Love tangled รักยุ่งเหยิงของคุณชายขาโหด (บทที่1 - บทที่ 15 ส่วนที่ 1) อัพ 23 มิ.ย. 2562
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Love tangled รักยุ่งเหยิงของคุณชายขาโหด (บทที่1 - บทที่ 15 ส่วนที่ 1) อัพ 23 มิ.ย. 2562  (อ่าน 9716 ครั้ง)

ออฟไลน์ jinutlove

  • ไม่คิดที่จะรัก
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
พี่เอกกก  นิดหน่อยก็เอาเนอะ555

ออฟไลน์ papapoope

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
พี่เอกคิดอะไรกับน้้้องรึ้ปล่าาาาา

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1

ชานนท์พอจะเดินเองได้สะดวกแล้ว ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายก็กลับมาเป็นปกติ เพียงแต่อย่าไปยุ่งกับกล้ามเนื้อส่วนบาดเจ็บอยู่ก็เท่านั้น เขาเดินกลับมาที่ห้องด้วยตัวเองในช่วงสายของวันพร้อมกับพี่เอกที่คะยั้นคะยอจะช่วยพยุงบ้าง อุ้มบ้าง ขี่หลังบ้าง พี่เอกออกปากถามตลอดทางจนถึงหน้าห้อง แต่ชานนท์ก็ใจแข็งทัดทานอีกฝ่ายด้วยความเกรงใจเพราะรบกวนมามากแล้ว

หลังจากที่ชานนท์ใช้คีย์การ์ดสัมผัสตัวเครื่องล็อคอิเล็กทรอนิกส์หน้าประตู พี่เอกก็รี่เข้ามาช่วยเปิดประตูด้วยความรวดเร็วเหมือนจะมีคนคอยแย่งเขาทำยังไงอย่างนั้น

สิ่งที่กระทบสายตาชานนท์เป็นอย่างแรกคือเจ้าของห้องอีกคนที่นั่งอยู่ที่เตียงของเขาในห้องที่มีแสงยามสายสาดเข้ามาเพียงเล็กน้อย คนๆนั้นมีสีหน้าที่อิดโรยปนหงุดหงิดเพ็งมองมาที่ชานนท์และพี่เอก จนพวกเขาทั้งสองต้องสะดุดหยุดฝีเท้าด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะเจอบุคคลดังกล่าวอยู่ในสภาพนี้

“เฮ้ยๆๆ! ดีนะเว้ย มายาน่าจะอธิบายเรื่องนี้แล้ว จะทำอะไรน้องกู ผ่านกูให้ได้ก่อน” พี่เอกถอยหลังมาครึ่งก้าวเพื่อมาเอาตัวมาขวางทางวรุฒที่อยู่ๆก็ลุกขึ้นยืน และทำสีหน้าและมองพี่เอกเหมือนคิดในใจว่า ‘โธ่...ไอ้อ่อน อย่างมึงขวางกูไม่ได้หรอก!’

“ผมมีเรื่องจะคุยกับมัน พี่อย่ามายุ่งได้ป่ะ!!” วรุฒยืดตัวตรงและเดินมาใกล้ขึ้นอีกสองก้าว ชานนท์ที่ยืนอยู่หลังพี่เอกสังเกตถึงความต่างระหว่างส่วนสูง 190 ซม. กับ 185 ซ.ม. ได้อย่างชัดเจน บวกกับรังสีอำมหิตของอีกฝ่ายทำให้วรุฒยิ่งดูน่าเกรงขามขึ้นมาก

“เรื่องสิ เมื่อวานเล่นน้องกูเกือบตาย คิดว่ากูจะยอมให้เกิดขึ้นอีก!!” พี่เอกยังยืนยันหนักแน่นและไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ชานนท์รู้สึกชื่นชมอีกฝ่ายมาก พี่เอกกล้าหาญมาก เพราะตอนนี้ขาของเขาเริ่มสั่นเสียแล้ว

“อย่าเสือกได้ไหมครับพี่? ผมขอร้องในฐานะรุ่นน้อง อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้!”
‘เอาแล้วไง!!’ ชานนท์คิด เขากลัวไม่กล้าขยับตัว รังสีอำมหิตของวรุฒวิ่งทะลุตัวพี่เอกมาถึงเขา เขารู้สึกได้

วรุฒยังคงเดินเขามาใกล้เรื่อยๆ ทีละก้าว ส่วนพี่เอกก็ไม่ถอยเลยพร้อมตั้งท่าเตรียมพร้อมออกหมัดได้ตลอดเวลา ชานนท์จึงตัดสินใจยกมือขึ้นดึงข้อศอกพี่เอกเพื่อห้ามปรามอีกฝ่ายก่อนมีเรื่อง
“พี่เอก ไม่เป็นไร ผมอยู่ได้ พี่ไปร่วมกิจกรรมก่อนเถอะเดี๋ยวผมเคลียร์กับเขาเอง....” ชานนท์พูดเสียงสั่น
“แต่...มัน.... ไม่เอาละ เอ็งไปอยู่ห้องพี่ดีกว่าเพื่อความปลอดภัย” พี่เอกหันไปพูดกับชานนท์และค้อนใส่วรุฒต่อทันที
“อ้อ ที่หายไปทั้งคืนเพราะไปอยู่ห้องมันนี่เอง” เสียงแสดงความเป็นศัตรูดังขึ้นจากคนในห้อง
“ก็ห้องนี้มันไม่ปลอดภัย จะให้น้องกูมาอยู่กับฆาตกรอย่างมึงเนี่ยนะ!!”
“ใครเป็นฆาตกร?!!?!” วรุฒพุดเสียงเขียว พร้อมกับกัดฟันเสียงดัง
“พี่ๆ ผมอยู่ได้จริงๆ ยังไงผมก็เป็นผู้ชายนะ ผมเคลียร์กับเขาเองได้” ตอนนี้ชานนท์ไม่อยากให้มีเรื่องวิวาทขึ้น เขาทำใจดีสู้เสือ กัดฟันทำเข้มแข็ง ใช้มือดึงพี่เอกรั้งให้ออกจากห้อง ด้วยมือที่สั่นเทา

อยู่ๆ วรุฒก็ผ่อนลมหายใจเสียงดังและเดินตึงตังเข้าไปนั่งบนเตียงของชานนท์เช่นเดิม เหมือนเขาสัมผัสถึงชานนท์ที่เกิดอาการหวาดกลัวตนเองได้ขึ้นมา เมื่อพี่เอกเห็นดังนั้นจึงผ่อนลมหายใจตามแบบถี่ยิบพร้อมส่ายหน้าเบาๆ

“พี่เอกไปเหอะ ผมโอเค ตอนนั้นผมไม่ทันตั้งตัวเลยโดนจังๆ แต่หากรู้ตัว มันทำอะไรผมไม่ได้หรอก!!” เสียงชานนท์ดูฮึกเหิมขึ้นเมื่อไม่มีรังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากห้อง
“เฮ้อ..... โอเคๆ แต่มีอะไรไม่ดีก็โทรศัพท์หาพี่เลยนะ แค่โทรก็ได้ แค่เอ็งโทรศัพา์มาโชว์เบอร์พี่จะรีบมาเลย!!” พี่เอกยกมือจับบ่าชานนท์และเขย่าเล็กน้อย
“ครับพี่ พี่ไปเถอะ” ชานนท์ยิ้มตอบกลับไป

พี่เอกเดินห่างออกไปแต่ทุกๆ สามก้าวจะหันมาทางชานนท์เผื่อว่าชานนท์ทำท่าเปลี่ยนใจ เขาก็จะรีบเดินกลับมารับชานนท์ไปอยู่ห้องเขาทันที แต่ชานนท์ก็ได้แต่ยิ้มให้เท่านั้นจนพี่เอกเดินลับหายไปทางช่องบันไดขึ้นลง

ชานนท์สูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกใหญ่ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องพร้อมปิดประตู

“นนท์....... เอ่อ.... ยัยมายด์โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังหมดแล้ว แล้วยัยนั่นก็แอบไปสืบเรื่องพ่อให้ด้วย ....... กู.....ขอ.......ขอโทษนะ...” เสียงเบาในลำคอของวรุฒดังขึ้นจากที่ไม่ไกล ชานนท์หันไปทางต้นเสียงด้วยอาการแปลกใจ เขาไม่เคยได้ยินเสียงโทนนี้จากอีกฝ่าย และไม่เคยได้ยินคำขอโทษแบบเต็มๆ จากอีกฝ่ายเลย ความรู้สึกมันต่างจากเมื่อสักครู่ที่ชานนท์เจอหน้าวรุฒกันมาก

“อะไรนะ”
“กูขอโทษ กูมันใจร้อนเอง..... กูควรสืบให้แน่ใจก่อน....” วรุฒพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ชานนท์ที่เดินเข้ามาใกล้ขี้นทำให้เขาได้ยินถ้อยคำที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินจากคนอย่างวรุฒได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้เขาใจชื้นขึ้น
“ไหนขอดูหน่อย มึงเป็นอะไรมากหรือเปล่า?” วรุฒผุดลุกขึ้นพร้อมเดินเข้าหาชานนท์เพื่อดูใบหน้าของเขาอย่างใกล้ชิด
“เอ่อ....เรา.... ไม่เป็นไร......” ชานนท์รู้สึดประหม่าและไม่ชินกับการโดนเพื่อนร่วมห้องอย่างชานนท์หายใจรดหน้าเขาในระยะนี้ และด้วยสายตาที่โอนโยนของอีกฝ่ายทำให้ใจของชานนท์เต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ

“โห... กูทำหน้ามึงช้ำและแตกไปแถบหนึ่งเลย....” วรุฒพูดพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบรอบๆรอยช้ำอย่างทะนุถนอม แสงแดดยามสายในห้องเริ่มสาดส่องเข้ามามากขึ้น ห้องที่เกือบมืดสลัวสว่างขึ้นมาก โอกาสนี้เลยทำชานนท์เห็นดวงตาที่อิดโรยและรอยช้ำใต้ดวงตาของอีกฝ่ายเหมือนเขาอดนอนทั้งคืน
“เราขอไปพักก่อนได้ไหม?” ชานนท์ใจเต้นแรงจนรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่รู้ว่ากลัววรุฒมากจนเกินไปหรือเปล่า แม้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนกลมโตนั่นจะสะกดใส่สายตาชานนท์อยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ลืมสอดส่องความเคลื่อนไหวของหมัดคู่นั้นอยู่ดี ‘ทางที่ดีควรอยู่ห่างๆ’ เขาคิดทบทวนในใจซ้ำไปมา
“เอ้อ....!! ได้สิๆ มาๆ” วรุฒพูดจบก็ช่วยประคองอีกฝ่ายไปที่เตียงด้วยความระมัดระวัง นำความแปลกใจมาสู่ชานนท์อย่างมาก อะไรมันจะพลิกผันขนาดนี้

“โอย..... อูย.....” ชานนท์เมื่อมาถึงเตียงก็ค่อยๆ เอียงตัวเพื่อนอนลงบนที่นอนอันอ่อนนุ่มของเขาอย่างยากลำบาก ทุกครั้งที่เคลื่อนตัวลงไป ความเจ็บตรงที่บอบช้ำก็วิ่งเข้าเล่นงานเขาอย่างไม่ปราณี

“เฮ้ยๆ ระวังหน่อยสิ! เออ!! จริงสิ!!!” วรุฒเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเป็นห่วงอีกฝ่าย ขณะที่จะเดินไปช่วยพยุงอีกฝ่ายนอนลงให้เรียบร้อย เขาก็เหมือนนึกอะไรได้และรีบหุนหันเดินที่เตียงฟากของเขาทันที ไม่กี่อึดใจวรุฒก็เดินมาพร้อมถุงกระดาษสีขาวขนาดใหญ่

“เอ้านี่!! กูซื้อมาให้ จะได้หายไวๆ” วรุฒยื่นของที่อยู่ในมือให้ชานนท์ แต่ชานนท์มองกลับไปที่คนให้ด้วยความแปลกใจ
“เฮ้อออออ” วรุฒผ่อนลมหายใจออกมาเสียยาวก่อนจะนั่งลงข้างตัวชานนท์ และหยิบของออกจากถุงทีละชิ้น

“อันนี้ยากินแก้ช้ำ กินหลังอาหารสามมื้อ สองเม็ดนะ.....อันนี้ยาทานะทาตรงที่มีรอยช้ำจะได้หายเร็วขึ้น ทำให้สบายตัวไม่ปวดด้วย อันนี้........” วรุฒหยิบยาออกจากถุงกระดาษทีละชิ้นพร้อมสาธยายสรรพคุณของยาและวิธีใช้อย่างละเอียด พูดจบแต่ละชิ้น เขาก็วางลงบนที่นอน จนของกองพะเนินกินพื้นที่ไปครึ่งเตียง เสมือนเขายกร้านยามาไว้บนเตียงของเขา วรุฒอธิบายได้ละเอียดและดีจนชานนท์คิดว่าเภสัชกรมาเอง แต่เขาคงจำได้ไม่หมดด้วยเวลาอันแบบนี้เป็นแน่
“ให้ใช้...... หมดนี่เลยเหรอ...??..” ชานนท์ถามขณะมองกองยาที่กองอยู่ตรงหน้าเขา
“เออดิ!!”
“แล้วมันจะไม่โอเวอร์โดสเหรอ?” ชานนท์ห่วงตัวเองว่าจะเป็นอะไรไปจากการกินยาเกินขนาด
“พูดเหมือนไอ้เภสัชกรที่ร้านเลย” วรุฒทำท่าแปลกใจ
“ฮ่าๆๆ งั้นเราว่า.... เราเลือกเฉพาะที่จำเป็นก็พอนะ ส่วนที่เหลือเก็บไว้ใช้คราวหลังก็แล้วกัน”  ชานนท์หัวเราะแห้งๆและตอบไป

“อืม.. ก็แล้วแต่มึง พูดเหมือนกูจะไปซ้อมมึงอีกอย่างนั้นแหละ” ถึงวรุฒจะพูดออกมาแบบนั้น แต่สีหน้าก็ไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราดแต่อย่างใด เขาได้ทำสีหน้านิ่งเรียบและมองดูชานนท์เลือกยาอย่างขมักเขม่น

“อันนี้..... อืม.... กินหลังอาหาร....?” ชานนท์ขยับแว่นพร้อมหยิบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของเขาขึ้นมาค้นหาคุณสมบัติของยาต่างๆ ผ่าน Google

โครก......คราก.......

เสียงท้องของชานนท์มันเรียกร้องหาอาหารตามเวลา นาฬิกาชีวิตที่ตรงเวลาที่สุดของเขาก็เรื่องกินนี่แหละ แค่พูดถึงเรื่องอาหารมันก็ร้องโวยวายทันทีว่าถึงเวลาแล้ว

“เออ มึงคงหิว... เดี๋ยวกูไปซื้ออะไรให้กินก็แล้วกัน” วรุฒพูดจบก็ผุดลุกขึ้นพร้อมอมยิ้มกับเหตุการณ์ที่เจอ วรุฒคงไม่คิดว่าคนตัวเล็กๆ อย่างชานนท์จะมีเสียงท้องร้องที่ดังขนาดนี้ พอพูดถึงเรื่องอาหาร วรุฒเองก็รู้สึกหิวด้วยเช่นกัน

“เอ่อ...ไม่เป็นไรก็ได้.... ที่โต๊ะเรามีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เดี๋ยวเราต้มกินเองก็ได้” ชานนท์พูดด้วยหน้ามีสีแดงระเรื่อด้วยความอาย
“ไม่เอา!! ของแบบนั้นจะไปมีประโยชน์อะไร! เดี๋ยวกูจัดการเอง กินของแบบนั้นเมื่อไหร่จะหาย!! นอนรอไป” สิ้นประโยควรุฒก็เดินไปหยิบกุญแจรถและเดินอออกจากห้องไปทันที ชานนท์เองก็เพิ่งสังเกตว่าชุดที่วรุฒใส่ มันเป็นชุดเดียวกันกับเมื่อวานเลยนี่นา

.....................

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ kunt

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 701
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
เอาจริงดิ จบง่ายๆ งี้เลย หูยยยยย โคตรพระเอกโบราณเลย 5555
ทำเขาไปขนาดนั้น แล้วไอ้คนที่โดนก็ทำก็สะบักสะบอมเหมือนใกล้ตายก็ใจดี้ใจดี รอดูกันต่อไปจ้า  :ruready

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9
วรุตตัวปลอมใช่ไหม ไม่น่าไว้ใจ 5555

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +98/-4
เอิ่ม ทำไมไม่แจ้งความล่ะชานนท์

คือ ไอ้วรุฒนั่นมันกระทืบหนูนะลูก

คือหนูก็มีการศึกษานะ คิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพของตัวเองไม่ออกเหรอลูก

ไอ้เปรตวรุฒกับพ่อมันอ่ะ คุกคามชีวิตหนูนะ

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1


ชานนท์หลับๆตื่นๆ ไปชั่วโมงเศษๆ วรุฒก็เดินทางกลับมาถึงห้องด้วยข้าวของเต็มไม้เต็มมือ

“ไม่ต้องๆ ไม่ต้องลุกมา เจ็บเป็นลูกหมาป่วยแบบนี้ยังไม่รู้จักเจียมตัว” วรุฒเอ่ยทักเมื่อเห็นชานนท์ทำท่าจะลุกขึ้นมาช่วยเขาถือของ ชานนท์เลยทำได้แค่ปล่อยตัวเองกลับลงไปนอนที่เดิม
วรุฒถือของทุกอย่างไปวางไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือของตัวเอง หลังจากนั้นเขาก็เดินไปหยิบโต๊ะญี่ปุ่นแบบพับเพื่อกางออกตั้งตรงกลางห้อง หยิบถ้วยจานกระดาษออกจากถุง ควานหาถุงอาหารและกล่องใส่อาหารนานาขนาดในถุงกระดาษขนาดใหญ่อย่างเก้ๆกังๆ วรุฒทำเรื่องง่ายอย่างการจัดจานเพื่อกินอาหารให้ดูวุ่นวายไปหมด และใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น

ทุกอย่างอยู่ในสายตาชานนท์จนเขาแอบถอนหายใจ ชานนนท์รู้สึกจนใจจนต้องฝืนลุกขึ้นมาเพื่อช่วยจัดแจงอาหารมื้อนี้ที่ดูจะเยอะกว่าคนสองคนจะกินหมด

“กูบอกว่าให้อยู่เฉยๆไง!” วรุฒทำทางเกรี้ยวกราดใส่ในขณะที่ลังเลกับการเทโจ๊กร้อนๆ ลงชามกระดาษ
“ดูนายทำเข้าสิ แล้วอย่างนี้ เราจะได้กินไหมเนี่ย?” ชานนท์ค้อนด้วยสายตาที่แสดงอาการเจ็บปวดเวลาขยับตัว เขาไม่สนใจการทัดทานของอีกฝ่าย ฝืนตัวเองจัดแจงทุกอย่างบนโต๊ะญี่ปุ่นขนาด 80 คูณ80 เซ็นติเมตรให้อาหารอยู่ในภาชนะกระดาษได้ในเวลาอันสั้น ด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วของเขา ทำให้วรุฒมองชานนท์ด้วยความทึ่งในทักษะด้านนี้ของชานนท์ไม่น้อย ขนาดเขาบาดเจ็บอยู่ยังทำเสียคล่องขนาดนี้

“ซื้ออะไรมาเยอะขนาดนี้?!? กินหมดเหรอ?” ชานนท์กวาดตามองอาหารที่ล้นโต๊ะจนต้องมีบางจานลงไปวางอยู่ที่พื้นด้านข้าง
“กินกันเถอะ หิวแล้ว เราไม่รู้ว่านายชอบกินอะไรนี่หว่า เห็นอะไรน่ากินก็ซื้อหมด ถ้าเหลือก็เอาไปให้พี่รปภ. กับพี่แม่บ้านก็ได้” วรุฒพูดจบก็เริ่มหยิบหมูปิ้งขึ้นมาหนึ่งชิ้นและกัดเข้าปากไป ชานนท์ส่ายหน้ากับไอ้ลูกเศรษฐีคนนี้เสียจริง ไม่รู้คุณค่าของเงินเสียเลย อาหารเช้าของชานนท์ อย่างมากสุดก็โจ๊กกับไก่ทอดแดดเดียวที่โรงอาหารนั่นแหละ

เนื่องจากอาการตึงๆ ที่ใบหน้าทำให้ชานนท์ไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าใดนัก แต่ก็ต้องทนฝืนกินจนอิ่มเพราะเขาอยู่ภายใต้สายตาที่จ้องมองเขาอย่างไม่วางตา ส่วนวรุฒที่เอาแต่จ้องเขานั่นก็กินแค่อาหารบนโต๊ะเพียงครึ่งหนึ่งของชานนท์เท่านั้น เพราะเขาให้เหตุผลว่า ‘ไม่ถูกปาก’ เป็นอีกครั้งที่ชานนท์แอบส่ายหน้าเบาๆ กับโรคคุณชายไฮโซของอีกฝ่าย

หลังกินมื้อเช้าบวกมื้อสายเสร็จสิ้น พ่อตัวดีอย่างวรุฒก็อาสาจะเก็บอาหารเองและจะเอาของที่ไม่ได้กินเอาลงไปให้พี่แม่บ้านและรปภ. เอง แต่จากอาการหยิบจับอะไรไม่ได้ดังใจของวรุฒ ไม่ว่าจะเป็นเอาจานที่มีอาหารอยู่เต็มซ้อนกัน พยายามจะเก็บภาชนะอาหารที่กินหมดแล้วใส่ถุงที่เล็กเกินไป และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้ชานนท์กลอกตากลับไปมาหลายรอบจนเริ่มเวียนหัว สุดท้ายเขาจึงสั่งให้วรุฒไปอยู่ที่มุมหัองตัวเองแล้วเขาจะจัดการเอง วรุฒปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย จนชานนท์แปลกใจ แต่อาจเพราะวรุฒเองก็คิดว่าเขาคงจะไม่เหมาะกับงานแบบนี้

เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาที อาหารที่เตรียมจัดส่งให้บุคลากรในหอพักก็จัดเก็บใส่กล่องทัพเพอร์แวร์ อาหารเหลือและจานชามกระดาษที่ใช้แล้วก็จัดเก็บลงถุงขยะเรียบร้อย โต๊ะญี่ปุ่นถูกเช็ดทำความสะอาดและจัดเก็บไปที่เดิมอย่างดี รวมถึงการกวาดถูพื้นบริเวณที่กินอย่างสะอาดสะอาด หากชานนท์ไม่ป่วยเขาคงทำอะไรได้คล่องและเร็วกว่านี้

“โห..... นี่นายถึงขนาดมีกล่องใส่อาหารเก็บไว้เลยหรือนี่?”
วรุฒทักขึ้นที่มุมห้องส่วนของเขา
“ก็ต้องขอบคุณพวกแฟนคลับนายนั่นแหละ สรรหาขนม อาหารมาให้ไม่หยุด นายก็ชอบเอาไปให้ป้าศรี แกก็ล้างเอามาคืนให้ทุกที”
“เหรอ??” วรุฒทำหน้างงเหมือนไม่เคยรู้ว่าป้าศรี แกเคยเอามาคืนด้วย ชานนท์พลางคิดในใจ ‘ก็ไม่แปลก วรุฒไม่เคยอยู่ห้องเลยนี่นา’
“อีกอย่างนะ... จานชามน่ะเราก็มี ไม่ต้องซื้อจานกระดาษก็ได้มันเปลือง ดูสิ!! ใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งแบบนี้!” ชานนท์พูดสวนกลับไปอย่างลืมตัว เขาลืมไปว่าเขากำลังพูดกับคนที่ไม่ควรไปทำกิริยาไม่ดีใส่มากที่สุด ไม่งั้นเขาอาจจะโดนน็อคอีกรอบ

“ก็กูขี้เกียจล้าง มึงก็ป่วย แล้วใครจะล้าง!!” ในขณะที่ชานนท์เตรียมตัวที่จะเจอการโต้ตอบแบบเผ็ดร้อน แต่กลับผิดคาด แม้ถ้อยคำจะยังเกรี้ยวกราดแต่สีหน้าและท่าทางดูอ่อนลงไปมาก
“เอ่อ........ งั้นเราเอาของพวกนี้ไปให้พี่ๆ ข้างล่างเขาก่อนดีกว่า” ชานนท์ใช้นิ้วชี้วนๆไปรอบๆ กองกล่องอาหารที่เหลือจากมื้อสายของพวกเขา
“ไม่ต้องแล้ว มึงพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวกูเอาไปให้เอง” วรุฒลุกขึ้นมาด้วยความรวดเร็วเพื่อชิงกองกล่องอาหารเหล่านั้นจากชานนท์
“แล้วก็ อาบน้ำหน่อยก็ดีนะ นายตัวเหม็นฉิบหาย” วรุฒพูดขึ้นเมื่อมายืนเทียบกับชานนท์ จนทำให้ชานนท์ยกเสื้อที่ชุ่มเหงื่อหมาดๆมาดม ‘ เออ! เหม็นจริงด้วย’
“ได้ๆ”
“อาบเองไหวไหม? หรือจะให้เราช่วยอาบ!”
“ไม่.. ไม่เป็นไรว่ะ เราเกรงใจ!!” แล้วชานนท์ก็เดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวอย่างว่องไว และก้าวเข้าห้องน้ำไป เขาเหลือบไปเห็นวรุฒยิ้มร่าก่อนที่วรุฒจะเดินออกจากห้องไป

‘ไม่ไหวนะ! แค่เมื่อคืนก็อายจะแย่แล้ว ไม่เอาอีกแล้วนะแบบนี้จะให้ไปแก้ผ้าต่อหน้าใครอีก ไม่เอาแล้ว’ ชานนท์บ่นอุบอิบในห้องน้ำ แม้เขากับวรุฒจะเคยอาบน้ำด้วยกัน แต่การอาบน้ำให้กันนี่มันขั้นกว่าอีกนะ มันเกินไปที่เขารับได้แล้ว

..............

ปึงๆๆๆ

เสียงของแข็งปะทะกันดังไปทั่วห้อง ชานนท์ที่เผลอหลับเพราะความเพลียหลังจากฝืนทำโน่นนี้ในช่วงเช้า พอได้อาบน้ำให้ร่างกายได้สบายตัว แล้วก็เริ่มง่วงยิ่งได้กินยาแก้ปวดคลายกล้ามเนื้อและยาแก้อักเสบไปด้วย ทำใหชานนท์ล้มตัวลงนอนหลับไม่รู้ตัว

‘อะไรเนี่ย?’ เขาคิดในใจอย่างขุ่นเคือง เขาค่อยๆ ลืมตาและมองไปรอบๆ จนกระทั้งไปเจอศรีษะของใครคนหนึ่งวางพาดแขนของตัวเองนอนพับอยู่ด้านข้างของเตียง

“เฮ้ย!!”
เขาอุทานเสียงหลง แต่หลังจากพินิจพิเคราะห์ดูก็พบว่าคนที่ฟุบหลับอยู่ข้างเขาคือวรุฒ ที่ถือกระเป๋าน้ำแข็งอยู่ในมือ วรุฒคงพยายามจะช่วยประคบรอยช้ำของเขา ชานนท์คิด ‘นี่เราหลับไม่รู้เรื่องเลยเหรอเนี่ย?!?”

ในขณะที่เขากำลังตกใจกับภาพที่เห็น เสียงเคาะนั่นก็ดังมาจากประตูไม่หยุด และดูจะร้อนรนกว่าเดิมด้วยหลังที่เขาอุทานเสียงหลงไป

“นนท์! นนท์!! ไอ้น้อง!! ไอ้วรุฒมันทำร้ายเอ็งอีกเหรอ!! ได้ยินแล้วช่วยเปิดด้วย!!” เสียงอู้อี้ที่ดังมาจากอีกฝากของประตูทพให้ชานนท์รู้ว่าคนที่ทำเสียงดังเป็นจังหวะอยู่นี้คือ ‘พี่เอก’ นั่นเอง

“มึงก็ไปเปิดให้มันสิ เสียงดังหนวกหู!!” เสียงของคนที่ฟุบหน้าอยู่ข้างๆ เขาดังขึ้น

ชานนท์เลยค่อยๆ ขยับตัวอย่างระมัดระวังอาการบาดเจ็บของตัวเองลงจากเตียง

“พอๆ นอนอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวกูไปเปิดเอง กูโคตรเบื่อกิ๊กมึงฉิบหาย ชอบวอแวเข้ามาให้ห้องนี้อยู่นั่นแหละ!!” วรุฒบ่นเสียงดังขณะเดินไปเปิดประตูให้
“ไม่ใช่นะ!!  พี่เอกเป็นรุ่นพี่ เป็นสปอนเซอร์เรา เขาจะดูแลเราดีก็ไม่เห็นแปลก นายก็รู้!” ชานนท์สวนกลับไป
“เรอะ!” เสียงของคนที่ลุกไปเปิดประตูตอบกลับมาอย่างเน้นเสียง

“เป็นไงบ้าง?! เมื่อกี้ตกใจเลย อยู่ๆก็ร้องเสียงดัง มันทำร้ายเอ็งอีกหรือเปล่า?”  พี่เอกโผงผางเดินแทรกวรุฒที่เป็นคนเปิดประตูเข้ามาถามไถ่ชานนท์อย่างเป็นห่วง และกล้าใช้คำว่า ‘มัน’ แทนตัวไอ้โหดที่ยืนขมวดคิ้วอยู่ข้างหลัง

“ไม่ครับ ผมกับเขาไม่มีอะไรกันแล้ว” ชานนท์รีบพูดก่อนที่ทั้งสองจะเขม่นกันมากกว่านี้

“จริงอ่ะ?......” และพี่เเอกก็หันไปทางวรุฒที่ตอนนี้ยังคงยืนกอดอกอยู่ที่เดิม “เอ้อ!! พี่ซื้อข้ามต้มมาให้ด้วยถือเป็นมื้อเที่ยงก็แล้วกันเดี๋ยวจะหิวแย่ พี่เจอไอ้พวกนั่นมันใช้งานจนเหนื่อยจะแย่!! หากไม่ต้องไปทำเรื่องลาป่วยให้เรานะ จ้างพี่ก็ไม่ไปหรอก!!” พี่เอกพูดจบก็หันไปมองวรุฒอีกครั้ง

“ยัยวิก็ลาป่วยให้เอ็งด้วยนี่ โชคดีนะที่ยัยนั่นมันหลงเอ็ง ไม่งั้นเอ็งไม่ได้ลาง่ายแบบนี้หรอก!! ความจริงเอ็งก็ไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย!” วรุฒไม่ได้สนใจจะตอบคำถามพี่เอกเลยแม้แต่น้อย เขาเหมือนไม่คิดจะฟังเลยมากกว่า

คำพูดพี่เอกทำให้ชานนท์คิดได้เพราะวรุฒก็ควรจะลงไปซ้อมกับรุ่นพี่เหมือนทุกวัน แต่วันนี้กลับมาอยู่ดูแลเขาตั้งแต่เช้า ชานนท์เหลือบไปมองนาฬิกาบนโต๊ะอ่านหนังสือที่แสดงเวลาบ่ายสองโมงแล้ว นี่เขาหลับนานขนาดนี้เลยหรือนี่

“กินเลยไหม? เดี๋ยวพี่เทใส่ชามให้” พี่เอกยกถุงโจ๊กที่ถืออยู่ขึ้นมาเสมอหน้าและยิ้มหวานให้ ส่วนวรุฒทำเสียงจิ๊จ๊ะในปากก่อนที่จะเดินกลับมานอนที่เตียงฝากตัวเอง

“ไม่ดีกว่าครับผมยังไม่หิวเลย” ชานนท์ยังรู้สึกถึงมื้อเช้าในระบบย่อยอาหารของตนเอง เขากินเยอะพอควรจนมันยังย่อยไม่ทัน
“งั้นพี่วางไว้ตรงนี้นะ” พี่เอกวางถุงโจ๊กร้อนบนโต๊ะอ่านหนังสือใกล้เตียง “พี่ขอดูหน่อยว่ามีไข้หรือเปล่า?” พี่ยื่นมือไปจับหน้าผากชานนท์ พี่เอกสังเกตเห็นว่าแก้มข้างที่ช้ำมีสีที่ดีขึ้นมาก แต่แบบนี้คงหายไม่ทันวันงานแสดงสดแน่ๆ พี่เอกแอบผ่อนหายใจออกมายาวๆ จนไปกระทบหน้าชานนท์ เขาตกใจกับลมที่สัมผัสใบหน้าจึงเผลอสะดุ้ง  พี่เอกเลยใช้มือไปลูบหัวอีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม “เออ... พี่ขอโทษที่ทำให้ตกใจ”
“พี่อย่าพ่นลมใส่ผมในระยะประชิดแบบนี้สิ ตกใจหมด!” ชานนท์ยกมือขึ้นมาลูบแก้มอีกข้างที่ไร้รอยช้ำ

‘อืม....มันยังเนียนใสและมีเลือดฝาดน่าหยิกเหมือนเดิม’ พี่เอกเอ่ยขึ้นลอยๆ ด้วยเสียงอันแผ่วเบาเหมือนคิดสิ่งนี้ในใจแต่ปากมันพูดออกมา ชานนท์ได้ยินเสียงพี่เอกเพียงบ่นพึมพำเลยทำหน้าสงสัยใส่คนตรงหน้า
“ไม่มีอะไรจ๊ะ” พี่เอกเกาต้นคอแก้เขิน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1
เสียงริงโทนจังหวะเร้าใจแบบเคป๊อปดังขึ้นลั่นห้อง พี่เอกสะดุ้งลนลานหาโทรศัพท์ของตัวเอง เหมือนเสียงริงโทนที่ดัง มันไปรบกวนห้วงความคิดบางอย่างของเขา

“เออ!! อะไรอีก!!” พี่เอกเสียงดุดันขึ้นทันทีหลังจากรับสาย
“...........” เสียงอู้อี้ดังไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นที่ลำโพงเครื่องโทรศัพท์
“เชี้ย!!  พรุ่งนี้ไม่ได้เหรอวะ!!”
“............” เสียงอู้ที่พอจะรู้ว่าเป็นเสียงผู้ชายดังขึ้นอีกครั้ง
“แม่ง....... เออๆ เดี๋ยวกูไปช่วยพูดกับอาจารย์ให้”
พี่เอกพูดโต้ตอบโทรศัพท์ด้วยท่าทางหงุดหงิด

“เอ่อ.... ไอ้พวกงานกิจกรรมรับน้อง มันมีปัญหากับการส่งเรื่องขออนุญาติจัดกิจกรรมรับน้องนิดหน่อย พี่ขอตัวไปช่วยจัดการก่อนนะ นนท์อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม?”
พี่เอกพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่อยากไป

“กูก็คนนะ” เสียงจากอีกฝากหนึ่งของเตียงดังมาถึง
“เสร็จแล้วเดี๋ยวมาดูอาการอีกรอบนะ เออ!! เดี๋ยวพี่ซื้อข้าวเย็นมาด้วย” พี่เอกเหมือนจะไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกาจากเตียงอีกฝากหนึ่งเลย
“มาบ่อยๆ เกรงใจกูบ้างนะ” เสียงวรุฒดังขึ้นอีกครั้ง

“โอเคครับ ไม่เป็นไรครับ ผมดีขึ้นแล้วดูแลตัวเองได้ครับ พี่ไปเหอะครับ” ชานนท์รีบตัดบทก่อนที่จะเกิดสงครามครั้งใหญ่ เพราะพี่เอกก็มีประวัติเป็นคนใจร้อนไม่ใช่เล่น
“แน่นะ?” พี่เอกพูดกับชานนท์เสร็จก็หันไปเหลือบมองวรุฒก้วยหางตา
“ครับพี่ ผมไม่อยากรบกวนพี่บ่อยๆ ผมดูแลตัวเองได้ครับ”
ชานนท์ยิ้มอ่อนๆ ให้พี่เอก พี่เอกเลยตัดใจเดินออกจากห้องไปด้วยอาการรีบร้อน

“มึงดีขึ้นหรือยัง?” วรุฒเอ่ยขึ้นมาขณะลุกขึ้นจากเตียง
“ก็ดีขึ้น แค่ยังเคล็ดๆ นิดหน่อย” ชานนท์คลำช่วงลำตัวที่เขายังรู้สึกถึงเท้าของคนถามได้อยู่
“เออ! ก็ดี ไม่งั้นกูคงรู้สึกผิดแย่ ที่สำคัญต้องโดนยัยมายด์บ่นใส่ไปตลอดชีวิตแน่ๆ” วรุฒขยี้หัวที่นุ่มสลวยไปมา เขาทำหน้ารำคาญใจเมื่อพูดถึงมายา แต่ก็ไม่ได้หงุดหงิด แม้วรุฒจะเพิ่งตื่นเหมือนเขาแต่ก็ยังคงหล่อลากดินอยู่ดี

“ท่าทางนายสนิทกันมากเลยนะ” ชานนท์ถามต่อเมื่อเห็นท่าทางอีกฝ่ายผ่อนคลายกว่าทุกครั้งที่คุยกัน
“พ่อแม่เรารู้จักกัน โตมาด้วยกัน เล่นกันมาตั้งแต่เล็กๆ”
“อืมมมม มายด์บอกว่านายเหมือนพี่ชาย แต่อายุเท่ากันแปลกดีเนอะ?”
“นี่มึงไม่รู้อะไรจริงๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้วะ?” วรุฒถามชานนท์กลับด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด
“หือ???” ชานนท์ทำหน้าตาเป็นเครื่องหมายคำถามส่งกลับไป เพราะไม่เข้าใจคำถามเล่นๆ ของเขาไปกระตุกต่อมอะไรเพื่อนร่วมห้องของเขาอีก

“ก็.....” วรุฒกำลังจะเริ่มอธิบายด้วยหน้าตาที่ตึงเครียดแต่ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“กิ๊กมึงกลับมาเร็วดีนี่หว่า!”
“รุ่นพี่!!” ชานนท์เถียงจนเริ่มเจ็บหน่วงที่รอยช้ำ
“มึงนี่โง่ หรือความรู้สึกช้าวะ?!?” วรุฒโต้กลับก่อนที่จะเดินไปเปิดประตู
“เฮ้ย...มึงจะเอาอะไรอี.......ก...” เสียงวรุฒค่อยเลือนหายไปจากการที่มองคนที่มายืนอยู่หน้าประตู
“สวัสดีจ้า....... น้องๆ เป็นไง? ดีขึ้นหรือยัง? เจ้เป็นห่วงก็เลยมาเยี่ยมไงล่ะ” เสียงแหลมเล็กแฝงความยั่วยวนที่คุ้นเคยดังขึ้น ขานนท์ไม่ต้องหันหน้าไปมองก็รู้ว่าใคร

“ว้าย! ตายแล้ว ไปทำอะไรมาน่ะน้องนนท์ หมดหล่อเลย!!”
พี่วิทักชานนท์ทันทีที่ก้าวเข้าในห้องโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องที่เปิดประตูอยู่เป็นคนเชิญ
“โดนหมาข้างถนนมันดักทำร้ายครับ!!”
“หมาที่ไหน? ที่นี่มีหมาด้วยเหรอ?” พี่วิทำหน้าสงสสัยและเอียงคอมองไปทางวรุฒเหมือนต้องการขอความเห็น ส่วนวรุฒทำได้แค่ขบกรามแน่นและมองชานนท์ด้วยสายตาดุดัน เล่นเอาชานนท์เสียวสันหลังวูบเพราะรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา
‘ไม่น่าปากหมาเลย’ ชานนท์คิด

“อ่ะ!! นี่ พี่ซื้อขนมมาฝากจ๊ะ!!” พี่วิยื่นถุงกระดาษสีหวานกลุ่มหนึ่งให้วรุฒ
“วางตรงนั้นแหละ!!” วรุฒชายตาของเขาไปที่โต๊ะอ่านหนังสือของตัวเองและเดินไปนั่งที่เตียงแบบไร้เยื่อใย
“ใจร้ายจัง” พี่วิปากก็บ่นแต่ก็เดินพริ้วไปวางถุงขนมเหล่านั้นที่โต๊ะอ่านหนังสือ “คนอุตส่าห์มาเยี่ยมนะ ก็เราน่ะโทรศัพท์ไปลาพี่ว่าป่วยตั้งแต่เมื่อวาน พี่นะก็เป็นห่วงเลยมาเยี่ยม แต่ไหนน้องดูไม่พอใจแบบนี้ล่ะ?”
“ผมอยากพักผ่อนแล้วครับ เธอจะไปไหนก็ไปเถอะ” วรุฒพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นี่จะพูดดีๆ กับพี่ไม่เป็นเลยใช่ไหม? ยังไงเราก็เป็นรุ่นพี่เธอนะ” พูดจบพี่วิก็เดินไปนั่งข้างวรุฒที่เตียง “ไหนขอดูหน่อยมีไข้หรือเปล่า?” พี่วิเอื้อมมือไปทาบหน้าฝากวรุฒ โดยที่วรุฒพยายามเอี่ยวตัวหลบ แต่ก็ไม่พ้นความพยายามของอีกฝ่าย พี่วิใช้มือไล่จนไปบรรจบที่หน้าผากวรุฒจนได้ ด้วยเสื้อที่พี่วิสวมใส่มันสั้นกว่าปกติ การยืดและเอี่ยวตัวไปในท่านั้นทำให้เสื้อของพี่วิเปิดขึ้นไปจนถึงช่วงท้องส่วนบน ผิวขาวสว่างเนียนออร่านั่น เข้ามาสู่สายตาของชานนท์ ทำให้เขาต้องแก้เขินโดยการมองไปทิศอื่น
“ตัวก็ไม่ร้อน”
“ก็ไม่ได้เป็นไข้ ท้องเสีย”
“อ้าว!! งั้นก็กินขนมที่ซื้อให้ไม่ได้สิ!”
“ก็ไม่ได้อยากกิน!!”
“ไม่กิน เดี๋ยวจะกินยาไม่ได้นะ ว่าแต่มียาแก้ท้องเสียแล้วใช่ไหม?”
“มี.... กินแล้ว วิกลับไปเถอะ เราขอพักผ่อน” เป็นอีกครั้งที่ชานนท์สังเกตว่าวรุฒไม่เคยเรียกสรรพนามอึกฝ่ายว่าพี่เลย และทักษะการวอแวของพี่วิอยู่ในระดับท้อป จนตัวเขาเองไม่แน่ใจว่าหากเจอผู้หญิงที่สวยระดับนี้มาวอแว เขาจะทนไหวไหม?
“เฮ้อ!! ไม่สนุกเลย อุตส่าห์ขจัดก้างตัวใหญ่ออกไปจากห้องได้ แล้วนึกว่าเราจะได้ ‘สนิท’ กันมากกว่านี้เสียอีก” พี่วิผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่และมองชานนท์ด้วยดวงตาเป็นประกาย ชานนท์ทำได้แค่หลบตาเท่านั้น

“ผมอยากพักแล้ว ช่วยกลับไปก่อนไหมครับ แล้วพรุ่งนี้ก็ขอลาต่อด้วย ยังไม่ไหว?” ก่อนเปิดเทอมจะมีวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งทีมรุ่นพี่ที่เป็นสปอนเซอร์ต่างนัดน้องๆ ในสังกัดไปซ้อมพิเศษ ในขณะที่พวกกองเชียร์ได้หยุดพักผ่อน แต่พวกดาวเด่นทั้งหลายต้องซ้อมเพิ่มเติม ชานนท์นึกขึ้นได้ขณะฟังทั้งสองคนในห้องคุยกัน พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ใกล้ถึงวันแสดงสดแล้วนะ จะตามเขาทันไหมเนี่ย?”
วันแสดงสดที่ทุกคนเรียกติดปาก คือวันที่คณะกำหนดให้รุ่นน้องทุกคนขึ้นแสตนด์เชียร์จริง และทีมเชียร์ลีดเดอร์ที่ต้องเต้นเข้าจังหวะจริง โดยมีรุ่นพี่ปีสามและสี่ เข้าร่วมกันให้คะแนนด้วย นับเป็นอีเว้นท์ที่ใหญ่งานหนึ่งของคณะฯ เรียกได้ว่าเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของเหล่าสปอนเซอร์ทั้งหลาย ชานนท์ก็เพิ่งจะรู้จากพี่เอกไม่นานนี้เอง

“แค่นี่เอง! สบาย! ก็สอนกันล่วงหน้าไปแล้วนี่!!” วรุฒพูดแบบขอไปที
“เออๆ ทำเอาหมดอารมณ์เลย......ไปก็ได้” พี่วิลุกขึ้นอย่างฉุนเฉียว
“เดี๋ยวพรุ่งนี้มาหาใหม่นะจ๊ะ” พี่วิใช้นิ้วลูบคางวรุฒแบบผ่านๆ ส่วนอีกคนได้แต่เบี่ยงหลบ
พี่วิเดินยิ้มมาจนถึงชานนท์ที่นั่งถอยไปสุดมุมเตียงฝั่งตัวเองเพื่อสังเกตการณ์ เพราะไม่อยากไปมีส่วนร่วมกับบทบาทของทั้งสองคนฝั่งนั้น พี่วิรุกมามองชานนท์ในระยะประชิด

“น่าสงสารจัง หมดความน่ารักไปเยอะเลย น่าเสียดาย รีบหายนะจ๊ะ พี่สาวไปก่อนนะ” พี่วิโบกมืออำลาด้วยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ แม้เธอจะดูแปลกๆ แต่ก็เป็นผู้หญิงที่สวยเซ็กซี่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอต่อหน้าแบบนี้

“แปลกดีนะ ที่เห็นนายปฏิบัติกับผู้หญิงแบบนี้ นึกว่าได้หมดไม่เลือกเสียอีก?” ชานนท์ถามกับคนที่นอนเอกเขกอยู่บนเตียงอีกฝั่งหลังจากห้องกลับมามีเพียงแค่เขาสองคนแล้ว

“วิน่ะเหรอ? เธอไม่เหมือนคนอื่น.... ผู้หญิงคนอื่นกูรู้ว่าเขาต้องการอะไร  เงินไม่ก็เซ็กส์....... แต่เธอคนนี้เหมือนเป็นพวกเก็บแต้มมากกว่า กูไม่ขอบเป็นคอลเลคชั่นของใคร!”
“แต่ชอบเก็บแต้มเสียเองใช่ไหม?”
“ก็ไม่เชิง........” แล้ววรุฒก็เงียบไป และดูมีอาการเหม่อลอย
ส่วนชานนท์เมื่อเห็นคนในห้องเป็นแบบนั้นก็เลยไม่ได้ถามอะไรต่อทำให้บรรยากาศนิ่งสงบไปจนได้ยินเสียงวิ้งเข้ามาในหู

“เออ!! หิวหรือยัง? เดี๋ยว กูไปซื้อมื้อเย็นมาให้กิน” วรุฒทำลายความเงียบเหล่านั้นลง
“ยังไม่ค่อยหิวน่ะ”
“จะรอให้หิวแล้วค่อยซื้อหรือไง? ทนได้เหรอ เดี๋ยวพอตกเย็นคนก็เยอะอีก ไม่ไหวมั้ง!”
“อืม” ชานนท์ฟังวรุฒพูดก็คิดว่ามีเหตุผลผลทีเดียว จึงพยักหน้าตอบไป ด้วยสภาพนี้ของเขาคงไม่มีแรงไปซื้อด้วยตนเอง จะหวังพึ่งพี่เอกก็เป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ คงต้องหวังพึ่งคนตรงหน้านี้ไปก่อน
“เอ่อ...... แล้วนายบอกทุกคนไม่สบายไม่ใช่เหรอ? เดินออกไปข้างนอกแบบนี้ ไม่เป็นไร?” ชานนท์รู้สึกกังวลแทนอีกคน เพราะเขาก็ไม่เคยโกหกอะไรแบบนี้
“กูไม่เห็นจะต้องสนใจเลย ไม่แคร์!!” เป็นคำตอบที่สมกับเป็นวรุฒดี
“โอเคๆ งั้นก็อย่าซื้อมาเยอะแบบเมื่อเช้าอีกนะ!!”
“เออน่า!!” วรุฒพูดจบก็ผุดลุกขึ้น คว้ากุญแจรถยนต์และเดินออกจากห้องทันที

........................................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-02-2019 23:17:49 โดย Shonennihon »

ออฟไลน์ papapoope

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
วรุฒเป็นคนยังไงเนี่ยยย

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1
บทที่ 9

Fresh start...


เช้าวันใหม่อันสดใสได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ชานนท์รู้สึกตื่นเต้นจนแทบไม่ได้หลับได้นอนเลยในเมื่อคืนที่ผ่าน เพราะวันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรกของเขา ในที่สุดเขาก็ก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่งเต็มตัว

ชานนท์สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าหน้าหอพักเต็มปอด แสงแดดอ่อนๆ กับลมเย็นๆ พัดยอดพุ่มไม้ตามไหล่ทาง ทำให้ชานนท์รู้สึกสดชื่นแจ่มใสขึ้นไปอีก ด้วยความเคยชินเขาใช้มือตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อไล่ความเกียจคร้านแต่ดันลืมไปว่ารอยช้ำที่หน้าตัวยังไม่หายดี ชานนท์แอบร้องซี๊ดขึ้นมาเบาๆ พลางลูบหน้าตัวเองอย่างทะนุถนอม

“นนท์!! ไอ้น้อง!!”

เสียงคุ้นหูดังขึ้นที่ด้านหลัง ชานนท์ไม่ต้องหันกลับไปดูที่ต้นเสียงก็รู้ว่าเสียงนั่นคือใคร ‘พี่เอก’ นั่นเอง
เสียงนี้ทำให้ชานนท์ย้อนกลับไปคิดถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สุดสัปดาห์ที่แสนจะวุ่นวาย เพราะทั้งพี่เอก และพี่วิต่างถือโอกาสเข้ามา ‘เยี่ยมเยียน’ โดยอ้างเรื่องที่พวกเขาป่วย ทั้งถือโอกาสมากินข้าวด้วย มานั่งๆนอนๆ ในห้อง ชวนคุยเรื่อยเปื่อยจนแทบไม่ได้หลับได้นอน รุ่นพี่ทั้งสองต่างอ้างว่าต้องการดูแลรุ่นน้องในสังกัดที่ป่วย จนในที่สุดทั้งชานนท์และวรุฒจึงต้องยื่นคำขาดให้ทั้งสองกลับไปในช่วงเย็นของทุกวัน นี่เป็นครั้งแรกที่ชานนท์กับวรุฒเห็นพ้องต้องกันเป็นครั้งแรก

“สวัสดีครับพี่เอก ตื่นแต่เช้าเลยนะครับ” ชานนท์หันไปยิ้มทัก
“แล้วเอ็งจะให้พี่สายตั้งแต่วันแรกเลยรึไง?” พี่เอกเดินมาในระยะประชิดพร้อมใช้มือยีผมของชานนท์เบาๆ
“จัดเต็มอีกแล้ว ผมไม่ขยับเลย!” พี่เอกพูดอย่างแปลกใจเมื่อมือสัมผัสโดนเส้นผมของชานนท์

“ต้องดูดีไว้ก่อนครับ”
“ไหนพี่ดูหน่อยสิ หน้าเป็นไงบ้าง?” พี่เอกยื่นเข้ามาใกล้เหมือนเป็นคนแก่สายตาไม่ดี ‘ใกล้ไปแล้ว’ ชานนท์คิดก่อนที่จะขยับศรีษะให้ห่างออกมานิดหน่อย

“อืม.... เจ๋งว่ะ อันนี้ต้องยกเครดิตให้ยัยวิ” พี่เอกกล่าวขึ้นขณะชื่นชมเมคอัพบนหน้าชานนท์ แม้รอยช้ำจะดูจางลงมาก แต่มันก็ยังเป็นตำหนิอยู่นิดหน่อย พี่วิเลยเสนอทางออกง่ายๆ ด้วยการเมคอัพให้ พร้อมสอนและยกเครื่องสำอางค์บางส่วนให้ชานนท์ไว้ใช้ต่อด้วย ‘เดี๋ยวซื้อคืนให้’ คำพูดของวรุฒอยู่ๆ ก็ดังก้องขึ้นมา ทำให้พาลไปนึกถึงหน้าดีใจของพี่วิที่ได้ถือโอกาสนัดแนะวรุฒไปเดินเลือกซื้อที่ห้างด้วยกัน ชานนท์แอบสั่นหน้ากับความแผนสูงของผู้หญิงคนนี้

“แล้วเพื่อนเอ็งล่ะ?” พี่เอกหันซ้ายหันขวา
“ถ้าหมายถึงไอ้คนขี้เซานั่น ผมเรียกมันว่าเพื่อนได้ไม่สนิทปากเท่าไหร่...... นึกถึงยังเสียวหน้าแปลบอยู่เลย เป็นคนที่ไม่น่าคบหาด้วยสุดๆ” ชานนท์พูดไปด้วยเดินไปด้วย เขาอยากไปให้พ้นหน้าหอพักนักศึกษาก่อน เดี๋ยวอยู่ๆไอ้เพื่อนร่วมห้องจะมาได้ยินแบบไม่ทันตั้งตัวอีก เขาไม่อยากหาเรื่องเจ็บตัวรอบสอง

“ช่วงเช้าพวกปีหนึ่งต้องไปฟังโอวาทของผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยใช่ไหม?” พี่เอกถามขึ้นขณะเดินมาขนาบข้าง
“ครับ ช่วงบ่ายก็ไปลงทะเบียนเรียนแล้วก็รับตารางเรียน เอ่อ.... แล้วพี่เอกทำไมตื่นมาแต่เช้าจัง!?” ชานนท์เอียงคอถามเพราะพี่เอกก็ไม่ใช่คนตื่นเช้าเสียเท่าไหร่
“ก็มาส่งเอ็งไง”
“ห๊ะ?!?”
“ล้อเล่น ก็อาจารย์น่ะสิ บอกให้พวกรุ่นพี่ที่จัดกิจกรรมรับน้องไปช่วยดูแลนักศึกษาปีหนึ่งแต่เช้า ลงทะเบียนเข้าปฐมนิเทศ ดูแลความเรียบร้อยสถานที่ และอื่นๆ จิปาถะ ไม่งั้นไม่ยอมเซ็นต์เอกสารกิจกรรมรับน้องช่วงเปิดเทอมให้ อาจารย์บอกคนขาด”
“อ้อ...... เอ๊ะ!! อย่าบอกนะว่าจะมีต่ออีกไอ้กิจกรรมรับน้องเนี่ย?!?”
“มีดิวะ! เขาก็ขอกันแบบนี้ทุกปี แค่สองสัปดาห์ก่อนเปิดเทอมมันจะไปพออะไร!  นี่ก็ว่าจะขอไปรับนอกสถานที่ด้วยเลย แต่ไม่รู้ผ่านหรือเปล่า”
“โห.....” ชานนท์โอดครวญลากเสียงยาว
“เพราะเอ็งกับไอ้วรุฒเนี่ยด้วยเนี่ย พี่กับพี่วิเลยต้องขอเวลาฝึกซ้อมเพิ่ม โชคดีที่เด็กปีนี้ไม่ค่อยพร้อม ทุกคนเลยโอเคกันหมด โชคดีนะเอ็งเนี่ย”
“.........” ชานนท์ฟังแล้วรู้สึกหนักใจมากกว่าสบายใจ เพราะเขาต้องทนตรากตรำฝึกเรื่องที่เขาไม่ถนัดเพิ่มอีกระยะหนึ่งแทนที่มันจะรีบจบๆไป
“อย่าเงียบสิวะ สู้ๆหน่อย เอ็งเก่งอยู่แล้ว!”
“.....ครับ...” ชานนท์ตอบกลับด้วยสีหน้าแสร้งยิ้ม
“ฮ่าฮ่าฮ่า..... ดูทำหน้าเข้า! เออ!! เฮ้ย! เอ็งรอตรงนี้แหละเดี๋ยวพี่ไปเอามอเตอร์ไซค์มารับ” พี่เอกชี้ไปที่บาทวิถีริมถนนหน้าหอพัก

.........................

ณ หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย นักศึกษากึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาเพื่อลงทะเบียนในระบบคอมพิวเตอร์สำหรับเข้างานปฐมนิเทศที่เป็นภาคบังคับสำหรับนักศึกษาทุกคน การปฐมนิเทศจะแบ่งเป็นภาคเช้าและภาคบ่าย ส่วนเวลาที่เหลือก็ให้ทุกคนไปลงทะเบียนออนไลน์ตามพื้นที่ที่คณะต่างจัดไว้ให้ นับเป็นงานช้างงานหนึ่งของมหาวิทยาลัย ไม่แปลกเลยที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการกำลังคนจำนวนมากในการจัดงาน  ดังนั้นทั่วทั้งงานจะเจอรุ่นพี่ปีต่างๆ และคณะต่างๆ เข้ามาช่วยงาน

“ชานนนนนนนนนนนท์” เสียงดังลากยาวขณะที่ชานนท์ยืนถอดหมวกกันน็อคออกจากศรีษะข้างรถพี่เอก
‘ยัยเมย์’ ชานนท์คิดในใจ เขาแอบหันไปค้อนเมย์ที่ทำเสียงดังจนเป็นจุดสนใจ
“มากับ ‘พี่ชาย’ อีกแล้ว!” เมย์ยิ้มร่าโผเข้ามาเกาะแขนชานนท์โดยเน้นคำที่ ‘พี่ชาย’ ด้วยน้ำเสียงที่น่าหงุดหงิด แต่พี่เอกกลับยิ้มรับภายใต้หมวกกันน็อคสีส้มสด ซึ่งยิ่งสร้างความหงุดหงิดกับชานนท์แบบไม่มีเหตุผล เขาไม่รู้หรอกว่าเมย์จะย้ำคำนี้เพื่ออะไร แต่เขารู้สึกว่าความหมายไม่น่าจะดีเท่าไหร่
“อะไรของเธอ?” ชานนท์หันไปตอบคนที่เกาะแขนของเขาแน่น
“ว่าจะพาไปนั่งด้วยกันไง จองที่ไว้แล้ว ยัยมายด์บอกว่าให้มาตามนายไปนั่งด้วยกัน”
“อ้าว! มายด์ก็มาช่วงเช้าด้วยเหรอ?” ชานนท์รู้สึกดีใจขึ้นมานิดหน่อยที่นางฟ้าของเขาถามถึงตัวเอง เขานึกภาพหน้าอันยิ้มแย้มของมายาที่กวักมือเรียกเขาขึ้นมาในหัว

“เออสิ! ไปๆ เดี๋ยวพาไปลงทะเบียนก่อน พี่เอกคะขอตัว ‘น้องชาย’ พี่เอกก่อนนะคะ” เมย์ดึงแขนชานนท์ให้เดินตามเธอไป และไม่ลืมที่จะชะโงกหน้าไปทักคนตัวสูงโปร่งที่ค่อมมอเตอร์ไซค์อยู่ไม่ไกล
“เออ ได้สิ!! พี่จะเอารถไปจอดแล้วก็ไปทำหน้าที่อยู่พอดี ฝากด้วยนะ!” พี่เอกยิ้มตอบและขี่รถออกไป ชานนท์ยิ้มรับและแอบบ่นในใจ ‘เขาไม่ใช่เด็กแล้วนะต้องมาฝากฝังอะไรกันขนาดนี้’

...............

ณ ห้องประชุมขนาดใหญ่ ทรงโดมสีเหลืองทองสลับสีน้ำตาลเข้มของไม้ที่ถูกทาสีเคลือบไม้ไว้เสียมันเป็นเงา สปอร์ตไลท์จำนวนนับไม่ถ้วนถูกแขวนลอยอยู่เหนือศรีษะให้ความสว่างไสวไม่ต่างจากแสงแดดภายนอก เวทีขนานใหญ่ที่เพียงพอต่อการแสดงละครเวทีได้ตั้งอยู่ด้านหน้า ม่านสีแดงสดขนาดใหญ่ซ้อนทับกันหลายชั้น ประดับตกแต่งด้วยตัวหนังสือสีสดและฟร้อนท์แสนสวยเป็นชื่องานในครั้งนี้

สถานที่ของมหาวิทยาลัยนี้ทำให้ชานนท์รู้สึกประหม่าไม่น้อย มันยิ่งใหญ่และน่าภูมิใจกับสิ่งที่เขาเพียรพยายามที่จะเข้าที่นี่ให้ได้ คิดได้อย่างนี้รู้สึกน้ำตามันเอ่อขึ้นมาในดวงตา

“ ทำอะไรของนายว่ะ?” เมย์หันมาถามชานนท์ที่ยืนเหม่อมองไปรอบด้วยเสียงระดับ ‘เมย์’ คือดังกังวาลยิ่งกว่าระฆังวัด ชานนท์ชอบล้อเมย์บ่อยๆ
“เปล่าๆ แต่คิดว่าห้องนี้มันใหญ่อะไรขนาดนี้” ชานนท์เร่งฝีเท้าตามเพื่อนหญิงข้างหน้าไป
“แน่สิ ก็ที่นี่เก่งเรื่องวิศวกรรมศาสตร์ไง อาคารนี้ติดเรื่องความโอ่อ่าสวยงามระดับประเทศเลยนะ เคยได้รางวัลด้วย!!” เมย์พูดด้วยท่าทางภูมิใจ
“โห.......” ชานนท์ประทับใจในความรอบรู้ของเมย์อย่างออกนอกหน้า

“เมย์! นนท์!! ทางนี้” เสียงมายาดังมาจากที่ไม่ไกล ชานนท์หันไปทางต้นเสียงและโปกมือกลับไป
“นานจังเลยเมย์” มายาบ่นอุบอิบเมื่อพวกชานนท์และเมย์เดินไปถึงที่หมาย
“ก็คุณชายนี่สิ เงอะงะอยู่ตรงหน้าจุดลงทะเบียน นี่ถามจริง นายจะมาเรียนไอทีจริงๆอ่ะ?” เมย์บ่นและหันหน้าไปทางชานนท์ด้วยท่าทางล้อเลียน
“ก็เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้นี่นา” ชานนท์พูดถึงขั้นตอนการลงทะเบียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์และการพิมพ์บัตรนักศึกษาอัตโนมัติที่หน้างาน แม้จะมีรุ่นพี่คอยอธิบายอยู่ข้างๆ แต่ด้วยความประหม่า ชานนท์ก็ยังทำได้อย่างไม่ราบรื่น ยิ่งรุ่นพี่ที่ช่วยเหลือเป็นหญิงสาวที่น่ารักด้วยแล้ว เขายิ่งทำอะไรไม่ถูกหนักขึ้นไปอีก เขาตอบกลับไปแบบเขินๆ

“นั่งได้แล้วมั้ง จองที่ไว้ให้ตั้งนานแล้วเกรงใจคนอื่นเขานะ” มายาชี้ไปที่เก้าอี้ที่มีกระเป๋าทรงกระบอกใบใหญ่วางอยู่ ส่วนชานนท์ไม่ได้โต้ตอบอะไรเพียงแค่มองไปรอบๆบริเวณที่เขายืนอยู่ ซึ่งอยู่บริเวณที่นั่งเกือบหน้าสุด ที่ซึ่งยังไม่มีใครมาแม้แต่เดินผ่าน ทุกคนต่างจับจองพื้นที่ตั้งแต่แถวกลางห้องประชุมเป็นต้นไป ชานนท์ยิ้มแห้งๆตอบไปและค่อยๆ แทรกเพื่อนหญิงสาวทั้งสองไปยังที่นั่งที่ถูกจองไว้

“อ้าว สวัสดี เดี๋ยวเราเอากระเป๋าขึ้นให้นะ” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นด้านข้าง
“เอ่อ...... ขอบคุณครับ” ชานนท์ตอบกลับชายที่มีรูปหน้าคุ้นตา ตัวสูงโปร่งสไตล์นักกีฬาที่นั่งยิ้มหวานมาให้เขาในชุดนักศึกษาเต็มยศเหมือนเขา ผิวดี วงหน้าได้รูป เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่ตาโตและดูน่ารักมาก ผิดกับรูปร่างที่สูงใหญ่
“จำเราไม่ได้สินะ” ชายหนุ่มมีสีหน้าผิดหวังเจือปน
“อ้าว! เออ!! ลืมบอกไป คนนี่ ‘หลง’ ไง คนที่ไปช่วยนายวันนั้น มายาชวนมานั่งด้วยกัน” เมย์พูดดังข้ามหัวมายา ทำให้มายาแอบคัอนใส่เมย์ไปยกหนึ่ง

“ใช่จ๊ะ เห็นตรงที่ลงทะเบียน เลยชวนมา รู้จักผู้มีพระคุณเสียหน่อยก็ดีนะ” มายาหันมายิ้มเขินๆ มาทางชานนท์และหลง ชานนท์แอบกรอกตารอบหนึ่ง แอบอิจฉาไอ้หนุ่มรูปหล่อด้านหลังที่แค่เจอมายาไม่กี่ครั้งก็ได้ความสนใจจากมายาไปมากกว่าเขาที่พยายามสร้างมาหลายครั้ง ‘หรือความเตี้ยเป็นอุปสรรควะ’ ชานนท์คิดในใจขณะแอบชำเหลืองมองส่วนสูงของคนด้านข้างที่คาดว่าสูงเกือบเท่าวรุฒเลย
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก เราแค่ผ่านไปเอง ไม่ค่อยได้ทำอะไรเสียหน่อย”
“แบกผู้ชายตัวขนาดนี้ไปตั้งไกล จะถือว่าเป็นเรื่องนิดหน่อยได้ยังไง อย่างน้อยก็ยังช่วยกันวรุฒได้ด้วย ไม่งั้นเราคนเดียวทำเองไม่ไหวหรอก” มายากล่าวเสริม ส่วนเมย์ก็พยักหน้าตามทันที ผู้หญิงสองคนนี้ดูสนิทกันมากกว่าที่คิด ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน
“พูดเกินไป ชานนท์ตัวเบาจะตาย” คำพูดของหลงเหมือนหนามแหลมทิ่มตำหัวใจของเขาในเรื่อง ‘ตัวเล็ก’ เขาก็มาตรฐานชายไทยนะ
“แต่ก็ขอบใจนายมากนะ” ชานนท์ฝืนยิ้มตอบกลับไป เขารู้สึกไม่ชอบหน้าหมอนี่ขึ้นมาเล็กน้อย
“นายชื่อหลง แปลกดีนะ ตอนเด็กๆชอบหลงทางเหรอ” เมย์พูดสวนขึ้นมาด้วยหน้าตาสงสัยตามแบบฉบับของเมย์
“อ้อ เธอก็ไม่ใช่คนแรกหรอกนะที่ถาม ฮ่าฮ่าฮ่า” หลงติดหัวเราะไปด้วยระหว่างพูด “คือชื่อของเราน่ะ พ่อเป็นคนตั้ง เขามีเชื้อสายจีน เลยตั้งชื่อจีนให้ แปลว่า ‘มังกร’ น่ะ เหมือนชื่อจริงเราไง ‘มังกร’” หลงยื่นบัตรนักศึกษาที่ติดหน้าอกให้ดู
 
มักกร
คณะวิทยาศาสตร์
วิชาเอก วิทยาศาสตร์การกีฬา

ทุกคนต่างแหงนดูด้วยความสนใจ ชานนท์รูสึกว่าขนาดที่เขานั่งอยู่ข้างกับชานนท์เขายังรูสึกว่าศรีษะของเขายังสูงแค่ปลายคางของอีกฝ่าย มันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นไปอีก และเริ่มไม่ชอบหน้าใสๆของไอ้หมอนี้ขึ้นเสียอย่างนั้น

“สวัสดีคะนักศึกษาปีหนึ่ง พิธีกำลังจะเริ่มแล้วนะคะ กรุณานั่งที่ให้เรียบร้อยด้วยคะ!” เสียงประกาศดังจากลำโพงไปทั่วห้องประชุมที่กำลังอลม่านไปด้วยนักศึกษาปีหนึ่งที่แสนคึกคัก ต่างคนต่างพูดคุยหยอกล้อกันสนุกสนาน และต่างถ่ายรูปเซฟฟี่กับเพื่อนๆ ในชุดนักศึกษาใหม่ อาจเพราะทุกคนได้ทำความรู้จักจากกิจกรรมรับน้องของรุ่นพี่ในแต่ละคณะฯ ก่อนเปิดภาคเรียน ทำให้สนิทสนมกันจนคุยกัยเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปทั่วห้องประชุม หลังจากประกาศจากอาจารย์ที่ดูแลกิจกรรมดังขึ้น นักศึกษาทุกคนก็กุลีกุจอ เดินหาที่นั่งกันจนวุ่นวายไปหมด

“นักศึกษาคะ สำรวมด้วยคะ!!” เสียงตามสายดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้เสียงเข้มกว่าเดิมมาก เสียงจอแจในห้องค่อยๆเงียบลงเหมือนฝนซา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-02-2019 10:35:03 โดย Shonennihon »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
วรุฒจะมาไม้ไหนต่ออีกล่ะ

ออฟไลน์ papapoope

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1

ออฟไลน์ patsakon

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 222
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-1
นายเอกอ่อนเกินไปนะใครจะยอมให้กระทืบได้
เหมือนละครดาวพระศุกร์ :เฮ้อ:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1

ก็อก ก็อก ก็อก

เสียงเคาะไมค์เพื่อทดสองเสียงดังขึ้นจนทุกคนต้องหันไปมองที่เวทีเป็นตาเดียว มีหญิงมีอายุสูงวัยใส่แว่นทรงกลมโต และผมหยิกฟู แต่งหน้าโทนสีแดง หน้าตาดุดันยืนสำรวจความเรียบร้อยบนเวที และบริเวณแท่นสำหรับปราศรัยของประธานในพิธี สายตาที่ดูเกรี้ยวกราดนั่นทำให้ความหวาดกลัวแผ่ไปทั่วบริเวณห้องประชุม

“นักศึกษาคะ ยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพแก่ ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยและคณบดีคณะบริหารธุรกิจ”
เสียงที่เฉียบขาดดังขึ้นจากลำโพงอีกครั้ง
“ขอเชิญ ศาสดาจารย์ ดร.ศิริปภา เฮเทอร์ มาให้โอวาทกับนักศึกษาจบใหม่คะ” หลังจบการแนะนำตัว ทุกคนต่างยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพและปรบมือต้อนรับ บุคคลคนหนึ่งในชุดทางการสีกรมท่า วงหน้าสวยได้รูป แต่งหน้าโทนธรรมชาติไม่จัดจ้าน แต่ก็ยังดูสวยและโดดเด่น ขึ้นชื่อว่า ‘ดร.’ แต่บุคลิกภาพภายนอกยังดูสาวและสวยมากๆ ผิดกับภาพที่ปรากฎในหัวชานนท์ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ

“สวัสดีค่ะ นักศึกษาปีหนึ่งทุกท่าน อนาคตของชาติทุกคน ดิฉันมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้มีส่วนร่วมในการสอนสั่งพวกท่าน ร่วมปลูกสร้างรากฐานที่ดีให้กับอนาคตของชาติ และขอกล่าว ยินดีต้อนรับสู่รั่วมหาวิทยาลัยของเราคะ” เป็นการพูดเปิดงานที่น่าประทับใจและทรงพลังมาก น้ำเสียงที่อ่อนหวานแต่ทรงอำนาจอย่างอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ ท่าทางที่มั่นใจ แต่เป็นมิตร และมีความเป็นผู้นำนั่นสะกดให้ทุกคนในห้องประชุมขนาดใหญ่นิ่งเงียบได้อย่างอัศจรรย์

เสียงปรบมือที่ดังสนั่นเกิดขึ้นอีกครั้งโดยไม่ได้นัดหมาย แม้แต่ชานนท์เองก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ เขาคิดไม่ผิดจริงๆที่พยายามที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ เพราะผู้นำของที่นี่เป็นคนน่าสนใจขนาดนี้นี่เอง

หลังจากนั่นประธานในพิธีก็กล่าวถึงเกริ่นนำเรื่องเนื้อหาภายในวันนี้ ทุกคนต่างตั้งใจฟังจนได้ยินแต่เสียงของประธานหญิงเหมือนโดนสะกดในท่วงทำนองการพูดที่น่าฟังและการใช้มุกตลกแบบวัยรุ่นแทรกเป็นครั้งคราวทำให้ไม่น่าเบื่อ  ท่ามกลางความเงียบสงบระหว่างที่การปราศรัยทางด้านหน้าจนถึงช่วงการอธิบายถึง คติและเป้าหมายของมหาวิทยาลัย อยู่ๆก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทางด้านหลังห้องประชุม จนกระทั้งบางคนในห้องประชุมต้องหันไปมอง หนึ่งในนั่นคือ กลุ่มของชานนท์

วรุฒในสภาพแต่งตัวนักศึกษาเรียบร้อย ทั้งทรงผม รูปหน้าและท่วงท่าการเดินของเขาอย่างมั่นใจ มันส่องประกายทำให้ทุกคนที่เขาเดินผ่านต่างหันมามองกันเป็นตาเดียว รวมถึงเสียงฮึมฮัม ของบรรดาหญิงสาวที่เห็นเขาจนเสียอาการเหล่านั้น ทำให้ทุกคนในห้องประชุมละสายตาจากประธานไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง  เนื่องจากที่นั่งด้านหลังค่อนข้างแน่น ทำให้วรุฒเสียเวลาในการเดินหาที่นั่งอยู่พักใหญ่ ยิ่งทำให้เสียงจอแจเหล่านั้นไม่หายไปเสียที

‘อะแฮ่ม’

ประธานในพิธีกระแอมเสียงดังผ่านไมค์อย่างจงใจ เธอมองจ้องไปที่ตัวต้นเหตุด้วยสายตาคมกริบดุจเยี่ยว บรรยากาศในหอประชุมกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ส่วนวรุฒพอเห็นสายตาที่เหยียบเย็นจากที่ไกลๆ จึงรีบลนลานหาที่นั่งจนกระทั่งมานั่งอยู่ที่ด้านหน้าของกลุ่มชานนท์ซึ่งมีที่นั่งเหลืออยู่มากมาย ก่อนทีอาจารย์ศิริปภา จะพูดต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ชานนท์แอบเห็นสายตาพิฆาตที่จ้องมาทางวรุฒแวบหนึ่ง ซึ่งทำให้ชานนท์เองก็สัมผัสถึงความเย็นแปลบเสียวสันหลังไปวูบหนึ่ง ชานนท์รู้สึกชื่นชมผู้หญิงคนนี้มาก เธอมีความเป็นผู้นำ ฉลาดและเฉียบขาด ชานนท์หวังว่าอนาคตเขาจะสามารถเป็นแบบนี้ได้บ้าง

.....................

การปฐมนิเทศช่วงเช้าจบลงด้วยความประใจกับนักศึกษาทั่วทั้งหอประชุม อาจารย์แต่ละคนที่ขึ้นมาเป็นวิทยากร ล้วนได้รับการคัดสรรมาอย่างดี พูดกระตุ้นให้ทุกคนฮึกเหิมกับการเรียน และมีความฝันที่ต้องการจะให้เป็นจริงให้ได้ ในอนาคต ทุกคนพร้อมที่จะฟันฝ่าบทเรียนอันแสนยากลำบากจากที่นี่แล้ว!! โดยเฉพาะชานนท์ เขาเหมือนมีไฟลุกอยู่ที่ดวงตาเลยทีเดียว

“ช่วงบ่ายลงทะเบียนเรียนเสร็จก็ว่างแล้ว ไปหาอะไรกินกัน!!”
เมย์พูดขึ้นขณะชูเอกสารตารางกิจกรรมที่แจกตอนลงทะเบียนเข้าหอประชุมขึ้นมาเหนือหัว
“นี่จะเริ่มเที่ยวตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียนเลยหรือไง ไฟแห่งการเรียนรู้ที่เธอพูดเมื่อกี้มันหายไปไหนแล้ว?”  หลงพูดแซวอีกฝ่าย เพราตอนที่ประธานในพิธีกล่าวปิดงาน เมย์เป็นคนพูดแบบนี้ขึ้นมาเอง
“มันก็ต้องมีรีแลกซ์กันบ้างไหม?” เมย์ย้ำและเอาเอกสารฉบับนั่นพัดหน้าหลงที่อยู่ห่างเธอไปสองที่นั่ง
“เธอก็รีแล็กซ์ได้ทุกวันนั่นแหละ!” มายด์แซวซ้ำ
แล้วทุกคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน แต่สุดท้ายทุกคนก็ตกลงจะไปหาอะไรกินกันหลังเสร็จการลงทะเบียนเรียนของแต่ละคนในภาคบ่าย

“รุฒ!! ไปด้วยกันไหม?” เมย์ชวนคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าไม่ไกล
วรุฒเพียงแค่ปลายตามองมาทางเมย์ และหันไปมองทุกคนในกลุ่มโดยเฉพาะหลง เขาก็สั่นศรีษะเบาๆด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์
‘มันเป็นอะไรของมันอีกแล้ววะ’ ชานนท์คิดในใจแบบไม่สบอารมณ์เพราะวรุฒในช่วงวันหยุดที่ผ่านมาก็พูดคุยและดูแลเขาดี แต่วันนี้ก็ทำตัวเหินห่างจากทุกคนอีกแล้ว สงสัยช่วงนั้นคงเพราะโดนมายด์บังคับให้ทำแน่นอน
“ไปด้วยกันไหมพี่รุฒ?” มายด์ช่วยชวนอีกคน
“ไม่เป็นไร มีธุระแล้ว ไปกันเถอะ” วรุฒพูดจบก็ลุกเดินหนีไป

“เขาเป็นอะไรของเขา? สงสัยไม่อยากไปกับเรามั้ง?” หลงพูดขึ้นหลังจากวรุฒห่างไปจากระยะได้ยินแล้ว
“อืม.... นั่นสิ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่เป็นคนดีอยู่นะ” เมย์แสดงความเห็นเพราะจากเหตุการณ์ครั้งที่เมย์เมาไม่ได้สติก็มีวรุฒเป็นช่วยดูแลจนสร่างเมา แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่พาลจะเป็นเรื่องให้ชานนท์เข้าใจผิดก็ตาม
“หา???” ชานนท์เผลอหลุดปากออกไปพร้อมเบ้ปากอย่างไม่ตั้งใจ
“แหม!! เรื่องของนายก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดเหมือนกันแหละ แต่เขาก็ยอมรับผิดและดูแลนายอย่างดีนี่นา” เมย์ขึ้นเสียงเถียงกลับ
“โดนช่วยครั้งเดียวก็เลยมองเขาดีเลยว่างั้น?” ชานนท์กวนกลับ
“รุฒเป็นคนน่าสงสารจะตาย วันนั้นได้คุยกับเขาตั้งเยอะ” เมย์คงกล่าวถึงวันที่เธอเมาแล้วได้สนทนากับวรุฒซึ่งเริ่มเมาได้ที่เช่นกัน
“สงสาร?” ชานนท์กับหลงหลุดพูดออกมาพร้อมกัน
“ก็......” เมย์เข้าสู่โหมดเม้าส์มอย
“พอๆ!! ไปกินข้าวเที่ยงได้แล้ว หิวแล้วเนี่ย เดี๋ยวจะได้ไปทำเรื่องลงทะเบียนตอนบ่ายให้เสร็จเร็วๆ จะได้ไปเที่ยวกันต่อด้วย!!” มายด์พูดตัดบทและหันไปค้อนเมย์แวบหนึ่ง

................

การลงทะเบียนเรียนที่นี่แสนจะทันสมัย แค่ใช้คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเตรียมไว้ให้กับระบบซอฟท์แวร์ของมหาวิทยาลัย การลงทะเบียนเรียนก็เป็นเรื่องง่ายดาย ใช้เวลาเพียง 15 นาทีก็เรียบร้อย ชำระเงินก็ผ่านระบบบัตรเครดิตและระบบออนไลน์แบงค์กิ้งก็เรียบร้อย ส่วนชานนท์ถือว่าโชคดีเพราะได้ทุนการศึกษาจึงไม่ต้องชำระเงิน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ชานนท์ก็ไม่ลืมเช็คตัวเลขที่ขึ้นบนหน้าจอ เพียงแค่เขาเห็นตัวเลขห้าหลักในนั้นก็ใจสลายเสียแล้ว

ชานนท์ที่ทำเรื่องลงทะเบียนเสร็จเร็วกว่าทุกคนจึงได้มานั่งรอที่ลานที่นั่งหน้าอาคารกีฬาเอนกประสงค์ หนึ่งในสถานที่สำหรับจัดการลงทะเบียน ระหว่างที่เขากำลังมองความสดใสของเหล่าบรรดาเพื่อนปีหนึ่ง ที่ต่างปล่อยพลังงานในการพูดคุยหยอกล้อกันตามโต๊ะต่างๆ อย่างเพลินตา ระหว่างที่เขากำลังตื่นเต้นกับชีวิตนักศีกษาที่กำลังจะมาถึง สายตาเจ้ากรรมก็ดันไปเจอ หนุ่มสาวคู่หนึ่งที่แสนจะสะดุดตาเหลือเกิน

‘วรุฒและพี่วิภาดา’
ทั้งสองกำลังเดินเคียงข้างกันอย่างใกล้ชิด วรุฒที่ดูเงียบขรึมและองอาจ พี่วิภาดาซึ่งอยู่ในชุดนักศึกษาแต่ก็ยังคงมีรัศมีบางอย่างแผ่ออกมา ทั้งสองเดินมาคู่กัน เสมือนเดินอยู่บนแคทวอกค์ก็ไม่ปาน ตอนนี้ทั้งสองตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งลานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กว่าทั้งสองจะหายไปขึ้นรถสปอร์ตที่จอดอยู่ไม่ไกลก็ทำให้ทั้งลานเงียบกันไปพักใหญ่

“อะไรวะ เห็นทุกคนมองอะไรใหญ่เลย ดาราเหรอวะ?” หลงที่อยู่ๆก็เดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบทักขึ้นเสียงดัง
“เฮ้ย! ตกใจหมด! อ้าวนี่นายไม่เห็นเหรอ?” ชานนท์ชี้ไปที่รถที่กำลังขับห่างออกไป
“อ้อ! อดีตดาวมหาวิทยาลัยกับอนาคตเดือนมหาวิทยาลัยน่ะเหรอ?”
“นี่นายรู้จักสองคนนั้นด้วยเหรอ?”
“คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มีเรื่องให้คุยกันไม่กี่เรื่องหรอก ส่วนใหญ่ก็สาวสวย ไม่ก็ หนุ่มหล่อ”
“เหรอ?” ชานนท์คิดตาม คณะฯของหลงผู้ชายน่าจะเยอะกว่าผู้หญิง จะมีสักกี่คนที่มานั่งคุยเรื่อง ‘หนุ่มหล่อ’ กันเนี่ย
“จะว่าไป เห็นเมย์บอกว่าก็ติดหนึ่งในการประกวดเดือนประจำคณะนี่?”
“คณะตลกน่ะสิ! เตี้ยสุด เต้นได้แย่สุดด้วย พูดก็ไม่เก่ง คงจะได้หรอก!!”
“ได้ข่าวว่า นายก็มีฐานเสียงแน่นอยู่นะ”
“ไปเอามาจากไหนเนี่ย?”
“เมย์บอก” หลงยิ้มฟันขาวส่องประกาย “ส่วนใหญ่เป็นพวกผู้ชายในคณะด้วย เสน่ห์แรงไม่เบา”
“หา!! อย่าพูดเรื่องน่าขนลุกแบบนี้สิ” ชานนท์นึกถึงสายตาแปลกๆของรุ่นพี่บางคน โดยเฉพาะ ‘พี่เอก’ ทำให้อยู่ๆเขาก็ขนลุกขึ้นมาจริงๆ
“คณะนายก็ดีนะคณะเราสิ ไม่มีการคัดเลือกอะไรทั้งนั้น คนหน้าตาดีมีอยู่น้อย ส่วนใหญ่ก็ให้รุ่นพี่จิ้มๆ เลือกขึ้นมาให้คนในคณะเลือกเลย สุดท้ายเราเลยโดนเลย เบื่อชะมัดไม่ชอบเลยไอ้กิจกรรมพวกนี้ ขี้เกียจ!” หลงบ่นเรื่อยเปื่อย

‘นี่คืออวด?’ ชานนท์คิดในใจ
แต่จะว่าไปหลงก็เป็นคนหน้าตาอีกคนหนึ่ง ผิวขาวเนียนจนไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นนักกีฬา ผิดจากภาพที่ชานนท์วาดไว้มาก ตัวสูงหุ่นดี (อันนี้แน่นอนก็หลงเป็นนักกีฬา) หน้าตาเหมือนพระเอกหนังฮ่องกง หน้าตี๋แต่ตาโตสองชั้น คิ้วเข้มแบบธรรมชาติ ปากจมูกได้รูป จนชานนท์ได้แต่อิจฉาคนที่เกิดมามีสมบัติเป็นรูปแบบนี้

“คุยอะไรกัน? ดูจริงจัง!” เสียงยียวนสไตล์เมย์ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ขณะที่ชานนท์มองคนตรงหน้าอย่างขัดใจ เพราะหลงเป็นคนที่มีเสน่ห์ไม่น้อย แต่เสน่ห์แบบกวนๆ นะ ชานนท์มองแบบนั้นเพราะสาวๆ รอบๆ โต๊ะที่เขานั่งอยู่ต่างมองมาที่หลงเป็นระยะและแอบอมยิ้มทุกครั้งที่หลงเปิดปากเล่าเรื่องของตัวเองด้วยเสียงที่ดังของเขา

“คุยเรื่องประกวดดาวเดือนคณะเธอไง!” หลงวาดหน้ามาทางเมย์
“เอ่อ.......” เมย์มองมาทางชานนท์เหมือนรู้สึกผิด “เราไม่ได้ตั้งใจเล่านะ”
“แสดงว่ารู้ตัว?” ชานนท์ วาดสายตาเย็นชาใส่เมย์
“แหมก็เรื่องจริงนี่นา ว่าฐานเสียงนายผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง หน้านายหวานขนาดนั้น หวานทะลุแว่นเลยรู้ป่าว?”เมย์ขยับเข้ามาเกาะแขนเสื้อชานนท์อย่างหยอกล้อ
“ไม่ทำให้รู้สึกดีขึ้นเลย” ชานนท์ตอบเย็นชา
“ฮ่าฮ่าฮ่า” หลงหัวเราะเสียงดัง “พวกนายนี่เหมาะกับเป็นดาวเดือนคณะตลกจริงๆนะ”
“อันนี้ไม่ตลกหนักขึ้นไปอีก” ชานนท์เริ่มปรับตัวกับหลงได้เลยพูดด้วยน้ำเสียงชาใส่บ้าง
“สนุกกันจังเลยน!” เสียงมายด์แทรกผ่านเสียงหัวเราะของกลุ่ม
“อ้าว! ทำไมาช้าจัง?” เมย์ถามด้วยท่าทีล้อเล่นเพื่อปรับบรรยากาศอันร้อยระอุของมายา
“เมย์!! เธอมาก่อนมายด์นิดเดียว!” หลงพูดแทรก จนเมย์หันมาค้อนใส่
“ก็ฉันเบื่อพวกรุ่นพี่ที่ตามมาชวนคุยโน่นนี่กว่าจะหนีมาได้แทบตาย” เมย์เผลอทุบโต๊ะ
“เฮ้อ!! จะฟังเรื่องของฉันไหมเนี่ย?” มายาวาดตาดุใส่เมย์
“จ้าๆ ฟังจ๊ะ” เมย์หันมายิ้มใจดีสู้เสือ
“คณะพวกเธอเนี่ยดีจัง นักศึกษาไม่เยอะ คณะบริหารธุรกิจนี่สิคนเยอะมากเว่อร์ ตอนทำอยู่หน้าคอมฯนะ นิดเดียวเองต่อแถวนี่นานกว่ามาก นี่ขนาดใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าคณะอื่นแล้วนะ........” และอื่นๆ อีกมากมายที่ชานนท์เริ่มจับใจความไม่ทัน ชานนท์กับหลงเริ่มหันไปสนใจอย่างอื่นแล้วในขณะที่เมย์ยังคงนั่งฟังอย่างตั้งใจ และส่งสายตาค้อนใส่พวกชานนท์และหลงที่ไม่ใส่ใจการบ่นของมายด์เป็นระยะ
“แย่เนอะ ปีหน้าต้องบอกให้ ‘น้าภา’ ปรับปรุงเสียหน่อยแล้ว!!”
“น้าภานี่ใคร?” เมย์ทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถาม
“ก็น้าศิริปภาไง” มายาย้ำเสียงหนักแน่น
“น้า?!?” ชานนท์หันกลับมาสนใจทันทีหลังจากได้ยินชื่อของคนที่เขาแอบปลื้ม
“อ้อ เราคงยังไม่เคยเล่าให้ฟังสินะ เรารู้จักกับ ดร.ศิริปภาน่ะ คือเธอเป็นอดีตภรรยาเพื่อนพ่อเรา บ้านเราเลยสนิทกันยันลูกของเธอเลย”
“ลูกของดร.ศิริปภา........ ที่ว่าคือ...” ชานนท์เริ่มกังวลกับเรื่องที่จะเล่าต่อของมายด์จนต้องชิงถามก่อน
“ใช่! เพื่อนร่วมห้องนายนี่นแหละ!” มายาทำท่าทางเหมือนพิธีกรเกมโชว์ชื่อดังที่ชี้มายังคนที่ตอบถูกอย่างชานนท์

“หา!!!!”

ทั้งกลุ่มยกเว้นมายาอุทานออกมาพร้อมกัน
“จริงป่ะเนี่ย? ต่างกันยังกับฟ้ากับเหว!!” เมย์มีสีหน้าประหลาดใจขณะพูด
“จะว่าไป.... หน้าตาก็มีส่วนคล้ายกันเหมือนกันนะ” หลงทำท่านึก
“มิน่าล่ะ!” ชานนท์แม้จะอึ้งกับข้อมูลที่ได้รับ แต่ก็ตอบคำถามคาใจหลายๆ อย่างจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา กับอภิสิทธิ์หลายๆ อย่างที่เจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยเกรงใจวรุฒ
“มิน่าล่ะ อะไร?” เมย์หันมาถามอย่างข้องใจ
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร” ชานนท์รีบปฏิเสธเพราะรู้ว่าอย่างเมย์ต้องซักไซ้เขาอย่างละเอียดแน่นอน แต่เรื่องบางเรื่องมันยากที่จะบอกเล่าได้
“ไปกันเถอะ อยากหาอะไรหวานๆ เย็นๆ เข้ากระเพาะแล้ว เผื่อว่าจะหายเหนื่อย!” มายด์ตัดบทด้วยสีหน้างอแง
“โอเคๆ นี่ๆ เราเจอร้านคาเฟ่เปิดใหม่ที่หน้ามหาวิทยาลัยแหละ ไปลองกันไหม?”
“ไปเลย!!” หลงสนับสนุน ดูท่าทางจะเป็นคนชอบของหวานกว่าที่คิด
ชานนท์พยักหน้าและเดินตามไป โดยที่เขายังนึกถึงภาพสุดท้ายของวรุฒกับพี่วิที่เดินเคียงคู่กันอย่างเปิดเผย แล้วเสียงเตือนของพี่เอกอยู่ๆก็แว่วมาจากความคิด

‘หวังว่าคงไม่เกิดเรื่องอะไรนะ?’ ชานนท์คิดในใจขณะเดินไปพร้อมกับเพื่อนๆของเขา

............................

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0

ออฟไลน์ papapoope

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 318
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1
“โอย..........”
ชานนท์เดินเอามือกุมท้องขณะกำลังเดินกลับหอ เนื่องจากในกระเพาะของเขาต่างเต็มไปด้วยของหวานและเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยนมและนำ้ตาล

“อะไรวะ แค่นี่ก็แพ้เสียแล้ว”
เสียงจากคนที่สูงกว่าดังขึ้นมาจากทางขวาของเขา
“หลง นายก็สุดยอดวะ กินตามยัยพวกนั่นได้ไงหมดโต๊ะ” ชานนท์พูดตอบกลับไป เขาที่เริ่มสนิทกับหลงมากขึ้นหลังจากที่ได้อยู่ในกลุ่มสนทนาเมื้อบ่ายจนถึงเย็น ชานนท์ยังมีภาพกองทัพเครื่องดื่มและของหวานเต็มโต๊ะในหัวได้ดี

“ไม่เอาอีกแล้ว” ชานนท์พูดขึ้นมาลอยๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า” หลงหัวเราะชอบใจ และยังเดินได้อย่างสบายตัวทั้งที่เขาเองก็กินไปมากกว่าชานนท์เสียอีก
“หัวเราะอะไรวะ? แล้วนี่นายไม่กลับห้องหรือไง?” ชานนท์ค้อนหลงไปควับหนึ่งก่อนจะถามต่อด้วยความสงสัยเพราะเห็นหลงเดินตามเขามาหลังจากแยกย้ายกับเพื่อนผู้หญิงทั้งสองที่หน้าหอพักหญิง และเดินตามเขามาเรื่อยๆ

“ทางผ่านน่ะ ว่าจะไปเดินเล่นที่สนามฟุตบอลเสียหน่อย” หลงชี้ไปตามเส้นถนนที่ทอดยาวออกไปผ่านอาคารหอพักของชานนท์และตรงเข้าไปในอาคารเรียนบริเวณมหาวิทยาลัย ชานนท์จำได้ว่าสนามฟุตบอลมันอยู่เกือบถึงหน้ามหาวิทยาลัยเลยทีเดียว เขาจึงเอ่ยปากถามว่า ‘มันไกลมากไม่ใช่รึไง’ แต่ก็ต้องหยุดหลังจากมองหลงสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดอย่างสบายใจ ด้วยท่าทางการเดินที่ผึ่งผาย ด้วยรูปร่างที่เหมาะกับการเป็นนักกีฬาอย่างแท้จริง กล้ามเนื้อและความสูงใหญ่ของร่างกายของหลง ทำให้ชานนท์กลืนคำถามที่ไม่นาถามเหล่านั่นลงไป

“ขยันจริง!” ชานนท์ใช้คำพูดนี้แทน
“เราเข้าเรียนด้วยโควต้านักกีฬานี่นา ไม่ทำให้ร่างกายแข็งแรง จะไปแข่งกับใครเขาได้จริงไหม?”
“เออ!! จริง!”
ชานนท์แอบเห็นด้วยเพราะเขาก็เป็นนักเรียนทุนที่ต้องใช้ผลการเรียนเพื่อคงสถานภาพนี้เช่นกัน คำตอบนี้ของหลงทำให้เขาอยากกลับไปอ่านหนังสือขึ้นมาทันที
“เข้าใจเลยว่ะ เราก็เด็กทุนเหมือนกัน สงสัยต่องขยันสักหน่อยแล้ว แต่วันนี้ขอนะ เหนื่อยเกินไป”
“นายควรจะออกกำลังกายเสียบ้างนะ”
“ทำไมใครๆก็พูดแบบนี้นะ!”
“อืม.....” หลงสำรวจรูปร่างของชานนท์ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า
“เราว่า......” หลงลากเสียงในประโยคอย่างเกรงใจ
“เออๆ เรารู้แล้ว! และนั่นก็ไม่ใช่คำถามด้วย ไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้!!” ชานนท์รีบพูดขึ้นมาเพราะเริ่มรำคาญสายตาของอีกฝ่าย
“ฮ่าฮ่าฮ่า..... นายนี่เป็นคนมีอารมณ์ขันนะ” หลงหัวเราะตาหยี
ความจริงชานนท์ก็ไม่ได้กะจะเล่นมุกหรอก แต่เมื่อสถานการณ์มันพาไป และเห็นอีกฝ่ายหัวเราะอย่างจริงใจ เขาก็เลยปล่อยผ่านให้คนตัวสูงกว่าหัวเราะตัวงอไป ‘คนอะไรมันจะเส้นตื้นขนาดนั้นวะ’ เขาคิด

“เดี๋ยว!!” หลงใช้มือขวางทางชานนท์ไว้ขณะที่เดินใกล้จะถึงหอพักของชานนท์
“อะไร เล่นมุกอะไรอีก?” ชานนท์ส่งเสียงขึ้นมาอย่างหงุดหงิด เพราะไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรที่ผ่านมา หลงก็ทำมันเป็นเรื่องตลกเสียหมด จนเขาคิดว่าคนๆนี้เคยจริงจังอะไรกับชีวิตบ้างไหมนะ?
“ไม่! ไม่ใช่! นั่นมันเพื่อนร่วมห้องนายหรือเปล่า?” หลงชี้ไปยังเบื้องหน้า ชานนท์เห็นว่าอีกหลายเมตรทางด้านหน้าภายใต้แสงสลัวของดวงอาทิตย์อัสดง เขาเห็นคนหลุ่มหนึ่งเหมือนพยายามเชิญกึ่งบังคับให้วรุฒเดินไปตามทางที่อีกฝ่ายต้องการและคนที่พยายามทำแบบนั้นไม่ได้มีเพียงคนเดียว แต่มันน่าจะมีสักประมาณ 4-5 คน กะจากระยะทางตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่

“เออว่ะ ใช่จริงด้วย พวกนั่น..... เพื่อนไอ้ขี้แก๊กนั่นมั้ง ช่างมันเถอะ!” ชานนท์พูดอย่างไม่สนใจ รู้สึกไม่อยากยุ่งกับกิจธุระของเพื่อนร่วมห้องของเขา วรุฒนี่มันตัวซวยของเขาชัดๆ
“เราว่า..... ไม่น่าจะใช่นะ ดูจากท่าทางก็ไม่เป็นมิตร แล้วไอ้พวกนั่นหน้าแก่เหมือนจบไปแล้วสักห้าปี” หลงค้าน
ชานนท์ได้แต่ถอนหายใจ แต่ก็แอบเห็นด้วยกับหลง ทำให้รู้สึกใจไม่ดีขึ้นมา “แล้วไง?” ชานนท์ถามหลง
“ไปดูกัน!” หลงพยักหน้าชวนอีกฝ่าย
“เอ่อ.... ไม่ดีกว่า” ชานนท์รู้สึกตาซ้ายกระตุกขึ้นมาเสียดื้อๆ
“ไปเหอะน่า น่าสนุก!!” หลงคว้ามืออีกฝ่ายโดยแทบไม่ให้ชานนท์เอ่ยคำปฏิเสธ ชานนท์โดนแรงอีกฝ่ายลากไปอย่างง่ายดาย แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเดินตามมาแต่โดยดีเพราะลึกๆในใจ เขาก็ห่วงวรุฒไม่น้อยเหมือนกัน ที่ผ่านมาสองวันที่อยู่ร่วมกัน วรุฒก็พฤติกรรมดีกับเขาขึ้นมาก แม้จะโดนมายด์บังคับก็เถอะ

“เฮ้ย...... กูถามน่ะ กูถามดีๆ มึงก็ช่วยตอบดีๆหน่อยสิวะ” นักศึกษาชายหน้าเกินวัยคนหนึ่งโวยขึ้นมาใส่หน้าวรุฒที่มีสีหน้ายียวนกวนประสาท อมยิ้มใส่อีกฝ่ายแต่ไร้ซึ่งคำตอบใดๆออกมาจากปากของเขา

ชานนท์และหลงซึ่งแอบซุ่มเข้ามาแอบดูคนกลุ่มนั้นในพุ่มไม้ไม่ไกล พวกเขาได้ยินประโยคนั้นพอดี

“หรือมึงต้องการให้กูใช้ไม้แข็ง!!” ชายในชุดนักศึกษาแบบปล่อยชายเสื้อลุกขึ้นมาและเดินเข้ามาใกล้อีกฝ่ายพร้อมบดกำปั้นข้างซ้ายลงบนฝ่ามือข้างขวาของตัวเอง แต่วรุฒก็ทำท่าเหมือนหัวเราะเยาะอีกฝ่ายและเมินหน้าไปทางอื่นเหมือนไม่ได้ยินอีกฝ่าย

“เดี๋ยว!!” เสียงที่มีอำนาจมากเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลังคนพวกนั้น
“อย่าเพิ่งทำอะไรมัน กูอยากจะรู้จากปากมันเองว่าจริงไหม?”
ชานนท์พยายามเพ่งไปที่ด้านหลังของกลุ่มนักเลงหัวไม้เหล่านั้นแต่ก็เห็นคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ชัด
“ลูกพี่กูถามว่า มึงไปยุ่งกับเมียลูกพี่กูใช่ไหม?”
นักเลงหน้าแก่ในคราบนักศึกษาอีกคนเดินเข้ามาใกล้วรุฒและตะคอกใส่อีกฝ่าย

วรุฒถอนหายใจ และสั่นศรีษะอย่างเหลืออด
“กูไม่รู้ว่าลูกพี่มึงเป็นใคร และกูก็ไม่รู้ว่าเมียของลูกพี่มึงเป็นใคร? แล้วจะให้กูตอบว่าอะไร กูคั่วผู้หญิงจนขี้เกียจจะนับกูจะรู้ไหมว่าคนไหนเมียมึง?!?” ในที่สุดวรุฒก็ตอบ แต่เป็นคำตอบที่ ชานนท์ไม่นึกว่าเขาจะกล้าตอบแบบนั่นออกไป น้ำเสียงวรุฒมันชวนโดนบาทาคนตรงหน้ามาก
“มึงกวนตีนพวกกูเรอะ?” ชายในชุดนักศึกษาปล่อยชายเดินเข้ามากระชากคอเสื้อวรุฒแต่วรุฒสูงกว่ามันเลยดูเป็นท่าทางตลกๆ จนอีกฝ่ายหงุดหงิดและลามือไปเอง
“กูรู้ว่ามึงรู้ว่ากูหมายถึงใคร!!”
“..............” วรุฒนิ่งเงียบและส่งสายตาอาฆาตกลับไป

“วิภาดา มึงน่าจะรู้จัก” เสียงจากเบื้องหลังดังขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขัง

ชานนท์เสียวสันหลังวาบ หรือนี่คือสิ่งที่พี่เอกเตือนไว้!!

“อืม... รู้แล้วทำไมวะ” วรุฒพยักหน้าและตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเหมือนไม่ได้เกรงกลัวกลุ่มคนที่มีรังสีอำมหิตแผ่ออกมาที่แม้แต่คนในพุ่มไม้อย่างชานนท์รู้สึกอึดอัด
“กูได้ข่าวว่า มึงดูแล ‘วิ’ ดีเป็นพิเศษเลยใช่ไหม?!? ดีจนพาขึ้นห้องเลยใช่ไหม?” ในที่สุดคนที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มนักเลงหัวไม้กลุ่มนั้นก็ปรากฎตัวขึ้น พร้อมคำพูดที่ดูดุดัน สีหน้าแสดงอารมณ์อยากออกรบเต็มที่ เขาเป็นผู้ชายรูปร่างดี หน้าตาอยู่ในขั้นดูดีทีเดียว แต่งกายสะอาดสะอ้านผิดกับกลุ่มคนที่เขาอยู่ด้วย แม้จะสูงไม่เท่ากับวรุฒแต่ร่างกายกลับหนาและก็มีกล้ามเนื้อมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาสวมใส่มันดูจะเล็กเกินไปสำหรับเขาเลยทีเดียว

“ใครวะ?” หลงพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
“แล้วเราจะรู้จักไหมเนี่ย เราไม่ใช่ยัยเมย์นะจะได้รู้จักทุกคน” ชานนท์กระซิบตอบ ทั้งหลงและชานนท์มองหน้ากันด้วยความสงสัยและหันไปมองเหตุการณ์นั้นต่อไป

“กูไม่เคยชวน วินั่นแหละเป็นคนขอขึ้นไปเองเสมอ” วรุฒตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความเกรงกลัว
“ถ้ามึงรู้จักวิ มึงก็ควรจะรู้ว่าไม่ควรทำ!!” ชายนักกล้ามพูดเสียงดัง
“กูไม่เข้าใจ ที่นี่มันมีกฎแบบนี้ด้วยหรือวะ?”
“มีสิวะ!!” ชายนักกล้ามพยักหน้าบอกเพื่อนของเขาทั้งซ้ายและขวา เพียงชั่วอึดใจ ทั้งสองคนนั้นก็วิ่งกรูเข้าไปจับวรุฒตรึงแขนไว้ทั้งสองฝั่งจนวรุฒไม่ทันตั้งตัวและขยับตัวได้ลำบาก ชายนักกล้ามกระโจนเข้าใส่วรุฒพร้อมวาดหมัดเข้าใส่ท้องวรุฒเสียงดังผั๊วะ!!

“เชี้ยแล้วไง” หลงอุทานแต่ชานนท์ได้แต่อึ้งกับภาพที่เห็น เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากเขาหลวมตัวไปกับการยั่วยวนของพี่วิ เขาคงตกอยู่ในสภาพเดียวกัน

“ความจริงกูรู้อยูแล้วว่าเป็นมึง!! กูแค่อยากรู้ว่ามึงจะเก่งกล้าอย่างที่มึงกล้าท้าทายกูไหม?!! กูแค่ไม่อยู่ช่วงซัมเมอร์ ก็มีคนกล้าดีมาตีท้ายครัวกูเสียแล้ว!!” ชายนักกล้ามหวดหมัดเข้าไปที่ท้องของวรุฒอีกครั้งจนตัววรุฒแทบลอยจากพื้น
“กูไม่แน่ใจจนวันนี้แหละ วันที่กูกลับมา แล้วไปเจอวิไปเดินควงกับมึงที่ห้างสรรพสินค้า!!” ชายนักกล้ามใช้มือจับคางวรุฒให้เงยขึ้นมองหน้าเขา

“มึงจำไว้ว่า... อย่ามายุ่งกับของๆ กูอีก!!”
ชายนักกล้ามวาดหมัดไปที่หน้าของวรุฒอย่างจัง
“สวยชะมัด” หลงพูดขึ้นลอยๆ
“อะไรนะ?” ชานนท์ทัก
“ก็ท่วงท่าทางไอ้ล่ำนั่นมันเหมือนโปรฯมวยเลยว่ะ” หลงชมท่าทางของคนที่ทำร้ายวรุฒว่ามีความชำนาญการวิวาทและเป็นมวยอย่างมืออาชีพ ชานนท์แอบเห็นด้วย

“ถุย!! ไอ้พวกหมาหมู่!!” วรุฒถ่มน้ำลายใส่พื้นและจ้องกลับไปที่คนที่ทำร้ายเขาอย่างมาดร้าย
“มึง!! ปากดีนักนะ!!” ชายคนที่จับกุมแขนขวาของวรุฒโวยขึ้นมาพร้อมกับตีเข่าใส่ที่บริเวณท้องของวรุฒจนวรุฒตัวงอเป็นกุ้งขดจนเกือบลงไปกองกับพื้น
“จับมันขึ้นมาอีก กูจะต่อยให้มันหายอวดดี!!” ชายนักกล้ามสั่งเสียงเข้ม ส่วนที่จับล็อควรุฒทั้งสองคนก็ดึงให้วรุฒยึดตัวขึ้นในสภาพที่แทบจะลืมตาไม่ขึ้น

“ทนไม่ไหวแล้ว!!” เท้าของชานนท์ก้าวออกไปจนกระทั้งไปขวางระหว่างคู่กรณีทั้งสอง ร่างกายขยับไปก่อนที่ปากจะพูดอีกครั้ง หลงที่นั่งหมอบอยู่ข้างๆยังตกใจกับสิ่งที่ชานนท์ทำ เขาเองก็กำลังคิดจะเข้าไปช่วยเหมือนกันแต่ชานนท์ดันหุนหันออกไปก่อน ‘ช่วยคิดแผนก่อนเข้าไปช่วยได้ไหมเนี่ย!’ หลงคิดออกมาเสียงดัง

“หยุดเถอะ!! เรื่องระหว่างพี่วิกับรุฒ ไม่มีอะไรกันหรอกเราเป็นพยานได้! เราอยู่ห้องเดียวกันกับเขาเอง” ชานนท์กางมือกั้นระหว่างหมัดกับร่างคนที่โดนซ้อมจนน่วม

“อ้อ....ไอ้เตี้ย!!  มึงนี่เอง!!” ชายนักกล้ามกำหมัดและเหวี่ยงเข้าไปที่ลำตัวของชานนท์อย่างไม่ทันตั้งตัว ความเจ็บปวดวิ่งผ่านไปถึงสมองอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกว่าเท้าของเขาหนีออกจากแรงดึงดูดของโลกชั่วคราว เขาถูกแรงชกเหวี่ยงขึ้นและตกลงมากองอยู่ที่พื้นอย่างรวดเร็ว
“ดี!! กูจะได้ไม่เสียเวลาตามหา อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อว่าพวกมึงกับวิไม่เกิดอะไรขึ้น!! กูส่งคนตามดูแลวิตลอด อย่ามาโกหกกู หายขึ้นไปบนหอพักพวกมึงตั้งหลายครั้ง ครั้งละนานๆ จะให้กูเชื่อพวกมึงเรอะ ง่ายไปนะ” ชายนักกล้ามระเบิดอารมณ์ออกมาในคราเดียว หลังจากจบประโยค เขาก็เหวี่ยงเท้าไปที่ท้องของชานนท์จนชานนท์สำลักอากาศออกมา และไออย่างต่อเนื่อง

“มึง!!” วรุฒฉุนเฉียวขึ้นทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า และใช้แรงที่เหลือทั้งหมดพยายามสะบัดสองนักเลงที่จับกุมเขาอยู่อย่างแน่นหนา แต่ด้วยอาการบาดเจ็บ ทำให้ไม่มีแรงพอที่จะสามารถดิ้นหลุดออกมาได้ จึงทำได้แค่โวยวายอย่างสุดกำลัง

“ทางนี้ครับ คุณตำรวจ!! มีคนทะเลาะวิวาทกัน!!” เสียงดังมาจากไกลๆ และมีไฟฉายส่งมาทางที่ชานนท์อยู่ ส่องไปมาวูบวาบ ชานนท์รู้ได้ทันทีว่าเสียงดังขึ้นคือหลง เขาคงไปตามคนมาช่วยแล้ว
“พี่ยามๆ พี่ก็มาช่วยกันด้วยครับ มีคนต่อยตีกันครับ!! มาช่วยกันห้ามหน่อย!!” เสียงดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมลำแสงไฟที่สาดเข้ามามากขึ้น

“เชี้ยแล้วไง!!” นักเลงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นสบถออกมาเสียงดัง
“เฮ้ย!! ไอ้พัฒน์ กูว่าพอแค่นี้ก่อนเถอะ กูไม่อยากโดนทันฑ์บนตั้งแต่ต้นปี!” ชายหน้าแก่กว่าวัยโวยขึ้นด้วยอาการเลิ่กลั่ก
“เออๆ เชี้ยเอ้ย!! กำลังเข้าได้เข้าเข็มเลย!!” ชายนักกล้ามที่เดาว่าชื่อ ‘พัฒน์’ ย่างเท้าเข้าใกล้วรุฒด้วยอาการร้อนรน และวาดหมัดไปที่ลำตัววรุฒอีกครั้งเป็นการทิ้งท้าย

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1
“อั่ก!!”

เป็นสิ่งที่ชานนท์ได้ยินก่อนที่จะได้ยินเสียง ‘ตุบ’ เหมือนตุ๊กตายัดนุ่นขนาดใหญ่ถูกเหวี่ยงลงพื้นอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนหนึ่งที่ค่อยๆ ดังห่างออกไป เหลือไว้แต่เพียงความเงียบงัน

เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกครั้งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่มีจำนวนน้อยกว่าครั้งแรก ชานนท์ที่นอนหมอบขดอยู่ที่พื้น อาการบาดเจ็บทำให้เขาขยับไม่สะดวกและทำได้แค่ฟังเสียงรอบข้างเท่านั้น

“เฮ้ย!! นนท์ เป็นไงบ้าง!!” เสียงของหลงดังขึ้นใกล้หู
“ลุกไหวไหม?”  หลงเร่งฝีเท้าเข้ามาเพื่อพยายามพยุงชานนท์ให้ทรงตัวในม่านั่งให้ได้
“คิดว่า...ไม่!”  ชานนท์ตอบกลับแบบทุลักทุเล ความจุดเสียดจากรอยกำปั้นและเท้ายังคงวนเวียนวิ่งแล่นไปทั่งร่าง เขาใช้มือประคองตรงส่วนที่เจ็บไว้ เผื่อมันจะบรรเทาลงบ้าง
“ไม่ไหวก็ต้องไหวแล้ว เดี๋ยวพวกมันรู้ตัวว่าเราหลอกมันเดี๋ยวได้หวนกลับมา!!”
“หา?!?” ชานนท์อุทานแบบงงๆ กับคำพูดของหลง
“นายคิดว่าจะตามตำรวจแถวนี้ในช่วงเวลานี้ได้ไหมล่ะ? รปภ. นี่ไม่ต้องพูดถึง!! เวลาแบบนี้หายาก!” หลงพูดประชดในขณะเดียวกันเขาก็ช่วยชานนท์พยุงตัวเองให้ลุกขึ้น

“เฮ้ย!! นายน่ะ!!ลุกไหวไหม?” หลงถามวรุฒที่ตอนนี้ใช้แขนดันตัวเองขึ้นมานั่งได้แล้ว
“เออ..... พอไหว” วรุฒตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงถึงความเจ็บปวด
“งั่นรีบไปกันเถอะ หากไม่อยากเจ็บตัวเพิ่ม!!” หลงเดินไปพยุงชานนท์เพื่อให้เดินสะดวกขึ้น ในขณะที่วรุฒก็ลุกขึ้นมาเดินตามมาในระยะห่างสามก้าว

“ขอบใจนะ เราก็นึกว่านายไปตามคนมาช่วยได้จริงๆ” ชานนท์พูดขึ้นระหว่างเดินออกห่างจากสถานที่เกิดเหตุเรื่อยๆ
“เราก็คิดได้แค่นี้ล่ะ โชคดีที่พกไฟฉายมาหลายอัน และโชคดีที่ไอ้พวดนั่นมันโง่กว่า!”  หลงเล่าอย่างติดตลก
“เออ... จริง!” วรุฒสนับสนุน
“อ้าว!! ไอ้นี่!! คนอุตส่าห์มาช่วย!!” หลงหันไปค้อนใส่คนที่เดินตามหลังมา
“พอๆ กันก่อนได้ไหม? รีบเดินให้ถึงหอพักก่อนได้ไหม?”
ชานนท์ห้ามทัพ ก่อนที่จะเกิดมวยอีกคู่ แต่ดูจากสภาพวรุฒแล้ว ยืนยังแทบจะลำบากเลย แต่ชานนท์ก็แอบคิดไปว่า หากเป็นเขาโดนขนาดเท่าที่วรุฒโดนเขาคงสลบเหมือดไปแล้ว

ในที่สุดก็เดินมาถึงหน้าหอพักของชานนท์และวรุฒ ชานนท์รู้ว่าเป็นการเดินทางที่ยาวนานและยากลำบากกว่าปกติมาก แม้จะเห็นตึกอยู่ไม่ไกลจากระหว่างทางที่เดินมา แต่ก็ใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะมาถึงจุดนี้

“ให้ช่วยพยุงขึ้นหอพักไหม?” หลงพูดทักขึ้นเมื่อชานนท์ตอบคำถามหลงว่าห้องอยู่ที่ไหน
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูช่วยเอง! มึงกลับไปได้แล้ว” วรุฒพูดตัดบทขึ้นมา ในขณะที่ชานนท์กำลังเอ่ยปากตอบ  หลงได้ยินแบบนั้นหัวคิ้วของเขาก็ชนกันทันทีและหันไปมองวรุฒที่ตอนนี้ยืนเหยียดตรงได้แล้วอย่างขุ่นเคือง
‘ชีวิตนี้มันจะพูดดีกับใครเป็นไหมเนี่ย?’ ชานนท์คิดในใจ

“กูถามมึงเสียเมื่อไหร่?” หลงเริ่มขึ้นภาษาโบราณกับวรุฒเสียแล้ว ส่วนวรุฒได้แต่กรอกตา และทำท่าทางเมินคำพูดของหลงอย่างยียวน
“หลงๆ เราโอเคแล้ว โดนไปสองสามทีเอง เทียบกับครั้งก่อนแล้วสบายมาก! นายกลับไปก่อนเหอะ! แล้วอย่าไปเล่าเรื่องนี้ให้ยัยมายด์กับเมย์ฟังนะ เดี๋ยวจะยิ่งเป็นห่วง” ชานนท์พยายามพูดให้หลงห้ามศึกโดยพยายามกล่อมให้หลงกลับไปก่อน พร้อมทั้งดึงแขนให้หลงออกห่างจากวรุฒ แต่ด้วยเรี่ยวแรงตอนนี้ ทำได้เพียงกระตุกอีกฝ่ายเท่านั้น

“แน่ใจนะ?” หลงขยับออกมาจากที่เดิมเล็กน้อยและมองไปที่ชานนท์อย่างสำรวจ
“สบาย!!” ชานนท์พยักหน้าตอบอย่างมั่นใจ และพยายามพูดกล่อมจนหลงยอมเดินกลับแต่โดยดี พร้อมย้ำให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วย ชานนท์โบกมือลาหลงด้วยรอยยิ้ม

“อ้าว!! ทำไมยังไม่เข้าไปอีก” ชานนท์ถามขึ้นเมื่อยังเห็นวรุฒยืนอยู่ที่เดิมในท่าเดิม ทั้งๆที่เขาพูดกล่อมหลงให้กลับอยู่พักใหญ่
“กูไม่มีคีย์การ์ด” หลงตอบเสียบราบเรียบ
ชานนท์ผ่อนลมหายใจออกยาวจนเจ็บส่วนที่บาดเจ็บจนเผลอร้องออกมา
“อ่อนแอจังวะ” วรุฒพูดขึ้นและแย่งคีย์การ์ดจากมือชานนท์เพื่อไปเปิดประตูให้ ชานนท์ค้อนกลับไปรอบหนึ่งก่อนที่จะเดินเข้าไปในช่องประตูที่วรุฒเปิดกว้างให้ ชานนท์แม้จะรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดของวรุฒแต่ก็ต้องยอมรับความจริง เพราะเขาตอนนี้เจ็บจนแทบจะยืนไม่ไหว เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าประตูผ่านวรุฒที่เปิดประตูรอเขาอยู่ทางด้านใน
“ขอบใจ!” ชานนท์พูดกระแทกเสียงใส่คนที่ยืนเปิดประตูให้และรีบฉวยคีย์การ์ดจากในมือของวรุฒคืน

“เฮ้อ.....” ชานนท์ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้งเมื่อมายืนอยู่หน้าช่องบันไดทางขึ้น
“เอ้า!! อย่าช้าสิวะ กูเหนื่อยฉิบหายแล้วเนี่ย!!” เสียงคนตัวสูงจากทางด้านหลังโวยขึ้น
“จะไปก่อนก็ได้นะ เราขอทำใจสักครู่” ชานนท์พูดขึ้นในขณะที่ตนเองยืนใช้แขนยันผนังใกล้เคียงและขาสั่นเล็กน้อย
“เฮ้อ!! อวดเก่ง!!” สิ้นคำคนตัวสูงด้านหลังก็ก้าวเข้ามาประชิดทางด้านหลังและใช้แขนสองข้างอุ้มประคองคนตัวเล็กในท่านอน สร้างความตกใจกับชานนท์อย่างมากจนเผลออุทานออกมา

“เฮ้ยๆๆๆๆๆ ทำอะไรเนี่ย?” ชานนท์โวยวาย
“กูสังเวชมึงไง เดี๋ยงกูสงเคราะห์ให้! วรุฒพูดจบก็ก้าวเท้าขึ้นบันไดขั้นแรกอย่างมั่นคง เขาทำราวกับชานนท์เป็นแค่ตุ๊กตายัดนุ่นตัวใหญ่เท่านั่น
“ปล่อย!! เราเดินเองได้!!” ชานนท์ขัดขืน
“ขาสั่นขนาดนั้นยังจะปากดีอีก แล้วช่วยอยู่เฉยๆ ด้วยเดี๋ยวกูทำหลุดมือไปกระแทกพื้น ตายเป็นผีเฝ้าหอพัก!!”
“.........” ชานนท์นิ่งเงียบไม่กล้าขยับเพราะวรุฒก้าวขึ้นบันไดได้เร็วพอควร เขากลัวจะตกหล่นเหมือนกัน และระหว่างที่เขาอยู่ในอ้อมแขนของวรุฒ เขาก็สังเกตเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่พยายามฝืนกลั้นความเจ็บปวดไม่ให้แสดงออกทางสีหน้าด้วยเช่นกัน ทำให้ชานนท์ไม่กล้าที่จะสร้างภาระให้กับวรุฒมากไปกว่านี้โดยการดิ้นรนที่จะให้วรุฒปล่อยตนเอง ชานนท์ได้แต่ยอมอยู่นิ่งๆ ในวงแขนของอีกฝ่ายอย่างสงบเสงี่ยม ‘ใครกันแน่ที่อวดเก่ง!!’ ชานนท์คิดระหว่างทาง

“ขอบใจ” ชานนท์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจเมื่อเท้าของเขาแตะพื้นหน้าห้องพักของเขา ในขณะที่คนตัวสูงแค่พยักหน้าให้ภายใต้คราบเหงื่อไหลย้อยทั้งหน้า แต่วรุฒก็เหมือนพยายามเก็บอาการไม่ให้ชานนท์ที่ตอนนี้จ้องหน้าเขาอย่างจงใจรู้ถึงความเจ็บปวดและอ่อนล้าของเขา

“หลบกูจะเข้าห้อง” ชานนท์ใช้มือดันร่างของชานนท์ให้ถอยห่างจากประตูเบาๆ และหยิบคีย์การ์ดในกระเป๋าหลังของกางเกงออกมา

“เอ้า!! ไหนบอกไม่มี!!” ชานนท์ทัก
“กู.... กูเพิ่งนึกได้!!” วรุฒตอบแบบผ่านๆ และผลักประตูเดินเข้าห้องไป

“โอย......”
ชานนท์ค่อยๆ หย่อนตัวเองลงบนเตียงตัวเองอย่างเชื่องช้า ความจุกเสียดแล่นเข้าเล่นงานเขาทันทีที่ก้นถึงผิวเตียง
“อยู่ไหนวะ?” เสียงบ่นงึมงำดังมาทางอีกด้านหนึ่งของห้อง วรุฒกำลังรื้อข้าวของของเขาอย่างหัวเสีย
“อะไรของนาย?”  ชานนท์ด้วยความสงสัย
“กล่องปฐมพยาบาลไง ป้าศรีแกเก็บเอาไว้ที่ไหนเนี่ย?” ปากก็พูดแต่มือของวรุฒก็ยังไม่หยุดรื้อของ
“อ้อ!! อยู่ในตู้เสื้อผ้าฝั่งซ้ายมือ ข้างๆ กองชุดนอนของนายไง”
วรุฒได้ยินดังนั้นก็ตรงไปที่จุดนั้นทันที กล่องปฐมพยาบาลขนาดกระดาษเอสี่วางอยู่อย่างเรียบร้อยตรงจุดที่ชานนท์บอกเป๊ะ
“บางทีกูก็งงนะว่า มึงหรือป้าศรีเป็นแม่บ้านให้กูเนี่ย!”
“ป้าศรีนั่นแหละ” ชานนท์พูดด้วยความที่ไม่อยากให้ป้าศรีเดือนร้อน “แค่บางครั้งเราที่เผลอช่วย” ชานนท์พูดจบก็เตรียมใจโดนตอบโต้แบบเผ็ดร้อนเหมือนทุกครั้ง เช่น ‘เสือก’ บ้าง ‘ยุ่งไม่เข้าเรื่อง’ บ้าง หรือ ‘ทีหลังไม่ต้อง’ บ้าง แต่แปลกมากที่คราวนี้วรุฒกลับนิ่งเงียบ เขาแค่นำกล่องปฐมพยาบาลออกมาวางที่โต๊ะอ่านหนังสือและค้นยาในกล่องอย่างตั้งใจ

ชานนท์แอบผ่อนลมหายใจออกมาและกำลังจะล้มตัวลงนอนเพื่อบรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอาการเกร็งจากการบาดเจ็บแต่ก็มีเสียงหนึ่งดังทะลุความเงียบมาถึงเขา ชานนท์ตกใจจนสะดุ้งตัวเล็กน้อย

“เฮ้ย!! อย่าเพิ่งนอนสิ!! ขอดูแผลก่อน!!” วรุฒหยิบยาจำนวนหนึ่งเดินมาหาเขา
“เอ่อ.....” ชานนท์ถึงกับอึ้งจนโต้ตอบไม่ถูก
“เอ้า!! ไหนขอดูหน่อย! เจ็บตรงไหน?” วรุฒเดินมายืนอยู่ในระยะประชิด ชานนท์ที่นั่งอยู่ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเพื่อนร่วมห้องของเขาตัวสูงใหญ่มากกว่าเดิม

“เอ่อ.... ไม่.... ไม่เป็นไร เราว่านอนพักสักหน่อยก็หาย” ชานนท์ตอบกลับไปแบบนั้นเพราะเขามีอาการอ่อนเพลียจนถึงขีดจำกัดของร่างกายอันบอบบางของเขาแล้ว
“ไม่ได้!! ขอดูอาการหน่อยสิวะ กูไม่อยากให้มีใครตายในห้องตอนกูอยู่นะ!” วรุฒขึงขังจริงจัง สายตาที่ดุดันนั่นทำให้ชานนท์ยอมขยับเข้ามาใกล้ และเลิกเสื้อให้ดู
“โห!! นี่มึงบอบบางขนาดนี้เลยหรือวะ!” วรุฒทำเสียงตกใจเมื่อชานนท์เผยให้เห็นผิวที่ช้ำจนเขียวไปทั่วบริเวณอกและช่วงท้อง
“มันแย่ขนาดนั่นเหรอ?” มีความหวาดกลัวในน้ำเสียงของชานนท์
“อืม....” วรุฒทำสีหน้าครุ่นคิด ชานนท์เดาไม่ออกว่าวรุฒจะพูดอะไรออกมา แต่เขายังรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย
“มันก็.....ไม่ขนาดนั้น” วรุฒที่พูดออกมาด้วยสีหน้ากังวล
“นายมันโกหกไม่เก่งเลย รู้ไหม?” ชานนท์พูดจบก็ก้มลงดูร่างกายตัวเองที่เปลี่ยนสีเป็นสีช้ำๆ เหมือนในจานผสมสีเวลาวาดภาพที่มีสีม่วง ชมพู แดงผสมกันจนไร้ความงาม
“เฮ้ยๆ ไม่เป็นไร กูเคยเป็นเยอะกว่านี้ ยังไม่ตายเลย แค่นี้เดี๋ยวก็หาย” ชานนท์รู้สึกว่าคำให้กำลังใจของวรุฒที่พูดออกมาไม่ช่วยจิตใจเขาดีขึ้นเลย  เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงมากกว่าเดิมและล้มตัวลงนอนหงายไปกับที่นอนของเขา
“โอ้ย!!” ความเจ็บเข้าเล่นงานเพราะความไม่เจียมตัวของเขา
“มานี่! งั้นทายาก่อน!!” วรุฒขึ้นเสียงและใช้มือเปิดเสื้อของชานนท์ขึ้น
“เฮ้ย!! ทำอะไรน่ะ?!” ชานนท์ยกมือขึ้นมาปัดมือของอีกฝ่ายอย่างอัตโนมัติ
“มึงไม่เปิดเสื้อขึ้นกูจะทายาให้มึงได้ไหม?”
“ไม่เป็นไร!! เราทำเองได้!!”
“แน่ใจนะ!!??” วรุฒถามเน้นเสียงดังกว่าเดิม ทำให้ชานนท์นึกถึงสีของผิวหนังตัวเองที่เปลี่ยนไปจนน่ากลัว อีกอย่างต้นเหตุก็มาจากไอ้โย่งนี่ก็สมควรที่จะให้เขารับผิดชอบ
“เออๆ ก็ได้” ชานนท์ตอบแบบผ่านๆ พร้อมกับดึงชายเสื้อให้เปิดขึ้นมาจนถึงช่วงคอ
“งั้นถอดเลย”
“อะไรนะ”
“ถอด!!”
“เพื่อ?!?”
“มันไม่ถนัด ดูสิ มีรอยช้ำเต็มไปหมด” วรุฒพูดพลางใช้สายตาสำรวจรอยช้ำอีกฝ่ายไปทั่วจนชานนท์รู้สึกตกใจที่ตัวเองมีรอยช้ำได้มากมายขนาดนี้

“ก็ได้” ชานนท์ตอบแบบประชด เขาค่อยๆขยับตัวและใช้แขนถอดเสื้อตัวเองออกมาจนท่อนบนเหลือแต่ความเปลือยเปล่า ชานนท์รู้สึกอายและหนาว
วรุฒค่อยๆ ใช้มือที่มียาประเภทครีมทาบางๆ ไปทั่วบริเวณที่มีรอยช้ำของอีกฝ่าย ชานนท์สัมผัสถึงความอ่อนโยนของอีกฝ่ายผ่านการลูบไล้ครีมยาอย่างเชื่องช้าและเบามือ ผิดกับอาการเกรี้ยวกราดที่แสดงออกเหมือนที่ผ่านมา
“เฮ้อ!! ไอ้พวกไม่เจียม!!” เสียงของวรุฒทำให้ชานนท์สร้างความขัดแย้งกับความรู้สึกเมื่อครู่จนเขาอดอารมณ์เสียไม่ได้
“ทีหลังรู้ว่าอ่อนมึงก็ไม่ต้องเข้าเสือกก็ได้นะ!” วรุฒพูดขณะที่กำลังทางครีมยาอย่างต่อเนื่อง
“พอแล้ว!! คนอุตส่าห์เข้าไปช่วย!! แทนที่จะขอบคุณ ทำไมพูดแบบนี้วะ!” ชานนท์ปัดมืออีกฝ่าย
“เออ! พูดแบบผู้ชายเขาพูดกันก็เป็นนี่หว่า!”
“กูก็ผู้ชาย!!”
“เออๆ กูไม่เถียงกับมึงเรื่องนี้แล้ว กูแค่จะบอกว่า รู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ควรจะฉลาดแบบเพื่อนมึงนะ อย่างเช่นไปตามคนมาช่วย หรือสร้างสถานการณ์ให้มันหนีไปแบบเนี่ย!”

ชานนท์คิดทบทวนคำพูดอีกฝ่ายจนนิ่งเงียบไป ส่วนวรุฒก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เขายังคงใช้มือทาครีมยาให้กับชานนท์อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ชานนท์จึงได้แต่มองหน้าวรุฒที่ทำสีหน้าอ่อนโยนกับเขาเป็นครั้งแรก เขารู้สึกถึงความรู้สึกผิดฉายปนออกมาจากแววตาของวรุฒด้วย สิ่งนี้มันยิ่งทำให้ชานนท์ ไร้คำพูดตอบโต้อะไรอีกฝ่ายออกไป

“มองหาพ่อมึงเหรอะ!!” วรุฒคงรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างจดจ่อ สายตาของวรุฒกลับมาเกรี้ยวกราดอีกครั้ง
“พอหรือยังล่ะ!!” วรุฒรู้สึกหงุดหงิดกับอารมณ์แปรปรวนของอีกฝ่าย
“เออ! ทั่วแล้ว!! เอ้านี้ กินยาแก้ปวดกับยาแก้ช้ำไปด้วย!!” วรุฒโยนยาจำนวนหนึ่งลงบนเตียงข้างๆ ตัวอีกฝ่าย
“ขอบใจ!!” ชานนท์ลุกขึ้นมารวบยาเหล่านั้น
“เอ้านี่น้ำ!! กินเลยนะ!!” วรุฒยื่นขวดน้ำที่วางอยู่ไม่ไกลมาให้
“เดี๋ยวนะ!! แล้วยานี่มันกินก่อนหรือหลังอาหารล่ะ??”
“มึงนี่เรื่องมากจริง!!” วรุฒพูดจบก็เดินไปหยิบซองใส่ยาขึ้นมาอ่าน เขาบ่นพึมพำอยู่สองสามวินาที ถอนหายใจเฮือกใหญ่และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งอาหาร

“เอามาส่งเลยนะ!!” วรุฒพูดเสียงขึงขังใส่โทรศัพท์
“..........” ชานนท์กำลังอึ้งกับปฏิกิริยาที่รวดเร็วของวรุฒ
“ทำหน้าเอ๋อๆ แบบนั้นเพื่ออะไรวะ?! เออ แล้ว รอกินข้าวก่อนนะค่อยกินยา”
“กินข้าว? อะไร? ที่ไหน?”
“ที่นี่แหละ! กูสั่งแม่บ้านที่บ้านแม่ให้เอามาให้ เดี๋ยวก็มา”
“แต่เรากินแล้ว ไม่เป็นไร”
“แต่กูยังไม่ได้กิน และมึงต้องกินกับกู!!”
“หา!!” ชานนท์ทำหน้าแปลกใจกับการโดนบังคับแปลกๆแบบนี้
“ไม่ต้องมา ‘หา!’ ด้วย” วรุฒพูดจบเขาก็เดินกลับไปนั่งที่เตียงเขาอย่างช้าๆ พลางขยับกล่องยามาใกล้ตัวเพื่อทำแผลให้ตนเอง วรุฒทำอย่างกล้าๆกลัวๆ ผิดกับการทำให้ชานนท์

“มา!! เราช่วย!” ชานนท์ลุกขึ้นเดินไปใกล้ และเขาก็เตรียมรับการปฏิเสธของอีกฝ่ายแล้วด้วย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตั้งใจว่าจะช่วยให้ได้เพราะอยากตอบแทนวรุฒกลับไปบ้าง
“อืม...” วรุฒกลับพยักหน้าและตอบสั้นๆกลับมา แม้จะน่าแปลกใจแต่ชานนท์ก็เดินไปช่วยวรุฒทำแผลอยู่ดี

“โอ้ย! เบาๆ หน่อยสิ!!” วรุฒร้องเมื่อชานนท์ใช้สำลีซับยาทาแผลแล้วกดลงไปที่รอยแตกตรงริมฝีปากของวรุฒ
“อ้าว.... นึกว่าจะแน่ เจ็บเป็นเหมือนกันนี่นา”
“ก็มึงทำแผลไม่เป็นนะสิ กดลงมาเสียแรง!!”
“นี่ก็เบามือที่สุดแล้ว” ชานนท์อดที่จะอมยิ้มกับคนที่พยายามทำตัวเข้มแข็งตรงหน้าไม่ได้
“งั้นเดี๋ยวกูทำเอง!!” วรุฒใช้มือคว้าสำลีในมือของชานนท์ แต่ชานนท์หลบทัน ด้วยอาการบาดเจ็บของวรุฒตอนนี้ทำให้ความเร็วของเขาลดลงไปมาก เรียกว่าจะขยับร่างกายยังทำได้ลำบาก
“เราทำเอง เราทำได้ เดี๋ยวจะพยายามไม่ให้เจ็บก็แล้วกัน!”
“เออ!! งั้นทำให้หมดเลย!!” วรุฒพูดจบก็ถอดเสื้อของตัวเองลงไปกองที่พื้น เผยให้เห็นร่างกายกำยำที่มีรอยพกช้ำอยู่ประปราย ทั้งที่วรุฒโดนลงมือหนักกว่าเขาเสียอีกแต่ร่องรอยบาดเจ็บดูไม่หนักเท่าที่เขาเป็นอยู่เลย

ชานนท์ค่อยๆ สำรวจบาดแผลที่ใบหน้าของวรุฒ คิ้วแตก ปากแตก ตาบวมช้ำ เทียบกับร่างกายแล้วใบหน้าของวรุฒดูหนักหนากว่ามาก ชานนท์ค่อยๆใช้สำลีที่ชุบยาฆ่าเชื้อซับคราบเลือดและรอยแผลทั่วใบหน้า ในขณะที่วรุฒข่มตาลงและแอบกัดฟันอยู่เป็นระยะ
“ตัวใหญ่แต่ใจเสาะกว่าที่คิด ตีกันไม่กลัวแต่ดันมากลัวการใส่ยา” ชานนท์บ่นพึมพำ
“ก็มันแสบ” วรุฒตอบเสียงสั่นและเบา
“เราว่าไปหาหมอเถอะ แผลตรงหางคิ้วมันลึกพอควรเลยนะ เดี๋ยวจะติดเชื้อ” ชานนท์ถอนหายใจก่อนแนะนำ
“มึงเรียนหมอมาเหรอถึงรู้ดีขนาดนี้!”
“ไม่ต้องเรียน แค่เห็นก็รู้เลยไหมเนี่ย?”
“ไม่เอา! กู...... กูกลัว....เข็ม.....” วรุฒตอบกลับแบบไม่เต็มเสียงที่ท้ายประโยค
“อะไรนะ!?!” ชานนท์ไม่แน่ใจว่าผู้ชายที่ดูนักเลง ตัวใหญ่ยังกับยักษ์จะพูดอะไรแบบนี้ออกมา
“เออ!! เรื่องของกู อย่าว่าแต่กู มึงก็ต้องไปด้วย!!”
“ไม่เอาอ่ะ เราไม่ได้เป็นอะไรมากเสียหน่อย!” ชานนท์เขารู้ว่าค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเมืองกรุงเทพ มันต้องแพงมากๆ แถวนี้มีแต่โรงพยาบาลเอกชนในเครือของมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลรัฐบาลยังต้องไปอีกไกล เขามีความรู้สึกว่ายังไม่ควรเสียเงินไปกับเรื่องแบบนี้ เขายังไหว

“หากมึงจะให้กูไป มึงต้องไปด้วย”
“อ้าว!! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราวะ!”
“งั้นกูก็ไม่ไป!!”
ชานนท์มองความดื้นรั้นไร้เหตุผลเป็นเด็กห้าขวบของอีกฝ่ายจนต้องผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ เขาเพ่งไปที่ใบหน้าที่บอบช้ำของอีกฝ่าย ใจหนึ่งอยากจะสมน้ำหน้าวรุฒที่หาเรื่องใส่ตัวเอง จะเป็นอะไรก็เรื่องของวรุฒ แต่ความคิดด้านสว่างก็อดเป็นห่วงอีกฝ่ายไม่ได้ ใบหน้าที่เคยเนียนใสบัดนี้เหลือแต่ริ้วรอยบาดแผล และเลือดที่ซึมออกจากหางคิ้วอย่างน่ากลัว

“เออๆ ไปก็ได้!” ในที่สุดความคิดด้านสว่างก็ชนะอีกครั้ง เขารู้สึกเกลียดตัวเองที่ไม่เคยตามใจตัวเองได้เลย พูดจบเขาก็ป้ายครีมแก้พกช้ำลงบนมือและเริ่มทาลงบนรอยช้ำบนลำตัวของอีกฝ่าย
“กูขอนอนลงได้ไหม กูเริ่มปวดและเหมื่อยมากเลย” วรุฒบิดงอลำตัวลงเล็กน้อย แล้วเขาก็ล้มตัวลงนอนราบโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบตกลง
ชานนท์ใช้ปลายนิ้วชี้และกลางนวดคลึงบริเวณรอยช้ำต่างๆ ตามลำตัว  ผิวกายและกล้ามเนื้อที่ถูกดูแลเป็นอย่างดีมีแต่รอยพกช้ำอยู่ทั่วไป รูปร่างที่สมส่วนและกล้ามเนื้อที่มีอย่างพอดี หน้าอกที่แน่นนูนและกล้ามท้องลอนสวยทั้งหกส่วนนั้น ทำให้ชานนท์รู้สึกอิจฉาในความสมบูรณ์แบบของอีกฝ่าย

“นี่! ถามจริง! ทำแบบนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ!! ใช้ทั้งฝ่ามือทาไปเลย!!” วรุฒเงยหน้าขึ้นมาโวย
“ได้ๆ เรื่องเยอะจริง! เดี๋ยวจะหาว่าเราทำแรงอีก!” ชานนท์พูดจบก็เปลี่ยนจากใช้สองนิ้วในการนวดยามาเป็นสี่นิ้วเพื่อขยายวงกว้างในการทายาให้เสร็จขึ้น

“ทำดีๆหน่อย!!” วรุฒคว้ามือชานนท์และบังคับให้เขาใช้ทั่งฝ่ามือนวดและลูบไล้ไปตามลำตัวของเขาเอง มันทำให้ชานนท์สัมผัสถึงผิวที่เนียนแน่นของอึกฝ่ายได้มากขึ้น รู้สึกถึงลอนสูงต่ำที่มีอยู่ตามร่างกายอีกฝ่าย จนชานนท์แอบตื่นเต้นกับการกระทำของตัวเองไม่ได้  ในที่สุดเขาก็ดึงมือออกจากการจับของอีกฝ่ายเมื่อใบหน้าของตนเองเริ่มร้อนผ่าว

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ jinutlove

  • ไม่คิดที่จะรัก
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1

“เสร็จแล้ว!!” ความรู้สึกแปลกประหลาดเข้าเล่นงานชานนท์จนเขาต้องขอถอนตัว
“แน่ใจ เราว่ายังเหลือตรงนี้นะ” วรุฒชี้ไปที่สีข้าง ชานนท์แอบเห็นชายที่นอนอยู่แสยะยิ้มที่มุมปาก เหมือนการทำแบบนี้เป็นการแกล้งชานนท์
“ตรงนี้นะ” ชานนท์ป้ายยาลงบนฝ่ามือและทาบไปตรงจุดที่วรุฒชี้ ลูบไปมาสองสามครั้งก่อนที่ผละตัวเองออกมาที่เตียงตัวเอง
“ขอบใจนะ” วรุฒหันหน้ามายิ้มอย่างอ่อนโยน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ชานนท์ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เออ.......” เขากำลังประมวนคำตอบกลับหลังจากเจอรอยยิ้มนั่นเล่นงานโสตประสาทเขาอยู่ ‘ยิ้มแล้วหล่อฉิบหาย!” เขาคิดในใจ

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะความคิดของเขา

“สงสัยอาหารมาแล้ว” วรุฒรีบลุกขึ้นไปเปิดประตูทันที เหมือนอาการบาดเจ็บเมื่อครู่เป็นแค่เรื่องล้อเล่น แม้เขาจะมีอาการจับที่ลำตัวอยู่บ้างแต่ก็คล่องแคล้วดี

“ดิชั้นนำอาหารมาตามที่คุณหนูสั่งแล้วคะ” หลังจากวรุฒเปิดประตูเผยให้เห็นหญิงชราหน้าตาใจดียื่นถุงผ้าขนาดใหญ่มาให้
“ขอบคุณครับป้า” วรุฒยิ้มตอบกลับไป
“คุณหนูไปทำอะไรมาคะ” คุณป้าท่าทางใจดียื่นมือมาที่หน้าของวรุฒด้วยท่าทางกังวล
“ไม่เป็นอะไรครับ แค่โดนหมาไล่ฟัด”
“..........”  คุณป้ายังพินิจไปที่หน้าวรุฒและมีสีหน้าไม่เชื่อสิ่งที่วรุฒพูดและมีสีหน้ากังวลมากกว่าเดิม
“คุณหนูกลับบ้านบ้างนะคะ คุณผู้หญิงเป็นห่วง”
“อืม.....” วรุฒพยักหน้าและยิ้มที่มุมปาก “ป้ากลับเถอะครับดึกมากแล้ว”
“จ๊ะๆ ดูแลตัวเองด้วยนะคะ” แล้วเธอก็เดินจากไปพร้อมผู้ชายที่แต่งตัวเหมือนคนขับรถ

หลังจากปิดประตูห้องวรุฒก็จัดแจงนำกล่องทัพเพอร์แวร์ที่ใส่อาหารจำนวนหนึ่งออกมาวางกองไว้ที่โต๊ะญี่ปุ่นซึ่งได้เตรียมไว้ก่อนแล้วที่กลางห้องด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ ชานนท์รู้สึกถึงภาพเดจาวูที่เกิดขึ้นซ้ำ แล้วเขาก็ทนไม่ไหวจึงลุกขึ้นมาช่วยจัดแจงอาหารเหล่านั้นวางลงบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย

“เยอะอีกแล้ว บ้านนายนี่กินแบบนี้เป็นปกติเหรอ?”
“ก็กูชอบกินหลายๆ อย่าง”
“แล้วกินหมดเหรอเนี่ย?”
“ถามแบบนี้อีกแล้ว! ไม่หมดก็ทิ้ง หรือไม่ก็ให้คนอื่นไปสิ!”
“พ่อคนรวย”
“ก็ไม่ผิด!!”
“เฮ้อ....” ชานนท์ถอนหายใจกับการต่อล้อต่อเถียงกับวรุฒ แต่ก็ถือว่าบรรยากาศดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพราะวรุฒแมบจะไม่พูดกับเขาเลยมีแต่เกรี้ยวกราดใส่
“กินเถอะ หิวแล้ว”
“แต่เราไม่หิว”
“กินไปเถอะ!! ร่างกายตอนนี้ต้องการสารอาหารไปซ่อมแซม มึงต้องกิน!!” วรุฒพูดด้วยน้ำเสียงบังคับ ชานนท์จนด้วยเกล้าไม่อยากต่อล้อต่อเถียงให้เหนื่อยไปกว่านี้เลยยอมนั่งลงกินกับวรุฒด้วย เขายัดทุกลงท้องจนแทบจะไม่เหลือที่ว่าง เพราะอาหารที่นำมาล้วนน่ากิน รสชาติอร่อย แม้จะเป็นอาหารพื้นๆ แต่ใส่ใจในการทำมาอย่างดี ส่วนวรุฒที่เป็นคนชวนเขากิน แต่ตัวเขาเองกลับกินอย่างละนิดอย่างละหน่อยและนั่งมองเขากินด้วยสายตาแปลกๆ

กว่าจะจัดการอาหาร ภาชนะ และโต๊ะเสร็จ กว่าจะได้นอนคืนนี้มันก็ดึกมากแล้ว ชานนท์ล้มตัวลงนอนอย่างหมดแรง ก่อนที่เขาจะเคลิ้มหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย เขาได้ยินเสียงจากเตียงอีกฝากว่า “พรุ่งนี้มึง.........”

“นายว่าไงนะ” ชานนท์ใช้สติที่เหลือเพียงน้อยนิดตอบกลับไป แต่ไม่มีเสียงใดตอบหลับมา เแล้วเขาก็วูบหลับไปในทันที

ออฟไลน์ Shonennihon

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 182
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-1
บทที่ 10

Destiny or determine


“เฮ้ย!!”

ชานนท์ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นแว่นของตนแตกเป็นชิ้นอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ แว่นเป็นสิ่งที่เขาจะคว้ามาเพื่อดูเวลาบนโต๊ะอ่านหนังสือ ก่อนไปอาบน้ำทุกเช้า แต่ตอนนี้กระจกมันหลุดออกมาและแตกออกเป็นเสี่ยง ชานนท์ประคองหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาอย่างทะนุถนอม

“อะไรของมึง!”  วรุฒซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำ ยืนนุ่งแต่ผ้าเช็ดตัวส่งเสียงถามคนตัวเล็กที่ร้องแบบไม่เป็นภาษา
“แว่นแตก” ชานนท์ตอบเสียงสั่น เพราะเขาใช้เงินเก็บเกือบครึ่งของเขาซื้อมา ตอนนี้แตกเป็นเสี่ยงอยู่ในมือ
“อ้อ!! โทษทีเรื่องนั่น กูก็แค่อยากรู้ว่ามึงใช้แว่นยี้ห้ออะไรวะ?ทนจัง..... โดนอัดไปตั้งสองรอบยังไม่เป็นอะไร สำรวจหนักมือไปหน่อยเลยแตกเลย”
“แกล้งกันหรือเปล่าเนี่ย!” ชานนท์โวย
“เฮ้ย! ปล่าวๆ มันมีรอยร้าวอยู่แล้ว แค่.... เคาะนิดเดียวก็เป็นอย่างที่เห็นนั้นแหละ”
“โอย.... แพงเสียด้วย....” ชานนท์ได้แต่โอดครวญ เพราะความจริงเขาก็แอบเห็นรอยบิ่นที่ขอบมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำสองแบบนี้
“เอ้า!! แต่งตัวได้แล้ว!!” วรุฒโยนผ้าเช็ดตัวของชานนท์จากราวที่แขวนให้
“แต่งตัว?” ชานนท์ทวนคำของวรุฒเพราะวันนี้เริ่มเรียนตอนบ่าย แต่ตอนนี้ยังแค่ช่วงสายๆ ทำไมให้รีบแต่งตัว
“ก็ก่อนนอนกูบอกมึงแล้วไง!!”
“บอกว่า?”
“เฮ้อ...... มึงนี่หลับง่ายไปไหมเนี่ย? กูบอกว่า เรามีนัดไปหาหมอด้วยกันไง!!”
“อ้อ....โอเค” ชานนท์พูดจบเขาก็วางเศษเลนส์แว่นไว้บนโต๊ะอย่างระมัดระวัง และคว้าผ้าเช็ดตัวขึ้นไปอาบน้ำทันที

.............

ชานนท์ขยับแว่นขึ้นลงบ่อยครั้งขณะนั่งรอเข้าตรวจกับหมอที่โรงพยาบาลเอกชนในสังกัดของมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอพักมากนัก โชคดีที่ได้นั่งรถของวรุฒมาทำให้มาถึงโรงพยาบาลแห่งนี้เพียง 15 นาทีเท่านั้น (ตีนผีมาก ความแรงสมเป็นซุปเปอร์คาร์) เป็นครั้งแรกที่ชานนท์ได้นั่งรถคันหรูของวรุฒ เพราะปกติตุ๊กตาหน้ารถของวรุฒส่วนใหญ่จะเป็นสาวงามทั้งนั้น แม้ที่นั่งจะคับแคบไปหน่อยแต่ก็นั่งสบายดี

”เป็นอะไรไอ้เตี้ย!! ขยับแว่นไปมาอยู่นั่นแหละ เห็นตั้งแต่ในรถแล้ว รำคาญลูกตา!!”
ถ้อยคำเสียดสีแบบนี้คงมีแต่คนที่พาเขามานั่นแหละที่พูด ชานนท์มองกลับไปที่ต้นเสียง เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษา วรุฒแม้จะอยู่ในชุดธรรมดาแบบนี้ก็ยังเปล่งประกาย พยาบาลที่พาเขาออกยังมีรอยยิ้มแบบปลาบปลื้มเจืออยู่ที่หน้า

“ก็มันไม่ชินนี่นา ไม่ได้ใส่แว่นอันเก่านี้มาตั้งนานแล้ว” พูดจบเขาก็ขยับแว่นหนากลมโตอีกครั้ง เพราะรู้สึกไม่เข้ากับหน้าทำให้เขาขาดความมั่นใจ โชคยังดีที่เขาเอาแว่นอันเก่ามาไว้สำหรับสำรอง และก็ได้ใช้มันจริงๆ

“แว่นทรงอะไรมันจะใหญ่ขนาดนั่นวะ! โคตรตลก!!” วรุฒล้มตัวลงนั่งข้างหลังพูดจบ
“...........” ชานนท์นิ่งเงียบเพราะเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ไอ้แว่นทรงเชยๆ นี่แหละที่เคยทำร้ายชีวิตเขามาแล้วในช่วงมัธยม “แล้วหมอว่าไง?” ชานนท์เปลี่ยนเรื่องคุย
“ก็แค่พกช้ำ เบาๆ แค่นี้ยังอีกไกลกว่าจะตาย เดี๋ยวไปกินยานิดหน่อยก็หาย” วรุฒพูดหน้าตาราบเรียบ พูดด้วยความรู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น
“แต่หมอใหม่คนนี้ดูกวนๆ แม่งไม่ชอบหน้าเลย” วรุฒพูดต่อด้วยสีหน้านิ่วและหัวคิ้วชนกัน
“เฮ้อ.... ใจเย็นเป็นไหม? นี่กะจะมีเรื่องทุกทีเลยหรือไง?” ชานนท์พูดจบก็ถอนหายใจยาวออกมา ในขณะที่วรุฒกลับนิ่งเฉยจนผิดปกติ เพราะหากปกติแล้ววรุฒจะต้องสวนคำพูดยียวนกวนประสาทออกมา จนทำให้ชานนท์แอบมองสีหน้าของวรุฒ ซึ่งตอนนี้นิ่งเฉยมากเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

“คุณชานนท์ คะ” เสียงจากเคาน์เตอร์พยาบาลที่อยู่ไม่ไกล
“คะ....ครับ” ชานนท์สำลักคำตอบออกมา เขารู้สึกว่าวรุฒแอบยิ้มหัวเราะเขาอยู่
“เชิญพบคุณหมอปฐวีที่ห้องตรวจที่ 3 คะ”
“ครับ!” ชานนท์เดินไปรายงานตัวที่เคาน์เตอร์พยาบาล ซึ่งเขาโดนพยาบาลซักประวัติอย่างละเอียดก่อนเข้าประตูห้องตรวจ ความรู้สึกเหมือนห้องที่เข้าไปเป็นอีกดินแดนหนึ่งที่มีการตรวจคนเข้าออกอย่างเคร่งครัด

“อาจารย์เอิร์ธคะ คนไข้มาแล้วคะ” พยาบาลสาวที่เดินพาชานนท์เข้าพูดกับหมอที่นั่งอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนผิดกับน้ำเสียงที่ซักประวัติของเขาเมื่อครู่

“สวัสดีครับ” คุณหมอหนุ่มกับทรงผมที่ยาวพอควรแต่ถูกหวีให้เรียบไปกับทรงศรีษะและถูกจัดทรงอย่างดูดี เงยหน้าจากจอแทปเล็ตขึ้นมาส่งยิ้มให้ชานนท์ ชานนท์รูสึกถึงรัศมีของคุณหมอส่งออกมาอย่างเจิดจ้า ‘หล่อ... ไม่สิ...ดูสวยมากกว่า’ ชานนท์คิดในใจเมื่อเห็นวงหน้าและผิวที่ยังไม่ได้เติมแต่งอะไร แต่ก็ทำให้ผู้หญิงและผู้ชายหลายคนอายได้
“วันนี้เป็นไรมาครับ เห็นพยาบาลบอกหมอว่า มีรอยพกช้ำ เพราะอุบัติเหตุ.... ไหนหมอขอดูใกล้ๆ หน่อยครับ” หมอเอิร์ธพูดจบก็ขยับเข้ามาใกล้ชานนท์ที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ  ชานนท์รู้กระอักกระอ่วนทันทีที่ได้ยินหมอพูดสิ่งที่เขาโกหกออกไป
“อืม.......” หมอเอิร์ธมองรอยพกช้ำที่ร่างกายสลับกับที่ใบหน้าของชานนท์ “แปลกนะ...... แสดงว่าเป็นคนซุ่มซ่าม มากเลยนะ” หมอเอิร์ธเอนหลังกลับไปนั่งในท่าเดิม
“อะไรนะครับ” ชานนท์กำลังงงที่คุณหมอพูดออกมา
“ก็รอยพกช้ำพวกนี้ มันมีทั้งเก่าและใหม่.....อืมไหนลืมตากว้างๆหน่อยครับ” พูดจบคุณหมอก็หยิบไฟฉายและอุปกรณ์ต่างๆออกมาทยอยทดสอบชานนท์ในรูปแบบต่างๆ
“ครับ?” ชานนท์พูดเป็นเชิงสอบถามถึงอาการตนเองหลังถูกคุณตรวจสอบและซักถามถึงอาการต่างๆ อีกสี่ห้าชุดคำถาม
“เฮ้อ.... เห็นแบบนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะชอบเรื่องทะเลาะวิวาทนะ” หมอเอิร์ธถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพูด
“อะไรนะครับ?!?” ชานนท์ตกใจที่คุณหมอยอดนักสืบคนนี้เดาถูกแม้แค่เห็นรอยพกช้ำต่างๆของเขา
“เอาน่ะ.... มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของหมอหรอกนะ แต่ครั้งนี้ถือว่าโชคดีนะที่ไม่เป็นอันตรายอะไร จะทำอะไรก็คิดเยอะๆ หน่อย คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงแฟนเราที่มาด้วยกันด้วย!” หมอเอิร์ธร่ายยาว
“เดี๋ยวๆ นะ หมอ!! มันไม่ใช่อย่างที่หมอคิดนะ คือ.......” แล้วชานนท์ก็เล่ายาวตั้งแต่โดนซ้อมครั้งแรกจนถึงครั้งนี้ เล่าถึงทุกตัวละครที่เกี่ยวข้องอย่งละเอียดในเวลาแค่ห้านาที
“อืม...... สรุปว่าคนที่พาเรามาไม่ใช่แฟนเรา?”
“ไม่ใช่สิครับ!! ผมไม่รสนิยมแบบนั้น”
“หมอว่าเขาก็หล่อดีนะ แถมดูเป็นห่วงเธอมากเลยด้วย”
“เหรอฮะ?”
“เออสิ... เห็นบอกให้หมอช่วยดูแลให้ละเอียดเลย เพราะนายท่าทางจะโดนหนักกว่าเขา คำพูดของเพื่อนเธอทำให้หมอเดาได้หลายอย่างเลยล่ะ”
“จะว่าไป เขาก็ไม่เชิงเป็นเพื่อนผมหรอก เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น!”
“จ้า...จ๊ะ... แต่หมอมีเรื่องถามต่อ... อีกเรื่อง!” หน้าตาหมอเอิร์ธดูจริงจังมากขึ้น และมีรอยยิ้มแสดงความดีใจลิงโลดแฝงมา “คนชื่อ ‘หลง’ ชื่อจริงชื่อว่าอะไร?”

เป็นคำถามที่ทำให้ชานนท์งงไปอีกหลายวัน แต่ก็ไม่กล้าเล่าให้หลงฟังเพราะมันดูประหลาดเกินไป

...................

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด