♪♫~MUSIC BOX ♪♫~ #นิยายกล่องดนตรี EPILOGUE : MUSIC BOX -END- up*9/03/19
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ♪♫~MUSIC BOX ♪♫~ #นิยายกล่องดนตรี EPILOGUE : MUSIC BOX -END- up*9/03/19  (อ่าน 39937 ครั้ง)

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
ขนาดนั้นเลยเหรอพี่เบน
เวลาน้องอ้อนมันน่ารักนี่นะ เข้าใจ ๆ

ออฟไลน์ Gokusan

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +269/-1
สงสารน้อง...น้องคงคิดถึงแม่มากอ่ะ
ยิ่งเวลาป่วย ความอ่อนแอจะทำให้เราอยากอ้อนมากขึ้น
แม้เขาจะยังอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้อยู่ข้างเรา...เจ็บเนาะ สงสาร

พี่เบนรักน้องมากๆ ล่ะ เป็นความอบอุ่นของน้องเถอะเนอะ ^^

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 920
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ RIBBINBO

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-2
MUSIC BOX
#นิยายกล่องดนตรี

ผมเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจดนตรี
แต่มีเครื่องดนตรีเดียวที่ผมชอบคือ ไวโอลิน – เบนจามิน เกียรติธนธาดา

ผมเติบโตมาพร้อมกับครอบครัวนักดนตรี ผมเล่นดนตรีได้ทุกอย่าง
ยกเว้น ไวโอลิน – คีตา นันทสกุล


CHAPTER.8 : Be jealous



“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วนะครับ อีกอย่างหมอเดาว่าคุณคีตาต้องทำงานที่ไม่เป็นเวลาแน่ๆ จากผลตรวจร่างกาย”

“กินข้าวไม่เป็นเวลา บางครั้งก็ลืมและก็ดื่มกาแฟวันละสี่ห้าแก้วด้วยครับ”

คุณหมอหันมามองคนที่ตอบแทนทุกอย่างมีการย้ำว่ากินแต่ของไม่มีประโยชน์ ข้าวก็ไม่ค่อยกินวันๆ ซัดแต่กาแฟ  คนป่วยที่ใส่ผ้าปิดปากอยู่ทำท่าจะดึงออกแล้วมาเถียงแต่เบนก็ไวกว่าเอื้อมมือมาปิดปากคนป่วยไว้ทัน

“พักผ่อนก็น้อยด้วยครับ บางวันนอนเช้าบางวันก็ไม่ยอมนอน”

“งานสายอาร์ทแน่ๆ แบบนี้”

“นักดนตรีครับ”

“ปกติเลยครับ หมอเจอมาเยอะคนไข้สายอาชีพนี้คนที่มาหาหมอไม่ใช่เจ้าตัวเองหรอกนะ ญาติๆ คนใกล้ตัว แฟนมั่ง เพื่อนมั่ง บางคนนี่หามมาหาหมอแบบไม่ได้สติ ลืมตาตื่นขึ้นมายังถามหาโน๊คบุ๊ค แม๊คบุ๊คที่ใช้ทำงานอยู่เลย”

“กลัวว่าสักวันจะเป็นแบบนั้นเหมือนกันครับ”

“หมอเข้าใจนะ งานแบบนี้มันทำเป็นเวลาลำบากแต่คนไข้ก็ต้องเข้าใจคนที่เขาเป็นห่วงด้วยนะครับ อย่าหักโหมเกินไปในเคสของคุณคีตาลดกาแฟลงหน่อยก็ดีครับ”

คุณหมอยังอมยิ้มตอนที่เขาพูดเรื่องนี้จริงจังกับคนไข้เรื่องผลเสียที่จะเกิดขึ้นถ้ายังใช้ชีวิตแบบนี้ คนไข้ชื่อคีตาทำท่าเหมือนเด็กที่โดนสั่งห้ามกินอมยิ้มเพราะฟันผุ ไอ้อาการหูลู่หางตกมันน่าเอ็นดูดีมีเสียงเยาะเย้ยจากคุณเบนจามินเป็นเสียงประกอบ นี่เขาเองก็รู้จักคุณเบนดีเขารักษาเกียรติธนธาดามาทั้งตระกูล ทั้งๆ ที่คุณเบนก็บอกว่าคุณคีตาเป็นคล้ายๆ พนักงานของ KTD เลยดูแลเป็นพิเศษจะว่าไปก็พิเศษจริงๆ เพิ่งเคยเห็นคุณเบนหอบผ้าหอบผ่อนมาเฝ้าไข้ใครสักคนก็คราวนี้

คุณหมอขอตัวไปตรวจคนไข้ต่อ คีตาเลยดึงผ้าปิดปากออกกำลังจะเงยหน้าถามเรื่องที่จะได้กลับบ้านพรุ่งนี้แต่ก็ต้องเงียบลงเมื่อเบนจามินวางถุงบางอย่างไว้บนโต๊ะทานข้าวตรงหน้า

“หายเจ็บคอหรือยังกินได้หรือเปล่า”

“เอามาจากไหน”

“มีคนฝากมาให้”

“เขามาที่นี่เหรอ”

“คุณหลับอยู่คงไม่อยากกวนแต่เขาฝากนี่ไว้ที่ผม บอกว่าเวลาที่คุณไม่สบายคุณจะต้องกินทุกครั้ง”

คีตาเอื้อมมือไปหยิบถุงกล้วยปิ้งเจ้าโปรดมาถือไว้ก่อนจะจิ้มแล้วลิ้มรส มันยังคงอร่อยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน คนป่วยยังคงเคี้ยวอยู่อย่างนั้นพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเรื่อยๆ คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงเขยิบเข้าไปใกล้ๆ แล้วจับศีรษะคีตาให้ซบลงมา

“คนอะไรกินกล้วยปิ้งไปร้องไห้ไป”

ใจจริงก็อยากจะถามให้มันรู้เรื่องแต่เบนก็รู้ดีว่าเขายังไม่ได้รับความไว้ใจถึงขนาดที่คีตาจะเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง และเบนรู้ดีว่ากล้วยปิ้งนี่มาจากใคร ตอนเช้าก่อนที่เบนจะออกไปทำงานคนป่วยยังคงนอนหลับสนิทพอเดินลงไปข้างล่างแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเอกสารไว้ที่โต๊ะเลยต้องกลับขึ้นมาใหม่เห็นอยู่นานว่ามีผู้หญิงวัยกลางคนถือถุงอะไรสักอย่างเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องทำท่าจะเข้าแต่ก็ไม่กล้าเปิด เบนยกนาฬิกาขึ้นมาดูใจจริงก็อยากจะรอดูเหตุการณ์ต่อแต่เขาจะสายไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว

“ขอโทษนะครับ มาเยี่ยมคีตาหรือเปล่า”

“อ้อ..ค่ะคือดิฉันไม่ทราบว่าคุณ”

“ผมเบนจามินเป็น..เป็น…..เอาเป็นว่าตอนนนี้ผมทำงานกับคีตาเข้าไปรอข้างในไหมครับอีกสักพักคีย์น่าจะตื่นแล้ว”

“ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะฉันฝากนี่ให้คีย์หน่อยได้ไหมคะไม่ต้องบอกก็ได้ว่าใคร”

“กล้วยปิ้ง?”

“ค่ะ เวลาแกไม่สบายอยากกินร้านนี้ตลอดเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”

“คีตาดีขึ้นแล้วครับอีกไม่กี่วันก็กลับบ้านได้แล้ว”

“ขอบคุณนะคะ”

แววตาเป็นห่วงจนปิดไม่มิดทำให้เบนเลือกที่จะบอกอาการให้คนตรงหน้ารับรู้ ใจชื้นขึ้นมาหน่อยที่เธอยิ้มรับพร้อมกับเอ่ยขอบคุณที่เขาช่วยดูแลคีตาเบนคิดไว้แล้วว่าคงเป็นแม่ของคนป่วยที่นอนอยู่ในห้องคงมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถเจอกันได้เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องอ่อนไหวเบนเข้าใจดี



MUSIC BOX


คีตาหายป่วยเป็นปลิดทิ้งแล้วก็กลับมาบ้างานเหมือนเดิม ยังดีที่บอกอะไรแล้วเชื่อฟังขึ้นมาบ้าง วันนี้มีประชุมความคืบหน้าของโปรเจคสิบเพลงรักเบนจามินร้อนใจมากที่ครั้งนี้เขาไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้เพราะต้องอยู่ต้อนรับทีมงานโปรดิวเซอร์จากอเมริกาของมาร์ค มาร์ติน แน่ละโดนบังคับให้อยู่ต้อนรับกันทั้งตระกูล

“ผมจัดการได้คุณเบนไปทำงานเถอะ”

“เมธัสแกล้งคุณขึ้นมาจะทำไง”

“พี่มาร์ชก็อยู่”

“ห่วงกว่าเดิม”

“ไม่เชื่อว่าผมจะทำได้เหรอ”

“ผมอยู่ด้วยอุ่นใจกว่า”

มาร์ชกำลังยืนเกาะประตูพยายามฟังคนสองคนที่ยืนเถียงกันเรื่องเข้าประชุมมาเกือบสิบนาที คุณคีตาก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าประชุมได้ไม่มีปัญหาแต่คุณเบนก็ถามวนไปวนมาอยู่นั่นนี่ก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะได้เข้าประชุมหรือเปล่า วันนี้คุณคีตาแต่งตัวเป็นทางการนิดนึงมีเซ็ทผมเปิดหน้าผากดูโตกว่าเดิมแก้มนี่ป่องน่าบีบคาดว่าคงโดนคุณเบนขุนให้อ้วนขึ้นหลังจากออกจากโรงพยาบาล

“โอเคนะ”

“โอเค”

“ถ้ามีอะไร”

“ให้โทรหาคุณเบนทันที”

“ถ้าโทรแล้วผมไม่รับ”

“ให้โทรหาคุณเบอร์ดี้ คุณบี คุณบุ๊ค คุณเบ คุณบอย หรือคุณ บ คนอื่น”

“ผมอยู่ชั้นไหน”

“25”

ร่ำลารอบที่สามร้อยจนสุดท้ายมาร์ชต้องเป็นคนพาคุณคีตาเข้าห้องประชุมเองไม่งั้นวันนี้ไม่ต้องทำอะไรกันทั้งนั้น พอเข้ามาในห้องบรรยากาศก็เย็นยะเยือกขึ้นมาทันทีคุณเมธัสเหมือนไปฝึกพลังมาหลังจากประชุมครั้งก่อนๆ โดนตอกหน้าซะจนหน้าหงายแต่ดูคุณคีตาจะเตรียมตัวมาพร้อมเช่นกันเห็นกระชับกีตาร์ที่สะพายอยู่แล้วเป็นฝ่ายทักคุณเมธัสก่อน

โห..เก่งขึ้นเยอะ



“เมธัสไม่มาด้วยเหรอวะทุกทีไม่เคยพลาดงานระดับนี้ปกติเห็นหน้าตลอด”

“เจ้บุ๊คใช้คำว่าเสนอหน้าเลยเหอะพูดมาขนาดนี้”

“มีประชุมโปรเจคสิบเพลงรักไง ไอ้ตี๋น้อยของเราถึงได้มานั่งอยู่นี่”

“นี่ทายาทนั่นใคร”

“เฮียเบออกตัวแรงมากว่าทีมไหน”

“เอ๊า..นี่น้องเราเฮียเลี้ยงไอ้เบนมาตั้งแต่มันเกิดรถบังคับคันโปรดเฮียยังยกให้มันเลย แล้วนี่เป็นอะไรนั่งหน้าเครียดอยู่ได้”

“ไม่รู้ว่าคีตาจะโดนเมธัสทำอะไรบ้าง เบนไม่สบายใจเลยเฮีย”

พี่น้องเกียรติธนธาดาเงียบลงทันทีเมื่อน้องชายคนเล็กนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่ยอมเลิก ทุกคนรู้จักเบนจามินดีก็ประคบประหงมกันมาตั้งแต่มันเกิด อาตี๋น้อยตาตี่ที่ร่าเริงอารมณ์ดีเอาแต่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเป็นคนสร้างบรรยากาศในครอบครัวนี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นเบนจามินในมุมแบบนี้เหมือนกัน

“ทุกทีตีกันแรงเหรอวะเวลาประชุม”

“สำหรับเบนมันชินไงเฮียเมธัสแม่งหาเรื่องทะเลาะมาตั้งแต่เก้าขวบแต่คีตาไม่เคยเจอ เดี๋ยวมานะไปโทรหามาร์ก่อน”

“มันเพิ่งลุกไปโทรหามาร์ชเมื่อสิบนาทีที่แล้วไม่ใช่เหรอวะ”

“สนิทกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหนเจ้เบอร์ดี้บอกว่าตอนแรกทะเลาะกันแทบตาย”


เบนจามินไม่รอใครตอบอยู่ดีๆ ก็ลุกเดินไปที่อื่นทุกคนได้แต่มองตามน้องชายคนเล็ก เจ้บีถามขึ้นมาว่าเบนจริงจังกับงานขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จริงๆ ก็สังเกตมานานแล้วเบนทำตัวดีขึ้นจากคนที่เล่นไปวันๆ ก็ตั้งใจทำงานมากขึ้นแถมยังใส่ใจรายละเอียดงานชนิดที่ทีมงานที่ทำงานด้วยยังตกใจแถมยังชมให้เจ้าสัวกรรณยิ้มซะจนหน้าบาน

อีกอย่างที่เปลี่ยนจนพี่ๆ น้องๆ แปลกใจคือเรื่องความเจ้าชู้ เมื่อก่อนนี่เปลี่ยนแฟนเปลี่ยนคนคุยแทบทุกเดือน ถึงตอนนี้จะยังมีนัดทานข้าวกับพวกดาราและนางแบบอยู่บ้างแต่ส่วนมากก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจ และนอกรอบหลังหกโมงก็ปฏิเสธหมดอยากจะกลับแต่คอนโดอย่างเดียว

เปลี่ยไปเยอะเบนจามิน


เบนนึกว่าคีตาจะเลิกประชุมก่อนเขาแต่คิดผิดเกือบสี่โมงแล้วคีตากับมาร์ชก็ยังไม่ออกมาจากห้องประชุม ผู้ช่วยมาร์ชมีการสั่งว่าห้ามเขาโทรมาหาอีกจนกว่าจะเลิกประชุมน้ำเสียงเด็ดขาดมากด้วยมีการตัดสายทิ้งอีกต่างหากเริ่มไม่แน่ใจว่าใครเป็นเจ้านายกันแน่

นั่นแหละถึงได้มานั่งเป็นหมาหงอยอยู่นี่ ทันทีที่ห้องประชุมเปิดออกเบนก็กระเด้งตัวขึ้นมาจากเก้าอี้ทันที หน้าตาของมาร์ชกับคีตาดูร่าเริงหัวเราะคิกคักท่าทางการประชุมจะผ่านไปได้ด้วยดีมาร์ชพอเห็นท่าเจ้านายก็ยิ้มร่าพร้อมกับรายงานที่ประชุมวันนี้ให้เจ้านายฟัง

“วันนี้ราบรื่นดีครับคุณเบน คุณคีตาเก่งมากตอกกลับคุณเมธัสได้ทุกคำถาม คุณเมธัสเองก็ดูซอฟๆ ลงไม่เถียง ไม่แซะ ไม่แขวะไม่ด่า ดีที่คุณเอกกับคุณสองเข้ามาร่วมประชุมด้วยคุณคีตาเลยได้โชว์เพลงที่แต่งให้ทุกคนฟัง ก่อนออกจากห้องคุณเมธัสยังชมคุณคีตาด้วยนะครับว่าวันนี้แต่งตัวน่ารักดี เซ็ทผมแบบนี้ดูแก้มป่องกว่าเดิมเห็นแล้วน่าจับ”

“……………………………………………………….”

มาร์ชยิ้มปิดประโยคสุดท้ายแล้วหันมามองเจ้านายที่ตอนแรกฟังที่เขารายงานสถานการณ์ในห้องประชุมด้วยสีหน้านิ่งระดับสิบแต่ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าอยู่ดีๆ ถึงได้คิ้วขมวดขึ้นมาซะเฉยๆ

“ฟังแล้วสบายใจแล้วใช่ไหมครับคุณเบน”

เบนจามินโยนปากกาที่หมุนไปหมุนมาลงบนโต๊ะทำงาน
แล้วเงยหน้ามองคีตาที่วันนี้ก็ดูน่ารักตามที่ใครหลายคนบอก

“ก็ยังอยากถีบเมธัสเหมือนเดิมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ!”



MUSIC BOX


“วันนี้กินเหล้าเนื่องจากอะไรวะ”

“เนื่องจากคุณชายทิมคิดงานไม่ออกเลยขอแดกเหล้าเผื่อไอเดียมา”

นานๆ ทีแกงค์ลูกเพื่อนแม่จะดื่มแอลกอฮอล์ในวันธรรมดาเพราะทุกคนมีงานมีการทำกันทุกคน จะดื่มแล้วเมาหัวราน้ำทุกวันแล้วตื่นหกโมงเช้าไปทำงานก็คงไม่ใช่ รามิลสะกิดให้คินดูว่าท่าทางจะมีคนเครียดว่าทิมเพราะตั้งแต่มาถึงร้านเบนจามินก็ฟาดเหล้าไม่ยั้ง ไม่พูดไม่จาชงเหล้าอย่างเดียวพอเห็นแบบนั้นทุกคนก็ได้แต่ปล่อยให้ดื่มมาแบบนี้ไม่ยอมเล่าแน่ๆ ว่ามีเรื่องอะไร

“อ้าว คีตา”

รามิลเป็นคนทักขึ้นเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งเดินเข้ามาที่โต๊ะข้างๆ คือบรรดาโปรดิวเซอร์ของ KTD  หนึ่งในนั้นมีคีตา นันทสกุล เบนลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหาเขารู้แล้วว่า หลังจากที่เขาบอกคีตาว่าวันนี้มีนัดกินข้าวกับแกงค์ลูกเพื่อนแม่ให้คีตากลับคอนโดก่อนได้แต่คีตาก็ขอทำงานที่ KTD ต่อ เบนเดินมาชนแก้วกับพี่เอกพี่สองแล้วแกล้งทำเป็นผลักหัวนักแต่งเพลงที่กำลังยกแก้วขึ้นมาดื่มเบาๆ

“เฮ้ย พี่เอกไม่เจอกันนานเลยพี่นึกว่าลืมร้านผมไปแล้ว”

“ดนตรีสดร้านมึงดีมากกูจะลืมได้ไง”

“เออ ตอนนี้เจอปัญหาแล้วพี่ มือกีตาร์โดนรถชน ไม่เป็นอะไรมากแต่คงเล่นวันนี้ไม่ได้นี่ก็หาคนสำรองกันให้วุ่น”

ทันทีที่ทุกคนในโต๊ะได้ฟังปัญหาทุกสายตาก็หันมามองคนที่นั่งดื่มเหล้าเงียบๆ ก่อนที่พี่เอกจะยิ้มออกมาแล้วหันมาบอกเจ้าของร้านที่ยังยืนหน้าเครียดอยู่

“สุดยอดมือกีตาร์อยู่ตรงนี้แล้ว”

คีตาเก่งขึ้นเยอะ..
ไม่ใช่แค่ฝีมือแต่เบนหมายถึงการเข้าสังคม ถ้าเป็นเมื่อก่อนบอกได้เลยว่าคีตาคงปฏิเสธไม่มีทางขึ้นไปเล่นกีตาร์บนเวทีแบบนี้แน่ๆ มันก็ดีแล้วที่เป็นแบบนี้เขาก็เคยเป็นคนพูดเองว่าอยากให้คีตาเปิดใจกับคนอื่นบ้างแต่ลึกๆ ยอมรับว่าเขาหงุดหงิดเวลาที่คนอื่นมาชมคีตาว่าน่ารักบ้าง แก้มป่องน่าบีบบ้าง

เขารู้ว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไรแต่
แค่ยังไม่อยากบอกให้ใครรู้ก็เท่านั้น


“สุดยอดเลยพี่ คีตาโคตรเก่ง”

“น่ารักอีกต่างหาก ผู้หญิงกรี๊ดกันใหญ่ตอนผมแนะนำว่ามีมือกีตาร์แบบเร่งด่วนมีคนส่งดอกกุหลาบให้ด้วยนะ ผมนี่ร้องมาหลายปียังไม่เคยได้สักดอก”

พอลงจากเวทีเจ้าของร้านเลยพาวงดนตรีมาแนะนำตัวพอรู้ว่าเป็นโปรดิวเซอร์ของ KTD ก็แทบจะก้มลงไปกราบ เอกเลยเรียกเบนจามินให้เดินมาหาพร้อมกับบอกว่านี่คือทายาท KTD ฝากเนื้อฝากตัวได้เลยเบนหันมามองนัทนักร้องนำเอาแต่ชมคีตาไม่หยุด ชมฝีมือการเล่นกีตาร์ก็ไม่แปลกหรอกแต่ไอ้คำว่าน่ารักๆ ที่เอาแต่พูดไม่หยุดนี่เริ่มทำให้เบนชักจะอารมณ์ไม่ดี

“แก้มป่องขนาดนี้เก็บอะไรไว้ที่แก้มเปล่าเนี่ย”

“เฮ้ย!”


เงียบ…..

กริบ…..


ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นตกใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นรวมถึงคีตาเอง ก็เมื่อนัทพูดประโยคนั้นจบและทำท่าจะจับแก้มของคีตาแต่เบนจามินคือคนที่ปัดมือนัททิ้งแล้วดึงให้คีตามายืนข้างๆ สายตาที่เบนมองนัททำให้แกงค์ลูกเพื่อนแม่ทุกคนลุกขึ้นมาจับตัวเบนไว้ก่อนที่เหตุการณ์มันจะร้ายแรงกว่านี้ รามิลกลัวว่าสถานการณ์จะยิ่งแย่เลยรีบขอตัว

“เดี๋ยวผมพาเบนกลับก่อนแล้วกันพี่เอกพี่สอง ดื่มไปเยอะแล้วเหมือนกัน”

“ขับได้แน่นะ”

“ผมไม่ได้ดื่มไม่เป็นไรครับ คุณคีย์จะกลับด้วยไหมครับหรือจะอยู่ต่อ”

คีตาเลยขอตัวกลับด้วยเพราะอยู่ต่อเขาก็ทำตัวไม่ค่อยถูกเหมือนกัน เบนจามินบอกลาทุกคนก่อนจะเอ่ยขอโทษที่เสียมารยาทกับวงดนตรีของร้าน ดีที่เจ้าของร้านไม่คิดอะไรมากไม่ได้ติดใจเอาเรื่องอะไร เอกกับสองมองตามเบนที่เดินออกนอกร้านไปแล้วทั้งๆ ที่มือยังจับคีตาไว้ไม่ยอมปล่อย

“แก้มคีตานี่กลายเป็นสมบัติของ KTD ตั้งแต่เมื่อไหร่”



คีตาไม่รู้ว่าคุณเบนเมาหรือเปล่า
ตั้งแต่คุณรามิลมาส่งที่คอนโดก็เอาแต่ก็นั่งนิ่งๆ อยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่นนานแล้วขนาดคีตาเข้าไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเป็นชุดนอนคุณเบนก็ยังไม่ลุกไปไหน ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ร้านอาหารคีตาเลือกที่จะไม่ถามถึงเหตุผลที่คุณเบนทำแบบนั้นกลัวว่าจะอารมณ์เสียมากกว่าเดิม

เขาไม่ใช่เด็กวัยใสและรู้ด้วยว่าที่คุณเบนทำอยู่มันเรียกว่าอะไร แต่จะให้พูดตรงๆ มันก็ดูหลงตัวเองเกินไปหน่อยเลยเลือกที่จะเงียบอยู่แบบนี้  พอเห็นว่าเบนไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวไปไหนคีตาเลยตัดสินใจเดินเข้าไปหาพยายามเรียกแล้วก็ไม่เห็นตอบอะไร อาจจะอยากอยู่คนเดียวคีตาเลยเลือกจะเดินกลับไปที่ห้องสตูดิโอแต่อยู่ดีๆ ก็โดนคว้าให้ลงมานั่งตัก

“คุณเบน”

เบนยอมรับว่าเขาดื่มเข้าไปเยอะอยู่เหมือนกันแต่มันก็ไม่อยากนอนตอนนี้มันเหมือนมีเรื่องค้างคาใจอยู่อยากจะพูดให้มันรู้เรื่องไปเลย เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงควบคุมตัวเองไม่ได้ตอนที้เห็นว่านัทเอื้อมมือจะมาจับแก้มคีตา ถ้าแกงค์ลูกเพื่อนแม่ไม่จับตัวเอาไว้เขาอาจจะเผลอปล่อยหมัดออกไปแล้วก็ได้ เบนถอนหายใจแล้วมองหน้าคนที่เขากอดไว้นี่ก็ไม่เคยระวังตัวอะไรทั้งนั้นน่าจับมาตีจริงๆ

“หวงแก้มหน่อยดิวะ”

“…………………………………………………”

“อย่าให้ใครมาจับง่ายๆ ”

“…………………………………………………”

“ไม่ชอบเลยจริงๆ โคตรไม่ชอบให้พี่จับคนเดียวไม่ได้เหรอไง”

“ยังไม่เคยมีใครได้จับแก้มผมเลย”

“…………………………………………………”

“นอกจากพี่เบนคนเดียว”

“…………………………………………………”

คีตาตอบคนเมาคิดว่าเมาแหละถึงได้ทำอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเปล่าเบนจามินถึงได้กระชับกอดคนบนตักไว้แน่นก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบแก้มคนตรงหน้าเบาๆ คีตาไม่ได้ถอยหนีไปไหนสายตาที่มองกันทำให้สองคนเลือกที่จะเงียบระยะห่างมันค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเบนจามินกดจมูกลงบนแก้มนุ่มที่อยู่ตรงหน้าคีตาเลยกำเสื้อเบนจามินไว้แน่น

“เมาหรือเปล่า”

คีตาถามขึ้นเบาๆ เมื่อเบนจามินเอาแต่หอมซ้ำๆ
และไม่ยอมปล่อยให้เขาลุกไปไหนเบนเลยผละออกมามองหน้าก่อนจะบอกใกล้ๆ


“เมา…แต่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่และพรุ่งนี้ก็ไม่ลืมด้วย”







Q: หวง

PATTO : นับวันประโยคของคีตาจะสั้นลงเรื่อยๆ แต่แบบนี้ต้องมีความรักแน่ๆเลย เราติดตามคีตามาหลายปีเราสัมผัสได้ถึงจะไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาแต่เราสัมผัสจากตัวอักษรและเพลงที่คีตาแต่งเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเพลงเศร้าแล้วเล่นกีตาร์เพลงแอบรักก็เป็นด้วย ดีจังชีวิตจะได้สดใสนะคีตา ส่วนเรื่องหวง.. ถ้าเราหวงเขาเนี่ยง่ายมากก็อยากให้เขาเป็นของเราคนดียว ทำแบบนี้ๆกับเราคนเดียวแต่ถ้าเขาห่วงเราก็กลับกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเขาไม่อยากแบ่งให้ใครเขาอยากมีสิทธิ์เพียงแค่คนเดียว..





TO BE CON

ตอนที่ 8 แล้วก็ยังได้แค่หอมแก้ม โถ…พี่เบน

#นิยายกล่องดนตรี  #ซีรีส์ลูกเพื่อนแม่
twitter @ribbinbo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2019 22:42:44 โดย RIBBINBO »

ออฟไลน์ Gokusan

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +269/-1
เรียกได้ว่ามีพัฒนาการนะ พี่เบน ^^

เป็นนี่ก็อยากเตะสกัดขาเมธัสเหมือนกัน ข้อหาน่าหมั่นไส้ 555

ออฟไลน์ KAZUMA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบตอนที่พี่ๆน้องๆอยู่ด้วยกัน  มันน่าร้ากกกกกก  เหมือนเบนเป็นเด็กน้อยของพี่ๆ :กอด1:

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
พอน้องปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ออร่าความน่ารักก็ฟุ้งกระจาย อีคนพี่ก็จะตายให้ได้

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
เคลิ้ม

ออฟไลน์ andaseen

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1

ออฟไลน์ fullmoonny

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
พี่เบนน่ารักกกกกกกก นี้เขากำลังมีใจให้กันแล้วใข่มั้ยคะ! โอ๊ยยยยยยเขิน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ suck_love

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 780
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1
ฮืออออ น้องแจ้มมของพี่ (//โดนเบนจามินต่อย)

ออฟไลน์ RIBBINBO

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-2
MUSIC BOX
#นิยายกล่องดนตรี


ผมเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจดนตรี
แต่มีเครื่องดนตรีเดียวที่ผมชอบคือ ไวโอลิน – เบนจามิน เกียรติธนธาดา

ผมเติบโตมาพร้อมกับครอบครัวนักดนตรี ผมเล่นดนตรีได้ทุกอย่าง
ยกเว้น ไวโอลิน – คีตา นันทสกุล

CHAPTER.9 : Your Energy




“เมา…แต่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่และพรุ่งนี้ก็ไม่ลืมด้วย”

ไม่น่าเชื่อคนเมาเลยว่ะ
คีตานั่งดื่มกาแฟอยู่ตรงเคาน์เตอร์ห้องครัววันนี้ตื่นเช้ากว่าทุกวันไม่เรียกว่าตื่นเช้าเรียกว่าไม่ได้นอนมากกว่าหลังจากเหตุการณ์ที่โซฟา ไอ้คนเมาที่เอาแต่หอมแก้มเขาไม่เลิกอยู่ดีๆ ก็นอนหลับซบลงตรงไหล่ตอนแรกก็นึกว่าแค่พักสายตาแต่ไปๆมาๆ คุณเบนก็หลับไปจริงๆ คีตาทำได้แค่จับให้นอนลงแล้วเช็ดหน้าเช็ดตาให้จะแบกเข้าห้องนอนก็กลัวว่าจะล้มกลิ้งไปทั้งคู่

คีตาลูบหน้าตัวเองพลางย้ำกับตัวเองอย่าไปถือสาคนเมาแค่หลับไปคืนนึงตื่นมาก็ลืมแล้วว่าทำอะไรลงไป แต่ต้องมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่มันก็ยากอยู่ ส่วนไอ้คนก่อเรื่องยังคงเดินไปเดินมาอยู่ในครัวท่าทางจะยังคงมึนหัวอยู่ถึงได้ทำอะไรช้ากว่าเดิมนี่ก็นั่งรอให้หยุดเดินสักที

“เอาไข่อะไรวันนี้”

“ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”

“ไข่กระทะไหม”

“ไม่หิว”

“ไข่ดาวระเบิดเมนูใหม่เดี๋ยวทำให้”

“คุณเบน”

“หืม?”

“ช่างเถอะ”

พอเห็นท่าทางของอีกฝ่ายคีตาก็คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าตัวก็คงจำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไป เลยต้องตัดบทบอกว่าทำอะไรก็ทำเถอะกินได้ทั้งนั้น ยิ่งเห็นว่าเบนจามินหันกลับไปทำอาหารตามเดิมคีตาเลยถอนหายใจ  ตอนแรกก็ทำใจไว้แล้วนะแต่เอาเข้าจริงมันอดจะรู้สึกน้อยใจลึกๆ ไม่ได้

จังหวะที่เบนเดินออกมาจากห้องครัวกำลังจะเดินผ่านคนที่นั่งหน้าบึ้งตึงก็ก้มลงมาจนชิดกับแก้มนุ่มก่อนจะกดจมูกลงบนแก้มเต็มแรงคนโดนหอมแก้มไม่ทันตั้งตัวตกใจจนแทบหงายหลังดีที่เบนคว้าเอวไว้ได้ทัน

“มอร์นิ่งคิสครับคีตาบอกแล้วว่าเมื่อคืนเมาแต่ไม่ลืม”


MUSIC BOX


“ไม่สบายกันหรือเปล่าครับ”

“เปล่า” / “เปล่า”


โห..ตอบเหมือนนัดกันมา

ที่ถามเพราะเห็นทั้งสองคนมีท่าทางแปลกๆ มาตั้งแต่เช้าคุณคีตาก็ดูหน้าแดงๆ เหมือนมีไข้ ตอนนี้มาร์ชมองทั้งคู่ที่นั่งกันอยู่คนละมุมห้องเจ้านายสุดที่รักก็นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเป็นเรื่องปกติแต่สายตาเอาแต่มองไปยังนักแต่งเพลงที่นั่งเกากีตาร์ไปเรื่อยเปื่อยพอคุณคีตาเงยหน้าขึ้นมามองกลับคุณเบนก็ทำเป็นแกล้งก้มหน้าก้มตาทำงานเหมือนเดิมท่าทางยังกะเด็กวัยรุ่นอายุสิบสามสิบสี่แก่จะจนจะสามสิบอยู่แล้วจะมองเขาก็มองเลย

ไม่ได้ดั่งใจจริงๆ เลยว่ะเจ้านายสมัยนี้

“เดี๋ยวคุณเอกกับคุณสองจะคุยกับคุณคีตาเรื่องเพลงที่ต้องแก้นะครับ อีกประมาณครึ่งชั่วโมง”

“ส่วนคุณเบนว่างจนถึงบ่ายโมงครึ่งเดี๋ยวมีประชุมกับคุณเบอร์ดี้และทีมงานของคุณแพรว เพราะฉะนั้นตอนนี้ฟรีไทม์”

“.................................................”

เบนมองไปยังผู้ช่วยที่ยังคงยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานก่อนจะส่งสายตาให้มาร์ชออกไปนอกห้อง แต่ท่าทางจะไม่ได้ผลเพราะผู้ช่วยมือหนึ่งยังคงยืนยิ้มอยู่ที่เดิม เบนจามินเลยได้แต่ถอนหายใจ

“ไปซื้อกาแฟให้หน่อยมาร์ช”

“คุณเบนไปซื้อกับคุณคีตาก่อนขึ้นมาแล้วไม่ใช่เหรอครับ”

“มีงานค้างไหม”

“ไม่มีเลยครับผมทำเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่สิบโมงเช้า”

“ฉันอนุญาตให้นายไปหาคุณจิ๊บPRชั้นสิบห้าได้ตามสบาย”

“งั้นผมไปเลยนะครับ มีอะไรด่วนให้โทรหาผมได้เลยครับผมจะรีบวิ่งขึ้นมามา”

“ไปเถอะ”

“ผมไปจริงนะ”

“จะไปไหนก็ไปเลยโว้ย!”

อีกนิดเบนจามินจะเขวี้ยงปากกาใส่หัวผู้ช่วยเนื่องจากกวนตีนเหลือเกิน ทันทีที่มาร์ชเปิดประตูออกจากห้องทำงานไปแล้ว เบนก็หันมามองนักแต่งเพลงที่ตอนนี้ก็ยังคงนั่งทำงานอยู่ เบนเองก็รู้สึกว่าตัวเองทำตัวเหมือนพวกวัยรุ่นวัยใสเข้าไปทุกที จริงๆ คีตาต้องไปทำงานรอพี่เอกกับพี่สองที่ห้องสตูดิโอแต่เบนจามินก็บอกให้มานั่งทำงานที่นี่

ก็แค่กลัวว่าไปนั่งทำงานคนเดียวจะเหงาก็แค่นั้น
ไม่มีเหตุผลอื่น (จริงๆ)

“เครียดอะไรขนาดนั้น”

“ผมไม่รู้ว่าจะใส่ดนตรีตรงนี้เป็นเสียงกีตาร์หรือเสียงเปียโนดี”

“ทำไมไม่ลองทั้งสองอย่างก่อนค่อยมาเลือกอีกที”

“ยังไม่เคยลองเสียงเปียโนไม่ได้เล่นนานแล้ว”

“งั้นผมลองเล่นให้ไหม”

เบนจามินถามซ้ำอีกครั้งเมื่อคีตาเอาแต่มองหน้าเหมือนไม่มั่นใจจนเบนต้องลากเอาตัวนักแต่งเพลงมาที่ห้องซ้อมดนตรีที่มีเปียโนสีดำตั้งอยู่ คีตายอมรับว่าตอนนี้เขาตื่นเต้นตั้งแต่รู้จักกันมาเขายังไม่เคยเห็นคุณเบนเล่นดนตรีเลยสักครั้งรู้อยู่หรอกว่าทายาทค่ายเพลงเรื่องดนตรีก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเผลอๆ อาจจะเล่นเก่งกว่าเขาด้วยซ้ำ

“ไม่ได้เล่นนานอาจจะมีผิดบ้างอย่าเพิ่งด่า”

“ใครจะกล้าด่าคุณเบน”

“โห..เจอกันวันแรกนี่ใครกันที่ด่าผมซะแทบไปไม่เป็น”

พอพูดเรื่องนี้ก็นึกขำอยู่เหมือนกันไม่นึกว่าวันนี้จะมานั่งอยู่ข้างๆกันได้โดยที่ไม่ต้องกระชากคอเสื้อต่อยกันคนละหมัด  คีตากำลังจะเปิดโน๊ตเพลงที่เขียนไว้ให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่เสียงเปียโนที่ดังขึ้นทำให้คีตาต้องหันกลับมามอง ทั้งจังหวะนิ้วมือและท่วงท่ารวมทั้งเสียงเปียโนที่ดังก้องภายในห้องนี้เหมือนหยุดทุกอย่างเอาไว้เหลือแค่

คนที่กำลังเล่นเปียโนอยู่ตอนนี้เท่านั้น..

“ทำไมคุณเบนถึงไม่ชอบดนตรี”

ทันทีที่เสียงเพลงหยุดลงและคีตาเองก็รู้ว่าเพลงที่เบนจามินเล่นนั้นมันระดับมืออาชีพไม่ใช่แค่เล่นได้ธรรมดาทั่วๆ ไป ที่เขาถามขึ้นมาก็เพราะเขาสงสัยทั้งๆ ที่ทำงานใกล้ชิดกับดนตรีขนาดนี้แต่ไม่เคยเห็นคุณเบนจะแสดงให้เขาเห็นเลยสักครั้งว่าชื่นชอบในดนตรี เคยเห็นถือกล่องใส่ไวโอลินก็แค่ตอนย้ายเข้ามาในคอนโดครั้งแรก แต่เขาเองก็ไม่เคยได้ยินเสียงไวโอลินเลยสักครั้ง แต่ไม่ใช่แค่ไวโอลินก็เห็นขนมาหมด ทั้งคีย์บอร์ด กีตาร์ไฟฟ้า กีตาร์โปร่งเลยไม่รู้ว่าคุณเบนชอบเล่นดนตรีอะไร

“ไม่ถึงกับไม่ชอบหรอกแต่แค่ตอนเด็กๆ ผมโดนบังคับให้เรียนดนตรีแทบทุกอย่างจนไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรก็เลยเฉยๆ ”

“ไม่มีเครื่องดนตรีที่ชอบเลยเหรอครับ”

“ตอนแรกไม่มีเลยเล่นได้ทุกอย่างแต่ไม่มีอันไหนที่ชอบเป็นพิเศษ”

“ตอนแรก?”

“มันมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ผมรู้ว่าที่จริงแล้วผมชอบอะไร เป็นเครื่องดนตรีเดียวที่ผมชอบแต่ตอนนี้…..ก็แค่กลับมาเฉยๆ เหมือนเดิม แล้วคุณล่ะทำไมถึงชอบกีตาร์”

“กีตาร์เป็นเครื่องดนตรีแรกที่พ่อกับแม่ช่วยกันสอนผม ผมก็เหมือนคุณเบนตอนเด็กๆ ผมลองเล่นทุกอย่างเพิ่งรู้ว่ามีแค่อย่างเดียวที่ผมเล่นไม่ได้ พยายามเท่าไหร่ก็เล่นไม่ได้”

“คือ?”

“ไม่บอกหรอกมันคือความลับของผม”

เบนจามินยกมือขยี้ผมคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะวาดแขนไปด้านหลังแล้วทำเป็นเล่นเปียโนต่อทั้งๆ ที่มีคีตาอยู่ในอ้อมแขน นักแต่งเพลงหันมามองหน้าคนที่ทำเป็นเล่นเปียโนหน้าตาเฉยแถมยังแกล้งขยับมือมาใกล้จนคีตาตัวแนบชิดกับอกกว้างแต่เห็นว่าเบนจามินเล่นเปียโนไปยิ้มไปเลยเลือกที่จะเงียบ

“คุณเบนจะกลับมาชอบดนตรีอีกครั้งได้ไหมครับ”

เสียงเปียโนเงียบลงเมื่อเบนจามินหยุดเล่นทั้งห้องเงียบสนิทเมื่อไม่มีเสียงเปียโน คีตารู้สึกว่าหัวใจเขาเต้นแรงเหมือนจะได้ยินเสียงออกมาข้างนอกไม่รู้ว่าเขาถามอะไรผิดไปหรือเปล่าอีกฝ่ายถึงได้เงียบไปแบบนี้ ยิ่งคุณเบนไม่ยอมพูดอะไรตอบกลับมาคีตาเลยค่อยๆ ขยับตัวออกมาแต่เบนกลับคว้าตัวให้กลับมากอดไว้ตามเดิม

“ชอบนักดนตรีด้วยดีไหมเริ่มจากคนเล่นกีตาร์แก้มเยอะๆ ก็ว่าดีเหมือนกัน”

“ผมไม่ใช่กีตาร์หรอกนะ”

“แล้วเป็นอะไร”

คีตาเงยหน้าขึ้นมามองเพิ่งรู้ว่าเราสองคนอยู่ใกล้กันขนาดนี้ก็เมื่อเห็นสายตาที่เบนมองเขาอยู่เหมือนกัน มือที่วางอยู่บนเปียโนค่อยๆ ยกขึ้นมากำเสื้อเชิ๊ตสีฟ้าที่เบนใส่อยู่ ท่าทางเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างเบนเลยก้มลงมาฟังใกล้ๆ

“กล่องดนตรี”


คีตาลูกแม่เหมือนกล่องดนตรี
เสียงเพลงจากลูกจะทำให้ทุกคนที่ได้ฟังได้รับพลังและมีความสุขทุกครั้งที่ได้ยิน




MUSIC BOX


คุณเบนโดนเรียกประชุมด่วน

ท่าทางเรื่องที่ประชุมจะเคร่งเครียดมากเพราะคีตาเห็นมาร์ชเดินกลับมาที่ห้องทำงานของคุณเบนด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คีตาแก้เพลงอยู่ที่สตูดิโอตั้งแต่ตอนบ่ายนี่ก็เกือบจะหกโมงเย็นแล้วคุณเบนก็ยังไม่ออกมาจากห้องประชุม ทันทีที่ประตูห้องทำงานเปิดออกคีตากำลังจะเอ่ยทักแต่ก็ต้องเงียบลงเมื่อเห็นว่ามีคุณเบอร์ดี้และคุณบีเดินตามคุณเบนเเข้ามาด้วย

“งานตอนนั้นเบนเซ็นอนุมัติไปได้ยังไง นี่เราได้อ่านเอกสารบ้างหรือเปล่า”

“.................................................”

“ดีที่คุณแพรวมาคุยกับเจ้ก่อนไม่งั้นเรื่องใหญ่กว่านี้แน่ๆ ”

“ขอโทษครับ”

“ไม่คิดเลยนะว่าเราจะทำงานชุ่ยได้ถึงขนาดนี้ เล่นอะไรให้มันเป็นเวลาหน่อยคนตามแก้มันเหนื่อย มันเดือดร้อนไปหมดเห็นบ้างไหม”

“ขอโทษครับ”

“เจ้เบอร์ดี้ บีว่าพอเถอะ”

“ถ้าปล่อยไปถ้างานหน้าพลาดขึ้นมาอีกจะทำยังไงกัน เจ้รู้ว่าหลังๆ มานี้เบนทำงานดีขึ้นแต่ครั้งนี้เจ้ปล่อยผ่านไปไม่ได้จริงๆ มันกระทบหลายฝ่าย”

“ขอโทษครับ”

“เอาเป็นว่าถือว่าเป็นบทเรียนแล้วกันอย่าให้มีเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก เราด้วยมาร์ชอย่าตามใจเจ้านายมากนักโตๆ กันแล้ว”

มาร์ชก้มหน้ารับคำก่อนที่คุณเบอร์ดี้จะเดินออกไปตามด้วยคุณบีที่ถอนหายใจแล้วเดินมาตบไหล่น้องชายคนเล็กเบาๆ ทั้งห้องเงียบสนิทไม่มีใครพูดอะไรออกมา คีตาได้แต่นั่งนิ่งอยู่ที่โซฟาเขาไม่เคยเห็นคุณเบนเป็นแบบนี้มาก่อนใบหน้าเคร่งเครียดแววตาเศร้าหมองถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็พอเดาได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นแบบไหน คีตาได้ยินคุณเบนบอกให้มาร์ชกลับบ้านได้แต่ผู้ช่วยก็ดูลังเลแต่สุดท้ายพี่มาร์ชก็ขอตัวกลับเมื่อเจ้านายเอาแต่นั่งหลับตาอยู่ที่โต๊ะทำงาน

“กลับเลยไหมครับหรือจะพักก่อน”

“กลับเลยแล้วกัน”

นึกว่าจะได้กินพิซซ่า KFC หรือสั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างอื่น แต่พอกลับมาถึงคอนโดเปลี่ยนชุดเรียบร้อยคีตาได้ยินเสียงดังออกมาจากห้องครัวเลยเดินออกมาดู ไม่คิดว่าคุณเบนจะทำอาหารเย็นเองเพราะตอนขับรถกลับคอนโดก็เงียบมาตลอดทาง คีตาเองก็ไม่กล้าจะถามอะไรเลยได้แต่นั่งเงียบๆ

คนที่ทำอาหารแต่หน้าตานิ่งสนิทแถมยังยืนเฉยๆ ไม่หั่นผักหั่นเนื้อสักทีเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอเห็นแบบนั้นคีตาที่ยืนกอดอกมองอยู่ตัดสินใจเดินกลับไปที่ห้องนอนแล้วหยิบกีตาร์ออกมาด้วย

“หากว่าเรากำลังสบายจงปรบมือพลัน~”

เงียบ..

“หากว่าเรากำลังสบายจงปรบมือพลัน~”

เงียบ

“หากว่าเรากำลังสบายจงปรบมือพลัน~”

คีตาหยุดดีดกีตาร์แล้วเดินมาพิงเคาน์เตอร์มองคนที่ยืนนิ่งๆ อยู่ตรงเตาเบนจามินหันมามองคนที่ถือกีตาร์อยู่ก่อนจะยกมือขึ้นมาตบลงบนแก้มนุ่มๆ สองครั้งตามจังหวะเพลง จากนั้นเสียงกีตาร์ก็เปลี่ยนไปเป็นเพลงสมัยเด็กที่เคยได้ยิน ทั้งเพลงช้าง เพลงเจ้าขุนทอง หรือแม้แต่เพลง ก๊าบๆ ๆ เป็ดอาบน้ำในคลอง น้องอันนาพอได้ยินเสียงเพลงก็กระโดดขึ้นมานั่งบนเคาน์เตอร์หางฟูๆ สะบัดไปมาตามจังหวะเพลง  เบนจามินจากที่หน้านิ่งก็เริ่มอมยิ้มเมื่อได้ยินเพลงที่ไม่ได้ฟังมานานแล้ว

“เครียดมากเหรอครับ”

“ผิดหวังกับตัวเองมากกว่า ไม่คิดว่าทำงานแย่ขนาดนี้มาร์ชก็โดนด่าไปด้วย”

“ผมเคยบอกคุณแล้ว คุณเบนทำงานเก่งแค่เล่นเยอะไปหน่อยแล้วก็ใส่ใจรายละเอียดงานอีกนิด”

“ผมไม่เคยโดยเจ้เบอร์ดี้ว่าขนาดนี้มาก่อนเลย”

“คุณเบอร์ดี้อาจจะยังโมโหอยู่ ไว้รอให้ใจเย็นกว่านี้ค่อยไปคุยดีกว่าไหมครับ”

เบนเดินเข้ามาหาคนที่ยืนถือกีตาร์อยู่ก่อนจะหยิบกีตาร์วางลงข้างๆ
แล้วสอดมืออุ้มนักแต่งเพลงให้นั่งลงบนเคาน์เตอร์

“กอดหน่อยได้ไหมครับวันนี้พี่เบนหนื่อยมาก”

“................................................”

ทันทีที่ได้ยินคีตาก็นิ่งไปสักพักแล้วยกมือขึ้นมากางออกก่อนที่เบนจะเขยิบเข้ามาใกล้พร้อมกับซบหน้าลงไหล่เล็กๆ นั่น แผ่นหลังกว้างที่เห็นอยู่ทุกวันวันนี้คีตารู้สึกว่าเบนจามินเหมือนกลับไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ  สัมผัสที่ลูบเบาๆ กลางแผ่นหลังทำให้เบนกระชับกอดให้แน่นขึ้น

“วันนี้จ๋อยเลย”

“ดูใช้คำ”

“โอ๋ๆ ยังไหวนะครับ”

“คีตา”

“ครับ”

“ขอบคุณ..เสียงเพลงจากคีตาเติมพลังให้พี่ได้จริงๆ ”

เบนยิ้มออกมาได้สักทีหลังจากเจอเรื่องแย่ๆ มาเบนยกมือขึ้นมาลูบแก้มคนที่นั่งอยู่บนเคาน์เตอร์เบาๆ  แต่พอจะก้มลงมาหาคีตาด็เอนตัวหลบ พร้อมกับบอกว่ามากไปๆ แต่เบนก็ไม่ยอมแพ้พยายามกอดคีตาไว้แน่นๆ เสียงหยอกล้อและเสียงหัวเราะดังลั่น


Q: เวลาที่เขารู้สึกแย่ทำอะไรให้เขายิ้มดีครับ

ALMOND:  แค่อยู่กับเขาไม่ทิ้งเขาไปตอนรู้สึกแย่ก็พอแล้วค่ะ

745 :  เล่นมุขตลกไหมเผื่อเขาจะหัวเราะออกมาเวลาแฟนเครียดเล่นมุขอะไรเอ่ยแบบห้าบาทสิบบาทก็หัวเราะแล้ว

Temtemmy:  ทำอาหารให้เขาไหมคะหรือไม่ก็พาเขาไปกินอาหารอร่อยๆ

U : หมูกระทะจะเยียวยาทุกอย่างเอง ไปเลยคีตา!

Winning : นักแต่งเพลงในดวงใจของผมมีแฟนแล้วเหรอครับ อย่าลืมแต่งเพลงรักเยอะๆ นะมันจะต้องเพราะมากแน่ๆ

Lovelike: สำหรับคนอื่นฉันเองก็ไม่รู้นะคะ แต่ฉันเชื่อว่าดนตรีของคีตาจะทำให้เขายิ้มได้ฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ ^^





ถ้ามีโจรเข้ามาตอนนี้ของหายหมดคอนโดแล้ว
เจ้าของคอนโดไม่ได้สนใจเลยว่ามีใครเดินเข้ามาในห้อง

แกงค์ลูกเพื่อนแม่ทั้งสามคน รามิล ภาคิน และนพจินดายืนถือของพะลุงพะลังอยู่หน้าประตู  นี่ได้ไลน์จากเกียรติธนธาดาจนแทบทั้งตระกูลคนแรกคือผู้ช่วยมาร์ชที่ไลน์มาบอกเรื่องที่เกิดขึ้น คนที่สองคือเจ้เบอร์ดี้ที่ส่งสติกเกอร์ไลน์แหกปากร้องไห้มาเกือบยี่สิบตัวตามด้วยข้อความที่บอกว่าวันนี้ด่าน้องชายสุดที่รักไปฝากซื้อขนมมาให้เบนด้วย หลังจากนั้น เจ้บี เจ้บุ๊ค เฮียบาส เบส บี เบ บอย ก็ไลน์มาหาแกงค์ลูกเพื่อนแม่แทบทุกคน

ก็ไม่แปลกที่เบนจะเป็นคุณชายเอาแต่ใจก็โอ๋กันซะขนาดนี้

ตอนแรกทั้งสามคนโคตรร้อนใจกลัวว่าจะเบนจามินจะคิดมากก็เจ้เบอร์ดี้เล่นใหญ่ซะจนกลัวไปหมด แต่พอมาถึงไอ้ภาพตรงหน้านี่มันอะไรวะ เบนจามินยืนเอามือคร่อมคีตาที่นั่งอยู่บนเคาน์เตอร์ เห็นแว๊บๆ ว่าไอ้เบนฟัดแก้มคีตาหลายทีอยู่ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดี ไม่ได้เศร้าหมองอะไรทั้งนั้น  คินยืนมองสองคนที่ยังกอดกันอยู่อย่างนั้นก่อนจะหัวเราะออกมา


“คนสุดท้ายที่กูคิดว่าจะมีแฟนเป็นผู้ชายคือไอ้เบน คนแรกที่กูคิดไว้คือไอ้ทิมไปๆ มาๆ ไอ้มิลแม่งเป็นคนแรก สัสเอ๊ยผิดแผนกูไปหมด แล้วจะกอดกันอีกนานไหมวะคุณคีตาโดนฟัดจนช้ำหมดแล้วเนี่ย”








TO BE CON

ปล. ผิดแผนหมดเลยพี่คิน

#นิยายกล่องดนตรี  #ซีรีส์ลูกเพื่อนแม่
twitter @ribbinbo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2019 22:44:14 โดย RIBBINBO »

ออฟไลน์ Gokusan

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +269/-1
หูย~~~ อิจฉาเดอะแก๊งค์ได้เห็นช็อตเด็ด 555

ไม่ต้องมีขนมหรือหมูกระทะอะไร พี่เบนก็เติมพลังจากเสียงเพลงไปเต็มปอดแล้วจ้า~~~

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
คนมีความรักมักจะมีโลกส่วนตัวของพวกเขาแค่สองคน เดอะแก๊งค์เป็นส่วนเกินจ้า

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
พี่เบนโชคดีที่มี กล่องดนตรี แสนวิเศษอย่าง คีตา

ออฟไลน์ RIBBINBO

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-2
MUSIC BOX
#นิยายกล่องดนตรี


ผมเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจดนตรี
แต่มีเครื่องดนตรีเดียวที่ผมชอบคือ ไวโอลิน – เบนจามิน เกียรติธนธาดา

ผมเติบโตมาพร้อมกับครอบครัวนักดนตรี ผมเล่นดนตรีได้ทุกอย่าง
ยกเว้น ไวโอลิน – คีตา นันทสกุล


CHAPTER.10 :KEY


แกงค์ลูกเพื่อนแม่หอบของกินเหมือนเหมามาทุกร้านในประเทศไทย นี่ก็ไม่รู้ว่ามันมากันตั้งแต่ตอนไหน  แต่น่าจะนานจนเห็นอะไรเด็ด ๆ ไปบ้างถ้ารามิลไม่ส่งเสียงเรียกทั้งเขาและคีตาก็คงไม่รู้สึกตัว ไอ้คินคือคนแรกที่ส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้ดีที่มันไม่แซวออกมาไม่งั้นคีตาคงไม่กล้าโผล่หน้าออกมาจากห้องแน่ๆ

“นี่มันเยอะไปไหมวะกูอยู่กับคีตาแค่สองคนเองนะ”

“ไปถามญาติพี่น้องมึงนู่น สั่งไลน์แมนมาให้พวกกูที่บริษัท”

“เจ้เบอร์ดี้เล่นใหญ่สุดของเจ้แกคนเดียวก็ห้าถุงแล้ว”

เบนจามินยิ้มออกมาเมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากแกงค์ลูกเพื่อนแม่นึกว่าบรรดาพี่ๆ น้องๆ จะโกรธเขาจนไม่อยากจะมองหน้าแต่พอได้ยินแบบนี้ก็พอใจชื้นขึ้นมาหน่อย พรุ่งนี้ก็คิดเหมือนกันว่าจะไปกราบขอโทษเจ้เบอร์ดี้อีกทีให้เป็นเรื่องเป็นราวถ้ายังไม่หายโกรธว่าจะเอาพวงมาลัยไปกราบแล้ว

“แดกเหล้าได้ไหมวะ”

“ต้องลงไปซื้อที่นี่ไม่มี”

“กูฟังผิดเปล่าวะปกติที่บ้านเกียรติธนธาดานี่มีเหล้าแทบทุกยี่ห้อ”

“นั่นของเจ้าสัวกรรณนี่คอนโดเบนจามิน ถ้าอยากกินมากมึงลงไปซื้อกับไอ้ทิมนู่น”

แล้วมันก็ลงไปซื้อจริงๆ  เบนเลยนั่งคุยกับรามิลไปเรื่อยเปื่อยจนคีตาอุ้มน้องอันนาออกมาจากสตูดิโอแล้วมาร่วมวงด้วย พวกเขาไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ที่คีตาจะดื่มเหล้ายังไงก็ผู้ชายคนหนึ่งก็คงมีสังสรรค์กับเพื่อนบ้าง แต่ท่าทางจะคอแข็งกว่าที่คิดไว้ทั้งการชงเหล้า คีบน้ำแข็งหรือแม้แต่การผสมชงสูตรเหล้าที่พวกเขาเองก็ไม่รู้จักมาก่อนไอ้คินมองตาค้างเหมือนเจอสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในตอนนี้

“คีตาโคตรเท่เลยว่ะ”

“คณะที่ผมเรียนปาร์ตี้บ่อยเพราะมีงานกิจกรรมข้างนอกตลอด ก็จำๆ ที่เพื่อนทำมา”

“ไอ้เบนมึงเอาไอ้ทิมนอนนี่เลยแล้วกันพรุ่งนี้กูต้องไปเชียงใหม่ ส่วนไอ้มิลติดแฟนขนาดนี้ไม่มีทางนอนที่ไหนง่ายๆ”

“มึงก็ตะลอนๆ ดีเนอะคิน ไม่เบื่อเหรอวะรับงานขึ้นเหนือล่องใต้แม่งทุกอาทิตย์”

“ก็ยังไม่มีอะไรที่ทำให้กูอยากหยุดอยู่กับที่สักทีว่ะ”


“เหมือนกูคุยกับพระเอกละครกูจะรอดูหน้าคนที่ทำให้มึงหยุดเลยนะครับว่าเป็นคนแบบไหน”

กว่าปาร์ตี้เฉพาะกิจจะเลิกก็เกือบเที่ยงคืน รามิลแบกไอ้คินที่เมาไม่รู้เรื่องเพราะดื่มเหล้าที่คีตาชงแทบทุกแก้วกลับไปด้วย เบนจามินก้มลงมองทับทิมที่เมาหลับหนุนตักเขาตั้งแต่แก้วที่ห้า เสียงก๊องแก๊งที่ดังมาจากห้องครัวทำให้เบนอุ้มทิมเข้าไปนอนในห้องนอนตัวเองแล้วเดินออกมาหาคนที่กำลังยืนล้างแก้วอยู่

“ไม่เมาเลยเหรอไงเห็นดื่มไปตั้งหลายแก้ว”

“มึนๆ นิดหน่อยครับแต่ก็ยังโอเค”

“ของกินเยอะเต็มคอนโดขนาดนี้เราไม่อดตายแล้วคีตา”

“คุณเบน…คุณมีครอบครัวและคนรอบตัวที่ดีมากๆ”

คีตาเช็ดมือแล้วพลิกตัวมายืนพิงเคาน์เตอร์เขารู้สึกตั้งแต่วันแรกที่รู้จักเกียรติธนธาดา เจ้าสัวกรรณรักลูกทุกคนและพี่น้องเกียรติธนธาดาก็รักใคร่กันดีจากที่เคยทำงานด้วยยังไม่มีใครอิจฉาหรือชิงดีชิงเด่น อย่างน้อยจากเหตุการณ์วันนี้คีตาก็ได้เห็นว่าครอบครัวนี้รักกันมากแค่ไหน

มันต่างกับเขา..
ต่างกันมากจริงๆ

 “ผมก็รู้สึกว่าผมเองก็โชคดีครอบครัวทำให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้ม๊าผมบอกเสมอว่า ผู้ชายอย่างเบนจามินจะทำให้คนที่อยู่ด้วยมีความสุข”

“แล้วจริงไหม”

“ไม่รู้สึกเหรอครับ”

เบนเดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะยืนหน้าเข้ามาหาคีตารู้แล้วว่าผู้ชายอย่างเบนจามินนี่แหละที่เรียกว่าอันตราย ทั้งสายตา คำพูดและท่าทางทุกอย่างทำให้ใจสั่นได้ง่ายๆ คีตาไม่ได้ตอบในสิ่งที่เบนถามจนเบนต้องถามย้ำ พร้อมกับระยะห่างก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ จนคีตาต้องยกมือขึ้นมากั้นไว้พร้อมกับบอกเบาๆ ว่าคุณทิมอยู่

“มันสลบไปแล้วป่านนี้”

“คุณเบนเองก็นอนได้แล้วครับวันนี้ควรพักผ่อนโดนด่ามาเยอะ”

พอแยกย้ายเข้าห้องนอนคีตาได้ยินเสียงดังโครมครามมาจากห้องนอนของคุณเบนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอจะล้มตัวลงนอนเสียงเคาะประตูที่หน้าห้องก็ดังขึ้นอีกคีตาเลยต้องลุกขึ้นไปเปิด เจ้าของห้องนอนฝั่งตรงข้ามในชุดนอนสีน้ำตาลเข้มในอ้อมแขนมีหมอนหนึ่งใบกับแมวตัวอ้วนสีขาวที่หน้าตาไม่สบอารมณ์หนึ่งตัวยืนยิ้มอยู่หน้าห้อง

“ไอ้ทิมนอนดิ้นมากแล้วเตียงผมมันเล็กขอนอนด้วยคืนหนึ่งนะคีตา”

ไม่รู้เรื่องจริงหรือข้ออ้างแต่จะให้ปฏิเสธเจ้าของคอนโดก็คงไม้ได้ จริงๆ ก็อยากจะบอกพื้นที่ตรงห้องนั่งเล่นกว้างกว่าห้องนอนเขาตั้งเยอะแต่คุณเบนก็เดินฉับๆ อุ้มน้องอันนาเข้ามาในห้องมีการจัดแจงวางหมอนบนหมอนบนเตียงเรียบร้อยเลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

“หลับหรือยัง”

“ยังครับ”

“หมุนกล่องดนตรีไหม”

“มันเสียงดัง”

เบนลุกขึ้นหยิบหมอนมาพิงหัวเตียงแล้วหันมามองกล่องดนตรีที่วางเรียงอยู่ มันมีหลายรูปแบบแปลกตาดี พอเห็นคนที่นอนอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นมานั่งคีตาก็เลยลุกขึ้นมาบ้างพร้อมกับหยิบกล่องดนตรีรูปกีตาร์มาถือไว้

“ของสะสม?”

“มีคนให้เป็นของขวัญวันเกิดทุกปีครับเขาบอกว่าผมเหมือนกล่องดนตรี”

“ก็เหมาะกับคุณดีเยอะเหมือนกันนะ”

“คงไม่มีอีกแล้วครับคนที่ให้เขาไม่ได้อยู่กับผมแล้ว”

บรรยากาศเงียบลงเพราะเบนเองก็เข้าใจว่าคนที่คีตาหมายถึงน่าจะหมายถึงแม่มากกว่าคนรักจากที่เขาเคยเจอแม่ของอีกฝ่ายตอนที่คีตาป่วยมาแล้ว เบนหยิบกล่องดนตรีรูปกีตาร์ในมือคีตามาไขลานจนมันเกิดเป็นเสียงเพลง ทั้งๆ ที่มันเป็นเสียงเพลงเดิมที่คีตาได้ยินทุกวันแล้วก็ฟังมันมาตลอดหลายปีแต่ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้อยู่ดีๆ ถึงอยากร้องไห้ออกมา

คีตาเงยหน้าขึ้นมามองคนที่เอื้อมมือมาจับแก้มเบาๆ ก่อนที่เบนจะรั้งให้คนที่นั่งนิ่งซบลงตรงอก เสียงเพลงจากกล่องดนตรียังคงเล่นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับน้ำตาของคนในอ้อมกอดที่ร้องไห้เงียบๆ  เบนเลือกที่จะไม่ถามเรื่องราวความเป็นมาแต่เลือกที่จะกอดไว้แน่นๆ สัมผัสที่อ่อนโยนทำให้คีตายกมือขึ้นมากอดเบนไว้เหมือนกันเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่เคยลืมย้อนกลับเข้ามาอีกรอบ

“ที่ฉันยังอยู่ที่นี่ก็เพราะคีตารู้ไว้ด้วยนะคุณ! ถ้าไม่มีคีตาฉันไปตั้งนานแล้วฉันไม่อยากอยู่ที่นี่กับคุณอีกแล้ว!”


MUSIC BOX

สัมผัสตรงแก้มทำให้ทิมต้องลืมตาขึ้นมามอง และแน่นอนว่าต้องเจอหน้าน้องอันนาแมวสุดที่รักของไอ้เบนที่นอนเล่นอยู่ข้างๆ แล้วสะบัดหางมาโดนหน้า ทิมจับน้องอันนามาฟัดจนหนำใจก่อนจะตัดใจลุกจากเตียง นี่จำไม่ได้ว่าไอ้เบนมันนอนตรงไหนหรือมันนอนตรงพื้นข้างล่างก็ไม่รู้

แต่รู้สึกว่านอนสบายมากเหมือนนอนคนเดียว

“วันนี้ไข่กระทะใส่อะไรบ้าง”

“ไส้กรอก หมูสับ กุ้ง แฮมใส่หมดเลย”

“เลือกมาระหว่างไส้กรอกกับแฮม”

“บอกว่าใส่หมดเลย”

“แฮมแล้วกัน”

ทิมกำลังอุ้มน้องอันนายืนมองคนสองคนในห้องครัวที่กำลังเถียงกันเรื่องไข่กระทะ เป็นบทสนทนาที่ตลกดีทั้งๆ ที่อาหารที่เกียรติธนธาดาสั่งมาให้มีเต็มตู้แต่เบนเลือกที่จะทำอาหารเช้าเรื่องนี้ต้องรายงานให้แกงค์ลูกเพื่อนแม่รู้ เพราะไอ้เบนจามินเคยประกาศลั่นว่าการเริ่มมื้อเช้ากับใครสักคนมันเป็นสิ่งสำคัญ นี่ก็ไม่รู้ว่า..

คนที่เริ่มด้วยวันนี้สำคัญมากแค่ไหน

“คุณทิมเอาไข่กระทะไหมครับ”

“ไม่ดีกว่าครับขอแค่กาแฟก็พอ”

ทิมนั่งเท้าคางมองสองคนที่หันไปทำอาหารเช้าต่อ ภาพที่คีตายืนกอดจานจานรอเบนทำอาหารอยู่ข้างๆ มันดูน่ารักจนทิมต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้ เบนจามินในชุดนอนหัวยุ่งตาตี่ใส่แว่นหัวเราะเสียงดังแบบที่ไม่ต้องรักษาภาพพจน์สำหรับทิมไม่แปลกใจหรอกเขาเห็นแบบนี้มาตั้งแต่สามขวบ แต่ที่แปลกคือคนที่ได้เห็นเบนจามิน เกียรติธนธาดาในแบบนี้เหมือนกันก็คือ

คีตา..

ทิมรู้ว่าเบนเป็นผู้ชายอารมณ์ดี เข้ากับคนได้ง่ายแต่จะขีดเส้นรักษาระยะห่างกับบางคนต่อให้อยู่ด้วยกัน24ชั่วโมงถ้าเบนไม่อยากสนิทก็จะไม่มีทางได้เข้าใกล้ได้ถึงขนาดนี้ 

ผู้ชายอารมณ์ดีกับผู้ชายที่มากับเสียงดนตรี
บางทีก็อาจจะเข้ากันได้ดีมากกว่าที่คิด

“เมื่อคืนนอนไหนวะเบน”

“ห้องนั่งเล่นมึงนอนดิ้นก็เลยอุ้มน้องอันนาออกมาด้วย อันนายังรำคาญมึงเลยทิม”

“จริงเหรอครับคุณคีตา”

“อย่าแกล้งคีตา”

“ทำไมคุณคีตาน่ารักจะตายดูแก้มดิ กูอยากหยิกแก้ม”

“เอามือออกไป”

“แก้มมึงเหรอเบนคุณคีตายังไม่ว่าอะไรเลย”

“เดี๋ยวกูเรียกไอ้คินมาสู้กับมึงก่อน”

“มันไปเชียงใหม่ตั้งแต่ตีห้าแล้วคงบินมาสู้กับกูหรอก”

เป็นมื้อเช้าที่ครึกครื้นมากคีตานั่งมองเพื่อนรักสองคนที่ยังเถียงกันไม่เลิกแต่เหมือนคุณเบนจะสู้คุณทิมไม่ได้เลย เห็นเถียงอะไรก็แพ้ตลอด อยู่ดีๆ เสียงโทรศัพท์ของคุณทิมก็ดังขึ้นแอบเห็นว่าคุณทิมทำหน้าเซ็งก่อนจะกดรับคุยไปสักพักคุณทิมก็สะกิดเรียกคุณเบนเหมือนส่งสัญญาณอะไรสักอย่างก่อนจะปิดลำโพงโทรศัพท์ไม่ให้เสียงลอดเข้าไป

“ใคร”

“เพื่อนของลูกค้ารำคาญโคตรๆ โทรมาจีบไม่หยุดตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว บอกจะติดต่อกูเรื่องงานแต่ไม่พูดเรื่องงานสักทีให้ออกแบบแหวนสร้อยอะไรก็ไม่บอกกูจะเทแล้ว”

“แน่ใจนะไม่งั้นกูจะจัดการ”

“เอาให้เหมือนทุกครั้งชนิดที่ไม่ต้องโทรมาหากูอีก”

คีตาเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณทิมถึงดูมีอำนาจกว่าคุณรามิลที่เป็นหัวหน้าแกงค์ ท่าทางเหมือนคุณชายเอาแต่ใจแต่เพราะหน้าตาน่ารักคีตาเลยรู้สึกว่าคุณทับทิมดูน่าเอ็นดูในแบบที่ใครเห็นก็ต้องชอบ แต่ท่าทางคนเข้ามาจีบอาจจะต้องฝ่าด่านยากสักหน่อยนี่ก็ไม่รู้ว่าคุณเบนคุยอะไรกับปลายสายแต่คิดว่าน่าจะเจอเรื่องแบบนี้จนชิน

“หวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะโทรหาทิมนะครับ ที่ผมพูดไปทั้งหมดคุณคงเข้าใจอ้อ..แล้วก็อย่าใช้วิธีไปดักเจอที่บริษัทหรือร้านอาหารมันเชยมากถ้าผมหรือเพื่อนผมรู้..อย่าหาว่าผมไม่เตือน”

เบนจามินโยนโทรศัพท์คืนให้ทิมที่รับไว้แล้วหัวเราะเมื่อเบนเอาแต่เล่าว่าไอ้คนที่โทรมาจีบมึงเป็นผู้ชายที่พูดจาไม่รู้เรื่องดีที่เคลียร์ได้ ไม่งั้นจะส่งไม้ต่อให้คินรายนั้นเห็นตีกันทุกเรื่องแต่ก็หัวร้อนตลอดเวลามีคนเข้ามาจีบทิมงี้แหละความรักของเจ้านายกับลูกกระจ๊อกที่สะพายกระเป๋าแบกกระติกน้ำให้ตั้งแต่อนุบาล

“ถ้าคุณทิมจะมีแฟนแกงค์ลูกเพื่อนแม่ต้องหวงคุณทิมมากแน่ๆ ”

“สงสารแฟนมันล่วงหน้าเลยประสาทแดกตายก่อนเจอฤทธิ์ไอ้ทิมเข้าไป”

“คงมีหรอกมาเจอพวกมึงก็ถอยหนีไปหมดแล้ว”

“มึงเป็นแก้วตาดวงใจของกลุ่มเรานะทับทิมใครจะปล่อยให้คนมาจีบได้ง่ายๆ”

ทิมยังบอกอีกว่าสงสัยชาตินี้จะไม่มีแฟนเพราะยังไม่เคยมีใครผ่านด่านทั้งสามคนได้เลย เบนจามินเลยเสริมว่ารอดไปถึงไอ้รามิลหัวหน้าแกงค์นี่ยังไม่เคยมีใครได้ไปถึงตายที่เขาก่อนตลอด ทิมยกกาแฟในมือขึ้นมาดื่มก่อนจะหยิบกุญแจรถมาถือเพราะว่าถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว ก่อนจะไปยังมีการทิ้งคำถามไว้

“แล้วถ้าคีตาจะมีแฟนพี่เบนจะหวงมากหรือเปล่าครับ”

ทิมโบกมือลาอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นว่าทันทีที่เขาถามคำถามทั้งสองคนก็สำลักกาแฟที่กำลังดื่มอยู่พร้อมกัน  เบนจามินลุกขึ้นเอาจานไปวางไว้ตรงที่ล้างจานแล้วเดินมาหาคนที่ยังนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่เดิมก่อนจะอียงหน้ามากระซิบบอก

“ถ้ามีคนมาจีบคีตาจะเจอยิ่งกว่านี้อีกนะ บอกไว้ก่อน”



MUSIC BOX

ไม่ได้มาทะเลนานเหมือนกันคีตาใช้ชีวิตอยู่ในสตูดิโอแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงเรื่องไปเที่ยวนี่ตัดไปได้เลย ตอนที่มาร์ชบอกว่า KTD กำลังจะมีสัมมนาที่หัวหินคีตานึกว่าจะต้องอยู่คอนโดคนเดียวเพราะตัวเขาเองจะเรียกเป็นพนักงานของ KTD หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแต่พอกลับไปที่คอนโดคุณเบนก็บอกให้เขาจัดกระเป๋า

“ห้ามปฏิเสธไม่งั้นผมจะอุ้มคุณขึ้นรถไปเลย”

นั่นแหละ..ถึงได้มายืนอยู่นี่
คีตายอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมสัมมนากับคนเยอะๆ แบบนี้ก็เขาไม่เคยทำงานบริษัทเลยด้วยซ้ำมากสุดก็แค่ไปเล่นดนตรีกับเพื่อนในคณะ แต่พี่มาร์ชก็บอกว่าสัมมนาของ KTD ก็คือการมาเที่ยวกับเพื่อนร่วมงานและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและลูกน้อง และมันก็คงจะเป็นแบบนั้น…

ตอนนี้มีงานปาร์ตี้หลังจากทำกิจกรรมกันมาทั้งวันคุณบอยกับคุณเบกำลังกอดคอพนักงานตะโกนร้องเพลงเย้วๆ สนิทสนมกันดีเกียรติธนธาดาเวลาที่ไม่ได้สวมมาดเจ้านายก็ดูเป็นวัยรุ่นธรรมดาๆ ทั่วไปเหมือนกัน

“ต้องการเสียงกีตาร์ วงเหล้าต้องมีเสียงกีตาร์คุณคีตาครับเชิญหน่อย”

คีตาลังเลว่าจะลุกหรือไม่ลุกดีพอหันไปมองหน้าคุณเบนรายนนั้นก็แค่ยิ้มๆ เหมือนปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง บอกตามตรงถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาจะปฏิเสธแล้วเดินหนีกลับห้องไปแล้วแต่มันก็จริงเหมือนที่คุณเบนเคยบอกเขา เขาจะทำตัวเหมือนอยู่คนเดียวบนโลกไม่ได้..

เบนยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่านักแต่งเพลงที่เขาเคยมองว่าเอาแต่เก็บตัวไม่สุงสิงกับใครลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วหยิบกีตาร์เดินเข้าไปหากลุ่มที่ร้องเพลงปาร์ตี้กันอยู่ คีตา นันทสกุลโตขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับวันแรกที่เจอกันเบนหยิบแก้วเหล้าแล้วลุกขึ้นไปแจมด้วยเพราะคีตากวักมือเรียกให้เขาเข้าไปหา มาร์ชที่เห็นเหตุการ์ณทั้งหมดเดินมาหารามิลเจ้าของรีสอร์ทที่ยืนกอดอกมองอยู่เหมือนกัน

“เปลี่ยนไปเยอะนะครับคุณคีตา”

“นายก็คิดอย่างนั้นเหรอมาร์ช”

“ตอนที่เจอกันครั้งแรกคุณคีตาเหมือนเสียงเพลงเศร้าๆ รอบๆ ตัวมันดูเหงาไปหมดขนาดผมที่เพิ่งเคยเจอยังรู้สึกได้เลย”

“ใครอยู่ใกล้ไอ้เบนก็ได้รับพลังบวกทั้งนั้นก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ”

“ครับ..ผมก็หวังว่าคุณเบนจะเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนได้สักที”

“ก็ขอให้ครั้งนี้เป็นกีตาร์ไม่ใช่ไวโอลินเหมือนครั้งที่แล้วก็พอ”


ร้องเพลงจนเหนื่อย
ทั้งเจ้านายและพนักงานของ KTD พลังล้นเหลือกว่าคีตาจะเลิกดีดกีตาร์ก็เกือบเที่ยงคืนเลยได้มีเวลานั่งพักมองทะเลบ้าง บางคนบอกทะเลเวลานี้น่ากลัวแต่คีตาก็คิดว่ามันสงบดีน้ำเปล่าเย็นๆ ที่แตะลงตรงแก้มทำให้คนที่คิดอะไรเพลินสะดุ้งเบนจามินปล่อยขวดน้ำในมือก่อนจะนั่งลงข้างๆ

“เป็นไงสนใจทำงานที่ KTD ไหมสนุกสนานฮาเฮทายาทหล่อทุกรุ่น”

“สนุกดีครับผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”

“ก็พอรู้นักดนตรีชอบอิสระคงไม่อยากสแกนนิ้วแปดโมงครึ่งเลิกงานหกโมงหรอก แล้วมีอะไรที่อยากทำไหมนอกจากแต่งเพลง ทำเพลง เล่นดนตรี”

“เคยคิดไว้ครับแต่ไม่กล้าจนกระทั่งมาเจอ..”

“เจอ?”

“เจอคุณเบน”

“…………………………………………………………”

เบนจามินไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะได้ยินคำตอบแบบนี้คีตาที่นั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นทรายเอียงหน้ามายิ้มให้  คีตาไม่ได้โกหกจะว่าไปเบนจามิน เกียรติธนธาดาก็เป็นคนแรกในหลายๆ เรื่องของชีวิตคีตา นันทสกุล

“ตอนที่เจอกันผมโคตรเกลียดคุณเลย ปากร้ายนิสัยก็แย่โดยเฉพาะเรื่องงาน ”

“…………………………………………………………”

“แต่พอได้มาอยู่ด้วยกันทุกวันผมเลยได้รู้อะไรหลายๆ อย่างถึงแม้ว่าคุณเบนจะมีบางอย่างที่ต้องแก้ไข แต่ผมชอบที่คุณเบนกล้าที่จะลงมือทำ กล้าเสนอ กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดแล้วก็ไม่กลัวอะไรเลยด้วย ตอนคุณเถียงกับคุณเมธัสรู้ตัวไหมว่าโคตรเท่”

“…………………………………………………………”

“ถ้าผมมีความกล้าอย่างคุณเบนทุกอย่างมันคงจะดีกว่านี้”

เบนจามินยกมือขึ้นมาไล้ไปตามแก้มขาวที่เขาคุ้นเคยอยู่ทุกวันยอมรับว่าตอนนี้ก็เขินขึ้นมาบ้างเหมือนกัน เบนไม่เคยบอกใครว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่เพอเฟ็คถึงจะมีคนบอกตลอดว่าเขาเป็นอารมณ์ดีแต่มันก็แค่นั้น เขาไม่คิดว่าคนอย่างเบนจามิน เกียรติธนธาดา ผู้ชายที่เล่นๆ  คิดอะไรพูดอย่างนั้นจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้

“แล้วคีตาอยากทำอะไร”

“อยากเปิดสถาบันสอนดนตรีครับ ไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ผมแค่อยากสอนใครสักคนอยากให้เขารักดนตรีเหมือนที่ผมรัก”

“……………………………………………….”

“พ่อบอกผมมาตั้งแต่เด็กว่าผมเล่นดนตรีได้ขนาดนี้มันคงจะดีถ้าผมสอนคนอื่นให้เป็นได้เหมือนผม”

“ทำได้อยู่แล้ว”

“จริงๆ เคยเลิกคิดไปแล้วครับแต่เดี๋ยวจะคิดใหม่”

คีตาโตขึ้นจริงๆ
เบนจามินรู้ว่าคนอย่างคีตาถ้าจะลงมือทำอะไรสักอย่างก็ทำได้อย่างเพลงรักที่เจ้าตัวเคยบอกว่าไม่ถนัดยังแต่งได้ขนาดนี้อย่างอื่นที่คิดไว้ก็คงทำได้เหมือนกัน เบนหันมามองนักแต่งเพลงที่ยกขวดน้ำในมือขึ้นมาดื่มรอยสักรูปกุญแจตรงข้อมือที่เบนเองเห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันทำให้เบนเลือกที่จะถามออกไป

“ทำไมถึงเป็นรูปกุญแจ”

คีตายกข้อมือตัวเองขึ้นมาดูใกล้ๆ
เมื่อเบนถามขึ้นมา

“คีย์ไง ที่จริงชื่อเล่นผมมันคือคีย์ที่หมายถึงคีย์เพลงแต่ทุกคนคิดว่ามันคือกุญแจผมก็เลยเลือกที่จะสักลายนี้อีกอย่างหนึ่งที่คิดไว้…. ผมไม่บอกดีกว่า”

“เฮ้ย บอกมาพูดมาซะขนาดนี้แล้ว”

“สัญญาก่อนว่าบอกแล้วห้ามหัวเราะ”

“รอยสักมันจะตลกได้ไง”

“ผมไม่น่าบอกเลย”

“บอกมาคีตาไม่งั้นผมจะนั่งมองหน้าคุณทั้งคืน”

เบนจัดการล๊อคแขนทั้งสองข้างแล้วดึงคีตาให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ ระยะห่างมันน้อยนิดจนคีตาเองไม่กล้าที่จะมองหน้าเบนตรงๆ เบนก้มลงมองรอยสักตรงข้อมือของอีกฝ่ายแล้วลูบมันเบาๆ คีตาเลยเอ่ยออกมาก่อนที่เบนจะขยับตัวเข้าไปฟังใกล้ๆ

“ถ้าผมมีคนรัก”

“……………………………………..”

“หมายถึงถ้าวันหนึ่งผมมีคนรักขึ้นมาก็อยากให้เขาสักรูปแม่กุญแจคู่กันแค่คิดไว้เฉยๆ ฟังดูเพ้อเจ้อดีเนอะ”


“……………………………………..”

บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิทคีตาบอกตามตรงว่าสายตาของคุณเบนตอนนี้ทำให้ทำตัวไม่ถูก อาจเพราะอยู่ใกล้กันเลยเห็นทุกอย่างชัดเจน พอฟังเหตุผลจากนักแต่งเพลงเบนก็ยิ้มออกมาก่อนที่จะก้มลงมาจูบลงบนหน้าผากขาวตรงหน้าคีตากำเสื้อเชิ๊ตของเบนไว้แน่นจนเบนต้องละมือมาประสานสอดนิ้วเอาไว้แทน

“เวลาสักนี่เจ็บมากไหม”

เบนก้มลงมาถามใกล้ๆ คีตาได้แต่ส่ายหน้าเพราะสำหรับเขามันไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย
ก่อนที่ประโยคต่อมาจะทำให้ต้องกลั้นหัวเราะ

“พี่เบนกลัวเข็มมากนะคีตา”



ผ่านคืนวันโหดร้าย นานเหมือนชั่วกาล
กลับมีคนห่วงใยกัน สุขใจทุกวัน มีเธออยู่ข้างกาย
เริ่มรู้จักความหวานกับรักลึกซึ้งหมดใจ
เริ่มรู้จักความหมายของคืนวัน








TO BE CON

ปล.พี่เบนกลัวเข็ม..

#นิยายกล่องดนตรี  #ซีรีส์ลูกเพื่อนแม่
twitter @ribbinbo


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2019 22:45:19 โดย RIBBINBO »

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
ต้องรอลุ้นแล้วล่ะว่าจะได้เห็นรอยสักแม่กุญแจบนผิวขาว ๆ ของพี่เบนไหม

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
พี่เบนกลัวเข็ม

ออฟไลน์ fullmoonny

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ง่อววววววววว ประโยคสุดท้ายคือแบบ พี่เบนจะขำก็ขำ เอ็นดูอ่า

ออฟไลน์ คุณซี

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 205
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ก็คือระทวยยย :ling1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ i.am.wee

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 226
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
น่ารักมากๆ เป็นเรื่องที่ฟิลกู้ดสุดๆ ชอบๆๆๆๆมากคะ

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
พี่เบนนน อยากได้

5555

ออฟไลน์ RIBBINBO

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-2
MUSIC BOX
#นิยายกล่องดนตรี


ผมเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจดนตรี
แต่มีเครื่องดนตรีเดียวที่ผมชอบคือ ไวโอลิน – เบนจามิน เกียรติธนธาดา

ผมเติบโตมาพร้อมกับครอบครัวนักดนตรี ผมเล่นดนตรีได้ทุกอย่าง
ยกเว้น ไวโอลิน – คีตา นันทสกุล

CHAPTER.11 : Missing You


“เพลงรักหมดนี่ที่คีย์แต่งมาจากประสบการณ์จากคนรอบตัวหรือประสบการณ์ตัวเอง”

“ผมไม่มีแฟนครับ”

“ไม่ได้หมายถึงแฟนหมายถึงความรัก”

“..................................................................”

“เมื่อก่อนที่คีย์แต่งเพลงเศร้าคีย์ก็ไม่ได้อกหักนิถูกไหม”

“ครับ...แค่เจอมุมมองความรักที่ไม่ดีเท่าไหร่”

“แสดงว่าตอนนี้เจอความรักดีๆ ที่ทำให้คีย์มองความรักเปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม”

“..................................................................”

คีตาไม่ได้ตอบคำถามพี่เอกและพี่สองที่รอฟังคำตอบเขาอยู่ แต่ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ เขาก็นึกถึงคุณเบนจามินขึ้นมา ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อคนที่กำลังนึกถึงก็โผล่หน้าเข้ามาในห้องทักทายพี่เอกพี่สองก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ เก้าอี้

“วันนี้ผมมีประชุมต่อตอนเย็นแต่แค่แป๊บเดียว”

“งั้นเดี๋ยวผมกลั..”

“รอ”

“กลับก่อนก็ได้”

“รอก็คือรอ เดี๋ยววันนี้ไปกินข้าวข้างนอกกัน”

“โอเค…แต่กลับก่อนได้จริงๆ นะ”

“ก็บอกว่าให้รอพูดสามรอบแล้วเนี่ย คีตาฟัง”

คำพูดเหมือนจะโมโหแต่การกระทำนี่ขัดกับคำพูดมากๆ เอกเห็นว่าเบนเอามือจับๆ แก้มของคีตา นักแต่งเพลงก็เอียงหลบไปหลบมาเหมือนไม่ยอมให้เล่นแก้มแต่แค่เพียงไม่นานยอมอยู่นิ่งๆ แล้วปล่อยให้เบนจับยืดแก้มได้สำเร็จ เบนหันมาคุยกับโปรดิวเซอร์สองคนก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

“พี่จับแก้มเราบ้างได้ไหมคีย์”

“แก้มผม?”

“ไม่ได้เหรอ”

“คือ…”

“ล้อเล่นเห็นเราโดนเบนดึงแก้มขนาดนั้นเลยอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง”

“ด่าจนเลิกด่าไปแล้วครับ”

“สงสัยคราวนี้จะได้เพลงรักมากกว่าสิบเพลงแน่ๆ”

“ผมแต่งเยอะไปเหรอ ยังมีที่แต่งไม่เสร็จอีกตั้งเยอะเลยนะครับ”

เอกและสองหยิบบรรดาเนื้อเพลงที่คีตาแต่งขึ้นมาเปิดดูอีกรอบตอนที่เจอกันครั้งแรกคีตาบอกว่าแต่งเพลงรักจากประสบการณ์ของคนอื่น สองสามเพลงแรกที่คีย์เอามาให้เขาดูก็อาจจะมาจากประสบการ์ณของคนอื่นจริงแต่เพลงหลังๆ นี่.. เอกเงยหน้าขึ้นมามองนักแต่งเพลงที่กอดกีตาร์ไว้แน่นแล้วยิ้มให้

“แต่งมาเถอะ….พี่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าความรักของคีตาจะเป็นแบบไหน”


MUSIC BOX


บรรยากาศตอนนี้ไม่รู้จะอธิบายยังไง
เหมือนอยู่ท่ามกลงครามกลางเมือง

คีตานั่งรอคุณเบนจามินอยู่ที่ห้องทำงานก็เล่นกีตาร์ไปเรื่อยเปื่อย  ไม่นานพี่มาร์ชก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับบอกว่าคุณเมธัสให้เชิญไปทานอาหารคุณเบนและแกงค์ลูกเพื่อนแม่รออยู่แล้ว  คีตาคิดว่าตัวเองอาจจะฟังผิดไม่ก็เข้าใจผิดแต่พอเดินมาที่ห้องประชุมที่มีอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะก็รู้ว่าที่พี่มาร์ชบอกมันถูกแล้ว

“เชิญเลยครับน้องคีย์”

“สนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่เรียกคีย์เฉยๆ ก็ได้ไม่ต้องน้อง”

“ผมคุยกับคุณคีย์อยู่นะครับ คุณเบน”

“นอกเวลางานแล้วกูมึงก็ได้นะ”

รามิล คิน และทิมได้แต่นั่งเท้าคางมองคู่อริสองคนที่ตีกันมาตั้งแต่ป.สามอย่างเหนื่อยใจ  เขาสามคนแวะมาหาเบนเป็นเรื่องปกติว่าจะชวนกินข้าวเย็นแต่มาร์ชบอกเบนมีประชุมด่วนกับเมธัสก็เลยนั่งรอ แต่พอเลิกประชุมเมธัสที่ไม่รู้ว่าอยู่ดีๆ เป็นอะไรถึงเกิดจะใจดีเลี้ยงข้าวเย็นทุกคน พอเห็นแบบนั้นเลยไม่อยากจะขัด

ไม่รู้ว่ามีแผนอะไรหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆ ไอ้คนที่พร้อมจะบวกอยู่ตลอดเวลาก็คือเบนจามิน ทิมหัวเราะเมื่อคีตาจะเดินไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างตรงข้างๆ เมธัสแต่เบนก็คว้าแขนคีตาให้นั่งลงข้างตัวเองแทน กลายเป็นคีตาเลยต้องมานั่งตรงกลางระหว่างหมาบ้าสองตัว คินเห็นทั้งสองคนมองหน้ากันไม่เลิกเลยต้องเป็นฝ่ายถามขึ้นมา

“เมื่อไหร่จะเลิกตีกันวะไม่เบื่อเหรอไงทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็ก”

“ใครจะลืมตอนป.สามมึงไปฟ้องครูว่ากูผลักมึงตกบันได”

“ก็มึงผลักกูจริงเบนจามิน”

“มึงสะดุดขากูตกลงไปเองต่างหากกูนั่งของกูอยู่เฉยๆ ตอนป.6 มึงยังทำให้กูโดนใบแดงตอนแข่งกีฬาสี”

“ก็มึงดึงเสื้อกูก่อนแล้วทีตอนม.2 มึงก็แย่งบทเจ้าชายตอนแสดงนิทานภาษาอังกฤษเจ้าชายห่าอะไรตาตี่ขนาดนี้”

“ม.4 มึงยังใช้มารยาเป็นคนถือธงโรงเรียนได้เลยทั้งๆ ที่คะแนนโหวตกูเยอะกว่ามึงชัดๆ ”

“ครูไม่อยากได้เด็กเกเรอย่างมึงเป็นตัวแทนโรงเรียนไงเขาเลือกกู กูยังจำตอนจบม.6ได้ที่กูกำลังพูดซึ้งๆ มึงแม่งแย่งซีนด้วยการเล่นกีตาร์ขึ้นมา”

“ก็ทำไมวะมึงพูดนานกูรำคาญ เวิ่นเว้อ”

แกงค์ลูกเพื่อนแม่บวกผู้ช่วยมาร์ชได้แต่คีบอาหารใส่ปากแล้วมองคนสองคนที่กำลังเถียงเรื่องเก่าๆ กันอย่างเอาเป็นเอาตายฟังดูคล้ายละครเพื่อนรักเพื่อนร้ายอยู่เหมือนกันตีกันขนาดนี้แต่ดันอยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่อนุบาลยันวัยทำงาน สงสารก็แต่คีตาที่กินข้าวไปมองคนสองคนทะเลาะกันไป

“ดีที่มหา’ลัยเรียนกันคนละที่ไม่งั้นกูกับมึงคงโดนรีไทร์สักวัน”

“เออ กูก็เบื่อที่ต้องมาทะเลาะกับคนทำงานไม่ได้เรื่องอย่างมึง”

“อ้าวเฮ้ย กูพัฒนาแล้วตอนนี้กูเบื่อจะทะเลาะกับมึงแล้วเหมือนกัน ทะเลาะกันมาทุกช่วงอายุ”

“กูก็เบื่อตั้งแต่เก้าขวบ”

“หวังว่าตอนอายุ 28 เราคง”

“ต่อยกันแย่งผู้ชาย”

ทิมเป็นคนตัดบทไม่งั้นทั้งคู่คงไม่เลิกเถียงกันสักทีและเขาก็รำคาญเต็มทนอยากกินข้าวแบบสงบๆ แต่ทันที่ทีทิมพูดจบประโยคทั้งห้องประชุมก็เงียบกริบ  ทุกสายตามองไปยังนักแต่งเพลงที่นั่งอยู่ตรงกลาง มาร์ชเองก็ไม่รู้ว่าคุณเมธัสนี่แกล้งแหย่ให้คุณเบนสติแตกหรือถูกอกถูกใจคุณคีตาจริงๆ

แต่ที่ไปเสือกจากเลขาคุณเมธัสมาอีกทีได้เรื่องมาอย่างนี้ คุณเมธัสบอกให้ฟังว่าไม่เคยเจอใคนที่แน่จริงอย่างคุณคีตาเลยจับตาดูเป็นพิเศษ เออ..คราวนี้คงจะพิเศษเพราะตอนแรกยังหาเรื่องตีกันอยู่เลย เห็นว่าเริ่มคุยกันดีๆ บ้างแล้วคุณคีตาก็หน้าตาน่าเอ็นดูอยู่แก้มป่องลักยิ้มบุ๋มขนาดนั้นใครจะมาใจร้ายได้ลงคอ

พอเห็นทุกคนเงียบคีตาเลยดันไหล่เบนที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้กินข้าวตามเดิม แต่พอเมธัสเผลอเบนก็จัดการลากเก้าอี้คีตาให้ออกห่างจากเมธัส รามิลได้แต่ถอนหายใจ

อายุยี่สิบแปดก็ไม่ต่างอะไรจากตอนเก้าขวบ
MUSIC BOX


“ไปฮ่องกง คุณนายมาบอกอะไรตอนสามทุ่ม”

“……………………………………………..”

“ไปห้าวัน ห้าวันเลยเหรอม๊า”

“…………………………………………….”

“โอเคครับเดี๋ยวเบนแวะไปที่บ้านก่อนกลับคอนโด”

“…………………………………………….”

เบนจามินเลี้ยวรถไปอีกทางพร้อมกับบอกคีตาว่าจะกลับบ้านไปเอาของเพราะต้องกลับไปฮ่องกงเป็นเพื่อนคุณนายเจียซิน ปกติเบนบินไปกลับฮ่องกงบ่อยเป็นเรื่องปกติเพราะญาติทางฝ่ายแม่ก็อยู่ที่นั่น  เคยไปอยู่เป็นเดือนก็เคยมาแล้ว 

แต่ครั้งนี้ไปแค่ห้าวันแต่เบนกลับรู้สึกว่ามันนานเบนหันมามองคนที่นั่งฮัมเพลงอยู่ข้างๆ เวลาเจอเพลงเพราะๆ คีตามักจะเผลอร้องตามอยู่บ่อยๆ พอเห็นเขามองก็ยิ้มให้

ไปแค่ 5วันเองสบายๆ


บ้านเกียรติธนธาดาหลังใหญ่โตสมฐานะและมีทุกอย่างเหมือนที่ KTD  ถึงจะรู้จักกับคุณเบนมานานแล้วคีตาเองก็ได้มีโอกาสเจอเกียรติธนธาดาคนอื่นๆ อยู่บ่อยๆ แต่มันก็ทำตัวไม่ถูกอยู่ดีเมื่อได้เจอทุกคนในชุดอยู่บ้านหน้าไม่แต่งและผมเผ้ายุ่งเหยิงโดยเฉพาะคุณเบอร์ดี้ที่ปกตินี่เนี๊ยบมาก  คุณเบนเดินเลี้ยวไปหาแม่บ้านอีกห้องคีตาเลยเดินไปที่เปียโนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางบ้าน

แค่มองก็รู้แล้วว่าคงสั่งทำและราคาต้องแพงมากแน่ๆ

“เล่นได้นะ”

“ปกติใครเล่นเปียโนเหรอครับ”

“ก็เล่นเป็นหมดแต่…ส่วนมากผมเป็นคนเล่น”

“แล้วคุณเบนไม่เล่นแล้วเหรอครับ”

“ก็……ไม่ได้เล่นนานแล้ว”

“อยากลองเล่นอีกครั้งไหมครับ”

“……………………………………..............”

“เล่นเหมือนที่ตอนที่เล่นให้ผมฟัง”

“……………………………………..............”


เบนจามินยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเขาไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีอะไรจริงจังมากนานมากแล้ว มากสุดก็แค่ดีดกีตาร์ในงานบริษัทของรามิล เบนบอกตามตรงเขาลืมตัวเองตอนเล่นดนตรีไปแล้วเหมือนกันว่าเป็นแบบไหน  จนกระทั่งได้มาเจอคีตา  พอเห็นเขาเงียบไปนานคีตาก็เลยบอกเบาๆ ว่าไม่เป็นไรงั้นเดี๋ยวจะไปนั่งรอที่ห้องนั่งเล่น

จังหวะที่คีตาหันหลังอยู่ดีๆ เสียงเปียโนก็ดังขึ้นมันเป็นเพียงแค่ตัวโน๊ตเดียวแล้วก็เงียบไปจากนั้นมันก็เป็นเสียงเพลง คีตาหันกลับมามองคนที่กำลังนั่งเล่นเปียโนอยู่ ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นแต่คีตาก็ยอมรับว่าเบนจามินตอนเล่นดนตรี

มีสเนห์มากจริงๆ


“เฮียบอยบอกจะเอาคู่สีดำแต่บีว่าสีขาวสว…บีได้ยินเสียงเปียโน ใช่เสียงเปียโนหรือเปล่า!”

พี่น้องเกียรติธนธาดาได้ยินเสียงเปียโนที่ไม่ได้ยินนานมากดังขึ้นมา ทุกคนเงียบแล้วมองหน้ากันก่อนจะลุกออกจากห้องแล้วเดินออกไปตรงกลางบ้าน บีเห็นเจ้าสัวกรรณและทุกคนในบ้านยืนมองที่มาของเสียงอยู่ตรงมุมห้อง ภาพที่ทุกคนได้เห็นคือเบนจามินน้องคนสุดท้องของตระกูลกำลังดีดเปียโนอยู่ ข้างๆ มีนักแต่งเพลงที่ฮัมเพลงเบาๆ

“เบนยอมกลับมาเล่นดนตรีแล้วเหรอ”

“ถึงจะไม่ใช่ไวโอลินแต่ก็ดีใจว่ะที่ได้ยินเสียงเปียโนในบ้านนี้อีกครั้ง”

เสียงเปียโนยังคงบรรเลงอย่างต่อเนื่องคีตาบอกแล้วฝีมือเบนจามินสามารถเป็นครูสอนดนตรีได้เลย เสียงเปียโนกับเพลงที่ร้องเบาๆ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทั่งคู่ทำให้เกียรติธนธาดาที่ยืนมองอยู่ยิ้มตาม  เจ้าสัวกรรณมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่คิดเลยว่าจะมีวันนี้ทั้งๆ ที่ตอนแรกเขากังวลเรื่องที่ให้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันแต่สิ่งที่เห็นวันนี้ทำให้รู้ว่าเขาเองไม่ได้ตัดสินใจผิด

“คีตา นันทสกุล..เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลย”


MUSIC BOX


“ขึ้นไปรอที่ห้องผมไหม”

“ไม่ดีมั้ง”

“คนแรกเลยนะเนี่ยที่ชวนขึ้นห้องแล้วโดนปฎิเสธ”

แต่สุดท้ายก็โดนลากขึ้นมาจนได้คุณเบนขอตัวไปเก็บเสื้อผ้าในห้องแต่งตัว  ที่ต้องกลับมาบ้านเพราะที่คอนโดมีแต่ชุดทำงาน  คีตากำลังตื่นตาตื่นใจกับบรรดาฟิกเกอร์สไปเดอร์แมนที่วางเรียงกันอยู่ในตู้โชว์  ท่าทางจะชอบมากถึงได้มีเยอะเต็มตู้ขนาดนี้ห้องนอนคุณเบนก็เรียบๆ ตามประสาห้องนอนผู้ชายทั่วไป

มีแต่เอกสารของKTDวางอยู่เต็มไปหมด
ไม่มีเครื่องดนตรีอะไรอยู่ในห้อง

เสียงคุณเบนยังคงตะโกนคุยออกมาจากห้องแต่งตัวอยู่เรื่อยๆ คีตาก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้างเพราะบางคำถามก็แกล้งแหย่เขามากกว่า คีตาไม่อยากเสียมารยาทเลยว่าจะนั่งรอตรงโซฟาแต่สายตาเหลือบไปเห็นรูปภาพที่วางอยู่ตรงชั้นข้างทีวีทำให้คีตาลุกขึ้นไปดูใกล้ๆ

“คีตา”

“ยังอยู่ครับ”

“แวะซื้อของเข้าคอนโดไหมผมไม่อยู่ตั้งห้าวันเลยนะ”

“ไม่ต้องก็ได้ยังไงผมก็ทำอาหารไม่เป็นอยู่ดี”

“ห้ามกินมาม่าทุกมื้อนะเว้ย”

คีตายืนมองรูปภาพที่อยู่ตรงหน้ามันเป็นภาพวาดสีน้ำมันทั้งๆ ที่สำหรับเขามันก็แค่รูปภาพธรรมดาๆ ทั่วๆ ไปแต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่รูปภาพที่เอาไว้สำหรับตกแต่งห้อง มันเป็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่นไวโอลินอยู่ถึงแม้จะไม่เห็นหน้าแต่ทุกอย่างในรูปคีตาบอกได้เลยว่ามันลงตัว

เหมือนวาดจากคนจริงๆ
ถ้าเป็นอย่างที่เขาคิดผู้หญิงในรูปจะต้องสวยมากแน่ๆ 

คีตาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ รูปภาพก่อนจะเห็นว่ามีตัวอักษรเขียนอยู่ตรงมุมภาพ เสียงคุณเบนตะโกนออกมาบอกว่าเสร็จแล้วกำลังออกไปคีตาเลยก้มลงไปอ่านตัวอักษรที่เขียนไว้

จันทร์เจ้า…



คุณเบนไปฮ่องกงสองวันแล้ว น้องอันนาน่าจะติดเจ้านายอยู่เหมือนกันเห็นชอบกระโดดหนีเวลาคุณเบนเข้าไปฟัด แต่พอเจ้านายไม่กลับบ้านก็ไปนั่งรอที่หน้าประตู คีตาต้องไปบอกกับน้องอันนาว่าเจ้านายไม่อยู่เดี๋ยวกลับมานี่ก็คิดว่าตัวเองเริ่มคุยกับแมวเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่เลี้ยงน้องอันนามา

และไอ้เจ้านายก็เงียบหายไปเลย..

คีตาไปทำงานที่ KTD คนเดียวรู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกันเพิ่งรู้ตัวว่าทุกวันนี้เขาเจอหน้าคุณเบนแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว นี่แค่ไม่เจอกันสองสามวันเดียวยังรู้สึกว่ามันเงียบเหงาแต่ยิ่งกว่าความเหงาคือเขา….คิดถึง 

แต่คีตาเองก็ไม่รู้ว่าเขามีสิทธิ์บอกให้อีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกนี้หรือเปล่าระหว่างเขากับคุณเบนจามินมันคือความสัมพันธ์แบบไหนเขาเองยังตอบไม่ได้เลย พอนึกถึงเรื่องนี้เรื่องที่คุยกับชาญเพื่อนสนิทก็วนกลับมาให้คิดอยู่เรื่อย

“คีย์ มึงกับเจ้านายมึงนี่ยังไงวะ….คือมึงเข้าใจคำถามที่กูถามใช่ไหม”

“เข้าใจ”

“แล้วมันคือ..”

“คนที่อยู่ด้วยกัน”

“อะไรนะ”

“กูกับเขาตอนนี้ก็อยู่ด้วยกันไง”

“ศํพท์ใหม่เหรอวะ ยิ่งกว่าคบกันแบบไม่มีสถานะ”

“ตอนนี้กูก็ตอบมึงได้เท่านี้ว่ะชาญ”

“กูเป็นห่วงมึงนะคีตาแต่ถ้าอยากรักก็รักกูก็อยากเห็นมึงตอนมีความรักเหมือนกัน  มึงจะได้รู้ว่าความรักมันไม่ได้แย่อย่างที่มึงเคยเจอแต่ถ้าแย่ก็ถือว่าชีวิตหนึ่งได้อกหักนะเว้ย เท่จะตายห่ายังไงมึงก็มีกูเป็นเพื่อนแดกเหล้า”

นั่นแหละคำตอบที่เขารู้ตอนนี้
ก็ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันแค่นั่นเอง..

คิดอะไรเพลินๆ อยู่ดีๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นคีตาเห็นว่าเป็นคุณเบนจามินวีดีโอคอลมาพอกดรับก็เจอหน้าตี๋ๆ ยิ้มใส่กล้องแต่ไม่พูดอะไรสักคำ คีตาก็เลยไม่ยอมพูดบ้างเหมือนแข่งเล่นเกมว่าใครพูดก่อนแพ้

“เฮ้ย ทักทายดินอนมองหน้ากันทำไมเนี่ย”

“สบายดีไหมครับ”

“ถามเหมือนผมไปไหนไกล มาฮ่องกงสำหรับผมก็เหมือนเปลี่ยนที่นอนถามอย่างอื่น”

“กินข้าวยัง ข้าวอร่อยไหม วันนี้ทำอะไร อากาศดีหรือเปล่า”

“กวนตีนว่ะคีตาไม่เจอกันตั้งสองวัน”

คีตาหัวเราะก่อนจะนอนลงบนโซฟาเอาเข้าจริงก็กลับมาเงียบตามเดิมแต่สำหรับเขามันไม่ได้อึดอัดอะไร บางทีก็รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกันเขากับคุณเบนอยู่ด้วยกันตลอดมันเลยไม่ค่อยคุ้นเมื่อต้องมาสื่อสารผ่านโทรศัพท์แบบนี้

“คิดถึง”


“………………………..”

“น้องอันนา”

“อ้อ”

พออีกฝ่ายบอกแบบนั้นคีตาเลยอุ้มเจ้าแมวยักษ์ให้เข้ามาอยู่ในกล้องวันนี้น้องอันนาใส่ผ้าพันคอลายจุดสีฟ้าน่ารักกุ๊กกิ๊ก ตั้งแต่อันนามาอยู่ที่คีตาก็ชอบซื้อนู่นซื้อนี่มาใส่ให้ตลอดเจ้าตัวก็คงชอบพอจับใส่ก็ไม่เห็นรำคาญอะไร

“กลับมาคอนโดกี่โมง”

“ทุ่มกว่าๆ”

“แล้วกินข้าวยัง”

“กินแล้ว”

“ห้ามนอนดึก”

“วันนี้ต้องแก้เพลง”

“ห้ามกินกาแฟอีก”

“วันนี้สองแก้วครบแล้ว”

“ห่มผ้าด้วย”

“ก็ห่มทุกวัน”

“คิดถึง”

“อันนาก็อยู่นี่ไง”

“คีตาต่างหากที่พี่คิดถึง”

“……………………………………………………………”

คนที่กำลังจะเถียงเงียบลงเมื่อได้ยินประโยคนั้นชัดๆ
เบนเองก็เงียบไปเหมือนกันเมื่อเห็นว่าคีตาเอาแต่มองหน้าเขาแต่ไม่พูดอะไรออกมา

“บางทีก็อยากได้ยินอะไรกลับมาบ้าง  ถ้าไม่อยากพูดก็พยักหน้าทำท่าโอเคหรือยิ้มให้อะไรแบบนี้เฮ้ย..ควรมีรีแอคชั..”

“พี่เบนกลับมาพรุ่งนี้เลยได้ไหมครับ”

เบนจามินชะงักค้างคีตาไม่ได้ทำเสียงสองเสียงสามอะไรทั้งนั้นก็แค่พูดปกติแต่ไอ้หน้าหงอยๆ กับแก้มป่องๆที่เขาเห็นอยู่ในโทรศัพท์ตอนนี้ทำให้เบนจามินหลับตาลงก่อนนจะลืมตาขึ้นมาอีกรอบ


“แค่นี้นะ…ไปหาไฟลท์บินกลับก่อน”




TO BE CON

ปล.จันทร์เจ้า..

#นิยายกล่องดนตรี  #ซีรีส์ลูกเพื่อนแม่
twitter @ribbinbo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2019 22:46:36 โดย RIBBINBO »

ออฟไลน์ Gokusan

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 797
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +269/-1
ไวไป๊~~~ คุณเบน
เจอน้องบอกให้กลับก็จะกลับเลยงี้ โถๆๆ

กับเมธัสก็เป็นความสัมพันธ์ที่ตลกดี
ทะเลาะกันสนุกสนาน แต่นี่ว่าเอาเข้าจริง เขาก็ไม่ทำร้ายกันหรอก ขัดขากันพอให้ชีวิตมีสีสัน 555

ต่างคนต่างมีปม...มาเติมกันและกันได้ลงตัว ^^

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +622/-7
โอ๊ย เหม็นฟามรัก

ปล.ทำไมหน้าออฟกันลอยมา

ออฟไลน์ kokoro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1090
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-2
น้องคีตาสวนกลับได้ใจมากๆค่ะ
หวานกันขนาดนี้คงมีเพลงรักออกมาอีกเยอะเนอะ 555

ออฟไลน์ Majariga

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
อ่านจบตอนกำลังมีความสุข ยิ้มแก้มแตก เขินคุณเบนกับน้องคีย์ เค้าคิดถึงกัน

เจอ ปล. จันทร์เจ้า เข้าไปเบรคหัวทิ่มเลยเด้ออออ เฟลเลย

เฮ้อออออ กลัวมาม่ามากเด้อ  :z3:  :z3:



ออฟไลน์ KAZUMA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คนแต่งหายไปไหนนน รอติดตามอยู่นะคะ

ออฟไลน์ RIBBINBO

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 139
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-2
MUSIC BOX
#นิยายกล่องดนตรี

ผมเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจดนตรี
แต่มีเครื่องดนตรีเดียวที่ผมชอบคือ ไวโอลิน – เบนจามิน เกียรติธนธาดา

ผมเติบโตมาพร้อมกับครอบครัวนักดนตรี ผมเล่นดนตรีได้ทุกอย่าง
ยกเว้น ไวโอลิน – คีตา นันทสกุล

CHAPTER.12 : Your Story


“เคยมีคนด่ากูว่าติดแฟนจนโอเวอร์แล้วใครกันวะที่ต้องกลับมาก่อนกำหนดเพราะคิดถึงเด็ก”

“มึงก็มั่วรามิลกูกลับมาเคลียร์งานเฉยๆ เว้ย”

“มึงจะอ้างอะไรกับใครก็ได้แต่ไม่ใช่กับกู รามิลที่ตัวติดกับมึงมาตั้งแต่สามขวบ”

“กลับไปหาเมียได้แล้วมึงอ่ะ”

“ปลุกกูแต่เช้าให้ให้มารับที่สนามบินแล้วยังมีหน้ามาไล่กูอีกแล้วยังไงน้องคีตารู้ยังว่ามึงกลับมาหาเขาแล้ว”

“กูบอกว่ากูกลับมาเคลียร์งาน”

“เบนจามิน”

“เออๆ กูไม่เคยโกหกมึงได้เลยว่ะไอ้หัวหน้าแกงค์”

รามิลได้แต่หัวเราะแน่ล่ะเขากับเบนจามินตัวติดกันยังกะฝาแฝด เจอกันตั้งแต่ใส่ชุดเอี๊ยมแดงวิ่งเล่นไล่จับ พอโตมาก็เรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลยันจบมหา’ลัยเห็นหน้ามันแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง จะว่าไปรามิลก็แปลกใจอยู่เหมือนกันที่ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนรักตั้งแต่ตีห้าบอกว่ามารับที่สนามบินด้วย

ตอนแรก งง ฉิบหายมันเพิ่งจะไปเองไม่ใช่เหรอวะ  ทุกทีเวลามันกลับไปฮ่องกงนี่ไปอยู่เป็นอาทิตย์ เรียกว่าลาพักร้อนเพราะคุณชายเบนกินหรูอยู่สบายมากญาติฝั่งนั้นก็รักมันจะตาย นี่ก็นึกว่าจะกลับมาเคลียร์งานที่ค้างไว้ก็มันบอกให้เขามาส่งที่ KTD ไม่ใช่ที่คอนโด  รามิลยังคิดเลยเดี๋ยวนี้ขยันผิดปกติมาก  ขนาดมาร์ชมันยังไม่รู้เลยว่าเจ้านายมันกลับมาก่อนกำหนดเห็นวิ่งหน้าตั้งตอนที่เบนโทรมาหา แต่ทันทีที่เจอหน้ามาร์ชรามิลก็เข้าใจแล้วว่าทำไม

“คุณคีตาอยู่ที่ห้องทำงานของคุณสองครับตอนนี้”

อ้อ..งานไม่ยุ่ง
แต่ความคิดถึงมันห้ามไม่ไหวจริงๆ รามิลเข้าใจ

“เบน กูถามจริงๆ นะตอนนี้มึงกับคีตานี่ยังไงวะ”

“ก็ไม่ยังไง”

“อยู่ด้วยกันแต่ไม่มีสถานะมันฮิตนะแต่ไม่เท่”

“กูรู้”

“แค่มึงบินกลับมาจากฮ่องกงก่อนกำหนดกูก็ว่าหนักอยู่ เด็กอ้อนเหรอขนาดไหนวะทำให้พี่เบนบินกลับมาหาได้”

“หนักอะไรของมึงกูไม่ได้เป็นถึงขนาด..”

เสียงตึงตังหน้าห้องทำงานทำให้ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมามองและแน่นอนว่าเป็นคนที่เขาสองคนกำลังพูดถึง คีตาเปิดประตูห้องทำงานแล้วหยุดอยู่หน้าห้อง เบนจามินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานมองคนที่ยืนหอบหายใจเหมือนวิ่งมาจากที่ไหนสักแห่ง เบนเลยลุกขึ้นแล้วเดินมาพิงโต๊ะทำงานรอให้คนที่หอบหายใจได้พักหายเหนื่อย

“วิ่งมาจากไหน”

“กลับมาแล้ว”

“........................................................”

“พี่เบนกลับมาแล้วจริงๆ ด้วย”

เบนเงียบลงเมื่อนักแต่งเพลงเดินเข้ามาหาแล้วยิ้มให้จนลักยิ้มข้างแก้มบุ๋มลงไป รามิลได้แต่ยืนกอดอกมองภาพคนสองคนที่เอาแต่ยืนยิ้มให้กันอยู่อย่างนั้น  ไม่รู้ว่าไอ้เบนลืมไปแล้วหรือเปล่าว่ามีเขาอยู่ในห้องด้วยถึงได้ยกมือลูบแก้มป่องๆ นั่นอย่างเพลินมือ แถมคีตาก็ยังยืนนิ่งให้ไอ้เบนทั้งจับทั้งหยิกถ้าเขาไม่แกล้งส่งเสียงสงสัยคงได้ไร้ตัวตนสำหรับสองคนนั้นจริงๆ

“ขอบใจเว้ยรามิลที่มารับกู”

รามิลเดินเข้ามาหาตบไหล่เพื่อนสนิทเบาๆ สองสามที
ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบ

“มึงเป็นหนักกว่าที่กูคิดอีกว่ะเบน”




MUSIC BOX

“เบนกลับมาแล้วเหรอคีย์”

“กลับมาแล้วครับ”

“คีย์ก็ไม่หงอยแล้วสินะ”

“ผมไม่ได้หงอยสักหน่อยพี่สอง”

“เบนไปแค่สามวันเรานี่เหี่ยวเป็นต้นไม้ไม่ได้รดน้ำเลย”

สองยกมือเอาเนื้อเพลงตีลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลนั่นเบาๆ เดี๋ยวนี้เขาเริ่มสนิทกับคีตา นันทสกุลแบบเล่นหยอกล้อต่อเถียงได้แล้ว เอาเข้าจริงคีตาก็ไม่ได้เก็บตัวหรือหยิ่งแบบที่เขาลือกัน อาจจะมีบ้างที่เงียบๆ หรือทำหน้านิ่งๆ ไม่ยอมยิ้ม  พอสนิทก็คุยเล่นกันได้เหมือนรุ่นน้องทั่วๆ ไปแต่สองเองก็รู้ว่าคีตายังมีบางอย่างในใจที่เป็นอุปสรรคในการแต่งเพลง

ถึงแม้ในตอนนี้คีตาจะแต่งเพลงรักได้บ้างแล้วแต่พอเขาลองให้ปรับเปลี่ยนอะไร คีตามักจะถามว่า

“มันจะเป็นแบบนี้เหรอครับผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่”


เหมือนกับว่าไม่เชื่อเรื่องความรักที่สมหวังอะไรแบบนี้เลยสักนิด สองเองก็ได้แต่อธิบายคร่าวๆ ว่าความรักของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันแต่ก็ไม่รู้ว่าคีตาจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน

“กลับบ้านกลับช่องได้แล้วนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ ห้ามทำงานข้ามวันข้ามคืน”

“บอสไล่แล้วว่ะเก็บกระเป๋ากลับบ้านแล้วนะ”

สองก็เพิ่งรู้ว่าเวลามันล่วงเลยมาเกือบสองทุ่ม ปกติเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องเวลาเท่าไหร่เพราะอาชีพเขาทำงานไม่เป็นเวลาอยู่แล้ว แต่สงสัยทายาทKTDจะคิดถึงนักแต่งเพลงมากถึงได้มาตามด้วยตัวเองแบบนี้ สองหันไปมองทั้งคู่ที่นั่งคุยกันอยู่ เบนนั่งลงบนที่วางแขนโซฟาแล้วคีตาก็ยื่นโน๊ตเพลงให้เบนอ่าน แต่นั่นแหละเบนจามินไม่เข้าใจเรื่องแต่งเพลงเท่าไหร่เลยพยักหน้าไปแต่คิ้วก็ขมวดไป สงสัยจะ งง อยู่เหมือนกัน

“ผมควรแก้ตรงไหนอีกไหม”

“ตรงไหนล่ะ”

“คุณเบนไม่ได้ฟังที่ผมพูดเลย”

“ฟังโว้ยแต่มันไม่เข้าใจพูดภาษาคนสิ”

“พี่สองยังเข้าใจเลย”

“คีตากวนตีนเหรอเดี๋ยวเจอภาษาเศรษฐศาสตร์บ้างจะพูดไม่ออก”

ถึงจะเถียงกันแทบทุกประโยคแต่เบนจามินก็รั้งให้คีตาเอนตัวเข้ามาหา มือก็เล่นผมคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ไปด้วย สองก็ไม่รู้หรอกนะว่าระดับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตอนนี้มันอยู่ในระดับไหน แต่คิดว่าก็น่าจะสนิทมากกว่าเขาที่เป็นแค่โปรดิวเซอร์ที่เจอกันเฉพาะเวลาทำงาน

“เบน พี่ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”

“งานเหรอพี่? ”

“อืม งานของเรา”

ท่าทางของพี่สองดูจริงจังจนเบนต้องบอกให้คีตาไปรอที่ห้องทำงาน ทันทีที่นักแต่งเพลงปิดประตูไปแล้วสองก็เดินไปหยิบกระป๋องเบียร์ที่แช่ไว้พร้อมกับยื่นให้เบนที่รับมา งงๆ ก่อนจะเดินตามโปรดิวเซอร์ไปที่ระเบียง  วิวจากชั้นยี่สิบก็สวยดีแสงไฟจากตึกระยิบระยับจนเบนเองก็ยิ้มออกมาไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มานานแล้วเหมือนกัน

“งานมีปัญหาเหรอครับพี่”

“เรารู้เรื่องคีตาบ้างหรือเปล่าเบน”

“เรื่องอะไรครับ”

“ครอบครัว เพื่อน ความรัก”

“รู้แค่ว่าแม่เลิกกับพ่อแล้วแม่มีครอบครัวใหม่คีตาอยู่กับพ่อผมรู้แค่นั้น”

“ออกข่าวด้วยนิคุณเพลงกับคุณอคิราห์พี่ยังเคยดูข่าวเลย เมื่อก่อนเป็นคู่ที่ดังมากนะมือกีตาร์กับครูสอนร้องเพลง”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคีย์เหรอครับ”

“เบนรู้อะไรไหมยังไม่มีเพลงไหนที่คีย์แต่งเสร็จ เหมือนไม่มั่นใจแก้แล้วก็แก้อีกทั้งๆ ที่คีย์แต่งออกมาเป็นสิบๆ เพลงแล้วแต่พอให้เลือกเพลงที่ต้องใช้กลับไม่เลือกบอกว่ายังไม่พอใจ”

“..............................................................................”

สองเคยได้อ่านเนื้อเพลงที่คีตาแต่งมาบ้างมันก็หวานเหมือนเพลงรักที่เขาเองเคยแต่ง เขายังแซวอยู่เลยว่าหวานหยดย้อย แต่วันต่อมาเนื้อเพลงก็ถูกแก้อีก แก้เป็นสิบๆ รอบเหมือนคีตาไม่มั่นใจกับเพลงที่แต่งออกมา จนเขาเองก็เริ่มจะกังวลขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน

“โปรเจคสิบเพลงรักนี่เหลือเวลาอีกกี่เดือนนะ”

“อีกสามเดือนกว่าๆ ครับ เจ้เบอร์ดี้อยากให้เปิดตัวโปรเจคให้ตรงกับช่วงวันวาเลนไทน์พอดี”

สองยื่นกระป๋องเบียร์มาชนกับเบน
ก่อนยกขึ้นมาดื่ม

“เคยได้ยินเนื้อเพลงใช่ไหมที่บอกว่า เพลงรักถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้”

“เคยครับ”

สองหันมายิ้มให้กับทายาทKTD ที่เขาเองก็รู้จักมาตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานที่นี่ จะว่าไปเบนจามินก็โตขึ้นเยอะเหมือนกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่มีทางมายืนคุยอะไรกับแบบนี้กับเบนแน่ๆ เมื่อก่อนเบนจามินเอาแต่เล่นไม่เคยจริงจังกับงานสักอย่างแต่ตอนนี้ผู้ชายหน้าตี๋สูงร้อยแปดสิบกว่าๆ เปลี่ยนไปจนทุกคนในKTDยังแปลกใจกับเบนจามินเวอร์ชั่นนี้ แต่มันถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี สองวางมือลงบนไหล่หนานั่นแล้วตบเบาๆ

“ช่วยเขาหน่อยนะทำให้เขารู้ทีว่าโลกนี้ยังมีความรักดีๆ รอให้เขาได้เจออยู่”

MUSIC BOX


เวลาสี่ทุ่มครึ่งกับคนที่อยากว่ายน้ำ

คีตานั่งดีดกีตาร์มองคุณเบนจามินที่ถอดเสื้อว่ายน้ำไปมารอบที่สิบ สระน้ำคอนโดไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากคุณเบนว่ายสองทีก็ถึงอีกฝั่ง นี่ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ถึงได้ชวนเขามาเล่นน้ำในเวลานี้ ตอนแรกเกือบโดนจับลงสระแต่เขาบอกก่อนว่าไม่อยากเปียกถึงได้ปล่อยให้เขานั่งเล่นกีตาร์อยู่ตรงนี้

ดีเหมือนกัน
วันนี้ยังแต่งเพลงไม่ได้เลยสักนิดหัวสมองมันว่างเปล่าไปหมด

“ลงมาไหม”

“ไม่เอา”

“มานั่งใกล้ๆ หน่อยมาดีดกีตาร์ตรงนี้”

“มันเปียก”

“นับหนึ่งถึงสามถ้าไม่มาจะขึ้นไปอุ้มเลยนะ หนึ่ง สอง”

พอได้ยินเสียงนับเลขคีตาเลยวางกีตาร์แล้วมานั่งห้อยขาจุ่มน้ำเบนเลยว่ายเข้ามาหา ท่าทางวันนี้นักแต่งเพลงจะเจอเรื่องเครียดเพราะเห็นทำหน้ายุ่งแล้วก็ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า

“เครียดเหรอไง”

“นิดหน่อยครับ”

“สิบเพลงรักนี่ไปถึงไหนแล้ว รายงานให้บอสฟังซิเจ้าหนู”

“...................................................”

“เงียบอีก”

“คุณเบน”

“ฟังอยู่”

“ผมแต่งเพลงรักไม่ได้”


“...................................................”

“เคยคิดว่าแต่งได้แต่มันไม่ใช่ เพลงที่แต่งแล้วมันก็ไม่ใช่มันไม่ใช่เพลงที่คีตา นันทสกุลยากแต่งมันฝืนจนไม่อยากแต่งแล้ว”

“...................................................”

“โกรธหรือเปล่าครับ”

“เป่ายิ้งฉุบกัน”

“ครับ?”

“เป่ายิ้งฉุบที่ต้องออกค้อน กระดาษ กรรไกร”

“รู้..แต่ไม่อยากเล่นตอนนี้”

“ถ้าแพ้นี่ต้องทำตามคำสั่ง”

“ฟังกันบ้างไหมเนี่ย”

“เป่ายิ้งฉุบเร็ว หนึ่ง สอง สาม”

คีตาออกค้อนอย่าง งง ๆ เมื่ออีกฝ่ายอยู่ดีๆ ก็บอกว่าจะเล่นไม่รู้เหมือนกันว่าคุณเบนคิดอะไรอยู่แต่ก็นะแพ้จนได้เมื่ออีกฝ่ายออกกระดาษเบนกำมือคนที่ออกค้อนไว้ก่อนจะกระเถิบตัวเข้ามาหา คีตายกมืออีกข้างขึ้นมาวางบนไหล่หนานั่นเมื่อเห็นว่าคุณเบนแทรกตัวมายืนอยู่ตรงกลางระหว่างขา

“เราแพ้นะทำตามคำสั่งด้วย”

“คุณเบนขี้โกงผมไม่ทันได้ตั้งตัวเลย”

“เป่ายิ้งฉุบเขาใช้ดวงจะต้องมาตั้งตัวอะไรกัน”

“จะสั่งให้ทำอะไรบอกมา”

เบนยกมือขึ้นมาวางระหว่างตัวคีตาก่อนจะเปลี่ยนมากอดเอวไว้หลวมๆ
คีตาเลยก้มลงมาหาเพราะนึกว่าจะโดนสั่งให้ทำอะไรแปลกๆ

“ความรักที่คีตาเจอมามันเป็นแบบไหนเหรอครับ เล่าให้พี่เบนฟังได้ไหม”


“...................................................”

ทุกอย่างรอบตัวเงียบสนิทมีเพียงสองคนที่มองตากันอยู่อย่างนั้น รอยยิ้มของคีตาค่อยๆ หายไปแต่เบนกลับไม่ยอมปล่อยให้คีตาลุกหนีไปไหน  เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้แต่ทุกอย่างก็ยังเงียบอยู่อย่างนั้นจนเบนเองเป็นฝ่ายที่ยอมแพ้มือใหญ่ค่อยๆ ละจากเอวคนที่นั่งอยู่ตั้งใจจะไปว่ายน้ำให้หัวสมองโล่งแต่ไหล่กลับโดนสองแขนรั้งไว้ให้กลับมายืนตามเดิม

“ผมเคยคิดว่าผมมีครอบครัวที่ดีมากๆ พ่อที่เล่นกีตาร์เก่งแม่ที่ร้องเพลงเพราะ ผมเติบโตมาพร้อมกับเสียงเพลงพ่อกับแม่ช่วยสอนผมเล่นเครื่องดนตรี เราสามคนร้องเพลงเล่นดนตรีด้วยกัน”

“...................................................”

“และมันก็เป็นแบบนั้นมาตลอด ผมใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกวันตื่นเช้าไปเรียน กลับบ้านเจอแม่ทำอาหารเย็น พ่อเล่นกีตาร์ร้องเพลงรอก่อนเราจะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ผมไม่รู้อะไรเลยว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่..”

“...................................................”

“วันเกิดผม แม่จะให้กล่องดนตรีเป็นของขวัญทุกปีเพราะแม่บอกเองว่าผมเหมือนเจ้าสิ่งนั้น เสียงดนตรีจากผมจะทำให้คนที่ฟังมีความสุขเหมือนที่พ่อกับแม่ได้ฟัง”

“...................................................”

“วันนั้นเป็นวันเกิด ผมแค่อยากกลับบ้านเร็วเพราะอยากรู้ว่าแม่จะให้กล่องดนตรีแบบไหนกับผม แต่สิ่งที่ผมเจอ..”

คีตาค่อยๆ ก้าวทีละก้าวเพราะกลัวว่าพ่อกับแม่จะได้ยินเสียงว่าเขากลับมาก่อนเวลาเลิกเรียน คีตาเห็นพ่อกับแม่อยู่ตรงห้องนั่งเล่นตั้งใจจะเข้าไปโผล่ให้แม่ตกใจเล่นแต่เสียงของพ่อที่ตะโกนขึ้นมาทำให้คีตาต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่

“ผมไม่อยากให้คีย์เสียใจ เพลงก็รู้ว่าคีย์รักเพลงมากแค่ไหน ถ้าเขารู้ว่าจริงๆ แล้วเราเซ็นใบหย่ากันมาเกือบปีคีย์จะรู้สึกยังไง”

“อาร์…เราจะปิดบังลูกไปถึงเมื่อไหร่เราต้องแกล้งทำเป็นรักกันไปจนถึงเมื่อไหร่ คุณก็รู้ว่าฉัน..”

“ผมรู้ว่าคุณต้องไปหาเขาๆ รอคุณอยู่แต่เพลงคีตาคือลูกของเรา คุณอยากให้คีตารู้เหรอว่าทุกวันนี้เราแกล้งทำเป็นรักกัน ไอ้ครอบครัวสุขสันต์มันไม่มีตั้งนานแล้ว”

“ที่ฉันยังอยู่ที่นี่ก็เพราะคีตารู้ไว้ด้วยนะคุณ! ถ้าไม่มีคีตาฉันไปตั้งนานแล้วฉันไม่อยากอยู่ที่นี่กับคุณอีกแล้ว!”


คีตาโตพอจนรู้ว่าเรื่องที่พ่อกับแม่คุยกันคือเรื่องอะไร ทุกคำพูดมันฝังลงในใจ ทั้งๆ ที่อยากจะไปให้พ้นจากตรงนี้แต่คีตากลับก้าวขาไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว  ภาพที่แม่ร้องไห้จนแทบขาดใจเพราะไม่อยากอยู่ที่นี่เป็นภาพที่คีตายังจำได้ไม่เคยลืม คีตาไม่ได้วิ่งหนีไม่ได้โวยวายเหมือนเด็กไม่รู้จักโตเขาแค่ยืนปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบๆ จนพ่อกับแม่หันมาเจอ

แม่เพลงร้องไห้แล้วกอดคีตาไว้แน่นแต่คีตาก็ทำได้แค่ยืนนิ่งเหมือนคนไร้ความรู้สึก จนพ่อเป็นฝ่ายเข้ามาหาแล้วพาเขาขึ้นไปรอข้างบนห้องนอน ตอนนั้นจำได้ว่าร้องไห้จนหลับเป็นวันเกิดที่เขาเองจำได้ไม่ลืม ไม่มีเค้กก้อนโต ไม่มีเพลง Happy Birthday  สุดท้ายพ่อก็เป็นฝ่ายเล่าทุกอย่างให้ฟัง คีตาจำสัมผัสครั้งสุดท้ายจากแม่ได้จากวันนั้นเพราะแม่ทิ้งไว้แค่กล่องดนตรีรูปกีตาร์ที่เป็นของขวัญวันเกิด

และมันก็เป็นกล่องดนตรีอันสุดท้าย
ที่เขาได้จากแม่


“พ่อเล่าให้ฟังว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันมานานแล้วครับ ทั้งสองคนตัดสินใจจะหย่ากันมานานแล้วแต่ที่ยังอยู่ด้วยกันก็เพราะผม มันจะต้องแย่มากแน่ๆ ถ้าไม่ได้รักกันแล้วแต่ต้องทนอยู่ด้วยกันทุกวัน ”

“...................................................”

“เพราะผมคนเดียวถ้าไม่ใช่เพราะผม แม่ก็มีความสุขไปตั้งนานแล้วไม่ต้องมาทนอยู่ หลังจากนั้นทุกอย่างเหมือนหายวับไปกับตาเลย ไม่มีคำว่าครอบครัวไม่มีเสียงดนตรีไม่มีเสียงร้องเพลงจากแม่ไม่มีพ่อที่เล่นกีตาร์รอแม่ทำกับข้าว มีแค่ผมกับเสียงเพลงจากกล่องดนตรีอันสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้”

“คีตา”

“คำว่า ทนอยู่ แกล้งทำเป็นรักกัน ไม่อยากอยู่ที่นี่มันอยู่ในใจผมมาตลอด ใครๆก็บอกว่าพ่อกับแม่เลิกกันตอนโตลูกอย่างผมเลยไม่มีปัญหา แต่เพราะว่าโตแล้วผมถึงจำความรู้สึกจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ยอมลืมมันสักที”

“...................................................”

“ความรักที่ผมเจอมันเจ็บปวดจนผมไม่อยากรู้จักกับใคร ไม่อยากสนิทกับคนอื่น กลัวว่าสักวันเขามาต้องมาทนอยู่เพราะผม ผมเลยเลือกที่จะอยู่คนเดียว”

เบนจามินรู้ว่าเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องอ่อนไหวและมันก็เป็นเรื่องที่ใครไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้ คีตาฝังใจมาตลอดว่าพ่อกับแม่ต้องทำเป็นรักกันเพราะตัวเอง คีตาไม่ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพียงแค่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเรื่อยๆ เบนเลยเอื้อมมือไปปาดมันออกเบาๆ ก่อนจะอุ้มคีตาให้ลงมาในน้ำเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเครียดไปมากกว่านี้

“ปลอบใจคนไม่เก่งแต่ขอพูดอะไรหน่อย”

เบนอุ้มคีตาไว้ทั้งตัวให้ลงมาในน้ำด้วยกันจนนักแต่งเพลงต้องกอดคอคนที่อุ้มอยู่ไว้แน่น
สัมผัสแนบชิดทำให้คีตาต้องมองหน้ากันตรงๆ

“ผมรู้ว่าที่คุณเจอมันหนักแต่คุณรู้ใช่ไหมถ้าคุณยังติดอยู่กับมันๆ จะทำให้คุณไม่มีความสุข อย่าเอาเรื่องนี้มาคิดว่าความรักมันจะแย่ไปหมด”

“...................................................”

“บนโลกนี้ยังมีความรักอีกหลายแบบที่คุณจะต้องเจอ มันก็อาจจะดีบ้างแย่บ้างแค่เราต้องเรียนรู้ และอีกอย่างทุกคนมีเหตผลของตัวเองทั้งนั้นตอนนั้นพ่อกับแม่เราเขาก็มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้นเหมือนกัน”

“ผมไม่ได้เจอแม่อีกเพราะแม่ย้ายมาอยู่กรุงเทพ แม่เคยโทรมาหาแต่ผมก็ไม่ได้รับแต่พ่อก็บอกตลอดว่าให้คุยกับแม่บ้าง แต่ผมกับแม่เราห่างกันจนตอนนี้ผมไม่กล้าที่จะเจอ แม่เองก็มีครอบครัวใหม่”

“...................................................”

“จริงๆ ผมไม่ได้โกรธแม่หรอกแต่กลัวว่าแม่จะไม่คิดว่าผมเป็นลูก ผมไม่ใช่กล่องดนตรีของแม่อีกต่อไปแล้ว”

เบนจามินไม่เคยเล่าเรื่องที่เจอแม่ของคีตาที่โรงพยาบาลให้ฟัง แต่จากท่าทางความเป็นห่วงและแววตาก็พอทำให้เบนรู้ว่าแม่ของคีตายังรักลูกเหมือนเดิมแต่คงเพราะเหตุผลหลายๆ อย่างทำให้ไม่สามารถแสดงออกได้ก็ได้แต่หวังว่าเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างมันดีขึ้นมากกว่าเดิม

 “เขาอาจจะไม่ได้รักกันแล้วแต่สำหรับผมเชื่อว่าเขาทั้งสองคนก็ยังรักคุณ คีตา คุณยังเป็นกล่องดนตรีของพ่อกับแม่เหมือนเดิมนั่นแหละ

“...................................................”

“อย่าเอาอดีตมาทำร้ายชีวิตปัจจุบันเลย ปล่อยให้มันเป็นแค่ความทรงจำก็พอชีวิตต้องเจออะไรอีกเยอะ ใช้ชีวิตให้มันสมกับเด็กอายุยี่สิบห้าหน่อย นี่อะไรหม่นหมองไปหมดยิ้มด้วยลักยิ้มก็มียิ้มให้มันเยอะๆ เข้าใจที่พี่พูดใช่ไหม”

คีตาพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่เบนจะยิ้มจนตาตี่ๆ นั่นตี่ลงมากกว่าเดิมมันดูตลกจนคีตายิ้มออกมา เบนเลยยกมือขึ้นจับผมหน้าคีตาที่เปียกน้ำแล้วจัดให้มันไม่ปิดหน้าปิดตา คีตารู้ว่าเขายังฝังใจกับความรักที่ได้เจอมาแต่มันก็จริงอย่างที่คุณเบนว่าถ้าเขายังยึดติดกับเรื่องนี้เขาคงไปไหนสักที

เพลงที่แต่งอยู่แบบเดิมๆ  เนื้อหาเดิมๆ
มันคงถึงเวลาที่ต้องเริ่มใหม่สักที

คีตามองคนที่ยังกอดเขาแน่นอยู่กลางสระก่อนจะมองใบหน้าที่เขาคิดว่ามันกวนตีนตอนที่ได้เจอกันครั้งแรก ไม่คิดมาก่อนว่าเบนจามินคนนั้นจะกลายเป็นคนแรกที่เขายอมเล่าเรื่องที่ติดอยู่ในใจให้ฟัง

“มีคนบอกไหมว่าพี่เบนมีพลังด้านบวกเยอะมาก”

“เยอะแยะ…บางทีก็บอกว่าอารมณ์ดีเหมือนคนบ้า”

“เป็นผู้ชายใจดี”

“อันนี้เพิ่งเคยได้ยิน พวกผู้หญิงชอบด่าว่าใจร้ายมากกว่า”

“ดีกับผมก็พอแล้ว”


“ประโยคนี้นี่มันอยู่ในเพลงอะไรหรือเปล่า ทดสอบอะไรอยู่ใช่ไหมนี่ก็เขินเป็นเหมือนกันนะเว้ย”

“เด็กอายุยี่สิบห้าก็เป็นแบบนี้แหละ”

“ทำยี่สิบเก้าเป๋ได้เลยนะ”

คีตาหลับตาลงเมื่อเบนแกล้งดีดน้ำใส่หน้า
แต่พอจะดันตัวออกเบนกลับกอดกระชับให้แนบชิดมากกว่าเดิม

“ถึงเวลามองโลกในแบบใหม่แล้วนะจ๊ะหนู อย่ามัวแต่แต่งเพลงอกหักรักคุดขอแบบรักกันจะเป็นจะตายสักสิบเพลง”

“ผมว่าผมจะแต่งเพลงใหม่หมด”

“หมดเลย? ที่ผ่านมาไม่เอาเลย”

“ไม่เอาเลยขอเริ่มใหม่ทั้งหมด”

“พี่สองร้องไห้ตายห่าแน่ๆ ช่วยแก้ไปแล้วเป็นสิบๆ เพลง”

เบนจามินกอดเอวคนที่หัวเราะเมื่อนึกถึงหน้าโปรดิวเซอร์ของ KTD คีตากอดคอเบนให้แน่นขึ้นจนใบหน้าทั้งคู่อยู่ใกล้กันมากกว่าเดิม สายตาที่มองกันอยู่ทำให้คีตาเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน

“ผมจะแต่งเพลงจากความรักของผม”

“กับใคร”

“รอฟังซิครับ”

“คีตา..พี่ไม่ใช่ผู้ชายที่ดีเราเองก็รู้ใช่ไหมถ้าสักวันหนึ่งเราต้องร้องไห้เพราะพี่..ถ้าเกิดว่าพี่ทำให้เราเสียใจ”

“ผมไม่รู้ว่าพี่เบนดีไม่ดียังไงไม่รู้ด้วยว่าอนาคตมันจะเป็นแบบไหนแต่ตอนนี้พี่คือคนที่ทำให้ผมอยากแต่งเพลงรัก ผมรู้แค่นี้”

เบนจามินเงียบลงเมื่อได้ยินประโยคนั้นชัดๆ คีตาหลับตาลงเมื่อเบนจูบลงบนหน้าผากขาวแล้วค่อยๆ ไล่ลงมาที่ปลายจมูกริมฝีปากที่เฉียดกันไปมาแต่ไม่กล้าที่จะสัมผัสกันเบนเลยถามเบาๆ

“จูบได้ไหม”

“ไม่ได้”

“ถ้าเป็นในละครนี่ต้องได้แล้วนะ”

“เคยดูแต่พระเอกจูบเลยโดยไม่ถาม”

“...........................................................................”   

โห..ไอ้เด็กยี่สิบห้า

เบนอุ้มคีตาให้นั่งลงบนขอบสระก่อนที่ตัวเองจะแทรกตัวแล้วก้มลงไปหาคนที่หลับตาลง เบนรู้ลิมิตตัวเองว่าเขาจะไม่ล่วงเกินคีตาไปมากกว่านี้ มือใหญ่รั้งให้คีตารับจูบที่เขาตั้งใจมอบให้ เบนค่อยๆ ไล้ไปตามแผ่นหลังเล็กเบาๆ เมื่อคีตาที่วางแขนบนไหล่กว้างกอดกระชับแน่น

ไม่ได้ถึงขั้นดีฟคิสเพราะเบนคิดว่าสำหรับคีตายังไม่ถึงเวลา แต่แค่นี้ก็ทำให้เขาแทบบ้าได้เหมือนกัน ถ้าแกงค์ลูกเพื่อนแม่มาเห็นว่าเขาใจเต้นแทบระเบิดกับจูบไม่ประสีประสาของเด็กผู้ชายตัวเล็กแก้มป่องคงโดนล้อแน่ๆ

นึกแล้วก็ตลกอยู่เหมือนกันถ้าเป็นเมื่อก่อนบรรยากาศแบบนี้คงต้องเป็นผู้หญิงหุ่นระดับนางแบบใส่บิกินี่ตัวจิ๋วแต่คนที่ทำให้เบนไม่อยากปล่อยมือในตอนนี้กลายเป็นเด็กผู้ชายที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงบอล แถมยังจูบไปเขินไปจนทำให้เขาใจสั่น  เบนผละออกมาแล้วแนบหน้าผากมองคนที่หอบจนหน้าแดง เบนเลยยิ้มนิดๆ แล้วก้มลงมาหอมแก้มนุ่มที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะกระซิบเบาๆ ให้นักแต่งเพลงได้ยิน

“อย่างน้อยวันนี้ต้องได้เพลงรักสักเพลงแล้วคีตา”





TO BE CON

ปล.กลับมาแล้วจ้าาาาหายไปนานเหลือเกิน สิ้นปีเหมือนสิ้นใจงานหรืออะไรทับถมมาก
HNY นะคะทุกคน 2019 จะไม่หานไปนานแน่นอน ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนนะคะ ^^

ปล2 พี่เบนไม่ใช่ผู้ชายที่ดี..

#นิยายกล่องดนตรี  #ซีรีส์ลูกเพื่อนแม่
twitter @ribbinbo














« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-01-2019 22:47:13 โดย RIBBINBO »

ออฟไลน์ Majariga

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เนี่ยๆ ปล. ของคุณไรท์ ทำเราใจไม่ดีอีกแล้ววววว  o22

ปล. พี่เบนไม่ใช่ผู้ชายที่ดี // ฮืออออ :sad4:

คุณไรท์เรื่องนี้ไม่ใช่แนวทุ่งลาเวนเดอร์หรอคะ :z3:

พี่เบนจะร้ายหรอ ม่ายยยยจิ้งงงงง :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด