Residue (n.) ของเหลือ - ตอนที่ 4 - บทส่งท้าย - 100% - 21/07/61 [Rewrite-ของเหลือ]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Residue (n.) ของเหลือ - ตอนที่ 4 - บทส่งท้าย - 100% - 21/07/61 [Rewrite-ของเหลือ]  (อ่าน 8633 ครั้ง)

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ   ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0 
ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่ http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0 
ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่ 
 
 1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่ 
 
 2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
 หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
 หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
 และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
 ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   
 
 เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ 
 3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ 
 4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ 
 5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว 
 6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน 
 7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
       7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
       7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
       7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
             - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ 
 8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง). 
 9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ 
 10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวปhttp://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป 
 11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว
 
 บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
 นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป 
 12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด 
 13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ 
 14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ 
 15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
 (1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
 (2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง ....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
 - ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
   (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
 - ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
 - ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
 - ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
 - ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail   
 16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข  17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
  เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ admin thaiboyslove.com.......................................                                                             
 วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7 วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย 
 
 
เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-07-2018 15:06:52 โดย GukakST »

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
บทนำ

เขาแอบชอบเด็กคนหนึ่งที่อยู่บ้านตรงข้าม เด็กคนนั้นชื่อดิว เป็นเด็กตัวเล็กผิวขาว หน้าหวาน เขาเห็นหน้าดิวมาตั้งแต่เกิดและมันกลายเป็นความชอบเมื่อไรนั้นก็ตอบตัวเองไม่ได้

ดิวชอบผู้ชาย เขาไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายรู้ตัวตอนไหนเหมือนกัน แต่ผู้ชายคนแรกที่ดิวคบก็เป็นเด็กรุ่นน้องที่คณะเขาเอง ดิวอาจไม่รู้ว่าเขาเรียนคณะอะไร และมันก็ไม่เคยมองมาที่เขาหรือมองหาเขาเลยสักครั้ง เขาเสียใจ แต่ไม่เป็นไร เราเป็นแค่คนที่แอบรัก มันจะไปมีสิทธิ์อะไรมากมายในชีวิตดิวล่ะ ทว่าเขาก็ไม่ได้อยู่ห่างจากดิวเลย คอยมองอยู่ไกลๆ สืบจากรุ่นน้องและเพื่อนบ้าง ยิ่งสืบ ยิ่งรู้...ก็ยิ่งเจ็บปวด

ถ้าคุณต้องรู้ว่าคนที่คุณรักไปนอนกับแฟนเขา คุณจะรู้สึกยังไง?

บางคนอาจจะมองว่านี่มันบ้ามาก เรื่องของเขาจะไปสู่รู้ทำไม แต่ต้น...ผู้ชายคนนี้ไม่เคยห้ามใจตัวเองได้เลย รู้ทั้งรู้ว่ามันทำให้เขาเจ็บ รู้ทั้งรู้ว่ามันทำให้เขาหงุดหงิดจนแทบบ้า แต่ต้น...ก็ยังพยายามหาทางรู้เรื่องของดิวให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่ารู้แล้วจะทำอะไรไม่ได้ก็ตาม และเขาก็ไม่มีหน้าที่ห้ามปรามเด็กน้อยที่หัดมีความรัก

รุ่นน้องที่เขาคอยถามข่าวบอกว่าดิวยอมอีกฝ่ายมาก และเป็นของเด็กปีหนึ่งคนนั้นตั้งแต่วันแรกที่คบกัน ตอนที่ได้ฟังเขารู้สึกเหมือนโดนแทงด้วยมีดจนมิดด้าม หลังจากนั้นเวลาที่พ่อแม่ดิวไม่อยู่ ดิวก็มักจะพาแฟนมาที่บ้านและใช้เวลาเหล่านั้นในการมีความสุขกับคนรัก และโชคชะตาก็ช่างเล่นตลกเพราะห้องต้นกับดิวอยู่ตรงกัน ถึงดิวจะเอาม่านลง แต่เงาที่สะท้อนออกมา ก็ฆ่าต้นทั้งเป็นได้

ต้นทำได้แค่ทน ถึงจะมองดูแล้วเจ็บแต่ก็ยังมองอยู่แบบนั้น หลังมีความสุขกัน เจ้าเด็กปีหนึ่งคนนั้นก็จะขับมอเตอร์ไซค์ออกไป ดิวยิ้มส่งมันทุกครั้ง มันเป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งดิวไม่กลับบ้านสามวัน พอกลับมา เจ้าตัวก็มีสภาพที่ย่ำแย่ ตอนนั้นเขานั่งรอดิวอยู่หน้าบ้านและเขาก็ได้เห็นหยาดน้ำตาและร่องรอยบนตัว โง่แค่ไหนก็ดูรู้ว่าโดนกระทืบมา แต่ก็ถามอะไรไม่ได้ พอเข้าไปใกล้ดิวก็ไล่เขา ช่วยไม่ได้ปกติต้นมันปากหมาหนิ สุดท้ายจึงได้แค่มองดิวเดินเข้าบ้านไป เสียงพ่อแม่ของดิวดังลอดออกมาเบาๆ ให้พอได้ยิน แต่ก็จับใจความอะไรไม่ได้

เห็นดิวเป็นแบบนั้น ต้นก็ไม่เป็นอันทำอะไรเลย

เขาสืบจากรุ่นน้องทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แฟนดิวมันทำอะไรดิวไหม แต่มันไม่รู้อะไรเลย เพราะทุกวันนี้ไอ้เด็กนั่นมันไม่ค่อยเข้าเรียน แต่มันจะสืบมาให้ ต้นมีหน้าที่คือรอ...

หลังจากนั้นเขาก็รู้ว่าแฟนคนนั้นทิ้งดิวแล้ว แต่รอยบาดแผลเหล่านั้นมาจากไหน?

ต้นไม่เป็นอันเรียน เฝ้าดูดิวที่ไม่ยอมออกจากบ้านหรือห้อง ผ้าม่านปิดอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน เสียงสะอื้นจะดังแว่วมายามดึก ปวดใจ แต่ก็อดทน นั่งมอง พยายามเพ่งสายตาผ่านผ้าม่านเผื่อจะเห็นอะไรด้านใน ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน เขาจึงเห็นเงาดิวอยู่ตรงเตียง นั่งร้องไห้...

นี่ต้องทนมองดูคนที่ตัวเองรักร้องไห้ไปถึงเมื่อไรวะ! ต้นถามตัวเอง

เขาตัดสินใจลงจากห้อง ถึงจะช่วยอะไรมันไม่ได้แต่ก็อยากทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่เอาแต่มองอยู่แบบนี้ เขารู้ว่าพ่อแม่ของดิวไม่อยู่ ต้นแอบย่องเข้ามาเหมือนขโมยและก็สามารถเข้าไปในตัวบ้านได้อย่างง่ายดายเพราะประตูไม่ได้ล็อกเอาไว้ พอเข้ามาในบ้านถึงได้รู้ว่าเสียงร้องไห้ของดิวดังมากขนาดไหน

มันคงไม่รู้ว่ามีคนที่เจ็บไปพร้อมๆ กับมันอยู่หนึ่งคน ต้นเดินขึ้นชั้นบน ตรงไปห้องของดิวโดยไม่มีการลังเล เขาทนเฝ้าดูมันเสียใจมากพอแล้ว ทนไม่ได้อีกแล้ว แค่อกหัก มันจะมาร้องเหมือนจะตายแบบนี้ไม่ได้สิ

ทว่าพอเปิดประตู...

“เฮ้ย!” ดิวกำลังกรีดข้อมือของตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ต้นรีบเข้าไปแย่งคัตเตอร์โดยไม่มีความกลัวว่าตัวจะโดนเสียเองเลยแม้แต่น้อย

“มึงทำเหี้ยไรเนี่ยดิว บ้าไปแล้วหรอวะ!” ได้ของมีคมมาแล้วก็ตะคอกใส่คนตัวเล็ก มันเป็นเพราะห่วงและโกรธในเวลาเดียวกัน

“ไม่ต้องมาเสือกเรื่องของกู ออกไป” ทว่าดิวจมลึกอยู่กับความเจ็บปวดของตัวเองเกินกว่าจะมาสนใจคนอื่น มันเอ่ยปากว่าเขาเสียงเรียบ

“กูไม่ออก...กูไม่ให้มึงทำร้ายตัวเองหรอก แค่อกหัก จำเป็นต้องทำขนาดนี้ไหมวะ!”

“เรื่องของกู” คำพูดของดิวทำให้ต้นเดือดมากขึ้น

“เรื่องของมึงมันก็เรื่องของกูนั่นแหละ!” เขาพุ่งตัวเข้าหา จับหลังคอดิวเอาไว้ก่อนจะประกบปากของตัวเองลงบนปากที่เห่อช้ำ

“อื้อ!” เจ้าตัวไม่ทันได้ตั้งตัว มันเลยตั้งรับอะไรไม่ทัน

ต้นบดปากจูบอย่างเอาแต่ใจ ตักตวงทุกอย่างที่เคยโหยหา แต่ก็ไม่ลืมว่าที่ทำอยู่นี่คือต้องการลงโทษมัน แค่ผู้ชายคนเดียว ไม่จำเป็นเลยที่มันต้องเสียใจจนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง

หงุดหงิดเป็นบ้า!

เพียะ!

ดิวตั้งตัวได้ก็ผลักต้นออก ตามด้วยฝ่ามือเรียวเล็กกระทบเข้าที่ใบหน้าจนสะบัดไปอีกด้าน ดิวมองมาที่เขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถามระคนไม่พอใจ ต้นยิ้มบางดูเย้ยหยันใส่อีกฝ่าย สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงเหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไร

“อย่ามาทำแบบนี้กับกู กูไม่ใช่สิ่งของที่มึงจะเล่นตลกอะไรด้วยก็ได้” ริมฝีปากเล็กสั่นเทา ดิวพยายามจะเอามือเช็ดคราบสัมผัส เห็นท่าทางขยะแขยงของอีกฝ่ายเขาก็เจ็บ เขาไม่ดีกว่าไอ้เด็กนั่นตรงไหน เขาเลวกว่าเหรอ เขาไม่ปฏิเสธว่าเคยทำดิวเสียใจเพราะชอบแกล้งมัน แต่...เขาไม่เคยทำให้ดิวเจ็บช้ำขนาดนี้เลยนะ

“กูไม่เคยเห็นมึงเป็นสิ่งของ และก็ไม่เคยเห็นความรู้สึกของมึงเป็นของเล่น มึงต่างหาก...ที่ไม่เคยเห็นกูอยู่ในสายตาเลย แต่ก็ช่างมันเหอะ” ต้นตั้งท่าจะเดินออกไปจากห้อง มันอึดอัด อยากจะบอกสิ่งที่เก็บเอาไว้ออกมาให้คนตรงหน้ารับรู้ แต่...ต้นรู้ว่าดิวยังไม่พร้อม

“ถ้ามึงทำร้ายตัวเองอีก กูจะเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อกับแม่มึง เรื่องของมึงกับเด็กปีหนึ่งคนนั้นกูรู้หมดแล้ว” ขอโทษที่ต้องขู่ โดนดิวด่ายังดีกว่าต้องมารู้ว่ามันทำร้ายตัวเองเพราะคนที่ไม่เคยจริงใจกับมันเลย

ต้นทนไม่ได้จริงๆ ที่จะเห็นคนที่ตัวเองรักเจ็บปวดแบบนี้ มันทรมานเหลือเกิน

....TBC....

นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายที่เราเขียนจบไปแล้วนะคะ เรานำมันกลับมารีไรท์ใหม่ สามารถกลับไปอ่านเวอร์ชั่นเก่าได้ในลิงก์นี้เลยค่ะ ^^

>> https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=60721.0  <<

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
>….ตอนที่ 1 [100%]….<

ผ่านมาเกือบอาทิตย์ได้แล้วหลังจากที่เขาไปเจอดิวกำลังทำร้ายตัวเอง เท่าที่มองจากบ้านตรงข้ามก็เห็นกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ สีหน้าอาจดูไม่ดีในวันแรกๆ แต่แค่ไม่นานก็สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อน มันควรไปเรียน ไปเจอเพื่อนตั้งนานแล้ว ไม่ควรเอาแต่หมกตัวอยู่บ้านให้ตัวเองยิ่งรู้สึกแย่หรอก

ต้นละสายตาจากบ้านตรงข้าม เปิดประตูรั้วบ้านตนเองแล้วสาวเท้ายาวๆ พาร่างกายที่มีส่วนสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตรผ่านหน้าบ้าน ทางเดินที่ถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้สีสันสดใสและต้นไม้ยืนต้นให้ร่มเงา ทางซ้ายมือมีม้านั่งซึ่งเป็นที่ประจำสำหรับเขาเอาไว้นั่งมองดิว

ต้นเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างหน้าตาโดดเด่น ดวงตารีเรียวคมกริบดั่งนกเหยี่ยว ยามมองไปทางผู้คนคล้ายมองเหยื่อของตนเอง เครื่องหน้ายังประกอบด้วยคิ้วคม จมูกโด่งที่รับกับริมฝีปาก ทั้งหมดนี้เป็นกรรมพันธุ์ที่ได้รับสืบทอดมาจากพ่อและแม่ ผิวของเขาละเอียดแต่ติดคล้ำด้วยเป็นคนชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ความโดดเด่นทำให้เขาป๊อปปูล่าในรั้วมหาวิทยาลัย ยิ่งมีตำแหน่งเดือนคณะเมื่อตอนเข้าปีหนึ่งยิ่งการันตีความดูดีในตัวเขา หญิงสาวมากมายอยากจะได้ต้นเป็นแฟน...อยากจะเป็นคนที่ต้นให้ความสนใจและการดูแล ติดที่เขาไม่เคยชอบใครเลยนอกจากเด็กบ้านตรงข้าม

หลายครั้งที่อยากจะสลัดภาพเด็กคนนี้ออกไป

หลายครั้งที่เขาพยายามรักคนอื่นที่ไม่ใช่ดิว

แต่มันก็เป็นหลายครั้งที่...เขาล้มเหลว

“แม่ ต้นกลับมาแล้ว” เขาส่งเสียงทุ้มห้าวบอกกับหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขารัก นั่นก็คือแม่ของเขาเอง

ต้นมีน้องชายคนหนึ่งชื่อไม้ เรียนห้องเดียวกับดิว สองคนนั้นเป็นเพื่อนที่สนิทกันพอสมควรแต่อยู่คนละกลุ่ม เพราะงั้นต้นไม่สามารถเดาว่าดิวกลับมาแล้วหรือยังจากเจ้าไม้ได้ ไปเรียนสองคนนี้ยังไม่ได้ไปพร้อมกันเลย ตอนเด็กสนิทกันมากนะสองคนนั้น ตัวติดกันเป็นตังเม ทว่าพอเริ่มโต ก็เริ่มห่างๆ กันตามความชอบที่แตกต่างกันไป ไม้มันเด็กกีฬา ชอบเล่นแบดมินตัน เพื่อนรอบตัวไม้ก็จะเป็นเพื่อนที่ชอบเล่นแบดมินตันเหมือนกันหรือเพื่อนในชมรมกีฬา

“น้องล่ะลูก” แม่ละสายตาจากทีวีมามอง เขาตรงเข้าไปนั่งข้างๆ แล้วกอดร่างเพรียวลมของแม่เอาไว้

แม้อายุจะมากแล้ว แต่ลีลา...แม่ของต้นก็ยังดูสวยไม่สร่างซา รูปร่างโปร่งบางกับส่วนสูงเกินมาตรฐานหญิงไทยทำให้เธอยังดูดีอยู่เสมอ เครื่องหน้าหวานๆ ถ่ายทอดให้ลูกชายคนโตเพียงแค่ริมฝีปากเท่านั้น

บ้านนี้มีกันสามคนแม่ลูก พ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเสียไปเมื่อห้าปีที่แล้วจากอุบัติเหตุ ลีลาผู้เป็นแม่ก็เลยเป็นหัวหน้าครอบครัว เลี้ยงลูกชายแสนซนด้วยตัวเอง ยังดีบ้านมีกิจการส่วนตัว มีห้องเช่า อะพาร์ตเมนต์ แล้วก็ร้านอาหารซึ่งเป็นร้านของลีลาเอง ทำให้ลีลาไม่ต้องออกไปหางานทำหรือลำบากมากนักยามที่ต้องเลี้ยงดูลูกๆ

ต้นจำได้ว่าช่วงเสียพ่อไปใหม่ๆ แม่เสียศูนย์มาก ทำอะไรแทบไม่ได้เลย น้ากับน้าสะใภ้ถึงกับต้องลงมาช่วยดูกิจการแทน กว่าจะกลับมาเป็นปกติก็เกือบปี ต้นกับไม้ที่เป็นลูกก็ช่วยแม่เท่าที่ช่วยได้

ในวันที่เสียพ่อไป ต้นกับน้องสัญญากันว่าจะเป็นเสาหลักให้แม่เมื่อเราทั้งคู่เรียนจบ เราจะไม่ทำให้แม่เสียใจ เมื่อก่อนทั้งต้นและไม้ต่างก็เกเรตามประสาเด็กผู้ชาย ไม่สนใจเรื่องเรียนนัก ก็แค่เรียนไปวันๆ ให้มันจบ หรืออาจจะตั้งใจบ้างเวลาที่มีของที่อยากได้เพื่อจะได้ขอพ่อกับแม่ ทว่าพอเห็นแม่เศร้า แม่ร้องไห้ในวันที่พ่อจากไป พวกเราก็ไม่เหมือนเดิมอีก

“ทำกิจกรรมชมรมมั้งแม่” ต้นเปลี่ยนจากกอดเป็นไถลตัวยาวๆ ลงนอนหนุนตักนุ่มๆ ของแม่

“วันนี้เรากลับเร็วไม่ไปรับน้องหน่อยล่ะ รับน้องดิวมาด้วยเลย จะได้มากินข้าวที่บ้านกัน วันนี้พ่อแม่น้องดิวคงไม่กลับบ้านอีกแล้ว น่าสงสารน้องนะ” ลีลาลูบหัวลูกชายเบาๆ

“ครับแม่...” ต้นขานรับง่ายๆ


พ่อกับแม่ของดิวระหองระแหงกันมานานแล้ว อยากจะหย่ากันใจจะขาดติดที่ทางผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ยินยอมที่จะให้หย่า ญาติฝ่ายพ่อขู่เอาไว้ว่าจะไม่ให้ความช่วยเหลือและฝ่ายแม่เองก็ไม่น้อยหน้าเพราะขู่ว่าจะยึดกิจการที่แม่ดิวทำอยู่ไป ทำให้ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถทำอะไรออกหน้าออกตาได้ ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ต่างก็ไปมีครอบครัวใหม่แล้ว

ทั้งหมดนี้ต้นฟังมาจากแม่ของเขาซึ่งเป็นรุ่นน้องของพ่อดิว มันน่าตลก...ชีวิตของพวกเขา มันจำเป็นต้องไปขีดเส้นให้เขาขนาดนั้นเลยหรือไง โตๆ กันแล้ว

นั่นจึงเป็นเหตุให้พ่อกับแม่ดิวยังอยู่กันแบบนี้ ที่ไม่ค่อยกลับบ้านก็เพราะมีอีกบ้านต้องไปอยู่ด้วย ส่วนดิวก็เป็นแค่ลูกที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยรัก แต่พอตอนนี้ไม่ใช่แล้วดิวก็เลยถูกทิ้งให้อยู่กับบ้านคนเดียว

ต้นก็เลย...เป็นห่วงดิวมาก

จากที่เคยแอบชอบเหมือนเด็กๆ ความรู้สึกมันก็เติบโตขึ้นจากความเห็นอกเห็นใจ เขาจึงคอยดูแลและมองดูอยู่ห่างๆ แบบที่มันกำลังเป็นอยู่ตอนนี้นี่แหละ ซึ่งจริงๆ ก็คงไม่ดีเท่าไรแล้วมั้ง ไปจูบอีกฝ่ายแบบนั้น ดิวคงไม่โง่ดูไม่ออกว่าเขารู้สึกยังไงกับตัวเอง

ถ้ายังไม่รู้...ก็คงโง่กว่าที่เขาคิด

ต้นนอนหนุนตักแม่ตัวเองพลางคิดเรื่องดิวไปเรื่อยเปื่อย ภายใต้ท่าทีห่ามๆ และพูดจาขวานผ่าซากที่คนในรั้วมหาวิทยาลัยได้เห็นคือความเป็นลูกแหง่ของแม่ แม่ลูบหัวเขาพลางสางผมทรงอันเดอร์คัตสั้นๆ เล่น ต้นชื่นชอบมัน เรียกว่าเขาหลงมือนุ่มๆ ของแม่เลยก็ว่าได้

“เย็นนี้แม่จะทำอะไรกินอ่า...” เขาปรือตามองหน้าสะสวยของผู้เป็นแม่

“ต้นอยากกินอะไรล่ะ”

“ต้นอยาก...กินไข่ยัดไส้”

“ความปรารถนาของเจ้าจะสัมฤทธิ์ผล...” ว่าแล้วจมูกเขาก็โดนหยิกเบาๆ

“ฮ่าๆ แม่ก็” เสียงหัวเราะสดใสของแม่ทำให้โลกของต้นสว่างขึ้นเป็นกอง เขาชอบรอยยิ้มของแม่มากกว่ารอยยิ้มของใครๆ แม่ของเขาคือคนที่เขารักที่สุดในโลก และมันจะไม่มีวันเปลี่ยนไป

“ปะ ไปรับน้องมาได้แล้ว”

“คร้าบ...” เขาดีดตัวขึ้นนั่ง ขโมยหอมแก้มแม่อีกทีก่อนจะเดินออกมาขึ้นรถ

ปกติต้นมีรถเก๋งของตัวเองคันหนึ่ง ลีลาซื้อเอาไว้ให้เผื่อใช้ไปเรียนหรือทำธุระปะปัง แต่เอาเข้าจริงเขาดันไม่ค่อยใช้เพราะเกลียดรถติด กว่าจะไปถึงมหาวิทยาลัยได้ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงแล้ว สู้นั่งวินไปแป๊บเดียวถึงเลยไม่ได้ เขาก็เลยชอบนั่งวินมอเตอร์ไซค์มากกว่า จนเมื่อไม่นานมานี้แม่บ่นๆ จะออกมอเตอร์ไซค์ให้ต้นขับแทน แต่เขาเบรกเอาไว้ก่อน เพราะยังไม่อยากได้ตอนนี้ ไว้ทำงานหาเงินมาซื้อเองน่าจะดีกว่ารบกวนแม่

ระหว่างขับรถไปโรงเรียนของน้อง เขาก็อาศัยช่วงที่รถติดโทรหาไม้ ถามดูว่าอยู่ไหนจะได้เดินไปรับเจ้าตัวถูก ซึ่งน้องชายของเขาก็ตอบสถานที่ที่คาดเอาไว้แล้ว นั่นคืออาคารอเนกประสงค์ กำลังเล่นแบดมินตันอยู่กับคนในชมรม เมื่อรู้ว่าน้องอยู่ไหนต่อไปก็ถามหาดิวเพราะแม่ให้ชวนดิวมาด้วย แต่คำตอบที่ได้รับทำให้จุกไปเหมือนกัน

(ไปกับแฟนใหม่แล้วพี่ เห็นว่าเพิ่งคบกัน เดี๋ยวพี่มารับจะเล่าให้ฟังนะ ตอนนี้ผมไปตีแบดฯ กับเพื่อนก่อน)

“อืม” แล้วก็วางสาย

ไม้ก็รู้ว่าพี่ชายสุดปากร้ายแอบชอบดิวมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ต้นเพิ่งเข้ามัธยม น้องให้สารภาพรักอยู่หรอกแต่ต้นไม่กล้าเอง ตอนนั้นกลัวจะมองหน้ากันไม่ติด ต้นเองก็ชอบแกล้งดิวมาตั้งแต่เล็กๆ ด้วยดิวเป็นเด็กตัวเล็กดูอ้อนแอ้นก็เลยแกล้งง่าย แถมยังเป็นคนหัวอ่อน ตอนที่ไม้มาเล่าให้ฟังว่าดิวคบเพื่อนแปลกๆ ต้นก็เป็นห่วง นั่นเป็นช่วงที่ดิวขึ้นมอสี่และเขาอยู่ปีหนึ่ง ต้นค่อนข้างห่วง จากที่ไม้เล่าเด็กพวกนั้นเป็นเด็กผู้ชายไม่แท้ ชอบเที่ยวกันตั้งแต่เล็กแต่น้อย พูดถึงพวกผู้ชายกันสนุกปาก ไม่รู้ดิวไปคบพวกแบบนั้นได้ยังไง

ตอนที่รู้ ต้นพูดจาใส่ดิวค่อนข้างแรงทีเดียว ทั้งที่พูดดีๆ ให้ดิวเลิกคบเพื่อนแบบนั้นก็ได้แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวเป็นคนปากหมามากไปหน่อย ดิวเลยเกลียดขี้หน้าต้นไปใหญ่ เขาเข้าใจอย่างหนึ่งว่าดิวเข้ากับเด็กผู้ชายปกติไม่ค่อยได้เพราะเหมือนจะเอนเอียงไปทางชอบเพศเดียวกัน พวกผู้ชายเลยแซวดิวบ่อยๆ และเจ้าตัวก็ไม่ชอบมันเอาเสียเลย นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ดิวคบเพื่อนแบบนั้นก็ได้…

พอคบเพื่อนแบบนั้น ดิวก็...ตกเป็นของรุ่นน้องปีหนึ่งคณะเขาเอง ตอนนั้นคิดนะว่าถ้ามันจะง่ายกับคนอื่นขนาดนั้น เขาจีบเองซะแต่แรกก็ดีหรอก แม่งเอ้ย...นึกแล้วก็เจ็บใจเหมือนกัน

“พี่ต้นหวัดดีครับ” เมื่อต้นเดินเข้ามาก็กลายเป็นจุดเด่นทันทีด้วยหน้าตาอันคมเข้มและบรรยากาศที่แตกต่างจากนักเรียนทั่วไป พอเพื่อนของไม้เห็นก็พากันยกมือไหว้และทักทายเขาเพราะค่อนข้างคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“หวัดดีๆ”

“พี่รอแป๊บได้ป้ะ เล่นเกมนี้ก่อน” ไม้ตะโกนบอก

“อืม” เขาเดินไปนั่งรอข้างสนาม มองดูน้องเล่นแบดมินตันกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน

เพื่อนไม้ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน แต่มาเจอและสนิทกันเพราะชมรมนี้นี่แหละ เป็นพวกชวนกันเล่นแบดฯ แทบทุกวัน ขนาดวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังไม่เว้น ไม่รู้จะพลังงานล้นเหลือไปไหน เขาเองเสียอีกที่ด้อย มีแต่พวกชวนเมามากกว่าเล่นกีฬา ชมรมที่มหา’ลัยก็เป็นชมรมกลับบ้านเสียด้วย ต้นมีความสนใจด้านธุรกิจมากกว่าเลยทำให้ดูเนิร์ดกว่าน้องในเรื่องของการใช้ชีวิต


ไม้ตีแบดฯ กับเพื่อนประมาณครึ่งชั่วโมงก็แยกตัวออกมา พวกนั้นเข้ามาไหว้ต้นก่อนจะแยกย้ายกันไปเล่นต่อ มีแค่ไม้คนเดียวที่จะกลับก่อน จริงๆ เจ้าตัวบ่นเหมือนกันว่ายังไม่อยากรีบกลับ แต่พอบอกว่าแม่รอกินข้าวน้องก็ตัดใจจากการเล่นกับเพื่อนๆ เพื่อกลับไปกินข้าวกับแม่ที่บ้าน ทั้งคู่พากันเดินกลับไปที่รถ ไม้เล่าเรื่องการแข่งแบดมินตันที่จะมาถึงเร็วๆ นี้ให้พี่ชายฟัง มันว่ามันจะลงแข่งด้วย อาจารย์ก็สนับสนุน ทำให้ชั่วโมงที่ไม่สำคัญมากนักสามารถไปซ้อมแบดฯ ได้เต็มที่ และเสาร์อาทิตย์ก็จะเน้นไปทางซ้อมอีกเช่นกัน หากแม่รู้ต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ลูกชายของตนเองเอาดีได้ขนาดนี้

“เล่าเรื่องดิวให้ฟังบ้างสิ...” พอขึ้นรถต้นก็เปิดประเด็นที่อยากรู้

“คิงกลุ่มดิวอะแนะนำรุ่นพี่คนหนึ่งให้มัน บอกว่าพี่เขากำลังสนใจดิวอยู่ แต่ดิวอะไม่ยอมรับพี่เขาสักที ก็เลยแอดมาทางคิงเพื่อให้คิงพูดกับดิวให้ หลังจากนั้นดิวก็คุยกับฝ่ายนั้น สองวันได้แล้วมั้งที่คุยกันน่ะ ผมลืมบอกพี่เพราะมัวแต่คิดเรื่องซ้อม แต่เห็นว่าเพิ่งจะคบกันวันนี้ นี่มันก็ไปเดตกับพี่เขา...” ต้นรู้ดีว่าการรู้เรื่องของดิวแบบนี้มีแต่สร้างบาดแผลทางใจให้กับเขา แต่ก็นะ...เขาอาจจะกลายเป็นมาโซคิสม์ไปแล้วก็ได้ เพราะไม่ว่ายังไงเขาก็อยากรู้เรื่องของคนที่เขารักอยู่ดี ต่อให้เจ็บปวดกับมันก็ตาม

“เขาเป็นคนไงรู้ป้ะ เรียนที่ไหน คณะอะไร...”

“เฮ้พี่ชาย ผมไม่ใช่ดิวนะครับ รู้แค่เรียนที่มอเค ปีสองมั้ง ปีเดียวกับพี่หนิ ส่วนคณะนี่ไม่รู้วะ...ไม่ได้ถาม ไม่ค่อยอยากคุยกับดิวตอนมันอยู่กับเพื่อนๆ มันเท่าไร พี่รู้ป้ะ ปีนี้ไอ้พวกนั้นยิ่งแรง ขนาดผมเป็นเพื่อนในห้องแม่งยังชอบมาแซะๆ เข้าใกล้บ่อยๆ ผมไม่ชอบว่ะ...เหมือนโดนลวนลาม” นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม้กับดิวเริ่มห่างกัน กลุ่มเพื่อนดิวนิสัยไม่น่าคบเลย

“ดิวก็น้า...ดูก็รู้แล้วว่าพวกนั้นเป็นเพื่อนที่ไม่เอาไหน ยังจะไปคบอยู่ได้ รักกันจริงเชียว ผมคุยด้วยกับดิว ไอ้พวกนั้นก็ชอบแทรกประจำ เบื่อฉิบ เพื่อนผมคนหนึ่งถึงกับบอกว่าดิวอะร่าน...” ได้ยินแบบนั้นต้นก็ตกใจจนเกือบเหยียบเบรกมิดเท้า เขาหันไปมองหน้าน้องชายจนต่างหูรูปกางเขนข้างขวาไหวสะบัด

“ขนาดนั้นเลยอ๋อวะ”

“เออดิพี่ มันก็แค่เรื่องพูดกันปากต่อปากของพวกผู้หญิงอะแหละ แต่แม่งแบบ...เหมือนไฟลามทุ่งอะพี่ พูดกันไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเลวร้าย ว่ากันว่ารุ่นพี่มอหกก็อยากได้ดิว มีคนกำลังจีบดิวหลายคนและดิวก็ไม่ยอมเล่นด้วย พวกผู้หญิงที่ไม่ชอบบอกว่าดิวอะเล่นตัวเพื่อให้ตัวเองมีคุณค่า ทั้งที่เขาก็รู้กันหมดว่าดิวอะไม่ซิง” คิ้วเข้มขมวดมุ่น จำได้หรอกว่าน้องชายเคยเล่าเรื่องดิวไปเรียนทั้งที่คอแดงเป็นปื้น ซึ่งจะเป็นฝีมือใครไม่ได้นอกจากไอ้คนที่เพิ่งทิ้งไปล่าสุด

“ผมจะแก้ต่างก็หาว่าเข้าข้างดิว บ้างว่าผมจะเอาดิวด้วยอีกคน หรือไม่ก็ผัวเก่า โห...ดูปากไอ้พวกนี้ดิ ผมปวดหัวเลยไม่อยากยุ่งเยอะ ในเมื่อดิวไม่สนใจ ผมก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องสนใจว่าไหมล่ะ” ต้นถอนหายใจ การที่ไม้คิดแบบนี้มันไม่ผิดหรอก แต่เขาก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกเหมือนกัน

“แต่ดิวมันเพื่อนเรานะ ปกป้องดิวบ้างก็ดี”

“ก็เท่าที่ทำได้อะพี่ เรื่องข่าวลือหรือเรื่องการทำตัวเองมันอยู่ที่ดิวนะ ผมเป็นเพื่อนก็จริง แต่ถ้ามันเลือกทางนั้นผมก็ทำอะไรมากไม่ได้หรอก เตือนก็เตือนแล้ว” ไม้เคยเตือนดิวในหลายๆ เรื่อง อย่างเพื่อนกลุ่มนั้นที่ดูจะพากันเสียมากกว่าพากันดี ทว่าดิวก็ยังเชื่อพวกนั้นมากกว่า

บ้านก็แตก เพื่อนยังแย่ ต้นนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าดิวจะหลุดพ้นจากวงจรแบบนี้ไปได้อย่างไร กลัวว่ายิ่งเวลาผ่านไป ดิวจะยิ่งถลำลึกมากกว่าที่เป็นอยู่ ครั้งนี้ก็เพิ่งคุยกันแต่ไปกับมันอีกแล้ว เหมือนครั้งที่แล้วไม่มีผิดเลย

ต้นไม่อยากคิดต่อว่าหลังจากเดตพวกเขาจะทำอะไรกัน...

“พี่ต้น...” รถกำลังจะเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน สองข้างทางเต็มไปด้วยแสงไฟและต้นไม้รูปร่างหงิกๆ งอๆ

“ผมไม่อยากอะไรกับความรู้สึกพี่นักหรอกนะ แต่ตัดใจจากดิวมันเหอะ ผมไม่ได้ว่าดิวไม่ดี แต่ผมเห็นพี่ไม่มีความสุขเลย” หันไปมองหน้าหนักใจของน้องชายแล้วก็ต้องยิ้มให้

“เออน่า เจ็บมากๆ เดี๋ยวก็เบื่อไปเองแหละ”

“เจ็บข้างเดียวมาเป็นปีแล้วไม่เห็นดีขึ้นเลย” ไม้ถอนหายใจหนักๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถ

ต้นเข้าใจความรู้สึกของไม้ เข้าใจความเป็นห่วงที่น้องมีต่อพี่ชายคนนี้ แต่เขาพยายามแล้วไม่ใช่ไม่เคยพยายามจะทำอะไรเลยกับความรู้สึกตัวเอง ติดที่มันไม่ง่ายถึงได้เจ็บวนเวียนอยู่แบบนี้

แม่อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนเดินออกมาเปิดประตูรั้วให้ เจ้าไม้ลงจากรถได้มันก็วิ่งไปกอดแม่เป็นคนแรก ตัวปลิวเลยของเขิงก็ไม่เอาไป ให้พี่ชายอย่างต้นถือไปให้ ซึ่งต้นก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ กับความเด็กน้อยของน้อง อายุสิบเจ็ดแต่ทำตัวเหมือนเด็กอายุห้าขวบไม่มีผิด

“แม่เห็นน้องดิวเขากลับมาบ้านแล้ว หนูไปตามน้องมากินข้าวไปลูก” ลีลาพยักพเยิดไปทางบ้านตรงข้าม

“ดิวมาคนเดียวเหรอแม่” ไม้ถามทั้งที่ยังกอดเอวแม่อยู่ ต้นมองตาม และเห็นว่าหน้าบ้านมีรถเก๋งสีดำจอดอยู่ ไม่ใช่รถพ่อหรือแม่ดิว

“ไม่นะ มากับเพื่อนหรือเปล่า ชวนมากินด้วยกันเลยไง แม่ทำอาหารไว้เยอะเลยน้า” ต้นถอนหายใจ มองหน้าแม่ที่ยิ้มแย้ม แม่คงตั้งใจทำเผื่อดิว

“เขาไม่มาหรอกแม่ เรากินกันแค่นี้แหละ ไม้เอาของไปเก็บ ล้างมือแล้วมากินข้าวกัน” เขาส่งกระเป๋านักเรียนให้น้อง

“ใช่แม่ เรากินกันแค่นี้แหละ” ลีลาดูจะหนักใจ แต่เห็นว่าลูกๆ ไม่อยากพูดก็ไม่ซักไซ้ต่อ

ต้นเดินเข้าไปสวมกอดแม่เหมือนตนเองเป็นเด็กๆ เอาหัวโตๆ กับหน้าคมๆ ซุกไซ้ไหล่บอบบางของผู้เป็นมารดา คลอเคลียกันไปยังโต๊ะอาหาร มีแต่ของน่ากินตั้งเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ ไม่ต้องถามเรื่องรสชาติ… แม่เขาเก่งที่สุด ไอร้อนๆ และกลิ่นหอมๆ ฟุ้งกระจายไปทั่วเรียกน้ำลายในปาก

ต้นพยายามรั้งตัวเองให้อยู่กับที่บ้านไม่ใช่ที่ห้องของดิว เลิกคิดมันไปชั่วคราวเพื่อไม่ให้แม่เห็นความผิดปกติที่จะออกทางสีหน้าและแววตา ถึงแม่จะไม่ได้ให้เวลากับเขามากเท่าเมื่อก่อน แต่ต้นเชื่อว่าแม่ยังไงก็คือแม่ เขาไม่สามารถซ่อนอะไรจากแม่ได้หรอก

ไม้ตามมาหลังเขากับแม่นั่งได้ไม่ถึงห้านาที เจ้าตัวอาสาตักข้าวใส่จานแล้วมองกับข้าวด้วยสายตาที่แวววาว น้ำลายแทบไหลยืดออกมาแล้วมั้ง เล่นกีฬามาคงหิวกว่าคนพี่เป็นเท่าตัว เจ้าน้องชายเริ่มเล่าเรื่องที่จะแข่งแบดมินตันให้แม่ฟัง เล่นเอาคนฟังยิ้มแก้มปริ ลูกชายแม่ยังไม่ได้ชนะเลย แค่จะแข่งเอง แต่เข้าใจ...แม่ภูมิใจในตัวน้องชายเขา

ไม่ต้องห่วงต้นไม่เคยอิจฉาน้อง เพราะเขาเองก็โดนแม่ปลื้ม ทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดอื่นๆ ต้นจะไปช่วยงานแม่ที่ร้าน ทำทุกอย่างทั้งยกของ จัดของ เสิร์ฟอาหาร รับออร์เดอร์หรือแม้แต่เป็นแคชเชียร์ ต้นคิดว่าการเริ่มจากระดับล่างๆ ก่อนจะทำให้เขาเข้าใจลูกน้องได้ดีขึ้น ได้รู้ว่าคนเหล่านี้ได้เจออะไรบ้างในวันๆ หนึ่ง เมื่อขึ้นมาทำหน้าที่แทนแม่จะได้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก

แต่เมื่อไรก็ตามที่ต้นไปช่วยงานที่ร้าน วันนั้นสาวแท้สาวเทียมจะเยอะเป็นพิเศษ เยอะจนแม่แซวเขาเป็นประจำในเรื่องรูปร่างและหน้าตาที่ดึงดูดสาวๆ ต้นแค่หัวเราะ กอดแม่แล้วก็เปลี่ยนเรื่องพูด

อาหารจำนวนมากที่ทำเผื่อดิวโดนลูกชายตัวเท่าควายของบ้านทั้งสองคนกวาดใส่ท้องจนเกลี้ยง ลีลาปลื้มใจขั้นสุดที่ลูกชายกลายร่างเป็นชูชกยัดอาหารทุกอย่างลงท้องจนหมดเกลี้ยง จากนั้นสองพี่น้องช่วยกันเก็บและล้างจาน ปล่อยให้แม่ได้พักผ่อนกับรายการโปรดของแม่ เจ้าไม้เป็นคนเช็ดโต๊ะ มันทำเสร็จก่อนก็เลยหนีไปนอนหนุนตักแม่เป็นที่เรียบร้อย ต้นที่ล้างจานกลับต้องยืนมองน้องแลบลิ้นให้อย่างกวนประสาท

เราชอบแย่งกันนอนตักแม่...

เมื่อเห็นตักแม่ไม่ว่าง ต้นก็ตัดสินใจเดินขึ้นห้องเพื่อจะอาบน้ำให้เรียบร้อย เขาเริ่มถอดเสื้อนักศึกษาเผยให้เห็นซิกซ์แพ็กที่เรียงตัวเป็นลอนสวยจากผลที่ชอบออกกำลังกายอยู่ในห้องบ่อยๆ เสื้อสีขาวถูกปลดพ้นไหล่ด้านขวาปรากฏลวดลายแนวโอลด์สกูลเด่นตระหง่าน หัวใจแบบอวัยวะสีแดงเก่าๆ โดนโอบล้อมด้วยริบบิ้นสีดำไล่โทน ด้านใต้เป็นตัวเลขที่ระบุวันจากไปของพ่อเขา และหัวใจดวงนี้...หมายถึงหัวใจของพ่อที่จะอยู่กับเขาตลอดไป

ต้นสักสิ่งนี้ตอนที่เขาเข้าปีหนึ่งด้วยเงินเก็บของตนเอง แม่ไม่ได้เอ่ยห้ามอะไรเพราะเห็นว่ารอยสักของต้นมีความหมายมากขนาดไหน ยามใส่เสื้อหรืออยู่ในชุดนักศึกษาจะไม่สามารถเห็นลวดลายนี้ได้ มันถูกซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของเขามาตลอด เว้นแต่เขาจะถอดมันเพื่อทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง...

ก่อนที่เสื้อนักศึกษาจะร่วงลงสู่พื้น สายตาเขาเหลือบไปเห็นหน้าต่างห้องตรงข้าม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันพร้อมกับแววตาคมกล้าทอแสงเจ็บปวด...ไม่ต้องบอกเขา ต้นก็รู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังยืนมองมันจากอีกฟากนั้นคืออะไร

ร่างบอบบางกำลังขย่มขึ้นลง แค่นั้น... ไม่ต้องเห็นมากไปกว่านั้น ก็รู้ถึงสิ่งที่ดิวกำลังทำกับแฟนใหม่ เมื่อเงาของดิวหายไป ต้นยืนเอาหลังพิงบานหน้าต่าง หลับตา สงบจิตใจ ไม่งั้นมันจะฟุ้งซ่านมากๆ เหมือนสติจะแตก อยากจะดุ่มๆ เข้าไปกระชากคู่นั้นออกจากกัน แล้วบอกกับไอ้นั่นว่าดิวเป็นของเขา แต่แล้วไง ทำได้ทำไปนานแล้ว ไม่ยืนเป็นหมามองเครื่องบินอยู่แบบนี้หรอก

พอเย็นลงมาได้บ้างก็หันกลับไปมองอีก และเห็นเหมือนทั้งคู่กำลังแต่งตัวอยู่ อีกสักพักไอ้นั่นก็คงจะกลับไป ต้นเดินออกมาจากหน้าต่าง ไปอาบน้ำ แล้วเปลี่ยนชุดเป็นกางเกงขายาวเนื้อผ้าบางเบาและเสื้อกล้ามสีดำสบายตัว จากนั้นลงไปนั่งเล่นกับแม่ แต่ก็ไม่วายแอบมองไปยังอีกบ้าน

….100%….

ฝากติดตามด้วยนะคะ ^^

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
>….ตอนที่ 2 [100%]….<

ต้นชะเง้อคอมองอยู่แบบนั้นได้ไม่นานก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งเล่นที่ม้านั่งหน้าบ้าน เขาได้ยินเสียงไม้ชวนแม่คุย เดาว่าแม่กำลังจะถามว่าเขาไปไหน น้องชายที่น่ารักก็ตอบได้รู้ใจพี่มันจริงๆ ต้นยิ้มบางๆ นั่งตากลมตากยุงได้ครู่เดียว ดิวกับผู้ชายคนนั้นก็เดินจับมือกันออกมา หน้าบ้านนั้นไม่ได้เปิดไฟแต่มองเห็นจากแสงไฟหมู่บ้าน พวกเขาจับมือกันอยู่แบบนั้นก่อนที่อีกฝ่ายจะจูบปากกับดิวแล้วขึ้นรถ ดิวเดินออกมาเปิดประตูรั้วให้ ปล่อยให้รถถอยออกมา เจ้าตัวยืนส่งพร้อมรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า

สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของดิวและไม่ทันรู้ตัวขาต้นก็เดินไปประชิดรั้วบ้านเสียแล้ว เขาเท้าแขนทั้งสองข้าง แล้ววางคางตัวเองลงไปพลางสำรวจร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดิว ชัดๆ ก็ปากบวมเจ่อและคอแดงเป็นจ้ำๆ ดิวไม่ได้มองมาทางเขา มันโบกมือให้กับแฟนคนใหม่จนรถเก๋งคันนั้นหายไป

“คนใหม่เหรอวะ...ท่าทางคนนี้จะดีกว่าคนเก่านะ มีรถเก๋งด้วย ว้าว...” ความปากหมาของต้นทำงานอย่างไม่ยั้งคิด ดิวลดมือลงแล้วหันมองเขาด้วยหางตา


“แล้วลีลาเขาดีเท่าคนก่อนไหมดิว อวดสรรพคุณให้ฟังบ้างสิ” เมื่อเห็นว่าดิวยังเงียบ แทนที่จะหยุด ต้นกลับเห่าหอนต่อไป ทำให้คนที่ไม่ใช่ว่าจะมีความอดทนนัก จากที่จะเดินกลับเข้าบ้านก็หันมาเผชิญหน้ากับเขา

“แล้วมาเสือกอะไรเรื่องของกูวะ” ปกติดิวเป็นคนพูดจาดี พูดจาน่ารักใส่ทุกคน ยกเว้น...ต้น

“เอ้า กูก็อยากสอดรู้สอดเห็นบ้าง”

“เอาเวลามาเสือกเรื่องกูไปสนใจเรื่องตัวเองดีกว่าไหม”

“เรื่องตัวกูเองอะกูรู้ดีอยู่แล้ว แต่กูยังไม่รู้เรื่องมึงดีเลยดิว นี่จะขึ้นห้องกับมึงได้นี่ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างวะ พอดีกูเห็นเงาในห้องมึงแล้วเกิดสนใจอะ อยากรู้อยากลองมั่งได้ปะวะ” วาจาหมาไม่รับประทานนั้นไม่ได้ดังมาก ต้นลดระดับเสียงตัวเองเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แม่ได้ยิน ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะโดนตบปากได้

แววตายียวนและคำพูดคำจาไม่ให้เกียรติกันเป็นสิ่งที่ดิวโคตรไม่ชอบ หลายครั้งหลายหน ดิวไม่เข้าใจว่าทำไมต้นต้องพูดจาร้ายๆ ใส่ตนเอง ยิ่งมาช่วงดิวมีแฟน คำพูดของต้นก็ยิ่งเลวร้ายขึ้น

“โอ้ย!!!” ดิวอาศัยช่วงที่ต้นเหลือบตามองไปในบ้านชั่วครู่ ถอดรองเท้าแตะของตนเองออกแล้วปาสุดแรง เล็งที่หน้าหล่อๆ นั้นแต่ปากหมาสิ้นดีอย่างตรงเผง

ต้นตกใจ เขาสะดุ้งนิดหน่อยแล้วหันไปมองดิว ทว่ารองเท้าอีกข้างของดิวดันปลิวเข้าหน้าเขาเต็มๆ คิ้วเขากระตุก...รู้สึกปี๊ดขึ้นมาทันที สายตาคมดุตวัดมองไปทางดิว

คนตัวเล็กรู้สึกขนลุกด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย แต่ไม่...ดิวไม่มีทางแสดงออกให้ต้นเห็นว่าเขากลัว

“ปากหมาแบบมึงอะมองเงากูต่อไปนั่นแหละไอ้สัสต้น” กลับด่าซ้ำเข้าไปอีก ต้นก้มหน้าหยิบรองเท้าทั้งสองของดิวก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ไปประชิดตัวเด็กน้อยข้างบ้าน

“มองเงามันไม่ชัดว่ะ มันเห็นแค่รางๆ คราวหน้าช่วยเปิดม่านแล้วเล่นกันตรงหน้าต่างดิ กูจะได้เห็นชัดๆ หน่อย อ้อ บอกเวลากูนิดหนึ่งด้วย กูจะได้เอาอะไรไปนั่งกินเวลาดูอะ” ท่าทางของต้นคุกคามดิว ถึงจะไม่ได้ตะคอกเลย แต่น้ำเสียงเย็นยะเยือกแกมดูถูกนั้นทำให้เขาเผลอถอยเท้าหนี ดิวพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปกลัว เชิดหน้าเข้าไว้มองเหมือนมันไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่ในใจก็สั่น

“ได้ดิ พรุ่งนี้เป็นไง” ดิวเอ่ยออกมา มาดมั่นในคำพูดของตัวเองจนคนยั่วโมโหกลายเป็นคนโมโหเสียแทน

“เออ ได้...ดูรีวิวก่อนได้ลองจริงมันก็...”

เพียะ!!!

“ถ้าจะมาพูดจาเหี้ยๆ ใส่กูก็ออกไป! มึงไม่มีวันได้ตัวกูหรอกต้น!” ดิวหมดความอดทนกับการใช้คำพูดเสียดสีตนเอง เกลียดมัน...เกลียดที่มันดูถูกเขา มองเหมือนเขาเป็นแค่สินค้าไม่ใช่คนที่มีคุณค่า ดิวออกแรงผลักร่างสูงใหญ่ของต้น อีกฝ่ายอาจไม่สะเทือนมากนัก แต่ก็พ้นตัวเขาไปหลายก้าว

ประตูรั้วโดนปิดใส่หน้าเสียงดังก่อนอีกฝ่ายจะวิ่งหายไปในความมืด ต้นมองแผ่นหลังเล็กนั้นจนกระทั่งมันหายลับไปแล้วถึงได้เดินหงุดหงิดกลับมาที่บ้านตัวเอง

 “ก็เงี้ย...ชอบปากหมาใส่เขา” ยังไม่ทันจะถอดรองเท้าเสียงไอ้ไม้ก็ดังขึ้น

“แม่อะ”

“ขึ้นห้องไปได้สักพักละ มีคนโทรมาคุยธุระ ว่าแต่พี่เหอะ ไปล้างหน้าก่อนดีไหมวะนั่น ดำเป็นปื้นเลย” ต้นพยักหน้าแล้วเดินไปห้องน้ำ เมื่อมองผ่านกระจกก็เห็นแก้มและสันจมูกดำเป็นปื้น นึกแล้วก็หงุดหงิด เขาสลัดหัวนิดหน่อยจากนั้นล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย สำรวจหน้าตัวเองอีกทีก็เห็นรอยแดงตรงมุมปากที่โดนตบ และตรงแก้มก็มีรอยแดงเป็นริ้วๆ ถึงจะไม่ชัดแต่ก็เด่นพอตัว

ต้นกลับมานั่งบนโซฟาข้างเจ้าไม้ มันนั่งหัวเราะกับมุกตลกในทีวีเสียงดังเอิ๊กอ๊าก มันก็น่าหัวเราะอยู่แต่เขาดันหัวเราะไม่ออกเอง ไอ้ผู้ชายคนใหม่ของดิวนี่ก็มาดเดียวกับไอ้คนเก่าเลย เน้นสูงหล่อไว้ก่อนหรือไงนะ แล้วก็ทุกที...ต้นชอบเผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับแฟนดิว ซึ่งผลของมันก็บั่นทอนตัวเองเนี่ยแหละ เขาไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่ดิวคบหรอก แต่มันเพราะดิวไม่ได้สนใจเขาเลยต่างหาก เขาไม่ใช่คนในสายตามัน เป็นแค่คนที่มันเกลียดขี้หน้า

“พ่อแม่ดิวไม่กลับมาอีกแล้วหรอวะพี่” ไม้พูดทำลายความเงียบของเรา ต้นมองไปบ้านตรงข้ามอีกครั้งก่อนหันกลับมาจ้องทีวี

“ก็คงงั้น อาทิตย์กว่าแล้วที่พ่อแม่มันไม่กลับมา” รู้สึกครั้งนี้จะไม่กลับบ้านนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ปกติพ่อแม่ดิวจะกลับบ้านวันเว้นวันหรือสองสามวันครั้ง แต่ละครั้งที่กลับมาก็แค่มากินข้าวกับลูก ส่งลูกเข้านอนแล้วเช้าพวกเขาก็ไปอีก

“ชวนดิวมานั่งเล่นกับเราไหม มันยังไม่นอนหรอกเนี่ย”

“มันมีแฟนต้องสวีตนะมึง”

“เออว่ะ ลืมไป...” ไม้มองไปบ้านตรงข้ามแล้วถอนหายใจ

ต้นนั่งเล่นอยู่กับน้องตนเองได้สักพักก็ตัดสินใจขึ้นห้อง เขามีรายงานต้องทำ เป็นรายงานที่ไม่รีบนัก มีเวลาอีกสองสามวันกว่าจะถึงกำหนดส่ง แต่ที่ทำเพราะไม่รู้จะทำอะไรมากกว่า จมจ่อมอยู่กับงานได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ต้นก็คิดอะไรต่อไม่ออก นั่งควงปากกาเล่นพลางทอดสายตาไปยังห้องอีกฟากหนึ่ง

วันนี้...ปากหมาอีกแล้ว

ให้ตายเถอะ ยังไงก็ห้ามปากตัวเองไม่ทันสักที รู้ตัวนะว่าคำพูดคำจาของตนเองน่ะมันร้ายกาจขนาดไหน ดีไม่ดีนี่ก็เป็นเหตุผลที่ดิวเกลียดขี้หน้าเขาด้วย แต่จะให้ทำยังไง ก็มันหงุดหงิด อารมณ์มันพาไปล้วนๆ คำพูดดีๆ มีเป็นร้อยคำแต่ไม่เคยเอามาใช้กับดิวเลยสักครั้ง ดิวเองก็ไม่เคยพูดดีๆ กับเขา ด่าได้เป็นด่าตลอด ต้นไม่อยากเอาจุดนั้นมาเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาใช้คำแรงๆ กับดิว แต่เถียงไม่ได้เลยว่าเขาเองก็อยากต่อปากต่อคำกับดิวชนะ เพราะชอบเวลาที่ดิวโกรธแล้วทำอะไรไม่ถูก สีหน้าลนๆ น่ารักจะตาย ทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ ที่ดิวไม่เคยเอาคืนเขาได้เลยสักครั้งเดียว

บ้านที่มืดมิด นอนคนเดียว ไม่มีใคร มันจะว้าเหว่ขนาดไหนนะ... ดิวมันจะเหงาหรือเปล่า หรือกลัวอะไรบ้างไหม ต้นเชื่อว่าดิวต้องรู้เรื่องที่พ่อแม่ไม่เหมือนเดิม แค่ไม่เคยพูดอะไรออกมา เก็บเรื่องครอบครัวเอาไว้ในใจเพียงคนเดียว ไม่อกแตกตายหรือไงนะ เป็นเขา เขาต้องบ้าแน่ๆ

ต้นลุกจากโต๊ะ วางงานกองเอาไว้แบบนั้น แล้วหยุดยืนมองหน้าต่างบ้านตรงข้าม ป่านนี้หลับหรือยัง หรือกำลังนอนคุยกับแฟนตัวเองอยู่ เขาว่ามันต้องเป็นอย่างหลังแน่ๆ ช่วงคบกันใหม่เนี่ยเป็นช่วงเวลาที่ดีมากเลยหนิ มันคงจะกำลังแฮปปี้

มันคงไม่เหงา คงไม่กลัว แล้วมันก็คงนอนฝันดี

ต้นผละจากหน้าต่าง เดินไปทิ้งตัวนอนเหยียดยาวลงบนเตียง คำพูดจาแย่ๆ วนเวียนอยู่ในใจ พรุ่งนี้อาจจะไปขอโทษ ถ้าดิวไม่ทำตัวแย่ๆ กับเขาก่อนจนเขาเผลอปากหมาใส่อีก แต่ก่อนอื่นเลย ต้นต้องตื่นให้ทันดิว เขาข่มตัวเองให้หลับทั้งที่ยังไม่ดึกเท่าไร แค่รู้สึกเหนื่อยกับการคิดอะไรเยอะแยะในหัว หลับไปก็จะไม่ต้องคิดอีก...


หลังประตูไม้บานใหญ่ ดิวได้แต่ยืนหงุดหงิดใจกับความปากหมาของต้นเพียงลำพัง วันนี้อุตส่าห์อารมณ์ดีเพราะเขามีคนรักใหม่ที่ดีกับเขา แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังมาทำร้ายจิตใจเขาด้วยคำพูดอยู่อีก...

ที่จริงต้นเป็นคนหน้าตาดีมาก ดิวเห็นต้นตั้งแต่เด็กแล้วก็เคยชื่นชมในหน้าตาของผู้ชายคนนี้ ทั้งที่เป็นแค่ผู้ชายทั่วๆ ไปไม่ได้ดูแลอะไรตัวเองมากมายนัก แต่ต้นก็ยังหล่อได้พ่อตัวเองมาเต็มๆ ผิวพรรณดีและรูปร่างก็ดีมาก ติดที่ปาก เขาเกลียดปากมัน เกลียดเวลามันพ่นคำพูดคำจาไม่ดีใส่

จะว่าไปแล้ว...พอโตขึ้นดิวก็ไม่ชอบต้น เพราะต้นชอบรังแกเขา รังแกตั้งแต่เล็กยันโต จนทุกวันนี้ วันที่เขาไม่ต่างกับเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวไปแล้ว ต้นก็ยังคงแกล้งเขาอยู่ อาจไม่ใช่การแกล้งเหมือนเด็กๆ แต่มันคือการกลั่นแกล้งกันด้วยคำพูดคำจาที่ร้ายกาจ

ดิวพ่นลมหายใจออกมา เขาคิดนะ ถ้าต้นพูดจาดีๆ มันคงดีมาก คนต้องชื่นชอบต้นมากขึ้นรวมถึงเขาด้วย แต่ก็เท่านั้นแหละ ทุกวันนี้แค่นึกถึงอีกฝ่ายก็หงุดหงิด มีคำด่าของมันลอยวนอยู่ในหัวเต็มไปหมด รวมถึงวันนี้ เมื่อกี้นี้ที่มันด่าด้วย

ขอให้แม่งไม่มีใครรัก!

แช่งชักอีกฝ่ายเรียบร้อยดิวก็เดินขึ้นไปที่ห้อง เขาไม่เปิดไฟบ้าน ไม่จำเป็นเพราะมันไม่มีใครอยู่นอกจากเขา เพราะงั้นเปิดมันแค่ห้องนอนของเขาห้องเดียวก็พอแล้ว ระหว่างเดินขึ้นบันได ดิวหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาเพื่อส่งข้อความหาคนรักหมาดๆ เมื่ออีกฝ่ายตอบ เขาก็เริ่มอารมณ์ดี


“เอาข้าวเช้าไปให้น้องดิวด้วยสิลูก ป่านนี้น้องคงตื่นแล้ว” ต้นกำลังกลัดกระดุมเสื้อนักศึกษาตรงข้อมือต้องชะงัก เงยหน้ามองสีหน้าสดใสของแม่ ในมือขาวเรียวยาวมีชามสีชมพูบรรจุข้าวต้มส่งกลิ่นหอม

“ครับ เจ้าไม้ล่ะแม่...”

“กำลังลงมา” เขาพยักหน้า รับชามสีสวยจากแม่ตนก่อนจะโน้มกายลงไปหอมแก้มนุ่มนิ่มกรุ่นกลิ่นแป้งของแม่ให้ชื่นใจ แม่ตบไหล่ขวาของเขาเบาๆ รอยยิ้มหวานของเธอคือแหล่งกำเนิดความสุขของต้น

การนอนเร็วแล้วตื่นเช้าทำให้เขาอารมณ์ค่อนข้างดี ต้นกำลังเปิดประตูรั้วเพื่อเดินไปอีกบ้าน แต่กลับมีรถคุ้นตาขับเข้ามาจอดหน้าบ้านดิวเสียก่อน แม่ง...ทำลายบรรยากาศยามเช้าที่สดใสของเขาซะย่อยยับ แต่เมื่อแม่จะให้เอาข้าวไปให้ดิว เขาก็ต้องทำตามความต้องการของแม่ ต้นเมินรถคันนั้น เดินอ้อมเตรียมจะกดกริ่ง แต่ดิวเปิดประตูออกมาพอดีก็เลยไม่ได้กด ตอนแรกอีกฝ่ายยิ้มหวาน คงรู้อยู่แล้วว่าแฟนมารับ ทว่าพอเห็นเขา ดิวก็หุบยิ้มทันที

“แม่ให้เอามาให้” เขาบอกกับอีกฝ่ายสั้นๆ พร้อมยื่นถ้วยข้าวต้มไปตรงหน้าร่างเล็ก คนรักมาดๆ ของดิวเดินเข้ามาขนาบข้างเขา มีการมองเขาไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วย แต่ต้องเงยหน้าหน่อย พอดีสูงยาวเข่าดีกว่าน่ะ!

ต้นไม่สนใจไอ้หน้าตี๋ข้างๆ แค่หางตาก็รู้แล้วว่ามันไม่ค่อยพอใจที่เขาเอาข้าวมาให้ดิวถึงหน้าบ้าน รูปร่างหน้าตาไอ้นี่ก็ใช้ได้แหละ ใช้ไปไกลๆ เท้าเขาอะนะ นี่เหรอวะหล่อ เห่อๆ หาคนที่ดูดีกว่านี้ไม่ได้หรือ? หรือว่านี่หล่อแล้วสำหรับดิว อืม ก็ดูได้อยู่หรอก

จะอะไรก็เถอะ ยังไงดิวก็เลือกมันไม่ใช่มึงไงไอ้ต้น!

“พี่หิวจังเลยครับน้องดิว ไปหาอะไรทานกัน” คิ้วกระตุกทันทีที่ได้ฟัง แม่งจงใจให้ดิวปฏิเสธข้าวจากเขาใช่ไหม ต้นหันไปมองพอดีกับที่มันเหลือบมาพร้อมรอยยิ้ม ถ้าไม่ติดว่าแม่อยู่ในบ้าน เขาจะเอาข้าวต้มราดมันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

“เอ่อ...มึงเอาข้าวกลับไปเหอะ เดี๋ยวกูจะไปกินกับแฟน” ดิวเลือกปฏิเสธ ต้นจึงชักสีหน้าใส่ดิวทันที

“ผัวหมาดๆ มีค่ากว่าแม่กูอีกสินะ” คำพูดของต้นสร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ยืนอยู่ข้างเขา มันหันมาอ้าปากเตรียมหาเรื่อง ต้นน่ะไม่กลัวหรอก เขาเองก็นักเลงเก่า เลิกเกเรไม่ได้หมายความว่าเลิกสู้คน ติดที่ว่าตอนนี้เขาไม่พร้อมมีปัญหา แม่อยู่ในบ้าน และถ้ามีเรื่องแม่จะรู้ทันที

“แม่กูเป็นห่วงมึงมาก แต่ถ้ามึงเลือกมัน เห็นมันมีค่ากว่าความห่วงใยของแม่กูก็ไม่เป็นไร กูเข้าใจ ข้าวใหม่ปลามันก็งี้” ต้นส่งสายตาเหยียดหยามไปให้บุคคลที่สาม ท่าทางของเขากวนประสาทและน่าเอาเท้าลูบหน้าเป็นที่สุด แต่เขาเดินเลี่ยงไปก่อนที่อีกฝ่ายจะหาเรื่อง

“เดี๋ยว เอาข้าวมา...” แต่แล้วก็ต้องชะงักเพราะดิวเรียกเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าแฟนดิวไม่พอใจ ต้นมองหน้าแฟนดิวสลับกับดิวเล็กน้อย

“ไม่ล่ะ กูไม่อยากสร้างปัญหาให้มึง” ถ้าดิวรับของไป แฟนมันต้องเอาเรื่องแน่ๆ แค่นี้ดิวก็คงจะโดนเหน็บแนมล่ะมั้ง ดูจากสีหน้าแฟนมัน คนประเภทนี้เดาได้ไม่ยากในสายตาต้น

ต้นเดินถือชามข้าวกลับมาที่บ้าน แม่เห็นก็แสดงสีหน้าไม่สบายใจออกมา คงไม่คิดว่าดิวจะปฏิเสธข้าวที่ตั้งใจทำให้ ต้นกอดแม่ด้วยมือที่ยังว่าง ปลอบแม่ว่าดิวมันจะไปกินข้าวกับแฟนก็เลยรับไว้ไม่ได้ แล้วดิวก็ฝากมาขอบคุณ แม่จึงเข้าใจ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของวัยรุ่นก็แบบนี้ แม่คงจะรู้สึกแย่นิดหน่อยแต่ก็ไม่เก็บมาใส่ใจนานนัก

สามคนแม่ลูกนั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน วันนี้แม่จะเป็นคนส่งเขากับไม้ไปเรียน คนน้องโคตรดีใจ ต้นก็ดีใจแต่พอนึกถึงรถติดๆ แล้วก็แอบเครียดนิดหน่อย หลังจัดการมื้อเช้าเสร็จก็ออกเดินทาง

ตลอดเวลาบนท้องถนน ไม้นี่จ้อเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุด ต้นเองก็ชอบแทรกขัดใจมันบ่อยๆ ทำให้เกิดการทะเลาะเล็กๆ น้อยๆ ของพี่น้อง คนเป็นแม่ยิ้มกว้าง หัวเราะมีความสุข แต่ลูกชายเถียงกันหน้าดำหน้าแดงไปหมด การต่อปากต่อคำของเขาจบลงด้วยต้นเป็นผู้พ่ายแพ้ แต่เขาก็ฝากให้น้องชายเจ็บใจเล่นๆ ว่าที่แพ้เพราะอ่อนข้อให้หรอก ไม้เดินลงจากรถ หัวเสียหน้าหงิก ดูแล้วตลกชะมัด

“เรานี่ชอบแกล้งน้องจริงๆ” แม่บ่นเบาๆ ตอนเคลื่อนรถออกมาจากโรงเรียน

“ไม่ให้แกล้งแล้วจะให้ทำอะไรล่ะแม่ มันก็ต้องอย่างนี้แหละ ไม่งั้นไม่สนุกหรอกเนอะ”

“จ้า คุณชายน้อยของแม่” ต้นหัวเราะ

“ต้นไม่น้อยนะแม่”

“หราจ๊ะ ใช่จริงเหรอ” สายตาหยอกเอินของแม่ทำเอาต้นหน้าแดงหน่อยๆ แม่พูดเรื่องไหนเนี่ย...

“ต้นหมายถึงต้นตัวใหญ่อ่า… แม่ก็” หัวเราะทีหลังดังกว่าจริงๆ แม่ขำชุดใหญ่กับความเก้อเขินของลูกชายผู้หล่อเหลา

จะว่าต้นเหมือนเด็กก็ได้ เขานั่งหน้ามุ่ยเหมือนโดนแม่รังแกอยู่ในรถ เสียงหัวเราะอันสดใสของแม่ยังคงก้องอยู่ มีหันมามองเล็กน้อยก่อนจะลูบหัวเป็นการปลอบโยน แต่แม่… ผมไม่หายงอนหรอกนะเอาจริงๆ

“อายุเท่าไรแล้ว หน้ามุ่ยเป็นเด็กหกขวบเลย”

“ไม่ต้องเลย ต้นงอน”

“งั้นแม่เลี้ยงติม” นั่นจะยิ่งทำให้ต้นงอน

“ได้ แต่แม่ต้องเป็นคนทำนะ ไม่งั้นต้นไม่กิน” แม่ทำหน้าคิดนิดหน่อย แต่แล้วก็ยกมือบอกโอเค เขาถึงได้ยิ้มกว้างๆ ขโมยหอมแก้มอีกหนึ่งทีให้ชื่นใจ

หลังจากนั้นใช้เวลาอีกไม่นานก็มาถึงมหาวิทยาลัย ก่อนลงรถเขาก็หอมแก้มแม่ไปอีกสองทีหนักๆ โดยไม่สนใจสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนอื่นที่มองเข้ามา การหอมแก้มแม่ตัวเองมันไม่มีอะไรให้ต้องอายนี่ แม่เองก็หอมแก้มเขาเหมือนกัน เราต่างเติมกำลังใจให้กันและกันก่อนจะแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง

ใต้อาคารวันนี้มีเด็กปีหนึ่งนั่งรวมตัวกันหลายกลุ่มเพื่อสุมหัวทำรายงาน ถัดกลุ่มปีหนึ่งไปไม่ไกลก็มีพวกปีสองและปีสามบ้างประปราย ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเหล่านั้นก็มีเพื่อนของเขานั่งอยู่เยื้องไปเกือบหลังอาคาร ตรงนั้นสงบกว่าเพราะไม่มีคนอื่นสนใจเท่าไร ต้นมุ่งหน้าไปหาเพื่อนของตัวเองซึ่งก็มีสนิทกันอยู่แค่สองคนเท่านั้น คือพิก ตัวอ้วนกลมสมชื่อหมูนั่นแหละ มันสูงเกือบเท่าเขา คือร้อยแปดสิบปลายๆ แต่น้ำหนักนี่ล้ำหน้าไปไกล และถึงจะมีหน้าใสไร้หนวดก็ไม่ได้ทำให้ยักษ์อย่างมันดูน่าคบหาเท่าไร ส่วนอีกคนชื่อฝุ่น รูปร่างสมส่วนแต่เอนเอียงไปทางเตี้ย นับกันตามมาตรฐานชายไทยมันก็ไม่เตี้ยหรอกนะ ร้อยหกสิบปลายๆ เนี่ย แต่พอมาอยู่กับเขาสองคนมันเลยดูเตี้ยเท่านั้นเอง

“พี่ต้นหวัดดีครับ” เจ้าของชื่อละสายตาจากเพื่อนที่ส่งไม้ส่งมือเรียกหันไปรับไหว้รุ่นน้องปีหนึ่ง

“ดี สุมหัวลอกการบ้านหรอวะพัน” นี่คือสายสืบของต้นตอนที่ดิวคบเด็กในคณะเดียวกัน มันชื่อพัน เป็นเพื่อนกับแฟนเก่าดิว กลุ่มนี้มีกันสามคน อีกคนเป็นทอมชื่อแก้ว พอพันยกมือไหว้ผม คนอื่นๆ ก็เงยหน้าขึ้นมายกมือไหว้ตามๆ กันไป

“ครับพี่ ทำไม่ทัน”

“ไม่ทันหรือเมาค้างเอาดีๆ” พอโดนจี้ถูกจุด พันกับแก้วก็หัวเราะ ต่างจากแฟนเก่าดิวที่แค่ยิ้มอย่างอ่อนโยน

ต้นไม่เคยชอบรอยยิ้มของไอ้เด็กนี่ มันขัดตา...เกลียดคือเกลียดน่ะ ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมลงในคำว่าเกลียดขี้หน้าถูกไหมและนั่นก็เป็นสาเหตุที่เขาไม่คิดจะจำชื่อมัน ต้นโบกมือลารุ่นน้องร่วมคณะแล้วเดินไปนั่งสุมหัวกับเพื่อนของตัวเองเหมือนทุกวัน

“เอ่อ...” ก่อนจะเดินไปถึงกลุ่มเพื่อนตัวเอง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางเขินอายเดินเข้ามาดักหน้าเขา ในมือถือโทรศัพท์ใส่เคสสีแดงสด หน้าตาดีมากและถ้าจำไม่ผิดเธอเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ประกวดดาวคณะ

“ครับ?” ต้นเลิกคิ้วเข้มๆ ถาม อีกฝ่ายสูงแค่หัวไหล่ ก็...พอจะเดาได้แหละว่าแบบนี้น่ะมาทำไม

เธอไม่ใช่คนแรกที่เข้ามาหาต้นด้วยท่าทางแบบนี้ ดวงตาคมกริบของเขาและใบหน้าหล่อเหลาทำให้สาวๆ ต่างเก้อเขินทั้งนั้นยามที่เข้ามาจีบ ต้นไม่ได้แจกรอยยิ้มเรี่ยราด เขามองเธอนิ่งๆ ระงับปากร้ายๆ ของตัวเองแล้วทอดสายตาราบเรียบมองเธออย่างไร้อารมณ์ มันไม่ได้น่ารำคาญหรืออะไร...

เขาก็แค่...มีคนที่ชอบอยู่แล้วเท่านั้น

และเขา...ก็ยังปันใจให้ใครไม่ได้เลย

“พี่… พี่มีแฟนหรือยังคะ คือถ้าไม่มีหนูจีบได้ไหม” ผู้หญิงสมัยนี้ตรงไปตรงมาจริงๆ ต้นเผยยิ้มเป็นมารยาทให้กับเธอ เขาปากหมาใส่ดิวก็จริง แต่เขาไม่ใช่คนปากหมาเรี่ยราดขนาดนั้น การเข้าสังคมมันก็มีมารยาทตายตัวของมันอยู่ และเขาเองก็ต้องอยู่ร่วมกับสังคม ดังนั้นเขาต้องแยกแยะว่าอะไรพูดได้และอะไรพูดไม่ได้

“พี่โสดครับ แต่คงให้จีบไม่ได้” บอกไปตามตรง ไม่อยากให้ความหวังใคร

“ทำไมล่ะคะ ก็พี่โสดนี่ หนูต้องจีบได้สิคะ”

“แต่พี่มีคนที่ชอบแล้วครับ  พี่ขอโทษนะ ขอตัวก่อน” อยู่ต่อก็จะโดนอ้อน โดนตื๊อให้มอบโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับเธอ

“โอ้ย...พ่อเจ้าชายต้องห้าม” มาถึงกลุ่ม เพื่อนตัวดีก็ออกปากแซวทันที มันเป็นตำแหน่งที่ต้นไม่ได้ต้องการเลย ยัดเยียดให้เขากันเอง ด้วยความที่ไม่มีใครสามารถจีบได้เลยสักคนเนี่ยแหละ

“แน่นอน เจ้าชายอย่างกูเลือกมากเป็นเรื่องธรรมดาอะนะ” ว่าแล้วก็ยักคิ้วกวนตีนใส่เพื่อน

“แบ่งความหน้าตาดีมาให้กูมั่งดิ กูนี่จะไม่เลือกมากขนาดมึงเลย” ฝุ่นเงยหน้าจากจอมือถือ

“อะ...เอาไป” แล้วต้นก็เอามือมาแตะหน้าตัวเองก่อนเอาไปปาดหน้าไอ้ฝุ่น มันร้องยี้แล้วเบี่ยงกายหนีอย่างไว หึๆ สมน้ำหน้ามัน กวนตีนดีนัก...

พวกเขาไม่มีงานต้องส่งเลยนั่งจับกลุ่มเล่นเกมมือถือรอเวลาเข้าเรียนอีกร่วมชั่วโมง ตอนแรกกลุ่มเขาก็นั่งเล่นกันเงียบๆ อยู่หรอก แต่พอคนในตี้มันไม่ได้ดั่งใจก็เริ่มบ่นกัน พิกนี่หัวร้อนสุดแล้ว มันเปิดไมค์ด่าฝั่งนั้นเสียงดัง พอเขาตอบมาเป็นเสียงผู้หญิงเท่านั้นแหละ...

“งั้นเธอก็เล่นดีๆ หน่อยสิคะ” เลว เสียงหวานเลย ต้นกับฝุ่นมองหน้าเป็นอันว่ารู้กัน

หลังจากนั้นไอ้พิกแม่งก็ไม่สนใจพวกพ้องคนอื่นๆ อีก มันตามดูแลผู้หญิงในเกมคนนั้นจนทีมเราแพ้ เขากับฝุ่นเลยร่วมมือกันเชือดคอหมู ตัวแม่งใหญ่เลยเป็นเรื่องยากนิดหนึ่ง ฟัดกันสองสามตัว เสียงด่าสารพัดสัตว์ดังทั่วไปหมด คนอื่นมองมาที่พวกเราเป็นตาเดียว แต่ก็ไม่ได้รับรู้จนกระทั่งพวกพี่ว้ากเดินมาด่านั่นแหละ เงียบกริบเลยพวกเขา ถึงจะเหนือกว่าปีหนึ่งแต่ก็เป็นน้องปีสามกับสี่อยู่ดีอะนะ

ตอนเย็นแม่ให้เขาแวะไปรับน้องแล้วพาไปที่ร้านอาหาร ที่นั่นแม่เตรียมไอศกรีมเอาไว้ให้พวกเขาตามคำขอ เจ้าไม้บ่นว่าทำไมแม่ไม่ถามมันบ้างว่ามันต้องการอะไร ให้พี่ขอคนเดียวแบบนี้ไม่ยุติธรรมเลย ต้นก็ได้แต่หัวเราะเสียงแง้วๆ ของน้องชายตัวดี แล้วบอกมันว่าเพราะแม่รักเขามากกว่ามันไง มันเลยตั้งมั่นว่ามันต้องคว้าที่หนึ่งมาครองในการแข่งที่จะถึงนี้ให้ได้

“ว้าว...ร้านนี้สวยเหมือนกันนะ ไม่คิดว่าน้องดิวจะมีร้านประจำน่ารักขนาดนี้ น่ารักเหมือนน้องดิวของพี่เลยล่ะครับ” พอต้นกับไม้เปิดประตูเข้ามาในร้านก็สบเข้ากับดวงตากลมโตของดิว และคำพูดแสนหวานชวนอ้วกของแฟนมัน

โลกแม่งกลมจริงๆ เลยให้ตาย...

….100%….

รักของต้นมันก็จะเถื่อนๆ หน่อย

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6
 o18

ต้องจิตใจเข้มแข็ง

 :L2: :pig4:

ออฟไลน์ ป่ามป๊ามป่ามปาม

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 483
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
อ้อ เคยอ่านไปแล้วนี่เอง ถึงว่าคุ้นๆ

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
>....ตอนที่ 3 [100%]....<

“อ้าวดิว...” ไม้ยกมือโบกทักทาย ถึงอยู่กันคนละกลุ่ม แต่ก็เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ดิวโบกมือตอบ ก่อนจะกวักมือเรียกเพื่อนให้เข้ามานั่งด้วยกัน

“ไงไม้ นี่ไม้เพื่อนสนิทดิว ส่วนนี่พี่โอม แฟนเรา” ดิวแนะนำให้คนทั้งคู่ได้รู้จักกัน แต่เจ้าตัวไม่ได้แนะนำต้นที่ยืนหน้าตากวนประสาทอยู่ข้างเพื่อนตนเองเลย ต้นกวาดสายตามองคู่นั้นหยันๆ ก่อนเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มตัวเองเล็กน้อย

“อ่อ ส่วนนี่พี่ชายผม ชื่อต้นครับ” ไม้ก็รู้ว่าดิวข้ามพี่ชายตนไปจึงแนะนำเองตามมารยาท

“กูไปหาแม่ก่อน” ต้นละสายตาจากดิว ตบบ่าน้องชายแล้วเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่ในครัว

เขาเอ่ยทักทายลูกน้องของแม่ซึ่งควบตำแหน่งเพื่อนร่วมงานของเขาอย่างเป็นกันเอง และจะดูสนิทสนมกันมากที่สุดหากคนคนนั้นเป็นผู้ชาย ต้นไม่อยากให้ความสนิทกับลูกจ้างหญิงเพราะกลัวว่ามันจะกลายเป็นการให้ความหวัง เขาไม่อยากให้ใครต้องมาลาออกจากร้านนี้เพียงเพราะอกหักจากเขาหรอก

ไม้ไม่ได้เดินตามพี่ชายเข้าไปในครัว เจ้าตัวนั่งลงและพูดคุยกับดิวแบบเป็นกันเอง ถึงจะห่างกันยามอยู่ในรั้วโรงเรียน ทว่าด้วยความสนิทที่มีกันมาแต่เด็กก็ยังทำให้พวกเขาคุ้นเคยกันดี ดิวยิ้มแย้มแจ่มใส ดูอารมณ์ดีและพูดจาน่าฟัง ก็จะมีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละที่ดิวพูดไม่ดีด้วย...คนที่เดินหายไปในครัวนั่นยังไงล่ะ

จากความหงุดหงิดกลายเป็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อเห็นแม่กำลังยืนดูเครื่องปั่นไอศกรีม เขาย่องเบาๆ ทำตัวเป็นเด็กตัวน้อยทั้งที่ความสูงของเขานั้นสู้เสาไฟหน้าร้านได้เลย เข้าไปด้านหลังเงียบๆ จากนั้นสวมกอดเอวของแม่เบาๆ แล้วก็หอมแก้มไปอีกหนึ่งทีให้ชื่นใจ

“ว้าย เจ้าต้นนี่… เดี๋ยวแม่ตีก้นลายเลย” ลีลาตกใจเล็กน้อย เธอหันไปตีมือลูกชายดังแปะ แล้วดูลูกชายเธอสิ… กลัวที่ไหน ยิ้มทะเล้นอยู่นั่นล่ะ

“ก้นผมลายอยู่แล้วไม่ต้องตีครับแม่” ต้นหัวเราะเบาๆ แม่ก็พานขำไปด้วย

“ไม้ล่ะลูก”

“อยู่กับดิวมั้งแม่ แล้วแม่รู้ยังว่าดิวมาที่ร้านอะ” เขาคลายกอดแล้วยืนมองแม่ทำนั่นทำนี่

“รู้แล้ว แม่บอกให้น้องรอเจอพวกลูกๆ ด้วยน่ะ กะว่าจะเอาเอาไอศกรีมชามโตไปเสิร์ฟ สูตรนี้ รับรองว่าหนุ่มๆ ต้องชอบ” ต้นพยักหน้ารับ

“อะไรที่แม่ทำอะ หนุ่มๆ อย่างต้นกับไม้ชอบทั้งนั้นแหละ”

“แหมมม ปากหวานจริงๆ” แม่ตีไหล่เขาเบาๆ

ต้นช่วยแม่ด้วยการเอาชามแก้วเผาลายสวยๆ มาใส่ไอศกรีมสีขาวนวล แม่เอาท็อปปิ้งต่างๆ ใส่ลงไป เรียกว่าโปะจนมันพูนชามเลยล่ะ ขณะที่ตกแต่งแม่ก็ฮัมเพลงเบาๆ ดูมีความสุขกับการได้ทำอาหาร แล้วต้นก็ชอบมองดูแม่ยิ้มอย่างมีความสุข เพราะมันทำให้รู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ต่อให้เจอเรื่องอะไรมาก็ตาม รอยยิ้มของแม่ปัดเป่าความทุกข์เหล่านั้นได้เสมอ

เมื่อไอศกรีมชามโตถูกตกแต่งจนสวยงาม ต้นก็ยกมันออกมาจากครัว ส่วนแม่ของเขาก็ถืออุปกรณ์การกินอย่างถ้วยเล็กๆ ที่สีสันเข้ากับชาม และช้อนเดินตามออกมา ไม้กำลังคุยกับดิวเพลิน พอเห็นแม่ก็เลยลุกขึ้นมาแย่งของจากมือ สวมกอดและหอมแก้มแม่อย่างออดอ้อน ต้นคิดขำๆ อยู่กับตัวเองว่าเขาได้กอดแม่ก่อนมันอีกเถอะ ไม้หันมายักคิ้วใส่ เพราะเจ้าตัวทำให้แม่ยิ้มและหัวเราะได้ก็เลยอวด

“แม่รักผมมากกว่าพี่อีก แบร่” เอาที่ไหนมาพูด แม่ต้องรักเขามากกว่าสิ

“กูเกิดก่อน แม่รักกูก่อน กูได้ความรักมาก่อน แม่ต้องรักกูมากกว่าอยู่แล้วไอ้น้องโง่” คนเป็นแม่ขำ กับการอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ ของพี่น้อง

“พอเลย เล่นกันเป็นเด็กๆ ไปได้ อายน้องดิวบ้าง อะ...นี่แม่ทำออกมาให้ เจ้าต้นเขาอยากกิน แต่แม่รับรองว่ามันต้องอร่อยถูกปากหนูแน่นอนจ้ะ” ลีลาแย่งไอศกรีมจากมือต้น นำไปวางไว้กลางโต๊ะ ตามด้วยส่งยิ้มให้ดิวและแฟนของดิว

“ขอบคุณครับคุณน้า ส่วนเรื่องข้าวเมื่อเช้า...ผมขอโทษนะฮะ” ได้ฟังแบบนั้น ต้นเหลือบสบตากับน้องชาย ไม้ไหวไหล่เป็นอันว่าเข้าใจกันดี หึ...ที่มาที่นี่ ก็คงตั้งใจมาขอโทษแม่เขาล่ะมั้ง แต่มันจะดีกว่าถ้ามาคนเดียว...ไม่ได้ลากแฟนมาด้วย

“ไม่เป็นไรจ้ะ น้าเข้าใจ นั่งทานกันไปนะ น้าจะไปทำงานก่อน ต้นก็อย่าแกล้งน้อง เป็นพี่ต้องดูแลน้องนะจ๊ะสุดหล่อ” แม่พูดดักแบบนี้ คิดว่าต้นจะกล้าแกล้งไอ้ดิวไหมล่ะ

หึหึ...กล้าสิ

ต้นกับไม้นั่งฝั่งตรงข้ามดิวและแฟน ทั้งคู่ดูไม่ได้อยากต้อนรับเขา ต่างจากไม้ที่คุยกับดิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ เขาเองอยากจะตักไอศกรีมใส่ถ้วยแล้วแยกไปนั่งที่อื่นเหมือนกัน แต่เดี๋ยวแม่จะสงสัยว่าทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร คนชื่อโอมมองเขาตาขวางๆ มันพยายามจะชวนดิวคุยเรื่องส่วนตัวกันสองคน แม้กระทั่งน้องเขาที่ดูเป็นมิตร มันยังทำเหมือนไร้ตัวตน ดิวสีหน้าเริ่มไม่โอเคเมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศที่โต๊ะไม่สนุกอย่างที่คาด ยิ่งแฟนพาเข้าเรื่องที่ต้องพูดแบบกระซิบกระซาบ เจ้าตัวก็ยิ่งหน้าเจื่อนลงไป

“กูว่า...ย้ายโต๊ะมะ” ต้นหันไปพูดกับน้อง ไม้หันมามองผมสลับกับดิว เป็นคนกลางเพียงคนเดียวที่อยู่ตรงกลางจริงๆ

“ขี้เกียจนั่งดูพวกไร้มารยาทเขาสวีตกันว่ะ” แหนะ แล้วความปากดีของต้นก็มาจนได้

“มึงพูดแบบนี้หมายความว่าไงวะ ใครกันแน่ที่ไร้มารยาท พวกมึงไม่ใช่เหรอที่เข้ามาเสือกเรื่องของกูสองคน” โอมหันมาหาเรื่องทันที เหมือนรอเวลานี้มานานแสนนาน ไม้และดิวต่างเลิ่กลั่ก ต้นเท้าคางมองหน้าคนชื่อโอม ดวงตาคู่คมส่องแววกวนบาทาอย่างเห็นได้ชัด

“เอ๋ ผมเข้ามาเสือกเหรอเนี่ยไม่ยักรู้ เห็นดิวเขาชวนนั่ง ก็เลยมานั่ง...ไม่บอกแต่แรกล่ะครับว่าอย่าเสือก จะได้ไม่เสนอหน้าเข้ามาเป็นก้างขวางคอหมา...” รอยยิ้มหยันตรงมุมปากทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจอย่างแรง

ปัง!!!

คนชื่อโอมลุกขึ้น แล้วตบโต๊ะเสียงดังจนคนในร้านหันมามองเป็นตาเดียว พนักงานในร้านก็เริ่มดูสถานการณ์ตรงหน้า ดิวคว้าแขนแฟนไม่ทันตอนนี้เลยทำได้แค่นั่งมองหวาดๆ ส่วนไม้รีบกำข้อมือของต้นเอาไว้ เพราะกลัวเขาจะลุกขึ้นสวนอีกฝ่ายทันที บ้าเหอะ...เขาไม่ทำแบบนั้นหรอก เดี๋ยวแม่ออกมาเห็นเขาทำร้ายคนอื่น แม่จะเสียใจกับลูกคนนี้เปล่าๆ

“ไอ้สัส ปากดีนักนะ...กูหมั่นไส้มึงตั้งแต่เช้าละ อยากแดกตีนมากนักใช่ไหม ฮะ!” เจ้าตัวโน้มเข้ามาใกล้ก่อนจะคว้าคอเสื้อนักศึกษาของต้นด้วยสองมือ นั่นแรงเหรอ...หึ ต้นจำใจยืนตามแรงรั้งเพื่อไม่ให้เสื้อของตนยับ โอมตัวเตี้ยกว่าเขา...รูปร่างแน่น แต่เตี้ยก็คือเตี้ยกว่า

“พี่โอม อย่ามีเรื่องกันเลยนะครับ” ดิวห้ามแฟนตัวเองเสียงสั่น

“ดิวปกป้องมันเหรอ ผัวเก่าหรือไงถึงได้ออกปากปกป้องมันตลอด เมื่อเช้านี้ก็ด้วย อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้นะว่าอาลัยอาวรณ์ข้าวจากมันมากขนาดไหนน่ะ ฮะ!” พาลต้นคนเดียวไม่พอ โอมยังหันไปตะคอกใส่หน้าดิวซึ่งเป็นแฟนตัวเองอีก

ตอนนี้ต้นเดือดจนแทบทนไม่ไหว เกลียดความหน้าไม่อายของคนตรงหน้ามาก ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเลยแม้แต่น้อย เขาอยากจะเข้าไปอัดหน้าไอ้โอมให้หงายไปซะ ติดก็แต่ที่นี่เป็นร้านของแม่และเขาก็ไม่อยากทำตัวแย่ๆ ให้แม่ต้องเสียใจ เพราะงั้นต่อให้คันมือคันเท้ายิกๆ เขาก็ต้องอดทน แต่ถึงอดทนได้มากแค่ไหน...สายตามาดร้ายของต้นก็ยังคงทิ่มแทงอีกฝ่ายอยู่ดี ไม้หวาดกลัวพี่ชายตัวเองระเบิดลง เจ้าตัวพยายามจะห้าม

“ถ้าโกรธกูมากก็ไปเจอกันข้างนอก” เสียงทุ้มนั้นกดดันอีกฝ่ายและท้าทายอยู่ในที

“พี่!” ไม้รีบห้ามทันที รู้ทันไปหมดแหละว่าพี่มันจะทำอะไร

“ทำไมกูต้องเชื่อมึง อัดมึงในนี้ไปเลยไม่ง่ายกว่าเหรอวะ...”

ไอ้สัส! ต้นถึงกับสบถในใจ อยากเอาเท้านาบหน้ามันใจจะขาด ติด...แม่งติดแค่นี่เป็นร้านแม่จริงๆ

“พี่ๆ...” ไม้สะกิดเรียกอย่างแรง ต้นจำต้องหันไปมองตามคนเรียกเลยเห็นว่าแม่เดินออกมา!

เขารีบปัดมือโอมออกอย่างแรงแล้วคว้ากระเป๋าออกจากร้าน ที่รีบออกมาก็เพราะอีกไม่นานกำปั้นไอ้โอมคงได้ปะทะหน้า หลังจากเดินออกมาได้ไม่ไกล เขาก็ลอบมองเข้าไปด้านในจึงได้เห็นว่าน้องชายแยกออกมาจากโต๊ะนั้นและยืนอยู่ข้างแม่คิดว่าน่าจะเข้าไปแก้ตัวให้เขา ช่างเป็นพี่น้องที่ทำงานประสานกันสุดๆ ส่วนดิวน่าจะกำลังโดนต่อว่าอยู่ สังเกตจากที่เจ้าตัวก้มหน้าก้มตาอยู่ที่เดิม ปล่อยให้ไอ้โอมที่คงจะเจ็บจากแรงที่เขาใส่ออกไปเมื่อครู่พูดอะไรใส่ด้วยหน้าตาคร่ำเคร่งอยู่เงียบๆ

หลังจากนั้นอีกพักหนึ่งแม่ก็ถูกไอ้ไม้พาไปที่อื่น และไม่นานโอมก็เดินออกมา ปล่อยดิวทิ้งไว้กับไอศกรีมที่ละลายเป็นน้ำอยู่ในชาม ต้นมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าแฟนดิวจากไปแล้วจริงๆ ไม่ได้แอบซ่อนอยู่ตรงไหน คือน่าอนาถมาก ทำเหมือนตัวเองขี้ขลาดไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนอื่น อับอายก็อับอาย เสียศักดิ์ศรีแม่งก็เสีย แต่ให้ทำยังไง...ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ แม่ก็ต้องเสียใจที่ลูกไปชกต่อยกับคนอื่น

บางครั้ง...การต้องยอมถอยให้คนอื่นเพื่อรักษาความรู้สึกคนพิเศษเอาไว้มันก็เป็นเรื่องที่ยาก ถ้าเป็นเมื่อก่อน เป็นตอนที่พ่อยังไม่จากไป ต้นจะไม่มีวันยอมให้คนอื่นมาทำแบบนี้กับตัวเอง เขาจะเอากำปั้นใหญ่ๆ ของเขาอัดอีกฝ่ายจนต้องล้มลงไปกองแทบเท้า จากนั้นเขาจะเอาเท้าเหยียบลงไปบนตัวมัน เอาให้มันแน่นิ่งใต้ฝ่าเท้าเขาไปเลย!

แต่เพราะความรู้สึกของแม่สำคัญกว่าศักดิ์ศรี เขาเลยทนไงล่ะ

ต้นถอนหายใจหนักๆ  คิ้วเข้มยังขมวดเป็นปม แต่เขาก็เดินกลับไปนั่งฝั่งตรงข้ามดิวต่อ อีกฝ่ายไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง ส่วนเขาก็แค่ตักไอศกรีมกินเหมือนเรื่องเมื่อกี้ไม่เคยเกิดขึ้น เรากินข้าวกันสงบสุขดีประมาณนั้น ต้นทำเป็นนิ่งได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าคนตรงหน้ากำลังร้องไห้ พอสังเกตดีๆ ก็เห็นหยาดน้ำตาที่กำลังหยด

“ทำไม มันทิ้งมึงแล้วอะสิ” ตบปากตัวเองต้น ไอ้ปากเสีย!

“เออ เขาทิ้งกูแล้ว...เป็นไงล่ะ สบายใจมึงไหมต้น แค่อยู่ของมึงดีๆ ไม่หาเรื่องกู ไม่ทำให้กูทะเลาะกับแฟน มึงจะตายหรือไง” ดิวเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นต่อว่า

ต้นสงสารมัน ใจจะขาดเลยล่ะ อย่าลืมสิ เขาเองก็รักมัน แค่มันไม่เคยรู้เท่านั้น

“กูเป็นคนทำให้มึงสองตัวเลิกกันเหรอ ใช่เหรอดิว ถ้ามันรักมึงจริงๆ มันจะเลิกกับมึงง่ายๆ อย่างนี้ไหม อย่างมาก มันก็แค่มาเอามึง เสร็จแล้วมันก็ไป” รู้ว่าตัวเองพูดจารุนแรง แต่ก็ห้ามปากตัวเองไม่ค่อยได้ เขาเสือกเป็นแบบนี้ ดิวกำหมัดตัวเองแน่น จ้องเขาอย่างอาฆาตแค้นเพราะทำอะไรเขาตอนนี้ไม่ได้

“เขารักกู แต่เพราะมึง...”

“มึงเอาอะไรมามั่นใจว่ามันรักมึง มันรักแค่ตัวเอง มันรักแค่ความสนุกและเห็นมึงเป็นควาย” น้ำตาคนตรงหน้าไหลลงมาเป็นสาย หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเดิม เสียงสะอึกสะอื้นของดิวคล้ายจะควบคุมไม่อยู่

เป็นต้นอีกที่ซ้ำเติมมัน....

“กูเป็นควายแล้วมึงเป็นอะไร มึงทำให้กูเลิกกับแฟน ความสำนึกมึงยังไม่มีเลยต้น ดีแต่ปากหมาใส่ไปวันๆ หาเรื่องด่ากูมีความสุขมากนักหรือไง!”

“กูทำลายความรักของมึงเหรอ ดิว… มึงไม่ได้โง่ มึงรู้ดีว่าที่มันเลิกกับมึงง่ายๆ แบบนี้เป็นเพราะอะไร อย่าเอาแต่โทษกูเพราะมึงหาเหตุผลมาลบล้างความจริง คนรักกันจริงทะเลาะกันแค่ไหน เขาก็ไม่ปล่อยมือจากกันหรอกดิว” ต้นใช้เสียงที่อ่อนโยนขึ้น เห็นดิวร้องไห้หนักขนาดนี้แล้ว เหมือนมีอะไรมาบีบที่หัวใจ

เขาอยากเข้าไปคว้าตัวดิวมากอดนะ อยากปลอบแบบดีๆ สักครั้งเหมือนกัน แต่ดูคำพูดที่ดิวใช้สิ ดูดิวกล่าวหาเขาสิ หาว่าเขาทำให้ตัวเองต้องเลิกกับคนรัก ดูก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าอีกฝ่ายมันก็เข้ามาเพื่อหวังฟันเท่านั้น ไม่มีเรื่องนี้ มันก็ต้องมีเรื่องอื่นเข้ามาเป็นเหตุให้มันทะเลาะกับดิวแล้วเลิกกันอยู่ดี

ดิวคว้ากระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืน ต้นรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะไปจากตรงนี้ แต่เขาคว้าข้อมือของดิวเอาไว้ ดึงให้นั่งลงตามเดิม คนตัวเล็กพยายามจะสะบัดข้อมือออก ทว่าเรี่ยวแรงมีไม่มากพอจะต่อต้านกำลังของต้นได้

“กินติมกัน” ต้นตักเชอร์รีขึ้นมาจากไอศกรีมที่ละลายแล้วยื่นไปจ่อปากอีกฝ่าย พอดิวทำท่าจะปัดทิ้ง เขาเลยชักมือหลบ

“แม่กูอุตส่าห์ทำมาให้นะ กินหน่อยสิ มึงก็รู้ว่าแม่กูทำอร่อย” เอาแม่มาอ้างนี่แหละ แม่เขามีบุญคุณกับดิวมากที่สุด และต้นก็มักใช้แม่ตัวเองมาเป็นโล่กันดิวปฏิเสธหลายครั้งหลายหน

ดิวมองหน้าต้นสลับกับถ้วยไอศกรีม ชั่งใจอยู่สักพักมันก็หยิบช้อนขึ้นมาตักท็อปปิ้งกิน เขาฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัวเช็ดน้ำตาให้ แม้ว่ามันจะยังไม่หยุดไหลเสียทีเดียว แต่ก็ไม่อยากให้สิ่งนั้นทำให้คนตรงหน้าเศร้าหมองมากไปกว่านี้

ดิวชะงักมือ ลมหายใจสะดุดเกือบนาทีกับสิ่งที่ต้นทำ แวบหนึ่งเขาคิดว่าต้นคงแกล้งอีก เหมือนทุกทีที่เอาแต่แกล้งเขานั่นแหละ ดิวมองต้นตาขวาง ไม่กล้าสบนานเพราะอีกฝ่ายดูดุ เขาปัดมือต้นทิ้ง...ปัดแบบไม่ไยดีและไม่ยอมสบตา

ต้นรู้ว่าดิวไม่ชอบตัวเอง รู้ว่าดิวเกลียดตน แล้วเขาก็รู้ดีว่ามีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รักมัน...

ต้นกวักมือให้น้องชายมานั่งด้วยกันเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินกลับมาที่โต๊ะและยืนมองพวกเขาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ เขาคิดว่าไม้น่าจะช่วยให้ดิวรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ไม้จึงนั่งลงและเริ่มต้นชวนดิวคุยเรื่องที่เจ้าตัวจะไปแข่ง นับว่าน้องเขาเก่งและฉลาดดีเหมือนกัน ที่ไม่มานั่งถามว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่ตนไม่อยู่ คงกลัวว่าจะกลายเป็นการซ้ำเติม น้ำตาบนใบหน้าของดิวก็บอกอะไรได้มากอยู่แล้วว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น

ทั้งสามคนช่วยกันกินไอศกรีมที่ลีลาทำจนหมด ถึงละลายและแทบจะไม่เย็นแล้วแต่มันก็ยังอร่อย ดิวยิ้มบางๆ กับมุกตลกของไม้ แต่ไม่หันมองหน้าต้นเลยทำให้ทั้งโต๊ะมีบรรยากาศมาคุ ไม้จึงเป็นคนเดียวเท่านั้นที่พอจะกู้สถานการณ์ได้บ้าง ระหว่างนั้นไม้ก็ชวนดิวกลับโดยบอกว่าแม่อยากคุยกับดิว นั่นเป็นข้ออ้างที่ดีทำให้ดิวไม่กล้าปฏิเสธคำชวนของไม้

ลีลาออกมาตอนค่ำๆ และพากันกลับก่อนร้านจะปิด พอขึ้นรถเธอก็ชวนดิวคุยเรื่องการเรียน เพื่อนที่คบและเรื่อยไปกระทั่งอวดว่าลูกชายตัวเองกำลังจะลงแข่งแบดมินตัน เธอชวนดิวไปดูเหมือนที่ไม้ชวนซึ่งดิวเคยปฏิเสธไปแล้ว แต่เมื่อเป็นคุณน้าที่ตนเคารพพูด ดิวก็ไม่กล้าปฏิเสธอีก

“ถ้าดิวเหงาก็มาหาเจ้าต้นเจ้าไม้ที่นี่ได้นะลูก” ลีลาบอกกับดิวก่อนจะแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน

“ครับ ขอบคุณนะครับ” ดิวยกมือไหว้คุณน้าด้วยความขอบคุณจากใจ จากนั้นค่อยเดินกลับบ้านตัวเอง

ต้นเก็บท่าทีลนลานของตนเองแล้วรีบหันหลังเตรียมเดินเข้าบ้านเนียนๆ เขารู้ว่าได้สร้างวีรกรรมเอาไว้ ถึงไม่ใช่เรื่องชกต่อย แต่สร้างเรื่องก็คือสร้างเรื่อง ในร้านมีคนแค่ไม่มาก ยังไงแม่เขาก็ต้องรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและเขาไม่อยากจะตอบคำถามมัน

“หยุดเลยนะเจ้าต้น!” ทว่า… มันไม่ทัน

“อ่า...ไม้ชิ่งก่อนนะ” แล้วคนที่รอดตัวไปก็คือน้องชายผู้ไม่รักดี แม่เดินเข้ามาจับข้อมือของต้นเอาไว้แน่น กลัวจะหนีเหรอ บ้านหลังแค่นี้เขาจะหนีไปไหนได้ ไม่มีทางเสียหรอก

“เล่าให้แม่ฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้น คนในร้านพูดกันว่าลูกทำท่าเหมือนจะมีเรื่องกับแฟนดิว ไม้มาบอกแม่ว่าไม่มีอะไร แค่พูดจาไม่ถูกคอกันเท่าไร แฟนดิวก็เลยกลับไป แต่แม่ว่าสภาพแบบนั้นไม่ใช่แค่กลับไป แต่ทะเลาะกันด้วยใช่ไหม เราทำให้น้องทะเลาะกับแฟนใช่ไหมต้น” ลีลาปล่อยมือลูกชายเมื่อมาถึงห้องนั่งเล่น ดวงตาคู่สวยกำลังตำหนิในการกระทำของต้น ซึ่งคนเป็นลูกคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ

“ผมเปล่านะแม่ ผมก็แค่...อาจจะปากหมาไปหน่อย แต่ที่เขาทะเลาะกันไม่ใช่เพราะผม”

“ไม่จริง เราไปปากหมาอะไรใส่เขา ถ้าเราไม่พูดจาไม่ดีใส่ทั้งคู่ พวกเขาจะทะเลาะกันไหม บอกแม่มาดีๆ” เหมือนเจอทางตัน...จนมุมสุดๆ จนไม่รู้จะหันไปทางไหนดี เขารู้ว่าเขาไม่น่าจะโกหกแม่รอด คนที่เลี้ยงดูเรามา...ใส่ใจเรามาทั้งชีวิตจะดูเราไม่ออกหรือไร เมื่อหาทางออกไม่ได้ ต้นก็ตัดสินใจพุ่งเข้าชนแทนด้วยการ...เดินไปสวมกอดเอวบางๆ ของแม่เอาไว้ เอนหัวซบลงที่ไหล่บอบบาง

“เขาสวีตกัน และต้นก็ปากหมาใส่ แฟนดิวไม่ชอบต้นอยู่แล้ว ดิวออกปากห้ามมัน มันก็เลยพาลใส่ดิว ต้นไม่ได้หาเรื่องนะแม่...ต้นผิดที่ปากหมา ต้นขอโทษ แต่ที่เขาทะเลาะกันมันเป็นเพราะไอ้เลวนั่นแหละอยากจะทิ้งดิว” เขาสารภาพให้แม่ฟังจนเกือบหมดเปลือก

“แล้วยังไง ต่อให้ดูรู้ว่าเขาไม่จริงใจ แล้วเรามีสิทธิ์อะไรไปยุ่งเรื่องของเขาล่ะ ถ้าเขาสวีตกันมาก ก็แยกโต๊ะ มันก็แค่นั้นไม่ใช่เหรอต้น” แม่พูดถูก แถมถูกจนเขารู้สึกผิดมากกับสิ่งที่พูดออกไป

“ต้นขอโทษ...”

“คนที่ต้นต้องไปขอโทษคือดิว ไม่ใช่แม่นะ” เขาไม่ผิด เขาต้องขอโทษดิวทำไม

“ต้นทำให้แม่รู้สึกไม่ดี ต้นทำตัวไม่น่ารัก...แม่โกรธต้น ต้นต้องขอโทษแม่สิ” แม่ดึงตัวเขาออกก่อนจะเขกหัวหนึ่งที

“ไปขอโทษน้องเลย แม่โกรธเพราะเราทำให้น้องทะเลาะกับแฟน โตจนเรียนมหา’ลัยแล้วยังชอบแกล้งน้องเป็นเด็กๆ ไปได้ นี่ถ้าน้องเป็นผู้หญิง แม่คิดว่าเราน่ะชอบน้องไปแล้วนะ...” จู่ๆ ลีลาก็ชะงัก มองหน้าลูกชายด้วยดวงตาที่ค่อยๆ เบิกโพลงขึ้นทีละน้อย

ลางไม่ดีชัดๆ!

“พรุ่งนี้ต้นค่อยไปขอโทษ ต้นขอตัวไปทำงานก่อนนะแม่” เขารีบวิ่งขึ้นห้องทันที เรื่องอะไรจะอยู่ให้แม่ซักไซ้ต่อ เขาว่ากันว่าเซ้นส์ของผู้หญิงน่ากลัว ต้นยังไม่อยากทดสอบสัมผัสที่หกของแม่หรอกนะ

....100%....

นิยายเรื่องนี้เป็นเวอร์ชั่นรีไรท์นะคะ ตัวจบแล้วสามารถเสิร์จหาคำว่า ของเหลือ Gukak ได้เลยน้า

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
ขออนุญาตอัปยาวจนจบเลยนะคะ

EP.4-100%

สิ่งแรกที่ต้นทำหลังจากเดินเข้ามาในห้องคือวางกระเป๋าเป้ลงบนเก้าอี้หน้าหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ ถอดเสื้อนักศึกษาตามด้วยกางเกงยีนสีดำที่ตกลงไปทับเสื้อสีขาวของเขาก่อนจะโดนโปะด้วยอันเดอร์แวร์ยี่ห้อดังสีดำ ต้นใช้เท้าเกี่ยวผ้าทั้งหมดตรงพื้นไปใส่ตะกร้าผ้า คว้าผ้าขนหนูสีดำมาพันเอวแล้วเดินออกมาด้านนอก

บ้านต้นมีสามห้องนอน สามห้องน้ำ แต่ห้องของต้นกับไม้ไม่มีห้องน้ำนอกจากห้องใหญ่ของแม่ ดังนั้นเขากับน้องชายต้องออกมาอาบน้ำทำธุระที่ห้องน้ำกลางด้านนอก และบ่อยครั้งเขาก็จะเดินสวนกับน้อง...ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“ผมรอในห้องพี่นะ” ไม้บอกสั้นๆ ต้นพยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจ

ต้นใช้เวลาอาบน้ำแค่ห้านาทีแล้วเอาผ้าขนหนูพันเอวเดินเข้าห้อง หยดน้ำยังเกาะอยู่เต็มร่างกาย เขาเป็นประเภทที่ชอบให้ตัวเปียกๆ แล้วโดนแอร์ มันเย็นฉ่ำปอดมากในความรู้สึกเขา ต้นยีผมทรงอันเดอร์คัตเท่ๆ สีดำของตัวเองเพื่อสลัดน้ำออก

ไม้นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เปิดเว็บนั่นนี่ดูเล่นไปตามเรื่องตามราว เขาปล่อยให้น้องชายรอไปก่อน ส่วนตัวเองเดินไปยังตู้เสื้อผ้า เลือกกางเกงขายาวมาตัวหนึ่งแล้วก็ใส่มันแค่นั้น คงไม่มีใครมานั่งว่าเขาหรอก หรือต่อให้ว่าเขาก็ไม่สนใจอยู่ดีนั่นแหละ

“เพื่อนดิวปลอบใจดิวใหญ่เลย...” ไม้หลบให้พี่ชายเห็นข้อความบนหน้าไทม์ไลน์ดิว

“ปลอบว่าไง ให้หาคนใหม่?” เขาไม่ได้ใส่ใจ เดินไปนั่งเช็ดผมที่ปลายเตียงด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กอีกผืน

“บอกให้มาเอาเรื่องพี่ต่างหากที่ทำให้ดิวกับแฟนเลิกกัน ตอนที่ผมกลับเข้ามานั่ง ดิวมันร้องไห้เพราะเลิกกับแฟนใช่มะ พี่เป็นต้นเหตุเหรอ” ไม้หมุนตัวมาเผชิญหน้า รูปหน้าที่ไม่ต่างกันนั้นแสดงออกถึงความขุ่นมัวทางอารมณ์

“แกก็อยู่ในเหตุการณ์ส่วนหนึ่งนี่ ไอ้นั่นมันพาลดิวอยู่แล้ว ไม่มีปากหมาๆ ของกู มันก็หาเรื่องเลิกกับดิวอยู่ดี แต่ดิวก็โทษกูนั่นแหละที่ทำให้มันทะเลาะกับแฟน ทำให้มันสองคนเลิกกัน” ต้นไม่รู้สึกผิด เพราะรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำ เขาแทบไม่ได้ยุ่งอะไรกับดิวตอนอยู่ต่อหน้าคนรักเลย แค่ปากหมาพูดจากวนประสาทไปหน่อย ถ้ามันโกรธเขามันควรเล่นงานแค่เขา ไม่ใช่ลามไปยังดิวแบบนั้น

“มึงได้ยินที่มันพูดไหมล่ะ มันด่าแบบไม่ให้เกียรติดิวเลยนะ ถึงดิวมันจะไม่ใช่ชายแท้แล้วไงวะ มันไม่ควรได้รับเกียรติหรือไง กูโคตรหงุดหงิด” แค่นึกถึงก็ของขึ้นแล้ว คนแบบนั้นเรียกคนรักได้จริงเหรอ ด่าดิวไม่ไว้หน้าแบบนั้น ไม่คิดว่าแฟนตัวเองจะเสียใจหรือไง!

“ก็จริงพี่ เป็นผม...ผมคงหน้าชาเหมือนกัน แต่ประเด็นสำคัญคือตอนนี้ทุกคนคิดว่าพี่เป็นคนทำลายความรักครั้งใหม่ของดิว พี่เป็นตัวร้ายนะ โดยเฉพาะในสายตาดิวอะ ผมถามตรงๆ พี่จะเอายังไงต่อไป จะรุกจีบดิวเอง หรือจะแก้ตัวเรื่องนี้ดี” คำถามวัดใจมาก รวมถึงถ้าลงมือทำก็วัดใจตัวเองเหมือนกัน

หากต้นเลือกข้อแรก แน่นอน...เขาเอาตัวเองเป็นที่ตั้งก่อน การได้รุกจีบคนที่ตัวเองแอบชอบมานาน ใครๆ ก็อยากทำใช่ไหมล่ะ ตอนนี้ดิวโสดเป็นโอกาสที่ไม่เลว ติดที่ดิวไม่ชอบขี้หน้าเขาอย่างแรง แต่ถ้าเลือกข้อที่สองต้นเห็นแก่ความรู้สึกของดิว ดิวอาจจะได้คนรักของตัวเองคืนแล้วเขาก็เจ็บไปตามระเบียบ

“เลือกข้อแรกก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี ดิวเกลียดกูจะตาย”

“ก็ดูปากตัวเองมั่ง รักเขาแต่ด่าเขาจังเลย เอาเถอะ พี่จัดการเองแล้วกัน มีอะไรอยากให้ช่วยก็บอก ผมไปนอนดีกว่า โคตรเพลีย โกหกแม่ด้วย ผมต้องบาปมากแน่ๆ” เจ้าไม้ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วก็เดินออกจากห้องต้นไปโดยไม่ยอมออกจากเฟซบุ๊กตัวเอง ไม่คิดว่าพี่ชายจะแกล้งมึงหรือไงไอ้น้องคนนี้

ต้นนั่งลงหน้าโน้ตบุ๊กแล้วกวาดตามองไทม์ไลน์ของดิว เขาอ่านมันไปเรื่อยๆ โพสต์เศร้าเสียใจของดิวได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากเด็กหัวเกรียนอยากลองของแปลกทั้งหลายแหล่ และยังมีเฒ่าหัวงูอยากกินเด็กอีกหลายคน ทั้งที่ดิวเป็นผู้ชาย สังคมโซเชียลที่เจ้าตัวอยู่น่ากลัวไม่ใช่เล่น

ต้นเลื่อนดูด้านล่างๆ เห็นดิวโพสต์ไปหาโอมเพื่อขอโทษ อยากให้กลับมาดีกันบลาๆ เขาอ่านข้ามๆ เพราะมันปวดใจ แต่ที่ข้ามไม่ได้คือคำตอบของโอม ดิวที่คิดว่าดราม่าแล้ว โอมกลับดราม่าหนักกว่า

เขาตัดสินใจล็อกเอาต์ออกจากเฟซบุ๊กของไม้ แล้วเข้าไฟล์งานของตัวเองเพื่อจะทำงาน ทว่าสายตาก็ยังเหลือบไปมองหน้าต่างของบ้านตรงข้าม บ้านดิวมืดและเงียบเชียบเช่นเคยราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่ในนั้น เป็นบ้านร้างปราศจากผู้คน

ป่านนี้มันคงจะนอนร้องไห้ เหมือนตอนอกหักครั้งก่อน เดี๋ยวนะ! ครั้งก่อนดิวมันทำร้ายตัวเองด้วยนี่ แวบคิดเรื่องนี้ขึ้นมาต้นก็ปวดหัวใจจี๊ดๆ เขาไม่อยากให้ดิวทำแบบนั้นเลย มันปวดใจยิ่งกว่าการเห็นดิวร้องไห้อีก

ต้นพยายามบอกตัวเองให้อดทน อย่าเดินออกจากบ้านตัวเองเพื่อปีนบ้านตรงข้ามในค่ำคืนนี้เด็ดขาด มีเรื่องมีราวขึ้นมาอื้อฉาวเลยนะ ทั้งเขาแล้วก็ดิวด้วยนั่นแหละ ต้นจึงหันมาให้ความสนใจกับงานโดยวิดีโอคอลไปหาพิกและฝุ่นเพื่อช่วยกันทำงาน พวกนั้นโอดโอย บ่นเหนื่อย บ่นขี้เกียจกันไปตามประสา เขาเลยต้องด่ามันเรียงตัวเพื่อเรียกสติ ไม่ใช่สติพวกมันนะ สติเขาเนี่ยแหละ

ใจต้นมันไปนู่นแล้ว… ไปบ้านตรงข้ามน่ะ

การเอาเพื่อนเข้ามาวุ่นวายกับการทำรายงานเป็นเรื่องบัดซบมากๆ งานแทบไม่เดินแถมยังเต็มไปด้วยเสียงบ่นและก่นด่า ผ่านไปสักพักเริ่มกลายเป็นชวนเล่นเกม เฮ้...นี่ทำงานนะพวกคุณ งานน่ะงาน! แม่ง! วุ่นวายชะมัด ติดที่ข้อดีของมันคือการทำให้เขาไม่ฟุ้งซ่านมากไปกว่าที่เป็นอยู่

หลังจากเคลียร์รายงานเสร็จตอนตีสองกว่าๆ ต้นและพรรคพวกพากันเล่นเกมแทนที่จะนอน ถ้าเป็นปกติเขาจะปฏิเสธ หนีไปนอนดีกว่านะเวลาแบบนี้ แต่วันนี้เขาไม่ปกติไง เขาเลยเล่นกับพวกมันทั้งที่ตาปรือไปหมด อยากจะหลับคาโน้ตบุ๊กไปเลยด้วยซ้ำถ้าทำได้ เจ้าพิกเป็นคนที่ถึกสุด คอยตะคอกกรอกหูเพื่อนอย่างต้นและฝุ่นให้ลืมตาตื่นขึ้นมาเล่นเกม เวลาเรียนไม่เห็นเรียกสติแบบนี้บ้างเลยเพื่อนรัก ทีอย่างนี้ล่ะกระปรี้กระเปร่าไม่เกรงใจคนอื่น

เสียงที่ดังไม่อาจขวางกั้นความง่วงที่จู่โจม ประมาณตีห้ากว่าต้นและฝุ่นพากันสลบไสลไปหน้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ได้ยินเสียงพิกแว่วมาจากไกลๆ ก่อนที่มันจะหายกลายเป็นความเงียบเข้าครอบงำ ตื่นมาอีกทีก็เกือบสาย ไม้ตะโกนเรียกพี่ชายให้ลุกไปอาบน้ำที่หน้าห้อง เขาขานตอบเบาๆ แล้วทำท่าจะหลับต่อ แต่เสียงกรนของเจ้าหมูทำให้เขาหลับไม่ลง ต้องกดตัดสายเพื่อนทิ้งแล้วลุกไปอาบน้ำจนได้

“เพิ่งหกโมงครึ่งเอง...” ต้นบ่นเมื่อลงมาถึง หัวฟูไม่เป็นทรง ตาดูดุขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่ใช่อะไรหรอก ลืมตาไม่ขึ้นอะ คนน้องมองท่าทางงัวเงียของพี่แล้วก็หรี่ตาจับผิด

“ก็เวลานี้อะถูกแล้ว นี่อย่าบอกนะว่าพี่ไม่ได้นอน หรือว่า...” เขารีบปิดปากเจ้าไม้ เมื่อเห็นแม่เดินออกมาจากครัวพร้อมข้าวต้มร้อนๆ ในหม้อขนาดกลาง

“ตาปรือขนาดนี้เชียว ทำงานดึกเหรอลูก” ต้นรีบพยักหน้า ในใจลึกๆ หวาดกลัวว่าแม่จะพูดเรื่องดิวขึ้นมาชะมัด

“มันติดเกมแม่!” เอ้าไอ้น้องเลว เขกมันสักหนึ่งทีข้อหาฟ้องแม่

“แหนะ ทำน้องแบบนั้นแสดงว่าเล่นจริงสิเนี่ย” แม่ทำตาดุ

“โหยแม่ ต้นทำรายงาน ไม่ได้เล่นเกม...” เขาต้องเดินเข้าไปออดอ้อนเพื่อไม่ให้แม่ทำหน้าดุไปมากกว่านี้ ไม้บ่นเบาๆ ตามประสาน้องที่สู้พี่ไม่ได้ ต้นลอบแลบลิ้นใส่เยาะเย้ย มันก็ทำท่าจะเอาเรื่องแต่ก็เก็บอาการไว้

วันนี้เขามีเรียนสายแต่ถึงจะง่วงแทบขาดใจ อาหารมื้อเช้าที่พร้อมหน้าพร้อมตาก็ทำให้ต้นรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ส่วนพิกกับฝุ่น ป่านนี้คงโดนพ่อแม่ทิ้งให้กินอาหารกล่องเซเว่นไปแล้วมั้ง สำหรับฝุ่นคงไม่เท่าไร แต่คนกินจุอย่างพิกเนี่ยมันกินข้าวเซเว่นไม่เคยอิ่ม มันบ่นน้อยและไม่อร่อย แต่เสือกตื่นไม่ทันแม่ทำกับข้าว สมน้ำหน้ามัน เล่นเกมดึกแบบนี้บ่อยๆ ไง

หลังมื้อเช้าต้นก็มายืนส่งแม่กับน้องที่หน้าบ้าน ส่วนเขาเดี๋ยวสายๆ ค่อยนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปเรียนเอง เมื่อรถของแม่ขับออกไปแล้ว เขาถึงได้เลื่อนสายตามายังบ้านตรงข้ามที่เขาชอบมาก แน่นอนว่าคงรู้เหตุผลกันดีอยู่แล้ว และพอมองเป็นประจำก็จะสังเกตได้ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

อย่างวันนี้… ต้นเห็นว่ารองเท้านักเรียนของดิวยังอยู่ คือเห็นไม่ชัดแต่เห็น จะว่าใส่คู่อื่นก็ไม่ใช่ ดิวมีรองเท้านักเรียนคู่เดียวกับรองเท้าพละอีกคู่ซึ่งวันนี้ไม่ใช่วันเรียนพลศึกษา ดังนั้นต้นจึงสรุปกับตัวเองได้อย่างรวดเร็วว่าดิวคงช้ำใจจนไปเรียนไม่ไหว

ไม่ใช่ว่าทำร้ายตัวเองจนเป็นอะไรไปแล้วหรอกนะ

ความเป็นห่วงเป็นตัวขับเคลื่อนให้เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักศึกษาอย่างรวดเร็ว เสร็จก็คว้าของที่จำเป็น ปิดบ้านแล้วเดินมาที่หลังตรงข้าม เขาต้องเตรียมพร้อมเพราะเผื่อดูดิวเสร็จแล้วจะได้ออกไปมหาวิทยาลัยเลย ถึงห่วงมากแค่ไหนแต่เขาต้องไม่ลืมหน้าที่ของตัวเอง

ต้นกระโดดปีนข้ามรั้วระดับอกไปอย่างง่ายดาย จากนั้นก็เดินดุ่มๆ ไปตามทางที่เทปูนเอาไว้ไปยังประตูบ้าน พื้นที่บ้านของดิวค่อนข้างโล่ง ไม่มีต้นไม้หรืออะไรที่ทำให้พื้นที่นี้ดูชุ่มชื่น มีแต่ม้านั่งอยู่ใต้ชายคาหน้าบ้าน เขาลองบิดลูกบิดประตู มันไม่ได้ล็อกทำให้ต้นหัวเสียกับความไม่ห่วงสวัสดิภาพของตัวเอง

เขาตรงไปยังห้องของดิวที่แม้จะหลับตาก็ยังจำทางได้ ไม่ได้มาบ่อยแต่เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนที่เรารัก เราถึงได้จดจำมันได้อย่างแม่นยำเสมอ เขาค่อยๆ บิดลูกบิดประตูซึ่งเจ้าของห้องไม่ได้ล็อกไว้แล้วแง้มเปิดมันออกเบาๆ จนเห็นภายในที่มืดทึบ ข้าวของกระจัดกระจายอยู่รอบตัว ต้องใช้เวลานิดหน่อยกว่าตาจะชินกับความมืด แล้วสิ่งที่ได้เห็นหลังจากมองทุกอย่างชัดก็คือร่างของดิวที่นั่งอยู่บนพื้น หน้าฟุบกับที่นอน

ดิวยังอยู่ในชุดนักเรียนที่ยับยู่ยี่ ในมือกำมือถือเอาไว้แน่น ต้นลองย่องเข้าไปดูใกล้ๆ จึงเห็นอีกฝ่ายหลับอยู่ น่าจะร้องไห้จนหลับ คราบน้ำตายังเกลื่อนอยู่บนใบหน้าที่อิดโรย ต้นค่อยๆ ดึงมือถือออกมาวางไว้ที่พื้น จากนั้นช้อนตัวดิวด้วยความแผ่วเบาแล้ววางลงบนเตียง ตอนที่สัมผัสตัวของดิว ต้นรู้สึกถึงความร้อนที่มากผิดปกติจึงลองเอามืออังหน้าผากเนียนดู นั่นแหละ...ร้องไห้จนไข้ขึ้นไปเลยไอ้เด็กโง่

การเอาแต่ร้องไห้แล้วก็จมอยู่กับความทุกข์เป็นการทำร้ายตัวเองอย่างหนึ่ง ดีแค่ไหนที่ไม่เข้ามาเห็นมันกำลังฟูมฟาย เขาไม่ชอบน้ำตาของดิว และเชื่อว่าทุกคนคงไม่มีใครชอบน้ำตาแห่งความเสียใจของคนที่ตัวเองรัก ต้นมองหน้าดิวและลูบไล้ใบหน้ามันด้วยความอ่อนโยน ก็คิดเล่นๆ อะนะ ถ้าดิวคบกับเขา เขาจะไม่ทำให้ดิวเสียใจแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย

“เฮ้อ…บ้าบอ” คิดเพ้อเจ้อได้ครู่หนึ่ง ต้นก็สลัดหัวไล่ความคิดบ้าบอของตัวเองออก จากนั้นจึงหาผ้าขนหนูผืนเล็กๆ กับกะละมังมาใส่น้ำเพื่อเช็ดตัวให้ รวมทั้งยังหาอาหารเช้ามาให้ดิวด้วยความเป็นห่วง

เขาเดินว่อนทั่วบ้านของดิวด้วยความหงุดหงิดใจ นอกจากน้ำขวดที่แช่เอาไว้ในตู้เย็นแล้วในนี้ก็ไม่มีอะไรที่ให้กินรองท้องได้เลย ก็นะ...พ่อแม่ก็ไม่กลับบ้านมาดูแลลูกชาย ปล่อยลูกให้ดูแลตัวเองหาข้าวกินเองนอกบ้าน รวมถึงหาความรักที่ขาดหายไปจากนอกบ้านด้วย

ต้นตัดสินใจเดินกลับไปที่บ้านตัวเอง เขาช่วยงานที่ร้านอาหารของแม่เป็นประจำ ดังนั้นต้นจึงจัดอยู่ในพวกที่ทำอาหารได้แต่ก็แค่ประเภทง่ายๆ เท่านั้นนะ เขาค้นเอาของสดออกมาจำนวนหนึ่ง ทั้งผักและหมูเพื่อจะทำข้าวต้มให้กับเด็กป่วย ระหว่างรอน้ำเดือด ต้นยังเดินไปเอายาสามัญประจำบ้านสำหรับลดไข้เตรียมไว้ด้วย

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม ต้นก็หอบหิ้วของที่จำเป็นไปยังบ้านตรงข้ามขึ้นไปยังห้องนอนของคนป่วย วางทุกอย่างลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ในห้องของดิวตามด้วยพับแขนเสื้อขึ้นมาถึงศอก แล้วนั่งลงข้างตัวเจ้าของห้องก่อนจะปลดกระดุมเสื้อนักเรียน รอยแดงจ้ำตามจุดต่างๆ ปรากฏให้เห็นทันที มันเด่นมากจนน่าโมโห เขากัดปากตัวเองเรียกสติ อย่ามางี่เง่าใส่คนป่วยนักเลย อยากดูแลเขาก็ทำไปเงียบๆ เมื่อเตือนตัวเองแล้วก็ลงมือแกะกระดุมให้หมด เบลอภาพเหล่านั้นและเก็บกดความรู้สึกตัวเองเอาไว้ให้ลึกที่สุด จากนั้นก็เริ่มลงมือเช็ดตัวให้ดิวโดยเริ่มจากใบหน้า

แต่คนอะ...ยังไม่ตาย พอโดนอะไรกระตุ้นมันก็รู้สึกตัว ต้นรีบเช็ดลวกๆ ก่อนที่ดิวจะลืมตาตื่น ทว่าถึงจะรีบแค่ไหนความหนาวเย็นของแอร์และน้ำก็ทำให้ดิวลืมตามองเขาจนได้ ดิวตกใจมากรีบเด้งตัวขึ้นมานั่งทันที

“มึงเข้ามาได้ไง ออกไปเลยนะไอ้เหี้ยต้น” เขาเอาผ้าเก็บใส่กะละมัง หันไปจ้องหน้าอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้ม

“กูไม่ออก...มึงจะทำอะไรกูล่ะหืม”

“กูจะแจ้งตำรวจ” กลัวตายล่ะ

“แจ้งว่าอะไร ว่ากูบุกรุกหรือว่ากูข่มขืน หรือว่าทั้งสองเลยดีล่ะ” ต้นคลานเข่าขึ้นไปบนเตียงด้วยท่าทางคุกคาม แล้วเคลื่อนกายที่ใหญ่กว่าอีกฝ่ายขึ้นคร่อมทับร่างเล็กของดิวอย่างเชื่องช้า สายตาคมดุกดดันจนดิวรู้สึกผวาหวาดกลัว

“มึงอย่ามาเล่นอะไรงี่เง่านะต้น กูไม่เล่นนะ...” ดิวเบี่ยงหน้าหนีเพราะต้นโน้มกายเข้ามาหายใจรดใบหน้า จนได้กลิ่นลมหายใจเจือกลิ่นหอมอ่อนๆ สองมือเล็กยกขึ้นมาดันแผงอกล่ำสันของต้นเอาไว้

น่าตลก...ท่อนแขนบางๆ สองข้างจะต้านทานกำลังของเขาได้เสียที่ไหนกัน

“เล่นเหี้ยไร เรื่องแบบนี้เขาทำกันจริงจังทั้งนั้นแหละมึง ไหนๆ ตอนนี้ก็โสด สนุกกันได้ไม่มีใครว่าหรอก” คำพูดทำนองนี้อีกแล้ว คำพูดเหมือนกับว่าดิวเป็นแค่เครื่องบำบัดความต้องการของตนเอง

คนด้านใต้ไม่พอใจ ละมือจากอกขึ้นตบหน้าคมๆ เข้าฉาดใหญ่ แรงอาจไม่มากนักแต่ความแสบก็ลามไล้จนเกิดรอยแดงเป็นปื้น ต้นเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มเล็กน้อยขณะกดสายตามองดิว ความหงุดหงิดเป็นเหตุให้เขาคว้าข้อมือทั้งสองข้างของดิวเอาไว้แล้วกดลงกับเตียง

“ไอ้เหี้ยต้น ปล่อยกูนะ! มึงแม่งเหี้ย จะแกล้งกูไปถึงไหน มึงทำกูเลิกกับแฟน มึงยังไม่พอใจอีกเหรอฮะ! ฮึก...เพราะมึงคนเดียว พี่โอมถึงทิ้งกู เพราะมึงเลย...เพราะมึง ฮือๆ” ดิวดิ้นรนพร้อมน้ำตาไหลอาบแก้ม

ต้นกัดฟันกรอด เห็นดิวร้องไห้แบบนี้คนอย่างเขามีหรือจะทนได้ หัวใจมันอ่อนยวบยาบไปหมด เขาค่อยๆ คลายมือทั้งสองของดิวออก

เมื่อเป็นอิสระจากการคุกคาม ดิวก็รีบกระถดตัวขึ้นซุกหน้ากอดเข่าของตัวเองทั้งสองข้างแล้วร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร

ช่วงเวลาแสนเศร้าแบบนี้ ทำไมต้องเป็นต้นที่โผล่หน้าเข้ามา ครั้งที่แล้วก็มัน เขาไม่ชอบเลย ทุกครั้งที่ต้นเข้ามาหา เป็นต้องมีคำพูดแรงๆ มาทำร้ายจิตใจเสมอ

ดิวก็แค่ไม่เข้าใจ ทำไมต้องใจร้ายกับเขาด้วย

“กูขอโทษ...” ต้นตัดสินใจเอ่ยออกไปเบาๆ

“ขอโทษ! ขอโทษแล้วยังไง มันมีอะไรดีขึ้นบ้าง ย้อนเวลาไปแก้ไขอะไรได้ไหมล่ะ ทำให้กูกับพี่โอมกลับมาคืนดีกันได้ไหม! ตอนทำอะเสือกไม่คิด ทีงี้มาขอโทษ ตลกเหอะต้น ออกไปจากห้องกูเลย ออกไป!” เพราะยังขุ่นมัว ดิวเลยสาดคำพูดออกไปแบบไม่ยั้งคิด ทว่าแทนที่อะไรๆ มันจะง่ายขึ้น ต้นกลับหัวร้อนกว่าเดิม

ได้...ในเมื่อพูดขอโทษแล้วยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น เขาก็จะไม่ขอโทษอีก เขาขยับตัวออกมาให้ห่างมากขึ้นแต่ไม่ได้ลุกออกจากเตียง เอื้อมไปหยิบมือถือของดิวบนพื้นขึ้นมา พอดิวเห็นก็ตั้งใจจะแย่งคืนทว่าต้นผลักร่างเล็กนั้นออก แล้วเปิดอ่านข้อความที่ดิวส่งไปง้อไอ้โอม ผู้ชายที่ดิวรักนักรักหนา บอกตามตรง...เหมือนเห็นว่ามันเป็นยาพิษแต่ก็เสือกหยิบมากินเอง แม่งโคตรทรมานจิตใจ แต่ต้นก็กัดฟันทน อ่านมันให้จบแล้วหันไปสบตาก้าวร้าวของดิว

“อยากได้มันคืนมากใช่ไหม” เสียงนั้นเย็นชาและแข็งกร้าวในเวลาเดียวกัน

“ใช่ กูอยากได้เขาคืนมา มึงน่ะเอาคำขอโทษไร้ค่าของมึงคืนไป แล้วคืนเขามาให้กูสิ!” ต้นสบตาเอาจริงของดิว ในหัวเขามีวีธีแต่เขาไม่ได้อยากใช้มันเลย ไม่อยากให้ดิวกลับไปคบกับคนที่ทิ้งกันไปง่ายๆ อย่างนั้น คนเห็นแก่ตัว...คนที่ไม่ให้เกียรติคนรักแบบนั้นมันน่ากลับไปคบตรงไหนวะ!

ไม่สิ...ไอ้คนแบบนั้นน่ะมันคือคนที่ดิวรักไงล่ะ นั่นแหละ เหตุผล

“งั้นมึงถอดเสื้อผ้าออกสิ”

“พูดเหี้ยไรของมึง กูไม่ทำ...” ดิวหวาดระแวง

“อยากได้เขาคืนมาก็ทำตามที่กูบอก หรือมึงไม่อยากได้ หวงอะไร ตัวมึงเหรอ? เห่อๆ อย่าพูดให้กูขำดิว กูเห็นมึงเอากับผัวมาหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องหวงกับกูอีก” เขารู้ดีว่าคำพูดที่พ่นออกไปมันรุนแรงแค่ไหน แต่ในเมื่อพูดดีๆ ไม่สนใจ ต้นก็จะพูดแม่งแบบนี้แหละ สมน้ำสมเนื้อดีกว่าไม่ใช่เหรอ

ดิวกัดฟันแน่น ไม่ตอบโต้อะไรแต่ก็ไม่ยอมทำตามคำพูดของต้น

ก็แล้วแต่...เขาไม่บังคับให้มันทำหรอก แล้วเขาก็ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่แม่งแบบนี้แหละ เขาไม่ออกไปด้วย ถึงจะใกล้ได้เวลาเข้าเรียนแล้ว แต่เวลานี้ช่างแม่งไปก่อน สมองต้นไม่รับข้อมูลใดๆ ทั้งนั้นนอกจากเรื่องตรงหน้า

“ถ้ากูทำตามมึง กูจะเชื่อได้ไงว่ากูจะได้พี่โอมกลับมา” ต้นไหวไหล่

“ถ้ามันไม่กลับมาหามึงจริงๆ กูจะยอมหายไปจากชีวิตมึงเลยดีไหมล่ะ” เขาเอาเรื่องที่ไม่น่าทำได้ขึ้นมาพูดก็เพื่อต้องการให้ดิวได้อย่างที่ต้องการ

“ก็ได้ แต่มึงห้ามทำอะไรกู”

“อืม...” กูจะพยายาม ต้นบอกกับตัวเองในใจ

ดิวค่อยๆ ถอดเสื้อนักเรียนออกแล้วโยนออกไป พอต้นเห็นแบบนั้นก็ดึงข้อเท้าของดิวจนล้มลงมานอนอยู่ใต้ร่าง ดิวพยายามดิ้นรน แต่เขาล็อกมันเอาไว้ด้วยมือและเท้าของตัวเอง ต่อให้มีแรงมากกว่านี้ก็ทำอะไรเขายากเพราะเขาตัวใหญ่และแรงเยอะกว่า

ต้นหยิบมือถือขึ้นมากดเปิดการทำงานของโหมดวิดีโอ จากนั้นมองหาจุดที่พอจะเห็นหน้าตัวเองชัดแต่เห็นดิวแบบผ่านๆ จนมองไปเห็นหัวเตียงซึ่งน่าจะเป็นจุดที่ดีที่สุดจึงเอามือถือไปตั้งเอาไว้โดยเอาของหลายๆ อย่างมารองด้านหลังเครื่องไม่ให้มันล้มลงไป เสร็จแล้วเขาก็หันมาสนใจร่างเล็กด้านใต้ ใบหน้าหวาดกลัวและน้ำตาสั่นไหวความรู้สึกอย่างที่สุด

ต้นรู้ว่าตัวเองกำลังฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของคนที่เขารัก แต่ในเมื่อตนเองต้องเจ็บ ก็ขอตักตวงบางสิ่งบางอย่างบ้างไม่ได้เหรอ เขาก้มลงไปไซ้ซอกคอของดิว สูดดมกลิ่นกายเฉพาะตัว คนตัวเล็กร้องไห้และดิ้นรนเพราะคิดว่าเขากำลังจะข่มขืน ก็ใช่...ท่าทางเขามันเป็นแบบนั้น แต่ต้นไม่ได้ทำมากไปกว่านั้นหรอก เขาใช้ริมฝีปากจูบผิวกายขาวของดิวตั้งแต่ลำคอไปจนถึงแผ่นอก ดอมดมความเป็นดิวและเก็บมันเอาไว้ ต้นทำได้แค่นี้...และไม่มีสิทธิ์ไปมากกว่านี้

ดิวดิ้นรนจนรู้สึกเหนื่อย สุดท้ายก็ได้แต่นอนนิ่งและปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ ทว่าเสียงร้องไห้เหมือนใจจะขาดนั้นทิ่มแทงเขาเหลือเกิน ต้นยันตัวขึ้น ยิ้มเยาะใส่อีกฝ่ายก่อนจะหันไปยิ้มใส่กล้องมือถือ ทิ้งความหยามหยันเอาไว้จากนั้นเอื้อมมือไปกดปิด แล้วรีบดีดตัวออกจากดิว หันมาสนใจส่งคลิปวิดีโอนั้นให้โอมแทน

ก็บอกแล้ว...เขาไม่ได้อยากทำแบบนี้ แต่ต้นเชื่อว่านี่จะลากให้ไอ้สารเลวนั่นกลับมาหาดิวได้ มันหมั่นไส้เขา มันต้องกลับมาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของดิวอย่างแน่นอน

“มึงทำแบบนี้ทำไม...” ดิวถามเสียงเบา ไม่เข้าใจในสิ่งที่ต้นทำ

“ทำให้มึงสมหวังไงดิว” ต้นตอบพลางยิ้มเย้ย… เขามอบรอยยิ้มนี้ให้ตัวเองไม่ใช่ดิว

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.5-100%

หลังส่งคลิปเหมือนดิวโดนข่มขืน ต้นก็ส่งข้อความตามไปด้วยว่าของเก่าของมึงแต่ของใหม่ของกูวะ ประโยคหยามกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ยังไงโอมก็ต้องโผล่หัวมาอย่างแน่นอน ต้นมั่นใจ ผู้ชายน่ะ บางทีก็เหมือนหมาหวงก้าง ต่อให้ไม่รักดิวแล้วโอมก็จะมาเพื่อเอาดิวไปอยู่ดี เพราะโอมไม่ชอบขี้หน้าต้น ไม่ต้องการให้ต้นเอาของของตัวเองไปหรอก เสร็จแล้วต้นก็โยนมือถือคืนให้ดิวพร้อมกับเสื้อนักเรียนของเจ้าตัว

“ไปอาบน้ำไป เน่าฉิบหาย...ชุดตั้งแต่เมื่อวาน”

“เกี่ยวไรกับมึงล่ะ เสือก”

“อ้าว แล้วเมื่อกี้ใครเรียกร้องให้กูเอาแฟนมาคืนนะ...”

“หึ มึงทำแบบนี้มึงโดนแน่ต้น พี่โอมไม่ปล่อยมึงไว้แน่”

“อ่าฮะ มึงก็หุบปากไว้ล่ะ… เดี๋ยวมันจะหาว่าปกป้องกูอีก” ดิวมองหน้าเหมือนไม่เข้าใจ

และใช่...เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ต้นทำเลย ความจริงคำพูดที่ดิวใช้นั้นก็แค่ต้องการต่อว่าร่างสูงนี่มากกว่า อยากให้มันเจ็บแสบเหมือนที่เขาเจ็บบ้างเท่านั้น อีกอย่าง...ก็แค่อารมณ์ชั่ววูบที่ด่าออกไป คิดไม่ถึงว่าต้นจะทำแบบนี้

ต้นเห็นสายตามากด้วยคำถามและความไม่เข้าใจของดิว แต่เขาไม่คิดตอบ ไม่คิดให้ความกระจ่างอะไร เขาเคลื่อนกายมานั่งห้อยขาริมเตียง เสยผมตัวเองเล็กน้อยเพราะมันปรกหน้าเขาจากการกระทำเมื่อครู่นี้ จากนั้นหยิบมือถือตัวเองออกมาเล่นรอเวลา

พิกและฝุ่นส่งข้อความเข้ามาในไลน์รัวๆ ว่าป่านนี้เขาอยู่ไหน ต้นตอบสั้นๆ แค่ ‘กูไม่เข้าเรียน’ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว อีกอย่างเดี๋ยวโอมต้องมาแน่ๆ คงมีการปะทะกันบ้าง เขาต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้

เมื่อดิวหยิบผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำ เขาก็ลงมาข้างล่างเอาข้าวต้มที่ตัวเองทำเอาไว้เข้าไมโครเวฟอุ่น เพราะจะให้กินแบบเย็นชืดมันไม่อร่อย เสร็จก็ยกมันขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือของดิว ป่านนี้เจ้านั่นยังอาบน้ำไม่เสร็จ ไม่รู้ทำไมอาบนาน เป็นเขานี่เสร็จตั้งแต่ชาติที่แล้วละ

ต้นนั่งลงข้างเตียงอีกครั้ง เล่นมือถือเหมือนตัวเองไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้นในตอนนี้ ทั้งที่ข้างในซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ ต้นรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นเพราะเขาเป็นคนกำหนดมันด้วยตัวเอง ก็ดิวต้องการแบบนั้นมากกว่าคำขอโทษของเขานี่ เขาก็เลยต้องพยายามไถ่โทษด้วยการเอาคนรักของดิวกลับคืนมาให้ บางทีต้นควรเห็นแก่ตัวมากกว่านี้สักหน่อย เผื่อดิวจะได้กลายมาเป็นของเขาบ้าง ไม่ใช่ได้แค่มองแล้วก็ปากหมาใส่ไปวันๆ อย่างที่เป็นอยู่

ดิวพันผ้าขนหนูผืนเดียวออกมา ต้นมองแวบเดียวก็ละสายตาหนี ปากเก่งใส่ก็จริง แต่เขาชอบมันนะ เขาเห็นแบบนี้ก็ต้องรู้สึกอะไรบ้างอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นรูปปั้นเสียหน่อยจริงไหม ดิวเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ทว่าเหลือบเห็นข้าวต้มแล้วก็ยาที่วางอยู่คู่กันเลยชะงักเท้า

“อะไร...” ถามควายๆ ข้าวไง ต้นปากหมาในใจ

“มึงเห็นเป็นอะไรอะ”

“อย่ากวนตีน”

“ข้าวไง อุ่นมาให้แดก ยาด้วย มึงตัวร้อนหน่อยๆ”

“เสือกเรื่องของกูจริงๆ นะ”

“ก็บอกแล้ว… เรื่องของมึงก็เหมือนเรื่องของกูนั่นแหละ” จบประโยคก็เกิดความเงียบ

ดิวสวมใส่เสื้อผ้าที่ค่อนข้างมิดชิด กางเกงวอร์มขายาวและเสื้อยืดแขนยาว ไม่รู้หนาวหรือกลัวเขาทำอะไรตัวเองขึ้นมากลางคัน ว่ากันตรงๆ ใส่ขายาวแขนยาวก็ไม่ได้ทำให้การปลุกปล้ำยากขึ้นหรอก แค่เห็นแล้วมันมีอารมณ์ได้น้อยเท่านั้นแหละ พอเจ้าตัวใส่เสื้อผ้าเสร็จก็มานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ จับจ้องชามข้าวและยา ลังเลขนาดนั้น ปัดแม่งทิ้งไปเลยก็ได้นะเอาจริงๆ

“ใครทำ...”

“แม่” ต้นตอบกลับทันที ทั้งที่เขาเนี่ยเป็นคนทำเองกับมือ

ดิวถอนหายใจเบาๆ แล้วเริ่มตักข้าวต้มกินพลางเล่นมือถือตัวเอง ต้นก็ทำเป็นเล่นนะ ทว่าสายตาจับจ้องอยู่แต่ดิว มองอีกฝ่ายยิ้ม มองอีกฝ่ายเศร้า ดูเหมือนดิวเองก็ลุ้นว่าพี่โอมสุดที่รักจะมาหาไหม คิดอีกแง่ ถ้าโอมไม่มา ต้นก็ต้องออกไปจากชีวิตมัน ไม่ว่าจะทางไหน ดิวก็มีแต่ได้เห็นๆ เลย ส่วนเขา...เจ็บทุกทางจริงๆ

ไอ้เด็กโง่นั่งกินข้าวต้มนานมากกว่าจะหมด มีการมองยาแล้วอิดออดด้วย ดีที่ยังกินยาลดไข้สองเม็ดนั้นไม่งั้นเขาจะจับยัดเข้าปากแทน ดิวดันถ้วยและแก้วน้ำออกห่างจากนั้นหันมามองหน้าแล้วเลิกคิ้วใส่เชิงตั้งคำถาม

“ทำไมไม่ไปไหนสักที จะสิงอยู่ห้องกูเลยไหมล่ะ” ต้นกระตุกยิ้มร้ายกาจ

“ได้ปะล่ะ เผื่อกูจะได้ดูหนังสดไง...” สมุดการบ้านของดิวปลิวมาใส่หน้าต้นเต็มๆ

“มึงหน้าตาดีนะต้น เสียที่ปากมึงเป็นแบบนี้ไง ถึงไม่มีใครเอาคนอย่างมึงไปทำพันธุ์” รู้ดีจังนะแต่ไม่เห็นรู้จริงเลยนี่

“คนจะเอากูอะเยอะแยะดิว แต่กูจะเอาไหมก็แค่นั้น...ไม่เหมือนเด็กอย่างมึงหรอก”

“เด็กอย่างกูมันทำไม!”

“อืม… มันทำไมน้า” ความกวนตีนทำให้ต้นกินกระดาษไปอีกหนึ่งเล่มใหญ่ๆ แต่เขาไม่ได้เอาคืน กลับขำมันมากกว่า เดือดดาลเข้าไป ก็ทำเขาได้แค่นี้แหละ

“มึงพูดมาเดี๋ยวนี้นะต้น เด็กอย่างกูมันทำไม” เจ้าตัวโกรธจนลืมระวังตัว สาวเท้าเข้ามาหาต้นทั้งที่ตอนแรกระวังอย่างกับอะไรดี

“เด็กอย่างมึงมันอดอยากไง...” ว่าจบก็กระชากข้อมือเล็กๆ จนดิวล้มลงใส่ร่างกำยำที่นั่งพิงหัวเตียงเต็มรัก ไม่ต้องห่วง คนเจ็บคือต้น ดิวอยู่บนร่างเขาสบายดี

“เหี้ย! เล่นอะไรของมึงเนี่ย ปล่อยกูเลยนะไอ้หมาต้น” เด็กโง่ดิ้นรนทันที ต้นล็อกคอของดิวเอาไว้ก่อนจะกระซิบชิดใบหูขาว

“หมาน่ะ มันซื่อสัตย์มากนะ” เขาเลียติ่งหูดิวเบาๆ กลิ่นหอมของสบู่โชยเข้าจมูก เป็นกลิ่นที่เขาได้จากตัวมันมาตั้งแต่เด็ก ดิวไม่เคยเปลี่ยนสบู่และแชมพูที่ใช้ ไม่รู้ว่าไม่ใส่ใจหรือเพราะขี้เกียจดี

“พร่ำบะ...บ้าอะไร” เสียงของดิวเริ่มสั่นเทา เมื่อต้นดูจะมึนเมากับกลิ่นหอมๆ จากเจ้าตัว

ต้นไซ้จมูกไปที่หลังใบหูสูดดมกลิ่นกายให้ฉ่ำปอด ดิวพยายามจะผลักอกของคนที่นั่งอยู่เพื่อจะลุกหนี แต่ต้นไม่ยอมคลายวงแขน มีแต่รัดแน่นเหมือนความต้องการที่ค่อยๆ ทะยานขึ้นทีละน้อย ผิวอ่อนตรงคอขาวน่ามันเขี้ยว ต้นงับแล้วดูดมันเบาๆ สติสตางค์เลือนรางลงทุที เขาชอบมัน...เขารักมัน แล้วเขาก็อยากครอบครองมันใจจะขาด เรี่ยวแรงน้อยๆ ของคนตัวเล็กราวกับเป็นการกระตุ้นเขาไปในตัว ต้นยิ่งเพิ่มความรุนแรงในการซุกไซ้ไปทุกที

รอยแดงที่อยู่ก่อนหน้า...เขาอยากจะลบมันทิ้งด้วยริมฝีปากของตนเอง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะต้น...” เสียงของดิวเบาหวิว อีกฝ่ายเริ่มมีอารมณ์เหมือนเขาแล้วใช่ไหม เคลิ้มแบบเดียวกับเขาใช่หรือเปล่า...

“ตัวมึงหอม...อื้ม...หอมมากดิว” กลายเป็นเขาที่เพ้อไปก่อน ต้นอยากผูกมัดดิว อยากเก็บดิวเอาไว้กับตัวเพียงคนเดียว

ในขณะที่สติต้นเตลิดไปไกล เสียงประตูถูกเปิดอย่างแรงก็ฉุดกระชากเขากลับมายังความเป็นจริง ดิวโดนดึงออกจากอ้อมกอด คนตัวเล็กตกใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ส่วนต้นที่ประมวลผลไม่ทันได้แต่ยกมือขึ้นกันขาที่ฟาดเข้ามาตรงหน้า

“พี่โอม!” ดิวเรียกชื่อคนที่บุกเข้ามาในห้อง ต้นที่สติกลับมาเต็มที่ก็ลุกขึ้นยืนพร้อมส่งรอยยิ้มหยามหยัน มันมองมาราวกับจะฆ่าแกงกัน หึ! คิดว่าจะทำอะไรเขาได้ง่ายๆ เหรอ

“มึงว่าใครเป็นของเก่ากู กูกับดิวยังไม่ได้เลิกกัน!” โอมตะคอกเสียงดัง

ยืนห่างกันแค่เอื้อมมือจะตะโกนทำไม บ้าเปล่า เสียงดังไม่ได้ช่วยทำให้มันดูน่าเกรงขามขึ้นหรอกนะ เขาทำหน้าทำตาไม่สะทกสะท้าน แถมยังแอบอมยิ้มมุมปากคล้ายกับสิ่งที่โอมกำลังทำมันน่าตลกสิ้นดี

“อ้าวเหรอ กูเห็นพวกมึงทะเลาะกันเลยนึกว่าเลิกกันไปแล้วนะเนี่ย แต่กูว่าเลิกกันไปก็ดีนะ คนอย่างมึงมันไม่เหมาะเป็นแฟนกับน้องดิวของกูหรอก” คำพูดและน้ำเสียงเยาะเย้ยทำให้โอมดิ่งเข้ามากระชากคอเสื้อต้นอย่างแรง ดึงแบบต้องใช้แรงแทบทั้งตัวเพราะต้นตัวใหญ่กว่าพอสมควร ต้นเลิกคิ้ว...มองหน้าอีกฝ่ายคล้ายมองหมาตัวหนึ่ง

“มึงเป็นใคร มีหน้ามาตัดสินกูกับดิว”

“ผัวใหม่ไงครับ” รอยยิ้มเย้ยทำให้โอมเดือดจัด มันยกกำปั้นขึ้นมาหมายต่อยหน้า แต่ต้นรับหมัดของมันเอาไว้ได้ มันแรงอะใช่ ทว่าต้นก็ไม่ใช่ไก่อ่อนหรอกนะ!

โอมพยายามจะดึงกำปั้นตัวเองออกจากมือของต้น ดวงตาปูดโปนด้วยความโกรธดูน่าเกลียดเป็นบ้า เขาหัวเราะเบาๆ กับสีหน้าและท่าทางของมัน ถึงตอนนี้คงรู้ใช่ไหมว่าถ้าเขาสวนกลับบ้างหน้ามันจะแหกระดับไหน

“ดิวเป็นแฟนกูไอ้สัตว์ มึงมันสารเลว เข้ามายุ่งกับแฟนชาวบ้านเขา เห็นดิวอ่อนแอหน่อยก็ใช้กำลังข่มเหง มึงคิดว่ากูจะปล่อยมึงไปหรือไงไอ้ชาติหมา!” สู้ไม่ได้ก็เอาเสียงข่ม ต่อยไม่ได้ก็จะใช้ขาแทน ต้นเห็นแล้วว่ามันแทงเข่าขึ้นมา เขารีบกะจังหวะหลบพร้อมกับยันเท้าไปที่อกของมัน โอมเกือบปลิวจากแรงที่เขาส่งออกไป แต่มันก็สามารถรักษาหน้าตัวเองเอาไว้ได้ ก็...ถ้าล้มลงคงขายหน้าดิวแย่อะนะ

“ช่วยไม่ได้ มึงทำร้ายจิตใจน้องเขาก่อน กูเห็นช่องว่างกูก็ต้องเสียบสิ” ว่าพลางยักคิ้วใส่ โอมฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง มันไม่ได้วิ่งเข้าใส่แต่หันไปเอาชามข้าวบนโต๊ะมาปาใส่

ระยะแค่นี้ ถ้าโดนชามปาเข้าหน้าเต็มๆ หมอต้องไม่รับเย็บหน้าแน่ ต้นรีบยกมือขึ้นมากัน แต่เพราะชามมันค่อนข้างบางประกอบกับความแรงที่ปามา พอกระแทกโดนแขนก็แตก เศษกระเบื้องทะลุช่องว่างแขนมาโดนหน้าเขานิดหน่อย ประเด็นคือแม่งเฉียดปลายคิ้วจนเกิดแผล

ดิวช็อกมากกับเหตุการณ์ตรงหน้า โอมเห็นว่าทำร้ายร่างกายต้นได้เสียทีก็รู้สึกเหมือนได้กำชัยชนะ

ต้นรู้สึกได้ถึงเลือดที่ไหลจากปากแผลเล็กๆ มาจนเกือบจะถึงแก้มจึงยกมือขึ้นเช็ด...หนึ่งแผลถ้วน

ไม่มีรอยยิ้มหยันบนใบหน้า ไม่มีความทะเล้นกวนตีนอีก ต้นมองหน้าโอมแบบหาเรื่องเต็มที่ อย่าคิดว่าเขาเป็นเด็กดีไม่เคยต่อยตีกับใครสิ ต้นแค่เปลี่ยนตัวเองเพื่อแม่เท่านั้น แค่ทิ้งคราบนักเลงหัวไม้เพื่อไม่ให้แม่มานั่งหนักใจ ต้นสาวเท้าเข้าหามัน จ้องมองมันเหมือนที่เคยมองคู่อริในสมัยมัธยม…

โอมค่อยๆ ก้าวเท้าถอยไปด้านหลังทีละน้อย แววตาจากทอประกายดีใจก็เริ่มลุกลี้ลุกลน พวกปากดี พวกเก่งทีเผลอมักไม่แน่จริง มันมองซ้ายทีขวาทีราวกับจะหาอาวุธ แต่มันไม่มีแล้วไง...

“มึงออกไปเลยนะ แล้วอย่ามายุ่งกับแฟนกูอีก ถ้ากูรู้ว่ามึงมายุ่งกับดิว กูจะเอาเรื่องมึงให้ถึงที่สุด” โอมชี้นิ้วไปทางประตูห้อง เขาดูออกว่าภายใต้ท่าทีนั้นมันคือความกลัว แต่อีกฝ่ายก็ยังทำปากดีจะไล่เขาออกไป

ต้นเหลือบตาไปมองดิว พวกเขาประสานสายตากันเพราะดิวเองก็เอาแต่จ้องต้นอยู่ก่อนแล้ว

บาดแผลตรงหน้าแม้ไม่ใหญ่ก็ทำให้ดิวรู้สึกผิด แต่สุดท้ายดิวก็เลือกจะหลบหลังโอม สองมือกุมต่ำ และไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายเมื่อเห็นต้นจ้องเขม็งมาที่ตัวเอง

ทั้งกลัว ทั้งรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันร้ายแรงจนดิวตั้งตัวไม่ทัน ไม่คิดว่าการที่ต้นทำการอุกอาจนั้นมันเพื่อดึงพี่โอมให้กลับมาหาตัวเอง แต่ว่า...แต่ว่าต้นก็ต้องมาเจ็บตัวเพราะตน

“ก็...ถ้าปล่อยดิวโสดอีก...กูจะแวบมางาบไปแดก” ต้นยักคิ้วใส่หนึ่งทีแล้วเดินกระแทกไหล่โอมจนเซ แต่ก่อนจะออกไปเขาไม่วายหันไปมองเจ้าของห้อง ภายในแววตาของเขามีประกายความผิดหวังและเสียใจอยู่ลึกๆ ส่วนคนที่ถูกมองจะเห็นหรือไม่นั้น เขาไม่ได้สนใจเลย สุดท้ายเขาก็ต้องตัดใจและเดินออกไป

แค่นี้...ดิวก็ได้คนรักของตัวเองคืนแล้ว

คำขอโทษไม่มีค่า ต้องแบบนี้สิถึงมีค่าสำหรับดิว ได้คนรักคืน ได้เอาเรื่องผู้ชายปากหมาอย่างเขาด้วย โอ้โห น่าอิจฉาดิวจังเลยเนอะ คงมีความสุขน่าดู ป่านนี้สวีตกับแฟนจนไม่ลืมหูลืมตาแล้วล่ะมั้ง

เขา...เสียใจ จู่ๆ มันก็เกิดอาการน้อยใจขึ้นมา เขารู้จักกับดิวมาตั้งแต่เด็ก ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่คำขอโทษของเขาไม่ได้ทำให้ดิวรู้สึกดีได้ คำขอโทษกลายเป็นของไร้ค่าเมื่อเทียบกับผู้ชายคนนั้น เออ เขานิสัยแย่ที่ชอบแกล้งมัน แต่ความสัมพันธ์ของเราที่มีมาแต่เด็กกลับไม่มีความหมายแลย ต้นยังจำใบหน้าของดิวได้ดี ตอนที่บอกว่าคำขอโทษของเขาไม่มีความหมาย คำขอโทษของเขามันไร้ค่าเพราะมันทำให้อะไรกลับคืนมาเป็นอย่างเดิมไม่ได้ ดิวเอาแต่โทษเขา โยนความผิดทั้งหมดให้เขา โดยที่ไม่ได้ดูความเป็นจริงเลย

ช่างเหอะต้น เสียใจไปก็เท่านั้น มึงก็ทำอย่างที่ดิวต้องการแล้วไง เอาแฟนมันกลับคืนมาให้ เท่านี้ก็ไถ่โทษได้หมดแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่มึงเอง ว่าจะยังไปมองดูภาพเหล่านั้นให้เจ็บปวดอีกไหม จะไปคิดถึงมันอีกหรือเปล่า ส่วนดิว...ถ้ามันโดนทิ้งก็ไม่เกี่ยวกับมึงแล้ว

ต้นกลับมาถึงห้องก็พยายามกล่อมตัวเองจนกระทั่งหลับไปทั้งสภาพแบบนั้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ปาไปช่วงเย็นของวัน จากแผลที่ตอนแรกไม่ได้รู้สึกอะไร ตอนนี้กลับตึงๆ และปวดตุ้บๆ

“แม่เล่นกูแน่...” ต้นส่องดูแผลตรงหางคิ้วในกระจก เลือดแห้งกรังเพราะไม่ได้ล้างออกก่อนจะมานอน

เขาตัดสินใจถอดเสื้อผ้าออกแล้วไปอาบน้ำ พอชำระล้างร่างกายเรียบร้อยถึงค่อยมาล้างเลือดตรงแผลแล้วถึงไปหายาใส่ให้เรียบร้อย หรือจะไม่ใส่ดีนะ จริงๆ ต่อให้ทำแผลหรือไม่ ยังไงแม่ก็ต้องเห็นแน่ๆ แล้วเขาก็ต้องโดนซักจนสะอาดแน่นอน โอย...ไม่ไหวนะแบบนั้น ต้นไม่อยากให้แม่รู้ว่าไปมีเรื่องกับคนอื่นมา

RrrRrrrrr

เสียงจากโทรศัพท์มือถือทำให้ต้นต้องละความสนใจจากแผล เขาเพิ่งออกจากห้องน้ำ ใส่แค่ผ้าขนหนูสีน้ำเงินพันเอว ก็กำลังตัดสินใจนั่นแหละว่าจะเอายังไงกับแผลนี่ดี

“เออ ว่าไง” ต้นกดรับสายเจ้าน้องชาย ในใจยังอาลัยให้กับความโชคร้ายของตัวเอง

(พี่ไปทำอะไรดิว!) ทำไมคำถามแรกมันยิงมาแบบนี้?

“เปล่าหนิ กูไม่ได้ทำอะไรดิว”

(ไม่ได้ทำบ้าอะไร เนี่ย...แฟนดิวมันโพสต์ว่าพี่ไปข่มขืนดิวที่ห้อง มีรูปแคปมาจากวิดีโอเป็นหลักฐานด้วย ดูยังไงพี่ก็ทำดิวอะ แล้วนี่คนเข้าไปด่าอย่างเยอะ คนเชียร์ให้แจ้งความด้วย!) ได้ฟังข่าวแล้วต้นก็ยิ้มขื่นให้ตัวเอง

“เหรอ...”

(พี่จะไม่แก้ตัวหน่อยเหรอพี่...) เสียงของไม้เหมือนผิดหวังในตัวพี่ชายตนเอง

“กูจะแก้ตัวอะไรได้วะ”

(ความจริงก็ได้ พี่บอกผมสิ....)

“กลับมากูจะเล่าให้ฟัง” เขาบอกกับน้องชายแค่นั้นแล้วก็วางสาย

ต้นไม่ได้คาดคิดเอาไว้หรอกว่าโอมจะเอาเขาไปประจานแบบนั้น เพราะเขาเอาแต่คิดว่าจะทำเพื่อให้โอมกลับมาหาดิวตามที่ดิวต้องการ แต่ก็ช่างมัน ชื่อเสียงเสียหายก็ปล่อยไปเถอะ ที่สำคัญจริงๆ ต้นกลัวแม่จะรู้ เขาพยายามทำตัวดีไม่ให้แม่เสียใจ แต่ถ้าแม่รู้เรื่องนี้ แม่ต้องร้องไห้เพราะเขาแน่ๆ ดิวเองก็เป็นเด็กที่แม่ให้ความเอ็นดูมาแต่เล็กแต่น้อย มันทำให้ตอนนี้เขาได้คิด...ว่าน้ำตาของแม่กับรอยยิ้มของดิว มันคุ้มไหมกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

คำตอบจริงๆ มันง่ายมาก...มันไม่คุ้มเลย

....TBC....

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.6-100%

ไม้มาถึงบ้านหลังเลิกเรียนได้ไม่นานแสดงว่าน้องชายคงโดดซ้อมแบดมินตันมา เรื่องของเขาน่าจะทำให้ไม้ร้อนรนเกินกว่าจะมีสมาธิซ้อม เขาขอโทษน้อง ไม่ตั้งใจทำให้ใครเดือดร้อนนอกจากตัวเอง แต่ไม้ดันช็อกกับสภาพของเขาจนไม่ได้ฟังคำขอโทษ

“เกิดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย...” เจ้าน้องชายพึมพำออกมาเบาๆ ทั้งยังตรงเข้ามาสำรวจใบหน้าของเขาในระยะประชิด นิ้วสากๆ ของน้องจิ้มแผลบริเวณหางคิ้วจนเขารู้สึกเจ็บ

“ฝีมือโอมใช่ไหม” ต้นพยักหน้าก่อนปัดมือน้องออก

เขาเริ่มเล่าเรื่องเมื่อเช้าให้ไม้ฟังโดยไม่ข้ามส่วนใดเลยสักส่วน ไม้เป็นคนเดียวที่รู้ความรู้สึกของเขาที่มีต่อดิวทั้งหมด เลยไม่มีอะไรให้น่าปิดบัง นั่งฟังไปเรื่อยๆ เจ้าน้องชายตัวดีก็ชักจะคิ้วขมวดเป็นปมใหญ่ ต้นรู้แหละว่าน่าจะไม่พอใจ ทั้งดิวและโอม แต่หนักสุดก็เขานี่แหละ

“พี่กลัวแม่จะรู้” ต้นมองหน้าน้องชายเมื่อบอกทุกอย่างจนหมด

“ผมขอให้ดิวลบโพสต์นั้นแล้ว แม่ก็ไม่ค่อยเล่นมือถือ แม่ไม่รู้หรอกพี่”

“ไปขอแบบนั้นเดี๋ยวไอ้โอมก็หาเรื่องดิวอีกหรอก” ความเป็นไปได้มีสูงเสียด้วย

“ไม่หรอก เพราะผมขอร้องเขาเอง” คำตอบของไม้ทำเขาฉงน

“นี่ไม้ไปคุยกับมันมาเหรอ” น้องชายพยักหน้า

“ความรู้สึกของแม่สำคัญที่สุดไม่ใช่เหรอพี่” เท่านั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกอีกเลย

แค่คิดว่าต้องเห็นแม่ร้องไห้เพราะเขาทำตัวแย่ เขาก็แทบจะร้องไห้บ้าง ไม่รู้ดิ...ปวดใจ นั่นก็คนที่เขารักอะ แต่นี่ก็แม่ที่เขารักที่สุดเหมือนกัน ต้นรู้ว่าไม้ต้องไปอ้อนวอนมัน ปล่อยให้มันด่าสารพัดโดยที่ไม่ตอบโต้เพื่อตนและแม่

“พอแล้วได้ปะวะพี่ อย่าทำเพื่อคนอื่นจนตัวเองเป็นแบบนี้ได้ปะวะ” ไม้ก้มหน้าพูด ไม่สบตาเขาและเขาเองก็ไม่กล้าสบตาเช่นกัน

“ผมไม่ได้ว่าที่ทำแบบนี้แล้วเสี่ยงแม่รู้หรอกนะ มันคนละส่วนกัน แต่...ดูหน้าพี่ดิ พี่ต้องมาเจ็บตัวเพื่อให้ดิวมันได้กลับไปคบกับคนแบบนั้นอะนะ ถึงผมจะเป็นเพื่อนสนิทดิว แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยที่พี่ทำแบบนี้” ต้นพูดอะไรไม่ออก เข้าใจความรู้สึกของไม้ ถ้าในทางกลับกันไม้ไปทำแบบนี้กับใครสักคน คนเป็นพี่อย่างเขาก็ต้องไม่พอใจเหมือนกัน อาจจะมีท่าทางโกรธมากกว่าที่น้องกำลังแสดงใส่เขาในตอนนี้ด้วยซ้ำ

“ถ้าทำแล้วดิวมันรักพี่บ้าง ผมก็คงไม่มีอะไรต้องพูดหรอก” เหมือนโดนแทงใจดำเข้าอย่างจัง คำพูดของน้องตัวเองนี่เจ็บฉิบ!

“รับปากไม่ได้ว่ะ” วันนี้ที่ทำลงไปยังเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบเลย บางที...เราก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ทุกสถานการณ์

“จนปัญญากับพี่เลยว่ะ โรคจิตอ๋อ หาเรื่องให้ตัวเองเจ็บทั้งกายและใจแบบนี้อะ” ไม้เดินหัวเสียไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์

“คงงั้น”

“หงุดหงิดกับพี่ว่ะ ไปซ้อมแบดฯ นะ” ไม้กระแทกเก้าอี้เสียงดัง คือหงุดหงิดเขาก็ไม่ควรทำกับเก้าอี้แบบนั้นอะน้องรัก

พอไม้ออกไป ต้นก็เลือกจะนอนลงบนที่นอนอีกครั้ง พยายามไม่คิดมาก พยายามไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แต่คำพูดแทงใจดำของน้องก็ทำให้มีเป๋กันบ้าง ด้วยสถานะของเขาจะว่าดิวอยู่ใกล้มันก็ใช่ แต่ความในใจของเขากลับสื่อไปไม่ถึงอีกฝ่ายเลย ที่จริงต้นรู้สึกท้อนะ เขาอยากถอยออกมาเหมือนกัน แต่เพราะรู้ว่ายังไงซะตัวเองแม่งก็ดื้อดึงไม่ยอมถอยออกมาอยู่ดี

หลังจากปล่อยให้สมองฟุ้งซ่านจนพอใจ ต้นก็ตัดสินใจโทรหาฝุ่น เพื่อนคนนี้อยู่หอนอก ไม่มีรูมเมต เขาจะไปค้างกับเพื่อนสักระยะหนึ่งเพื่อให้แผลหายก่อน แต่ก็ไม่ลืมบอกแม่ว่าจะไปค้างกับเพื่อน มีโปรเจกต์ต้องทำอะไรก็ว่าไป ส่วนเจ้าไม้แค่บอกคำเดียวสั้นๆ น้องก็เข้าใจดี ไม้ปล่อยให้เขาไปนอนหอกับเพื่อนแต่ก็ไม่ลืมย้ำว่าให้ไปดูเจ้าตัวแข่งแบดมินตันด้วย

(เออพี่ ผมขอโทษที่พูดจาแบบนั้นใส่พี่นะ) ก่อนวางสาย เจ้าไม้บอกกับเขาเสียงเบา ถึงไม่ได้เห็นหน้าก็รู้ว่าน้องรู้สึกผิด ต้นไม่โกรธน้องหรอก เขาทำตัวเองทั้งนั้น ถ้าคนอื่นจะต่อว่าเขาบ้าง จะพูดจาจี้ใจดำเขาบ้าง มันก็ไม่ผิดอะไร

ต้นใส่เสื้อมีฮู้ดแขนยาวสีดำ และกางเกงยีนขายาว สะพายเป้ที่อัดแน่นไปด้วยชุดนักศึกษาสามชุดและอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ อีกเล็กน้อย เขาเตรียมตัวพร้อมแล้วแต่ใจก็ไม่ค่อยอยากไปนอนห้องเพื่อน เพราะเขาเป็นคนติดบ้าน...ไม่สิ ต้นติดแม่ต่างหาก แต่นี่มันจำเป็นจริงๆ ก็เลยต้องทำแบบนี้

ดิวยืนอยู่หน้าบ้านคนเดียว มันมองมาทางบ้านของเขา ไม่มีรถของโอมหรือร่องรอยของโอม แต่เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นดิวแล้วจัดการล็อกประตูบ้านให้เรียบร้อย วันนี้แม่บอกว่าจะกลับค่ำเพราะพาเจ้าไม้ไปดินเนอร์สองต่อสองทำเอาเขาอิจฉาและเสียดายมาก เขาคิ้วแตกขนาดนี้ก็ได้แต่ตัดใจเพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายล่ะนะ

“นั่นมึงจะไปไหน” ดิวตะโกนถาม

ต้นหันไปมองจึงเห็นสีหน้าดิวดีขึ้นเยอะ ไม่มีคราบน้ำตา ไม่มีร่องรอยของอาการป่วย สงสัยจะได้ยาดี น่าอิจฉามันจังเนอะ

“กูถามเนี่ยได้ยินไหม!” เพราะต้นไม่ตอบ ดิวก็เลยตะโกนถามมาอีก

“ไอ้ต้นอย่าทำเป็นเมินกูนะ” เขาไม่สนใจจะตอบคำถาม ไม่สนแม้กระทั่งจะหันไปมองหน้าของดิวอีก

ต้นสาวเท้าออกจากหมู่บ้านโดยไม่สนใจเสียงเรียกของดิว มีความสุขดีแล้ว ก็อย่ามาเยาะเย้ยคนที่เกือบซวยอย่างเขาเลย เจ็บตัวต้นทนได้ แต่ถ้าแม่รู้แล้วเสียใจนี่เขาทนไม่ได้จริงๆ

เมื่อเสียงร้องเรียกของดิวเงียบหายไป ต้นก็เอาหูฟังขึ้นมาเสียบแล้วเดินฟังเพลงไปเรื่อย เขาตัดสินใจโบกแท็กซี่เพื่อไปหอเพื่อน ทั้งที่ปกติแล้วต้นไม่ใช่คนรักสบายขนาดนั้น จะวินมอเตอร์ไซค์หรือรถเมล์ต้นไม่เกี่ยง ทว่าวันนี้เขารู้สึกเหนื่อยมามากแล้ว เขาขอให้ตัวเองได้สบายสักวัน

ฝุ่นอยู่หอนอกซึ่งตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมาก ถ้าพักกับมันที่นี่ ตอนเช้าก็แค่เดินไปไม่ถึงสิบนาทีก็เข้าเขตมหาวิทยาลัย แล้วที่นี่เรายังสามารถหารถกอล์ฟนั่งไปยังคณะตัวเองได้ด้วย โคตรสะดวกสบายจนน่าอิจฉา แต่อยู่นี่ก็แลกกับการหาข้าวกินเองอะนะ ซึ่งต้นไม่โอเคเท่าไร

“เฮ้ย ไปโดนอะไรมาวะเนี่ย” นั่นเป็นคำทักทายของฝุ่น ต้นยิ้มบาง

“ขอเข้าห้องหน่อยดิ” ยืนขวางอยู่ได้ กระเป๋าหนักมากอะเพื่อน

“เออๆ เข้ามา เดี๋ยวไอ้พิกมันจะมาด้วย มันชวนดื่ม” นั่นไง รวมตัวกันไม่เล่นเกมก็กินเหล้า

แต่เวลานี้...สักหน่อยก็ดีนะ

“มึงไปทะเลาะกับใครมาเหรอวะ นี่ที่มาค้างกับกูเพราะกลัวแม่มึงรู้ใช่ป้ะ”

“อืม เจอคนปากหมาน่ะ ก็เลยกัดกันนิดหน่อย”

“เดี๋ยว...มีใครปากหมากว่ามึงด้วยเหรอวะ?” อ้าว พูดแบบนี้อยากโดนเหรอเพื่อน

“กินตีนกูไหม...”

“ไม่ดีกว่า เห่อๆ” ฝุ่นอัญเชิญให้ต้นเอาของไปเก็บให้เข้าที่เข้าทาง

ห้องเพื่อนเขาไม่กว้างมากเพราะงั้นอย่าทำรก ฝุ่นบอกเขาแบบนั้น แต่...มันรกเพราะมึงนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะเขาเลย นี่เขาเพิ่งจะเข้าห้องมันมาก็นึกว่าห้องนี้เป็นห้องเก็บขยะซะแล้ว

ต้นเอาชุดนักศึกษาไปใส่ไม้แขวนไว้ในตู้ให้เรียบร้อย จะอยู่สภาพไหนได้หมด แต่ชุดไปเรียนต้องเนี้ยบเป็นคอนเซ็ปต์ของต้น ฝุ่นเองก็ดีอย่างที่เก็บชุดนักเรียนเอาไว้เป็นระเบียบ ตู้เสื้อผ้าไม่เหม็นอับถือว่าใช้ได้สำหรับชายโสดที่อยู่คนเดียว ไอ้เขากับไม้นี่ไม่นับ สภาพห้องดีและทุกอย่างดูสะอาดเนี้ยบเพราะแม่ล้วนๆ ถึงจะทำกันเอง แต่ที่ทำคือไม่อยากให้แม่เหนื่อยทำให้ไง

พอจัดทุกอย่างเสร็จสรรพ ไอ้พิก หมูอ้วนก็มาถึง มีมาม่าหลายห่อและเหล้าอีกชุดใหญ่ จัดเต็มมาก ต้นนั่งบนเตียง มองดูเพื่อนๆ จัดวงเหล้ากันอย่างสบายใจเฉิบ โดยอ้างว่ากูคนเจ็บนา...แค่นี้ก็ได้สิทธิพิเศษเกินพวกมันแล้วล่ะ

แน่นอนว่าพิกก็ต้องถามเรื่องแผลตรงหางคิ้วของต้นเหมือนที่ฝุ่นถาม เขาบอกกับมันเหมือนที่บอกกับฝุ่นเป๊ะ ไม่ได้ความจำดีอะไร เพิ่งพูดไปไม่นานเลยยังจำได้อยู่ จากนั้นวงเหล้าเล็กๆ ก็เริ่มขึ้น

นักร้องจำเป็นเกิดขึ้นเมื่อเหล้าเข้าปาก สามคนแย่งกันร้องอย่างกับกลัวว่าจะไม่ได้ร้องเพลงกันอีกแล้วในชีวิตนี้ ดีนะที่เป็นหอนอก กฎระเบียบไม่ได้เยอะเท่าไรก็เลยพอจะเสียงดังกันได้บ้าง ไม่งั้นคงโดนตะเพิดออกจากหอแน่นอน ต้นเน้นหนักไปทางเพลงรักช้ำๆ ไอ้ขี้เมาอีกสองตัวก็ร่วมร้องอย่างเข้าถึงอารมณ์ ทั้งที่พวกมันก็แค่เมา ต้นเองไม่ต่างกัน ร้องไปร้องมาเหมือนจะร้องไห้เสียอย่างนั้น

เขารีบดื่มเหล้าให้ตัวเองไม่มีสติอีก กระดกรัวๆ จนเพื่อนห้ามกันไม่ไหว สุดท้ายพวกมันก็ปล่อยให้เขาเมาเป็นหมา นอนกองอยู่ข้างเตียง ภาพตอนนี้หมุนติ้วไปหมด โลกหมุนเร็วมากจนน่าเวียนหัว อยากจะอาเจียนแต่ก็ไม่อยากจะลุก ปล่อยไปสักพักเดี๋ยวมันก็หลับเอง...

ดิวก้มมองนาฬิกาข้อมือสลับกับถนนและบ้านฝั่งตรงข้าม เขากับโอมเคลียร์ปัญหาและกลับมาคืนดีกันแล้วโดยมีต้นเป็นคนช่วย แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้กลับยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่หายไปไหน ภาพที่ต้นโดนทำร้ายยังฉายอยู่ซ้ำๆ ต่อให้พยายามจะปัดทิ้งยังไงมันก็ยังนึกถึงอยู่ดี และที่สำคัญเขาไม่คิดว่าเพราะคำพูดประชดประชันของเขาจะทำให้คนปากหมาพรรค์นั้นยอมทำแบบนั้น

ตอนนั้นดิวกลัวมาก มีคำถามเกิดขึ้นว่าจะเลือกอะไร ระหว่างรุ่นพี่บ้านตรงข้ามกับคนที่เขารัก สุดท้ายดิวก็เลือกโอม ผู้ชายคนนี้เข้ามาเยียวยาจิตใจของดิวหลังจากที่เป๋เพราะโดนแฟนเก่าทิ้งมา โอมเป็นผู้ชายปากหวาน เอาใจเก่ง ถึงจะมีลับลมคมในบ้าง แต่ดิวก็เข้าใจดี ผู้ชายมักเป็นแบบนี้ มีโลกส่วนตัวของตัวเองที่ไม่ยอมให้ใครแม้กระทั่งแฟนได้เข้าไป

ดิวพยายามบอกกับตัวเองว่าเขาไม่ผิดที่เลือกแฟนมาก่อน โอมคือคนที่จะเคียงข้างเขาไม่ใช่ไอ้ผู้ชายปากหมาชอบแกล้งกันคนนั้น หนำซ้ำต้นยังเป็นคนที่ทำให้เขาทะเลาะกับแฟนจนเลิกกันอีก การที่ต้นเลือกรับผิดชอบด้วยวิธีนี้ก็เป็นเพราะต้นเลือกเอง เขาไม่ได้บังคับให้ต้นทำ เพราะงั้นก็ไม่ต้องไปรู้สึกอะไรมากมาย เขาต้องหวานชื่นกับแฟน มีความสุขที่โอมกลับมาน่ะถูกต้องแล้ว

แต่ทั้งที่สะกดจิตตัวเองแบบนี้มาทั้งวัน มัวเมากับการร่วมรักกับโอมจนกระทั่งโอมกลับไป แต่ดิวก็ไม่สามารถลบรอยยิ้มหยันและภาพที่ต้นโดนทำร้ายออกไปได้ มันรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ทำยังไงก็ไม่หายไป

แล้วพอจะออกมาพูดด้วย ต้นกลับเดินหนีไปไม่ฟังเขาเลย ดิวบอกกับตัวเองว่าก็ช่างหัวมันสิ มันไม่อยากคุยกับเขาแล้วยังไง ไม่เห็นต้องแคร์เลยคนหัวดื้อแบบนั้น คนที่ไม่เคยจะพูดดีด้วยได้เลย

ทว่าเขาก็ยังรออีกฝ่ายกลับมา…

รถเก๋งญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่เคลื่อนตัวช้าๆ เข้ามา ดิวลุกขึ้นมองจากม้านั่งหน้าบ้านอันเงียบเหงา เขาว่าต้นต้องกลับมาแล้วแน่ๆ ก็เลยพาตัวเองมาที่ประตูรั้วเพื่อจะพูดกับคนปากเสียคนนั้น จนรถเข้าไปจอดด้านใน แต่กลับมีแค่สองคนที่ลงมาจากรถ ดิวไม่เห็นเงาอีกคนที่เขารอ

“อ้าวน้องดิว ยังไม่นอนอีกเหรอจ๊ะ ออกมาทำอะไรน่ะหืม” ลีลาเอ่ยทัก ดิวจึงยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้า

“อ๋อ… ผมยังไม่ง่วงเลยออกมาเดินน่ะครับคุณน้า”

“งั้นเข้ามากินขนมด้วยกันไหมจ๊ะ น้ามีขนมติดมาด้วยนะ” ลีลาพยักพเยิดให้ไม้เอาขนมไปให้ดิว

“ไม่ดีกว่าครับ เอ่อ...พี่ต้นล่ะฮะ” ดิวทำใจกล้าถามออกไป

“ต้นเหรอ ต้นไปนอนบ้านเพื่อนลูก คงไม่กลับอีกหลายวันเลย” ดิวพยักหน้าเข้าใจ ต้นคงหนีหน้าเขา คงไม่อยากเจอหน้าเขา แล้วไง เขาก็ไม่อยากเจอต้นเหมือนกัน

ลีลาเดินเข้าบ้านหลังบอกฝันดีกับดิว แต่ไม้ยังไม่ยอมเดินกลับเข้าไป เพราะดิวยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เด็กหนุ่มมองผู้เป็นแม่ก่อนจะเดินไปหาเพื่อนตัวเองที่หน้าบ้าน ในมือถือขนมมาด้วยเพราะตั้งใจจะเอามาให้อยู่แล้ว อีกอย่างไม้คิดว่าที่ดิวมายืนอยู่ตรงนี้น่าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่าง อาจจะมาส่งแฟนแล้วยังไม่เข้าบ้าน หรือไม่...ก็อาจจะรอพี่ชายเขาอยู่ เพราะเมื่อกี้ดิวก็ถามหาพี่ของเขา

“อะ เอาไปเหอะ แม่เรากับเราตั้งใจเอามาให้นะ” ดิวรับไปแต่เหมือนไม่มีสติอยู่กับตัว

“ขอบคุณนะ”

“อืม ไม่เป็นไร คืนดีกับแฟนแล้ว ดีใจด้วยนะ” ทำไมดิวรู้สึกว่าไม้กำลังพูดจากระทบเขายังไงไม่รู้

“ไอ้ต้นมันโกรธเราใช่ไหม...” ดิวตัดสินใจถาม ยังไงเสียก็รู้จักและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ เล่นกันมาตั้งแต่เล็กจนโต

“พี่ต้นไม่โกรธดิวหรอก พี่ไม่เคยโกรธดิวเลย...” ไม้นึกเสียใจขึ้นมาหน่อยๆ เขาเองก็ไม่อยากให้พี่ตัวเองต้องเจ็บตัวแบบนั้น แต่นั่นก็เรื่องของพี่ซึ่งเขายุ่งมากเกินไปไม่ได้ ทำได้แค่พูดเตือนด้วยความเป็นห่วง

“ไม่จริงหรอก มันหนีไปอยู่ที่อื่นเพราะมันโกรธเรา” ดิวว่าเสียงเยาะ นั่นทำให้ไม้ไม่พอใจนิดหน่อย ก็อีกฝ่ายเป็นพี่ชายตัวเอง

“พี่ต้นไปเพราะไม่อยากให้แม่เห็นว่าตัวเองมีรอยแผล กลัวแม่เสียใจก็เลยไปอยู่ที่อื่น แล้วเราก็ไม่ได้โกหก พี่ต้นไม่เคยโกรธดิว” ไม้อยากบอกว่าคนที่โกรธดิวจริงๆ คือตัวเขาเอง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดให้เกิดความบาดหมาง

“อืม...” ดิวไม่รู้จะพูดอะไร ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมไม่โกรธ ก็ดูมึนตึงใส่แบบนั้นน่าจะโกรธกันมากนี่นา

“บางที...ต่อให้ดิวเอามีดแทงพี่ชายเรา พี่เราก็คงไม่โกรธดิวเลย” ไม้พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วหันหลังเดินจากไป

“เดี๋ยวสิไม้ หมายความว่ายังไง” ดิวเรียกอีกฝ่ายที่ทิ้งความคาใจเอาไว้ ไม้แค่หันมายิ้มแล้วเข้าบ้านไป ปล่อยให้ดิวยืนงงกับคำพูด

เขาไม่เข้าใจ ถ้าเขาเอามีดไปแทงแล้วต้นจะไม่โกรธจริงเหรอ บ้าเหอะ...มันไม่โกรธแต่มันฆ่ากลับเลยล่ะสิ

ดิวหวนนึกถึงเรื่องเมื่อก่อน สมัยที่เขายังเป็นเด็ก จริงที่ต้นชอบแกล้ง ชอบปากหมาใส่เขา แต่กี่ครั้งแล้วที่ต้นออกโรงปกป้องเขาแบบที่ได้ทำไปในวันนี้ ถึงอย่างนั้นดิวก็ไม่เคยใส่ใจหรอก ไม่เข้าใจความหมายที่ต้นทำด้วยซ้ำ แค่คิดว่าที่ต้นปกป้องเพราะต้นต้องการเก็บตนไว้แกล้งคนเดียว

ก็มันประกาศกับคนอื่นแบบนั้นนี่ มันว่าคนอื่นห้ามแกล้งเขา มันแกล้งได้คนเดียวเท่านั้น!

เขาไม่อาจสลัดภาพของต้นในวันนี้ออกไปได้ ทั้งอยากขอโทษแล้วก็อยากขอบคุณ ไม่สิ ไม่ๆ มันต้องเป็นแบบนั้น ต้นสมควรได้รับสิ่งที่ได้รับไปในวันนี้แล้ว ต้นน่ะมันทำตัวเอง ใช่...มันทำตัวเองทั้งนั้น

เขาน่ะ...ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเลย



....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.7-100%

ต้นมาอยู่กับเพื่อนได้สองวัน แม่ก็ส่งข้อความมาหาเขาบอกว่าคิดถึง เป็นแค่ข้อความสั้นๆ ที่ทำให้ผู้ชายตัวโตอย่างต้นอ่อนไหว เขาเองก็คิดถึงแม่เหมือนกัน อยากจะกลับไปหาแม่แล้ว อยากกอดแม่ อ้อนแม่หรือนอนหนุนตักแม่แบบที่ทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทว่ามองดูแผลตรงหางคิ้วตัวเองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ มันจางลง...แต่ยังไม่หาย

เขารู้ว่าแม่สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเขาได้ ต้นเป็นคนอยู่ที่อื่นได้นานที่ไหน ขนาดส่งข้อความมาบอกคิดถึงยังไม่แจ้นกลับบ้านอีก แม่คงพอเดาได้ว่าเขามีเรื่องแต่ไม่ซักถามเท่านั้น และต้นเองก็รู้สึกขอบคุณในส่วนนี้ ขอบคุณที่แม่ไม่ต้อนให้เขาจนมุม

ไม้ส่งข้อความมาหาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ถามว่าเขาเป็นยังไงบ้าง แล้วก็เล่าเรื่องดิวกับโอมให้ต้นรับรู้ เขากลับไปรักกันดี แต่เหมือนจะเริ่มมีมือที่สาม นี่คืนดีกันไปได้แค่สองวันเองนะ ไม้ได้ยินดิวพูดกับเพื่อนในกลุ่มว่าช่วงนี้พี่โอมแปลกๆ ไป ไม่ค่อยมาหา ถ้ามาก็มาหาแค่ที่บ้าน แป๊บเดียวก็กลับไป คงไม่ต้องสาวลึกขนาดนั้นก็เดาได้ว่าโอมมาทำอะไรกับดิว แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือ...เพื่อนดิวแนะนำให้ดิวหาคนคุยเผื่อเอาไว้ และดิวก็ดันทำตาม เป็นรุ่นพี่มอหกที่โรงเรียน

พอเขารู้ข่าวก็หงุดหงิด อยากเดินไปหาแล้วด่ามันให้เสียคนเลยจริงๆ แต่ก็ไม่ทำ ปล่อยมันไปตามทางของมันบ้าง เขายุ่งเรื่องของดิวทุกเรื่องไม่ได้ ที่ทำได้ก็คือคอยดูมันอยู่ห่างๆ หาเรื่องกวนตีนบ้างแค่นั้น แล้วถ้ายุ่งมากไปมันอาจจะลงเอยแบบที่เพิ่งจะผ่านมาได้ไม่กี่วัน

แต่เอาจริงๆ นะ ต้นรู้สึกเหมือนเจ็บตัวฟรีโคตรๆ แถมยังคิดถึงแม่มากเพราะต้องหลบหน้าแม่ เรื่องที่เขาทำก็แค่เล็กน้อยคือช่วยให้สองคนนั้นกลับมารักกัน แต่คือช่วยรักกันให้นานหน่อยได้มะ อุตส่าห์คิ้วแตกไปขนาดนี้แล้วเนี่ย!

“มึงจะกลับไปอยู่บ้านวันไหนวะ” ระหว่างเดินลงไปพักกินข้าว ฝุ่นก็ถาม

“น่าจะกลับบ้านวันเสาร์นี้แหละ” เพราะวันอาทิตย์นี้ไม้มีแข่งที่โรงเรียน ต้นสัญญากับแม่และน้องเอาไว้แล้วว่าจะไปเชียร์

“แน่ใจว่ากลับไปจะไม่มีปัญหานะ แผลมึงดีขึ้นแล้วก็จริง แต่ก็ยังเห็นชัดอยู่”

“ช่างมันเหอะ กูอยู่ต่อนานๆ ก็น่าสงสัยอยู่ดี”

“ว่าแต่มึงจะไม่บอกจริงๆ เหรอว่ามีเรื่องกับใครมา” พิกจี้ถาม ต้นไม่เคยเล่าสาเหตุจริงๆ ให้พวกเพื่อนฟัง บอกแค่กัดกับหมา

“ช่างมันเหอะ” ต้นปัดประเด็นให้ตกไป

เขากับฝุ่นไปเข้าแถวซื้อข้าว ส่วนเจ้าอ้วนประจำกลุ่มดันเลือกงานสบายอย่างนั่งจองโต๊ะ มันบอกว่าร้อนมากเดี๋ยวเป็นลม โคตรสำออยเลยไอ้นี่ แต่เขาและฝุ่นก็ไม่บังคับนะ พิกอดหลับอดนอน เล่นแต่เกมก็เลยมีความเป็นไปได้มากที่มันจะเป็นลมไป

หลังจากได้ข้าวพูนๆ มาสามจาน ต้นก็อาสาถือข้าวไปที่โต๊ะเองด้วยความทุลักทุเล ส่วนฝุ่นไปซื้อน้ำต่อ ไม่ใช่ว่าเพื่อนเขาคนนี้เป็นคนดีอะไร ฝุ่นเห็นแก่น้ำฟรีมันก็เลยอาสาไปเอง ส่วนคนจ่ายคือต้น นี่แหละเพื่อนที่ประเสริฐ มีเงินปรนเปรอพวกมันหน่อยก็สามารถใช้งานมันได้เยี่ยงทาสแล้ว นี่ทุกวันนี้อยู่ห้องของฝุ่น เขาก็ให้มันซักเสื้อให้นะ รีดผ้าด้วย โดยให้ค่าจ้างกับเพื่อน ฝุ่นนี่ยิ้มรับหน้าบาน อะไรก็ได้ ได้เงินกูเอาหมด ที่เป็นงี้เพราะอยู่คนเดียวไง ได้เงินรายเดือนจากพ่อแม่ บางทีก็ไม่พอกิน ครั้นจะขอเพิ่มก็โดนด่า เลยหาเงินเล็กๆ น้อยๆ ไปตามเรื่องตามราว แต่ที่ฝุ่นถนัดที่สุดก็คงเป็นการขายไอเทมในเกม ชิ้นหนึ่งหลายร้อย บางชิ้นก็หลักพัน

“พี่ต้นหวัดดีครับ” มาถึงโต๊ะก็มีแขกไม่ได้รับเชิญอีกสามหน่อนั่งอยู่ ไอ้พันเป็นคนแรกที่ยกมือไหว้ต้น ตามด้วยแฟนเก่าดิวและแก้ว

“เออ ดี”

“น้องมันนั่งด้วยนะมึง โต๊ะเต็มหมดเลยว่ะ” พิกบอกทั้งที่ยังไม่ยอมเงยหน้าจากเกมบนมือถือ ต้นวางจานข้าวให้เรียบร้อยก่อนโบกหัวเจ้าอ้วนหนึ่งที

“เลิกเล่นก่อนไหมสัส ติดเกมนักนะมึง”

“โหบ่นกู แล้วมึงไม่ติดเลยสัส เล่นยันดึกยันดื่นทุกคืน” ใครมันชวนเขากับไอ้ฝุ่นเล่นล่ะวะ

“แต่นี่เวลากินข้าวปะวะ วางเลยมึงวาง ไม่งั้นกูตัดแขนมึงทิ้ง” พิกเบะปาก ไม่น่ารักเลย สัส! น่าเกลียด!

“มึงมันใจร้ายกับเพื่อนกับฝูงได้ลงคอ” เอาเข้าไป ดราม่าเข้าไปเหอะ เขาไม่สนใจหรอก

ต้นส่ายหัวให้กับความบ้าบอของเพื่อนตัวดี ฝุ่นหอบหิ้วน้ำมาเป็นโค้กสามและกาแฟเย็นหนึ่ง ไอ้นี่ซื้อมาแบบพิเศษให้ตัวเองโดยเฉพาะ คนจ่ายตังค์อย่างต้นได้แค่โค้กเท่านั้น ฝุ่นทักทายน้องๆ ที่รวมโต๊ะอีกสามคน เสร็จแล้วก็นั่งจ้วงข้าวพลางพูดคุยกันไปด้วย มีเพียงต้นที่นั่งเงียบฟังบทสนทนาไปเรื่อยเปื่อย ไม่รู้จะพูดอะไร ไอ้เด็กปีหนึ่งหน้าหล่อนั่นก็เคยเป็นอริหัวใจด้วยไงประเด็น

แต่นั่งเล่นกันได้ไม่นานก็มีคนมาเพิ่มที่โต๊ะอีกสาม พันแนะนำคนกลุ่มนั้นให้พวกเขารู้จัก นี่เองที่ต้นได้เห็นหน้าแฟนของไอ้แฟนเก่าดิวเป็นครั้งแรก เขาไม่ได้ตั้งใจจะสำรวจหน้าตาหรอก เห็นแล้วก็ต้องยอมรับว่าหน้าตาดีแต่คนละสไตล์กับดิวอย่างเห็นได้ชัด เพื่อนอีกสองคนนั้นก็มีท่าทางและบุคลิกสวนทางกัน ต้นคิดว่ากลุ่มนี้แปลกดี เป็นเพื่อนที่ดูแตกต่างกันมากในหลายๆ ความหมาย

รุ่นน้องที่มาใหม่สั่งพิซซ่ามาสี่ถาดและอื่นๆ อีกหลายอย่างจากร้านเดียวกัน ฝุ่นกับพิกพากันตื่นเต้นกับอาหารราวกับไม่เคยกินมาก่อน ยิ่งรุ่นน้องเขาชวน พิกก็เปิดก่อนแบบไม่เกรงใจใครหน้าไหนทั้งนั้น

“เกรงใจน้องมันบ้างมึง” ต้นเอาน้ำแข็งปาหัวไอ้อ้วนด้วยความหมั่นไส้

“น้องเขาชวน บอกไม่ต้องเกรงใจมึงไม่ได้ยินเหรอ มึงเหอะ อย่าวางฟอร์มจัดมากนัก เดี๋ยวก็กินตีนอีก” เอ้า ด่าเขาเฉย เขาไม่ได้หาเรื่องใครก่อนนะเนี่ย ต้นคิ้วขมวดไม่พอใจหน่อยๆ

“อย่าบอกนะว่ารอยแผลตรงคิ้วพี่นี่โดนใครตีมา” เจ้าแก้ว เด็กทอมคนเดียวในกลุ่มเอ่ยแซะ

“น้องอยากได้มั่งไหมครับ พี่ทำให้”

“อ้าวๆ พี่ต้นคร้าบ...นี่น้องนะ นี่น้อง” แก้วรีบประท้วงหาความยุติธรรมทันที

“พี่จะทำเบาๆ นะครับ” เขาทำเสียงหล่อ แก้วขนลุกแล้วรีบส่ายหน้าหนี

ต้นหัวเราะนิดหน่อยกับท่าทางน่าเอ็นดูของรุ่นน้องตัวเอง เขาไม่ค่อยสนใจคนรอบข้างมากนัก ไม่สนพิซซ่าที่มีคนเอามาประเคนถึงที่ด้วยซ้ำ แฟนเก่าดิวตักแบ่งมาให้เขาหนึ่งชิ้นเพราะเห็นว่าต้นไม่ยอมแตะเลย ไม่ใช่ว่าหยิ่ง ต้นอิ่มจากข้าวแล้วต่างหาก แต่ก็ยอมทานชิ้นนั้นเพราะไม่อยากให้น้องเสียน้ำใจ

“อะ พี่ช่วยค่าอาหาร” ต้นหยิบเงินส่วนหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย

“เฮ้ยไม่ต้องพี่ ไอ้นี่มันรวย” อีกคนรีบแย้ง

“ไม่ได้ๆ เอาไปเหอะ” เขายัดเงินใส่มือรุ่นน้อง คนรับก้มหัวเป็นการขอบคุณ

เขาเกรงใจ ไอ้ตัวเขาไม่ค่อยกินก็ไม่เท่าไร แต่เพื่อนเขานี่สิ สวาปามของน้องๆ ได้น่าเกลียดมาก ฝุ่นเริ่มเข้ากับเด็กคนหนึ่งจากกลุ่มน้องที่เพิ่งมานั่งทีหลังได้อย่างรวดเร็ว พากันคุยเรื่องเกมเป็นหลัก ส่วนพิกก็ตามไปคุยกับเขาด้วย ต่างจากต้นที่เล่นเกมแต่ก็ไม่ค่อยคุย เป็นคนเดียวที่เลือกจะนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือแทนสนใจกลุ่มคนตรงหน้า

ข้อความเด้งเตือนเข้ามาได้จังหวะพอดี เป็นไม้ที่ส่งรูปมาให้ เขายัดพิซซ่าเข้าปากก่อนจะเปิดดูรูปที่ส่งมา เป็นดิวกำลังเดินกับผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาดีและมีรอยยิ้มน่ารัก ไม้ส่งข้อความต่อมาว่าอีกคนในรูปคือรุ่นพี่มอหกที่จีบดิว

ไอ้เด็กโง่มันยิ้มแย้มแจ่มใสดีเวลาพูดคุยกับผู้ชายคนนั้น ไหนเมื่อไม่กี่วันก่อนยังจะเป็นจะตายเพราะโดนผู้ชายทิ้งอยู่เลย ทีงี้มาระริกระรี้กับผู้ชายอีกคน นี่มันมีสมองไหม คิดได้หรือเปล่าว่าการทำตัวแบบนี้มีแต่สร้างความเสื่อมเสียให้ตัวเอง หรือว่าคนจะมองยังไงก็ช่าง กูมีความสุขเท่านั้นก็เพียงพอสินะ หึ! เขาไม่น่าเข้าไปขอโทษมันวันนั้น ไม่น่าเจ็บช้ำกับคำด่าของมันจนลงมือทำเรื่องโง่ๆ เจ็บตัวฟรีๆ ให้มันกับแฟนได้กลับมาเอากัน!

“หน้าหงิกเลย พิซซ่าไม่อร่อยเหรอวะ” เสียงของฝุ่นเข้าหูซ้ายแล้วทะลุไปหูขวา

ต้นกดปิดหน้าจอหลังตอบข้อความน้องไปสั้นๆ ว่าขอบใจ มองบรรยากาศรอบโต๊ะ เจ้าพิกและฝุ่นหันมาสนใจเขา เห็นว่าหน้าหงิกก็เลยอยากเสือกสินะ แต่ต้นไม่พูดอะไร แค่ยิ้มแล้วก็เสยกน้ำขึ้นดื่ม พอเห็นว่าเขาไม่คิดจะพูดเพื่อนทั้งคู่ก็เงียบ เรากลับไปอยู่กับการพูดคุยร่วมกับน้อง พิกสนใจสาวอีกคณะเป็นพิเศษ ซึ่งคนที่ออกหน้าออกตาเล่าอย่างตื่นเต้นคือรุ่นน้องคนหนึ่ง เขาเห็นว่าแฟนเก่าดิวมองอีกคนตาขวางหลายทีเหมือนกัน แต่คนโดนมองไม่ได้สนใจหรือไม่ก็ไม่ได้สังเกตเห็น

มันเป็นพักเที่ยงที่ทำให้รุ่นพี่และรุ่นน้องเข้ากันได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีรุ่นน้องอีกคณะแถมมาด้วย ยกเว้นต้นที่ไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยเท่าไร ก่อนจะแยกย้าย ต้นขอโทษพันที่ทำหน้าเบื่อโลกใส่ อธิบายไปสั้นๆ ว่ามีเรื่องเครียด เขาไม่อยากให้รุ่นน้องรู้สึกไม่ดี พันก็เข้าใจ มีการให้เลี้ยงเหล้าบ้างถ้าอารมณ์ดีแล้ว ซึ่งต้นก็โอเค เจ้าพิกและฝุ่นอารมณ์ดีมาก กินกันอิ่มหนำสำราญไม่เสียสักบาท รุ่นน้องก็คุยถูกปากกันดี ยิ่งไอ้ฝุ่นนี่พูดเรื่องรุ่นน้องคนหนึ่งไม่หยุดเลย พิกก็โต้เรื่องหญิงที่รุ่นน้องอีกคนพูดถึง

ตอนแรกต้นก็ฟังไปนิ่งๆ สักพักเริ่มรำคาญเลยนั่งฟังเพลงแทนเสียงเพื่อน อะไรจะแย่งกันโม้ขนาดนั้น ปกติไม่ค่อยได้คุยกันเหรอ? เห็นเวลาเล่นเกมก็โต้วาทีกันตลอด เขาชักเพลียจิต ยิ่งต้องมาอยู่กับพวกนี้แบบยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วย เขารู้สึกประสาทจะกิน

ในที่สุดก็ถึงวันเสาร์เสียที ต้นรีบเก็บเสื้อผ้ารอไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ค่อยแสดงออกเท่าไรเลยว่าอยากกลับบ้านใจจะขาด ก็อยู่นี่กินแต่มาม่า อยู่บ้านกินอาหารฝีมือแม่ มีใครไม่ชอบกับข้าวฝีมือแม่ตัวเองบ้าง จะไปซื้อกินก็ไม่อร่อย ได้ข้าวจึ๋งเดียวเอง แม่ค้าขี้งกโคตรๆ และเพื่อเป็นการส่งท้ายให้ต้นผู้จะได้กลับไปสู่อ้อมกอดของมารดา ฝุ่นและพิกก็ชวนเล่นเกมโต้รุ่ง เช้านี้ต้นจึงตาปรือมาก แต่ไม่มีอะไรมายับยั้งการกลับบ้านของเขาได้!

ต้นส่งข้อความไปบอกแม่ว่ากำลังกลับบ้าน หิวมากเลย ขณะรอแม่อ่านก็ยิ้มแย้มดีอยู่หรอก พอแม่ส่งภาพกลับมาเท่านั้นแหละ เขาคิดว่าเขาไม่น่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย มีแต่ของโปรดเต็มโต๊ะไปหมด มีการบอกอีกด้วยว่าไม้กำลังกินกับข้าวส่วนของเขาอย่างเอร็ดอร่อย ถ้าเขามาช้าคงอดกิน จากตอนแรกต้นว่าจะนั่งรถเมล์กลับบ้าน ตอนนี้เขาเลยรีบโบกแท็กซี่แทน ช่วงวันเสาร์เช้าๆ รถไม่ค่อยติดจึงใช้เวลาไม่นานก็มาถึงบ้าน

“แม่...ต้น...” เขากำลังจะตะโกนเรียกแม่ให้รู้ว่าเขากลับมาแล้ว แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นดิวกำลังกินข้าวอยู่กับไม้ที่โต๊ะ

“มาช้า แม่ได้คนช่วยกินอีกคนแล้วเนี่ย” แม่ใจร้าย นั่นของผมนะ สายตาต้นบอกแม่แบบนั้น เขาทำหน้างอใส่ขณะเดินเข้าไปสวมกอด

คิดถึงมากก็กอดแน่นมาก แม่ตีหลังเขาเพื่อประท้วงที่กอดแน่นไป ทว่าต้นกลับหัวเราะแล้วไม่ยอมปล่อย จนแม่ต้องตีแรงขึ้น โอเค เขายอมรามือจากแม่ก็ได้ แต่ก่อนจะไปกินข้าว ขอหอมแก้มสักทีให้ชื่นใจ

“รีบเลย น้องแย่งกินหมดแม่ไม่รู้ด้วยนะ” แม่ตีเขาเบาๆ ก่อนชะงัก ดวงตาคู่สวยจ้องมาที่คิ้ว แผลเล็กแต่ในสายตาแม่มันคงเด่นชัดมาก ต้นเลยรีบเบี่ยงหน้าหลบแล้วไปนั่งที่ประจำของตัวเอง เชื่อว่าแม่น่าจะพอเข้าใจบ้าง ทั้งหายหน้า ทั้งแผลตรงคิ้ว เซ้นส์ผู้หญิงน่ากลัวจะตาย

“คร้าบ ต้นรู้แล้วน่า...” เขานั่งลงฝั่งเดียวกับไม้ หยิบโถข้าวมาตักแบ่งใส่จานตัวเองประมาณหนึ่ง

“ทำตัวเป็นเด็กทั้งที่โตเป็นควายแล้ว” เสียงดิวดังขึ้นมาเบาๆ พอเขาเงยหน้ามองก็เจอกับสายตาล้อเลียน ต้นอยากโต้ตอบนะ แต่คำที่แล่นในหัวเป็นคำที่แรงและน่าจะสะเทือนใจมันมากที่สุด ก็เลยทำเมินแทน

“งี้แหละ เด็กชอบเรียกร้องความสนใจ” น้องชายทับถมเข้ามาอีกดอก

“พูดเหมือนมึงไม่เป็นอะไม้”

“ผมไม่เป็น เพราะได้รับความสนใจจากแม่มากอยู่แล้วน่ะ” ไอ้เด็กขี้อวด

ต้นมองหน้าดิว เจ้าตัวขำที่เห็นเขาโดนน้องชายตัวเองทับถม รอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่ายเป็นอะไรที่ต้นชอบมากก็เลยเงียบ ปล่อยให้น้องชายตัวดีเผาพี่ชายและพูดจาทับถมกันต่อไปเรื่อยๆ ต้นทำเป็นหิวข้าวหนักมาก ไม่สนใจคำพูดของน้องและดิว ทั้งที่ตัวเองลอบมองรอยยิ้มของคนตัวเล็กอยู่ตลอดเวลา ไม้และดิวกินข้าวเสร็จก่อน แม่ก็เลยยกขนมหวานมาเสิร์ฟให้ เป็นฟรุตสลัดนมสด มีทั้งนม ผลไม้ ดิวดูตื่นเต้นกับของกินอันนี้มาก เพราะนี่เป็นของชอบของดิวเอง

“เล่นกันดีๆ ล่ะเด็กๆ แม่ต้องไปทำงานก่อน ต้นดูแลน้องด้วยนะ” แม่ตีบ่าเขาเบาๆ ฝากฝังเด็กแสบสองคนเอาไว้ให้

“ครับแม่ จะดูแลอย่างดี” เขาจ้องตาดิวแน่วแน่ ดิวเองก็จ้องตอบก่อนจะละสายตาไปบอกลาแม่ของเขา

ต้นกวาดทุกอย่างลงท้องจนเกือบเกลี้ยง เหลือแค่บางอย่างเอาไว้เพื่อจะได้มีกินตอนกลางวัน ไม้กับดิวไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นกันแล้วทิ้งให้เขาเก็บโต๊ะคนเดียว เพราะเขาดันกินเสร็จเป็นคนสุดท้าย ต้นปิดจ็อบมื้อเช้าด้วยขนมหวานที่แม่ทำไว้เผื่อ จากนั้นก็เดินไปนั่งใกล้ดิว ส่วนไม้ก็ลุกไปหาหนังดู

“มึงเป็นไงบ้าง” จู่ๆ ดิวก็ถามเสียงเบา เขาหันไปมองหน้าคนถามแวบหนึ่ง

“ก็ดี… เจ็บดี”

“สมน้ำหน้ามึง” คิ้วคนฟังกระตุก พวกเขาต่างไม่เคยมีคำพูดดีๆ ให้กัน คุยกันก็มีแต่หาเรื่องกันแบบนี้นี่แหละเขาถึงไม่เคยห้ามความปากหมาของตัวเองได้

“ไว้มึงโดนทิ้งเมื่อไรกูจะไปสมน้ำหน้ามึงบ้างไอ้ดิว” จากที่ไม้บอก ดิวกำลังระหองระแหงกับแฟน เขาเชื่อว่าอีกไม่นานคงจะได้สมน้ำหน้าดิวจริงอย่างที่ได้พูดไว้ ดิวกัดปากตัวเองนิ่ง เจ้าตัวก็คงไม่พอใจที่เขาพูดไปแบบนั้น

“กูไม่โดนทิ้งง่ายๆ หรอก ถ้ามึงไม่เข้ามาเสือกเรื่องของกูกับแฟนอะ”

“มั่นใจไปเหอะ อีกไม่นานไอ้โอมนั่นก็ต้องทิ้งมึงไปอยู่ดี คิดว่ามันกลับมาเพราะรักมึงเหรอ มันกลับมาเพราะอยากเอาชนะกูมากกว่า มึงอะมันโง่เว้ย ก็เลยดูไม่ออก” เขาหันไปสบตากรุ่นโกรธของอีกฝ่ายตรงๆ ซึ่งเจ้าตัวกำลังกำหมัดเอาไว้แน่นคล้ายอยากจะปล่อยหมัดใส่ปากเขาเต็มที

“คนนอกอย่างมึงน่ะหุบปากไปเหอะ ไม่รู้เรื่องของพวกกูจริงๆ มีสิทธิ์มาพูดอะไร” ต้นเอาลิ้นดันกระพุ้งแก้มตัวเองด้วยความเจ็บใจ นึกถึงหน้าไอ้โอมกับคำพูดหมาๆ

“แล้วกูจะรอดูคนโดนทิ้งอย่างมึง ว่าสภาพมันจะเหมือนหมาโซเซไหม” เขาตัดสินใจลุกขึ้น มองหน้าดิวอีกครั้งก่อนจะหันไปมองหน้าไม้ที่ยืนอยู่หน้าโทรทัศน์และในมือถือแผ่นหนังที่เลือกได้แล้ว แต่คงเพราะบรรยากาศระหว่างเขากับดิวกำลังคุกรุ่น ไม้เลยไม่เดินกลับมานั่ง

นี่ถ้าไม่เห็นแก่หน้าน้องชาย เขาจะเถียงต่อเอาให้มันไปไม่เป็นเลย เห็นดิวอ้าปากต่อว่าเขาฉอดๆ แล้วหงุดหงิด ยังมีหน้ามาเชื่อมั่นว่าไอ้โอมนั่นจะรักแล้วไม่ทิ้งไปอีก ตัวเองน่ะรู้ดีที่สุดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่มีทางไปรอดกับผู้ชายคนนี้ ไหนจะยังผู้ชายอีกคนที่เข้ามาจีบอีก ไอ้รุ่นพี่ในโรงเรียนนั่น นึกแล้วก็โมโห ต้นอยากจะกีดกันทุกคนออกจากดิวให้หมด เอาให้ไม่เหลือใครแล้วมีแค่เขาคนเดียว

พอแยกตัวออกมาต้นก็ขึ้นมาอาบน้ำเผื่อจะทำให้ตัวเองใจเย็นลง เสียงหนังข้างล่างและเสียงพูดคุยแว่วๆ ทำให้เขารู้ว่าน้องชายและดิวยังนั่งดูหนังอยู่ด้วยกัน เขาจึงปล่อยพวกนั้นเอาไว้เพราะไม้กับดิวไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้ด้วยกันมาสักพักใหญ่แล้ว นี่ดิวคงว่างจากแฟนก็เลยมานั่งเล่นที่บ้านได้ ไม่งั้นป่านนี้คงเดตกันอยู่ที่เตียงนอน พากันออกกำลังกายใต้ร่มผ้า

เฮ้อ...เจ็บใจ เขาจะต้องทำยังไงให้ได้เป็นคนที่ดิวรักบ้าง ได้แต่แอบรักอยู่แบบนี้โคตรเหนื่อยเลย มองดูดิวคบคนอื่น จู๋จี๋กับคนอื่นแล้วก็มีอะไรกับคนอื่นที่ไม่ใช่เรา เหมือนทำร้ายตัวเองไปวันๆ

เขาอยากบอกความรู้สึกของตัวเอง อยากบอกว่าชอบดิวมานานแล้ว แต่ก็กลัว...กลัวกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย และเขาก็คิด ถ้าเขาเป็นมิตรกันมากกว่านี้ ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง พูดจาดีๆ กับดิวบ้างแล้วสารภาพไปตรงๆ อะไรระหว่างเราจะดีขึ้นไหม แต่สุดท้ายต้นก็หวาดกลัวว่าจะถูกหัวเราะเยาะและถูกพูดจาถากถางใส่เหมือนที่เขาพูดกับดิว แบบนั้นต้องเจ็บยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้แน่

ดิวเงยหน้ามองตามต้นจนอีกฝ่ายหายลับไปบนชั้นสอง ที่จริงก็ตั้งใจจะมาดูสภาพมันว่าเป็นยังไงบ้าง ดิวพยายามแล้วที่จะไม่คิดเรื่องของต้น บอกตัวเองบ่อยๆ ว่าอย่าไปรู้สึกผิดกับสิ่งที่ต้นมันเป็นคนตัดสินใจทำลงไป แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงสลัดความรู้สึกพวกนี้ทิ้งไปไม่ได้

พอน้าลีลามาชวนไปกินข้าวแล้วบอกว่าต้นจะกลับมากินข้าวเช้าด้วย ดิวจึงไม่รีรอเลยที่จะตามมาร่วมรับประทานมื้อเช้ากับคนในบ้านนี้อีกครั้ง แล้วดูดิ ดูปากของมัน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไอ้ต้นก็ไม่เคยพูดจาดีๆ กับเขาเลย ปากหมายังไง ก็ปากหมาแบบนั้น

เพราะแบบนี้แหละ มันเลยไม่มีแฟน

ต้นเป็นผู้ชายที่ดูดีและมีเสน่ห์ ทั้งหน้าตา รูปร่าง ต้นไม่ใช่ผู้ชายเล่นกีฬาหรือดูแลตัวเองจัดๆ แบบผู้ชายคนอื่น แต่ถึงแบบนั้นมันก็ยังดูดีมาก อาจเพราะต้นทำงานอยู่ในร้านอาหารของแม่ตัวเอง ต้องหยิบยกสิ่งของบ้างในบางครั้ง

หลายครั้งที่ดิวเห็นต้นถอดเสื้อผ้าผ่านหน้าต่าง ท่อนบนเปลือยเปล่าเดินไปเดินมา ถึงเขาจะไม่ได้ตั้งใจมอง แต่พอเห็นแล้วดิวก็ละสายตาไม่ได้ ยิ่งได้เห็นตอนที่อีกฝ่ายหันทั้งตัวมาทางเขาพอดี ดิวยิ่งรู้สึกใจสั่นกับความมีเสน่ห์ของอีกฝ่าย เขาไม่กล้ายอมรับกับตัวเองหรอกว่า...คนอย่างไอ้ต้นก็เข้าตาเขาเหมือนกัน

เพราะอะไรเหรอ ก็เพราะปากมันไง

ทั้งตัวของมันดีหมดเว้นก็แต่ความปากหมากับคำพูดคำจาที่ไม่เป็นมิตร ดิวจึงคิดว่าไม่มีทางมีใครสนใจต้น แล้วต่อให้ต้นหล่อกว่านี้อีกหลายร้อยหลายพันเท่า แต่ถ้ามันไม่เปลี่ยนนิสัยปากหมา มันก็ไม่มีวันมีแฟนหรอก

“เฮ้อ...พี่แม่ง” เสียงไม้ถอนหายใจดึงดิวออกมาจากภวังค์ของตัวเอง

“มันคงยังโกรธเราไม่หาย” ดิวรู้สึกโหวงๆ นิดหน่อย คงเพราะเขาจดจำคำพูดที่ไม้เคยบอกไว้ว่าต้นไม่มีทางโกรธเขา แต่ดูจากที่เห็นในเช้านี้ ยังไงต้นก็โกรธเขา

“โกรธไม่โกรธก็ปากแบบนี้ ดิวยังไม่ชินอีกเหรอ”

“ใครจะไปชินลงล่ะ” ดิวนั่งค้ำศอกกับเข่า แล้วเท้าคางกับฝ่ามือข้างหนึ่ง

ก็รู้ว่าต้นเป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร รู้ถึงขั้นที่ว่ามันปากเสียแต่มันก็ค่อนข้างใจดี ไม่งั้นน้องคงไม่รักมันขนาดนี้ แล้วน้าลีลาก็มีความสุขที่ลูกชายเอาการเอางาน แต่ดิวทำใจให้ชินไม่ได้ เขาไม่มีวันชินกับคำพูดร้ายๆ ของผู้ชายคนนี้หรอก

“เฮ้อ...ช่างเหอะ ดูหนังกัน” ที่พูดแบบนี้ไปก็เพราะว่าไม่อยากคิดเรื่องของต้นแล้ว มันหนักหัวแปลกๆ ไม่จรรโลงใจเลย



....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.8-100%

“พี่ต้น กินข้าว” เสียงเรียกของไม้ทำให้เขาสะดุ้งตื่น

เขาคิดว่าจะพักสายตานิดหน่อย แล้วก็เผลอหลับเป็นตายเพราะไม่ได้นอนมาทั้งคืน

“ดิวล่ะ...” พอลงมาด้านล่าง ก็เห็นไม้จัดโต๊ะอยู่คนเดียว

“แฟนมันมารับไปตั้งนานแล้ว เออ เดี๋ยวผมต้องออกไปซ้อมด้วยนะ”

“อ้าว วันนี้ต้องซ้อมเหรอ นึกว่าหยุดพักแล้วค่อยลุยทีเดียวพรุ่งนี้” ต้นนั่ง ปล่อยให้น้องจัดจาน

“ไม่หรอก จริงๆ ผมต้องไปตั้งแต่เช้าแล้วแหละ แต่ดิวมันมาหาก็เลยอยู่เป็นเพื่อนมัน มันมาปรึกษาเรื่องที่มีรุ่นพี่มาชอบมันแล้วมันก็มีแฟนอยู่นี่แหละ เห็นว่าลำบากใจยังไงไม่รู้” ลำบากใจเหรอ ตลกไปละ ถ้าลำบากใจแล้วทำไปทำไมวะ ต้นค่อนคอดดิวอยู่ในใจ

“มันทำตัวเอง”

“ก็ใช่ เพื่อนมันยุไง มันก็เสือกไปทำตามคำยุยงของเพื่อนจนรู้สึกแย่อยู่ตอนนี้ มันบอกว่าพี่มอหกก็ดีกับมันมากเลยนะ พี่โอมมันก็รัก มันว่ามันพูดกับเพื่อนกลุ่มมันแล้วพวกนั้นบอกให้ดิวอย่าใส่ใจ คนเราก็ต้องมีโมเมนต์นี้บ้างอะไรเทือกนั้น ผมก็พูดแรงใส่ไม่ได้ แต่อยากบอกว่าไอ้พวกนั้นแม่งเลวจริงๆ สอนเพื่อนผมให้เป็นคนแบบนี้ได้ไง ดิวจะเสียคนเพราะพวกแม่งนี่แหละ” ไม้บ่นยาว พลางนั่งตักข้าวเข้าปากด้วยสีหน้ามึนตึง

“ก็บอกแล้วว่าให้ช่วยดูมันบ้าง”

“ก็มันเพิ่งจะเข้ามาพูดเรื่องพวกนี้กับผมนี่ เคยบอกไปแล้วว่าก่อนนี้ผมช่วยไรมันไม่ได้หรอก มันเลือกทางของมันเอง”

“แล้วนี่แนะนำไปว่าไง”

“ก็บอกว่าให้เลือกคนที่ตัวเองรักสักคนสิ มันก็ลำบากใจ มันรักพี่โอมของมัน แต่มันก็รู้สึกดีกับพี่มอหกคนนั้น รู้สึกจะชื่อชินมั้ง ผมฟังผ่านๆ พอมันพูดมาแบบนั้น ผมก็ปล่อยมันอะ มันจะเอายังไงต่อก็ขึ้นอยู่กับตัวมันเอง”

“ไม่แนะนำให้มันมารักพี่ชายแกแทนวะ” ไม้แทบสำลักข้าวเมื่อต้นพูดออกไปแบบนั้น

“ดิวมันยังด่าพี่อยู่เลย ที่ไปแช่งความรักของมัน ขืนผมแนะนำอีก มันคงเบ้หน้าใส่อะ” ไม้ทำหน้าแหยง ส่วนต้นก็ขำอย่างกับมันเป็นเรื่องตลก คนที่เราชอบเกลียดเรานี่เอาจริงๆ มันก็ไม่ตลกหรอกนะ

“พี่ลองจีบมันจริงจังดูบ้างดีปะวะ” ต้นพูดลอยๆ และเป็นอีกครั้งที่น้องเบ้หน้าใส่

“ป่านนี้เนี่ยนะจะไปจีบมัน มันคงเอาพี่หรอก” อ้าว พอจะจีบก็ว่าซะงั้น ตอนแอบชอบเฉยๆ เจ็บเงียบๆ ก็ว่า

“เอาไงกันแน่วะ...”

“จะไปรู้พี่เหรอ” เขกหัวน้องสักทีดีไหม เผื่อสติมันจะเข้าที่เข้าทาง

“คิดว่าจะสำเร็จปะล่ะถ้าจีบ”

“ไม่อะ” ขอบคุณน้องรัก พี่รู้สึกดีมากสำหรับคำตอบแสนจริงใจนี้

“งั้นไม่จีบ...”

“พี่ก็แอบรักแบบเจ็บๆ ไปเรื่อยๆ” นั่นไง พอจะจีบก็ไม่ให้จีบ

“เอาไงแน่วะ กูเริ่มมึนกับมึงล่ะนะ...”

“แหงะ สุดท้ายมันก็ต้องอยู่ที่พี่อยู่ดีปะล่ะ อีตอนที่ดิวมันใสๆ ก็ไม่จีบมัน ตอนนี้มันมีคนนั้นคนนี้ไปทั่วพี่เสือกจะไปจีบมัน พี่แม่งปากหมาที่สุดในบรรดาแฟนดิวอะ พี่คิดดิว่าพี่มีเปอร์เซ็นต์แค่ไหนที่จะจีบติด ผมเห็นมันคบแต่ละคนเป็นพวกปากหวานเอาใจเก่งทั้งนั้น” ขอโทษที่พี่ปากหมาอะนะน้องชาย ต้นส่ายหน้าเซ็งๆ

“ไม่ลองไม่รู้ว่ะ...”

“ลองดีๆ เหอะ ระวังจะยิ่งทำให้ดิวเกลียดขี้หน้าพี่ไปมากกว่านี้” ไม้รีบโกยข้าวเข้าปาก

ระหว่างที่ต้นกำลังกินข้าวอย่างเอื่อยเฉื่อยพลางคิดไปถึงเรื่องของดิว ไม้ก็ลุกออกไปทิ้งโต๊ะไว้ให้เขาเก็บอีกตามเคย แต่ช่างเถอะ เห็นว่ารีบไปซ้อมก็ไม่อยากรั้ง เพราะเช้านี้มันก็อุตส่าห์สละเวลาซ้อมมาอยู่เป็นเพื่อนดิวแล้ว ไม้ตั้งใจกับการแข่งครั้งนี้มากเพราะอยากคว้าเอาชัยชนะอันดับหนึ่งมาฝากแม่ แม้ปากจะบอกว่าเพราะของกินแต่ที่จริงก็อยากให้แม่ภูมิใจในตัวเอง

หลังจากเก็บโต๊ะเสร็จต้นก็กลับขึ้นห้อง แต่นั่งเล่นได้แป๊บเดียวก็รู้สึกเบื่อหน่าย เลยเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะไปเดินเล่นที่ห้างใกล้บ้าน แต่พอออกมาเจอกับอากาศร้อนจัดของช่วงเที่ยง เขาจึงตัดสินใจขับรถตัวเองแทนการนั่งรถเมล์ไป พอเข้าไปในห้างสรรพสินค้าได้เขาก็ไปที่ชั้นโรงหนัง คนโสดแสนเปล่าเปลี่ยวอย่างเขาจะทำอะไรได้นอกจากหาหนังสักเรื่องดูแล้วค่อยไปเดินเล่น

ระหว่างทางเจอร้านขายเสื้อผ้าซึ่งตกแต่งด้วยสีพาสเทล หน้าเจ้าดิวก็แวบเข้ามาในหัว รู้ตัวอีกทีเขาก็เดินดูเสื้อยืดคอกลมสีต่างๆ เสียแล้ว เขาว่าดิวเหมาะกับสีชมพู ถึงจะไม่ใช่สีที่เข้ากับเด็กผู้ชายเท่าไร แต่เจ้าตัวขาวโบ๊ะไง ใส่สีไหนก็โอเค หน้าตาน่ารัก สีชมพูก็เลยเหมาะสุด เขามองหาเสื้อแบบลายเรียบๆ ไม่การ์ตูนจ๋าแล้วก็ไม่อาร์ตจนเกินไป ดูอยู่นาน ในที่สุดก็ได้ลายการ์ตูนที่เป็นเด็กผู้ชายผมสั้นใส่แว่นกลมอมจูปาจุ๊บ เออ...เหมาะกับเด็กโง่นั่นมากทีเดียว

“เอาตัวนี้ครับ” ต้นส่งเสื้อยืดสีชมพูพาสเทลให้พนักงาน เธอยิ้มแล้วรับเสื้อและเงินจากมือไป

กลับไปค่อยเอาไปโยนใส่หน้าบ้านเจ้าตัวเล็ก ต้นเริ่มวางแผน อ้อ แนบการ์ดไปด้วยเผื่อไม่รู้ว่าหมาข้างบ้านส่งมา รับรองได้ว่าดิวต้องด่าเขาอีกแน่นอน งั้นต้องบอกว่าแม่ซื้อให้ ดิวจะได้ไม่กล้าเอาเสื้อตัวนี้ทิ้งไป เป็นไง เจ้าแผนการพอไหม

ถึงแม้เรื่องของดิวจะทำให้เขาเจ็บปวด ทว่ามันก็ยังมีเรื่องดีๆ ที่ทำให้เขามีความสุขรวมอยู่ด้วย ถ้าเขารู้สึกแย่เรื่องดิวเขาก็จะเอารอยยิ้มที่ได้เห็นมาตั้งแต่เด็กมาเป็นกำลังใจ พอออกจากร้านพร้อมอารมณ์ดีๆ ที่ติดมาด้วยแล้วก็เดินเล่นอีกพักหนึ่งจนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับเด็กหนุ่มร่างเล็กที่ใส่กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อนและเสื้อยืดสีชมพู จากที่จะเดินขึ้นบันไดเลื่อนก็ต้องหยุดดู

ดิวนี่ และนั่น...โอม

ดิวเงยหน้ายิ้มแย้มใส่โอมที่ยื่นตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลอ่อนให้ ตัวไม่ใหญ่มากนักแต่ก็น่ารัก โอมโน้มหน้าลงไปพลางจิ้มแก้มตัวเองเบาๆ เพื่อขอรางวัลจากอีกฝ่าย ดิวยิ้มเขิน ใบหน้าขาวใสแดงระเรื่อ อยู่ไกลยังมองเห็นชัด ต้นสาวเท้าเข้าไปใกล้ทั้งคู่เรื่อยๆ ไม่ได้จะเข้าไปทำลายความรักของเขาหรอก ก็แค่อยากดู...

“ไอ้โอม!” แต่ไม่ทันที่ดิวจะได้หอมแก้มโอมต่อหน้าต่อตาคนอื่น เสียงผู้หญิงก็แว้ดใส่เสียก่อน โอมโดนดึงด้วยมือเล็กๆ และมือนั้นก็ฝาดเข้าหน้ามันเต็มๆ

“ไหม...นะไหน...ไหนว่าไปต่างจังหวัด”

“ถ้ากูไป กูจะได้เห็นไหมว่ามึงมามีกิ๊กเป็นอีตุ๊ดนี่!” แล้วคนชื่อไหมก็หันไปมองหน้าดิวอย่างเอาเรื่อง ต้นรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ ตอนนี้ดิวนิ่งไปแล้วด้วยความตกใจ

“เฮ้ย ไม่ใช่ มันแค่รุ่นน้อง โอมไม่ได้เป็นอะไรกับมัน” โอมรีบโกหกกลบเกลื่อนโดยไม่สนว่าคนที่ได้รับตำแหน่งน้องมาดๆ จะรู้สึกอย่างไร มันก็แค่เอาตัวรอด ตัวเองต้องรอดเท่านั้นคนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน

“เหรอ แล้วที่จะให้หอมแก้มกันเมื่อกี้มันอะไร กูเห็นหมดแล้ว มึงนี่ก็หน้าด้าน หาผู้ชายคนอื่นไม่ได้แล้วหรือไง ถึงได้มายุ่งกับผัวชาวบ้านเขาน่ะอีตุ๊ด!” ผู้หญิงคนนั้นตบหน้าดิวอย่างแรงจนดิวถึงกับเซ

ต้นถึงกับช็อกไป ไม่คิดว่าจะได้เห็นคนที่ตัวเองรักโดนทำร้ายต่อหน้าต่อตาแบบนี้

“ทำร้ายน้องผมอีกที ผมจะแจ้งความจับคุณทั้งคู่!” เธอจะตบดิวอีกครั้ง แต่ต้นคว้าข้อมือเล็กๆ นั้นเอาไว้ได้ทัน โอมตกใจที่เห็นเขา ส่วนดิวเอาแต่ก้มหน้าอยู่ด้านหลังเขา

“มาเสือกอะไรไม่ทราบ ไม่ใช่เรื่องของคุณ!” เธอดึงมือตัวเองออกแล้วถอยเท้าห่างต้น เพราะดวงตาที่ดุดันและท่าทางที่คุกคามทำให้เธอหวาดกลัวผู้ชายร่างสูงตรงหน้า

“นี่น้องผม ทำไมผมจะเสือกไม่ได้ แฟนคุณมันพรากผู้เยาว์แถมคุณยังทำร้ายร่างกายน้องผมอีก อ้อ นี่ยังมีเรื่องที่แฟนคุณทำร้ายผมด้วย จะเอายังไง ผมจะได้เอาเรื่องให้ถึงที่สุดบ้าง” คนฟังทั้งสองหน้าซีด แต่ต้นไม่สนใจ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำท่ากดเบอร์

แต่ไม่ทันได้กดโทรจริงๆ โอมก็รีบลากแฟนของมันออกไป ฝ่ายหญิงก็โวยวายจะเอาเรื่องผู้ชาย ส่วนต้นไม่ได้สนใจคนคู่นั้นอีก จะตบตีกันหรือเลิกกันก็ตามสบาย ไม่ใช่เรื่องของเขา คนด้านหลังเขาต่างหากที่ต้นสนใจ ต้นแย่งตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลออกมาจากอ้อมกอดของดิว สภาพตอนนี้เหมือนเมื่อก่อนเวลาที่เขาแกล้งมันจนร้องไห้ แต่ด้านสภาพจิตใจ มันคงต่างกับเวลาที่เขาแกล้งดิวแน่ๆ

“สมน้ำหน้า!” ต้นด่าอีกฝ่ายเบาๆ ก็ไม่รู้ทำไมคำพูดแรกที่มีต่ออีกฝ่ายต้องเป็นคำพูดหมาๆ แบบนี้

“กูพูดไปไม่ทันข้ามวันเลย เป็นไงล่ะ กูพูดผิดไหมว่าเดี๋ยวมันก็ทิ้งมึง” ดิวเงยหน้ามองเขาทันที

“สมใจมึงเลยสิ หึ! รีบตามมาทับถมกูเลยนะ” เสียงนั้นสั่น ต้นดูออกว่าดิวพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้ออกมาให้เขาเห็น

“เออ สมใจกูมาก อยากให้เลิกกันตั้งนานแล้วล่ะ ผู้ชายเหี้ยๆ พรรค์นั้นไปรักมันทำไม แล้วถ้ามึงร้องไห้ กูจะด่ามึงซ้ำคอยดู” เขาชี้หน้า ดิวกัดฟันและกำหมัดแน่น

ต้นหันไปมองหาถังขยะแล้วเดินเอาตุ๊กตาเวรนี่ไปทิ้ง จากนั้นก็คว้าข้อมือเด็กถูกทิ้งให้เดินไปด้วยกัน ดิวพยายามยื้อมือออกจากมือเขา แต่ต้นก็ไม่ยอมปล่อย ดิวเองจะด่าเขาเสียงดังก็ไม่ได้ เพราะสายตาโดยรอบจะโฟกัสมาที่ตนเองทันที

“ทุเรศฉิบหาย โดนทิ้งซ้ำๆ ซากๆ” ต้นบ่นลอยๆ

“ไม่เกี่ยวกับมึงหนิต้น เสือกอะไรเรื่องของกูนักหนา เจอหน้ากูทีก็ด่ากู ว่ากู เกลียดกูมากมายุ่งกับกูทำไมล่ะ!” ต้นชะงักเท้า หันจ้องหน้าดิว

“เออ เกลียดมึงแล้วจะโผล่หน้ามาหามึงบ่อยๆ ทำไมล่ะ เรื่องแค่นี้คิดเองไม่ได้ ไอ้โง่” เขาไม่ได้สาดความเกรี้ยวกราดลงไปในน้ำเสียง ติดออกจะเอ็นดูอยู่นิดๆ แต่ดิวคงไม่สังเกตเห็น

“ก็มึงจะแกล้งกูไง” ดิวโต้กลับ อ่าฮะ...ข้อนี้เขาไหวไหล่ไม่เถียง

ต้นพาดิวไปหาที่นั่งเงียบๆ ซึ่งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แทบทุกที่มักจะมีมุมสงบๆ ให้นั่งเล่นทั้งนั้น แถมยังจัดเป็นเหมือนสวนหย่อมก็มี เขามีมุมประจำที่มักจะมานั่งเพราะไม่ค่อยมีคนเท่าไร ส่วนวิธีการเลือกมุมที่ไม่อยากให้มีคนก็ต้องเป็นจุดที่ไกลปลั๊กไฟ ถ้าใกล้หรือมีปลั๊ก ตรงนั้นคนจะเยอะมากเป็นพิเศษ

“มึงรอกูอยู่นี่นะ ถ้าหายไปกูตามเอาเรื่องถึงบ้านแน่” ต้นดันดิวให้นั่งลงบนบริเวณที่มีโซฟาวางติดกันอยู่สามตัวกับเก้าอี้นวมชิลล์ๆ อีกสี่ซึ่งตรงนี้มีคนนั่งอยู่แค่สองคนเท่านั้น

ดิวพยักหน้ารับแล้วหยิบมือถือออกมาเล่น คงโพสต์อะไรในนั้นหรือไม่ก็คุยกับเพื่อนของตัวเอง ส่วนต้นเดินไปซื้อน้ำขวดกับน้ำแข็งมาหนึ่งแก้ว และก็ผ้าเช็ดหน้า เขาไม่ชอบพกอะไรนอกจากโทรศัพท์และกระเป๋าตังค์ เลยต้องมาเสียเงินกับผ้าผืนน้อยๆ ผืนนี้ พอได้ของทุกอย่างครบก็เดินกลับมาหาดิว เจ้าตัวเล็กนั่งพิมพ์อะไรหยิกๆ อยู่ไม่สนใจรอบด้านเลย ต้นส่ายหน้าก่อนนั่งลงข้างๆ ด้านที่ดิวโดนตบซึ่งคนที่เขาบอกให้นั่งรอแค่เหลือบตามองนิดหน่อย แล้วก็หันไปสนใจมือถือต่อ

“คุยกับกิ๊กอีกคนหรือไง”

“เสือกอีกแล้ว” ดิวบ่นกลับ ต้นถือวิสาสะชะโงกหน้ามอง

หึ! ตอนเดาข้อสอบไม่เห็นถูกแบบนี้เลยวะ

เขาละใบหน้าออกมาจากหน้าจอมือถือมาเตรียมปฐมพยาบาลคนแก้มบวมแทน มือใหญ่หยิบน้ำแข็งใส่ไปตรงกลางผ้าเช็ดหน้า แล้วจัดเอาชายผ้ามามัดเอาไว้ตรงกลางเพื่อเก็บน้ำแข็งเอาไว้ จากนั้นก็เอาไปประคบที่แก้มดิว เจ้าตัวสะดุ้งแล้วก็ปัดออกทันที แม่งดื้อด้าน ต่อต้านกันได้ตลอด

“อยู่เฉยๆ ดิ๊!” ต้องให้ดุหรือไง ดิวหน้าหงิกแต่ก็ไม่ยอมให้ต้นเอาน้ำแข็งประคบหน้า

“จะทำอะไร แม่งเย็นนะเว้ย! ไม่คิดว่ากูจะหนาวมั่งหรือไงฮะ!”

“แต่แก้มมึงบวมแล้ว ประคบก่อน มือถืออะเดี๋ยวค่อยเล่นก็ได้ กิ๊กมึงไม่ตายหนีมึงไปก่อนมันจะได้เอามึงหรอก” คนฟังได้แต่กำหมัดอย่างแค้นเคือง แต่รู้ว่าทำอะไรเขากลับไม่ได้ก็เลยต้องยอมเก็บมือถือตามที่บอก

ดิวแย่งน้ำแข็งไปประคบหน้าตัวเองแล้วเอนหลังพิงพนัก มองเหม่อไปที่ไหนสักที่

ต้นไม่แน่ใจว่าตอนนี้ดิวเสียใจมากแค่ไหนที่โดนทิ้ง ถ้าจำไม่ผิด มันคล้ายกับการอกหักครั้งก่อนคือคนที่รักมีเจ้าของตัวจริงอยู่แล้ว เขาว่ามันต้องเสียใจมากที่มารู้ความจริง ตัวเองเป็นได้แค่ชู้คนอื่น มีค่าแค่ตอนที่เขาเหงาหรือมีปัญหากับแฟน ทั้งๆ ที่ตัวเองก็โหยหาความรัก

“ทำไมทุกคนถึงทิ้งกูวะ” ไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้มันถามคำถามนี้กับเขา แต่ต้นก็เลือกจับมือข้างที่ว่างของมันมากุมแล้วนั่งเอนหลังพิงพนักไปกับดิว

“มึงก็แค่โชคร้ายดิว”

“โชคร้ายที่ทุกคนไม่รักกูงั้นเหรอ ฮ่าๆ ...” เสียงหัวเราะนั้นแหบแห้งมาก สามารถสะท้อนความเจ็บปวดลึกๆ ในใจของเจ้าตัวออกมาได้อย่างดี “คนที่รักมึงอะมี แต่มึงไม่เคยมองไปที่เขาเอง” ดิวเหลือบตามามอง แล้วทั้งสองก็สบตากันเงียบๆ ท่ามกลางเสียงประชาสัมพันธ์ เสียงคนคุยกัน หรือแม้กระทั่งเสียงมือถือของคนที่มานั่งหลับ

ดิวยื้อมือตัวเองออกพร้อมกับลดน้ำแข็งประคบหน้าลง เอาผ้าวางบนแก้วแล้วก็นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ต้นมองอีกฝ่ายอยู่ตลอด สมองตอนนี้ลังเลว่าควรจะบอกความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อดิวไหม ถ้าเขาบอกไปแล้วดิวจะเชื่อหรือเปล่า จะให้โอกาสคนที่ชอบแกล้งคนนี้ไหม

ทว่าสมาธิของต้นก็พังทลายลงเมื่อโทรศัพท์มือถือของคนที่นั่งอยู่ข้างกันมีสายเรียกเข้า ดิวกรอกเสียงใสๆ ที่ยังมีความเศร้าเจืออยู่ลงไปในสาย คิดว่าเป็นเพื่อนที่โทรมา แต่เมื่อดิวเรียกชื่ออีกฝ่ายเขาก็ต้องหงุดหงิดขึ้นมาทันที

เหอะ! พี่ชินครับ ครับพี่ชิน ทีเขาแม่งไม่เรียกพี่สักคำ ดีสุดคือไอ้ต้น ร้ายสุดคือไอ้เหี้ยต้น เขาก็อายุมากกว่านะ แต่ทำเหมือนเขาเป็นเพื่อนเลยให้ตาย แล้วนี่ก็ต้องมานั่งฟังดิวดราม่าใส่ผู้ชายอีกคนของตัวเอง อ้อนกันเข้าไป จู๋จี๋กันเข้าไป เห็นหัวเขาบ้าง นั่งทนโท่อยู่ตรงนี้ทั้งคน ไม่ใช่หมูหมากาไก่นะ ทำอย่างกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ในสายตาเลย

ต้นหยิบเครื่องของตัวเองขึ้นมาเข้าโปรแกรมเฟซบุ๊กเพื่อโพสต์ความน้อยใจระคนหงุดหงิดลงไป เผื่อว่ามันจะดีขึ้นบ้างหากได้ระบายออก แต่มันก็ไม่ดีขึ้นเลย เมื่อเสียงของดิวและชินแว่วเข้าหูอยู่อย่างนี้ เขาอยากลุกหนีไม่อยากฟัง แต่ไม่รู้ทำไมถึงยังนั่งทำตัวไร้ตัวตนอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครสนใจเขาสักหน่อย...

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.9-100%

“มึงไม่ไปไหนหรือไง นั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้” กว่าจะวางสายได้ก็รอแบตฯ แม่งหมดก่อน ไม่งั้นมันไม่วางแล้วหันมาสนใจเขาหรอก

“เอ้า กูจะนั่งตรงไหนแล้วเกี่ยวไรกับมึงล่ะดิว นี่ก็ไม่ใช่ที่ของมึงสักหน่อยปะวะ” ดิวคิ้วขมวด

“งั้นกูไปละ”

“กูไม่ให้ไป” ต้นรีบรั้งตัวดิวเอาไว้โดยการคว้าข้อมือมาจับไว้แน่น

“อะไรของมึงเนี่ย ปล่อยกูเลย ไม่อยากอยู่กับคนปากหมาอย่างมึง”

“คนปากหมาอย่างกูแล้วทำไม กูไม่เหี้ยเหมือนคนปากหวานที่มึงคบๆ อยู่ก็แล้วกันดิว!” ต้นใส่อารมณ์กลับ ก็ชอบว่าเขาก่อนนี่ เขาเองก็ไม่ได้มีความอดทนสูงขนาดนั้น

“แหม พูดให้ตัวเองดูดี มึงแม่งเหี้ยกว่าคนที่กูคบอีก”

“ตรงไหน มึงพูดสิตรงไหน” ของชักขึ้นละ เขานี่รักเดียวใจเดียวมากนะ ไม่เคยทำตัวเหี้ยๆ กับใครแบบที่ผู้ชายพวกนั้นทำกับดิวสักคน

ดิวพอถูกจี้ให้ตอบ ก็ตอบไม่ได้ เอาแต่อ้ำอึ้งแล้วหันหน้ามองไปทางอื่น คงพยายามคิดว่านอกจากปากหมากับกวนตีนแล้วเขาเหี้ยตรงไหนบ้าง หากหาข้อเสียเขาเจอก็เอา เขานี่นะลูกที่ดีของแม่ เป็นพี่ที่ดีของน้องและเป็นนักเรียนที่เกรดไม่แย่ด้วย ดูสิ! หน้าอย่างดิวจะหาข้ออ้างอะไรมาว่าเขาได้บ้าง

“มึงมันเหี้ยแหละ” คิดตั้งนานได้แค่นี้

“แค่เนี้ย พูดได้แค่นี้หรือไง แล้วอะไรในคำนี้บอกว่ากูเหี้ยกว่าผู้ชายที่มึงคบมา บอกอะไรให้นะดิว ถ้ากูเหี้ยจริงอะ วันนั้นกูเอามึงไปละ กูไม่จำเป็นต้องอดทนเลย ไม่ต้องยืนเฉยๆ ให้โอมมาหาเรื่องกูด้วยซ้ำ” คนตัวเล็กเม้มปากแน่น เป็นไงล่ะ...เถียงไม่ออกอะดิ

“อย่าเอากูไปเปรียบเทียบกับคนที่ผ่านมาของมึง กูไม่ชอบ”

“แล้วคิดว่ากูชอบที่มึงด่ากูนักหรือไง คนดีๆ ที่ไหนเจอหน้าต้องแดกดันกูตลอดเวลา กูไปเผาบ้านมึงไงถึงต้องทำงี้กับกู” ดิวขึ้นเสียง คิดเรื่องแย่ๆ ของต้นได้ก็แค่คำพูดคำจาเท่านั้น

“แล้วมึงพูดดีกับกูตายล่ะ เรียกกูพี่สักคำก็ไม่มี มีแต่ไอ้กับเหี้ย แล้วไง กูต้องพูดดีกลับปะล่ะ”

“ก็ที่เป็นแบบนั้นเพราะมึงอะชอบแกล้งกูนั่นแหละ!” ดิวเถียงแบบไม่ยอมแพ้ แต่ข้อนี้เขาก็เถียงมันลำบาก

“มึงไม่เคยได้ยินคำว่ารักดอกจึงหยอกเล่นเหรอ...ฟาย...” นั่นแหละ คำแถของต้น เขาเป็นแบบนั้นจริง ชอบแกล้งดิว ก็การเข้าไปแกล้งมันทำให้เราได้ใกล้ชิดกันนี่นา

“แถโง่ๆ มึงจะไปไหนก็ไปเลยไป เหม็นขี้หน้าว่ะ” ดิวสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง มือนี่ก็พยายามรั้งออกแต่ไม่สำเร็จ

“กูไม่ไป”

“อะไรของมึงนักหนาวะ”

“กูอยากอยู่กับมึง” ต้นพูดแทรกขึ้นก่อนที่ดิวจะพูดอะไรจบ ทำเอาคนฟังหันมามองเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด แต่ต้นก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่อย่างนั้น

ต้นคาดหวังให้อีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกของเขาเหมือนกัน แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกออกไปตรงๆ การที่เขาพูดออกไปขนาดนี้ก็หวังว่าดิวน่าจะเอะใจได้บ้าง เขาเคยคบคนอื่นนะ แต่มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนี้ เหมือนกับว่า...ถ้าโดนปฏิเสธ เราก็ต่างคนต่างไป ไม่เจอกันสักพักก็ทำใจได้ แต่กับดิวมันไม่ใช่ เรายังต้องเจอหน้ากันตลอด ต้องเห็นหน้ากันแทบทุกวัน เขาตัดใจไม่ได้หรอก

หลังจากนั้นบรรยากาศระหว่างเราก็ตกอยู่ในความเงียบอีกพักหนึ่งจนต้นชักเบื่อ มีดิวอยู่ข้างๆ ก็ดีนะ แต่จะนั่งนิ่งกันแบบนี้ไปตลอดคงไม่โอเคเท่าไร ไหนๆ ก็มาห้างฯ กันแล้ว พากันไปเที่ยว ไปเดินเล่นมันน่าจะดีกว่า

“เดี๋ยว มึงจะพากูไปไหน กูไม่ไปกับมึงนะ กูจะกลับบ้าน”

“ค่อยกลับพร้อมกัน กูอยากดูหนัง” ต้นดึงดิวให้เดินตาม แต่ดิวยื้อตัวเองเอาไว้

“ก็ไปดูคนเดียวเซ่ ปล่อยกู”

“เฮ้อ...เวลามึงปากร้ายใส่เนี่ย กูรู้สึกอยากจูบมึงชะมัด” ต้นหันไปส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ ดิวตาโตตกใจ แต่ก็แค่ครู่เดียวเพราะหลังจากนั้นคนตัวเล็กก็เตะขาเขาจนเกือบเซ

“พูดเหี้ยไรของมึง ไม่ต้องหว่านคำหวานกวนประสาทกูเลย” เออดี ตีความเป็นอย่างนั้นไป

“พูดดีๆ ก็ไม่เอา พูดเหี้ยๆ ก็ด่ากู มึงจะเอาไงกันแน่” พอดิวโดนจี้ถามก็เริ่มลอกแลก

เมื่อเห็นอีกฝ่ายหาคำตอบไม่ได้ ต้นก็ลากดิวไปที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว เลือกหนังที่ตัวเองอยากดูโดยไม่ถามความสมัครใจของดิว ไม่ต้องห่วง เขารู้ว่าดิวชอบหนังแนวนี้ ดีไม่ดีน่าจะอยากดูอยู่แล้ว ต้นเหลือบเห็นแววตาดีใจของดิวตอนเขาจิ้มเลือกหนัง จากนั้นก็จ่ายค่าตั๋วทั้งสองใบโดยไม่ได้ให้คนตัวเล็กช่วยออก แค่นี้ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรสำหรับต้น

กลับกัน...ได้มาดูหนังกับคนที่ตัวเองชอบก็นับว่าคุ้มค่า!

“ถือดิ๊” ต้นยัดถุงเสื้อที่ตั้งใจจะให้ดิวใส่มือเล็กก่อนจะรับตั๋วหนังสองใบมาจากพนักงาน

“เฮ้ย กูไม่ใช่เบ๊มึงนะต้น”

“ตอนนี้ไม่ใช่ก็เหมือนใช่ หุบปากแล้วเดินตามดีๆ เจ้าทาสหน้าโง่” พอโดนพูดใส่แบบนั้น ดิวก็เล็งจะเตะเข้าข้อพับเข่าของต้น กะจะให้ล้มหน้าคะมำกันไปข้าง แต่ต้นไหวตัวทันก็เลยรอดจากการเป็นเป้าสายตาของผู้คน

โอ้โห...ไม่นึกบ้างว่าเขาจับมือตัวเองอยู่ ล้มทีก็ล้มคู่เลยนะ

“กูเกลียดมึง!”

“เขาว่า...เกลียดอะไรจะได้อย่างนั้น ระวังจะได้กูเป็นผัวนะ” เขาพูดจบก็ยักคิ้วใส่แบบกวนตีน ส่วนดิวที่รู้ว่าทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่แสดงท่าทีฮึดฮัดขัดใจ

เหมือนเด็กน้อยงอแงมากเลยล่ะ โคตรน่ารัก

“ไม่มีทาง กูไม่มีวันเอาคนอย่างมึงหรอก”

“แล้วจะรอดูคนผิดคำพูด” ว่าแล้วก็หัวเราะเบาๆ เสียงที่ออกมานี่อย่างกับตัวร้ายในละคร แล้วดิวก็เป็นนางเอกที่โดนต้นลักพาตัวมา

พอเห็นอีกคนไม่กล้าพูดอะไรเพราะกลัวจะเข้าตัวอีก เขาก็เก็บตั๋วหนังใส่กระเป๋ากางเกงพลางลากดิวให้เดินตาม ยังมีเวลาเหลืออีกพักใหญ่ก่อนจะเข้าโรงหนังเพราะเลือกรอบหนังตอนหกโมงสิบห้านาที จริงๆ มีรอบที่เร็วกว่าเพียงแต่ตำแหน่งที่เขาชอบนั่งมันไม่ว่างก็เลยเลือกรอบถัดไปทำให้เขามีเวลาพาเจ้าตัวเล็กเดินเรื่อยเปื่อย เขาไม่ได้เจาะจงที่ไหนเป็นพิเศษ คิดว่าเดี๋ยวก็คงรู้เองว่าอยากไปไหน อยากได้อะไร

“เออ มึงมีอยากไปไหนมะ” เขาลองหันไปถามคนข้างๆ ที่เดินหน้ามุ่ย บอกบุญไม่รับ

“ที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีมึงอะ” อ้าว พูดจา...เดี๋ยวด่ากลับเลยไอ้เด็กนี่

“กูถามดีๆ อย่าทำให้หงุดหงิดได้ไหมวะ”

“แล้วคิดว่าหงุดหงิดเป็นคนเดียวเหรอ กูก็หงุดหงิดนะเว้ย มึงอยากทำอะไร ไปไหนก็ไปคนเดียวดิ มายุ่งกับกูทำไม” และแล้วเราก็หาเรื่องทะเลาะกันอีกจนได้ ต้นมองหน้าดิวตาขวาง เอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มเพื่อลดอาการหงุดหงิดของตัวเอง

“ถ้ากูไม่ยุ่ง มึงคงโดนตบหน้าแหกอยู่ตรงหน้าไอ้โอมอะ”

“ก็ไม่ได้ขอปะวะ หรือกูได้เอ่ยปากขอมึง”

“ไม่ กูเสือกเอง โอเคไหม กูเสือกเข้าไปยุ่งกับมึงทุกอย่างนั่นแหละ แต่ยังไงกูก็ช่วยมึง คำขอบคุณไม่มีสักคำมีแต่ด่าและหาเรื่องกูอยู่นี่ หาว่ากูปากหมา ไม่เคยพูดจาดีด้วย พอกูพูดดีแล้วมึงก็แบบนี้ มึงจะเอายังไงดิว พูดดิ๊! สัส! พูด!” เสียงตะคอกของต้นดังจนคนเริ่มหันมามอง เขาโมโหและหงุดหงิดที่ดิวเป็นแบบนี้

เราจะเดินด้วยกัน ดูหนังด้วยกันดีๆ ไม่ได้เหรอ ไม่ได้อยากเอาเรื่องที่ตัวเองช่วยมาเป็นข้ออ้างหรอก แต่มันเป็นแค่เรื่องเดียวที่ต้นสามารถใช้เพื่อรั้งดิวเอาไว้ใกล้ตัวได้

“ปล่อยกู...”

มันตอบเขากลับด้วยเสียงที่เบาหวิว คงไม่เคยเจอเขาโมโหใส่ขนาดนี้ก็เลยรู้สึกหวาดกลัว ต้นก็ไม่ได้อยากโมโหใส่ แต่ดูดิวทำตัว ความอดทนของคนมันก็มีขีดจำกัดนะ

“กูไม่ปล่อย กูจะไม่มีวันปล่อยมึง” พอเห็นว่าคนตัวเล็กกลัวหัวหด ต้นก็ตะคอกดิวอีกไม่ออก ได้แต่ลากเดินไปตามทางเรื่อยๆ ในเมื่อดิวไม่มีที่ไป เขาเองก็ไม่มีเป้าหมาย งั้นก็เดินไปให้ทั่วห้างฯ นี่แหละถือว่าออกกำลังกาย

บรรยากาศระหว่างพวกเขามาคุมาก ไม่มีใครพูดอะไรกันอีกเลย ดิวไม่แม้แต่จะมองหน้าต้นด้วยซ้ำ เอาแต่เดินก้มหน้าก้มตา ที่พื้นมีอะไรดีนักหนาอันนี้เขาไม่รู้ แต่คงดีกว่าได้มองหน้าเขา คนที่ดิวเกลียดล่ะมั้ง ต้นปวดใจอยู่ลึกๆ ที่ดิวแสดงท่าทีแบบนี้ใส่ แต่เขาไม่อยากปล่อยดิวไป มันเป็นความเห็นแก่ตัวที่ไม่ได้ทำให้ตัวเองรู้สึกดีเลย

ปกติได้อยู่กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะสถานะไหนมันก็น่าจะมีความสุขใช่ไหม แล้วหากต้องรู้ว่าคนที่เรารัก เขาไม่เคยอยากอยู่กับเราเลย ช่วงเวลานั้นมันจะมีความสุขอยู่อีกหรือเปล่า เดินไป ต้นก็ถามตัวเองไปว่าทำไปเพื่ออะไร ทุกอย่างบ้าบอไปตามอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของตัวเองทั้งนั้น ตอนนี้ก็ต้องมานั่งเสียใจว่าทำอะไรลงไป จับมือเดินด้วยกันทั้งที่มันทำให้เขาทรมานใจน่ะเหรอ

ต้นหันไปมองหน้าดิวซึ่งเป็นจังหวะที่อีกฝ่ายเงยหน้ามามองเขาพอดี แววตาคู่นั้นมีความสับสน ส่วนมันจะเป็นเรื่องอะไรเขาไม่รู้ ที่รู้คือดิวไม่ได้อยากอยู่ตรงนี้ มันคงอยากกลับบ้านไม่ก็ไปหาคนที่ชอบ คนที่ใช้คำพูดหวานๆ ปลอบตนเองได้ ซึ่งคนนั้นไม่ใช่เขา

“เฮ้อ...ไปไหนก็ไปเหอะ” เขาตัดสินใจปล่อยดิวไป ทนความอึดอัดและทรมานใจไม่ไหวแล้ว ทุกๆ ย่างก้าวมันเหนื่อยมันล้าไปหมด

อย่าทำหน้าแบบนั้นตอนอยู่ด้วยกันได้ไหม สีหน้าที่แสดงออกชัดว่ารังเกียจ ไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากมองหน้า อยากหนีไปไกลๆ ต้นไม่กล้ามองดิวอีก ได้แค่มองปลายเท้าของอีกฝ่าย รอดูเท้าเล็กๆ คู่นั้นเดินจากไป ทว่ารออยู่นานมันก็ยังอยู่ที่เดิม เขาก็เลยเป็นฝ่ายจะเดินไปเอง

ต้นเริ่มออกเดินวนกลับไปทางเดิม ว่าจะไปนั่งรอที่โรงหนัง เล่นเกมมือถือโง่ๆ หรือโทรชวนเพื่อนมาดูด้วยกัน อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องคิดถึงสีหน้าอึดอัดใจของดิว แต่เดินไปได้สักพักดันเหลือบมองไปด้านหลัง เขาแค่ตั้งใจจะดูว่าคนด้านหลังเดินจากไปหรือยัง แต่กลับโดนชนหลังเข้าเต็มๆ

“โอ้ย! หยุดทำไมวะไอ้หมาต้น” ดิวกุมจมูกตัวเอง ส่วนต้นก็ยืนยิ้มๆ ให้กับความคาดไม่ถึงนี้

“ตามมาทำไม”

“อะไร โกรธหรอวะ” อย่าช้อนตามองกันแบบนั้น ต้นเกาจมูกแก้เก้อ ต้องหันหน้าไปมองทางอื่นเพื่อหลบสายตาของดิว

“โกรธอะไร ใครโกรธมึง”

“มึงไง”

“กูไม่เคยโกรธมึง” เพื่อย้ำให้ดิวรู้เลยหันมาสบตากับร่างที่มีความสูงน้อยกว่าเขามาก

“ไม้ก็บอกแบบนี้” คนตัวเล็กพูดเสียงเบามากจนเขาแทบไม่ได้ยิน ต้นจึงโน้มตัวลงเพื่อให้หน้าเราใกล้กัน

“มึงว่าอะไรนะ กูได้ยินไม่ชัด”

“ไอ้ห่า เอาหน้าออกไปไกลๆ เลย!” ดิวผลักหน้าเขา ไม่ได้แรงมากเพราะเขาไหวตัวทันเลยขยับหน้าออกเองด้วย

“ก็กูไม่ได้ยิน”

“ก็ไม่ต้องได้ยินไปสิ ตอนนี้กูหิว มึงเลี้ยงข้าวด้วย”

ง่ายๆ แบบนี้ก็ได้เหรอคนเรา?

ดิวเดินดุ่ยๆ นำไปด้านหน้าเหมือนโกรธอะไรใครสักคนมาอย่างนั้นแหละ

ดิวไม่ได้รู้เลยว่าต้นมีความสุขมากแค่ไหนที่ตนเองไม่เลือกเดินจากไป แต่กลับยอมอยู่ด้วยกันต่อ ต้นหุบยิ้มแทบไม่ลงอีกเลย ยกเว้นเวลาดิวหันมาดู เขาจะทำเป็นนิ่ง มองนู่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อย กลัวเสียฟอร์มอะนะ

ดิวเลือกร้านอาหารญี่ปุ่น พอได้นั่งเจ้าตัวก็เอาถุงที่โดนบังคับให้ถือวางไว้บนโต๊ะก่อนจะสั่งรายการอาหารแบบไม่เกรงใจคนจ่ายเงินสักนิด ต้นจึงสั่งแค่เบนโตะเซตเพราะเดาว่าไอ้ที่ดิวสั่งมันน่าจะกินไม่หมดและเขาต้องรับช่วงต่ออาหารที่เหลือ หลังจากพนักงานที่มารับรายการอาหารเดินออกไป ดิวก็หันมาจ้องมองถุงใบนั้นแทนราวกับจะสามารถมองจนทะลุเข้าไปเห็นด้านในได้

“อยากรู้ว่าคืออะไรก็หยิบออกมาดูสิ” เขาเท้าคางบอกอีกฝ่ายยิ้มๆ

“ใครบอกกูอยากรู้ มั่ว...”

“สีหน้ามึงมันบอก เอาออกมาดูเหอะ กูซื้อมาให้” เวร! ตั้งใจจะบอกว่าแม่ซื้อให้ หลุดไปแบบนี้แม่งต้องเอาเสื้อนี่ไปทิ้งแน่เลย

“มึงเนี่ยนะซื้อให้กู บอกกูอีกทีว่ากูไม่ได้หูฝาดไป”

“อืม กูซื้อมาให้ ลายเสื้อมันหน้าโง่เหมือนมึงดี” ต้นเอาความปากหมาเข้าสู้ ดิวขมวดคิ้วแล้วเมินถุงเสื้อนั้น

“งั้นกูไม่เอาหรอก เอาไปก็เอาไปทิ้งเปล่าๆ” ดิวตอบแบบลอยหน้าลอยตา

“เนี่ย มีคนทำดีให้ก็ไม่เอา อีกหน่อยคงไม่มีใครอยากทำดีให้ล่ะมั้ง” พูดจบต้นก็เมินดิวบ้าง หยิบมือถือขึ้นมาเล่น ไม่สนใจอีกฝ่าย

ดิวลนลานและคิดหนัก ตัวเองเมินได้แต่พอโดนต้นเมินบ้างกลับอยู่ไม่สุข

“เออ กูเอาก็ได้ แต่คราวหลังไม่ต้อง เสื้อกูเยอะแล้ว”

หึหึ...เด็กโง่

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.10-100%

กว่าหนังจะเข้าก็อีกพักใหญ่ พวกเขาเลยพยายามกินข้าวกันให้ช้าที่สุด ถ้ามีโทรศัพท์ให้เล่นก็ฆ่าเวลาได้อยู่แต่ของดิวแบตฯ หมดไปแล้ว ส่วนต้นก็ไม่มีทางเอาเครื่องของตัวเองให้เล่นแน่ๆ เพราะกลัวดิวจะใช้ติดต่อไปหาไอ้รุ่นพี่มอหกคนนั้น ทีเขาอยู่ข้างๆ ไม่เห็นจะสนใจ ชอบนักแหละคนปากหวานน่ะ

เฮ้อ...นึกแล้วก็หงุดหงิด

แต่สุดท้ายต่อให้กินข้าวช้ายังไงก็ยังเหลือเวลา เขากับดิวเลยต้องออกมาเดินเล่นต่อข้างนอก ต้นพยายามจะเดินตามหลังดิวเพื่อให้คนตัวเล็กได้เดินไปในที่ที่อยากจะไป แต่คนที่อยู่ด้านหน้าก็มักจะหันมามองเขาเป็นพักๆ เหมือนถามว่าจะไปไหน ต้นไม่ตอบหันหน้ามองไปทางอื่นอีกต่างหาก เจ้าตัวจึงชักสีหน้าหงุดหงิดนิดหน่อยแต่ก็ยอมเดินต่อ เท่าที่สังเกตดิวไม่มองอะไรเป็นพิเศษเหมือนเดินไปครุ่นคิดไปมากกว่า

“ไปโรงหนังกัน หนังจะเข้าละ” พอได้เวลาต้นก็เดินไปจับมือดิว เจ้าตัวพยายามยื้อมือออกแต่เขาไม่ยอมปล่อย

“ไม่ต้องจับมือก็ได้ป้ะ”

“ไม่ได้ เดี๋ยวเด็กหลง” ต้นพูดไปส่งๆ ได้ยินเสียงจิ้ปากขัดใจ ทว่าดิวไม่ได้รั้งมือออกอีกกลับเดินตามเงียบๆ เหมือนที่ทำมาตลอดนั่นแหละ

ต้นฉวยโอกาสจับมือดิวตลอดและยังแกล้งขยับเข้าไปใกล้จนตัวแทบจะชิดกันระหว่างเดิน ดิวไม่ได้เอะใจเท่าไรนัก ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย ไม่มองมาทางเขาก็เข้าใจ เพราะต้นไม่ใช่สิ่งเจริญหูเจริญตาสำหรับดิว

ก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ต้นแวะซื้อขนมและน้ำเอาไว้สำหรับกินเล่นตอนดูหนัง ดิวเลือกสาหร่ายและน้ำชา ต้นเป็นป๊อปคอร์นและน้ำอัดลม ทั้งคู่เข้ามานั่งรอด้านในก่อนหนังจะเริ่มห้านาที แต่ถึงจะนั่งลงแล้วต้นก็ยังไม่ยอมปล่อยมือเจ้าตัวเล็ก เหมือนจะยึดเอาไว้เป็นหลักประกันว่าดิวจะไม่วิ่งหนีไป...ซะเมื่อไรล่ะ เขาก็แค่อยากจับมือนุ่มๆ เอาไว้เท่านั้นเอง เป็นกำไรให้ตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งดิวก็ไม่ได้ยอมง่ายนัก มีบ้างที่พยายามรั้งมือตัวเองกลับไป หรือด่าเขาเบาๆ ไม่ให้เป็นที่สังเกตของคนรอบข้าง แต่ต้นยังคงหน้าด้านเข้าสู้

เมื่อหนังเริ่มฉายและไฟถูกดับจนหมด ต้นก็แทบจะดึงทั้งแขนของดิวมากอดเอาไว้ ยื้อกันอยู่พักใหญ่แบบไม่มีเสียง แล้วเขาก็เป็นฝ่ายชนะได้แขนดิวมากอดแก้หนาว ดิวกัดกรามจ้องตาเขาแทบถลน เจ้าตัวคงนั่งดูไม่ถนัดเท่าไรนักล่ะมั้ง ต้นก็เลยถือโอกาสดันหัวดิวมาซบไหล่ มันไม่ง่ายแบบดันมาปุ๊บซบปั๊บหรอก ก็ยื้อกันเหมือนมือมันนั่นแหละ หากสุดท้ายดิวก็ต้องยอมเพราะเหนื่อยจะต่อต้าน อีกทั้งผู้คนยังหันมาจ้องเยอะเกินไป

หนังก็สนุก คนดูด้วยก็เป็นคนที่เราชอบ วันนี้ต้นเหมือนได้กำลังวังชามาเติมเยอะเหมือนกัน เรียกว่าที่ลงทุนเจ็บตัวเพื่อดิวไปตั้งมากมายได้ถอนทุนคืนก็วันนี้เนี่ยแหละ ถึงจะโดนอีกฝ่ายทำท่ามึนตึงใส่ไปบ้างก็ช่างมัน เขาก็แค่ต้องมองข้ามเรื่องแย่ๆ ไปบ้างเพื่อให้เราได้มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็พอ

ต้นเสพบรรยากาศและมองหน้าดิวมากกว่าหนังที่ฉาย เจ้าตัวเล็กอยากดูหนังเรื่องนี้อยู่แล้ว พอได้ดูก็สนใจแต่หนังไม่ได้หันมาเห็นว่าเขาคอยมองอยู่ตลอดเวลา คอยเฝ้ามองสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เครียดเอย กดดันเอยหรือแม้แต่มีความสุขกับตัวละคร เป็นช่วงเวลาที่ดิวเป็นตัวของตัวเองและเป็นธรรมชาติที่สุดตั้งแต่อยู่กับเขามาเลยล่ะมั้ง

RrrrRrrrr

ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากโรงหนัง เสียงมือถือของต้นก็ดังขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาหยิบขึ้นมาดูว่าใครเป็นคนโทรเข้ามา พอเห็นเป็นเบอร์น้องก็แปลกใจ นี่เกือบจะสามทุ่ม ไม้โทรมาทำไมหรือว่าไม่เห็นเขาอยู่บ้าน

“ว่าไง” ต้นยังคงจับมือดิวเอาไว้ไม่ปล่อยแม้อีกฝ่ายจะทำหน้าหงิกใส่

(พี่อยู่ไหนอะ มารับหน่อยดิ เหนื่อยว่ะ ไม่อยากกลับเองเลย)

“เพิ่งดูหนังจบ เดี๋ยวพี่ไปรับ ที่ยิมป้ะ”

(ใช่พี่ เร็วนะ ผมอยากอาบน้ำนอนแล้วเนี่ย)

“ใครใช้ให้ซ้อมหนักวะ” เขาพาดิวเดินไปเรื่อยๆ คงไม่เดินเล่นต่อแล้ว เพราะร้านต่างๆ ในห้างฯ พากันปิดเกือบหมด

(ก็ผมกลัวพรุ่งนี้ทำได้ไม่ดีอะพี่ นี่ก็เครียดๆ กังวลชะมัดเลย)

“เออ แต่ซ้อมหนักแบบนี้ระวังร่างกายบาดเจ็บแล้วพรุ่งนี้ลงแข่งไม่ได้นะมึง”

(ไม่ต้องห่วง ผมเซฟอย่างดีน่า เร็วๆ มารับได้แล้ว)

“เออ แค่นี้แหละ” เขากดวางสายแล้วหันไปมองหน้าดิว

“กลับพร้อมกูเลยละกันนะ เดี๋ยวแวะไปรับไอ้ไม้ก่อน มึงหิวป้ะ กินไรก่อนไหม” คนตัวเล็กส่ายหน้า

“หิวบ้าอะไร ก่อนเข้าโรงหนังเพิ่งกินไปเอง นี่อย่าบอกนะว่ามึงหิวแล้ว?” ดิวเลิกคิ้ว

“ไม่อะ ห่วงมึงเฉยๆ” ว่าลอยๆ แล้วเดินต่อไปยังลานจอดรถ

“เมื่อไรจะปล่อยมือกู” เราเดินมาใกล้จะถึงที่จอดรถแล้ว ดิวก็ถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ คงเพราะต้นจอดรถไว้ในจุดที่คนไม่ค่อยจอด มันก็เลยวังเวงไม่น้อย

“หวงเหรอของแค่นี้?” เขาหันไปมองหน้าก็เห็นดิวทำตาดุทั้งที่ไม่ได้ดูดุดันเลยสักนิด

“เออ กูหวง” พอได้ยินแบบนั้นต้นเลยแกล้งบีบมือเล็กให้แรงกว่าเดิม

“ดี...ยิ่งหวงก็ยิ่งอยากจับ” ว่าแล้วก็ลากดิวให้เดินต่อไวๆ ไปที่รถ

ดิวตั้งใจจะไปนั่งด้านหลัง แต่ต้นดุแล้วบังคับให้มานั่งข้างๆ ไม่งั้นเขาจะไม่ออกไปจากที่นี่ อยู่ค้างแม่งในชั้นจอดรถนี่แหละ ดิวก็เลยยอมแบบโคตรจะจำใจ

ช่วงค่ำแบบนี้รถบนถนนไม่ค่อยมีเท่าไรนัก และห้างนี้ก็ไม่ไกลจากโรงเรียน ต้นจึงใช้เวลาแค่ยี่สิบนาทีก็พารถมาถึงโรงยิมที่ไม้ใช้ซ้อมแบดมินตัน ต้นลงไปรับน้องที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้นกับเพื่อนๆ

“ช้าอะ” เจ้าไม้บ่นเบาๆ แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นว่าดิวมากับพี่ชายด้วย

“ขยันซ้อมจัง พรุ่งนี้จะแข่งอยู่แล้วหนิไม้” ดิวเดินเข้าไปหาน้องชายเขา ทั้งสองช่วยกันเก็บของโดยมีต้นยืนมองเฉยๆ

“เรากลัวทำได้ไม่ดี แม่ไปดูด้วย เครียดสุดๆ” ไม้กอดคอดิวเดินมา

“ไม้ทำได้อยู่แล้ว เพื่อนเราเก่งจะตาย” ดิวยิ้มกว้างใส่ไม้ เห็นแล้วเกิดความอิจฉาจนตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

“กากจะตาย ไม่เห็นเก่งตรงไหน”

“เอ้า อะไรของมึงเนี่ยไอ้ต้น นี่น้องมึงกำลังจะแข่งนะ แทนที่จะให้กำลังใจยังมีหน้ามาปากหมาใส่น้องอีก น่าเบื่อเนอะไม้ คนแบบนี้ไม่น่านับพี่นับน้องเลย” แค่เอ่ยออกไปอย่างกวนตีน ดิวก็สวนกลับมาทันที นี่หาโอกาสด่าเขาอยู่แล้วป้ะ ก่อนหน้านี้อยู่ท่ามกลางผู้คนเลยด่าไม่ได้งี้เหรอ เฮอะ!

“เออ พี่แม่งปากเสีย ตบปากตัวเองสิบทีปฏิบัติ!” ไม้ออกคำสั่ง ไอ้นี่ก็เป็นไปด้วยกับดิว

“ได้ แต่พวกมึงกลับกันเองนะ” ต้นทำท่าจะเดินหนี เจ้าไม้เลยรีบวิ่งมากระโดดกอดคอเขาเอาไว้

“ผมล้อเล่น นะนะ...ไม่โกรธน้องนะ” เห็นท่าทางง้องอนแล้วก็ขำ

“เออๆ ไม่โกรธ ไปกันได้แล้ว เหนื่อยแล้วไม่ใช่หรอ” เจ้าไม้พยักหน้า ต้นเหลือบตาไปมองดิวก็เห็นเจ้าตัวมองมาทางพวกเขายิ้มๆ ในแววตาเจือความขมขื่นและเศร้าหมอง

บ่อยครั้งที่ดิวทำได้แค่มองดูสองพี่น้องเล่นกันแล้วซ่อนความเจ็บปวดของตัวเอง ดิวพยายามจะยิ้มให้ พยายามจะไม่คิดอะไร แต่ต้นก็พอจะรู้ว่าดิวน่าจะอิจฉาที่ครอบครัวของตัวเองไม่อบอุ่นเหมือนครอบครัวเรา

ต้นกระทุ้งศอกใส่ไม้เบาๆ พยักพเยิดไปทางดิว ไม้หันไปมองก็รู้ทันทีว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร น้องชายตัวดีกระโดดลงจากหลังเขาแล้ววิ่งไปกอดคอดิวเหมือนเดิม แสร้งทำเป็นเหนื่อยแล้วให้ดิวพยุงตัวเองเดินไปตามทาง ต้นเลยจำเป็นต้องถือสัมภาระให้น้อง การที่ไม้ไปให้ความสำคัญกับดิวแบบนั้นบ้างจะลดความรู้สึกเป็นส่วนเกินออกไปได้ ถึงเขาจะรู้ว่าไม่ทั้งหมด แต่แค่ได้บ้างก็ยังดี ทั้งต้น ไม้และแม่ต่างก็พยายามทำแบบนั้นเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าดิว ไม่ได้ทำเพราะสงสารหรอก แต่เพราะแคร์ความรู้สึกของดิวถึงได้ทำแบบนั้น

ทว่าการกระทำของคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมันไม่สามารถเยียวยาจิตใจของดิวได้มากนักหรอก พ่อแม่ของดิวยังเมิน นั่นคือความเป็นจริงที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับลูกที่เคยได้รับความรักมากมาย แต่ตอนนี้กลับไม่เหลืออะไรแล้ว...ทั้งพ่อและแม่

มาถึงรถ ไม้ขอให้ดิวนั่งหน้ากับต้นเพราะมันอยากจะเอนหลังนอนพักหน่อย ดิวก็เข้าใจ ไม้ซ้อมมาหนักก็อยากพักเป็นเรื่องธรรมดา ดิวยอมนั่งหน้าง่ายๆ ส่วนไม้พอนั่งหลังได้ก็เอนหลังนอนราบลงไปทันที ปากก็บ่นเหนื่อยๆ แต่มือก็กดโทรศัพท์ไปเรื่อย

“ผมบอกแม่ละว่าดิวไปกินข้าวด้วย แล้วพรุ่งนี้ดิวไปพร้อมเราเลยป้ะ นะๆ” ที่เอาแต่จิ้มมือถือก็คือคุยกับแม่อยู่

“ไม้ไม่ต้องรีบไปเตรียมตัวก่อนเหรอ” ดิวเอี้ยวตัวไปถาม

“รีบดิ แต่เราจะไม่ยอมรีบคนเดียวไง ทุกคนต้องรีบไปพร้อมกับเราด้วย” ไอ้ตัวดียิ้มแฉ่ง

“เลว” ต้นด่าสั้นๆ

“เออ ผมเลว มีไรปะครับคุณพี่ชายผู้แสนดี” นั่น มีแดกดันกันด้วย

ต้นใช้แขนตัวเองรั้งดิวเอาไว้ก่อนจะเบรกแรงๆ หนึ่งที เจ้าไม้ที่นอนอยู่บนเบาะหลังถึงกับกลิ้งตกลงมาร้องโอดโอย ดิวตกใจแต่พอรู้ว่าต้นแกล้งน้องตัวเองก็หัวเราะเยาะคนเจ็บด้านหลัง ไม้ด่าเป็นชุดแต่พอเห็นว่าทำอะไรพี่ชายไม่ได้ก็ดราม่าใส่ดิว หวังให้ดิวช่วยโจมตีต้น ดูยังไงมันก็แกล้ง ดิวเองก็ดูรู้ คนตัวเล็กเลยเหน็บแนมเพื่อนซี้อยู่สองสามประโยคแล้วหันมาด่าเขากลายเป็นไปเข้าพวกกับไม้แทน

ทั้งสามโต้เถียงกันจนกระทั่งมาถึงบ้าน ลงรถแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด ไม้นี่วิ่งโร่ไปฟ้องแม่ก่อนเพื่อน ส่วนต้นยิ้มระรื่นอย่างอารมณ์ดีที่เห็นน้องงอแงเหมือนเด็กไม่รู้จักโต แต่ที่ทำให้เขาอารมณ์ดีมากจริงๆ คือดิวหัวเราะมาตลอดทางเลยต่างหาก

รอยยิ้มของดิวคือต้นกำเนิดความสุขในวันนี้เลยล่ะ...

มื้อค่ำแม่ไม่ได้กินด้วย แต่ก็นั่งเล่นอยู่กับเด็กๆ อย่างเขาสามคน ช่วยน้องซ้ำเติมเขาจนตอนนี้กลายเป็นโดนรุมต่อว่าอยู่คนเดียว ไม่น้อยใจหรอกไม่ต้องห่วง ต้นคนนี้ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ความกวนตีนมีมากพอจะทำให้ไม้และดิวหัวเสียได้ไม่ยาก แม่เป็นคนเดียวที่ไม่หัวเสีย กลับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างสนุกด้วยซ้ำไป ก็นี่เป็นสงครามของลูกชายผู้โตแต่ตัวกับเด็กน้อยสองคนนี่นา

หลังมื้อค่ำดิวอาสาล้างจานกับแม่ ปล่อยให้ต้นกับไม้ไปอาบน้ำ พอไม้ออกจากห้องน้ำก็ขอตัวไปนอนก่อน แต่ต้นรีบอาบแล้วลงมาข้างล่างโดยไม่ได้ใส่เสื้อเพราะกลัวดิวกลับบ้านก่อน ดีที่ดิวยังยืนล้างจานอยู่กับแม่เขาในครัว ร่างสูงก็เลยนั่งเล่นรออยู่ในห้องนั่งเล่น

“อ้าว แม่นึกว่าเราจะนอนเลย” พอแม่ยังเห็นเขานั่งอยู่ก็เอ่ยทัก

“ต้นยังไม่ง่วงอะแม่ วันนี้นอนไปเยอะเหมือนกัน” อันนี้ไม่ได้โกหกนะ เขานอนเยอะแล้ว วันนี้น่าจะนอนดึกอยู่

“งั้นไปส่งน้องด้วยนะ แม่ขึ้นห้องก่อน มีงาน”

“ครับแม่”

“ฝันดีนะครับคุณน้า ขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยๆ ด้วย อิ่มตื้อเลย” ดิวยิ้มหวานส่งให้ลีลา ซึ่งเธอก็ยิ้มตอบก่อนจะดึงดิวมากอด

“หนูก็ฝันดีนะลูก” เธอจูบหน้าผากดิวเบาๆ เด็กน้อยหน้าแดงก้มหน้าเขินๆ กล่าวขอบคุณเสียงเบา

ลีลายีหัวดิวเล็กน้อยก่อนจะแยกขึ้นชั้นสอง เหลือแค่ต้นกับดิวสองคน เขามองไปที่ถุงเสื้อ หยิบแล้วลุกขึ้นยืน ดิวคงไม่มานั่งเล่นอยู่ด้วยกันหรอก ท่าทางแบบนั้นพร้อมกลับบ้านตัวเองแล้วล่ะ ก็เล่นยืนเบี่ยงสายตาไปทางอื่นซะขนาดนั้น

“ปะ กูไปส่ง”

“ไม่ต้อง” ต้นชะงักเท้าทันที

“อย่าดื้อดิ๊ไอ้เด็กโง่”

“มึงอะอย่าเสือกไอ้ปากหมา” ดูปากมัน น่าโดนสักทีจริงๆ ว่ะ

“อย่าทำให้กูอารมณ์เสียน่าดิว ปะ...กูไปส่ง” เขาถือวิสาสะเดินไปจับมือดิวมาจูง เจ้าตัวพยายามรั้งมือตัวเองออกเหมือนทุกครั้ง แต่ก็ไม่เคยจะสำเร็จสักที ดิวเงยหน้าส่งสายตาขุ่นเคือง แต่แล้วกลับก้มหน้า ใบหูแดงขึ้น หึ! จู่ๆ ก็เขินขึ้นมาหรือไงนะ

บ้าน่ะไอ้ต้น มึงมันหลงตัวเอง

อืม...หลงตัวเองสักวันคงไม่เป็นไรมั้ง

เวลาแบบนี้อยากให้บ้านมันอยู่ไกลสักหน่อยจัง เขาจะได้เดินอยู่กับดิวแบบนี้ไปเรื่อยๆ ขนาดเดินเล่นด้วยกันมาแทบทั้งวันยังไม่รู้สึกพอเลยด้วยซ้ำ ต้นเดินอมยิ้มทั้งที่เปลือยท่อนบนเข้าไปส่งดิวยันหน้าห้องนอน โดยทำหูทวนลมทุกคำคัดค้านแล้วเดินเข้าบ้านของดิวเหมือนบ้านตัวเอง ตีมึนเข้าไว้ ต้นหน้าด้านถ้าอยากจะทำอะไรอยู่แล้ว

“ล็อกห้องดีๆ ล่ะ” ต้นยัดถุงเสื้อยืดใส่มือดิว

“ยุ่ง ไปไหนก็ไปเลยไป” รีบไล่กันจังเนอะ ดิวไม่ยอมเงยหน้ามองเขาเท่าไร ลุกลี้ลุกลนกว่าปกติ

ต้นทำเป็นไม่ได้ยินเสียงขับไล่ ตีมึนมองหน้าดิวนิ่ง แค่ครู่เดียวดิวก็มีท่าทีลนลานเหมือนเกร็งไปหมดไม่รู้จะทำอะไรดีเพราะโดนจับจ้องตาไม่กะพริบ เห็นแล้วก็น่ารักดีอะ เขาอาศัยจังหวะที่คนตัวเล็กเหลือบตาไปทางอื่นและอ้าปากเตรียมจะไล่อีกรอบ โน้มหน้าเข้าไปจูบปากเล็กนั่นเร็วๆ ดิวผงะหน้าเหวอ ต่างจากต้นที่ยิ้มแก้มปริ

“ฝันดี...”

“ไอ้...!!!” ต้นเดินอารมณ์ดีออกมาก่อนที่จะเจอดิวด่าสาดเสียเทเสีย

ไม่อยากฟังคำด่า เขาจะเก็บเอาความนุ่มนิ่มของริมฝีปากดิวไปฝันดีในคืนนี้ อย่างน้อยวันนี้เราก็มีเรื่องดีให้ชื่นใจอยู่บ้างล่ะเนอะ

....TBC....

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3333
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-6

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.11-100%
ต้นเช็กว่าล็อกบ้านให้ดิวแน่นหนาแล้วจึงเดินกลับบ้านตัวเอง และจัดการปิดบ้านเรียบร้อยถึงได้ขึ้นมาห้องตัวเอง เขามองไปยังห้องดิวและเห็นไฟที่ยังเปิดทำให้รู้ว่าฝ่ายนั้นยังไม่นอน อาจจะอาบน้ำหรือกำลังเตรียมตัวไปอาบน้ำอะไรแบบนั้น ถึงอีกฝ่ายจะปิดผ้าม่านเอาไว้แต่ม่านไม่ทึบถึงขนาดมองเงาไม่เห็น ต้นเลยเดินไปลากเก้าอี้มานั่งมองอยู่ริมหน้าต่าง

ประมาณครึ่งชั่วโมงไฟห้องดิวก็ดับ ความรู้สึกของเขาบอกว่าดิวน่าจะยังไม่นอน อาจจะเล่นมือถืออยู่ก็ได้ ช่างมันแล้วกัน...อย่าไปนึกถึงมากนักเลย หากสิ่งนั้นสร้างความรู้สึกแย่ให้กับเรามากจนเกินไป ปล่อยได้ก็ปล่อยเถอะ

ต้นนั่งมองหน้าต่างห้องตรงข้ามอีกสักพักก็ย้ายตัวเองไปนอนเล่นบนที่นอนบ้าง เขาไม่ใช่คนหลับง่ายนัก ต้องพลิกตัวไปมาอยู่นานถึงได้หลับไป

ตอนเช้าเสียงของไม้ดังลั่นบ้าน แม่ของพวกเขาตื่นแล้วไม้ก็เลยปลุกต้นแบบนี้ได้ เขาล่ะอยากจะเขกหัวน้องแรงๆ สักที ปลุกอะไรเสียงดังขนาดนั้น ต้นจำใจลุกจากที่นอนทั้งที่อยากจะนอนต่ออีกสักครึ่งชั่วโมงแล้วไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าลงมากินข้าว ภาพโต๊ะอาหารวันนี้ทับซ้อนกับเมื่อวาน ดิว ไม้ และแม่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“พี่มาคนสุดท้าย มาเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำให้พวกเราเสียดีๆ” เจ้าไม้พูดวางอำนาจทันที ส่วนแม่แค่นั่งดูพวกเขาด้วยรอยยิ้ม

“เห็นแก่วันนี้มึงแข่งนะ” พี่ชายสุดโหดชี้หน้าไม้คาดโทษ ถ้าวันนี้ไม้ไม่ได้ลงแข่งเขาจะเขกหัวไอ้น้องตัวดีแรงๆ สักที

ดิวคุยกับไม้บ้าง เล่นมือถือบ้าง เห็นว่าตอบแชตใครสักคน ต้นเหลือบมองเป็นระยะๆ จนไม้รู้สึกได้ถึงได้เหลือบมองดิวบ้าง มีแค่แม่เท่านั้นที่ไม่รู้เรื่องอะไร หรือรู้แต่ทำเป็นไม่รู้อันนี้ต้นก็ไม่แน่ใจ

“คุยกับใครอะดิว” ไม้เอ่ยถาม เห็นว่าพี่ชายอยากเสือกก็เลยถามให้

ต้นส่งสายตาให้ไม้เหมือนกับจะบอกว่าดีมากไอ้น้องชาย รู้ใจพี่ที่สุด

“พี่ชินไง รุ่นพี่มอหกโรงเรียนเราอะ เราชวนพี่เขาไปดูแบดฯ ด้วย เขาก็เลยถามว่าเราจะออกไปหรือยัง เขาจะได้ออกจากบ้าน” ดิวเล่าให้ไม้ฟังแบบไม่ปิดบัง ชั่วแวบหนึ่งไม้หันมามองพี่ชายด้วยสายตาเห็นใจ

“อ๋อ เขารุกดิวเต็มที่เลยสิ”

ดีมากน้อง ยิงคำถามเข้าไปอีก ส่วนแม่เขาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น นั่งกินข้าวเงียบๆ แต่ก็มีเหลือบมอง

“ก็...ประมาณนั้น” ดิวหน้าแดงหน่อยๆ เพราะเพิ่งเลิกกับโอมแต่จะมีคนใหม่แล้ว

“อ่า...” ไม้ไม่พูดต่อ พอต้นเริ่มมาคุหน่อยๆ แม่ก็ชวนคุยขึ้นมาทำให้บรรยากาศเช้านี้ไม่แย่นัก

วันนี้พวกเขาไปรถคันเดียวคือเอารถต้นไปโดยมีเจ้าของทำหน้าที่เป็นสารถี ดิวกับไม้นั่งหลัง ส่วนแม่นั่งหน้าด้วยท่าทีตื่นเต้นที่จะได้ไปดูลูกแข่ง มีการพูดจาทับถมต้นเล็กน้อยที่ต้นไม่เคยเอาดีทางกีฬาได้เลย เล่นแค่ผ่านๆ เอาสนุกไปวันๆ แล้วก็จบไปเท่านั้น

ก็เขาไม่ชอบนี่นา...จะให้ทำยังไงได้ล่ะจริงไหม

โรงเรียนวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษเพราะเป็นการแข่งขันระดับเขต ตอนเลี้ยวรถเข้ารั้วโรงเรียน ดิวก็โทรคุยกับรุ่นพี่มอหกคนนั้นเพื่อถามว่าอยู่ไหน ตนมาถึงแล้ว ไม้คุยอยู่กับแม่ ส่วนต้นมีสมาธิอยู่กับการเสือกฟังเรื่องของดิวเงียบๆ

พอเขาหาที่จอดรถได้ไม้ก็ขอตัวออกไปก่อน แต่ไม่วายบอกตำแหน่งที่นั่งดีๆ ให้ดิวพาต้นและแม่ไป คือบอกเขาได้แหละแต่ไม่แน่ใจว่าจะจำทางได้ไหมเพราะเขาเรียนจบจากที่นี่ไปหลายปีแล้ว

“คนเยอะน่าดู เจ้าไม้จะตื่นเต้นจนทำไม้แบดฯ หล่นไหมเนี่ย” แม่พูดติดขำ ขณะเดินไปด้วยกัน ต้นจับมือแม่เอาไว้ ไม่ได้กลัวแม่หายแค่อยากจับเหมือนที่เขาอยากจับมือดิวนั่นแหละ

มาถึงหน้าโรงยิมขนาดใหญ่ ดิวก็โบกมือทักทายใครบางคน เขามองตามสายตาจึงเห็นชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาออกไปทางลูกครึ่ง ผมสีน้ำตาลอ่อนและมีดวงตาสีเดียวกับเส้นผมดูหล่อเหลาซึ่งน่าจะเป็นชินที่ดิวพูดถึง เขาคนนั้นเดินเข้ามายกมือไหว้แม่และต้นก่อนจะทักทายดิว

“นี่พี่ชิน รุ่นพี่มอหกผมครับ ส่วนนี่คุณน้าลีลาแม่ของเพื่อนผม และนี่พี่ต้น พี่ชายเพื่อนผม” ดิวเดินไปหยุดข้างรุ่นพี่แล้วแนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน

ต้นไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไร ติดใจคำว่า ‘พี่ต้น’ แค่คำเดียวเท่านั้น ร้อยวันพันปีไม่เคยได้ยินคำนี้ พอจะมาได้ยินก็ต้องมาได้ยินตอนดิวแนะนำให้ว่าที่แฟนคนใหม่รู้จักเสียอย่างนั้น ไม่รู้ว่าควรรู้สึกแบบไหนดี จะดีใจก็ไม่ใช่ จะเสียใจก็ไม่เชิง แต่ที่แน่ๆ เขาหงุดหงิด

แม่คุยกับชินอย่างเป็นกันเอง บอกให้ชินเรียกน้าหรือเรียกแม่ก็ได้ตามใจ ซึ่งเด็กคนนั้นเรียกน้าตามดิว สายตาเจ้าเล่ห์ซุกซนคอยลอบมองดิวอยู่ตลอดเวลา ชินเป็นเด็กที่นับว่าตัวสูงใหญ่ไม่ใช่เล่น แต่ก็ยังเตี้ยกว่าต้นหลายเซนติเมตร ต้นได้แต่มองฝ่ายนั้นด้วยความชิงชัง เกลียดขี้หน้ามันอย่างไม่มีเหตุผล เพราะมันเป็นอริทางใจของเขาล่ะมั้งก็เลยไม่ชอบทั้งที่น้องไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

ก็เหมือนที่เขาไม่เคยชอบคนที่เข้ามาคบกับดิวสักคนนั่นแหละ เกลียดแม่งหมด ลึกๆ นี่อิจฉาด้วยซ้ำ อยากเป็นคนคนนั้นแทนที่พวกมันทุกตัวเลย แถมทุกตัวที่ว่าก็มีแต่ทำให้ดิวร้องไห้เสียน้ำตาทั้งนั้น แต่คนที่ต้นอยากกระทืบมีแค่โอม ไอ้คนก่อนหน้านี้ไม่เท่าไร แต่โอมหาเรื่องเขาไง มันกวนตีนทำให้เขาเกลียดขี้หน้า ดีแล้วที่เลิกกับดิวได้ แต่จะดีมากถ้าดิวโสดนานกว่านี้อีกหน่อย นี่ยังไม่พ้นวันเสือกมีคนใหม่มาดามใจ ทำเอาต้นโคตรหงุดหงิด อยากเตะอะไรสักอย่างระบายอารมณ์เป็นบ้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย เขาเกลียดสถานการณ์แบบที่ต้องเก็บอารมณ์ที่สุด

ดิวเดินนำไปที่สแตนด์เชียร์โดยคุยกับแม่ของเขากับชินไปด้วย สีหน้าที่เต็มอิ่มไปด้วยรอยยิ้มกว้างๆ ทำให้ต้นเห็นแล้วหมั่นไส้มากจนอยากจะปล่อยมือแม่แล้วเดินเข้าไปจับมันเหวี่ยงออกจากกัน ไม่ต้องเดินชิดกันขนาดนั้นก็ได้เหอะ พื้นที่มีตั้งเยอะ ถ้าจะไหล่ชิดไหล่ขนาดนั้นไม่สิงกันเลยล่ะวะแม่ง

ไม่ดีๆ อย่าคิดอกุศล เพราะเดี๋ยวแม่งจะเป็นจริง คนที่ผ่านมาเจาะดิวง่ายจะตาย ไอ้นี่ถ้าได้คบดิวอีกมีหวังใช้เวลาไม่นานเขาคงได้เห็นเงาเลือนรางผ่านหน้าต่างอีกเช่นเคย ต้นต้องหันเหความสนใจไปที่อื่น เอาใจตัวเองออกจากตรงนี้ไม่งั้นเขาอาจจะเหวี่ยงใส่คนใกล้ตัวได้

แต่ต้นจะทำมันได้นานเท่าไรกันเชียว...

พอหันไปมองทางอื่นเขาก็เห็นสายตาจากเด็กในโรงเรียนมองมาทางตนแล้วหันไปกระซิบกระซาบกัน

เหอะ! น้อง ถ้าจะกระซิบกันดังขนาดนั้นพูดกรอกหูพี่ตรงๆ เถอะ

พอเขาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย พวกเด็กน้อยก็พากันกรี๊ดกร๊าด ทำเอาเขารำคาญ ต้นจึงหันไปส่งสายตาไม่พอใจให้ เขารู้ว่าไม่ควรแสดงออกแบบนั้น ปกติเขาก็ไม่ได้หัวเสีย การที่มีคนชื่นชอบเราเพราะความหน้าตาดีก็ควรจะดีใจ แต่ตอนนี้เขาหงุดหงิดอยู่ พอพวกเธอเห็นสีหน้าของเขาก็เลยรีบหลบหน้าเบี่ยงสายตาไปทางอื่นแทน

เขาหันกลับมามองที่สนามอีกครั้งพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง บางทีการที่มีแม่อยู่ด้วยในวันนี้อาจทำให้เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้นก็ได้

ไม่นานการแข่งขันคู่แรกก็เริ่มต้นขึ้น ต้นมีเป้าหมายเป็นการจับจ้องนักแข่งแทนที่จะเป็นดิวกับชินที่นั่งอยู่ข้างแม่ตนเอง แต่แม้จะไม่มองก็ยังเห็นทางหางตาว่าสองคนนั้นกระซิบกระซาบกัน ป้องปากคุยกันและยิ้มแย้มให้แก่กัน มันเป็นภาพที่เจ็บปวดสำหรับเขา แต่ยังดีที่ไม่มีเสียงอ่อนเสียงหวานใกล้หู ไม่งั้นเขาคงได้อาละวาดใส่ ส่วนแม่ก็คอยกุมมือเขาเอาไว้ ช่วงเวลาที่เหลือบหันไปมองคู่นั้น เขารู้สึกว่าแม่ลูบมือเขาเบาๆ คล้ายปลอบโยน

แม่คงไม่รู้หรอกเนอะ ไม่หรอก เขาคิดไปเองเท่านั้นแหละ

การแข่งขันดำเนินไปแบบไม่มีหยุดพัก แข่งพร้อมกันสามคู่ ลงแน่นทุกคอร์ดเพื่อให้การแข่งขันสามารถสิ้นสุดได้ภายในวันนี้ ถ้าผู้ชมอย่างเราๆ หิวก็ต้องไปหาซื้ออะไรมากินและนั่งเชียร์อยู่ที่เดิมเอา ส่วนคณะกรรมการและทีมงานมีคนคอยผลัดเปลี่ยน

ตอนเที่ยงต้นเป็นคนไปซื้อข้าวมาฝากแม่และดิวโดยมีชินไปช่วยกันถือ ไม้ก็กินกับพวกนักกีฬา อาหารการกินของน้องเขาดีกว่าเราสองแม่ลูกมาก

เจ้าชินเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสและน่ารักไม่เบา คอยชวนต้นคุย ถามนั่นถามนี่ อย่างเขาเรียนอะไร เรียนมอไหน แล้วที่นั่นดีไหม อยากเข้าเหมือนกัน ทำเอาเขาเผลอรู้สึกผิดที่ไปเกลียดขี้หน้ามัน แต่นึกถึงเวลาที่มันจับมือดิวแน่นแล้วส่งเสียงร้องเชียร์ด้วยกัน ต้นก็เกลียดมันอยู่เหมือนเดิม ต่อให้อัธยาศัยดีแค่ไหน แม่งจีบคนที่เราชอบมันเหม็นขี้หน้าทั้งนั้นแหละ ต้นไม่ได้แสดงอะไรออกไปมากมาย ไม่อยากทำให้น้องมันรู้สึกแย่กับเขาที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก อีกทั้งมันยังดูเสียมารยาท

ไม้เอาชนะมาได้เรื่อยๆ จนถึงรอบตัดเชือกวัดว่าจะได้ที่หนึ่งหรือสอง ตอนนี้แม่กับเขาลุ้นกันมากว่าน้องชายจะสามารถคว้าที่หนึ่งมาให้ได้ไหม เรียกว่าทุกการตบแทบหยุดลมหายใจเลยก็ว่าได้ ดิวและชินเองก็เชียร์ไม้สุดตัวเช่นกัน

แต่แล้ว...ที่หนึ่งก็หลุดมือไม้ไปอย่างน่าเสียดาย ไม้แพ้แบบเฉียดฉิวมากๆ แต่ก็ไม่เป็นไร มาถึงขนาดนี้ได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว เขาและแม่ภูมิใจในตัวน้องมาก

หลังรับรางวัล แม่รีบปรี่เข้าไปกอดและหอมแก้มเจ้าไม้เป็นการใหญ่ ต้นเดินตามสองมือล้วงกระเป๋ามองหน้าน้องยิ้มๆ มันเองฟัดแม่ไม่ปล่อย ถึงเจ้าตัวจะพลาดที่หนึ่งไป แต่มันก็ไม่เศร้าโศกเสียใจ การแข่งครั้งแรกได้เป็นถึงรองแชมป์ระดับเขต ไม่ธรรมดานักหรอกนะ ดิวก็เข้ามาชื่นชมกับสิ่งที่เพื่อนทำ พวกเขาพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกันมาก

คงมีแค่ต้นคนเดียวที่สังเกตเห็นมือของดิวและชินกุมกันอยู่ และก็มีแค่ต้นคนเดียวที่รู้สึกเศร้าในเวลานี้...

“เดี๋ยวต้นไปเข้าห้องน้ำก่อนนะแม่” เขาไม่อยากมองดูภาพบาดตาต่อไปก็เลยขอเวลาไปพักหายใจหายคอเสียหน่อย

ต้นไม่รู้ว่าห้องน้ำที่นี่ไปทางไหน เดินสุ่มไปเรื่อยๆ เจอที่ปลอดคนก็ยืนพัก เขาไม่ได้อยากไปเข้าห้องน้ำ ที่จริงแค่อยากหาที่สงบอารมณ์นิดหน่อย เพราะไม่อยากปากเสียทำให้งานแสดงความยินดีกับน้องต้องพัง

อีกอย่าง...ที่รู้สึกแย่ขนาดนี้ก็เพราะเขาเห็นมันสวีตกันทั้งวันแล้วน่ะสิ!

“อื้อ...พี่ชิน” ต้นสะดุ้งโหยง เผลอยืนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยดันได้ยินเสียงครางเบาๆ ออกมา ตำแหน่งที่เขายืนน่าจะเป็นหลังอาคาร มันมีมุมเงียบหลายมุม และเสียงนี้ก็มาจากมุมไหนสักมุมล่ะมั้ง

ต้นลองสอดส่ายสายตาดูจึงเห็นตรงมุมตึกมีร่างสองร่างกำลังกอดกัน คนตัวเล็กที่ยืนติดกำแพงเป็นดิวชัดๆ ส่วนชินใช้มือทั้งสองข้างช่วยค้ำยันเป็นการกักขังดิวเอาไว้พร้อมทั้งป้อนจูบดูดดื่มให้กับคนตัวเล็ก นี่พวกมึงเพิ่งจะมาคุยกันจริงจังไม่ใช่เหรอ ดิวเองก็เพิ่งเลิกกับแฟนเมื่อวานไม่ใช่หรือไง

ไอ้...โอ้ย หงุดหงิด ดิวแหงนหน้ารับจูบนั้นอย่างว่าง่าย ดวงตาปรือปรอยมองหน้าชิน แม่งเคลิ้มน่าดู มีความสุขกันมากเลยล่ะสิ หรือว่าอดทนอยากดูดปากกันมานานแล้วถึงได้ดูโหยหากันขนาดนั้น!

ร่างสูงใหญ่เดินลิ่วๆ เข้าไปหาทั้งคู่ ไม่ใช่พวกหน้าบางพอที่จะเห็นคนที่ตัวเองชอบจูบกับคนอื่นแล้วจะวิ่งหนี กลับกัน เขาหงุดหงิดก็เลยสาวเท้าเข้ามาป่วนพวกมันแทน ต้นหยุดและยืนจับจ้องอยู่ไม่ไกล ดิวที่เหลือบตามาทางเขาพอดีสะดุ้งนิดหน่อยแต่ก็ยังคงไม่หยุดสิ่งที่ทำอยู่

สายตาท้าทายของคนตัวเล็กทำให้เขาปรารถนาจะเป็นฝ่ายหยุดทั้งคู่เสียเอง ดิวตอบสนองกลับอีกฝ่ายดุเดือดขึ้น ไม่ใช่แค่จูบ แต่ตอนนี้เริ่มจะลูบไล้ร่างกายกันและกัน คิดจะเยาะเย้ยเหรอ คิดจะท้าทายเขามากนักใช่ไหม ได้...ได้เลยดิว!

“เฮ้ย! นี่โรงเรียนนะ” เขาตรงเข้าไป ตะคอกเสียงเข้มเพื่อหยุดการกระทำของมัน ชินผงะหันมามองต้นแล้วก็ยิ้มแหย

“เสือกอะไรล่ะต้น ไม่ใช่เรื่องของมึง” ดิวปากดี

“เอ่อ...ผมขอโทษครับ” ชินขอโทษอายๆ

“ขอโทษมันทำไมพี่ชิน ไม่ต้องไปสนใจหรอก ไอ้นี่มันปากหมา ชอบเห่าชอบหอนก่อกวนคนอื่นเขาไปเรื่อยแหละ” ชินหน้าเหวอ ก็เมื่อเช้าดิวยังแนะนำต้นว่าพี่อยู่เลย

‘แรด!’ ต้นขยับปากด่าดิวช้าๆ ชัดๆ จังหวะที่ชินหันไปมองหน้าดิวอย่างไม่เข้าใจ

“เสือกอะไรล่ะ” ดิวตอกกลับทันที

“อืม...ก็ไม่อยากยุ่งนะครับ พี่แค่เห็นว่ามันไม่เหมาะ ห้องน้องดิวก็ว่าง ไม่พาพี่ชินของน้องดิวไปทำที่ห้องล่ะครับ มันจะดีกว่านะ ไม่ทำร้ายสายตาใครด้วย” ต้นยิ้มหวานให้ดิวก่อนก้าวเข้าไปดันชินออกห่างเล็กน้อย

“เปิดม่านด้วยนะ พี่อยากดูหนังสด” เขาโน้มหน้าเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเสียงแผ่วใส่หูคนตัวเล็ก เสร็จก็ยิ้มให้ชินแล้วเดินออกมา

เมื่อเดินออกมาได้ครึ่งทาง เขาก็ต้องปรับสีหน้าที่เครียดขมึงของตัวเองให้มีรอยยิ้มเข้าไว้ น้องกับแม่กำลังมีความสุข เขาจะแบกความเจ็บช้ำนี้เข้าไปด้วยไม่ได้ ถึงมันจะยากและทรมานแค่ไหนก็ต้องอดทน เขามันโชคร้ายเองที่ดันไปเห็นภาพนั้นเข้า ถ้าไม่เห็นจะๆ คาตา มันก็จะไม่ทำร้ายความรู้สึกมากขนาดนี้

“ดิวอะพี่” มาถึงไม้ก็ถามหาเพื่อนตัวเอง แต่ต้นไม่ทันได้ตอบ คนที่ถูกถามหาก็เดินจับมือกับแฟนใหม่มาพอดี

“มาพอดีเลย ปะ...เราไปฉลองให้กับความพ่ายแพ้ของน้องกัน” แม่พูดติดตลกทำให้ต้นที่เครียดอยู่ขำออกมาเล็กน้อย ไม้หน้าบึ้งงอนแม่ยกใหญ่ ส่วนคนที่ถูกชวนจ้องมองใบหน้าเจือรอยยิ้มของต้นอย่างหาเรื่อง ทว่าคนถูกมองกลับไม่สนใจไยดีอะไร

พวกเขาพากันไปที่รถโดยมีชินถูกลากมาด้วย ถึงเป็นแขกที่ต้นไม่ได้อยากเชิญแต่แม่กับไม้ดูจะเต็มใจมาก พอขึ้นรถต้นก็ไม่พูดไม่จาและทำหน้าที่ขับรถไปเงียบๆ แม่เริ่มชวนดิวคุยและตามมาด้วยคำถามว่าดิวคบกับชินหรือไม่ ต้นรู้คำตอบดีแก่ใจ พอแม่ได้คำตอบว่าใช่ พวกเขาคบกันแล้ว วันนี้เอง ก็บอกว่าแบบนี้ต้องฉลอง แต่ไม่ได้ดูหน้าลูกชายคนนี้เลยว่าอยากฉลองให้กับความรักของสองคนนี้ไหม

แม่ให้เราทั้งหมดไปฉลองที่ร้าน อยากกินอะไร กินมากแค่ไหนจะเลี้ยงเองทุกอย่าง ทุกคนตื่นเต้นและดีใจมาก โดยเฉพาะแขกที่ไม่ได้รับเชิญ แม่งยิ้มหน้าบาน กุมมือกับดิวอย่างกับว่าปล่อยมือแล้วดิวจะปลิวออกจากรถไป ต้นต้องเก็บความหมั่นไส้เอาไว้ไม่ให้หลุดออกมาจากปากแม้แต่คำเดียวก็เลยกลายเป็นนั่งหุบปากเงียบคล้ายกัดฟันไปตลอดทาง

>>>>

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
>>>ต่อตอนที่ 11

“ไหวปะวะพี่ชาย” ไม้แอบกระซิบถามเมื่อมาถึงร้านและกำลังเดินเข้าไปด้านใน ต้นส่ายหัว

“อยากกลับบ้าน” เขาตอบสั้นๆ ไม้ตบบ่าก่อนจะกอดคอ

“งอแงเป็นเด็กเลยว่ะ ผมจำได้ว่าเคยงอแงอยากกลับบ้านตอนอนุบาล” พูดแบบนี้ต้องกินมะเหงกสักที

“คนละความรู้สึกกันปะวะ” เขาบอกน้องที่ลูบหัวตัวเองป้อยๆ

“คล้ายกันแหละ” มันไม่คล้ายสักนิด ต้นตอบน้องชายในใจ

ลีลาให้ลูกน้องเลือกมุมในร้านที่เงียบสงบให้เด็กๆ ส่วนตัวเองทำหน้าที่เป็นพนักงานจดออร์เดอร์

ต้นอยากจดแทนมาก แต่แม่กลับบังคับให้เขาสั่งอาหารแล้วที่เหลือจะเป็นฝ่ายจัดการเองและยังบอกกับพวกเขาว่า วันนี้เป็นการฉลองให้เด็กๆ ทั้งทีผู้ใหญ่ต้องเป็นฝ่ายออกโรง ตรรกะอะไรของแม่ก็ไม่รู้ แต่ว่าไม่มีใครกล้าขัดความต้องการของผู้ใหญ่เพียงคนเดียวสักคน ยิ่งเจ้าไม้นี่วางมาดเป็นแม่งานเลยด้วยซ้ำ เล่นสั่งแต่ของโปรดทั้งนั้น ดิวและชินเองก็ด้วย ส่วนต้นเห็นสั่งกันเยอะแล้วก็เลยไม่เอาอะไรเพิ่มอีก

พอเด็กวัยเดียวกันเริ่มคุยกัน ต้นก็เอาหูฟังมาเสียบแล้วเข้าเกม เล่นเกมฆ่าเวลาไปนี่แหละ ไม่ต้องฟังดิวและชินสวีตกันด้วย แถมจะไปปากหมาเหมือนทุกทีเดี๋ยวก็เกิดเรื่องแบบคราวที่แล้ว ครั้งนี้อาจแย่กว่าเพราะทำให้งานฉลองของน้องชายกร่อย

“พี่...” เล่นไปได้เกมเดียว ไม้ก็ดันมาดึงหูฟังเขาออก

“อะไร?”

“ชินถามว่าพี่มีแฟนไหม” ไม้พยักหน้าไปทางคนรอคำตอบที่ส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้ ต้นมองชินสลับกับดิว

“ไม่มี คนที่ชอบเขาไม่ชอบกะ...ตอบ” เกือบหลุดกู ไม่ใช่เวลารักษามารยาทแต่ก็ไม่ควรพูดกูมึงเท่าไร

“อ่า แย่เลยสินะครับ แอบรักเขาข้างเดียว มันรู้สึกไม่ดีเท่าไรเลย” ชินพูดแล้วมองหน้าดิว ทำเอาคนถูกมองเขินหน้าแดง

ถุยเถอะ! มีหยอดหวานกันตรงหน้ากูอีก เล่นเอาคำตอบกูไปหยอดต่อ น่าหงุดหงิดฉิบ!

ต้นเสยผมตัวเอง อารมณ์เสียแบบที่คิดว่าถ้าต้องทนอยู่ตลอดจนงานจบเขาต้องสติแตกแน่ๆ เขารุกดิวแล้ว ใช่! มันอาจไม่มีคำพูดหวานๆ อะไรให้ดิวได้รู้สึกเก้อเขิน แต่หลายครั้งที่เขาฉวยโอกาสทำในสิ่งที่คนอยากแกล้งกันเขาไม่มีทางปฏิบัติต่อกัน คำพูดบางคำเขาก็ตั้งใจพูดออกมาเพราะต้องการสื่อถึงความรู้สึกของตัวเอง แต่ทำไม...ทำไมดิวไม่เคยสังเกตเห็นมันบ้างเลย

“พี่ชินอะ ตอนนี้ก็สมหวังแล้วนี่ครับ” ดิวมองหน้าชินเขินๆ

พอได้ยินแบบนั้นต้นก็ได้แต่หันไปมองทางอื่น ไม้วางมือบนบ่าเขาเพื่อให้กำลังใจตามประสาพี่น้อง เขาจึงพยักหน้าให้เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร

“ถ้าดิวไม่โสดก่อน พี่จะสมหวังก่อนเรียนจบไหมก็ไม่รู้ จริงๆ พี่แอบขอบคุณความโชคร้ายที่ดิวโดนทิ้ง ดิวไม่โกรธพี่ใช่ไหมครับ”

ดิวคงไม่ แต่กูโกรธ ไอ้สัส! ไปจีบกันที่อื่นดิ๊! ต้นเกรี้ยวกราดอยู่ในใจเพียงลำพัง

“ดิวไม่โกรธพี่หรอกครับ จะโกรธได้ยังไง ก็พี่ชอบผม”

เออดี ส่งตาหวานกันเข้าไป มึงจะจูบกันด้วยไหม กูจะได้ปิดตาให้

“ดีใจจัง พี่รักดิวนะครับ” ชินลูบหัวดิว และดิวก็ยิ้มตอบกลับหวานหยาดเยิ้ม

“ครับ...” มันเอนตัวซบไหล่ไอ้ชิน หวานกันต่อหน้าต่อตา...สวีตกันไม่เกรงใจคนที่นั่งกันอยู่

“ฮ่าๆ น่ารักกันจังเนอะ” ไม้หัวเราะแห้งๆ พลางเหลือบตามองพี่ชายอย่างหวาดๆ เสียวสันหลังวูบวาบกลัวความบ้าคลั่งจะเข้าครอบงำพี่

“เหรอครับ ทำให้ลำบากใจกันหรือเปล่า พอดีผมดีใจมากเลย” ชินเกาท้ายทอยแก้เก้อ

“ไม่หรอกครับ ตามสบายเลย ยังไงนี่ก็เป็นการฉลองอยู่แล้ว เนอะพี่เนอะ” ดันมาขอความเห็นคนที่ไม่อยากตอบที่สุดอีก

“อืม” นั่นแหละ ตอบได้แค่นั้น หงุดหงิดเกินกว่าจะอ้าปากพูดอะไร

“แต่พี่ต้นดู...ไม่สบายใจ”

กูไม่ได้ไม่สบายใจเว้ยไอ้น้อง กูหงุดหงิดเว้ย ก็คนที่มึงกำลังสวีตด้วยแม่งคือคนเดียวกับที่กูชอบไง อยากบอกอย่างนี้ฉิบหาย แต่ทำไม่ได้

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แค่เล่นเกมแล้วแพ้” แพ้ทั้งเกมและชีวิตจริงเลยตอนนี้

“งั้นพี่ต้องเป็นคนหัวร้อนง่ายแน่เลย พี่เล่นเกมอะไรล่ะครับ” ชินถามอย่างอารมณ์ดี ขัดกับอารมณ์ของต้นอย่างสิ้นเชิง

“อาร์โอวีอะ”

“เฮ้ย ผมก็เล่น เกมนี้เล่นแล้วหัวร้อนทุกคนพี่ ผมยังเป็นเลย ฮ่าๆ” เขาได้แต่กระตุกยิ้มแหย ไม่ขำด้วยเลยมึง กูไม่ฮากับอะไรทั้งนั้น

ชินไม่ได้รับรู้ถึงความหงุดหงิดในตัวต้นเท่าไร เจ้าตัวหันไปชวนดิวคุยเรื่องเกมต่อ ถามว่าเล่นไหม เล่นกับพี่หรือเปล่า เราจะได้ใช้เวลาว่างร่วมกันมากขึ้นอีก หึ! ยังไม่หยุดสวีตกันอีก เดี๋ยวคว่ำโต๊ะทิ้งแม่งเลยไอ้ห่าเอ้ย!

ต้นก้มหน้าก้มตากดมือถือ เล่นอะไรก็ยังอารมณ์เสียไปหมด ไม้ก็ได้แต่มองด้วยความเห็นใจ เขาไม่อยากทำให้น้องลำบากใจมากนักก็เลยทำเป็นยิ้มให้

วันนี้เป็นวันที่ดีสำหรับเราทุกคน… แค่ไม่ใช่สำหรับเขาเท่านั้นเอง

อาหารเริ่มทยอยออกมาเสิร์ฟ แต่ไม่มีใครกล้าแตะอะไรก่อน พวกเขาอยากรอเจ้ามือออกมาแล้วค่อยเริ่มกินพร้อมกัน ต้นมองอาหารที่เรียงรายตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย ความอยากอาหารปลิวไปหมดแล้ว มีแต่ความเอียนเจียนอ้วกมวนอยู่ในท้องเท่านั้น เป็นไปได้ก็อยากลุกจากตรงนี้แล้วกลับบ้านตัวเองไปก่อน

ต้นภาวนาให้อาหารมื้อนี้ผ่านไปไวๆ ทุกวินาที ทว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น หนำซ้ำมันยังครึกครื้นมากเสียด้วย เมื่อแม่มาร่วมโต๊ะ งานฉลองถึงได้เริ่มต้น ทุกคนคุยกันเรื่องการแข่งขันอย่างเมามัน รวมถึงสัมภาษณ์ความหวานของคู่รักคู่ใหม่ที่ดูเหมือนพรหมลิขิตจะขีดเขี่ยให้แม่งเดินมาเจอกัน

ชินแอบชอบดิวมานานแล้วแต่ไม่กล้าจีบ น้องเขาน่ารักแล้วก็ค่อนข้างป๊อป พอลองถามจากคนอื่นก็บอกว่าดิวน่ะมีแฟนแล้ว เป็นธรรมดาที่เด็กหน้าตาน่ารักอย่างดิวจะมีเจ้าของ ตอนแรกชิยว่ากังวลใจมากว่าน้องจะไม่ชอบผู้ชาย แต่มีเพื่อนมาบอกว่าแฟนน้องก็เป็นผู้ชาย ชินเลยมีความหวังขึ้นมาบ้าง ขอให้ดิวโสดจะรีบเข้าไปจีบทันที เขารักและชอบดิวมานาน ยิ่งวันนี้ดิวชวนมาดูไม้แข่งแบดมินตัน เขายิ่งดีใจ

ชินบอกปนขำว่าเมื่อเช้าไม่รู้จะใส่เสื้อผ้าแบบไหนดีเลย มันกังวลและก็ตื่นเต้นไปหมด อย่างกับนี่เป็นเดตแรกของเราสองคน ดิวเองก็นั่งฟังด้วยรอยยิ้ม ดูมีความสุข ดวงตาเปล่งประกายคล้ายได้โลดแล่นอยู่บนสวรรค์

ตลกเหอะ...นี่มันเรื่องตลกร้ายสำหรับต้นชัดๆ!

ทำไมเขาต้องมานั่งฟังพวกเขาบอกรักกัน มาคุยถึงความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันแบบนี้ด้วย อย่างกับต้องการฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น ใครหนอช่างอยากเห็นเขาทุกข์ทรมานใจขนาดนี้ ต้นได้แค่นั่งกัดฟันอดทน ทำเหมือนเรื่องที่ได้ยินเป็นเพียงเสียงนกเสียงกาที่แว่วเข้าหู ทว่ามันไม่ง่ายแบบนั้น สมองมันจดจำรายละเอียดของคำบอกเล่าเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี จะเก็บเอาไว้ตอกย้ำตัวเองหรือไงก็ไม่รู้

ชินก็ดีเกิน ยิ้มน่ารัก พูดจาดี เป็นมิตรกับทุกคน ไม้เคยบอกว่าชินค่อนข้างดังในโรงเรียนเหมือนกัน คงเพราะดูเป็นสุภาพบุรุษแบบนี้ล่ะมั้ง แต่ต้นรู้สึกว่าดวงตาของชินมีความเจ้าเล่ห์แฝงอยู่ เชื่อเหอะว่าผู้ชายร้อยทั้งร้อย แม่งมีความร้ายกาจอยู่ทั้งนั้นแหละ เขาไม่อยากคิดอะไรมาก ไม่อยากอคติกับชิน ถ้า...ทำได้อะนะ

“ว่าแต่เมื่อไรต้นกับไม้จะมีหวานใจบ้างน้า” แม่เปรยขึ้นมาลอยๆ หลังยิ้มแก้มปริกับความรักของคู่นั้นที่ดูจะหวานชื่นเสียเหลือเกิน


“โอ้ย ไม้ขอโสดก่อนนะแม่นะ” ไม้ยกมือปัดเป็นพัลวัน เจ้าตัวยังไม่อยากมีแฟน ไม่คิดขวนขวายจะมีด้วย เพราะชอบเล่นกีฬาและมีความสุขกับเพื่อนๆ ของตัวเองมากพออยู่แล้ว

“ทำไมล่ะลูก แม่อยากเห็นลูกแม่มีความรัก” ไม้หันมามองพี่ชายเล็กน้อย เขาเห็นพี่เจ็บปวดกับความรักเลยทำให้รู้สึกหวาดๆ นิดหน่อย

“ไม่รู้ดิแม่ ไม้ชอบที่เป็นอยู่แบบนี้นะ มีเพื่อนๆ และแม่กับพี่ แค่นี้ก็มีความสุขจะตาย” ไม้แสดงออกว่าถึงเขาจะไม่มีความรักในเชิงชู้สาว แต่แค่ที่มีอยู่ตอนนี้เขาก็มีความสุขมากพอแล้ว

“ระวังแก่แล้วยังโสดนะ” แม่พูดกระเซ้า ชินกับดิวก็หัวเราะ

“นั่นสิไม้ ระวังเถอะ แก่แล้วหาแฟนยากนา หนังเหี่ยวไม่มีใครเอา” ดิวแซวซึ่งไม้ก็หัวเราะอย่างไม่คิดอะไรมาก

“ไม่ขนาดนั้นมั้ง วันหนึ่งถ้ามันจะมี… มันก็คงเข้ามาเองนั่นแหละ” ไม้ไม่ทุกข์ร้อน ลีลายิ้มให้กับความคิดของลูกชาย

“แล้วเราล่ะต้น...” ลีลาเบนความสนใจมาทางลูกชายคนโตบ้าง

“ไม่รู้” ต้นถอนหายใจทำเอาคนเป็นแม่คิ้วขมวด

“ดูเราไม่มีความสุขน้า อกหักมาหรือไง พอถามแล้วถอนหายใจเชียว”

“ใช่แม่ ต้นอกหัก ไปรักคนที่ไม่รักเรา” เขาพูดพลางมองตาดิวซึ่งเจ้าตัวไม่ได้มองเขาตอบ ดิวหันหน้าไปทางแฟนหมาดๆ ของตน มันรู้ว่าเขามองอยู่ รู้ว่าคำพูดนี้มีเพื่อมัน...ใช่ มันต้องรู้

“อ่า...งั้นมองหาคนที่เขารักเราดีไหมล่ะ”

“แม่ก็รู้ ถ้ามันไม่ใช่ มันก็คือไม่ใช่ แต่ถ้ามันใช่แล้ว มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะตัดใจ” ต้นยิ้มขื่นให้ตัวเอง แม่ก็ส่งยิ้มมาให้เป็นกำลังใจ

“สู้ๆ นะพี่ วันหนึ่งพี่ต้องสมหวังแน่ครับ” ชินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง  แต่มือที่กุมกับดิวทำให้ต้นมองว่ามันน่าหมั่นไส้

“ขอบใจ” เลิกกันเมื่อไรบอกกูด้วย เผื่อจะสมหวังอย่างที่มันอวยพร

แม่ไม่ถามเรื่องความรักของลูกชายอีก เห็นสีหน้าซังกะตายของเขาแล้วแม่ก็คงหนักใจ ไม้จึงช่วยเปลี่ยนเรื่องคุย ต้นละอยากบอกให้น้องหาเรื่องกลับบ้านชะมัดแต่ก็พูดไม่ได้อยู่ดี ต้นต้องนั่งฟังทุกคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานไปอีกสองชั่วโมงกว่า เสียงหัวเราะเฮฮาบ้าบออะไรน่าหงุดหงิดสิ้นดี ตอนที่แม่ชวนกลับ เขาแทบจะกระโดดไชโยดังๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้

ในที่สุด...วันที่แสนหนักใจของเขาก็จะผ่านพ้นไปเสียที

ต้นขับรถไปส่งชินที่หน้าบ้าน จากนั้นถึงได้วนรถกลับมาที่บ้านตัวเอง แม่ ไม้และดิวยังคุยกันไม่ขาดปาก ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรให้คุยสนุกได้ขนาดนั้น ต้นไม่เห็นจะสนุกด้วยเลย น่าเบื่อจะตาย อยากกลับไปนอนเสียที

“เดี๋ยวต้น” พอจอดรถเรียบร้อยเขาก็รีบลงจากรถแล้วมุ่งหน้าไปที่ห้อง แต่แม่ลงมาเรียกดักไว้ก่อน

“ครับแม่?”

“ไม้ไปส่งดิวที่บ้านทีนะ น้องดิวก็ฝันดีนะลูก” แม่รั้งเขาไว้แล้วเดินเข้าไปกอดดิว ลูบหัวเจ้าตัวเบาๆ ก่อนจะปล่อยดิวกลับบ้านไป เหลือแค่ต้นกับแม่ยืนกันอยู่หน้ารถสองคน

“ต้นชอบน้องดิวใช่ไหมลูก” ขณะที่มองดิวเดินออกไป เขาเกือบต้องสำลักอากาศ

เมื่อเจอคำถามตรงๆ แบบนี้ ต้นทำตัวให้นิ่งไม่ได้เลย มันเลิ่กลั่กไปหมด ก็พอเดาได้ว่าแม่น่าจะมองออก คราวที่แล้วเขาถึงได้ชิ่งไง แต่แล้วก็หนีแม่ไม่พ้น

“ต้นดูง่ายขนาดนั้นเลยเหรอแม่” เขาไม่กล้าสบตา

“ก็ไม่เชิงดูง่าย เพียงแค่วันนี้กับเมื่อวานมันเห็นชัดมากเลยล่ะ” นั่นสิ เมื่อวานต้นมีความสุขกับการกินข้าวมาก มีแม่ มีไม้ มีดิว แถมเมื่อวานมันยังโสด...โสดแบบโสดหมาดๆ เลยด้วย

“โกหกแม่บาปไหม” เขาพูดแล้วก็ยิ้มแหย

“บาปมาก แล้วแม่ก็ไม่พอใจมากด้วยถ้าเราโกหก มีอะไรเราจะพูดกันตรงๆ ต้นจำได้ใช่ไหม” แม่เดินเข้ามาจับมือของเขาแล้วพาเข้าบ้านของเรา

“จำได้ครับ”

“เราชอบน้องดิวมานานหรือยัง” ทั้งคู่นั่งลงที่ห้องนั่งเล่น

“เฮ้อ...นานแล้วแม่” ปิดไม่ได้ก็ต้องบอก ไม่อยากทำให้แม่โกรธหรอก ไม้ที่เพิ่งเดินเข้ามาก็หน้าตาเต็มไปด้วยคำถามเมื่อเห็นว่าบรรยากาศแปลกไปจากปกติ

“ไม้มาผิดจังหวะหรือเปล่า...” ไม้เก้ๆ กังๆ เหมือนหาที่ยืนของตัวเองไม่เจอ ผู้เป็นแม่ยิ้มแล้วส่ายหน้า กวักมือเรียกลูกชายคนเล็กมานั่งด้วยกัน

“ไม้รู้ด้วยหรือเปล่าว่าพี่เราชอบน้องดิว” แม่หันไปถามไม้ด้วยอีกคน ไม้ถึงได้หันมามองต้นเพื่อปรึกษาว่าควรเอาไงกับสถานการณ์นี้ดี

“น้องมันรู้แม่” ต้นตอบแทน

“รู้มาตลอดเลยสิ งี้แม่เป็นคนเดียวที่ไม่รู้เหรอ” แม่มองหน้าต้นกับไม้สลับกันไปมา ซึ่งสองพี่น้องก็ได้แต่ก้มหน้ารับผิดไปตามระเบียบ

ไม่รู้แม่จะโกรธไหม หรือมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้ยังไง แต่เขาไม่คิดว่าแม่จะรังเกียจพวกรักชอบเพศเดียวกันหรอก แม่ดูโอเคมากๆ กับเรื่องนี้ เห็นได้จากการที่ดิวมีแฟนเป็นผู้ชายแล้วแม่ยังยิ้มหน้าชื่นตาบานที่พวกเขารักกัน

“น้อยใจดีป้ะ ทั้งบ้านรู้กันหมดมีแค่แม่ที่ไม่รู้อยู่คนเดียว” ต้นรีบเข้าไปกอดแม่ เจ้าไม้ก็ลงจากโซฟามากอดขาแม่

“ต้นขอโทษ ต้นไม่ให้ไม้บอกแม่เอง”

“ทำไมล่ะ”

“ต้นคิดว่ามันเป็นแค่ความรู้สึกช่วงหนึ่ง สักวันมันคงจะหายไป แต่ถ้ามันยังอยู่ถึงตอนที่ต้นได้คบกับดิว ต้นก็จะบอกแม่” ถึงจุดนั้นมันต้องบอกแน่นอนอยู่แล้วอะ

“ถ้าบอกว่าชอบมานานคงไม่แค่ช่วงหนึ่งแล้วมั้งต้น เฮ้อ...เรานี่น้า เคยสารภาพกับน้องเขายัง” ต้นส่ายหน้า

“ไม่ครับ ดิวไม่เคยโสดให้ต้นสารภาพเลย”

“ก็เลยไปปากเสียใส่น้องเขาตอนนั้นใช่ไหม” ตอนนั้นคือตอนที่น้องทะเลาะกับแฟนใช่ไหมนะ อยากถามแต่เดี๋ยวแม่รู้ว่าปากเสียใส่น้องมันตลอด

“ครับ ก็...มันหงุดหงิด” เขารีบซบหน้ากับไหล่แม่เพื่ออ้อนทันที หวังว่าแม่จะไม่ด่าหรือว่าอะไร

“โอเค แม่เข้าใจดีลูก เข้าใจทั้งหมดเลยว่าทำไมวันนี้เราถึงเอาแต่หน้าบึ้ง เวลาต้นไม่ยิ้มไม่หัวเราะ แม่ไม่สบายใจเลยนะ แล้ววันนี้ที่ต้องถามก็เพราะลูกเป็นแบบนั้น” แม่ลูบหัวเบาๆ อย่าอ่อนโยนแบบนี้สิ ต้นจะ...ร้องไห้

เกือบทุกคนแหละครับ ต่อให้เราจะโตแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อแม่ เราก็จะกลับไปเป็นเด็กได้อีกครั้ง

“ต้นขอโทษครับแม่” เขาบอกออกไปเบาๆ เสียงชักจะสั่นเหมือนกับอารมณ์ที่กำลังแกว่ง

เราเข้มแข็งได้อยู่เรื่อยๆ นั่นแหละ ถ้าไม่มีใครสักคนมาปลอบเรา คำปลอบโยนเหมือนสิ่งที่ทำลายกำแพงสูงและหนาให้พังทลายลงมา

“แล้วจะทำยังไงต่อไป เราจะแอบชอบน้องต่อไปแบบนี้เหรอ”

“ต้นไม่แน่ใจ ว่าจะตัดใจแล้ว ต้นเหนื่อย”

“อืม แม่เข้าใจลูก แม่เข้าใจต้นนะลูกนะ แม่คงบอกได้แค่แม่ไม่อยากให้ลูกของแม่เจ็บ แม่ไม่อยากให้ลูกของแม่เสียใจ แต่เมื่อลูกเลือกทางของตัวเองแล้ว แม่ก็ทำได้แค่เฝ้ามองและห่วงหนูอยู่ห่างๆ เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองเข้าใจไหม” ลีลาลูบหัวลูกชายที่ซบไหล่เธออยู่เบา

ต้นพยักหน้า เขารู้ว่ายังไงสุดท้ายก็ต้องเลือกทางเดินให้ตัวเอง ไม่ใช่คนอื่นไม่ช่วยเหลือหรือไม่ใส่ใจเรา แต่นี่มันคือชีวิตของเขา มันคือความรู้สึกของเขาเอง จะมีใครเข้าใจได้นอกจากตัวเองล่ะ...

เฮ้อ… เขาว่าเขาคงต้องเลือกทางใดทางหนึ่งจริงๆ แล้วทางที่ได้บอกกับแม่ก็เป็นทางที่น่าจะดีที่สุดสำหรับเขา เชื่อว่าพ่อแม่คงไม่อยากเห็นลูกทุกข์ใจหรอก หากเขาทำใจได้เมื่อไร อะไรๆ มันก็คงดีขึ้นเอง

แต่...ให้ตายต้นก็ยังมีแต่

เขาควรตัดใจทั้งที่ยังไม่ได้บอกความในใจเลยจริงๆ น่ะเหรอวะ?

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.12-100%

สิ่งแรกที่ต้นเริ่มทำคือพยายามปล่อยวางเรื่องของดิวลงบ้าง บางทีเพราะเขาเอาใจไปผูกกับดิวจนเกินไปทำให้เขาเจ็บปวดมากเกินความจำเป็น ยิ่งเทใจให้ การกระทำของอีกฝ่ายก็ยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกเรา เขาตัดสินใจปิดผ้าม่านทั้งที่ปกติชอบเปิดเพื่อดูดิว เวลาได้มองไปอีกฟากแล้วเขาจะคิดนั่นคิดนี่เกี่ยวกับดิวจนกลายเป็นอาการฟุ้งซ่าน

ถึงคิดว่าจะปล่อยวาง ทว่าต้นยังคิดไม่ได้ว่าเขาควรเดินหน้าหรือถอยหลังดีเหมือนกัน

เขาอยากบอกดิวนะ ถ้าบอกแล้วอีกฝ่ายไม่ชอบ เขาก็จะตัดใจได้ใช่หรือเปล่า เอาให้เกลียดขี้หน้ากันไปเลย แต่เขาจะไม่เสียใจทีหลังใช่ไหม แล้วถ้าเขาไม่บอก เขาจะเสียใจทีหลังไหม พอถามตัวเองแบบนั้นเขาก็ได้คำตอบว่าต้องเสียใจแน่ๆ

ต้นพยายามหาทางให้ตัวเองเจ็บปวดน้อยที่สุด คงไม่มีใครในโลกใบนี้ชื่นชอบความเจ็บปวดจากรักที่ไม่สมหวังหรอก อีกอย่างเขาไม่ต้องการให้แม่มาคอยห่วง ร่างสูงเปลือยท่อนบนนอนครุ่นคิดอย่างนั้นจนกระทั่งหลับไป

ตอนเช้าเสียงเพลงจากมือถือที่ตั้งไว้ปลุกเขาให้ตื่นจากความฝันอันยุ่งเหยิง พร้อมกับบันทึกเตือนความจำที่เด้งขึ้นมาเมื่อเขากดปิดการทำงานของมัน วันนี้มีเทสต์ย่อยแต่เช้า หากเขาสาย เขาต้องมานั่งเครียดกับการเรียนอีก ดังนั้นต้นจำต้องลุกแม้ว่าจะยังรู้สึกง่วงอยู่มากก็ตามที

พอลงมาด้านล่าง เขาก็เห็นแม่และน้องชายกำลังจัดโต๊ะกินข้าวกันอยู่ ทั้งสองคนพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไป ซึ่งต้นไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

“ไปตามน้องมากินข้าวไปต้น” พอลีลาเห็นหน้าลูกชาย เธอก็สั่งให้ไปชวนน้องดิวมากินข้าวด้วยกัน ต้นทำหน้าตายมาก ดูไร้อารมณ์และไม่อยากไปสุดๆ

“ไม่ไปได้ป้ะ”

“จะตัดใจหรอ?” คำถามนี้ตอบยาก เพราะต้นยังไม่รู้เลยว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี

“ขี้เกียจอะแม่ ต้นรีบด้วย” เขาบอกปัดก่อนเดินเข้าไปสวมกอดแม่ตัวเองและหอมแก้มเธอทั้งซ้ายขวาให้ชื่นใจ

ลีลาเลี้ยงดูลูกทั้งสองมาตั้งแต่เล็กจนโต ให้ความใส่ใจและรักใคร่ดูแลมาเป็นอย่างดี แค่มองตาของลูกชายเธอก็พอจะเดาความคิดของอีกฝ่ายออก ตอนนี้ต้นสับสนและลูกของเธอคนนี้ก็ยังหาทางลงให้กับตัวเองไม่เจอ เธอจึงไม่จี้ถามเพราะรู้ดีว่ามันอาจเป็นการเร่งรัดต้นจนเกินไป

ต้นเบี่ยงสายตาหลบแม่ นั่งลงแล้วก็มองอาหารบนโต๊ะไปเรื่อยเปื่อย เขาเงียบและรู้สึกอึมครึมกว่าทุกวัน มันเป็นความขุ่นมัวทางอารมณ์ ไม่ง่ายที่จะขจัดมันออกในตอนนี้

“งั้นไม้ไปตามน้องดิวมาปะ” ลีลาหันไปสั่งลูกชายคนเล็กแทน ไม่ได้อยากทำให้ต้นอึดอัดหรอก แต่เพราะเธอเริ่มรู้เรื่องครอบครัวของดิวมากขึ้น เธอเลยเป็นห่วงเด็กคนนี้

ต้นนั่งกินข้าวก่อนโดยไม่รอไม้ที่กำลังเดินไปตามดิว แม่ก็ไม่ได้พูดอะไรเอาแต่นั่งมองเขาแล้วก็ยิ้มบางๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าแม่คิดอะไรอยู่ ไม่ถามด้วย เขารู้สึกว่าถ้าถามแม่ไปอาจโดนแม่ยิงคำถามที่ตอบยากๆ กลับมา

เขารีบกินข้าวให้หมดอย่างรวดเร็ว พอดิวกับไม้เดินเข้ามาเขาก็สะพายกระเป๋าเรียบร้อย ต้นเข้าไปกอดและหอมแม่อีกครั้ง จากนั้นรีบออกจากบ้านมุ่งหน้าไปมหาวิทยาลัยโดยไม่ได้ทักทายดิว ถ้าไม่อยากคิดมากเรื่องดิวอีก ก็ต้องเมินกันไปแบบนี้ มันดีกับเขาที่สุดแล้วล่ะ ไม่เจอหน้าให้มากเข้าไว้ ไม่นานความรู้สึกก็อาจจะเจือจางลง

ดิวหันมองตามร่างสูงใหญ่ที่เดินผ่านไปโดยไม่มีคำทักทายด้วยความไม่เข้าใจ คล้ายภาพซ้ำซ้อนในตอนที่ต้นโดนโอมทำร้ายไม่มีผิด เขาทำอะไรผิดอีกแล้วเหรอ หรือต้นโกรธอะไรตนอีกแล้วกันนะ ครั้นจะเอ่ยถามก็ไม่กล้า อีกทั้งต้นยังหายลับออกไปจากหน้าบ้านแล้วด้วย

แล้ว...ทำไมต้องสนใจด้วยเล่า!

ต้นจะเมินยังไงก็เรื่องของมันสิ ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องมาสนใจเสียหน่อย ที่มาที่นี่ก็เพราะน้าลีลาชวนมากินข้าว ไม่ได้มาเพื่อจะญาติดีกับคนปากหมาแบบต้นเสียหน่อย ดิวสลัดเรื่องของต้นออกจากหัว ยิ้มบางๆ ให้กับคุณน้าที่ตนเคารพ จากนั้นก็ลงมือรับประทานอาหารเช้ากับครอบครัวนี้

แต่ว่า...มันก็เลิกคิดเรื่องต้นไม่ได้จริงๆ

ต้นเริ่มทำให้ตัวเองยุ่งมากๆ ด้วยการไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยสนใจกีฬาอะไรเลย คิดแค่อยากกลับบ้านไปหาแม่ ไปนอนแอ้งแม้งอยู่ที่ห้อง แต่ตอนนี้พอเลิกเรียนเขาก็มุ่งหน้าไปยังสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยทันที ฝุ่นกับพิกค่อนข้างแปลกใจที่เขาหันมาตั้งใจเล่นกีฬาขนาดนี้ แม้แต่รุ่นพี่ก็ยังงงไปเหมือนกัน

พิกกับฝุ่นตามเพื่อนไปเล่นฟุตบอลด้วย ไม่ได้โดนชวนหรอกแค่ตามไปงั้นๆ แหละ ไม่เล่นก็นั่งดูอยู่ริมสนาม คิดเสียว่ามานั่งส่องสาวๆ ทว่าเพื่อนทั้งสองสังเกตเห็นว่าต้นมักทำตัวให้ยุ่ง พออยู่เฉยๆ ก็จะหยิบมือถือออกมาเล่นเกม กิจกรรมที่เคยทำเช่น ฟังเพลง หรือเล่นโซเชียลก็ไม่ทำอีกเลย

ท่าทางแบบนี้...อกหักแน่ๆ

เจ้าอ้วนประจำกลุ่มแซวต้นเรื่องนี้ มันคิดว่าเขาต้องอกหักแน่ๆ ซึ่งต้นงงมากว่าทำไมถึงคิดว่าเขาอกหัก พิกจึงบอกว่าคนอกหักมักทำตัวเองให้ยุ่งที่สุดเพื่อจะได้ไม่คิดมาก เล่นเอาต้นสะอึก ลืมหายใจไปชั่ววินาที

เขาแค่ยิ้มบางๆ ให้พวกมัน บอกกับเพื่อนทั้งสองว่ามึงน่ะคิดกันไปเอง กูไม่ได้อกหักบ้าอะไรทั้งนั้น คนที่กูรักเขาแค่รักคนอื่นเอง ว่าจบก็ขำ แต่เพื่อนของเขาไม่ยักจะขำด้วย ช่างมัน...พวกนั้นไม่ขำเขาขำคนเดียวก็ได้

กว่าจะหมดแรงเตะบอลก็ประมาณหกโมงกว่า เขาจึงเดินโชว์ร่างกายเปลือยท่อนบนกลับข้างสนาม มันร้อนและเหงื่อท่วมกายไปหมดจนเขาต้องถอดเสื้อออก สาวๆ ข้างสนามมองเขาเป็นอาหารตาแต่เขาก็ไม่คิดจะสนใจ เพื่อนและรุ่นพี่หลายคนเข้ามาตบบ่าชมการเล่นของเขา ถึงไม่ใช่คนชอบเล่นกีฬาแต่ต้นกลับมีทักษะที่ดี

เขาใช้แค่มือตัวเองปัดเหงื่อให้น้อยลงจากนั้นก็สวมเสื้อนักศึกษา มีสาวบางคนแอบถ่ายรูปเขาเอาไว้ แต่ต้นไม่คิดจะสนใจอะไรเลยด้วยซ้ำในตอนนี้ ข้าวของของต้นมีน้อย เขาจึงไม่ต้องเก็บอะไรมากนัก เพียงแค่ใส่เสื้อเสร็จก็สะพายกระเป๋าเดินออกจากสนามได้เลย ส่วนฝุ่นกับพิกกลับไปนานแล้ว

“อ่าพี่ต้น หวัดดีคร้าบ...” ระหว่างเดินออกจากมหาวิทยาลัย รุ่นน้องที่ชื่อพันก็แวะเข้ามาทักทาย

“ก้มหัวต่ำขนาดนั้น ไม่ก้มกราบพี่ไปเลยวะ” ต้นว่าปนขำ ก็ท่าทางมันตลก ยกมือไหว้แล้วโน้มตัวจนมือแทบติดเข่าตัวเองอยู่แล้ว คนอื่นเขาสวัสดีกันดีๆ ทั้งนั้น

“แหม่ พื้นมันไม่สะอาดอะ แล้วนี่พี่เพิ่งเลิกเรียนหรอ ผมนึกว่าพวกปีสองเลิกกันหมดแล้วเสียอีก”

“เปล่า พี่ไปเตะบอลมาอะ เบื่อๆ แล้วนี่เพิ่งเลิก?”

“ครับ เพิ่งเลิก ไอ้นี่มันจะกลับไปหาเมีย แต่ผมกับแก้วว่าจะไปดื่ม พี่สนใจไปด้วยกันไหมครับ” พันชี้ไปที่เพื่อนร่างสูงของตนเองก่อนจะหันมารอฟังคำตอบของเขา

“ไม่ล่ะ พรุ่งนี้เรียนเช้า ไม่อยากแฮ้งมาเรียน”

“อ้อ งั้นกลับบ้านดีๆ พี่”

“เออ พวกมึงก็ด้วยนะ” พอเจ้าพันและเพื่อนขานรับคำ เขาก็ออกเดินต่อทันที

ต้นติดต่อหาแม่ก่อนจะไปหาที่ร้าน ไปช่วยทำงานอย่างเสิร์ฟอาหารหรือรับออร์เดอร์ เขาเล่าให้แม่ฟังว่าวันนี้ไปเล่นบอลกับพี่ๆ มา พวกเขาอยากให้ไปซ้อมบ่อยๆ เผื่อได้ลงแข่งกับคนอื่นเขาบ้าง พอแม่ฟังที่เขาพูดจบ เขาก็ได้รับสายตาเห็นใจหน่อยๆ แต่ต้นทำเป็นเมินมันแล้วก็เล่าเรื่องที่สนามแทน

ต้นอาจไม่แสดงออกอะไรมากมายนัก แต่ก็ซ่อนไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้น่ะมันเป็นเพราะอะไร ลีลาเห็นใจลูกชายของเธอ แต่ถ้านี่เป็นสิ่งที่ต้นเลือก...เธอก็จะไม่ห้ามอะไร

เขาตั้งใจจะเตะบอลฆ่าเวลาและทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้เพราะหวังว่าจะลืมบางสิ่งบางอย่างไปได้บ้าง และยังตัดสินใจว่าจะเข้ามาช่วยงานที่ร้านเป็นประจำ ทั้งก่อนเข้าเรียนแล้วก็หลังเลิกเรียน เหมือนแม่จะรู้จุดประสงค์ดีแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมาซ้ำเติมเขา ปล่อยให้เขาได้ทำตามความตั้งใจของตัวเองไปแบบนั้น

ช่วงเช้าต้นจะกินข้าวและออกจากบ้านก่อนใคร ดิวจะมากินข้าวกับไม้และแม่ บางวันก็ติดชินมาด้วยอีกคน ซึ่งต้นไม่เคยอยู่เจอหน้ามัน ตอนเย็นเขาก็กลับบ้านดึกพร้อมกับแม่ เรียกว่าตอนนี้ตัวติดแม่เป็นลูกแหง่เลยทีเดียว หน้าดิวก็ไม่ค่อยได้เจอ หน้าต่างห้องหรือแม้กระทั่งหน้าบ้านของดิวเขาก็ไม่ได้มองมันอีก

แรกๆ เป็นเรื่องยากที่จะปรับเปลี่ยนสิ่งที่ทำเป็นประจำนี้ แต่พอยุ่งมากๆ และทำบ่อยเข้าก็เลยกลายเป็นเรื่องปกติ ต้นเริ่มชินกับการกินมื้อเช้าเร็วๆ และมีแค่แม่นั่งคุยด้วย บางทีก็ไปมหาวิทยาลัยก่อนเวลาบ้างถ้าจำเป็น หรือไม่ก็กินเสร็จขึ้นห้องนอนเล่น ไม่ก็ซิทอัพเล่นหรือวิดพื้นอยู่ในห้องตัวเองเพื่อรอเวลาออกจากบ้าน แล้วพอไม่เจอดิวมากเข้าความรู้สึกที่เคยมีมันก็น้อยลง

ต้นคิดถึงดิว แต่เจ็บกับความคิดของตัวเองน้อยลง ไม่ต้องเห็นดิวมีคนอื่น ไม่ต้องเห็นดิวสวีตกับใครหรือไม่ต้องฟังดิวพูดจาไม่ดีใส่ สบายใจขึ้นเยอะ แต่มีบ้างที่บางครั้งก็เผลอคิดถึงรอยยิ้มของดิว เพราะจะห้ามความคิดมันยากเกินไป ปล่อยให้มันได้เพ้อเจ้อบ้างเป็นบางครั้ง เอาแค่เราไม่เจ็บปวดกับมันก็พอแล้วล่ะ

“พี่...” เสียงเจ้าไม้ดังแว่วเข้าหู นี่เมื่อคืนเขาไม่ได้ล็อกห้องหรือไงนะ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งถ้านับวันจะถือว่าเขาไม่ได้เจอดิวมาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ


“อะไรของมึงเนี่ยไม้” เขาดึงผ้าห่มมาคลุมโปง ยังง่วงอยู่เลย แม่ลองให้ทำบัญชีที่ร้าน ปวดหัวฉิบ ตัวเลขบานตะไททำเอาเมื่อคืนฝันเห็นตัวเลขเต็มไปหมด ต้นหลอนโคตรๆ

“ผมมาตามไปกินข้าวเช้า”

“ปกติมึงตามกูแบบนี้ที่ไหน มีอะไรเจ้าไม้” เขาลดผ้าห่มแล้วจ้องหน้าน้องเค้นความจริง

“จะชวนไปเล่นน้ำ...” นั่นไงล่ะ

“ไม่ไปอะ”

“โห วันหยุดทั้งที ไปกับน้องหน่อยดิ เนี่ยดิวมันมาชวน พี่ชินก็ไปด้วย” นี่ดูไม่ออกเหรอว่าเขาไม่อยากเจอหน้าดิว

“ไม่เห็นเหรอว่าพี่พยายามหลบหน้าดิว”

“เห็น แต่พี่ชินบอกให้ชวน ผมก็ต้องชวน”

“เอาความจริง”

“ได้บัตรฟรีมา” เจ้าไม้ยิ้มแป้นแล้นพร้อมชูบัตรฟรีสองใบ

“ได้มาจากชิน”

“ใช่ ไปกัน เขาจะฉลองที่คบดิวมาได้หนึ่งอาทิตย์” ตลกเหอะ คบกันได้หนึ่งอาทิตย์มึงต้องฉลองด้วยหรือไง ต้นคิดอย่างหงุดหงิด

“มึงไปเองเหอะ พี่ไม่ไปอะ ไม่ต้องบอกเหตุผลใช่ไหม” ว่าแล้วก็คลุมโปงอีกที เขาจะนอน

“อืม เสียดายบัตร”

“แม่ไง ชวนแม่” ต้นตอบปัดๆ

“แม่ไม่ว่าง วันนี้แม่บินไปภูเก็ตเรื่องร้านอาหาร”

“เฮ้ย! ทำไมกูไม่รู้” เขารีบลุกพรวดขึ้นมา แม่ไม่เห็นบอกเลย

“เรื่องด่วน แม่รีบไปเมื่อเช้าอะ เลยไม่ได้บอกพี่ที่เอาแต่นอนอุตุอยู่บนที่นอน แต่ก็ช่างมัน ผมชวนเพื่อนผมไปก็ได้...”

“ไม้” ไม้ยังไม่ทันพูดจบ เสียงดิวก็ดังมาจากด้านล่าง เจ้าของชื่อมันขี้เกียจก็เลยตะโกนตอบ

“เราอยู่ข้างบน ขึ้นมาดิ!” เออดี! เอาเข้าไป จะชวนกันมาสิงห้องเขาทำไมนะ เคยพูด เคยด่าสงสารพี่ชายที่ต้องแอบรักเขาข้างเดียว ตอนนี้เขาตัดใจอยู่ยังจะเรียกมันเข้ามาหาอีก ตบให้หัวทิ่มดีไหม เห็นแก่ของฟรีนัก

“พี่ต้นไม่ไปอะดิว” ต้นหันหลังให้ประตูแล้วเอาผ้าห่มห่อตัวเองให้เป็นดักแด้ ไม่หันไปเห็นก็ไม่เป็นไรแล้วเนอะ

“อ้าว...ไอ้ต้น มึงอย่าเล่นตัวดิ พี่ชินอุตส่าห์ชวน” ทำอย่างกับพูดแบบนี้แล้วจะอยากไปมากขึ้น

“...” ต้นเงียบไม่ตอบ พอดีพี่หยิ่งอะน้อง

“ไอ้ต้น อย่ามาแกล้งหลับนะ มึงลุกมาเลย เราจะได้ไปกัน” ดิวส่งเสียงเรียกหนักขึ้น

ไม่เป็นผลหรอก เขาไม่สนใจ

“ช่างเหอะดิว พี่ต้นคงเหนื่อยอะ เราชวนคนอื่นไปแทนก็ได้” ดีมากไม้ กล่อมแล้วลากออกไปจากห้องพี่ชายคนนี้ที

“แต่พี่ชินเขาอยากให้ไอ้ต้นไปนะ”

ขัดคำสั่งแฟนไม่ตายหรอกมึง ต้นชักอยากจะลุกขึ้นไปเถียง แต่ก็อดใจเอาไว้

“บอกพี่ชินดีๆ พี่ชินไม่ว่าหรอก พี่ต้นทำงานเยอะช่วงนี้”

“ทำงานเยอะหรือตั้งใจหลบหน้า” ดิวแทรก ไม้เลยไปต่อไม่ถูก ต้นก็ไม่เห็นว่าแต่ละคนทำสีหน้ายังไง เขานอนหลับตานิ่งๆ เหมือนไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น

“เฮ้อ...ออกไปให้หมดนั่นแหละ กูจะนอน” ความเงียบมันอยู่นานก็เริ่มอึดอัด เขาเลยจำเป็นต้องเอ่ยปากไล่ทุกคนให้ออกไปโดยไม่พลิกกายมองหน้าใครสักคน

“ไปเหอะดิว” ไม้บอกกับดิว แล้วทั้งคู่ก็ออกไปจากห้องอย่างที่ต้องการเสียที

นี่แหละเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว...

ถ้าไปก็ต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจ ต้องมองดูดิวกับชินสวีตกัน เห่อๆ ถ้าดิวมันโสดก็ว่าไปอย่าง ต้นจะไม่มีทางปฏิเสธการชวนครั้งนี้เลย เอาจริงๆ เขาคิดแล้วนะ ตอนนี้ดิวมีคนรักเขาก็ตัดใจไปก่อน แต่ถ้าดิวโสดหรือเขามีโอกาสก็อาจจะลองดูสักตั้ง นั่นน่าจะดีที่สุด แต่ถ้าวันที่มันโสดเป็นวันที่เขาไม่รู้สึกอะไรกับดิวอีก เขาก็จะหลุดพ้นจากการแอบรักข้างเดียวแบบนี้เสียที

ต้นเลือกจะนอนต่อ ความง่วงกล่อมให้เขาหลับได้ง่าย เพราะหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาเหนื่อยมากจริงๆ ไอ้การพยายามทำตัวเองให้ยุ่งเพื่อไม่ให้คิดเรื่องดิวเป็นอะไรที่กินแรงไม่ใช่น้อยเหมือนกัน แต่ถือว่าเขาประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เขาไม่หมกมุ่นเรื่องของดิว ไม่หงุดหงิดที่ต้องเห็นดิวมีคนอื่นหรือไม่ต้องอิจฉาคนอื่นที่ได้ยืนข้างๆ ดิวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

เขาตื่นอีกทีก็เกือบเที่ยง พอลุกขึ้นมาได้ก็ลงไปหาข้าวกินก่อน เขาหิวมากแต่แม่ไม่อยู่จึงต้องหาอะไรทำกินเอง จากนั้นถึงได้เคลื่อนตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดใหม่แล้วมานั่งทำรายงานส่งอาจารย์ในวันจันทร์ นั่งทำได้ไม่นานไอ้ฝุ่นก็วิดีโอคอลมา มีเจ้าพิกอยู่ในสาย พวกเขาช่วยกันทำรายงานและคุยเล่นสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งงานเสร็จถึงได้เงยหน้าขึ้นมามองออกไปด้านนอกจึงเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว

เมื่อต้นมองดูนาฬิกาก็ต้องขมวดคิ้วแล้วโทรหาน้องชายทันทีซึ่งอีกฝ่ายไม่ยอมรับสายไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน หลังจากฟังเสียงรอสายอยู่นานก็เริ่มหงุดหงิดเขาเลยตัดสายแล้วลงไปหาอะไรกินเองอีกหนึ่งมื้อ เขาไม่ได้ทำเผื่อไม้เพราะคิดว่าน้องคงกินจากข้างนอกมา

สามทุ่มกว่าไอ้น้องชายตัวดีถึงโผล่หัวเข้ามาในบ้าน ต้นกำลังนั่งดูรายกายอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพื่อรอเนี่ยแหละ มาถึงไม้ก็ยิ้มหน้าบาน ส่งเสียงแหะๆ คิดว่าจะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากคำบ่นของเขาได้เหรอ

“ทำไมกลับดึกวะ กี่โมงกี่ยามแล้วเที่ยวไม่ดูเวล่ำเวลาเลยนะมึง” ต้นสวดน้องชายทันที

“ก็...”

“ก็อะไรล่ะ ไหนพูด”

“พี่ชินเขาชวนไปกินข้าวกันต่ออะ ผมไม่อยากปล่อยดิวไว้กับพี่ชินสองคนก็เลยตัดสินใจไปด้วย แบตฯ มือถือก็หมดเลยไม่ได้โทรหาพี่” ไม้อธิบาย

“เขาแฟนกัน จะไปเป็นก้างขวางคอทำไม”

“ก็ไม่อยากเป็นก้างหรอก ถ้าไม่ได้ยินพี่ชินคุยกับเพื่อนว่าจะฟันดิวอะ”

“หมายความว่าไง”

“คืองี้พี่ วันนี้ไปเล่นน้ำกันใช่ปะ แล้วมันมีช่วงหนึ่งที่พี่ชินแกไปคุยโทรศัพท์กับเพื่อนในห้องน้ำ ดิวมันเล่นน้ำอยู่แต่ผมอะไปเข้าห้องน้ำก็เลยได้ยินที่เขาคุยกับเพื่อน เขาบอกกับเพื่อนว่า ‘เตรียมตัวจ่ายให้กูได้เลย ไม่เกินคืนนี้กูได้ฟันน้องดิวแน่’ ”

ได้ฟังแล้วต้นถึงกับสั่น แม่ง...แต่ละคนที่เข้ามาคบ เหี้ยๆ อย่างนี้ทุกคนสิน่า

“ผมจะบอกพี่แล้วแต่แบตฯ มือถือผมหมด ไอ้จะบอกดิวก็...นั่นแฟนมันนี่พี่ บอกไปก็เท่านั้น ผมก็เลยพยายามอยู่เป็นก้างให้นานที่สุด”

“แล้วไง...”

“ไม่น่าสำเร็จ ดิวพาพี่ชินเข้าบ้านไปแล้ว” ไม้พยักพเยิดไปทางบ้านตรงข้าม ทั้งบ้านปิดไฟหมดยกเว้นห้องนอนของดิว ต้นละสายตามาทันทีที่เห็นเงาตะคุ่มอยู่ตรงหน้าต่าง

“คราวหลังก็ปล่อยไปเหอะ มึงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แล้วนี่กินข้าวมาแล้วสินะ ไปอาบน้ำนอนได้แล้ว พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้า แม่ก็ไม่รู้จะกลับเมื่อไร” เขาอยากจะโทรไปหาแม่ แต่กลัวแม่ไม่ว่างก็เลยไม่อยากรบกวน


ไม้พยักหน้า แต่ก็ยังยืนมองพี่ชายนิ่งเหมือนรอดูว่าต้นจะมีอาการยังไง ทว่าต้นกลับเดินขึ้นห้องไม่สนใจอะไร

ไม่ต้องห่วง เขาไม่เห็นเงาทั้งคู่เพราะปิดม่านเอาไว้ ต่อให้ไอ้ชินมันเลว มันมาหลอกดิว ต้นก็ทำอะไรไม่ได้ ดิวกับมันคบกัน คนเป็นแฟนกันจะมีอะไรกันมันก็เรื่องปกติ อ้าปากพูดไปก็เหมือนเสือกเรื่องของคนอื่นเขา ดีไม่ดีจะมีปัญหาเหมือนเรื่องไอ้โอมอีก

ต้นบอกกับตัวเองว่าอย่าพาตัวเองไปซวยอีก คราวก่อนปิดแม่ได้ แต่คราวนี้มันอาจจะไม่ได้อย่างหนนั้น เขาเป็นห่วงดิวนะ เป็นห่วงมาก จนรู้สึกว่าเวลาที่ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์กับการไม่เจอดิวเลย ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่เขามีต่อดิวนั้นน้อยลง ต้นกระสับกระส่าย แต่พยายามย้ำกับตัวเองอยู่ตลอดว่า...อย่านะ อย่าทำอะไรโง่ๆ อีก อย่าทำตามอารมณ์ตัวเองอีกเลย

>>>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-07-2018 16:05:35 โดย GukakST »

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
>>>ต่อตอนที่ 12

เขาตัดสินใจโทรชวนฝุ่นกับพิกมาเล่นเกมด้วยกันคืนนี้เพื่อดึงสมาธิตัวเองให้จดจ่อกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ห้องฝั่งตรงข้าม แต่ชั่วขณะหนึ่งในหัวเขาก็คิดไปว่าตอนนี้ค่อนข้างดึกชินคงไม่กลับบ้านแต่ค้างกับดิวแน่นอน อีกอย่างบ้านนั้นก็มีแค่ดิวคนเดียวไม่มีอะไรมาขัดขวางความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพวกเขา หากสุดท้ายแล้วเขาก็ปัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไปแล้วกลับมาจดจ่อกับเกมตรงหน้าแทน

“แม่...กลับมาเมื่อไรเนี่ย” ตอนเช้าต้นลงมาเจอแม่กำลังยกอาหารมาเรียงที่โต๊ะ ด้วยความคิดถึงจึงเข้าไปกอดและหอมแก้มแม่ทันที

“เป็นลูกแหง่จริงๆ แม่กลับมาเมื่อคืน ดึกไปหน่อยเพราะเดินทางไกล”

“แล้วงานเป็นไงบ้าง”

“เรียบร้อยดี จริงๆ แม่ว่าจะค้างที่นู่นเหมือนกัน แต่ห่วงเด็กน้อยบ้านนี้กลัวไม่มีใครดูแลเรื่องอาหารการกิน” แม่ทำสายตาเย้าแหย่ ต้นก็เลยได้แต่ยิ้มเขิน

“ต้นทำเองไม่อร่อยเหมือนแม่ทำเลย นึกว่าวันนี้ต้องกินฝีมือตัวเองอีกซะแล้ว” กอดให้แน่น อ้อนให้มาก...คนนี้เป็นคนเดียวที่เขาอ้อนได้นี่นะ

“แม่...” เจ้าไม้เพิ่งลงมา มันวิ่งโร่พร้อมเรียกแม่เสียงดังโอเว่อร์แอกติ้งมาแต่ไกล มาถึงก็ผลักคุณพี่ชายออก แล้วสวมกอดแม่แทนเขาซะอย่างนั้น ไอ้น้องเลว แย่งกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ได้ไง เดี๋ยวตบหัวทิ่มเลยไอ้นี่

“ฮ่าๆ แม่ไปทำงานแค่นี้เอง ทำอย่างกับไม่เจอแม่เป็นแรมปี ติดแม่เกินไปแล้วนะพวกเราน่ะ แบบนี้จะเป็นฝั่งเป็นฝาได้ไหม”

“ไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไร อยู่กันแบบนี้ไปจนตายนั่นแหละ” เจ้าไม้พูดก่อนจะหอมแก้มแม่แรงๆ แก้มแม่ช้ำหมดแล้วเฮ้ย!

“แน่ใจ? เดี๋ยวแม่จะรอดูตอนเรามีแฟน” แม่พูดแบบนี้แสดงว่าแม่คิดว่าพวกเราทั้งคู่จะรักแฟนมากกว่าแม่ล่ะสิ หึๆ ไม่มีทาง

“คงยังไม่มีง่ายๆ หรอก ทั้งผมทั้งพี่นั่นแหละ” ไม้หันมามอง ต้นไหวไหล่เบาๆ

พวกเขาพูดคุยกันเรื่องที่แม่ไปทำงานมาเมื่อวานพร้อมกับกินมื้อเช้าไปด้วย บ้านเราอาจกินช้า แต่มันแลกมาด้วยความสุขที่ได้รับ วันนี้แม่ไม่ได้ให้ไปชวนดิวมากินข้าว ไม่รู้ว่าทำไมเพราะต้นไม่ได้ถาม กินเสร็จแม่ก็อาสาไปส่งพวกเขาสองพี่น้อง จากนั้นถึงได้แยกไปทำงานของตัวเอง

เรื่องเรียนของต้นก็ดำเนินไปตามปกติ เรียนบ้างเล่นบ้าง แค่เอาตัวรอดไปแต่ละวิชาเท่านั้น มีคลาสหนึ่งของวันนี้ เขาเรียนไปแอบเล่นไปด้วย โอ้โหโคตรใจกล้า ต้นชมตัวเองขำๆ ขณะที่กดท่าไม้ตายใส่ป้อมศัตรู เราเกือบรอดแล้วนะ แต่ไอ้พิกดันดีใจเสียงดังไปหน่อย อาจารย์เลยจับได้ ทีนี้เป็นไง โดนด่าไปตามระเบียบน่ะสิ โธ่ๆ ไอ้หมูเอ้ย!

พอไม่มีเรื่องดิว ชีวิตเขาก็เป็นแบบนี้ วนไปเป็นสูตรตายตัว เลิกเรียนก็ไปเตะบอล เตะเสร็จก็ไปทำงานที่ร้านอาหารแม่ กว่าจะปิดร้านก็นู้นสามสี่ทุ่มถึงได้กลับบ้านอาบน้ำแล้วนอน วันไหนงานของมหาวิทยาลัยเยอะหน่อย เขาก็นั่งทำมันในร้านของแม่ไปเลย คนยุ่งๆ ถึงได้วางงานตรงนี้แล้วไปช่วย

“พี่ต้น...” เจ้าของชื่อเงยหน้าจากกองรายงานมามองหน้าน้อง วันนี้ต้นมีรายงานประมาณหนึ่งจึงนั่งทำในร้าน แม่ที่แสนดีก็มีขนมมาให้ลูกกินเล่นระหว่างเขียนงานไปด้วย แต่ตอนนี้สิ เจ้าไม้มันทำหน้าห่อเหี่ยวเดินมานั่งตรงข้ามเขาก่อนจะเอากระเป๋าตัวเองวางทับงานของเขาเสียหมด

“อะไรของมึงไม้...”

“ไอ้พี่ชินมันทิ้งดิวแล้วพี่ มันบอกเลิกดิวต่อหน้าเพื่อนมันด้วย” จากที่หงุดหงิดน้อง ตอนนี้ต้นหยุดทุกอย่างแล้วมองหน้าไม้

“เล่าดิ๊”

“มัน...มันบอกกับดิวว่าที่มันคบกับดิวเพราะพนันกับเพื่อนเอาไว้ มันเอารูปถ่ายตอนดิวนอนเปลือยให้เพื่อนมันดู ทุกคนพากันหัวเราะเยาะ แล้วก็ยื่นเงินเดิมพันให้ไอ้ชินต่อหน้าต่อตาดิว ผมเห็นผมก็เข้าไปช่วย แต่ดิวมันผลักผมแล้วหนีไป ดิวไม่เข้าเรียนอีกเลย ตอนนี้ก็ยังติดต่อไม่ได้” ไม้เล่าเหมือนจะร้องไห้ เพราะไม่สามารถช่วยเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ เอาไว้ได้

“ใจเย็นๆ ไม่เป็นไรเว้ย ไม่เป็นไร” ก่อนจะได้ปลอบใจตัวเอง เขาต้องปลอบน้องก่อน

“ทั้งที่ผมรู้อยู่แล้วว่ามันพนันกับเพื่อน แต่ผมไม่ยอมบอกดิว...”

“มึงพูดเองหนิว่าบอกไปตอนนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ มึงต้องอย่าคิดมาก”

“แต่ผมสงสารดิว มันร้องไห้ มันร้องไห้หนักมากเลยพี่” ต้นนึกภาพนั้นออก เขาเคยเห็นมาก่อนก็เลยรู้ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน

“เดี๋ยวพี่ไปหามันเอง” สองพี่น้องมองหน้ากัน ต้นตัดใจจากดิวอยู่ แต่พอรู้แบบนี้ก็อดเป็นห่วงมันไม่ได้อยู่ดี

ไม้เองก็รู้สึกผิดที่ตัวเองรู้เรื่องแต่ไม่ยอมบอกเพื่อน ต้นเข้าใจความรู้สึกตอนนั้น จะไปบอกก็กลัวว่าจะเป็นสาเหตุให้พวกนั้นทะเลาะกัน เกิดชินมันอ้างแล้วดิวเชื่อ ไม้ก็จะกลายสภาพเป็นเหมือนเขา คือต้นเหตุที่ทำให้ทั้งคู่มีปัญหากัน เรื่องของคนสองคนมันเป็นเรื่องเปราะบางมากๆ คนนอกยุ่งไปก็มีแต่เสี่ยงกับเสี่ยง

ต้นลุกขึ้น เอากระเป๋าสตางค์และมือถือติดมือมาก่อนจะสั่งไม้ให้บอกแม่แล้วก็บอกไปเลยว่าเขาไปไหน ความจริงเป็นยังไงให้แม่รู้ไปเถอะ ดีไม่ดี ถ้าสถานการณ์มันแย่มากแม่เขาจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้ ไม่รู้สิ...ต้นว่าการที่ผู้ใหญ่รู้ปัญหาพวกนี้เอาไว้บ้างมันก็ไม่เสียหายอะไร เขาอาจช่วยเราได้มากกว่าที่คิดก็ได้

ไม้พยักหน้ารับรู้ แม้สีหน้าจะยังคงย่ำแย่ เขาว่าตอนน้องเล่าให้แม่ฟังต้องร้องไห้แน่นอน เพราะแค่พูดกับเขายังสีหน้าหม่นหมองขนาดนี้เลย

ต้นนั่งแท็กซี่กลับมาที่บ้านดิวเพราะคิดว่านี่เป็นที่ที่ดิวน่าจะอยู่ เขาตามชอบดิวมาหลายปีก็จริงแต่ไม่เห็นมีที่ไหนที่ดิวชอบไปเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ก็ไปเที่ยวกับแฟนซึ่งตามใจแฟนมันนั่นแหละ จะพาไปไหนดิวก็ไปกับเขาหมด ต้นจ่ายค่าแท็กซี่เรียบร้อยถึงได้เดินมาชะโงกหน้ามองเข้าไปในบ้าน ดูก่อนว่าอยู่บ้านไหม ถ้าไม่อยู่จะได้เข้าบ้านไปเอากุญแจรถเก๋งแทน

รองเท้านักเรียนดิวอยู่ ถอดทิ้งไว้เละเทะ แสดงว่ากลับมาที่บ้านแล้ว ต้นเลยปีนเข้าบ้านมันทั้งแบบนั้น ประตูหน้าไม่ได้ล็อก นี่ไม่กลัวขโมยขโจรเลยหรือไง เขาสลัดความหงุดหงิดนั้นออก รีบขึ้นไปที่ชั้นสอง หวังว่าดิวจะอยู่แล้วก็ไม่ได้กำลังทำร้ายตัวเอง

“ดิว...” ต้นเปิดประตูพร้อมเรียกเจ้าของห้อง แต่ไม่เห็นแม้เงา

เสื้อผ้านักเรียนถูกถอดทิ้งเอาไว้ ประตูตู้เสื้อผ้าเปิดอ้าซ่าเหมือนรีบเข้ามาเปลี่ยนชุดแล้วก็ออกไปเลย แล้วดิวไปไหนล่ะ เวลาอย่างนี้ดิวจะไปที่ไหน ต้นลองโทรไปหาไม้เพื่อถามน้องดูว่ามีที่ไหนที่ดิวจะไปได้ไหม

(ผมไม่รู้เลยพี่ ไม่สนิทกับมันขนาดนั้น)

“งั้นมีคนที่รู้ไหม อย่างเพื่อนมัน”

(เพื่อนมันเหรอ...ผม...) ไม้ลังเล ผมรู้ว่าไม้ไม่ค่อยชอบเพื่อนของดิว

“อย่ามาอึกอักสิวะ ไม่ต้องไปสนใจหรอกถามว่าดิวอยู่ไหนให้ได้ก็พอ หรือมึงไม่ห่วงดิว”

(ต้นนี่แม่นะ...) อ้าว ไอ้น้องเวร คุยต่อไม่ออกก็ส่งมือถือให้แม่เลยเนี่ยนะ

“ครับแม่”

(ต้นต้องใจเย็นๆ ก่อนนะลูก น้องดิวอาจไม่เป็นอะไรก็ได้ รอดูก่อนว่าน้องจะกลับมาตอนไหน ส่วนทางนี้เดี๋ยวแม่ให้ไม้ลองถามเพื่อนๆ ดูว่ามีใครรู้ที่ที่ดิวชอบไปบ้าง ต้นอย่าวู่วามนะลูก...) อ่า...เขาไม่ได้วู่วาม แค่ใจร้อน

“ก็ได้ครับแม่ งั้นต้นรออยู่นี่แหละ”

(ดี งั้นแค่นี้นะ มีอะไรเดี๋ยวให้น้องโทรไป)

“ครับ” เขาวางสายแล้วเดินออกมาจากบ้านของดิว เจ้าตัวรีบออกไปไหนไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ แม่งรีบจนประตูบ้านก็ไม่ล็อกไว้

ไม่รักไม่ห่วงบ้านก็พอเข้าใจ บ้านหลังนี้มีแค่ดิวคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ แต่ไม่น่าจะรีบแบบนั้น ต้นเดินกลับบ้านตัวเองทั้งที่ไม่ได้สบายใจจะจากไป แต่ให้นั่งรอในบ้านดิวเองก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไรนัก

ระหว่างนั่งรออยู่ม้าหินหน้าบ้าน ต้นก็คุยกับไม้ไปด้วยว่าได้ข่าวอะไรมาบ้าง ตอนนี้ดิวไปไหนแล้วติดต่อเพื่อนดิวได้บ้างไหม ไม้บอกว่าเพื่อนดิวยังไม่ตอบกลับมาเลยสักคนเดียว แต่มีคนหนึ่งเช็กอินย่านสถานบันเทิงเมื่อไม่นานนี้ บอกว่า...ดื่มย้อมใจ อ่า...ต้นละอยากได้แผนที่จริงๆ จะตามไปดูเดี๋ยวนี้แหละ นี่ยังไม่มืดเลยด้วยซ้ำ ไปกันตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดแบบนี้เนี่ยนะ

การรอคอยจัดเป็นความทรมานในรูปแบบหนึ่ง ต้นกล่อมตัวเองว่าดิวไม่เป็นอะไร แค่ช้ำใจหนักแต่ก็มีเพื่อนพาไปเที่ยวและคอยอยู่ข้างๆ ดิวไม่น่าทำร้ายตัวเองเหมือนครั้งก่อน แต่เฮ้ย...ล็อกอินย่านสถานบังเทิงเนี่ยนะ เขาจะใจเย็นกล่อมตัวเองไปได้กี่น้ำกัน ดิวไม่ทำร้ายตัวเอง แต่ก็ไปเที่ยวในที่ที่เด็กไม่ควรเที่ยว แล้วก็อาจจะกินเหล้าเมามายและโดนคนอื่นหิ้วไปเข้าโรงแรม

ทำไมมึงคิดอะไรเลวอย่างนี้วะต้น ดิวมันต้องไม่เหลวแหลกแบบนั้นสิ มันคงแค่ดื่มย้อมใจเดี๋ยวก็กลับมา เขาด่าตัวเองในใจก่อนเดินเข้าบ้าน หาน้ำเย็นๆ ดื่มดับความหัวร้อน แต่ยังไม่ทันอิ่ม แม่ก็ขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้าน

“อ้าว ทำไมกลับกันมาแล้วล่ะ” ปกติแม่มักจะกลับตอนร้านปิด

“มาอยู่เป็นเพื่อนเราไง ดิวไม่เป็นอะไรหรอก” ลีลาเดินเข้ามาตบบ่าของลูกชายเบาๆ

“แต่ผมเป็นห่วงดิวอะแม่” สีหน้าไม้ยังไม่คลายความกังวล ไม้เองก็ห่วงดิวไม่ต่างจากเขา บวกกับความรู้สึกผิด ตอนนี้ไม้น่าจะยิ่งกังวลมากกว่าใครๆ

“ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวดิวก็กลับมา ไปอาบน้ำกันก่อนเถอะนะ” ลีลาดันหลังไม้เบาๆ เจ้าตัวไม่ค่อยอยากไปเท่าไรแต่ก็จำใจเดินขึ้นชั้นสอง

ต้นเดินออกไปนั่งม้าหินหน้าบ้านเหมือนเดิม แม่ตามมานั่งข้างๆ แล้วโอบไหล่ของเขา ทั้งคู่มองไปที่จุดเดียวกันคือบ้านฝั่งตรงข้าม ในความเงียบมีความเครียดและกดดัน ดูจากที่ดิวอกหักแล้วร้องไห้ฟูมฟายเหมือนจะเป็นจะตายแบบตอนนั้น ทำให้ต้นไม่มั่นใจอะไรในตัวดิวเลย เขากลัวว่ามันจะเตลิดไปไกล เจ้าตัวโดนไอ้ชินทำเลวใส่ขนาดนั้นเป็นใครก็คงเป๋เหมือนกัน อุตส่าห์คิดว่าใจตรงกันและได้รักกับรุ่นพี่ที่แอบรักเรามานาน ต้นรู้ว่าดิวมีความสุขกับช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ยิ่งมีความสุขมากเท่าไร ความทุกข์ใจก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

“นึกว่าตัดใจได้แล้ว...” แม่พูดขึ้นมาลอยๆ
“แอบรักมันมาเป็นปีๆ แค่อาทิตย์สองอาทิตย์คงลืมไม่ได้มั้งแม่”

“นั่นสินะ แต่เราก็พยายามได้ดีเชียว แม่ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี อาจจะเพราะคำพูดแม่ทำให้เราเลือกตัดใจ ไม่แอบรักต่อไปจะได้ไม่เจ็บปวด” ก็ใช่ ส่วนหนึ่งเพราะคำพูดแม่นั่นแหละ

“ก็...ต้นไม่ได้จะตัดใจขาดขนาดนั้น แค่ยึดติดให้มันน้อยลง จะได้ไม่เจ็บปวดมาก ต้นไม่อยากให้แม่ทุกข์ใจเวลาต้องเห็นลูกตัวเองเสียใจ”

ลีลาลูบหัวลูกชายเบาๆ รอยยิ้มเอ็นดูจางๆ ของเธอผ่อนคลายความกังวลของต้นได้มากทีเดียว

“ต้นคิดถูกแล้วล่ะ แต่เอาจริงๆ แม่ก็อยากให้เราสมหวัง เพราะนั่นจะทำให้ลูกแม่มีความสุข แต่แม่ก็ตัดสินใจให้ไม่ได้หรอกนะว่าระหว่างดันทุรังรักต่อไปกับตัดใจให้ขาดไปเลย อันไหนมันทรมานกว่ากัน”

“ต้นเข้าใจครับแม่” แม่โน้มหัวเขาไปซบบนไหล่

ไม่ว่าไหล่ของแม่จะบอบบางแค่ไหน แต่มันก็ดูแข็งแกร่งเสมอเมื่อเขาได้เอนซบมัน สำหรับเขามันเป็นเรื่องน่าทึ่งที่คนเป็นแม่อึดได้มากขนาดนี้ ต้องเลี้ยงลูกชายสองคน ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องแบกรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาและต้องเป็นที่พึ่งพิงให้กับลูกที่ยังไม่รู้จักโต ต่อให้เขาและน้องพยายามแบ่งเบาภาระให้แม่มากแค่ไหน ต้นก็ยังรู้สึกว่าแม่ยังเหนื่อยกับภาระที่แบกอยู่บนบ่าอยู่ดี

ต้นยังไม่เข้าใจความลำบากของคนเป็นพ่อเป็นแม่ แต่ต้นก็อยากทำทุกทางเพื่อให้แม่มีความสุขที่สุด แล้วถ้าแม่อยากให้เขาหักใจจากดิว อยากให้เขาหยุดรักที่อาจไม่สมหวังนี้ เขาก็จะทำ ไม่ง่ายนักแต่การปล่อยวางบ้างก็ช่วยได้เยอะ

“ถ้าต้นฉวยโอกาสตอนนี้ ต้นจะเลวไหมอะแม่” เขาลองถามเสียงเบา

“ก็แล้วถ้าต้นไม่ฉวยโอกาสตอนนี้ ต้นจะรอจนกว่าจะตัดใจได้งั้นเหรอ ลูกแม่ไม่มีความอดทนขนาดนั้นหรอก แม่รู้” อ่า...แม่อย่ารู้ทันเขาสิ

“แล้วถ้าผิดหวังล่ะ”

“แม่ก็เจ็บไปกับลูก...”

....TBC....

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.13-100%

พระอาทิตย์เริ่มหายลับไปจากท้องฟ้าแทนที่ด้วยดวงดาวอ่อนแสง ต้น ไม้และลีลายังคงนั่งอยู่หน้าบ้าน ไม้เป็นกังวลหนักมาก พยายามติดต่อเพื่อนดิวแทบทุกคน ลบอคติทุกอย่างเพียงเพื่อจะรู้ให้ได้ว่าดิวอยู่ที่ไหน แล้วดิวเป็นยังไงบ้าง ทว่าไม่มีใครตอบอะไรกลับมาเลยสักคนเดียวจนกระทั่งผ่านไปเกือบจะเที่ยงคืน ลีลาก็ไล่ทั้งสองคนขึ้นไปนอนบอกว่าต้องหลับให้ได้แล้วพรุ่งนี้เราค่อยมาว่ากันใหม่

ต้นไม่อยากขึ้นห้องทั้งที่ดิวยังไม่กลับบ้านแบบนี้ แต่เมื่อเจอสายดุๆ ของแม่ เขาและไม้ก็ต้องยอมทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนแม่แม้ไม่สบายใจแต่ก็ขึ้นห้องนอนเหมือนกัน ทุกคนต่างเป็นห่วงดิว อยากจะออกไปตามหาด้วยซ้ำถ้าเป็นไปได้

คืนนั้นต้นต้องข่มตานอนทั้งที่หลับไม่ลง ตอนเช้าทั้งต้นและไม้ต่างก็ตาโหลกันทั้งคู่พากันเดินมาที่หน้าบ้านดิว มาดูว่าดิวกลับบ้านหรือยัง ทว่าก็ไม่เห็นแม้เงาของคนตัวเล็ก ไม้วิ่งโร่กลับบ้านไปกอดแม่ บอกแม่ให้แจ้งความคนหาย แต่แม่ก็กังวลว่าถ้าเราแจ้งความพ่อแม่ดิวก็จะรู้ว่าดิวหายตัวออกไป ทั้งสามคนรู้ดีว่าบ้านนั้นมีปัญหากันอยู่แล้ว ถ้ามีเรื่องเข้ามาอีก บางทีมันอาจจะบานปลายและคนที่เจ็บปวดที่สุดก็จะเป็นดิว

บางครั้ง...เราก็หาทางออกที่ดีที่สุดไม่ได้ จะทำแบบนั้นคนนี้ก็เจ็บ จะทำแบบนี้คนนั้นก็จะเดือดร้อน ดังนั้นลีลาก็เลยสรุปให้สองพี่น้องไปเรียนแล้วรอข่าวจากเธอเพราะจะเป็นฝ่ายอยู่เฝ้าให้ หากดิวกลับมาลีลาจะรีบบอกทั้งคู่ทันที

แน่ล่ะ สองพี่น้องไม่ยอมรับข้อเสนอของคนเป็นแม่ง่ายๆ นั่นทำให้ลีลาหนักใจ แล้วเมื่อคนที่รักที่สุดถอนหายใจพวกเขาก็ต้องยอมทำตาม

ต้นไปเรียนพร้อมกับไม้ เจ้าน้องชายพร่ำเพ้อตลอดทางว่าเป็นเพราะตัวเองคนเดียวดิวเลยเจ็บปวดแบบนี้ ถ้าบอกดิวตั้งแต่แรกมันก็อาจไม่เป็นแบบนี้ ต้นก็พยายามอธิบายว่าไม่หรอก ต่อให้บอกหรือไม่บอก ดิวก็เจ็บอยู่ดี บางทีดิวอาจไม่ฟังเราเลยเหมือนที่ไม้พูดไว้ตั้งแต่แรกนั่นแหละ

จิตใจที่อ่อนแอของน้องทำให้คำอธิบายในตอนนี้ไม่อาจแทรกเข้าสู่ความรู้สึกของไม้ได้ เจ้าตัวกำลังรู้สึกผิด...และมันจะไม่หายไปง่ายๆ จนกว่าดิวจะกลับมาอย่างปลอดภัย

วันทั้งวันต้นเฝ้ารอแต่เสียงเรียกเข้า ไม้ไลน์มาถามอยู่ตลอดว่าแม่โทรมาไหม ดิวกลับมาหรือยัง แต่เขาตอบไม่ได้เพราะแม่ยังไม่ติดต่อมา ไลน์ไปถามก็บอกว่าดิวยังไม่กลับ ไม้บอกว่าเพื่อนกลุ่มดิวก็ไม่มีใครมาโรงเรียนสักคน แม่ง...พากันไปเสียคนหมดแล้วหรือไง

ระหว่างรอข่าวอยู่ที่มหาวิทยาลัยฝุ่นกับพิกเห็นอาการแปลกๆ ที่เอาแต่จิ้มมือถือกับสีหน้าไม่สู้ดีของเขาก็เลยซักฟอกจนเขาต้องยอมเล่าว่าเด็กแถวบ้านหายไป และเล่าเรื่องที่เด็กคนนี้โดนทำอะไรมาบ้างทำให้พวกนั้นพานเป็นกังวลไปกับต้นด้วย

“ทำไมเราไม่ไปตามหาที่ที่เด็กนั่นมันเช็กอินวะ” ฝุ่นถาม

“แต่กูว่าเราควรไปกระทืบไอ้เด็กเลวนั่นที่ทำแบบนี้” พิกหัวร้อน ขนาดเป็นผู้ชายด้วยกันยังไม่พอใจเลย

ต้นรู้ว่าสำหรับเด็กที่ยังไม่รู้จักโตมันคงเป็นความสนุก ทำได้แล้วแม่งเท่ว่ะ แต่แม่งไม่ได้ดูเลยว่าคนที่โดนกระทำจะรู้สึกแย่แค่ไหน

“เออก็จริง มึงมีหนิ...ไปลากคอมันกันไหม” ฝุ่นกอดคอพิก เจ้าหมูสีหน้าเอาเรื่อง ต้นไม่ค่อยยุ่งเรื่องของมันนัก แต่ไอ้พิกมันมีรุ่นพี่สายโหดอยู่เยอะ

“อย่าเลยมึง ทำไปแม่งก็ได้แค่ความสะใจ” ต้นเคยเกเรมาก่อน เขารู้ดี เวลาอริมาทำเรา เราก็แค้นแล้วก็ไปเอาคืน สุดท้ายมันก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้แหละ กว่าจะหลุดพ้นมาได้ก็ตอนพ่อเขาตาย ตอนนั้นแคร์แม่มากกว่าสิ่งใด ก็เลยเลิกเกเร ดีที่มันเป็นแค่เรื่องของเด็กๆ ไม่รุนแรงมาก ไม่เหมือนพวกอาชีวะยกพวกตีกัน

“แล้วมึงจะปล่อยมันลอยนวลแบบนี้อะนะ”

“มันเลวแบบนี้สักวันมันก็ต้องโดน ไม่ตีนพวกมึงก็ตีนคนอื่นนั่นแหละ” ต้นบอกกับพิกเสียงเครียด ตอนนี้ก็ยังพิมพ์คุยกับแม่ว่าดิวกลับมาหรือยัง

“ก็จริงนะ แต่รอแบบนี้เมื่อไรจะมา แจ้งความได้ปะวะ”

“ไม่ได้ แจ้งความพ่อแม่มันก็ต้องรู้ มันจะซวยซ้ำอะสิ” ต้นตอบไอ้ฝุ่นก่อนจะถอนหายใจ แม่บอกว่าดิวยังไม่กลับมาเลย

“แม่ง นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ทำได้แค่รอแบบนี้มันดีแล้วหรอวะ” พิกของขึ้นจนต้นต้องบีบบ่าเพื่อนเบาๆ หวังให้ใจเย็น

“ขอบใจที่เดือดร้อนแทน กูคุยกับแม่แล้ว ถ้าเย็นนี้ดิวไม่กลับมา เราจะไปแจ้งความ” แม่ตอบเขามาเมื่อกี้นี้

พิกและฝุ่นพยักหน้ารับรู้ แต่ทั้งคู่ก็ยังพูดถึงเรื่องไอ้ชิน ไอ้เด็กเลว ตอนแรกเกือบรู้สึกผิดแล้วที่มันดูเป็นคนดีแต่ต้นยังหมั่นไส้มัน รู้งี้กีดกันแม่งสุดๆ ไปเลยน่าจะดีกว่า โกหกตอแหลหน้าตายฉิบหาย เขาเองก็แค้นมันนะที่มันทำแบบนี้กับดิว แต่เขาเป็นห่วงดิวมากกว่าจะไปสนใจเอาเรื่องมันตอนนี้

ต้นนั่งเรียนต่อแบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แม่ก็คอยตอบคำถามของเขากับไม้อยู่ตลอดโดยไม่รู้สึกรำคาญ ต้นค่อนข้างจะรู้สึกผิดที่ทำให้แม่ต้องหยุดงานในวันนี้ เขาตั้งใจจะหยุดเรียนเพื่อรอดิวเองแล้วแต่แม่ไม่ยอมให้เขาทำ แม่บอกว่าจะเป็นคนเฝ้าเอง สองพี่น้องจึงจำยอมมาเรียนอย่างเลี่ยงไม่ได้

ต้นเลิกคลาสสุดท้ายตอนบ่ายสามโมงก็ตรงกลับบ้านทันที เขาไม่ได้เอารถมาเลยแยกกันกลับกับน้องโดยเลือกจะกลับทางวินมอเตอร์ไซค์เพราะสะดวกรวดเร็วที่สุด พอถึงบ้านเขาก็เห็นแม่เตรียมอาหารไว้รอจึงขึ้นไปอาบน้ำแล้วลงมากินข้าว แต่ความจริงพวกเราไม่ได้อยากอาหารนักเพียงแค่กินเพื่อให้มีแรงเท่านั้น

“ไอ้ชินแม่งไม่สะทกสะท้านอะไรเลย วันนี้ผมเห็นมันไปหลีหญิงห้องอื่นด้วยพี่ หมั่นไส้มันอะ อยากจะเข้าไปต่อยมันให้หน้าหงายเลย!” พอนั่งร่วมโต๊ะกินข้าว ไม้ก็ระบายความอัดอั้นตันใจ แม่ต้องคอยลูบไหล่เป็นเชิงปลอบให้ใจเย็น ต้นเองได้ฟังแล้วก็ของขึ้นเหมือนกัน เป็นไปได้ก็อยากกระทืบมันให้สาสมกับสิ่งที่มันทำ

“ทำคนแบบนั้นไปมันจะได้อะไร คนเลวส่วนใหญ่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้อง หนูจะเอามือเอาเท้าไปแตะต้องคนแบบนั้นเนี่ยนะ สกปรกจะตาย” คนเป็นแม่พยายามพูดเตือนสติ

“แต่มันทำให้ดิวเป็นแบบนี้...”

“ใช่ น้องดิวโดนหลอก โดนมันทำร้าย แต่แล้วยังไงล่ะ ใครเป็นคนพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้น ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของดิวเองและเหตุการณ์นี้มันก็จะทำให้ดิวเติบโตขึ้น ระมัดระวังตัวเองมากขึ้น และที่สำคัญถ้ามันวกกลับมาอีกดิวก็จะรู้ว่าควรรับมือกับสิ่งเหล่านั้นยังไง เราต้องเรียนรู้มันนะลูก อย่าเอาแต่โทษมัน นั่งโทษคนนั้นทีคนนี้ทีไม่มีอะไรดีเลย มันไม่ได้ทำให้เราเห็นความจริง มันทำให้เราเห็นแค่ความโชคร้าย” ต้นกับไม้พยักหน้า พยายามคิดตามแม่แล้วบอกให้ตัวเองใจเย็น ต้องอดทนอีกหน่อย

หลังจากพระอาทิตย์ตกดินพวกเราก็ย้ายมานั่งหน้าบ้านด้วยความรู้สึกอึมครึมเหมือนเมื่อวาน ที่แตกต่างคือความกังวลที่มากกว่าเดิมมาก ไม้ไม่สามารถนั่งอยู่เฉยได้ เจ้าตัวยังส่งข้อความไปหาคนพวกนั้น ถึงจะไม่มีใครยอมอ่านก็ยังส่งไปเรื่อยๆ แถมยังเดินไปเดินมา ต้นเองก็กังวลนั่งเขย่าขาเป็นพวกสันนิบาตอยู่ข้างแม่ นั่งเฉยๆ นิ่งๆ ไม่ได้เลย ในขณะที่เรากำลังปรึกษากันว่าควรไปแจ้งความเสียที รถแท็กซี่ก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านดิว มีคนลงมาจากรถ เป็นคนที่ทำให้เราเป็นห่วงแทบแย่...ไอ้ดิว

ดิวเตรียมจะเดินเข้าบ้าน เจ้าตัวสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวและกางเกงขาสั้น สภาพดูมอมหน่อยๆ เสื้อยับยู่และกางเกงค่อนข้างเปรอะ

"น้องดิว..." แม่เขาเรียกเอาไว้ ดิวหยุดเท้าแล้วหันมามองเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าพวกเขาอยู่ตรงนี้ด้วย

“คุณน้า...” เสียงเจ้าตัวเบาหวิวมาก ร่องรอยบนลำคอและรอยแดงจ้ำบนแขนขา ดูยังไงก็เหมือนโดนทำร้ายหรือโดนโทรมมาชัดๆ

ลีลาแทบจะอุทานออกมาเมื่อเห็นสภาพดิวเต็มๆ ตา ต้นและไม้ก็เหมือนกัน ไม่มีใครก้าวขาออกเว้นแต่ลีลาที่เดินเข้าไปคว้าร่างของดิวมากอดเอาไว้ ดิวซบหน้าลงที่อกเธอแล้วร้องไห้ออกมา ปล่อยความเสียใจใส่คนที่เอ็นดูตนมาตลอดอย่างไม่ปิดบัง

ต้นสงสารมัน อยากเข้าไปปลอบเหมือนที่แม่เข้าไปกอดนั่นแหละ แต่ตอนนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่เขาจะดีกว่า คนที่ดิวเคารพแล้วก็นับถือมากที่สุดน่าจะเป็นคนที่ดิวเปิดใจให้มากที่สุดในตอนนี้

“ต้นไปเอารถมา น้าจะพาหนูไปหาหมอ ไปกับน้านะคะ” น้ำเสียงหวานนั้นหว่านล้อม เจออะไรมาลีลาไม่รู้หรอก แต่จากประสบการณ์ สิ่งที่ดิวเจอมาต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ

ดิวค่อนข้างหนักใจที่จะต้องไปโรงพยาบาล เขาเงยหน้ามองคุณน้าที่เคารพรัก มองแววตาเป็นห่วงผ่านน้ำตาที่อาบไหลเต็มหน้า ดิวไม่เคยปฏิเสธลีลาได้ หนนี้ก็ไม่ได้ ถึงจะไม่อยากไปแค่ไหนเขาก็คงต้องไป

“ครับ...” ดิวขานตอบเสียงเบา

ต้นเดินกลับเข้าบ้านเพื่อจะถอยรถออก ลีลากอดดิวเอาไว้ส่วนไม้ก็พยายามจะยืนใกล้ๆ

พอเห็นดิวร้องไห้เสียใจ ไม้เองก็พานจะร้องไห้ไปกับดิวเช่นกัน เพราะรู้สึกผิดมากที่ตัวเองเหมือนจะช่วยดิวได้แต่ก็ไม่ช่วย ไม้ยังไม่เลิกคิดเลยว่าตัวเองเป็นสาเหตุทำให้ดิวต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

รถเก๋งสีดำถอยออกมาจากบ้านช้าๆ ไม้กุลีกุจอวิ่งไปเอากระเป๋าเงินของแม่และพวกของสำคัญต่างๆ พลางปิดบ้านให้เรียบร้อย ส่วนลีลาพาดิวเดินเข้าไปนั่งเบาะหลัง เธอยังปลอบประโลมดิวที่เสียขวัญ ถึงไม่พูดอะไรมากแต่เธอก็คอยลูบผิวกายของดิวเบาๆ อยู่ตลอด

ต้นลอบมองใบหน้าหวานอย่างเป็นห่วง แววตาของดิวมันเจ็บช้ำยิ่งกว่าครั้งไหนที่โดนคนรักทิ้งมา สภาพแบบนั้น...เขาก็ไม่อยากจะคิดในแง่ไม่ดี แต่มันก็คิดเป็นอย่างอื่นไม่ออก หัวใจของเขาบีบรัดแน่นจนเจ็บปวด ต่อให้ไม่โดนเองแต่เห็นคนที่ตนรักเจ็บมันก็เจ็บตามกันไปแล้ว

เวลาแบบนี้ผู้ใหญ่มักจะจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ดีกว่าเด็กๆ ลีลาให้ต้นดูแลดิวหลังจากเดินเข้ามาในตัวโรงพยาบาล เพราะเธอต้องเข้าไปแจ้งพยาบาลเกี่ยวกับอาการของเด็กในปกครอง

ดิวไม่มองหน้าต้นเลย ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาดุดันคู่นั้น ข้างในก็ภาวนาขออย่าให้ต้นปากเสียใส่ตอนนี้เลย เขาเจ็บมาพอแล้ว...อย่าทำร้ายเขาอีกเลยเถอะได้โปรด ทว่าต้นไม่ได้ทำอะไร แค่กุมมือเขาเอาไว้ ลูบหลังมือเบาๆ มันเป็นความอ่อนโยนเล็กๆ ที่ดิวไม่ทันได้สังเกตสักเท่าไร เขามองมือสากที่กำลังลูบอยู่บนหลังมือด้วยสมองที่เจ็บชา ภาพในหัวฉายแต่สิ่งที่เขาเจอมาซ้ำๆ ราวกับจะย้ำพร้อมกับความหวาดกลัวและอับอาย

ไม่นานนักพยาบาลก็มาพาดิวเข้าห้องตรวจโดยมีผู้ปกครองอย่างลีลาเข้าไปด้วย เธอคิดว่าการปล่อยให้ดิวเข้าไปตรวจเพียงลำพังดิวอาจจะกลัวและไม่กล้า เธอไม่ใช่แม่ดิว แต่เธอก็รักและห่วงดิวไม่ต่างจากลูกทั้งสองของเธอเลย

“พี่ว่าสภาพนั้น...” ระหว่างรอหน้าห้องตรวจ ไม้ก็เอ่ยถามขึ้นมา เสียงเจ้าน้องชายสั่นจนพี่ชายอย่างต้นอดไม่ได้ต้องลูบหัวเบาๆ

“ถ้าไม่สนุกสุดเหวี่ยงก็โดนข่มขืน” เขาภาวนาให้ไม่เป็นอย่างหลัง ถึงแม้ว่าไอ้อย่างหน้ามันจะทำร้ายจิตใจเขามากกว่า เขาก็แค่คิดง่ายๆ ว่า...เขาเจ็บในรูปแบบนั้นดีกว่าดิวเจ็บปวดจากการโดนข่มขืน

เขารู้...ต่อให้ดิวเปลี่ยนคนรักบ่อยๆ หรือดิวจะมีคนใหม่และมีอะไรกับคนเหล่านั้นนั่นก็เป็นสิทธิ์ที่ดิวจะทำหากดิวเต็มใจ แต่การข่มขืนมันต่างกัน...มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กระบวนการตรวจร่างกายผ่านไปจนเหลือเพียงการรักษา สิ่งที่หลายคนกลัวเกิดขึ้นกับดิวและถ้าดิวจะเอาเรื่องก็สามาถทำได้ ด้วยหลักฐานยังคงอยู่บนตัวดิว

แต่...ดิวปฏิเสธที่จะแจ้งความ

อายน่ะใช่ แต่ที่เหนือกว่าความอับอายคือดิวกลัวพ่อแม่ตัวเองจะรู้ เขาไม่รู้ว่าหากสองคนนั้นที่ระหองระแหงกันอยู่รู้เรื่องนี้เข้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่บางอย่างในใจบอกกับเขาว่ามันจะไม่เป็นเรื่องดี

เขาไม่อยากให้ครอบครัวตัวเองร้าวฉานไปมากกว่านี้แล้ว...

ลีลายอมรับการตัดสินใจของดิวอย่างไม่ใคร่จะเต็มใจนัก

ดิวได้รับการทำความสะอาดร่างกายและทำแผลต่างๆ อีกทั้งกินยา PEP เพื่อใช้ต้านเชื้อ HIV ซึ่งเป็นยาสำหรับผู้ที่สัมผัสเชื้อไม่เกินเจ็ดสิบสองชั่วโมง

ทางเจ้าหน้าที่ถามย้ำเกี่ยวกับเรื่องคดีความ แต่ดิวก็ส่ายหน้าปฏิเสธเหมือนเคย เขายอมเก็บความเจ็บปวดนี้เอาไว้แล้วทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจะดีกว่า

อีกอย่าง...เขาพาตัวเองไปที่จุดนั้นเอง เป็นใครก็คงบอกว่าเขาทำตัวเอง...

ลีลาช่วยประคองร่างเปราะบางของดิวออกมาจากห้องตรวจ ทั้งหมดตรงไปนั่งรอรับยาและจ่ายค่ารักษาพยาบาลตรงโซนที่เขาเตรียมเอาไว้ให้

ทุกคนเป็นห่วงดิวและต้นก็เลือกที่จะถอยออกมามองร่างเล็กของดิวจากด้านหลัง ปล่อยให้แม่กับน้องชายประกบซ้ายขวา เขาปลอบทีหลังได้ ไม่เป็นไร ตอนนี้ความรู้สึกของดิวเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความเห็นแก่ตัวของเขา

กว่าจะเดินทางกลับถึงบ้านได้ก็ปาไปค่ำมืด ระหว่างทางลีลากอดดิวไว้ไม่ยอมคลาย และเด็กน้อยเองก็ซบอกหญิงสาววัยกลางคนคนนี้เอาไว้แน่นเปรียบดั่งเป็นที่ยึดเดียวในยามนี้

“ต้นไปเอาเสื้อผ้าน้องมาสิลูก เดี๋ยวดิวอาบน้ำที่นี่นะ น้าทำอาหารเอาไว้ให้ อยู่กินกับน้านะลูก” ลีลาลูบไล้แผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านของดิวด้วยความห่วงใย

“ครับ...” ดิวตอบเบาๆ

ไม้เข้าไปกอดดิวด้วยอีกคน ไปขอโทษที่รู้เรื่องแต่ไม่ได้บอก แล้วก็เข้าไปช่วยดิวเอาไว้ไม่ได้ ดิวส่ายหน้า พูดแค่ไม่เป็นไรซ้ำๆ

ต้นเดินไปยังบ้านฝั่งตรงข้ามพร้อมเอากุญแจสำรองมาเพื่อเปิดบ้านหลังนี้ แล้วตรงขึ้นไปที่ห้องดิว หากางเกงขายาวและเสื้อแขนยาวใส่สบายและไม่ลืมที่จะหยิบชั้นในมาด้วย ก่อนออกจากบ้านก็ล็อกให้อย่างดิบดี คืนนี้บางทีดิวอาจไม่กลับมานอนคนเดียว

ลีลาให้ดิวอาบน้ำที่ห้องของตนเอง ต้นเลยต้องเอาเสื้อผ้าไปให้ในห้อง

ต้นอยากจะนั่งรอน้องเหมือนกัน อยากจะถามอยากจะคุยเรื่องที่มันหายไปไม่ยอมบอกใคร แล้วก็เรื่องสภาพของดิวในวันนี้ แต่แม่ขอให้เขาออกไป

“น้องเปราะบางมากลูก แม่ดูน้องเอง ต้นช่วยเอาอาหารขึ้นมาให้แม่ที่ห้องทีนะ เอายาที่หมอให้มาด้วย”

“ครับ” ถ้าเขาอยู่เองก็คงจะปากหมาใส่อีก ไม่ได้ตั้งใจหรอกบางที แต่มันชอบเผลอหลุดไปเอง

ต้นกับไม้ช่วยกันเอาข้าวเอาน้ำและยาที่แม่สั่งขึ้นไปให้ วางไว้ที่โต๊ะตัวที่ว่างเสร็จแล้วก็ถูกบอกให้ออกไป ทว่าเขากับไม้ไม่ยอมไปไหน นั่งลงมันหน้าห้องแม่เนี่ยแหละ กะว่าแอบฟังจะได้รู้ว่าดิวกับแม่คุยอะไรกันบ้าง

มีเสียงเปิดประตูในห้องของแม่ ดิวคงออกมาจากห้องน้ำแล้ว เสียงแม่บอกให้ดิวเอาชุดไปเปลี่ยนซะ ใส่ชุดใหม่จะได้สบายตัว น้ำเสียงของแม่อ่อนโยนและปลอบประโลมอยู่ในที ดิวก็ทำตามอย่างว่าง่าย รับคำแล้วก็ได้ยินเสียงปิดประตู คิดว่าคงเปลี่ยนชุดเสร็จเพราะแม่เขาชวนดิวกินข้าว บอกกับดิวว่าแม่เป็นคนทำเองกับมือเลยนะ ดิวชอบไหม...นี่ของชอบดิวไง ดิวตอบได้แค่ครับ ขอบคุณครับ ถึงจะอยู่นอกห้อง แต่ก็รับรู้ได้ว่าเสียงนั้นสั่นเทา

“คืนนี้นอนกับน้านะ” ลีลาบอกกับดิว

“แต่...”

“น้ารู้ว่าหนูเจอเรื่องร้ายๆ มา ให้น้าได้อยู่เป็นเพื่อนสักคืนนะจ๊ะ”

มันต้องลังเลมากแน่ อยู่ๆ แม่เขาจะให้มานอนด้วยแบบนี้ ถึงตอนเด็กๆ พวกเราสามคนจะเคยนอนด้วยกันกับแม่เขา แต่นั่นมันก็เรื่องเมื่อนานมาแล้ว

“ครับ...ฮึก...”

“โอ๋ๆ เด็กน้อยของน้า” ต้นเดาว่าแม่ต้องกำลังกอดดิว แล้วก็ลูบหลังที่แสนจะเปราะบางนั้นเบาๆ

“ถ้าหนูอยากจะระบายก็พูดมันออกมานะลูก ร้องไห้เอาความเสียใจช้ำใจออกมาให้หมด แล้วหนูจะรู้สึกดีเองนะ” เสียงร้องไห้ของดิวดังขึ้นกว่าเดิม คนฟังอย่างต้นและไม้รับรู้ถึงความเจ็บช้ำผ่านน้ำเสียงนั้นได้ดี

“ทำไม...ฮึก...ทำไมพวกเขาถึงทำกับผมแบบนี้ ฮือๆ ทำไมล่ะครับ...” เขาและไม้ต่างเอาหัวพิงประตู รับรู้ความทรมานของดิวไปพร้อมๆ กัน

“ผมไม่มีหัวใจเหรอครับ ผมมันน่ารังเกียจเหรอ ทำไมต้องทำกับผมแบบนี้ด้วยล่ะ ฮือ...ทำไมล่ะ...ผมทำอะไรให้เหรอ ฮึ้ก ผมก็แค่...อยากให้มีคนรักผมบ้างเท่านั้นเอง ฮือๆ ฮือๆ” เจ้าไม้เอนหัวซบไหล่เขา

“โอ๋ๆ มีคนรักหนูนะคะลูก คนที่รักหนูยังมี เด็กน้อยของน้า...” เสียงของลีลาเหมือนเสียงกล่อมเด็กให้นอนหลับ มันอ่อนโยนต่อสองพี่น้อง แต่กับดิวที่กำลังบอบช้ำ มันจะได้ผลไหม

“ไม่จริง พ่อแม่ยังไม่รักผมเลย คนพวกนั้นก็ไม่รักผม ผมเกิดมาทำไม ฮึ้ก...ผมเกิดมาเพื่ออะไร ฮือๆ ผม...ผมไม่น่าเกิดมาเลย ฮือ...ผมอยากตาย...” คำพูดของดิวทำให้ต้นจุกไปไม่น้อย ตอนที่ดิวอกหักจากแฟนคนแรก ดิวก็ทำร้ายตัวเอง

ทฤษฎีน่ะต้นรู้ พอเราเจ็บปวดมากๆ เราก็อยากจะหาทางหลุดพ้น แต่ยังไม่ทันได้เจอวิธีแก้ก็ดันมาเจอแต่ปัญหา เจอแต่ความทุกข์ทรมานใจ พอไม่มีที่พึ่งพิงหรือยึดเหนี่ยว เราก็จะคิดว่าเราไม่มีค่า ความหมดหวังสิ้นหวังทำให้คนเราอยากตายให้พ้นๆ ยิ่งคิดว่าไม่มีใครรักเรา ก็ยิ่งไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้

ต้นรู้แค่นั้น แต่ไม่เคยเข้าใจมันอย่างจริงจัง เขาไม่เคยรับรู้ว่าแท้จริงแล้วคนที่เจอเรื่องแบบนี้อย่างดิวต้องทนทุกข์ทรมานกับความโดดเดี่ยวมากแค่ไหน เราแค่สงสารเขา เราแค่เห็นใจเขา แต่เรากลับไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา เห็นเขาตัดพ้อ เห็นเขาทำร้ายตัวเองเราก็คิดว่ามันไร้สาระ คนอื่นที่รักเขายังมี แต่ในสายตาเขา เขากลับไม่เห็นใครเลย...

มันน่าเศร้าเมื่อต้องรู้แบบนี้ ต้นนึกโทษตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่เอาแต่ด่าอีกฝ่าย คิดว่าทำดีแล้วแต่ไม่เลย...มันไม่เคยดีจริงๆ สำหรับดิว ไม้เองก็คงไม่ต่างกับเขาเท่าไร ไม้เป็นเพื่อนที่ให้ค่ากับคำว่าเพื่อนแค่ที่บ้าน ไม่สนใจดิวเวลาอยู่ที่โรงเรียนเพราะเพื่อนรอบตัวของดิวไม่ถูกกับตัวเอง เราต่างเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่เราไม่เคยลองเข้าใจเขาให้ลึกซึ้งกว่านี้

การกระทำของเราล้วนทำร้ายคนคนหนึ่ง...คนที่เราเรียกว่าเพื่อน คนที่เราเรียกว่าน้อง คนที่เราบอกว่ารัก ตอนที่ได้ยินคำที่แสนเจ็บปวดจากปากของดิว มันทำให้เขาได้ตระหนักอีกครั้งหลังจากเรื่องของพ่อ

“น้าเข้าใจ...น้าเข้าใจหนูนะลูก แต่อยากให้หนูอดทน น้ารู้ว่ามันเหนื่อย...มันลำบาก น้ารู้ว่าความตายมันสบายกว่าการอยู่ต่อ แต่ถ้าหนูตายไป...มันจะมีคนอีกหลายคนที่เสียใจกับการจากไปของหนู หนูอาจไม่สนใจน้ากับลูกๆ ของน้า แต่พ่อแม่หนูต้องเสียใจมากแน่ๆ ลูก สู้อีกสักหน่อยนะ สู้เพื่อน้าก็ได้ อย่าพูดว่าอยากตายแบบนั้นอีกเลยลูก...” ต้นหวังให้คำปลอบโยนของแม่ช่วยบรรเทาความเสียใจของดิวได้บ้าง

“แต่ผมไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว...”

“น้าเข้าใจ...น้าเข้าใจหนูนะ แต่น้าขอเห็นแก่ตัว ขอร้องให้หนูอยู่ต่อได้ไหมคะ...อยู่ต่อเพื่อความเห็นแก่ตัวของน้าเอง ได้ไหมคะ”

“ผม...”

“น้าอาจไม่ใช่พ่อแม่หนู ความรักของน้าทดแทนในส่วนที่หนูขาดไม่ได้ทั้งหมด แต่น้าจะช่วยทดแทนให้เท่าที่น้าจะทำได้ เพราะน้าก็รักและเอ็นดูหนูเหมือนลูกของน้า...” ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมทั้งสี่คน ภายในห้องเกิดอะไรขึ้นต้นอยากรู้มาก แต่ที่อยากรู้ที่สุดก็คงเป็นคำตอบของดิว

เขาและไม้นั่งรอฟังมันอย่างใจจดจ่อ หวังจะได้คำตอบว่าครับหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้คนข้างนอกรับรู้ได้บ้าง ทว่ารอคอยอยู่นานก็ไม่มีเสียงขานรับ มีแต่เสียงสะอื้นไห้ที่ค่อยๆ เจือจางและหายไป ต้นกับไม้นั่งมองหน้ากัน ปรึกษาผ่านความเงียบว่าควรจะเอายังไงต่อไปดี

สองพี่น้องตัดสินใจยืนขึ้นแทบจะพร้อมๆ กัน ดิวยังไม่ตอบคำถามในแบบที่เราได้ยิน แต่คิดว่าแม่น่าจะได้คำตอบแล้ว การที่ดิวเงียบไปแบบนี้เป็นไปได้ที่มันจะหลับหรือไม่ก็อาการดีขึ้นจนไม่น่าเป็นห่วง ต้นและไม้แยกย้ายกันกลับห้องใครห้องมันอย่างรู้กัน

พรุ่งนี้เราทั้งคู่น่าจะได้คำตอบจากปากแม่ วันนี้ปล่อยให้ดิวได้นอนหลับในอ้อมกอดของคนที่พอจะทดแทนคำว่าแม่ได้ไปก่อน หวังว่าในค่ำคืนนี้ จะเป็นค่ำคืนที่อบอุ่นสำหรับดิว และขอให้ดิวหลับฝันดีจนถึงรุ่งเช้า

ต้นเปิดผ้าม่านหน้าต่างห้องตัวเองออก รับแสงจันทร์ข้างนอกพลางมองไปที่บ้านหลังฝั่งตรงข้าม บ้านที่ไม่ว่ามองกี่ทีมันก็ช่างโดดเดี่ยวเสียเหลือเกิน แต่คืนนี้...เขาเห็นแค่บ้านธรรมดาหลังหนึ่ง บ้านที่ไร้คนอยู่อาศัย เพราะคนที่ร้องไห้นอนคนเดียวทุกคืนกำลังอยู่ในอ้อมกอดของหญิงสาวอีกคนที่รักเขาคล้ายกับลูกชายอีกคนหนึ่ง ต้นยิ้มบางๆ ให้กับตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...แค่รู้สึกดีที่ดิวไม่ต้องนอนเหงาอยู่คนเดียว...

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.14-100%

หลังจากที่ต้องผิดหวังกับความรักมาอีกครั้ง ดิวคิดว่าตอนนี้มีความสุขมากที่มีคนรักอย่างชิน พี่ชินเป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดีมาก ชวนดิวคุยและสามารถทำให้หัวเราะได้เสมอ อยู่กับพี่เขาแล้วมีความสุข ลืมเรื่องราวร้ายๆ ไปได้เยอะ

ดิวไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถหลุดพ้นจากแฟนคนแรกได้ เขาคบกับพี่คนนั้นอยู่หลายเดือน รักมาก ยอมและเชื่อใจอีกฝ่ายมากที่สุด แต่ตัวจริงของรักแรกดิวก็เข้ามา ห้องที่เขาบอกว่าใช้อาศัยอยู่กับน้อง ไม่เคยให้ดิวได้เข้าไป แท้จริงมันคือห้องที่เขาไว้ใช้อยู่กับคนรักต่างหาก ดิวโดนทำร้ายร่างกายอย่างหนักในวันนั้น และที่หนักกว่าร่างกายบอบช้ำคือความจริงที่ว่าพี่เขามีคนรักอยู่แล้ว ดิวเป็นชู้...เป็นแค่คนคนหนึ่งที่พี่เขามาเอาเวลาเหงา ตอนที่พี่เขาปกป้องดิว ดิวเชื่อว่าพี่เขาจะเลือกตนเอง แต่ไม่เลย...พี่เขาก็เลือกคนที่เขารัก ที่ปกป้องดิวไปทั้งหมดนั่น มันก็แค่ไม่ต้องการให้ดิวเอาเรื่องคนรักของพี่เขาเท่านั้นเอง พอดิวรับปาก...พี่เขาก็บอกเลิกดิว ตอนนั้นความรู้สึกเหมือนลอยคว้างอยู่บนที่สูงแล้วกลับดิ่งลงมาข้างล่าง พี่เขาเป็นรักแรก เป็นผู้ชายคนแรกที่ได้ร่างกายของดิว...

แต่เพราะเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับโอม โอมเป็นคนดี เขาน่ารักแล้วก็พูดเพราะ เขาคล้ายแฟนเก่าดิวมากจนบางครั้งก็เผลอคิดว่าช่างเหมือนกันเหลือเกิน นั่นทำให้ดิวรักเขาและอยากอยู่กับเขาไปนานๆ ทว่าเขาคงเหมือนแฟนเก่ามากเกินไป เพราะสุดท้ายก็มีดิวไว้เป็นแค่ของแก้เหงา

ดิวเป๋...หาทางไปต่อให้ชีวิตตัวเองไม่ถูก รักใคร เขาคนนั้นก็ไม่เคยรักเรา ดิวระบายความรู้สึกตัวเองลงเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากนั้นก็เจอชินอินบ็อกซ์มาหา ดิวรู้สึกอยากระบายความเจ็บปวดนี้ให้ใครสักคนฟัง แล้วชินก็เป็นคนคนนั้นที่ดิวไว้ใจ

ดิวคงจะดูใจง่ายไปหน่อย แต่พอชินบอกว่าแอบชอบดิวมานานแล้ว หัวใจเจ้ากรรมก็ดันพองโต การที่มีคนมารักเรามันเป็นความรู้สึกดีที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้จริงๆ ดิวตอบตกลงจะคบกับชินทันที ไม่มีความลังเลอะไรเพราะคิดว่าการได้อยู่กับคนที่รักเราเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด

แต่แล้ว...ชินกลับทำร้ายดิวยิ่งกว่าใครที่เคยผ่านเข้ามา

“คืองี้นะน้องดิว...” ชินปล่อยมือดิวเมื่อเดินมาถึงโต๊ะกินข้าว เพื่อนๆ ของเขาจับจ้องมาทางนี้ มันสร้างความเก้อเขินให้ดิวไม่น้อย ปกติดิวกับชินจะแยกไปกินข้าวกันสองคน สวีตโดยไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง ชินเองก็ไม่แคร์ใครด้วย เขาแสดงความรักต่อสายตาทุกคน

“ครับ?” รู้สึกตื่นเต้นจัง พี่ชินพาเรามาที่โต๊ะเพื่อนเขาทำไมกันน้า ดิวครุ่นคิดไปต่างๆ นานา

“พี่น่ะพนันกับเพื่อนเอาไว้ ว่าถ้าพี่...สามารถฟันน้องได้ภายในหนึ่งอาทิตย์” สมองดิวประมวลผลไม่ทัน เพื่อนชินโห่แซว แล้วชินก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดรูปที่ดิวเปลือยกายหลับหลังจากมีอะไรกันให้เพื่อนๆ ดู

เพื่อนแต่ละคนเริ่มหยิบเงินส่งให้ชิน กล่าวชื่นชมว่ามึงเก่ง มึงเจ๋ง มึงทำได้ดีมากเพื่อน กูยอมแพ้เลยจริงๆ เสน่ห์แรงไม่เปลี่ยนแบบนี้ มิน่าใครๆ ก็หลงมึงหัวปักหัวปำ ชินยิ้มกว้าง วางท่าว่าเออกูแน่กูเจ๋ง ในขณะที่ดิวทำได้แค่ยืนโง่ๆ เป็นตัวตลกให้พวกเขาหัวเราะเยาะ

“แล้วเป็นไง ลีลาดีปะวะ”

“ก็ต้องดีสิวะ สมราคาคุยอะมึง” ชินกวาดสายตามองดิวอย่างหยาบคายตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

“ข้างนอกว่าขาวแล้ว ข้างในขาวกว่าเยอะมึง ใช้ปากเก่งด้วย” ชินเลียริมฝีปากตัวเอง เพื่อนๆ ก็ส่งเสียงโห่ร้อง

ดิวเริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างช้าๆ ไม่ใช่โง่จนไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่บางครั้งเขาก็ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ได้รู้และได้เห็น พวกนั้นเริ่มเข้ามาสำรวจร่างกายเขา พูดเรื่องข่าวลือว่าเขามันร่านบ้างล่ะ น่าลองบ้างล่ะ บางคนชวนเขาไปมีอะไรกันในห้องน้ำของโรงเรียน จับเนื้อตัวดิวพลิกไปพลิกมาเหมือนเป็นสิ่งของ

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า พี่ชินที่บอกว่ารักเขานักรักเขาหนาจะทำกันแบบนี้ได้ ดิวไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจถึงต้องทำกันขนาดนี้ ดิวรับไม่ได้ ไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างนี้คือเรื่องจริง แต่มันก็ต้องเชื่อ

ดิวค่อยๆ สาวเท้าออกมาจากวงล้อม ดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองรอยยิ้มขำขันของชิน มันยิ่งกว่าโดนตบ มันยิ่งกว่าโดนกระทืบ ความเจ็บร้าวเกิดขึ้นในอกรุนแรงมากเหลือเกิน ร่างกายคล้ายจะอ่อนแรง ดิวต้องฝืนตัวเองมากในแต่ละก้าวที่ถอยออกมา

“เฮ้ย หยุดนะเว้ย อย่ามาทำอะไรเพื่อนผม!” ไม้เข้ามาผลักคนที่กำลังลากมือลวนลามดิวอยู่ให้ออกไป ไม้หันมามองซึ่งเขาไม่ชอบแววตาที่แสดงออกถึงความสงสารนั่นเลย

ดิวตั้งท่าจะวิ่งหนี แต่ไม้ก็รั้งข้อมือของเขาเอาไว้ มันจะพาเขาไปไหนสักที่แต่เขาไม่ยอมไป ดิวดิ้นให้แรงที่สุดเท่าที่กำลังตอนนี้จะทำได้เพื่อหนีไปจากตรงนี้ ตรงที่ทุกคนเอาแต่หัวเราะเยาะเขา เห็นเขาเป็นตัวตลก เป็นคนไร้ค่า...เป็นเหมือนขยะ

ดิววิ่งไปเอากระเป๋าของตัวเองแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน...บ้านที่ไม่เคยมีใครอยู่เลย เขามักจะเอามือลูบบานประตูห้องพ่อกับแม่ทุกครั้งที่เดินผ่าน แต่วันนี้แค่มองมันเขาก็ร้องไห้อย่างกับจะเป็นจะตาย เพราะมันตอกย้ำลงมาในความรู้สึกของดิวว่า...เขาไม่มีใคร

ดิวเอาแต่ร้องไห้แล้วถามว่าทำไม...ทำไม...ทำไม... อยู่อย่างนั้นซ้ำๆ เชื่อว่าถ้าทุกคนเจออย่างเขาก็คงตั้งคำถามเดียวกัน เขาแค่ต้องการความรักจากใครสักคน อยากเป็นคนพิเศษสำหรับใครบ้าง ต่อให้ต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา ดิวก็ยินดี ชินเป็นคนที่ไม่เคยลวนลามอะไรดิวเลย ไม่เคยพูดขอด้วยซ้ำ เขาเลยคิดว่าอีกฝ่ายช่างเป็นคนดี ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านมา คนพวกนั้นขอนอนกับเขาตั้งแต่วันแรกที่คบกันและดิวก็ยอม

เพื่อนของดิวบอกว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา แฟนอยากมีอะไรกับเราแสดงว่าเขารักเรา ยิ่งเราทำให้เขาชอบใจหรือพอใจในลีลามากเท่าไร เขาก็จะรักจะหลงเรามากเท่านั้น ดิวก็เลยพยายาม ทั้งดูคลิป ทั้งศึกษาและถามเพื่อนๆ ต่อให้อายหน้าแทบไหม้ดิวก็ทำเพื่อให้คนที่ดิวเชื่อว่ารักเขามีความสุข ช่วงเวลาเหล่านั้น สีหน้าที่มองเขาอย่างหลงใหลและรักใคร่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีค่า...

และเมื่อคืนชินก็ทำให้ดิวรู้สึกมีค่ามากที่สุดในชีวิต เขาช่างอ่อนโยน คำพูดปลอบประโลมไม่ให้ดิวกลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าดิวจะบอกเขาว่าตนเคยแล้วแต่ชินก็ยังอ่อนโยนกับดิว มันเป็นการทะนุถนอมที่ดิวไม่ได้รับมานานมากแล้ว

เหมือนล่องลอยอยู่ในฝัน จนกระทั่งเที่ยงวันนี้ ชินได้ดับลมหายใจของดิวต่อหน้าต่อตาคนอื่น ดิวรู้ว่ามีข่าวลือเสียๆ หายๆ มากมายในโรงเรียน เพราะเขาคุยกับคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยและยอมคนอื่นง่ายๆ แต่พวกนั้นไม่เป็นเขา พวกนั้นไม่มีทางเข้าใจ เพื่อนของเขามักพูดเสมอว่าพวกนั้นก็แค่อิจฉาที่ไม่มีคนมาสนใจได้มากเท่ากับดิว เขาเลยบอกตัวเองว่าช่างมัน แค่ข่าวลือไร้สาระ

แต่ในวันนี้มันคงมีข่าวลือมากขึ้นอีกและต่อไปทุกคนจะมองมาด้วยสายตาหยามเหยียด พวกเขาอาจพูดได้ว่าไม่ได้ทำอะไรดิวเลย แต่พวกเขาก็ผลักไสดิวออกไปจากสังคมเหล่านั้นด้วยการมองเหยียด และพูดจาถากถางใส่ ที่ดิวทนอยู่ได้เพราะเพื่อนๆ ของเขาโต้เถียงกับคนเหล่านั้นอย่างไม่ยอมแพ้ ดิวถึงรักพวกมัน และเชื่อว่าพวกมันคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่เขามี

“ดิว!” เสียงเรียกแว่วๆ ดังมาจากหน้าบ้าน คุ้นว่าเป็นเสียงเพื่อน ดิวปาดน้ำตาตัวเองทิ้งแล้วเดินไปดูคนเรียกที่หน้าต่าง

“คิง กาน” ชั่ววินาทีที่เห็นเพื่อนๆ ดิวก็เผลอยิ้มออกมา ไม่คิดว่าเพื่อนจะมาหาเขาถึงที่นี่ เขาโชคดีที่มีเพื่อนที่ไม่ทิ้งกัน

เจ้าของบ้านรีบลงไปหา คว้าร่างของเพื่อนทั้งสองเอาไว้เต็มอ้อมแขน พวกนั้นก็กอดเขาเอาไว้ ลูบหลังปลอบให้ใจเย็นๆ อย่าร้องไห้ อย่าไปเสียใจกับคนเลวๆ อย่างไอ้ชินนั่นเลย ดิวก็แค่มีคนใหม่ที่ดีกว่าแล้วเอามาอวดมัน เท่านี้ก็แก้แค้นได้แล้ว

คิงกับกานไม่ยอมปล่อยให้ดิวอยู่คนเดียว ไม่อยากให้ดิวเอาแต่เศร้าแล้วก็ร้องไห้ เดี๋ยวหมดหล่อคนจะไม่สนใจก็เลยพาดิวไปเที่ยว บอกให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ใส่แล้วน่ารักที่สุด คิงรับรองอย่างดิบดีว่าคืนนี้จะทำให้เขาลืมเรื่องราวบัดซบในวันนี้ไปให้หมด

คิงกับกานพาดิวมาเที่ยวในสถานที่ที่เขายังไม่เคยมา สองข้างทางเป็นตึกที่ตกแต่งสไตล์อาร์ตๆ และมีผับบาร์มากมายเรียงรายอยู่ เพื่อนอีกสามคนของดิวตามมา พวกนั้นแต่งตัวกันได้สุดๆ ใส่ขาสั้นเท่าที่จะสั้นได้แล้วก็สวมเสื้อน่ารัก ทำหน้าแบ๊วๆ แกล้งให้ดิวขำ แต่เขาก็แค่ยิ้มอ่อนๆ ให้ความติงต๊องของพวกเพื่อนเท่านั้น

พวกเขาเป็นกลุ่มที่คนทั่วไปเรียกว่าตุ๊ด ดิวเคยคิดจะปฏิเสธว่าไม่เหมือนพวกนั้นแต่ก็พูดไม่ออก ดิวอาจจะไม่ตุ้งติ้งอย่างเพื่อนๆ แต่ดิวก็ชอบผู้ชาย อีกอย่าง...พวกนี้ก็น่ารักดี เป็นเพื่อนที่ดีแตกต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ในห้องที่มองมาเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด

ทั้งหมดเดินเล่นกันไปตลอดทาง แวะซอกนั้นซอกนี้ไปเรื่อยเปื่อย เพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามีร้านเด็ดเปิดอยู่ในซอก เป็นร้านที่เกย์เขาไปเที่ยวกัน ถึงพวกเขาจะอายุไม่ถึงเกณฑ์ เพราะต่ำกว่ายี่สิบปีห้ามเข้าสถานบังเทิงประเภทนี้ แต่เพื่อนดิวก็หาทางเข้าได้ ทั้งหมดรอจนร้านเปิด จากนั้นเพื่อนเขาคนหนึ่งก็ไปคุยกับคนคุม พวกนั้นเปิดทางให้เข้าซ้ำยังเลือกโต๊ะที่ดีมากๆ ให้โต๊ะหนึ่ง กานเป็นคนสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาที่โต๊ะ

ดิวเคยดื่มตอนอยู่กับแฟนเก่า แต่รู้ว่าตัวเองคออ่อนมาก ดื่มไม่เท่าไรก็เมา แต่นอกจากเหล้ายังมีอย่างอื่นอีกด้วย เพื่อนดิวบอกให้ลองดมดู มันไม่ใช่ยาเสพติดหรอกแต่มันจะทำให้เรามึนเบลอ แล้วคืนนี้ดิวจะมีความสุขยิ่งกว่าตอนขึ้นเตียงกับไอ้สารเลวชิน เขาไม่กล้าหรอก แต่พอโดนเชียร์มากเข้า...ดิวก็ดมเข้าไป

“ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ...” หลังจากดิวสูดยาเข้าไป ผู้ชายกลุ่มหนึ่งก็เข้ามา

“เชิญเลยฮะ” คิงผายมือเชื้อเชิญให้คนเหล่านั้นนั่งลง แต่ละคนหล่อมาก รูปร่างกำยำน่าเกรงขาม คนที่เข้ามาขอนั่งด้วยมองดิวด้วยสายตาสื่อความหมาย ก็พอเดาได้...เวลาแฟนอยากได้ก็มักจะมองมาที่เขาแบบนี้

“พี่ชื่อใหม่นะครับ น้องล่ะชื่ออะไร” เขาถาม ขณะเดียวกันดิวก็เริ่มมีอาการตาพร่าจากเหล้าและสิ่งที่เพื่อนให้สูดดมเข้าไป ทว่าดิวไม่ได้รู้เลยว่ามันคืออะไรและมีฤทธิ์เป็นอย่างไร แต่ที่รู้คือมันทำให้ดิวรู้สึกดีและมีความสุขขึ้นมาเรื่อยๆ

“ผมชื่อดิวครับ”

“ชื่อน่ารักเหมือนตัวน้องเลย” อีกฝ่ายพูดแล้วขยับเข้ามาใกล้ ดิวเอาสายตาไปหยุดไว้ที่ใหม่จนไม่ได้มองดูว่าคนอื่นเขาคุยหรือทำอะไรกัน

“พี่ใหม่ก็ชมเกินไปครับ ดิวไม่ได้น่ารักขนาดนั้นเสียหน่อย”

“ไม่จริง น้องดิวน่ารักมาก เห็นปุ๊บก็ตกหลุมรักปั๊บเลยล่ะครับ”

“ปากหวาน...” ว่าแล้วหลบตา คว้าเหล้ามาดื่มแก้อาการเขิน เขาดูอายุมากกว่าคนอื่นที่ดิวเคยคบ มีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ แค่นั่งใกล้ก็รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

“เรามักจะปากหวานใส่คนที่เราชอบเสมอนั่นแหละครับ” ฝ่ามือหนาวางลงที่ขาอ่อนของดิว เขาลูบมันเบาๆ โดยที่ดิวก็ไม่ได้ชักขาหลบหลีกอะไร

“จริงเหรอครับ”

“จริงสิครับน้องดิว แต่น้องดิวเพิ่งเคยเที่ยวที่แบบนี้แน่เลยใช่ไหม แอบหนีแฟนมาเที่ยวหรือเปล่าเนี่ย” ร่างเล็กรีบส่ายหน้า

“ผมไม่มีแฟนหรอกครับ”

“เพื่อนผมมันเพิ่งโดนทิ้ง พี่ใหม่ปลอบใจมันหน่อยนะครับ” เพื่อนๆ ของดิวแทรกขึ้นมา

“อ่า...ใครช่างใจร้ายกับน้องดิวกันนะ มา เรามาดื่มให้ลืมมันไปเลยดีกว่าเนาะ” ใหม่เอื้อมไปหยิบเหล้ามาชนแก้ว แม้ว่ารสชาติของเหล้าจะไม่อร่อยแต่ดิวก็ยกดื่มจนหมดแก้วในรวดเดียว

“พี่ใหม่มาเที่ยวที่นี่บ่อยเหรอครับ” พี่ใหม่แย่งแก้วเขาไปชงเหล้าแล้วก็ยื่นมาส่งให้ถึงมือ

“เปล่าครับ นานๆ มาที คนโสดอะครับ มันก็ต้องเหงาจนทนไม่ได้บ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่วันนี้พี่ว่าพี่โชคดีที่ออกมา เพราะว่าพี่ได้เจอน้องดิว” พี่ใหม่โน้มหน้าเข้ามาใกล้

“พี่จีบน้องดิวได้หรือเปล่าครับ” ทั้งคู่สบตากันในระยะประชิด ดิวจะเบี่ยงหน้าหลบก็ไม่ได้เพราะใหม่ดักโดยจับปลายคางเอาไว้

“อื้ม...” ยังไม่ทันได้ให้คำตอบ ใหม่ก็ประกบปากป้อนจูบให้เขาเสียแล้ว

ด้วยฤทธิ์เหล้าและฤทธิ์ยา ดิวควบคุมตัวเองแทบไม่ได้เลย พออีกฝ่ายสอดลิ้นเข้ามา ตัวเองก็ตอบสนองเขากลับทันที ร่างกายร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความอยากอย่างมหาศาล หลังจากนั้นดิวก็เป็นฝ่ายขยับขึ้นไปนั่งคร่อมตักของใหม่เอาไว้ น่าอายมากๆ ข้างในมันร่ำร้องแบบนั้นถึงแม้จะบอกให้ตัวเองหยุด แต่เหมือนสติจะเตลิดไปไกลเกินควบคุม ดิวไม่สามารถหยุดร่างกายของตัวเองได้

“อ่าห์...น้องดิวของพี่เร่าร้อนมาก แต่ใจเย็นก่อนนะครับ” ใหม่เป็นฝ่ายผละริมฝีปากออกก่อน คนตัวเล็กซบหน้าเข้าซอกคอแกร่ง จูบและซุกไซ้อย่างต้องการ วงแขนใหญ่ก็กอดร่างเขาเอาไว้แน่น ถึงปากจะสั่งให้พอแต่ก็ไม่ยอมปล่อยเขาไป

“น้องดิวทำให้พี่ทนไม่ไหวนะครับ...” เสียงทุ้มนุ่มเริ่มกระเส่าตามแรงอารมณ์

“ผมก็ไม่ไหว...” ดิวตอบก่อนจะงับเนื้อตรงคอทำให้ใหม่กระตุกเบาๆ แล้วก้มหน้ามามองก่อนมอบจูบหวานๆ ให้กับคนในอ้อมแขน

แต่มันก็แค่ครู่เดียว ดิวมองหน้าใหม่อย่างเสียดาย ยังมีความอยาก ความต้องการผุดขึ้นมาไม่หยุด ใบหน้าหล่อเหล่านั้นฉีกยิ้มละไมก่อนดึงดิวให้ลุกขึ้นแล้วลากไปที่อื่น ร่างเล็กก็เดินตามไปแบบมึนๆ เบลอๆ มองทางหรือแสงสีไม่ชัด ตอนนี้มีนักเต้นผู้ชายขึ้นไปบนเวที พวกเขากำลังรูดเสาและยั่วยวนคนดูด้านล่าง ดิวเหลือบมองอย่างสนใจถึงมันจะไม่ชัดก็ตามเพราะเขาเพิ่งเคยเห็นอะไรแบบนี้

ใหม่ลากดิวเข้ามาในห้องน้ำ คนเยอะแต่ก็ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำธุระอะไร ดิวเห็นว่าแต่ละคนกำลังนัวเนียอยู่กับคู่ในมุมของตัวเอง เห็นแล้วหน้าร้อนผ่าวไปหมด ดิวหลบสายตา ไม่กล้ามองกลัวว่าพวกเขาจะต่อว่าที่ยืนจ้อง

ใหม่ดึงดิวเข้ามาในห้องน้ำด้านในสุด ร่างบอบบางโดนเหวี่ยงเข้าผนัง ไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ กลับกันมันเพิ่มความต้องการอย่างมากมายให้กับดิว ใหม่ไม่พูดพร่ำ เขากดจูบบนริมฝีปากบางอย่างหื่นกระหายกว่าเดิม เรียวลิ้นซอกซอนเข้ามาเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นเล็กในโพรงปาก ขณะเดียวกันดิวก็รู้สึกได้ว่ากางเกงขาสั้นของตัวเองกำลังโดนปลดออก ฝ่ามือร้อนชื้นไล่สัมผัสเนื้อหนังของเขาแทบจะทั่วร่าง ก่อนจะหยุดแล้วเคล้นคลึงจุดไวต่อสัมผัสของดิวอย่างเอาอกเอาใจ

เพราะไม่ได้อยู่ในที่อันเป็นส่วนตัวพวกเราจึงต้องทำเวลา แต่ก็เป็นความเร่งรีบที่ตื่นเต้นและเร้าใจมาก ใหม่คว้ามือเล็กไปวางที่เป้ากางเกงตัวเอง ดิวปลดตะขอและรูดซิปลงมาทันที มาขนาดนี้แล้วไม่ต้องบอกว่าควรทำอะไร ดิวก็รู้หน้าที่ตัวเองดี

“พี่ไม่มีเจลเลยครับ...” ใหม่กระซิบเสียงพร่า ปากชิดปาก

“ไม่เป็นไรครับพี่” ด้วยความอยาก ดิวเลือกยอมเจ็บ นิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นอะไรหรอก

“ทนหน่อยนะครับ”

“อื้อ...อะครับ”

หลังจากใส่เครื่องป้องกันเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เริ่มความเร่าร้อนไปตามจังหวะดนตรีมันๆ ด้านนอก ดิวรู้สึกมีความสุขมาก ร่างกายที่รับแรงกระแทกกระทั้นเหมือนจะล่องลอยไปบนฟากฟ้า ยิ่งใหม่เพิ่มแรงมากเท่าไร ดิวก็อยากจะเสร็จมากเท่านั้น

ความเมามายทำให้ดิวไม่มีสติหลงเหลือจะประมวลผลอะไร แค่มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอยู่ เสียงครางของตัวเองดังแข่งกับเสียงดนตรีด้านนอกและดูเหมือนว่าใหม่ก็ชอบมากเสียด้วย ไม่งั้นคงไม่ครางเรียกชื่อเขาชิดใบหูอยู่ตลอดหรอก

เวลากระชั้นเกินกว่าจะยืดเยื้อ พวกเขารีบทำกิจกรรมเข้าจังหวะให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ดิวกลับรู้สึกไม่พอ ร่างกายมันยังคงเรียกร้องว่าอยากได้อีก อยากทำอีกอยู่ซ้ำๆ อย่างกับมันเป็นสิ่งเดียวที่ดิวรู้สึกได้ในตอนนี้

“คืนนี้พี่จะทำให้น้องดิวมีความสุขทั้งคืนเลย แต่ตอนนี้เราต้องกลับไปรวมกับเพื่อนๆ กันก่อนนะ” ใหม่พยายามกล่อมดิวที่งอแงอยากทำต่อ เขาดูออกว่าคนตัวเล็กไม่ใช่แค่เมาเหล้า แต่นี่แหละ...เข้าทางเขาเลย

“ก็ได้...” ดิวตอบกลับเสียงอ้อแอ้

มาถึงโต๊ะทุกคนก็มองมาที่พวกเขาด้วยสายตาล้อเลียน ดิวหมดความสนใจจากสายตาผู้คน เขานั่งดื่มและคลอเคลียอยู่กับใหม่ เหล้าหมดไปหนึ่งกลมแล้ว เพื่อนใหม่ที่มานั่งข้างเขาเมื่อไรไม่รู้สั่งเหล้ามาเพิ่ม ดิวเริ่มจำอะไรไม่ได้มาก รู้แค่ว่าคนข้างๆ ที่ไม่ใช่ใหม่กำลังลวนลามแล้วดิวก็ดันตอบสนองออกไป เหล้ากลมที่สองหมดลง ทั้งหมดจึงตัดสินใจไปต่อกันที่โรงแรม

ดิวไม่เหลือสติให้ยั้งคิดยั้งทำ คนนั้นลากไปก็ไปตาม คนนี้ลากมาก็มาตาม คล้ายเป็นตุ๊กตาที่ใครจะทำอะไรกับร่างกายของเขาก็ได้ ร่างเล็กแทบจะคลอเคลียไปกับผู้ชายทุกคนในกลุ่มของใหม่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่ตนกำลังเป็นหรือทำอยู่มันดูย่ำแย่แค่ไหน

ร่างที่แทบไร้สติของดิวถูกกอดตั้งแต่เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนใหม่คนไหนสักคนมอบจูบที่แสนดุเดือดให้กับเขาพร้อมกับกระชากกางเกงตัวเล็กออกไป ร่างดิวถูกดึงออกมาให้พ้นประตู ตามด้วยใครอีกคนที่เข้ามากอดด้านหลัง เขาคนนั้นระดมจูบไปที่ลำคอขาว ฟัดและกัดมันอย่างมันเขี้ยว

“ถุงยางมีเยอะเปล่าวะ” ใครคนหนึ่งถามขึ้น

“มีเหลือเฟือเลยมึง”

“เยี่ยม...” เสื้อถูกพรากไปจากกาย มือของใครต่อใครสัมผัสเนื้อตัวดิว

เขาได้ยินเสียงครางเบาๆ ที่คุ้นหูบ้าง ไม่คุ้นหูบ้างอยู่รอบทิศทางไปหมด แต่เขากลับไม่ได้หันไปมองเพราะมัวแต่นัวเนียอยู่กับชายสามคนรอบกายเขา

เด็กน้อยไม่เคยเจอสิ่งเหล่านี้มาก่อน แต่ก็รู้สึกสนุกและมีความสุขกับมันมากคล้ายตัวเองอยู่ในงานรื่นเริงที่มีผู้คนมากมายกำลังเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เขาเองก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ มัวเมากับแสงสี เสียงเพลงและคำหวาน...

กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เข้าสู่ช่วงสายของอีกวันหนึ่ง รอบด้านสกปรกและเละเทะไปด้วยถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว ขวดเจล รวมถึงเสื้อผ้าของเขา ดิวรู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตัวอย่างมาก เหมือนใช้ร่างกายไปหนักหนาสาหัส

เขา...จำอะไรแทบไม่ได้เลย

ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามาที่นี่ได้อย่างไรและทำอะไรกับคนพวกนี้บ้าง ดิวพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันมีแค่เลือนราง เป็นความทรงจำขาดๆ หายๆ ไม่ปะติดปะต่อกัน เขามองไปรอบห้องอีกครั้ง มองหาเพื่อนสักคนเพื่อจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แต่สิ่งที่เจอกลับเป็นชายฉกรรจ์ราวห้าคนนอนอยู่บนเตียงบ้าง โซฟาบ้าง เสื้อผ้าของคนเหล่านั้นถูกถอดและวางเอาไว้เป็นมุมที่พร้อมสำหรับการหยิบจับใส่กลับบ้านได้ แล้วเพื่อนของเขาล่ะ เพื่อนของเขาอยู่ที่ไหน?

“น้องดิวตื่นแล้วเหรอครับ?” เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง ความรู้สึกหวาดกลัวจู่โจมเขา ผู้ชายที่เรียกเป็นใครดิวไม่รู้จัก ทว่าเสียงเอ่ยทักทายนี้ทำให้คนอื่นๆ ในห้องต่างพากันตื่นขึ้นมา

คนเหล่านั้นส่งยิ้มให้ดิวเป็นสิ่งแรก ในขณะที่คนตัวเล็กพยายามจะหยัดกายขึ้นแล้วกระถดหนี มือไม้สั่นด้วยความกลัวและเหนื่อยอ่อน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขาพอเดาได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

มีคนหนึ่งคลานเข้ามาหาและค่อยๆ เอากายใหญ่ของตนคร่อมทับดิวเอาไว้ เขาควรผลักอีกฝ่ายออก ควรจะรีบดิ้นรนแล้วก็หนีไปให้พ้นจากท่าทีคุกคามของคนเหล่านี้ แต่มันทำไม่ได้...

มือไม้ของดิวอ่อนแรงและเขาก็กลัวเกินกว่าจะต่อต้านได้ ร่างเล็กนิ่งเป็นหิน ม่านตาเบิกโพลงแล้วสมองก็ไร้ซึ่งการประมวลผลอย่างสิ้นเชิง คนจำนวนมากขนาดนี้ยังไงดิวก็หนีไม่ได้...เขารู้ เขาไม่มีทางหนีไปจากคนพวกนี้ได้เลย

“เรามาสนุกกันอีกรอบนะครับน้องดิว...” คนตรงหน้าบอกกับเขา แววตาหื่นกระหายของอีกฝ่ายดูบิดเบี้ยวและน่าเกลียดน่ากลัว

“ผะ...ผม...ยะอย่าทำอะไรผมเลย” ไม่รู้จริงๆ ว่าพูดไปแบบนี้แล้วจะช่วยอะไร แค่หวังเล็กๆ ว่าคนเหล่านี้จะเห็นใจ ดิวน้ำตาคลอ พยายามยกมือขึ้นไหว้ขอร้องคนเหล่านั้น แต่คนตรงหน้าปัดมือดิวออก เขาจึงได้แต่นอนนิ่งปล่อยให้น้ำตาแห่งความกลัวไหลออกมา

“อ้าว นี่มันหนังคนละม้วนกับเมื่อคืนเลยนี่ครับน้องดิว พวกเราสนุกกันมาทั้งคืนเลยนะ จะต่อรอบเช้าอีกสักหน่อยไม่เห็นเป็นอะไรเลย” คนที่คร่อมอยู่บอกกับเขายิ้มๆ

“มะเมื่อคืน…เมื่อคืนผมเมา ผะ...ผม...ผมไม่ชอบ”

“แน้...พูดแบบนี้ไม่น่ารักเลย สงสัยเราต้องทวนความทรงจำกันหน่อยแล้วเนาะ” คนในกลุ่มนั้นบ้างก็หัวเราะออกมา บางคนก็มีท่าทีสบายๆ นั่งชมเหตุการณ์บนเตียงพร้อมทั้งดื่มเหล้าที่เหลือจากเมื่อคืนไปด้วย

เสียงพูดคุยราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดายิ่งทำให้ดิวรู้สึกสิ้นหวัง เขามองเข้าไปในดวงตาผู้ชายตรงหน้า ซ้ายขวามีคนเข้ามาเพิ่ม...อยากอ้อนวอน อยากร้องขอความเห็นใจจากพวกเขาแต่มันพูดไม่ออก...

เขากลัว... กลัวไปหมดเลย...

เวลาที่เราจำอะไรไม่ได้ เราจะมีความรู้สึกบางอย่างคลับคล้ายคลับคลาหลงเหลืออยู่ แล้วไอ้สิ่งนั้นน่ะจะบอกกับเราว่าความทรงจำที่หายไปเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี หากมันเป็นเรื่องดีเราจะพยายามนึกให้ออก แต่ถ้าหากมันเป็นเรื่องร้าย เราก็จะกล่อมตัวเองว่าไม่เป็นไร ช่างมัน แล้วลืม...สิ่งเหล่านั้นอย่างถาวร

ดิวลืมเรื่องเมื่อคืน ดิวจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นั่นเป็นเรื่องดีของเขา

แต่...สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้ตอกย้ำลงไปในหัวใจดวงเล็กๆ ว่า อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในห้องนี้คือความเลวร้ายที่สุดที่ชีวิตนี้ของเขาได้พบเจอมา...

ทุกนาทีผ่านไปด้วยความรวดร้าว ทรมานแสนสาหัส เจ็บปวดจนอยากตาย และอยากหายไปจากตรงนี้ เขาไม่รู้ว่าทำไมชีวิตเขาต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมอะไรร้ายๆ มันถึงต้องมาลงที่เขาด้วย...

เขาแค่ต้องการความรักจากใครสักคน...

...แค่นั้นเอง



....TBC....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-07-2018 16:16:50 โดย GukakST »

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.15-100%

“ต้นกับไม้ไปเรียนเถอะลูก เดี๋ยวแม่ดูแลน้องดิวเอง ไม่ต้องห่วงน้องนะ” เสียงพูดคุยแผ่วเบาด้านนอกปลุกให้ดิวตื่นจากฝันร้าย ภาพเหตุการณ์ตามหลอกหลอนเขาแม้จะหลับใหล เขาหันไปทางประตู ลีลายืนอยู่ด้านในแต่ชะโงกหน้าไปคุยกับสองพี่น้อง

หลังจากพยายามพาตัวเองกลับมาพร้อมความคิดที่จะตายในบ้านของตัวเอง คุณน้าที่เขาเคารพที่สุดและต้นกับไม้ก็เรียกเขาเอาไว้ สีหน้าเป็นห่วงเป็นใยและอ้อมกอดแสนอบอุ่นได้โอบอุ้มความรู้สึกเปราะบางของดิวไม่ให้ร่วงหล่น สิ่งนั้นทำให้ดิวมีสติกลับมาบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่ได้สนใจความรักความห่วงใยของคนในบ้านนี้ เอาแต่โหยหาความรักจากที่อื่นแล้วบอกตัวเองว่าเราโดดเดี่ยว ทั้งที่เขาเองเป็นคนเดินออกมาจากครอบครัวนี้

มันเป็นช่วงที่พ่อแม่ของเขากำลังระหองระแหงกัน บวกกับเขาเองก็รู้ตัวว่าไม่ชอบเพศตรงข้าม ด้วยความเป็นเด็กที่ยังจัดการกับความสับสนและเสียใจไม่เป็น ดิวก็เลยเลือกที่จะขังตัวเองเอาไว้ในห้องแล้วก็เพิกเฉยต่อทุกคน คิดว่าทุกคนไม่เข้าใจตนเอง

แต่คนที่ดิวไม่เคยหนีพ้นเลยก็คือต้น...

เหมือนต้นเป็นหมาแสนรู้ วันไหนพ่อแม่ดิวกลับมาบ้านแล้วทะเลาะกัน มันจะชอบย่องมาหาเขา มากวนประสาทแล้วก็ลากออกไปเล่นที่บ้านของมัน ซึ่งน้าลีลา ไม้ และน้าชุมพลก็จะต้อนรับเขาเป็นอย่างดี

น้าชุมพลคือพ่อของต้นกับไม้ ไม้คล้ายน้าลีลามากทั้งนิสัยและใบหน้า ส่วนคนพี่ได้พ่อมาเต็มๆ คือมีนิสัยกล้าบ้าบิ่นและโผงผาง น้าชุมพลเป็นนักเลงหัวไม้เก่า และต้นก็ท่าจะเดินตามรอยเท้าพ่อตัวเอง ดิวจำได้ว่าต้นโดนอบรมบ่อยมาก มันชอบไปมีเรื่องกับโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้อยู่บ่อยๆ บ้างก็กลับบ้านดึกเพราะเล่นเกมอยู่ที่ร้านอินเตอร์เน็ตแถวโรงเรียน

แต่ดิวกลับรู้สึกว่าต้นมักอยู่บ้านทุกครั้งที่พ่อแม่เขาทะเลาะกัน

มันเป็นคนปากหมาที่ทำให้ดิวรู้ตัวเองว่าเขาน่ะ ชอบเพศเดียวกัน...

น่าตลกเป็นบ้า เกลียดขี้หน้ามันเพราะมันชอบแกล้งเขา มันแกล้งเขามาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว บ้างก็ว่าข้อด้อยของเขา ทั้งหน้าหวานไปบ้างล่ะ ทั้งตัวเล็กบ้างล่ะ ทั้งแห้งเก้งก้างบ้างล่ะ เด็กน่ะ...ยังไงก็ไม่ชอบหรอกที่โดนล้อแบบนั้น แต่ดิวสู้ต้นไม่ได้ ต้นตัวใหญ่และกำลังเยอะ ดิวก็เลยทำได้แค่เถียงต้นกับอ้อนไม้เพื่อให้ไม้เข้าข้างตัวเอง

ด้วยรูปลักษณ์หรืออะไรบางอย่างในตัวต้นทำให้ดิวรู้สึกชอบ...หลงรัก เขาเคยแอบชอบต้นอยู่พักหนึ่งตอนเด็กๆ นักเลงหัวเกรียนก็มีความเท่ในแบบของมัน ดิวชอบมากเวลาที่ต้นไม่ปากหมาใส่ แค่เดินผ่านเท่ๆ หล่อๆ เก๊กหน้าไปวันๆ แบบนั้นน่ะ หรือว่าเพราะมันเข้าใกล้เขาบ่อยก็ไม่รู้เลยกลายเป็นว่าเขาสนิทกับไม้ แต่ตัวติดกับต้น

หลายอย่างมาเปลี่ยนไปก็ตอนที่น้าชุมพลเสียเมื่อห้าปีก่อน ดิวอายุแค่สิบสอง เขามองไปที่บ้านนี้แล้วก็พบแต่ความซึมเซา มันหงอยเหงาไปหมด แต่หากมองมาที่บ้านตัวเอง พ่อแม่ก็แทบจะไม่อยู่ใกล้กัน ทางไหนก็มีแต่ปัญหา ต้นหายไปอยู่พักหนึ่ง ไม่ได้มาป้วนเปี้ยนอยู่กับเขา ไม่มาเกาะแกะวอแวเหมือนก่อนทั้งที่ดิวเองก็อยากเจอ...

เขารู้ว่าตอนนั้นเด็กมากที่คิดถึงแต่ความสบายใจของตนเอง ทั้งที่รู้ดีว่าบ้านนี้ก็เสียศูนย์จากการเสียเสาหลักของครอบครัวไป แต่ดิวก็ยังอยากให้ต้นมาชวนเล่นหรือมากวนเขาแบบที่ต้นมักทำ หลังจากนั้นไม้กับดิวก็กลายเป็นเจอกันแค่ที่โรงเรียน ไม้เปลี่ยนไปไม่ร่าเริงเหมือนก่อน ดิวก็เลยไม่ค่อยกล้ากวนเท่าไร

ช่องว่างในตอนนั้นเองที่ค่อยๆ ขยายวงกว้างมากขึ้น ดิวเก็บตัวไม่ค่อยมายุ่งกับบ้านหลังนี้แม้ว่าช่วงหลังจะเจอต้นนั่งรออยู่หน้าบ้านตัวเองประจำ แต่ดิวก็แค่รีบสาวเท้าเข้าบ้านเร็วๆ หนีหน้าต้นไปเลย ส่วนไม้เขาก็ไม่กล้าสู้หน้าเหมือนกับรู้สึกว่าเราไม่สนิทกันแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว ทว่ามันเป็นความคิดของเขาเองคนเดียว

ดิวหนีทุกคน เข้าสู่โลกของตัวเอง ตัดทุกคนออกเพราะไม่อยากยุ่งกับใคร ไม่อยากให้ใครรู้ด้วยว่าพ่อแม่เขาไม่ดีกันเหมือนเมื่อก่อน แถมเขาเองก็ยังเบี่ยงเบน มันแย่มาก เขาคิดว่าพวกเราแตกต่างกันเกินไปเข้ากับใครไม่ได้ จนกระทั่งเขาขึ้นมัธยมปลาย ได้เจอเพื่อนอย่างคิงกับกานที่คล้ายเขา

แต่นั่น...ยิ่งทำให้เขาห่างไกลจากครอบครัวของต้นมากขึ้น

ไม้พยายามเข้าหาดิวแล้ว แต่เพราะเพื่อนของดิวที่ชอบใช้คำพูดลวนลามไม้ หรือแม้แต่ใช้มือลวนลามร่างกายของไม้ บ่อยเข้าไม้ก็ไม่ทน หากดิวอยู่คนเดียวไม้จะเข้ามา แต่ถ้าไม่...ก็ไม่ยุ่งเช่นกัน

แล้วเมื่อไรกันนะที่ต้นใช้คำพูดรุนแรงกับเขามากขึ้น ตอนที่เขามีแฟนเหรอ ก็อาจจะใช่ หรือตอนที่รู้ว่าเขาไม่ปกติล่ะ เขาชอบเพศเดียวกันแบบนี้เหรอ ต้นก็เลยสาดคำหยาบคายใส่เขา แล้วระหว่างเราก็เริ่มพูดจารุนแรงใส่กันและกลายเป็นเขาไม่ชอบต้น

แต่ถ้าต้นเกลียดที่เขาเป็นแบบนี้จริง มันจะจูบเขาทำไม จะเข้ามาช่วยเขาทำไมบ่อยๆ ดิวไม่รู้หรอก ดิวแค่คิดว่ามันแกล้งเหมือนที่เคยแกล้งมาตลอด ดิวหวาดระแวงเพราะกลัวต้นจะทำตนเองเจ็บปวด

แต่สุดท้ายไม่ว่าสิ่งที่ผ่านมามันจะเป็นยังไง ดิวจะหนีห่างจากครอบครัวนี้มากขนาดไหน คิดว่าคนอื่นดีกว่าคนเหล่านี้ยังไง แต่คนที่โอบอุ้มดิวเอาไว้ก็คือคนที่ตนเองไม่คาดคิด

“ตอนเย็นกลับมาค่อยอยู่ดูแลน้อง ตอนนี้น้องดิวไม่สบาย ถ้าต้นกับไม้อยู่ น้องอาจจะไม่ได้นอนพักเลยก็ได้”

“แม่รู้ได้ไงอ่า ต้นไม่กวนตีนน้องหรอก” ใครเชื่อก็บ้าแล้ว ความกวนประสาทคือตัวตนของต้นเลย ดิวไม่เชื่อคนอย่างนั้นหรอก

“เอางี้ ไม้อยู่ด้วย พี่ต้นกวนตีนดิวปุ๊บ ไม้เสยคางให้หลับไปเลย” ไม้ก็ไม่เคยทำอะไรพี่ชายได้นอกจากงอแงแล้วฟ้องแม่

“ไม่ได้ค่ะ ถือว่าแม่ขอนะ ไปเรียนหนังสือให้แม่ชื่นใจที” น่าอิจฉาพวกนั้นที่ได้กำลังใจดีแบบนี้ทุกวัน

“อ่า...” ต้นกับไม้ไม่ได้พูดอะไรอีก ทั้งคู่เงียบอยู่สักพักก็เข้ามากอดน้าลีลาพร้อมหอมแก้ม คงตัดใจไปเรียนได้แล้ว

ภาพพวกนี้บาดตาดิวเสมอ ลึกๆ เขาอิจฉาต้นกับไม้มากแค่ไหนไม่มีใครรู้หรอก เขาก็อยากกอดแม่กับพ่อแล้วหอมแก้มท่านแบบนี้เหมือนกัน ยิ่งเห็นพี่น้องอยู่ด้วยกันเฮฮาแบบนั้นก็ยิ่งอิจฉา คุณน้าลีลาเป็นแม่ที่ดีเหลือเกิน ถ้าเขาได้เธอเป็นแม่ เขาจะมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ใช่ไหมนะ

“อ้าวน้องดิว ตื่นแล้วเหรอลูก” มัวแต่มองคุณน้าเพลิน เมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาในห้องดิวจึงหลับตาหนีไม่ทัน สบกับดวงตาอ่อนโยนเข้าเต็มๆ

“ครับ” ดิบตอบรับพร้อมกันนั้นความรู้สึกอับอายเพราะน้าลีลารู้ว่าเขาเผชิญอะไรมาก็ตีตื้นขึ้นมาจนเขาทำตัวไม่ถูก เธอจะว่าเขาไหม จะหาว่าเขาทำตัวเองหรือเปล่า ความกังวลต่างๆ นานาผุดขึ้นมาเป็นระลอก

น้าลีลาเดินมานั่งลงริมเตียงและลูบศีรษะของดิวอย่างแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนเหล่านั้นมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ดิวก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ความกังวลมันจางลงและเขาอดไม่ได้ที่จะเคลื่อนกายเข้าไปสวมกอดเอวเล็กๆ ของคุณน้าเอาไว้ มันอาจเป็นการถือวิสาสะหรือไม่ควรทำ แต่ดิวโหยหาความอบอุ่นอย่างนี้มานานเหลือเกิน

“ฝันร้ายหรือเปล่าลูก” คุณน้าจับหัวเขาให้นอนหนุนตักเธอดีๆ ดิวเข้าใจเลยว่าทำไมต้นและไม้ถึงชอบนอนตักแม่ตัวเอง เพราะมันมีความสุขอย่างนี้ไง

“ครับ...” เขาพยักหน้าเบาๆ

“โอ๋ๆ หนูตื่นแล้วนะลูก หนูไม่ได้ฝันอยู่ ต่อให้ในนั้นมันโหดร้ายแค่ไหน แต่ความฝันก็คือความฝัน มันไม่มีทางอยู่กับหนูไปตลอดได้นะ ตอนนี้หนูมีน้ามีเจ้าต้นและไม้ ปล่อยวางทุกอย่างแล้วอยู่กับพวกเราให้สบายใจนะ” มันเป็นแค่คำปลอบโยนธรรมดา แต่มันทำให้ดิวหลั่งน้ำตาออกมาได้อย่างง่ายดาย

ดิวซุกหน้าเข้ากับหน้าท้องของลีลา ร้องไห้งอแงเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ ที่เพิ่งตื่นจากฝันร้ายในค่ำคืนที่เหน็บหนาว มันก็แค่ฝัน นี่สิความจริง เขามีคุณน้าอยู่ด้วย ถึงมันจะแทนที่ความรักทั้งหมดที่ต้องการจากพ่อและแม่ไม่ได้ แต่มันก็ทำให้อุ่นใจและรู้สึกวางใจขึ้นมาก

“น้องดิวไปอาบน้ำไหวไหมลูก น้าเช็ดตัวให้ดีไหมคะ” ดิวส่ายหัว

“ไม่เอาครับ ผมอาบเองไหว” ให้คุณน้ามาเช็ดตัวให้ มันดูเป็นภาระมากเกินไป ถึงจะระบมไปหมด แต่ดิวเชื่อว่าตัวเองไหว

“อายน้าล่ะสิ น้าเข้าใจ หนูโตแล้วนี่เนอะ งั้นไปอาบน้ำนะ น้าให้เจ้าต้นไปเอาเสื้อผ้าและของใช้หนูมาให้แล้ว ช่วงนี้อยู่กับน้าไปก่อน”

“อยู่ตลอดได้ไหมครับ” อ่า...เขาเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกไปเสียแล้ว

ดิวเงยหน้ามองลีลาซึ่งเขาเห็นแต่รอยยิ้มที่ก่อให้เกิดความอบอุ่นในหัวใจ

“ได้สิ จะอยู่ตลอดไปก็ได้ ทั้งน้าและลูกๆ ยินดีต้อนรับหนูอยู่แล้วล่ะจ้ะ” ทำไมถึงได้ใจดีกับเขาขนาดนี้นะ เขารู้สึกดีจัง อย่างน้อยๆ ในเรื่องร้ายที่เจอก็ยังมีเรื่องดีอยู่บ้าง

“ไม่จริงมั้งครับ ไอ้ต้นคงไม่ชอบเท่าไร” ดิวเรียกไอ้ต้นเป็นประจำ เรียกต่อหน้าลีลาก็บ่อยแต่ลีลาไม่เคยว่าหรือบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี คงเพราะเธอรู้ว่าต้นชอบแกล้งเขาจนเขาหมดความเคารพไปแล้ว

“ใครว่า...เจ้านั่นอาจจะเป็นคนที่ดีใจที่สุดก็ได้” ดิวชะงักไปเล็กน้อย

หลายครั้งที่ต้นทำเหมือนมีใจ ทำเหมือนชอบเขา ซึ่งแลดูจะสอดคล้องกับสิ่งที่ลีลาพูด แต่ดิวก็คิดว่าสิ่งที่ต้นทำมาตลอดคือแกล้งเขา

“จะได้แกล้งผมสนุกไปเลยสินะครับ” เขาเชื่อแบบนั้น

“น้องดิวรู้ไหมว่า...ผู้ชายส่วนใหญ่ปฏิบัติกับคนที่ชอบยังไง” ดิวเริ่มงง

ทำไมคุณน้าพูดคนละเรื่องกับเขาแบบนี้ ดิวส่ายหัวเพราะไม่รู้ ปกติไม่เคยจีบใคร ส่วนใหญ่ก็มีแต่คนเข้ามาหาเขาเองทั้งนั้น และคนเหล่านั้นก็เข้ามาเพื่อเรื่องอย่างว่า...

“ผมไม่รู้หรอกครับ”

“ผู้ชายส่วนใหญ่มักแกล้งคนที่ตัวเองชอบจ้ะ” รอยยิ้มของคุณน้าซุกซนกว่าเคย ดิวแทบอ้าปากค้าง นี่คุณน้าคงไม่ได้หมายความว่าไอ้ต้นมันชอบเขาหรอกนะ

“ไม่นับไอ้ต้นแน่นอน”

“น้องดิวรู้ได้ไงล่ะ” ดิวขยับตัวขึ้นนั่ง มีอาการปวดระบมตามเนื้อตัวแต่ยังพอขยับตัวเองไหว

“มันชอบด่าผมจะตาย แกล้งผมก็บ่อย แบบนั้นเกลียดกันมากกว่า”

“ไม่จริงหรอก คนเกลียดกันที่ไหนมานั่งเป็นห่วงหนูแทบไม่หลับไม่นอน เจ้าต้นมันก็เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กแล้ว น้องดิวก็น่าจะรู้ว่าต้นไม่ใช่คนเลวร้าย” ก็รู้แต่ดิวว่ามันปากหมาเกินรับไหว

“คำพูดมันอะเลวร้าย”

“งั้นคราวหลังมันพูดจาไม่ดี น้องดิวตบให้ปากแตกเลยดีไหม” คุณน้าโน้มมาส่งยิ้มใกล้ๆ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กที่กำลังต่อรองกับผู้ใหญ่อยู่ยังไงก็ไม่รู้

“ไม่เอาอะครับ มันต่อยสวนมาจะทำยังไง”

“ต้นไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ น้าการันตี” ลีลามั่นใจมาก แต่ดิวไม่มั่นใจเลย

“ถ้าอย่างนั้น คราวหลังมันพูดจาไม่ดีใส่ผม ผมจะตบปากมัน” เขามองหน้าคุณน้า

“ดีมากลูก ต้องแบบนั้น” แต่ถ้ามันสวน...คุณน้าจะปกป้องเขาไหมเนี่ย

ดิวถอนหายใจปลงตก ที่พูดไปแบบนั้นก็เพื่อให้ลีลาดูสบายใจขึ้น เอาเข้าจริง ถ้าต้นมันปากเสียใส่ เขาก็ไม่กล้าตบปากนั่นหรอก ดิวกลัวต้นสวนกลับแม้ว่าต้นจะไม่เคยทำร้ายร่างกายเขาเลยก็ตาม

“เดี๋ยวน้องดิวอาบน้ำเลยนะ น้าลงไปอุ่นกับข้าวให้ หนูจะกินบนห้องหรือกินข้างล่างดีจ๊ะ”

“กินข้างล่างดีกว่าครับ” ดิวเกรงใจ แค่นี้ก็รบกวนมากแล้ว

“โอเค มีอะไรเรียกน้านะลูก”

“ครับ” ดิวรู้สึกดี

อ่า...เขาไม่ได้รับการเอาใจใส่แบบจริงใจอย่างนี้มานานมากจนลืมครั้งสุดท้ายไปแล้ว

พอได้อยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง ความทรงจำร้ายๆ ก็คล้ายจะย้อนกลับมา ดิวต้องพยายามบอกกับตัวเองว่าต้องอยู่กับปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเรื่องมันยังสดใหม่จนยากที่จะสลัดออกได้ในทันทีก็ตาม แต่...เขามีคนที่ห่วงเขา คุณน้าเป็นห่วงเขา ดังนั้นถึงแม้จะไม่ง่ายแต่เขาจะใช้ความห่วงใยที่ได้รับเป็นกำลังใจดึงตัวเองออกจากความเจ็บปวดนั้นให้ได้ เขาจะต้องไม่จมอยู่กับมัน

ทว่าพอถอดเสื้อผ้าออกและได้เห็นร่องรอยบนร่างกาย สิ่งที่เกิดขึ้นก็หวนกลับมาอีก มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่เขาจดจำมันแม่นยำราวกับมันกำลังเกิดขึ้น พวกนั้นใช้คำพูดกับเขาดีแค่ไหนมันก็ลบความจริงที่สวนทางกับคำพูดแสนหวานนั้นไม่ได้ เขาพาตัวเองไปยืนอยู่ใต้สายน้ำจากฝักบัวมือลูบไปตามเนื้อตัวที่มีแต่รอยแดงเป็นจ้ำๆ จากนั้นความรู้สึกรังเกียจตัวเองก็ก่อตัวขึ้นทีละน้อย แล้วจู่ๆ น้ำตามากมายก็เริ่มพรั่งพรูออกมาราวกับทำนบแตก

ใครจะว่าเขายังไงก็ได้ที่เขามันง่าย...ที่เขาได้กับคนนั้นคนนี้ไปทั่ว เขารู้ตัวเองก็พอแล้วว่าเพราะอะไรเขาถึงยอม รักไง...ความรักเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขายอม แต่...แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานมันไม่ใช่

“ฮึก...” ขณะที่ยังสลัดภาพเหล่านั้นไม่ออก ดิวก็เกิดคำถามกับตัวเอง เพื่อนของเขาล่ะ? เพื่อนเขาหายไปไหนกันนะ ทำไมทิ้งเขาไว้คนเดียว ทำไมถึงปล่อยเขาเอาไว้กับคนเหล่านั้น

หรือว่า...เขาไปกับคนเหล่านั้นเอง

ดิวพยายามทบทวนความทรงจำ พยายามค้นหาว่าเรื่องพวกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่พอได้เริ่มต้นคิด ความทรงจำอันเลวร้ายก็ผุดขึ้นมาจนหยุดไม่ได้ มันเกินที่จะรับไหว

ต้องเข้มแข็งแค่ไหนถึงจะผ่านมันไปได้...

ดิวจำได้ว่ามีคนหนึ่งบอกกับเขาว่าเพื่อนเขากลับไปเมื่อคืน แถมยังเป็นฝ่ายบอกให้ผู้ชายพวกนั้นปลอบตนที่ช้ำรักมาด้วย ดิวไม่รู้ว่าจริงไหม คนที่บอกโกหกเขาหรือเปล่า แต่ถ้าคนคนนั้นโกหก เพื่อนเขาล่ะ เพื่อนเขาหายไปไหนหมด

หลังจากปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่นานสองนาน เขาก็รวบรวมสติที่แตกกระเจิงของตัวเองกลับมาอีกครั้ง และตระหนักได้ว่ามีคนกำลังรอเขาอยู่ข้างล่างนั่น

คนที่ดีกับเขา ช่วยเหลือเขา โอบอุ้มเขาเอาไว้แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ลูกใช่หลาน เขาหักหลังความหวังดีของเธอไม่ได้ ดิวไม่รู้ว่าการมีคุณน้าลีลาเป็นฟางเส้นสุดท้ายของตัวเองจะได้อะไร เขาแค่รู้สึกไปแล้วว่าตอนนี้ เขาอยู่เพราะคำขอของเธอ คำขอที่ไม่ได้มีเพื่อตัวเธอเองเลย แต่มีไว้เพื่อเขา

ดังนั้นถึงมันยากแค่ไหนเขาก็ต้องผ่านไปให้ได้ ดิวย้ำกับตัวเอง

เขาออกมาสวมเสื้อผ้าที่ต้นเอามาให้ จู่ๆ คิ้วได้รูปก็ขมวดมุ่นเพราะคิดได้ว่ามันน่าอายอยู่เหมือนกัน เรื่องอะไรน่ะหรือ ก็กางเกงในที่ต้นเอามาให้นี่ล่ะที่น่าอายสุดๆ กางเกงในที่เขาใส่มันไม่แมนเอาเสียเลย เขากลัวต้นจะล้อเรื่องนี้ ดิวใส่กางเกงในผู้ชายนะ แต่ไม่ใช่แบบยี่ห้อดังๆ ที่ผู้ชายชอบใส่กัน เขาว่าขอบมันแข็ง โดยส่วนตัวเขาชอบที่ขอบมันนุ่มๆ หน่อยซึ่งแบบที่สวมมันเหมือนกับกางเกงในผู้หญิง เรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครรู้นอกจากแฟนของดิว พวกนั้นต้องเห็นอยู่แล้วเวลาที่เรามีอะไรกัน

ช่างเถอะ เวลาแบบนี้มันคงไม่ล้อหรอกมั้ง ต้นคงไม่ใจร้ายซ้ำเติมความรู้สึกของเขาได้ลงคอหรอก ถึงแม้ว่าต้นจะทำมันบ่อยๆ ก็ตาม ดิวแค่พยายามคิดในแง่ดีเพราะตอนนี้เขาอ่อนล้าเหลือเกิน

ดิวมองเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วก็พานนึกถึงชุดเมื่อคืนที่ผ่านอะไรมามากมาย ดิวไม่อยากเห็นมันอีก แต่น้าลีลาบอกให้ต้นเก็บมันเอาไว้ ให้ใส่ถุงอย่างดี ไม่ใช่ว่ารักหรือหวงอะไร แต่มันจะเป็นผลดีหากดิวจะดำเนินคดี น้าลีลาบอกต้นแค่นั้น...นั่นคงพอให้คนฟังเดารูปการณ์ออก แล้วเมื่อจิตใจจะตกลงสู่ความซึมเศร้าอีก ดิวก็รีบสลัดมันออกแล้วคว้าชุดใหม่มาสวม

ดิวสวมกางเกงนอนขายาวที่ต้นเป็นคนเอามาให้กับเสื้อยืดที่ต้นเป็นคนซื้อ เขายืนจ้องหน้าตัวการ์ตูนอยู่นาน หน้าตาออกจะน่ารักทำไมต้นต้องบอกว่าน่าโง่ด้วยก็ไม่รู้ คงจงใจด่าเขาล่ะมั้ง เห็นเป็นงั้นอยู่ทุกทีเลยนี่

จะว่าไป เสื้อนี่เป็นสิ่งของชิ้นแรกที่ต้นซื้อให้เขาเลยเนอะ ปกติเวลาต้นเอาของมาให้ก็มักจะเป็นของที่คุณน้าซื้อมาเสมอ รองเท้าแตะบ้าง กระเป๋าเป้บ้าง พวกของใช้จุกจิกอย่างเครื่องเขียนบ้าง ดิวเคยขอบคุณคุณน้าลีลาสำหรับของเหล่านี้ แต่เกือบทุกครั้งดิวจะเห็นแววตาแปลกใจก่อนจะเป็นคำขานรับที่อ่อนหวาน

ก่อนจะเดินมาถึงโต๊ะแวบหนึ่งที่เขาเห็นสีหน้าติดกังวลของคุณน้าลีลา แต่พอเขาเดินใกล้เข้ามาสีหน้านั้นก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มทำเอารู้สึกผิดที่ปล่อยให้เธอเป็นกังวล ดิวเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะอาหารที่เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมให้เขานั่งแล้วรับประทานเลย ข้าวสองจานที่วางบนโต๊ะบอกให้รู้ว่าคุณน้าคงจะรับประทานอาหารพร้อมเขา ซึ่งปกติน้าลีลาจะต้องรอรับประทานพร้อมลูกชาย

“นี่เจ้าต้นก็เป็นคนทำทั้งหมด ของชอบของหนูทั้งนั้นเลยนะ” ดิวมองอาหารตรงหน้า ใช่ มันเป็นของชอบของเขาหมดเลย

“ไอ้ต้นทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอครับ” อันนี้ดิวไม่เคยรู้ เขาไม่เคยเห็นต้นเข้าครัวถึงจะมาบ้านนี้บ่อยแค่ไหนก็ตาม ไม้เองยังไม่เคยพูดเรื่องพี่ชายมันทำกับข้าวเลย

“ใช่ เจ้าต้นทำได้แต่ก็ไม่ค่อยชอบทำ สายขี้เกียจน่ะลูก” ลีลาขำเบาๆ เธอตักกับข้าวมาใส่จานดิวสองสามอย่าง

ความใจดีนี้ทำให้ดิวรู้สึกขอบคุณ แต่ก็กลัวว่าการที่เขามาอยู่ตรงนี้จะเป็นการรบกวนคุณน้าลีลา พอคิดแบบนั้นคิ้วของเขาก็ขมวดเป็นปมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งน้าลีลาคงจะสังเกตเห็นความไม่สบายใจของเขา

“หนูกังวลจะทำให้น้าเดือดร้อนเหรอจ๊ะ อืม...ใช่ เดือดร้อนมากเลยจ้ะ” แม้มันจะเป็นน้ำเสียงที่อ่อนโยนและนุ่มนวล แต่มันก็ทำให้เขาไม่กล้าจับช้อนอีกได้แต่นั่งก้มหน้ามองจานข้าวตัวเอง

“เดือดร้อนมากเพราะเป็นห่วงหนู กลัวหนูเป็นอันตราย ไม่รู้หนูอยู่ไหนถามใครก็ไม่มีใครตอบ มันเป็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นเพราะรักและห่วงใยนะลูก ถ้าหนูไม่อยากให้น้าเดือดร้อน หนูต้องอย่าหายไปแบบนี้อีกนะจ๊ะ” คำพูดอันอ่อนโยนทำเอาเขาน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง ดิวรีบปาดน้ำตาออก เงยหน้าสบสายตาอ่อนโยนของคุณน้าแล้วยิ้มบางๆ

“ครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้เดือดร้อนแบบนี้อีกแล้วครับ”

“ดีมากเลยคนเก่ง กินข้าวกันนะ เจ้าต้นตั้งใจทำน่าดูเลยล่ะ” ดิวไม่อยากคิดว่าต้นเป็นคนทำเลย เพราะกับข้าวบนโต๊ะมันอร่อยมาก

เป็นอีกมื้อที่เขามีความสุข...

ลีลาไม่ถามดิวสักคำว่าหายไปไหนมาหรือเกิดอะไรขึ้น ดิวรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่อยากทำให้เขาลำบากใจ เธอพยายามชวนดิวคุยแต่เรื่องดีๆ ชวนกันทำความสะอาดบ้านและทำสวนเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีคำพูดปลอบโยนแต่ก็ทำให้ดิวรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งได้ ลึกๆ ดิวขอบคุณคุณน้าลีลาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

ที่บอกว่าการขอให้เขาอยู่ต่อ ให้สู้กับความเลวร้ายที่เจอเพื่อความเห็นแก่ตัวของเธอ ดิวว่าไม่ใช่ คุณน้าก็แค่เอามันมาเป็นข้ออ้าง ทุกอย่างมันเพื่อตัวเขาเอง

ตอนนี้ดิวไม่รู้หรอกว่ามีชีวิตอยู่ไปทำไมในเมื่อไม่มีใครต้องการเขา ทว่าการได้ใช้ชีวิตกับลีลาทั้งวันทำให้ดิวหยุดคิดเรื่องอยากตายได้ ถ้าเขามีเป้าหมายเป็นคุณน้าลีลา เขาอาจจะอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนานๆ

ช่วงบ่ายๆ หลังอาหารมื้อเที่ยง ดิวกินยาแล้วง่วงมากเลยพยายามฝืนตัวเองให้หายง่วงด้วยการเดินไปเดินมา เสร็จจากช่วยน้าลีลาล้างจาน เขาก็อยากจะหาอะไรทำอีก น้าลีลามองเขาแล้วก็ยิ้ม เธอเดินมาจูงมือเขาไปบนห้องนอน พาเข้าไปแล้วนั่งลงบนเตียงด้วยกัน

“ง่วงไม่ใช่เหรอลูก นอนซะ น้านอนด้วย”

อ่า...เขาไม่ปฏิเสธ ตัดสินใจนอนอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ลีลานอนลงข้างๆ เธอเห็นเขาไม่ขยับไปกอดก็เลยจับมือของเขาเอาไว้

เรียวนิ้วที่เคลื่อนไหวอยู่บนหลังมือเบาๆ เป็นเหมือนเครื่องกล่อมนอนชั้นดี ดิวหลับไปโดยใช้เวลาไม่นานนัก แถมยังเผลอกำมือเล็กของลีลาเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่ามันจะหายไปในตอนที่เขาตื่นเหมือนอย่างที่พ่อกับแม่มักหายไปในเช้าของวันใหม่แทบทุกครั้ง

หลับไปประมาณสามชั่วโมงดิวก็สะดุ้งตื่น ลีลาปรือตามองก่อนจะยิ้มบางๆ ให้ เขาขอโทษที่ทำให้คุณน้ารู้สึกตัว แต่คุณน้าลีลากลับยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไร น้าจะตื่นอยู่แล้ว

ช่วงบ่ายดิวไปช่วยคุณน้าทำอาหารซึ่งคุณน้าจะชวนเขาคุยอยู่ตลอด แม้จะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปก็ตาม บางครั้งเธอก็เล่าเรื่องของไม้ไม่ก็ต้นให้เขาฟังทำให้เขาไม่มีเวลาจะมาหมกมุ่นเรื่องของตัวเอง

ลีลารู้ว่าเรื่องที่ดิวเจอมันเลวร้ายมาก มันหนักเกินไปที่เด็กคนหนึ่งจะต้องมาแบกรับเอาไว้ เธอเห็นดิวมาตั้งแต่เล็ก รักเด็กหนุ่มเสมือนลูกคนหนึ่งจนไม่อาจทนได้ถ้าจะเห็นเด็กที่เธอรักต้องเจ็บปวด ไม่ว่ายังไงก็จะพยายามประคับประคองเด็กน้อยคนนี้ให้ผ่านพ้นเรื่องราวที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

เสียงรถดังมาจากหน้าบ้าน ลีลากำลังชิมแกงจืดเต้าหู้อยู่ ดิวเลยอาสาไปดูให้ เป็นต้นกับไม้ที่เพิ่งมาถึง ไม่ยักรู้ว่าวันนี้เอารถไป ปกติดิวก็ไม่ได้ช่างสังเกตหรอกนะ แต่ต้นน่ะมันไม่ชอบใช้รถยนต์ เจ้าตัวเบื่อรถติด เลยชอบนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปมหาวิทยาลัยมากกว่า ส่วนไม้ เมื่อพี่ไม่ไปส่งก็ต้องไปเอง

ต้นลงรถมาเป็นคนแรก ดิวไม่รู้จะปั้นหน้าแบบไหนใส่อีกฝ่ายดี เขารู้สึกได้ว่าต้นใช้สายตาคมๆ ไล่มองสำรวจร่างกายของเขาตั้งหัวจรดปลายเท้า มันไม่ใช่การเหยียดหยามหรือดูถูก ดิวรู้สึกว่ามันอ่อนโยนกว่าที่เคย เขาเลยเก้อ…ไม่กล้าสบตา

ทว่าเมื่อเบี่ยงสายตาไปทางไม้ที่กำลังออกมาจากรถก็พบว่า…

“เฮ้ย ทำไมหน้าเป็นงั้นอะ...” ดิวร้องด้วยความตกใจ ขอบตาไม้ช้ำเป็นรอยกำปั้น ปากก็แตกเห็นเป็นรอยแผลชัดเจน

“ทะเลาะกับเพื่อนดิวมา...” เขาพูดอะไรต่อไม่ออกจึงเดินเข้าไปช่วยถือกระเป๋าให้ แต่ไม้ไม่ยอม ไม้กอดคอดิวแล้วพาเดินเข้ามาในบ้านแทน

“ตายแล้ว! เกิดอะไรขึ้นไม้ อธิบายมาสิ” พอลีลาออกมาเห็น บรรยากาศก็น่าอึดอัดขึ้นมาทันที ถึงลีลาจะไม่ได้ใช้น้ำเสียงดุดัน แต่ก็แฝงแววตำหนิอยู่ในนั้น

“ก็...” ไม้ลังเล

“อะไร”

“พวกไอ้กานมันไปบอกคนในห้องว่า...” ไม้หันมามองหน้าดิวแล้วเม้มปากแน่น กานเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดิวคบ การที่ไม้มองมาทางดิวอย่างนี้อาจหมายถึงเรื่องไม่ดี ดิวนึกออกแค่เรื่องเดียว เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้

ไม้ไม่อยากพูดต่อหน้าดิว กลัวว่าเพื่อนจะรู้สึกไม่ดีที่ตนเองไปทะเลาะกับเพื่อนอีกคน และไม่แน่ใจว่าคำพูดหรือสิ่งที่เขาจะเล่านี้ ดิวเชื่อเขามากแค่ไหน

“เดี๋ยวมื้อเย็นไม่ต้องกิน” เมื่อเห็นว่าลูกชายลังเล ลีลาจึงใช้เสียงเฉียบขาด ส่วนต้นแอบเดินเข้าใกล้ดิวแล้วใช้แขนใหญ่ของตัวเองคล้องคอดิวไว้หลวมๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองแต่ต้นก็คือต้น เมินเฉยไม่สะทกสะท้าน

“ว่าดิวพามันไปเที่ยวแล้วก็ทิ้งพวกมัน”

หึ! เพื่อนกัน นี่คือเพื่อนกันเขาทำกันสินะ ดิวคิดอย่างเจ็บปวด

“หนูเลยไปต่อยเขา”

“เปล่า ไม้ไม่ได้เข้าไปต่อย แต่เข้าไปบอกมันว่าอย่าพูดถึงดิวไม่ดี พวกมันนั่นแหละพาดิวไป มันก็เลยด่าไม้ หาว่าไม่รู้จริงก็อย่ามาพูด อย่ามาเสือก ดิวอะมันไปกับผู้ชายป่านนี้ยังไม่กลับเลย มันทิ้งพวกเรา แล้วไอ้กานมันก็ผลักไม้จนล้ม...” แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็ต่อยกัน แต่ไม้ละเอาไว้ไม่ได้พูดต่อ

ดิวที่เงยหน้ามองคนที่พาดแขนอยู่บนไหล่ถึงกับละความสนใจจากเจ้าของแขนไปมองเพื่อนตัวเอง ไม้ไม่เคยเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเขามานานแล้ว ตั้งแต่ที่เขาพยายามตีตัวออกห่าง ยิ่งมีเพื่อนใหม่ มีสังคมใหม่ ไม้ก็ยิ่งไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขาเลย ทว่าครั้งนี้ไม้ถึงกับเจ็บตัวเพราะเขา

“เฮ้อ...มานี่สิ” ลีลากวักมือเรียกไม้ให้เข้ามาใกล้

“โอ้ยแม่ ไม้เจ็บ” พอเดินเข้าไปใกล้ ลีลาก็จิ้มแผลบนหน้าไม้ทันที ไม้มันเลยโอดโอยพลางกอดเอวแม่เอาไว้

“เราปกป้องเพื่อนน่ะมันก็ดีลูก แต่อย่าทำให้ตัวเองเจ็บแบบนี้สิ แม่ไม่ชอบเลย หนูดิวก็ไม่ต้องไปคบแล้วนะคนแบบนั้นน่ะ น้าไม่อยากดุแต่ต้องดุ ห้าม! พวกเพื่อนที่ชอบด่าลับหลัง คบไปมีแต่เสียกับเสียรู้ไหมจ๊ะ” ดิวพยักหน้ารับเบาๆ ต่อให้คุณน้าไม่ดุ เขาก็คิดหนักว่าจะกลับไปคบดีไหม

จากเรื่องที่เกิดขึ้น ดิวไม่สบายใจเท่าไรที่จะคบคนเหล่านั้นต่อ แต่ดิวก็ยังมีความลังเล เหตุการณ์มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเสียทีเดียวก็ได้ บางส่วนในความรู้สึกบอกว่าพวกนั้นไม่น่าทำกับเขาอย่างนี้ได้

ก็เรา…เป็นเพื่อนกันหนิ

ไม้แทบจะคุกเข่าลงไปกราบกรานของโทษแม่ ลีลาลงโทษลูกชายคนเล็กด้วยการไม่คุยด้วยเป็นเวลาสามวัน น่าสงสารสุดๆ ช่วยเขายังมาซวยโดนต่อยและโดนแม่ทำโทษอีก ส่วนพี่ชายที่แสนดีก็กอดคอเขาแล้วหัวเราะเยาะน้องชายตัวเองเป็นบ้าเป็นหลัง ลีลาเลยตีไหล่หนึ่งทีเป็นการลงโทษ จากนั้นเธอก็เมินเจ้าสองพี่น้องทำเหมือนสองคนนั้นเป็นหมาหัวเน่า เธอเข้ามาโอบเอวแย่งเขาไปจากต้น แล้วพาไปยังโต๊ะกินข้าว

ดิวรู้สึกดี...เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนพิเศษสำหรับใครบางคน

ชั่วขณะหนึ่งเขาหันหลังกลับไปคิดจะมองไม้ แต่สายตาดันสบเข้ากับต้น เจ้านั่นยิ้มหวานให้เขา ก็ไม่ใช่หวานเยิ้มแต่เจือความกวนเอาไว้อยู่ในที ดิวไม่กล้าสบตานาน เขารีบหันกลับมามองโต๊ะอาหารที่อยู่เบื้องหน้าแล้วพยายามบอกกับตัวเองว่า...อย่าไปสนใจต้นเลย



....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.16-100%

บนโต๊ะกินข้าวมีแต่ความวุ่นวาย ไม้กำลังพยายามง้อคุณน้าด้วยการอ้อนต่างๆ นานา ต้นเองก็พลอยโดนงอนไปด้วย ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้แม่โกรธอะไรก็เลยสบายไม่ต้องมาทำตัวปัญญาอ่อนเหมือนที่ไม้ทำอยู่ ดิวนั่งยิ้มบางๆ กับบรรยายกาศตรงหน้า คุณน้าลีลาใส่ใจเขา ตักกับข้าวให้และคอยชวนคุยตลอดนั่นทำให้ดิวไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินสำหรับบ้านหลังนี้

หลังทานมื้อเย็นเสร็จลีลาก็ให้ดิวกลับบ้านไปเอาของใช้ที่จำเป็นมาไว้ที่นี่ เพราะว่าต้นเอามาแค่เสื้อผ้ากับแปรงสีฟันซึ่งมันไม่เพียงพอ เขาก็เลยต้องเดินไปบ้านตัวเองกับต้น

“โอเคขึ้นไหมวะ” ระหว่างเดินกลับมาที่บ้านตัวเอง ต้นก็เอ่ยถามคำถามกับเขา ไม่หวานเหมือนคนรักคนก่อนๆ แต่นี่แหละมัน

“อืม...ก็ดี” ดิวไม่ได้มองหน้า แปลกใจอยู่บ้างที่ต้นพูดจาดีขึ้น น้อยครั้งที่ต้นจะไม่ปากหมา

“ที่กู...พูดไม่ดีใส่อะ กูขอโทษนะ” จากที่ว่าจะไม่สนใจ ดิวกลับรีบหันขวับมามอง คนอย่างต้นกล้าเอ่ยขอโทษเขาด้วยเหรอ

“จะบอกว่าไม่จำเป็นอีกดิ” ต้นหันหน้าไปมองทางอื่น

ดิวนึกขึ้นได้ว่าเคยปฏิเสธคำขอโทษของต้น ด่าว่าต้นจนเป็นเหตุให้ร่างสูงต้องมาเจ็บตัวในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ลึกๆ ดิวก็รู้ว่าพี่โอมไม่ได้รักตนขนาดนั้น การที่ถูกทิ้งไปง่ายๆ ไม่ใช่เพราะต้นแต่เขาก็ยังโยนความผิดทั้งหมดไปให้อีกฝ่ายอยู่ดี ก็เขาไม่อยากยอมรับความจริงว่าต้องโดดเดี่ยว ต้องอยู่คนเดียวไม่มีใครรักเราอีกแล้ว ดิวร้องไห้ฟูมฟาย ด่าต้นไปสารพัด สุดท้ายต้นก็เลยหาทางให้โอมกลับมา ยอมเจ็บตัว...เพื่อเขา

ดิวรู้สึกผิดกับเรื่องนี้นะ แต่จะให้พูดอะไรไปมันก็พูดไม่ออก ตอนเย็นวันนั้นหลังจากที่ต้นเดินหนีไป เขาก็ไปยืนรอหวังว่าจะได้คุยกัน ทว่าต้นก็ไม่กลับมา ดิวเลยพยายามไม่คิดถึงต้นอีก ก็ต้นเลือกแบบนั้นเอง เจ็บตัวเพราะตัวเองไม่ใช่เพราะเขาเสียหน่อย ดิวโยนความรู้สึกผิดใส่ต้น แล้วอยู่กับแฟนอย่างมีความสุข ตอนนั้นเขาเห็นแก่ตัวมากๆ เลย

“อืม ไม่เป็นไร ระวังปากไว้หน่อยแล้วกัน” เขาพูดจบก็เดินขึ้นชั้นสอง เขาเห็นอีกฝ่ายตามมาและเห็นมุมปากยกเป็นรอยยิ้มพลางไหวไหล่ นั่น...พาให้เขายิ้มตามโดยไม่รู้ตัว

“มึงก็ด้วยเหอะ”

แต่แล้วประโยคนั้นก็ทำให้ดิวกดมุมปากลงและต่อว่าอีกฝ่ายในใจ ถ้าไม่ปากหมาก่อนจะปากหมาใส่ไหมล่ะ เหอะ! ไอ้คนนิสัยไม่ดี

จะว่าไป…ดิวไม่เคยถามอาการต้นเลย เขาเหลือบไปมองคนที่เดินตามมาเงียบๆ นิดหน่อย คงไม่เป็นอะไรแล้วมั้ง แผลตรงหางคิ้วก็เป็นแค่รอยเล็กๆ ดูจางลงมากแล้ว เรื่องที่ต้นต้องเจ็บตัวดิวเองก็ควรจะขอบคุณหรือขอโทษบ้าง ต้นเอาโอมกลับมาให้ แต่สุดท้ายโอมก็ทิ้งเขาไปอยู่ดีเท่ากับต้นต้องมาเจ็บตัวฟรีเพื่อเขา

เฮ้อ...ช่างมันเถอะ

ดิวเอาข้าวของที่ต้องใช้ทั้งหมดมากองๆ ไว้กลางห้อง สำรวจอีกนิดหน่อยว่ามีอะไรที่ต้องเอาไปอีกไหม ลีลาจะให้เขานอนห้องเดียวกับเธอ ดิวค่อนข้างเกรงใจมาก ทว่าอีกใจหนึ่งของเขามันก็พองโตไปหมด การได้อยู่กับคุณน้าทำให้เขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยเหมือนได้อยู่ใกล้ๆ กับแม่ตัวเอง

“เออ เห็นโทรศัพท์กูไหม” ดิวหันไปถามร่างสูงเมื่อไม่พบเครื่องมือสื่อสารของตนเอง เขาไม่ได้จับมันเลยตั้งแต่กลับมา

“ไม่เห็นนะ มึงทำหายเปล่า”

“สงสัย” คงต้องขอพ่อซื้อเครื่องใหม่ เงินในบัญชีตอนนี้มีไม่พอเพราะเอาไปใช้จ่ายกับชินหมดแล้ว

“มีใช้ป้ะ กูมีเครื่องเก่าเอาไปใช้ก่อนมะ” เขาส่ายหน้าตอบอย่างรวดเร็ว

“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวมาทวงบุญคุณ” ดิวไม่ให้อภัยมันง่ายๆ หรอก ต้นชอบแกล้งจะตาย วันดีคืนดีต้นอาจจะลุกขึ้นมาแกล้งให้เขารู้สึกเสียหน้าอีกก็ได้

“ไม่ทวงหรอก เอาไปเหอะ ยังดีอยู่ไม่ได้ใช้แล้วด้วย” ดิวหันไปมองหน้าคนพูด ต้นมีท่าทีสบายๆ คงเป็นเครื่องเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วจริงๆ ล่ะมั้ง

“งั้นเอามาสิ”

“เดี๋ยวเอาให้” ดิวพยักหน้ารับแล้วมองสำรวจห้องอีกครั้ง

เมื่อมั่นใจว่าไม่น่าจะขาดอะไรแล้วก็กลับหลังหันจะไปหยิบข้าวของของตัวเอง แต่ต้นกลับเดินมารวบของทั้งหมดไว้ในอ้อมแขนแล้วเดินนำออกไป เขาแอบยกยิ้มเล็กๆ ให้แผ่นหลังของคนปากหมาก่อนจะเดินตามออกไป ไม่มีความลังเลหรือความหวงแหนในบ้านหลังนี้ ที่นี่มีแต่ความเจ็บปวดอยู่ในทุกๆ ส่วน เมื่อก่อนมันมีแต่ความทรงจำดีๆ แต่พอโดนทิ้งเอาไว้ให้โดดเดี่ยวนานเข้า ความทรงจำดีๆ เหล่านั้นก็เริ่มจะกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย

ดิวกลับมาที่บ้านน้าลีลาอีกครั้ง คุณน้าให้เขาขึ้นไปจัดของบนห้องได้เลย และบอกว่าเดี๋ยวจะให้ไม้ไปช่วย เขาก็ทำตามที่เธอบอก ส่วนคุณน้ายังคุยอยู่กับต้น ดิวไม่รู้หรอกว่าคุยเรื่องอะไรเพราะไม่ทันได้ฟังไม้ก็มาดึงเขาขึ้นไปชั้นสองก่อน ซึ่งต้นเอาของมาวางไว้บนนี้ให้แล้ว

คุณน้าแบ่งพื้นที่ว่างฝั่งหนึ่งเอาไว้ให้เสร็จสรรพ ดิวสามารถเอาของต่างๆ วางได้โดยไม่เบียดพื้นที่ส่วนตัวของคุณน้า ดิวเกรงใจมากแต่ก็รู้สึกดีมากด้วยเช่นกัน เหมือนตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กเล็กๆ อีกครั้ง ได้นอนกับแม่ ไม่ต้องนอนคนเดียว

“เจ็บแผลป้ะ” ระหว่างที่จัดเสื้อผ้าใส่ตู้ ดิวก็ถามไม้ด้วยความเป็นห่วง เพื่อนต้องมาเจ็บตัวเพราะเขาแท้ๆ หน้าไม้มีกอเอี๊ยะแปะเป็นจุดๆ

“ก็เจ็บนะ แต่เจ็บใจมากกว่า”

“ก็ไม่น่าไปยุ่ง เรื่องพวกนั้นไม้ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”

เมื่อก่อนไม้ก็ไม่ยุ่งเรื่องข่าวลือของเขาอยู่แล้ว ดิวไม่กล้าบอกว่าไม้ไม่ใส่ใจหรอกแต่คิดว่าไม้คงไม่อยากโดนด่าเหมารวมไปด้วย ซึ่งก็ทำถูกต้องแล้วล่ะ เขามีแต่เรื่องเสียๆ หายๆ ไม่มีเรื่องดีเข้ามาเท่าไร ส่วนไม้เป็นถึงนักกีฬาโรงเรียน มีแต่ข่าวดีๆ และเพื่อนดีๆ รายล้อม

“เมื่อก่อนเราเคยไม่ใส่ใจมัน แต่เพิ่งมารู้ว่านั่นทำให้เรายิ่งห่างกัน เราขอโทษนะ” ไม้มองเขาอย่างสำนึกผิด

คำขอโทษของไม้ ดิวไม่เคยอยากได้ เพราะไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ไม้ทำเป็นเรื่องที่ผิด

“ไม้ไม่จำเป็นต้องขอโทษเราเลย เราทำตัวเราเองต่างหาก”

“แต่เราก็ทำเป็นเมิน”

“ไม้ทำถูกแล้ว” ดิวหันไปใส่ใจตู้เสื้อผ้าต่อ

“ไม่ เราทำไม่ถูก เราเป็นเพื่อนกัน เราควรจะปกป้องเพื่อนเรา แต่เราก็เอาแต่คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดิวเลือกเอง พูดไปห้ามไปดิวก็คงไม่ฟัง ทั้งที่เรายังไม่เคยลงมือทำอะไรเลย” ไม้กำลังรู้สึกผิดในเรื่องที่ไม่น่าไปรู้สึก ดิวไม่เคยโทษไม้เลย ดิวพูดความจริงว่าไม้ทำสิ่งที่ถูกต้องและควรทำที่สุดแล้ว

“พอไม้ทำแล้วก็เจ็บตัวแบบนี้ไง เราว่าไม้เป็นเหมือนเดิมอะดีแล้ว”

“ไม่อะ” อ่า พูดแบบนี้คือจะไม่ยอมทำตัวเหมือนเดิมงั้นเหรอ

“ยังไง”

“ต่อไปดิวต้องอยู่กับเราตลอดนะ ไม่ให้คบเพื่อนแบบนั้น เราจะไม่ทิ้งดิวไว้กับพวกนั้นอีกแล้วล่ะ อะไรไม่ดีก็ห้ามทำ” จากซึมเซาเมื่อครู่กลายเป็นดุเขาเสียอย่างนั้น ความเพี้ยนเล็กๆ ของเพื่อนสนิททำให้เขาอดยิ้มไม่ได้

เขารู้สึกดีจัง...

“อืม รู้แล้วคร้าบบบ” ดิวยิ้มให้ ไม้ยิ้มตอบแล้วเข้ามากอดคอเขาแน่น

“ดีมาก ต้องเป็นเด็กดีนะ เดี๋ยวแม่เราดุ”

“ฮ่าๆ เห็นแล้ว ดุน่ากลัวมาก” ดิวกับไม้หัวเราะเบาๆ อยู่สองคนในห้องนอนของลีลา

พวกเขาช่วยกันจัดเสื้อผ้าใส่ตู้จนเสร็จ หลังจากนั้นก็พากันลงมาข้างล่าง คุณน้าลีลาตบโซฟาข้างตัวเรียกเขาไปนั่ง ส่วนไม้โดนเมินเต็มๆ เจ้าตัวพยายามงอแงเรียกร้องความสนใจแล้ว แต่คุณน้าก็ไม่ได้ให้ความสนใจเพียงแค่ปลายตามองเท่านั้น

“พี่ต้นไปไหนล่ะแม่” ไม้ถามหาพี่ชาย เหมือนหลอกให้แม่พูดด้วย แต่คุณน้าไม่ตอบ

“...” เงียบใส่แบบนี้น่าอึดอัดแฮะ ดิวเอนหัวพิงไหล่คุณน้าแบบกล้าๆ กลัวๆ

“ไอ้ต้นไปไหนเหรอครับ” นี่ถามให้แล้วนะเพื่อน คุณน้ายกแขนขึ้นมาคล้องคอดิวพลางลูบหัว

“ต้นไปซื้อของ เดี๋ยวคงมาแหละลูก” เห่อๆ ตอบเขาแต่ไม่ตอบไม้ โดนเมินรุนแรงมากเลยเพื่อน

ไม้จำต้องเบี่ยงหน้าเศร้าๆ ของตัวเองไปที่หน้าจอทีวี พลางฟังเสียงดิวกับแม่คุยกันอย่างมีความสุขด้วยความทรมานใจ

ดิวเห็นเพื่อนหน้าหงอยก็อยากจะเอื้อมมือไปลูบหัวปลอบโยนจริงๆ ถึงมันจะเป็นแค่บทลงโทษขำๆ ของแม่ลูกแต่ดิวรู้สึกว่าการที่คนที่เรารักหรือแคร์มากๆ ไม่คุยกับเรามันเป็นอะไรที่อึดอัด เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่าทำไมคนบ้านนี้ถึงไม่อยากทำให้คนเป็นแม่ต้องเคืองขุ่นใจ

ต้นกลับมาค่อนข้างค่ำ นั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับมาด้วย พอเข้ามาในบ้านก็เดินขึ้นบันไดไปโดยไม่มีการแวะทักใคร ไม้เรียกแล้วแต่ต้นบอกแค่ว่าเดี๋ยวมา ไม้บอกต้นว่าอยากขึ้นไปด้วย คงอยากฟ้องว่าแม่ใจร้ายกับตนเองแค่ไหน แต่ต้นไม่ยอม บอกว่าจะอาบน้ำ จะตามขึ้นไปอาบด้วยกันหรือไง ดิวเห็นพี่น้องทะเลาะกันแล้วก็ขำ ไม้เวลานี้เหมือนเด็กเล็กๆ เรียกร้องความสนใจสุดๆ

ไม้นั่งรอพี่ชายหน้าเศร้าชะเง้อคอยืดคอยาวเพื่อดูว่าพี่จะลงมาหรือยัง ส่วนคุณน้าก็นินทาลูกตัวเองให้เขาฟัง เขาก็เลยนั่งขำอยู่กับคุณน้า

ความรู้สึกที่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัวเนี่ยดีจัง ไม่เหงา ไม่ว้าเหว่เลย ถึงพวกเขาจะรู้สึกว่ามันก็แค่เรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง เป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราทำร่วมกันทุกวันอยู่แล้ว ทว่าดิวกลับรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งพิเศษ เพราะเขาไม่ได้มีช่วงเวลาแบบนี้นานมากแล้ว พอได้มีโอกาสลิ้มรสชาติของมันอีกครั้ง ความสุขก็เหมือนจะพองฟูอยู่ในอก

“อะ” ต้นลงมาถึงก็ส่งมือถือให้ เจ้าตัวบอกว่าเป็นเครื่องเก่า แต่ดิวรู้สึกว่านี่มันดูใหม่มาก

“แน่ใจว่าเครื่องเก่ามึง”

“เออ เครื่องเก่ากูนี่แหละ กูไม่ชอบไอโฟน แม่งเรื่องมาก ซื้อมาเลยไม่ได้ใช้”

จริงดิ ดิวรับมาสำรวจ ใหม่มากอย่างกับเพิ่งซื้อมาเลยแฮะ แต่เคสเนี่ยจะสีสันสดใสไปไหน มันเป็นลายดอกโคลเวอร์สีเขียว

“ลายเคสมึงตุ๊ดมากนะ” ดิววิจารณ์ เจ้าตัวนั่งลงอีกข้าง แล้วกอดแม่ตัวเองไว้

“ตุ๊ดตรงไหนวะ ดอกโคลเวอร์สี่กลีบเป็นเครื่องรางความโชคดีเลยนะ มึงอะควรพกไว้ตลอด เพราะมึงมันชอบโชคร้าย”

แต่ดิวไม่เคยเห็นต้นมันใช้เครื่องนี้จริงๆ นะ ไอ้เคสแบบนี้ก็ไม่เคยเห็นผ่านตาเลย

“ถามจริงๆ ของมึงแน่นะ” ดิวชะโงกหน้ามองต้นทั้งที่ตัวเองก็อิงไหล่คุณน้าอยู่เหมือนกับมัน

“เออ ของกู อ้อ ซิมกูซื้อมาให้ใหม่นะ”

เขากดเปิดเครื่อง ทดสอบคร่าวๆ แล้วซบไหล่ลีลาเหมือนเดิม

“อืมๆ ขอบคุณ” เขาหันไปบอกก็เห็นต้นยิ้ม คุณน้าเองก็ยิ้มพลางยีหัวลูกชายเล่นเหมือนกัน

ดิวรู้สึกว่ามันเป็นรอยยิ้มที่แฝงอะไรบางอย่าง แค่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรเท่านั้น ไม้ผู้เป็นหมาหัวเน่าในที่นี้เงยหน้ามองทั้งสามคนด้วยสายตาตัดพ้อ ต้นผู้รักน้องโคตรก็เริ่มแขวะน้องตัวเองจนไม้เคืองมาก ทำท่าจะพูดเรื่องที่ต้นเองตีกับโอม ต้นก็เลยต้องรีบลุกไปนั่งปลอบน้องชายตัวเองประหนึ่งเป็นพี่ที่แสนดีขึ้นมา นั่นแหละ...ดิวเห็นภาพแบบนี้ประจำ สองพี่น้องคู่นี้ชอบทะเลาะกันแล้วก็โอ๋กันเอง เมื่อก่อนดิวอิจฉา ตอนนี้ก็ยังมีความอิจฉาอยู่ลึกๆ

นั่งดูทีวีไปสักพักดิวก็เริ่มจะง่วงนอน หนังตาปรือลงจนแทบจะปิดอยู่รอมร่อ เขาแอบมองดูทุกคนก็เห็นว่ากำลังลุ้นระทึกไปกับหนังตรงหน้า แต่เขาไม่ชอบหนังแนวนี้ก็เลยถือโอกาสแอบงีบกับไหล่ของน้าลีลา

“ไอโฟนรุ่นใหม่เชียว” เสียงคุณน้าแว่วเข้ามาเบาๆ ดิวยังไม่ตื่นดี แต่ก็อยู่ในสภาวะสะลึมสะลือ

“ก็ดิวใช้รุ่นนี้”

“มีเงินเก็บมากขนาดนั้นเชียว”

“อื้อ” หมายถึงอะไรกันนะ ดิวไม่แน่ใจว่าเขาฟังรู้เรื่องไหม เขาก็เลยพยายามตั้งสติแล้วจับใจความ

“แล้วได้ซื้อเครื่องใหม่ของตัวเองหรือเปล่า แม่เห็นต้นใช้เครื่องนั้นมานานมากแล้วนี่นา จอร้าวแล้วด้วย”

“ไม่เป็นไรแม่ ของต้นยังใช้ได้ ต้นใช้ไปก่อนนี่แหละ” อ่า มันโกหกเขาเรื่องมือถือ นี่ไม่ใช่เครื่องเก่าจริงด้วย ไอ้หมาต้น

“เป็นพ่อบุญทุ่มจังเลยน้า ป๋าขนาดนี้ ไม่จีบน้องให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยล่ะ” เสียงของลีลาท้าทายมาก คนฟังอย่างดิวเกร็งไปหมด จีบเจิบอะไร ไอ้ต้นเนี่ยนะ...บ้าไปแล้ว

“มันป๋าแต่ป๊อดแม่” ไม้ว่าพี่ชายแล้วก็ขำ

“ตลก...ใช่เวลาที่ไหนล่ะ” ต้นว่าเบาๆ

“รอนาน หมาคาบไปแดกอีก” ไม้ลากเสียงกวนตีน

สิ่งที่ทุกคนคุยกันทำให้เขาไม่อาจหลับลงได้แต่ก็ยังแกล้งทำเป็นหลับอยู่และแอบฟังเรื่องที่เขาคุยกันด้วยหัวใจที่เต้นระทึก

“เออ รู้แล้ว เดี๋ยวจีบ โอเคปะ แซะกูจังไอ้น้องคนนี้”

อ่า...เดี๋ยวจีบ ปากหมาอย่างมันจะจีบเขาเหรอ ไม่หรอก เขาฝันไปเองแน่ๆ ต้องใช่ มันไม่มีทางหรอกที่ต้นจะมาชอบเขา ก็มันแกล้งเขาอยู่ตลอดนี่นา

“แม่เอาใจช่วยนะลูก แต่ตอนนี้ต้นอุ้มน้องขึ้นไปนอนหน่อยปะ”

“นอนเตียงผมใช่ปะแม่ โอ้ยยย ต้นเจ็บ” ลีลาตีไหล่ลูกชายตัวเองจนเกิดเสียงดัง ต้นครวญครางทำเป็นเจ็บทั้งที่จริงก็แค่แกล้งเท่านั้น

ลีลาขยับตัวออกเบาๆ ให้ต้นสอดแขนขึ้นมาอุ้มร่างของเขา ต้นไม่ใช่คนอ่อนโยน แต่ดิวรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามทำทุกอย่างให้อ่อนโยนที่สุด เขาถูกอุ้มขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน จากนั้นต้นก็ค่อยๆ พาเขาขึ้นไปยังชั้นสอง ดิวต้องพยายามทำตัวอ่อนเพื่อไม่ให้ต้นรู้ว่าตนตื่นอยู่ แถม...เขายังรู้สึกใจเต้นแรงมากอีกด้วย เขาไม่ได้เขินนะ เขา...ก็แค่ตกใจ

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP17-100%

วันนี้ตอนเช้าเมื่อดิวตัดสินใจไปโรงเรียนทั้งลีลาและต้นก็เป็นห่วงขึ้นมาทันที ถึงจะไม่พูดและไม่ได้ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ดิวเจออะไรมาทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ไหนจะสภาพร่างกายและจิตใจที่เพิ่งจะพักฟื้นได้ไม่กี่วันเท่านั้น พวกเขาจึงคิดว่ามันน่าจะเกินตัวไปหน่อยสำหรับเจ้าตัว

ดิวยืนยันว่าตนสามารถไปเรียนได้ เขาไม่อยากอยู่บ้านให้เป็นภาระคุณน้า เธออุตส่าห์หยุดงานมาดูแลเขา แค่นั้นก็รู้สึกขอบคุณและเกรงใจมากแล้ว อย่างน้อยเขาอยากทำตัวให้ดีเพื่อให้คุณน้าสบายใจ เมื่อดิวยืนยันความตั้งใจของตัวเอง คุณน้าจึงจำยอมให้ไปเรียนได้ ถ้าเป็นอะไรหรือเรียนไม่ไหวให้โทรมาหาเธอหรือต้นจะได้ไปรับกลับบ้านเรา

คำว่าบ้านเราทำให้ดิวตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก

ส่วนไม้ เธอตั้งใจว่าจะไม่พูดด้วยสามวัน แต่พอเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของลูกจึงยอมพูดด้วยก่อนเวลาที่วางแผนไว้ เธอยอมอ่อนข้อให้แต่บอกว่าอย่าทำแบบนี้อีกแถมยังหันมาดุดิวด้วยว่าเพื่อนไม่ดีก็อย่าไปคบ เขาพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว โดนดุบ้างมันก็รู้สึกดีนะ แต่ถ้าคุณน้าดุมากจริงๆ เขาก็หวาดกลัวเหมือนกันน่ะ

แต่ว่า...วันนี้ดิวมองหน้าต้นไม่ค่อยติดเท่าไร

รู้สึกเก้อๆ ยังไงบอกไม่ถูก สิ่งที่เขาได้ยินก็เป็นเพราะเขาดันหลับไม่สนิทเอง ถึงอย่างนั้นดิวก็ไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่พอพยายามบอกตัวเองว่าต้นต้องแกล้งอำเล่น เขาก็คิดอยู่ดีว่าจะเป็นไปได้ยังไงที่ต้นจะหลอกทั้งน้าลีลาและไม้ พอหาเหตุผลอะไรมาปฏิเสธไม่ได้เขาก็รู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่เต้นผิดปกติ

เมื่อพวกเขาตัดสินใจปล่อยให้ดิวได้ไปโรงเรียนตามความตั้งใจ ต้นก็อาสาขับรถไปส่งดิวและไม้ พอไม้ได้ยินก็ดีใจยกใหญ่คงเพราะแม่หายงอนด้วยและยังมีพี่ไปส่งอีก จากนั้นไม้ก็เดินมากอดคอเขาขึ้นรถด้วยท่าทางเหมือนเจ้านาย ส่วนพี่ชายก็เป็นแค่ข้าทาสของตนเท่านั้น เขาได้แต่ยิ้มขำและตามไม้ไปขึ้นรถโดยที่สายตาแอบมองตามต้นที่ดูไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของน้อง เจ้าตัวแค่เดินไปกอดและหอมแก้มคุณน้าลีลาแล้วเดินมาทำหน้าที่พลขับ

“ดูแลกันดีๆ นะลูก” ลีลาบอกพลางโบกมือให้ เดี๋ยวเธอจะทำงานบ้านอีกหน่อยแล้วไปทำงาน

“คร้าบ” ดิวกับไม้โบกมือหยอยๆ ให้ ส่งเสียงกันอย่างเริงร่าขณะที่ต้นขับรถออกจากบ้าน

ดิวนั่งหน้ากับต้น ส่วนไม้หนีไปนั่งหลัง เจ้าตัวว่าวันนี้เป็นวันของตน เมื่อวานนี้ดิวเป็นนายไปแล้ว วันนี้ไม้ต้องได้เป็นนายบ้าง ดิวเบะปากใส่ เป็นนายบ้าอะไรช่างคิดจริงๆ ไอ้เพื่อนคนนี้ เขาก็เป็นเหมือนไม้นั่นแหละ แค่ไม่ได้โดนทำโทษเท่านั้นเอง

“วันนี้พี่เลิกกี่โมง” ไม้ขยับมานั่งเท้าเบาะคนขับกับคนนั่งหน้า แทรกตัวไว้ตรงกลางแล้วหันไปมองพี่ชาย ต้นตั้งใจขับรถมาก วางแขนไว้บนขอบประตูแล้วเท้าคางตัวเอง

“เลิกเที่ยง”

“อ่า...งั้นก็มารับไม่ได้ดิ” ต้นหันมาจ้องคนตัวเล็กข้างกาย

“อยากให้มารับปะล่ะ” ไม้ขยับไปด้านหลัง ยิ้มเล็กน้อยขณะมองดิวกับพี่ชายสลับกัน

ดิวเองก็สบตาต้น แต่ท้าทายตัวเองนะไม่ใช่อีกฝ่าย เขาไม่กล้าสบตาต้นมาตั้งแต่เช้านี่นา ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับต้นจริงๆ เขาต้องสบตาตอบโต้อีกฝ่ายได้ แล้วคำถามเมื่อกี้นี้ก็เหมือนจะตรงมาทางเขาเสียด้วย

“ไม่...”

“อืม ได้ยินปะไม้” ต้นยิ้มมุมปากพลางมองน้องชายตัวเองผ่านกระจกมองหลัง

“อ่า...มาเหอะ”

“คนแถวนี้เขาไม่อยากให้มารับ กูจะมาทำไม”

ไม่ต้องพูดแล้วมองหน้าเขาได้ไหมนะ? ดิวรีบหันไปมองทาง มันรู้สึกเก้อขึ้นมาอีกแล้ว

“มันปากไม่ตรงกับใจ มาเหอะ มารับน้องน้าคุณพี่ชาย” ไม้ทำเสียงออดอ้อน

“ดิวบอกพี่ดิว่ามารับด้วย กลับกันเองมันอันตรายมาก เกิดมีใครมาดักทำร้ายทำไงวะ”

ใครเขาจะมาทำร้าย มึงบ้าไปแล้วเหรอไม้ เขาไม่ใช่คนที่มีอริทั่วบ้านทั่วเมืองสักหน่อย

“ตื่นทีไม้ ใครจะมาทำร้ายเรา”

“ก็เผื่อไว้ แบบ...เกิดไอ้ชินมันวกมาหาเรื่อง หรือเพื่อนดิวไม่พอใจ”

ดิวลืมเรื่องพวกนี้ไปก็เพราะไม่อยากคิดถึงนั่นแหละเลยไม่ใส่ใจว่า เมื่อต้องเผชิญหน้าแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

“อืม ก็ได้ งั้นมึงมารับด้วยล่ะ” ดิวบอกอย่างจำยอม

“เรียกดีๆ ดิ ดูไอ้ไม้เป็นตัวอย่าง”

หงิ เขาไม่อยากเรียกต้นว่าพี่หนิ

“งั้นไม่ต้องมาละ”

“อ่า...” ไม้หนีไปนั่งเบาะหลังเงียบๆ เช่นเคย

ต้นกัดปาก คิ้วขมวดด้วยความไม่พอใจ สักพักมันต้องปากหมาใส่เขาแน่ๆ แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ต้นเงียบและกัดปากไปตลอดทาง ดิวว่ามันต้องแดงไม่ก็ห้อเลือดไปแล้ว พอมาถึงไม้ก็รีบลงก่อนเป็นคนแรก ดิวก้าวขาจะลงตามแต่โดนรั้งเอาไว้ก่อน เขาเกือบจะด่าเจ้าของมือใหญ่แล้วล่ะ ถ้าไม่มีสติพอจะหยุดคำพูด เขากะว่าจะลองพูดจาดีๆ ดูบ้าง ไม่ทั้งหมดแต่ให้ดีขึ้น เผื่อเราจะทะเลาะกันน้อยลง

“มีอะไรโทรหากูนะ”

“อืม” มันเป็นแค่คำง่ายๆ แต่ดิวไม่กล้ามองหน้าคนพูด ถ้าไม่ไปได้ยินเรื่องเมื่อคืนก็ไม่เป็นแบบนี้ ดิวอาจสวนว่าอย่ามาเสือกเรื่องของกูอย่างที่พูดอยู่เป็นประจำ

“แล้วก็...เดี๋ยวมารับ” ทำไมต้องคิดว่าคำพูดทื่อๆ เหมือนมะนาวไม่มีน้ำนั้น...ดูจะอ่อนโยนกันนะ

“อืม” ดิวตัดสินใจบิดมือตัวเองออกจากการเกาะกุม คว้ากระเป๋าแล้วก้าวลงจากรถด้วยความเร่งรีบ เขาไม่ได้หนีต้น แต่พยายามหนีความรู้สึกเก้อๆ พวกนี้ต่างหาก

“เดี๋ยวดิว”

“อะไรอีกล่ะ” อย่ารั้งไว้นานมากได้ไหม มันรู้สึกกระดากไปหมด ทำอะไรจะไม่ถูกแล้วเนี่ย

“สู้ๆ มึง”

บ้า...มันต้องบ้าแน่ๆ!

คนอย่างต้นไม่มีทางพูดอะไรน่าเอียนแบบนั้นใส่เขาได้ ดิวเหลือบไปมองและภาพที่เห็นคือต้นส่งยิ้มมาให้พานให้ยิ่งทำตัวไม่ถูกเลยรีบหนีออกมา

เขาไม่รู้จะต้องทำตัวยังไงต่อไป เกลียดมันนะ ไม่ชอบขี้หน้าเพราะมันเป็นคนที่แกล้งเขาเป็นประจำ แล้วไหงตอนนี้มันถึงได้พลิกจากหลังเท้าเป็นหน้ามือแบบนี้ได้ เขาทำตัวไม่ถูก เขาเปลี่ยนอารมณ์ตัวเองไม่ทันด้วย

ต้นชอบเขา...ต้นชอบเขา...

โอย คุณน้าก็รู้ ไม้ก็รู้ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรอก แล้วที่ผ่านมาปากหมาใส่กันเพื่ออะไร ใช่เรื่องไหม แต่ถ้าชอบกันจริงต้นจะมาปากหมาใส่เขาทำไมล่ะ ต้นคงแกล้ง โอย... แกล้งบ้าอะไร คุณน้ารู้แบบนี้ไม่มีทางแกล้งหรอก ต้นไม่มีทางโกหกคุณน้าหรือหลอกคุณน้าแน่ๆ เพราะมันรักคุณน้ามาก ทั้งรักทั้งเทิดทูน

ถามมันเลยสิ ชั่วขณะที่เกิดความคิดนั้นขึ้นมาเขาก็รู้สึกตกใจกับตัวเอง ให้ถามมันเนี่ยนะ เดี๋ยวก็มากวนตีนใส่อีก ปากหมาแบบมันพูดทีนี่อยากจะเอาเท้าขึ้นลูบหน้าสักทีสองที เขาไม่ชอบเลย บางทีพูดจาถากถางซะเขาไปไม่เป็น ได้แต่กัดฟันทนกับคำพูดเสียดสีของต้นอยู่แบบนั้น แถมบางคำก็ยังหลอกหลอนเขาอีกต่างหาก

แต่ถึงดิวจะคิดว่าต้นแกล้งตัวเองแค่ไหน ครั้งหนึ่งในอดีตเขาก็เคยชอบไอ้ขี้แกล้งคนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน การกระทำบางอย่าง คำพูดที่เริ่มดีขึ้น รอยยิ้มและความอ่อนโยนเล็กๆ ของต้นกำลังกวนตะกอนในใจของเขาให้มันขุ่นขึ้นมา

“เป็นอะไร หน้าเครียดเลย กังวลหรือไง” ไม้เดินเข้ามากอดคอ ดิวสะดุ้ง เผลอปาดเหงื่อบนใบหน้าทั้งที่มันไม่มีตามด้วยส่ายหัวไปมา

“เปล่า คิดอะไรนิดหน่อย”

“เราอยู่นี่ อย่าเครียดนะ” ไม้ยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มสดใสที่น่าหมั่นไส้ เพราะพอมันยิ้มก็ทำให้เขานึกถึงพี่ชายของเจ้าตัวขึ้นมา ทั้งสองคล้ายกันมาก

ปกติดิวกับไม้นั่งค่อนข้างห่างกัน ไม้มันนั่งหลังห้องกับเพื่อนผู้ชายแล้วเขากับกลุ่มนั่งหน้าห้อง พอมาถึงห้องไม้เลยลังเลอยากจะย้ายให้ดิวไปนั่งกับตนซึ่งดิวไม่รู้จะไปนั่งตรงไหน ใครจะยอมย้ายให้เขาล่ะ

“ที่ปกป้องกันเพราะเป็นแฟนกันนี่เอง” เพื่อนกลุ่มดิวแซะขึ้น สายตานั้นเหยียดหยันไม้น่าดู ดิวเป็นเพื่อนแต่กลับไม่สามารถยืดหยัดต่อต้านคำพูดนั้นได้ เขาไม่มีความกล้าพอจะสู้หน้า

“จะเป็นอะไรกันก็ไม่เกี่ยวกับมึงอะนะ” แต่พี่น้องบ้านนี้ไม่ใช่เด็กอ่อนด๋อย เพราะงั้นไม้ไม่อยู่เฉยให้ใครมาหยามหรอก

“ก็ไม่อยากเกี่ยวด้วยหรอก แต่แน่ใจเหรอที่จะเอามันน่ะ” ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเพื่อนจะมองมาด้วยสายตาเหยียดหยามขนาดนี้ ไล่สายตามองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า มันทำให้เขารู้สึกตัวเล็กลงและกดดันจนหายใจแทบไม่ออก ไม้เอามือมาจับมือเขาเอาไว้

“ของเหลือมันไม่อร่อยหรอกมึง” ไม้กำมือดิวแน่นจนเจ็บแปล๊บ เขาพูดไม่ออกว่าลึกๆ ก็เจ็บกับคำพูดของคิง มันเป็นคนบอกให้เขาคบคนนั้นคบคนนี้ เลิกกับคนนี้ให้ไปคบคนนั้น

แรงยุจากคิงทำให้ดิวรู้สึกว่าการมีคนใหม่ทั้งที่เรายังทำใจกับรักครั้งเก่าไม่ได้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เราแค่หาคนใหม่มาดามใจเอง ส่วนกานก็เป็นคนพูดว่าถ้าแฟนอยากได้เราก็ต้องให้ เพราะมันหมายถึงเขารักเรามากเขาอยากได้เรา แม้ว่าตอนนั้นบางส่วนในความรู้สึกจะแย้งกับสิ่งที่เพื่อนพูด ทว่าดิวก็เชื่อเมื่อโดนกล่อมอยู่บ่อยครั้ง เพราะเห็นว่าพวกมันเองก็เปลี่ยนแฟนบ่อยๆ คิงขี้เบื่อและกานขี้รำคาญ นั่นยังไม่รวมเพื่อนสามคนของเขาที่นิสัยคล้ายคิงกับกาน

จะว่าดิวโง่ก็ได้ที่เชื่อพวกมัน แต่พวกมันก็คือเพื่อนที่เขามี...

“ของเหลือที่ยังแดกได้ก็ดีกว่าของเน่าๆ อย่างพวกมึงอะ เพราะของเน่า มันแดกไม่ได้แล้วเว้ย” ไม้ด่ากลับทำเอาดิวทึ่งในความปากดีนี้นิดหน่อย

“อ้าว อยากแดกตีนอีกเหรอไม้” คิงลุกขึ้น ท่าทางไม่อ้อนแอ้นอย่างตอนแรกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ตัวเองเกลียด

“ไม้...” ดิวดึงเพื่อนตัวเองให้หลบจากคิง

“อะไร ปกป้องเหรอ ตายล่ะ น้ำหน้าอย่างดิวปกป้องใครได้ด้วย”

“พอเหอะคิง” กานเดินเข้ามารั้งไหล่คิงเอาไว้

“มึงห่วงมันเหรอ มันพาเราไปซวยนะ” เขาไม่ได้พาใครไปซวยทั้งนั้น พวกมันต่างหากที่พาเขาไปที่แบบนั้นแล้วก็ทิ้งเขาเอาไว้

“ดิว พวกเราขอโทษ คิงมันโกรธที่ดิวหายไปน่ะ ดิวอย่าถือสาคิงมันเลยนะ”

“ไอ้พวกสองหน้า ลิ้นสองแฉกจริงๆ ไม่ต้องมายุ่งกับเพื่อนกูเลย” ไม้ลากดิวออกห่างจากกานทันที เขาไม่เข้าใจสิ่งที่พวกมันพูด เมื่อดิวหันไปมองหน้าคิงก็พบสายตาเหยียดหยามมองตรงมาที่เขา เมื่อกี้...มันก็แค่พูดโกหกไปเรื่อยใช่ไหม

ดิวมั่นใจว่าคืนนั้นเขาไม่ได้หายไป พวกมันไปกับเขาด้วย เขาอาจประคองสติตัวเองไม่ได้มากแต่พวกมันก็อยู่ด้วยในคืนนั้น ตอนเช้าพวกมันก็หายไป ทิ้งเขาเอาไว้คนเดียว เขาต้องตกนรกทั้งเป็นก็เพราะพวกมัน แล้วทำไมถึงมาพูดว่าเขาเป็นคนผิดไปได้ล่ะ

“ไม้ ให้ดิวนั่งนี่ก็ได้ เดี๋ยวเรานั่งแทนที่ดิวเอง” พิมพ์ เพื่อนผู้หญิงในห้องที่ดิวไม่ค่อยได้คุยด้วยลุกขึ้น เธอเก็บของให้เขาได้นั่งข้างไม้

“ไม่เป็นไรเหรอพิมพ์”

“ไม่ เพื่อนเราก็นั่งตรงนั้น” พิมพ์ยิ้มหวานให้ไม้ เธอต้องชอบไม้แน่ๆ

ไม้แย่งกระเป๋าดิวไปวางไว้ที่โต๊ะก่อนจับเขานั่งลง เขายังหน้าเสียไม่หายจากคำพูดของเพื่อนตัวเอง

ไม้นั่งลงข้างเขาและทักทายเพื่อนในกลุ่ม ส่วนดิวยังคงนั่งเหม่อมองกลุ่มของกาน เขาอยากถามว่าทำไมถึงพูดแบบนั้น เขาไปทำอะไรให้คิงไม่พอใจกันแน่ แล้วเรื่องคืนนั้นมันยังไงแต่ดิวไม่มีความกล้ามากพอจะเข้าไปพูด

“อยากเล่าเรื่องคืนนั้นเมื่อไรบอกเรานะ” ไม้บอกเสียงเบา ดิวยิ้มแล้วพยักหน้าให้

เพื่อนๆ ของไม้ชวนดิวคุยเรื่องเรียน ถามว่าเขาเก่งวิชาไหน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งรู้ว่าเพื่อนๆ ของไม้และไม้เรียนไม่เก่งเอาเสียเลย ทั้งความคิดที่ว่าคนเหล่านี้รังเกียจตนก็เป็นเรื่องที่เขาคิดไปเอง ทุกคนไม่มีท่าทางแบบนั้นให้เห็น แต่ถึงอย่างนั้นดิวก็ไม่กล้าแสดงออกอะไรมากมาย มันไม่ชิน เราเรียนด้วยกันมาสองปีก็จริง แต่ดิวก็ไม่ค่อยได้คุยกับกลุ่มนี้เท่าไร ส่วนใหญ่มีแค่ไม้ที่เข้ามาคุย เข้ามาทักเวลาเดินผ่านหรือเจอกัน

ตอนเที่ยงดิวไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ของไม้ กลุ่มนี้คุยกันเรื่องกีฬาเป็นหลัก ดิวเลยชอบก้มหน้าเล่นมือถือเพราะไม่รู้เรื่องที่คุยกันเท่าไร ไม่ได้เล่นกีฬาแบบพวกเขานัก พอเข้าเฟซบุ๊กระหว่างรอไม้ไปซื้อข้าวมาให้ ข้อความจากกานก็เด้งขึ้นมาตรงแจ้งเตือน มันเรียกเขาไปหาที่ห้องน้ำหลังอาคาร ให้มาคนเดียว มีเรื่องจะคุย เป็นเรื่องเมื่อคืนนั้น คิงมันเข้าใจผิดว่าเขาทิ้งพวกมันไปก็เลยอยากจะคุยให้เคลียร์

ดิวเองอยากรู้เรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยแอบออกไปโดยไม่ได้บอกใคร เพื่อนของไม้ชื่อโอ๊ตถาม เขาก็แค่บอกว่าไปเข้าห้องน้ำเท่านั้น อีกฝ่ายพยักหน้าให้ ดิวจึงเดินไปตามทางและบอกกับกานว่ากำลังเดินไปหานะ เขาไม่กลัวพวกนี้เท่าไรแค่เสียใจที่พวกมันพูดลับหลังเขาไม่ดีแล้วยังทิ้งเขาไปอีก

“ดิว...” มาถึงกานก็เข้ามาสวมกอด เขาตกใจแต่ก็ไม่ได้ผลักออก

“เราทำอะไรให้โกรธ บอกเราได้ไหม” คิงยืนหน้าบึ้งอยู่ใกล้ๆ

“ก็วันนั้นน่ะ ตอนเราตื่นมาเราก็ไม่เห็นดิวแล้ว มีแต่พวกพี่ๆ พวกนั้นนอนอยู่ พวกเรากลัวกันมาก เล่นเมาแล้วไปมั่วกับคนพวกนั้นได้ยังไงก็ไม่รู้ แล้วยิ่งไม่เห็นดิวอีกก็เลยคิดว่าดิวทิ้งพวกเราไปแล้ว พวกเราโกรธ ไม่คิดว่าดิวจะทำแบบนั้น แต่สถานการณ์แบบนั้นทำให้พวกเรารีบหนีออกไปเพราะไม่รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นคนดีไหม แล้ววันนั้นดิวทิ้งพวกเราไปทำไม” ดิวฟังแล้วก็ส่ายหัว

“เราไม่ได้ออกไป เราอยู่ในห้อง เราตื่นมาก็ไม่เจอใครแล้ว” ดิวผละออกจากอ้อมแขนกาน เขายืนเผชิญหน้ากับคิงเพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้หนีแล้วทิ้งเพื่อนไว้

“จริงเหรอ นายโกหกเราหรือเปล่าดิว เราไม่เห็นนายเลย” เขานอนอยู่บนเตียง จะไม่เห็นเขาได้ยังไง?

“จริงๆ เราอยู่บนเตียง เราไม่ได้ออกไปไหนเลย” ดิวมองหน้าคิงจริงจัง

“บนเตียงเราเห็นแค่พี่ๆ พวกนั้น สงสัยพวกเราจะไม่ทันดูให้ดี ตื่นมาไม่เจอดิว แถมยังอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีก ก็เลยรีบจนไม่ดูให้ดี มึงอะคิง ตีโพยตีพายไปเอง” กานหันไปว่าคิงซึ่งคนโดนว่าก็ทำหน้าสลด มันเดินเข้ามาจับมือเขา

“กูขอโทษ กูนึกว่ามึงทิ้งพวกกู พวกกูก็กลัวว่าคนพวกนั้นจะทำอะไร” พอรู้เรื่องทั้งหมด ดิวก็เบาใจ โกรธพวกมันต่อไม่ลง แค่น้อยใจนิดๆ ที่พวกมันไม่ดูเขาให้ดีก่อน แต่เข้าใจ...เป็นเขา เขาก็คงอยากหนีไปเหมือนกัน

“อืม...”

“พวกเขาไม่ได้ทำอะไรมึงใช่ไหมดิว” คิงสวมกอด

“ก็...” เห็นว่าเป็นเพื่อนกัน ดิวจึงเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ทั้งคู่ฟังโดยที่พวกเขายังอยู่ในห้องน้ำ เพราะคิดว่าที่นี่เป็นส่วนตัวพอที่จะพูดคุยเรื่องพวกนี้ได้ ดิวไม่สบายใจที่จะให้ใครมารู้ว่าตัวเองโดนอะไรบ้าง

การที่เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนพวกนี้ฟังทั้งที่เขาไม่คิดจะเล่าให้คนในบ้านต้นฟังเพราะเขาไม่กล้า แม้คนในบ้านจะแสดงให้ดิวเห็นว่าพวกเขารักและแคร์ดิวมากแค่ไหน แต่มันก็เหมือนกับการที่เราไม่กล้าเล่าอะไรบางอย่างให้ผู้ใหญ่ฟัง ทว่ากับเพื่อนที่สนิทเรากลับไม่เคยปิดบังอะไรเลย

“เฮ้ย...ทำไมมึงต้องยอมวะดิว มึงยอมให้คนพวกนั้นทำแบบนั้นได้ยังไง” คิงได้ฟังทั้งหมดก็เดือดดาล ชั่วเวลาหนึ่งเขามองดิวเหมือนไอ้โง่ที่ไม่คิดจะหาวิธีเอาตัวรอด

“...” พอโดนพูดแบบนี้ใส่ดิวก็ไม่รู้จะว่ายังไง

ในตอนนั้นเขากลัวไปหมด คิดอะไรไม่ออก ผวากับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า จะสู้ยังไง จะดิ้นรนยังไง คนพวกนั้นมีแรงมากกว่าและก็จำนวนเยอะกว่า มันทั้งช็อกและทำอะไรไม่ถูกในเวลาเดียวกัน

“ถ้าเป็นกูนะ ยังไงกูก็ไม่ยอม กูจะสู้ให้สุดใจเลย หึ ต้องเจออะไรแบบนั้น กูยอมตายดีกว่า” คิงยังพูดในสิ่งที่คิด แต่เวลาคิดน่ะ...มันง่ายนะ

เหมือนเราจำลองเหตุการณ์ต่างๆ เอาไว้ในหัว ว่าถ้าเราเจอแบบนี้ เราจะจัดการอย่างนี้ๆ ในหัวเราทำได้ทุกอย่างที่เราอยากจะทำ แต่เมื่อมันออกมาเป็นความจริงเมื่อไร ความรู้สึกที่ต้องเผชิญหน้ากับมันนั้นแตกต่างกับจินตนาการอย่างคาดไม่ถึง

ดิวได้แต่ยืนนิ่งปล่อยให้เพื่อนแสดงความคิดเห็นแสนเก่งกาจ จะสู้บ้างล่ะ จะกัดไอ้นั่นให้ขาดบ้างล่ะ จะหนีแบบนั้นแบบนี้บ้างล่ะ คำพูดเหล่านั้นเข้าหูเขาแต่สิ่งที่อยู่ในหัวคือภาพเหตุการณ์นั้น เขาทำอะไรไม่ได้เลย เขาได้แต่กลัวจนตัวสั่น

คนเราไม่ได้กลัวตายเพียงอย่างเดียวหรอก เรากลัวที่จะต้องเจ็บปวดทรมานก่อนจะตายต่างหาก ถ้าความตายเป็นเพียงหลับแล้วไม่ตื่นอีกเลย เราก็คงไม่หวาดกลัว

ดิวไม่กล้าพูดหรอกว่าอยากให้ทั้งสองคนเข้าไปอยู่ตรงนั้น ไปเจอแบบที่เขาเจอ ถ้าพูดไปมันก็เท่ากับว่าเขากำลังเสียดสีทั้งคู่อยู่ ดิวก็เลยนิ่ง ไม่ตอบโต้ ปล่อยให้คำพูดพวกนั้นไหลไปราวกับสายน้ำที่ผ่านตัวเอง

“แต่รอดมาก็ดีแล้วล่ะ เนอะคิง” กานยิ้มบางๆ หันไปส่งสายตาให้คิงหยุดปากพล่อยเสียที

“อืมๆ ก็ดีแล้ว แล้วแจ้งความปะ เป็นกู กูแจ้งแน่ๆ เอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลยมึง” ใครมันจะไปกล้าแจ้งความ เขากลัวพ่อแม่จะรู้ แล้วเขาก็อายเกินกว่าจะไปเล่าเรื่องต่างๆ ให้ตำรวจฟัง

“ช่างมันเถอะ”

“ช่างไม่ได้เว้ย แบบนี้ต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เรียกร้องค่าเสียหายให้มันหมดตัวเลย” เงินได้มาก็เท่านั้น สิ่งที่เขาเสียไปมันคือความรู้สึกกับสร้างบาดแผลในใจ ซึ่งเงินช่วยเยียวยาส่วนนั้นไม่ได้

“อืม” ดิวตัดบท คำพูดพวกนั้นก็เหมือนเงิน...ที่ช่วยอะไรเขาไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็สบายใจขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เพราะคิดว่าพวกมันจะหักหลังเขา ถ้าเป็นแบบนั้น...ดิวคงเจ็บปวดมาก

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.18-100%

ในขณะที่ดิวเอาแต่ก้มหน้าครุ่นคิดอะไรไปเรื่อย กานกับคิงก็มองหน้ากันยิ้มๆ ไอ้นี่มันโง่จริงๆ แค่พวกเขาปั้นหน้าเศร้าก็เชื่อเขาแล้ว ดิวน่ะใสซื่อไม่พอ ยังมีเงินด้วย คนแบบนี้นี่แหละที่เหมาะจะเก็บไว้เป็นเพื่อน

คิงอาจจะเป็นคนดูร้ายกาจด้วยวาจาและการกระทำ แต่คนที่คอยควบคุมและเป่าหูจริงๆ น่ะเป็นกาน สองคนนี้คบกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยประถม รู้ไส้รู้พุงกันดี ตอนที่เจอดิวครั้งแรกก็คิดว่าคนนี้น่าสนใจ มาดคุณหนูแบบนี้ถ้าเอามาเป็นเพื่อน พวกเขาต้องสบายแน่ๆ แล้วก็จริง...เพราะดิวมีเงิน

ดิวเป็นประเภทรักเพื่อนมาก เพราะไม่เคยมีเพื่อนที่เข้าใจตัวเองมาก่อน พอได้มีก็เล่าทุกอย่างให้พวกเขาฟังและสบายใจที่จะอยู่ด้วย ดิวทั้งเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ เวลาที่ทั้งสองร้องขอสิ่งของดิวก็จะซื้อทุกอย่างให้ตามที่ต้องการ

แต่ที่จริงก็คือพวกเขาแค่เข้ามาหลอกเกาะดิวเท่านั้น คิงกับกานพากันเสียคนมาตั้งแต่มัธยมต้น พอได้เจอดิวคนซื่อพวกเขาก็เลยลากดิวให้ลงไปในน้ำโคลนด้วยกัน พวกเขามองแค่ว่ามันเป็นเรื่องสนุกๆ เรื่องหนึ่ง ไม่คิดว่าจะผิดอะไร ใช้ชีวิตง่ายๆ หาความสุขไปวันๆ ทว่าเอาเข้าจริงแล้วดิวกลับมีเสน่ห์มากกว่าพวกตน คนเข้าหาดิวผ่านพวกตนเยอะมากและดิวก็ปฏิเสธคนเหล่านั้น กานอิจฉามาก เกย์หน้าตาดีส่วนใหญ่ชอบแบบดิวทั้งนั้น ไม่ได้ชอบแบบพวกเขาที่ออกสาวและดูเจนโลกทั้งที่อายุยังน้อย

กานก็เลย...ให้คิงปล่อยข่าวฉาวของดิวอยู่ตลอด

เรื่องเล่าลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับดิวที่เลวร้ายแท้จริงแล้วล้วนมาจากพวกเขา ต่อหน้าก็ยิ้มปลอบดิวอย่าไปแคร์อะไรไร้สาระพวกนั้น แต่ลับหลังก็เมาท์มอยกันสนุกปากว่าดิวโง่บ้างล่ะ ปัญญาอ่อนบ้างล่ะ หัวเราะเยาะที่ดิวไม่เคยรู้ตัวและรู้ทันพวกเขาเลย

ยิ่งดิวเทใจให้คิงกับกานมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งมีความสุขกับการหลอกดิวไปวันๆ มากเท่านั้น พวกเขาทำเพราะรู้สึกอิจฉา หมั่นไส้ พอได้ทำให้ดิวตกต่ำ มันทำให้พวกเขารู้สึกเหนือกว่าดิวที่มีทั้งหน้าตา ชาติตระกูลแถมครอบครัวยังร่ำรวย พร้อมกันนั้นก็เกิดคำถามถึงความไม่เท่าเทียมว่าทำไมความสมบูรณ์พร้อมต้องไปอยู่กับคนโง่ๆ แบบดิวด้วยนะ พวกเขาล่ะสงสัยจริงๆ

คืนนั้นพวกเขาสนุกกับชายกลุ่มนั้นคนละครั้งสองครั้งก็โบกมือลากลับโดยตั้งใจทิ้งดิวให้เผชิญหน้ากับคนกลุ่มนั้นตามลำพัง พวกเขารู้ว่าสถานการณ์ตอนนั้นล่อแหลมแค่ไหนและรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นตามมา

หึ! ถ้าคิดจะเที่ยว คิดจะลงมาเล่นกับไฟก็ต้องรู้จักเอาตัวรอด

และเพื่อปัดความผิดให้ดิว เมื่อกลับมาเรียน คิงก็ปล่อยข่าวดิวทันที เอาดิวไปโพนทะนาว่าดิวน่ะหลอกพวกมันไปกับผู้ชายกลุ่มใหญ่แล้วทิ้งพวกมันเอาไว้ ทั้งที่ความจริงพวกมันทิ้งดิวต่างหาก

แล้วไง...คนพูดก่อนมักถูกมองเป็นคนถูกเสมอนั่นแหละ

ยิ่งกับดิวที่มีข่าวเสียหายอยู่แล้วก็ยิ่งเสริมไปในทางร้ายเข้าไปใหญ่ ส่วนชินเองทำร้ายดิวเพื่อการพนันไม่พอ ยังลงไปผสมโรงทับถมดิวในกลุ่มลับของโรงเรียนที่ดิวไม่รู้จักอีกด้วย ข่าวของดิวจึงยิ่งเลวร้ายมากขึ้น พานให้ทุกคนมองดิวแย่ยิ่งกว่าเดิม และถ้าดิวได้เห็นข้อความเหล่านั้น เขาคงไม่อยากมาที่โรงเรียนนี้อีกเลย

คำพูดลอยเข้าหู หรือสายตาจากคนรอบข้าง ดิวเจอมาเยอะจนเริ่มชิน แต่ถ้าดิวได้เจอต้นตอของข่าว ได้รู้ว่าใครที่เป็นคนปล่อยข่าวลือของตัวเอง มันคงเจ็บปวดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

คิงกับกานมอบอ้อมกอดหลอกลวงให้กับดิว พวกเขาลอบยิ้มให้แก่กันก่อนจะพาดิวเดินออกมาข้างนอก ถุงเงินถุงทองยังอยู่ อย่างน้อยระหว่างที่เรียนด้วยกันกับดิว มีดิวเป็นเพื่อนพวกเขาก็จะมีเงินใช้อย่างเหลือเฟือ

ทว่า...มันมีก้างชิ้นใหญ่ขวางพวกเขา

ไม้ยืนจังก้าอยู่ที่ทางเดินก่อนถึงโรงอาหารสองมือเท้าเอวตัวเอง สีหน้าของไม้แสดงออกชัดว่าโกรธ ตอนที่ดิวหายไป เขาไลน์ไปฟ้องพี่ชายแล้วเรียบร้อย รายงานสถานการณ์และระบายอารมณ์ไปพร้อมๆ กัน แต่ต้นกล่อมเขาให้ใจเย็นและแนะนำให้ดึงดิวออกมาจากกลุ่มนั้นให้ได้

“ดิวมากินข้าว”

“คือ...” ได้ยินเสียงดุๆ นั้นแล้วดิวก็พูดไม่ออก เขาอยากไปกินกับเพื่อน ไหนๆ ก็เคลียร์กันเข้าใจแล้ว อีกอย่าง...อยู่กับกลุ่มของไม้เขาก็ไม่รู้จะคุยอะไรด้วย

“เราซื้อข้าวมาให้แล้ว”

“เราเอาข้าวไปกินกับเพื่อนเราได้ไหม” ดิวลองบอก

“...” ไม้ไม่พูด แต่สายตาผิดหวังของไม้ทิ่มแทงเข้ามาที่ดิวอย่างจัง เขาไม่กล้าสบตาของอีกฝ่ายเลยได้แต่หันมองไปทางอื่น

“ไปกินกับไม้เหอะ เขาอุตส่าห์ไปซื้อมาให้” กานผลักดิวไปทางไม้เบาๆ ถึงจะขัดใจไปหน่อยแต่ว่ากานไม่ต้องการแสดงออกว่าไม่อยากให้ดิวยุ่งกับเพื่อนสมัยเด็ก กานต้องการเป็นนางเอกในสายตาดิว

ดิวมองหน้ากาน มองรอยยิ้มหวังดีของเพื่อนก่อนพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะกินข้าวกับไม้ที่ตอนนี้หน้าบึ้ง ไม่พูดไม่จาอะไรเลย โอ๊ตเพื่อนไม้ก็นิ่งไปเหมือนกัน บรรยากาศแบบนี้พานให้ดิวอึดอัดจึงหยิบมือถือขึ้นมานั่งเล่นไปกินข้าวไป คิดว่าเสร็จแล้วจะไปหากานกับคิงที่โต๊ะ

“จำที่แม่เราบอกได้ไหม” จู่ๆ ไม้ก็พูดขึ้น ดิวนั่งทบทวนอยู่สักพักก็พยักหน้า ลีลาให้เขาเลิกคบเพื่อนพวกนี้ แต่เราทำความเข้าใจกันแล้ว มันแค่เรื่องเข้าใจผิดเอง

“เราแค่เข้าใจผิดกันเฉยๆ ไม้ พวกเขาไม่ใช่คนไม่ดี”

“เราจะฟ้องพี่กับแม่” ดิวกัดปากตัวเองเบาๆ ไม่อยากให้ฟ้อง และคิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่จะคบคนพวกนี้ต่อ แต่คิดถึงสีหน้าของคุณน้าแล้วดิวก็ทำได้แค่ถอนหายใจ

“คุณน้านี่พอเข้าใจนะ แต่ไอ้ต้นเกี่ยวอะไรด้วย” เขาบ่นไปงั้นแหละ

“พี่ต้องโกรธดิว จะให้พี่ลงโทษดิวเยอะๆ ให้ดิวเลิกคบเพื่อนแบบนั้นเลย” ไม้พูดเสียงเย็นชา

ดิวไม่เข้าใจว่าจะเอาต้นมาขู่เขาทำไม มันต้องเป็นคุณน้าสิ

“ไอ้ต้นมันจะทำอะไรเราได้ ไม้บอกเองว่ามันไม่มีทางโกรธเรา”

“เฮ้อ...ก็ใช่ ขู่ไปงั้นแหละ เราแค่ไม่อยากให้ดิวไปคบกับคนกลุ่มนั้น เลิกคบเลยตรงๆ ไม่ได้ก็ค่อยๆ ออกห่างดีกว่า นี่เรากับโอ๊ตกำลังจะไปตีแบดฯ เราไม่ได้ตีแบดฯ ด้วยกันนานแล้ว ไปเล่นด้วยกันนะ” ดิวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ได้เล่นแบดมินตันกับไม้มานานแล้ว และเขาก็จำได้ว่ามันสนุกมาก

“ก็ได้ เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเลิกคบกับคิงแล้วก็กานด้วย แค่เข้าใจผิดกันนิดหน่อยเอง”

“แม่เราห้ามไง” อย่างนี้ล่ะเอาคุณน้ามาอ้าง

เมื่อไม้อ้างมาแบบนั้นดิวก็ต้องทำตาม กินเสร็จไม้กับโอ๊ตก็พาเขาไปตีแบดฯ มีเพื่อนไม้อีกหลายคนที่มารออยู่ที่สนามแล้ว พวกนี้เป็นเพื่อนคนละห้อง ไม้มีเพื่อนห้องอื่นมากกว่าเพื่อนในห้องตัวเองเสียอีก

มาถึงเจ้าตัวก็ส่งไม้แบดมินตันมาให้ดิวทันที นี่กะไม่ให้ได้พักเลยใช่ไหม ดิวกับไม้ผลัดกันตีไปมาเหยาะๆ เป็นการวอร์มอัป สักพักก็กลายเป็นการตีโต้ตอบที่รุนแรงขึ้น ดิวที่ไม่ได้ออกกำลังกายมานานก็เริ่มเหนื่อย วิ่งไปวิ่งมาครู่เดียวก็หอบรับประทานเสียแล้ว

แต่ว่า...มันโคตรสนุกเลย

ระหว่างที่ดิวนั่งพัก เขาก็เห็นสายตาของคนที่มาเล่นแบดมินตันคนอื่นมองมาที่เขาสลับกับไม้ด้วยความสงสัย ตอนนี้มีข่าวลือว่าดิวมีแฟนคนใหม่ซึ่งคนนั้นก็คือไม้ แต่ไม้กับพวกนักกีฬาด้วยกันต่างก็สนิทกัน มันเลยกลายเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะเอ่ยปากถาม

ดิวเห็นสายตาก็พอเดาได้ เขารู้ว่ามีข่าวลือไม่ดีมากมายเกี่ยวกับตัวเขาในรั้วโรงเรียน ดิวจึงเป็นห่วงไม้ กลัวว่าไม้จะต้องโดนนินทาลับหลังไปด้วย

“ไม้ มึงคบกับตุ๊ดนั่นจริงดิ” รุ่นพี่มอหกคนหนึ่งเข้ามาถาม ไม้คิ้วขมวด มองไปทางดิวที่เอาแต่นั่งหลบสายตาคนแล้วหงุดหงิด

“ทำไมต้องใช้คำว่าตุ๊ดวะ? ดิวมันก็เพื่อนผมนะพี่”

“เพื่อนไรวะ เขาลือกันไปทั่วแล้วว่ามึงกับมันน่ะคบกัน ไอ้ชินก็บอกว่ามึงกินของเหลือ”

พี่กูสิกิน ไม่ใช่กูแน่ ไม้ส่ายหน้าเบาๆ รู้ว่าข่าวลือมันลุกลามไปไกลและมันก็แก้ยากเหลือเกิน

“งั้นผมถามพี่คำดิ พี่ว่าพี่ชินเป็นคนยังไงวะ” ถ้าดิวมีข่าวลือเรื่องร่าน ไอ้นั่นก็มีข่าวลือเรื่องเอาไปทั่วเหมือนกัน รุ่นพี่พอโดนถามก็นิ่ง คำพูดของไม้ทำให้ฉุกคิดอะไรได้บ้าง

“ผมแก้ข่าวลือให้ไอ้ดิวไม่ได้หรอก แต่ก่อนที่พี่จะตัดสินเกี่ยวกับตัวมัน พี่ช่วยทำความรู้จักกับมันดีๆ ก่อนได้ไหมล่ะ เห็นแก่ผม ได้มะ” ไม้เป็นตัวเด่นในทีมแบดมินตัน และเขาก็มีชื่อเสียงด้านดีมาตลอด นิสัยน่ารัก ใครๆ ก็เอ็นดู ดังนั้นคำพูดของไม้จึงมีน้ำหนักพอให้รุ่นพี่เชื่อ

ด้วยความอยากพิสูจน์คำพูดของไม้ รุ่นพี่คนนั้นจึงเดินเข้าไปชวนดิวมาตีแบดฯ ด้วยกัน ก็แค่อยากพิสูจน์ข่าวลือที่ว่าดิวน่ะสายอ่อยตัวแม่จริงไหม หลายคนว่าดิวแรดและร่าน ถ้าจะให้เข้าไปคุยก็คงยาก ชวนเล่นแบดฯ เป็นอะไรที่ง่ายกว่า

ดิวมีข่าวลือเสียหาย ในทีแรกพวกเขาจึงไม่กล้าชวนคุยมากนัก ได้แค่ถามนิดๆ หน่อยๆ และคอยสังเกตท่าทีว่าจะเป็นเหมือนข่าวลือไหม แต่พอได้เล่นกีฬาด้วยกัน พวกเขาก็ได้เห็นว่า ดิวเป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีรอยยิ้มน่ารักและพูดไม่เก่งเท่านั้น พวกเขาจึงเริ่มสนิทใจมากขึ้นทีละนิด เริ่มแซวเรื่องดิวแรงน้อย เล่นได้ไม่นานก็เหนื่อยหอบ ดิวหัวเราะและตอบว่าเขาจะเก่งขึ้นให้ได้ และสุดท้ายก็กลายเป็นลืมเรื่องข่าวลือบ้าๆ นั่นแล้วเห็นดิวเป็นแค่คนคนหนึ่งที่หัดเล่นแบดมินตันธรรมดาเท่านั้น ส่วนดิวเองก็พอที่จะคุยกับคนอื่นๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติบ้างแล้ว

คาบบ่าย ไม้กับโอ๊ตคอยแต่จะชะโงกหน้ามาลอกงานที่อาจารย์สั่งให้ทำอยู่เรื่อย เล่นกีฬานี่แหละเก่งนัก พอมาอย่างนี้ล่ะเทิดทูนบูชาดิวขึ้นมาทันทีทันใด ดิวก็คอยแกล้งพวกเขา ไม่ให้ลอกบ้าง บอกคำตอบผิดบ้างไปตามเรื่องตามราว รู้สึกแกล้งคนมันมีความสุขแบบนี้นี่เอง ถึงว่า...ต้นมันชอบแกล้งเขาจัง

เลิกเรียนไม้ยังลากดิวให้ตามติดไม่เลิก ดิวไม่มีโอกาสจะบอกลากลุ่มกานด้วยซ้ำ พอเข้ามาในโรงยิมก็โดนบอกให้วิ่งเหยาะๆ รอบสนาม ไม้ขึ้นแท่นโค้ชอย่างรวดเร็วทั้งที่ไม่ได้ขอให้มาสอน ออกปากอาสาเอง สถาปนาตัวเองเสร็จสรรพ แถมทุกคนยังมารุมสอนเขาอีกต่างหาก เฮ้...เขาเหนื่อยเป็นนะ

“พี่ต้น หวัดดี” เสียงของไม้ทำให้ดิวตบลูกพลาด ไอ้ปากหมาขาประจำเดินหล่อเข้ามาในโรงยิม เจ้าตัวใส่เสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนสีดำ

จริงๆ ต้นเป็นคนหล่อ เอาแค่หน้าตาเขาก็ชอบมันมากนะ แต่ตัดลิ้นมันทิ้งได้ก็จะดีมาก

“สอนลูกหมาเล่นแบดฯ เหรอ” นั่นไง ไอ้เลว

“ปากหมานะมึงอะ ไม่เห่าไม่หอนสักวันจะตายปะ” ดิวตะโกนว่ากลับ

“ไม่ตายแค่นอนไม่หลับ” ต้นลอยหน้าลอยตาตอบ

ดิวเสิร์ฟลูกแบดฯ เข้าหน้าร่างสูงเต็มๆ ต้นถึงกับเหวอที่เขาทำร้ายร่างกายกัน แล้วคนที่แอบชอบเขาก็ไม่อยู่เฉย ชอบภาษาไหนไม่รู้ ต้นวิ่งเข้าใส่เขาทันที ดิวก็หนีสิ เรื่องอะไรจะอยู่ให้ไอ้ต้นเตะเอา ตัวเขายิ่งบางๆ ขาดสองท่อนขึ้นมาหมอไม่รับเย็บแน่ๆ

“หึหึ...หนีกูเหรอดิว คิดว่าหนีได้เหรอ” ยังวิ่งได้ไม่เท่าไร ร่างของเขาก็โดนรวบด้วยสองแขนแข็งแรงทันที

“ปล่อยกูเลยนะ แฮ่กๆ เหนื่อยฉิบเป๋ง” ดิวหอบรับประทาน ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็อย่างนี้

“เรื่องอะไรกูต้องปล่อย มึงตีแบดฯ ใส่หน้ากู มึงต้องถูกลงโทษเว้ย” ต้นหัวเราะหึๆ ข้างหู ทำเอาขนลุกขนชันไปหมด จะมาไม้ไหนอีกล่ะเนี่ย

“โดนเบาๆ เอง มึงอะสำออย ปล่อยกูเลยนะ”

“ขอร้องดีๆ สิ พี่ต้นครับ น้องดิวขอโทษ” เสียงทุ้มกวนๆ นั้นกระซิบอยู่ใกล้หูเขาเหลือเกิน ดิวเก้อเขินและขนลุกแปลกๆ

“ไม่ กูไม่พูดอะไรแบบนั้นแน่ๆ มึงปล่อยกูเลยไอ้หมาต้น!” เขาเริ่มดิ้นด้วยการกระโดดขึ้นลงแล้วสะบัดตัวไปซ้ายทีขวาที ตอนเด็กๆ โดนล็อกแล้วทำแบบนี้เขาก็หลุดออกมาได้

ดิวคงลืมไปว่าตอนนี้ไม่ใช่ตอนเด็ก แล้วแรงของต้นก็เยอะมาก เขากระโดดจนเหนื่อยก็ไม่หลุดเสียทีแถมต้นดันกระโดดตามเขาอีก คนอื่นมองแล้วก็ขำ เขาได้ยินเสียงไม้ตะโกนถามว่านั่นทำอะไรกัน ไม่มีอะไรเล่นกันแล้วหรือถึงได้พากันกระโดดเหยงๆ เป็นหมาแบบนั้น แม้จะถูกน้องว่าให้รู้สึกอาย แต่คนพี่ก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร ต้นกลับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจอีกต่างหาก

“ฟอด...” ดิวที่กำลังทำหน้าบึ้งบอกบุญไม่รับถึงกับนิ่งงันไป ทั้งที่เหนื่อยหอบหายใจอยู่ก็ยังลืมไปเลย

ก็...มันเล่นหอมแก้มเขา!

“ในที่สุดก็โดนลงโทษ หึหึ อย่าดื้อกับพี่อีกนะจ๊ะน้องดิว ไม่งั้นพี่จะไซ้ตั้งแต่หน้าผากน้องลงไปยัน...”

ปากนี่นะ ใครเป็นแฟนต้องปวดกบาลแน่ๆ!

ผลจากการกระทำของต้นกลายเป็นคนอื่นพากันมองมาที่พวกเราเป็นตาเดียว ถึงเขาจะมีข่าวลือแย่ๆ แต่เขาก็ไม่ได้หน้าด้านนะเว้ย มันทำเขาแค้นมากจึงเตรียมจะเอาหัวตัวเองโหม่งคางได้รูปนั่น ทว่า...กลับโหม่งไม่โดน ต้นปล่อยมือแล้วหลบด้วยการย่อตัวทำดิวเซเกือบล้มหงายหลัง แต่ต้นรับร่างของเขาเอาไว้ก่อนพลางหัวเราะชอบใจ ดิวหมั่นไส้มัน...จะเอาคืนมันต้องทำยังไง!

ต้นแกล้งดิวจนหนำใจก็ปล่อยให้ดิวและไม้เล่นแบดฯ กันต่อ ไม้เข้าไปโม้ว่าดิวเล่นดีเลยจะชวนเข้าชมรมด้วยกัน พี่น้องกันอะ แม่งเห็นดีเห็นงามกันหมดเลย แล้วที่เขาไม่โต้เถียง เพราะคิดว่ามันก็ดีเหมือนกันถ้ามีงานอดิเรกไว้ให้ทำบ้าง

จากที่ต้องกลับบ้านกันตอนสี่โมงกว่าๆ กลายเป็นเกือบทุ่มหนึ่งเพราะเล่นแบดมินตัน ต้นก็มองดิวอยู่ตลอด เหลือบไปทีไรเขาก็จะได้สบสายตาคมๆ นั้นทุกที พร้อมกันนั้นเสียงพูดคุยเมื่อคืนก็มักจะแวบเข้ามาในหัวพานให้รู้สึกเก้อๆ ทำตัวไม่ถูกเสมอ สุดท้ายก็เกร็งจนตีพลาดไปหลายหน

ดิวที่พักบ่อยกว่าคนอื่นๆ รุ่นพี่ก็บอกว่าเพิ่งมาฝึกก็แบบนี้แหละ ยังไม่อึดพอ ผ่านไปสักระยะมันก็จะดีขึ้นเอง

“เหนื่อยเจียนตายเลยสิมึง” ต้นเดินเข้ามารับพร้อมกับน้ำเย็นแล้วแย่งกระเป๋าเขาไปถือ

“เฮ้ๆ ของผมด้วยดิ ถือให้ด้วย น้ำผมด้วยนะน้ำผม” คนเป็นน้องได้แต่เรียกร้องหาความยุติธรรม

“ไม่มีอะไรสำหรับมึงทั้งนั้น” แล้วดูคุณเขาปฏิบัติกับน้องชาย

“โห่...ไอ้พี่เลว สองมาตรฐานชัดๆ เลยว่ะ นั่นมันเพื่อนน้องนะ ส่วนนี่น้องนะน้อง” ชักเริ่มสงสารไม้ขึ้นมานิดหน่อย เมื่อวานคุณน้าก็เมิน วันนี้พี่ชายยังเมินอีก

“โทษที พอดีพี่ชอบเพื่อนน้อง” เอิ่ม...เขา...เขา...หันหน้าหลบแป๊บ จู่ๆ มาบอกชอบเพื่อนน้องแล้วมองหน้าเขานี่นะ ไม่...ภาพลวงตา แม่งภาพลวงตาชัดๆ ไอ้ต้นแม่งต้องแกล้งเขาอยู่แน่นอน

“ไม่ๆ พี่ต้องรักและหลงน้องตัวเองที่สุด” ว่าจบไม้ก็แย่งน้ำจากมือพี่ชายไปดื่ม ไม้ไม่ได้กินจนหมดหรอก คนละครึ่งกับเขานี่แหละ

ต้นมองหน้าดิวนิ่งๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำเป็นไม่สนใจก็ถอนหายใจแล้วเอากระเป๋าของดิวและไม้ไปถือเอง ต้นเดินนำไป ส่วนไม้กอดคอดิวแล้วเดินตาม

ไม้บ่นหาของกิน ถามทั้งเขาและพี่ชายว่าวันนี้มีอะไรกิน หรือว่าวันนี้จะกินอะไรดี เขาเองก็หิวมากเหมือนกัน เลยสมทบอาหารที่อยากกินลงไป ไม้บอกให้พี่คอยจดรายการอาหารซะ แต่ต้นแค่ส่ายหน้าแล้วก็ไม่สนใจอีก

พวกเรากลับถึงบ้านเกือบสองทุ่ม คุณน้าลีลาให้เขากับไม้ไปอาบน้ำให้เรียบร้อย ดิวชอบตรงที่มาถึงเธอก็สวมกอดไม้และเขาคนละที หอมแก้มด้วย ชื่นใจบอกไม่ถูก เคยเห็นบ้านนี้ทำกันบ่อยๆ เวลามองมาจากบ้านฝั่งนู้น ครั้งนี้ได้รับมันเองบ้าง เขารู้สึกว่ามันอิ่มเอมหัวใจดีเหมือนกันนะ

ไม้และดิวแยกกันอาบน้ำ ดิวไปอาบน้ำในห้องของน้าลีลา พอถอดเสื้อผ้าออกเขาก็เห็นรอยแดงตามเนื้อตัวและเพิ่งรู้สึกตัวว่ายังระบมตามร่างกาย ทว่าความอยากเล่นแบดฯ มันทำให้ดิวหลงลืมสิ่งเหล่านี้ไป ตอนเล่นแรกๆ ก็ปวดเมื่อยมาก แต่เล่นไปเล่นมาอาการมันหายไปได้ยังไงไม่รู้ เคยได้ยินที่เขาว่าเวลาไม่สบายให้ออกกำลัง ขยับร่างกายมากๆ แล้วมันจะดีขึ้น ท่าจะจริง ไม่ยักรู้ว่าการออกกำลังกายก็พอจะช่วยบรรเทาอาการปวดตามร่างกายได้เหมือนกัน

“พรุ่งนี้ระบมแน่มึง” ต้นยืนกอดอกรออยู่หน้าห้อง พอดิวโผล่ออกมามันก็พูดขึ้นทันที

“ยุ่ง”

“เป็นห่วงก็หาว่ายุ่ง เออดี คราวหลังไม่ต้องเป็นหงเป็นห่วงมันละเนอะ”

ร่างสูงหันหลังจะเดินหนีเพราะอารมณ์น้อยใจ ดิวจึงรีบคว้าแขนล่ำสันนั้นเอาไว้

“โกรธอ๋อ” หน้าบึ้งอย่างนี้โกรธกันไหมเนี่ย เขาแค่พูดไปเพราะรู้สึกเขินเท่านั้นเอง

“ใครโกรธ ไม่มี บอกแล้วไงไม่เคยโกรธ” ต้นหันมาสบตา

“แล้ว...”

“งอนน่ะ” ไอ้หมาเอ้ย มางงมางอนอะไร เป็นผู้ชายปะเนี่ย

“ผู้ชายที่ไหนขี้งอนวะ”

“ผู้ชายที่รักมึงมั้ง” ต้นพูดจบ ทั้งคู่ก็อ้าปากค้าง เหมือนต้นไม่คิดว่าตัวเองจะเล่นมุกนี้แต่เสือกเล่นมาแล้ว ดิวเองก็ไม่คิดจะได้ยินคำนี้จากต้นเหมือนกัน เขามองหน้ากันเก้อๆ แล้วก็เป็นดิวที่ซอยเท้าเร็วๆ หนีเข้าห้องลีลาไปก่อนเพราะไม่รู้จะไปทางไหนดี

ถ้าบอกว่าต้นกำลังแกล้งเขาอยู่ ต้นก็แกล้งเขาได้อย่างร้ายกาจมากๆ

อ่า...หัวใจจะเต้นแรงไปไหนนะ?

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.19-100%

ดิวนั่งสงบใจอยู่ในห้องพักหนึ่งถึงค่อยออกมา เมื่อเปิดประตูออกมาก็เห็นไม้ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ พวกเขาจึงลงมาที่โต๊ะอาหารพร้อมกันโดยที่เขาแยกไปนั่งกับคุณน้า ส่วนไม้เดินไปนั่งกับพี่ชาย ต้นกับคุณน้ากำลังคุยกันเรื่องงาน ท่าทางเอาจริงเอาจังของต้นยามคุยเรื่องสำคัญแบบนั้นดิวไม่ค่อยได้เห็น แปลกตาแต่ก็น่ามอง ต้นตั้งใจจะไปช่วยงานที่ร้านเป็นประจำ

ลีลาเข้าใจว่าลูกชายคนโตอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระที่เธอแบกรับอยู่ตอนนี้ แต่เธอกลัวว่าต้นจะเหนื่อยเกินไป ช่วงจังหวะการเรียนของต้นกำลังจะเข้มข้นขึ้นและกิจกรรมในมหาวิทยาลัยก็จะเยอะตาม การแบ่งเวลามาช่วยที่ร้านอาจจะทำให้ลูกชายของเธอพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ทว่าต้นดื้อเหลือเกิน เหตุผลของเธอไม่สามารถเอาชนะความตั้งใจของต้นได้

ระหว่างที่นั่งมองต้นสนทนากับผู้เป็นแม่เพลินๆ ดิวก็ฉุกใจคิดขึ้นมาได้ว่า...เวลาเย็นหลังเลิกเรียนคนจะเยอะเป็นพิเศษ เขาก็ว่าง ฉะนั้นเขาควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อคุณน้าลีลาบ้าง ถ้าไปช่วยงานที่ร้านอาหาร เป็นเด็กเสิร์ฟ จดออร์เดอร์ลูกค้า เก็บโต๊ะเช็ดโต๊ะแค่นี้เขาน่าจะทำได้ ส่วนการบ้านก็ทำกลางคืนเอา

ดิวคิดเรียบเรียงเวลาหากไปช่วยงานที่ร้านเพลินไปหน่อยจนต้นหันมาสบตาเขาพอดี นั่นทำให้ดิวตกใจเล็กๆ รีบหันหน้าหนีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย

“เอางั้นก็ได้ ถ้าหนูคิดว่าไม่เหนื่อยเกินไป แต่ถ้าหนูไม่ไหว หนูก็ต้องบอกแม่นะลูก” ลีลาสรุป เธอยอมแพ้ความหัวดื้อของลูกชาย

“ผมไปด้วยได้ไหมครับ” ทุกคนหันมองดิวเป็นตาเดียว

“เหนื่อยน้าน้องดิว”

“อ่า...ผมอยากช่วย” ลีลาฟังแล้วก็ยิ้มบางๆ

“ว่าไงล่ะต้น ให้น้องไปช่วยไหม”

“ก็ได้ครับ แต่คิดจะทำงานอย่าหือกับพี่นะน้อง” ดิวแอบเบ้ปากเล็กน้อย ลูกน้องเหมือนกันเถอะ ทำเป็นวางมาด

“ถ้าหือแล้วจะทำไม”

“พี่จะลงโทษ” ต้นว่าเสียงเรียบ ดวงตาเจ้าเล่ห์แบบนั้นน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

ดิวเชิดใส่ หันไปสนใจคุณน้าลีลาแทนลูกชายเธอ แล้วทุกคนก็เริ่มทานอาหารพร้อมพูดคุยไปด้วยกัน

ไม้เล่าเรื่องที่ดิวไปเล่นแบดมินตันกับคนที่ชมรมให้ผู้เป็นแม่ฟังด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ไม่วายมีเสียงเหน็บแนมจากต้นมาเป็นระยะ หาว่าดิวอ่อนบ้างล่ะ หาว่าไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงบ้างล่ะ ดิวก็เถียงกลับ เรื่องอะไรจะยอมให้ต้นทับถมอยู่ฝ่ายเดียว การโต้เถียงเล็กๆ สร้างความสนุกสนานให้ไม้และลีลา พวกเขาไม่ช่วยแถมยังนั่งหัวเราะดิวกับต้นอีกต่างหาก

“เถียงกันอย่างกับแฟนกันแน่ะ” ลีลาพูดมาเท่านั้นแหละ ดิวรีบหุบปากฉับ ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกเลยสักคำเดียว ต้นส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้พลางยักคิ้วอีกหนึ่งทีเพื่อกวนโมโห

“ปากอย่างไอ้ต้นหาแฟนไม่ได้หรอกครับ” เขาไม่ได้อยากว่าลูกคุณน้านะ แต่ก็แบบ...มันอดแขวะไม่ได้ ต้นปากร้ายจริงนี่นา

“ไม่แน่หรอก บางทีคนแถวนี้อาจจะกลายเป็นแฟนกูในอนาคตก็ได้ เนอะแม่เนอะ” ต้นหันไปหาพวก

“จ้าๆ จะคิดแบบนั้นก็ตามใจลูกเลย” ถ้าพูดภาษาบ้านๆ คุณน้าคงจะอยากบอก ตามใจคุณเลย เอาที่คุณสบายใจนั่นแหละ

“ว่าแต่ดิวมีใครมาจีบอีกปะเนี่ยช่วงนี้” ไม้หันมาถาม

“ไม่อะ...”

“จริงดิ เรตติ้งตกหรอวะ” ต้นเยาะเย้ยทันที

“ไม่เว้ย แค่ไม่ได้สนใจ” จริงๆ มีคนทักมาหาดิวเหมือนกัน ก็ทำนองจีบแต่เขาไม่ได้อ่าน ไม่ได้คุย

ดิวรู้สึกว่าตอนนี้การได้อยู่กับคุณน้าที่นี่มันมีความสุขดี อีกทั้งเขาเองก็ยังรู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยไม่ได้ใส่ใจคนพวกนั้นเท่าไร เอาแต่อยู่กับตัวเอง อยู่กับไม้ อีกอย่างวันนี้ก็เล่นแบดฯ จนไม่ได้สนใจอะไรด้วย

“มึงจะไม่สนใจหาแฟนไปได้สักเท่าไรว้า”

“พูดแบบนี้หมายความว่าไง” เงยหน้าสบตาไอ้คนกวนตีน

“ไม่รู้สิ คิดเอาเอง” ถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงมีคำพูดเจ็บแสบทิ่มแทงเข้าอกเขาไปหลายดอก แต่ที่ต้นไม่พูดตอนนี้น่าจะเพราะคนเป็นแม่นั่งอยู่นี่ด้วย เขาที่ไม่อยากต่อคำให้มากความจึงแค่แลบลิ้นใส่ก่อนหันมาสนใจกินข้าวต่อ

หลังรับประทานอาหารเสร็จเขากับไม้ช่วยกันล้างจานเก็บโต๊ะ ส่วนต้นมีงานเลยขอตัวขึ้นไปทำรายงานที่ห้องก่อน ระหว่างไม้ล้างจานโดยมีดิวยืนรอรับเพื่อเอาจานเหล่านั้นคว่ำบนซิงก์ ดิวก็คิดไปด้วยว่าควรจะถามไม้ดีไหม เรื่องที่เผลอได้ยินเมื่อคืน เขาอยากมั่นใจว่าต้นแกล้งเขาจะได้เตรียมตัวตั้งรับให้มันดีกว่านี้

“ไม้...”

“หือ” เจ้าของชื่อหันมาหา

“ไอ้ต้นมันแกล้งเราอยู่ใช่ป้ะ” ไม้ทำหน้างง มองไปรอบๆ แล้วหันมามองดิวอีกที

“แกล้งอะไรอะ พี่ต้นขึ้นห้องไปแล้วหนิ” เขาพูดไม่เคลียร์สินะ

“ก็ที่มันบอกชอบ มันแกล้งเราอยู่ใช่ป้ะ” ไม้นิ่งคิดไปสักพักก็ร้องอ๋อออกมาเบาๆ

“ที่บอกว่าชอบเพื่อนน้องใช่มะ หอมแก้มดิวด้วยนี่นะ คนเห็นกันทั้งโรงยิมเลย” เจ้าตัวพูดแล้วก็ขำ

อะไร...นี่รวมหัวกันแกล้งหรือไง

“ร่วมมือกับพี่ชายแกล้งเราด้วยอะสิ” ไม้ยิ้มมุมปากพลางส่ายหัวไปมาไม่ทุกข์ร้อนที่โดนว่าแบบนั้น

“เปล่า เราไม่ได้ร่วมมือแกล้งดิวเลยนะ พี่เราก็ไม่ได้แกล้ง”

“หมายความว่าไง ไอ้ต้นอะมันแกล้งเราชัดๆ แกล้งแบบนี้เราไม่โอเคด้วยหรอกนะ เล่นกับความรู้สึกเรา”

“ฮ่าๆ ดิวเห็นเป็นแบบนั้นเหรอ ก็นะ...พี่เรามันชอบแกล้งดิวนี่ แต่เชื่อเราเหอะว่าที่พี่มันทำอยู่ตอนนี้มันไม่ได้แกล้งดิวเล่นหรือหลอกเล่นกับความรู้สึกของดิวหรอก” ไม้ส่งจานใบสุดท้ายมาให้ จากนั้นก็ล้างมือจนสะอาดแล้วหันมาบอกเขาด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่พี่เราเอาจริงโคตรๆ”

ดิวไม่กล้าสบตา ไม่กล้ามองอะไรนอกจากจานในมือตัวเอง

“ไม่จริงหรอก”

“ดิวไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่พี่จริงจังมาก แม่ก็รับรู้ ถ้าพี่ไม่จริงจัง พี่ไม่มีทางให้แม่รู้เรื่องนี้หรอก” ไม้ตบบ่าเขาเบาๆ จากนั้นเอาผ้าชุบน้ำไปเช็ดโต๊ะกินข้าวให้สะอาด

ลีลาเข้ามาถามว่าคุยอะไรกันอยู่สองคน ไม้เดินไปกระซิบกับแม่ตนเบาๆ แล้วเธอก็ยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้ ดิวคิดว่าจะต้องโดนล้อหรือโดนแซวอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่เป็นแบบนั้น ลีลามาชวนไปนั่งดูหนังด้วยกัน แต่ไม้กับดิวดันมีการบ้าน ทั้งสองคนเลยเอาการบ้านมานั่งทำอยู่ตรงหน้าลีลา

กิจวัตรของบ้านนี้ ทุกเช้าเด็กๆ ทุกคนในบ้านจะเข้าไปกอดลีลา บอกอรุณสวัสดิ์แล้วก็หอมแก้มกัน ดิวกลายเป็นหนึ่งในนั้นที่ทำแบบเดียวกับพวกเขา แต่ที่จริงคือดิวไม่กล้าขนาดนั้นหรอก ถ้าลีลาไม่มาดึงเข้าไปกอดและหอมแก้ม แม่เขายังไม่ทำให้ขนาดนี้ ดิวอายอยู่บ้าง แต่ในความอายมีความรู้สึกดีมากๆ ซ่อนอยู่ นี่อาจจะเป็นเคล็ดลับว่าทำไมคนในบ้านนี้ถึงรักกันจัง ขนาดบางครั้งไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเนื่องจากคนเป็นแม่มีงาน

“วันนี้มีกิจกรรมชมรมใช่ปะ” พอต้นจอดรถหน้าโรงเรียนก็หันมาถาม

“ใช่พี่ พี่จะไปที่ร้านก่อนเลยปะล่ะ เดี๋ยวผมกับดิวตามไปเองก็ได้ ไม่ต้องมารับหรอก”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวแวะมารับแล้วกัน”

“เอางั้นอ๋อ” คนน้องถาม พี่ชายก็พยักหน้ารับ

“เออ” ไม้ปากยื่นปากยาวมองดิวกับต้นสลับกันก่อนโบกมือลา ดิวจ้องต้นตาแทบถลนออกมานอกเบ้า เขาเคืองไอ้ตัวใหญ่นั่น

ก็...เมื่อเช้ามันขโมยหอมแก้มเขาตอนเผลอ! จะตบมันก็ตบไม่ทัน ต้นไม่เล่นกีฬาเป็นหลักแหล่งแต่ก็มีร่างกายที่แข็งแรงมากๆ หลายครั้งที่เห็นร่างสูงนั้นถอดเสื้อโชว์เรือนกายและรอยสักที่ระลึกถึงผู้เป็นพ่อ มันเป็นร่างกายของคนออกกำลัง มีกล้ามเนื้อสวยแต่ก็ไม่ได้ใหญ่แบบพวกเล่นกล้ามเล่นเวทหนักๆ ต่างกับเขาที่เก้งก้างเป็นกระดูกเดินได้ เอาแค่ความสูงกับความยาวของช่วงขา เขาก็เดินไม่ทันต้นแล้ว หลังจากโดนขโมยหอมแก้มเขาก็ยืนเก้อทำอะไรไม่ถูก รู้สึกว่าตัวเองไม่ชินเอาเสียเลยที่จู่ๆ ก็โดนทำแบบนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนอีกฝ่ายโคตรจะปากหมาและหาเรื่องแกล้งอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน หรือนี่ก็จัดเป็นการแกล้งนะ แค่มันเป็นการแกล้งที่ทำให้ดิวรู้สึกหวั่นใจ...

พอดิวลงจากรถก็เดินไปสมทบกับไม้และพากันคุยไปเรื่องโน่นเรื่องนี้โดยไม่สนใจสายตาจากทั้งหญิงและชายไม่แท้ที่มองมายังพวกเขา

ขณะเดียวกันกลุ่มที่คิงกับกานตั้งขึ้นก็มีการโพสต์รูปภาพของรุ่นพี่คนหนึ่งในกลุ่มแบดมินตันกำลังยืนคุยกับดิว เขาเป็นคนที่เข้ามาชวนดิวเล่นแบดฯ คนแรกนอกจากไม้นั่นเอง ในความจริงอาจไม่มีอะไร ทว่าเมื่อโดนใส่ไฟเข้าไปอะไรๆ ก็เลวร้ายได้

รุ่นพี่มอหกคนนั้นค่อนข้างจะเป็นตัวเด่นในโรงเรียนอีกคน สาวสวยและสาวเทียมต่างกรี๊ดกร๊าดรุ่นพี่คนนี้ ติดที่รุ่นพี่คนนี้มีแฟนแล้ว เมื่อภาพถูกอัปโหลดพร้อมข้อความกล่าวหาว่าดิวไปยั่วรุ่นพี่คนนั้นถึงชมรมแบดมินตัน อ่อยไม้ไปคนหนึ่ง คนต่อไปก็รุ่นพี่คนนี้ หลายคนจึงเข้ามาแสดงความคิดเห็นจนอะไรๆ เริ่มเลยเถิด

กลุ่มคนบางประเภทนั้นชอบที่จะเหยียบคนล้ม แม้ว่าคนคนนั้นจะไม่เคยทำอะไรให้ตนเองเดือดร้อนเลยก็ตาม คล้ายหมามันเห่าก็เห่าตามๆ กันไป

ภาพจากในกลุ่มถูกแคปและเอาไปบอกแฟนสาวของรุ่นพี่คนนั้น บวกกับดิวมีข่าวเสียหายมากมายก่ายกอง มันทับถมลงมาเรื่อยๆ และยิ่งคราวนี้ไปยุ่งกับคนมีเจ้าของ ดิวก็เลยโดนเพ่งเล็ง

เด็กชมรมแบดมินตันเมื่อเจอหน้ากันก็เข้ามาทักทายกันตามปกติ บางคนรู้เรื่องข่าวลือทว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์ก็เลยไม่สนใจเท่าไร รุ่นพี่ผู้เป็นประเด็นคนนั้นก็เข้ามาทักทายและแซวดิวด้วยเช่นกัน ยิ่งทำให้ผู้คนที่เฝ้ามองอยู่แล้วเอาไปพูดใส่ไฟเข้าไปอีก

แชตลับลุกเป็นไฟ แอ็กเคานต์ปลอมของกานกับคิงก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ผสมโรงไปกับคนอื่น เอามันเลย เล่นมันเลย คนไม่สะทกสะท้านแบบดิวโดนตบสักทีสองทีก็คงไม่รู้สึกอะไร ช่าย...หลายคนเห็นด้วย ดิวหน้าด้านเกินไป สงสัยต้องใช้เท้าตบไม่ใช้มือ ประโยครุนแรงกระจัดกระจายอยู่เต็มหน้าแชต ทุกคนมัวเมาอยู่กับคำยั่วยุเหล่านั้นโดยไม่ได้คิดเลยว่าอะไรคือความจริง

กานเฝ้ามองดิวอยู่ห่างๆ ก้างชิ้นใหญ่ที่ชื่อว่าไม้นั่นไม่อยู่ห่างจากดิวให้พวกเขาเข้าไปสอดแทรกได้เลย คิงเองอยากจะเข้าไปแซะเหลือเกินเพราะหมั่นไส้ เหมือนได้เพื่อนใหม่แล้วลืมเพื่อนเก่า แต่ไม่เป็นไร ถ้ามีเรื่องตบตีกันขึ้นมาอย่างที่ตั้งใจจริงๆ กานกับคิงตั้งใจจะเข้าไปปลอบดิว พวกมันเชื่อว่ายังไงซะดิวก็ต้องเอนเอียงมาทางพวกมันมากกว่าไม้อย่างแน่นอน

เหล่าไฮยีน่าทั้งหลายเฝ้ารอแกะน้อยหลุดออกมาจากคนเลี้ยง ทว่าโอกาสไม่ได้มีง่ายดายนัก จนกระทั่งตอนเย็นดิวกับไม้และโอ๊ตต่างไปที่โรงยิมเพื่อเล่นแบดมินตันกัน วันนี้ที่โรงยิมมีคนมากกว่าปกติ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเพื่อนของแฟนรุ่นพี่ หรือเหล่าบรรดาแฟนสาวของนักกีฬาในชมรม

ดิวค่อนข้างจะเก้ๆ กังๆ เพราะเขายังไม่สนิทกับใครมากนัก คนในชมรมก็ยังคุยกับเขาแค่ไม่กี่คน แต่พอเห็นคิงกับกานบนสแตนด์เชียร์ ดิวก็เริ่มยิ้มและโบกมือทักทายเพื่อน เขาเห็นไม้กำลังพูดคุยกับเพื่อนคนอื่นๆ อยู่จึงเดินไปหาคิงกับกานโดยไม่ได้สนใจรุ่นพี่สาวกลุ่มใกล้ๆ

“แรด!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งด่าเขา

“นี่ขนาดโดนข่มขืนมานะเนี่ย” แล้วอีกคนก็สมทบเข้ามา

ดิวตัวชา...เขาไม่กล้าขยับและคิดอยู่ว่าทำไมคนพวกนี้ถึงรู้ เขาบอกแค่คิงกับกานเท่านั้น

“ห้ารุมหนึ่งเมื่อคืนก่อนไม่สะใจน้องพอเหรอคะ” หญิงสาวร่างผอมเพรียวมัดผมแกละเดินมายืนเบื้องหน้าเขา ด้วยความที่เธออยู่บนสแตนด์เชียร์แต่ดิวอยู่ข้างล่างทำให้ต้องเงยหน้ามอง

“ไม่พอบอกพี่ดีๆ ก็ได้ พี่จะหาคนอื่นให้ ไม่เห็นต้องมายุ่งกับของของชาวบ้านเขานี่คะ” เธอจ้องดิวอย่างเอาเรื่อง ตอนนี้นักกีฬาในสนามยังไม่เห็นความผิดสังเกตเล็กๆ นั่น

ดิวมองไปทางคิงกับกาน พวกนั้นนั่งอยู่ที่เดิมไม่ลุกมาช่วยแถมยังมองมาเหมือนนี่เป็นเรื่องสนุกอีกต่างหาก

ทั้งคิงและกานต่างคิดว่าดิวจะไม่ทันสังเกตเห็นสายตาระริกระรี้ที่จะได้เห็นคนตบกัน แต่ดิวก็เห็นมัน

“ยืนนิ่งนี่คือหาคำโกหกอยู่เหรอ จะตอแหลอะไรไหนพูดให้พี่ฟังสิคะ เอ๊ะ! หรือน้องจะเถียงเรื่องห้ารุมหนึ่งนั่น หึ! ปกติพี่ไม่เชื่อข่าวลือหรอกนะ ตอนที่โดนชินเอามาเล่นพนันนั่นพี่ก็สงสาร แต่ตอนนี้พี่คิดว่ามันสมควรแล้วล่ะ เพราะน้องมันแรดหาผัวไปทั่ว พี่แนะนำของเทียมให้ไหม เอ...หรือมันจะไม่พอ น้องถึงขนาดต้องใช้ผู้ห้าคนมาบำบัด นี่...พี่จะช่วยน้องยังไงดีล่ะ” ยิ่งอีกฝ่ายพูด ดิวก็ยิ่งคิดถึงเรื่องคืนนั้นมากขึ้น ความกลัวและความเสียใจผุดขึ้นมาเหมือนน้ำที่ไหลบ่าทำให้ทั้งร่างสั่นเทา

เขาทั้งสับสน ทั้งไม่เข้าใจ ทั้งโกรธ ทั้งเคือง หลายอย่างมันตีกันอยู่ในหัวเขาเต็มไปหมด น้ำตาสีใสเอ่อคลออย่างห้ามไม่ได้ เขาพยายามก้มหน้าไม่ให้ใครเห็น

“ทำเหี้ยอะไรกันน่ะ” แต่แล้วเสียงทุ้มคุ้นหูก็ดังขึ้นจากหน้าโรงยิม

เสียงที่ดังขึ้นทำให้ทุกสายตาหันไปมองคนมาใหม่และดิวสลับกัน คนตัวเล็กเหลือบมองไปข้างหลัง ตอนแรกเขาเห็นไม่ชัด ทว่าเพียงครู่เดียวร่างใหญ่ของต้นก็มาหยุดอยู่ข้างกายเขา ต้นจับมือดิวแล้วดึงให้หลบไปยืนอยู่ด้านหลังตนเอง เขากวาดตาดุไปยังทุกคนบนสแตนด์เชียร์

“ผัวอีกคนล่ะสิ งั้นก็ดูมันหน่อย มันมายุ่งกับของคนอื่นเขา” เธอหวาดกลัวแต่ก็ยังทำปากดีใส่ชายร่างสูงตรงหน้า ตอนนี้ทุกสายตาหันมามองเธอเป็นจุดเดียว

“ใครเขาไปยุ่งกับผัวมึง มโนเปล่า มีก็แต่ผัวมึงอะมายุ่งกับคนของกู” คำพูดของต้นทำให้หญิงสาวไม่พอใจ

“เป็นผู้ชายซะเปล่าใช้คำหยาบคายจริงๆ แล้วแฟนใครเขาจะไปยุ่งกับอีนี่ถ้ามันไม่ยั่วไม่อ่อยไปทั่วอะ” คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของเธอเพียงมองแค่ห่างๆ แต่สายตานั้นก็แฝงแววไม่พอใจทิ่มแทงเธออยู่ไกลๆ

ต้นฟังประโยคยาวๆ นั้นจบก็ลากสายตามองคนพูดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“ผู้หญิงโง่ๆ อย่างมึงอะ กูไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วยหรอก แล้วถ้ามึงมั่นใจจริงๆ มึงบอกมาสิว่ามึงเอาเรื่องนี้มาจากไหน” ต้นท้าทาย เขาเชื่อว่าดิวไม่ทำตัวแย่แบบนั้น ถึงดิวจะดูเหมือนเด็กเสียคน แต่ต้นเห็นดิวมาตั้งแต่เล็ก เขารู้จักดิวมากพอ ฝ่ายหญิงสาวได้ฟังก็ควักมือถือขึ้นมาเข้ากลุ่มลับ เปิดภาพและโชว์ข้อความในนั้นให้ต้นดู

“นี่ไงหลักฐาน”

“ควาย!” ต้นสบถขึ้นมา เขามองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาเหยียดๆ

“แก!”

“เชื่อภาพกับข้อความแบบนี้นี่มันพวกไร้การศึกษาชัดๆ หึ! เรียนไปทำไมวะ การเรียนไม่ช่วยพัฒนาความคิดมึงเหรอ?”

ถ้าผู้หญิงด่า เธอมั่นใจว่าเธอตอบโต้ได้ แต่พอโดนผู้ชายด่าเข้า เธอกลับรู้สึกอับอาย

คิงกับกานเห็นท่าไม่ดี ปกติไม้ก็เป็นก้างชิ้นใหญ่อยู่แล้วแต่นี่ดันมีตัวใหญ่กว่าเข้ามา พวกมันสะกิดกันเพื่อจะพาตัวเองออกไปจากที่นี่ แต่ไม้เห็นและรู้อยู่แล้วว่าคำนินทาพวกนั้นมันจะออกมาจากใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่เพื่อนที่ดิวไว้ใจ

ดิวได้แต่ยืนก้มหน้า เขาจับมือต้นแน่นเพราะต้องการใครสักคนให้เป็นหลักยึด ต้นเองก็กระชับมือตอบราวกับจะบอกว่าไม่เป็นอะไร เขาอยู่ตรงนี้ และเขาจะปกป้องดิวเอง

“พวกนั้นพี่!” ไม้ตะโกนแล้ววิ่งไปดักคิงกับกาน ต้นจำต้องปล่อยมือดิวออกแล้วตามไปลากสองตัวนั้น

พอโดนจับได้ พวกมันก็ทำเป็นนิ่ง คิงเชิดหน้าชูคอทำเป็นไม่หวาดกลัวอะไรใดๆ ทั้งสิ้น กานเองก็นิ่งเพราะคิดว่าตัวเองน่าจะเอาตัวรอดจากที่นี่ได้

“ต้องเป็นพวกนี้แน่ๆ ที่ปล่อยข่าวดิวอะ” ไม้ฟ้อง ดิวเงยหน้ามองเพื่อนทั้งสองคน

“มึงอย่ามากล่าวหาพวกกูนะเว้ย” คิงตอบโต้

“แน่จริงเอามือถือมาดิ” ต้นแบมือไปตรงหน้า

จากที่ตอนแรกทุกคนให้ความสนใจที่ดิวกลายเป็นทุกสายตามุ่งตรงมาที่คิงกับกานแทน ทุกคนเดินเข้ามารายล้อมและเฝ้ามองดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างสนอกสนใจ ยิ่งพวกผู้หญิงที่ตอนแรกมาเพื่อหาเรื่องดิวยิ่งแล้วใหญ่ พวกเธอถอยหลังร่นไปหน่อยแล้วยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัดสิ่งที่จะเกิดขึ้นตรงหน้า เห็นได้ชัดว่าเมื่อร่างใหญ่ของใครก็ไม่รู้ขอมือถือ สองคนนั้นก็หน้าซีดเผือด

เท่าที่พวกผู้หญิงรู้ สองคนนั้นเป็นเพื่อนดิว และเฟซบุ๊กที่ใช้ส่วนตัวก็ไม่ใช่อันเดียวกับที่เอาเรื่องดิวมาโพนทะนาในกลุ่มลับ เฟซบุ๊กส่วนตัวของคิงและกานจะเป็นรูปตนเองที่โพสต์ท่าทางแบ๊วใสๆ แต่แอ็กเคานต์ที่เอาเรื่องดิวมาแฉมีดิสเพลย์เป็นรูปดาราเกาหลี

“ทำไมต้องให้ด้วยล่ะ” กานนิ่งได้มากกว่าคิง เขาเชิดหน้าท้าทายอำนาจของต้นที่ตัวใหญ่กว่าตนเอาการ

“ต้องให้กูใช้กำลังมะ?” ท่าทางต้นตอนนี้เอาเรื่องจนดิวและไม้ผวา ดิวขยับเข้าไปใกล้ต้นมากขึ้น อยากจับแขนต้นเอาไว้แล้วบอกให้มันใจเย็นๆ เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่เสียเปล่าๆ ยังไงที่นี่ก็เป็นโรงเรียนถึงจะไม่มีอาจารย์มาเฝ้าก็ตาม

“แน่จริงก็เอาสิ ถ้ากล้า” กานท้าทาย ต้นขยับเท้าแค่สองก้าวก็เข้าถึงตัวกาน ส่วนดิวได้แต่ยืนค้างเพราะจับแขนของต้นเอาไว้ไม่ทัน

“คิดว่ากูไม่กล้า?” ต้นใช้มือตัวเองบีบสันกรามของกานให้เชิดหน้าขึ้นสบตาเขา ต้นรู้ว่าคนกลัวจะเป็นยังไง แค่จ้องเข้าไปในดวงตาอีกฝ่าย ต่อให้นิ่งแค่ไหนก็ปิดเขาไม่ได้หรอก ร่างกายกานสั่น สัมผัสแค่หน้าก็รับรู้ได้

“ต้น...” เสียงดิวเรียกเบาๆ อยู่ด้านหลัง แต่ต้นไม่ฟังแล้ว

ร่างสูงใช้มือเดียวก็รวบข้อมือของกานไพล่หลังเอาไว้ได้ จากนั้นล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงนักเรียนของเด็กตรงหน้าแล้วหยิบมือถือออกมา ด้วยความรีบเพราะตั้งใจจะหนีในตอนแรกทำให้กานไม่ได้กดล็อกหน้าจอ มันจึงยังคงค้างอยู่ที่แชตกลุ่มลับ ต้นไล่สายตามองครู่หนึ่งก่อนหันไปที่เป้าหมายต่อไป กับคิง ต้นแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ มันแสดงออกชัดเจนว่ากลัวเขาและมันก็ยื่นมือถือให้เขาง่ายๆ

“พอเถอะต้น” ดิวมองไปรอบๆ นิดหน่อย แล้วหันมามองต้นอีกครั้ง ร่างสูงกำลังเลื่อนหน้าจอมือถือเพื่ออ่านสิ่งต่างๆ ในนั้น

ไม่เพียงต้นไม่ฟังคำพูดดิว เขายังตรงไปหาหญิงสาวที่หาเรื่องดิวตอนแรกเพื่อขอมือถือมาเปิดหน้าจอเทียบ แล้วเขาก็ได้รู้ว่าคนที่ใส่ร้ายป้ายสีดิว และเอาดิวมาประจานเล่นเพื่อความสนุกของตัวเองก็คือเพื่อนของดิวเอง เขาเดินกลับไปหาดิวพร้อมเครื่องของคิงกับกาน หยุดตรงหน้าก่อนจะส่งมือถือของเพื่อนที่ดิวรักนักรักหนาให้

“ให้กูพอเหรอ มันทำแบบนี้กับมึง มึงยังให้กูพอเหรอดิว” ร่างเล็กอ่านสิ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้น มันไม่ใช่กลุ่มใหญ่ที่มีสมาชิกเยอะอะไรนัก และเฟซบุ๊กแต่ละอันเขาก็ไม่รู้จัก แต่เฟซบุ๊กที่มีดิสเพลย์เป็นรูปดาราเกาหลีสองอันนี้เป็นของเพื่อนเขา และมันเป็นเฟซฯ ที่โพสต์เปิดประเด็นเสมอ

ดิวไม่อยากจะเชื่อว่าสองคนนี้ทำ ไม่อยากจะเชื่อตั้งแต่ที่ผู้หญิงคนนั้นมาพูดเรื่องเขามีอะไรกับผู้ชายห้าคนนั้นแล้ว เขารู้...เขาบอกแค่คิงกับกานว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในนี้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นอย่างละเอียด และคนส่วนใหญ่ก็บอกว่าดิวยอมพวกมันก็เพราะดิวชอบ ดิวไม่ขัดขืนก็เพราะมีความสุขกับเรื่องเหล่านั้นมาก อีกทั้งดิวยังเมายาด้วย โพสต์ก่อนๆ ก็มีเรื่องที่ดิวหลอกเพื่อนไปปล่อยไว้กับผู้ชายน่ากลัว และมีคนมาตอบว่า ไม่คิดว่าซื่อๆ ใสๆ แบบดิวจะทำอย่างนี้กับเพื่อนตัวเองได้

เขาเจออะไรมาหนักเหลือเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมามันคืออะไรกันนะ สิ่งที่พวกนี้ทำกับเขา การแสดงที่ทำเหมือนเราเป็นเพื่อนรักกัน ที่ทำเหมือนว่าเขาสำคัญและเห็นค่าในตัวเขา เข้าใจเขาทุกอย่างอย่างที่ผ่านมา สิ่งเหล่านั้นมันคืออะไร...

“ทำไมล่ะ ทำไมต้องทำแบบนี้” ดิวเอ่ยถามเบาๆ เขาไม่กล้ามองหน้าคิงกับกาน ไม่กล้ามองใครเลยสักคน

ต้นแย่งมือถือทั้งสองเครื่องไปจากมือของดิว เขากดออกจากหน้าจอเฟซบุ๊กแล้วเข้าไปดูคลิป ดูรูปภาพอื่นๆ ดวงตาคมปลาบนั้นเย็นชาจนน่ากลัว

“คนอย่างพวกมึงอะ กูจะไม่มานั่งถามหรอกว่ามึงทำไปทำไม แต่กูจะทำให้พวกมึงรู้ว่า การที่ต้องโดนประจาน โดนคนหยาม โดนคนเหยียดแบบที่มึงทำกับคนของกูน่ะมันเป็นยังไง หึ...ตอนทำมึงคงสนุก แน่ล่ะ แกล้งคนอื่นแม่งสนุกจะตาย” รอยยิ้มของต้นน่ากลัวในสายตาคิงกับกานและคนอื่นๆ เขายืนข้างดิวพูดกับพวกนั้น ทว่าสายตาและมือกำลังรื้อค้นดูข้อมูลต่างๆ ในเครื่อง

“อ๋อ...นี่พวกมึงก็ได้กับชินคนละทีสองทีสินะ” เขาเจอคลิปและมันก็ดีงามสำหรับเขามากๆ

“มึงจะทำอะไร อย่านะเว้ย!” กานรีบเข้ามาเพื่อจะแย่งมือถือจากต้น ในขณะที่คิงงงกับประโยคที่บอกว่าพวกเขาท้ังสองคนมีอะไรกับชิน นี่กานก็มีอะไรกับชินเหรอ ไหนว่ายกชินให้เขาไง ไหนว่าไม่สนใจไง...

ต้นไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายกำลังพุ่งตัวมาทางนี้ ไหนๆ ก็ใช้เฟซฯ ปลอมนินทาเพื่อนตัวเองแล้ว ก็ใช้เฟซฯ ปลอมปล่อยคลิปหลุดตัวเองด้วยเป็นไงล่ะ ต้นไม่ได้ฟังหรอกว่าในคลิปมันพูดคุยอะไรบ้าง เขาเลือกคลิปที่กานมีอะไรกับชิน เด็กเลวที่เขายังแค้นไม่หายลงไปในห้องแชตลับซึ่งมีสมาชิกหลายสิบคน ตามด้วยเครื่องของคิงกับผู้ชายคนเดียวกัน...เพื่อนกันแบ่งกันกินสินะ

“อย่านะเว้ย เอามือถือกูคืนมา” กานเข้ามาจะทำร้ายต้นเพื่อแย่งมือถือคืน แต่ต้นใช้กำลังแค่นิดเดียวก็ผลักกานล้มลงไปที่พื้นได้

เขาเกลียดพวกนี้อยู่เป็นทุนเดิม พวกนี้ทำให้ดิวเสียคน ทำให้ดิวต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ แล้วก็ยังเอาดิวไปด่าไปนินทาลับหลังเสียๆ หายๆ

มันทำร้ายคนที่เขารัก...

“อย่านะต้น อย่าทำกาน” ก่อนที่ต้นจะเตะอัดเข้าสีข้างคนที่ล้มอยู่ตรงพื้น ดิวก็รีบวิ่งเข้ามาห้าม

“ทำไม...” เขาหัวเสีย ทำไมต้องปกป้องคนที่ทำร้ายตัวเองขนาดนี้ด้วย

“คิงมึงช่วยกูด้วยสิ เอามือถือเราคืนมาดิวะ” กานหันไปสั่งคิง ในขณะที่ต้นยังมองหน้าดิวไม่เลิก

“อย่าทำเลย” ต้นน่ากลัวมาก น่ากลัวเหมือนตอนมีเรื่องกับโอมในบ้านเขาวันนั้นไม่มีผิด

“ตอนกูแกล้งมึง มึงด่ากู มึงว่ากูสารพัด แต่พวกมันทำกับมึงขนาดนี้มึงยังปกป้องมัน”

ไม่ใช่...ดิวไม่ได้ปกป้องคนพวกนี้เพราะยังเห็นว่าเป็นเพื่อน ดิวก็แค่สงสาร...แค่รู้สึกสงสารพวกนี้เท่านั้นเอง

“กูน่ะไม่สนหรอกว่าคนอื่นจะมองมึงยังไง ข่าวลือของมึงมันจะแย่แค่ไหน แต่กูแคร์ว่ามึงจะทนได้ไหม มึงต้องอยู่กับสายตาคนเหล่านั้น มึงจะทนได้หรือเปล่า กูห่วงความรู้สึกของมึงนะ” ทุกคำมันหนักแน่นมาก และมันก็สะเทือนความรู้สึกคนฟังอย่างดิวจนน้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว

ดิวไม่เคยเล่าให้ต้นฟังว่าเขาเจออะไรที่โรงเรียน ไม่เคยพูดกับใครว่าเขารู้สึกแย่แค่ไหนที่คนด่าเขาลับหลัง นินทาเขาและมองเขาเหมือนผู้ชายขายตัว เหมือนผู้ชายไม่รู้จักพอ อ่อยไปทั่ว บ้างก็โดนด่าว่าแรดบ้าง ร่านบ้าง การที่เขาทนมาได้ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไรเลย ดิวรู้สึกแย่มาก

แย่มากๆ ...

มันเหมือนกับไม่มีใครต้องการ ไม่มีใครรักเขา มีแต่คนรังเกียจในสิ่งที่เขาเป็น ดิวก็แค่พยายามคิดแบบที่คิงกับกานบอก ปล่อยเบลอมันไปและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่จริงๆ แล้วสายตาคนเหล่านั้นทิ่มแทงเขาอยู่ตลอดเวลา

ต้นเดินเข้ามาหา เข้ามาเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มของดิวเบาๆ ด้วยนิ้วที่หยาบกร้าน ต้นไม่ใช่ผู้ชายที่ใช้คำหวาน ต้นไม่ใช่ผู้ชายที่เอาใจเขาแบบที่เขาชอบ แต่ต้นก็ปกป้องเขาและทำให้เขารู้สึกอบอุ่น

“มึงมันโชคร้าย” น้ำตา...เช็ดยังไงก็ไม่หมด ต้นจึงตัดสินใจสวมกอดดิวเอาไว้ “และกูไม่อยากให้มึงโชคร้ายอีกแล้วดิว” คนในอ้อมแขนปล่อยโฮออกมาราวกับได้ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจ

สิ่งที่เคยต้องทนอยู่คนเดียว ในที่สุดวันหนึ่งเขาก็มีคนที่เข้าใจจริงๆ และช่วยเขาได้จริงๆ

ต้นโยนมือถือทั้งสองเครื่องลงพื้น พวกมันนั่งกอดกันอย่างกับหมาขี้เรื้อนที่ไม่มีใครต้องการ ความจริงทำให้สายตาที่เคยมองดิวแบบหยาบคายถูกส่งต่อไปให้พวกมัน ต้นไม่สนว่าพวกนั้นจะโดนอะไรหลังจากนี้...เขาสนแค่ดิว

“คิง...กาน” ดิวเก็บกลั้นน้ำตาทั้งหมด เขาเงยหน้าจากอกแกร่งของต้นเพื่อมองไปยังเพื่อนทั้งสอง สบสายตาไม่พอใจที่ทั้งคู่มอบให้เขา

“ที่พวกนายเคยบอกกับเราว่า ถ้าพวกนายได้เจอแบบที่เราเจอ พวกนายจะไม่ยอม พวกนายจะสู้กับพวกมัน จะทำแบบนั้นทำแบบนี้น่ะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่า...พวกนายน่ะเต็มใจโดน!” มันอาจไม่หยาบคาย แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่าพวกนี้ง่ายยิ่งกว่าดิว

“ที่ว่าเราร่าน...ที่ว่าเราแรดก็เพราะว่าพวกนายเป็นแบบนั้นเองต่างหาก พวกนายแค่ไม่ยอมรับความจริงข้อนั้น ใช่ไหมล่ะ”

ดิวไม่เคยพูดแบบนี้ใส่คิงกับกาน เจ้าตัวเป็นแค่คนซื่อๆ ที่เพื่อนว่าอะไรก็ว่าตามมาโดยตลอด แต่พอต้องมาโดนคนที่มองว่าโง่ด่า คิงกับกานก็ไม่พอใจ เป็นไปได้ก็อยากลุกขึ้นไปตบสักทีสองที ติดที่พวกเขาไม่กล้า

ต้นยิ้มเยาะคู่นั้นก่อนโอบไหล่ดิวพาคนตัวเล็กออกมาจากวงล้อมของคนอื่น ไม้รีบไปเก็บของแล้ววิ่งตามมาโดยไม่สนใจที่จะซ้อมแบดมินตันต่อ เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ เดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นไฟลามทุ่ง เพียงไม่นานสิ่งที่ดิวต้องเจอมาตลอดก็จะตกไปอยู่กับพวกมันสองตัวแทน



....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.20-100%

ต้นพาดิวเข้าไปนั่งที่เบาะข้างคนขับจากนั้นจึงกลับไปนั่งประจำที่หลังพวงมาลัยรถ เสียงสะอื้นดังลอดออกมาจากคนที่ยกเข่าขึ้นกอดและซบหน้ากับหน้าขาตัวเอง เขาได้แค่มองและไม่ห้ามดิว ไม่บอกว่าอย่าร้องไห้ แต่แค่จับมือดิวเอาไว้ กำมันและบีบเป็นบางครั้งเพื่อให้รู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้ ยังอยู่เป็นเพื่อนดิว

เสียงประตูหลังเปิดตามด้วยไม้ที่เข้ามานั่ง เจ้าตัวสบตากับเขาผ่านกระจกมองหลังและเคลื่อนสายตาไปที่เพื่อนตัวเอง คงสงสารเพื่อนตัวเองจับใจ ต้นคิดว่าไม้คงดีใจที่เรื่องเปิดเผยออกมาในวันนี้เพราะดิวจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดกับเพื่อนเลวๆ สองคนนั้นอีก

ตั้งแต่ที่ได้ฟังไม้โทรมาเล่าเกี่ยวกับคิงและกานเมื่อวานต้นก็อยากเข้ามาจัดการเอง อยากเข้ามาด่าคนพวกนี้ให้หน้าหงายแล้วให้เลิกยุ่งกับเด็กน้อยของเขา แต่เขาทำไม่ได้ เขาเรียนคนละที่และเวลาที่จะเจอพวกนั้นก็ต่างกัน ตอนที่คุยกับน้อง ต้นคิดว่าการโผล่ไปดูสารรูปพวกนั้นบ้างก็คงดี แล้ววันนี้เขาก็ได้เจอแถมยังทำให้เรื่องราวต่างๆ กระจ่างออกมาว่าคนที่แย่ จริงๆ แล้วคือสองคนนั้น ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะต้องทำให้ดิวเจ็บก็ตาม

เขาเชื่อว่าทุกคนเจอเรื่องแย่ๆ ได้ และถ้าไม่ตายไปเสียก่อนเราก็ต้องพยายามผ่านมันไปให้ได้ ต้นไม่เคยเจอแบบดิว และอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกดิวทั้งหมด แต่เขารู้ว่ากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะพาให้ดิวก้าวข้ามผ่านความเจ็บช้ำนี้ไปได้

กว่าดิวจะหยุดร้องไห้ก็เกือบจะถึงร้านแล้ว เขาไม่กล้าเงยหน้ามองต้น ไม่กล้าสบตาเพราะรู้สึกอาย เขาดูอ่อนแอ เอะอะก็ร้องไห้ แถมยังมาเจอตอนเขาโดนด่าแบบนั้นอีก ไหนจะมารู้เรื่องข่าวลือในโรงเรียนอีก ไม่รู้สิ เป็นไปได้เขาก็ไม่อยากให้ต้นรู้ บางส่วนในความรู้สึกยังหวาดผวากับคำพูดแรงๆ ของต้นอยู่

แต่ว่า...ยังไงวันนี้ต้นก็ปกป้องเขาล่ะนะ

กี่ครั้งแล้ว...กี่ครั้งแล้วที่มันเข้ามาปกป้องเขาแบบนี้

“หิวกันป้ะ...” ต้นถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ เจ้าตัวกำลังเลี้ยวรถเข้าหลังร้านอาหารของคุณน้าลีลา

“ผมหิว” เสียงไม้แผ่วเบา คิดแทนดิวไปเองว่าดิวอาจจะกินข้าวไม่ลงเมื่อเจอเรื่องแบบนั้นเข้าไป

“มึงล่ะหิวป้ะ หรือไม่มีอารมณ์กิน?” ต้นดับเครื่อง ดิวเงยหน้ามองต้นนิดหน่อย จะว่ากินไม่ลงก็ใช่ แต่ก็รู้สึกหิวเหมือนกัน

“หิวดิ” ต้นยิ้มบางๆ ให้คนตอบ

“อยากกินไรเดี๋ยวทำให้กิน ปะ...เข้าร้าน” ร่างสูงใหญ่ลงไปคนแรก ดิวและไม้ลงตามมาติดๆ ล็อกรถเรียบร้อยต้นก็แย่งเอากระเป๋านักเรียนดิวไปถือ ไม้ล่ะอยากจะค่อนขอดถึงความไม่เท่าเทียมนี้จริงๆ

“แม่ล่ะพี่” เข้ามาในร้านถึงรู้ว่าแม่ไม่อยู่

“แม่ไปดูงานครัวที่โรงแรม” บ้านนี้เขาทำกิจการประเภทอสังหาริมทรัพย์กับร้านอาหาร แต่ดิวไม่รู้ว่าอสังหาริมทรัพย์เนี่ยหมายถึงอะไร บ้าน ที่ดิน โรงแรมหรือหมู่บ้านจัดสรร แต่รู้ว่าต้นเรียนบริหารเพื่อเอาวิชามาดูแลกิจการของบ้าน

“อ้อ ผมกินก่อน เดี๋ยวช่วยทำงานนะ” ไม้ตรงไปยังโต๊ะหน้าเคาน์เตอร์

“ไม่มีการบ้านกันเหรอ” ต้นเอากระเป๋าดิววางไว้บนโต๊ะ ส่วนเจ้าของเดินตามไปนั่งฝั่งตรงข้ามไม้

“มี” ไม้บอกแล้วยิ้มแหย

“งั้นก็ทำการบ้านกันไป ไว้วันหยุดค่อยมาช่วยก็ได้ แค่ตั้งใจเรียนแม่ก็ภูมิใจแล้ว” ดิวไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้ยินคำพูดที่ดูเป็นทางการและอ่อนโยนแบบนี้ แถมต้นยังจ้องหน้าเขาอีกต่างหาก

“ฮุ่ยยย สื่อความหมายถึงใครน้า” ไม้เอียงคอล้อเลียนพี่ชาย

“แน่นอนว่าไม่ใช่มึงอะไม้ ฮ่าๆ” ไม้โดนไปหนึ่งดอก พี่ชายหักหน้ากลางร้านเลยเป็นไงล่ะ

“เฮอะ พูดลอยๆ แบบนั้น มันไม่รู้หรอก” ไม้เบะปากใส่พี่แล้วเดินไปเอาเมนูมาสั่งอาหาร

“มันรู้ เชื่อหรือไม่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง” ต้นยีหัวดิวแล้วเดินเข้าไปหลังร้านเพื่อจะได้แต่งตัวแล้วมาทำงาน

การกระทำที่เกินคาดหมายของต้นเมื่อครู่ทำให้ดิวไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธ

“ดูมีความสุขจังนะไม้” ในเมื่อทำอะไรพี่ชายมันไม่ได้ก็แขวะตัวน้องแทน

“ก็เรามีความสุข”

“เห็นเราโดนแกล้งแล้วมีความสุขเหรอ” ดิวว่าเบาๆ แล้วก้มหน้าอ่านเมนูอาหารเพื่อสั่งบ้าง

“เปล่า ได้เห็นพี่จีบคนแถวนี้สักทีแล้วมันแฮปปี้ยังไงบอกไม่ถูกน่ะ ฉากในโรงยิมเมื่อกี้นี่โคตรพระเอกอะ ฮ่าๆ ๆ” ไม้หัวเราะ ขณะที่สมองของดิวกลายเป็นว่างเปล่าขึ้นมาทันที ไม้เล่นพูดแบบนี้เขาจะไปต่อยังไงถูกจึงเลือกอาหารโง่ๆ มาหนึ่งอย่าง

ดิวไม่ปฏิเสธว่าเมื่อกี้ที่ต้นมาช่วยตัวเองไว้น่ะมันทำให้เขาหวั่นไหว และทำให้เกิดความประทับใจในตัวของคนที่คอยแกล้งเขาอยู่ตลอดเวลาขึ้นมาเสียอย่างนั้น มันช่วยไม่ได้นี่ การมีใครสักคนปกป้องเราและเป็นห่วงเรามันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เขาเองก็โหยหามานาน

ดิวตัดสินใจชวนไม้คุยเรื่องอื่น เพราะประเด็นนี้มันล่อแหลมต่อความรู้สึกเขา ประเด็นสำคัญคือดิวไม่อยากจะเชื่อต้นเท่านั้น คนที่คอยแกล้งกันมาตลอดอย่างต้นจะมาชอบเขาจริงๆ เหรอ ดิวนึกว่าฝันอยู่ด้วยซ้ำ หรือต้นหัวกระแทกสมองกลับอะไรแบบนั้น

ที่น่าตกใจคือไอ้ความรู้สึกเก่าๆ ที่เขาเคยมีต่อต้นมันค่อยๆ หวนกลับคืนมา ดิวแทบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งเขาเคยชอบผู้ชายคนนี้ แถมผู้ชายคนนี้ยังเป็นคนที่ทำให้เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้หญิงอีกด้วย

กาลเวลา ปัญหา ห้วงอารมณ์ และการเปลี่ยนแปลงในตัวดิวทำให้ดิวเลิกชอบต้น

เขาไม่เคยตีความว่าต้นรังเกียจพวกเบี่ยงเบน แต่ที่ผ่านมาอะไรๆ มันเข้ามาเยอะเหลือเกิน อีกทั้งต้นก็มีแต่แกล้งเขาตลอดอีกต่างหาก

แต่ว่า...นอกจากหยอดเล่นๆ ต้นก็ไม่เคยพูดกับดิวจริงจังเลย

หรือว่าที่ต้นพูดจาดีด้วยนี่หมายถึงบอกเขาอย่างจริงจังแล้วกันล่ะ สังเกตดีๆ ต้นก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันหลังจากเขาหายไป ไม่เหน็บแนมกันด้วยคำแรงๆ อีก ไม่พูดจาสุนัขไม่รับประทานใส่ ส่วนการทำตัว ดิวว่าต้นก็เหมือนเดิม

“เอาแต่นั่งเหม่อ ข้าวไม่ระเหยเข้าปากหรอกนะ” ดิวหลุดจากอาการฟุ้งซ่านมาเงยหน้ามองต้น เจ้าตัวใส่ผ้ากันเปื้อนแบบเต็มตัวสีดำทับชุดนักศึกษา นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เพิ่มเข้ามา ในมือถือถาดอาหารที่ว่างเปล่าเอาไว้คงไปเสิร์ฟโต๊ะไหนมาล่ะมั้ง

“เรื่องของกู...”

“โอเค เรื่องของมึง” ต้นไหวไหล่แล้วเดินไปทำงานต่อ ดิวมองข้าวที่ถูกวางไว้ตรงหน้าเมื่อไรไม่รู้ แต่ความอยากอาหารไม่ค่อยมีเพราะหลายเรื่องมันรุมเร้าเกินไป

ทั้งเรื่องวันนั้นที่แสนโหดร้าย ทั้งเรื่องเพื่อนที่หักหลังกัน และต้น...

เรื่องอื่นๆ น่ะมันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วและดิวยังทำใจรับไม่ค่อยได้เท่านั้น เขาอาจต้องใช้เวลาและพยายามเสียหน่อยเพื่อจะได้ลืม แต่เรื่องของต้น เรื่องที่มันกำลังปฏิบัติตัวต่อเขาเปลี่ยนไป มันทำให้เขาหวั่นไหวและลังเลในเวลาเดียวกัน

ต้นต้องรับผิดชอบนะ ความผิดต้นคนเดียวเลยที่ทำอะไรก้ำกึ่งจนเขาลังเลและวุ่นวายใจอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม้นั่งกินข้าวพลางทำการบ้านไปด้วย เจ้าตัวไม่ได้เงยหน้ามาถามดิว แต่เชื่อว่าอีกไม่นานต้องถามแน่ๆ ไม้เป็นคนเรียนไม่เก่ง เพราะงั้นการทำการบ้านต้องพึ่งดิว

กินข้าวไปมองต้นทำงานไป เวลาต้นรับลูกค้า ต้นยิ้มอ่อนโยนแล้วก็ดูเป็นมิตรมาก ดิวเคยเห็นต้นยิ้มบ่อยๆ แต่เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันเสียมากกว่าดูเป็นมิตรแบบนั้น ลูกค้าสาวๆ มองต้นแทบเหลียวหลังทำเอาเห็นแล้วหงุดหงิดใจ คนหล่อทำอะไรก็เป็นที่ชวนมองไปหมดหรือไง ข้าวนี่ไม่กินกันเหรอแม่คุณทั้งหลาย เดี๋ยวเย็นชืดไม่อร่อยจะมาโทษว่าทางร้านทำอาหารไม่ได้เรื่องไม่ได้นะ เฮอะ..นั่นก็โปรยเสน่ห์อยู่ได้ ปล่อยให้เขารีบกินรีบไปเหอะ จะยืนยิ้มการค้าแบบนั้นไปอีกนานแค่ไหนกัน อยากรู้จริงๆ

“เฮ้อ...” ประมาณเกือบสองทุ่ม ต้นเดินมานั่งถอนหายใจอยู่ข้างๆ ในมือมีแก้วน้ำ ท่าทางก็ค่อนข้างเหนื่อย

“เหนื่อยอ่อพี่”

“นิดหน่อยว่ะ วันนี้คนเยอะมากเลย ไม่รู้มาจากไหนกัน”

เขาก็มาจากบ้านของเขาไง หรือไม่ก็จากที่ทำงาน ถามอะไรโง่ๆ ดิวคิดอย่างพาลพาโลในใจ

“มาดูคนหล่อเปล่า นี่อาจจะโดนแอบถ่ายรูปแล้วไปขึ้นแฮชแท็ก พนักงานเสิร์ฟหล่อบอกต่อด้วย ฮ่าๆ” ไม้หัวเราะ พี่ชายทำหน้าเอือม

“กูหล่อแล้วอ๋อวะ ไม่จริงอะ ถ้าหล่อคนแถวนี้ลากกูเข้าห้องไปนานแล้ว” ต้นพูดพลางมองหน้าดิว

“หล่อแต่ปากหมาก็ไม่มีใครเขาอยากเอาหรอก” คนถูกมองก็บ่นลอยๆ

“ถ้าเลิกปากหมาจะได้เอาใช่ปะ” ต้นเคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ ดิวเหวอรีบขยับถอยห่าง

“จะไปรู้เหรอ”

“อ่าว ทำไมมึงไม่รู้ล่ะ” ดิวดันหน้ามันออกไปห่างๆ แล้วขยับมานั่งดีๆ เหมือนเดิม

“เกี่ยวไรกับกูล่ะ”

“ก็กูถามมึง” อ่า...ดิวไปต่อไม่ถูกจึงเลือกเบนสายตาไปมองอย่างอื่น

“ฮุ่ย...จีบกันไม่เกรงใจผมเลย” เรียกจีบแล้วเหรอ บ้านเขาไม่เรียกว่านี่คือการจีบนะ เรียกกวนตีนไปวันๆ

“ตลกแล้วไม้ ใครจีบใคร ไม่มีทั้งนั้นอะ” ดิวพูดปัด

“มีดิ” ดิวหันไปมองหน้าต้นอย่างไว

“ไหน...กูไม่เห็นมีเลย มีแต่หมาเห่าหอนอยู่เนี่ยหนึ่งตัว” แล้วปากก็พาไป ต้นไหวไหล่ไม่ใส่ใจคำพูด

“มึงเห็น มึงรู้ มึงแค่ไม่สนใจ” ต้นดื่มน้ำในแก้วจนหมด จากนั้นก็ลุกไปทำงานของตนต่อ

“ใจร้ายชะมัด” ไม้เปรยเบาๆ

“เราเนี่ยนะใจร้าย”

“ใช่สิ พี่เรากลับบ้านไปร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่” พูดแบบนั้นมันน่าขำมากกว่าน่าสงสารนะ

“ฮ่าๆ ให้มันร้องไปเลย” ว่าจบก็หันมาสนการบ้านต่อ

ดิวสอนการบ้านไม้ในข้อที่เจ้าตัวไม่รู้จะทำยังไง กว่าจะทำการบ้านกันเสร็จ ร้านก็เริ่มไม่มีคนแล้ว ตอนนี้พนักงานเริ่มทยอยออกมาเก็บโต๊ะเก็บอะไรให้เข้าที่เข้าทาง บ้างก็กวาดร้านถูร้านทำความสะอาดรอคนที่เหลือ ต้นเดินไปพลิกป้ายปิดร้าน จากนั้นเอาไม้ถูมาถูพื้นช่วยคนอื่นๆ ดิวมองดูร่างสูงพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หัวเราะเฮฮากันไปตามประสาผู้ชาย ฟังไปฟังมา ต้นคุยเรื่องเกมกันอยู่ ต้นเป็นคนอย่างนี้แหละ ชอบเล่นเกมไม่ก็ไปกินเหล้ากับเพื่อนๆ

“พี่ชายไม้ไม่มีงานอดิเรกเลยจริงดิ ไม่เคยเห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง” มองเพลินๆ เลยถามคนที่น่าจะรู้ดีที่สุด

“ก็มีนะ พี่ต้นเคยเล่นกีตาร์โปร่งกับเตะบอล ก็ดูเหมือนชอบแต่ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ” เตะบอล ดิวเคยเห็นต้นเล่นอยู่สมัยเด็กๆ แต่เล่นกีตาร์นี่ดิวไม่เคยรู้มาก่อน

“เล่นตอนไหนไม่เคยเห็น”

“เล่นในห้องอะ พี่แกไม่ค่อยเล่นข้างนอก หรือเล่นแค่แป๊บเดียวอันนี้ลังเล...จำไม่ค่อยได้เพราะมันนานแล้ว อ่อ แต่มีงานหนึ่งพี่ชอบทำมาก” ดิวเบี่ยงสายตามาที่ไม้ทันทีด้วยความสนใจ

“อะไร”

“ถ้ำมอง ฮ่าๆ ๆ” แล้วเพื่อนเขาก็ขำเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว ดิวรู้ได้เลยว่าที่ไม้พูดหมายถึงอะไร

ดิวจำได้ว่าต้นเคยพูดว่าเห็นเขามีอะไรกับแฟนตรงหน้าต่าง ที่ไม้บอกแบบนี้ก็แสดงว่าต้นถ้ำมองเขาที่หน้าต่างนั่นแหละ ห้องของเราอยู่ตรงข้ามกันพอดี มองจากห้องดิวก็เห็นห้องต้น บางครั้งเขาก็ชอบไปนั่งเล่นริมหน้าต่างก็จะเห็นต้นนั่งเล่นโน้ตบุ๊กหรือไม่ก็ทำรายงานอยู่ที่โต๊ะเป็นประจำ ต้นไม่ชอบปิดม่าน เปิดเอาไว้รับลมอยู่บ่อยๆ แต่เขาไม่ได้ตั้งใจแอบมองนะ แค่มองออกไปด้านนอกแล้วดันเห็นเอง

“เอาจริงๆ ไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างมันจะชอบเรา” ดิวไม่กล้ามองหน้าไม้

“อืม...จริงๆ พี่ชอบดิวมานานแล้วล่ะ”

“เห่อๆ อมทั้งวัดมาพูดยังไม่เชื่อเลย”

“เราก็ไม่อยากเสือกเรื่องนี้หรอกนะ แต่เห็นพี่แอบชอบดิวมานานแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ดิวไม่เชื่อ ดิวก็ลองพิสูจน์เอาสิ เราไม่โกหกหรอก พูดจริงๆ” สีหน้าไม้จริงจังมาก แล้วดิวก็พอจะเข้าใจ เขามีแฟนอยู่ตลอด มีคนคุยอยู่เรื่อยๆ แต่ต้นไม่พูดเองนี่ว่ามันชอบเขา ต้นเอาแต่ปากหมาใส่อยู่แบบนั้นมีแต่ทำให้เกลียดมากกว่าชอบปะล่ะ

“พิสูจน์ยังไง” ดิวถามอย่างสนใจ

“ไม่รู้สิ เราไม่เคยมีความรักแฮะ” ทีงี้ล่ะมาหนักใจ

“ทำการบ้านเสร็จยัง” ต้นโพล่งขึ้นมากลางป้อง ดิวกับไม้หันไปมองร่างสูงที่กำลังถอดผ้ากันเปื้อน

“เสร็จแล้ว พี่อะปิดร้านแล้วเหรอ” ไม้พูดก่อนหันไปมองรอบร้าน ดิวก็มองเหมือนกัน ยังมีคนทำความสะอาดร้านอยู่เลย แต่ก็แค่บางจุดเท่านั้น

“อืม เหลือนิดหน่อย เดี๋ยวให้พนักงานคนอื่นทำ นี่สี่ทุ่มแล้วกลับกันเหอะ” ต้นมันนวดต้นคอตัวเอง

“ครับๆ ปะดิวเก็บของกันเหอะ” ดิวทำตามไม้ เก็บข้าวของใส่กระเป๋าตัวเอง ไม่ได้มีอะไรมากก็เลยแป๊บเดียวเสร็จ

ต้นช่วยถือกระเป๋าของดิวและไม้ให้และเดินนำหน้าไปที่รถก่อน ไม้แย่งนั่งหลังอีกเช่นเคย ดูเหมือนจะพยายามเปิดทางให้พี่ชายตัวเองได้รุกเขาน่าดู ดิวก็ไม่อยากว่าเพื่อนตัวเอง มันทำเพื่อพี่มันอะถูกแล้ว อีกอย่างก็ไม่ได้ยัดเยียดเขามากเกินไป เขาเลยไม่อึดอัดใจเท่าไรที่ต้องอยู่อย่างนี้

เอาจริงๆ ดิวไม่ค่อยอึดอัดเลยเวลาอยู่กับต้น แค่ไม่ชอบขี้หน้าบ้างเป็นบางเวลาโดยเฉพาะเวลาต้นอ้าปากพ่นคำหยาบใส่ หรือไม่ก็หาเรื่องแกล้ง ซึ่งทั้งหมดที่มันเคยทำกับเขาก็ทำให้เขาฝังใจจนกลายเป็นความลังเลกับสิ่งที่ต้นพยายามบอก ดิวคิดนะ ทีคนอื่นที่เข้ามาจีบเขาให้โอกาสพวกนั้นได้ง่ายดาย แต่กับต้นมันมีความลังเลและไม่แน่นอนอยู่เต็มไปหมดเลย

หรือดิวควรพิสูจน์ดูอย่างที่ไม้บอก แต่วิธีไหนล่ะ วิธีไหนที่จะทำให้ความลังเลของเขามันหายไปได้บ้าง คำพูดของกานกับคิงวิ่งวนในหัวทั้งที่ไม่ควรเชื่อคำพูดเหล่านั้นแล้ว แต่ดิวก็ไม่ค่อยได้รับคำแนะนำจากใครนอกจากพวกนั้น มันชอบบอกว่าถ้าผู้ชายรักเราจะอยากได้เรามาก นั่นหมายถึงเรื่องบนเตียง

แล้ว...ภาพที่ต้นซุกไซ้ตัวเขาวันนั้นที่บ้าน วันที่ต้นพยายามทำให้โอมกลับมาหาเขาก็ผุดขึ้นมา เขานึกถึงท่าทางคุกคามของต้นในทีแรก ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะตกใจกับสิ่งที่ต้นทำ แต่เขารับรู้ได้ว่าต้นต้องพยายามควบคุมตัวเอง แต่หลังจากนั้น...หลังจากที่เขาอาบน้ำเสร็จออกมา ตอนที่ต้นกอดเขา หอมเขาไปทั่วทั้งซอกคอ ตอนนั้นต้นดูสติหลุดมากๆ เลย...

แต่ว่า..เขาไม่ซิงนะ ดิวผ่านผู้ชายมาตั้งหลายคน แถมยังโดน...แบบนั้นอีก ต้นยังจะชอบเขาอยู่จริงเหรอ ต้นอาจไม่คิดมากที่เขามีอะไรกับแฟนไม่กี่คนที่ผ่านมา แต่ถ้ามันรู้ว่าเขามั่วสุมแบบนั้น ต้นคงบ่ายหน้าหนีไป

ดิวนั่งมองเสี้ยวหน้าของคนที่ทำหน้าที่ขับรถ ดวงตาของต้นค่อนข้างเหนื่อยล้า เป็นห่วง...แต่ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกัน ระหว่างที่มองอยู่ เขาคิดว่าถ้าถามออกไปตรงๆ หรือบอกสิ่งที่เขาผ่านมาตรงๆ ต้นจะยังรับได้อยู่ไหม

เขามันเป็นแค่ของเหลือๆ เป็นของที่ไม่ได้มีค่าอะไรเลย

“เป็นอะไร มองหน้าแล้วทำหน้าเครียด คิดมากอะไรหรือเปล่า” จู่ๆ ต้นก็ถามขึ้นเสียงนุ่ม ดิวชะโงกไปมองไม้เผื่อว่าอีกฝ่ายจะพูดกับน้อง ปรากฏว่าไม้หลับไปแล้ว เด็กกีฬาก็อย่างนี้ เพลียง่ายเพราะออกกำลังกายเยอะ

“พูดกับกู...”

“เห็นกูพูดกับใครล่ะ” ต้นหันมามอง ดิวเลยหันหนี

“เปล่า ไม่มีอะไร”

“เอาดีๆ ดิว มีอะไรก็พูด” เพราะไม่ได้ใช้น้ำเสียงเย้ยหยันหรือเปล่า ดิวถึงอยากจะลองถามดู

“ไม่...” แต่ก็ไม่กล้า เกิดต้นหัวเราะเยาะขึ้นมา เขาคงรู้สึกแย่มากแน่ๆ

“มึงคิดว่าที่กูทำคือแกล้งมึงใช่ไหม” อ่า ต้นพูดถูก นั่นเป็นสิ่งที่ดิวคาใจที่สุด เขาหันไปมองหน้าต้นอีกครั้งก่อนจะพยักหน้า

“ก็มึงชอบแกล้ง แล้วถ้านี่มึงแกล้งกูอยู่ กูอยากให้มึงหยุด” ถ้าเขาหวั่นไหวไปกับต้น เผลอรู้สึกไปกับต้น ดิวกลัวว่าตัวเองคงต้องเจ็บ กับคนที่ผ่านมาเขาไม่คิดมากขนาดนี้ แต่กับต้นไม่ใช่เลย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม หรือเพราะคุ้นหน้ากันมาตั้งแต่เด็ก บ้านอยู่ตรงข้ามกันอีกต่างหาก ดิวไม่มีทางหนีมันไปตั้งหลักได้ มีแต่ต้องเจอหน้าแล้วช้ำใจไปเรื่อยๆ

หรือไม่...ความเจ็บปวดที่ผ่านมาก็ทำให้เขาหวาดกลัวกับการเริ่มต้นใหม่ ถึงแม้ดิวจะต้องการความรักมาก แต่หากมาเจอเรื่องในรูปแบบเดิมซ้ำๆ เขาก็ไม่ไหวเหมือนกัน ยิ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมา มันทำให้เขาหวาดกลัวมากจริงๆ

“ไม่ ครั้งนี้กูไม่ได้แกล้ง นี่จีบมึงอยู่จริงๆ นะ” พอเจอต้นพูดตรงๆ ดิวกลับหาคำพูดตัวเองไม่เจอ

“รอมึงโสดมาตั้งนานแน่ะ” ต้นยิ้มบางๆ

“มึงโกหก”

“โกหกแล้วได้อะไร นี่กูพูดจริงนะ ที่ปากหมาใส่ก็แค่หงุดหงิด กูไม่เคยเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างมึงอะ”

ต้นต้องบ้าแน่ๆ ที่พูดกับเขาตรงไปตรงมาแบบนี้ แล้วเขาก็บ้าไม่แพ้กัน เพราะหัวใจมัน...เต้นแรงไปหมดเลย

“ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แค่เฝ้าดูไปเรื่อยๆ” ต้นเอื้อมมือมายีหัวดิว

หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก แต่ต้นก็ได้เพิ่มพูนความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นในใจของเขา หัวใจมันเต้นแรงขึ้นและทำอะไรไม่ถูก เขาไม่เคยเป็นเอามากขนาดนี้ หรือเพราะเจอเรื่องร้ายมา พอเจอคนดีๆ ทำแบบนี้ด้วยเขาก็เลยยิ่งหวั่นไหว

ต้นฉวยโอกาสที่เขาอ่อนแอชัดๆ ...

ต้นจอดรถก็พอดีกับที่ไม้ตื่นขึ้นมา มันราวกับอีกฝ่ายตั้งโปรแกรมเอาไว้ พวกเราลงจากรถก็เจอคุณน้ามายืนรออยู่

ดิวสวมกอดคุณน้า หอมแก้มเธอซ้ายขวาก่อนเธอจะหอมเขาตอบตามด้วยลูกชายทั้งสองของเธอ เหมือนเป็นธรรมเนียมที่บ้านนี้มักทำด้วยกันอยู่ทุกวัน ดิวไม่ชินในครั้งแรกๆ แต่พอผ่านไปสักระยะเขาก็เริ่มรู้สึกดีและหลงใหลมัน

หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกกันไปอาบน้ำและกลับมานั่งพูดคุยกันอยู่สักพักก่อนจะไปนอนเพราะดึกแล้ว และพรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้าไปเรียนอีก

เวลาผ่านไปพร้อมกับที่ดิวค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับครอบครัวของต้นได้มากขึ้นราวกับได้ย้อนวันเวลาไปในอดีตที่เขาสนิทกับครอบครัวนี้ ความอบอุ่นและการเอาใจใส่ของลีลาทำให้เขารู้สึกมีความสุขและไม่คิดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน

ไม่แปลกใจ...ทำไมลูกทั้งสองถึงรักเธอ

ตอนนี้เขาเองก็รักเธอเช่นกัน

ความสุขอบอวลอยู่รอบตัวดิว มันทำให้ดิวรู้สึกว่าที่ผ่านมาเขาแค่โชคร้ายไปจริงๆ เขาค่อยๆ ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ลงไปและพยายามคิดว่านั่นเป็นบทเรียนที่เขาจะจดจำมันไปทั้งชีวิต การคบเพื่อนผิดทำให้เขาเดินทางผิดจริงๆ

ไม่ใช่แค่ลีลาและไม้ที่มีบทบาทต่อดิวมากกว่าเมื่อก่อน ตอนนี้ต้นเองก็ขยับเข้ามาใกล้เขาได้ยังไงก็ไม่แน่ใจ เขายังจำได้ ในรถวันนั้น มันบอกว่าไม่ต้องเชื่อแค่ดูก็พอ สีหน้าของมันจริงจังแค่ไหน ภาพนั้นติดตาดิวและเหมือนว่ามันเป็นการสะกดให้ดิวเฝ้ามองต้นอยู่ตลอดเวลา

ต้นจะตื่นเช้ามาช่วยลีลาทำอาหาร คอยดูแลเขาแต่ไม่เกินหน้าเกินตามากไป ต้นไม่ได้นั่งรถเมล์แล้ว มันคอยขับรถไปส่งเขาที่โรงเรียนทุกวัน แม้ว่าบางวันต้นจะเข้าเรียนบ่าย ต้นก็ยังตื่นเช้ามาส่งเขาอยู่ดี

‘ตั้งใจเรียนนะ มีอะไรให้บอกกู’

ถ้อยคำเหล่านั้นต้นพูดกับเขาแทบทุกเช้า มือหนานั่นมักลูบหัวเขาและบางที...มันก็ฉวยโอกาสจับมือเขาเดิน ดิวอยากปฏิเสธมัน แต่ก็พูดไม่ออกทุกทีไป

จากที่ได้เฝ้ามอง ได้ใกล้ชิด ทำให้เห็นว่าถึงต้นจะปากสุนัข พูดจากับเขาไม่น่าฟัง แต่ต้นกลับเป็นคนที่เอาการเอางาน ทั้งรายงานจากมหาวิทยาลัย ทั้งงานที่ร้าน ทั้งคอยดูแลเขายามที่คุณน้าไม่ว่าง ต้นทำทุกอย่างได้ดีและดูพึ่งพาได้เสมอ

ที่สำคัญ...หลังจากที่ต้นปกป้องเขาวันนั้นทำให้ทุกคนในรั้วโรงเรียนมองเขาดีขึ้น และเรื่องราวด้านลบของเขาก็หายไปกลายเป็นคิงกับกานแทนที่โดนด่าทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพื่อนในห้องไม่มีใครคบ ไม้เปรยว่าคนส่วนใหญ่ตั้งใจจะบอยคอตต์สองคนนั้น ดิวเข้าใจคำนี้ มันคือการไม่รับสองคนนั้นเข้าร่วมกลุ่ม ไม่ทำกิจกรรมร่วมและทำเหมือนฝ่ายนั้นไม่มีตัวตน

ดิวสงสาร แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำอะไร

ก็ลองเขาทำสิ ลองเขาปกป้องพวกนั้นสิ ต้นต้องโกรธเขามากแน่ๆ นี่...เขาแคร์มันตั้งแต่เมื่อไร หรือว่าตั้งแต่ที่มันช่วยเขากันนะ หรือเพราะว่ามันก็แคร์เขาล่ะ

วันเวลาผ่านไปช้าๆ ขัดเกลาเรื่องราวแย่ๆ ที่ดิวได้เจอะได้เจอมาทีละน้อย เขาได้รับความเอาใจใส่ ได้รับการดูแลและได้รับ...ความรัก



....TBC....
เดี๋ยวเรากลับบ้านก่อนแล้วจะมาอัปต่อนะคะ

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.21-100%

ระยะเวลาสองอาทิตย์กว่ากับความอบอุ่นของครอบครัวต้นทำให้ดิวคุ้นชินและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ตอนเช้าดิวจะตื่นพร้อมกับลีลาแล้วลงไปช่วยทำอาหารให้สองคนที่ยังไม่ตื่น ดิวทำไม่เป็นหรอก แค่ช่วยหยิบช่วยจับเท่านั้นเองไม่เก่งกาจขนาดแสดงฝีมืออะไรออกมาได้ ยังทำกันไม่เสร็จ กลิ่นแกงกะหรี่สูตรเผ็ดน้อยก็ลากไม้ลงมาข้างล่าง ทั้งที่ตายังปรือและหัวฟูอยู่ เห็นแบบนั้นดิวก็แอบขำ ลีลาต้องไล่ให้ลูกชายคนเล็กกลับขึ้นไปอาบน้ำให้เรียบร้อยและเรียกพี่ชายลงมากินข้าวด้วยกัน

ช่วงนี้ต้นงานเยอะ ทั้งงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารที่ลูกค้าจะเยอะเป็นพิเศษเมื่อต้นไปเป็นพนักงานเสิร์ฟบ้าง รับออร์เดอร์บ้าง หรือเป็นแคชเชียร์บ้าง แถมส่วนใหญ่ยังเป็นลูกค้าสาวๆ หรือชายจริงหญิงไม่แท้ ดิวไปช่วยงานที่ร้านช่วงเย็นกับเสาร์อาทิตย์มาระยะหนึ่ง รู้เลยว่ามันเหนื่อยมากโดยเฉพาะการปั้นยิ้มต้อนรับลูกค้า

แล้วไหนจะงานที่มหาวิทยาลัยอีก ปีหนึ่งเน้นกิจกรรมไม่เน้นเรียน ทว่าต้นอยู่ปีสองแล้ว งานเยอะขึ้นทุกที บางวันดิวก็เห็นต้นตาโหลตอนเช้าเหมือนคนไม่ได้นอนพักผ่อน พอลีลาถามก็จะได้คำตอบว่าทำรายงานจนดึกทุกครั้งไป

แต่ถึงแบบนั้นต้นก็ยังเจียดเวลามาดูแลดิว ถามไถ่เรื่องที่โรงเรียนและสอนการบ้านบ้าง บางครั้งพวกเราก็ยังกัดกันเป็นเด็กๆ แค่ต้นไม่พูดจาใจร้ายใส่ขนาดนั้นอีกแล้ว

แปลก...ทั้งที่ต้นไม่พูดว่ารักเลย แต่ดิวกลับรู้สึกได้จากสายตาและการกระทำของร่างสูง เขาหวั่นไหว แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงกับความรู้สึกตัวเอง บางครั้งก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่าเขากลัวอะไรอยู่ กลัวต้นไม่จริงใจ กลัวต้นหลอก กลัวต้นแกล้งตน หรือเขาแค่ปิดกั้นตัวเองกันแน่ ดิวพยายามสลัดความวุ่นวายใจออก

เขาว่า...มื้อเที่ยงวันนี้เอาแกงกะหรี่นี่ไปกินที่โรงเรียนน่าจะดีนะ กลิ่นมันทั้งหอมแล้วก็น่ากินมากๆ ที่จริงลีลาบอกว่าถ้าให้ดีต้องเคี่ยวทิ้งไว้สักคืนสองคืน มันจะอร่อยกว่านี้มากๆ แกงกะหรี่เป็นอาหารที่ยิ่งเคี่ยวนานก็จะยิ่งอร่อย นี่ทำแค่แป๊บเดียว รสชาติดีจริงแต่ยังไม่ถึงแก่น แต่ดิวไม่สนอะ เขาว่านี่สุดยอดแล้ว

“ต้นล่ะลูก...” ลีลาเห็นไม้เดินติดกระดุมลงมาคนเดียวก็เลยถาม

“ไม้เรียกแล้ว แต่พี่ไม่ยอมตื่นอะ” ไม้เหล่มองมาทางเขา

ดิวค่อนข้างแปลกใจ ปกติต้นจะตื่นเช้าไปส่งเขากับไม้ตลอด วันนี้กลับไม่ตื่น หรือว่าเหนื่อยเกินไปนะ?

“งั้นเดี๋ยวผมไปตามให้” อาสาเพราะรู้ว่าไม้ต้องให้เขาเป็นคนไปปลุก แค่มองตาก็รู้แล้ว ไม้น่ะชงให้เขากับพี่ชายตัวเองจะตาย

“ดีจัง ขี้เกียจพอดีเลย” เห็นไหมล่ะ ต่อให้ดิวไม่อาสาไม้ก็ต้องมาอ้อนเขาแน่ๆ

ดิวเคาะประตูห้องต้นอยู่หลายที แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เรียกก็แล้วยังไม่ขานอีก ก็เลยลองเปิดประตูเข้าไป ต้นไม่ได้ล็อกห้อง เขาจึงถือวิสาสะเข้ามา ก็เคยเข้ามาก่อนแหละไม่ใช่ไม่เคย ยิ่งตอนเด็กๆ นี่เข้ามาบ่อย เข้ามาเล่น แอบรื้อของของต้นด้วย จำได้ว่าในลิ้นชักของโต๊ะคอมพิวเตอร์มีหนังสือโป๊ แต่เดี๋ยวนี้ไม่น่ามีมั้ง ดูในโน้ตบุ๊กคงสะดวกกว่า

“ไอ้ต้น ตื่นได้แล้ว” เจ้าตัวขี้เกียจนอนขดเป็นก้อนกลมอยู่บนเตียง ผ้าห่มคลุมถึงหัว โผล่มาแค่เส้นผมกลุ่มหนึ่ง

“....” ต้นไม่กระดิกตัวเลยแม้แต่น้อย จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนนะ

“ไอ้ต้นเว้ย ลุก!” ดิวตัดสินใจดึงผ้าห่มมันออก ต้นไม่ได้ใส่เสื้อนอน ใส่แค่กางเกงขาสั้นตัวเดียว รอยสักตรงแขนนั้นดิวอ่านไม่ค่อยออก แล้วก็ไม่แน่ใจว่าต้นไปสักเอาตอนไหน คงเป็นช่วงไหนสักช่วงที่เขากับอีกฝ่ายห่างกัน ต้นขยับตัวนิดหน่อย เจ้าตัวพยายามเอาหน้าซุกหมอนหนี อ๋อ...แสงไง

ดิวเดินไปเปิดผ้าม่านออก พอแสงอาทิตย์สาดเข้ามาเต็มๆ แล้ว เขาก็เดินไปนั่งข้างๆ ตัวขี้เกียจแล้วจับหัวหนักๆ ให้หันไปรับแสงแดดยามเช้า ต้นรีบเอามือขึ้นมาบังแสงทันที ครางงึมงำบ่นอะไรในคอก็ไม่รู้

“ตื่นโว้ย! จะสายแล้วเนี่ย ลงไปกินข้าวได้แล้วไอ้หมาต้น” เห็นอีกฝ่ายพยายามนอนต่อ ดิวก็ตีไหล่มันแรงๆ หวังว่าเจ็บแล้วมันจะตื่น

“กูเจ็บ...” นั่น ก็รู้สึกตัวนี่

“ตื่นสิวะ คุณน้ารอกินข้าวอยู่นะ” เขาพูดซ้ำเข้าไปอีก

“อื้อ...ตื่นแล้วๆ” ต้นพลิกตัวนอนตะแคงมาฝั่งที่ดิวนั่ง ปรือตามองหน้าเขาก่อนจะยิ้ม

“ยิ้มเหี้ยไร ลุก!”

“มีความสุขก็ต้องยิ้มดิ”

“ความสุขมึงคือการได้ป่วนประสาทกูอะสิ ปลุกยากฉิบ อะไรจะขี้เซาขนาดนั้นวะ” ดิวขยับเพื่อจะลงไปข้างล่าง แต่ติดมือต้นเสียก่อน เล่นรวบเอวเขาเอาไว้กะทันหัน เขาก็หงายหลังไปนอนหนุนอกต้นพอดีอะสิ

“เปล่า มีมึงมาปลุกอะกูมีความสุข เห็นหน้ามึงคนแรกเลย แฮปปี้ฉิบหาย” อ่า...กลับไปปากหมาแบบเดิมเหอะ

“ขนลุก” ดิวตั้งท่าจะดิ้นแล้วลุกอีกครั้ง

“ฟอด...” แต่ก็โดนขโมยหอมแก้มเสียก่อน

“ชื่นนนใจ” ต้นปล่อยดิวอย่างง่ายดายหลังฉวยโอกาสหอมแก้มนิ่มแล้ว จริงๆ ต้นรู้สึกว่าดิวมีน้ำมีนวลขึ้นเยอะเลย อาหารการกินดีก็แบบนี้ล่ะนะ

“มึงนี่จอมฉวยโอกาสเหมือนกันนะ”

“แน่นอน กูรอโอกาสมานานแล้ว มีเข้ามาก็ต้องฉวยเท่าที่ฉวยได้” ว่าจบต้นก็ขโมยหอมแก้มดิวอีกข้าง ดิวคว้าหมอนจะปาใส่ แต่ต้นเสือกวิ่งเร็วไง หนีออกไปอาบน้ำโคตรไว หมอนเขากระแทกประตูห้องเต็มๆ แทนที่จะเป็นแผ่นหลังใหญ่นั่น

เขาเดินหน้าหงิกลงมาข้างล่าง แต่แทนที่ไม้จะถามว่าเป็นอะไรกลับหัวเราะเหมือนเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้โดยที่ดิวไม่จำเป็นต้องบอกอะไร น้าลีลาเองก็ยิ้มๆ รู้ทันกันหมดแบบนี้ ดิวเริ่มเหมือนไม่มีพรรคพวกเลยนะ โดนรุมอะ แกล้งกันชัดๆ เลยแบบนี้

ต้นเดินผิวปากลงมา ดูท่าทางสบายอกสบายใจมากๆ ร่างสูงไม่ได้ใส่ชุดนักศึกษาแต่เป็นชุดลำลอง เสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนสีดำเข้าชุดกัน เจ้าตัวเข้ามากอดแม่ตัวเองก่อนจะนั่งลง ต้นมองมาทางดิวยิ้มๆ ก่อนจะหันไปให้ความสนใจมื้อเช้าที่แสนอลังการวันนี้

“ไม่ไปเรียนเหรอลูก” ลีลาถามขณะที่เอาจานที่จัดเอาไว้แล้วมาเสิร์ฟให้

“ครับ วันนี้ต้นไม่มีเรียน อาจารย์ยกเลิกคลาสเมื่อคืน ก็เลยนัดกับเพื่อนว่าจะไปซื้อของมาทำโปรเจกต์ อาจจะรกบ้านหน่อยนะแม่ ต้นต้องใช้ที่นี่ทำงานแหละ”

“อ๋อ เอาสิ แกงกะหรี่มีเยอะพอดีเลย ชวนเพื่อนกินด้วยกันนะ”

“ครับ”

ต้นส่งดิวกับไม้ไปโรงเรียน ระหว่างทางก็โทรหาเพื่อนตัวเอง บอกว่ากูออกมาแล้ว ตื่นได้แล้วจะไปรับอะไรพวกนี้แหละ ดิวได้ยินเสียงบ่นแว่วมาตามสาย พวกนั้นด่าต้นยับเลยที่รีบปลุกแต่เช้า ก็นี่ยังไม่เจ็ดโมงครึ่งเลยนี่นาอาจารย์สั่งเลิกคลาสทั้งทีก็ควรจะได้ตื่นสายหน่อย

วันนี้ดิวกับไม้หอบหิ้วปิ่นโตแสนน่ารักมาด้วย ข้าวแกงกะหรี่อร่อยมากจนดิวอยากเอามากินที่โรงเรียน ไม้เห็นเขาเอามาก็เอาบ้าง เรียกว่าทำตามๆ กันไป แถมยังเอามาเยอะมาก เพราะเผื่อคนอื่นอยากกินด้วย นี่แค่หิ้วปิ่นโตเข้าห้อง โอ๊ตก็แซวมาเลยว่ากลิ่นอะไรน้าหอมจังเลย ดิวกับไม้ก็พากันขำแล้วอวดข้าวเที่ยงวันนี้ให้เพื่อนดู ดิวไม่ได้สังเกตว่าคิงกับกานมาเรียนไหม เดี๋ยวนี้บางทีพวกนั้นก็ไม่เข้าเรียนติดๆ กันหลายวัน เขามัวแต่สนใจความอยากอาหารของโอ๊ตอยู่ มันตลกมากๆ อ้อนวอนขอกินใหญ่เลย เห็นไหม ดิวบอกแล้วว่าควรเอามาเยอะๆ หน่อยเผื่อมีคนอยากจะกิน แต่เสียดายที่เอามามากไม่ได้เพราะเพื่อนต้นจะไปทำรายงานที่บ้าน เดี๋ยวพวกนั้นไม่มีอะไรกิน

ตอนเที่ยงโอ๊ตส่งข้อความไปหาเพื่อนๆ ชมรมแบดมินตันชั้นปีเดียวกันแต่คนละห้องให้มารวมตัวกันที่โต๊ะเพื่อแย่งแกงกะหรี่กลิ่นหอมยั่วน้ำลายนี่ เด็กหนุ่มทั้งหลายซื้อข้าวเปล่ามาแล้วตักแกงแบ่งๆ กันไป เหล่าเพื่อนผู้ชายกระหายหิวออกปากชมอาหารมื้อนี้ ไม้รีบยืดอกอวดตัวเองใหญ่ นี่แม่กูทำนะ ฮ่าๆ เห็นแล้วก็ขำ ไม่ใช่แค่ดิว แต่ทุกคนก็ขำในความโอ้อวดของมันทั้งนั้น

เพื่อนไม้แทบทุกคนรวมถึงคนในชมรมต่างสนิทสนมกับดิวมากขึ้นจนกลายเป็นเพื่อนกัน ชวนกันเล่นและซ้อมแบดฯ กันแทบทุกวัน หรือถ้าเรื่องเรียน พวกเพื่อนชั้นปีเดียวกันก็จะถามดิวทำให้ดิวรู้สึกมีความสุขมากกว่าตอนที่อยู่กับกลุ่มเก่า

ไม่มีเรื่องผู้ชาย ไม่มีการแบ่งแยกหรือนินทาใครทั้งนั้น ที่นี่มีแต่เรื่องโจ๊กๆ ขำขันของเด็กผู้ชายที่มักสร้างวีรกรรมต่างๆ นานา เอะอะชวนซ้อมชวนแข่งกันเสียมากกว่า ตอนแรกดิวก็ไม่ได้ชอบการเล่นกีฬาประเภทนี้มากนัก ทว่าตอนนี้เขารู้สึกว่าเขาชอบมันนะ มันสนุก ได้เล่นกับเพื่อน ได้ออกกำลังกาย ถึงน้ำหนักเขาจะขึ้นจากการกิน แต่ก็มีกล้ามเนื้อมากขึ้นเช่นกัน

รุ่นพี่มอหกที่แฟนเคยมาหาเรื่องก็มาขอโทษเขาพร้อมกับพี่ผู้หญิงคนนั้น ดิวให้อภัย เขาไม่ได้มองว่าการกระทำนั้นมันเลวร้ายหรือผิดอะไร มันก็แค่การเข้าใจผิดกันเท่านั้น ตอนนี้มิตรของดิวมีมากกว่าตอนมีเพื่อนกลุ่มเก่า แม้ว่าพรรคพวกของกานหลายคนจะไม่พอใจดิวแค่ไหนก็ทำอะไรดิวไม่ได้ ปราการของดิวตอนนี้แข็งแกร่ง ยิ่งต้นเคยมาประกาศศักดาของตัวเองเอาไว้ พวกนั้นยิ่งไม่กล้า

“เฮ้ยๆ มึงดูนี่ดิ” จู่ๆ เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มใหม่ที่เขาเข้ามาอยู่ด้วยก็ยื่นหน้าจอมือถือมากลางวง ในนั้นแสดงคลิปของคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี

ชิน...นั่นคือรุ่นพี่ที่ทำกับดิวไว้เจ็บแสบอีกคน ภาพในนั้นเคลื่อนไหวเมื่อมีคนกดเล่น ดิวอยากจะหันหน้าหนีเพราะมันมีแต่ความรุนแรง ชินกำลังโดนคนสี่ห้าคนรุมทำร้าย เสียงผู้ชายคนหนึ่งด่าที่ชินไปหลอกฟันน้องสาวเขาเพื่อการพนัน ชินพยายามเอาตัวรอดด้วยการบอกปฏิเสธ แต่หลักฐานมันชัด ก็เล่นถ่ายคลิปเก็บไว้อวดคนอื่น

“โห...” คลิปจบลงหลังคนอัดบอกว่าคนที่ทำกับน้องเขามันต้องโดนแบบนี้ แล้วชินก็สลบไม่ได้สติคาเท้าพวกนั้น ดิวว่ามันเป็นความรุนแรง ยังไงเขาก็ไม่ชอบ

“คนแชร์บานเลย คนด่าก็เพียบ นี่ๆ ผู้เสียหายเยอะเลยนะเว้ย” คนหนึ่งที่ดูคลิปจบพูด

ดิวละสายตามากินข้าวต่อ ไม้ตบบ่าดิวเบาๆ เพราะดิวก็คือคนหนึ่งที่เคยโดนชินทำร้าย

“คงโผล่หัวมาเล่นสนุกกับความรู้สึกคนได้ยากแล้วล่ะ โซเชียลเดี๋ยวนี้แม่งโหดจะตาย”

“จริง นี่คนถ่ายคลิปบอกจะเอาเรื่องมันด้วย ต่อให้เขาจะโดนข้อหาทำร้ายร่างกายก็ยอม”

“ก็นะ...ทำกรรมไรไว้ก็โดนมั่งไง” ไม้พูด แล้วบทสนทนาเกี่ยวกับความเลวของชินก็ยังคงลอยวนอยู่อีกครู่ใหญ่

ช่างมันเถอะ อะไรร้ายๆ ก็ให้มันผ่านไป ดิวบอกกับตัวเองแบบนั้น เขาเลิกโชคร้ายแล้ว ต้นเลิกปากหมานั่นก็เท่ากับเขาเลิกโชคร้ายเหรอ แปลกจัง...

ดิวยิ้มขำให้กับความคิดของตัวเอง ผู้ชายคนนั้นปากไม่หวานเลยนะดิว แต่ผู้ชายคนนั้นไม่เคยหลอกแกเลยนะดิว อีกเสียงบอกเขาแบบนั้น ตอนนี้เขาเหมือนคนบ้าที่เถียงกับตัวเองเรื่องของต้น

หลังจบมื้อเที่ยงพวกเขาก็ไปโรงยิม วิ่งเหยาะๆ บ้าง ซ้อมแบดมินตันเล็กๆ น้อยๆ บ้างไปตามเรื่องตามราว ดิวมีความสุขและรอบตัวของเขาก็มักจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอยู่เสมอ

เริ่มต้นใหม่ได้...เขากำลังเริ่มต้นใหม่อยู่ ตอนนี้เขาพยายามเล่นแบดฯ ให้ดี ถึงไม่เก่งและอาจจะไม่ได้ชอบมันมาตั้งแต่แรก แต่มันก็สนุกแล้วก็เป็นงานอดิเรกที่ดีเหมือนกัน ได้อยู่กับกลุ่มเพื่อนดีๆ กับเขาบ้าง ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เด็กวัยเราได้ใช้

“โอ้ย....กูไม่ไหวแล้ว กูจะนอน” เสียงโอดครวญของคนในบ้านดังออกมาแว่วๆ ดิวกับไม้มองหน้ากันก่อนเปิดประตูไปเห็นสภาพห้องนั่งเล่นที่เละเทะ กระดาษเอย โน้ตบุ๊กเอย เครื่องเขียนต่างๆ กระจัดกระจายไปหมด ต้นนั่งก้มหน้าคีย์งานอยู่ ส่วนเพื่อนๆ ของต้นนอนแอ้งแม้งหมดสภาพ

“สัส อย่ายกเลิกคลาสเลยแบบนี้” เพื่อนคนหนึ่งของต้น ตัวอ้วนๆ ใหญ่ๆ ดิวเคยเห็นคนนี้แวบๆ ตอนที่มีแฟนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกับต้น เขามารู้ทีหลังว่าต้นเองก็เรียนคณะเดียวกันกับแฟนเก่าของเขา

เฮ้อ...นึกถึงพี่คนนั้นแล้วยังเสียใจไม่หาย คนคนนั้นเป็นรักแรกและเขาก็รักมาก เป็นผู้ชายคนแรกของเขาด้วย ไม่คิดเลยว่าตัวเองต้องมาโดนทิ้งเหมือนหมูเหมือนหมาแบบนั้น

“กลับมาแล้วอ่อ กี่โมงแล้ววะเนี่ย” ต้นเห็นพวกเขาเป็นคนแรก ส่วนคนอื่นๆ หันมองตามเพราะเสียงทักทาย

“พี่ทำบ้านรก พี่ต้องเก็บนะเว้ย” ไม้บอกกับพี่ชาย

“เออ กูเก็บอยู่แล้วหน่า แล้วเรียนเป็นไงมั่ง” ต้นยืดเส้นยืดสาย เจ้าตัวลุกแล้วบิดตัวไปซ้ายทีขวาที เสื้อก็ไม่ใส่ บ้านไม่ร้อนขนาดนั้นเลยเหอะ

“ก็ดีพี่ นี่รู้ปะ...ไอ้พี่ชินนะแม่งโดนกระทืบประจานอะ ไปทำผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ โดนพี่เขาเอาเรื่องเลย ยับคาเท้าเลยว่ะพี่” ไม้เล่าเรื่องชินให้คนเป็นพี่ฟัง ต้นแสยะยิ้มสะใจ

“หึ...สมน้ำหน้าแม่ง ดีแล้วที่คนอื่นทำ นี่ยังคิดเลยว่าจะเล่นมันเอง” ต้นมองมาที่เขา และดิวรู้ว่าเพราะอะไรต้นถึงคิดเอาเรื่องชิน

มันก็เพราะเขาไง...

“ดิวโอเคนะ?” แล้วต้นก็ถามเขา

“อื้อ” ก็ไม่มีอะไรให้ต้องสนใจนี่นา

“ดีแล้ว ไปอาบน้ำไป เบื่อแกงกะหรี่กันหรือยัง ถ้าไม่เบื่อจะอุ่นให้ แต่ถ้าเบื่อก็บอกมาจะกินอะไร” ต้นไม่ได้พูดจาดีนัก พูดห้วนๆ ตามนิสัยแต่ก็ทำให้ดิวยิ้มได้ นี่อาจดีสุดแล้วก็ได้สำหรับต้น

“ถามคนนี้สิ” ไม้ชี้มาที่เขา

“แน่นอน กูไม่ได้ถามมึงอยู่แล้วไม้” หน้างอไปเลยสิไม้ พี่ชายไม่เห็นหัวอีกแล้ว

“กินแกงกะหรี่นั่นแหละ จะได้ไม่ต้องทำ กลัวกินที่มึงทำแล้วจะท้องเสีย” ดิวลอยหน้าลอยตาตอบ ทั้งที่จริงแล้วพักหลังเขาก็มีโอกา