คืนหนาวเย็นธรรมดา”

“...” วัสนิ่งเงียบเพราะกำลังคิดตามในทุกคำพูด ลมหนาวระลอกใหม่พัดเข้ามาตอกย้ำคำพูดของธารางกูร ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมองฟ้าเพื่อหาคำตอบว่าคืนที่เย็นยะเยือกฟ้าใสจนเห็นดาวเช่นนี้พอจะมีทางให้เม็ดฝนตกลงมาเพื่อต่อชีวิตให้ใครหรือไม่

“เห้อ ดูเหมือนว่าผมคงจะต้องเรียกรถใหม่เป็นคันที่สาม” ธารางกูรมองหน้าจอโทรศัพท์ที่คว้าขึ้นมาอีกครั้งอย่างท้อใจ สัญญาณเตือนจากแอปพลิเคชันแจ้งว่ารถแท็กซี่รอบดึกปฏิเสธเขากลางคันอีกครั้ง วัสสะหันกลับมามองร่างบางเมื่อประเด็นสนทนาเปลี่ยนไปฉับพลันด้วยหัวเรื่องแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร

“อ้าว ไหงเป็นงั้น”

“ช่างเถอะ ผมก็แค่ต้องรอต่อไป”

“ถ้างั้น… ผมว่าผมแวะไปส่งคุณก่อนดีกว่า”

“ไปส่งผม? ”

“อืม ไปส่งคุณในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”










ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 3 หนาวกายใจคิดหนัก

“นายดูรอยช้ำใต้ตาขวานั่นสิ ฉันว่าค่อนข้างน่าสนใจ”

“นิติเวชให้ผลว่ายังไง”

“Livor mortis”

“ตกเลือดบริเวณใต้ตาเพียงข้างเดียว ทั้งที่สภาพศพอยู่ในท่านั่งกึ่งนอน และหงายขึ้นในทิศทางปกติ ฉันว่ามันแปลกไปหน่อยมั้ง”

“คิดไว้ไม่มีผิด ว่านายต้องเห็นว่ามันแปลกเหมือนกัน” ปองภพกระตุกยิ้มอย่างพอใจเมื่อวัสสะมีความเห็นไม่ต่างไปจากเขา สองนายตำรวจกำลังเพ่งลงไปบนจอคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องเดียวกันเทียบเคียงไปกับแฟ้มเอกสารผลการชันสูตรเบื้องต้นของคดีที่ยังเป็นข่าวคึกโครมไม่หยุด รูปภาพที่ถ่ายเน้นแต่ละจุดของศพดารัณเป็นหลักฐานที่มีความสำคัญอยู่มาก แม้ว่าทั้งปองภพและวัสสะจะไม่ได้มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ แต่หน้าที่ของพวกเขาคือการตั้งข้อสงสัยและหาทิศทางความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นการอยู่กับภาพไม่น่ามองนับชั่วโมงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“ฉันว่าแปลกในความไม่แปลกมากกว่า”

“ยังไง”

“ถึง Livor จะตกอยู่เต็มช่วงเอวถึงก้นแล้วก็ท้องขา แต่ถ้าสังเกตดี ๆ ทั้งหมดมันเทไปทางด้านขวา” วัสสะกดเปลี่ยนภาพและชี้ให้ปองภพดูเป็นจุด ๆ ตามสิ่งที่เขาพูด Livor mortis ที่วัสสะพูดถึงคือรอยช้ำแดงจนเกือบคล้ำจากการตกเลือดหลังการตาย แน่นอนว่ารอยช้ำเหล่านั้นจะต้องตกลงไปในทิศทางเดียวกับแรงโน้มถ่วงของโลก การที่ร่องรอยเหล่านั้นปรากฏในทิศที่ผิดไปจากท่านอนของศพจึงทำให้มันเป็นเรื่องประหลาดไปโดยปริยาย

“จ่า ในรายงานของนิติเวชมีการสังเกตข้อนี้มั้ย” ปองภพหันไปถามเพื่อนร่วมอาชีพอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะประชุมอยู่ด้วยกัน อันที่จริงเขาได้อ่านรายงานของนิติเวชที่เพิ่งจะมาถึงแล้วทั้งหมด แต่ต้องการความแน่ใจจากหลาย ๆ เสียงอีกครั้งเพื่อป้องกันการตกหล่น

“มีครับ แต่แพทย์ให้เหตุผลว่าอาจเกิดจากการเคลื่อนตัวของศพหลังกลุ่มเลือดเริ่มคลั่งแล้ว” นายจ่าตำรวจพลิกเอกสารในมือและยื่นยืนยันให้กับปองภพ ปองภพคว้ามาอ่านขณะที่วัสสะเริ่มใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเพราะความหนักใจ

“อันนี้ฉันเห็นด้วยนะวัส เพราะอ่างอาบน้ำที่พบศพค่อนข้างลาดเอียงและมีโอกาสเป็นไปได้ที่ผู้ตายตะแคงขวาเล็กน้อยก่อนจะหมดสติไป พอเวลาผ่านศพจึงค่อย ๆ ไหลลงมาหงายเต็มแผ่นหลัง”

“มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิภพ นายอย่าลืมว่าผู้ตายมีรอยกรีดที่ข้อมือและเลือดกองใหญ่”

“จริงด้วย”

“ถ้าตายด้วยภาวะขาดเลือด ศพไม่ควรมี Livor เยอะขนาดนี้ หรือไม่ควรมีเลยด้วยซ้ำ” วัสสะปิดเปลือกตาลงและพยายามคิดต่อเนื่องไปต่าง ๆ นานา เท่าที่เขาเรียนรู้มาหากศพมีบาดแผลและตายจากการเสียเลือด ร่องรอยช้ำเป็นปื้นเหล่านี้ไม่ควรจะปรากฏออกมาให้เห็น หรือถ้ามีมันก็ควรจะหลงเหลืออยู่ในจำนวนที่น้อยมาก

“หรือว่าดารัณจะไม่ได้ตายเพราะกรีดข้อมือ” ปองภพว่า เท่ากับตอนนี้ความซับซ้อนจากรายละเอียดเล็กน้อยเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตำรวจอีกหลายคนในห้องเริ่มมีสีหน้าไม่ต่างกับวัสสะ ทุกคนต่างพยายามคิดหาทางลงที่เป็นไปได้ที่สุดของคดีนี้

“เราพอจะมีทางตรวจสอบกองเลือดในที่เกิดเหตุได้มั้ยภพ ว่าที่ไหลออกมาทั้งหมดจะมากพอให้คนคนหนึ่งตายรึเปล่า”

“ไม่แน่ใจนะว่าจะมีวิธีมั้ย”

“หรือว่ามันตรวจจากเลือดที่ยังเหลือเลือดในร่างกายได้”

“ไม่รู้โว้ย เป็นตำรวจไม่ได้เป็นหมอ แค่ฉันรู้เรื่อง Livor ก็บุญหัวแล้วล่ะ”

“หรือว่าพวกเราเข้าใจเรื่อง Livor ผิดไป”

“ไม่รู้สิ เอายังไงดีวะเนี่ย” ปองภพถึงสบถออกมาเมื่อหมิ่นเหม่เหลือเกินว่าคดีนี้ต้องไม่ใช่คดีฆ่าตัวตายธรรมดา แน่นอนว่าหากการตายของดารัณเป็นการฆาตกรรมจริงหลังจากนี้คงไม่ใช่เรื่องสนุก แม้ว่าเขาจะคาดการณ์เอาไว้บ้างและมีเป้าผู้ต้องสงสัยไว้ในใจอยู่แล้วก็ตามที

“ให้ผมนัดนิติเวชมาให้การ หรือขอหนังสือชี้แจ้งผลชันสูตรเพิ่มเติมมั้ยครับผู้กอง”

“ว่าไงวัส”

“ดีจ่า อย่างน้อยแพทย์ชันสูตรต้องมีความรู้เรื่องนี้มากกว่าเราแน่ ๆ แจ้งท่านผู้กำกับและนัดให้เร็วที่สุด ผมอยากให้เขามาช่วยวิเคราะห์ร่วมกัน อย่างน้อยเราควรได้เหตุผลที่ดีมากพอก่อนที่เบื้องบนจะลงมาเล่นคดีมากกว่านี้” วัสสะอาศัยอำนาจในห้องประชุมสั่งการเบื้องต้นทันที คดีดังแบบนี้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มองเป็นเรื่องดีสำหรับตัวอยู่แล้ว ยิ่งผู้ตายเป็นดาราข่าวไม่เงียบมาสามวันติดย่อมอยากออกมาเผชิญหน้ากับสื่อเพื่อให้ได้พื้นที่ของตน แล้วคนที่ไม่ได้คำคดีแต่คว้าเล่มรายงานไปพูดจ่อไมค์เหล่านี้นี่แหละที่ทำให้คดีผิดเพี้ยนไปนักต่อนัก

“ออ เร่งเรื่องการตรวจอวัยภายในกับสารพิษในร่างกายด้วยนะจ่า ขอลัดคิวก่อนมีใบสั่งจากเบื้องบนไปเลย แล้วอย่าลืมประสานกับทีมสอบสวน เดี๋ยวจะหาว่าข้ามหน้าข้ามตากันอีก”

“รับทราบครับ” ปองภพกำชับเสริม ก่อนที่นายตำรวจคนดังกล่าวจะรับคำและเดินออกไปพร้อมความสงสัยครุ่นคิดที่ยังคงอยู่ แต่ถ้าจะให้เทียบสีหน้ากันในนาทีนี้ สีหน้าของวัสสะคงจะเป็นสีหน้าคิดหนักที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงมากที่สุด คิ้วเข้มตึงเข้าหากันจนแทบจะเป็นเส้นตรง ดวงตาคมจ้องเขม็งไปยังพื้นที่ว่างเพื่อปล่อยให้สมองได้ใช้ความคิด ริมฝีปากหนานิ่งสนิทเมื่อเขาไม่อาจจะคลี่ยิ้มเพื่อแสดงความรู้สึกสดใสใด ๆ ถ้าจะให้คนมองอย่างปองภพตีความ อาจจะเพราะคดีใหญ่ในความรับผิดชอบตอนนี้มันยังไม่ตกผลึกเสียที

“พวกคุณไปทำงานอื่นเถอะครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมเราค่อยมาคุยกันอีกที” ปองภพเอ่ยกับนายตำรวจราวสามคนที่ยังนั่งอยู่ พวกเขาจึงต่างแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ของตน โดยทิ้งสารวัตรและผู้กองของพวกเขาไว้กับความฉงนสงสัยที่ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย

“ถ้าดารัณไม่ได้ฆ่าตัวตาย ทำไมไม่มีพยานหลักฐานอื่นเลย” วัสสะพึมพำออกมาให้ปองภพพอจะได้ยิน เขาทิ้งตัวพิงลงไปกับพนักเก้าอี้มากขึ้น มือหนายังคงเร่งจังหวะเคาะลงกับโต๊ะไม่หยุด ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก ปองภพเห็นภาพการใช้สมองผ่านเรียวนิ้วของวัสสะมาจนชินชาเสียแล้ว

“เห้อ มีแต่ความน่าสงสัยเต็มไปหมด ทั้งร่างกายไร้วิญญาณนั่น แล้วก็คนใกล้ชิดของผู้ตาย ส่วนหลักฐานที่จะโยงไปถึงการฆาตกรรมไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียว” ปองภพทอดถอนหายใจออกมาเพราะในสถานที่เกิดเหตุและพยานแวดล้อมไม่มีสิ่งใดหนักแน่นพอที่จะทำให้เขาฟันธงได้ว่าคดีนี้เป็นการตายอย่างผู้ถูกกระทำ กล้องวงจรปิดทางเข้าออกจำนวนสามจุดยืนยันว่าดารัณอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงคนเดียวในช่วงเวลาที่เสียชีวิต ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ทรัพย์สินสูญหาย หรือแม้แต่การติดต่อที่ผิดแปลกไปในเครื่องโทรศัพท์ ไม่มีอะไรยืนยันว่าดารัณถูกฆ่าตาย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรยืนยันถึงเหตุจูงใจที่ดารัณจะฆ่าตัวตายเช่นกัน

“คนใกล้ชิดของผู้ตาย นายหมายถึง...” วัสสะถามย้ำทั้งที่รู้ดีว่าปองภพหมายถึงใคร

“พอลกับกูรไงล่ะ”

“จริงด้วยสิ ที่นายจับตาดูพอลได้ผลเป็นยังไงบ้างล่ะ”

“เท่าที่ดูแล้วก็ได้ข้อมูลมา พื้นฐานพอลค่อนข้างเป็นคนฉุนเฉียวนะ ในห้องสอบสวนวันนั้นน่าจะใช้อารมณ์อยู่พอสมควร ออ แล้วเมื่อคืนฉันไปเจอเขาที่งานศพของดารัณมา สภาพพอลดูไม่ได้เลย ดูเสียใจหนักเอาการอยู่ เริ่มคิด ๆ เหมือนกันว่าที่นายกูรพูดจะจริงรึเปล่า” ปองภพอธิบายภาพที่เขาเห็นมากับตา พีรพลมีท่าทางซึมเศร้าร้องไห้หนักตลอดเวลาจนต้องหาที่นั่งหลบสื่อจ้า เผลอ ๆ งานนี้พีรพลอาจจะเสียน้ำตามากกว่าแม่คนตายเสียด้วยซ้ำ

“เริ่มคิด? ” ใบหน้าของปองภพแสดงออกชัดเจนว่าเขาคิดไปไกลกว่านั้น และแน่นอนว่าวัสสะสัมผัสมันได้ในทันที

“ก็คิดมาแล้วทั้งคืนแหละ ว่าถ้ามันพลิกไปเป็นการฆ่ากันตายจริง ๆ คงไม่พ้นเรื่องชู้สาว”

“เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนนะภพ ถ้าหลุดออกไปจากเราสองคนมันจะเสียรูปคดี และคงไม่ดีแน่ ๆ ถ้าสื่อประโคมข่าวก่อนเราได้ข้อเท็จจริง”

“รู้แล้วน่า” ปองภพโคลงศีรษะคล้ายไม่ต้องการให้วัสสะย้ำบ่อย ๆ เขาเข้าใจดีอยู่แล้วว่าการคาดเดามันละเอียดอ่อนกับคดีที่อยู่ในความสนใจเช่นนี้มากแค่ไหน ถึงการให้การไม่ตรงกันจะพอยกมาใช้ได้ แต่พวกเขาก็ยังไม่มีหลักฐานอื่นใดมากไปกว่านั้นอยู่ดี

“เรื่องชู้สาว พระเอกดังสองคนกับเรื่องชู้สาวเนี่ยนะ” วัสสะแค่นยิ้มออกมาราวกับพูดถึงเรื่องเหลือเชื่อ นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าหากบทสรุปมันเหนือความคาดหมายคนทั่วไปขนาดนั้น สังคมจะนำเรื่องนี้ไปเป็นหัวข้อสนทนามากแค่ไหน เผลอ ๆ มันอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ถูกจดจำไม่ลืมเลยก็ได้

“กลัวจะไม่ใช่พระเอกสองคน แต่เป็นผู้ชายสามคนน่ะสิ”

“หืม นายหมายถึงกูรน่ะหรอ”

“กูรให้การว่าพอลกับดารัณอาจมีความสัมพันธ์กัน ส่วนพอลมั่นอกมั่นใจว่าดารัณกับกูรมีความสัมพันธ์กัน ฉันว่ามันชัดอยู่แล้วว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ ๆ ”

“แต่ฉันว่ากูรไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนี้” ปองภพเลิกคิ้วสงสัย เพราะจู่ ๆ ก็ดูเหมือนว่าวัสสะจะหายเคลือบแคลงสงสัยธารางกูรไปเสียง่าย ๆ

“ทำไมนายคิดแบบนั้น”

“ไม่รู้สิ สัญชาตญาณมันบอก เมื่อวันก่อนฉันแวะไปส่งกูร เห็นอยู่เป็นคอนโดธรรมดา ๆ เลยนะ รถราก็ไม่มีขับ ถ้าคนที่มีความสัมพันธ์กับดาราระดับดารัณ อย่างน้อยก็ควรจะอยู่คอนโดสุดหรู หรือมีรถอีโคคาร์สักคัน บวกกับข้อมูลจากพยานปากอื่น ๆ ก็ยืนยันว่ากูรเป็นคนเงียบ ๆ เรียบร้อย นิสัยดี และค่อนข้างเคารพดารัณเหมือนผู้มีพระคุณคนนึง”

“เดี๋ยวนะ”

“หึม นายเห็นต่างเหรอ”

“ไอ้ที่นายว่ามามันก็มีส่วนจริงอยู่หรอก แต่ไม่เห็นนายเคยเล่าให้ฟังว่าไปส่งนายกูรนั่นมา”

“ไม่ได้ตั้งใจน่ะ วันนั้นมันดึก แล้วเขาก็ไม่มีรถกลับ เลยถือโอกาสสังเกตแล้วก็สอบถามเรื่องที่เป็นประโยชน์ด้วย” วัสสะไหวไหล่คล้ายกับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย ปองภพพยักหน้าเข้าใจตามที่ร่างสูงพูด

“แล้วยังไง นายได้ข้อมูลอะไรบ้าง”

“ไม่เลย กูรดูมีอาการเครียด ฉันเลยไม่อยากเค้นถามอีก นั่งเงียบกันไปจนส่งถึงที่นั่นแหละ”

“น่าเสียดาย” ปองภพแสดงความเสียดายออกมาผ่านน้ำเสียงอย่างชัดเจน ส่วนวัสสะไม่ได้มีท่าทางเสียดายอะไร อย่างน้อย ๆ เขาก็ได้พูดคุยเรื่องกลิ่นฝนและความหนาวเย็นกับธารางกูร

“ไม่เห็นเป็นไร วันนี้ทีมสอบสวนเรียกกูรมาให้ปากคำเพิ่มเติมแล้วนี่ น่าจะได้อะไรมากกว่าเดิมอยู่นะ”

“เป็นสิ ก็วันนี้กูรไม่ได้มาให้ปากคำตามนัด”

“อ้าว ทำไมล่ะ” วัสสะแสดงสีหน้าแปลกใจออกมาทันที ร่างสูงมัวแต่ขลุกอยู่กับสำนวนคดี ผลการชันสูตรและภาพศพจนไม่ได้สนใจเรื่องการสืบพยานเพิ่มเติมในวันนี้

“จะไปรู้เหรอ”

“เขาอาจจะแค่ลืมรึเปล่า อาจจะมาหลังเวลานัดอะไรแบบนั้น”

“นี่มันเลยเวลาราชการไปแล้วนะครับคุณสารวัตร แล้วเห็นว่าโทรไปก็ไม่รับสาย เป็นไงล่ะ นายยังคิดว่านายกูรนั่นไม่เกี่ยวอีกเหรอ กลิ่นออกขนาดนี้”

“ทำไมถึงไม่มา” วัสสะพูดออกมาเสียงเข้มคล้ายคนหงุดหงิด เรียวนิ้วที่ยังเคาะโต๊ะส่งเสียงเป็นจังหวะหนักขึ้นจนปองภพคิดได้ว่าวัสสะคงจะเซ็งอยู่ไม่น้อยที่มองโลกในแง่ดีกับธารางกูรมากจนเกินไป

“อันนี้ฉันก็ให้คำตอบนายไม่ได้หรอกนะ ถ้าคืนนี้หายไปจากงานศพดารัณอีกก็ชัวร์ ตีความไปในทิศทางเดียวได้เลย”

“ไม่รู้สิภพ ฉันว่าคนที่มีสายตาแบบนั้นไม่น่าจะวางแผนฆ่าใครได้” ร่างสูงนึกถึงใบหน้าของธารางกูรที่เขาจดจำมันได้ดี เขาไม่อาจจินตนาการถึงภาพที่ชายหนุ่มคนนั้นถูกจับข้อหาฆาตกรรมได้เลยแม้แต่น้อย

“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจหรอกวัส”

“นั่นสินะ”

“แต่ยังไงก็คงต้องตามมาให้ปากคำให้ได้ก่อน ยังมีอีกหลายประเด็นที่เป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องเกี่ยวกับพอลแล้วก็เรื่องการใช้จ่ายเงินของดารัณที่กูรดูแลให้”

“ออกหมายเรียกเร่งด่วนซ้ำไปเลยก็ได้นะ อย่าปล่อยให้คลาดไปนาน”

“จริง ๆ นายน่าจะไปดูก่อน”

“ฉัน? ” วัสสะชี้นิ้วเข้าหาตัวอย่างไม่เข้าใจ ปองภพพยักหน้ายืนยันก่อนจะพยายามอธิบายเหตุผลที่วัสสะควรจะทำตามที่เขาพูด

“นายเคยไปแล้วนี่ พาทีมไปด้วยสักคนสองคนก็ได้ ไปเช็คสักหน่อยว่ายังอยู่ดี หรือเก็บของหนีไปแล้ว”

“ฉันไปส่งแค่หน้าคอนโดเขามั้ยล่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ห้องไหนยังไง” วัสสะกำลังอิดออดอย่างไม่มีเหตุผล เหตุผลเดียวที่พอจะอ้างกับปองภพได้คือเขาไม่ได้มีเวลามากพอที่จะไปตามพยานบุคคลถึงที่ขนาดนั้น

“ในประวัติที่ทำไว้ก็มีรายละเอียดนี่ ไม่รู้สิ ฉันว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่เฉย ๆ ”

“งั้นนายนั่นแหละไปกับฉัน”

“คงไม่ได้หรอก วันนี้ฉันต้องไปที่งานศพ เจรจาขอให้พอลเข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติมอีกคน เอาน่าวัส อย่างน้อยก็กันไว้กว่าแก้ ถ้าเกิดกูรหนีไปจริง ๆ เราจะได้ไม่เหนื่อยมากไง”

“รู้แล้วน่า ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปสักหน่อย” แม้จะแสดงอาการไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ แต่วัสสะก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียงแข็งให้กับงานของเขา ช่างเถอะ ถือว่าใช้เวลาทำหน้าที่ของตนให้คุ้มค่ากับอากาศหนาวเย็นตามคำพยากรณ์ก็แล้วกัน





หวังว่าจะเจอกันนะธารางกูร





ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 4 กลิ่นลางร้ายปรากฏ

เสียงเครื่องยนต์เงียบสงบลงเมื่อรถแลนด์โรเวอร์สีดำเทียบจอดที่ข้างฟุตปาธ คนขับไม่ได้คว้าเสื้อโค้ตสีดำปลุกคลุมร่างกายเพื่อเตรียมตัวออกไปเผชิญกับอาการเย็นเฉียบด้านนอก เขาทำเพียงปลดสายซองปืนคาดอกออกและยัดมันเก็บเอาไว้ที่คอนโซลหน้ารถ ปืนพกขนาดเหมาะมือถูกเหน็บเข้าที่ข้างเอวใต้ร่มผ้าก่อนที่เขาจะดึงชายเสื้อยืดสีขาวออกมาปิดเอาไว้จนแนบสนิท จริงอยู่ที่วัสสะสามารถพกปืนในที่สาธารณะได้อย่างชอบธรรม แต่เขากลับสบายใจมากกว่าที่จะอยู่ในชุดตำรวจนอกเครื่องแบบและเก็บอาวุธร้ายแรงเอาไว้ให้ลับสายตา

“ห้าศูนย์หนึ่งศูนย์” วัสสะอ่านเลขห้องผ่านรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือซ้ำอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจลงจากรถ เมื่อเท้าสัมผัสพื้น ลมแรงก็กรรโชกเข้ามาย้ำเตือนว่าปีนี้ฤดูหนาวทำหน้าที่ได้ดีเสียเหลือเกิน ลำแขนแกร่งยกขึ้นกอดตัวเองเบา ๆ ขณะที่เจ้าของร่างกำลังเดินเข้าไปในตัวอาคาร

ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่ไม่มีใครมีเวลามากพอจะมาที่นี่พร้อมกับเขา สารวัตรหนุ่มจึงจำยอมมาหาพยานปากเอกตามคำแนะนำของเพื่อนสนิทเพียงลำพัง และด้วยรูปถ่ายประวัติของธารางกูรเพียงรูปเดียว ไร้หมายค้น หมายจับ หมายเรียก หรือเอกสารราชการอื่นใด เรียกได้ว่าถ้าสถานการณ์พลิกผัน ธารางกูรคิดจะหัวหมอขึ้นมา ตำรวจอย่างเขาก็คงจะลำบากอยู่เหมือนกัน

“ไปด้วยครับ” วัสสะอาศัยจังหวะที่กำลังจะมีคนขึ้นลิฟต์แทรกตัวเข้าไปทันที ดูเหมือนว่าโชคชะตาเข้าข้างเขาไปเสียหมด เพราะเขาสามารถกดหมายเลขชั้นที่ต้องการโดยไม่ต้องใช้คีย์การ์ด และแน่นอนว่านี่เป็นความหละหลวมของสถานที่ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย

บรรยากาศภายในที่นี่คล้ายคลึงกับคอนโดระดับกลางทั่วไป ออกจากโถงลิฟต์ก็พบห้องพักมากมายเรียงรายอยู่ติดกันไม่ต่างกับชุมชนแออัดที่ผ่านการยกระดับ วัสสะหยิบสิ่งที่เคยพูดกับปองภพขึ้นมาคิดอีกครั้ง หากธารางกูรคบหากับดารัณจริงหรือแม้แต่ยักยอกทรัพย์ของดาราดังมาไว้กับตัว คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาอยู่ในที่พักระดับมนุษย์เงินเดือนขั้นต้นเช่นนี้ หวังว่าสุดท้ายแล้วปองภพจะได้มาเห็นที่นี่สักครั้งและมีความคิดเช่นเดียวกันกับเขา

ก๊อก ๆ ๆ เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นที่วัสสะพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักที่ถูกระบุว่าเป็นห้องของธารางกูร หมายเลขห้องพร้องตรงกับรูปถ่ายเอกสารในโทรศัพท์มือถือ สีหน้าของนายตำรวจหนุ่มค่อนข้างเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด คงไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดถึงสิ่งใดอยู่ แต่ที่แน่ ๆ คือเขากำลังจดจ่อกับบานประตูไม้สีขาว ดวงตาคมกริบจ้องเข้าไปในช่องมองตาแมวเล็ก ๆ เพื่อหวังให้คนด้านในรับรู้ว่าเขาเป็นใครในทันทีที่มองออกมา แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นน่ะสิ ปัญหามันอยู่ที่ว่า ณ ตอนนี้วัสสะไม่รู้ว่าธารางกูรอยู่ด้านในห้องรึเปล่า

“คุณกูร… นี่ผมเองนะ สารวัตรวัสสะ” เสียงทุ้มเอ่ยออกไปในระดับที่ไม่ได้ดังมากนัก ร่างสูงเหลือบมองช่องว่างที่ขอบประตูด้านล่างและไม่พบว่ามีแสงไฟใดเล็ดลอดออกมา เขาตัดสินใจเคาะประตูซ้ำอีกครั้งในจังหวะเสียงที่ดังมากกว่าเดิม

ก๊อก ๆ ๆ

“คุณกูร คุณอยู่ในห้องรึเปล่า ผมวัสเอง” อีกไม่นานร่างสูงคงจะถอดใจและเลิกล้มความตั้งใจมาเยี่ยมเยียนอย่างประนีประนอมในครั้งนี้ หากไม่ได้รับสัญญาณใด ๆ จากภายในห้อง ทว่าในเสี้ยววินาทีหนึ่งกลับมีเสียงขยับเขยื้อนบางสิ่งเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน เสียงกุกกักวิ่งวนในโสตประสาทก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสนิทไปอีกครั้ง

ก๊อก ๆ ๆ

“ธารางกูร” ร่างสูงพยายามเงี่ยหูฟังเพราะความวุ่นวายจากห้องใกล้ ๆ ทำให้การรับรู้ของเขาแย่ไปเสียหมด ยิ่งใช้เวลานานอากัปกิริยาของวัสสะยิ่งไม่สู้ดีนัก มันคงเป็นเรื่องยากถ้าจะให้เขามานั่งอธิบายว่าเรื่องราวในสมองตอนนี้เต็มไปด้วยสิ่งใด เอาเป็นว่าเขาต้องการให้ความมั่นใจที่ว่าธารางกูรยังอยู่ดีในห้องเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยผลดีข้อแรกคือความคิดในแง่ร้ายของปองภพนั้นผิดไป

แกร๊ก ทันใดนั้นบานประตูห้องก็ค่อย ๆ เปิดออก ความมืดด้านในทำให้วัสสะเห็นเพียงดวงตาของคนในห้องสะท้อนกับแสงไฟภายนอกเท่านั้น คนเปิดประตูทิ้งใบหน้าเอนซบลงมากับขอบวงกบ ดวงตาแดงก่ำจ้องมองมายังนายตำรวจนอกเครื่องแบบด้วยเครื่องหมายคำถามมากมาย ไม่ต่างกัน วัสสะเองก็มองธารางกูรด้วยความสงสัยใคร่รู้ทั้งหมดที่มี

“คุณ...ม มาได้ไง” น้ำเสียงของร่างบางแหบพร่ากว่าที่ควรจะเป็น เจ้าตัวทิ้งน้ำหนักทั้งหมดไปที่กำแพงข้างบานประตูคล้ายคนกำลังจะหมดแรง ทั้งยังปล่อยมือจากลูกบิดจนประตูเปิดออกมากขึ้นตามกลไกที่ควรจะเป็น วัสสะมองเข้าไปภายในห้องเล็ก ๆ ที่ไม่มีแม้แต่แสงไฟสักดวง และย้อนกลับมามองธารางกูรด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป





ความกังวลเคร่งเครียดที่เคยมีเริ่มเลือนหาย

และถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยที่ดูลึกซึ้งอย่างน่าประหลาดใจ





“คุณไม่ไปตามนัดของพนักงานสอบสวน”

“น...นี่กี่โมงแล้ว” ธารางกูรพยายามจะพูดและมองไปรอบตัวทั้งที่สภาพของเขาแทบจะไม่ไหว เปลือกตาของเขาปรือหนักคล้ายคนที่ใกล้จะหมดสติเต็มที มองปราดเดียววัสสะก็รู้แล้วว่าร่างบางอยู่ในพิษไข้ หรือไม่ก็อาการป่วยอื่นใดที่หนักหนาเอาการจนลืมวันลืมคืนไปเสียหมด

“เกือบจะสามทุ่มแล้วครับคุณกูร”

“ผ...ผมขอโทษ ผม...ผมจะไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้” ร่างบางยังคงอดกลั้นพูดออกมาทั้งที่เสียงขาดหายเป็นช่วง ๆ เขาทำท่าจะผละตัวออกจากกำแพงและเดินกลับเข้าไปในห้องของตน ทว่าเรี่ยวแรงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ไม่ได้มากพอให้เขายั้งยืนได้ไหว ก่อนที่ร่างกายที่ผอมบางกว่าจะล้มลงไป วัสสะก็เอื้อมรั้งธารางกูรเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว แผ่นหลังได้รูปปะทะกับอกแกร่งอย่างไร้การควบคุม วัสสะตกใจจนนิ่งไปเมื่อพบว่าไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายคนป่วยนั้นมีมากกว่าที่เขาคาดเอาไว้

“ตัวร้อนขนาดนี้จะแต่งตัวไปไหนอีก ถ้าคุณจะให้ผมช่วยพาไปโรงพยาบาลไม่ต้องเปลี่ยนชุดแล้วก็ได้มั้งครับ”

“ผม...” ร่างบางคอตกก้มมองพื้นอยู่ตลอดเวลาทั้งที่อยากจะเงยหน้าสบตาคู่สนทนา นี่สินะต้อตอของเสียงกุกกักที่ขาดระยะเมื่อคู่ ไม่อยากจะจินตนาการจริง ๆ ว่าธารางกูรจะล้มลุกคลุกคลานแค่ไหนก่อนจะหอบสารร่างมาถึงบานประตู

“จะอะไรก็ช่างเถอะ ผมขออนุญาตเข้าห้องคุณก่อนก็แล้วกัน” วัสสะไม่ว่าเปล่า เขาใช้ศอกดันเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ไม่ไกลจากกรอบประตูนัก ระบบไฟฟ้าเริ่มทำงานส่องแสงสีขาวนวลไปทั่วบริเวณห้อง ร่างสูงกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะใช้ปลายเท้าปิดประตูและยกแขนของธารางกูรวาดขึ้นไปคล้องคอตน เขาพยุงร่างบางและค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างใจเย็น ก่อนจะปล่อยร่างกายไร้เรี่ยวแรงลงไปกับเตียงยับย่นที่น่าจะผ่านการใช้งานต่อเนื่องมานานหลายชั่วโมง

“มันจะไม่เป็นอะไรเหรอครับ… ท...ที่ผมไม่ได้ไป” ธารางกูรกำลังขดร่างกายตนเองบนเตียง นายตำรวจยืนมองภาพน่าสงสารอยู่นานก่อนจะเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดผิวกายของร่างบางลวก ๆ ทันใดนั้นลมเย็นวูบใหญ่ก็พัดผ่านเข้ามาภายในห้อง และแน่นอนว่าผู้มาเยือนอย่างวัสสะต้องมองหาต้นตอของมัน อากาศเย็นเฉียบ ณ ที่แห่งนี้ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ แต่มันมาจากการที่ธารางกูรเปิดประตูระเบียงทิ้งไว้จนผ้าม่านสีเทาผืนหนาเคลื่อนไหวต่อเนื่องราวกับเกลียวคลื่น

“เป็นสิครับ แต่อย่างมากก็คงแค่เปลี่ยนจากการนัดหมายเป็นออกหมายเรียก ช่างเถอะ คุณควรจะพักผ่อน ไหวรึเปล่า หรือจะให้ผมช่วยพาไปหาหมอ” วัสสะพูดโดยไม่หันไปมองคนที่ซุกศีรษะลงกับหมอน ร่างสูงก้าวยาวไปยังบานประตูกระจกและหมายจะปิดมันลงเพื่อทำให้อากาศภายในห้องอบอุ่นขึ้น

“ไม่เป็นไรครับ…ผ ผมกินยาแล้ว” เสียงของธารางกูรเบาลงในทุก ๆ คำ ความหนาวจากพิษไข้เต็มไปด้วยอาการร้อนระอุที่ทำให้ไม่สบายตัว แม้จะดึงผ้าห่มขึ้นจนมิดถึงคอแต่อุณหภูมิร่างกายที่สูงก็ยังทำให้เม็ดเหงื่อซึมออกมาขัดแย้งกับความรู้สึกเย็นไปทั้งตัว

“ผมหวังว่าคุณจะเป็นแค่ไข้ธรรมดา”

“คงงั้นครับ”

“ผมไม่แปลกใจเลย คืนก่อนเล่นนั่งตากลมเสียขนาดนั้น”

“ย...อย่าปิด...” ธารางกูรส่งเสียงห้ามเมื่อเห็นว่าวัสสะเลื่อนบานประตูกระจกปิดไปราวครึ่งราง เมื่อถูกร้องทักเช่นนั้นวัสสะคงทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากเปิดประตูเอาไว้เช่นเดิม คนไม่เข้าใจคลอนศีรษะก่อนจะกลับมายืนเท้าเอวมองคนป่วย ธารางกูรพยายามสบตาเขาทั้งที่เปลือกตาหนังอึ้งแทบจะปิด

“แปลว่าที่ผมเดามันไม่ผิด”

“...” ธารางกูรไม่ได้ตอบ ร่างกายของเขากำลังขดตัวใต้ผ้าห่มราวกับกุ้ง แม้จะมีเพียงลมเย็นจากภายนอกปะทะเข้ากับใบหน้า แต่นั่นกลับทำให้รู้สึกดีไม่แพ้ในค่ำคืนที่เขาได้ใช้เวลากับลมหนาวและกลิ่นลมฝนอ่อน ๆ อย่างที่ชอบ

“เห้อ ผมจะเอายังไงกับคุณดีเนี่ย”

“ข...ขอโทษนะครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะ… ผมจะติดต่อตำรวจไปอีกที… ถ้าคุณวัสจะกลับ… ผ...ผมรบกวนล็อกห้องให้ด้วยก็ดี” สิ้นเสียงของร่างบาง วัสสะไม่ได้พูดอะไรหรือขยับเขยื้อนตัวไปไหน เขายังคงยืนมองอยู่ที่เดิม พร้อมกับเรียวคิ้วที่กระตุกเป็นจังหวะอยู่เรื่อย ๆ แปลกดีเหมือนกันที่แววตาของเขาแสดงความยากลำบากที่มีอยู่เต็มอกออกมา หากจะหาเหตุผลดี ๆ สักข้อในการอยู่ที่นี่ต่อ เขาก็คงจะต้องยกมนุษยธรรมออกมาอ้างทั้งที่ไม่จำเป็น

‘เจอตัวแล้ว ป่วยหนักเอาการ’ วัสสะไม่ได้ทำเพียงส่งข้อความแชทไปหาผู้กองปองภพผู้คะยั้นคะยอให้เขามาที่นี่ เขายังยกกล้องโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพของธารางกูรบนเตียงส่งไปเป็นหลักฐานยืนยันอีกด้วย เมื่อเจ้าของห้องนิ่งเงียบไปจนได้ยินเพียงเสียงลมหนาวกระทบผ้าม่าน คนที่อดรนทนไม่ไหวอย่างวัสสะจึงเริ่มเดินสำรวจภายในห้องเล็ก ๆ เพื่อหาสิ่งของบางอย่าง

“หนาวไปทั้งห้องยังจะไม่ยอมให้ปิดประตู” เสียงพึมพำเพียงลำพังพอจะทำให้ห้องไม่เงียบเกินไป มือหนาคว้าชามใบเล็กขนาดเหมาะมือก่อนจะเปิดก็อกที่อ่างล้างหน้าเพื่อเตรียมน้ำอุณหภูมิห้อง ชามน้ำถูกวางที่โต๊ะเล็กข้างหัวเตียง วัสสะใช้หางตามองธารางกูรที่ปิดเปลือกตาแนบสนิท ทว่าลมหายใจของร่างบางกลับไม่ได้สม่ำเสมออย่างที่คนทั่วไปเป็นยามหลับใหล เมื่อมองจนพอใจแล้ววัสสะจึงเดินหาของที่จำเป็นต้องใช้อีกครั้ง ร่างสูงหยุดยืนอยู่ที่หน้าตู้เสื้อผ้าก่อนจะย่อตัวลงเพื่อลดความสูงให้เปิดลิ้นชักชั้นล่างได้สะดวกขึ้น

ดูเหมือนว่าลิ้นชักที่วัสสะเลื่อนเปิดออกมาจะไม่ได้มีผ้าขนหนูผืนเล็กตามที่เจ้าตัวหมายมั่นตั้งใจ เขาผุดตัวลุกและเปิดบานประตูใหญ่ของตู้แทน คราวนี้เขาได้พบกับสิ่งที่น่าพอใจ เหล่าผ้าขนหนูตั้งอยู่ที่ชั้นวางภายใน วัสสะหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กสีครีมหม่นมาไว้ในมือ ทว่าแทนที่จะปิดประตูตู้ลงและเดินไปทำในสิ่งที่ตั้งใจ เขากลับยืนนิ่งงันมองของสิ่งหนึ่งที่วางอยู่ข้างกองผ้าด้วยเสียงหัวใจที่เพิ่มมิติการเต้นขึ้นทุกวินาที





สิ่งที่ดวงตาเห็นสร้างความสงสัยได้มากมาย

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าดวงตาคือสมองที่เริ่มตีความไปไกลต่างหาก





กล่องสีดำขนาดเหมาะมือถูกเปิดเผยอเตะตานายตำรวจอย่างเขา วัสสะแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดวิเคราะห์ใด ๆ ที่เขาเห็นมันเป็นกล่องปืนกล็อค ปืนพกสั้นที่มีน้ำหนักเบาใช้งานง่ายไม่ผิดแน่ ความสงสัยอยากรู้เร่งเร้าให้เขาตัดสินใจรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของธารางกูรมากขึ้นไปอีกระดับ มือหนาเอื้อมแตะที่กล่องดังกล่าวก่อนจะค่อย ๆ เปิดมันออกให้พอเห็นทุกอย่างด้านใน

“คิดจะทำอะไรกันแน่” วัสสะพูดกับตัวเองเมื่อสิ่งที่เขาคิดมันไม่ได้ผิดไปเลย ตัวปืนพกวัสดุคล้ายพลาสติกถูกวางทิ้งไว้ในกล่องโดยไม่ได้ถูกจัดเก็บให้ลงล็อก นั่นคงจะเป็นเหตุให้ฝากล่องที่ควรจะทิ้งน้ำหนักปิดตัวอัตโนมัติปิดได้ไม่สนิท วัสสะถอยตัวเองออกมาและปิดตู้ทิ้งปืนกระบอกนั้นไว้เช่นเดิม เขาเดินกำผ้าผืนเล็กในมือแน่นก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงข้างเคียงร่างบางที่เหมือนจะเริ่มหลับไป

คำถามกวนใจมากมายวิ่งเข้าหาวัสสะไม่หยุด แต่เขากลับยังนิ่งเฉยกับความร้อนรน ใช้สองมือบิดผ้าชุดน้ำหมาด ๆ และมองไปยังคนไม่ได้สติคล้ายอยากจะพูดคุยด้วยมากมาย วัสสะค่อย ๆ ดึงผ้าห่มออกออกจากตัวของธารางกูร เมื่อเขาวางมือสัมผัสลงเบา ๆ ที่หัวไหล่ ร่างกายที่เคยขดตัวงอก็ค่อย ๆ คลายความหนาวเกร็งราวกับได้รับไออุ่น ผืนผ้าลากผ่านผิวกายเนียนละเอียดส่วนแล้วส่วนเล่าด้วยจังหวะเชื่องช้าเนิบนาบ วัสสะรู้ว่าควรจะเช็ดตัวผู้เป็นไข้ด้วยความเร็วและแรงมากกว่านี้ แต่เขากลัวว่าจะทำให้ธารางกูรตื่นขึ้นมาเสียก่อน

“อือออ” ธารางกูรบิดตัวขยับเข้าหาร่างกายอบอุ่นใกล้ตัว มือหนาที่กำลังจะเคลื่อนเข้าไปภายในลำตัวใต้ร่มผ้าหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะดำเนินการเช็ดตัวลดไข้ต่อโดยเฝ้ามองเพียงแต่ใบหน้าแดงระเรื่อ วัสสะจะปฏิเสธได้อย่างไรว่าในยามที่ร่างกายเต็มไปด้วยความร้อน ริมฝีปากอิ่มเรียวของธารางกูรกลับเต็มไปด้วยสีแดงจัดน่าสัมผัส ทุกอย่างบนใบหน้าที่ถูกรังสรรค์มาด้วยความประณีตเรียกร้องให้เขาเฝ้ามองอยู่เช่นนั้นไม่ควรห่างไป

“จะชอบความหนาวทำไมนักหนาคุณกูร ในเมื่อสุดท้ายแล้วคุณก็แสวงหาความอบอุ่นอยู่ดี” เสียงทุ้มนุ่มตั้งใจพูดให้ธารางกูรฟัง แม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจเลยว่าธารางกูรจะได้ยินหรือไม่ กระทั่งจัดการเช็ดตัวให้คนป่วยครบแทบทุกสัดส่วน วัสสะจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาปกคลุมร่างกายธารางกูรเอาไว้ตามเดิม เขาเดินออกไปบริเวณระเบียงที่เริ่มจะส่งความเย็นเข้ามาในห้องมากขึ้นทุกที แต่ในเมื่อเจ้าของห้องไม่ต้องการให้ปิดกั้นความหนาวเย็นใด ๆ ไฉนเลยเขาจะขัดใจได้

วัสสะสะบัดผ้าตากไว้ที่ราว หลังจากนั้นเขาตั้งใจจะทอดสายตาพร้อมความคิดออกไปเรื่อย ๆ ทว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คาด ทันทีที่ทอดสายตามองออกมาและกดต่ำลงเบื้องล่าง ร่างสูงเห็นเต็มสองตาว่ามีชายในเสื้อฮูทสีดำพร้อมการสวมแมสปกปิดใบหน้าจ้องมองมายังห้องของธารางกูรอย่างตั้งใจ และในเสี้ยววินาทีที่สารวัตรสืบสวนกับคนแปลกหน้าสบตากัน ชายสวมฮูทคนนั้นก็รีบสับขาเดินออกไปจากกรอบสายตาในทันที





ทิ้งไว้แต่ความสงสัย ความสับสน และลางบอกเหตุที่น่าสนใจ





“คืนนี้ฝนคงไม่ตก เพราะผมได้กลิ่นอย่างอื่นชัดกว่ากลิ่นฝน… จริงมั้ยธารางกูร”



Talk ฝากนิยายเรื่องนี้เอาไว้กับทุกคนด้วยนะคะ มาแนวนี้ไม่รู้จะชอบกันรึเปล่า เรื่องไม่ยาวมากนัก มาเร็วเคลมเร็วแน่นอน 555

ขอบคุณทุกวิว ทุกคอมเมนต์ล่วงหน้าค่ะ

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
สนุก น่าติดตาม รอตอนต่อไปนะคะ

ทำไมกูรมีปืน !!!! หรือรู้ว่าตัวเองไม่ปลอดภัยจึงพกไว้
หรือ ๆๆๆๆ มีแต่ข้อสงสัยเต็มไปหมด   :z3:

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 5 ฝนฟ้าไม่ผิดนัด

“เมื่อคืนพอลไม่ได้ไปที่งานศพทั้งที่เคยไปอยู่ไม่ขาด แถมยังมีคนไปด้อม ๆ มอง ๆ ที่คอนโดกูร ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่”

“บอกไว้ก่อน ฉันไม่ได้อยากให้นายคิดไปไกลหรอกนะ แค่เห็นว่าที่นายเล่าเรื่องพอลไม่อยู่ที่งานศพมันสอดคล้องกันพอดี”

“แล้วไง ที่นายมาเล่าก็เพราะว่านายเห็นว่ามันแปลกไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ แปลกมาก” ร่างสูงยกแก้วกาแฟจรดที่ริมฝีปาก อเมริกาโน่ขมจางไหลผ่านลำคอลงไปโดยที่เจ้าของร่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร วัสสะเล่าความไม่ปกติที่ห้องของธารางกูรเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาให้ปองภพฟังจนเสียหมด ประกอบกับข้อมูลที่ได้มาจากปองภพยิ่งทำให้เขาขีดโยงเรื่องราวในใจไว้ได้อย่างง่ายดาย ออ ไม่ใช่สินะ อันที่จริงวัสสะเก็บเรื่องอาวุธสีดำขลับเอาไว้ด้วยเหตุผลบางประการ

“ถ้าคนที่นายสงสัยเป็นพอลจริง แปลว่าสองคนนี้ต้องมีความลับอะไรเกินจากการคาดเดาของเราแน่ ๆ ”

“หรือไม่ก็เป็นแค่ความลับของคนใดคนหนึ่ง”

“วันนี้นายจะไปดูกูรอีกมั้ย” วัสสะเลิกคิ้วมองกลับไปยังต้นตอคำถาม ร่างสูงมีสีหน้าครุ่นคิด อันที่จริงลึก ๆ แล้วเขาก็ยังนึกห่วงอาการป่วยของธารางกูรอยู่ไม่น้อย คนที่โดนพิษไข้เล่นงานเสียขนาดนั้นคงจะฟื้นตัวไม่ได้ง่าย ๆ แต่แล้วยังไงล่ะ เขาปล่อยให้กลไกร่างกายของธารางกูรรักษาตัวเองต่อโดยไม่ไปรบกวนไม่ดีกว่าหรือ

“ทำไม นายเป็นห่วงกูรเหรอ”

“หึ นายไม่คิดว่านี่จะเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวรึไง ถ้าชายใส่ฮู้ดย้อนกลับไปอีกและปรากฏว่าเป็นพอลจริง… คดีเราง่ายขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่” ปองภพอธิบายด้วยบุคลิกอันชาญฉลาดหาตัวจับยาก ในสมองของเขาก็มีการคาดเดาขีดเขียนเอาไว้ไม่แพ้ในหัวของวัสสะ

“บางทีมันอาจจะยากขึ้นในแบบที่นายไม่กล้าคิดก็ได้” วัสสะแกว่งแก้วกาแฟในมือด้วยจังหวะนิ่มนวล ใครเล่าจะรู้ว่าสายตาที่ก้มมองการเคลื่อนไหวของของเหลวสีดำมีความหมายใด หรือมีอะไรแฝงออกมาพร้อมน้ำเสียงแสนเบานั่น แม้ไม่ได้พูดแต่เขาไม่อาจละทิ้งภาพกล่องปืนเปิดเผยอที่พบออกไปได้ ในสมองยังคงรันภาพนั้นซ้ำอย่างต่อเนื่อง ราวกับย้ำให้เขารู้ว่า อย่าลืมให้ความสำคัญกับสัญญาณเตือน

“นายว่าไงนะวัส”

“ฉันบอกว่าถ้าเราไปแล้วไม่เจออะไร คงเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”

“หรือนายจะไม่ไป ถ้างั้นก็บอกทางมาให้ฉันแล้วกัน จอดรถสังเกตรอบ ๆ แถวนั้นสักสองสามชั่วโมงคงไม่เสียหายอะไร”

“นายนี่พอได้สงสัยแล้วจับไม่ปล่อยเลยนะภพ”

“ฉันก็แค่อยากรู้ว่าธารางกูรจะดูไร้พิษสงอย่างที่นายว่ารึเปล่า”

“ถ้างั้นเราก็ควรไปพิสูจน์พร้อมกัน” เพราะร่วมเรียนและร่วมทำงานด้วยกันมานาน ปองภพและวัสสะจึงรู้ใจกันอย่างถึงที่สุด ทั้งสองยกยิ้มขึ้นมาพร้อมกันแม้จะแตกต่างในแง่ของความหมาย ร่างสูงยกกาแฟขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว เขาไม่ได้เอ่ยอะไรที่เกินจริงให้ปองภพฟังหรอก ธารางกูรที่นอนจมกองไข้ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาทำร้ายใครได้ แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาตีความว่าร่างบางไร้ความสามารถในการพยศได้อย่างไร





“นี่เราทำเกินหน้าที่ไปรึเปล่า อย่างระดับสารวัตรวัสสะ ผู้กองปองภพ ต้องมานั่งเฝ้าหน้าที่พักพยานเนี่ยนะ หึหึ เสียชื่อชะมัด” วัสสะเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงติดตลก อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้เสียงเครื่องยนต์ดังอยู่เพียงอย่างเดียว เวลาราวสามทุ่มกว่าเขาและปองภพยังคงนั่งอยู่ในรถคันเก่งเพื่อสังเกตออกไปภายนอก ตำแหน่งที่วัสสะเลือกจอดรถสามารถมองเห็นห้องของธารางกูรและตำแหน่งยืนของชายต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน ทว่าเวลาที่ผ่านไปราวชั่วโมง กลับยังไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าการเคลื่อนไหวของม่านระเบียงห้องธารางกูร

“พูดอย่างกับเรามีทางเลือก นายพูดเองว่าตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานอะไรมาใช้เดินเรื่องเข้ากระบวนการ ก็คงทำตามความสงสัยของตัวเองได้เท่านี้นั่นแหละ”

“แล้วสายที่งานศพว่าไง พอลไปที่งานรึเปล่า”

“เห็นว่าเข้าไปและออกมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ แต่ที่สำคัญกว่าพอลคือวันนี้ท่านผู้บังคับบัญชาไปให้สัมภาษณ์สื่อที่นั่นเองเลย”

“ไปทำไม เหมือนจะมีประโยชน์ แต่ไม่มี” วัสสะส่ายศีรษะให้กับวัฒนธรรมข้าราชการไทย ยิ่งผู้กำกับที่อยู่เหนือหัวเขาไม่แสดงตัวตนและไม่ยอมรับอำนาจมากเท่าไหร่ การกดจากเบื้องต้นยิ่งกระทำได้ง่าย และเชื่อเถอะ ว่างานนี้คดีดังถูกบิดเบือนใจความด้วยฝีมือนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่แน่ ๆ

“นายก็พูดไป”

“ก็ใช่ไง พูดไปงั้นแต่ทำอะไรไม่ได้” วัสสะแค่นยิ้มระหว่างที่มองผืนผ้าม่านพริ้วไหวไม่หยุด อากาศภายนอกวันนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากเมื่อวาน คงไม่ต้องเดาว่าภายในห้องของธารางกูรจะเย็นยะเยือกเพียงใด ฤดูหนาวคนทั่วไปพร่ำเรียกหาแต่ความอบอุ่น แต่ทำไมกันนะ ทำไมธารางกูรถึงต้องการพบเจอกับกลุ่มฝนที่จะทำให้อากาศหนาวเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

“นั่นรถพอล ใช่แน่ ๆ ...ฉันจำทะเบียนเบอร์ตองนั่นได้”

“...”

“วัส! นั่นรถพอล! ” ปองภพส่งเสียงดังมากขึ้นเพื่อให้วัสสะหลุดจากกลุ่มความคิดของตัวเอง ร่างสูงละสายตาจากเบื้องบนลงมามองรถออดี้สีขาวที่กำลังจะเคลื่อนจอดในจุดที่ไม่ไกลจากตรงนี้นัก ปองภพจำได้ดีว่ามันเป็นรถหรูของพีรพลดาราดัง เขาร้อนรนขึ้นและมีท่าทีตื่นเต้นสนใจอย่างเห็นได้ชัด ผิดกันกับวัสสะที่เริ่มกดร่างกายให้นิ่งและแสดงออกอารมณ์ภายในออกมาเพียงสายตาเท่านั้น

“เอาจริงดิ นายมาทำไมกันพอล”

“หมอนั่นจะมาทำอะไรก็ช่างเถอะ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม” แต่ปองภพเอี้ยวตัวไปหยิบอุปกรณ์ของตนที่วางเอาไว้บริเวณเบาะหลัง ผู้กองหนุ่มสวมสายคาดซองปืนเข้าที่ช่วงไหล่อย่างรวดเร็วเพราะความเคยชิน ทุกอย่างต้องเป็นการกันเอาไว้ล่วงหน้า แม้จะไม่มีใครอยากใช้อาวุธเหล่านี้ก็ตาม

“เอางั้นเลยเหรอวะภพ”

“ดูท่าเดินดุ่ม ๆ นั่นสิ มันปกติที่ไหน” แน่นอนอยู่แล้ว การที่เจ้าของรถสวมชุดปกปิดร่างกายทุกสัดส่วน พร้อมกับสวมหมวกแก๊ป สวมแว่นตากันแดดปกปิดใบหน้ามันไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะกระทำกันในยามค่ำคืน

“ใจเย็น ทิ้งระยะก่อน” วัสสะกวาดมือกดตัวปองภพเอาไว้กับเบาะนั่ง การร้อนใจและอยากพุ่งเข้าใส่คงจะเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของปองภพที่ทำยังไงก็แก้ไม่หาย โชคดีที่วัสสะมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้ในแนวทางที่แตกต่างกันกับเขา

“เฮ้… ใจเย็นอะไรอีก นั่นพอลแน่ ๆ ฉันมั่นใจ”

“ฉันก็มั่นใจ แต่นายต้องคิดก่อนว่าถ้าเรื่องมันไม่ได้ใกล้เคียงกับที่คิดจะทำยังไง” วัสสะปล่อยมือออกจากผู้เป็นเพื่อน เคลื่อนมือสัมผัสซองปืนที่ช่วงเอวเพื่อให้แน่ใจว่ามันอยู่ในสภาพพร้อมใช้ เขาน่ะร้อนใจไม่ต่างจากปองภพนักหรอก แต่ทุกอย่างมันบีบบังคับให้นิ่งสงบและนับถอยหลังรอเวลาในใจช้า ๆ

“รีบตามไปอาจจะเสียเรื่อง หมอนั่นไม่มีคีย์การ์ด ถ้าจะขึ้นไปยังไงก็ต้องรอไปพร้อมคนอื่นอยู่ดี”

“แล้วถ้าเขามีคีย์การ์ดอยู่ในมือล่ะ”

“ฉันคิดว่าไม่”

“ช่างเรื่องคีย์การ์ดเถอะน่า จะเสียเวลานั่งคิดอยู่ทำไม”

“สี่… สาม… สอง...”

“นับอะไรของนาย”

“หนึ่ง… ศูนย์...” วัสสะดับเครื่องยนต์และก้าวลงจากรถก่อนปองภพเสียด้วยซ้ำ ทั้งสองก้าวในจังหวะสม่ำเสมอในระยะที่แทบมองไม่เห็นแผ่นหลังของคนที่คาดว่าจะเป็นพอลอีกแล้ว วัสสะที่เดินนำไม่อาจเพิ่มความเร็วมากไปกว่านี้ แม้ว่าดวงตาของเขาจะเริ่มแข็งกระด้างขึ้นในทุก ๆ จังหวะที่เริ่มคิดว่าชายคนดังกล่าวกำลังจะเข้าใกล้ห้องของธารางกูรขึ้นทุกที





ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูทำให้ธารางกูรที่เพิ่งจะเริ่มเบาลงจากพิษไข้ผุดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง เสียงเคาะสามครั้งติดเงียบไปสักระยะ ก่อนที่เสียงเคาะอีกระลอกจะดังขึ้นและบังคับให้เขาหอบความมึนงงที่ยังมีเดินมายังบริเวณประตู

ก๊อก ๆ ๆ เพราะไม่มีเสียงขานเรียกจากเบื้องนอก ธารางกูรจึงหยุดยืนเพื่อมองผ่านช่องตาแมวออกไป เขาสะบัดศีรษะเล็กน้อยเมื่อมองออกไปไม่เห็นใครแต่เสียงเคาะยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุด แม้ว่าตอนนี้อาการป่วยของเขาเริ่มดีขึ้นมากแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้อยู่ในร่างกายสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

“นั่นใครครับ” ไม่มีการแสดงตัวตนใด ๆ ออกมาให้เจ้าของห้องไว้วางใจได้ แต่เขาไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้ไหว จึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปเพื่อเผชิญหน้ากับเสียงเคาะที่ยังเรียกร้องไม่หยุด และเมื่อเกิดช่องว่างที่บานประตูเพียงนิดเท่านั้นเอง แรงผลักมหาศาลก็ปะทะเข้าที่ช่วงอกของธารางกูร จนกระทั่งร่างบางเซถลากระแทกลงไปกับพื้น เพราะอารามตกใจเขาจึงไม่อาจปกป้องตัวเองด้วยการลุกขึ้นยืนหลบหลีก ซ้ำจังหวะที่ร่างกายซีกซ้ายล้มฟาดไถกับพื้นยังทำให้รู้สึกจุกไปเสียหมด

ปั้ง!!

“ค...คุณพอล… ”

“ไม่เจอกันไม่กี่วัน จำกันไม่ได้เลยเหรอกูร” พีรพลสะบัดปิดประตูดังปังก่อนจะถอดเครื่องปกปิดตัวตนที่เขาคิดว่าใช้การได้ออก สีหน้าของดาราหนุ่มเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ไม่อาจแห้งเหือดได้โดยเร็ว แววตาของเขาที่จ้องมองธารางกูรมีเพียงความเกลียดชังและความอดกลั้นที่กำลังจะระเบิดออกมาราวกับอาวุธสงคราม

“คุณมาที่นี่ทำไม”

“ฉันอยากมาหานายไงกูร… จะหลบทำไม กลัวเหรอ” พีรพลสาวเท้าเข้าใจร่างของธารางกูรมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่างบางพยายามถัดตัวหนีพร้อมกับลมหายใจหอบถี่ ใบหน้าหล่อเหลาสดใสของพระเอกคนดังหมดสภาพไปอย่างไม่น่าเชื่อ ปลายหางตาที่เคยยกเชิดกลับลู่ตกลงตามความเครียดที่เป็นปัจจัยสำคัญ

“ผมไม่ได้กลัว”

“แน่สินะ ตอนที่นายฆ่ารัณ นายยังไม่กลัวเลย” พีรพลคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของธารางกูร เรียวมือสวยได้รูปพยายามจะแกะมือที่เริ่มกระชากคอเขาออก และแน่นอนว่ามันไม่ได้มีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ พีรพลมีแรงมากเกินกว่าคนป่วยอย่างเขา

“ผมไม่ได้ฆ่าคุณรัณ! ” ธารางกูรปฏิเสธเสียงแข็ง ดวงตากลมจ้องเขม็งจนพีรพลรู้สึกโกรธมากกว่าเดิม

“นายโกหก! รัณไม่มีทางฆ่าตัวตาย ไม่มีทาง! ” เสียงแข็งตวาดลั่นเพราะความโมโหระเบิดออกมาทุกทิศทางอย่างไร้การควบคุม พีรพลปล่อยน้ำตาไหลออกมาทดแทนความรู้สึกสูญเสีย เขาออกแรงกระชากธารางกูรให้ลุกขึ้นมาตามน้ำหนักมือ สำหรับเขา เลขาคนเก่งของดารัณไม่ใช่คนที่ไว้ใจได้ หลายครั้งหลายคราที่ธารางกูรมักมองดารัณด้วยสายตาบางอย่างที่ไม่อาจอ่านออก แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาคิดว่าธารางกูรจะฆ่าดารัณ การตั้งธงในแง่ร้ายเช่นนี้มันมาจากประโยคสุดท้ายที่เขากับดารัณได้คุยกันต่างหาก





‘ระวังกูรไว้บ้างก็ดีนะพอล ฉันว่าเขากำลังสนใจเรื่องของเรา’





“ผมไม่ได้โกหก ผมจะทำร้ายคุณรัณทำไม คุณคิดถึงความเป็นจริงบ้างสิครับคุณพอล”

“ฉันกับรัณกำลังทำธุรกิจร่วมกัน เราสัญญาว่าจะไปยุโรปด้วยกันปลายปี เรานัดจัดปาร์ตี้วันเกิดฉันเล็ก ๆ ในวันศุกร์นี้… มันมีเหตุผลอะไรที่รัณจะทิ้งฉันไปแบบนี้ บอกฉันมาสิ! ” พีรพลเขย่าร่างของธารางกูรราวกับต้องการให้คำตอบที่ต้องการร่วงหล่นลงมา

“ผมว่าคุณนั่นแหละที่น่าจะรู้ดีที่สุด คุณนั่นแหละที่ฆ่าคุณรัณ! ” ธารางกูรเค้นเสียงตะคอกกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ในจังหวะนั้นความโกรธทำให้พีรพลมีแรงมากกว่าที่คนคนหนึ่งพึงจะมี เขาเหวี่ยงร่างธารางกูรซัดเข้ากับชั้นวางของริมผนังจนทุกสิ่งร่วงกราวลงมาเสียหายไม่มีชิ้นดี ร่างบางเจ็บหนักยิ่งกว่าเดิมแต่ยังพยายามใช้สันมือยันตัวเองกับกำแพงเพื่อไม่ให้ล้มลงไป

“ฉันไม่ได้ทำ! แกก็รู้ว่าฉันไม่มีทางฆ่ารัณ! ไม่มีทาง! ” พีรพลยกมือกุมช่วงใบหน้าเมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังจะสติหลุดจนเหนือการควบคุม เขาสูดลมหายใจเข้าออกแรง ๆ และสาวเท้าเดินรอบห้องไม่หยุด ในช่วงเวลาที่เราต้องการทวงความยุติธรรมให้ใครสักคนมันทรมานจริง ๆ ครั้นจะพึ่งพากฎหมายทุกสิ่งก็กลับดูเชื่องช้าไปเสียหมด ครั้นจะใช้กฎมนุษย์เช่นเดียวกับที่เขากำลังทำ เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายขึ้นเลย

“ผมไม่รู้ ผมไม่รู้อะไรเลยคุณพอล มีแต่คุณนั่นแหละที่ร้อนรนไปเองทั้งหมดตอนนี้ ถ้าใครสักคนจะรู้อะไรมากที่สุด คน ๆ นั้นต้องเป็นคุณไม่ใช่เหรอ” ร่างบางเริ่มใช้สายตามองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อหาทางหนีทีไล่ แต่ทางออกเดียวที่เขาจะรอดปลอดภัยคือหลังบานประตูเท่านั้น ธารางกูรก้าวถอยหลังออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งผืนม่านพัดปลิวมาโดนตัว ลมหนาวเย็นสัมผัสผิวกายจนขนลุกซู่ไปหมด คงไม่ดีแน่ถ้าเขาจะพาตัวเองไปทีระเบียง เผลอ ๆ มันจะเป็นการเสี่ยงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

“อย่าเสียเวลาพูดให้มากความเลยกูร ถ้านายไม่ยอมรับดี ๆ ฉันจะทำให้นายจำยอมเอง” เจ้าของเสียงยะเยือกล้วงหยิบของบางอย่างที่อยู่ภายในเสื้อโค้ช วัตถุวาววับปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้อมกับการจับเอาไว้อย่างมั่นคง แม้มันจะเป็นเพียงมีดพกแต่ปลายคมที่บางเฉียบกลับดูอันตรายและอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ง่าย ๆ

“คุณพอล… ค...คุณจะทำอะไร”

“ยอมรับแล้วมอบตัวซะกูร อย่าทำให้รัณต้องมีตราบาปว่าฆ่าตัวตายแบบนี้! ” ธารางกูรเสียงสั่นไม่แพ้หัวใจภายในร่างกาย ที่เขากำลังสั่นไหวเหตุเพราะหวาดหวั่นหาใช่ความหวาดกลัว เรียวมือเล็กสั่นระรัวอย่างคนเป็นไข้ขณะที่กำขากางเกงตนเองไว้แน่น เขาไม่รู้เลยว่าจะภาวนาให้ผ่านสถานการณ์เช่นนี้ไปยังไง

“ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้ทำ”

“นายโกหก! ”

“คุณพอลใจเย็นก่อนนะ ถ้าคุณทำอะไรผม อนาคตคุณจบแน่ ๆ เราคุยกันดี ๆ นะครับ คุณกำลังไปได้ไกลในวงการ จะเอาทุกอย่างมาทิ้งเพราะความใจร้อนทำไม”

“นายคิดว่าคนที่เสียคนที่รักที่สุดไปจะมีอนาคตที่ดีได้อีกเหรอ! คิดว่าฉันยังยากจะมีชีวิตจอมปลอมในวงการอีกต่อไปเหรอกูร! อนาคตที่ไม่มีเขามันจะดีได้ยังไง! ”

“...” ธารางกูรนิ่งไปไม่ใช่เพราะว่าพีรพลหลุดคำต้องห้ามใดออกมา แต่เป็นเพราะคำพูดเหล่านั้นเข้าจี้จุดบางอย่างในหัวใจ ดวงตากลมวูบไหวคล้อยตามไปกับคำพูดที่ได้ยิน อนาคตที่ไม่มีความรักรออยู่มันจะเลวร้ายสักแค่ไหนกันนะ

“ยอมรับสักทีเถอะ ว่านายพรากรัณไปจากฉัน” พีรพลยื่นปลายมีดเข้าหาธารางกูร หมุนกำมือที่จับมีดเอาไว้คล้ายหากฆ่าธารางกูรให้ตายก็คงไม่เสียใจ เมื่อเห็นท่าไม่ดี ร่างบางจึงจำต้องถอยกรูดจนต้องออกไปที่พื้นที่ระเบียง พื้นกระเบื้องด้านนอกเย็นเฉียบมากกว่าภายในห้องหลายเท่าตัวนัก ผืนผ้าม่านเข้ามาขวางกลั้นเขาและผู้มาเยือนแสนอันตรายออกจากกัน แผ่นหลังของธารางกูรชิดติดกับขอบระเบียง และเขากำลังทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นเมื่อพีรพลกำลังใช้ความเงียบหลังม่านบีบคั้นให้หวั่นใจมากกว่าเดิม





ไร้การรับรู้

ไร้หนทางหลีกหนี

ไร้ทางเลือก

แต่ยังโชคดีที่ชะตาชีวิตยังไม่ไร้ใจ ส่งผู้มาเยือนรายใหม่ก่อนที่อะไร ๆ จะสายเกินไป





“คุณพอล! คุณทำอะไรหยุดเดี๋ยวนี้นะ”

“ผ… ผู้กอง! ” พีรพลหันขวับทันทีที่ได้ยินเสียงจากเบื้องหลัง แขนขวาของปองภพเหยียดตรงพร้อมกับข้อมือและศอกที่ตั้งมั่น แม้ว่าเขาจะไม่ได้ขึ้นลำปืนแต่คนไม่รู้อย่างพีรพลกลับหวาดกลัวกับการชักปืนขู่ของเจ้าหน้าที่จนมีดพกที่เคยอันตรายแทบจะหลุดออกจากมือ

“วางอาวุธลงซะ แล้วเราไปคุยกัน ถ้ามีปัญหาอะไร ผมจะช่วยคุณเอง ผมสัญญาว่ามันจะดีขึ้นมากกว่าที่คุณคิดและรู้สึกอยู่ตอนนี้แน่ ๆ ” ปองภพพยายามใช้วิธีประณีประนอม เพราะเมื่อครู่เขาได้ยินประโยคสำคัญจากนอกห้องจนพอจะตีความรู้สึกภายในของพีรพลได้

“ผมไม่ผิด นายกูรนั่นต่างหากที่คุณควรไปจับมัน! ”

“ผมไม่ได้มาจับใครทั้งนั้น ผมจะลดปืนลงแล้วคุณวางมีดนะครับ ผมสัญญาว่าถ้าคุณไปกับผม เราจะคุยกันเพียงอย่างเดียว ผมจะลืมเหตุการณ์ตรงนี้ไปซะ ทุกคนก็จะลืม เชื่อผมนะคุณพอล คุณรัณคงไม่ชอบใจถ้าอนาคตคุณดับวูบไปพร้อมกับเขา” เมื่อเห็นว่าพีรพลมีความสับสนอยู่เต็มอก ปองภพจึงค่อย ๆ ลดปืนลงพร้อมกับการเกลี้ยกล่อมในทุกทางที่เป็นไปได้ จังหวะที่พีรพลปล่อยมือที่ยังกำมีดลงไปข้างตัว วัสสะที่รอสบโอกาสเหมาะ ๆ จึงพุ่งตัวเข้าชาร์ตและตึงแขนข้างที่จับมีดอยู่ขึ้นทันที

“โอ๊ะ! ปล่อยผมนะ! ”

“ผมปล่อยคุณแน่ถ้าคุณยอมปล่อยมีดออกจากมือ เอาความจริงไปทำให้รูปคดีดีขึ้นจากเดิมดีกว่าคุณพอล” วัสสะยืนด้วยรากฐานที่มั่นคงและปล่อยให้พีรพลพยายามบิดข้อมือหลีกหนีเพียงฝ่ายเดียว ร่างสูงแสดงสีหน้าเรียบเฉยขณะที่ใช้อีกมือคว้าอาวุธออกมามือของพีรพล เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาจึงโยนมีดพับไร้ค่าลงกับพื้นออกห่างพีรพลทันที ร่างสูงมองไปยังผืนม่านที่ยังคงพลิ้วไหวด้วยหางตา ในบางจังหวะเท่านั้นที่เขาได้เห็นว่าเจ้าของห้องกำลังนั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ชิดริมระเบียงด้วยอาการไม่สู้ดี

“นายพาพอลไปเลยภพ เอารถฉันไปเลยก็ได้ เดี๋ยวฉันจะเคลียร์ที่นี่เอง”

“ได้” ปองภพรับคำง่าย ๆ เพราะเขาเองก็คิดเอาไว้เช่นนั้น เขารับกุญแจรถจากสารวัตรเพื่อนสนิทและล็อกข้อแขนของพีรพลเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

“ผม… ผม...”

“คุณพอล ตั้งสติ หยุดร้องไห้แล้วไปกับผม ผมสัญญาไปแล้วไงว่าทุกอย่างจะดีขึ้น” ปองภพก้มหยิบหมวกแก๊ปที่ตกอยู่ใกล้มือขึ้นสวมให้พีรพล ก่อนที่เขาจะลากตัวการสำคัญที่ไม่ได้ผิดนัดในคืนนี้ออกไปพร้อมบานประตูที่ปิดลง ใครจะไปคิดว่าการคาดเดาของปองภพจะถูกต้องอย่างบังเอิญเช่นนี้ แล้วใครเล่าจะคาดคิดว่าคำให้การของธารางกูรกำลังถูกต้องไปแล้วหนึ่งประการ





ความสัมพันธ์ของพีรพลกับดารัณย่อมไม่ใช่ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนธรรมดา





“คุณกูร” วัสสะใช้ลำแขนแหวกผืนม่านออก เขาใช้ดวงตาที่อ่อนลงมองร่างที่กำลังกอดตัวเองด้วยอาการสั่นเทา ธารางกูรเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อสบตากับคนที่กำลังทิ้งเข่าข้างนึงลงกับพื้นเพื่อลดระยะความสูงของร่างกาย

“...”

“มองเห็นผมแล้วใช่มั้ย ไม่เป็นไรแล้วนะ”

“คุณวัส… คือผม… ผม...”

“เลิกตัวสั่นได้แล้วน่า” วัสสะดึงร่างกายสั่นเทาเข้าไปกอดเอาไว้แนบอก มือหนาตบลงเบา ๆ ที่แผ่นหลังเย็นเฉียบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอาการสั่นค่อย ๆ ทุเลาลง แม้ว่าธารางกูรจะไม่ได้เหยียดวงแขนกอดรับวิธีคลายกังวลใจของวัสสะกลับไป แต่กลิ่นอายร่างกายแสนหนักแน่น และสัมผัสแนบสนิทที่ได้รับก็ได้ส่งผลให้ทุกอย่างดีขึ้น แม้ว่าความว่างเปล่าของอากาศจะมีความหนาวเย็นปกคลุมอยู่รอบกายก็ตาม





บางทีการที่รู้สึกอบอุ่นขึ้น อาจจะมาจากคำปลอบโยนจากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็เป็นได้


ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
เฮ้อ !!! โล่งอก สงสารกูร  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 6 ฤดูกาลไม่อาจคาดเดา

“พอลยอมรับกับฉันแล้วนะว่าแอบคบกันกับรัณมาเกือบปีก่อนเกิดเรื่อง ส่วนกับกูรเขาก็ยอมรับอีกแหละว่าไม่ถูกกันแต่ไหนแต่ไร เห็นว่าท่าทางของกูรเหมือนกำลังหวงรัณ แถมมองด้วยสายตาประหลาดแทบทุกครั้งที่เจอกัน ประกอบกับพักหลังเขาสังเกตว่ารัณมักหายไปกับกูรโดยไม่ให้รู้บ่อย ๆ ก็เลยคิดเอาเองว่ารัณน่าจะมีความสัมพันธ์กับกูรเหมือนกัน… เห้อ นี่กำลังหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้ยอมให้การเรื่องนี้กับพนักงานสอบสวนอยู่ ส่วนเรื่องที่บุกไปห้องกูรวันนี้คงฟิวส์ขาดจริง ๆ คืนนี้ฉันว่าจะพาไปส่งแล้วก็อยู่เฝ้าก่อน เผื่อจะคุมตัวเองไว้ไม่อยู่อีก นายเองก็ลองคุยกับกูรดูแล้วกัน ถ้าสองคนนี้ยอมพูดความจริงทั้งคู่คดีนี้อาจจะจบง่ายขึ้นก็ได้… เพราะบางทีดารัณอาจจะฆ่าตัวตายเองจริง ๆ เพราะท้อแท้กับเรื่องความรักสิ้นคิดแบบนี้”

วัสสะปล่อยให้กลุ่มลมเย็นพัดผ่านใบหน้า เขามองออกไปจากบริเวณระเบียงห้องของธารางกูรพร้อมกับคิดถึงคำพูดของปองภพที่จบบทสนทนากันไปนับชั่วโมง เวลาตอนนี้นั้นเกือบจะรุ่งสาง อีกไม่ถึงสามชั่วโมงแสงสว่างคงจะเริ่มโผล่ขึ้นมาบนท้องฟ้ากว้าง ทว่าวัสสะยังไม่ได้หลับตาลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว ซ้ำร้ายกว่านั้นคือเขายืนต่อสู้กับอากาศเย็นสะท้านกลางดึกสงัดมาตั้งแต่วางสายจากปองภพ ถ้าถามว่าเพราะอะไรเขาถึงไม่เดินกลับเข้าไปในตัวห้อง คงเป็นเพราะประโยคหนึ่งจากปากปองภพทำให้เขาคาใจอยู่ไม่หยุดล่ะมั้ง

“แต่พอลยืนยันกับฉันนะ ว่าคนที่แอบมองห้องกูรเมื่อวานไม่ใช่เขา”

แม้จะยังคิดไม่ตก แต่เมื่อวัสสะมองนาฬิกาข้อมือแล้วพบว่าเวลากำลังหมุนเดินหน้าไปเรื่อย ๆ อย่างไร้ประโยชน์ เขาจึงตัดสินใจเดินกลับเข้ามาในห้องของธารางกูรที่มีเพียงแสงไฟสลัวอยู่อีกครั้ง เพราะความหนาวที่จี๊ดลงข้อกระดูก เขาจึงเลื่อนบานประตูกระจกปิดกั้นสายลมโดยไม่ได้เอ่ยขออนุญาตเจ้าของห้อง ครั้งนี้ธารางกูรไม่ได้เอ่ยปากห้าม ไม่ใช่เพราะว่าเขากำลังหลับใหล แต่เป็นเพราะตอนนี้ร่างบางไม่มีจิตใจจะมาสนเรื่องนี้

“อ้าว ผมคิดว่าคุณหลับไปนานแล้วซะอีก” วัสสะร้องทักเมื่อเห็นว่าธารางกูรนั่งกอดเข่าพิงหัวเตียงด้วยดวงตากลมใส ร่างบางส่ายหน้าพร้อมกับทิ้งศีรษะไปด้านหลังคล้ายคนหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต แสงไฟสีส้มนวลทอดผ่านร่างกายและใบหน้าของธารางกูรจนเน้นสัดส่วนเส้นคมร่างกายให้ชัดเจนขึ้นมาอีก วัสสะเดินเข้ามาใกล้เขาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ โดยไม่คิดจะเอ่ยปากขอ

“ผมนอนไม่หลับ”

“คิดอะไรอยู่” วัสสะขัดสมาธิขาขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะหันมองธารางกูรเต็ม ๆ ตา ใบหน้าของร่างบางหมองหม่น ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่ต่างอะไรกับคนที่นอนซมมานานนับเดือน เรียวคิ้วที่กระตุกไม่เป็นจังหวะบ่งบอกชัดเจนว่าธารางกูรคงมีบางเรื่องอยู่ในหัว อีกอย่าง คงไม่มีเหตุผลอะไรที่คนมีไข้อ่อน ๆ จะยังตื่นอยู่ในช่วงเวลาเช่นนี้

“ผมเหรอครับ”

“ใช่สิ ก็มีแค่ผมอยู่กับคุณนี่กูร”

“ผมเปล่าคิดอะไร”

“รู้มั้ยว่าถ้าคุณโกหกตำรวจ คุณจะมีความผิดนะครับ” แม้จะฟังเหมือนเป็นคำขู่ แต่น้ำเสียงอ่อนโยนของวัสสะกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่ทำให้ธารางกูรโอนอ่อนลงอย่างไม่มีทางเลือก

“ผมคิดถึงคำพูดของพอล”

“คำพูดของพอล...”

“ใช่ครับ ผมข่มตาหลับลงไม่ได้จริง ๆ ”

“เรื่องนั้นคุณช่างมันก่อนก็ได้ เลิกคิดกังวลแล้วนอนเถอะ ตอนเช้าค่อยว่ากัน คืนนี้ผมจะอยู่เฝ้าคุณเอง ที่โซฟาอนุญาตให้ผมนอนได้ใช่มั้ย” วัสสะไม่ได้ถามว่าธารางกูรติดใจประโยคไหนของพอลถึงได้ไม่ยอมหลับยอมนอนแบบนี้ อีกอย่างเขาก็พอจะเข้าใจว่าคนที่เจอเรื่องไม่คาดคิดคงไม่สามารถหลับลงได้ง่าย ๆ ขนาดตัวเขาเองยังรู้สึกว่าเวลาในคืนนี้ผ่านไปรวดเร็วจนแทบไม่เหลือเวลาเอาไว้พักผ่อนกายใจ

“คุณวัส” ธารางกูรก้มลดระดับใบหน้าลงมาในระนาบปกติ เขาคลายกอดตัวเองออกและทิ้งขาลงให้นั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ วัสสะเห็นเสื้อยืดตัวโคร่งแสนบางและกางเกงขาสั้นที่ไม่อาจป้องกันความหนาวใดได้แล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา คงเพราะแบบนี้อากาศเย็นจึงได้โอกาสเข้ามาทำร้ายจนป่วยไข้

“หืม”

“คุณได้ยินที่พอลพูดกับผมใช่มั้ย”

“ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด”

“พอลไม่เชื่อผมว่าผมไม่ได้ฆ่าคุณรัณ” สายตาเสียใจตัดพ้อของธารางกูรนั้นวัสสะสามารถรับรู้มันได้ทั้งหมด หากนี่เป็นความเสียใจ มันคงเป็นความเสียใจที่วัสสะไม่อาจคิดหาคำปลอบโยนได้ทัน ความโกรธโมโหของพีรพลนั่นรุนแรงและเต็มไปด้วยอารมณ์ ชายคนนั้นไม่พร้อมจะฟังเหตุผลหรือคำแก้ตัวใด ไม่แปลกเลยที่ธารางกูรจะเก็บเอามาคิดเช่นนี้ ไม่ว่าต้นทางของคำพูดจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม

“แล้วยังไง”

“ผมจะกลายเป็นฆาตกรในคดีของตำรวจอย่างคุณรึเปล่า”

“...”

“ว่าไงครับคุณวัส” เพราะวัสสะเงียบไปและใช้เพียงดวงตาคมเฉียบสบมองเขา ธารางกูรจึงจำเป็นที่จะต้องถามซ้ำเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่น่าพอใจ แต่ทว่าการเกริ่นตอบที่วัสสะมีให้กลับเป็นการใช้มือขวาเชยกรอบคางของเขาขึ้นด้วยสัมผัสแผ่วเบา เรียวนิ้วทั้งห้าเคลื่อนขยับแตะช่วงผิวนุ่มนวลอยู่เรื่อย ๆ คล้ายวัสสะต้องการให้คำตอบแท้จริงบางประการกับธารางกูร

“ผมให้คำตอบคุณไม่ได้หรอก ผมไม่ใช่คนตัดสิน”

“แล้วใครจะตัดสินผม กฎหมายเหรอ ผมว่าคุณน่าจะศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายเสียอีก”

“ทำไมถึงพูดแบบนี้ รู้มั้ยคุณกูรว่าคำพูดของคุณกำลังทำให้สัญชาตญาณตำรวจทำงานหนัก”

“ผมแค่กลัว ผมคาดเดาชีวิตของตัวเองไม่ออก ถ้าสุดท้ายตำรวจเชื่อคำพูดของพอล...” ธารางกูรวางมือของตนทับไปบนหลังมือกร้านอีกชั้น เขาเอียงใบหน้าซบลงฝ่ามืออบอุ่นของอีกฝ่ายเต็มน้ำหนักราวกับพยายามอ้อนวอนร้องขอสิ่งใด





อาจจะเป็นความเห็นใจ ความเข้าใจ ความเชื่อใจ หรือชีวิต





“ตำรวจไม่ได้เชื่อคนง่ายขนาดนั้นสักหน่อย”

“แล้วคุณสารวัตรเชื่อผมรึเปล่าครับ” ธารางกูรเอ่ยถามพร้อมกับการเรียกชื่อตำแหน่งของวัสสะ มันเป็นการยอกย้อนที่เจ็บแสบลงไปในใจของคนฟัง นั่นเท่ากับว่าประโยคที่ตนพูดวนกลับมามัดตัวเสียง่าย ๆ

“ผมเชื่อคุณอยู่เรื่องนึง เรื่องอากาศหนาวที่คุณชอบ ถ้ามันมีฝนตกลงมาคงจะสมบูรณ์แบบ” ร่างสูงยกมุมปากยิ้มเมื่อเขาเข้าใจประโยคที่ธารางกูรเคยพูดไว้กับตน เมื่อครู่เขาอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นริมระเบียงอย่างเจ็บปวดใจ แม้ท้องฟ้าจะเกลื่อนกลาดไปด้วยดวงดาว แต่โลกมนุษย์เบื้องล่างกลับดูแห้งเหี่ยวราวกับไร้ชีวิต มันอาจจะเป็นมุมมองของคนไม่กี่คน อาจจะเป็นความชอบที่ฟังดูพิลึก แต่คงจะเป็นเรื่องที่พิเศษหากฤดูกาลผสมปนเปกันจนไม่อาจคาดเดา

“ทำไมล่ะครับ”

“แล้วทำไมคุณถึงชอบมัน”

“ผมเคยตอบไปแล้ว”

“ผมอยากถามซ้ำ”

“ผมรักความมีชีวิตชีวาของเม็ดฝน ต่อให้หนาวมากแค่ไหนผมจะทน” ธารางกูรเคลื่อนใบหน้าที่วัสสะยังจับเอาไว้อยู่อีกครั้ง ดวงตากลมพยายามมองอีกฝ่ายไล่ผ่านตั้งแต่บริเวณปลายนิ้ว แต่ทว่าก่อนที่จะมองไปจุดไกลสุดสายตา ร่างบางกลับจ้องมองร่องรอยไม่พึงประสงค์บริเวณข้อมือของวัสสะ

“จะทนเก่งแค่ไหน คุณอย่าปล่อยตัวเองตากความหนาวจนป่วยอีกแล้วกัน”

“คุณไปโดนอะไรมา” ธารางกูรดึงมือขวาของวัสสะออกจากรูปหน้าตน มือเรียวกำฝ่ามือของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น ข้อมือหนาผ่านการใช้งานมาจนเห็นเส้นเลือดใต้ผิวอย่างชัดเจน แต่ที่ชัดเจนกว่านั้นคงจะเป็นรอยถากยาวราวสองเซนติเมตรคล้ายโดนของมีคม แม้ว่ามันจะดูไม่ได้ลึกมากมายจนเป็นอันตราย แต่ของเหลวสีแดงที่ยังซึมออกมาจนถึงเวลานี้ก็ทำให้คนมองอดกังวลใจไม่ได้อยู่ดี

“คงจะเผลอโดนมีดตอนนี้ที่ยื้อแย่งกับพอลน่ะ”

“ผมเป็นต้นเหตุให้คุณเจ็บตัวรึเปล่า”

“ไม่หรอก ผมแทบไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ” เรื่องที่วัสสะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดกับแผลเท่ารอยข่วนเป็นความสัตย์จริง เขามองผิวหนังบริเวณนั้นของตนราวกับเรื่องธรรมดาและไร้รู้สึก แต่วัสสะคงไร้ความรู้สึกได้เพียงไม่นานเท่านั้น เพราะจู่ ๆ คนตรงหน้าก็ทั้งก้มทั้งดึงแขนของเขาให้ไปอยู่ในระดับที่พอเหมาะ เรียวริมฝีปากนุ่มนิ่มจุมพิตลงไปกลางรอยมีดนั่น วัสสะเบิกตาขึ้นมองอย่างคนไม่เข้าใจ แต่เขากลับปล่อยให้ธารางกูรกระทำการสุ่มเสี่ยงต่อไปโดยไม่คิดห้ามปราม

“...” ร่างบางเงยหน้าขึ้นจากการจุมพิตที่เรียกความรู้สึกประหลาด เขาไม่ออกปากพูดสิ่งใดออกมา ทั้งยังออกแรงดึงให้วัสสะเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นกว่าเดิมพร้อมกับสายตาวิงวอนออดอ้อน คนที่ใจกำลังเต้นคงหนีไม่พ้นนายตำรวจหนุ่มที่ไม่อาจต่อต้านการกระทำของอีกฝ่ายได้ดีมากพอ

“คุณคิดจะทำอะไร”

“ไม่รู้สิครับ ผมไม่รู้เลย” ธารางกูรเริ่มกดริมฝีปากลงที่ข้อมือขวาของวัสสะอีกครั้ง คราวนี้เรียวลิ้นสีชมพูระเรื่อเริ่มตวัดชิมรสชาติคาวเลือดจนเจ้าข้อมือเจ็บแปลบยู่หน้า ไม่น่าเชื่อว่าริมฝีปากได้รูปจะสามัคคีกับความร้อนรุ่มภายในโพรงปากได้ดีขนาดนี้ ทว่ามันคงยังไม่พอที่จะทำให้วัสสะไม่อาจต่อต้านได้ดังคำกล่าว ริมฝีปากซุกซนยังคงไม่หยุด มันเคลื่อนตัวไปตามผิวกายแน่นกระชับ จากข้อมือสู่เรียวแขน จากเรียวแขนสู่ผืนผ้าบริเวณช่วงไหล่ ร่างบางกระทำการทุกอย่างราวกับเป็นอัตโนมัติ แขนเสื้อยืดสีขาวที่ไหล่ขวาของวัสสะแทบจะเปียกชื้นไปด้วยน้ำลาย ณ ตอนนี้เขาไม่ได้ทำเพียงใช้หน้ามือยันร่างกายของตนเองเอาไว้ แต่เขายังต้องแบกร่างกายที่พยายามโถมน้ำหนักเข้ามาอย่างไม่มีทางเลือก

“กูร...” วัสสะพยายามกลืนกลุ่มน้ำลายหนืดเหนียวในคอลงไป เขามองตามทุกการกระทำของธารางกูรอยู่ไม่ห่าง นัยน์ตาอ่อนไหวช้อนมองเขาอยู่เป็นระยะ และดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเริ่มหนักหน่วงขึ้นเมื่อสายตาของวัสสะหันมาโลมเลียแนวต้นคอขาวที่โผล่มาเรียกร้องใกล้สายตา

“ครับ” เสียงตอบรับของธารางกูรช่างสดใสผิดที่ผิดเวลา ร่างบางเอียงคอมองจนแทบจะทิ้งน้ำหนักลงไปกับไหล่ของวัสสะ รอยยิ้มหลังคำว่าครับนั่นเป็นดั่งการ์ดเชิญวีไอพีที่ไม่ว่าใครคงไม่อาจปฏิเสธ ไม่นานถึงนาทีที่ทั้งสองคนใช้สายตาพูดคุยกัน ธารางกูรยันเข่ายกตัวขึ้นก่อนจะโถมลงขบเม้มดูดดันเรียวลิ้นที่ช่วงคอของวัสสะจนเจ้าตัวเกือบจะเผลอส่งเสียงอื้ออึงออกมาเพราะความพอใจ

“เพราะตัวคุณเย็นเฉียบเลยอยากได้ความอบอุ่นรึไง” จากที่เคยยันมือไว้กับเตียงเพื่อตั้งหลัก วัสสะได้เริ่มเปลี่ยนหลักยึดมาเป็นช่วงเอวของคนที่ยังชันเข่าโน้มตัวลงมาไม่เลิก มือหนาไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปใต้เสื้อผ้าแต่อย่างใด มันทำหน้าที่เพียงลูบไล้จับต้องสัดส่วนเอวบางยาวลามไปยังสะโพกกลมกลึง

“คงงั้นมั้งครับ” ธารางกูรหยุดนิ่งขณะที่ก้มมองใบหน้าของวัสสะเต็ม ๆ ตา แม้ร่างสูงจะพยายามตีสีหน้านิ่งเพียงใดแต่สายตาที่มีความต้องการซ่อนอยู่ไม่อาจหลอกลวงคนมองไปได้ หน้าผากมนโน้มลงสัมผัสหน้าของวัสสะ ลมหายใจที่รดกันอยู่อย่างชิดใกล้ยิ่งทำให้วัสสะออกแรงบีบสะโพกของธารางกูรที่จับเอาไว้เต็มมือ กลิ่นเหงื่อ กลิ่นลมหายใจ กลิ่นกายของฝ่ายตรงข้ามเป็นดั่งเชื้อเพลิงชั้นดี ธารางกูรกำลังจดจ้องดวงตาของเขา ระหว่างที่เขาจ้องมองเพียงเรียวปากที่กำลังยกเชิดราวกับผู้ชนะ





และแน่นอน วัสสะคงไม่ยอมปล่อยให้ธารางกูรเป็นผู้ชนะในเกมนี้





“คุณกับปืนไม่คู่ควรต่อกันหรอก” น้ำเสียงทุ้มนุ่มแข็งกร้าวไม่น่าฟังเลยสักนิด มือหนาจับข้อมือของธารางกูรเอาไว้แน่นจนอีกฝ่ายรู้สึกเจ็บและยอมปล่อยมือตนออกจากด้ามปืนช่วงกรอบเอวของวัสสะในทันที ดวงตาที่เคยเชื้อเชิญตื่นกลัวความผิดอยู่ไม่น้อย วัสสะสะบัดแขนของธารางกูรออกจากมือ ร่างบางทรุดลงไปกับเตียงก้มหน้ามองผืนผ้ายับย่นอย่างไม่กล้าสู้หน้า



ไม่มีจุมพิตรสหอมหวนจากความต้องการของใคร

เวลานี้คงมีเพียงความผิดลองฟุ้งอยู่เต็มชั้นอากาศ



“ผม...ผม… ผมขอโทษ”

“คุณนอนเถอะ ดึกมากแล้ว” ไม่ว่าธารางกูรจะเอ่ยคำขอโทษเรื่องใด มันก็ไม่ได้ทำให้สีหน้าโกรธเคืองสับสนของวัสสะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ร่างสูงผุดตัวลุกขึ้นและมุ่งตรงไปยังโซฟาว่าง ๆ ที่ไม่ได้ห่างไปจากเตียงนัก แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะกระชับด้ามปืนใต้ชายเสื้อให้อยู่ในสภาพที่ควรอยู่ แม้วัสสะจะทิ้งตัวลงนอนแต่กลับไม่มีวี่แววว่าค่ำคืนนี้เวลาจะพรากสติยามตื่นของเขาไปได้เลย

“คุณวัส คุณโกรธผมเหรอครับ”

“เปล่า ผมไม่รู้ว่าจะโกรธคุณเรื่องอะไร”



ความโกรธเคืองที่รู้สึกเจ็บปวดจุกอกเสียเอง
ความโกรธเคืองที่ทำให้สับสนในจิตใจจนใบหน้าชาดิก
หากความโกรธเคืองเป็นเช่นนี้ วัสสะจะเรียกว่าความรู้สึกในใจว่าโกรธได้อย่างไร








Talk

กูรลู๊กกกกก หนูหยิบปืนผิดอันนนน (เดี๋ยวนะ 55555) ตอนต่อ ๆ ไปจะอัพเว้น 1-2 วันนะคะ แล้วแต่ช่วงเวลาว่างที่ไม่แน่นอนค่ะ ฝากคอมเมนต์ติชม ด้วยนร้าาาา เราอยากอยากกก ><

ขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกวิว ทุกคอมเมนต์ล่วงหน้าค่ะ  :pig4: :pig4: :pig4:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-09-2018 21:45:22 โดย be-silent »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ทำไมกูรทำกับวัสอย่างนี้ละห๊าาาา
นี่เราก็อุตส่าห์นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นึกว่าจะหวานๆ กัน
ปัดโธ่ว !!! อีตากูร  :heaven

จริงๆ เราก็คิดนะว่าต้องมีบุคคลที่ 3 นอกเหนือจากกูรและพอลแน่ๆ แล้วก็มีตัวที่ 3 โผล่มาจริงๆ  :fire:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 924
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +526/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2: :katai2-1: o13

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 7 หนาวสั่นหวั่นใจ

ฤดูหนาวมักอยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยอากาศจะเริ่มแปรปรวนขึ้นเมื่อลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้าปกคลุม ในระยะเริ่มต้นฤดูจะมีฝนตกกระหน่ำลงมาจนอากาศเริ่มเย็นและเปลี่ยนเป็นหนาวเหน็บ แต่ทว่าหลังจากความหนาวได้ยึดครองโดยรอบพื้นที่ มวลอากาศเย็นและแห้งได้ทำให้ท้องฟ้าปลอดโปร่งจนมองเห็นดาวอย่างเด่นชัด เม็ดฝนที่มาพร้อมกันได้อันตรธานหายไปราวกับจะไม่คืนชีวิตให้ใครอีกเลย





ฤดูหนาวในปีนี้นับว่าเลวร้ายอยู่เหมือนกัน





“ฉันมาถึงแล้ว กำลังเข้าไป” หลังวางสายโทรศัพท์ วัสสะได้ก้าวลงจากรถที่จอดสนิทใกล้ตึกสำนักงานของตน เขาสะบัดเสื้อแจ็คเก็ตยีนขนาดพอดีตัวให้เข้ารูปเข้ารอยก่อนจะสวมมันเข้าไปเพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็นในยามนี้ แม้ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นตรงอยู่กลางหัวแต่ลมแรงเย็นเฉียบก็ไม่ได้ปรานีปราศรัยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น

“ทำไมน้องพอลไม่อยู่รอให้สัมภาษณ์นักข่าวก่อนละคะ”

“พี่ไม่ต้องยุ่ง ผมบอกว่าไม่ก็คือไม่”

“มีปัญหาอะไรกับกูรรึเปล่าคะเนี่ย สื่อจะขอสัมคู่ก็ไม่ยอม”

“ถ้าพี่ยังไม่หยุดพูด ผมจะหาผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่” วัสสะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาคู่หนึ่งที่เพิ่งจะเดินสวนเขาไป แม้ว่าพีรพลจะอยู่ภายใต้กรอบแว่นดำแต่วัสสะก็เห็นว่าอีกฝ่ายสบตากลับมาด้วยความเกรงกลัว บทสนทนาเมื่อครู่น่ะร่างสูงพอจะรู้ดีคำตอบดีกว่าใคร ประการแรกปองภพไม่อนุญาตให้พีรพลเปิดเผยข้อมูลใดกับนักข่าวอีก ประการที่สอง… แน่นอนว่าพีรพลคงไม่กล้าจะเข้าใกล้ธารางกูร

วัสสะเดินตรงเข้ามาใกล้ตัวอาคารมากขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้สถานีตำรวจคับคั่งไปด้วยผู้คนและรถรามากมาย แน่นอนอยู่แล้ว วันแถลงข่าวความคืบหน้าคดีฆ่าตัวตายของดารัณทั้งทีจะไม่ได้รับความสนใจได้ยังไง คงจะมีเขาเพียงคนเดียวล่ะมั้งที่นิ่งเฉยและเปิดรายการถ่ายทอดสดดูระหว่างขับรถโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร การแถลงข่าวจากปากตำรวจชั้นผู้ใหญ่แถมมีความจริงเพียงเสี้ยวหนึ่ง มันจะไปสู้หลายเรื่องราวที่อยู่ในสมองของเขาได้ยังไง

“เป็นยังไงบ้างครับกูร เงียบไปหลายวันเลยครับ”

“พอดีวันแรกที่เกิดเรื่องผมคงจะเครียดมากไปหน่อยน่ะครับ วันต่อมาก็เลยน็อค แต่ว่าตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว วันนี้ก็เลยได้มีโอกาสมาให้ปากคำเพิ่มเติมกับตำรวจครับ แล้วก็ได้พูดคุยกับพี่ ๆ นักข่าวครั้งแรกด้วย” วัสสะหยุดยืนมองธารางกูรท่ามกลางกองทัพนักข่าวที่ด้านหน้าประตูทางเข้า ร่างสูงยกลำแขนแกร่งขึ้นกอดอกระหว่างที่หาทำเลยืนสังเกตในระยะที่ไม่ไกลนัก ธารางกูรมีท่าทางไม่คุ้นชินและหลบหลีกการจ้องมองกล้องหลายสิบตัวแบบตรง ๆ แต่คงต้องยอมรับว่าเขาประครองสติในการตอบคำถามได้ดีโดยไม่มีกุกกัก

“ตอนที่เจอศพดารัณ ตอนนั้นรู้สึกยังไงครับ”

“ตกใจครับ ผมทำอะไรไม่ถูก ก็เลยเรียกแม่บ้านให้มาอยู่เป็นเพื่อนแล้วก็โทรแจ้งตำรวจอย่างที่รู้ ๆ กัน”

“ก่อนหน้านี้รัณมีสัญญาณอะไรรึเปล่าครับ”

“ในมุมของผมไม่มีนะครับ”

“ดารัณมีปัญหาเรื่องงานรึเปล่าครับ มีกระแสว่าดารัณผิดสัญญาจนโดนถอดจากการเป็นพรีเซนเตอร์และต้องชดใช้เงินก้อนใหญ่”

“อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ อย่างที่รู้ ๆ กันว่าผมไม่ได้อยู่ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว ผมเป็นเพียงแค่เลขาธรรมดาที่ดูแลคิวงานตามที่คุณรัณรับมาเอง และทำงานอื่น ๆ ตามคำสั่งเท่านั้น เรื่องเงิน เรื่องโดนถอดอะไรผมคงไม่มีข้อมูลที่จะตอบครับ”

“แล้วเรื่องความรักล่ะคะ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นประเด็นชู้สาวรึเปล่า”

“เรื่องนี้… เป็นเรื่องเรื่องส่วนตัวของคุณรัณ ผมไม่ขอตอบละกัน”

“แปลว่ามีใช่มั้ยครับ/ใช่ใช่มั้ยคะคุณกูร/น้องกูรรู้มั้ยว่าดารัณคบกับใคร” เสียงนักข่าวอื้ออึงขึ้นมาจนแทบฟังได้ไม่เป็นศัพท์ ธารางกูรพยายามตั้งสติและหาหนทางที่จะออกจากคำถามลำบากใจให้เร็วที่สุด

“ถ้ายังไงผมขอคำถามอื่นจากพี่ ๆ นักข่าวแล้วกันครับ” นักข่าวมีท่าทีไม่พอใจอยู่บ้างที่ธารางกูรเลี่ยงการตอบคำถามเช่นนี้ แต่ทุกอย่างต้องดำเนินต่อ คนที่มีสติที่สุดจึงได้โอกาสยิงคำถามก่อน

“ถ้าอย่างนั้น น้องกูรคิดยังไงคะที่มีกระแสว่าน้องกูรอาจมีส่วนเกี่ยวข้องให้น้องรัณฆ่าตัวตาย”

“เรื่องนี้ตำรวจรู้ดีที่สุดครับ ผมได้ให้ปากคำไปหมดแล้ว และผมไม่คิดอะไรกับคำพูดพวกนั้น เพราะผมมั่นใจและรู้ตัวเองดีว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของคุณรัณแน่นอน”

“แล้วอีกกระแสที่น้องพอลเคยให้สัมภาษณ์ละคะ ที่ว่าน้องรัณถูกฆาตกรรม”

“เอ่อ… ผม… ” วัสสะเห็นแววตาวูบไหวของธารางกูร ร่างบางมีท่าทางไม่มั่นใจ ก่อนที่ความบังเอิญจะทำให้หันมาสบกับดวงตาคู่คมของวัสสะพอดี วินาทีนั้นอาการล่อกแล่กเปลี่ยนเป็นนิ่งสนิท และตามด้วยการอ้าปากตอบคำถามที่สื่ออยากรู้ออกมา

“ว่าไงครับ”

“ผมไม่อาจตัดสินอะไรได้หรอกครับ ผมก็เหมือนทุกคนที่รับรู้เพียงว่าคุณรัณได้จากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้ว่าลึก ๆ ผมจะไม่เข้าใจและพยายามคิดหาเหตุผลว่าทำไมคุณรัณถึงฆ่าตัวตาย แต่ผมไม่อาจด่วนสรุปโดยไม่มีหลักฐาน ผมว่าตำรวจทำงานเต็มที่มาก ๆ แล้ว ถ้าเรื่องนี้มันมีอะไรซ่อนอยู่จริง ๆ ความจริงจะปรากฏออกมาเองครับ”

“แปลว่าที่ตำรวจและแพทย์ออกมาแถลงในวันนี้ว่ายังยืนยันการเป็นเหตุฆ่าตัวตาย น้องกูรไม่ติดใจอะไรใช่มั้ยคะ”

“เรื่องติดใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครอบครัวคุณรัณดีกว่าครับ” วัสสะยกยิ้มให้กับความฉลาดตอบของธารางกูร นอกจากจะไม่ทำให้เรื่องราวบิดเพี้ยนแล้วยังไม่ทำให้สิ่งที่เขาและปองภพสงสัยเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ หากธารางกูรไม่มีตรรกะในการคิดมากพอและพูดเรื่องราวของพอลเมื่อคืนก่อนที่ห้องเขาออกไปเรื่องราวคงบานปลายจนหาทางจบไม่ลง

เมื่อใช้หูและตาจนพอใจวัสสะจึงเบี่ยงตัวเองเข้ามาภายในเพื่อจัดการภาระหน้าที่ของตนเองต่อ ปฏิเสธได้ไม่ลงหรอกว่าเมื่อครู่เขาใช้ดวงตามากกว่าสิ่งใด หลังจากเช้าที่เขาขับรถออกจากคอนโดธารางกูรโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีจังหวะสบตากันอีกครั้ง ถ้าถามว่าความรู้สึกที่เกิดในคืนนั้นมันยังอยู่รึเปล่า วัสสะคงจะต้องยอมรับตรง ๆ ว่าลึกสุดใจแล้วมันยังคงอยู่ไม่มีเปลี่ยน ความสงสัย สับสนอย่างมีนัยยังเกิดขึ้นเมื่อเขามอง หรือเพียงแค่นึกถึงธารางกูร เพราะฉะนั้นสายตาที่ใช้เมื่อครู่มันจึงเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ

“สารวัตรครับ ผู้กองภพถามหาอยู่พอดีเลย”

“ภพยังอยู่ในห้องเล็กใช่มั้ย”

“ใช่ครับ ผู้กองไล่พวกผมออกมาหมดเลย ท่านผู้กำกับก็ยังไม่เว้น ไม่รู้ว่ามีเรื่องด่วนอะไรกับสารวัตร”

“งั้นเหรอ คงเรื่องไร้สาระเหมือนเดิมแหละจ่า ขอบคุณครับ” วัสสะผงกศีรษะแสดงคำขอบคุณและมุ่งตรงไปหาปองภพในทันที ตอนมาถึงที่นี่ปองภพเพิ่งจะโทรตามให้เขาเข้าไปหาในห้องประชุมเล็ก น้ำเสียงตื่นเต้นร้อนรนของเพื่อนคนนี้ไม่ใช่เรื่องที่เดายาก รายนั้นคงได้หลักฐานชิ้นใหม่หรือข้อมูลน่าสนใจอันเป็นประโยชน์ แต่ที่ทำให้วัสสะสงสัยคือเหมือนว่าเรื่องนี้ถูกปองภพพิจารณาอยู่ในหมวดหมู่ของความลับน่ะสิ

“ว่าไงภพ”

“มาสักที ฉันรอจนหงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว” ทันทีที่ร่างสูงเดินลอดผ่านบานประตูเข้ามา ปองภพก็รีบกุลีกุจอลุกขึ้นดึงเก้าอี้ให้นั่ง แม้วัสสะจะทรุดตัวลงกับเก้าอี้ตามคำเชื้อเชิญของเพื่อน แต่ก็ยังแสดงสีหน้าที่เอาแน่ไม่ได้ออกมาไม่หยุด

“ทำไม ผลนิติเวชเพิ่มเติมมีปัญหาเหรอ”

“เปล่า เราได้ข้อมูลน่าสนใจมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่เรื่องนั้นฉันว่าเอาไว้ทีหลังเถอะ” ปองภพใช้มือดันแฟ้มเอกสารที่วัสสะกำลังจะคว้ามาเปิด คนถูกขัดเลิกคิ้วขึ้นด้วยความรู้สึกสนเท่ห์มากกว่าเดิม

“หรือแถลงข่าวเมื่อกี้มีอะไรพลาด”

“การแถลงข่าวราบรื่นดี”

“งั้นก็เรื่องสอบพอลกับกูร”

“ไม่เชิงหรอก แม้ว่ามันจะเกี่ยวกันทางอ้อมก็เถอะ”

“อะไรของนายกันภพ”

“นายหยุดเดา แล้วดูนี่เอาเองเถอะ” ปองภพโยนซองสีน้ำตาลขนาดมาตรฐานให้กับวัสสะ นายตำรวจนั่งเฉียงลงบนโต๊ะเพราะหวังจะเห็นปฏิกิริยาจากสารวัตรผู้เป็นเพื่อน วัสสะเงยหน้าขึ้นมองปองภพเพื่อความแน่ใจ ก่อนที่เขาจะพลิกดูรอบซองเป็นลำดับแรก

“ซองพัสดุ จ่าหน้าถึงนายนี่” วัสสะหยุดอ่านที่หน้าซอง ซองน้ำตาลที่อยู่ในมือเขาผ่านการตีตราส่งมาจากบริษัทขนส่งเจ้าหนึ่ง แม้ว่ามันจะไม่ได้เขียนระบุผู้ส่ง แต่กลับมีชื่อของปองภพพร้อมยศตำแหน่งและที่อยู่สถานีตำรวจอย่างพูกต้องชัดเจน

“ใช่ รีบเปิดดูข้างในสิ” วัสสะเปิดปากซองตามคำรบเร้า เขาดึงแผ่นกระดาษสีขาวด้านในโดยไม่ได้ระวัง ของชิ้นอื่นในซองจึงร่วงหล่นลงกับโต๊ะตรงหน้า ที่วางในเห็นชัดเจนอยู่บนโต๊ะคือภาพถ่ายเด็กแบเบาะคนหนึ่งที่ซีดเซียวตามวันเวลาของการถ่ายผ่านกล้องฟิล์ม ส่วนอีกภาพวัสสะค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นธารางกูรไม่ผิดแน่

“รูปกูร… นี่มันอะไรกัน”

“นายถามฉันแล้วจะให้ฉันถามใครต่อ” ปองภพส่ายหน้าไหวไหล่ขณะที่วัสสะเงยหน้าขึ้นมามองเขาพร้อมการตีตราคำถามเต็มรูปหน้า วัสสะเริ่มให้ความสนใจกองรูปที่เห็นอีกครั้ง เขาวางซองสีน้ำตาลและแผ่นกระดาษที่ไม่น่าสนใจลง และเริ่มพลิกภาพถ่ายมากมายที่คว่ำหน้าอยู่เพื่อพิจารณาโดยละเอียด วัสสะนับได้ราวเจ็ดภาพ และที่น่าตื่นตาตื่นใจคือมันเป็นภาพธารางกูรในช่วงวัยต่าง ๆ จวบจนปัจจุบัน

“ใครส่งมาให้นาย”

“ฉันโทรไปถามที่บริษัทขนส่ง มันถูกส่งจากสาขาย่อยต่างจังหวัด ไม่มีวงจรปิด ส่วนชื่อผู้ฝากส่งที่ระบุจากต้นทางคาดว่าน่าจะเป็นชื่อปลอม เพราะขนาดที่อยู่ยังผิด”

“หรือจะเป็นกูร”

“กูรจะส่งรูปตัวเองมาให้ตำรวจเพื่ออะไรกัน ไม่มีประโยชน์”

“แล้วใครจะมีรูปกูรเยอะขนาดนี้”

“อาจจะเป็นใครสักคนที่อยู่กับกูรมาตลอดล่ะมั้ง”

“...” วัสสะใช้นิ้วชี้เคลื่อนภาพถ่ายบนโต๊ะทีละใบ เขาเลื่อนเด็กชายวัยแบเบาะไปอยู่ทางซ้ายก่อนจะไล่เรียงตามช่วงวัยอายุเท่าที่มองเห็น ยิ่งมอง ยิ่งคิด วัสสะยิ่งตกอยู่ในภวังค์ความเงียบที่แม้แต่ปองภพก็ไม่อาจเข้าขวาง วัยเด็กเล็ก วัยซุกซน วัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน หรือแม้แต่วัยที่ใกล้เคียงปัจจุบัน ไม่มีภาพไหนเลยที่หลุดจากความคิดเขาไปได้ รอยยิ้มภายในภาพค่อย ๆ ถดถอยน้อยลงไปตามเวลา ราวกับมีเรื่องร้ายใดเป็นปัจจัยสำคัญ

“เฮ้! วัส! เงียบไปเลย”

“ฉันกำลังใช้ความคิดอยู่” วัสสะว่าพลางถอนหายใจกับเรื่องราวที่เข้ามาช่วงชิงพื้นที่ในสมองไม่หยุด แต่ดูเหมือนว่าเพียงภาพถ่ายเจ็ดใบจะทำให้เขาใช้สมองได้ไม่พอ ปองภพจึงยื่นแผ่นกระดาษสีขาวที่เขาไม่ได้สนใจตั้งแต่แรกขึ้นมา

“งั้นก็ใช้ความคิดแค่ครั้งเดียว จะได้ไม่เหนื่อย”

“อะไรอีก” วัสสะรับแผ่นกระดาษจากมือของปองภพ แค่เขากวาดตามองลวก ๆ คิ้วหนาก็กระตุกเกร็งขึ้นมาเป็นจังหวะ มือซ้ายที่ยังว่างเริ่มบรรเลงบทเพลงที่ใช้เรียวนิ้วในการสร้างสรรค์อีกครั้ง วัสสะเริ่มเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเมื่อเขาอ่านรายชื่อที่ถูกไล่เรียงมาตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายที่ถูกระบุไว้ด้วยเลขยี่สิบเอ็ด

“หนึ่ง นายคงถาวร ยศยิ่งควร สองห้าสี่เจ็ด

สอง นางจิตติพร ยศยิ่งควร สองห้าสี่เจ็ด...”

“แปลกมั้ยล่ะ”

“สิบแปด นายสิริน สองสินทรัพย์ สองห้าห้าเก้า

ยี่สิบเอ็ด นายดารัณ จิตดารุณ สองห้าหกหนึ่ง” วัสสะไม่ได้หยุดอ่านทั้งที่ปองภพพยายามพูดกลั้นกลาง เขาอ่านออกเสียงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเจอรายชื่อและตัวเลขที่น่าสนใจในแผ่นกระดาษ และเมื่อรายชื่อสุดท้ายจบลงพร้อมปลายเสียงแผ่ว จังหวะการกดเรียวนิ้วลงกับโต๊ะของวัสสะก็หนักแน่นขึ้นอย่างน่าตื่นเต้น

“นายเห็นอย่างที่ฉันเห็นรึเปล่าวัส”

“ดารัณ จิตดารุณ เสียชีวิตปีสองห้าหกหนึ่ง”

“แล้วท่านสิริน สองสินทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตในปีสองห้าห้าเก้า”

“แล้วรายชื่ออื่น...”

“นายเริ่มคิดเหมือนกันใช่มั้ย” วัสสะไม่อาจให้คำตอบปองภพในทันที ดวงตาของเขาวูบไหวในขณะที่เหลือบมองกลุ่มรูปภาพบนโต๊ะอย่างไม่เต็มตา หากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาไร้ที่มาแล้วใครเล่าเป็นคนโยนปริศนาก่อนใหญ่เข้ามาให้หนักใจ

“ส่งตรวจสอบรายละเอียดชื่อพวกนี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกันยังไง” มือหนายื่นแผ่นกระดาษที่ยับย่นตามรอยมือกลับไป ปองภพรับไว้ก่อนจะกวาดถูกอย่างลงไปในซองเช่นเดิม ในมุมของปองภพนี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุด ขณะที่พวกเขาสงสัยในตัวธารางกูรกับคดีหนึ่ง กลับมีมือดีส่งข้อมูลที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องเข้ามาให้ หากมันเป็นเรื่องจริงที่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง ชีวิตนายตำรวจของเขาคงจะมีสีสันขึ้นอีกเป็นกอง แต่ถ้าไม่ มันก็เสี่ยงถูกปั่นหัวจนยับเยินอยู่เหมือนกัน

“ไม่ว่ะ ฉันว่าจะค้นเอง ไว้ใจใครไม่ได้”

“ทำไมล่ะ”

“ข่าวดารัณก็ยังอยู่ในความสนใจ ส่วนท่านรัฐมนตรีช่วยก็เป็นคนสำคัญ มันเสี่ยงมากถ้าเราทำอะไรพลาดไป งานนี้ถ้าเราถูกปั่นหัวคือตายคู่แน่ ๆ ” ปองภพอธิบายเหตุผลที่เขาคิดเอาไว้ในใจ วัสสะพยักหน้ารับเพราะที่ปองภพพูดมามันเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักทั้งหมด คนคิดหนักเริ่มกัดด้านในริมฝีปากล่างของตนเองระบายความอึดอัด เรียวนิ้วของเขายังส่งเสียงกระทบกับโต๊ะต่อเนื่องจนปลายนิ้วเกิดอาการชาไปเสียหมด

“ต้องเป็นฝีมือใครสักคนที่รู้ว่าเรากำลังสงสัยกูรกับพอล”

“ไม่นะ ฉันว่าคนส่งตั้งใจจะเล่นประเด็นกูรแค่คนเดียวเท่านั้น”

“หรือว่าจะเป็นพอล”

“คิดว่าไม่ เท่าที่ฉันสัมผัสมา พอลแทบไม่รู้เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับกูรเลย เผลอ ๆ คนที่ตั้งใจส่งมันมาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจับตามองกูรอยู่”

“งั้นมีทางเป็นไปได้สองทาง”

“นายหมายถึง”

“คนส่งพยายามบอกความจริงบางเรื่องเกี่ยวกับกูร หรือไม่… กูรก็กำลังตกเป็นเหยื่อที่กำลังโดนใส่ความโดยไม่รู้ตัว”





ตึก! ตึก! ตึก!





เสียงเคาะนิ้วสามครั้งสุดท้ายหนักแน่นและมั่นคงพร้องไปกับเสียงของหัวใจ แม้วัสสะจะหยุดการกระทำที่เป็นผลมาจากการใช้ความคิด แต่ใบหน้าเรียบเฉยปกติยังคงมองไปที่ซองกระดาษสีน้ำตาลด้วยสมองหนักอึ้ง สิ่งที่เขากำลังเจอไม่ใช่เรื่องท้าทาย ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะนึกสนุก พลันคิดทบทวนอยู่อย่างกังวลใจ ภาพของธารางกูรก็ไล่เรียงผ่านเข้ามาในหัวเขาเป็นฉาก ๆ ใบหน้า สุ่มเสียง และความหนาวเย็นยามพบเจอกัน ทุกอย่างชัดเจนเสียจนวัสสะไม่อาจหยุดคิดเรื่องนี้ไปได้





ไม่ว่าจะฝืนตนเองอย่างไร วัสสะก็ไม่อาจทำได้ ไม่เลย




ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ไม่อยากเชื่อว่ากูรจะเป็นฆาตกรหลายศพแบบนั้น
แล้วคนที่ตามกูรไปที่ห้องละ เค้าเป็นใคร ??



 :ling1: :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 8 กลิ่นร่างกายเย้ายวน



รายงานการชันสูตรพลิกศพ

ชื่อผู้ตาย นายดารัณ จิตดารุณ อายุ 29 ปี เพศ ชาย เชื้อชาติ ไทย

ชื่อผู้พบศพ นายธารางกูร ประสิทธิจามร

เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย

วันเวลาตาย -

วันเวลาตรวจ 12 ธันวาคม 2561 เวลา 13.30 น.

สภาพศพภายนอก

1. ศพเพศชาย รูปร่างสมส่วน สูงประมาณ 180 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 70 กิโลกรัม ผมดำย้อมน้ำตาลเข้ม สั้นรองทรง ไม่สวมเสื้อผ้า

2. ใต้ตาขวา แผ่นหลัง ท้องแขนและท้องขาคั่งเลือด โดยเทน้ำหนักไปทางขวาเล็กน้อย

3. เนื้อเยื่อใต้เล็บมือเขียวคล้ำชัดเจน

4. บาดแผลถูกบาดจากของมีคมที่ข้อมือด้านขวายาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลึก 0.5 เซนติเมตร

5. กระดูกแขนและขา ปกติ

6. อื่น ๆ ปกติ

การตรวจศพภายใน

1. หนังศีรษะ ปกติ กะโหลกไม่พบรอยแตกร้าว

2. กล้ามเนื้อคอพับไปทางด้านขวา กระดูกบริเวณคอ ปกติ

3. ท่อลมใหญ่ กล่องเสียง ระบบหายใจ ปกติ

4. หัวใจหนัก 320 กรัม ลิ้นหัวใจ ปกติ หลอดเลือดหัวใจ ปกติ กล้ามเนื้อหัวใจ ปกติ

5. อวัยวะภายในช่องท้อง ปกติ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1. แอลกอฮอล์ในเลือด 169.00 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

2. พบสารกล่อมประสาทกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนไม่ทราบชนิดในเลือด 950 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

3. หมู่โลหิต กรุ๊ป “บี”

4. การตรวจคราบอสุจิจากสำลีพันปลายไม้เก็บจากทวารหนักของผู้ตาย พบตัวอสุจิและการตรวจน้ำอสุจิด้วยวิธีเอ็นซัยม์แอซิดฟอสฟาเตส ให้ผลบวก

สาเหตุการตาย เสียเลือดมากร่วมกับภาวะหัวใจล้มเหลว สันนิษฐานว่าเกิดจากบาดแผลที่ข้อมือขวา และสารกล่อมประสาทกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนที่พบในเลือด

ความเห็นเพิ่มเติม

1. คาดว่าผู้ตายเสียชีวิตมาประมาณ 24 - 36 ชั่วโมง นับจากการตรวจศพ ณ ที่เกิดเหตุ

2. คาดว่าผู้ตายเสียชีวิตในลักษณะเอียงขวา ก่อนศพจะเสียการควบคุมลงมาในท่านอนปกติ




เคล้ง! เสียงน้ำแข็งกระทบกับขอบแก้วดังสนั่นเมื่อวัสสะโยนแฟ้มเอกสารที่อ่านจนปวดตาทิ้งอย่างไม่ไยดี แฟ้มสีดำสนิทไหลไปกับพื้นโต๊ะกระจกไปชนเข้ากับแก้วเครื่องดื่มจนแทบจะตกแตก ผลการชันสูตรศพดารัณที่ได้มาล่าสุดทำให้เขาต้องใช้ความคิดมากกว่าเดิม การตรวจครั้งนี้ยืนยันแล้วว่าดารัณไม่ได้ตายเพราะเสียเลือดเพียงอย่างเดียว ทุกอย่างเป็นแบบที่เขาและปองภพคิดเอาไว้ไม่มีผิด แต่ที่ผิดคาดไปนิดหน่อยคงจะเป็นเรื่องการพบสารที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทไม่ทราบชนิดในเลือด นั่นเท่ากับว่าวัสสะต้องหาที่มาที่ไปของสารหรือยาชนิดนี้ ถึงแม้ว่าการแถลงข่าวจะยืนยันว่าดารัณฆ่าตัวตายไปแล้วก็ตาม

“หึ ตลกสิ้นดี” วัสสะสบถออกมาก่อนจะเอื้อมคว้าแก้วมารินเครื่องดื่มสีทองอำพันอีกครั้ง เขากระดกสุราลงคอรวดเดียวโดยไม่อาศัยเครื่องลดทอนฤทธิ์แรงใด ๆ ความคิดของวัสสะยิ่งยุ่งเหยิงหาทางออก ต่อให้ดารัณจะกินยาอันตรายเข้าไปเอง สำนวนคดีก็ควรต้องรู้ว่าดารัณได้มาจากไหนและกินมันเข้าไปทำไม ทั้งที่ไม่เคยมีประวัติการรับยากลุ่มนี้จากแพทย์มาก่อน ยิ่งนิติเวชไม่สามารถระบุชนิดได้ โจทย์ของตำรวจก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

นับตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน วัสสะก็เอาแต่จมอยู่กับกองเอกสารไม่มีหยุด เขามีเพื่อนเป็นสุราชั้นดีแก้วแล้วแก้วเล่า ยังโชคดีที่่นายตำรวจหนุ่มพอจะรู้ลิมิตตัวเองเขาจึงไม่ได้เมามายจนเสียสติ หรือว่าเสียการเสียงานที่อุตส่าห์หอบแฟ้มกลับมา ที่เขาลิ้มชิมรสเครื่องดื่มขมฝาดอยู่ก็เพราะต้องการให้เส้นสมองตึง ๆ ได้ผ่อนคลายเสียบ้าง ทว่าความจริงมันไม่ใช่เช่นนั้นเลย ยิ่งเขาดื่มเข้าไปมากเท่าไหร่ทุกอย่างก็รุมสุมไฟเข้ามาไม่ได้หยุด

“คุณวัสจะรับอาหารค่ำมั้ยคะ ป้าจะได้เตรียม” เสียงแม่บ้านเอ่ยขึ้นมาด้วยความเกรงอกเกรงใจระหว่างที่เดินก้มโค้งเข้ามาพูดคุยกับนายคนหนึ่งของบ้าน วัสสะสะบัดหลังมือเชิงไล่เบา ๆ แต่หญิงวัยกลางคนก็ยังก้มมองเท้าพูดกับเขาอยู่ไม่หยุด

“ไม่ ผมไม่หิว”

“แต่คุณท่านสั่งไว้ว่าให้ป้าดูแลคุณวัส ป้าเกรงว่า...”

“ป้าออกไปเถอะ”

“คุณท่านจะเป็นห่วงเอานะคะคุณวัส”

“หึ เป็นห่วงเนี่ยนะ”

“ทานสักหน่อยเถอะค่ะ เตรียมป้าจะจัดโต๊ะให้”

“ไม่ต้องยุ่ง จะไปไหนก็ไป! ” เสียงทุ้มออกคำสั่งเด็ดขาด สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องเป็นฝ่ายล่าถอยออกไป ทิ้งให้ร่างสูงอยู่คนเดียวท่ามกลางบ้านหลังใหญ่เช่นเดิม หลังจากสุราแก้วนั้นวัสสะก็ไม่ได้ดื่มมันเข้าไปเพิ่มเติมอีก เขาเอาแต่ใช้เรียวนิ้วจิ้มก้อนน้ำแข็งในแก้วจนรู้สึกชาเพราะความเย็น รอยยิ้มเล็ก ๆ ยกขึ้นที่มุมปากอย่างไม่อาจห้าม หรือบางทีความหนาวเย็นจะบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดได้กันนะ

Rrrr วัสสะใช้เวลาอยู่กับแก้วน้ำแข็งกระทั่งแทบละลายจนหมด จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือข้างกายเขาก็เริ่มส่งเสียงร้องดังขึ้น ร่างสูงมองหมายเลขที่ไม่ได้ถูกเมมโมรี่ที่หน้าจออย่างไม่เข้าใจนัก คิ้วหนาเริ่มขมวดเข้าหากันในจังหวะที่ตัดสินใจรับสาย ทว่าเสียงจากปลายสายที่เขาได้ยินยิ่งทำให้ความไม่เข้าใจที่มีเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

“สวัสดีครับ”

“คุณวัส! ”

“กูร...” น้ำเสียงตื่นตระหนกจากต้นสายทำให้ปลายสายอย่างวัสสะตกใจขึ้นมาไม่แพ้กัน เสียงที่วัสสะจำได้ไร้ความมั่นคง สั่นคล้ายคนจะร้องไห้จากความกลัว วัสสะเม้มริมฝีปากตั้งใจฟังอีกฝั่งที่เอื้อนเอ่ยออกมาไม่เป็นภาษาและจับใจความยากเสียเหลือเกิน

“ม...มีคนมาแอบดู คน...มาเคาะ… เคาะห้องผม… คุณวัส… ช่วย… ช่วยผมที”

“กูร คุณใจเย็นก่อนนะ ค่อย ๆ พูด” แม้ว่าวัสสะจะบอกให้อีกฝ่ายใจเย็น แต่ตัวเขาเองนั้นกลับคว้ากุญแจรถและรีบสาวเท้าออกมาจากบริเวณบ้านทันที เขาไม่สนใจเสียด้วยซ้ำว่าตอนนี้วันเป็นยามวิกาลแค่ไหน แค่คิดว่าเป็นความผิดตนที่ไม่ได้ไปสังเกตการณ์ที่นั่นในวันนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องหยุดคิดไปทำไม

“มีคนแอบมองผมจากข้างล่าง ฮึก… แล้ว… แล้วมีคนเคาะประตูห้องผมอยู่ตอนนี้ด้วย”

“โอเค คุณต้องตั้งสติ ปิดระเบียงของคุณซะ ล็อกห้องให้ดี ผมจะไปถึงภายในครึ่งชั่วโมง”

“คุณวัส… ผม...”

“ตั้งสติ แล้วคิดไว้แค่ว่าผมกำลังจะไปหาคุณก็พอกูร” สิ้นเสียงสนทนาสุดท้ายปลายเท้าของวัสสะก็เหยียบเร่งความเร็วรถคันเก่งอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่มีใครรู้ว่าร่างสูงคิดอะไรอยู่ในหัวถึงมีอาการนั่งแทบไม่ติดทั้งที่ยังขับรถ อาจจะเพราะการโทษตัวเอง หรือเพราะความรู้สึกพิเศษอื่นใดที่ทำให้รับรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นห่วงเสียเหลือเกิน

วัสสะใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงดั่งที่พูด เขาขับรถเพียงยี่สิบนาทีก็มาถึงคอนโดรูปร่างคุ้นตาที่เฝ้ามองมาหลายวันในระยะนี้ เพื่อความแน่ใจอาวุธจึงถูกคาดเข้าที่เอวพร้อมซองปืนและเครื่องกระสุน ทันทีที่ลงจากรถสายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับชายสวมฮู้ดที่กำลังวิ่งหนีเงามืดไปอีกทางราวกับรอเย้ยหยัน วัสสะกำหมัดแน่นชั่งใจว่าควรทำเช่นไร แต่แล้วเขาก็เลือกที่จะวิ่งเข้าไปที่ตัวอาคาร

ความร้อนรนทำให้วัสสะแทบจะอยู่ไม่นิ่ง แม้แต่ลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวก็ยังดูช้าไปสำหรับเขา ทันทีที่ประตูเปิดตามเลขชั้นที่ระบุ ขายาว ๆ ก็สับเดินโดยมีจุดหมายเพียงที่เดียว แม้ว่าหางตาของวัสสะจะกระตุกอีกครั้งเมื่อเห็นหลังไว ๆ ของชายสวมฮู้ดอีกคนผลักประตูบันไดหนีไฟไปต่อหน้าต่อตา

เวลานี้ไม่ใช่เวลามาสนใจองค์ประกอบอื่นใด นอกจากคนที่เขาสนใจ

“กูร...” วัสสะเอ่ยเสียงนิ่งเรียบ มันไม่ได้เป็นการเรียกคนที่คาดว่าจะอยู่ภายในห้อง มันเป็นแค่เสียงพึมพำกับตัวเองเมื่อเห็นกระดาษโพสอิสสีเหลืองนวลปิดทับลงไปที่บริเวณช่องตาแมว วัสสะดึงแผ่นกระดาษที่เขาเพิ่งจะอ่านจับใจความสำคัญออกจากประตูและยัดมันลงไปในกระเป๋ากางเกง ไม่ว่าข้อความนี้จะต้องใจสื่อสารกับใครมันก็เลวร้ายต่อด้วยความหมายโดยนัยอยู่ดี

‘ถอยกลับหรือเดินหน้าแล้วตายจาก ทางไหนน่าสนุกกว่ากัน’

ไม่… ไม่มีอะไรน่าสนุกทั้งนั้น

ก๊อก ๆ ๆ

“กูร! คุณกูร! นี่ผมวัสเองนะครับ! คุณกูร! ” วัสสะเริ่มเคาะประตูส่งเสียงเรียกธารางกูร มือหนักแน่นกำหมัดทุบลงไปที่บานประตูเป็นจังหวะต่อเนื่องโดยไม่กลัวใครจะว่าเอา เมื่อไร้การตอบรับ เขาจึงแนบใบหูลงไปกับบานประตูเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปด้านในห้อง หัวใจกระวนกระวายร้อนขึ้นอย่างบอกไม่ถูก น้ำเสียงของธารางกูรในสายโทรศัพท์กับความเงียบตอนนี้ช่างขัดกันเสียจนวัสสะไม่อยากใช้ความคิด ใช่ เขารู้ว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่สำหรับที่นี่ ณ เวลานี้ เขาไม่ต้องการให้มีเรื่องร้ายใดเกิดขึ้น

“คุณกูร… ได้ยินผมมั้ย ผมวัสสะไง… ธารางกูร ได้ยินผมมั้ย” เสียงเรียกยังคงดังต่อไม่มีหยุดแม้ว่าวัสสะจะหยุดเคาะเพื่อฟังเสียงเป็นระยะ ปลายเท้าใต้เรียวขายาวคงจะได้กระโดดพังประตูห้องเป็นแน่หากเขาไม่ได้ยินเสียงพูดติดขัดที่ดังมาจากในห้องเสียก่อน เสียงของธารางกูรทำให้วัสสะโล่งอกไปได้หนึ่งเปราะ ส่วนที่เหลือก็คงต้องรอลุ้นในยามที่บานประตูถูกเปิดเท่านั้น

“ค...คุณวัส”

“เปิดประตูให้ผมที คุณยังโอเคใช่มั้ย”

“ผ...ผม...โอเค”

“ถ้างั้นคุณเปิดประตูให้ผมนะครับ ผมมาหาตามที่พูดเอาไว้แล้วนะ” วัสสะตั้งใจพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเพื่อให้ผู้ฟังสบายใจ ไม่นานนักเสียงปลดล็อกจากภายในก็นำหน้ามาก่อนที่บานประตูจะถูกแง้มเปิด วัสสะเบี่ยงตัวเองเข้าไปและแย่งบานประตูจากมือธารางกูรเพื่อทำการล็อกไว้เช่นเดิมทันที ทว่าภาพใต้แสงไฟที่เห็นไม่ได้ทำให้เขาสบายใจขึ้นสักเท่าไหร่ เจ้าของห้องตกอยู่ในสภาพหวาดกลัวถอยกราวรูดจนแผ่นหลังชิดติดผนัง ธารางกูรทรุดตัวลงไปกับพื้นห้องอย่างคนหมดแรง ราวกับว่าช่วงเวลาที่วัสสะมองเขาอยู่เป็นช่วงเวลาที่สามารถปลดปล่อยความกลัวของตนเองออกมาได้จนหมด

“อึก… คุณวัส”

“คุณเป็นอะไร ใจเย็นก่อนนะ ผมอยู่นี่แล้ว คุณจะไม่เป็นอะไรทั้งนั้น” วัสสะเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ ในจังหวะที่ก้าวเดินอยู่นั้นเขาก็เตะเข้ากับแผ่นกระดาษยับเยินแผ่นหนึ่ง ร่างสูงก้มลงหยิบมันขึ้นมาก่อนที่ดวงตาคมจะนิ่งงันจนน่ากลัว ข้อความในแผ่นกระดาษมีใจความเดียวกับโพสอิทหน้าห้องไม่มีผิด ถ้าจะให้เดามันคงจะถูกสอดเข้ามาจากทางใต้ประตู นั่นเท่ากับว่าเจ้าของข้อความต้องการสื่อสารกับธารางกูรและใครอีกคนที่จะมาถึงหน้าประตู

‘ถอยกลับหรือเดินหน้าแล้วตายจาก ทางไหนน่าสนุกกว่ากัน’

แน่นอน วัสสะรู้ว่าใครอีกคนคือตัวเขาเอง

“ผมกลัว อึก… ค...คนพวกนั้นทำให้ผมกลัว” ธารางกูรไม่ได้สะอึกสะอื้นจากการร้องไห้ บนใบหน้าเขาไม่ได้มีสักหยดของน้ำตา ที่ร่างบางพูดแทบไม่เป็นประโยคนั้นเป็นเพราะอาการเกร็งตัวของร่างกายในขณะหวาดผวา วัสสะวางแผนกระดาษลงและเข้าไปทรุดตัวนั่งตรงหน้าธารางกูร มองแค่วินาทีเดียวเขาก็รู้ว่าช่วงเวลาที่ธารางกูรอยู่คนเดียวมันย่ำแย่ขนาดไหน

“ไม่เป็นไรครับ ค่อย ๆ หายใจนะคุณกูร ผ่อนลมหายใจเข้าออก ใช้สติให้ได้มากที่สุด”

“คุณวัส ผมเห็นคนมองขึ้นมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ผมไม่รู้ว่า… อึก… ผม...”

“ไม่เป็นไร ไว้คุณสบายใจแล้วค่อยเล่าก็ได้ โอเคมั้ย” วัสสะแสร้งสร้างรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าตนทั้งที่ใจไม่อยาก เขาเริ่มสร้างกำลังใจด้วยการเปลี่ยนท่าทางกดเข่ากับพื้นของตนเป็นการปล่อยขาขัดสมาธิขึ้นอย่างง่าย ๆ อีกไม่กี่นาทีต่อจากนั้นธารางกูรจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลงและทิ้งสองขาตัวเองที่กอดเอาไว้อยู่ให้ตกลงมาตามน้ำหนักอย่างไม่มีแบบแผน ทั้งคู่ปล่อยตัวเองในท่านั่งสบาย ๆ ราวกับต้องการหยุดทุกเรื่องเอาไว้ชั่วคราว

“อึก...”

“ผมอยู่นี่ คุณไม่ต้องกลัว ดูสิ ไม่มีใครไม่เป็นอะไรเลย”

“แต่ว่าแผ่นกระดาษนั่น...”

“สบตาผมสิกูร” วัสสะไล่ช้อนมองธารางกูรเท่าที่จะทำได้ ดวงตากลมลดอาการสั่นไหวลงแต่ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ร่างสูงเริ่มรู้แล้วว่าการสงบนิ่งอาจทำให้ทุกอย่างดีขึ้นไม่ได้ทั้งหมด เขาจึงค่อย ๆ ขยับตัวเองเข้าไปใกล้ธารางกูรมากขึ้น มือหนาเชยคางคนก้มหน้าขึ้นก่อนจะกดลงเล็กน้อยเพื่อให้ได้ระดับ คราวนี้ไม่ว่าดวงตาตื่นกลัวคู่ไหนก็ไม่อาจหลบหลีกความหนักแน่นของเขาไปได้

“ผมกลัว...” ร่างบางพยายามประคองเสียงไม่ให้สั่น เรียวมือสวยทั้งสองข้างจับเข้าที่ปลายแขนของวัสสะข้างที่สัมผัสช่วงกรอบคางของเขาอยู่ ดวงตาวาววับแลกเปลี่ยนความรู้สึกซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจปิดกั้น

“มองเขามาในตาผม ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

“คุณวัส”

“ตอนนี้คุณมีผมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ผมสัญญาว่าคุณจะปลอดภัย”

“แต่ผม...”

“ถ้าคุณเอาแต่บอกตัวเองว่ากลัว ผมจะกลับแล้วนะครับ” วัสสะดึงฝ่ามือของตนออกและทำท่าจะเหยียดยืนขึ้น ธารางกูรรีบแสดงสีหน้าคัดค้านแทบจะทันที เขาใช้สองมือที่เกี่ยวพันแขนของอีกฝ่ายอยู่ดึงรั้งเอาไว้กับตัว มือหนาถูกกดทับลงไปบนอกซ้ายของร่างบางตามแรงหน่วงเหนี่ยว

“อย่าไปนะครับ”

“แล้วจะให้ผมทำยังไงคุณถึงจะหายกลัว หืม” ร่างสูงยกตัวเองขึ้นมานั่งคุกเข่าอีกครั้ง มือข้างที่สัมผัสช่วงหัวใจของธารางกูรอยู่รู้สึกได้ถึงทุกจังหวะการเต้นของหัวใจที่แรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ระยะห่างระหว่างกันถูกวัสสะลดทอนมันลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข่าของวัสสะถูกกั้นขวางการเคลื่อนไหวด้วยช่วงขาของธารางกูร

“อื้อออ” แม้ว่าจะมีช่องว่างระหว่างเวลาเว้นไว้ให้ธารางกูรให้คำตอบ แต่วัสสะไม่อาจทนรอได้อีกต่อไป เมื่อครู่ริมฝีปากเรียวของธารางกูรบดเบียดกับแผงฟันของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเชื้อเชิญให้ได้ลองพิสูจน์ ความชุ่มช่ำมันวาวสีชมพูระเรื่อเป็นเหยื่อล่อชั้นดีที่จะทำให้เหยื่อติดกับ สุดท้ายช่องว่างระหว่างริมฝีปากสองคู่จึงถูกดูดกลืนหายไปพร้อมเสียงร้องหาการหายใจที่อื้ออึงไปทั้งห้อง

จังหวะหัวใจของธารางกูรในมือของวัสสะยิ่งหนักข้อขึ้น ริมฝีปากรสชาติหวานปะแล่มหอมกรุ่นขึ้นมาติดปลายจมูกจนต่างฝ่ายต่างอยากลิ้มชิมรสมากขึ้นเรื่อย ๆ เรียวลิ้นร้อนแทรกเข้าไปในทุกพื้นที่เพื่อหวังเร้าให้ความรู้สึกกลัวจางหายไป แต่ยิ่งลิ้นเล็กตวัดเกี่ยวกลับมามากเท่าไหร่ วัสสะก็เหลือพื้นที่เอาไว้ให้อีกฝ่ายกอบโกยอากาศน้อยลงเท่านั้น ดูท่าว่าการเร้าความกลัวของวัสสะกลับยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ความรู้สึกวาบหวามที่น่ากลัวกว่าเด่นชัดขึ้นมาเสียแล้ว

“คุณ...” วัสสะหอบเหนื่อยเมื่อปลดปล่อยอิสระให้แก่กัน เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่เผื่อกดธารางกูรจนแทบจะจมหายไปกับผนัง เขาคุกเขาคร่อมขาทั้งสองข้างของธารางกูรไว้ด้วยท่าทางสุ่มเสี่ยงเสียเหลือเกิน มือหนายกขึ้นจากอกซ้ายของร่างบางโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายปล่อยมือออกจากปลายแขนเขาตั้งแต่ตอนไหน วัสสะกำลังเผลอสติไปกับกลิ่นร่างกายหอมละมุนที่กำลังลอยฟุ้งในอากาศ ขณะเจ้าของริมฝีปากแดงเจ่อจ้องมองสบตาเขาด้วยนัยน์ตาสีหวานสนิท ธารางกูรทิ้งศีรษะลงกับแผงอกแกร่งของเขาคล้ายอยากจะออดอ้อนขอความเห็นใจ แต่เปล่าเลย ถ้าใครได้เห็นเรียวมือซุกซนก็คงจะคิดว่านี่เป็นการยั่วยวนให้หลงใหลเสียมากกว่า

“คุณวัส… ช่วยปลอบให้ผมหายกลัวได้มั้ยครับ”


ถอยกลับหรือเดินหน้า ทางไหนน่าสนุกกว่ากัน?


Talk
มาแล้วค่า วันนี้มาแบบสองตอนต่อเนื่อง เรื่องนี้มีราว ๆ 20 กว่าตอนนะคะ จุดเฉลยของเรื่องจะเฉลยตั้งแต่ตอนที่ 10 กว่า ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องจะเดินค่อนข้างเร็วนิดนึง เพราะเรื่องจะโฟกัสหลังจากปมเฉลยแล้วมากกว่าว่าผลลัพธ์ต่างนานาจะดำเนินไปในทิศทางใด

ฝากติดตาม คอมเมนต์ติชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยนะคะ ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ค่ะ

ปล.สำหรับตอนหน้า... ไม่อยากจะเมาส์หรอกแต่ว่าแบบ... กูรเขาอยากได้คนปลอบบบบบ 5555555

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
คนส่งของต้องสนิทหรือรู้เรื่องกูรแค่ไหน ถึงมีรูปช่วงวัยของกูรทั้งหมด

แล้วคือที่ส่งรายชื่อมาเนี่ย จะสื่อว่ากูรฆ่ามาแล้ว21คนงี้อ่อ?

หรือจะบอกตำรวจว่ากูรเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับคนตายทั้ง21คน หรือ กูรจะเป็นรายชื่อที่22

ช่วยหนูด้วยยยยย ปมเก่ายังคิดไม่ตก มีปมใหม่มาเพิ่มอีกแล้ว ไหน เฉลยในตอนอยู่ตรงน๋ายยยยยย ฮื่อออ ฆ่าเราเลยก็ได้นะคุณคนเขียน
/
/
เอ้าแอบมาต่อตอนใหม่ตอนเราพิมพ์คอมเม้นตอนที่7พอดี งั้นก็ต่อเลนแล้วกันนะ
/
/
สาเหตุการเสียชีวิตของดารัณ เริ่มเอนเอียงไปทางถูกฆาตรกรรมซะแล้วสิ ต้องกลับไปถามพอลแล้วแหละว่ามีอะไรกันกับรัณครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ จากในแฟ้มเหมือนเพิ่งมีเพศสัมพันธ์ก่อนเสียชีวิตไม่นานยังมีอสุจิอยู่ในช่องทวารแบบยังไม่ได้จัดการทำความสะอาดตัวเอง เราไม่ตัดพอลออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ชายในฮู้ดไม่ได้มีคนเดียว แล้วมาก่อกวนกูรทำไม...เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน มาว่าด้วยเรื่องปลอบขวัญปลอบใจกันในตอนถัดไปเถอะ แค่กๆๆ 55555 รอน้าาาาาา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-09-2018 23:07:22 โดย benji »

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ดารัณถนัดมือซ้ายเหรอ แผลมีดกรีดเกิดที่มือขวา หรือใช้ปากคาบมีดกรีดมือตัวเอง อ่าาาาา คงลำบากน่าดู..แถมมีอสุจิตกค้างอีก..คงต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นเจ้าของละ แต่ไม่น่าใช่กูร เพราะกูรไม่น่าจะเป็นฝ่ายรุกได้ แหะๆ (นี่ปกป้องน้องกูรมากๆ แล้วนะ)

คงต้องสืบกันต่อไป.   
.......

ดูๆ เหมือนน้องกูรจะอ่อยคุณวัสเค้านะคะลูก ไม่ใช่ตอนหน้าโผล่มาน้องกูรมือซุกซนไปคว้าเอาปืนคุณวัสเค้ามาอีกละ แต่คว้าผิดกระบอก 55555
รอตอนหน้าอย่างใจจดจ่อ
:hao6:

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 924
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +526/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2: :katai2-1: o13

ออฟไลน์ ANIKI.

  • 兄貴
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +22/-1
อ่านด้วยความเครียดและลุ้นมาก

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 9 ฝนตกฤดูหนาว [18+]

“คุณวัส… ช่วยปลอบให้ผมหายกลัวได้มั้ยครับ” วัสสะคงไม่มีเวลาตีความว่าเสียงอู้อี้ใต้แผงอกเป็นประโยคขอร้อง ประโยคบอกเล่า หรือประโยคคำสั่ง น้ำเสียงออดอ้อนมาพร้อมสัมผัสกอดรัดร่างกายของเขาเอาไว้ราวกับลูกแมวตัวเล็ก ๆ ที่ต้องการความอบอุ่น ฝ่ามือของธารางกูรเคลื่อนไหวลากตัดเส้นแนวหลังผ่านร่มผ้า วัสสะมองกลุ่มผมของคนที่ต้องการคำปลอบโยนแล้วก็หยุดยิ้มขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

“คุณกูร”

“ไม่ได้เหรอครับคุณวัส” ร่างบางใช้เสียงออดอ้อนออเซาะเมื่อวัสสะเอ่ยชื่อตนคล้ายจะปฏิเสธ ดวงหน้าอ้อนวอนเงยมองวัสสะราวกับร้องให้ทำตามที่ขอ อันที่จริงวัสสะนั้นไม่ได้ใจร้ายใจดำกับเรียวมือที่กำลังปลุกเร้าความรู้สึก เขาเพียงแต่หยั่งเชิงของธารางกูรเพื่อให้แน่ใจเท่านั้น

“กลัวมากมั้ย” วัสสะดันไหล่ธารางกูรให้ออกจากร่างของตน ร่างบางกลับไปหลังติดผนังอีกครั้ง ขณะที่คนคุกเข่ากำลังเคลื่อนลำตัวเข้ามาใกล้ด้วยเข่าทั้งสองข้าง ครั้งนี้เรียวขาเหยียดตรงของธารางกูรสับหว่างอยู่กับช่วงขาแข็งแกร่งของวัสสะ ร่างสูงใช้มือขวายันกับแผ่นผนังเย็นเฉียบเอาไว้ ก่อนจะใช้สายตาอ่านยากมองคนที่อยู่ในรอบวงแขนคล้ายถูกกักขัง

“ครับ… ผมกลัวมาก”

“งั้นผมก็คงทำให้คุณหายกลัวได้สินะ” เสียงทุ้มไม่พูดเปล่า วัสสะคว้าข้อมือขวาของธารางกูรมาไว้ในครอบครอง ปลายแขนและมือเรียวเล็กนั่นเชื่อฟังและเคลื่อนที่ตามอย่างว่าง่าย วัสสะดึงมันเข้าไปใต้เสื้อยืดสีขาวของตนและวางทิ้งไว้กับอกแน่นที่ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างดี เมื่อเขาปล่อยให้มือเล็กเป็นอิสระ ใบหน้าของธารางกูรก็เปลี่ยนเป็นสีหวานขึ้นมาถนัดตา

“ครับ ผมกำลังจะหายกลัว” นิ้วทั้งห้าใต้ร่มผ้าทำงานสอดประสานกันราวกับรู้งาน ธารางกูรเกลี่ยผิวกายของวัสสะด้วยนิ้วเป็นครืดยาวซ้ายขวาขึ้นลงตามจังหวะที่ต้องการ เมื่อเรียวมือลากผ่านจุดไวต่อความรู้สึกบนหน้าอก เขาจึงใช้ปลายเจ็บกรีดลงไปโดยรอบคล้ายตั้งใจทำให้เจ้าของร่างหมดความอดทนเสียที

หมับ! วัสสะคว้าหมับเข้ามือซุกซนเมื่อมันเริ่มท่องเที่ยวมาจนถึงช่วงบริเวณเอว ธารางกูรจ้องมองดวงหน้าเข้มของวัสสะสลับกับของอันตรายที่ถูกคาดเอาไว้ที่เอว เพราะมือยังรั้งอยู่ใต้ตัวเสื้อ ร่างบางจึงมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน ทว่าครั้งนี้ย่อมไม่เหมือนเมื่อครั้งก่อน ธารางกูรกำมือตนแน่นเพื่อใช้แทนคำตอบให้กับวัสสะ เขาจะไม่มีวันแตะต้องมันอีก เว้นเสียแต่ว่าเจ้าของมันจะเป็นคนอนุญาต

“เดี๋ยว”

“ผมไม่ได้ทำอะไรแบบที่คุณคิดนะครับ”

“ผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรนี่” วัสสะยกยิ้มราวกับคนที่อยู่ในฐานะได้เปรียบ เขาลากมือของธารางกูรเข้าใกล้ปืนมากขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะพามันไปหยุดที่ตรงตำแหน่งปลดล็อกสายรัดพกซ่อนปืนด้านข้างเอว ดวงตากลมวูบไหวเมื่อเข้าใจผ่านสายตาและการโยกหัวเชิงอนุญาตของวัสสะ เมื่อมือเรียวเล็กถูกปล่อยมันจึงทำหน้าที่ในการปลดพันธนาการอาวุธป้องกันตัวออกจากเอวคนตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่าธารางกูรจะทำได้ไม่ทันใจสักเท่าไหร่ วัสสะจึงต้องกดแรงมือซ้ำลงมาและเขวี้ยงสายผ้าไนลอนสีดำพร้อมอาวุธออกไปให้ห่างด้วยมือของตัวเอง

“ไม่ คุณคิด”

“ยังไม่ทันอะไรเลย หายกลัวแล้วเหรอครับ เถียงเก่งจัง” เพราะร่างสูงแค่นยิ้มราวกับล้อเลียนธารางกูรจึงยู่หน้าออกมาคล้ายไม่พอใจ เขาออกแรงด้วยมือสองข้างผลักอกวัสสะจนร่างสูงที่นั่งคุกเข่าอยู่เซถลาลงไปด้านหลัง ดีที่วัสสะใช้ศอกข้างหนึ่งยันตัวเอาไว้ได้ไม่อย่างนั้นคงจะไถลร่างลงไปจนศีรษะเกือบน็อก

“ผมไม่ได้เถียง” ธารางกูรว่าขณะเริ่มคลานเข่ามายังร่างสูงที่แนบจะนอนราบ วัสสะเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจแต่กลับให้ความสนใจไปยังคอเสื้อกว้างของธารางกูรที่ห้อยย้อยลงมาจนเห็นแผ่นอกขาวอยู่รำไร ในที่สุดธารางกูรก็อยู่ในท่าทางคล้ายคร่อมร่างของวัสสะเอาไว้ เข่าข้างหนึ่งสัมผัสกับกลางเป้าที่รู้สึกไวราวกับตั้งใจ

“งั้นก็ดี เพราะตอนนี้ผมอยากให้คุณลองเงียบดูสักห้านาที” ร่างบางยิ้มหวานยั่วยวนเชิงรับคำท้า วัสสะถอดเสื้อยืดธรรมดาของเขาออกด้วยตนเองเมื่อริมฝีปากนุ่มหยุ่นของคนกลัวเริ่มซนไม่เลือกที่ ธารางกูรพรมจูบที่ช่วงเอวสลับการกับขบเม้มจนวัสสะต้องแหงนหน้าขึ้นเพราะอารมณ์วาบหวามกำลังถูกปลุกขึ้นมาด้วยวิธีที่ไม่เลว สัมผัสด้วยริมฝีปากไม่อยู่กับที่คลอเคลียเร่งเร้าไปเรื่อย ๆ กระทั่งถึงช่วงไหปลาร้าที่เจ้าของเรียวปากตั้งใจกดแผงฟันฝากรอยจนน่าตี

การเล้าโลมดำเนินต่อเนื่องไม่ขาดตอน ธารางกูรเคลื่อนทัพด้วยการถอยตัวออกเล็กน้อย ใบหน้าเขาอยู่ใกล้จุดกึ่งกลางร่างกายแข็งแรงเพียงนิด มือเล็กปลดตะขอรูดซิปลงอย่างไม่รีบร้อนอะไร ก่อนที่จะก้มลงไปปลุกสัตว์ร้ายให้ตื่นจากนิทราผ่านชั้นในสีเข้ม ปลายลิ้นรู้ดีตวัดเกี่ยวเสียจนมันแทบจะผยองออกมานอกผืนผ้า แต่นั่นก็ยังเป็นการเล่นแผลง ๆ ได้ไม่เท่าแผงฟันที่ขบเม้มเป็นระยะจนร่างสูงต้องกดศีรษะของธารางกูรเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวได้เต็มที่ เมื่อห้ามปรามอะไรไม่ได้ สุดท้ายวัสสะจึงทิ้งตัวแนบสนิทลงไปกับพื้นเย็น และปล่อยให้ธารางกูรเล่นสนุกจนพอใจ นี่คงจะเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่เข้ารู้สึกได้ถึงพลังเลือดที่สูบฉีดทั่วร่างกายจนเผลอยิ้มพอใจออกมาไม่หยุด

“อื้ออออ”

“หึ ผมบอกให้เงียบไปก่อนไงคุณ” วัสสะใช้มือตนสางกลุ่มผมของคนที่ส่งเสียงอื้ออึงตามความรู้สึกที่ห้ามไม่ได้ ธารางกูรถอนริมฝีปากออกจากช่วงกลางนูนเด่นของวัสสะพร้อมสีหน้าแดงระเรื่อ สีแดงนั่นช่างน่าชมไม่แพ้สีสันบนผิวกายร่างสูงที่โดนดูดดันจนขึ้นสี ร่างบางเม้มริมฝีปากน่าครอบครองของตนก่อนจะค้อนตาสบสองกับคนใต้ร่างราวกับถูกแกล้ง ทั้งที่วัสสะเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่แท้ ๆ แต่กลายเป็นเขาที่ส่งเสียงออกมาจากลำคอเพราะความพอใจและทนอึดอัดกับอาการวูบวาบของร่างกายไม่ไหว

การฉวยริมฝีปากของธารางกูรลงมาจูบคงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด มือหนาดึงชายเสื้อให้ร่างบางขยับขึ้นมาประกบปากทันที เขาประคองช่วงศีรษะของอีกฝ่ายเอาไว้ตลอดเวลาที่เรียวลิ้นพยายามเกี่ยวพันกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่เพียงจูบรสหวานที่เป็นเพลิงสุมไฟ ตัวการชั้นดีที่เพิ่มพูนแรงปรารถนาคือการที่ธางรางกูรทิ้งตัวลงมาบนร่างกายแข็งแรงกำยำ ทุกครั้งที่รสจูบเปลี่ยนทิศ ร่างกายแสนเย้ายวนก็เริ่มบิดเร่าเคลื่อนไหวร้อนแรงจนการอดทนรอของใครบางคนแทบจะหมด สองมือสองคู่ช่วยกันปัดป่ายเสื้อผ้าอาภรณ์ของกันและกันจนหลุดลุ่ยออกไปเสียหมด ที่ประจักษ์กับสายตาคือร่างกายสมบูรณ์แบบที่แตกต่างกันของเขาทั้งคู่ ร่างที่เริ่มเกร็งตัวรับสัมผัสจากด้านบนเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อลอนสวยเชื้อเชิญผู้มองให้สัมผัสซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่อีกร่างอาศัยผิวขาวเนียนละเอียดและร่างกายที่ละมุนมือเรียกร้องความต้องการเอาไว้กับตัว

“อึก...” เสียงอู้อี้จากในลำคอของธารางกูรเริ่มดังขึ้นอีกครั้งเมื่อวัสสะใช้มือสัมผัสไปตามรอยเส้นกระดูกหลังลากยาวไปจนถึงช่วงบั้นท้ายเย้ายวนน่าลุ่มหลง สัมผัสจูบลึกซึ้งต่อเนื่องไม่ได้หยุด จนกระทั่งวัสสะเอียงหน้าถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดาย เพราะกลัวว่าร่างที่โอบรัดเอาไว้จะขาดใจตายไปเสียก่อน

“คุณอยากให้ผมปลอบด้วยวิธีนี้… แน่ใจแล้วใช่รึเปล่า”

“...” ใบหน้าที่ซบลงไปกับอกพยักขึ้นลงเล็กน้อยคล้ายยอมรับ แก้มใสขึ้นสีแดงสดราวกับคนมีเลือดฝาดอยู่เต็มใบหน้า ธารางกูรเริ่มขยับล่างกายอีกครั้งด้วยท่าทางที่ไม่อาจทำให้วัสสะละสายตาไปได้ ความแข็งแรงของชายหนุ่มแกร่งขึ้นกว่าเดิมจนเสียดสีกันในทุกจังหวะที่ร่างบางพยายามขยับขึ้นลง มือหนาล็อกเอาไว้ที่ช่วงเอวคอยเคลื่อนตามและเพิ่มแรงให้มีมากขึ้น กลิ่นกายธารางกูรหอมน่ากินรุนแรงขึ้นทุกขณะ ใบหน้าที่จมอยู่กับอกก็ช่างเย้ายวนใจให้อยากได้ มือหนาเคลื่อนไปที่บริเวณบั้นท้ายอีกครั้ง ก่อนจะบีบแรงเพื่อดันทั้งร่างเข้ามาให้ใกล้มากกว่าเดิม เขาบีบเคล้นเน้นย้ำมันซ้ำ ๆ ด้วยสองมืออย่างมันเขี้ยว ทั้งยังลากปลายนิ้วตัดผ่านช่องทางเข้าออกจนเจ้าของส่งเสียงครางยาวร่วมกับการบิดตัวร่อนเร่าร้อนไม่เป็นท่า

“ใจเย็นสิครับคุณกูร” วัสสะกระซิบเสียงเบาเมื่อธารางกูรเริ่มกวาดมือมาที่ช่องทางหลังที่ไวต่อความรู้สึกของตนเอง เมื่อถูกห้ามด้วยสุ่มเสียงกระเส่า เขาจึงเปลี่ยนเป็นการสอดมือเข้าไปใต้ร่างที่แนบสนิทชิดกับร่างแกร่ง มือเล็กคว้าจับจุดใจกลางของตนผิด ๆ ถูก ๆ เริ่มต้นขยับจังหวะขึ้นลงรวดเร็วราวกับทนรอไม่ไหว และดูเหมือนว่าทั้งวัสสะและธารางกูรจะใจตรงกันในข้อนี้ วัสสะจึงกดปลายนิ้วเข้าไปลองเชิงที่ช่องทางหลังโดยไม่มีการบอกก่อนล่วงหน้า

“อึก...คุณ…” ร่างร้อนผ่าวโก้งโค้งก้นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้รู้สึกดี ใบหน้าของธารางกูรแทบจะจมลงไปในอกของวัสสะ ร่างสูงกดจมูกดอมดมกลิ่นผมเปียกเหงื่อระหว่างที่ใช้เรียวนิ้วตวัดเกี่ยวทักทายบั้นท้ายบิดเร่าราวกับเรื่องสนุก เมื่อพอใจแล้วเขาจึงรีบจับอีกร่างพลิกลงไปนอนหายใจติดขัด ความเย็นจากพื้นห้องตอบสนองอากาศหนาวที่ธารางกูรชอบได้เป็นอย่างดี ร่างบางพยายามยิ้มให้กับคนที่กำลังคร่อมเขาเอาไว้ สายตาเว้าวอนชักจูงให้วัสสะตกลงไปหลุมลึกที่จะไม่มีวันกลับขึ้นไปได้

“ยิ้มให้ผมแบบนี้ ผมก็อยากจะปลอบโยนคุณไม่หยุดเลยน่ะสิ” ได้เวลาที่วัสสะจะได้ทำในสิ่งที่ต้องการเสียบ้าง เรียวปากดุดันกดจูบโลมเลียในทุกสัดส่วนที่เขาต้องการ จากริมฝีปาก สู่ปลายยอดอก สู่ผิวกายเนียนน่าจับต้อง เรื่อยมาจึงถึงช่วงโคนขาอันอ่อนไหว วัสสะใช้เรียวลิ้นและมือกำยำช่วยผ่อนคลายในส่วนที่ตึงเครียดของธารางกูร เขารู้ว่าเพียงเท่านี้มันยังไม่พอ เขารู้ว่าส่วนด้านหลังที่หลอกล่อสายตาอยู่ต้องการมากกว่านั้น แต่ทว่าสีหน้าที่เต็มไปด้วยความต้องการของธารางกูรนั้นน่าดูกว่าสิ่งใด ไฉนเลยเขาจะยอมให้เปลี่ยนไปเป็นสุขสมได้ง่าย ๆ

“อือ ค...คุณ”

“ชู่วววว ผมยังไม่อนุญาตให้ใช้เสียงนี่ครับ” วัสสะใช้ปลายนิ้วแตะเบา ๆ บนริมฝีปากที่เริ่มจะแสดงอาการฉุนเฉียวอยากได้ เขาจับขาของธารางกูรกอดรัดเอาไว้กับช่วงเอว บั้นท้ายที่มีรอยแดงจากมือเชิดขึ้นจากพื้นเล็กน้อย มือหนาประคองเอวเล็กเอาไว้ทั้งยังไล้นิ้วมือเพิ่มความรู้สึก ร่างสูงขยับกายเข้าใกล้ใช้ความเป็นชายของตนถูแรงไปมาที่บริเวณช่องทางหลัง ก่อนที่จะโถมแรงทั้งตัวทาบทับร่างบางเอาไว้และขยับสะโพกรุนแรงราวกับเกิดขึ้นจริง

“อ๊ะ…” เพราะถูกห้ามไม่ให้พูด ธารางกูรจึงกัดริมฝีปากตนนิ่วหน้าด้วยความกระหายสุข ยิ่งวัสสะกระทำการเช่นนี้โดยไม่มีส่วนใดลอดกายเข้ามายิ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยากจะให้อีกฝ่ายช่วยปลดเปลื้องความร้อนระอุในกายเสียที วัสสะส่งแรงขยับสะโพกต่อเนื่องไม่ได้หยุด เคล้าไปกับการลิ้มชิมรสหวานจากร่างกายผ่านริมฝีปากเป็นระยะ ยิ่งอยู่บนพื้นแข็งทุกอย่างยิ่งไร้ซึ่งแรงลดทอน ความรุนแรงสะท้อนกลับเกิดเป็นจังหวะเป็นเท่าตัว

“ทำไมถึงได้ยั่วเก่งขนาดนี้ครับคุณกูร หืม ใครทนคุณไหวก็คงตายด้านไปแล้ว”

“อื้อ...อ๊ะ” ธารางกูรอยากจะเถียงกลับแต่รู้ว่ายังไม่มีสิทธิพูดอะไรมากไปกว่าเสียงครางเล็ก ๆ ในลำคอ เขาดิ้นพล่านแอ่นอกสวนสัมผัสขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ยกเชิดใบหน้าขึ้นเพราะความกำหนัดที่ผลักให้ขนลุกไปทั้งตัว สองมือกอดรัดวัสสะไว้ก่อนจะกดเล็บลากขูดเป็นรอยยาว ทั้งปลายเท้ายังจิกลงกับพื้นบิดสะท้านจนแทบไม่เป็นทรง ถ้าวัสสะเรียกสิ่งนี้ว่าการปลอบอย่างอ่อนโยน สมองขาวโพลนของธารางกูรก็คงจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความกลัวอีกต่อไป

“แล้วอย่าเอาสายตาร้องขอแบบนี้ไปมองใครพร่ำเพรื่อเข้าใจมั้ยครับ”

“...”

“หึหึ ผมอนุญาตให้คุณพูดแล้วก็ได้ ตอบผมสิ ตอบด้วยน้ำเสียงสดใสไร้ความกลัวของคุณสักครั้ง เห็นมั้ยว่าผมอยู่ตรงนี้ เห็นตัวผมใช่มั้ยกูร ” วัสสะใช้ปลายมือเกลี่ยกรอบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อ ยิ่งมองทุกส่วนที่เป็นของธารางกูรยิ่งตอกย้ำว่าตัวเขาเองก็มีความต้องการสูงสุดไม่ต่างกัน

“ค...ครับ” ร่างบางตอบรับเมื่อวัสสะส่งสัญญาณให้เริ่มพูด ดวงตาของวัสสะช่างน่าหลงใหลจนเขาไม่อยากจะขาดไปแม้แต่วินาที คนด้านบนกำลังมองเขาด้วยความเอ็นดูแสนพิเศษที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าธารางกูรเองก็กำลังตกลงไปในหลุมลึกไร้ทางขึ้นอย่างเต็มใจ

“เห็นมั้ยครับว่าจะอยู่… ผมจะอยู่กับคุณ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น” สิ้นประโยควัสสะก็โถมการจูบรุนแรงลงไปอีกครั้ง ทางเข้าด้านหลังของธารางกูรถูกรบกวนจากสัดส่วนที่มีปลายมนในทันที ทั้งคู่ไม่ได้สนว่าควรจะมีเครื่องป้องกันหรือตัวช่วยให้ขยับเข้าออกง่ายขึ้น วัสสะพาสัญลักษณ์แห่งชายหนุ่มจ่อเข้าจ่อออกอยู่หลายครั้ง จนเสียงครางลึกในลำคอของธารางกูรเริ่มหงุดหงิดเพราะเขาดิ้นพล่านจนแทบจะทนไม่ได้อีกต่อไป

“คุณ อ๊ะ อย่าแกล้งผมสิ...”

“ผมต้องทำยังไงหรอ หืม” น้ำเสียงวัสสะฟังแค่ครั้งเดียวก็รู้ว่าเขาชอบใจกับอาการของธารางกูรตอนนี้มากแค่ไหน

“ให้คุณอยู่กับผม… ให้ตัวคุณอยู่กับผม”

“เรียกชื่อผมได้มั้ยครับ แล้วผมจะอยู่กับคุณ… กูร”

“คุณวัส อือ… วัสครับ ช่วยเข้ามาอยู่ในร่างกายผมได้มั้ย ผมต้องการคุณ”

“อะไรนะครับ”

“ก..กูรต้องการวัส” ความชัดเจนในน้ำเสียงและแววตาแห่งความต้องการทำให้ส่วนกลางของวัสสะแข็งแรงขึ้นอีกจนน่ากลัว เส้นเลือดตามอวัยวะไหลเร็วและแรงขึ้นเพราะความต้องการที่ทวีขึ้นจนไม่อาจหยุด แต่ทว่าวัสสะกลับถอยตัวออกมานั่งใช้แขนค้ำตัวเองไว้จากด้านหลัง ร่างบางเองก็ต้องยันตัวเองให้ลุกขึ้นในสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ

“ผมกลัวคุณเจ็บหลังน่ะ” วัสสะยกยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ฟังเพียงเท่านั้นธารางกูรก็เข้าใจทั้งหมดทั้งที ร่างบางขยับตัวเขามาก่อนจะเข้าหาวัสสะด้วยสายตาออดอ้อนอีกครั้ง สองขายกพาดผ่านเข้าไปที่ข้างเอวหนา สองแขนยกคล้องคอผู้กำชะตาชีวิตของเขาเอาไว้จนมั่น วัสสะลูบไล้ผิวกายของธารางกูรตั้งแต่ต้นคอยาวลงไปจนทั้งบั้นท้ายที่เขาจัดการจนเป็นสีชมพูระเรื่อ ก่อนจะมือทั้งสองข้างจะยกสะโพกของธารางกูรขึ้นมาในระดับที่มากพอจะกระทำการต่อไป

“คุณวัส อือ คุณวัส… อ๊ะ” สองร่างถูกรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในเสี้ยววินาทีเท่านั้น จุดใจกลางของวัสสะผ่านช่องทางคับแคบเบียดเสียดเข้าไปถึงจุดยุทธศาสตร์ แม้จะสะดุ้งโหยงในวินาทีสำคัญ แต่ธารางกูรก็กัดฟันสู้อารมณ์ด้วยการกดสะโพกขึ้นลงด้วยตัวเอง พร้อมกับส่งเสียงครางกระเส่าลั่นหูสลับกับชื่อของวัสสะ จังหวะที่ไม่ได้เร็วถูกใจมากมายทำให้วัสสะต้องช่วยเหลือด้วยการเอนหลังตัวสวนแรงกลับไปอย่างต่อเนื่อง ร่างสูงนิ่วหน้าพอใจเมื่อส่วนนั้นถูกบดเบียดลงมาซ้ำ ๆ ไม่มีหยุด

เสียงร่างกายกระทบร่างกายดังก้องไม่แพ้เสียงการเต้นของหัวใจ อารมณ์ร้อนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยที่อากาศด้านนอกกำลังเย็นยะเยือก ค่ำคืนนี้สายลมไม่อาจพัดผ่านม่านเข้ามาได้ คนในห้องจึงไม่ได้มีโอกาสรับรู้ว่าสายฝนที่เขาชอบกำลังหยดเม็ดบางเบาลงมาผสมโรงกับความหนาวเย็น ในความคิด ในสายตา ในความรู้สึก มีเพียงคนที่กำลังปรนเปรอความสุขจนแทบจะขาดใจตายจากความปรารถนาในกามคุณ จากพื้นห้องต่อเนื่องหลายคราจนสิ้นสุดเสียงครางหวานเริงร่าบนเตียงนุ่ม

“ผมอยู่กับคุณแล้ว ไม่ว่าในหัวคุณจะมีเรื่องอะไรอยู่ อย่าทำให้ผมผิดหวังนะธารางกูร” วัสสะกดริมฝีปากซับความรู้สึกลงไปที่ข้างใบหูของคนที่หมดแรงจนหลับสนิท เขาโอบกอดคนที่นอนหายใจสม่ำเสมอเอาไว้จากด้านหลัง กลิ่นกายที่ตักตวงอยู่ช่วยบรรเบาสมองที่เคยคิดหนักให้ค่อย ๆ พักลงชั่วคราว ความอบอุ่นจากผิวกายสู่ผิวกายทำให้หลงลืมความหนาวเย็นที่เคยรู้จักไปเสียได้ แต่ทว่าไม่ว่าอย่างไรความหนาวทรมานก็ยังมีตัวตนชัดเจนอยู่ดี





‘ได้เรื่องแล้วล่ะวัส’

‘ระวังกูรไว้ให้ดีวัส ถ้าห่างได้ให้ห่าง ใครที่อยู่ใกล้หมอนี่ไม่ได้ตายดีสักคน’





หน้าจอโทรศัพท์ภายในกระเป๋ากางเกงที่ถูกถอดทิ้งของวัสสะสว่างวาบขึ้น หลังจากมีสายเรียกเข้าพยายามถามหาคนรับสายอยู่นาน ข้อความแชทเด่นหราที่หน้าจอปลดล็อคก่อนที่มันจะค่อย ๆ ดับมืดไปเช่นเดิม หากค่ำคืนนี้จะมีใครสักคนกระวนกระวายใจ คนคนนั้นคงจะเป็นปองภพที่ได้รู้เรื่องบางอย่างที่น่าตกใจ





ระวังตัวไว้ให้ดี



Talk 

เจอกันอีกครั้งวันศุกร์นะคะ ตอนนี้มาแบบเบา ๆ ก่อน -.,-

ปกติจะเป็นคนที่ไม่เขียน NC ถ้าไม่จำเป็นกับการเดินเรื่องจริง ๆ เขียนมา 6 เรื่องนี่เป็น NC แบบจริงจังตอนที่ 2 เอง (โธ่ชีวิต) และสำหรับเรื่องนี้ความจำเป็นบังคับให้งมอยู่นาน หากออกมาไม่ดีต้องขออภัยเอาไว้ล่วงหน้าค่ะ เป็นอะไรที่ไม่ถนัดแต่อยากจะพยายาม

ขอบคุณทุกคอมเมนต์จากทุกคนค่า อ่านทุกคอมเมนต์เลย ยิ่งอ่านยิ่งอยากลงรัว ๆ โดยเฉพาะคอมเมนต์คาดเดาปริศนาธรรมในเรื่อง 5555 สัญญาว่าจะลงต่อเนื่องเว้นบ้าง 1-2 วันแล้วแต่ช่วงค่ะ ขอบคุณทุกวิวเช่นกันค่ะ ขอบคุณค่าาาาาา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
 :pighaun: :pighaun: :pighaun:
ตายแหล่ว ตายแหล่ว น้องกูรของแม่ ทำไมร้อนแรงอย่างนี้  55555555

วัสสะเอ้ย แกตกหลุมพรางที่กูรขุดไว้เสียแล้ว(ทำไมไม่รู้จักพกถุง) นี่ปองภพก็แชทมาบอกให้ระวังตัวให้อยู่ห่างกับกูรอีก เสียวกูรตื่นมาเจอข้อความก่อนละลบทิ้ง..แต่จะปลดล็อคหน้าจอได้รึเปล่าละ..หวังว่ากูรคงไม่ทำร้ายวัสหรอก
ใช่มั้ย ??

สงสัยอีกอย่าง กูรเอาเบอร์วัสสะมาได้ยังไงถึงโทรไปหาวัสสะได้ว่าตัวเองตกอยู่ในอันตราย..
หรือมีการแลกเบอร์กันแต่เราจำไม่ได้

 :heaven


ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ยังไงล่ะทีนี้ ถอยหลังไม่ได้แล้วนะทั้งคู่เลย กูรร้องขอการปลอบโยนเพราะกลัวจริงๆหรือแค่ลวงให้วัสไขว้เขว จะยังไงก็ตาม คนได้ประโยชน์คือวัส ตำรวจนายนี้ไม่ธรรมดา จากสำนวนที่ได้อ่าน จากการสังเกตพฤติกรรมกูร จากหลักฐานที่รับมา กูรไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์100%ในความคิดวัสหรอก ไม่แน่กูรอาจกำลังโดนสารวัตรหลอกอยู่ก็ได้นะ โดนหลอกดูพฤติกรรมแถมโดนกินฟรีอีก ท้ายที่สุดเมื่อทุกอย่างเฉลยออกมา ใครจะเสียใจมากสุดก็มารอดูกัน

นี่ขนาดยังไม่รู้เรื่องราวส่วนตัวของใครสักคนนะปมยังเยอะขนาดนี้ ตัวสารวัตรวัสเองก็น่าจะมีปมมีปัญหาเรื่องครอบครัวอยู่พอสมควร ที่นิ่งๆดูสุขุมนี่อาจซ่อนอะไรไว้มากมาย นี่ว่าคนแบบนี้น่ากลัว กูรเองก็ยังไม่เปิดเผยว่าสภาพครอบครัวเป็นแบบไหน คนรอบตัว เพื่อน หรือนิสัยใจคอเจ้าตัวเป็นคนยังไง ต้องดูไปอีกสักพัก

แต่เราก็ยังไม่ตัด พอล ออกจากลิสผู้ต้องสงสัยนะ แค่เลื่อนลงมาอยู่ลำดับที่2 รองจากกูรในตอนนี้ และรอดูว่า หมายเลข3,4 จะเปิดตัวตอนไหน

สุดท้ายนี้...ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้ เพราะคนเขียนดูเป็นกังวลกับ 18+  เอะอะตัดเข้าโคมไฟ ตัดเข้าป่าเข้าพงหญ้า ฮ่าๆๆๆ คือดีนะ อ่านไม่สะดุด ไม่ขัดกับเนื้อเรื่องหรอกค่ะ ก็ถ้าคนเขียนบอกว่าเพื่อให้เรื่องราวเดินต่อ ก็อยากขอให้เดินอีกสัก3-4-5 ตอนก่อนจะจบมั้งเด้ออออ ติดตามสำนวนคดีมันเครียด ก็พาสารวัตรท่านมาผ่อนคลายบ้าง

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 10 ฤดูวิปลาส

วัสสะขยับตัวลุกขึ้นออกจากเตียงเมื่อยามรุ่งสาง แม้เมื่อคืนจะใช้พลังจนได้นอนเพียงน้อยนิด แต่เขาก็ยังต้องรับผิดชอบงานการของตัวเองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โชคดีที่ลืมตาขึ้นมาในเวลาที่ตื่นอยู่เป็นประจำจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรมากมาย ร่างกายเปลือยเปล่าเดินเข้าห้องน้ำเป็นอย่างแรก วัสสะจัดการธุระส่วนตัวด้วยเวลาเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเดินเปียกออกมาจนหยดน้ำล่วงพราว ผ้าขนหนูที่หยิบมาจากในห้องน้ำถูกใช้ซับร่างกายอย่างลวก ๆ ระหว่างที่เจ้าของร่างกำลังตั้งใจมองคนที่หลับสนิทจากปลายเตียง

ร่างบางซุกตัวอยู่กับหมอนและผ้าห่มด้วยสีหน้าเป็นสุข ร่องรอยพฤติการณ์ยามค่ำเด่นชัดเป็นรอยช้ำเล็ก ๆ ที่มุมริมฝีปาก นี่ยังไม่นับรวมอีกหลายจุดเกิดเหตุที่อยู่ภายใต้ผืนผ้าใหญ่ วัสสะคลี่ยิ้มออกมาเรื่อย ๆ ราวกับคนบ้า เขาคว้าชั้นในตนเองที่กองอยู่กับพื้นขึ้นมาสวม ก่อนจะหยิบกางเกงสีดำขึ้นมากลับด้านพร้อมใส่ ทว่าข้างหนึ่งของกระเป๋ากางเกงถูกถ่วงเอาไว้ด้วยเครื่องโทรศัพท์มือถือ พอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงโทรศัพท์อยู่หลายครั้งแต่ไม่สนใจวัสสะจึงคว้ามันขึ้นมาตรวจเช็กทันที

“ภพ” เมื่อเห็นว่าเป็นรายชื่อปองภพโทรเข้ามาในเวลาหลังเที่ยงคืน วัสสะก็สงสัยทันทีว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขารีบเปิดแชทที่ส่งเข้ามาอ่านก่อนเป็นอันดับแรก และข้อความที่เห็นก็ทำให้สมองชาวาบขึ้นมาอย่างคนไม่อยากใช้ความคิด แล้วไหนเลยจะแผ่นกระดาษโพสอิทที่หล่นออกมาจากกระเป๋าข้างเดียวกัน แค่มองความยับยู่ยี่ ข้อความที่เห็นก็ผ่านเข้ามาทันที





‘ได้เรื่องแล้วล่ะวัส’

‘ระวังกูรไว้ให้ดีวัส ถ้าห่างได้ให้ห่าง ใครที่อยู่ใกล้หมอนี่ไม่ได้ตายดีสักคน’





‘ถอยกลับหรือเดินหน้าแล้วตายจาก ทางไหนน่าสนุกกว่ากัน’





ดวงตาคมกระตุกวูบไหวเมื่อละสายตาจากจอโทรศัพท์และมองไปยังร่างกายที่เขากอดกกเอาไว้ทั้งคืน แม้จะพยายามสลัดความคิดเลวร้ายทุกสิ่งออกไป แต่ใจเขามันก็ยังปวดหนึบขึ้นมาไม่เลิก วัสสะไม่อยากเป็นคนที่จัดการตัวเองไม่ได้ แต่คงต้องยอมรับแต่โดยดีว่าสารวัตรหนุ่มอนาคตไกลกำลังเจอกับปัญหาที่เป็นจุดอ่อนของตนเอง

“ผมชักอยากให้ฝนตกฤดูหนาวแบบที่คุณคิดแล้วสิกูร… ไหน ๆ จะหนาวแล้ว ก็หนาวฝนให้ทรมานสุด ๆ ไปเลย” วัสสะที่สวมกางเกงเรียบร้อยเดินมาทรุดตัวนั่งข้างร่างของธารางกูร เขาเกลี่ยเส้นผมไม่เป็นทรงให้ไปในทิศทางเดียวกัน เอาแต่นึกถึงเรื่องกลิ่นฝนพิลึกพิลั่นที่ธารางกูรเคยพูด อย่างน้อยต่อให้ทรมานแต่มันก็คงจะทำให้เรารู้สึกสดชื่นจนอยากมีชีวิตต่อไป

วัสสะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตระเตรียมตัวเองให้อยู่ในสภาวการณ์ปกติ เขาคว้าเสื้อยืดยับย่นของตนไว้ในมือและคิดได้ว่าคงไม่เหมาะ ร่างสูงเดินไปยังตู้เสื้อผ้าในห้องและพยายามหาสิ่งที่พอจะใส่ได้ในวันนี้ จึงกระทั่งคว้าเสื้อยืดคอวีแขนสามส่วนสีเทามาได้หนึ่งตัว เพราะเวลากระชั้นเข้ามาเขาจึงสวมเข้าไปอย่างไม่รอช้า ทว่าของที่อยู่ในตู้เสื้อผ้ากลับเตะตาเขาจนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมเคยพูดแล้ว ว่ามันไม่เหมาะกับคุณ” มือหนาคว้ากล่องปืนสีดำขึ้นมาเปิดอย่างไม่พอใจ การที่ตัวกล่องปิดแน่นสนิทหมายความว่าเจ้าของห้องคงจะมาหยิบจับเป็นแน่ วัสสะดึงด้ามปืนกล็อคกระบอกถนัดมือออกจากฐานรอง เข้ามองมันอย่างสองจิตสองใจ ปืนนี่อาจจะทำให้ธารางกูรสบายใจขึ้นในแง่ป้องกันตนเอง หรือไม่ ธารางกูรก็อาจจะใช้มันทำในเรื่องที่ไม่ควรแม้แต่จะคิด

แกร๊ก! วัสสะเลื่อนสไลด์ลำกล้องไปด้านหลังอย่างชำนาญมือ เขากดสลักล็อกตัวปืนออกมาจนชิ้นส่วนแยกออกจากกัน คอยล์สปริงหลักถูกดึงออกด้วยจังหวะจัดเจน ก่อนที่เขาจะประกอบเฟรมปืนกลับเข้าไปเช่นเดิมอย่างง่ายดาย ปืนที่มีกระสุนแต่ลำกล้องใช้งานไม่ได้ก็คงจะมีค่าเพียงพอให้อีกฝ่ายหมดกังวลว่ายังมีอาวุธอยู่ในห้อง

“อือ… คุณ” เสียงอู้อี้จากบนเตียงทำให้วัสสะต้องรีบเก็บทุกอย่างตรงหน้าและปิดประตูตู้ลง คนบนเตียงกำลังบิดตัวไปมาเพราะร่างกายยังต้องการการพักผ่อนอยู่มาก วัสสะเดินเข้าไปใกล้ ๆ มองสีหน้าสะลึมสะลือด้วยความเอ็นดู ธารางกูรไม่ใช่ผู้ชายที่เอวบางร่างน้อยจนอ้อนแอ้น แต่ร่างกายที่บางมากกว่าเขากลับน่าทะนุถนอมและเพรียวเล็กลงเมื่ออยู่ภายใต้กามอารมณ์ หึ แค่นึกถึงเรียวปากยกเชิดของวัสสะก็ตั้งมุมสูงเพราะลืมความน่ารักเหล่านั้นไปไม่ได้

“ผมจะไปทำงานแล้ว คุณนอนไปเถอะ”

“ครับ แล้ว...”

“ผมจะส่งทีมมาเฝ้าที่นี่จากทางเข้าออกตัวตึกทั้งหมด ไม่ต้องเป็นห่วง ว่าแต่ในห้องนี้มีของกินอยู่มากพอใช่มั้ย”

“...” ธารางกูรพยักหน้าขึ้นลงระหว่างที่ดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดช่วงไหล่ของร่างเพื่อหาความอบอุ่นมากกว่าเดิม แปลกดีที่คนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันไม่คิดแม้แต่จะพูดถึงเรื่องเมื่อคืน ไม่มีใครรู้ว่าสายตาว่างเปล่าสองคู่มีความรู้สึกนึกคิดใดซ่อนอยู่ในนั้น

“วันนี้ผมอาจจะได้ข้อสรุปว่าควรจะเอายังไง ไปต่อหรือถอยกลับ...”

“คุณวัสหมายถึง...”

“ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยว่ากัน” วัสสะยิ้มอย่างไม่เต็มใจนัก เขาเดินไปเก็บสายคาดปืนของตนที่วางอยู่หน้าประตูระเบียง ก่อนจะคาดกลับเข้าไปในสภาพพร้อมใช้เช่นเดิม คงจะแปลกดีพิลึกถ้าเขาดึงกลไกปืนของธารางกูรออกมาแต่กลับทิ้งปืนของตนไว้ที่นี่

“คุณวัสครับ”

“ครับ”

“ผมรบกวนเปิดประตูระเบียง...”

“อากาศหนาวทะลุห้องเข้ามาขนาดนี้ยังไม่พออีกรึไง หืม ผมถามได้มั้ยว่าทำไมถึงชอบอากาศหนาวนัก” วัสสะขัดขึ้นมาทันทีเมื่อพอจะรู้ว่าธารางกูรร้องขออะไร แต่ถึงปากจะพูดแบบนั้น เขาก็ยังเดินไปแง้มบานประตูให้ลมหนาวพอจะพัดเข้ามาได้ ช่วงเช้าวันนี้นี้ลมแรงและอุณหภูมิต่ำจนวัสสะรู้สึกยะเยือกที่ปลายเท้าเมื่อสายลมพัดเข้ามา

“ก็ผมชอบนี่ครับ แต่มันจะดีกว่านี้ถ้า...”

“จะดีกว่านี้ถ้าฝนตก ทรมานกว่าแต่อย่างน้อยก็มีชีวิตชีวา ผมเปิดให้เท่านี้นะเดี๋ยวจะหนาวเกินไป” วัสสะตอบประเด็นนี้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะว่าเขาจำคำของธารางกูรจนขึ้นใจ แต่เป็นเพราะเขาเริ่มรู้สึกในแบบที่คล้ายกันต่างหาก

“ขอบคุณมากครับคุณวัส”

“แล้วเจอกัน ผมจะล็อกห้องให้ นอนต่อเถอะ” เสียงบอกลาดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะเดินออกจากห้องไปพร้อมบานประตูที่ปิดลง วัสสะมองคอยล์สปริงปืนในมือราวกับมันเป็นคู่แค้นมาตั้งแต่ชาติปางไหน ทำไมแค่ของอย่างปืนธรรมดาชิ้นเดียวถึงทำให้รู้สึกกระวนกระวายได้มากขนาดนี้ แล้วไหนจะเรื่องข้อความจากปองภพ เรื่องกระดาษคำขู่ที่สามารถนำมาผูกกับเรื่องราว ในสมองของเขามันมีแต่ความตึงเครียดจนเริ่มจะปวดหนึบ





หรือบางทีมันจะเป็นกรรมเก่าที่เริ่มหาหนทางกลับมาเอาคืน





แบบรายงานสถานที่เกิดเหตุ

วันเวลาตรวจ 10 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 8.30 น.

ลักษณะของสถานที่เกิดเหตุ

บ้านเดี่ยวสองชั้นขนาดใหญ่ ปลูกอยู่ภายในบริเวณมีรั้วล้อมรอบ เมื่อหันหน้าเข้า

ด้านหน้าติดซอยที่ 31 ของโครงการจัดสรรที่ติด

ด้านซ้ายติดบ้านเดี่ยวสองชั้นไม่ทราบเจ้าของ ปัจจุบันไม่มีผู้พักอาศัย

ด้านขวาติดบ้านเดี่ยวสองชั้นของนายสยมพร การเรียง และครอบครัว

ด้านหลังติดพื้นที่ว่างและซอยส่วนบุคคลไม่มีชื่อเรียก

บริเวณที่เกิดเหตุ ห้องน้ำภายในห้องนอนใหญ่ชั้นสอง มีลักษณะเชื่อมต่อกับห้องแต่งตัวโดยไม่มีบานประตู ซึ่งมีขนาดรวมบริเวณทั้งหมดประมาณ 10 x 5 เมตร

ลักษณะโครงสร้าง ประตูบานเลื่อนเชื่อมต่อกับห้องนอน 1 บาน ไม่มีหน้าต่าง พื้นห้องปูด้วยหินอ่อน ผนังฝั่งห้องน้ำปูหินอ่อน ผนังฝั่งห้องแต่งตัวฝังตู้เสื้อผ้าเป็นกรอบเต็มพื้นที่ เพดานสีขาวติดโคมไฟแบบฝังจะนวน 6 จุด

ลักษณะการจัดวางสิ่งของ

เมื่อหันหน้าเข้าจากทางประตูจะพบห้องแต่งตัว มีตู้ทั้งหมด 7 ตู้ตั้งเรียงกัน เข้ามาภายในหันไปทางขวาพบเก้าอี้นวมตัวยาวขนาดสองที่นั่ง ถัดไปเป็นห้องน้ำโดยมีอ่างอาบน้ำเซรามิกตั้งพื้นซึ่งพบศพอยู่กลางพื้นที่

พฤติการณ์ของคดี เจ้าพนักงานได้รับแจ้งว่าพบศพชายนอนเปลือยกายในอ่างอาบน้ำ คาดว่าเป็นนายดารัณ จิตดารุณ

สภาพของสถานที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ งัดแงะ หรือค้นหาทรัพย์สิน

ลักษณะสภาพศพ นอนหงายไม่สวมเสื้อผ้า มีรอยบาดแผลที่ข้อมือขวา

วัตถุพยานอื่น ๆ

คัตเตอร์เปรอะคราบเลือดตกอยู่เบื้องซ้ายของผู้ตาย

ขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมแก้วที่ถูกใช้งานที่เคาน์เตอร์ภายในห้องน้ำ

โทรศัพท์มือถือของผู้ตายซึ่งถูกปิดเครื่อง

ข้อสังเกตอื่น ๆ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไม่พบจดหมายหรือถ้อยคำใดที่ผู้ตายทิ้งไว้หากคาดว่าเป็นเหตุฆ่าตัวตาย





“ได้ยินว่านายสั่งทีมให้ไปเฝ้ากูรที่คอนโด” คำทักทายแรกเมื่อสองนายตำรวจเจอกันอาจจะไปแปลกไปกว่าทุกที ปองภพเดินเข้ามาในสำนักงานสวนกับนายตำรวจชั้นผู้น้อยคนอื่นที่กำลังพากันออกไป เมื่อสอบถามจนได้ใจความ การพูดคุยกับวัสสะที่อยากคุยมาทั้งคืนจึงต้องเริ่มต้นเช่นนี้

“ใช่”

“ทำไม” วัสสะไม่ได้ตอบอย่างรวดเร็ว เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะรอปองภพทรุดตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้าม พวกเขานัดคุยกันในห้องประชุมเล็กเช่นเดิม อาจจะต่างไปก็ตรงที่ตอนนี้วัสสะนำพยานหลักฐานทั้งหมดในมือตำรวจมากางเป็นฉาก ๆ บนโต๊ะ

“เพราะข้อความของนายล่ะมั้ง”

“เจ๋ง!! นายนี่มันรู้ใจฉันที่สุด” ปองภพเอื้อมมือตบไหล่อย่างพอใจ อดที่จะชื่นชมเพื่อนสนิทคนนี้ไม่ได้เลยจริง ๆ วัสสะเป็นคนฉลาดรอบคอบ คิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องมีเซ้นต์ที่แรงกว่าและจัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีแยบยล ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้เล่าเรื่องสำคัญให้ฟังเพราะเจ้าตัวไม่ยอมรับสายก็เถอะ

“ขอโทษด้วยแล้วกัน เมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย” วัสสะไม่ได้โกหก เขาพูดไปตามความเป็นจริง เพียงแต่ไม่ได้พูดออกไปจนหมดเท่านั้น เขาอยากจะฟังเรื่องที่ปองภพร้อนใจเสียก่อนที่จะเผยประเด็นกระวนกระวายใจของตนเอง ออ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นบนห้องธารางกูรคงจะต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจ

“ช่างเถอะ แต่นายคงจะเห็นข้อความฉันแล้วใช่มั้ย”

“เห็น แต่ไม่เข้าใจ เพราะว่ามันกำกวม”





‘ระวังกูรไว้ให้ดีวัส ถ้าห่างได้ให้ห่าง ใครที่อยู่ใกล้หมอนี่ไม่ได้ตายดีสักคน’





วัสสะนึกถึงข้อความที่ทำให้เขาคิดไม่ตกตั้งแต่ก้าวขาออกจากคอนโดของธารางกูร อันที่จริงมันไม่ได้ครุมเครือจนเขาตีความอะไรไม่ได้ เพียงแต่ต้องการข้อเท็จจริงเพิ่มเติมซึ่งเป็นที่มาของรูปประโยคดังกล่าว เรื่องมันต้องร้ายแรงแค่ไหน ปองภพถึงได้สื่อความหมายของคำว่าระวังและห่างออกมา

“ขนาดกำกวม นายยังส่งคนไปเฝ้าที่นั่น”

“ฉันก็แค่กันเอาไว้ก่อน เผื่อว่าจะเกิดปัญหา” วัสสะหลุบตาลงต่ำไปมองกองเอกสารตรงหน้า เขาคงไม่อาจบอกปองภพได้ว่าข้อความนั่นไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจส่งคนไปที่นั่นเลยแม้แต่นิด

“ดีแล้วล่ะ เพราะว่ามันมีปัญหาแน่ ๆ ”

“นายหมายความว่ายังไง”

“หยุดขมวดคิ้ว เก็บหลักฐานพวกนี้ไปก่อน แล้วมาใช้ความคิดกับสิ่งที่ฉันได้มาดีกว่า” วัสสะฟังคำปองภพอย่างว่าง่ายเพราะมีความร้อนใจอยากฟังอยู่เต็มอก เขาเก็บสิ่งที่กำลังดูฆ่าเวลาไปวางกองกันไว้ที่มุมโต๊ะฝั่งหนึ่ง คิ้วเข้มขมวดรวมกันจนใบหน้าของร่างสูงดูน่ากลัวเกรง เขามองสิ่งที่ปองภพหยิบติดมือมาด้วยหัวใจที่แทบจะหยุดนิ่ง วัสสะไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าคดีไหน ยากเย็นแค่ไหนเขาก็ไม่เคยเป็นกังวลใจที่จะฟังความคืบหน้าของมัน ยกเว้นคดีฆ่าตัวตายของดารัณที่มีชื่อของธารางกูรเป็นเดิมพัน





ธารางกูรที่เขากอดเอาไว้อย่างสุขใจทั้งคืน





“นายได้อะไรมา”

“รายชื่อทั้งหมดยี่สิบเอ็ดชื่อ ในระบบแจ้งว่าเสียชีวิตแล้วทั้งหมด และที่สำคัญตัวเลขด้านหลังที่เราเห็นตรงกันกับปีพ.ศ.ที่ตาย”

“นายไปได้ข้อมูลเร็วแบบนี้ได้ยังไง” วัสสะดึงปึกกระดาษมาจากมือของปองภพ กระดาษแต่ละแผ่นประกอบไปด้วยข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของรายชื่อเหล่านั้นอย่างครบถ้วน รวมไปถึงช่วงเวลา และเหตุที่ทำให้เจ้าของรายชื่อสิ้นสุดชีวิตลง

“ฉันร้อนใจก็เลยข้ามขั้นตอนไปหมด โชคดีที่พอมีคอนเนคชั่น เลยขอให้คนที่กระทรวงช่วยเช็กในระบบให้เลยตั้งแต่เมื่อวานเย็น”

“รายชื่อ ปีที่ตาย… แล้วยังไง ฉันยังไม่เห็นว่ามันจะโยงเข้าไปหากูรได้ยังไง”

“ใช่มั้ยล่ะ ทีแรกฉันก็คิดแบบนั้น จนกระทั่งกลับไปที่บ้านแล้วพบว่ามีพัสดุอีกซองส่งไปที่นั่น”

“อีกแล้วเหรอ” น้ำเสียงของวัสสะไม่ได้มีความแปลกใจ มันมีแต่ความเคร่งเครียดเจือปนออกมากับความสงสัย ซองพัสดุปริศนาส่งหาปองภพถึงสองครั้งสองครา เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลย

“อยู่ท้าย ๆ ปึกกระดาษ นายลองเปิดไปดู”

“ประวัติกูร? ”

“ใช่ แถมละเอียดกว่าที่เรามีด้วยนะ มีแม้กระทั่งว่าช่วงอายุเท่าไหร่อยู่ที่ไหนทำอะไร”

“เด็กชายชยางกูร ทวิภาค” วัสสะเริ่มนิ่งเงียบตั้งใจอ่านทุกอย่างทีละตัวอักษร เสียงของปองภพแว่วเข้าหูเป็นระยะ ข้อความที่ไล่เรียงให้อ่านราวสองหน้ากระดาษเอสี่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเย็นเฉียบ เย็นยิ่งกว่าอากาศหนาวทรมานจากธรรมชาติ เรียวมือหนาจับแผ่นกระดาษเอาไว้ทั้งสองข้าง วัสสะจึงจำต้องใช้ความคิดด้วยการกัดฟันจนดังกรอดแทนวิธีเคาะนิ้วเหมาะอย่างเคย

“ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นธารางกูร ประสิทธิจามร ตอนอายุสิบสามปี แน่นอนว่ากูรไม่เคยบอกเราเรื่องเปลี่ยนชื่อ แม้แต่ในระบบทะเบียนก็ไม่พบเรื่องนี้ แต่ที่น่าสนใจกว่าคือนายถาวรกับนางจิตติพร จดทะเบียนรับเด็กชายชยางกูร ทวิภาคเป็นบุตรบุญธรรมก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตทั้งคู่ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เพียงสามวัน”

“ในข้อมูลของทางราชการไม่มีด้วยซ้ำว่ากูรเคยเปลี่ยนชื่อ ทุกอย่างระบุว่ากูรคือธารางกูรแต่กำเนิด แค่บรรทัดแรกเราก็เชื่ออะไรไม่ได้แล้ว”

“แต่ฉันเช็กหาคนที่ชื่อชยางกูรแล้วนะ แม้ว่าชื่อตัว ชื่อบิดามารดาจะต่างกันและตอบง่าย ๆ ได้ว่าเป็นคนละคน แต่สองรายชื่อเกิดวันเดียวกัน และชยางกูรก็ไม่เคยมาทำบัตรประชาชน หรือไม่มีแม้แต่ติดต่อกับหน่วยงานราชการไหน อย่างกับคนหายสาบสูญไปเป็บสิบปี ...เป็นไปได้มั้ยว่าเป็นฝีมือของผู้มีอิทธิพลสักคน”

“ไม่ ฉันไม่คิดแบบนั้น เขียนยืดยาวบรรยายอย่างกับเรียงความแบบนี้ใครก็ทำได้ อีกอย่างกระดาษสองแผ่นนี่ไม่มีผลตามกฎหมายนายก็รู้นี่ภพ จะเสียเวลากับมันทำไม”

“เพราะว่าในเรียงความที่นายว่ามันมีไทม์ไลน์ส่วนใหญ่สอดคล้องกับประวัติและคำให้การของกูรได้พอดิบพอดีไงล่ะ เพียงแต่มันยังไม่ได้บอกการเชื่อมโยงถึงรายชื่อที่เหลือเท่านั้น ฉันอดที่จะหาความจริงไม่ได้หรอกวัส แล้วไหนจะรูปกับชื่อพวกนั้นที่ส่งมาก่อนหน้าอีก ถ้ากูรไม่ได้ส่งมาเอง เรื่องมันก็ต้องมีมูลมากพอที่ใครบางคนจะรู้ ถึงตอนนี้ข้อมูลในมือจะทำให้ฉันโยงได้ไม่มาก แต่ขอเวลาสักสองสามวันเถอะ ฉันจะพิสูจน์เองว่าไอ้หลักฐานปริศนาพวกนี้มันจริงเท็จยังไง”

“เราอาจจะถูกปั่นหัวอยู่ก็ได้นะภพ ฉันว่าเรื่องนี้เริ่มไม่ชอบมาพากล”

“ปั่นด้วยการบอกว่าอ้อม ๆ กูรเกี่ยวข้องกับการตายของดารัณน่ะเหรอ ไม่สิการตายของคนยี่สิบเอ็ดคน”

“เรื่องนี้อีกอย่าง ไม่เห็นว่าจะมีบรรทัดไหนจะโยงไปหาข้อความที่นายส่งมาหาฉันได้เลย”

“ข้อความนั่นน่ะเหรอ… เพราะด้านหลังนี่ต่างหา” ปองภพจับกระดาษแผ่นที่สองพลิกไปที่ด้านหลัง ประโยคสองใจความถูกเขียนเอาไว้ด้วยดินสอสีอ่อน

“ถอยกลับหรือเดินหน้าแล้วตายจาก ทางไหนน่าสนุกกว่ากัน… ยี่สิบสอง พันตำรวจตรีวัสสะ อิสระบริรักษ์” วัสสะอ่านออกเสียงประโยคที่เห็น เขาวางมือซ้ายลงกับโต๊ะและหวังจะเคาะเบา ๆ ระบายความอัดอั้นในสมองอย่างทุกที แต่ทว่านิ้วยาวของเขากลับนิ่งสนิทราวกับคนไม่มีแรง ดวงตาคมสลดลงเพราะรู้สึกได้ถึงเค้าลางที่ไม่ดีในหัวใจตัวเอง นี่มันรุนแรงกับเขามากกว่าข้อความของปองภพเสียอีก

“ที่ฉันพิมพ์ไปฉันหมายความตามนั้นนะวัส พวกเราต้องระวังบ้างแล้ว คนคนนี้ไม่ใช่แค่คนธรรมดาแน่ ๆ และไอ้การที่มีชื่อนายถูกระบุเป็นลำดับที่ยี่สิบสองมันคงไม่ใช่เรื่องดีเหมือนกัน”

“กลัวฉันโดนฆ่าตายรึไง”

“ไม่รู้สิ กูรอาจจะเป็นพวกตัวซวยอะไรแบบนั้นก็ได้”

“หึ เพ้อเจ้อน่าภพ”

“เอาจริง นี่ฉันจริงจังอยู่นะ ฉันว่านายต้องระวังตัว”

“ฉันว่าเรื่องนี้มันแปลก จากการตายของดารัณมันไม่จะน่าโยงไปไกลได้ถึงขนาดนั้น ถ้าคนส่งบอกเล่าเรื่องธารางกูรมีเหตุจูงฆ่าดารัณยังจะน่าเชื่อซะกว่า นี่เล่ามาแล้วปิดท้ายด้วยคำขู่อย่างกับนิยายฆาตกรต่อเนื่อง สองคนแรกปีสี่เจ็ด กูรคงอายุสิบสามสองสิบสามเองมั้ง เด็กตัวเท่านั้นวางแผนฆ่าคนแบบไม่เหลือหลักฐานให้สาวถึงได้ยังไง แล้วคนที่เหลือตายแบบไหน เกี่ยวกับกูรยังไงนายยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป”

“ฉันถึงยิ่งต้องสืบก่อนที่คดีดารัณจะปิดไง เพราะถ้าสิ่งที่ฉันคิดเป็นจริง ข้อความที่มีชื่อนายอยู่มันไม่ใช่เรื่องดีแน่ ฉันไม่ยอมให้เพื่อนฉันตายหรอก หึหึ” ปองภพยิ้มขำเพราะเขากำลังสนุกกับงานสืบสวนที่แทบจะเป็นเรื่องนอกคดีเรื่องนี้ ถ้าปองภพสืบได้ว่ากูรเกี่ยวข้องจริง นี่คงจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่จะสร้างชื่อให้เขาและวัสสะ แต่ถ้าไม่ อย่างน้อยเขาก็ได้เคลียร์ความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของธารางกูร

“ถ้างั้นนายเอาไงฉันเอาด้วย เปิดเป็นคดีใหม่เลยก็ดีจะได้จัดทีมทำงานหาข้อมูลให้รัดกุมมากกว่านี้ เพราะถึงยังไงเราก็ต้องจับคนส่งมาดำเนินคดีในกรณีที่เรื่องมันหักมุมว่ากูรถูกใส่ร้ายอยู่ดี แต่คงต้องฝากนายก่อนนะ เพราะฉันกำลังยุ่งกับเรื่องผลชันสูตรดารัณ” วัสสะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายคนเหนื่อยล้า ร่างสูงพิงหลังไปกับพนักเก้าอี้ เงยหน้ามองเพดานสีขาวว่างเปล่าไร้ความคิด เขาแทบไม่ได้คิดทบทวนกับสิ่งที่พูดออกไปตามหน้าที่ หัวใจดวงเดิมในอกเริ่มเต้นช้าลงและปวดหนึบราวกับถูกกำปั้นใครสักคนทุบลงมาที่กลางอก

“ฉันไม่อยากพลาด ขอหลักฐานเพิ่มเติมให้มันชัดเจนมากกว่าเดิมก่อนแล้วกัน ยิ่งถ้านำเข้าเป็นคดีผู้หลักผู้ใหญ่ลงมายุ่งจนเสียเรื่องแน่ ๆ ส่วนเรื่องดารัณฉันอยากให้นายช่วยดึงคดีไว้ก่อน คงต้องอาศัยตำแหน่งสารวัตรของนาย”

“ส่วนเรื่องจับตาดูกูร ฉันจะช่วยเอง”

“ถ้ามีอะไรผิดปกติ นายรีบบอกฉันเลยนะวัส อย่าได้เผลอไว้ใจคำพูดหมอนั่นให้มาก” ปองภพคงไม่มีโอกาสได้รู้ว่ารูปคำอย่าเผลอไว้ใจของเขานั้นใช้ไม่ได้ผล ตอนนี้ดูเหมือนว่าวัสสะจะเกินเลยคำว่าไว้ใจไปไกลเสียแล้ว

“นายคิดว่ากูรอันตรายจริง ๆ เหรอภพ คนแบบกูรน่ะเหรอ...” วัสสะนึกถึงภาพคนที่หวาดกลัวจนร้องขอให้เขาปลอบโยนแล้วหัวใจกระตุกวาบ ไม่เลย วัสสะไม่อยากให้เรื่องลงเอยที่ธารางกูรต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีของดารัณหรือคดีไหน ๆ

“หึ งั้นนายก็บอกฉันมาสิวัส ว่านายเห็นข้อมูลพวกนี้แล้วนายไม่คิดหรือไม่รู้สึกอะไรเลย” ไม่ว่าคำตอบของร่างสูงจะเป็นอย่างไร ภายในใจของเขาก็เต็มไปด้วยคำถามและความรู้สึกอยู่ดี มันเป็นความรู้สึกมากมายหลากหลายที่ไม่อาจอธิบายออกไปให้ใครฟังได้ง่าย ๆ ความรู้สึกที่แม้แต่ตัววัสสะเองก็ยังทำความเข้าใจได้ไม่ดีพอ

“คิดสิ บางทีฉันอาจจะคิดและรู้สึกมากกว่านายด้วยซ้ำ”



22.พันตำรวจตรีวัสสะ อิสระบริรักษ์



Talk 

สวัสดีวันศุกร์กับตอนที่ 10 ค่า ขอบคุณทุกคนเลยที่ร่วมพูดคุยกันทั้งในคอมเมนต์และใน #กลิ่นฝนฤดูหนาว รวมถึงทุก ๆ คนที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ หนึ่งวิวหนึ่งกำลังใจมาก ๆ เลยค่ะ ใจจริงอยากตอบคอมเมนต์มากแต่กลัวหลุดสปอย ขอรวบยอดทุกการคาดเดาเอาไว้ตอนเรื่องจบทีเดียวนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่า

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ก่อนจะสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตของทั้ง 21ศพ เราอยากรู้ว่า กูร เป็นใคร ชยางกูร กับ ธารางกูร เป็นคนเดียวกัน หรือคนละคน

เดา ตัวคนฆ่าแค่คดีดารัณ ก่อนเนอะ รู้คนฆ่าและสาเหตุการฆ่า ก็จะเชื่อมโยงไปถึงคดีก่อนหน้าได้แหละมั้งง
1.พอลเพื่อนสนิทมากๆของดารัณ
2.ธารางกูร
3.ชายสวมฮู้ดที่สารวัตรเห็นในคืนที่กูรไม่สบาย
4.บุคคลปริศนาที่ฆ่าหรือสั่งฆ่าตั้งแต่ศพแรก...สำหรับหมายเลข4นี้ เหตุจูงใจเดาไว้หลายๆสาเหตุ เรื่องภายในครอบครัวกูร สมบัติ ทายาทผู้สืบทอด ลูกเมียหลวงเมียน้อย พี่น้องคนละพ่อคนละแม่กับกูร ฯลฯ
5.วัส คือหมายเลข22 คนลงมือคือต้องการให้กูรอยู่แบบโดดเดี่ยวอ้างว้าง กูรรักใคร ใครรักกูร ต้องตายทุกคน คนๆนี้ต้องแค้นกูรหรือพ่อแม่กูรขนาดไหน

ที่คิดไว้อีกอย่างคือ กูร ลงมือหมดทั้ง21ศพ เพราะมีอาการป่วย หรืออาการทางจิตบางอย่าง แบบเป็นคน2บุคคลิก หรือทำโดยไม่รู้ตัว กลางวันเป็นกูรปกติ กลางคืนกูรอีกคนลุกมาฆ่าคน ไรงี้ แต่ก็อย่างที่วัสบอกภพว่า ศพแรก กูร อายุแค่12-13เอง เด็กจะเก็บงานเนียนจนไม่เหลือหลักฐานขนาดนั้นเลย?

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
เราว่ากูรเป็นเหยื่อแน่ๆ  :ling3: :ling3: :ling3:

เราจะเดากระโดดไปกระโดดมาแล้วแต่อารมณ์เราตอนนั้นๆ นะ 5555

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 11 หนาวใจเพียงใดใครรู้

“บรรยากาศงานสวดพระอภิธรรมศพของคุณดารัณ จิตดารุณ นักแสดงหนุ่มผู้ล่วงลับในค่ำวันนี้ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้านะคะ โดยยังมีเพื่อนนักแสดงและผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงเข้าร่วมอาลัยกันอย่างคับคั่ง และเช่นเคยค่ะ พอล พีรพล ยังคงอยู่ช่วยงานศพทุกวันเพื่อทุ่มเทแรงกายแรงใจให้เพื่อนสนิทเป็นครั้งสุดท้ายค่ะ” ธารางกูรในชุดเชิ้ตแขนยาวสีขาวและกางเกงสุภาพสีดำทรุดตัวลงนั่งกับปลายเตียงของตนเอง เขามองข่าวในจอโทรทัศน์นิ่ง ๆ และปล่อยให้ภาพเสียงเหล่านั้นผ่านโสตประสาทเข้าไปโดยพยายามที่จะไม่คิดอะไร เมื่อครู่เขาเพิ่งกลับมาจากงานศพของดารัณหลังจากที่เมื่อคืนเกิดเหตุฉุกเฉินจนทำให้ไปไม่ได้ ส่วนวันนี้เขาออกจากคอนโดโดยมีตำรวจนอกเครื่องแบบดูแลตั้งแต่หน้าคอนโด มันก็รู้สึกประหลาดอยู่หรอกนะที่มีคนเดินตามราวกับนักโทษ แต่ในเมื่อวัสสะต้องการให้มันเป็นแบบนี้ ธารางกูรก็คงจะขัดขวางอะไรไม่ได้





ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกน่ะ ดีแล้ว





“สำหรับกำหนดงานฌาปนกิจนะคะ ตอนนี้ทางครอบครัวของนักแสดงหนุ่มได้แจ้งขอเลื่อนไปอีกสามวันจากกำหนดเดิม เนื่องจากยังรอผลสรุปทางนิติเวชจากทางตำรวจให้เป็นที่แน่ชัด และถ้าหากคดีนี้พลิกไปเป็นเหตุฆาตกรรมตามที่สังคมกำลังสงสัยกัน ครอบครัวจะตัดสินใจเก็บศพของคุณดารัณเอาไว้จนกว่าคดีจะคลี่คลาย เราไปฟังเสียงของคุณดรุณีพี่สาวของคุณดารัณกันค่ะ” ธารางกูรดึงเนกไทสีดำที่คอออกจนหลุด เกือบสัปดาห์แล้วที่เขาไม่ต้องไปทำงานให้ดารัณและเห็นข่าวดารัณตายผ่านหน้าจอทีวีทุกวัน ใจหายอยู่เหมือนกันที่จู่ ๆ คนเคยเจอต้องมาด่วนจากไป ที่ผ่านมาดารัณดีกับเขามาก ดีจนไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะต้องคนคนนี้เสียไป แต่สุดท้ายแล้วธารางกูรก็ได้แค่คิดย้อนไปเท่านั้น เขาไม่ใช่ผู้ที่จะตัดสินชะตาใครหรือแม้แต่ชะตาของตัวเอง

“ก่อนอื่นดิฉันเองต้องขอขอบคุณสื่อทุก ๆ ท่านที่ช่วยกันนำเสนอข่าวให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและให้เกียรติรัณอย่างดีที่สุดนะคะ ทางครอบครัวของเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะติดตามกันจนกว่าคดีจะได้ข้อสรุปค่ะ”

“ดูทางครอบครัวจะเป็นห่วงเรื่องคดีมากกว่าช่วงแรก แปลว่าตอนนี้เริ่มไม่เชื่อว่าเป็นเหตุฆ่าตัวตายรึเปล่าคะ” ธารางกูรไม่อาจละสายตาจากภาพข่าวไปได้ ในจอปรากฏภาพหญิงวัยสามสิบกลาง ๆ ที่เพิ่งเจออยู่กับนักข่าวภาคสนามด้วยสีหน้าอิดโรย ร่างบางตั้งใจฟังสัมภาษณ์หลังจากนั้น เขากำลังพยายามสบตากับคนในจอทีวี ขณะที่เผลอดึงเส้นเนกไทของตัวเองในมือด้วยภาวะอารมณ์บางอย่างจนมันแทบจะแยกขาดเป็นสองชิ้น

“ก็อย่างที่ทางตำรวจให้ข่าวไปนะคะ เราพบพิรุธหลายจุดแต่ก็ยังไม่สามารถโยงไปที่เหตุฆาตกรรมได้ อีกอย่างผลชันสูตรก็ยังไม่มีฉบับทางการแจ้งมายังครอบครัว คุณแม่ก็เลยค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องนี้ค่ะ”

“พิรุธที่คุณดรุณีว่ามีอะไรบ้าง พอจะพูดได้มั้ยคะ”

“หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องแรงจูงใจในการฆ่าตัวตายนะคะ ถึงรัณจะแยกมาอยู่คนเดียวนานมากแล้ว แต่ครอบครัวเราติดต่อกันเป็นประจำ รัณไม่เคยแสดงท่าทีว่าเครียดอะไรมาก่อนเลย ปัญหาการเงินก็ไม่มี ปัญหาเรื่องงานเท่าที่เราสอบถามกับน้องกูรก็ไม่มี เรื่องความรักที่แล้วใหญ่เลยค่ะ อย่างที่ทราบกันว่ารัณไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ อีกเรื่องก็วงจรปิดในบ้านที่เราเคยจำได้ว่ามันมีจุดติดตั้งมากกว่านี้ แต่ในวันที่เกิดเหตุกลับเหลือกล้องแค่ทางเข้าออกบ้าน ส่วนประเด็นอื่นขออนุญาตให้เป็นเรื่องของคดีความค่ะ”

“แล้วที่มีกระแสข่าวว่าดารัณอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าล่ะคะ”

“เท่าที่ทราบรัณไม่เคยมีอาการค่ะ”

“แปลว่าทางครอบครัวเทน้ำหนักไปที่การฆาตกรรมใช่มั้ยคะ”

“คือทางเราสูญเสียไปแล้วน่ะค่ะ เลยอยากจะหายสงสัยในข้อนี้มากกว่า ไม่อยากฟันธงอะไรที่ยังไม่มีข้อสรุป ลึก ๆ เราหวังให้เป็นการตัดสินใจของรัณเองอยู่แล้ว แต่ดิฉันค่อนข้างมั่นใจกับการทำงานของตำรวจและกระบวนการยุติธรรมที่เข้ามาดูแลคดีนี้อย่างเต็มที่ค่ะ”

“อยากฝากอะไรกับสังคมหรือแฟนคลับดารัณมั้ยคะ”

“อยากจะฝากสังคมด้วยว่าอย่าวิพากษ์วิจารณ์อะไรที่มันเกินขอบเขตความจริง ที่เสียหายที่สุดคือคนตายที่ลุกขึ้นมาโต้เถียงไม่ได้ ส่วนแฟนครับทุกคน ขอบคุณมากค่ะที่เขามาช่วยเหลือและส่งกำลังใจให้ครอบครัวเราตลอด ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ”
ภาพในจอดับวูบไปเพราะเจ้าของห้องกดรีโมทปิดโทรทัศน์ทันทีที่การสัมภาษณ์จบ อันที่จริงรายการข่าวคงจะมีภาพของตัวธารางกูรเองที่ให้สัมภาษณ์ต่อจากนี้ แต่เขาไม่ได้อยากจะดูสักเท่าไหร่เพราะรู้ตัวเองดีว่าตอบอะไรออกไปบ้าง ร่างบางดูอึดอัดในใจคล้ายอยากจะระบายออกมาสักยก แต่ในความเป็นจริงเขากลับทำเพียงก้มมองเนกไทในมือ ผืนผ้าเส้นยาวถูกพันผูกและดึงด้วยแรงจนบิดเบี้ยวเสียรูป ครั้นจะดึงออกมันกลับรั้งมือทั้งสองข้างจนต้องเสียเวลาแก้ไขเงื่อนปมอยู่นาน





โชคดีที่เนกไทเส้นนี้กลับมาเป็นเช่นเดิมได้ในที่สุด

แล้วตัวเขาล่ะ ในส่วนที่บิดเบี้ยวไปแล้วมันจะย้อนกลับไปเป็นเช่นเดิมได้รึเปล่า





Rrrr เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นพร้อมแรงสั่นครืด ธารางกูรจึงล้วงหยิบมันออกจากกางเกงและมองหมายเลขบนหน้าจอนิ่ง ๆ เขาไม่คิดแม้แต่อย่างจะรับสาย แต่อย่างที่บอกว่าแม้แต่ชะตาชีวิตตัวเองเขาก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ทั้งหมด แม้ไม่อยากรับแต่จำเป็นต้องรับ แม้ไม่อยากฟังเขาก็จำใจต้องฟังทุกอย่างที่ไม่อาจเลี่ยงไป

“ครับ… ผมทราบครับ” สุ้มเสียงเบานิ่งเรียบตอบกลับไปยังคนที่อยู่ทางต้นสาย มือเรียวกำเครื่องโทรศัพท์เอาไว้แน่น แม้องค์ประกอบใบหน้าของธารางกูรไม่ประสงค์ที่จะแสดงความรู้สึกสิ่งใด แต่ช่วงดวงตาของเขากลับสั่นไหวเมื่อเสียงจากภายในเครื่องมือสื่อสารเงียบลงไป ความคิดมากมายไหลเวียนเข้ามาในหัว ใครจะรู้ว่าคนที่นั่งกำขากางเกงตัวเองนิ่ง ๆ จะอยู่ในภาวะที่ฝืนมากสักเพียงไหน

ซ่าาา ธารางกูรตัดสินใจจัดการกับความรู้สึกตัวเองด้วยการใช้สายน้ำเย็นเฉียบ หากเป็นคนอื่นคงจะต้องสะดุ้งตัวโยนในวินาทีที่ก้าวเข้าไปอยู่ใต้ฝักบัว แต่นั่นไม่ใช่กับธารางกูร อากาศเย็นของฤดูหนาวไม่ได้ทำให้สายน้ำน่ากลัว ความเย็นที่เพิ่มขึ้นมันก็แค่ชั่วครู่ชั่วคราวก่อนที่มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ นี่เป็นอีกเหตุผลที่เขาอยากให้ฝนตกลงมาในฤดูนี้ หากตอนนี้ฝนตกเขาคงอดไม่ได้ที่จะกระโดดโลดเต้นล้อไปกับสายฝนที่กระหน่ำตกลงมา





แต่น่าเสียดาย วันนี้ธารางกูรสัมผัสไม่ได้แม้แต่กลิ่นของฝนด้วยซ้ำ





ชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นง่าย ๆ ถูกเลือกออกมาจากตู้เสื้อผ้า ชีวิตในพาร์ทที่เรียบง่ายของเขาก็เป็นแบบนี้ เพียงแต่ช่วงนี้มันอาจจะเรียบง่ายเกินไปสักหน่อย หากเป็นเมื่อก่อนเวลาสามสี่ทุ่มเช่นนี้เขาอาจจะต้องอยู่ทำงานกับดารัณที่ไหนสักที่ และจบช่วงวันด้วยการกลับมานอนในเวลาเกือบจะรุ่งสาง แต่ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง

เขาสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายที่ถูกใครบางคนทิ้งรอยจ้ำแดงเอาไว้ ทว่าธารางกูรไม่ได้ปิดประตูตู้ลงในทันที เขายืนนิ่ง ๆ อยู่ที่บริเวณนั้นนานนับนาที ดวงตากลมมนจ้องมองไปยังกล่องสีดำที่ถูกปิดสนิท มีใครคนหนึ่งเคยบอกว่าเขาไม่คู่ควรกับสิ่งของที่อยู่ภายใน แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งนึกถึงน้ำเสียงและใบหน้าคมคายของเจ้าของประโยค ธารางกูรจึงยิ่งอยากเอื้อมเข้าไปคว้ามันไว้ในมือ





ของบางอย่างก็สมควรอยู่กับคนที่ไม่คู่ควร





วัสสะลงจากรถที่หน้าคอนโดของธารางกูรอีกครั้ง เขาเข้าไปพูดคุยกับลูกน้องที่ผลัดเปลี่ยนเวรสังเกตการณ์อยู่แถวนี้มาทั้งวัน ก่อนจะยื่นถุงอาหารและเครื่องดื่มชูกำลังให้เป็นกำลังใจ ช่วงที่บรรจุเข้าราชการใหม่ ๆ เขาก็เคยเป็นตำรวจเบอร์เล็กเบอร์น้อยที่ต้องทำงานตามคำสั่ง จึงรู้ดีกว่าการถูกซื้อใจด้วยคนที่ยศสูงกว่ามันส่งผลดียังไง ทั้งไว้ใจผู้บังคับบัญชาคนนั้นและอยากจะทำงานให้จนแทบถวายหัว

ก๊อก ๆ ๆ เป็นอีกครั้งที่ร่างสูงหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของธารางกูรด้วยสภาวะหัวใจและสมองที่ไม่ปกติ คำพูดของปองภพและเนื้องานในวันนี้ทำให้ทุกอย่างดูยากไปเสียหมด ส่วนเรื่องที่นำพาตัวเขามาที่นี่ในคืนนี้ คงเป็นเพราะวันนี้ทั้งวันไม่มีวินาทีไหนที่เขาจะละชื่อของธารางกูรออกไปจากสมองได้เลย แววตาคู่นั้นติดอยู่ในทุกห้วงเวลาของการตัดสินใจ จนกลายเป็นความคับอกคับใจภายในที่วัสสะไม่อาจแก้ไขได้ด้วยตัวเขาเอง

“คุณวัส...”

“ไงคุณ ผมขอเข้าไปได้มั้ย” เมื่อมองผ่านช่องเล็กจากภายในแล้วรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ธารางกูรจึงรีบเปิดประตูต้อนรับการมาที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าของวัสสะ ร่างสูงถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปภายในโดยที่เจ้าของห้องแทบไม่ต้องหยุดคิด วินาทีที่เห็นว่าดวงตาคู่คมกำลังเหนื่อยล้าคล้ายมีเรื่องวุ่นวายในสมอง หัวใจของราธางกูรก็กระตุกขึ้นมาราวกับคนรู้สึกผิด

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย”

“เปล่าหรอก ผมซื้อขนมมาฝาก คุณกินอะไรรึยัง” วัสสะปฏิเสธสั้น ๆ ก่อนจะวางถุงกระดาษที่เต็มไปด้วยขนมปังร้านดังลงกับโต๊ะกลางหน้าโซฟา และตัวเขาเองก็ทรุดตัวลงไปนั่งบนเบาะหนังนุ่ม ๆ โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องเชื้อเชิญ

“ขอบคุณสำหรับขนมครับ” ธารางกูรที่เหมือนจะคาใจลอบมองสีหน้าของวัสสะอยู่ไม่ขาด ร่างบางเลือกที่จะยืนมองวัสสะอยู่อย่างนั้น จากดวงตา ริมฝีปาก เรียวมือ จังหวะลมหายใจที่แผงอก ยาวไปยังร่างกายกำยำ มองจนกระทั่งวัสสะรู้ตัวและส่งสายตากลับมา

“ทำไมคุณมองผมแบบนั้น”

“คุณดูแปลกไป เหมือนคุณมีเรื่องเครียด”

“ผมเหรอที่มีเรื่องเครียด” วัสสะไม่ได้ปฏิเสธซ้ำยังพูดเชิงย้อนถามกลับไปยังธารางกูร เขายกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นคล้ายยิ้มเยาะให้กับบางเรื่องราวที่ยังค้างคาใจ

“ไม่รู้สิครับ ผมเองก็ไม่ใช่คุณ” ธารางกูรเดินไปทรุดตัวลงนั่งปลายเตียงตำแหน่งเดิมเมื่อราวครึ่งชั่วโมงก่อน วัสสะเริ่มหันมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ละไม่ได้ไม่แพ้กัน ร่างกายที่กำลังหันหลังไม่ได้ดูสบายใจมากกว่าเขาเลยสักนิด ร่างสูงสูดลมหายใจเข้าก่อนจะพ่นมันออกมาเฮือกใหญ่ ถ้าเขาไม่พูดหรือไม่ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเสียที ให้ตายยังไงคืนนี้เขาก็นอนไม่หลับ

“เรื่องคดีดารัณ… นิติเวชตรวจพบยากล่อมประสาท แต่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นชนิดไหน คุณพอจะรู้รึเปล่าว่าดารัณเขาเคยกินยาหรือรักษาโรคทางระบบประสาทอะไรบ้างมั้ย” ร่างสูงเลือกที่จะเปิดประเด็นขึ้นมาด้วยคำถามเช่นนี้ วัสสะทอดสายตาออกไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายที่แน่นอน เช่นเดียวกันธารางกูรก็เอาแต่มองภาพตัวเองผ่านเงาดำของหน้าจอโทรทัศน์

“ไม่ครับ เท่าที่ผมทราบ ไม่มีเลย”

“ตำรวจยังสรุปคดีอย่างแน่ชัดไม่ได้ก็เพราะเรื่องนี้”

“แล้วสุดท้ายถ้าระบุชนิดได้มันเป็นยังไงเหรอครับ”

“ถ้ามันเป็นยาอันตรายที่อยู่ไม่ควรอยู่ในมือคนทั่วไป แน่นอนว่ามันต้องเป็นการฆาตกรรม”

“...” ธารางกูรเงียบไปทันทีเมื่อวัสสะพูดจบ เรียวมือขาวเนียนขยำผ้าปูเตียงจนเกิดเส้นรอยตึงบนผืนผ้าตามแรงจิกนิ้วมือ ริมฝีปากบางเม้มแน่นสนิทเมื่อกำลังคิดจินตนาการทุกอย่างตามที่วัสสะพูด ทุกประโยค ทุกความหมาย ทุกสิ่งหลอมรวมเป็นเม็ดเหงื่อที่ไหลซึมออกมานอกผิวกาย แม้ว่าธารางกูรจะกำลังรู้สึกเย็นผวาคล้ายร่างกายไม่อาจทนทานกับความหนาว

“หลังจากนั้นกระบวนการสอบสวนสืบสวนอย่างเต็มรูปแบบก็จะเริ่มต้นขึ้น เราต้องหาพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุดเพื่อลดกรอบจำนวนของผู้ต้องสงสัยให้แคบลงมา และในที่สุดจะมีผู้โชคดีเพียงหนึ่งเดียวที่จะกลายเป็นฆาตกร”

“...”

“มันอาจจะเป็นข่าวใหญ่กว่าเดิมและเป็นคดีที่ทุกฝ่ายจับตามอง ตำรวจทำงานง่ายขึ้นแต่คงกดดันมากกว่าเดิม”

“ถ้าสุดท้ายแล้วผลตรวจบอกชนิดของยาได้ อาจจะหมายความว่าตำรวจควานต้องหาตัวฆาตกร”

“คงจะเป็นแบบนั้น”

“แล้วผมก็จะเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยทันทีใช่มั้ยครับคุณวัส”

“...” คราวนี้คำพูดของธารางกูรทำให้วัสสะเงียบไปบ้าง ดวงตาของร่างสูงกระตุกสั่นเพราะอีกฝ่ายพูดในสิ่งที่เขากำลังคิดออกมา ไม่สิ มันเป็นสิ่งที่วัสสะพยายามไม่นึกถึงและมองข้ามมันมาตลอด แต่ในเวลานี้วัสสะคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปแล้ว

“ใช่มั้ยครับคุณวัส”

“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะ” วัสสะถามย้อนกลับพร้อมน้ำเสียงเข้มนิ่ง ดวงตาคมเคลื่อนมองแผ่นหลังก้มโค้งราวกับคนหมดแรงของธารางกูร เขาไม่มีทางรู้ว่าร่างบางอยู่ในสภาวะจิตใจเช่นไร และคาดหวังกับคำตอบแท้จริงมากเพียงไหน และร่างบางเองก็ไม่มีทางรู้เช่นกันว่าความลำบากใจมันอึดอัดจนวัสสะหายใจได้ยากเย็นเพียงใด

“คุณมาเฝ้าดูผมได้ทุกวัน รวมถึงตำรวจข้างล่างนั่นด้วย จะให้ผมคิดยังไงล่ะครับ ให้ผมคิดว่าคุณสารวัตรวัสสะมีจิตใจดีมาดูแลผมตอนที่อยู่คนเดียว ในฐานะที่เป็นตำรวจคุณทำแบบนั้นได้ด้วยงั้นสินะครับ”

“คุณกูร…”

“ช่างเถอะครับ ผมคงได้แต่ภาวนาให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี ครอบครัวคุณรัณจะได้สบายใจ”

“จริง ๆ มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่มากกว่านั้นน่ะ ที่ผมมาไม่ใช่แค่เพราะคดีดารัณ” วัสสะถอนหายใจทิ้ง เขาใช้ศอกยันกับเข่าตัวเอง ดันปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งกดลงไปที่กลางหัวคิ้ว หากพูดในฐานะตำรวจ วัสสะไม่ควรแม้แต่จะคิดพูดเรื่องนี้กับพยานผู้ถูกจับตามอง แต่หากเขาตัดฉากหน้าในสังคมทิ้งไป เขาก็เป็นเพียงชายคนหนึ่งที่อยากจะพูดทุกเรื่องกับธารางกูรให้หายค้างคาใจ





หัวใจที่ปวดหนึบอยู่ตอนนี้มันจะได้ผ่อนคลายลงบ้างเสียที





“คุณวัสหมายความว่ายังไง” ธารางกูรหันมาสบตาวัสสะ ดวงตาสองคู่สั่นคลอนไร้ความมั่นใจไม่แพ้กัน ร่างสูงค่อย ๆ ปิดสายตาลงนิ่ง ๆ เพราะไม่อยากให้ความรู้สึกไร้ความแข็งแรงถูกเผยออกไปโดยไม่จำเป็น ระหว่างนั้นดวงตาคู่กลมที่มองเขาอยู่เคลื่อนไหวระริกไม่มั่นคงไร้ความแข็งแรงยิ่งกว่า ยิ่งในยามที่ริมฝีปากหนาเผยอเปล่งเสียง หัวใจคนฟังที่เต้นระส่ำก็ยิ่งทำให้น้ำในตาอยากจะไหลรินลงมาเสียให้ได้

“มีพัสดุส่งมาให้ผู้กองปองภพถึงสองครั้ง ครั้งแรกเป็นรูปภาพทุกช่วงวัยของคนคนนึง ครั้งที่สองเป็นบทบรรยายเรื่องราวของเด็กชายที่ชีวิตพลิกผันตลอดเวลาตั้งแต่เล็กจนโต”

“ใครครับ”

“คนในภาพหน้าตาเหมือนคุณไม่มีผิด”

“แล้วเด็กชายอีกคนล่ะ”

“ชยางกูร ทวิภาค”

“...” ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้หยดน้ำตาก็ไหลลงมาบนผิวแก้มของธารางกูรข้างหนึ่ง ร่างบางยกหลังมือขึ้นเช็ดมันออกทันที หัวใจของเขาเจ็บร้าวราวกับถูกเหล็กร้อนจี้ลงจุดสำคัญ เขาชันเข่าขึ้นพร้อมกับกอดตัวเองเอาไว้แนบอก ธารางกูรพยายามจะควบคุมอาการสั่นเทิ้มบนร่างกาย แต่ไม่เลย เขาทำไม่ได้

“ค...ใครเหรอครับ ผ...ผม ...เกี่ยวกับผมตรงไหน”

“นั่นน่ะสิ ผมก็ภาวนาให้เขาไม่เกี่ยวข้องกับคุณ ภาวนาให้ทุกสิ่งที่ผมและปองภพรับรู้ไม่มีมูลความจริง” วัสสะลุกขึ้นเดินผ่านตัวธารางกูรไปโดยพยายามที่จะไม่มองร่างกายที่กอดประคองตัวเองเอาไว้ ประโยคสั่น ๆ ของธารางกูรทำให้เขารู้สึกชาไปทั่วทั้งใบหน้า เขาเริ่มรู้สึกว่าการพูดออกไปไม่ใช่ทางที่ถูกที่ควร เพราะนอกจากเขาจะไม่หายค้างคา อาการที่ธารางกูรตอบกลับมาก็เล่นเอาจุกอกไปเสียหมด

ร่างสูงยกแขนกันผ้าม่านก่อนจะเดินออกไปหยุดยืนที่ชานระเบียงห้องเดิน เรียวมือหนาวางลงที่ขอบผนังปูนเย็นเฉียบ เส้นผมที่ไม่ได้จัดเป็นทรงถูกลมหนาวพัดกระพือจนลู่ไปกับกรอบหน้า อากาศตอนนี้ทั้งหนาวทั้งเย็นและสัมผัสได้เพียงกลิ่นของสายลมแห้ง ๆ นัยน์ตาคู่คมมองออกไปตามหาดาวนำทางสักดวงบนท้องฟ้า แต่คงจะเป็นโชคร้ายที่วัสสะไม่อาจพบเจอสิ่งที่ตามหา ทั้งที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งมีดวงดาวมากมายลอยเด่นแข่งกันเปร่งแสงระยิบระยับ แต่กลับไม่มีแสงสว่างดวงไหนเลยที่จะช่วยนำทางเขาไปในทางที่เหมาะที่ควร

“คุณวัสครับ… ผมทำอะไรให้คุณต้องลำบากใจรึเปล่า” น้ำเสียงไม่สบายใจดังขึ้นใกล้ ๆ หูพร้อมสัมผัสอบอุ่นวาบขึ้นมาที่แผ่นหลัง ธารางกูรพิงตัวซบแผ่นหลังกว้างราวกับหาที่พักพิง ใบหน้าของเขากดลงแนบสนิท กลิ่นกายอ่อน ๆ ฉุนเข้าจมูกราวกับเติมพลังชีวิตได้ก็ไม่ปาน

“ไม่นี่” วัสสะยืดตัวตรงขึ้นเดินถอยหลังพร้อมคนที่ซบติดตัวสองสามก้าว เขาไม่อยากให้ลูกน้องตำรวจที่อยู่เบื้องล่างมองมาเห็นอะไรที่ไม่สมควรจะเห็นเข้า อย่างน้อยการถอยก็พอจะทำให้พ้นรัศมีการมองตามที่คาดคะเนได้

“ผมขอโทษ”

“คุณขอโทษเรื่องอะไร” วัสสะยืนนิ่งให้อีกฝ่ายพิงกายอยู่เช่นนั้น ลมหนาวยังคงกระหน่ำเข้ามาไม่หยุด ราวกับรู้ว่าเขาและธารางกูรยืนเตรียมใจรอรับมันอยู่ตรงนี้

“ทุกเรื่อง ทุกเรื่องที่ผมทำให้คุณต้องเครียด ทุกเรื่องที่เป็นเพราะผม”

“ไร้สาระน่าคุณกูร”

“ถ้าวันนึงผมต้องกลายเป็นฆาตกร ถ้าวันนึงผมต้องกลายเป็นคนที่คุณไม่เคยรู้จัก คุณจะลืมคนแบบผมได้รึเปล่า” คำถามของธารางกูรมีพลังเสียจนวัสสะแทบจะเซล้ม อากาศที่พัดโหมเข้ามาทวีความหนาวขึ้นมาทุกที วัสสะกำลังคาดหวังให้คนเบื้องหลังเอื้อมแขนขึ้นมากอดเขาเอาไว้ แต่ไม่เลย มันยังคงมีเพียงสัมผัสจากร่างกายที่ทำให้อุ่นใจขึ้นมาได้เพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น

“รู้อะไรมั้ย การที่คุณพูดแบบนี้ผมจับคุณตรงนี้ได้เลยนะ”

“จับผมเลยสิครับ”

“หึ นี่คุณท้าผมเหรอ”

“ไม่รู้สิ บางทีถ้าคุณจับผมไปเป็นผู้ต้องหาของคุณ มันอาจจะดีกว่าทางที่ผมเลือกเองก็ได้” ธารางกูรกดปลายจมูกลงกับแผ่นหลังของวัสสะอย่างแนบแน่นจนเจ้าของร่างรู้สึกได้ ร่างสูงเอียงคอไปด้านหลังเพื่อหวังจะมองช่วงใบหน้าของอีกฝ่าย แต่ทว่าเขาได้เห็นเพียงกลุ่มผมสีเข้มเท่านั้น

“ทางที่คุณเลือกมันคือทางไหนล่ะ”

“ผมขอโทษครับคุณวัส… ผมขอโทษ” วัสสะตั้งใจเอี้ยวตัวหันกลับไปเพื่อมองเจ้าของเสียงที่พร่ำขอโทษอู้อี้ฟังไม่เป็นศัพท์เต็ม ๆ ตา แต่ทว่าจังหวะนั้นธารางกูรกลับถอยหลังหายเข้าไปใต้ผืนม่าน วัสสะมองต่ำลงก็พบว่าอีกฝ่ายยืนจิกปลายเท้าอยู่กับพื้น ระยะห่างไม่ถึงสองก้าวที่ทั้งคู่ยืนมีม่านขวางไว้ราวกับกำแพงหนากั้นไม่ให้เข้าใกล้กันมาไปกว่าเดิม

“คุณเป็นอะไรรึเปล่ากูร” วัสสะร้องทักเพราะกลัวว่าธารางกูรจะมีอาการเครียดจัดคล้ายกับที่เขาเจอเมื่อวาน แต่เปล่าเลย วัสสะไม่ได้ยินเสียงใดตอบกลับมาเว้นเสียแต่เสียงลมลู่ไปกับต้นไม้ใกล้ ๆ และเสียงแกร๊กเบา ๆ สองสามครั้งที่เขาจำได้ดีว่ามันเป็นเสียงของสิ่งใด

พรึ่บ!! ผืนผ้าม่านถูกวัสสะกระชากเปิดทันทีเมื่อเขาเห็นว่าปลายเท้าของธารางกูรถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ ร่างสูงเบิกตามองพร้อมกับช่วงหัวอกปวดหนึบคล้ายกับถูกทุบตีด้วยของหลักซ้ำ ๆ ภาพที่เห็นชัดเจนอยู่ตำตาคือธารางกูรกำลังพยายามที่จะขึ้นลำปืนสีดำด้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนร่างบางส่ายหน้าตัวสั่นเทาและถอยตัวออกห่างไปเรื่อย ๆ ก่อนทรุดตัวลงไปกับพื้นพร้อมกับน้ำตาจากทุกความรู้สึกที่ไหลออกมาอย่างไม่อาจปิดกั้น

“ไม่… ไม่… ทำไมไม่ได้ล่ะ! ” ธารางกูรเริ่มขึ้นเสียงกับตัวเองเมื่อกลไกปืนของเขาไม่อาจทำงานได้ตามที่ควร ลำกล้องปืนไม่สามารถโหลดกระสุนขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับลั่นไก แน่นอนมันเป็นเพราะฝีมือของคนที่ยืนมองด้วยอาการจุกไปทั้งใจอย่างวัสสะ ทุกครั้งที่สองมือนั่นพยายามลั่นไกปืนกระบอกเล็ก หัวใจของวัสสะก็เจ็บคล้ายถูกยิงตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไม่สามารถอดทนได้ไหว ขายาว ๆ จึงก้าวเข้าไปและคว้าปืนนั่นไว้ในมือทันที

เพล้ง! วัสสะเหวี่ยงมันลงกับพื้นอย่างไม่คิดชีวิต แรงมหาศาลทำให้องค์ประกอบปืนกระจายเป็นสองส่วน สายตาธารางกูรระคนไปด้วยความหวาดกลัวจากความผิด และหลังจากนั้นร่างบางก็ไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาสบตาวัสสะได้อีก ระหว่างที่วัสสะเองไม่อยากเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกไปทั้งนั้น มันมีแต่คำถามในใจวนซ้ำไปมาเพื่อหาคำตอบกับตัวเองราวกับคนบ้า





ทำไมจู่ ๆ ถึงรู้สึกเย็นขึ้นมาขนาดนี้





“ถ้านี่คือทางที่คุณเลือกแล้ว… ผมคงเข้าไปรบกวนในเส้นทางของคุณมากเกินไปแล้วล่ะกูร” วัสสะเดินผ่านหน้าคนที่กำลังส่งเสียงร้องไห้ออกไปคล้ายไม่ไยดี ร่างสูงสาวเท้าเร็วก่อนจะก้าวออกจากบริเวณห้องพร้อมเสียงปิดประตูดังปังใหญ่ ดวงตาคมเลื่อนลอยเหมือนคนไม่มีสติ ขาของเขาชาดิกก้าวแทบไม่ออกด้วยซ้ำเมื่อได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นทารุณหัวใจดังลอดมาจากบานประตู แค่จินตนาการว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้ตัวโยนแค่ไหนความเจ็บปวดมันก็ยิ่งทวีคูณราวกับโดนวางยา





ยาพิษขนานนี้กำลังบีบให้วัสสะเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือ





“ฮึก ฮืออออออ”

“หยุดร้อง หยุดร้องไห้ได้แล้วกูร” ร่างสูงหวนกลับมาโอบกอดอาการสั่นเทาของอีกฝ่ายเอาไว้แน่นจากด้านหลัง ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอาไว้ราวกับต้องการผสานทั้งคู่เข้าเป็นหนึ่งเดียว เขารู้ดีว่าเสียงสะอื้นไห้คงไม่ได้จบลงอย่างง่ายดายเพียงเพราะไออุ่นที่ได้รับ แต่วัสสะก็ไม่ได้คาดคิดว่ามันจะทวีความรุนแรงขึ้นราวกับพายุฝนกำลังโหมกระหน่ำในฤดูหนาว





หนาวยะเยือก ทรมานจับใจ แต่รู้สึกดีราวกับได้ชีวิตใหม่

ทว่าน่าเสียดาย… คืนนี้ฝนไม่ได้ตก

ฝนก็แค่หลอกเราให้หลงเคลิ้มไปเหมือนทุกที




Talk

มาแล้วค่า เจอกันตอนต่อไปพรุ่งนี้นะคะ

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกวิว ทุกไลค์ ทุกโหวตเช่นเคยคร้าบบบบ

ปล.ตอนหน้ามีความพีค ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง 55555

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-09-2018 23:33:52 โดย be-silent »

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เดี๋ยวนะ วัส ออกจากห้องไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วมากอดปลอบกูรได้ไง ฮื้อออ กอดในจินตนาการเหรอ แล้วจินตนาการของใคร ใครเป็นเพื่อนในจินตนาการของใคร??

อะไรทำให้กูรตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเอง เพราะเป็นฆาตรกร หรือเพราะต้องการหนีจากคนที่โทรเข้ามาหา

ปลายสายที่โทรหากูร เป็นใคร

โอ้ยยยย ยุ่งเหยิงไปหมดเลย


ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
กูรลูกแม่ เล่าความจริงทั้งหมดมาเดี๋ยวนี้นะ !!!!!

 :ling1: :ling1: :ling1:

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 12 กลิ่นชีวิตมอดไหม้

“หมวด เห็นผู้กองภพรึเปล่า”

“วันนี้ยังไม่เห็นนะครับสารวัตร น่าจะไม่ได้เข้ามาตั้งแต่เช้า”

“อ้าวเหรอ”

“ครับ ออ เมื่อวานเห็นแกมาขอฮาร์ดดิสก์ฐานข้อมูลอาชญากรรมกับคดีอุบัติเหตุจากผมไป น่าจะถือกลับบ้านไปด้วย ไม่รู้ว่าฟิตอะไรนะครับ ขยันน่าดูเลย”

“หึ แบบนี้ทุกทีสิภพ ขอบคุณนะครับหมวด” วัสสะก้มศีรษะโค้งขอบคุณผู้หมวดที่อายุมากกว่าเขาหลักสิบปี และเจ้าพนักงานคู่สนทนาก็ตะเบ๊ะมือแสดงความเคารพตอบกลับมาตามหน้าที่ แม้วัสสะจะไม่ใช่คนถือยศถืออย่าง แต่เขาเข้าใจดีว่าระบบระเบียบการนับยศตำแหน่งเป็นลำดับอาวุโสไม่อาจเลี่ยงไปได้ คงจะช่วยไม่ได้หรอก การขึ้นตำแหน่งนั้นอยู่ที่ผลงานความสามารถ และปัจจัยยิบย่อยที่ว่าคุณมีนามสกุลอะไร

พ้นจากการสอบถามวัสสะก็เดินหอบแจ็กเกตออกจากตัวอาคาร เขาอยู่ประชุมกับทีมสอบสวนเรื่องคดีเก่าเก็บแต่ช่วงบ่ายจนค่ำ แปลกดีที่จนท้องฟ้ามืดสนิทขนาดนี้วัสสะยังไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาของปองภพคู่หูคนสนิท เพราะกว่าเขาจะมาถึงก็เป็นเวลาประชุม การถกเถียงยุ่งวุ่นวายจนแทบไม่ได้พัก บวกกับเข้าใจว่าปองภพคงจะอยู่ที่โต๊ะของตน วัสสะจึงไม่ได้สนใจว่ามีอะไรแปลกไป แต่การที่เพื่อนของเขาเงียบสนิทไม่บอกไม่กล่าวขนาดนี้เขาคงไม่สนใจไม่ได้แล้ว

“ฮัลโหล”

“นายอยู่ไหน วันนี้ไม่เข้างานเหรอ”

“อืมใช่ พอดีเลย ฉันกำลังจะโทรหานาย”

“โทรหาฉัน” วัสสะย่นคิ้วเมื่อได้ยินเสียงจากปลายสายโทรศัพท์ ร่างสูงเปิดประตูรถและทรุดตัวลงนั่งที่ฝั่งคนขับ ทันทีที่บานประตูปิดลง อากาศเย็นตามฤดูกาลก็ดับวูบลงเมื่อเจอกับไออุ่นภายในห้องโดยสาร วัสสะโยนแจ็กเกตของตนเองไว้ข้างตัว ก่อนจะเคลื่อนรถออกไปโดยที่ยังใช้มือซ้ายถืออุปกรณ์สำหรับสนทนาแนบหูเอาไว้

“ใช่ พอดีฉันนั่งเปิดแฟ้มคดีเก่าค้นหาตามรายชื่อยี่สิบเอ็ดชื่อนั่นตั้งแต่เมื่อคืน ตอนนี้ได้เรื่องมาแล้วบางส่วน คงต้องให้นายมาช่วยตัดสินใจว่าเราจะเอายังไงต่อ”

“ตอนนี้นายอยู่บ้านใช่มั้ย”

“อืม สักพักใหญ่ ๆ ค่อยเข้ามาก็ได้”

“ไม่เป็นไร ครึ่งชั่วโมงเจอกัน” วัสสะกดวางสาย หาจุดเลี้ยว หักพวงมาลัยรถเพื่อเปลี่ยนเส้นทางทันที แม้ว่าสีหน้าและภาษากายของเขาจะเรียบเฉย แม้ว่าเสียงที่ฟังจะเป็นเพียงรายการข่าวภาคค่ำไม่บันเทิงใจ แม้ว่าถนนเบื้องนอกจะวุ่นวายจนน่าเบื่อหน่าย แต่ไม่อาจมีข้อแม้ใดทำลายกำแพงในใจที่ตัวเขาตั้งขึ้นมาได้





หัวใจของวัสสะกำลังเต้นกลัวในที่ของตัวเองเพียงลำพัง





“รอแปบนะ”

“อือ” วัสสะเอนกายลงไปกับโซฟาผ้าเนื้อนุ่มเมื่อเจ้าของบ้านโบกไม้โบกมือให้ทำตัวตามสบาย เกือบสิบปีที่พวกเขารู้จักกันทำให้วัสสะเข้านอกออกในบ้านของปองภพจนเคยชิน ผู้กองหนุ่มอยู่ที่นี่เพียงลำพังหลังจากที่มารดาวัยชราเสียชีวิต และพี่สาวคนเดียวย้ายออกไปมีครอบครัว อาจจะมีสาว ๆ แวะเวียนเข้ามาบ้างแต่ไม่บ่อยนักเพราะเจ้าตัวไม่ยอมมีใครเป็นตัวเป็นตนเสียที แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่น่าสนใจหรอก เพราะเรื่องที่น่าสนใจคือการที่ปองภพยังคงหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับโต๊ะทำงานมากกว่า

“เออวัส นายจำได้มั้ยว่าครอบครัวท่านสิรินรัฐมนตรีช่วยทำธุรกิจอะไร ฉันจำได้ไม่ชัดว่าเป็นโรงแรมอะไรสักอย่างรึเปล่า” ปองภพชะโงกหน้าออกจากจอเพื่อรอคำตอบจากวัสสะ ร่างสูงตอบในทันทีด้วยความเร็วที่ไม่ต้องพึ่งพาเสิร์ชเอนจิน

“โรงแรมแกรนด์สิน” ดูเหมือนวัสสะจะหน้าเสียทันทีเมื่อชื่อสถานประกอบการรายนี้หลุดออกจากปาก เขานึกออกแล้วว่ามีรายชื่อโรงแรมนี้อยู่ในเรียงความประวัติธารางกูรที่ได้อ่านเมื่อวาน สายตาสองคู่ของเพื่อนสนิทสบมองกันอย่างสื่อความหมาย วัสสะเข้าใจดีว่าการที่ปองภพปล่อยสายตาดุดันนิ่งงันเช่นนี้หมายความว่าอะไร ระหว่างที่ปองภพไม่อาจเข้าใจความรู้สึกของวัสสะในวินาทีนี้ได้เลย

วัสสะนิ่งเงียบไถลตัวลงนอนกับโซฟาหมุนเครื่องโทรศัพท์ในมือไปมานานนับชั่วโมง เขาไม่อยากเร่งคนที่วุ่นวายกับการโยงใยผูกสิ่งที่มีเข้าเป็นเรื่องราว งานของตำรวจไม่ใช่เรื่องง่าย และงานที่ปองภพและวัสสะเผชิญมันไม่ได้เฉียดเข้าใกล้คำว่าง่ายเลยสักนิด ทุกอย่างเป็นเหมือนจิกซอว์ที่ถูกตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่ลงล็อก ไม่มีความบังเอิญ ทุกอย่างต้องอาศัยการจัดเรียงจนเข้าสู่ทางที่ถูกต้องของมัน





แต่ช่างโชคดีเหลือเกินที่ปองภพพบเจอเส้นทางที่ว่าในที่สุด





“เห้ออออ แค่นี้ก็คงพอแล้วล่ะมั้ง” ปองภพพ่นลมหายใจทิ้งอย่างคนหมดแรง เขาจับทุกอย่างกองซ้อนกันก่อนจะขนมาวางตรงหน้าโซฟาที่วัสสะนั่งกึ่งนอนอยู่ ร่างสูงผุดตัวขึ้นนั่งทันทีด้วยหัวใจที่ตื่นเต้นไปหมด เขากำลังลุ้นกับทุกคำพูดที่กำลังจะออกจากปากเพื่อนสนิท และภาวนาเอาไว้ในใจเพียงข้อเดียวเท่านั้น





ขออย่าให้มีอะไรทำให้หายใจติดขัดมากไปกว่านี้อีกเลย





“เป็นไง ได้อะไรบ้าง”

“เยอะกว่าที่คาด” เมื่อปองภพแสดงสีหน้าเครียดชัดเจน วัสสะจึงไม่สามารถเก็บอาการเครียดของตนเองได้อีกต่อไป มือหนาคว้าแผ่นกระดาษที่ถูกพิมพ์ออกมาเมื่อครู่ขึ้นมาอ่านอย่างไม่รีรอ ทว่าเขาไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมดหากปองภพไม่เอ่ยปากอธิบาย

“ที่ว่าเยอะหมายความว่าไง” เจ้าของแววตาลุกลี้ลุกลนรุกถามอย่างร้อนใจ วัสสะวางกระดาษในมือลง โค้งตัวก้มหน้าวางมือซ้ายลงกับโต๊ะกระจกตัวเตี้ยตรงหน้า บทเพลงบรรเลงความเครียดกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง โดยมีผู้ฟังแสนดีคนเดิมอย่างปองภพ

“รูปนี้… คือด้านหน้าโรงเลื่อยไม้ของนายคงถาวรและนางจิตติพร โรงเลื่อยนี้ดังมากจนหาข้อมูลได้ไม่ยาก ทั้งคู่เป็นผู้มีอิทธิพลในเชียงใหม่ ไม่มีบุตร ก่อนจะรับเด็กชายชยางกูรเป็นบุตรบุญธรรม” ปองภพวางภาพเด็กชายคล้ายธารางกูรลงกับพื้นโต๊ะ ทั้งยังวางชุดเอกสารที่ถูกไฮไลท์เอาไว้เป็นชุดข้างกัน

“ชยางกูร…” วัสสะหยุดนิ่งคล้ายคนไม่มีชีวิต มีเพียงดวงตาที่ยังกลอกเคลื่อนไหวไปมา และเรียวนิ้วทั้งสามที่เริ่มสลับกันสัมผัสพื้นโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้าราวกับบทเพลงบรรเลง

“รูปนี้ ฉากหลังเป็นทาวเวอร์บริดจ์ ที่เห็นไกล ๆ ตรงมุมขวาคือดอกเตอร์เลอสรวง แกนนำเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปีนั้น และเขาฆ่าตัวตายในห้องพักที่อังกฤษขณะไปเที่ยวพักผ่อน”

“...”

“รูปนี้ คนหน้าคล้ายกูรถ่ายกับคุณศิริลักษณ์ เจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินย่านชานเมือง และผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อเด็กชายไร้บ้าน แน่นอนว่านี่เป็นรูปก่อนเธอเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวในปีสองห้าห้าศูนย์”

“...”

“รูปนี้ คนที่หน้าเหมือนกูรอย่างไม่มีข้อติ อยู่ในยูนิฟอร์มโรงแรมแกรนด์สินของท่านสิริน”

“...”

“แล้วนี่ก็คือช่วงที่คนคนนี้ทำงานอยู่กับดารัณดาราดังอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งที่ฉันพอจะหาได้ในเวลาเท่านี้ มันน่าจะมากพอที่จะยืนยันได้แล้วว่าธารางกูรเคยรู้จักกับคนเหล่านี้ก่อนเสียชีวิต ”

“แล้วยังไง โลกใบนี้ก็มีแต่คนตายทั้งนั้น คนที่นายรู้จักไม่เคยตายรึไง” วัสสะส่ายศีรษะขณะที่มองลึกเข้าไปในรูปภาพ การตายจากโลกใบนี้เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เรา และการที่เขาพยายามทำให้ปองภพเข้าใจสัจธรรมของชีวิตมันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“แปลว่านายไม่คิดว่ามันเชื่อมโยงกัน” ปองภพมีน้ำเสียงแปลกใจกับท่าทีที่เหมือนจะเมินเฉยของวัสสะ แต่หากเขามองให้ลึกลงไปในดวงตาผู้เป็นเพื่อนสักนิดก็จะรู้ว่าความกระวนกระวายใจภายในนั้นมีมากกว่าข้อมูลตรงหน้าเสียอีก วัสสะไม่ได้เมินเฉย แต่ความรู้สึกและสมองได้สามัคคีกันเพื่อบอกให้เขาแสดงออกมาเช่นนี้

“ใช่ ฉันไม่คิดแบบนั้น” วัสสะตอบหน้าตาย ดวงตาคู่คมเคลื่อนมองเรียวนิ้วของตัวเองราวกับใช้มันในการตั้งสตินับถอยหลัง ดูเหมือนว่าช่วงนี้ความชื้นหล่อเลี้ยงในหน่วยดวงตาของเขาจะได้ใช้งานบ่อยครั้งเสียเหลือเกิน จู่ ๆ เส้นดวงตาก็เครียดตึงและพร้อมจะหลั่งหยดน้ำตาแห่งความกดดันออกมาหากเขามีความอดทนไม่มากพอ

“แปลกนะ ทุกทีนายจะสงสัยเรื่องแบบนี้เป็นคนแรก”

“เพราะฉันคิดว่ามันลงล็อกเกินไปไงล่ะ จู่ ๆ มีคนส่งหลักฐานมากมายมาให้นาย ราวกับมีการวางแผนไว้อย่างดี บางทีนี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเกมแสนสนุกของใครสักคน” วัสสะอธิบายไปตามหลักความจริง แน่นอนว่าเรื่องตรงหน้าเขาไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นความตั้งใจที่มีนัยแฝง ความตั้งใจที่มีจุดประสงค์ไม่ดีนักของใครสักคน

“แล้วนี่ล่ะ นายคิดว่ามันยังเป็นเรื่องลงล็อกอยู่มั้ย” ปองภพคว้าหน้าจอแท็บเล็ตให้วัสสะดูทันที เขายังคงมั่นใจว่าสุดท้ายแล้ววัสสะจะคิดเหมือนกันกับเขา ไม่ว่าพัสดุพิลึกมันจะถูกส่งมาจากที่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือใจความที่อยู่ภายในต่างหาก

“วงจรปิดบ้านดารัณ” สิ่งที่อยู่ตรงหน้าวัสสะมันเป็นภาพรวมเทปวงจรปิดจากสถานที่คุ้นตา ในรอบสัปดาห์นี้เขาเปิดวงจรปิดที่บ้านของดารัณดูซ้ำไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง เพราะฉะนั้นมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าที่เห็นอยู่นั้นเป็นสถานที่ใด

“ใช่ แล้วนายเห็นอะไรมั้ย”

“มันมีมากกว่าสามจุด”

“ครอบครัวดารัณส่งฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ให้เรา พวกเขาเจอมันที่ห้องใต้บันไดระหว่างเก็บของ”

“เวลาที่ระบุต่อเนื่องกับเทปที่เราได้มาก่อนหน้าพอดี”

“ใช่ ภาพถูกบันทึกครั้งสุดท้ายเมื่อหนึ่งเดือนก่อนก่อนเกิดเหตุ มันมีอยู่แทบทุกมุมในตัวบ้านเว้นห้องนอน นับรวมได้เจ็ดจุด เพราะฉะนั้นที่เราเคยคิดว่ามีวงจรปิดแค่ทางเข้าออกสามจุดมันผิด และคงมีใครบางคนถอนการติดตั้งออกไปหนึ่งเดือนก่อนเกิดเหตุ”

“แล้วถ้าเป็นดารัณเองล่ะ”

“นั่นก็เป็นหนึ่งในโจทย์เพราะมันไม่ปรากฏว่าใครเข้าออกห้องควบคุมเป็นคนสุดท้าย แต่นายดูนี่… วันสุดท้ายที่มีการบันทึกภาพ คนสุดท้ายที่ปรากฏว่าเดินวนอยู่ในตัวบ้านคือกูร”

“กูรเหรอ”

“ใช่ กูร ธารางกูรคนที่ฉันเตือนให้นายระวังนั่นแหละ”

“หึ นี่คงไม่มีมีอะไรเซอร์ไพรส์ฉันมากกว่านี้แล้วใช่มั้ย” วัสสะแสยะยิ้มให้กับโชคชะตา เขาได้แต่หวังว่าปองภพคงไม่ได้มีไม้เด็ดที่จะมาตีสมองและหัวใจของเขาให้บวมช้ำมากไปกว่าเดิม ลำพังตอนนี้ร่างกายของเขามันก็เคลื่อนไหวเชื่องช้ามากพออยู่แล้ว ดูอย่างปลายนิ้วที่พยายามเคาะเป็นจังหวะอยู่ตอนนี้สิ มันทั้งเชื่องช้า ไร้ความหนักแน่น ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตอนนี้สมองของเขาไม่ได้ทำงานเลยด้วยซ้ำไป

“มีสิ แต่นี่เป็นฝีมือทีมพิสูจน์หลักฐานนะ เขาเพิ่งส่งคลิปสั้น ๆ ให้ฉันดู”

“ไหนเอามาดูสิ”

“วงจรปิดช่วงเวลาที่คาดว่าดารัณจะเสียชีวิต นายดูนี่นะวัส” ปองภพสัมผัสจอเพื่อให้ภาพวิดีโอเริ่มเคลื่อนไหว วัสสะเลิกคิ้วมองเมื่อเขาไม่เห็นว่าช่วงคลิปสั้น ๆ ที่ปองภพตัดมามีสิ่งใดผิดปกติ มันเป็นเพียงภาพประตูเข้าออกตัวบ้านทางด้านหลัง บานประตูทึบสีไม้โอ๊คเก่า ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

“ไม่เห็นมีอะไร… ไม่สิ… มันมี”

“เห็นเหมือนฉันแล้วใช่มั้ย ตำแหน่งผ้าเช็ดเท้าหน้าประตูมันเปลี่ยนโดยปัดไปทางซ้ายเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ถ้าไม่มาสังเกตจริง ๆ จะไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ คลิปนี้ถูกตัดต่อ และต้องถูกตัดต่อเปลี่ยนเวลามาตั้งแต่เครื่องต้นทาง เพราะฉันเช็กเวลาหน้าจอกับเวลาจริงที่ได้จากเวลาถ่ายภาพของทีมที่ลงพื้นที่ในวันนั้น เวลามันคลาดเคลื่อนไปราวสิบนาที”

“ทำไมมันวนกลับมาอีก”

“มันไม่ได้วน แต่มันมีสามคลิป ในรอบหกชั่วโมงมีการเข้าออกสามรอบ แน่นอนว่าสามหารไม่ลงตัว เข้ามาและออกไป และยังเหลือการออกไปครั้งสุดท้าย”

“เท่ากับว่ามีคนอยู่กับดารัณก่อนตายมากกว่าหนึ่งคน...”

“ชัดเจนไปสองข้อแล้วนะวัส วงจรปิดถูกตัดต่อและมีคนอยู่กับผู้ตายมากกว่าหนึ่งคน”

“แต่ใครจะเป็นคนตัดต่อได้ ในเมื่อตัดต่อแล้วก็ต้องออกมาอีกอยู่ดี”

“แล้วถ้าเป็นคนที่เข้าไปในบ้านอีกครั้งก่อนที่เราจะได้รับแจ้งว่าพบศพล่ะ”

“นายหมายถึง...”

“ตัวเลือกมีแค่กูรกับแม่บ้าน แล้วนายคิดว่าแม่บ้านที่ไม่มีความรู้จะมีความสามารถในการทำลายหลักฐานได้แนบเนียนขนาดนี้เหรอ”

“กูร...”

“ฉันบอกนายแล้ว ว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดา ยิ่งมีชื่อนายอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นฉันยิ่งต้องเร่งหาความจริงเรื่องนี้ ฉันยังไม่อยากให้เพื่อนรักของฉันต้องตายหรอกนะวัสสะ”

ปั้ง! ฝ่ามือหนากระชากตบลงกับโต๊ะพร้อมอาการชาดิก บทเพลงบรรเลงถูกตัดจบด้วยเสียงระเบิดตูมใหญ่ ปองภพตกใจอยู่ไม่น้อยที่จู่ ๆ วัสสะก็เปลี่ยนท่าทีไปคล้ายกับคนที่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์เดือดดาล วัสสะค่อย ๆ กำมือข้างนั้นเข้าหาตัวก่อนจะผุดลุกขึ้นพร้อมกับการเงยหน้าขึ้นลงไม่หยุด ภาพของธารางกูรในวงจรปิดติดอยู่ในสมองเขา หัวใจเขา ตอนนี้ทุกส่วนใต้จิตนึกคิดกำลังทำงานผสานกันจนหนัก

“ขอฉันพักรีแล็กซ์สักห้านาทีแล้วกันนะ”





ใช่ทุกอย่างมันหนักหน่วงเกินควบคุมไปหมด





ปองภพเฝ้ามองเพื่อนของตนเดินดุ่ม ๆ ออกไปที่บริเวณครัวพลางถอนหายใจออกมา บางทีเรื่องนี้อาจจะเกินการคาดเดาของวัสสะไปอยู่มาก แม้เขาจะไม่รู้ว่าทำไม แต่เขาสัมผัสได้ว่ามีบางเรื่องกั้นขวางความคิดความอ่านของวัสสะเอาไว้อยู่ ตั้งแต่เรียนนายร้อยตำรวจหรือทำงานด้วยกันมา วัสสะไม่ใช่คนที่จะคิดอะไรตื้น ๆ หรือบางทีตอนนี้วัสสะกำลังคิดไกลเกินกว่าปองภพหลายสเต็ปกันนะ

“นายโอเครึเปล่าวัส” ปองภพเดินตามวัสสะเข้ามาในโซนครัว เขายืนกอดอกพิงกรอบประตูมองเพื่อนตนก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ที่เครื่องชงกาแฟครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกไป

“โอเคดี แค่หลายอย่างมันเกินความคิดมากไปหน่อย”

“มันก็เกินความคิดฉันอยู่เหมือนกันล่ะ”

“กาแฟสักแก้วมั้ย”

“ก็ดีเหมือนกัน”

“ภพ”

“หืม”

“ที่นายไล่เรียงมาทั้งหมด มีใครรู้แล้วบ้าง” วัสสะไม่ได้หันหลังไปสบตาคู่สนทนา เขาปล่อยสายตาลอยไปกับหยดกาแฟที่ค่อย ๆ กลั่นออกมาตรงหน้า ปองภพมองแผ่นหลังเพื่อนของตนเอาไว้อย่างเข้าใจ เมื่อก่อนเวลาที่วัสสะเคลียร์คดีได้เพียงการดีดปลายนิ้ว เขาก็เคยมึนงงไปแบบนี้เช่นกัน เคยมีคนบอกว่าพวกเขาไม่ควรเป็นเพื่อนกัน ระดับมันสมองที่เคยแย่งตำแหน่งสารวัตรที่อายุน้อยที่สุดควรจะเป็นศัตรูกันทางหน้าที่การงานมากกว่า แต่ไม่เลย สำหรับปองภพเพื่อนดี ๆ ที่คอยส่งเสริมกันหายากกว่าตำแหน่งงานไร้ประโยชน์หลายเท่านัก

“เราสองคน ไฟล์วงจรปิดส่วนที่ได้จากครอบครัวดารัณฉันก็ดึงมาเช็กก่อน คงจะมีแค่หลักฐานวงจรปิดช่วงน่าสงสัยเท่านั้นที่ทีมพิสูจน์หลักฐานรู้”

“ถ้างั้นนายไปเตรียมทุกอย่างให้พร้อม… เราจะไปเดินเรื่องเข้าสู่คดีทันที”

“ตอนนี้เลยเหรอ” ปองภพเลิกคิ้วมองวัสสะ และร่างสูงเองก็ได้ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่เปลี่ยนใจ

“เราปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์มามากพอแล้วล่ะมั้ง ควรทำให้มันถูกต้องสักที” วัสสะหันมาสบตากับปองภพด้วยความหนักแน่นและหักอกหักใจทั้งหมดที่มี เพื่อนของเขาพยักหน้าเข้าใจและเดินกลับไปตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสรรพสำหรับใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี วัสสะหันกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง อันที่จริงเขาอยากจะทรุดตัวลงไปราวกับคนหมดแรงทว่าภาระหน้าที่พยุงเขาเอาไว้ไม่ให้ล้ม กลิ่นกาแฟที่โชยขึ้นมาไม่อาจลบล้างกลิ่นกายตราตรึงใจของธารางกูร น้ำเสียงสะอึกสะอื้นที่เพิ่งเจอมันตีวนซ้ำในหัวจนร่างสูงได้แต่ออกคำสั่งบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร แม้ว่าความรู้สึกจะล้มครืน แม้ว่าทุกอย่างจะเกินไปจากความคิด แม้ว่าสายใยเส้นหนึ่งจะต้องขาดผึงจนต้องแน่นิ่งลงไป





ไม่เป็นไรวัสสะ

ไม่เป็นไร

ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว

ไม่เป็นไร





วัสสะนั่งหลับตานิ่งที่โซฟาระหว่างรอปองภพขึ้นไปจัดการแต่งตัว แปลกดีนะที่ไม่กี่วันมานี้เขาเฝ้าแต่นึกถึงใบหน้า น้ำเสียง ร่างกายของใครคนหนึ่งตลอดเวลาที่ทำคดี หรือแม้แต่ความหนาวเย็นและกลิ่นฝนที่อีกฝ่ายชอบมันยังเข้ามาตราตรึงคล้ายบังคับให้ระลึกถึงอยู่เสมอ ความรู้สึกของวัสสะตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับการรอให้ฝนตกในฤดูหนาว เยือกเย็นจับใจราวกับไร้ชีวิต ครั้นอ้อนวอนขอสายฝน แม้จะหนาวยิ่งกว่าเดิมก็ยอมแลกแต่โดยดี ทว่าท้องฟ้าก็ยังแห้งแล้งอยู่เช่นเดิม

“ฉันเสร็จแล้ว ไปกันเถอะวัส”

“โอเค เอาอะไรไปบ้างฉันช่วย”

“นายหยิบกระเป๋าโน้ตบุ๊กฉันไปเลย ออ หยิบฮาร์ดดิสก์ใส่ไปด้วยนะ” วัสสะพยักหน้ารับทั้งที่ยังตั้งสติได้ไม่เท่าที่ควร ปองภพเดินยกแก้วกาแฟเย็นเฉียบขึ้นดื่มรวดเดียวก่อนจะเดินไปทั่วบริเวณนั้นเพื่อจัดแจงทุกอย่างให้ครบถ้วนไร้ข้อผิดพลาด

“ฉันโทรเช็กแล้ว ท่านผู้กำกับยังไม่กลับ เรารีบหน่อยก็ดี”

“โอเค ขอบคุณนะวัส”

“ขอบคุณ ขอบคุณอะไร”

“ขอบคุณที่นายเชื่อใจฉันไง ขอบคุณมาก”

“เราเป็นเพื่อนกัน ยังไงฉันก็ต้องเชื่อนายมากที่สุดอยู่แล้ว” ดวงตาคมกระตุกวูบไหวมองแผ่นหลังเพื่อนสนิทที่แยกกันขึ้นรถคนละคัน วัสสะขับนำไปก่อนทันทีด้วยความเร็วเกินกฎหมายกำหนด โดยมีปองภพขับตามมาติด ๆ สองมือของร่างสูงที่ควบคุมพวงมาลัยเอาไว้เริ่มเคาะจังหวะแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ ไม่ว่ายังไงความหวาดกลัวของธารางกูรก็ยังเข้ามาหลอกหลอนหัวใจเขาอยู่ไม่เลิก ไอ้หลักฐานเลวร้ายพวกนั้นก็เช่นกัน มันทำร้ายหัวใจของเขาจนแทบจะแหลกลงไป แบบนี้ล่ะมั้งที่เขาเรียกว่าความรู้สึก





ความรู้สึกเจ็บแปลบจนแทบจะร้องไห้จากการตัดสินใจ แบบนี้สินะ… ความรู้สึก





โครม! ปั้ง!

“เฮือก! ” เสียงดังโครมใหญ่ทำให้วัสสะสะดุ้งเฮือกขึ้นด้วยอารามตกใจ ดวงตาคู่คมเพ่งมองเข้าไปที่กระจกมองหลังก่อนที่ภาพตรงนั้นจะทำให้เขาชาวาบไปทั้งตัว ขาขวาสลับมาเหยียบเบรกจนรถคันใหญ่นิ่งสนิทอยู่กลางท้องถนน รถทุกคันโดยรอบส่งเสียงบีบแตรกันดังระงมเมื่ออุบัติเหตุไม่คาดคิดทำให้เกิดประกายไฟพร้อมเสียงระเบิดปังดังตามมา

“ภพ...” วัสสะออกเสียงชื่อของเจ้าของรถคันดังกล่าวอย่างแผ่วเบา เม็ดเหงื่อมากมายไหลซึมออกมาทั่วร่างทั้งที่ภายในรถอากาศเย็นเฉียบ ดวงตาของเขามองภาพนั้นแทบไม่กะพริบราวกับได้สูญเสียสภาวะควบคุมร่างกาย ใช้เวลาไม่นานนักเรียวขายาวก็ลงมาสัมผัสพื้นถนน วัสสะเปิดประตูลงมาพร้อมกับแสงไฟที่กำลังลุกโชนทั่วคันรถ เสียงเอะอะโวยวายรอบตัวดังถี่ขึ้นระหว่างที่เขาก้าวขาหนัก ๆ เดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดแยกขึ้นทางต่างระดับ

มือหนาเสยทึ้งเส้นผมที่ศีรษะตัวเองซ้ำ ๆ น้ำตาลูกผู้ชายไหลลงมาอาบแก้มในทันทีเมื่อเห็นชัดเจนว่ามีร่างกายหนึ่งตะเกียกตะกายหาทางรอดอย่างไร้แรงอยู่ใต้กองเพลิงลุกโชน มือไม้ทั้งสองข้างวาดหาหนทางหนีจากความเจ็บปวดทรมานทั้งที่รู้ว่าไม่มี จนในที่สุดร่างกายนั้นก็นิ่งสนิทลงไปพร้อมกับความร้อนระอุที่พร้อมจะทำให้ทุกอย่างมอดไหม้ไม่มีชิ้นดี กลิ่นกองเพลิง กลิ่นเผาไหม้ กลิ่นความตาย กลิ่นกลุ่มฝนคลุ้งลอยรวมกันทั่วชั้นบรรยากาศ





แม้เขม่าเถ้าควันจะล่องลอยไปทั่ว แต่ไม่อาจลดทอนไอดินกลิ่นฝนที่ฉุนขึ้นจมูก

ทว่าคืนนี้ฝนไม่ได้ตก ฝนก็แค่หลอกเรา หลอกเราเหมือนทุกที




Talk

ลงตอนนี้เสร็จขอวิ่งไปหลบมุมสักวันสองวันนะคะ เราไม่เกี่ยววววว

ปล.ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกวิว และทุกคนเช่นเคยค่ะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-10-2018 00:15:00 โดย be-silent »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 924
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +526/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด