Residue (n.) ของเหลือ - ตอนที่ 4 - บทส่งท้าย - 100% - 21/07/61 [Rewrite-ของเหลือ]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Residue (n.) ของเหลือ - ตอนที่ 4 - บทส่งท้าย - 100% - 21/07/61 [Rewrite-ของเหลือ]  (อ่าน 8636 ครั้ง)

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.23-100%

ดิวร้องไห้งอแงเป็นเด็กอยู่กับอกของต้นจนหลับไป ตื่นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงกว้างสีน้ำเงินเข้มที่เขารู้ว่าเป็นของใคร แต่ตัวเจ้าของห้องกลับไม่อยู่ข้างกายเขาอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ว่าต้นทำงานยังไม่เสร็จหรอกนะ เขาไปกวนเวลาทำรายงานของต้นเสียด้วย

ดิวรีบลุกจากเตียงทั้งผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเพื่อลงไปข้างล่าง สภาพห้องนั่งเล่นยังเละเทะเหมือนเมื่อคืนนี้ไม่มีผิด เพื่อนของต้นหลับเป็นตายอยู่ตรงโซฟาและพื้นบ้าน ส่วนต้นฟุบหน้าหลับอยู่กับโต๊ะเล็กหน้าโซฟา

“อ่าวน้องดิว น้ากำลังสงสัยเลยว่าหนูหายไปไหน ตื่นมานานหรือยังล่ะลูก” ลีลาเดินลงมา เธอลูบหัวจัดทรงผมให้ เธอรู้สึกตัวตั้งแต่ดิวลุกขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้เรียกหรือถามอะไร เห็นแม้กระทั่งเดินออกไปจากห้องและไม่ได้กลับมานอนตลอดคืน

“เอ่อ...สักพักแล้วฮะ” จะพูดว่าลงมาหาต้นเมื่อคืนก็แปลกประหลาด จะบอกว่าไปนอนห้องต้นมาก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย

“อ่อ งั้นขึ้นไปอาบน้ำก่อนเถอะจ้ะ อ้อ น้าวานปลุกเจ้าไม้ให้น้าหน่อยนะ” ดิวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย

เขาขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็บุกเข้าห้องของไม้ เพื่อนซี้ไม่ได้ล็อกห้องเหมือนพี่ชายเด๊ะเลย เวลานอนชอบไม่ล็อกห้องกัน แต่จะว่าไปคุณน้าเองก็ไม่ล็อกห้องนอน ไม้ยังหลับอุตุอยู่บนที่นอน นี่มันเพิ่งเจ็ดโมงครึ่งแถมยังเป็นวันเสาร์ที่ปกติไม้จะนอนตื่นสายและพอลุกขึ้นมาแล้วก็จะหาข้าวใส่ท้องทันที

ดิวปลุกไม้แค่สองสามครั้งก็ปรือตาตื่น เจ้าตัวตาสว่างโร่อย่างไว คนบ้านนี้ตื่นเช้ากันจนเป็นนิสัยสินะ ไม้ลุกขึ้นมานั่งงัวเงียอยู่บนเตียงก่อน หัวฟูเป็นรังนกเหมือนเขาเมื่อกี้นี้เลย

“นั่นคอมึงไปโดนอะไรมา” ไม้ชี้มาที่คอของดิว ซึ่งเขาก็ค่อนข้างแปลกใจกับคำถาม

“ไม่หนิ ทำไม” ดิวส่ายหัว

“มีรอยแดง ชัดเชียว...พี่ทำเหรอ” ไม้ยิ้มเย้า ดิวหน้าร้อนวูบขึ้นมา ไม่เห็นรู้ตัวเลยว่าต้นทำรอยบนคอด้วย ก็หลังจากร้องไห้งอแงอยู่แบบนั้น อีกฝ่ายก็แค่กอดเขาเอาไว้ เราไม่ได้สานต่อเรื่องอย่างว่ากันเสียหน่อย

“เอ่อ...”

“พี่แกล้งหรือคบกันแล้วล่ะ” ทำไมไม้พูดเหมือนเรื่องธรรมดานักล่ะ แถมยังดูสนอกสนใจมากอีกด้วย

“ก็....คบกันแล้ว” ยอมรับออกไปตรงๆ ยังไงนั่นก็พี่ชายไม้นี่ ถึงดิวไม่พูด ต้นก็ต้องพูดแน่ๆ ไม้ได้ฟังแล้วยิ้มกว้าง

“วันนี้เป็นวันดี ฉลองกันเย้!” เอิ่มไม้ ดูสภาพพี่มึงแล้วมึงจะฉลองไม่ออก

ไม้รีบคว้าผ้าขนหนูเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็วอย่างกับรีบไปเรียน นี่เขาคบกับต้นเองนะ ไม่ได้กำลังจะแต่งงานกัน จะดีใจอะไรขนาดนั้น แต่ดิวเองก็พลอยใจเต้นแรงไปด้วย ตื่นเต้นอะไรกันเรา ไม่ใช่ป๊อปปี้เลิฟเสียหน่อยนะ

“พี่กับดิวคบกันแล้วแม่!”

เฮ้ย! ตะโกนอย่างนี้เลยเรอะ!

ดิวสะดุ้งโหยง ได้ข่าวว่าไม้ไปอาบน้ำ แล้วไหงมาตะโกนบอกคุณน้าแบบนี้เล่า พวกต้นเองก็นอนอยู่ข้างล่าง ตื่นกันหมดแล้วไหมเนี่ย ตายๆ เขาจะทำยังไงดี ถ้าลงไปต้องมองหน้าใครไม่ติดแน่เลย แค่ต้นคนเดียวก็เขินแย่ล่ะ ร้องไห้เป็นเด็กน้อยเลยด้วยเมื่อคืนนี้น่ะ

ไม้อาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ลากเขาลงไปข้างล่าง คุณพี่ชายและเพื่อนยังหลับเป็นตายอยู่ที่เดิม ลีลาทำแค่ยิ้มบางๆ เวลามองพวกนั้น จะปลุกก็ไม่กล้า เล่นทำงานกันมาทั้งคืนคงเพลียกันเป็นธรรมดา แต่ว่านั่นยิ่งทำให้ดิวกลายเป็นเป้าสนใจของไม้และลีลา

ก็...ไม่เชิงโดนสอบสวนหรอก แต่ก็โดนถามถึงเรื่องที่เขากับต้นคบกัน ดิวเล่าข้ามๆ ไม่เล่าหมดทุกอย่าง น่าอายไปหน่อยทำใจไม่ได้ ลีลาและไม้ยิ้มกันตลอดราวกับมีความสุขมากเลยอย่างนั้นแหละ ดิวเองก็พลอยยิ้มเขินไปด้วย

“เราไม่ปลุกแบบนี้จะดีเหรอแม่ เดี๋ยวพี่หิวนา...” หลังกินข้าวกันเสร็จ ไม้ก็เดินเข้าไปมองหน้าพี่ตัวเองใกล้ๆ ดิวเองก็เป็นห่วง แต่ไม่กล้าปลุกเหมือนกัน

“ปล่อยพี่เรานอนไปเถอะ แม่ดูแผนรายงานแล้วยุ่งยากอยู่ ดีไม่ดียังไม่เสร็จด้วยนะ” ลีลากอดอกมองสภาพลูกชายตัวเอง

“งั้นเดี๋ยววันนี้ไม้ไปช่วยงานแม่แทนพี่ที่ร้านนะครับ” ไม้กอดเอวแม่ตัวเอง

“ก็ดีนะ...ใช้งานเราบ้าง”

“ผมไปด้วยสิฮะ” ดิวรีบทักท้วง อยากไปช่วยคุณน้าเหมือนกัน

“ไม่ต้องหรอก หนูดิวอยู่นี่ดูแลเจ้าต้นดีกว่า เกิดโหมทำงานมากไปจะแย่เอา หนูก็ห้ามๆ เจ้าต้นหน่อยนะ” ลีลาลูบหัว พูดเหมือนฝากฝังแบบนี้แอบรู้สึกกดดันเหมือนกัน

“ก็ได้ครับ เอ่อ...แล้วปกติถ้าเป็นแบบนี้ใครดูไอ้ต้นล่ะฮะ” ดิวว่าต้นต้องไม่ได้หมดสภาพแบบนี้ครั้งแรกแน่นอน

“ก็เราไง ปกติเราดูพี่อะ” อ่อ เป็นไม้นี่เองที่คอยห้ามพี่ชายตัวเอง

ไม้ไปทำงานที่ร้านกับน้าลีลา ส่วนดิวอยู่ดูแลต้นที่บ้านแทนไม้ ก่อนไปไม้มีแซวๆ ด้วยว่าต่อจากนี้พี่จะมีคนอื่นดูแลเสียที ลำบากมันมาตั้งนาน โถเพื่อน...ดูแลต้นคงไม่ยากเท่าไรมั้ง เห็นมาตั้งแต่เด็ก ต้นก็เป็นคนง่ายๆ ไม่มีอะไรเยอะ ไม่จุกจิกแต่คงบ้างานไปหน่อย ดูจากสภาพตอนนี้สิ หลับแล้วเสื้อก็ไม่ใส่ ดิวเดินเข้าไปนั่งข้างๆ จับหัวต้นมานอนหนุนตักตัวเองจะได้ไม่เมื่อยคอ

“อื้ม...” ดิวสะดุ้งนิดหน่อย เขาว่าเขาทำเบามือที่สุดแล้วแต่ต้นก็ยังรู้สึกตัวปรือตามอง

“กูทำมึงตื่นเหรอ...”

“เปลี่ยนคำเรียกดีมะ”

เอ่อ...ช่วยไปเรื่องเดียวกันที

“เปลี่ยนอะไรอ่า...”

“เปลี่ยนเป็นเรียกพี่ต้นแทนไงครับน้องดิว”

เขาหน้าร้อนไม่พอ รู้สึกขนลุกด้วย ไม่ชินกับคำพูดแบบนี้ของต้นเลย ถึงจะไม่หวานหรือออดอ้อนเท่าแฟนเก่า แต่แบบ...มันก็หวานสำหรับต้นอะ

“ถ้าบอกว่าไม่...”

“งอนได้ปะล่ะ” ดูหน้าเจ้าตัวสิ งอนได้น่ามันเขี้ยวที่สุด

“ไม่ง้อนะถ้างอน”

“เออ ไม่งอน ไม่เปลี่ยน ตามนั้น” แล้วต้นก็หลับตานอนต่อ หลับหนีกันง่ายๆ แบบนี้เรียกไม่งอนใช่ไหมเนี่ย

ดิวไม่คิดจะปลุกขึ้นมาเถียงกันต่อ ปล่อยให้นอนหนุนตักอยู่อย่างนั้น ส่วนเขาขยับเอาโน้ตบุ๊กต้นมาดู มีใบรายงานที่ถูกเขียนแผนผังไว้จำนวนหนึ่ง กับอีกกองหนึ่งที่อยู่ทางขวามือ เขาลองอ่านคร่าวๆ กองขวามือนี่พิมพ์เสร็จแล้ว แต่กองซ้ายคือที่ยังไม่ได้พิมพ์ แถมไอ้ที่พิมพ์ไปนี่ก็ถูกบ้างผิดบ้าง คำตกคำหายมั่วไปหมด ทำงานจนตาลายไปแล้วหรือไง

ดิวค่อยๆ ไล่แก้งานให้ต้นระหว่างที่เจ้าตัวหลับ ไหนๆ ก็ว่างไม่รู้จะทำอะไรก็ทำงานให้นี่แหละ ตื่นมาจะได้มีเวลาพักอีกสักหน่อย รู้สึกว่างานของต้นดูยุ่งยากกว่างานตอนที่ทำให้แฟนเก่าเยอะเลย แฟนเก่าเขาอยู่ปีหนึ่ง งานมันเลยไม่วุ่นวายขนาดนี้ล่ะมั้งเนอะ

ดิวใช้เวลาทำอยู่สี่ชั่วโมงกว่าๆ งานกองฝั่งซ้ายของต้นก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พอกดเซฟงาน คนตัวผอมๆ ที่นอนบนโซฟาก็สะลึมสะลือตื่น เขาเตะคนตัวอ้วนที่นอนข้างล่างก่อนเป็นอันดับแรกแทนที่จะลืมตามองสภาพเพื่อนๆ

“อืม...กูจะนอน” เสียงทุ้มใหญ่ของคนตัวอ้วนดังงึมงำ

“ตื่นเว้ย กูหิว” ถ้าไม่หิวพี่จะไม่ตื่นใช่ไหม?

“อืม...” ไอ้ต้นพลิกตัว เอาหน้าซุกเข้าหน้าท้องดิวหนีเสียงรบกวน

“อ่า...อรุณสวัสดิ์ครับน้องดิว” คนตัวผอมลืมตาแล้ว เขาลุกนั่งก่อนกล่าวทักทาย ดิวส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“ครับ สวัสดีตอนเที่ยงครับพี่”

“ฮะ เที่ยงแล้วเหรอ ตายๆ มิน่าหิวจัง” ตัวผอมๆ แบบพี่ไม่น่าบ่นหิวเป็นคำแรกเลยนะ ไม่เหมาะเลย

“มีอาหารอยู่ในตู้ฮะ พี่เอาไปอุ่นแล้วกินก่อนเลย” คือเขาลุกไม่ได้ ต้นนอนหนุนตักอยู่ พี่คนนั้นชะโงกมองร่างเพื่อนตัวเองก่อนจะพยักหน้า

“โอเค ขอบคุณมาก” ฝ่ายนั้นพูดจบก็ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำก่อน น่าจะล้างหน้าล้างตาให้เสร็จแล้วถึงไปกินข้าว

ดิวนั่งลูบหัวคนนอนหลับบนตักตัวเองฆ่าเวลา อยากปลุกก็อยากปลุก แต่ก็ไม่อยากรบกวนเท่าไร ต้นน่าจะไม่ได้นอนเลยแทบทั้งคืน เขาชดใช้เรื่องลงมากวนด้วยการพิมพ์งานให้เรียบร้อยแล้วเจ้าตัวก็ไม่น่าจะงอนเขาแน่นอน

กลิ่นอาหารที่ถูกอุ่นด้วยไมโครเวฟปลุกคนตัวอ้วนได้ดีมาก ร่างนั้นค่อยๆ ลุก ไม่ได้มองมาทางดิวแต่มองไปทางกลิ่นอาหาร แล้วสัญชาตญาณก็พาร่างใหญ่นั้นไปที่โซนครัว ต้นเองก็ขยับโดยพลิกตัวนอนหงายดีๆ ทำจมูกฟุดฟิดเพื่อดมกลิ่น นี่เป็นหมาจริงๆ เหรอไง...

“ตื่นได้ยัง ไปกินข้าวก่อนค่อยมานอนก็ได้นะ” ดิวบอกแม้อีกฝ่ายจะยังไม่ลืมตาขึ้นมา

“กี่โมงแล้ว”

“เที่ยงแล้ว”

“กูนอนตักมึงตลอดเลยป้ะ ปวดขาไหมเนี่ย” ต้นลืมตาขึ้นมาสบตาดิว

“ปวดสิ แต่ไม่เป็นไร เออ...พิมพ์งานให้แล้วนะ เสร็จเรียบร้อย ตรวจทานให้แล้วด้วย” ดิวเสนอผลงานตัวเองด้วยรอยยิ้ม

“โห แฟนใครเนี่ยเก่งชะมัดเลย” หืม...ทำมาปากหวาน

“ไม่ต้องมาหยอด ลุกไปกินข้าวกับเพื่อนเถอะ”

“มึงไม่กินเหรอ ไปกินกับกูดิ เที่ยงแล้วเนี่ย”

“ได้ ลุกสิ” แทนที่ต้นจะลุก กลับพลิกตัวกอดเอวของเขาเสียแน่น

เกือบจะหงายหลังลงไปนอนทับกันบนพื้นบ้านอยู่แล้ว ดีที่เพื่อนของต้นส่งเสียงแซวพวกเขาเสียก่อน ต้นก็เลยปล่อยดิวแล้วเดินไปตบหัวเพื่อนร่างยักษ์ของตนเสียงดังลั่นบ้าน ดิวอยากจะขำนะ แต่กลัวว่าขำไปแล้วจะกลายเป็นศพ พี่คนนั้นกระโดดทับเขาทีเดียวคงไส้แตกแน่นอน

ดิวมารู้ชื่อพวกเขาจริงๆ ก็ตอนที่ต้นมันแนะนำ คนผอมชื่อฝุ่นและคนอ้วนชื่อพิกที่แปลว่าหมู ฝุ่นบอกให้ดิวเรียกพิกว่าพี่หมูได้เลยมันไม่โกรธ แต่สายตาที่พิกมองฝุ่นนี่คือ...พร้อมจะจับฝุ่นเชือดเต็มกำลัง กินมื้อเที่ยงกันเสร็จ ดิวก็อาสาล้างจานชามและเก็บโต๊ะให้ เผื่อพวกเขาจะไปทำรายงานกันต่อ ต้นมันขอตัวไปอาบน้ำก่อน ส่วนเพื่อนเขาทั้งสองคนก็อยู่กันชุดเดิม เน่ากันไปข้างล่ะวันนี้

หลังจากล้างจานเรียบร้อยดิวก็ตามต้นขึ้นไปข้างบน เขามีคำถามอยากจะถาม แต่ไม่กล้าถามต่อหน้าคนอื่นเพราะรู้สึกอาย แต่พอเข้าไปในห้องก็ไม่เห็นร่างของต้นคิดว่าคงเข้าห้องน้ำไปแล้ว เขานั่งลงบนเตียงพลางสำรวจห้องของต้นไปด้วย เมื่อเช้ารีบลงไปดูต้นก็เลยไม่ได้สำรวจห้องนี้เท่าไร ห้องของต้นไม่กว้างมากนัก มีตู้เสื้อผ้าขนาดกลางๆ กับเตียงนอนสำหรับสองคนทั้งที่นอนคนเดียว แล้วก็โต๊ะคอมพิวเตอร์สำหรับนั่งทำงาน พื้นที่ให้เดินมีไม่มากเหมือนห้องดิวนั่นแหละ หมู่บ้านเดียวกันก็เป็นแบบนี้แทบทุกหลัง

“อ่าว...มานอนอ่อยอยู่นี่ได้ไง” ร่างสูงใหญ่ที่มีแค่ผ้าขนหนูพันเอวเดินเข้ามาในห้องแซว เพราะเห็นดิวนอนเอนหลังอยู่บนเตียงของตัวเอง

“มึงทำรอยบนคอกูทำไม” นี่แหละที่จะถาม ดิวลุกขึ้นนั่งพลางมองหน้าคร้ามคมของแฟนหมาดๆ

“ทำสัญลักษณ์เอาไว้ไง ว่านี่...ของกู” เอ่อ...มันไม่มีอย่างอื่นที่เป็นตัวบ่งชี้แล้วหรือไงนะ

“อย่างอื่นก็ได้เหอะ” รู้สึกเก้ออีกแล้ว

“อย่างอื่น? อะไรวะ นั่นมันตีสามได้ล่ะมั้งมึง จะให้กูไปหาแหวนจากพงหญ้าหน้าบ้านหรือไง” ต้นเดินเข้ามาผลักหัวเบาๆ แต่ดิวก็ตีสวนกลับทันทีจนหลังสีแทนเป็นรอยแดง

“หายกัน” เป็นรอยเหมือนกันแล้วไง แค่ของต้นเป็นรอยตี แต่เขานี่เป็นรอยดูด คุ้มไหมเนี่ย...

“เล่นแบบนี้เหรอ”

“ใครเล่น กูไม่ได้เล่นเลยน้า” อย่าจ้องกันด้วยสายตาแบบนั้น ดิวรู้สึกหวั่นใจ

ต้นย่างสามขุมเข้ามาใกล้ เสื้อผ้าก็ยังไม่ใส่แบบนี้ล่อแหลมสุดๆ ดิวกระถดตัวหนีจนติดหัวเตียงซึ่งไม่มีทางให้ไปต่อแล้ว ต้นคลานมาคร่อมร่างเล็กเอาไว้ก่อนจะประกบปากลงมาที่กลีบปากสีลูกพีช ไม่ได้นุ่มนวลแต่ก็ไม่รุนแรงจนน่ากลัว ดิวตกใจนิดหน่อยเพราะตั้งตัวไม่ค่อยจะทัน จากนั้นต้นก็ดึงขาแล้วลากเขาให้ไปนอนอยู่ใต้ร่าง มือที่ว่างจากการค้ำยันตัวเองถูกสอดเข้ามาในเสื้อยืดสีขาว มือต้นเย็นมากเล่นเอาดิวขนลุกไปหมด

“อะ...อื้ม” เรียวนิ้วเย็นเฉียบสัมผัสเข้ากับยอดอก ทำเอาเขาถึงกับแอ่นร่างตอบสนองไปอย่างลืมตัว ต้นยกยิ้มพอใจ ทั้งที่ยังคงตะโบมจูบริมฝีปากของดิวเหมือนหิวกระหายมาเนิ่นนาน เขาเป็นฝ่ายสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากต้น จากตอนแรกที่หวาดๆ ตั้งตัวไม่ทัน ตอนนี้เขาเลือกจะคล้องแขนกับลำคอหนาเอาไว้แล้วตอบสนองจูบที่เร่าร้อนนี้อย่างเต็มใจ

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.24-100%

“ไอ้ต้นโว้ยยย ลงมาทำงาน!” เสียงทุ้มของพิกดังลั่นขึ้นมาจากชั้นล่าง ดิวสะดุ้งหน่อยๆ แต่ต้นถึงกับหัวเสีย

“ไอ้หมูอ้วน มึงจะไปกวนเขาทำไมวะ!” เสียงฝุ่นดังแว่วตามมา

“กวนอะไร นี่กูรอทำรายงานอยู่นะเนี่ย ไอ้เลวต้น! มึงลงมาทำงานเลยนะเว้ย!” พิกยังไม่หยุดเรียก

“กูว่ามึงลงไปเหอะ เดี๋ยวบ้านพังนะ” ดิวยอมคลายมือออกจากลำคอหนา

“กูจะลงไปฆ่ามัน” ต้นว่าเสียงเหี้ยม ลุกออกจากตัวดิวไปนี่หน้าตาบอกบุญไม่รับมากๆ

ดิวปล่อยให้ต้นแต่งตัว ไม่อยากอยู่มองเดี๋ยวอะไรๆ มันจะเลยเถิดอีก แต่เขาก็ไม่ได้ไปไหนไกลหรอก ยืนรออยู่หน้าห้องเนี่ยแหละ ไม่นานต้นก็ออกมา เจ้าตัวสวมเสื้อวงร็อกแขนกุดสีดำและกางเกงขาสั้น จากนั้นก็เดินดุ่มๆ ลงไปชั้นล่างไม่รอคนที่อุตส่าห์รออยู่หน้าห้อง

“กูพยายามห้ามแล้วนะ” ฝุ่นรีบออกตัวก่อนทันที

“ห้ามเพื่อ? มึงไม่รีบทำงานกันหรือไง กูล่ะอยากกลับไปนอนใจจะขาดแล้วเนี่ย” แต่พิกก็ดูจะไม่เข้าใจอะไรเลย

“มึงอย่าอยู่เลยไอ้พิก!” ต้นว่าแล้วกระโดดล็อกคอเพื่อนตัวเองตามด้วยจี้เอว

เออ...ต้นก็มีมุมแบบนี้เหมือนกันเนาะ

ดิวรีบหลบไปอยู่ในจุดปลอดภัยแล้วลากเก้าอี้กินข้าวมานั่งมองต้นปราบยักษ์ ถึงตัวจะใหญ่มากแต่พิกเป็นคนบ้าจี้ หมูอ้วนหัวเราะลั่นพลางดิ้น สะบัดจนต้นหล่นไปตรงโซฟา ถึงต้นจะล่ำสันและสูงเท่าพิก แต่ความอ้วนสู้พิกไม่ได้ อีกฝ่ายไม่รอช้าเข้าไปทิ้งร่างทับต้นทันที

โอย...คนมองอย่างดิวรู้สึกเจ็บแทน ไส้แตกไหมเนี่ย ถ้าเกิดไส้แตกม้ามแตกขึ้นมา พาต้นไปหาหมอเลยนะ เขาไม่รู้ไม่ชี้นะเว้ยเฮ้ย

“มึงหาเรื่องกูทำไมต้น” พิกถามเสียงเข้ม

“มึงอะแหละ ขัดความสุขกู” ต้นก็เค้นเสียงตอบ

“ขัดอะไรวะ? มึงแค่ขึ้นไปอาบน้ำ กูเห็นว่านานเลยตาม เป็นบ้าอะไรของมึง” คือพิกไม่รู้นี่เอง

“ต้นมันสวีตกับแฟนอยู่” ฝุ่นส่งซิกมาทางดิว

“แฟน?” พิกยิ่งงงเข้าไปใหญ่

“เออ เมื่อเช้ากูได้ยินแว่วๆ ใครตะโกนว่าดิวคบกับต้นแล้ว ใช่ปะวะ กูหูไม่ฟาดใช่ป้ะ” อ่อ เมื่อเช้าที่ไม้ตะโกน ดิวนึกว่าหลับสนิทกันหมดไม่น่าจะได้ยินเสียอีก

“งี้เมื่อกี้...” พิกมองดิวกับต้นสลับกัน แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม

“โทษทีเพื่อน กูไม่รู้ แฮ่ๆ” ถึงท่าทีจะเปลี่ยนไป แต่ต้นยังโกรธอยู่ เรียกว่าพิกแทรกเข้ามาตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มสุดๆ ขนาดดิวเองยังแอบเซ็งหน่อยๆ แต่ไม่บอกหรอก...มันน่าอาย

ต้นลงโทษเพื่อนด้วยการให้พิกทำงานมากสุด ตามด้วยฝุ่น ส่วนตัวเองสบายสุดๆ ชี้นิ้วสั่ง ทว่าพอเริ่มลงมือทำกันจริงๆ ก็เห็นว่างานในส่วนที่ต้องพิมพ์ลงโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดเสร็จหมดแล้ว ต้นเป็นคนบอกเพื่อนว่าดิวทำ รุ่นพี่ทั้งสองเลยแทบจะก้มกราบแถมยังมาชวนเขาไปช่วยทำงานอีก เห็นว่ามีอีกส่วนที่ต้องทำให้เสร็จ ดิวยินดีช่วยไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะเขาว่าง แต่เขาแค่ช่วยพิมพ์เท่านั้น ไม่ได้ช่วยหาข้อมูลแล้วทำสรุปอะไรให้ ความรู้ไม่ถึงอันนี้ต้องเข้าใจกันนิดหนึ่ง

ทั้งหมดทำงานลากยาวไปยันพระอาทิตย์ตกดิน ทำไปเล่นไปเสียด้วย ดิวไม่กล้าว่าอะไรพวกเขา ยังไงก็รุ่นพี่ โชคดีที่งานเหลือไม่เยอะมากก็เลยเสร็จเร็ว ไม่ต้องโต้รุ่งกันไปอีกหนึ่งคืน แต่แทนที่ทำงานเสร็จพวกเขาจะรีบพักผ่อน กลับควักโทรศัพท์มือถือออกมากดเข้าเกมพร้อมกันทั้งสามหน่อ ต้นจับดิวนั่งตักดูตนเองเข้าเกมที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้ เครื่องของต้นสภาพค่อนข้างเก่า ไม่สิ เคสต้นล่ะมั้งที่ทำให้มันดูเก่า ดิวรู้แล้วว่าโทรศัพท์มือถือที่ต้นเอามาให้น่ะเป็นเครื่องใหม่ที่เจ้าตัวเอาเงินเก็บไปซื้อให้เขา แต่ต้นกลับใช้เครื่องเก่าของตัวเองต่อไป

เขาแอบมองหน้าต้นนิดหน่อย รู้สึกว่า...ต้นก็มีมุมน่ารักเหมือนกันนะ ทั้งนั่งเฝ้ามองเขาจากหน้าบ้านและหน้าต่าง ทั้งซื้อเสื้อให้ ทั้งทำอาหารให้ ไหนจะซื้อโทรศัพท์มือถือให้อีก การกระทำทั้งหมดดูไม่เข้ากับวาจาดิบๆ ของต้นเลย

“มึงติดเกม” ดิวว่าเสียงเบาพลางจิ้มแก้มของต้นไปด้วย

“นิดเดียวเอง เล่นเกมนี้แล้วเดี๋ยวเลิก” ว่าจบก็หอมแก้มนิ่มหนึ่งที

“เฮ้ยๆ อย่าหวานมาก คนโสดสองคนนี้อิจฉาสัสอะ” พิกต่อว่าเข้าให้ แต่คนอย่างต้นหรือจะสะทกสะท้าน กลับหอมแก้มดิวรัวๆ ไปหลายฟอด แกล้งให้เพื่อนตัวเองอิจฉาตาร้อนผ่าว ส่วนดิวยังไม่ชินเลย ไม่คิดว่าต้นจะเป็นคนอย่างนี้ เอะอะก็หอมเอะอะก็จูบตลอด

“เตะแม่งออกจากทีมดีไหม” ฝุ่นว่าเสียงเขียว

“ใช่ๆ เตะแม่งออกจากทีมไปเลย” พิกก็ร่วมด้วย แต่ต้นมันไม่สนใจ นั่งขำเป็นบ้าเป็นหลังที่เห็นว่าตัวเองสามารถแกล้งเพื่อนได้ ขี้แกล้งจริงๆ เลย

เกมนี้ต้องเล่นเป็นทีม พวกเขาจึงนั่งรอคนเข้าทีมให้ครบกันอยู่สักพัก ไม่นานเกมก็เริ่ม ดิวนั่งมองหน้าจอที่อยู่ไม่ไกลตา ไม่เข้าใจตัวเกม เล่นยังไงก็งง ได้แต่นั่งอยู่บนตักต้นแบบนั้น ต้นส่งเสียงดังเมื่อทีมเข้าสู่ตัวเกม ด่าเพื่อนด่าคนในทีมที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดี แล้วใช่ว่าเพื่อนจะเงียบ พิกและฝุ่นด่ากลับไม่แพ้กัน ทว่าเมื่อคนในทีมออนไลน์คนหนึ่งตอบกลับมา พิกก็เปลี่ยนเป็นเสียงหวาน เพราะเขาคนนั้นเป็นผู้หญิง

“หายนะแล้วไอ้ต้นเอ้ย” ฝุ่นว่า ตายังไม่ละออกจากหน้าจอ

“ถ้ามึงตามแคร์รี่แต่ตัวนั้นนะ มึงตายไอ้พิก” ต้นข่มขู่

“ไรว้า น้องเขาเพิ่งเล่นเองนี่มึง”

“อย่ามาอ้าง” เสียงต้นโหดมาก นี่จริงจังกับเกมกันเกินไปหรือเปล่า ทีตอนทำรายงานไม่เห็นจริงจังกันมากขนาดนี้เลยนะ

ดิวนั่งมองเกมนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งทีมแพ้ ต้นให้เขาลุกออกจากตัว แล้วการตะลุมบอนก็เกิดขึ้น ฝุ่นและต้นรวมหัวกันยำหมูยักษ์ ดิวไม่เข้าใจ รู้แค่อีกฝ่ายทำให้ทีมแพ้ และสาเหตุก็เพราะพิกเอาแต่ตามปกป้องผู้หญิง ไม่ยอมปกป้องป้อมของตัวเอง

ดิวรีบพาตัวเองไปอยู่ให้ห่างจากพายุลูกนี้ เกิดซวยโดนลูกหลงไปด้วยมีหวังเจ็บหนักแหง แต่ถึงแม้ต้นและฝุ่นจะรุมยำพิก ทว่ากลับพ่ายแพ้ไปอย่างน่าอนาถ พากันนั่งหอบเป็นหมาหอบแดดกันทั้งคู่ พี่ยักษ์เรายืนจังก้าหัวเราะให้กับชัยชนะของตัวเอง ดิวก็พลอยขำกับเขาไปด้วยนั่นแหละ ตลกดีนะ

สนุกกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็ช่วยกันเก็บข้าวของ ต้นจะพาพิกและฝุ่นไปกินข้าวที่ร้านก่อนจะพาไปส่งบ้าน พวกนี้ดีใจใหญ่ได้กินข้าวฟรี ระหว่างขับรถ ต้นก็โทรไปบอกแม่ว่ากำลังจะไปที่ร้าน ทำรายงานเสร็จแล้วกำลังพาเพื่อนไปกินข้าว ซึ่งน้าลีลาก็ตอบรับกลับมาด้วยความยินดี

กว่าความสงบจะมาเยือนก็เกือบสามทุ่ม ตอนนี้พวกเรากำลังกลับไปที่บ้านหลังส่งฝุ่นเป็นคนสุดท้าย พอได้มองหน้าต้นตอนเพื่อนๆ ไม่อยู่แล้วก็เห็นว่าต้นค่อนข้างเพลียทีเดียว นอนไม่พอแถมยังต้องทำงานหนักอีก

“เดี๋ยว มึงจะแวะไปไหนเนี่ย” เห็นเลี้ยวเข้าห้างแล้วดิวก็งง นี่มันดึกแล้วนะ

“ไปหาซื้อของหน่อย” ต้นหาที่จอดได้ไม่ยากเพราะดึกแล้ว เพราะใกล้เวลาที่ห้างสรรพสินค้าจะปิด

ผู้คนแทบไม่มีและร้านรวงต่างๆ ก็แทบจะปิดกันหมด ต้นรีบลากดิวไปหาของที่ตนต้องการโดยที่ไม่ได้บอกอะไรเลย ดิวต้องเดินตามและก้าวยาวๆ เพื่อให้ทันคนตัวสูง เดินกันอยู่นาน ในที่สุดมันก็หยุดเสียที แต่ดันมาหยุดที่หน้าร้านทองเนี่ยนะ

“มาทำอะไรกันที่นี่วะ” ดิวเงยหน้ามอง ต้นไม่ตอบแต่พาเขาเดินเข้าร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“เอ่อ...ขอดูแหวนครึ่งสลึงหน่อยครับ”

อย่าบอกนะว่าจะซื้อให้ เดี๋ยวนะ...ไม่เคยมีคนมอบแหวนทองให้มาก่อน

“จะซื้อไปทำอะไร”

“ซื้อให้แฟน” ไอ้บ้า แฟนมึงก็กูนี่ไง ดิวเม้มปาก รู้สึกเขินจนทำหน้าไม่ถูก

พนักงานหยิบถาดแหวนขึ้นมา แค่บอกว่าตรงไหนคือครึ่งสลึง ต้นก็เอื้อมมือไปหยิบแหวนเกลี้ยงๆ ขึ้นมาดูทันที แต่ดูด้วยตาเปล่าไม่ได้หรือไงทำไมต้องเอานิ้วนางข้างซ้ายของเขามาลองสวมด้วย พี่พนักงานก็ใจดีช่วยดูขนาดให้ว่านิ้วเขาใส่ประมาณไหน

“นี่ค่ะ เบอร์ห้าน้องน่าจะใส่ได้” พี่พนักงานแนะนำไซซ์ที่ดิวจะใส่ได้ให้

“ไหนลองดิ๊” ต้นเอาแหวนเกลี้ยงที่เขาเรียกว่าลายปลอกมีดมาลองสวมนิ้วนางข้างซ้าย มันหลวมนิดหน่อย แต่ลองเบอร์สี่ไปแล้วมันคับเกิน

“เอาวงนี้ครับ” ต้นตัดสินใจเองเสร็จสรรพแล้วล้วงหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมานับเงินสดจ่ายพี่พนักงาน

ดิวพูดอะไรไม่ออก คนเจ้ากี้เจ้าการคือร่างสูง ที่จริง...ดิวเคยอยากสวมแหวนคู่กับแฟนตัวเอง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครยอม แม้เขาจะเป็นฝ่ายซื้อให้ แต่พวกนั้นก็หาข้ออ้างมาบอกตลอดว่าไม่ชอบบ้างล่ะ ไม่อยากใส่บ้างล่ะ แพ้โลหะบ้างล่ะ และบอกว่าเขาสวมแค่ฝ่ายเดียวก็เหมือนกัน พอตอนนี้ต้นซื้อให้ ดิวจึงดีใจมาก ติดอยู่อย่างเดียว...

“ทำไมให้กูใส่แค่คนเดียวล่ะ” หรือมันไม่อยากใส่แหวนคู่กับเขาเหมือนคนอื่นๆ

“ไม คิดว่ากูไม่อยากใส่คู่เหรอ” ต้นพาเดินออกมาจากร้านที่กำลังปิด ดิวเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตาคมดุคู่นั้น

“ใช่”

“เฮ้ย! ไม่ใช่แบบนั้น เงินไม่พอ” แล้วก็เปิดประเป๋าสตางค์ตัวเองให้ดิวดู ตอนนี้มันเหลือเงินห้าร้อยบาทติดกระเป๋า

“ถ้ากูซื้อให้ มึงจะใส่ไหม” หัวใจดิวเต้นระรัว กลัวคำตอบอยู่หน่อยๆ หวังว่าต้นจะไม่ปฏิเสธเขานะ

“ต้องซื้อให้ใหม่นะ ไม่เอาที่เคยให้คนอื่นมาให้กูนะ”

“บ้าเหรอ ใครจะทำแบบนั้น”

“พูดไว้ก่อน กูเองก็กลัวเหมือนกัน” หน้าตากวนตีนแบบนี้ไม่น่ากลัวได้

“กลัวอะไรวะ”

“กลัวมึงเห็นกูเป็นตัวแทนของใคร”

แค่นี้อะเหรอที่กลัว ดิวกอดแขนของต้นก่อนจะช้อนตามอง

“ไร้สาระ มึงจะเป็นตัวแทนใครได้ แฟนเก่ากูไม่มีใครปากแบบมึงสักคน แต่มึงเหอะ กูซื้อให้แล้วก็ช่วยใส่ด้วยนะ” พอพูดจบ ไอ้ต้นก็ยีหัวเขา

“แน่นอน ต้องใส่อยู่แล้ว” เห็นหน้าตายิ้มแย้มของต้นแล้วหมั่นไส้ชะมัดเลย

ทั้งคู่กลับมาถึงบ้านตอนสี่ทุ่มกว่าๆ ต้นรีบเข้าไปบอกแม่ทันทีว่าดิวจะซื้อแหวนให้

นี่เรื่องราวการคบกันของเราผู้ใหญ่รู้เลยอย่างนี้มันดีใช่ไหม แล้วดิวก็เพิ่งรู้ว่าเงินที่ต้นเอามาซื้อแหวนให้เป็นเงินเก็บของต้นเอง ถึงลีลาจะมีเงินเยอะ เป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ต้นก็ไม่ได้เอาเงินแม่ตัวเองมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ต่างจากแฟนเก่าของเขาทั้งหมด คนเหล่านั้นมีเงินมาซื้อของให้เขา ทว่าเงินพวกนั้นกลับเป็นเงินพ่อแม่ ดิวก็ไม่มีสิทธิ์ว่าหรอก เพราะเขาเองซื้อของให้แฟนก็ใช้เงินพ่อแม่เหมือนกัน

“แม่คร้าบ…” ต้นลากเสียงอ่อนเสียงหวาน เอาหัวถูไถไหล่บอบบางราวกับอ้อนขอ ดิวนั่งข้างไม้ ทั้งสองคนมองผู้ชายร่างใหญ่แต่มุ้งมิ้ง

“อะไรครับคุณลูก”

“ให้ดิวมานอนกับผมนะ” เอิ่ม...เรื่องนี้ควรปรึกษาเขาก่อนนะ ลีลายิ้มขำ เธอเขกหัวลูกชายตัวดีไปหนึ่งที

“ไม่ได้ หนูดิวเป็นลูกแม่ ต้องนอนกับแม่เท่านั้น”

“ไรอ่า...แฟนกันต้องนอนด้วยกันสิครับแม่” ต้นยังไม่ลดความพยายามในการขอ

“โอ๊ะ ยิ่งไม่ได้เลย เดี๋ยวหนูไปทำอะไรน้องดิวจะทำไงล่ะ” ลีลาพูดตรงเกินไปจนคนโดนทำอะไรไปแล้วหน้าแดงซ่านด้วยความเขิน ถึงมันจะแค่กอดกับจูบก็เถอะ แต่ก็เกือบนะ

“ต้นไม่ทำหรอก แค่นอนกอดกัน” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบนั้นเนี่ยนะ พูดไปใครจะเชื่อ

“เหรอ ไอ้นอนกอดกันเนี่ยตัวดี กอดไปกอดมา เสร็จกันเฉย”

เอาเข้าไป เขาจะบึ้มตัวเองทิ้งได้แล้ว ไม้นี่ไม่ขงไม่เขินกับเขาบ้าง มันนั่งขำคิกคักคนเดียวเนี่ย

“แหงะ แม่ไม่เชื่อใจต้นเหรอครับ”

“ใช่ครับ แม่ไม่เชื่อใจต้นครับ”

ชัดเจน! ต้นได้แต่หันมามองเขาตาละห้อย เรื่องนี้เขาไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

ลีลาดึงดิวมานั่งอีกฝั่งและผลักไสต้นให้ลงไปนั่งด้านล่าง แต่ต้นก็งอแงไม่ยอมง่ายๆ เล่นใหญ่ขนาดลงไปนั่งที่พื้นแล้วเอาหัวถูไถขาแม่ตัวเองเพื่ออ้อนวอนให้ได้นอนห้องเดียวกับดิว

“ฝันไปได้เลยต้น แม่ไม่ปล่อยเนื้อชิ้นงามให้เข้าไปอยู่ในอาณาเขตของเสือหรอก น้องดิวก็ต้องระวังนะลูก อย่าไปหลงคารมเจ้าต้นมัน เดี๋ยวเสร็จมันไม่รู้ตัว”

ผมเกือบแล้วฮะคุณน้า เกือบไปสองรอบสามรอบแล้วด้วย

“โห่แม่...”

“ไว้น้องเข้ามหา’ ลัยได้ค่อยนอนด้วยกัน เอ๊ะ หรือควรเรียนจบก่อนดี ต้องเรียนจบก่อนสิเนอะ” ต้นตาโต ร้องโอดครวญเหมือนจะตายให้ได้ อ้อนแม่ไม่เป็นผลเอาเสียเลย น่าสงสารอะ ไว้แม่ไม่อยู่แล้วเขาจะปลอบใจนะ

ลีลาตัดรำคาญต้นด้วยการพาดิวขึ้นห้องนอนและสั่งห้ามต้นเข้ามายุ่งเด็ดขาด จะสวีตกันอย่างไรไม่ว่า แต่ห้ามบุกรุกเข้ามาและห้ามดิวออกไป คนตัวเล็กสังเกตว่าคุณน้าไม่ได้จริงจังในการสั่งลูกชายคนโตและเขาเท่าไรนัก เหมือนแค่เล่นกันขำๆ แต่ก็ไม่รู้สิ...ดิวอยากไปนอนกับต้นเหมือนกันนะ

ระหว่างนอนเล่นอยู่ เขาก็คิดไปด้วยว่าจะแอบออกไปนอนห้องต้นดีไหม ถ้าไปเคาะห้องต้น อีกฝ่ายคงยินดีต้อนรับเขาแน่ๆ แต่มองหน้าคุณน้าแล้วก็ไม่อยากขัดคำสั่ง คุณน้าคงเห็นว่าเขายังไม่ยอมหลับ เธอเลยลูบหัวเขาเบาๆ เหมือนกล่อมให้หลับได้แล้ว พอโดนทำแบบนั้นความคิดฟุ้งซ่านของเขาก็ถูกปัดเป่าออกไปจนหมดและหลับไปอย่างรวดเร็ว

ตอนเช้าลีลาไม่ได้ให้ใครไปปลุกต้น โต๊ะอาหารในเช้าวันนี้เลยมีแค่สามคนเท่านั้น และวันนี้ไม้ก็จะไปช่วยงานแม่ที่ร้านอาหาร ดิวก็อยากไปนะ แต่ก็อยากอยู่กับต้นด้วย นี่ยังคิดเลยว่ากินเสร็จจะขึ้นไปนั่งเล่นในห้องอีกฝ่าย

“น้องดิวอยู่บ้านเฝ้าเจ้าต้นมันละกันลูก” คำพูดที่รู้ใจมากๆ ทำเอาดิวสะดุ้งไปหน่อย

“อ่า...ครับ”

“ระวังโดนกินนะดิว พี่เรามันเสือหิว ไม่สิ มันโหยเลยแหละ” ดิวหน้าแดงไปหมด พยักหน้ารับแกนๆ ไม่กล้าสบตาใคร

“ไม้นี่ก็ไปแซวเพื่อน แต่น้าเห็นด้วยกับเจ้าไม้นะ น้องดิวก็ไม่ต้องไปหลงคารมมันหรอก เรื่องแบบนั้นไม่จำเป็นเสมอไป”

“จริงเหรอครับ” เขาอายนะที่ต้องพูดเรื่องแบบนี้กับผู้หญิง แต่ดูเหมือนคุณน้าจะเป็นคนเดียวที่เขาพูดเรื่องนี้ด้วยได้

“จริงสิจ๊ะ เซ็กซ์เป็นเพียงองค์ประกอบของคู่รัก ไม่ใช่แก่นของความรักนะลูก” เขินหนักเข้าไปอีก ตอนที่ยังเป็นเพื่อนกับคิงและกาน พวกเราพูดตรงๆ แบบนี้บ่อย แต่เจอผู้ใหญ่พูดแบบนี้ดิวไม่ชินเลย ไม้เห็นเขาหน้าแดงก็ขำ มันน่าขำตรงไหน เรื่องแบบนี้เขาพูดกันตรงๆ อย่างนี้เหรอไง

“หนูเขินเหรอ ฮ่าๆ ธรรมดา แรกๆ เจ้าต้นเจ้าไม้ก็เขินน้า เดี๋ยวก็ชินไปเองลูก มันเป็นเรื่องธรรมชาตินะ อีกอย่างการพูดเรื่องแบบนี้กันตรงๆ น้าว่ามันดี จะได้ไม่ต้องไปหาคำตอบเอาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ที่สำคัญน้าไม่ได้สั่งห้ามเด็ดขาดว่าอย่านะ ห้ามนะ แต่น้าแค่อยากให้เราให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่กันและกันมากกว่าเรื่องอย่างว่า” คุณน้าพูดปกติมาก และไม้ก็นั่งฟังเฉยๆ ไม่มีอาการใดๆ มีแค่เขาคนเดียวที่เก้อเขินกับสิ่งที่เธอพูด

“ครับ” ดิวขานตอบเสียงเบาหวิว ลีลาเอื้อมมือมายีหัวดิวที่ไม่ประสีประสาก่อนจะเก็บจานข้าวของตัวเอง ดิวและไม้ก็กินเสร็จกันแล้ว พวกเขาเลยแบ่งกันล้างจานและเก็บโต๊ะ ส่วนคุณน้าขึ้นไปเอากระเป๋า

เขาส่งทั้งสองคนขึ้นรถ ยืนมองจนกระทั่งรถเก๋งสีดำวิ่งหายลับไปแล้วถึงได้ปิดรั้วบ้านให้ ตอนนี้ในบ้านมีแค่เขากับต้น ถึงจะรู้สึกแปลกๆ ไปหน่อย ใจสั่นไปนิด แต่ดิวก็เดินขึ้นมาที่ห้องนอนของต้นเสียแล้ว

ลองบิดลูกบิดดูปรากฏว่าต้นไม่ได้ล็อกห้องเช่นเดียวกับครั้งก่อนๆ ที่สามารถเปิดเข้าไปด้านในได้เลย ดิวเปิดมันเบาๆ ไม่ให้รบกวนคนตัวใหญ่ ต้นนอนคว่ำถอดเสื้ออยู่บนเตียง มากี่ทีก็ไม่เห็นใส่เสื้อนอนเลย ขี้ร้อนหรือก็ไม่ ดูต้นห่มผ้าสิ แบบนั้นเรียกหนาวต่างหาก

ดิวถือวิสาสะนั่งลงที่ข้างเตียง มองเสี้ยวหน้ายามหลับของต้นยิ้มๆ ดูไปดูมาก็สังเกตเห็นว่าไรหนวดเริ่มจะขึ้นแล้ว เขาเคยเห็นต้นไว้หนวดสมัยตอนยังเรียนอยู่ประถม ส่วนต้นเรียนมัธยมหนึ่ง ดิวว่าตอนนั้นมีหนวดก็หล่อเข้มดีเหมือนกันนะ

ตอนนั้นลีลาบ่นลูกชายคนโตทุกวัน ทำไมเกเร ทำไมดื้อ ทำไมไม่ตั้งใจเรียน ต้นก็ลอยหน้าลอยตา หอมแก้มแม่แล้วหนีขึ้นห้องทุกที เรียกว่าเป็นภาพชินตาก็ได้ แล้วบางทีถ้าลีลาไม่อยู่ ต้นก็จะแกล้งดิวก่อนหนีขึ้นห้องทุกที

แต่ตอนนี้เขามีโอกาสเอาคืนแล้วนี่นา...ไม่ดีกว่า ปล่อยให้นอนเถอะ อุตส่าห์ตั้งใจทำรายงานจนอดหลับอดนอนขนาดนั้น ต้นควรได้หลับเต็มตื่นเป็นรางวัล ดิวค่อยๆ เอนตัวลงนอนข้างต้นให้เบาที่สุดเพื่อต้นจะไม่ตื่นขึ้นมา

“อะ...” แต่มันคงเบาไม่พอ ต้นถึงรวบร่างเขาเข้าไปกอดได้เร็วขนาดนี้ หัวยังไม่ถึงหมอนเลยด้วยซ้ำ

“กี่โมงแล้ว” เจ้าตัวครางถามเสียงยานคาง ไม่ลืมตามอง เล่นนอนคว่ำซุกหน้ากับซอกคอของเขา

“รู้ไปทำไมล่ะ นอนไปเหอะ” ตอนนี้หัวใจดิวเต้นแรงมาก แค่หันหน้าไปด้านข้าง แก้มของเราก็จะชนกัน

“อยากรู้ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้ นอนเลย” ดิวทำอย่างที่คุณน้ามักทำกับเขาทุกคืน คือลูบหัวต้นเบาๆ เจ้าตัวปรือตามองนิดหน่อย

“กล่อมแฟนทุกคนแบบนี้ป้ะ” เขารีบส่ายหัวดิก

“เปล่า ไม่เคย” ไม่เคยได้อยู่กล่อมใครทั้งนั้น ทำอย่างว่าจนหลับกันไปข้าง ตื่นมาโชคดีก็เจอหน้า โชคร้ายอีกฝ่ายก็กลับไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ดิวจะโชคร้าย

“รู้สึกพิเศษโคตรๆ” ต้นว่าแล้วก็นอนต่อ

ดิวลูบหัวต้นจนรู้สึกว่าหลับสนิทถึงได้หยุดมือ แล้วเอาแก้มตัวเองวางบนแก้มที่สากด้วยหนวดเคราแล้วหลับตาลงบ้าง เขาไม่ได้ง่วง ไม่รู้สึกอยากหลับแต่อยากนอนอยู่กับต้นแบบนี้ไปนานๆ ถ้าเขาบอกว่าเขาชอบที่จะนอนกอดกันเฉยๆ มากกว่าทำกิกรรมเข้าจังหวะ ต้นจะเบื่อเขาไหม มันจะเชื่อหรือเปล่าดีกว่า ในเมื่อเห็นเขาเอาแต่ทำแบบนั้นอยู่กับเหล่าแฟนเก่าตลอด

อันที่จริงก็เกือบจะได้ทำอะไรกันอยู่หลายครั้งนี่เนอะ ติดที่มักมีอะไรมาขวางเสมอ ถ้าตื่นมาต้นคงมีแรงมากแน่ๆ แล้วดิวก็ไม่น่าจะรอดพ้นเงื้อมมือของต้นได้ บ้านที่มีแค่เราสองคน ทางสะดวกมากขนาดนี้ต้นไม่ปล่อยเขาเอาไว้แน่เลย

อ่า...คิดแล้วก็ใจสั่นไปหมด

ดิวพยายามเปลี่ยนเรื่องคิด นึกย้อนไปสมัยเด็กๆ ที่เห็นกันมาตั้งแต่แก้ผ้ากระโดดน้ำสระในหมู่บ้าน ตอนนั้นลีลาต่อว่าเด็กชายต้นยกใหญ่ เขาให้ใส่ชุดว่ายน้ำก็ไม่ยอมใส่ บอกมันรัดไข่ไม่ชอบ นึกแล้วก็ฮา ต้นในตอนนั้นปัญญาอ่อนจริงๆ หนีจากว่ายน้ำไปวิ่งเล่นอยู่รอบสระกับเพื่อนวัยเดียวกัน ส่วนดิวกับไม้ก็หัดว่ายน้ำด้วยกัน เมื่อก่อนเขากับไม้เป็นเด็กหงิมๆ ด้วยกันทั้งคู่ เลยอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ เวลามีเพื่อนมาแกล้งต้นก็จะคอยปกป้องเขาและไม้ แต่กลับแกล้งเขาเสียเองแถมยังมีหน้ามาบอกว่ามันมีสิทธิ์ผูกขาดในตัวเขาคนเดียวด้วย

ตอนนั้นดิวไม่เข้าใจคำว่าสิทธิ์ผูกขาดคืออะไร แต่ก็ไม่มีใครแกล้งเขานอกจากต้น ที่จำแม่นมากคือตอนนั้นทั้งสามไปเล่นกันที่สวนสาธารณะ ลีลาซื้อแฮมเบอร์เกอร์มาให้แล้วมันมีซอสพริก ดิวเป็นคนกินเผ็ดไม่ได้เลยตอนเด็กๆ แต่ต้นแอบใส่ซอสพริกลงไปในแฮมเบอร์เกอร์แล้วเขาไม่รู้ ดิวกินมันเข้าไป เผ็ดจนร้องไห้ แทนที่ต้นจะสงสารกลับหัวเราะแล้วก็บังคับให้ดิวกินให้หมด เขาไม่กิน วิ่งไปฟ้องคุณน้า ต้นก็เลยโดนตี ตอนโดนตีต้นร้องไห้ขี้มูกโป่งเลย เขานี่หัวเราะจะเป็นจะตาย

วีรกรรมที่ต้นทำกับดิวเยอะจนจำแทบไม่หมด หลังจากนั้นเวลานึกถึงหน้าหรือได้ยินชื่อ เขาจะนึกออกแค่ต้นชอบแกล้ง แล้วก็ปากหมาโคตรๆ ต้นดีกับน้องชายแค่คนเดียว นอกนั้นไม่ยอมใครเลย หัวหน้ากลุ่มก็ต้องเป็น ไม่งั้นต้นต่อยปากแตก ไม่มีใครกล้าหือกับต้น ทุกคนบูชาและกลัวต้นมาก แต่ก็นั่นแหละ...ต้นโดนตีบ่อยมากไม่แพ้ความกร่างที่ตัวเองมีเลย

ดิวยังเคยคิดเลยนะว่า ชาตินี้คงไม่มีวันได้ญาติดีกับต้นหรอก ถึงต้นจะเป็นป๊อปปี้เลิฟตอนเด็กๆ แต่เขาก็เกลียดขี้หน้าต้นมากเช่นกัน บางครั้งก็แปลกใจว่าทำไมต้องคอยเอาแต่แกล้งเขาด้วย เขาไม่เคยทำอะไรให้ต้นเลยนะ จองล้างจองผลาญกันอย่างกับดิวไปเผาบ้านต้นทิ้ง ดิวเคยถามด้วยว่าทำไมต้องแกล้ง แต่ต้นลอยหน้าลอยตาแล้วบอกว่าสนุกดี น่าเกลียดไหมล่ะ คิดแล้วก็มองดูหน้าต้นตอนนี้ เอาคืนสักทีเขาจะโดนตีกลับไหมนะ

“อื้อ!” จู่ๆ วงแขนของต้นก็รัดแน่นขึ้น พร้อมกับที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาจูบปากดิวไวๆ

“นอนจ้องกันอยู่ได้ คิดอะไรไม่ดีเปล่าเนี่ย” คิด คิดเยอะมากด้วย

“ปล่อยดิ แน่นไปอะ” ดิวบอกเสียงเบา

“บอกมาก่อนว่าลืมตามามองหน้ากูนี่มีอะไร” นี่แสดงว่านอนมองมาตลอดหรือไง

“รู้ได้ไงล่ะ”

“ก็เห็น”

“เห็นอะไร หลับอยู่ไม่ใช่ไง” ต้นฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์

“หลับ...ซะทีไหนล่ะ” แล้วร่างใหญ่ๆ ก็ขึ้นมาคร่อมเขาเอาไว้ทั้งตัว แต่ไม่ได้เทน้ำหนักลงมามากให้อึดอัด

“อ่า...”

“บอกมาสิ ว่าจู่ๆ ลืมตามองกูนี่มีอะไร” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กับใบหน้าที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้ทำเอาดิวใจสั่นไปหมด เขาเม้มปากพยายามจ้องหน้าคร้ามคมกลับ

“ก็...คิดถึงเรื่องที่มึงเคยแกล้งกู”

“ยังโกรธอยู่ใช่ปะ” ดิวส่ายหน้า

“เปล่า แค่มันเขี้ยว อยากเอาคืนบ้าง” บอกไปแบบนั้นต้นก็หัวเราะ

“เอาน่า อย่าถือสากูนักเลย หายๆ กันไปเหอะ เนอะ”

“เรื่อง! หายกันง่ายๆ ได้ไง” ต้นเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนปากของเราเกือบชิดกัน

“น้า...ยกโทษให้กูเถอะ กูยอมทุกอย่างเลย” โอ้ย นี่จะยั่วกันไปไหน ดิวหน้าร้อนไปหมด ทำอะไรไม่ถูก หาคำพูดตัวเองก็ยังไม่เจอ ไม่คิดว่าต้องมาเก้ๆ กังๆ ต่อหน้าต้นแบบนี้

“งั้นลงไปจากตัวกูสิ”

“เอางั้นจริงเหรอ” ดิวพยักหน้า อยู่ใกล้มากมันเขินน่ะ

“ลงไปแล้วจะยกโทษให้”

“ก็ได้ ลงแล้วๆ” ต้นกดปากลงบนปากเขาหนักๆ หนึ่งทีแล้วกลิ้งลงไปนอนดีๆ บนเตียง

ทั้งคู่นอนเล่นกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรแต่ดิวรับรู้ได้ว่าร่างสูงข้างๆ นอนจ้องหน้าเขาอยู่ไม่ละสายตาไปไหน นั่นเป็นเหตุให้เขาไม่กล้าขยับตัว

คนอื่นยังไม่เห็นต้องอายขนาดนี้เลยไอ้ดิว ทีงี้จะมาป๊อดต่อหน้าไอ้ต้นคนปากหมานี่นะ ไม่เอาสิ...มันต้องไม่ใช่แบบนั้น

ดิวกล่อมตัวเองก่อนพลิกร่างหันไปจ้องหน้าต้นบ้าง ต้นนอนตะแคงกอดอกตัวเองอยู่ พอเขาหันไปสบตา อีกฝ่ายก็ยิ้มบางๆ ต้อนรับ

“ถามอะไรหน่อยสิ” ดิวเม้มปากแน่นขณะที่คิดคำถาม ด้วยความที่เกลียดขี้หน้าต้น ก็เลยไม่รู้เรื่องของต้นมากนัก อย่างเช่น...เรื่องแฟน

“ได้สิครับ เชิญ” ดูทำหน้าทำตา จะทะเล้นไปไหน

“มีแฟนมากี่คนอะ” ต้นเลิกคิ้วเหมือนจะบอกว่าเอาจริงดิ ดิวจ้องหน้ามันเพื่อรอคำตอบ

“ก็...สองคนมั้ง” คนแรกตอนยังไม่รู้ตัวว่าชอบดิว ส่วนอีกคนนี่เขารู้ตัวแล้วว่าชอบเด็กตัวเล็กบ้านตรงข้าม แต่พยายามคบคนอื่นเผื่อว่าความรู้สึกนั้นจะหายไป แต่ก็ไม่

“รักปะ”

“ก็ต้องรักปะ”

“แล้วทำไมเลิกกันอะ” ต้นมีท่าทีสบายๆ ต่างจากดิวที่ค่อนข้างเครียด ไม่รู้เครียดทำไมแต่มันตื่นเต้นและกดดันแปลกๆ นี่เขาเป็นคนตั้งคำถามเองนะเนี่ย

“ไม่รู้ดิ จู่ๆ มันก็เลิกรักกันไปเอง”

“มันจะเกิดขึ้นกับกูด้วยใช่ปะ” เป็นคนถามแต่กลับกลัวคำตอบ ดิวว่ามันออกมาทางสีหน้าแน่ๆ ต้นยิ้มอ่อนโยน ร่างใหญ่เคลื่อนเข้ามาใกล้แล้วสวมกอดเอวเล็กเอาไว้

“ถ้ามันจะเกิดขึ้นกับมึงด้วย มันคงเกิดขึ้นนานแล้ว” ดิวฝังหน้าตัวเองเข้าที่แผ่นอกเปล่าเปลือย คำถามที่อยากจะถามต่อมันน่าตื่นเต้นมาก รู้สึกว่าปากคอตัวเองสั่นไปหมด

“เหรอ แล้ว...แล้วมึงชอบกูตั้งแต่เมื่อไรอะ” ดิวไม่เคยถามแฟนคนไหนแบบนี้ แต่กับต้นมันแตกต่างกว่าคนอื่น ดิวอยากรู้เหตุผลที่อีกฝ่ายชอบเขา

“มารู้ตัวว่าชอบตอนมึงขึ้นมอปลายมั้ง แล้วก็แอบชอบมาเรื่อยๆ ให้ไอ้ไม้ตามดูให้ว่าตอนนี้มึงคบใครไหมอะไรแบบเนี้ย เอ้อ...พูดแล้วเขินเนอะ” ต้นขำ ดิวไม่ขำตามแต่ก็มีความสุขที่ได้รู้

“มึงไม่รังเกียจกูใช่ไหม”

“รังเกียจเรื่องไรวะ อย่าบอกนะว่าเรื่องที่มึงเป็นของคนนั้นคนนี้มาก่อน ช่างมันเหอะดิว กูไม่เห็นสนใจเลย กูมีความสุขจะตายที่ได้คบมึงเนี่ย มึงก็ด้วย จงมีความสุขที่ได้คบกู ปล่อยเรื่องพวกนั้นทิ้งแม่งไปให้หมด เริ่มต้นใหม่กับกูแล้ว อะไรไม่ดีอย่าเอามาจำ รู้ป้ะ” ต้นกระชับอ้อมกอดแนบแน่นยิ่งขึ้น ดิวเองก็โอบกอดร่างใหญ่เอาไว้ พยักหน้าเบาๆ รับรู้ทุกคำพูดของต้น

ดิวเป็นฝ่ายขยับตัวออกมาจากวงแขนนั้นแล้วเคลื่อนเข้าไปจูบปากเบาๆ จากนั้นต้นก็จับท้ายทอยดิวกดเอาไว้แล้วจูบตอบกลับหนักหน่วง ลิ้นนุ่มนิ่มเข้ามาในโพรงปากของเขาช้าๆ แต่มันกลับเร่งเร้าอย่างประหลาด ต้นดูดดุนลิ้นของดิวเล่นก่อนจะเอาลิ้นตนมาพัวพัน เขาพยายามตอบสนองกลับเท่าที่ความสามารถของตัวเองจะทำได้ พักเดียวก็กลายเป็นดิวที่รุกรานต้นบ้าง

แทบไม่รู้ตัวเลยว่าเขาได้ขึ้นมาอยู่บนลำตัวหนาๆ ต้นใช้มือหนึ่งกอดเอวของเขาและอีกมือก็ไล้ไปตามแผ่นหลัง จากด้านนอกคืบคลานเข้ามาสัมผัสผิวเนื้อที่ร้อนผ่าว ดิวรู้ว่าตัวเองไล่ต้อนต้นไม่ได้ อีกฝ่ายแค่ทำตัวเป็นผู้ตามที่ดีปล่อยให้เขาได้มอบความสุขนี้ให้บ้าง เขาเองก็ชอบที่ได้เป็นฝ่ายจูบอย่างดูดดื่ม ความต้องการค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นจากทั้งสัมผัสด้วยมือและปาก ส่วนนั้นของต้นตื่นแล้วและเขาก็เช่นกัน...

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.25-100%

ดิวย้ายไปจูบและดูดลำคอหนา จะว่าหน้าไม่อายที่ทำแบบนี้ก็ได้ เขาแค่รู้สึกว่าถ้าเรารักเขาเราก็ต้องทำให้เขามีความสุข เรื่องบนเตียงจะมาเกี่ยงมาเหนี่ยมอาย เขาก็หนีไปหาคนอื่นหมดสิ เราไม่ใช่ผู้หญิงนะ เราเป็นผู้ชาย ดังนั้นเขาจึงพร้อมที่จะทำให้คนที่เขารักมีความสุข ถึงแม้มันจะฝืนตัวเองมากไปหน่อยก็ตาม

เขารู้สึกดีเมื่อทำให้ร่างด้านใต้หอบกระเส่าด้วยความพึงพอใจ และมันยังทำให้เขาคึกคักและมีความอยากเพิ่มพูนขึ้นไปอีก ขณะที่ดิวเลียลำคอของต้นอยู่ ต้นก็หอมกกหูของเขาทั้งยังเลียมันจนขนลุกไปหมด ปกติดิวจะเจอแต่คนนอนเฉยรอให้เขาปรนเปรอ พอโดนทำทั้งที่เล้าโลมอีกฝ่ายอยู่ เขาก็ชักไปต่อไม่เป็น ร่างกายชะงักค้างไปชั่วครู่ แต่ดิวฮึดขึ้นมาอีกแล้วพยายามพรมจูบแทบทั่วลำคอ

“มึงอยากอ่อ...” เสียงต้นสั่นมาก ดูเหมือนคนกำลังทรมานและอดทนอยู่ แต่คำถามของต้นทำให้ดิวนิ่ง เขาเงยหน้ามองดวงตาเคลือบความต้องการ ต้นมองมาด้วยความเร่าร้อน ดิวรู้...ดิวเข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้หรอก แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถามแบบนี้

“ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ” เขาถามมันออกไปตรงๆ ไม่ปฏิเสธว่าตอนนี้ก็อยาก แต่มากกว่าที่ตัวเองอยากคือดิวอยากให้ต้นมีความสุข

“ก็...เฮ้อ” ถอนหายใจทำไม เขากำลังจะถาม แต่ต้นดันดึงร่างของเขาเข้าไปกอดเสียก่อน

“มึงทำแบบนี้ให้กับทุกคนของมึงใช่ไหม” ทำไมเขารู้สึกว่ามันมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ในน้ำเสียง ไหนว่าไม่รังเกียจที่เขาเป็นแบบนี้ไง

“มึงรังเกียจใช่ไหม”

“ไม่ใช่ แค่อิจฉา” อ่า...จะอิจฉาทำไมกันล่ะ ก็กำลังจะทำให้อยู่นี่

“เดี๋ยวกู...ทะ...อื้อ” ต้นไม่ปล่อยให้ดิวพูดให้จบ จูบปิดปากดิวก่อนจะลูบหัวแล้วมองหน้า

“ฝืนตัวเองอยู่หรือเปล่าวะ”

จะทำให้กูไปไม่เป็นไปถึงไหนนะ คนอื่นไม่เห็นถามแบบนี้เลย แล้วเขาต้องตอบว่ายังไง

“กู...”

“อายจนใกล้ตายยัง”

เน้ อย่ามารู้ทันคนอื่นได้ปะ ดิวมองค้อนต้น แต่มันกลับขำเขาจนไหล่สั่น

“หน้ามึงแดงไปหมดเลย แดงยันหูยันคอไปแล้วเนี่ย ตื่นเต้นใช่ปะ” ดิวพยักหน้า

“นิดหนึ่ง”

“ไม่นิดมั้ง กูถามตรงๆ ว่ามึงอยากไหม” ถามตอนนี้ก็ต้องพยักหน้าสิ

“อื้ม...”

“มึงอะทะลึ่ง เป็นเด็กเป็นเล็ก”

อ่าว ว่าเขาอีก มันถามเขาก็ตอบแท้ๆ

“งั้นไม่อยากแล้ว” ดิวพยายามจะดันตัวเองออก

“แม่รู้นะ แม่ต้องฆ่ากูแน่ๆ อีกอย่าง...กูไม่อยากเหมือนคนอื่นๆ ของมึงวะดิว” เขามองหน้าต้น มองอย่างไม่เข้าใจ มันไม่เหมือนอยู่แล้วเพราะมันคนละคนกัน

“กูไม่อยากเหมือนพวกที่เข้ามาเพื่อฟันแล้วทิ้ง แต่บอกก่อนว่ากูไม่ได้รังเกียจ กูก็อยาก มากด้วย แต่กูไม่อยากทำเหมือนมึงเป็นสิ่งของอะดิว ไม่อยากให้ความรักของเรามันเริ่มต้นด้วยคำว่าเซ็กซ์เลยอะ มึงเข้าใจกูป้ะ” พอต้นอธิบาย หัวใจดวงน้อยก็เต้นรัวแรงไปหมด รวมทั้งหัวใจที่อยู่ใต้แผ่นอกหนานั่นด้วย แววตาที่จริงจังและถ้อยคำที่มั่นคงเหมือนตอกลงมาในสมอง ดิวโอบกอดต้นแนบแน่น ฝังหน้าลงกับคอของต้นพร้อมกับน้ำตาแห่งความปลื้มใจ

ไม่รู้สิ...ไม่เคยมีใครให้คุณค่ากับเขาขนาดนี้มาก่อน ทุกคนหวังแต่จะตักตวงจากเขา ต้องทำในสิ่งที่ร่างกายต้องการ เขาเชื่อว่าทำแบบนี้แล้วทุกคนจะรัก แต่กับต้นมันไม่ใช่ ต้นไม่ได้รักเขาเพราะเรื่องแบบนี้ มันทำให้เขารู้ว่า...เขาไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าแลกก็สามารถได้รับความรักจากคนอื่นได้ ลึกๆ ดิวรู้สึกขอบคุณต้น ใช่เขาอยาก...เขาอยากให้ต้นมีความสุขและอยากให้ต้นรักเขา หากเขาทำให้ต้น...ต้นต้องรักเขา ดิวคิดแบบนั้น

แต่ไม่ใช่...ต้นคิดต่างออกไป

“กูแคร์มึงนะดิว” ต้นหอมศีรษะของดิวเบาๆ มันทำให้คนตัวเล็กในอ้อมกอดสะอื้น

ต้นปลอบดิวยกใหญ่ แล้วยิ่งปลอบก็ยิ่งร้องไห้งอแงเป็นเด็กเล็กๆ เสียงสะอื้นของดิวคลอไปกับเสียงหัวเราะแกมเอ็นดู ต้นพยายามเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าให้ก่อนจะจูบเบาๆ ที่หน้าผาก ดวงตาเย้าหยอกของต้นทำให้ดิวเขินจึงหนีหน้าด้วยการกอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่นๆ แล้วซุกหน้าลงกับอก

ใช้เวลาอยู่นานกว่าดิวจะหยุดสะอื้นได้ หน้าอกต้นชุ่มน้ำตาดิวไปหมด เขาอายเหมือนกันที่ต้องดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาต่อหน้าต้นแบบนี้ ทั้งที่ที่ผ่านมาก็ทำเป็นกล้าแกร่งมาตลอด ต้นไม่ได้หยอดคำแซวอะไรให้อายเพิ่ม ร่างใหญ่จับดิวนอนบนเตียงดีๆ เช็ดคราบน้ำตาให้สะอาดแล้วขอตัวไปอาบน้ำ ก่อนจะไปยังมีการก้มหน้ามาจูบหน้าผากเขาอีก

จะทำให้ใจหวิวไปถึงไหนนะ...

คิดแล้วก็เขินขึ้นมาดื้อๆ ดิวดึงผ้าห่มที่มีแต่กลิ่นตัวของอีกฝ่ายมาห่ม คลุมปิดหน้าไปเลยเพื่อซ่อนหน้าแดงๆ ของตัวเองจากอะไรก็ไม่รู้ ต้นต้องออกไปอาบน้ำข้างนอกเพราะห้องนี้กับห้องของไม้ไม่มีห้องน้ำในตัว จะมีแค่ห้องใหญ่ของคุณน้าเท่านั้น เห็นว่าหยิบไปแต่ผ้าขนหนู เอ...งั้นเขาเตรียมชุดให้ต้นดีไหม ถ้าทำให้แล้วต้นจะชอบหรือเปล่า ต้องชอบสิเนอะ...เขาเอาใจขนาดนี้ต้องชอบแน่ๆ เพราะถ้ามีคนทำให้เขาแบบนี้บ้าง เขาคงรู้สึกดีมากเลย

ดิวลุกไปเปิดตู้เสื้อผ้า ขนาดของมันไม่ใหญ่มากนัก ด้านบนเป็นราวแขวนและมีลิ้นชักสองชั้นอยู่ด้านล่าง เขาเปิดดูก็พบกับกางเกงในของผู้ชาย แบ่งเป็นชั้นบนบ็อกเซอร์และข้างล่างเป็นกางเกงในแบบเบสิกที่พับเก็บเป็นระเบียบขัดกับนิสัยเจ้าของมาก ดิวมองสำรวจและชั่งใจอยู่ว่าจะเตรียมอันนี้ให้ดีไหม อ่า...มันก็ชวนเขินอยู่นะ ต้นชอบใส่แบบไหนเขาก็ไม่รู้ งั้นส่วนนี้เอาไว้ก่อน ดูเสื้อผ้าอย่างอื่นก่อนก็แล้วกัน

แล้ว...วันนี้ต้นจะไปไหนหรือเปล่า? ดิวค้นๆ ตู้พลางคิดว่าน่าจะมีอะไรต้องไปทำไหม ถ้ามีก็ใส่ชุดลำลองธรรมดาไม่ได้ งั้นเอาเป็นอะไรที่ดูออกนอกบ้านได้ด้วยก็แล้วกันเนอะ ดิวหยิบเอากางเกงยีนขาสั้นประมาณเข่าออกมา แล้วก็เสื้อยืดสีดำมีลายเสือใส่มงกุฎออกมาวางไว้ที่เก้าอี้หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ เตรียมตรงนี้แล้วยังมีชุดชั้นในอีกไง...อ่า แล้วก็วนกลับมาที่จุดเดิม งั้นเอาแค่กางเกงในแบบเบสิกก็พอมั้ง กางเกงขาสั้นมันเป็นแบบขาเดฟ เขาว่าใส่บ็อกเซอร์ต้องอึดอัดแน่ๆ เลยหยิบเอาชั้นในสีดำมาวางไว้ด้านบนสุด

เขินมาก!

ตอนนี้อาการร้อนลามไปทั่วหน้า ดิวจะมองหน้าไอ้ต้นยังไงนะ ต้นจะล้อเขาไหม ถ้าสั่งไม่ให้ล้อ ต้นจะทำใช่ไหม? เขาเป็นแฟนนะ ต้นต้องไม่แกล้งสิเนอะ ดิวหนีขึ้นไปนอนรอบนเตียง ห่มผ้าแทบมิดคอ เฝ้ารอต้นเข้ามาด้วยหัวใจที่ระทึกโคตรๆ

“วันนี้มึงอยากไปไหนปะดิว” ต้นเดินเช็ดหัวเข้ามาในห้อง ท่อนบนเปลือยเปล่า ส่วนท่อนล่างพันผ้าขนหนูเอาไว้ ดูท่าจะเช็ดตัวมาแล้วด้วยก็เลยไม่ค่อยมีน้ำเกาะตามร่างกายเท่าไร ต้นมองดิวแล้วเบนสายตาไปที่ตู้เสื้อผ้า ร่างสูงใหญ่สะดุดกับชุดที่วางเอาไว้ให้ เจ้าตัวหันมามองเขาอีกทียิ้มๆ

“อย่าล้อนะ ถ้าล้อกูจะงอน” ดิวรีบพูดดักหน้าแดงก่ำไปหมด เคยทำแบบนี้ให้คนอื่น และทุกครั้งที่ทำเขาก็ตื่นเต้นหมดนั่นแหละ

“โอเค ไม่ล้อก็ได้ ขอบใจนะ” ต้นเดินเข้ามาหอมแก้มเขาก่อนจะไปแต่งตัว

จะว่าเขาทะลึ่งก็ได้นะ แต่เขานอนมองดูต้นหันหลังแต่งตัวจึงเห็นแค่แผ่นหลังกว้างและรอยสักตรงต้นแขนเล็กน้อย ต้นหยิบชุดเหล่านั้นขึ้นมาดูก่อนว่าเขาเตรียมอะไรให้ ไม่เห็นสีหน้าหรอกว่าโอเคกับชุดที่เตรียมไว้มากแค่ไหน แน่นอนว่าคนเราแต่งตัวก็ต้องใส่กางเกงในก่อน ดิวอายมาก...แต่ก็มองอยู่อย่างนั้นแหละ

นี่เป็นอะไรไปเนี่ย ทำบ้าอะไรของเรานะ ใช่เรื่องที่ต้องมาส่องแฟนตัวเองเปลี่ยนเสื้อผ้าปะวะ ดิวบ่นพึมพำอยู่ในใจ ดูไปใจก็ระทึกไปแล้วก็มากลัวต้นจะหันมาเห็นว่าเขาแอบดูเจ้าตัวอยู่ พอใส่กางเกงในเสร็จต้นก็ทิ้งผ้าขนหนูลงพื้นไปทั้งอย่างนั้น ตายๆ กางเกงในมันต้องรัดอยู่แล้วเนอะ รูปร่างมันดีชะมัดเลย นี่เห็นแค่ข้างหลังนะเนี่ย ต้นผิวไม่ดำมาก แต่ก็ไม่เรียกว่าขาวเพราะต้นเป็นคนผิวคล้ำอมเหลือง เออ...ไม่ค่อยเห็นต้นออกกำลังกาย ทำไมมันดูเฟิร์มจังเลย

“เฮ้...แอบดูเหรอ” ดิวแทบสะดุ้ง ต้นใส่เสื้อเสร็จก็หันมาส่งเสียงดังใส่

“ปละ...เปล่า” ร่างสูงเดินเข้ามานั่ง โน้มหน้าจนจมูกเกือบชิดกัน

“เห็นอยู่ว่ามองอะ” อย่ามาทำหน้าเจ้าเล่ห์แบบนั้นใส่กันสิ ตื่นเต้นไปหมดแล้วนะ

“ก็...ก็แค่สงสัย ไม่เห็นออกกำลังกายแล้วทำไมหุ่นดีจัง” เอาวะ ทางนี้ก็คงพาให้รอดได้บ้างแหละดิว ต้นได้ฟังแล้วก็ทิ้งตัวนอนหนุนท้องแบนราบของเขา

“ใครบอกไม่ออกกำลังกาย ว่างๆ กูก็ไปเตะบอลกับพวกพี่ๆ ในมหา’ ลัย แล้วก็ช่วยงานที่ร้าน ยกนั่นยกนี่ก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว อ๋อ...ว่ายน้ำก็ดีนะ ไปว่ายน้ำกันป้ะ” ดิวพยักหน้ารับรู้ เข้าใจเสียทีว่าทำไมหุ่นดีได้ทั้งที่ก็เห็นว่าเกเรไปวันๆ

“ตอนนี้อะเหรอ”

“เปล่า ไม่ต้องเป็นตอนนี้ก็ได้ เพราะตอนนี้กูหิวมากเลย”

“ฮ่าๆ น่าหิวอยู่หรอก กี่โมงกี่ยามแล้ว ไป ลงไปกินข้าวก่อน” ดิวดันต้นขึ้นจากท้องตัวเอง แต่เจ้าตัวกลับพลิกนอนคว่ำเพื่อจะได้จูบปากเขา ไอ้นี่...พอจะทำกันก็ไม่ยอมทำ แล้วก็มาตอดเล็กตอดน้อยตลอด

ต้นไม่จูบรุนแรงดูดดื่มอะไรแค่จุ้บเบาๆ เท่านั้น จากนั้นพวกเราก็ลงมาข้างล่าง ดิวอาสาอุ่นอาหารให้ปล่อยร่างสูงนั่งเล่นมือถือรอไปก่อน เขาไม่ได้กินข้าวด้วยเพราะยังอิ่มอยู่ แค่นั่งเป็นเพื่อน รอเก็บโต๊ะหรือช่วยหยิบน้ำ

“รู้สึกแปลกๆ ว่ะ” อ่าว รู้สึกแปลกอะไรอีกล่ะ?

“ยังไงวะ”

“ก็รู้สึกแปลกที่มึงมานั่งรอกูแบบนี้” ต้นมันเกาท้ายทอย หันหน้ามองไปทางอื่นเล็กน้อย

“นี่เขิน?”

“กูเขินไม่ได้?” ฮ่าๆ ตลกจัง คนอย่างต้นเขินเป็นด้วยเหรอ

“เปล่านี่ ดีแล้ว ทำกูเขินบ่อย ได้ทำมึงเขินบ้างก็แฟร์ดี” ต้นหัวเราะเสียงทุ้ม

“อืมๆ ตามใจมึงเหอะ” แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินข้าว

ต้นกินเร็วมากเหมือนรีบไปไหนทั้งที่ก็ไม่ได้มีธุระอะไร หลังจากต้นกินเสร็จดิวก็เก็บจานไปล้างและเอากับข้าวเก็บเข้าตู้เย็น แต่ก็จะเก้ๆ กังๆ หน่อยเพราะต้นยืนมองอยู่ไม่ยอมขยับไปไหน เอาแต่อมยิ้มอะไรคนเดียวอยู่ได้

“หาไรดูกัน” พอเขาทำทุกอย่างเสร็จ ต้นก็จับมือเล็กพาไปนั่งเล่นที่โซฟากลางห้องนั่งเล่น จะให้นั่งดีๆ ก็ไม่ได้ด้วย ต้องนั่งตัก พื้นที่มีน้อยนักหรือไง

“ทำไมต้องให้นั่งตัก”

“อยากนั่งกอด” ง่ายๆ แต่เอาแต่ใจชะมัด

“แล้วจะต้องนั่งกอดกันดูหนังไปทั้งวันเลยหรือไง ไม่มีอะไรอย่างอื่นทำเหรอ อย่างปกติมึงอยู่บ้านมึงทำอะไร” ต้นละความสนใจจากการดูรายการหนังมาที่หน้าหวานๆ ของดิว

“วันหยุดปกติจะเอาแต่นอน กินและเล่นเกม” นี่คือวิถีชีวิตคนหล่อเหรอ?

“เอาจริงดิ”

“จริง มึงล่ะ วันหยุดมึงทำอะไร” โดนถามกลับบ้างดิวชักไม่อยากตอบ

“มึงไม่ค่อยอยู่บ้านวันหยุด ยกเว้นว่าแฟนมาหาที่บ้าน”

“รู้ดีขนาดนี้ นั่งเฝ้ากันตลอดหรือไง” ดิวเงยหน้ามอง ต้นเอาคางเกยไหล่แล้วพยักหน้า

“ก็ดูมึงจากหน้าต่างที่ห้อง” นั่นสินะ ก็ห้องเราอยู่ตรงข้ามกันพอดีเลยนี่นา

“อืม ไม่อยู่บ้านกับแฟนก็ไปเที่ยวกับเพื่อนในห้อง พวกนั้นชอบไปเดินเล่นที่ห้าง ซื้อของหรือไม่ก็โยนโบลลิ่ง” ดิวไม่อยากบอกด้วยว่าที่ๆ เพื่อนพาไปมักจะต้องนัดผู้ชายไปหาอยู่บ่อยๆ เขาไม่ได้ชอบนักหรอก แต่ไม่มีอะไรจะทำอยู่บ้านคนเดียวเหงาจะตาย

“อ่อ ดูเป็นวันที่เปลืองเงินนะ กูอยู่แต่บ้านมึงจะเบื่อกูไหมเนี่ย” ต้นเอียงหน้านิดหน่อยเพื่อจ้องดูตาโตๆ คู่นั้นได้เต็มที่ทั้งยังวางคางไว้บนไหล่เล็ก

“ไม่รู้ดิ ก็ถ้าไม่ทำให้กูเหงากูก็ไม่เบื่อล่ะมั้ง” จะพูดว่าไม่เบื่อไปตรงๆ ก็เขินเลยเอาแบบนี้แหละ แถใส่บ้าง ไม่เป็นภาระต่อการเต้นของหัวใจ

“งี้ต้องชวนมึงเล่นเกม” ไม่พูดเปล่า ต้นให้เขาไปหยิบโทรศัพท์มาอีกต่างหาก

“เออกูว่าจะถามนานแล้ว ทำไมมือถือเครื่องเก่าที่มึงให้กูถึงใหม่กว่าเครื่องที่มึงใช้อยู่ล่ะ” ดิวหยิบมือถือเดินกลับมานั่งตักมันเหมือนเดิม ไม่นั่งหันไปทิศทางเดียวกันแต่กลับนั่งคร่อมตักแกร่ง ต้นตกใจแต่ก็กอดเอวเขาเอาไว้

“เออหน่า ไม่ต้องสนใจหรอก” ต้นเลี่ยงตอบคำถามที่ดิวก็รู้ดีอยู่แก่ใจ แค่อยากได้ยินจากปาก

“ไม่ตอบกูปล้ำนะ” นี่มุกบ้าอะไรของเขาวะเนี่ย

“ฮ่าๆ กูกลัวแล้ว อย่าทำกูนะ เงินกูมีพอซื้อแค่เครื่องเดียว อีกอย่างมือถือกูก็ยังใช้ได้ดีอยู่ โอ้ย!” ด้วยความมันเขี้ยว ดิวเอาหัวโหม่งซะเลย ต้นกุมหน้าผากตัวเองที่โดนกระแทกไปเต็มๆ

“เสียสละไม่ใช่เรื่อง”

“อ่าว ต้องขอบคุณกูสิ เชิดชูความเสียสละของกู ไม่ใช่ทำร้ายกูแบบนี้” ต้นว่ากลับเสียงเครียด คิ้วนี่ขมวดมุ่นเป็นปมไปละ

“จะไม่ขอบคุณเพราะปากมึงเนี่ยแหละ” พูดจากวนส้นชะมัด

“งั้นลงโทษกูสิ” อะไร...ทำไมจู่ๆ มาทำหน้าเจ้าเล่ห์แบบนั้น

“ลงโทษอะไรมึง?”

“ก็...ตบปากกูด้วยปากมึงไง” แหวะ เลี่ยน...เลี่ยนมาก!

แต่ก็...เขินอะ

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.26-100%

ถึงเขินแต่ดิวก็กล้า เขาวางมือถือตัวเองลงเพื่อจะใช้สองมือประคองใบหน้าคร้ามคม จากนั้นเป็นฝ่ายบดริมฝีปากลงไปเบาๆ ทำให้ต้นตายใจแล้วก็งับริมฝีปากล่างนุ่มนิ่มนั่น ต้นสะดุ้งแต่ก็โอบเอวเล็กของดิวเอาไว้แน่น เขาก็เลยยิ่งได้ใจงับมันแรงเข้าไปอีก แถมยังแหงนหน้าไปด้านหลังนิดหน่อยเพื่อดึงปากให้ยืดจะได้เจ็บๆ ดิวคิดว่าต้นเจ็บเดี๋ยวก็เอาคืน แต่ไม่...ต้นปล่อยให้ดิวทำจนปากล่างเจ่อช้ำแดงไปหมด

“ฮ่าๆ น่ารัก” ดิวหัวเราะเสียงใส มองปากแล้วอดขำไม่ได้จริงๆ

“จริงปะ”

“จริงดิ ปากแดง...” คนตัวเล็กเอนตัวไปซ้ายทีขวาทีอย่างอารมณ์ดี ต้นก็กอดเอวแล้วยิ้มหวาน

“ไม่แดงเท่าปากมึงหรอก ไม่ใช่แค่ปากนะ หน้าด้วย” จมูกโดนจิ้มไปหนึ่งทีเบาๆ ดิวย่นจมูกพร้อมเบะปากใส่ ต้นคงหมั่นไส้บ้างล่ะ ถึงได้กดท้ายทอยเขาไปรับจูบรุนแรงจนฟันทั้งคู่กระทบกัน แต่ดีที่ไม่มีใครปากแตก

“พอๆ จะสอนเล่นเกมไม่ใช่เหรอ นี่ถ้ากูกลายเป็นเด็กติดเกมมึงจะรับผิดชอบกูยังไง” ดิวหลบสายตาซุกซนของต้นด้วยการวางหัวไว้บนไหล่ แหงนหน้ามองจากตรงนี้ สบตากันห่างๆ ก็พอ

“อืม...ยังไงดีน้า” ต้นมองต่ำ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์อีกแล้ว

“นั่นสิ...ยังไง”

“งั้นกูก็จะทำให้มึงเลิกติดเกมเองเพื่อเป็นการรับผิดชอบ”

หา! ทำให้ติดเกมแล้วก็ทำให้เลิกติดเกมเนี่ยนะ

“ทำยังไงอะ ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย พูดลอยๆ แบบนี้จินตนาการไม่ออกเลย” ดิวกอดเอวต้นเอาไว้หลวมๆ ทั้งคู่สบตากัน ไม่ใกล้มากเขาก็เลยยังชิลล์ได้

“อืม...ชวนมึงทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เกม”

“เช่น?”

“เช่นตีแบดฯ ...” โห่ คำตอบชวนผิดหวังแฮะ ดิวเบะปากใส่

“ไม่เข้ากับหน้ามึงเลยอะต้น”

“หน้ากูทำไม”

“หน้ามึงดูหื่น” ว่าแล้วก็ขำ ต้นก็หัวเราะหมือนกัน

“จริงๆ ก็มีวิธีหื่นๆ ในหัวแหละ แต่ไม่พูดดีกว่า พูดแล้วเดี๋ยวอยาก” อ่า...นั่นสิ พูดไปมันชวนสยิวอะเนอะ

“โอเคๆ งั้นก็ตีแบดฯ” ในเมื่อมันล่อแหลม ดิวก็ยินดีตัดจบง่ายๆ เราจะได้ไม่คิดอะไรในเรื่องแบบนั้น

ต้นให้ดิวนั่งตักดีๆ หันหน้าไปทางเดียวกันจะได้สอนเล่นเกมได้ ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเกมมันก็มีระบบสอนผู้เล่นใหม่อยู่เหมือนกัน ต้นแค่คอยช่วยอธิบายเพิ่มเติม ดิวเพิ่งเริ่มเล่นจึงยังเล่นกับต้นไม่ได้ ต้องฝึกตามระบบมันไปก่อนจนกระทั่งสามารถเล่นด้วยกันได้ต้นจึงเปิดเกมในเครื่องตัวเอง ตอนแรกคิดว่าเราจะได้เล่นกันสองคน ที่ไหนได้มีฝุ่นและพิกเข้ามาแจมด้วย ต้นโยกหัวดิวแล้วบอกว่าเกมมันต้องเล่นเป็นทีม ดังนั้นจะมีแค่เราสองคนมันเริ่มเกมไม่ได้

ดิวเล่นแบบเงอะๆ งะๆ แต่ต้นก็ค่อนข้างใจเย็น ค่อยๆ สอนเพราะรู้ว่าเขายังงงๆ อยู่ มันเล่นยังไงแบบไหน แต่พิกนี่โวยวายไปเรียบร้อยแล้ว ต้นน่ะแหละที่เอาแต่คอยตามดูแลดิวจนไม่ได้ดูแลป้อม ทำให้คนตัวเล็กนึกถึงตอนที่พวกเขาเล่นกันเองขึ้นมา ตอนนั้นมันก็สนุกนะ แต่ตอนนี้สนุกกว่า

“หุบปากเลยไอ้หมู นี่แฟนกู ห้ามด่า กูด่าได้คนเดียวเว้ย!” เป็นไงล่ะ เก่งจังกับเพื่อนน่ะ

(อ่าว น้องดิวเหรอ โทษๆ พี่ไม่รู้ พี่ขอโทษนะครับ) พิกหยอดเสียงหวานกลับมา

“ไม่ต้องมาเสียงหวานกับแฟนกู เดี๋ยวตบทิ่ม” ดิวคิดว่าคนที่หัวทิ่มน่าจะเป็นสุดหล่อแฟนเขามากกว่าจะเป็นพี่ยักษ์คนนั้น

(ใจเย็นนะทู้กโคนนน มันทะลวงเข้ามาแล้วเว้ย!) ฝุ่นรีบห้ามทัพ ทั้งหมดก็เลยต้องหันกลับไปสนใจเกมกันอีกครั้ง

ในขณะที่ทุกคนเครียดกัน ดิวกลับสนุกอยู่คนเดียว เขาเพิ่งเล่นและคิดว่ามันสนุกดีนะ มิน่าล่ะคนอื่นเขาถึงติดเกมกัน ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของดิวไม่ค่อยได้เล่นเกมเท่าไร ตอนที่พ่อแม่ยังอยู่บ้านบ่อยๆ ก็มักจะอยู่กับแม่แล้วก็นั่งคุยเล่นกันเสียมากกว่า คอยช่วยแม่ทำนั่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ ที่บ้านก็ไม่มีเครื่องเกม พ่อก็ไม่อยากให้เล่น กลัวว่าดิวจะมีผลการเรียนที่ไม่ดี นี่จึงเป็นการเล่นเกมจริงจังครั้งแรกแถมยังมีเพื่อนเล่นด้วยแบบนี้ มันทำให้เขามีความสุข

“สนุกป้ะ” จบตาแรกต้นก็ถาม เจ้าตัวเอาปากมาคลอเคลียกับแก้มนิ่มๆ ของเขา

“สนุกดี มิน่ามึงถึงติดเกม กูว่า...มึงต้องคิดเรื่องแก้อาการติดเกมกูอย่างจริงจังแล้วล่ะต้น” ว่าแล้วก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ ต้นโยกหัวทุยเบาๆ

“ก็เล่นเฉพาะตอนอยู่กับกูดิ เวลาไม่มีกูก็อย่าเล่น จะได้ไม่ติดมาก”

ก็จริงนะ เขาก็อาจจะทำแบบนั้น แต่ว่า...ขอแกล้งหน่อย

“อะไรอ่า มึงไม่มีกูก็เล่นเกมได้ ติดเกมด้วย เรื่องไรกูต้องเล่นเฉพาะตอนอยู่กับมึงล่ะต้น” ดิวพูดยิ้มๆ กดเกมไปเรื่อยเพื่อเตรียมตัวเล่นตาต่อไป

“เดี๋ยวโดนฟัดหรอกพูดงี้อะ”

“ฮ่าๆ กดเริ่มได้แล้วเหอะ ช้าว่ะ” เป็นไงล่ะ อาการติดเกมเริ่มมีเข้ามาแล้ว

“มันเขี้ยว”

“โอ้ย ไอ้นี่หนิ” ต้นเล่นงับคอเขาซะแรง ดิวใจสั่นและเจ็บนิดๆ ด้วย

“โอ๋ๆ มา เดี๋ยวทำแผลให้” ไม่ทันได้ถามว่าอะไรคือการทำแผล ไอ้หมาบ้าก็เลียคอตรงที่เจ้าตัวกัดเสียแล้ว ดิวขนลุกซู่พร้อมกับความหวิวที่กระจายตัวจากจุดนั้น

“เป็นหมาจริงๆ สินะ” พูดแล้วเม้มปาก ต้นยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย ใจเขาสั่นไปหมดแล้ว อย่าปลุกความอยากได้ไหมล่ะ

“อยากให้เป็นก็เป็น”

“ซะงั้น”

“ก็หมามันซื่อสัตย์ต่อเจ้าของไง ไม่ดีเหรอ” หน้าร้อนวูบขึ้นมาเมื่อได้ฟัง แต่ดิวเบนสายตาไปมองเกมแทน

“ให้มันจริงเถอะ”

“จริงดิ แล้วก็หวังว่าเจ้าของจะรักมันแค่ตัวเดียวนะ” ต้นหอมแก้มเขาเบาๆ จากนั้นกดเริ่มเกมแล้วเราทุกคนก็เริ่มตาต่อไป

“กูไม่มีหมาตัวอื่นหรอก ในชีวิตกูอะ มึงเป็นหมาอยู่ตัวเดียว” ฮ่าๆ ได้หลอกด่าไปอีกหนึ่งดอก

“ไม่ต้องเล่นแล้วมั้งเกมอะ” ร่างสูงเล่นวางมือถือแล้วกอดเอวเขาแน่น ไม่พอ ยังจะมาไซ้ซอกคออีก ไอ้บ้าเอ้ย...

“พอแล้วไอ้ต้น! หยุดเลย” ดิวดันหน้าต้นออกก่อนมองอีกฝ่ายงอนๆ ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองหน้าร้อนไปหมด

“ทำไมอะ อยากอ๋อ”

“อืม” ดิวไม่กล้ามองหน้าอีก ต้นเองก็คล้ายจะเก้อเขินไป

ทั้งคู่กลับมาอยู่กับเกมบนมือถืออีกครั้ง ไม่ค่อยหยอดกันอีกเพราะรู้สึกได้ว่ามันอาจจะเลยเถิด ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือต้น ไม่แปลกเลยถ้าใครคนใดคนหนึ่งจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะเราทั้งคู่ต่างก็สตาร์ตติดง่าย ขอให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เริ่มเถอะ

อ่า...พอเหอะ คิดอะไรของเรานักหนานะ! รู้สึกตัวเองหมกมุ่นมากๆ ก็วันนี้แหละ ปกติกับคนอื่นดิวไม่เคยหมกมุ่นแบบนี้ เพราะว่าอยากก็ทำเลย ไม่อยากก็ทำอยู่ดี แต่กับต้น เราทั้งคู่ต่างคอยระงับความต้องการพวกนั้น มันเลยทำให้เขาฟุ้งซ่าน คิดเรื่องแบบนั้นไปเรื่อยอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ เฮ้อ...น่าอายชะมัด

เรียกว่าวันนี้เป็นวันแห่งการติดเกมก็ไม่ผิดอะไรเลย ดิวกับต้นนั่งเล่นกันอยู่ในห้องนั่งเล่นตั้งแต่สายๆ จนกระทั่งบ่าย นี่ถ้าดิวไม่บ่นหิวก็คงไม่ได้วางมือจากมือถือมาหาข้าวกิน กับข้าวที่เหลืออยู่มีไม่มากนัก ต้นเลยอาสาทำเพิ่มให้ ตู้เย็นบ้านนี้มีของเตรียมเอาไว้พร้อมเสมอ ไม่มีทางหิวตายอย่างแน่นอน ดิวนั่งดูต้นเข้าครัวด้วยรอยยิ้ม เวลาร่างสูงทำอาหารก็ดูมีเสน่ห์ไม่หยอกเลย

แต่นั่งดูอยู่ได้ไม่นาน มือถือของดิวก็มีสายเข้า เป็นแม่ที่โทรมา เขาให้เบอร์โทรศัพท์ใหม่แม่ไปตอนที่ได้เครื่องใหม่มานี่แหละ เขาคุยกับแม่ทั้งที่ยังมองต้นอยู่ เขาขยับปากบอกอีกฝ่ายตอนหันมาตั้งคำถามทางสายตาว่าใครโทรมา พอต้นรู้ก็หันไปทำอาหารต่อ

ตอนแรกนึกว่าแม่จะโทรมาถามว่าเป็นยังไง สบายดีไหมเหมือนปกติที่มักติดต่อมา แต่ที่ไหนได้ วันนี้แม่จะกลับบ้าน ดิวเลยถามถึงพ่อ แม่ค่อนข้างอึกอักไม่อยากพูด ดิวก็พอรู้ว่าเขาสองคนไปกันไม่รอด ถึงพยายามทำเหมือนยังรักกันดีตอนอยู่ต่อหน้าเขา แต่มันก็ปิดบังความห่างเหินของพวกพ่อแม่ไม่ได้

ดิวจำได้ดีนะ เมื่อก่อนครอบครัวก็อบอุ่นเหมือนครอบครัวต้น อาจจะแย่กว่าตรงที่พ่อดิวค่อนข้างคาดหวังให้ลูกชายเพียงคนเดียวเป็นอย่างที่เขาต้องการ ทั้งยังยัดเยียดการเรียนหนังสือหนักๆ ให้ ตอนนั้นดิวหงุดหงิด ไม่ชอบเรียนพิเศษเลย อยากกลับบ้านมาอยู่กับแม่มากกว่า แต่ตอนนี้เขาอยากให้พ่อกลับมาต่อว่าเสียด้วยซ้ำที่ตนทำตัวไม่ดี ความหมางเมินที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่กับเขา ดิวคิดว่ามันเกิดเพราะตัวเขาเอง

พ่อเริ่มไม่เข้ามาคุยกับดิวตอนที่แม่อยู่ แม่เองถ้าเห็นดิวอยู่กับพ่อก็จะไม่เข้ามาหา มันเป็นแบบนั้นซ้ำๆ แล้วสุดท้ายก็เริ่มไม่มีใครให้ความสนใจดิว ถึงจะมีถามบ้างว่าเป็นยังไง เงินพอใช้ไหม หรือแม้กระทั่งบอกรักเขา แต่ดิว...ไม่รู้สึกถึงมันเลย เมื่อดิวเลิกกับแฟนคนแรก เหตุการณ์ก็ดำเนินไปในทางแย่ลง พ่อแม่เริ่มไม่ค่อยกลับบ้าน บอกว่ามีงานต้องทำ ดิวโตแล้ว อยู่คนเดียวได้ไม่น่ามีปัญหา จากตอนแรกที่อาทิตย์หนึ่งอยู่บ้านสามสี่วัน ลดเหลือกลับมากินข้าวด้วยกันแค่อาทิตย์ละวันสองวัน แล้วก็...ไม่กลับมาในที่สุด

ดิวยิ้มขมขื่นให้ตัวเอง หูฟังสิ่งที่แม่บอกว่าพ่ออาจจะไม่กลับมากินข้าวกับเรา พ่องานยุ่ง แม่ก็ยุ่งแต่แม่คิดถึงเขา ดิวรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่แม่บอกหรอก แต่ให้ทำไงล่ะ ดิวอยากอยู่กับพวกท่านนะ ดิวรักพ่อแม่ ดังนั้นดิวจึงทำเป็นไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลง ไม่สนใจแม้พวกเขาจะทะเลาะกันบ้างต่อหน้าต่อตา ดิวก็แค่เมินมันแล้วบอกกับตัวเองว่า ครอบครัวยังเหมือนเดิม

แต่ทุกคนรู้ดีแหละนะ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมทั้งนั้น

พ่อแม่หย่ากันไม่ได้เพราะทางผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ปู่ย่ากับตายายค่อนข้างซีเรียสเรื่องการหย่าร้าง เอาดิวมาอ้างว่าดิวจะอยู่ยังไงถ้าพ่อแม่มันแยกทาง ดิวไม่ได้รู้เรื่องนี้ตรงๆ ต่อหน้าหรอก ก็แค่แอบได้ยิน ไหนจะคำขู่อะไรบางอย่างอีก ทำให้พ่อแม่ยังอยู่กันแบบนี้

บางทีเขาก็คิด เราทำให้อะไรมันดีกว่านี้ไม่ได้เลยเหรอ?

ดิวเคยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากานกับคิง ทั้งคู่ลงความเห็นเหมือนกันว่าอย่าไปสนใจเลย เราโตแล้วเราต้องทำใจยอมรับสภาพไป คิดมากก็เท่านั้น มันไม่ทำให้พ่อกับแม่กลับมาดีกันได้หรอก ดิวก็เห็นด้วยนะ สนแต่ตัวเองก็พอ อยู่ให้ได้ก็แค่นั้น

“มีอะไร” ต้นถือกับข้าวที่ทำเสร็จแล้วมาที่โต๊ะโดยอีกมือจับจูงดิวมาด้วย ให้เขานั่งแล้วตักข้าวใส่จาน ส่วนต้นเองก็ขนกับข้าวมาเรียงให้ครบ

“แม่จะกลับมาน่ะ แต่พ่อไม่รู้” ดิวบอก บ้านนี้ก็น่าจะรู้เรื่องของครอบครัวเขา เพราะผู้ใหญ่เองก็สนิทกัน

“มึงโอเคปะวะ” ดิวส่ายหน้าอย่างไม่อาย เขาไม่โอเค ตอนพ่อไม่อยู่ เขาเหงา เขาคิดถึงวันเก่าๆ ที่เราอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวที่มีความสุข แต่มันจะยิ่งเลวร้ายลงทุกครั้งที่พ่อกับแม่กลับมา เพราะมันตอกย้ำว่าครอบครัวเรามันเป็นแก้วที่ร้าวใกล้แตกเต็มที

“กูก็อยากเจอนะ กูคิดถึงเลยแหละ แต่มันก็เจ็บปวดอะ” ความอยากอาหารลดลงไปเยอะ ต่อให้กลิ่นมันหอมชวนกินแค่ไหนดิวก็แตะมันไม่ลง ต้นเดินมานั่งข้างๆ ดึงเขาเข้าไปกอดแล้วลูบแผ่นหลังปลอบ

“กูไม่เข้าใจมึงมากขนาดนั้น แต่กู...จะคอยอยู่ข้างมึงนะ” ขอบคุณที่ไม่ใช้คำสวยหรูเพื่อให้รู้สึกดี แต่ก่อนอดีตเพื่อนของเขาชอบใช้บ่อย ทว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

“อย่าทิ้งกูนะ”

“กูไม่ทิ้งมึงหรอกน่า รวมถึงครอบครัวกูด้วย แม่และไอ้ไม้ต่างก็แคร์มึงนะ”

“อืม...ขอบคุณนะ” มันเป็นเรื่องชวนอ่อนแอ ความรักส่วนนั้นคือส่วนที่ไม่มีใครแทนที่ได้ ลีลาก็รู้ดี ถึงอย่างนั้นดิวก็รู้สึกว่าพวกเขาทำให้ตนเองอบอุ่นขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยก็ไม่โดดเดี่ยว

“กินข้าวกันเถอะ เย็นแล้วมันจะไม่อร่อย กูตั้งใจทำมากเลยนะ อยากให้มึงติดใจแล้วหนีจากกูไปไหนไม่รอดเลยล่ะ นี่ถ้ามียาเสน่ห์กูใส่ลงไปหมดขวดแล้วอะ” ต้นพูดอย่างจริงจัง ทั้งน้ำเสียงและสีหน้า

“ฮ่าๆ โชคดีที่มึงไม่ใส่ยาเสน่ห์ลงไป แค่นี้ก็หลงจะแย่ล่ะ” พูดเองก็เขินเอง

“บ้า ตัวพูดอะไรก็ไม่รู้อะ” ต้นใส่มาดดัดจริต มันทั้งขัดตามาก แล้วก็ตลกมากด้วย

“ฮ่าๆ กร๊าก ฮ่าๆ” ดิวหัวเราะมันจนท้องแข็ง หายใจหายคอแทบไม่ทัน ปวดท้องไปหมดแล้วเหมือนจะขำค้างด้วย ต้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรดิวมาก เล่นขำอยู่กับเขาเนี่ยแหละ กับข้าวจะเย็นหมดก็เพราะพวกเราหยุดหัวเราะไม่ได้

ดิวหัวเราะจนหอบตัวโยน หายใจหายคอไม่ทันอยู่นานกว่าจะกลับมาเป็นปกติ หัวเราะมากไปมันก็ทรมานเหมือนกัน ดิวกับต้นเริ่มกินมื้อเที่ยงตอนบ่ายเกือบบ่ายสองด้วยกัน ต้นเป็นคนชวนคุย ไม่ปล่อยให้โต๊ะอาหารเงียบเชียบ ดิวมีความสุขอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้มาก เมื่อกี้ไม่อยากกิน ทว่าพอได้กินกลับกินไม่หยุด ต้นทำอร่อย และตัวต้นเองก็ทำให้เขาเจริญอาหาร เรียกว่ากินเพลินๆ รู้ตัวอีกทีก็จานที่สองไปแล้ว

ถ้าอ้วนทำไงเนี่ย!



....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.27-100%

หลังมื้ออาหารกลางวันที่พวกเรารับประทานเสร็จไปตอนบ่ายแก่ๆ ดิวก็ใช้เวลาต่อจากนั้นเล่นเกมกับต้นต่อ จากตอนแรกที่เล่นกันอยู่บนโซฟาชั้นล่างก็กลายเป็นนอนเล่นกันอยู่บนเตียง คุยกัน หัวเราะและก็ทะเลาะกันเวลาเล่นเกมแพ้ ต้นมักจะกอดเอวของเขาเอาไว้เสมอหรือไม่ก็ให้เขานอนหนุนแขนหนั่นแน่น ถึงจะหาความโรแมนติกไม่ได้แต่กลับมีความสุขอย่างที่สุด มันเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับดิวแล้วก็เชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับต้นเช่นกัน หลายครั้งที่เรามองตากันแล้วเรื่องแบบนั้นก็จะแวบเข้ามาในหัว แต่ต้นก็จะพยายามดึงให้บรรยากาศกลับมาอยู่ที่เกม

เขารู้สึกได้ว่าต้นไม่ได้รังเกียจที่เขาเป็นของเหลือจากใครๆ แต่ต้นทำเหมือนว่าถ้าเราเกินเลยกันไปมันจะไม่ดีไม่งาม บางทีดิวก็แวบคิดขึ้นมานะว่านี่มันยุคไหนแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปสนอะไรอย่างนั้นก็ได้ แต่ในเมื่อต้นไม่อยากเหมือนใครๆ ที่ผ่านเข้ามา ดิวเลยตามใจ

แม่ดิวโทรเข้ามาหาตอนเย็นประมาณห้าโมงกว่าๆ บอกว่าอยู่ที่บ้านแล้ว แม่ไม่เห็นเขาอยู่ในบ้านก็เลยโทรตาม ดิวกับต้นจึงแต่งตัวให้ดีขึ้นหน่อย ถึงไม่ได้มีอะไรกันแต่ถึงเนื้อถึงตัวกันพอควร เสื้อผ้าก็เลยยับไปหน่อยหนึ่ง

ต้นพาดิวมาส่งให้แม่ ส่วนตนเองก็ยกมือไหว้อย่างมีมารยาทกลายเป็นดิวเสียอีกที่โผเข้ากอดแม่ทั้งที่ยังไม่ทำความเคารพเลย ครั้งนี้พ่อกับแม่ไปนานมาก ดิวต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดายในบ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีใครอยู่เลย แม่กอดเขาตอบแน่นๆ บอกกับเขาเบาๆ ว่าแม่คิดถึงเขา

แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปในบ้าน รถของพ่อก็เคลื่อนเข้ามาจอดหน้ารั้ว ที่น่าแปลกคือรถของลีลาก็ตามมาติดๆ นี่เพิ่งช่วงเย็นปกติเธอจะกลับตอนร้านปิด ดิวละความสนใจจากลีลามาที่พ่อ อยากจะเดินเข้าไปกอดบ้าง แต่มันก็มีเส้นบางๆ คั่นกลางระหว่างเรา ดิวเลยได้แค่ยกมือไหว้ เหมือนที่ต้นทำ

“ฉันไม่คิดว่าคุณจะมา” แม่พูดกับพ่อ แต่ไม่ได้มองหน้าคู่สนทนาเลยแม้แต่หางตา

“ผมต้องมาสิ เราต้องคุยกัน” พ่อพูดเสียงเครียด

“เรื่องอะไรคะ?”

“เรื่องที่เราได้คุยกันไว้แล้วไงมณี” แม่เขาหน้าซีด มองดิวหวาดๆ แล้วมองหน้าพ่อ

“ฉันบอกคุณแล้วไงคะว่าเราจะยังไม่พูดเรื่องนี้กับ...” คำที่ขาดหายคือเขาใช่ไหม แม่ปล่อยมือจากดิว เดินเข้าไปหาพ่อแล้วพูดกันเสียงเบาแค่สองคน ดิวหันไปมองหน้าต้น อยากจะเข้าไปหาแล้วกอดร่างหนาเอาไว้

ดิวรู้สึกว่าตอนนี้จุดยืนเพียงอย่างเดียวในชีวิตกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ที่พ่อกับแม่พูดมามันหมายถึงเรื่องร้ายแน่ๆ คงไม่ใช่เรื่องดี ดิวเจ็บแปล๊บในอก มันรวดร้าวทรมานมากจนไม่รู้จะอธิบายให้ใครฟังยังไง

“ไม่ ยังไงก็ต้องพูด คุณจะอยู่อย่างนี้ต่อไปงั้นเหรอ เราต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้” จู่ๆ พ่อก็ขึ้นเสียงใส่แม่ทำเอาดิวสะดุ้งพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงหล่น

“ฉันก็ไม่สนเหมือนกันแหละ เราจะยังไม่พูดเรื่องนี้ ปะ น้องดิวเข้าบ้าน” แม่เคืองพ่อแล้วเดินเข้ามากระชากแขนเขาเข้าบ้าน ปล่อยให้พ่อยืนมองแม่แบบหัวเสีย

ดิวไม่อยากตามแม่เข้ามา ก็ใช่...นี่แม่เขา แต่เขาอยากอยู่กับต้น อยากอยู่ที่บ้านนั้นมากกว่า สถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้ทำร้ายจิตใจของเขาแทบทุกครั้ง แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทนรับมันไปได้สักเท่าไรเหมือนกัน

พ่อเดินตามเข้ามา สาวเท้าเร็วๆ มาขวางหน้าแม่เอาไว้ไม่ให้ลากดิวไปได้ สีหน้าจริงจังแบบนี้ของพ่อ เขาไม่เห็นนานแล้ว แม่พยายามดันเขาให้พ้นจากสายตาของพ่อแล้วยืนเผชิญหน้าแทน ทั้งคู่เอาแต่ยืนจ้องหน้าไม่ยอมลดราวาศอกให้กัน

“ดิวขึ้นห้องไป!” พ่อขึ้นเสียงสั่ง ดิวจะทำตาม แต่แม่ไม่ยอมปล่อยมือ

“ให้มันน้อยๆ หน่อยนะคุณสุชาติ คุณจะมาตะคอกลูกเราแบบนี้ไม่ได้!” แม่ขึ้นเสียงตอบโต้

ดิวยืนก้มหน้า ไม่กล้ามองสีหน้าของพ่อและไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น พวกเขาจะทะเลาะกันอีกแล้ว เขาไม่อยากอยู่ตรงนี้ ปล่อยเขาไปเถอะ...อย่าเหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้แบบนี้เลย...

“ผมยังไม่ได้ตะคอกเจ้าดิวเลย ผมแค่สั่งให้ลูกขึ้นไป เราจะได้เคลียร์กันให้รู้เรื่อง คุณนั่นแหละที่อคติ เอะอะก็หาว่าผมตะคอก หาว่าผมไม่รักลูก” เสียงของพ่อแข็งกร้าว แม้ไม่เชิงตะคอกแต่ก็ดุดันจนน่ากลัว

“ฉันไม่ได้อคติเลยค่ะ ต่อให้คนอื่นเขามาเห็น เขาก็ต้องคิดอย่างฉันทั้งนั้น คุณน่ะมันรักลูกไม่เท่ากัน กับบ้านนั้นนี่ปากหวานจะตายไม่ใช่หรือคะ งั้นช่วยพูดจาดีๆ กับลูกของเราบ้าง”

“บ้านนั้น บ้านนั้นหมายความว่ายังไงครับ?” ดิวถามออกไปด้วยความช็อก ไม่รู้ตัวด้วยว่ากำลังจ้องตาพ่อด้วยความปวดร้าวขนาดไหน

“พ่อบอกให้ขึ้นห้องไป” พ่อสั่งอีกครั้ง แต่ทำไมไม่ตอบคำถามของเขา

“เราขึ้นห้องกันเถอะน้องดิว” แม่ตั้งใจจะลากเขาขึ้นห้อง แต่พ่อรั้งข้อมือแม่ไว้ แม่ก็ไม่ปล่อยมือของเขา ข้อมือส่วนที่ถูกกำเอาไว้แดงก่ำ

“เราต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อนคุณมณี!” เพราะแม่เอาแต่เลี่ยงที่จะคุยเรื่องที่ว่า พ่อก็เลยตะคอกขึ้นมาเสียงดัง

แล้วคำถามที่เขาถามไปล่ะ เขาขอคำตอบได้ไหม?

“ไม่ค่ะ เราคุยกันไปแล้วและฉันจะไม่คุยซ้ำสอง เราจะอยู่กันไปแบบนี้แหละค่ะ” แม่ตะคอกกลับ

“ไม่! เราจะอยู่กันไปแบบนี้ได้ยังไง คุณเองก็ตั้งท้องกับคนนั้นของคุณ แล้วคุณจะให้ผมเอาหน้าไปไว้ไหน เลิกๆ กันให้มันจบๆ กันไปเนี่ยแหละดีที่สุด!!!”

“หน้าก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละค่ะ ทีคุณมีลูกกับบ้านนั้นฉันยังไม่เคยพูดเสียดแทงคุณแบบนี้เลยนะคะคุณชาติ! อีกอย่าง...ยังไงฉันก็ไม่หย่าให้พ่อแม่ฉันมายึดกิจการของตัวเองหรอกค่ะ คุณเองยังสบายกว่าเพราะยังไงเสียบ้านน้อยคุณก็เป็นเจ้าของกิจการเครื่องสำอาง แต่ฉันรักงานของฉัน รักบริษัทของฉัน ฉันจะไม่ยอมเสียมันไปค่ะ” คำพูดของแม่ทำให้พ่อเดือดดาลอย่างที่สุด

“คุณมัน...ได้ๆ ผมจะไปเจรจากับผู้ใหญ่เอง ถ้าเขายอมยกกิจการให้ คุณต้องเซ็นใบหย่าให้ผม”

“ได้ค่ะ”

ดิวได้รับคำตอบแล้ว ได้รับคำตอบสำหรับทุกๆ คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัว อีกบ้านคืออะไร เรื่องพ่อจะคุยคืออะไร แม่ไม่กลับบ้านเพราะอะไร ดิวก็รู้ว่าพวกเขาเหมือนแก้วที่ร้าว มันรอแค่เวลาที่จะแตก แล้วตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะหยุดไม่ให้แก้วมันแตกได้อีกแล้ว ดิวเคยคิดว่าพวกเขาทั้งคู่จะกลับมารักกันได้อีก กลับมาเป็นเหมือนเดิมกับที่เคยเป็นๆ มา แต่สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ความฝันโง่เง่า...ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากที่จะฝันอยู่ดี

นี่ไงความจริง อยู่กับมันสิ พ่อมีครอบครัวใหม่ แม่ก็มีครอบครัวใหม่และกำลังมีน้อง คิดว่าเขาดีใจเหรอ เขาดีใจจนน้ำตาจะไหลเป็นสายเลือดอยู่แล้ว พ่อมองหน้าเขา มองดูเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเดินจากบ้านหลังนี้ไป แม่ก็ปล่อยมือเดินกลับขึ้นห้อง เขาคือผลผลิตที่ผิดพลาด เป็นของมีตำหนิก็เลยถูกทิ้งเอาไว้อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครมาเหลียวแล ไม่มีใครมารักมาสนใจ

ดิวทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้าย เขาเคยคิดว่าการโดนแฟนที่รักมากคนแรกทิ้งไปคือความเจ็บช้ำอย่างที่สุดแล้ว แต่มาวันนี้ถึงได้รู้ ว่าเขามันโง่...นี่ต่างหากคือความเจ็บปวดอย่างที่สุดจริงๆ

เอามีดมาแทงเขา บีบคอแล้วฆ่าเขาให้ตายไปเลยได้ไหม อย่าทำแบบนี้กับเขาได้หรือเปล่า อย่าปล่อยให้เขาโดดเดี่ยวและรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นแบบนี้เลย ความรู้สึกชอกช้ำที่อัดแน่นอยู่ในอกมันทรมานเหลือเกิน พ่อไปทางแม่ไปทาง แล้วลูกอย่างเขาล่ะ เขาจะต้องไปอยู่ตรงไหน เพราะเขาไม่ใช่ขยะ เพราะเขาไม่ใช่สิ่งของ เลยเอาเขาไปหมกห้องใต้บันไดไม่ได้ เอาไปทิ้งถังขยะไม่ได้

ไม่สิ...บ้านหลังนี้อาจเป็นถังขยะใบใหญ่ที่มีเอาไว้ทิ้งเขาโดยเฉพาะ

ถ้าตายไป...เขาจะหายเจ็บปวดแบบนี้ไหม น้ำตาเยียวยาอะไรเขาไม่ได้ ดิวร้องไห้จนเสียงสะอื้นก้องในบ้าน ทว่ามันบรรเทาอะไรในใจไม่ได้เลย งั้นควรทำอย่างไร ควรหาทางออกให้กับความเจ็บปวดนี้อย่างไร

สมองของดิวมันว่างเปล่า มีแต่ความแตกร้าวในใจเท่านั้นที่กำลังแผ่กระจายอยู่ ดิวรู้แค่เขาเจ็บ...เขาเจ็บมากแล้วเขาก็ไม่รู้จะทำใจรับเรื่องนี้ยังไง สิ่งเดียวที่รู้ในตอนนี้คืออยากหายไปจากโลกใบนี้ โลกที่ทุกคนต่างทอดทิ้งเขาเอาไว้ข้างหลัง ไม่เว้นกระทั่งพ่อกับแม่

ดิวเดินเหมือนคนไร้วิญญาณเอาแต่ร้องไห้จนมองทางไม่เห็น เขาพาตัวเองไปที่ครัว ดิวเคยทำร้ายตัวเองและก็คิดว่ามันน่าจะดีถ้าตายๆ หนีปัญหาเหล่านี้ไปซะ ดิวคว้ามีดเล่มที่คิดว่าคมที่สุดจากชุดมีด ทรุดกายลงกับพื้นครัวแล้วจรดคมมีดไปที่ข้อมืออันสั่นเทา...

ถ้าเขาตายไป...เขาจะไม่เจ็บอีก

ถ้าเขาตายไป...จะไม่มีใครทอดทิ้งเขาได้อีก

มือเล็กสั่นเทา น้ำตามากมายไหลออกมาอย่างไร้การควบคุม ดิวสะอื้นจนตัวโยน

แค่กรีดมันลงไป...แค่ลากมันเป็นทางยาว แล้วก็รอให้เลือดมันออกจากตัวจนตายไปเอง มันแค่ของง่ายๆ ....

แล้วทำไม...เขาถึงไม่ทำ

มีคำพูดของหญิงสาวคนหนึ่งก้องอยู่ในหัวเขา ชั่วแวบหนึ่งในความคิดอันว่างเปล่า ดิวปามีดทิ้งแล้วลุกขึ้นวิ่งออกไปจากบ้านของตัวเอง น้ำตาอาจบดบังหลายสิ่งหลายอย่างตรงหน้า แต่เขากลับเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงรั้วนั้นอย่างชัดเจน

คนคนนั้นออกมาจากรั้วอ้าแขนรับร่างของเขาเอาไว้แล้วกอดแนบแน่น ดิวซุกหน้าอยู่กับแผ่นอกของต้นพร้อมกับร้องไห้โฮเสียงดัง ต้นค่อยๆ พาเขาเข้ามาในบ้าน ไม้และลีลาเหมือนจะรออยู่ก่อนแล้ว แต่ดิวก็ไม่คิดจะปล่อยแขนจากต้น ยึดร่างใหญ่เอาไว้เป็นเสาหลักให้ตัวเองที่กำลังเคว้งคว้างไร้ทิศทาง

ไม่มีใครพูดอะไรแม้กระทั่งต้น สิ่งที่อีกฝ่ายทำไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่ ก็แค่กอดเขาเอาไว้แล้วไม่ปล่อยมือจากเขาเท่านั้นเอง อย่างน้อยๆ ก็มีคนที่คอยซับน้ำตาอยู่ตรงนี้ เขาไม่โดดเดี่ยวใช่ไหม ไม่ต้องตายไปก็ยังสามารถก้าวผ่านความเจ็บปวดนี้ไปได้ใช่หรือเปล่า

ดิวเงยหน้ามองต้นทั้งน้ำตา ยิ้มบางๆ ถูกส่งมาให้ก่อนจะจุมพิตที่หน้าผากของเขาอย่างนุ่มนวล คล้ายโดนกล่อม...ดิวรู้สึกเบาใจลงบ้าง ซบหน้ากับอกของต้นแล้วปล่อยให้ตัวเองหลับใหลหนีความเป็นจริงในวันนี้

แค่มีใครสักคนไม่ทิ้งเขา...เขาขอแค่นั้นเอง

“พาน้องขึ้นไปนอนเถอะต้น” ลีลาสั่งกับลูกชาย เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยที่ตนเอ็นดูเริ่มนิ่งคาอกของลูกชายตัวเอง

“ครับแม่” ต้นช้อนตัวของดิวขึ้น อุ้มไปที่ชั้นสองห้องของตนเอง วางคนรักลงเบาๆ แล้วห่มผ้าให้

ต้นหาผ้าขนหนูผืนเล็กมาชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้กับดิว ดวงตาของอีกฝ่ายบวมและช้ำแดง แม้กระทั่งใบหน้าก็แดงก่ำไปหมด ต้นรู้ว่าดิวเจ็บปวดกับเรื่องของพ่อแม่ รู้ว่าดิวเสียศูนย์แค่ไหนในวันนี้ แต่ต้นก็ยังรู้สึกดีใจที่ดิวเลือกจะเดินเข้ามาหาเขาและครอบครัว แทนที่จะขังตัวเองและทำร้ายตัวเองเหมือนครั้งที่ผ่านมา

ต้นแปลกใจตั้งแต่คุณลุงสุชาติขับรถเข้ามาพร้อมๆ กับแม่ของเขาแล้วล่ะ ยิ่งแม่เนี่ยยิ่งแปลก เพราะปกติกว่าแม่จะยอมเลิกงานก็ค่ำๆ ไม่ก็รอจนร้านปิด แต่วันนี้กลับมาบ้านแต่หัววัน

คุณลุงสุชาติกับแม่เขาเป็นเหมือนเพื่อนกันมานาน เห็นว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันสมัยเรียน คนที่มักมาไหว้วานให้ดูแลดิวก็คือคุณลุงนี่แหละ

สองคนนี้มักปรึกษากันหลายเรื่อง บางเรื่องคุณลุงสุชาติก็พูดกับใครไม่ได้นอกจากแม่ของเขาเอง แม่ก็ไม่ได้เล่าให้เขาฟังเพราะมันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ต้นคิดว่าการที่พวกท่านมาพร้อมกันแบบนี้ เป็นไปได้มากที่คุณลุงสุชาติจะไปหาแม่ที่ร้านแล้วปรึกษาอะไรบางอย่าง เมื่อครอบครัวดิวพากันเข้าไปด้านใน ต้นก็จำใจเดินออกมา เขาอยากอยู่ข้างๆ ดิวนะ แต่มันเป็นเรื่องกาลเทศะ จะสอดมือเข้าไปในครอบครัวของคนอื่นแบบไม่คิดหน้าคิดหลังไม่ได้

มาถึงบ้าน แม่ก็ดึงต้นเข้าไปกอด เสียงของแม่ที่บอกกับต้นยังชัดเจน เพราะเธอย้ำกับลูกชายอยู่หลายครั้งว่า...ต้องดูแลน้องนะลูก ต้นรู้สึกหวิวๆ ในใจตอนได้ยินคำนั้น ในสถานการณ์แบบนี้นี่มันหมายความว่ายังไง จะว่าต้นเสือกก็ได้ แต่เขาขอร้องให้แม่เล่าให้เขาฟังถึงสิ่งที่อาจจะหรือกำลังจะเกิดขึ้นในบ้านหลังนั้น

วันนี้ตอนบ่ายสุชาติเดินทางไปหาลีลาที่ร้านอาหาร ที่เขามาไม่ใช่มาปรึกษาธรรมดาหรือว่ามาถามว่าลูกชายเป็นอย่างไร แต่เขามาเพื่อฝากฝังดิวเอาไว้กับลีลาต่างหาก เจ้าตัวก็คงรู้ดีว่าการทำแบบนี้หมายถึงการผลักภาระของตนและภรรยาออกให้พ้นตัว ลีลารับรู้มานานแล้วว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันยากเกินเยียวยา ตอนนี้ภรรยาคนปัจจุบันของสุชาติค่อนข้างจะน้อยใจที่สามีตนเลิกกับภรรยาหลวงไม่ได้ สุชาติไม่อยากให้อีกฝ่ายช้ำใจเลยไปคุยกับมณีเรื่องการหย่าร้าง

แต่มณีก็ไม่ยอมเจรจา เธอยินดีที่จะอยู่แบบนี้เพราะการขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของสุชาติทำให้เธอยังได้ทำกิจการของทางบ้านและมีเงินสนับสนุนจากพ่อแม่บ้าง สามีใหม่ของเธอไม่ใช่คนมีเงินเยอะเหมือนภรรยาใหม่สุชาติ ดังนั้นเธอจึงเสียกิจการที่ทำอยู่ไปไม่ได้ ไหนจะเด็กในท้องที่กำลังจะเกิดขึ้นมาอีก เธอจึงไม่ยอมหย่าเด็ดขาด เช่นกัน...สุชาติก็ไม่ยอม สุชาติจะบอกเรื่องนี้กับลูกก่อนเพราะเห็นว่าเขาปล่อยปละละเลยลูกมานานมากแล้ว ปล่อยให้ลูกไม่รู้อะไรเลยแบบนี้มันจะยิ่งเลวร้าย อย่างน้อยดิวก็น่าจะโตพอที่จะรับเรื่องนี้ได้แล้ว

ลีลาได้ฟังก็ถอนหายใจ เธอพูดกับสุชาติหลายครั้งแล้วยามที่อีกฝ่ายมาฝากฝังให้เธอดูแลน้องดิว เธอไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ ความรักความเอ็นดูที่เธอมีต่อดิวไม่สามารถทดแทนส่วนที่เขาขาดจากพ่อแม่ได้ แต่สุชาติก็แค่ฟัง มันอึดอัด ทว่าสุชาติหาทางจัดการที่ดีกว่านี้ไม่ได้จริงๆ เขาต้องการเคลียร์ปัญหาที่คาราคาซังอยู่ให้จบ หรือจริงๆ มันก็คือความเห็นแก่ตัวของเขานั่นแหละ

สุชาติคิดว่าดิวโตพอที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้ได้แล้ว และก็โตพอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง การที่ทั้งสองจะหย่าขาดจากกันนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับส่วนที่ดิวต้องขาดพ่อแม่ สุชาติคิดว่าพวกเขาก็ยังทำหน้าที่พ่อแม่อยู่ แค่อาจจะน้อยลง และให้ดิวได้ใช้ชีวิตด้วยตัวเองเร็วขึ้น ลีลาไม่เห็นด้วยเลยกับสิ่งที่รุ่นพี่บอกเธอ

ลูก...ต่อให้เขาโตแค่ไหน อายุเท่าไร หรือเขาอาจจะมีแฟน มีสังคมของตัวเอง เขาก็ขาดความรักของครอบครัวไม่ได้ สถานบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ เธอคิดเช่นนั้น สุชาติย้อนเธอว่านั่นมันแค่อุดมการณ์มันทำจริงไม่ได้ หรือทำได้...ก็ไม่ใช่กับครอบครัวเขา อีกอย่างแค่สุชาติคนเดียวก็จัดการอะไรไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มันต้องร่วมมือกันทำทั้งพ่อแม่ พอได้ยินแบบนั้นลีลาก็พูดอะไรไม่ออก เธอยื่นมือไปช่วยไม่ได้ แต่เห็นด้วยที่จะบอกดิวถึงความสัมพันธ์ของครอบครัว ส่วนเรื่องการหย่าร้างก็ให้ผู้ใหญ่จัดการ และเธอรับปากว่าจะดูแลดิวให้ ในขณะที่พวกเขาเคลียร์ปัญหากันอยู่

ทว่า...ผลที่ออกมากลับเลวร้ายกว่าที่คาด

สุชาติและมณีทะเลาะกัน แทนที่จะได้อธิบายและปลอบโยนลูกชายของพวกเขากลายเป็นโทสะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และมันเป็นตัวทำให้เด็กที่ไม่ผิดอะไรต้องรับผลกระทบที่ตนไม่ได้ก่อ

ต้นลงมาข้างล่างหลังจากเช็ดหน้าให้ดิวจนคราบน้ำตาหายไป แม่และน้องหันมามองเขาเป็นตาเดียว ต้นฝืนยิ้มไม่ออก มันอาจไม่ใช่เรื่องของเขาเลย ไม่ใช่ปัญหาที่เขาต้องมานั่งหนักใจ แต่...เขาทุกข์ใจอย่างสาหัสที่เห็นดิวเป็นแบบนั้น

“น้องเป็นไงบ้างลูก” ลีลาเอ่ยถามพลางเขาไปลูบหลังลูกชายเพื่อปลอบโยน เพราะรักและเอ็นดู เธอถึงเศร้าใจที่เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งต้องร้องไห้

“ดิวหลับไปแล้วแม่ ต้นเป็นห่วงดิว” ทั้งห่วง ทั้งกังวล กลัวว่าดิวจะมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่

“เราต่างเป็นห่วงดิว แต่เราก็สอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องของครอบครัวเขามากไม่ได้ เราต้องดูแลน้องนะ ต้องประคับประคองน้องเหมือนตอนที่ลูกๆ ประคับประคองแม่ที่เสียพ่อไป” ต้นเข้าใจความหมายนั้นดี การสูญเสียมันเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ดิวหนักกว่าเขาเพราะดิวเหมือนเสียทั้งพ่อและแม่ไปพร้อมๆ กัน

“ครับ แล้วทางนั้นเขาจะทำยังไงกันต่อไป แม่พอรู้ไหม” ต้นไม่ได้อยากสู่รู้หรอก ถ้ามันไม่เกี่ยวข้องกับคนที่เขารัก เขาจะเมินมันเสีย

“พี่ชาติก็คงเข้าไปคุยกับพ่อแม่เขา ยังไงก็คงหย่าขาดอยู่ดี แม่ไม่เห็นทางไหนเป็นทางที่ดีสำหรับดิวเลย แล้วแม่ก็ห่วงว่าถ้าหย่ากัน ดิวต้องไปอยู่กับครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง นั่นจะยิ่งทำร้ายน้องดิว” นั่นสิ...ถ้าต้องไปอยู่กับครอบครัวใหม่ มันจะยิ่งแย่และซ้ำเติมแผลของดิว

“เราทำอะไรไม่ได้เลยเหรอแม่” ต้นรู้สึกห่วงดิวจับใจ ทั้งที่ไม่อยากยุ่งเรื่องครอบครัวใคร แต่ครั้งนี้...ถ้าสอดมือเข้าไปได้เขาอยากจะสอดเข้าไปเหลือเกิน

“แม่จะลองคุยกับพี่ชาติดู ถ้าขอให้ดิวอยู่กับแม่ได้ มันน่าจะดีกับน้องที่สุด” ต้นภาวนา ขอให้คุณลุงยินยอมเถอะ ต่อให้ดิวจะสภาพจิตใจพังยับ แต่เขาจะฟื้นฟูมันให้ได้ ทั้งเขาและแม่กับน้องชายของเขาด้วย

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.28-100%

มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดสำหรับดิว...

ตอนอกหักดิวร้องไห้ฟูมฟายเหมือนจะเป็นจะตายก็จริง สภาพภายนอกดูไม่แตกต่างกันหรอกระหว่างอกหักกับครอบครัวแตกแยก แต่ลึกๆ ก็รู้ดีว่าอะไรที่เลวร้ายกว่ากัน ตอนนี้ดิวไม่ร้องไห้ฟูมฟาย แต่กลับนั่งเหม่อแล้วน้ำตาก็ไหลเอง มันเหมือนคนพร้อมที่จะลาจากโลกนี้ไปอย่างง่ายดาย มันเกินคำว่าเจ็บช้ำไปแล้ว มันคือการสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต

ต้นกับลีลาลงความเห็นกันว่าวันนี้จะให้ดิวได้พักอยู่บ้าน ไม่ต้องไปเจอความวุ่นวายที่โรงเรียน ดิวไม่หือไม่อือ จนตอนนี้ก็เอาแต่นั่งมองไปที่บ้านฝั่งตรงข้าม สายลมอ่อนผสมความร้อนพัดผ่านร่างของทั้งคู่ ต้นไม่รู้จะปลอบยังไงก็เลยนั่งจับมืออีกฝ่ายเอาไว้ ถึงเหงื่อจะออกจนชุ่มเขาก็ไม่คิดที่จะปล่อยมันไป

“มึงว่าพ่อกับแม่ยังรักกูอยู่ไหม” ดิวเอนหัวพิงไหล่เขา คนตัวเล็กพยายามที่จะไม่สะอื้นให้ได้ยิน เขาหันไปกอดดิวเอาไว้

“รักสิ...พ่อแม่ต้องรักมึงอยู่แล้ว”

“แล้วทำไมเขาต้องทิ้งกูด้วยวะ ฮึก ฮือๆ”

ต้นรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจให้ความสัมพันธ์มันพังทลายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่อะไรก็ตามเมื่อมันพังไปแล้วก็ไม่มีทางเลยที่จะกลับเป็นอย่างเดิมได้ โดยเฉพาะเรื่องของความรู้สึก

“เข้าใจนะว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับมึง แต่กูอยากให้มึงลองเปิดใจ แล้วคิดว่ามันอาจเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับพ่อกับแม่มึง” มันพูดง่าย แต่มันช่างทำยากเสียเหลือเกิน

“แล้วกูก็ต้องเป็นฝ่ายโดดเดี่ยวเหรอ” ดิวเงยหน้าที่มีแต่น้ำตาขึ้นมอง

“มึงไม่ได้โดดเดี่ยวนะ มึงยังมีพ่อและแม่มึงเหมือนเดิม พวกเขารักมึง แต่พวกเขาแค่ไม่ได้รักกันแล้ว แม่มึงก็โทรมาหาบ่อยๆ นี่...ใช่ไหม โทรมาถามว่ามึงเป็นยังไง สบายดีหรือเปล่า พ่อมึงก็รักมึง เขาคอยถามแม่กูประจำว่าดิวสบายดีไหม ดิวเป็นยังไงบ้าง เขาเป็นห่วงมึงมากและฝากฝังกับแม่กูอยู่เสมอ”

“แล้วทำไมเขาไม่มาหากูล่ะ ฮึก…ทำไมเขาไม่มาหากู ฮือๆ” ต้นจับหัวดิวให้ซบลงกับบ่าอีกครั้งพลางลูบแผ่นหลังสั่นสะท้านนั้นด้วยความอ่อนโยนเท่าที่ตัวเองมี

“มันอาจจะเจ็บ เพราะเขามีครอบครัวที่พวกเขาต้องดูแล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักมึงนี่ดิว มันก็แค่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น มันยากที่ต้องรับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องมาอยู่ดี มึงก็รู้ ตอนนี้มึงมีกูนะ มีแม่กูและน้องกูอีกคน กูรู้ว่ามันแทนกันไม่ได้ กูแค่อยากให้มึงรู้ว่ามึงไม่ได้โดดเดี่ยวนะดิว” คำปลอบของเขามันอาจช่วยอะไรดิวแทบไม่ได้ แต่เขาแค่อยากให้รับรู้จริงๆ ว่ายังมีคนที่คอยเคียงข้างนะ

รูปแบบในชีวิตเปลี่ยนไป เราก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองตามสิ่งเหล่านั้นเพื่ออยู่รอดต่อไปเท่านั้นเอง ต้นรู้...มันทำใจยาก มันไม่ง่ายเลยจริงๆ เขาเข้าใจ เขาเคยเสียพ่อ ครอบครัวเคยเป๋มาก่อน มันเป็นความเศร้าที่ยากจะบรรยายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ มันเกินกว่าคำว่าเจ็บปวด มันล้ำลึกกว่านั้นมากจริงๆ

“เวลาดิว...เวลาจะเยียวยามึง แล้วจนกว่ามึงจะกลับมาเข้มแข็งได้ กูจะอยู่ข้างๆ มึงเสมอ”

“ขอบคุณนะ” ดิวบอกเสียงปนสะอื้น

ต้นไม่คิดที่จะห้ามให้หยุดร้องไห้ ไม่ห้ามให้เลิกฟุ้งซ่าน ต้องปล่อยให้ดิวจมลงไปในความรู้สึกของตัวเองบ้าง ให้เวลาดิวทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดอย่างกะทันหันนี้ ต้นว่าลึกๆ ดิวก็น่าจะรู้แหละว่าพ่อกับแม่ไม่มีทางกลับมาเป็นแบบเดิมได้ตั้งนานแล้ว แต่ใครล่ะ...จะอยากยอมรับความจริงข้อนี้

ดิวเศร้าซึมอยู่หลายวัน กินได้น้อยลง นอนละเมอแล้วก็ร้องไห้อยู่บ่อยๆ ต้นปวดใจมากที่เห็นคนรักเป็นแบบนั้น แต่เวลาเท่านั้นจริงๆ ที่จะทำให้ดิวดีขึ้น หน้าที่ที่สำคัญของเขาคือการไม่ให้ดิวรู้สึกโดดเดี่ยว ดิวหยุดเรียนเกือบทั้งอาทิตย์เพราะไม่มีกะจิตกะใจจะเรียน ต้น ลีลาและไม้ก็ไม่มีใครว่าอะไร

ด้านสุชาติ ลีลาไปคุยแล้วและเขายังให้คำตอบอะไรไม่ได้ สุชาติยังต้องจัดการเรื่องการหย่า ทั้งยังเจอปัญหาทางบ้านโวยวายและไม่พอใจที่เขาทำแบบนี้ เขาจึงฝากลีลาให้ดูแลดิวซึ่งเธอยินดี และจะพูดเรื่องการขอให้ดิวมาอยู่ในความดูแลของตัวเองหลังจากที่ทั้งคู่ทำการหย่าเรียบร้อย ในเมื่อสุชาติตัดสินใจจะเข้าไปเจรจากับพ่อแม่เองก็ปล่อยไป เรื่องของครอบครัวเขาก็ต้องจัดการเอาเอง ส่วนมณี ลีลาไม่ได้คุยกับเธอเพราะไม่มีความสนิทสนมกับฝ่ายนั้นนัก รู้แค่เธอเองก็เลี่ยงการมาเจอดิว เลี่ยงที่จะรับรู้ปัญหาด้วยการบอกว่าเธอไม่อยากให้ความเครียดกระทบกระเทือนลูกในท้อง

บ้านต้นทำทุกอย่างให้เป็นปกติ เพียงแต่เพิ่มการพูดคุยกับดิวแล้วก็อยู่กับดิวให้มากขึ้น ตอนนี้ดิวได้มานอนห้องเขา แล้วต้นก็กอดร่างเล็กทุกคืน กล่อมให้หลับหลังจากปล่อยให้ร้องไห้ ดิวจะกอดเขาเอาไว้แน่นมากเหมือนหาที่ยึดเหนี่ยวให้กับตัวเอง

มันเป็นช่วงเวลาที่ดิวอ่อนแอมาก...

แต่อย่างน้อยๆ ดิวก็ร้องไห้น้อยลงในแต่ละวัน เข้าอาทิตย์ที่สองดิวสามารถกลับไปเรียนได้แต่ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ดิวยิ้มให้ต้นได้แค่บางๆ รวมถึงคนอื่นๆ ด้วย แล้วก็ต้องการความรักมากกว่าเดิม ต้องการการกอดและการหอมอยู่ทุกวัน และต้นก็คอยให้สิ่งนั้นไม่ขาด มันต้องเยียวยาได้อยู่แล้ว สัมผัสจากคนที่ตัวเองรักเปรียบเสมือนยาวิเศษ ต้นเชื่อแบบนั้น และเขาเคยก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งความเศร้ามาได้ด้วยการทำแบบนั้น...

“กอดหน่อย...” ต้นมารับดิวที่ชมรมแบดมินตัน พอดีขึ้นก็มาออกกำลังกายทันที ไม้นี่แหละที่เป็นคนชวนดิวมา

“มากอด” เขาเดินเข้าไปกอดเจ้าตัวเล็กเอาไว้แน่น ท่ามกลางสายตาของคนอื่นที่จ้องมอง อาจมีสายตาของผู้คนเฝ้ามองต้นก็ไม่สนใจ คนที่เขาสนคือคนในอ้อมแขนเท่านั้น

“ขี้อ้อนขึ้นเยอะเลย ปกติอ้อนคนอื่นแบบนี้ปะเนี่ย” คลายกอดแล้วจ้องหน้าถามยิ้มๆ ดิวเบะปาก ส่ายหน้า

“ไม่มีใครให้อ้อนขนาดนี้หรอก”

“แน่ใจ?”

“แน่ใจที่สุดอะ” เล่นกลับด้วยได้แบบนี้ก็ถือว่าดีขึ้นเยอะแล้วล่ะเนอะ

“ปลื้มใจจัง” ว่าแล้วก็ยีหัวดิวเบาๆ

ต้นเดินกอดคอดิวไปนั่งที่สแตนด์เชียร์ นี่เป็นช่วงเวลาพักพอดีดิวเลยออกมาอยู่กับเขาได้ ส่วนเจ้าไม้ยังซ้อมไม่ยอมหยุด ต้นเอาหลังมือตัวเองเช็ดเหงื่อที่เกาะอยู่บนใบหน้าและไรผมให้คนตัวเล็ก เขาไม่มีผ้าเช็ดหน้าเพราะไม่ชอบพก แต่มือสะอาดไม่ต้องห่วง

“ต้น...” ดิวจ้องตา

“หืม? มีอะไรหรือเปล่า ทำไมมองแบบนั้นล่ะ” เขาว่าแปลกๆ ก็เลยถาม

“วันนี้พ่อโทรมา บอกว่าวันศุกร์ให้เข้าไปที่บ้านใหญ่” พูดแล้วเจ้าตัวก็เม้มปาก น้ำตาคลอ ต้นรีบดึงร่างเล็กเข้ามากอดแล้วลูบหลังปลอบ

“กูไปส่งนะ”

“อยู่กับกูได้ไหม มึงอยู่กับกูนะ” ดิวดันตัวออก มองหน้าเขาทั้งที่น้ำตากำลังจะไหล

“ได้ดิ กูจะอยู่กับมึง สบายใจเถอะนะ” ดิวพยักหน้าขึ้นลงเบาๆ เอาแขนเสื้อเขาไปเช็ดหน้าและน้ำตา เสร็จก็ยิ้มแป้นแล้นใส่ ต้นไม่ได้สนใจหรอกตอนแรกอะ เห็นดิวยิ้มแบบนี้ก็รู้สึกดี แต่พอดูแขนเสื้อตัวเอง

“เดี๋ยวโดน!” แขนเสื้อเขาดำเป็นปื้นเลย เฮ้ นี่เขาต้องซักเองนะเว้ยเนี่ย

“ฮี่ๆ” หัวเราะแบบนี้ชักมันเขี้ยว ต้นบีบจมูกดิวแล้วหัวเราะเยาะใส่ให้ดังกว่า

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

“โอ้ยเจ็บ...มึงรังแกกูอ๋อ ใจร้าย คนอะไรรังแกแฟนตัวเองรุนแรงแบบนี้ กูน้อยใจนะเนี่ย ทำกับกูแบบนี้ได้ไง กูจะไปฟ้องคุณน้า ไม่นอนกับมึงแล้วด้วย ขนเสื้อผ้าออกไปนอนกับคุณน้าแล้ว ไม่เอาแล้ว” อ่าว แกล้งแค่นี้บ่นยาวเชียว ยังมีหน้ามาขู่อีก ไม่เห็นว่านี่ที่สาธารณะพ่อจับจูบให้ปากเจ่อเลยเหอะ

“หยอกเล่นเอง โอ๋ๆ ขอโทษๆ ไม่แกล้งแล้วคร้าบ” เห็นต้นขอโทษเสียงงุ้งงิ้ง ดิวก็หัวเราะ

“ฮ่าๆ น่ารัก” อย่าๆ อย่ามาบอกว่าน่ารักแบบนี้ เดี๋ยวของมันขึ้นนะน้อง

ต้นยีหัวดิวด้วยความเอ็นดู เห็นคนรักดีขึ้นเขาก็มีความสุข ทั้งคู่นั่งเล่นกันสักพักดิวก็ต้องลงสนามไปซ้อมแบดฯ ต่อ ไม้เปลี่ยนขึ้นมานั่งพักบ่นเรื่องของมันไปตามเรื่องตามราว ต้นฟังมันพล่ามพลางมองดิวเล่นแบดฯ ไปด้วย ท่าทางคล่องแคล่วว่องไวใช้ได้ ดูเหมือนว่าเล่นจนร่างกายเริ่มชินกับการเคลื่อนไหวแบบนี้แล้ว ต้นดูดิวเพลินจนไม่ได้ฟังเจ้าไม้บ่นอีกเลย แว่วๆ แค่ว่าจ้องดิวตาเป็นมันแล้ว

หลังเลิกซ้อมทั้งหมดก็ไปที่ร้านอาหาร ลีลาทำมื้อเย็นไว้รออยู่ก่อนแล้ว พอเดินเข้าร้าน เธอก็ออกมาต้อนรับแล้วกอดดิวเอาไว้ ลูบแผ่นหลังเบาๆ พลางพาเดินไปที่โต๊ะประจำ ดูไปดูมา พวกเขาชักจะเหมือนครอบครัวเดียวกันเข้าไปทุกที ไม่เหมือนเป็นแค่เด็กข้างบ้านเลย แต่เขาชอบนะ ยังไงซะอนาคตดิวก็คือสะใภ้บ้านนี้ ครอบครัวเดียวกันชัวร์ๆ อยู่แล้วถูกมะ

“น้าคุยกับพ่อหนูได้แล้วนะลูก” พออาหารวางครบ ลีลาก็เปิดประเด็น ต้นตื่นเต้นมากที่แม่บอกมาแบบนี้

“ครับ?” อ่อใช่ ดิวยังไม่รู้ว่าเขาคุยกับแม่ไว้

“ก็หลังจากหย่ากันแล้ว น้าขอให้หนูอยู่กับน้าแทนที่จะต้องเลือกไปกับใครคนใดคนหนึ่ง น้าตัดสินใจไปเอง น้องดิวโกรธน้าไหม” ต้นก็ลืมเรื่องนี้ไป เราตัดสินใจกันโดยไม่สอบถามความสมัครใจของดิวเลย เจ้าตัวได้ฟังแล้วก็ยิ้มบางๆ

“ผมกำลังคิดเรื่องนั้นอยู่เลยครับ ผมกลัวว่าจะต้องเลือกไปอยู่กับใครสักคน ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมจะไปอยู่กับพวกเขาได้ยังไง” ความเศร้าแผ่กระจายออกมาอีกเมื่อดิวหวนกลับไปคิดเรื่องนี้ แต่ก็ไม่หนักมากเท่าช่วงแรก

“ใช่ น้าก็เป็นห่วง กลัวหนูจะลำบากใจถ้าต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่เคยอยู่ น้าเลยเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อหนู แล้วพี่ชาติเขาก็โอเค แต่ที่รอนานก็เพราะต้องถามแม่หนูด้วย”

“แม่ผมยอมใช่ไหมครับ”

“ใช่จ้ะ วันนี้น้าเพิ่งได้คำตอบ”

“ขอบคุณนะครับ ผมรบกวนคุณน้ามากเลย” ดิวน้ำตาคลออีกครั้ง ลีลาดึงดิวมากอดเอาไว้

“รบกงรบกวนอะไร ไม่เลยลูก หนูคือว่าที่ลูกอีกคนในอนาคต” เธอพูดแล้วก็ขำ มีเหลือบมามองหน้าลูกชายคนโตเล็กน้อย ดิวยิ้ม หน้าแดงหน่อยๆ แสดงว่าเขิน

“แต่ว่านะ…” จู่ๆ ไม้ก็แทรกขึ้นมา

“อะไรของมึง?” ต้นหันไปถามไม้ที่นั่งข้างกัน

“ช่วยสนใจผมบ้างดิ ผมจะงอนแล้วเนี่ย” ทำเป็นพูด ลีลายังดูแลไม้ดีเหมือนเดิม ดีขึ้นด้วยเพื่อให้เท่าเทียมกับดิว มันจะได้ไม่เกิดช่องว่างในความรู้สึก ส่วนเขาไม่ต้องห่วง...แม่ไม่ดูแลเขาก็อ้อนได้

“นี่แม่ทำของโปรดไม้ทั้งนั้นเลยนะ ไม้ยังว่าแม่ไม่สนใจอีกเหรอ งั้นแม่เอาไปเก็บดีกว่า”

“เดี๋ยวๆ! ไม้ล้อเล่นเอง แค่เรียกร้องความสนใจ” เจ้าตัวเบะปาก แต่ไม่ได้น่ารักเท่าดิวทำ ก็เลยได้รับเสียงหัวเราะจากทั้งหมดแทน

มื้อเย็นเริ่มครึกครื้นขึ้นมาบ้างกลบเกลื่อนความอึมครึมที่ดิวยังมีอยู่ในตัว สองอาทิตย์ฟื้นได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานดิวจะผ่านเรื่องนี้ไป และมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้แน่ๆ

จบมื้อค่ำก็ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ หมายถึงต้นนะ ไม่ใช่ดิวกับไม้ สองคนนั้นมีการบ้าน ต้องนั่งทำการบ้านกันไปก่อน ส่วนเขาหาผ้ากันเปื้อนมาใส่ หยิบสมุดจดแล้วเดินร่อนเป็นเด็กรับออร์เดอร์บวกเสิร์ฟอาหาร

ดิวลอบมองเขาอยู่ตลอด หันไปกี่ทีก็แทบจะสบตากันทุกที ดิวเอาแต่ยิ้มบางๆ มองเขาเหมือนคนเพ้ออะไรสักอย่าง เห็นแล้วมันเขี้ยวมาก อยากจะเข้าไปฟัดติดแต่ทำงานอยู่และนี่มันร้านอาหารไม่ใช่ห้องนอน

ประมาณสองทุ่มกว่าๆ ไม้กับดิวก็ทำการบ้านเสร็จ ร้านอาหารใกล้ปิดแล้ว ดิวกับไม้จะต้องช่วยกันทำความสะอาดร้าน ดีที่ไม่มีใครอิดออดให้ต้นต้องดุ เขาเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ช่วยแม่ทำบัญชี อนาคตต้นต้องทำงานบริหาร เรื่องแบบนี้จะไม่รู้ไม่ได้เด็ดขาด เขาเลือกเก็บประสบการณ์จากแม่นี่แหละ แม่จะคอยบอกคอยสอน บางอย่างเขาก็เรียนรู้หลักการมาจากมหาวิทยาลัยแล้ว แต่พอได้มาทำจริงๆ มันค่อนข้างต่างกันเยอะทีเดียว มันปวดหัวกว่าและตัวเลขก็ไม่แน่นอน

เมื่อทุกอย่างที่ร้านเรียบร้อยก็เดินทางกลับบ้านกัน ด้วยรถสองคันของต้นและลีลาที่ขับมาทำงานเองเมื่อเช้านี้ ไม้ไปกับแม่ส่วนเขาพาดิวกลับ วันนี้มีขนมหวานติดไม้ติดมือกลับไปที่บ้านด้วย พวกเขาก็ไม่ได้ชอบของหวานนะ แค่ชอบทุกอย่างที่แม่ทำเท่านั้นเอง

ต้นกับดิวนั่งพูดคุยกันไปตลอดทาง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เรียนอยู่ ในหลักสูตรที่ดิวเรียนมันจะมีบางอย่างที่เจ้าตัวสงสัยแล้วก็ถาม ต้นก็พลอยได้ทวนความรู้ที่เรียนไปกับดิว นั่งคิดนั่งวิเคราะห์ตอบคำถามจนกระทั่งถึงบ้าน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำแล้วลงมานั่งเล่นดูโทรทัศน์กันอีกสักพักถึงจะไปนอนกัน บ้านเขาทำแบบนี้กันจนติดเป็นนิสัย บางบ้านอาจติดละคร แต่บ้านต้นติดรายการต่างๆ ที่มีในแต่ละวัน อย่างวันนี้ก็คนอวดผี แม่ชอบมาก ผู้ชายแมนๆ สามตัวนี่นั่งหงอเลย กลัวนะ แต่ดู

“น่ากลัวว่ะ ทำไมต้องเป็นผีในตู้วะ” ดิวบ่น ทั้งสองขึ้นมาที่ห้องกันแล้วนั่งลงบนเตียง

“แหม่ ผีมันก็มีทุกที่ทุกอย่างนั่นแหละ” ต้นบอก ฉวยโอกาสกอดพร้อมลากไปนอน

“จริงดิ แล้วมึงไม่กลัวมั่งเหรอ”

“หึ ไม่กลัวอะ ชอบด้วย” ดิวเลิกคิ้วสงสัยเมื่อจู่ๆ ต้นบอกชอบผี เห็นหน้าเหวอๆ แล้วตลก

“มึงชอบผีเหรอ?”

“ใช่ ผีผ้าห่ม...ชอบมาก” ดิวนิ่งไปอึดใจหนึ่ง จากนั้นหน้าก็เริ่มแดง

ต้นดันปลายคางดิวขึ้นเพื่อจะได้ละเลียดริมฝีปากได้ ดิวไม่อิดออดเงยหน้าตามแรงดันอย่างง่ายดาย เรายิ้มบางๆ ให้กันก่อนต้นจะเป็นฝ่ายป้อนจูบให้ดิว เริ่มจากย้ำริมฝีปากบนและล่าง ย้ำมันลงไปซ้ำๆ เพื่อซึมซับความนุ่มละมุนจนกระทั่งพอใจ ดิวอ้าปากน้อยๆ ให้สอดลิ้นเข้าไปเพื่อช่วงชิงลมหายใจอย่างอ่อนโยน ก็รู้นะว่าพอทำแบบนี้แล้วจะเกิดความต้องการ แต่ต้นก็ยังอยากทำมันทุกๆ วัน

“ฝันดีนะ” แล้วก็ถึงเวลาห้ามใจ ต้นย้ำจูบหนักๆ ที่ปากสีเรื่ออีกครั้งก่อนนอนกอดร่างเล็กเอาไว้

“อืม ฝันดี” ดิวขยับจูบปากต้นแผ่วเบา

ใจเขานี่ระรัวไปหมด จับมันกดแม่จะตีหัวแตกไหม?

ไม่นาน...วันที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงก็มาถึง ทุกคนเป็นห่วงความรู้สึกของดิวมากเพราะดิวต้องไปบ้านใหญ่เรื่องที่พ่อกับแม่มันจะหย่ากัน ทางนั้นไม่ได้แจ้งอะไรเอาไว้ แค่กำชับว่าต้องไป เป็นเรื่องสำคัญที่เขาอยากให้ดิวเป็นคนตัดสินใจ

ดิวปฏิเสธไม่ให้พ่อกับแม่มารับ เพราะต้องการให้ต้นไปด้วย รู้ว่าไม่ควรเพราะนี่เป็นเรื่องครอบครัวของดิว แต่ในเมื่อนี่คือสิ่งที่ดิวต้องการและมันสามารถทำให้ดิวก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้ ต้นก็จะไปอยู่ข้างๆ ดิว

ทั้งคู่เดินทางกันแต่เช้า ลีลาและไม้เป็นห่วง พวกเขาคอยบอกว่าดิวต้องสู้และต้องผ่านมันไปให้ได้ ไม่วายกำชับต้นด้วยว่าให้ดูแลน้องดีๆ ต้นรับปากแม่เป็นหมั่นเป็นเหมาะก่อนจะเริ่มเดินทาง ดิวกระวนกระวายนั่งไม่ค่อยติด คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้

“มึงว่ากูจะโดนบังคับให้ไปอยู่ที่อื่นไหม กูไม่อยากไป” ในที่สุดดิวก็พูดออกมาเป็นคำแรกหลังจากเดินทางใกล้ถึงที่หมาย

“มึงสิบเจ็ดแล้วดิว กำลังจะสิบแปด อีกไม่นานก็ต้องเลือกทางเดินในชีวิตตัวเอง เขาบังคับมึงไม่ได้มากขนาดนั้นหรอก” ต้นพยายามให้กำลังใจ แต่ดิวกลับมองหน้าเขาเศร้าๆ

“ไม่จริงหรอก เขายังบังคับให้พ่อกับแม่แต่งงานกันเลย แล้วพอจะหย่ากันก็ไม่ยินยอมด้วย กูจะรอดจากการบังคับขีดเส้นทางจริงเหรอวะ” นั่นน่ะสิ ต้นไม่ได้อยู่ในครอบครัวที่เข้มงวดแบบนั้นด้วย ก็เลยให้คำตอบที่ดีที่สุดไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปกุมมือของดิวเอาไว้ บีบมันแน่นๆ

“อย่าเพิ่งคิดไปไกลเลย เผชิญหน้ากับมันก่อนแล้วเราค่อยหาทางออกดีกว่า คิดตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่ามันจะออกมาในแบบที่เราคิดหรือเปล่า ทำใจให้สบายนะ ไม่ต้องเครียด” เจ้าตัวเล็กครางตอบอืมเบาๆ บีบมือเขาตอบขณะทอดสายตาไปด้านนอก

เขารู้ว่ายังไงดิวก็คิดแล้วเครียดอยู่ดี เข้าใจว่ามันทำไม่ได้ง่ายๆ หรอก

ต้นปล่อยให้ดิวอยู่กับตัวเองจนกระทั่งมาถึงที่หมาย เมื่อต้นจอดรถเรียบร้อย ต้นกับดิวก็เดินจับมือกันไปยังประตูใหญ่ สุชาติและมณี พ่อแม่ของดิวยืนอยู่คู่กันตรงนั้น ดิวบีบมือหนาแน่นขึ้นไปอีก

“อย่าปล่อยกูไว้คนเดียวนะ” ดิวเงยหน้ามามอง น้ำเสียงเจือความอ้อนวอนอยู่

“อยู่แล้วน่า” เขาใช้อีกมือยีหัวดิว เจ้าตัวพยายามยิ้มบางๆ

ทั้งคู่ยกมือไหว้สวัสดีผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งสุชาติและมณีมองมือที่กุมกันของต้นกับดิวก่อนเลื่อนมามองใบหน้า ดิวกระชับมือแน่นเหมือนไม่ต้องการให้เขาปล่อยแม้ว่าพ่อแม่ตัวเองจะมองด้วยสายตาอย่างไร ต้นเข้าใจ ดิวในเวลานี้ต้องการความมั่นคงเพื่อให้ตัวเองมีที่ยึดเหนี่ยว ดังนั้นเขาจึงกระชับมือตอบกลับ ไม่ปล่อยแม้จะโดนสายตาสงสัยทิ่มแทง

พวกเขาไม่ได้ยิงคำถามกลับมา แต่มณีจะเข้ามาดึงลูกชายตนออกไปจากต้น ติดที่ดิวปฏิเสธจะเดินไปพร้อมแม่ตัวเอง มณีเลยต้องเดินนำเข้าบ้านไปพร้อมสุชาติอย่างช่วยไม่ได้ ปล่อยให้สองคนเดินตามหลังในระยะประชิด

บ้านหลังนี้จัดว่าใหญ่สมฐานะมั่งมี มันเป็นบ้านของครอบครัวฝั่งสุชาติ แม่บ้านเดินกันขวักไขว่ ทั้งสี่ตรงไปที่ห้องรับแขก ที่นั่นมีคนสูงอายุนั่งอยู่สี่คน สองคนบนโซฟาตัวยาวเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ และเป็นพ่อแม่ของสุชาติ พวกท่านยังดูแข็งแรงดี ไม่ได้อ่อนแอไปตามกาลเวลา สีหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองนิ่งเฉย ทว่าแววตาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกท่านไม่พอใจกับเรื่องราวในวันนี้ เพียงแค่ไม่แสดงออกมากเท่าผู้ใหญ่ฝั่งมณีซึ่งนั่งโซฟาฝั่งซ้ายมือ สีหน้าพวกท่านไม่ดีเลยเหมือนโกรธเคืองกับสิ่งที่ลูกสาวเลือกจะทำ

สุชาติกับมณีเดินไปนั่งโซฟาฝั่งขวา ส่วนเด็กเพียงสองคนในที่นี้ได้เก้าอี้จากแม่บ้านที่ยกมาเพิ่มให้ ตอนแรกผู้ใหญ่ของแต่ละบ้านต่างพุ่งสายตาไปที่ลูกตนเอง ทว่าตอนนี้สายตาดุดันเหล่านั้นกลับจ้องมาที่มือของต้นและหลานชาย แม้ดิวไม่ใช่หลานชายเพียงคนเดียวของสองครอบครัวนี้ แต่อาจเป็นหลานชายคนเดียวที่รักชอบเพศเดียวกัน

>>>>>>>>>>>

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
>>>>>ต่อตอนที่ 28

“ปล่อยมือจากกันซะ” คุณปู่ของดิวชี้ไม้เท้ามาที่ทั้งคู่ ท่าทางคุกคามและไม่พอใจ พวกเขาหันมองสบตากัน

“เพราะพวกแกสองคนมันเหลวแหลก ลูกแกก็เลยผิดเพศแบบนี้” เสียงหยามหยันออกมาจากปากของคุณยายดิว เธอมองต้นตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

“ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่หรอกครับ ผมเป็นของผมเอง” ดิวตอบ ท่าทางนอบน้อมและก็เป็นฝ่ายคลายมือออกจากต้น

“ไม่ต้องมาออกตัวแทนแม่แกเลย ยายเลี้ยงแม่แกมา เพราะใส่ใจแม่แก ถนอมแม่แกไง แม่แกเลยไม่ผิดเพศ” ฟังความคิดแบบนี้ต้นก็ฉุนนะ แต่ทำอะไรไม่ได้

“ค่ะ ความผิดณีเอง พอใจไหมคะคุณแม่” มณีตัดบทแม่เธอ

“ช่างมันเถอะ ไม่ฆ่าคนตายก็พอแล้ว” คุณย่าดิวปัดประเด็นนี้ให้ตกไป ท่าทางที่สง่างามและหยิ่งผยองในเวลาเดียวกันทำให้เธอดูเหมือนนางพญา แม้ว่าอายุจะเลยเลขหกแล้วก็ตาม

“แกรู้เรื่องพ่อแม่แกแล้วใช่ไหมดิว” คุณปู่เอ่ยถาม

“ครับ ผมทราบแล้ว”

“แล้วแกคิดว่ายังไง แกอยากให้พ่อแม่เลิกกันอย่างนี้จริงๆ ใช่ไหม” คำถามพุ่งตรงเข้าหาดิว แน่นอนว่าคำตอบคือไม่ ดิวเงยหน้ามองต้นเล็กน้อย ปากเล็กเม้มแน่นเหมือนไม่รู้จะเอายังไงดี ต้นจะจับมือให้กำลังใจก็กลัวมันจะรุ่มร่ามเกินไปในสถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้

“ถ้าพ่อแม่แกเลิกกัน แกมันก็หมาหัวเน่าไม่มีใครเอา แกอยากให้เป็นแบบนั้นจริงเหรอดิว” ฝ่ายคุณยายดิวพูดหว่านล้อมต่อ ต้นล่ะอยากหัวเราะ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ดิวไม่ใช่หมาหัวเน่าหรือไงกัน

“ปู่ย่าและตายาย รวมถึงพ่อแม่แกยกให้แกตัดสินใจว่าจะยอมให้พวกเขาเลิกกันไหม แต่แกต้องคิดดีๆ นะดิว โตมาแบบไม่มีพ่อแม่น่ะเหรอที่แกต้องการ” ฝ่ายตาดิวก็ทับถมลงมาอีก ต้นรู้สึกว่าดิวอาจไม่แกร่งพอที่จะต้องรับความกดดัน ฝ่ายปู่ย่าตายายอยากให้ดิวตัดสินใจที่จะให้พ่อแม่อยู่ด้วยกัน แต่ฝ่ายพ่อแม่กลับอยากให้ดิวตอบในอีกรูปแบบเพื่อให้พวกเขาได้แยกทางจากกันไปเสียที

“คุณพ่อครับ อย่ากดดันดิวแบบนั้น” สุชาติกล่าวกับพ่อตาเสียงนุ่ม

“ฉันเนี่ยนะกดดัน ไม่มีใครกดดันอะไรดิวสักคน เราแค่หวังดีกับพวกแกแล้วก็ลูกของแก คิดดู...ดิวมันจะต้องอยู่อย่างไรถ้าไม่มีพ่อแม่”

“มีเหมือนไม่มีก็ไม่ต้องมีดีกว่าครับ” จู่ๆ ดิวก็พูดโพล่งขึ้นมากลางปล้อง ซึ่งมันเป็นคำพูดที่แม้แต่ต้นก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาจากปากของเด็กข้างกาย

เกิดความเงียบขึ้นฉับพลัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในเวลานี้ พ่อแม่ของดิวเองก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำต่อว่าของลูกตัวเอง ดิวเงยหน้ามองต้น ดวงตากลมโตคู่นั้นถูกเคลือบไปด้วยหยาดน้ำตา เอาวะ...ไม่ถูกไม่ควรไปหน่อยแต่เพื่อความรู้สึกดิว ต้นเอื้อมมือไปกุมมือเล็กเอาไว้ ดิวยิ้มให้บางๆ แล้วมองหน้าทุกคน

“ปล่อยให้พ่อกับแม่เลือกทางเดินของเขาเถอะครับ ผมไม่เป็นอะไร”

“ใช่สิ ริอาจมีผัวแต่เล็กแต่น้อย มันก็พูดได้ว่าไม่เป็นอะไร วันหนึ่งแกโดนทิ้งมา แกจะยังมีหน้ามาพูดว่าไม่เป็นอะไรอีกไหม หือ...จะกลับมาซมซานหาปู่ย่าตายายล่ะสิ เฮอะ ฉันบอกเลยนะนังมณี ลูกผิดเพศของแกน่ะ ฉันไม่เอาหรอกนะ” คุณยายของดิวกล่าวเหยียดเต็มที่ ไม่รู้โกรธอะไรใครมานักหนา จะเถียงก็ไม่ได้ เกิดเขาปากหมาใส่เดี๋ยวไม่ได้ออกจากบ้านอีก

“ไม่ต้องเอาก็ได้ครับ เราจะยังเลี้ยงลูกของเราเหมือนเดิม แค่เราต้องการจะหย่ากันเท่านั้น เรื่องของดิว ผมไม่ให้เขาเป็นภาระใครหรอกครับคุณแม่” สุชาติมองลูกตัวเองขณะพูดกับแม่ยาย

“ก็ดี ให้มันได้แบบนั้นก็ดี แค่นี้ก็ทำฉันอับอายขายขี้หน้าไปหมด ทั้งลูกสาวลูกเขย”

อะไรคือความขายขี้หน้า แค่เลิกรากันไปมันหนักส่วนไหนของหน้าคุณยายนะ ต้นล่ะอยากรู้จริงๆ

“ตระกูลฉันไม่เคยมีเรื่องหย่าร้างเกิดขึ้น นี่มันอัปยศที่สุด ทั้งหย่า ทั้งหลานผิดเพศ แกนี่มัน...” คุณตาของดิวต่อว่ามณีลูกสาวของเขา ต้นชักพอเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณป้าถึงไม่อยากหย่า กิจการที่ต้องสูญเสียมันก็ส่วนหนึ่ง แต่ต้องมาโดนพ่อแม่ตัวเองต่อว่าแบบนี้ก็เลวร้ายเหมือนกัน

ดิวนั่งกลั้นน้ำตาเอาไว้จนตัวสั่นเทาไปหมด คนตัวเล็กก้มหน้ามองมือของเราที่จับกันอยู่ ไม่ยอมมองหน้าใครอีก ตากับยายของดิวชี้หน้าด่าลูกสาวตัวเองแล้วมองเหยียดหยามดิวก่อนจะเป็นฝ่ายแรกที่ออกไป ฝ่ายปู่ย่าที่เห็นนิ่งๆ ก็ลุกขึ้นมาบ้าง

“ฉันผิดหวังในตัวแกมากไอ้ชาติ” ปู่ของดิวตบหน้าลุงสุชาติอย่างแรง เสียงมือกระทบใบหน้าทำให้คนตัวเล็กข้างกายเขาผวา ดิวไม่กล้าเงยหน้ามอง ส่วนต้นตาค้างด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้มันต้องตบต้องตีเลยเหรอ

“ผมขอโทษครับพ่อ”

“เอาคำขอโทษของแกกองไว้ตรงนั้นแหละ” แล้วคุณปู่ก็เดินจากไป คุณย่าดิวเองก็เดินตาม เธอมองหน้าลูกชายของเธอแค่แวบเดียวเหมือนไม่สนใจว่าลูกจะรู้สึกอย่างไร

ต้นว่าเขาไม่ควรมาอยู่ตรงนี้ ไม่ควรมานั่งหัวโด่ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายนี้เลย มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวโคตรๆ ซ้ำยังรู้สึกอย่างกับว่าตัวเองเป็นคนทำให้ป้ามณีและคุณลุงสุชาติโดนด่า โดนตำหนิเรื่องลูกชายด้วย

แต่พอเขาหันไปมองดิว เขาก็คิดได้ว่าเขามาอยู่ตรงนี้เพื่อคนที่เขารักนี่นะ ถ้าไม่มีเขาดิวจะตอบว่ายังไง ถ้าเขาไม่ได้อยู่ข้างดิวในวันนี้คนตัวเล็กจะอดทนจนผ่านมาได้ไหม ต้นคว้าร่างของดิวมากอด อาจจะไม่ค่อยเหมาะแต่เขาเห็นใจและสงสาร ดิวปล่อยโฮทันทีที่เขาโอบแขนรัดร่างกาย เจ้าตัวซบหน้าแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น ต้นไม่เห็นว่าลุงสุชาติกับป้ามณีจะมองอย่างไรแล้วรู้สึกแบบไหน ตอนนี้สิ่งสำคัญคือดิวต่างหาก

ดิวคือคนที่ต้องมารับผลกระทบในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ก่อ เป็นบาปบริสุทธิ์จากการกระทำของพ่อแม่โดยแท้ ต้นได้แต่หวังว่าพวกเขาจะไม่มาต่อว่าหรือบังคับอะไรดิวอีก แค่นี้ดิวก็เจ็บช้ำมากพอแล้ว ต้องเสียทั้งพ่อและแม่ไปในเวลากัน

“ต้นพาน้องกลับบ้านทีนะ ลุงฝากน้องด้วย” ลุงสุชาติเดินมาตบบ่าเขาที่ยังกอดดิวเอาไว้ ก่อนจะลูบหัวลูกชายแล้วจากไป

“แม่จะติดต่อหาหนูนะลูก” ดิวผละออกจากเขาโผเข้ากอดแม่ตัวเอง

ดิวคงอยากพูดว่า...ไม่อยากให้ใครเดินจากตนไป ไม่ว่าจะพ่อหรือแม่ก็ตาม แต่ก็เกรงว่าคำพูดของตัวเองอาจเป็นตัวเหนี่ยวรั้งให้พวกเขายังฝืนอยู่ด้วยกันต่อไป

มณีพยายามปลอบลูกชายด้วยความเป็นจริงที่มันไม่อาจเปลี่ยนไป เขาทั้งคู่ไม่ได้รักกันแล้ว จะฝืนต่อมันก็มีแต่ทรมานใจ เธอกล่าวขอโทษลูกชายที่ไม่สามารถมอบความรักให้เขาได้มากพอ เธอกล่าวโทษตัวเองที่เป็นแม่แย่ๆ ทั้งน้ำตา

ทั้งคู่กอดกันร้องไห้เป็นภาพที่สะเทือนใจต้นเพราะมันทำให้นึกย้อนถึงตอนที่เสียพ่อไป มันอาจจะแตกต่างกันที่เหตุผล แต่ความเจ็บปวดของคนเป็นลูกนั้นไม่ได้ต่างกันนักหรอก เขาอยากบอกดิวว่าดิวโชคดีที่ทั้งคู่ไม่ได้ตายจากไป สถานะต่างหากที่เปลี่ยนไป วันหนึ่งในอนาคตดิวจะยอมรับสิ่งนี้ไปได้เอง และค่อยๆ เข้าใจในเหตุผลของผู้ใหญ่ได้มากกว่าตอนนี้

“ป้าฝากน้องด้วยนะต้น” มณีเอามืออันสั่นเทาของคนตัวเล็กวางลงบนมือของเขา และต้นยินดีที่จะกอบกุมมือเล็กนี้เอาไว้

“ครับ ผมจะดูแลน้องอย่างดี ผมสัญญาครับ” เธอยิ้มบางส่งให้ก่อนจะตบบ่าเขาเพื่อฝากฝังดิวเอาไว้

ทั้งสองยืนมองมณีเดินจากไปอีกคน ใบหน้าของดิวยังคงเต็มไปด้วยน้ำตา เมื่อมณีหายลับสายตาไป ต้นก็ดึงร่างเล็กมากอดปลอบด้วยสัมผัสอ่อนโยนที่แผ่นหลัง ดิวสะอื้นหนักมากจนน่าสงสาร เห็นคนรักทรมานเขาก็พลอยทรมานไปด้วย ต้นดึงดิวออกจากอ้อมอก เช็ดน้ำตาเหล่านั้นให้หมดไปจากใบหน้าก่อนจะบรรจงจูบที่หน้าผากเนียน

“เรากลับบ้านกัน” ดิวพยักหน้าโดยไม่ตอบอะไร

ระหว่างทางดิวไม่พูดอะไรเลย เอาแต่สะอื้นไห้กับเหตุการณ์ที่ยังคงตราตรึงในใจ มันเป็นความเลวร้ายที่แสนเศร้าหมอง ต้องใช้เวลาเพื่อเยียวยามันไปเรื่อยๆ ต้นไม่สั่งให้หยุดร้อง ไม่ห้ามปรามแม้ว่าจะสงสารมากแค่ไหน เขาแค่พยายามกุมมือเล็กเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

หน้าที่ของเขาคืออย่าทิ้งกัน...ยืนอยู่ข้างๆ กันในวันที่ดิวย่ำแย่ที่สุดนี้

ลีลาและไม้รอต้อนรับเราที่บ้าน ต้นต้องปล่อยมือจากดิวเพื่อให้คนตัวเล็กได้รับการปลอบโยนจากคนอื่นบ้าง วันนี้เป็นวันที่เลวร้ายอีกหนึ่งวัน เป็นวันที่ดิวต้องการความรักเพื่อชดเชยและเติมเต็มหัวใจที่เจ็บช้ำ

พวกเราให้กำลังใจกันและกัน นั่งอยู่ด้วยกันไม่ยอมลุกจากไปไหน ลีลาพยายามทำเท่าที่ทำได้ด้วยการรังสรรค์ขนมขึ้นมาปลอบใจ ไม้พยายามชวนดิวเล่นเกมและต้นก็พยายามเย้าหยอกให้ดิวรู้สึกดีขึ้น แต่ความพยายามของพวกเราในวันนี้ไม่ส่งผลนัก

เมื่อขึ้นมาที่ห้อง ดิวก็กอดต้นแล้วร้องไห้ออกมาอีก เสียงสะอื้นข้างใบหูกรีดหัวใจคนฟังอย่างเขาไม่ต่างกับเขาเป็นคนโดนเอง ไม่รู้จะเอาคำไหนมาปลอบโยน ได้แต่ปล่อยให้ร้อง ปล่อยให้เสียใจให้เต็มที่ ไม่นานดิวก็เพลียและหลับไป

ต้นหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาของดิว ก่อนจะค่อยๆ เช็ดเนื้อตัวให้ ดิวจะได้นอนหลับอย่างสบาย

ก่อนจะผ่านคืนนี้...เขากระซิบข้างหูว่าฝันดี และสัญญาจะอยู่ข้างๆ แม้ว่าความรักของเราอาจจะต้องหยุดลง แต่เขาจะเป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย และจะไม่ทอดทิ้งดิวไปเหมือนที่คนอื่นๆ ทำ

“ต้น...” เสียงแม่เรียกเบาๆ ที่หน้าห้อง เจ้าของชื่อละสายตาจากดิวเพื่อออกไปหาแม่

“ครับ” แม่ดึงมือเขาให้ลงไปข้างล่างด้วยกัน

“เราไหวไหม” ไม่แปลกใจกับคำถาม ต้นยิ้มบางๆ ให้แม่

“ไหวดิ ต้นไม่เป็นอะไร ดิวต่างหากที่เป็น”

“แม่รู้ และแม่ก็รู้ว่าความเศร้าเสียใจของดิวจะมีผลกระทบต่อหนูด้วย แม่แค่อยากมั่นใจว่าหนูไหวจริงๆ เป็นห่วงนะ ทั้งต้นและดิวเลย” ทั้งคู่หยุดเมื่อลงมาถึงชั้นล่าง ลีลาดึงให้ลูกชายคนโตหันไปมองหน้า แล้วเขาก็สวมกอดแม่เอาไว้

“ต้นโชคดีที่มีแม่เป็นแม่ ต้นไม่รู้เลยว่าถ้าต้นต้องอยู่สถานการณ์เดียวกับดิวต้นจะเป็นยังไง แม่รู้ไหม วันนี้ปู่ย่าตายายของดิวต่อว่าดิวที่เป็นแบบนี้ พวกเขาพูดเหมือนกับว่าการที่ดิวรักเพศเดียวกันมันเป็นเรื่องผิดปกติ ผมฟังแล้วก็เจ็บแทน ผมอยากตอบโต้” ต้นระบายความอึดอัดใจของตัวเองให้แม่ฟัง

“แต่ต้นก็ไม่ได้ทำใช่ไหม” เขาพยักหน้า “ดีแล้ว เราเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้หรอกลูก เขาไม่ชอบ เขารังเกียจ ก็ช่างเขาเถอะ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เราแค่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน คุณค่าของเราก็เท่าเดิม อย่าเก็บมันมาใส่ใจนะลูกนะ เป็นอย่างที่เป็นนี่แหละ” เขาพยักหน้ารับรู้อีกครั้ง

“ครับแม่...ต้นรักแม่นะ”

“แม่ก็รักลูก”



....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.29-100%

“!!!”

ต้นสะดุ้งตกใจ เพราะเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นดิวนอนคว่ำเท้าคางจ้องหน้าอยู่ในระยะประชิด มิน่าถึงรู้สึกเหมือนมีลมเป่าโดนหน้าอยู่ตลอด พอดิวเห็นเขาสะดุ้ง เจ้าตัวก็ขำเบาๆ

“ตกใจอะไรกูขนาดนั้น ไม่ใช่ผีเสียหน่อย หรือว่าตอนนี้หน้ากูเหมือนผีไปแล้ว แน่ๆ เลยใช่ไหม ตากูต้องบวมแล้วหน้าก็บวมด้วยสินะ” คิ้วดิวขมวดอย่างเป็นกังวล ต้นรีบเอามือมายีหัวทุยทันที

“ไม่เหมือนหรอกน่า กูแค่ตกใจ ไม่คิดว่ามึงจะมานอนมองหน้ากันแบบนี้”

“อ่าว ทำไมล่ะ นอนมองหน้ากูได้คนเดียวหรือไง” ทำเป็นรู้ดี เขาชอบนอนมองหน้าดิวมาก ทั้งก่อนนอนและตื่นนอน

“ก็เปล่านี่ ดีขึ้นหรือยัง” เขาดึงให้ดิวมานอนหนุนแขน แต่ดิวไม่ยอมดันกระดื๊บขึ้นมานอนบนตัวหนาๆ ของเขาแทน

“จริงๆ ก็ยัง แต่ร้องไห้เหนื่อยแล้วอะ ปวดหัวด้วย แล้วก็...” ดิวหลบตา เฉไฉไปมองอย่างอื่น

“แล้วก็อะไร?” ต้นจับหน้าให้หันกลับมามองสบตา

“ก็...ทำให้มึงทุกข์ใจไปด้วย ทั้งมึง ทั้งคุณน้า และไม้เลย ไม่อยากให้ใครมารู้สึกแย่กับเรื่องนี้ ก็เลย...ช่างๆ มันไปเถอะ” ร่างใหญ่เลิกคิ้วใส่ พูดเหมือนง่ายแต่มันไม่น่าทำได้ง่ายขนาดนั้น

“เอาความจริงสิ กูรู้ช่างมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” ดิวถอนหายใจ

“ก็ไม่ง่าย แต่พยายามบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก มีมึงอยู่ทั้งคน” ปากหวานจริงๆ เขาดึงท้ายทอยของดิวเพื่อจะได้จูบปากหนักๆ ได้

“ปากหวานแต่เช้าแบบนี้ ต้องการอะไรหรือครับคุณหนูดิว” ต้นว่าอย่างเย้าแหย่ เจ้าตัวหน้าแดง ส่ายหัวไปมา

“ต้องการคุณต้น คุณต้นจะว่าอย่างไรครับ” พูดแบบนี้ น้ำลายแตกฟองเลยทีเดียว ไม่อยากจะบอกว่าที่ผ่านมาก็อยากจะกดร่างเล็กนี่ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ แค่พยายามหักห้ามใจเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นเหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตดิว

“พูดแบบนี้...ล่อแหลมเกินไปนะเนี่ย” ต้นว่าไปตรงๆ ไอ้ดิวหัวเราะ

“ฮ่าๆ กูไม่เคยเห็นใครเก้อเวลากูชวนทำอย่างนั้นสักที มีแต่มึงเนี่ย ถามจริงๆ นะต้น มึงไม่เคยแล้วก็อายใช่ปะ” คนตัวเล็กทำหน้าเหมือนอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ แต่ก็จริง เขาไม่เคยกับผู้ชาย แต่...เขาไปศึกษามาแล้ว มีขั้นตอนยุ่งยากกว่าผู้หญิงนิดหน่อย ทว่ามันไม่ลำบากอะไรเลย

“ก็ไม่เคยกับผู้ชาย อีกอย่าง...ถ้ามึงไม่ได้สำคัญสำหรับกู กูก็คงกดมึงไปแล้ว” คนฟังหน้าแดง แต่ไม่ยอมหลบตา เขาเลยบดขยี้ริมฝีปากสีอ่อนของดิวด้วยความมันเขี้ยว เช้านี้ว่าจะไม่มีเรื่องให้รู้สึกหื่นแล้วเชียวน้า ดิวดันมายั่วยวนเสียได้

แม่ครับ...ต้นรู้สึกว่าตอนนี้มันล่อแหลมเหลือเกิน

จะให้ดิวกลับไปนอนกับแม่เพื่อไม่ให้เราทำอะไรเกินเลยกันมันก็ทำใจยาก ต้นกับดิวนอนด้วยกันมาหลายคืนแล้ว ไม่มีดิวเขาเหงาตายเลยสิ หมอนข้างมีชีวิตเป็นสิ่งวิเศษสำหรับมนุษย์โลกเราเลยนะ เขาชอบที่ได้นอนกอดดิวเอาไว้ ชอบที่ได้จูบกันก่อนนอนและตอนตื่นนอนแบบนี้ แม้ว่ามันจะอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงแค่ไหนก็ตามที

จริงๆ ต้องบอกว่าเสี่ยงทุกคืนและทุกเช้าครับ

“เพื่อนกูบอกว่าถ้าเครียดหรือเศร้ามากๆ ให้มีอะไรกับแฟน มันจะช่วยได้” ตอนแรกว่าจะปล่อยอารมณ์ไปกับจูบดูดดื่มนี่จนกว่าจะฉ่ำปอด แต่พอละปากออกหน่อยหนึ่งดิวกลับพูดขึ้นมาแบบนี้

“ใครเขาสั่งเขาสอนมึงวะ เพื่อนคนไหน” ต้นหงุดหงิดขึ้นมาทันที เพื่อนที่ดีสอนเพื่อนแบบนี้หรือไง ไอ้เลว

“ก็...” ดิวรู้แล้วล่ะว่าเขาไม่พอใจ

“ก็อะไร เพื่อนคนไหน ทุกวันนี้คบอยู่ไหม จะเดินไปตบให้กะโหลกแตกเลย สอนห่าเหวอะไรแบบนี้วะ” ไม่ได้อยากจะก้าวร้าวนะ แต่ไม่พอใจจริงๆ แล้วต้นก็พอจะเดาออกด้วยว่าใคร ถ้าไม่ใช่เพื่อนที่พาดิวให้เสียคนพวกนั้น

“ไม่ได้คบแล้ว แต่มันก็จริงไม่ใช่เหรอ เคยอ่านในบทความด้วย” ดิวเสียงอ่อนลง ซบหน้ากับอกเปล่าเปลือยของเขา ต้นชอบใส่แค่เฉพาะบ็อกเซอร์ เวลานอนจะได้สบายเนื้อสบายตัว

“เด็กทะลึ่ง” ต้นดีดหน้าผากดิวเบาๆ ความหงุดหงิดผ่อนลงหน่อย เพราะโดนอ้อนเข้านี่แหละ เจ้าตัวเบะปากคล้ายกับงอน

“ไม่ได้ทะลึ่งนะ ก็แค่พูดเฉยๆ” ดิวอ้อมแอ้มตอบ

“แล้วเคยทำไหมล่ะ?”

“ทำคลายเครียดอะเหรอ” ต้นพยักหน้า “ไม่เคยอะ ไม่เคยทำตามความต้องการของตัวเองหรอก ปกติ...มันจะอ่า...เอ่อยังไงดีล่ะ”

“ปกติพวกนั้นมันเรียกร้องใช่ไหม” ต้นต่อให้จบ ดิวคงกลัวที่จะตอบ

“อื้อ”

“เฮ้อ...ดิวเอ้ย บอกมาตรงๆ ว่าตอนนี้อยากใช่ไหม” ต้นจ้องตาอีกฝ่ายนิ่ง เฝ้ารอคำตอบ ทั้งคู่ถึงเนื้อถึงตัวกันบ่อย และมันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่พอถึงเนื้อถึงตัวกันแล้วจะมีความต้องการขึ้นมา เพราะเพศชายเป็นเพศที่ไฟติดง่าย ยิ่งเมื่อความต้องการสะสมก็ยิ่งอยากปลดปล่อย และไฟนั้นก็จะไม่มอดดับลงจนกว่าจะได้สมปรารถนา

“เปล่า” ดิวหน้าแดง ควบคุมระบบไหลเวียนเลือดให้ได้ก่อนแล้วค่อยตอบดีไหม

“เปล่าเหรอ แน่ใจ?”

“อืม ก็...กูเห็นมึงอดทนไม่ยอมทำแบบนั้น กูรู้นะว่ามึงต้องใช้ความพยายามมากอะ แล้วก็ต้องมาคอยปลอบกู มึงต้องเหนื่อย ต้องเครียดแน่ๆ กูก็เลย...” โอเค เข้าใจแล้ว ต้นกอดร่างเล็กแน่นขึ้น กดจมูกลงกับกลุ่มผมดำขลับ

“ก็เลยอยากคลายเครียดให้กู ไม่เอาน่า กูตักตวงจากมึงด้วยการจูบ การหอม การกอด นี่ก็โอเคแล้วนะ”

“บางทีกูก็คิดว่ามึงอาจรู้สึกรังเกียจกูอยู่ลึกๆ ก็ได้ หรือไม่มึงก็กลัวอะไรสักอย่างที่กูไม่รู้ กูกังวลนะต้น” สีหน้าดิวบอกเขาแบบนั้นจริงๆ

“กูทำมึงคิดมาก?”

“ก็...ไม่เชิง แค่ไม่มั่นใจในตัวเอง กูทำให้มึงไม่มีความสุข กู...กลัวว่ามึงจะทิ้งกู” มองอ้อนขนาดนี้ เสียงอ่อยหนักมากขนาดนี้

แม่...ต้นขอโทษ!!!

“ถ้างั้น...มึงจะมาโทษกูทีหลังไม่ได้นะ” ดิวคิ้วขมวด

“ยังไง?”

“ก็ถ้ากูทำมึงลุกไม่ขึ้นไง” ว่าจบต้นจัดการประกบปากจูบดิวอีกครั้ง พร้อมทั้งพลิกให้ลงไปนอนอยู่ใต้ร่างตน

เล่นทำให้ความอดทนของเขาหมดลงเอง เวลาแบบนี้มันต้องโทษดิวคนเดียวเลยล่ะ เขาไม่ผิดนะที่มาตบะแตกเพราะโดนอ้อนด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดแบบนี้ เอาแค่นอนกอดกันทุกวัน จูบกัดดูดดื่มทุกคืนนี่ก็ยากจะห้ามใจแล้ว นี่มาปูทางทอดยาวให้ขนาดนี้อีก ทนได้เขาก็กามตายด้านแล้วล่ะ!

อีกอย่างที่ไม่เคยบอกหรือพูดเลยคือ...ต้นเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว ทั้งเจลหล่อลื่นและถุงยาง! เขาไม่ได้หื่นขนาดนั้นนะ ก็แค่เตรียมไว้เฉยๆ แบบว่า...เผื่อวันไหนสถานการณ์มันพาไปแบบตอนนี้เนี่ย จะได้ไม่ต้องมาชะงักเพราะว่าไม่มีของเหล่านั้น เขาเป็นแค่คนรอบคอบไม่ใช่หื่นนะ

ถึงปากจะป้อนจูบดูดดื่มให้กับดิวไม่ผละจาก แต่มือสากก็ใช่จะอยู่เฉย เขาค่อยๆ สอดมือเข้าไปในเสื้อยืดสำหรับใส่นอนของดิวแล้วลูบไล้ผิวกายอ่อนนุ่ม ปกติต้นแทบไม่อยากแตะต้อง ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่กลัวห้ามใจเอาไว้ไม่ไหว ดิวเล่นกีฬามากขึ้น ช่วงนี้เลยมีกล้ามเนื้อบ้าง ทว่ามันไม่ได้ลดสัมผัสเนียนนุ่มของผิวเลยสักนิดเดียว

“อื้อ...” ต้นละริมฝีปากออก แล้วเลียหยาดน้ำลายตรงมุมปาก มูมมามไปหน่อยก็เลยเลอะเทอะ แต่เดี๋ยวมันจะยิ่งเลอะมากกว่านี้

“อยากให้แม่ไม่อยู่จัง” เขากระซิบเสียงเบาข้างหู เจ้าตัวเล็กหน้าแดงซ่าน สองมือโอบรอบลำคอของเขาเอาไว้คล้ายจะไม่ยอมให้ลุกจากไป

“กูจะไม่เสียงดัง” น้ำเสียงออดอ้อนไม่ได้สะเทือนใจเท่ากับดวงหน้าที่ยั่วยวน

ต้นหันไปทางประตู ปกติเป็นคนนอนไม่ล็อกห้อง ทั้งต้น ลีลาและไม้ ดังนั้น...เขาต้องลุกไปล็อกประตูก่อน เดี๋ยวแม่หรือน้องเปิดเข้ามาเห็นละก็ ตายทั้งคู่ หรือว่าสวรรค์อาจจะล่มก่อนก็เป็นได้ ล็อกห้องเสร็จสรรพก็เดินไปหยิบอุปกรณ์ที่เตรียมเอาไว้ เขาไม่ชักช้ารีบกลับขึ้นเตียงเพราะดิวกำลังนอนรออยู่

“ไม่ค่อยเลยนะ” คนตัวเล็กว่าอายๆ

“จะให้กูบอกว่ากูไม่หวังก็ไม่ได้อะนะ” มือวางของสองสิ่งนั้นไว้ข้างกาย จากนั้นก็จับดิวถอดเสื้อออกซึ่งอีกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ต้นนั่งคร่อมเอวคอดเล็กแต่เทน้ำหนักไปที่เข่าทั้งสอง สายตาจับจ้องเรือนร่างขาวผ่องที่เริ่มมีกล้ามเนื้อนิดๆ แต่ไม่ได้มากมายอะไร ผิวขาวนวลเนียนแบบนี้เพราะเป็นคนไม่ค่อยออกแดดตั้งแต่เด็กล่ะสินะ เขาลูบไล้ผิวของดิวด้วยความเบามือ หัวใจสั่นไหวไม่ใช่น้อย เล่นเอาแทบจะควบคุมมือตัวเองไม่ให้สั่นตามหัวใจไม่ได้ มันตื่นเต้นอยู่ลึกๆ เพราะเขาไม่เคยมาก่อน ทั้งยังมีความกังวลว่ามันจะไม่ดีอีก

ทว่า...สิ่งเหล่านั้นอยู่รองความต้องการของต้นไปมากโข

ดิวยื่นมือทั้งสองมาตรงหน้า ต้นโน้มร่างให้คนรักสวมกอดพร้อมจูบที่ริมฝีปากของดิว ความนุ่มนิ่มนี้ชวนหลงใหลเป็นที่สุด เขาชอบที่จะย้ำปากตัวเองลงบนปากเล็กๆ ของดิว ที่ชอบมากกว่าคือลิ้นเล็กๆ แสนซนข้างใน ดิวเป็นคนมีประสบการณ์ และเรื่องแบบนี้ก็ผ่านมาแล้ว จึงไม่แปลกที่ดิวจะจูบตอบกลับได้ดีมาก ต้นไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องแย่หรือเอาความไม่ซิงของดิวมาเป็นอารมณ์

เพราะว่า...คนมีประสบการณ์ร้อนแรงทุกคนครับผม!

ฝ่ามือเล็กคอยลูบไล้แผ่นหลังและต้นคอต้นสลับกันไป ลิ้นเล็กเองก็ผลุบเข้ามาในปากเขาบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งต้นก็ยินดีที่จะให้ดิวได้เป็นฝ่ายโหมจูบอย่างมูมมาม ลิ้นเล็กๆ เข้ามาสำรวจโพรงปากของเขาอย่างซุกซน มันว่องไวแวบไปทางนั้นและทางนี้ สร้างความวาบหวิวให้กับเขา แต่ว่า...เราจะอยู่แค่ตรงนี้ไม่ได้ ต้นละริมฝีปากออกทั้งที่เสียดาย ไม่เป็นไร ลำคอขาวๆ นี่ก็น่าขบกัดไม่ใช่เล่น

“อื้อ!” ร่างของคนตัวเล็กผวาสั่นขึ้นมาทันทีที่เขางับลงไป ร่างกายที่แอ่นเข้าหาเขาเนี่ย...ทำเอารู้สึกอยากมากขึ้นเป็นเท่าตัว

ความสนุกหนึ่งของผู้ชายคือการทำให้คนรักดิ้นเร่าๆ ด้วยความเสียวซ่าน ฟังเสียงครางหวานๆ และมองท่าทางเขินอายเหล่านั้น ต้นเป็นผู้ชายที่ชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะสร้างความหวิวไหวให้กับร่างเล็กด้านใต้

ค่อยๆ พรมจูบผ่านลำคอมาที่หน้าอก ต้นเงยหน้าสบตากับดิวขณะที่เรียวลิ้นสีแดงสดกำลังยื่นออกไปสัมผัสยอดอกเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อน ดิวหอบหายใจอย่างหนัก ตากลมโตฉ่ำอารมณ์สบตอบไม่ลดละ เมื่อเขาแตะต้องจุดอ่อนไหวช่วงบน ร่างดิวก็สั่นไหวขึ้นมาเบาๆ ดิวรีบเอามือไปปิดปากกลั้นเสียงร้องของตัวเอง ทั้งที่อีกมือยังคงอยู่บนหัวของเขา

ดูท่าทางมันสิ ดูปฏิกิริยาตอบรับของมัน...น่ารักน่าชังจะตาย ต้นฮึกเหิมมากกว่าเดิม ตัดสินใจครอบปากลงไปแล้วดูดจุกเล็กๆ ที่แสนอ่อนไหวนี้ ทั้งยังตวัดลิ้นขึ้นลงเล่นกับมันอีก ถามว่าสนุกปากไหมก็บอกเลยว่ามาก แต่ที่ยิ่งกว่าคือร่างกายของคนตัวเล็กกำลังบิดไปมาเบาๆ ดิวจิกหัวของเขา แผ่นอกแอ่นขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับอยากให้ต้นทำมากขึ้นไปอีก ในขณะที่หัวนมน้อยๆ อีกฝั่งก็โดนนิ้วสากบดขยี้ จากที่อ่อนโยนและเบามือ มันก็กลายเป็นความรุนแรงขึ้นอีกระดับ

เพราะความมันเขี้ยวนั่นแหละนะ...

“พี่ต้นตื่นยัง!” ทว่าเสียงเรียกของไม้กลับหยุดการกระทำของทั้งคู่ชั่ววินาทีหนึ่ง หัวใจของต้นและดิวเต้นแรงมาก ถ้ามันหลุดออกมาจากหน้าอกได้มันคงกระดอนไปทั่วห้องด้วยความตื่นเต้น

ไม่...เขาไม่หยุดหรอก

หลายครั้งแล้วที่ต้นเกือบะได้ล่วงเกินดิวแต่ก็ต้องมีคนเข้ามาขัดจังหวะเสียทุกครั้งไป แต่ครั้งนี้เขาไม่มีทางยอม ต้นดำเนินการต่อด้วยการย้ายริมฝีปากไปยังยอดอกอีกฝั่ง ดิวสะดุ้งเฮือกใหญ่ เจ้าตัวรีบเอามืออีกข้างไปช่วยกันอุดปากตัวเองเอาไว้กันเสียงร้องคราง ดวงตาของดิวเคลือบไปด้วยหยาดน้ำ มันไม่ใช่ความเศร้าเสียใจ เขารู้...มันเป็นความเสียวซ่านต่างหาก

ต้นรุกคืบไปที่ดิวน้อยในกางเกงนอน มันกำลังตื่นตัวและตั้งตรง ไม้โดนปล่อยเบลอไป ต้นไม่ฟังเสียงบ่นของน้องชายที่ว่าเขาตื่นสาย แต่ลงมือลูบไล้ดิวน้อยด้วยฝ่ามือร้อนๆ ของตัวเอง เสียงหอบหายใจของดิวรุนแรงมากขึ้น พอๆ กับร่างกายที่เกร็งจนสั่นไปหมด

“ฮึ้ก...อื้อ” เขาเริ่มให้ความสนใจสิ่งอื่นนอกจากยอดอกสีอ่อน จูบซับผิวกายต่ำลงไปยังท้องน้อย ไม่ใช่แค่ประทับริมฝีปากลงไป แต่ยังขบและงับมันเบาๆ อีกด้วย

ดิวเกร็งหน้าท้องของตัวเอง ผิวเนื้อสั่นไหวแทบทั้งตัว ต้นยกยิ้มให้กับความทรมานอันหอมหวานที่ดิวเผชิญอยู่ รู้สึกดีมากที่ได้เป็นฝ่ายมอบความรัญจวนนี้ให้กับดิว เมื่อก่อนทำได้แค่มองเงาแล้วก็วาดฝันไปตามเรื่องตามราว แต่ตอนนี้สิ...นี่สิความเป็นจริงที่เขาได้ดิวมาอยู่ในมือแล้ว

ต้นดึงขอบกางเกงนอนของดิวออก เจอกางเกงในสีอ่อนที่มีร่องรอยของหยาดน้ำเป็นจุด เขาไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย ที่จะเอาปากตัวเองวางลงบนส่วนปลายผ่านเนื้อผ้าบาง

“อ๊ะ...อื้อต้น...” ดิวดูจะกลั้นเสียงไม่ไหวเสียแล้วทำให้ร่างใหญ่ยิ่งได้ใจเข้าไปอีก เขาขบและงับมันด้วยความสนุกปาก ดิวแทบดิ้นพล่าน มือหนึ่งปิดปากตัวเองไว้ส่วนอีกมือก็จิกที่นอนของเราจนยับยู่

“อ๊ะ...อ๊ะ...ฮื่อ...” ถึงแม้จะพยายามกลั้นเสียงเท่าไร แต่ต้นก็เร่งเร้าดิวด้วยปากจนดิวส่งเสียงออกมาจนได้

เสียงนั้นเพราะ...แล้วก็กระตุ้นอารมณ์อย่างรุนแรง ต้นหน้ามืดตามัวไปหมด ลึกๆ อยากให้ดิวส่งเสียงครางออกมาให้เต็มที่เพราะอยากฟังเสียงหวานๆ ของดิว อยากให้ครางเป็นชื่อเขาเยอะๆ แต่แม่กับน้องยังไม่ไป ตอนนี้คงกำลังกินมื้อเช้าอยู่ข้างล่าง เขาจะให้แม่รู้ไม่ได้ ยังไม่อยากหัวแตกหรือโดนแยกห้องนอน

....TBC....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
EP.30-100% [TheEnd]

“จุ๊ๆ นะ” ต้นกระซิบดูซุกซนก่อนจะใช้ปากงับขอบชั้นในของดิวลง

ส่วนนั้นของดิวดีดผึ่งออกมาทันที ตอนนี้ดิวแทบจะแดงไปทั้งตัวด้วยความเขินอาย ไม่รู้คนอื่นปฏิบัติกับอีกฝ่ายแบบไหน แต่ต้นคิดว่าการที่เขาทำแบบนี้ให้ ดิวต้องชอบแน่ๆ

“ไอ้ต้น...”

“เรียกพี่ได้ปะ” ร่างสูงดึงกางเกงใส่นอนดิวออกจากขา เมื่อได้ฟังสิ่งที่เขาขอ ดิวก็เม้มปากตัวเองแน่น

“พี่ต้น...” อื้อหือ มันต้องอย่างนี้สิ เขายิ้มกริ่มด้วยความชอบใจ

“ดีมากครับน้องดิว”

“อ๊ะ...ฮะ...ฮะอึ้ก...” ต้นครอบปากลงไปที่ส่วนปลาย ดิวกระตุกเร่าๆ อย่างกับเสร็จไปแล้วแต่ก็ยัง

“อื้อ...พี่ต้น...พี่อ๊ะ...อื้อ...ฮึ๊ก...” เสียงครางของดิวเหมือนจะเป็นเสียงสะอื้นหนักอยู่ในลำคอ เพราะปล่อยเสียงออกมาเต็มที่ไม่ได้

ต้นรูดริมฝีปากขึ้นลงพร้อมกับเน้นจุดที่ดิวน่าจะชอบ เขาไม่รู้ว่าผู้ชายทำกันแบบไหน เขาไม่ได้ใช้ปากเก่ง แค่รู้ว่าตัวเองชอบแบบไหนก็เท่านั้น ต้นทำแบบที่ตัวเองชอบให้แฟนเก่าทำ

ร่างกายของดิวเริ่มเหมือนคนอดรนทนไม่ไหว เดี๋ยวกลั้นหายใจเดี๋ยวเกร็งมั่วไปหมด ดิวดูทรมานแต่ก็ไม่ได้น่าสงสาร เขาลองเร่งจังหวะให้มันรัวเร็วยิ่งขึ้นไปอีกนิดและอีกนิด มันคงเป็นการไปกระตุ้นอีกฝ่ายมาก เพราะดิวขยับสะโพกสั่นๆ ของตัวเองตามปากของเขา

“ฮะ! ...ฮึ้ก...ฮึ้ก...” เสียงสะอื้นหนักมาพร้อมกับบางสิ่งที่พุ่งเข้าไปในปาก ดิวยังกระตุกสั่นไม่เลิก เจ้าตัวตะครุบปากตัวเองเอาไว้แน่นเพราะกลัวเสียงจะหลุดลอดออกมาดังเกินไป

ต้นกลืนน้ำรักของดิวลงคอ เป็นครั้งแรกที่ได้กินน้ำของผู้ชายด้วยกัน ไม่รู้ว่าเพราะเป็นดิวหรือเปล่า...เขาถึงไม่ได้รู้สึกแย่หรือรังเกียจที่จะกิน เมื่อกลืนมันลงคอไปแล้วเขาก็เอื้อมมือไปหยิบเจล หมายจะเทลงไปที่จุดนั้นเพื่อจะได้เชื่อมตัวเองเข้าไปในร่างกายของดิว แต่คนตัวเล็กกลับคว้ามือของเขาเอาไว้เสียก่อน

“ทำไม” เขาถาม เจ้าตัวพยายามยันร่างสั่นไหวของตัวเองขึ้นนั่งก่อนแย่งเจลไปจากมือ ทำท่าทางลังเลจนต้นแปลกใจ

“ให้กูทำมั่ง” ได้ยินที่ดิวต้องการแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ติดอย่างเดียว...

“พูดใหม่ให้เพราะๆ สิ” ต้นยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ดิวเม้มปากชั่งใจอีกครั้ง

“ให้ผมทำให้พี่มั่ง” ดูมัน ไม่รู้จะน่ารักน่ากินไปไหน

พอต้นพยักหน้า ดิวก็ขยับเข้ามาใกล้ๆ เป็นฝ่ายมอบจูบให้เขาพลางดันร่างกายสูงใหญ่ให้นอนราบลงไป จะหัวเตียงท้ายเตียง เวลานี้ไม่มีใครสนใจส่วนนั้นเลย ต้นปล่อยให้ดิวปรนเปรอตนด้วยริมฝีปาก แต่ดูท่าเด็กน้อยจะรีบร้อน เจ้าตัวเอาลิ้นมานัวเนียกับเขาได้ไม่นานก็ละไปที่ลำคอ จูบต่ำลงไปเรื่อย ดิวแทบจะเก็บหมดทุกจุด ไม่ปล่อยผ่านส่วนใดในร่างกายคนรักไปโดยที่ไม่ได้สัมผัส

ดิวถอดกางเกงนอนของต้นออกอย่างว่องไว ไม่ได้รีบร้อนแต่เขาเองที่รีบถีบเจ้ากางเกงนอนให้พ้นตัว ด้วยความที่ไม่ใส่ชั้นในนอนอยู่แล้วก็เลยง่ายเข้าไปใหญ่ ดิวนั่งทับขาตัวเองกลางหว่างขาของต้น ใบหน้าหวานแดงมาก ตาจ้องส่วนนั้นนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ต้นเพลินที่ได้มองท่าทางของคนรัก สีหน้าของดิว...ทั้งที่ความต้องการของเขาเองก็มีไม่น้อยเลย

ดิวเริ่มจูบช่วงเอวฝั่งขวา ลากปากไปสร้างความสยิวให้กับต้นจนกระทั่งมาถึงส่วนสำคัญกลางกาย เจ้าตัวลังเลเล็กน้อย ช้อนตาวาวๆ มองสบกับเขาก่อนจะแตะลิ้นลงที่ส่วนปลายยอด ร่างกายแกร่งเกร็งเฮือกขึ้นมาทันที ยิ่งเจ้าตัวเล็กลากลิ้นลงไปตามความยาวแล้ววกกลับขึ้นมาใหม่ ต้นก็แทบจะเสร็จเพราะได้เห็นสีหน้าเย้ายวนของดิวควบคู่ไปด้วย

“อ่า...ดิว...” ปากเล็กๆ นั่นครอบลงมาที่ส่วนปลาย ดิวดูดหนักๆ ก่อนจะกลืนมันเข้าสู่โพรงปากช้าๆ

“อื้ม...ดี...จัง” ดีมากจนแทบจะปลดปล่อยออกมา แต่ต้นพยายามอดทนที่จะตักตวงความอ่อนนุ่มของดิวเอาไว้

ในนั้นมันทั้งร้อนและนุ่มนิ่ม ลิ้นเล็กตวัดเฉียดไปเฉียดมา หัวใจเต้นแรงแทบจะวายตาย ความเสียวซ่านเป็นตัวขับเคลื่อนร่างกายให้ตอบสนองกลับ ต้นไม่ฝืนเพราะก็อยากให้ดิวรู้ว่าเขาชอบที่อีกฝ่ายทำให้

ดิวไม่รีบเร่งทำให้เขาเสร็จ ไอ้เขาก็อยากจะไปเหมือนกันแต่ปล่อยให้ดิวได้ทำตามใจตัวเอง ดิวหยิบเอาเจลมาเทใส่มือตัวเองและก็เป็นฝ่ายเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง ต้นมองท่าทางของเจ้าตัวเล็กด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึก ปากสีสดยังคงกลืนกินของเขาอยู่แม้ว่านิ้วเล็กๆ จะกำลังหายเข้าไปในร่างของตัวเอง

“ดิวหันมาทางนี้สิ” ต้นรีบหยุดดิวเอาไว้ก่อน เพราะเขาอยากเป็นฝ่ายแตะต้องส่วนนั้นของดิว

“แต่...”

“เถอะนะ ให้พี่ทำให้นะครับ” ต้นลองหยอดคำพูดหวานหู ดิวพยักหน้าอย่างง่ายดาย ร่างเล็กหันช่วงล่างมาทางหัวของเขา

ต้นรีบจับขาเรียวทั้งสองให้คร่อมช่วงหัว เนื้อตัวของดิวแดงไปหมด ยิ่งเขินอายก็ยิ่งทรมานน้องชายเขามากเท่านั้น ต้นลองสอดนิ้วเข้าไปในร่างเล็ก นี่เป็นสิ่งที่อยากลองทำกับดิวตั้งแต่ศึกษาเรื่องแบบนี้เอาไว้แล้ว

เมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ช่องทางร้อนๆ ก็ตอดรัดนิ้วสากทันที เผลอคิดไปว่าถ้าหากเป็นไอ้นั่นของเขา มันจะรู้สึกยังไงนะ ปากดิวต้นว่าร้อนแล้วแต่ข้างในนี้ร้อนรุ่มยิ่งกว่า เขาเอาเจลมาเทเพิ่มเพราะไม่อยากให้เกิดความเจ็บเสียดขึ้น นิดเดียวก็แทบไม่อยากให้เกิด

เสียงเฉอะแฉะดังไปทั่วทั้งห้อง ต้นเริ่มสอดนิ้วที่สองเข้าไปพาให้ดิวครางอื้ออ้าในลำคอตลอดเวลาที่เขาขยับนิ้ววนไปซ้ายทีขวาที สะโพกมนก็ส่ายรับความเสียวซ่านที่เขามอบให้ แถมเจ้าดิวน้อยก็ตื่นลืมตาขึ้นมาอีก

ต้นกระถดตัวลงไปเพื่อให้ตัวเองเลียเจ้าดิวน้อยได้ แต่ตัวเจ้าของมันนี่สิกลับชะงักทุกอย่างทันที ดิวหยุดปากตัวเอง มันหันกลับมามองเขา สีหน้าฉ่ำอารมณ์ของดิวเป็นตัวเร่งให้ต้นรัวลิ้นใส่พร้อมกับนิ้วที่กระแทกเข้าออก

เสียงรถแล่นออกไปแล้ว...

“ครางให้พี่ฟังทีสิ” เขาบอกกับดิวเบาๆ ไม่มีคนอยู่บ้านแล้ว กูได้ยินเสียงเต็มๆ ได้แล้วโว้ย ข้างในหัวต้นลิงโลดใหญ่

“อื้อ...พี่มันเสียว อ๊ะ...อ๊ะอื้อฮะ!” ดิวไม่สามารถประคองร่างของตัวเองเอาไว้ได้อีกต่อไป เจ้าตัวล้มลงและซบหน้าอยู่กับหน้าขาฝั่งหนึ่งของต้น

ดิวบิดเร่าๆ ด้วยความเสียวซ่านที่โจมตีอย่างรุนแรง ต้นได้ใจสอดนิ้วเพิ่มเป็นสามและเพิ่มจังหวะการเร่งเร้าทำให้เกิดเสียงครางดังกระท่อนกระแท่น ริมฝีปากของดิวเฉียดโดนส่วนนั้นของเขาไปมา ต้นกระตุกให้น้องชายเรียกดิวและเหมือนเจ้าตัวจะเก่งพอที่จะรู้ความต้องการ ดิวฝืนคร่อมไม่ไหว เลยนอนแต่ก็แลบลิ้นเลียส่วนนั้นของต้นไม่ยอมแพ้

“พี่ต้น...”

“ครับ” เจ้าของชื่อกำลังเพลิน ดิวกลับเรียกเสียงกระเส่าเสียก่อน

“ดิวอยากให้พี่เสร็จ...เสร็จใส่ปากดิวนะ” เหมือนโดนน๊อกด้วยหมัดหนักๆ ต้นแทบตายกับสีหน้าที่เย้ายวนและเรียวลิ้นสีฉ่ำหวาน

ดิวพยายามเร่งเร้าเขาอีกครั้งด้วยจังหวะที่ช่ำชองกว่าเดิม ต้นแทบทำอะไรดิวต่อไม่ได้ ร่างกายเกร็งจนปวดร้าวไปหมด รับรู้ถึงจังหวะการหายใจและลิ้นที่รบเร้าความอ่อนไหวของตน

“อะ...ดิว...อื้ม!” เพียงไม่นานต้นก็ปล่อยเข้าปากดิวไปเต็มๆ

ดิวดูดเลียทำความสะอาดมันจนเอี่ยมอ่อง เจ้าตัวเคลื่อนไปนั่งคร่อมทับส่วนนั้นของต้นที่ยังไม่ยอมลดขนาดลง ง่ายๆ คือมันยังไม่พอนั่นแหละ ดิวใช้มือตัวเองลูบไล้ส่วนนั้นพลางทอดสายตามองมาที่เขาอย่างต้องการ

“ดิวจะขึ้นให้พี่เหรอ”

“นะ...ดิวทำให้” ก็แปลกใจว่าทำไมถึงปรนเปรอให้เขามากขนาดนี้

“ดิวอยากทำเหรอ”

“อืม อยากทำให้พี่ต้นมีความสุขไง” เขาไปต่อไม่เป็น อารมณ์อย่างว่าก็ยังไม่ยอมลดลงด้วย

ดิวนำถุงยางมราวางอยู่มาแกะออก จากนั้นสวมลงไปที่ความเป็นชายของต้นจนเรียบร้อย แล้วจับส่วนแข็งขืนเอาไว้มั่นก่อนจะค่อยๆ กดสะโพกตัวเองลงไป ใบหน้าเล็กบิดเบี้ยวจนต้นกลัวว่าคนที่คร่อมเขาอยู่จะเจ็บ แต่ก็ไม่กล้าห้าม ให้ดิวเป็นฝ่ายควบคุมเองนั่นแหละดีแล้ว จะได้รู้ว่าดิวชอบแบบไหน แล้วอย่างไหนดิวจะไม่เจ็บ

แต่คนนอนอย่างเขาก็ไม่ได้สบายเลยนะ ความเสียวซ่านแล่นวาบจากส่วนนั้นขึ้นสู่สมองอย่างรวดเร็ว ต้นจับเอวคอดไว้แน่นเมื่อร่างเล็กนั่งทับลงมาทั้งตัว คนตัวเล็กผ่อนลมหายใจเบาๆ

“ชอบไหม...พี่ต้นชอบแบบนี้หรือเปล่า” อย่าถามด้วยสีหน้ามากอารมณ์ขนาดนั้น ไม่ไหว...อยากกระแทกเสียเองแล้วตอนนี้

“พี่ต้องถามเรามากกว่าว่าเราชอบไหม” แต่ถึงความต้องการจะพุ่งสูงแค่ไหน ต้นก็อยากให้ดิวมีความสุขที่สุด

“ชอบสิ ดิวชอบมากเลย...ดิวรักพี่ต้นนะ” ดิวโน้มหน้าลงมาใกล้แล้วจูบปากต้นเบาๆ และมองมาด้วยสายตาสื่อความหมาย

“อืม พี่ก็รักดิวครับ” เขาจูบตอบพร้อมกอดเอวเล็กเอาไว้

ดิวเริ่มขยับช้าๆ หลังนั่งแช่อยู่พักหนึ่ง เจ้าตัวคงปรับสภาพได้แล้วถึงได้เริ่มขยับ ต้นเฝ้ามองดูใบหน้าฉ่ำอารมณ์ ทั้งสองสบตากันขณะที่ร่างกายกำลังสอดประสาน

ดิวชันขาขึ้น ค้ำมือทั้งสองข้างที่หน้าขาหนั่นแน่นก่อนยกสะโพกตัวเองขึ้นจนเห็นช่องทางสีอ่อนกับส่วนนั้นของเขาเชื่อมติดกันเต็มตา แต่ตอนนี้เขาชอบหน้าตาของดิวมากกว่า หน้าหื่นๆ และดวงตาฉ่ำวาวนั้นมีเสน่ห์มากเหลือเกิน ดิวกระแทกสะโพกลงมาเป็นจังหวะหนักๆ

“อ๊ะ อ๊ะ...ฮะ...อื้ม” พร้อมครางเสียงอ่อนเสียงหวานไปหมด ต้นรู้สึกดีมาก เฝ้ามองดูอีกฝ่ายขยับร่างกายขึ้นลงอยู่บนตัวของตัวเองเนี่ย วิเศษสุดๆ

ไม่นานเจ้าตัวก็เหนื่อย ดิวเปลี่ยนมาวางมือที่หน้าท้องของเขา โน้มตัวมาด้านหน้านิดหน่อยแล้วหมุนสะโพกตัวเองไปมา โอย...หัวใจหนอหัวใจ เต้นแรงสุดๆ ท่าทางดิวช่างเย้ายวนจนเขาเหมือนคนเมาเข้าไปทุกที ส่วนนั้นเองก็ตอดรัดแนบแน่นเหมือนโหยหากันมานาน

เหงื่อเจ้าตัวไหลเยิ้มทั่วร่าง ดิวหายใจหนักๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน ต้นอาศัยตอนดิวหยุดพักครู่หนึ่งดันร่างเล็กนอนลงกับที่นอน ดิวตกใจคว้าคอของต้นเอาไว้ในขณะที่เจ้าของร่างใหญ่ยิ้มกริ่มก่อนจะสาวสะโพกกระแทกช่องทางนุ่มๆ เสียเอง

“ฮื่อ...พี่ต้น อื้อ อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊ะๆ!” พอตัวเองคุมเกมได้ก็ใส่ไม่ยั้ง แล้วเพิ่งมาคิดได้ว่าดิวอาจจะเจ็บก็เลยหยุดชะงักกลางคัน

“ดิวเจ็บหรือเปล่า...” เจ้าตัวส่ายหน้ายิ้มๆ

“ไม่ ดิวไม่เจ็บครับ พี่ทำต่อเถอะ” มือของดิวลูบไล้อยู่ที่แผงอก เมื่อได้รับคำยืนยันว่าไม่เจ็บ ต้นก็เริ่มทำการกระแทกกระทั้นต่อทันที

“พี่รู้สึกดีจังเลยครับ ดิวรู้สึกดีไหม” ต้นสวนสะโพกใส่ร่างด้านใต้ไม่หยุด ทว่าอยากรู้ความรู้สึกอีกฝ่ายก็เลยถาม

“ดี...ดีมาก อ๊า อ๊า...พี่...ดิว...สะ...เสียว..เสียวมาก...อื้อ...” ยิ่งได้ยินก็ยิ่งกระหน่ำสะโพกเข้าไปอีก

“เรียกชื่อพี่สิ” เขาโน้มตัวลงไปกอดอีกฝ่าย ดิวกอดตอบเพื่อรั้งร่างตัวเองให้รับสัมผัสหนักหน่วง

“พี่อ๊ะ...พี่ต้น พี่ต้น...อะ อ๊าๆ” เรียวนิ้วเด็กในอ้อมกอดกรีดไปตามแผ่นหลัง ความเจ็บจี๊ดยิ่งทำให้ร่างใหญ่เสียวซ่านเข้าไปอีก

ต้นยิ่งเร่งจังหวะเข้าอีกนิด คอยลอบสังเกตว่าดิวรู้สึกอย่างไร ดีที่ดิวเป็นพวกรู้สึกก็บอกเวลาที่มีอะไรกัน ต้นอาจจะรุนแรงไปบ้าง ทว่าเมื่อได้ยินคำว่าชอบ คำว่าดีและท่าทีที่เหมือนจะทนไม่ไหว เขาก็ควบคุมสติสัมปชัญญะของตัวเองไม่ได้

ต้นเหมือนคนอดอยากมานานกินดิวอย่างตะกรุมตะกราม แต่ก็ไม่ลืมที่จะถนอมเด็กคนนี้เอาไว้ คอยดูว่าเขามีความสุขกับเราไหมในเวลาที่เราเพิ่มจังหวะรักให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น แล้วต้นก็ได้รู้ว่าดิวเองสามารถตอบรับและสนองตอบต่อเขาได้อย่างดีเยี่ยม ดิวเหมือนต้องการมานานไม่ต่างจากเขาเลย

การได้รู้ว่าเราเองก็โหยหากันและกันมันทำให้ต้นรู้สึกดี และความรู้สึกดีนั้นทำให้อยากพาดิวไปถึงจุดหมายปลายทางด้วยกัน ต้นเอื้อมมือไปจับส่วนนั้นของดิวเอาไว้ กอบกุมมันเบาๆ ปล่อยให้จังหวะการกระแทกกระทั้นเป็นตัวนำให้ดิวรู้สึกดี

“พี่ต้น...พี่ต้นดิว...อ๊ะ อ๊ะอ๊า...ดิวจะเสร็จละแล้ว...” ร่างของคนตัวเล็กเกร็งเป็นจังหวะ แล้วเขาก็อดทนต่อได้ลำบากเมื่อมันบีบรัดอย่างกับอยากให้เราไปด้วยกัน

“อื้ม...พี่ก็ไม่ไหวแล้วครับ” ต้นโหมความรุนแรงใส่ร่างเล็กอีกครั้ง ฟังเสียงครางหวานๆ และรับรู้ถึงปฏิกิริยาตอบรับ ดิวกำลังครวญครางและดิ้นเร่าๆ อยู่ในอ้อมแขน

“อ๊า...พี่ต้น...พี่ต้นอื้อ!!!” ความอุ่นวาบมาพร้อมแรงกระตุกและตอดรัดหนักๆ ต้นพยายามฝืนอดทนไม่ปลดปล่อย ทว่ามันเร่งเร้าจนเกินไป เขาไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

“อ่าห์...” ร่างใหญ่กระตุกไม่ต่างกับดิว มันไม่ใช่แค่เสร็จแล้วปลดปล่อย แต่มันรู้สึกดีกว่านั้น เหมือนเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งว่าเราสามารถทำให้คนที่เรารักมีความสุขได้

ต้นทิ้งตัวกอดดิวเอาไว้ด้วยอ้อมแขนแข็งแรง ริมฝีปากคลอเคลียไปตามใบหน้าอ่อนวัย ดิวนอนหลับตา แต่ก็ยังตอบสนองเมื่อเขาบดจูบลงไปที่ปากสีแดงเรื่อ ทั้งที่เหนื่อยอ่อนมากพอแล้ว แต่เขากลับรู้สึกถึงความต้องการที่ยังไม่สิ้นสุด

อ่า...สงสัยดิวจะลุกจากที่นอนไม่ได้แน่ๆ

“ผมทำให้พี่มีความสุขไหม” ดิวปรือตา

“พี่ต่างหากต้องถามว่าพี่ทำให้เรามีความสุขหรือเปล่า” ต้นจูบที่หน้าผากเนียน

“มีสิ ผมมีความสุข...มากๆ พี่ทำเพื่อผมเยอะมากเหลือเกิน ผมดีใจนะ ขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่าง ขอบคุณที่ยังเห็นค่าของเหลือๆ อย่างผม” ดิวโอบกอดตอบแนบแน่น

“ของเหลือบ้าอะไร ดิวไม่ใช่ของเหลือ ดิวเป็นของที่มีค่าสำหรับพี่ต่างหาก พี่รักดิวนะครับ”

“ผมก็รักพี่”

ทั้งคู่เริ่มจูบกันอย่างดูดดื่มอีกครั้ง ป้อนความรักให้กันผ่านร่างกายนอกจากคำพูดและการกระทำ ที่สำคัญ...ต้นเป็นพวกรักษาคำพูดตัวเองมาก ยิ่งกับเรื่องทำให้ดิวลุกไม่ขึ้นเนี่ยนะ เขายิ่งถนัด...

เขาจะกอดดิว เขาจะรักดิว และเขาจะทำให้ดิวรู้ว่า...

ดิวเป็นของมีค่าสำหรับเขาจริงๆ

....TheEnd....

ออฟไลน์ GukakST

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +187/-5
บทส่งท้าย

“เฮ...!!!”

เสียงไชโยของสองหนุ่มน้อยดังแว่วมาจากชั้นสอง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเสียงใคร ลีลาเหรอ...ไม่ใช่หรอก เธอจะมาไชโยเป็นเด็กๆ ได้ที่ไหน ต้นล่ะ บ้าเถอะ...เขาเลยวัยสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เพราะงั้นต้นตอของเสียงจึงมาจากดิวและไม้ที่จับมือกันกระโดดโลดเต้นหลังการอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันเสร็จสิ้น

ไม้น่ะแค่ดีใจไปกับดิว เจ้าลูกชายตัวแสบของบ้านหลังนี้เข้ามหาวิทยาลัยดังนี้ได้ด้วยโควตานักกีฬา แต่ดิวไม่ได้รับโควตานั้นจึงต้องสอบแข่งขันกับคนอื่นๆ และเขาก็ทำมันสำเร็จ แม้ว่ามหาวิทยาลัยที่ดิวสอบเข้านั้นจะเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ผู้คนจากทั่วสารทิศมาสอบแข่งกันก็ตาม พวกเขาจึงพากันโฮ่ร้องไชโยด้วยความดีใจ

ต้องขอบคุณต้นด้วยที่ช่วยติวข้อสอบให้กับเขา และขอบคุณความพยายามของตัวเอง ที่จริงแล้ว...ดิวตั้งใจจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับต้น แต่ต้นไม่ยอมเพราะที่นั่นมีแฟนเก่าดิวผู้เคยสร้างบาดแผลให้เรียนอยู่ ต้นปกป้องดิวได้ ทว่ามันไม่ได้ตลอดไป...ต้นกำลังจะเรียนจบในอีกไม่นานนี้

“เสียงดังขนาดนี้ มีข่าวดีใช่ไหม?” ต้นที่เพิ่งกลับมาจากการเข้าส่งงานเปิดประตูห้องน้องชาย เขาถามทั้งสองยิ้มๆ ดิวปรี่เข้ามาสวมกอดเอวสอบของเขาเอาไว้แน่น ทั้งยังซุกหน้าเข้ากับแผ่นอกกำยำ

ทางกายภาพต้นเปลี่ยนไปค่อนข้างมากเพราะเขาเริ่มจะออกกำลังกายมากขึ้นเหมือนชายหนุ่มคนอื่นๆ ในยุคนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากหล่อจนดิวไม่มีทางเหลียวหลังมองคนอื่น ตอนที่พูดอออกไป แม่กับน้องพากันหัวเราะเยาะเขา และว่ามันเป็นเรื่องเจ๋งแห่งปี แต่ต้นไม่สน ดิวหน้าแดงก่ำ ขวยเขินกับคำพูดที่หาความหวานไม่ได้แต่ก็สื่อนัยยะได้ชัดเจน

ดิวเองก็สูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อย มีร่างกายแข็งแรงจากการเล่นแบดมินตันเป็นประจำ แม้จะน่าน้อยใจนิดหน่อยเพราะไม้กลับสูงได้เร็วกว่าเขา แต่ว่าดิวก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองมากมายนัก เขาชอบที่ตัวเองดูน่ารักหวานๆ แบบนี้ เหตุผลอีกประการก็ดูตลกไม่แพ้คนรักนั่นคือเขาจะน่ารักจนต้นไม่มีทางเหลียวหลังมองคนอื่น

เรื่องราวในสมัยมอห้าของดิว มรสุมชีวิตที่แสนสาหัสผ่านไปได้ด้วยดี เพราะกำลังใจจากคนหลายๆ คน โดยเฉพาะต้นที่คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ มานั่งคิดก็น่าแปลกที่คนเรามีแรงฮึดให้อยู่ต่อได้เพื่อใครสักคนเท่านั้นเอง

ในขณะที่ดิวพยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากสิ่งที่เคยเป็นไปหาสิ่งที่ดีกว่า อดีตเพื่อนของเขากลับ...ดิ่งลงเหว คิงกับกานทะเลาะกันเรื่องชิน เพราะพวกนั้นตกลงกันว่ากานจะไม่ยุ่งกับชิน และให้คิงได้รุ่นพี่คนนั้นไปครอง แต่เมื่อต้นโพสต์คลิปของทั้งสองคนนั้นลงไปทำให้คิงได้รู้ความจริงว่ากานก็แอบได้เสียกับชินจึงเกิดความไม่พอใจ ยิ่งมีคนเข้ามาด่า ทั้งสองคนต่างก็เอาตัวเองรอดด้วยการใส่ไฟกันไปมา ไม่นานพวกเขาก็แตกคอกัน ดิวจำได้ดีว่าคิงกับกานตบตีกันในห้อง ข้าวของต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่ว โต๊ะล้มและเครื่องเขียนถูกหยิบมาปาใส่กัน

แต่สิ่งที่ทำให้ดิวช็อกคือโอ๊ตเปิดคลิปที่กานไปนัวเนียอยู่กับผู้ชายหน้าคุ้นคนหนึ่ง คนที่ดิวพยายามอย่างมากที่จะลืมเลือนมันไป คือใหม่และเพื่อนของมัน คำพูดที่ว่ากานเป็นคนนัดให้พวกนั้นมาและหยิบยื่นดิวให้พวกนั้นยังก้องอยู่ในหัวเขา ดิวเจ็บปวดมาก แต่ดิวก็ทนฟังมันจนจบ

ความแค้นของคิงกับกานร้ายแรงมาก คิงประจานกานลงโซเชียล และกานก็ไม่นิ่งเฉย กานขอร้องให้ใหม่ไปลากตัวคิงมาข่มขืน ถ่ายคลิปและเอาคลิปนั้นไปขายหาเงิน แต่สุดท้ายคิงก็รอดมาได้แม้จะมีอาการสาหัส คิงรักษาตัวเองและเอาคืนกานด้วยการแจ้งตำรวจเรื่องที่พวกนั้นเป็นเอเย่นต์ขายยา และที่ดิวรู้ก็เพราะพวกนั้นผลัดกันโพสต์ด่ากัน ตอนนั้นเขาคิดว่ามันคงไม่มีอะไรร้ายแรง

จนกระทั่งช่วงใกล้สอบจบเทอม ระหว่างที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าโทรทัศน์พร้อมกับคนในครอบครัวของต้น ข่าวการจับกุมผู้ค้ายาข่าวหนึ่งก็สะดุดใจเขา ตำรวจรวบตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมดหกคน หนึ่งในหกนั้นเป็นเยาวชนที่อายุไม่ถึงสิบแปดปี แม้ว่าจะเซ็นเซอร์หน้าและเบลอภาพอยู่บ้าง แต่ดิวก็จำได้ดีว่านั่นคือกานและพวกที่เหลือก็คือใหม่

น่าแปลก...เขาไม่รู้สึกอะไรเลยกับข่าวที่เพื่อนโดนตำรวจจับ แถมยังรู้สึกสะใจเล็กๆ อีกด้วยซ้ำ คิดว่าคิงประกาศเล่นๆ เสียอีก ที่ไหนได้ ทำจริงนี่นา

ข่าวใหม่กลบข่าวเก่าไปเรื่อยๆ กระแสนี้แรง กระแสใหม่ก็ดันตกได้เพราะไม่ทันที่ข่าวของคิงกับกานจะจางหายไป ปฏิบัติการล่าแม่มดก็เกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ อย่างโรงเรียนเขา และแม่มดตนนั้นก็คือ ชิน...

หลังจากที่โดนกระทืบเพราะไปยุ่งกับน้องสาวขาใหญ่จนอาการร่อแร่ ชินก็กลับมาเรียนด้วยใบหน้าที่เสียโฉม ไม่หล่อเหมือนเดิมและนิสัยก็เปลี่ยนไป...เปลี่ยนไปในทางเลวร้ายขึ้น ชินก้าวร้าวขึ้น ปากร้ายขึ้น และทำอะไรมุทะลุมากยิ่งขึ้น อย่างการโพสต์ด่าเพศที่สามหรือเพศทางเลือกอื่นๆ ด้วยถ้อยคำหยาบคายสารพัดคำที่ฝ่ายนั้นจะคิดได้

ต่อให้ดิวไม่อยากรับรู้เรื่องของรุ่นพี่เลวๆ คนนี้เขาก็ต้องรับรู้ เกือบทุกวันในโรงอาหาร เขาจะเห็นชินโดนกลุ่มผู้หญิงและผู้ชายไม่แท้กลั่นแกล้งชิน สภาพที่โดนก๋วยเตี๋ยวราดตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วคุกเข่าคลานเหมือนหมายังติดตาเขาไม่หาย เป็นดิว...เขาคงทนไม่ได้แน่ๆ เขาคงอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้ แต่ชินไม่มีทางเลือก เขากำลังจะเรียนจบมอหกในอีกไม่กี่เดือน เขาจึงต้องโดนกลั่นแกล้งแบบนี้

ดิวเริ่มจะปลงกับเรื่องนินทา เรื่องร้าวฉานที่ประจานกันปาวๆ ในโซเชียลมีเดีย เขามีแอปพลิเคชั่นพวกนั้น แต่เขาใช้มันเพื่อหยอกล้อและอัปเดตข้อมูลกับคนในครอบครัวต้นเสียมากกว่า

ส่วนพ่อกับแม่เขาก็ทำการหย่าขาดจากกันหลังดิวไปที่บ้านใหญ่ไม่ครบเดือน ดิวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องระบุว่าเลือกอยู่กับพ่อ แต่มันแค่ในนามเท่านั้น ความเป็นจริงดิวอยู่ภายใต้การดูแลของลีลา และเมื่อเขาอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์เมื่อไร บ้านที่เขาอยู่มาตั้งแต่เด็กก็จะกลายเป็นชื่อของเขาถาวร พ่อกับแม่ยินดียกให้เขา เพราะดิวยืนยันเด็ดขาดว่ายังไงก็จะไม่กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาทั้งสองคน ถ้าแค่เจอกันบ้าง...ดิวยินดี

นอกจากทำเรื่องยกบ้านให้ดิวแล้ว สุชาติยังต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับมณีตอนเจรจาเรื่องหย่า ด้วยการซื้อต่อกิจการที่มณีดูแลอยู่จากอดีตพ่อตาแม่ยาย นั่นทำให้ทั้งคู่จากกันโดยไม่ติดค้างอะไรซึ่งกันและกันอีก หลังจากหย่าและเคลียร์เรื่องผลประโยชน์ได้ไม่นาน มณีก็ขอพักเรื่องราวหนักสมองโดยการไปอาศัยอยู่ต่างประเทศจนกว่าจะให้กำเนิดลูกอีกคนของเธอ ส่วนสุชาติก็ต้องวุ่นกับธุรกิจที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากครอบครัวอีก

ดิวกับต้นคบกันโดยอยู่ภายใต้การดูแลของลีลา อาจมีทะเลาะ มีงอนกันบ้างตามประสาคู่รักทั่วไป ทว่ามันไม่ใหญ่พอที่จะสั่นคลอนความรักของทั้งคู่ที่มีให้กัน ต้นรักดิวมานานแล้วและเขาไม่มีทางหมดรักในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ ในขณะที่ดิวเปรียบต้นเสมือนเป็นอีกครึ่งชีวิตไปเป็นที่เรียบร้อย

ถ้าให้ดิวพูดความรู้สึกมันก็คงดูโอเวอร์ แต่เพราะเขาไม่เหลือใครนอกจากครอบครัวนี้และต้นที่คอยรักและเอาใจใส่ เขาจึงไม่สามารถเผื่อใจไปให้ใคร ภายนอกดิวน่ารักร่าเริง ทว่าภายในก็ยังคงเปราะบางอยู่เสมอ ต้นรับรู้ถึงข้อนี้ดี รวมถึงลีลาและไม้ ดังนั้นพวกเขาจึงทั้งถนอมและผลักดันให้ดิวเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน บางเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของความรู้สึก มันละเอียดอ่อนทั้งยังต้องอาศัยระยะเวลาในการฟูมฟัก พวกเขาจึงปล่อยให้ต้นอ่อนของความเข้มแข็งและรักตัวเองค่อยๆ เติบโต

อย่างน้อยๆ นอกจากต้น ดิวก็ยังมีกีฬาเป็นแรงผลักดันชีวิตอีกหนึ่งอย่าง

“อื้อ สอบติดแล้วล่ะ แต่ถ้าไม้ต้องสอบเข้าละก็...ไม่ติดแน่ๆ” ดิววกมากัดเพื่อนรักเล่นขำๆ

“อะไรเล่า อย่างน้อยก็เล่นกีฬาเก่งจนได้โควตาละกัน โธ่...” ไม้หน้างอ เขาเรียนไม่เก่งเท่าดิว แต่เรื่องแบดมินตัน...ไม้ชนะขาด

“เข้ามหา’ ลัยแล้วละทิ้งความโง่บ้างนะมึง รักษามันเอาไว้อย่างกับมันเป็นเมีย” ต้นซ้ำเติมน้องแบบไม่มีความปรานี ดิวหัวเราะหนักกว่าเดิม

“ชิ ไม่เคยอะ ไม่เคยเข้าข้างน้อง” ไม้ทำท่างอน แต่ไม่ได้รับความสนใจ

ต้นก้มลงบรรจงจูบที่ศีรษะของดิวอย่างรักใคร่ ดิวยิ่งอิงแอบแนบซบเข้าไปใหญ่ สวีตกันแบบ...ไม่เกรงใจคนมอง ไม้จากที่หน้าหงิกอยู่แล้วก็ยิ่งหงิกเข้าไปใหญ่ ไม่อยากจะขัดหรอกนะ แต่ช่วยเห็นใจคนโสดหน่อย ปากบอกไม่สนเรื่องความรัก แต่เห็นมากๆ ก็อิจฉาเป็นนะเว้ยครับ!

“ไปสวีตกันที่อื่นได้ไหมครับ กูกราบล่ะ ไปเหอะ” ดูหน้าเจ้าไม้ มันหมดอาลัยตายอยากมาก แล้วก็แววตาเหมือนอ้อนวอนให้พวกเขาออกไปจากที่นี่ ไปจู๋จี๋ตรงไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ตรงหน้ามัน

“โอ๋ๆ พอแล้วๆ ไม่สวีตแล้ว โอเคไหม” ดิวคลายแขนจากต้นแล้วเดินเข้าไปกอดคอเพื่อนที่ตัวใหญ่แทบจะเท่าพี่ชาย

“ไม่ต้องเลยมึง อิ่มหนำสำราญใจแล้วล่ะสิ”

“อย่ามาประชดประชัน เดี๋ยวกูไม่พาไปเลี้ยงหรอก” คนฟังเหมือนหูกระดิกได้ ทั้งคู่เลยนั่นแหละ

ไอ้ต้นจะเลี้ยงเหรอ...ไม่ง่ายนะไม่ง่าย

“เสนอมาก่อนสิว่าจะเลี้ยงอะไร น่าสนใจแค่ไหน พูด!” ไม้หรี่ตามองพี่ชายตนเอง ราวกับตอนนี้พี่ชายกลายเป็นนักโทษของมันไปแล้ว

“เมื่อไม่นานนี้มึงบอกว่าอยากไปไหนล่ะ”

“ผับ?” คนน้องมีสีหน้าที่เอ๋อรับประทาน

“อ่าฮะ...”

“บ้า แม่ให้ไปที่ไหนล่ะ!” ยังไม่เคยขอแม่ แต่คิดว่าแม่ต้องไม่ยอมแน่ๆ

“กูขออนุญาตเรียบร้อย แม่ให้เต็มที่ได้หนึ่งวัน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถือว่าเปิดประสบการณ์” ไม้รู้สึกตื่นเต้นกับคำตอบที่ได้รับ

เมื่อหลายวันก่อน ตอนที่ผลสอบใกล้จะออกเต็มที ไม้บ่นว่าอยากจะลองขอแม่ไปเที่ยวผับสักครั้ง ก็ไม่ใช่คนชอบเที่ยวชอบดื่ม เรียกว่าไม่เคยเฉียดเลย แต่เพื่อนบางคนก็เข้ามาเล่าให้ฟังก็เลยสนใจอยากจะไปกับเขาบ้าง นี่ก็อายุเยอะแล้ว สิบแปดย่างสิบเก้านับว่าแก่ใช้ได้ ดิวแค่นั่งฟังเพื่อนพูดไปเรื่อย เพราะรู้ดีว่าถ้าคุณน้าไม่ให้ไป ไม้ก็ยินดีตัดใจจะไปเที่ยวสถานที่อย่างนั้น

ไอ้ต้นเนี่ยตัวดีตอกย้ำและซ้ำเติมจนไม้รู้สึกหดหู่ไม่อยากจะไปเที่ยวผับบาร์อะไรนั่นล่ะ แล้วดู มันดันเป็นคนไปขออนุญาตแม่ให้เสียอย่างนั้น โอ้โห...นี่มันของขวัญชั้นเลิศเลยนา

“แต่ผับมันยี่สิบบวกไม่ใช่เหรอพี่?” คนน้องฉุกคิดถึงข้อนี้ขึ้นมาได้

“ใช่ดิ แต่ไม่ต้องห่วง กูมีที่ ไปแต่งตัวกันได้แล้ว ส่วนดิว...ห้ามใส่ขาสั้นนะครับ” ต้นยีหัวคนรักเบาๆ ดิวพยักหน้าประดับรอยยิ้มของตัวเองแล้ววิ่งไปเปลี่ยนชุด

อันที่จริงต้นเพิ่งเคลียร์งานใหญ่ของตัวเองจบก็เลยอยากฉลองกับเพื่อนๆ เขาถือโอกาสเข้าไปบอกแม่แล้วขออนุญาตให้ไม้กับดิวไปด้วย ตอนแรกแม่ก็ไม่ยอมให้เขาพาน้องไป น้องอายุยังน้อย แต่เมื่อเห็นเขาคะยั้นคะยอก็ใจอ่อนยอมให้ แต่ขอให้กลับไม่เกินเที่ยงคืน และต้นต้องห้ามเมา น้องๆ ก็ต้องให้เขาดูแลเพราะงั้นต้นเมาไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งต้นยอมรับข้อเสนอนั้นของแม่ เขาเองก็ไม่ค่อยเที่ยวกลางคืน ถือว่าไปนั่งเล่นเก็บบรรยากาศที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

ระหว่างที่รอคนรักและน้องชายเปลี่ยนชุด ต้นก็นั่งเล่นมือถืออ่านข่าวต่างๆ ไปด้วย ไม่ค่อยได้ดูโทรทัศน์ก็อัปเดตเรื่องต่างๆ จากในเฟซบุ๊กเอา เลื่อนอ่านนั่นนี่ไปพักหนึ่งก็เห็นเพจข่าวดังเพจหนึ่งโพสต์ข่าวแฟนสาวหึงโหด จับคนรักเจื๋อนเจ้าโลกทิ้ง ต้นจะไม่อะไรกับข่าวนี้เลย ถ้า...ผู้ชายในรูปมันไม่ใช่โอม

หึ...คนแบบนั้นก็สมควรโดน

“อ่านอะไรอะ?” ดิวแต่งตัวยังไม่เสร็จ แค่เห็นต้นนั่งยิ้มอยู่ก็เลยวกมาส่องดูหน้าจอมือถือ นี่ไม่หึงนะ...แค่หวงน่ะ

“ไอ้โอมโดนเจื๋อนเจ้าโลกทิ้งว่ะ ฮ่าๆ ๆ” ต้นหัวเราะอย่างมีความสุข

ข่าวมันโหดไปไม่ใช่เหรอ ดีเหรอที่นั่งหัวเราะเยาะคนอื่นแบบนี้ ดิวชะโงกหน้าอ่านเนื้อหาและมองบุคคลในรูป ที่จริงในเนื้อหาข่าวไม่มีรูปผู้เสียหายหรอก แต่มีคนมาคอมเมนต์เอาไว้

“ถ้ามึงเจ้าชู้ กูทำบ้างดีมะ” ดิวยิ้มทะเล้น แถมยังแอบปัดหน้าจอต้นให้เปลี่ยนเป็นอันอื่นที่ไม่ใช่ข่าวคนสารเลวพรรค์นั้น ดิวไม่สนใจแล้ว ไม่อยากให้ค่าคนที่ทำเลวกับตัวเอง

“ได้ แต่มึงไม่มีวันทำได้หรอก เพราะว่ากูอะ...รักเดียวใจเดียว” ว่าจบมันก็ยักคิ้วให้เขา ต้นน่ะทะเล้นและกวนประสาทเสมอ ไม่ค่อยพูดหวานยังไง ก็ไม่ค่อยพูดหวานอย่างนั้น

แต่การกระทำทุกอย่างของต้น ทำให้เขาเชื่อว่า...ทุกๆ คำที่ต้นพูดออกมาล้วนเป็นความจริงทั้งหมด ต้นรักเขา และเขาก็รักต้น

ดิวขโมยหอมแก้มแฟนตัวเองเบาๆ แล้ววิ่งปรู๊ดหนีไปเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อ ไม่งั้นถ้าอยู่ต่อเขาจะต้องโดนวงแขนแข็งแรงนั้นรวบร่างเอาไว้ แล้วก็จะโดนฟัดจนหอบกินทุกทีไป

ร้านที่ต้นพาไม้และดิวไปเป็นร้านของรุ่นพี่ในคณะเขา อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยแต่ไม่ได้ไกลมาก ที่นี่ถูกจัดเป็นร้านชั้นดี ลูกค้าส่วนใหญ่กระเป๋าหนักและการรักษาความปลอดภัยก็ดีเยี่ยม ต้นจองโต๊ะวีไอพีชั้นสองเอาไว้เพื่อจะได้มองเห็นฟลอร์เต้นรำด้านล่าง

ดิวใส่เสื้อโปโลสีชมพูอ่อนที่ต้นเป็นคนซื้อให้กับกางเกงยีนขายาว ส่วนไม้เป็นเสื้อยืดและกางเกงยีนเช่นกัน แต่งตัวค่อนข้างเรียบร้อยไปนิด แต่ประมาณนี้แหละดีแล้ว ฝุ่นกับพิกไปถึงก่อน สองคนนั้นสั่งเครื่องดื่มรอท่า รสชาติไม่หนักแต่เมาเป็นหมาแน่นอน ดีกรีข้างขวดเป็นตัวรับประกัน

ดูเหมือนไม้จะตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศโดยรอบมากๆ ส่วนดิวที่จับมืออยู่กับต้นไม่มีอาการอะไรเพียงกวาดสายมองไปรอบร้านเท่านั้น เพราะดิวเคยมากับเพื่อนเก่าจึงค่อนข้างจะชินแล้ว

ตอนนี้ร้านยังไม่ค่อยมีคนเพราะเพิ่งเปิดได้แค่ครึ่งชั่วโมง ต้นที่เห็นว่าเวลามีจำกัดและไม่สามารถอยู่จนร้านปิดได้จึงเรียกให้ทุกคนรีบมาดื่มก่อนจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มลอง

เด็กๆ ยกมือไหว้ทักทายรุ่นพี่อย่างฝุ่นและพิก สองหนุ่มทักทายกลับพร้อมแสดงความยินดีที่สอบผ่านคณะที่อยากเข้า หมูอ้วนประจำกลุ่มเตรียมเหล้าเอาไว้รอ เขากะรับน้องเสียหน่อย ความมืดของสถานที่ทำให้ต้นไม่รู้แผนการนี้นอกจากฝุ่นที่นั่งร่วมมือกับพิก

“ดื่มๆ ฉลองกันหน่อย” พิกส่งแก้วให้น้องๆ

ไม้ตื่นเต้นมากกับโอกาสที่จะได้ดื่มเหล้าครั้งแรกตอนอายุสิบแปด เดี๋ยวจะจดบันทึกเอาไว้เลย

“มาๆ หมดแก้ว ไม่หมดห้ามวางเว้ย” ด้วยความที่ไม่มีใครรู้ว่าเหล้าสองแก้วนั้นเข้มแค่ไหนนอกจากคนทำ พวกเขาจึงชนแก้วแล้วยกดื่มกันอย่างว่าง่ายและยินดีเป็นที่สุด

ด้วยความที่เหล้ามีรสและกลิ่นอ่อนมาก เด็กน้อยทั้งสองจึงดื่มกินกันง่าย หมดแก้วอย่างรวดเร็วแถมขอเติมอีกเพราะมันค่อนข้างอร่อยดี แหงสิ ขวดหนึ่งแพงไม่ธรรมดา ดีนะที่รุ่นพี่เป็นเจ้าของถึงได้มาในราคาพิเศษ ไม่งั้นก็ลงขันกันหอบเลยล่ะ

ความกินง่าย ความอร่อย เป็นสิ่งล่อลวง คนยังไม่ทันเต็มฟลอร์เต้นรำ ไม้ก็คอพับไปก่อนแล้ว ดิวกำลังโงนเงน ต่างจากต้น พิกและฝุ่นที่นั่งมองสภาพของเด็กน้อยด้วยความขำขัน ถึงต้นจะเป็นห่วงดิวอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ปล่อยอิสระ

“ต้น...” เสียงอ้อแอ้ของคนรักเอ่ยเรียก ต้นต้องโน้มหน้าเข้าไปฟังใกล้ๆ เพราะเสียงเพลงมันดัง

“หืม...”

“พาไปห้องน้ำหน่อย” ดิวกระซิบ ริมฝีปากร้อนๆ เฉียดใบหูของต้นไปมาทำให้อยู่ๆ ก็ร้อนวูบ

“ไปสิ มึงไปห้องน้ำปะไม้”

“ม่าย...ม่ายไหว...” สมน้ำหน้าน้องชายชะมัด อยากดื่ม อยากเที่ยวแบบผู้ใหญ่เขาทำกัน แล้วเป็นไง ไม่ทันไรก็เมาปลิ้นเสียแล้ว

“ไม่ไหวก็กลับบ้านไปไป๊”

“เห่อๆ เอิ๊ก...กลับบ้ากลับบออะไร มองทางยังไม่เห็นเลย” แล้วไม้มันก็ขำ

ต้นส่ายหน้าระอาใจกับอาการของน้องชาย ถือเสียว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้ในห้องเรียนแล้วกันนะไอ้น้อง การเมาแฮ้งนี่เป็นอะไรที่สุดติ่งมาก จำไปอีกนานแน่ต้นมั่นใจ เขาปล่อยน้องชายเอาไว้แล้วพาดิวไปห้องน้ำของชั้นสอง บนนี้เข้าได้เฉพาะพวกแขกวีไอพีที่จองโต๊ะชั้นนี้เท่านั้น เพราะงั้นมันเลยเงียบ

ดิวตรงไปที่ห้องน้ำห้องสุดท้ายหลังสำรวจดูแล้วว่าไม่มีใครโดยไม่ยอมปล่อยมือคนรักของตัวเอง ต้นจึงต้องเดินตามอย่างไม่เข้าใจ เพราะดิวไม่พูดหรือบอกอะไรกับเขาเลย เมื่อดิวใช้แรงน้อยๆ ของตนดึงต้นให้เข้ามาในห้องน้ำด้วยกัน เขาถึงพอจะเดาออกถึงสิ่งที่ดิวกำลังต้องการหรือจะทำ

ทว่า...เขาไม่มีสิทธิ์เอ่ยปากแซวคนตัวเล็กกว่า

“!!!” เจ้าตัวน้อยของเขาเป็นฝ่ายดันต้นติดกับผนังห้องน้ำด้านที่เป็นกำแพงหินอ่อน จากนั้นก็คล้องคอพร้อมทั้งบดจูบปากต้นอย่างกระหาย

ดิวดูภายนอกเป็นคนน่ารักใสๆ ร่าเริง แต่กับเรื่องนี้ดิวมักทำให้เขามีความสุขเสมอไม่เคยขาด ต้นรู้ว่าลึกๆ ของดิวคือการอยากทำให้เขามีความสุขที่สุด

มันดูบ้าบอมากๆ แต่ดิวชอบเวลาที่ต้นร่วมรักกับตัวเอง ชอบเวลาที่ต้นมองเขาด้วยสายตาเร่าร้อนและหยาดเยิ้ม ยามที่ต้นส่งเสียงครางเครือออกมาเบาๆ จากลำคอ มันทำให้ดิวรู้สึกร้อนรุ่มและหยุดตัวเองไม่ค่อยอยู่

แรกๆ มันน่าอาย ทุกสิ่งทุกอย่างมันชวนให้เขินอายไปเสียหมด แต่ความจริงที่ว่าต้นไม่ใช่ผู้ชายคนแรกทำให้ดิวสนองตอบกลับด้วยความเชี่ยวชาญและมันทำให้ต้นมีความสุข ต้นไม่เคยรังเกียจที่เขาเป็นแบบนี้ เขาเลยยิ่งชอบทำเรื่องแบบนี้กับต้น และยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็แทบไม่หลงเหลือความอายที่จะแสดงความรักของตนผ่านร่างกายกับอีกฝ่ายอีก

“เบื่อผมไหม” ดิวคลอเคลียอยู่ที่ลำคอ ถึงจะชอบทำเรื่องอย่างว่าหรือแสดงความเชี่ยวชาญกับต้นมาก แต่ลึกๆ ก็ยังกลัวว่าต้นจะมองเขาไม่ดี บางทีเขาก็ไม่มั่นใจเลย

“ทำไมต้องเบื่ออะ” ต้นกอดเอวดิวเอาไว้ รั้งให้ร่างแนบชิด

ดิวเร่าร้อนเสมอและดิวชอบที่จะทำเรื่องแบบนี้กับเขา หนำซ้ำยังปรนเปรอเขาด้วยความสามารถที่อีกฝ่ายมี ต้นชอบมัน...และหลงใหลในสิ่งที่ดิวมอบให้ จริงที่เขารักดิวเพราะดิวเป็นดิว ไม่ใช่เพราะเซ็กซ์ แต่ใครกล้าปฏิเสธเรื่องแบบนี้บ้างล่ะ เขาเห็นความพยายามที่ดิวทำ ทั้งเรื่องบนเตียงกับเขาหรือเรื่องงานบ้าน ดิวไม่ได้เอาใจต้นด้วยเซ็กซ์เพียงอย่างเดียว แต่เอาใจต้นทุกทางเท่าที่ทำได้ และต้นปลื้มกับสิ่งที่ดิวทำ

ทั้งฝึกทำอาหาร กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า รีดผ้า เก็บห้อง จัดที่นอน งานแม่บ้านชัดๆ แต่ดิวก็ทำให้ต้นเสมอหลังจากที่เรามีอะไรกันครั้งแรก ไหนจะเรื่องเรียน ดิวอยากให้ต้นภูมิใจ ดิวก็เลยตั้งใจเรียนให้ได้เกรดดีอยู่เสมอ ทั้งเรื่องกีฬาก็ไม่แพ้กัน ถึงดิวจะไม่เก่งถึงขั้นแข่งขันชนะทุกรายการ แต่ดิวก็เคยคว้าที่หนึ่งมาให้เขาได้

การได้เป็นเป้าหมายสูงสุดของใครสักคนน่ะ มันรู้สึกดีมากเลยนะ

“ก็เอาแต่ทำเรื่องแบบนี้” หน้าที่แดงนั้นไม่รู้แดงเพราะเหล้าหรือเพราะเขินอาย ต้นลูบไล้แก้มเนียนก่อนจะฝังจมูกลงไป

“แล้วที่ทำแบบนี้เพราะอะไรล่ะ?”

“ก็...อยากให้พี่ต้นชอบ” พี่ต้น...คำเรียกเบาๆ ที่เวลาดิวอ้อนเท่านั้นถึงจะได้ยิน ทำให้คนฟังหุบยิ้มไม่อยู่

“พี่ชอบครับ พี่ชอบทั้งหมดที่เป็นดิวเลยนะ”

“ไม่เบื่อใช่ไหม ไม่คิดว่า...ว่า...” ถึงเมาอยู่ แต่คำบางคำก็พูดยาก

“ว่าอะไร...” น้ำเสียงของต้นอ่อนโยน ดิวช้อนสายตาขึ้นมอง

“ว่าผม...ร่านใช่ไหม”

คนฟังคลี่ยิ้มหวานก่อนจะตอบว่า

“ร่านกับพี่คนเดียวหรือเปล่าล่ะ” ดิวรีบพยักหน้ารัวๆ

“คนเดียวสิ มีพี่คนเดียว” คนตัวเล็กเบียดกายเข้ามาแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม

“หึหึ ก็ดีแล้วนี่...ไหน เมื่อกี้ดิวอยากให้ทำอะไรพี่ครับ” ต้นพูดเสียงยั่วเย้าข้างใบหู ทำให้ดิวรีบก้มหน้าลงซุกไซ้ลำคอของต้น

ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก ถึงจะรู้กันดีว่าคนข้างนอกกำลังรอนานและอาจเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องน้ำของผับ แต่ช่างมันเถอะ...เราสนแค่ความเร่าร้อนของเราตอนนี้ก็พอแล้ว ดิวเล้าโลมต้นด้วยมือและปาก ในพื้นที่จำกัดและมีคนเข้าออกแบบนี้น่าตื่นเต้นและเร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

ดิวปรนเปรอต้นแบบจัดเต็ม จูบตั้งแต่ริมฝีปากหยักสวยไปจนถึงน้องชายในกางเกงยีนขาเดฟสีซีด ทุกอย่างเหมือนจะเชื่องช้าทว่ารวดเร็ว ต้นไม่ได้ปล่อยให้ดิวรีดน้ำเขาออกในตอนนี้ เจ้าตัวดึงคนรักขึ้นมาจากพื้นก่อนเป็นฝ่ายปรนเปรอความหวานที่ร้อนฉ่าให้กับอีกคน ดิวแทบเก็บเสียงครางหวานของตนเองแทบไม่ไหว ต้องกัดไหล่ของต้นเกันเสียงหลุดลอด

ถึงต้นจะอยากเข้าไปในช่องทางอ่อนนุ่มของดิวมากเท่าไร แต่การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ต้นบรรจงทำให้ดิวพร้อมรับตัวตนของเขาอย่างนุ่มนวล อ่อนหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ทุกครั้ง และครั้งนี้ต้องขอบคุณที่เขาดื่มไม่มาก เลยสามารถประคองสติของตนเองได้ดี ไม่นานคนตัวเล็กก็เรียกร้องหาสิ่งที่ต้นเองก็ต้องการ ร่างสูงจับดิวหันหน้าเข้ากำแพงและกอดรัดเอาไว้ด้วยมือหนึ่ง ในขณะที่อีกมือกำลังนำส่วนสำคัญเข้าสู่ร่างกายเล็ก

กางเกงยีนคาอยู่ตรงเข่าทำให้ดิวอ้าขาได้ไม่กว้าง ภายในของดิวจึงยิ่งบีบรัดตัวตนของต้นมากยิ่งกว่าเดิมจนเกิดเสียงหอบครางหนักหน่วง ต้นจึงปรนเปรอจูบอันเร่าร้อนเพื่อกลืนกินเสียงของกันและกัน

มันเป็นอีกคืนที่เร่าร้อนของทั้งคู่ ต้นสวนกายเข้าออกรุนแรงหนักหน่วงเหมือนเอาแต่ใจ ทว่าตรงกันข้ามเขากำลังทำให้ดิวมีความสุขเหมือนที่ดิวก็ทำให้เขามีความสุขนั่นแหละ

แอลกอฮอล์ผลักดันทั้งความตื่นเต้นและความต้องการร่างกายของกันและกัน ต้นเริ่มเร่งจังหวะ ซ้ำยังกดปากดิวด้วยปากเขาแน่น โดยที่เขาก็รู้ตัวว่าตอนนี้เขาได้บดขยี้ดิวจนร่างน้อยชิดกับกำแพงแสนเย็นเฉียบไปแล้ว ดิวน้อยได้รับการปกป้องอย่างดีด้วยฝ่ามืออุ่นร้อน มันทั้งปกป้องและย่ำยีอารมณ์ไปพร้อมๆ กัน

“ไม่...ฮื่อ...ไม่ไหวแล้ว” ดิวเปล่งเสียงกระเส่าของตนออกมาเพื่อต้องการให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาใกล้จะทนไม่ได้เต็มที

“อื้อ...เหมือนกันครับ” ต้นจูบเข้าที่ขมับของดิว กดย้ำไว้ที่จุดนั้นแล้วเร่งจังหวะทั้งเขาและคนรักไปยังฝั่งฝัน

มันใช้เวลาไม่นาน...แต่เหนื่อยและล้าอย่างน่าประหลาด

ต้นและดิวจูบคลอเคลียขณะแต่งตัวให้กันและกัน และใช้ทิชชูช่วยทำความสะอาดส่วนที่เปรอะเปื้อน เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยดี ดิวก็ยังไม่ปล่อยให้ต้นออกไปง่ายๆ เขาคล้องคอคนรักเอาไว้และบดจูบดูดดื่มอีกครั้ง

“รักพี่นะครับ...” ไม่ใช่แค่คำพูด แต่แววตาของดิวยังสื่อออกไปแบบนั้นเช่นกัน ดิวชอบเวลาบอกรักแล้วได้มองตาต้น เพราะมันทำให้เขาได้เห็นคำว่ารักผ่านดวงตาอีกฝ่ายเช่นกัน ต้นยิ้มหวาน บดจูบเบาๆ และนุ่มนวลทิ้งสัมผัสชวนฝันที่ริมฝีปากเล็ก

“พี่ก็รักเราครับ รักที่สุดเลย” ต้นเองก็ชอบเวลาที่บอกรักแล้วได้มองตาดิว อารมณ์เดียวกัน...สื่อสารกันด้วยดวงตา คำพูดและร่างกาย

ทุกอย่างต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่งั้นมันจะไปกันรอดได้ยังไง ถึงเวลาปกติพวกเขาจะทะเลาะกันบ้าง อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างถอดถุงเท้าเรี่ยราด ไม่ยอมเก็บจานที่กินแล้วหรือปิดฝาขวดน้ำไม่สนิท นั่นเพราะคนเราไม่มีใครดีพร้อมไปเสียหมดใช่ไหม ใช่...ไม่มีหรอกคนแบบนั้นบนโลกใบนี้ แต่แค่เราปรับตัวเข้าหากันและแสดงออกให้อีกฝ่ายได้รู้ว่า เรายังรักกันและกันอยู่ ต่อให้มีเรื่องทะเลาะกันทุกวัน ต้องเก็บถุงเท้าให้ทุกเย็น ล้างจานให้ทุกเช้า หรือต้องมานั่งทนปลุกยากปลุกเย็นจนปวดหัว เขาก็ยังคงประคองความรักไปต่อได้

รับข้อเสียของกันได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร แค่สายใยรักเราแน่นหนาพอ มันก็จะไม่มีคำว่าเลิกรา ต้นและดิวอาจทะเลาะกันอยู่เนืองๆ แต่มีร้อนก็ต้องมีเย็น พวกเขาขอโทษกัน อ้อนกัน เอาใจกัน มันเป็นเรื่องที่ดูน่าอายไปหน่อย แต่ทั้งคู่ถนัดที่จะเอาใจกันบนเตียงมากกว่า ยิ่งทะเลาะกันลูกยิ่งดกใช่ไหมนะคู่เรา...น่าจะใช่ แม่ชอบพูดแบบนั้นในเช้าวันถัดไปของการทะเลาะกันเสมอ...

>>เจอตอนพิเศษในรูปเล่มนะคะ ^^<<

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ yunnutjae

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 655
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-2
สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ครบทุกรสชาติชีวิต  o13
ตอนแรกแบบ จะรักกันได้จริงอ่อวะ แบบอิพี่ต้นมากหมาจีง ด่าแรงจีง แต่ก็สัมผัสได้ถึงความปากแข็งที่ เออ เขารักน้องว่ะ ปากไม่ดี ไม่หวานเหมือนใคร แต่ก็เป็นคนที่ไม่เคยทำร้ายดิวด้วยการกระทำ  :hao5:
ส่วนน้องดิว มิติใหม่ของวงการการอ่านวายของเราเลยทีี่นายเองไม่ซิง และเจอแบบ เอ้อะะ ชีวิตน้องอะถึงขั้นโดนข่มขืนเลยนะเว้ย
พีคจริงไรจริง แต่เราก็ไม่ได้แบบ นายเอกต้องซิง พระเอกเป็นคนแรกงี้นะ แต่ปมเรื่องนี้ก็ถือว่าหนักพอตัว
สนุกค่ะ อ่านยาวๆเลย  :katai2-1:

ออฟไลน์ Naamtaan22

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 284
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
จัดหนักจัดเต็มสำหรับดราม่าของเรื่องนี้กันเลย
ตอนแรกๆที่อ่าน อ่านไปถอนใจไปด้วย ลุ้นจริงๆจังๆว่าต้นจะลงเอยกับดิวไหม เห็นใจพระเอกเรื่องนี้มากๆเข้าใจในทุกๆการแสดงออกของต้น เป็นพระเอกที่เราชอบมากๆอีกคนหนึ่งเลย ดีใจมากที่สุดท้ายจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ขอบคุณนะคะ :mew1:

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ nOn†ღ

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4390
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +502/-6

ออฟไลน์ KittybabymApi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 42
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
ขอบคุณ​มาก​ค่ะ​ที่แบ่งปันนิยายให้อ่าน​ไม่ลบออกจากเล้าเป็ด

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด