บุปผาร้อยราตรี Yaoi (จีนโบราณ) Special I ก่อนดอกท้อจะผลิบาน. up.21/07/62 [จบ]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: บุปผาร้อยราตรี Yaoi (จีนโบราณ) Special I ก่อนดอกท้อจะผลิบาน. up.21/07/62 [จบ]  (อ่าน 8573 ครั้ง)

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[12]


“เช่นนั้นก็กำจัดไปเสียสิเจ้าคะท่านป้า”

“กำจัด? เจ้าหมายความว่าอย่างไรหรือเยว่เผิง” เพ่ยเยว่เผิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง นางพึงพอใจนักกับเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ นางไม่รู้หรอกว่าเหตุใดท่านป้าเหม่ยหลินจึงคิดว่าสหายของพี่เฟยหลงผู้นั้นเป็นปีศาจและนางก็ไม่สนใจด้วยว่าความจริงมันจะเป็นเช่นไร ในเมื่อตอนนี้คือเหตุผลที่จำกำจัดคนผู้นั้นออกไปจากชีวิตของพี่เฟยหลง เหม่ยหลินรอฟังคำตอบจากหลานสาวที่นางหมายมั่นจะให้ได้เป็นสะใภ้สกุลลู่ ได้แต่งงานกับบุตรชายของนางอย่างตั้งใจ

“หากเขาเป็นปีศาจ เราก็แค่หานักพรตเก่งๆ ไปกำจัดเขาเสีย...มันก็จบมิใช่หรือเจ้าคะ?”

เหม่ยหลินมองเยว่เผิงด้วยแววตาสับสนแม้ว่านางจะกลัวหยางเถาและเป็นห่วงเฟยหลงก็จริง แต่หยางเถาเองก็ดูจะเป็นเด็กดี นางไม่เคยเห็นหยางเถาทำอะไรไม่ดีสักครั้ง แล้วถ้าหากว่านางหานักพรตเข้าไปทำร้ายหยางเถา มันจะไม่เป็นการทำบาปหรือ? สิ่งที่นางคิดจะทำลงไปเช่นนั้น มันถูกแล้วหรือ มันถูกแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่ นางเองก็เริ่มไม่แน่ใจ

เพ่ยเยว่เผิงหันมามองใบหน้าของท่านป้าเหม่ยหลินเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบลงไปแทนที่จะเห็นด้วยกับความคิดของนาง นี่คงมิใช่ว่ากำลังใจอ่อนหรอกใช่หรือไม่ ไม่ได้นะ! หากเป็นเช่นนั้น พี่เฟยหลงของนางก็จะยังคงมองสหายผมสีเงินผู้นั้นด้วยแววตาหลงใหลเช่นเดิม และนางคงยอมไม่ได้! สายตาของพี่เฟยหลงจะต้องมีแค่เพียงนาง มองได้เพียงแค่นาง หัวใจของพี่เฟยหลงก็จะต้องเป็นของนางเพียงผู้เดียวเช่นกัน

“ท่านป้า...ข้าเข้าใจที่ท่านจะลังเล แต่หากท่านไม่รีบลงมือทำอะไรสักอย่าง พี่เฟยหลง...อาจจะไม่รอดนะเจ้าคะท่านป้า ปีศาจน่ะ ชอบดูดวิญญาณของมนุษย์ท่านป้าก็ทราบดีมิใช่หรือเจ้าคะ” เสียงของเยว่เผิงเต็มไปด้วยความห่วงใยและกังวลจนทำให้คนฟังอย่างเหม่ยหลินเองก็เริ่มกังวลตาม หากลองคิดดูแล้ว...การที่นางจะทำเช่นนั้นแม้มันจะเป็นบาป แต่นางก็ทำเพื่อปกป้องบุตรชายของนางเอง

ใช่แล้ว ข้ามิได้ทำผิด ทั้งหมดข้าทำเพื่อปกป้องเฟยหลงเท่านั้น

“แล้วเราจะไปหานักพรตมาจากที่ใดกันล่ะเยว่เผิง” เพ่ยเยว่เผิงยิ้มอ่อนทั้งที่ในใจของนางนั้นรู้สึกดีใจที่จะได้กำจัดเสี้ยนหนามของหัวใจออกไปเสียที นางมิใช่ต้นคิด เพียงแค่เสนอหนทางก็เท่านั้นและท่านป้าเหม่ยหลินเองต่างหากที่ตัดสินใจทำ ทุกอย่างกำลังเดินเข้าสู่หนทางที่นางวาดไว้

“ข้ารู้จักอยู่ท่านหนึ่งเจ้าค่ะ” เหม่ยหลินมองเยว่เผิงด้วยความดีใจจนร่างของนางผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว

“จริงหรือ!”

“เจ้าค่ะท่านป้า” เหม่ยหลินร้อนรนด้วยความดีใจ ในที่สุดนางก็จะได้ทำให้บุตรชายหลุดพ้นจากพลังปีศาจที่กำลังครอบงำเฟยหลงเอาไว้เสียที

“เช่นนั้น...เราไปพบเขากันเลยดีหรือไม่เยว่เผิง ป้าร้อนใจเหลือเกิน”

เยว่เผิงนิ่งคิด หากพาท่านป้าไปตอนนี้มันก็ดีกับตัวนางเองเช่นกัน งานแต่งงานของนางกับพี่เฟยหลงคงเกิดขึ้นในไม่ช้า ยิ่งนางอยู่เคียงข้างท่านป้ามากเท่าไร ท่านป้าก็จะต้องรักและเอ็นดูนางมากยิ่งขึ้น ทุกสิ่งจะต้องเป็นของนาง ทั้งร่างกายและหัวใจของพี่เฟยหลงเป็นของนางทั้งนั้น

หึ! ...หยางเถา เจ้าจะโทษข้าไม่ได้นะ ต้องโทษท่านป้าที่อยากกำจัดเจ้าต่างหาก มิใช่ข้า!

“ข้าว่าเราคงต้องรีบกันหน่อย เพราะท่านนักพรตเองก็มิค่อยจะว่างนักเข้าค่ะ”

“เช่นนั้นเราก็ไปกันเถอะ อย่าเสียเวลาอีกเลย”

“เจ้าค่ะ”

เยว่เผิงและเหม่ยหลินจึงรีบออกจากจวนสกุลเพ่ยเพื่อจะตรงไปยังที่อยู่ของนักพรตที่นางรู้จัก อย่างไรก็ต้องลองให้มากำจัดหยางเถาถึงจะไม่รู้ว่าใช่ปีศาจอย่างที่ท่านป้าบอกหรือไม่ แต่หากว่าใช่...ทุกอย่างจะได้กลับมาเข้าที่เข้าทางสำหรับนางเสียที จบจากงานนี้ท่านป้าก็คงจะมาคุยกับท่านแม่เรื่องการแต่งงานของนางกับพี่เฟยหลงเสียที

เหม่ยหลินเดินไปตามทางด้วยความกังวลใจ ตลอดทั้งทางนางเอาแต่ถกเถียงกับตนเองว่าสิ่งที่นางกำลังทำนั้นมันสมควรหรือไม่ ตัวนางเองก็มิได้เกลียดชังใดๆ ในตัวหยางเถานัก ครั้งแรกที่นางได้เห็นหยางเถานางเองก็รู้สึกถูกชะตาและเอ็นดูไม่น้อย หากแต่เพราะนางเองที่ไม่อยากให้เฟยหลงต้องรักชอบกับบุรุษด้วยกัน นางถึงต้องทำทุกทางให้เฟยหลงชอบพอกับเพ่ยเยวาเผิง หากสวรรค์ส่งหยางเถาให้มาเป็นหญิงสาวแทนบุรุษ นางก็คงไม่ต้องวุ่นวายใจเช่นนี้

ทั้งสองมาถึงบ้านหลังหนึ่งที่ไม่ใหญ่โตเท่าจวนของตนเอง ออกจะดูเล็กและธรรมดาเสียจนแทบจะไม่โดดเด่นใดๆ เลย ทางส่วนของหน้าบ้านนั้นมีต้นไม้ใหญ่เป็นร่มเงาให้บรรยากาศเย็นสบายที่ทันทีที่ได้ย่างก้าวเข้าไป ความสบายใจก็เข้ามาจนท่วมท้นในจิตใจ เหม่ยหลินรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เพียงแค่ได้ก้าวเท้าเข้าไป ความรู้สึกทุกข์ใจก็ได้รับการปลดปล่อยไปจนหมด

“ท่านนักพรตซ่ง สบายดีหรือไม่เจ้าคะ” ซ่งหยุนเฟิงที่กำลังกวาดเอาใบไม้ที่ร่วงหล่นบริเวณด้านหน้าออกก็เงยใบหน้าขึ้นมามองผู้มาเยือนทั้งสอง ก่อนจะยิ้มบางๆ ให้

“ข้าสบายดี คุณหนูเพ่ยและลู่ฮูหยิน มาหาข้ามีสิ่งใดหรือ”

“ข้าพาท่านป้ามาปรึกษาท่านเจ้าค่ะ” ซ่งหยุนเฟิงมองด้วยความสงสัย สิ่งใดกันที่ทำให้คุณหนูเพ่ยเยว่เผิงและฮูหยินอี้เหม่ยหลินมาหาตนถึงที่นี่

“มีเรื่องอะไรหรือ”

“ท่านนักพรตซ่ง ที่บ้านของข้านั้นได้มีปีศาจออกมาอยู่ใกล้ๆ กับบุตรชายของข้าเจ้าค่ะ ดูเหมือนปีศาจตนนั้นจะใช้พลังปีศาจล่อลวงบุตรชายของข้าด้วยเจ้าค่ะ ท่านนักพรตซ่งพอจะช่วยข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” ใบหน้าอันแสนทุกข์ใจของเหม่ยหลินทำให้ซ่งหยุนเฟิงได้แต่ถอนหายใจ ความรักของคนเป็นแม่นั้นมากมายนักและโดยปกติมันก็จะเป็นดั่งเกราะคุ้มภัยให้บุตรชาย แต่แปลกเหลือเกิน ในกรณีเช่นนี้เหตุใดปีศาจจึงสามารถเข้ามารบกวนได้กันเล่า

บ้านสกุลลู่ใครๆ ก็รู้ว่าปีศาจตนใดก็ไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้ เพราะเขาเองก็เคยเข้าไปทำการปัดเป่าและจัดการปัญหาเหล่านี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว อีกอย่าง...บ้านสกุลลู่เองก็มีกลิ่นอายของเทพอันบริสุทธิ์ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีปีศาจออกมาอาละวาดได้อย่างนี้ แต่อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นหน้าที่ของเขา ต่อให้เกิดความสงสัยเช่นไรก็ต้องทำอยู่ดี

ซ่งหยุนเฟิงเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านครู่หนึ่งโดยมีสายตาของเพ่ยเยว่เผิงและอี้เหม่ยหลินมองตามไปด้วยความดีใจ ในที่สุดความกังวลของนางก็จะหมดสิ้นไปเสียที ซ่งหยุนเฟิงเดินกลับออกมาพร้อมบางสิ่งในมือก่อนจะยื่นแผ่นกระดาษสีเหลืองที่ถูกเขียนเอาไว้ด้วยหมึกสีแดงมาให้กับอี้เหม่ยหลิน

“นำสิ่งนี้...ไปไว้ในจุดกำเนิดปีศาจหรือจะเป็นจุดที่ปีศาจอาศัย ไม่ว่าจัเป็นที่ใด ขอแค่มันสำคัญต่อปีศาจตนนั้นมันก็จะจัดการกับปีศาจตนนั้นทันที”

เหม่ยหลินแสดงความยินดีออกมาจนฉายชัดบนใบหน้าสวย เยว่เผิงนั้นก็มองแผ่นกระดาษแผ่นนั้นด้วยความพึงพอใจ ต้องแบบนี้สิ แบบนี้สหายผมสีเงินผู้นั้นจะได้ไปให้พ้นๆ เสียที ซ่งหยุนเฟิงมองทั้งสองคนด้วยความรู้สึกที่ไร้คำอธิบาย การเป็นบุคคลที่สามช่างน่ากลัวเหลือเกิน ความต้องการของมนุษย์ที่ปิดบังคนใกล้ตัวเอาไว้แต่มิได้ระวังต่อคนอื่นนั้น ช่างไม่ย่ามองเสียเลย แต่อย่างไรเสีย เขาก็คงต้องตักเตือนเอาไว้เสียก่อน

“คุณหนูเพ่ย...หากเป็นไปได้ก็อย่าเลย สิ่งที่คุณหนูกำลังคิดนั้น มันมิได้เกิดสิ่งดีๆ ต่อสกุลเพ่ยสักนิด โปรดคิดให้ดีก่อนเถอะ”

“ข้าไม่เข้าใจว่าท่านนักพรตซ่งหมายถึงสิ่งใด จึงไม่อาจจะตอบรับคำขอของท่านได้เจ้าค่ะ” เพ่ยเยว่เผิงเก็บงำความไม่พอใจเอาไว้จนลึกสุดใจ กัดฟันอดทนพูดออกมาด้วยความอ่อนหวาน ส่งรอยยิ้มบางๆ ราวกับใสซื่อเกินกว่าจะเข้าใจได้ เหม่ยหลินหันมองทั้งสองด้วยความไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่สำคัญคือการคิดหาจุดที่ต้องนำยันต์ไปไว้มากกว่า

ตรงไหนกันนะที่หยางเถาอยู่ จะใช่ต้นท้อพันปีนั่นไหมนะ

















•~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~•

















เหวินฉายมองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของฮูหยินด้วยความสงสัย ในตอนเช้านั้น...ฮูหยินเดินออกจากจวนไปด้วยสีหน้าวุ่นวายใจ แต่เมื่อกลับมานั้นใบหน้าที่เคยกังวลกลับกลายเป็นความยินดีอย่างเหลือล้นจนเหวินฉายเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไหนจะการลูบบริเวณชายข้อมือราวกับกลัวว่าของสำคัญจะหายอีก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

อี้เหม่ยหลินเดินเข้าไปในจวนด้วยความสุขใจ หัวใจของนางได้รับการปลดปล่อยจนหมดสิ้น หลังจากนี้...นางก็จะไม่ต้องกังวลใดๆ อีกในเรื่องของหยางเถา เฟยหลงของนางก็จะกลับมามีชีวิตปกติและหลุดพ้นจากการล่อลวง นางมีความสุขเหลือเกิน สุขจนรอยยิ้มบนใบหน้าของนางนั้นกว้างขึ้นจนมิว่าใครได้พบเห็นก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องใดกันที่ทำให้ฮูหยินสกุลลู่ต้องยิ้มแย้มเสียขนาดนี้

“จากนี้ไป...ทุกสิ่งในจวนนี้จะกลับมาเป็นดั่งที่มันควรจะเป็น”

เหม่ยหลินจ้องมองแผ่นยันต์ในมือและพูดออกมาเบาๆ นางให้สาวใช้เรียกเด็กรับใช้เข้ามาคนหนึ่ง ก่อนจะนำยันต์แผ่นนั้นออกมายื่นให้เขา เด็กรับใช้มองสิ่งที่ถูกยื่นมาให้ด้วยความไม่เข้าใจว่าฮูหยินจะสั่งให้เขาทำอะไรกันแน่ เหม่ยหลินมั่นใจอย่างแน่ชัดว่าหยางเถานั้นจะต้องเป็นปีศาจต้นท้อแน่ๆ เพราะเมื่อคืนนางเห็นเฟยหลงร้องเรียกหาหยางเถาอยู่ที่หน้าต้นท้อต้นใหญ่ ไหนจะอายุของมันที่อยู่มานับพันปี อีกทั้ง...ช่วงหลังๆ มานี้เฟยหลงชอบไปเดินที่สวนและมองต้นท้อต้นนั้นด้วยสายตาประหลาด

“เจ้าจงนำสิ่งนี้...ไปฝังเอาไว้ใต้ต้นท้อ”

“ตะ แต่ฮูหยินขอรับ...นายน้อยจะมิว่าหรือขอรับ ก็นายน้อย...” เหม่ยหลินหน้าตึง ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเด็กรับใช้ผู้นั้นสะดุ้งด้วยความตกใจและรีบก้มหน้าลงทันที

“ข้าสั่งให้ทำก็ทำไป และพวกเจ้า! ห้ามบอกเรื่องนี้แก่เฟยหลงอย่างเด็ดขาด! พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่!!”

“ขอรับ/เจ้าค่ะ”

แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็มิสามารถขัดคำสั่งของฮูหยินได้ ทั้งหมดจึงได้นำยันต์แผ่นนั้นและเดินไปยังสวนพฤกษาที่แสนงดงามอันเป็นที่ ที่นายน้อยของพวกเขารักหนักหนา เคยได้ยินคนในจวนพูดกันว่า...เพียงแค่ดอกท้อดอกเดียวที่หล่นลงมาเปื้อนดินและซูหนิงเก็บมันมาก็ถูกนายน้อยต่อว่าต่อขานด้วยความโกรธเกรี้ยว นายน้อยเฟยหลงที่มิเคยโกรธเลยสักครั้ง กลับโมโหกับเรื่องดอกไม้ดอกเล็กๆ แล้วหากรู้ว่าพวกเขาทำเช่นนี้...มิถูกไล่ออกไปหรือ?

พวกเขาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของต้นท้อต้นใหญ่ที่แม้จะมีดอกสีชมพูประดับอยู่บนกิ่งก้าน หากแต่กลับแผ่กระจายความโศกเศร้าที่ชวนให้หัวใจสั่นสะท้าน เพียงอยู่ใกล้ๆ ก็รับรู้ได้ถึงความปวดร้าว หัวใจของพวกเขาบีบตัวแน่นจนจุกไปด้วยความรู้สึกที่มากล้น ก่อนนี้ไม่เคยรู้สึกใดๆ แล้วเหตุใดเพียงก้าวเข้ามาใกล้กลับเจ็บปวดใจเหลือเกิน เจ็บปวดจนอยากล้มเลิกมันเสีย

ไม่อยากทำ ไม่อยากจะทำเลยสักนิด แต่พวกเขาก็ไม่อาจจะหลีกหนีได้

เขาหวังเพียงว่า...ท้อโศกศัลย์ต้นนี้ จะเลิกโศกเศร้าเสียทีพวกเขาจะได้เลิกรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย

เมื่อฝังเอาไว้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย พวกเขาทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืนหันมองซ้ายขวาด้วยกลัวว่านายน้อยเฟยหลงจะออกมาพบเข้า หากเป็นอย่างที่คิดไว้ คงไม่พ้นโดนลงโทษและดุด่าเป็นแน่ หากแต่ว่า...หากพวกเขาไม่ยอมทำตามคำสั่งที่ได้รับมาจากฮูหยินแล้ว พวกเขาเองก็คงจะโดนไล่ออกเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็คงมิอาจจะขัดคำสั่งของฮูหยินได้ แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ดีต่อนายน้อยก็ตาม

หยางเถากระวนกระวายเมื่อเริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เหตุใดดอกท้อของเขาจึงไม่สามารถเบ่งบานออกมาได้ เหตุใดเขาตึงรู้สึกว่าพลังของเขานั้นถูกตัดขาดออกจากดวงจันทราที่เริ่มฉายแสง แม้จะบางเบาเพราะยังไม่พลบค่ำแต่มันก็ยังคงมีแสงสาดส่องลงมาบ้าง แต่ในตอนนี้เขากลับรู้สึกได้ว่า ร่างกายของเขาไม่ได้รับพลังเพิ่มมาแม้แต่น้อย

เกิดอะไรขึ้น? มีสิ่งใดผิดปกติกัน?

หยางเถาพยายามจะส่งพลังวิญญาณออกไปยังกิ่งก้านเพื่อจะบังคับให้ดอกท้อเบ่งบาน แต่พลังวิญญาณของเขากลับถูกตีกลับมา ไม่ว่าจะส่งออกไปมากเท่าไรก็จะถูกดันกลับมาเท่านั้น ราวกับว่ารางส่งของถูกตัดขาด แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนี่ยังไม่ครบกำหนดหนึ่งร้อยราตรีเลย

มันไม่ถูกต้อง มันไม่ควรจะเป็นเช่นนี้

ฝ่ามือเล็กโบกสะบัดปล่อยพลังวิญญาณออกไปเป็นคลื่นพลังอย่างไม่ละความพยายาม หากปกติแล้วมันควรจะถูกนำออกจากต้นท้อไปเป็นคลื่นพลังลมปราณที่เขาเคยได้ใช้กับซูหนิงเมื่อคราวก่อน แต่คราวนี้กลับกลายเป็นว่า...คลื่นพลังนั้นถูกทำให้สลายไปทันทีที่เขาปล่อยมันออกจากร่าง ไม่ๆ มันจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ รอ...เขาจะต้องรอเวลาให้จันทราฉายแสงเต็มกำลัง เมื่อถึงตอนนั้น เขาจะออกไปจากต้นท้อ ออกไปดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่

ท้องฟ้ากว้างใหญ่มืดลงมีเพียงดวงดาวและจันทราเท่านั้นที่ยังคงทำหน้าที่ให้แสงสว่างบนฟากฟ้า หยางเถารวบรวมพลังก่อนจะย่างก้าวเพื่อออกมาจากต้นท้อต้นใหญ่ แต่เพียงแค่ก้าวออกมาเท่านั้น...ร่างของหยางเถาก็ถูกกำแพงล่องหนผลักจนล้มลงกับพื้น

ทำไมล่ะ...ทำไมเขาก้าวออกไปไม่ได้ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นกัน!

หากเป็นแบบนี้ แล้วเขาจะพบกับเฟยหลงได้อย่างไร เขาจะใช้เวลาที่เหลืออยู่กับเฟยหลงได้เช่นไร...จะพูดคำสุดท้ายที่มีต่อเฟยหลงได้เช่นไร มือบางกำเข้าหากันจนแน่น ความหวาดหวั่นและหวาดกลัวต่างๆ กำลังเล่นงานจนหัวใจของหยางเถาเจ็บปวด กลัว...เพียงเพราะออกไปจากต้นท้อไม่ได้ กลัว...ว่าจะไม่ได้พบกับคนที่เฝ้ารอ กลัวเหลือเกินว่าเขาจะไม่ได้พูดคำนั้นออกไปให้ได้ฟัง ก่อนที่เฟยหลงจะแต่งงานกับคุณหนูเพ่ยเยว่เผิง

อยากเป็นดอกท้อสีสวยที่ต้องใจ ก่อนที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเทียบกับจันทรา

น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง เสียงหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะและทุกจังหวะของการเต้นนั้นช่าง...เจ็บปวดเหลือเกิน เขามิได้อ่อนแอ เพียงแค่ปล่อยให้ความรู้สึกทั้งหมดได้ถูกระบายออกมาเป็นหยาดน้ำตา รู้ดีว่าแพ้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะสู้ แต่เขาก็อยากจะยืนเคียงข้าง อยากจะเห็นรอยยิ้มของเฟยหลง อยากจะได้ยินเสียง ได้พูดคุย ได้รัก...แม้จะรู้ว่าจะยิ่งเป็นการทำให้ตนเองเจ็บ แต่เขาก็ไม่อาจจะหยุดมันไว้ได้

“ฮึก ฮือ เฟยหลง เฟยหลง ฮือๆ”

ทรมานเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ใช่ว่าจะไม่เคยอยู่แค่เพียงในต้นท้อ แต่ในยามนี้ ยามที่เขา...ต้องห่างไกลจากบุคคลผู้ซึ่งเป็นที่รักนั้น มันช่างทรมานเสียจนหยางเถาไม่มั่นใจสักนิดว่าจะทนมันได้ไหว รักที่สวยงามนั้นเหตุใดจึงได้ปวดร้าวหัวใจเช่นนี้ ผู้คนที่มีความรัก...จะต้องพบเจอความเจ็บปวดเช่นเดียวกันกับเขาหรือ? จะต้องทนมองคนที่รักเดินไปมีชีวิตที่สมบูรณ์กับหญิงอื่นจริงหรือ แล้วเช่นนั้น...พวกเขาทนรับมันได้อย่างไร จมอยู่กับความเจ็บปวดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน รับมือกับความรู้สึกที่ราวกับถูกกระชากหัวใจไปได้อย่างไร

แต่ข้าทำไม่ได้เลยเฟยหลง ข้าทนรับความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจข้าไม่ได้จริงๆ ข้าปวดใจเหลือเกิน เจ้ารู้หรือไม่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:05:50 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
“เฮ้อ...”

เฟยหลงถอนหายใจออกมาอย่างครุ่นคิด ค่ำคืนที่ผ่านมาหยางเถาก็ไม่ออกมาพบซ้ำยังกางกั้นกำแพงอากาศขึ้นมาขวางเขาเอาไว้ ไม่ว่าเขาจะพยายามเรียกสักเท่าใดก็ไม่มีทีท่าว่าหยางเถาจะมา เฟยหลงใช้เวลาทั้งคืนพยายามอ้อนวอนให้ร่างเล็กที่อยู่ในต้นท้อยินยอมรับฟังคำพูดของเขาสักนิด แต่เขาก็ได้รับเพียงความว่างเปล่า ความว่างเปล่าที่ถูกกั้นด้วยความไม่เข้าใจ

ในตอนนี้ก็ก้าวเข้าสู่ราตรีกาลแล้ว แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววว่าหยางเถาจะมา เฟยหลงเฝ้าจดจ่ออยู่กับจันทราที่มีรูปเพียงเสี้ยว นี่ก็ใกล้จะถึงวันเดือนดับแล้วก็เท่ากับว่าล่วงเลยเวลาผ่านมาก็เกือบจะสองเดือน แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่ามันช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกิน เจ้าดอกท้อของเขาในตอนนี้จะกำลังร่ำไห้อยู่หรือไม่ กำลังเศร้าโศกเสียใจกับเรื่องของเขาอยู่หรือเปล่าในยามนี้ หากเพียงแค่เขาได้อธิบาย หากเพียงแค่เขามีโอกาสนั้นสักครั้ง เขาจะพร่ำบอกว่ารักหยางเถามากเท่าใด รักอย่างที่ไม่อาจจะรักใครได้อีก

ไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าใดแล้ว เพราะรู้สึกตัวอีกทีเขาก็ก้าวออกจากห้องมายืนอยู่หน้าต้นท้อต้นใหญ่ เพราะเพียงแค่ทอดสายตามองทางหน้าต่างมันไม่เพียงพอ ค่ำคืนนี้ดอกท้อสีชมพูไร้ซึ่งการเบ่งบาน ความโศกเศร้าที่แสนปวดร้าวหัวใจแผ่กระจายออกมาจากต้นท้อจนเฟยหลงต้องยกมือขึ้นมากดหัวใจตนเองเอาไว้

เจ้ารู้สึกเช่นนี้เองหรือ เจ็บปวดเช่นนี้ใช่หรือไม่

หัวใจของเฟยหลงบีบรัดตัวเองจนปวดร้าวไปหมด แต่มันคงเป็นเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นของความรู้สึกที่หยางเถากำลังรู้สึก เขาผิดเองที่ไม่ทำอะไรให้ชัดเจน ไม่ขีดเส้นแบ่งระหว่างความสัมพันธ์ให้ชัดๆ จนทำให้เจ้าดอกท้อของเขาต้องเศร้าหมองและร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด ในยามที่สามารถเอื้อมมือไปไขว่คว้าเขากลับคิดเพียงว่าสามารถดึงกลับมาได้เสมอ แต่ในยามนี้...ไม่ว่าจะเอื้อมมือออกไปเพียงใด ก็ไขว่คว้าได้แค่เพียงอากาศ เพียงความว่างเปล่าที่แสนเดียวดาย

“นายน้อย...”

เฟยหลงแหงนใบหน้าขึ้นมองกิ่งก้านที่มีดอกท้อสีชมพูประดับอยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เจ็บปวดที่เขาไม่สามารถพบคนที่ต้องการได้ เหวินฉายมองภาพนั้นอย่างปวดร้าวในหัวใจ ความรู้สึกของนายน้อยนั้นเขารับรู้ได้ผ่านทางสายตาและท่าที ยามสุข...นายน้อยของเขาก็มักจะทอดมองต้นท้อ ยามเศร้า...นายน้อยของเขาก็ทอดมองต้นท้อเช่นกัน เขาจึงมองเห็นทุกครั้ง ทุกความรู้สึกที่นายน้อยมีต่อสหายผมสีเงินผู้นั้น เขามองเห็นมันเสียจนแทบจะรู้สึกตามไปด้วย ความรักที่นายน้อยมีต่อคุณชายหยางเถานั้นมันฉายชัดบนใบหน้าทุกครั้งที่มอง แล้วเหตุใด...ฮูหยินจึงได้มองไม่เห็นกัน เหตุใดจึงได้ทำให้นายน้อยต่องทรมานใจเช่นนี้

“กลับเข้าข้างในกันเถอะขอรับ ข้างนอกอากาศเย็นยืนอยู่เช่นนี้ท่านจะป่วยนะขอรับนายน้อย”

เฟยหลงหันไปมองเหวินฉายที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยแววตาเศร้าหมอง ความปวดร้าวในจิตใจของเขากำลังสะท้อนออกมาจากดวงตาคมดั่งแสงจันทราที่สะท้อนจากลำธาร เหวินฉายเข้าใจดีในความรู้สึกของเฟยหลงแต่เมื่อสิ่งนี้นายน้อยของเขาเป็นผู้ผูกมันมาตั้งแต่ต้น ก็มีเพียงแต่นายน้อยเช่นกันที่จะแก้มันให้ถูกต้อง แม้ว่ามันจะยากเย็นเขาก็พร้อมจะเป็นกำลังให้จนสำเร็จดั่งใจที่นายน้อยหมายมั่น

“นายน้อย...”

“ข้ารู้...เหวินฉาย ข้าเพียงเฝ้ารอ...เพื่อจะได้พบเขาอีกครั้งเท่านั้น”

ยามได้ฟังน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหงาของเฟยหลง เหวินฉายก็สะท้านไปทั้งใจ ความเหน็บหนาวจากสายลมเทียบมิได้กับความเหน็บหนาวจากหัวใจที่ต้องเฝ้ารอ แม้จะอยากพาร่างของนายน้อยเข้าไปในห้องสักเพียงใด แต่เมื่อนายน้อยมิคิดจะถอดใจเขาก็ไม่สามารถจะบังคับนายน้อยได้ คุณชายหยางเถา...ท่านอยู่ที่ใดกัน มิรู้หรือไรว่านายน้อยเฝ้ารอท่านอยู่

“ไปรอคุณชายหยางเถาด้านในมิดีหรือขอรับ” เฟยหลงยิ้มบางๆ พร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองจันทรา

“ข้าจะรอหยางเถาอยู่ตรงนี้ เมื่อเขามาหาข้า ข้าจะได้บอกเขาว่า...สิ่งที่ท่านแม่พูดไปนั้นมันไม่จริงเลย” เหวินฉายได้แต่ส่ายหน้า หากว่ารักมากเช่นนั้น แล้วเหตุใดนายน้อยจึงมิกล่าวเมื่อครั้งยังมีโอกาสกัน

“แล้วหากว่าคืนนี้ คุณชายมิมาเล่าขอรับนายน้อย ท่านจะยืนรออยู่ตรงนี้ทั้งคืนเลยหรือขอรับ?” นั่นสินะ หากหยางเถาไม่มา เขาก็คง...

“คงเป็นเช่นนั้น...”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟยหลงผู้เป็นนายน้อยยิ่งทำให้เหวินฉายร้อนใจ นี่นายน้อยของเขาคิดจะยืนรอคุณชายผู้นั้นยืนอยู่เช้นนี้ทั้งคืนจริงๆ หรือ? หากเช่นนั้นวันพรุ่งนี้นายน้อยของเขาคงต้องป่วยไข้เพราะตากน้ำค้างทั้งคืนแน่ เขาจะทำเช่นไรดี จะทำเช่นไรดี! หากนายน้อยป่วย เขาคงมิพ้นถูกท่านลุงลงโทษเป็นแน่ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้เขาคง...

“นายน้อย!”

“เหวินฉาย! เจ้าทำอะไร ลุกขึ้นมา!” เฟยหลงร้องอย่างตกใจเมื่อเหวินฉายทรุดกายลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้า

“ไม่ขอรับ! หากนายน้อยมิยอมเข้าไปพักด้านใน ข้าก็จะคุกเข่ารออยู่ตรงนี้เช่นเดียวกัน”

“เจ้าก็จะบังคับข้าอีกคนหรือ หึ...”

“นายน้อย...” น้ำเสียงประชดประชันของเฟยหลงทำให้เหวินฉายที่ตัดสินใจทรุดกายลงคุกเข่าตรงหน้าถึงกับนิ่งงัน ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้

ภายใต้ความกดดันเหวินฉายตัดสินใจลุกขึ้นยินยอมให้นายน้อยของเขาได้ทำตามที่ใจต้องการแม้ว่าตัวเขาเองจะรู้ดีว่าควรจะห้ามก็ตามที เพียงได้ฟังคำตัดพ้อจากปากของนายน้อยก็ทำให้ทุกเหตุผลและข้อบังคับทุกสิ่งหายไปจนหมด เหวินฉายยินยอมจะยืนอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนกับนายน้อย ยินยอมจะเจ็บป่วยไปพร้อมๆ กับนายน้อยเช่นกัน ต่อให้วันพรุ่งนี้จะรู้ว่าต้องถูกทำโทษก็ตาม เขาก็ไม่เสียใจใดๆ ขอเพียงแค่เขาไม่ใช่อีกคนที่ทำให้นายน้อยเจ็บปวดก็เพียงพอ

เฟยหลงยังคงแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองท้องนภากว้างใหญ่ จับจ้องหมู่ดาวและจันทราเสี้ยวที่บัดนี้ถูกหมู่เมฆบดบังเสียจนหมด ปล่อยให้ห้วงอารมณ์แห่งความโศกศัลย์ล่องลอยออกไป ให้ร่างกายได้สัมผัสกับความหนาวเย็นจากสายลมที่พัดไหวอยู่รอบๆ กาย แม้ว่าจะมีเสื้อผ้าปกคลุมอยู่บนร่างกาย แต่ก็มิอาจลดทอนความหนาวเย็นได้เลย

“หยางเถา...เจ้าโกรธข้าจนไม่อยากจะมาพบข้าเลยหรือ”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเจือไปด้วยความเจ็บปวดจนไม่อาจจะทนได้ เขาเพียงหวังให้อีกคนได้ยินและตอบกลับเขามาบ้างให้ใจชื้น เขาคิดว่าแม้หยางเถาจะโกรธเพียงใดแต่อย่างไรหยางเถาก็คงจะมาพบเขาดังเช่นทุกๆ คืน แต่ในตอนนี้เขารู้แล้วว่าคิดผิด ดูเหมือนว่าหยางเถาจะโกรธเคืองเขามากเสียจนไม่อยากจะพบหน้าเขา ความวูบโหวงในหัวใจมันช่างน่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเขาคือ...ความคิดของหยางเถา เพราะเขาไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าอีกคนคิดสิ่งใดอยู่

“เจ้าจะไม่ออกมาจริงๆ หรือ เจ้าเกลียดข้าแล้วหรือหยางเถา”

เฟยหลงเอ่ยถามกับสายลมด้วยเสียงที่สั่นเครือ ด้วยใจรู้ดีว่าอย่างไรก็คงมิได้มาซึ่งคำตอบ เขาทอดถอนหายใจออกมาด้วยความแน่นอกแน่นใจ ใครเล่าจะมาเข้าใจความรู้สึกของเขาที่มีอยู่ในตอนนี้ได้ พลาดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่มันกลับเป็นเหมือนดั่งความผิดพลาดที่ใหญ่เกินกว่าจะได้รับการอภัย ไม่ว่าจะเฝ้ารอไปอีกเท่าไร นานแค่ไหน คนที่ใจเขาเฝ้ารอก็คง...มิยอมออกมา

หยาดความร้อนผ่าวที่กำลังเอ่อล้นในดวงตาทำให้เฟยหลงต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อเก็บซ่อนมันเอาไว้ ความปวดร้าวที่มาจากตนเอง ทำตัวเองจะกล่าวโทษผู้ใดได้อีก เขาถึงต้องยอมรับมันถึงความทรมานที่อีกคนกำลังมอบมันให้เขา ความทรมานจากการเฝ้ารอ คิดถึงสุดใจ ปรารถนาจะได้อยู่ใกล้ๆ อีกครั้ง แต่มันก็คงจะเป็นแค่เพียงความหวังลมๆ แล้งๆ

สุดท้ายความร้อนผ่าวก็อาบผิวแก้มทั้งสองอย่างไม่อาจจะห้ามได้ บางทีมันอาจจะดีก็ได้ที่จะได้รับรู้เสียบ้างว่าอีกคนรู้สึกเช่นไร เฝ้ารอเขามานานแค่ไหน สิ่งที่เขาได้ทำลงไปต่อให้พร่ำบอกว่ามิได้ตั้งใจ แต่ก็มิได้เปลี่ยนผลของการกระทำนั้นเลย ตัวเขาทำให้หยางเถาเป็นทุกข์ เกิดความคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการทำให้ยอดดวงใจของเขาต้องหลั่งน้ำตา

การที่ตัวเขาถูกเมินเฉย ถูกละเลยและปล่อยให้ยืนรออยู่เช่นนี้นั้นก็เป็นเสมือนบทลงโทษที่ตัวเขาควรได้รับแล้ว เขามิโทษหยางเถาสักนิด ยินดีจะยืนรออยู่อย่างนี้ทุกวันเพียงให้ยอดดวงใจของเขาหายเคืองขุ่นและออกมารับฟังเขาก็พอ เพียงแค่นั้นไม่ว่าสิ่งใดเขาก็จะทำให้ ต่อให้มันคือการทรมานร่างกายก็ตาม แม้ว่าทุกค่ำคืนต่อจากนี้ไปเขาจะต้องตากน้ำค้างข้างแรมก็ตาม เฟยหลงยินดีจะทำ





TBC









ความรักของแต่ละคนจะมีเหตุผลของการกระทำที่ต่างกันไป แต่ความรักไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรอกนะคะ การตัดสินใจของคนต่างหากที่ผิดไป รักน้องเถาของแมวมากๆ นะเจ้าคะ สงสารน้อง (T-T)

Facebook > https://m.facebook.com/PassionateFiction

Twitter > https://mobile.twitter.com/little_kittensY

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:07:27 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
สงสารน้องจัง

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
น้ำตาท่วม ฮื่ออออ

 :o12:

 :L2: :pig4:

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[13]

เช้าของวันใหม่ย่างเข้ามากลืนกินความมืดในยามราตรีจนสิ้น เหม่ยหลินที่เฝ้าชะเง้อคอยมองหาว่าค่ำคืนที่ผ่านพ้นมานั้นหยางเถาจะออกมาหรือไม่ คำตอบคือ...ไม่มี ไม่มีการปรากฏตัวของหยางเถาเลยแม้แต่เงา และนั่นมันกลับทำให้เหม่ยหลินรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง นางคิดอยู่แล้วว่ามันจะต้องได้ผล นี่คือสิ่งที่น่าพอใจมากเสียจนเหม่งหลินต้องหาคนมารับฟัง

และคนที่จะฟังนางก็จะต้องเป็น...เยว่เผิง

“พ่อบ้านถัง! ให้คนเตรียมเกี้ยวด้วยข้าจะไปบ้านสกุลเพ่ย!”

“ทราบแล้วขอรับฮูหยิน”

ถังลี่หยางสั่งคนเตรียมเกี้ยวตามความปรารถนาของฮูหยินอย่างรีบร้อน แม้ตนเองจะไม่ค่อยเข้าใจนักในเรื่องที่ทำให้ฮูหยินของบ้านสกุลลู่ยิ้มแย้มออกมาราวกับดีใจหนักหนา ครั้นจะเอ่ยถามพวกเด็กรับใช้ก็ไม่กล้า กลัวว่าพวกมันจะเอาเยี่ยงอย่างทำตามและพูดคุยในเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้านายเข้า ซึ่งถังลี่หยางผู้เป็นพ่อบ้านสกุลลู่ยิ่งยอมไม่ได้! เขาจะต้องมิใช่ผู้ที่ทำผิดกฎอย่างเด็ดขาด!

อี้เหม่ยหลินยิ้มพราวไปทั้งดวงตาและริมฝีปาก ความพึงพอใจมันช่างอิ่มเอมเสียจนนางไม่สามารถจะกักเก็บเอาไว้ในใจได้เลย ตอนนี้ในใจของนางนั้นรู้สึกราวกับเรื่องที่กลัดกลุ้มใจได้ถูกลบให้หายไปจนไม่หลงเหลือ ถึงแม้จะมีความวูบโหวงในจิตใจ แต่นางก็เลือกที่จะไม่สนใจสิ่งรบกวนเล็กๆ น้อยๆ นั่น อย่างไร...การที่เฟยหลงมิได้พบเจอกับหยางเถาเป็นเรื่องน่ายินดีอยู่แล้ว แบบนี้นางก็มั่นใจเลยว่า...หยางเถาผู้นั้น ต้องมิใช่มนุษย์!

“ฮูหยิน...เกี้ยวพร้อมแล้วขอรับ”

เหม่ยหลินเดินออกไปด้วยความปลื้มปิติ เท้าของนางก้าวเดินอย่างเร่งรีบโดยที่มิได้ใส่ใจต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของพ่อบ้านถังเลยสักนิด เพราะนางไม่คิดว่าตัวของนางนั่นจะแสดงออกมาเสียชัดเจนจนผู้ที่ไม่รู้เรื่องราวที่นางทำ จะเกิดความสงสัยในตัวนาง เหม่ยหลินไม่คิดจะสนใจสิ่งใดรอบๆ กายสักนิด ในตอนนี้นางสนใจเพียงการบอกเล่าความยินดีในหัวใจให้เยว่เผิงได้ฟังเท่านั้น

เกี้ยวถูกยกขึ้นทันทีที่เหม่ยหลินเข้าไปนั่งอยู่ภายใน สองมือของนางลูบอีกข้างไปมาด้วยความตื่นเต้นและดีใจ รอยยิ้มกว้างไม่ได้เลือนหายไปจากใบหน้าของนางเลยสักวินาที มันกลับยิ่งกว้างขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องที่ได้กระทำลงไป ในตอนนี้เหม่ยหลินไร้ซึ่งความรู้สึกผิด ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจต่อหยางเถาไปแล้วสิ้นมีเพียงความปลื้มใจเท่านั้นที่อยู่แทนที่

เพียงไม่นานเกี้ยวก็หยุดลงตรงหน้าจวนสกุลเพ่ย เหม่ยหลินก้าวออกมาพร้อมๆ กับประตูใหญ่ที่เปิดต้อนรับให้นางได้เข้าไปภายใน เหม่ยหลินไม่คิดจะรอสิ่งใดอีก นางก้าวเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว หวังว่าจะได้บอกเล่าแก่เยว่เผิงโดยไวเพราะนางกักเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว นางต้องการใครสักคนเพื่อมาดีใจร่วมไปกับนาง

“ท่านป้า...มาเยี่ยมท่านแม่หรือเจ้าคะ” เหม่ยหลินยิ้มแล้วส่ายหน้า

“เปล่าหรอก ป้ามาหาเจ้านั่นล่ะ ป้ามีเรื่องจะมาบอกเจ้าเยว่เผิง”

“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?” เหม่ยหลินคว้าเอามือบางของเยว่เผิงมากุมเอาไว้แน่น ใบหน้าของนางเปื้อนรอยยิ้มเสียจนเรียกความไม่เข้าใจได้จากเยว่เผิง

“หยางเถา...หยางเถาหายไปแล้ว เขาจะไม่มาใกล้กับเฟยหลงอีกแล้ว ป้าดีใจเหลือเกิน” เยว่เผิงเบิกตากว้าง ริมฝีปากยกยิ้มอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้แสดงความดีใจมากเกินไป เพราะเกรงว่าเหม่ยหลินจะมองเห็นความพึงพอใจนั้น

“จริงหรือเจ้าคะท่านป้า เช่นนี้...ท่านป้าก็มิต้องกังวลใจแล้วสินะเจ้าคะ ข้าโล่งใจเหลือเกิน” เหม่ยหลินมองใบหน้าอันแสนงดงามของเยว่เผิงด้วยความเอ็นดูกับความใส่ใจของนาง หัวใจของเหม่ยหลินรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เยวาเผิงทำเหลือเกิน นางทั้งใส่ใจ คอยรับฟังและเอาใจใส่เสียจนเหม่ยหลินอดคิดไม่ได้ว่า หากได้เยว่เผิงมาเป็นสะใภ้สกุลลู่จะโชคดีสักแค่ไหน

เยว่เผิงเอียงอายกับสายตาที่เหม่ยหลินกำลังมองนางอย่างเสแสร้ง นางต้องการให้เหม่ยหลินเห็นว่านางน่ารักน่าใคร่ อยากให้เห็นว่านางนั้นดูดีและอยู่สูงกว่าหญิงสาวคนใดในเมืองซิ่นจือแห่งนี้ ยางนางรับฟังและช่วยเหม่ยหลินแก้ปัญหาทุกอย่าง ท่านป้าก็จะยิ่งรักนางและปรารถนาให้นางแต่งงานกับพี่เฟยหลง ทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งที่นางคิดเอาไว้แล้วทั้งสิ้น ต่อให้พี่เฟยหลงจะถูกปีศาจล่อลวง แต่คนอย่างพี่เฟยหลงมิมีทางขัดใจท่านป้าเป็นแน่หากท่านป้าปรารถนาให้แต่งกับนางแล้วละก็...พี่เฟยหลงก็จะต้องทำตามในที่สุด

“เยว่เผิง เจ้าช่างเป็นคนดีอะไรเช่นนี้ ป้ามิเคยพบเจอผู้ใดที่งดงามทั้งกิริยามารยาทและจิตใจเช่นเจ้าเลย คงเป็นบุญของสกุลลู่...หากได้เจ้าแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้” เยว่เผิงหลบสายตาของเหม่ยหลิน ผิวแก้มแดงปลั่งด้วยความเขินอายยามเมื่อได้ยินคำชมจนเหม่ยหลินที่มองอยู่อดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้

“ท่านป้า...อย่าเลยเจ้าค่ะ พี่เฟยหลงอาจจะมิได้รักชอบข้าก็เป็นได้นะเจ้าคะ”

“ไม่มีทางหรอก! ป้าเชื่อว่าเฟยหลงจะต้องรักเจ้าอยู่แล้ว แต่ที่แสดงออกมาเช่นนั้นเป็นเพราะหยางเถาล่อลวงเขาต่างหาก! ป้าจะให้เฟยหลงพาเจ้าออกไปเดินชมเมือง เจ้าทั้งสองจะได้ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น ดีหรือไม่”

“ข้า...แล้วแต่ท่านป้าเจ้าค่ะ”

“เจ้าเป็นเด็กดีเหลือเกิน เอาเถอะ...ป้าจะจัดการให้เจ้าเอง อย่าห่วงไปเลย”

อี้เหม่ยหลินพูดด้วยความมั่นใจ นางเลี้ยงเฟยหลงมา ทำไมนางจะไม่รู้จักลูกชายของนาง หากเป็นคำพูดของนางที่เป็นแม่แล้ว เช่นไรเสียเฟยหลงก็จะต้องทำตาม ยิ่งไร้ซึ่งเฟยหลงแล้วด้วยนั้น...เฟยหลงก็จะต้องคืนสติกลับมาและรักเยว่เผิงอย่างแน่นอน เหม่ยหลินคิดด้วยความฮึกเหิมในหัวใจ นางนั่งยิ้มกระหยิ่มโดยมิได้หันไปมองอีกคนเลยว่ามีสีหน้าเช่นไร ในตอนนี้นั้น สำหรับเยว่เผิงแล้วทุกสิ่งกำลังเดินเข้ามาในเส้นทางที่นางขีดไว้ทั้งสิ้น พี่เฟยหลงจะต้องเป็นของนาง บุรุษที่งดงามที่สุดในเมืองซิ่นจือจะเป็นของผู้อื่นมิได้ จะต้องเป็นของนางเพียงผู้เดียว

ความริษยาและความทะนงตนของเยว่เผิงช่างมากมายเสียจนไม่มีใครจะสามารถหยุดมันได้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่มีผู้ใดสามารถห้ามมันได้ ไม่มีใครสามารถหยุดมันไม่ให้เกิดขึ้นได้ ถูกหรือผิดใครจะสามารถเห็นมันได้ การกระทำแม้มันจะไม่ถูกต้องแต่แล้วอย่างไร เยว่เผิงหรือจะสนใจในคำๆ นั้น สวรรค์หรือนรกต่างเพียงสูงหรือต่ำ หากนางเลือกจะปีนขึ้นไปให้ถึงยอดภูผาสิ่งใดก็หยุดนางมิได้ เช่นเดียวกัน หากนางต้องการพี่เฟยหลงแล้ว...ใครก็ไม่สามารถห้ามนางได้เช่นกัน

อารมณ์ของเหม่ยหลินและเยว่เผิงต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหม่ยหลินนั้นเต็มไปด้วยความหวังดีที่มีต่อเฟยหลง ปรารถนาให้บุตรชายของนางก้าวเดินต่อไปอย่างถูกต้อง ในขณะที่เยว่เผิงทำไปเพื่อตนเอง คำปรามาสจากมารดาของนางที่พูดกล่าวเอาไว้ว่า พี่เฟยหลงมิได้รักชอบนางเพียงเอ็นดูนางนั้นมิได้เป็นความจริงเลย พี่เฟยหลงจะต้องรักนาง ผู้ใดกันที่ได้พบนางแล้วมิพึงใจ หึ...ไม่มีสักคน

เมื่ออุปสรรคสำคัญของนางคือหยางเถาผู้นั้นได้ถูกกำจัดลงไปเสีย จากนี้นางก็คือผู้เดียวที่ได้อยู่ชิดใกล้กับพี่เฟยหลง แล้วเช่นนี้ใครกันเล่าจะสามารถมาดึงหัวใจของชายผู้หล่อเหลาผู้นี้ไปได้ หัวใจและร่างกายของพี่เฟยหลงจะต้องเป็นของนาง ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับนางจะต้องดีที่สุด ใครก็จะมาแย่งชิงพี่เฟยหลงไปจากนางมิได้ นางไม่มีวันยอม!





•~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~•





“นายน้อยขอรับ ทานยาเสียหน่อยเถิดขอรับนายน้อย”

“แค่กๆ” เฟยหลงปรายตามองใบหน้าของเหวินฉายที่บัดนี้แดงระเรื่อด้วยพิษไข้ไม่ต่างกัน หากแต่ใบหน้าของเฟยหลงนั้นซีดเซียวไร้สีเลือดเสียมากกว่าเท่านั้น สำหรับเหวินฉายแล้วพิษไข้เพียงเท่านี้มิได้ทำให้ร่างกายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวของเหวินฉายผู้นี้ป่วยหนักไปกว่านายน้อยได้เลย เฟยหลงนั้นใช้ชีวิตอยู่ในจวนคอยท่องตำราและเขียนอักษรต่างๆ ต่างจากเขา...ที่ทุกๆ วันทำงานหนัก แม้จะไม่ได้มากเท่าเด็กรับใช้คนอื่นๆ แต่ก็มิได้สุขสบายดั่งคุณชายสกุลใหญ่ๆ ทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเด็กรับใช้ เช่นไรก็คือผู้ที่ทำงานหนักแลกเศษเงินและที่ซุกหัวนอน

เหวินฉายสูดหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอดนักด้วยเพราะวันนี้เขาเองรู้สึกได้ถึงอาการคัดจมูก อาจจะเป็นเพราะเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมากนั้นนายน้อยของเขาเอาแต่ยืนตาน้ำค้างเฝ้ารอคุณชายหยางทั้งคืน จวบจนดวงตะวันเริ่มจะขึ้น นายน้อยจึงได้ยินยอมกลับเข้าไปในห้องด้วยใบหน้าอันหมองเศร้า พร่ำบอกแต่คำว่าขอโทษไปกับสายลม

เหวินฉายเห็นมาตลอดดวงตาที่แสนโศกเศร้าและแดงก่ำคู่นั้น ยามปกตินายน้อยผู้นี้ของเขานั้นมิเคยสักครั้งคราที่จะแสดงสีหน้าดังกล่าว ขนาดในวันที่สิ้นนายท่านฮุ่ยเจิงนายน้อยยังไม่เคยหงอยเหงาเท่าวันนี้เลย แต่นี่...เพียงมิได้พบกับคุณชายหยาง นายน้อยก็ถึงกับซึมเศร้าลง เอ่ยเปรยๆ กับสายลมเพียงหวังให้สายลมช่วยพัดพาคำขอโทษอันเว้าวอนไปถึงคุณชายหยาง

ร้อยวันพันปีที่เหวินฉายอยู่กับนายน้อยเฟยหลงมานั้น เขานับครั้งได้เลยที่นายน้อยของเขาจะล้มป่วย แต่นี่คงจะเป็นเพราะเรื่องของจิตใจและสภาพร่างกายที่มิได้พักผ่อนมาร่วมสองคืน จึงทำให้นายน้อยของเขาถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ เหวินฉายยื่นถ้วยยาที่มีไอความร้อนกระจายออกมาให้เฟยหลงที่ในตอนนี้นั่งพิงอยู่กับหมอนด้วยท่วงท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนพร้อมกับอาการไอไม่หยุด

“นายน้อย ทานยาสักหน่อยเถอะขอรับ อย่าทรมานตนเองเช่นนี้เลย”

“ต้นท้อ แค่กๆ เจ้าไปดูต้นท้อให้ข้าที”

“แต่นายน้อยขอรับ...” เมื่อเห็นว่าเหวินฉายมีท่าทีลังเลใจ ไม่ยอมลุกไปตามที่บอก เฟยหลงจึงขยับตัวเพื่อจะก้าวลงจากเตียงเสียเองเดือดร้อนเหวินฉายต้องตาลีตาเหลือกห้ามปรามเป็นการใหญ่

“นายน้อย! จะไปไหนขอรับ!”

“ข้าจะไปดูต้นท้อ ถอยไปเสียเหวินฉาย!” เสียงอันแหบพร่าและอ่อนแรงเอ่ยบอกพร้อมกับมือใหญ่ที่พยายามดันร่างของเหวินฉายออกไปให้พ้นทาง

“นายน้อย! นายน้อยขอรับ ก็ได้ขอรับข้าจะไปดูให้เองขอรับ หากนายน้อยยอมทานยาถ้วยนี้จนหมด ข้าจะออกไปดูต้นท้อให้เอง”

เฟยหลงได้ยินเช่นนั้นจึงยอมกลับไปนอนบนเตียงอีกครั้งและยอมรับถ้วยยามาดื่มเพียงครั้งเดียวจนหมดถ้วยก่อนจะส่งถ้วยยาที่ว่างเปล่าคืนให้แก่เหวินฉายกลับไป เมื่อเห็นว่านายน้อยของตนทำตามที่พูดเหวินฉายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความไม่เข้าใจ ต้นท้อต้นนั้นสำคัญมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ถึงขนาดที่นายน้อยยินยอมจะทานยาเพียงเพื่อให้เขาออกไปดูต้นท้ออันแสนสำคัญให้

“นายน้อยต้องการให้ข้าดูสิ่งใดขอรับ?”

“ข้าอยากรู้ แค่กๆ ว่าดอกท้อบานอยู่หรือไม่ ร่วงโรยไปบ้างหรือไม่ เจ้าไปดูให้ข้าที” เหวินฉายแม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามมากมายแต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำสั่งของผู้เป็นนายเท่านั้น

“ได้ขอรับ...”

เหวินฉายยอมรับปากที่จะทำตามคำสั่งโดยมิอาจจะโต้แย้งใดๆ ได้อีก เมื่อตนเองเป็นผู้ยื่นข้อเสนอแก่เฟยหลงผู้เป็นนายเองว่า หากดื่มยาถ้วยนั้นจนหมดเขาจะยอมไปดูต้นท้ออันแสนสำคัญให้ เหวินฉายค่อยๆ ก้าวออกมาจากห้องของเฟยหลงอย่างเงียบๆ มองภาพนายน้อยของตนที่เอนหลังลงนอนกับเตียงก่อนที่ประตูจะปิดอย่างครุ่นคิด หากเมื่อคืนนายน้อยมิดื้อรั้นจะอยู่รอคุณชายหยางแล้วล่ะก็ นายน้อยคงมิต้องมาเจ็บป่วยเช่นนี้

ยิ่งคิดเหวินฉายก็ยิ่งถอนหายใจ เกิดเป็นเด็กรับใช้เช่นตัวเขาก็คงจะทำสิ่งใดไปมิได้ ครั้นจะไปตามหาคุณชายหยางเพื่อจะอธิบายให้ได้เข้าใจในตัวนายน้อยก็ทำมิได้ เพราะเพียงเอ่ยถามถึงบ้านเรือนของคุณชายหยาง นายน้อยก็มีท่าทางอึกอัก บอกเพียงว่าอยู่ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง จนคนถามเหนื่อยใจที่จะเค้นเอาคำตอบและเลิกราไปในที่สุด

ร่างบางเดินออกมาตรงหน้าต้นท้อสูงใหญ่ที่มีใบสีเขียวปกคลุมทั้งต้น สายตาหวานซึ้งมองกิ่งก้านที่ถูกประดับไว้ด้วยดอกสีชมพูเล็กๆ อย่าพินิจ ดอกนั้นยังคงมิเบ่งบานดังเช่นค่ำคืนที่ผ่านมา ก่อนที่สายตาของร่างบางจะหลุมลงกวาดตามองหาเศษของดอกท้อนั้นบนพื้นดินอีกครั้ง เพราะไม่แน่ว่าดอกท้อบนต้นท้อต้นนี้อาจจะร่วงโรยลงไปแล้วก็เป็นได้

เขายังจำได้ดีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับซูหนิง วันนั้นเพียงซูหนิงเก็บเอาเศษของดอกท้อมาประดับเอาไว้บนศีรษะก็กระตุกความพิโรธอันแสนน่าหวาดกลัวออกมาจากตัวของนายน้อย ซ้ำร้ายยังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ที่เด็ดดอกไม้ดอกนั้นลงมา ใบหน้าของนายน้อยในยามนั้นน่ากลัวกว่าปีศาจตนใด มิต่างกับนายท่านฮุ่ยเจิงยามโกรธเกรี้ยวเลยสักนิด ซูหนิงถูกยึดดอกท้อกลับไปจนใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเสียใจ น้ำตาแทบจะไหลรินออกมา

ตัวเขานั้นแทบไม่อยากจะเชื่อว่าดอกไม้ดอกเล็กๆ เพียงดอกเดียวนี้จะทำให้นายน้อยผู้ที่เคยยิ้มแย้มกับทุกผู้คนจะกลายเป็นชายดุดันที่แผ่กระจายความยะเยือกออกมาได้ขนาดนี้ ในยามนั้นทุกคนที่อยู่ใกล้ๆ ต่างตัวสั่นกันเต็มไปหมด ไม่เว้นแม้แต่เขาที่ยืนอยู่ด้วยความหวาดกลัว ไหนจะอาการ หวง ที่อยากเก็บมันเอาไว้เพียงผู้เดียว เอ่ยถามคำถามแปลกๆ กับเขายามที่หมุนดอกไม้สีชมพูในมือเล่น ช่างนำมาแต่ความสับสนมาให้เขาเสียจริงเชียว

เหวินฉายถอนหายใจออกมาเสียงดังยามเมื่อกวาดสายตามองดูแล้วมั่นใจได้ว่าไม่มีดอกท้อดอกใดร่วงหล่นลงมาบนพื้น ดีเสียจริง เพราะหากว่ามีดอกท้อร่วงโรยลงสู่พื้นดิน มิแคล้วว่าตัวเขาเองที่จะเดือดร้อนรองรับอารมณ์ที่ดุดันของนายน้อยเสียเองเหวินฉายกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ เมื่อคิดถึงสิ่งที่จะถูกลงโทษของตนเองยามเดินไปแจ้งแก่นายน้อยว่าเขาพบดอกท้อที่ร่วงโรยแล้ว หากมิเป็นเฆี่ยนตีก็คงจะเป็นหาบน้ำไปกลับสักสามสิบรอบ แล้วร่างกายอันแมนบอบบางที่มาดแมนกว่าผู้หญิงอยู่น้อยนิดจะทำอะไรแบบนั้นโดยที่ตัวเขาไม่หักครึ่งได้อย่างไรกัน!

ระหว่างที่ถังเหวินฉายยังคงกวาดสายตามองหาดอกท้อให้มั่นใจอีกครั้งว่าไม่มีตกหล่นนั้น อีกคนที่ติดอยู่ในต้นท้อกลับพยายามเสียเหลือเกิน ที่ส่งเสียงออกมา เพียงแต่ไม่ว่าจะส่งเสียให้ดังก้องสักเพียงใดก็ดูเหมือนว่าจะไร้ผล ไม่เพียงแค่เหวินฉายมิได้ยินสิ่งใดแล้วนั้น ซ้ำร้ายยังไร้ซึ่งการรับรู้ถึงตัวตนของเขา ยิ่งตกอยู่ในการกักกันนานเท่าไร พลังในกายของหยางเถาก็ยิ่งหดหายไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ดอกท้อมิสามารถเบ่งบานได้ ถูกตัดขาดจากการดูดซับพลัง ราวกับมีม่านพลังที่มองไม่เห็นปกคลุมต้นท้อต้นนี้ทั้งต้นเพื่อมิให้รับพลังจากแสงจันทราได้ และเมื่อไร้พลัง ตัวตนของหยางเถาก็เริ่มจะอ่อนแอลงไป หยางเถาทิ้งกายลงกับพื้นอย่างน่าเวทนา ร่างบอบบางหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ไม่ว่าจะปล่อยพลังออกไปเท่าไรผลของมันก็เป็นเช่นเดิม ซ้ำร้ายยังเป็นการบั่นทอนพลังที่เหลืออยู่ของร่างบางเสียด้วยซ้ำ

“เฟยหลง...”

ปากบางพร่ำเรียกเพียงชื่อของผู้เป็นที่รักอย่างท้อแท้ ม่านน้ำตาคลออยู่ในดวงตาคู่ใสจนเอ่อล้น หยาดใสไหลลงสู่แก้มบางจนเปียก แต่มิอาจเทียบได้กับความเจ็บปวดที่หัวใจของหยางเถาได้พบเจอเลยสักนิด ยิ่งเงียบงันยิ่งฟุ้งซ่าน ยิ่งไร้ซึ่งหนทางยิ่งหมดหวัง ความทุกข์ทรมานใจของหยางเถาหนักหนาเกินกว่าจะทิ้งมันไปได้ จึงต้องอดทนกัดฟัน หวังอ้อนวอนให้สวรรค์เมตตาให้เขาหลุดจากสิ่งที่กักเขาเอาไว้เสียที

ใบหน้าหวานซบเซาลงกับฝ่ามือ ดวงตาทั้งสองข้างหลับลงเพื่อเรียกเอาภาพแห่งความทรงจำให้เป็นเพื่อนคลายเหงาคลายเศร้า ทุกๆ การกระทำและอิริยาบถต่างๆ ของเฟยหลงปรากฏออกมาให้ได้เห็น ทั้งรอยยิ้ม ดวงตาคมที่จับจ้อง ไหนจะริมฝีปากที่คอยพร่ำเอ่ยคำหวานๆ ให้ใจของร่างบางได้สั่นไหวอีก ทุกอย่างมันช่างชัดเจนเหลือเกินสำหรับหยางเถา ทุกๆ อย่างบนใบหน้าของเฟยหลงนั้น...มันชัดเจนเหลือเกินในความทรงจำของหยางเถา

“หยางเถา...”

“เจ้าดอกท้อของข้า...”

เสียงของเจ้ายังคงดังอยู่ในความทรงจำของข้า แต่ข้าเล่า เคยได้อยู่ในเศษเสี้ยวความทรงจำของเจ้าหรือไม่

หยางเถาสะท้านในอกด้วยความเจ็บปวด เพียงคิดไปว่าผู้ใดที่อยู่ในความทรงจำของคนที่เขาเฝ้าคะนึงหานั้นก็พลันปวดร้าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ในยามนี้เขาจะทำอะไรอยู่กันหนอ จะเฝ้าคิดถึงเขาบ้างหรือไม่สักเพียงเศษหนึ่งของความคิด ให้หัวใจของเขาได้ชุ่มไปด้วยความปลาบปลื้มยินดีที่ห้างหายไปนาน เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา...เฟยหลงก็ออกมายืนรอเขาดังเช่นทุกคืน หากแต่เพียงว่าเขามิสามารถจะออกไปพบร่างสูงสง่านั้นได้

ในเวลานี้คงมิใช่ว่าจะป่วยไข้ไปหรอกนะ อากาศหรือก็แสนจะหนาวเย็นแต่เจ้าคนโง่ผู้นั้นกลับมิยอมกลับเข้าไปในห้องของตนเอง เอาแต่ยืนมองต้นท้อเสียจนเช้า หากว่าเฟยหลงป่วยขึ้นมาจริงๆ จะทำเช่นไร จะมีผู้ใดดูแลหรือไม่นะ? แต่หยางเถาก็ต้องหยุดความคิด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนแน่นเมื่อนึกได้ว่าอย่างไรเฟยหลงก็มีคุณหนูเพ่ยเยว่เผิงอยู่ทั้งคน คงมิเป็นไร ดีไม่ดีตัวเฟยหลงเองคงพึงพอใจเสียด้วยซ้ำที่ว่าที่ภรรยาของตนไปดูแลใกล้ชิด

“นานแค่ไหนข้าก็จะรอ...” สองมือบางยกขึ้นปิดหู ไม่อยากได้ยินแม้จะเป็นเพียงเสียงจากความทรงจำ เขาเจ็บปวด เขาทรมาน เหตุใดจะต้องจดจำได้แต่เพียงเฟยหลงด้วย เพียงหลับตาก็มองเห็นภาพของเฟยหลงยืนอยู่เบื้องหน้าโน้มตัวลงมาใกล้ รอยยิ้มของเฟยหลงยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ร่างสูงยื่นมือมาสัมผัสผิวแก้มอย่างแผ่วเบา

“เถาเถา เจ้าดอกท้อขี้เมา...”

แม้แต่สัมผัสของเจ้าก็ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของข้าด้วยหรือ

อยากจะลืม อยากจะลบสัมผัสอันอ่อนโยนนี้ออกไปให้หมดทั้งใจ แต่เขาหรือจะทำได้ สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงกล้ำกลืนฝืนทนต่อมัน ไม่ว่ามันจะปวดร้าวสักเท่าใดก็ทำได้เพียงทนอยู่กับมันเท่านั้น ร่างบางเอื้อมมือหมายจะคว้าหาคนตรงหน้า แต่ภาพมายาก็คือภาพมายา สิ่งที่เป็นมายาหรือจะจับต้องได้ ในมือของหยางเถาจึงมีเพียงอากาศเท่านั้น

อากาศที่ไร้ตัวตน

อากาศที่มองไม่เห็น

อากาศที่สามารถทำให้เขารู้ได้ว่า ความเงียบเหงามาพร้อมความปวดร้าวเสมอ

“เฟยหลง...เจ้าช่างโหดร้ายจริงๆ”

มาทำให้ข้ารักทั้งที่เจ้ามิได้รักข้าได้อย่างไรกัน

หรือเป็นข้าที่ผิดเพราะคิดไปเองผู้เดียว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:09:14 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[ต่อ]

หลังจากกลับมาจากจวนสกุลเพ่ยเหม่ยหลินก็ได้ยินจากพ่อบ้านถังว่าบุตรชายของนางกำลังป่วยไข้ ด้วยความร้อนใจเหม่ยหลินจึงสาวเท้าเดินไปเยี่ยมเยียนบุตรชายด้วยความเป็นห่วง นานนับปีที่เฟยหลงมิเคยเจ็บไข้ หากแต่เหตุใดหลังจากที่ไร้ซึ่งปีศาจแล้วบุตรชายของนางจึงเจ็บป่วยง่ายดายเช่นนี้ ใจของคนเป็นมารดาร้อนรุ่ม ฝีเท้าของเหม่ยหลินก็เร่งหวังให้ไปยังห้องของบุตรชายให้เร็วขึ้น

“เฟยหลง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เหม่ยหลินถลาร่างเข้าไปดูเฟยหลงที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความห่วงใย

“ท่านแม่...” ร่างสูงขยับร่างกายขึ้นนั่งก่อนจะส่งยิ้มให้ผู้เป็นมารดาที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“เป็นเช่นไรบ้าง แม่จะให้คนไปตามหมอมารักษาเจ้านะ”

“ท่านแม่อย่าเลยขอรับ ข้ามิได้เป็นอะไรมาก เพียงแค่ตากลมนานไปเท่านั้น” เหม่ยหลินยิ่งขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ว่าด้วยเหตุใดกันบุตรชายของนางจึงได้ไปตากลมเสียจนเจ็บป่วย

“แล้วไยเจ้าจึงได้ไปตากลมเล่า?” เฟยหลงเพียงยิ้มบางๆ ให้กับนางเท่านั้น มิได้กล่าวสิ่งใดออกไป เหวินฉายยกน้ำชาเข้ามาพอดีรับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันเงียบงันของแม่ลูกที่อยู่ในห้อง เหม่ยหลินหันมามองเหวินฉายด้วยสายตากดดัน ในเมื่อนางเอาคำตอบจากบุตรชายของนางมิได้ เช่นนั้นนางก็จะเอาคำตอบจากคนใกล้ตัวของเฟยหลงเอง

“เหวินฉาย!”

“ขะ ขอรับฮูหยิน” คนถูกเรียกสะดุ้งด้วยความตกใจ ยิ่งได้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉยแต่บรรยากาศรอบกายกดดันยิ่งหวาดเกรง

“จงมาบอก เหตุใดลูกชายของข้าจึงได้เจ็บป่วยเช่นนี้!”

“เอ่อ...” เหวินฉายอับจนซึ่งคำพูด ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวออกไปตามความเป็นจริงหรือควรจะหาคำโกหกโป้ปดออกไปแทน หากฮูหยินรู้ถึงสาเหตุจะเกิดสิ่งใดขึ้นก็ไม่รู้ ยิ่งสายตาของเฟยหลงที่เหม่อลอยออกไปยิ่งทำให้เหวินฉายคิดไม่ตก บอกหรือไม่บอกดีนะ แต่สุดท้ายเหวินฉายก็ถอนหายใจออกมาแล้วทำในสิ่งที่สมควร

“นายน้อยยืนรอคุณชายหยางข้างนอกทั้งคืนจนเช้าขอรับ เพราะตากลมเย็นและน้ำค้างนานเกินไป จึงได้ล้มป่วยขอรับฮูหยิน”

เหม่ยหลินเม้มริมฝีปากแน่นดวงตาคู่นั้นของนางเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นี่ขนาดนางจัดการกำจัดเสียก็ยังมิวายสร้างปัญหาให้กับบุตรชายของนางอีกหรือ ต้องทำเช่นไรจึงจะสามารถทำให้เจ้าปีศาจตนนั้นหายไปจากชีวิตของเฟยหลงเสียที! เหวินฉายหนาวยะเยือกกับบรรยากาศที่ฮูหยินแผ่ออกมาจนอยากจะตบปากตัวเองเหลือเกินที่ตัดสินใจพูดความจริงออกไปเช่นนี้ นี่เขาตัดสินใจผิดอย่างนั้นหรือ

“เฟยหลง! แม่ขอสั่งห้าม ห้ามเจ้าไปรอหยางเถาอีกเป็นอันขาด! เจ้าจะต้องพาเยว่เผิงไปเที่ยวเมื่อเจ้าหายดี เจ้าเข้าใจหรือไม่!” เฟยหลงหันมามองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดความห่วงใยจึงได้กลับกลายเป็นการบังคับเขาเช่นนี้

“ท่านแม่...เพราะเหตุใดขอรับ เพราะเหตุใดท่านแม่จึงต้องห้ามข้าด้วย”

“ก็เพราะ! เพราะเจ้าเป็นลูกแม่อย่างไรเล่า เจ้าจะต้องเชื่อฟังแม่และจะต้องทำดีกับเยว่เผิงให้มากๆ นางแสนดีและงดงามเช่นนี้ มิได้หาได้ง่ายๆ เลยนะ” งดงามหรือ สำหรับเฟยหลงแล้วใครจะงดงามได้เท่ากับหยางเถากัน

“ท่านแม่...ข้าอยากจะคุยกับท่านแม่เรื่องเยว่เผิงให้ชัดเจนขอรับ” แต่เหม่ยหลินรู้ดีว่าเฟยหลงต้องการจะบอกสิ่งใดกับนาง นางจึงโบกไม้โบกมือห้ามปราบมิให้เฟยหลงได้เอ่ยออกมาในสิ่งที่นางมิได้ต้องการจะรับรู้

“เอาไว้ก่อนเถิด หายดีเมื่อไรค่อยมาคุยกับแม่ก็ได้ เอาเป็นว่า วันมะรืนนี้เจ้าพาเยว่เผิงเที่ยวชมเมืองด้วยล่ะ แม่บอกกล่าวแก่นางไว้แล้ว ตอนนี้เจ้าพักผ่อนเถอะ แม่จะไปหาพ่อเจ้าเสียหน่อย” เหม่ยหลินมิเปิดโอกาสให้เฟยหลงได้กล่าวสิ่งใดเลย จนเฟยหลงได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างมิอาจจะทำสิ่งใดได้

“ดูแลนายน้อยของเจ้าให้ดีด้วย อย่าให้นายน้อยของเจ้าออกไปยืนรอผู้ใดยามค่ำคืนอีก!”

“เอ่อ ขะ ขอรับฮูหยิน ข้าน้อยทราบแล้ว”

ดวงตาของเหม่ยหลินหรี่ลงจ้องใบหน้าของเหวินฉายจนคนถูกจ้องตัวสั่น เมื่อเห็นว่าเหวินฉายคงมิกล้าขัดคำสั่งนาง เหม่ยหลินจึงเดินออกไปด้วยใบหน้าที่มีแต่ความไม่พอใจ เมื่อเห็นว่าฮูหยินของบ้านเดินออกไปแล้วเหวินฉายจึงได้ระบายลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอก เพราะเขารู้สึกอึดอัดเหลือเกิน หากแต่เขาไม่เข้าใจยิ่งกว่าว่า เหตุใดนายน้อยจึงได้ยินยอมจะพาคุณหนูเพ่ยไปเที่ยวตามคำสั่งของฮูหยินด้วย นี่มิใช่ว่านายน้อยเข็ดจากคราวก่อนแล้วหรือ เรื่องการนิ่งเงียบจนทำให้ต้องเสียคุณชายหยางไป

เหวินฉายเต็มไปด้วยความรู้สึกกรุ่นโกรธเต็มหัวใจ เขาไม่อาจจะเข้าใจในความคิดของเฟยหลงผู้เป็นนายได้เลยแม้แต่น้อย จนบางครั้งเขาเองก็อดสงสัยมิได้ว่า นายน้อยของเขารักคุณชายหยางผู้นั้นจริงๆ หรือไม่ ที่ยอมยืนรอจนเช้านั้นเพราะรักแน่หรือ ถ้าหากรักคุณชายหยางผู้นั้นจริงๆ เหตุใดมิปฏิเสธออกไปให้ชัดเจนเล่า หรือจะต้องให้มีการตรอมใจเกิดขึ้นจึงจะพอกัน

“นายน้อยขอรับ เหวินฉายขอเอ่ยถามในเรื่องที่มิควร ได้หรือไม่ขอรับ”

“เจ้าจะถามอะไรล่ะ” เหวินฉายลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เพื่อเรียกความมั่นใจของตนเองก่อนจะเอ่ยถามออกไป

“นายน้อยรู้สึกเช่นไรกับ...คุณหนูเพ่ยขอรับ” เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยเพราะไม่คิดว่าเหวินฉายจะถามเขาออกมาเช่นนี้

“เหตุใดเจ้าจึงถามข้าเช่นนี้เล่า?”

“โปรดบอกให้ข้าเข้าใจด้วยเถิดนายน้อย ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ขอรับ”

เขาไม่เข้าใจสักนิด ยิ่งได้เห็นการกระทำที่เฉยเมยยามฮูหยินกล่าวถึงคุณหนูเพ่ยด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งสับสนในใจไม่น้อย ปากนายน้อยพร่ำบอกว่ารัก อ้อนวอนเพียงให้เขารับฟัง ยอมยืนตากน้ำค้างจนเช้าเพียงเพื่อเฝ้ารอให้คุณชายหยางมาหา แต่ดูตอนนี้...เพียงฮูหยินบอกให้นายน้อยพาคุณหนูเพ่ยไปเที่ยวชมเมือง นายน้อยกลับยังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะปฏิเสธออกไปให้เต็มคำ หากว่าคุณชายหยางเสียใจจนมิยอมกลับมาอีก ก็จะโทษผู้ใดอีกไม่ได้

“แล้วสิ่งใดเล่าที่เจ้าบอกว่าไม่เข้าใจ”

“นายน้อย...”

เหวินฉายได้แต่คร่ำครวญเรียกนายของตนเองเสียงเบาโดยที่เฟยหลงไม่มีทีท่าจะอธิบายในสิ่งที่เหวินฉายเอ่ยถามออกไป เหวินฉายนิ่งงันแววตาเต็มไปด้วยความไม่ชอบใจที่ฉายชัด ทำไมกัน เพียงคำถามง่ายๆ เหตุใดนายน้อยจึงได้บ่ายเบี่ยงที่จะตอบเช่นนี้ มิใช่ว่าหลงรักคุณหนูเพ่ยผู้นั้นหรอกหรือ หากว่าเป็นเช่นนั้นจริง แล้วเหตุใดจะต้องกระทำราวกับว่ามีใจให้คุณชายหยางด้วยเล่า หรือเห็นว่าเป็นบุรุษด้วยกัน จะกระทำเช่นไรก็ย่อมได้ เหวินฉายช้อนดวงตาขึ้นมองเฟยหลงด้วยความผิดหวัง

“หากนายน้อยรักชอบคุณหนูเพ่ย...แล้วเหตุใดนายน้อยจึงต้องกระทำราวกับว่า พึงใจต่อคุณชายหยางด้วยล่ะขอรับ”

เฟยหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ยามได้ยินคำถามที่ค้างคาใจของเหวินฉาย ยิ่งแววตาที่แสดงออกว่าผิดหวังในตัวของเขามากมายจนแทบจะไม่อาจจะยืนอยู่ตรงนี้ได้อีกนั้น เฟยหลงยิ่งปวดใจ เขามิใช่ว่าไร้หัวใจ มิใช่ว่าจะไม่รู้ว่าท่านแม่กำลังทำอะไร แต่การจะให้ต่อต้านออกไปในขณะที่เขายังคงอ่อนแรง เจ็บป่วยจนต้องนอนอยู่บนเตียงเช่นนี้ มันช่างไร้ความหมายนัก เพ่ยเยว่เผิงก็คืออีกหนึ่งปัญหา ด้วยตัวเขาเองยังไม่แน่ใจนักว่าเยว่เผิงคิดเช่นไร จึงได้คิดจะยอมพาเยว่เผิงไปเที่ยวชมเมืองและจะพูดคุยกับเยว่เผิงในเรื่องนี้

“มิใช่เช่นนั้นหรอกนะ หัวใจของข้า...ไม่ว่าในตอนนี้หรือต่อไป ก็จะมั่นรักเพียงหยางเถาเท่านั้น”

“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เหตุใดนายน้อยมิปฏิเสธฮูหยินออกไปให้ชัดเจนเล่าขอรับ ไยจึงปล่อยให้ฮูหยินเข้าใจว่านายน้อยจะยอมรับคุณหนูเพ่ย”

“บางอย่าง...ข้าก็เพียงรอเวลา มิใช่ว่าเราจะสามารถพูดได้ทุกเรื่องหรอกนะ เจ้ายังเด็ก อาจจะไม่เข้าใจข้า ข้าไม่โทษเจ้าหรอกหากเจ้าจะคิดว่าข้าเป็นคนโลเล” เฟยหลงยิ้มให้เหวินฉายบางๆ ราวกับว่าเข้าใจทุกอย่างไม่ว่าเหวินฉายจะมองเขาด้วยสายตาเช่นไรก็ตาม สำหรับเฟยหลงแล้ว เขามีจุดมุ่งหมายอยู่แล้ว เช่นไรเขาก็จะต้องทำให้ท่านแม่ยอมเลิกราที่จะจับคู่เขากับเยว่เผิงให้ได้ เขาไม่สนใจใครทั้งนั้น หากคนผู้นั้นมิใช่หยางเถา ชีวิตของเขามีไว้ก็เพียงเพื่อรักหยางเถาแต่เพียงผู้เดียว มิใช่ใครอื่น

“นายน้อย ข้าขอเตือนท่านนะขอรับ คุณหนูเพ่ยผู้นี้ร้ายกาจนัก หากนายน้อยมิจัดการให้เด็ดขาด ข้าเกรงว่าคุณชายหยางจะเป็นอันตราย”

“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ”

เหวินฉายพยักหน้ารับ เขาคิดเช่นนั้นจริงๆ ในครั้งที่เขาเดินทางไปแจ้งข่าวแก่สกุลเพ่ยเขาก็เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า คุณหนูเพ่ยผู้นั้นมิได้อ่อนหวานอย่างที่แสดงออกมาให้นายน้อยเห็นเลยแม้แต่น้อย สายตาที่กดคนอื่นให้ต่ำลงเสียจนจมดิน แม้ว่าในภายหลังเมื่อรู้ว่าเขาคือเด็กรับใช้ของสกุลลู่สายตาที่มองเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวาน แต่คนอย่างเหวินฉายเชื่อในสิ่งแรกที่เห็นเสมอ การแสดงออกของคนเราในคราแรกนั้นคือของจริง หากแต่ต่อมาล้วนแต่เป็นการปรุงแต่งทั้งสิ้น

“ข้าคิดเช่นนั้นขอรับนายน้อย แล้วนายน้อยล่ะขอรับ รักคุณหนูเพ่ยบ้างหรือไม่”

“ใจข้าหมายปองเพียงดอกท้อดอกเล็กๆ เท่านั้น มิได้ต้องการจันทรามาเคียงข้างกาย ต่อให้จันทราจะงดงามกว่าสักเพียงใด แต่สำหรับข้าแล้ว ดอกท้อดอกเล็กเพียงดอกเดียวกลับมีค่ามากกว่าจันทราในคืนเต็มดวงเสียอีก”

“หากว่าคุณชายหยางมาได้ยินคงยินดีมิน้อยนะขอรับ” เหวินฉายส่งยิ้มอบอุ่นให้เฟยหลงอย่างเบาใจ ได้ยินเช่นนี้ เขาก็รู้สึกดีขึ้นมากมายเชียว

“ข้าเองก็ปรารถนาให้เขามาฟังเช่นกัน...หากเขามายืนตรงหน้าข้าอีกครั้ง ข้าจะพร่ำบอกคำว่ารักให้ฟังเสียจนเบื่อเชียว”

แต่เขาจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่นะ เขาเองก็ไม่รู้เลยจริงๆ



TBC



“ใจข้าหมายปองเพียงดอกท้อดอกเล็กๆ เท่านั้น มิได้ต้องการจันทรามาเคียงข้างกาย ต่อให้จันทราจะงดงามกว่าสักเพียงใด แต่สำหรับข้าแล้ว ดอกท้อดอกเล็กเพียงดอกเดียวกลับมีค่ามากกว่าจันทราในคืนเต็มดวงเสียอีก” สำหรับคนที่รัก ต่อให้ความสวยงามหล่อความหล่อเหลาเทียบเท่าคนอื่นไม่ได้ แต่เขาก็จะมั่นใจว่า สิ่งที่เขาถืออยู่นั้นมีค่าที่สุด คุณค่าของทุกคนมีเท่ากันนะคะ มันอยู่ที่ว่า เขามองว่าเรามีค่าอีกคนหรือเปล่า แต่แมวมองทุกคนมีค่ากับแมวมากกน๊า อย่าทิ้งแมวน๊าคนดี~

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:10:35 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
จะได้มาเจอกันไหมนะ

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[14]

เฉินลี่ฟู่เดินไปมาด้วยท่าทางครุ่นคิด เด็กๆ บอกกับเขาว่าเหวินฉายมิได้ไปหาเลยนับตั้งแต่วันนั้นที่พวกเขาไปซื้อเสื้อผ้าให้เด็กๆ ด้วยกัน ตัวเฉินลี่ฟู่เองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ เหวินฉายจึงได้ห่างหายไป เพราะปกติแล้วนั้นเหวินฉายจะต้องไปพบกับเด็กๆ ทั้งสามทุกวี่วัน แต่เมื่อวานนี้ เขาเฝ้ารอแล้วรอเล่าก็มิได้พบกับคนที่เฝ้ารอเลยแม้แต่เงา วันนั้นเขามั่นใจว่าเหวินฉายเองก็เริ่มรู้สึกดีกับเขาไม่มากก็น้อย เขาจึงหมายมั่นจะสานสัมพันธ์ต่อมิให้มันขาดไป แต่เหวินฉายก็มิมา...ทิ้งให้เขารอเก้อเสียจนพลบค่ำ

เขาลังเลด้วยความขลาด มิกล้าจะเดินบุ่มบ่ามเข้าไปยังบ้านสกุลลู่เพียงเพื่อจะพบกับเด็กรับใช้ เขามิได้เกรงกลัวต่อสายตาอันสอดรู้สอดเห็น เพียงแต่เขายังหาข้ออ้างดีๆ เพื่อจะเข้าไปมิได้ เกิดคนผู้นั้นที่เป็นดั่งคนสำคัญของเหวินฉายไล่เขาออกมาเล่า เขาจะทำเช่นไร จะให้เขาด้านหน้าอยู่ต่อไปก็คงจะมิดีนักหรอก พัดในมือโบกสะบัดไปมาตามแรงอารมณ์ ยิ่งว้าวุ่นใจมากเท่าใด มือใหญ่ก็ยิ่งโบกพัดสีขาวลายสวยแรงขึ้นเท่านั้น

มือใหญ่ของเฉินลี่ฟู่เคาะไปที่ประตูใหญ่ ยืนรออยู่พักหนึ่งก่อนประตูนั้นจะเปิดออก ถังลี่หยางมองผู้มาใหม่ด้วยสายตางุนงงด้วยรู้ดีว่าบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าคือผู้ใด แต่ที่สงสัยนั้น เพราะร้อยวันพันปีมิเคยสักครั้งที่คนจากสกุลเฉินจะมาเยี่ยมเยียน แล้วนี่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นหรือไรกัน คุณชายเฉินผู้เย่อหยิ่งจึงได้มายืนอยู่ตรงหน้าจวนสกุลลู่เช่นนี้

“ข้า...มาพบลู่เฟยหลง”

“นายน้อยอยู่ที่ห้องขอรับ เชิญคุณชายเฉินเข้ามาก่อนเลยขอรับ” ลี่ฟู่พยักหน้าและเดินตามหลังพ่อบ้านถังเข้าไปภายใน ลี่หยางนำเฉินลี่ฟู่ไปยังห้องรับรองก่อนจะเร่งไปแจ้งกล่าวแก่นายน้อยของตน ด้วยไม่อาจจะรู้ได้ว่าเรื่องที่ทำให้เฉินลี่ฟู่ผู้นั้นมาพบนายน้อยของเขาด้วยเรื่องเร่งด่วนมดหรือไม่ จึงต้องรีบไปบอกกล่าวแก่เฟยหลงเอาไว้เสียก่อน

ลี่หยางรีบเคาะประตูห้องของลู่เฟยหลงและรอคำอนุญาต เมื่อได้ยินคำอนุญาตจึงได้รุกหน้าเข้าไป เฟยหลงกำลังจิบชากับทานขนมอยู่ภายในโดยมีถังเหวินฉายผู้เป็นหลานของตนเองนั้นช่วยบีบนวดไหล่กว้างให้ ใบหน้าของเฟยหลงนั้นดูผ่อนคลายมาก อาการเจ็บไข้ที่นายน้อยเป็นคงจะหายแล้วสินะ เช่นนี้พ่อบ้านอย่างเขาก็เบาใจขึ้น เพราะช่วงหลังมานี้นายน้อยดูเศร้าลงถนัดตา จนเขาเองก็กังวลใจไปด้วย

“นายน้อย...เฉินลี่ฟู่มาขอพบขอรับ” เฟยหลงเลิกคิ้วขึ้น มาขอพบเขาหรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน

“ขอบคุณมากท่านลุงถัง”

ลี่หยางถอยออกไปเมื่อนายน้อยรับรู้เรื่องนี้เรียบร้อย เหวินฉายนั้นร่างแข็งทื่อด้วยความตกใจ เหตุไฉนเจ้าลูกเต่านั่นจึงได้มาหานายน้อยของเขากัน คงมิได้มาหาเรื่องอันใดกับนายน้อยของเขาใช่หรือไม่นะ เหวินฉายคิดไม่ตกคิดไปก็กัดริมฝีปากตนเองไปพลาง สองมือที่บีบนวดไหล่ค้างนิ่งก่อนจะเผลอลงแรงอย่างหนักจนเฟยหลงร้องลั่น

“โอ๊ยๆ ไหล่ข้าจะหักแล้วเหวินฉาย!” เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดของเฟยหลงนั้นทำให้สติของเหวินฉายกลับมาทันที มือเล็กๆ ปล่อยออกจากไหล่ของผู้เป็นนายอย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อนก็มิปาน

“ขออภัยขอรับ! อภัยให้ข้าด้วยขอรับนายน้อย!” เหวินฉายก้มหน้าลงพื้นทิ้งร่างลงคุกเข่าอ้อนวอนด้วยความรู้สึกผิด เพราะเอาแต่คิดถึงสาเหตุการมาของเฉินลี่ฟู่จึงทำให้เขาเหม่อลอยออกไป ซ้ำยังเผลอกดแรงลงไปจนนายน้อยเจ็บปวดเช่นนั้น เขามิคู่ควรกับการเป็นเด็กรับใช้เลยสักนิด เฟยหลงโบกมือไปมาอย่างไม่ถือสากับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเพียงร้องออกมาเพราะตกใจกับแรงที่ถูกเพิ่มขึ้นกะทันหันเท่านั้น

“ข้ามิได้ว่าอะไรเจ้า อย่าได้คุกเข่าลงเช่นนั้น ยืนขึ้นเสียเหวินฉาย เจ้าก็รู้ว่าข้ามิชอบให้เจ้าทำเช่นนี้”

“ขอรับนายน้อย...” ร่างเล็กๆ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและเดินตามหลังของผู้เป็นนายน้อยออกไปจากห้องเพื่อไปพบกับเฉินลี่ฟู่ที่รออยู่ เฟยหลงก้าวเดินอย่างเร่งรีบเพราะไม่รู้ว่าเรื่องอะไรกันแน่ที่ทำให้เฉินลี่ฟู่ผู้นั้นแวะเวียนมาหาและเอ่ยปากขอพบเขาเช่นนี้

เฉินลี่ฟู่ยืนขึ้นจากเก้าอี้ทันทีที่เห็นร่างของเฟยหลงเดินเข้ามา แต่เขาดีใจมากกว่าที่เห็นว่าเหวินฉายเองก็เข้ามาเช่นกัน ดวงตาคมฉายแววดีใจจนเฟยหลงต้องเหลือบมองไปทางด้านหลังของตนตามสายตาของเฉินลี่ฟู่ก่อนที่จะยกยิ้มขึ้นมาเล็กๆ อย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่า ร้อยวันพันปีมิเคยมาหาเขา คงจะมาหาคนในความดูแลของเขามากกว่าสินะ แต่นี่ก็คงไม่รู้จะทำเช่นไร จึงได้เอ่ยอ้างเขาออกมา เมื่อเข้าใจในสถานการณ์ทั้งหมด เฟยหลงก็เดินเข้าไปหาเฉินลี่ฟู่ด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ

“ได้ยินว่าเจ้ามาพบข้า...มีอะไรหรือ?” เฉินลี่ฟู่ชะงัก เขาลืมคิดไปว่าจะใช้ข้ออ้างใดในการมาพบเฟยหลงครั้งนี้

“ข้า...ข้ามาเพื่อ...” เมื่อคิดหาคำอ้างไม่ได้ เฉินลี่ฟู่ก็ได้แต่ยืนอึกอักอยู่ที่เดิมจนเฟยหลงแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้

“อา...ข้าไม่ทราบหรอกว่าเจ้ามีธุระใดกับข้า หากแต่ข้าในตอนนี้ไม่ว่างอยู่สนทนากับเจ้าเสียด้วย หากเจ้าไม่รังเกียจ จะอยู่คุยกับเหวินฉาย เด็กรับใช้ที่ข้ารักดั่งน้องชายก็ได้นะ” เฉินลี่ฟู่ได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจ แต่เหวินฉายกลับตัวแข็งค้างเมื่อนายน้อยของตนโยนคนอันตรายมาให้กับเขาเช่นนี้

“นายน้อย! จะไปไหนขอรับ ข้าจะไปกับท่านด้วย” หากจะให้คุยกับเฉินลี่ฟู่เขาไปกับนายน้อยเสียดีกว่า

“ไม่ได้/เจ้าไปไม่ได้หรอก”

ทั้งสองคนต่างรีบร้อนพูดออกมาจนเหวินฉายชะงักหันไปมองใบหน้าของเฉินลี่ฟู่อย่างไม่เข้าใจ ตัวของลี่ฟู่เองก็ชะงักลงไปเช่นกันเพราะเขาเองก็ลืมตัวออกปากห้ามมิให้เหวินฉายไปกับเฟยหลงออกไป เฟยหลงมองภาพนั้นอย่างพอใจ ด้วยเขามองออกว่าเฉินลี่ฟู่คิดเช่นไรกับเหวินฉายและเหวินฉายเองก็คงรู้สึกมิต่างกัน หากแต่เพียงแค่มิยอมรับความจริงเท่านั้น

“เจ้าจะไปได้อย่างไรกัน ข้าจะไปพบเพ่ยเยว่เผิงตามคำสั่งของท่านแม่ หากเจ้าไปมิเท่ากับหาเรื่องให้ท่านแม่ลงโทษเจ้าหรอกหรือ” เหวินฉายอับจนด้วยคำพูด นายน้อยพูดถูก หากเขาตามนายน้อยไปมีแต่จะหาโทษมาเข้าตัวเอง สู้กล้ำกลืนอยู่คุยเป็นเพื่อนกับเฉินลี่ฟู่เสียดีกว่า ไม่นานก็คงกลับไปเอง

“ขอรับ...”

“ข้าขอตัวก่อน เชิญเจ้าตามสบาย”

“เชิญ...”

เฟยหลงเดินออกมาจากคนทั้งคู่ก่อนที่ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด สำหรับเฟยหลงแล้วเรื่องของเขาในตอนนี้จัดการยากเสียเหลือเกิน ในเมื่อเหวินฉายเอ่ยปากบอกว่าคุณหนูเพ่ยเยว่เผิงมิธรรมดา เขาเองก็มิแน่ใจว่าการที่เขาจะพูดกับเยว่เผิงเรื่องความเข้าใจผิดในเรื่องการมีใจต่อกันนั้นจะทำให้เรื่องนี้จบลงหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องทำให้มันจบไปเสีย เพราะหากหยางเถากลับมาหาเขา อาจจะเป็นปัญหาทำให้เขาเสียเจ้าดอกท้อแสนบอบบางนั้นไปอีก ซึ่งเฟยหลงคงทนมิได้

เหวินฉายยืนนิ่งทำตัวไม่ถูก ด้วยสถานะในตอนนี้เขาเป็นเพียงเด็กรับใช้การจะนั่งลงบนเก้าอี้เองก็คงจะทำมิได้ หากท่านลุงถังเข้ามาพบคงถูกดึงจนหูยานแน่ๆ เฉินลี่ฟู่มองเหวินฉายที่มีสีหน้าสับสนก็ระบายรอยยิ้มออกมา เขายื่นห่อผ้าไปตรงหน้าของเหวินฉายจนร่างบางมองมันอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่เฉินลี่ฟู่พยายามจะสื่อ

“ของเจ้าอย่างไรเล่า จำมิได้หรือ...”

ของเขา? จะเป็นไปได้อย่างไร?

แม้จะไม่เข้าใจนักแต่มือเล็กๆ ก็ยื่นออกไปรับมาอยู่ดี เหวินฉายเปิดห่อผ้าออกก่อนจะตกใจเมื่อสิ่งที่อยู่ภายในนั้นคือเสื้อผ้าแสนแพงที่เขาจำได้ว่ามันอยู่ในร้านที่เคยพาเด็กๆ ไปเลือกซื้อ ก่อนที่เขาจะสลบไปเพราะราคาที่สูงจนเขาไม่อาจจะจ่ายมันได้ แต่เมื่อตอนนี้มันกลับมาอยู่เบื้องหน้าของเขาโดยเฉินลี่ฟู่ที่เป็นผู้นำมาให้เสียด้วย เขาจะรับมันดีหรือไม่กันนะ

“ข้าได้ยินจากเด็กๆ ว่า...เจ้ามิได้ไปพบพวกเขา เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามออกมาเบาๆ แต่มันกลับดังชัดเจนสำหรับเหวินฉาย เขาเม้มปากแก้มขึ้นสีระเรื่ออย่างไม่อาจจะควบคุมเมื่อเผลอคิดไปถึงเหตุผลที่เฉินลี่ฟู่มาที่นี่

“ข้าเพียงแค่...ป่วยเท่านั้น”

“แล้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” คำถามช่างท่วมท้นไปด้วยความห่วงใย ทั้งน้ำเสียงที่เอ่ยถามออกมา และแววตาที่ฉายชัดจนใจของเหวินฉายสั่น

“ข้าหายดีแล้ว” ความเขินอายแล่นขึ้นมาจุกอก น้ำเสียงหวานเอ่ยตอบด้วยเสียงอ้อมแอ้มหลบสายตาคู่นั้นจนต้องไปวางอยู่ที่พื้นแทน แต่การกระทำเช่นนั้นกลับเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากเฉินลี่ฟู่ได้ไม่น้อย แม้ว่ามันจะอยู่บนใบหน้าเพียงชั่ววินาทีเท่านั้นก็ตาม

“ข้าอยากจะชวนเจ้าออกไปด้วยกันหน่อย เจ้าว่างหรือไม่?”

“ไม่ว่าง!” ปากบางเอ่ยตอบกลับทันทีอย่างลืมตัว เพราะก่อนหน้าเขาและเฉินลี่ฟู่ต่างก็เป็นดั่งศัตรู เขาจึงเคยชินที่จะเอ่ยออกไปอย่างไม่รักษาน้ำใจคนตรงหน้า เหวินฉายอยากจะตบปากตนเองที่ตอบกลับไปเช่นนั้นเหลือเกิน ยิ่งแววตาของร่างสูงที่ทอประกายความผิดหวังออกมายิ่งทำตัวไม่ถูก

“งั้นหรอกหรือ ไม่เป็นไร ช้าเข้าใจ”

เฉินลี่ฟู่ยอมรับความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นและเดินออกมาด้วยหัวใจที่รวดร้าว เขาไม่กล่าวโทษเลยที่เหวินฉายกล่าวปฏิเสธเขาอย่างไม่ไยดี ไม่โทษที่เหวินฉายจะเกลียดเขาเสียจนมิอาจจะเปิดใจรับความสัมพันธ์อันดีที่เขาหยิบยื่นให้ได้ เฉินลี่ฟู่ถอนหายใจออกมาเสียเฮือกใหญ่ขณะที่ฝีเท้ายังคงมั่นคงที่จะก้าวเพื่อออกจากธรณีประตูของจวนสกุลลู่

เขาหยุดยืนโดนไม่หันกลับไปมองประตูที่กำลังจะปิดลง เขากลัวว่าความหวังอันน้อยนิดจะทำให้เขาถูกโยนลงมาจากหน้าผาใหญ่ที่สูงเสียจนเขานึกหวาดหวั่น เพียงแค่คาดหวังว่าการมาพบเหวินฉายในครานี้จะทำให้เขาและเหวินฉายความสัมพันธ์ยิ่งขึ้นไปอีกแท้ๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดไปเองเพียงผู้เดียวเท่านั้น เฉินลี่ฟู่ยืนเหม่อลอยคิดไม่ตกโดยไม่รู้เลยว่ามีผู้ใดก้าวมายืนเคียงข้างเมื่อใด

“ยืนทำอันใดของเจ้าอยู่?” เสียงที่ดังก้องราวกับระฆังสวรรค์เรียกสติให้เฉินลี่ฟู่ต้องรีบหันกลับมามอง ดวงตาคมตกตะลึงริมฝีปากยกยิ้มออกมาอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าผู้ที่มายืนเคียงข้างตนเองบัดนี้คือผู้ใด ความรู้สึกลิงโลดเกิดขึ้นในหัวใจจนมือไม้สั่นไปเสียหมด

“ข้ามิได้จะไปกับเจ้า...ข้าเพียงจะไปเยี่ยมหานฟง เว่ยเอี้ยนและอี้เหมยเท่านั้น อย่าเข้าใจข้าผิดเสียล่ะ” เหวินฉายหลบสายตาคมคู่นั้นด้วยความประหม่าแต่ก็ยังเชิดหน้าขึ้นกล่าวอย่างทะนง หากเป็นผู้อื่นคงถูกตอกกลับไปเสียจนอับอาย แต่เพราะคนตรงหน้าของเขาคือ เด็กชายในความทรงจำ คือผู้ที่กุมดวงใจของเขาเอาไว้เพียงผู้เดียว ถังเหวินฉาย

“ข้าเข้าใจแล้ว แค่เพียงได้เดินเคียงข้าเจ้าข้าก็พอใจแล้ว”

เฉินลี่ฟู่เดินไปด้วยรอยยิ้มราวกับคนวิปลาสจนเหวินฉายที่เดินอยู่เคียงข้างอยากจะตีเขาให้ตายเสียเหลือเกิน คนอะไรเดินไปยิ้มไปเช่นนี้ สายตาของผู้อื่นจะมองเช่นไรแต่สิ่งนั้นมิได้สลักสำคัญใดๆ เลย สำหรับเหวินฉายแล้วรอยยิ้มของเฉินลี่ฟู่ช่างทำให้เขาทำตัวมิถูก เขินอายเสียจนต้องกวาดตามองไปจนทั่วไม่สามารถวางสายตาไว้ที่ใดที่หนึ่งได้ แก้มใสแดงระเรื่อน่าสัมผัสมิอาจหลบซ่อนมห้พ้นจากสายตาของเฉินลี่ฟู่เลยแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้ความรักใคร่เอ็นดูในตัวของเหวินฉายมากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ใครจะเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองได้มากกว่าคนทั้งสองเอง









•~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~•
[/b]









ร่างสูงใหญ่ของลู่เฟยหลงก้าวเดินไปยังที่ตั้งแห่งจวนสกุลเพ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ความเครียดจากคำพูดของเหม่ยหลินผู้เป็นมารดาหรือแม้แต่ของเหวินฉายที่ตัวเขานั้นรักไม่ได้ต่างจากน้องชายล้วนทำให้เขาคิดหนัก เขามิได้อยากจะเป็นลูกอกตัญญูสักนิด หากแต่ความสุขทั้งชีวิตของเขาจะให้เอามาทิ้งไว้กับเพ่ยเยว่เผิงก็คงมิได้ ด้วยหัวใจของเขานั้นมั่นรักเพียงแต่หยางเถา แล้วจะให้เขาเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงอื่นได้เยี่ยงไร

เขาถอนหายใจออกมาอย่างยากลำบากใจ หากแม้เพ่ยเยว่เผิงมินึกรักชอบเขาขึ้นมาดั่งที่ท่านพ่อและเหวินฉายกล่าวออกมาก็คงจะดีไม่น้อย เพราะทุกอย่างคงจบลงอย่างง่ายดาย ตัวเขาเองก็คงมิต้องทำร้ายจิตใจของผู้ใดให้ต้องเจ็บปวด จะกล่าวโทษว่าเขาเห็นแก่ตัวก็มิผิด เพียงแต่เขาเลือกจะทำร้ายหัวใจผู้อื่นจะเป็นผู้ใดก็ได้ แต่คนผู้นั้นจะต้องมิใช่หยางเถาของเขา แม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นหญิงสาวบอบบางก็ตาม

“คุณชายลู่...คุณหนูรออยู่ข้างในแล้วเจ้าค่ะ” เฟยหลงมองใบหน้าของสาวใช้ก่อนจะพยักหน้าให้เท่านั้น ไม่คิดจะเดินตามเข้าไปด้านในเลยสักก้าวเดียว

“เจ้าช่วยไปเรียนคุณหนูของเจ้าด้วยเถอะว่า ข้าจะรออยู่ข้างนอกจวนเพื่อจะพานางไปเที่ยวชมเมือง ตามคำสั่งของท่านแม่” น้ำเสียงเย็นชาที่ดังออกมาจากปากของคุณชายลู่เฟยหลงผู้นี้ทำให้นางถึงกับหนาวเหน็บไปทั้งหัวใจ คราก่อนที่นางเคยพบคุณชายเมื่อครั้งที่เขามากับลู่ฮูหยินช่างสุภาพอ่อนโยนและอบอุ่น ช่างแตกต่างกับตอนนี้เหลือเกิน

“เจ้าค่ะคุณชายลู่”

เฟยหลงยืนรออยู่นอกจวนอย่างใจเย็นการแสดงออกของเขานั้นมันสมควรแล้ว หากการกระทำเมื่อครั้งก่อนทำให้เหล่าผู้คนเข้าใจผิดคิดไปต่างๆ นานา เขาก็จะหยุดทุกสิ่งเอาไว้เบื้องหลัง จะยอมกลายเป็นบุรุษผู้เย็นชาใส่ผู้คนจะได้มิเกิดปัญหาเดิมขึ้นอีก ทว่าลู่เฟยหลงยืนคิดอยู่เพียงลำพังไม่นาน ร่างบอบบางของเพ่ยเยว่เผิงก็เดินออกมาด้วยรอยยิ้มที่แสนงดงามบนใบหน้า เฟยหลงเพียงยิ้มบางๆ กลับไปเท่านั้นไม่คิดจะแสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาบนใบหน้าอีก

“พี่เฟยหลง...อภัยด้วยที่ข้าออกมาช้า”

“มิเป็นไร รีบไปกันเถิด...เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”

“เจ้าค่ะ...”

สองร่างชายหญิงเดินเคียงกันไปช่างดูเหมาะสมเสียเหลือเกิน สายตาหลากหลายคู่เมียงมองด้วยความตกตะลึงกับภาพนั้น ช่างงดงามกันดั่งสวรรค์สรรค์สร้างให้คนทั้งคู่มาเคียงข้างกัน หญิงสาวน้อยใหญ่ที่พวกเขาทั้งสองเดินผ่านต่างมองเพ่ยเยว่เผิงด้วยความอิจฉา พวกนางล้วนแต่อยากเป็นผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นทั้งสิ้น เพ่ยเยว่เผิงรู้สึกภูมิใจเหลือเกินที่ถูกมองด้วยสายตาอิจฉา นางยืนอยู่เคียงข้างพี่เฟยหลง บุรุษที่รูปโฉมงดงามและเป็นที่ปรารถนาของเหล่หญิงสาวในเมืองซิ่นจือ หากแต่ผู้ใดเล่าจะสามารถยืนเคียงข้างกับพี่เฟยหลงได้ หากมิใช่นางผู้มีใบหน้างดงามราวเทพเซียน

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
เฟยหลงมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเมื่อเยว่เผิงที่เดินเคียงข้างมานั่นยิ้มออกมาอย่างพอใจ แต่เขากลับไม่ยินดีใดๆ เลยสักนิด แผนของท่านแม่คงเป็นการเปิดตัวเยว่เผิงให้ผู้คนในเมืองได้ลือกันไปหวังบีบคั้นให้เขายอมรับการหมั้นหมายที่ท่านแม่คิดการเอาไว้ นี่คงเป็นแผนที่ถูกท่านแม่ดำเนินการมาเพราะเขาที่ยอมยืนตากน้ำค้างจนเจ็บป่วยเพื่อรอหยางเถาสินะ เฟยหลงเหลือบมองร่างของเยว่เผิงด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะมองกลับไปเบื้องหน้าอีกครั้ง ร่างสูงถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินไปทางร้านใหญ่ อย่างไรเสียวันนี้ก็ต้องคุยกับเยว่เผิงให้รู้เรื่อง เรื่องเข้าใจผิดเช่นนี้ ปล่อยไว้นานก็รังแต่จะสร้างความรู้สึกเจ็บปวดใจเปล่าๆ และผู้ที่เจ็บปวดก็มิใช่จะมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น ทั้งเขา หยางเถา และเพ่ยเยว่เผิงเองก็ล้วนถูกผูกเอาไว้ด้วยกงล้อแห่งรัก เพียงแต่เขาและหยางเถานั้นอยู่ในกงล้อเดียวกัน แต่เพ่ยเยว่เผิงนั้นมิใช่...นางนั้นปรารถนาจะเข้ามาในกงล้อนี้โดยมิได้มองเลยว่ามีผู้ใดอยู่ข้างในหรือไม่ เขามิได้จะกล่าวโทษนางแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งเองเขาก็ยอมรับว่าเขา เพราะความไม่คิดของเขาที่แสดงออกถึงความเอ็นดูต่อเยว่เผิงมากเกินไป นางจึงปักใจคิดว่าเขามีใจเสน่หาเช่นชายหญิง

“เจ้าคงจะหิวแล้วใช่รึไม่” เฟยหลงเอ่ยถามหากแท้จริงแล้วเป็นดั่งคำสั่งเสียมากกว่า

“เอ่อ หากพี่เฟยหลงหิว ข้าก็หิวเช่นกัน” นางเอ่ยตอบด้วยใบหน้าระเรื่อ ส่งยิ้มเขินอายราวกับดอกไม้แรกแย้มให้ชายหนุ่มได้หลงใหล

เฟยหลงเพียงพยักหน้ารับแล้วเดินนำร่างของเพ่ยเยว่เผิงเข้าไปด้านในร้าน เยว่เผิงที่ยิ้มเอียงอายต้องยิ้มค้างเมื่อลู่เฟยหลงที่ได้สนใจในรอยยิ้มนั้นของนางเลยสักนิด หากเป็นชายอื่นคงมิแคล้วเคลิบเคล้มไปกับมัน แต่นี่...ลู่เฟยหลงกลับไม่แม้แต่หลงใหล ไม่มีแม้รอยยิ้มตอบกลับมาอย่างเช่นเคย มันเกิดอะไรขึ้นกัน นางไม่เข้าใจเลยสักนิด

“คุณชายเชิญด้านในเลยขอรับ เชิญๆ” เฟยหลงพยักหน้ารับแล้วก้าวตามหลังของเสี่ยวเอ้อเข้าไปในร้าน เขาทิ้งกายลงนั่งที่เก้าอี้มองไปรอบๆ ร้านด้วยแววตาที่โศกเศร้าขึ้นมา ครั้งหนึ่ง...เขาเคยพาหยางเถามาร้านเช่นนี้ยามค่ำคืน หยางเถามีความสุขจนล้นหัวใจ กินไปยิ้มไปด้วยความสุขที่เขามิเคยเห็นมันอีก เพียงหลังจากที่ได้รู้จักกับเยว่เผิง สีหน้าและแววตาของหยางเถาก็พลันกลับกลายเป็นสีเทา บรรยากาศอมเศร้าและเสียใจ หากเพียงเขาฉุกใจคิดสักนิดว่าเป็นเพราะเหตุใด วันนี้หยางเถาคงมิต้องมีน้ำตาและเขาคงมิต้องห่างจากยอดดวงใจเช่นนี้

“รับอะไรดีขอรับ”

“เจ้าสั่งเถิด...” เยว่เผิงเอียงอายกับความใส่ใจที่ลู่เฟยหลงมีต่อนางจึงได้แต่ใช้ท่าทางอ่อนหวานให้เฟยหลงได้เห็น

“ร้านเจ้ามีอะไรอร่อยก็นำออกมาเถิด”

“ขอรับ รอสักครู่!” เสี่ยวเอ้อเดินออกไปด้วยท่าทางดีใจ วันนี้ลูกค้าชายและหญิงผู้นี้ช่างดูสง่าและคงมากด้วยเงินทอง เช่นนี้เถ้าแก่คงปลาบปลื้มใจอย่างแน่นอน

เพ่ยเยว่เผิงนั่งนิ่งก้มหน้าลงมองมือตนเองอย่างสงบเสงี่ยมตัว บ่อยครั้งที่นางเหลือบมองใบหน้าที่แสนเหม่อลอยของเฟยหลงอย่างหลงใหล แต่นางเองก็อดสงสัยมิได้ว่าสิ่งใดกันที่ทำให้พี่เฟยหลงของนางนั้นคิดถึงจนเลื่อนลอยเช่นนี้ คงมิใช่ว่า...กำลังคิดถึงเจ้าปีศาจตนนั้นหรอกนะ! เยว่เผิงเผลอกำมือของนางจนแน่น ใบหน้างดงามบึ้งตึงขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนจะถูกความเขินอายบดบังจนมิอาจมีผู้ใดสังเกตเห็นได้

เพ่ยเยว่เผิงแค้นจนจุกไปทั้งหัวใจ เจ้าปีศาจนั้นแม้จะถูกกำจัดก็ยังมิอาจจะนำออกไปจากใจพี่เฟยหลงได้เลยหรือ นี่นางต้องทำเช่นไรจึงจะโยนเจ้านั่นให้ห่างออกไปจนไกลสายตาของพี่เฟยหลงได้ จะต้องทำเช่นไรนางจึงจะเป็นเพียงผู้เดียวที่นั่งอยู่ในหัวใจเป็นเพียงผู้เดียวที่จะอยู่ในห้วงคะนึงของบุรุษที่ได้หัวใจนางกัน ชายผู้นั้นแม้จะรูปงามแล้วอย่างไร? มันก็เป็นปีศาจที่ล่อหลอกมนุษย์นั้นล่ะ มีสิ่งใดให้รักใคร่กัน ปีศาจกับมนุษย์อย่างไรเสียก็มิสามารถอยู่ร่วมกันได้ อีกอย่างเจ้าปีศาจนั่นก็เป็นบุรุษ บุรุษสองคนจะรักกันได้เยี่ยงไร! มันเป็นไปไม่ได้!

น้ำชาถูกเสี่ยวเอ้อยกมาวางไว้ตรงหน้า ดึงคนทั้งสองออกจากห้วงความคิดของตนเองอย่างรวดเร็ว เยว่เผิงปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนลงภายในพริบตาโดยที่เฟยหลงได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย เฟยหลงยกน้ำชาขึ้นจิบปล่อยอารมณ์ไปกับห้วงคำนึงเสียเนิ่นนานเสียจนเกือบจะหลงลืมปัจจุบันและสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จ

“เยว่เผิง...”

“เจ้าคะ...”

“เฮ้อ...ข้าอยากคุยกับเจ้า เรื่องของเรา” หัวใจของเยว่เผิงเต้นแรง ในหูของนางดังก้องไปด้วยคำว่าเรื่องของเราจนนางต้องกัดริมฝีปากเอาไว้มิให้เผยรอยยิ้มดีใจออกมา

“ระ เรื่องอันใดกันที่ทำให้พี่เฟยหลงเคร่งเครียดเช่นนี้ คงต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่”

“เรื่องการแต่งงาน” หรือที่พี่เฟยหลงเหม่อลอยเมื่อครู่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องที่จะคุยกับนางกันนะ คิดได้เช่นนั้นนางก็ยิ่งลำพองใจ ความหวังทั้งหมดกลายเป็นความหยิ่งทะนงจนเจ้าตัวเก็บเอาไว้ไม่ได้ ใบหน้าของนางแสดงออกถึงความถือดีและพึงพอใจจนลู่เฟยหลงแทบจะมิเชื่อเลยว่า หญิงสาวผู้เรียบร้อยที่ตนเคยรักใคร่เอ็นดูดุจน้องสาวจะกลับกลายเป็นคนเช่นนี้

“เชิญพี่เฟยหลงกล่าวมาเถิด...อย่าได้รีรอ” ความหยิ่งทะนงบนใบหน้านางกระตุกรอยยิ้มบนใบหน้าของเฟยหลงได้เป็นอย่างดี นี่คงมิใช่ว่านางคิดว่าเขามาขอหมั้นอะไรเช่นนั้นหรอกนะ

“ข้าอยากทำความเข้าใจกับเจ้า...ตัวข้านั้น...” หัวใจของเยว่เผิงเต้นแรงเสียจนแทบจะกระเด็นออกมาจากอก ความตื่นเต้นนางเชิดหน้าขึ้นสูงอย่างมั่นใจในตนเอง

เอาสิ...บอกรักช้าเสียสิ ลู่เฟยหลง

“ตัวข้านั้น...รักเพียงหยางเถาผู้เดียว มิได้มีใจใคร่ปรารถนาต่อเจ้าเลยแม้แต่น้อย ข้าอยากให้เจ้าเข้าใจเสียตอนนี้” รอยยิ้มที่เคยอยู่บนใบหน้าของเยว่เผิงค่อยๆ หายไป หลงเหลือเพียงความไม่พอใจเท่านั้นที่ฉายชัดออกมา

“โกหก...ท่านโกหก...” เฟยหลงส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ

“ข้ามิได้โกหก ตัวข้ามั่นรักเพียงหยางเถา ใจของข้ามีเพียงแค่เขา และไม่มีวันที่จะเปลี่ยนใจ” มือบางกำเข้าที่ชุดของตัวเองแน่น ปากบางอยากจะขบกัดให้ได้เลือดเพื่อระบายความคับแค้นในใจ แต่สิ่งที่เยว่เผิงทำได้มีเพียงความโกรธเกรี้ยวที่ฉายออกมาในแววตาคู่นั้น

“แต่มันเป็นปีศาจ! ท่านจะรักกับปีศาจเช่นนั้นไม่ได้!!”

ตึง!

“เจ้าพูดเรื่องอะไร! เหตุใดเจ้าจึงได้กล่าวหาว่าหยางเถาเช่นนั้น!!” มือหนาตบลงบนโต๊ะเสียงดังด้วยความไม่พอใจในคำพูดของนาง แต่เพ่ยเยว่เผิงมิได้สนใจในความเกรี้ยวกราดนั้นสักนิด นางเชิดหน้าขึ้นราวกับว่ามิได้ทำอันใด

“ข้าพูดความจริง! หากไม่แล้วท่านป้าจะมาขอให้ข้าพาไปพบท่านนักพรตหรือ หึ...ไม่แน่ตอนนี้มันคงจะสูญสลายไปด้วยยันต์แล้วก็เป็นได้!” น้ำเสียงของเยว่เผิงเต็มไปด้วยความสะใจ รอยยิ้มหยักขึ้นมุมปากยามคิดว่าเข้าปีศาจตนนั้นไม่มีวันจะกลับมาได้อีก

ลู่เฟยหลงหน้าเครียดลงอย่างถนัดตา หรือจะเป็นอย่างที่เพ่ยเยว่เผิงพูด เพราะจากสองสามวันมานี้ ท่านแม่ของเขาเองก็มิเตยเอ่ยถึงหยางเถาสักครั้ง ซ้ำยังดูมีความสุขเสียจนเขาเองยังแปลกใจ หรือว่า...ท่านแม่จะรู้ว่าหยางเถาอยู่ในต้นท้อ เช่นนั้น...มิใช่ว่าหยางเถาของเขาอยู่ในอันตรายหรอกหรือ! เฟยหลงร้อนรนเสียจนนั่งไม่ติด ทันทีที่อาหารถูกนำมาวางอยู่บนโต๊ะ เฟยหลงก็วางเงินลงทันทีโดยไม่คิดแม้แต่จะแตะต้องอาหาร

“เพ่ยเยว่เผิง! เสียแรงที่ข้ารึคิดว่าเจ้าเป็นดังน้องสาว มิเคยคิดเลยว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้! แต่นี้ต่อไป...เจ้ากับข้า ไม่รู้จักกัน!”

“ลู่เฟยหลง! นี่ท่านกล้า!”

แต่เฟยหลงกลับมิได้คิดจะอยู่ฟังคำต่อว่าต่อขานใดๆ ร่างสูงลุกพรวดก้าวเดินออกจากร้านไปอย่างไม่หวนกลับ ใบหน้าของเฟยหลงเต็มไปด้วยความห่วงใยที่มีต่อหยางเถา ในใจของเฟยหลงหวาดกลัวเหลือเกินว่าจะเป็นดั่งที่เยว่เผิงกล่าวเอาไว้ หากหยางเถาของเขาสูญสลายไปเล่า เขาจะไปหายันต์แล้วทำลายทิ้งได้ที่ใด ทำอย่างไรดี เขาจะทำอย่างไรดี ตอนนี้เจ้าดอกท้อของเขาคงกำลังจะทรมานมาก เขากลับไม่เคยรู้เลย ที่หยางเถามิได้ออกมาพบเขาเป็นเพราะยันต์ที่ว่าสินะ อย่างไรเขาก็ต้องหามันให้พบ

แล้วทำลายมันทิ้ง! ให้สิ้นซาก!!









 •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• 
[/b]









ทางด้านเฉินลี่ฟู่นั้นในตอนนี้ช่างเบิกบานใจเหลือเกิน ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันนี้ วันที่เขาและเหวินฉายจะได้มาเที่ยวชมเมืองกันด้วยความสุขใจ แม้ว่าอีกฝ่ายจะบอกว่ามาเพื่อจะไปพบเด็กๆ ทั้งสามก็ตาม แต่เขาก็รู้ดีว่าจริงๆ แล้วเหวินฉายเพียงแค่เขินอายเท่านั้น ในเมื่อเหวินฉายกล่าวว่ามิได้มาเพื่อเขา เขาก็จะยอมเชื่อเช่นนั้น ขอเพียงในตอนนี้ข้างกายของเขามีเหวินฉายเคียงข้างอยู่ก็พอ ใบหน้าหล่อเหลาระบายยิ้มออกมา แววตาทอประกายความอ่อนโยนยามจับจ้องไปที่เหวินฉายที่บัดนี้สนใจเพียงสิ่งรอบกายเท่านั้น

แสงตะวันเริ่มร้อนแรงตามเวลา กลิ่นหอมจากอาหารที่ถูกวางขายก็ช่างยั่วใจให้ทั้งสองเกิดความรู้สึกหิวโหยจนต้องหยุดฝีเท้าลง ใบหน้าเล็กๆ ที่ดูงดงามเหลือบมองใบหน้าอีกคนอย่างคาดหวัง ตัวเฉินลี่ฟู่เองก็รู้และเข้าใจในความคิดของเหวินฉายดีจึงได้แต่ยิ้มและโบกสะบัดพัดไปมาขณะที่ฝีเท้ายังคงมุ่งหน้าไปยังร้านที่อยู่ไม่ไกล ร่างเล็กมองจุดหมายที่กำลังไปด้วยรอยยิ้ม ใครจะคิดเล่าว่า เฉินลี่ฟู่ผู้นี้จะใส่ใจคนข้างๆ มากเสียจนรู้ไปหมดทุกอย่างว่าเหวินฉายต้องการสิ่งใด

“คุณชายทั้งสองเชิญด้านในเลยขอรับ” ตัวเหวินฉายไม่กล้าจะเดินเข้าไปตามร่างของลี่ฟู่ ด้วยเกิดความลังเลใจว่าคนตรงหน้าเพียงนึกหิวหรือพาเขามากันแน่

“เหตุใดเจ้าจึงมิเข้ามาเล่า? หิวมิใช่รึ” เหวินฉายกัดริมฝีปากแน่นเพื่อระงับอาการดีใจที่ชวนให้ต้องยิ้มออกมา

“ข้าจะกินให้เจ้าหมดตัวเชียว”

เฉินลี่ฟู่ได้แต่หัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู เด็กหนอเด็ก เจ้าจะกินได้สักเท่าไรเชียว หากจะให้เขาเลี้ยงเสียทั้งชีวิต เขาเองก็มิปฏิเสธซ้ำยังยินดีที่จะเลี้ยงด้วยซ้ำ พัดในมือถูกขยับไปมาอย่างสบายอารมณ์ มองเหวินฉายที่กระแทกเท้าเข้าไปนั่งด้วยสายตาอบอุ่นก่อนที่ตัวลี่ฟู่เองจะก้าวเข้าไปนั่งตรงข้ามกับร่างบาง ใบหน้าของเหวินฉายในยามนี้ระยิบระยับไปด้วยความพอใจ เขาไม่ปฏิเสธเลยว่า ความรู้สึกที่มีต่อเฉินลี่ฟู่เริ่มดีขึ้นมาทีละนิดๆ ยิ่งเห็นความใส่ใจที่เฉินลี่ฟู่มีให้ เขาก็ยิ่ง...หวั่นไหว

“รับอะไรดีขอรับ”

“เอาอะไรก็ได้ง่ายๆ มาสักสองสามอย่างก็พอ” เหวินฉายเอ่ยบอกกับเสี่ยวเอ้ออย่างรวดเร็ว

“คุณชายจะรับสุรารึไม่ขอรับ วันนี้ทางร้านเรา...” เฉินลี่ฟู่เพียงยกมือขึ้นห้ามแล้วส่ายหน้า

“ไม่ล่ะ ข้ามิได้มาเพื่อร่ำสุรา ขอแค่น้ำชาก็พอ”

“ขอรับ” เมื่อเสี่ยวเอ้อเดินไปจนพ้นสายตา เหวินฉายที่กวาดตามองไปรอบร้านก็เกิดสะดุดตากับร่างที่คุ้นเคยที่กำลังนั่งอยากับหญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมิใช่ใครอื่นใด คือคุณหนูเพ่ยเยว่เผิงนั่นเอง ธุระของนายน้อยคือคุณหนูผู้นี้เองหรอกหรือ

“นายน้อย...” เฉินลี่ฟู่หัวใจกระตุกด้วยความไม่ชอบใจ อยู่กับเขาเพียงสองคนเหตุใดจะต้องกล่าวถึงคนๆ นั้นด้วย พัดในมือถูกรวบเก็บอย่างแรง ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองอย่างไม่อาจจะปิดบัง

“เหตุใดจะต้องกล่าวถึงลู่เฟยหลง” เหวินฉายหันมามองใบหน้าของเฉินลี่ฟู่ที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างไม่เข้าใจในท่าที ว่าเหตุใดเฉินลี่ฟู่จะต้องแสดงอาการเช่นนี้ด้วย

“แล้วเหตุใดข้าจะเอ่ยถึงนายน้อยมิได้เล่า ในเมื่อ...”

“เจ้าชอบมันหรือไร ถึงได้เอาแต่พร่ำหาแต่มัน!” ร่างบางตวัดสายตาใส่อย่างรุนแรง มองใบหน้าหล่อเหลาที่คิดอกุศลด้วยความตกใจ เจ้าลูกเต่านี่ใช้อะไรคิดกัน ถึงได้คิดว่าเขากับนายน้อยมีสัมพันธ์กันเช่นนั้น

“เจ้าจะบ้าหรือไร! นั่นนายของข้านะ! ที่ข้าเอ่ยถึงนายน้อยก็เพราะข้าเห็นนายน้อยนั่งอยู่ตรงนั้นต่างหาก!” เฉินลี่ฟู่หันไปมองตามนิ้วเล็กๆ ที่ชี้ออกไปก่อนจะผ่อนคลายใบหน้าลงด้วยความโล่งใจ แต่ก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อไม่พบคนที่เหวินฉายกล่าวถึงแม้แต่เงา

“ไหนนายน้อยของเจ้า ข้าไม่เห็นลู่เฟยหลงอยู่ที่นี่เลย”

“ก็นั่น...เอ๊ะ?” ใบหน้าของถังเหวินฉายเต็มไปด้วยความแปลกใจ ก็เมื่อครู่นายน้อยของเขายังนั่งอยู่ตรงนั้น แล้วเหตุใด ตอนนี้จึงเหลือเพียงคุณหนูเพ่ยเยว่เผิงเล่า ร่างเล็กยกมือขึ้นมาเกาศีรษะอย่างงุนงง ใบหน้าเอียงไปด้านข้างด้วยความไม่เข้าใจแต่กลับดึงดูดสายตาของเฉินลี่ฟู่ให้มองจนไม่อาจจะถอนสายตาออกไปจากใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นได้

อาหารถูกนำมาวางบนโต๊ะจนครบ กลิ่นหอมลอยมาแตะจมูกจนท้องเล็กๆ ส่งเสียงร้องประท้วงด้วยความหิวโหย เฉินลี่ฟู่หัวเราะเลาๆ ด้วยความเอ็นดูในความเป็นเด็กของคนตรงหน้า มือหนาคีบอาหารใส่ชามของเหวินฉายไม่ขาดมือ ไม่ทันที่อาหารจะพร่องลงไปก็ถูกร่างสูงเติมให้จนเต็ม แต่เหวินฉายไม่ได้สนใจสักนิด เพราะเขาเอาแต่กินๆ ไม่หยุด ความตะกละบดบังภาพทั้งหมดมองเห็นเพียงแค่ชามอาหารที่เต็มอยู่ตลอดเวลา รสชาติความอร่อยที่แตะปลายลิ้น ดึงสติของเหวินฉายให้จมอยู่กับมันจนหยุดขยับมือให้หยุดกินไม่ได้

“กินเสียให้มากๆ เข้าตัวบางยิ่งกว่าหญิงสาวในเมืองนี้แล้วรู้รึไม่?”

“ข้าก็กินอยู่นี่ไงเล่า!” เหวินฉายบ่นกลับพึมพำเบาๆ ขณะที่ยังคงจัดการกับอาหารตรงหน้าไม่ลดละ เฉินลี่ฟู่ยิ้มอย่างพอใจ คอยคีบอาหารให้เหวินฉายบ้าง คีบให้ตนเองบ้าง

บรรยากาศของทั้งสองเต็มไปด้วยความสุขที่ล้นเหลือจนมิว่าผู้ใดก็สามารถรับรู้ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสองช่างชวนให้เผลอมองเหลือเกิน ทั้งที่การแต่งกายของเฉินลี่ฟู่ดุจคุณชายจากสกุลใหญ่ แต่คนตรงข้ามกลับแต่งตัวมิต่างจากเด็กรับใช้ธรรมดาๆ ทั่วไป แต่ก็มิได้ทำให้ความอบอุ่นตรงหน้าดูด้อยค่าลงไป ใครก็มิอาจเข้ามาขวางกั้นโลกของเฉินลี่ฟู่และถังเหวินฉายได้เลย แม้เพียงเฉียดร่างเข้ามาหวังจะสานสัมพันธ์ก็ต้องถูกความกดดันจากสายตาคมให้ก้าวถอยออกไป

เฉินลี่ฟู่ละสายตาออกจากใบหน้าของร่างเล็กไม่ได้เลย เขาจับจ้องทุกอย่างเอาไว้ราวกับจะสลักมันเอาไว้ให้ขึ้นใจว่าใบหน้าของเหวินฉายนั้นเป็นเช่นไร ทั้งจมูก คาง ดวงตา ริมฝีปาก หรือแม้แต่แก้มที่เปื้อนนั่น ไม่ว่าสิ่งใดก็ช่างตรึงใจของเสียเหลือเกิน แม้ว่าใครๆ อาจจะมองว่าเหวินฉายมีใบหน้าที่ธรรมดา แต่สิ่งที่เขาเห็นคือความน่ารักที่ฉุดกระชากหัวใจของเขาไปครอบครองตั้งแต่เมื่อครั้งแรกที่ได้เจอกัน แม้ว่าครั้งนั้นอีกฝ่ายจะเป็นเพียงแค่เด็กน้อยก็ตาม

“ฮึ! ...ไม่เจอเจ้าเสียนานเลยนะลี่ฟู่ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ยอดรัก...”





TBC





ขอโทษที่มาช้านะคะ ไหนใครสมน้ำหน้านางบ้างคะ แมวว่าคงมีไม่น้อย เรื่องราวกำลังเข้มข้น อย่าเพิ่งตัดสินอะไรก่อนจะได้อ่านจนจบนะคะ แล้วพบกันใหม่~



ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2777
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +285/-3
หลงน้องเหวินฉายหนักมาก หมั่นไส้!

เฟยหลงไปช่วยเจ้าดอกท้อน้อยให้ได้นะ

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[15]

“ฮึ! ...ไม่เจอเจ้าเสียนานเลยนะลี่ฟู่ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ยอดรัก...”

เหวินฉายหันมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาฉงน ก่อนที่จะนึกออกว่าคนผู้นี้คือผู้ใด ซุนเหว่ยปรายตามองจิกร่างบางที่นั่งอยู่ตรงข้ามเฉินลี่ฟู่อันเป็นที่รักของตนด้วยความเหยียดหยาม ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังเสียจนคนถูกมองต้องขยับกายไปมาอย่างไม่อาจจะอยู่นิ่ง เหวินฉายไม่เข้าใจว่าตนไปทำสิ่งใดให้กับคุณชายซุนผู้นี้ เหตุใดดวงตาคู่นั้นจึงได้จับจ้องมาที่เขาราวกับจะฆ่าเสียให้ตาย ท้องที่ยังไม่เติมไม่เต็มกลับรู้สึกอิ่มเสียจนไม่อยากแตะอาหารตรงหน้าอีก เพียงมือบางวางเอาตะเกียบลงบนชามก็เรียกสายตาของเฉินลี่ฟู่ให้สนใจมากกว่าเสียงทักทายจากซุนเหว่ยเสียอีก

“อิ่มแล้วหรือฉายเอ๋อร์?” เสียงเรียกขานชื่อของเหวินฉายเรียกสายตาเกลียดชังจากซุนเหว่ยอีกครั้ง มือของซุนเหว่ยกำแน่นเสียจนเล็บบางจิกเข้าไปในฝ่ามือ

“เฉินลี่ฟู่! ข้าทักทายเจ้าอยู่! เหตุใดจึงได้มิสนใจ คนเคยร่วมเตียงเล่า?” ซุนเหว่ยกระตุกยิ้มยามได้เอ่ยเน้นคำที่ชวนให้คิดและสีหน้าอันซีดเผือดของถังเหวินฉายที่ตอนนี้ได้แต่ก้มหน้าอยู่จนคางเล็กๆ นั่นชิดอก

“คนมิสำคัญ เหตุใดข้าจะต้องสนใจ บุปผารายทางด้วย หากข้าต้องสนใจพวกมันขนาดนั้น ฉายเอ๋อร์ของข้ามิเข้าใจผิดไปหมดรึ?” รอยยิ้มที่แสนเหยียดหยามของเฉินลี่ฟู่ช่างบีบให้หัวใจของซุนเหว่ยแต่ยังไม่เท่าคำพูดที่เสียดแทงหัวใจของคนอันเป็นที่รัก ใบหน้าของซุนเหว่ยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดจนเหวินฉายสะท้านในอกด้วยความสงสารจับหัวใจ ดูก็รู้ว่าคุณชายซุนผู้นี้...รัก...เฉินลี่ฟู่มากเพียงใด

“เจ้าไม่ควรกล่าวเช่นนั้นเลยนะ มิดูใจร้ายไปหรือ?”

“ข้ามิใจดีขนาดจะสนใจคนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหรอกนะ ฉายเอ๋อร์ และข้าก็คงไม่ใจดีหากว่าเจ้า สนใจ คนอื่นที่มิใช่ข้าเช่นกัน” เหวินฉายรู้สึกดีใจและขุ่นเคืองใจไปพร้อมกัน ยามได้เห็นสีหน้าของซุนเหว่ย เหวินฉายก็ยิ่งทวีความไม่พอใจแทน

“หึ! บุปผาริมทางงั้นหรือ? หลับนอนกับข้าเสียเร่าร้อนขนาดนั้น ยังจะพูดอีกหรือว่ามิได้มีใจคิดสัมพันธ์กับข้า หรือเพราะเจ้ากำลังล้อเล่นกับหนุ่มน้อยผู้นี้? โธ่...เจ้าช่างน่าสงสารนักเด็กน้อย อีกมินานเจ้าคงจะมิต่างกับคนอื่นๆ ที่เขามีสัมพันธ์และทิ้งไปอย่างไม่ไยดี แต่มิใช่กับข้า...” มือของซุนเหว่ยไล่ไปตามไหล่กว้างอย่างพอใจและเสน่หา ดวงตาฉ่ำไปด้วยความรักที่ล้นหัวใจ มันช่างทำให้เหวินฉายเจ็บร้าวไปทั้งใจจนมือบางต้องกำชายชุดของตนเอาไว้มิให้อ่อนแอ

“เพราะข้านั้นเป็นที่รักของลี่ฟู่ จนต้องมาผูกพันกัน ครั้งแล้วครั้งเล่า หึหึ”

ปัง!

“หุบปากของเจ้าเสียที! ซุนเหว่ย หากยังไม่หยุดข้าจะ..”

“ช้าขอตัวก่อน..”

“เหวินฉาย! เหวินฉาย!”

ร่างเล็กไม่สนใจเสียงที่พร่ำเรียกชื่อเขาสักนิด เขาทนฟังอีกต่อไปไม่ได้อีกแล้วมันมากเกินไปจนหัวใจของเขาใกล้จะแสดงความอ่อนแอออกมา เขาไม่ควร ไม่ควรจะรู้สึกเช่นนี้กับคนผู้นั้น คนที่อยู่ในความทรงจำเมื่อครั้งยังเด็ก เขาไม่รู้เลยว่าความรู้สึกเฉกเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อใด แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วเขาก็คงจะทำได้เพียงลบมันออกไปเสีย เพราะมันเกิดขึ้นมาไม่นานย่อมสามารถที่จะลบออกไปได้ไม่ยากนัก

น้ำตาใสๆ ไหลลงมาจนหยดลงสู่พื้นดิน ร่างบางใช้ตรอกเล็กๆ พาตนเองเข้าไปหลบเพื่อลี้ภัย ทิ้งกายลงร่ำไห้อย่างไม่นึกอาย เมื่อไร้ซึ่งผู้คนผ่านมาร่างบางของเหวินฉายจึงสามารถทิ้งความอ่อนแอให้ออกมาจากหัวใจได้ ไหล่เล็กสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น นี่เขาถูกล่อหลอกด้วยความใจดีงั้นหรือ เขาหลงมายาที่เฉินลี่ฟู่กระทำราวกับว่าเขาสำคัญ จนต้องมาทรมานใจเช่นนี้ เหวินฉาย! เจ้ามันโง่งม คุณชายใหญ่แห่งสกุลเฉินหรือจะสนใจเจ้า เขาเพียงต้องการของเล่นที่มีชีวิตก็เท่านั้น เขาย่อมต้องรักปักใจกับชายซึ่งคู่ควรกับเขาสิ จะเป็นเจ้าได้อย่างไร!

เหวินฉายพยุงร่างขึ้นยืน เขาพาเอาร่างกายที่หัวใจเต็มไปความบอบช้ำให้เดินจากไปจากที่แห่งนั้น ร่างบอบบางมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านสกุลลู่ ที่ซึ่งเป็นที่พักเพียงแห่งเดียวที่จะช่วยรักษาและเยียวยาจิตใจของเขาได้ หากเพียงเหวินฉายกลับไปที่นั่น ทุกสิ่งก็จะต้องดีขึ้น พึ่งใบบุญจากนายน้อยลู่เฟยหลงอีกสักครั้งเช่นเมื่อครั้งยังเยาว์ เขาก็คงจะหายดีจากความเจ็บปวดในครานี้ มือเล็กๆ กอดตนเองเอาไว้จนแน่น สองเท้าก้าวเดินไปอย่างมั่นคงทั้งที่หัวใจแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงจะทำสิ่งใดอีก

“เหวินฉาย! เจ้าอยู่ไหน!” เสียงเรียกจากถังลี่หยางทำให้สติของเหวินฉายกลับมา มือเล็กๆ เช็ดเอาน้ำตาออกจากใบหน้าตนเองก่อนจะแสร้งยิ้มออกไป

“ขอรับท่านลุง ข้าอยู่นี่ขอรับ”

“อยู่นี่เองรึ นายน้อยเรียกหาเจ้า รีบไปหานายน้อยเสียสิ” นายน้อยเรียกหา? เกิดสิ่งใดขึ้นกันนะ หรือจะเกี่ยวกับคุณหนูเพ่ยผู้นั้น

“ขอรับท่านลุง ข้าจะรีบไปทันทีขอรับ!”

เหวินฉายรีบเดินไปยังห้องของลู่เฟยหลงด้วยความเร่งรีบร้อนใจ หากถูกลู่เฟยหลงเรียกคงมิใช่เรื่องเล็กเป็นแน่ คงจะเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง แต่มันคือสิ่งใดเล่า เหวินฉายสูดลมหายใจเข้าปอด ข่มความปวดร้าวที่เกิดจากคนอีกผู้หนึ่งเอาไว้ก่อนที่มือบางจะผลักประตูเข้าไปและพบร่างของลู่เฟยหลงที่เดินไปเดินมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่เมื่อเห็นว่าเหวินฉายก้าวเข้ามา ใบหน้าของเฟยหลงก็มีความหวังขึ้นมา ร่างสูงถลาเข้ามาหาด้วยความร้อนใจจนเรียกสายตาฉงนจากเหวินฉายได้เป็นอย่างดี

“เหวินฉาย เจ้ามาแล้วหรือ!”

“มีเรื่องอันใดหรือขอรับนายน้อย? เหตุใดนายน้อยจึงได้ร้อนใจเช่นนี้?” เหวินฉายเองก็เริ่มร้อนใจเมื่อเห็นว่าร่างสูงของผู้เป็นนายมิได้ลดความกังวลลงไปเลยแม้แต่น้อย

“ข้า เอ่อ...” จะถามออกไปเช่นไรดี จะบอกว่าหยางเถามิใช่มนุษย์และท่านแม่ใช้ยันต์อะไรก็มิอาจรู้ทำร้ายหยางเถางั้นหรือ

มิได้! จะพูดออกไปเช่นนั้นมิได้!

“ขอรับ?”

“สองสามวันก่อนนี้ เจ้าเห็นสิ่งใดผิดแปลกจากท่านแม่หรือไม่?”

“จากฮูหยินหรือขอรับ? อืม...” เหวินฉายนึกย้อนไปตามช่วงเวลาที่ลาเฟยหลงบอก พยายามคิดหาความผิดปกติจากฮูหยินก่อนที่เหวินฉายจะเบิกตากว้างเมื่อภาพบางอย่างเข้ามาในหัว

“ข้าจำได้แล้วขอรับ! วันนั้นข้าเห็นฮูหยินกลับมาจากข้างนอกด้วยสีหน้าและท่าทางมีความสุขและเรียกหาคนในจวนไปสามสี่คนขอรับ แต่ข้ามิได้ตามไปดูหรือเอ่ยถามตึงมิอาจรู้ได้ขอรับ”

“ใครกัน ใครกันที่ท่านแม่เรียกหา?” เหวินฉายก้มหน้าลงเล็กน้อยเมื่อไม่อาจจะตอบสิ่งที่ลู่เฟยหลงปรารถนาจะรู้ได้

“ข้าน้อยมิทราบจริงๆ ขอรับเรื่องนี้ แต่หากนายน้อยอยากจะทราบ นายน้อยควรจะเอ่ยถามด้วยตนเองนะขอรับ มิเช่นนั้นคงจะไม่ได้คำตอบ” ก็จริง...หากมิใช่ตัวเขาไปถามไถ่เอาความ คงจะมิมีผู้ใดกล้าเปิดปากเป็นแน่ ยิ่งคนสั่งคือมารดาของเขาด้วยแล้ว

“ได้! ข้าจะถามเอง เจ้าจงไปเรียกพวกเขามาหาข้าที่นี่ เดี๋ยวข้าจัดการเอง”

“ทราบแล้วขอรับนายน้อย”

เฟยหลงยืนรออยู่ในห้องของตนเองนิ่งๆ ในใจคาดหวังเหลือเกินให้เหล่าคนที่กำลังจะเข้ามานั้น ได้มีคำตอบให้แก่เขา สิ่งใดกันแน่ที่ท่านแม่ได้กระทำ ยันต์ใบนั้นที่เพ่ยเยว่เผิงพูดถึงมีเอาไว้ทำสิ่งใดกันแน่ หากเป็นยันต์ทั่วไปคงมีแปะอยู่ตรงประตูหรือที่ใดที่มิอยากให้เข้าไป แต่นี่เขาไม่เห็นยันต์ที่กล่าวมาเลยสักแผ่น หากมิได้มีไว้กันวิญญาณกับสิ่งชั่วร้าย เช่นนั้นแล้ว...มันมีเอาไว้ทำสิ่งใดกัน

ร่างสูงขบคิดจนคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ใบหน้าหล่อเต็มไปด้วยความตึงเครียด เสียงในหัวใจร่ำร้องเรียกหาคำตอบซึ่งยังไม่ปรากฏ เขาวนเวียนคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนหัวแทบจะระเบิด ไม่นานเหวินฉายก็เดินนำเข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงสาวและชายหนุ่มที่เป็นเหล่าเด็กรับใช้ในจวน ทุกคนก้มหน้าลงมองพื้นไม่กล้าสบสายตากับผู้เป็นนายด้วยไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าถูกเรียกตัวมาด้วยเรื่องอันใด

“พวกเจ้า...เมื่อสามวันก่อน ผู้ใดที่ถูกท่านแม่เรียกหา?” บางคนนิ่งเงียบลอบมองใบหน้ากับเพื่อนอย่างไม่เข้าใจในคำถาม แต่ไม่กี่คนที่เป็นบุคคลในคำถามนั้นสะดุ้งเฮือกท่าทางเลิ่กลั่กด้วยความกังวล

“เหตุใดจึงได้เงียบ? นายน้อยถามพวกเจ้าอยู่มิใช่รึ?”

“อย่าได้กังวล ท่านแม่จะไม่มีวันรู้เรื่องนี้!” น้ำเสียงของเฟยหลงเต็มไปด้วยความมั่นใจจนเหล่าผู้กระทำผิดยอมแหงนเงยใบหน้าขึ้นมามองสบตา ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าถูกจับจ้องด้วยดวงตาคมคู่นั้นอยู่แล้ว ร่างกายของเด็กหนุ่มสั่นด้วยความหวาดกลัว หากถูกจับได้เขาคงจะถูกไล่ออกจากจวนเป็นแน่ ผู้ใดบ้างมิรู้ว่าหากไปยุ่งกับต้นท้อไร้ดอกของนายน้อยก็เท่ากับว่าฆ่าตัวตาย

“เจ้ามีอะไรจะพูดหรือ?” ร่างสูงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเมื่อพบว่าในแววตาของเด็กผู้นั้นเต็มไปด้วยความสั่นไหว ไร้ซึ่งความมั่นคงหรืออีกนัยหนึ่งคือ...แววตาของผู้กระทำผิด

“ข้าน้อย...ข้าน้อยเองขอรับ” ร่างสูงหันไปมองเหวินฉายก่อนจะพยักหน้าเป็นนัยว่าให้คนอื่นๆ ออกไปได้

ตอนนี้ในห้องจึงเหลือเพียงเหวินฉาย เฟยหลงและเด็กรับใช้ผู้นั้น ความเงียบเป็นดั่งยาขมที่ไม่น่าอภิรมย์จนไม่มีผู้ใดนึกอยากจะกลืนมันลงคอ แต่ลู่เฟยหลงคือบุรุษผู้เป็นเจ้านาย คือผู้ที่เป็นเจ้าของจวนแห่งนี้ หากเขากระด้างกระเดื่องคงไม่พ้นถูกเฉดหัวออกไปอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าฮูหยินจะใหญ่ แต่อย่างไรเสียฮูหยินก็รักนายน้อยมาก คงไม่โกรธเขานักหากจะเล่าให้นายน้อยฟัง

“มีสิ่งใดจะเล่าหรือไม่ว่าท่านแม่ใช้ให้เข้าทำอันใด”

“เอ่อ...คือว่า เอ่อ ข้า”

“เจ้ารีบพูดออกมาสิอ้ายโหย่ว นายน้อยรอฟังคำตอบจากเจ้าอยู่” เหวินฉายเริ่มทนไม่ไหวกับอาการอ้ำอึ้งที่อ้ายโหย่วกระทำ

“นายน้อย! โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยขอรับ!”

“เจ้าพูดมาเสีย อย่าได้ร้องขอให้มากความ” อ้ายโหย่วเริ่มกระสับกระส่ายยกมือขึ้นมาชนกับกำปั้นด้วยท่าทางหวาดกลัว

“ข้าน้อย ข้าน้อยถูกฮูหยินสั่งให้ เอ่อ ให้นำยันต์ไปฝังไว้ใต้ต้นท้อขอรับ!”

สิ้นเสียงบอกเล่าของอ้ายโหย่ว เฟยหลงก็รู้สึกราวกับว่ามีใครบางคนมาเชือดเฉือนหัวใจออกไปทั้งที่ยังมีชีวิต หัวใจปวดหนึบจนสะท้าน ร่างกายสั่นไหวเสียจนแทบจะล้มลงกับพื้น ฝังยันต์ไว้ใต้ต้นท้อ นั่นย่อมหมายถึงกักขังดวงวิญญาณมิใช่หรือไรกัน! แล้วพลังเล่า! พลังจากแสงจันทราจะยังคงถูกดูดซับได้หรือไม่

“นายน้อย! จะไปไหนขอรับ?” เหวินฉายคว้าแขนของลู่เฟยหลงเอาไว้ทันทีที่ร่างสูงขยับกายหมายจะออกจากห้อง

“ข้าต้อง...ข้าต้องไปเอายันต์ออก ไม่ได้ จะช้าไปกว่านี้ไม่ได้!”

“นายน้อยได้โปรดหยุดก่อน เหตุใดนายน้อยจึงต้องร้อนรนใจเพียงเพราะยันต์ถูกฝังไว้ใต้ต้นท้อด้วยล่ะขอรับ หากฝังยันต์เอาไว้ ปีศาจและสิ่งเลวร้ายก็มิกล้าย่างกรายเข้ามาในจวน นี่มิใช่เรื่องดีหรอกหรือขอรับ?” ด้วยความไม่เข้าใจกับท่าทีของเฟยหลงจึงทำให้เหวินฉายเอ่ยถามออกไป เฟยหลงปรายตามองไปที่อ้ายโหย่วที่ยืนรอฟังอยู่ด้วยความสนใจ ตัวอ้ายโหย่วเองก็คิดว่าแปลกตั้งแต่ถูกสั่งให้นำยันต์แผ่นนั้นไปฝังไว้แล้ว แต่ที่อ้ายโหย่วสงสัยมากกว่าคือท่าทีของนายน้อยที่ร้อนใจยามได้ฟังว่ายันต์ถูกฝังเอาไว้ใต้ต้นท้อสุดรักนั่น

“เจ้าออกไปได้แล้วอ้ายโหย่ว” เฟยหลงจ้องมองอ้ายโหย่วเสียจนเหวินฉายเริ่มเข้าใจในสถานการณ์จึงได้โบกมือและออกปากไล่อีกคนให้ออกไป แม้จะเสียดายที่มิอาจจะตอบสิ่งคาใจได้ แต่อ้ายโหย่วก็ก้มหัวค้อมศีรษะลงและเดินออกจากห้องไปในที่สุด เหวินฉายลอบถอนหายใจเมื่อพบว่าในห้องเหลือเพียงเฟยหลงผู้เป็นนายกับตนแล้วจึงได้เอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง

“นายน้อย เกิดอะไรขึ้นกันแน่ขอรับ”

“ได้! ข้าจะบอกเจ้า...” ร่างบางยืนมองสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดขึ้นทันตาของผู้เป็นนายด้วยอาการหายใจติดขัด ดวงตาคู่คมมองออกไปยังต้นท้อที่มีดอกท้ออยู่บนกิ่งก้านด้วยแววตาคิดคะนึงหา บรรยากาศรอบกายของลู่เฟยหลงทำให้เหวินฉายต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“อันที่จริงแล้ว หยางเถาเป็น...”

เฟยหลงค่อยๆ เล่าความเป็นมาตั้งแต่เมื่อครั้งพบเจอหยางเถาครั้งแรก สีหน้าของเหวินฉายเต็มไปด้วยความตกตะลึงด้วยไม่คิดว่าบุรุษผมสีเงินผู้นั้นจะเป็นจิตวิญญาณแห่งท้อโศกศัลย์ จากความตกตะลึงแววตาของเหวินฉายก็พลันเปลี่ยนเป็นความสงสารและเห็นใจ คุณชายหยางเถาคงจะมีใจมั่นรักต่อนายน้อยมาก จึงได้ยอมแลกเปลี่ยนรูปกายทั้งๆ ที่รู้ว่าจะต้องสูญสลายเช่นนี้

ยิ่งพบกันได้เพียงช่วงย่ำราตรีจวบจนถึงก่อนตะวันจะย่างกรายมาแทนที่ เวลาเพียงน้อยนิดคุณชายหยางเถากลับยิ้มแย้มมีความสุขได้เพียงแค่ได้อยู่เคียงข้างกับนายน้อย หัวใจของเหวินฉายสะท้านไปด้วยความเจ็บปวด รักที่แสนบริสุทธิ์เช่นนี้ เหตุใดฮูหยินจึงได้เรียกว่าปีศาจกัน! ยิ่งคุณชายหยางมีเวลาอยู่กับนายน้อยเพียงร้อยราตรีว่าทรมานแล้ว กลับต้องมาทนเห็นภาพที่แสนปวดใจจากคนที่รักที่คลอเคลียกับหญิงอื่น ซ้ำร้ายยังถูกฮูหยินต่อว่าเสียจนไม่เหลือชิ้นดี

แล้วเขาล่ะ? ทำสิ่งใดเพื่อความรักบ้าง

ยิ่งคิดเหวินฉายก็ยิ่งปวดใจ ตนเองมิได้ทำสิ่งใดเพื่อความรักเลยสักอย่าง ยิ่งนึกถึงภาพที่คนผู้นั้นอยู่กับชายอีกคน มันช่างปวดร้าวหัวใจเหลือเกิน เหวินฉายนับถือหัวใจของคุณชายหยางเหลือเกิน ยอมทิ้งแม้กระทั่งชีวิตเพื่อใช้เวลาอยู่ใกล้ๆ คนที่รักให้ได้เนิ่นนานที่สุด เก็บเกี่ยวความสุขให้ได้มากที่สุดก่อนจะถึงวันที่ต้องสูญสลายไป เหวินฉายเองยังนึกภาพวันนั้นไม่ออกเลยจริงๆ หากนายน้อยสูญเสียคุณชายหยางไปนายน้อยจะเป็นเช่นไร เพราะเพียงแค่สามวันที่มิได้พบหน้าคุณชายหยาง นายน้อยก็แทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน ยอมยืนตากน้ำค้างตาลมหนาวตอนกลางคืนเพียงเพื่อรอจะได้พบหน้าคุณชายหยางสักครั้ง แต่ถ้าหากจะมิอาจจะได้พบกันอีกเล่า เหวินฉ่ยไม่อยากจะคิดถึงวันนั้นเลยจริงๆ











•~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~•




ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
เมื่อจันทราทอประกายแสงลงมา ใต้ต้นท้อใหญ่ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งก้มลงกับพื้นใช้สองมือขุดหาบางสิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหงื่อของเขาไหลลงมาราวกับสายน้ำแต่มิได้ทำให้ความตั้งใจของร่างสูงลดลงเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากขยับพึมพำอยู่ตลอดเวลาเรียกน้ำตาจากบุรุษผมสีเงินที่อยู่ในต้นท้อด้วยความเจ็บปวด สีหน้าของทั้งสองช่างแตกต่างกันอย่างยิ่ง หนึ่งคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังอีกคนเต็มไปด้วยความปวดร้าวยามได้เห็นว่าสองมือของคนด้านนอกเจ็บจากการถูกทิ่มแทงด้วยรากไม้และเศษของหินที่แหลมคม

“รอข้าก่อนนะหยางเถา ข้าจะหาแล้วทำลายมันเดี๋ยวนี้ล่ะ”

เลือดสีแดงสดไหลลงมาจนซึมลงไปในพื้นดิน แต่ใบหน้าหล่อเหลากลับไม่มีแม้วี่แววของความเจ็บปวดใดๆ เฟยหลงเพียงแค่ยิ้มเท่านั้น ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ หยางเถาร่ำไห้กับภาพตรงหน้า ร้องไห้สะอื้นด้วยความทรมานที่ไม่อาจจะช่วยคนรักให้คลายเจ็บปวด ซ้ำยังต้องให้ร่างสูงลำบากทำสิ่งต่างๆ ให้เสียอีก หัวใจของหยางเถาเศร้าสลดจนแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนขึ้น ร่างบอบบางนอนอยู่กับพื้นจนผมยาวสีเงินสยายไปทั่วพื้น เรี่ยวแรงทั้งหมดใช้ไปกับการหายใจ กว่าสามคืนที่ผ่านมาหยางเถามิได้รับไอจันทราทำให้พลังถูกใช้ไปจนเกือบหมด

‘ข้านำความลำบากมาสู้เจ้าแล้ว เฟยหลง’

ลู่เฟยหลงยังคงไม่ยอมแพ้ สองมือขุดไม่หยุดจนในตอนนี้ใต้ต้นท้อเต็มไปด้วยหลุมที่ถูกขุดเอาไว้หลายหลุม ร่างสูงเบิกตากว้างสองมือสั่นยามได้เห็นกระดาษสีเหลืองที่ถูกขีดเขียนไว้ด้วยตัวอักษรสีแดง น้ำตาของเฟยหลงใหลลงมาอย่างไม่อาจจะห้ามได้ ความรู้สึกดีใจเสียจนล้นไปทั้งหัวใจนั้นมันทำให้เฟยหลงรีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ่นมาก่อนจะฉีกมันทิ้งอย่างไม่ไยดี แสงสีเขียวค่อยๆ สว่างขึ้นตรงหน้าของเฟยหลงก่อนที่แสงนั้นจะหายไปหลงเหลือไว้เพียงแค่ร่างเล็กๆ ของหยางเถาเท่านั้นที่นอนอยู่กับพื้นดิน

“หยางเถา...” มือของเฟยหลงสั่นไปหมดยามเอื้อมมือไปทางด้านหน้าสัมผัสบนกลุ่มผมสีเงินด้วยความไม่มั่นใจนักว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้นคือความจริงหรือภาพลวง

“เฟย...หลง” เสียงเรียกจากปากบางนั้นช่างเบาเสียเหลือเกินราวกับกระซิบ น้ำตาของทั้งสองไหลลงมา ฝ่ามือหนากุมผิวแก้มที่เย็นชืดด้วยความรักใคร่และคิดถึงอย่างสุดหัวใจ เฟยหลงดึงร่างบอบบางในชุดสีขาวเข้ามากอดจนแนบแน่น ริมฝีปากจุมพิตลงบนกลุ่มผมเบาๆ สองร่างกอดกันใต้แสงจันทร์อย่างไม่นึกอาย ความคิดถึงที่ทั้งสองมีต่อกันนั้นมากล้นเสียจนมิอาจมีผู้ใดเข้าใจได้ แต่เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจซึ่งกันและกันก็เพียงพอ

“ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษหยางเถา ข้ามันโง่นัก!” ร่างสูงดันกายของหยางเถาออกจากอ้อมแขน ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากใบหน้างามอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าจะแตกหักไป หยางเถายกมือขึ้นกุมมือหนาที่ผิวแก้ม ยิ้มให้ร่างสูงด้วยความรัก

“ไม่...เจ้าไม่ผิดเลยเฟยหลง แค่กๆ ข้าผิดเอง ข้าผิดเองทั้งหมด อึก แค่กๆ”

“หยางเถา! เจ้าดอกท้อ! เจ้าอย่าเพิ่งพูดเลย ข้าจะพาเจ้าไปพักเอง” !

สองแขนช้อนตัวของหยางเถาขึ้นมาอุ้มเอาไว้แนบอกพร้อมกับเดินตรงไปยังห้องของตนเองอย่างเร่งรีบ เหวินฉายที่ยืนอยู่หน้าประตูมองนายน้อยที่กำลังอุ้มร่างของคุณชายหยางมาด้วยความตกใจ ลนลานเปิดประตูให้นายน้อยอย่างเร่งรีบ ในใจก็ร้อนรุ่มไปหมดด้วยตนเองไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในตอนนี้ คุณชายหยางเป็นอะไรกันแน่จึงได้ถูกอุ้มมาเช่นนั้น แต่สีหน้าของนายน้อยนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนใจและกังวลเสียจนใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยว

ลู่เฟยหลงวางร่างของหยางเถาลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม ฝ่ามือหนาลูบศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมสีเงินงดงามอย่างปลอบประโลม อาการไอพร้อมกับเลือดที่ออกมาจากปากบางนั้นทำให้เฟยหลงไม่อาจจะวางใจใดๆ ได้ สามวันที่ผ่านมาเขามัวทำสิ่งใดอยู่จึงมิได้เอะใจใดๆ เลย กว่าจะรู้เข้าก็เมื่อหญิงผู้นั้นเป็นผู้ออกปากพูดมันออกมา ซ้ำยังเย้ยหยันว่าหยางเถาคงจักสูญสลายไปแล้ว ยิ่งนึกถึงเฟยหลงก็ยิ่งโมโห จิตใจของหญิงผู้นั้นช่างต่ำทราม ถือตนว่าสูงส่งและเหยียดหยามเจ้าดอกท้อของเขาให้ต่ำเรี่ยดิน แต่สำหรับเฟยหลง ต่อให้จันทราที่ลอยอยู่บนนภากว้างใหญ่จะสูงส่งสักเพียงใด แต่เจ้าดอกท้อของเขานั้น มีค่าเกินกว่าจะเก็บมาเปรียบกับจันทราดวงเดียว

“ข้าจะให้คนไปตามหมอ เจ้าจะต้องหาย” หยางเถาคว้าแขนของร่างสูงเอาไว้แน่นพลางส่ายหน้าด้วยสีหน้าซีดเซียว

“อย่า อึก! ไม่มีหมอที่ใดรักษาข้าได้ แค่ก หรอก เจ้าก็ย่อมรู้ดีว่า อึก! เป็นเพราะอะไร”

“แต่ข้าจะไม่ยอมนั่งเฉยๆ ดูเจ้าทรมานอยู่เช่นนี้!”

“เฟยหลง...ข้าอยู่ได้ด้วยไอจันทรา หากข้า แค่กๆ ได้รับไอจันทราสักหน่อย ข้าก็จะหายดี เจ้า อึก! แค่ก อย่าห่วง แค่กๆ” เฟยหลงใช้นิ้วแตะลงบนริมฝีปากของหยางเถาอย่างแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยบอกร่างบางด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นหัวใจ

“ข้ารู้แล้วๆ เจ้าพักเถอะ ข้าจะเปิดหน้าต่างให้แสงจันทร์ส่องมายังกายของเจ้า เจ้าจะได้รับไอจันทราได้ดั่งเดิม” เฟยหลงมองใบหน้างดงามด้วยความห่วงใย ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างให้แสงจันทร์ได้ส่องเข้ามาให้ตัวของหยางเถาดูดซับมัน

หยางเถาเพียงหลับตาลงพยายามตั้งสมาธิเพื่อซึมซับไอเย็นจากจันทราเข้าสู่ร่างกาย ลู่เฟยหลงนั่งมองหยางเถาอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ด้วยกลัวว่าร่างกายของตนจะไปบดบังแสงจากจันทราที่จะรักษาคนงามได้ เหวินฉายรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเพียงอากาศไร้ตัวตน ไม่รู้ว่าจะวางตัวเองไว้ที่ใดดี อีกทั้ง...ภาพตรงหน้าที่คุณชายหยางกำลังดูดซับแสงจันทร์อยู่นั้นชวนให้ตะลึงเสียเหลือเกิน ความงดงามภายใต้แสงแห่งจันทรานั้น ช่างชวนให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นระรัวราวกับมีใครมาลั่นกลอง

ยิ่งใบหน้างามถูกชโลมด้วยแสง ร่างอันผุดผ่องยิ่งทำให้ไม่สามารถละสายตาไปได้ สีหน้าซีดเซียวค่อยๆ มีสีเลือดฝาดขึ้น ใบหน้าที่ดูราวกับคนใกล้ฝั่งในตอนนี้กลับมาดูดีเช่นดังเคยแล้ว เหวินฉายเองก็รู้สึกยินดีขึ้นมา ก่อนหน้าเขายังกังวลใจอยู่เชียวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นหรือไม่ แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูดีขึ้นเขาเองก็เบาใจได้มาก อย่างน้อย...ก็คงทำให้นายน้อยของเขาสบายใจขึ้นมากเช่นกัน

ลู่เฟยหลงยิ้มจนแก้มแทบปริ ยามเมื่อได้เห็นว่าร่างบอบบางของหยางเถาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าที่สดชื่นขึ้น ร่างกายของหยางเถาปกคลุมไปด้วยไอจันทราบางๆ ราวกับว่ากำลังโอบล้อมให้ร่างกายได้ฟื้นขึ้นจากความทรมานต่างๆ หยางเถามองชุดของตนเองที่เคยเปื้อนเลือด ในตอนนี้...รอยสีแดงค่อยๆ จางและหายไปในที่สุด ชุดสีขาวกลับมาบริสุทธิ์สะอาดตาผมสีเงินแผ่กระจายอยู่เต็มแผ่นหลัง ดวงตาสีอำพันมองสบตากับเฟยหลงก่อนที่แววตาคู่นั้นจะเต็มไปด้วยหยาดน้ำใส

“ข้า ฮึก นึกว่าจะมิได้พบเจ้าอีกแล้ว” เฟยหลงขยับร่างเข้ามาใกล้โอบกอดและลูบผมสีเงินเบาๆ ด้วยความรักใคร่

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น นึกว่าเจ้าเกลียดข้า โกรธข้าเสียจนไม่อยากจะพบข้าอีก” ใบหน้างดงามส่ายไปมากับอกกว้างเลื่อนเรียวแขนขึ้นมาโอบเอวหนาเอาไว้

“ข้ามิเคยโกรธเจ้า มิเคยเกลียดเจ้าเลยสักนิด ข้ารู้ตัวดี...ว่าข้าเป็นใคร เจ้าอย่าได้ห่วง”

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกัน จะมิให้ข้าห่วงคนที่ข้ารัก แล้วจะให้ข้าไปห่วงผู้ใด”

แววตาของร่างบางเต็มไปด้วยความตกตะลึงและตื้นตันในหัวใจพร้อมกับความสับสนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เฟยหลงบอกว่ารักเขาหรือ แต่...เพ่ยเยว่เผิงเล่า นางผู้นั้นคือคู่หมั้นหมายที่มารดาของเฟยหลงต้องการจะให้แต่งงานกับเฟยหลง อีกทั้งวันนั้น...ท่าทีที่เฟยหลงมีต่อนางก็มิใช่คนรู้จักธรรมดา พอนึกถึงเรื่องนี้หัวใจของหยางเถาก็เต็มไปด้วยความปวดร้าว เขาทำใจแล้วว่าอย่างไรแล้ว เฟยหลงก็จักต้องแต่งงานไปกับนางผู้นั้น ส่วนเขา...ก็เพียงรอเวลาสูญสลายไปตามสัญญาที่ได้ให้เอาไว้กับองค์เง็กเซียน ยางเถากลืนก้อนสะอื้นลงไปในลำคอเล็ก ฝืนส่งยิ้มให้กับร่างสูงอย่างไม่มีทางเลือก แม้ว่าอีกคนจะบอกรักเขาแต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใด หรือบางที...เฟยหลงเพียงอยากจะปลอบใจเขา สงสารเขาจึงได้พูดคำว่ารักออกมาให้หัวใจของเขาได้มีกำลังใจ

เหวินฉายลอบมองใบหน้าอันงดงามของหยางเถาที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มเจือนๆ จนเรียกสีหน้าไม่เข้าใจจากผู้ได้มองเหตุการณ์อยู่เบื้องหลังอย่างเขาได้เป็นอย่างดี เขาไม่เคยคิดว่าจะมีผู้ใดที่ถูกบอกรักแล้วกระทำราวกับว่าถูกขู่เข็นให้กินยาขมเยี่ยงนี้เลย คุณชายหยางผู้นี้คงมิใช่ว่ายังคิดติดใจกับถ้อยคำที่ฮูหยินพูดหรอกนะ หากเป็นเช่นนั้น เห็นที...นายน้อยของเขาคงจักต้องพบความลำบากไม่หยุดหย่อนเป็นแน่ ด้วยไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมต้องรู้ว่าฮูหยินมิใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ เมื่อหมายให้คุณชายหยางถอยห่างและตัดใจยังสามารถกล่าวถ้อยคำโหดร้ายให้คนฟังได้ทรมานได้ มีหรือจักมิทำอีก

แล้วไหนจะเรื่องยันต์อีกเล่า...เพราะฮูหยินรู้มิใช่หรือว่าคุณชายหยางผู้นี้คือปี อา เขาหมายถึงจิตวิญญาณแห่งต้นท้อ จึงได้ร่วมมือกับคุณหนูเยว่ไปพบกับนักพรตและนำยันต์มากำจัดคุณชายหยางให้ออกไปจากชีวิตของนายน้อย เหวินฉายได้แต่ถอนหายใจเมื่อคิดถึงเรื่องต่างๆ ของหยางเถาและลู่เฟยหลง มันช่าง...สุขไม่เต็มสุข บ่อยครั้งที่มีทุกข์เข้ามาแทรก แต่รักในหัวใจของทั้งสองก็มิได้ลดน้อยลงเลย ซ้ำยังมีมากกว่าพวกข้างนอกจวนที่พร่ำกล่าวคำรักหากแต่มินานก็ทิ้งรักที่เคยหอมหวานไปอย่างไม่นึกเสียดาย

สายตาของเหวินฉายเต็มตื้นไปด้วยความปลื้มปีติและอิจฉา ในชีวิตของเขาคงมิอาจจะหาผู้ใดมารักเขาได้อย่างที่คุณชายหยางและนายน้อยรักกันอีกแล้ว นายน้อยของเขาช่างโชคดียิ่งนักที่ได้พบกับความรักแท้ที่แสนบริสุทธิ์เช่นนี้ เหวินฉายหลุบสายตาลงมิงพื้น สองเท้าค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ เพื่อมิให้คนสองคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดได้รู้สึกตัว เหวินฉายก้าวออกไปโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูตามหลัง ในใจได้แต่หวังให้นายน้อยกล่าวเรื่องต่างๆ ให้จบสิ้น และเขาก็หวังเหลือเกินว่าคุณชายหยางจะเข้าใจเรื่องทุกอย่างเสียที

“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ข้าว่า...ข้าควรจะกลับไปที่ของข้าเสียที” หยางเถาหยัดกายขึ้นจากเตียงนอนจนเฟยหลงต้องรีบร้อนเข้ามาพยุงร่างบางเอาไว้อย่างห่วงใย

“เหตุใดเจ้าจึงได้รีบกลับนักเล่า...มิใช่ว่ามีเวลาจวบจนถึงใกล้รุ่งหรอกหรือ?” หยางเถาหลบสายตาคมคู่นั้นลงมองที่ปลายเท้าตนเอง เขามิได้ลืมหรอก แต่มิกล้าอยู่ใกล้ๆ เพราะกลัวว่าหัวใจจะเจ็บไปมากกว่านี้ ร่างกายยังมิแข็งแรง หากว่าหัวใจมาอ่อนแรงไปจะยิ่งแย่กับเขาไปใหญ่ ทางที่ดีเขาควรจะกลับไปรักษาตัวและใช้เวลาทำใจให้เข้มแข็งก่อนจะออกมาพลกับเฟยหลง แม้ว่ามันจะต้องใช้เวลาอันน้อยนิดที่เหลือก็ตาม

“ข้าคิดจะไปรักษาตัวภายในต้นท้อ มันคงจะดีกว่า...” หยางเถาพยายามอ้างเหตุผล แต่ลู่เฟยหลงมิใช่คนโง่ มีหรือเขาจะจำมิได้กับเรื่องนี้

“ไหนเจ้าเคยบอกข้าว่าดอกท้อบนต้นมีหน้าที่ดูดซับไอจันทราไว้ให้จ้ามิใช่หรือ? เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจะต้องรีบร้อนเล่า คงมิใช่ว่าเจ้า...เกลียดข้าไปแล้วหรอกหรือ” หยางเถาที่แสนไร้เดียงสากลับเบิกตากว้างกับท่าทีน้อยอกน้อยใจที่ร่างสูงแสดงออกมา แววตาตัดพ้อคู่นั้นช่างน่าสงสารเสียเหลือเกินไหนจะน้ำเสียงเศร้าสร้อยที่เอ่ยออกมาอีกเล่า เช่นนี้แล้วหากเขาไปคงใจร้ายเหลือเกิน

“มิใช่เลยๆ ข้าเพียงแค่ เอ่อ ข้าเพียง เฮ้อ...เอาเถอะ ข้าจะอยู่กับเจ้าจนตะวันจะทอแสงก็แล้วกัน” จากสุนัขน่าสงสารที่โศกเศร้าราวกับกำลังถูกเจ้าของทอดทิ้งในตอนนี้ดวงตาคมพราวระยับด้วยความดีใจ ทิ้งตัวลงดันให้หยางเถาต้องนั่งลงบนเตียงตามเดิมจากแรงแขนที่กดลงบนบ่าเล็ก ร่างสูงค่อยๆ เอนตัวทิ้งศีรษะของตนเองลงบนตักของอีกฝ่ายที่บัดนี้ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ หยางเถาทำอะไรไม่ถูกเลย เฟยหลงคนก่อนมิใช่ชายที่ปากว่ามือถึงเช่นบุรุษทั่วไป แต่เหตุไฉนยามนี้...ลู่เฟยหลงผู้นี้จึงได้ทิ้งกายลงนอนโดยใช้ขาของเขาเป็นหมอนกัน

“ตักเจ้าช่างนุ่มนัก รู้หรือไม่?” ดวงตาสีอำพันยังคงเรียบเฉยทั้งที่แก้มสองข้างเริ่มแดงระเรื่อ ส่งเสียงตอบกลับอย่างแผ่วเบา

“อะ อืม”

“นุ่มเช่นนี้คงจักดีถ้าข้าจะได้ใช้มันนอนไปตลอดชีวิตของข้า”

ตึกตัก! ตึกตัก!

เสียงหัวใจเต้นแรงเสียจนเจ้าของหัวใจแทบจะหยุดหายใจไปกับคำพูดนั้น หยางเถาพยายามส่งยิ้มอ่อนๆ ให้ราวกับว่ามิได้คิดอะไรตามคำพูดที่อีกฝ่ายกล่าวมาหยอกเย้า แต่นัยต์ตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความสั่นไหวที่บอกได้ดีถึงความรู้สึกในหัวใจของตนเอง และเฟยหลงก็ชื่นชอบเหลือเกินที่ได้เห็นแบบนี้

ดวงตาคู่นี้ ริมฝีปากอิ่มนี้ หรือแม้แต่มือนี้ก็เช่นกัน

“กลิ่นของเจ้าก็ช่างหอมเหลือเกิน หอมเสียจนข้ามิอาจจะต้านทานหัวใจ มิให้รักเจ้าได้เลยยอดบุปผาของข้า” มือเล็กๆ ถูกจับมาจรดริมฝีปาก ความหอมจากร่างบางเรียกให้เฟยหลงฝังจมูกลงไปไม่ยอมหยุด ริมฝีปากก็จุมพิตทั่วทั้งฝ่ามือด้วยความรักใคร่ โดยไม่รู้เลยว่าหยางเถานั้น ในยามนี้แทบจะระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่แล้ว

“มิว่าผู้ใดจะงดงามสักเพียงใด สำหรับข้า...บุปผาดอกนี้งามยิ่งกว่าจันทรานับหมื่นพันเสียอีก”

งามกว่าจันทราจริงหรือ

เสียงหัวใจเต้นดังจนหยางเถาไม่อาจจะควบคุมเอาไว้ได้ ถ้อยคำที่ออกมาจากปากของเฟยหลงมันเป็นดั่งน้ำที่ถูกเทลงบนต้นไม้แห้งเหี่ยวที่ขาดน้ำมานานแสนนาน แต่บัดนี้ กลับถูกเติมเต็มด้วยหยาดน้ำทิพย์ที่เขาเพียรรดมันให้จนชุ่มฉ่ำ แม้จะรู้ว่า...ไม่ควรดีใจไปกับหยดน้ำหยดนั้น แต่มันก็ยังดูดซับเข้าไปจนลึกสุดใจเกินกว่าจะหยุดได้ไหว หยางเถารู้สึกว่าตนเองกำลังล่องลอย ถูกอีกคนชักจูงให้เข้าไปในฟัน โบยบินไปด้วยกันอย่างสุขใจเสียจนไม่อยากจะตื่นขึ้นมา แต่สติก็ถูกดึงกลับมา ยามริมฝีปากของอีกฝ่ายแตะลงบนข้อมือบางช้าๆ จนหยางเถาขนลุกชัน ยิ่งยามสบสายตาร้อนแรงคู่นั้นยิ่งแล้วใหญ่ ความร้อนแล่นขึ้นใบหน้างามจนบัดนี้แดงก่ำไปทั้งหน้า

“ต่อให้ในสายตาผู้ใดจะด้อยค่า แต่สำหรับข้า เจ้าคือสิ่งล้ำค่าที่สุด เจ้าดอกท้อ”

เชื่อได้ใช่รึไม่เฟยหลง ข้าเชื่อเจ้าได้ใช่หรือไม่





TBC






 น้องกลับมาแล้วค่าาาาา ในที่สุดก็ทำลายยันต์ได้สักที นี่แมวไม่ได้ยืดเรื่องนะคะ มันเดินไปตามทางของมันเอง แมวพยายามกระชับเรื่องไม่ให้ทุกคนเบื่อที่สุดแล้ว จากนี้ไป อะไรจะเกิดขึ้นอีกก็...รอลุ้นกันนะ คิกๆ


ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[16]


 ถังเหวินฉายมองห่ออาหารในมือด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม วันก่อนเพราะเจ้าบ้าเฉินลี่ฟู่กับคนรักที่ทำให้เขามิได้นำอาหารไปให้กับพวกอี้เหมย วันนี้เหวินฉายจึงนำทั้งไก่และซาลาเปาร้อนๆ ไปให้เป็นการไถ่โทษจากเด็กๆ อารมณ์ของเหวินฉายนั้นเบิกบานเสียยิ่งกว่าดอกไม้ที่แย้มรับแสงตะวันเสียอีก ในตอนนี้เขาเลิกสนใจในเรื่องของเจ้าลูกเต่าแซ่เฉินนั่นแล้ว เมื่อนายน้อยเฟยหลงของเขานั้นได้ความสุขกลับคืนมาเสียที

ค่ำคืนที่ผ่านมาเขาเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนายน้อยแทบจะทั้งคืน คุณชายหยางเถาผู้นั้นช่างงดงามแม้ยามที่อ่อนแรงไร้กำลัง ใบหน้าของคุณชายหยางอิ่มเอมยามนายน้อยเอื้อนเอ่ยคำรัก บอกถึงความสำคัญของตัวคุณชายหยางที่มีต่อนายน้อย แก้มใสๆ ของคุณชายหยางแดงระเรื่อจนนายน้อยอดไล้ปลายนิ้วลงไปมิได้ ความรักของทั้งคู่ล้วนแต่ถูกถ่ายทอดออกมาจากแววตายามได้สบประสาน ซึ่งตัวเหวินฉายเองก็ได้เห็นมันอย่างเต็มตา

ยามได้คิดถึงภาพความรักที่นายน้อยของตนและคุณชายหยางผู้นั้นมีให้กันก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ สิ่งใดเล่าจะงดงามชวนให้หลงใหลได้เท่ากับความรักอันบริสุทธิ์ที่คนทั้งคู่มีต่อกัน เหวินฉายมิกล้าพูดเลยว่าจะมีผู้ใดมีรักอันงดงามได้เท่ากับคู่ของนายน้อยอีก เสียดายก็แต่ฮูหยินมิได้มองมันด้วยหัวใจ ใช้เพียงอคติต่อเพศมองข้ามความงามนั้นเป็นความน่ารังเกียจจนมิอาจรับได้ เสียงถอนหายใจดังขึ้นมายามคิดถึงปัญหาที่ยังคงมีอยู่ ดูโดยรวมแล้วปัญหาที่หนักที่สุดคงหนีมิพ้นฮูหยิน เพราะจากท่าทีของนายท่านนั้นมิได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา ออกจะเอนเอียงไปทางคุณชายหยางด้วยซ้ำ

รักช่างยากนักหากจะครอบครอง แต่ช่างง่ายนักหากจะทำลาย

ใบหน้าของร่างยางเศร้าลงทันตา ไม่รู้ว่านายน้อยเฟยหลงจะต้องพบเจอกับบททดสอบแห่งรักใดอีก สีหน้ายามจะเป็นจะตายเมื่อได้รู้ว่าคุณชายหยางมิอยากพบหน้านั้นยังติดตรึงอยู่ในหัวของเขามิอาจจะลบมันออกไปได้ เขามิชอบเห็นผู้เป็นนายทอดสายตาออกไปอย่างไร้จุดหมาย มิชอบที่ต้องเห็นใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเศร้าสร้อย แต่ช่างเถิด...อย่างไรเสียยามนี้นายน้อยเฟยหลงก็คงมิปล่อยให้ฮูหยินหาวิธีมากำจัดคุณชายหยางอีกแล้ว

ปีศาจรึ? ฮึ! ปีศาจใดกันจะมีนักบริสุทธิ์เช่นนี้ หากมิบอกว่ามาจากต้นท้อ เขาคงคิดว่าเป็นเทพเซียนเสียด้วยซ้ำ

ไหนจะความงดงามนั้น ไหนจะรอยยิ้มใสซื่อที่แสนบริสุทธิ์ มิมีสิ่งใดที่คล้ายปีศาจสักนิด

“ฉายเอ๋อร์...”

เสียงทุ้มอันคุ้นเคยเรียกสายตาของเหวินฉายให้หันไปมอง เหวินฉายเม้มปากแน่นแววตาสั่นระริกอย่างไม่อาจห้ามความรู้สึก เฉินลี่ฟู่มายืนอยู่เบื้องหน้าร่างบางด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย แววตาตัดพ้อให้คนถูกจับจ้องได้เจ็บปวด เหวินฉายมิเข้าใจเลยสักนิด สิ่งใดกันที่เขาทำให้เจ้าลูกเต่าลี่ฟู่มองเขาด้วยแววตาเช่นนั้น มิใช่เขาหรอกหรือ...ที่ควรปวดใจ

“เจ้ามาทำไม?” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามอย่างไม่เป็นมิตร เรื่องราวเมื่อครั้งก่อนยังชัดเจนในความคิดของเหวินฉายเสียจนไม่อาจจะควบคุมอารมณ์ได้

“ข้าคิดถึงเจ้า...เหตุใดวันก่อนเจ้าจึงหนีข้าออกมาเช่นนั้น”

เฮอะ! คิดถึงเรอะ? เห็นเขาเป็นตัวโง่งมหรือไรกัน!

“อย่ามาพูดให้ข้าหัวเราะดีกว่าเฉินลี่ฟู่ คุณชายเช่นเจ้าก็ควรกลับไปอยู่กับคนรักของเจ้า มิใช่มาล้อเล่นกับเด็กรับใช้ผู้แสนต่ำต้อยอย่างข้า!”

กลับไปเสียเถิด...ขอเพียงเวลาให้ข้าได้ทำใจ

“ซุนเหว่ยมิใช่คนรักขอข้า! ต้องพูดเช่นไรเจ้าจึงจะรู้ว่าข้านั้นระ...”

“เจ้าจะรักใครข้ามิสนใจ! แค่เจ้าไม่มาวุ่นวายกับข้าเป็นพอ!” เหวินฉายพูดแทรกขึ้นมาราวกับมิอยากจะฟังคำพูดใดอีก

แต่ทว่ายังมิทันได้ก้าวหนีพ้น มือหนาของเฉินลี่ฟู่กลับกระชากให้เหวินฉายหันกลับไปเผชิญหน้ากับความน่ากลัวที่อยู่บนใบหน้าหล่อเหลา เฉินลี่ฟู่ไม่เคยนึกโกรธเคืองใครเท่านี้มาก่อน ถังเหวินฉายกล้าดีอย่างไรมาปฏิเสธความรักของเขาแบบนี้ หากพูดกันดีๆ แล้วคนตรงหน้ายังกล้าปากดีเช่นนี้ เห็นทีว่าคงไม่ต้องใช้คำพูดใดพูดคุยกันเสียแล้ว เหวินฉายนิ่วหน้าเมื่อแรงบีบที่แขนเพิ่มขึ้นตามแรงอารมณ์ของเฉินลี่ฟู่ พยายามสะบัดแขนให้หลุดออกจากการจับกุมที่เป็นเหมือนเหล็ก แต่ไม่ว่าจะใช้ความพยายามสักเท่าใดก็ไม่สามารถหลุดออกจากเงื้อมมือแห่งมัจจุราชได้เลย

“ปล่อยข้านะ! ข้าเจ็บ!”

“อย่าให้มันมากนักถังเหวินฉาย! คิดว่าเจ้าจะกล่าววาจาเช่นนี้ใส่ข้าแล้วจะหนีไปง่ายๆ งั้นหรือ? ข้ามิได้ใจดีขนาดนั้นหรอกนะ!” ร่างของเหวินฉายถูกดึงเข้ามาชิดอก วงแขนแกร่งตวัดรัดเอวบางเข้าหาจนแน่นราวกับกรงเล็บของพญาเหยี่ยว นัยน์ตาคมดุดันและเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวจับจ้องร่างในวงแขนราวกับจะกลืนกินไม่ให้หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยว ความกลัวกัดกินหัวใจดวงน้อยจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน มือทั้งสองดันอกแกร่งเอาไว้พยายามให้ระยะห่างของตนนั้นมากเข้าไว้ก่อน

“อย่ามาทำรุ่มร่ามกับข้านะเฉินลี่ฟู่! หากเจ้าใคร่อยากจะกอดอยากจะทำสิ่งใดก็จงกลับไปหาคนรักของเจ้าเสีย! ไม่ใช่มาทำเช่นนี้กับข้า” เหวินฉายใช้แรงสุดกำลังผลักอกแกร่งของเฉินลี่ฟู่ออกให้ห่างจนร่างสูงเซถอยหลังไปสองก้าว เหวินฉายหันหลังเดินหนีอย่างไม่คิดจะสนใจไยดีทั้งที่ในหัวใจของเหวินฉายนั้นเต็มไปด้วยความปวดร้าวจนต้องกำมือไว้แน่นระงับความเจ็บปวดที่จู่โจมหัวใจยามได้มองใบหน้าของเฉินลี่ฟู่

“เจ้าเลือกทางนี้เองนะ ถังเหวินฉาย...”

ปึก!

เพียงพริบตาร่างบางที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงก็ล้มลงในอ้อมแขนของเฉินลี่ฟู่ทันที เหวินฉายไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกทำสิ่งใด รับรู้เพียงความเจ็บที่บริเวณต้นคอก่อนที่สติจะพลันหายไปในทันใด เฉินลี่ฟู่ใช้วงแขนกว้างอุ้มร่างที่ไร้สติขึ้นมาแนบอก แววตาเต็มไปด้วยความปวดร้าวก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว สองเท้าก้าวเดินอย่างแผ่วเบาราวกับไม่อยากให้คนในอ้อมแขนกระทบกระเทือนใดๆ ทั้งที่เขารักมั่น ทั้งที่เขาหรือห่วงใย แต่ยอดดวงใจช่างไม่เข้าใจใดๆ ในความรู้สึกที่เขามีเลยสักนิด

เฉินลี่ฟู่กระโดดขึ้นไปบนหลังคาด้วยความคล่องแคล่ว โชคดีเหลือเกินที่เป็นบุตรชายของนายอำเภอแห่งเมืองซิ่นจือจึงได้มีโอกาศร่ำเรียนวิชาต่างๆ ทั้งบุ๋นและบู้ บิดาของเขานั้นต้องการให้เขาได้รับรู้ความถนัดของคนและเข้าสอบเป็นจองหงวน และเขามิใช่คนที่เกางในเชิงปรัชญา แต่ความถนัดของเขานั้นย่อมมาจากการใช้เรี่ยวแรงจากร่างกายที่เขาหมั่นฝึกฝนมาเป็นเวลานานหลายปี

ร่างสูงอาศัยความเร็วจากฝีเท้ากระโดดตรงไปยังทิศทางอันคุ้นเคย ที่ๆ เมื่อวัยเด็กนั้นเฉินลี่ฟู่ได้เคยพาร่างบอบบางเล็กๆ ไปกักขังเอาไว้ และครั้งนี้...เขาจะไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาพาดวงใจของเขาไปอีก เพียงไม่กี่อึดใจร่างของเฉินลี่ฟู่ก็กลับเข้ามายังจวนของตนเองและเปิดประตูพาร่างในอ้อมแขนเข้าไปวางไว้บนเตียงโดยที่มิมีผู้ใดล่วงรู้ได้เลยว่านายน้อยของตนกลับมาตั้งแต่ตอนไหน เฉินลี่ฟู่ปิดประตูอย่างแน่นหนาก่อนที่จะเดินเข้ามาใกล้ๆ ร่างบางที่ยังคงสลบอยู่ มือหนาปิดผมออกจากใบหน้าเล็กๆ เกลี่ยแก้มใสที่เปื้อนคราบอะไรบางอย่างออกอย่างเบามือ เขาไม่เคยอยากจะทำให้เหวินฉายเจ็บตัว ไม่เคยคิดจะทำในสิ่งที่เหวินฉายไม่พอใจสักครั้ง แต่ไม่ว่าเขาจะทำดีสักเท่าใดเหวินฉายก็มิเคยเห็นความดี มิเคยคิดจะรักเขา และเขา...ทนไม่ได้!

หากจะต้องอยู่โดยมิได้ความรักจากเจ้า ยังดีเสียกว่ามิได้เจ้ามาครอบครอง

เฉินลี่ฟู่ตัดสินใจสั่งคนให้เตรียมอ่างไม้ใส่น้ำพร้อมกับผ้าเพื่อจะทำความสะอาดร่างกายของเหวินฉาย ร่างสูงมิได้คิดจะให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าตนพาผู้ใดมา จึงได้เดินออกไปรอรับอยู่หน้าห้องพร้อมสั่งกำชับเอาไว้อย่างดีว่า มิอนุญาตให้ผู้ใดเข้ามาใกล้บริเวณที่พักของตนอย่างเด็ดขาด หากถึงเวลาอาหารตาจะเดินไปเอามาทานที่ห้องเอง แม้จะเป็นคำสั่งที่ดูน่าแปลกใจ แต่พวกบ่าวรับใช้ก็มิมีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งหรือเอ่ยถามออกไป ด้วยรู้ดีว่ามิควรสอดปากเข้าไปยุ่งกับเรื่องของเจ้านาย

เฉินลี่ฟู่ยกอ่างที่มีผ้าผืนเล็กอยู่ด้วยเข้ามาไว้ในห้องของตน ใช้ผ้าชุบน้ำและบิดออกจนแห้งหมาดๆ เช็ดไปตามใบหน้างดงามและลำคอขาวของเหวินฉายอย่างเบามือ คราบสกปรกมอมแมมที่ปิดบังเนื้อกายของเจ้าตัวค่อยๆ ถูกชำระออกอย่างช้าๆ ความงดงามที่ไม่โดดเด่นแต่กลับทำให้หัวใจของร่างสูงเค้นแรงอย่างประหลาดนั้นค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาสู่สายตา มันช่างงดงามยิ่งนักสำหรับเฉินลี่ฟู่ คนที่อยู่เบื้องหน้านี้มิว่าอย่างไรก็ไม่เคยถูกนำออกไปจากใจเขาได้เลย ไม่ว่าจะนานสักเท่าใด หัวใจไม่รักดีของเขากลับยิ่งร่ำร้องโหยหาร่างนุ่มนิ่ม ปรารถนาให้อยู่เคียงข้างไม่ไปไหน

ชุดของเหวินฉายถูกถอดออกจนหมดเหลือเพียงแค่ชุดบางๆ ที่อยู่ด้านในสุดเท่านั้น ยอดอกสีสวยถูกโลมเลียด้วยสายตาคม ไม่เพียงแค่ยอดสีสวยแต่สายตาของเฉินลี่ฟู่นั้นกวาดตามองไปทั่วทั้งร่างของเหวินฉายอย่างถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ริมฝีปากหนาแห้งผากจนต้องใช้ปลายลิ้นเลีย ความร้อนรุ่มภายในช่างรุนแรงเหลือเกิน เสียในหัวพร่ำบอกให้เขาลงมือกระทำเสียตอนนี้ มิจำเป็นต้องสิ่งใดอีกแล้ว แต่เฉินลี่ฟู่มิอาจจะทำเช่นนั้นได้ หากกระทำลงไปคงมิพ้นถูกเกลียดชังจากยอดดวงใจ เพราะฉะนั้นเขาจึงได้รอ เฝ้ารอให้คนบนเตียงที่ช่างยั่วเย้าอารมณ์นั้นได้ลืมตาตื่นขึ้นมา

เฉินลี่ฟู่ชะงักเมื่อคิดอะไรได้บางอย่าง นึกย้อนไปในตอนที่เขากำลังจะนำร่างของเหวินฉายมาที่นี่ สิ่งที่เหวินฉายถือเอาไว้นั้นช่างกวนใจเขาเหลือเกิน แต่แล้วเฉินลี่ฟู่ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ ร่างหนารีบก้าวออกจากห้องไป ร้องเรียกหาบ่าวรับใช้ให้วุ่นวายก่อนจะสั่งให้จัดอาหารอย่างดีที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์มากมายที่พร้อมกับประทาน ให้นำไปส่งยังบ้านร้างที่เหล่าเด็กทั้งสามที่เหวินฉายเอ็นดูนั้นอาศัยอยู่

เฉินลี่ฟู่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจเมื่อได้ทำในสิ่งที่เหวินฉายคิดจะกระทำให้ได้สำเร็จ ด้วยว่าต่อไปนี้หวินฉายเองคงมิได้มีเวลามาดูแลเด็กๆ นักหรอก เพราะหากว่าถังเหวินฉายยังคงดื้อดึงมิรับความรักจากเขา เขาเองก็คงไม่มีทางเลือก คงต้องกักขังร่างบางเอาไว้มิให้ออกไปไหน ใช้เวลาย้ำความรักให้เจ้าตัวได้มั่นใจและไม่คิดจะหนีไปไหน เฉินลี่ฟู่รู้ดีว่าเห็นแก่ตัวเพียงใด หากแต่ถังเหวินฉายคือตัวแปรทุกอย่าง หากเพียงเพื่อให้ได้มีคนผู้นี้อยู่เคียงข้าง ต่อให้ต้องกระทำต่ำช้าเพียงใด เฉินลี่ฟู่ก็ล้วนยินดีจักทำ!

“หากเจ้าลืมตาตื่นขึ้นมา ข้าหวังเพียงว่าจะมิต้องทำในสิ่งที่โหดร้ายให้เจ้าได้เกลียดชังข้าไปมากกว่านี้นะ ฉายเอ๋อร์”



•~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~•







อี้เหม่ยหลินนั่งเกี้ยวมาลงยังจวนสกุลเพ่ย ในใจของนางยามนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสบายใจอย่างเหลือเกิน สองเท้าก้าวเข้าไปยังด้านในของจวนนั้นตามที่บ่าวรับใช้คนหนึ่งได้นำทางนางไป สายตาของนางจับจ้องที่ใบหน้าของเพ่นหลิงผู้เป็นดั่งสหายและเพ่ยเยว่เผิงที่นางหมายตาเอาไว้ให้เป็นคู่ชีวิตของบุตรชายของนางเอง ทว่าบรรยากาศรอบกายของเยว่เผิงและสีหน้าของนางยามจับจ้องมาที่ตนนั้นช่างเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความเกรี้ยวกราด

นี่มันช่างไม่ปกติ มีสิ่งใดเกิดขึ้นกันแน่?

เหม่ยหลินที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจนั้น ฝืนปั้นยิ้มใส่ทั้งสองอย่างไม่มีทางเลือก จางเยว่หลิงเองเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้เป็นสหายก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน อี้เหม่ยหลินเป็นสหายที่แม้จะได้รู้จักกันไม่นาน แต่นางก็รู้สึกได้ว่าฮูหยินลู่ผู้นี้มิได้มาเพื่อหวังจะหลอกลวงใดๆ ตัวนางเองก็สบายใจยิ่งยามได้สนทนาร่วมกัน ผิดกับเพ่ยเยว่เผิงที่มีสีหน้าไม่พึงใจสักนิด นางกักเก็บความเกรี้ยวกราดที่ถูกลู่เฟยหลงทิ้งนางเอาไว้แล้วเร่งรีบกลับไปไม่ได้ ยิ่งวาจาที่กล่าวออกมาแต่ละคำ ตอกย้ำว่านางพ่ายแพ้แก่บุรุษผมสีเงินผู้นั้นอย่างไร้ซึ่งหนทางจะต่อสู้ หัวใจของนางทั้งเจ็บแค้นและโกรธเกรี้ยว สาปส่งคนทั้งสองมิให้ได้สมหวังดั่งใจปรารถนา

ให้พลัดพรากทั้งที่ยังหายใจ

ให้ไร้ซึ่งสุขใดๆ อีกในชีวิต

หากแม้นางมิใช่ผู้ถือครองหัวใจของชายผู้นั้น ก็มิสมควรที่ผู้ใดจะได้!

สองมือกำชุดที่หน้าขาตนเองจนแน่น อารมณ์ของนางแทบจะฉีกทึ้งทุกสิ่งตรงหน้าให้พังทลายลงไป ให้สมกับที่หัวใจของนางนั้นเจ็บแค้น สายตาตวัดมองร่างของอี้เหม่ยหลินอย่างไม่ชอบใจ แววตากร้าวไปด้วยไฟแห่งโทสะที่ยากจะระงับ หญิงผู้นี้ก็กระไร บอกกับนางว่าจะให้หมั้นหมายแต่งงานกับบุตรชายตนเองแต่กลับ...ทำให้นางกลายเป็นตัวตลกเสียอย่างนั้น ยิ่งคิดโทสะในหัวใจก็ยิ่งโหมกระพือราวกับไฟที่ถูกราดด้วยน้ำมันชั้นดี แววตาหรือวาววับเสียจนหากถูกจับจ้องคงมิต่างกับเถ้าธุลีดิน

“จางเยว่หลิง...เยว่เผิง ข้ามารบกวนแล้ว”

ฮึ! ทั้งที่รู้หรือว่ามารบกวน แต่ก็มิยอมกลับไป คงเป็นเพียงลมปากเสียมากกว่า

“ท่านป้า...มิได้รบกวนอันใด” ท่าทางหยิ่งผยองต่างจากที่เคยทำให้อี้เหม่ยหลินถึงกับงุนงง ความอ่อนหวานเมื่อครั้งก่อนเล่าหายไปไหนเสียแล้ว เหตุใด...ว่าที่สะใภ้ของนางจึงได้แสดงกิริยาออกมาเช่นนี้ แม้วาจาที่กล่าวออกมาจะคล้ายว่าเป็นมิตร หากแต่น้ำเสียงและแววตากลับมิมีความเป็นมิตรใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเกรี้ยวกราดและความหยิ่งผยองที่นางล้วนมิเคยได้เห็นในตัวว่าที่สะใภ้คนนี้สักครั้ง

“เอ่อ...จริงสิเยว่เผิง เฟยหลงพาเจ้าไปเที่ยวชมเมืองแล้วใช่หรือไม่ เป็นอย่างไรบ้าง”

ใบหน้าของอี้เหม่ยหลินนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับรอยยิ้มและใบหน้าอันแดงระเรื่อเหมือนดั่งทุกครั้ง หากแต่สิ่งที่คิดกับความเป็นจริงช่างต่างกันเหลือเกิน เมื่อคำถามที่ถูกถามออกมานั้นช่างไม่แตกต่างจากชนวนระเบิดที่ถูกจุดขึ้นมาเลยสักนิด เพ่ยเยว่เผิงโกรธเสียจนใบหน้างดงามนั้นบิดเบี้ยวไปหมด มือบางตบลงบนโต๊ะเสียจนเสียงดังสนั่นทำให้ทั้งจางเยว่หลิงและอี้เหม่ยหลินสะดุ้งด้วยความตกใจ

จางเยว่หลิงที่กำลังตกใจอยู่อดคิดไม่ได้ว่าเหตุใดบุตรสาวของนางที่เคยปั้นหน้ายิ้มเขินอายยามถูกเอ่ยถามถึงเฟยหลงจึงได้มีโทสะเสียจนระงับอารมณ์ของตนเอาไว้ไม่ได้อีก เพ่ยเยว่เผิงเชิดใบหน้าขึ้นอย่างถือตน ปรายตามองใบหน้าของอี้เหม่ยหลินที่กำลังชะงักกับความโกรธของตนด้วยความไม่พอใจ นี่ยังกล้าเอ่ยถามคำถามเช่นนี้กับนางอีกหรือ จักต้องให้นางอับอายบ่าวรับใช้ในจวนไปด้วยหรืออย่างไร สกุลลู่ช่างไร้ยางอาย มีแต่ความต่ำทรามอยู่ในจิตใจเช่นนี้เองหรอกหรือ มิน่าเล่า ในจวนสกุลลู่จึงได้มีปีศาจอยู่ภายใน

“นี่ท่านมาเพื่อเอ่ยถามในสิ่งที่บุตรชายของท่านกระทำต่อข้างั้นหรือเจ้าคะ? มิใช่ว่าท่านรู้อยู่แล้วหรอกหรือไร ฮึ!”

“เอ่อ เยว่เผิง ป้าไม่เช้าใจ เจ้า...หมายถึงสิ่งใดกัน?”

“นี่ท่านป้ามิทราบหรือเจ้าคะ?” ใบหน้าของเยว่เผิงค่อยๆ กลับมาเรียบเฉย เพียงไม่นานสองตาก็เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาสีใส เยว่เผิงยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดมันออกอย่างแผ่วเบา ในเมื่ออี้เหม่ยหลินไม่ทราบเรื่องที่พี่เฟยหลงของนางกระทำ เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยนางก็สามารถใช้ความเป็นมารดาบีบบังคับให้ลู่เฟยหลงผู้นั้นมาสยบลงแทบเท้านางทั้งตัวและหัวใจ!

“ไม่เลย ป้ามิรู้เรื่องใดๆ เลย เอ๊ะ? เจ้าร้องไห้ทำไมกันเยว่เผิง เฟยหลงทำสิ่งใดต่อเจ้างั้นหรือ หรือว่า...เขาลวนลามเจ้า?” จางเยว่หลิงเบิกตากว้าง หันมองใบหน้าของบุตรสาวอย่างไม่เชื่อหู จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อ...ลู่เฟยหลงผู้นั้น มิได้มีทีท่าว่าจะสนใจในตัวของเพ่ยเยว่เผิงบุตรสาวของนางเลยสักครั้งเดียว

“ท่านป้า...ฮึก อย่ากล่าวโทษพี่เฟยหลงเลยเจ้าค่ะ เป็นข้า ฮึก เป็นข้าเองที่...ฮือๆ” อี้เหม่ยหลินเดินตรงเข้ามาปลอบประโลมร่างบางอย่างร้อนรน หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความดีใจระคนโศกเศร้าที่บุตรชายนางย่ำยีความเป็นหญิงของเพ่ยเยว่เผิงเช่นนี้ แต่เช่นนี้ก็ง่ายดายเข้าทางนางพอดี นางจะได้รีบจัดงานตบแต่งแก่เยว่เผิงและเฟยหลง

“อย่าร้องไห้อีกเลยเยว่เผิง ป้าจะจัดการให้ทุกอย่างเอง เจ้าอย่าได้ห่วง หลิงหลิง...ข้าต้องขอโทษแทนบุตรชายของข้าด้วย แต่เจ้าอย่าได้กังวล ข้าจะจัดงานแต่งงานระหว่างเยว่เผิงและเฟยหลงให้เร็วที่สุด”

“เดะ เดี๋ยว!”

จางเยว่หลิงหมายจะห้ามปรามอี้เหม่ยหลินที่กำลังเดินออกไปอย่างหมายมั่น แต่เสียงของนางก็มิสามารถส่งไปถึงเหม่ยหลินเลยแม้แต่น้อย อี้เหม่ยหลินในตอนนี้หัวใจพองโตเฝ้าคิดว่าตนจะต้องจัดงานเช่นไร เชิญผู้ใดมาบ้างจนมิได้สนใจเสียงอื่นใดๆ เลย จางเยว่หลิงหันมามองบุตรสาวของตนที่บัดนี้ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพึงพอใจราวกับว่าก่อนหน้ามิได้ร่ำไห้ราวกับจะขาดใจเลย เพ่ยเยว่เผิงมีความสุขเสียจนต้องระบายความสุขนั้นออกมาทางใบหน้า ชายผู้นั้นจะต้องเป็นของนาง จะต้องมีเพียงนางเท่านั้นที่จะได้ครอบครองทั้งตัวและหัวใจของลู่เฟยหลงผู้นั้น

เขาจะต้องรักนาง! จะต้องเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว!

“เจ้ากำลังคิดจะทำสิ่งใดกันแน่เยว่เผิง! เหตุใดจึงได้กล่าววาจาราวกับว่าถูกเฟยหลงกระทำย่ำยีเช่นนั้น! แม่ไม่เชื่อหรอกนะว่าคนอย่างลู่เฟยหลงจะทำเช่นนั้นกับเจ้า!” เยว่เผิงปรายตามองมารดาของตนด้วยรอยยิ้มสมใจ

“ข้าก็มิได้พูดสักคำนะเจ้าคะ ว่าถูกกระทำย่ำยี ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เป็นความคิดไปเองของท่านป้าเหม่ยหลินเองทั้งนั้น ท่านแม่จะมากล่าวโทษข้ามิได้หรอกนะเจ้าคะท่านแม่” จางเยว่หลิงแทบจะไม่เชื่อหูตนเองว่าบุตรสาวที่นางเลี้ยงดูมาจะกล่าวออกมาแบบนั้น

“เจ้าทำไปเพื่ออะไรกัน? อยากได้ลู่เฟยหลงผู้นั้นมากขนาดนั้นเชียวหรือ?”

“อยากได้สิเจ้าคะ ในเมื่อเขาผู้นั้นคือบุรุษรูปงามที่สุดแห่งเมืองซิ่นจือและข้าเองก็เป็นถึงสาวงามที่สุดเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น...เราย่อมควรได้เคียงคู่กัน มิใช่หรือเจ้าคะ”

จางเยว่หลิงอ้าปากค้างมองบุตรสาวที่ลุกหนีไปอย่างไม่เชื่อสายตา บุตรสาวอันเป็นที่รักที่นางพร่ำสั่งสอนมาเหตุใดจึงได้มีความคิดเช่นนี้ไปได้ ความงดงามหรือมันก็จริงอยู่ที่บุตรสาวของนางผู้นี้เป็นหญิงงามที่สุดแห่งเมือง แต่ใครเป็นผู้กล่าวกันว่าหญิงงามกับบุรุษรูปงามจักต้องเคียงคู่กัน มันมิใช่เลย สิ่งนั้นมิใช่ความจริงสักนิด เมื่อเป็นเรื่องของหัวใจ ใครกันเล่าจะสามารถบังคับมันได้ นางเห็นมาก็มาก หากมิได้รักกันอย่างจริงใจ สุดท้าย...ก็มิพ้นต้องตรอมใจอย่างทุกข์ทรมาน

อี้เหม่ยหลินก็กระไร มิเคยรู้เลยหรือว่าบุตรชายของตนเองนั้นมิได้รักใคร่สมัครใจจะผูกสัมพันธ์กับบุตรสาวของนาง เรื่องเช่นนี้มิใช่ว่าคนเป็นแม่จะรู้ใจของลูกดีที่สุดหรือไร มิใช่เพียงชักนำปัญหามาให้แก่บุตรชายของตนเองเท่านั้น ซ้ำยังนำปัญหามาสู่บุตรสาวของนางอีก คนอย่างเพ่ยเยว่เผิงหากอยากจะได้สิ่งใดก็จะมิมีวันปล่อยมือ ต่อให้ต้องทำร้ายผู้ใดอีกเท่าใด นางห็ไม่มีวันหยุดอย่างแน่นอน อี้เหม่ยหลินไม่เคยรู้ในข้อนี้ และคงไม่มีวันจะรู้ได้ เรื่องทั้งหมด คงจะกล่าวโทษใครมิได้ ต้องโทษบุตรสาวของนางและผู้ชักนำปัญหาอย่างลาเหม่ยหลิน เห็นที นางคงต้องหาทางไปคุยกับเหม่ยหลินให้รู้เรื่องเสียแล้ว

เฮ้อ...เวรกรรมอะไรของสกุลเพ่ยหนอ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:13:14 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
อี้เหม่ยหลินตรงไปยังห้องของบุตรชายด้วยความรีบร้อนจนไม่สนใจว่าจะเป็นเวลาใดๆ นางหมายมั่นแล้วว่าอย่างไรก็ต้องคุยกับเฟยหลงให้รู้เรื่อง ไหนเคยบอกแก่นางว่ามิได้มีใจต่อเพ่ยเยว่เผิง แต่เพียงไม่นานกลับกระทำในสิ่งที่เลวร้าย ย่ำยีสตรีตัวน้อยๆ เช่นนี้มันมิถูกต้องสักนิด หากหมายตาเยว่เผิงไว้ ไฉนจึงไม่มาบอกกล่าวแก่นางซึ่งเป็นมารดา นางจะได้เร่งหาฤกษ์งามยามดีจัดงานแต่งเสียให้มันสมบูรณ์ จะได้มิมีคำครหากล่าวว่าร้ายในสิ่งที่ทำลงไป หากแต่งกันไปแล้วเรื่องเข้าหอก็มิใช่เรื่องผิดบาป แต่นี่อย่างไร ยังมิทันได้พูดคุยสู่ขอกันอย่างเป็นทางการก็ต้องมาได้ยินว่าบุตรชายของนางย่ำยีเยว่เผิงไปเสียแล้ว

มือของอี้เหม่ยหลินรีบผลักบานประตูเข้าไปโดยไม่สนใจจะกล่าวบอกแก่เจ้าของห้องอย่างลู่เฟยหลงเลยแต่เหม่ยหลินกลับต้องชะงักลงเมื่อเห็นว่าบุตรชายของตนมิได้อยู่เพียงผู้เดียว ลาเฟยหลงและลู่จิ้นเหอหันมามองร่างของนางอย่างพร้อมเพรียง สายตาของเฟยหลงนั้นเต็มไปด้วยคำถามว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่ทำให้มารดาของเขาเร่งรีบเช่นนี้ แต่สำหรับจิ้นเหอนั้นกลับเห็นเพียงความไร้มารยาทเท่านั้นหากแต่ใบหน้าของจิ้นเหอมิได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมานอกจากแววตาที่ตำหนินางเท่านั้น

“ท่านแม่มีสิ่งใดสำคัญหรือขอรับจึงรีบร้อนเช่นนี้” เฟยหลงเอ่ยถามออกมาขณะที่จิ้นเหอกระทำเพียงจิบชาและลอบมองเท่านั้น เหม่ยหลินสะบัดหน้าไล่เอาความกังวลที่เห็นสามีตนเองนั่งอยู่กับบุตรชายออกไป พร้อมกับรีบเอ่ยในสิ่งที่นางตั้งใจ

“เฟยหลง แม่มิเคยคิดเลยว่าเจ้าจะกล้ากระทำเช่นนี้กับเยว่เผิง เจ้าทำได้ยังไงกัน นางเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ เหตุใดเจ้ามิยอมหักห้ามใจหรืออย่างน้อยก็มาบอกแม่ให้แม่ได้ไปสู่ขออย่างเป็นทางการเสียก่อน” เฟยหลงขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในสิ่งที่มารดาบอกเลยสักนิด ต่างจากจิ้นเหอที่แม้ใบหน้าจะไร้ซึ่งอารมณ์แต่ในใจกลับเกิดความกังขาในคำพูดของเหม่ยหลินอย่างชัดเจน แต่ก็ทำได้เพียงนั่งดูเหตุการณ์ต่อไป

“ท่านแม่ ข้าไม่เข้าใจ”

“นั่นสิฮูหยิน...ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เจ้ากำลังพูดอยู่เช่นกัน” มิใช่ไม่เข้าใจอะไรหรอก หากแต่ที่กล่าวมานั้นล้วนแต่คลุมเครือเหลือเกิน

“ท่านพี่! ก็บุตรชายของท่านนะสิ ข้ารึอุตส่าห์หวังให้ได้ศึกษาดูใจกับเยว่เผิงจึงนัดหมายให้ได้ไปเที่ยมชมเมือง แต่เฟยหลงกลับ...กลับย่ำยีเยว่เผิง้สียจนนางร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสาร” ยามนึกถึงหยาดน้ำตาบนแก้มใสของเพ่ยเยว่เผิงว่าที่สะใภ้คนดีของนางทีไร หัวใจของคนเป็นแม่ก็เจ็บปวดเหลือเกิน

“ข้ามิได้ทำ!” ใบหน้าหล่อเหลาของเฟยหลงโกรธขึงขึ้นมายามได้ฟังคำบอกเล่าของมารดาจนจบ

“เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ! นี่เจ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่รึไหมเฟยหลง!” น้ำเสียงของเหม่ยหลินเต็มไปด้วยความตำหนิ สายตาของมารดายามมองหน้าของเฟยหลงนั้นทำให้ดวงตาคมฉายแววตัดพ้อออกมาอย่างปวดร้าว

“ข้ามิได้ทำเช่นนั้น! คนอย่าข้า หากกระทำการต่ำช้าเช่นนั้นย่อมไม่มีวันกลับมาอยู่เป็นสุขเช่นนี้แน่ขอรับ ทุกคำกล่าวอ้าง นางล้วนโกหกทั้งสิ้น!”

“ลู่เฟยหลง! นี่เจ้า!”

“นั่นสิฮูหยิน...ข้าเองก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าเฟยหลงจะกระทำการต่ำช้าเลวทรามเช่นนั้น แต่ที่ข้าสงสัยคือ เหตุใดคนเป็นแม่เช่นเจ้าจึงได้มิเชื่อในคำพูดของบุตรชายตนเองกัน หรือแท้จริงแล้วเป็นเจ้าที่ดีใจกับเรื่องเช่นนี้” เหม่ยหลินชะงักจนลมหายใจสะดุด นางก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เต็มปากเต็มคำว่ามิดีใจ เมื่อแท้จริงแล้วนั้นนางก็ดีใจมากจริงๆ

“ท่านพี่! เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้เจ้าคะ หรือท่านพี่จะยอมรับได้กันถ้าเฟยหลงลูกชายของเราจะรักชอบกับบุรุษ!” เหม่ยหลินแทบจะดิ้นราวกับโดนของร้อนเมื่อสามีของตนไม่คิดจะเข้าข้างนางเลยสักนิด ซ้ำยังมองมาที่นางราวกับนางคือผู้กระทำผิด

“ใช่! ข้ารับได้”

“ท่านพี่!” นางกัดปากด้วยความโกรธเคือง มองใบหน้าของสามีอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเองที่ได้ยินคำพูดเช่นนั้น

“ท่านพี่มิกลัวคนเขาร่ำลือกันหรืออย่างไร! ว่าบุตรชายของแม่ทัพใหญ่วิปริตนิยมชมชอบบุรุษด้วยกันเช่นนั้นหรือเจ้าคะ ท่านพี่จะรับได้หรือเจ้าคะ!” แทนที่จิ้นเหอจะชะงักและคิดได้แต่เขากลับยกยิ้มอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน

เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว ฮูหยิน!

“หากกลัวเพียงวาจา แล้วต้องทำให้ลูกชายของข้าทุกข์ทน ข้ายินยอมให้เขาล่ำลือไปไกล ดีกว่าทำร้ายหัวใจของเฟยหลง!” เหม่ยหลินอ้าปากค้าง อึ้งกับคำพูดของผู้เป็นสามีจนพูดไม่ออก นางตกใจกับน้ำเสียงและใจความสำคัญของคำพูดนั้นจนร่างทั้งร่างของนางแข็งทื่อราวกับถูกสาป ยิ่งหันไปมองใบหน้าของเฟยหลงและได้สบตากับแววตาตัดพ้อของบุตรชาย นางยิ่งเจ็บหัวใจราวกับถูกเข็มนับหมื่นนับพันมาทิ่มแทง

“เจ้าคิดดูเอาก็แล้วกันว่าสิ่งใดกันแน่...ที่สำคัญ และคำพูดของผู้ใดกันแน่...ที่เจ้าควรจะเชื่อ! ฮึ!”

จิ้นเหอเดินออกไปจากห้องของบุตรชายโดยไม่คิดแม้แต่จะมองหน้าของอี้เหม่ยหลินผู้เป็นภรรยาเลยแม้แต่น้อย ส่วนเหม่ยหลินนั้นกลับคิดไม่ตกใจ มิใช่ว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นสามีบอกกล่าวแต่นางเพียงแค่...ยอมรับไม่ได้เท่านั้นหากบุตรชายเพียงคนเดียวของนางจะต้องลงเอยกับบุรุษด้วยกัน ไหนจะคำเล่าลือที่จะถูกนินทาอีกเล่า ใครจะพูดกันว่าอย่างไร แล้วต่อไปนางจะสามารถพบหน้าผู้ใดได้อีก เหม่ยหลินหันไปมองใบหน้าของเฟยหลงที่บัดนี้แววตามีแต่ความตัดพ้อ

ข้าทำสิ่งใดผิดกัน ข้าผิดหรือที่อยากให้บุตรชายของข้าได้มีชีวิตปกติสุข

แล้วเหตุใดทั้งสามีของข้าและเฟยหลงจึงได้มองข้าราวกับข้าคือคนผิด

ลู่เฟยหลงลุกขึ้นยืนพร้อมกับเดินเข้ามาหาร่างของมารดาที่บัดนี้ใบหน้ามีแต่ความสับสน สองแขนโอบกอดมารดาไว้จนแน่นหวังให้ความรักของตนเองช่วยทำให้เหม่ยหลินได้เข้าใจในตัวของเขาสักนิด เพียงนิดเดียวก็พอ เพียงแค่ให้ท่านแม่ของเขาหยุดพยายามยัดเยียดในสิ่งที่เขาไม่ปรารถนา ใจของเขานั้นรู้ดีว่ามิอาจจะรักนางผู้นั้นได้ เขาเองไม่อยากจะเชื่อว่าเพ่ยเยว่เผิงที่เขาเอ็นดูเช่นน้องสาวผู้นั้นจะกล่าวหาว่าเขากระทำย่ำยีนาง ยิ่งคิด แววตาของลู่เฟยหลงก็ยิ่งกร้าวไปด้วยโทสะ

ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!

“เฟยหลง เจ้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของแม่ เจ้ากระทำเช่นนั้นกับนางแล้วจะต้องรับผิดชอบ เจ้าเข้าใจแม่ใช่รึไม่?” เฟยหลงถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ

“ท่านแม่ ข้าอยากจะถามท่านแม่สักข้อได้รึไม่ขอรับ” เหม่ยหลินกุมมือบุตรชายเอาไว้และส่งยิ้มรักใคร่ให้กับเขา

“ได้ ได้สิ เจ้าอยากถามสิ่งใดหรือ”

“ท่านแม่เลี้ยงข้ามากี่ปี ไม่รู้จริงๆ หรือขอรับว่าข้าเป็นคนเช่นไร ท่านแม่เชื่อจริงๆ หรือขอรับ กับคำพูดของนาง” ใจของเหม่ยหลินกระตุก คำพูดที่ราวกับเอ่ยถามความเชื่อมั่นในตัวของตนเองจากนางนั้นทำให้เหม่ยหลินไม่กล้าจะขยับตัว ริมฝีปากของนางเม้มเข้าหากันจนแน่นความสับสนเกิดขึ้นในหัวใจอย่างอดไม่ได้ ยิ่งได้ฟังน้ำเสียงตัดพ้อที่เอ่ยถามออกมา นางยิ่งปวดร้าวหัวใจ

“แล้วจะให้แม่ทำอย่างไร? ให้แม่ยอมรับความรักของเจ้ากับปีศาจตนนั้นที่ใช่เล่ห์กลล่อลวงเจ้างั้นหรือ! แม่ทำมิได้หรอก!” ใช่! หยางเถาผู้นั้นมิใช่เป็นเพียงแค่บุรุษ แต่ยังเป็นปีศาจร้ายที่มาล่อลวงให้บุตรชายของนางหลงใหล นางรับไม่ได้เด็ดขาด

“หยางเถามิใช่ปีศาจ!”

“จะมิใช่ได้เยี่ยงไร! ก็แม่เห็นกับตาว่าเจ้าร่ำร้องเพรียกหาหยางเถาอยู่หน้าต้นท้อ! เจ้ายังจะปฏิเสธอีกหรือ! เจ้ามันโง่ยิ่งนัก!” เหม่ยหลินสะบัดหน้าหนีด้วยความโกรธเกรี้ยว มิเคยคิดเลยว่าถึงขนาดนี้แล้วเฟยหลงยังไม่ยอมรับอีกว่าหยางเถาผู้นั้นจะเป็นปีศาจ

“มิใช่! หยางเถาเพียงแลกเปลี่ยนกับสวรรค์เพื่อให้ได้มาอยู่กับข้า! มิใช่ปีศาจร้ายที่ทำร้ายมนุษย์”

แลกเปลี่ยนกับสวรรค์รึ? ฮึ! หลอกเด็กเอาเถิด

“แม่ไม่เชื่อ! ในเมื่อยันต์ของนักพรตสามารถทำลายสิญญาณของมันได้ เหตุใดจะมิเรียกว่าปีศาจเล่า!”

“หากเช่นนั้นก็ให้ท่านแม่เชิญนักพรตท่านนั้นมาดูเองกับตาเถิด ข้ามั่นใจว่า หยางเถาของข้านั้น...มิใช่ปีศาจ!”

“เฟยหลง! ลู่เฟยหลง!!”

แม้ว่าเสียงของเหม่ยหลินจะพยายามร้องเรียกบุตรชายสักเท่าใดก็มออาจจะทำให้เฟยหลงหันกลับมามองสักนิด ลู่เฟยหลงในตอนนี้มีทั้งความน้อยเนื้อต่ำใจและความโกรธเกรี้ยวผสมปนเปกันไปจนแยกไม่ออก แต่สิ่งที่ตกค้างอยู่ในหัวใจของชายหนุ่มนั้นเป็นความสงสัยที่ชวนให้ปวดร้าวในหัวใจ ทั้งแววตาและน้ำเสียที่ส่อความตำหนิติเตียนราวกับเขาคือผู้ร้ายที่กระทำความผิด ทั้งที่ทุกคำนั้นล้วนแต่ฟังมาจากผู้อื่นทั้งสิ้น แต่ท่านแม่ของเขาก็ตัดสินโทษออกมาโดยที่มิได้เอ่ยถามความจริงใดๆ จากเขาเลยแม้แต่คำเดียว

แววตาของเฟยหลงหมองหม่นจนแทบจะไร้ชีวิตชีวา ทว่ามิได้เท่ากับดวงใจที่กำลังแหลกสลายจากวาจาที่ผู้เป็นมารดาได้กล่าวต่อว่าเขาไว้ ยิ่งแววตาที่มองราวกับเขาคือผู้กระทำผิด คนเป็นลูก...ยิ่งทรมานจนสุดใจ ความรักนานนับยี่สิบปีที่ผ่านมา ท่านแม่มีให้เขาอย่างแท้จริงหรือไม่ ในบางครั้งเขาก็อดถามตนเองไม่ได้ว่า เขาใช่บุตรชายของท่านแม่หรือเปล่า หรือแท้จริงแล้ว...เขาเป็นเพียงใครที่ไร้ความสำคัญ

อี้เหม่ยหลินได้แต่เม้มริมฝีปากจนแน่นแววตาล้วนเต็มไปด้วยความสับสน มิใช่ว่านางมิรู้จักนิสัยบุตรชายดี นางเอกก็เพียงแค่หลงไปกับความดีใจที่ความหวังของนางได้ถูกเติมเต็มจนหลงลืมไปว่าความจริงนั้นเป็นเช่นไร ถูกอย่างที่ผู้เป็นสามีได้กล่าวมา สิ่งใดที่สำคัญหรือผู้ใดที่ควรจะเชื่อ นางเลอะเลือนเสียจนไม่อาจรู้ได้เชียวหรือว่าบุตรชายของนางย่อมไม่กระทำการต่ำทรามเช่นนั้นกับหญิงผู้ใด จากความรู้สึกผิดก็กลับกลายเป็นโทสะ ฉากบีบน้ำตาจากใบหน้าอันงดงามของเยว่เผิงย้อนกลับมาในความทรงจำ เหม่ยหลินกำมือแน่นสมองนางเริ่มคิดและไตร่ตรองจากใบหน้าที่แสดงซึ่งความตัดพ้อต่อนางของบุตรชายแล้ว ยิ่งรู้สึกว่า เพ่ยเยว่เผิงผู้นี้ กำลังโกหกนางด้วยมารยาที่ไร้ซึ่งยางอาย



TBC



ฮืม? นั่นลูกนะเธอร์~ เธอร์จะเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกไม่ได้!!! ตอนนี้เฟยหลงออกมาเรียกคะแนนสงสาร เหม่ยหลินและเยว่เผิงออกมาเรียกคะแนนความเกลียด ฮ่าๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:14:48 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ยัยแม่ตาสว่างยัง

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7621
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
นางเหมยหลิน ไม่ได้เชื่อฟังสามีเลย   :เฮ้อ:
ทำแต่เรื่องที่ไม่มีความสุขให้ลูก
นี่คิดจะกำจัดต้นท้ออีก 
เสียรู้เยว่เผิงเด็กรุ่นลูกเสียอีก
แล้วต้นท้อก็อยู่ในที่ดินของลูก ตัวเองก็ไม่ใช่เจ้าของที่ดินนี้
มาวุ่นวายกับเรื่องในบ้านที่เป็นทรัพย์สมบัติของลูก
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[17]

ผ่านไปสามวันแล้วที่อี้เหม่ยหลินเข้าหน้าสามีและบุตรชายคนเดียวของตนไม่ติด ยามที่ต้องพบหน้ากันก็มีเพียงเวลาอาหารเท่านั้น แต่บ่อยครั้งที่เฟยหลงเลือกที่จะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงการมาพบหน้าของนางโดยอ้างเพียงว่าต้องท่องตำรา ไม่หิว นางได้แต่ก้มหน้ากัดริมฝีปาก อยากจะเข้าไปพูดคุยบอกกล่าวแก่บุตรชายอย่างเหลือเกินว่านางขอโทษ แต่นางก็ไม่สามารถจะข่มความละอายเอาไว้ได้ จึงทำได้เพียงรอเวลาให้บุตรชายของนางใจเย็นลงกว่านี้ ให้ความน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดจากนางได้ลดน้อยลงไปอีกหน่อย

จิ้นเหอลอบมองปฏิกิริยาของภรรยาด้วยท่าทีเฉยเมย หากแต่ผู้ใดเล่าจะสามารถล่วงรู้ได้ว่าภายในใจของแม่ทัพใหญ่นั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เหม่ยหลินคีบอาหารเข้าปากอย่างเชื่องช้า สองสามวันมากนี้นางทานอะไรได้น้อยเสียเหลือเกิน จนผู้เป็นสามีอย่างเขากลัวเหลือเกินว่านางจะล้มป่วยเอาได้ ยิ่งเห็นแววตาที่สั่นไหวรื้อไปด้วยหยาดน้ำตายิ่งอดสงสารไม่ได้ ความรักของผู้เป็นมารดานั้นเขาอาจจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็มีความรักของบิดาเช่นกัน รักที่ยอมเสียได้ทุกสิ่งเพียงให้บุตรชายของเขาเป็นสุขทั้งกายและใจ เขาจึงมีโทสะยามได้ฟังวาจาที่เอ่ยถามออกมาในตอนนั้น

“เจ้ามิทานน้อยไปหรือฮูหยิน?”

“ข้าไม่ค่อยหิว ท่านพี่...ลูกโกรธข้าใช่หรือไม่” น้ำเสียงของอี้เหม่ยหลินนั้นเอ่ยออกมาราวกับจะถามให้คำตอบได้ตอกย้ำดวงใจของนางให้เจ็บปวด แต่จิ้นเหอเพียงส่ายหน้ามองใบหน้าของฮูหยินตนเองด้วยแววตาจริงจัง

“เฟยหลงมิได้โกรธเข้า เขาเพียงแค่น้อยใจ”

เหม่ยหลินใจสั่นเมื่อได้ฟังคำตอบจากปากสามี ภาพและคำพูดของนางเองย้อนกลับมาให้นางได้รู้สึกรวดร้าว

นั่นสินะ เป็นเพราะนางเองทั้งนั้น หากนางไม่เชื่อคำลวงกับหยาดน้ำตาที่เสแสร้ง บุตรชายของนางคงไม่หลบหน้านางเช่นที่ทำอยู่

“ข้า...ควรจะทำเช่นไรดีท่านพี่ ข้า...ผิดต่อลูกเหลือเกิน” จิ้นเหอได้แต่ถอนหายใจ เพราะเขาเองก็มิรู้เลยว่าควรจะพูดปลอบใจอย่างไรดี

“หากเจ้าไม่รู้จะทำเช่นไร เหตุใดมิลองเข้าไปหาเฟยหลงดูเล่า บางที...เรื่องอาจจะมิได้เลวร้ายอย่างที่เจ้าคิดก็ได้” สีหน้าของเหม่ยหลินนั้นเต็มไปด้วยความลังเลใจและหวาดหวั่น ด้วยนางเองไม่แน่ใจในคำพูดของผู้เป็นสามีนัก หากเฟยหลงโกรธนางจนมิอยากจะมองหน้า ใจนางคงแตกสลายไปเป็นแน่

“ข้ากลัว...”

“ก็ถ้าเจ้ามัวแต่กลัวแล้วเมื่อใดจะได้พูดคุยเล่าฮูหยิน”

“...ข้าเข้าใจแล้วท่านพี่ ข้าจะทำตามเจ้าค่ะ” จิ้นเหอเอื้อมมือมาจับมือบางของเหม่ยหลินเอาไว้พร้อมบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจและส่งยิ้มให้บางๆ

“ดีแล้วฮูหยิน เจ้าทำถูกแล้ว”

เหม่ยหลินบีบมือของผู้เป็นสามีกลับพร้อมกับรอยยิ้ม นางก้มหน้าก้มตาทานอาหารตรงหน้าให้หมดเพื่อที่จะได้รีบไปพบกับบุตรชายและพูดคุยกันให้ได้เข้าใจ นางหวังเหลือเกินว่ามันจะยังมิสายเกินไป หวังให้หัวใจของบุตรชายของนางนั้นยังไม่แหลกสลายไปจนเกินจะเยียวยา

ลู่จิ้นเหอมองความแน่วแน่ที่ฉายชัดบนใบหน้าของภรรยาอย่างสบายใจ ตนเองจึงใช้ตะเกียบคีบเอาเนื้อปลาใส่ในชามของเหม่ยหลินเรื่อย ๆ สองสามีภรรยาทานอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข ช่างเป็นภาพที่ชวนให้ยิ้มเสียเหลือเกิน แม้ว่าในตอนนี้ปัญหาทั้งหมดจะยังมิได้คลี่คลาย แต่มันก็ยังดีที่ทุกอย่างยังไม่ย่ำแย่เท่าใดนัก ยังพอจะมีรอยยิ้มให้กันได้ มิต้องหนีหน้าหายและร้างรา

หลังจากที่อิ่มท้องลง เหม่ยหลินก็ได้สั่งให้สาวใช้นำเอาอาหารสำหรับเฟยหลงมาให้เพื่อที่จะนำไปให้บุตรชายของนางที่ยังคงอ่านตำราอยู่ในห้อง นางเดินตรงมายังห้องของบุตรชายเคาะอยู่สองสามครั้งก่อนที่จะผลักประตูเข้าไป ลู่เฟยหลงหันมามองผู้ที่เข้ามาใหม่ด้วยใบหน้ากระอักกระอ่วนใจ ยิ่งได้เห็นใบหน้าของมารดาเขาก็ยิ่งนึกถึงสิ่งที่มารดาได้กล่าวเอาไว้กับเขา ซ้ำยังหวนคิดถึงแววตาคู่นั้นที่มองมาราวกับเขาเป็นผู้กระทำความผิดที่แสนต่ำทราม หัวใจของลู่เฟยหลงปวดหนึบจึงได้แต่ก้มหน้าลง

“ท่านแม่มีอะไรหรือขอรับ?”

“คือ...แม่เห็นว่าเจ้ายังไม่ได้ทานสิ่งใดจึงนำอาหารมาให้เจ้า” เหม่ยหลินเอ่ยบอกบุตรชายด้วยใบหน้าเจื่อนๆ ยามรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ชวนให้อึดอัดใจ แต่เมื่อนางเตรียมใจมาแล้วก็มีแต่จะต้องทำเท่านั้น ถึงอย่างไรเสีย เฟยหลงก็คือบุตรชายของนาง การที่ต้องขาดสะบั้นสัมพันธ์แห่งแม่ลูก นางคงจะทำใจยอมรับไม่ได้

“ข้ายังไม่ค่อยจัก...”

“แม่ขอโทษ...” เฟยหลงเงียบลงทันทีที่ได้ยินคำขอโทษที่ออกมาจากปากของผู้เป็นมารดา ภายในใจตกตะลึงค้างอยู่กับคำๆ นั้นโดยไม่ทันได้ทำสิ่งใด

“ท่านแม่ ข้ามิได้...” เฟยหลงพยายามจะบอกกล่าวกับมารดาว่าเขามิได้โกรธเคืองอันใด หากถูกมารดาที่เลี้ยงดูและคลอดตนมากล่าวคำขอโทษเช่นนี้ เห็นทีคงไม่พ้นเป็นคนอกตัญญู

“แม่เพียงรักเจ้ามากเกินไปจึงได้ทำเช่นนั้น แม่รักเจ้ามากเฟยหลง แม่จึงไม่อยากให้เจ้าหลงเดินทางผิด การรักชอบกับบุรุษเพศด้วยกันนั้น...มันมิใช่เรื่องง่าย ซ้ำบุรุษผู้นั้นยังเป็นปีศาจอีก แม่จึงได้หวังให้เจ้าลงเอยกับเพ่ยเยว่เผิง” เฟยหลงสบตาของเหม่ยหลินด้วยความเจ็บปวด เขาไม่ติดเลยว่าจากสองสามวันที่ผ่านพ้นมานี้ ท่านแม่ของเขาจะยังมิเลิกล้มความตั้งใจที่จะให้เขาและเพ่ยเยว่เผิงผู้นั้นได้เคียงคู่กัน

“ท่านแม่! หยางเถามิใช่ปีศาจ ข้าก็ได้บอกแก่ท่านแม่ไปแล้วว่าหากมิเชื่อ ก็เชิญนักพรตผู้นั้นมาเสียที่นี่เถิด”

“ได้! แม่จะเป็นผู้เชิญท่านนักพรตผู้นั้นมาที่นี่เอง แต่มิใช่เพราะแม่ไม่เชื่อในคำพูดเจ้า แม่เพียงทำให้ทุกสิ่งกะจ่ายชัดเท่านั้น” นัยน์ตาของเหม่ยหลินเต็มไปด้วยความจริงจัง นางเพียงคาดหวังว่าเฟยหลงจะเข้าใจในเจตนาของนาง มิคิดเป็นอื่น

“ขอรับ...ข้าจะรอวันที่ความจริงกระจ่างชัด ให้ท่านแม่ได้มั่นใจว่าคนที่ข้ารักนั้น มิใช่ปีศาจต่ำทรามหากแต่เป็นจิตวิญญาณของต้นท้อเท่านั้น”

“แล้วเรื่องเยว่เผิง...เจ้าจะทำเช่นไร ในเมื่อนางกล่าววาจาว่าเจ้า...ย่ำยีนาง” เฟยหลงเผลอกำหมัดแน่นยามได้ฟังคำถามจากปากของมารดา เหม่ยหลินที่เห็นอาการของบุตรชายที่ปกคลุมไปด้วยโทสะก็เกิดความหวาดหวั่น จะอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นสตรี หากลงมือทำหนักไปจะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเสียมากกว่า เฟยหลงเอง...แม้จะเป็นบุรุษที่ยามปกติจะนิ่งเงียบก็ตามที หากแต่สิ่งที่บุตรชายของนางนั้นเกลียดที่สุดคือการถูกดูหมิ่นและกล่าวหาใส่ความในสิ่งที่ตนเองมิได้ทำ

“ข้าเชื่อว่า...หากท่านแม่ไปพบกับนักพรตผู้นั้นแล้วละก็ นางจะต้องมาแน่ ในวันที่ท่านนักพรตย่างก้าวเข้ามายังจวนของเรา และข้า...จะจัดการทุกอย่างไม่ไว้หน้าผู้ใด หากว่านางไม่หยุดกระทำในสิ่งที่ทำลายทั้งตัวข้าและสกุลลู่หรือแม้แต่หยางเถา นางจะได้รู้ว่า ข้ามิใช่คนที่นางจะรังแกได้ง่ายๆ”

แววตาของลู่เฟยหลงเต็มไปด้วยโทสะและความคับแค้นใจ ในชีวิตหนึ่งนั้นการถูกกล่าวว่ากระทำการย่ำยีสตรีผู้หนึ่งมิใช่เรื่องที่ควรอภัย ยิ่งหากว่าเรื่องนั้นมิใช่เรื่องจริง เขาหรือเคยแตะต้องตัวนาง แม้แต่เส้นผมสักเส้นเขายังมิเคยไปสัมผัส ต่างจากหยางเถาที่เขาอยากจะจับต้อง อยากลูบไล้ อยากกอดและจูบไปทั่วทั้งเรือนร่าง หญิงผู้นั้นมีสิ่งใดน่าเสน่หา ใบหน้าหรือก็มิได้งามเท่าหยางเถาของเขาแม้แต่น้อย อีกทั้งกลิ่นกายก็มิได้เย้ายวนใจเท่ากลิ่นหอมจากกายของหยางเถาเลย แล้วคนผู้นี้นะหรือที่กล่าวหาว่าเขาย่ำยีนาง เพียงแค่มองหน้านาง เขายังมิอยากจะทำ!

“ท่านแม่...ข้ามิได้พบเหวินฉายเลย ท่านแม่เห็นเหวินฉายบ้างหรือไม่ขอรับ” เหม่ยหลินขมวดคิ้วพลางนึกย้อนไปราวกับต้องการค้นหา

“ไม่นะ แม่มิได้พบเหวินฉายเลย เจ้ามิลองถามจากพ่อบ้านถังดูเล่า เผื่อว่าเขาจะเป็นผู้สั่งให้เหวินฉายไปที่ใด”

“อา...นั่นสินะขอรับ ขอบคุณท่านแม่ที่นำอาหารมาให้ข้านะขอรับ อีกสักพักข้าคงจะกิน” รอยยิ้มที่เฟยหลงส่งให้ผู้เป็นมารดานั้น เป็นรอยยิ้มแรกหลังจากการโต้เถียงในเรื่องเข้าใจผิด ซ้ำความน้อยใจที่เฟยหลงเคยมีก็ดูเหมือนจะหายไปแล้วเช่นกัน

ดีแล้ว...เช่นนี้ นางจะได้สบายใจเสียที

“แม่...ให้คนไปฝังยันต์เอาไว้ใต้ต้นท้อ หากเจ้าอยากจะพบหยางเถา ก็จงไปขุดเอายันต์นั้นไปเผาทิ้งเสียเถิด” เฟยหลงเกิดความอุ่นวายในหัวใจ เมื่อได้ยินคำบอกเล่าที่เหม่ยหลินได้พูดออกมา แม้ว่าความจริงแล้วเฟยหลงจะล่วงรู้และกำจัดมันไปแล้วก็ตามที แต่เฟยหลงก็เลือกจะยิ้มและเอ่ยขอบคุณอย่างแผ่วเบา ก่อนที่เหม่ยหลินจะเดินออกจากห้องไปทิ้งเอาไว้เพียงอาหารที่น่าทานเท่านั้น

ความอิ่มเอมใจแล่นเข้ามาจนแน่นไปทั้งอก มันทำให้ความหิวโหยนั้นหายไปแทบจะทันที ทั้งที่ยามคุยกับเหม่ยหลินอยู่ก่อนนั้น เฟยหลงแทบจะหิวเสียจนอยากจะทานไปพลางคุยกับผู้เป็นมารดาไปพลาง แต่ด้วยรู้ดีว่ามิควร เฟยหลงจึงได้สู้อดทนพูดคุยให้จบเรื่องก่อน หากแต่เมื่อผู้เป็นมารดาเอ่ยออกมาถึงเรื่องยันต์นั้น ความหิวโหยของเฟยหลงก็ละลายหายไปกับสายลม มือไม้สั่นไปหมดจนแทบจะควบคุมไม่ได้ ยิ่งรอยยิ้มบนใบหน้าด้วยแล้วหากมีผู้ใดมาพบเห็นคงไม่แคล้วถูกหาว่าวิปลาส
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:16:30 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
ภายในห้องที่ใหญ่โตของจวนสกุลเฉิน ใครจะนึกว่าห้องของคุณชายใหญ่จะมีใครบางคนถูกซ่อนอยู่ ใบหน้างดงามที่ไร้คราบเปรอะเปื้อนช่างน่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตาของเฉินลี่ฟู่ แม้ว่าในตอนนี้ใบหน้าที่แสนจะน่าเอ็นดูนั้นจะบูดบึ้งไม่พอใจและแสนงอนก็ตาม ดวงหน้าของเหวินฉายก็มิได้น่าเกลียดลงไปเลยสักนิดในสายตาของลี่ฟู่ เหวินฉายที่อยู่ในห้วงอารมณ์แห่งโทสะตวัดสายตาข่มขู่มิยินยอมให้ร่างสูงของเฉินลี่ฟู่ขยับเข้าใกล้ตนแม้แต่น้อย

สามวัน! สามวันที่เขาทั้งด่า ทั้งอ้อนวอนขอร้องให้คนตรงหน้าปลดปล่อยเขา แต่ก็ได้เห็นเพียงท่าทีที่เมินเฉย

ไหนจะอาหารมากมายที่ถูกเจ้าลูกเต่านั่นยกเข้ามาอีกเล่า เขามิใช่สัตว์เลี้ยงที่ต้องขังเอาไว้ ให้ข้างให้น้ำและที่นอนนะ! เขาเป็นมนุษย์เหมือนเจ้าบ้านั่น!

ยามอาบน้ำชำระร่างกายก็มิวายถูกเจ้าลูกเต่าลี่ฟู่บังคับขู่เข็ญอุ้มเขาไปยังอ่างอาบน้ำใบใหญ่ หากคิดว่านี่น่าอายแล้วละก็ มันผิด! สิ่งที่ทำให้เขาอับอายคือการที่เจ้าของห้องแห่งนี้ปลดชุดบนร่างกายตนเองแล้วลงมาในอ่างกับเขา หนำซ้ำยังถูไปตามร่างกายหรือจะเรียกว่าลูบไล้ก็ได้ จนเหวินฉายแทบจะไม่ได้พักหายใจต้องปัดมือที่เอาแต่ไต่ลงไปยังแท่งพู่กันของเขาตลอดเวลา ของตัวเองก็มีแต่เจ้าบ้านี่ก็คิดแต่จะจับของเขา! หากเผลอก็ไต่ลงจนเขาอยากจะลุกขึ้นจากอ่างไปหลายรอบ ไหนจะริมฝีปากร้อนๆ ที่คอยแต่จะจบอยู่กับต้นคอและไหล่ของเขา เล่นเอาแท่งพู่กันของเขาแทบจะลุกขึ้นมาโชว์ตัวให้คนงี่เง่าลี่ฟู่ได้เห็น ยังดีที่เขาสาดน้ำใส่หน้าแทนจึงได้หยุด

แต่มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะก้นของเขาถูกแท่งพู่กันอันใหญ่ผงกหัวทักทายจนเหวินฉายอยากจะกดใบหน้าตัวเองลงน้ำแล้วตายๆ ไปเสีย โชคดีหน่อยก็ตรงที่เจ้าลูกเต่านั่นพอจะรู้ระดับอารมณ์ตนเองอยู่บ้างจึงได้ลุกออกไปก่อนทิ้งให้เขานั่งอยู่กับน้ำอุ่นๆ ที่ยังคงมีสัมผัสจากแท่งพู่กันอุ่นๆ ติดกาย เหวินฉายได้แต่กัดริมฝีปากตัวเอง คว้าเอาชุดของตนเองมาแล้วลุกขึ้นจากน้ำ เขาคิดว่าหากเดินออกมาแล้วคงจะได้พบหน้าเจ้าลูกเต่างี่เง่านั่งรอเขาอยู่เป็นแน่ แต่เขาก็พบเพียงความว่างเปล่าที่หนาวเย็น ไร้ร่างของคนงี่เง่าที่ร่วมอาบน้ำกับเขาไป

แล้วดูตอนนี้สิ! เพียงแค่เขาร้องขอจะกลับไปหานายน้อยกลับถูกคนๆ นี้จ้องมองอย่างข่มขู่เขาอีกแล้ว

“เหวินฉาย...เจ้าต้องทานสักหน่อย มิเช่นนั้นท้องเจ้าอาจจะปวดเอาได้นะ” เฮอะ! น้ำเสียงที่กล่าวหรือช่างราวกับห่วงใย แต่หากว่าห่วงใยเขาจริง มีหรือจะจับเขาขังเอาไว้มิยอมให้กลับไปยังจวนสกุลลู่!

“ข้าจะกิน...ก็เมื่อเจ้ายอมปล่อยข้า!” เฉินลี่ฟู่ถอนหายใจมองใบหน้าของคนที่ตนรักอย่างดุดัน

“เจ้ากำลังจะเรียกร้องในสิ่งที่ข้าให้เจ้าไม่ได้ หากเจ้าต้องการอิสระ ก็จงมอบหัวใจของเจ้าให้ข้าเสีย แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ใด ต้องการสิ่งใด ข้าให้เจ้าได้มั้งนั้น”

“ก็ข้ามิได้รักเจ้า!! ในเมื่อเจ้ามีคนรักของเจ้าอยู่แล้ว! จะมาเรียกร้องหาความรักจากข้าเพื่ออะไรอีก!”

“ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วไงว่าซุนเหว่ยมิใช่คนรักของข้า!! ทำไมเจ้าจึงมิเข้าใจเสียที! หยุดยัดเหยียดความรักของข้าให้ผู้อื่นเสียที! เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือที่คนที่ข้ารักผลักไสข้าไปหาผู้อื่นเช่นนี้!”

เหวินฉายมองเฉินลี่ฟู่ที่หอบหายใจด้วยความโกรธ มือหนากำเข้าหากันอย่างต้องการระงับโทสะ ความเดือดดาลในใจของเฉินลี่ฟู่มีมากมายนับตั้งแต่เหวินฉายต้องการจะกลับไปหาลู่เฟยหลง แต่ยังมิเท่าคำว่าไม่รักและการผลักไสเขาให้กับผู้อื่น หัวใจของเฉินลี่ฟู่เจ็บปวดจนแทบจะกระอักเลือด คนตัวเล็กตรงหน้าจะรู้บ้างไหมว่าเขาเจ็บมากแค่ไหน เหวินฉายไม่เคยคิดจะสนใจเขาเลยใช่ไหม! เอาแต่ร่ำร้องหาแต่ลู่เฟยหลงเพราะรักแต่มันใช่ไหม! หากไม่มีมัน...เหวินฉายก็คงจะมองเขาบ้าง “เจ้าคงจะรักมันมากสินะ ลู่เฟยหลงผู้นั้นฮึ!” เหวินฉายมองแววตาที่สะท้อนความเจ็บปวดด้วยหัวใจที่เจ็บมิต่างกันจนต้องเมินหน้าหนีและเลือกจะพูดออกมาให้อีกฝ่ายเลิกเข้าใจตนและนายน้อยผิดเสียที

“มีบ่าวรับใช้คนไหนเล่าจะมิรักนายของตนเอง” เฉินลี่ฟู่แทบจะถลาร่างเข้าไปหาเหวินฉายในทันทีที่ได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย แก้ความเข้าใจผิดในใจของเขาเช่นนี้...เหวินฉายคงมีใจให้เขามิน้อย เมื่อคิดได้เช่นนั้นหัวใจของเฉินลี่ฟู่ก็พองโตจนคับอก รอยยิ้มหวานบนใบหน้าหล่อเหลาทำให้ใบหน้าของเหวินฉายนั้นแดงระเรื่อ

เจ้าลูกเต่านี่! เดี๋ยวก็โกรธเดี๋ยวก็ยิ้ม วิปลาสไปแล้วหรือไร

แต่ความเฉิดฉายที่เปล่งประกายออกมาถึงความสุขของร่างสูงช่างมีอิทธิพลต่อหัวใจของเหวินฉายเสียเหลือเกิน เมื่อได้มองเพียงหางตาหัวใจของเหวินฉายก็ทำงานหนัก เต้นตึกตักด้วยความขวยเขิน หากเป็นหญิงก็คงมิแปลกอะไรแต่นี่...เขาเป็นบุรุษ มิใช่สตรีบอบบางดั่งเช่นคุณหนูเพ่ยผู้นั้น ให้นั่งใบหน้าแดงซ่านหลบเลี่ยงสายตาคมที่จับจ้องมาวาววับก็คงมิใช่ ถังเหวินฉายเชิดใบหน้าขึ้นทั้งๆ ที่แก้มแดงปลั่ง ยิ่งได้มองเห็นชัดแบบนั้นยิ่งทำให้อารมณ์ของเฉินลี่ฟู่ดีขึ้นไปถนัดตา

“เพียงแค่นั้นหรือ....” แม้ว่าจะมั่นใจแต่ก็อยากได้ยินคำยืนยันอีกครั้งจากปากของถังเหวินฉายเอง

“ข้ามิใช่เจ้านี่...จะได้มีใจให้ผู้ใดไปทั่ว!” ถ้อยคำประชดประชันแดกดันมิได้ทำให้เกิดความขุ่นมัว แต่มันกลับยิ้มทำให้เฉินลี่ฟู่ยิ้มกริ่มเข้าไปอีกจนเหวินฉายทำตัวไม่ถูก และรู้สึกพลาดที่ได้กล่าวคำพูดออกไปเช่นนั้น

“ข้ามีใจให้ผู้ใดไปทั่วเสียเมื่อไหร่...แค่มีใจให้เจ้าผู้เดียวก็มิอาจจะเหลือให้ผู้ใดได้อีกแล้ว” ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นสู่ใบหน้าของเหวินฉายไม่หยุด จนร่างบางได้แต่นั่งซุกใบหน้าลงกับเข่าของตนเองเพียงหวังให้หลุดรอดออกจากสายตาคู่นั้นที่ชวนให้เขาเขินอายจนร่างกายแทบจะระเบิดตัวเอง

เจ้าบ้านั่นกล้าดีอย่างไรกล่าวถ้อยคำชวนให้อาเจียนเช่นนี้ แต่เหตุใดหัวใจเขาจึงได้เต้นแรงขึ้นอีกกัน

เฉินลี่ฟู่ขยับกายเดินเข้าไปหาเหวินฉายที่อยู่บนเตียงอย่างช้าๆ ก่อนจะนั่งลงอยู่เบื้องหน้าของเหวินฉายมองร่างบางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเสน่หาอย่างไม่อาจจะปิดบังได้ มือหนาค่อยๆ ลูบใบหูเล็กๆ ด้วยความเอ็นดู จนใบหน้าที่ซบเซาอยู่กับเข่าต้องแหงนเงยขึ้นมา สายตาทั้งสองจ้องมองกันอย่างที่ไม่อาจจะละสายตาจากกันได้ ความรักถูกถ่ายเทให้กันเพียงแค่ได้สบสายตาเฉินลี่ฟู่เลื่อนมือขึ้นมาเกลี่ยแก้มใสอย่างแผ่วเบาก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนแก้มนั้นด้วยความรักใคร่ เหวินฉายนิ่งอึ้งกับการกระทำนั้นแต่ในใจกลับมิได้รังเกียจแต่อย่างใด เพียงแค่ความร้อนสัมผัส ความรู้สึกในใจก็ปะทุขึ้นมาราวกับกำแพงที่ถูกพังทลายลง

เฉินลี่ฟู่ถอนริมฝีปากออกจากแก้มบางอย่างแผ่วเบาก่อนจะจูบซับลงบนเปลือกตาทั้งสองไล่ลงมายังปลายจมูกที่เชิดรั้นและจบลงที่ริมฝีปากจูบที่หวานฉ่ำไม่ต่างจากน้ำผึ้งเป็นเหมือนกับดักที่ใช้หลอกล่อเหยื่อให้เข้ามาหาและยึดเหยื่อเอาไว้ไม่ยอมให้ดิ้นหนีไปไหน จากความอ่อนหวานนุ่มนวลชวนฝันกลับกลายเป็นความร้อนแรงที่เร่งแผดเผาให้ผู้ที่ลุ่มหลงได้มอดไหม้ไปกับมัน

ปลายลิ้นร้อนแทรกเข้าไปเกี่ยวกระหวัดดูดดึงลิ้นของกันและกันอย่างวาบหวาม อารมณ์ของทั้งสองถูกดึงดูดให้จมอยู่ในห้วงแห่งรักที่ไม่อาจจะมีใครมาปลุกให้ตื่นได้ ร่างในอ้อมแขนถูกรัดจนแน่น ฝ่ามือลูบไล้ไปตามแนวกระดูกปลดชุดที่แสนเกะกะออกอย่างชำนาญ เสียงปลายลิ้นที่เกี่ยวกระหวัดกันดังขึ้น มันช่างน่าอายแต่กลับไม่สามารถหยุดยั้งความปรารถนาที่มีต่อกันของคนทั้งคู่ได้เลย

ยิ่งเมื่อถูกกลิ่นกายของอีกฝ่ายมอมเมาสติที่ฉุดรั้งความถูกผิดก็จมดิ่งลงไปจนไม่สามารถกลับเข้ามาห้ามปรามทั้งสองได้ หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดขึ้นจากหัวใจไปยังใบหน้าจนคนอ่อนแรงอย่างถังเหวินฉายหน้าแดงก่ำ หอบหายใจอยู่กับแผ่นอกกว้างของเฉินลี่ฟู่เมื่อถูกถอนริมฝีปากออก เขาไม่คิดจะรีรออะไรอีกแล้ว หลังจากถูกดูดเข้าไปในห้วงอารมณ์แห่งปรารถนาเขาก็ไม่คิดจะหยุดการกระทำใดๆ อีก

สาบเสื้อถูกมือใหญ่เลื่อนลงจากไหล่บางพร้อมกับริมฝีปากที่พรมจูบอย่างแผ่วเบา ใบหน้าหล่อเหลาเลื่อนไปซุกไซร้ซอกคอหอมดูดดึงผิวเนื้อจนขึ้นสีเป็นจุดๆ กระจายไปจนทั่ว เฉินลี่ฟู่มองผลงานของตนด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความพึงพอใจ ยิ่งได้เห็นร่องรอยของการตีตราหัวใจของเฉินลี่ฟู่ก็ยิ่งปรารถนาจะครอบครองเหวินฉายอย่างเต็มตัว สายตาคมเลื่อนลงไปตรงจุดแดงสองจุดที่อดบาง เม็ดไข่มุกสีชมพูสวยช่างยั่วยวนสายตาและเรียกหาปลายลิ้นของเขาได้ดีเสียจนเฉินลี่ฟู่ต้องเลียริมฝีปากแห้งผากของตนเอง

“อ๊ะ อืม”

เหวินฉายคิดสิ่งใดไม่ออกได้แต่แอ่นกายรับปลายนิ้วที่สะกิดยอดเล็ก หยอกเย้าราวกับเอ็นดูมันเหลือเกิน เฉินลี่ฟู่ไล่วนปลายนิ้วไม่หยุดจนเม็ดไข่มุกแข็งขึ้นสู้นิ้ว เรียกเสียงครางหวานผะแผ่วออกมาจากลำคอของเหวินฉายที่ยังคงซบใบหน้าลงกับแผ่อนอกของร่างสูงด้วยความอับอาย ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรงกางออกอย่างไม่อาจจะควบคุมตนเองได้ส่งผลให้แท่งพู่กันสีอ่อนปรากฏขึ้นสู้สายตา ฝ่ามือใหญ่เลื่อนลงไปกอบกุมไว้ ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยส่วนปลายพู่กันเบาๆ จนมันขยับทักทายอย่างรู้งาน

เหวินฉายหอบหายใจด้วยอารมณ์ที่พุ่งสูง ร่างกายเล็กสั่นเทาด้วยความเสียวซ่านที่มิเคยพบพานมาก่อน ความวาบหวามที่แปลกใหม่มันหอมหวานจนล่อหลอกให้เจ้าตัวเปิดร่างกายให้อีกคนได้เห็นทั้งหมดโดยลืมไปว่าการกระทำเช่นนั้นช่างไม่ต่างอะไรกับการเชื้อเชิญให้เฉินลี่ฟู่ลิ้มลอง สมองของเหวินฉายว่างเปล่า ดวงตาทั้งสองปรือมองภาพตรงหน้าแต่กลับมิมีสติมากพอให้ได้ไตร่ตรองใดๆ

ร่างกายที่อ่อนปวกเปียกถูกดันให้นอนราบลงกับเตียง สองแขนกำยำกักร่างที่ไร้สติเอาไว้ราวกับกลัวว่าอีกคนจะได้สติขึ้นมาและหนีหายไป เฉินลี่ฟู่ก้มลงดูดดึงยอดไข่มุกเม็ดสวยเข้าสู่ปากร้อน ตวัดปลายลิ้นหยอกเย้ากับเม็ดไข่มุกจนแผ่นอกของเหวินฉายแอ่นขึ้นรับริมฝีปาก ดวงตาทั้งสองข้างของเหวินฉายปิดสนิท ริมฝีปากเม้มแน่นกลั้นเสียงที่แสนน่าอายมิให้ออกมา หากแต่เสียงที่น่าอายที่สุดกลับมาจากคนบนร่างของเหวินฉายต่างหาก ทุกครั้งที่เฉินลี่ฟู่ดูดดึงเม็ดไข่มุกนั้นมันช่างส่งเสียงที่ชวนให้อับอายเสียเหลือเกิน

เรียวลิ้นร้อนลากลงไปจนถึงแอ่งสะดือเล็ก ไล่วนและกดจูบกับหน้าท้องเนียนอย่างรักใคร่ ในตอนนี้เหวินฉายไม่รู้เลยว่าเสื้อผ้าของตนนั้นหลุดออกจากร่างไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่ในตอนนี้ร่างกายของเขาและเฉินลี่ฟู่กลับไม่เหลือสิ่งใดปกปิด เฉินลี่ฟู่หยัดกายขึ้นมองใบหน้างามที่แดงระเรื่อไปด้วยพิษรักที่เขาได้มอบให้ด้วยสายตาเสน่หา ผมสีน้ำตาลแผ่กระจายส่งให้ใบหน้าของเหวินฉายดูยั่วยวนยิ่งขึ้น แท่งพู่กันของเฉินลี่ฟู่ร่ำร้องเรียกหาถ้ำมังกรของเหวินฉายจนปวดหนึบไปทั้งร่าง ความร้อนในร่างเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ

เจ้าจะยั่วอารมณ์ของข้ามากเกินไปแล้ว ฉายเอ๋อร์

“ดะ เดี๋ยว! อ๊ะ เจ้าจะทำ อื้อ อะไร” เหวินฉายผวาร่างขึ้นมาเบิกตากว้างมองแท่งพู่กันของตนที่เคยถูกสัมผัสด้วยฝ่ามืออุ่นๆ แต่ตอนนี้กลับถูกแทนที่ด้วยริมฝีปากร้อนที่ครอบครองมันจนหมด ลิ้นสีชมพูเลียไปตามความยาวของแท่งพู่กันร้อนก่อนที่จะถูกดูดกลืนจนไม่เหลือให้เห็น

“อ๊า หยะ อ๊ะๆ” เพราะความเดียงสาในเรื่องคาวโลกีย์ เพียงถูกครอบครองจนสุดตัวตนน้ำหมึกสีขาวร้อนก็พวยพุ่งออกมาเต็มปากของเฉินลี่ฟู่จนกลืนกินแทบไม่หมด

“เจ้า...รวดเร็วเกินไปแล้ว มิเคยมีใครแตะต้องกายเจ้าหรอกหรือ” เหวินฉายกัดริมฝีปากแน่นด้วยความอับอาย หลบตาหนีไม่กล้ามองใบหน้าของเฉินลี่ฟู่สักนิด

“ข้าจะไปเคยได้อย่างไร ข้ามิใช่เจ้านะ” เพียงคำตอบสั้นๆ กับวาจาที่ประชดประชันกลับทำให้เฉินลี่ฟู่ลิงโลดจนอดทนกลั้นความต้องการเอาไว้อีกไม่ไหวแล้ว

“เหวินฉาย...ข้าขอโทษ”

“อะ อะไร อ๊ะ โอ๊ย! อึก!”

ขาข้างหนึ่งของเหวินฉายถูกรั้งขึ้นพาดบ่ากว้างก่อนที่จะถูกบางสิ่งที่แข็งแกร่งราวหินจ่ออยู่ตรงปากทางจีบรัก ร่างสูงดันสะโพกพาแท่งพู่กันฝืนเข้าไปภายในอย่างแรงจนเหวินฉายที่เคยยินยอมพร้อมใจนอนนิ่งๆ นั้น บัดนี้กลับกลายเป็นแมวตัวใหญ่ที่ขู่ฟ่อ ใช้เล็บข่วนไปตามท่อนแขน อกกว้างและแผ่นหลัง น้ำตาไหลเอ่อล้นออกมาทั้งสองตา ใบหน้าที่แสนยั่วยวนสะบัดหน้าหนีริมฝีปากร้อนที่หมายจะมอบจูบแสนหวานให้แทนคำขอโทษด้วยความโกรธเคือง แต่ไม่ว่าจะทุบ จะตีจะทำอะไรรุนแรงแค่ไหนเฉินลี่ฟู่ก็ยังคงกอดรัดร่างของเขาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

มันเจ็บจนแทบจะตาย เจ็บจนอยากหยุดแค่นี้

แต่เพียงแค่เห็นสีหน้าทุกทรมานจากการฝังร่างเข้ามาในตัวเหวินฉายแล้วไม่ได้ปลดปล่อย ซ้ำจีบรักของเหวินฉายยังบีบรัดจนแท่งพู่กันอันใหญ่โตแทบจะหักยิ่งทำให้เหวินฉายไม่กล้าขยับตัวมากนัก ถึงแม้ว่าจะเจ็บจากการรุกรานแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็มิได้มีความสุขนักหรอก เหวินฉายหยุดต่อต้านนอนนิ่งมองใบหน้าที่เหยเกอย่างสงสารระคนเห็นใจ ดูเหมือนว่าความทรมานของเราคงจะมีเท่ากันเสียแล้ว

“เจ็บ...” น้ำเสียงของเหวินฉายบอกได้ดีถึงความเจ็บปวดที่กำลังเผชิญ ยิ่งได้ยินหัวใจของเฉินลี่ฟู่ก็ยิ่งอ่อนยวบ

นอนกับใครมาก็มาก มิใช่เด็กน้อยอ่อนเดียงสา แต่เหตุใดเขาจึงได้ยับยั้งอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ ฝืนดึงดันเข้าไปจนคนที่รักต้องร่ำร้องบอกว่าเจ็บปวด

น่าอับอายยิ่งนัก!

“มองหน้าของข้าเหวินฉาย ข้าขอโทษที่ไม่อาจจะยั้งตัวเองจนทำให้เจ้าเจ็บ แต่เชื่อข้า ได้โปรดเถิด ข้าสัญญาว่าจะทำให้เจ้ามีความสุขอย่างแน่นอน ให้ข้าแก้ตัวเถิด” คำกล่าวขออภัยช่างสั่นเครือเจือปนไปด้วยความหวาดกลัว เฉินลี่ฟู่ไม่มั่นใจเลยว่าคนใต้ร่างจะถือโอกาสนี้ตัดสัมพันธ์หรือหยุดสิ่งที่กระทำอยู่หรือไม่ แต่เขาก็ยังอยากจะพาเหวินฉายไปยังฝั่งฝัน ให้เหวินฉายได้รู้จักความสุขสมที่รออยู่ข้างหน้าแทนที่จะจดจำเพียงความปวดร้าวในคราแรก เหวินฉายเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าหันหนีสายตาเว้าวอนอย่างลังเลใจ

“หากข้าเจ็บ ข้าจะไม่ให้เจ้าแตะต้องตัวข้าอีก!” เสียงขู่ที่มาพร้อมกับใบหน้าที่แดงซ่านมิได้ทำให้เฉินลี่ฟู่เกรงกลัวแม้แต่น้อย กลับทำให้เอ็นดูเสียมากกว่า รอยยิ้มของเฉินลี่ฟู่ทำให้ใบหน้าที่แดงยิ่งแดงเข้าไปอีก ในตอนนี้นั้นร่างกายของเหวินฉายเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการตีตราจากริมฝีปากหนา ส่วนล่างกำลังบีบรัดแท่งพู่กันใหญ่โตเอาไว้ หยาดสีแดงเปรอะเปื้อนแท่งพู่กันร้อนราวกับเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกได้ถึงความบริสุทธิ? ของเหวินฉาย

“ข้าจะค่อยๆ จะไม่ทำให้เจ้าเจ็บอีก”

“อ๊ะ อืม”

ริมฝีปากถูกประกบจูบอย่างนุ่มนวล ดูดดึงกลีบปากบางอย่างละเมียดละไมราวกับต้องการซึมซับความหอมหวานเอาไว้ให้นานก่อนจะถอนออกแล้วกดจูบลงไปอีกครั้งอย่างร้อนแรง สอดลิ้นเกี่ยวกระหวัดกันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ ลมหายใจหอบถี่ สติล่องลอยด้วยความวาบหวามจากรสจูบที่เร่าร้อน มือใหญ่ชักนำให้แท่งพู่กันสีอ่อนกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เรียกเสียงครางหวานแผ่วออกมาจากลำคอของเหวินฉายได้อย่างดี

สะโพกหน้าค่อยๆ ขยับถอดถอนเอาแท่งพู่กันร้อนออกมาช้าๆ จนเกือบจะหลุดออกจากจีบรัก ก่อนที่จะกดเข้าไปใหม่โดยไม่เร่งรีบ เฉินลี่ฟู่ทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจแล้วว่าจีบสีสวยเริ่มตอดรัดถี่ๆ และอ่อนนุ่มลงกว่าเดิมจึงเริ่มขยับเน้นจังหวะให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น เหวินฉายส่งเสียงครางอย่างเสียวซ่าน บิดเร้าร่างกายอย่างทนเอาไว้ไม่ไหว สองแขนยกขึ้นโอบกอดลำคอหนาจิกผิวเนื้อลงไปอย่างแรงเพียงเพื่อต้องการระบายความกระสันที่จู่โจมอย่าหนัก

เสียงหอบหายใจดังผสมปนเปกับเสียงครางต่ำๆ จนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของใคร เหวินฉายได้แต่สะบัดหน้าไปมาเอเฉินลี่ฟู่เร่งเร้าจังหวะขึ้นกระแทกกายเข้าออกอย่างแรงจนตัวโยน เขาแทบจะตายเพราะความเสียวซ่านที่ได้รับ ยิ่งถูกเจ้าแท่งพู่กันนั่นเสียดสีเข้าออกไม่หยุดยั้งอารมณ์ของเหวินฉายก็ยิ่งแทบจะระเบิดออก จนเมื่อสะโพกของเฉินลี่ฟู่หยุดลงทั้งที่ยังคงไม่ถึงฝั่งฝัน เหวินฉายก็ยิ่งดิ้นพล่านอย่างทนไม่ไหว

“อึก! ฮะ อือ” ร่างบอบบางสะอื้นเบาๆ หยาดน้ำสีใสคลออยู่ที่ดวงตาจนฉ่ำวาวเพียงแค่หลับตาลงก็ไหลออกมาจนเปื้อนแก้มทั้งสองข้าง เฉินลี่ฟู่ปาดไล่หยาดน้ำตาและจูบซีบเหงื่อให้คนใต้ร่างอย่างอ่อนโยน ก่อนจะจับร่างกายบอบบางให้พลิกคว่ำลงกับเตียงทั้งที่ร่างกายยังคงเชื่อมต่อกันอยู่ สะโพกเล็กถูกยกขึ้นสูงแต่เหวินฉายไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะยันกายขึ้นด้วยซ้ำ จึงได้แต่ปล่อยให้เฉินลี่ฟู่กระทำตามใจ

“อา ฮื่ม!”

เพียงแค่ขยับกายออกก็ถูกจีบแดงบีบรัดแน่นจนร่างสูงได้แต่แหงนเงยใบหน้าขึ้นร้องครางเสียงต่ำ กระแทกร่างกายเข้าหาเป็นจังหวะอย่างรุนแรงจนร่างบางแทบจะกรีดร้องออกมา มือเล็กกำผ้าปูเตียงเอาไว้จนแน่นหลับตาร้องครางจนเสียงหวานแหบแห้งก็ยังไม่สามารถลดความเสียวซ่านลงไปได้ กลับยิ่งเพิ่มมันมากขึ้นจนต้องตอดรัดแท่งพู่กันที่รุกล้ำอยู่ภายในอย่างแรงทุกครั้งที่ถูกถอนกายออก

“ไม่ไหว แฮกๆ ข้า อ๊า ไม่ไหวแล้ว”

“ฉายเอ๋อร์ อา ยอดรักของข้า” เพียงได้ยินว่ายอดดวงใจใกล้จะถึงฝั่งฝัน สะโพกหนาก็ยิ่งเร่งจังหวะกระแทกกายเข้าออกระรัวจนคนใต้ร่างร้องครางไม่เป็นภาษา มือหนาจับแท่งพู่กันสีอ่อนของเหวินฉายขยับรูดรั้งไปตามจังหวะเดียวกันกับสะโพกตัวเองหนักๆ จนในที่สุดน้ำหมึกสีขาวขุ่นที่ร้อนผ่าวก็ถูกปล่อยออกมาจากปลายพู่กัน เมื่อเหวินฉายปลดปล่อยความต้องการลงแล้ว เฉินลี่ฟู่ก็จับสะโพกของคนตรงหน้าเอาไว้รับการกระแทกครั้งสุดท้ายที่แสนรุนแรงและฉีดพ่นน้ำหมึกเข้าไปในจีบรักจนล้น

สองร่างหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เฉินลี่ฟู่ค่อยๆ ถอดถอนแท่งพู่กันออกอย่างช้าๆ จนเหวินฉายนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะกดจูบไปตามแผ่นหลังและไหล่บาง ปลายนิ้วสะกิดเม็ดไข่มุกด้านหน้าเล่นสร้างความรู้สึกเสียวซ่านให้เหวินฉายอีกครั้ง แต่ก็ถูกมือบางจับไว้ไม่ยอมให้อีกฝ่ายกระทำได้ตามใจ จีบรักของเขาในตอนนี้เจ็บเกินกว่าจะรับมือกับอีกคนได้ไหวอีกแล้ว และดูเหมือนว่าเฉินลี่ฟู่จะยอมเลิกราแต่โดยดี

“ไม่...ข้าไม่ไหวแล้ว ข้ายังเจ็บอยู่เลย” แม้จะน่าอายแต่เหวินฉายก็คิดว่าควรจะบอกอีกฝ่ายไปตามตรงจะดีกว่า เฉินลี่ฟู่ขยับพลิกร่างของเหวอนฉายให้หันหน้ากลับมา สบสายตาของร่างบางแล้วส่งยิ้มให้อย่างรักใคร่เอ็นดู

“เช่นนั้นข้าจะสอนเจ้า โดยไม้ข้าไปในตัวเจ้าก็แล้วกัน”

จบคำกล่าวเฉินลี่ฟู่ก็สอนร่างบางจนครบทุกสิ่งที่ควรรู้ โดยมิได้สนใจเลยว่าเหวินฉายนั้นใคร่อยากจะรู้หรือไม่ ทั้งมือและริมฝีปากสัมผัสเหวินฉายไปทั่วทุกส่วน ไม่มีตารางนิ้วใดที่รอดพ้น เขาทำการตีตราร่องรอยแห่งรักเอาไว้จนทั่ว เหวินฉายได้แต่หอยหายใจไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืนส่งเสียงร้องครวญครางอย่างสุขสมจนเหนื่อยอ่อน เฉินลี่ฟู่ไม่ได้โกหก เพราะเขามิได้ล่วงล้ำเข้าไปในกายของร่างบางเลยแม้แต่น้อย หากแต่ภายนอกนั้น ไม่มีจุดใดที่รอดพ้นการสำรวจไปได้เลย

ค่ำคืนที่เหน็บหนาวจึงไม่หนาวอีกเมื่อความร้อนจากอารมณ์ปรารถนาถูกจุดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบลง เหวินฉายถูกชักนำให้ปลดปล่อยหยาดหมึกสีขาวขุ่นออกมานับครั้งไม่ถ้วย และมันยังคงจะเป็นเช่นนั้นต่อไป หากอีกคนไม่ยอมปล่อยให้ได้หยุดพักโหมกระหน่ำความเสียวซ่านให้เหวินฉายมัวเมาและหลงใหล เพียงเพราะเหตุใดผลเดียวเท่านั้น

คือการทำให้อีกคนติดใจในรสสัมผัส จนขาดเขาไม่ได้อีกเลย



TBC



ดะ เดี๋ยวนะ! นี่เขากำลังกินกันใช่ไม๊! อ๊ากกกก ปิดตาาาาา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:17:33 โดย llมว_น้oe »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1928
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[18]


ล่วงเลยเวลามาจนแดดเริ่มแรง ร่างของเฉินลี่ฟู่และถังเหวินฉายยังคงนอนก่ายกอดกันอย่างเป็นสุข ช่างเป็นบรรยากาศที่แสนสุขเสียเหลือเกิน ภายในห้องแม้จะคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นแห่งห้วงสวาท ทว่ากลับอบอวลไปด้วยความรักใคร่ของกันและกัน ใบหน้าที่หลับพริ้มมีรอยยิ้มแต่งแต้มราวกับกำลังอยู่ในห้วงความฝันที่แสนสุข เฉินลี่ฟู่ลืมตาตื่นขึ้นมาก่อน สายตาคมไล่มองใบหน้าของคนรักในอ้อมแขนที่ยังคงหลับใหลอย่างเหนื่อยอ่อนจากกิจกรรมแห่งรักที่เขาตักตวงเฝ้าสอนเหวินฉายทั้งคืน

มือหนาปัดเอาปอยผมที่ปกคลุมใบหน้าใสออกอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าจะรบกวนความฝันที่แสนสุขของอีกคน ริมฝีปากกดจูบแผ่วเบาลงบนแก้มใสอย่างรักใคร่เอ็นดู ก่อนที่จะลุกขึ้นสวมใส่เสื้อผ้าและเดินออกไปจากห้องทันที ในเมื่อเหวินฉายเต็มใจที่จะให้เขาได้รัก ก็ไม่จำเป็นจะต้องปิดบังและกักขังใดๆ อีก เฉินลี่ฟู่สั่งให้เด็กรับใช้เตรียมน้ำให้เรียบร้อยก่อนที่คนบนเตียงของเขาจะตื่นขึ้นมา เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมไว้จนเรียบร้อย ร่างหนาของเฉินลี่ฟู่ก็เดินเข้าไปหาเหวินฉายช้าๆ นั่งลงเคียงข้างกายบางที่ยังจมอยู่ในห้วงนิทราไม่ยอมตื่น

แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดู โน้มกายลงจุมพิตไหล่เล็กเบาๆ ก่อนจะขยับเข้ามาจุมพิตที่หลังคอ กลิ่นกายของเหวินฉายช่างกระตุ้นอารมณ์ความปรารถนาให้ตื่นขึ้นมาเหลือเกิน แต่เขาก็ทำอะไรมิได้นอกจากอดทนเท่านั้น ร่างกายที่แสนจะบอบบางนี้ถูกเขาที่ห้ามใจไว้ไม่ไหวกระทำรุนแรงจนบอบช้ำ จีบรักยังคงบวมแดงจากที่สังเกตเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาจนน่าสงสาร เฉินลี่ฟู่จึงได้แต่ข่มอารมณ์เอาไว้ สูดลมหายใจเอากลิ่นหอมจากร่างกายเหวินฉายเข้าปอดแทน

เหวินฉายขยับกายเมื่อรับรู้ถึงสันจมูกของใครบางคนคลอเคลียอยู่บริเวณต้นคอด้านหลังจนต้องย่นคอหนี เปลือกตากะพริบถี่ๆ เพื่อเรียบเรียงเหตุการณ์อีกครั้งในสมอง ก่อนที่ใบหน้าของเหวินฉายจะแดงซ่านไปด้วยความเขินอาย

“ตื่นแล้วหรือ...อยากอาบน้ำเลยหรือไม่” เหวินฉายเอียงหน้าหลบริมฝีปากซุกซนที่ก้มลงมาหวังจะสูดดมแก้มใสนั่นแรงๆ ให้หายอยาก

“พอแล้ว...ข้าเหนียวตัวไปหมดแล้วนะ”

“ข้าให้คนเตรียมน้ำอุ่นไว้แล้ว มาเถิด...ข้าจะพาเจ้าไปเอง”

“เอ๊ะ ดะ เดี๋ยว!” ครั้นจะห้ามก็มิทันได้เอ่ย ร่างบางของเหวินฉายก็ถูกยกขึ้นมาแนบอกไว้ในท่าเจ้าสาว สองแขนรีบกอดคอของเฉินลี่ฟู่อย่างรวดเร็วด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำร่างของตนหลุดมือและร่วงลงสู่พื้น ร่างกายที่ไร้สิ่งใดปกปิดเผยให้เห็นทุกสัดส่วนจนดวงตาของเฉินลี่ฟู่พราวระยับ ยิ่งมองเห็นร่องรอยสีกุหลาบที่ถูกทำไว้ทั่วร่างยิ่งพึงพอใจจนแท่งพู่กันที่เคยหลับสนิท บัดนี้ได้ผงาดขึ้นมาทักทายเสียแล้ว

เหวินฉายใบหน้าแดงก่ำยามถูกจับจ้องอย่างทะลุปรุโปร่ง แม้ว่าใจจะอยากหาอะไรสักอย่างมาปิดผิวกายมิให้ถูกจับจ้องโดยเจ้าบ้าลามกเช่นนี้ก็ตามที แต่ด้วยถูกอุ้มอยู่ในวงแขนก็มิสามารถทำสิ่งใดได้นอกเสียจาก ยอมรับมันอย่างกระดากอาย เจ้าลูกเต่าโง่เง่าตนนี้ช่างเดินช้าเสียจริง พิรี้พิไรเสียจนเขาคิดว่าหากให้เขาก้าวเดินไปเองยังเร็วกว่าเสียอีก!

ในที่สุดร่างของเหวินฉายก็มาถึงอ่างไม้ใบใหญ่ที่มีน้ำอยู่ภายในพร้อมกับกลับบุปผานานาพันธุ์ที่ส่งกลิ่นหอมผ่อนคลายให้กับร่างในอ้อมแขนอย่างดี ตัวเฉินลี่ฟู่เองก็รีบวางร่างกายของเหวินฉายลงในน้ำ ก่อนที่ตนเองจะปลดเปลื้องชุดที่สวมใส่ออกจากกายและตามลงไปอีกคน การต้องนั่งเผชิญหน้ากันในถังไม้ใบใหญ่ที่ไม่ได้ใหญ่มากมายให้หลบเลี่ยงไปที่ใดได้นั้น ช่างชวนให้เหวินฉายรู้สึกแปลกๆ วางตัวไม่ถูก สายตาของเฉินลี่ฟู่เองก็มิได้ลดความร้อนแรงลงไปเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทวีคูณขึ้นเสียด้วยซ้ำ เหวินฉายพยายามหันหลังให้หากแต่มันกลับเป็นการเปิดทางให้อีกคนเสียมากกว่า เมื่อร่างบอบบางถูกดึงเข้าหาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวจนแผ่นหลังสัมผัสกับอกกว้างอย่างแรง ไหนจะแท่งพู่กันร้อนที่กำลังเสียดสีอยู่กับช่วงล่างของเหวินฉายอีกเล่า มันช่างน่าอายเสียจริงที่ต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้

“เจ้าช่างยั่วใจข้ายิ่งนัก ฉายเอ๋อร์”

“ข้ามิได้ทำอะไรเสียหน่อย เจ้ามันหื่นเองต่างหาก!” มือบางตีน้ำให้กระเซ็นเข้าใบหน้าหล่อเหลาของเฉินลี่ฟู่เต็มๆ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้โกรธกลับหัวเราะชอบใจเสียด้วยซ้ำ มือหนายกขึ้นมาลูบเอวบางอย่างหยามใจ ดวงตาหรือก็ช่างพราวระยับไปด้วยความเจ้าเล่ห์จนเหวินฉายนึกหวั่นเลยต้องรีบคว้ามือนั้นเอาไว้ ไม่ยอมให้ลูบไล้ไปไกลกว่านี้

“อย่าห่วงไปเลย ข้ามิได้จะรังแกเจ้าแต่อย่างใด ข้าเพียงจะช่วยเจ้าเอา ‘สิ่งนั้น’ ออกมาให้เจ้าได้สบายตัว”

สิ่งนั้นที่เฉินลี่ฟู่หมายถึงคงจะมิใช่สิ่งอื่นใดนอกจากหยาดหมึกสีขาวขุ่นที่อีกฝ่ายปลดปล่อยเอาไว้ในร่างของเขา เหวินฉายได้แต่นั่งหน้าแดงตัวแดงด้วยความอาย ไม่กล้าขยับพยักหน้าหรือส่ายหน้าปฏิเสธด้วยรู้ดีว่าเขาเองนั้น ไม่ได้ชำนาญเรื่องนี้จนรู้วิธีที่อีกฝ่ายกำลังบอก ใบหน้าเล็กจึงทำเพียงเอียงซบกับไหล่กว้างปล่อยกายให้อีกฝ่ายกระทำตามใจต้องการ

เฉินลี่ฟู่มองท่าทางที่โอนอ่อนลงกับผิวกายที่ขึ้นสีระเรื่อเช่นเดียวกับเสี้ยวใบหน้าที่เขาได้เห็นก็พอจะรู้ว่าเหวินฉายอายเหลือเกิน ในตอนนี้เขาจะสนใจกับความอายที่เหวินฉายแสดงออกมาไม่ได้ เฉินลี่ฟู่ค่อยๆ ไล่ปลายนิ้วลงไปจนถึงส่วนล่างที่อับสายตา ยกสะโพกบางขึ้นมาน้อยๆ ก่อนที่จะสอดปลายนิ้วเข้าไปข้างในช้าๆ ทีละนิ้ว จนจีบรักที่แดงช้ำดูดกลืนนิ้วเรียวของเฉินลี่ฟู่ทั้งสองนิ้ว

“อ๊ะ” เสียงครางหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากบางอย่างสุดจะกลั้น เมื่อถูกนิ้วเรียวทั้งสองคว้านลึกจนแตะเข้ากับจุดซ่านภายใน แท่งพู่กันสีสวยด้านหน้าเริ่มตื่นขึ้นมา ปลายพู่กันโผล่ขึ้นมาจนพ้นน้ำราวกับจะประจานความรู้สึกที่เหวินฉายกำลังรู้สึกให้ร่างหนาที่ตนกำลังพิงกายอยู่ได้รู้

เสียงหอบหายใจที่ผสมปนเปกับเสียงครางกระเส่าทุกครั้งที่เฉินลี่ฟู่ขยับปลายนิ้วเข้าออกทำให้แท่งพู่กันของร่างสูงเต้นเร่าจนปวดหนึบ อยากจะชอนไชเข้าไปสำรวจจีบบอบบางที่รัดแน่นในค่ำคืนที่ผ่านมาอีกครั้ง อยากจะขยับกายกระแทกพาแท่งพู่กันแท่งนี้เข้าไปให้ลึกที่สุดจนปลดปล่อยออกมาเมื่อถึงปลายฝัน เฉินลี่ฟู่ครางต่ำๆ ในลำคอ ยิ่งนิ้วของเขาถูกรัดแน่นเท่าไหร่ ร่างสูงก็อดจินตนาการไม่ได้ว่านั่นคือแท่งพู่กันของตนจนเผลอกดปลายนิ้วเข้าออกอย่างแรงและเร็วจนถูกเหวินฉายจิกเล็บลงบนท่อนแขนใหญ่เพื่อระบายความเสียวซ่าน

สายตาของเหวินฉายลอยไปพร้อมกับสติ ในหัวขาวโพลนจนไม่สามารถคิดอะไรได้อีก รู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อถูกยกสะโพกขึ้นและถูกบางสิ่งแทนที่ปลายนิ้วทั้งสอง เอวบางถูกจับกดลงมาจนสูดความยาว เสียงครางดังลั่นตัวสั่นจนน่าสงสาร สองมือต้องเกาะถังไม้เอาไว้เพื่อพยุงร่างกายไม่ให้ลอยขึ้นไปพร้อมๆ กับอารมณ์ที่กำลังพุ่งขึ้นสูง

“อ๊ะๆ อ๊า อึก แฮกๆ อ๊า”

“อา ซี๊ด ฮึ่ม!” จีบรักบีบรัดจนแท่งพู่กันแทบจะแตกหัก จนเจ้าของได้แต่จับเอวบางขึ้นมาเร่งจังหวะกระแทกกายระรัวจนศีรษะเล็กต้องแหงนเงยใบหน้าขึ้นร้องครวญครางแทบไม่เป็นภาษา น้ำในถังกระเพื่อมขึ้นจนเป็นคลื่น จากความร้อนที่แสนอบอุ่นกลับกลายเป็นน้ำที่เย็นชืดแต่ความเย็นนั้นกลับไม่สามารถดับไฟรักที่แสนเร่าร้อนจากทั้งสองได้เลย แต่ความร้อนจากความเสน่หานั้นต่างหากที่เปลี่ยนความเย็นชืดให้กลับกลายเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้น

ร่างของเหวินฉายถูกจับโน้มไปด้านหน้าในขณะที่เฉินลี่ฟู่ขยับกายขึ้นมาดึงแท่งพู่กันร้อนเข้าออกอย่างเพลิดเพลินใจ เสียงครางกระเส่าและเสียงหอบหายใจดังขึ้นจนแยกกันแทบไม่ออก กายบางบิดเร่าพร้อมกับขยับสะโพกขึ้นรับแท่งพู่กันมากขึ้นกว่าเดิม เฉินลี่ฟู่ที่ตอนนี้ถูกบีบรัดจนหน้าเหยเกใกล้จะถึงฝั่งฝันเต็มทีจึงเอื้อมมือมาด้านหน้ากอบกุมแท่งพู่กันของคนตัวเล็กเอาไว้แน่น ขยับมือเร่งเร้าให้เหวินฉายไปถึงฝั่งพร้อมกัน จีบรักที่เริ่มบีบตัวถี่ขึ้นทำให้เฉินลี่ฟู่เร่งกายขึ้นกว่าเดิมจนเมื่อใกล้จะปลดปล่อยจึงได้ดึงแท่งพู่กันออกมาก่อนจะพ่นน้ำหมึกสีขาวลงบนแผ่นหลังเนียนแทนการปลดปล่อยเข้าสู่ภายใน ด้วยไม่อยากให้เหวินฉายต้องลำบากกับการต้องนำหยาดรักของเขาออกจากกายอีกครั้ง

มือใหญ่จับร่างของเหวินฉายให้เอนตัวลงมาพิงอก ก่อนจะอุ้มร่างเล็กๆ นั้นขึ้นจากน้ำทั้งที่เหวินฉายยังคงหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า หากใครมาพบเห็นคงจะรู้สึกว่าช่างเป็นภาพที่ชวนให้เอ็นดูเหลือเกิน แต่คงจะมิมีผู้ใดมาพบเห็นได้หรอก เพราะคนอย่างเฉินลี่ฟู่...ไม่มีทางให้ผู้ใดได้เห็นเรือนร่างของภรรยาเขาเด็ดขาด ไม่มีวัน!





•~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~•





เกี้ยวสกุลลู่ถูกวางลงตรงหน้าบ้านหลังเล็กที่อยู่ห่างจากผู้คนมากมาย ความเงียบสงบยังคงเป็นเช่นวันก่อนที่นางมา แต่ครานี้มิได้เหมือนกันเพราะเขามาที่นี่เพียงลำพังแม้จะมีสาวใช้มาด้วยแต่นางก็มิได้พาหญิงผู้นั้นที่ทำให้นางเข้าใจบุตรชายผิดๆ มาให้เป็นที่รังเกียจ อี้เหม่ยหลินเดินเข้าไปด้านในอย่างองอาจ ท่าทางของนางเหมือนดั่งนางพญาที่สูงส่งจนเหล่าสาวใช้อดไม่ได้ที่จะชื่นชม

ซ่งหยุนเฟิงที่กำลังทำสมาธิได้ลืมตาขึ้นมาเมื่อรับรู้ถึงการมาของใครบางคน เขาลุกขึ้นเดินออกไปต้อนรับโดยที่สีหน้าของเขานั้นยังคงเรียบเฉย เพียงเปิดประตูออกมาซ่งหยุนเฟิงก็พบกับร่างของอี้เหม่ยหลินที่ส่งยิ้มให้เขาอย่างดีใจเหลือเกินที่ได้พบเขา ทั้งที่แววตาทั้งสองเต็มไปด้วยความรู้สึกเกรงใจเหลือเกินที่ต้องมารบกวนซ่งหยุนเฟิงอีกครั้ง ซ่งหยุนเฟิงยิ้มรับก่อนจะเดินออกมาหาด้วยท่าทีที่สำรวม

“ฮูหยินลู่ มีธุระอันใดกับข้าหรือ?” อี้เหม่ยหลินลังเลที่จะพูดออกมา แต่เมื่อมาถึงที่แล้วจะให้กลับไปมือเปล่าก็มิใช่เรื่องที่นางจะยอมรับ

“อภัยที่ข้ามารบกวนท่านนักพรต เพียงแต่ข้าอยากจะเชิญท่านไปที่จวนของข้า ได้หรือไม่เจ้าคะ” มือหนายกขึ้นลูบเคราตนเองก่อนจะครุ่นคิด แต่เมื่อได้เห็นแล้วว่าท่าทีของฮูหยินลู่นั้นไม่เหมือนเก่า มิได้มีความหวาดกลัวและโกรธเคือง กลับมีเพียงความแคลงใจต่อบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น ซ่งหยุนเฟิงจึงมีท่าทีที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาทำงานด้านนี้ก็จริงอยู่ แต่เขามิเคยได้ดูถูกดูแคลนหรือรังเกียจพวกปีศาจและวิญญาณใดๆ เลย เหตุเพราะทุกสิ่งล้วนมีเหตุและผลที่ยังคงอยู่ ทุกชีวิตย่อมมีความต้องการที่ยังไม่สมบูรณ์ทั้งนั้น

อี้เหม่ยหลินรู้สึกแปลกใจ ที่เมื่อมองดีๆ อีกครั้งสายตาที่เคยเย็นชานั้นกลับกลายเป็นความอ่อนใจ นี่นางทำสิ่งใดผิดหรือไม่นะ หรือนางจะรบกวนท่านนักพรตเกินไป อี้เหม่ยหลินอดไม่ได้ที่จะละอายแก่ใจ ด้วยนางรู้ดีว่าการมาของนางในทุกครั้งล้วนแต่นำปัญหามาให้นักพรตซ่งช่วยล้วนๆ คราวก่อนก็เรื่องยันต์ ครานี้นางยังคิดจะให้ท่านนักพรตช่วยยืนยันว่าหยางเถานั้นเป็นปีศาจจริงหรือไม่

“ต้องขออภัยฮูหยินลู่จริงๆ แต่ในคืนนี้นั้นข้ามิอาจจะไปที่จวนของท่านได้...แต่ถ้าหากเป็นคืนพรุ่งนี้ ยามซวี ข้าพอจะมีเวลาอยู่บ้าง” เหม่ยหลินที่คราแรกได้ยินคำปฏิเสธนั้นย่อมมีสีหน้าผิดหวังอยู่บ้าง แต่เมื่อซ่งหยุนเฟิงกล่าวออกมาว่าเป็นคืนพรุ่งนี้ นางจึงยิ้มออกมาอย่างดีใจ

“ได้เจ้าค่ะ ขอเพียงท่านนักพรตยอมไปที่จวนของข้าเพื่อยืนยันบางสิ่ง ข้าก็ขอบคุณท่านมากแล้ว” เหม่ยหลินหยิบถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อของตนเองก่อนจะยื่นออกไปให้ซ่งหยุนเฟิง

“นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยที่ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าค่ะ” ซ่งหยุนเฟิงยื่นมือออกมารับถุงเงินก่อนจะเปิดมันออกและหยิบเงินออกมาเพียงสองก้อนเท่านั้น ก่อนที่จะยื่นถุงเงินคืนกลับไปให้อี้เหม่ยหลิน

“ข้ารับได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือก็ขอให้ท่านนำไปทำบุญเถิด”

“เจ้าค่ะท่านนักพรต ขอบคุณท่านมาก ข้าและครอบครัวจะรอท่านในคืนพรุ่งนี้ยามซวีนะเจ้าคะ” เหม่ยหลินรับถุงเงินคืนและย้ำวันเวลาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ซ่งหยุนเฟิงเพียงแค่พยักหน้ารับ ก่อนจะส่งอี้เหม่ยหลินขึ้นเกี้ยวกลับไป

ใครเล่าจะรู้ว่าทุกอย่างอยู่ในสายตาของเพ่ยเยว่เผิงทั้งสิ้น นางได้แต่กำมือแน่นมองร่างของอี้เหม่ยหลินในเกี้ยวด้วยความคับแค้นใจ หากเป็นเช่นนี้แล้วคงไม่พ้นว่าท่านป้าคงไม่เชื่อในคำของนางที่บอกไป ก็ดี...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องดีต่อกันอีก! เพ่ยเยว่เผิงมองร่างของสาวใช้ที่นางให้ไปลอบฟังการสนทนาของอี้เหม่ยหลินและซ่งหยุนเฟิงวิ่งกลับมาหานาง ใบหน้าของนางนั้นบัดนี้ล้วนเต็มไปด้วยความโกรธแค้นใจจนแทบจะเก็บเอาไว้ไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดที่อี้เหม่ยหลินและสกุลลู่คิดจะกระทำ นางจะไม่มีวันให้มันจบลงอย่างเป็นสุข

เมื่อนางมิใช่ผู้ที่ได้ครอบครอง ก็ไม่สมควรที่ผู้ใดจะได้เช่นกัน!

“ว่าอย่างไร...”

“เรียนคุณหนู ข้าน้อยได้ยินฮูหยินลู่เชิญท่านนักพรตซ่งไปหาที่จวนเจ้าคะ” เพ่ยเยว่เผิงขมวดคิ้ว แต่สายตากลับมิได้ลดความโกธาลงเลยแม้แต่น้อย

“เชิญไปเพื่ออะไร”

“เอ่อ...ข้าน้อยมิแน่ใจ ตะ แต่ ได้ยินว่าจะให้ท่านนักพรตซ่งไปเพื่อยืนยันบางสิ่งเจ้าค่ะ ข้าน้อยได้ยินเพียงเท่านั้นเจ้าค่ะคุณหนู” นางรีบละล่ำละลักตอบอย่างเกรงๆ เมื่อถูกเพ่ยเยว่เผิงจับจ้องด้วยความไม่พอใจ

“ยามใด?”

“ยามซวีเจ้าค่ะ”

เพ่ยเยว่เผิงที่ได้ยินคำตอบที่พึงพอใจก็หมุนตัวเดินออกไปจากจุดที่กำลังยืนอยู่ทันที ตลอดทางที่นางเดินผ่านสายตาที่จับจ้องมาล้วนแต่เป็นชายหนุ่มมามากมายที่หวังจะได้แต่งนางมาเป็นภรรยา หากแต่ใครเล่าจะกล้าเด็ดดอกฟ้า เพียงได้มองอยู่ก็เกินจะฝันแล้ว เหล่าชายหนุ่มมีสีหน้าเพ้อฝัน ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเทพธิดาแสนงดงามจะชายตาแลพวกเขาบ้าง แต่ฝันก็คือฝัน มิใช่ความจริง เมื่อความเป็นจริงนั้นในความคิดของผู้ที่ทุกคนมองว่าเป็นเทพธิดานั้น ช่างเต็มไปด้วยความดำมืดเสียเหลือเกิน

ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยฉายความงดงามที่หญิงสาวทุกคนพึงปรารถนานั้นมีแต่ความโหดเหี้ยมเต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดและเกลียดชัง ดวงตาคู่หวานแข็งกร้าวไปหมด มือทั้งสองใต้แขนเสื้อนั้นกำแน่นจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บ

จะมีความสุขกันไม่ได้ จะรักกันไม่ได้ ผู้ที่คู่ควรแก่ลู่เฟยหลงคือนางต่างหากมิใช่ผู้อื่น!

นางผู้เดียวเท่านั้นที่สมควรจะได้ในสิ่งที่ดีที่สุด

ยาวซวีในคืนพรุ่งนี้นางจะไม่มีวันให้ทุกอย่างจบอย่างสวยงาม หากว่าอี้เหม่ยหลินคิดจะตักน้ำ นางจะทำลายถัง หากอี้เหม่ยหลินคิดจะจุดไฟ นางก็จะทำลายทิ้ง ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม นางจะไม่มีทางคอยสนับสนุน หากผู้อื่นรู้เล่าว่าคนผู้นั้นเป็นปีศาจ? จะเกิดสิ่งใดขึ้นกัน ความโกลาหลที่แสนน่าสนใจนั้นคงจะดับความเกลียดชังของนางได้บ้าง คืนพรุ่งนี้ยามซวี...นางจะทำเรื่องสนุกให้ดูเอง

เจ้าผิดเองนะลู่เฟยหลงที่ไม่เลือกข้า งั้นก็อย่าหวังเลยว่าจะมีความสุข!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:19:55 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
ในที่สุดค่ำคืนที่ลาเหม่ยหลินรอคอยก็มาถึง เมื่อวานนี้นางบอกกล่าวแก่บุตรชายแล้วว่านักพรตซ่งหยุนเฟิงจะมาที่นี่เพื่อยืนยันว่าหยางเถานั้นมิใช่ปีศาจดังที่ถูกกล่าวหา แม้ว่านางจะไม่แน่ใจนักในเรื่องนี้แต่ก็ยังดีกว่าให้ยอมรับไปโดยไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นการพิสูจน์เลย สำหรับหยางเถานั้น นางมิใช่ว่าไม่เอ็นดู เพียงคำว่าเอ็นดูกับความรักที่นางมีให้บุตรชายนั้น หากมันจำเป็นต้องเลือกแล้วละก็ นางก็คงขอหลับหูหลับตาเลือกบุตรชายของนางจะดีกว่า

ลู่จิ้นเหอผู้เป็นสามียืนเคียงข้างฮูหยินของตนราวกับต้องการจะให้กำลังใจในความจริงที่กำลังจะได้เผชิญในอีกไม่ช้า ตัวลู่จิ้นเหอเองนั้นมิได้สนใจอะไรในเรื่องนี้เลยสักนิด ติดเพียงว่าบุตรชายของเขานั้นทุกข์ทรมานกับความรักครั้งนี้มาเพียงพอแล้ว และสิ่งที่ฮูหยินของเขากระทำนั้นมันก็ดูจะรุนแรงเสียจนใกล้จะเกินความควบคุมไปไกล ซึ่งเขาที่เป็นหัวเรือใหญ่จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปก็คงไม่ได้ งานในเมืองหลวงไม่มียิ่งเป็นการดีที่จะได้จัดการเรื่องวุ่นวายในจวนของเขาให้หมดไป หากจะเกลียดชังกันตั้งแต่แรกพบ เขาคงไม่รู้สึกโกรธขนาดนี้ แต่นี่ความเกลียดชังของอี้เหม่ยหลินล้วนแต่มาจากความกลัวไปเองทั้งสิ้น ไหนจะปัญหาที่นางก่อเอาไว้ผู้นั้นอีกเล่า ถึงขนาดกล่าวหาว่าถูกบุตรชายของเขากระทำการย่ำยีเช่นนี้ เขาคงมิอาจยอมรับเข้ามาเป็นสะใภ้ไปได้หรอก!

ซ่งหยุนเฟิงถูกบ่าวรับใช้นำทางมายังตัวสวนของบ้าน เพียงก้าวเท้าเข้ามาซ่งหยุนเฟิงก็ต้องหยุดชะงักลง ก่อนจะก้าวเดินอีกครั้งทั้งที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจเสียเหลือเกิน กลิ่นอายที่แปลก ที่ตัวเขาเองไม่สามารถจะอธิบายได้นั้นไม่ใกล้เคียงคำว่าปีศาจเลยสักนิด ปราบมารกำจัดปีศาจมาหรือก็มาก แต่มิเคยมีครั้งใดที่กลิ่นอายของพวกมันจะบริสุทธิ์เช่นนี้ แต่ภายในความบริสุทธิ์นั้นกลับถูกเจือปนไปด้วยไอจันทรา มันช่างขัดแย้งกันเหลือเกิน

อยากเห็นปีศาจตนนี้เสียแล้วว่าจะมีหน้าตาเช่นไร!

เมื่อร่างของซ่งหยุนเฟิงมาถึงสวนพฤกษาก็ยิ่งตกตะลึงกับความงดงามจากมวลดอกไม้ทั้งหมดนี้ แม้ว่าในยามนี้จะมิได้เบ่งบานแต่มันกลับถูกโอบล้อมไปด้วยความน่าหลงใหล แต่สิ่งที่สะดุดใจของซ่งหยุนเฟิงมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือต้นท้อต้นใหญ่ที่มีลำต้นแข็งแรงซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยดอกท้อสีชมพูที่กำลังจะเบ่งบานรับแสงจันทรา ภาพตรงหน้าช่างงดงามไร้ที่ติ ชวนให้หลงใหลราวกับสวนบนสรวงสวรรค์ จะต้องมีบุญสักเพียงใดกันหนอ จึงจะได้ครอบครองสวนที่งดงามเช่นนี้

“ท่านนักพรต มาแล้วหรือเจ้าคะ” ซ่งหยุนเฟิงหลุดออกจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกจากอี้เหม่ยหลิน เขามิเคยถูกดึงดูดขนาดนี้มาก่อน มิเคยคิดว่าจะมีสิ่งใดมารบกวนสมาธิที่เขามั่นใจมาตลอดว่าแข็งได้ แต่วันนี้กลับถูกความงดงามของสวนพฤกษาทำให้ตกอยู่ในภวังค์ได้

แต่นั่นยังไม่เท่ากับความโศกเศร้าที่แผ่ซ่านออกมาจากต้นท้อต้นนั้น

ความโศกเศร้าที่มีมาเนิ่นนานเกินกว่าจะสามารถบรรยายออกมาเป็นวาจาได้ ต้องเจ็บปวดมากเพียงใดกันนะ ต้องเจอเรื่องเลวร้ายขนาดไหน ต้นท้อที่ควรจะถูกโอบล้อมด้วยความรักจึงได้มีแต่กลิ่นอายแห่งความโศกศัลย์เช่นนี้

“อืม...ต้นไม้ต้นนั้นนะหรือ” เหม่ยหลินก้มลงมองมือตนเองก่อนจะตอบคำถามของซ่งหยุเฟิง

“ใช่เจ้าค่ะ ต้นท้อต้นนั้นคือสิ่งที่ข้า...ได้ไปพบกับท่านคราก่อน”

“ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด?” ซ่งหยุนเฟิงไม่คิดจะอ้อมค้อม เอ่ยถามความต้องการจากอี้เหม่ยหลินอย่างตรงไปตรงมา

“ท่านนักพรตซ่ง...โปรดรอก่อนเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้ ข้าจะให้คนไปบุตรชายของข้ามาเสียก่อน” ซ่งหยุนเฟิงพยักหน้ารับ ยอมยืนรอพร้อมกับสังเกตต้นท้อต้นนี้นิ่งๆ ความสงสัยยังคงมีอยู่เต็มหัวใจของเขา แต่ตอนนี้เขาทำได้แค่เพียงรอเท่านั้น รอให้คนผู้นั้นที่เป็นดั่งเมล็ดได้ออกมาเสียก่อน

เพียงไม่นานลู่เฟยหลงก็เดินออกมาจากห้อง ใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ซึ่งความกลัวใดๆ ที่อยู่ในใจ เขามีแต่ความเชื่อมั่นว่าหยางเถาของเขานั้นมิใช่ปีศาจดังที่ทุกคนเรียกขาน ซ่งหยุนเฟิงมองวิเคราะห์ใบหน้าของลู่เฟยหลงอย่างพินิจพิเคราะห์แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อใบหน้าที่แสนหล่อเหลานั้นไม่มีแม้แต่ร่องรอยสีดำจากการถูกสะกดจากปีศาจสักนิด หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดลาเหม่ยหลินผู้เป็นมารดาจึงได้บอกกล่าวแก่เขาในคราแรกว่าบุตรชายถูกปีศาจล่อลวงกัน

ลู่เฟยหลงไม่สนใจสิ่งใด ฝีเท้าของเขาก้าวตรงไปยังด้านหน้าของต้นท้อต้นใหญ่ที่มีดอกท้อเบ่งบานอยู่อย่างอ่อนโยน รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าจนซ่งหยุนเฟิงต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจว่าลาเฟยหลงจะทำสิ่งใด แต่ไม่มีสิ่งใดเลยที่ลู่เฟยหลงกระทำ เพียงแค่เขายืนอยู่เบื้องหน้าต้นท้อก็ปรากฏแสงสีเขียวคล้ายหิ่งห้อยออกมาก่อนที่แสงนั้นจะรวมตัวกันเป็นชายหนุ่มร่างบอบบางผู้มีเส้นผมสีเงิน ซ่งหยุนเฟิงตกตะลึงกับความงดงามที่หยางเถามี กลิ่นอายที่แสนบริสุทธิ์ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่หยางเถาขยับกายเข้ามาใกล้ ในคราแรกนั้นเขาเพียงคิดว่าที่นี่มีเทพคอยคุ้มครอง แต่ไม่ใช่เลย กลิ่นอันบริสุทธิ์กลับมาจากคนผู้นี้ต่างหาก

นี่นะหรือปีศาจ เป็นไปไม่ได้! ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีเงินผู้นี้มิใช่ปีศาจแน่ๆ ไม่มีทาง!

“ท่านนักพรต ข้ามีนามว่าหยางเถา ยินดีที่ได้พบท่าน” รอยยิ้มอ่อนหวานช่างดึงดูดใจซ่งหยุนเฟิงยิ่งนัก แต่สิ่งที่ทำให้ซ่งหยุนเฟิงขมวดคิ้วคือกลิ่นอายจันทราที่ลอยออกมาจากตัวของหยางเถา ชายหนุ่มผู้มีกลิ่นที่บริสุทธิ์เหตุใดจึงได้มีกลิ่นอายของจันทราอยู่ด้วยกัน ปกติแล้วผู้ที่จะมีกลิ่นอันบริสุทธิ์เช่นนี้ได้ จะต้องเป็นเทพบนสวรรค์เท่านั้น ยิ่งกลิ่นอายเข้มข้นมากเท่าใด เทพองค์นั้นยิ่งสูงศักดิ์มากยิ่งขึ้น และกลิ่นที่เขาสัมผัสได้จากหยางเถาผู้นี้ มิได้เบาบางเลยแม้แต่น้อย มันเข้มข้นเสียจนอดคิดไม่ได้ว่า ชายผู้นี้คือเทพที่สูงศักดิ์สักเพียงใด จึงได้มีกลิ่นอายที่แสนบริสุทธิ์อย่างที่เขาไม่เคยได้พานพบมากก่อน

เป็นบุญของข้าแล้ว ช่างเป็นวาสนาของข้าเหลือเกิน

“ยะยินดี ข้ายินดีเหลือเกินที่ได้พบกับท่าน ไม่ทราบว่าท่านคือเทพเซียนองค์ใดหรือขอรับ” อี้เหม่ยหลินเบิกตากว้างอย่างตกใจยามได้ยินคำถามที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากปากของซ่งหยุนเฟิง เทพเซียนเลยหรือ! มิใช่ปีศาจหรอกหรือนี่!

“มะ มิใช่ๆ ข้ามิได้เป็นเทพหรือเซียนเลย ข้าเป็นเพียงจิตวิญญาณจากต้นท้อที่มีอายุกว่าพันปีเท่านั้น” หยางเถารีบแก้ไขความเข้าใจผิดด้วยกลัวว่าจะกลายเป็นการลบหลู่แก่พวกเหล่าเทพและเซียนทั้งหลายที่ตัวเขานั้นต้อยต่ำแต่กลับถูกเรียกขานดังพวกเขา

“เป็นไปไม่ได้! จิตวิญญาณใดกันจะมีกลิ่นอายที่แสนบริสุทธิ์เช่นนี้! ขนาดเทพเซียนบางคนยังมิสามารถมีกลิ่นอายบริสุทธิ์ได้เท่ากับท่านเลย แปลก...นี่มันแปลกเกินไปแล้ว” เมื่อถูกขัดแย้งออกมาด้วยเหตุผลและคำยืนยัน อี้เหม่ยหลินยิ่งไม่เข้าใจ เมื่อมองใบหน้าของเฟยหลงเองก็มิได้แสดงความตกใจใดๆ จะมีก็เพียงแค่คิ้วเข้มเท่านั้นที่ขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยเช่นเดียวกับนาง

“ท่านนักพรตซ่ง ตกลงแล้วหยางเถาคือสิ่งใดกันแน่เจ้าคะ?”

“ฮูหยินลู่...ข้าขอเรียนท่านตามตรง ตัวข้านั้นล้วนแต่พบเจอมารปีศาจมาก็มาก ข้าสามารถแยกพวกมันออกจากมนุษย์ได้โดยง่ายเช่นกัน แต่สำหรับเขานั้น...ข้ายืนยันได้เพียงแค่ว่า เขามิใช่ปีศาจ แต่หากจะถามข้าว่าเขาคือสิ่งใด ข้า...ไร้ความสามารถที่จะระบุได้จริงๆ” ซ่งหยุนเฟิงไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันนี้วันที่เขาไม่สามารถบอกได้ว่าบุรุษผมสีเงินตรงหน้าคือสิ่งใด ทั้งที่มิใช่มนุษย์ มิใช่มารหรือปีศาจ แต่เจ้าตัวก็เอ่ยบอกอย่างไม่ปิดบังว่ามิใช่เทพเซียน เป็นเพียงจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเช่นไร วิญญาณนั้นก็ไม่สามารถชำระล้างให้ตนเองบริสุทธิ์เช่นนี้ได้หรอก

“ข้าขอถามสักคำเถิด เพราะเหตุใดท่านจึงได้มีไอจันทราแทรกซึมอยู่ในดวงจิต?”

“เรื่องนี้ข้าคงต้องเล่าตั้งแต่ต้น...” หยางเถาเล่าทุกอย่างอย่างไม่คิดปิดบังด้วยคนที่ยืนอยู่นั้นมีเพียงแค่ลู่จิ้นเหอ อี้เหม่ยหลิน ลู่เฟยหลงและซ่งหยุนเฟิงเท่านั้น ทุกคนที่ได้ยินเรื่องราวการแลกเปลี่ยนจิตวิญญาณกับร่างกายมนุษย์ก็พากันตกใจ อี้เหม่ยหลินละอายนักที่ทำสิ่งเลวร้ายลงไปกับหยางเถาทั้งที่ความรักของหยางเถาที่มีต่อเฟยหลงนั้นมากมายเสียจนสามารถสละได้ในทุกสิ่งเพียงแค่สามารถใช้เวลาร่วมกันได้ แม้ว่าจะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

น้ำตาของนางไหลริน ความรู้สึกสงสารเกิดขึ้นในหัวใจจนอยากจะโขกศีรษะขอโทษร่างบอบบางตรงหน้า ตลอดเวลาที่ผ่านมาหยางเถาอยู่กับความโศกเศร้ามานับพันปี แต่นางกลับยิ่งเพิ่มความเศร้าหมองให้มากขึ้น ซ้ำยังกีดกันความสุขเพียงหนึ่งเดียวของหยางเถา ทำร้ายจิตใจอันแสนบอบบางได้อย่างไม่น่าให้อภัย จิ้นเหอได้ฟังก็รู้สึกสะท้านในใจตนเอง ตัวเขานั้นมิเคยคิดเลยว่าจะมีผู้ใดเสียสละได้มากมายเช่นนี้เพื่อบุตรชายของเขา ในยามนี้เขาเข้าใจความรู้สึกที่อี้เหม่ยหลินผู้เป็นภรรยากำลังเผชิญดี

รู้สึกผิด ละอายแก่ใจ และสงสาร

ทุกอย่างมันช่างพาให้หัวใจโศกเศร้าไปตามสายตาคู่สวยที่ยังคงเอ่ยเล่าไม่มีหยุดอย่างไม่อาจจะควบคุมได้ ซ่งหยุนเฟิงถอนหายใจออกมาเมื่อได้ฟังเรื่องราวจนจบ เขารู้แล้วว่าเพราะเหตุใดแต่ตอนนี้เขากำลังสงสัยมากกว่าว่าบุรุษผู้มีกลิ่นอันแสนบริสุทธิ์ผู้นี้คืออะไรกันแน่ หนำซ้ำจิตวิญญาณธรรมดาคงไม่สามารถร้องขอต่อองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ ความพิเศษของคนผู้นี้อยู่ตรงไหนกันหนอ ความลับที่ยังไม่ได้รับการเฉลยนี้ เขาควรจะหาหีบที่เก็บซ่อนมันจากที่ใด

หรือความลับของคนผู้นี้ จะเป็นความลับของสวรรค์?

“เรื่องนี้อย่าได้แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด นี่อาจจะเป็นความลับสวรรค์ที่สกุลลู่ได้รับหน้าที่ให้ปกป้องเอาไว้ก็เป็นได้” ซ่งหยุนเฟิงพูดออกมาเมื่อคิดบางสิ่งขึ้นมาได้

“ข้าให้คำสัตย์! ด้วยเกียรติของข้าแม่ทัพลู่จิ้นเหอ จะไม่มีวันแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปอย่างเด็ดขาด!” จิ้นเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและขึงขัง ตัวเขานั้นไม่เคยคิดว่าจะป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปอย่างแน่นอน และจะไม่ยอมให้ผู้ใดพูดเช่นกัน

เมื่อทุกอย่างคลี่คลายซ่งหยุนเฟิงก็กลับไปด้วยความรู้สึกค้างคาใจ แต่จะให้ไปเอ่ยถามหาคำตอบจากผู้ใดก็คงมิได้ ในตอนนี้จึงเหลือเพียงอี้เหม่ยหลิน ลู่จิ้นเหอและลู่เฟยหลงกับหยางเถาเท่านั้น ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก ลู่จิ้นเหอได้แต่กุมมือของอี้เหม่ยหลินอยู่แบบนั้นเพียงเพื่อจะให้กำลังใจแก่ฮูหยินของตน เหม่ยหลินเองก็รู้สึกได้ภึงแรงกระชับที่มือของตนก็ยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น สายตาของนางจ้องมองหยางเถาที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งซาบซึ้งในความรักที่มีต่อบุตรชายของนาง ทั้งความสงสารที่หยางเถาได้รับแต่ความโศกเศร้า และความรู้สึกผิดที่บัดนี้มีอยู่จนล้นหัวใจ

อี้เหม่ยหลินเดินออกมาข้างหน้า ก่อนจะหยุดลงที่ตรงเบื้องหน้าของบุรุษผมสีเงิน สายตาของนางมองหยางเถาอย่างชื่นชมและขอบคุณ สิ่งที่คนเป็นแม่จะกล่าวให้แก่เด็กหนุ่มผู้นี้คงจะมีเพียงคำเดียวเท่านั้น

“หยางเถา ป้า...ไม่สิ แม่ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่เคยทำไม่ดีกับเจ้าในคราก่อน แม่ผิดเองที่ตัดสินเจ้าจากความกังวล จนทำให้เจ้าต้องเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ แม่ละอายใจต่อเจ้าเหลือเกิน” นางรู้สึกในทุกคำที่กล่าวมา จนต้องผินหน้าอย่างไม่อาจจะสู้หน้าได้ หยางเถาที่คิดว่าจะถูกขับไล่และคงจะถูกรังเกียจนั้นกลับต้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความแปลกใจ แต่หยาดน้ำตาบนใบหน้าของอี้เหม่ยหลินนั้นกลับย้ำว่าสิ่งที่หยางเถาได้ยินนั้นหาใช่เพราะหูฝาดไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างคือความจริง

มือบางของหยางเถาปาดหยาดน้ำตาบนใบหน้าของอี้เหม่ยหลินอย่างอ่อนโยน ใจของหยางเถามิเคยนึกโกรธเคืองใดๆ เลย กลับกัน...ยังเถาเองก็นึกรักเคารพรักดั่งมารดาของตนเอง ถึงแม้ว่าหยางเถาจะไม่เข้าใจในความรักของมารดาที่มีต่อบุตร แต่ส่วนลึกของจิตใจกลับรู้สึกว่าเข้าใจมันได้ดีเสียอย่างนั้น รอยยิ้มที่หยางเถาส่งให้อี้เหม่ยหลินอย่างอ่อนโยนจนเหม่ยหลินต้องร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน สองมือโอบกอดหยางเถาจนแน่น ใจนางนั้นคิดแต่ว่า ทั้งที่บุรุษตรงหน้าผู้นี้ช่างดีแสนดีเหลือเกิน แต่นางกลับ...ทำเรื่องโหดร้ายต่อหยางเถา หนำซ้ำเมื่อพ้นเรื่องราว เพียงนางเอ่ยขอโทษกับเรื่องราวที่ผ่านพ้น หยางเถาไม่เพียงไม่นึกโกรธใดๆ กลับยังยิ้มให้ราวกับว่าที่แล้วมามิได้เกิดสิ่งใดขึ้นเลย

“ฮูหยินอย่างร้องไห้เลยนะขอรับ ข้ามิได้โกรธเคืองใดๆ เลย”

“หากมิโกรธเคืองข้า...เหตุใดมิยอมเรียกข้าว่าท่านป้าเช่นเคยเล่า” หยางเถาถูกมือบางของเหม่ยหลินดันกายออก นางเช็ดเอาน้ำตาบนใบหน้าตนเองออก พร้อมกับจ้องมองใบหน้าใต้เส้นผมสีเงินอย่างเอ็นดูเฉกเช่นเมื่อคราก่อน

“ข้า...เข้าใจแล้วขอรับท่านป้า ข้ามิได้เคืองโกรธท่านป้าแม้แต่น้อยเลยขอรับ”

หยางเถาเงยหน้าขึ้นมองลู่จิ้นเหอที่ส่งยิ้มอ่อนมาให้ตนก่อนจะยิ้มตอบกลับไป ใบหน้าของหยางเถาในยามนี้นั้นเปล่งประกายไปด้วยความสุขที่ล้นปริ่มโดยไม่รู้เลยว่าความสุขที่กำลังมีอยู่นั้นได้อยู่ในสายตาของชายแปลกหน้าผู้หนึ่งบนหลังคาที่กลมกลืนไปกับความมืดจนมิมีผู้ใดทันสังเกตเห็น แววตาของคนแปลกหน้าผู้นั้นวาววับจ้องมองและจดจำใบหน้าของคนผู้นั้นจนขึ้นใจ

ร่างลึกลับกระโดดลงจากหลังคาอย่างแผ่วเบา วิ่งมาอีกทางที่มีร่างบอบบางใบหน้าแสนสวยที่ถูกผ้ามือบางปกปิดเอาไว้ราวกับมิต้องการให้ผู้ใดรู้ได้ว่าตนเองนั้นคือใคร สายตาหวานหยดย้อยมองร่างของชายลึกลับที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยความดุดัน ยืนรอมานานแสนนานจนนางนั้นแทบจะทนรอไม่ไหว คิดอยากจะเดินไปเองนั้นก็เกรงว่าจะถูกครหาว่าร้ายเป็นหญิงเดินไปจวนบุรุษในยามค่ำคืน มันคงมิดีต่อชื่อเสียงของนาง

“เป็นอย่างไร! จำหน้าของมันได้หรือยัง” น้ำเสียงหวานเต็มไปด้วยความคับแค้นใจอย่างที่สุด

“แน่นอนขอรับ ข้าจดจำได้อย่างดี”

“ดี! ดียิ่งนัก! เช่นนั้นเจ้าจงไปทำตามที่ข้าสั่ง อย่าลืมว่าต้องเน้นย้ำให้ผู้คนได้รู้ ว่ามันผู้นั้นเป็นปีศาจ!” รอยยิ้มเหี้ยมโหดสุดสมใจปรากฏขึ้นใต้ผ้าบาง ดวงตากน้าวไปด้วยไฟแห่งโทสะที่ยากจะดับ ถุงเงินถูกยื่นให้ชายลึกลับทันที

“คุณหนูเพ่ยช่างใจกว้างยิ่งนัก อย่าได้กังวลไป เรื่องนี้จะต้องเล่าลือไปทั่วทั้งเมืองอย่างแน่นอน ฮ่าๆ”

เพ่ยเยว่เผิงยิ้มพอใจในคำของบุรุษตรงหน้า ในใจนางยามนี้เต็มตื้นไปด้วยความสะใจและสมใจอย่างยิ่ง เฝ้ารอเพียงเมื่อถึงวันพรุ่งนี้ หากประกาศถูกติดออกไปทั้งเมืองซิ่นจือคงมีคำล่ำลือถึงปีศาจร้ายที่อาศัยอยู่จวนสกุลลู่ อยากรู้นักว่าสกุลลู่จะทำเช่นไรกับข่าวลือเช่นนี้

ฮึ! พวกท่านผิดเองที่ไม่เลือกข้า แต่กลับเห็นดีเห็นงามกับเจ้าปีศาจตนนั้น!



TBC



กลับมาต่อแล้วจ้าาาาา คิดถึงแมวกันไหม ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย น้องไม่ใช่ปีศาจนะจ๊ะ คำว่าอภัยเป็นเหมือนการเปิดใจให้โอกาสคนที่ทำผิด ซึ่งบางครั้งมันก็จำเป็นอย่างมากสำหรับคนบางคน เพราะอย่างนั้น อภัยให้กันบ้างนะคะ (^_^)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:21:10 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1928
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3
รออ่านต่อค่ะ ชอบบบบ :L2: :L2:

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[19]


ชาวบ้านต่างพากันให้ความสนใจกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกปิดไปทั่ว ไม่ว่าจะเดินผ่านไปที่ใดก็มักจะพบเห็นกระดาษแผ่นนี้อยู่เสมอ เสียงซุบซิบพูดคุยดังขึ้นจากหนึ่งเพิ่มเป็นสองและเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุด เสียงเล่าลือดังไปทั่วอย่างรวดเร็วถึงเนื้อความในใบประกาศนั้น ทั้งที่ยังไม่มีใครรู้ได้เลยว่าเนื้อความในประกาศนั้นจริงเท็จแค่ไหน แต่คำที่แสนน่ากลัวที่ถูกจั่วหัวเอาไว้ย่อมมีอิทธิพลมากกว่าที่จะสืบหาความจริง

“เจ้าเชื่อมันหรือไม่ล่ะ เนื้อความในประกาศนั่น” ชายผู้หนึ่งที่กำลังขายเนื้อหมูเอ่ยถามกับหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าร้านของเขา

“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ นะ แต่ช่วงนี้ข้าเองเมื่อเดินผ่านบ้านสกุลลู่ ข้าก็รู้สึกแปลกๆ ขนแขนข้าหรือลุกซู่เสียทั้งตัว” นางลูบแขนตนเองให้ดูราวกับว่าในยามนี้มันก็ยังไม่หาย “ได้ยินว่าที่บ้านสกุลลู่เองก็มีต้นท้อประหลาดอยู่ต้นหนึ่งที่มิยอมผลิดอกออกผลใดๆ มานานนับพันปี ข้าเองยังสงสัยว่ามันอาจจะเป็นที่อาศัยของเจ้าสิ่งนั้น มิเช่นนั้นจะมีหรือที่มันจะไร้ดอกไร้ผลเช่นนี้”

“ข้าเองก็เคยเห็น ปีศาจเดินออกมาจากกำแพงบ้านสกุลลู่เช่นกัน ข้าว่าแล้วว่ามันจะต้องเป็นปีศาจ!” หลายปากหลายคนต่างพูดคุยกันในเรื่องเดียวหากแต่ความจริงเป็นเช่นไรไม่มีใครรู้ บางคนเล่าลือเสียเกินจริง ว่าถูกปีศาจที่เขาพูดถึงกันหลอกหลอน ซ้ำยังเกือบจะถูกดูดกลืนวิญญาณไปก็มี แต่ไม่ใช่กับชายคนนี้ เขามีรอยบากที่หน้าเป็นรอยใหญ่ ตัดผ่านผิวแก้มไปเป็นทางยาว รอยยิ้มที่แสนเจ้าเล่ห์นั้น บ่งบอกได้อย่างดีว่าเขาช่างพูดเสียเหลือเกิน

“เห็นท่านพูดถึงปีศาจ ใช่ตนนั้นที่อยู่ในสกุลลู่หรือไม่” ทั้งสองหันมามองผู้มาใหม่อย่างฉงนใจ กลิ่นเหล้าแรงเสียจนนางต้องหันหน้าหนีไปไกล

“ใช่แล้วพี่ชาย เจ้าเคยพบมันหรือ?” ชายผู้นั้นเพียงยิ้มเยาะ พร้อมกับตบโต๊ะเสียดังลั่นจนเนื้อหมูแทบจะกระเด็นหล่นไป

“เคยเจอหรือ! ข้าได้ยินมาต่างหากว่ามันใช้เสน่ห์ล่อลวงคุณชายลู่เสียจนหัวปักหัวปำ อีกทั้งยังล่อลวงคนในจวนไม่เว้นแม้แต่ท่านแม่ทัพเอง มันคงคิดว่าจะดูดกลืนวิญญาณน่ะสิ หากมันดูดจนหมดทุกคนแล้ว คงเป็นเจ้า หรือเจ้า หรือข้าที่จะเป็นรายต่อไป!” สิ้นเสียงของชายผู้นั้น ใบหน้าของพ่อค้าหมูและหญิงผู้นั้นก็เริ่มซีดเซียว หากปีศาจมันออกมาเที่ยวไบ่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็คงไม่สามารถหนีรอดจากมันไปได้แน่ ยิ่งหากเมื่อท่านแม่ทัพลู่ที่แสนเก่งกาจถูกล่อลวงด้วยมนต์ปีศาจเช่นนี้ มีหรือที่พวกเขาจะรอด

ชายหน้าบากเดินออกมาด้วยรอยยิ้มสมใจ ยิ่งเติมสีเติมไข่ทุกอย่างก็จะยิ่งง่ายดายขึ้น แค่เพียงลมปากคนข่าวลือก็ดังสะพัดไปไกลมันไม่เห็นจะยากอะไร เพียงแค่บอกเล่าในสิ่งที่พวกเขาหวาดหวั่น ความหวาดกลัวก็จะชักนำให้พวกชาวบ้านทั้งหลาย...ก่อหายนะให้แก่สกุลลู่เอง ชายหน้าบากแทบอยากจะหัวเราะกับความหูเบาของพวกมัน เพียงเขาป้อนข้อมูลเข้าไปพวกหน้าโง่พวกนั้นก็ไม่คิดจะสงสัยหรือคิดจะหาความจริงเลยสักนิด พวกมันตัดสินความผิดถูกจากความหวาดกลัวของตนเอง ไม่สนใจว่าจะกระทำความเดือดร้อนแก่ผู้ใดบ้าง ขอเพียงพวกมันรอดก็เพียงพอ

เฉินลี่ฟู่หันมองใบหน้าของถังเหวินฉายอย่างนึกสงสัย สายตาของร่างบางจับจ้องเพียงแผ่นประกาศด้วยความคลางแคลงใจว่าผู้ใดกันที่รู้ถึงการมีอยู่ของคุณชายหยางเถา สหายผู้ที่มิใช่มนุษย์ของนายน้อยของเขา เพียงแค่สองสามวันที่เขาหายตัวไป เกิดเรื่องร้ายแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ คำล่ำลือดังยิ่งกว่าเสียงพลุยามเทศกาลเสียอีก ใบหน้าของถังเหวินฉายขมวดคิ้ว ริมฝีปากขบกัดอย่างครุ่นคิด จนเฉินลี่ฟู่ต้องกระชับมือบางเอาไว้อย่างให้กำลังใจ

ถังเหวินฉายหันมองใบหน้าของคนรักที่ทอแววหวานฉ่ำ รอยยิ้มที่ถูกส่งมาให้นั้นดับความเครียดที่ถูกจุดขึ้นมาเสียสนิท จะตั้งคำถามมากมายไปก็คงมิได้มาซึ่งคำตอบ คงมีแต่ต้องเอ่ยถามแก่นายน้อยเท่านั้นว่าเรื่องนี้เล่าลือกันออกมาได้อย่างไร ชื่อเสียงของสกุลลู่ในยามนี้ถูกข่าวเรื่องปีศาจร้ายทำลายจนหมดสิ้น ถังเหวินฉายเจ็บแค้นอยู่ในอก อยากรู้นักว่าผู้ใดที่กล้ากระทำเรื่องชั่วช้าเฉกเช่นนี้ กล้าดีอย่างไรจึงได้ปล่อยข่าวลือให้ผู้คนเข้าใจสกุลลู่ผิดๆ หากเขาพบผู้ที่กระทำ เขาจะจับมาเฉือนเนื้อแล่หนังมันแล้วควักหัวใจของคนผู้นั้นออกมาดูว่ามันเป็นสีอะไร!

“อย่าใส่ใจ! แค่ลมปากชาวบ้านมันไม่สามารถเชื่อถือได้หรอกฉายเอ๋อร์” เฉินลี่ฟู่ที่เห็นใบหน้าของคนรักเต็มไปด้วยความไม่พอใจก็พยายามปลอบใจให้ได้คนข้างได้ผ่อนคลาย

“ข้ารู้...แต่เช่นไรผู้ที่ทำเรื่องนี้ย่อมต้องการจะให้สกุลลู่เสื่อมเสีย นำมาซึ่งปัญหาอีกมากมาย เจ้าเองก็รู้นี่” เฉินลี่ฟาเงียบลง ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้ว่าผลที่ตามมาจะมีสิ่งใดบ้าง ยิ่งมีคนพูดกันไปหนาหูยิ่งเกิดการต่อต้าน สุดท้ายเรื่องร้ายๆ ก็มักจะเกิดขึ้นมา แต่เฉินลี่ฟู่เองก็ไม่อยากให้ถังเหวินฉายขบคิดแต่เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะในวันข้างหน้า...สิ่งที่กังวลก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน บางที...มันอาจจะไม่มีสิ่งใดน่ากลัวดังที่ถังเหวินฉายคิดก็เป็นได้

“ฉายเอ๋อร์ วันนี้ข้าจะไปพูดกับท่านลุงของเจ้าในเรื่องของเราทั้งสอง นั่นมิใช่สิ่งที่ควรกังวลมากกว่าหรือกับเรื่องที่ยังอีกไกลเช่นข่าวลือพวกนั้น?” แก้มใสของถังเหวินฉายแดงซ่าน กัดปากตนเองเอาไว้จนแน่น นั่นสินะ ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนที่กำลังกุมมือเขาอยู่นั้นจะไปหาท่านลุงเพื่อพูดคุยถึงความสัมพันธ์

นึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ความร้อนก็แล่นขึ้นมาบนใบหน้าจนแดงระเรื่อ กว่าเขาจะสามารถออกมาจากจวนสกุลเฉินได้ก็นานพอดู ด้วยคนๆ นี้จริงจังกับความสัมพันธ์เสียจนต้องลากเอาเขาไปคำนับบิดามารดาของตนเองและฝังตัวเขาเป็นสะใภ้ เขาที่ไม่รู้มาก่อนแทบจะลมจับ ยิ่งท่านนายอำเภอยิ่งแล้วใหญ่ หัวเราะเสียงดังสนั่นไร้ท่าทีตกใจใดๆ หนำซ้ำยังกล่าวอีกว่ารู้มานานแล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง ตั้งแต่ครั้งที่ตัวเขาถูกลากมาด้วยความเอาแต่ใจของเฉินลี่ฟู่เมื่อเยาว์วัย

เหล่าน้องสาวน้องชายของเฉินลี่ฟู่ยิ่งแล้วใหญ่ ต่างมาคารวะเขาด้วยคำเรียกว่าพี่สะใภ้จนเขาที่มิได้เตรียมรับมือมาแทบจะขุดดินกลบตัวเองหนีความอับอายครั้งนี้ ใครบ้างเล่าจะดูไม่ออกว่าเจ้าลูกเต่าโง่เง่าตัวนี้จริงจังถึงเพียงใด หากมีตาก็คงมองเห็น แต่ความตรงไปตรงมานี้มันช่างนำความเขินอายมาให้เขาไม่จบไม่สิ้นเหลือเกิน ขนาดเขาเอ่ยถามเรื่องเด็กๆ ทั้งสามว่าเป็นเช่นไรบ้าง เจ้าลูกเต่าลี่ฟู่ก็ให้คนไปรับพวกเขามาหาถึงจวน ไม่สนใจสายตาว่าใครจะมองเช่นไร เพียงเขาเอ่ยปากขอทอง เจ้าโง่นั่นก็จะนำทองมากองไว้ตรงหน้า หากเขาเอ่ยปากขอจันทร์ เจ้าโง่นี่ก็นำจันทร์มาให้เขา ความทุ่มเทที่เฉินลี่ฟู่มีให้เขานั้นเขารับรู้ถึงมันได้อย่างดี ไม่ใช่เพียงแต่เขาแค่คนเดียว เหล่าเด็กๆ ก็มิเคยอดอยากหรืออกไปขโมยของใครอีก ด้วยว่าอาหารและน้ำถูกเฉินลี่ฟู่ส่งไปให้ทุกเวลา

ความปลาบปลื้มเต็มตื้นอยู่ในหัวใจของเขา สายตาที่เคยมองอีกคนในแง่ร้ายยามนี้หายไปแล้วหมดสิ้น หัวใจดวงน้อยก็เต้นดังทุกครั้งยามถูกสัมผัสกาย หรือแม้แต่เพียงได้มองใบหน้าของเฉินลี่ฟู่ก็ตาม นี่อาจจะเรียกว่ารักก็ได้ใครจะรู้ เพราะตัวเขาเองก็เพิ่งเคยรู้สึกเช่นนี้เป็นครั้งแรก เขาสามารถลืมเรื่องราวมากมายได้ แต่ไม่ว่ากี่ครั้งก็ไม่สามารถลืมเลือนเรื่องราวที่เกี่ยวกับเฉินลี่ฟู่ได้เลย กลับกันมันกลับยิ่งฝังแน่นอยู่ในหัวใจ เพียงย้อนมองกลับไปเขาก็รู้สึกราวกับว่าไปยืนอยู่ตรงนั้นอีกครา มันคล้ายกับว่าเรื่องราวทั้งหมดมิเคยหายไปจากหัวใจของเขาเลย

ถังเหวินฉายกระชับมือที่จับกันอยู่ของตนเองและเฉินลี่ฟู่ให้แน่นขึ้น ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจขอคนทั้งสอง แม้ไม่พูดกันสักคำแต่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีว่ามือคู่นี้จะอีกฝ่ายคอยจับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีสิ่งใดมาพยายามแยกออกจากกันพวกเขาก็จะมั่นคงในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวนี้ ทั้งสองต่างจับจูงกันอย่างไม่คิดจะสนใจในสายตาหรือคำพูดของผู้ใดอีก มีเพียงรอยยิ้มแห่งความสุขเท่านั้นที่จะติดตรึงอยู่กับพวกเขา แม้ว่าจะเพียงแค่ครู่เดียวหรือเสี้ยววินาที หรือแม้จะอีกสักกี่พันปี เฉินลี่ฟู่ก็จะไม่ยอมให้รอยยิ้มบนใบหน้าถังเหวินฉายหายไป

ถังเหวินฉายและเฉินลี่ฟู่เดินทางมาจนถึงบ้านสกุลลู่ พวกเขาทั้งสองเดินเข้าไปภายในด้วยความรู้สึกประหม่า เมื่อถูกจับจ้องด้วยสายตานับสิบคู่ของบ่าวรับใช้ที่มองมายังพวกเขาด้วยความแปลกใจและสงสัย คุณชายเฉินบุตรชายคนโตผู้หล่อเหลา มากด้วยความสามารถและเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ผู้คนต่างหลงใหล แต่กลับเดินเข้ามาพร้อมกับบ่าวรับใช้ส่วนตัวของนายน้อย มิใช่เรื่องแปลกหรอกหรือ

สาวใช้ต่างชายตามองความน่าหลงใหลที่ไม่ต่างจากเจ้านายของตนด้วยความเสน่หา ใบหน้าของพวกนางแดงซ่านด้วยความขวยเขินแม้ว่าจะไม่ถูกสายตาพราวระยับคู่นั้นจับจ้องก็ตามที เฉินลี่ฟู่ได้แต่ถอนหายใจกับอาการของพวกสาวใช้อย่างเหนื่อยหน่ายใจ มือข้างหนึ่งจึงได้กระชับเอวบางของถังเหวินฉายเข้ามาใกล้จนชิดกันเพื่อประกาศให้รู้ว่าเขานั้นมีเจ้าของแล้ว การกระทำของเฉินลี่ฟู่ทำให้เหวินฉายหน้าแดง แม้ว่าจะขยับตัวออกห่างแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จด้วยกำลังจากอีกคนมีมากกว่าและด้วยเขายังคงช้ำจากการถูกรักจึงได้แค่เพียงขยับกายออกเล็กน้อยเท่านั้น

สายตาของถังเหวินฉายมองหาร่างของถังลี่หยาง เมื่อเห็นว่าคนที่มองหานั้นกำลังยืนสั่งงานอยู่จึงได้รีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ๆ ถังลี่หยางเองละสายตาออกจากบ่าวรับใช้ที่กำลังรับงานจากตนอยู่มามองใบหน้าของหลานชายอย่างตกใจ เมื่อสองสามวันก่อนเขาถูกนายน้อยเอ่ยถามเรียกหาด้วยเรื่องของเจ้าหลานชายตัวดีที่อยู่ๆ ก็หายตัวไปเฉยๆ เขาเองก็แปลกใจเพราะด้วยนิสัยของเหวินฉายนั้นจะไม่ไปไหนโดยไม่บอกกล่าว วันก่อนก็เช่นกัน บอกเพียงว่าจะไปหาเด็กๆ เหล่านั้น แต่ก็มิได้กลับมาอีก วันนี้มันยังไงหลานชายของเขาจึงได้กลับมาพร้อมกับเฉินลี่ฟู่ผู้ที่ถังเหวินฉายเคยกล่าวเอาไว้ว่าเกลียดนักเกลียดหนา

เมื่อถูกสายตาของผู้เป็นลุงจับจ้องไม่วางตาด้วยความสงสัยนั้น ยิ่งทำให้เหวินฉายทำตัวไม่ถูก มือไม้ดูระเกะระกะไปเสียหมด ขนาดคนข้างๆ ยังดูน่าลงไม้ลงมือเหลือเกิน ริมฝีปากของเหวินฉายขบเม้มเข้าหากัน ครั้งจะดึงมือออกจากการเกาะกุมก็ทำไม่ได้ เพียงรับรู้ถึงแรงที่หวังจะให้หลุดจากฝ่ามือใหญ่ เฉินลี่ฟู่ก็จับแน่นขึ้นจนเหวินฉายหน่ายใจ ใบหน้าเล็กก้มลงด้วยไม่กล้าสู้หน้ากับใคร กลับเป็นเฉินลี่ฟู่เสียมากกว่าที่ออกหน้าแทนทุกสิ่ง ด้วยเข้าใจดีว่าอีกคนเขินอายมากเท่าใด ยิ่งได้เห็นแก้มใสแดงปลั่งบนใบหน้าของเฉินลี่ฟู่ก็ยิ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

“คุณชายเฉิน...มาพบนายน้อยหรือขอรับ” เฉินลี่ฟู่ยิ้มขำ ได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ

“มิใช่หรอก ข้ามาพบท่านต่างหาก ท่านลุงถัง” ถังลี่หยางได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“คุณชายเฉินมีสิ่งใดกับข้าหรือขอรับ?” สายตาของถังลี่หยางปรายมองร่างของหลายชายตัวดี ด้วยคิดว่าคงไปกระทำสิ่งใดที่ทำให้คุณชายเฉินลี่ฟู่บุตรชายคนโตของนายอำเภอเมืองซิ่นจือไม่พอใจเข้าเป็นแน่

“อภัยด้วยคุณชายเฉิน หลานข้านั้นยังเด็ก หากทำสิ่งใดให้ท่านขุ่นเคืองใจโปรดอภัยให้เหวินฉายด้วยเถิดขอรับ แล้วข้า ถังลี่หยางจะสั่งสอนลงโทษให้หนักจนมิกล้ากระทำเช่นนั้นอีก”

” เดี๋ยวก่อน! ข้ามิได้มาด้วยเรื่องเช่นนั้นหรอกท่านลุง” เฉินลี่ฟู่ที่เห็นถังลี่หยางก้มหัวขอโทษขอโพยเขายกใหญ่ด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ส่วนเหวินฉายนั้นอ้าปากค้างกับสิ่งที่ผู้เป็นลุงเอ่ยบอก นี่คิดว่าเขาเป็นคนเช่นไรกัน จะทำเพียงแต่ความเดือดร้อนให้หรือไร เขามิใช่เด็กๆ ที่จะวิ่งไปชนผู้ใดแล้ววิ่งกลับมาหลบหลังท่านลุงเสียหน่อย เฉินลี่ฟู่หัวเราะในลำคอยามได้เห็นสีหน้าบูดบึ้งแววตาเต็มไปด้วยความโกรธเคืองแลบเด็กๆ จนน่าเอ็นดู

“หากมิใช่เรื่องที่เจ้าหลานชายของข้าล่วงเกินคุณชายเฉิน เช่นนั้น...เรื่องอะไรกันที่ทำให้คุณชายใหญ่แห่งสกุลเฉินมาพบข้าเช่นนี้?”

“เอ่อ ท่านลุง เข้าไปคุยทางด้านในดีหรือไม่ขอรับ ข้าเกรงว่ายืนอยู่เช่นนี้ ผู้อื่นอาจจะนิทาเราได้” ถังลี่หยางเบิกตากว้างรีบขอโทษขอโพยเฉินลี่ฟู่เสียยกใหญ่ก่อนจะเดินนำให้เฉินลี่ฟู่ตามเข้าไปยังทางด้านในบ้าน ร่างสูงเดินตามผู้เป็นลุงของคนรักโดยไม่ยอมปล่อยมือออกจากเหวินฉายแม้แต่น้อย จับจูงเสียราวกับว่าหากคลาดสายตาคนข้างๆ จะหายไป จนในที่สุดทั้งสามก็เข้ามาด้านใน ถังลี่หยางเชิญให้เฉินลี่ฟู่นั่ง ส่วนตนเองนั้นกลับมิยอมนั่งตามด้วยเกรงกลัวว่าจะถูกเอ่ยตำหนิเมื่อตนเองนั้นเป็นเพียงแค่พ่อบ้านสกุลลู่เท่านั้น แต่เมื่อถูกเฉินลี่ฟู่คะยั้นคะยอมากขึ้นก็เกิดความลังเลใจ จนเฉินลี่ฟู่ต้องขู่ว่าหากมิยอมนั่งลงตนก็จะลุกขึ้นยืนเช่นกัน

“มีอะไรร้ายแรงหรือขอรับคุณชายเฉิน”

“ไม่เลย ข้าเพียงแค่มาพบท่านลุง ด้วยเรื่องของเราสองคน”

“เรื่องของท่านกับเหวินฉาย?” น้ำเสียงของถังลี่หยางเต็มไปด้วยความแปลกใจ ยิ่งเห็นหลานชายของตนก้มหน้าลงไม่ยอมสบตา กับฝ่ามือที่จับกันแน่นของทั้งคู่

“นะ นี่อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่แล้ว...ข้ามาขออนุญาตท่านที่เป็นญาติผู้ใหญ่ของฉายเอ๋อร์ ให้ข้าและฉายเอ๋อร์ได้รักกันได้รึไม่” ถังลี่หยางนิ่งอึ้ง ไม่คิดไม่ฝันว่าเรื่องราวจะกลับกลายมาเป็นเช่นนี้ ในคราแรกนั้น เขาเพียงคิดว่าเจ้าหลานโง่คงจะไปล่วงเกินสิ่งใดให้อีกคนต้องมีโทสะ แต่กลับกลายเป็นว่าไปทำให้คุณชายเฉินหลงรักเสียนี่! มันจะเป็นไปได้อย่างไร

เหวินฉายที่เห็นผู้เป็นลุงนิ่งเงียบไปก็เริ่มใจไม่ดี เหลือบมองใบหน้าชราของถังลี่หยางอย่างหวาดหวั่น ในตอนนี้นั้นสำหรับเหวินฉายแล้วช่างพาให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างลุ้นในคำตอบ แต่ยิ่งเห็นว่าผู้เป็นลุงไม่ตอบจากการลุ้นระทึกก็กลับกลายเป็นความหวาดกลัวขึ้นมาแทน ถังลี่หยางสลัดใบหน้ากระแอมไอแก้เก้อเมื่อพลว่าตนเองสติหลุดลอยออกไปเพียงคำพูดสองสามคำจากคุณชายใหญ่แห่งสกุลเฉิน

“รักกัน...ได้อย่างไร ท่านและหลานข้าล้วนแต่เป็นบุรุษ อีกทั้งท่านยังเป็นถึงบุตรชายคนโตของท่านนายอำเภอ เหวินฉายของข้าเป็นเพียงเด็กรับใช้เท่านั้น หากเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงหูบิดาและมารดาของท่าน ข้าเกรงว่า...”

“เรื่องนั้นท่านอย่าได้กังวลไป ท่านพ่อท่านแม่ของข้ารับทราบเรื่องนี้และอนุญาตให้ข้ากับเหวินฉายรักกันได้ ท่านพ่อข้าบอกว่าหากท่านไม่มีปัญหาใด จะเดินทางมาสู่ขอด้วยตนเอง” นี่ถึงขนาดท่านนายอำเภอรับรู้แล้วด้วยหรือนี่! หากเป็นเช่นนี้เขาหรือจะกล้าไม่ยินยอมให้ทั้งสองรักกัน

“เช่นนั้น...ข้าน้อยก็ขอให้คุณชายรักใคร่เอ็นดูเหวินฉายหลานช้าให้มากนะขอรับ หากเขากระทำสิ่งใดผิดก็ขอให้ท่านอภัยแก่เขาด้วย”

“ท่านลุง...” ถังเหวินฉายมองใบหน้าที่เหี่ยวย่นลงตามวัยของถังลี่หยางอย่างซาบซึ้ง น้ำตาเอ่อคลอเบ้าจนล้นไหลลงอาบสู่แก้มใส ไม่เคยคิดเลยว่าท่านลุงลี่หยางจะรักและเอ็นดูเขามากเช่นนี้ ทั้งที่เขาและท่านลุงแทบจะไม่ได้คุยกันมากนัก แต่ท่านลุงก็มิได้หมางเมินยังคงเปี่ยมไปด้วยความกรุณาต่อเขาอยู่เช่นเดิม

“เหวินฉาย เจ้านี่! โตเสียจนมีคนรักแล้วยังร้องไห้อยู่อีกหรือ หากเกรงกลัวต่อคำพูดของผู้ใด ขอเจ้ารู้ไว้ ข้าผู้เป็นลุงจะไม่อยู่เฉยให้มันมากล่าววาจาชั่วร้ายต่อหลานชายของข้าแน่!” น้ำเสียงของถังลี่หยางช่างเต็มไปด้วยพลังราวกับการให้คำมั่นสัญญา เหวินฉายพยักหน้าโผเข้ากอดร่างของถังลี่หยางจนเต็มรัก เขาไม่เคยกอดท่านลุงเลยสักครั้ง เพราะคิดว่าท่านลุงคงไม่สนิทใจกับเขา แต่ในยามนี้เขาได้รู้แล้วว่า มิมีผู้ใดรักและหวังดีต่อเขาเท่าท่านลุงลี่หยางอีกแล้ว

“ข้ารักท่านลุงนะขอรับ รักท่านลุงที่สุด” ถังลี่หยางเขินกับคำบอกรักของหลานชายเสียจนแก้มทั้งสองแดงซ่าน มือไม้ทั้งสองข้างเก้ๆ กังๆ ราวกับไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ใด ถังลี่หยางถอนหายใจก่อนจะลูบศีรษะของถังเหวินฉายเบาๆ อมยิ้มให้กับความเป็นเด็กไม่รู้จักโตเสียทีของหลานชายผู้นี้ เฉินลี่ฟู่มองภาพแห่งความรักนั้นด้วยแววตาอ่อนโยนอยู่นิ่งๆ ไม่คิดจะเข้าไปขัดช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ของยอดรักของเขา ดีแล้วที่ฉายเอ๋อร์ของเขามีความสุข นั่นดีที่สุดแล้ว...


(มีต่อจ้า)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-07-2019 12:21:41 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
(ต่อจ้า)

ลู่เฟยหลงยกชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ร่างสูงหลับตาคิดถึงใบหน้าอันแสนหวานของหยางเถาด้วยความคิดถึง รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นมายามที่เขาคิดถึงหยางเถาในอิริยาบถต่างๆ ทั้งรอยยิ้ม ทั้งคววามสดใส ทั้งท่าทีที่เขินอายหรือแม้แต่... เฟยหลงลืมตาขึ้นทันที เขาเผลอคิดถึงแววตาที่สั่นระริก รอยยิ้มฝืนๆ ที่ร่างบางใช้ยามที่เขาเอ่ยถึงเพ่ยเยว่เผิง มือหนาลูบหน้าของตนเองอย่างแรง เพียงแค่หวนกลับไปนึกถึงความรู้สึกนั้น ลู่เฟยหลงก็ยิ่งปวดหัวใจเสียจนอยากจะฆ่าตัวเองในคราก่อนนัก เมื่อมองย้อนกลับไปในยามนั้น ความผิดปกติของหยางเถามีมากมายเสียจนเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เป็นเขาเองที่มิได้สังเกตเห็นมันเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังทำให้เจ้าดอกท้อน้อยๆ เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม ถ้าหากว่ากลับกันล่ะ?

มือหนาลูบอกตนเองเบาๆ บริเวณตำแหน่งของหัวใจ เพียงเผลอคิดไปว่าหากเขาและหยางเถาสลับตำแหน่งความเจ็บปวดกัน จะเป็นอย่างไร หากเป็นเจ้าดอกท้อของเขาที่ให้ความใกล้ชิดสนิทสนมกับบุรุษอื่น เขาจะยังทำหน้าตาเมินเฉย อดทนยืนส่งยิ้มให้ได้ดั่งที่เจ้าดอกท้อของเขาทำไหม หากเป็นหยางเถาที่กระทำเหมือนเขาก่อนหน้า เขาคงจะยังเต็มใจอยู่เคียงข้างแม้ความเจ็บปวดจะเจียนตายได้หรือ

แน่นอนเขาทำได้! แต่มิใช่ทุกอย่าง

ลู่เฟยหลงมั่นใจเลยว่า เขาไม่สามารถยืนยิ้มให้ได้ราวกับไม่มีสิ่งใด มิสามารถทนรับฟังเวลาเจ้าดอกท้อเอ่ยถึงบุรุษผู้อื่นได้แน่ เขาคงจะไม่สามารถข่มใจยอมรับความรู้สึกอิจฉาและปวดร้าวได้ เพราะหากเป็นเขาที่ต้องทนฟังสิ่งเหล่านั้น คงไม่พ้นจับเจ้าดอกท้อมากลืนลงท้องจนไม่หลงเหลือให้ผู้ใดแน่ๆ เขานั้นรู้ดีว่าตนเองกระทำสิ่งที่ไม่ชัดเจนลงไป แต่นั่นจะเป็นบทเรียนสำคัญ! เพราะไม่ว่าอีกสักกี่ร้อยกี่พันชาติ เขาจะมั่นรักและจะไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้ว เขาจะมีเพียงแค่ดอกท้อดอกนี้ จะมองเพียงแค่ดอกท้อแสนงดงามดอกนี้เท่านั้น หากความใจดีเป็นปัญหา เช่นนั้น...เขาก็คงจะไม่ทำมันอีก เขาจะเว้นระยะในการสนทนา ไม่ว่ากับผู้ใด

“นายน้อยขอรับ อยู่หรือไม่ขอรับ” ลู่เฟยหลงหันมองประตู เสียงที่ได้ยินมิใช่ว่าเป็นของเหวินฉายหรอกหรือ

“เข้ามาได้...” เหวินฉายเปิดประตูพร้อมกับก้าวเข้ามาภายใน แต่ลู่เฟยหลงก็ต้องแปลกใจเมื่อบุคคลที่เดินตามหลังมาด้วยนั้น...

“เฉินลี่ฟู่...” ร่างสูงพึมพำชื่อของคนมาใหม่อย่างแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะมา แถมยังมาด้วยกันกับเหวินฉายอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่สำหรับเหวินฉายแล้ว เฉินลี่ฟู่คือศัตรูที่ไม่มีวันญาติดีด้วย แต่ตอนนี้กลับไร้ซึ่งท่าทีที่ไม่เป็นมิตร ยกเว้นแต่สายตาคู่นั้นของเฉินลี่ฟู่ที่มองมายังเขาจนทำให้ลู่เฟยหลงอดแปลกใจไม่ได้ เพราะเขามั่นใจว่าไม่เคยทำสิ่งใดที่เป็นการขัดแย้งกับสกุลเฉิน หรือแม้กระทั่งล่วงเกินเฉินลี่ฟู่เองก็ตาม

“นายน้อย...ขออภัยที่ข้าหายไปเสียหลายวันขอรับ หากนายน้อยจะลงโทษ...” เหวินฉายคุกเข่ารอรับโทษจากผู้เป็นนายด้วยความสำนึกผิด แม้ว่าความผิดนี้จะต้องโทษร่างสูงที่ยืนอยู่ทางด้านหลังก็ตาม แต่มันก็มิใช่ข้อแก้ตัวใดๆ เลย เพราะอย่างไรเขาก็คือผู้ที่ละทิ้งหน้าที่รับใช้นายน้อยไป

“พูดอะไรขอเจ้าเหวินฉาย ลุกขึ้นเสียเถิด เจ้าย่อมรู้ดีว่าข้ามิได้ห้ามปรามเจ้าไปที่ใด หากจะโกรธก็มีเพียงเรื่องที่เจ้ามิยอมบอกกล่าวกันก่อนว่าจะไปที่ใด ข้าเป็นห่วงเจ้า” เฉินลี่ฟู่ที่ได้ยินคำว่าห่วงถึงกับคิ้วกระตุก มองใบหน้าของเฟยหลงด้วยความไม่พอใจ ดึงร่างของถังเหวินฉายขึ้นมาก่อนจะโอบกอดเอาไว้แน่น ความหวงแหนแล่นเข้ามาจุกอก ยิ่งมองเห็นความห่วงใยที่ออกมาจากสีหน้าของเฟยหลง เฉินลี่ฟู่ยิ่งเดือดดาล

“คนของข้า! มิจำเป็นจะต้องให้เจ้าซึ่งเป็นเพียงนายน้อยมาห่วงใย!” เหวินฉายตกตะลึงไม่แพ้ลู่เฟยหลง หากแต่ต่างเหตุผลกันอย่างสิ้นเชิง เฟยหลงนั้นไม่คิดว่าเฉินลี่ฟู่และเหวินฉายจะมีความสัมพันธ์กันเช่นนี้ แต่เหวินฉายนั้นนิ่งอึ้งด้วยความคาดไม่ถึงว่าเฉินลี่ฟู่จะกล้าพูดตรงๆ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับอีกฝ่าย เหวินฉายมีสติอีกครั้งและเริ่มดิ้นหนีออกจากอ้อมแขน

“เจ้าลูกเต่าบ้านี่! อย่ามาพูดเช่นนี้กับนายน้อยของข้านะ!”

“แต่ข้าเป็นสามีเจ้านะ!” สิ้นเสียงตะคอกของเฉินลี่ฟู่ ถังเหวินฉายและลู่เฟยหลงต่างก็หน้าแดงด้วยความเคอะเขิน จนลู่เฟยหลงต้องกระแอมไอแก้เขินอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี

“เจ้ามัน! ฮึ่ย!” เหวินฉายมองใบหน้าที่แสนจะกวนโทสะของเฉินลี่ฟู่ด้วยความไม่พอใจก่อนจะหลบสายตาหนี เม้มปากแน่นแล้วหันไปมองผู้เป็นนายน้อยแทน

“นายน้อย ตอนข้ากลับมา ข้าได้เห็นประกาศติดอยู่จนทั่ว ชาวบ้านเองก็เริ่มเล่าลือกันไปเกี่ยวกับเนื้อความในนั้นว่า...สกุลลู่เลี้ยงปีศาจ!” เฟยหลงชะงักร่าง ใบหน้าเริ่มบึ้งตึงเสียจนน่ากลัว ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บรรยากาศแห่งความโกรธเกรี้ยวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้อง ใครกันกล้าเอาเรื่องแบบนี้ออกไปพูด! ในเมื่อผู้ที่รู้เรื่องปีศาจนั้น มีเพียงท่านพ่อท่านแม่ ท่านนักพรตและ...

เพ่ยเยว่เผิง!!

ใช่! ต้องเป็นนาง เป็นนางแน่ๆ ให้ตายสิ!

ลู่เฟยหลงแทบจะควบคุมความโกรธของตัวเองเอาไว้ไม่ไหว ความรู้สึกของเขาในตอนนี้นั้น แทบอยากจะพุ่งออกไปหานางอยากจะจับนางมาบีบคอ หรือทำอย่างไรก็ได้ให้นางเจ็บปวดจนเจียนตาย! สองมือกำเข้าหากันจนแน่น เคียดแค้นและชิงชังเพ่ยเยว่เผิงเสียจนไม่อยากจะอยู่ร่วมโลกกับนางแล้ว! นางไม่ได้ทำร้ายเพียงคนที่เขารัก ไม่ได้ทำร้ายเพียงดอกท้อดอกบางที่แสนสวย แต่กลับจ้องจะทำลายชื่อเสียงของสกุลลู่อีก! มันควรจะพอแล้วหรือเปล่ากับความปรานีที่เขามีให้ ในเมื่อนางต้องการจะพบกับความโกรธของเขา แล้วทำไมเขาจะต้องทนเก็บมันเอาไว้ด้วย ทำไมเขาจะต้องละเว้นนาง!

“นายน้อย...ใจเย็นก่อนเถอะขอรับ ข้าว่านายน้อยควรจะรอคุยกับนายท่านและฮูหยิน...เอ่อ” หากฮูหยินรู้เรื่องนี้คงไม่เป็นการดีต่อคุณชายหยางเถาเป็นแน่ เฟยหลงมองความกังวลบนสีหน้าของเหวินฉายแล้วลอบถอนหายใจ จริงสินะ...สองสามวันมานี้เหวินฉายมิได้อยู่ในเหตุการณ์จึงมิได้ล่วงรู้

“เรื่องท่านแม่...ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เพราะเจ้าไม่อยู่จึงไม่รู้ แต่เมื่อคืนท่านแม่เชิญท่านนักพรตมา...ท่านแม่เข้าใจในทุกสิ่งแล้ว ข้ากับหยางเถานั้น...เรามีช่วงเวลาที่ดี” สายตาที่ทอประกายความหวานราวกับพูดถึงคนรักนั้นทำให้เฉินลี่ฟู่หรี่ตาจับจ้องปฏิกิริยาที่ออกมาอย่างตั้งใจ แววตาเช่นนั้นเขารู้จักมันดี เพราะมันคือแววตาเช่นเดียวกับที่เขาใช้มองเหวินฉายทุกเวลา หรือแม้แต่ยามคิดถึงก็ตาม หยางเถาผู้นั้นคงจะสำคัญกับลาเฟยหลงมาก และคงจะรักมากเช่นกัน มิเช่นนั้นคงมิมีสีหน้าเปี่ยมสุขยามกล่าวถึง

“จริงหรือขอรับนายน้อย! เช่นนั้นข้าขอแสดงความยินดีกับนายน้อยและคุณชายหยางเถาด้วยนะขอรับ”

“ขอบใจเจ้ามาก ข้าเองก็ขอแสดงความยินดีกับเจ้าและคุณชายเฉินเช่นกัน หวังว่าเจ้าคงจะดูแลน้องชายของข้าอย่างดี” ประโยคสุดท้ายนั้นลาเฟยหลงหันไปเอ่ยกับเฉินลี่ฟู่ด้วยความกดดัน แต่เฉินลี่ฟู่กลับยิ้มออกมาพร้อมกับยืดตัวขึ้นอย่างมั่นใจ

“ข้าจะไม่มีวันทำให้ฉายเอ๋อร์ของข้า...เสียน้ำตา ข้าให้สัญญา”

คำสัญญาที่เป็นดั่งคำมั่นทำให้ลาเฟยหลงพึงพอใจและเหวินฉายใจเต้นแรงอย่างไม่อาจจะห้ามได้ ในครั้งแรกเหวินฉายไม่ขอปฏิเสธเลยว่ากังวลในเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเฉินลี่ฟู่นั้นจะไปได้นานสักเพียงใด อีกฝ่ายจะจริงจังกับเขาแค่ไหน แต่เมื่อได้ฟังคำตอบที่เฉินลี่ฟู่ยืนยันกับนายน้อยของเขา หัวใจของเหวินฉายก็อุ่นวาบ เต้นดังราวกับกลองที่ถูกตี ขอเพียงแค่เฉินลี่ฟู่ให้ความรักทั้งหมดกับเขา ไม่ละทิ้งเขาไปไหน ไม่มีผู้อื่นใดให้เขาต้องเจ็บปวด เขาก็ไม่มีวันที่จะไปจากเฉินลี่ฟู่อย่างแน่นอน เขาจะซื่อสัตย์ จะมั่นคงดั่งเช่นที่เฉินลี่ฟู่ได้พูดเอาไว้ ไม่ว่าสิ่งใดก็เปลี่ยนความรู้สึกของเขาไม่ได้ นอกจากตัวของลี่ฟู่เอง

หลังจากออกมาจากห้องของลู่เฟยหลงแล้ว เฉินลี่ฟู่ก็ได้พบกับลู่จิ้นเหอและอี้เหม่ยหลิน บิดามารของลาเฟยหลง ทั้งสามเอ่ยทักทายกัน แม้ว่าจะเกรงๆ เพราะไม่เคยได้พบลู่จิ้นเหอแม่ทัพใหญ่ผู้นี้มาก่อน แต่จากคำกล่าวที่บิดาของเขาเคยพูดเอาไว้นั้น ก็พอจะรู้ได้ว่า บิดาของลู่เฟยหลงนั้น มีดวงตาคมดั่งเหยี่ยวที่จ้องเหยื่อ ใบหน้าหยกงดงามแทบจะเรียกได้ว่าเฟยหลงได้มาเต็มๆ แม้ว่าปากและจมูกของลู่เฟยหลงจะคล้ายผู้เป็นมารดาก็ตาม สายตาที่คอยจับจ้องเขานั้นทำเอาเฉินลี่ฟู่ประหม่า อึกอัดกับบรรยากาศแปลกๆ แม่ทัพใหญ่ลู่จิ้นเหอจับจ้องเขาราวกับต้องการจะมองจนทะลุ ไร้ซึ่งคำพูดจนเฉินลี่ฟู่ที่มั่นใจหนักหนากับการถูกจับจ้องต้องแอบกลัวอยู่ในใจ

เมื่อการพูดคุยจบลงด้วยการที่เฉินลี่ฟู่ถูกเชิญให้ทานอาหารและพักเสียทีที่ เฉินลี่ฟู่หรือจะปฏิเสธเมื่อได้ถือโอกาสอยู่กับถังเหวินฉายทั้งที่คิดว่าคืนนี้ อย่างไรก็คงจะต้องนอนหนาวกายอยู่เพียงผู้เดียว แต่เมื่อถูกเชิญให้ค้างคืนที่นี่ เฉินลี่ฟู่จึงตาวาววับด้วยความดีใจ ริมฝีปากเผยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยปากตอบตกลงอย่างเกรงใจ เหวินฉายที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของเฉินลู่แทบจะกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ หลงคิดว่าตนเองจะหนีเจ้าหื่นกามนี้พ้นแล้ว กลับกลายเป็นการเปิดทางให้อีกใยได้เข้ามาใกล้ไปอีก สะโพกที่เคล็ด เบื้องล่างที่ยังเสียดๆ ขัดๆ ก็ยังไม่ได้หายดี แต่เห็นทีคืนนี้ก็คงไม่ได้พัก คงถูกใช้งานอย่างหนักอีกแน่

พอยามซวีมาถึงดวงจันทราก็ขึ้นสู่ฟากฟ้า ฉายแสงลงมากระทบกับดอกท้อบนกิ่ง แสงสีเขียวดวงเล็กๆ ค่อยๆ รวมตัวกันจนกลายเป็นชายหนุ่มผมสีเงินที่แสนงดงามราวกับรูปสลัก หยกงดงามไหนเลยจะสามารถงดงามได้ครึ่งหนึ่งของคนผู้นี้ ชุดสีขาวสะอาดตายิ่งเสริมให้เขาดูสูงส่งจนหากใครพบเห็นคงคิดว่าเป็นเทพเซียนลงมาจากสวรรค์ ลู่เฟยหลงส่งยิ้มหวานให้กับร่างบางของหยางเถา สาวเท้าเข้าไปใกล้อย่างมุ่งมั่น เมื่อหยุดอยู่เบื้องหน้า มือหนาก็กุมแก้มใสเอาไว้ราวกับกลัวว่านี่จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นมาจากความคิดถึง

ผิวกายที่เย็น กับกลิ่นหอมเฉพาะที่คุ้นเคย มันให้หัวใจของร่างสูงเต้นแรง

ใครจะรู้เล่าว่าชาติหนึ่งนั่น เขาจะมีรักแท้กับบุรุษที่เป็นเพียงจิตวิญญาณของต้นท้อ ที่งดงามยิ่งกว่าเทพธิดาองค์ใด ยิ่งยามที่เส้นไหมสีเงินต้องแสงจันทร์ ความเงางามของมันสะท้อนออกมาจนน่ามอง ยิ่งได้เห็นผิวแก้มที่ขึ้นสียิ่งชวนให้ลู่เฟยหลงนั้นหลงใหล

“เหตุใดเจ้าจึงมองข้าเช่นนั้นเล่า?”

“ข้านึกว่า...ข้าคิดถึงเจ้าจนกลายเป็นภาพลวงตา” ลู่เฟยหลงมองใบหน้างดงามด้วยรอยยิ้ม ดวงตาของเฟยหลงเต็มไปด้วยความดีใจเสียจนคนถูกมองอย่างหยางเถาต้องหัวเราะออกมาแผ่วเบา เสียงหวานดังก้องแต่ฟังแล้วช่างไพเราะเหลือเกิน สีหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของร่างเล็กช่างทำให้หัวใจดวงน้อยของเฟยหลงเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกเหมือนตกหลุมรักหยางเถาครั้งแล้วครั้งเล่าไร้ที่สิ้นสุดจนต้องยกมือขึ้นมากุมไว้ที่ตำแหน่งหัวใจของตนเอง

“ข้ามิได้หายไปไหนเสียหน่อย เจ้ายังไม่เลิกกังวลอีกหรือ”

“จริงสิ! คืนนี้ท่านแม่ให้ข้าพาเจ้าไปร่วมทานอาหารเพราะมีคนผู้หนึ่งจะแนะนำเจ้าให้รู้จัก” หยางเถาชะงักยามได้ยินถึงคำว่ามีคนผู้หนึ่งจะแนะนำให้ได้รู้จัก เพราะครั้งนั้นยามที่ได้ยินคำนี้ก็เมื่อเพ่ยเยว่เผิง คุณหนูผู้งดงามที่ถูกหมายตาให้เป็นว่าที่ภรรยาของเฟยหลง มันจึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาในหัวใจ ลู่เฟยหลงเองก็เหมือนจะล่วงรู้ถึงความหวาดกลัวที่ถูกพัดขึ้นมาก มือหนาเอื้อมจับมือบางของหยางเถาเอาไว้แน่น ปลายนิ้วไล่วนหลังมือของหยางเถาเบาๆ ราวกับต้องการคลายความกังวลทิ้งไป

“อย่ากังวลเลย...ข้าสัญญาว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก ไม่มีวัน!” เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นนั้นช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและมันทำให้ความวิตกกังวลหายไปจนหมดสิ้น หยางเถาบีบกระชับมือหนาราวกับจะบอกว่า ในตอนนี้เขาไม่เป็นไรอีกแล้ว เพียงแค่ลู่เฟยหลงมิปล่อยมือออกไป หยางเถาเองก็คงไม่กลัวสิ่งใดอีก

ทั้งสองเดินพูดคุยกันไปด้วยรอยยิ้ม ความคิดถึงช่างหอมหวานเสียจนทั้งสองไม่อยากจะเสียเวลาใดๆ ไปแม้สักวินาทีเดียว บรรยากาศรอบข้างช่างงดงามและเต็มไปด้วยความสุขเสียจนหากผู้ใดได้เห็นก็คงจะอดยิ้มตามไม่ได้ เพียงเฟยหลงหยอกเย้าแก้มใสของหยางเถาก็พลันแดงซ่าน ชวนให้จับจ้องมากขึ้น รอบกายของทั้งสองราวกับถูกโปรยด้วยดอกไม้ กลิ่นความรักตลบอบอวลไปทั่วบริเวณนั้น เหล่าเด็กรับใช้ต่างพากันลอบยิ้ม นานแค่ไหนแล้วนะที่มิได้เห็นนายน้อยมีความสุขเช่นนี้ นับตั้งแต่ครั้งที่คุณหนูผู้นั้นย่างกรายเข้ามา ความสุขทั้งหลายในบ้านสกุลลู่และนายน้อยก็กลายเป็นความทุกข์ทรมานอย่างน่าหดหู่ใจ

ลู่เฟยหลงมองเสี้ยวหน้าของคนข้างกายอย่างรักใคร่ เมื่อครู่เขาเองก็ได้เห็น ดอกท้อร่วงหล่นอีกครั้ง กี่ครั้งแล้วที่เขาต้องมาเห็นเช่นนี้ กิ่งก้านที่ดอกท้อเริ่มบางลงช่างพาใจของเขาให้หายวาบ ลู่เฟยหลงรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าที่กำลังจะเกิดขึ้น หัวใจของเขาบีบรัดจนเจ็บร้าวไปหมดทั้งใจ อกแกร่งสะท้านกับความทรมานยามนึกถึงช่วงเวลาที่จะไม่มีหยางเถาอยู่ข้างกาย มันไม่ง่ายเลยสักนิดถ้าเขาจะต้องไร้เงาของหยางเถาอยู่เคียงข้างกาย หากในทุกๆ ค่ำคืนเขาจะมิได้เห็นใบหน้าที่แสนงดงามนี้อีก หากไร้ซึ่งกลิ่นหอมที่แสนรัญจวนใจนี้เล่า เขาจะมิขาดใจตายไปหรือ

มือหนากุมกระชับมือเล็กเอาไว้อย่างหวาดกลัว แม้ว่าสีหน้าและแววตาของลู่เฟยหลงจะมิได้แสดงมันออกมา แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ได้ว่าความรู้สึกที่กำลังก่อตัวสูงขึ้นในหัวใจของเขานั้น มันช่างน่าหดหู่มากเพียงใด แม้ว่าบนใบหน้าของลู่เฟยหลงจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับสุขใจแต่ความหวาดกลัวกลับกำลังกัดกินหัวใจของเขาทีละน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ลู่เฟยหลงคิดเอาไว้คือ เขาจะทำให้ดีที่สุด จะกักเก็บความรักจากร่างเล็กให้ได้มากยิ่งๆ ขึ้นไป ก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง ก่อนที่ช่วงเวลาสุดท้ายแห่งความสุขจะย่างกรายเข้ามา

ก่อนที่รักแท้ของข้า...จะจากข้าไป







TBC


อยากถามเยว่เผิงเหลือเกินว่า...ตบไหม!!! หมั่นไส้จริงจังมาก ทำไมเธอไม่ไปผุดไปเกิดสักทีห๊าาาาา แล้วเจอกันใหม่ตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ Rabbitongrass

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ลุ้นให้หยางเถาเป็นเทพต้นท้อตามที่ท่านนักพรตเดาไว้ละกัน อารมณ์แบบมาสถิตที่จวนเพื่อรอเนื้อคู่พร้อมกับบททดสอบความรักเล็กๆน้อย


ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
[20]

โอ้หยางเถา...เจ้ามาแล้วหรือ” เสียงของลาเหม่ยหลินดังขึ้นเมื่อพบว่าในตอนนี้นั้น ผู้ที่เดินเคียงข้างบุตรชายของนางมาคือคนที่นางรอคอยที่จะพบอย่างยิ่ง หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น อี้เหม่ยหลินเองก็มาใช้เวลายามค่ำคืนเมื่อหยางเถาปรากฏกายบ่อยครั้ง จนลู่เฟยหลงนั้นอดสงสัยมิได้ว่านี่จะเป็นการขโมยตัวหนางเถาของเขาไปหรือไม่ เหม่ยหลินเอ็นดูหยางเถาราวกับบุตรแท้ๆ อีกทั้งขนมมากมายถูกนำมาให้คนตัวเล็กที่ตาวาววับ ยามที่ริมฝีปากนั้นได้ลิ้มรสชาติแสนหวานของขนมเหล่านั้น มือของเหม่ยหลินมักจะลูบเส้นผมสีเงินบนศีรษะของหยางเถาอยู่บ่อยๆ อย่างเอ็นดู มันช่างนุ่มมือเสียจนเหม่ยหลินชื่นชอบที่จะทำเช่นนั้น

และไม่ว่าเมื่อใดที่เหม่ยหลินลูบศีรษะของหยางเถา หยางเถาก็มักจะยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน ใสซื่อและไร้การเสแสร้งจนหัวใจที่แสนเย็นยะเยือกของเหม่ยหลินกลับมาเต้นแรง

นางเอ็นดูเด็กคนนี้เหลือเกิน เอ็นดูเสียจนอยากได้เด็กน้อยคนนี้มาอยู่ในบ้านสกุลลู่ มาเป็นส่วนหนึ่งของสกุลลู่ นางเคยลองเอ่ยถามลู่จิ้นเหอผู้เป็นสามี และดูเหมือนสามีของนางก็เอ็นดูกับความอ่อนหวานและน่ารักของหยางเถาอยู่ไม่น้อย มิใช่เพียงมิคัดค้าน กลับตอบรับตกลงอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องคิดใดๆ ในยามนี้อี้เหม่ยหลินรู้สึกราวกับได้บุตรชายอีกคนมาไว้ในอ้อมอก ทั้งตื่นเต้น ตื้นตันใจ และดีใจจนกักเก็บมันเอาไว้ไม่ได้ ยิ่งในยามนี้พอหยางเถาปรากฏตัวขึ้นมา นางจึงเดินเข้ามาโอบกอดหยางเถาเอาไว้ด้วยความรักอย่างเหลือล้น หยางเถาเองที่ในคราแรกตกตะลึงก็ระบายยิ้มออกมาก่อนจะกอดตอบเหม่ยหลินไป

“ข้ามาแล้วขอรับท่านป้า...” เหม่ยหลินดึงหยางเถามานั่งข้างตนทำให้ลู่เฟยหลงต้องเดินตามมานั่งข้างๆ เช่นกัน เหวินฉายที่ในตอนนี้จำเป็นต้องนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะในฐานะของคนรักของเฉินลี่ฟู่นั้นไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย กับการปรากฏตัวของบุรุษร่างบางผู้มีเส้นผมสีเงิน แต่ที่ตกตะลึงคงหนีไม่พ้นจะเป็นเฉินลี่ฟู่เสียมากกว่า ใบหน้างดงามไร้ที่ติ กับเส้นผมสีเงินสลวยที่ช่างขับให้ผิวกายข่าวผ่องนั้นดูน่าหลงใหลยิ่งขึ้น สายตาของเฉินลี่ฟู่มิได้ลวนลามหรือแทะโลม แต่กลับเป็นการมองอย่างไม่เชื่อในสายตาว่าจะได้พบผู้ใดที่งดงามได้เช่นนี้

จนเมื่อได้เห็นกับตาจึงทำให้ได้รู้ว่า แม้จะเป็นบุรุษย่อมงดงามได้อย่างสตรีเช่นกัน

“เจ้ามองพอหรือยัง!” มิใช่เสียงของผู้ใดเลยนอกจากจะเป็นของลู่เฟยหลง ยามได้เห็นสายตาที่มองมาของเฉินลี่ฟู่นั่นทำให้เขาไม่ชอบใจเท่าใด อย่างไรเสียคนที่จะมองหยางเถาได้มีแต่เพียงเขาเท่านั้น ผู้ใดจะหลงใหลต้องมนต์ของเจ้าดอกท้อมิได้

เฉินลี่ฟู่ได้สติ มองสายตาที่เต็มไปด้วยความหวงแหวนราวกับว่าเขาจะไปขโมยของรักด้วยความขบขัน นี่หากมิใช่ว่าฉายเอ๋อร์ของเขานั่งอยู่ด้วย เขาคงจะลงมือแกล้งให้ใครบางคนได้ทำไหน้ำส้มหกกันเสียบ้าง แต่ตอนนี้หากทำเช่นนั้นไป แทนที่เขาจะได้ความสนุกสนานสะใจจะกลับกลายเป็นนำภัยเข้าสู่ตัวเสียมากกว่า หากเหวินฉายของเขาโกรธเคืองมิมองหน้าขึ้นมา เขาคงจะทรมานและไม่รู้จะทำเช่นไรให้ยอดดวงใจได้หายโกรธเคือง

“เจ้านี่อย่างไร...หากข้าจะมองคนของเจ้า ข้ามองยอดรักของข้ามิดีกว่าหรือ?” เหวินฉายหยิกเข้าที่เอวหนาอย่างหมั้นไส้ในคำหวานแสนลวงคำนั้น เขามิได้ตาบอดจะได้มองมิเห็นว่าเจ้าลูกเต่าตัวนี้เมื่อครู่ได้หันไปมองผู้ใด พอถูกเจ้าของเขาจับได้ก็บ่ายเบี่ยงมาเสียทางนี้ เฮอะ!

“อย่านึกว่าข้ามิเห็นนะ” เสียงลอกไรฟันที่เย็นยะเยือกของคนรักทำให้เฉินลี่ฟู่ต้องรีบออดอ้อน ทำสายตาลูกสุนัขตัวเล็กให้ดูน่าสงสารแทน

“โธ่...ข้าหรือจะมีตาไว้มองผู้ใด แค่มองเจ้าก็ไม่เหลือที่ไว้ให้มองผู้ใดอีกแล้วนะยอดรัก”

“อะแฮ่ม! ทานกันเถิด” สุดท้ายก็ทนความหิวไม่ไหว ลู่จิ้นเหอจึงได้จบสงครามแห่งรักลงอย่างง่ายดาย ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เลิกโต้เถียงกันเพราะมิอยากจะเสียมารยาทต่อหน้าแม่ทัพลู่จิ้นเหอผู้ยิ่งใหญ่ อีกทั้งในยามนี้ท้องก็หิวเต็มที

ลู่จิ้นเหอกวาดสายตามองบรรยากาศบนโต๊ะด้วยสายตาเรียบเฉยแต่ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความยินดี ในคราก่อนนั้นเหม่ยหลินนางกระทำตัวไม่เหมาะสม บีบคั้นรังแกเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางผู้นี้เสียจนเรียกว่าโหดร้าย แต่เมื่อความจริงปรากฏ...นางก็พร้อมเอ่ยคำขอโทษ และแก้ไขเรื่องราวให้ดียิ่งขึ้น ยามนี้จึงเหลือแต่รอยยิ้มบนใบหน้านาง และการกระทำที่ราวกับเห่อบุตรชายคนใหม่ก็ยิ่งทำให้มุมปากของลู่จิ้นเหอจุดรอยยิ้มขึ้นมาแม้จะน้อยนิดก็ตาม ส่วนถังเหวินฉายในตอนนี้มีเพียงใบหน้าบึ้งตึงใส่คนข้างกาย เฉินลี่ฟู่เองก็พยายามง้องอนคนรักอย่างน่าเห็นใจ มือหนาคอยคีบอาหารใส่ให้ไม่ตกหล่น เพียงเหวินฉายเอื้อมออกไปที่จานใด เฉินลี่ฟู่ก็จะคีบมาให้ก่อนในทันที แม้จะโกรธอีกฝ่ายแต่ถังเหวินฉายกลับร้อนผ่าวที่ใบหน้าจนขึ้นสีระเรื่อ ยอมทานทุกอย่างที่คนข้างกายคีบมาให้ ช่างชวนให้คนมองได้สุขใจไปด้วยเช่นกัน

ลู่เฟยหลงค่อยๆ คีบนั่นคีบนี่ให้ไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ปากคอยถามว่าอยากได้สิ่งใดหรือไม่ หรือชอบหรือไม่อยู่ตลอดเวลา ใบหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สายตาคอยจ้องมองใบหน้าของหยางเถาที่ยิ้มน้อยๆ อย่างสุขใจ นางรู้สึกว่าตนเองนั้นช่างโง่งมเสียเหลือเกิน ที่เคยหลงใหลไปกับเพ่ยเยว่เผิงกับความอ่อนหวานจอมปลอมนั้น หากนางมิได้มาพบความอ่อนหวานที่แท้จริงจากหยางเถา นางคงตามืดบอดคว้าเพ่ยเยว่เผิงมาเป็นสะใภ้และมันคงจะทำให้บุตรชายของนาง...ทุกข์ทรมานใจ

“ได้ยินว่าเจ้าชอบซาลาเปามาก ป้าสั่งให้คนทำเพื่อเจ้าโดยเฉพาะเลยนะ เจ้าชอบหรือไม่”

“ข้าชอบขอรับ ขอบคุณท่านป้า ข้าจะทานให้หมดเลย” รอยยิ้มอันใสซื่อถูกส่งให้อี้เหม่ยหลินจนนางอดลูบศีรษะเล็กๆ อย่างเอ็นดูไม่ได้

“อะแฮ่ม!” ลู่เฟยหลงกระแอมเสียงดังจนหยางเถาต้องมองมาด้วยสายตาห่วงใย แต่อี้เหม่ยหลินนั้นรู้ดีว่าอาการขี้หวงของบุตรชายมีมากเสียจนไม่สนใจว่าความรักที่นางให้นั้นดุจดังบุตรชายอีกคนเท่านั้น แต่ลู่เฟยหลงกลับพร้อมกระโจนเข้าโจมตีทุกคนหากเข้ามาใกล้หยางเถาผู้เป็นที่รัก

“จริงสิท่านแม่...เหวินฉายบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นในตลาด ข่าวลือแพร่สะพัดถึงเรื่องปีศาจในบ้านสกุลลู่” หยางเถาชะงักมือที่กำลังคีบอาหารเช้าปาก ดวงตาฉายแววหวาดกลัวและหวาดหวั่นออกมาจนเฟยหลงต้องจับมือบางเอาไว้เพื่อให้กำลังใจไม่ให้ร่างบางวิตกกังวลมากจนเกินไป

“จริงหรือนี่! ใครกัน...ผู้ใดกล้าพูดเรื่องเช่นนี้ หยางเถาของข้ามิใช่ปีศาจเสียหน่อย! กล้าดีอย่างไรถึงได้มาใส่ร้ายสกุลลู่!” ร่างของหยางเถาถูกดึงไปกอดแนบอกของเหม่ยหลิน นางลูบเส้นผมสีเงินที่แสนนุ่มมืออย่างปลอบประโลม ความอบอุ่นจากกายของเหม่ยหลินทำให้หยางเถาซุกกายเข้าหาอย่างไม่รู้ตัว เฉินลี่ฟู่ตาค้างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน เด็กหนุ่มผู้นี้มิใช่มนุษย์หรอกหรือ!

“ท่านแม่คิดว่าผู้ใดเล่าขอรับ...จะมีผู้ใดหากมิใช่นางผู้นั้น” รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟยหลง ดวงตาฉายความเกลียดชังออกมาอย่างไม่ปกปิด

“อภัยด้วย ข้าขอถาม...หยางเถาผู้นี้คือ...” เฉินลี่ฟู่เก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ได้จึงเลือกจะเอ่ยถามออกไปตรงๆ เหม่ยหลินมองใบหน้าของเฉินลี่ฟู่พร้อมกับเชิดใบหน้าขึ้นสูงอย่างภาคภูมิใจ

“หยางเถาคือสะใภ้ของข้าเอง” แต่นั่นมิใช่สิ่งที่เฉินลี่ฟู่เอ่ยถามสักนิด เขาจึงเอ่ยถามอีกครั้งแม้จะถูกมือบางของเหวินฉายจับแขนเอาไว้แน่น

“ขออภัยฮูหยินลู่...ข้าหมายถึง...” เหม่ยหลินยิ้มน้อยๆ ไม่ถือสากับคำถามที่ถูกถามออกมาทั้งที่สีหน้ากระอักกระอ่วนใจเหลือเกินนั้น

“หยางเถาคือจิตวิญญาณต้นท้อพันปี มิใช่ปีศาจดั่งคนกล่าวหา ขอคุณชายเฉินเจ้าอย่าได้หวาดกลัว” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมามิได้เจือด้วยความไม่พอใจสักนิด ซ้ำยังมีแต่ความเอ็นดูในความอยากรู้ของเฉินลี่ฟู่เสียอีก

“ข้ามิได้ เอ่อ รังเกียจหรือหวาดกลัวใดๆ ขอฮูหยินและคุณชายหยางอย่าได้กังวล ข้าเพียงไม่เข้าใจเท่านั้นจึงได้เอ่ยถามออกไป” เหม่ยหลินจิ้มบางๆ อย่างมิได้ถือสา มือก็ลูบไล้เส้นผมสีเงินบนศีรษะเล็กอย่างเอ็นดูไม่หยุด ตัวหยางเถาที่ได้ยินว่าคุณชายเฉินลี่ฟู่ผู้นี้มิได้รังเกียจหรือหวาดกลัวก็พอเบาใจลงได้ สีหน้าจึงได้คลายความวิตกลงไปมาก

“ท่านพ่อเล่าขอรับ คิดว่าเรื่องนี้ควรลงมือทำเช่นไร” ลู่เฟยหลงเลือกจะขอความคิดเห็นของผู้เป็นบิดา ด้วยว่าความคิดของลู่จิ้นเหอนั้นรอบคอบและหลักแหลมมากกว่าเขา ด้วยเขารู้ดีว่าเรื่องนี้เกิดจากผู้ใด และเกี่ยวข้องกับยอดดวงใจที่อยู่ข้างกาย อารมณ์ของเขานั้นไม่มั่นคงเพียงพอจะคิดให้รอบคอบ เขากล้ายอมรับออกมาตรงๆ เลยว่าเขานั้น โกรธแค้นและชิงชังเพ่ยเยว่เผิงเสียจนหมายจะสังหารให้ตายไปเสีย

ลู่จิ้นเหอมองใบหน้าของบุตรชายที่แววตาฉายชัดถึงความเกลียดชังก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา หากจะต้องการเป็นใหญ่ใจจะต้องนิ่ง อารมณ์จะต้องมั่นคง มิถูกสิ่งใดรบกวน แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึงหยางเถาแล้ว ดูเหมือนบุตรชายของเขานั้น...จะไร้ซึ่งความสามารถในการควบคุมมันเสียอย่างนั้น เขาเองก็มิใช่ว่าไม่เข้าใจในความรู้สึก หากแต่ว่าในตอนนี้ จะทำสิ่งใดลงไปก็คงมิเกิดผลดี รังแต่จะยิ่งแพร่สะพัดข่าวลือออกไปมากกว่า จากสิ่งที่ไร้มูลจะกลายเป็นสร้างมูลให้มันเสียเอง และผู้ที่ต้องเสียใจก็มิใช่ผู้ใดนอกจากตัวเฟยหลงและหยางเถาเอง

“หากเจ้าถามข้า ข้าก็จะบอกให้เจ้ารออยู่เฉยๆ อย่าได้กระทำสิ่งใด”

“เพราะเหตุใดขอรับ...” เฟยหลงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ลู่จิ้นเหอเพียงวางตะเกียบลงและจ้องมองดวงตาของบุตรชายพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แสนน่าเกรงขาม

“เพราะมันจะทำให้ตัวการใหญ่ อยู่ไม่เป็นสุขอย่างไรล่ะ”







•~*.*~• •~*.*~• •~*.*~• •~*.*~•









หลังจากที่ทุกคนอิ่มกับอาหารบนโต๊ะพวกเขาทั้งหมดก็แยกย้ายกันไป เหวินฉายถูกอี้เหม่ยหลินสั่งให้พาเฉินลี่ฟู่ไปยังห้องที่ถูกเตรียมเอาไว้ แม้ว่าในใจของถังเหวินฉายจะคัดค้านมากเพียงใดแต่ก็ทำได้แค่เพียงก้มหน้ายอมรับและเดินนำเฉินลี่ฟู่ไป ตรงกันข้ามกับตัวเฉินลี่ฟู่ที่เมื่อได้ยินคำสั่งของฮูหยินประจำบ้านสกุลลู่ แววตาของเขาก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ เขาพึงพอใจกับสิ่งที่ได้ยินนี้อย่างเหลือเกิน บนโต๊ะอาหารเขาเห็นท่าทางแสนงอนของคนข้างกายแล้วหัวใจยิ่งพองโต ความหึงหวงที่เหวินฉายแสดงออกมาให้เห็นนั้นช่างกระตุ้นอารมณ์ความต้องการของเขาให้พุ่งสูงจนไม่สามารถจะวัดค่าของมันได้

ริมฝีปากหนาถูกลิ้นสีแดงเลียจนชุ่ม สายตาคมกวาดมองไปทั่วทั้งร่างแม้จะเป็นเพียงแผ่นหลังของเหวินฉายก็ตามและดูเหมือนมันจะทำให้เหวินฉายไม่ชอบใจนัก จึงได้ตวัดสายตามองมาดุๆ จนเขาต้องหัวเราะในลำคอ

ด้านลู่เฟยหลงที่ตอนนี้พาหยางเถามาเดินเพื่อย่อยอาหารคาวหวานทั้งหลาย ที่ร่างบางถูกมารดาของเขายกมาให้ทั้งขนมและของกินอีกมากมาย เขาเองก็อดคิดไม่ได้ว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เจ้าดอกท้อของเขาคงไม่พ้นกลายเป็นลูกท้อกลมๆ ที่ต้องแบกเอาหน้าท้องใหญ่ๆ นั่นเข้าต้นท้อเป็นแน่ แต่ถ้าหากว่าหน้าท้องสวยๆ ของหยางเถาจะต้องยื่นออกมา เขาก็ปรารถนาให้มีบุตรชายหรือบุตรสาวของเขาอยู่ภายในนั้นอย่างเหลือเกิน

แต่เขาก็รู้ดีว่าในเป็นไปไม่ได้ เพียงแค่เวลาจะได้ใช้ร่วมกันเขาหรือก็แทบจะไม่มี

ลู่เฟยหลงลอบถอนหายใจอย่างหนักใจ เวลาที่กระชั้นชิดเข้ามาช่างบีบคั้นหัวใจของเขาเหลือเกิน แต่เมื่อมองคนข้างกายที่ในตอนนี้แหงนเงยใบหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่สาดส่องแสง เขากลับรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่ได้อยู่ แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ใช้มันกับหยางเถา ดอกท้อแสนงดงามเพียงดอกเดียวในหัวใจของเขา ลมเย็นพัดผ่านร่างกายของทั้งสองช้าๆ จนเส้นผมสีเงินปลิวไปตามแรง แต่หยางเถาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย ดวงตากลมสีอำพันยังคงจับจ้องไปบนฟ้าไม่ละสายตา ปล่อยให้ความคิดเลื่อนลอยออกไปไกลแสนไกลจนร่างสูงไม่สามารถเดามันได้

ลู่เฟยหลงเลื่อนมือไปกุมมือบางเอาไว้ด้วยความรู้สึกรักใคร่ แผ่ซ่านความอบอุ่นออกไปให้ฝ่ามือเล็กที่เย็นชืดพอได้รับไออุ่น หยางเถาหลุดออกจากห้วงอารมณ์ที่ครุ่นคิด หันมามองใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายความห่วงใยด้วยรอยยิ้ม ร่างบางยิ้มให้ราวกับต้องการจะบอกว่าเขามิได้เป็นอะไร บีบกระชับมือหนาให้อีกคนได้มั่นใจว่ามันเป็นเช่นนั้น สองคนต่างเดินจูงมือกันไปเรื่อยๆ แม้จะมิได้ออกไปนอกบ้านสกุลลู่แต่ก็มิได้น่าเบื่อ อย่างไรการที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกันมันก็วิเศษที่สุดแล้ว

ร่างสูงเดินเคียงข้างหยางเถาด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก กุมกระชับมือบางไว้แน่นยางรู้สึกว่าค่ำคืนนี้ช่างพิเศษเหลือเกิน การได้เจ้าดอกท้อข้างกายมันเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุด

“นั่น...มันคือสิ่งใดกัน เหตุใดจึงมีแสงสวยงามเช่นนี้” น้ำเสียงของหยางเถาเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นในใจ ดวงตากลมสีอำพันเบิกกว้าง มองแสงเล็กๆ ที่กะพริบในความมืด กระจัดกระจายราวกับสิ่งมหัศจรรย์ที่แสนดึงดูดใจ เฟยหลงหันมองตามสายตาของเจ้าดอกท้อ จนต้องยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

“นั่นคือหิ่งห้อย เจ้าชอบหรือ?” หยางเถาพยักหน้า มองพวกมันไม่วางสายตา ยิ่งแสงนั่นลอยเข้ามาใกล้ หยางเถาก็ยิ่งมีสีหน้าดีอกดีใจ

“มันช่างสวยงามเหลือเกิน อ๊ะ! เฟยหลง! มันเข้ามาใกล้เราแล้ว” ท่าทางที่แสนน่ารักยามดีอกดีใจนั่นทำให้เขาหลงใหลได้เสมอ มือหนาเอื้อมออกไปหาหิ่งห้อยตัวหนึ่ง กักขังมันเอาไว้ในฝ่ามือและดึงกลับเข้าตัวก่อนจะยื่นออกไปตรงหน้าของหยางเถา ร่างบางเบิกตาโตเมื่อเฟยหลงกางมือที่กักขังเจ้าดวงไฟน้อยออกช้าๆ ตัวของมันเล็กมาก เกาะอยู่บนฝ่ามือแต่ยังเปล่งแสงไฟเป็นจังหวะช้าๆ คล้ายการหายใจ

“เจ้านี่คือหิ่งห้อย หากเจ้าชอบ...ข้าจะจับมาให้เจ้าอีกดีหรือไม่” หยางเถาเพียงยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้า

“แม้จะงดงามมากเพียงใด แต่หากกักขังมันไว้ ความงดงามของมันย่อมลดลง” เฟยหลงยิ้มให้ มือหนายกขึ้นปลดปล่อยเจ้าหิ่งห้อยตัวน้อยให้บินออกไปหาอิสรภาพ ก่อนจะหันมาลูบผิวแก้มที่เย็นชืดอย่างแผ่วเบา

“ข้ารักเจ้านะหยางเถา ข้าดีใจที่ข้ามิได้รักผิดคน” หยางเถากลับหัวเราะออกมาทั้งที่เขินอายจนหน้าแดง

“ข้าเพียงคิดว่า ความงดงามของมันอยู่กับสิ่งรอบกาย หากมันฉายแสงในความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์ มันคงจะดูงดงามมากกว่าที่จะต้องมาอยู่ในที่เดียวที่กักขังมันเอาไว้ ข้าดีใจที่เจ้าเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูด แต่การที่อยู่ๆ เจ้าก็บอกรักแก่ข้านั้น” หยางเถาจับมือหนาของเฟยหลงมาวางบนอกข้างซ้ายของตน สบสายตาสีอำพันที่เต็มไปด้วยความรักกับดวงตาคม “...มันทำให้หัวใจของข้า เต้นแรง”

ลู่เฟยหลงแทบจะคุมตัวเองไม่อยู่ มือหนาลูบผิวแก้มใสอย่างหลงใหล ใบหน้าหล่อโน้มลงมาหาจนเกือบแนบชิด ริมฝีปากหนาทาบทับลงบนกลีบปากบางอย่างแผ่วเบาก่อนจะผละออก สายตาของทั้งคู่สอดประสานกันถ่ายทอดความรักของกันและกันผ่านทางสายตา เฟยหลงก้มลงมอบจุมพิตหวานอีกครั้งทั้งที่ใจสั่น มือของหยางเถาเกาะไหล่ของเฟยหลงเอาไว้อย่างลืมตัว เผยอริมฝีปากออกรับความหวานจากปลายลิ้นที่ถูกสอดเข้ามากวาดต้อนไปทั่วทั้งปาก

ลมหายใจของทั้งคู่ติดขัด แม้ว่ารอบข้างจะหนาวเย็นจากลมที่พัดผ่านแต่ทว่าไม่อาจจะสู้กับความร้อนระอุที่ปะทุจากห้วงอารมณ์ของทั้งสองได้ เฟยหลงบดเบียดริมฝีปากอย่างหนักหน่วง กวาดปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กอย่างถือสิทธิ์ รสชาติที่หวานฉ่ำช่างยั่วยวนใจเฟยหลงเสียเหลือเกินจนแทบจะหักห้ามหัวใจเอาไว้ไม่ได้ รสจูบที่แสนนุ่มนวลค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรง หยางเถาไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งนี้จะทำให้ในหัวขาวโพลน ร่างกายที่กำลังยืนหยัดอยู่บนพื้นดินไร้เรี่ยวแรงเสียดื้อๆ

เฟยหลงครางแผ่วในลำคอ กอดประคองร่างเล็กไม่ให้ทรุดกายลงกับพื้น ริมฝีปากของเฟยหลงค่อยๆ ผละออกช้าๆ มองใบหน้าหวานที่แดงก่ำจากอารมณ์ที่ตกค้างอย่างพึงพอใจ ปลายนิ้วของเขาไล่เช็ดความฉ่ำวาวบนกลีบปากบางอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาคมแทบจะกลืนกินหยางเถาไปทั้งตัวเสียด้วยซ้ำ หากมิใช่ว่าเขารักหยางเถามากเกินกว่าจะหักหาญน้ำใจ เขาคงจะกดร่างบอบบางนี้ลงกับพื้นและกระทำในสิ่งที่เขาต้องการโดยไม่สนใจว่าจะอยู่ที่ใด

แต่ต้องมิใช่กับคนผู้นี้! หยางเถาเป็นมากกว่าชีวิตและหัวใจของเขา เขาจะไม่มีวันทำร้ายหยางเถาเด็ดขาด

เฟยหลงระงับอารมณ์ที่พุ่งสูงอย่างยากลำบาก แค่เพียงมองใบหน้าหวานที่แดงซ่านยามถูกเขาจุมพิตริมฝีปากนั้นเขาก็ยิ่งยากจะหักห้ามใจ มือหนาจับจูงให้ร่างบอบบางเดินต่อไปข้างหน้า แม้ว่าห้วงอารมณ์หวานจะยังคงอยู่ แต่ลู่เฟยหลงก็ปล่อยให้มันมาทำลายบรรยากาศของเขากับหยางเถาลงมิได้เด็ดขาด แต่เพียงแค่ไม่กี่ก้าว ร่างบางของหยางเถาก็หนีเท้าลง ใบหน้างดงามคิ้วขมวดดูยุ่งเหยิงจนน่าเป็นห่วง มือบางถูกดึงออกด้วยแรงของเจ้าตัวก่อนที่จะเดินไปอีกทางอย่างคนสงสัย

เขาเดินตามหยางเถาไปอย่างนึกห่วง มิรู้ว่าเกิดสิ่งใดผิดปกติกับเจ้าดอกท้อ แต่เขาก็ต้องชะงักเท้า เมื่อร่างของเจ้าดอกท้อยืนอยู่หน้าประตูห้องหนึ่ง ที่บัดนี้มิได้มีแสงไฟใดๆ แต่กลับมีเสียงประหลาดเกิดขึ้น เสียงที่ดังลอดออกมามันทำให้ลู่เฟยหลงตัวแข็งทื่อ ลมหายใจติดขัดจนแทบจะหายใจไม่ออก เสียงหัวใจเต้นดังแข่งกับเสียงที่ดังออกมา ในหัวจินตนาการภาพของหยางเถาที่ไร้สิ่งปกปิดเรือนร่าง

ผมสีเงินสยายไปบนเตียง เสียงหวานขับขานบทเพลงแห่งรักที่เขาเป็นผู้ชักนำ หากเขาได้สอดกายเข้าไป รุกล้ำนำความยิ่งใหญ่เข้าสู่กายของหยางเถา หากเขากระแทกกายซ้ำเล่า หากใบหน้าหวานบิดเบี้ยวเพราะรสสัมผัสของเขาจะดีเพียงไหน หากว่าเขาสามารถดูดกลืนรสชาติของเจ้าดอกท้อดอกนี้ได้ทั้งตัว เขาคงจะมีความสุขเสียจนสำลัก จนยินยอมลงไปยังปรโลกเป็นแน่

หยางเถาเอนกายเข้าหาประตูช้าๆ ใบหูแนบกับประตูอย่างตั้งใจที่จะฟังให้ได้รู้ว่านั่นคือเสียงใด เสียงร้องที่แสนทรมานและเจ็บปวด เสียงที่บางครั้งก็ดูสุขล้นเสียจนจะขาดใจ เขาทำสิ่งใดกันแน่ เหตุใดคนผู้นั้นจึงได้ร้องครวญครางเช่นนั้นกัน หยางเถายังคงยืนฟังนิ่งทั้งที่ใบหน้าขมวดคิ้วจนแทบจะเป็นปม เฟยหลงที่ยืนนิ่งเริ่มได้สติ สะบัดเอาความคิดอันแสนชั่วช้าออกจากหัวไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินมาคว้าแขนของหยางเถาโดยใช้มือหนาอีกข้างปิดปากบางไม่ให้ส่งเสีย และดึงร่างของหยางเถาออกห่างจากประตูช้าๆ

หยางเถาเงยหน้ามองสบตากับเฟยหลงอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ถูกกระทำ เขาจับจ้องแววตาที่คล้ายหลุมดำที่ดูดผู้คนเข้าไปโดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะหลุดออกมาอย่างตกตะลึง เฟยหลงในบัดนี้แตกต่างจากยามปกติเหลือเกิน ดูน่าหวาดหวั่นและน่าหวาดกลัว แต่ก็ทำให้ใจของเขาเต้นแรงได้เช่นกัน เฟยหลงค่อยๆ ปล่อยมือออกจากริมฝีปากนุ่มช้าๆ สายตาทั้งสองสอดประสานกันทั้งที่ยังคงได้ยินเสียงร้องดังลอดออกมาเป็นระยะๆ

“เฟยหลง...นั่นเสียงอะไรหรือ” ด้วยความไร้เดียงสา จึงเกิดคำถามที่ชวนให้เฟยหลงปวดหัวอย่างหนัก เขาจะตอบเช่นไร จะบอกความจริงหรือก็มิควรสักนิด เจ้าดอกท้อของเขาช่างบริสุทธิ์และบอบบาง หากได้ล่วงรู้เรื่องราวที่แสนโสมมนี้จะยังรับได้อีกหรือ เฟยหลงคิดหนัก ถามตอบกับตนเองเงียบๆ จนสีหน้าเคร่งเครียด

“เฟยหลง...เกิดอะไรขึ้นหรือ” แรงโอบรัดจากด้านหลังมากขึ้นจนหยางเถาขยับก่ยไปไหนไม่ได้ ทำได้เพียงแค่เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจเท่านั้น ลู่เฟยหลงก้มลงมาจนชิดใบหูเล็ก ลมหายใจร้อนผ่าวในระยะห่างที่ชวนให้เข้าใจผิดนี้ช่างน่าอายยิ่งนักในความรู้สึกของหยางเถา

“เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่อยู่ในห้องสองผู้นั้น” เสียงของเฟยหลงแหบพร่า เขาอดไม่ได้ที่จะกดริมฝีปากลงกับต้นคอขาวที่เย็นชืด เพียงความร้อนตากริมฝีปากเขาสัมผัส หยางเถาก็สะดุ้งด้วยความตกใจ

“ขะ ข้า...ข้า” แม้ว่าแท้จริงแล้วจะอยากรู้มาก แต่สัญชาตญาณบางอย่างร้องบอกเขาว่ามิควรตอบรับกับคำถามของเฟยหลง เขาควรจะเดินออกไปแล้วปล่อยความค้างคาใจนี้ไปเสียให้สิ้น แต่เฟยหลงกับไม่คิดปล่อยให้มันจบลง เพียงหยางเถาขยับกายหวังจะออกจากอ้อมอกของเขา เขาก็กอดรัดอีกครั้งจนแผ่นหลังบางสัมผัสกับอกแกร่ง กลิ่นกายของหยางเถาช่างยั่วยวนใจเสียเหลือเกิน จนเฟยหลงมิอาจจะอดทนมิให้สูดดมมันได้ เสียงหัวเราะดังขึ้นในลำคอหนา เมื่อรับรู้ถึงแรงสั่นเบาๆ จากคนในอ้อมกอด

“หากเจ้าปรารถนาจะรู้...ไยมิลองอยู่ในห้องกับข้าบ้างเล่า เจ้าดอกท้อ”

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-4
(ต่อค่า)

เสียงอึกทึกครึกโครมดังออกมาจากในห้องใหญ่ ตามด้วยเสียงร้องของเหล่าสาวใช้ที่ดังออกมาเป็นระยะ เพ่ยเยว่เผิงในตอนนี้อาละวาดกวาดข้างของมากมายลงสู่พื้นด้วยความโมโห ความไม่พอใจของนางยิ่งทวีคูณเมื่อได้รับรู้ว่าสกุลลู่มิได้เดือดร้อนมดๆ กับข่าวลือที่นางปล่อยออกไปเลยสักนิด นางโกรธแค้นชิงชังจนอย่างจะทำลายเสียให้สิ้นทั้งตระกูล แต่นางก็ทำได้เพียงแค่ปล่อยข่าวโคมลอยออกไปเท่านั้น

ลู่เฟยหลงที่บังอาจรักกับปีศาจนั้นคือความผิด ลู่เฟยหลงที่บังอาจคิดครองคู่กับบุรุษคือความผิด! ทั้งที่นางเป็นถึงบุตรสาวผู้งดงามแห่งสกุลเพ่ย แต่ลู่เฟยหลง ชายผู้นั้นกลับไม่เลือกนาง ปรารถนาเพียงเคียงคู่กับปีศาจร้ายเช่นหยางเถา! บุรุษผู้นั้นจะงดงามกว่านางได้เยี่ยงไร นางเป็นสตรีย่อมสามารถมีบุตรให้ได้กลับไม่สนใจนางสักนิด!

นางโกรธแค้นลู่เฟยหลง เกลียดชังลู่เฟยหลง! และหมายอยากให้สกุลลู่ล่มไปด้วยคำร่ำลือของนาง!

แต่มันกลับไม่เป็นไปดังหวัง สกุลลู่ไร้วี่แววที่จะเดือดดาลกับข่าวลือ ไร้ซึ่งวี่แววความทุกข์ร้อนที่ควรจะมี ในยามนี้มีเพียงความเงียบจนนางเองยอมไม่ได้ จะมีเพียงนางที่ทรมานมิได้ สกุลลู่จะต้องชดใช้ในสิ่งที่บุตรชายของพวกเขาได้ทำไว้ ยิ่งฮูหยินแห่งสกุลลู่ยิ่งถือว่าเป็นผู้ที่กระทำผิดต่อนางเช่นกัน ในเมื่อวางนางเอาไว้ในตำแหน่งสะใภ้ แล้วเหตุใดจึงได้เปลี่ยนความคิด ปล่อยนางลอยคออยู่ในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากเพียงผู้เดียว! เหตุใดมิสนับสนุน บังคับให้ลู่เฟยหลงมาแต่งงานกับนางเล่า!

หรือแท้จริงแล้ว หมายอยากจะให้ลู่เฟยหลงรักใคร่กับบุรุษที่เป็นปีศาจผู้นั้น

ก็ดี! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น นางก็จะมิเกรงใจใดๆ อีก หากเกิดเหตุใด อย่าโทษนางก็แล้วกัน!

มือบางสั่นระริก ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวเสียจนหาความงดงามไม่ได้ แก้วและการน้ำชาถูกปาทิ้งจนแตกกระจายไปจนทั่ว เศษซากความเสียหายยังคงกระจายอยู่เต็มพื้น บรรยากาศแสนมืดมนยังไม่มีท่าทีจะจางหายไป สีหน้าของเหล่าสาวใช้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ด้วยพวกนางสามารถหลบหลีกมิให้โดนหัวตนได้ แต่คงมิอาจจะหลบไปได้ตลอด หากคุณหนูของพวกนางต้องการจะให้โดน มีหรือที่พวกนางจะสามารถหลบมันได้พ้น

เป็นไปมิได้อยู่แล้ว! สาวใช้อย่างพวกนางเป็นเพียงเครื่องระบายอารมณ์ของผู้เป็นนายเท่านั้น

ความหวาดกลัวกระจายไปทั่วจนแม้แต่บ่าวรับใช้ภายนอกยังหวั่นเกรงมิต่างกัน ทุกคนล้วนแต่หลีกหนีมิอยากจะเฉียดเข้ามาใกล้พายุร้ายแห่งห้วงโทสะของเพ่ยเยว่เผิงแม้แต่น้อย เสียงดังที่ออกมาไม่ขาดยิ่งทำให้ทุกคนมีสีหน้าขยาดกับอารมณ์ที่คล้ายระเบิดขนาดใหญ่ หากเป็นไปได้ มิมีใครหวังจะถูกเรียกเข้าไป

“เยว่เผิง! เกิดอันใดขึ้น! เหตุใดจึงได้ทำลายข้างของเช่นนี้!” จางเยว่หลิงเอ่ยถามบุตรสาวเมื่อตกตะลึงกับความเสียหายที่กระจัดกระจายอยู่ภายในห้อง ยิ่งได้เห็นตัวสั่นๆ ของเหล่าสาวใช้ก็ยิ่งตกใจ

“ช้าเกลียดมันท่านแม่! เกลียดสกุลลู่! เกลียดลู่เฟยหลง! เกลียดอี้เหม่ยหลิน ข้าเกลียด!!” เสียงที่เคยเอ่ยด้วยความอ่อนโยนบัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยโทสะเสียจนเสียงสูง จางเยว่หลิงได้แต่พยายามบรรเทาอารมณ์ที่พุ่งขึ้นของบุตรสาว ให้ได้ระงับโทสะก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ มากกว่านี้

“แม่รู้ๆ เข้าใจเย็นๆ ก่อนเถิด บอกแม่สิว่า สกุลลู่ทำสิ่งใดให้เจ้าเจ็บแค้น?” เพ่ยเยว่เผิงสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงก่อนจะหันมองใบหน้าของมารดาอย่างไม่พอใจ

“นี่ท่านมิรู้หรือว่าข้าควรจะได้แต่งงานกับบุรุษผู้นั้น แต่สกุลลู่ก็เพียงแค่โกหกด้วยลมปาก! แท้จริงเพียงหวังให้บุตรชายแต่งงานกับบุรุษที่ซ้ำยังเป็นปีศาจน่าขยะแขยง!” จางเยว่หลิงเบิกตากว้างอย่างตกใจ ด้วยไม่เข้าใจว่าเรื่องเช่นนี้บุตรสาวของนางไปรู้ได้อย่างไร อีกทั้งยังออกปากเรื่องแต่งงานได้หน้าตาเฉย ทั้งที่เป็นสตรี

“เจ้ามิควรเอ่ยเช่นนี้นะเยว่เผิง เจ้าเป็นบุตรสาวของสกุลเพ่ย จะเอ่ยวาจาเรื่องแต่งงานออกมาอย่างนี้มิได้ เจ้ารู้หรือว่ามิควร!”

“เหตุใดข้าจะเอ่ยมิได้! เมื่อท่านป้าลาเหม่ยหลินเป็นผู้บอกกล่าวกับข้าเอง แต่เพราะมัน! เพราะเจ้าปีศาจโสมมนั่นผู้เดียว มันล่อลวงพี่เฟยหลงของข้า! อีกทั้งยังใช้เล่ห์กลบังคับท่านป้าให้เป็นพวกของมันอีก! ข้าจะทำลายให้สิ้น ทั้งสกุลลู่ ทั้งเจ้าปีศาจ!”

เพียะ!

“เจ้าจะเอ่ยสิ่งใดก็จงคิดเสียบ้าง! นี่เจ้ามิมียางอายขนาดนี้แล้วหรือ! ข้าเลี้ยงเจ้าให้เดินตามบุรุษหรืออย่างไร! เขามิได้รักเจ้า เหตุใดมิยอมรับความจริง!” ฝ่ามือของจางเยว่หลิงตบเรียกสติที่แตกกระเจิงของบุตรสาว นางหวังเพียงว่า เพ่ยเยว่เผิงจะหยุดและเข้าใจมันเสียที นางพร่ำบอกมาเสมอว่าให้คิดให้ดี อย่าหลงลำพองใจว่าเขารัก แล้วนี่อย่างไร นี่คือผลที่บุตรสาวของนางมิสนใจในคำเตือนของนาง

เพ่ยเยว่เผิงกุมแก้มตนเองไว้แน่น มองมารดาของตนเองอย่างโกรธแค้น ทั้งที่จางเยว่หลิงกลับมีสีหน้าเจ็บปวดราวกับตนเองที่ถูกตบ ผู้เป็นแม่เพียงอยากจะให้บุตรสาวของตนได้หยุดกระทำผิดก่อนที่มันจะแย่ไปมากกว่านี้ แต่สำหรับเพ่ยเยว่เผิงแล้ว การกระทำของจางเยว่หลิงกลับยิ่งกระตุ้นโทสะของนางยิ่งขึ้นจนมันโหมกระหน่ำราวกับพายุลูกใหญ่

“นี่ท่าน...ตบข้าเพราะสกุลลู่งั้นหรือเจ้าคะ? ท่านแม่ตบข้าเพียงเพราะพวกมันที่ทำร้ายหัวใจข้า! ท่านแม่ทำได้อย่างไร!” จางเยว่หลิงมองมือของตนเองด้วยความสับสน หากแต่ในใจนางนั้นรู้ดีว่าบุตรสาวของตนกำลังหลงเดินทางผิด และนางจะต้องแข็งใจเพื่อทำให้เยว่เผิงหยุดการกระทำ

“หากเจ้ามิเชื่อแม่ เจ้าจะต้องเสียใจภายหลัง!” จางเยว่หลิงเดินออกจากห้องไปอย่างไม่คิดจะหันกลับ ทิ้งให้เพ่ยเยวาเผิงกรีดร้องดังลั่นอย่างเจ็บแค้นใจ น้ำตานางไหลลงมาอาบสองแก้ม แววตายิ่งคุกรุ่นไปด้วยโทสะ

เจ้าปีศาจนั่น! แม้แต่มารดาของนางก็ยัง...

“กรี๊ดดดดด!!”

เพล้ง! เพล้ง!

เหล่าสาวใช้ยังคงหาที่หลบอย่างหวาดเกรง อารมณ์ที่ยิ่งทวีคูณของเพ่ยเยว่เผิงช่างน่ากลัวเหลือเกิน ในยามปกติที่นางโกรธก็น่ากลัวแล้ว แต่ในยามนี้...สีหน้าและแววตานั้นมีทั้งความเกลียดชัง โกรธแค้น สายตาเช่นนี้ยิ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องต้องลนลานหาที่หลบซ่อนทันที

“เจ้า! ออกมาหาข้า!” คนถูกเรียกสีหน้าเลิ่กลั่ก แต่ก็ต้องจำใจลุกขึ้นมาหาผู้เป็นนายด้วยท่าทางหวาดกลัว

“จะ เจ้าคะคุณหนู”

“เตรียมตัวให้ข้า ข้าจะออกไปข้างนอก เดี๋ยวนี้!”

“จะ เจ้าค่ะๆ ข้าน้อยจะเตรียมตัวให้คุณหนูเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” นางลนลานจับนั่นจับนี่ด้วยมือที่สั่นๆ แต่การที่คุณหนูจะออกไปข้างนอกยังดีกว่าที่จะต้องอดทนอยู่กับอารมณ์ร้ายๆ แค่ในพื้นที่แคบๆ แม้ข้างนอกจะมิได้มีผู้ใดยื่นมือมาช่วย แต่นางยังมีพื้นที่อีกมาให้ได้หลบหนี

นางกลัว นางกล้ายอมรับ คุณหนูเพ่ยเยว่เผิงผู้งดงามช่างโหดร้ายและอารมณ์รุนแรงเหลือเกิน

นางทำสิ่งใดไม่ได้มาก เพียงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับผู้เป็นนายด้วยชุดสีฟ้าอ่อน ผมถูกปักด้วยปิ่นลายบุปผาอันแสนสวยงาม ผมเผ้าถูกจัดแต่งจนงดงาม ใบหน้าแต่งแต้มเพียงเล็กน้อยก็กลับมางดงามราวเทพธิดา แม้ว่ายังคงบึ้งตึงด้วยอารมณ์ที่ยังมิจางหาย แต่ก็มิได้ลดทอนความงดงามบนใบหน้านางเลยแม้แต่น้อย

เพ่ยเยว่เผิงจับจ้องตนเองในกระจกที่สะท้อนนางออกมาด้วยความพึงพอใจ แต่เพียงครู่เดียวมันก็กลับไปเต็มด้วยโทสะ นางเอาแต่เพียงคิดว่า ด้วยเหตุใดลู่เฟลหลงจึงได้โง่งมมิยอมเลือกนาง ทั้งที่นางนั้นมีดีกว่าบุรุษผู้นั้นมากนัก ทั้งให้กำเนิดบุตรได้ เป็นมนุษย์ธรรมดาที่เป็นถึงคุณหนูแห่งสกุลเพ่ย แต่ลู่เฟยหลงก็ยังคงโง่งมเลือกแต่เจ้าปีศาจนั่น ทั้งๆ ที่มันมิได้มีสิ่งใดคู่ควร มิได้มีสิ่งใดเทียบเทียมนางได้ด้วยซ้ำ

ดวงตาแดงฉายความรวดร้าวและความแค้นเคือง สองมือกำเข้าหากันจนแน่นจนปลายเล็บจิกเข้าสู่ฝ่ามือจนเลือดออก ภายในใจนางเอาแต่จบคิดหาวิธีทำลายสกุลลู่ที่ทำร้ายนางก่อนอย่างเจ็บใจ จะทำเช่นไรดี? ควรทำเช่นไรดีจึงจะสามารถล้มสกุลลู่ได้อย่างหมดค่า ให้คนผู้นั้นคลานเข้ามาหานางพร้อมอ้อนวอนขอความรักจากนาง

ก็ดี! ในเมื่อไร้ซึ่งเยื่อใยให้นางก่อน ก็อย่าโทษนางก็แล้วกัน!

“ท่านเลือกเองนะลู่เฟยหลง เพราะท่านไม่เลือกข้า เช่นนั้นข้าจะทำลายมันทุกสิ่ง ไม่เหลือสิ่งใดให้ท่านได้ชื่นชมอีก!”







TBC





Talk

แมว : เธอจะทำอะไรลูกช้านนนนนน!!!

นางร้าย : (ลับมีด) หึๆ ๆ ๆ ๆ

เฟยหลง : (โยนหยาเถาลงบนเตียง)

แมว : เดี๋ยวๆ แกเป็นพระเอกนะโว๊ยยยยยยย!!!


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด