◢ ◣กลิ่นฝนฤดูหนาว◢ ◣ บทส่งท้าย [END] | แจ้งข่าวหน้า 4 [07/07/2019]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ◢ ◣กลิ่นฝนฤดูหนาว◢ ◣ บทส่งท้าย [END] | แจ้งข่าวหน้า 4 [07/07/2019]  (อ่าน 30525 ครั้ง)

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 21 ฝนแล้งไร้ชีวิต

“คุณวัส...” คนที่เผลอหลับเพราะความเหนื่อยล้าใจสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาในยามที่พระอาทิตย์ใกล้จะร่วงหล่นจากท้องฟ้า ชื่อแรกที่เอ่ยขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกเป็นต้นเหตุที่ทำให้เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวในเวลานี้ ธารางกูรฝันร้ายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพสีขาวดำมีเพียงตัวเขาและวัสสะวิ่งวนพร้อมรอยยิ้มสดใส ทว่าสิ่งที่เหมือนจะดีที่สุดในความคิดกลับค่อย ๆ กลายเป็นเงาดำเดินจากเขาไป ภาพที่มืดสนิทมีเพียงเสียงหัวใจของตัวเองดังก้องอยู่ เนิ่นนานเหลือเกินที่ธารางกูรต้องอยู่กับตัวเองท่ามกลางฝันร้าย อึดอัด น่ากลัว และไม่น่าจดจำ

ร่างบางกดสายตามองปลายเท้าตัวเองที่โผล่พ้นผ้าห่มทั้งที่ยังนั่งหอบตัวโยน คนเพิ่งรู้สึกตัวต่อสู้กับความรู้สึกในฝันจนรู้สึกปวดหนึบที่หัวใจไปหมด เรียวมือเย็นเฉียบเสยเส้นผมขึ้นพร้อมกับการกุมขมับ ความอึดอัดทารุณจนวินาทีในฝันอยากจะตาย ๆ ไปซะ ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมันเป็นแบบนี้รึเปล่านะ คนที่ตายด้วยน้ำมือของเขาต้องเจ็บปวดแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า หรือว่ามันรุนแรงมากกว่านี้หลายเท่านัก

“คุณวัสครับ” ธารางกูรเอ่ยออกมาเสียงเบาเมื่อมองไปข้างตัวแล้วพบเพียงพื้นที่เตียงยับย่น หัวใจคนขวัญผวากระตุกวูบจนแทบจะร้องไห้ แต่เมื่อเขาเงี่ยหูฟังจนได้ยินเสียงน้ำไหลก็รู้สึกโล่งขึ้นมาสุดใจ ดวงตากลมค่อย ๆ ปิดลงระหว่างที่เจ้าของร่างกายพยายามตั้งสติกับตัวเอง ทว่าความมืดใต้ดวงตาช่างน่ากลัวไม่ต่างจากฝันร้ายนั่น ธารางกูรเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะดึงเข่าทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นมากอดอย่างที่เคยชอบทำ หยดน้ำตาไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าวัสสะไม่ได้ไปไหน ทั้งที่รู้ว่าตอนนี้ตนเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง





เกลียดที่สุด เขาเกลียดที่สุดในช่วงเวลาที่คิดว่าตัวเองโดดเดี่ยว





ย้อนไปเมื่อครั้งที่ยังจำความได้ ตัวเขาเป็นเพียงเด็กธรรมดาที่โตขึ้นมาในครอบครัวที่เกือบจะพร้อมสรรพ มีพ่อ มีแม่ มีบ้านหลังใหญ่และสนามหญ้ากว้าง ทว่านั่นเป็นเสี้ยวของความทรงจำที่เลือนหายไปจนแทบหมด สิ่งที่มาแทนที่คือภาพพ่อกับแม่กอดคอกันรอความตาย ระหว่างที่สั่งให้ลูกตัวเล็ก ๆ หนีหัวซุกหัวซุน ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือไม่ที่นายท่านของพ่อยื่นมือเข้ามาช่วยได้เกือบทันเวลา

ภาพพ่อแม่ถูกฆ่าโดยคนไม่รู้จักเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในสมองธารางกูรตั้งแต่เล็ก ยิ่งโตขึ้น โตขึ้น และโตขึ้น ความเลวร้ายยิ่งสะท้อนชัดว่าเขาก็ทำกับคนอื่นไม่ต่างกับที่พ่อแม่ถูกกระทำ หากการที่ผู้เป็นพ่อเคยกล่าวว่างานที่ทำให้ท่านคือความจำเป็น ชยางกูร หรือธารางกูรในวันนี้ก็คงจะต้องใช้คำว่าความจำเป็นไม่ต่างกัน

นายท่านผู้นั้นดีดนิ้วสั่งเพียงครั้งเดียวกลุ่มคนโหดร้ายพวกนั้นก็ถูกคร่าชีวิต คนชั่วตายตามพ่อและแม่ของเขาไปด้วยวิธีที่โหดร้ายกว่า ไม่น่าเชื่อว่าเด็กวัยนั้นจะต้องมาเห็นการตายพร้อมกันไม่รู้ตั้งกี่ศพ สุดท้ายแล้วมือหนาหยาบกร้านได้จับมือเขา และจูงให้เดินตามไปในทิศทางใหม่ที่ไม่ใช่ครอบครัวแสนสุขเช่นเดิม





จุดเริ่มต้น





บ้านหลังใหม่ คุณน้าคนใหม่ และพี่ชายคนใหม่ ทุกอย่างเหมือนจะผ่านไปได้ดีแม้ว่าสถานะทุกอย่างไม่ได้ใกล้เคียงคำว่าครอบครัว จนกระทั่งคุณน้าใจดีด่วนจากไปด้วยโรคร้าย และตัวเขาถูกบังคับให้ไปกระทำการฆ่าคนอย่างไม่รู้ตัว สัญชาตญาณฆาตกรถูกหล่อหลอมขึ้นตั้งแต่วินาทีนั้น

ท่านมีทุกอย่างมากพอที่จะควบคุมชีวิตของคนคนหนึ่ง อำนาจ เงินทอง หรือบารมีเหนือกฎหมาย พออายุได้สิบหกปี เมื่ออ่านออกเขียนได้มากพอที่จะดูแลตัวเอง ธารางกูรไม่ได้มีโอกาสในการเรียนหนังสืออีก วุฒิบัตร ปริญญาบัตร และเอกสารทางราชการมากมายถูกท่านจัดเตรียมไว้ให้เหมาะสมไปกับแต่ละงาน หนึ่งงาน หนึ่งตัวตน หนึ่งศพ ทุกอย่างวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้น ที่อยู่ก็มีเพียงห้องพักตามตึกสูงแคบ ๆ แล้วแต่ท่านจะจัดหาให้ ธารางกูรหลีกหนีไม่ได้ เขาไม่มีใคร ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้แต่ตัวตนแท้จริงที่ถูกลบคล้ายตายจากโลก สิ่งเดียวที่เขามีคงเป็นเพียงวัสสะ วัสสะคนเดียวเท่านั้น

ทว่าวัสสะเองก็มีกรอบชีวิตที่ถูกขีดกำหนดเอาไว้ เมื่อวัสสะเริ่มเข้าเรียนนายร้อยตำรวจชีวิตของธารางกูรก็แทบจะไร้ความอบอุ่นใด ๆ ห้องแคบเล็ก ๆ มีเพียงเสียงลมหายใจกับเสียงสายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาภายใน อาจจะแค่สัปดาห์ละครั้งสองครั้งที่วัสสะจะมาหาเขาให้หายคิดถึงได้ หรือไม่ธารางกูรจะได้เจอหน้าวัสสะก็ต่อเมื่อใกล้ถึงเวลาที่จะมีคนตาย





โดดเดี่ยว เดียวดาย เจ็บปวด ไม่ตายก็เหมือนตาย





อันที่จริงธารางกูรอาจจะไม่ได้ชอบให้ฝนตกฤดูหนาว หรือว่ามีความสุขกับความเย็นจัดใด ๆ เขาแค่เกลียดความหนาวเย็นที่มันทรมานแห้งแล้งเหมือนจะดึงเอาทุกชีวิตให้จากไป แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้ายังต้องทิ้งตัวตายในฤดูกาลอันโหดร้ายนี้ กลิ่นฝนที่โชยเข้ามาเป็นดังความหวังปลอบโยนจิตใจ และเมื่อไหร่ที่ฝนตกลงมาท่ามกลางความหนาวเย็น ความหวังเล็ก ๆ นั่นก็จะถูกเติมเต็มขึ้นมาให้พอมีแรงใจในการหายใจต่อไป

“คุณเป็นอะไรรึเปล่า” วัสสะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มชวนสงสัย ร่างสูงที่เช็ดเนื้อตัวและสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยเดินเข้าไปหาธารางกูรทันที มือหนาทาบทับลงกับแผ่นหลังของคนที่นั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล ไม่สิ เหตุผลของน้ำตามันอยู่ลึกในใจจนวัสสะไม่อาจเข้าใจได้มากพอ ทันทีที่มือของเขาสัมผัสขึ้นลง แรงสั่นจากความหวาดกลัวก็ทำให้เขารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้

“ป...เปล่าครับ”

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ” แม้ว่าเขาจะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่เป็นไรนั่นคือคำโกหก แต่วัสสะไม่ได้เอ่ยขัดหรือคาดคั้นอะไรออกไปแม้แต่น้อย เขาจะไม่อยากรู้ถ้าธารางกูรไม่อยากพูด สิ่งเดียวที่เขาทำคือทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างและจับตัวอีกฝ่ายให้เข้ามาอยู่ในอ้อมกอด เห็นธารางกูรร้องไห้ ตัวเขาก็อยากจะร้องไห้ออกมาเหลือเกิน แต่หากเขาแสดงอีกว่ากำลังอ่อนแรงยอมแพ้โชคชะตาไปอีกคน แล้วใครเล่าจะเป็นกำแพงปกป้องธารางกูร

“ผมแค่ฝันร้าย...”

“มันก็แค่ฝัน ตอนนี้คุณตื่นแล้ว” วัสสะลูบแผ่นหลังเล็กเบา ๆ ความรักที่มีถูกถ่ายทอดผ่านทุกสัมผัส ธารางกูรที่ซุกหน้าอยู่กับเข่าตนเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเอนพิงมันลงไปกับไหล่ของอีกฝ่าย คนคนเดียวที่ทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แค่วัสสะคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีตัวตนบนโลกกว้าง

“แต่ผมฝันว่าผมอยู่คนเดียว รอบ ๆ มันมืดไปหมดเลย แล้วคุณก็หายไปไหนไม่รู้” เสียงอู้อี้งอแงราวกับเด็ก ๆ ทำให้วัสสะหลุดยิ้มมุมปากคล้ายเอ็นดู แต่ลึกใต้ความเอ็นดูนั่นกลับเต็มไปด้วยความจุกอกเมื่อคิดตามภาพนั้น ธารางกูรหวาดกลัวแม้แต่ในภาพฝัน แม้แต่ในที่ที่เป็นอิสระที่สุดยังต้องอึดอัดใจจนแทบทนไม่ไหว

“แค่ความฝันเท่านั้นกูร ในความเป็นจริงผมจะไม่มีวันทิ้งคุณไปไหน” วัสสะจับตัวธารางกูรโยกซ้ายขวาไปมา ทั้งยังพยายามยิ้มออกมาทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น ทั้งคู่นั่งพูดคุยกันเนิ่นนานจนกระทั่งเวลาผ่านไป ท้องฟ้ามืดสนิท และมันเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางในโลกของความเป็นจริงอีกครั้ง





พวกเขาจะต้องทิ้งฝันร้ายไว้เพียงเบื้องหลัง





สองร่างเดินตามกันท่ามกลางแสงไฟที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อลดทอนความหวาดกลัวของตน หาใช่การเดินจับมือประคองกันเช่นคู่รัก แต่ธารางกูรเดินนำโดยมีวัสสะเฝ้าระวังตามหลังไม่ให้คลาดสายตา ด้วยที่พักอยู่ไม่ไกลจากท่ารถนัก วัสสะจึงตัดสินใจที่จะพาธารางกูรเดินเท้าไปด้วยกัน ความยากลำบากประการนี้ทำให้วัสสะเอาแต่นึกโทษตัวเองอยู่ในใจ เป็นเพราะเขาที่วู่วาม เป็นเพราะเขามองโลกในแง่ดีเกินไป ธารางกูรจึงต้องพบเจอกับความลำบากอย่างที่ไม่ควร





ผิดกันกับภายในใจของธารางกูร

ที่เป็นอยู่ตอนนี้คงจะเป็นเพราะผลแห่งกรรมชั่วที่ตัวทำเอาไว้





“เราอาจจะลงไปทางใต้กัน ถึงไม่มีใครช่วย แต่น่าจะพอใช้เงินหลบออกไปทางเรือได้ไม่ยาก” วัสสะพูดขึ้นระหว่างที่กดเงินออกมาจากบัญชีเรื่อย ๆ โชคดีที่บัญชีเงินเดือนของเขาไม่เคยได้กดออกมาใช้จ่ายเลยสักครั้ง นี่จึงเป็นโอกาสดี ๆ ที่จะได้ใช้เงินก้อนนี้ให้มีประโยชน์ แบงค์พันยี่สิบใบออกมาจากเครื่องเรื่อย ๆ หลายสิบรอบ วัสสะยัดเก็บมันเอาไว้ที่ช่องกระเป๋าด้านใน ก่อนจะกระชับสายกระเป๋าให้แนบไปกับอก บัตรเอทีเอ็มมีข้อบังคับที่ทำให้กดต่อวันได้ไม่มาก แต่นี่คงจะมากพอสำหรับยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อจากนี้ไป

“กินอะไรสักหน่อยนะครับคุณวัส” ธารางกูรยื่นแซนด์วิชทูน่าเข้าไปใกล้ปากวัสสะ ร่างสูงก้มลงมากัดมันเข้าปากไปเคี้ยวตุ้ย ๆ ระหว่างที่ก้มมองตารางเวลาเดินรถรอบดึกของท่ารถแห่งนี้ อาหารจากร้านสะดวกซื้อระหว่างทางเดินพอทำให้อิ่มท้องไปได้อีกมื้อ

“เห้อ ผิดแผนไปหมด” วัสสะบ่นอุบก่อนจะคว้าชิ้นแซนด์วิชไปถือเอาไว้เอง ดวงตาคมดูมีความกังวลซ่อนอยู่ภายใน คนทั้งคู่ถอยตัวออกมาจากป้ายก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ไม้ยาวตัวเก่า

“จริง ๆ เรายังเปลี่ยนความคิดทันนะครับคุณวัส ถ้าเรากลับไปหาท่าน...”

“พูดเป็นเล่น คุณอยากกลับไปรึไง… ก็เปล่า” ธารางกูรส่ายหัวซ้ายขวาเบา ๆ ก่อนที่วัสสะจะเอื้อมมือมาลูบเส้นผมเพียงครั้ง นายตำรวจหนุ่มกัดขนมปังเข้าปากจนหมดภายในไม่กี่คำ ก่อนที่เขาจะล้วงมือเข้าไปใต้โค้ชเพื่อตรวจเช็กว่าอาวุธของเขายังอยู่ดี มันเป็นอาการกังวลที่ไม่สามารถห้ามได้ วัสสะเช็กทุกอย่างราวกับคนย้ำคิดย้ำทำ เขาไม่รู้เลยว่าเหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นตอนไหน หรือวินาทีไหนคนที่แอบมองอยู่จะเข้ามากระทำการอุกอาจ





เป็นความจริงที่วัสสะเห็นว่ามีคนลอบมองพวกเขาทุกฝีก้าวตั้งแต่ราวครึ่งชั่วโมงก่อน





“ผมเป็นห่วงคุณวัส”

“ส่วนผมก็เป็นห่วงคุณไงกูร” ประโยคห่วงใยสั้น ๆ และเรียบง่ายทำให้บรรยากาศโดยรอบคนทั้งคู่ดูมึนตึงขึ้นมาทั้งที่เข้าใจกันดี วัสสะไม่ได้บอกธารางกูรว่าเขาเห็นคนแอบมองและแอบตามมาแบบติด ๆ เหตุผลก็คงเป็นเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดมากจนนึกกลัวขึ้นมา และนี่เองที่ทำให้วัสสะรู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนการสักอย่าง ตอนนี้เขาคงทำได้แค่ประคองเวลาด้วยการอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากให้ได้นานที่สุด

“ขอโทษครับ”

“ไม่เป็นไร จำไว้แค่ว่าเราจะไม่มีทางกลับไป ผมจะต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคุณให้ได้” มือหนาวางลงกับขอบที่นั่งใกล้กันกับเรียวมือเย็นเฉียบ วัสสะเคลื่อนปลายนิ้วก้อยของตนแตะกับปลายนิ้วของธารางกูรเอาไว้เพียงนิด ตอนนี้สายลมหนาวพัดโกรกเข้ามาในตัวอาคารเปิดโล่ง ผู้โดยสารคนอื่นดึงกระชับเสื้อเมื่อรู้สึกว่าหนาวเกินไป ระหว่างที่คนทั้งคู่อบอุ่นขึ้นมาได้เพียงการแตะสัมผัสจุดเล็ก ๆ ของหัวใจราวกับการให้คำมั่นสัญญา

“แล้วคุณวัสคิดออกรึยังครับว่าเราจะไปไหนกันต่อ”

“ใจผมอยากจะลงใต้ ออกเรือไปอยู่ที่เกาะเงียบ ๆ สักเกาะ แล้วค่อยหาหนทางออกนอกประเทศกัน หรือว่าคุณอยากขึ้นไปทางเหนือ ที่นั่นอากาศดี หนาวกว่านี้หลายเท่า คุณอาจจะชอบ”

“ผมเห็นด้วยกับคุณวัสครับ ผมไปที่ไหนก็ได้” ธารางกูรตอบง่าย ๆ เพราะไม่ว่าที่ใดเขาก็อยู่ได้ ขอแค่เพียงที่นั่นมีวัสสะคอยอยู่ข้าง ๆ ชีวิตอับเฉาของเขาคงจะค่อย ๆ งอกเงยขึ้นมาจนสุขสมบูรณ์ในที่สุด

“ผมจะไปซื้อตั๋ว คุณอยู่นี่ก่อนนะ” ธารางกูรพยักหน้ารับคำ พลางรับกระเป๋าเดินทางใบเดียวที่วัสสะยื่นให้ เขากอดมันเอาไว้แนบอกขณะที่มองตามแผ่นหลังกว้างไม่ให้คลาดสายตา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกว่าหัวใจมันหวิวผิดปกติได้ขนาดนี้





“เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา พลตำรวจเอกวรพจน์ อิสระบริรักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เอ่ยยืนยันผ่านสื่อว่าจะดำเนินการผลักดันนโยบายป้องปรามการค้ามนุษย์ต่อไป แม้จะมีช่องโหว่จนถูกองค์กรอิสระล่ารายชื่อคัดค้าน โดยรองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า เป้าหมายคือคนทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน และจะไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใช้แรงงานอย่างไร้มนุษยธรรม”





“รอบห้าทุ่มครึ่งสองใบ” วัสสะละสายตาจากกล่องทีวีจอเล็กที่ส่งเสียงอยู่ใกล้ ๆ คล้ายไม่ได้ให้ความสนใจอะไร เขารีบยื่นเงินเข้าไปในช่องจำหน่ายบัตรโดยสาร พนักงานที่หน้าไม่รับแขกปฏิบัติตามโดยไม่พูดไม่จา ระหว่างที่รออยู่นั้น วัสสะเหลือบมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา เขาตั้งใจเดินมาซื้อตั๋วเพียงลำพังเพราะเห็นว่าความอันตรายนั่งอยู่แถวนี้ สายตามีพิรุธของผู้ชายร่างสันทัดสองคนทำให้ใจเขาประหวั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ สองคนนี้เฝ้ามองวัสสะและธารางกูรมาตลอด และตอนนี้ คนพวกนั้นกำลังต่อสายโทรศัพท์หาใครสักคนขณะที่มองเขาอย่างไม่วางตา





สายตาที่จ้องสู้กันไม่หยุดในวินาทีนี้ทำให้วัสสะยิ่งกว่าแน่ใจ

รู้เขา รู้เรา ท่านกำลังบอกให้เขารู้เอาไว้ว่าไม่ว่าจะไปที่ใด สายตาของท่านจะอยู่ที่นั่นเสมอ





เวลาห้าทุ่มสี่สิบรถโคชคันใหญ่เริ่มแล่นออกจากท่ารถ ตำแหน่งที่นั่งกลางตัวรถทำให้วัสสะสบายใจได้อยู่บ้าง เขานั่งชิดริมทางเดิน ระหว่างที่ให้ธารางกูรนั่งติดริมหน้าต่าง แต่นั่นคงจะเป็นเพียงความสบายใจข้อเดียว เพราะเขาเห็นอยู่ตำตาว่าชายน่าสงสัยสองคนเดินขึ้นรถคันเดียวกันมา

“คุณวัสครับ”

“ครับ ว่าไง” วัสสะยกแขนของตนขึ้นก่อนจะทำท่าให้อีกฝ่ายนำศีรษะเข้ามาซุกในท่อนแขน ธารางกูรเอนตัวซบลงพลางใช้มืออีกข้างจับสาบเสื้อโค้ชของวัสสะเอาไว้แน่นคล้ายกังวลและกลัวบางอย่าง

“ผมรู้สึกว่ามีคนตามเราอยู่… ผู้ชายสองคนข้างหน้า” วัสสะถอนหายใจออกมาทันทีที่ได้ยินแบบนี้ ถึงเขาจะไม่พูดไม่บอกสุดท้ายธารางกูรก็รู้ได้เองอยู่ดี แล้วมันก็เป็นอย่างที่คาดไม่มีผิด ร่างบางรู้สึกกลัวและพะวงขึ้นมาจริง ๆ

“ผมรู้แล้ว ไม่เป็นไร นอนเถอะ” วัสสะกระชับกอดให้ธารางกูรอุ่นใจว่ามีเขาอยู่ตรงนี้ ส่วนมืออีกข้างก็กดกระเป๋าที่หอบหิ้วขึ้นมาด้วยไว้กับตัก เขาเองก็อยากจะหลับตาลงในเวลานับสิบชั่วโมงที่มี ถ้าไม่ติดที่ว่าเขาเห็นชายสองคนนั่นนั่งคุยกันคล้ายปรึกษาบางอย่าง ทั้งยังคุยโทรศัพท์ตลอดเวลา ที่หนักหนากว่านั้นคือหนึ่งในพวกนั้นหันมามองวัสสะพลางยกยิ้มให้อยู่เป็นระยะ





ประกาศตัวชัดเจน ชัดเจนเสียจนแผงฟันของวัสสะสบกัดกันแน่นเพราะความเครียด





รถคันใหญ่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก ผู้โดยสารแน่นคันรถต่างพากันเงียบกริบเมื่อแสงไฟภายในถูกปิดลง วัสสะก้มมองธารางกูรที่หลับฟุบอยู่แนบอกสลับกับสองข้างทาง และใช้สมองคิดไปต่าง ๆ นานาในเวลาเดียวกัน ตอนนี้เขามองไม่เห็นหนทางที่จะทำให้คนรักมีความสุข ทั้งที่พยายามคิดแล้วคงอะไรดี ๆ รออยู่เบื้องหน้า ทว่าทิศทางในชีวิตมันมืดมนไปหมด ยิ่งมองไปเห็นคนที่ตามมาเฝ้าราวกับสัตว์ตัวหนึ่ง สภาพจิตใจยิ่งแย่ลงและเครียดขึ้นจนระบบความคิดรวนไปเสียหมด





แม้ว่าใจยังคิดหาวิธีสู้จนสุดชีวิต แต่ตัวเขาเองก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง

สู้ได้ เหนื่อยได้ ท้อได้ และ หวาดกลัวเป็น





“พักรถสิบห้านาทีนะครับ พักรถสิบห้านาที” เสียงตะโกนโหวกเหวกด้านหน้าบวกกับแรงเขย่าร่างจากคนข้างตัวทำให้ธารางกูรงัวเงียตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เขาทำคือหรี่ตามองนาฬิกาดิจิตอลบอกเวลาด้านหน้ารถ ตอนนี้เป็นเวลาตีสามเกือบจะตีสี่ วัสสะตบเบา ๆ ที่กรอบใบหน้าของคนเพิ่งตื่นอีกครั้งก่อนจะโน้มลงกระซิบบางอย่างที่ข้างหู

“เราจะไปกันแล้ว” วัสสะพูดเช่นนั้นก่อนจะลุกขึ้นสะพายกระเป๋า เขายืนรอธารางกูรตั้งหลักหลังจากตื่นนอนเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะจูงมืออีกให้ฝ่ายให้เดินตามฝูงชนที่พากันลงมายืดเส้นยืดสายยังจุดพักรถในปั๊มน้ำมันใหญ่

“ไปไหนครับคุณวัส” ธารางกูรถามขึ้นเพราะท่าทางวัสสะไม่ได้ใกล้เคียงกับคนที่จะลงไปเข้าห้องน้ำหรือซื้อของในมินิมาร์ท วัสสะไม่ตอบอะไรทั้งยังยื่นนิ้วชี้แตะลงไปที่ปากของธารางกูรคล้ายขอให้หยุดถามไปเสียก่อน

ทันทีที่ทั้งคู่ลงมาจากรถ วัสสะมองซ้ายขวาเพื่อให้แน่ใจว่าคนอันตรายทั้งสองอยู่ห่างจากตัวพอสมควร ร่างสูงจูงธารางกูรเข้าไปในมินิมาร์ททันที เขาทำทีเหมือนเลือกซื้อของบางอย่างทั้งที่สายตาเอาแต่มองหาชายอีกสองคนที่เดินนำลงมาก่อน และเมื่อเห็นชัดเจนว่าสองคนนั่นยืนสูบบุหรี่อยู่ไม่ไกลจากตัวรถนักวัสสะจึงตัดสินใจทำสิ่งที่คิดมาแล้วทันที

“น้อง ประตูหลังอยู่ไหน”

“คะ”

“พี่เป็นตำรวจ พาพี่ออกไปทางประตูหลัง” วัสสะไม่เพียงโชว์บัตรยศพันตำรวจตรีที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ แต่เขายังขึ้นเสียงเข้มพลางตั้งใจเปิดสาบเสื้อโค้ทให้เห็นอาวุธภายใน ช่างมันเถอะ วินาทีนี้ต่อให้มันมีพิรุธจนเรื่องถึงหูตำรวจมันก็อาจจะเป็นข้อดีเสียกว่า ด้านธารางกูรแม้จะไม่ได้พูดอะไรแต่เขาก็เป็นผู้ตามที่ดี และเดินตามวัสสะทุกฝีก้าวโดยไม่คิดจะปล่อยมือออกจากกัน

แม้พนักงานชายหญิงของร้านจะดูหวาดกลัวและไม่เชื่อวัสสะเท่าไหร่ แต่ชายผู้เป็นพนักงานก็ยอมเดินไปเปิดประตูขนย้ายของด้านหลังให้แต่โดยดี ทั้งคู่รีบแทรกตัวออกมาและรีบเร่งความเร็วฝีเท้าให้เร็วมากขึ้นเท่าที่จะทำได้ วัสสะวิ่งกึ่งลากกึ่งจูงธารางกูรโดยย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิมที่รถเพิ่งจะแล่นผ่านมา ร่างสูงที่นั่งมองทางมาตลอดเห็นว่ามีปั๊มน้ำมันอีกแห่งที่อยู่ห่างกันราวสามกิโลเมตร อย่างน้อยเขาต้องสลัดคนพวกนั้นให้หลุดออกไปให้ได้

“เราจะไปที่ปั๊มตรงนู้นนะกูร แต่จำไว้ถ้าพวกนั้นตามมา คุณทิ้งผมไปเลย แล้วผมจะรีบตามไป” วัสสะพูดขึ้นท่ามกลางเสียงเหนื่อยหอบเพราะวิ่งไม่หยุด ทว่าคนที่กำลังสับขาตามกลับบีบมือตอบเชิงว่าไม่ยอมแน่

“ไม่ครับ ” อากาศหนาวทำให้การหายเบาบางจนทั้งคู่รู้สึกเหนื่อยง่าย วัสสะหันไปมองด้านหลังเป็นระยะ ๆ ท่ามกลางความมืด ถนนเส้นนี้มืดสนิทและมีเพียงแสงจากไฟหน้ารถที่สาดไปมาเป็นช่วง ๆ เท่านั้น จุดหมายที่ต้องการส่องแสงไฟอร่ามให้เห็นอยู่ไม่ไกล เมื่อไปถึงที่นั่นอย่างน้อยเขาก็อาจจะพอขอติดรถให้สักคนเพื่อไปตามเส้นทางได้ นี่อาจจะเป็นความคิดโง่ ๆ แต่ยังไงซะมันก็ดีกว่าปล่อยให้คนของท่านตามไปจนสุดทาง

“กูร ผมไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร อย่างน้อยถ้า...” เมื่อวัสสะเริ่มแน่ใจว่าระยะที่วิ่งมาห่างไกลมากพอที่พวกนั้นจะตามไม่ทัน เขาจึงค่อย ๆ หยุดยืนและสบสายตากับธารางกูรอย่างจริงจัง

“อย่างน้อยที่สุดเราต้องไปด้วยกันครับ” ธารางกูรกระชับมือเพื่อเป็นการยืนยันความตั้งใจของตนเองอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันที่วัสสะจะได้เอ่ยอะไรกลับไปอีก จู่ ๆ เขาก็เห็นแสงวาบเป็นเงาพุ่งตัวเข้ามาหาธารางกูร เมื่อคิดตั้งสติได้วัสสะจึงคว้าตัวธารางกูรดึงให้ออกห่างจากอันตรายทันที

“ระวัง! ”

ปริ้นนน! ทั้งคู่เซลงไปกับพงหญ้าริมขอบทาง ธารางกูรใจเต้นระรัวเมื่อเห็นชัดตำตาว่าเมื่อครู่มีรถคันหนึ่งตั้งใจสาดความเร็วมายังพวกเขา วัสสะกอดธารางกูรเอาไว้แน่นพร้อมกับยันตัวเองให้เคลื่อนตัวเข้าไปบังอีกฝ่ายที่ล้มอยู่กับพื้นเช่นกัน

“เขาตั้งใจจะชนเรา หรือว่า...”

“เวรเอ๊ย! ” คงไม่ต้องรอให้ธารางกูรคาดเดาได้เสร็จ วัสสะที่พยายามมองสู้แสงไฟสูงที่พุ่งเข้ามาตรงหน้าเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว รถคันนี้ตั้งใจจะพุ่งเข้าหาเขาและธารางกูร รถคันนี้ขับตามมาตั้งแต่แรก และรถคันนี้คือรถแลนด์โรเวอร์ของเขา วัสสะล้วงเข้าใต้โค้ทเพื่อหมายจะหยิบอาวุธปืนทันที แต่ทว่าวินาทีนั้นรถคันสีขาวกลับเคลื่อนไหวภายในดวงตาของธารางกูรราวกับภาพช้า ตัวรถหักเลี้ยวเคลื่อนเข้าเทียบไปตามเลนก่อนที่บานกระจกจะค่อย ๆ ลดลงพร้อมปลายกระบอกปืนที่ลอดออกมา





ปัง!!





“กูร!! ” หัวใจของวัสสะแทบร่วงหล่นเมื่อธารางกูรหมุนตัวเขามาบังเขาเต็มตัว แผ่นหลังนั่นหันเข้าหาทิศทางกระสุนในระดับที่เรียกได้ว่าไม่มีทางพลาดไป วัสสะร่างกายชาดิกเมื่อได้ยินเสียงปืนพร้อมกับใบหน้าของธารางกูรที่ซบลงกับอก ความหวาดกลัวทั้งหมดที่มีทำให้เขาลนลานเหมือนคนเสียสติ มือสั่น ๆ ลูบไปทั่วร่างของธารางกูรเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีรอยแผลใดปรากฎอยู่ในร่างกายที่เป็นเหมือนหัวใจของเขา จนกระทั่งเสียงปังอีกสามครั้งติดดังตามมาราวกับต้องการกดสติของวัสสะให้จมลงไปกับพื้นดิน

ปัง! ปัง! ปัง!

“เฮือก กูร… ไม่เอานะกูร ไม่เอานะ กูร กูร” เสียงหายใจเฮือกใหญ่ดังออกจากลำคอของวัสสะพร้อมอาการกระตุก ร่างสูงกอดธารางกูรเอาไว้แน่นพลางกดปลายคางลงกับไหล่ของอีกฝ่าย วัสสะควบคุมตัวเองไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างคนใจเสีย

“กลับบ้านเถอะครับคุณวัส” เสียงเข้มดังออกมาจากปากคนลั่นไก ให้หลังไม่กี่วินาที รถคันดังกล่าวก็เคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็วสูง แสงสว่างรอบข้างหมดลง ทิ้งไว้เพียงอาการผวากลัวความสูญเสีย วัสสะกอดธารางกูรและพร่ำเรียกชื่อคล้ายรอให้อีกฝ่ายเอ่ยอะไรออกมาสักอย่าง จนกระทั่งวัสสะได้ยินเสียงสะอึกที่มาจากความตกใจกลัวไม่แพ้กัน

“กูร กูร กูรได้ยินผมใช่มั้ย”

“อึก...”

“ขอบคุณจริง ๆ ขอบคุณจริง ๆ ที่คุณไม่เป็นอะไร” คนขวัญเสียต่างโอบกอดกันไว้ด้วยความรักที่มี เหตุการณ์เมื่อครู่เหมือนเป็นภาพรีเพลย์ซ้ำจากเมื่อคืนก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำยังทวีคูณความรุนแรงจนทุกอย่างในหัวที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างพังครืนล้มลงมา มันเป็นเพียงขู่ที่ค่อย ๆ กัดเซาะลงไปที่จิตใจของคนสองคนทีละน้อย เป็นคำขู่ที่หมายสร้างความหวาดกลัวจนต้องคลานเข่ากลับไปอย่างคนสิ้นไร้หนทางในที่สุด





คู่ขู่จากคนที่รู้จุดอ่อน





Talk

มาทอล์คสั้น ๆ ว่าเจอกันตอนหน้าค่าาาา

ขอบคุณทุกคนคอมเมนต์และทุกวิวคร้าบบบบบ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-10-2018 21:46:17 โดย be-silent »

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ขู่ไรนักหนา จะฆ่าก็ฆ่าเลย !!!  :z6: :z6: :z6:


ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ก็รู้ไงว่ายังไงกูรก็ต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าปกป้องวัส นี่ยิงขู่เผื่อฟลุ้คกูรก็ตายใช่ป่าว

เราชักอยากเห็นข่าวท่านรองนายก หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือวูบหมดสติเพราะโหมงานหนักกลางที่ประชุม ครม จังเลยคงเป็นการเสียชีวิตในหน้าที่ ที่จะได้รับคำแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วราชอาณาจักร

หรือไม่ก็ข่าวสารวัตรวัสสะ นายตำรวจหนุ่มไฟแรงทายาทรัฐมนตรีดัง เสียชีวิตขณะจับกุมผู้ต้องหาฆาตรกรต่อเนื่องที่หลบหนีคดีมาหลายปี เหยื่อรายล่าสุดคือ ดารัณ ดาราชื่อดัง สองคนใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กัน กระสุนโดนจุดสำคัญ เสียชีวิตทั้งคู่

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 923
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +526/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 22 ฤดูทะเลครวญ

“ขอบคุณมากนะครับ”

“ไม่เป็นไร ถ้าเอ็งกับน้องชายจะไปเที่ยวหาดก็เดินไปสุดมุมถนนนู่นนะ แถวนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวหรอก มีแต่ชาวบ้านทำมาหากิน ถ้าจะไปต่อก็นู่น… ท่ารถ แต่ยังไงก็ลองไปหาอะไรในตลาดกินกันก่อน น้องเอ็งดูจะเป็นลมอยู่แล้ว”

“ครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ให้ผมรบกวน” วัสสะโค้งศีรษะขอบคุณคุณลุงผู้มีน้ำใจท่านหนึ่งที่ยอมให้เขาและธารางกูรติดกระบะท้ายรถมาหลายสิบกิโลเมตร ด้านธารางกูรเองก็ยกมือไว้ขอบคุณทั้งสภาพใบหน้าอิดโรยใกล้เป็นลมเป็นแล้งดั่งคำว่า เวลาผ่านไปจนเข้าสู่ช่วงสาย ทั้งคู่ลงจากรถบริเวณชายขอบจังหวัดที่เป็นประตูสู่ภาคใต้ พวกเขาไม่ได้ไปให้ถึงปลายทางที่ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรก ด้วยเหตุเพราะไม่มีอะไรง่ายดายเช่นนั้น





กว่าจะเรียกสติกลับคืนมาก็เสียเวลาไปจนเกือบรุ่งสาง





“คุณวัสพักก่อนสักหน่อยมั้ยครับ”

“พูดอะไร กูรนั่นแหละต้องพัก” วัสสะเดินนำธารางกูรไปนั่งที่ม้าหินใต้ร่มไม้ไม่ไกลจากจุดที่ลงจากรถนัก ว่ากันตามตรงก็คือทั้งคู่ขวัญเสียและเสียความมั่นใจไปอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่เคยหนักแน่นอย่างวัสสะ ทุกครั้งที่เฉียดเข้าใกล้ความตายและการสูญเสีย ความสามารถในการควบคุมสติและร่างกายได้ค่อย ๆ ลดน้อยลงทุกที เช่นหลายชั่วโมงก่อน เขาได้กลายเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจต่อต้านขัดขืนหรือฮึดสู้กับคำขู่





อ่อนแอจนเกินกว่าจะให้อภัย





“วันนี้เราจะเจอกับอะไรครับ”

“ช่างเถอะ คุณก็เห็นแล้วว่ามันไม่กล้าทำอะไรเรา”

“เปล่าสักหน่อยครับ พวกนั้นแค่ไม่ทำร้ายคุณวัส แต่กับผม...”

“อย่าคิดแบบนั้น ที่เรากำลังเจอก็แค่คำขู่ให้เราคิดยอมแพ้ แล้วกลับไปอยู่ในนรกเหมือนเดิม”

“หรือไม่มันก็เป็นคำเตือน ก่อนที่ผมจะหายไปจริง ๆ ” ธารางกูรเบี่ยงตัวนอนลงกับตักวัสสะ ขายาวงอเข้าหาตัวพร้อมกับสองแขนที่ยกขึ้นสวมกอดอกตน วัสสะขยับตัวเองและกระเป๋าให้อีกฝ่ายนอนสบายขึ้น อากาศที่นี่แม้จะเย็นอยู่บ้างแต่ไม่ได้เลวร้ายมากมายอะไรนัก แถมลมที่พัดผ่านยังเต็มไปด้วยความชื้นและกลิ่นฝนที่ทำให้ธารางกูรหลับตาสูดเอากลิ่นมันเข้าปอดอย่างสุขใจ





อันที่จริง เขาก็แค่พยายามจะสุขใจ





“คุณกูร” วัสสะเอ่ยเรียกอีกฝ่ายระหว่างที่ใช้เรียวนิ้วลูบผ่านชั้นเส้นผมนุ่ม น้ำเสียงของเขามันเจือไปด้วยความรู้สึกผิด วัสสะกำลังนึกโกรธตัวเองที่พาคนรักมาตกระกำลำบากอย่างคนไม่มีที่ไป ตอนนี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำยังไงต่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหลีกหนีสายตาของท่านให้พ้นได้ยังไง สมองของวัสสะตีบตันราวกับคนสิ้นไร้หนทาง แค่คิดว่าอีกห้านาที อีกสิบนาทีต่อจากนี้จะหันหน้าไปทิศทางไหน เรื่องมันก็ยากไปเสียหมด





เริ่มเข้าใจแล้วว่าทางเลือกของคนไม่มีทางเลือกมันเป็นยังไง





“ครับคุณวัส”

“รู้ใช่มั้ย ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมจะไม่มีวันปล่อยมือคุณ”

“ครับ ผมทราบ”

“งั้นวันนี้เราจับมือไปทำอะไรที่เราอยากทำกันมั้ย”

“...”

“กินข้าว เดินเล่น ยิ้ม หัวเราะ ใช้ชีวิตแบบมนุษย์คนนึง” สิ่งที่วัสสะพูดเป็นสิ่งเดียวที่ตัวเขาคิดได้ในทันที มันคือรูปแบบของชีวิตที่คนทั้งคู่ต้องการมากที่สุด ต้องการมาตลอด แต่ไม่เคยได้มันมาอย่างที่ใจต้องการเลยสักครั้ง





แม้แต่ตอนนี้…

คนพูดอย่างวัสสะ ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะได้ทำมันทั้งหมด





ธารางกูรไม่ได้ตอบทันทีในวินาทีนั้น ดวงตาคู่กลมค่อย ๆ เปิดขึ้นเพื่อมองความเป็นไปของผู้คนเบื้องหน้า นั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนคู่ชายหญิงที่ตรงนั้น ยิ้มหัวเราะเคล้าความสุขดังปัจเจกบุคคลที่เดินขวักไขว่ หรือแม้แต่จับมือกันกระโดดโลดเต้นเหมือนเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ สองคน ใช่ ความเป็นไปของบุคคลเหล่านั้นคือสิ่งที่น่าอิจฉา และเป็นสิ่งที่เขาอยากทำมาตลอด

“ผมขอเต้นรำแบบเด็กสองคนนั้นด้วยได้มั้ยครับ” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาทั้งที่หัวใจกำลังปวดหนึบ ภาพเด็ก ๆ จับมือกระโดดและก้าวขาไล่ตามกันเป็นจังหวะช่างน่ารักน่าเอ็นดู เห็นแล้วรู้สึกเหมือนว่าได้ย้อนกลับไปในวันวานไร้เดียงสาแสนสุขอีกครั้ง น่าเสียดาย ที่วัยไร้เดียงสาของเขาไม่ได้มีภาพเช่นนี้ให้จดจำ

“คุณเรียกนั่นว่าการเต้นรำเหรอ หืม”

“ผมแค่เปรียบเปรยน่ะครับ”

“ถ้างั้น… ผมคงต้องจัดให้ตามคำขอ เริ่มต้นด้วยการไปหาของอร่อย ๆ กินกันเป็นไง”

“ดีครับ ผมอยากกินข้าวนอกบ้านกับสารวัตรวัสสะมานานแล้ว”

“เช่นกันครับ คุณธารางกูร” คงจะเป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายวันที่สดใสที่สุด วัสสะและธารางกูรยิ้มออกมาให้กับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ความสุขในชีวิตที่เป็นอิสระ แม้พวกเขาจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นอิสระที่มีสายตาของคนกลุ่มหนึ่งจ้องมองอยู่ตลอดก็ตามที





แค่ทำทุกนาที ทุกวินาทีให้สมบูรณ์ที่สุด





ห้วงเวลาแสนสุขดำเนินไปอย่างรวดเร็วพร้อมเสียงหัวเราะ คนทั้งคู่อารมณ์ดีง่ายดายแม้เพียงได้ยินเสียงใบไม้ลู่ลมรอบกาย วัสสะและธารางกูรพากันเตร็ดเตร่ไปทั่วเมืองราวกับชีวิตไม่เร่งรีบและไร้เรื่องทุกข์ร้อนใจ เริ่มจากมื้ออาหารนอกที่รโหฐานครั้งแรกในรอบหลายปี แม้มันจะเป็นเพียงร้านอาหารข้างถนนธรรมดาที่ใครก็เอื้อมถึง แต่เพราะเพื่อนร่วมโต๊ะแสนพิเศษ จึงทำให้มันกลายเป็นความประทับใจที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่

ตามทฤษฎีและกฎเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์ ภาคใต้จะมีฤดูหนาวที่อุ่นกว่าภาคอื่น ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน คงจะเป็นโชคดีของคนชอบความหนาวอย่างทั้งคู่ ที่วันนี้ลมแรงเย็นยะเยือกพัดต่อเนื่องอยู่ตลอด โดยเฉพาะบริเวณริมชายหาดที่สายลมพัดกรรโชกเอาความเย็นและความชื้นเข้าฝั่ง อาจจะดูเหมือนการเข้าข้างตัวเองไปสักหน่อย แต่ธารางกูรคิดว่าอากาศวันนี้ไม่ได้แห้งแล้งไร้ชีวิตเหมือนอย่างเคย เขารู้สึกสุขใจและไม่อยากให้หมดวันนี้ไปเลย

“ตากลม เดี๋ยวคุณก็ป่วยอีก”

“ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย”

“ต้องให้ผมทวนความจำมั้ยว่าคุณป่วยเพราะฤดูหนาวของคุณกี่ครั้ง”

“แต่วันนี้ผมจะไม่ป่วยนี่ครับ”

“หัดดื้อแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ คุณธารางกูร” วัสสะวาดวงแขนเข้าที่ช่วงเอวบางของคนที่ตีสีหน้ายิ้มเถียงไม่หยุด ทั้งคู่ขยับตัวเข้าใกล้กันระหว่างที่ทอดสายตาออกไปยังผืนทะเลกว้าง สองร่างทอดกายนั่งบนหาดสายขาวเนียนละเอียดมานานนับชั่วโมง เวลาพลบค่ำเช่นนี้ทะเลสีครามสวยกว่าสิ่งใด ยิ่งบวกรวมกับรสเครื่องดื่มมึนเมา ยิ่งทำให้แสงไฟบนฝั่งสะท้อนลงกับเงาคลื่นจนงดงามน่าค้นหา

“ผมไม่ได้ดื้อสักหน่อย”

“เนี่ย ดูสิ ยังจะดื้ออีก ถูกลงโทษสักทีดีมั้ง” ปลายจมูกได้รูปแตะต้องลำคอขาวของอีกฝ่ายเพียงเสี้ยววินาที วัสสะทิ้งใบหน้าตัวเองอยู่กับต้นคอของธารางกูรคล้ายอยากจะเอ่ยถ้อยคำออดอ้อน ท้องทะเลกว้างนั้นดูเหมือนไร้จุดสิ้นสุด และเคลื่อนไหวได้อย่างมีอิสรภาพ แต่ทว่าเกลียวคลื่นยังคงถูกกำหนดทิศทางด้วยกลุ่มลมและสาดซัดเข้าฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า





ความสุขภายในใจของทั้งคู่ก็คงเป็นเช่นนั้น

สุดท้ายความเลวร้ายก็ซัดเข้าฝั่งเช่นเดิม





“จะสวมบทบาทพี่ชายคุมพฤติกรรมน้องชายอีกรึไงครับ มาทำดุใส่ผมเนี่ย” ธารางกูรยกขวดเบียร์สีชาขึ้นจิบ ก่อนที่คนข้างตัวจะคว้าไปดื่มพรวดลงคออึกใหญ่ รสชาติหวานเฝื่อนของเครื่องดื่มข้าวหมักเจือลงไปกับน้ำลายในโพรงปาก ความหอมหวานของเครื่องดื่มมึนเมาชวนให้หลงเคลิ้มไปได้ไม่เท่าอดีตหอมหวานครั้งก่อน อดีตครั้งที่เด็กชายชยางกูรยังคงอยู่

“เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าเคยเลี้ยงเด็กดื้ออย่างคุณมา”

“อายุมากกว่าผมแค่สองสามปี ใช้คำว่าเลี้ยงเลยเหรอครับ”

“แล้วผมต้องใช้คำว่าอะไร ดูแลด้วยความรักเหรอ” วัสสะกระชับมือดึงเอวของอีกฝ่ายเข้าหาตัวมากขึ้น ก่อนจะยกเข่าข้างหนึ่งชันขึ้นจนเม็ดทรายที่อยู่ข้างเรียวขาร่วงกราวลงกับพื้น กลิ่นกายกรุ่นรักจากธารางกูรอบอวลจนวัสสะไม่อาจจินตนาการถึงวันที่ขาดคนคนนี้

“งั้นก็แล้วแต่คุณวัสเถอะครับ ผมเถียงไม่ได้อยู่แล้ว”

“ดีใจจังที่วันนั้นได้เจอคุณ”

“วันไหนครับ”

“วันที่คุณมาที่บ้านไง นั่นเป็นวันเดียวในชีวิตที่ผมอยากจะขอบคุณท่าน ขอบคุณที่ช่วยประทานคุณให้ผม” วัสสะยกขวดเบียร์ขึ้นประชิดริมฝีปากอีกครั้ง ดวงหน้ายิ้มแย้มของเขาฉายชัดสู้กับพระจันทร์ครึ่งดวงที่กำลังพราวแสงสดใส ธารางกูรเองก็คงไม่ได้เห็นต่างไปจากกัน หากวันนั้นไม่ได้เจอ วันนี้ตัวเขาคงไม่ได้พบคนที่แสนดีคนนี้ หากวันนั้นไม่ได้เจอ วันนี้ตัวเขาคงไม่ได้ใช้หัวใจรักใครสักคน

“แต่ผมว่าวันนี้น่าดีใจมากกว่า… เพราะว่าผมมีคุณวัส” เรียวมือเล็กกำทรายขึ้นมาก่อนจะปล่อยมันร่วงเป็นสายลงสู่พื้นราวกับการนับถอยหลัง ดวงตาคู่กลมเหลือบมองไปเงาตะคุ่มของกลุ่มคนทางด้านขวาของหาด ก่อนจะสลดลงมาอยู่กับผืนทรายเบื้องหน้าเช่นเดิม อันที่จริง เวลาของพวกเขากำลังจะหมดลง ต่อให้ผืนทรายกว้างมีปริมาณนับล้าน ต่อให้กำทรายติดมือขึ้นมาต่อเวลาอีกกี่ครั้ง เวลาของเขาและวัสสะก็ยังต้องหมดลงตามชะตากรรมที่ถูกใครคนนั้นกำหนด

“ไม่ทำหน้าแบบนั้นสิครับ ตอนนี้เรากำลังมีความสุข เข้าใจมั้ย หืม”

“เข้าใจครับ” วัสสะตั้งตัวเองเป็นหลักก่อนจะดึงร่างกายของอีกฝ่ายซบลงมาด้วยท่าทางที่ไม่ต่างอะไรกับคนอ่อนแรง ตัวเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังกลุ่มคนทางด้านขวามือตน ทำไมวัสสะจะจำไม่ได้ว่าหนึ่งในนั้นคือ ‘ประชา’ ลูกน้องคนสนิทของท่าน หึ อยากจะรู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วใครจะหมดความอดทนก่อนกัน ระหว่างเขากับธารางกูรที่แสร้งเป็นไม่สนใจมาทั้งวัน หรือคนพวกนั้นที่ตามติดทุกฝีก้าวราวกับพวกเขาเป็นนักโทษ





ออ ลืมไป ถ้าใช้คำว่านักโทษก็คงไม่ผิด





“ขอโทษนะกูรที่มันไม่ได้เป็นอย่างที่ผมรับปากคุณไว้เลย”

“เรื่องไหนครับ” ธารางกูรถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าน้ำเสียงรู้สึกผิดของวัสสะนั้นหมายถึงเรื่องใด ร่างสูงเองก็ไม่ได้ตอบในทันที เขากดสายตาลงมองคนที่ซุกอยู่กับอก ดวงตาสองคู่เฝ้ามองกันด้วยความเข้าใจอย่างถึงที่สุด ยิ่งใช้เวลา ยิ่งส่งผ่านความรู้สึก ยิ่งกระจกนัยน์ตาสะท้านว่ามีกันและกันอยู่ในนั้น หยดน้ำตาใส ๆ ยิ่งเอ่อรวมกันที่ขอบตาจนต้องเบือนหน้าหนีออกจากกันในที่สุด ความรู้สึกเช่นนี้มันเจ็บปวดทรมานกว่าการไร้ความรักเสียอีก

“ผม...”

“คุณวัสไม่เห็นต้องขอโทษอะไรผมเลย กลับกันผมต้องขอบคุณคุณวัสมาก ๆ ต่างหาก”

“ทำไมชีวิตเราต้องเป็นแบบนี้ บางทีผมก็ไม่เข้าใจเลย หึหึ” วัสสะตัดพ้ออย่างน้อยใจในโชคชะตา ก่อนที่เขาจะพยายามหัวเราะออกมาคล้ายกับคนที่ไม่อาจควบคุมสติ ช่างเป็นความสุขที่แสนเจ็บปวด เป็นเสียงหัวเราะที่บาดลึกลงไปในจิตใจของคนคนหนึ่ง





ขีดจำกัดที่มีจะทนได้นานสักแค่ไหนกันนะ





“บางทีโลกก็ใจร้ายกับเรานะครับ”

“นั่นสิ ใจร้ายจัง พื้นที่บนโลกมีตั้งเยอะ ทำไมไม่เหลือทางเดินให้เราบ้าง ขอแค่ที่ยืนก็ยังดี… ฟู่วววว ช่างเถอะ เราคุยกันแค่เรื่องดี ๆ ดีกว่าเนอะ” วัสสะสะบัดศีรษะ เป่าลมหายใจออกมาขณะที่ปรายสายตามองไปยังคนกลุ่มนั้นอีกครั้ง หัวใจที่วูบโหวงคล้ายย่างเท้าเข้าใกล้สิ่งอันตรายยิ่งปวดหนึบขึ้น เขาไม่ต่างอะไรกับคนที่ไร้หนทาง ไม่ต่างอะไรกับคนปากเก่งที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เขาไม่ใช่วีรบุรุษ ไม่ใช่พระเอกสุดเท่ในนิยายที่กล้าหาญไปเสียทุกอย่าง สุดท้ายแล้วเขาเป็นแค่วัสสะ คนธรรมดาที่ต้องการอยู่กับคนที่รัก ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด หรือว่าถูกตีหน้าว่าขี้ขลาดตาขาวสักแค่ไหน ทว่าตอนนี้เขากลับมองไม่เห็นหนทางเหล่านั้นเลย

“ครับ เราจะมีแค่เรื่องดี ๆ เพราะว่าวันนี้ผมมีความสุขที่สุดเลย” ธารางกูรรั้งกอดวัสสะเอาไว้ด้วยสองแขน คนตัวเล็กกว่าเผยรอยยิ้มพร้อมไหวศีรษะซุกลงกับอกคล้ายอยากจะขอเข้าไปอยู่ในหัวใจ ทั้งที่ความจริงพื้นที่ตรงนั้นมันมีเพียงตัวเขายึดครองอยู่ตั้งแต่ต้น ทั้งคู่ใช้เวลาจัดการกับอารมณ์หม่นหมองในใจตนอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งความสดใสซึ่งเป็นฉากหน้าถูกแสดงออกมาเพื่อพยุงจิตใจซึ่งกันและกัน

“งั้น… คืนนี้ก่อนไปหาที่นอน คุณอยากไปไหนอีก หรือว่าอยากกินอะไร”

“ไม่ล่ะครับ ผมอิ่มจนจะจุกแล้ว”

“อิ่มอะไร คุณน่ะกินไปนิดเดียวเอง”

“อิ่มอกอิ่มใจมั้งครับ”

“แบบนี้ก็ได้แหะ” วัสสะคลี่ยิ้มออกมาพลางดึงแก้มคนที่อ้างว่าอิ่มอกอิ่มใจอย่างแผ่วเบา

“ผมพูดจริง ๆ นะครับ อีกอย่าง ผมอยากนั่งมองฟ้าตอนนี้มากกว่า”

“นั่นสินะ เผื่อว่าฝนจะตก คุณคิดว่าไง”

“ไม่รู้สิครับ เพราะกลิ่นฝนหายไปหมดแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกได้แค่กลิ่นทะเล”

“ไม่เหมือนผม ผมสัมผัสได้แค่กลิ่นคุณ” ปลายมือหนาไม่ได้รีรอที่จะเชยคางของอีกฝ่ายขึ้นตามใจอยาก วัสสะโน้มใบหน้าลงเล็กน้อยเพื่อมอบรสชาติจูบนิ่งสนิททว่าหวานลึกอยู่ภายใน ธารางกูรเองก็ตอบโต้กลับด้วยจังหวะเรียวลิ้นที่เคลื่อนไหวเชื่องช้าแต่แทบจะทำให้ลมหายใจขาดห้วง จุมพิตที่ให้ความรู้สึกลึกซึ้งยาวนานยิ่งทำให้ทั้งคู่ไม่อยากที่จะถอนสัมผัสออกจากกัน เหตุเพราะมันไม่ใช่จูบวาบหวามฉาบฉวย แต่มันเป็นจูบที่เป็นดั่งพันธสัญญาผูกหัวใจรวมไว้ด้วยกัน





ไม่พรากจากตัว

ไม่ไปจากใจ





เมื่อเป็นสุขกับสายลมหนาวริมหาดจนพอใจ คนทั้งสองพากันเดินเพื่อหาจุดหมายในค่ำคืนนี้อีกครั้ง ห้องพักรายวันเล็ก ๆ ที่เห็นเมื่อช่วงกลางวันเป็นที่ที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ทว่ายิ่งก้าวเดิน ขาของวัสสะกลับยิ่งแข็งและหนักขึ้นราวกับกำลังรับเรื่องในสมองไม่ไหว หากคำขู่สองครั้งที่ผ่านมาเลวร้ายและมีผลต่อระบบความคิด การถูกเดินตามซึ่ง ๆ หน้าคงจะเป็นการทุบความมั่นใจทิ้งอย่างไม่ยั้งมือ วัสสะกำลังถูกล้อมกรอบให้กลายเป็นหมาจนตรอก และต้องหันหน้ากลับไปสู้อย่างสุดชีวิตเพราะไม่มีทางเลือกอีกต่อไป

“มีสตินะครับคุณวัส” ธารางกูรเอ่ยปรามเมื่อเห็นวัสสะคว้าปืนของตนขึ้นมาพินิจใต้เงามืด แสงไฟรายทางสะท้อนกับปลายกระบอกปรากฏเป็นเงาวาววับสะดุดใจ เมื่อถูกท้วงเช่นนั้น ร่างสูงจึงกระชับฝ่ามือที่จับประสานกันไว้ตลอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม เช่นกัน ปืนกระบอกนี้ก็ถูกเขาเพิ่มแรงในการยึดเอาไว้ให้เหมาะมือ

“ถ้าไร้ทางเลือก ก็คือไร้ทางเลือก”

“นี่ที่สาธารณะนะครับ”

“ผมเป็นตำรวจนี่ ผมจะทำอะไรก็ได้”

“คนวัสครับ”

“โอเค ผมสัญญาว่าจะไม่ทำอะไร ถ้าพวกเขาไม่ล้ำเส้นเข้ามา” วัสสะเอ่ยทั้งแสร้งดวงหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นธารางกูรมีสีหน้าที่ไม่สู้ดี จะให้ตัวเขาวางใจทุกอย่างได้ยังไง ในเมื่อเขากับธารางกูรก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอ แต่คนกลุ่มนั้นกลับเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ผมไม่อยากให้เราต้องทำร้ายใครอีก”

“แต่คนพวกนั้นทำลายวันที่ดีที่สุดของเรา… ทำไมเราถึงยอมให้เขาทำร้ายเราได้ เพราะเราเป็นคนดีเหรอ… ก็เปล่า” ธารางกูรเงียบไปเพราะว่าเถียงวัสสะไม่ได้เลยสักนิด นั่นสินะ เพราะอะไร เพราะอะไรธารางกูรถึงไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เห็นความตายมามากมาย เพราะอะไรวัสสะถึงรู้สึกจุกไปทั้งอกทั้งที่เป็นฝ่ายพูดออกไปเอง

“ผมแค่ไม่อยากให้เราผิดมากไปกว่านี้”

“ผมรู้ ผมรู้ ผมรู้” วัสสะเอ่ยซ้ำ ๆ ขณะที่ลดความเร็วในการเดินและหยุดยืนในที่สุด ธารางกูรชะงักลงเมื่อถูกรั้งจากแรงมือ ร่างบางหันมาส่งสายตาวูบไหวให้กับวัสสะที่ยืนสูดลมหายใจด้วยใบหน้านิ่งสนิท เมื่อมองผ่านกรอบหน้าไร้รู้สึกไป ธารางกูรก็เข้าใจทันทีว่าเพราะอะไรความเคร่งขรึมจึงเข้าควบคุมวัสสะโดยเฉียบพลันเช่นนี้

แกร๊ก!

“ไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ! ” วัสสะเอี้ยวตัวหันกลับในเสี้ยววินาที แขนแกร่งออกแรงเหวี่ยงมือขวาข้างที่จับปืนไว้สุดแรงจนลำกล้องสะบัดขึ้นลำได้ด้วยมือเดียว ชีวิตที่ปลายปืนพุ่งตรงไปที่กลางอกไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไร ผิดกันกับธารางกูรที่เบิกตากว้างเพราะไม่คาดคิดว่าประชาจะเข้ามาถึงตัวได้เร็วขนาดนี้

“ผมตั้งใจมาขอคุยนะครับคุณวัส”

“หึ คุยงั้นเหรอ สองวันมานี่ยังคุยกันไม่พอรึไง” วัสสะโยกศีรษะมองชายชุดดำอีกสามสี่คนที่แยกกันเดินเตร่คล้ายดูลาดเลาคุมพื้นที่อยู่ห่างไปหลายเมตร รอยยิ้มเยาะรู้ทันยกขึ้นแรง ๆ ที่มุมปาก เขาได้ยินเสียงฝีเท้าคืบเข้ามาใกล้ตั้งแต่แรก ยิ่งทำเป็นไม่สนใจ ระยะห่างระหว่างเส้นที่วัสสะขีดไว้ยิ่งลดลง แล้วดูตอนนี้สิ ชายกลางคนท่าทางภูมิฐานพูดจากับเขาราวกับไม่เคยเกิดเหตุเสียงปืนดังปังมาก่อน วิธีการยิ้มคล้ายเป็นมิตรนั่นช่างดูเสแสร้งสิ้นดี

“ผมต้องขอโทษด้วย ที่พวกนั้นอาจจะทำอะไรล่วงเกินคุณวัสกับกูรไป” ประชาพยักพเยิดหน้าไปยังกลุ่มคนเบื้องหลัง ธารางกูรที่กลัววัสสะจะใจร้อนพยายามใช้สองมือบีบเข้าผ่อนออกที่มือของอีกฝ่ายเป็นจังหวะเพื่อรั้งอารมณ์ให้เย็นลง

“ถ้าคนพวกนั้นทำตามคำสั่งท่าน ก็ไม่ถือว่าล่วงเกินหรอก จริงมั้ย”

“ผมมองว่ามันแค่เป็นวิธีเกลี้ยกล่อมของท่าน”

“แล้วถ้าผมกล่อมให้คุณหยุดด้วยวิธีของผมบ้างล่ะ” วัสสะกดปลายปืนลงที่อกซ้ายของอีกฝ่าย ธารางกูรที่ปิดปากนิ่งเงียบมานานถึงกลับต้องออกแรงดึงร่างวัสสะให้ถอยตามออกมาสามสี่ก้าว ร่างสูงหันไปมองคล้ายจะไม่พอใจ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องอ่อนลงเพราะสายตาร้องขอของธารางกูรอยู่ดี

“แล้วแต่คุณวัสจะตัดสินใจเถอะ แต่ที่ผมจะบอกคือคุณไม่มีทางหนีไปได้ ยังไงคุณก็ต้องกลับไปอยู่ดี ต่อให้ผมตาย พวกที่เหลือก็จะพาคุณกลับไป”

“คำสั่งคือพาผมกลับไปตายรังงั้นสิ เลยต้องขู่สารพัด ไม่ยอมฆ่าให้ตายสักที”

“มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะครับ”

“มีเวลาถึงวันไหนล่ะ ท่านย่อมมีเดดไลน์ให้เสมอนี่”

“พรุ่งนี้ครับคุณวัส”

“เหรอ ถือว่ายังพอมีเวลาสินะ”

“ผมไม่อยากใช้ความรุนแรง ถ้าจะกรุณา ผมอยากให้คุณวัสกลับไปกับผมก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกันใหญ่ ทั้งหมดนี้ผมหวังดีนะครับ”

“เห้อ… ถ้าหวังดีจริง ผมขอถามคำนึงเถอะ ถ้าคำสั่งที่คุณได้คือพาผมกลับไป แล้วกูรล่ะ คำสั่งที่คุณรับมาคืออะไร” วัสสะเลิกคิ้วถาม และคำตอบที่ได้รับกลับมาเป็นเพียงความนิ่งเงียบ และการปรายสายตาไปมองคนที่วัสสะออกโรงป้องร่างเอาไว้ วินาทีนั้นวัสสะเดาคำตอบได้ทั้งหมด ธารางกูรเองก็เริ่มเข้าใจจนกัดริมฝีปากจนกระทั่งผิวเยื่อบาง ๆ ปริแดงไปหมด

“ถ้าคุณวัสกับกูรกลับไปกับผม ผมสัญญาว่าจะช่วยขอท่านให้ ตอนนี้ท่านแค่กำลังโกรธ ถ้ากลับไปแล้วท่านอาจจะใจเย็นลง เชื่อผมนะครับ ผมเอ็นดูกูรเหมือนหลานคนนึง ผมเองก็ไม่อยากจะทำอะไรกูรหรอก ตอนนี้คุณวัสไม่เหลือทางแล้วนะครับ ต่อให้คลาดสายตาไปจากพวกผม คุณวัสก็หนีไม่พ้นสายตาของท่านอยู่ดี อย่าเหนื่อยอีกเลยนะครับคุณวัส ยอมแพ้เถอะ ถ้าคุณวัสสงสารกูรจริง กลับไปกับผมเถอะ”

“พูดมาขนาดนี้ คำตอบของคุณคือชีวิตกูร... ชีวิตเพื่อความสะใจของมันเพียงคนเดียว งั้นผมคงต้องบอกคุณว่าผมยังมีทาง ตอนนี้ผมมีทางเลือกมากกว่าการหนีแบบไร้จุดหมายแล้ว”

“.......”

“ชีวิตที่ถูกตัดแขนขาจนไม่มีหนทาง ผมก็คงต้องตัดสินใจอย่างคนไม่มีหนทาง”

“ไม่ว่าคุณวัสจะทางไหน เชื่อผมเถอะครับอย่ายื้อเวลาให้เรื่องมันยุ่งยากมากไปกว่านี้เลย”

“หึ ไม่ไหวจะยื้อแล้วเหมือนกัน แม้แต่สัตว์มันยังมีขีดจำกัด แล้วนี่ผมเป็นคนจะไปทนอะไรได้นักหนาว่ามั้ย ในเมื่อผมต้องยอมแพ้เพราะมันไม่มีทาง ก็คงไม่มีทางอีกแล้ว” รอยยิ้มเศร้าสลดเย็นชาของวัสสะทำให้คนมองขนลุกชันขึ้นมา ประชาแอบประหวั่นในใจกับท่าทีหมดหวังกับชีวิตของวัสสะ ดวงตากร้าวแข็งเฉาลงจนรู้สึกสังเวชใจ ประชาที่มั่นใจว่าคนอย่างวัสสะไม่มีทางคิดอะไรตื้นเขินเริ่มเกิดความกังวลขึ้นมาในที่สุด

“อย่าคิดทำอะไรบ้า ๆ เลยนะครับคุณวัส” ร่างสูงไม่ได้เอ่ยตอบประชาไปว่าทางเลือกใหม่ของเขามันบ้าสักแค่ไหน เขาปล่อยด้ามปืนแล้วแขวนมันไว้บนนิ้วชี้นิ้วเดียว พลางใช้สายตาบอกให้ประชารับมันไว้ซะ

“กูรครับ คุณปล่อยผมก่อน” วัสสะไม่รอให้อีกฝ่ายปล่อยมือ เขารีบดึงมือและแขนออกจากพันธนาการ ก่อนจะยัดปืนที่ห้อยต่องแต่งให้กับประชาที่มีสีหน้าไม่เข้าใจและเป็นกังวลอยู่เต็มอก

“คุณวัสจะทำอะไรครับ”

“ไม่มีอะไรหรอก คุณรอผมแปบนะ” วัสสะขยี้มือลงกับกลุ่มผมของธารางกูรอย่างเบามือ ก่อนจะหันมาถอดกระเป๋าสะพายที่แนบตัวออก เขาเปิดซิปล้วงหยิบของบางอย่างและเก็บมันเอาไว้ใต้สาบเสื้อโค้ท

“กูร พ่อของเราเป็นเพื่อนที่อารัก อาไม่ได้อยากทำแบบนี้ กลับไปกันเถอะ ไม่มีใครหนีท่านได้พ้นหรอก”

“ใครอนุญาตให้คุณพูดกับกูร อย่ามายุ่งกับคนรักของผม! ” วัสสะใช้น้ำเสียงเกรี้ยวกราด โยนกระเป๋าและปืนที่ติดตัวอยู่อีกกระบอกลงไปกับพื้น แม้ธารางกูรจะไม่เข้าใจและหวั่นใจเหลือเกิน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดที่สงสัยออกไป ร่างบางทำเพียงยืนนิ่งเฉยทั้งที่ในหัวใจเริ่มกลัวจนแทบทนไม่ไหว

“คุณวัสคิดจะทำอะไร”

“ข้าวของคงไม่จำเป็นแล้วล่ะ หนียังไงก็ไม่พ้นนี่ ไม่มีทางเลย ไม่มีทางไปอีกแล้ว”

“คุณวัสจะกลับไปพร้อมกับผมใช่มั้ยครับ”

“พรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ งั้นวันนี้ที่ยังเหลือถือว่าขอแล้วกัน จนกว่าฟ้าจะสว่างอย่ามายุ่งกับเราอีก” ประชาก้มมองของที่วัสสะทิ้งเอาไว้บนพื้นและปืนในมือของตน น้ำเสียงชวนฉงนสงสัยให้คำตอบได้เพียงภาพที่เห็น วัสสะคว้ามือของธารางกูรเข้ามาจับไว้เช่นเดิม ก่อนจะยกหลังมือของอีกฝ่ายขึ้นจุมพิตเบา ๆ ประชามองภาพที่เห็นแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย เขารู้ดีว่าสองคนตรงหน้ารักกันเพียงใด และที่รู้ดีกว่าใครคือนายท่านผู้ไม่พอใจความรักครั้งนี้มาตั้งแต่ต้น





เวรกรรมอะไรกันนะ

เวรกรรมข้อไหน

เวรกรรมใดที่ทำให้ทั้งสองดื้อรั้นจนมาถึงป่านนี้





สายลมหนาวพัดเข้าใต้โค้ทจนปลายชายผ้าพัดพลิ้วไปตามแรงลม วัสสะจูงมือธารางกูรเดินสวนกลุ่มคนชุดดำไปคล้ายไม่สนใจสิ่งใดอีก ร่างบางนิ่งเงียบเหม่อลอยและปล่อยให้อีกฝ่ายนำพาไปในทุกทิศทาง ขณะที่ดวงตาคมของวัสสะอิดโรยท้อแท้เหมือนคนหมดสิ้นหนทาง คำพูดของประชาก้องอยู่ในหูวนไปมากับเสียงในหัวใจของเขา วัสสะไม่อยากแพ้ ไม่อยากทำตัวอ่อนแอปกป้องธารางกูรไม่ได้อย่างที่พูดไว้ แต่ทว่าตอนนี้ร่างกายของเขามันเบาไปเสียหมด ทั้งเบาบางและเจ็บปวดหัวใจในเวลาเดียวกัน





เบาบางจนกระทั่งไม่เหลือความหนักแน่นในตัวตน





‘เชื่อผมเถอะครับอย่ายื้อเวลาให้เรื่องมันยุ่งยากมากไปกว่านี้เลย’

หยุดยื้อเวลา หยุดหลอกตัวเอง ใช่ ที่ภาพมามันยุ่งยากเพราะยังหลอกตัวเอง





‘ตอนนี้คุณวัสไม่เหลือทางแล้วนะครับ’

ไม่เหลือเลยงั้นเหรอ ไม่มีเลยงั้นเหรอ





‘อย่าเหนื่อยอีกเลยนะครับคุณวัส ยอมแพ้เถอะ’

อย่าเหนื่อยอีกเลยวัสสะ อย่าเหนื่อยอีกเลย







“กูร… ตอนที่คุณคิดฆ่าตัวตายคุณคิดอะไรอยู่เหรอ เล่าให้ผมฟังทีได้มั้ย”

“ผมคงคิดเหมือนตอนนี้ล่ะมั้งครับ”








Talk 

ขอบคุณคอมเมนต์และทุก ๆ วิวล่วงหน้าค่ะ คงไม่ทอล์คเกี่ยวกับตัวเรื่องมากหลังจากนี้ ไว้เจอกันทีเดียวหลังจบค่า






ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
เอ้าาาาาาเฮ้ยยย !!!
ไปฆ่าอิท่านก๊อนนนนนน
อย่าเพิ่งคิดฆ่าตัวตาย :ling1:

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
พันตำรวจตรีวัสสะ อิสระบริรักษ์  เลือกได้แล้วสินะ มองเห็นทางที่จะเดินแล้วสินะ

ท่านวรพจน์ ขอแสดงความยินดีกับท่านนะคะที่มีลูกชายที่ถอดแบบท่านมาได้ขนาดนี้ ท่านเด็ดขาดดื้อดึงเรื่องนี้แค่ไหน วัสก็ดื้อรั้นดึงดันเช่นเดียวกับท่านนั่นแหละค่ะ

ตอนจบเรื่องนี้จะเหมือนตอนจบโรมิโอจูเลียตไหมคะคุณคนเขียน

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 23 หนาวเพราะฝนในใจ

When the day is long

And the night, the night is yours alone

When you’re sure you’ve had enough

Of this life, well, hang on*





กระแสลมสีเทาพัดผ่านจนพื้นที่โดยรอบยะเยือกเย็น ฤดูหนาวแผลงฤทธิ์ร้ายกาจจนปวดลึกลงไปในขั้วใจ ใครว่าภาคใต้มีฤดูหนาวที่น้อยกว่าภาคอื่น เปล่าเลย สิ่งที่มนุษย์เราสัมผัสได้ตอนนี้มันช่างหนักหนาสาหัสนัก ความหนาวเย็นเจ็บปวดช่างสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ หลังจากฝนระลอกสุดท้ายทิ้งทวนไปก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีพายุใดพัดผ่านเข้ามาในฤดูหนาวอีก





เลิกหลอกตัวเองได้แล้ว ฝนย่อมไม่ตกฤดูหนาว

ที่กำลังหยดลงมามันคือน้ำตาในหัวใจของคนเราต่างหาก





แม้เวลาจะล่วงเลยไปราวเที่ยงคืน แต่สองชีวิตก็ยังคงปล่อยลมหายใจอุ่น ๆ เข้าออกแข่งกับสภาพอากาศรอบกาย สะพานข้ามแม่น้ำบนถนนสายใหญ่มีแสงไฟสีส้มทองสาดส่องลงมากระทบกับทั้งสองร่างจนเกิดเป็นเงาคาดทับลงไปบนฟุตปาธเบื้องล่าง ราวสะพานคอนกรีตมีขนาดหนามากพอที่ผู้ชายสองคนจะปีนขึ้นไปนั่งทอดสายตาบนนั้น

ปั้ก! ปั้ก! ปั้ก! ปลายส้นเท้ากระทบเข้ากับผนังคอนกรีตเป็นจังหวะตามที่เจ้าตัวแกว่งขาทั้งสองข้างเข้าออก ระหว่างที่ใครอีกคนปล่อยน้ำหนักสองขาลงมานิ่งสนิท แม่น้ำเบื้องล่างไม่ได้มีคลื่นลมแรงจนไร้ทิศทางดั่งทะเล ซ้ำยังไหลเชื่องช้าเป็นสายไปในเส้นทางเดียวกัน ไม่มีทางไหลย้อนกลับ ไม่มีทางสาดซัดเข้าฝั่ง พื้นน้ำสีเข้มช่างสวยสงบและน่าดึงดูดให้ดำดิ่งลงไปสู่เบื้องลึก





ดำดิ่งลงไป ลึกลงไป และไม่กลับขึ้นมาอีกเลย





“คุณวัสจำได้มั้ย ตอนที่ผมต้องออกมาอยู่คนเดียวแรก ๆ เราก็เคยหนีออกมาด้วยกันแบบนี้ ตอนนั้นมันตลกมากเลย สุดท้ายเราก็ต้องกลับไปกับอาประชา” คนฟังคำถามนำสายตาเหม่อลอยของตนเข้ามามองคนข้าง ๆ ทันที สองขวาที่กำลังแกว่งไปมาหยุดนิ่งสนิท วัสสะผุดรอยยิ้มจาง ๆ ขึ้นมาที่ริมฝีปาก นั่นสินะ ครั้งหนึ่งเมื่อราวสิบปีก่อนเขาก็เคยฉุนเฉียวพาธารางกูรหลีกหนีออกมาเช่นตอนนี้ เพียงแต่ครั้งนั้นทางเลือกสุดท้ายที่มีคือการกลับไปอยู่ใต้อาณัติเช่นเดิม

“ทำไมจะจำไม่ได้ พอผมรู้ว่าท่านสั่งให้คุณย้ายหนีผมอีก ก็รีบโดดรั้วโรงเรียนนายร้อยออกมาหาคุณ ผมรู้ว่าคุณไม่อยากอยู่คนเดียวแบบนั้น ผมรู้ว่าคุณจะเหงา ผมรู้ว่าคุณจะกลัว ผมอยากพาคุณไปอยู่ด้วยกันที่ไหนสักที แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้” แม้ว่าตัวเขาจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดตลก แต่ทุกประโยค ทุกคำพูดกลับตอกย้ำตัวเอง ซ้ำยังกดลึกลงไปในความทรงจำและความรู้สึกผิด

วัสสะเคยหวังว่าเมื่อไหร่ที่ชีวิตเติบโตได้ด้วยแขนขา เขาจะพาธารางกูรออกมาจากกรงเหล็กที่ขังมาตลอดชีวิต ทว่ายิ่งนานวัน ยิ่งเป็นผู้ใหญ่มีความคิดและสติ เชือกเส้นใหญ่ยิ่งตรึงแขนขาไม่ให้ขยับไปในทางใด ซ้ำยังถูกชักจูงไปมาซ้ายขวาราวกับหุ่นเชิด ตัวเขากลายเป็นฆาตกรที่มีฉากหน้าเป็นนายตำรวจอนาคตไกล ส่วนธารางกูรก็กลายเป็นเพียงชีวิตหนึ่งซึ่งไร้ตัวตนแท้จริง





วันนั้นเขาทำไม่ได้ วันนี้เขายังทำไม่ได้

ถ้าใครสักคนจะผิด ก็คงจะผิดที่ตัวเขาเอง





“แต่วันนั้นมันทำให้ผมรู้ว่าผมรักคุณวัสมากแค่ไหน ผมยอมทุกอย่าง ผมยอมท่านทุกอย่างเลย ผมขอแค่ได้อยู่ข้างคุณวัสบ้างเท่านั้นก็พอ” สองมือเย็นเฉียบจับกันเองเอาไว้ที่ตัก ธารางกูรสบสายตาคนข้าง ๆ ด้วยความรักที่มีอยู่เต็มหัวใจ แสงไฟสีส้มที่สาดกระทบใบหน้าลงมาตอนนี้ยิ่งทำให้ภาพจำของกันและกันอยู่ในห้วงลึกสุดหัวใจ ไม่รู้ว่าทำไม แต่ทุกวินาทีที่กำลังหายใจเข้าออก ในอกของทั้งคู่มันบีบรัดเสียดแน่นจนอยากจะกระอักความจุกออกมา

“ผมก็เหมือนกัน แล้วตอนนี้ผมก็ยังคิดเหมือนเดิม ผมยอมทุกอย่าง ขอแค่ได้อยู่กับคุณ” วัสสะเอื้อมมือของตนประคองเข้าที่กรอบหน้าของธารางกูร มือที่เคยแข็งแกร่งและอบอุ่นกลับสั่นเทาและเย็นเฉียบในเวลานี้ จะมีใครบ้างที่เข้าใจความรู้สึกสิ้นหวังที่เกิดขึ้นกับเขา ความมั่นใจว่าจะพาธารางกูรหลีกหนีไปดั่งคำพูดลดน้อยลงทุกที ลดน้อยลงจนกระทั่งสูญสิ้นไปทั้งหมดเมื่อเขาเลิกหลอกตัวเอง การพูดคุยกับประชาเป็นการปลุกความจริงและซ้ำลงไปให้รับรู้ว่าสถานการณ์นี้เขาไม่ได้เป็นต่อ และเกมกำลังจะจบลงราวกับเขาเป็นหมากระจอกตัวหนึ่ง

“คุณวัสครับ”

“หืม ว่าไงครับ” ธารางกูรใช้มือเย็น ๆ ทั้งสองข้างของตนจับเข้าที่ข้อมือของวัสสะ สัมผัสเย็นยะเยือกทำให้นิ้วโป้งที่กำลังไล้พวงแก้มชะงักไป กลุ่มน้ำในดวงตาของธารางกูรวาววับสะท้อนกับแสงไฟ ก่อนที่มันจะไหลลงมาสัมผัสกับปลายนิ้วของวัสสะ เพียงเท่านั้นคนที่ยังอดกลั้นก็ยิ่งต้องใช้ความพยายามในการกักเก็บความรู้สึกย่ำแย่เอาไว้

“คุณวัสเหนื่อยมั้ยที่ต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อผมขนาดนี้ เหนื่อยมากๆ มั้ยที่ต้องคอยดูแลคนอย่างผม”

“ทำไมถามแบบนี้ ผมไม่เคยเหนื่อยเลย รู้มั้ยว่าทุกครั้งที่ผมเห็นคุณมันทำให้ผมรู้สึกดีขนาดไหน”

“ผมไม่อยากให้คุณวัสคิดทำอะไรเพื่อผมขนาดนี้เลย ผม...”

“คุณรู้มั้ยกูร… บางทีผมก็ตัดสินใจทำอะไรเพื่อตัวเอง การที่ผมตัดสินใจมานั่งอยู่ตรงนี้ก็เพื่อตัวผมเอง เพื่อหัวใจดวงเดียวของผม”

“ขอบคุณนะครับ ความรักของผม” กองทัพน้ำตาที่ถูกกดเอาไว้ภายในรื้นออกมาทันทีที่ธารางกูรพูดจบ วัสสะไม่อาจบังคับให้ตัวเองเข้มแข็งได้จนวินาทีสุดท้าย เขาเป็นเพียงคนคนหนึ่งที่ภายในใจถูกทุบทำลายทุกเมื่อเชื่อวัน สุดท้ายโครงสร้างแข็งแกร่งจึงเหลือเพียงซากปรักหักพัง ความเป็นคน สติ ความคิด ความหวัง ชีวิต หนทางเดินหน้า เส้นทางย้อนกลับ ทุกอย่างมันพังพินาศไปหมดแล้ว ไม่มี ไม่หลงเหลืออะไรเลย นอกจากความรัก วัสสะไม่หลงเหลืออะไรอีกเลย



“ชีวิตที่ถูกตัดแขนขาจนไม่มีหนทาง ผมก็คงต้องตัดสินใจอย่างคนไม่มีหนทาง”



ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่กับความเงียบในใจตัวเองอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างใช้สายตาทอดมองออกไปยังผืนน้ำแผ่นฟ้าและสูดอากาศเข้าไปเต็มปอด ไม่ว่าวัสสะและธารางกูรจะอยู่ในห้วงตัดสินใจใด นี่ไม่ใช่การลังเลเพื่อดึงเวลาให้ผ่านไป ทว่ามันเป็นช่วงเวลาแสนพิเศษที่พวกเขาจะได้จัดเก็บลมหายใจของกันและกันเอาไว้ที่ชั้นในสุดของหัวใจ เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้ผ่านการคิดและตระเตรียมมาก่อน แต่เพราะทางออกทั้งหมดถูกปิด ทางเดียวที่จะเป็นอิสระคือการปล่อยให้จิตวิญญาณให้เป็นดำดิ่งลงไปพร้อมกัน





ไม่อยากอยู่ ไม่อยากคิด ไม่อยากรู้สึกแบบที่เป็น





การตัดสินใจที่ไม่ได้เกิดจากการชักชวนทรงพลังและทำให้ทั้งสองมีความสุขเล็ก ๆ ขึ้นมาในใจอย่างประหลาด เมื่อวัสสะได้รับรู้ว่าการสิ้นหนทางจนต้องคิดฆ่าตัวตายของธารางกูรเป็นอย่างไร เขาก็แน่ใจในทันทีว่าสิ่งที่รู้สึกอยู่ในวินาทีปัจจุบันนี้ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก และเมื่อดวงตาสิ้นหวังสองคู่สบมองกัน คำตอบที่เป็นหนึ่งเดียวก็เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพูดคำใดออกมา ไม่ต้องเชิญชวน ไม่ต้องโน้มน้าว ไม่ต้องเอ่ยปากบอกใครอีกคนให้คล้อยตาม

“คุณกลัวรึเปล่า” วัสสะเอ่ยขึ้นทำลายเสียงลมพัดที่แว่วอยู่ข้างหู เขาซุกมือสั่น ๆ ของตัวเองเข้าไปใต้โค้ท ก่อนจะหยิบของสองสิ่งออกจากกระเป๋าใต้สาบเสื้อ ของสองสิ่งที่เขาหยิบติดมือมาอย่างตั้งใจ หยิบมาเพราะคิดแค่ว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายที่มี

“ไม่ครับ ผมนึกถึงมันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่วันนี้ ก็คงพรุ่งนี้” ธารางกูรส่ายหน้าบาง ๆ และเอ่ยตอบเมื่อเห็นว่าวัสสะถืออะไรเอาไว้ในมือ ของชิ้นแรก ขวดสีชาขนาดเล็กที่ด้านในเต็มไปด้วยผลึกยาสีขาวฤทธิ์แรง เพียงแค่เห็นรอยยิ้มเศร้าก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของร่างบาง เสียงของตัวเองวนย้อนกลับมาเข้าหู ธารางกูรเคยพร่ำบอกใครต่อใครว่ามันจะช่วยให้ไม่ทรมาน และเขารู้ดีว่ามันจะทำให้ไร้ความรู้สึกจนกระทั่งชีวิตดับวูบไป

“แต่ผมไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลย จนกระทั่งตอนนี้” วัสสะก้มมองของในมือตนบ้าง เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าธารางกูรคิดอะไรอยู่ถึงได้พยายามฆ่าตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่เคยทำความเข้าใจ และไม่เคยรู้เลยว่ามีความทรมานข้อใดอยู่ในหัวใจดวงเล็กดวงนั้น จนกระทั่งวันที่หนทางตีบตัน เขาเข้าใจดีที่สุด เข้าใจดีที่สุดว่าอารมณ์ชั่ววูบขณะที่เรากำลังเจอปัญหามันร้ายแรงสักแค่ไหน

“ผมไม่ใช้มันได้มั้ยครับคุณวัส” ธารางกูรพูดขึ้นขณะที่ยังมองขวดสีชาอยู่ วัสสะมองตามสายตาคู่นั้นและพินิจด้วยความคิดที่คล้ายกัน

“นี่น่ะเหรอ”

“ครับ… ผมอยากกอดคุณวัส อยากกอดคุณวัสเอาไว้จนกว่าวินาทีนั้นจะมาถึง” ธารางกูรใช้ปลายนิ้วปาดเก็บน้ำตาตัวเอง สิ่งเดียวที่ปรารถนาคือความอบอุ่นเดียวในฤดูหนาว ความอบอุ่นที่เขาอยากจะรู้สึกและรับรู้ได้ถึงมันจนถึงห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขารู้ดีว่าเจ้าของสายตาทุกคู่ที่เคยไร้รู้สึกจากยาตัวนี้นั้นทรมานแค่ไหน อาจจะดูไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกระทำเหล่านั้น แต่หากยังเห็นแก่ตัวได้อีกสักครั้ง ธารางกูรยังอยากจะรู้สึก แม้อาจจะเจ็บปวด ทรมาน ทุรนทุราย แต่อย่างน้อยเขาก็ยังรู้สึก

“อันที่จริงผมก็ไม่อยากใช้มัน ผมยังอยากมองคุณ อยากบอกรักคุณ” วัสสะปล่อยขวดสีชาออกจากมือทันที นานนับวินาทีกว่าที่มันจะสัมผัสกับพื้นน้ำกว้างส่งเสียงเป็นสัญญาณขึ้นมาด้านบน ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง และครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างเฝ้ามองกันและปล่อยน้ำตามากมายไหลออกมาอย่างสุดกลั้น ใครก็อยากมีชีวิตดี ๆ ที่มีความรักและคนรักอยู่เคียงข้างกายกันทั้งนั้น ไฉนเลยคนที่กำลังแข่งกันร้องไห้ตัวโยนจะไม่อยากมีชีวิตสดใสเช่นคำกล่าว

“ผมขอโทษนะกูร ผมขอโทษ ผมขอโทษ ผมผิดสัญญา ผมทำไม่ได้ ผมขอโทษ มันไม่มีทางเลย ผมขอโทษ” เสียงขอโทษละล่ำละลักออกมาระหว่างที่วัสสะเอื้อมสัมผัสเส้นผมอ่อนนุ่มของอีกฝ่ายไม่หยุด

“คุณวัสครับ เราทำดีที่สุดแล้ว เราสู้กันมาไกลมากแล้ว ขอบคุณครับ ขอบคุณจริง ๆ ” คำขอโทษเหล่านั้นถูกตอบกลับไปด้วยคำขอบคุณที่มีน้ำเสียงติดขัดไม่แพ้กัน

“มันไม่ทางแยกเราออกจากกัน เข้าใจใช่มั้ย”

“ครับ ไม่มีทาง เราจะไม่ไปจากกัน” ธารางกูรพยักหน้ารับเมื่อจ้องมองของอีกสิ่งในมือของวัสสะ กุญแจมือสีเงินวาววับถูกสวมเข้าที่ข้อมือซ้ายของคนถือเป็นอันดับแรก ก่อนที่ธารางกูรจะยื่นข้อมือขวาของตนเข้าไปในห่วงกลม สลักถูกล็อกเข้าตำแหน่งอย่างแน่นหนา สายตาสองคู่มองพันธนาการโลหะที่เชื่อมโยงกันไว้แล้วยิ้มออกมาทั้งน้ำตา อาจจะดูบ้า แต่มันเป็นเครื่องช่วยทางจิตใจเพียงสิ่งเดียวที่สามารถกระทำได้ในตอนนี้





วัสสะและธารางกูรจะไม่ไปจากกัน





“อยู่กับผมนะกูร” ธารางกูรพยักหน้ารับคำจากวัสสะ เขาก้มใบหน้าซบลงไปกับไหล่กว้าง และปล่อยให้อีกฝ่ายกดปลายคางลงมากับกลุ่มผม หยดน้ำตายังไหลลงมาต่อเนื่องระหว่างที่ห้วงเวลาดำเนินต่อไป เสียงหัวใจสองดวงเต้นประสานกันเป็นจังหวะที่ไม่ได้แผ่วลง ซ้ำยังส่งเสียงเด่นชัดรอคอยความตายตามที่ปรารถนาอยู่ในทุกวินาที

“คุณวัสครับ… ชาติหน้ามันมีจริงรึเปล่า”

“เราจะยังจำกันได้มั้ยกูร”

“ถ้าชาติหน้ามีจริง เราคงไม่ต้องมีชีวิตแบบนี้อีกแล้วใช่มั้ย” ทั้งคู่ผลัดกันตอบคำถามด้วยคำถาม อาจเป็นเพราะคำถามเหล่านั้นมันเป็นปริศนาที่ใครก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ หรือบางทีต่างฝ่ายอาจจะต้องการใช้ประโยคคำถามอธิบายความรู้สึกสุดท้ายที่มี

“เราจะได้เจอกันรึเปล่า”

“ผมจะจำได้รึเปล่าว่าผมรักคุณวัสขนาดไหน”

“แล้วผมจะจำได้มั้ยว่าเคยรักคุณยังไง”

“คุณวัสรักผมมั้ยครับ”

“คุณรักผมได้เท่าที่ผมรักคุณรึเปล่ากูร” สองมือที่ถูกเชื่อมติดกันไว้ด้วยกุญแจมือประสานกันแน่นกว่าครั้งไหน ๆ ทั้งคู่เงยหน้าสบมองกันทั้งคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนจนสิ้นความสดใสทั้งที่พยายามยกปากยิ้มอยู่ วัสสะก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากเรียวเบา ๆ เพียงเพื่อให้รู้ว่ายังมีกันและกันอยู่ ลำแขนแกร่งข้างที่เป็นอิสระของวัสสะเอื้อมกอดร่างธารางกูรเอาไว้ ก่อนที่เสี้ยววินาทีหลังจากนั้น ร่างกายของทั้งคู่จะวูบลงจากราวสะพาน

วินาทีที่ร่างกายวัสสะกระทบลงกับพื้นน้ำเป็นอันดับแรก คำตอบสำหรับคำถามที่ตั้งเอาไว้มันก็ถาโถมเข้ามาในสมองของทั้งคู่จนหมด สายน้ำโอบล้อมคนสองคนที่ทิ้งชีวิตลงมาพร้อมกัน แขนข้างหนึ่งที่เคยโอบกอดกันไว้หลุดออกในวินาทีนั้น หลงเหลือเพียงแต่พันธนาการที่ผูกเอาไว้ไม่ให้ห่างไปไกล ในร่างกายของคนที่กระแทกพื้นน้ำรู้สึกจุกไปเสียหมด พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังดิ่งลงไปความมืดใต้น้ำลึกเท่าไหร่ ปล่อยให้ตัวเองจมลงไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ และหาได้ตะเกียกตะกายหาทางเอาชีวิตรอด





ชาติหน้ามีจริงมั้ยคงไม่สำคัญ

พวกเขาจะหลงลืมกันไปรึเปล่าคงไม่อาจรู้ได้

แต่คำตอบที่แน่ใจ คือสองหัวใจรักกันมากเหลือเกิน





ยิ่งลึกลงไปเท่าไหร่กระแสน้ำยิ่งเย็นและยิ่งไหลเฉี่ยวกราก ดวงตาคู่คมลืมขึ้นเมื่อร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยากับสภาวะที่อันตราย วัสสะมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดที่มีตัวตน สมองที่ยังสั่งการคว้าจับมือคนที่เกี่ยวพันไว้ด้วยกุญแจมือ สองร่างผวาเคลื่อนกายฝ่ากระแสน้ำเข้าหากัน วัสสะดึงธารางกูรเข้ามากอดเอาไว้แนบอก ทั้งคู่โอบรั้งกันไว้อย่างคนคร่ำครวญหา อีกทั้งมือข้างที่มีพันธะยังจับประสานกันแน่นไม่ได้ปล่อย สัมผัสอบอุ่นจากร่างกายท่ามกลางสายน้ำเย็นไหลเชี่ยวคือสิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่ายังมีกันอยู่ตรงนี้

ฟองอากาศกลุ่มใหญ่ลอยขึ้นจากคนทั้งคู่สู่ผิวน้ำเบื้องบน ธารางกูรเผลอสำลักน้ำงับอากาศเข้าปอดเข้าไปเฮือกใหญ่จนร่างกายกระตุกเกร็งตามสัญชาตญาณ วินาทีนั้นวัสสะที่ยังคงกลั้นหายใจเริ่มอึดอัดทรมานจากการขาดอากาศ เขาตระหนกด้วยหัวใจที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อไม่อาจมองเห็นได้ว่าธารางกูรในอ้อมอกมีสีหน้าเป็นอย่างไร แต่แรงมือที่บีบจับกันแน่นขึ้น ๆ ทุกที ก็ทำให้เขาแน่ใจว่าร่างบางกำลังเกิดความรู้สึกประหวั่นกลัวและทนทุกข์กับห้วงเวลานี้ไม่แพ้กัน





จู่ ๆ เบื้องลึกในจิตใจก็นึกถึงการกระทำของตนที่ผ่านมา





ขณะที่ดวงตาคมเริ่มแสบร้าวเพราะเพ่งในน้ำนานเกินไป เรียวคิ้วหนาก็ต้องขมวดเป็นปมเมื่อมีภาพมากมายไหลเวียนเข้ามาในหัว วัสสะที่พยายามกลั้นหายใจไม่ให้น้ำทะลักเข้าผ่านไปเริ่มอดทนกับการไร้อากาศหายใจไม่ได้ ความหวาดผวาเข้าครอบคลุมจนอึดอัดหวาดกลัวไปเสียหมด ซ้ำร้ายภาพความสุขในชีวิตที่ไม่เคยให้ค่า ไม่เคยนึกถึง ดันต่อแถวเป็นขบวนกลับเข้ามาให้จดจำในเสี้ยววินาทีนั้น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ผู้คนรอบกาย ความสวยงามของโลกใบใหญ่ แม้จะเป็นเพียงภาพจำส่วนเล็ก ๆ แต่กลับทรงพลังจนอยากจะพยายามหายใจเพื่อสู้ต่อ เข้าใจแล้ว วัสสะเข้าใจแล้วว่าสายตาทุกคู่ที่มองมายังเขาและธารางกูรรู้สึกทรมานอย่างไรก่อนตาย





เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าทำไมสายตาพวกนั้นถึงพยายามครวญขอชีวิตอีกครั้ง





ธารางกูรที่สำลักน้ำผ่านช่องปากและจมูก รู้สึกแสบจี้ดขึ้นในหัวลามไปยันลำคอและโพรงจมูก เขากำลังรับน้ำเข้าไปแทบจะมากเกินกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ ร่างบางรู้สึกทรมานและอยากหลุดพ้นไปจากตรงนี้ แม้ว่าร่างกายจะยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ก็ตามที สติสัมปชัญญะของเขากำลังใกล้สู่จุดอันตรายและใกล้จะสิ้นสุด สัญชาตญาณพยายามดิ้นหาอากาศทั้งที่กำลังทิ้งตัวจมลงไปเรื่อย ๆ หากไม่ได้ใครอีกคนรั้งกอดเอาไว้ ป่านนี้ธารางกูรคงจะจมลงไปจนสุดความลึก





หลงใหลความตายและหวาดกลัวชีวิตในเวลาเดียว





วัสสะที่ตกอยู่ในช่วงเวลามืดมนนั้นเข้าใจความสำคัญของชีวิตอย่างถ่องแท้ หัวใจที่ยังเต้นเป็นจังหวะของเขาแกว่งขึ้นมาจนน้ำตาแทบจะรื้นออกมากลางแม่น้ำสายนี้ เพราะเขารู้ว่าธารางกูรคงจะรู้สึกแย่ไม่แพ้กัน เพราะเขารู้ว่าแขนของธารางกูรที่กำลังกอดเอาไว้เริ่มตกลง เพราะเขารู้ว่าแรงบีบที่มือของอีกฝ่ายเริ่มลดน้อยลงทุกที





วินาทีสุดท้ายของชีวิต คือวินาทีที่รู้ว่าชีวิตสำคัญที่สุด





มือหนาเคลื่อนควานหาใบหน้าอีกฝ่ายในทันที ลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่ยังมีอยู่ถูกมอบให้คนที่วัสสะรักหมดใจผ่านริมฝีปาก ธารางกูรเผยอปากสูบอากาศเพียงนิดที่ได้รับเข้าไปอย่างคนที่ยังอยากสู้ แม้มองไม่เห็น แม้ไม่มีเสียงเรียก แต่ทั้งสองคนกลับรู้ใจกันพากันตะเกียกตะกายสุดชีวิต แต่การดิ้นรนมีชีวิตอยู่ไม่ได้ง่ายดายนัก และยากพอ ๆ กับการจบชีวิตลงเพื่อปลดปล่อยความทุกข์ใจ





ไม่มีอะไรง่ายดาย

ไม่มีความทุกข์ใดผ่านไปอย่างง่ายดาย

ไม่เลย





เมื่อวัสสะดึงธารางกูรขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ร่างกายอ่อนแรงก็พากันจมดิ่งลงไปจนสำลักกระอักกระไอ ช่างทารุณหัวใจเต้นรัวและร่างกายอย่างทรมานที่สุด หลายต่อหลายครั้งที่สัญชาตญาณพยายามสั่งให้ร่างกายดิ้นรน แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าความปรานีก็ไม่เคยเกิดขึ้น สองร่างดำผุดดำว่ายไม่เป็นท่าทั้งที่ต่างว่ายน้ำแข็ง ครั้นพากันหยุดนิ่งปิดเปลือกตาลงรอรับความตายดั่งที่ใจเคยปรารถนา โชคชะตาเล่นตลกก็ปล่อยให้สองชีวิตลอยตัวสูงจนโผล่พ้นขึ้นจากพื้นน้ำกว้าง





ดั่งถูกลงโทษ

ดั่งถูกหลอกให้ทรมาน

ดั่งถูกตอกย้ำให้รู้ว่าไม่เหลือทางเลือกเดินที่เป็นของตน





“ไม่ต้อง กลับขึ้นมา” คนบนฝั่งที่เพิ่งสั่งให้คนกระโจนลงน้ำได้แต่ถอนหายใจโล่งอก ลูกน้องของประชาว่ายน้ำวนกลับขึ้นฝั่งทั้งที่ยังเข้าไม่ถึงตัวคนทั้งคู่ ภาพที่เห็นทำให้ความหนักอกหนักใจเกิดขึ้นเพราะความสงสารเวทนา ประชาเห็นอกเห็นใจวัสสะและธารางกูรอย่างถึงที่สุด หรือแม้แต่เหล่าคนที่คอยตามติดเฝ้ามองมาตลอดหลายวันยังจุกอกอยู่ไม่น้อย แต่เพราะคำสั่งที่ยังค้ำคอจึงไม่อาจจะปล่อยให้ทั้งสองคนเป็นอิสระได้





แม้แต่ความตาย ยังไม่อาจหาญยื่นมือเข้ามาช่วย

การหลีกหนีด้วยลมหายใจ มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น





วัสสะพยุงร่างธารางกูรเอาไว้ขณะที่ทั้งคู่พากันสูดอากาศเข้าไปหายใจจนเต็มปอด ธารางกูรที่สำลักน้ำเข้าไปจำนวนมากกว่าอยู่ในอาการที่ยังไม่สู้ดีแม้จะมีสติ สองขาของวัสสะจึงต้องออกแรงตีน้ำแหวกกระแสคลื่นเบาเข้าฝั่งที่ยังอยู่อีกไกล กุญแจมือที่ผูกติดร่างกายแม้จะเป็นภาระที่ทำให้การเอาชีวิตรอดยากขึ้น แต่ทว่านั่นทำให้รอยยิ้มผุดขึ้นมาบนหน้าของคนทั้งคู่ที่รู้ว่าจะไม่มีทางพลัดจากกันไปไหน





ไม่มีเสียงพูดใด

มีแต่เสียงหอบเหนื่อย

เสียงหัวใจที่ยังเต้นอยู่

และเสียงเรียกร้องจากชีวิต ที่อยากจะขอสู้ต่อ ทั้งที่ไม่รู้ว่าไม่มีทางชนะ





หนีไม่ได้

ตายไม่ได้





เมื่อไหร่จะหลุดพ้นเสียที





*R.E.M. - Everybody Hurts

Talk

ดูเหมือนว่าเรื่องจะหนักขึ้นทุกที ตอนก่อน ๆ คนอ่านพากันบอกว่าฆ่าตัวตายซะเถอะ เราคันปากอยากบอกเหลือเกินว่า รอหน่อยนะ การตัดสินใจแบบนั้นน่ะมาแน่ 5555 แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจนั้นอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด อารมณ์ชั่ววูบ การคิดหลีกหนีปัญหาพาคนเสียใจมานักต่อนัก ขอกำลังใจให้อีก 4 ตอนที่เหลือด้วยนะคะ ใกล้จบเต็มทีแล้ว

ขอบคุณทุกคอมเมนต์และทุก ๆ คนมาก ๆ ค่ะ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงสำหรับคนที่คอยติดตามกันประจำ มันต่อพลังให้ได้มากจริง ๆ ขอบคุณค่าาาา :)

ปล.สารภาพมานะว่าแอบลุ้นให้ตายหรือไม่ตาย 55555

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ก็นะใครก็ต้องรักชีวิต ใครก็มีอารมณ์ชั่ววูบกันทั้งนั้น แล้วนี่สองคนรักกันขนาดนี้จะปล่อยให้คนรักทรมานได้ไง สุดท้ายก็ต้องตะเกียกตะกายเอาตัวรอดกันจนได้ เฮ้อออออ

แต่ประเด็นสำคัญคือคำสั่งให้เอาชีวิตกูร นั่นคือไม่ต้องการแล้ว กลับไปก็ไม่เอาแล้ว จะทำไงต่อไปล่ะวัส เส้นตายเหลือไม่กี่ชั่วโมงแล้วนะ

งั้นคงต้องแผนB ไปล่าเสือตัวเบิ้มกันเถอะ!!!

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
อื้อฮือออออออ มีเพลงประกอบ Everybody hurts ของ R.E.M. ด้วย :ling1:

อย่าเพิ่งตาย ถ้าอิท่านยังไม่ฆ่าเราก่อน
เราก็ต้องไปฆ่าอิท่านก่อนถึงค่อยไปตายนะ ได้โปรด

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ kungverrycool

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 24 กลิ่นฝนครั้งสุดท้าย

Sometimes everything is wrong

Now it’s time to sing along

When your day is night alone

If you feel like letting go

If you think you’ve had too much of this life

well

hang on*





กว่าจะรู้ว่าความทุกข์นั้นมีค่า ก็คงเป็นวินาทีที่เผชิญหน้ากับมันจนความสุขชัดเจนขึ้นมา





จะมีสักกี่คนที่พาตัวเองเข้าไปเฉียดใกล้ความตาย จะมีสักกี่คนที่พาตัวเองหลีกหนีมันได้พ้นทั้งที่เป็นฝ่ายขวนขวายร้องหามันเอง วัสสะและธารางกูรมีคำบอกเล่ามากมายเกี่ยวกับความกลัวและความตายคั่งค้างอยู่ในสมอง ไม่เคยคิดเลยว่าความมั่นอกมั่นใจจะพังทลายลงในวินาทีที่รู้ว่าการจากลารออยู่ไม่ไกล ความทุกข์ที่เป็นเหตุผลทั้งหมดทำให้ได้เห็นค่าของความสุขน้อยนิดในชีวิต ความสุขที่แล่นผ่านกลับเข้ามาในความทรงจำ และทำให้รู้ว่าทุกลมหายใจที่ผ่านมานั้นมีค่ามากแค่ไหน





อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่

อย่างน้อยก็ยังมีความสุขอยู่บ้าง

อย่างน้อยชีวิตของพวกเขาก็คงจะเป็นสุขในเวลาที่ยังเหลือ





ความรู้สึกขณะที่ตัดสินใจหันหลังให้ความตายนั้นไม่ใช่ความหวาดหวั่นกลัวตาย ทว่ามันเป็นความห่วงหาอาทรที่มีให้คนข้างกาย และความรู้สึกสุดเสียดาย เสียดายที่ยอมแพ้โชคชะตาทั้งที่พยายามต่อสู้กับมันมา เสียดายที่ต้องทิ้งร่างกายและลมหายใจที่ฟูมฟักรักษามานานเท่าชีวิต เสียดายถ้าหากต้องจากโลกใบนี้ไปทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสเม็ดฝนในฤดูหนาว โชคดีแค่ไหนที่วัสสะไม่ได้ตัดสินใจใช้ยาขวดนั้น หรือใช้ปืนปลิดชีพกันและกันในเสี้ยววินาที





โชคดี ที่บาปกรรมไม่ยอมให้หลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ไปได้ง่าย ๆ





หลังจากพาหัวใจเบาโหวงขึ้นมาจากแม่น้ำสายใหญ่ ทั้งคู่ก็ทรุดตัวลงกอดกันด้วยหยดน้ำตาที่ไหลรินออกมาไม่หยุด ที่สั่นสะท้านไม่ใช่เพียงเพราะร่างกายกำลังต้านความหนาวเย็นที่ทวีคูณขึ้นมาหลายเท่า อีกเหตุผลคือชะตากรรมเลวร้ายกำลังเคลื่อนเข้ามาโดยไม่อาจหลีกหนีได้อีกต่อไป จะทำอย่างไรได้อีก ในเมื่อทางเลือกสุดท้ายที่ใคร ๆ ต่างคิดถึงในยามที่ความรู้สึกดิ่งลงเหวมันไม่ได้ง่ายดาย ไม่เลย มันไม่ง่ายเลยที่จะเอาชนะความจริงที่ว่า สุดท้ายแล้วคนเราทุกคนต่างดิ้นรนหลีกหนีความตาย





คนที่ไม่เคยจมน้ำไม่รู้หรอก ว่าความรู้สึกเลวร้ายนี้มันเป็นยังไง





วัสสะพาธารางกูรเดินเอื่อยเฉื่อยท่ามกลางความมืดและลมหนาวไปในยังเส้นทางที่ไม่รู้จัก ทั้งคู่จับมือกันไว้แนบแน่นระหว่างที่สองขาก้าวเดินต่อไปโดยไม่สนใจสิ่งใด ไร้เสียงพูด ไร้กลุ่มน้ำตา ไร้ความหวังใด ๆ ในชีวิต เปล่าเลย คนทั้งสองไม่ได้รอดตาย ความรู้สึกของพวกเขาไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่จมอยู่ใต้ท้องน้ำมืดสนิท อึดอัด หวาดกลัว จมลึก ดิ่งลงไปราวกับมีใครฉุดรั้งเอาไว้เบื้องล่าง ไม่มีใครช่วย ไม่มีใครสนใจ มีแต่เสียงหัวใจตัวเองที่อ้อนวอนขอร้องให้ขาดใจตายไปเสียที





หมดแรงจะตะเกียกตะกาย





ความเคว้งคว้างพาคนสองคนเดินขึ้นตึกร้างสูงชันที่มืดสนิท จนกระทั่งสุดทางที่ชั้นดาดฟ้า คนที่เดินนำอย่างวัสสะไม่ได้มีเหตุผลดี ๆ หรือความคิดอะไรมากมายไปกว่าการเดินไปเรื่อย ๆ หลีกหนีไปเรื่อย ๆ อย่างคนหลงทาง การหลงทางที่ว่าหาใช่เพราะวัสสะไม่รู้จักเส้นทางหรือว่าไม่คุ้นชินกับมัน แต่มันเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าจะไปที่ใดและไม่มีที่ไปต่างหาก จะซ้าย ขวา หน้า หลัง หรือขึ้นสูงสุดแค่ไหน ทุกเส้นทางต่างตีกรอบให้จนมุม และบังคับให้เขาจำยอมรอคอยการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่ไม่ได้อยู่ไกลออกไปเลย





วัสสะรู้ ธารางกูรรู้ พวกเขารู้ รู้ว่าหนีนรกขุมนี้ไปไม่พ้น

ทางเดียวคือต้องสู้ สู้ทั้งที่แทบไม่เหลือมือเท้าให้หยัดยืน





เพราะเหนื่อยล้าวัสสะจึงโอบกอดธารางกูรเอาไว้จากด้านหลัง และทิ้งตัวลงนอนไปกับพื้นซีเมนต์หยาบกระด้างอย่างไม่นึกรังเกียจความสกปรกใด ร่างกายเย็นเฉียบและเสื้อผ้าชื้นเปียกแนบสนิทคนทั้งสองเอาไว้ จนดูคล้ายว่ามีความอบอุ่นแผ่ขึ้นโดยรอบทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ อีกทั้งกุญแจมือที่ยังรัดแน่นหนา ยิ่งทำให้ความรู้สึกผูกตรึงมั่นคงไม่มีคลอนแคลนไปจากกัน

“ผมได้กลิ่น ได้กลิ่นหอมเย็นชื่นใจของมัน… เชื่อผมสิว่าฝนกำลังจะตก” ธารางกูรเอ่ยขึ้นขณะได้กลิ่นไอฝนคละคลุ้งลอยละล่องขึ้นมาแตะปลายจมูก ร่างบางสูดเอาความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเข้าไปเต็มปอด ความเงียบที่ดำเนินมานับชั่วโมงถูกทำลายลงเพราะกลิ่นฝนในฤดูหนาวอย่างที่เขาชอบ





หยาดฝนแห้งเหือด กลิ่นฝนหอมกรุ่นพวกนั้นเป็นเพียงแค่สิ่งลวง หลอกล่อให้ดีใจ





“คุณก็รู้ดีอยู่แล้วว่านี่มันฤดูหนาว ฝนไม่มีทางตก มีแต่เราจะหนาวเย็นขึ้นทุกทีเท่านั้น” วัสสะบังคับน้ำเสียงหม่นหมองของตนตอบกลับไป เขารู้ว่าธารางกูรพยายามแค่ไหนที่จะทำลายบรรยากาศย่ำแย่ตรงนี้ลง ลำแขนแกร่งกระชับกอดให้แผ่นหลังที่เล็กกว่าแนบสนิทกับแผงอกมากขึ้น ปลายจมูกโด่งคมสันได้รูปกดลงบนกลุ่มผมของร่างบางด้วยความรักใคร่

“หรือว่าคุณไม่ได้กลิ่น ลองหลับตาเหมือนที่ผมทำดูสิ”

“ผมได้กลิ่น ผมรู้สึกแบบเดียวกับที่คุณรู้สึกได้นั่นแหละ เพียงแต่ผมเลิกหวังไปแล้วว่าจะมีฝนตกลงมาจริง ๆ … สุดท้าย ความหนาวเย็นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เราจะได้สัมผัสในฤดูนี้”

“ฝนตกในฤดูหนาวเพราะลมมรสุมออกจะบ่อยไป”

“ดูคุณจะอยากให้ฝนตกจังเลยนะ ทำไมถึงชอบมันนักหนา”

“คุณจะถามผมอีกกี่ครั้งครับ ผมว่าผมเคยตอบไปหลายครั้งแล้วนะ”

“ผมจะถามทุกครั้งที่เราเจอกันนั่นแหละ ผมอยากฟังคำตอบเดิมซ้ำ ๆ จะได้รู้ว่าเป้าหมายว่าเรารออะไรอยู่ไง”

“ผมชอบมัน ไม่รู้สิ แค่รู้สึกว่าถ้าฝนตกลงมา อากาศเย็นทรมานแบบนี้คงจะชื่นใจขึ้นมาน่าดู แม้จะเย็นกว่า ทรมานกว่า แต่มันคงจะทำให้เรามีชีวิตชีวาราวกับคืนชีวิตให้เราอีกครั้ง ...ไม่รู้สิ ผมคิดว่าเป็นแบบนั้นนะ”

“จริงด้วยสินะครับ” เจ้าของอ้อมกอดออกแรงกระชับเพื่อสร้างไออุ่นให้ทั้งสองร่างอีกครั้ง เรียวมือและแขนที่เล็กกว่าเอื้อมจับแขนของอีกฝ่ายตามไปในทุกทิศทาง ไม่ใช่เพราะเรียกร้องหาสัมผัส แต่เป็นเพราะทั้งคู่ถูกเชื่อมติดกันไว้ด้วยกุญแจมือเหล็กหนาขัดเงา ทว่าสายใยที่แน่นหนายิ่งกว่ากลับเป็นเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่ดังก้องพร้องไปกับเสียงสายลม





คำถามที่ถูกถามซ้ำ ๆ จะอีกกี่ครั้งคำตอบก็ยังเป็นเหมือนเดิม





“ทุกอย่างคงจะดีขึ้นหลังฝนตก เว้นเสียแต่ว่า...” ดวงตากลมเลื่อนลอยมองไปเบื้องหน้า แม้ในระนาบสายตาจะมีเพียงพื้นดาดฟ้าตึกแสนสกปรกและคราบเกรอะกรังไม่พึงประสงค์ อากาศรอบตัวค่ำคืนนี้ย่ำแย่กว่าทุกวัน ยิ่งหนาวกลิ่นฝนที่เขาชอบใจยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ

“เว้นเสียแต่ว่าฝนจะหลอกเราเหมือนทุกที” ท้องฟ้ามืดสนิทสีครามเข้ม แม้จะไร้เมฆหมอกแต่ก็ไม่ได้เผยแสงสว่างจากดวงดาวดังที่ฤดูหนาวควรจะเป็น การเคลื่อนไหวบนท้องฟ้านิ่งสนิท มีเพียงดวงจันทร์ที่ยังกลมไม่เต็มรูปส่องแสงลงมาให้รู้ว่าเวลายังดำเนินต่อไปเท่านั้น สองชีวิตตรงนี้ได้แต่รอคอยอย่างมีความหวัง หวังว่าคืนนี้กลิ่นไอฝนจะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังเหมือนอย่างเคย





ได้แต่หวังเท่านั้น





วัสสะเงยหน้าขึ้นมองฟ้ากว้างเบื้องบน ท้องฟ้าที่ใครก็ว่าสวยงามช่างดำมืดน่ากลัวในค่ำคืนนี้ ในสมองของเขาไม่ได้คิดหลีกหนีอีกต่อไปแล้ว เขาจะสู้ สู้จนตัวตาย สู้จนกว่าแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิตจะหมดลง สุดท้ายแล้วถ้าต้องตายในวินาทีนั้น ความเสียดายทั้งหมดที่ยังค้างคาใจอยู่ก็จะหมดไป ถ้าต้องตายเพราะสู้เพื่อชีวิตและความรัก ย่อมเป็นการหลุดพ้นจากสายน้ำดำมืดที่คุ้มค่าความทรมานที่สุด

“คุณวัสรู้มั้ยครับว่าฝนโกรธอะไรเรา ทำไมถึงใจร้ายกับเราจัง”

“ทำไมคุณถึงชอบให้ฝนตกฤดูหนาวนัก” นอกจากจะไม่ตอบคำถาม วัสสะยังย้อนถามคำถามเดิมกลับไปราวกับไม่เคยได้รู้คำตอบ ริมฝีปากของคนถามชาดิกระหว่างที่คนให้คำตอบจุกแน่นไปทั้งใจ ไม่รู้ว่าทำไม ไม่รู้ทำไมวัสสะถึงอยากได้ยินธารางกูรพร่ำบอกเหตุผลเดิม ๆ ที่จำได้ขึ้นใจ อาจจะเพราะวินาทีนี้ ตอนนี้ พวกเขาไม่มีเรื่องใดจะเอ่ยคุยกันนอกจากความฝันเดียวซึ่งเป็นความสุขเล็ก ๆ ในใจ





รอคอยฝนตกฤดูหนาว

รอคอยชีวิต อิสระ และหัวใจที่เป็นของตน





“ผมแค่อยากมีชีวิตชีวา”

“ทำไมคุณถึงชอบให้ฝนตกฤดูหนาว” ร่างสูงยังถามคำถามเดิมขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาคู่คมค่อย ๆ ปิดลงระหว่างรอคำตอบ เหลือเวลาอีกเท่าไหร่กันนะ เหลือเวลาที่จะรอฝนตกในคืนนี้อีกกี่นาทีกัน อีกกี่นาทีที่ต้องจมดิ่งอยู่ในน้ำลึกเช่นนี้ อีกกี่นาที กี่วินาทีกว่าความเลวร้ายนี้จะจบลง

“ผมเกลียดฤดูหนาว มันทำให้ผมรู้สึกไม่มีชีวิต”

“กูร คุณมีชีวิต ชีวิตผมเป็นของคุณ” คนในอ้อมดวงตากระตุกวูบเมื่อได้ยินเสียงที่กระซิบอยู่ข้างหู แรงกระชับกอดที่มีมากขึ้นทำให้หยดน้ำตาไหลอยู่ภายในใจ ร้องไห้ไม่ไหวอีกแล้ว ใบหน้าของธารางกูรนิ่งสนิทแม้หัวใจแทบไม่เหลือสภาพการเป็นก้อนเนื้อ ยิ่งได้ยินคำรัก ยิ่งได้ยินคำห่วงหา ยิ่งได้สัมผัสลมหายใจอบอุ่น ยิ่งผูกร่างกายติดกันไว้เช่นนี้ หัวใจของเขายิ่งพังลง พังลง พังลงทุกที

“ถ้าผมต้องตาย...”

“เมื่อนั้นผมตาย”

เสียงของความเศร้าใจเงียบลงอีกครั้ง ไม่มีคำพูดคุยใดดังขึ้นมาขัดเสียงของลมหนาวพัดแรงได้อีก สองชีวิตหลับตาลงและลืมตาขึ้นมองความมืดรอบตัวอยู่แบบนั้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิทเริ่มเจือแสงสว่างขึ้นมาพร้อมกลิ่นไอฝนสุดท้ายที่จางหายไปจนหมด วัสสะไม่ได้หลับลงแม้แต่นาที ธารางกูรไม่ได้หยุดคิดเลยสักนิด จนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่ทั้งคู่นั่งมองพระจันทร์ที่ยังคงลอยให้เห็น แม้ว่าพระอาทิตย์จะเริ่มแสดงอำนาจขึ้นมาแล้วก็ตามที

“พระจันทร์สวยดีนะ คุณว่ามั้ยกูร”

“ตอนนี้น่ะเหรอครับ” ธารางกูรหันไปมองวัสสะที่เหม่อสายตาขึ้นมองท้องฟ้าตรงหน้า ร่างสูงหันมาสบตาและพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ ดวงตาของทั้งคู่ว่างเปล่าดั่งคนที่ไม่ต้องการสื่อความรู้สึกใด ๆ ต่อกันอีก รู้ว่าห่วงใย รู้ว่าหวาดกังวล รู้ว่ารัก รู้ว่ารักมากเหลือเกิน





มากพอแล้ว ที่รับรู้ความรู้สึกกันและกันมันมากพอแล้ว





“ใช่ ตอนนี้”

“แต่มันกำลังจะจากไปแล้วนะครับ ดูสิ มันจางลงไปทุกที”

“ไม่หรอกครับ มันยังอยู่” ไม่พูดเปล่า ร่างสูงยั้งยันตัวเองขึ้นยืน และรั้งอีกฝ่ายให้ยืนสุดความสูงขึ้นไปด้วย ดวงตาไม่มั่นคงสองคู่ยังคงเต็มไปด้วยความรักไม่ได้เปลี่ยน วัสสะค่อย ๆ คลี่ยิ้มเศร้าระทดออกมา ก่อนจะใช้มือซ้ายติดกุญแจมือของตนจับมือขวาของอีกฝ่ายและยกขึ้นระดับไหล่ ดวงตาคู่คมจ้องมองเรียวนิ้วสีขาวซีดด้วยหัวใจที่เหี่ยวเฉาเต็มที

“อะไรกันครับคุณวัส” วัสสะใช้มือขวาที่เป็นอิสระคว้ามือซ้ายของธารางกูรวางลงที่บ่าตน ก่อนจะโอบล้อมช่วงเอวบางเอาไว้และดึงเข้าหาตัวในที่สุด สัมผัสชิดใกล้ที่ไม่ได้ยินแม้เสียงหัวใจยิ่งทำให้น้ำตาใสรื้นขึ้นมาจนคับใจและร้าวไปทั้งอก ทนทุกข์ไม่ต่างกัน เจ็บปวดไม่ต่างกัน

“เกือบลืมไปแล้วว่าคุณอยากเต้นรำ”

“ผมล้อเล่นน่ะ อันที่จริง ผมเต้นไม่เป็นหรอก” ธารางกูรแค่นยิ้มออกมาเมื่อวัสสะกระชับมือดึงเขาเข้าไปใกล้อีกครั้ง ใช่พวกเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะทำอะไรเช่นนี้มาก่อน จนกระทั่งวันที่รู้ว่าเวลาและโอกาสในชีวิตนั้นสำคัญแค่ไหน

“ไม่เป็นไร จับมือผมไว้ก็พอ”

“ขอบคุณนะครับคุณวัส”

“ที่เขาว่ากันว่า การเต้นรำในพิธีแต่งงานจะผูกเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวให้อยู่ด้วยกันตลอดไป มันจะจริงสักแค่ไหนกันนะ” น้ำตาหยดแรกหลังจากแห้งเหือดไปนานไหลลงผ่านแก้มของธารางกูรอีกครั้ง และแน่นอนว่ามันเรียกน้ำตาจากใจของวัสสะออกมาได้เช่นกัน เขาไม่รู้ว่าจะขอโทษร่างบางตรงหน้าอย่างไร ไม่รู้เลยว่าการผิดสัญญาครั้งนี้จะถูกลบล้างออกจากใจไปได้ยังไง





Well, everybody hurts

Sometimes everybody cries

And everybody hurts Sometimes





การเต้นรำของผมและคุณไม่ได้อยู่ใต้แสงจันทร์สว่างใส

มีเพียงแสงจันทร์ริบหรี่เพราะเวลาเริ่มหมดลง





ผมและคุณอยู่ในสภาพอิดโรย

มีเพียงหยดน้ำตากำหนดจังหวะในการเคลื่อนไหวร่างกาย





ไม่มีเสียงเพลงขับกล่อมให้รื่นใจ

มีเพียงความเงียบงันที่กลายเป็นเพลงโปรดปรานในความรู้สึก





ผมและคุณจับมือกันเดินไป ก้าวพลาด ก้าวผิด อยู่หลายหน

มีเพียงเสียงหัวเราะแสนเบาชี้ให้แจ้งว่ามีความสุขมากแค่ไหน





การเคลื่อนไหวดำเนินต่อไป แม้จะมีเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที

มีเพียงดวงตากับความชิดใกล้ ที่อยู่ในความสนใจของผมและคุณ





เสียงเพลงเงียบเชียบในใจยังคงตราตรึงให้เต้นรำต่อไป

มีเพียงสองเรา





ผู้คนเหล่านั้นยืนล้อมมองผมและคุณคล้ายต้องการหยุดยั้ง

มีเพียงอ้อมกอดของคุณเท่านั้นที่จะทำให้การเต้นรำนี้จบลง





So, hold on, hold on

Everybody hurts

No, no, no, you’re not alone





มีเพียงผมและคุณ





“กูร… ทำไมคุณถึงอยากให้ฝนตกฤดูหนาว”

“เพราะผมอยากมีคุณวัส” ความปวดใจรั้งธารางกูรให้ซบลงไปกับอ้อมอกของวัสสะ กอดอบอุ่นใจยิ่งเย็นขึ้นทุกวินาทีที่คนเหล่านั้นปิดหนทางหลีกหนีทั้งหมด มือหนาลูบขึ้นลงเบา ๆ ที่แผ่นหลังพลางกดสายตาต่ำลงกับปลายเท้าของผู้มาเยือนอย่างคนหมดหวัง วัสสะจับประสานมือที่เคียงคู่กันเอาไว้แน่น และมันแน่นมากพอที่จะทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาแยกหัวใจสองดวงออกจากกัน





จนตรอกแต่ใจต้องสู้… คงต้องตายกันไปข้าง





“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าปล่อยมือจากผมนะกูร”







Talk 

มาแล้วค่า เหลือตอน 25-26 และบทส่งท้าย(27) นะคะ 

อย่าลืมไปเม้ามอยกันได้ที่ #กลิ่นฝนฤดูหนาว เน้อ

ขอบคุณทุกคอมเมนต์และทุกคนที่อยู่ด้วยกันมาจนเรื่องใกล้จบนะคะ ดีใจมาก ๆ ว่าได้เห็นว่าทุกคนยังอยู่ด้วยกันไม่ว่าเรื่องมันจะเดินไปในทิศทางใด ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ไหนๆคนที่คอยรับคำสั่งก็ไปลองเฉียดตายมาแล้วทั้งคู่ รู้แล้วว่าคนที่ถูกพรากลมหายใจเขารู้สึกอย่างไรก่อนจากไป งั้นลำดับต่อไปก็ต้องเป็นคนออกคำสั่งสิที่ได้สิทธิ์ไปลองเฉียดใกล้ความตายดูบ้าง บางทีอาจติดใจจนอยากตายๆไปเลยก็ได้นะ

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
อ่านจบตอนละก็ไปฟังเพลง...  :z10: :z10:

Everybody Hurts !!!

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 25 ฝนที่เคยรอคอย

เมื่อไหร่ที่เราก้าวผ่านความหนาวเย็นของเม็ดฝนในฤดูหนาวไปได้

เมื่อนั้นเราจะได้ของขวัญเป็นความสุขปีติใจ





ฝน… ถึงแม้คุณจะไม่ตกในฤดูหนาวนี้ แต่ผมจะรอคอยคุณเสมอ





ฝน… ผมอดทนอยู่นะ ผมยังอดทนรอคุณอยู่





โลกหมุนพาเวลาผ่านไปจนแทบจะบ่ายคล้อยของอีกวัน ตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้นสู่จุดสูงสุดส่องสว่างลงมาอย่างไม่คิดเกรงกลัวใคร กลุ่มเมฆหมอกก้อนใหญ่ที่เคลื่อนบังซับความร้อนเอาไว้ยิ่งทำให้อำนาจแสงที่ลอดผ่านลงมารุนแรงมากขึ้น บรรยากาศภายในบ้านหลังใหญ่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับสภาพแท้จริงภายนอก สว่างไสวแต่อึมครึมไปด้วยความหนาวเย็น เช่นกัน แสงที่ลอดผ่านช่องม่านเข้ามารุนแรงบาดลึกลงจนใจพัง

“เป็นยังไง”

“อย่างที่เห็นครับท่าน” ประชารับเสื้อสูทจากชายกลางคนก่อนจะยื่นให้ลูกน้องอีกคน ท่านวรพจน์คลายเส้นเนกไทเล็กน้อย และเดินเข้าใกล้เป้าหมายด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก รอบดวงตาดุดันน่าเกรงขามหรี่แคบลงเมื่อมองแสงแดดที่คาดผ่านนัยน์ตาคู่คมตรงหน้า ท่านค่อย ๆ ย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งใกล้ตัวคนที่นั่งพิงกำแพงอยู่กับพื้น เจ้าของดวงหน้าเรียบเฉยปรายสายตามองใบหน้าภูมิฐานตามวัยแล้วแค่นยิ้มขึ้นมาราวกับพบเจอเรื่องตลกสิ้นดี

“ในที่สุดก็กลับมาจนได้นะ ยินดีต้อนรับกลับบ้าน …วัสสะ”

“ที่นี่บ้านเหรอ หึ ไม่เห็นเคยรู้สึกว่าเป็นบ้าน” วัสสะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว สายตาที่เขามองคนตรงหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้นเจ็บใจ ภายในห้องโถงส่วนตัวชั้นบนสุดยังคงมีบรรยากาศที่เหมือนเช่นเดิมไม่ได้เปลี่ยน ห้องกว้างเต็มไปด้วยเครื่องบันเทิงอารมณ์ครบครัน โต๊ะพูล โฮมเธียเตอร์ บาร์เครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างหรูหราสมฐานะอำนาจบารมีอย่างปฏิเสธไม่ได้

แต่ทว่าในความรู้สึกของคนที่อาศัยใต้ชายคามาตั้งแต่เกิดอย่างวัสสะ ห้อง ๆ นี้มีเพียงความเลวร้ายและอารมณ์รุนแรงของชายคนหนึ่งลอยเคว้งอยู่ ทั้งยังสะเทือนอารมณ์ด้วยแนวชั้นวางอาวุธเก่าเก็บราวของสะสม โต๊ะทำงานพร้อมเก้าอี้บุหนังตัวโปรดที่ใช้เอนกายยามออกคำสั่งอยู่ทุกวี่วัน ไม่มีครั้งไหนที่วัสสะเข้ามาที่นี่และเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม ไม่มีครั้งไหนที่จะไม่รู้สึกอึดอัดในยามที่รอฟังคำพูดจากปากชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนายท่านของบ้าน

“จะคิดแบบไหนก็ตามใจเถอะ ถึงยังไงซะแกก็กลับมาอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว เป็นยังไง หนีออกไปเผชิญโลกกว้างสนุกดีมั้ย” วัสสะสะบัดสายตาไปยังกลุ่มคนที่ยืนกระจัดกระจายห่างออกไปทั่วห้อง ร่างสูงขยับตัวให้แผ่นหลังแบบสนิทไปกับผนังซีเมนต์ขาว ก่อนจะกดศีรษะชิดตามลงไป ดวงตาคู่คมหันมาจ้องมองท่านด้วยแววตาเสียใจผิดหวังไร้ศรัทธา คำก่นด่าตัดพ้อมากมายอัดแน่นอยู่ใต้ดวงตาคู่นี้ แผงฟันขาวขบกันแน่นสนิทจนแทบจะได้ยินเสียงดังกรอดลอดออกมา

“สนุกสิ สนุกจนแทบบ้า”

“ฉันเตือนแกแล้ว แต่แกก็ยังดึงดันจะหนีไป แล้วเป็นไง ที่ฉันพูดไว้มันผิดไปเสียที่ไหน” ท่านตบเบา ๆ ลงที่ข้างสันคางของวัสสะ เจ้าตัวสะบัดใบหน้าหนีสัมผัสหยาบกร้านไร้หัวใจทันที เห็นแบบนั้นเจ้าของมือจึงได้แต่เคลื่อนมือกลับมากำแน่น กิริยาของวัสสะมีแต่ความเกลียดชัง และท่านคิดเอาเองว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พึงกระทำต่อผู้มีพระคุณ

“ต่อให้คิดอีกกี่ร้อยกี่พันครั้ง ผมก็จะหนี แล้วท่านล่ะ สนุกรึเปล่าที่คอยแต่จะบงการชีวิตคนอื่น คงสนุกดีสินะ หน้าตายิ้มแย้มมีความสุขเชียว หึ” วัสสะยกยิ้มที่มุมปากด้วยห้วงอารมณ์ที่ไม่ต่างอะไรกับการดูถูกดูแคลน ดวงตาคมปาดมองตั้งแต่เส้นผมยาวไปจนถึงปลายเท้าที่เขย่งนั่งอยู่กับพื้น ไม่มีความรู้สึกใดในใจเขามากไปกว่าคำว่าเกลียด เกลียดจนอยากจะนึกโกรธตัวเองที่ยอมจมอยู่แทบเท้าชายคนนี้มาทั้งชีวิต

“แกกลับมา ฉันก็ต้องมีความสุขอยู่แล้ว”

“งั้นเหรอ ผมมีประโยชน์กับท่านขนาดนั้นเชียว”

“ใช่ ฉันเสียคนอย่างแกไปไม่ได้หรอก ไม่ว่าแกจะพยายามหนีไปไหน ฉันจะต้องพาแกกลับมาที่นี่ กลับมาอยู่กับฉันที่นี่”

“ทำไม ถ้าเสียผมไปตำแหน่งจะโดนปลดรึไง หรือว่ากลัวเสียหน้าที่ปกครองคนคนเดียวไม่ได้ เอ๊ะ หรือว่ากลัวผมจะเอาความชั่วช้าไปแฉให้คนทั้งโลกรู้”

“แกคิดว่าที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้เพราะอะไร วัสสะ! ” ท่านที่กดอารมณ์เอาไว้จนมากเกินไป ระเบิดความหงุดหงิดออกมาเสียงดังจนทั้งห้องเงียบสนิท เหล่าลูกน้องคนใกล้ชิดได้แต่เบือนหน้าหนีคล้ายกับไม่รับรู้ทั้งที่ได้ยินและได้เห็นด้วยสองหูสองตา บรรยากาศกระอักกระอ่วนทำให้พวกเขาเหล่านั้นอยากจะเดินหนีกันไปคนละทิศละทาง ถ้าไม่ติดว่าคำสั่งนายมันค้ำคอให้กระดิกไปทางไหนไม่ได้

“เพราะตัวท่านเองไง เหอะ คำถามแบบนี้ยังมีหน้ามาถามผมอีกเหรอครับ” สิ้นน้ำเสียงอวดเก่งไม่เกรงกลัว ฝ่ามือหยาบกร้านก็เหวี่ยงฟาดเข้าที่ข้างแก้มของวัสสะเต็มแรง ความโมโหทิ้งรอยนิ้วสีแดงเอาไว้ให้เห็นเด่นชัด ท่านกัดฟันถลึงตาใส่นายตำรวจในปกครองด้วยโทสะพลุ่งพล่าน ระหว่างที่วัสสะเองยังคงยิ้มเยาะหัวเราะร่าท้าทายอำนาจออกมาไม่เลิก ยิ่งวัสสะแสดงออกมาว่าไม่กลัว ยิ่งวัสสะแสดงออกมาว่าไม่สนใจไยดีอะไร ท่านวรพจน์ยิ่งโกรธเดือดดาลออกมาตามนิสัย

“อย่ามาอวดดี! นี่แกคิดจะให้ความเคารพฉันบ้างมั้ยห่ะ! จำใส่กะโหลกไว้บ้างว่าถ้าไม่ใช่เพราะแกฉันคงไม่ต้องเหนื่อยมาจนถึงทุกวันนี้! อย่ามาคิดเนรคุณฉันวัสสะ! ” นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวกดย้ำเข้าไปที่ข้างขมับของวัสสะซ้ำ ๆ ใบหน้าหยิ่งผยองของวัสสะคลอนตามน้ำหนักมือทั้งที่ยังคงมองใบหน้าของท่านเอาไว้ คล้ายกับเขากำลังจดจำสีหน้าของคนตรงหน้า จดจำด้วยอารมณ์เดือดแค้นที่กำลังปะทุของตน

“ถ้าคิดจะทวงบุญคุณ ผมคงไม่มีจิตใจกตัญญูจะมอบให้คนอย่างท่านหรอก ฆ่าผมซะเถอะ ผมมันก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่หมดประโยชน์ หรือว่าท่านไม่กล้า แน่นอนว่าคนที่ปกครองคนอย่างท่านต้องกล้าฆ่าผมอยู่แล้ว ใช่มั้ยครับ”

“ไอ้วัส! ” แรงกดนิ้วครั้งสุดท้ายรุนแรงจนช่วงศีรษะของวัสสะกระทบกับผนังเบื้องหลัง ท่านผุดตัวยืนสุดความสูงเมื่อได้ยินประโยคท้าทายขอให้ปลิดชีวิต วัสสะสามารถยอกย้อนได้ถูกจุด การฆ่าวัสสะเป็นความขี้ขลาดเรื่องเดียวในสมองของคนไร้หัวใจ ที่ผ่านมาท่านไม่เคยสนใจมูลค่าชีวิตของคนที่เข้ามาขวางทางเดิน ไม่ว่าใครหน้าไหน ไม่ว่าเพราะเหตุใด คนพวกนั้นจะต้องออกไปจากเส้นทางของท่านอย่างไม่มีวันกลับ แต่ผิดกันกับวัสสะ เพราะวัสสะเป็นคนที่ท่านขีดเส้นให้เดินตามต่างหาก ไม่ว่าจะขวางลำหรือล้มลงสักกี่ครั้ง ท่านก็จะฉุดเขาขึ้นมาให้อยู่ในเส้นทางชีวิตที่ตั้งใจสร้างไว้แต่เดิม

“ฆ่าผมสิ ฆ่าผม… ถ้าท่านทำอะไรกูร คิดว่าผมจะอยู่รับใช้ท่านรึไง ตื่นเถอะครับ ไม่มีวันนั้นแน่ จบปัญหาด้วยการฆ่าผมเลยซะดีกว่า ยังไงผมก็ต้องตายอยู่ดี”

“ฉันไม่น่าปล่อยให้มันล้างสมองแกมากขนาดนี้เลย! ” ท่านตวัดเสียงและหางตาเข้าไปมองที่คนข้างกายของวัสสะพร้อม ๆ กัน ใช่… ตอนนี้มือหนายังคงเกาะกุมมือสั่นเทาของใครอีกคนเอาไว้ วัสสะกระชับมือขวาของเขาให้แน่นขึ้นระหว่างที่ท่านใช้ความโมโหเดินวนไปมาอยู่รอบ ๆ ตัว เสียงดังทำให้ธารางกูรต้องนั่งหดตัวชันเข่าชิดอกมากขึ้นกว่าเดิม ร่างบางกดสายตาลงมองพื้นเพราะความหวาดกลัวเต็มอก แต่ที่มากกว่าคงจะเป็นความเป็นห่วงที่มีให้คนข้างกาย วัสสะไม่ควรต้องตกมาอยู่ในสภาวะเลวร้ายเช่นนี้ ไม่ควรเลย

“กูรไม่เคยล้างสมองผม มีแต่ท่านนั่นแหละที่พยายามทำแต่ไม่สำเร็จ! ”

“แกอย่ามาเถียงฉันนะ! ที่มันทำให้แกเหลวไหล ที่มันทำให้แกไม่ฟังคำสั่งฉัน ที่มันทำให้แกคิดหนีไปจากฉัน แค่นี้มันก็ชัดแล้วว่ามันล้างสมองแกจนความคิดอ่อนปวกเปียกแบบนี้! ”

“กูรไม่ได้ทำ! ”

“มันทำ! มันทำให้แกแข็งข้อ ตั้งแต่ไหนแต่ไรที่แกขัดใจฉันเพราะมัน ที่แกต้องมีมลทินติดตัวก็เพราะสาระแนไปช่วยมัน ฉันเลี้ยงแกมาหวังให้มือสะอาดไม่เปื้อนเลือด แต่แกกลับต้องลงไปเสี่ยงทุกครั้งเพราะใคร ไม่ใช่เพราะมันเหรอ ไม่ใช่เพราะแกเหรอกูร! ” ท่านใช้สายตากร้าวกระด้างจ้องมองเข้าไปที่ธารางกูรทันที ดวงตาคู่กลมนิ่งงันแทบไม่กะพริบ เม็ดเหงื่อไหลซึมผ่านชั้นผิวออกมาจนเต็มฝ่ามือที่จับประสานกันไว้

“ไม่ใช่เพราะกูรหรอก… แต่ถ้าจะเป็นเพราะใครมันคงจะเป็นคนสารเลวคนนึง ท่านรู้จักมั้ยล่ะครับ ลองก้มมองตัวเองดูสิ” น้ำเสียงของวัสสะยิ่งทำให้เรื่องเลวร้ายและท้าทายคนโกรธอย่างถึงขีดสุด ท่านหยุดยืนนิ่งตรงหน้าเขาก่อนจะยกปลายเท้ากดลงไปแนบอกชายหนุ่ม วัสสะก้มมองรองเท้าคัทชูมันเงาอย่างไม่รู้สึกอะไร แม้จะมันจะค่อย ๆ บังคับน้ำหนักลงมาจนรู้สึกเจ็บ

“คิดว่าเป็นเพราะฉันงั้นสิ ดี งั้นแกจำใส่หัวไว้เลยนะวัสสะ ฉันห้ามแกตั้งกี่ครั้ง พูดตั้งกี่หน จับมันแยกกับแกก็แล้ว แต่แกก็ยังไม่หยุด ยังไม่เลิกคิดไม่เลิกรู้สึกกับคนที่ไม่คู่ควร ที่ผ่านมาฉันได้แค่ขู่และยอมมองอยู่ห่าง ๆ เพราะกลัวว่าแกจะเตลิดไปกันใหญ่ แต่พอแกตัดสินใจจะขอพากันออกไป… นั่นแหละที่ทำให้ฉันรู้ตัวว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า… ที่พวกแกสองตัวต้องมานั่งเป็นหมาจนตรอกไม่มีทางไปตรงนี้ ไม่ใช่เพราะฉัน แต่เป็นเพราะตัวแกเองวัสสะ! เพราะตัวแกที่มันตาต่ำเกินไป! ”

ท่านกดปลายเท้าย้ำเข้ามาอีกครั้งจนวัสสะนิ่วหน้า ผู้คุมอำนาจเดินออกไปเพื่อรักษาระยะห่างอีกครั้ง ทุกอย่างที่พูดเป็นสิ่งที่ท่านคิดอยู่ในหัวมาตลอด การที่วัสสะคิดแข็งข้อขึ้นทุกวันก็เป็นเพราะธารางกูรแต่เพียงผู้เดียว ธารางกูรที่ไม่ควรได้รับความสนใจมากขนาดนั้น ธารางกูรที่ไม่ว่าจะหาทางกำจัดออกไปจากวัสสะอย่างประนีประนอมเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล

“ก็ได้ มันเป็นเพราะตัวผมเอง เพราะผมรักกูรมากเกินไป”

“อึก...”

“ไม่เป็นไรนะกูร ไม่เป็นไรนะครับ” คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์อารมณ์สะอึกเสียงขึ้นมาพร้อมกับสภาพลำตัวเกร็ง วัสสะที่สัมผัสได้ถึงอาการไม่สู้ดีของธารางกูรดึงมืออีกฝ่ายเข้ามาซุกไว้กับอก พร้อมกับเอื้อมมือที่เริ่มติดจะสั่นของตัวเองลูบเบา ๆ เข้าที่ช่วงศีรษะของร่างบาง คำเสียงนุ่มนวลผิดกันและภาพการปลอบโยนด้วยความห่วงใยทำให้ท่านที่อารมณ์ร้อนอยู่เดิมยิ่งหัวเสียมากขึ้น

“ปล่อยมือจากกูรเดี๋ยวนี้นะวัสสะ! ” วัสสะไม่ได้ทำตามคำสั่งของท่าน ร่างสูงกดสายตาลงมองคนข้างตัวคล้ายไม่ได้ยินน้ำเสียงเกรี้ยวกราดใด รอบข้อมือของคนทั้งคู่ปรากฏรอยแดงจากการรั้งของกุญแจมือ การดึงดันไม่ยอมออกห่างทำให้กลุ่มคนใจร้ายต้องพยายามแยกทั้งคู่อยู่นาน ถึงแม้ว่าสุดท้ายพันธนาการจะถูกตัดออกด้วยคีมเหล็ก แต่ฝ่ามือที่จับประสานกันไว้กลับไม่ได้ห่างกันแม้สักวินาทีเดียว





ไม่มีใครพรากธารางกูรออกจากวัสสะได้

ไม่มีทาง

ไม่มีวัน





“ดี… รักกันมากก็ดี สนุกดี ประชา”

“ครับท่าน” ประชาสาวเท้าเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย เขาเหลือบตามองชายหนุ่มสองคนเพียงนิดก่อนจะหันมาตั้งใจฟังและรับคำสั่ง

“จับแยก”

“ครับ” ดูท่าคนรับคำสั่งจะรู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อย แต่เขาไม่สามารถขัดขวางหรือแสดงความคิดเห็นใดต่อท่านได้ ชายผู้เป็นคนสนิทเริ่มส่งต่อคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่น ๆ วัสสะรู้ตัวในทันทีว่าสายตาหลายคู่ที่กำลังมองมาและเคลื่อนกายเข้าใกล้มีเป้าหมายใด ร่างสูงกระชับมือให้แน่นมากขึ้นพลางกดริมฝีปากลงจุมพิตกับกลุ่มผม ความวิตกทำให้ทั้งสองคนไม่สามารถควบคุมหัวใจไม่ให้สั่น

“คุณวัสครับ”

“ชู่ว… ไม่เป็นไร อย่าปล่อยมือผม อย่าปล่อยมือผมก็พอ” ธารางกูรหดตัวเข้าหาวัสสะเมื่อชายสี่คนกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ แม้จะพยายามเตรียมใจ แม้รู้ว่าอย่างไรก็ต้องไปจากกัน แต่เมื่อเวลานั้นเดินทางเข้ามาใกล้ ภายในหัวใจก็ไม่อาจทนรับไหวอย่างที่เคยคิด ไม่มีทาง ไม่มีวิธี ไม่มีสิทธิ์แม้แต่ตัดสินชีวิตของตัวเอง อึดอัดทรมานจนหัวใจเบาหวิวคล้ายจะลอยจากไป

“ปล่อยนะเว้ย! ” วินาทีนี้ไม่เหลือหนทางใดให้เอาตัวรอดนอกจากการต่อต้านขัดขืน ชายร่างกายกำยำสองคนแรกเข้าล็อกตัววัสสะเอาไว้ด้วยการสอดมือเข้าใต้โคนแขน วัสสะดิ้นและพยายามใช้แรงทั้งหมดเท่าที่มีต่อสู้เอาตัวรอด แต่สุดท้ายเขาก็ถูกกดซ้ำลงไปที่แผ่นหลังจนแทบจมไปกับพื้น ภาพชายอีกสองคนเข้าประชิดตัวธารางกูรเห็นชัดอยู่ในสายตาของวัสสะ เมื่อจนแต้มร่างสูงจึงค่อย ๆ ผ่อนแรงดิ้นลง และใช้กำลังเฮือกสุดท้ายในการรั้งมือของธารางกูรเอาไว้

“ปล่อยมือจากคุณวัสเถอะกูร”

“กูรอย่าฟัง อย่าปล่อยมือผม” ประชาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่ทว่าธารางกูรกลับออกแรงเหนี่ยวมือของวัสสะเอาไว้ไม่ได้คิดปล่อย ทั้งคู่จ้องมองกันอย่างหวาดกลัวในวินาทีนั้น หยดน้ำตาเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของธารางกูรเมื่อร่างทั้งร่างถูกตวัดรัดจนแน่นแทบไม่มีทางเคลื่อนไหว วัสสะขยับปลายมือเพิ่มอีกครั้ง ก่อนที่แรงเหนี่ยวดึงจากทั้งสองฝั่งจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นเพื่อเป้าหมายเดียว





พรากหัวใจสองดวงออกจากกันตามคำสั่ง





“อย่าดึงดันเลยครับคุณวัส เหนื่อยเปล่า ๆ เชื่อผมเถอะ”

“กูร… มองหน้าผม… เราจะไม่ทิ้งกัน เราจะไม่ปล่อยมือกัน เราจะอยู่ด้วยกันนะกูร” ม่านน้ำตาจากดวงตาสองคู่ไม่ได้ทำให้ภาพของกันและกันชัดน้อยลงไปเลย วัสสะออกแรงยึดมือของธารางกูรเอาไว้จนหน้าเล็บของตนเปลี่ยนเป็นสีขาวสนิท เส้นเลือดทั้งบริเวณมือและแขนขวาปูดโปนขึ้นมาตามแนวมัดกล้ามเนื้อจนดูน่ากลัว

“เข้าไปดึงมือเลย” สองมือที่เกี่ยวพันกันต้านแรงฉุดดึงจนรู้สึกปวดร้าวไปหมด เมื่อเรียวนิ้วของธารางกูรถูกง้างขึ้นมาได้ มือของวัสสะก็จะกดแน่นลงไปซ้ำ ๆ ไม่เปิดโอกาสให้ออกห่างจากกัน เช่นกัน เมื่อวัสสะเริ่มจะหมดแรงธารางกูรก็จะฮึดสู้ขึ้นมาเพื่อประวิงการจากลาเอาไว้ ทั้งคู่ไม่ได้สนใจฟังคำสั่งของกลุ่มคนที่ดังชัดอยู่เป็นระลอก ไม่ได้สนใจแม้แต่สายตาของท่านที่ยืนกอดอกเฝ้ามองดูความเจ็บปวดใจ สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือสัมผัสของกันและกันที่ใกล้จะหลุดหายไปเต็มที





เหนื่อยที่จะรั้ง แต่ยังอยากรั้ง

เจ็บปวดที่ต้องยื้อ แต่ยังอยากยื้อ





“ท่านครับ ผมว่า...” ประชาที่ยืนมองภาพน่าสลดใจอยู่นานหันมาคล้ายจะออกความเห็นกับผู้เป็นนาย ที่สีหน้าของท่านนิ่งสนิทไม่ใช่เพราะไร้รู้สึกกับสิ่งที่เกิด แต่เป็นเพราะท่านกำลังรู้สึกชาดิกกับภาพความรักใคร่ผูกพันที่ไม่อาจตัดขาดได้ง่าย ๆ ทั้งที่ช่วงแขนตึงจนแทบจะฉีกขาด ทั้งที่รั้งกันจนปลายมือบิดเกร็งไปหมด สองคนนั่นก็ยังไม่คิดยอมแพ้แยกจากกันแต่โดยดี ความปรานีสุดท้ายใช้การไม่ได้ผล ยิ่งเห็น ความโกรธเยือกเย็นก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นในใจ

“ขอปืนให้ฉัน” ท่านพอจะรู้ว่าวัสสะบูชาความรักครั้งนี้เหนือสิ่งใด แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะยอมทิ้งทุกอย่างแม้แต่ศักดิ์ศรีของตัวเองเพื่อคนคนเดียว และแน่นอนมันเป็นสิ่งที่ท่านไม่ต้องการ ฉะนั้นวิธีเดียวที่จะทำให้วัสสะเดินกลับเข้ามาในเส้นทางที่ถูกปูพรมพร้อมเกียรติศักดิ์น่าเคารพ ก็คือทำลายความรักที่น่าสมเพชเวทนาลงซะ

“แต่ผมคิดว่า...”

“ไม่มีแต่”

“ครับท่าน” ประชาพยักหน้าเรียกลูกน้องอีกคนให้เข้ามาใกล้ก่อนจะออกคำสั่งให้จัดเตรียมปืนพร้อมกระบอกเก็บเสียง ท่านวรพจน์รับกระบอกปืนที่ถูกเสริมเติมแต่งมาใคร่ครวญดูอย่างละเอียด รอยยิ้มไร้ชีวิตจิตใจผุดขึ้นเมื่อเงยหน้ามองคนที่สองที่ทำอย่างไรก็ไม่ยอมที่จะออกห่างจากกัน ไม่น่าเชื่อว่าทั้งคู่จะโตขึ้นมากขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งจะลุกขึ้นมาแข็งข้อด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้

“วัสสะ ฉันเคยให้โอกาสแกไปแล้วหลายหน จำได้ใช่มั้ย” ท่านสาวเท้าเข้าไปนั่งชันเข่าที่ข้างตัววัสสะอีกครั้ง วัสสะที่ถูกล็อกทั้งร่างเอาไว้อาศัยจังหวะนั้นกระชับฝ่ามือและดึงธารางกูรเข้าหาตัว ระยะห่างที่ลดลงมาทำให้เขาพอจะสบายใจขึ้นมาได้บ้าง ถ้าไม่ติดว่าอาวุธสีดำสนิทจะปรากฏให้เห็นชัดในกรอบสายตา

“คิดจะทำอะไร เอาสิ! เอาเลย! ” เสียงของวัสสะไม่ได้มั่นอกมั่นใจอย่างรูปประโยค เสียงของเขาสั่นเทาและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่มีอยู่เต็มอก ดวงตาคู่คมเฝ้ามองหยดน้ำตาบนใบหน้าของธารางกูรอย่างใจเสีย ใบหน้าที่เขาหลงรักเริ่มดูอ่อนแรงจะรั้งมากขึ้นทุกที ธารางกูรกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่บังคับความรู้สึกไม่ได้ คล้ายกับว่าร่างบางกำลังเตรียมใจรอรับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

“ไม่ต้องมายุยงหรอกวัสสะ เป็นผู้ชมที่ดีไปแล้วกัน” ท่านกลั้วยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะส่งสายตาหาลูกน้องเชิงออกคำสั่ง วัสสะถูกกดร่างกายจากทุกทางจนไม่อาจขยับเขยื้อนสิ่งใดนอกจากเรียวมือที่จับต้องธารางกูรเอาไว้ ทว่าแรงเหนี่ยวรั้งของเขากลับยิ่งเจ็บปวดขึ้นเมื่อคนของท่านเริ่มประทุษร้ายร่างกายธารางกูรอย่างไม่ยั้งมือ





เจ็บใจ แค้นใจ เหมือนหัวใจกำลังจะขาด





ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกปากคนถูกกระทำอย่างธารางกูร แม้ว่าเสียงฝ่าเท้ากระทบช่วงท้องจะเด่นชัดดังก้องอยู่ในหูของวัสสะ ร่างบางตัวงอลงเพราะจุกร้าวจนคล้ายว่าภายในกำลังแหลกละเอียด ความรู้สึกของวัสสะกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตาไหลเป็นสายไม่หยุด มือที่เคยมั่นคงของเขาเริ่มติดจะสั่นเพราะทนเห็นภาพบาดตาที่เจ็บลึกลงไปในใจไม่ไหว

“ป...ปล่อย...ปล่อยกูร! ” แม้จะพยายามดึงดันเท่าไหร่วัสสะก็ไม่อาจเป็นอิสระ ท่านวางมือลงบนบ่าของวัสสะเบา ๆ ขณะที่ธารางกูรกำลังโดนหมัดหลุนเข้าที่ใบหน้าและช่วงร่างอย่างต่อเนื่อง ร่างบางกัดริมฝีปากของตัวเองเอาไว้ไม่ให้ส่งเสียงร้องใดทั้งที่กำลังเจ็บปวดใจจะขาด ดวงตาคู่กลมเลื่อนลอยขึ้นเมื่อมีหยดเลือดสีเข้มไหลผ่านชั้นคิ้วลงมาในดวงตา ภาพของวัสสะคล้ายจะเลือนรางลงทุกทีทั้งที่ยังมีสติ

“รู้อะไรมั้ยวัสสะ เส้นทางที่เรายืนมันไม่มีที่ว่างให้คนอ่อนแอหรือจิตใจที่อ่อนปวกเปียกหรอกนะ ถ้าผ่านวันนี้ไปได้แกจะแข็งแกร่งกว่าใคร นี่จะเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด วันไหนที่ฉันไม่อยู่แล้ว ที่ที่ฉันยืนจะกลายเป็นที่ที่แกยืนอย่างสมศักดิ์ศรีที่สุด ไม่ว่าจะหนียังไงก็ไม่มีทางหนีพ้น ที่นี่ บนหลังเสือตัวนี้มีแต่จะปีนสูงขึ้นและดุร้ายขึ้นเท่านั้น ชีวิตไหนที่ไม่จำเป็นน่ะ… ตัดทิ้งไปซะเถอะ” เสียงของท่านก้องอยู่ในหูของวัสสะ น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาสุดความรู้สึกเพราะความอดทนอดกลั้นในช่วงเวลาสุดท้ายเริ่มไม่มีเหลืออีกต่อไป ธารางกูรบอบช้ำจนร่างกายไร้แรงต้านทาน เรียวมือที่อยู่กับวัสสะอ่อนแรงลงจนไม่อาจจับรั้งอะไรไว้ได้

“ปล่อยกูร… ขอร้อง… ปล่อยกูร” วัสสะบีบมือไร้แรงของธารางกูรเอาไว้แน่นขณะที่หันสายตากลับมามองท่านเพื่อขอร้องอ้อนวอน ท่านเองก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าไร้พิษสงเพราะทรมานใจจะขาด แต่นั่นมันก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เป็นอย่างที่ท่านพูด เส้นทางที่ยืนอยู่นี้ไม่มีพื้นที่สำหรับคนใจอ่อน ที่กำลังทำมันเป็นการสอนให้วัสสะเข้มแข็งและกล้าหาญกล้าตัดสินใจมากขึ้น

“อยากจะปลดปล่อยกูรด้วยตัวเองมั้ยล่ะ… แค่ลั่นไก” ทางเลือกที่ไม่เคยมีถูกยื่นมาตรงหน้าวัสสะพร้อมปืนหนึ่งกระบอก ท่านยื่นมันให้เขาแต่ก็โดนสะบัดออกอย่างไม่ไยดี วัสสะบีบมือธารางกูรให้แรงขึ้นเมื่อเห็นว่าช่วงดวงตากลมสะบักสะบอมปริแตก





ไม่

มันต้องไม่จบแบบนี้

ทุกอย่างจะต้องไม่จบแบบนี้





“ไม่มีวัน! ”

“งั้นถ้าทนดูได้ก็ดูต่อไปจนกว่ากูรจะขาดใจแล้วกัน ค่อย ๆ ถูกคนของฉันทรมาน หรือโดนแกยิงตัดขั้วหัวใจภายในครั้งเดียวอะไรมันโหดร้ายกว่ากัน… ลองคิดดูสิวัสสะ” สิ้นเสียงของท่านสายตาออกคำสั่งก็ทำให้ความเลวร้ายพยักหน้าอย่างเข้าใจ ชายคนเดิมลุกขึ้นและเดินวนเข้าช่วงหลังของธารางกูร ลำแขนแข็งแรงตวัดล้อมรอบคอของธารางกูรก่อนจะออกแรงดึงเข้าหาตัวจนกระทั่งกรอบหน้าเล็กต้องแหงนหน้าโหยหาอากาศ วินาทีนั้นคนอีกสองคนปล่อยร่างกายบอบช้ำไร้เรี่ยวแรงธารางกูรให้เป็นอิสระทันที แรงรัดที่ไม่มากพอเป็นดั่งการหยอกล้อที่ทำให้ผู้ถูกกระทำเจ็บปวด และทำให้คนมองดีดดิ้นทุรนทุรายจะขาดใจ

“ค… คุณวัสครับ… อึก… ผ...ผมขอ… อึก ผมขอร้อง...” เสียงอู้อี้อึดอัดทรมานลอดลำคอออกมาพร้อมสายตาวิงวอน เลือดสีเข้มไหลผ่านโพรงจมูกยาวลงมากระทั่งผสานรวมกับริมฝีปากเจ่อช้ำ สองแขนสองขาไร้แรงที่จะดิ้นรนหลีกหนีความเจ็บปวด วินาทีนั้นเองที่หัวใจของวัสสะแทบจะแหลกสลายเพราะไม่อาจทนเห็นธารางกูรเจ็บปวดมากกว่าที่เป็น

“กูร…”

“เอายังไงดี โอกาสสุดท้ายแล้วนะวัสสะ”

“ปล่อยกูร… จะทำเอง...”

“ว่ายังไงนะ”

“กูบอกให้มึงปล่อยกูร! กูจะทำเอง! ” เสียงคำหยาบตวาดลั่นทำให้ทุกสิ่งในห้องเงียบสนิท ประชาดึงลูกน้องตัวเองออกจากธารางกูรและปล่อยให้ร่างบางสิ้นสภาพลงไปกับพื้น รอยยิ้มดีใจระคนเศร้าฉายชัดขึ้นบนใบหน้าที่มีแต่ร่องรอยของการถูกทำร้าย ธารางกูรสบตามองวัสสะด้วยความรู้สึกที่ดีใจเหลือเกิน ผิดกันกับวัสสะที่หัวใจของเขาแทบจะแหลกลงไปตรงนี้ เขาทนไม่ไหว เขาทนเห็นธารางกูรต้องเจ็บปวดทุรนทุรายเช่นนั้นต่อไปไม่ได้





เขาต้องจบเรื่องนี้ด้วยมือของตัวเอง





“รีบจัดการซะ ฉันยังพอมีเวลาให้แกได้สั่งเสีย” ท่านวางปืนลงตรงหน้าวัสสะ และสั่งคนปล่อยชายหนุ่มให้เป็นอิสระ วินาทีนั้นร่างสูงแทบจะล้มครืนลงไปกับพื้น คนปวดใจคลานเข่าเข้าไปหาพลางดึงมือที่รั้งกันไว้สุดชีวิตสูดกลิ่นกายแสนรักเข้าไปไม่หยุด วัสสะตระกองกอดธารางกูรที่ยังมีสติครบถ้วนเข้ามาไว้ในอก มือที่เคยจับแน่นหลุดออกและแทนที่ด้วยอ้อมกอดแสนปวดใจ เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังลั่นห้องจนบรรยากาศทุกอย่างนิ่งสนิท ไม่มีคำสั่งเสีย ไม่มีคำร้องขอ ไม่มีคำพูดใดนอกจากเสียงร้องไห้ที่ประสานเป็นความเจ็บปวดเหลือจินตนาการ





ทุกคนรู้สึก

ทุกคนสัมผัสได้

ทุกคนรับรู้ว่าคนสองคนรักกันได้มากแค่ไหน

ไม่เว้นแม้แต่...





“จะดีเหรอครับท่าน” ท่านที่หันหลังให้คนทั้งคู่เฝ้าฟังเสียงสะอึกสะอื้นด้วยหัวอกที่ปวดหนึบขึ้นมาไม่น้อย แม้จะมีคำทัดทานจากประชาลูกน้องคนสนิท แต่จุดที่กำลังยืนไม่อาจย้อนคำพูดใดกลับไปได้ ทุกอย่างจะต้องดำเนินต่อไปในทิศทางที่ถูกกำหนดไว้ ชายกลางคนพยายามละความสนใจด้วยการคว้าไม้คิวพูลขึ้นฝนชอล์กในท่าทางถนัด สายตาผู้นำมุ่งมั่นก้มเล็งลูกบอลบนโต๊ะ ขณะที่สองหูยังคงรับรู้เสียงร้องไห้เสียอกเสียใจที่ชาตินี้คงไม่มีวันลืม

“ดีสิ แกคิดว่ามีอะไรไม่ดีรึไง”

“ผมเกรงว่าคุณวัส...”

“นี่จะเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับวัสสะ วันนึงถ้าเขาต้องมายืนแทนที่ฉันเขาจะต้องแข็งแกร่งกว่าที่เป็น แกก็รู้ว่าเส้นทางนี้มันเป็นยังไงไม่ใช่เหรอ”

“ผมกลัวว่าคุณวัสเธอจะรับไม่ไหว” ประชาหันมองวัสสะและธารางกูรอีกครั้ง ร่างสูงใช้มือสั่นเทาลูบไปตามรอยแผลของธารางกูรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพน่าสะเทือนใจทำให้ทุกคนที่เหมือนจะไร้หัวใจต่างเมินหน้าหนี

คลิก! เสียงปืนที่ถูกลดทอนยังคงเด่นชัดให้ชายกลางคนได้ยิน ท่านก้มหมอบแทงลูกกลมบนโต๊ะจนเคลื่อนตัวออกไปตามแรง ทว่าลูกบอลสีขาวไม่ได้กระดอนไปในทิศทางที่ต้องการ มันกระทบเข้าที่กรอบไม้ก่อนจะกลิ้งกลับมาในทิศทางเดิม แม้จะไม่ได้ดั่งใจ แต่รอยยิ้มจาง ๆ ก็ได้ผุดขึ้นใบหน้าของท่านในวินาทีนั้น บนโลกใบนี้มีเพียงแค่เหยื่อและผู้ล่าเหยื่อ และเมื่อไหร่ที่เราหยุดล่า เราจะกลายเป็นเหยื่อตัวเล็ก ๆ ที่รอการโจมตี แน่นอน ท่านไม่มีวันยอมให้ความหวังเพียงคนเดียวลดตัวลงไปเป็นเพียงเหยื่อไร้คุณค่า





ความรักไม่เคยทำให้ใครเข้มแข็ง มีแต่ทำให้อ่อนแอลงเท่านั้น





“เกิดเป็นลูกชายฉัน มันจะต้องแข็งแกร่งและเด็ดขาดได้มากกว่าฉัน”





Talk

เรื่องท่านกับวัสคงไม่ได้หักมุมอะไร เพราะแทบจะบอกมาทั้งเรื่อง แค่ไม่ได้บอกตรง ๆ เท่านั้น ทุกคนน่าจะเดาถูกกันหมดเนอะ ส่วนเสียงปืนส่งท้ายตอน... มาพบกันตอนหน้าค่ะ ไม่ค้างใช่มั้ย 55555

ปล.ตอนที่แล้วบอกผิด เหลือตอนที่ 26-27 และมีบทส่งท้าย 28 นะคะ เท่ากับเหลืออีก 3 เนอะ

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ที่คอยติดตามกันเช่นเคยค่ะ ขอบคุณทุกทวิต ทุกแชร์ ทุกวิว และทุก ๆ คนด้วยค่า เลิฟฟฟฟ




ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
มาต่อเดี๋ยวนี้เลย ค้างงงงงง :ling1:

อิท่าน ฉันจะฆ่าแก ปืนที่อยู่ในมือวัส
ส่องไปที่หัวอิท่านเหอะ แม่งเอ้ย !!!
 :z6: :z6: :z6:  :z6:

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เดาใจวัสไม่ถูก จะเลือกทางไหน ยิงกูร ยิงตัวเอง หรือยิงท่าน โอกาสมีครั้งเดียว น้ำหนักเทไปทางไหนดีล่ะ กระสุนนัดเดียวเพื่อจบเรื่อง ไม่รู้สิ เราว่าถ้าวัสเลือกทางที่เราคิด อาประชาก็ยอมรับนะ ดูแล้วทุกคนในห้องตอนนี้เทไปทางไหน ขอให้เราเดาถูกทีเถอะ

"เกิดเป็นลูกชายฉัน มันจะต้องแข็งแกร่งและเด็ดขาดได้มากกว่าฉัน" จากประโยคนี้ถ้าท่านไม่มั่นใจในตัวเองจนเกินไป ก็ ชล่าใจเกินไป สองคนรักกันเกินกว่าใครจะคาดดิดนะ

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 26 ฤดูกาลผ่านพ้น

“กูบอกให้มึงปล่อยกูร! กูจะทำเอง! ” เสียงคำหยาบตวาดลั่นทำให้ทุกสิ่งในห้องเงียบสนิท ธารางกูรสิ้นสภาพหมดแรงทิ้งทั้งร่างราบลงไปกับพื้น รอยยิ้มดีใจระคนเศร้าฉายชัดขึ้นบนใบหน้าที่มีแต่ร่องรอยของการถูกทำร้าย ของเหลวสีแดงเข้มไหลผ่านช่องจมูกออกมาจนรับรู้ได้แค่เพียงกลิ่นสนิมคาวเลือด ธารางกูรสบตามองวัสสะในวินาทีนั้นด้วยความรู้สึกที่ดีใจเหลือเกิน อย่างน้อยชีวิตของเขาก็มีไว้เพื่อคนที่รักโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าวัสสะจะตัดสินใจอย่างไร นั่นจะเป็นหนทางที่ธารางกูรสุขใจมากที่สุด





เจ็บปวด ทรมาน และทุกข์ทนกับชีวิตนี้มามากเกินพอแล้ว





ผิดกันกับความรู้สึกของวัสสะ หัวใจของเขาแทบจะแหลกลงไปตรงนี้ เขาทนไม่ไหว เขาทนเห็นธารางกูรต้องเจ็บปวดทุรนทุรายเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ ทุกครั้งที่ความรุนแรงสัมผัสลงไปบนร่างกายที่เฝ้าทะนุถนอม ความรู้สึกเจ็บปวดมันแล่นเข้าทุกประสาทการรับรู้ราวกับถูกทำร้ายอย่างทารุณเสียเอง ผิวขาวละเอียดถูกแต้มไปด้วยร่องรอยแดงช้ำ เลือดสีแดงเข้มไหลซึมออกมาตามรอยผิวปริแตกรอยแล้วรอยเล่า ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเท่ากันทำให้การตัดสินใจเพียงชั่ววูบเปลี่ยนแปลงเรื่องราวเรื่องนี้ไปตลอดกาล





มันคงจะยุติธรรมกว่า หากวัสสะจะหยุดความทรมานนี้ซะ





“รีบจัดการซะ ฉันยังพอมีเวลาให้แกได้สั่งเสีย” ท่านวางปืนลงตรงหน้า วัสสะมองอาวุธร้ายแรงบนพื้นในจังหวะที่ถูกปลดปล่อยจนแทบล้มครืนลงไป อาการใจเสียทำให้ทุกส่วนของร่างกายอ่อนล้าไร้แรงไปเสียหมด สองมือสองขาพยายามยันตัวเองด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือ คนปวดใจคลานเข่าเข้าไปหา พลางดึงมือที่รั้งกันไว้สุดชีวิตขึ้นสูดกลิ่นกายแสนรักเข้าไปไม่หยุด วินาทีที่ปลายจมูกของวัสสะสัมผัสลงที่หลังมือ ธารางกูรก็กระตุกงอตัวขึ้นมาด้วยปฏิกิริยาตอบรับของร่างกาย วัสสะค่อย ๆ สัมผัสร่างบางอย่างนิ่มนวลและดึงร่างกายที่ยังมีสติครบถ้วนเข้ามาตระกองกอดไว้แนบอก มือที่เคยจับแน่นหลุดออกจากกันในวินาทีนั้น พันธนาการหัวใจถูกแทนที่ด้วยอ้อมกอดแสนเจ็บแค้นที่แนบแน่นยิ่งกว่า





เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นค่อย ๆ ดังขึ้น ดังขึ้น ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนอื้ออึงไปเสียหมด

บรรยากาศทุกอย่างนิ่งสนิท มีเพียงเสียงร้องไห้ลอยฟุ้งยืนยันถึงความเจ็บปวดเหลือคณา





กรอบใบหน้าฟกช้ำซุกเข้าที่แผงอกของวัสสะในขณะที่ยังไม่หยุดยิ้ม เสียงหัวใจของคนที่รักทำให้ธารางกูรรู้สึกอุ่นใจมากมายเหลือเกิน หากความสุขสุดท้ายคือการอยู่ในอ้อมกอดของวัสสะ มันจะเป็นความสุขสุดท้ายที่มีคุณค่าและสมบูรณ์ที่สุด ลำแขนแกร่งที่โอบรัดประคองร่างเอาไว้เป็นเหมือนดั่งอิสระและชีวิตที่โหยหามาตลอด หมดแรงแล้ว หมดแรงจะสู้ หมดแรงจะร้องขอ หมดแรงจะดึงดันให้ตัวยังอยู่และทรมาน

เสียงร้องไห้ทรมานชะงักสะอื้นยังคงดังต่อเนื่องไม่ได้หยุด ธารางกูรเอื้อมกอดช่วงเอวของวัสสะเอาไว้เบา ๆ ด้วยกำลังที่มี เรียวมือสั่นชากำชายเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้ระหว่างที่น้ำตาจากการร้องไห้ไหลปนลงมากับสีเลือด น้ำตาสีแดงจางช่างทรมานหัวอกหัวใจคนมองอย่างวัสสะ ร่างสูงเคลื่อนมือผ่านรอยแผลสดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างใจเสีย ใช่ ที่ท่านพูดมามันไม่ผิดเลย มันเป็นเพราะเขา ที่ธารางกูรต้องเจ็บอยู่เช่นตอนนี้ มันเป็นเพราะเขา

เวลาผ่านนานนับนาทีแต่ทว่าทั้งคู่ต่างไม่คิดที่จะพูดคำใดออกมา มีเพียงเสียงร้องไห้และสัมผัสจากร่างกายที่ยืนยันว่ารักใคร่โหยหากันมากสักแค่ไหน เจ็บปวด ทรมาน คล้ายจะพากันกลั้นใจตายในทุกวินาที เมื่อร้องไห้จนเริ่มหายใจได้ไม่ทัน เสียงถอนลมหายใจจึงสะท้อนเป็นอาการสะอึกซ้ำ ๆ วัสสะคว้ามือข้างเดิมที่เคยจับกันไว้แน่นเข้ามาครอบครองอีกครั้ง และครั้งนี้สัมผัสของมันช่างแนบแน่นเสียจนไม่อาจคิดถึงช่วงเวลาที่ต้องไปจากกัน





วินาทีที่วัสสะใช้อีกมือลั่นไกปืน

นั่นคือวินาทีที่ทุกอย่างจะเดินทางสู่จุดจบ

ช่างเถอะฤดูหนาว ลาก่อนกลิ่นฝน

ไม่เหลือเวลาให้รอคอยอีกต่อไปแล้ว





คลิก! เสียงปืนที่ถูกลดทอนแม้จะไม่ได้ดังสนั่นแต่ก็ยังดังก้องอยู่ในหูของทุกคนที่หายใจอยู่ในห้องกว้าง โดยเฉพาะชายหนุ่มสองคนที่โอบกอดจับมือกันไว้แน่นดุจคำมั่นสัญญาสำคัญ เสียงสะอึกสะอื้นเงียบสนิทไปพร้อม ๆ กับการกลั้นหายใจรอรับผลจากกลไกปืน น้ำตามากมายยังคงไหลซึมออกมาจากคนทั้งคู่ ดวงตาสองคู่จ้องมองกันสั่นไหวทว่านิ่งสนิท ความเงียบน่าสะเทือนใจกลายเป็นเรื่องเล็กไปในทันที เมื่อเสียงกรีดร้องวังเวงใจโหยหวนขึ้นมาบาดใจคนฟัง

“อ๊ากกกกกกกกก ฮืออออ” เสียงกรีดร้องตะเบ็งขึ้นสูงราวกับเจ้าของเสียงเสียสติ ความรุนแรงที่มีมากยิ่งกว่าการสะอึกสะอื้นทำให้ทั้งห้องโกลาหลขึ้นมาในวินาทีนั้น ร่างกายที่เคยมีแรงทิ้งตัวลงพร้อมกลุ่มเลือดสีแดงชาดจากลำตัวเบื้องซ้าย การเคลื่อนไหวทุกอย่างเปลี่ยนเป็นนิ่งงัน สัมผัสความรักที่เหนี่ยวรั้งตกผล็อยลง





ร่างกายของวัสสะที่เคลื่อนไหวปกป้อง

มือของวัสสะที่เคยประคองธารางกูรไว้

ทุกอย่างหยุดชะงักไปกลางคัน





เหลือไว้เพียง





เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของธารางกูรที่ไม่มีวันหยุดลง





“ไม่ ไม่เอา ไม่เอา ฮืออออ คุณวัสครับ ฮืออออ” แม้ว่าร่างกายจะเจ็บปวดจนแทบเคลื่อนตัวไม่ไหว แต่ธารางกูรก็ยังพยายาม พยายามสุดชีวิตที่จะคว้าตัววัสสะให้ลุกขึ้นมาปลอบขวัญเขาอีกครั้ง แต่ทว่าร่างกายที่เคยอบอุ่นกลับนิ่งสนิท ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เรียวมือเล็กทุบตีลงไปบนตัวของวัสสะ สตินึกคิดแทบจะสูญสิ้น ไม่อาจควบคุมอารมณ์อ่อนไหวของตนให้อยู่เป็นผู้เป็นคน ร้องไห้คร่ำครวญจนลมหายใจแทบจะขาด แต่ก็ยังไม่มีสัมผัสใดจากความรักตอบรับกลับมา





เจ็บปวดกว่าที่เคยคาดคิด

ไม่ใช่เพียงธารางกูรที่รู้สึกเช่นนั้น





“ท...ท่านครับ”

“วัสสะ… ไอ้วัสสะ! ” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดกระชากอารมณ์ความรู้สึกของหลายคนในห้อง ท่านสะบัดการรั้งจากประชาออกถลาเข้าไปหาคนสองคนและกองเลือดกองกองนั้นทันที ชายกลางคนทรุดเข่าลงกับพื้นราวกับคนหมดอาลัยตายอยาก ความโกรธปะทุขึ้นมาบนใบหน้ามากกว่าทุกหน ทั้งโกรธ ทั้งกลัว ทั้งเสียใจปะปนกันจนร่างกายสั่นไปเสียหมด เสียงสะอื้นไห้ของธารางกูรยิ่งทำให้ประสาทการรับรู้อื่นแทบจะดับไป โทสะแสนเจ็บใจสั่งให้ท่านคว้าเข้าที่คอเสื้อของวัสสะและดึงร่างกายสงบนิ่งออกจากตัวธารางกูรทันที

“ฮืออออ อึก คุณวัส ฮือออออ อ๊ากกกกก” เสียงหวีดร้องของธารางกูรเพิ่มความดังขึ้นอย่างไม่มีใครหยุดยั้ง เมื่อร่างกายของคนรักหลุดลอยไป ร่างบางจึงได้แต่นอนกอดความเจ็บปวดของตัวเองอย่างทุกครั้งที่หวาดกลัว แต่ทว่าครั้งนี้ความกลัวของเขากลับโดดเดี่ยวเดียวดายไร้คนปลอบโยน ธารางกูรยังคงเฝ้ามอง มองร่างกายของวัสสะที่ถูกท่านดึงออกไปห่างตัวทุกที





กลับมาเถอะครับคุณวัส

ผมขอร้อง

กลับมา

กลับมาหาผมที





“วัสสะ! แกจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ! ไอ้ลูกสารเลว! ” ท่านกระชากร่างกายผู้เป็นลูกชายขึ้นมาเขย่าแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผามีกลุ่มน้ำใสไหลเอ่อขึ้นมาที่ขอบตาทั้งสองข้าง ก่อนจะร้องไห้ออกมาคล้ายมีเรื่องอัดอั้นอยู่ในใจ พ่อลูกที่ไม่เคยลงรอยกันสักครั้ง ก็ยังสร้างความบาดหมางต่อกันในวินาทีนี้ ลูกน้องใต้อาณัติเริ่มพากันเลิ่กลั่กเพราะกำลังเกิดปัญหาใหญ่กับนายของตน ทว่าเมื่อไร้คำสั่งพวกเขาจึงทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการเฝ้ามอง ภาพของท่านในวินาทีนี้ช่างดูอ่อนแอไร้สตินึกคิด ไร้อำนาจ ไร้ซึ่งศักดิ์ศรี ดูไม่เหมือนคนที่ออกคำสั่งเด็ดขาดในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาสักนิด คงจะเป็นดังเช่นคำว่า





ความรักไม่เคยทำให้ใครเข้มแข็ง มีแต่ทำให้อ่อนแอลงเท่านั้น





“วัสสะ! ใครสั่งให้แกตาย! ฉันไม่ได้สั่งให้แกตาย! ”





แกร๊ก!





“ครับท่านไม่ได้สั่งให้ผมตาย” น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ท่านได้ยินเสียงขึ้นลำกล้องปืน วินาทีเดียวเท่านั้นที่อาวุธสีดำขลับจรดลงกลางหน้าผากเหี่ยวย่น วัสสะค่อย ๆ เปิดดวงตาขึ้นมองสีหน้าสับสนอย่างนึกยิ้มย่อง ดวงตาของร่างสูงในยามนี้ช่างไร้ความปรานีในจิตใจ หมดแล้วความอดทนอดกลั้นที่เคยมี จบ… จบกันเสียที

“วัสสะ...”

“ผมแข็งแกร่งพอรึยังครับ… พ่อ”

คลิก! เสียงไกปืนดังขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่เหล่าบริวารของท่านจะเข้ามาขัดขวางไว้ได้ทัน กว่าจะเข้ามาถึงตัว เสือตัวใหญ่ก็ล้มครืนลงทาบทับไปบนร่างของผู้เป็นลูกชาย วัสสะกะพริบตาไล่หยดเลือดที่สาดกระเซ็นเข้ามาเต็มดวงตาและใบหน้าของเขา สองแขนเอื้อมกอดร่างกายด้านบนพลางเคลื่อนมือลูบขึ้นลงบนแผ่นหลังคล้ายปลอบประโลมให้หายขุ่นข้องหมองใจ





โชคดีจริง ๆ

ยังไม่ทันได้เรียนรู้ความทรมานเลยสักนิด





วัสสะผลักร่างกายที่สูญสิ้นแรงอย่างไม่ได้ตั้งตัวให้ออกไปพ้นทาง เขามองดวงตาที่กำลังกะพริบช้าและมีน้ำตาใสไหลออกมาเป็นสาย คงจะมีคำถามมากมายค้างคาอยู่ใต้จิตสำนึกสุดท้าย วัสสะมองนิ่งจนกระทั่งดวงตาคู่นั้นเบิกค้างไม่ไหวติงอีกต่อไป มือหนาเคลื่อนเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลรินออกมาจากหน้าตนบ้าง เคยคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะเรียกผู้ให้กำเนิดว่า ‘พ่อ’ ได้อย่างภาคภูมิใจ และวันนี้ คงจะเป็นวันนั้นที่ตัวเขารอคอย





ชีวิตไหนที่ไม่จำเป็นน่ะ… ตัดทิ้งไปซะเถอะ





“คุณวัส…! ท่านครับ! ท่าน! ”

“คุณประชา ผมต้องพึ่งคุณ” วัสสะไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงใด ๆ อีกต่อไป ดวงหน้าเยือกเย็นไม่มีความปรานีในใจหลงเหลือ มีเพียงความเย็นชาเฉยเมยไม่สนใจเวรกรรม เมื่อเหล่าลูกน้องใต้บังคับบัญชาเห็นว่านายเหนือหัวจบชีวิตลงอย่างน่าสลด ความนิ่งงันตกใจทำให้ทั้งหมดไม่ทันได้ตั้งตัว วัสสะขึ้นลำกล้องกดไกปืนยิงผู้เคราะห์ร้ายที่ดวงถึงฆาต ก่อนจะยื่นปืนให้ประชาที่วิ่งเข้ามาดูร่างของท่านในจังหวะนั้น ดวงตาสองคู่มองกันอย่างเข้าใจความหมาย ประชารู้ในทันทีว่าวัสสะต้องการให้เขาช่วยเหลือในเรื่องใด ตอนนี้เสือร้ายตัวใหม่อย่างวัสสะต้องพึ่งเขา และเขาเองก็ต้องพึ่งพาวัสสะเพื่อให้ชีวิตบนหลังเสือรอดไปอีกวันเช่นกัน

“ขอโทษนะทุกคน” ลำกล้องและไกปืนถูกประชาใช้งานต่อเนื่องอีกหลายครั้ง หลายชีวิตดับลงอย่างไม่ทันได้ร้องขอเหตุผล ระหว่างที่อีกหลายชีวิตยอมสยบลงแทบเท้า ยอมแลกทุกสิ่งกับลมหายใจของตนเอง วัสสะมองภาพนั้นอย่างไม่มีความรู้สึกสงสาร ภายในใจของเขานิ่งสนิท ไม่ยินดียินร้ายกับการตายของคนกลุ่มหนึ่ง





บนหลังเสือตัวนี้มีแต่จะปีนสูงขึ้นและดุร้ายขึ้นเท่านั้น

วันไหนที่ฉันไม่อยู่แล้ว ที่ที่ฉันยืนจะกลายเป็นที่ที่แกยืนอย่างสมศักดิ์ศรีที่สุด





“กูร...” เมื่อทุกอย่างสงบลงหลังเสียงปืนคร่าชีวิต วัสสะก็พบว่าหัวใจของเขาแทบตกไปยังเบื้องล่าง ร่างสูงพาร่างกายโชกเลือดเข้าไปหาธารางกูรที่ยังส่งเสียงร้องไห้เพราะความเสียใจไม่หยุด มือหนาบีบเบา ๆ ที่ต้นแขนซ้ายของตนเพื่อคลายความเจ็บปวดที่ก่อให้เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ กระสุนฝังอยู่ในช่วงไหล่ด้วยเหตุผลที่ว่า มีไม่กี่วิธีที่เขาจะได้ถืออาวุธได้ในมือ มีไม่กี่วิธีที่จะทำให้ท่านชะล่าใจเข้าใกล้ตัวเขาและเป็นเป้านิ่งได้มากขนาดนี้ มีไม่กี่วิธีที่จะทำให้ลูกน้องของท่านวางใจสถานการณ์และทำให้เขาเป็นต่อ แต่สิ่งที่วัสสะลืมไปคือสภาพจิตใจของคนที่ไม่ได้รู้ทิศทางการตัดสินใจใด ๆ ในสมองของเขาเลย

“ฮืออออ อึก ฮืออออ”

“กูร ผมอยู่นี่ ผมไม่เป็นอะไร” มือขวาสั่นเทายกขึ้นปากน้ำตาคนที่หวาดกลัวไม่มีสติ ธารางกูรปัดมือของเขาออก และเพิ่มความทรมานจิตใจผ่านการร้องไห้ตัวโยน ร่างบางไม่คิดแม้แต่จะเงยหน้ามองเขาเพราะความเข้าใจแสนเศร้า ยิ่งเห็นว่าคนรักร้องไห้ใจจะขาดวัสสะก็ไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกของตนได้ น้ำตาใสไหลออกมาเพราะความรู้สึกผิด ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ฝ่ามือช้อนกรอบหน้าของธารางกูรขึ้นมาช้า ๆ

“ฮึก”

“กูรครับ กูร”

“ฮืออออออ คุณวัส… คุณวัส...” ธารางกูรพร่ำเรียกชื่อของวัสสะออกมาไม่หยุด เจ้าตัวพยายามยื่นมือออกมาหวังสัมผัสสิ่งที่ดวงตากำลังเห็น แต่ทว่าเรียวมือเล็กคลอนสั่นจนไม่อาจบังคับทิศทาง วัสสะเห็นเช่นนั้นจึงค่อย ๆ กอบกุมมือเย็นเข้ามาแนบไว้กับแก้มที่เปรอะไปด้วยเลือดของตน

“ผมอยู่นี่ ผมอยู่กับคุณนะกูร” รอยยิ้มจากความสุขค่อย ๆ ฉายชัดขึ้นบนใบหน้าร่างสูง เมื่อมองจนแน่แท้แก่ใจ ธารางกูรจึงโผตัวเข้ากอดวัสสะแน่นเท่าที่แรงกายจะมี วัสสะใช้แขนข้างที่ยังมีแรงเฝ้าปลอบโยนคนรักไม่ได้ขาด ความอบอุ่นในยามนี้ช่างเป็นความอบอุ่นที่แสนจริงใจและไร้ความเหน็บหนาวใด คนบาดเจ็บนิ่วหน้าอดทนกับความเจ็บปวดทางกายที่เริ่มแล่นไปทั้งซีกซ้าย แต่มันคงไม่หนักหนาสาหัสอะไรนัก เพราะตอนนี้หัวใจของเขามันเป็นสุขดี

“ฮืออออ ผมฝันร้าย อึก ผมฝันร้าย ฮืออออ”

“ผมขอโทษนะกูร ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไร ตอนนี้เราสองคนไม่เป็นไรแล้ว… เราสองคนเป็นอิสระแล้วนะครับ” หัวใจของวัสสะเป็นสุขดี… แม้ว่าลึก ๆ จะร้าวรานและแน่นิ่งไปพร้อมกับร่างกายของชายที่เติบโตมาด้วยทั้งชีวิต เขาเหลือบมองดวงตาที่ยังคงเบิกโพลงของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย น้ำตาหยดสุดท้ายไหลออกมาทดแทนบุญคุณทุกอย่างที่เคยมีให้แก่กัน บอกไม่ถูกจริง ๆ ว่าทำไมวัสสะถึงรู้สึกผิด แต่ไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป อาจจะเป็นเพราะเขากับพ่อคนนี้ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันนัก





เกิดเป็นลูกชายฉัน มันจะต้องแข็งแกร่งและเด็ดขาดได้มากกว่าฉัน

.

.

.

“ทำไมผมถึงเรียกพ่อว่าพ่อไม่ได้ครับแม่”

“แม่เป็นแค่ผู้หญิงในบ้านของท่าน ท่านคงไม่อยากให้ใครรู้เข้า อีกอย่างสักวันท่านก็ต้องมีลูกกับคุณผู้หญิง ไม่เป็นไรนะลูก โตขึ้นวัสคงจะเข้าใจมากกว่านี้”

แม่ครับ… จนวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตผมถึงมีพ่อแต่เหมือนไม่มี ทำไมถึงไม่เคยได้รับในสิ่งที่ลูกคนหนึ่งควรได้รับ แต่ไม่เป็นไรครับแม่ ไม่เป็นไร

.

.

.

“ฉันบอกให้แกเรียกฉันต่อหน้าคนอื่นว่าพ่อไงวัสสะ อยากให้ฉันขายหน้ารึไง”

“ผมไม่เคยจำได้เลยนะครับว่าเคยมีพ่อ มีแต่ท่าน...”

“ไอ้วัส! ”

“ลูกไม่มี เมียหลวงก็ตาย เลยเพิ่งนึกได้ว่าต้องมายกระดับคนอย่างผมใช่มั้ยครับท่าน”

“แกเป็นลูกฉันวัสสะ! แกอยู่ใต้เท้าฉัน และแกไม่มีสิทธิมาขึ้นเสียงใส่ฉันแบบนี้! ”

แม่ครับ… ผมรู้ว่าผมไม่ได้อยากเป็นลูกเขาแล้ว ผมไม่อยากเรียกเขาว่าพ่อ ผมไม่อยากมีบุญคุณผูกพันกับคนอย่างเขา แต่วันนี้ผมเรียกเขาว่าพ่ออย่างเต็มปาก เรียกจากใจโดยไม่ต้องถูกบังคับ แต่มันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับแม่ เขาไม่มีโอกาสอยู่ฟังอีกแล้ว

.

.

.

“จะร้องไห้ทำไมนักหนา เป็นลูกผู้ชายหยุดร้องได้แล้ว แม่แกตายแต่แกยังมีฉันอยู่ทั้งคน มานี่มา”

แม่ครับ… นั่นเป็นกอดเดียวในชีวิตที่ผมได้รับจากเขา และวันนี้ผมเพิ่งจะได้กอดเขาอีกครั้ง กอดปลอบอย่างที่เขาเคยกอดผม แม่ว่าเขาจะเคยนึกถึงการกอดครั้งนั้นบ้างมั้ยครับ

.

.

.

“นี่แกคิดจะให้ความเคารพฉันบ้างมั้ยหะ! จำใส่กะโหลกแกไว้บ้างว่าถ้าไม่ใช่เพราะแกฉันคงไม่ต้องเหนื่อยมาจนถึงทุกวันนี้! อย่ามาคิดเนรคุณฉันวัสสะ! ”

แม่ครับ… ผมเป็นคนเนรคุณรึเปล่า ผมมันอกตัญญูมากใช่มั้ย ถ้าแม่อยู่ตรงนี้แม่คิดจะด่าทออะไรผมบ้าง แต่แม่ครับ… ผมไม่เคยรู้สึกเป็นอิสระแบบนี้มาก่อน วันนี้เป็นวันที่ผมดีใจมากที่สุด

.

.

.

“แกอย่ามาเถียงฉันนะ! ที่มันทำให้แกเหลวไหล ที่มันทำให้แกไม่ฟังคำสั่งฉัน ที่มันทำให้แกคิดหนีไปจากฉัน แค่นี้มันก็ชัดแล้วว่ามันล้างสมองแกจนความคิดอ่อนปวกเปียกแบบนี้! ”

แม่ครับ… ผมไม่ได้อ่อนแอใช่มั้ย ผมเข้มแข็งพอที่จะปกป้องคนที่ผมรัก ผมเข้มแข็งพอที่จะตัดใจทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องทรมาน เขาแทบไม่ทันได้เจ็บปวดเลยด้วยซ้ำ ผมเข้มแข็ง ผมเข้มแข็งมากพอใช่มั้ยครับแม่

.

.

.

“รู้อะไรมั้ยวัสสะ เส้นทางที่เรายืนมันไม่มีที่ว่างให้คนอ่อนแอหรือจิตใจที่อ่อนปวกเปียกหรอกนะ ถ้าผ่านวันนี้ไปได้แกจะแข็งแกร่งกว่าใคร นี่จะเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด วันไหนที่ฉันไม่อยู่แล้ว ที่ที่ฉันยืนจะกลายเป็นที่ที่แกยืนอย่างสมศักดิ์ศรีที่สุด ไม่ว่าจะหนียังไงก็ไม่มีทางหนีพ้น ที่นี่ บนหลังเสือตัวนี้มีแต่จะปีนสูงขึ้นและดุร้ายขึ้นเท่านั้น”

แม่ครับ… ผมกำลังก้าวขึ้นไปในที่ที่เขาเคยยืน วินาทีนี้ตอนนี้ผมโหดร้ายน่าขยะแขยงไม่ต่างอะไรกับเขา แต่ผมสัญญานะครับแม่ ผมจะใช้จุดสูงสุดตรงนี้เพื่อดูแลหัวใจดวงเดียวของผมเท่านั้น

.

.

.

“ผมแข็งแกร่งพอรึยังครับ… พ่อ”



Talk

ไม่รู้ว่าจะถูกใจหรือค้านใจคนอ่านอย่างไร ติชมกันได้นะคะ ><

มาจนถึงตอนนี้โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ใกล้จบแล้วเน้อออออ

เหลือตอนที่ 27+บทส่งท้ายนะคะ เดี๋ยวอัพพร้อมกัน 2 ตอนเลยค่า

ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกวิว ทุกคนเช่นเคยค่ะ :)

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
55555 สะใจโว้ยยยยยยย !!!
 :z2:  :z2:  :z2:

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
พ่อจับจุดอ่อนของลูกมาบีบลูก ลูกก็ตอบโต้ด้วยจุดอ่อนเดียวในชีวิตพ่อคืนเช่นกัน นี่แหละ ลูกไม้หล่นใต้ต้น ที่เคยคิดไว้ตอนก่อนๆ ถือว่าท่านเลี้ยงลูกได้ดีนะ วัสสะโตมาในแบบที่ท่านต้องการเป๊ะๆ เข้มแข็ง เด็ดขาด และเลือดเย็น จะเรียกว่สเหมือนเป๊ะๆก็ไม่เชิง เพราะมันเป็นขั้นกว่าของท่านด้วยซ้ำ

กูร ไม่ใช่จุดอ่อนของวัส แต่กูรคือคนที่คอยดึงรั้งความเป็นคนของวัสไว้ นี่คือสิ่งที่วัสเป็นขั้นกว่าของท่าน ท่านละทิ้งความรัก เพราะคิดเอาเองว่า ความรักทำให้คนอ่อนแอ กว่าจะรู้ว่าคิดผิดก็สายไปแล้วนะคะท่าน

ก็ไม่ได้สนับสนันเรื่องที่ลูกฆ่าพ่อ เพื่อคนรักนะ แต่ในกรณีนี้ ท่านไม่ได้เลี้ยงวัสในฐานะลูกมาตั้งแต่แรก ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองให้เห็นมาตั้งแต่เด็ก มันก็ไม่แปลกที่สุดท้าย วัสจะเลือกทำบางอย่างเพื่อตัวเองแบบท่านบ้าง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทที่ 27 หนาวจะขาดใจ

“เป็นที่ทราบกันดีแล้วนะคะว่ามีเหตุอุกอาจเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ อันเป็นเหตุให้พลตำรวจเอกวรพจน์ อิสระบริรักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ วันนี้เราจะมาไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคำสารภาพของคนร้าย และพยานหลักฐานที่สำนักงานตำรวจแสดงต่อสื่อค่ะ”

“ครับ ท่านผู้บัญชาการตำรวจยืนยันว่านายปิติ เวชสุพล ได้รับสารภาพว่าร่วมกันวางแผนกรรโชกทรัพย์พร้อมพวกอีกสี่คนซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ได้แก่ นายกรรชัย หาญเมฆ นายสุพจน์ ชุมสิงฆ์ นายเก็ดแก้ว ประภาวิทย์ และนายธีวิทย์ วชิรานุ ทั้งหมดเป็นลูกน้องใกล้ชิดของท่านวรพจน์ ครับ โดยมีแรงจูงใจในการก่อเหตุคือความโกรธแค้นที่ถูกดุด่าจนถึงบุพการีอยู่หลายครั้ง รวมไปถึงปัญหาหนี้สินจากการเล่นพนันบอล นายปิติเล่าว่านายกรรชัย หาญเมฆ เป็นคนออกความคิดและชักชวนให้จับตัวนายธารางกูร ประสิทธิจามร บุตรชายบุญธรรมของท่านวรพจน์ เป็นหลักประกันเพื่อเรียกร้องเงินจำนวน 30 ล้านบาท หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือการพยายามลักพาตัวเรียกค่าไถ่นั่นเองครับ”

“เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับสื่อสายการเมืองไม่น้อยนะคะ ไม่เคยมีใครรู้เลยว่านอกจากพันตำรวจตรีวัสสะ อิสระบริรักษ์ ลูกชายคนเดียวแล้ว ท่านวรพจน์ จะมีบุตรบุญธรรมด้วย”

“ใช่ครับ ซึ่งในเรื่องนี้คงต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมในการนำเสนอต่อไป เรามาว่ากันต่อในส่วนของคดีกันก่อนนะครับ คำให้การของนายปิติสอดคล้องกับคำใช้การของนายประชา สรายุทธ เลขาส่วนตัวของท่านวรพจน์ และเป็นพยานคนสำคัญ นอกจากนี้ยังมีภาพวงจรปิดอีกนับสิบจุดที่ยืนยันและตรงกันกับคำให้การทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าคอนโดแห่งหนึ่ง ภาพการใช้ปืนอย่างอุกอาจ และภาพการหลบหนีตลอดเส้นทางสายใต้ของนายธารางกูรและพันตำรวจตรีวัสสะ ทีมงานของเรามีภาพและเสียงของนายประชา เราไปฟังคำสัมภาษณ์จากผู้อยู่ในเหตุการณ์ ก่อนมาดูภาพหลักฐานกันทีละจุดดีมั้ยคะ”

“ดีครับ”

“ผมคงต้องเรียนเบื้องต้นก่อนนะครับ ท่านค่อนข้างเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณวัสและคุณกูรจึงมีความประสงค์ทำตามเงื่อนไขด้วยการทำตัวปกติ และไม่แจ้งเรื่องนี้กับตำรวจตั้งแต่ต้น เหตุเกิดวันที่ 27 กรรชัยและคนอื่น ๆ พยายามจะจับตัวคุณกูรที่คอนโด แต่คุณวัสดันเข้าไปที่นั่นพอดีและสังเกตเห็นความผิดปกติเสียก่อน แผนการของพวกเขาคงจะเปลี่ยนตอนนั้น คุณวัสคุณกูรติดต่อผมและท่าน ผมจึงได้แนะนำให้หาทางหนีไปก่อนเพราะไม่อยากให้เป็นข่าว สุดท้ายก็เป็นอย่างที่ทุกทราบ กรรชัยเข้ามาคุมตัวท่านวรพจน์ที่บ้านในวันที่ 29 และบังคับให้ผมเดินทางไปเกลี้ยกล่อมคุณวัสคุณกูรเพื่อกดดันให้กลับมากับพวกเขาซะ

ผมว่าท่านแลกเงินสามสิบล้านกับลูกชายทั้งสองได้นะครับ แต่ท่านคงเป็นห่วงมากกว่าจึงดึงเกมอยู่เช่นนั้น อีกอย่างพวกกรรชัยฝีมือค่อนข้างดี ผมทำงานกับเขามานาน ไม่คิดว่าจะมีวันที่พวกเขาคิดหักหลังท่านเช่นนี้เหมือนกัน หลังจากที่กรรชัยจ่อยิงท่านทุกอย่างวุ่นวายมาก ผมยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นคนยิงกรรชัยแล้วก็อีกสามคน ผมก็ต้องป้องกันชีวิตตัวเองแล้วก็นายของผมในวินาทีนั้นนะครับ แต่คนที่ควรเห็นใจที่สุดคงจะเป็นคุณวัส เธอพยายามปกป้องพ่อและคุณกูรอย่างสุดความสามารถ ด้วยเลือดของความเป็นตำรวจ เลือดของผู้นำ ผมว่าเธอทำดีที่สุดแล้วในเวลานั้นครับ”


.......................

“เมื่อไหร่จะเลิกดูข่าว ปิดมือถือของเอ็งเสียทีเถอะ รีบทำงาน เดี๋ยวนาย ๆ เขาก็จะมากันแล้ว”

“ตกลงเรื่องมันเป็นไงอ่ะป้า นี่หนูดูซ้ำมาสามช่องแล้วนะ รอป้าเล่าให้ฟังอยู่เนี่ย” หญิงสาวชะเง้อคอถามหญิงสูงอายุกว่าที่กำลังมีสีหน้าเศร้าสลดหดหู่ ข่าวน่าตกใจเรียกร้องความสนใจได้จากคนทั้งประเทศ ข่าวการตายของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นประเด็นไปถึงเรื่องการเมืองและประเด็นอาชญากรรมเหี้ยมโหดไม่เกรงกลัวกฎหมาย แต่ไม่อาจดึงความสนใจจากคนที่อยู่ภายในบ้านหลังนั้นอย่างเธอได้ เรียวมือเหี่ยวย่นจับฐานดอกไม้สีขาวเคลื่อนตั้งหน้าศาลาที่พักศพ พลางเหลือบสายตามองม่านสีทองที่มีร่างไร้วิญญาณนอนสงบอยู่ภายใน

“แล้วเอ็งคิดว่าไงล่ะ”

“ก็ถ้าเอาตามที่ในเน็ตเขาสรุปกัน พวกพี่ชัยคิดจะจับคุณกูรไปเรียกค่าไถ่จากท่าน คุณวัสก็เลยพาหนี พอไล่จับจนได้ก็พากลับมาที่บ้าน แต่ไม่รู้ตุกติกกันอีท่าไหนถึงยิงท่านแบบนั้น พวกพี่ชัยก็เลยโดนคุณประชากับกวาดซะเรียบ พี่ปิติโชคดีมั้งที่ไม่ตาย แต่พวกที่เหลือนี่สิ ลงทุนฆ่าถึงรองนายก เงินก็ไม่ได้ แถมยังต้องมาตายกันอีก โชคร้ายชะมัด”

“เอ็งก็มีสรุปเป็นฉาก ๆ ของเอ็งอยู่แล้วนี่ จะถามข้าทำไม”

“แหม่ ก็ป้าอยู่ในบ้านใหญ่ตอนเกิดเหตุนี่น่า เสียดายที่ฉันกับพวกคนอื่นอยู่แต่เรือนพักเลยไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้อีกทีก็ตอนที่ตำรวจแห่กันมา เนี่ย มีแต่คนโทรมาถามฉัน แล้วฉันก็ตอบไม่ได้” มือที่กำลังขยับจับก้านดอกไม้ชะงักไป คนฟังถอนหายใจออกมาก่อนจะพยายามดึงอารมณ์ให้อยู่ในสภาวะปกติ จริงอยู่วันนั้นเธออยู่ในบ้านหลังใหญ่หลังดังกล่าว แต่ห้องต้องห้ามชั้นบนไม่เคยมีเสียงใดเล็ดลอดลงมาให้ได้ยิน เธออยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ยังสาว เห็นวัสสะและธารางกูรในวัยเด็ก เห็นความเป็นไปแทบทุกอย่างทั้งเรื่องที่พูดได้และพูดไม่ได้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่สะท้อนอยู่ในอกเสมอ คือความสัมพันธ์ของพ่อลูกที่กระด้างกระเดื่องต่อกันจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

คุณวัสของเธอ ไม่คิดจะแตะต้องศพของคุณท่านแม้แต่ปลายเล็บด้วยซ้ำ

“เรื่องเศร้าของนาย อย่ามาอยากรู้อยากเล่านักเลย ไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะไป”

“ขออีกนิดได้มั้ยป้า… คุณกูรอะไรนั่นน่ะ ตั้งแต่ฉันทำงานมา ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย เขาเป็นลูกบุญธรรมท่านจริง ๆ เหรอ ป้าอยู่ดูแลที่นั่นกับคุณวัสมาตั้งแต่เด็ก ๆ นี่ ต้องมีคำตอบให้ฉันบ้างแหละ”

“เอ๊ะ นังนี่”

“โอเค ๆ ทำงาน ๆ ทำงานก็ได้จ้า” หญิงสาวมุ่ยหน้าและตั้งท่าจะยกฐานตั้งดอกไม้อีกอันไปตั้งไว้ตามจุด ทว่าเธอกลับต้องหยุดคิดกับคำพูดส่งท้ายของหญิงสูงวัยที่เป็นฝ่ายเดินออกไปเสียเอง เธอมองตามหัวหน้าแม่บ้านที่ได้รับความไว้วางใจอย่างไม่เข้าใจนัก ยิ่งเห็นสีหน้าเบาใจเมื่อป้าของเธอยืนคุยกับประชาความสงสัยใคร่รู้ก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณ แต่ช่างเถอะ มันคงไม่ใช่ธุระกงการอะไรที่เธอจะต้องตีความ

“จะอะไรก็ตาม คิดไว้แค่ว่ากว่าจะมีวันนี้คุณวัสกับคุณกูรเป็นคนที่น่าสงสารที่สุดก็พอ”

............................

พิธีรดน้ำศพของข้าราชการระดับรองนายกรัฐมนตรีย่อมวุ่นวายไปตามยศถาบรรดาศักดิ์ ผู้คนมากมายในวงการการเมือง วงการธุรกิจ ตลอดจนเจ้าคนนายคนทุกระดับ แห่แหนมาที่งานจนระเบียบความปลอดภัยที่ตระเตรียมไว้แทบจะไม่พอ นักข่าวหลายสำนักต่างรายงานเป็นระยะเมื่อรถหรูคันแล้วคันเล่าเลี้ยวเข้ามาในงาน แต่ที่ทำให้ทุกคนลุกฮือได้มากที่สุดก็คงเป็นวินาทีที่ชายหนุ่มร่างสูงก้าวลงจากรถตู้แวนสีดำ ทันทีที่รองเท้าหนังสีดำมันเงาสัมผัสพื้น ทุกสายตาก็จับจ้องไปยังความเรียบเฉยน่าเกรงขามในชุดเชิ้ตขาวเนกไทดำทันที

“ขณะนี้พันตำรวจตรีวัสสะ อิสระบริรักษ์ บุตรชายเพียงคนเดียวของพลตำรวจเอกวรพจน์ อิสระบริรักษ์ ได้เดินทางมาถึงที่งานแล้วนะคะ อย่างที่ทราบกันว่าพันตำรวจตรีวัสสะเป็นบุตรชายนอกสมรสที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เปิดเผยตัวต่อสื่อเท่าไหร่นัก แต่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการตำรวจและวงการการเมือง โดยความเห็นจากนักวิเคราะห์หลาย ๆ ท่านให้ความเห็นตรงกันว่าพันตำรวจตรีวัสสะจะกลายเป็นผู้คุมธุรกิจและสืบต่อเจตนารมณ์ทางการเมืองทั้งหมดของพลตำรวจเอกวรพจน์ รองนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับค่ะ”

“เรายังไม่เห็นนายธารางกูร ประสิทธิจามร เดินทางมาที่งานนะครับ โดยทนายของพันตำรวจตรีวัสสะได้ยื่นจดหมายชี้แจ้งต่อสื่อว่าขณะนี้นายธารางกูรยังคงพักรักษาตัวตามคำสั่งของแพทย์ ด้านประเด็นการเป็นบุตรบุญธรรมของรองนายกรัฐมนตรีจะไม่มีการชี้แจ้งใด ๆ ในช่วงเวลานี้ เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัวและอยากให้ความสำคัญกับคดีที่เกิดขึ้นก่อน ทนายยังกล่าวยืนยันด้วยนะครับว่านายธารางกูรเป็นเพียงบุตรบุญธรรมในการอุปการะดูแลเท่านั้น ไม่มีรายชื่อในกรรมสิทธิ์หรือทรัพย์สินใด”

สื่อมวลชนจับจองพื้นที่ทำหน้าที่ของตนแม้จะถูกกั้นให้อยู่รอบนอก ต่างคนต่างส่งเสียงรายงานไปยังผู้รับสารอย่างแข็งขัน แม้ภาพที่ได้จะเป็นเพียงหลังไว ๆ ของวัสสะและบรรยากาศขมุกขมัวโดยรอบก็ตามที ความอยากรู้อยากเห็นได้รับไปเพียงสิ่งที่ถูกจัดเตรียมไว้โดยไม่มีใครฉุกใจคิด สุดท้ายแล้วสารเหล่านี้จะถูกส่งต่อและสร้างความเข้าใจให้กับคนทุกคน จนกระทั่งกลายเป็นความจริงในที่สุด

วัสสะเดินเข้ามาในศาลาที่ถูกตกแต่งเอาไว้อย่างดี เขาทรุดตัวลงนั่งกับโซฟาไม้ตัวยาวที่ถูกจัดไว้ให้กับเจ้าภาพ แขนข้างซ้ายของคนที่ยังไม่หายเจ็บถูกตรึงไว้กับอาร์มสลิงคล้องแขนเพื่อไม่ให้ขยับเขยื้อนมากไปจนเกินควร สายตานิ่งเรียบมองไปยังผืนผ้าม่านสีทองที่ยังคงปิดอยู่ พักนี้เขาวนเวียนอยู่กับงานศพบ่อยเหลือเกิน บ่อยเสียจนเริ่มจะชินชาทั้งที่ไม่อยากชิน

“เป็นไงวัสสะ”

“สวัสดีครับท่าน”

“ไม่เป็นไร ลุงแค่มาคุยด้วยเฉย ๆ ” วัสสะทำท่าจะลุกขึ้นต้อนรับผู้ที่เข้ามาทักทาย แต่ชายภูมิฐานคนนี้กลับยกมือค้านและบอกให้เขานั่งไปเช่นเดิม หากเป็นคนอื่นตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้คงจะรู้สึกประหม่าเกร็ง แต่สำหรับวัสสะในวินาทีนี้เขากลับรู้สึกสบาย ๆ แม้ว่าคนที่ทรุดนั่งข้างตัวจะมีตำแหน่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรี

“ขอบคุณนะครับที่มา”

“มันเป็นหน้าที่ของลุงอยู่แล้ว อีกอย่าง...”

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

“พ่อเราไม่อยู่ แต่ลุงยังเหมือนเดิมนะ”

“ครับ?”

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกแล้วกัน หวังว่าวัสจะทำทุก ๆ อย่างแทนพ่อได้ดี” ผู้นำสูงสุดตบลงที่หน้าขาพลางก้มศีรษะลงเล็กน้อยให้คนที่อายุเด็กกว่าไม่รู้กี่รอบ วัสสะโค้งทำความเคารพกลับไปเพราะเข้าใจความหมายแฝงนั่นดี น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า สุดท้ายคนเราก็ต้องพึ่งพากันโดยไม่สนว่าเป็นใครหน้าไหน สิ่งที่ต้องสนใจก็คงจะมีเพียงปริมาณอำนาจที่มีอยู่ล้นมือเท่านั้น เขาเข้าใจดีและรู้ตัวดีว่าจะต้องใช้ชีวิตยังไงต่อไป

หลังเสือ ขึ้นแล้วไม่มีทางลง

ภาพวัสสะที่ไม่มีน้ำตา ไม่มีอาการฟูมฟาย มีเพียงความนิ่งเงียบและเหม่อลอยในงานศพของผู้เป็นพ่อช่างสะท้อนใจคนมอง บ้างคิดว่าวัสสะคงจะช็อกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนไม่อาจร้องไห้ออกมาได้อีก บ้างก็คิดว่าเขาช่างเข้มแข็งสมเป็นลูกผู้ชายแม้จะเจ็บปวด จริงอยู่ที่ว่าเขาเข้มแข็ง แต่ที่ไม่จริงคือเขาไม่มีพื้นที่ใดในใจกำลังเจ็บปวด

พิธีกรรมทางศาสนาเริ่มต้นขึ้นตามลำดับการ ม่านสีทองถูกเปิดออกเผยให้เห็นร่างกายที่ถูกปิดคลุมไว้ด้วยผ้าแพรสีอ่อน มีเพียงมือสีคล้ำข้างหนึ่งที่โผล่พ้นผืนผ้าออกมายืนยันว่าร่างกายนั้นไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป วัสสะถูกเชิญให้เข้าไปเป็นลำดับแรกในฐานะลูกชาย ประชาเข้ามาช่วยพยุงร่างสูงที่ยังเจ็บให้ค่อย ๆ นั่งคุกเข่าลง เพราะเหลือมือเพียงข้างเดียว วัสสะจึงไม่อาจก้มลงกราบอย่างที่ควรจะเป็นได้ มีเพียงสายน้ำใสและกลีบดอกไม้ไหลรินแตะต้องมือแข็งทื่อไร้ชีวิต สายน้ำชำระล้างที่แทนทุกคำพูดจากลูกชายอย่างเขา

ลูกชายผู้ไม่เหลือคำพูดใดจะเอื้อนเอ่ยอีกต่อไป

.........................

“กลับไปที่โรงพยาบาลเลยมั้ยครับคุณวัส” วัสสะพยักหน้ารับเมื่อกลับขึ้นมาบนรถคันเดิม พิธีศพวันแรกผ่านไปโดยไม่มีอะไรติดขัด แม้ความวุ่นวายของนักข่าวและสังคมโซเชี่ยลจะทำให้ปวดหัวไปบ้างก็ตามที เพราะตำแหน่งของท่านจึงทำให้เป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยงได้ วัสสะคงต้องรับมือกับข่าวทั้งในและต่างประเทศไปอีกพักใหญ่ แต่เขาไม่ได้กังวลอะไรนัก เพราะรูปเกมที่ดำเนินอยู่มันไม่มีทางเปลี่ยน

“คุณประชา… ตามเรื่องดารัณให้ผมรึยัง” วัสสะเอ่ยขึ้นทันทีที่บานประตูเลื่อนปิดลง ประชาพยักหน้ารับก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลให้กับวัสสะ แต่ทว่าวัสสะกลับใช้มือเบนมันออกห่าง คล้ายไม่ต้องการดูรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติมอีก

“เรียบร้อยครับ พรุ่งนี้ตำรวจจะตรวจค้นที่บ้านของดารัณอีกครั้ง และให้หลังสามวันจะมีการสรุปสำนวนคดีโดยสารวัตรสุทธิกองงานสอบสวน… คดีดารัณ จิตดารุณ เป็นเหตุฆ่าตัวตาย มีหลักฐานสำคัญเป็นจดหมายลาเขียนด้วยลายมือที่พบในภายหลัง” ประชาพูดไปตามทิศทางคดีที่กำลังจะเกิดขึ้น วัสสะไม่คิดเลยว่าจดหมายที่ดารัณเขียนเอาไว้จะได้ใช้ประโยชน์ในที่สุด เขาไม่ได้อยากขัดเจตนารมณ์ของคนตาย แต่ ณ ตอนนี้คนตายคงไม่ได้รู้สึกนึกคิด และไม่ได้จำเป็นต้องใช้ชีวิตต่อไปเช่นคนเป็น

“ขอบคุณครับ ผมฝากเรื่องข้อความในจดหมายด้วย ให้ญาติ ๆ กับคนใกล้ชิดอย่างพอลดูก็พอ อย่าให้ถึงสื่อ เดี๋ยวพอลจะเดือดร้อน”

“เรื่องนั้นผมกำชับให้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าพวกเขาเผยแพร่กันเอง อันนั้นก็คงจนปัญญา”

“อืม ผมแค่ไม่อยากให้กูรรู้สึกผิดติดค้างอะไรกับดารัณ”

รถคันใหญ่เคลื่อนไปตามท้องถนนที่มีการจราจรแออัด วัสสะใช้เวลาอยู่กับความคิดและมองออกนอกบานกระจกรถข้างตัว บ้านเมืองศิวิไลซ์ดูหยุดนิ่งในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จู่ ๆ วัสสะก็รู้สึกเหมือนมีภาระหนักอึ้งมากมายขึ้นมาเหยียบอยู่บนบ่า เหมือนเขารับทุกอย่างที่เคยเกลียดเอาไว้กับตัว ไม่อาจละทิ้งได้ ไม่อาจหลีกหนีได้ ได้แต่ทำใจยอมรับและหาทางมีความสุขกับมันเท่านั้น

“เรื่องของกูร ผมให้คนจัดการเรื่องเอกสารแล้วนะครับ อาจจะต้องเสียเวลาหาช่องอธิบายกับคนที่รู้จักกับกูรตอนที่อยู่กับดารัณเสียหน่อย ผมไม่อยากให้เขามองคุณวัสไม่ดีที่รู้จักกับพยาน แต่คงไม่มีปัญหาอะไร เราจะอ้างว่าคุณวัสไม่เคยทราบมาก่อนว่าท่านมีบุตรบุญธรรม จนกระทั่งช่วงที่เกิดเรื่องคดีดารัณ”

“ยังไงก็ได้ ผมขอให้กูรมีตัวตนร้อยเปอร์เซ็นต์ก็พอ” วัสสะคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้ทำในสิ่งที่อยากทำที่สุด ถึงแม้ว่าวิธีจะผิดเพี้ยนไปจากความตั้งใจเดิม แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่ได้มาก็คุ้มค่ากับความผิดเพี้ยนนั้นเหลือเกิน

คืนชีวิตให้กูร

“ส่วนเรื่องคดีของท่าน...”

“เรื่องคดี เรื่องพวกที่ตาย ผมคงต้องออกหน้าเอง ไม่ต้องเป็นห่วง คุณจัดการในส่วนที่ผมขอให้ช่วยก็พอ”

“ขอบคุณมากนะครับคุณวัส”

“ผมต้องหัดจัดการอะไร ๆ เองบ้าง จริงมั้ย?”

“คุณวัสครับ คิดดีแล้วใช่มั้ยครับที่จะอยู่ต่อ” คำถามกำกวมของประชาไม่ได้ทำให้ร่างสูงหยุดคิด รอยยิ้มยังคงติดอยู่บนในหน้าของวัสสะขณะที่ส่ายหน้าปฏิเสธ ความหมายนั้นใช่ว่าเขายังคิดไม่ดีพอ แต่เขาจะไม่คิดอีกแล้ว วัสสะจะไม่เสียเวลาคิดทบทวนสิ่งใดให้ตนเองโลเลอีกต่อไป

“ถ้าผมละทิ้งมันไป กูรจะไม่ไม่มีหลักประกันอะไรเลย ผมไม่รู้หรอกว่าที่ที่ท่านเคยยืนมันจะยากแค่ไหน แต่ผมต้องอยู่ ผมต้องอยู่ชดใช้กรรมของตัวเอง และเพื่อคนที่ผมรักที่สุด”

“ผมจำได้ว่าคุณวัสเคยอยากได้อิสระ...”

“คุณรู้มั้ย… ที่ที่มีกูรอยู่ผมเรียกที่นั่นว่าอิสระ”

“ถ้างั้นผมดีใจด้วยนะครับ” ประชากล่าวด้วยความจริงใจเพราะตัวเขาเองก็รู้สึกคล้ายได้อิสระไม่แพ้กัน แม้เหตุการณ์ที่ผ่านมาจะยืนยันว่าวัสสะเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ท่าน แต่ประชามั่นใจว่าสองพ่อลูกไม่ได้เหมือนกันเท่าไหร่นัก วัสสะมีสิ่งหนึ่งที่ท่านไม่เคยมี และสิ่งนั้นทำให้ประชามั่นใจว่าต่อจากนี้พื้นที่บนหลังเสือของเขาจะน่าอยู่ขึ้นไม่มากก็น้อย

เสือตัวใหม่มีเลือดเนื้อและหัวใจ

.......................

บรรยากาศห้องพักในโรงพยาบาลเงียบสนิท ลมหายใจของคนเจ็บเข้าออกสม่ำเสมอขณะที่หลับลึกลงไปเพราะฤทธิ์ยา ชายหนุ่มผู้มีแผลที่ไหล่ซ้ายนั่งเฝ้ามองที่ข้างเตียงไม่ได้ห่าง วัสสะจดจ้องใบหน้าระบมฟกช้ำของธารางกูรเนิ่นนานนับตั้งแต่มาถึง เพราะถูกทำร้ายหนัก อาการภายในจึงย่ำแย่กว่าวัสสะหลายเท่าตัวนัก มือหนาอยากจะสัมผัสลงไปบนผิวที่ถูกแต้มสีช้ำ แต่ก็กลัวว่าร่างบางจะรู้สึกเจ็บและตื่นขึ้น สุดท้ายจึงทำได้เพียงแค่เฝ้ามอง เฝ้ามอง และเฝ้ามองราวกับกลัวว่าคนที่รักจะหายไป

“รู้มั้ยกูร พยากรณ์อากาศบอกว่าพรุ่งนี้ฝนจะตก” ดวงตาคู่คมเคลื่อนมองหลอดน้ำเกลือที่หยดเม็ดลงมาต่อเนื่องไม่หยุด ความสุขใจเล็ก ๆ ทำให้เขาต้องหลุดยิ้มขึ้นมาเพียงลำพัง บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามีความสุขหรือไม่ วัสสะรู้แค่เพียงว่าตอนนี้หัวใจของเขาไม่ต้องเต้นหอบเหนื่อยอีกแล้ว

“แต่ครั้งนี้คุณคงหายไม่ทันเล่นน้ำฝน เอาไว้ครั้งหน้าเรามารอฝนตกกันอีกนะ” วัสสะเฝ้ามองรอบดวงตาบวมช้ำที่ยังคงปิดสนิท กี่ครั้งกี่หนที่ดวงตาคู่นี้ต้องร้องไห้ ต่อจากนี้เขาจะไม่สัญญา แต่เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องดวงตาคู่นี้ไว้ อย่าร้องอีกเลย อย่าร้องไห้อีกเลย

“ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว”

“นี่รู้ตัวรึเปล่าว่าต้องตื่นขึ้นมาเป็นน้องชายบุญธรรมของผม หืม”

“ผมขอโทษนะที่สุดท้ายก็พาคุณกลับมาที่เดิม… แต่ขอให้เชื่อใจผม ทุกอย่างมันไม่มีทางเหมือนเดิม ผมจะปกป้องคุณเอง”

“ผมรักคุณนะกูร เราจะเดินจับมือไปด้วยกัน”

“จะอีกกี่ฝน อีกกี่หนาว ผมจะรักคุณ”

ห้วงเวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปอีกครั้ง วัสสะที่ยังคงฝืนอาการเจ็บแผลฟุบหน้าลงนอนไปกับเตียงของคนป่วย สตินึกคิดหลับใหลไปทั้งที่กำชายเสื้อของธารางกูรเอาไว้ในมือแน่น คนทั้งคู่ผุดรอยยิ้มขึ้นมาขณะที่ยังพักผ่อนร่างกาย คล้ายกับค่ำคืนนี้พวกเขากำลังท่องเที่ยวเข้าไปในโลกความฝันอันแสนดี



พอกันทีฝันร้าย อย่าได้พบเจอกันอีกเลย

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
บทส่งท้าย กลิ่นฝนฤดูหนาว


“อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง ซึ่งก่อตัวเป็นพายุและดันความชื้นขึ้นมาถึงบริเวณภาคกลางตอนบน ส่งผลให้อากาศลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกครอบคลุมในหลายพื้นที่ ส่วนความผิดปกติที่เกิดฝนตกในช่วงฤดูหนาวนั้น เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งเป็นเรื่องความพลิกผันของธรรมชาติ ไม่มีอะไรน่ากังวล”

เสียงรายการพยากรณ์อากาศจากรายการวิทยุทำให้คนฟังหลุดยิ้มขึ้นมาอย่างง่ายดาย เรียวนิ้วยาวเคาะสลับจังหวะบนหน้าขาตัวเองอย่างมีความสุข ตอนนี้ในสมองของวัสสะไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงให้คิดหนัก มีเพียงจังหวะดนตรีที่ดังขึ้นในใจจนทำให้เขาเผลอแสดงกิริยาเช่นนี้ออกมา จะพูดว่าชีวิตในช่วงสามปีให้หลังมานี้มีแต่ความสุขก็คงไม่ถูกนัก เอาเป็นว่าความทุกข์ไม่ได้อยู่ในทุกลมหายใจเข้าออกเช่นก่อน สุขบ้าง ยิ้มบ้าง ทุกข์บ้าง เศร้าบ้าง ทุกอย่างปะปนกันไปมากเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรู้สึก

คงไม่มีใครหลงลืมความทุกข์ที่เคยผ่านได้ทั้งหมด

คงไม่มีใครจดจำแค่เพียงความสุขที่ผ่านไปในทุก ๆ วัน

“ครอบครัวผู้กองปองภพเซ็นต์เอกสารอนุญาตให้ใช้ชื่อปองภพในการตั้งมูลนิธิแล้วนะครับ ตอนนี้เอกสารเรียบร้อยพร้อมหมด คาดว่าไม่เกินเดือนหน้าทุกอย่างจะแล้วเสร็จ” เสียงจากชายวัยใกล้เคียงกันที่นั่งอยู่เบาะหน้าตำแหน่งคนขับทำให้วัสสะหลุดออกจากภวังค์ความคิด ชายร่างสูงพยักหน้ารับขณะที่สลดรอยยิ้มลงมา ดวงตาคู่คมระคนไปด้วยความรู้สึกผิดบาปที่ไม่อาจลบล้างไปได้ ลมหายใจโล่งอกแต่ไม่ได้โล่งใจถูกปลดปล่อยออกมายาว ๆ เวลาสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจริง ๆ

“พวกเขาว่าอะไรรึเปล่าที่ผมจะทำมูลนิธิเพื่อผู้ต้องคดี”

“ไม่ครับ พวกเขาเข้าใจดี ผมพยายามอธิบายแบบที่คุณวัสพูด… ไม่ใช่ทุกคนที่จะตั้งใจทำผิด ถึงแม้บางครั้งจะไม่น่าให้อภัย แต่เราต้องให้โอกาสพวกเขา อย่าปิดทางสู้ เพราะว่ามันจะทำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำสองด้วยความตั้งใจ” วัสสะเงียบฟังประโยคที่เป็นเหมือนเสียงสะท้อนของตนราวกับไม่เคยได้ยินมันมาก่อน ใช่ เขาเป็นคนพูดใจความสำคัญเหล่านั้น และพยายามบอกเล่าความอึดอัดในใจออกไปให้ได้มากที่สุด หากใครจะตีความว่ากำลังสร้างภาพลักษณ์ก็คงจะห้ามปรามไม่ได้ มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้ว่าลึกลงไปในเจตนาครั้งนี้คืออะไร

ระลึกถึงไม่ให้ลืมชื่อเพื่อนคนหนึ่ง

ระลึกถึงไม่ให้ลืมความผิดของตน

“ขอบคุณมากที่ช่วยเป็นธุระให้”

“ด้วยความเต็มใจครับ ออ มีอีกเรื่อง ท่านรัฐมนตรีช่วยพยายามติดต่อคุณวัสระหว่างประชุมที่หน่วยวันนี้ เห็นว่ามีเรื่องสำคัญให้ช่วย” วัสสะเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแต่ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจนัก ร่างสูงเหลือบตามองออกไปนอกตัวรถเมื่อเห็นว่าเริ่มจะเข้าใกล้ตัวบ้าน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เขาจะได้พบข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือนักธุรกิจระดับท็อป เครือข่ายคอนเนคชั่นที่ผู้เป็นพ่อทิ้งไว้ให้เป็นมรดกมีมากกว่าจำนวนเงินตราที่นับค่าได้เสียอีก มากเสียจนบางทีวัสสะก็แอบคิดว่าคนเช่นท่านวรพจน์ได้รับความเกรงอกเกรงใจและความจงรักภักดีขนาดนี้ได้ยังไง

“คุณคิดว่าเรื่องไหน”

“เอ่อ… ผมเกรงว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีช่วยกับพวกกำลังถูกตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินนะครับ เท่าที่ทราบมาคือน่าจะไปขัดขานักธุรกิจใหญ่เจ้านึงเข้า”

“แล้วมาขอความช่วยเหลือจากตำรวจยศกระจอกอย่างผมเนี่ยนะ หึ”

“คุณวัสก็รู้ว่าคุณวัสมีมากกว่ายศตำรวจนะครับ” วัสสะไม่อาจโต้เถียง แม้ว่าเขากำลังจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพันตำรวจโทในอีกไม่กี่วัน แต่นั่นก็เทียบไม่ได้กับบุคคลระดับรัฐมนตรีช่วย คงจะจริงที่ว่าร่างสูงนั้นมีมากกว่ายศตำรวจ เพราะสิ่งที่คอยยกยออุ้มชูคือยศศักดิ์ลำดับชั้นทางความเกรงใจ ไม่น่าเชื่อว่าบารมีของท่านจะตกทอดลงมาสู่วัสสะแทบจะทั้งหมด หลายคนที่เคยให้ความเคารพอดีตรองนายกรัฐมนตรียังคงให้ความเกรงใจลูกชายของท่านไม่ได้เปลี่ยน และมีอีกหลายคนที่ต้องยอมรับและก้มหัวให้เด็กรุ่นราวคราวลูก เหตุผลส่วนหนึ่งคงเพราะมรดกและกรรมสิทธิ์ทุกอย่างตกเป็นของวัสสะโดยชอบธรรม และอีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการแสดงตนเป็นตัวตายตัวแทนของท่านในรูปแบบที่เด็ดขาดกว่าแต่วิธีการนุ่มนวลลงได้ผลดีเกินกว่าที่คาด ระบบอำนาจในพวกพ้องจึงถูกดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครตะขิดตะขวงใจในตัวของวัสสะ

“ยังไงก็ช่าง บอกเขาว่าผมยินดีพบ แต่ถ้าเป็นเรื่องชีวิตคนคงต้องขอคิดดูก่อน”

รถคันหรูเลี้ยวเข้าจอดใกล้ตัวบ้านหลังใหญ่ แน่นอนว่าวัสสะยังคงอาศัยอยู่ใต้รั้วบ้านสูงที่มีการคุ้มกันแน่นหนา ทว่าทิศทางที่เขาเดินหลังลงจากรถกลับไม่ใช่บ้านหลังใหญ่หลังนั้น เขาก้าวไปตามแผ่นหินที่ฝังตัวอยู่บนผืนหญ้า ลัดเลาะผ่านพื้นที่สวนเขียวชอุ่มไปยังบ้านหลังเล็กพออยู่อาศัยที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน บ้านสองชั้นขนาดสองห้องนอนดูจากภายนอกก็รู้ว่าเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ได้ไม่นาน การตกแต่งทุกอย่างเรียบง่ายเสียจนขัดกับความโอ่อ่าของบ้านหลังเก่าในพื้นที่เดียวกัน

ความหรูหรากลายเป็นเพียงสถานที่รับแขก

ห้องกว้างชั้นบนสุดกลายเป็นเพียงความทรงจำปิดตาย

บ้านหลังใหญ่กลายเป็นเพียงเรื่องเก่าที่ก้าวเดินผ่านไป

“คุณกูรกลับมารึยัง” ร่างสูงเอ่ยถามหญิงสาวรับใช้ที่เพิ่งเดินออกจากบ้านหลังเล็ก เขาถอดแจ็กเกตยีนสีเข้มออกก่อนจะโยนมันลงตะกร้าผ้าที่เธอกำลังถืออยู่ วัสสะยังคงยึดติดอยู่กับชุดตำรวจนอกเครื่องแบบอย่างเสื้อยืดคอกลมสีขาวธรรมดา ไม่ได้ทำตัวให้ภูมิฐานสูงส่งอะไรทั้งที่มีอำนาจล้นมือ หากจะถามว่าชีวิตของวัสสะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ก็คงจะต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนไปแทบจะไม่เหลือเค้าเดิม

จากขาวเป็นดำ

จากดำเป็นเทา

“กลับมาได้สักพักแล้วค่ะท่าน” คนที่กำลังจะก้าวขาเดินต่อชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินคำเรียกแทนตัวดังกล่าว ดวงตาคมกริบตวัดมองสาวใช้อย่างไม่พอใจ ก่อนที่เธอจะเลิ่กลั่กพ่นคำขอโทษออกมาเพราะเผลอใช้คำต้องห้ามต่อหน้าต่อตาคนออกกฎ

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้เรียกแบบนี้”

“ข...ขอโทษค่ะคุณวัส หนูแค่อยากให้เกียรติคุณวัส...”

“ช่างเถอะ จะไปไหนก็ไป” สาวใช้มีสีหน้าไม่ค่อยดีเพราะกลัวว่าผู้เป็นนายจะมีโทสะ แต่ทว่าวัสสะกลับใช้มือโบกไล่เธอออกไปให้พ้นตาด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะเหนื่อยใจมากกว่ารู้สึกโกรธ วัสสะถอนหายใจออกมาเพราะความรู้สึกจุกอกคล้ายถูกจี้ใจดำ เขาไม่อยากเป็นเช่นพ่อตน ไม่อยากถูกเรียกเช่นนั้น และไม่อยากให้เงาของท่านพาดทับความตัวตนไปจนหมดสิ้น แบบนี้รึเปล่าที่เขาว่าคนทำผิดไม่อาจใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุข

ไม่หรอก… คงไม่เป็นเช่นนั้น

เพราะว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขามีความสุขเหลือเกิน

เรื่องของเม็ดฝนกำลังหยดลงมาสัมผัสมือ

วัสสะยิ้มสบายใจเมื่อเห็นกลุ่มผมของธารางกูรที่โผล่ขึ้นพ้นโซฟา เขาเดินเข้าไปใกล้ ๆ แรงใจของตนเองอย่างไม่รอช้า ความเหนื่อยล้าชาร์ตพลังด้วยการสวมวงแขนเข้ากอดร่างบางจากเบื้องหลัง คนที่วุ่นวายอยู่กับแท็บเล็ตสะดุ้งไปเล็กน้อยก่อนจะดันตัวเองขึ้นให้อยู่ในท่านั่งที่ดีกว่าเดิม ธารางกูรบู้ยหน้าใส่คนที่เดินเข้ามากอดอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง

“ทำไมคุณวัสชอบมาเงียบ ๆ นักครับ”

“ผมเปล่าสักหน่อย คุณนั่นแหละที่มัวแต่สนใจเรื่องอื่นอยู่” วัสสะกดจมูกลงกับต้นคอขาว ก่อนจะคลายอ้อมกอดและเดินเข้ามานั่งเคียงข้างร่างบาง ตอนนี้ธารางกูรอยู่ในชุดทำงานเชิ้ตสีอ่อน เส้นผมสีดำถูกเช็ตเป็นทรงเข้ากับกรอบหน้าที่สดใสแม้จะวิ่งรอกทำงานมาทั้งวัน

“คุณวัสครับ”

“ขอผมเติมพลังนิดนึงนะ” จากท่านั่งเปลี่ยนเป็นท่านอนในเสี้ยววินาที วัสสะทิ้งศีรษะลงกับตักของธารางกูร คนที่ไม่สามารถห้ามปรามอะไรจึงได้แต่วางเครื่องแท็บเล็ตในมือลง และเริ่มใช้มือสางเส้นผมยุ่งเหยิงของคนที่กำลังทำฟอร์มว่าหลับสนิท แม้ว่าตอนนี้ธารางกูรจะต้องดูแลธุรกิจเบื้องหน้าทั้งหมดในนามของน้องชายวัสสะ แต่เขารู้ดีว่างานเบื้องหลังที่ไม่อาจเปิดเผยทำให้วัสสะต้องกลายเป็นคนที่เหนื่อยกว่าใคร ธุรกิจดำมืดที่แฝงเอาไว้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ ครั้นจะละทิ้งเลิกไปก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเงื่อนตายที่ผูกไว้กับคอ

“ถ้าไม่ไหว ตามอาประชากลับมามั้ยครับคุณวัส”

“ยังไม่ต้องหรอก ปล่อยให้เขาได้พักบ้าง” ธารางกูรเคลื่อนนิ้วนวดศีรษะตึงเครียดผ่านเส้นผม วัสสะยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้รับการเอาใจเช่นนั้น พูดถึงประชาวัสสะก็อดที่จะขอบคุณขึ้นมาในใจไม่ได้ ประชาคอยช่วยเขาจนทุกอย่างเริ่มลงตัว ตอนนี้เมื่อประชาอยากจะขอพักไปใช้ชีวิตเรียบง่ายบ้างเขาจึงไม่อาจขัด อีกอย่าง เรื่องราวที่ผ่านมาคงจะพันผูกประชาเอาไว้บนหลังเสือไม่ต่างกับเขา สุดท้าย เมื่อพักจนอิ่มหนำ ความร้อนใจจะพาประชากลับมาเอง

“คุณวัสเห็นข่าวพอลรึยังครับ”

“หืม พอลเหรอ” วัสสะเลิกคิ้วทั้งที่ยังหลับตา พอล พีรพลหายหน้าหายตาไปจากวงการบันเทิงหลังคดีดารัณจบลง เท่าที่วัสสะทราบอดีตดาราหนุ่มตัดสินใจทิ้งอนาคตไปเรียนต่อต่างประเทศตามความต้องการของครอบครัว คงไม่มีใครรู้ได้ว่าจดหมายของดารัณฉบับนั้นส่งผลกับพอลอย่างไรบ้าง นอกจากเจ้าตัวเอง

“ครับ พอลโพสต์รูปถ่ายจดหมายคุณรัณส่วนหนึ่งที่พูดถึงเขาเมื่อช่วงสาย ๆ ย่อหน้านั้นไม่ได้พูดถึงชื่อเขาเลยสักนิด แต่ข้อความใต้รูปดันยอมรับเสียเองว่าเขากับดารัณเคยรักกันยังไง ทั้ง ๆ ที่เรื่องมันผ่านไปจนคนเกือบลืมแล้วแท้ ๆ ”

“คงจะเป็นข่าวดังของวันนี้เลยสินะ ดีแล้วล่ะ พอลเองคงอยากจะเคลียร์ใจทุกอย่างก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่” วัสสะลืมตาขึ้นก่อนจะคว้ามือสองข้างของธารางกูรมาจับเอาไว้ เขารู้ดีว่าตอนนี้ร่างบางกำลังนึกถึงดารัณที่เสียสละเพื่อความรักจนต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรให้หลงลืมความเสียใจไปอีกครั้ง วัสสะขึ้นหันหน้าเข้าช่วงท้องน้อยของธารางกูร และหยอกล้อด้วยการกดใบหน้าสะบัดซ้ายขวาแรง ๆ ไม่หยุด

“โอ้ยยย อะไรครับเนี่ย ผมจั๊กจี้”

“ปลอบคุณอยู่” วัสสะจงใจกัดช่วงผิวของธารางกูรผ่านชั้นผ้าอย่างแผ่วเบา คนที่ถูกรวบมือได้แต่เกร็งตัวสู้ใช้ท่อนขาดันร่างของคนบนตกขึ้นแต่ก็ไม่เป็นผล

“คุณวัสสสส หยุดเลยครับ”

“ทำไมล่ะ เมื่อกี้คุณหน้าบึ้งนี่นา ไม่อยากให้ผมปลอบเหรอ”

“ไม่”

“จริงนะ”

“จริงครับ ไม่ต้อง”

“ว้า แย่จัง ฝนตกฤดูหนาวแบบนี้ อุตส่าห์ว่าจะกอดปลอบให้หายหนาวสักหน่อย” วัสสะปล่อยมือของธารางกูรออกให้เป็นอิสระ ก่อนจะเคลื่อนวงแขนโอบรัดช่วงเอวของร่างบางเอาไว้แน่น คนรับฟังตาโตตื่นเต้นขึ้นมาราวกับเด็ก ๆ ธารางกูรหันมองรอบตัวก่อนจะพบว่าลมหนาวที่พัดอยู่เบื้องนอกช่างรุนแรงเกินกว่าปกติ ไอดินไอฝนเริ่มพัดคลุ้งเข้ามาด้านในให้ได้กลิ่น รอยยิ้มดีใจฉายชัดขึ้นก่อนที่ร่างบางจะผุดตัวยืนโดยไม่สนใจไยดีคนที่สูดกลิ่นกายของเขาอยู่ในตัก

“ทำไมคุณวัสถึงไม่รีบบอกผมล่ะครับ”

“นี่รักฝนมากกว่าผมอีกเหรอกูร” วัสสะบ่นอุบเมื่อตนแทบจะกลิ้งตกลงมาจากโซฟา เขาหัวเราะไร้เสียงให้กับหลังไว ๆ ของชายอายุสามสิบหมาด ๆ ที่รีบวิ่งออกไปพบเจอสายฝนราวกับเด็ก ๆ วัสสะรีบพาตัวเองเดินตามออกไปทันที ฝนแรกของฤดูหนาวนี้ทำให้ความสดใสในแววตาคนทั้งคู่ชัดเจนขึ้นมาก ธารางกูรยืนอยู่กลางแจ้งยื่นมือขวาออกไปหาเม็ดฝนที่ตกลงมาจาง ๆ จนแทบจะนับเม็ดได้

“ไหนครับฝนของคุณวัส ผมได้แค่กลิ่น”

“ฝนของผม ผมไม่รู้หรอก แต่ฝนของคุณอยู่นี่” วัสสะเดินเข้าไปซ้อนหลังของคนที่เขารักหมดใจ มือขวาเคลื่อนขึ้นประคองใต้มือเรียวที่รอเม็ดฝนอยู่เดิม ก่อนที่มืออีกข้างจะคว้ากอดเข้าที่ช่วงเอว วัสสะพาธารางกูรเคลื่อนมือเปลี่ยนทิศไปเรื่อย ๆ ก่อนที่ฝนเม็ดใหญ่จะตกกระทบลงมาบนหน้ามือเนียนละเอียดราวกับปาฏิหาริย์ ความรู้สึกหนาวเย็นจับจิตในวินาทีแรกค่อย ๆ ทวีความรุนแรงเมื่อฝนเริ่มหนักขึ้น กลิ่นไอฝนที่เคยหลอกล่อนำพาความสุขมาให้จนอิ่มใจ อากาศหนาวในยามนี้มีชีวิตจิตใจ แม้จะเปียกปอนทรมานไปทั้งกายแต่กลับทำให้ทุกลมหายใจไม่แห้งแล้งทรมานอีกต่อไป

“คุณวัสรู้มั้ยครับว่าทำไมผมถึงชอบให้ฝนตกฤดูหนาว” คำถามที่ควรจะเป็นหน้าที่ของวัสสะถูกยอกย้อนออกมาจากปากธารางกูร ประโยคคุ้นเคยและได้ยินจนชินทำให้ทั้งคู่หลุดยิ้มกว้างออกมาจนรับรสของฝนได้เต็มความรู้สึก

“เพราะอะไรเหรอ”

“เพราะคุณวัส”

“หืม”

“เพราะผมอยากมีชีวิตอยู่กับคุณวัสของผม”

ริมฝีปากคู่สวยโน้มเข้าจูบกันท่ามกลางหยาดน้ำฟ้าที่กระหน่ำลงมาราวกับอดกลั้น จุมพิตบางเบาจบลงด้วยรสหวานเมื่อชายร่างบางดีดตัวออกไปกระโดดโลดเล่นอย่างไม่เกรงกลัวความหนาวเย็นของอากาศ ลมระลอกใหญ่พัดโชยมาเป็นระยะทำให้กลิ่นฝนคลุ้งชัดกว่าสิ่งใด อีกไม่นานเมฆคะนองกลุ่มนี้ก็จะจากไปทิ้งไว้เพียงความหนาวแท้จริง แต่ไม่ว่าอย่างไร จะฤดูหนาวไหน ชีวิตจะยะเยือกเย็นทรมานเพียงใด วัสสะและธารางกูรจะเป็นสายฝนมอบชีวิตให้กันและกัน



ถึง คุณความรัก

สวัสดีคุณความรักของผม อยู่กับเขาคุณคงสบายดีแล้วสินะ ตอนนี้ที่ที่ผมอยู่ก็เริ่มสบายดีแล้วเช่นกัน เป็นยังไงบ้าง เหนื่อยมากมั้ย ผมไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะไปถึงมือคุณทันวันที่เหนื่อยล้ารึเปล่า แต่ผมอยากให้คุณรู้ไว้นะ ถึงผมจะไม่ได้ตั้งใจให้คุณเกิดขึ้น แต่คุณเป็นสิ่งมีค่าสิ่งเดียวที่ให้ความสุขกับผม อยู่กับเขาอย่าดื้อ อย่าซน อย่าทำให้เขาหนักใจล่ะ

ถ้าเขาเหงาหรือเศร้าคุณต้องคอยปลอบเขาให้รู้สึกดี ถ้าเขามีความสุขดีคุณก็แค่นั่งมองรอยยิ้มและหัวเราะตามเขาแทนผม หรือถ้าเมื่อไหร่ที่เขาไม่ต้องการคุณแล้ว ผมขอให้คุณไม่ต้องกลับมา เฝ้ามองเขาอยู่ตรงนั้น เพราะตอนนี้คุณความรักกลายเป็นของของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

ถ้าเขาเจอปัญหายากเย็นแสนเข็ญแต่ยังอยากสู้ต่อ บอกเขานะว่าถ้าเลือกทางสู้แล้วอย่าท้อ บอกเขาว่าแม้เรื่องจะหนักจะเหนื่อยหรือทรมานใจแค่ไหนสุดท้ายแล้วมันจะผ่านไป ไม่ว่าจะผ่านไปด้วยเส้นทางไหนคุณความรักต้องอยู่กับเขาให้ได้ ต่อให้คุณต้องเปลี่ยนเป็นความรักสีดำหรือสีเทาก็ตาม

จะผิดบาป จะเลวร้าย จะบั่นทอน จะทรมาน จะยากเย็นแค่ไหน

คุณความรักจะยังเป็นความรักเช่นเดิม




ดารัณ จิตดารุณ





END





Talk : จบไปเรียบร้อยแล้วสำหรับกลิ่นฝนฤดูหนาว ตอนคิดพล็อตไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะเรียกคำติชมจากคนอ่านได้มากน้อยขนาดไหน เนื้อหาอาจจะหนักสำหรับบางคน แต่แตงในฐานะคนเขียนอยากจะบอกว่าการปูเนื้อเรื่องเช่นนี้เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้หลายฉากสมเหตุสมผล แวบแรกแตงอยากได้เรื่องราวที่ "ฆ่าตัวตายแต่ไม่ตาย" และ "ฆ่าคนอื่นง่ายกว่าฆ่าตัวเอง" การลงลึกในเรื่องจึงพยายามหาเหตุผลรองรับที่มากพอ(ซึ่งอาจจะยังไม่พอด้วยซ้ำ) คนคนนึงจะต้องเจอเรื่องราวมาเยอะขนาดไหนถึงจะตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยที่ไม่โดนด่าว่าโง่ 55555 นั่นแหละค่า ส่วนไหนนึกออกอีกเดี๋ยวเม้าผ่านทวิตเตอร์ #กลิ่นฝนฤดูหนาว ละกันเนอะ

วันนี้เดินทางมาถึงตอนจบแล้ว อยากจะขอบคุณทุกคอมเม้นต์ ทุกกำลังใจจากทั้งทางเพจ ทางทวิตเตอร์ และทุกหน้านิยายจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณหลายคนที่อยู่ด้วยกันตลอด เดินทางไปพร้อม ๆ กับตัวละครเสมอ ไว้พบกันเรื่องหน้า ขอบคุณค่า

ก่อนจากไป ฝากรีวิวนิยายให้หน่อยนร้าาาาา

หรือใครมีอะไรติชมอยากแชร์ ไปเจอกันที่ทวิตเตอร์ #กลิ่นฝนฤดูหนาว เน้ออออ มาเถอะะะะ อยากอ่านนนน ><
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-11-2018 21:54:02 โดย be-silent »

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 803
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
จบแฮปปี้ เราก็ดีใจแล้ว  :z2:

ดีใจที่กูรและวัสยิ้มให้กันได้อย่างมีความสุขเสียที

ขอบคุณสำหรับนิยายที่อึนๆ มึนๆ หน่วงๆ ในใจนะคะ
เจ็บแต่จบดีจิตใจเราโอเค.. อิอิ
 :katai5: :katai5:

รอเรื่องต่อไปค่าาาาาา

ออฟไลน์ benji

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 292
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
"ที่ที่มีกูร ผมเรียกกที่นั่นว่าอิสระ" ต้องขอบคุณอะไรหรือใครก็ตามที่ทำให้สองคนรักกันได้มากขนาดนี้ ในที่สุดวัสก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับกูรได้ ไม่มีสักเสี้ยววินาทีที่วัสจะคิดทำร้ายกูร ไม่ว่าทำร้ายเพื่อตัวเองหรือเพื่อกูร มีแต่คำว่า เรา ตลอดเวลา คนแบบวัสหายากมากแล้วนะในสังคมปัจจุบัน ก็ยังอยากบอกว่าไม่ได้เห็นดีเห็นงามสนับสนุนให้ลูกฆ่าพ่อ เพื่อคนรัก เพราะในกรณีนี้ ครอบครัวนี้มันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่ต้น พ่อไม่ได้เลี้ยงลูกให้ความรักความอบอุ่นลูกในฐานะพ่อลูก แต่เลี้ยงมาในฐานะเด็กในบ้าน ปฏิบัติตามคำสั่งท่านโดยไม่มีข้อโต้แย้งไม่ต่างกับลูกน้อง เพียงแต่มีตำแหน่งอยู่สูงกว่าลูกน้องในปกครองของท่านเท่านั้นเอง

ขอบคุณคนเขียนที่ยังปรานีเราให้เรื่องราวจบลงแบบนี้ ขอบคุณที่สละเวลามาเขียนนิยายให้ได้อ่าน และขอโทษถ้าระหว่างทางตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงตอนสุดท้ายนี้ เราได้เผลอทำอะไรบั่นทอนกำลังใจคนเขียนบ้าง บางอารมณ์มันก็อินกับเรื่องมากไปหน่อย อาจใส่อารมณ์ในคอมเม้นมากไป หรือล้อเล่นกันเกินขอบเขต ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ...

ออฟไลน์ Meen2495

  • is allergic to drama.
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 383
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-4
อ่านถึงตอนที่ 8 แล้วค่ะ ขอพักมาคอมเม้นต์ก่อน
อยากบอกว่า "ชอบจังแนวนี้" และคุณคนเขียนก็บรรยายได้แบบลุ้นระทึกดี
สำนวนการเล่าเรื่องก็ดี ... แม้จะพิมพ์ตกหล่นบ้าง พิมพ์ผิดบ้าง
แต่โดยรวมก็ยังพออ่านผ่านได้ค่ะ ...

ยกเว้นบางคำ ที่สะกดผิดจนอ่านแล้วสะดุดเข้าอย่างจัง เช่น ...
จ้าระหวั่น ... จ้าละหวั่น
คึกโครม ... ครึกโครม
พริ้ว ... พลิ้ว
(เลือด) คลั่ง ... (เลือด) คั่ง
พร้อง (ตรง) ... พ้อง
ประครอง ... ประคอง
เมื่อครู่ ... เมื่อคู่

และที่เหลืออีกพอสมควร

ถ้ามีเวลา ลองแก้คำที่สะกดผิดนะคะ
รับรองว่าจะเพิ่มค่าของนิยายเรื่องนี้ขึ้นอีกเยอะเลยล่ะค่ะ

ไว้อ่านต่อจนจบแล้วจะกลับมารีวิวเส้นเรื่องนะคะ

ออฟไลน์ kissings

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 26
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เพิ่งได้เข้ามาอ่าน ดีค่ะ

ออฟไลน์ evil_kun

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 228
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
ไม่ได้อ่านนิยายที่ทั้งสะเทือนใจและประทับใจแบบนี้มานานแล้วค่ะ
ขอบคุณที่แต่งนะคะ ^_^

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4044
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
จริงๆ เราชอบนิยายที่ดราม่าของคุณแตงมาก ทั้งๆที่คิดอยู่ตลอดว่าอันนู้นอันนี้สุดแล้ว แต่พอมาเจอของจริง มันไปได้ไกลกว่าที่เราคิดอีกค่ะ ส่วนตัวเรารักตัวละครวัสมาก เป็นตัวละครที่แสดงความเป็นมนุษย์ได้ออกมาชัดเจนมาก เป็นคนที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตัวเองรัก เป็นคนที่ทำให้เราเห็นภาพของความรักที่รักคนคนนึงมากๆ จนคนอื่นเป็นแค่เศษฝุ่นไปเลย เขียนออกมาได้ดีมาก จนเราเชื่อหมดใจว่าเขามีตัวตนและกำลังขมขื่นทรมานกันจริงๆ ช่วงที่ใส่กุญแจมือคือเราหมดสิ้นหนทางมากค่ะ  อย่างกับโรมิโอกับจูเลียตต่างกันตรงที่ว่าทั้งคู่พร้อมใจจะไปด้วยกัน แต่ประทับใจที่ออกมาจบแบบนี้มาก ได้มีชีวิตที่เป็นอิสระกันสักที เราชอบทุกครั้งที่วัสถามกูรเรื่องทำไมชอบให้ฝนตก ชอบฟังมันซ้ำๆ แต่คุณแตงก็ฆ่าเราด้วยคำว่าเรื่องโกหกทุกตอน 555555555 ในส่วนของพาร์ทดารัณตายเราสะเทือนใจมากที่เขาต้องมาเห็นคนอื่นพลอดรักทั้งที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนั้นอีกต่อไป สายตาเขาก่อนตายมันทำให้เรากลัวมาก ทั้งๆที่เขาไม่ได้คิดแค้นอะไรเลย ไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงว่าเราชอบเรื่องนี้มากๆ เอาเป็นว่าสู้ๆนะคะ เราจะคอยติดตามนิยายต่อไปทุกเรื่องเลยค่ะ  :กอด1:

ออฟไลน์ mybear_sr

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
อ่านจบด้วยความรู้สึกมึนและงง เหมือนโดนจับหนุ่นเหวี่ยงไปมา พลิกล็อคกันน่าดูถล่มทลายเลยนะคะ ช็อคสุดคือฉากการตายของรัณ ถ้าบอกว่าเป็นการตายที่สวยงามจะแปลกไหม มันเต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึกของทั้งสามคน สงสารกูร...ชีวิตที่เลือกไม่ได้ต้องทำตามคำสั่งคนที่ชุบเลี้ยงมา จริงๆรัณก็น่าสงสารแต่รัณก็ทำตัวเองด้วยเนอะ... เหนือสิ่งอื่นใดคือคุณวัสค่ะ ชอบคุณวัสมาก เขาไม่ใช่คนดีที่สุด แต่เราชอบความเป็นแค่มนุษย์ของเขามากๆ ตอนที่กอดกูรไม่ให้ยิงคือน้ำตาไหล คนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนรักของตัวเอง(ไม่ได้ชื่นชมว่าการทำร้ายคนอื่นเป็นเรื่องดีนะคะ)ถึงบางทีจะแอบน่ากลัวไปหน่อย5555 แต่เกลียดที่สุดคืออิท่าน!! ไม่มีคำบรรยายมากมายนอกจาก เลว เลวมากค่ะ ไร้ความเป็นคนยิ่งกว่าผีห่าอีก ทำเหมือนหวังดีกับวัสแต่จะมีพ่อที่หวังดีกับลูกที่ไหนที่ยอมให้ลูกฆ่าคนอื่น เอาความเห็นแก่ตัวและความโรคจิตเป็นที่ตั้ง อ้างว่าทำเพื่อลูกได้ถามลูกยังอะ...ก็ไม่คิดว่าการที่วัสยิงพ่อตัวเองเป็นเรื่องที่ถูก แต่อย่างที่วัสบอกอะ ชีวิตไหนที่ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้งไปเถอะ ขัดขวางความสุขคนอื่นมามากเกินจะอยู่ต่อไปแล้วอิท่าน!!!

ร้องไห้ตรงที่ถามถึงชาติหน้า แบบไม่ไหวแล้วที่กั้นมาทั้งเรื่องความรู้สึกคือพังลงตรงนี้!! แล้วตอนที่ทำเหมือนว่าวัสยิงตัวเองคือจะกดปิดแล้วค่ะ ดีว่าฮึลอ่านต่อเลยได้สะใจเลย555555

อ่อ อีกส่วนที่ประทับใจมากๆๆๆๆๆคือจดหมายของรัณ สวยงามมากค่ะ บรรยายออกมาเป็นคำไม่ถูกแต่ทุกตัวอักษรในนั้นในเป็นรวามรู้สึกที่สวยงามมากจริงๆค่ะT^T

ขอบคุณคนเขียนมากๆเลยนะคะสำหรับนิยายดีๆเรื่องๆ ชอบผลงานของคุณเกือบทุกเรื่องเลยและจะติดตามสนับสนุนต่อแน่นอนค่ะ ♡

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด