{เรื่องสั้น} ❀ A day with Our Match ー 12th Match ♥ (18/10/2561)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: {เรื่องสั้น} ❀ A day with Our Match ー 12th Match ♥ (18/10/2561)  (อ่าน 18990 ครั้ง)

ออฟไลน์ mypink801

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
แง้มาม่าเฉยเลย สงสารหนูกิ แต่ฮอนก็ไม่ชัดเจนจริงๆนั่นแหละว่าจะเอายังไงกันแน่
กอดๆนะหนูกิ

ออฟไลน์ Mayongchees

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ー 6th Match ♥
☁   




เช้าวันใหม่ของคนที่เพิ่งได้นอนไม่เงียบสงบอย่างที่คิด เสียงโทรศัพท์ดังลั่นห้องหลายครั้งจนต้องสะดุ้งตัวตื่นมากดรับสาย เขาเกาหัวจนยุ่งด้วยความหงุดหงิด

                                                               

(ไอ้หนึ่ง ตื่นยัง)

 

น้ำเสียงเข้มจากปลายสายทำให้เต็งหนึ่งหรี่ตามองหน้าจออีกครั้งว่าชื่อที่ปรากฏคือ ไอ้ฮอน จริง ๆ ทุกครั้งเสียงมันจะร่าเริง แจ่มใส เบิกบาน เหมือนอาศัยอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์มาตลอด แต่ครั้งนี้กลับทำเสียงซะเครียดแทน โคตรไม่คุ้นหู

 

“มึงฟังเสียงกูว่าตื่นยัง โทรมาทำอะไรตอนแปดโมงโว้ย รู้ว่าเช้ายังจะโทรมา ไอ้นี่” แม้น้ำเสียงจะสะลึมสะลือแค่ไหนแต่ก็ไม่วายด่าคนที่โทรมาปลุกแต่เช้า

 

(มึง กูทะเลาะกับกิ)

 

“โอ๊ย ค่อยคุยได้มั้ย เดี๋ยวกูโทรกลับ”

 

(ไม่ได้ เรื่องใหญ่โคตรเลยว่ะ)

 

“ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่​จริงกูฆ่ามึงนะไอ้ฮอน” เสียงเครียดจากปลายสายทำให้เต็งหนึ่งพยายามฝืนลืมตาทีละข้าง แต่สงสัยว่าเปลือกตาคงจะเป็นอวัยวะที่หนักที่สุดในร่างกาย มันถึงลืมไม่ขึ้นสักที

 

(กูออกจากคอนโดกิแล้ว ใหญ่ยัง)

 

“ยังไม่เท่าไหร่”

 

(กูทะเลาะกับกิ)

 

“พวกมึงก็ทะเลาะกันทุกวัน”

 

(แต่คราวนี้กิร้องไห้ด้วย)

 

“เดี๋ยว มึงพูดจริงพูดเล่น” ครั้งนี้เขาเบิกตาโพลง ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงอัตโนมัติ ลูบหน้าตนเองไปมา ได้ตื่นเต็มตาสมใจอยากเลยล่ะ

 

(จะพูดเล่นทำไม ถึงจะไม่ได้หนักฟูมฟายแค่ซึม ๆ นิดนึง)

 

“เชี่ย แล้วมึงออกจากห้องมันมาเหรอ”

 

(เออ คิดทั้งคืนว่าออกมาดีมั้ย แต่กูคิดได้ว่าวิธีนี้กิมันคงสบายใจสุดแล้วล่ะมั้ง)

 

“เป็นไรกัน ทำไมมันร้องไห้ เมื่อคืนตอนไลฟ์ยังดี ๆ อยู่เลย”

 

(ไม่รู้ว่ะ กูก็งงอยู่เลย อยู่ดี ๆ ก็โบ้มมาจนกูตั้งตัวไม่ทัน) ฮอนถอนหายใจ

 

“เล่า เกิดอะไรขึ้น”

 

(หลังมึงส่งข้อความมาด่ากู กูก็พูดหยอก ๆ แบบเมื่อไหร่เราจะเป็นแฟนกันสักทีไรงี้ แล้วอยู่ดี ๆ กิก็โบ้มใส่กู บอกกูเล่น ๆ กับมันแบบนี้แบบนั้น ส่วนนึงกูก็ปากหมาด้วยแหละ ไม่ทันได้คิดก่อนพูด ใครจะไปรู้ว่าอยู่ดี ๆ มันจะจริงจังขนาดนั้น)

 

“อะไร มึงไปพูดว่าอะไร

 

(…มึงปฏิเสธ​แต่ก็ยอมตลอด)

 

“เดี๋ยว บอกกูทีว่าคำว่า ยอม นี่ไม่ใช่แบบที่กูคิด”

 

(กูหมายถึงมันน่ะไม่อยากให้อยู่ห้องด้วยแต่ก็ยอมให้อยู่ ไล่ไปนอนโซฟาแต่พอกูไปนอนเบียดก็ยอมทนตลอด แต่กิมันคงคิดบริบทเดียวกันมึงว่ะ ถึงได้โมโหเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้)

 

“คิดแบบเดียวกับกู? คือแบบไหน มึงได้เพื่อนกูแล้วเหรอ”

 

(...ก็เออ)

 

“ไอ้ห่าฮอน แล้วมึงก็ยังทำตัวเป็นลูกหมาหยอกมันเล่นอยู่น่ะนะ กูสมน้ำหน้าเลยไอ้เวร มึงอยู่ไหน ขับรถมาที่บ้านกูเดี๋ยวนี้เลย!” เต็งหนึ่งตะคอกเสียงดังอย่างมีน้ำโห

 

(กูจะถึงบ้านแล้ว เดี๋ยวเย็น ๆ เข้าไปหา)

 

“ถ้ากูเจอหน้ามึงนะ อย่างแรกที่จะทำคือชกหน้ามึงแทนกิ ไอ้เวรเอ๊ย”

 

(อย่าเพิ่งดิ มึงช่วยกูก่อน)

 

“ช่วยเหี้ยไร กูหงุดหงิดโว้ย นอนน้อย ไม่ต้องโทรมาหากูอีกแล้วนะ แค่นี่แหละ!”

 

ติ๊ด

 

ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์ไปสุดปลายเตียงด้วยสีหน้าหงุดหงิด ทิ้งหัวบนหมอนนุ่มอีกครั้ง เขาไม่เข้าใจว่าปัญหาของคนสองคนทำไมต้องมาเบียดเบียนเวลานอนเขาด้วยวะเนี่ย!

 

 

 

ช่วงบ่ายของวันที่ห้องเงียบผิดปกติ กิได้เปิดประตูต้อนรับการมาเยือนของแขกผู้มี(แต่คน)เกลียดคนหนึ่ง กิมองหน้าเพื่อนตัวเองด้วยความสงสัย ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดอยากมาที่ห้องเขาหรอก ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงมาหาทั้งที่บ่นตลอดว่าห้องเขากับมันไกลกันเกินไป

 

“เดี๋ยวนี้กูมาหามึงไม่ได้แล้วไง้” เต็งหนึ่งกระเง้ากระงอดเมื่อเห็นว่าเจ้าของห้องไม่สนใจ เดินลิ่วไปนั่งที่โซฟาก่อนแขกเสียอีก

 

“มาแล้วมากวนน่ะกลับไปเลย”

 

“ยังไม่ทันได้กวนไรเลยเนี่ย อะไรวะ” ชายหนุ่มเดินตามหลัง วางถุงลงบนโต๊ะตัวเตี้ยหน้าโทรทัศน์เรียกความสนใจ

 

“ยังไม่ได้กินข้าวใช่มั้ยล่ะ กูซื้อข้าวมาให้”

 

กิช้อนตามองคนที่ยืนค้ำเอวไม่ยอมนั่งเสียทีด้วยความแปลกใจ

 

“โห สงสัยวันนี้ฝนจะตก มึงซื้อข้าวมาให้”

 

“เกินไป ทำเหมือนกูไม่เคยซื้อให้มึงกินนะ เดี๋ยวโดน” เต็งหนึ่งเดินอ้อมมานั่งโซฟา ก่อนจะเอื้อมมือไปผลักหัวหยอกล้อเพื่อนตัวเล็ก

 

“มีหมูกรอบกระเทียมไข่ข้นด้วย!” กิร้องด้วยความดีใจเมื่อค้นถุงบนโต๊ะแล้วเจอของโปรดตัวเอง

 

“กินเยอะๆ” เต็งหนึ่งอมยิ้มขณะมองอีกคนหยิบช้อนจ้วงอาหารตรงหน้าด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย ดูจากสีหน้าแล้วคงจะไม่เป็นอะไรมากนัก

 

“ยามึงอยู่ไหน” แขกคนสนิทมองหาถุงยาที่ต้องกำชับให้เด็กดื้อกินให้เรียบร้อย

 

“หลังตู้” คนป่วยชี้ไปที่ตู้เก็บของข้าง ๆ โต๊ะโทรทัศน์

 

“กินอะไรกี่เม็ดบ้างวะเนี่ย”

 

“เดี๋ยวกูแกะเอง เอามานี่” เหลือบมองผู้หวังดีจะช่วยเตรียมยาให้ แต่ดันกระแทกถุงลงบนโต๊ะก่อนเสียงั้น

 

“อ่านลายมือหมอไม่ออก กินข้าวให้หมดก่อนไป”

 

“อิ่มแล้ว” เต็งหนึ่งมองจานข้าวที่เหลืออยู่เกือบครึ่ง

 

“กินไปถึงสิบคำยังเหอะ กินให้หมดเลยกิ”

 

กิฮึดฮัด “อิ่มแล้วจริงๆ” ว่าจบก็คว้าแผงยาในถุงมาแกะ

 

“ตอนกินก็ดูอร่อยนี่ ทำไมกินไม่หมด กินข้าวแล้วเหรอ”

 

“ก็ต้องกินแล้วสิ มึงดูเวลาบ้าง จะบ่ายสามแล้วนะ” เจ้าของห้องชี้มือไปที่นาฬิกาแขวนผนัง

 

“โกหก กูเข้าครัวไปไม่เห็นมีร่องรอยการกินของมึงเลย” เต็งหนึ่งหรี่ตามองเพื่อจับผิดเพื่อนตัวเล็ก แม้มันจะทำหน้าสบาย ๆ เหมือนทุกวัน แต่เขารับรู้ได้ว่ามันกำลังปิดบังอะไรสักอย่างอยู่แน่นอน

 

“มึงจะมาซักไซ้อะไรเนี่ย” กิแสร้งเฉไฉโดยการตวัดยาเข้าปากไปทีละเม็ด

 

“แคก” ยาเม็ดสุดท้ายดันไม่ยอมลงคอไปแต่โดยดี เขาสำลักน้ำขณะพยายามกลืนยาก้อนกลมลงคอ เต็งหนึ่งเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาช่วยลูบหลังให้ทันที

 

“มีปัญหาทุกครั้งที่กินยาจริง ๆ เลยมึงเนี่ย”

 

กิเช็ดน้ำที่ไหลหยดตามมุมปากก่อนจะเอ่ย “เออ เมื่อไหร่มันจะหมด ไม่อยากกินแล้ว”

 

“อีกไม่กี่เม็ด ทนหน่อย”

 

กิเบ้ปากทำหน้างอแง “ไม่อยากกินแล้ว หนึ่งกูไม่กินแล้วได้มั้ย”

 

“ไม่ได้ อย่าดื้อเป็นเด็กนะไอ้น้องกิ”

 

“ไม่ได้ดื้อสักหน่อย ทำไมมีแต่คนว่ากูดื้อ”

 

“ก็มึงดื้อจริงๆ”

 

กิมองขวางแขกผู้มีแต่เกลียด “มึงกลับไปเลยไป”

 

“เดี๋ยวเด่ะ รีบไล่จริง”

 

“สรุปมาทำไม มึงคงไม่ถ่อมาตั้งไกลเพื่อเอาข้าวมาให้ใช่มั้ย”

 

“ก็เอ้อ คิดถึงเพื่อนบ้างอะไรบ้าง”

 

“ไม่เนียน คิดถึงอะไรเจอกันเกือบทุกวันตั้งแต่เทอมหนึ่งยันเรียนซัมเมอร์วะ”

 

“กิ มึงดูถูกความคิดถึงของกูเหรอ ใช่! มึงดูถูกแล้ว”

 

กิส่ายหน้าเอือมระอา “มันให้มึงมา?”

 

เต็งหนึ่งเด้งตัวขึ้นมามองหน้าอีกฝ่ายด้วยความตกใจ “ทำไมมึงรู้”

 

 

หลังจากกดตัดสายแรกตอนเช้าไปด้วยความโมโหและหงุดหงิด ช่วงบ่ายเขาก็สะดุ้งตื่นด้วยเสียงโทรศัพท์จากคนเดิมอีกครั้ง จะนอนต่อก็นอนไม่หลับแล้ว เลยตัดสินใจออกจากห้องมาหาเพื่อนสนิทตามคำไหว้วานของใครบางคน

 

‘ไปดูมันให้หน่อย ยิ่งใกล้สอบกลัวมันเครียดกว่าเดิม’

 

‘มึงนี่รุงรังจริงนะๆ’

 

‘ช่วยหน่อย กูเป็นห่วงกิ’

 

‘เออๆ เดี๋ยวไปดูให้’

 

‘ขอบใจมึงมากเพื่อน ซื้อข้าวไปให้กิกินด้วย มันน่ะไม่ค่อยกินข้าว แวะร้านตามสั่งซื้อหมูกรอบกระเทียมไข่ข้นไปให้มันหน่อย ของชอบคุณหนูเขา อย่าลืมดูให้เห็นกับตาด้วยว่ามันกินยาเรียบร้อยแล้ว กว่าจะยอมกินแต่ละเม็ด บ่ายเบี่ยงตลอด กูแทบจะกินแทนแล้ว’

 

‘อะไรวะ เมนูอะไรนะ’

 

‘หมูกรอบกระเทียมไข่ข้น’

 

‘กูว่าถึงร้านแล้วกูคงลืม ส่งรายละเอียดที่ท่านบัญชามาในไลน์ผมใหม่นะครับ เดี๋ยวจะไปดูแลคุณหนูให้ครับ’

 

‘สัด เออเดี๋ยวส่งให้’

 

เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นหลังเขาแต่งตัวเสร็จพอดิบพอดี เต็งหนึ่งมองข้อความที่ยาวยิ่งกว่าหางว่าวแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว เหมือนมีเพื่อนเป็นเด็กประถมที่เพิ่งรู้จักความรัก เวรกรรมอะไรของเขาวะ

 

 

กิมองเพื่อนสนิทที่ทำหน้าสงสัยว่าเขารู้ได้ยังไง ก็ท่าทีแปลก ๆ ทำทีเป็นดูแลนี่แหละที่ทำให้เขาจับได้ ปกติคุณชายเต็งหนึ่งไม่เคยประคบประหงมเขาขนาดนี้มาก่อน เมนูอาหารที่สั่งมานั่นก็ด้วย เขาเพิ่งรู้จักเมนูนี้ตอนช่วงปิดเทอมไม่กี่เดือนนี่เอง ลองสั่งจากร้านในแอปพลิเคชันในมือถือ ปรากฏว่าอร่อยแล้วดันชอบจนต้องสั่งมากินบ่อย ๆ เสียงั้น

 

“มึงเคยทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีแบบนี้ตั้งแต่ตอนไหนล่ะ ไม่มีหรอก” กิเบ้ปากใส่

 

“กิ มึงทำให้กูดูเป็นคนเลวมาก ๆ เลยว่ะ” เต็งหนึ่งอดเอื้อมมือไปขยี้หัวอีกคนด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ ประชดประชันเก่งเป็นที่หนึ่ง เรื่องรักล่ะอ่อนหัดเป็นลูกเจี๊ยบเพิ่งฟักออกมาจากไข่!

 

“โอ๊ย ผมยุ่ง” กิปัดแขนอีกฝ่ายออกจากหัว

 

“มาเข้าเรื่อง ทะเลาะอะไรกัน ไหนเล่าให้กูฟังหน่อย”

 

กิมองเพื่อนสนิทด้วยความลังเลใจ “ไม่มีอะไรหรอก ไร้สาระ”

 

“ไร้สาระก็อยากฟัง เล่ามา!” เต็งหนึ่งมองกดดันเพื่อนตัวเล็ก จนยอมเล่าแต่โดยดี

 

“มึงรู้ใช่มั้ยว่าพวกกูสนิทกันมาตั้งแต่มัธยมแล้ว มันน่ะชอบมาหยอกมาแหย่ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ก็ดูแบบเต๊าะเล่น ๆ แก้เหงาไรงี้อะ ไม่ได้จริงจัง ตอนแรกกูก็ไม่ได้อะไรหรอก ออกจะรำคาญมากกว่า นานเข้ามันก็หยอดหนักขึ้น กูยอมรับว่าก็มีอ่อนไหวไปตามมันบ้าง แต่ไม่รู้ว่ามันเล่น ๆ รึจริงจังไง เพราะท่าทีมันดูเล่นเหมือนอยากแหย่มาตลอด แคกๆ” เต็งหนึ่งส่งแก้วน้ำให้เพื่อนตัวเล็กดื่มให้ชุ่มคอ

 

“ยังคันคออยู่เหรอ ไม่ไหวก็พอก่อน”

 

“ไหว ๆ เหมือนถ้าพูดเยอะคอมันจะแห้งเลยต้องไออะ” เต็งหนึ่งพยักหน้ารับมองเพื่อนตัวเล็กด้วยความเห็นใจ

 

“ช่วงมอห้ามั้ง มันห้าวอยากจีบรุ่นพี่คนนึง ลงทุนถึงขนาดไปซื้อกีตาร์มาฝึกเพื่อไปดีดร้องเพลงให้เขาฟังเชียวนะโว้ย แล้วตอนนั้นก็ยังแหย่กูเหมือนเดิม ขนาดวันที่มันขอพี่เขาเป็นแฟน มันก็ยังมาหยอกกูทำนองเดียวกันเลย”

 

“มันทำอะไร ขอมึงเป็นแฟนเหมือนกัน?”

 

“อือ ครั้งแรกเลยมั้ง กูแอบหวั่นไหวจะตอบตกลงไปแล้วด้วยนะ แต่มันดันบอกว่าล้อเล่น บอกขอซ้อมกับกูก่อนจะไปพูดกับรุ่นพี่คนนั้นของมัน มึงว่าเหี้ยเปล่าล่ะ”

 

“เออ โคตรเหี้ยเลยว่ะ เป็นกูจะต่อยมันสักหมัดสองหมัดหลังพูด ไอ้เวรเอ๊ย”

 

“หลัง ๆ พอมันพูดเรื่องขอเป็นแฟนทีไรกูเลยเมินตลอด ไม่รู้ว่ามันจะซ้อมกับกูไปพูดกับใครรึเปล่า รึอยากแหย่อยากลองเฉย ๆ ก็ไม่รู้ จนเมื่อวานมันพูดอีกครั้งนั่นแหละ กูเหมือนโมโหมั้งไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรรุนแรงนะโว้ย ก็หาข้าวอะไรให้กูกินเหมือนเดิม แต่พอตื่นมาก็ไม่เห็นมันแล้ว”

 

“อืม แล้วทำไมเมื่อวานมึงถึงโบ้มออกมาแทนที่จะทำเมินอย่างที่เคยทำ”

 

“ไม่รู้สิ เหมือนระเบิดมั้ง อดทนกักเก็บเชื้อเพลิงไว้เรื่อย ๆ รอวันระเบิดออกมาทีเดียว”

 

เต็งหนึ่งยักคิ้ว “เป็นไปได้”

 

“ที่เหี้ยคือไรรู้ปะ ช่วงนี้มันทำตัวชัดเจนขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ดูแลเทคแคร์ดีทุกอย่าง แต่ก็ยังชอบอ่อยทำตัวใจดีกับคนอื่นเหมือนเดิม”

 

“อ่อยคือไงวะ มันไปจีบคนอื่นเหรอ”

 

“จีบมั้ยไม่รู้หรอก กูไม่ได้ตัวติดกับมันนะ แต่อย่างแบบเมื่อวานมันไลฟ์ไอจี มันก็ยังทำตัวอ้อล้อ หยอดมุกสาวคนนู้นคนนี้กลับ พูดเสียงเพราะเสียงหวานเชียว ขณะเดียวกันมันก็ทำอย่างนั้นกับกู มึงเข้าใจปะ” กิกระแทกแก้วน้ำลงบนโต๊ะเสียงดัง

 

“อืม เข้าใจก็ได้ …แต่กูว่าอันนี้มึงสับสนว่ะกิ นี่เขาเรียกว่าหึงแล้วนะ รู้ตัวรึเปล่า” กิหน้าเหวอจนเต็งหนึ่งต้องกลั้นขำ

 

“หึงบ้าหึงบออะไร มึงอย่ามามั่ว!”

 

“ฮ่า ๆ มึงแกล้งแล้วน่ารักขนาดนี้ไงไอ้ฮอนถึงชอบแหย่มึงตลอดอะ”

 

กิไม่ตอบแต่ยกหมอนอิงอาวุธคู่กายขึ้นมาฟาดใส่เพื่อนสนิทหลาย ๆ ครั้ง จนแขกผู้มีแต่เกลียดร้องโอดโอยแทนเสียงหัวเราะ

 

เต็งหนึ่งคว้าหมอนที่อีกคนใช้ฟาดเข้ามากอดก่อนจะเอ่ยถอดคำที่ทำให้เพื่อนตัวเล็กชะงัก “ไอ้ฮอนมันไม่ชัดเจนก็จริงอยู่ แต่ว่านะกิ มึงเองก็ไม่ชัดเจนเหมือนกัน”

 

“…”

 

“ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไปตรง ๆ หนักแน่นในความรู้สึกตัวเองหน่อย ไม่ใช่มันขออะไรก็ปฏิเสธไว้ก่อน แต่สุดท้ายยอมมันตลอด เข้าใจมั้ย”

 

กิพยักหน้าหงึกหงัก ยู่ปากเมื่อรู้สึกว่าตนเองกลายมาเป็นฝ่ายผิดแทนเสียงั้น

 

“เข้าใจมั้ง ไม่รู้หรอก ก็กูเป็นของกูแบบนี้อะ”

 

“ถามจริง? เป็นแบบนี้กับคนอื่นด้วยรึเป็นแค่กับมัน”

 

“นี่มึงเป็นเพื่อนกูรึเพื่อนมันเหรอคุณเต็งหนึ่ง! แคกๆ”

 

เต็งหนึ่งมองใบหน้างอง้ำของคนที่ตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดัง ปกติอีกฝ่ายจะเรียกเขาว่า ‘หนึ่ง’ เฉย ๆ ถ้ากลายเป็นชื่อเต็มแถมยังมีคำว่า ‘คุณ’ นำหน้าอยู่ด้วยแล้วล่ะก็… แสดงว่าตอนนั้นชีวิตเขากำลังจะวิกฤติแล้วล่ะ

 

“ใจเย็น กูเป็นเพื่อนทั้งสองคนไง ถึงอยากให้พวกมึงเข้าใจกันเร็วๆ”

 

เจ้าของห้องไม่ตอบรับ ได้แต่มุ่ยหน้าหันหนีไปทางอื่น เริ่มไม่อยากคุยกับแขกคนนี้เท่าไหร่แล้ว

 

“งั้นกูไปละ กว่าจะถึงบ้านอีก รถยิ่งติดอยู่”

 

“ไปสิ ใครรั้งมึงไว้ล่ะ”

 

เต็งหนึ่งส่ายหัวกับความปากเก่งของเพื่อน ก่อนจะพูดทิ้งท้ายขณะก้าวไปหาประตู

 

“ทำตามที่ใจอยากบ้างเถอะ อยากเห็นมึงมีความสุขจริง ๆ สักที”

 

...เข้าใจมั้ย ไอ้พวกเด็กหัดมีความรัก!



(ต่อด้านล่าง)

ออฟไลน์ Mayongchees

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

เพิ่งจะก้าวขาเข้าประตูบ้านยังไม่ทันได้พักหายใจหายคอ เสียงบีบแตรรถจากหน้าบ้านทำให้เต็งหนึ่งต้องลุกจากโซฟานุ่ม ๆ ที่กำลังเหยียดเอนสบายไปส่องดูว่าใครมาเวลานี้ มองหน้าของไอ้คนที่บอกว่าจะมาหายืนเกาะรั้วตาละห้อยเหมือนลูกหมาถูกทิ้งด้วยความเวทนา หมดคราบคิวท์บอยสุดหล่อเลยจริง ๆ

 

“นึกว่าล้อเล่น มึงจะมาทำไมเนี่ย” เต็งหนึ่งขมวดคิ้ว ยกมือค้ำเอวตัวเอง

 

“กูไม่ใช่คนพูดเล่น พูดจริงทำจริงโว้ย”

 

“ถุย กล้าพูดนะมึงอะ”

 

“เปิดเร็ว จะคุยกันอย่างงี้จริงดิ เดี๋ยวชาวบ้านชาวช่องก็ออกมาด่าหรอก” ฮอนร้องทักเมื่อพวกเขากำลังตะโกนคุยกันทั้งที่มีประตูรั้วคั่นกลาง

 

“ถ้าเปิดกูได้ต่อยมึงจริง ๆ แน่”

 

“เออเนี่ย ก็มาให้ต่อยแล้วไง” ตามองตาไม่มีใครยอมหลบจนกระทั่งผ่านไปได้ชั่วครู่ก็ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านจะตัดสินใจได้ ถึงยอมเดินมาเปิดประตูรั้วให้แขกเข้าไป แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าบ้าน ไหล่ของเขากลับถูกแรงกระชากให้หันไปแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

 

พลั่ก!

 

ฮอนกุมแก้มซีกซ้ายของตนเองทันทีที่โดนหมัดอาฆาตแค้นต่อยเข้าอย่างจัง หนักถึงขนาดกับล้มไปบนพื้นหญ้า ร้องโอดโอยได้แป๊บเดียวก็โดนเตะป๊าบที่ขาทีนึงแบบไม่ทันได้ตั้งตัวอีกแล้ว

 

“เชี่ย มึงเอาจริงดิ!” ฮอนตะโกนไล่หลังคนที่เดิมดุ่มเข้าบ้านไปไม่สนใจว่าตัวเองทำอะไรไว้

 

“กูไม่ใช่พวกชอบพูดหยอกพูดเล่นเหมือนมึงนะ!”

 

แม้จะเป็นคนโดนกระทำ แต่ทำไมโดนด่าเหมือนไปทำเขาแทนวะเนี่ย!

 

เดินตามเข้ามานั่งลงโซฟา เห็นเจ้าบ้านเดินไปหยิบน้ำมาวางบนโต๊ะให้ก็นึกขอบคุณอยู่ในใจ ไม่คิดถือสาเรื่องเมื่อครู่อีกต่อไป แต่พอจะหยิบมาดื่ม มันดันคว้าไปกระดกจนหมดแก้วแล้วยักคิ้วหลิ่วตาบอกว่า ‘แก้วนี้เอามาดื่มเองไม่ได้เอามาให้มึง’ เสียอย่างงั้น

 

ฮอนจิ๊ปากใส่อีกคนเพราะทำอะไรไม่ได้ “สรุปไปหากิมาปะ”

 

“อือฮึ”

 

“แล้วยังไง มันเป็นยังไงบ้าง ซื้อข้าวไปให้มันรึเปล่า แล้วกินมั้ย ซึมรึเปล่า ไม่ ๆ มันเครียดมากมั้ย ได้ดูรึเปล่าว่ากินยาแล้วแน่ ๆ คุยอะไรกับมันบ้าง มันบอกว่าอะไร ซี๊ด” รัวคำถามเหมือนกำลังแร็ป แต่ดันต้องสะดุดเพราะแผลสดใหม่มุมปากซ้ายที่เพิ่งได้มา ฮอนกุมใบหน้าซีกซ้ายด้วยความเจ็บปวด แต่คนมองกลับยิ้มเยาะ

 

“สมน้ำหน้ามึง”

 

“ไม่ยั้งแรงเลยนะสัด”

 

“ยั้งทำไม มาให้ต่อยถึงบ้านเอง”

 

“สรุปยังไง ตอบคำถามกูก่อน”

 

“คำถามไหนล่ะ รัวมาขนาดนี้คิดว่ากูจำได้สักคำถามมั้ย”

 

ฮอนกุมขมับก่อนจะเอ่ยเสียงเครียด “เอาดีๆ”

 

เต็งหนึ่งถอนหายใจ มองสภาพลูกหมาโดนต่อยแล้วนึกสงสาร “ท่าทางมันก็ปกติดีแต่กินข้าวน้อย กูมองยาทุกเม็ดที่มันพยายามกลืนลงไป แล้วมันก็ระบายเรื่องทั้งหมดให้ฟัง”

 

ฮอนหันขวับ สนอกสนใจกับประโยคหลัง “เรื่องอะไร”

 

“เรื่องที่มึงเหี้ยขนาดไหนไง”

 

“กิมันพูดว่าอะไรบ้าง”

 

“มึงทำเหี้ยไว้เยอะเกินเหรอ ถึงจำไม่ได้” เต็งหนึ่งพูดติดตลก

 

“สัดหนึ่ง ช่วยซีเรียสกับกูหน่อยแป๊บนึง” ถ้าไม่ติดว่าประโยคเมื่อครู่มันหัวเราะออกมาด้วย เขาคงอดไม่ไหวลุกขึ้นต่อยสักหมัดสองหมัดเอาคืนให้เจ็บบ้าง

 

เต็งหนึ่งยันตัวขึ้นจากโซฟา แววตาจริงจังขึ้นมากกว่าเมื่อสักครู่

 

“ถามก่อน มึงพูดแหย่มันแบบตอนนี้ตั้งแต่มัธยมใช่รึเปล่า?”

 

“…ก็ใช่”

 

“เคยพูดขอเป็นแฟนแบบหยอก ๆ มันหลายครั้งแล้วใช่มั้ย”

 

“อือ”

 

“แล้วจำได้รึเปล่าว่าครั้งแรกที่มึงพูดน่ะ พูดอะไรไปบ้าง”

 

ฮอนนิ่งคิด “…จำไม่ได้ว่ะ”

 

เต็งหนึ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ คนนึงจำฝังใจ แต่คนนึงจำไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

“มึงขอมันเป็นแฟนแล้วบอกล้อเล่น พูดซ้อมเอาไว้ไปบอกรุ่นพี่ที่กำลังจีบ”

 

“บ้าน่า! กูไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก” ฮอนขมวดคิ้วขณะนึกย้อนไปช่วงมัธยม เขาจำได้เพียงลาง ๆ  วันนั้นพวกเขาสองคนนั่งอยู่ในห้องเรียน หยอกล้อกันปกติเหมือนวันอื่น ๆ  กิก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรนอกจากทำสีหน้าเบื่อหน่ายเขานี่

 

“ความจริงเป็นยังไงไม่รู้แต่กิเล่าให้กูฟังแบบนี้ มันบอกด้วยว่าจริง ๆ  หวั่นไหวจะตอบรับมึงแล้ว แต่พอเจอแบบนั้นเข้า เป็นไงล่ะ ฝังใจสิ พอมึงพูดหยอก ๆ  มันเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้นใครจะไปสนใจล่ะวะ”

 

ฮอนยังคงนั่งหน้าเครียด เขารู้เหตุผลที่โดนปฏิเสธมาตลอดหลายปีแล้ว

 

“เข้าใจแล้ว”

 

“เข้าใจให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ทำตัวเหมือนเดิมแล้วเพื่อนกูก็ยังเจ็บเหมือนเดิมนะ” เต็งหนึ่งจ้องอีกคนเขม็ง

 

“เออรู้แล้วน่า”

 

“เข้าใจก็ไสหัวออกไปจากบ้านกูได้ละ กวนตั้งแต่เช้ายันค่ำไอ้เด็กประถมเอ๊ย” เจ้าของบ้านโบกมือไล่หย็อย ๆ

 

“สัด กูไม่อยู่นานหรอก จะรีบไปหากิ”

 

เต็งหนึ่งขมวดคิ้ว “เดี๋ยว ๆ  ไหนมันบอกว่าขอเวลา มึงให้เวลามันยังไม่ถึงวันเลยเนี่ยนะ!”

 

“กูไม่ได้บอกว่าจะไปเจอหน้ามันสักหน่อย”

 

“แล้วมึงจะไปทำเพื่อ”

 

“ถึงจะไม่ได้เห็นหน้า ขอแค่ได้เห็นผ้าที่ตากอยู่ระเบียงกูก็พอใจแล้วโว้ย!”

 

 

 

เต็งหนึ่งคงคิดว่าเขาพูดเล่น แต่หลังจากได้รับบทเรียนจนแสบปากอย่างนี้แล้วบอกได้เลยว่าคนอย่างเขาน่ะพูดคำไหนคำนั้น! ตอนนี้รถสีขาวลูกรักของฮอนจอดอยู่หน้าคอนโดของคนที่เพิ่งทะเลาะด้วยเมื่อวานเรียบร้อย เขาซบหน้าลงบนพวงมาลัย แหงนมองห้องบนชั้นสามที่ยังเปิดไฟสว่างโร่

 

…ได้มาดูระเบียงสมใจอยาก แต่ขาดเสื้อผ้าที่เคยตากเอาไว้เพราะกิคงเก็บเข้าห้องไปหมดแล้ว

 

ชายหนุ่มยังคงนั่งเหม่ออยู่อย่างนั้น เขาไม่เคยฉุกคิดมาก่อนว่าการกระทำของเขาจะทำให้อีกฝ่ายคิดมากขนาดนี้ พูดแบบคนไม่ยอมรับความผิดก็คงจะบอกว่าก็นิสัยอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ชอบหยอกชอบแกล้ง กะล่อนไปจีบสาวตามความคึกคะนองบ้าง หรือแม้แต่หยอดมุกหวาน ๆ ให้คนฟังเขินก็ตาม

 

แล้วถ้าจะบอกว่าที่ทำกับคนอื่นนั่นน่ะไม่ได้จริงจังกับใครเลยแต่จริงจังอยู่กับคนคนเดียวมาตลอด เขาจะโดนด่ารึเปล่า?

 

ฮอนโขกหน้าผากกับพวงมาลัยเบา ๆ  ไม่อยากพูดอะไรอีกเพราะกลัวกิคิดมากยิ่งกว่าเดิม กลัวทำให้ติดลบกับเขามากกว่าเดิม กลัวไปหมด

 

…กลัว

 

“จะบ้าตาย” ฮอนไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรต่อไปดี บุกห้องให้มันรู้แล้วรู้รอด กลับบ้านไปนั่งเฉา รึชวนเพื่อนไปตี้แอลกอฮอล์?

 

หยิบโทรศัพท์มาไว้ในมือ นึกลังเลว่าจะชวนไอ้มาร์คไปดื่มเหล้ารึจะลองโทรไปให้กิด่าดี นั่งหมุนโทรศัพท์ไปได้สักพักก็เด้งตัวออกมาจากพวงมาลัย ลังเลแต่ก็ทำใจกล้า กดรายชื่อที่บันทึกไว้ในรายการโปรดทันที

 

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

 

นั่งฟังเสียงรอสายอยู่นานจนตัดไป

 

…ไม่ว่างรับรึไม่อยากรับกันแน่นะ

 

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

 

ทำใจกล้ากดโทรอีกรอบสอง ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

 

ฮอนซบหน้าลงบนพวงมาลัยอีกครั้ง เหม่อมองไปยังห้องคุ้นเคยที่ยังคงเปิดไฟสว่างจ้าอยู่ สงสัยยังไม่พร้อมคุยด้วย ที่เจ้าตัวบอกขอเวลานี่มันกี่วันกี่ชั่วโมงนะ น่าจะถามให้ชัดเจนก่อนออกจากห้องมาจะได้ไม่ต้องมานั่งบ้าอยู่อย่างนี้

 

ในหัวคิดวนสารพัดจนกระทั่งได้สติเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่นครืดสั้น ๆ

 

G I. มีไร

G I. เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ไม่ได้ยินเสียง

 

ชายหนุ่มตกใจจนแทบทำโทรศัพท์ร่วงจากมือเมื่อเห็นว่าใครที่ส่งไลน์มาหา ลนลานปลดล็อกโทรศัพท์รีบพิมพ์ตอบกลับทันที

 

Honne. ไม่มีอะไร

Honne. กินข้าวรึยัง

 

กดพิมพ์ ‘คิดถึง’ ไปตามที่ใจสั่งแต่พอจะส่งกลับชะงักเพราะใจดันไม่กล้าพอ เลยได้แต่พิมพ์คำอื่นไปแทน

 

…ไม่ชอบที่ตัวเองกลายเป็นคนกากแบบนี้เลยแฮะ

 

G I. ยัง

G I. ไม่มีอะไรกิน

Honne. สั่งสิ ตัดบัตรกูเหมือนเดิมก็ได้

G I. ขี้เกียจลงไปเอา

Honne. งั้นรอแป๊บ

 

ฮอนถอนหายใจให้เด็กดื้อ อุตส่าห์บอกให้ดูแลตัวเองกินข้าวให้ครบทุกมื้อ ยังผ่านไปได้ไม่ถึงวันก็เกเรไม่ทำตามที่บอกแล้ว

 

ชายหนุ่มสตาร์ทรถขับไปหาร้านข้าวใกล้ ๆ แต่เวลาสี่ทุ่มกว่าร้านแถวนี้ก็เก็บของหมดแล้ว เหลือแต่ชายสี่หมี่เกี๊ยวเจ้าประจำที่อยู่ด้วยกันกับคนละแวกนี้ทุกคืนวัน

 

“แปะ เกี๊ยวน้ำ เกี๊ยวหมูแดง อย่างละถุง ข้าวหมูแดงกับหมูกรอบ อย่างละกล่อง แล้วก็ผสมอีกกล่องครับ” ชายหนุ่มยืนมองรายการอาหารบนรถเข็นอาแปะเจ้าถิ่นเลื่องชื่อในย่านนี้

 

“ลื้อจดมา อั๊วจำไม่ได้หรอก” อาแปะยื่นกระดาษพร้อมปากกายัดใส่มือลูกค้ารายใหม่ทันที

 

ฮอนมองคิวในกระดาษที่ยังไม่ถูกขีดฆ่า ท่าทางอาแปะจะรับทรัพย์มหาศาล ลูกค้าเยอะทุกวันขนาดนี้ เขาเคยคิดเล่น ๆ  ว่าถ้าเรียนจบแล้วไม่มีงานทำจะมาเรียนสูตรทำบะหมี่จากแปะ ทำอร่อยมีมาตรฐานทุกครั้ง แถมทำงานอย่างกับเป็นหุ่นยนต์เครื่องจักร หยิบจับเส้น หยิบเครื่องลวก แป๊บเดียวเสร็จ วันนี้คิดว่าคงต้องยืนรอนานเพราะลูกค้าเยอะ แต่ตอนแปะกวักมือเรียกไปเอาของเพิ่งผ่านไปได้สิบห้านาทีเอง

 

ชายหนุ่มยืนลังเลอยู่หน้าห้องชั้นสามที่คุ้นเคย จะแขวนถุงไว้หน้าห้องรึเรียกให้ออกมาเอาดี จะห้อยไว้ก็ยังไงอยู่ จะเรียกให้ออกมาเอาก็กลัวอีกฝ่ายไม่อยากเจอหน้า เขาเกาคิ้วตัวเองแสดงความสับสน วันนี้เขาทำตัวกากไปแล้วนะ ไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เลยโว้ย

 

เขากำลังจะพนันกับตัวเอง ถ้ากิไม่ออกมาเปิดก็คงแขวนไว้ให้ แต่ถ้าเปิดออกมาก็ตายเอาดาบหน้าแล้วกัน…

 

ตัดสินใจเคาะประตูไปห้าหกที หยุดนิ่งรอดูการเคลื่อนไหว แต่รอแล้วรอเล่านานหลายนาทีประตูก็ยังไม่เปิดสักที ตัดใจวางถุงไว้หน้าห้องเพราะดันแขวนไม่ได้ กำลังจะเดินกลับไปที่ลิฟต์ ประตูก็ดันเปิดออกมาเสียงั้น

 

“นึกว่าหูฝาด”

 

ชายหนุ่มหันขวับไปหาต้นเสียง กิกำลังกำลูกบิดแง้มประตูโผล่หน้าออกมา เจ้าตัวอยู่ในชุดนอนสีดำตัวโปรด เส้นผมสีดำยังมีน้ำหยดติ๋งไหลลู่ลงบ่า ฮอนหยุดนิ่งมองท่าทีของอีกคนว่าเป็นอย่างไรเมื่อเห็นหน้าของเขา แต่ก็ไม่มีแววว่าจะหลบหรือปิดประตูใส่หน้าแต่อย่างใด ดวงตากลมยังคงจ้องมองมาที่แขกยามค่ำคืนคนนี้

 

“ซื้อข้าวมาให้” ชายหนุ่มชี้ไปที่ถุงข้าวข้าง ๆ ประตู

 

กิก้มลงมองก่อนจะใช้สองมือหยิบขึ้นมา

 

“อะไรเนี่ย”

 

“บะหมี่ร้านแปะ ซื้อมาให้ มึงจะได้รีบกินยาด้วย”

 

“แล้วทำไมมันเยอะขนาดนี้” กิมองถุงในมือทั้งสองข้าง มีทั้งบะหมี่ทั้งข้าวคละกันอย่างละสองสามห่อ

 

“เอาไว้กินพรุ่งนี้ด้วย เดี๋ยวก็บ่นว่าไม่มีอะไรกินอีก”

 

“เหรอ” กิขมวดคิ้ว

 

“อือ ไปละ อย่าลืมกินยานะ” ฮอนยกมือขึ้นทำท่าโบกมือลาก่อนจะยกมือเกาหัวแก้เก้อเพราะไม่คุ้นชินท่าทางแบบนี้ของตัวเอง

 

“มากินด้วยกันดิ”

 

“ฮะ อะไรนะ” เขาคิดว่าตัวเองอาจจะหูฝาด

 

“มากินด้วยกัน มึงซื้อมาตั้งเยอะ ใครจะไปกินหมดวะ”

 

“ฮะ” ฮอนร้องอุทานอีกครั้งอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

 

“…ไม่กินก็เรื่องของมึง” กิมุ่ยหน้าทำท่ากระชากประตูปิด เขาอุตส่าห์ยอมชวนขนาดนี้แล้วแท้ ๆ ไอ้บ้าเอ๊ย

 

“เดี๋ยว! กิน ๆ กูกิน” ฮอนยิ้มร่าคว้าบานประตูไว้ได้ทันก่อนที่คนตัวเล็กกว่าจะงับปิดจนหมด

 

…ดีนะที่ตัดสินใจถูก เกือบจะทำตัวกาก ๆ ต่อไปแล้วมั้ยล่ะ!

 

 



TBC.

ー #AdaywithWCM

ー ยังไม่พ้นวันเลยหนูกิลูกกกกก ;______; อัปรีพลายเดียวไม่ได้ พอเป็นสองรีพลายแล้วดูสั้นๆเลยแง่ว
ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์และกำลังใจค่า ดีใจที่ยังเห็นหลังจากตัดสินใจดราม่าU__U
:mew1:  :pig4:

ออฟไลน์ AeAng11

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 307
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
คืนดีกันเร็วๆนะลูกอิแม่ใจบ่ดี

ออฟไลน์ manami1155

  • ~I Still Love You~
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1761
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-1
หนูกิลูกกกกกกก
แบบนี้มันเข้าตำรายอมตั้งแต่หน้าประตู
ทำขึงขังหน่อยสิลูก ให้ฮอนได้สำนึกอีกหน่อย

เต็งหนึ่งนี่ทำดีมากในฐานะกาวใจ
มารับเงินสนับสนุนไปยี่สิบ 555555

ออฟไลน์ CLShunny

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
จ้าาาาาาจ้าาาาา จ้าาาาาา ปากกหริอปูนนนน ทั้งคู่เลยยย5555

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
ค่อยๆ ปรับตัวหากันนะ  :call: :call: :call:

ออฟไลน์ mypink801

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
เต็งหนึ่งทำดี
แต่หนูกิใจอ่อนเร็วเกิ๊นน เดี๋ยวฮอนได้ใจนะลูกสาววว

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3869
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-5
น้องกิใจเหลวเป็นน้ำแล้วลูกกก  :hao7:

ออฟไลน์ yodrak

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
หนูกิ หนูควรเล่นตัวบ้างนะลูก  :ling1: :ling1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ SN_sanook

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
จะเป็นไงต่อนะเนี้ย :jul3:

ออฟไลน์ Mayongchees

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ー 7th Match ♥
☁   

         



          บรรยากาศของอาหารค่ำมื้อนี้ดีกว่าเมื่อวานเป็นไหน ๆ



          ครั้งนี้เจ้าของห้องเป็นคนจัดจานข้าวบนโต๊ะให้แขกไม่ได้รับเชิญร่วมทาน กิวางถ้วยบะหมี่ของตัวเองกับจานข้าวหมูแดงให้อีกฝ่ายลงบนโต๊ะหน้าโทรทัศน์ นั่งลงที่พื้นพร้อมเอนหลังพิงเบาะโซฟาก่อนจะคีบเส้นบะหมี่เข้าปากไปเรื่อย ๆ  แขกยามวิกาลนั่งมองเจ้าของห้องไม่พูดไม่จาอะไรด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำถามทำลายความเงียบนี้ออกมา

         

          แม้ว่าจะไม่มีเสียงพูดคุยและหยอกล้อเหมือนก่อน แต่ก็ไม่มีสีเทาน่าอึดอัดลอยอยู่ในห้องเท่าเมื่อวานแล้ว เป็นบรรยากาศที่มีเพียงเสียงครูดช้อนบนจานกับเสียงสูดเส้นบะหมี่ดังขึ้นในห้องสีขาวแห่งนี้เท่านั้น

         

          คนที่กินหมดก่อนคือเจ้าของห้องตัวเล็ก เขากวาดสายตาผ่านใบหน้าของคนตรงข้าม ก่อนจะสะดุดกับรอยช้ำที่มุมปากจึงเอ่ยทัก “ปากมึงไปโดนอะไรมา”



          ฮอนเงยหน้าจากจานข้าวขึ้นสบตามอง



          “เดินชนประตู” ชายหนุ่มเลือกที่จะโกหกออกไป



          คนตัวเล็กกวาดตามองรอยช้ำที่ดูยังไงก็ไม่ใช่ร่องรอยจากบานประตู คิดว่าคนอื่นไม่รู้เหรอว่าเวลาโดนต่อยมันเป็นยังไงน่ะ



          “โง่”



          “รู้แล้วน่า” ใช่ ร่างสูงยอมรับแต่โดยดีเพราะรู้ว่าตัวเองโง่จริง ๆ นั่นแหละ



          เจ้าของห้องไม่พูดอะไรแต่ลุกขึ้นเดินไปค้นตู้เก็บของที่ตั้งอยู่ข้างโทรทัศน์เงียบ ๆ



          “หันหน้ามา” พอได้สิ่งของที่ต้องการแล้วก็นั่งลงจับหน้าอีกฝ่ายให้หันมาหา มือซ้ายหยิบสำลีมาชุบแอลกอฮอล์เพื่อทำความสะอาดแผลให้

         

          ฮอนสะดุ้งตัวเมื่อความเย็นแตะลงบนริมฝีปาก มองหน้าคนตรงข้ามที่ค่อย ๆ ใช้สำลีแตะลงบนมุมปากของเขา จดจ้องอยู่นานจนกระทั่งอีกฝ่ายรู้ตัวว่าโดนมอง สองสายตาจึงได้ประสานกันโดยบังเอิญ



          “โอ๊ย” แขกยามวิกาลร้องเสียงดังเมื่อแอลกอฮอล์แสนจะแสบนั่นกดย้ำลงมาที่บาดแผลมุมปากอย่างแรง



          “เสียงดัง” เจ้าของห้องตัวเล็กเอ็ด ยอมรับว่าตั้งใจกดแอลกอฮอล์ลงไปที่แผลแรง ๆ เพราะหมั่นไส้ที่เอาแต่จ้องใบหน้าเขาอยู่นั่นแหละ



          “ก็มันเจ็บ” แม้จะโดนเอ็ดแต่ก็อดกลั้นยิ้มไม่ได้ เขาไม่คิดว่าการที่ไปหาเต็งหนึ่งแล้วโดนต่อยกลับมาจะทำให้ได้มานั่งอยู่ตรงนี้อีกครั้ง แม้จะโดนแกล้งให้แสบแผลแต่ถ้ามีคนมาคอยทำแผลให้แบบนี้ก็ถือว่าคุ้มที่ปากแตกแล้วล่ะ



          “หาอะไร” ชายหนุ่มเอ่ยทักเมื่อเห็นเจ้าของห้องตัวเล็กเทของออกจากถุงพลาสติกที่เก็บยาต่าง ๆ ไว้ออกมาค้นดู



          “ไม่มีเบตาดีน”



          “ไม่เป็นไร ไม่ทาก็ได้”



          “มันต้องติดปลาสเตอร์เปล่า” แม้จะเอ่ยถามแต่ก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ กิคว้าขวดยาที่เขาเก็บรวม ๆ กันออกไปตั้งเป็นกองใหม่ หยิบถุงเล็กถุงน้อยต่าง ๆ ออกมาดูเพื่อหาปลาสเตอร์ติดแผล จนกระทั่งเจอสิ่งที่ต้องการในถุงใบสุดท้ายก่อนจะฉีกปลาสเตอร์ลายการ์ตูนออกมา



          “ไม่ต้องติดก็ได้มั้ง เดี๋ยวก็หลุด”



          “แปะไว้ กันหมาออกจากปาก”



          ฮอนนั่งจ้องคนที่ทำหน้าตั้งอกตั้งใจทำแผลให้ อยากเอื้อมมือไปบีบปากนิ่ม ๆ นั่นสักทีหนึ่งให้หายมันเขี้ยว ปากดีปากเก่งเหมือนเดิมเลย แถมลายปลาสเตอร์ที่หยิบมายังเป็นลายสุนัขน่ารักอีกต่างหาก เอาหมามาปิดกันหมาออกเนี่ย อะไรจะบังเอิญได้เท่านี้อีกล่ะ



          ขั้นตอนสุดท้ายจบลงเมื่อปลาสเตอร์ลายน่ารักติดอยู่บนมุมปาก มือขาวผละออกหมายจะนำของที่รื้อออกมาใส่ถุงเก็บเข้าตู้ แต่ก่อนจะได้หยิบจับอะไรก็โดนคนตัวโตกว่าคว้ามือไปจับไว้เสียก่อน



          ระยะห่างเพียงช่วงแขนถูกคั่นกลางไว้ด้วยสองมือที่กอบกุมประสาน กิช้อนตามองคนที่ทำให้ในหัวของเขาว่างเปล่า ไม่มีสัญญาณจากสมองสั่งให้เขาขยับตัวหรือแม้กระทั่งให้สะบัดมือออกแต่อย่างใด



          “ขอโทษ”



          “เรื่อง?”



          “ทุกเรื่องเลย กูขอโทษนะ”



          “รู้เหรอ ว่าทำอะไรไว้บ้าง”



          “อาจจะรู้ไม่หมด มันอาจจะมีเรื่องที่กูเผลอทำผิดกับมึงไปแล้วไม่รู้ตัวด้วย แต่กูก็อยากขอโทษมึงไว้นะ”



          กิไม่ตอบ เขาผินหน้าหนีไปทางอื่นไม่ยอมมองสบตา



          “ทั้งเรื่องที่กูเคยทำเล่น ๆ  พูดออกไปแบบไม่คิดตั้งแต่มัธยมยันเมื่อวาน เรื่องที่ทำตัวไม่ดีจนทำให้มึงต้องคิดมากขนาดนี้ ทุกเรื่องที่กูทำผิดต่อมึงเลย ขอโทษจริง ๆ นะกิ” กระชับมือขาวที่กุมอยู่แน่นกว่าเดิม นิ้วหัวแม่มือก็คอยลูบไล้บนหลังมือแผ่วเบา



          “พอแล้ว”



          “กิ… “



          “ขอโทษอะไรนักหนาไอ้เหี้ย ครั้งเดียวก็รู้เรื่องแล้ว” เจ้าของห้องตัวเล็กทำเป็นเฉไฉ ดึงมือให้หลุดจากการกอบกุม คว้าขวดยาเก็บเข้าถุงแก้เก้อ เขาไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรในเวลาแบบนี้



          ยกโทษ?



          …ไม่รู้ว่าจะเร็วไปหน่อยรึเปล่า



          “อย่าลืมกินยา” ฮอนเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่พูดอะไรแต่ลุกเก็บถ้วยจานบนโต๊ะ



          กิครางอือในลำคอตอบรับ



          “เดี๋ยวกูล้างจานให้ มึงไปกินยาไป” ชายหนุ่มแย่งมือในจานคนตัวเล็กแล้วเดินเข้าครัวไปล้างตามที่บอก ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็เสร็จเพราะมีจานไม่กี่ใบเท่านั้น



          พอเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น ก็เห็นคนตัวเล็กกำลังกระดกน้ำขึ้นดื่มเพื่อกลืนยาเม็ดสุดท้ายลงคอพอดิบพอดี



          “ครบทุกเม็ดแล้วใช่มั้ย”



          “อื้อ”



          ชายหนุ่มเดินไปเช็กว่ายาหายไปจากแผงเรียบร้อยแล้วจริง ๆ ก็วางใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อหาผ้าสักผืน



          พรึ่บ



          กิสะดุ้งตัวเมื่ออยู่ดี ๆ อีกคนก็วางผ้าเช็ดผมบนหัวเขาแบบไม่บอกไม่กล่าว



          “มึงน่ะไม่ชอบเช็ดผม ยังเปียก ๆ อยู่ก็นอนเลย เป็นหวัดขึ้นมาอีกจะทำไง” ขณะที่พูดก็คอยใช้ผ้าซับน้ำจากเส้นผมของคนตัวเล็กไปด้วย



          ท่าทางเป็นห่วงเป็นใยจากคนที่อยู่ข้างหลังทำให้กิต้องกำมือแน่น



          …ทำยังไงดี



          ไม่รู้ว่าตัวเองตัดสินใจถูกรึเปล่าที่ยอมให้ฮอนเข้ามาในห้องทั้งที่เพิ่งทะเลาะกันเมื่อวาน แต่ไหนแต่ไรมาเขาก็ไม่เคยโกรธอีกฝ่ายนานนักหรอก แต่ตอนนี้ชักอยากตีปากตัวเองที่มักไวกว่าความคิด ระดับความสนิททำให้เขาเผลอตัวชักชวนอีกฝ่ายตามความเคยชินมากจนเกินไป ตอนนี้เลยกลายเป็นตัวเองนี่แหละที่ลำบาก กลัวว่าตัวเองจะใจอ่อนเพราะการกระทำแบบนี้อีก แล้วเรื่องก็จะกลับไปซ้ำรอยเดิมทั้งที่ระเบิดความอัดอั้นในใจออกไปแล้วแท้ ๆ



          ปลายนิ้วมือยังคงลูบไล้อยู่บนเรือนผมสีดำ จนกระทั่งผ่านไปสักพักเส้นผมที่เคยเปียกชื้น บัดนี้กลับแห้งหมาดจนแขกที่กำลังทำหน้าที่พ่อบ้านทำหน้าพึงพอใจ



          ร่างโปร่งวางผ้าไว้บนพนักโซฟา ค้อมตัวลงกอดอีกฝ่ายจากด้านหลังก่อนจะวางคางลงลาดไหล่คนตัวเล็ก



          “นี่ หายโกรธรึยังอะ” น้ำเสียงเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ทว่าคนฟังกลับได้ยินชัดเจนไปถึงอกด้านซ้าย



          “...”



          “ที่มึงบอกขอเวลาคือต้องการเท่าไหร่ กี่วันกี่สัปดาห์ฮึ”



          “...”



          “ถึงเดือนมั้ย รึจะเป็นปี...เท่าไหร่ก็ได้แต่อย่านานเลยได้มั้ยกิ”



          “...”



          “ไม่งั้นกูคงคิดถึงมึงแย่” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นข้างใบหู เขาซบหน้าลงบนลาดไหล่เล็กก่อนจะผละตัวขึ้น เดินอ้อมโซฟาลงมานั่งคุกเข่าตรงหน้าคนตัวเล็กพร้อมยืดตัวขึ้นให้ระดับใบหน้าอยู่ใกล้เคียงกัน



          “ได้มั้ยคะ อย่านานเลยนะ” มองสบตาเพื่อให้รู้ว่าครั้งนี้เขาพูดออกมาจากใจและหวังว่าคนฟังจะรับรู้ว่าเขาตั้งใจพูดจริง ๆ ไม่ได้ล้อเล่นแต่อย่างใด



          “ไม่นานหรอก” กิตอบเสียงแผ่ว



          ถ้าหายไปนาน… เขาก็คงคิดถึงจะแย่เหมือนกัน







          ความเคยชินมันช่างน่ากลัวจริง ๆ



          กินอนลืมตาโพลงมองความมืดสนิทอยู่บนเตียงสีขาว ห้องกลับมาเงียบสงบเหมือนเดิมเมื่อเขาอยู่ตัวคนเดียว แม้จะยังรู้สึกไม่คุ้นชินเท่าไหร่นักเมื่อเคยมีคนมานอนเบียดบนเตียงหลายสัปดาห์ แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครมาคอยเบียดอีกแล้ว



          กิพลิกตัวหันข้างมองความว่างเปล่า กระชับแขนกอดหมอนข้างใบโปรดเข้ามาชิดกายตัวเองมากขึ้น เมื่อจู่ ๆ ภาพความทรงจำของเหตุการณ์เมื่อชั่วโมงก่อนก็ลอยเขามาในหัวจนอกข้างซ้ายสั่นไหวขึ้นมาดื้อ ๆ





          ‘เที่ยงคืนกว่าแล้วอะ นอนด้วยไม่ได้เหรอ’ ใบหน้ากระเง้ากระงอดของแขกยามวิกาลทำให้เขาต้องลอบเบ้ปากอยู่ในใจ ตัวอย่างของคนได้คืบจะเอาศอก ให้เข้ามากินข้าวด้วยก็เลยขีดเส้นที่จำกัดไว้แล้วด้วยซ้ำ



          ‘รีบกลับไปสิ โอ้เอ้อยู่อย่างนี้ยิ่งดึกกว่าเดิม’



          ‘กิ… กว่ากูจะถึงบ้าน’ ฮอนกะพริบตามองปริบ ๆ



          ‘อย่ามางอแงเป็นเด็ก มึงเลือกออกไปเองนะ’



          ‘กลัวมึงอึดอัด ไม่สบายใจนี่’



          ‘อือ ก็ใช่ ตอนนี้มึงก็กำลังทำให้กูอึดอัด บอกว่าขอเวลาก่อนไง’



          ‘มึงไม่บอกอะ ว่ามึงต้องใช้เวลาเท่าไหร่’



          ‘เรื่องแบบนี้มันบอกได้เหรอวะ’



          ‘ขอโทษ... ไม่กวนแล้วก็ได้’ เขาเกือบจะใจอ่อนแล้วเมื่อเห็นใบหน้าที่สลดลงของแขกยามวิกาล แต่พอนึกถึงคำของเพื่อนสนิทที่บอกให้เขาหนักแน่นกับตัวเองบ้างจึงทำใจแข็งเอ่ยปฏิเสธต่อไป



          ‘อือ’



          ‘สัญญากันก่อนสิ’



          ‘สัญญาอะไร’



          ‘ห้ามนานเด็ดขาดเลยนะ’



          ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป อีกคนจึงเอื้อมมือขึ้นลูบหัวเขาเบา ๆ ตามความเคยชิน ก่อนจะจับไหล่แล้วโน้มตัวเข้ามาหาจนใบหน้าห่างกันเพียงแค่คืบ



          จุ๊บ



          ‘สัญญากันแล้วนะ’ พันธสัญญาในค่ำคืนนี้เป็นรอยจูบอุ่น ๆ ที่ประทับตราไว้บนหน้าผากของเขา คลื่นความถี่สั่นอยู่ในอกระรัวเหมือนกำลังส่งเสียงเป็นพยานว่าสัญญาครั้งนี้ถูกพันธนาการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว





          กิจำรอยยิ้มกับสัมผัสอุ่น ๆ ของอีกฝ่ายที่ทำไว้ก่อนออกไปนอกห้องได้แม่นยำ มือเรียวยกฝ่ามือแตะที่สัมผัสระรัวในอกข้างซ้ายก่อนจะออกแรงทุบเบา ๆ เพื่อสั่งให้มันกลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติเสียที



          …สงสัยจะไม่ชินกับโหมดอ่อนโยนอีกแล้วล่ะ







          ดูเหมือนว่าการกระทำอันอุกอาจเมื่อหลายวันก่อนจะทำให้ใครหลายคนมองเขากลับมาเป็นฮอนคนเดิมไม่ใช่คนกากอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าหากใครมองมาเห็นรถคันสีขาวที่จอดหน้าตึกคอนโดแถวนี้ช่วงค่ำยันดึกนานหลายชั่วโมง ก็ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นใครถึงมาได้ทุกวี่ทุกวัน เขาเองแหละ ไอ้เหี้ยฮอนคนนี้เอง



          วันนั้นทำใจกล้าจุ๊บเหม่งหนูกิไปหนึ่งที ยืนรอดูท่าทีคนที่อ้าปากเหวอทั้งที่แก้มเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ อยากก้มไปจุ๊บอีกสักทีหนึ่งให้ชื่นใจเพราะท่าทางน่ารักนั่น แต่ก่อนจะได้ลงมือทำตามที่คิดก็ดูเหมือนอีกคนจะตั้งตัวได้ กำปั้นน้อย ๆ ทุบเข้ามาที่อกเขาอย่างจัง พร้อมตะโกนคำพูดติดปากขึ้นมาเสียงดัง



          ‘ไอ้เหี้ยฮอน!!’



          อยากตอบกลับไปว่าคำนี้แหละที่รอฟังมาทั้งวัน แต่ต้องรีบเผ่นออกมาจากห้องก่อนจะโดนโกรธไปมากกว่านี้



          ฮอนถอนหายใจ ไม่กากแล้วนะแต่วันนี้ก็ยังต้องนั่งอยู่ในรถตัวเองเหมือนเดิม เขาลดกระจกให้มีอากาศเข้ามาภายในพอให้หายใจสะดวก ซบหน้ากับพวงมาลัยลูกรักแหงนหน้ามองระเบียงของห้องชั้นสามมาได้สี่ห้าวันแล้ว ดูเหมือนโรคจิตเข้าไปทุกที



          ที่ต้องมานั่งเหงาคนเดียวอยู่ในรถเพราะโดนไล่เตลิดมาแล้วเมื่อหลายวันก่อน หนูกิตัวขาวของเขาโวยวายใส่โทรศัพท์ยกใหญ่ว่าโทรมากวนเวลาอ่านหนังสือ ตอนนี้เลยไม่กล้าขึ้นไปกวนเวลาอ่านหนังสือของเด็กขยันอีก ทำได้เพียงแค่ทักไลน์ไปถามข่าวคราวให้แน่ใจว่าอีกคนกินข้าวกินยาแล้วเท่านั้น



          หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไล่อ่านข้อความที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ คำว่า ‘คิดถึงนะคะ’ ที่ส่งไป ขึ้นอ่านเรียบร้อยแล้วแต่ไม่มีข้อความอะไรตอบกลับ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเอามากเกินไปรึเปล่าที่คิดอิจฉาโทรศัพท์เพราะมันได้เห็นใบหน้าแดง ๆ เวลาเขินของหนูกิตอนอ่านความคิดถึงที่เขาส่งไปให้



          ตั้งแต่วันที่ทำสัญญากันวันนั้นเขาก็ยังไม่ได้เจอหน้าอีกฝ่ายอีกเลยสักครั้ง นั่งมองที่ระเบียงหวังว่าจะได้เห็นอีกคนเดินมานั่งนอกระเบียงหรือมาตากผ้าสักครั้งก็ยังดี ทว่าไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง แม้กระทั่งเงาบนผ้าม่านก็ไม่เคยได้เห็นทั้งที่ไฟห้องก็ยังเปิดสว่างอยู่ค่อนคืน



          คิดถึงแทบบ้า ไม่ได้ยินเสียงด่าว่า ‘ไอ้เหี้ยฮอน’ มาหลายวันแล้วนะ



          Honne. กินข้าวรึยัง



          ทำใจกล้าทักไปหาเหมือนทุกที มองข้ามตัว READ เล็ก ๆ ในข้อความก่อนหน้าไป ขณะรอคำตอบก็นั่งฟังเพลงจากไอแพดอยู่สักพักจนกระทั่งมีข้อความตอบกลับ



          G I. ยัง

          Honne. ดึกแล้ว ทำไมยังไม่กิน

          G I. ไม่มีของกินแล้ว

          Honne. จะกินอะไรเดี๋ยวสั่งให้

          G I. ไม่ต้อง กำลังลงไปเซเว่น



          เงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์มองไปตึกฝั่งตรงข้ามก็เห็นคนที่กำลังคุยด้วยออกมาจากประตูตึกพอดี ฮอนไม่รอช้า เปิดประตูก้าวขาลงจากรถข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามทันที



          อากาศเย็น ๆ ช่วงกลางคืนพัดผ่าน สองเท้าก้าวตามจังหวะการเดินคนข้างหน้าไปเรื่อย ๆ  ตอนนี้เขายิ่งทำตัวเหมือนโรคจิตเข้าไปใหญ่เพราะไม่อยากเข้าไปทักเลยได้แต่เดิมตามกิอยู่ข้างหลังแบบนี้



          Honne. โทรหาได้รึเปล่า

          G I. อืออ



          เห็นคนตัวเล็กเดินก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ไม่ยอมเงยหน้ามองทางสักทีก็นึกห่วง พอได้คำอนุญาตมาก็ไม่รีรอรีบต่อสายหาทันที



          “ฮัลโหล” ฮอนชะลอฝีเท้า พยายามเดินตามเงียบ ๆ ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว



          (โหล)



          “กี่โหลดีครับ”



          (ถ้าโทรมากวนเฉย ๆ จะวางแล้วนะ)



          “อย่าเพิ่งดิ ขำ ๆ หน่อย”



          (คิดว่าขำด้วยมั้ย)



          “เสียงแบบนี้สงสัยไม่ขำแน่ ๆ” เสียงเรียบนิ่งของคนตัวเล็กทำให้เขาตอบได้โดยไม่ต้องเดา



          (น่าขำตรงไหน)



          “ยอมละ ไม่ขำก็ไม่ขำค่ะ ทำอะไรอยู่หือ”



          (ก็บอกกำลังไปเซเว่นไง)



          “เอ้อ จริงด้วย” ฮอนหัวเราะ ทำทีว่าไม่รู้อะไรจริง ๆ



          (โทรมามีอะไร)



          “คิดถึงเฉย ๆ ไม่ได้เหรอ”



          (ไม่ได้)



          “อ้าว งี้ใจพี่ก็แย่เลยสิคะหนู”



          (ไอ้เหี้ยฮอน) เขาหลุดหัวเราะ เมื่ออีกคนเงียบไปสักครู่แล้วเอ่ยคำที่เขารอฟังขึ้นมาจนได้



          “จริง ๆ แล้วโทรมาเพราะจะไปเซเว่นเป็นเพื่อนแหละ”



          (อะไรของมึง)



          “เป็นห่วงไง มึงเดินไปเซเว่นคนเดียวมันอันตราย เกิดโดนฉุดขึ้นมา กูจะได้แจ้งตำรวจทัน”



          (ปัญญาอ่อน ใครจะมาฉุดวะ)



          “มีแล้วกัน” ไม่อยากบอกว่าเขาเองนี่แหละ คนที่เป็นโรคจิตเดินตามหลังอยู่ตอนนี้ไง



          (แค่นี้นะ)



          “เดี๋ยวดิ รีบวางจัง”



          (ถึงเซเว่นแล้ว จะซื้อของ)



          “ซื้อไป คุยไปก็ได้” เขาชะงักเมื่อเห็นว่าถึงเซเว่นแล้วจริง ๆ  หยุดยืนรอให้กิเดินเข้าไปในร้านก่อนพักหนึ่งแล้วจึงเดินตามเข้าไป



          (ยุ่งยาก)



          “อย่ากินมาม่าเยอะนะ” รีบเอ่ยทักเมื่อแอบมองจากด้านหลังแล้วเห็นว่าคนตัวเล็กหยิบแพ็คมาม่าลงตะกร้า



          (ซื้อไปตุนไว้เฉย ๆ) กิวางมาม่าแพ็คที่สองกลับไปที่เดิมก่อนจะเลื่อนมือไปหยิบโจ๊กขึ้นมาแทน



          “โจ๊กด้วย โซเดียมเยอะกว่ามาม่าอีก”



          (อะไรวะ งั้นกูกินมาม่าเหมือนเดิมนั่นแหละ)



          “ไม่ได้ เพลา ๆ ลงบ้าง รู้นะว่ากูไม่อยู่ด้วยมึงก็กินแต่มาม่า”



          (ยุ่ง) กิยอมวางซองโจ๊กในมือ ขยับตัวไปชั้นวางข้าง ๆ ที่มีอาหารกระป๋องต่าง ๆ วางอยู่ เห็นโปรโมชั่นลดราคาปลากระป๋องเลยเลือกหยิบลงตะกร้าไป



          “ซื้ออะไรเยอะขนาดนั้น กะจะกินแต่ปลากระป๋องเหรอ”



          (เรื่องของกู)



          กิชะงักก่อนจะหันซ้ายหันขวา มองหาสิ่งผิดปกติ



          (รู้ได้ไงว่ากูซื้อปลากระป๋อง)



          “เอ้อ ได้ยินเสียงกระป๋องก๊องแก๊งเลยเดาว่าเป็นปลากระป๋องไง” ชายหนุ่มเลิ่กลั่กเมื่อรู้ว่าตัวเองหลุดปากไป



          (งั้นเหรอ)



          “จริง ไม่ได้โกหกอะไรเลย”



          (มึงดูแปลก ๆ นะ) คนตัวเล็กกวาดสายตาไปทั่ว เหลือบไปเห็นกระจกมองโค้งที่มุมร้านจึงได้เห็นสิ่งผิดปกติที่ว่า ภาพในกระจกสะท้อนให้เห็นชายคนหนึ่งแอบอยู่หลังชั้นขนม กำลังด้อม ๆ มอง ๆ เขาเหมือนคนโรคจิต



          “แปลกอะไร ไม่มี้” ฮอนตบปากตัวเองเบา ๆ  จะเสียงสูงทำไมวะเนี่ย!



          (เหรอ ไม่ได้แปลกแล้วจะหลบทำไม)



          “เชี่ย” ฮอนร้องอุทานเมื่อคนที่เขาแอบตามหันหลังมาสบตาด้วย



          กิกดวางสายก่อนจะก้าวเท้ามาหาคนที่ทำตัวเป็นประหลาด



          “กูนึกว่าคิดไปเองว่ามีใครตาม ไอ้เหี้ยเอ๊ย”



          “แหะ ๆ ขอโทษ แค่อยากเห็นหน้าแต่กลัวมึงไล่ไปอีกง่า เห็นได้ไงวะเนี่ย” ฮอนก้มหน้าทำปากเบะเป็นเด็ก เมื่อเห็นว่าโดนจับได้



          “ก็เลยตามแบบนี้เหรอ”



          “ก็คิดไม่ออกแล้วว่าต้องทำยังไงง่ะ”



          “ไม่ต้องมาแอ๊บ ง่ะที่หน้า”



          “ดุจัง พันธุ์อะไรเนี่ย”



          “ตลกปะ”



          “ไม่ครับ” ฮอนก้มหัวต่ำทำหน้าสำนึกผิดมากกว่าเดิม



          “เอาไป” กิยื่นตะกร้าสีแดงให้อีกฝ่ายถือเป็นบทลงโทษที่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เป็นโรคจิต




          “ครับ คุณหนู” ชายหนุ่มรับมาก่อนจะเดิมตามต้อย ๆ เขาได้เปลี่ยนบทบาทอีกแล้ว จากคนโรคจิตเลื่อนขั้นเป็นคนใช้ภายในไม่กี่นาที




          “กูพาไปห้างมั้ย จะได้ซื้อของสด” ฮอนเอ่ยทักเมื่อเห็นอีกคนหยิบถาดไข่ลงตะกร้าแล้วตรงไปคิดเงิน



          กิส่ายหัว “หื่อ ตุนไว้ไม่กี่วันเอง”



          “ไมอะ สอบเสร็จวันไหน”



          “ศุกร์” กิเดินมาหยุดหน้าเคาท์เตอร์แคชเชียร์ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้คนที่เดินตามมาวางตะกร้าลง



          “ไม่ต้อง เดี๋ยวกูจ่ายให้” ฮอนรีบควักกระเป๋าเงินออกมาทันทีเมื่อเห็นคนตัวเล็กหยิบเงินจากกระเป๋าขึ้นมานับ



          กิไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้พ่อบ้านทำหน้าที่ไปแต่โดยดี



          “รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มมั้ยคะ” พนักงานสาวกะดึกเอ่ยถามเมื่อถึงกระบวนการสุดท้ายของการคิดเงิน



          “กินมั้ย” ฮอนหันมาถามคนตัวเล็ก



          “ไม่อะ”



          “เอาขนมจีบครับ” คำตอบของหนุ่มพ่อบ้านทำให้กิขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าเข้าใจผิดหรืออยากกินเองกันแน่ ถ้าเป็นข้อหลังแล้วมันจะถามเขาเพื่ออะไร




          หลังจ่ายเงินและรับของเสร็จ ฮอนก็ดันหลังคนตัวเล็กให้เดินออกมาจากเซเว่น “ไป เดี๋ยวกูเดินไปส่ง”



          “ไม่ต้องก็ได้”



          “เหอะน่า ให้กูได้อยู่กับมึงเพิ่มสักนาทีก็ยังดี”



          ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปเรื่อย ๆ สิ้นน้ำเสียงทุ้มก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก มีเพียงเสียงแมวข้างถนนกับเสียงรถที่วิ่งผ่านมาทำลายความเงียบเท่านั้น



          “ลืมสัญญารึยัง” เดินมาได้ครึ่งทาง อยู่ดี ๆ คนตัวสูงกว่าก็หันมาถาม



          “กูไปสัญญาอะไรกับมึงไว้”



          “ลืมเหรอ ให้เตือนความจำอีกทีมั้ย” ฮอนชะงักเท้า หยุดมองคนตัวเล็กกว่าก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปใกล้



          “ถอยไปเลยไอ้บ้านี่” กิถอยเท้าร่นลงมาเมื่อโดนคุกคาม



          “ก็มึงลืมอะ กูต้องทำอีกเพื่อเตือนความจำ”



          “ข้างถนนนะไอ้เหี้ย”



          “อ๋อ แสดงว่าเข้าห้องแล้วทำได้”



          “ไอ้เหี้ยฮอน”



          “โอ๊ย ล้อเล่นค่ะ” เขาร้องครวญเมื่อโดนกิตีเข้าที่แขน



          ...เขินแล้วรุนแรงตลอดเลยคนอะไร



          “เอ้านี่” จู่ ๆ คนตัวสูงก็ยื่นถุงใบเล็กส่งมาให้ กิรับมาแล้วเปิดดู ไอขนมจีบร้อน ๆ ลอยกรุ่นออกมาจากถุง



          “บอกว่าไม่ต้องซื้อไง เข้าใจไรผิดปะ”



          “เปล่า รู้ว่าไม่เอา แต่ไม่ค่อยได้ยินประโยคนี้จากพนักงานเซเว่นนานแล้วเลยช่วยอุดหนุนหน่อย”



          “สายเปย์จริงเนอะ”



          “แต่อยากเปย์คนแถวนี้มากกว่า เมื่อไหร่จะหายงอนก็ไม่รู้เนอะ เกือบอาทิตย์แล้วเนี่ย”



          กิไม่สนใจคำพูดลอย ๆ ของอีกคน เขาก้มหน้าหยิบถุงขนมจีบออกมาดู



          “จีบไรเนี่ย จีบกุ้งรึปู”



          “ไม่ใช่ทั้งสองอะ เพราะจีบหนูกิต่างหากค่ะ”



          สิ้นสุดประโยคของคนตัวสูง ร่างเล็กก็เร่งฝีเท้าเดินลิ่วไปพร้อมจิ้มขนมจีบเข้าปากกินเพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย



          เสียงทุ้มตะโกนไล่หลังตามมาติด ๆ “กิ! รีบเดินไปไหนเล่า รอด้วย!”




 


(100%) TBC.
ー #AdaywithWCM
ー หลังจากนี้อาจจะมาช้าหน่อยนะคะ จะพยายามมาทุกอาทิตย์ให้ได้เลยค่ะ ฮือ ขอบคุณทุกคนเลยค่า
 :pig4:  :กอด1:

ออฟไลน์ Kx0806

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
หนูกิอย่าไปยอมฮอนง่าย ๆ นะ เอาให้สาสมกับที่มันมาหยอกทีเล่นทีจริงกับหนู อย่าไปย๊อมมม

ออฟไลน์ CLShunny

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 276
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
น่ารักกกกกกกกกกกกกกกกดดด ชอบคำว่าหนูกิจากปากกกนางมากๆๆๆ

ออฟไลน์ mypink801

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
ฮอนสายเปย์สายดูแลสายพูดคำว่าหนูกิแล้วทำให้เขินนน   :impress2:
หนูกิน่ารักกก เขินรุนแรงงง

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3869
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-5
หนูกิงอนนานๆเลย หงอจนไม่รู้จะหงอยังไงแล้วค่ะ 555555555555555

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0
แหนะๆๆๆๆๆ หนูกิมีเขิน   :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ manami1155

  • ~I Still Love You~
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1761
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-1
เขินกะมุกขนมจีบ แอร๊ยยยยยยยย
เล่นตัวอีกนิดนะลูกหนูกิ
เอาให้นางฮอนต้องตามง้อหนักๆ

ออฟไลน์ Maybe_common

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ชอบมากๆๆๆๆๆเลยนะคะ รอตลอดเลยน้าาา สู้ๆนะคะจะรออ่านตอนต่อไปน้าาาาา  :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ memozy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 250
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
รอติดตามจ้า

ออฟไลน์ manami1155

  • ~I Still Love You~
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1761
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-1
คิดถึงหนูกิจังเลยค่ะ
นักเขียนหายไปหลายวันเลย TT

ออฟไลน์ Mayongchees

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0

ー 8th Match ♥
☁ 



“พี่ฮอน! แฮมบอกแล้วว่าให้ใส่น้ำปลายี่ห้อนี้แทน อีกยี่ห้อมันเค็ม”

หญิงสาวร่างเล็กบ่นเอ็ดพี่ชายของเธอที่กำลังยืนเก้กังอยู่หน้าเตาแก๊ส เธอขมวดคิ้วมุ่นหลังชิมน้ำแกงในหม้อที่พี่ชายเป็นคนปรุงแล้วพบว่ามันเค็มเกินกว่าจะเป็นอาหารได้

“มันไม่เหมือนกันเหรอ”

“ไม่เหมือนค่ะ อันนี้เค็มกว่า พี่ยิ่งมือหนัก เหยาะลงไปนิดเดียวก็เค็มแล้ว” เธอหยิบน้ำปลายี่ห้อที่พูดถึงขึ้นมาให้ดูชัด ๆ

“ทำไมเขาไม่ทำให้มันเค็มเท่ากันวะ” ฮอนบ่นพึมพำกับตัวเอง เขาไม่รู้ว่ามันต่างกันนี่นา นึกว่าแค่ตวงปริมาณตามที่น้องสาวบอกก็พอแล้ว ตอนนั้นหยิบจับอะไรได้ก็ใช้เลย ไม่ได้สนใจว่ายี่ห้อไหนนี่หว่า

“เดี๋ยวแฮมทำต่อเอง ออกไปรอข้างนอกเลยไป” หญิงสาวคว้าทัพพีจากมือพี่ชายก่อนจะเอ่ยปากไล่พร้อมใช้มือผลักหลังคุณพ่อครัวฝึกหัดให้ออกไปแต่โดยดี

คนเป็นพี่ชายขืนตัวไม่ยอมก้าวเท้าออกจากห้องตามแรงดัน “ให้พี่ยืนดูไม่ได้เหรอคะ หนูบอกจะสอนพี่นะ”

“แฮมเหนื่อยแล้วอะ ค่อยทำวันอื่นไม่ได้เหรอ”

“ไม่อาววววว ใกล้เปิดเทอมแล้วจะเอาเวลาไหนมาเรียนอีก ไม่ทันแล้วค่ะ”

“ก็กลับบ้านบ่อยๆ สิคะ มัวแต่ไปกวนพี่กิ ไม่กลัวพี่เขารำคาญรึยังไง” เธอเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าช่วงปิดเทอมพี่ชายก็ยังเทียวไปหาเพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะอยู่คนละคณะก็ตามที พอถึงช่วงบอลโลกยิ่งแล้วใหญ่เพราะพี่ชายตัวสูงไม่กลับบ้านเป็นเดือน หอบผ้าหอบผ่อน ลากกระเป๋าไปขออาศัยห้องคนอื่นอยู่แบบโนสนโนแคร์ใครทั้งนั้น

“โถ ระดับพี่อะแฮม” ไม่กลัวก็บ้าแล้ว… ชายหนุ่มได้แต่พูดประโยคหลังอยู่ในใจขณะมองน้องสาวเติมน้ำเปล่าลงในหม้อต้มจืดเพื่อลดความเค็ม

“ถ้าไม่ออกก็อย่ายืนเกะกะค่ะ ขยับออกมานี่ พี่ฮอนยืนบังชั้นวางของ แฮมหยิบไม่ได้”

“ค่ะคุณหญิงหทัยณัฐ ดิฉันจะถอยหลังเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

ฮอนหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าน้องสาวตนเองหันหน้ามาค้อนใส่เพราะดันไปพูดจากวนโอ๊ยเข้า

เขายื่นมือไปลูบหัวน้องสาวด้วยความรักใคร่ เด็กตัวน้อยวัยอนุบาลที่เคยติดพี่ชายยิ่งกว่าอะไรดี ตอนนี้เติบใหญ่เป็นหญิงสาวอยู่ในรั้วโรงเรียนมัธยมเสียแล้ว เมื่อก่อนเขาก้าวขาไปทางซ้ายก็มีเสียงพี่ฮอนคะ ก้าวไปขวาก็มีเสียงพี่ฮอนขาคอยเรียกเอาไว้ไม่ให้ห่างกาย วันไหนแอบออกไปเล่นกับเพื่อนข้างบ้าน ยัยตัวดีตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอพี่ชายนอนอยู่ข้างๆ เหมือนเคยก็ร้องไห้จ้า จนแม่ต้องไปตามให้เขากลับมาดูแลน้อง

เวลานั้นเขาเหมือนเป็นพี่ชายและพี่เลี้ยงเด็กในเวลาเดียวกัน ทั้งที่เราสองคนอายุห่างกันเพียงสี่ปีเท่านั้น น้องสาวตัวเล็กของเขาน่ารักกว่าใครๆ พูดจาเจื้อยแจ้วทั้งวี่ทั้งวันได้ไม่มีหยุด ชอบพูดคะขาอย่างนู้นอย่างนี้ เวลามาอ้อนขอให้พี่ชายซื้อขนมให้ก็มักจะเข้ามากอดมาหอมแล้วแทนตัวเองว่าหนูเกือบทุกครั้ง

เด็กชายหฤทย์ในเวลานั้น รักน้องมากเท่าจำนวนดวงดาวที่เคยนับบนท้องฟ้าจำลอง เพราะมันมากมายเสียจนน้องกับเขาช่วยกันนับไม่ไหว แม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นักหรอกว่าทำไมน้องสาวต้องชวนเขาเล่นบาร์บี้ ทั้งที่เขาอยากเล่นกันดั้มมากกว่า มีวันหนึ่ง เราทะเลาะกันเรื่องนี้จนน้องสาวตัวเล็กร้องไห้จ้า แม่เข้ามาปลอบจนน้ำตาของน้องแห้งเหือด หญิงแสนแกร่งคนนั้นไม่ดุไม่ว่าอะไรเขาเลยนอกจากตั้งคำถามให้เขาคิดได้ด้วยตัวเอง

‘ฮอนอยากมีน้องไม่ใช่เหรอครับ ทำไมเป็นพี่แล้วไม่ดูแลน้องเลย’

‘เปล่านะ ฮอนรักน้อง’

‘รักน้องก็ต้องดูแลน้องด้วยนะ เข้าใจมั้ยครับ’

หลังจากนั้นเขาก็มั่นใจว่าตัวเองกลายเป็นพี่ชายที่ดูแลน้องสาวได้ดีที่หนึ่งไม่แพ้ใคร เพราะถือคติว่า ‘เป็นพี่ต้องดูแลน้อง’ ตั้งแต่ประถมยันปัจจุบัน แต่ไม่รู้ว่าตามใจจนเคยตัวไปแล้วรึเปล่า โตมาเลยแสบขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสียอย่างนี้

“พี่ฮอน”

“พี่ฮอน!”

“พี่ฮอนนนนนนน” เจ้าของชื่อสะดุ้งตัวโหยงเมื่อน้องสาวยื่นหน้าเข้ามาตะโกนข้างใบหูเสียงดัง

“โอ๊ย หูจะแตก มาตะโกนใส่พี่ทำไม”

“แฮมเรียกตั้งหลายรอบแล้ว เหม่ออยู่นั่นแหละ”

“ฮะ ไม่ได้ยินอะ” เพราะมัวแต่เหม่อคิดถึงน้องสาวแสนน่ารักคนนั้น ทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงเรียกข้างหูจากน้องสาวตัวแสบคนนี้

หญิงสาวถอนหายใจ “ไปตักข้าวรอหน่อย กับข้าวจะเสร็จแล้ว”

ฮอนชะโงกหน้าดูหม้อที่กำลังเดือดปุด ก่อนจะชี้มือลงไปที่ฟักสีเขียว

“ดูยังไงว่าไอ้นี่มันสุกอะ”

“นี่ไง ถ้ามันนิ่มก็แสดงว่าสุกแล้ว ถ้าชอบฟักเปื่อยๆ แบบเคี้ยวง่ายหน่อย ก็ต้มอีกให้มันสุกกว่าเดิม โอเค้?”

ชายหนุ่มผงกหัวตอบรับ ก่อนจะเดินไปตักข้าวใส่จานตามที่คุณแม่ครัวบอก

เมนูอาหารเย็นวันนี้ประกอบไปด้วยปลาทูทอดเกรียมที่ใกล้จะไหม้ ฝีมือของพ่อบ้านมือใหม่ ต้มฟักใส่ไก่ที่ชายหนุ่มถือว่าเป็นฝีมือของเขากึ่งหนึ่ง เพราะเป็นคนเทน่องไก่กับฟักเขียวลงไปในหม้อเอง และสุดท้ายก็คือน้ำพริกกะปิฝีมือคุณแม่ครัวคนเก่งของบ้าน

ฮอนถ่ายรูปอาหารมื้อเย็นวันนี้ส่งให้เด็กขยันที่ป่านนี้คงนั่งหิวอยู่คอนโดคนเดียว ไม่รู้ว่าป่านนี้คุณหนูคนนั้นจะกินข้าวรึยัง ยิ่งตัวเล็ก ๆ แถมยังขี้เกียจทำอาหารเองอยู่ด้วย

เสียงหัวเราะคิกคักของคนตรงข้ามทำให้เขาชะงัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งสายตามองน้องสาวตัวดีที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ตรงหน้า

“ทำไมอยู่ดีๆ นึกครึ้มอยากทำอาหารอะ” แฮมผู้เป็นน้องสาวเอ่ยถามหลังวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

“ก็ไม่มีอะไร อยากทำให้เป็นไว้บ้างเฉยๆ”

“ปกติก็ซื้อกินตลอดหนิ ไม่เคยเห็นว่าอยากทำกินเองอะ”

“เริ่มอยากทำให้เป็นบ้างแล้วไง เวลาดูแลคนป่วยจะได้ทำอาหารให้เขากินได้”

หญิงสาวหรี่ตามองพี่ชายที่กำลังแทะน่องไก่อยู่ตรงหน้า “ถามจริง คนป่วยรึแฟน”

“อดีตคนป่วย อนาคตแฟน” ฮอนยักคิ้วหลิ่วตาตอบ

“จริง! ใครอะ? เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งบอกนะ แฮมขอเดาก่อน” หญิงสาวกุมขมับ ขมวดคิ้วทำท่าทางครุ่นคิด

“พี่ผึ้งใช่ปะ ที่แท็กหาพี่ในเฟซบุ๊กบ่อยๆ อะ” ฮอนส่ายหัว

“พี่เพชรที่พี่ฮอนบอกว่าไปดูแลตอนงานดาวเดือน!” หญิงสาวปรบมือดังลั่น มั่นใจว่าต้องใช่คนนี้แน่ๆ เพราะจำได้ว่าพี่ชายตัวเองเคยพาน้องคณะคนหนึ่งไปโรงพยาบาล แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาก็ยังคงเป็นการส่ายหัวปฏิเสธว่าไม่ใช่อีกตามเคย

“ใครอะ แฮมไม่รู้เรื่องสาวในมหา’ลัยเท่าไหร่นะ ใบ้หน่อย” คนเป็นพี่ยักไหล่พร้อมส่ายหัวไปมา

“ใบ้หนูหน่อยนะคะ น้าาาาา” แฮมกะพริบตาปริบ ๆ พยายามใช้ลูกอ้อนเดิมตอนเป็นเด็กที่เคยอ้อนขอขนมพี่ชาย แล้วมักจะได้ผลเสมอ

“แถวๆ นี้แหละค่ะ”

“แถวนี้? พี่บีข้างบ้านเราเนี่ยเหรอ ไม่ได้นะพี่ฮอน! เขามีแฟนแล้ว!” ฮอนอดขำให้กับความมโนของน้องสาวตัวเองไม่ได้จึงเผลอหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะไอแคกๆ ออกมาเพราะสำลักข้าว

“พอๆ ก่อนหนูจะคิดไปไกลมากกว่านี้” ชายหนุ่มรีบเบรกความคิดของน้องสาวตัวเองก่อนจะเลยเถิด

“ก็บอกสักทีสิคะ”

“ไม่บอกหรอก ปล่อยให้สงสัยอย่างนี้แหละ” ฮอนตักข้าวเข้าปากคำสุดท้าย ก่อนจะรวบช้อนส้อมทำทีลุกออกจากโต๊ะอาหารเพื่อตัดบท

“แฮมโกรธนะ”

“โกรธเลยค่ะ ไม่ง้อหรอก”

“ได้! งั้นก็ขอให้คนคนนั้นโกรธพี่แล้วก็ขอให้ง้อไม่สำเร็จด้วย!” ชายหนุ่มหน้าเหวอ เอี้ยวตัวหันมามองน้องสาวที่อยู่ดีๆ ก็แช่งเขาเฉยเลย

“แฮมถอนคำพูดค่ะ” หากเป็นเวลาปกติแล้วเขาคงไม่สนใจกับคำพูดไร้สาระแนวนี้หรอก แต่พอมีประเด็นเรื่องง้อๆ โกรธๆ เข้ามาหน่อย ช่วงนี้เลยรู้สึกอ่อนไหวเสียเลยเกิน

“ไม่ถอนๆๆ จนกว่าจะบอก”

“ยังบอกไม่ได้จริงๆ รอเป็นแฟนกันก่อนได้มั้ยคะ เดี๋ยวพี่จะบอกหนูคนแรกเลย”

“พูดแล้วนะ”

“พี่เคยโกหกเหรอ”

“นี่ถามจริงรึล้อเล่น ให้สาธยายคำโกหกของพี่อาทิตย์นึงก็ไม่จบหรอก”

“โห เยอะขนาดนั้นเลย”

“ก็คิดทบทวนตัวเองดูแล้วกันค่ะ” ฮอนเอื้อมมือไปยีผมน้องสาวจนยุ่ง

“ทำไมโตแล้วร้ายขึ้นอย่างนี้ ไหนน้องสาวตัวเล็กน่ารัก คอยมาอ้อนพี่ฮอนคะพี่ฮอนขา หนูอย่างนู้นอย่างนี้ ไหนคะ หายไปไหนแล้ว”

“แฮมโตแล้ว ไม่ทำแบบนั้นแล้ว โอ๊ย! หัวยุ่งอะ พอเลย” หญิงสาวปัดมือพี่ชายออกจากหัว ก่อนจะมุ่ยหน้ามองพี่ชายกำลังยิ้มร่า

“พี่เลยติดพูดคะขากับคำว่าหนูไปด้วยเลย คนอื่นมองพี่กะล่อนไปหมดแล้วมั้งเนี่ย”

“ก็ฟังดูกะล่อนจริงๆ อะ เพื่อนแฮมก็บอกชอบพี่ฮอนเพราะพูดคะค่ะนี่แหละ พวกนางบอกอยากมีพี่ชายแบบนี้ ฟังแล้วเขินจั๊กจี้หัวใจ อะไรก็ไม่รู้ บรึ๋ย” แฮมสั่นตัวทำท่าขนลุกซู่ ไม่รู้ว่าพวกเพื่อนของเธอเขินตรงไหน น่าขนลุกจะตายชัก

“จริงดิ” ชายหนุ่มหัวเราะ มิน่าล่ะ เวลาไปรับน้องหลังเลิกเรียนพิเศษทีไร น้องๆ ในกลุ่มของแฮมถึงดูขัดเขินเขาไปหมด

“เอาเถอะ สัญญาแล้วนะว่าจะบอกแฮมคนแรก”

“สัญญาค่ะ”

“ถอนคำพูดก็ได้ แต่ถ้าพี่ฮอนโกหกอีกขอให้คำแช่งเป็นจริง เพี้ยง!” หญิงสาวพนมมือทำปากงุบงิบก่อนจะพ่นลมออกมาให้เห็นว่าจริงจังกับคำพูดแค่ไหน

“เอ้อ ถามพี่กิให้หน่อยสิคะ ว่าช่วงนี้รับงานสอนอยู่รึเปล่า แฮมอยากเรียนคณิตฯ คุณครูพี่กิสอนรู้เรื่องสุดแล้วอะ”

“โหย มันไม่ว่างหรอก ทั้งทำงานทั้งสอบก็จะไม่มีเวลาแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวปฏิเสธแทนคนที่ถูกพูดถึงทันที

“รู้ได้ไงอะ”

“ก็อยู่กับมันมาเดือนกว่า กิมันได้พักก็ตอนพี่บังคับให้มาดูบอลเป็นเพื่อนเนี่ยแหละค่ะ”

“แฮมหมายถึงรู้ได้ยังไงทั้งที่ยังไม่ได้ถาม ทักไปถามให้ก่อนเลย ไม่งั้นก็เอาไลน์พี่กิมา เดี๋ยวแฮมถามเอง”

ฮอนรีบกล่าวปฏิเสธ “งั้นเดี๋ยวพี่ถามให้ รอก่อนนะ”

หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก มองพี่ชายลุกออกจากโต๊ะอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันได้เอ่ยปากทักอะไร พี่ชายตัวสูงก็เดินถือโทรศัพท์ขึ้นไปบนห้องนอนเรียบร้อยเสียแล้ว ทั้งที่บอกว่าวันนี้จะเป็นคนล้างจานให้เอง

เนี่ย ไหนบอกว่าไม่โกหกกันเล่า!

 

----------

 

หลังจากอาบน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เขาก็ล้มตัวนอนลงบนเตียงนุ่ม ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กโซเชี่ยลไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะเข้าอินสตาแกรมแล้วเห็นคลิปวิดีโอที่ตัวเองกำลังแทะน่องไก่ท่าทางเอร็ดอร่อย จากสตอรี่ยัยน้องสาวตัวดีที่แอบถ่ายแบบไม่บอกไม่กล่าว เสียงหัวเราะคิกคักตอนนั้นคงเป็นเพราะสิ่งนี้สินะ ฮอนรีบทักข้อความไปหายัยตัวดีให้ลบทันที โคตรน่าเกลียดอะ บอกตรงๆ ว่ารับตัวเองไม่ได้!

ตบตีกับน้องสาวตัวเองในแชทอยู่สักพัก แจ้งเตือนใหม่ในไลน์ก็เด้งขึ้นมาเป็นชื่อของคนที่เขาส่งรูปอาหารให้เมื่อชั่วโมงก่อน รีบกดเข้าไปดูเพราะหวังจะได้เห็นข้อความแบบ หิวจัง กลับมาทำกับข้าวให้หน่อย แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นมีแค่สติ๊กเกอร์หมีหน้าเซ่อที่เจ้าตัวชอบใช้ตอบกลับมาเพียงเท่านั้น
 


Honne. กินข้าวรึยัง?

 

ไม่เป็นไร ถึงจะมีแค่สติ๊กเกอร์เขาก็ชวนคุยต่อเองได้

 

G I . กินแล้ว

Honne. มาม่า?

G I . สั่งหมูกรอบมากิน

Honne. ดีแล้ว ยาล่ะ?

G I . หมดแผงไปแล้ว

Honne. เก่งมากค่ะ แล้วหายรึยัง

G I . หายแล้วดิ

Honne. คอลหาได้มั้ย อยากได้ยินเสียง

G I . ไม่อะ จะอ่านหนังสือแล้ว

 

ฮอนขมวดคิ้วเล็กน้อย เกือบลืมไปเลยว่าหนูกิของเขาสอบวิชาสุดท้ายในวันพรุ่งนี้แล้ว

หลังจากวันที่ทำตัวเป็นโรคจิตเดินตามคุณหนูไปเซเว่นในวันนั้น เขาก็คิดได้ว่าควรรีบทำอะไรสักอย่างเสียที ดีกว่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่าประโยชน์ เหมือนที่เคยทำในหลายวันก่อน ไม่กี่วันมานี้ก็เลยใช้เวลาที่เคยนั่งโง่บนรถเพื่อมองระเบียงห้องคนอื่น มานั่งคิดแผนกระทำการใหญ่แทน

เริ่มฉลาดขึ้นมาว่าควรวางแผนเอาไว้ก็เพราะวันนั้นแอบหวังว่าจะได้ขึ้นไปบนห้องหนูกิเหมือนเคย แต่ก็ต้องคอตกกลับบ้านแทน เมื่อโดนคุณหนูไล่ตะเพิดตั้งแต่เล่นมุกขนมจีบต๊องๆ นั่นออกไป นึกย้อนแล้วก็ได้แต่แอบเสียดายเล็กๆ น่าจะกลั้นใจไม่พูดแหย่ให้มีคนเขินอาย ไม่อย่างนั้นอาจได้เนียนขึ้นห้องไปนั่งจิบน้ำสะอึกบ้างแล้ว

แต่ถ้าคิดว่าเรื่องแค่นั้นจะทำให้เขาถอดใจได้แล้วล่ะก็ บอกเลยว่าคุณ-คิด-ผิด-ค่ะ! เขาว่ากันว่าน้ำหยดลงหินทุกวันมันยังกร่อน แข็งๆ แบบหินยังกร่อนได้ นับประสาอะไรกับหนูกิตัวนุ่มๆ ของเขากันล่ะ โดนมุกโจมตีเข้าไปทุกวันเดี๋ยวใจก็ย้วยยิ่งกว่าหมูนุ่มในหม้อชาบูเองนั่นแหละ!

โห คิดได้ไงวะ พูดถึงแล้วอยากกินชาบูเลย ใจนายมันได้จริงๆ ว่ะไอ้เหี้ยฮอนเอ๊ย

 

Honne. สอบเสร็จกี่โมง

G I . น่าจะเที่ยง

Honne. โอเคค่ะ คิดถึงมาก ๆ เลยนะ

G I . อืม

 

ครั้งนี้เจ้าคุณหนูคนนั้นอ่านความคิดถึงของเขาแล้วตอบด้วยแฮะ ถึงแม้จะเป็นคำตอบรับสั้นๆ แบบขอไปทีก็เถอะ น้ำตาจะไหลแล้ว ขอแคปเก็บไว้หน่อยเถอะ

นอนปลาบปลื้มปีติอยู่ในใจได้สักพักก็เด้งตัวขึ้นฮึดสู้ เดินไปหยิบกีตาร์กับกระดาษจดคอร์ดที่แกะเอาไว้มาฝึกอีกสักรอบก่อนได้เล่นจริง ดีดอยู่ไม่กี่รอบก็วาง ก่อนจะลุกไปหาชุดหล่อๆ ไว้ใส่สักชุด จดโน้ตเตือนป้องกันตัวเองลืมว่าพรุ่งนี้ต้องไปซื้อดอกไม้ก่อนไปรับคนตัวเล็กที่มหา’ลัยด้วย พอแผนง้อสำเร็จก็จะพาหนูกิไปกินชาบูให้หายอยาก แล้วค่อยเข้าไปส่งที่ห้อง โชคดีหน่อยก็อาจจะฟลุคได้ส่งถึงเตียงด้วยซ้ำ โห... แค่คิดก็แฮปปี้มากขนาดนี้ อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้ใจจะขาดแล้ว T_T

ก่อนนอนเขาลังเลว่าตัวเองควรสวดมนต์ เพื่อขอพรให้พรุ่งนี้แผนการที่วางเอาไว้นั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีสมตามปรารถนารึเปล่า แต่เพราะความขี้เกียจผสมกับเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน จึงล้มหัวลงหมอนเมื่อหน้าปัดนาฬิกาชี้ไปที่เลขหนึ่งทันที

ถ้าชายหนุ่มรู้อนาคตว่าพรุ่งนี้เขาจะเจอกับอะไรบ้าง คงอยากย้อนเวลามาคืนนี้ ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเพื่อขอพรให้ความปรารถนาสำเร็จ แม้บางทีจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยก็ตาม แต่มันคงดีกว่าที่จะไม่ต้องมานั่งเสียดายว่า ‘เมื่อคืนกูน่าจะสวดมนต์สักหน่อยว่ะ’ แบบนี้…

 

มีต่อด้านล่างค่ะ


ออฟไลน์ Mayongchees

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
----------

               

ลางซวยมาเยือนแต่เช้าทันทีที่ตื่นนอน กิบอกว่าสอบเสร็จเที่ยง เขาก็ตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่เจ็ดโมงเสียดิบดี แต่ไหงตื่นขึ้นมาเลขเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ดันเป็นเลขสิบเสียได้ ชายหนุ่มรีบลุกจากเตียงขึ้นไปอาบน้ำอย่างรวดเร็วชนิดที่ไวยิ่งกว่าวิ่งผ่านน้ำเสียอีก

ตัวเหม็นได้ แต่แผนจะล่มไม่ได้เด็ดขาด!

โยนของที่เตรียมไว้ใส่รถก่อนจะเหยียบคันเร่งออกจากบ้านเสียมิดเท้าเหมือนเป็นดอมินิก ทอเร็ตโต้ ใน The Fast 9 แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับการจราจรในเมืองหลวงเหมือนเคย หยุดรอไฟแดง 200 วิฯ แต่สัญญาณไฟเขียวให้ไปมีแค่ 20 วิฯ ใจเขานี่อยากทิ้งรถแล้วออกวิ่งไปตามข้างถนนแทน แต่ติดที่ทำไม่ได้เนี่ยแหละไม่งั้นก็ออกวิ่งแบบพี่ตูนแล้ว ปั๊ดโธ่!

แม้ว่าจะตื่นสายจนทำให้มาถึงมหา’ลัยช้ากว่าที่คาดไว้ แต่เขาก็ไม่ลืมแวะซื้อดอกไม้ที่ต้องใช้ในแผนการ ช่อดอกกุหลาบสีแดงถูกโยนไปเบาะหลังเพราะเจ้าของใจจดจ่ออยู่กับเวลามากกว่า

ทันทีที่ล้อรถจอดสนิทที่หน้าตึกขณะ เขาก็รีบร้อนลงจากรถอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มชะเง้อคอมองเหล่านักศึกษาที่ทยอยเดินออกมาจากตึก คนแล้วคนเล่าก็ยังไม่เห็นคุณหนูที่มาดักรอสักที  เขาก้มลงมองหน้าจอบนโทรศัพท์ที่บ่งบอกเวลาบ่ายโมงกับอีกยี่สิบนาทีเข้าไปแล้ว จากที่คิดว่าจะมาจ๊ะเอ๋เพื่อเซอไพรส์คนตัวเล็ก แต่ตอนนี้ดันรู้สึกเหมือนโดนเซอไพรส์เองเสียนี่ จะคิดว่าอีกคนยังสอบไม่เสร็จก็คงไม่ใช่ เพราะสอบช่วงเช้าไม่มีทางที่จะเลยมาถึงบ่ายโมงกว่าได้หรอก กลัวแต่ว่าคนคนนั้นจะกลับไปแล้วแค่นั้นแหละ

หลังจากลังเลอยู่นาน เขาก็เลื่อนมือกดโทรหาคนที่หายตัวไปทันทีที่ตัดสินใจได้ ฟังเสียงรอสายดังอยู่ไม่กี่ครั้ง น้ำเสียงทุ้มที่ไม่ได้ยินมาหลายวันก็ดังขึ้น

(ฮัลโหล)

“กิ สอบเสร็จยัง”

(เสร็จตั้งแต่​ชั่วโมงก่อนแล้ว ทำไมอะ)

“เวร กลับห้องไปแล้วเหรอ” ฮอนสบถ ถ้าเขาไม่ตื่นสายก็อาจจะมาทันก่อนเที่ยงอยู่หรอก

(เปล่า มากินข้าวแถวสยาม)

“ไปกับใคร”

(เพื่อน)

“ใครล่ะคะ” ฮอนเริ่มขมวดคิ้ว เมื่อรู้สึกตงิดๆ อยู่ในใจ

(เพื่อนในคลาส หลายคน)

“จะบอกดีๆ รึให้กูตามไปดูเอง เลือกเร็ว”

(มึงไม่รู้จักหรอก)

“ไล่มา เผื่อกูรู้จัก”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มไล่ชื่อเพื่อนออกมา ชายหนุ่มฟังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสะดุดกับชื่อคนที่เขาไม่ชอบหน้ามาตั้งแต่แรกเห็น

“เล็กไหน เล็กที่เคยมาส่งมึงเหรอ”

(...ไม่ใช่) ปลายสายเอ่ยตอบเสียงแผ่ว

“มึงอยู่ร้านไหน” หลังจากได้ยินคำปฏิเสธไม่หนักแน่นนั้น เขาก็ปลดล็อกประตูรถแล้วรีบก้าวขาขึ้นนั่งทันที

(บอกแล้วมึงจะมาเหรอ)

“ใช่”

(งั้นกูไม่บอก)

“กิ” ฮอนกดเสียงต่ำ

(ก็บอกชื่อไปแล้วไง มึงจะมาทำไม)

“จะไปรับ”

(ไม่ต้อง เดี๋ยวกูกลับเอง)

“กิ อย่าดื้อ”

(ดื้ออะไรล่ะ กูออกมากินข้าวกับเพื่อน เดี๋ยวให้เพื่อนไปส่งก็ได้)

“ใครล่ะ คงจะไม่ใช่ไอ้หน้าเดิมหรอกนะ”

ปลายสายพ่นลมหายใจอย่างระอา (ใครจะไปส่งกูก็ได้ โอเคนะ)

“ไม่โอเค จะบอกรึให้กูหาเอง ถ้ากูเจอมึงโดนลงโทษนะกิ”

(เออหาให้เจอเหอะ แค่นี้นะ)

“เลือกแล้วนะ”

สายตัดฉับไปแล้วก่อนหน้าที่กิจะได้ยินคำพูดสุดท้ายจากคนหน้าบึ้งตึง ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งออกจากมหา’ลัยมุ่งหน้าไปที่ร้านอาหารทันที หลังจากโทรไปเค้นถามเพื่อนรักอย่างคุณเต็งหนึ่งจนได้รับคำตอบว่ากิอยู่ที่ร้านใด

               
…เจอเซอไพรส์เองจริงๆ ด้วย ไอ้ฉิบหายเอ๊ย ทำไมเมื่อคืนไม่ไหว้พระก่อนนอน!

 

----------

               

กว่าเขาจะฝ่าด่านไฟแดงทั้งหลายแหล่มาถึงร้านแถวสยามที่สืบมาได้ ก็ใช้เวลาในการเดินทางไปชั่วโมงกว่า พอหาช่องว่างจอดรถได้เขาก็รีบร้อนเดินเข้าร้านหาเด็กดื้อทันที กวาดสายตามองทั่วร้านอยู่ครู่เดียวก็เห็นคนที่กำลังตามหากำลังหัวเราะต่อกระซิกกับไอ้เล็กหน้าตี๋นั่นบริเวณกลางร้าน

ฮอนเดินตรงปรี่ไปทางโต๊ะที่จ้องมองอยู่ เขาผลีผลามคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กของคุณหนูตัวดื้อพร้อมออกแรงดึงทันที กิยื้อหยุดกับเขาอยู่พักหนึ่ง สายตานับสิบคู่จ้องมองมาบริเวณหัวโต๊ะทันทีที่เห็นคนแปลกหน้าเข้ามาทำตัวประหลาดแบบนี้

กิแหงนหน้ามองเขาด้วยแววตาตกใจระคนสงสัย พยายามบิดข้อมือตัวเองออก ก่อนจะดึงตัวเขานั่งลงบนเก้าอี้ไม่ให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจไปมากกว่านี้ คนตัวเล็กกว่าหันไปยิ้มเจื่อนให้กับเพื่อนๆ ก่อนจะหันมาแยกเขี้ยวขู่ฟ่อๆ ใส่เขา เห็นดังนั้นแล้วก็ดึงสติตัวเองกลับมาได้ สงสัยเมื่อครู่นี้จะลืมตัวไปหน่อย ความหวงกำเริบจนเผลอทำอะไรบ้าๆ ลงไป ไม่แคร์สายตาคนที่นั่งอยู่เต็มร้านสักนิด

เพื่อนร่วมโต๊ะยังคงส่งแววตาสงสัยมาให้กิตลอดเวลา เหมือนกดดันให้เขาอธิบายทุกอย่างว่าคนตรงหน้านี้เป็นใคร อยู่ดีๆ ถึงเดินมาหาเรื่องถึงโต๊ะแบบนี้ จวบจนกระทั่งมีเสียงหัวเราะฝืดๆ ของคนที่นั่งตรงข้ามกิดังออกมาเรียกความสนใจไปแทน

“ฮ่ะๆ ชวนเพื่อนมากินด้วยไม่บอกล่ะกิ เราก็ตกใจหมด” เล็กพยายามแก้สถานการณ์ตรงหน้า เพราะทั้งตัวต้นเรื่องและเพื่อนตัวเล็กไม่มีใครยอมพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

กิพยายามส่งสายตาถามคนที่จู่ๆ ก็เดินปราดเข้ามาจับเขาดึงขึ้น แต่กลับไม่ได้อะไรตอบกลับมาทั้งสิ้น จึงเลิกสนใจ หันมาหยิบช้อนตักอาหารพร้อมพูดคุยกับเพื่อนคนอื่นเหมือนเดิม

แรงกระตุกเบาๆ บริเวณชายเสื้อทำให้ร่างโปร่งต้องหันหน้าไปมอง เห็นลูกหมากำลังทำหน้าหงอยพร้อมส่งสายตาอ้อนวอนเหมือนอยากได้กระดูกไปแทะเล่น เขาเลยสงเคราะห์ช่วยตักสเต๊กซี่โครงไปให้ ลูกหมาทำตาลุกวาวพร้อมกระดิกหางดิ๊กๆ เมื่อเห็นว่าได้รับความสนใจจากเจ้าของสักที

“...กิ”

เขาส่ายหัวปรามลูกหมาตัวโตเป็นคำสั่งว่าห้ามเห่าอะไรออกมาทั้งนั้น

“กินเข้าไป”

ลูกหมาตัวโตนั่งจ๋อยอยู่บริเวณริมหัวโต๊ะ นั่งเขี่ยสลัดผักที่เจ้าของใจดีตักให้ไปมา จนกระทั่งมีเสียงใสจากเพื่อนร่วมโต๊ะดังขึ้น

“เพื่อนเหรอกิ”

“อือ” กิหันไปส่งยิ้มให้เพื่อนผู้หญิงผมยาวคนหนึ่ง ก่อนจะหันมาพยักพเยิดให้เขาแนะนำตัว

“อ่า ชื่อฮอนครับ ปีเดียวกันกับกิแต่คนละคณะครับ”

“งั้นก็เพื่อนกันหมดนี่แหละ ไม่ต้องสุภาพมากก็ได้นะ” ฮอนหันไปมองหญิงสาวที่ชวนคุยก่อนจะยิ้มรับ

บรรยากาศในโต๊ะเริ่มกลับมาเป็นปกติเมื่อมีเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังขึ้นมาเหมือนเดิม ฮอนหันไปมองคนตัวเล็กที่ยิ้มและหัวเราะกับเพื่อนอย่างมีความสุข เขาดีใจที่อย่างน้อยกิก็ยังสดใสร่าเริงเหมือนเดิม แต่ที่ไม่ชอบหน่อยก็คงจะเป็นไอ้เล็กที่หันมาหัวเราะกับหนูกิของเขาอย่างโจ่งแจ้ง แบบไม่กลัวสายตาคมดั่งมีดของเขาคอยทิ่มแทงอยู่นี่แหละ

ลูกหมาโตแต่ตัวอย่างเขาจะทำอะไรได้ นอกจากก่อกวนเจ้าของเพื่อเรียกร้องความสนใจดังเดิม แต่การใช้มือกระตุกเสื้อเริ่มจะไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้วเพราะว่าเขาโดนเมิน ไม่มีแม้แต่การชายตามองอะไรทั้งนั้น คนตัวเล็กไม่หันมาสนใจหมาตัวนี้ตามแรงกระตุกเลยสักนิด จนกระทั่งเขาเห็นไอ้เล็กมันมองหนูกิของเขาเกินสิบวินาทีนั่นแหละ เลยทนไม่ไหว ตัดสินใจกระชากต้นแขนให้กิหันมาหาตัวเองแทน ไหนๆ ละ ทำให้มันเลิกมองไม่ได้ก็ทำให้มันไม่ได้มองอีกเลยแล้วกัน

กิหันตัวไปตามแรงกระชากที่แขน มองลูกหมาตัวโตพูดคำว่า ‘กลับ’ แบบไม่มีเสียงออกมาพร้อมแววตาอ้อนวอน ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่ชอบใจแต่ก็ยอมหันไปบอกลาเพื่อนคนอื่นแต่โดยดีเพราะรำคาญลูกหมาตัวนี้เต็มทน

กิผงกหัวเป็นการขอบคุณและขอโทษเพื่อนร่วมคลาส ก่อนจะโบกมือลาแล้วก้าวขาขึ้นรถคนที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์อีกแล้ว คงเพราะก่อนออกจากร้านเมื่อสักครู่นี้ เล็กเข้ามาขอคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวอยู่พักหนึ่ง จนทำให้ลูกหมาขี้หวงอาการกำเริบขึ้นมาเสียได้

รถเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ บนถนนเพราะการจราจรติดขัด ไม่มีใครพูดอะไรออกมาตั้งแต่ล้อรถเริ่มขยับ คนตัวเล็กเอื้อมมือไปเปิดเพลงเพื่อคลายความอึดอัด แต่ทันทีที่มีเสียงเพลงดังขึ้นเจ้าของรถก็กดปุ่มปิดทันที

“อะไรเนี่ย” เขาหันไปมองอย่างฉุนเฉียว จะฟังเพลงก็ทำไม่ได้รึยังไง

“มากับมันทำไม” เหมือนได้ยินเสียงลูกหมาร้องขู่อยู่ข้างๆ ใบหู เพราะมันกำลังทำหน้าบึ้งตึงพร้อมแยกเขี้ยวอยู่ตอนนี้

กิจงใจถอนหายใจเสียงดังให้อีกฝ่ายได้ยิน “ก็บอกแล้วว่าเล็กเลี้ยงเฉยๆ”

“เลี้ยงทำไม ทำไมต้องเลี้ยง ปฏิเสธมันไปก็ได้ปะ”

“สงบสติตัวเองให้มีเหตุผลมากกว่านี้ก่อนนะค่อยมาคุยกันอะ” เขาเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ได้ยินเสียงอีกคนค่อยๆ ผ่อนลมหายใจตัวเองเพื่อระงับอารมณ์ให้เย็นลง เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา

“โอเค… เย็นละ”

กิยอมหันหน้ากลับไปคุยด้วยเหมือนเดิมเมื่อเห็นว่าอีกคนดูตั้งสติได้แล้ว

“เขาเลี้ยงอำลาเฉยๆ เหมือนฉลองปิดเทอมอะไรเงี้ย”

“เหรอ”

“เออ”

“ไม่รู้เหรอว่ามันจีบ ทำไมไปยุ่งกับมันอยู่ได้”

“รู้ แต่จะให้ทำยังไง ในเมื่อก็ต้องทำงานด้วยกันอยู่ดีปะ”

“กูไม่ชอบ”

“จบแล้วไง สอบเสร็จก็ไม่ได้เจอกันอีกแล้ว มึงอย่าโมโหเกินเบอร์ขนาดนี้ได้มั้ย”

“กูหวง ชัดมั้ย”

กิหันมามองเพื่อนสนิทที่พูดคำว่าหวงออกมาเต็มปาก ก่อนจะกำมือขึ้นทุบแขนอีกคนไปเต็มแรงจนอีกฝ่ายร้องโอดโอย อยากตะโกนใส่หน้าว่าเพื่อนเขาไม่ทำตัวแบบนี้ แต่ก็ทำได้แค่เงียบพร้อมมองตาขวางใส่เพราะกลัวจะเข้าตัวเองมากกว่าที่เป็นฝ่ายไม่ยอมตกลงเสียที

“เป็นแฟนกันสักทีเถอะ กูอยากชัดเจนมากกว่านี้แล้วนะ” อยู่ดีๆ เสียงทุ้มก็เอ่ยโพล่งออกมาทั้งที่ตายังคงมองถนนข้างหน้า

ฮอนเคลื่อนมือจากเกียร์รถไปกอบกุมมือขวาของคนข้างๆ  รับรู้ได้ว่ามีคนเริ่มประหม่าเพราะเหลือบเห็นนิ้วมือข้างซ้ายกำลังสั่นระริก

“อะไรที่มึงบอกว่ากูไม่ชัดเจน กูจะได้ทำให้มันชัดเจนสักทีไง” เขาหันหน้าไปมองคนตัวเล็กกว่าทันทีที่รถหยุดนิ่งเพราะติดไฟแดงอีกครั้ง

“จะทำให้ชัดเจนจนคนทั้งโลกอิจฉามึงเลย” ชายหนุ่มยกมือที่กำลังกุมอยู่ขึ้นมาใกล้ ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปเบาๆ ขณะเดียวกันก็ยังคงประสานสายตากับจอมปากแข็งอยู่อย่างนั้น

ฮอนจ้องมองแววตาไหวระริกของอีกฝ่ายเพื่อให้เห็นว่าครั้้งนี้เขาจริงจังมากแค่ไหน กิอ้ำอึ้งคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ยังคงลังเล ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีกจนกระทั่งเสียงแตรรถจากคันข้างหลังดังเรียกสติ เมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวแล้ว

ทั้งสองคนสะดุ้งเฮือก ปล่อยมือหลุดออกจากกันอัตโนมัติ ฮอนรีบหันมาเข้าเกียร์เพื่อเคลื่อนรถก่อนจะโดนคันข้างหลังด่าพ่อไปมากกว่านี้

ยังไม่ทันได้ยินอะไรออกจากปากคนข้างๆ  ไฟแดง 200 วินาทีก็หมดลงเสียอย่างนั้น เขาไม่เคยเกลียดไฟแดงที่นับถอยหลังเร็วแบบนี้มาก่อน เพราะปกติจะด่าที่มันเดินช้าเกินไปต่างหาก ครั้งนี้คงจะเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ด่าไฟแดงด้วยเหตุผลเดิมอีกแล้ว

เพราะมัวแต่มองทางจนเผลอปล่อยให้ใครบางคนได้ทีเนียนเปลี่ยนเรื่อง กิเหลือบไปเห็นช่อดอกกุหลาบสีแดงวางอยู่บนเบาะหลังแล้วเกิดความสงสัยจึงเอ่ยทัก

“กุหลาบข้างหลังนั่นของใครอะ”

“…แฮมมันฝากซื้อเอาไปทำไรไม่รู้” เขาชะงัก ก่อนจะตอบตะกุกตะกัก​เพราะดันลืมว่ามีแผนการที่วางไว้ อยากเอาหัวโขกพวงมาลัยรถสักที พูดประโยคขอเป็นแฟนนั่นออกไปแล้วด้วย ทั้งที่ต้องการให้มันดูดีกว่านี้ตอนมีพร็อพ​ที่เตรียมไว้ประกอบแท้ๆ

“เหม็นอะ มีแต่กลิ่นยา” นอกจากจะพูดออกไปทั้งที่ไม่มีพร็อพประกอบแล้ว ประโยคนั้นยังโดนเมินเปลี่ยนประเด็นเหมือนเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกต่างหาก

“มึงไม่ชอบเหรอ”

“อือ”

เซอไพรส์เรื่องที่สิบในวันนี้ อยู่กันมาตั้งหลายปีไม่เคยรู้ว่าคุณหนูกิไม่ชอบกุหลาบ อะไรวะ งงไปหมดแล้ว เกือบทำเซอร์ไพรส์​ตามแผนในหนังสือรักคลาสสิก คุกเข่ายื่นช่อดอกไม้ให้แบบพระเอกละคร ทั้งที่คนรับไม่ชอบกุหลาบแล้วมั้ยล่ะ

“ไม่ยักรู้ว่ามึงไม่ชอบกุหลาบ”

“กูชอบอะไรไม่ชอบอะไรจำเป็นต้องบอกมึงเหรอ”

“จำเป็น เพราะกูคือว่าที่แฟนของมึงไง”

“ไอ้เหี้ยฮอน” กิสบถกับตัวเองเบาๆ

“ชอบอะไรไม่ชอบอะไรบอกหน่อย”

“…”

“ห้ามเงียบอีกนะ แค่บอกว่าชอบอะไรเอง ยากตรงไหนคะหนูกิ” ฮอนปรายตามองคนข้างๆ ที่ไม่ยอมตอบคำถามเสียที อุตส่าจะแย็บถามหลอกเอาข้อมูลไปวางแผนใหม่เสียหน่อย เพราะตอนนี้แผนเก่าคงล่มไม่เป็นท่าแล้ว

“ชอบสีเขียว”

“ชอบหมอนข้างใบแน่นๆ”

ฮอนพยักหน้าตอบรับทันทีที่อีกคนเริ่มเอ่ยปากบอกสิ่งที่ชอบ ไม่ได้ทักท้วงหรือเอ่ยปากขัดอะไร แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่รู้แล้วก็ตาม

“ชอบกรีนแมน” ไอ้ตัวประหลาดสีเขียว สามตา มีเสาอากาศรับสัญญาณติดไว้บนหัว เขารู้จักเพราะหนูกิเคยใช้มันฟาดหัวตอนที่เขาด่าไอ้ตัวเขียวว่ามันหน้าโง่

 

“ชอบเบียร์มากกว่าเหล้า​”

“ชอบพิซซ่าหน้าฮาวายเฮี้ยน”

“ชอบหมูกรอบ”

“ชอบโจ๊กใส่ไข่”

“ชอบไข่ตุ๋น”

“ชอบจีบกุ้ง”

 

ชายหนุ่มคิดว่ามันคงบังเอิญไปนิดเมื่อช่วงท้ายๆ สิ่งที่กิบอกว่าชอบนั้นดูจะเกี่ยวข้องกับเขาอยู่ไม่มากก็น้อย จะอ้าปากแซวก็กลัวอีกคนหยุดพูดแล้วหันมาด่าเขาแทน จึงตั้งใจฟังเงียบๆ แต่โดยดี

 

“ชอบวันหยุดที่ได้นอนเยอะๆ”

“ชอบที่ห้องไม่รกเพราะมีคนทำความสะอาดให้”

“ชอบเวลาตื่นมาแล้วมีข้าวกินเลย”


 

กินิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ เขาลังเลว่าจะเอ่ยประโยคสุดท้ายนี้ออกไปดีรึเปล่า ถ้าพูดออกไปแล้วมันคงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเราสองคนเลยก็ว่าได้

เขาหันหน้าไปมองใบหน้าด้านข้างของคนที่กำลังขับรถอยู่ ก่อนจะตัดสินใจแล้วเอ่ยสิ่งที่ชอบอย่างสุดท้ายออกมา

 

“ดูบอลไม่เป็น แต่ชอบเวลาได้ดูบอล”

 

“…กับมึง”

 

สองพยางค์สุดท้ายแผ่วเบาเหมือนพูดให้ได้ยินเพียงแค่ตัวเอง แต่คนที่ตั้งใจฟังกลับได้ยินชัดเต็มสองรูหู ครั้งนี้ฮอนหันขวับมาหาคนข้างกายทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น มั่นใจว่าครั้งนี้เขาไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ ว่ามันเกี่ยวข้องกับเขาจริงๆ โชคดีหน่อยที่รถจอดเพราะไฟแดงอีกแล้ว เลขหลักร้อยกำลังนับถอยหลังตามหน้าที่ของมัน ชายหนุ่มไม่คิดว่าแผนการสุดคลาสสิคของเขามันจะพลิกแพลงมาเป็นแบบนี้ไปได้

“กูถือว่าเป็นคำตอบได้ใช่มั้ยกิ”

บุคคลผู้ถูกเรียกถามเบือนหน้าหนีหลบสายตาคม แต่ใบหูแดงๆ นั่นหลบสายตาของเขาไปไม่ได้หรอกนะ

ตอนนี้เขายิ้มฉีกยิ้มกว้างไปถึงใบหู ต่อให้ไฟแดงจะเปลี่ยนเป็นพันนาทีในเวลานี้ เขาก็คิดว่าตัวเองทนรอไหว

 

ขอแค่มีคนคนเดิมนั่งข้างๆ อยู่แบบนี้ไปจนครบนาทีที่หนี่งพันด้วยกัน… ไม่สิ

ตลอดไปเลยต่างหาก

 

: )​






(100%)

ー #AdaywithWCM

ขอสารภาพว่าที่รีบให้ดีกันเพราะคิดมุกเสี่ยวไม่ออกแล้วค่า ฮ่าาา แต่บอกเลยว่า Once หงอ, Always หงอ. ค่ะ 55555555 ใบสมัครสมาคมพ่อบ้านรับได้ที่ไหนคะ ขอสักแผ่นให้คนแถวนี้เตรียมไว้หน่อยค่าาา อิอิ

มาช้าแต่เลามาแล้วววว ขอโทษที่ให้รอนะคะ รักทุกคนเล้ยยยยยย

 :pig4:  :pig4:

ออฟไลน์ AeAng11

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 307
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
ฮอนเอ๊ย!!พ่อบ้านใจกล้าที่แท้ทรู

ออฟไลน์ mypink801

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-0
พ่อบ้านใจกล้าที่แท้ทรู หงอมากเลยฮอน 5555
หนูกิน่ารักกก  :mew1:

ออฟไลน์ manami1155

  • ~I Still Love You~
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1761
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-1
เค้าจะเปนแฟนกันแล้วค่ะคุณผู้ชมมมมม
ถึงจะไม่ได้ขอเปนแฟนตามแผน
แต่แบบนี้มันก้ตรงๆดิบดีนะฮอน
กระแทกใจแม่ยกมากกกกก

ขอตอนพิเศษให้กระชุ่มกระชวยใจหน่อยเถอะค่า
ชอบเวลาฮอนพูดคะขากับหนูกิ(บนเตียง) 55555

ออฟไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
เงียบแปลว่าตกลงนะคะหนูกิ  :katai2-1:

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-0

ออฟไลน์ Kx0806

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 84
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
 เค้าเป็นแฟนกันแล้ววววว เขินๆๆๆ :o8:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด