[END] The Faded Memory ▲ หมอกสีจาง ▲ ตอนที่ 21
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [END] The Faded Memory ▲ หมอกสีจาง ▲ ตอนที่ 21  (อ่าน 63491 ครั้ง)

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
อ้างถึง
**********************************************************************

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ
                                                     

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม
*********************************************************************


The Faded Memory หมอกสีจาง

เมื่อใครคนนึงที่คล้าย 'เพื่อนเก่า' เข้ามาทำให้ตื่นจากฝันร้าย
เมื่อใครคนนั้นทำให้หัวใจและความทรงจำแปลกไปจากเดิม
เมื่อความทรงจำที่เคยเป็นเพียงหมอกควันจาง ๆ ชัดเจนขึ้นทุกวินาที
เมื่อความทรงจำครั้งนั้น ...กลับมาตอกย้ำความจริงในวันวาน

"ภัทรกร" ต้องวิ่งตามหาความทรงจำเมื่อครั้งก่อนของตนเอง
ความทรงจำที่จะช่วยยืนยันว่า "วาโย" คือ "ชลนที" เพื่อนคนสำคัญคนนั้น
แต่ทว่า... ยิ่งนึกถึง ใจเขากลับยิ่งถลำลึกลงไป


แด่เบื้องลึกของความทรงจำ ที่จางหายไปเช่นหมอกควัน

BE SILENT



อย่าลืมคอมเมนต์เป็นฟีดแบคให้คนเขียนบ้างนะคะ ความสุขของคนอ่านคือกำลังใจที่ดีมาก ๆ ค่ะ :hao5:



เมื่อใครคนนึงที่คล้าย 'เพื่อนเก่า' เข้ามาทำให้ตื่นจากฝันร้าย

เมื่อใครคนนั้นทำให้หัวใจและความทรงจำแปลกไปจากเดิม

เมื่อความทรงจำที่เคยเป็นเพียงหมอกควันจาง ๆ ชัดเจนขึ้นทุกวินาที

เมื่อความทรงจำครั้งนั้น ...กลับมาตอกย้ำความจริงในวันวาน

"ภัทรกร" ต้องวิ่งตามหาความทรงจำเมื่อครั้งก่อนของตนเอง

ความทรงจำที่จะช่วยยืนยันว่า "วาโย" คือ "ชลนที" เพื่อนคนสำคัญคนนั้น

แต่ทว่า... ยิ่งนึกถึง ใจเขากลับยิ่งถลำลึกลงไป

แด่เบื้องลึกของความทรงจำ ที่จางหายไปเช่นหมอกควัน



BE SILENT


นิยายเรื่องอื่น ๆ ของ BE SILENT
[END] Who is he ? ❤ แฟนผม...คนไหน
[END] The Faded Memory ▲ หมอกสีจาง
[END] ◄◄◄ VILLAIN | ร้ายออกฤทธิ์ ►►►
[END] Route เส้นทางการเดินรัก (Only at Fictionlog)
◢ ◣กลิ่นฝนฤดูหนาว◢ ◣

ฝากติดตามนักเขียน
ทวิตเตอร์ @BESILENT1993
เพจ https://www.facebook.com/besilentnovel/
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-10-2018 17:17:37 โดย be-silent »

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง
«ตอบ #1 เมื่อ25-10-2017 21:45:05 »

Prologue “อดีตเพื่อนร่วมชั้น ผู้มนุษย์สัมพันธ์แย่”

          "ไอ้เอ๋อชลแม่ง... เอาอีกแล้วว่ะ ทำไมครูยังยอมให้มันมาโรงเรียนอีกวะ นี่กูสงสารจนเริ่มจะสมเพชแล้วนะเนี่ย ...เฮ้ย ไอ้ภัทร กูคุยกับมึงนะเว้ย"

          ‘ภัทรกร’ เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อเงยขึ้นจากเกมกดในมืออย่างไม่เต็มใจนัก เพราะรู้ดีว่าถ้าเขายังทำเป็นไม่สนใจสิ่งที่ผู้เป็นเพื่อนพูดถึง เสียงโวยวายคงจะเพิ่มขึ้นอีกระดับเป็นแน่



          อืม……อีกแล้วหรอ……



          ไอ้เอ๋อ, ไอ้โรคจิต, เป็นบ้า เขาได้ยินตั้งแต่วินาทีแรกที่ ‘ชล’ หรือ ‘ชลนที’ ก้าวขาเข้ามาเรียนที่นี่ เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ไม่เคยยิ้มแย้ม ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม ไม่เคยพูดคุยกับใครอย่างเป็นมิตร ฟังดูเผิน ๆ ก็คงจะเป็นแค่คนที่มนุษย์สัมพันธ์แย่มาก ๆ คนนึง มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นนั่นแหละ ถ้าเพื่อนร่วมชั้นเขาคนนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมผิดแปลกแยกออกไปจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการนั่งพูดคนเดียวบ่อยครั้ง, แสดงอาการเกลียดกลัวผู้คนรอบตัวจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้, ทำเรื่องที่คนปกติไม่ทำโดยไม่รู้สึกอะไร หรือแม้แต่การทำร้ายตัวเองทางอ้อมเขาเห็นมาหมดแล้วแต่เหมือนว่าวันนี้ จะดูแปลกมากเป็นพิเศษ

          "มึงอยู่กับมันมาจนจะจบม.6แล้วนะเว้ย ถ้ามันบ้าจริง มันลุกขึ้นมาปาดคอมึงตายไปนานแล้วไอ้ต้า"ภัทรกรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ออกจะรำคาญคล้ายไม่สนใจสิ่งที่มองเห็นเมื่อครู่ เขาทำทีให้ความสำคัญกับเครื่องเกมกดในมือมากกว่า แต่กระนั้นเลยดวงตาคมยังอดเหลือบมองใครบางคนเป็นระยะไม่ได้อยู่ดีนั่งอยู่แบบนั้นไม่ร้อนหรือไงกันนะ

          "คนดี ๆ ที่ไหนเอาตัวเองไปนั่งตากแดดเป็นชั่วโมง ๆ วะ มึงก็พูดไม่คิด"

          ธนาส่ายหัวให้กับภาพที่เห็น ไม่ใช่เพียงแต่เขาที่กำลังให้ความสนใจกับพฤติกรรมแปลกประหลาดจนน่าขบขันตรงหน้า คนเกือบทั้งโรงเรียนก็กำลังให้ความสนใจความแปลกที่น่าจะเป็นเรื่องปกติของชลนทีอยู่เหมือนกัน ก็เล่นทำอะไรแปลกๆ เก็บตัวเงียบไม่พูดจากับใคร แต่พอได้พูด ก็ดันพูดจาประหลาดชวนขนลุกได้แทบทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่กับครูอาจารย์ งานนี้ใครมันจะไปชินได้ลง

          กริ้งงงง! เสียงกริ่งบอกเวลาเข้าเรียนในช่วงบ่ายทำให้ธนายอมละสายตาจากเหตุการณ์ที่เขาสนใจในที่สุด พร้อมกับแตะบ่าเพื่อนสนิทเป็นคำเตือนว่าควรเลิกสนใจเกมในมือแล้วเข้าเรียนกันได้เสียที

          "ไปมึง คาบนี้ถ้าสาย ครูสุนีย์แม่งด่าจนหูกูตึงแน่ ๆ "

          "มึงไปก่อนเลย เดี๋ยวกูไปตามไป"

          "อะไรของมึงวะ จะหนีไปดูดบุหรี่อีกอ่ะดิ"

          "เออ" ภัทรกรตอบสั้น ๆ เป็นการตัดรำคาญ โดยที่ผู้เป็นเพื่อนไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าดวงตาคมของเขามันเอาแต่จ้องไปยังลานปูนกลางแดดจ้านั่น ร่างบางที่นั่งกอดเข่าบนพื้นซีเมนต์มาร่วมชั่วโมงเริ่มมีอาการสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ก้มหน้าลงกับเข่าตัวเองตอนนี้มีสีหน้าแบบไหน รู้สึกยังไง แล้วทำไมต้องทำแบบนั้น

          ร่างสูงลุกขึ้นจากม้าหินอ่อนแล้วมองคนตรงหน้าอยู่ครู่ใหญ่ เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกแบบไหนดี สงสาร เห็นใจ สมน้ำหน้า หรือว่าสมเพช ในหัวนั้นยังคงจำวันแรกของชีวิตม.ปลายได้ชัด วันที่เขาเข้าไปทักทายว่าที่เพื่อนร่วมชั้นหน้าตาอมทุกข์คล้ายต้องการใครซักคน แต่สุดท้ายความหวังดีนั่นก็ถูกตอบแทนด้วยประโยคที่ทำให้เขาจำไม่มีวันลืม"นายน่ะ...อยากตายหรอ"ที่จำขึ้นใจ....เพราะไม่เคยเข้าใจ

          แววตาแข็งกร้าวที่อีกฝ่ายส่งมามันขัดแย้งกับน้ำเสียงสั่นระริกคล้ายคนกลั้นสะอื้น ประโยคแปลก ๆ ถูกปิดท้ายด้วยการยิ้มเยาะที่ถ้าเป็นปกติเขาคงสาวหมัดเข้าให้ซักทีสองที แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็แค่มองร่างบางเดินห่างออกไปพร้อมคำถามมากมายที่เกิดขึ้นคำถามที่จนถึงตอนนี้เขาไม่เคยหาคำตอบได้เลยซักครั้ง

          ตลอดเวลาสามปีของชีวิตมัธยมปลาย ภัทรกรก็คงปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่าคนคนนี้อยู่ในสายตาเขาตลอดเวลา มันไม่ใช่ว่าเขาสนใจเพื่อนผู้ไม่ปกติคนนี้นักหรอก เขาก็แค่พยายามที่จะหาคำตอบให้สิ่งที่เห็นอยู่ทุกวี่วัน


          ก็แค่เท่านั้น


          "ชล"รู้ตัวอีกทีร่างสูงก็ยืนตระหง่านอยู่กลางลานกว้างโดยไม่ลืมทิ้งระยะห่างจากคนที่นั่งก้มหน้าฟุบลงกับเข่าพอสมควร แต่กระนั้นเลยตำแหน่งที่เขายืนมันก็ช่างพอดิบพอดีให้แสงพาดผ่านเกิดเป็นเงาทับร่างบางราวกับตั้งใจ

          "…………..." ไม่มีเสียงใดตอบกลับเขา ชลนทียังคงก้มหน้าอยู่เช่นเดิม แต่ที่น่ากังวลก็คงจะเป็นอาการสั่นเทาที่เริ่มทวีคูณเพิ่มขึ้นในทุกวินาที

          "ไอ้ชล"ภัทรกรเอื้อมมือเข้าใกล้ชลนทีอย่างลืมตัว แต่วินาทีที่ปลายนิ้วใกล้จะสัมผัสไหล่สั่น ๆ นั่น เหตุการณ์เมื่อต้นปีที่แล้วก็ดันแวบเข้ามาในหัวจนมือของเขาค้างนิ่งอยู่แบบนั้น

          "เฮ้ย มึงเห็นคลิปนี่ยัง ไอ้เอิร์ธลองของว่ะ ...แม่งวางแผนจะพุ่งเข้าไปแกล้งไอ้เอ๋อชล แต่ไอ้เอ๋อแม่งสติแตกฟาดด้วยสันไม้ปิงปองตั้งแต่ไอ้เอิร์ธยังเข้าไม่ถึงตัวด้วยซ้ำ ...โคตรตลกอ่ะ คนเหี้ยไรวะ หวงตัวฉิบหาย"ไม่มีอะไรตลก

          เขาคิดแบบนั้นตอนที่ทศพลเพื่อนอีกคนเอาคลิปที่กระจายจนดังในโรงเรียนมาให้เขาดูผ่านจอคอมพิวเตอร์ สีหน้าท่าทางของชลนทีในคลิปวิดีโอมันน่าเห็นใจมากกว่าจะมานั่งขบขันในความคิดของเขา ทั้งที่รู้ว่าคนคนนี้ไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับใครนัก แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ลองของแบบนี้อยู่ล่ำไป ไม่เว้นแม้แต่ครูอาจารย์ที่มักเอาคำว่า 'ช่วยเหลือ' มาบังหน้าความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองแปลกดี ...มีแต่คนอยากรู้ว่าชลทีเป็นอย่างที่พูดกันจริงหรือเปล่า

          แต่ไม่ยักมีใครอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงต้องเป็นแบบนี้

          "ไอ้ชล... ออดดังแล้ว ไปเรียนได้แล้วมึง"ภัทรกรกระพริบตาถี่เมื่อรู้สึกแสบที่ดวงตาด้านขวา จะอะไรซะอีกล่ะ ก็เหงื่อเจ้ากรรมที่ดันไหลเข้าดวงตาคมของเขาอย่างพอเหมาะพอเจาะนี่น่ะสิ ไม่อยากจะคิดว่าแค่เขายืนอยู่ไม่ถึงห้านาทีเหงื่อยังพากันไหลออกมาขนาดนี้ แล้วคนตรงหน้านี่ล่ะ

          "……………."ฝ่ามือหนาเริ่มเคลื่อนเข้าไปใกล้ไหล่ของชลนทีอีกครั้งอย่างไม่มั่นใจนัก แต่แรงสั่นทั่วกายที่เริ่มดูน่ากลัวนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจได้ไม่ยาก ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสลงกับเสื้อบนไหล่เย็นชื้นเพราะเปียกเหงื่อ ร่างบางตรงหน้าก็สะดุ้งเฮือกใหญ่จนภัทรสะดุ้งตามในจังหวะเดียวกัน

          "ชล มึงโอเคมั้ย"

          "ป...ปล่อย"เสียงแหบพร่าที่พ่วงไปด้วยความสั่นยิ่งทำให้ภัทรนึกเป็นห่วง จึงเผลอบีบไหล่เล็กแน่นขึ้นโดยไม่ได้สังเกตเห็นเรียวนิ้วของชลนทีที่เริ่มจิกแน่นลงกับขาตัวเองแรงขึ้นทุกขณะ

          "ชล มึงลุกขึ้นเร็ว แดดแรงขนาดนี้เดี๋ยวก็ได้เป็นลมไปหรอก"

          "อย่า... อย่า... อย่ามายุ่ง!!"เสียงตวาดลั่นทำให้ภัทรรีบชักมือออกโดยไว ร่างสูงถอนหายใจเฮือกใหญ่ส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นของคนตรงหน้าเรียกว่าดื้อรั้นได้มั้ยนะ.... เรียกว่าลูกบ้าคงจะถูกมากกว่า

          "ถ้ามึงจะไม่เข้าเรียน ก็เดินเข้าร่มไปซะ"

          "มะ... ไม่ได้ ....เขาไม่ให้ ....ไม่ ....ไม่ได้"เสียงของชลนทีสั่นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ฟังแล้วคล้ายคนที่กำลังกลัวบางสิ่งจนพูดออกมาไม่ได้ศัพท์ คราวนี้ภัทรกรเริ่มจับสังเกตทุกอากับกิริยาของร่างกายคนตรงหน้า ทั้งเรียวนิ้วที่แทบจะฝังลงไปบนเนื้อขา ลำตัวที่โยกไปมาตามความสั่นของเสียง


          คงทนดูต่อไปไม่ได้อีกแล้ว


          "ลุก ไปกับกู!"ฝ่ามือของคนที่แข็งแรงกว่าคว้าเข้าที่แขนข้างซ้าย แต่ไม่ว่าจะออกแรงเท่าไหร่ ภัทรกรก็สู้แรงดื้อรั้นดึงดันนี่ไม่ได้อยู่ดี

          "ไม่... ไม่ได้..."

          "ไอ้ชล กูจะหมดความอดทนแล้วนะเว้ย!!"ร่างสูงเปลี่ยนตำแหน่งมือคว้าเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างแทน ก่อนจะง้างมันออกจากขาของเจ้าตัวสุดแรงเกิด ซึ่งมันได้ผล ร่างบางหลุดการพันธนาการจากแขนของตัวเอง สองขาที่เคยชันขึ้นเหยียดตรงลงไปกับพื้นราวกับคนหมดแรง อาการสั่นสงบนิ่งลง แต่ภัทรกรก็ยังกำข้อมือทั้งสองข้างนั่นไว้หลวม ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ทรุดตัวลงจนคุกเข่าอยู่กับพื้นซีเมนต์ร้อนเพื่อมองใบหน้าที่ยังก้มต่ำอยู่ในระดับเดิม

          "ทำไม... ฮึก ก็บอกแล้วว่าไม่ ...ทำไมไม่มีใครได้ยินเลย ฮึก.... ไม่... ฮือออ"เสียงสะอื้นไห้ไต่ระดับดังขึ้นก้องอยู่ในหู มือหนาเริ่มรู้สึกเย็นยะเยือกแปลก ๆ บริเวณข้อมือทั้งสองข้างที่เขาเกาะกุมไว้ ดวงตาคมเริ่มวูบไหวไปมาเพราะรับรู้ได้ถึง...

          "ปล่อยกู....!!!"เสียงทุ้มต่ำแต่สั่นสะท้านกังวาลไปในทุกส่วนของความรู้สึก ใบหน้าเล็กที่เงยขึ้นมาโดยไม่ให้เขาได้ทันตั้งตัวกำลังยิ้มเยาะดั่งผู้ชนะ รอยเลือดสีแดงชาดเกรอะกรังทั่วบริเวณดวงตาทั้งสองข้างราวกับผ่านการร้องไห้เป็นสายเลือด แต่นั่น...ก็คงไม่ชวนตกใจได้เท่ารอยแผลเหวอะหวะที่บริเวณอกด้านซ้าย รอยแผลกรีดลึกจากชุดนักเรียนผ่านเนื้อหนังลงไปจนเห็นเจ้าก้อนเนื้อที่กำลังเต้นอยู่อย่างชัดเจน ชัดเจนจนภัทรเย็บเฉียบไปทั้งร่าง ฝ่ามือที่เคยจับข้อมือเล็กนั่นเอาไว้มั่นกำลังสั่นเพราะความกลัวและเริ่มคลายมือออกโดยที่สมองไม่ต้องสั่ง...แต่นั่น... ก็คงไม่ทันซะแล้ว

          มือเล็กรวบข้อมือของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้แน่น ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนมือทั้งสองคู่มาเกาะกุมกันไว้ราวกับจะไม่มีวันแยกจากกัน ไม่มีโอกาสที่ภัทรกรจะได้ปล่อยมืออีกต่อไปแล้ว เขามองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่กำลังสั่นกลัวไปหมด ทองฟ้าที่เคยสาดแสงจ้ากลับมืดครึ้มขึ้นฉับพลันราวกับถูกปิดสวิตซ์ หยดเลือดหยดสุดท้ายไหลออกจากดวงตากลมผ่านใบหน้าที่กำลังเหยียดยิ้มในแบบที่ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกใด ๆ ได้อีก และในเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่ร่างบางกระชากภัทรกรเข้ามาหาตัว...

          ดวงตาคมที่เคยมองร่างเล็กด้วยคำถามมากมาย บัดนี้กลับมืดสนิทจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อีก ความรู้สึกสุดท้ายที่พอจะรับรู้ได้ในตอนนี้มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกับพื้นซีเมนต์รอบกาย แต่ไหนเลยจะสู้อ้อมกอดอุ่น ๆ ที่อยากจะโอบรัดไว้ไม่ให้จากไปไหนได้อีก แม้แต่กลิ่นคาวเลือดที่แทรกอยู่ในทุกอณูของลมหายใจก็ไม่ได้ทำให้ภัทรรู้สึกอบอุ่นน้อยลงไปเลย"นายน่ะ... อยากตายหรอ..."เสียงสุดท้ายในความรู้สึกของภัทรกรคงจะเป็นสัญญาณเตือนของจุดเริ่มต้น

          ...ที่จะเปลี่ยนฝันร้ายนี้ไปตลอดกาล…

.

.

.

          "ชล!!!" ชายหนุ่มวัย 25 ปีสะดุ้งตัวเองขึ้นจากเตียง เหงื่อกาฬที่ไหลทั่วร่างและอาการหอบตัวโยนพอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าคืนวันศุกร์ของเขาในสัปดาห์นี้อาจไม่ได้ทำให้เขาเป็นสุขอย่างที่คาดคิดนัก เขาหลับตาแน่นสลัดหัวตัวเองไปมาราวกับไม่อยากจดจำฝันร้ายที่ทำให้เขาเผลอสะดุ้งตื่นเมื่อครู่ฝันร้ายที่เหมือนจริงฝันร้ายที่รู้สึกว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆฝันร้ายที่ทำให้เขารู้สึกร้อนไปทั่วร่างราวกับยืนอยู่กลางแดดจ้าฝันร้ายที่ทำให้เขาได้กลิ่นคาวเลือดติดจมูกอยู่ไม่จาง...

          "ทำไมมึงชอบทำให้กูฝันแบบนี้อยู่เรื่อยเลยวะ..."ร่างสูงทิ้งตัวลงกับเตียงอีกครั้งแต่คราวนี้ดวงตาของเขาเอาแต่จ้องนาฬิกาแขวนที่อยู่ปลายเตียง เข็มวินาทีที่เคลื่อนผ่านนาทีแล้วนาทีเล่าก็ไม่มีท่าทีว่าคนบนเตียงจะหลับลงได้อีก เขาเอาแต่นึกย้อนถึงภาพในความฝันที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน...


          มันก็จะกลับมาเสมอ...

          "ชล... มึงอยู่ไหน"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-10-2017 21:56:04 โดย be-silent »

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง
«ตอบ #2 เมื่อ25-10-2017 21:53:55 »

Chapter 1 “ใครซักคนที่หัวใจบอกว่ารู้สึกคุ้นเคย”

          "มึงนึกยังไงโทรหากูแต่เช้าวะไอ้ภัทร ปกติวันเสาร์แบบนี้มึงต้องตื่นเที่ยงไม่ใช่รึไง"

          "เปล่า... ไม่มีอะไร กูก็แค่อยากหาเพื่อนคุย"ภัทรกรเอ่ยกับปลายสายเสียงเรียบ ขณะที่มือขวายังบรรจงคนกาแฟในแก้ว ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งเอ้อระเหยลอยชายกินกาแฟชมวิวทิวทัศน์ที่ระเบียงคอนโดแบบนี้ แต่คงด้วยความรู้สึกบางอย่างในใจที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวตอนนี้ล่ะมั้ง ที่ทำให้หนุ่มมนุษย์เงินเดือนในสังคมเร่งรีบกลายเป็นคนเอื่อยเฉื่อยชั่วคราวแบบนี้

          "ยังไง? แฮงค์ หรือว่ายังไม่ได้นอน?"

          "ตลก มึงก็รู้ว่าเดี๋ยวนี้กูมีเวลากินเหล้าซะที่ไหน"

          "อ๋อ.... ตกลงคือมึงเหงา เมียก็ไม่มีก็เลยคิดถึงกูใช่ม่ะ" น้ำเสียงกวนโอ๊ยของธนาผู้เป็นเพื่อนสนิทไม่ได้ทำให้เขาหงุดหงิดจนต้องด่ากราดเหมือนทุกที และการที่ภัทรกรเงียบไปครู่ใหญ่ ก็ทำให้ธนาต้องหลุดถอนหายใจดังเฮือกผ่านสายโทรศัพท์ ถึงแม้ว่าหลังจากจบมัธยมพวกเขาจะต่างคนต่างใช้ชีวิตในทางของตัวเองแต่ก็ยังคงติดต่อกันอยู่ไม่ขาด เด็กวัยรุ่นที่เคยทะโมนอย่างธนาตอนนี้เป็นแพทย์ใหม่ใช้ทุนอยู่ที่โรงพยาบาลแทบชานเมือง ส่วนภัทรกรเองก็เป็นโปรแกรมเมอร์ไฟแรงอนาคตไกลที่กำลังเติบโตในหน้าที่การงาน ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันมาสิบกว่าปี เรื่องเท่านี้ทำไม ธนาจะเดาไม่ได้

          "เฮ้อ... เอาอีกแล้วหรอวะ"

          "อืม... กูฝันเห็นไอ้ชลอีกแล้ว"ภัทรกรยกแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปากสายตาทอดมองตึกสูงรอบกายที่ไม่ได้ทำให้จิตสงบลงแม้แต่น้อย

          "คราวนี้มึงเห็นมันตายแบบไหนอีกล่ะ"น้ำเสียงติดตลกที่หวังจะให้ผู้เป็นเพื่อนอารมณ์ดีของธนาดูเหมือนจะไม่เป็นผล ร่างสูงวางแก้วกาแฟลงกับโต๊ะ หลับตานิ่งนึกภาพในความฝันที่ไม่เคยหายไปแม้แต่วินาทีเดียว น่าขำนัก ที่วันนี้กาแฟซองเดิมกลับขมกว่าทุกวันพุ่งตัวให้รถชนตกจากที่สูง


          จมลงไปกับผืนน้ำ

          ลั่นกระสุนปืนออกจากมือปักมีดแหลมลงกลางอก


          แบบไหนล่ะ? วิธีตายของชลนทีในความฝันของเขา มันมีให้เลือกเป็นร้อยหนทาง ต่อให้ภัทรกรฝันอีกกี่ร้อยรอบในตอนจบของความฝันนั่นก็ไม่เคยเหมือนเดิมแต่จุดเริ่มต้นของความฝันลานปูนกลางโรงเรียนชลนทีที่นั่งกอดเข่าอยู่กลางแดดเสียงกริ่งที่ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นจากเกมไม่เว้นแม้แต่ความตายของชลนทีในตอนจบมันจะเป็นเช่นนั้นเสมอ ...ยกเว้นในครั้งนี้

          "ไม่ว่ะ ครั้งนี้กูรู้สึกว่าชลไม่ได้ตาย แล้วคนที่ตายในฝันนั่นก็น่าเป็นกูมากกว่า"

          "ไปกันใหญ่แล้วมึงอ่ะ กูบอกมึงแล้วว่าให้มาหาอาจารย์หมอกู มึงก็เสือกจะดื้อ มึงจะเป็นแบบนี้ไปตลอดไม่ได้นะเว้ยไอ้ภัทร เจ็ดปีแล้วที่มึงเอาแต่ฝันเรื่องเดิม ๆ แบบนี้"

          "กูรู้.... แต่มึงก็รู้ว่าจิตแพทย์เก่ง ๆ คนอื่นกูก็ลองไปหามาแล้ว มึงเป็นคนพาไปด้วยซ้ำ แล้วไงวะ... ตอนนี้กูก็ยังฝันซ้ำ ๆ อยู่แทบทุกคืน"

          "แทบทุกคืน... เดี๋ยวนะ นี่กูเข้าใจว่ามึงเลิกฝันเรื่องนี้ไปนานแล้วกลับมาฝันอีกเลยโทรมาหากู ไอ้เชี่ยภัทร....!" ธนาอดที่จะสบถในใจไม่ได้ เพื่อนสนิทเขาพึ่งหลุดความลับที่ยังคงฝันแปลกประหลาดอยู่แทบทุกคืนแต่ไม่ยอมปริปากบอกซักคำ

          "กูไม่อยากให้มึงต้องมาวุ่นวายเพราะเรื่องกูอีกนี่หว่า จริง ๆ กูก็เริ่มชิน เพียงแต่ที่ฝันเมื่อคืนมันไม่เหมือนทุกที"ภัทรกรหมายความตามนั้น เขาไม่อยากให้เพื่อนสนิทต้องมาคอยเครียดกับปัญหาของเขา แต่ครั้งนี้เขารู้สึกอึดอัดใจจนต้องหาเพื่อนคุยเท่านั้น

          "มึงหยุดใช่มั้ยวันนี้ กูออกเวรเที่ยง เดี๋ยวกูไปหา"

          "เฮ้ย ไม่ต้องก็ได้มึง กูโอเค มึงไม่ต้องถ่อมาจากรังสิตตอนนี้หรอก ยังไงเย็นนี้ก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว"

          "นี่มึงจะให้กูคิดว่าเพื่อนกูโอเค ทั้ง ๆ ที่เพื่อนกูฝันเห็นคน ๆ นึงตายมาเจ็ดปี แล้วเมื่อคืนก็พึ่งฝันว่าตัวเองตายงั้นหรอวะ ...นี่คือมึงยังโอเคดีใช่มั้ย"

          "ต้า... กูโอเคจริง ๆ ต่อให้กูฝันแบบนี้ไปตลอดชีวิต กูก็อยู่ได้วะ มึงบอกเองไม่ใช่หรอว่าคนเราอาจจะเอาภาพในความทรงจำมารีเพลย์ซ้ำ ๆ ตอนไหนก็ได้”

          ใช่... เกือบทั้งหมดในความฝันเป็นเรื่องจริงที่เขาถูกตอกย้ำให้จำยามหลับไหล ยกเว้นเสียก็แต่เหตุการณ์จริงในวันนั้นเขาปล่อยชลนทีนั่งอยู่กลางแสงแดดแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ เดินเข้าห้องเรียนอย่างไม่คิดจะหันกลับไปมองร่างบางที่สั่นเทาอยู่กลางลานกว้างและที่สำคัญกว่านั้น....

          "แต่ความทรงจำมึงควรรู้ว่าไอ้ชลมันไม่ได้ตาย... ตอนนั้นมันแค่ไปเรียนที่อื่น กูไม่เข้าใจเลยว่ามึงจะฝันถึงคนที่ไม่เคยคุยกันทำไมนักหนาวะ มึงฟังอีกครั้งนะไอ้ภัทร ...ไอ้ชลไม่ได้ตาย"

          "แต่มันก็ไม่เคยกลับมา...."ภัทรกรเอ่ยพึมพำในลำคอให้เพียงแต่ตัวเองได้ยินเท่านั้น หากธนามาเห็นริมฝีปากที่เม้มแน่นจนกลายเป็นเส้นตรงของเขาตอนนี้ คงจะรีบพุ่งตรงมาจากโรงพยาบาลเป็นแน่ ...ใครจะไปคาดคิดว่าวันที่เขาหันหลังให้ชลนทีในวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสได้เห็นร่างบางในโรงเรียนและอาจจะเป็นเพียงความรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรีเพลย์ภาพเหล่านั้นซ้ำ ๆ อยู่แบบนี้...ใช่ เหตุผลก็คงมีเพียงเท่านี้

          "เมื่อกี้มึงพูดว่าไรนะ กูได้ยินไม่ถนัด"

          "เปล่า มึงไปทำงานเถอะ คนไข้มึงแม่งด่าหัวกูตายห่าแล้วมั้งป่านนี้" ภัทรกรตัดบทเพราะรู้ว่าผู้เป็นเพื่อนคงจะซักไซ้ต่อและปิดท้ายด้วยการชวนไปพบจิตแพทย์แน่ ๆเขาไม่ได้เกลียดการพบจิตแพทย์แต่เขาเบื่อเวลาที่ถูกมองเป็นคนป่วย และเบื่อผลลัพธ์จากการนั่งคุยกับจิตแพทย์เป็นชั่วโมง ๆ ที่ไม่เคยช่วยให้เขาเลิกฝันถึงเรื่องเดิม ๆ ได้เลยแม้แต่น้อยที่ได้มาจริง ๆ ก็แค่ยาที่ช่วยให้นอนหลับ... ที่ทำให้เขาฝันถึงชลนทีได้นานขึ้นก็เท่านั้น

          "ไม่ต้องให้กูไปหาแน่นะมึง"

          "เออ มึงไปทำงานทำการเหอะว่ะ อย่าลืมว่าเย็นนี้มีนัดกับพวกไอ้ทศ ยังไงก็ต้องเจอกันอยู่แล้วป่ะวะ"

          "เค ตามนั้น เย็นนี้เจอกันเว้ย"

          หลังจากวางสายจากเพื่อนสนิท ภัทรกรก็ยังคงนั่งอยู่ที่ระเบียงห้องจนแดดเริ่มแรงขึ้นตามเวลาจนรู้สึกแสบไหม้ไปทั่วทั้งผิวกาย แสงสีทองสาดส่องกระทบทุกสิ่งตามหน้าที่ของมัน แต่ดวงตาคมก็ยังทอดมองเบื้องหน้าต่อไปอย่างสงบนิ่ง แม้ว่าในความเป็นจริงความเคลื่อนไหวตรงหน้าจะดูวุ่นวายเพียงใดก็ตาม หยดเหงื่อไหลจากไรผมบริเวณหน้าผากผ่านช่วงคิ้วและเข้าสู่ดวงตาจนรู้สึกแสบเล็ก ๆ ภัทรกรกระพริบตาถี่เพื่อไล่หยดเหงื่อนั้นออกจากดวงตา...ไม่ต่างอะไรกับในความฝันเมื่อคืนซักนิด...ความรู้สึกนี้ มันไม่ต่างอะไรกันเลย

          ปริ้นนน!! เสียงแตรลั่นยาวเรียกเอาผู้ขับขี่บนท้องถนนหันไปมองต้นเหตุเป็นตาเดียว ภัทรกรเองก็เช่นกัน เขามองภาพอุบัติเหตุตรงหน้าแล้วถอนหายใจออกมาด้วยความเซ็ง รถโตโยต้าสีขาวที่หมุนเคว้งเกี่ยวเอาคันอื่นดวงซวยไปด้วยนี่พึ่งจะแซงซ้ายเขาไปเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว และเหมือนว่าคนที่ดวงซวยต่อไปจะเป็นเขา เพราะอุบัติเหตุตรงหน้าจะทำให้เขาเดินทางบนถนนเส้นนี้ต่อไปไม่ได้

          "ไปสายหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง”ภัทรกรเหลือบมองจอแสดงเวลาตรงหน้ารถก่อนจะตัดสินใจหาช่องทางเบี่ยงออกมาจากถนนเส้นเดิม เส้นทางเส้นใหม่เขาไม่ค่อยได้วิ่งบ่อยนักเพราะมันค่อยข้างจะอ้อมกว่าทางเส้นหลักอยู่พอสมควร แต่ตอนนี้ก็คงไม่มีทางเลือก แถมกลุ่มเพื่อนที่นัดไว้ก็คงไม่ต้องรีบร้อนให้เขาไปถึงตรงเวลาอะไรมากมายนัก ...นัดหกโมง ไปถึงซักหกโมงครึ่งก็ดีกว่าถึงทุ่มนึงนั่นแหละนา

          ร่างสูงไม่ได้ใช้ความเร็วในการขับขี่นักเพราะไม่ค่อยคุ้นชินกับถนนเส้นนี้เท่าไหร่ อีกอย่างถ้าความเร็วสูงจนขับเลยทางออกที่ต้องการก็ต้องยูเทิร์นกันยาวเสียเวลามากขึ้นไปอีก แถมสไตล์เพลงที่คลอเบา ๆ บนรถก็ออกจะชวนหลับในมากกว่าจะชวนให้เพิ่มความเร็ว คิดได้แบบนั้นเขาจึงกดเปลี่ยนคลื่นสัญญาณวิทยุจากเพลงชวนนอนไปเป็นอะไรที่น่าจะบันเทิงมากกว่า

          "เอาล่ะค่ะ คุณผู้ฟัง วันนี้เรามีหัวข้อดี ๆ มาพูดคุยกันอีกเช่นเคย เป็นหัวข้อจากคุณนาเดียร์ผู้ชมทางบ้านนะคะ ...จริงหรือเปล่า ที่คนที่ไม่เคยพูดจากันเลยแม้แต่ครั้งเดียวจะมีความผูกพันธ์ต่อกันจนไม่สามารถลืมกันได้ลง..."

          หูของภัทรกรดับวูบทันทีที่ได้ยินประโยคนี้จากดีเจวิทยุ อะไรมันจะช่างพอเหมาะพอเจาะซะขนาดนี้ ไอ้คลื่นปัญหาชีวิตนี่เขาไม่ค่อยหมุนวนมาเจอมันนักหรอก แล้วเป็นไงล่ะ... จะหาความบันเทิง... กลับได้คำพูดเสียดแทงที่ทำให้เขาหวนนึกถึงประโยคของธนาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนซะงั้น"...กูไม่เข้าใจเลยว่ามึงจะฝันถึงคนที่ไม่เคยคุยกันทำไมนักหนาว่ะ..."ประโยคเหล่านั้น มันก็ไม่ถูกซะทั้งหมดหรอกใช่ว่าภัทรกรกับชลนทีจะไม่เคยคุยกันเสียเมื่อไหร่





……………………………………………………………………………





          "ไอ้เหี้ยภัทร!! กูไปแล้วนะเว้ย ล็อคยิมดี ๆ นะมึง เดี๋ยวป้าสมทรงแม่งมาตามด่าอีก"

          "เออ!! พวกมึงไปเลย"ภัทรกรในชุดนักเรียนหลุดลุ่ยตะโกนบอกกลุ่มเพื่อนที่ส่งเสียงอยู่ด้านนอก เขาผู้อาสานำลูกบาสมาเก็บก็คงจะต้องพ่วงหน้าที่ปิดยิมเนเซียมไปในตัวอย่างเลือกไม่ได้ เด็กหนุ่มเดินวนรอบยิมเพื่อตรวจความเรียบร้อยไม่ให้ป้าสมทรงภารโรงหญิงประจำถิ่นว่าเอาได้ ก่อนจะสตาร์ทมอเตอร์ไซค์คู่ใจเพื่อกลับบ้านเสียที

          เวลาเกือบหกโมงเย็นในโรงเรียนที่เงียบเชียบแบบนี้ก็ทำให้เด็กหนุ่มเผลอขี่รถแบบกินลมชมวิวโดยไม่รู้ตัว เมื่อปราศจากเสียงโวยวายของเด็กชมรมบาสอย่างเขาและกลุ่มเพื่อนโรงเรียนก็ดูสงบขึ้นมาถนัดตา ภัทรกรมักจะกลับบ้านเวลานี้เป็นประจำตั้งแต่ม.4 จนตอนนี้ก็พึ่งจะผ่านช่วงเปิดเทอม ม.6 ไปไม่กี่วันเขาก็ยังเป็นคนเดิมที่เอาแต่เล่นบาสตอนเย็นแล้วลืมทำการบ้านทุกครั้งไป

          "เจ้าภัทร! ชมวิวอยู่นั่นแหละ ลุงจะปิดประตูแล้ว เร็วเข้า!"ลุงยามกวักมือเรียกนักเรียนคนสุดท้ายเจ้าประจำให้ทำความเร็วขึ้น ภัทรกรขยับมือเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยก่อนจะจอดทักทายลุงยามรอบดึกที่เจอกันจนเหมือนจะสนิทกันไปแล้ว"

          "โหลุง รีบไปไหน กลัวหนียามไปดูมวยไม่ทันหรอลุง"

          "มะเหงกสิ! ไอ้นี่!"คนแก่กว่าส่ายหัวอย่างเอือมระอา ถึงจะทำจริงอย่างที่เด็กมันว่าก็เหอะ

          "ไปละลุง หวัดดีครับ"ภัทรกรยกสองมือขึ้นลวก ๆ เพื่อบอกลา แต่ประโยคต่อมาที่เขาได้ยินก็ทำให้อดขมวดคิ้วเป็นปมไม่ได้

          "เออ ลุงฝากดูไอ้ตัวนั้นที่ป้ายรถหน้าโรงเรียนด้วย เห็นนั่งอยู่นานล่ะ เดี๋ยวมืดแล้วยุงจะหามเอา"ไม่ว่าเปล่า ลุงยามก็ยกมือขึ้นชี้ไปยังทิศที่มีสิ่งมีชีวิตน่ารำคาญที่พึ่งจะพูดถึง ท้องฟ้าสีส้มตอนนี้เป็นสัญญาณบอกลาแสงสว่างรอบกายได้ดี อีกไม่กี่นาทีท้องฟ้าก็คงจะมืดสนิทตามกลไลเวลาของมัน

          "ตัวนั้น? ตัวไหนลุง"

          "ไอ้เด็กเอ๋อที่เขาว่ามันบ้า ๆ บอ ๆ นั่นไง ลุงไม่ค่อยรู้ชื่อหรอก เมื่อกี้เดินไปถามมันมาว่ารอใครมันก็ไม่ยอมคุยด้วย"...ไอ้เอ๋อ ...บ้า ๆ บอ ๆ ฟังแค่นี้ ภัทรกรก็รู้แล้วว่าหมายถึงใคร ซึ่งนั่นถ้าหมายถึงชลนทีจริง ๆ การที่ลุงไม่ได้คำตอบอะไรกลับมาก็คงจะไม่แปลกนัก

          "เดี๋ยวผมดูให้ล่ะกัน ไปล่ะครับ"ภัทรกรยกมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าอีกครั้ง ร่างสูงเลือกที่จะจูงมอเตอร์ไซค์เดินออกมาก่อนจะจอดชิดริมฟุตบาทไว้ไม่ไกลจากป้ายรถรับส่งหน้าโรงเรียนนัก มองจากตรงนี้เขาก็เห็นคนที่ตัวเล็กกว่านั่งห่อตัวก้มหน้าได้ชัดเจน เป็นชลนทีในตำนานคนนั้นไม่มีผิด แต่แปลก... ปกติคน ๆ นี้จะต้องรีบกลับไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ประตูโรงเรียนเปิดด้วยซ้ำไป แล้วทำไมวันนี้ถึงยังนั่งอยู่ตรงนั้น ทำไมกันนะ

          "ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวก็โดนมันอาละวาดใส่" ภัทรกรหมุนตัวตัดสินใจจะกลับ แต่ขณะที่เขากำลังจะสตาร์ทรถคู่ใจของตัวเอง ยุงชะตาขาดก็บินวนลงมาฝังปากบนท่อนแขน ป๊าป!! เขาตบเข้าที่ท่อนแขนตัวเองเต็มแรงจนเจ้าพาหะนำโรคนั่นไม่เหลือชิ้นดี ...จะเหลือก็แต่คราบเลือดเต็มฝ่ามือเขานี่ล่ะ'อืม แล้วไอ้ที่นั่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้สึกอะไรเลยรึไงวะ

          หรือรู้ตัวอีกทีก็ตอนเป็นไข้เลือดออกตายห่าไปแล้ว'

          ภัทรกรได้แต่คิดในใจ แต่ทว่าร่างกายเขามันไวกว่านั้น เดินไม่กี่ก้าวเขาก็มาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากชลนทีนัก ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้ายาวตัวเดียวกัน ...มีคนมานั่งด้วยขนาดนี้ แต่ร่างบางก็ยังไม่เงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ

          "เอ่อ...."ภัทรกรไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนทักทายคนคนนี้ดี ถึงจะอยู่ชั้นเดียวกันแต่ก็อยู่กันคนล่ะห้อง แม้ในวันเปิดเทอมม.4เขาจะเคยเข้าไปทักทายหวังผูกมิตรก็ตาม ...ก็อย่างที่รู้ ๆ ว่าไม่ได้มิตรอะไรกลับมาทั้งนั้น

          "ชล... ชื่อชลใช่ป่ะ"ได้ผล! ชลนทีเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้าเรียบ ๆ ราวกับคนที่ไร้ความรู้สึก ถือว่าเป็นการเปิดบทสนทนาที่ดี ถึงแม้สีหน้าของร่างบางจะทำให้ภัทรกรหุบยิ้มแทบไม่ทันก็เถอะ

          ".............."คำตอบที่ได้รับมีเพียงสายตาว่างเปล่าและอากาศ เขาถือโอกาสในช่วงเวลานี้เก็บรายละเอียดของคนตรงหน้า ใบหน้าที่ออกจะหวาน ดวงตากลมโตนั่นคงจะดึงดูดสายตาคนอื่นอยู่ไม่น้อยถ้าชลนทีหัดยิ้มซะบ้างพึ่งจะได้มองใกล้ ๆ ครั้งแรก ถึงแม้ว่าจะนั่งห่างเป็นเมตรก็เถอะ

          นี่ก็ใกล้มากกว่าตอนที่เคยแอบมองมากแล้ว

          "กลัวกู...เอ๊ย กลัวเราหรอ"ภัทรกรพยายามใช้โทนเสียงที่เป็นมิตรที่สุดเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเริ่มขยำกระเป๋าเป้บนตักไว้ด้วยสองมือแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

          ".............."

          "เราชื่อภัทรนะ จำได้เปล่าอยู่ม.6เหมือนชลนั่นแหละ ไม่ต้องกลัว เราไม่ทำอะไรชลหรอก ไม่เข้าใกล้ด้วย"

          ".............."ภัทรกรแอบมองทุกอากัปกิริยาของชลนที มือเล็กนั่นค่อย ๆ คลายออกคล้ายเจ้าของมือจะคลายกังวลลง พอเห็นท่าทีที่อ่อนลงร่างสูงก็อดถอนหายใจกับตัวเองไม่ได้ แถมเป็นเขาซะอีกที่ตอนนี้ต้องมานั่งถูมือแก้เก้อเพราะเริ่มทำตัวไม่ถูก

          "ชลรอใครมารับหรอ มันใกล้จะมืดแล้ว หรือถ้าไปไหนไม่ถูกถามเราได้นะ"

          "พ่อ... พ่อบอกจะมา"คนตอบหันหน้ามองไปอีกทาง ทางที่รถกำลังวิ่งสวนไปมาแต่ไม่มีวี่แววว่ารถคันไหนหยุดตรงป้ายรถหน้าโรงเรียนนี่ซักคัน แล้วถ้าภัทรกรมองไม่ผิดร่างบางกำลังมีน้ำตาไหลออกมาทันทีที่คำว่าพ่อหลุดออกจากปาก

          "ชลมีเบอร์พ่อมั้ย ถ้าไม่มีโทรศัพท์ยืมของเราก็ได้นะ" ภัทรกรยื่นโทรศัพท์จอสีมีกล้องของตัวเองไปให้คนข้าง ๆ อย่างหวังดี แต่การนิ่งเฉยใส่ของชลนทีก็ทำให้เขาทำได้แค่วางมันลงบนที่ว่างบนม้านั่ง

          ".............."

          "ให้เราช่วยอะไรมั้ย นั่งอยู่ตรงนี้ต่อจะอันตรายนะ พ่อชลอาจจะมีธุระเลยมาช้าซักหน่อย ถ้ายังไงจะให้เราไปส่งที่บ้...."

          "พ่อไม่มาแล้ว... ลืมไปว่าพ่อมาไม่ได้แล้ว"คนที่ไม่ทันได้พูดจบอย่างภัทรกรถึงกับเม้มปากแน่นเพราะกลัวคนข้าง ๆ จะน้ำตาไหลเพิ่มออกมาอีก ไม่รู้ทำไมการที่ร้องไห้ไร้เสียงสะอื้นแบบนี้มันช่างดูเศร้ากว่าการฟูมฟายเสียอีก

          "งั้น… ให้เราไปส่งเอามั้ย..."

          "ไม่"ชลนทีตอบสั้น ๆ โดยไม่ต้องคิด ก่อนจะลุกขึ้นใช้สันมือสองข้างปาดน้ำตา กระชับกระเป๋านักเรียนขึ้นพาดไหล่

          "แล้วชลจะกลับยังไง"

          ".............."ชลนทีไม่ตอบแถมยังถอยหลังหนีคนที่ลืมตัวสาวเท้าเข้ามาใกล้ร่างจนเกินเหตุ พอรู้ตัวภัทรกรก็ถอยหลังเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งก้าวเช่นกัน

          "กลับเองได้แน่ใช่มั้ย"ภัทรกรเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำไมน้ำเสียงที่เขาเอ่ยถึงเต็มไปด้วยความห่วงใยขนาดนั้น คงเป็นเพราะเขาเองก็เฝ้ามองคนคนนี้มาตลอด เพียงแต่ไม่เคยมีโอกาสเข้ามาพูดคุยด้วยก็เท่านั้น

          "ได้"คำตอบสั้น ๆ เช่นเดิมก็ยังทำให้ภัทรกรใจชื้นมากกว่าการที่ชลนทีไม่ตอบอะไรเลย เขามองร่างบางที่กำลังจะเดินออกไปอย่างชั่งใจ ก่อนจะอาศัยช่วงขาที่ยาวกว่าเข้ามายืนขวางหน้าไว้ ชลนทีหยุดกึกโดยไม่ต้องเดา และแน่นอนภัทรกรต้องถอยเท้าเพิ่มอีกก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง

          "เราไม่เคยมองชลแบบที่คนอื่นมองเลยนะ"

          ".............."

          "กูกับมึง ...เอ่อ เรากับนายเป็นเพื่อนกันได้นะชล..."

          "ไม่"รู้ทั้งรู้ว่าคำตอบมันจะเป็นแบบนี้ แต่ที่ภัทรกรไม่รู้และไม่ได้คาดมาก่อนว่าสีหน้าของคนตรงหน้าจะเปลี่ยนไปคล้ายกับกำลังหวาดกลัวบางอย่างขึ้นมา


          กลัว.... กับการเป็นเพื่อนกันเนี่ยนะ


          "ไม่มีใครรู้หรอกวาชลเจออะไรมา ชลคิดอะไรอยู่ ...แต่เราพร้อมจะเข้าใจทุกเรื่องนะ ถ้ามีปัญหาอะไรนึกถึงไอ้ภัทรคนนี้ได้นะเว้ย"

          "ถอย"ภัทรกรไม่ได้ถอยหนีตามคำขอของคนตรงหน้า ร่างสูงกลับล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงคล้ายควานหาอะไรบางอย่าง สุดท้ายกลายเป็นชลนทีต้องถอยหนีเพิ่มอีกก้าวเองซะงั้น

          "เราให้... สำหรับมิตรภาพของเรา ยังไงซะวันนี้ชลก็คุยกับเรามากกว่าหนึ่งคำ มันก็มากกว่าที่ชลพูดกับคนอื่น ๆ แล้วถูกมั้ย ...ถือว่าต่อไปนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ"ภัทรกรรู้ดีว่าอย่างไรชลภัทรก็ไม่มีทางรับลูกอมฮาร์ทบีทเม็ดนี้จากมือเขาอยู่แล้ว เขาจึงเลือกที่จะวางมันไว้บนม้านั่งตัวเดิมโดยไม่ลืมที่จะเก็บโทรศัพท์ตัวเองกลับออกมาด้วย

          เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นเมื่อเขามองเห็นร่างบางเดินออกไปตามถนน และเกือบจะต้องขี่มอเตอร์ไซค์ตามชลนทีไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่เห็นรถยนต์คันเดิมที่เคยมาจอดรับหน้าโรงเรียนเข้าซะก่อน รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนหน้าภัทรกรเมื่ออย่างน้อยก็ได้แน่ใจว่าชลนทีก็น่าจะกลับบ้านอย่างปลอดภัยอีกอย่างเขาก็ยิ้มให้ลูกอมฮาร์ทบีทที่ใครบางคนกำไว้แน่นก่อนจะเดินขึ้นรถ...



……………………………………………………………………………



          เอี๊ยดดดดด!! เสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนนทำให้ภัทรกรกลับมามีสติกับความเป็นจริงตอนนี้อีกครั้ง เขามองสุนัขที่วิ่งตัดหน้ารถเข้าพงหญ้าข้างทางอย่างโล่งใจบอกไม่ถูก เผลอใจลอยไปแค่แวบเดียวเกือบจะเกิดอุบัติเหตุเข้าให้แล้วมั้ยล่ะ

          "ฟู่ววววว"ภัทรกรถอนหายใจยาวหลังเคลื่อนรถจอดสนิทข้างทางเพื่อตั้งสติตัวเอง จู่ ๆ ก็นึกถึงทั้ง ๆ ที่ลืมไปเสียสนิท เพราะอะไรกันนะ... เพราะคำพูดของธนา คำพูดของดีเจในคลื่นวิทยุ เพราะความฝันเมื่อคืน หรือเพราะท้องฟ้าสีส้มตอนนี้ ...ท้องฟ้าที่ทอดแสงสุดท้ายเฉกเช่นเดียวกับวันนั้นหรือเพราะโชคชะตากำลังทำให้คนที่หายไป ...หวนคืนมาอีกครั้ง

          ภัทรกรลงมาจากรถเดินเรียบไปตามทางช้า ๆ เมื่อเขามองเห็นใครบางคนที่นั่งอยู่ตรงป้ายรถเมล์ไม่ไกลจากตำแหน่งที่เขาจอดรถนัก เพียงแค่มองจากมุมข้าง ลักษณะที่ดูคุ้นตานั่นทำให้หัวใจเขากำลังเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้ ยิ่งใกล้เข้าไปเท่าไหร่ หัวใจมันก็ยิ่งสั่นระรัวเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

          "เฮ้ย!! อะไรวะ!!"ทันทีที่ฝ่ามือหนาคว้าหมับเข้าที่ไหล่คนแปลกหน้าโดยไม่คิด คนที่นั่งอยู่ก่อนก็สะดุ้งตัวโยนเพราะความตกใจ สะบัดตัวแรงจนร่างสูงหงายหลังลงไปกับพื้น ผู้ชายที่ตัวเล็กกว่ายืนชี้หน้าภัทรกรด้วยความไม่พอใจ ผิดกับภัทรกรที่เผลอคลี่ยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่กำลังคาดโทษเขาเต็ม ๆ ตาถึงแม้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ดูแปลกไปจากคนอื่นถึงแม้ว่าดวงตากลมจะฉายแววสดใสราวกับไม่เคยทุกข์ใจแต่ภัทรกรก็ยังจำได้ดี...จำได้ดีในความทรงจำ...

          "ชล...."ภัทรกรไม่ได้ยินเสียงกร่นด่าที่ออกมาจากปากคนตรงหน้าเลยแม้แต่คำเดียว ดวงตาคมเอาแต่จ้องอีกฝ่ายนิ่งเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นคนเดียวกับคนที่อยู่ในฝันเขาไม่ผิดแน่

          "นี่! คุณจะมองอะไรพบนักหนา! ลุกขึ้นมาคุยกันเดียวนี้นะ! โรคจิตรึไงถึงพุ่งเข้ามาจับตัวคนอื่นเขาแบบนี้! แม่ง ตกใจหมด!"ร่างบางร่ายยาวเป็นชุด อากัปกิริยาเหมือนกับภัทรกรเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่ปาน ร่างสูงขมวดคิ้วเป็นปมเพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองอาจจะทักคนผิด ...แต่จะผิดได้ยังไง ถึงแม้การแต่งตัว ทรงผมตามสมัยนิยมแทบจะสลัดคราบชลนทีในวันวานไปหมด แต่เขาก็ไม่ได้เลอะเลือนจนจำรูปร่างหน้าตาคนผิดแน่ ๆ

          "ชล มึงจำกูไม่ได้หรอ"

          "ชลไหน ไม่ได้ชื่อชลเว้ย!!"ร่างบางแหวออกไปอย่างหัวเสีย กรอบหน้าเล็กไม่มีพื้นที่ให้แสดงออกซึ่งความหงุดหงิดมากไปกว่านี้อีกแล้ว เขากระชับสายเป้สะพายข้างของตัวเองแน่นเพราะไม่รู้ว่าคนที่จู่ ๆ ก็เข้ามาแบบหัวไหล่อย่างแรงนี่จะมาไม้ไหนกันแน่

          "เราภัทรไง พ....เพื่อนชลตอนเรียนม.ปลายที่เชียงใหม่ จำไม่ได้หรอ"ไม่รู้ทำไมภัทรกรถึงพูดคำว่าเพื่อนได้ไม่เต็มปากนัก ร่างสูงยันตัวยืนขึ้นสาวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย คนที่ถูกประชิดสะดุ้งเล็ก ๆ เมื่อภัทรกรเข้ามาใกล้กว่าเดิม ขาเรียวของคนที่ตัวเล็กกว่าก็ขยับถอยออกไป

          สองร่างเอาแต่ยืนจ้องกันท่ามกลางแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังทำให้ท้องฟ้ามืดสนิท ฝ่ายนึงมองลึกลงไปในดวงตาเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นใครคนนั้นที่ทำให้เขาฝันร้ายทุกคืนจริง ๆ ส่วนอีกฝ่ายก็อาจจะพยายามทำความเข้าใจดวงหน้าอึ้งงันของคนแปลกหน้า ที่ทำยังไงก็ไม่อาจเข้าใจได้ซักที

          "...ไม่อ่ะ ...ไม่เคยไปเชียงใหม่ ไม่เคยมีเพื่อนแบบคุณ แล้วที่แน่ ๆ ไม่ได้ชื่อชล!!"เสียงหนักแน่นไม่ได้ทำให้ภัทรกรลดความมั่นใจลง เข้าคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของร่างทีกำลังจะเดินหนี แรงที่มากกว่าในครั้งนี้ทำให้ร่างบางไม่อาจสะบัดการเกาะกุมให้หลุดได้โดยง่าย

          "ชล!"

          "เห้ย!! ก็บอกว่าไม่ใช่ไงวะ!! ชื่อวาโย!! ได้ยินมั้ย ....วาโย!!"

          ร่างบางสะบัดข้อมือด้วยแรงเท่าที่มี ภัทรกรไม่สามารถรั้งเขาไว้ได้อีกต่อไป ความรู้สึกที่เหมือนตกจากเหวสูงตอนนี้มันคืออะไรกันแน่ ดวงตาคมก้มต่ำลงมองพื้นคลุกฝุ่นตรงหน้า ทอดถอนหายใจมากอย่างที่ไม่เคย ...แต่แล้วดวงตาคมก็มองเห็นลูกอมรสหวานแสนคุ้นตาเม็ดนึงอยู่ที่พื้น...ฮาร์ทบีทที่อาจมีใครซักคนทำตกไว้...ใครซักคน ...ใครก็ได้จากคนเป็นล้านล้านบนโลกใบนี้


ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง
«ตอบ #3 เมื่อ25-10-2017 22:03:10 »

Chapter 2

“เพื่อนเก่า วงเหล้า และความทรงจำครั้งก่อน”


          บรรยากาศเรียบง่ายของร้านนั่งดื่มที่ไม่มีผู้คนจอแจ ไม่มีเสียงเพลงดังกระหึ่มจนหน้าหนวกหูคงจะเป็นที่โปรดปรานของสายดื่มวัยทำงานหลาย ๆ คน อย่างที่เห็นในร้านเล็ก ๆ ตอนนี้ก็มีหลายคนที่เลือกนั่งจิบคนเดียวปล่อยความคิดให้ไหลไปเรื่อย ๆ และอีกหลายคนที่จับกลุ่มคุยกันเรื่องชีวิตจริงอย่างออกรสออกชาติ และที่ดูจะเฮฮาเป็นพิเศษ ก็คงเป็นกลุ่มเพื่อนเก่าที่กำลังยึดบริเวณมุมในสุดของร้านเป็นฐานที่มั่น

          ธนา ทศพล โชติ จิรัช พงศ์พัฒน์ กลุ่มเพื่อนมัธยมปลายที่ในท้ายที่สุดต่างก็แยกย้ายไปเรียนในสิ่งที่ตนเองถนัด ประกอบอาชีพที่ตนเองชอบ แล้วก็มีสังคมใหม่ ๆ ที่ต่างออกไปจากเมื่อตอนวัยอยากรู้อยากลอง ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่พวกเขาสามารถรวมตัวกันได้เกือบครบแกงค์ ก็คงต้องขอบคุณพงศ์พัฒน์ล่ะมั้งที่ร่อนการ์ดเชิญเพื่อนมางานแต่งงานเพราะเจ้าสาวดันท้องก่อนกำหนด

          "ทำไมมึงไม่เอาว่าที่เมียมึงมาแนะนำว่ะไอ้ต้า เพื่อนฝูงลงมาจากเชียงใหม่ทั้งที"            ทศพลเอ่ยแซวคุณหมอหนุ่มอย่างธนาที่โพสรูปกับเภสัชกรสาวที่คบกันมาหลายปีบนเฟสบุ๊คแทบจะทุกวัน ด้านคนถูกแซวก็ส่ายหัวรัวแต่สีหน้าก็ยิ้มกริ่มเมื่อนึกถึงแฟนสาวที่แสนเพียบพร้อมของตัวเอง

          "พามาเจอพวกมึง ก็เอาปลาย่างมาโยนให้หมาดี ๆ นี่แหละ"

          "เออ แล้วนี่งานแต่งกูพรุ่งนี้ อย่าลุ่มล่ามใส่เมียกูนะ หมา ๆ อย่างพวกมึงเนี่ย กูไม่ค่อยจะไว้ใจ"

          "สบายใจได้เลยครับเพื่อนพงศ์ กับเมียมึงอ่ะกูไม่... แต่เพื่อนเมียมึงคนไหนที่แจ่ม ๆ กูไม่รับปาก" สิ้นคำพูดกระลิ้มกระเหลี่ยของโชติ เสียงเฮครืนภายในโต๊ะดังขึ้นอีกระลอกก่อนที่เสียงแก้วกระทบกันจะตามมาติด ๆ

          "เออ แล้วตอนนี้มึงทำอะไรวะไอ้โชติ"  เจ้าของเสียงนี้คือจิรัชที่สอบเข้างานรัฐวิสาหกิจได้จนต้องระเห็จจากเหนือสุดไปอยู่ตอนใต้ของประเทศอย่างเลือกไม่ได้

          "ก็ไม่ทำไรว่ะ พ่อกูให้ไปนั่งเฝ้าโรงงานทุกวัน กูแทบจะมีเมียเป็นเอลซ่าอยู่แล้ว"             พูดแล้วโชติก็มองน้ำแข็งในแก้วอย่างเซ็ง ๆ ธุรกิจโรงงานน้ำแข็งของครอบครัวที่เชียงใหม่ทำให้บัณทิตวิศวะโยธาอย่างเขาแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียนมาเลยซักนิด

          "เอาจริง มึงเรียนจนได้เกียรตินิยมไปทำห่าไรวะ"               ถึงคำพูดของทศพลจะฟังดูเหมือนถากถางคนฟังให้เจ็บใจเล่น แต่การโอบเข้าที่ไหล่เพื่อนแล้วโยกไปมาก็คงจะหักล้างทุกอย่างไปได้หมด ...แต่ละคนก็คงมีวิธีการให้กำลังใจที่แตกต่างกัน

          "ให้พ่อกูไว้แปะฝาบ้านไง นี่ก็ถามไม่คิด"   กลายเป็นโชติก็อดจะแซะอนาคตเสี่ยเจ้าของโรงน้ำแข็งของตัวเองไม่ได้ วงสนทนาดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะก็ยังมีสีหน้าเคร่งเครียดแทรกเข้ามาบ้างบางจังหวะ ก็ตลกดีที่เมื่อคนเราย่างเข้าสู้อายุที่เรียกว่า 'เบญจเพส' ก็มีเรื่องให้คิดมากขึ้นจนบางทีเรื่องที่เคยตลกขบขันก็กลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาโดยปริยาย

          "น้อง! น้ำแข็ง"         เสียงโมโนโทนของใครบางคนที่นั่งอยู่มุมสุดของโต๊ะ ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็รินสุราลงแก้วเจือด้วยโซดาเล็กน้อย ยกพรวดเข้าปากโดยไม่รอน้ำแข็งเพิ่มจากบริกรของร้าน อีกห้าชีวิตบนโต๊ะมองกันด้วยหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะทำทีเป็นไม่สนใจเช่นเดิม



ก่อนหน้านี้พวกเขาลืมภัทรกรไปงั้นหรือ?

เปล่าเลย...



          พวกเขาตั้งใจปล่อยเพื่อนผู้ตามมาเป็นคนท้ายสุดยกแก้วเครื่องดื่มเข้าปากจนกว่าจะพอใจแล้วปริปากพูดออกมาเอง ...ใช้เพียงหางตามองก็รู้ว่าคนที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่มีอารมณ์ร่วมกับเพื่อนฝูงกำลังมีอะไรในใจ

          "เออ พูดถึงเรื่องบาส คิดถึงไอ้เอิร์ธมันเหมือนกันนะ"

          กึก...!  สิ้นเสียงของจิรัช ก็ดูเหมือนหัวข้อเรื่องกีฬาชนิดนึงจะจบลงทันที ทศพลเผลอวางแก้วลงจนเกิดเสียงกระทบกับโต๊ะ และเสียงนั่นก็ทำให้ทั้งโต๊ะเงียบลงราวกับดีดนิ้วสั่ง ธนาสบตากับโชติแวบนึงก็เข้าใจกันดี ไม่เว้นแม้แต่ภัทรกรที่นั่งนิ่งราวกับไม่มีตัวตนมาร่วมชั่วโมงก็อดไม่ได้ที่จะกดสายตาวูบไหวของตัวเองลงกับพื้นเบื้องล่าง


          คงเป็นเหล้าอีกแก้วที่ภัทรกรยกดื่มรวดเดียวโดยไม่รู้สึกอะไร


          "ขอโทษว่ะ ไม่ได้ตั้งใจ"           ด้านคนพูดก็กลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ แล้วยกแก้วขึ้นดื่มเป็นคนแรกหลังจากประโยคอันตรายของเขาพึ่งทำให้เกิดเดดแอร์เป็นเวลานาน

          "เฮ้ย ไม่เป็นไร พวกกูก็แค่กำลังนึกถึงมันเหมือนกันนั้นแหละ… ใช่มั้ยไอ้ทศ" พงศ์พัฒน์แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าในความเป็นจริงคงไม่มีใครอยากจะคิดถึงอิทธิเพื่อนอีกคนนัก เขาพยายามขยิบตาใส่เพื่อน ๆ โดยเฉพาะทศพลให้เออออตามกันไป

          "อือ ถ้าวันนี้มันมาได้ เราคงครบแกงค์มากกว่านี้"              ทศพลกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เสตามองออกไปนอกโต๊ะเพราะไม่อยากพูดถึงอิทธิมากนัก

          "ช่างเหอะ เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า"                   ถ้าจะให้เปรียบเทียบ คำพูดของธนาก็คงเป็นดั่งซูเปอร์ฮีโร่ที่เข้ามาช่วยกู้บรรยากาศในวงเหล้าไม่ให้ย่ำแย่ลงไปมากกว่าเดิม ...แต่ก็นั่นแหละ ในหนังซูเปอร์ฮีโร่พวกนั้นก็มักจะมีตัวร้ายที่เป็นแบดโจ๊กเข้ามาได้ถูกจังหวะเสมอ

          "ว่าไงไอ้ภัทร เราคุยเรื่องอะไรกันดี"     ที่หน้าระรื่นถามภัทรกรอยู่ตอนนี้ก็เป็นจิรัชเจ้าเก่าเจ้าเดิม ที่แสดงอภินิหารจังหวะนรกจนหุบยิ้มแทบไม่ทัน ธนาถึงกับถอนหายใจทิ้งหยิบกับแกล้มเข้าปากอย่างเซ็ง ๆ ...ก็ไอ้ภัทรเพื่อนของพวกเขาน่ะถ้ามันคิดจะพูด มันไม่ต้องรอให้ใครถามหรอก

          “ไอ้เชี่ย มึงอ่ะ”       พงศ์พัฒน์ทุ้งศอกเข้าที่ข้างเอวของผู้เป็นเพื่อน เมื่อเห็นคนถูกถามดูจะนิ่งเงียบมากกว่าเดิม ร่างสูงเองก็รู้ตัวว่าทำตัวเสียมารยาทกับกลุ่มเพื่อน นาน ๆ เจอกันทั้งทีแต่มัวจมอยู่กับความคิดตัวเองที่สลัดเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหลุด

          เหตุการณ์เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนจะให้เขาหยุดคิดถึงมันง่าย ๆ งั้นหรอ? ความสับสนที่เกิดขึ้นในใจเขาตอนนี้มันมากเกินกว่าจะพูดออกมาเพื่อปรึกษากลุ่มเพื่อนตรงหน้าด้วยซ้ำ ...ตอนนี้เขาไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้น คนที่เขาเจอเป็นชลจริง ๆ เป็นแค่คนหน้าคล้าย หรือเป็นเขาเองที่ฝันเห็นชลจนฟุ้งซ่านไปหมด และที่ทำให้เขาสับสนที่สุดก็คงจะเป็นลูกอมราคาถูกที่เขาเก็บมันไว้ที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้าย



          ก็อยากจะสลัดความสับสนแล้วมั่นใจในความรู้สึกตัวเอง

          แต่ถ้าทำได้ก็คงไม่ต้องนั่งใช้สุราเป็นตัวช่วยแบบนี้



          "...แล้วแต่พวกมึงเหอะ"

          "ถามจริง มึงอกหักมาป่ะเนี่ย มาเจอเพื่อนแต่ซดเอา ๆ ไม่พูดจาซักคำ"    ทศพลเอ่ยปากถามสิ่งที่อยากรู้เป็นคนแรกหลังจากที่อึดอัดมานาน ก็อาการของภัทรกรตอนนี้น่ะมันไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่กำลังผิดหวังในความรัก หรือไม่ก็ต้องเจอเรื่องหนักหนาที่กระทบต่อความรู้สึกทางจิตใจ

          "เปล่า กูแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายว่ะ โทษที" ถึงธนาจะเป็นเพียงคนเดียวที่รู้เกี่ยวกับการฝันร้ายซ้ำ ๆ ของภัทรกร แต่จากอาการของร่างสูงที่เขาจับสังเกตตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้ามามันก็ชัดอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนี้เพราะความฝันนั่นแน่ ๆ ...แต่คนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำและแทบไม่ได้ออกไปพบปะผู้คนอย่างภัทรกรน่ะหรอที่กำลังอกหัก จะพูดให้ถูกคือธนาคิดว่าคนแบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปมีความรัก

          "ช่วงนี้มันคงงานเยอะ พวกมึงอย่าไปซักอะไรมันเลย" แม้จะไม่เข้าใจอะไรนัก แต่ธนาก็ยังออกโรงปกป้องผู้เป็นเพื่อนเอาไว้เสียก่อน เพราะถ้าเรื่องที่ทำให้ภัทรกรทำหน้าเครียดอยู่ตอนนี้ดันเป็นเรื่องฝันร้ายที่ทำให้ร่างสูงโทรหาเขาตั้งแต่เช้าตรู่ขึ้นมาล่ะก็ คงจะไม่ดีนักถ้าปล่อยให้คนอื่น ๆ พยายามซักไซ้ต่อไป

          "เออ อย่าหักโหมมากนักมึง เดี๋ยวจะตายห่าคาคอมเอา"  ถึงปากจะพูดแต่แววตาของพงศ์พัฒน์ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้เชื่อไปตามนั้น

          "กูไม่ตายง่าย ๆ หรอกสัด มึงก็พูดไปนั่น"   ภัทรกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ โคลงศีรษะไปมาเบา ๆ เพื่อไล่ความวุ่นวายในหัว เห็นสายตาที่กลุ่มเพื่อนมองมาในตอนนี้ก็เริ่มจะรู้ตัวว่าเผลอแสดงออกถึงความไม่ปกติออกไปมากขนาดไหน

          "เอ้า ใครจะไปรู้ ดูหน้ามึงตอนนี้ดิ แม่งดูเบลอฉิบหาย กูถามจริงในหัวมึงคิดอะไรอยู่"   คิดอะไรอยู่งั้นหรอ? กลายเป็นภัทรกรต้องย้อนถามตัวเองแทนซะงั้น แล้วแบบนี้จะให้เขาตอบคนอื่นได้ยังไงในเมื่อตัวเขายังไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองคิดด้วยซ้ำ



          คิดถึงท่าทางของคนที่เจอเมื่อชั่วโมงก่อน

          คิดถึงน้ำเสียงไม่พอใจที่ตวาดลั่นยืนยันว่าตนเองไม่ใช่ชลนที

          คิดถึงชื่อ “วาโย” ที่ร่างบางสั่งให้เขาจำนักหนา

          คิดถึงลูกอมธรรมดาหนึ่งเม็ดที่ไม่ควรจะมีความหมายอะไร

          คิดถึงใบหน้าของคนที่เขามักจะเห็นซ้ำ ๆ ในคืนที่ฝันร้าย...

          ก็นี่ล่ะมั้งที่ภัทรกรกำลังคิด



          "ช่างมันเหอะ แดกต่อเหอะพวกมึง ส่วนมึงไอ้ภัทร ...กูขอสั่งให้มึงเลิกคิดเรื่องเหี้ยอะไรก็ตามในหัวแล้วหันมาคุยกับพวกกูได้แล้ว"         โชติเห็นเรียวคิ้วที่แทบจะผูกกันเป็นปมมากกว่าเก่าก็รู้ดีว่ายังไงวันนี้ก็คงไม่ได้คำตอบใด ๆ จากภัทรกรอยู่ดี

          “มา พวกมึง ชน!”   สิ้นเสียงของธนาก็ดูคล้ายว่าสถานการณ์จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เปล่าเลยเสี้ยววินาทีเดียวก่อนที่แก้วเครื่องดื่มเหล่านั้นจะกระทบกันจนเกิดเสียง ทศพลก็พูดบางประโยคออกมาดื้อ ๆ ...ประโยคที่ทำให้คนฟังแทบจะหลุดเข้าไปในห้วงความคิดตัวเองอีกครั้ง

          "รู้อะไรป่ะ... ถ้ามึงมีปัญหาอะไรแล้วเก็บไว้แค่ในใจ ...มันไม่มีใครช่วยมึงได้หรอก แม้แต่ตัวมึงเอง ...จำไว้"





……………………………………………………………………………………….

           “รู้มั้ยชล… ถึงเวลาเรามีปัญหาแล้วเก็บไว้แค่ในใจ ...มันไม่มีใครช่วยได้หรอก แม้แต่ตัวชลเอง ...จำไว้”     ภัทรกรพยายามมองลึกเข้าไปในดวงตาอีกคู่ที่หลุกหลิกไปมาจนเขาไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย นานนับชั่วโมงที่เขายอมนั่งเงียบอยู่ตรงป้ายรถนี่ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นข้อไหนบอกให้เขาต้องทำแบบนั้น

          จากเวลาที่แสงสุดท้ายของพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า จนถึงตอนนี้ความมืดได้ครอบคลุมทั่วทั้งบริเวณ ก็คงจะมีแต่แสงจากเสาไฟข้างถนนที่พอจะทำให้ภัทรกรเฝ้ามองชลนทีได้อย่างชัดเจน

          วันนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับเมื่อวาน ภัทรกรออกจากโรงเรียนมาก็เกือบค่ำ พบร่างบางนั่งมองถนนเบื้องหน้าตำแหน่งเดิมไม่มีผิดเพี้ยน จะต่างกันก็ตรงที่จนป่านนี้ก็แทบไม่มีวี่แววว่ารถคันเดิมจะแล่นมาจอดตรงหน้าดังเช่นครั้งก่อน ทีแรกภัทรกรก็แค่อยากจะรอดูว่าร่างบางได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ไม่คิดเข้าไปพูดคุยหรือรุกล้ำจนทำให้อีกฝ่ายไม่ชอบใจ แต่ตอนนี้ แววตาและสีหน้าของชลนทีที่เขาสังเกตมาตลอดดูเหมือนจะเริ่มไม่สู้ดีนัก มันไม่ได้สงบนิ่งเช่นเคยแต่กลับไหวระริกมองไปรอบกายคล้ายไม่มีจุดสายตา ...ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเลือกที่จะเดินมาหยุดยืนตรงหน้าตัวการ และเปิดประโยคแรกออกมาท่ามกลางความเงียบ



          นี่เขากำลังเป็นห่วงชลนทีงั้นหรอ...

          ไม่รู้สิ… ก็แค่ที่ผ่าน ๆ มาชลนทีไม่เคยทำอะไรแบบนี้

          ก็แค่อยากแน่ใจว่าชลนทียังโอเคก็เท่านั้น



          “...........” ชลนทีไม่ตอบ ร่างบางหลับตาลงซะดื้อ ๆ เมื่อดวงตาคมของคนที่ก้มลงมามองหน้าเขายังตั้งใจกำลังทำให้ใจสั่น



          สั่นเพราะกลัวหรือสั่นเพราะอะไรกันแน่



          “เฮ้ออออ ชล… ลืมตาขึ้นมา เราถอยออกไปก็ได้” ร่างสูงถอยหลังออกไปสองก้าวตามคำพูด ได้ยินแบบนั้นชลนทีก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาทีละนิดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ภัทรกรเห็นภาพกล้า ๆ กลัว ๆ นั่นก็กลั้นขำเอาไว้แทบไม่อยู่

          “ทำไมถึงจะขำ…” ภัทรกรยิ้มกลับให้คำพูดง่าย ๆ และสีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามของร่างบาง แม้แสงสว่างตรงนี้จะมีเพียงนิดแต่ก็มากพอให้เห็นดวงหน้าสะอาดสะอ้านนั่น ...อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเลิกอมทุกข์และได้ยิ้มซักครั้งมันจะสดใสแค่ไหนกัน

          “ก็ชลนั่นแหละ จะกลัวเราทำไม บอกแล้วว่าตอนนี้เป็นเพื่อนกัน”

          “ไม่ได้เป็นเพื่อนกัน!” ชลนทีกัดริมฝีปากแน่นหลบตาลงต่ำมองปลายเท้าตัวเอง ถ้าภัทรกรไม่ได้คิดไปเองปลายเสียงนั่นมันกร้าวสั่นขึ้นมาเหมือนผู้พูดกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง



          ‘...นายกำลังสู้กับอะไรอยู่ชล อะไรที่ทำให้นายกลัวกับการเป็นเพื่อนกับฉัน’



          ภัทรกรก็คงทำได้แค่พูดในใจเท่านั้น ถึงก่อนหน้าจะทำได้เพียงมองอยู่ห่างๆ แต่เขาก็พอจะรู้ว่าอะไรบ้างที่เขาจะไม่มีวันได้คำตอบจากคนตรงหน้า

          “แต่นายรับลูกอมฉันไปแล้วนะ… ปฏิเสธตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะ”   ภัทรกรหมุนตัวลงมานั่งบนม้านั่งตัวยาวอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาตั้งใจลดระยะห่างลงแต่ไม่มากจนทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว

          “ก็….ก็…..”

          “เอาน่าชล เป็นเพื่อนกัน นายจะได้มีเพื่อนคุยไง ไม่ดีหรอ”               ภัทรกรค่อย ๆ ขยับกายเข้าไปอีกครั้ง ชลนทีที่เอาแต่ก้มมองเบื้องล่างไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าว่าที่เพื่อนคนแรกกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ตัวทุกขณะ

          “ไม่ดีหรอก… ไม่ว่าใครก็น่ากลัวทั้งนั้นแหละ”

          “นายจะกลัวอะไรเราวะ”      ...นั่นสิ การที่ร่างสูงค่อย ๆ เนียนขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ โดยไม่ให้รู้ตัวเนี่ย ไม่ได้น่ากลัวนักหรอก...

          “ไม่ได้หมายถึงว่านายน่ากลัว ...แต่….”   ชลนทีนิ่งเงียบอีกครั้ง ร่างบางกัดริมฝีปากตัวเองแน่นและแรงพอ ๆ กับฝ่ามือทั้งสองข้างที่กำลังจิกลงกับผิวหนังตัวเอง

          “งั้นถ้าเราไม่น่ากลัว มึงกับกูก็เป็นเพื่… เอ่อ หมายถึง เรากับนายก็เป็นเพื่อนกันแล้ว โอเคมั้ย”  ภัทรกรเผลอเอาคำสรรพนามที่ใช้กับกลุ่มเพื่อนสนิทมาใช้โดยไม่รู้ตัว เขาไม่ใช่คนสุภาพอะไรนักหรอกเพียงแต่ชลนทีดูไม่เหมาะกับคำไทยแท้ดั้งเดิมแบบนั้นเท่าไหร่

          “จริง ๆ ….ถ้าพื้นฐานเป็นคนหยาบคาย นายไม่ต้องใช้คำสุภาพก็ได้”



          โอ้โห

          …………

          จุดให้เพียบในสมองของภัทรกรตอนนี้

          โดนด่าว่าเหี้ยยังเจ็บน้อยกว่านี้เลย...



          “นายนี่มัน…..” จะพูดว่าหัวเสียก็คงไม่ถูกนัก แถมจะหงุดหงิดที่เหมือนโดนหลอกด่าก็ไม่เชิง มันแค่เป็นความไม่คาดคิดที่จะได้ฟังประโยคแบบนี้ก็เท่านั้น

          “ไม่ปกติ…. เหมือนที่คนอื่นพูดใช่มั้ย”

          “ไม่ใช่ แต่จะบอกว่านายนี่มันใช้คำพูดไม่เป็นจริง ๆ”

          “ก็ไม่ค่อยได้พูดกับใคร ขอโทษทีที่อาจใช้คำศัพท์ผิดไป” ภัทรกรอมยิ้มเบาๆ เพราะไม่รู้จะบอกคนตรงหน้ายังไงดีว่ามันไม่ได้มีปัญหาที่คำศัพท์ แต่มันเป็นทั้งรูปประโยคเลยต่างหาก

          “ชล… ไม่มีเพื่อนเลยซักคนหรอ”

          “......คงงั้น” จริง ๆ แล้วชลนทีก็เงียบไปแวบนึงก่อนจะตอบ เขาไม่รู้ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเพื่อน คนที่เคยยืนชี้หน้าหาว่าเขาเป็นไอ้บ้า คนที่แกล้งขังเขาไว้ในห้องเรียนตอนประถม คนที่ร้องไห้งอแงตอนครูบังคับให้ทำงานคู่ร่วมกับเขา ...แบบไหนกัน ที่ชลนทีสามารถเรียกว่าเพื่อน

          “แต่ตอนนี้ ชลมีเพื่อนแล้วนะ” ในจังหวะนั้นชลนทีก็เงยหน้าขึ้นมาตั้งใจจะพูดให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจ แต่แล้วสายตาจริงจังที่อีกฝ่ายส่งมาก็เล่นเอาซะพูดอะไรแทบไม่ออก ดวงตากลมสะท้อนแสงไฟวาววับราวกับมันอยู่ใกล้เหลือเกิน

          “แน่ใจแล้วหรอ”

          “แน่ใจดิ… ตอนนี้ชลก็ไม่ได้กลัวเราแล้วเห็นมั้ย” ภัทรกรยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกนิดจนชลนทีโยกหน้าหนีแทบไม่ทัน และนั่นก็ทำให้ร่างบางพึ่งจะรู้ตัวว่าคนข้าง ๆ เข้ามาใกล้เหลือเกิน ใกล้จนหัวไหล่สองข้างสัมผัสกันตั้งแต่วินาทีไหนก็ไม่รู้



          ไม่ได้กลัว

          ไม่ตกใจ

          ไม่ถอยหนีก็คงไม่เป็นไร

          และที่สำคัญ

          ไม่สั่น ...ไม่สิ มีอย่างนึงที่สั่น หัวใจยังไงล่ะ



          “อย่าขยับหนีนะชล”              ภัทรกรยกนิ้วขึ้นชี้คล้ายเป็นคำสั่งกลาย ๆ

          “ก็ไม่ได้บอกซักหน่อยว่าจะขยับ”        ...นั่นไง ปากบอกไม่ แต่ตัวก็ขยับออกไปนิดนึงจนได้

          “นี่ไง ขยับอยู่เนี่ย” ภัทรกรไม่เอ่ยเปล่า แต่ยังยกมือทาบบนพื้นที่ว่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายขยับออกไปเกือบคืบ

          “อึดอัด”

          “แก้ตัว”

          “...............”              เอ้า...หยุดเถียงซะงั้น ภัทรกรถึงกับเหวอเมื่อจู่ ๆ ร่างบางก็เจ้าสู่โหมดเงียบแล้วหันไปสนใจบนถนนอีกครั้ง

          “วันนี้...เอ่อ ยังไม่มีใครมารับหรอชล”

          “ไม่ได้แก้ตัว แต่ไม่ได้ทำแบบนั้นจริง ๆ”                 ชลนทีไม่ได้ตอบคำถาม แต่ดันย้อนกลับไปพูดเรื่องเดิมด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ กัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น ถึงตอนนี้ภัทรกรก็เริ่มเห็นความยุ่งยากในการรับมืออารมณ์ที่เปลี่ยนง่ายดายของคนตรงหน้า

          “อืม เราเข้าใจแล้ว เรื่องนั้นช่างมันเถอะ”

          “ไม่มีใครมาหรอก ….อาอรเข้าเวรที่โรงพยาบาล ส่วนพ่อ… พ่อมาไม่ได้แล้ว”               ร่างสูงยกมือขึ้นเก้ ๆ กัง ๆ อยากจะสัมผัสช่วงไหล่ให้กำลังใจซักครั้ง ดูก็รู้ว่าร่างบางกำลังรู้สึกแย่แค่ไหน แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ดึงแขนตัวเองลงมาข้างตัวเช่นเดิม

          “ถ้างั้น...ทำไมชลยังไม่กลับล่ะ”

          “ก็แค่ลองรอดู… เผื่อจะมีใครซักคนมา…”

          “นี่ไง มีคนมารับชลกลับบ้านแล้ว ...ลุกเร็ว!”      ภัทรกรลุกขึ้นยืนเต็มตัว พยักหน้าเบา ๆ เพื่อบอกให้ชลนทีลุกขึ้นจากม้านั่ง ดวงตากลมจ้องเขานิ่งอย่างไม่เข้าใจอะไรนัก แต่สุดท้ายเขาก็ยอมลุกขึ้นยืนแต่โดยดีถึงแม้ว่ามันจะเชื่องช้าไม่ทันใจเท่าที่ภัทรกรต้องการก็ตาม

          “อะไร”    ร่างสูงอดจะถอนหายใจไม่ได้ ดูเหมือนคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าเขานี่จะมีปัญหาในการใช้คำพูดจริง ๆ ในสถานการณ์แบบนี้แทนที่จะถามว่าทำไมดันพูดว่าอะไรซะงั้นล่ะ แต่ก็เอาเถอะ ความหมายใกล้เคียง หยวน ๆ ให้ก็แล้วกัน

          “กลับบ้านกันไง เรานี่แหละคนที่มารับชลกลับบ้าน”

          “...........”     ชลนทีกอดกระเป๋านักเรียนเข้ากับอกตัวเองแน่น



          ควรปล่อยให้เป็นแบบนี้หรอ...

          ควรให้ใครเข้ามาใกล้เขามากขนาดนี้หรอ...



          “ชล ไปเร็ว เคยนั่งรถสองแถวใช่มั้ย” ภัทรกรเอ่ยถามเพราะยังไงชลนทีคงไม่ยอมซ้อนมอเตอร์ไซค์ลูกรักเขาแน่ ๆ จอดทิ้งไว้ที่นี่ก่อนค่อยกลับมาเอาก็คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง

          “...............”

          “ว่าไง เคยนั่งสองแถวใช่ป่าว”

          “ค...เคย อาอรสอนไว้ให้กลับบ้านเอง”

          “งั้นก็ไปกันเถอะ บ้านอยู่ตรงไหนบอกด้วยล่ะกัน”

          “................”             ถึงแม้ภัทรกรจะก้าวเดินนำออกมากี่ก้าว ชลนทีก็ไม่มีท่าทีว่าจะเดินตาม ร่างบางสบตาร่างสูงเพื่อค้นหาความมั่นใจอีกครั้ง และดวงตาคมนั่นก็ให้คำตอบเขาได้เป็นอย่างดี

          “มาเร็ว…” ภัทรกรยื่นมือไปตรงหน้า แต่ดันลืมไปว่าชลนทีคงไม่กล้าที่จะจับมือเขาตอนนี้แน่ ๆ สุดท้ายจึงหยุดคิดไปแวบหนึ่งก่อนจะค่อย ๆ กำมือแล้วเหลือเพียงนิ้วชี้โด่เด่อยู่นิ้วเดียว



          ถ้าแค่เอานิ้วเกี่ยวกันก็คงไม่เป็นไรมั้ง



          “........ภัทร…...”      เป็นครั้งแรกที่ชลนทีเรียกชื่อของเขาชัด ๆ ร่างสูงเลิกคิ้วรอฟังสิ่งที่ร่างบางจะพูดต่อไป แต่สุดท้ายเขาก็ได้ยินแค่ความเงียบอยู่ดี

          “ไปเร็ว… เดี๋ยวถึงบ้านแล้วให้ลูกอมเม็ดนึง”      ภัทรกรใช้มืออีกข้างล้วงเอาลูกอมสภาพหีบห่อยับยู่ยี่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา ก่อนจะยัดลงที่เดิมโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาก็ไม่คิดหรอกว่าไอ้ลูกอมเม็ดเดียวมันจะล่อเด็กอายุราว 18 ได้ผล

          “...............”

          “ชล… ภัทรมารับแล้ว กลับบ้านกันนะ”              ภัทรกรไม่มีทางรู้หรอกว่าเสียงของเขาตอนนี้มันอบอุ่นและมีอิทธิพลกับใจคนฟังมากแค่ไหน สิ่งเดียวที่เขาจะรู้ก็คือแรงมือที่บีบนิ้วชี้เขาแทบเป็นแทบตาย และคนที่ไม่ว่าจะออกแรงลากเท่าไหร่ก็ยังเดินด้วยความเร็วเท่าเดิมอยู่ดี



          ‘ไอ้บ้าเอ๊ย

          ให้แค่เกี่ยวนิ้วป่ะวะ

          เล่นกำไว้ซะแน่นเลย

          กลัวพาไปทิ้งไว้กลางทางรึไง'



          ‘จับมือกันไว้ให้แน่น ไม่มีทางทิ้งไว้คนเดียวหรอกน่า’




ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง
«ตอบ #4 เมื่อ25-10-2017 22:04:46 »

Chapter 3

“อยากจะยอมแพ้ ยอมรับว่าตัวเองจำคนผิดซักครั้ง”





ภัทรกรเคยคิดเสมอว่าตัวเองนั้นโชคร้ายที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้พร้อมสรรพ พ่อเสียตั้งแต่ยังเดินเตาะแตะ แม่ไม่เคยมีเวลาว่างให้ ไม่เคยได้รับความเอาใจใส่เท่าที่ควร เงินมีให้ใช้แต่ก็มีข้อจำกัดมากมายซะเหลือเกิน แถมบ้านพักข้าราชการหลังเล็ก ๆ นั่นก็ไม่กว้างพอที่จะชวนเพื่อนมานั่งเล่น



ถ้าคนเราเลือกเกิดได้เขาก็คงชี้นิ้วไปยังบ้านหลังใหญ่ ๆ ซักหลัง

แต่ตอนนี้...ความคิดเขากำลังจะเปลี่ยนไป

เกิดมาในครอบครัวแบบนี้ก็โชคดีแค่ไหนแล้ว



“เปิดไฟตรงไหนชล”



“....”         ร่างบางไม่ตอบแต่เดินไปที่สวิตช์ไฟอย่างคุ้นชิน โคมไฟระย้าอันใหญ่กลางบ้านกระพริบถี่อยู่หลายครั้งก่อนจะติดนิ่งสนิทต้อนรับผู้มาเยือน ร่างสูงมองไปรอบกายช้า ๆ ก็อดจะแปลกใจไม่ได้ว่าบ้านหลังใหญ่หลังนี้ภายในช่างดูทรุดโทรมเหลือเกิน



จริง ๆ ก็แปลกใจตั้งแต่มาถึงแล้วล่ะ



ไม่คิดว่าบ้านชลนทีจะเป็นคฤหาสน์ใหญ่โตที่ตอนเด็ก ๆ เขาเคยแย่งกันเป็นเจ้าของกับแกงค์เพื่อนเกรียนประถม บ้านที่ดูน่าอิจฉา น่าอยู่ น่าครองครอบเมื่อมองจากนอกรั้วสูงนั่น ...ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนึงเขาจะได้มาเยือนด้วยความรู้สึกอีกแบบ



บ้านที่เงียบเชียบไม่มีแม้แต่เสียงแมลงบินวน

บ้านที่มืดสนิทไม่มีแม้แสงไฟจากอุปกรณ์ใดเล็ดลอดออกมา

บ้านที่มีสนามหญ้าสูง สวนดอกไม้แห้งเหี่ยวรกร้างคล้ายกับขาดการดูแลมานาน

บ้านที่มองผ่านช่องรั้วเมื่อครู่แล้วหดหู่อย่างบอกไม่ถูก



“ชลอยู่ที่นี่มานานแล้วหรอ”  ภัทรกรเดินตามเจ้าของบ้านที่กำลังไล่เปิดไฟทีละดวง เขามองรอบกายอย่างพิจารณา เฟอร์นิเจอร์และเหล่าของใช้พวกนั้นมันไม่ได้โทรมเพราะเก่า แต่มันโทรมเพราะถูกใช้โดยไม่ถนอมและขาดการดูแลมากกว่า แถมพอสังเกตข้าวของเครื่องใช้บางชิ้นที่ถูกลบเหลี่ยมมุมแล้วก็อดแปลกใจขึ้นไปอีกไม่ได้ ...หรือว่าบ้านนี้จะมีเด็กถึงได้ป้องกันขนาดนั้น

“ตั้งแต่เกิด” ชลนทีเปิดสวิตช์ไฟอันสุดท้าย ก่อนจะเงยหน้ามองหลอดไฟที่ค่อย ๆ กระพริบแสงอย่างไม่เป็นจังหวะ ซึ่งสุดท้ายมันก็ดับวูบไปราวกับไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน

แป๊ก! แป๊ก! ชลนทีปิดและเปิดสวิตช์ซ้ำอีกครั้งโดยที่ดวงตายังคงจ้องหลอดไฟนิ่งสนิท จังหวะการกระพริบเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน และปิดท้ายด้วยการดับมืดลงไม่ต่างจากครั้งแรก ภัทรกรกำลังคิดว่าถ้าไม่ใช่หลอดก็คงจะเป็นฟิวส์ที่หมดอายุการใช้งาน

“เราว่าห…..”

แป๊ก! แป๊ก! ยังไม่ทันที่ภัทรกรจะได้แสดงความคิดเห็น ร่างบางก็ทำซ้ำแบบเดิมเป็นครั้งที่สาม เขามองการกระทำของคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจนักแต่ก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรออกไป แค่ดึงดันขอเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าอาอรของอีกฝ่ายจะกลับมันก็ดูเสียมารยาทและทำให้ร่างบางเสียอารมณ์มากพอแล้ว

“มันคงเสียแล้วแล้วล่ะ”

“อืม… เสียแล้ว แต่พ่อเคยทำให้มันติด”              ชลนทีพูดแค่นั้นแล้วเดินออกไปอีกทางโดยไม่รอแขกของบ้าน ภัทรกรมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ แล้วก็ได้แต่เก็บคำถามที่อยากรู้เหลือเกินไว้ในใจ อยากจะถามตั้งแต่เมื่อวานว่าพ่อไปไหน แต่พอมาคิดดูแล้วรอให้พูดออกมาเองก็คงจะดีกว่ามั้ง

“ชลหิวมั้ย ที่นี่มีอะไรกินรึเปล่า”           ที่ถามก็เพราะจริง ๆ ภัทรกรก็เริ่มจะแสบท้องขึ้นมา อันที่จริงเวลานี้เขาควรจะนั่งเติมข้าวจานที่สองอยู่ที่บ้านต่อด้วยกลิ้งไปนอนหน้าทีวีด้วยความอิ่มเปรม

“ไม่ ต้องรออาอร”  คนตอบทิ้งตัวลงโซฟาในห้องนั่งเล่นที่ดูจะไร้สิ่งบันเทิงใด ๆ สายต่อทีวีที่ถูกวางทิ้งจนหยากไย่ขึ้นก็พอจะบอกได้ว่าไม่ถูกใช้งานมานาน ภัทรกรทิ้งตัวนั่งอีกฝั่งมองร่างบางหลับตานิ่งด้วยความรู้สึกห่วงใยอย่างบอกไม่ถูก



แค่ไม่กี่นาทีที่ก้าวเข้ามา เขาก็รู้ดีว่าการอยู่ที่นี่คงไม่ได้มีความสุขมากนัก



“รอกินพร้อมอาอรใช่มั้ย นายนี่ติดอาน่าดูเลยนะ”

“..........ไม่”              ชลนทีไม่ได้ตอบในทันที ร่างบางทิ้งตัวพิงพนักช้า ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงในที่สุด

“ไม่หรอก อาอรคงกินมาแล้ว เราแต่รออาอรหามาให้”     เขาพยายามอธิบายทั้ง ๆ ที่เปลือกตายังปิดสนิท ร่างสูงจ้องมองชลนทีตาไม่กระพริบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คิดว่าคน ๆ นี้ดูน่าสงสาร แต่พอได้มาสัมผัสจริง ๆ สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกมากกว่าความรู้สึกสงสารคือการอยากปกป้อง อยากทำยังไงก็ได้ให้คนตรงหน้ามีรอยยิ้มซักครั้ง

“ต้องรอแบบนี้ทุกวัน ไม่เบื่อหรอ”

“ไม่มีทางเลือกนี่นา ...ถ้าเลือกได้ซักครั้งก็ไม่อยากเกิดมาหรอก”

ดวงตาภัทรกรกระตุกวูบเมื่อได้ยินประโยคหลัง เขาก็อยากจะหวังให้มันเป็นเพียงข้อผิดพลาดในการเรียบเรียงประโยคของชลนทีที่ทำให้ความหมายของมันดูแปลก ๆ

“ทำไมพูดแบบนั้น รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรอยู่”    ชลนทีลืมตาขึ้นช้า ๆ เขามองใบหน้าร่างสูงด้วยแววตาว่างเปล่าก่อนจะพยักหน้าเล็ก ๆ ...ทำไมถึงจะไม่เข้าใจความหมายของมัน ในเมื่อเขานี่แหละที่รู้จักคุณค่าของชีวิตดีกว่าใคร

“....กลับไปเหอะ อยู่ได้”        ชลนทีไม่ได้เอ่ยปากเชิญกลับเพราะภัทรกรพูดไม่เข้าหู แต่เขาคิดว่านี่มันก็มากเกินพอสำหรับเพื่อนคนแรกอย่างร่างสูงแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเคยเข้ามาเฉียดใกล้หน้าประตูรั้วด้วยซ้ำไป

“จะไล่กันแล้วหรอ พึ่งมาถึงเอง”

“อือ กลับไปได้แล้ว”

“ไม่เอา จะอยู่เป็นเพื่อนก่อน”

“เราเตือนแล้วนะ… เตือนหลายครั้งแล้วด้วย”

“เตือน เตือนอะไรกันชล”      ภัทรกรพยายามจ้องดวงตาอีกคู่กลับเพื่อหาคำตอบ เขาอยากให้ชลนทีแสดงความรู้สึกจริง ๆ ออกมาบ้าง เคยได้ยินว่าคนเราจะโกหกด้วยอะไรก็ได้ยกเว้นสายตา แต่สำหรับเคสนี้คงจะใช้ไม่ได้ล่ะมั้ง เพราะดูท่าว่าคนที่เฉยเมยไม่ได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

“ช่างเถอะ…”

“หรือว่าชลกลัวอาอรว่าที่พาเราเข้าบ้าน”

“อาอรไม่ว่าหรอก แค่อาจจะไม่ชอบใจเท่าไหร่” ชลนทีทิ้งตัวลงนอนราบกับโซฟาดื้อ ๆ สองแขนถูกแปลงเป็นหมอนชั่วคราวสำหรับศีรษะตัวเอง เปลือกตาบางกระพริบถี่ก่อนจะปิดสนิทในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เสียงลมหายใจดังขึ้นสม่ำเสมอขณะที่ร่างกายนิ่งสนิทราวกับถูกน็อค แต่ที่กำลังงงเป็นไก่ตาแตกก็คงจะเป็นเพื่อนใหม่ที่คงจะร้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ

“ชล… ชล… เฮ้ย หลับง่าย ๆ แบบนี้เนี่ยนะ”       ภัทรกรโบกมือไปมาตรงหน้าร่างบางหลายครั้ง การไม่ตอบสนองใด ๆ แม้กระทั่งเสียงเรียก หรือการที่อวัยวะทุกส่วนดูผ่อนคลายลงก็มากพอที่จะสรุปได้ว่าชลนทีกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา….

“....เหมือนเด็กเลยแหะ”        ร่างสูงลดตัวลงไปนั่งกับพื้น ดวงตาคมไล่มองทุกส่วนของร่างกายชลนทีโดยละเอียด ผิวขาวสะอาดและร่างกายที่ไม่ได้ผอมแห้งแต่ดันดูบอบบางไปทุกส่วนก็คงเพราะไม่เคยผ่านการทำงานหนักใด ๆ และที่ถูกพินิจนานที่สุดก็คงเป็นบริเวณใบหน้าที่องค์ประกอบชวนให้หลงใหลเสียเหลือเกิน ติดก็แต่คิ้วเรียวที่คอยจะขมวดเป็นปมไม่เว้นแม้แต่ยามหลับ

“ถ้าบอกกันซักคำ เราอาจจะถวายตัวช่วยนายเลยก็ได้ ...ชล”       มือหนาเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าอย่างเบามือ ก่อนจะใช้นิ้วโป้งไล้เบา ๆ ที่บริเวณขมับจนรอยย่นที่หัวคิ้วค่อย ๆ จางลง ถ้าชลนทีเปิดใจออกมาบ้าง ยอมพูดอะไรออกมาซักครั้ง ไม่ว่าปัญหาที่ร่างเล็กเจอมันจะคืออะไร เขาก็คงไม่มีทางนิ่งเฉยแน่



ได้แต่แอบมองใบหน้าเปื้อนทุกข์ไกล ๆ มาหลายปี

ถ้ามีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้านี้ซักครั้งก็คงดี



ภัทรกรเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ใกล้จนปลายจมูกของเขาและคนที่กำลังหลับสัมผัสกันจนได้กลิ่นลมหายใจ ริมฝีปากหนาเม้มเข้าออกซ้ำ ๆ เพราะความประหม่า แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะลงเอยราวกับเทพนิยายที่เจ้าชายมาปลุกเจ้าหญิงยามหลับไหล...



เชี่ยภัทร! อะไรของมึงว่ะ!

ตอนนี้… ที่เขาทำอยู่มันหมายความว่ายังไง!



แวบนึงของสติที่โผล่เข้ามาไม่ดูจังหวะก็ทำให้ภัทรกรผละตัวเองออกมาจากการกระทำเมื่อครู่แทบจะทันที ยิ่งคิดทบทวนเสียงหัวใจมันก็ยิ่งดังขึ้นราวกับใครซักคนกำลังรัวกลองชุดใกล้ ๆ หู



‘...ไม่เอาน่าภัทร หยุดคิดอะไรบ้า ๆ แบบนี้ซักที

1...2...3…. เชี่ยเอ๊ยยยยยย เป็นอะไรว่ะเนี่ย’



“เธอเป็นใคร”         เสียงของผู้มาเยือนทำให้ร่างสูงต้องตั้งสติให้เร็วขึ้น ยันตัวเองลุกพรวดยกมือไหว้ผู้หญิงสวมชุดพยาบาลตรงหน้าด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ สายตาของคนที่น่าจะเป็นเจ้าของบ้านอีกคนดูไม่ไว้ใจเขานัก เธอรับไหว้ทั้ง ๆ ที่สายตายังมองภัทรกรหัวจรดเท้าสลับกับหลานชายตัวเองซึ่งหลับสนิทอยู่ที่โซฟา

“ส...สวัสดีครับ ผมภัทร ...ป...เป็นเพื่อนชล”

“เพื่อนชล?”            เธอทวนคำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฟังผิดไป นี่ไม่ใช่เรื่องปกติที่คนนอกจะเข้ามาในบ้านหลังนี้ และที่สำคัญเด็กผู้ชายท่าทางทโมนคนนี้พึ่งบอกว่าเป็นเพื่อนชลนที ...ยิ่งแล้วใหญ่ เป็นไปไม่ได้แน่นอน

“ครับ พอดีชลรออยู่ที่หน้าโรงเรียนไม่ยอมกลับบ้าน ผมเลยอาสามาส่ง”  ‘อรอุมา’… ภัทรกรเหลือบมองป้ายชื่อของเธอที่อกซ้ายเพื่อความแน่ใจว่าผู้หญิงท่าทางใจดีนี่คืออาอรที่ชลนทีพูดถึง ด้านหญิงสาวเมื่อได้ยินแบบนั้นก็เม้มริมฝีปากแน่น วางข้าวของในมือแล้วปรี่ตรงเข้าไปลูบศีรษะของผู้เป็นหลานด้วยความรู้สึกผิด

“โธ่….ชล…..”         ภัทรกรมองแววตาเศร้าที่อรอุมาใช้มองชลนทีแล้วก็เก็บคำถามไว้ในใจอีกข้อ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะเริ่มรู้ตัวเพราะว่าเขาจ้องมองมากเกินไป

“ชลพึ่งหลับไปเมื่อกี้เองครับ ล้มตัวลงไปแล้วก็หลับเลย”

“อืม”

“เขายังไม่ได้กินข้าวนะครับ เขาบอกว่าจะรอคุณอา”

“ขอบคุณที่พาชลมาส่ง นายกลับไปได้แล้ว”

“เอ่อ…. ครับ”        ถึงจะไม่เข้าใจการตัดบทดื้อ ๆ แบบนั้น แต่ภัทรกรก็มีทางเลือกซะที่ไหน เขาเหลือบมองร่างบางอีกครั้ง ก่อนจะยกมือไหว้เป็นมารยาท แค่นี้เขาก็สบายใจขึ้นมากแล้วล่ะ อย่างน้อยชลนทีก็มีคนคอยเป็นห่วง ไม่ได้เดี่ยวดายจนไม่มีใครแบบที่แอบคิด

“เดี๋ยว ...เดี๋ยวฉันไปส่ง”        ยังไม่ทันที่ร่างสูงจะเดินพ้นประตูบ้าน อรอุมาก็ท้วงไว้แล้วเป็นฝ่ายเดินนำไปเสียเอง ภัทรกรเดินตามอรอุมาเงียบ ๆ มองรอบกายไปทั่ว และอดคิดไม่ได้ว่าอาจจะมีครอบครัวงูแฝงตัวอยู่ในพงหญ้ารอบบ้าน บ้านก็ใหญ่ขนาดนี้จะไม่มีเงินจ้างคนสวนซักคนเลยรึไงนะ

“ไม่ต้องสงสัยหรอก ฉันไม่มีเวลา แล้วเราสองคนอาหลานก็ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายที่นี่”             ภัทรกรสะดุ้งเมื่ออรอุมาหันมากล่าวกับเขาเสียงเรียบ เขาเผลอคิดไปเรื่อยเปื่อยจนถึงบริเวณประตูทางออกตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ

“ผมขอโทษที่เข้ามาครับ….” น่ากลัว…. พูดตรง ๆ ก็คือแววตาของอรอุมามันดูไม่เป็นมิตรกับเขาซักเท่าไหร่ ความไม่พอใจผุดขึ้นทั่วใบหน้า ทั้งท่ายืนกดอกนั่นก็มีผลให้ดูน่าเกรงขามตามหลักจิตวิทยาอยู่มากทีเดียว

“เธอไม่ผิดหรอก ฉันก็แค่จะพูดว่าไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายที่นี่ต่อให้ชลอนุญาตให้เข้ามา เข้าใจใช่มั้ย...”     ภัทรกรไม่ตอบรับ เขานิ่งเงียบและกำลังครุ่นคิด

“ผมเป็นเพื่อนชล… ผมไม่ได้มีเจตนาอื่นที่….”

“ชลไม่เคยมีเพื่อน… ไม่เคยแม้แต่คนเดียว คิดดีแล้วหรอที่พูดแบบนั้นออกมา แน่ใจใช่มั้ยที่อยากจะเป็นเพื่อนชล”   อรอุมาถามซ้ำและจ้องมองร่างสูงเพื่อหาคำตอบ

“แน่ใจครับ… ผมแน่ใจ…”

“ทั้ง ๆ ที่ชลเป็นตัวประหลาดในโรงเรียนงั้นหรอ”

“ผมไม่ได้มองชลแบบนั้นนะครับ ...ผมมองว่าชลปกติ ปกติเหมือนคนอื่นทั่วไป”            ภัทรกรพยายามแสดงความจริงใจออกมา แต่ดูท่าว่าเกมนี้คนที่มีศักดิ์เป็นอาของชลนทีจะเป็นต่อซะแล้ว ...ก็เล่นเอาคนที่มั่นใจนักหนาเงียบเป็นเป่าสากไปนานนับนาทีทีเดียว

“ถ้างั้นนายก็คิดผิดแล้ว… เพราะว่าชลไม่ปกติ ชลไม่เหมือนคนอื่นแบบที่นายคิด ...กลับไปเถอะ บางทีชลอาจจะไม่ได้ต้องการเพื่อนที่ไม่มีวันเขาใจเขา”      อรอุมาเปิดประตูเชิญแขกที่เธอไม่ได้เป็นผู้เชิญ ภัทรกรที่กำลังสับสนก้าวออกไปพ้นเขตบ้าน ก่อนจะหันมาพูดอะไรบางอย่างที่คิดว่าตัวเองตรองดีแล้ว

“ตอนนี้ผมอาจไม่เข้าใจชลทั้งหมด ...แต่รู้มั้ยครับว่าผมเห็นชลปกติเสมอสำหรับผม จริงอยู่ที่ชลอาจไม่เหมือนคนอื่น แต่วินาทีที่เราเป็นเพื่อนกันผมรับรู้แค่ว่าชลเป็นชล”

“...วันต่อ ๆ ไป ถ้าชลยังรออยู่ตรงนั้นอีก ...ผมขออนุญาตมาส่งชลเหมือนเดิมนะครับ ผมไม่อยากให้เขานั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว ….ลาล่ะครับ”       ร่างสูงโค้งหัวลงเล็กน้อย หันหลังเดินออกมาโดยไม่รอคำทัดทาน ความจริงแล้วมันก็ไม่ใช่การขออนุญาต แต่เป็นการพูดเพื่อให้อรอุมารับรู้ไว้เท่านั้น เขาไม่สนใจว่าใครจะพูดว่าอะไร อรอุมาจะเห็นควรแบบไหน เพราะเขาทนเห็นชลนทีรอคอยอย่างไม่รู้จุดหมายแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ

“ยังไงฝากหาข้าวเย็นให้ด้วยแล้วกัน ชลไม่กินเนื้อสัตว์”   ภัทรกรหันไปมองเจ้าของเสียง ก็พบว่าเธอได้หันหลังเดินกลับเข้าตัวบ้าน เขามองผู้หญิงคนนี้อยู่จนลับสายตา หมายความว่ายังไง หมายความว่าอนุญาตให้เขาเป็นเพื่อนกับชลนทีได้แล้วงั้นหรอ



อืม... ถ้างั้นภัทรกรคนนี้จะดูแลชลนทีอย่างดีเลย





...

“แม่ง อิจฉาไอ้พงศ์ฉิบหาย จอยแม่งโคตรดี ตอนม.4 กูไม่น่าไปช่วยมันจีบเลย น่าจะจีบเก็บไว้กินเอง”      จิรัชทำท่าเคลิ้มไปกับมโนภาพภรรยาหมาด ๆ ของเพื่อนสนิททั้ง ๆ ที่พึ่งก้าวออกจากงานแต่งยังไม่พ้นบริเวณโรงแรมด้วยซ้ำไป ด้านธนา ภัทรกร ทศพล และโชติที่เดินตามหลังมาก็อดจะส่ายหน้าเอือมระอาไม่ได้ ก็รู้แหละว่าจิรัชแค่พูดติดตลกไม่ได้จริงจังอะไร แต่ไอ้ท่าทางหลับตาพริ้มเพ้อฝันนั่นมันก็น่าโดนตีนเข้าซักที

“ไอ้คุณจิครับ สมมติว่ากูเป็นจอยตอนนั้นกูก็ไม่เอามึงหรอก ไม่อยากตัดอนาคตตัวเองว่ะ คบมึงสู้เป็นโสดไปตลอดน่าจะดีกว่า ...แต่ถ้าเป็นตอนนี้กูอาจจะเอามึงมาเก็บไว้ก่อน วันดีคืนดีมึงตายกลางทะเลขึ้นมา น่าจะรวยเละจนเปย์ให้ผู้ชายคนอื่นสบาย ๆ เลยว่ะ”          ธนาเชือดเพื่อนด้วยเสียงนิ่ง ๆ และฟังดูสุภาพถ้าไม่สนความหมายตามสไตล์คุณหมอ ภัทรกรพยายามกลั้นขำจนบริเวณหน้าเริ่มแดงขึ้นเล็ก ๆ ผิดกับโชติและทศพลที่หลุดขำก๊ากท่าทางเหวอ ๆ ของจิรัชไปเรียบร้อยแล้ว

“ห่าต้า ถ้ากูว่าถ้ามึงเป็นหมอแล้วจะพูดจาสุภาพเหมือนหมาชิวาว่าแบบนี้ กูจะขัดขามึงก่อนเข้าห้องสอบแล้วปล่อยให้เป็นบางแก้วอยู่แบบนั้นล่ะ”

“พวกมึงสองตัวนี่ก็กัดกันอยู่ได้ ตั้งแต่เริ่มงานแล้วนะมึง” ภัทรกรถึงกับต้องเดินแทรกกลางระหว่างทั้งคู่ แขนแกร่งพาดลงกับคอเพื่อนทั้งสองก่อนจะล็อคมันไว้เบา ๆ

“ก็ไอ้จิมันเริ่มก่อน”

“เอ้า ก็มึงกวนตีนกูก่อนนี่หว่า”            ดีที่ภัทรกรล็อคคอเพื่อนสองคนไว้แน่นพอ ไม่งั้นไอ้คนที่แหวเสียงใส่กันตอนนี้ได้เปิดศึกย่อม ๆ กันเป็นแน่

“พอแล้วมั้ย มึงสองตัวเนี่ย ทำไม? รำลึกความหลังกันอยู่รึไง อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะ”        ทศพลเอ่ยราวกับรู้ทันความคิดในใจของสองคนนี่ ไม่เว้นแม้แต่โชติที่มองผู้เป็นเพื่อนที่ยอมลดอายุเพื่อทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กยิ่งกว่าขี้มด

“นั่นน่ะสิ…. ใครกันนะ…. ใช่มิ้วท์รึเปล่าที่ทำให้เพื่อนกูกลับมาเขม่นกันชั่วคราว”          ทันทีที่โชติว่าจบ ทั้งสองคนก็หันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ต่างฝ่ายต่างกลืนน้ำลายลงคอ และเริ่มรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรเด็ก ๆ ออกไป

“สัด พูดเพื่อ”          ธนาสบัดแขนภัทรกรออกได้เป็นคนแรก ไม่ต้องแปลกใจหรอก มิ้วท์ที่ว่าก็คือเพื่อนเจ้าสาวหน้าหมวยในวันนี้ แต่ที่เด็ดไม่ใช่ความสวยของเธอ แต่เป็นเพราะตอนมัธยมธนากับจิรัชเคยแย่งกันจีบมิ้วท์แทบตายแต่สุดท้ายก็แห้วคู่อยู่ดี

“เออ ใช่พูดเพื่อ”    ภัทรกรยอมปล่อยจิรัชโดยง่าย เอาเถอะ แค่นี้ก็เหนื่อยจะแกล้งแล้วเหมือนกัน

“ทีแบบนี้ สามัคคีกันเลยนะพวกมึง”

“ก็แน่สิวะ อดแดกทั้งคู่นี่หว่า”              เมื่อโชติชงแล้วทศพลตบซ้ำ มุกตลกร้ายก็สร้างเสียงหัวเราะในกลุ่มเพื่อนได้อย่างสมบูรณ์ ...จะเว้นก็แต่เจ้าของประเด็นทั้งสองที่หัวเราะแห้ง ๆ ไม่เต็มเสียงนัก

“พวกมึงแม่งจะนึกถึงอดีตทำไมนักหนาว่ะ ลืม ๆ ไปบ้างก็ได้”          ร่างสูงสะดุดกึกกับประโยคที่โชติไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวถึงตน ทั้งที่เมื่อคืนไม่ได้ฝันและวันนี้ไม่ได้นึกถึงมาตลอดวันแท้ ๆ ...นั่นสินะ ตัวเขาเองจะนึกถึงเรื่องราวในอดีตทำไมนักหนา ก็อยากจะลืม ๆ มันไปให้จบ ๆ แต่ถ้ามันง่ายขนาดนั้นตลอดเจ็ดปีเขาคงไม่ต้องฝันวนลูบซ้ำอยู่แต่เรื่องเดิม ๆ



แค่ไม่นึกถึงน่ะมันได้

แต่จะให้ลืมไปจริง ๆ ...คงทำไม่ได้หรอก



“ไอ้ภัทร ยืนอยู่ทำไมวะ” ธนาหันไปเรียกเพื่อน เมื่อเห็นว่าหยุดยืนจนหลุดออกจากกลุ่มห่างออกไปหลายก้าวเดิน

“............” ภัทรกรยังไม่ตอบ หลับตาลงแน่นสลัดหัวไปมาเบา ๆ เพื่อควานหาสติให้กับตัวเอง ...ภาพพวกนั้น… ไม่ ตอนนี้เขาควรอยู่กับปัจจุบัน



แต่ก็เพราะปัจจุบันไม่ใช่หรอที่ทำให้คนที่เจอเมื่อวานแวบเข้ามาในหัวตอนนี้

คนคนนั้น…

คนที่เหมือนชล…

ถ้าได้เจออีกซักครั้งก็คงดี...


ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง
«ตอบ #5 เมื่อ25-10-2017 22:05:14 »

“เมารึไงมึง ไวน์แก้วเดียวเอง ดูทำหน้าเข้า” ในบรรดากลุ่มเพื่อนทศพลคงจะเป็นคนที่สงสัยที่สุด นับตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อวานที่ร้านเหล้า แต่จะทำยังไงได้ถ้าคนที่มีอะไรอยู่ในใจไม่ยอมพูด เขาก็ไม่มีสิทธิจะรู้อยู่ดี

“เปล่าว่ะ ไปเหอะ”                ร่างสูงคลายเนคไทด้วยมือขวาออกพอหลวม ก่อนจะเดินเข้าไปตบบ่าเพื่อนเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต พวกเขาแยกย้ายกันที่ลานจอดรถด้วยเวลาที่ล่วงเลยจนเกือบเที่ยงคืน ทศพลกับโชติขับรถกลับเชียงใหม่ทันที ด้านจิรัชก็ขอติดสอยห้อยตามไปพักกับธนาคนที่พึ่งจะกัดกันเมื่อครู่เพื่อรอขึ้นเครื่องในวันรุ่งขึ้น นับจากวันพรุ่งนี้พวกเขาก็ต้องกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิม ชีวิตที่ไม่มีกลุ่มเพื่อนมัธยมให้ได้ระลึกความหลังอีกต่อไปแล้ว



และตัวภัทรกรเองก็เช่นกัน… ที่จะต้องใช้ชีวิตจริง ๆ ซักที…



กว่าจะถึงคอนโดตัวเองก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนจนได้ ภัทรกรจอดรถเช็คการล็อคของประตูรอบคันเหมือนที่ทำเป็นประจำ ร่างสูงบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินตามแสงไฟไปยังทางเข้าอาคารชั้นใต้ดิน แต่ระหว่างที่เอาแต่ก้มมองทางเดินอยู่นั้น ใครบางคนที่ผลักประตูกระจกสวนออกมาจากตัวอาคารก็ทำให้เขาต้องเหลียวไปมองเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“คุณ!”     ...ใช่ ไม่ผิดแน่ ภัทรกรยิ้มกว้างเมื่อความบังเอิญทำให้เขาได้เจอคนคนนี้อีกครั้ง ร่างบางเมื่อหันไปตามเสียงเรียกก็เบิกตากว้างด้วยอารมณ์ที่ทั้งตกใจและคิดว่าตัวเองซวยสุดขีด จนเผลอสบถคำหยาบให้ได้ยินแค่เพียงตน

“สัดเอ๊ย…!”

“ชล! จะไปไหนชล!”               คนเรียกเองก็เดินตามไม่หยุด แถมดูเหมือนว่าช่วงขายาว ๆ จะทำให้ได้เปรียบเสียด้วย

“ก็บอกว่าไม่ได้ชื่อชล นี่ยังไม่เลิกจำคนผิดอีกรึไงวะ”        คนตอบไม่ได้หันมามอง แต่เพิ่มความเร็วให้มากขึ้นไปอีก ดวงตากลมก็เอาแต่มองหารถคันเก่งของตัวเอง

“ก็คุณคือชล…..”   ภัทรก้าวยาวสุดขาก่อนจะขวางอีกฝ่ายไว้ได้ในที่สุด ใบหน้าที่บึ้งตึงหงุดหงิดของคนตัวเล็กบวกกับการยกยิ้มปากราวกับพร้อมจะหาเรื่องก็เริ่มทำให้เขาฉุกคิด



แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ…



“บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ใช่โว๊ย!! ชื่อวาโย! หูตึงป่ะเนี่ย เรียกชลอยู่ได้”



แต่นี่ไม่ใช่แค่ดูคล้าย ทั้งรูปร่าง ใบหน้า แสงสะท้อนในแววตา มันคือชลนทีไม่ผิดแน่



“คุณไม่ใช่ชลจริง ๆ หรอ… อย่าหลอกกันหน่อยเลย”

“เอ๊ะ!! คุณนี่มันยังไงว่ะ นู่นนนน จะตามหาเพื่อน หาพ่อ หาใครก็ช่าง ก็ไปโรงพักนู่น ซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรของไอ้โยว่ะเนี่ย เจอแล้วเจออีก แม่ง!”      ร่างบางเตะฝุ่นวืดบนพื้นเพื่อแสดงออกว่ากำลังอารมณ์เสียสุดขีด มิหนำซ้ำสีหน้าที่หงุดหงิดเต็มทนก็แปลความหมายได้ว่าพร้อมจะตะบันหน้าอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ

“เอ่อ….” ภัทรกรก็เอาแต่คิดว่าจะมีวิธีไหนที่จะทำให้เขากับอีกฝ่ายได้พูดจาดี ๆ กันซักที อีกอย่างก็จะได้ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่าจะใช่หรือไม่ใช่ นอกเสียจากว่า….

“หลบเว้ย!”

“ไม่ อย่าหลอกตัวเองสิว่ะชล!”

“คุณนั่นแหละที่หลอกตัวเอง ไม่ใช่ผม!”

“มีปัญหาอะไร ทำไมถึงต้องทำเป็นลืมกัน…”

“โอ๊ยยยยยย นี่ถ้าผมเป็นเพื่อนคุณก็คงจะอยากลืมเหมือนกันแหละ คนอะไรว่ะดื้อฉิบหาย”



นอกเสียจากว่า…. เขาจะยอม...



“ผมขอโทษ… ผมคงจำคนผิดจริง ๆ”



จะยอมแพ้… และหลอกตัวเองว่าจำคนผิดซักครั้ง

เอาวะ ...วาโยก็วาโย



“ห่ะ”        คนตัวเล็กกว่าที่ยืนยันว่าตนเองคือ ‘วาโย’ ก็อดจะแปลกใจไม่ได้ ที่มนุษย์ที่ดูจะเสียสติตรงหน้ายอมจำนนแต่โดยดี แถมสีหน้ามั่นอกมั่นใจก็กลับสลดลงเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ก็สัมผัสได้ถึงความเสียใจที่แฝงมาในน้ำเสียง

“คุณคงไม่ใช่เพื่อนผม ...ขอโทษนะครับ คุณวาโย”            ภัทรกรพยายามใช้ช่วงเวลาที่อีกฝ่ายนิ่งเงียบจ้องเข้าไปในดวงตาเพื่อหาความจริงอย่างไม่ลดละ แม้ดวงตากลมนั่นไม่แสดงพิรุธใด ๆ ทั้งสิ้น แต่การกัดริมฝีปากล่างที่ร่างบางกำลังทำก็ทำให้หัวใจเขากระตุกวูบ



อาการที่ชลนทีชอบทำเวลาไม่มั่นใจกับอะไรซักอย่าง

และตอนนี้ภัทรกรกลับมั่นใจขึ้นเรื่อย ๆ



“ชล นายจะกัดปากทำไมนักหนาเนี่ย”

“ก็ไม่รู้สิ ไม่ได้ตั้งใจซักหน่อย ...มัน ...มันไม่รู้จะตัดสินใจยังไงนี่นา”



“ง...งั้นผมขอให้คุณเจอเพื่อนเร็ว ๆ ก็แล้วกัน” วาโยเลี่ยงตัวเดินไปอีกทาง ในใจก็คงได้แต่ภาวนาว่าคงไม่ต้องเจอกันอีก แต่สองครั้งนี่มันก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเกินพอแล้ว

“แล้วถ้าผมไม่เจอเพื่อนคนนั้น ...คุณจะเป็นเพื่อนใหม่ให้ผมได้มั้ย”  ปากไม่ว่าเปล่า แขนแกร่งก็ยื่นไปขวางการเดินหนีของอีกฝ่าย และเช่นเดิมสีหน้าของร่างบางเริ่มขุ่นขึ้นอีกครั้ง

“ไม่… และคุณช่วยหลบด้วยครับ”

“คุณวาโย ผมว่าเรา…”        ยังไม่ทันจะพูดจบวาโยก็แทรกตัวหนีจากวงแขนที่กั้นไว้และปิดท้ายด้วยการหันมาถีบเข้าที่ช่วงสันหลังเต็มแรง ...ก็ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้ร่างสูงมือไวกว่าเสียงล่ะ ไอ้เจ้าของมือกาวอีกข้างที่เอื้อมมาสัมผัสข้อมือมันก็ต้องโดนแบบนี้ มีอย่างที่ไหนจงใจมาสัมผัสตัวคนไม่รู้จักถึงสองครั้งสองครา ...ไม่จับหัวกระแทกเสาปูนก็บุญแล้ว

ปั๊ก!!!

“โอ๊ยยยยยย คุณ!!”



แต่บางทีถ้าทำแบบนั้นก็อาจจะดีกว่าก็ได้…



“เชี่ย….” วาโยยืนกุมขมับอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเห็นภัทรกรนอนโอดโอยอยู่กับพื้น จากการคาดการณ์สิ่งที่เห็นตรงหน้า ช่วงแขนขวาของร่างสูงน่าจะฟาดกับแท่นปูนกั้นล้อเข้าอย่างจัง แต่ถ้ายังยกขึ้นได้แบบนั้นคงยังไม่ถึงกับหักมั้ง

“คุณวาโย คุณต้องรับผิดชอบ!”

“.......!!”

“ยังจะยืนเฉยอยู่อีก คุณพึ่งถีบผมจนล้มลงมานะครับ”    แววตาของวาโยฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามมองไปยังท่อนแขนขวาที่ภัทรกรประครองไว้ด้วยตัวเอง ก่อนจะเข้าไปดูใกล้ ๆ อย่างเลือกไม่ได้

“ใครจะไปรู้ว่าจะสำออยขนาดนี้ว่ะ ...แม่ง”

“คุณว่ายังไงนะครับ” ถึงจะได้ยินอยู่เต็มหูแต่ร่างสูงก็ยังทำเป็นไขสือ ตีหน้าเข้มเพราะเวลานี้ตนเองกำลังเป็นต่อแบบสุด ๆ

“เปล่า คุณก็ลุกขึ้นมาสิ”

“คุณก็มาพยุงผมสิ”

“แขนเจ็บไม่ใช่รึไง ลุกเองไม่ได้ก็เรื่องของคุณเถอะ”          ร่างบางเบะปากกับการเรียกร้องเกินความเจ็บของตัวเอง และแน่นอนเขาไม่มีวันเข้าไปพยุงผู้ชายสำออยใจตุ๊ดคนนี้แน่

“วงจรปิดที่นี่มันมีกี่ตัวกันนะ แล้วถ้าผมแจ้งความ….”

“ไอ้หัวหมอ!”          ขอคืนคำและขอให้ลืมไปว่าวาโยพูดอะไรไว้ คนตัวเล็กเข้าไปดึงต้นแขนอีกข้างให้ร่างสูงยืนขึ้นโดยไม่มีความเต็มใจแม้แต่นิด

“นี่คุณจะช่วยหรือจะซ้ำผมเนี่ย”

“ก็ยืนขึ้นเร็ว ๆ สิ ขาไม่เป็นอะไรซักหน่อย”          วาโยยังใช้แรงเท่าที่มือดึงแขนของคนเจ็บสุดแรงจนยืนขึ้นในที่สุด ก็ไม่อยากจะพูดหรอกว่าถ้าได้ถีบซ้ำคงจะมีแรงมากกว่านี้

“พาผมขึ้นไปบนห้อง”

“.........โนววววว!”  วาโยเลิกตามองแล้วส่ายหน้ารัว ๆ จะบ้ารึไงกันนี่มันเที่ยงคืนกว่าแล้วนะ จะให้ขึ้นห้องไปกับคนที่ดูสติไม่ดีและพร้อมจะฆ่าเขาได้ทุกเมื่องั้นหรอ ไม่มีทาง

“แต่คุณทำผมเจ็บ คุณต้องรับผิดชอบสิ”

“งั้นคุณก็ไปโรงพยาบาล ผมรับผิดชอบค่ารักษาเอง”

“ไม่ต้องไปหรอก ก็คงจะแค่ช้ำ อย่างมากก็แค่อักเสบ”

“เอ้า! แล้วคุณจะเรียกร้องอะไรไม่ทราบ ถ้าไม่ถึงกับตัดแขนทิ้งคุณก็คงขึ้นห้องเองได้มั้ง ...คงไม่สำออยไปถึงขาหรอก”

“คือแบบนี้นะครับคุณชล เอ๊ย ...คุณวาโย อาการเจ็บของผม คุณรับผิดชอบไม่ไหวหรอก ถ้าผมใช้แขนและมือทำงานไม่ได้ คุณรู้มั้ยว่าผมจะต้องสูญเสียอะไรบ้าง ...งานผม ทีมผม ลูกค้าผม ทุกอย่างมันจะสะดุด ...เข้าใจมั้ยครับ”

“ถ้าเข้าใจ แล้วยังไงล่ะ”

“ไหน ๆ คุณก็จะขึ้นห้องอยู่แล้วก็แค่หิ้วผมไปส่งก็แค่นั้น”

“นี่… สมองกลับรึไง เห็นมั้ยว่าผมพึ่งออกมา แค่แวะมาหาเพื่อนโว้ย ไม่ได้อยู่ที่นี่! เพราะฉะนั้นจะเรียกเงินเท่าไหร่ก็ว่ามา จะได้จบ ๆ”                  ความจริงภัทรกรทายไว้อยู่แล้วว่าวาโยไม่น่าจะอยู่ที่นี่เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้เห็นเลยซักครั้ง ที่ทำก็แค่เป็นการหลอกถามเพื่อความแน่ใจและจับพิรุธที่แสดงออกมาเท่านั้น

“อ้าวหรอ… ถ้างั้นวันพรุ่งนี้ตั้งเช้าตรู่คุณก็คงต้องมาเป็นแขนขวาให้ผมแล้วล่ะ”

“ห่ะ! นี่พูดบ้าอะไรเนี่ย”

“ถ้าคุณติดงานหรือมีธุระก็แคนเซิลไปก่อนได้นะเพราะว่างานผมท่าทางจะด่วนกว่า”

“หยุดลอยหน้าลอยตาพูดเดี๋ยวนี้นะ เพราะว่ามันไม่มีทาง!”

“ก็แล้วแต่นะ เพราะนอกจากจะแจ้งความแล้ว ผมจะตั้งกระทู้พันทิปเอาให้คุณไม่มีที่ยืนเลย… ผมอยู่ห้อง 917 หวังว่าพรุ่งนี้แปดโมงเช้าผมจะเจอคุณนะครับ”

“ฝันไปเถอะ! ไอ้…..”

“ภัทรครับ ...ผมจำได้แล้วว่าคุณชื่อวาโยไม่ใช่ชล คุณก็อย่าแกล้งลืมสิว่าผมคือภัทร”

“เหอะ ใครอยากจะจำ คิดเองเออเองมันทุกเรื่อง อย่าหวังเลยว่าพรุ่งนี้คุณจะเจอผมอีก ...และมันจะไม่มีเรื่องบังเอิญครั้งที่สามแน่นอน”

“เชื่อผมเถอะ ไอ้แววตากังวลหลุกหลิกไปมาของคุณตอนนี้มันบอกผม ...ว่าคุณจะมา แล้วเจอกันครับ ...คุณวาโย โอ๊ย! นี่ดูเหมือนผมจะเจ็บมากขึ้นไปอีกนะเนี่ย”

“..........!”                 สีหน้ายาก ๆ พยายามซ่อนสายตาแบบที่อีกฝ่ายกำลังพูด หากจะตีความง่าย ๆ วาโยก็คงจะกำลังกลัวความผิดที่กระโดดถีบอีกฝ่ายเต็มแรงไม่ดูตาม้าตาเรือ แต่นั่นคงไม่น่าจดจำเท่าสีหน้าผู้ชนะ…ที่อยู่ในคราบของคนที่โอดโอยราวกับเจ็บเสียเต็มประดาของภัทรกรหรอก



คอยดู

...ฉันจะพิสูจน์ให้ได้ว่าวาโยก็คือนาย

...ชลนที

To be continued

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง ตอนที่ 3 [25/10/2560]
«ตอบ #6 เมื่อ29-10-2017 20:11:04 »

Chapter 4

“คนสำคัญคงจะดีใจ ที่ใครตรงนี้ยังคิดถึง”

กริ้งงงงง! เสียงกริ่งบอกเวลาเข้าเรียนในช่วงบ่ายทำให้ธนายอมละสายตาจากเหตุการณ์ตรงหน้า พร้อมแตะบ่าเพื่อนสนิทเป็นคำเตือนว่าควรเลิกสนใจเกมในมือแล้วเข้าเรียนกันได้เสียที

"ไปมึง คาบนี้ถ้าสาย ครูสุนีย์แม่งด่าจนหูกูตึงแน่ ๆ "

"มึงไปก่อนเลย เดี๋ยวกูไปตามไป"

"อะไรของมึงวะ จะหนีไปดูดบุหรี่อีกอ่ะดิ"

"เออ"       ภัทรกรตอบสั้น ๆ เป็นการตัดรำคาญ โดยที่ผู้เป็นเพื่อนไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าดวงตาคมของเขามันเอาแต่จ้องไปยังลานปูนกลางแดดจ้านั่น ร่างบางที่นั่งกอดเข่าบนพื้นซีเมนต์มาร่วมชั่วโมงเริ่มมีอาการสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ก้มหน้าลงกับเข่าตัวเองตอนนี้มีสีหน้าแบบไหน รู้สึกยังไง แล้วทำไมต้องทำแบบนั้น

ร่างสูงลุกขึ้นจากม้าหินอ่อนแล้วมองคนตรงหน้าอยู่ครู่ใหญ่ เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกแบบไหนดี สงสาร เห็นใจ สมน้ำหน้า สมเพช หรือไม่ควรรู้สึกอะไรเลย

"ชล"         รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ยืนตระหง่านอยู่กลางลานกว้างโดยไม่ลืมทิ้งระยะห่างจากคนที่นั่งก้มหน้าฟุบลงกับเข่าพอสมควร แต่กระนั้นเลยตำแหน่งที่เขายืนมันก็ช่างพอดิบพอดีให้แสงพาดผ่านเกิดเป็นเงาทับร่างบางราวกับตั้งใจ

".............."                ไม่มีเสียงใดตอบกลับเขา ชลนทียังคงก้มหน้าอยู่เช่นเดิม แต่ที่น่ากังวลก็คงจะเป็นอาการสั่นเทาที่เริ่มทวีคูณเพิ่มขึ้นในทุกวินาที

"ไอ้ชล"     ภัทรกรเอื้อมมือเข้าใกล้ชลนทีอย่างลืมตัว แต่วินาทีที่ปลายนิ้วใกล้จะสัมผัสไหล่สั่น ๆ นั่น ความคิดนึงก็แวบเข้ามาในหัวจนมือของเขาค้างนิ่งอยู่แบบนั้น

"ไอ้ชล ...ออดดังแล้ว ไปเรียนได้แล้วมึง"              ภัทรกรกระพริบตาถี่เมื่อรู้สึกแสบที่ดวงตาด้านขวา จะอะไรซะอีกล่ะ ก็เหงื่อเจ้ากรรมที่ดันไหลเข้าดวงตาคมของเขาอย่างพอเหมาะพอเจาะนี่น่ะสิ ไม่อยากจะคิดว่าแค่เขายืนอยู่ไม่ถึงสิบนาทีเหงื่อยังพากันไหลออกมาขนาดนี้ แล้วคนตรงหน้านี่ล่ะ....

"............." ฝ่ามือหนาเริ่มเคลื่อนเข้าไปใกล้ไหล่ของชลนทีอีกครั้งอย่างไม่มั่นใจนัก แต่แรงสั่นทั่วกายที่เริ่มดูน่ากลัวนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจได้ไม่ยาก ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสลงกับเสื้อบนไหล่ที่เย็นชื้นเพราะเปียกเหงื่อ ร่างบางตรงหน้าก็สะดุ้งเฮือกใหญ่จนภัทรสะดุ้งตามในจังหวะเดียวกัน

"ชล โอเคมั้ย"

"ป...ปล่อย"             เสียงแหบพล่าที่พ่วงไปด้วยความสั่นยิ่งทำให้ภัทรนึกเป็นห่วง มือหนาจึงเผลอบีบไหล่เล็กแน่นขึ้นโดยไม่ได้สังเกตเห็นเรียวนิ้วของชลนทีที่เริ่มจิกแน่นลงกับขาตัวเองแรงขึ้นทุกขณะ

"ชล นายลุกขึ้นเร็ว แดดแรงขนาดนี้เดี๋ยวก็ได้เป็นลมไปหรอก"

"อย่า.... อย่า.... อย่ามายุ่ง!!!"               เสียงตวาดลั่นทำให้ภัทรรีบชักมือออกโดยไว ร่างสูงถอนหายใจเฮือกใหญ่ส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นของคนตรงหน้า เรียกว่าดื้อรั้นได้มั้ยนะ.... เรียกว่าลูกบ้าคงจะถูกมากกว่า

"ถ้ามึงจะไม่เข้าเรียน ก็เดินเข้าร่มไปซะ ถือว่ากูขอนะ"

"มะ...ไม่ได้ ....เขาไม่ให้เราเข้าไปหรอก เขาให้เรานั่งอยู่ตรงนี้ ....ไม่ ฮึก ถ้าเขาไม่มาเราก็ไปไหนไม่ได้....ถ้าเขาไม่บอกให้ไป เราก็จะไม่ไป"                เสียงของชลนทีสั่นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ใบหน้าเล็กค่อย ๆ เงยขึ้นก่อนจะจ้องมองภัทรกรราวกับพยายามขอความช่วยเหลือ ดวงตากลมคลอไปด้วยหยดน้ำตาใสจนคนมองสะท้านนิ่งไปทั้งตัว



ทำไม… ทำไมมันทำให้เขารู้สึกได้มากขนาดนี้



“ใคร! ใครทำแบบนั้นชล! ชล! ตอบสิชล! ใครทำกับชลแบบนี้!”        สองมือหนาคว้าเขาที่ต้นแขนร่างบางออกแรงเขย่าเพื่อให้ได้คำตอบราวกับกำลังไร้สติเสียเอง

“......ฮึก…..ฮือ”       ชลนทีปล่อยโฮออกมามากกว่าเดิม หยดน้ำตาอาบแก้มไม่ขาดสาย ภัทรกรเห็นภาพนั้นก็ค่อย ๆ คลายมือออกด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ก่อนจะรวบร่างบางเข้ามากอดไว้ด้วยจิตใต้สำนึกที่มี

“ชล...ชลบอกภัทร ...บอกภัทรสิ ใครทำแบบนี้กับชล!” ภัทรกรรวบอีกฝ่ายแนบอกให้แน่นขึ้น มือหนาลูบไปมาบนเส้นผมที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า  จู่ ๆ สรรพนามที่เรียกเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้สาเหตุ



เขารู้แล้วว่าชลนทีทนอยู่กลางแดดนี่ได้ยังไง

เพราะถ้าต้องอยู่ตรงนี้เพื่อใครซักคน เขาเองก็ไม่รู้สึกร้อนแม้แต่น้อยเช่นกัน

“ชล...เงยหน้ามองภัทร แล้วบอกมา… บอกภัทรมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”                ดวงตากลมช้อนมองเขาคล้ายกำลังหวาดกลัว ริมฝีปากบางขบเม้มแน่นก่อนจะค่อย ๆ ขยับปากเพื่อพูดบางประโยคออกมา

“..............”



ประโยคที่ภัทรกรไม่ได้ยินเสียง

ประโยคที่เปล่งออกมาขณะภาพเลือนลางเสียจนเขาไม่สามารถอ่านปากอีกฝ่ายได้

Rrrrrrrrr

น่าเสียดาย

น่าเสียดายจริง ๆ

.

.

.

Rrrrrrrr เสียงเรียกเข้าที่เข้าโสตประสาทครั้งที่สองกำลังจะทำให้คนที่พึ่งลืมตาตื่นอารมณ์เสียหนัก มือหนาไล่ควานหาต้นตอของเสียงที่ข้างเตียงโดยที่ตายังแทบจะไม่ลืมเสียด้วยซ้ำ เมื่อคืนกว่าจะทิ้งตัวลงนอนก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม แถมความฝันเรื่องเดิมที่เขาคุ้นเคยก็ดับวูบหายไปพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ที่ยังคงดังไม่หยุด

พอได้เจ้าเครื่องที่กำลังส่งเสียงร้องเข้ามาไว้ในมือ สิ่งแรกที่ร่างสูงทำคือหรี่ตามองเวลาที่มุมขวา ก่อนจะเลื่อนลงมามองรายชื่อที่เด่นหราอยู่ที่หน้าจอ ในใจตอนนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญจะด่าให้วิ่งกลับบ้านไปฟ้องแม่แทบไม่ทันเลย

“ฮัลโหล ไอ้เชี่ยพี่เจ๋ง โทรมาทำไมแต่เช้าว่ะ”       น้ำเสียงอู้อี้เพราะพึ่งตื่นนั่นแฝงไปด้วยความอารมณ์เสีย ‘เจ๋ง’ คือลูกทีมคนสนิทที่ดันมีอายุมากกว่าเขาอยู่หลายปี และเช้าตรู่วันจันทร์แบบนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องงานนั่นแหละ

“นี่มันจะเจ็ดโมงแล้วครับคุณภัทร ลุกขึ้นมาเคลียร์กันเลย ในไลน์นี่มันอะไร”  ภัทรกรดูจะไม่สนใจเสียงโวยวายจากปลายสายแม้แต่น้อย ผ้าห่มผืนโตถูกดึงขึ้นมาปิดร่างจนมิดคล้ายว่าเขาพร้อมที่จะกลับเข้าสู่ห้วงนิทราได้ทุกเมื่อ

“ไลน์ก็ไลน์ดิว่ะพี่”

“ตลก วันนี้พรีเซนต์งานนะเว้ย มึงจะลอยแพกูกับคนอื่นไม่ได้”        ปลายสายต่อว่าเบา ๆ กับสิ่งที่ภัทรกรแจ้งในไลน์ทีมงานเมื่อคืนในยามที่คนอื่นนอนหลับไปถึงไหนก็ไหน ‘พรุ่งนี้ลา มีไรโทรมา’ ข้อความสั้น ๆ ที่ทำให้เหล่าโปรแกรมเมอร์หัวร้อนกันเป็นแถบ ๆ ก็ไอ้งานโปรเจคยักษ์ใหญ่ที่จะเสนอลูกค้าวันนี้มันมาจากมือของภัทรกรแทบจะทั้งหมด ถ้าเขาจะบอกลากันง่าย ๆ แบบนี้ก็ถีบทุกคนในทีมตกน้ำตายไปเลยน่าจะง่ายกว่า

“ก็มีธุระด่วนนี่หว่า”               ใช่... เพราะนัดใครบางคนไว้แปดโมงเช้าทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาจะมารึเปล่านั่นแหละ แต่เชื่อเหอะลางสังหรณ์ภัทรกรมันบอกว่ายังไงวันนี้เขาก็ต้องได้เจอชลนทีในคราบวาโยอีก ...ไม่สิ ตอนนี้เขายังไม่ได้ข้อสรุป จะพยายามคิดว่าวาโยก็คือวาโยก็แล้วกัน

“มึงจะพลาดงานนี้ไม่ได้นะเว้ย”

“ผมก็พลาดนัดวันนี้ไม่ได้……”            ภัทรกรฉุกคิดไปแวบหนึ่ง แล้วสิ่งที่เขาคิดมันผิดทั้งหมดล่ะ ถ้าวาโยไม่ใช่ชลจริง ๆ ถ้าวันนี้ไม่มีใครเคาะประตูบานนั้น แล้วถ้าต่อจากนี้มันจะไม่มีความบังเอิญครั้งที่สามแบบที่อีกฝ่ายพูดจริง ๆ

“ธุระอะไรก็ช่าง มึงฟังนะภัทร ถ้ามึงไม่มาพวกกูก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”

“งั้น.... สิบโมงเจอกันแล้วกันพี่”

“เชี่ยยยย มึงนัดลูกค้าไว้แปดโมงครึ่งนะเว้ย”

“ผมช่วยได้เท่านี้แหละ… พี่ก็ต้องช่วยผมเหมือนกัน เลื่อนไปซักชั่วโมงสองชั่วโมงลูกค้าเขาไม่ด่าหรอก แค่นี้นะ ไว้เจอกัน”     ภัทรกรตัดสายไปดื้อ ๆ แน่ล่ะ เขาคงไม่รอให้อีกฝ่ายได้จังหวะด่าสวนกลับมาหรอก ความเงียบเข้ามาปกคลุมห้องนี้อีกครั้ง ถ้าเป็นทุกทีเขาก็คงจะปล่อยให้ตัวเองหลับต่อ แต่ร่างสูงดันยกแขนข้างขวาข้างเดียวกับที่ยกโทรศัพท์เมื่อครู่ขึ้นมาดูโดยละเอียด อืม... นอกจากรอยเขียวช้ำปื้นใหญ่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แถมยังใช้งานแขนข้างนี้ได้เป็นปกติซะด้วย นี่ถ้าวาโยรู้ว่าเขาแกล้งสำออยจริง ๆ ขึ้นมาล่ะก็ ...มีหวังคราวนี้โดนถีบตกตึกแน่นอน



แปลกดีที่ตอนนี้เขาเอาแต่นอนยิ้มมองแขนตัวเองอย่างมีความหวัง

แต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือเช้าวันนี้เขาไม่พะวงคิดถึงความฝันในคืนที่ผ่านมาเลยซักนิด…

07.45 น.

เคยได้ยินว่าในเวลาที่เรากำลังรอคอยอะไรซักอย่าง เข็มวินาทีมักจะเดินช้ากว่าความต้องการเราเสมอ ร่างสูงที่อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยกำลังเดินวนไปมาทั่วห้องสลับกับการนั่งสั่นขาราวกับหนูติดจั่น และสายตาของเขาไม่เคยคลาดออกจากบานประตูที่อาจจะตัดสินความหวังลึก ๆ ในใจของเขา



ถ้าอีกฝ่ายมาโอกาสที่เขาจะพิสูจน์ว่าวาโยก็คือชลทีก็ยังมีอยู่

แต่ถ้าไม่ ...โอกาสของเขามันคือศูนย์

เมื่อคืนไม่น่าปล่อยไปง่าย ๆ

ตึ้ง! เสียงแอปพลิชั่นไลน์ทำให้เขาต้องละสายตาออกจากประตูแวบนึง แต่ข้อความที่ปรากฏบนจอก็ไม่ได้สำคัญมากพอให้เขาหยุดตื่นเต้นกับการรอคอยครั้งนี้

JengJeng: เลื่อนนัดให้แล้วนะเว้ย! 10.00 ห้ามเบี้ยว!

07.50 น.

ก็คงเป็นครั้งนี้ที่ภัทรกรกำลังตื่นเต้นมากกว่าลุ้นผลสอบตรงเข้ามหาลัยเมื่อหลายปีก่อน

07.55 น.

ร่างสูงเปลี่ยนมาเดินวนที่หน้าประตู ...จะมามั้ยนะ ...ต้องมาสิ ...ต้องมา

07.59 น.

แอร์มันไม่เย็นรึไงนะ เหงื่อถึงได้ไหลซึมรอบฝ่ามือมากขนาดนี้

08.00 น.

ตึก… ตึก… ตึก… เสียงหัวใจภัทรกรกำลังเต้นแรงขึ้นเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง เวลาแห่งการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว แปดนาฬิกาตรงที่เขาได้ลั่นวาจาไว้กับวาโย แต่จนแล้วจนรอดต่อให้เขายืนจ้องประตูจนแทบจะทะลุ ก็ไม่มีวี่แววของใครซักคนที่จะมาเคาะประตูห้องอยู่ดี คราวนี้เวลาก็เริ่มเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ...ห้านาที สิบนาที ยี่สิบนาที และสามสิบนาที ตอนนี้คนที่เคยมั่นอกมั่นใจเริ่มคอตกและผิดหวังกับความผิดพลาดของตัวเอง

09.00 น.

เมื่อคืนเขาไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหนกันนะ…

แล้วแบบนี้เขาจะเจออีกฝ่ายอีกเมื่อไหร่ จะไปตามหาได้ที่ไหน



ทำไมมึงโง่แบบนี้ว่ะไอ้ภัทร

09.30 น.

ภัทรกรหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ หยิบกระเป๋าโน้ตบุ๊ก กุญแจรถ และ แฟ้มเอกสารเล่มบางเตรียมไว้ในมือ ดูเหมือนว่าตอนนี้รอไปก็คงจะไร้ประโยชน์ เวลาอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัดกับการเดินทางไปอีกฝั่งของกรุงเทพมันก็แทบจะไม่ทันอยู่แล้ว แต่ที่เขายังอยู่ตรงนี้เพราะความรู้สึกมันบอก แต่แล้วสุดท้ายการรอคอยเพียงฝ่ายเดียวก็คงต้องจบลง…

ร่างสูงเดินออกจากห้องพักด้วยใจที่มันโหวงไปหมด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมั่นใจครั้งนี้มันผิดพลาดตรงไหน ขายาว ๆ ก้าวช้าไปตามทางเดินราวกับไม่ได้มีนัด ใจจริงเขาก็อยากจะรอต่อไปถ้าไม่มีความจำเป็นต้องออกไปทำงานที่เลี่ยงไม่ได้ ฟังดูตลกใช่มั้ยล่ะ? ...แต่การที่ชลนทีหายจากเขาไปเจ็ดปี การรอคอยเพื่อให้ได้ซึ่งคนคนเดิมกลับมาแค่นี้ทำไมเขาจะทำไม่ได้กันล่ะ



ทั้งที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวาโยจะใช่ชลนทีจริง ๆ อย่างที่คิดรึเปล่า

ทั้งที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการรอคอยของเขามันจะจบลงที่ตรงไหน

แค่ได้เจอ…

อีกครั้งเดียว…

เขาจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายหลุดมือไปไหนอีกเลย…



“เฮ้! นี่คุณ ตกลงแขนหายเจ็บแล้วหรอ”              เสียงนั่น… แม้จะยังไม่ได้หันไปมองคนพูดก็จำได้ดี ร่างสูงก้มมองมือขวาตัวเองที่หอบของพะรุงพะรังแล้วก็หลุดขำในลำคออย่างไม่มีเสียง สีหน้าเหวี่ยง ๆ ของคนที่เดินเข้ามากระชากไหล่ทำให้เขาแทบอยากจะกระโดดร้องไชโยให้มันรู้แล้วรู้รอด

“คุณ...นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว”

“ก็ถ้าไม่มาแล้วจะเห็นหรอ ว่ามีคนโกหกเรื่องเจ็บแขน”    วาโยกอดอกยืนมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ สีหน้าโกรธจัดก็ทำให้ภัทรกรรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ เขาไม่ได้มีทางเลือกมากนัก

“ผมนัดแปดโมงนี่ คุณมาเอาป่านนี้แขนผมก็หายแล้วสิ”

“นี่ช่วงแหกตาดูการจราจรวันจันทร์ในกรุงเทพก่อนมั้ยล่ะ เหอะ”     ร่างบางตั้งใจเดินกระแทกไหล่ใส่ภัทรกรก่อนจะรีบเดินเข้ามาไปลิฟต์ราวกับไม่สนใจใยดี ร่างสูงเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้ปล่อยจังหวะให้อีกฝ่ายคลาดสายตาไปได้อีก เขารีบก้าวยาวเข้ามาลิฟต์ในจังหวะที่ประตูกำลังจะปิดได้ทันเวลาพอดี

“นี่คุณจะไปไหน”

“กลับสิ ถามได้ คุณสบายดีขนาดนี้ผมก็ไม่มีอะไรที่จะต้องรับผิดชอบแล้ว ใช่มั้ยครับ” ภัทรกรไม่ถือว่านี่เป็นประโยคคำถามแต่มันเป็นประโยคประชดประชันจากอีกฝ่ายต่างหาก

“อย่าพึ่งกลับเลย ...ไปกินข้าวกัน”

“.........!”  วาโยเหลือบตามองบน มองข้าง มองล่างใส่คนข้าง ๆ แบบครบสูตร

“ผมพูดจริง เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่ผมทักคุณผิด ...แล้วก็….เรื่องแขนนี่ด้วย”

“ไม่ใช่คนเห็นแก่กินนะเว้ย”   ทันทีที่ลิฟต์เปิดออกและหมายเลขจอแสดงเตือนชั้น 1 วาโยก็ก้าวขาออกมาอย่างไม่คิดที่จะรอคนที่ตามมาด้านหลัง แต่ก็เหมือนเดิมนั่นแหละเขาหนีพ้นซะที่ไหน

“นะคุณวาโย ...นะครับ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้าคุณไปกินข้าวกับผมครั้งนี้แล้วไม่อยากเจอผมอีก ...ผมก็จะยอมรับตามนั้น เราไม่ต้องเจอกันอีกเลยก็ได้”

“แค่ครั้งนี้… เท่านั้นนะ”



ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง ตอนที่ 3 [25/10/2560]
«ตอบ #7 เมื่อ29-10-2017 20:11:34 »


จะมีซักกี่คนที่รู้ว่าคำว่าครั้งเดียวเป็นคำต้องห้ามที่ทำให้มนุษย์พลาดมานักต่อนักแล้ว...

ครั้งเดียวที่ไม่มีจริง…



 “คุณภัทร จะไปกันได้รึยังเนี่ย ผมไม่ได้มีเวลามาไร้สาระกับคุณทั้งวันนะ” วาโยกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่น ๆ ร่างบางกอดอกมองไปนอกหน้าต่างเมื่อหลวมตัวขึ้นรถมากับคนแปลกหน้าที่รู้จักแค่เพียงชื่อ แต่นั่นก็ไม่น่ากลัวเท่าการที่ภัทรกรสตาร์ทรถแล้วก็เอาแต่มองเขานิ่งแบบนี้หรอก

“คุณรู้ตัวมั้ยว่าคุณเหมือนคนนึงที่ผมรู้จักมากเลย…”

“รู้ ไม่งั้นคุณจะทักผิดคนแบบนั้นหรอ ถามอะไรโง่ ๆ”

“โอเค ผมผิดเอง ขอโทษละกัน”           ร่างสูงขับรถออกจากใต้ตึกหลังจากที่จอดแช่อยู่นาน เขาอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะเหลือบมองคนข้าง ๆ เป็นระยะ ๆ ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือน ...ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งรู้สึก

“เพื่อนคุณเขาเหมือนผมมากเลยหรอ”               ภัทรกรเลิกคิ้วเบา ๆ เมื่อวาโยเป็นคนทำลายความเงียบบนรถเสียเองด้วยคำถามที่เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถาม

“เหมือน… ลักษณะภายนอกเหมือนกันทุกอย่างยกเว้นบุคลิก นิสัย การพูดจา... ”

“ผมว่านั่นมันก็มากพอให้คุณแยกผมกับเขาออกแล้วนะ แล้วทำไมยังจะคิดว่าผมคือเพื่อนคุณคนนั้นอยู่อีก ถ้าผมเป็นเขาคงเสียใจแย่ที่คุณจำคนผิดมั่วซั่วแบบเนี้ย”                คนขับเม้มริมฝีปากแน่นคิดตามที่วาโยกำลังพูด ...นั่นสินะ ทั้งที่ต่างกันขนาดนี้แต่ทำไมยังมั่นใจเหลือเกินว่าคนคนนี้คือชลนที ตอนนี้เขาเองก็หาคำพูดมาตอบคำถามนี้ไม่ได้เหมือนกัน

“มันไม่ใช่แบบนั้น ...ผมรู้ว่าคุณกับเขาต่างกัน แต่….”        เสียงของภัทรกรสะดุดกึกเมื่อเสียงแกะห่อบางอย่างกำลังดังขึ้นข้างตัว สภาพการจราจรที่รถติดยาวทำให้เขาหันไปมองคนข้างกายได้ถนัดขึ้น ดวงตาคมจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมือวาโยนิ่ง มือเรียวแกะลูกอมรูปหัวใจออกจากห่ออย่างคุ้นชินก่อนจะโยนมันเข้าปากโดยไม่ทันสังเกตแววตาสั่นระริกของคนข้าง ๆ



แต่ทุกครั้ง… ความแตกต่างนั่นก็ถูกหักล้างด้วยจุดเล็ก ๆ ที่ภัทรกรสังเกตเห็นอยู่ดี…



“คุณภัทร!! คุณภัทร!! เป็นอะไรไปอีกเนี่ย”

“...ป...เปล่า”          เขาปฏิเสธออกไปทั้ง ๆ ที่ในใจกำลังคิดเชื่อมโยงเรื่องราวจนมั่วไปหมด นอกจากรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันแล้วมันจะมีเปอร์เซ็นแค่ไหนที่เรื่องที่เขาหวังจะกลายเป็นเรื่องจริงแล้วถ้าสมมติว่าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องที่เขาคิดเข้าข้างตัวเอง...

“หน้าโคตรเปล่าอ่ะ เหอะ”    ร่างบางสะบัดหน้าออกนอกหน้าต่างราวกับไม่ได้ให้ความสนใจ ผิดกับภัทรกรที่เหลือบมองคนข้าง ๆ ตลอดเส้นทาง เผลอ ๆ เขาอาจจะใช้สายตากับวาโยมากกว่าถนนตรงหน้าด้วยซ้ำไป

ใช้เวลาไม่นานรถก็เคลื่อนเข้าจอดที่หน้าร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากคอนโดนัก กลายเป็นคนไม่เต็มใจมาเดินหน้าบูดเบี้ยวเข้าไปในร้านจนภัทรกรอดส่ายหัวเพลียใจไม่ได้ แต่เอาเถอะ ไม่ว่าจะยังไงวันนี้เขาจะไม่ปล่อยให้วาโยหายไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรซักอย่างแน่นอน

“สวัสดีค่ะ กี่ท่านคะ”             วาโยที่เดินมาก่อนไม่ได้เอ่ยตอบพนักงานสาว แต่ดันยืนกอดอกเหลือบตามองเจ้าภาพอย่างภัทรกรด้วยหางตา ท่าทางเย่อหยิ่งนั่นเล่นเอาคนถูกมองหลุดยิ้มที่มุมปาก ...จะบอกว่าน่ารักก็ไม่เชิงหรอก มันก็แค่ดูน่าหมั่นเขี้ยวไม่ได้น่ากลัวเลยซักนิด

“สองครับ”              ร่างสูงตอบแทนอย่างเลือกไม่ได้ สุดท้ายทั้งสองคนก็เดินตามพนักงานมายังมุมนึงของร้าน โต๊ะสองที่นั่งถูกจับจองโดยผู้ชายสองคนที่แสดงออกต่างกัน คนนึงดึงหน้ามองออกไปนอกร้านราวกับถูกบังคับมา(แน่ล่ะสิ) ส่วนอีกคนก็จ้องคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าแทบไม่กระพริบตา



นี่เขาเอาแต่จ้องมองวาโยครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ…



“คุณลูกค้าจะสั่งรายการอาหารเลยมั้ยคะ” พนักงานวางเล่มเมนูลงตรงหน้าภัทรกร ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“เอ่อ… เดี๋ยวผมขอดูเมนูก่อนแล้วจะเรียกมารับออเดอร์แล้วกันครับ”

“ได้ค่ะ”

“อ่ะ คุณอยากทานอะไร” ร่างสูงดันเล่มเมนูไปให้วาโย ร่างบางมองเล่มกระดาษแล้วเสตามองไปทางอื่นอย่างไม่ได้สนใจนัก

“คุณจะกินอะไรก็สั่งมาเถอะ”

“ทำไม คุณไม่ชอบอาหารอิตาเลี่ยนหรอ”

“นี่ ที่ผมยอมมากับคุณก็เพราะไอ้ข้อเสนอบ้า ๆ ของคุณ เพราะฉะนั้นอยากจะยัดอะไรลงไปก็สั่งมากินเองเถอะครับ”           เสียงเรียบคล้ายสุภาพช่างขัดกันกับสีหน้าเบื่อหน่ายแต่ร้ายเอาเรื่องของวาโย

“ข้อเสนอของผมคือถ้าการมาทานกับผมครั้งนี้แล้วคุณไม่อยากเจอผมอีก ผมก็จะยอมรับ ...คุณวาโย คุณไม่ให้โอกาสผมหน่อยหรอ”                จังหวะนี้ร่างบางเสหน้ามองไปอีกทางจึงไม่ทันได้เห็นอีกฝ่ายกำลังยิ้มอย่างเป็นต่อ พอหันกลับมามองอีกทีคนเจ้าเล่ห์ก็ปรับหน้าเป็นหมองเศร้าคล้ายอมทุกข์เสียเต็มประดา

“เออ!”     ภัทรกรกระตุกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากเมื่อได้ยินคำตอบสุดกระแทกกระทั้นนั่น

“คุณอยากทานอะไร ที่นี่พาสต้าอร่อยมากนะ” มือหนาพลิกเล่มเมนูตรงหน้าร่างบางไปมา แต่คนที่พึ่งตอบว่า ‘เออ’ เมื่อครู่ กลับไม่มีท่าทางสนใจเลยซักนิด

“คุณสั่งมาเถอะ อะไรก็ได้”   มือเรียวแตะเล่มเมนูเบา ๆ ภัทรกรจำต้องดึงมันกลับมาเปิดเองเพราะไม่อยากตื้อให้คนดื้อรั้นรำคาญใจไปมากกว่านี้

“คุณไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า”

“ผมไม่ทานเนื้อสัตว์ แต่สั่งมาเถอะ เขี่ยออกได้” เสียงตอบเรียบ ๆ ไม่ได้คิดอะไรของวาโยกำลังทำให้คนฟังอย่างภัทรกรตกอยู่ในภวังค์ สองมือกำเล่มเมนูในมือแน่น สายตาที่เคยกวาดมองเมนูอาหารค่อย ๆ เคลื่อนมองคนตรงหน้าด้วยขอบตาร้อน ๆ คล้ายน้ำตามันกำลังจะเอ่อออกมา เขาค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าแรง ๆ ให้เต็มปอดเพื่อตั้งสติ



ใจเย็นไว้ไอ้ภัทร ถึงเขาจะเหมือนชลแค่ไหน

ตอนนี้มึงต้องใจเย็นเข้าไว้ก่อน

มึงจะเสียเขาไปตอนนี้ไม่ได้



“ท...ทำไมหรอ…”  ภัทรกรพยายามทำน้ำเสียงและสีหน้าให้เป็นปกติ เป็นอีกครั้งที่วาโยไม่ได้แสดงความผิดปกติใด ๆ ออกมา ไม่ได้ดูเหมือนคนปกปิดความลับอะไรไว้ ไม่ได้ดูมีพิรุธออกมาจนน่าแปลกใจ แต่ทุกสิ่งที่เขาสังเกตเห็นและเก็บมาคิดตอนนี้มันคือการแสดงออกตามธรรมชาติของอีกฝ่าย

“ก็แค่กินมังสวิรัติ ทำไมคุณต้องทำหน้าประหลาดขนาดนั้น”

“เปล่านี่… ผมขอถามได้มั้ยทำไมคุณถึงไม่ทานเนื้อสัตว์”

“ก็ถามมาแล้วนี่ ไม่ต้องขอล่ะมั้ง”

“เอาน่า ตอบผมหน่อยเถอะ”

“ใครก็รักชีวิตทั้งนั้น ถ้ามีซักทางที่เลือกได้ผมก็แค่ไม่อยากทำร้ายชีวิตใคร”



“อาอรบอกเราว่าชลไม่ทานเนื้อสัตว์ จริงหรอ”

“อืม จริง”

“ทำไมอ่ะ ชลไม่ชอบหรือว่ากลัวบาป”

“ใครก็รักชีวิตทั้งนั้น ถ้ามีซักทางที่เลือกได้เราก็แค่ไม่อยากทำร้ายชีวิตใคร”

“ผมก็คงทำได้แค่นี้/เราก็คงทำได้แค่นี้”                สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันในขณะที่ภัทรกรมั่นใจว่าตัวเองสติสัมปชัญญะเต็มร้อย เสียงหนึ่งมาจากคนตรงหน้า ส่วนอีกเสียงมันดังมาจากความทรงจำในวันวาน คำตอบที่เหมือนกันแทบทุกกระเบียดนิ้วยิ่งทำให้ความมั่นใจของเขาเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ

“แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่ได้เคร่งขนาดนั้น”

“.......”

“คุณภัทร!”

“.......”

“เฮ้! คุณ!”

“ครับ...”

“เหม่อหาอะไรไม่ทราบ จะสั่งอะไรก็รีบสั่ง ผมไม่ได้มีเวลามากพอมานั่งเฝ้าคุณชมนกมองจิ้งจกนะครับ”

“พึ่งรู้นะครับว่าจิ้งจกอยู่บนหน้าคุณ”  วาโยเหวอเพราะคำสวนกลับของอีกฝ่าย ทั้งที่ก็พอจะรู้ตัวอยู่หรอกว่าไอ้ที่ภัทรกรมองอยู่นานเมื่อครู่มันก็คือใบหน้าของเขาเอง

“นี่คุณภัทร!”

“น้องครับ สั่งอาหาร”            ภัทรกรยักคิ้วท้าทายเมื่อเห็นวาโยไม่กล้าโวยวายต่อหน้าพนักงานที่เดินเข้ามารับออเดอร์ตามหน้าที่ เขาสั่งอาหารด้วยตนเองไปไม่มากนัก และแน่นอนว่าเขาเองก็เน้นเมนูผักไร้เนื้อสัตว์เสียเป็นส่วนใหญ่

“คุณจะมองผมอะไรนักหนา… ก็กินของคุณไปสิ”             ดูท่าวาโยจะหัวเสียอยู่ไม่น้อยที่ภัทรกรเอาแต่เขี่ยอาหารในจานครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังจดจ้องเพียงใบหน้าเขาราวกับมันจะทำให้อิ่มทิพย์

“คุณก็ไม่กินนี่”

“ก็เลิกมองผมซักทีสิวะ!”

แชะ!!

“เฮ้ย อะไรของคุณเนี่ย”        วาโยพยานามจะไล่คว้าโทรศัพท์มือถือที่เจ้าของใช้เป็นกล้องถ่ายรูปเมื่อครู่ แถมสกิลความมือไวของร่างสูงยังมากพอที่จะกวนโอ๊ยอีกฝ่ายได้อีกด้วย

“ถ่ายรูปไง”

“แล้วคุณถ่ายรูปผมทำไมไม่ทราบ!”

“เอาน่าคุณวาโย เมื่อกี้หน้าคุณก็ไม่ได้เหวอเท่าไหร่หรอก”              ภัทรกรยิ้มบาง ๆ ให้กับรูปถ่ายที่หน้าจอก่อนจะรีบเก็บมันเข้ากระเป๋ากางเกงเพื่อความปลอดภัย

“คุณนี่มัน…. โธ่เว๊ย!”            ร่างบางหยุดพูดเมื่อดูท่าว่ายังไงไอ้คนประหลาดนี่ก็คงไม่สะทกสะท้าน

“ผมทำไมหรอ”

“ยังมีหน้ามาถามอีก อันตราย ไม่น่าทำความรู้จักแม้แต่น้อย! อย่าหวังเลยว่าจบมื้อนี้แล้วผมจะยอมมาเจอคุณอีก!”

“นี่….ผมถามจริง ๆ นะ ถ้าคุณเป็นชลนทีเพื่อนผมจริง ๆ คุณจะทำยังไง ผมจะยังไม่น่าทำความรู้จักอยู่มั้ย”              ภัทรกรรวบเส้นสปาเก็ตตี้ในจานเข้าปาก มองคนที่ไม่ยอมแตะอาหารอย่างรอคอยคำตอบ แต่คนถูกถามก็ไม่ได้มีท่าทางคล้อยตามสิ่งที่เขาพูดซักนิด

“ผมว่าผมชัดเจนมากพอแล้วนะว่าผมไม่ใช่”

“ช่วงชีวิตของคุณ อาจจะมีซักครั้งที่คุณลืมตัวตนของคุณเองไปก็ได้ ...นั่นก็ร่วมถึง ...ลืมผม”       ร่างสูงรวบช้อนวางทั้งที่ยังทานเข้าไปไม่ถึงห้าคำเสียด้วยซ้ำ โดยปกติอาหารที่ร้านนี้ค่อนข้างจะถูกปากเขา แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้รสชาติมันชักจะจืดชืดไม่ชวนกลืนยังไงก็ไม่รู้

“ถ้าผมลืมไปจริง ๆ ...อย่างน้อยผมก็ต้องจำได้ว่าผมลืมอะไรบ้างอย่างไปใช่มั้ยคุณภัทร แต่นี่ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมลืมคุณ เอ่อ…ผมหมายถึงว่าผมไม่เคยลืมช่วงเวลาใดก็ตามในชีวิต”

“แล้วถ้าผมบอกว่าผมมั่นใจขึ้นทุกทีว่าคุณคือชลนทีล่ะ ...คุณพร้อมจะให้ผมพิสูจน์มั้ย”               วาโยเหลือบตามองคนพูดก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“เห้อ...ทำไมคุณไม่เอาเวลาไปหาเพื่อนคุณล่ะ แทนที่จะมาจับผิดหรือพิสูจน์อะไรจากผม ทำไมคุณไม่ติดต่อเขา”

“เพราะผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นตายร้ายดียังไง เพราะผมไม่รู้อะไรเลย และคุณเป็นความหวังเดียวของผม คุณเข้าใจมั้ย!”  มือหนาคว้าข้อมือบางข้างนึงไว้แล้วพยายามส่งแสงบีบให้อีกฝ่ายรู้สึก ดวงตาคมสั่นระริกเพราะยิ่งพูดก็ยิ่งตอกย้ำตัวเองให้จมลงไปกับเรื่องเก่า ๆ และความผิดที่ไม่มีวันลืม

“.......”      ด้านวาโยเองก็ดูเหมือนจะสงสารท่าทางสิ้นหวังของภัทรกร แต่จะให้ทำยังไงได้ในเมื่อสิ่งเดียวที่เขารู้คือเขาเป็นวาโยที่ไม่เคยรู้จักคนตรงหน้านี้มาก่อนเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าชลนทีเป็นแบบไหน แล้วสำคัญกับคนคนนี้ยังไง

“ผมขอโทษ…”       เมื่อตั้งสติได้ร่างสูงก็ยอมปล่อยมือแล้วเอนตัวลงกับพนักพิง หลับตานิ่งไปแวบหนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นมาเพราะกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายไป



หรือจริง ๆ แล้ว เขาก็ควรจะทำใจถ้าวาโยจะหายไปเช่นชลนทีอีกคน



“คุณภัทร…”

“ผมพยายามลืมเขา ทั้งที่ผมฝันถึงเขาทุกคืน ผมแค่อยากทำให้ตัวเองพอจะมีความหวังอยู่บ้าง ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมผมจะต้องเป็นแบบนี้ หรือว่าผมจมอยู่กับเรื่องนี้เพราะอะไร…”               แม้ดวงตาคมจะสั่นระริกและน้ำเสียงนั่นมันเหงาเศร้าใจจะขาด แต่ก็ไม่มีน้ำตาหยดใดไหลออกมาจากเรียวตาคมของร่างสูง เหตุคงเพราะการพยายามกดความรู้สึกไว้ข้างในของเขาเองกำลังย้อนกลับมาทำร้ายช้า ๆ และความรู้สึกทั้งหมดของเขาก็อาจจะระเบิดออกมาเข้าซักวัน

“เขาสำคัญกับคุณมาก… ใช่มั้ยครับ” วาโยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองพูดออกไปด้วยน้ำเสียงแบบไหน แต่มันก็ทำให้ร่างสูงเม้มปากนิ่งสนิทไร้ซึ่งเสียงของคำตอบ

“.........”

“คุณชลนทีเขาคงดีใจ ที่คุณยังคิดถึงเขา แต่คุณภัทรครับ ...ผมไม่ใช่ ผมไม่ใช่ความหวังของคุณ”

“.........”

“ผมเสียใจที่ผมเป็นชลนทีให้คุณไม่ได้ ถ้ายังไงวันนี้ผมว่าผมขอลาดีกว่า” ความรู้สึกอึดอัดทำให้วาโยตัดสินใจบอกลาในที่สุด แววตาของร่างสูงสั่นระริกอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยคัดค้านออกไปแต่ประการใด ทั้ง ๆ ที่ในใจรู้ดีว่าเขากำลังจะไม่มีโอกาสได้เจอร่างบางอีก แต่จะให้เขาทำยังไงในเมื่อลำพังเสียงในหัวตัวเองตอนนี้ก็ยังตีกันไม่หยุดหย่อน

“ผมขอโทษที่ทำให้คุณเสียเวลานะครับ”            ร่างบางที่กำลังจะเดินจากไปชะงักลงเล็กน้อย วาโยหยุดยืนจ้องมองคนที่กำลังก้มหน้ากุมขมับ ความรู้สึกสงสารเข้าอกเข้าใจก็พลุ่งพรวดเข้ามาจากหลายทิศทางจนต้องแสดงออกผ่านสีหน้า ทั้งที่มั่นอกมั่นใจว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องเจอภัทรกรและใจหวั่น ๆ ตอนนี้มันกำลังจะทำให้เรื่องดำเนินไปอีกทาง

“ผมจะให้คุณพิสูจน์ก็ได้คุณภัทร… แต่คุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผมคือวาโยจริง ๆ”           กว่าสมองจะประมวลผลได้ ร่างสูงก็เงยหน้าขึ้นมาพบกับความว่างเปล่าและแผ่นหลังไว ๆ ของร่างบางที่ห่างออกไปทุกที แต่ริมฝีปากหนาก็คลี่ยิ้มออกมาจนแทบจะเห็นฟันครบทุกซี่เมื่อเห็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ และตัวเลขสิบตัวตรงหน้า

“เสียใจนะครับคุณวาโย ...ตอนนี้ผมยังมั่นใจว่าคุณคือชลนที”



To be Continued

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง ตอนที่ 4 [29/10/2560]
«ตอบ #8 เมื่อ16-12-2017 16:21:07 »

Chapter 5
“สองมือคู่นี้”


   ‘ไม่มีความรับผิดชอบ’ คำตำหนิจากบิ๊กบอสของบริษัทไม่ได้ทำให้ภัทรกรรู้สึกสลดหรือสำนึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่เขาพึ่งจะโดนด่าเรื่องหนีงานมาหมาด ๆ แต่ตอนนี้กลับนั่งยิ้มอารมณ์ดีอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร

มัวแต่นั่งมองหน้าวาโยจนลืมเรื่องงานไปเสียสนิท

   ตัวเลขสิบตัวถูกเมมโมรี่ลงโทรศัพท์เครื่องเก่งเรียบร้อย รอยยิ้มผู้ชนะผุดขึ้นหน้าร่างสูงเป็นระยะ ๆ ทั้งที่นั่งอยู่ในห้องคนเดียวมาครู่ใหญ่ เรียวนิ้วปัดซ้ายขวาดูรูปวาโยที่แอบถ่ายมาในมือถือซ้ำ ๆ ไม่รู้จักเบื่อ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงได้รู้สึกเป็นสุขใจได้ขนาดนี้ คงจะเพราะว่าเขารู้สึกว่าตัวเองเข้าไปใกล้ชลนทีที่ตามหาเข้าทุกที...
   ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนชื่อชลนทีที่หายไปเจ็ดปีสำคัญกับความรู้สึกชายหนุ่มคนนี้มากมายเหลือกัน ดวงหน้าคมแม้จะจ้องมองจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแต่ในสมองกลับรันภาพความทรงจำสลับกับใบหน้าและท่าทางของใครอีกคนที่เขาพึ่งจะเจอเมื่อกลางวัน เรื่องของความทรงจำมันน่าแปลกตรงที่บางเรื่องเขาเผลอลืมมันไปจนแทบปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ หรือบางเรื่องก็หายไปจากสมองเลยซะแบบนั้น แต่ช่างเถอะเพราะว่ายังมีอีกหลายเรื่องราวเกี่ยวกับชลนทีที่เขาไม่มีวันลืม

เช่นเรื่องราวที่ทำให้รอยยิ้มของเขาดูเศร้าขึ้นเมื่อคิดถึงมัน...
เรื่องราวที่ไม่มีใครเคยได้รับรู้นอกจากตัวภัทรกรเอง...


...
 “ไอ้เชี่ยภัทร! หนีมาไม่เรียกกูเลยนะมึง”   โชติ เด็กหนุ่มลูกชายคนเดียวของเสี่ยโรงน้ำแข็งฟาดมือลงที่กลางศีรษะเพื่อนอย่างไม่ออมแรง คนที่นั่งกินลมชมวิวอยู่ก่อนอย่างภัทรกรก็พ่นควันบุหรี่สีเทาออกมาโดยไม่มีท่าทางเกรงกลัวทั้งที่ยังอยู่ในอาณาเขตของโรงเรียน แถมยังอยู่ในเวลาเรียนอีกด้วย ...ก็ห้องน้ำยิมเนเซียมหลังเก่าตรงนี้มันเป็นที่ลับของพวกเขานี่นา
“เรียกกันออกมาเยอะก็ผิดสังเกตดิวะ ครูจับได้พอดีกัน”   ไม่ใช่ภัทรกรที่ตอบ แต่เป็นอิทธิหรือเอิร์ธ หนุ่มหล่อหน้าตาดีที่ถูกยกเป็นอันดับหนึ่งในหมู่พวกสาว ๆ แต่มันก็เท่านั้นแหละ เพราะสาว ๆ เหล่านั้นก็รู้ดีถึงกิตติศัพท์ความหัวร้อน หุนหันพลันแล่นเกินจะควบคุมของอิทธิ ซึ่งนั่นก็ตรงกับคติที่ว่าอยากจะเชยชมแต่ไม่อยากเป็นเจ้าของ
“แบ่งกูตัวดิ”   อิทธิหยิบมวนบุหรี่ที่กระเป๋าเสื้อยื่นให้โชติที่แบมือกระดิกนิ้วอยู่ตรงหน้า พวกเขาไม่ได้เกเรอะไรนักหรอก ถึงจะไม่ได้ตั้งใจเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นถึงนักกีฬาของโรงเรียน เพียงแต่ตอนนี้อยู่ในช่วงวัยอยากรู้อยากลอง และการที่โดดเรียนออกมานั่งสูบบุหรี่ได้มันก็เป็นเพียงการอยากเอาชนะกฎระเบียบแสนน่าเบื่อก็เท่านั้น
“ไอ้ต้าไม่ออกมาวะ”
“มึงก็พูดไม่คิด ไอ้เหี้ยต้าโดดเรียน มึงกับกูก็ได้เกรดสี่คณิตเสริมละล่ะ” ภัทรกรตอบอิทธิแบบติดตลก ธนาหรือต้าเป็นเพื่อนที่เขาสนิทกว่าใคร และนั่นก็ทำให้เขารู้ดีว่ารายนั้นไม่เคยเกเรเรื่องเรียนแม้แต่น้อย
“เออว่ะ”
“แค่ก ๆ ๆ”
“ไอ้เชี่ยโชติ ดูดไม่ค่อยจะเป็นก็อย่าหัดดิ๊มึงอ่ะ”   ภัทรกรเสียงแข็งใส่เพื่อนที่กำลังก้มหน้าก้มตาสำลักควันบุหรี่ โชติโบกไม้โบกมือเพื่อบอกเพื่อนว่ายังโอเค รสชาติของลูกผู้ชายมันก็ต้องมีจุดเริ่มต้นทั้งนั้นแหละ
“กูก็แค่สำลักป่ะ”
“เออ ถ้าสำลักบุหรี่ตายกูก็ไม่รู้จะไปบอกป๊ามึงยังไงนะเว้ย”
“สัด! ถ้ากูตายเพราะสำลักบุหรี่อันแค่เนี้ย ...มึงไม่ต้องไปบอกป๊ากูเลยนะ กูยอมเป็นผีไร้ญาติ”   โชติตั้งใจลดเสียงให้เบาลงตรงท้ายประโยค เพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็อยากจะหัวเราะให้ลั่นแต่ก็ทำได้เพียงกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดงเท่านั้น กิตติศัพท์ความโหดและความหัวหดของพ่อลูกคู่นี้พวกเขาเองก็ได้เห็นกับตามาหลายครั้ง แถมบางทีก็กลายเป็นตัวแถมโดนหางเลขไปด้วยซะงั้น
“เออ เดี๋ยวพวกกูจะไปหาไรกินป้ารั้ว มึงจะไปป่าว”   อิทธิเอ่ยชวนเพื่อนผู้พึ่งมาถึง ป้ารั้วที่ว่าก็เป็นเพียงนามสมมติที่ใช้กับแม่ค้านักฉวยโอกาส ที่อาศัยช่องเล็ก ๆ ริมรั้วทำการค้าขายกับเด็กนักเรียน
“ไม่รอไอ้พงศ์กับไอ้จิหรอ เห็นมันว่าจะตามกูมา แม่งปั่นการบ้านฟิสิกส์กันอยู่”   โชติเอ่ยถึงเพื่อนอีกสองคนที่ยังทำการคัดลอกงานหน้าดำหน้าแดงให้ทันส่งก่อนบ่ายสาม
“เดี๋ยวเราก็กลับมานี่ป่ะวะ มึงข้อความไปถามพวกมันดิจะเอาไรเปล่า หรือมึงว่าไงไอ้ภัทร”   อิทธิว่า ภัทรกรยักไหล่ไม่แสดงความคิดเห็น โยนก้นบุหรี่ลงพื้นก่อนจะดับมันด้วยปลายเท้า
“งั้นก็ไปเหอะ”   เด็กหนุ่มสามคนพากันเดินลัดเลาะไปตามริมรั้วด้านหลังโรงเรียนที่ไร้กล้องวงจรปิด อิทธิเป็นฝ่ายเดินนำ และรั้งท้ายด้วยภัทรกรที่วุ่นวายกับการแกะห่อลูกอมเม็ดเล็กในมือ มันก็ไม่เชิงว่าเขาติดไอ้ลูกอมรูปหัวใจหวานแหววนี่หรอกถึงได้มีมันติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา แต่การดับกลิ่นบุหรี่มันก็ไม่ได้มีวิธีให้เลือกมากนัก และหนึ่งในวิธีเหล่านั้นการอมลูกอมก็ดูจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แถมไอ้รสชาติหวานอมเปรี้ยวของลูกอมยี่ห้อนี้มันก็ทำให้รู้สึกสดชื่นได้ไม่เบา
“เชี่ย… ไอ้จิกับไอ้พงศ์แม่งฝากกูซื้ออย่างกับแม่กูเปิดร้านโชว์ห่วย”   โชติโอดควรญเมื่อเห็นลิสต์รายการสินค้าบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือขนาด 2.5 นิ้ว
“ไหน… พวกในห้องฝากมาอีกทีอ่ะดิ เยอะขนาดนี้”   ภัทรกรชะโงกหน้าไปดูจอมือถือเพื่อนและคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นกับลิสต์รายการขนมที่น่าจะมากเกินกว่าจะเป็นความต้องการของคนสองคน
“ไอ้ภัทร ขอเม็ดดิ” โชติเอ่ยขึ้นอย่างไม่ต้องเดาเมื่อเห็นการกลั้วลิ้นไปมาในปากของเพื่อน เพราะว่าเขาก็อาศัยลูกอมฟรีจากภัทรกรมาดับกลิ่นปากมาแล้วไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง
“.............”    ภัทรกรยื่นลูกอมเม็ดสุดท้ายในกระเป๋ากางเกงออกมา แต่แทนที่เขาจะยื่นมันให้เพื่อนผู้ร้องขอ แวบนึงของความคิดก็สั่งให้เขายัดมันเก็บลงไปที่เดิม
“เอ้า”
“เม็ดสุดท้ายแล้ว ...เรื่องอะไรกูจะให้”
“โห กับเพื่อนกับฝูงลูกอมเม็ดเดียวก็ทำเป็นหวงนะมึง”   ภัทรกรไม่ต่อล้อต่อเถียงให้เสียเวลา เขาเดินตัดหน้าโชติไปก่อนจะพุ่งเข้าไปตบบ่าผู้นำที่กำลังเดินไม่รอใคร ขณะที่มืออีกข้างก็ยังกำลูกอมเม็ดสุดท้ายในกระเป๋าไว้แน่น

หลอกใครน่ะ...มันหลอกได้
แต่เขาหลอกตัวเองไม่ได้หรอก
ว่าวินาทีแรกที่เห็นลูกอมเม็ดนี้...เขานึกถึงชลนที
ชลนทีที่เขามักจะพาไปส่งบ้านพร้อมลูกอมหนึ่งเม็ดมาร่วมเดือนแล้ว
.
.
.
“เอ๋อ อันนี้ส่งห้องจารย์ปราณี แล้วเอากองนี้วางห้องจารย์บวร เข้าใจป่ะ”
“อือ”   ชลนทีพยักหน้ารับเบา ๆ เมื่อกองเอกสารสองกองใหญ่ถูกวางลงตรงหน้า ส่วนคนที่กำลังแจกแจงว่าเขาต้องนำมันไปส่งที่ไหนอย่างไรบ้างอยู่ตอนนี้คือหวาน หญิงสาวหัวหน้าห้องที่ยังเป็นคนเดียวที่คุยกับเขาอยู่บ้างอย่างไม่มีทางเลือก

แต่ก็ไม่พ้นถูกเรียกว่าเอ๋ออยู่ดีนั่นแหละ
ไม่เป็นไรหรอก
มันเกินกว่าคำว่าชินไปแล้วล่ะ

“แล้วก็กลับมาเรียนด้วย ไม่ใช่หายไปอีก วิชาต่อไปแกจะไม่มีคะแนนแล้วนะเว้ย แบบนี้ฉันก็ไม่…. ”
“อือ”   คำตอบสั้น ๆ แต่ขัดจังหวะทำให้คนที่เหมือนจะปรารถนาดีเบ้ปากอย่างเบื่อหน่าย เอาจริง ๆ ถ้าครูไม่ขอร้องเธอก็ไม่อยากจะสนใจเพื่อนแปลก ๆ คนนี้เหมือนกัน อย่างไอ้ที่ต้องไปส่งงานเนี่ยก็เป็นส่วนหนึ่งของเวรประจำในห้องที่เธอพยายามจะให้ชลนทีมีส่วนร่วม ...แต่ก็อย่างที่เห็น ร่างบางรวบกองเอกสารได้ก็เดินตีหน้ามึนออกไปโดยไม่สนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ แล้วเชื่อเถอะ ว่าตลอดบ่ายวันนี้เธอจะไม่ได้เห็นชลนทีอีกเลย
ชลนทีเดินมาเรื่อย ๆ ตามตัวอาคาร เขากระชับปึกเอกสารสองปึกที่ถูกแยกเอาไว้ด้วยคลิปลงกับอก สองขาก้าวยาวไม่สนใจสิ่งรอบข้างพอ ๆ กับดวงตาคู่สวยที่เอาแต่ก้มมองเท้าตัวเองตลอดทางเดิน สิ่งนึงที่กลุ่มคนที่กำลังมองและนินทาเขาตอนนี้ต้องทำความเข้าใจคือ

เขาไม่ได้อยากมาที่นี่ในทุก ๆ วัน
เขาไม่ได้อยากจะเรียนหนังสือที่ไม่มีวันมีประโยชน์กับเขา
เขาไม่ได้ต้องการความสงสารจากคนที่พยายามกันเขาออกจากสังคม
และเขาไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับสายตา คำนินทา พวกนั้นเลย

“...อ้าวเธอ มาพบใคร”   เสียงทักทายแรกเมื่อชลนทีเลื่อนบานประตูห้องพักครูวิทยาศาสตร์ เสียงอบอุ่นทักทายของครูท่านนั้นไม่ได้เข้าไปในการรับรู้ของร่างบางแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองป้ายชื่อบนโต๊ะก่อนจะวางเอกสารปึกนึงลงโดยไม่พูดจากับเจ้าของโต๊ะที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำ

ก็ควรจะเป็นพฤติกรรมปกติที่ครูเหล่านี้จะชิน แต่มันก็คงสะท้อนใจเหล่าแม่พิมพ์ของชาติอยู่ดี

“เห้อ… แบบนี้ต่อให้เรียนจบม.6ไปก็เข้าสังคมจริง ๆ ไม่ได้อยู่ดี”
“ตกลงแกเป็นอะไรหรอคะพี่ปราณี เห็นแววตาแกแล้วน่าสงสารจัง”
“พี่ก็ไม่รู้หรอก แต่เห็นเขาว่ามีอาการทางจิต เวลาพี่สอนนะแววตาเหม่อลอยแต่พอจ้องดี ๆ แล้วน่ากลัวมาก มีนักเรียนในห้องเคยเล่าให้พี่ฟังว่ามีครั้งนึงเคยคว้าคัตเตอร์มากรีดมือไม้ตัวเองจนเลือดอาบไปหมด พี่นึกแล้วขนลุก”   ดูเหมือนครูสองคนนั่นจะลืมไปว่าชลนทีไม่ได้หูหนวก แต่ก็ช่างเถอะการพูดไล่หลังเขาเพียงไม่กี่ก้าวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ได้ยินแล้วยังไงล่ะ… ถ้าผู้ฟังคือชลนทีมันก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี
ร่างบางเดินต่อมาจนพ้นตัวอาคารหลังแรก แสงยามบ่ายพาดผ่านทับตัวตึกจนเกิดเงาเป็นทางให้ชลนทีเดินลัดเลาะได้โดยง่าย จุดหมายต่อไปที่วนซ้ำ ๆ อยู่ในหัวคืออาคารเกษตรด้านหลังโรงเรียน ...เมื่อไหร่ที่เขาวางปึกรายงานปักชำกิ่งต้นไม้เหล่านี้ลงกับโต๊ะครูผู้สอนได้งานเวรแสนน่าเบื่อนี่ก็จะจบ

ปั๊ก!!!

“เฮ้ยยย!!”   คงเพราะชลนทีเอาแต่ก้มมองเท้าและแผ่นอิฐบนพื้นมากเกินไป แรงชนจัง ๆ โดยไม่รู้ตัวจากด้านหน้าจึงทำให้ร่างบางล้มก้นกระแทกลงไปกับพื้น ปึกเอกสารที่กอดเอาไว้แน่นเมื่อครู่หลุดออกจากการเกาะกุมปลิวว่อนตามแรงลมก่อนจะตกลงมาสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง

กองเอกสารของชลนที
...กระจัดกระจายไม่มีชิ้นดี

และไม่ต่างกัน

แก้วน้ำอัดลมของคนที่พึ่งปะทะกันเมื่อครู่
...คว่ำลงกับพื้นไหลเจิ่งนองทั่วบริเวณ

“ไอ้เอ๋อ! เดินไงของมึงเนี่ย”   ชลนทีไม่คิดจะเงยหน้ามองเจ้าของแก้วแม้แต่น้อย มือเรียวไล่คว้ากระดาษบนพื้นทันทีที่ตั้งสติได้ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือน้ำพวกนั้นมันอาจจะทำให้งานในการรับผิดชอบของเขาเสียหายไปมากกว่านี้ ...เขาไม่ได้อยากโดนเพื่อนร่วมห้องเรียนจิกหัวด่าซ้ำ ๆ โดยไม่จำเป็นนักหรอกนะ
“ชล เป็นไรป่าว”   มือเรียวกระตุกเบา ๆ และหันไปตามเสียงเรียกอีกเสียง ร่างสูงที่กำลังก้มโค้งไล่เก็บกระดาษพวกนั้นข้าง ๆ ตัวคือภัทรกรไม่มีผิดแน่ ส่วนที่ยังยืนจังก้าท่าทางเอาเรื่องอยู่ตรงหน้าเขาอีกสองคน…

ไม่รู้จักชื่อหรอก…
แต่คนที่กำลังเอาเท้าขยี้กระดาษแผนนึงตรงหน้าเขาตอนนี้
จะจำหน้าไว้ ...
เพราะกำลังจะทำให้สติบาง ๆ ของชลนทีขาดผึ่ง…

“เชี่ยเอิร์ธ! ทำเหี้ยไรว่ะ!”   ภัทรกรพุ่งตัวเข้ามาดึงผู้เป็นเพื่อนออกจากตรงนั้นก่อนที่กระดาษพวกนี้จะกลายเป็นเพียงเศษขยะธรรมดา ขณะเดียวกันโชติก็ช่วยดึงร่างดึงดันของอิทธิไว้อีกแรง
“มึงดูไอ้เชี่ยเอ๋อดิ! กวนตีนสัด! ชนจนแก้วกูหล่นไม่มีขอโทษซักคำ ...ยังจะมองหน้ากูอีก จะเอาหรอไอ้เอ๋อ! จะเอาหรอ!”   สองแรงแทบจะดึงร่างของอิทธิไว้ไม่ไหว ภัทรกรเริ่มสังเกตเห็นสายตาแข็ง ๆ ที่ชลนทีกำลังใช้มองอิทธิและพบว่ายังมีบางอย่างที่ร่างบางเริ่มผิดปกติขึ้นเรื่อย ๆ
“มันไม่ได้ตั้งใจหรอกมึง”
“ใจเย็นดิวะ กูว่ามันไม่ได้ตั้งใจอย่างที่ไอ้ภัทรว่านั่นแหละ”
“มึงดูมันดิไอ้โชติ จ้องหน้ากูขนาดนี้ ตั้งใจหาเรื่องกูชัด ๆ”
“มึงก็มัวแต่คุยกับพวกกูนะเว้ย มันก็ผิดเท่า ๆ กันนั่นแหละ ช่างมันเหอะว่ะ”
ขณะที่โชติพยายามจะลดอารมณ์ของเพื่อนให้เย็นลง ภัทรกรก็ผละออกมาเมื่อมั่นใจว่าเพียงโชติผู้เดียวก็น่าจะรั้งอิทธิเอาไว้ได้ เขาพุ่งลงไปหาชลนทีที่กำลังแสดงกิริยาแปลก ๆ อยู่ที่พื้น แต่ก็ไม่ลืมรักษาระยะห่างอย่างที่ควรจะเป็นเอาไว้
“ชล เป็นอะไรรึเปล่า”
“............”   ไม่มีเสียงใดตอบรับนอกจากเสียงกัดฟันจากร่างบางที่กำลังจ้องอิทธิอย่างเอาเป็นเอาตาย ดวงตากลมที่เคยอมทุกข์กำลังเกรี้ยวกราดราวกับพร้อมจะสู้ทุกเมื่อ มือเล็กขย้ำแผ่นกระดาษบนพื้นช้า ๆ จนเล็บครูดเป็นทางยาวไปบนพื้นอิฐ

“มึงจะมองกูเพื่ออะไร! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะไอ้เอ๋อ! ทำไม! โกรธที่กูเคยแกล้งมึงรึไง! มาเซ่!”
“เชี่ยเอิร์ธ! อย่านะเว้ย!   อิทธิหลุดพรวดเข้ามากระชากช่วงคอเสื้อจนร่างบางลอยขึ้นตามแรง ภัทรกรเองก็แทรกตัวเข้ามาช่วยแทบจะทันทีที่เห็นสถานการณ์จะเริ่มแย่ลงมากขึ้นไปอีก เขาใช้จังหวะนั้นดันแผ่นหลังตัวเองเข้าแทรกจนฝ่ามืออิทธิหลุดออกจากคอเสื้อของชลนที
“ไอ้ภัทร มึงอย่ามาจุ้นเป็นคนดีว่ะ ไอ้โชติปล่อยกู มึงไม่เห็นที่มันมองกูรึไง!!”
“ชล โอเคมั้ย”   ภัทรกรไม่ได้สนใจเสียงกรรโชกเอาเรื่องของเพื่อน เขาหันมาสำรวจร่างกายของคนที่พึ่งถูกกระชากขึ้นมาอย่างลวก ๆ
“มึงลากมันไปไหนก็ไปดิไอ้ภัทร”   โชติออกความเห็นที่เหมือนจะเป็นคำสั่ง ภัทรกรมองข้ามสีหน้าโกรธ ๆ ของอิทธิไปแล้วพยักหน้าเห็นด้วย เขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือข้างหนึ่งของชลนทีโดยไม่ทันได้สังเกตฝ่ามือทั้งสองที่กำเอาความว่างเปล่าเอาไว้แน่น
“ปล่อย…”   เสียงแข็งเบา ๆ แต่ดันเยือกเย็นนั่นทำให้ภัทรกรใจกระตุกวูบ ถึงเขาจะกล้าพูดว่าแอบเฝ้าดูชลนทีมานาน และระยะเวลาที่เขาได้คุยไปทำความรู้จักจริง ๆ มันก็มากพอควร แต่ก็ไม่มีครั้งใดที่ดวงตาคู่นี้กำลังฉายแววคล้ายร่างบางกำลังจะกลายเป็นอีกคน
“ชล… ชล…”   ภัทรกรกระชับข้อมือให้แน่นขึ้นก่อนจะพยายามเรียกชลนทีเบา ๆ แต่ดวงตาแข็ง ๆ ที่ตวัดมามองเขามันไม่กระพริบแม้แต่น้อย แถมร่างบางก็ยังมีแรงต้านมากพอที่ทำให้แทบไม่มีการขยับเขยื้อน
“ปล่อย…ย….”   จากเสียงแข็ง ๆ มันก็เริ่มสั่นจนภัทรกรหลงคิดไปเองว่าชลนทีตรงหน้ากำลังจะอ่อนลง แต่เปล่าเลย… ที่เขาคิดมันผิดถนัด…
ผลั่ก!! ปั๊ก!!
“ชล….”
“เฮ้ย ไอ้ภัทร/ไอ้ภัทร!”   โชติกับอิทธิร้องเรียกเพื่อนออกมาเป็นเสียงเดียว เมื่อร่างสูงถูกผลักลงมากับพื้นก่อนที่ในเสี้ยววินาทีนั้นชลนทีจะคว้าเอาก้อนหินลักษณะเหมาะมือใกล้ตัวโยนเข้าที่ช่วงหน้าผากของภัทรกรเข้าอย่างจัง
“…ช... ชล….”   ภัทรกรเอื้อมมือขึ้นไปแตะความรู้สึกเจ็บแปรบที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าผาก ของเหลวสีแดงขุ่นไหลผ่านหางคิ้วและกรอบหน้าด้านขวา คนเจ็บเอาแต่มองสีแดงฉาดที่ติดมากับฝ่ามือ ดวงตาคมวูบไหวไปมาไม่ใช่เพราะอาการเจ็บจนชาที่หัว แต่เป็นเพราะความไม่เข้าใจและหวั่นใจเหลือเกิน
“ไอ้เหี้ยชล!!” เป็นอีกครั้งที่อิทธิทำท่าจะพุ่งเข้าหาชลนที สีหน้าเดือดดาลไม่ได้ทำให้ร่างบางขยับตัวหนีแม้แต่น้อย ถ้าโชติไม่ได้ออกแรงรั้งเอาไว้สุดตัว คนที่จะเจ็บหนักต่อไปก็คงเป็นชลนทีไม่ผิดแน่
“ไอ้เอิร์ธ! มึงไม่เห็นรึไงว่ามันทำเพื่อนมึงเลือดอาบอยู่นั่น!”
“มึงใจเ…..”
“โชติ มึงพาไอ้เอิร์ธไปดิ ไอ้ชลกูจัดการเอง”   ภัทรกรกล่าวขึ้นเสียงเรียบ ยันตัวเองให้ลุกขึ้นพร้อมใช้สันมือปาดหยดเลือดลวก ๆ
“แต่มึงเลือดไหลใหญ่แล้วนะเว้ย…”
“ไอ้ภัทร กูจะจัดการให้มึงเอง!”
“เอิร์ธ...กูขอจัดการเอง”   คราวนี้เสียงของภัทรกรมันเข้มและจริงจังมากกว่าทุกครั้ง สายตาแข็งกร้าวที่เขากราดมองเพื่อนทั้งสองก็มากพอให้อิทธิยอมเดินจากไปตามแรงดึงของโชติในที่สุด ร่างสูงถอนหายใจทิ้งบาง ๆ ก่อนที่จะหันกลับมามองคนร้ายที่ทำให้เขาเจ็บตัวแถมยังไม่สำนึกซักนิด
ดวงตากลมยังคงแข็งกร้าวและจ้องเขาเขม็งคล้ายกับถ้าฆ่าเขาตอนนี้ก็คงไม่รู้สึกผิดอะไร ภัทรกรเคยได้ยินว่าดวงตาของคนเรามันไม่เคยโกหก และสายตาคู่นี้… สายตาของชลนทีที่เขากำลังจ้องอยู่ตอนนี้ก็คงไม่ได้โกหกเขาเช่นกัน

ถ้าแผงฟันสีขาวไม่ได้สบกัดริมฝีปากล่างจนแทบจมเขี้ยว
ถ้าสองมือเล็ก ๆ ที่ยกหินทุ่มใส่เขาเมื่อคู่ไม่ได้สั่นเทารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าร่างกายที่เหมือนจะนิ่งงันไม่ได้เริ่มโอนเอนคล้ายคนกำลังจะหมดแรง

ภัทรกรเองก็คงจะเชื่อแบบนั้น

เพราะบางที… สายตาบางคู่มันก็ไม่ได้จริงใจกับเจ้าของนักหรอก

“ชล…”   ภัทรกรไม่ปล่อยให้สายตาตัวเองคลาดไปจากดวงตากลมคู่นั้นเลย ความแข็งกร้าวดุดันค่อย ๆ อ่อนลงในทุก ๆ ก้าวที่ร่างสูงขยับเข้าใกล้ชลนที แต่แรงสั่นที่มือสองข้างกลับทวีคูณขึ้นในทุก ๆ วินาที
“อีก…. อึก…. อีกแล้ว….”   วูบหนึ่งที่เสียงละล่ำละลักหลุดออกมาจากปากเล็ก ๆ นั่น ดวงตาแข็งกร้าวก็วูบเปลี่ยนเป็นสั่นไหวคล้ายคนที่กำลังเดินเข้าสู่ความกลัวบางอย่างที่อาจจะฆ่าตัวเองให้ตายทั้งเป็น
“ชลเป็นอะไร ใจเย็นก่อนนะ”   ภัทรกรรู้ดีว่าเขาคงต้องบอกตัวเองให้ใจเย็นเช่นกัน เขาคว้าเอามือสั่น ๆ สองข้างของชลนทีมาประสานกับมือตัวเองแน่น ทั้งที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าฝ่ามือหนาของตัวเองก็กำลังสั่นเทาเช่นกัน
“.....ไม่ ฮึกกกก ….ไม่เอาแบบนี้ ฮือออออออ”   เสียงสะอึกสะอื้นและหยดน้ำตามากมายที่ไหลพรั่งพรูออกมาทำให้มือสองคู่พากันสั่นยิ่งกว่าเก่า ชลนทีส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตาคล้ายกับไม่ยอมรับฟังอะไรก็ตามที่คนตรงหน้ากำลังพูด สิ่งเดียวที่ชัดเจนผ่านม่านน้ำตาคือรอยเลือดสีแดงของร่างสูงที่กำลังพยายามปลอบประโลมเขาอยู่ตอนนี้
“ชลนที… นี่ภัทรนะ… ชล… ไม่เป็นไรนะ ชลไม่ร้องนะครับ” ภัทรกรคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น สิ่งที่ทำให้เขาเองก็มีน้ำตาคลอเบ้ามันไม่ใช่ความสงสาร แต่มันเป็นความรู้สึกที่บอกว่าไม่อยากให้คนตรงหน้าเป็นแบบนี้ อยากปกป้องใจจะขาดทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรด้วยซ้ำ
“ขอโทษ…. ฮึก…. ภัทร… ชลขอโทษ…”
“ภัทรไม่เป็นไรซักหน่อย ไม่เอาน่า ไม่ร้องแล้วนะ”
“มันเป็นแบบนี้อีกแล้ว…. พ่อครับ… ผมทำมันอีกแล้ว ฮืออออ”
“ชล! ตั้งสติแล้วมึงภัทร ชล…”
“ชลทำภัทร… พ...เพื่อนคนเดียวของชลเลย ฮึก… เขาไม่อยู่กับชลแล้ว”
“ภัทรอยู่นี่ไงครับ… ภัทรอยู่นี่แล้ว ภัทรไม่ได้ทิ้งชลไปไหนนะ”   ก่อนที่ร่างบางจะสั่นและไร้สติไปมากกว่านี้ ภัทรกรที่แทบไม่รู้หนทางปลอบโยนก็ดึงชลนทีเข้าไปกอดไว้แน่น เสียงสะอึกสะอื้นไม่ได้เบาลงแม้แต่น้อย วงแขนกว้างกระชับกอดขณะที่มือข้างนึงก็ลูบไปมาช้า ๆ บนศีรษะ อาการสั่นเทาค่อย ๆ ลดลงสวนทางกับเสียงร้องไห้อู้อี้ใต้แผ่นอกกว้าง สองร่างกอดกันอยู่แบบนั้นจนภัทรกรเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ารอยเลือดของเขามันแห้งกรังไปเสียตั้งแต่ตอนไหน

‘แน่ใจแล้วใช่มั้ยที่จะเป็นเพื่อนกับชล….’

ถ้าจะให้ภัทรกรตอบคำถามนี้อีกครั้ง ตอนนี้เขาคงตอบว่าไม่ เพราะขอแค่เป็นใครซักคนที่ได้ปกป้องชลนทีก็คงเพียงพอสำหรับเขาแล้ว

แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้วจริง ๆ

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Re: The Faded Memory หมอกสีจาง ตอนที่ 5 [16/12/2560]
«ตอบ #9 เมื่อ16-12-2017 16:32:48 »

“เออ กูไม่เป็นไรแล้ว พวกมึงไม่ต้องห่วงหรอกน่า”   ภัทรกรรู้ดีว่าเขาพูดประโยคนี้ผ่านโทรศัพท์มาไม่ต่ำกว่ารอบที่สิบ กลุ่มเพื่อนสนิทก็คงจะเป็นห่วงเขาที่จู่ ๆ ก็หายออกมาจากโรงเรียนทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเลิก แถมภาพสุดท้ายที่เพื่อนของพวกเขาเห็นก็คงชวนเป็นห่วงอยู่ไม่ยอก
“อืม… ก...กูจัดการไปแล้ว…”   เสียงกุกกักไม่แน่ใจนั่นไม่ได้ทำให้ปลายสายสงสัย ขณะที่พูดภัทรกรก็เหลือบตามองเจ้าของชื่อที่ธนาถามถึง ร่างบางที่เอาแต่นั่งกอดเข่าคุดคู้ไม่พูดจาอยู่ที่พื้นมุมหนึ่งของบ้าน ดวงตากลมนั่นเหม่อลอยมองกำแพงสีขาวมานานนับชั่วโมง ขณะที่ภัทรกรเองก็จ้องมองร่างบางตาทุกอิริยาบถมาในช่วงเวลาที่เท่า ๆ กัน
หลังจากที่ชลนทีเริ่มสงบลงบ้าง ภัทรกรก็ไม่รอช้าเพราะไม่ได้มีเวลาตัดสินใจมากนัก ช่องทางลับแคบ ๆ หลังโรงเรียนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เขาจะลากคนตัวเล็กกว่าออกมาอย่างถูลู่ถูกัง ในตอนนั้นมือหนากระชับฝ่ามือเย็นเฉียบที่ติดจะสั่นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องยอมปล่อยให้มันเป็นอิสระ เพราะเจ้าของมือเล็กมีท่าทางว่าไม่อยากได้สัมผัสนั่น และเริ่มเดินออกห่างเขาไปทุกที

ร่วมชั่วโมงที่ไม่มีบทสนทนาใด ๆ ออกมาจากคนทั้งคู่

“กูก็ออกมาทำแผลไง ครูห้องพยาบาลแม่งพากูไปทำทัณฑ์บนแน่พวกมึงก็รู้”   คำอ้างข้าง ๆ คู ๆ ดูจะเป็นเหตุผลในภัทรกรได้ดีที่สุดในเวลานี้ ถึงแม้ว่าแผลและรอยเลือดจะอยู่ในสภาพเดิมไม่มีผิดเพี้ยนก็ตาม ...จะให้เขาไปทำแผลงั้นหรอ หึ จะทิ้งชลนทีไว้คนเดียวได้ยังไง
“เออ โอเค พวกมึงไปซ้อมเหอะ บอกโค้ชด้วยว่ากูไม่ค่อยสบาย… อืม แค่นี้” สายโทรศัพท์ถูกตัดไปเมื่อกลุ่มเพื่อนมีท่าทางพอใจกับคำตอบที่ได้รับ ภัทรกรรู้ดีกว่าตัวเองขี้ขลาดที่ไม่กล้าพูดด้วยซ้ำว่านอกจากจะไม่ได้จัดการอะไรชลนทีแล้วยังนั่งเป็นห่วงสุดใจอยู่ตอนนี้

ร้อยคนร้อยความคิด จะมีกี่คนที่รู้สึกเข้าใจชลนที
ที่ไม่พูดไม่ใช่เพราะห่วงตัวเอง แต่เพราะรู้จักเพื่อนตัวเองดีจนรู้สึกห่วงร่างบางนั่นต่างหาก

“ชล อาบอกแล้วไงว่าวันนี้อาว่างไปรับ ทำไมไม่รอล่ะ”   เสียงหญิงคนเดิมลอดผ่านเข้ามาก่อนที่บานประตูจะเปิดทำลายความเงียบในตัวบ้านแทบจะทันที ภัทรกรเหลือบมองร่างบางที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองก่อนจะยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากพื้น ก้มมองความเรียบร้อยของตัวเองที่แทบไม่มีเหลือ เสื้อนักเรียนสีขาวก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดที่อีกไม่นานคงเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม
“ชล เป็นอะไรลูก!”   อรอุมาร้องเสียงหลงเมื่อภาพแรกที่เห็น คือหลานชายคนเดียวมีท่าทางไม่สู้ดีนัก เธอรีบวางข้าวของพะรุงพะรังในมือปรี่เข้าไปหาชลนทีโดยไม่ทันสังเกตเห็นแขกคนเดิมที่ยังไม่ทันได้พูดคำทักทายใดออกจากปาก
“อา….”   เสียงของร่างบางมันเบาเสียใจคนฟังจิตใจอ่อนแรงตามไปด้วย อรอุมารวบตัวหลานชายเข้ามากอดไว้แนบอก น้ำใส ๆ บริเวณขอบตาถูกเธอปาดออกแทบจะทันทีที่รู้สึกว่ามันกำลังจะไหลออกมา ไม่ควรให้ชลนทีได้เห็นมัน ไม่ควรให้เด็กคนนี้รู้สึกว่าที่พึ่งเพียงคนเดียวก็กำลังรู้สึกอ่อนแอ
“เป็นอะไร… หืม… ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นใช่มั้ยชล…”   ชลนทีไม่ตอบและนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ หญิงสาวคลายอ้อมกอดแล้วค่อย ๆ สำรวจร่างกายหลานชายทีละจุดเพื่อหาคำตอบด้วยตัวเอง แต่แล้วอีกร่างที่ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ก็ทำให้เธอละสายตาจากชลนทีแล้วเบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“...ส...สวัสดีครับคุณอา”
“...................”   อรอุมานิ่งงันเมื่อภาพของร่างสูงตรงหน้าพอจะเป็นคำตอบได้บ้าง เธอมองภัทรกรสลับกับชลนทีอย่างไม่เข้าใจนัก รอยแผลที่เหมือนถูกกระแทกกับของแข็ง คราบเลือดที่แห้งสนิทราวกับเจ้าตัวไม่ได้สนใจอาการเจ็บของตัวเองซักนิด ที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับชลนที เธอรู้ดีและพอจะเดาได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วถ้ามันเป็นแบบที่เธอคิดจริง ๆ ทำไมภัทรกรยังยืนอยู่ตรงนี้… แม้ว่าสายตาห่วงใยที่ร่างสูงมองผ่านไปยังหลานชายอาจจะเป็นคำตอบ แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้อยู่ดี

จะมีใครซักคนที่พร้อมจะห่วงใยชลนทีแล้วจริง ๆ งั้นหรอ

หญิงสาวใช้เวลาไม่นานนักในการปรับอารมณ์ของชลนทีให้ดูเป็นปกติ ระหว่างนั้นภัทรกรเองก็ยอมนั่งรอเฉย ๆ ตามที่อรอุมาเอ่ยขอเพราะเกรงใจ อีกอย่างเป็นก็เป็นโอกาสดี ๆ ที่เขาจะได้รู้วิธีในการจัดการกับอารมณ์ของชลนทีมากขึ้น ไม่ใช่พากันสั่นแบบที่เขาทำลงไปเมื่อกลางวัน ด้านอรอุมาเองก็ใช่ว่าจะไม่สังเกตเห็นว่าภัทรกรมองเธอกับหลานชายตาไม่กระพริบ ขณะเดียวกันนั้นหลานของเธอก็ลอบมองอีกฝ่ายกลับอย่างกล้า ๆ กลัว ...มันไม่ง่ายนักหรอกที่ชลนทีจะไว้ใจใครซักคนได้ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ง่ายสำหรับเธอเช่นกัน
ภัทรกรมองทุกภาพของการปลอบโยนจนกระทั่งชลนทีหายขึ้นไปบนชั้นสอง มีเพียงอรอุมาที่เดินกลับมาพร้อมกล่องยาใบเขื่อง ร่างสูงปล่อยให้พยาบาลสาวแววตาเศร้าทำแผลตามความตั้งใจให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเงียบควบคุมพื้นที่นานจนเริ่มทำให้ภัทรกรอึดอัดอยู่ไม่น้อย แต่แล้วบรรยากาศแย่ ๆ ก็ถูกทำลายลงแล้วแทนที่ด้วยมวลของความรู้สึกที่ทำให้ภัทรกรอึดอัดยิ่งกว่า
“ทำไมยังไม่ไปอีก… ก็น่าจะรู้แล้วนี่… ”   อรอุมาเอ่ยขึ้นขณะที่ใช้ก้อนสำลีเช็ดทำความสะอาดรอบแผลอย่างชำนาญ โดยที่เธอไม่ยอมสบตาคู่สนทนาแม้แต่น้อย
“ค...ครับ”   ภัทรกรเลิกคิ้วบาง ๆ เพื่อขอทวนประโยคที่เขาไม่แน่ใจในความหมายมันอีกครั้ง
“ถ้าการอยู่ใกล้ชลมันอันตราย… ทำไมถึงไม่ไป”   คราวนี้เธอสบตาเขานิ่งเพื่อตอกย้ำว่าคำถามนี้มันจริงจังแค่ไหน นั่นสินะ… เหตุผลข้อไหนกันที่ยังทำให้เขานั่งอยู่ที่นี่ตอนนี้ หรือว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่ควรคิดถึงเหตุผลพวกนั้น
“ผมทิ้งชลไม่ได้ครับ ...ผมปล่อยให้ชลอยู่กับเรื่องแย่ ๆ คนเดียวไม่ได้จริง ๆ” ภัทรกรตัดสินใจพูดในสิ่งที่ใจคิด อรอุมาพยักหน้าบาง ๆ ดวงตาเศร้า ๆ ของเธอดูวุ่นวายคล้ายกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง ขณะเดียวกันนั้นสองมือก็ยังจัดการกับแผลไม่ได้หยุด
“ตรงนี้เจ็บมากมั้ย”   
“ไม่ครับ”      ภัทรกรส่ายหน้าปฏิเสธ ก็คงต้องยอมรับว่าอรอุมามือเบาและชำนาญสมเป็นพยาบาลจริง ๆ
 “คราวหลังถ้าเจ็บตัวแบบนี้อีก อย่าปล่อยทิ้งไว้นะ อันตรายถึงตายได้นะรู้มั้ย”
“ค...ครับ”   ภัทรกรเลิกคิ้วมองอุปกรณ์ในมืออรอุมาเล็ก ๆ เธอมีอุปกรณ์ในการเย็บและทำแผลครบครันมากกว่าอนามัยชุมชนหลาย ๆ แห่งเสียอีก
“กลัวเข็มรึไง… ถ้าจะเป็นเพื่อนชลอาจจะต้องมาเย็บแผลแบบนี้บ่อย ๆ ก็ได้นะ”   หญิงสาวกระตุกยิ้มบางเพียงนิดแต่เล่นเอาร่างสูงหน้าเสียไปกับประโยคนั้นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะว่าเขากลัวจะเจ็บตัวหรอก แต่เป็นเพราะหยดน้ำตาใส ๆ ที่ไหลออกมาจากผู้หญิงตรงหน้าต่างหาก
“ค...คุณอาครับ”
“ชลเขาเป็นคนน่าสงสารนะ เกิดมาพร้อมความวุ่นวายและปัญหาของผู้ใหญ่ พี่อรรคกับพี่ริณเลิกกันตั้งแต่ก่อนเขาเกิดด้วยซ้ำ…”   หญิงสาวตัดบทไปเพียงเท่านั้น ชื่อคนสองคนที่ว่าก็พอจะเดาได้ว่าเป็นพ่อและแม่ของชลนที ภัทรกรเองก็พยายามรับฟังโดยไม่ซักไซ้อะไรให้มากความ ที่เธอเงียบไปก็อาจจะกำลังใช้สมาธิในการทำแผล หรือไม่ก็อาจจะคิดว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้กับเขา
“ตอนนั้นฉันยังเด็ก ปัญหาของพวกพี่ ๆ ฉันก็ไม่เข้าใจนักหรอก รู้แต่ว่ามีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง พี่อรรคกลายเป็นคนบ้างาน แต่ต่อให้ทำงานกลับมามืดค่ำแค่ไหนก็ยังมานั่งร้องไห้ได้ทุกคืน ...เรามีกันแค่สองพี่น้องตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่เกิดอุบัติเหตุ พอเห็นพี่ชายเป็นแบบนั้นฉันก็เลยโกรธพี่ริณมากที่หอบลูกในท้องหนีไปไม่สนใจพี่อรรคเลย ...เชื่อมั้ย ฉันสาปแช่งให้เธอพบกับจุดจบทุกวัน ...แถมลืมไปด้วยซ้ำว่าหลานตัวน้อย ๆ ของฉันยังอยู่ในท้องกับเธอ”   อรอุมาวางอุปกรณ์ชิ้นสุดท้ายในมือลง ปิดแผลไว้ด้วยผ้าก็อตสีขาวเป็นอันเสร็จ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ภัทรกรที่กำลังเผลอฟังเรื่องราวอย่างตั้งใจ
“สุดท้าย… คำสาปแช่งของฉันมันก็สมฤทธิ์ผล พี่ริณเสียเพราะตกเลือดตอนท้องได้เพียงแปดเดือน… ส่วนหลานของฉันกลับรอดได้อย่างปาฏิหาริย์ ...ชลตกอยู่ในการดูแลของตายายที่เกลียดพี่อรรคเข้าไส้ ซึ่งแน่นอนพ่อลูกไม่มีโอกาสเจอกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ...เจ็ดปีที่พี่อรรคไม่เคยได้เห็นหน้าลูก สิ่งผูกพันหนึ่งเดียวก็คือชื่อในใบแจ้งเกิดที่พี่อรรคไปฟ้องศาลเพื่อให้ลูกได้รับสิทธิ์ที่ควรจะได้ ...จนกระทั่งวันนั้น”
“ถ้าคุณอาไม่โอเค ไม่ต้องเล่าก็ได้นะครับ”   อรอุมาส่ายหน้าเพื่อยืนยันว่าตัวเองยังไหวทั้งที่กำลังพูดพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาราวกับสายเลือด มันก็แค่น้ำตาไร้เสียงสะอื้นจากจิตใต้สำนึกและความทรงจำเท่านั้น
“ภัทร… ไม่มีใครเคยมานั่งตรงนี้ ไม่มีใครยืนข้างชลในวันที่เขากำลังแย่ ...รู้ใช่มั้ยถ้าฉันเล่าอะไรไปมันหมายความว่าฉันไว้ใจนายแล้ว”
“ผมสัญญาครับคุณอา ...ผมสัญญาว่าผมจะเป็นคนที่คุณอาไว้ใจได้”     สิ้นคำสัญญาของภัทรกร อรอุมาก็หลับตาลงแน่นไปครู่ใหญ่ เธอเองก็กำลังลังเลอยู่ไม่น้อย แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างมันกำลังบอกว่าเธอจะไว้ใจคนคนนี้ได้
“วันนั้นเราได้รับการติดต่อจากตำรวจ… ครอบครัวนั้นถูกฆาตกรรม… หญิงชราและสามีถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม… ร่องรอยการต่อสู้มีเพียงน้อยนิดแต่บาดแผลฉกรรจ์บนสองร่างก็ทำให้ข่าวขึ้นหน้าหนึ่งอยู่หลายวัน ...ที่สำคัญที่สุด พยานบุคคลหนึ่งเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์คือเด็กชายวันเจ็ดขวบ”
“ป...เป็นชลหรอครับ”   ภัทรกรไม่อยากจะเชื่อนักแม้อรอุมาจะพยักหน้ารับ เด็กวัยเจ็ดขวบที่อยู่ในเหตุการณ์เลวร้ายขนาดนั้นจะต้องมีจิตใจเข้มแข็งขนาดไหน แม้หากเป็นเขาที่โตจนอายุจะบรรลุนิติภาวะก็ยังนึกภาพการอยู่ในเหตุการณ์ฆาตกรรมไม่ออก
“ใช่… เด็กคนนั้นคือชลนที หลังเหตุการณ์นั้น พี่อรรคก็ได้สิทธิรับแกมาอยู่ด้วยโดยชอบในที่สุด พ่อเจอลูกครั้งแรกในสภาพที่แกกำลังหวาดกลัว เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำและคราบเลือด การปรับตัวของเด็กตัวแค่นั้นที่ต้องเปลี่ยนครอบครัวเป็นไปอย่างยากลำบาก พี่อรรรคพยายามทดแทนสิ่งที่ขาดไปให้แกเต็มที่ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์วันนั้นทำให้ชลมีปัญหา…”
“............”   ภัทรกรเม้มปากแน่นและคิดถึงเหตุการณ์ที่เขาพึ่งเจอ ...นั่นคงจะเป็นปัญหาที่ว่า
“ชลหวาดกลัวผู้คน ไม่ไว้ใจใครเลย สุดท้ายพี่อรรคต้องยอมทิ้งงานมาเพื่ออยู่กับแกเป็นเดือน ๆ พาแกไปพบจิตแพทย์สม่ำเสมอจนอาการดีขึ้นบ้าง พาไปฝากเข้าโรงเรียนเพื่อหวังให้มีสังคม แต่มันก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี ทุกครั้งที่ชลรู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคามหรือรู้สึกว่าตกอยู่ในอันตราย แกจะหาทางป้องกันตัวเองโดยที่จิตใต้สำนึกไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ”
“แบบที่ผมโดนวันนี้… ชลก็ไม่ได้รู้ตัวสินะครับ…”
“ก็คงเป็นแบบนั้น แต่ที่อาห่วงมากเพราะบางทีชลเขาก็คิดว่าการทำร้ายตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีมากกว่าทำร้ายคนอื่น”
“...............”   ภัทรกรเงียบฟัง
“ตอนนี้พี่อรรคก็ไม่อยู่ อาก็ไม่รู้ว่าจะประครองชลไปได้ไกลแค่ไหน”
“แล้วเอ่อ… คุณพ่อชลเขา…”      พอสบโอกาสภัทรกรก็เอ่ยคำถามที่อยากได้คำตอบมานาน แววตาเศร้าของคู่สนทนาวูบต่ำลงกว่าเก่า ก่อนที่คำตอบที่ได้จะทำให้เขาสะเทือนอารมณ์มากกว่าเดิมอีกหลายเท่า
“พี่อรรครถคว่ำ ...เสียชีวิตเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนก่อนเปิดเทอมนี่เอง… เรายังไม่ได้ทำบุญครบรอบร้อยวันให้แกด้วยซ้ำ”
“ขอโทษที่ถามนะครับคุณอา”
“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงฉันก็ต้องเล่ามาถึงตรงนี้อยู่ดี”
“แล้ว… เรื่องคดี สุดท้ายจับคนร้ายได้มั้ยครับ”
“จนวันนี้แล้วคดีก็แทบไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ตำรวจจับคนร้ายไม่ได้ ตาชลเองก็เด็กเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาให้มีน้ำหนัก ...ก็ถือว่าเป็นเวรกรรมที่ต้องชดใช้ของสองคนนั่นก็แล้วกัน”
“สงสารก็แต่ชลนะครับ… ถ้าเป็นผม ผมก็ไม่รู้ว่าจะรับเรื่องราวขนาดนี้ได้ไหวมั้ย”

“ไม่ต้องมาสงสารหรอก…”

“ชล!/ชล…”   สองเสียงอุทานขึ้นมาพร้อมกันเมื่อเสียงของชลนทีดังขึ้นไม่ไกลจากตรงนี้นัก ร่างบางจ้องมองภัทรกรด้วยแววตาผิดหวังเล็ก ๆ ที่ได้ยินคำว่าสงสารที่เขาไม่เคยต้องการมันนัก
“ลงมาทำไม อาบอกว่า…”
“อาอรเล่าถึงไหนแล้วครับ ได้ข้ามเรื่องไหนไปรึเปล่า ถ้าอาข้ามไปผมจะได้เล่าเอง”
“ชล!...”   สิ้นเสียงขัดของชลนที อรอุมาก็รีบตรงเข้าไปประคองช่วงแขนผู้เป็นหลานราวกับต้องการบอกให้ใจเย็นลงเสียก่อนที่จะพูดอะไรที่ยังไม่จำเป็นออกมา
“ภัทร… เราไม่น่าสงสารหรอก…”
“เราไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ ที่เราพูดว่าสงสารนั่นคือสิ่งที่เรารู้สึก แต่ที่เรายังอยู่ตรงนี้เพราะว่าเราเป็นห่วงชลนะ” ดวงตาสองคู่ประสานกันทั้งที่ต่างฝ่ายต่างสั่นไหว มันแสดงถึงความกลัวที่แตกต่างกันของคนสองคน ภัทรกรกลัวว่าชลนทีจะเข้าใจตนเองผิด ด้านชลนทีเองก็กำลังกลัวผลลัพธ์หากคนตรงหน้ากำลังจะเข้าใจตนเองในทางที่ถูก...
“ชล เราไปกินข้าวกันเถอะลูก…”
“เดี๋ยวครับอา… ให้ชลได้พูดเถอะ ชลขอ”   ชลนทีส่งสายตาอ้อนวอนไปยังอาสาวที่พยายามจะลากเขาออกจากตรงนั้น จริงอยู่ที่อรอุมาเองก็เริ่มไว้ใจภัทรกร ...แต่เรื่องที่อาจจะหลุดออกตากปากชลนทีตอนนี้ แค่ความไว้ใจเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่พอนัก แต่ถ้ามันเป็นการตัดสินใจของชลนทีเอง เธอก็คงจะทำอะไรไม่ได้
“ชล…” อรอุมาเหลือบตามองภัทรกรอีกครั้งหลังแน่ใจแล้วว่าไม่สามารถทัดทานหลานชายตนเองได้

เธอก็ได้แต่หวัง…
ได้แต่หวังว่าผลลัพธ์มันจะไม่ร้ายแรงเกินไปก็เท่านั้น...

“ที่จับคนร้ายไม่ได้ เพราะพ่อยัดเงินใต้โต๊ะจำนวนมหาศาลให้ตำรวจ หึ… พ่อทำทุกอย่างเพื่อเราแต่เรายังไม่เคยได้ตอบแทนอะไรเลยด้วยซ้ำ”
“ชลหมายความว่าไง”
“สองมือนี้ไงภัทร… สองมือนี้ที่มอบความตายให้สองคนนั่น!”   ฝ่ามือขาวซีดหนึ่งคู่ที่ชูอยู่ตรงหน้าทำเอาความรู้สึกของภัทรกรกระตุกวาบ ร่างกายนิ่งงันกับประโยคของชลนทีที่ยังสะท้อนอยู่ในหัว เขาควรจัดการกำลังความรู้สึกตัวเองตอนนี้ยังไง ทั้งที่คนตรงหน้าพึ่งจะพยายามบอกว่าฆ่าคนตาย แต่ทำไมความรู้สึกของเขาตอนนี้มันไม่มีความกลัวมาเจอปนเลยซักนิด

สองมือนี้ไงภัทร… สองมือนี้ที่มอบความตายให้สองคนนั่น!


To be continued

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: The Faded Memory หมอกสีจาง ตอนที่ 5 [16/12/2560]
« ตอบ #9 เมื่อ: 16-12-2017 16:32:48 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 6
“รอยยิ้มเธอนั้น ยังติดตาตรึงใจไม่ลืม”


   แสงไฟเพียงนิดจากหลอดนีออนไม่ได้ทำให้ห้องนอนกว้างสว่างขึ้นเท่าที่ควร แสงตกกระทบลาง ๆ ที่พื้นปรากฏเป็นเงาเด็กชายคนนึงที่ทิ้งตัวนั่งอยู่บนเตียง ดวงตากลมจ้องมองเงาของตัวเองด้วยสมองโล่ง ๆ เกือบชั่วโมงแล้วที่ชลนทีเดินหนีใครบางคนขึ้นมาจากด้านล่าง ตัดสินใจพูดไปแบบนั้นเขาก็ต้องยอมรับผลของมันให้ได้ไม่ใช่หรอ ก็แค่กลับไปอยู่โลกอ้างว้างใบเดิม แล้วลืมไปซะว่าเคยมีใครผ่านเข้ามา…
“สองมือนี้ไงภัทร… สองมือนี้ที่มอบความตายให้สองคนนั่น!”

จะไปใส่ใจอะไรนักล่ะ… ชลนทีบอกตัวเองทั้งที่ยังมีภาพสีหน้าไม่คาดคิดของภัทรกรรีเพลย์ซ้ำ ๆ อย่ในหัว ภาพนั้นแสนจะชัดเจนว่าจากนี้ไปโลกอ้างว้างของเขามันก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่มันก็สมควรแล้วกับสิ่งที่เขาทำแล้วไม่ใช่หรอ… ทุกวินาทีที่ก้อนหินก้อนนั่นพุ่งเข้าไปหาอีกร่างทำไมเขาจะไม่รู้ตัว? ทำไมจะไม่มีสติ? ...เขารู้ดี มีสตินึกคิดทุกอย่าง รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรและเลวร้ายขนาดไหน

แต่เขาห้ามความเลวร้ายนั้นไม่ได้…
ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ชลนทีไม่เคยควบคุมมันได้เลย…

“แกมันไอ้เด็กนรก! ไอ้ฆาตกร!”   เสียงหญิงชราแวบเข้ามาในหัวของชลนทีพร้อม ๆ กับเสียงร้องไห้ระงมสะอึกสะอื้นของเด็กชายคนนึง ร่างบางขยำผ้าปูเตียงไว้ในมือแน่นจนยับย่นหลุดจากตัวฟูก เขาไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ ถ้าเลือกได้เขาก็อยากให้ใครซักคนที่กำลังจะตายในวินาทีต่อไปเป็นเขา

เรื่องพวกนี้มันจะได้จบสิ้นไปเสียที

“ไอ้ชล! มึงไปเอาของพวกนี้มาจากไหน! กูบอกแล้วใช่มั้ยว่าไม่ให้รับของจากใคร… อ๋อออออออ นี่มึงแอบนัดพ่อมึงไปเจอที่โรงเรียนใช่มั้ย! ไอ้สารเลว!”

“ไม่ใช่นะครับตา… ฮึก… พ่อแค่เอามาฝากครูไว้ ฮือออออ”   เด็กชายตัวเล็กถูกเหวี่ยงเข้ากับผนังปูนอย่างไม่ใยดี ร่างกายผอมบางถูกเพิ่มรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำบริเวณต้นแขนจากแรงบีบของผู้เลี้ยงดูโดยชอบธรรม ผู้เป็นตาที่เกลียดสายเลือดในตัวเขาเข้าไส้ ส่วนอีกคนที่ยืนมองอย่างไร้ความปราณีก็คือยายที่แทบจะลืมว่าเขามีเสี้ยวเลือดของเธออยู่ในตัวเช่นกัน

สิ่งเดียวที่ทั้งสองรับรู้คือเด็กคนนี้ทำให้ลูกสาวคนเดียวของพวกเขาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
ออ...ยังมีอีกอย่าง
เด็กคนนี้เป็นผลผลิตจากเลือดชั่ว ๆ จากผู้ชายที่ทำให้ธุรกิจของพวกเขาล้มละลาย

ชลนทีแค่นยิ้มให้กับความทรงจำที่ไม่เคยเลือนลางของตัวเอง ตาและยายที่เอาชนะอดีตลูกเขยด้วยการยึดเด็กคนนึงไว้กับตัว เลี้ยงดูด้วยเงินค่าจ้างที่จ่ายให้กับพี่เลี้ยงเป็นรายเดือน ไร้ซึ่งความรัก ความปราณี และสิทธิในชีวิตตามที่เด็กคนนึงพึงจะมี

เริ่มจำความได้ก็รู้ว่ามีพ่อเป็นคนเลวแต่ก็ไม่เคยได้เจอ
แถมยังถูกย้ำซ้ำ ๆ ทุกวันว่าเป็นฆาตกรฆ่าได้แม้แต่แม่ตัวเอง

“ไอ้ฆาตกร!”
“ไอ้เด็กนรก! มึงมันฆ่าแม่ตัวเองมาเกิด!”
“เลือดพ่อมัน มันก็ต้องชั่วเหมือนพ่อมันนั่นแหละ!”
“ไอ้เด็กเฮงซวย! ที่ลูกกูตายก็เพราะเก็บมึงไว้แท้ ๆ!”

เขาฆ่าแม่ด้วยตัวของเขาเอง นั่นคือสิ่งที่ชลนทีวัยเจ็ดขวบจดจำ

“ยายเอาคืนชลมานะ ฮึก นั่นของพ่อ ฮึก… ชลจะไปหาพ่อ… ฮือออออ”
“อยากเจอพ่อมึงหรอ ...มึงก็ข้ามศพกูไปสิ ถ้ากูยังมีชีวิตอยู่ มึงไม่มีทางได้เห็นหน้าพ่อมึง จำไว้!”

กล่องของขวัญและการ์ดอวยพรวันเกิดชิ้นแรกในชีวิตถูกทำลายไปต่อหน้า...
แล้วเด็กตัวเล็ก ๆ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะทำอะไรได้...

นั่นสินะ... จะทำอะไรได้

มีดโลหะอย่างดีจากห้องครัวถูกเสียบเข้าไปช่วงเอวด้านหลังของหญิงชรา เธอค่อย ๆ ล้มลงร้องเรียกสามีขณะที่เริ่มถอยหนีเด็กคนนึงที่กำลังฉายแววตาแข็งกร้าวเกรี้ยวกราดพร้อมมีดอีกเล่มในมือ…

จะโทษอะไรดีล่ะ ...ไม่รู้สิ ทีวีช่องเคเบิ้ลที่พี่เลี้ยงชอบเปิดทิ้งไว้ล่ะมั้ง

ส่วนอีกอย่าง ...ก็คงจะเป็นปืนลูกโม่ในมือชายสูงวัยที่วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น

ปั้ง! ปั้ง! มือเล็ก ๆ สั่น ๆ เหนียวไกปืนสองครั้งติดเมื่อสบโอกาสแย่งมันมาอย่างง่าย ๆ กระสุนเม็ดแรกพุ่งขึ้นผนังปูนเป็นรอยถากยาว คงเพราะขนาดของมือที่แทบจะจับด้ามปืนได้ไม่รอบ ส่วนกระสุนเม็ดที่สอง… ฝังเข้ากลางศีรษะเจ้าของปืนอย่างพอดิบพอดี ร่างผู้เป็นตาค่อย ๆ ทรุดลงไปกับพื้นพร้อมเสียงกรีดร้องของยายสุดที่รักที่ก่อนหน้ากำลังโอดโอยกับแผลเล็กเท่ามดบริเวณหลัง

กระสุนยังเหลืออีกตั้งเยอะ… ชลจะช่วยให้ยายไม่ต้องเสียใจก็แล้วกัน

ปั้ง!!

“ไอ้เด็กนรก! ไอ้ฆาตกร!”
“อยากเจอพ่อมึงหรอ ฆ่ากูซะสิ!”
“ถ้ามึงจะออกไปจากที่นี่...ก็ข้ามศพกูไปเถอะ!”

คมมีดปักลงสองร่างรอยแล้วรอยเล่า พื้นบ้านกลายเป็นสีแดงฉาดน่าสยดสยอง เสียงคำพูดที่ดังก้องในความทรงจำกำลังกลายเป็นคำสั่งให้เด็กตัวเล็ก ๆ ระบายความคับแค้นออกมาในรูปแบบที่น่าตกใจ ร่างกายที่แทบจะอาบเลือดสร้างรอยมีดเพิ่มบนร่างที่ไร้วิญญาณราวกับเรื่องสนุก

ฆาตกร
เขาเป็นฆาตกรโดยสมบูรณ์
สมใจตายายแล้วสินะ

“ฮึก…….”   ชลนทีเผลอสะอื้นไห้ออกมาเมื่อเรื่องราวชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เสียงด่าทอของสองคนผัวเมียนั่นเริ่มสะท้อนชัดเจนมากขึ้นราวกับมันกำลังจะกลับมาหลอกหลอน เขาไม่ได้อยากใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่อยากเป็นตัวประหลาด ไม่อยากหวาดกลัว ไม่อยากมีตราบาปที่ไม่มีวันลืม แต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตให้มีรอยยิ้มลืมความทุกข์โศกแบบที่คนอื่นเขาเป็นกัน และชลนทีก็เข้าใจดีว่ามันก็ไม่ง่ายสำหรับคนอื่นเหมือนกันที่จะเป็นเพื่อนร่วมโลกกับตัวอันตรายอย่างเขา
กึก! เสียงเปิดและปิดประตูเบา ๆ ทำให้ร่างบางกั้นเสียงสะอื้นไว้แทบไม่อยู่ เขาไม่หันไปมองผู้มาเยือนแม้แต่น้อยแต่ก็ค่อนข้างมันใจว่าคงเป็นอาอรที่พึ่งคนเดียวของตัวเอง มันจบแล้วสำหรับมิตรภาพแรกที่เขาได้รับ ภัทรกรอาจจะกำลังวิ่งแจ้นไปแจ้งความที่ไหนซักที่หรือไม่ก็อาจจะขนลุกขนพองขณะเล่าให้คนอื่นฟังอยู่ก็ได้

แบบนี้ก็ดีแล้ว… เขามันอันตรายเกิดไปสำหรับหมอนั่น

“ฮึก…. อาครับ…. ฮืออออออ”   เสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้นอีกราวกับคงหยุดไว้ไม่อยู่ ชลนทีก้มหน้าหลับตาร้องไห้กับมือตัวเองด้วยความรู้สึกโหวง ๆ ในอก พ่อเคยบอกว่าให้ลองไว้ใจใครซักคน ลองเปิดใจกับเพื่อนคนใดคนหนึ่งบ้าง แล้วดูผลลัพธ์ตอนนี้สิ เขายอมให้ภัทรล้ำเส้นที่ขีดเข้ามาเพียงแค่ก้าวเดียวแต่สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ไว้ใจไม่ได้ และเป็นตัวอันตรายที่ไม่ควรเข้าใกล้
“ฮึก… มันจบแล้วครับอา ภัทรเกลียดผมแล้ว ฮืออออ”   เสียงฝีเท้าย่างเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าคนที่เอาแต่ร้องไห้ไม่ลืมหูลืมตา แต่แล้วความอบอุ่นจากอ้อมกอดอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวของผู้มาเยือนทำให้ชลนทีใจเต้นแรง สัมผัสที่เขาได้รับอยู่ตอนนี้ทำให้ต้องลืมตาพร่า ๆ และเพ่งมองคนที่คุกเข่าโอบกอดร่างเขาผ่านม่านน้ำตา เจ้าของไหล่ที่ใช้มือหนาบังคับให้เขาซุกลงไปไม่ใช่ใครที่ไหน… แต่ก็ไม่ใช่คนที่ควรจะมาอยู่ตรงนี้อยู่ดี
“...ภ...ภัทร”   ชลนทีออกแรงดันช่วงอกของอีกฝ่าย แต่แล้วก็สู้แรงกดและกอดที่รวบตัวเขาไว้แน่นไม่ได้อยู่ดี
“ใครบอกชลว่าเราเกลียดชล… หืม…”   ดวงตาคมคู่นั้นทอดมองร่างบางที่สั่นเล็ก ๆ ในอ้อมกอดด้วยสายตาห่วงใย เขาคิดทบทวนดีแล้วว่าไม่มีความจำเป็นข้อไหนที่เขาจะต้องทิ้งชลนทีให้อยู่ในวังวนเดิม ๆ คนเดียว ยิ่งรู้เรื่องราวแย่ ๆ ที่อีกฝ่ายต้องเผชิญแบบนี้เขาควรต้องอยู่ข้าง ๆ ชลนทีตามที่ใจตัวเองมันบอกไม่ใช่หรอ
“ก็… ก็รู้แล้วไม่ใช่หรอไง ...ปล่อยเลยนะ” เสียงอู้อี้ของคนที่ดิ้นขลุกใต้อกทำให้ภัทรกรหลุดยิ้มบาง ๆ เขาค่อย ๆ คลายวงแขนออกแต่ก็ไม่ลืมที่จะใช้มือนึงรวบข้อมือสองข้างของอีกฝ่ายเข้าไว้ด้วยกัน
“รู้… เรื่องไหนอ่ะ แล้วเรารู้แล้วยังไง เราต้องไม่คุยกับชลอีกหรอ”   ชลนทีโยกหน้าหลบสายตาแปลก ๆ ที่กำลังจ้องมองเขาจนรู้สึกร้อนที่ใบหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ไม่มีใครเขาอยากคุยกับคนอันตรายหรอก สีหน้าของนายตอนที่รู้เรื่องที่เราฆ่าคน มันก็ชัดแล้วว่านายทั้งเกลียดทั้งกลัว”   มือหนาอีกข้างเข้าประครองกรอบหน้าใสทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ ใบหน้าเศร้าค่อย ๆ เคลื่อนตามแรงมือจนสายตาสองคู่อยู่ในระดับที่จ้องมองกันได้ถนัด ภัทรกรไล้นิ้วโป้งเช็ดหยดน้ำตาที่พึ่งไหลออกมาหมาด ๆ คงจะมีความจริงใจที่เขาส่งผ่านสายตาตอนนี้เท่านั้นที่จะทำให้ชลนทีเชื่อเขาได้
“มองตาเราสิชล… เราก็แค่ตกใจมากไป แต่ตอนนี้เราเข้าใจแล้ว เราเข้าใจแล้วว่าเราทิ้งชลไปไม่ได้”
“เจ็บตัวขนาดนี้มันยังไม่พออีกรึไง”
“ต่อให้มากกว่านี้เราก็ไม่ทิ้งชล… อาอรเล่าให้เราฟังหมดแล้วนะ ชล แล้วดูสิ… เรายังอยู่ตรงนี้”
“ภัทร ...เราไม่เหมือนคนอื่น นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะเว้ย!!”   แม้ชลนทีจะพยายามส่งเสียงแข็ง ๆ แต่มันก็สั่นเทาจนอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงความอ่อนแอภายในอยู่ดี ดวงตากลม ๆ นั่นเกือบจะมีน้ำตาไหลออกมาอีกครั้งถ้าร่างสูงไม่เคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้เสียจนหัวใจคนตัวเล็กแทบหยุดเต้น ถ้าเป็นทุกทีหรือเป็นคนอื่น ป่านนี้ชลนทีคงคว้าอะไรซักอย่างใกล้มือฟาดเข้ากลางกระหม่อมข้อหาเข้าใกล้จนทำให้เขาหวาดผวา
“ก็จริง… ชลไม่เหมือนคนอื่น สำหรับเราชลไม่เหมือนคนอื่นจริง ๆ”   ภัทรกรยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนร่างบางได้กลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ ปลายจมูกสัมผัสกันเบา ๆ จนชลนทีชาวาบไปทั้งร่าง ...สิ่งที่ได้รับและสิ่งที่รู้สึกตอนนี้มันคืออะไรกันแน่…
“ภ...ภัทร ปล่อย”   ชลนทีเบือนหน้าหนีหลบสายตาลงต่ำเพราะเสียงหัวใจที่เต้นรัวขึ้นทุกขณะ และที่เขาได้ยินมันไม่ใช่เพียงหัวใจของตัวเองเท่านั้น แต่หัวใจของอีกฝ่ายก็กำลังส่งเสียงรัวราวกับกลองชุดเช่นกัน
คราวนี้ร่างสูงยอมปล่อยมือและถอยห่างออกมาแต่โดยดี เขาทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นแต่ไม่คิดจะละสายตาออกจากคนบนเตียง ความรู้สึกแบบนี้ เสียงหัวใจตอนนี้ สำหรับเขามันชัดเจนมากพอแล้วว่าคืออะไร
“จำวันแรกที่เราเข้าไปทักชลได้ป่ะ ตอนเปิดเทอมม.4”   ชลนทีเลิกคิ้วเล็ก ๆ แล้วพยายามนึกย้อนไปในตอนนั้น ภัทรกรเองก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เขามาทักและก็ลงเอยด้วยการเมินเฉยและไม่สนใจอยู่ดี
“อืม”
“ตอนนั้น เราก็แค่อยากรู้จักชล แต่กลับโดนไล่ให้ไปตายซะงั้น”
“ใครพูดแบบนั้น ...ก็แค่ถามว่าอยากตายรึไง ...แล้วความหมายมันก็ตามนั้น ...ถ้าไม่อยากตายก็ไปอยู่ไกล ๆ ”   ชลนทีก้มหน้าลงยิ่งกว่าเก่า ภัทรกรเริ่มสังเกตเห็นอาการกัดริมฝีปากที่เกิดจากความกังวล แล้วไหนจะอาการกำไม้กำมือนั่นอีก
“งั้นคำตอบ...ถ้าให้ตอบตอนนี้ก็คือไม่ เราไม่มีอะไรต้องกลัว ไม่ว่าชลจะผ่านอะไรมา หรือว่าชลกำลังกลัวอะไรในวันข้างหน้า แต่ว่าชลจะมีเรานะ ...ไม่ว่ายังไงต่อจากนี้ชลจะมีภัทร”
“ขอโทษนะ… เรื่องวันนี้และทุก ๆ เรื่อง แต่นายไม่ควรอยู่ใกล้เราแล้ว ขอร้องได้มั้ยภัทร เราไม่อยากให้ใครต้องเจ็บตัวหรือเป็นอะไรไปเพราะเราอีกแล้ว”
“เราคงทำแบบนั้นไม่ได้ เราสองคนเป็นเพื่อนกันแล้ว อย่าลืมสิ”
“แต่ว่า….”
“นี่…. คุยกับเราก็เงยหน้าขึ้นมามองเราดิ แล้วก็หยุดคิดกังวลได้แล้ว”   ภัทรกรไม่ว่าเปล่า และไม่รอให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นอย่างที่ปากพูด เขาอาศัยตำแหน่งที่นั่งต่ำกว่ายื่นหน้าเข้าช้อนตามองจากด้านล่างแทน
“.....!”   ดวงตากลมกระตุกวูบนึง ก่อนที่จะรีบเงยหน้าแล้วมองไปอีกทางจนภัทรกรแทบจะหลุดขำ
“เรานั่งตรงนี้ มองไปไหนเนี่ย”
“ก็แล้วทำไมต้องมองล่ะ”
“ก็จะได้รู้แล้วจำได้ขึ้นใจไง ...ว่าภัทรจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนจริง ๆ ”      ภัทรกรชันตัวเองให้คุกเข่าขึ้นอีกครั้ง ใช้สองมองประครองกรอบหน้าชลนทีให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกที่ควร ก่อนจะส่งรอยยิ้มบาง ๆ จนอีกฝ่ายต้องถอนหายใจคล้ายจะยอมแพ้
“ซักวัน…นายก็จะหายไปจากตรงนี้เหมือนคนอื่น ๆ อยู่ดี”
“เราคงสัญญากับชลไม่ได้หรอกนะว่าเราจะไม่หายไปจากที่ที่เรายืนตอนนี้…”
“......”   หัวใจร่างบางกระตุกวูบอีกครั้ง ประโยคนี้มีอิทธิพลด้านลบมากพอและให้คำตอบชัดเจนแล้วว่าซักวันภัทรกรก็อาจจะหายไปจากชีวิตเพราะทนคนแบบเขาไม่ได้อยู่ดี
“เพราะว่าเราจะก้าวเข้าไปใกล้ชลมากกว่านี้อีก… เข้าใจมั้ย”

เข้าใจแล้ว
ชลนทีเข้าใจแล้วว่าอิทธิพลของประโยคด้านลบเมื่อครู่ถูกดูดกลืนด้วยริมฝีปากหนาที่ทาบทับลงมาอย่างนุ่มนวล ร่างสูงไม่ได้จาบจ้วงหรือทำให้เขากลัว สัมผัสครั้งนี้ทั้งนิ่งและเนิ่นนานจนร่างบางค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงเพื่อไล่อาการร้อนผ่าวทั่วใบหน้า

เราจะก้าวเข้าไปใกล้ชลมากกว่านี้อีก
เข้าไปให้ใกล้สมกับที่หัวใจมันบอกตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ…
.
.
.

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
“ภัทร ตั้งแต่สัปดาห์หน้าจนถึงปิดเทอมอาไม่มีเวรบ่ายเลย เราไม่ต้องลำบากมาส่งชลแล้วนะ เดี๋ยวอาไปรับเอง”
“อ๋อ… ครับ”   ดูเหมือนภัทรกรจะไม่ได้ยินดีปรีดากับข่าวดีของอรอุมาซักนิด ร่างสูงบุ้ยหน้าเซ็ง ๆ ขณะที่ยังช่วยหญิงสาวล้างผักในตะกร้าอย่างทุลักทุเลและใกล้เละเต็มทน พูดตรง ๆ ก็คือสัปดาห์หน้าเขาไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพื่อนฝูงออกมาจากโรงเรียนและหนีซ้อมเพื่อตามติดชลนทีอย่างกับเงาตามตัว ออ… เทียบแบบนั้นไม่ได้สิเพราะเขารักษาระยะห่างไม่ให้คนสงสัยพอสมควร

“ไม่ต้องเข้ามาใกล้มากได้มั้ย ที่โรงเรียนก็ไม่ต้องมารู้จักเราหรอก เราไม่อยากมีปัญหากับคนอื่น ...ไม่อยากให้ภัทรมีปัญหาด้วย”

นั่นคือข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับในการยืนอยู่บนเส้นของคำว่าเพื่อน เพราะว่าภัทรกรเองก็เห็นด้วยเพราะเป็นห่วงชลนทีอยู่เล็ก ๆ จึงไม่ได้คัดค้านอะไร อีกอย่างการที่เขาเข้านอกออกในบ้านหลังนี้ราวกับเป็นหลานของอรอุมาอีกคนมันก็มากพอในช่วงที่ผ่านมา แต่ว่าตอนนี้ข่าวดีของหญิงตรงหน้าเริ่มทำให้เขาเซ็งอย่างออกอาการ ...แล้วแบบนี้จะหาข้ออ้างอะไรเข้าหาชลนทีล่ะ
“แต่ถ้าอยากมาหาชลก็มานะ ภัทรไม่มา ชลคงเหงา”
“เยส!” ภัทรกรเผลอหลุดดีใจออกมาจนอรอุมาลอบยิ้ม เธอเองก็ใช่ว่าจะผ่านโลกมาน้อยถึงจะไม่รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเด็กหนุ่มคนนี้ให้ความสำคัญกับชลนทีมากแค่ไหน ขนาดรับรู้ปัญหาของชลนทีอยู่เต็มอกแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจออกมาซักนิด อีกสิ่งที่เด่นชัดและทำให้เธอไว้วางใจเขา ก็คือรอยแผลเป็นบนหน้าผากที่ยังไม่จางลงดีนัก
“ดูทำเข้า ผักเละหมดแล้ว”
“อุ้ย ขอโทษครับ”
“เราไปหาชลดีกว่าไป ไม่ต้องมาช่วยอาแล้ว ช่วยเพิ่มเวลาให้เสร็จช้าขึ้นเปล่า ๆ”   อรอุมาคลอนศีรษะไปมาเบา ๆ ก่อนจะดึงผักใบเขียวในมือเด็กตัวโตมาล้างต่อเสียเอง แต่กระนั้นเลยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เกรงใจของร่างสูงก็ยังทำให้เธอต้องพยักหน้าเขม็งตาใส่ยืนยันคำพูดเดิม
“งั้นผมไปนะครับ…”
“อืม ไปเถอะ เดี๋ยวกับข้าวเสร็จแล้วอาไปตาม”
“ครับผม”   ภัทรกรรูดมือเช็ดกับเสื้อยืดบนตัวลวก ๆ วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ปกติเขาคงวิ่งวนกับลูกบาสอยู่รอบยิมไม่ก็ออกไปเที่ยวเตร่กับกลุ่มเพื่อนจนที่บ้านปวดหัว แต่สำหรับวันเสาร์นี้เขาก็สร้างความประหลาดใจด้วยการคว้ากองหนังสือแบกใส่กระเป๋าและแจ้งบุพการีว่าจะออกมาติวหนังสือสำหรับสอบปลายภาค

ความจริงข้อแรก สภาพมันสมองเขาไม่พร้อมที่จะติวใคร
ความจริงข้อที่สอง คนที่ไปโรงเรียนไปวัน ๆ อย่างชลนทีก็คงติวใครไม่ได้เช่นกัน
ความจริงข้อที่สาม ...หึหึ มาหาเช้าถึงเย็นถึงแบบนี้คงไม่ต้องพูดแล้วมั้ง

แกร๊ก! ภัทรกรพยายามหมุนลูกบิดประตูให้เบาที่สุด ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้าไปในห้องเงียบเชียบเพื่อมองหาเจ้าของห้อง ร่างบางที่เขามองหานั่งก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ที่โต๊ะบริเวณริมหน้าต่าง บรรยากาศตรงนั้นคงจะดีไม่น้อยถ้าชลนทีไม่ได้ปิดกระจกมิดชิดจนทำให้สายลมใด ๆ ไม่อาจพัดผ่านเข้ามาได้
ก็อก ๆ ๆ
“มีคนอยู่มั้ยครับผม”   ภัทรกรยิ้มกว้างใส่เจ้าของห้องที่เงยหน้าขึ้นมามองผู้มาเยือนแบบไม่มีอารมณ์ร่วมสุด ๆ สายตาที่มองร่างสูงตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่ไม่พูดอะไรนั่นยิ่งทำให้ภัทรกรหมั่นเขี้ยวและถลาเข้าไปจนชลนทีหยุดการกระทำทุกอย่างแทบไม่ทัน
“นายทำไรเนี่ย”   ชลนทีรีบพับสมุดปกผ้าสีขาวสะอาดไร้ลวดลายใด ๆ ตรงหน้าเข้าลิ้นชักทันที ดวงตากลมหลุกหลิกเล็ก ๆ เพราะไม่แน่ใจว่าไอ้คนที่เล่นแผลง ๆ เห็นอะไรเข้ารึเปล่า

มีอย่างที่ไหน วิ่งเข้ามาทิ้งหัววางคางลงโต๊ะราวกับเด็กเล็ก ๆ ก็ไม่ปาน

“มีคนอยู่นี่นา แต่ทำไมมันเงียบจังครับ”   ภัทรกรกระพริบตาปริบ ๆ ยื่นปากยู่ ๆ หวังจะให้ชลนทีได้หลุดยิ้มออกมาบ้าง ถึงแม้มันจะเป็นความพยายามรอบที่ร้อยที่เขาก็รู้ว่ามันไม่ได้ผลก็ตามที
“เราพูดคนเดียวแบบนายไม่เป็นหรอก”   ชลนทีใช้ปลายมือยันหน้าผากร่างสูงเบา ๆ จนอีกฝ่ายพ้นออกจากขอบโต๊ะ
“โห เย็นชาโคตร”
“ออกไป”
“ใคร?”
“นายไง จะขึ้นมาทำไม”
“ไม่น่ารักเลยอ่ะ ไหนเรียกภัทรสิ... แล้วก็แทนตัวเองว่าชล”
“บ้ารึไง”
“ชลลลลล... เรียกภัทรได้มั้ยครับ”   ภัทรกรพยายามจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนชลนทีต้องถอนหายใจทิ้งแล้วพยักหน้ารับส่ง ๆ แพ้ทุกที ไอ้เสียงโทนนี้พร้อมหางเสียงครับชัด ๆ นี่ทำให้ชลนทีแพ้ได้ทุกที
“อือ”
“ไหนเรียกสิ ...ภัทรรรรรรร”
“ภัทร”
“ดีมาก!”   ชลนทีอดจะขำในใจไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าที่คล้ายกับเด็กได้ของเล่นของคนข้าง ๆ ก็ตลกดีที่ภัทรกรทำเหมือนมีความสุขนักหนากับเรื่องเพียงเท่านี้
“แล้วตกลงนาย...เอ่อ ภัทรขึ้นมาทำไม ไหนบอกจะช่วยอรทำกับข้าว”   ชลนทีทิ้งตัวพิงไปกับพนักเก้าอี้ สายตาทอดมองออกไปนอกบานกระจกใส นี่เป็นพฤติกรรมที่ร่างสูงชินไปซะแล้ว แต่ก็ใช่ว่าหลาย ๆ อย่างมันจะไม่ดีขึ้น แทบทุกวันที่เขาเข้าหาชลนทีก็เพื่อทลายเกราะป้องกันตัวเองที่ทำให้คนคนนี้ไม่หลุดออกไปจากวังวนแย่ ๆ ซักที
“ก็ภัทรไปช่วยให้อาอรช้า ก็เลยไล่ขึ้นมา”
“ก็รู้ตัวว่านี่ว่าเกะกะ”   ชลนทีไม่พูดเปล่าแต่ยังหันหน้ามามองร่างสูงด้วยสายตาที่น่าโดนต่อยเข้าซักที
“...ภัทรเกะกะหรอ” ภัทรกรยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายช้า ๆ ยกยิ้มมุมปากในระยะหน้าที่ห่างกันไม่เกินสองนิ้ว เขาคิดถึงสัมผัสนิ่ง ๆ แต่ทำให้ใจสั่นเมื่อหลายวันก่อน สัมผัสบริเวณริมฝีปากที่เขาเผลอไปแต่ดันรู้สึกติดใจเข้าซะได้

แล้วไอ้ที่ทำให้ชลนทีรู้สึกเขินอยู่ตอนนี้เพราะการแทนตัวเองด้วยชื่อของอีกฝ่าย หรือใบหน้าเปื้อนยิ้มนี่กันแน่

“ใช่”
“กับชล ...เราก็เกะกะด้วยใช่ป่ะ”
“..........”   ตึก ตึก ตึก ตึก นอกจากเสียงหัวใจที่ดังถี่ขึ้นภัทรกรก็ไม่ได้ยินเสียงใดจากชลนทีอีก ร่างบางพยายามหลบตาแต่ก็แพ้สายตาซุกซนที่ต้อนมองทุกทิศทางอยู่ดี ...จริงอย่างที่ร่างสูงเคยว่า เขากำลังเข้าใกล้ชลนทีมากขึ้นและมากขึ้นทุกที
“ยังไง ตกลงภัทรเกะกะมั้ยครับ… ถ้าเกะกะจะได้กลับ”
“เกะกะมั้ยแล้วยังไง อยากไปไหนก็ไปสิ”   ร่างบางดันไหล่คนที่ชันเข่าอยู่กับพื้นเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังชั้นหนังสือใกล้ ๆ เตียงด้วยใจที่เต้นแทบไม่เป็นจังหวะ แต่คนเจ้าเล่ห์ก็กำลังได้ใจเดินตามอีกฝ่ายแทบจะก้าวต่อก้าว
“งั้นไปนะ… เนี่ย อาอรก็พึ่งบอกว่าตั้งแต่สัปดาห์หน้าภัทรไม่ต้องคอยมาส่งชลแล้ว ก็ไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ คงจะหลังสอบปลายภาคนู่นเลยล่ะมั้ง ...โห นั่นก็ตั้งสองอาทิตย์แน่ะ”
“นั่นก็เรื่องของนาย หลบได้มั้ย เราจะเดิน”
“เมื่อกี้ให้แทนตัวเองแล้วเรียกภัทรว่าไงครับ”
“นั่นก็เรื่องของภัทร หลบได้มั้ย ชลจะเดิน!!”
“ดี ๆ ๆ ...เอ้ แล้วชลจะไม่คิดถึงภัทรหรอ”
“ไม่”   ชลนทีไม่ยอมเงยหน้าสบตาจึงไม่รู้ว่าตอนนี้ร่างสูงกำลังทำสีหน้าแบบไหน ร่างบางเบี่ยงตัวหนีคนที่ยืนขวางเล็ก ๆ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม
“ซักนิดนึงก็ไม่หรอ”
“ไม่”
“แต่ภัทรคงคิดถึงชลนะ”   มือเรียวที่กำลังพลิกหน้ากระดาษแบบไม่ได้ตั้งใจนัก เริ่มเพิ่มความเร็วตามจังหวะการเต้นของหัวใจจนเหมือนไม่มีสติอยู่กับหนังสือภาพตรงหน้ามากขึ้นไปอีก หรือบางทีที่เป็นอยู่ตอนนี้มันอาจจะเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจการมีเพื่อนก็ได้
“นั่นมันก็เรื่องของภัทรอีกอยู่ดี”
“เฮ้ ตกลงจะไม่สนใจกันจริง ๆ ใช่ป่ะ ...มีภัทรเป็นเพื่อนมาจนจะจบเทอมหนึ่ง จะไม่คิดถึงกันจริง ๆ อ่ะหรอ”
“ปิดเทอมก็มาหาที่บ้านสิ เสาร์อาทิตย์มีก็ยังมาได้ ทำไมสมองไม่ค่อยฉลาดเหมือนปาก”   กลายเป็นคนที่เจื่อนไปคือชลนทีที่เผลอพูดสิ่งที่คิดในหัวออกไปซะหมด แถมการเรียงคำและประโยครูปแบบแปลกประหลาดนั่นก็ยังแฝงเสียงน้อยใจเล็ก ๆ ไว้อีก ขณะที่คนที่พึ่งโดนด่าไม่รู้ตัวเอาแต่ฉีกยิ้มแล้วทิ้งตัวลงเตียงโดยไม่เอ่ยปากขอเจ้าของเขาซักคำ
“เห้อ คนอะไรปากแข็งจังเล๊ยยย”
“.............” ชลนทีหันไปมองคนที่นอนท้าวคางอยู่บนเตียงแล้วทำได้เพียงถอนหายใจทิ้งพรืดใหญ่ นับวันไอ้คนตัวสูงนี่ก็ชักจะทวีคูณความทะเล้นมากขึ้นทุกที ถึงบางทีจะไม่ค่อยเข้าใจการกระทำเหล่านั้นแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันทำให้เขารู้สึกดีได้บ้างเหมือนกัน

แต่เชื่อเถอะ ...นั่นไม่ใช่ทั้งหมด

“เมื่อไหร่จะเลิกทำหน้าตาบึ้ง ๆ แบบนั้นซักทีห่ะ”

เพราะบางทีชลนทีก็ออกแนวจะรำคาญซะมากกว่า

“ไม่รู้สิ ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรชวนให้ทำสีหน้าแบบอื่น”   ชลนทีพยายามตัดความสนใจจากอีกฝ่ายแล้วหันมาพลิกหน้ากระดาษเช่นเดิม ไม่ใช่ว่าเขาเองไม่รู้ตัวหรอกนะว่าตอนนี้ปล่อยให้ภัทรกรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำมากแค่ไหนแล้ว แล้วก็ไม่เคยมีวินาทีไหนเลยที่เขาจะหยุดกังวลว่าซักวันตัวเขาเองจะทำให้อีกฝ่ายหายไป
“ฟิ้วววววววว สวัสดีเจ้าหมาน้อย ทำไมทำหน้าบึ้งแบบนั้นล่ะ”   ชลนทีนิ่งลงและพยายามฟังเสียงที่เกิดจากคนบนเตียง เขาเหลือบตามองเงาสะท้อนบาง ๆ ที่บานหน้าต่างกระจกตรงหน้าก็เห็นชัดเจนว่าผู้ชายตัวโต ๆ กำลังใช้หมอนสองใบสร้างโรงละครย่อม ๆ ที่ดูอนาถใจมากกว่าน่ารัก
“ก็เราไม่มีเรื่องอะไรมาทำให้ยิ้มน่ะสิ”   คราวนี้ร่างบางถึงกับต้องหันไปมองต้นเสียง เพราะเสียงสำเนียงที่สามมันประหลาดและแสบแก้วหูเกินจะทนฟัง ร่างสูงจับหมอนสองใบชนกันพูดไปยิ้มไปแล้วเหลือบตามองชลนทีเล็ก ๆ ...เอาเถอะ คราวนี้คงไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
“โอ๊ะ!! งั้นเดี๋ยวเราจะอาสาทำให้นายยิ้มเองนะ!”
“นายน่ะ ทำไม่ได้หรอก เราไม่เคยยิ้มมานานแล้ว”   ประโยคนี้เด็กแรกเกิดฟังก็รู้ว่าภัทรกรจงใจล้อเลียนเพื่อให้ชลนทีสะกิดใจ ร่างสูงยกหมอนสองใบลอยข้ามหัวคนตัวเล็กที่นั่งกำมือแน่นอยู่ที่โต๊ะ ก่อนที่ตัวละครจำเป็นจะเข้ามายึดพื้นที่โต๊ะทำการแสดงด้วยฝีมือร่างสูง
“อะไรเนี่ยภัทร”   การโวยวายของชลนทีแทบจะไม่เป็นผล ภัทรกรลอยหน้าลอยตาราวกับเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น
“แล้วทำไมนายถึงไม่ยิ้มล่ะ”

ก็เพราะเรื่องในอดีตมันทำให้เขายิ้มไม่ออกน่ะสิ

“เรื่องในอดีตยังอยู่ในหัวเราแบบนี้ ...เราไม่มีทางยิ้มได้หรอก”
“ถ้ามันแย่มาก ทำไมนายต้องจำมันด้วยล่ะ”

คนเรามันเลือกที่จะจำหรือไม่จำได้ด้วยรึไง

“เราเลือกไม่ได้หรอก ว่าจะจำหรือไม่จำ”
“แต่นายก็เลือกที่จะจำเรื่องใหม่ ๆ ได้ไม่ใช่หรอ”   ภัทรกรหันหมอนใบนึงออกไปทางหน้าต่างคล้ายจะบอกให้มันมองออกไปนอกโลกกว้าง ขณะที่ตัวเขาเองมองมายังดวงหน้าเล็กจนดวงตากลมวูบไหว ชลนทีมองทุกการกระทำแล้วรีดริมฝีปากแน่น แทบทุกประโยคที่อีกฝ่ายพูดออกมามันเหมือนร่างสูงเข้ามานั่งอยู่ในหัวแล้วอ่านได้ทุกความคิด
“ภัทร…”   เสียงหวานติดจะสั่นเมื่อมือหนาคว้ามือข้างนึงของเขาไปกุมไว้เบา ๆ ตัวละครหมอนเมื่อครู่ถูกวางทิ้งไว้ราวกับไม่มีประโยชน์ใด ๆ ร่างบางมองภัทรกรแล้วก็หวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนที่เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ จริงอยู่ที่เขายอมรับภัทรกรเป็นเพื่อน แต่ทว่าที่เจากำลังรู้สึกในใจตอนนี้มันอาจจะมากกว่าที่ควรจะเป็นแล้วก็ได้
“ใช่มั้ยล่ะ ชลเลือกที่จะจำเรื่องใหม่ได้ไม่ใช่หรอ”   มืออีกข้างกระชับต้นแขนเล็กออกแรงหมุนตัวอีกฝ่ายให้มาประชันหน้า ขณะที่ร่างสูงเองนั่งชันเข่าอยู่กับพื้น ภัทรกรฉีกยิ้มกว้างหลังจากจบประโยคที่พูดด้วยโทนเสียงเดียวกันกับหมอนใบที่หนึ่งเมื่อครู่
“ชลก็จำเรื่องใหม่อยู่ทุกวันนั่นแหละ ไม่ได้ความจำเสื่อมซักหน่อย”
“งั้นถ้าจำได้ ทำไมไม่ยิ้ม”   ภัทรกระชับมือข้างที่กุมมือเล็กให้แน่นขึ้น เมื่อเห็นท่าทางอิดออดหลบหน้าหลบตาของคนตรงหน้า
“ก็…..”
“อย่าพูดนะ ว่าจะยิ้มเพราะอะไร แค่เพราะภัทร ชลก็ยิ้มให้ไม่ได้หรอ”รอยยิ้มกว้างแทบจะเห็นฟันทุกซี่ของร่างสูงทำให้ใจร่างบางกระตุกอยู่ไม่น้อย ไหนจะการเรียกชื่อแทนตัวเองนั่นอีก
“.......”
“ยิ้มเร็ว แบบนี้!”   ภัทรกรยิ้มกว้างยิ่งกว่าเก่า ดวงตาคมหยีจนแทบจะเป็นเส้นตรง
“........หึ”   เหมือนจะได้ผลอยู่ไม่น้อยในจังหวะที่ร่างสูงฉีกยิ้มยิงฟันยิ่งกว่าเก่า การอมยิ้มเล็ก ๆ และกลั้นขำที่ได้กลับมานั่นก็ชัดแล้วว่าที่เขาทำมันไม่ได้เปล่าประโยชน์
“แบบเน้…. ยิ้มมมมมมม”   ร่างสูงโยกหัวไปมาแถมท้ายด้วยการยื่นหน้าเข้าใกล้ การยิงฟันแล้วยิ้มไปทั้งหน้าแบบนี้ถ้าใครไม่ยิ้มตามก็คงจะใจแข็งและไร้ความรู้สึกเต็มทน และที่จริงชลนทีก็ไม่ใช่คนที่ไร้ความรู้สึก เพียงแต่รู้สึกเกินไปกว่าคนอื่นก็เท่านั้น…
“...........”   คนที่ยิ้มอย่างเอาเป็นเอาตายนิ่งลง เห็นเรียวปากบางกระตุกขึ้นเบา ๆ อย่างช้า ๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาดีใจได้เท่าดวงตาหม่น ๆ ที่เริ่มฉายแววสดใสขึ้นมาผิดหูผิดตา
“นี่เรียกยิ้มแล้วรึไง… แบบนี้สิ…. ยิ้ม”   มือหนาสองข้างเข้าประครองที่กรอบหน้า ก่อนจะไล้นิ้วโป้งเข้าที่มุมปากเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายยิ้มออกมาตามแรงมือ ก่อนที่จะปล่อยให้รอยยิ้มแรกค้างอยู่บนกรอบหน้าเล็ก ถึงจะไม่รู้ว่ารอยยิ้มสดใสที่เขาได้เห็นตอนนี้มันมาจากร่างบางจริง ๆ ซักกี่เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกสุขใจขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็น
“โรคจิตรึไง ถึงมาบังคับคนอื่นยิ้ม ...ถ้าอาการหนัก มาเอายาชลไปกินได้นะ”   การเล่นมุกตลกร้ายของชลนทีก็ทำให้ทั้งคู่ฉีกยิ้มมากขึ้นไปใหญ่ นี่คงเป็นไม่กี่ครั้งที่ร่างบางพูดถึงเรื่องยาของตัวเองแล้วไม่รู้สึกอะไร มือหนาขยี้เบา ๆ เข้าที่กลุ่มผมอย่างหมั่นเขี้ยว
“ถ้ารู้ว่ายิ้มแล้วน่ารักขนาดนี้ จะเข้ามาหาตั้งแต่ม.4แล้วรู้ป่ะ”
“..........ตลก”   รอยยิ้มบาง ๆ เมื่อกี้หุบลงและมีแพงรอยแดงฉาดร้อนผ่าวที่หน้าเข้ามาแทนที่
“จริงนะ… ภัทรชอบรอยยิ้มชลเมื่อกี้มากเลยว่ะ…ยิ้มบ่อย ๆ นะ”
“ยิ้มเองสิ จะมาบังคับคนอื่นทำไม”
“ก็ภัทรชอบชลมากกว่า ...ชอบชลมากกว่ารอยยิ้มนั่นอีก”
มีไม่กี่ครั้งหรอก ที่คนเราจะรู้สึกว่าเจอใครซักคนที่เติมเต็มเราได้จริง ๆ
กับคนที่ช่องว่างเยอะอย่างชลนทีก็เช่นกัน ...มันไม่ง่ายเลยถ้าเขาจะเจอคนที่เติมช่องว่างเหล่านั้นได้พอดี

และตอนนี้ช่องว่างของเขากำลังถูกเติมเต็ม...

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 7
“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ได้โปรดอย่าหายไปจากผม”


“ผมกินมังสวิรัติเพราะผมไม่อยากทำร้ายชีวิตใคร แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสนะถ้าจำเป็นก็กินหมูหมากาไก่ได้แหละ ...ออ ถึงจะกินผักแต่ผมเกลียดผักชี ผักมีกลิ่นทุกชนิด”
“..........”คนฟังอย่างภัทรกรยกแก้วเครื่องดื่มสีอำพันจรดริมฝีปากนับครั้งไม่ถ้วน กว่าชั่วโมงที่ร่างสูงเอาแต่นั่งจ้องหน้าคนที่เอาแต่จ้อไม่หยุด วาโยกำลังพยายามพูดเกี่ยวกับตัวเองเพื่อพิสูจน์ตัวตนกับคนตรงหน้า แม้บรรยากาศในคลับแห่งนี้จะทำให้เขาต้องใช้น้ำเสียงแบบคูณสองแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความพยายามของร่างบางลดลงเลยแม้แต่น้อย
“ของหวานเนี่ยผมโคตรเกลียด แต่ถ้าเป็นลูกอมผมชอบนะ โดยเฉพาะฮาร์ทบีท”
“เพราะอะไร… เพราะมันหวานหรอ”
“คงเพราะกินมันแล้วรู้สึกดีมั้ง”   ภัทรกรพยักหน้ารับเบา ๆ ยกเครื่องดื่มพรวดเข้าปากไปอีกแก้ว ที่เขานัดวาโยมาที่นี่คืนนี้ก็แค่หวังว่าจะมีความจริงข้อไหนที่ทำให้เลิกปักใจเชื่อว่านี่ไม่ใช่ชลนทีอย่างที่อีกฝ่ายพยายามพูด แต่ดันกลับกลายเป็นว่ายิ่งเข้าใกล้ ยิ่งฟังเรื่องราวเหล่านั้นมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันใกล้ตัวมากขึ้นทุกที
“แบบคุณไม่น่ามาชอบลูกอมเด็ก ๆ แบบนี้นะ”
“ทำไม โตแล้วต้องชอบกินลูกอมรสกาแฟรึไง”
“มันก็ไม่ใช่แบบนั้น… ”   ภัทรกรโคลงหัวตอบ รอยยิ้มพร่ำเพื่อที่คนตรงหน้าส่งมามันทำให้ใจเขาพองโตเพิ่มขึ้นทุกขณะ จนแวบนึงของความคิดมันบอกเขาว่าไม่ว่าคนคนนี้จะเป็นใคร เขาก็ไม่ควรจะปล่อยให้อีกฝ่ายหายไปจากชีวิต
“แล้วคุณอ่ะ ต้องมีลูกอมรสที่ชอบบ้างล่ะ”
“ผมชอบลูกอมรูปหัวใจ...รสสตรอเบอร์รี่”   ภัทรกรกระตุกยิ้มบาง ๆ พร้อมดวงตาเจ้าเล่ห์ ด้านวาโยก็เลี่ยงการสบตาตรง ๆ โดยการกรอกตามองไปรอบตัวอย่างมีพิรุธ ...ลูกอมรูปหัวใจในไทยมันจะมีซักกี่ยี่ห้อกันเชียว การเลี่ยงชื่อเรียกแบบนี้ไม่เลี่ยงเสียยังดีกว่า
“ล...แล้วเมื่อกี้จะมาว่าผมทำไม”
“เห้ย ผมเปล่า ผมว่าคุณตอนไหนครับ”
“ก็คุณนั่นแหละที่… นี่!! พอแล้ว!!”   ภัทรกรสะดุ้งตัวโยนเมื่อมือเล็กฟาดเข้าอย่างแรงที่หลังมือ ขวดเหล้าที่กำลังจะถูกรินลงแก้วจำเป็นต้องวางนิ่งลงกับโต๊ะเช่นเดิมพร้อมกับสีหน้าเซ็ง ๆ ของพ่อนักดื่มที่ซัดเข้าไปคนเดียวเกือบครึ่งขวด
“โอ๊ย อะไรของคุณเนี่ย”
“จะกินอะไรเยอะแยะ คุณบอกจะมาทำความรู้จักกับผมไม่ใช่หรอ แล้วให้ผมพูดคนเดียวอยู่ได้”
“หึ…..”   ร่างสูงอมยิ้มกลั้นขำเมื่อเห็นสีหน้าเอาเรื่องและพร้อมจะวีนจนร้านแตกของวาโย
“ขำอะไรห่ะ”
“ขำคุณนั่นแหละ ทำหน้าตลกฉิบ ...เหมือนพวกเมีย ๆ ที่มาตามผัวกินเหล้า”
“เฮ้ย! ใครสอนให้พูดจาแบบนี้วะ!”   คนตัวเล็กลุกขึ้นยืนเสียงดัง แต่โชคดีที่หลาย ๆ โต๊ะรอบบริเวณไม่ได้หันมาสนใจ มือหนารีบดึงแขนปรามให้นั่งลงก่อนจะเกิดเหตุวีนแตกเข้าให้จริง ๆ
“โอเค ๆ ผมขอโทษ เหล้าก็ไม่กินแล้ว โอเคป่ะครับ”
“........”   วาโยไม่ได้ตอบแต่นั่งกอดอกมุ่ยหน้าเพราะเริ่มจะเสียอารมณ์เพราะเสียเวลามานั่งพูดให้อีกฝ่ายฟังตั้งมากมาย ทั้งที่ยอมเปิดใจมาเป็นเพื่อนปลอม ๆ ให้แล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังโดนกวนตีนไม่จบสิ้นอยู่ได้
“เอางี้… ผมจะแนะนำตัวเองบ้าง แล้วถ้าข้อไหนที่คุณยังไม่ได้พูด ก็ให้พูดออกมาแลกเปลี่ยนกัน ...ตกลงมั้ย”
“ก็ดี”   วาโยหมุนตัวบนเก้าอี้ให้มองหน้าอีกฝ่ายง่ายขึ้น ขณะที่ภัทรกรขยับเข้าไปเพื่อลดระยะห่าง ก่อนที่บทสนทนาจริงจังจะเริ่มขึ้นหลังจากที่ร่างบางพูดคนเดียวอยู่พักใหญ่
“ผมภัทรกร ปีนี้อายุ 25 ภูมิลำเนาเป็นคนเชียงใหม่”
“ผมก็ 25 ….กรุงเทพ”   ร่างบางหลุบตาต่ำลงเมื่อพูดในสิ่งที่ตนเองเลี่ยงตั้งแต่แรกออกมา ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคั้นเอาในสิ่งที่ตนเองอยากจะรู้ ด้านร่างสูงก็พยายามควบคุมสายตาและสติตัวเองให้นิ่งทั้งที่ในใจมันวุ่นวายรอทุกคำตอบจะแย่อยู่แล้ว
“ตอนนี้ผมทำงานโปรแกรมเมอร์”
“ไม่ได้ทำอะไร”
“อ้าว รวยนี่หว่า ไม่ต้องทำงานซะด้วย”
“นี่! เสือกมั้ยล่ะ!”   ร่างบางยันเข้าที่หน้าผากภัทรกรเต็มแรงหนึ่งที
“โห โคตรโหดเลยว่ะ”   ปากว่ามือก็ค่อย ๆ เคลื่อนไปยังแก้วเหล้าอีกครั้งในแบบที่ตัวเองคิดว่าเนียน แต่ก็นั่นแหละ ...เปล่าเลย
ป๊าบบบ!
“โอ้ยยยยยย”   แถมยังโดนตบกะโหลกฟรีอีกหนึ่งอีกทีด้วย
“เมาแล้วจะกลับยังไง ผมไม่มีปัญญาพาคุณไปส่งหรอกนะ”
“หึ….หึหึ”
“ว่าแล้วยังจะมาทำตลกอีก”
“นี่เราสนิทกันแล้วใช่ป่ะ…”   
ลืมตัว… วาโยหน้าเจื่อนเพราะรู้สึกผิดไม่น้อยเมื่อพึ่งรู้ตัวว่าได้ลั่นกระบาลเพื่อน?แปลกหน้าที่พึ่งเจอไม่กี่ครั้ง แถมยังไม่ได้รู้ตัวตนกันเลยด้วยซ้ำไป ...แต่ดู ๆ ไปก็เหมือนอีกฝ่ายจะยิ้มออกมาคล้ายกับพอใจ
“ข...ขอโทษ มือไวไปหน่อย”
“ครับ… ไม่โกรธ”   ภัทรกรยื่นหน้าเข้าไปใกล้วาโย ระยะที่ห่างอยู่ไม่เกิน 5 เซนเล่นเอาใจทั้งคู่สั่นไม่เป็นจังหวะ ลมหายใจแรง ๆ เพราะความรู้สึกแปลก ๆ ก็ทำให้ร่างบางหน้าแดงขึ้นไม่น้อย
“เอ่อ… พ… พูดต่อสิ”   เมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังเข้ามาใกล้เพิ่มมากขึ้นทุกทีวาโยก็จำต้องเบือนหน้าหนีอย่างเลือกไม่ได้
“โอเค ๆ ...ผมเป็นลูกคนเดียว”
“ผมก็ไม่มีพี่น้อง”
“ตอนนี้เรียกตัวเองว่าเป็นกำพร้าก็ได้มั้ง แม่ผมพึ่งเสียเมื่อปีที่แล้ว ส่วนพ่อเขามีครอบครัวใหม่ไปนานแล้ว”   ร่างสูงลากยิ้มที่มุมปากเบา ๆ แม้ว่าน้ำเสียงมันจะแฝงไปด้วยความเศร้าจนอีกฝ่ายต้องแตะที่ไหล่เบา ๆ พร้อมประโยคที่ออกจะเศร้าไม่แพ้กัน
“คุณยังโชคดี ผมเสียแม่ไปตั้งแต่จำความอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“...เอ่อ ผมไม่น่าพูดเรื่องนี้เลย”
“พูดได้นะ มันเป็นแฟคที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่หรอ”   ร่างสูงพยักหน้าบาง ๆ มองอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มไม่สะทกสะท้านไม่วางตา พร้อมกันนี้เขายังต้องข่มใจไม่ให้ซ้อนทับใบหน้าหมองเศร้าของใครอีกคนเข้ามาแทนที่รอยยิ้มสดใสตรงหน้า
“แล้วตอนนี้คุณอยู่กับใคร ผมอยู่คนเดียวมาจะปีละ โคตรเหงาอ่ะ”
“ผมพึ่งย้ายมาอยู่กับพ่อได้ไม่นาน ก็ไม่ค่อยเหงาอ่ะ แต่ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับพ่อก็มีคิดถึงเพื่อนเก่าอยู่เหมือนกัน ...เรียกเหงาได้ป่ะ”
“ก็ได้นะ แปลว่าเมื่อก่อนคุณไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพหรอ”
“ก็ไม่เชิงหรอก… ผมเคยอยู่กรุงเทพจนเจ็ดขวบแล้วก็ย้ายไปอยู่ที่นึง”
“แล้วคุณมาจากที่ไหน”
“..........”   ร่างบางเม้มปากเรียบนิ่ง ดวงตากลมทอดมองออกไปอย่างกังวลจนคนข้าง ๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ...วาโยเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้อย่างตั้งใจ ถ้ามันไม่มีอะไรจริง ๆ ทำไมถึงไม่ยอมให้คำตอบแก่เขา
“คำถามผมยากไปหรอ”
“ป...เปล่า”
“แต่คุณกำลังเงียบและไม่ตอบผมนะ ...มีอะไรรึเปล่า”   มือหนาเชยคางอีกฝ่ายให้หันมาสบตา ดวงตาหลุกหลิกดูจะนิ่งขึ้นเพราะเริ่มเกิดความเขินการจ้องตาของอีกฝ่ายเข้ามาแทนที่
“ผ...ผมพูดเรื่องนี้ไปแล้ว คุณไม่ได้ตั้งใจฟังเอง เรื่องอะไรผมจะต้องพูดซ้ำ”
“ผมว่าผมตั้งใจฟังคุณตลอดนะ ...อย่ามาหลอกผม”
“คุณคงจะเมาจริง ๆ แล้วล่ะ ...ผมพูดไปแล้ว”   มือเล็กยันที่อกภัทรกรเบา ๆ ก่อนจะพาตัวเองลงมาจากเก้าอี้หมายจะเดินออกไปจากร้าน จนร่างสูงคว้าข้อแขนเอาไว้แทบไม่ทัน
“จะไปไหนครับคุณวาโย”
“ก็คุณเมาแล้วผมก็กลับสิ”
“ผมไม่ได้เมา แล้วคุณก็ยังไม่ได้ตอบคำถามผมด้วย ไหนคุณบอกว่ายินดีให้ผมพิสูจน์ไง”
“.......”   ร่างบางไม่ตอบแต่ถอนหายใจทิ้งแล้วพยายามบิดข้อมือให้พ้นจากการเกาะกุมแทน
“โอเค ผมยอมแล้ว ผมเมา… ผมจำไม่ได้เองว่าคุณพูดอะไรไปบ้าง”   ถึงจะรู้สึกแปลก ๆ ที่ตัวเองยอมอีกฝ่ายง่าย ๆ แต่ภัทรกรก็ไม่ได้มีหนทางที่ดีมากนัก ตอนนี้เขาต้องถือคติเอาน้ำเย็นเข้าลูบเท่านั้น
“ก็ดี… งั้นวันนี้ผมกลับก่อนก็แล้วกัน”   มือเล็กได้จังหวะบิดข้อมือจนได้เป็นอิสระ คิ้วเรียวกระตุกเบา ๆ เยาะเย้ยคนที่ยอมก้มหน้าเป็นผู้แพ้ แต่ถึงการก้าวขาของเขามันจะเร็วแค่ไหนมันก็ยังสู้ช่วงขาที่ยาวกว่าของอีกคนไม่ได้อยู่ดี
“นี่! ผมยังไม่ให้คุณกลับนะ”   ภัทรกรหยิบแบงค์พันสองใบในกระเป๋าวางทิ้งไว้บนโต๊ะลวก ๆ ก่อนจะก้าวยาวเข้าไปขวางทางคนที่กำลังจะผลักประตูร้าน
“แต่ผมจะกลับ คิดว่าตัวคุณเองจะสั่งผมได้รึไง”
“แต่เรายังคุยกันได้นิดเดียวเอง”
“วันนี้ผมพูดไปเยอะแล้ว คุณก็กลับห้องนอนเถอะ”   ร่างบางพยายามเบี่ยงตัวเพื่อจับบานประตู แต่ภัทรกรก็ยืนขวางกรอบประตูด้านมือจับจนวาโยแทบจะหมดหนทาง
“คุณจะปล่อยให้ผมกลับคนเดียวหรอ ผมเมานะ”
“หึ… จะไปตกรถตกเรือหรือโดนจับเข้าตารางที่ไหนก็เรื่องของคุณ เหล้านั่นก็กินเอง ผมไม่ได้จับกรอกปากซักหน่อย”
“แต่คุณบอกว่าจะมานั่งเป็นเพื่อนผมนี่ จะทิ้งกันหรอครับ”   ภัทรกรบู้หน้าอ้อนคนที่กำลังกอดอกหัวเสีย ไม่รู้ล่ะ งานนี้จะให้ไอ้ภัทรทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มีทางที่จะปล่อยวาโยกลับไปง่าย ๆ แน่
“ก็คุณชวนผมมาไง!”
“แต่คุณก็ตอบตกลงเองนะ”
“ผมแค่อยากจะมาพิสูจน์ว่าผมไม่ใช่เพื่อนคุณ”
“งั้นคุณก็ยังกลับไม่ได้ ...เพราะผมยังไม่เชื่อ”
“เพราะคุณไม่ฟังผมไงล่ะ ไม่เชื่อก็เรื่องของคุณเถอะ”
“งั้นผมสรุปเลยแล้วกันว่าคุณก็คือชลนทีนั่นแหละ และคุณอาจจะลืมผมไปจริง ๆ หรือไม่...ก็แค่แกล้งลืม”
“คุณภัทร!”
“ว่าไงครับ ...คุณช ออ ...คุณวาโย!”
“ขอโทษนะ คุณจะยืนตรงนี้อีกนานมั้ย”
“ขอโทษครับ”   เสียงชายแปลกหน้าทำให้ศึกย่อม ๆ สงบลง ภัทรกรรีบขอโทษขอโพยและย้ายร่างตัวเองออกมาให้พ้นกรอบประตูทันที ชายคนนั้นผลักบานประตูออกไปแทบจะทันทีเพราะมายืนรออยู่นานแล้ว แต่ที่ทำให้ร่างสูงรู้สึกหมั่นไส้ได้สุด ๆ ก็คงจะเป็นร่างบางที่โบกมือร่ำลาเบา ๆ แล้วยิ้มร้ายเดินตามชายคนนั้นออกไปก้าวต่อก้าว
“บายยยยยย”
“คุณวา…. โอ๊ยยยยย!!”   เสียงโอดโอ๊ยดังสนั่นขึ้นจากปากคนที่เอามือไปขวางประตูที่กำลังจะปิดแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ มือหนากลายเป็นที่รองรับนุ่ม ๆ สำหรับบานประตูที่เด้งกลับมาด้วยความเร็ว ...และแน่นอนเสียงร้องจ๊ากนั่นก็บรรยายความเจ็บตัวได้เป็นอย่างดี

มุกเจ็บตัวรีรัน
เอาวะไอ้ภัทร
ลองเล่นอีกซักรอบมันจะเป็นไรไป

อย่างน้อย… สีหน้าคนที่กลับมาดูมันก็แปลว่าได้ผลล่ะวะ ...หึหึ
.
.
.
“โอ๊ยย โอ๊ยยยยย โอ๊ยยยยยยยยย เบา ๆ สิครับคุณวาโย ผมเจ็บนะ”

“สมน้ำหน้า”

“โอ๊ยยยยยยยยยย”   ภัทรกรนิ่วหน้าร้องเสียงหลงเมื่อพยาบาลจำเป็นดัดนิ้วกลางที่กำลังบวมแดงเต็มแรง ไอ้ครั้นจะดึงมือหนีก็เห็นจะสู้รังสีอำมหิตที่โผล่มาจากใบหน้าวาโยไม่ได้ ก็จะไม่ให้ร่างบางแสดงอาการหงุดหงิดได้ยังไงล่ะ ก็ไอ้คนสำออยนี่ใช้การเจ็บที่เขาไม่ได้ก่อลากเขามาถึงคอนโดได้สำเร็จ ...ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่มีทางได้เห็นวาโยที่นี่หรอก
“จะร้องทำไมนักหนาเนี่ย ถ้ายังโวยวายผมไม่นวดให้แล้วนะ”
“ก็มันเจ็บ เบามือหน่อยสิครับ เดี๋ยวมือผมก็หักพอดี”
“หักซะได้ก็ดี ใครใช้ให้โง่เอามือไปรองประตู จะด่าว่าโง่เหมือนควายก็ยังสงสารควาย ...หึ”
“โห… ด่ามาให้จบ ๆ ไปเลยดีกว่าแบบนี้”
“ควายยยย”  เสียงเน้น ๆ ยานครางฟังยังไงก็ชัดเจนในความหมาย ร่างบางยิ้มกระล่อนขณะที่ยังนวดสี่นิ้วที่บาดเจ็บของอีกฝ่ายโดยไม่คิดจะเบามือลงแม้แต่น้อย ...หึ เมื่อกี้ก็ยังลากเขาขับรถกลับมาเองได้แท้ ๆ พอถึงคอนโดเป็นง่อยซะงั้น
“ก็เพราะคุณนั่นแหละ ผมถึงต้องเจ็บตัว”
“ผมทำอะไรไม่ทราบ ...นี่!! อยู่นิ่ง ๆ สิโว้ย!!”  ดูเหมือนวาโยจะหงุดหงิดไม่น้อยที่ร่างสูงพยายามจะดึงมือหนีตลอดเวลา เดี๋ยวพอไม่ทำให้ก็จะมาหน้าหงิกหน้างอทำตัวหน้าสมเพชขึ้นมาอีก ขนาดทำท่าไม่สนใจก่อนหน้านี้ยังทำซึมจะเป็นจะตาย

นี่ไม่ได้เป็นห่วงหรอกนะ… แต่รำคาญ!
“ก็คุณทำเจ็บนี่หว่า”
“ถ้าไม่หยุดพูด ผมจะกลับเดี๋ยวนี้ละนะ”
“.............”   ภัทรกรหุบปากเงียบทันที รอยยิ้มผุดขึ้นเต็มใบหน้าคม เขามองวาโยที่กำลังจัดการกับรอยช้ำที่มือตัวเองด้วยใจที่คล้ายจะเป็นสุข ดวงตากลมนั่นช่างดูละเอียดอ่อนยามเมื่อตั้งใจทำอะไรซักอย่าง เรียวปากบางที่บ่นอุบตลอดเวลาก็ชวนให้หลงใหลเสียเหลือเกิน

ยิ่งมอง
ยิ่งใกล้
ยิ่งสัมผัส
ร่างบางตรงหน้านี้ไม่มีส่วนไหนที่ต่างไปจากชลนทีเลยซักนิด

“นั่งเงียบ ๆ แต่แรกก็จบไปล่ะ”
“ก็ถ้าผมพูดต่อ คุณก็อดจับมือผมน่ะสิ”   ร่างบางมองค้อนขึ้นสบตาทันที แต่เมื่อปะทะกับดวงตาคมที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้วก็ดันรู้สึกอุ่น ๆ ขึ้นมาบนใบหน้าซะงั้น
“ราตรีสวัสดิ์ ผมกลับดีกว่า”   ร่างบางฉีกยิ้มกว้างทั้งที่ยังรู้สึกร้อน ๆ ที่ใบหน้า พยายามปล่อยมือออกจากมือหนาเก้ ๆ กัง ๆ เพราะอีกฝ่ายเริ่มกระชับมือขึ้นจนรู้สึกแปลก ๆ
“เดี๋ยวสิครับ…. จริง ๆ แล้วมันเป็นผมเองที่อยากให้คุณจับมือผม ผมยังไม่อยากให้คุณกลับ”
“...........!!”

ไอ้มือเวรเอ๊ยยยยย พยายามอีกหน่อยสิวะ ปล่อยให้เขาจับอยู่ได้

“ดึกแล้ว คุณพักที่นี่ก็ได้ กลับตอนนี้มันอันตราย”
“อยู่กับคุณน่าจะอันตรายกว่า” แน่ล่ะสิ ไอ้มือกาวนี่ขนาดบวมแดงเลเวลนี้ยังมีปัญญาล็อคมือเขาไม่ให้หลุดไปได้อีก นี่ถ้าไม่เห็นกับตาว่าเป็นแผลจริงที่ผ่านมาคงนึกว่าแอคติ้ง ...หึหึ
“คุณกลัวอะไรผม… ผมมีอะไรน่ากลัวตรงไหนอ่ะ”   ร่างสูงก้มมองตัวเองแล้วส่งสายตาล้อ ๆ ไปให้วาโย ร่างบางที่สีแก้มเริ่มเปลี่ยนออกแรงในการดึงมือมากขึ้นจนร่างสูงต้องยอมปล่อยให้เป็นอิสระในที่สุด
“โอ้โห… ความไม่รู้ตัวนี้”   วาโยกรอกตามองบนแทบจะครบสามร้อยหกสิบองศา ภัทรกรหลุดขำก๊ากเมื่อเห็นท่าทางของคนตรงหน้า ร่างสูงอาศัยจังหวะนี้ค่อย ๆ ขยับตัวให้พื้นที่บนโซฟาลดน้อยลง
“ฮาๆๆๆๆ ดูคุณทำหน้าเข้าสิวาโย ...หน้าคุณตอนนี้แม่งสยองกว่าผมแน่ ๆ”
“ไอ้คุณภัทร!!! เฮ้ย!!! ทำบ้าไรเนี่ย!!!” ถึงคราวร่างบางร้อนโวยวายบ้างเมื่อจู่ ๆ คู่สนทนาก็ทิ้งหัวลงกับหน้าตักเขาโดยไม่บอกล่วงหน้า แถมยังไถหัวไปมาเพื่อให้ได้ท่าที่สบายอย่างถือวิสาสะ
“นอน…”
“นี่คุณ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“ไม่ครับ”   คนในตักยิ้มกว้างเมื่อตัวเองอยู่ในท่าทางที่สบายสุด ๆ ตักเล็กอุ่น ๆ มันค้านกันกับประโยคโวยวายของผู้เป็นเจ้าของ สองแขนของวาโยกางขึ้นกลางอากาศเพราะไม่รู้ว่าควรจะวางมันไว้ตรงไหน หรือควรจะผลักไสหัวหนัก ๆ นี่ออกไปยังไงดี
“คุณภัทรผมจะกลับบ้าน ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้นะ”
“ผมขออยู่แบบนี้ซักพักไม่ได้หรอ”   ภัทรกรหลับตาลงซะดื้อ ๆ เลยอดได้เห็นแววตาสับสนของคนที่ถอนหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ รางบางทิ้งตัวเองพิงลงกับโซฟา สองแขนปล่อยลงข้างตัวในท่าที่ไม่ถนัดนัก
“คุณทำแบบนี้กับทุกคนที่พึ่งรู้จักเลยรึไง”
“...........”      ร่างสูงส่ายหน้าเบา ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาอยู่
“ผมให้เวลาคุณแค่สิบนาทีนะ…”   น้ำเสียงที่อ่อนลงยิ่งทำให้ร่างสูงไม่คิดจะลืมตา ...แค่นาที หรือวินาที มันก็มีค่ากับเขาทั้งนั้น
“ผมขอพูดเรื่องชลนทีอีกครั้งได้มั้ย… แค่อีกครั้งเดียว…”
“อืม…”   โทนเสียงที่ฟังดูหม่นเศร้าทำให้วาโยยากที่จะปฏิเสธ ดวงหน้าคมที่หลับตาสนิทอยู่บนตักคล้ายจะผ่อนคลายที่สุดนับตั้งแต่เจอกัน
“ชลนที เขาเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน ...ไม่สิ ...เท่าที่ผมรู้คือผมเป็นเพื่อนคนเดียวของเขา มันน่าตลกนะ ที่สุดท้ายคนที่เรียกตัวเองเต็มปากว่าเพื่อนแบบผมก็ปกป้องเขาไม่ได้เลยซักนิด เราทำเป็นไม่รู้จักตัวตนกันทั้งที่โรงเรียน หรือที่ไหนก็ตามที่มีสายตาคนอื่นมองมา ...คุณรู้มั้ย ไม่ใช่เพราะว่าผมอาย แต่เป็นเพราะผมอยากปกป้องเขา”   เสียงทุ้มระบายความหม่นเศร้าที่เต็มอกออกมา วาโยก้มมองเปลือกตาที่ปิดสนิทอย่างพินิจ ก่อนที่มือเรียวจะวางลงเบา ๆ บนอกของคนในตัก
“..........”
“แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันผิด สิ่งที่ผมควรทำคือออกไปปกป้องเขาในที่แจ้งโดยไม่สนสายตาคนมากกว่า….”   มือหนายกพาดทับมือของวาโยบนแผงอก ร่างสูงไม่ได้ออกแรงบีบใด ๆ เขาแค่ต้องการให้ใจตัวเองรู้สึกอุ่นขึ้นเท่านั้น
“มันไม่ได้ผิดหรอก คนเราก็มีวิธีแสดงออกกับเพื่อนที่ต่างกันไม่ใช่หรอ ...วิธีที่คุณทำมันอาจจะเป็นวิธีที่ดีสำหรับคุณและชลนทีก็ได้”   วาโยหงายมือขึ้นบีบฝ่ามืออีกฝ่ายเบา ๆ ดวงตากลมมองใบหน้าอีกฝ่ายเพราะสติของเขาอยู่กับน้ำเสียงของคนในตักประโยคต่อประโยค
“ผิดสิ… มันผิดเพราะผมไม่ได้คิดกับชลแค่คำว่าเพื่อน…”
“..........”
“ผมผิด”   หยดน้ำใส ๆ ไหลผ่านหางตาภัทรกรนิ่งเฉียบ ร่างสูงยังคงนอนหลับตานิ่งอยู่แบบนั้นทั้ง ๆ ที่น้ำตากำลังไหลออกมาเป็นสายจนวาโยอดแปลกใจไม่ได้ คนที่ดูเหมือนเข้มแข็งกำลังร้องไห้เพียงเพราะคนคนนึง
“...คุณ……..”   ร่างบางบีบมือหนาแรงขึ้นเพื่อหวังให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าอย่างน้อยวินาทีนี้ก็มีเขาคนนึงที่จะพยายามรับฟัง
“ผมรักเขา… ผมรักชล….”   ภัทรกรเบี่ยงหน้าเข้าหาช่วงลำตัววาโยเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะสะอึกสะอื้นในอีกไม่กี่วินาที ร่างบางไม่ได้ขัดขืนหรือส่งเสียงใดห้าม แล้วก็เป็นไปตามคาดไม่นานนักภาพวันวานก็แล่นเข้าหัวจนเขารั้งความอ่อนแอไว้ไม่อยู่ กลิ่นไอกรุ่น ๆ ของร่างกายที่กำลังซุกหน้าก็ยิ่งทำให้ภัทรกรร้องไห้นักเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณ

ความรู้สึกที่ได้ของหายคืน… แต่ดันไม่ใช่ชิ้นเดิม…
วาโย… ที่ไม่ใช่ชลนที…

“...ร้องออกมานะคุณภัทร รู้สึกยังไงก็ระบายออกมา”   มือเรียวไล้ผ่านเส้นผมคนร้องไห้ช้า ๆ เอาเข้าจริงสีหน้าวาโยตอนนี้ก็เหมือนคนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรรู้สึกแบบไหนกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“ผมคิดถึงเขา… คิดถึงมาก คิดถึงจนผมอยากจะลืม ๆ เขาไปซะแต่ผมก็ไม่เคยทำได้เลยซักครั้ง”
“...........”      วาโยรู้ดีว่าสิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คงจะเป็นเงียบฟังเสียงอู้อี้ที่พอจับใจความได้
“ชลหายไปโดยที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหายไปไหน ...ผมทำอะไรไม่ได้เลย ทั้งที่อยากจะไขว่คว้าชลให้กลับมาใจจะขาด”
“...........”   ดวงตาคมกระตุกวูบ แววตาที่แสดงออกบอกชัดว่าตอนนี้วาโยเข้าใจแล้วว่าเหตุใดภัทรกรถึงมั่นอกมั่นใจนักว่าเขาคือชลนที

ภัทรกรไม่ได้รู้สึกมั่นใจ ...เพียงแต่รู้สึกว่าวาโยคือความหวัง

“ถ้าผมขออะไรได้ซักครั้ง… ผมจะขอให้ชลนทีไม่หายไปไหน ตอนนี้ผมมีแค่คุณ… คุณไม่หายไปจากผมได้มั้ย”   คนที่ซุกหน้าลืมตาแดง ๆ เอี้ยวหน้าขึ้นมองเจ้าของตัก ดวงตากลมวูบไหวเมื่อร่างสูงส่งสายตาคล้ายอ้อนวอนตามที่พูด เสียงหัวใจดวงเล็ก ๆ เริ่มดังถี่ขึ้นเมื่อภัทรกรอาศัยจังหวะที่เขาเผลอใช้มือโน้มคอลงมาเพื่อประกบปากนิ่ง ก่อนจะขยับเน้นจุดสัมผัสอย่างเนิบ ๆ

สัมผัสเอื่อย ๆ แต่เนิ่นนานมันดูสุภาพอ่อนหวานจนไม่อาจทำให้ร่างบางปฏิเสธได้

ส่วนคำขอนั่น
ถ้าตามหลักความสัมพันธ์ทั่วไปของมนุษย์ที่พึ่งจะรู้จักกัน… วาโยก็ควรจะปฏิเสธมัน
.
.
.
กริ้งงงงงงงงงงง! เสียงกริ่งบอกเวลาเข้าเรียนทำให้ธนายอมละสายตาจากเหตุการณ์ตรงหน้า พร้อมแตะบ่าเพื่อนสนิทเป็นคำเตือนว่าควรเลิกสนใจเกมในมือแล้วเข้าเรียนกันได้เสียที
"ไปมึง คาบนี้ถ้าสาย ครูสุนีย์แม่งด่าจนหูกูตึงแน่ ๆ "
"มึงไปก่อนเลย เดี๋ยวกูตามไป"
"อะไรของมึงวะ จะหนีไปดูดบุหรี่อีกอ่ะดิ"
“เออ”   ภัทรกรตอบสั้น ๆ เป็นการตัดรำคาญ โดยที่ผู้เป็นเพื่อนไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าดวงตาคมของเขามันเอาแต่จ้องไปยังลานปูนกลางแดดจ้านั่น ร่างบางที่นั่งกอดเข่าบนพื้นซีเมนต์มาร่วมชั่วโมงเริ่มมีอาการสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ก้มหน้าลงกับเข่าตัวเองตอนนี้มีสีหน้าแบบไหน รู้สึกยังไง แล้วทำไมต้องทำแบบนั้น
“กูเปลี่ยนใจล่ะ ไปเรียนกันเหอะว่ะ”   ร่างสูงลุกขึ้นจากม้าหินอ่อนโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองคนที่ยังนั่งกอดเข่าอยู่กลางแดด เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกแบบไหนดี สงสาร เห็นใจ สมน้ำหน้า สมเพช หรือไม่ควรรู้สึกอะไรเลย
"ชล… ชล… "   เสียงกระซิบเบา ๆ ผ่านริมฝีปากหนาเพียงเพื่อให้ตนเองได้ยิน ภัทรกรเรียกชื่อนั้นซ้ำ ๆ ในทุกก้าวเดิน สองขาที่เดินตามผู้เป็นเพื่อนไม่ได้สอดคล้องกับเรื่องราวที่ยังพะวงและกังวลในหัว ทั้งที่รู้ว่าชลนทีกำลังต้องการใครซักคน แต่ทำไมจึงเลือกที่จะเดินจากมาโดยไม่คิดกลับหลังไปมอง

…ถ้าในความฝันนี้เลือกทางเดินใหม่ได้ เขาจะไม่เดินจากมาและปล่อยให้นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่เขาเห็นชลนทีในโรงเรียน
.
.
.
ปั๊กกกกก!! ร่างสูงที่ตกอยู่ในห้วงความฝันเมื่อครู่กระพริบตาถี่ขึ้นเมื่อสองแขนไล่ไขว่คว้าความฝันจนร่างตกลงมาข้างโซฟาที่เขาเผลอหลับไปทั้งคืน ก็แปลกดีที่ฝันครั้งนี้แสนเรียบง่ายแต่ดันน่ากลัวกว่าทุกค่ำคืน

ก็เพราะว่ามันใกล้เคียงความจริงมากยังไงล่ะ
มันเหมือนเขาถูกสมองรีรันเหตุการณ์จริงมากเสียกว่าความฝัน…

และภาพที่ลืมตาตื่นขึ้นมาไม่เจอใครบางคนที่อยากเจอก็เช่นกัน

จะว่าเขาไม่คาดหวังก็ไม่ถูกนัก เมื่อคืนหลังจากเผลอทำให้อีกฝ่ายตกใจจากจุมพิตเรียบ ๆ นั่น ความเงียบก็ยึดอำนาจทั้งห้องจนเป็นฝ่ายเผลอหลับไปในที่สุด ไม่อยากวาดฝันนักว่าจะได้เจอชลนทีเมื่อยามตื่น คงไม่มีเหตุผลอะไรให้เขาอยู่ที่นี่จนถึงเช้าความรู้สึกที่ผสมกับความฝันที่พึ่งตื่นมันก็แค่โหวง ๆ เท่านั้น
‘ที่ผมจูบคุณ ผมไม่ได้คิดว่าคุณคือชลนทีนะ…’
ภัทรกรมองตัวอักษรที่เขาพิมพ์ผ่านโปรแกรมแชท พยายามทบทวนมันทีล่ะตัวอักษร คงไม่ดีแน่ถ้าเขาใช้คำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายไม่ชอบใจ เรียวนิ้วกดลบทีล่ะตัวก่อนจะบรรจงลงแป้นพิมพ์เพื่อเรียบเรียงประโยคใหม่ ...พิมพ์ ๆ ลบ ๆ จนกว่าตัวเองจะนึกพอใจนั่นล่ะ
‘เรื่องที่ผมจูบคุณ คุณไม่โกรธใช่มั้ย’
‘ผมขอโทษนะครับ ผมไม่อยากให้คุณหายไป’
‘ที่ผมบอกว่าไม่อยากให้คุณหายไป ไม่ใช่เพราะผมคิดว่าคุณคือชลนที คนที่ผมจูบก็ไม่ใช่ชลนที ที่ผมรู้สึกตอนนี้ผมคิดว่ามันมีเพื่อคุณ…. วาโย’         ประโยคสุดท้ายที่เขามั่นใจถูกกดส่งไปยังปลายทางด้วยมือสั่น ๆ ร่างสูงวางโทรศัพท์คว่ำลงข้างตัว เขาไม่รู้ว่าวาโยจะเปิดอ่านข้อความนี้มั้ย หรือจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เขาต้องการจะบอก หลายนาทีผ่านไปโทรศัพท์เครื่องนี้ก็ยังเงียบไร้การตอบรับอยู่เช่นเดิม เม็ดเหงื่อเริ่มผุดออกมาทั่วกรอบหน้าเพียงเพราะเขากำลังลุ้นในผลลัพธ์ ก่อนที่หยดเหงื่อเหล่านั้นจะไหลออกมาทั่วร่างจนมือสั่น ๆ เปียกชื้นหลังจากที่เสียงแจ้งเตือนข้อความผ่านโปรแกรมแชทดังขึ้น...

Thana : ‘อะไรของมึงไอ้ภัทร ชลนทีไหน? วาโยคือใคร?’

ภัทรกรจะจำไว้ ว่าครั้งหน้าให้รอบคอบมากกว่านี้




ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 8
“เมื่อความลับ ไม่อาจเป็นความลับ”


“ไอ้ภัทร ถ้ามึงไม่พูดกูจะเดาเองแล้วนะเว้ย” เจ้าของห้องอย่างภัทรกรเหลือบตาขึ้นมองแขกอย่างธนาด้วยความสับสนในหัวที่มันกำลังต่อสู้กัน เขารู้ดีว่าเพื่อนสนิทคนนี้เป็นห่วงเขาแค่ไหน ถึงได้รีบบึ่งมาทั้ง ๆ ที่พึ่งออกเวรเช้า แต่จะให้เขาเริ่มพูดยังไง มันไม่ง่ายเลยสำหรับเรื่องที่เขาไม่เคยคิดแม้แต่จะปริปากพูด
“ต้า… กู…”
“มึงกับไอ้ชลตอนนั้นมันมีอะไรมากกว่าที่กูเห็นใช่มั้ย”   เสียงเรียบเริ่มคาดเดาในสิ่งที่ตัวเองคิด จริง ๆ แล้วข้อความประหลาดที่ภัทรกรบังเอิญส่งผิดเมื่อเช้าก็คงไม่ได้ทำให้เขากังวลเท่าไหร่นัก ถ้ามันไม่สามารถผูกกับอาการฝันเรื่องเดิมที่ไม่เคยจบสิ้นของร่างสูงผู้เป็นเพื่อน
หรือความความสัมพันธ์ของของภัทรกรกับชลนทีมันมีมากกว่านั้น มากกว่าที่เขาและเพื่อนคนอื่น ๆ รับรู้ เพราะว่านอกเสียจากภัทรกรจะคอยห้ามทับเวลาที่อิทธิและทศพลฉุนเฉียวใส่ชลนที ภัทรกรก็ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับคนในความฝันให้ได้เห็นอีกเลย

เว้นเสียแต่ว่าทุกเรื่องเกิดขึ้นลับหลังธนา

“...กูขอโทษว่ะ”   ภัทรกรยกสองมือขึ้นกุมศรีษะโดยไม่รู้ตัว ธนาถอนหายใจพรืดใหญ่ทิ้งตัวเอนลงไปกับโซฟา สุดท้ายสิ่งที่เขาสงสัยอยู่ลึก ๆ ในใจมานานมันก็เป็นความจริงจนได้ มันมีสิ่งที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับเพื่อนคนนี้และคนในความฝันอยู่จริง ๆ
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่วะ”
“กูรักชล…”   ถึงแม้ว่าน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจนั่นจะชวนให้ตกใจเมื่อได้ยินกับหูไม่น้อย แต่ธนาก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติราวกับไม่ได้ยินอะไรที่ทำให้เครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด
“ตั้งแต่ตอนไหน กูเพื่อนสนิทมึงนะเว้ย ทำไมกูไม่รู้เหี้ยอะไรเลย แล้วคนอื่นในกลุ่มพวกเรามีใครรู้เรื่องนี้รึเปล่า”
“ไม่มีใครรู้เรื่องนี้หรอก พอดีช่วงเปิดเทอมม.6มันมีเหตุให้กูได้เข้าใกล้ชล มันก็เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น กูไม่ได้อยากจะปิดบังอะไรแต่มันจำเป็น กูคงไม่มีหน้าเล่าให้พวกมึงฟังหรอกว่ากูใจสั่นกับไอ้เอ๋อที่พวกมึงรังเกียจนักหนา”   ธนาหน้าเสียไปเล็กน้อย ถึงแม้ตัวเขาเองจะไม่ได้รังเกียจอะไรชลนทีนักหนาแต่ก็ต้องยอมรับว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่มเพื่อนก็คอยหาจังหวะแกล้งชลนทีทุกครั้งที่มีโอกาส และตัวเขาเองก็ยังหัวเราะกับเหตุการณ์พวกนั้นด้วยความคะนอง

ตอนนั้นที่เข้าใจว่าภัทรกรเสตามองไปทางอื่นและทำตัวนิ่งเฉยกับทุกเหตุการณ์เพราะความเบื่อหน่าย
สุดท้าย... ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น

...
   “นั่น ไอ้เอ๋อ... สงสัยเที่ยงนี้กูจะมีเรื่องสนุกแล้วว่ะ”   อิทธิกระตุกยิ้มบางพร้อมส่งสัญญาณให้คนอื่น ๆ สังเกตเพื่อนร่วมชั้นที่ฟุบตัวนอนอยู่ที่โต๊ะหินอ่อน ‘ชลนที’ หมอนี่เป็นเป้านิ่งสำหรับอิทธิมานานเพราะหลายเรื่องที่คนคนนี้ทำมันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด ไม่ว่าจะสายตาที่มองอย่างจองหอง คำพูดคำจาที่ไม่ลื่นหู หรือการขัดทุกคำสั่งโดยไม่มีท่าทางเกรงกลัว

คนอย่างอิทธิถ้าอยากชนะก็ต้องชนะ
แต่คนที่เหมือนจะอ่อนปวกเปียกคนนี้กลับไม่เคยอยู่ใต้อำนาจเขาได้เลยซักครั้ง

   “เล่นอะไรดีล่ะมึงวันนี้”   ทศพลเอ่ยขึ้นพาดแขนลงที่ช่วงไหล่ของผู้เป็นเพื่อน แววตาวาววับมองตามไปราวกับผู้สนับสนุน
   “มึงอิ่มรึยังไอ้ภัทร”   อิทธิหันไปถามเพื่อนอีกคนที่ยืนดูดน้ำหวานในแก้วนิ่ง ๆ ราวกับไม่ได้สนใจอะไร ร่างสูงบ่ายเบี่ยงด้วยการส่ายหน้าเบา ๆ และแสดงสีหน้าคล้ายเบื่อกับเรื่องราวพวกนี้เต็มทน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิทธิมองชลนทีเป็นเพียงของเล่นระบายอารมณ์ชิ้นนึง
   “อะไรของมึง”
   “เอาน่า กูยืมหน่อย เดี๋ยวไปซื้อให้ใหม่”
   “เรื่องเหี้ยอะไรล่ะ”   ภัทรกรปฏิเสธทำให้อิทธิต้องมองหาอุปกรณ์ชิ้นใหม่ ซึ่งก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนั้น มันเป็นน้ำอีกแก้วที่อยู่ในมือธนา และแน่นอนมันน่าสนุกกว่าเพราะเจ้าตัวพึ่งจะดื่มเข้าไปเพียงไม่กี่อึก
   “เชี่ย มึงจะทำอะไร สงสารมัน”   ธนาพูดออกไปตามที่คิด แม้รู้ดีว่าคงไม่อาจห้ามความคิดของเพื่อนได้ แต่แล้วก็คงเป็นโชคดีที่สุดท้ายแล้วน้ำแก้วนั้นไม่ได้ทำร้ายใครให้ธนารู้สึกผิด
   เพราะเสี้ยววินาทีต่อจากนั้นภัทรกรก็เดินเข้าไปสาดแก้วที่เหลือเพียงแต่ก้อนน้ำแข็งเข้าช่วงหลังของคนที่ฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะจนเจ้าตัวต้องสะดุ้งเฮือกขึ้นมา อิทธิยิ้มอย่างสะใจแม้จะอดหงุดหงิดไม่ได้ว่ามันไม่ควรจะเป็นแก้วน้ำแข็งแห้ง ๆ แบบนั้น ภัทรกรเดินกลับมายังกลุ่มเพื่อนเพื่อกระตุกยิ้มในแบบที่อ่านความรู้สึกอะไรแทบไม่ได้
...

ตอนนั้นธนาไม่ได้สังเกตอะไรเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะสายตาที่มองเหลียวหลัง
ไม่ว่าจะการขอปลีกตัวออกไปหลังเกิดเรื่อง
แต่ตอนนี้เพียงแค่นึกภาพเหตุการณ์เขาก็พอจะนึกออกว่าภัทรกรทำแบบนั้นลงไปทำไม
นั่นมันก็แค่วิธีช่วยเหลือที่ธนาคาดไม่ถึง...

“ไอ้ภัทร พวกกูก็ไม่ได้รังเกียจอะไรชลมันนักหนาป่ะวะ ถ้ามึงพูดซักคำ กูอาจจะแค่งง ๆ ที่มึงชอบผู้ชาย แต่กูก็ไม่ใจร้ายหักอกเพื่อนตัวเองหรอก อีกอย่างมึงก็รู้ว่ากูออกจะสงสารไอ้ชลมันด้วยซ้ำ”
“สำหรับมึงอาจจะใช่ แต่กับไอ้ทศ ไอ้เอิร์ธ ...ไม่ใช่”
“มึงก็เลยต้องเก็บไว้คนเดียวแบบนี้”
“หึ มึงก็คงจะนึกภาพออกว่าถ้าไอ้สองคนนั่นรู้เข้า ...ชลจะเป็นยังไง”

“มึงไม่ต้องมาห้ามกูไอ้ต้า มึงดูสายตาที่ไอ้เอ๋อนั่นมองกู ถ้าวันนี้กูไม่ได้เอาเลือดหัวแม่งออก อย่ามาเรียกกูว่าไอ้เอิร์ธ! มึงก็เหมือนกันไอ้ภัทรลากมันไปจัดการทีไร กูก็เห็นแม่งกลับมามองหาตีนกูได้ทุกที!”

ภาพในวัยมัธยมปลายปรากฏขึ้นมาในหัวของธนาอีกรอบ อิทธิที่กำลังเกรี้ยวกราดแทบจะพุ่งร่างเข้าไปตะบันหน้านักเรียนชายอีกคนที่ถูกขนานนามว่ามีอาการที่ไม่ปกติ หลายครั้งหลายคราที่เขาต้องคอยห้ามเพราะกลัวจะติดร่างแหเข้าห้องปกครองไปด้วย และก็ไม่น้อยเช่นกันที่ภัทรกรมักจะเป็นฝ่ายอาสาจัดการชลนทีแทนเพื่อน ที่ธนาไม่ได้เอ่ยห้ามอย่างจริงจังในวันนั้นก็คงเพราะยังอยู่ในสภาวะวัยรุ่นเลือดร้อน แต่ในฐานะที่ตัวเองอยู่ในสายอาชีพแพทย์แบบตอนนี้ นึกย้อนไปทีไรเขาก็รู้สึกผิดกับชลนทีทุกครั้งไป
“ที่มึงจัดการไอ้ชลทีไร กลับมาเนื้อตัวสะอาดทุกครั้งก็เพราะแบบนี้ใช่ป่ะวะ” ธนาขำบาง ๆ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีอะไรน่าตลก
“เออ ก็ถ้าไม่ทำงั้น ไอ้เอิร์ธก็ไม่หยุดบ้าซักที”
“งั้นที่มึงโดดซ้อมบาสจนต้องออกจากทีมไม่ได้เป็นเพราะแม่มึงให้อ่านหนังสือสอบอย่างที่บอกพวกกู”
“กูต้องคอยไปส่งชลตอนเย็นเวลาอาเขาไม่ว่าง กูปล่อยให้เขากลับคนเดียวไม่ได้ เป็นห่วงว่ะ แล้วไหนจะต้องคอยหลบพวกมึงกับคนอื่น ๆ ที่โรงเรียนอีก ...กูคิดดีแล้วที่ทำแบบนั้น”
“นับถือมึงเลยว่ะ รู้สึกขนาดนี้ เก็บไว้คนเดียวได้ไงวะ”
“บางทีกูยังงงตัวเองเลย”   ถึงตาภัทรกรหัวเราะให้ชีวิตตัวเองบ้าง แต่ท่าทางฝืนยิ้ม ฝืนหัวเราะเมื่อคิดถึงเรื่องเก่า ๆ ก็เล่นเอาธนาต้องยื่นมือตบบ่าเบา ๆ เพื่อบอกว่าอย่างน้อยวันนี้ก็คงจะมีใครซักคนที่เข้าใจ
“เพราะงั้นมึงเลยจมอยู่กับไอ้ชลทุกครั้งที่หลับ”
“กูจมกับความรู้สึกผิดมากกว่า กูแค่รู้สึกว่าถ้าวันนั้นกูกล้าออกไปปกป้องชล ...ชลจะไม่หายไปโดยที่กูไม่รู้อะไรเลยแบบนี้”
“มึงย้อนเวลากลับไปไม่ได้ รู้ใช่มั้ยภัทร”
“กูรู้ แต่กูลืมไม่ได้ กูลืมชลไม่ได้ ...กูลืมความผิดนั้นไม่ได้ ทุกครั้งที่ฝันกูรู้สึกว่ามันเป็นเพราะกู… กู…”
“ที่มึงยังฝันเพราะมึงยังรักไอ้ชล ไม่ใช่เพราะความผิดฝังใจอะไรนั่นหรอก ถ้ามึงบอกกูแบบนี้ตั้งแต่แรกกูไม่รบเร้าพามึงไปพบจิตแพทย์ให้มันเสียเวลาหรอก”
“……..”
“เพราะอะไรรู้มั้ย ตราบใดที่มึงยังเก็บทุกเรื่องไว้กับตัวเองตรงนี้… ต่อให้ใช้วิธีจิตวิทยาระดับโลกมึงก็ไม่มีทางหาย ไม่มีทางลืมชลไปได้”   เรียวมือสัมผัสเบา ๆ ที่อกซ้ายของผู้เป็นเพื่อน ภัทรกรพยักหน้าเคลิ้มตามโดยหารู้ไม่ว่าธนากำลังใช้เพียงหลักจิตวิทยาพื้นฐานกับเขาเท่านั้น
“กูพยายามจะลืม กูคิดว่ากูจะจัดการทุกเรื่องเองได้ แต่แม่งไม่ง่ายเลยว่ะ ขอโทษมึงจริง ๆ กูยังไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าแบบละเอียดให้มึงฟังยังไงดี”
“เฮ้ย ไม่เป็นไรเว้ย แค่มึงเล่าให้กูฟังแค่นี้กูก็โอเคแล้ว ไว้มึงสบายใจค่อยมาเล่าให้กูฟังกูได้”
“มึงเป็นที่พึ่งให้กูได้เสมอเลยว่ะต้า”
“แน่ล่ะ มึงพึ่งกูตั้งแต่การบ้านฟิสิกส์ล่ะป่ะวะ”   ธนาลุกขึ้นจากโซฟาโบกเข้าที่หัวเพื่อนเบา ๆ หนึ่งทีเพื่อหวังคลายบรรยากาศที่ดูจะตึงเครียดให้ลดลง ผู้เป็นแขกถือวิสาสะเดินรอบห้องเปิดตู้เย็นรินน้ำดื่มตามความเคยชิน ปลายตาคมเฉียบเหลือบมองอากัปกิริยาของเพื่อนสนิทเป็นระยะแต่ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว

จริงรึเปล่าที่เขาว่า คนเราถ้ารู้จักมานานมาก ๆ มักจะอ่านความรู้สึกของอีกฝ่ายออกเพียงแค่แวบหนึ่งของสีหน้า

แล้วถ้าเป็นจริง สิ่งที่ธนาสัมผัสได้จากสีหน้าของคนบนโซฟามันจริงแค่ไหนกันนะ...

“เออ มึงแม่งมีบุญคุณกับกูล้นหัวอ่ะ”
“ตู้เย็นมึงแม่งขาดเบียร์ เป็นไปได้ว่ะ”
“ก็ไม่เชิงหรอก…”
“เออ ก็ไม่เชิงจริงด้วยว่ะ หึหึ”   ธนาส่ายหัวเบา ดื่มน้ำรวดเดียวจนหมดแก้วเมื่อเห็นเหล่ากระป๋องเบียร์เปล่าวางระเกะระกะอยู่ข้างถังขยะ
“ก็ย้อมใจก่อนมึงมานั่นแหละ ซวยฉิบหายส่งผิดให้มึงเนี่ย”   ธนาฟังอีกฝ่ายพูดแล้วก็นึกถึงสีหน้างง ๆ ของตัวเองตอนได้รับข้อความเมื่อเช้า จากการส่งแชททักทายเพื่อนเรื่องผลบอลแต่ดันได้ข้อความแปลก ๆ ที่น่าสนใจกลับมา ก็คงเป็นความผิดพลาดที่มาถูกจังหวะล่ะมั้ง
“ก็มึงนั่นแหละ ไม่ดูตาม้าตาเรือ เออ… พูดถึงแชทนั่น…”   ธนารีบทรุดตัวลงนั่งตำแหน่งเดิมบนโซฟาอีกครั้ง หลังจากชื่ออีกชื่อในแชทนั่นวิ่งวนกลับเข้ามาในหัว ชื่อที่เขาไม่เคยได้ยินหรือได้รู้จักมาก่อนในชีวิตแน่ ๆ
“วาโยคือใคร… จะถามกูแบบนี้ใช่มั้ย”
“เออสิวะ”
“งั้นเดี๋ยวมึงดูนี่…”   ภัทรกรไม่ว่าเปล่า เขาเลื่อนนิ้วสไลด์หน้าจอมือถือเพื่อหาอะไรบางอย่างก่อนจะยกยิ้มบางเมื่อเจอภาพที่พอใจ ไม่สิเขาคงยิ้มให้สีหน้าเหวอ ๆ ของคนที่เขาเห็นในรูปมากกว่า
“ยิ้มไรว่ะไอ้ภัทร จะให้กูดูอะไรกันแน่”
“อ่ะ… คนในรูปชื่อวาโย แต่กูมองยังไงเขาก็เหมือนชลแทบทุกกระเบียดนิ้ว”   ร่างสูงยื่นมือถือที่โชว์รูปถ่ายให้ธนาที่กำลังรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ ด้านคนที่รับโทรศัพท์นั่นไปถือไว้กับมือก็มองหน้าจอสลับกับใบหน้าเพื่อนด้วยแววตาที่วูบไหวไปด้วยความสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ
“นี่มัน…”
“นั่นไม่ใช่ชลหรอก มึงก็ว่าเหมือนมากใช่มั้ยล่ะ ถึงกูจะมั่นใจแค่ไหน แต่เขาก็ยืนยันว่าเขาชื่อวาโย”
“ไม่จริงนา มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่นอนไอ้ภัทร”   ธนาเพ่งมองเข้าไปในภาพราวกับคนที่ไม่ยอมเชื่อสายตาตัวเอง สิ่งที่เขาเห็นในรูปถ่ายตอนนี้มันยากที่จะเชื่อตามที่ภัทรกรพูดโดยง่ายจริง ๆ
“ไม่หรอก กูคาดคั้นเขาหลายทีแล้ว งั้นมึงดูอีกรูป นี่กูแอบถ่ายมุมข้าง”   ภัทรกรยื่นมือเข้าไปสไลด์จนเจออีกภาพที่แอบถ่ายวาโยไว้
“เขาบอกมึงว่าเขาไม่ใช่ชลหรอวะ”   ธนาใช้เวลาพินิจสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาอีกครั้ง สลับกับการเลื่อนกลับไปดูรูปแรกพร้อมสมองที่พยายามประมวลผลเรียงลำดับเหตุการณ์ตามที่ภัทรกรกำลังเล่า
“อืม เขายืนยันว่าเขาชื่อชล ไม่รู้จักกู นิสัยเขาก็ไม่เหมือนชลนะแต่ก็มีบางอย่างที่คล้ายกันมาก ...คล้ายจนกูตัดใจไม่ลงว่าเขาไม่ใช่ชล”
“มึงเจอเขานานรึยัง”
“ก็ตั้งแต่ช่วงงานแต่งไอ้พงศ์”
“...............”
“มึงเป็นอะไรรึเปล่าต้า”   ภัทรกรอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้เมื่อเห็นธนาเงียบไปครู่ใหญ่ แถมยังเอาแต่จ้องรูปถ่ายในโทรศัพท์ไม่วางตา
“เจอกันบ่อยมั้ยวะ มึงได้บอกใครบ้างรึเปล่าว่าเจอคนหน้าเหมือนไอ้ชลขนาดนี้”
“กูก็บอกมึงคนแรกนี่แหละ ล่าสุดที่กูเจอก็เมื่อคืน พอดีกูนัดเขาไปดื่มกันนิดหน่อย”   ภัทรกรตั้งใจเล่าโดยไม่ลงรายละเอียดมากนัก ก่อนจะรับโทรศัพท์คืนมาจากธนาที่ยังมีสีหน้าครุ่นคิดไม่หยุด
“ครั้งหน้า มึงช่วยนัดให้กูไปเจอวาโยอะไรนี่ที…”
“ห่ะ”   ภัทรกรเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจอะไรนักเพราะเสียงที่ดูเรียบผิดแปลกไปของผู้เป็นเพื่อน นายแพทย์หนุ่มสบสายตาจริงจังเพื่อเป็นเครื่องยืนยันอีกครั้งว่าเขาต้องการเจอใครบางคนที่ชื่อวาโยจริง ๆ
“กูอยากเจอ… จะได้ช่วยมึงพิสูจน์ไงว่าเขาไม่ใช่ไอ้ชลจริงรึเปล่า”
“เอ่อ….”
“เชื่อเถอะภัทร… มึงต้องให้กูช่วย”





ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 9
“เพื่อนเก่าผู้แสนหัวร้อน ที่ทำให้หวั่นใจยามนึกถึง”


เสียงเรียวนิ้วกระทบคีย์บอร์ดดังต่อเนื่องมาหลายชั่วโมงแบบไม่มีท่าทีว่าจะจบลงได้ง่าย ๆ เจ้าของห้องจ้องจอคอมพิวเตอร์มานานมากพอที่ดวงตาจะล้าหรือเป็นลมล้มลงไปหลับเป็นตายได้ดื้อ ๆ แต่กระนั้นเลย สติและสมองตอนนี้มันคงอยู่ได้เพราะซากแก้วกาแฟที่ถูกวางทิ้งอยู่รอบ ๆ

งานเร่ง งานด่วน งานโต้รุ่ง
อีกไม่มีอึดใจมันกำลังจะเสร็จแล้ว

ตึ้ง ภัทรกรเหลือบตามองหน้าต่างแจ้งเตือนที่มุมขวาล่างของจอ โปรแกรมแชทยอดฮิตที่เขาออนไลน์ทิ้งไว้ในเครื่องซีพีเป็นเพื่อนแก้เหงามาทั้งคืน ...ไม่สิ คงต้องใช้คำว่าหลายวันหลายคืนเสียมากกว่า ก็ไอ้งานด่วนที่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวมันเล่นเอาซะเขาหัวปั่นลืมนอนลืมเหนื่อยกันเลยทีเดียว
‘เช้าแล้ว ได้นอนรึยัง จะไม่ไหวเอานะ :)
ร่างสูงลอบยิ้มเบา ๆ ให้กับข้อความที่เห็นเมื่อแสงแดดแรกของวันมาถึง คงจะเป็นเจ้าของข้อความนี่มากกว่าล่ะมั้งที่ทำให้เขาลืมความเหนื่อยไปเสียสนิท ประโยคสั้น ๆ ที่วาโยมักจะส่งมาแทบทุกต้นชั่วโมงก็ทำให้เขาแฮปปี้อยู่ไม่น้อย
‘งีบไปแล้วนิดหน่อย จะเสร็จแล้ว’
ร่างสูงเคาะแป้นตอบตามความเป็นจริง เหยียดสองแขนขึ้นบิดขี้เกียจสลัดศีรษะเล็กน้อยคลายความเมื่อยล้า หลายวันมานี้ก็ต้องยอมรับว่าวาโยเข้ามาเติมพลังเขาได้ไม่น้อย โชคดีที่อีกฝ่ายเข้าใจการกระทำโง่ ๆ ในคืนนั้นและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงรวมถึงทำความเข้าใจ ...ออ ส่วนไอ้ข้อความที่ส่งผิดไปให้ธนาเมื่อครั้งก่อน ตอนนี้มันถึงเจ้าตัวผ่านทางเสียงโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว
‘ประโยคเดียวกับเมื่อคืนเป๊ะ’
‘คราวนี้เสร็จแล้วจริง ๆ รอเอ็กพอร์ทไฟล์อย่างเดียวเลยครับ’   ร่างสูงยิ้มออกมาไม่รู้ว่ารอบที่เท่าไหร่ นานแล้วตั้งแต่ที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวที่ไม่เคยมีใครคอยห่วงใยเขาแบบนี้ ...เอ่อ ก็ไอ้ที่วาโยคอยถามความเป็นไปแบบนี้ไงล่ะ ที่เขาจะสรุปเอาเองว่าอีกฝ่ายเป็นห่วง ช่างเถอะ ขอเข้าข้างตัวเองซักเรื่องสองเรื่องก็แล้วกัน
‘ก็ไม่ได้ว่าอะไร’
‘เย็นนี้ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันมั้ย’   ภัทรกรเคาะนิ้วรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ แต่จนแล้วจนรอดน้องจากการแจ้งเตือนว่า Read ก็ไม่มีท่าทีว่าวาโยจะตอบกลับมาแน่อย่างใด
‘ไปนะ ผมเลี้ยงเอง’
‘ไม่ได้เห็นแก่กิน’
‘ไปด้วยกันเถอะ เดี๋ยวผมไปรับก็ได้’
‘ไม่แน่ใจว่าจะว่างมั้ย ไม่รับปากแล้วกัน’
‘ใจร้าย ตั้งแต่วันที่ผมตื่นมาไม่เจอคุณ เราก็ยังไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลยนะ’
‘แล้วยังไง’
‘ก็ผมคิดถึง’   ร่างสูงพิมพ์ทุกอย่างตามที่ใจคิด คราวนี้อีกฝ่ายเงียบไปนานมากกว่าเก่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรอเริ่มขมวดคิ้วเพราะความรู้สึกที่ส่งไปมันกำลังไร้การตอบรับ เขาสะบัดหัวแรง ๆ ไล่อาการหนึบ ๆ ที่มาจากการนอนน้อย ก่อนจะตัดสินใจลุกออกจากเก้าอี้เคลื่อนย้ายร่างกายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อหวังให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างระหว่างรอข้อความ…. เอ่อ ไม่สิ ระหว่างรอตัวเลขรันนิ่งโพรเสจงานครบ 100 เปอร์เซ็นต์ต่างหาก
ซ่าาาาา เสียงสายน้ำกระทบกับอ่างล้างหน้าไม่ขาดสาย ภัทรกรปล่อยให้สายน้ำดังต่อไปเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวเองกำลังแปรงฟันขึ้นลงเอื่อย ๆ คล้ายกับไม่ได้รีบอะไรมากนัก ดวงตาคมมองสีหน้าหมอง ๆ ของตัวเองที่กำลังสะท้อนในกระจกแล้วกระตุกยิ้มให้ความรู้สึกตัวเองบาง ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาโหมทำงานจนอดนอนมาหลายวัน แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาดันรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
ตึ้ง!! ตึ้ง!! เสียงแจ้งเตือนแชทสองครั้งติดทำให้ชายหนุ่มที่เอื่อยเฉื่อยอยู่เมื่อครู่ รับบ้วนปากปิดน้ำกุลีกุจอมาหยิบโทรศัพท์ทันที นี่ถ้าเจ้าของแชทผิดไปไม่ใช่คนที่คาด คงได้มีอารมณ์เซ็ง ๆ ขว้างทิ้งกันบ้างล่ะ แต่ก็คงโชคดีล่ะมั้ง ที่ทั้งเจ้าของแชท ทั้งข้อความที่เห็นเล่นเอาคนอ่านกระโดดทึ้งหัวตัวเองราวกับคนบ้า
‘ก็ได้วะ’
‘จริง ๆ ก็อยากเจอเหมือนกัน’
ตึ้ง!!
‘แต่แค่นึกถึงนะ ไม่ได้คิดถึง’

เอาเถอะจะนึกถึงหรือคิดถึงปลายทางมันก็เหมือนกันนั่นแหละ
แค่นี้ไอ้ภัทรก็ดีใจจนใกล้บ้าเต็มทีแล้ว

‘งั้นเราเจอกันที่….’
ไม่ทันที่จะได้พิมพ์ตอบจนจบประโยคเรียวนิ้วยาวก็ต้องสะดุดลงเพราะสายเรียกเข้าจากหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิท ภัทรกรขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยเพราะโดยปกติเพื่อนคนนี้จะไม่โทรมาหาเขาถ้าไม่มีธุระจำเป็นเร่งด่วนเกินกว่าจะรอเขาตอบข้อความแชทออนไลน์ได้
“ฮัลโหล มีไรว่ะโชติ”
“มึงไม่ตอบแชทกลุ่มวะ”
“กูปั่นงานอยู่ว่ะ พึ่งจะเสร็จเนี่ย”   คนตอบอ้างงานได้อย่างไม่ผิดนัก นี่ถ้าปลายสายรู้ว่าเขาไม่มีเวลาเปิดอ่านแชทเพื่อนแต่มีเวลาตอบแชทคนอื่นล่ะก็…
“เออ พอดีกูจะถามมึงว่าจะมางานไอ้เอิร์ธรึเปล่า”
“...........”      ไร้เสียงตอบรับใดจากภัทรกร ก็แน่ล่ะสิเพราะจู่ ๆ สมองเขามันก็ขาวโพลนคล้ายคนไร้สตินึกคิด
“ว่าไงมึง ตกลงจะขึ้นมาเชียงใหม่เปล่า”
“กูไม่ว่าง”
“งานมันแค่เนี่ย สละเวลามาซักหน่อยเหอะว่ะ”
“กูไม่ไป!!”   เสียงเข้ม ๆ ที่ตอบกลับไปมันช่างดูต่างการสายตาสั่นเทาของเจ้าของเสียง ความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาทำให้ภัทรกรเอาแต่กำโทรศัพท์ในมือแน่น ...ไม่ ...เขาจะต้องไม่สั่นแบบนี้ หยุดวิตกเดี๋ยวนี้นะไอ้ภัทร! ...มึงได้ยินเสียงตัวเองที่กำลังบอกให้หยุดมั้ยภัทร!
“ทำไมวะ มันเป็นเพื่อนมึงนะเว้ย”

ทำไมน่ะหรอ? ...ก็เพราะมันเป็นเพื่อนกูยังไงล่ะ


...

ปิดเทอมระหว่างภาคเรียนม.6…
ถ้าเป็นนักเรียนโดยทั่วไปช่วงเวลานี้ก็คงจะเอาแต่เคร่งเครียดอ่านหนังสือเตรียมสอบแอดมิชชั่นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังเดินเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ในสวนสาธารณะขณะนี้ ...ชลนทีที่เลิกคิดถึงการเรียนมหาลัยต่อตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมปลาย ส่วนอีกคน ...ภัทรกร ก็ถึงเวลาเดินลอยชายเพราะติดโควต้านักกีฬามหาลัยดังในกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว

แล้วเรื่องอะไรจะต้องมาเสียเวลาอ่านหนังสือล่ะ

“เดินมาเร็วชล”
“.........”   ชลนทีมองมือหนาที่ภัทรยื่นออกมาตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาควรจะทำตามคำเชื้อเชิญของร่างสูงงั้นหรอ ดวงตากลมมองไปรอบตัวก็เกิดการเกร็งจนเอาแต่ขยำชายเสื้อตัวเองไว้ในในมือ ผู้คนมากมายที่เดินยิ้มแย้มมีความสุขกำลังทำให้ร่างบางไม่เป็นตัวของตัวเอง

ไม่น่าหลวมตัวตามภัทรกรมาเลยจริง ๆ

“ชล”   ภัทรกรขยับมือตัวเองให้เข้าใกล้มือเล็กที่กำเสื้อตัวเองแน่น เขามองดวงตัวไม่มั่นใจนั่นนิ่ง ๆ แบบที่เคยทำแล้วได้ผลมาหลายครั้ง ก่อนหน้านี้ก็ทะลายกำลังของชลนทีมาหลายเรื่อง แล้วเรื่องแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ
“ภัทร… ชลอยากกลับ”
“ไม่เอาน่า เชื่อภัทรสิที่นี่บรรยากาศดี ชลต้องชอบแน่ ดีกว่านั่งมองต้นไม้ในห้องสี่เหลี่ยมตั้งเยอะ อีกอย่าง นี่เรามาเที่ยวด้วยกันครั้งแรกนะ… จะหนีกันกลับตั้งแต่พึ่งลงรถเลยหรอ”
“คนมันเยอะ ภัทรก็รู้ว่า…”
“กลัวอะไร มีภัทรทั้งคน”   ภัทรกรไม่รอให้อีกฝ่ายหาเหตุผลมาค้ำยันเพิ่มแน่ ๆ เขาฉวยโอกาสคว้าข้อมือข้างนึงเอาไว้แน่น ก่อนจะลากคนดื้อให้เดินไปตามทางของสวน เรื่องกลัวคน… เป็นเรื่องเดียวที่หลายเดือนมานี้ร่างสูงพยายามเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล แถมนั่นยังพาลไปเรื่องความสัมพันธ์ฉันเพื่อน?ที่ต้องคอยหลบซ่อนนี่อีก แต่ก็เอาเถอะ เรื่องนี้ภัทรกรเองก็เห็นด้วยอยู่ไม่น้อยที่จะเก็บไว้เป็นความลับ
“ภัทร ชลเดินเอง เดี๋ยวเจอคนรู้จักนะ”
“ไม่มีใครมาที่นี้ตอนนี้หรอก เพื่อนภัทรก็ซ้อมบาสอ่านหนังสือกันหมด อีกอย่าง ถ้าเจอคนที่รู้จักจริง ๆ ภัทรก็ไม่ปล่อยมือชลหรอก แค่ไว้ใจภัทรก็พอ โอเค๊”
“ดื้อ”
“ใครกันแน่นร้าที่ดื้อ”
“ไม่ใช่ชล”   มือหนากระชับให้แน่นขึ้น ลากคนไม่เต็มใจให้เดินตามจนในที่สุดก็กลายเป็นก้าวขาพร้อม ๆ และเคียงข้างกัน สวนที่นี่มองดูจากด้านนอกอาจจะค่อนข้างร้อน แต่ยิ่งเดินลึกเข้ามาก็ยิ่งดูสงบร่มรื่น ลานหญ้ากว้างข้างสระขนาดใหญ่ก็เขียวขจีจนกลิ่นธรรมชาติของต้นหญ้าคลุ้งไปทั่ว บอกไม่ถูกว่าชลนทีชอบกลิ่นดินกลิ่นหญ้าพวกนี้ขนาดไหน นอกจากสนามบอลที่ไม่เคยแตะที่โรงเรียนเขาก็มีเพียงลานหญ้าแห้งตายที่บ้านเท่านั้นล่ะ
“เป็นไง ข้างในสวนน่านั่งอย่างที่คุยให้ฟังใช่ป่ะ”
“อยากไปตรงนั้น”   ไม่ว่าเปล่า กลับกลายเป็นตอนนี้ชลนทีลากอีกฝ่ายไปยังต้นไม้ใหญ่ใกล้ริมสระ ร่างบางค่อย ๆ นั่งยองลงแล้วสัมผัสผืนหญ้าด้วยมืออีกข้าง
“นั่งลงไปเลยก็ได้นะ”   ภัทรกรว่าก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งให้เป็นตัวอย่าง ร่างบางมองไปรอบ ๆ อย่างไม่แน่ใจนัก แต่ท้ายที่สุดก็ยอมทรุดตัวลงตามแรงมือของภัทรกรที่คอยดึงให้นั่งไม่หยุด
“รู้สึกดีป่ะ”
“ตอนที่พ่อยังอยู่ หญ้าที่บ้านก็เขียวแบบนี้ อาอรก็ไม่มีเวลา ...ให้ทำเองก็คงไม่ได้หรอก”   เป็นอีกครั้งที่ชลนทีเบี่ยงประเด็นสนทนาไปซะดื้อ ๆ ร่างสูงคลายมือที่กุมอยู่ออกแล้วเปลี่ยนไปโอบช่วงไหล่อีกฝ่ายแทน
“เดี๋ยวเราช่วยกันปลูกใหม่มั้ย ภัทรช่วยเอง”   ภัทรกรโยกตัวเองไปมาพาลให้คนในอ้อมแขนต้องโยกตามแรงอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ไม่อ่ะ ขี้เกียจ”
“เอ้า”
“ก็เล่าให้ฟังเฉย ๆ ไม่ได้ขอให้ช่วย อีกอย่างเกิดจับจอบจับเสียมแล้วโมโหใครขึ้นมา… ภัทรกลายเป็นปุ๋ยต้นไม้อยู่ตรงนั้นแน่ ๆ ”   ดูสายตายิ้ม ๆ นั่นก็รู้ว่าร่างบางพูดทีจริง ออ… แล้วก็อย่าพยายามดันออกให้มากนักเลย ยิ่งดิ้นก็ยิ่งดึงเข้ามากอดให้แน่นมากขึ้นเท่านั้นล่ะ
“เดี๋ยวนี้ปากร้ายขึ้นนะเราอ่ะ หือออออออ”   มืออีกข้างที่ยังว่างเข้าบิดจมูกชลนทีอย่างหมั่นเขี้ยว คนที่ตัวเล็กกว่าก็ได้แต่ใช้มือยันแผ่นอกที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่องอย่างไม่เกรงกลัว ...ไม่กลัวว่าหัวใจมันจะทะลุออกมาเต้นนอกอกเลยรึไง
“ปล่อย อึดอัด”
“ไม่”
“ภัทร ชลอึดอัด ปล่อยยยยย”
“สัญญาก่อนว่าจะไม่งอแงกลับบ้าน”
“..........”
“สัญญาเร็ว”
“ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะที่จะมางอแงอ่ะ”
“ก็ใช่ไง ถึงต้องให้สัญญาว่าจะไม่งอแง ...ภัทรอยากให้ชลใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น อยากให้ชลออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่บ้านในวันหยุดบ้าง ภัทรสัญญาว่าวันนี้จะเป็นไกด์ที่ดี เพราะฉะนั้นวันนี้ชลสัญญาว่าจะไม่กลับก่อนจบทริปสั้น ๆ นี้ไม่ได้หรอครับ”
“............”

ซวยแล้วไอ้ภัทร… มึงทำชลร้องไห้!

“ชล ร้องไห้ทำไมเนี่ย”   มือหนาเกลี่ยคราบน้ำตาที่ไหลผ่านแก้มออกอย่างแผ่วเบา ดวงตากลมคู่นั้นสั่นไหวจนคนมองรู้สึกผิดทั้งที่ไม่รู้สาเหตุของหยดน้ำตาพวกนั้นด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายกลับยิ่งสะอึกสะอื้นจนต้องรวบเข้ามากอดไว้กับอก
“...ฮึก…”
“ชล… เป็นอะไร ไม่ร้องนะ”
“อย่า… ฮึก… อย่าหายไปไหนนะภัทร นายอย่าหายไปไหนนะ”
“ภัทรไม่มีวันทิ้งชลอยู่แล้ว ไม่ร้องไห้ดิ ไม่ว่าตอนนี้ชลจะคิดอะไรอยู่แต่ตอนนี้เรามาเที่ยวกันนะ ยิ้มให้ภัทรเห็นเยอะ ๆ เนอะ”
“………..”   ร่างบางไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาอีก แต่ตอบประโยคนั้นด้วยแรงกอดแน่น ๆ ที่ส่งกับไปให้อีกฝ่าย ไม่รู้ว่านานแค่ไหนกว่าที่เสียงสะอึกสะอื้นจะเงียบลง ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ภัทรกรลูบเบา ๆ บนศีรษะของคนที่เอาแต่ก้มหน้าอยู่ที่อก ทั้งสองคนรับรู้แค่ว่านี่เป็นช่วงเวลาแสนอึดอัดใจที่น่าจดจำเท่านั้น

   สองคนพากันเดินเล่นพูดคุยสารพัดเรื่องอยู่ในสวนพักใหญ่ ทุกความพยายามที่จะให้ชลนทีผ่อนคลายของภัทรกรดูเหมือนว่าจะได้ผลดี จนถึงความพยายามทำเป้าหมายในใจของการพาร่างบางมาที่นี่อีกเรื่องที่เขาพยายามจะทำอยู่ตอนนี้...
“เห้ย! ….ภ...ภัทร ภัทรช่วยด้วย”
“ฮา ๆๆๆ โอ๊ยยย อย่าปีนตัวภัทรสิ ใจเย็น ๆ”   คงเป็นภาพน่าขำอยู่ไม่น้อยที่ผู้ชายสองคนวิ่งไล่กันราวกับเด็ก ๆ พ่วงด้วยเจ้าหมาน้อยเจ้าถิ่นหนึ่งตัวที่หมายจะคว้าเอาลูกชิ้นในมือภัทรกร ชลนทีผู้ไม่ค่อยได้สัมผัสสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากตัวเองก็เกิดอาการตกใจกลัวอยู่ไม่น้อย
“ออกไปนะเว้ย!”   ชลนทีชี้นิ้วใส่หมาพันธ์ทางไร้เจ้าของที่กำลังส่ายหางแรงจนก้นแทบหลุด มือเล็กยัดถุงลูกชิ้นที่ถูกบังคับถือทั้งที่ไม่ได้กินคืนภัทรกรไป ร่างสูงกลั้นขำทั้งยังแกล้งซ้ำด้วยการโดดตัวหนีในทุกวินาทีที่ชลนทีพยายามจะขอความช่วยเหลือ

ก็เจ้าหมามันหน้าตาบ้องแบ้วขนาดนั้น จะมัวแต่กลัวไปทำไม

“ชล ใจเย็น มันไม่ได้จะทำอะไรเลย มันแค่อยากกินแล้วก็อยากเล่นด้วยเฉย ๆ”
“ไม่เอาอ่ะ กลัว…..”   ร่างบางยืนซ้อนด้านหลังภัทรกร ลึก ๆ ที่กลัวในใจตอนนี้มันไม่ใช่เจ้าหมาตัวนี้หรอก แต่ชลนทีกลัวอาการป่วยของตัวเองต่างหาก ถ้าเกิดวินาทีไหนที่เจ้าหมานี่ทำให้เขาเกินขอบเขตการควบคุมมันคงไม่ดีแน่
“ดูดิ มันน่ารักจะตาย”   ร่างสูงดึงลูกชิ้นออกจากไม้ ป้อนเจ้าหมาที่กำลังน้ำลายหยดถึงปากด้วยมือตัวเอง
“อือออออ เอามันออกไป”   ภัทรกรหลุดยิ้มเมื่อคนกลัวกำเสื้อยืดของเขาเอาไว้แน่นแถมยังก้มหน้ามุดหลังไม่ลืมหูลืมตา
“สวัสดีครับ อยู่นิ่ง ๆ ได้มั้ย คุณชลนทีเขากลัวแล้วนะ”   ภัทรกรทรุดตัวลงคุกเข่ามือข้างนึงชูถุงลูกชิ้นขึ้นเหนือหัวหลอกล่อเจ้าหน้าขนที่วิ่งวนอยู่ตรงหน้า
“ช...ใช่ กลัวแล้วจริง ๆ ด้วย”
“นั่งลง ...นั่นแหละ เด็กดี”
“.............”   ชลนทีถึงกับแข็งทื่อราวกับหินเมื่อร่างสูงฉวยเอามือเกร็ง ๆ ของเขาเข้าลูบหัวสัตว์สี่ขาตรงหน้า ความหวาดหวั่นในสมองลดน้อยลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ อันที่จริง ‘ตัวเขาเอง’ ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด สัมผัสแรกกับสิ่งมีชีวิตอื่นในรอบหลายปี ชลนทีไม่ได้ตกลงใจกลัวหรือหวาดผวาจนสติหลุด มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ คลายความเกร็งลง เคลื่อนมือลูบเบา ๆ ตามแรงของคนข้าง ๆ ที่จับมือเขาไว้แน่น
“เห็นมั้ย ไม่เห็นมีอะไรเลย มันชอบด้วยซ้ำ หมามันไม่ได้น่ากลัวทุกตัวหรอก เจ้าตัวเนี้ยภัทรมาเล่นกับมันบ่อย ๆ น่ารักจะตาย”
“ประสบการณ์กับหมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่”   ประโยคบอกเล่านั่นทำให้ใจภัทรกรกระตุกอยู่ไม่น้อย เพราะว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรอยู่ในความทรงจำแย่ ๆ ของชลนทีบ้าง ร่างสูงปล่อยมือตัวเองออก สังเกตอาการกล้า ๆ กลัว ๆ ของคนข้าง ๆ อยู่สักพักโดยไม่พูดอะไร และดูเหมือนว่าร่างบางจะเริ่มผ่อนคลายลงเรื่อย ๆ
“ลองป้อนมันมั้ย”   ร่างสูงยื่นลูกชิ้นไม้นึงไปตรงหน้า ชลนทีรับเอาไว้สบตาเขาเพื่อเพิ่มความมั่นใจ และไม่ลืมจะหันไปสบตาเจ้าหมาที่กำลังกระดี๊กระด๊าเมื่อเห็นของกินในมือ
“ไม่เอาอ่ะ”
“ชลดูหน้ามันดิ ไม่สงสารมันหรอ มันอยากกินจะแย่อยู่แล้ว”
“ภัทรก็ป้อนเองสิ”
“ชล… ดูสายตามันสิ”

แพ้…

จะใช้คำนี้เลยก็ได้ ชลนทีพลาดท่าหลงกลมองตาเจ้าหมานั่นเข้าอย่างจัง สายตาอ้อนวอนร้องขอมันทำให้เขาใจอ่อนได้จริง ๆ นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เขาเคยมองทุกสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องอันตราย แต่ตอนนี้มือเล็ก ๆ กำลังหยิบยื่นอาหารเข้าปากสุนัขด้วยตัวเอง แถมยังลูบหัวมันด้วยความรู้สึกที่แทบจะไม่หวาดกลัวอีกด้วย
“น่ารักใช่ม่ะ”
“งั้นมั้ง”
“แค่มั้งเองหรอ รู้ตัวป่ะ สีหน้าชลตอนนี้มันสดใสมากเลยนะ”
“.........หรอ”   ภัทรกรพูดจบยังไม่ทันขาดคำ ร่างบางก็ดึงสีหน้ากลับมาเป็นโทนเดิมที่เขาเห็นจนชิน
“อือ ...น่ารักมาก เด็กดื้อ!”
“เอามือออกไป บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ใช่เด็ก…. ไม่ใช่หมาด้วย”   ชลนทีพยายามโยกตัวหลบฝ่ามือที่ขยี้ผมยุ่ง ๆ ของเขาอยู่ตอนนี้ ก็แหงล่ะสินอกจากไอ้คนที่สูงกว่าไม่กี่เซ็นจะอายุเท่ากันกับเขาแล้ว ไอ้จังหวะขยี้แบบนี้มันเหมือนกับที่เขากำลังทำกับหัวหมาสี่ขาตรงหน้าไม่มีผิด
“โอ๋ ๆ เด็กดื้อไม่งอแงนะครับ”   กลายเป็นยิ่งแหย่ให้ชลนทีหัวเสียได้ร่างสูงยิ่งรู้สึกมีความสุขซะงั้นไป
“พอออออ คนมองหมดแล้ว”
“ใครมองก็ช่างเขา ดูดิ วันนี้ชลรีแลกซ์มากขึ้นตั้งเยอะ ในสังคมไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ...ถ้ามีภัทรอยู่ด้วย”
“ใช่ สังคมไม่น่ากลัว… ชลเองที่น่า...”
“น่ารัก… ชลน่ารัก จำไว้แค่นี้”   ภัทรกรรู้ดีว่าชลนทีกำลังจะพูดในสิ่งที่ทำให้ตนเองจมดิ่งลงไปในความรู้สึกแย่ ๆ อีกครั้ง ร่างสูงยิ้มกว้างเคลื่อนมือมาประครองกรอบหน้าร่างบางไว้ข้างนึง ก่อนจะค่อย ๆ ไล้นิ้วโป้งบริเวณมุมปากให้อีกฝ่ายยิ้มออกมาแทนสีหน้าอมทุกข์
“............”
“ยิ้มอีกเร็ว เวลายิ้มน่ารักจะตาย”
“............”   จะบ้ารึไงที่จะให้ชลนทียิ้มตอนนี้ ความร้อนที่ขึ้นมาบนใบหน้าจนขึ้นสีแดงระเรื่อนี่คงจะทำให้ยิ้มได้ยาก ให้ก้มหน้ามุดหนีความเขินคงจะง่ายเสียกว่า
“วันหลังเรามาที่นี่กันอีกนะ มาหาเจ้าหมาตัวนี้ มายิ้มกว้าง ๆ ให้ภัทรเห็น”
“ไม่เอาอ่ะ”   สุดท้ายชลนทีก็ก้มหน้างุดหนีมือหนานั่นเข้าจริง ๆ ภัทรกรหน้าเสียไปเล็ก ๆ เพราะน้ำเสียงจริงจังนั่น แต่ก็เอาเถอะ ถ้าชลนทีไม่ชอบที่จะออกมานอกบ้าน ไม่ชอบที่จะมาที่นี่หรือไปที่ไหน เขาเองก็ไม่อยากจะบังคับ
“โอเค ไม่มาก็ได้”
“ไปที่อื่นไม่ได้หรอ ยังมีที่ไม่เคยไปอีกตั้งหลายที่”   ร่างบางไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมาพูดเพราะความเขินอายที่เหมือนว่าจะสะสมเพิ่มมากขึ้นทุกที พูดจบประโยคก็เบี่ยงตัวเองเดินหนีออกมาทั้งที่ใจยังเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา ความรู้สึกดีพวกนี้มันทำให้ชลนทีหลุดยิ้มออกมาจริง ๆ โดยเฉพาะทุกวินาทีในตอนนี้ที่เอาแต่คิดถึงคนที่ก้าวยาว ๆ ตามมาด้านหลัง

ถ้าภัทรกรไม่เข้ามาชีวิต...
วันนี้ก็คงเป็นวันเดิม ๆ ที่แสนน่าเบื่อของคนที่หายใจไปวัน ๆ อย่างชลนที

“งั้นอยากไปไหนบอกภัทรนะ จะพาไปทุกที่เลยครับผม”   ร่างสูงก้าวยาว ๆ ตามมาก่อนจะคว้าตัวกอดคอไว้ได้ทัน จังหวะนั้นชลนทีหันหน้ากลับไปมองจนเรียวจมูกของอีกฝ่ายเฉียดแก้มเข้าเต็ม ๆ ไม่ว่าภัทรกรจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจยื่นหน้าเข้ามาก็เถอะ แต่มันก็ทำให้ร่างบางแก้มร้อนจนแทบจะแตกอยู่แล้ว
“................”
“เอ่อ….”   ภัทรกรก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเอ่ออ่าพูดอะไรไม่ออกทั้ง ๆ ที่มากกว่านี้เขาก็เคยเผลอตัวทำมาแล้วแท้ ๆ
“...............”   แย่แล้วชลนที หัวใจเต้นแรงถี่ขึ้นแบบนี้ไอ้อาการควบคุมตัวเองไม่ได้มันจะไม่กำเริบขึ้นมาใช่มั้ย
“ป...ไประบายสีตุ๊กตาตรงนู้นดีกว่า ใกล้มืดแล้วค่อยกลับกันเนอะ”   ภัทรกรเลื่อนมือมาประสานกับเรียวนิ้วของอีกฝ่ายไว้แน่น ดวงตาสองคู่เอาแต่มองลึกลงไปในความรู้สึกของกันและกัน โดยไม่ได้สนใจร้านระบายสีตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ตามคำพูดของภัทรกรเลยซักนิด
“ไอ้ภัทร….”   เสียงบุคคลที่สามที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ทั้งคู่หลุดออกจากภวังค์ เครื่องหมายคำถามชัดเจนบนใบหน้าของคนที่ยืนจังก้าอยู่ด้านหลัง ชลนทีสะดุ้งเฮือกรีบดึงมือที่ถูกจับไว้แน่นออกทันที แต่คนที่ถูกเรียกชื่อก็คว้ามือนั้นมากุมไว้แน่นเช่นเดิม ถึงแม้ในหัวตอนนี้ในหัวมันกำลังคิดถึงคำถามที่จะตามมาของ “อิทธิ” ผู้เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิท แต่สิ่งที่เขาแน่ใจคือไม่ว่ายังไง เขาไม่ควรจะปล่อยมือ
“เชี่ยเอิร์ธ….”   ภัทรกรดันร่างบางให้ไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ชลนทีเริ่มดูเหมือนจะตกใจกลัวคนที่ไม่เคยญาติดีอย่างอิทธิ ขณะที่ภัทรกรก็กำลังตีหน้าเรียบเฉยทั้งที่ในใจก็ตกใจมากไม่น้อย เขารู้อยู่แก่ใจว่าเพื่อนคนนี้ไม่ชอบชลนทีและมีประเด็นเรื่องราวอยู่บ่อย ๆ และคนที่ช่วยให้ชลนทีรอดได้ในทุกครั้งมันก็เป็นเขาเอง…

“ตกลงที่วันนี้มึงไม่ว่างมากินเหล้ากับพวกกูเพราะ….”   สายตาเจ้าเล่ห์ของคนจับผิดเคลื่อนไปมองมือคู่นั้นที่ยังจับกันแน่น ชลนทีได้ยินเสียงนั้นก็เริ่มหวาดผวาเพราะกลัวตัวเองจะถึงจุดที่ควบคุมอะไรไม่ได้ขึ้นมาอีก
“เพราะอะไรก็เรื่องของกู ไว้เจอกันมึง”   ภัทรกรไม่อยากจะทะเลาะกับผู้เป็นเพื่อนในเรื่องที่อาจพูดให้เข้าใจได้ง่าย แต่เพื่อนเขาคนนี้กลับไม่คิดแบบนั้นน่ะสิ ร่างสูงของอิทธิก้าวตามมายืนขวางมองคนที่หลบอยู่และไม่กล้าเงยหน้ามองด้วยสายตาเอาเรื่อง
“เดี๋ยวดิวะ กูเพื่อนมึงนะเว้ย ไม่คิดจะอธิบายอะไรดี ๆ หน่อยหรอ”
“ไว้กูโทรไปเล่าให้ฟังแล้วกัน…”
“กูอยากฟังตอนนี้ว่ะภัทร กูยืนมองมึง ...กับมัน มาพักใหญ่ล่ะ”
“ถ้ามึงพูดแบบนั้น งั้นก็แปลว่าตามที่มึงเห็น กูคงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม” ดวงตาคมมองเพื่อนด้วยสายตาที่ไม่เกรงกลัวและท้าทายอีกฝ่ายกลับอยู่ไม่น้อย ภัทรกรรู้ดีว่าเพื่อนตนเองเป็นคนแบบไหน และเลือดร้อนได้แค่ไหนถ้าเจอเรื่องที่ไม่ถูกใจ แต่ตอนนี้… เขาจำเป็นจะต้องปกป้องเจ้าของมือเล็ก
“มึงพูดแบบนี้ แปลว่ามึงยอมรับในสิ่งที่กูกำลังคิด… มึงกำลังคั่วอยู่กับไอ้เอ๋อนี่… เหอะ จะอ้วกว่ะ”
“ชลเป็นเพื่อนกู!!” ภัทรกรตะเบ็งเสียงออกไปเต็มแรงด้วยความโกรธที่เกิดขึ้นชั่ววูบ สถานะเพื่อนหลุดปากออกไปทั้งที่ใจเขารู้ดีว่าลึก ๆ แล้วมันไม่ใช่ แต่มันก็เป็นทางเลือกที่จะปกป้องชลนทีได้ดีที่สุด
“เพื่อนหรอ… ถ้าพวกไอ้ต้า ไอ้ทศ ไอ้พงศ์ ไอ้โชติมาเห็น มันจะคิดแบบที่มึงพูดมั้ยนะ”   สายตาเหยียด ๆ ส่งไปยังดวงตากลมอย่างตั้งใจจนมือเล็กที่ภัทรกรกุมไว้เริ่มมีอาการสั่นจนเขารู้สึกได้
“มึงหรือใครจะคิดยังไงก็ช่างเถอะ กูว่าตอนนี้มึงกับกูคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว”
“กูบอกพวกมันแล้วว่ามึงเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่มีใครเชื่อกู! แล้วเป็นไงล่ะ!”
“มึงพูดอะไรวะเอิร์ธ กูขอล่ะว่ะ ไว้กูจะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ไม่ได้จริง ๆ”
“ทำไมว่ะ จะไปอัดถั่วดำกันหรอ ทำไมว่ะ เป็นเก้งทั้งทีเอาคนอื่นที่ไม่ใช่ไอ้เอ๋อนี่ไม่ได้รึไงว่ะ!!”
“ชลเป็นเพื่อนกู!! จะด่ากูเป็นเก้งเหี้ยอะไรกูไม่ว่า แต่ถ้ามึงพูดคำว่าเอ๋ออีกแค่คำเดียว…!”
“แล้วกูไม่ใช่เพื่อนมึงใช่มั้ย!! มึงถึงไม่เคยปริปากพูดเหี้ยอะไรเลย!!”
“กูมีเหตุผลของกู ถ้ากูอยากจะบอกใครเดี๋ยวกูบอกเอง ...ส่วนมึงถ้ายังเห็นกูเป็นเพื่อนจริง ๆ ...เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวก่อน แล้วกูจะเล่าให้มึงฟังเอง”   ภัทรกรใช้ความพยายามถอนหายใจทิ้งระบายความโกรธทั้ง ๆ ที่เขากำลังกัดฟันจนแทบจะแหลกคาปาก วินาทีนี่เขาจำต้องลากชลนทีให้เดินตามมาอีกทาง นั่นเพราะอาการสั่นที่กำลังเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีกับชลนทีซักเท่าไหร่นัก มือหนาบีบเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ และพยายามไม่สนใจบุคคลที่สามที่ยังไม่ยมลดละเดินตามมาอยู่ด้านหลัง

เขาต้องเลือกที่จะปกป้องร่างบางมากกว่าความโกรธอะไรทั้งสิ้น

“ที่มึงโดดซ้อมทีมจนโดนออกจากทีม เพราะแบบนี้ใช่ป่ะวะ”
“.............”
“ที่หายไปทุกเย็นไม่ได้ไปอ่านหนังสือสอบโควต้าอย่างที่พูด ...นั่นสินะ คนเก่งอย่างมึงลำพังแค่ประวัติด้านการแข่งก็น่าจะผ่านสบาย ๆ อยู่แล้ว กูนี่พูดอะไรโง่ ๆ จริง”
“.............”
“ทั้งที่รู้ว่ากูเกลียดไอ้เอ๋อ ออ ไม่สิ ไอ้สัดชลนี่อย่างกับอะไร มึงทำแบบนี้หรอวะ!”
“.............”
“มึงจะหนีกูไปไหนไอ้ภัทร มึงหนีความจริงไม่ได้หรอก!”
“.............”
“มึงจำไว้เลยนะ! ถ้าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ก็เพราะว่ามึงไม่ยอมบอกกูตั้งแต่แรก!”
“ไม่เป็นไรนะชล”   ประโยคเดียวที่หลุดออกจากปากภัทรกรที่กำลังทำหูทวนลมใส่ผู้เป็นเพื่อน เขาบีบมือแน่นอีกครั้งพร้อมอาการสั่นของอีกฝ่ายที่ไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่าย ๆ
“ไอ้ภัทร!! ไอ้เชี่ยภัทร!!”


………………………………………………………………………………………

“ไอ้ภัทร มึง! ไอ้ภัทร!”   เสียงตะโกนจากปลายสายทำให้ภัทรกรต้องสลัดหัวไล่ภาพซ้อนที่แล่นเข้ามาในหัว เสียงจากเพื่อนอีกคนที่เร่งเร้าเอาคำตอบทำให้เขาต้องรีดเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง
“กู…..”
“มึงมาเหอะว่ะ งานครบรอบวันตายไอ้เอิร์ธมีแค่ปีล่ะครั้งนะเว้ย ปีนี้แม่มันทำบุญใหญ่เลยชวนพวกเราด้วย ถ้ามึงไม่ติดอะไร กูอยากให้มา”

ครบรอบวันตายอิทธิ...
ภัทรกรควรจะไปงั้นหรอ...



ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 10
“ฝันร้ายที่กลับมาโดยสมบูรณ์”


ว่ากันว่า สุรา… คือเครื่องดื่มชั้นยอดที่ถูกหยิบยกมาเป็นตัวเลือกแรกเมื่อคนเรามีปัญหา แต่บางคนที่เลือกจะดื่มมันเพื่อฉลองยามที่มีความสุข แล้วสภาพจิตใจของภัทรกรตอนนี้ล่ะ… ร่างสูงที่เอาแต่ดื่มแอลกอฮอล์มานานนับชั่วโมงกำลังรู้สึกแบบไหน จะรู้สึกโศกเศร้าเมื่อคิดถึงเก่า ๆ หรือรู้สึกสุขใจที่มีใครอีกคนนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ
“ตกลงนี่จะโทรตามผมมานั่งดูคุณเมาสองครั้งซ้อนเลยใช่มั้ย”
“...ขอโทษนะ จริง ๆ ตั้งใจจะพาคุณไปหารร้านอร่อยกินกันมากกว่า”
“เห้อ ช่างเถอะ มานั่งดูคุณเมาที่ห้อง ก็ยังดีกว่าไปเมาไม่ได้สติที่อื่นให้ผมแบกกลับมาส่ง”
“คุณแม่งน่ารักว่ะ ...วาโย”
“ของแบบนี้มันก็แน่อยู่แล้ว”   วาโยหลบสายตาเขิน ๆ ของตัวเองด้วยการพยายามมองจอทีวีตรงหน้า
“ขอบคุณนะ ทั้งที่ความจริง คุณไม่ต้องมาหาผมก็ได้”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองต้องมา… เสียเวลาชีวิตชะมัด ไหน จะเล่าได้รึยังว่ามีปัญหาอะไร”
“วันเสาร์นี้ผมต้องไปงานครบรอบวันตายเพื่อนสนิทคนนึง…”
“ผมเสียใจด้วยนะ”
“มันชื่อเอิร์ธ ตายมาได้หลายปีแล้วล่ะ… ผมกับมันเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เข้ามัธยม แถมยังอยู่ทีมบาสด้วยกันอีก มันเป็นคนจริงใจรักเพื่อน แต่ดันเสียที่อารมณ์ร้อนมากไปหน่อย”
“เอิร์ธ… คนที่คุณเคยเล่าให้ฟังว่าเขาไม่ชอบชลนทีใช่มั้ย”
“อืม…. แต่น่าตลกนะที่มันเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องผมกับชล”   ภัทรกรพูดออกไปตามตรงถ้าไม่นับธนาที่ดันมารู้เข้าเมื่อไม่กี่วันก่อน
“.......”
“มันเกลียดชลอย่างกับอะไรดี! ทุกเรื่องที่มันทำให้ชลเจ็บยังอยู่ในหัวผม ผมไม่อยากไปทีนั่น... ไม่อยากไปเห็นรูปมัน เห็นทุกคนพูดถึงมันแล้วทำให้ผมนึกถึงเรื่องเก่า ๆ … ผมเสียใจที่มันตายไม่น้อยกว่าคนอื่น ๆ แต่ผมก็ไม่อยากไปเห็นทุกอย่างที่เป็นอดีตแล้วใจอ่อนให้อภัยมัน”
“ภัทร… เพื่อนคุณเขาคงลืมเรื่องแย่ ๆ ไปหมดแล้ว ก็เหลือแต่คุณนั่นแหละ ...อะไรที่มันแล้วไปแล้วก็ปล่อยมันไปตามทางของมันเถอะ ต่อให้คุณโกรธเขาไปตลอดชีวิตมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาซักนิด”
“มันเปล่าประโยชน์ ผมรู้”   ภัทรกรยกแก้วขึ้นดื่มในพรวดเดียวจนคนข้างอดส่ายหน้าระอาไม่ได้
“งั้นก็ไปเถอะ อย่างน้อยเพื่อนคุณคนอื่น ๆ ก็จะทำให้คุณนึกถึงแต่เรื่องดี ๆ เชื่อผม…”
“คุณอยากให้ผมไปหรอ…”
“ผมทำแบบนั้นได้ที่ไหน คุณนั่นแหละที่จะตัดสินตัวเองว่าอยากไปหรือไม่อยากไป”      นิ้วเรียวจิ้มลงตรงอกซ้ายของคนข้าง ๆ บนโซฟาตัวเดียวกัน จังหวะหัวใจที่เรียบเฉยก็ยิ่งตอกย้ำว่าร่างสูงด้านชากับเรื่องนี้มากแค่ไหน
“ผมตอบไม่ได้”
“คุณมีคำตอบ แต่คุณแค่ไม่ยอมรับมันเท่านั้นเอง”
“ผม….”
“ไม่เอาละ วางแก้วเหล้าแล้วออกไปหาอะไรกินกันดีกว่า”   ร่างบางลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือรอสัมผัสจากคนตรงหน้า ภัทรกรชั่งใจอยู่เพียงครู่เดียวก็คว้ามือเล็กนั่นมาจับเอาไว้แน่น
“วันนึงคุณจะไม่หายไปจากผมใช่มั้ย”   วาโยมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกอื้อ ๆ คล้ายมึนงงในประโยคที่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยและหลงประเด็นนั่นนั่น ภัทรกรพูดมันออกมาโดยไม่หันมามองเขาด้วยซ้ำ ดวงตาคมเอาแต่จ้องแก้วเครื่องดื่มสีอำพันในมืออีกข้าง
“พูดอะไรของคุณ”
“ไม่รู้สิ อยู่ดี ๆ ประโยคนี้มันก็แวบเข้ามาในหัว”
“งั้นคุณก็คงเมามาก”
“ผมรู้ตัวดีว่าพูดอะไรออกไป ผมหมายความตามนั้น ผมเสียคุณไปไม่ได้จริง ๆ ...คุณสำคัญกับความรู้สึกผมมากนะ พอคุณบอกว่าควรไปงานศพเอิร์ธ ผมก็ได้คำตอบทันที… ตอนนี้คุณอยู่ในทุกห้วงการตัดสินใจของผมรู้มั้ยวาโย เรื่องแย่ ๆ ในหัวผมมันเบาลงได้ก็เพราะคุณนั่งอยู่ตรงนี้… เพราะคุณที่อยู่ข้างผม”
“เราเจอกันไม่ถึงเดือน แถมยังแทบจะนับครั้งได้ คุณพูดแบบนี้มันจะไม่ตลกไปหน่อยหรอ” วาโยไม่ได้ดึงมือตัวเองออกแต่เขากลับกระชับมือแน่นให้อีกฝ่ายคลายความกังวลที่ไม่น่าเกิดลง
“ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ”
“เปล่าหรอก ที่จริงแล้วคุณก็แค่เห็นผมเป็นตัวแทนชลนที ไม่ก็ยังเชื่อว่าผมคือเขา… ผมไม่ได้สำคัญอะไร ชลนทีต่างหากที่สำคัญกับคุณ”
“...........”      เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งสนิทไป วาโยจึงตัดสินใจดึงมือตัวเองออกจากมือหนา ภัทรกรมองร่างบางที่ยืนถอนหายใจทิ้งด้วยหัวใจที่หนักอึ้งไปแทบทุกส่วน ทำไมหัวใจเขาถึงกระตุกวูบเมื่อได้ยินประโยคตัดพ้อที่เต็มไปด้วยความจริงนั่น
“ผมพูดถูกใช่มั้ย”
“ผมไม่รู้”
“แค่คุณไม่รู้มันก็ชัดมากแล้วคุณภัทร ยอมรับความรู้สึกตัวเองเถอะ ผมไม่โกรธคุณหรอก ผมเข้าใจ แล้วคำถามที่คุณถามว่าผมจะไม่ทิ้งคุณไปใช่มั้ย… คำตอบตอนนี้คือไม่ เพราะว่าผมเป็นเพื่อนคุณแล้ว เว้นเสียแต่ว่าคุณจะไล่ให้ผมไปซะ”
“วาโย”   ภัทรกรดีดตัวลุกพุ่งเข้ากอดวาโยอย่างเต็มความรู้สึก คนที่คล้ายเข้มแข็งปล่อยน้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นเบามากแต่ก็ยังพอให้ร่างบางในอ้อมกอดได้ยิน มือเล็กลูบไปมาที่แผ่นหลังเบาอีกฝ่ายเบา ๆ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังปลอบใจอีกฝ่ายหรือปลอบใจตัวเองกันแน่
“ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังกังวลอะไรนักหนา แต่คุณภัทร… ชีวิตคนเรามันต้องเดินต่อนะครับ ดูตอนเราเจอกันครั้งแรกสิ ผมยังด่าคุณจนเสียหมาอยู่เลย ถ้าผมไม่ยอมทิ้งอคติเมื่อตอนแรกเจอ ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้”
“ผมไม่รู้จะขอโทษคุณยังไงดี ทั้งที่เคยพูดว่าไม่ได้มองคุณเป็นตัวแทนใครแท้ ๆ ...ต ...แต่ผมก็เลิกคิดถึงชลเวลาเห็นคุณไม่ได้อยู่ดี”
“ไม่เป็นไรเลย ซักวันคุณจะมองผมเป็นผมด้วยทุกความรู้สึกของคุณเอง แต่ผมขอร้องอย่างนึงได้มั้ยคุณภัทร อย่าเอาผมไปแทนที่เขา ให้คุณจดจำวาโยคนนี้ …และอย่าลืมชลนที” ดวงตากลมเอ่อล้นไปด้วยหยดน้ำตาที่ไหลออกมาเรียบเฉียบ น้ำตาที่ร่างสูงผู้โอบกอดร่างเล็กจะไม่มีวันได้เห็น สิ่งเดียวที่ภัทรกรจะรับรู้คือประโยคที่ยังคงก้องอยู่ในหู

‘ให้คุณจดจำวาโยคนนี้ ...และอย่าลืมชลนที’
.
.
.
“ว่าไงคุณหมอต้า กว่าจะเสด็จลงมาได้”   พงศ์พัฒน์เอ่ยทักทายคุณหมอหนุ่มที่พึ่งเดินแบกกระเป้าเป้ลงมาจากคอนโด ร่างสูงของธนาเปิดประตูที่นั่งด้านหลังโยนสัมภาระและรีบยัดตัวเองเข้าไปนั่งโดยไม่รอให้ผู้เป็นเพื่อนที่จอดรถรอร่วมครึ่งชั่วโมงต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้ แล้วไหนจะผู้โดยสารอีกคนที่เริ่มออกอาการเซ็งอยู่ที่เบาะหน้า
“ก็กูพึ่งออกเวรนี่หว่า ให้เวลากูอาบน้ำบ้างดิวะ”
“เออ พร้อมยัง พวกมึงไม่ลืมไรใช่มั้ย”   คนขับสำรวจความพร้อมของผู้โดยสารทั้งสองอีกครั้ง ภัทรกรพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับไม่ได้สนใจอะไรกับการเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้นัก
“ไม่ลืมเว้ย ไปเหอะ ถ้ากูมัวลืมของแล้วช้ากว่านี้ ไอ้ภัทรแม่งหันมาด่ากูแน่”
“เออ หน้าแม่งหงุดหงิดอะไรนักหนาไม่รู้ ตั้งแต่กูไปรับล่ะ”
“ช่วงนี้งานกูเยอะ เก็บมาเครียดนิดหน่อยว่ะไม่มีไรหรอก”   ภัทรกรรีบบอกปัดในทันที ธนามองผู้เป็นเพื่อนจากด้านหลังก็อ่านออกจนหมดสิ้นว่าอาการนี้ไม่ได้มาจากงานแน่ ๆ แถมไอ้เรื่องดี ๆ ที่เขาดันไปรู้เข้ามันก็ทำให้ธนาผูกเรื่องราวล่วงหน้าไปเองได้ง่าย ๆ

จะมีอะไรถ้าไม่ใช่เรื่องชลนทีและวาโยคนนั้น

“งั้นหลับไปเหอะมึงอ่ะ เดี๋ยวกูผลัดกันขับกับไอ้ต้าเอง”   พงศ์พัฒน์ว่าพลางสบสายตาสื่อความบางอย่างกับธนาผ่านกระจกมองหลัง รถเคลื่อนออกจากตรงนั้นด้วยความเร็วไม่มากนักเนื่องด้วยการจราจรในเย็นวันศุกร์ ในทีแรกพวกเขาตั้งใจจะบินไปเชียงใหม่แล้วให้โชติหรือทศพลมารอรับที่สนามบินแบบสบาย ๆ แต่ก็ดันผิดแผนเพราะคุณหมอใช้ทุนอย่างธนามีเวรตรวจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชายหนุ่มสามคนเลยต้องขับรถลากยาวหลายชั่วโมงเพื่อกลับไปยังจังหวัดที่เติบโตมาร่วมกันในวัยเด็กอีกครั้ง
“มึงไม่พาจอยมาด้วยวะไอ้พงศ์ เขาก็รู้จักไอ้เอิร์ธไม่ใช่หรอ”
“เขาอยากมาจะตาย แต่กูคิดล่ะ นี่แม่งงานรวมเพื่อนเก่าชัด ๆ ถ้ากูพกเมียมาด้วย งานกร่อยหมด”
“นี่งานครบรอบวันตายเพื่อนมึงนะเว้ย ยังคิดชั่วหนีเมียเที่ยวได้อีก”
“ไว้มึงแต่งงานกับแฟนมึงจริงจัง เดี๋ยวมึงก็รู้”   ภัทรกรเอาแต่เงียบฟังเสียงเพื่อนสองคนมาตั้งแต่ออกเดินทาง ดวงตาคมทอดมองข้างทางบ้าง ด้านหน้าบ้าง แม้ความมืดและความเร็วของรถจะแทบทำให้มองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม แต่เอาเถอะเพราะสมองของเขามันไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพที่เห็นหรือเสียงที่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉียบ แถมแววตาที่มองรอบกายตอนนี้ก็เหมือนจะไร้รู้สึก นอกจากตัวเขาเองก็ไม่มีใครเข้าใจอะไรทั้งนั้น

หรือบางที… แม้แต่ภัทรกรเองก็อ่านความรู้สึกตัวเองไม่ได้ซักนิด

“แล้วมึงเมื่อไหร่จะแต่งวะ กูเห็นแฟนมึงเขาเพ้อหน้าเฟซบุ๊คทุกวันเลย”
“กูว่าจะรอใช้ทุนให้หมดก่อนแล้วค่อยคิดว่ะ ต้องดูเรื่องเรียนต่อเฉพาะทางด้วย เกิดกูไปเรียนต่างประเทศขึ้นมา ทิ้งเขาไว้คนเดียวก็คงไม่ได้ ต้องวางแผนยาว ๆ”
“แล้วมึงอ่ะภัทร เมื่อไหร่จะมีแฟนวะ แม่มึงก็ไม่อยู่แล้ว เป็นกูนะเหงาฉิบหายเลย”
“ยังว่ะ ...อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”   ภัทรกรตอบพลางกระตุกยิ้มเบา ๆ ที่มุมปาก จะใช้คำว่าดีอยู่แล้วมันก็ไม่ถูกนักหรอก ต้องใช้คำว่าเกือบดีน่าจะถูกต้องมากกว่า
“ที่มึงเป็นตอนนี้ ...มันดีจริง ๆ หรอวะ”   เสียงจากธนาสะกิดใจคนฟังอยู่พอควร ร่างสูงได้แต่เหล่ตามองไปด้านหลังเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้ผู้เป็นเพื่อนมาสนใจเรื่องของตัวเองมากนัก โดยเฉพาะคนที่รู้หลาย ๆ เรื่องอย่างธนา แต่ก็นั่นแหละ… การไม่กล้าเผชิญหน้าของเขาทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าพิเศษบางอย่างจากธนา
“ก็ดีนี่ ...กูยังไม่ต้องการใครตอนนี้หรอก”
“แต่กูว่ามึงอาจจะต้องการใครบางคนตอนนี้เลยก็ได้”
“ใครวะ?”      เสียงแทรกคล้ายไม่รู้เรื่องรู้ราวของคนขับทำให้ภัทรกรที่เกือบจะกำมือแน่นเพราะคำพูดจี้จุด  ด้านธนาเองเพียงแค่มองจากด้านข้างใบหน้าก็พอจะรู้ว่าคำพูดแสนธรรมดาของเขาเป็นผลกับภัทรกรมากแค่ไหน มุมปากกระตุกยิ้มบางให้ผลลัพธ์คล้ายเป็นผู้ชนะก่อนจะเป็นฝ่ายเสตามองไปข้างทางแทน
“ไม่มีใครทั้งนั้นแหละมึง กูก็พูดไปงั้น”   ภัทรกรถอนหายใจบางแม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าธนาไม่ใช่คนปากโป้งและรักษาสัญญากับเพื่อนได้ดีขนาดไหน แต่การที่ก่อนหน้านี้เขาบ่ายเบี่ยงทุกทางไม่ให้ธนาได้เจอวาโยก็ทำให้กลัวว่าวันนึงธนาจะเล่นลูกบ้าเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ขึ้นมา ซักวันธนาต้องได้เจอวาโยแน่ แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่เขาไม่สามารถจัดการตัวเองได้ซักเรื่อง
“ไม่ใช่มีอะไรเด็ด ๆ แล้วไม่บอกกูนะมึง”
“มึงก็ไปบ้าตามไอ้ต้าไปได้ ไม่มีไรหรอก”
“ระงับความเสือกแล้วขับรถไปมึงอ่ะ เดี่ยวถึงปั้มหน้าพักรถแล้วกูขับต่อเอง”   ธนาว่าพลางกระทุ้งเบาะที่นั่งคนขับด้วยขายาว ๆ ไปหนึ่งที พงศ์พัฒน์ได้แต่เหลือบตามองแค้น ๆ เพราะไม่อาจละทิ้งหน้าที่ขับรถหันมาเปิดกระบาลเพื่อนได้ การเดินทางดำเนินไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางบทสนทนาที่หลากหลาย ทั้งเรื่องทุกข์ เรื่องสุข หรือเรื่องขำขันในวันวานที่พวกเขาไม่เคยลืม และแน่นอนตลอดเส้นทางภัทรกรทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีเท่านั้น
“เออไอ้พงศ์ มึงรู้มั้ยว่าเรื่องคดีไอ้เอิร์ธถึงไหนแล้ว”
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ แต่เห็นไอ้โชติว่าที่แม่ไอ้เอิร์ธจัดงานทำบุญรอบนี้เพราะจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ถ้าคดีไม่จบก็คงจะปล่อยวางแล้วมั้ง นี่ก็เข้าปีที่เจ็ดแล้วถ้ายังจับมือใครดมไม่ได้จริง ๆ คงยาก”
“คิดถึงมันว่ะ ใครจะคิดว่าจะไม่ได้เจอมันอีก”
“อย่าดึงเศร้าสิวะเชี่ยต้า เราก็กำลังกลับไปเยี่ยมมันนี่ไง ...ใช่มั้ยไอ้ภัทร ...ไอ้ภัทร โถ่เอ๊ย...ไอ้นี่ก็หลับไม่สนใจเพื่อนเลย”
“เออ มึงปล่อยมันนอนไปเหอะ ให้พักบ้างก็ดี”   นั่นสินะถ้าภัทรกรได้พักสายตาบ้างก็คงดี แต่ที่แย่ก็คงจะเป็นสมองที่ยังประมวลผลไม่หยุดและดูท่าว่าจะไม่ยอมสงบลงตามเปลือกตาที่เคลื่อนมาปิดสนิท ตราบใดที่เพื่อนทั้งสองยังเอาแต่พูดถึงบางเรื่องไม่มีหยุด ก็คงยากนักที่เขาจะหลับสนิทลงได้จริง ๆ…

“มึงไม่เข้าไปหรอไอ้ภัทร”
“ไม่ว่ะ กูรอตรงนี้แล้วกัน”

เรื่องบ้า ๆ

ในหัวของภัทรกรมีแต่เขานี้วิ่งวนไปหมด ร่างสูงยืนพิงรถที่ดับเครื่องสนิทด้วยหัวใจหวิว ๆ ที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันคือสถานที่แสนคุ้นเคยในวัยแรกรุ่น ...โรงเรียน… จุดเริ่มต้นมิตรภาพของเขาและกลุ่มเพื่อน ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาต้องมายืนอยู่ตรงนี้เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าธนาอยากเข้าห้องน้ำและคงจะรอจนถึงบ้านของโชติจุดนัดพบไม่ไหว

ทำไมไม่แวะปั้มซักที่
ทำไมไม่จอดรถที่อื่น ...ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ป้ายรถหน้าโรงเรียน

“แล้วแต่มึงล่ะกัน ไอ้พงศ์ไปกะกูหน่อยดิ”
“เออ กูก็อยากเข้าไประลึกความหลังเหมือนกัน ป่านนี้น่าจะเปลี่ยนไปเยอะ”
“พวกมึงเร็ว ๆ ล่ะกัน”   ภัทรกรตัดบทส่งท้ายให้เพื่อนสองคนที่เดินหน้าชื่นเข้าไปในโรงเรียนเก่า เมื่อผู้เป็นเพื่อนลับตาดวงตาคมก็วูบไหวในเสี้ยววินาที ป้ายรถที่เดิมวันนี้มันแปลกตาไปมาก โครงสร้างเดิมถูกรื้อทิ้งแทนที่ด้วยของใหม่จนหมดสิ้น จะเหลือก็แต่เก้าอี้ตัวเดิมที่ไม่ได้ถูกย้ายตำแหน่งไปไหน

ยิ่งเห็นยิ่งคิดถึง…

Rrrrrr~ เสียงโทรศัพท์ทำให้ร่างสูงยอมละสายตาออกจากเก้าอี้ตัวเก้า ใบหน้าคมฉายรอยยิ้มบางเมื่อเห็นชื่อที่ชัดเจนอยู่บนหน้าจอ ก่อนจะกดรับโดยไม่ต้องคิดอะไรมากนัก
“ครับ วาโย”
“อือ”
“หืม คุณโทรมาแค่พูดว่าอือเนี่ยนะ”
“ก็…. ถึงรึยัง แล้ว….มั้ย ”   คำถามนี้ช่างดีต่อใจภัทรกรเหลือเกิน ถึงแม้ช่วงสัญญาณจะขาดหายไปจนเกือบจับใจความไม่ได้ ร่างสูงเดินไปรอบ ๆ ตามความเคยชินในสถานที่ สุดท้ายเขาก็ก้าวเข้าประตูโรงเรียนโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้รู้สึกแย่จนไม่อยากจะเหยียบเข้ามาในเขตโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ
“อะไรนะครับ เมื่อกี้ได้ยินไม่ชัดเลย”
“ผมถามว่าถึงรึยัง โอเคมั้ย”
“ถึงเชียงใหม่แล้ว ก็โอเคดี…”   ระหว่างที่พูดว่าตนเองโอเคดีอยู่นั้น สายตาของเขาก็เริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงรอบกาย ป้อมยามเดิมถูกทุบทิ้งย้ายไปอีกด้าน แถมเจ้าหน้าที่ที่เขาพยักหน้าเชิงของอนุญาตในป้อมก็ไม่ใช่ลุงคนเดิมที่เขาสนิทชิดเชื้อซะแล้ว
“อืม”
“แล้วไงต่อ”
“อะไรไงต่อ”
“ก็คุณโทรหาผม เพราะเป็นห่วงผมไม่ใช่หรอ”   ร่างสูงว่าพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเอง ก่อนที่เขาจะหยุดยืนบริเวณที่แยกที่ไม่คุ้นตาเพราะน่าจะมีการผุดตึกสูงขึ้นมาใหม่ และดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มมีสติขึ้นมาเล็ก ๆ ว่าตัวเองเดินเข้ามาไกลมากเกินไปแล้ว
“ใครเป็นห่วงคุณไม่ทราบ”
“.............”   ใช่ ตอนนี้มันไกลจนใกล้มากเกินไปแล้ว เพราะว่าทางด้านขวาของเขาตอนนี้มันเป็นบริเวณที่มีความคล้ายคลึงกับหลายปีก่อนมากที่สุด ไม่สิ มันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ลานปูนกว้างนั่นยังคงเหมือนเดิม… ไม่ผิดเพี้ยนไปจากภาพฝันตลอดเจ็ดปีซักนิด
“คุณภัทร!”
“ห่ะ...ค...ครับ”
“เป็นอะไรรึเปล่า เงียบไปเลย”
“เปล่า….”   เสียงของเขามันช่างเบาเสียเหลือเกิน เจ้าขาไม่รักดีก็ดันเดินเข้าใกล้ลานปูนนั่นทุกขณะ เม็ดเหงื่อซึมออกมาบริเวณไรผม ทั้ง ๆ ที่เวลาตอนนี้มันเช้าตรู่ตะวันพึ่งขึ้นแท้ ๆ
“นี่คุณอยู่ไหน”
“อยู่โรงเรียน…” ดวงตาคมก้มมองพื้นปูนที่ผ่านการตากแดดตากฝนสั่นระริก สองขาของเขามันหยุดแข็งทื่อไม่ฟังใจเจ้าของที่อยากจะออกไปจากตรงนี้เสียให้ไว อาการปวดจี๊ดในหัว เม็ดเหงื่อที่ผุดออกมาทั่วร่าง และหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นจนน่ากลัว มันกำลังทำให้เขารู้สึก….

รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังจะกลับมา...

“ไปทำอะไรที่นั่น ไหนบอกเช้านี้จะไปบ้านเพื่อนคุณที่โชติไง”
กริ้งงงงงงงงงงง! ร่างสูงหันซ้ายขวาหมุนตัวเพื่อหาต้นเสียงอย่างร้อนรน แต่เปล่าประโยชน์ เสียงออดเข้าเรียนที่ได้ยินนั่นมันดังมาจากความทรงจำเข้าต่างหา
“พอดี เพื่อนผมเขาอยากแวะมานิดหน่อยน่ะ” ภัทรกรพยายามสะบัดหัวไปมา รวมถึงกลับตาแน่นแล้วเบิกตาขึ้นอยู่หลายครั้งเพื่อไล่ภาพซ้อนทับที่กำลังแล่นเข้ามา
กริ้งงงงงงงง! เสียงกริ่งนั่นดันขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จุดเริ่มต้นความฝันที่คุ้นเคยจะเริ่มชัดเจนขึ้นราวกับเปิดเทป ธนาในวัย 18 ปียอมละสายตาจาก ‘ชลนที’ ที่นั่งกอดเข่าอยู่กลางแดด พร้อมแตะบ่าเพื่อนสนิทอย่าง ‘ตัวภัทรเอง’ เป็นคำเตือนว่าควรเลิกสนใจเกมในมือแล้วเข้าเรียนกันได้เสียที
"ไปมึง คาบนี้ถ้าสาย ครูสุนีย์แม่งด่าจนหูกูตึงแน่ ๆ "
"มึงไปก่อนเลย เดี๋ยวกูตามไป"
"อะไรของมึงวะ จะหนีไปดูดบุหรี่อีกอ่ะดิ"
“เออ”   ที่ภัทรกรตอบสั้น ๆ เพียงเพราะไม่ต้องการให้ผู้เป็นเพื่อนเห็นสายตาวิตกกังวลที่เอาแต่จ้องไปยังลานปูนกลางแดดจ้านั่น ร่างบางที่นั่งกอดเข่าบนพื้นซีเมนต์มาร่วมชั่วโมงเริ่มมีอาการสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ก้มหน้าลงกับเข่าตัวเองตอนนี้มีสีหน้าแบบไหน รู้สึกยังไง แล้วทำไมต้องทำแบบนั้น

แต่ภัทรกรรู้… เขารู้อยู่แก่ใจ

“เป็นอะไรรึเปล่าคุณภัทร เสียงคุณดูไม่ค่อยดีเลย”
“ผ….ผม ...เปล่านี่ ไม่ได้เป็นอะไร”

“กูเปลี่ยนใจล่ะ ไปเรียนกันเหอะว่ะ”

“กลับมาสิวะ!!”
“คุณภัทร! เกิดอะไรขึ้น”   ภัทรกรไม่ได้ตะโกนใส่ปลายสาย แต่เขาตะโกนเรียกตัวเองในความทรงจำที่กำลังลุกขึ้นจากม้าหินอ่อนโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองคนที่ยังนั่งกอดเข่าอยู่กลางแดด สีหน้าของเขาที่กำลังก้าวเดินคล้ายไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกแบบไหนดี สงสาร เห็นใจ สมน้ำหน้า สมเพช หรือไม่ควรรู้สึกอะไรเลย

แต่ตอนนี้ ภัทรกรในเหตุการณ์ปัจจุบันได้แสดงความรู้สึกออกมาจนหมดสิ้นแล้ว

“...อย่า…มึงอย่าทิ้งชล”   หยดน้ำตาไหลออกมาพร้อม ๆ กับร่างที่ทรุดตัวลุกคุกเข่ากับพื้น มือข้างนึงก็ยังกำโทรศัพท์ที่หูแน่น ส่วนอีกข้างก็ยกขึ้นกุมขมับตัวเองที่กำลังบีบรัดจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
“คุณเป็นอะไร ได้ยินผมมั้ย”
“วาโย… ฮึก ผม… ผมทิ้งชล”

“อ้าว… มาเข้าเรียนแล้วหรอมึง กูนึกว่าจะนั่งดูผลงานตัวเองอยู่ตรงนั้น”
“เลิกทำแบบนี้เหอะเอิร์ธ กูขอว่ะ”   ภัทรกรตอนนั้นพยายามตีหน้าเรียบใส่คำทักทายที่ชวนให้โมโห อิทธิเข้ามาประชิดตัวเขาแทบจะทันทีที่เดินเข้ามาในห้องเรียนราวกับรออยู่ก่อนแล้ว
“มึงก็เดินออกไปบอกให้มันลุกขึ้นสิ แล้วเดี๋ยวกูจะบอกทุกคนเองว่าเมื่อวานมันเป็นบ้าอาระวาดแทบจะฆ่ากูตาย... เอ๊ะ... หรือจะพูดเรื่องมึงกับมันด้วยดีนะ”
“แต่มึงทำร้ายชลก่อน!”
“แล้วไงวะ! ยังไงมันก็เป็นบ้าอยู่ดี!”

“ใจเย็น ๆ นะคุณมีเรื่องอะไร เล่าให้ผมฟังก็ได้”
“............”   ภัทรกรเผลอกำมือซ้ายแน่นตามตัวเองในความทรงจำ มือด้านขวาก็บีบโทรศัพท์แรงจนเกือบจะแหลกคามือเสียให้ได้
“คุณภัทรอย่าเงียบแบบนี้สิ ผมใจไม่ดีเลย”

“มึงจะเอาชลมาเป็นเครื่องมือเล่นเกมแบบนี้ไม่ได้”   ภัทรกรกัดฟันพูดทั้งใบหน้าเรียบ ๆ ระหว่างที่เพื่อนนักเรียนโต๊ะข้าง ๆ อย่างอิทธิกำลังยิ้มเยาะทุกเรื่องอย่างมีความสุข
“มึงนั่นแหละ ที่ลากไอ้เอ๋อนั่นมาในเกม เมื่อกี้มึงเป็นคนสั่งให้มันนั่งอยู่ตรงนั้นเองนะ ...ห้ามลุกไปไหนนะจนกว่ากูจะมาสั่ง ไม่งั้นก็จะหายไปจากชีวิตมึงแล้วไม่กลับมาอีกเลย... กูได้ยินมึงพูดแบบนี้เป๊ะเลย แล้วกูทำอะไร… กูเปล่า มึงนั่นแหละที่ทำ! มึงนั่นแหละที่เป็นคนพูด ไอ้ภัทร!!”
“เชี่ยเอิร์ธ!”   ภัทรกรเผลอลั่นออกมาเสียงดัง ทุกสายตาที่มองมาโดยเฉพาะเพื่อนในกลุ่มทำให้ภัทรกรต้องปล่อยมือจกปกคอเสื้อที่คว้าเอาไว้ด้วยความโมโห
“มีอะไรกันวะ”
“เปล่า กูแซวกันเล่นนิดหน่อย”   อิทธิตอบธนา ก่อนจะหันมากระตุกยิ้มร้ายใส่ภัทรกรที่ร้อนใจจนแทบจะนั่งไม่ติด เขาไม่น่าปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ ไม่ควรปล่อยให้อิทธิมีอำนาจต่อรองจนต้องทำเรื่องบ้า ๆ กับชลแบบนั้น ...จะทำยังไงดี ป่านนี้ชลนทีคงเข้าใจว่าเขาโกรธเข้าจริง ๆ แถมยังไม่มีท่าทางว่าจะลุกออกจากลานปูนนั่นด้วย
“ไอ้เอิร์ธ มึงจะให้กูทำยังไงก็ได้ แต่เรื่องนี้กูขอ”
“งั้นมึงก็นั่งอยู่ตรงนี้แหละ แล้วก็คอยดูว่าไอ้เอ๋อนั่นจะทนได้ซักกี่น้ำ… แล้วกูจะลืมเรื่องนี้ไป ตกลงมั้ย”

ตึก ตึก ตึก เสียงหัวใจของคนคนเดียวในสองช่วงเวลาประสานเป็นจังหวะเดียวกัน ภัทรกรวัย 25 ปีทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นปูนอย่างหมดแรง มือหนาสั่นเทาจนโทรศัพท์ในมือล่วงลงไปกับพื้น สายลมที่พัดเฉื่อยฉิวผ่านตัวยิ่งทำให้เม็ดเหงื่อผุดซึมออกมานอกกาย

“กูจะปกป้องชลด้วยวิธีของกู จำไว้ไอ้เอิร์ธ”

ภาพตัวเองหมดความอดทนวิ่งเร็วออกมาจากห้องเรียนฉายชัดคล้ายกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ร่างสูงทอดสายตาไปยังทางลงอาคารดวงตาคมมองไล่พื้นทางเดินมาเรื่อย ๆ ราวกับกำลังติดตามเงาของตนเองในอดีต
“ชล! ชลอยู่ไหน… นี่นาย เห็นชลมั้ย” ภัทรกรเวลานั้นเที่ยววิ่งตามหาชลนทีอย่างร้อนรน แต่ใครจะคิดเล่าว่าการเล่นตามเกมอิทธิในครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เจอชลนทีที่นี่

ที่กำลังรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างกับตอนนั้นซักนิด
จะมองไปทางไหนทุกสิ่งก็ว่างเปล่า…
ว่างเปล่าเหลือเกิน...

“ฮึก…กลับมานะชล ฮึก กลับมา”   น้ำตาจากทุกความรู้สึกเมื่อครั้งเก่ารวมตัวกลั่นออกมาเป็นสายอย่างไม่มีท่าทีจะหยุดลง จังหวะการหายใจที่ถี่ขึ้นยิ่งทำให้เสียงสะอึกสะอื้นชัดเจน อีกทั้งสองมือยังทึ้งหัวตัวเองที่กำลังปวดลั่นร้าวคล้ายจะแตกเสียให้ได้

แปลกดีที่ตอนนั้นตัวเขาเองเข้มแข็งกว่าวินาทีนี้มากมายนัก

“ฮึก… ชลนที ...ชลนที”

ทำไมกันนะ… ทำไมทุกสิ่งจึงย้อนกลับมา ทั้งที่ตั้งใจว่าจะลืมมันไปแล้วแท้ ๆ

สุดท้ายแล้วทุกภาพในหัวของร่างสูงดับวูบลงราวกับถูกปิดสวิตซ์ พร้อม ๆ กับสติสัมปชัญญะอื่น ๆ ที่หยุดลงชั่วคราว ภัทรกรเริ่มไร้แรงฟุบลงไปกับพื้นซีเมนต์อย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาคมที่ใกล้จะเคลื่อนปิดพยายามจ้องโทรศัพท์ที่ตกอยู่แม้ภาพมันจะพร่ามัว แต่มือหนากลับไม่อาจจะเอื้อมหยิบมันมาได้ตามใจสั่ง

เขาไม่ควรปล่อยให้ปลายสายต้องรออยู่แบบนี้ ไม่ควรเลย

“ภัทร! ผมอยู่นี่…. คุณภัทร!”

เสียงนั่น… มันดังมาจากที่ไหนกันนะ

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 11
“มันจบแล้วเพื่อนรัก...”


“ให้อายุมั่นขวัญยืนนะลูก แม่ไม่อยู่ที่นี่แล้วถ้าใครว่างก็แวะมาเยี่ยมเอิร์ธมันบ้างนะ”   หญิงสูงอายุมองป้ายชื่อลูกชายคนเล็กที่ติดอยู่ข้างกำแพงวัดด้วยน้ำตาคลอเบ้า นิ้วที่หยาบย่นไปตามวัยลูบเบา ๆ บนรูปของอิทธิในแผ่นหินอ่อน กลุ่มเพื่อนสนิทลูกชายที่อยู่ด้วยกันจนจบงานก็อดที่จะเศร้าไปกับภาพนี้ไม่ได้ ทศพลมองภาพนั้นอยู่ไม่นานก็เข้าพยุงเธอให้ลุกออกจากความโศกเศร้านั้นเสียที
“ได้ครับแม่ เดี๋ยวผมจะมาหามันบ่อย ๆ ไม่ต้องห่วงนะครับ”     หญิงชราบีบมือทศพลแน่น พยักหน้าแทนคำขอบคุณ รวมถึงส่งรอยยิ้มให้โชติ จิรัช และพงศ์พัฒน์ ที่ช่วยให้เธอรู้สึกเหมือนได้เจอลูกชายอีกครั้ง

ลูกชายที่จากไปไม่มีวันกลับโดยไม่มีโอกาสจะบอกลาแม้แต่วินาทีเดียว…

“แม่จะย้ายไปอยู่ที่ชลบุรีถาวรเลยหรอครับ”   โชติถามขึ้นระหว่างที่เข้าไปช่วยเธอถือตะกร้าข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นำมาทำความสะอาดบ้านหลังสุดท้ายของอิทธิในวันนี้
“ใช่จ่ะ พอดีพี่ชายเอิร์ธเขาไปทำธุรกิจที่นู่นแล้วประสบความสำเร็จดี แม่เองก็ไม่อยากทิ้งเอิร์ธมันหรอก แต่แม่ก็อยากลืมเรื่องทางนี้เหมือนกัน…”   เธอว่าก่อนจะเดินท่ามกลางกลุ่มชายหนุ่มเพื่อกลับไปที่รถ
“แล้วเรื่องคดี… เป็นยังไงบ้างครับ”   ทศพลถามในสิ่งที่อยากรู้ แต่จิรัชที่จับสังเกตสีหน้าเศร้ามากขึ้นของหญิงชราได้เป็นคนแรก ก็สัมผัสมือที่ข้อศอกเพื่อนเพื่อเป็นการปรามเล็ก ๆ
“แม่ทำใจแล้วล่ะ ถ้าปล่อยมันไปตามกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ผล ก็คงต้องรอกฎแห่งกรรม…”
“ผมขอโทษนะครับที่ถาม”
“ไม่เป็นไรหรอกทศ ถึงเราไม่ถามคนอื่นก็ถามแม่อยู่ดี จริงมั้ย ...หืม”         สี่หนุ่มพยักหน้าอย่างเลือกไม่ได้ จะปฏิเสธได้ยังไงในเมื่อพวกเขาอยากรู้เรื่องนี้จริง ๆ การที่เพื่อนสนิทคนนึงถูกต้องมาตายลงอย่างกะทันหัน คำถามมากมายเกิดขึ้นทันทีที่พวกเขารู้ข่าว แต่จนถึงตอนนี้กฎหมายใด ๆ ก็หาคำตอบมาคลายข้อสงสัยไม่ได้อยู่ดี
“ครับ”
“ตำรวจเขาไม่ได้เบาะแสอะไรบ้างเลยหรอครับแม่ เป็นแบบนี้มันไม่ยุติธรรมสำหรับเอิร์ธเลย”   พงศ์พัฒน์ว่า
“เจ็ดปีมานี้แม่ตามคดีไม่มีหยุด แต่หลักฐานเพิ่มเติมก็แทบไม่ได้เลย พ่อกับพี่ชายเอิร์ธเขาก็พยายามเต็มที่ ปรึกษากับนายตำรวจใหญ่ ๆ ก็ยังไม่ได้เรื่อง แม่เหนื่อยแล้วล่ะที่ต้องมารื้อฟื้นทุกวันว่าลูกตัวเองถูกฆ่าตาย ...จากนี้จะคิดเสียว่าเอิร์ธเขาย้ายไปอยู่ที่ไหนซักที่”
“แม่ครับ ผมตามคดีต่อให้ได้นะครับ ผมไม่อยากให้เรื่องมันจบลงง่าย ๆ คนทำผิด มันจะต้องไม่ลอยนวลแบบนี้”   แววตาทศพลกร้าวขึ้นอย่างสังเกตได้ เขากับอิทธิเป็นเพื่อนที่ผูกพันกันราวกับพี่น้อง วินาทีที่เขาทราบข่าวร้ายมันแย่เสียยิ่งกว่าประสบการณ์ชีวิตครั้งไหน ๆ เด็กหนุ่มคนนึงที่ต้องเสียเพื่อนที่สนิทที่สุดไป มันไม่ใช่เรื่องที่จะยอมลืมกันได้ง่าย ๆ
“ไม่ต้องลำบากหรอกทศ”
“ผมเห็นด้วยกับทศนะครับแม่ ผมก็ช่วยได้อีกแรง ไม่ได้ลำบากอะไรเลย เอิร์ธมันก็เพื่อนผม”   โชติเสริมแต่หญิงชราก็ส่ายหน้าปฏิเสธตามความตั้งใจเดิม
“ขอบคุณนะทศ โชติ แต่ว่าตอนนี้ต่อให้จับคนทำเอิร์ธได้… ทั้งพ่อทั้งแม่ก็อาจจะทุกข์ใจมากกว่าเดิมก็ได้ ถ้าวันนึงเราโชคดี วันนั้นแม่ก็จะปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายโดยที่ไม่คิดจะเข้ามายุ่งอีกเลย”   เธอว่าพลางยิ้มบางให้กลุ่มเพื่อนลูกชายเข้าใจว่าเธอพอใจกับการทิ้งทุกอย่างไว้แบบนี้จริง ๆ ครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีเงินใช้แค่พอเหลือเก็บ เหนื่อยกับเรื่องราวความสูญเสียน่าสะเทือนใจมากเกินพอแล้ว

บางครั้งการแกล้งลืมแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่มันก็อาจจะดีกว่า

“สวัสดีครับคุณพ่อ คุณแม่”   พวกเขายกมือไหว้ทั้งพ่อและแม่ของอิทธิเป็นการล่ำลาครั้งสุดท้าย ผู้เป็นพ่อที่ดูเข้มแข็งได้แค่เพียงพยักหน้ารับเพราะเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงลูกชายตัวเองที่ไม่อาจมีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่
“ไม่กลับไปทานอาหารที่บ้านแม่จริง ๆ หรอลูก แม่จัดเลี้ยงแขกใหญ่เลยนะ”
“ไม่ดีกว่าครับแม่ พวกผมต้องไปดูไอ้ภัทรที่โรงพยาบาลอีก”   จิรัชเหลือบมองหน้าเพื่อนคนอื่น ๆ หลังตอบ ถึงแม้ธนาจะยืนยันว่าอาการเบื้องต้นไม่น่าเป็นห่วงนัก แต่ลึก ๆ แล้วพวกเขาก็อดกังวลไม่ได้อยู่ดี
“จริงสิ อาการภัทรเป็นยังไงโทรบอกแม่ด้วยนะโชติ”
“ได้ครับ”
“แม่ไปล่ะ แขกไปรอที่บ้านนานแล้ว โชคดีทุกคนนะ”
พวกเขายกมือไหว้ตามมารยาทอีกครั้ง ตัวรถเคลื่อนออกไปช้า ๆ จนลับตาในที่สุด กลุ่มเพื่อนที่รวมตัวกันเฉพาะกิจก็พากันถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะไม่คิดว่าคนแข็งแรงอย่างภัทรกรจะมาเป็นลมไร้สติจนต้องหามเข้าโรงพยาบาลแทบไม่ทัน
“รีบไปเหอะว่ะ กูนึกห่วงมันแปลก ๆ”   โชติว่าพลางเปิดประตูรถเข้าไปในตำแหน่งคนขับทันที ด้านคนอื่น ๆ ก็คงจะคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะพงศ์พัฒน์ที่เป็นคนหามร่างที่แน่นิ่งอยู่กับพื้นในเวลาไม่ถึงสิบนาทีหลังจากแยกกัน ร่างกายชุ่มเหงื่อและมือไม้ที่เย็นเฉียบมันทำให้เขาสบายใจได้ยากจริง ๆ
“ไอ้ต้าว่าไงบ้างว่ะพงศ์”
“แม่งเงียบไปเลยว่ะ กูไลน์ไปก็ไม่ตอบ โทรก็ไม่รับ แต่เห็นสีหน้ามันตอนพยายามปลุกไอ้ภัทรบนรถ กูพูดตรง ๆ เลยว่ากูไม่สบายใจ…”   แววตาวิตกกังวลเสมองไปนอกหน้าต่าง คนอื่น ๆ มองหน้ากันอย่างเข้าใจก่อนที่ความเงียบมากมายจะเข้าครอบคลุมตลอดเส้นทาง
 “โทษนะครับ คนไข้ชื่อภัทรกร...”
“ไม่ต้องล่ะมึง นั่นไอ้ต้า” จิรัชหันตามทิศทางที่พงศ์พัฒน์ชี้ เขายิ้มแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่กำลังจะสอบถามข้อมูลเมื่อครู่ เห็นแบบนั้นทั้งกลุ่มก็พากันเดินไปหาธนาที่นั่งอยู่หน้าห้องพักคนไข้ทันที และจากสีหน้าท่าทางเครียด ๆ ของคุณหมอหนุ่มก็ทำให้เพื่อน ๆ พากันคิดมากกันไปล่วงหน้าซะแล้ว
“ไอ้ต้า”   ธนาเงยหน้าขึ้นจากการก้มมองพื้นก่อนจะพบว่าผู้เอ่ยทักทายคือทศพล
“อ้าวพวกมึง งานเสร็จแล้วหรอวะ”
“ก็ไม่เชิง กูเบี้ยวแม่ไม่ยอมไปงานเลี้ยงที่บ้าน”
“ออ…”
“ไอ้ภัทรอ่ะ”   โชติเป็นคนแรกที่ถามถึงคนป่วย ธนากระตุกยิ้มขำ ๆ แล้วบุ้ยหน้าไปยังประตูห้องพักใกล้ ๆ ตัว
“สบายดีแล้วมั้ง หมอเจ้าของไข้เขาขอให้น้ำเกลือแล้วก็ขอดูอาการซักคืน”
“มันฟื้นแล้วหรอวะ”   จิรัชพยายามชะโงกหน้าผ่านกระจกฝ้า ๆ บานเล็ก ๆ หน้าประตูเพื่อให้เห็นคนป่วย
“ฟื้นแล้ว พวกมึงเข้าไปดิ แต่กูไม่รู้ว่ามันหลับต่อรึเปล่านะ หมอพึ่งให้ยาไป”
“ออ แล้วตกลงมันเป็นอะไรวะ”   เป็นพงศ์พัฒน์ที่ถามขึ้น เพราะภาพย่ำแย่ของเพื่อนมันติดตาซะเหลือเกิน
“เบื้องต้นก็ร่างกายอ่อนเพลีย แล้วก็น่าจะมีอาการเครียดร่วมด้วย อาจจะต้องกินยาลดความเครียด หรือยาชนิดที่ช่วยให้หลับสนิท ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก พักผ่อนมาก ๆ ก็หายเป็นปกติ”
“โล่งอกไปที แม่งทำกูตกใจหมด”   พงศ์พัฒน์พูดอย่างโล่งอก เขาเป็นคนแรกที่เปิดประตูเข้าไปเยี่ยมเยียนเพื่อนที่เขาแบกขึ้นหลังอย่างทุลักทุเลเมื่อเช้า ก่อนที่คนอื่น ๆ จะตามกันเข้าไปด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้นหลังได้ยินคำวินิจฉัยของเพื่อนผู้เป็นหมอ
“เดี๋ยวไอ้โชติ”   ธนาคว้าช่วงแขนของโชติไว้ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวขาเข้าไปเป็นคนสุดท้าย ประตูห้องปิดสนิทลง โชติมองสีหน้ายาก ๆ ของธนาตอนนี้อย่างไม่เข้าใจนัก คุณหมอหนุ่มมีท่าทางลำบากใจและคล้ายมีอะไรในหัวที่ช่างอึดอัดเต็มไปหมด
“มีอะไรรึเปล่าวะ”   โชติรู้ได้ในทันทีว่าต้องมีเรื่องบางอย่างที่คงไม่สู้ดีนัก เพราะสีหน้าของธนาตอนนี้มันไม่ได้อ่านยาก
“กูมีเรื่องให้มึงช่วยว่ะ ...ฟังดี ๆ นะเว้ย”
.
.
.
ร่างกายบนเตียงนิ่งสนิทราวกับถูกชัดดาวน์ ภัทรกรกำลังหลับลงอีกครั้งหลังจากกินยาเม็ดนั้นที่ได้รับจากพยาบาล ดูเหมือนว่าหมอจะลงความเห็นว่าคนป่วยอาการเช่นเขาจะต้องได้รับการพักผ่อน ...ซึ่งก็จริง เพราะตอนนี้ร่างกายเขากำลังสบายขึ้นด้วยลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ อีกทั้งอาการหนักอึ้งปวดจี๊ดที่ศีรษะก็หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

ตอนนี้ร่างกายเขากำลังผ่อนคลายได้อย่างที่หมอต้องการ
แต่นั่นมันก็ได้แค่เพียงร่างกายเท่านั้น

เสียงพูดคุยไม่ใกล้ไม่ไกลแล่นเข้าหูคนที่เหมือนกำลังหลับเป็นระยะ แต่ร่างกายที่ถูกปิดสวิตซ์ก็ทำให้บทสนทนาพวกนั้นยากที่จะจับใจความได้ทั้งหมด ทั้งที่รู้สึกว่าเสียงพวกนั้นเป็นความจริงที่เขากำลังได้ยิน แต่ทว่าเสียงเบา ๆ พวกนั้นดันตัดสลับกับภาพสีเทาจาง ๆ ในหัวราวกับภาพฝัน

นี่มันอะไรกันแน่…
ภาพฝัน
ภาพจริง
หรือว่า…
ภาพจากความทรงจำ

“....ไอ้เอิร์ธ”   ภัทรกรได้ยินประโยคไม่ชัดนัก แต่เสียงเข้ม ๆ ในท้ายประโยคกลับกำลังชัดก้องอยู่ในหู
“ไอ้ชล….”   อีกเสียงแว่บเข้ามาในช่วงเวลาไม่ห่างกัน เรียวคิ้วที่เคยนิ่งสนิทก็เกิดกระตุกแรงขึ้นมาครั้งหนึ่ง ดวงตาคมเริ่มกลอกไปมาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทราวกับต้องการรับรู้ทุกสิ่งรอบกายตอนนี้ แล้วไหนจะภาพในหัวที่ตัดสลับไปมารวดเร็วจนจับใจความไม่ได้นี่อีก
“กูสงสัย… ชลหายไป…กูสงสัยว่า...”
“ไอ้ชลหายไปในวันเดียวกับที่ไอ้เอิร์ธตาย”
“มึงสงสัยมันหรอ… แต่กูว่า….”
“กูคิด….มีโอกาส ที่ไอ้ชลจะเป็นคนฆ่า…. ฆ่าไอ้เอิร์ธ”

ชลไม่ได้ทำ… ชลนทีไม่ได้ฆ่าใคร...

มือหนาค่อย ๆ เคลื่อนขยำผ้าปูเตียงขาวสะอาดโดยที่เจ้าของมือแทบไม่รู้ตัว ร่างกายที่นิ่งสนิทเพราะฤทธิ์ยากำลังดื้อรันจนเกิดอาการเกร็งแทบทั่วร่าง สติสัมปชัญญะอันน้อยนิดที่หลงเหลือของเขากำลังต่อต้านมัน ต่อต้านสิ่งที่ได้ยิน และต่อต้านจิตใต้สำนึกของตัวเองว่าภาพที่กำลังถูกรีเพลย์ซ้ำมันไม่ใช่ความจริง

ไม่มีทาง… มันไม่จริง…


………………………………………………………………………………………...

“ไอ้เหี้ยเอิร์ธ! มึงเอาชลไปไว้ไหน!”   ภัทรกรสาวหมัดหนัก ๆ เข้าที่กรอบหน้าด้านขวาของอิทธิ แรงโกรธทำให้อีกฝ่ายเซถลาจนแทบล้ม คนอารมณ์ร้อนเองก็เลือดขึ้นหน้าเมื่อผู้เป็นเพื่อนซัดกำปั้นเข้ากลางหน้าเพื่อถามหาใครอีกคน เช่นเคยกับเวลาใกล้มืดแบบนี้นอกจากกลุ่มอิทธิที่เลิกจากการซ้อมกีฬาก็ไม่มีใครมาเดินวุ่นวายให้กวนใจ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้เพื่อนร่วมทีมคนเก่าจะมีเรื่องกวนใจมาให้ซะแล้ว
“มึงพูดอะไร กูไม่รู้เรื่อง มันจะไปไหนแล้วเกี่ยวอะไรกับกูวะ”       อิทธิได้จังหวะกระชากคอเสื้อชุดนักเรียนของร่างสูงไว้ในมือ แต่ก่อนที่เขาจะจัดการยกหมัดเอาคืน สีหน้าแย่ ๆ และแววตาที่หมดหวังของคนเป็นเพื่อนก็ทำให้เขาต้องชะงักลง
“ถ้าไม่ใช่มึง ชลจะหายไปไหนวะ!”   ภัทรกรกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายมาไว้ในมือบ้าง ยอมรับตรง ๆ ว่าเขากำลังโกรธอิทธิมากกว่าครั้งไหน ๆ ท้องฟ้าสีส้มตอนนี้มันจะลับขอบฟ้าไปแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะเจอชลนทีเสียที ชลนทีที่กำลังเสียใจและเข้าใจเขาผิด… เขาควรจะทำยังไงกับความผิดพลาดของตัวเองที่ยอมเล่นตามเกมอิทธิในครั้งนี้
“เย็นป่านนี้แล้ว มันกลับบ้านนอนตีพุงไปแล้วมั้ง… มึงไปหาเอาเองสิ”  อิทธิยอมปล่อยมือออกเผยให้เห็นคอเสื้อที่ยับยู่ตามแรงมือ แววตาสั่นระริกที่ระคนไปด้วยความโกรธของภัทรกรเป็นภาพที่เขาไม่เคยได้เห็น ก็พูดไม่ออกเหมือนกันว่ามันทำให้รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
“ชลไม่ได้กลับบ้าน มึงได้ยินมั้ย!”
“ไอ้ภัทร ปล่อยกู! กูจะยอมให้มึงต่อยกูฟรี ๆ … ปล่อยกูเดี๋ยวนี้”
“ชลอยู่ไหน…!”
“กูไม่รู้เว้ย!”   พอเริ่มโมโหที่ภัทรกรไม่ยอมฟังอะไร แรงที่มีก็มากพอให้ผลักอกร่างสูงจนล้มหงายหลังลงไปกับพื้น ถ้าเป็นปกติป่านนี้ภัทรกรคงจะเละคาตีนไปแล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่ไอ้เพื่อนบ้านี่กำลังทำให้เขารู้สึกว่าทำอะไรผิดไป
“...กูขอร้องไอ้เอิร์ธ ชลอยู่ไหน….” อิทธิถึงกับนิ่งงันไปเมื่อเห็นผู้เป็นเพื่อนน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย เขาไม่ได้คิดว่าภัทรกรจะรู้สึกกับชลนทีขนาดนี้ ไอ้ที่แกล้งไปก็เพียงแค่นึกสนุกเท่านั้น แต่ต่อให้ภัทรกรกราบอ้อนวอนเขาก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้ ในเมื่อเขาไม่รู้จริง ๆ ว่าชลนทีอยู่ที่ไหน
“กูไม่รู้ กูไม่ได้พามันไปไหน ก็มึงเองไม่ใช่หรอที่ออกมาหามันอ่ะ”
“แม่งเอ๊ย! กูไม่น่ายอมให้มึงทำแบบนี้เลย กูไม่น่าเช่นตามเกมเหี้ย ๆ ของมึง!”   ครานี้กำปั้นหนาทุบลงกับพื้นด้วยความโกรธทั้งหมดที่มี หลายชั่วโมงที่ออกตามหาชลนทียิ่งทำให้เขาร้อนใจ ถ้าไม่ได้กลับบ้านและไม่ได้อยู่ในโรงเรียน คนอย่างชลนทีจะไปที่ไหนได้
“มันอาจจะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ เดี๋ยวมันก็กลับเองนั่นแหละ มึงไม่ต้องคิดมากหรอก”
“มึงไม่เข้าใจหรอก มึงไม่เป็นกู… มึงไม่รู้จักชล… ถ้ามึงยืนยันว่ามึงไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่มึงจำเอาไว้นะไอ้เอิร์ธ ว่าต่อไปนี้กูจะไม่ยอมให้มึงทำแบบนี้อีกแล้ว ...กูจะไม่ปกป้องชลด้วยการยอมมึงอีกแล้ว!”   ท่อนแขนแกร่งยกปาดน้ำตาตัวเองลวก ๆ ยันตัวเองลุกขึ้นยืน มองไปรอบกายอย่างไร้จุดหมาย ที่ที่เขาเคยพาไปก็ไปหามาจนหมด ที่บ้านก็ไม่ได้กลับไป แล้วเขาจะกลับไปตอบคำถามอาอรที่ไว้ใจเขาได้ยังไง ยิ่งฟ้ากำลังจะมืดสนิทใจมันก็ยิ่งร้อนรนเพราะไม่รู้ว่าป่านนี้ร่างบางจะรู้สึกยังไง

แล้วรู้มั้ยว่าคนที่ทำผิดไปอย่างภัทรกรใจมันกำลังจะขาด




ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
“มึงหาทั่วโรงเรียนแล้วรึยัง… เดี๋ยวกูช่วยหา….”
“...........”      ภัทรกรนิ่งไปเพราะแปลกใจกับน้ำเสียงเรียบ ๆ ของเพื่อนที่เขาพึ่งตะบันหน้าไปเมื่อครู่
“กูขอโทษล่ะกัน ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้….” ใช่… เขาไม่ได้คิดว่ามันจะทำร้ายเพื่อนตัวเองมากขนาดนี้
“มึงไม่ต้……”
“กูจะช่วยหารอบ ๆ ถ้ากูเจอจะโทรบอก”   อิทธิเดินออกไปโดยไม่ได้รอฟังคำใดจากภัทรกร ถึงเขาจะเกลียดชลนทีเข้ากระดูก ถึงจะไม่พอใจภัทรกรปิดบังเรื่องนี้และให้ความสำคัญกับชลนทีมากกว่ากลุ่มเพื่อนสนิท แต่ยิ่งได้เห็นความเสียใจของผู้เป็นเพื่อนว่ามันมากกว่าที่เขาคาด ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าตัวเองก็ทำเกินไปเหมือนกัน
ภัทรกรวิ่งวนบริเวณอาคารเท่าที่จะทำได้ ด้วยเวลาตอนนี้ตัวตึกจึงถูกปิดจนเกือบหมด เสียงฝีเท้ากระทบฟื้นดังไปทั่วบริเวณสลับกับเสียงหายใจเข้าออกที่เริ่มหอบดังขึ้นเรื่อย ๆ ตัดกับเสียงเรียกชื่ออีกฝ่ายที่แม้จะแผ่วเบาลงแต่ก็ยังเต็มไปด้วยความหวัง
“ชล… ภัทรขอโทษ ชลอยู่ไหนครับ” ปลายเสียงสั่น ๆ ถ้ามีใครซักคนเขามาได้ยินก็คงจะรู้สึกสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย มือข้างนึงก็ยังกดโทรออกไปยังเบอร์ของชลนทีแม้ว่ามันจะไม่มีสัญญาณตอบรับมาตั้งแต่แรกแล้วก็ตาม

ความรู้สึกกลัวเข้ายึดพื้นที่ในใจไปจนหมด…
ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกกลัวว่าจะเสียชลนทีไปแบบนี้…

“ชล… ชลนที…” ความเข้มแข็งที่เคยปกป้องอีกฝ่ายบัดนี้เหลือเพียงความเปราะบางที่เข้ามาแทนที่ เวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ชลนทีหายไปมันทำให้เขารู้ว่าตนเองเอาหัวใจไปผูกไว้กับอีกฝ่ายจนหมดสิ้น และที่เขาทำวันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเหยียบหัวใจตัวเองให้จมดิน

ทั้งที่รู้ว่าชลนทีไม่เคยมีใครเข้ามาให้วางใจ
ทั้งที่รู้ว่าชลนทีมีจิตใจที่เปราะบางขนาดไหน
เขามันโง่เอง โง่เองที่พยายามปกป้องร่างบางในทางที่ผิด

ระหว่างที่ภัทรกรตามหาชลนทีรอบบริเวณอาคารจนท้องฟ้ามืดสนิท ในอีกด้านอิทธิก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจตัวเองว่าจะออกตามหาไอ้เอ๋อที่ตัวเองรังเกียจนักหนาทำไม เขาเดินอยู่รอบโรงเรียนลัดเลาะไปทุกซอกริมรั้วยาวไปถึงยิมเนเซียมหลังเก่าด้านหลังโรงเรียน ปกติแล้วที่นี่จะไม่ค่อยมีใครเข้ามานัก แต่สำหรับนักกีฬาโรงเรียนที่เข้าออกบ่อยจนไม่มีใครสนใจอย่างเขากับกลุ่มเพื่อนกลับคุ้นชินพื้นที่แถบนี้เป็นอย่างดี
“ฮัลโหลครับแม่”   อิทธิกดรับสายจากผู้เป็นแม่ที่คงเห็นว่าเขากำลังกลับบ้านผิดเวลาไปมาก
“เอ่อ… พอดีผมลืมจองเลยกลับมาเอาที่โรงเรียน ...ครับบบบบ …..เหลือกับข้าวไว้ให้ผมกินด้วยนะ เจอกันครับผม”   อิทธิไม่ได้บอกไปตามตรงเพราะผู้เป็นแม่อาจจะตีความว่าเขาออกมาเตร็ดเตร่มีเรื่องกับชาวบ้าน บอกไปแบบนี้น่ะดีแล้วจะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามมากมายที่จะตามมา
แกร็กกกก! อิทธิหันมองตามเสียงทันทีที่วางสาย ถ้าเขาฟังไม่ผิดเสียงนั่นอาจจะเป็นเสียงท่อนเหล็กหรือโลหะบางอย่างล้มลงกับพื้น โทรศัพท์เครื่องเล็กถูกใช้เป็นไฟฉายนำทางเขาไปยังอาคารยิมเนเซียมที่มาของเสียงนั่น แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเขาเดินเข้าไปไกลความเงียบก็ยิ่งถาโถมราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“มันเคยอยู่ตรงนี้นี่หว่า” อิทธิยกโทรศัพท์ส่องหาสวิตซ์ไฟที่เขาเคยจำได้ว่าอยู่ข้างประตูหลังที่เขาพึ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่ ดวงตาสีเข้มกวาดไปทั่วจนสะดุดกับสิ่งที่ต้องการ เรียวนิ้วกดเปิดไฟในอาคารยิมที่ไม่ได้ใช้ในการเรียนการสอนมาหลายปี ก็มีแต่พวกเขาที่โค้ชอนุญาตให้เขามาซ้อมทีมประจำ
ปั้งงงงงงง! แสงไฟในยิมสว่างวาบขึ้นตามด้วยเสียงของบางอย่างตกลงกับพื้นตามมาในไม่กี่วินาที อิทธิเดินตามเสียงไปทันทีโดยไม่มีความเกรงกลัวว่าจะเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์เช่นผีหรือโจร เขาลดน้ำหนักฝีเท้าให้เบาที่สุดยิ่งใกล้แหล่งที่มาของเสียงอย่างโถงพักนักกีฬามากขึ้นเท่าไหร่ ความอยากรู้ของเขามันก็มีมากขึ้นเท่านั้น
“ฮ...ฮ........!” อิทธิอยากจะอุทานออกมาให้เต็มเสียงแต่ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอด้วยความรู้สึกแย่ ๆ กับความคิดของตัวเองก่อนหน้านี้ ชลนทีที่เห็นตรงหน้ากำลังทำให้เขามีความผิดในใจมากขึ้นไปอีก
“...ฮึก….ไม่ ไม่” ชลนทีกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมห้องด้วยสภาพเปรอะเปื้อน ร่างบางนั่นดูสั่นเทาและโอบรัดตัวเองเพิ่มมากขึ้นไปอีกเมื่อดวงตาช้ำ ๆ เหลือบเห็นอิทธิในเวลาที่เข้าใจว่าตนเองไม่เหลือใคร…

ไม่เหลือใครคนเดิมที่จะเข้ามาปกป้องอีกต่อไป

“ไอ้ชล มึงเป็นไรวะ”   อิทธิพยายามเข้าไปใกล้ให้มากขึ้น แต่ชลนทีกลับแสดงอาการสั่นจนน่ากลัว ร่างบางเริ่มหลับตาลงแน่นเพื่อยึดสติตัวเองให้อยู่กับเนื้อกับตัว
“ออกไป…”   หยดน้ำตาไหลผ่านขอบตาแดง ๆ ที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เสียงสั่น ๆ เชิงร้องขอถูกส่งออกไปทั้งที่คนพูดยังไม่คิดแม้แต่จะลืมตา
“นี่มึงเป็นอะไรวะ ...เสียใจเรื่องไอ้ภัทรหรอ กูผิดเองอ่ะ กูบังคับให้มันแกล้งมึง ไม่งั้นกูจะบอกคนอื่นเรื่องที่มึงเป็นบ้าอาระวาทใส่กู….”   ยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนอิทธิตอกย้ำความผิดใส่หน้าตัวเอง ...หึ แต่ก็ช่างเถอะ เขาจะชดใช้ให้ด้วยการไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสองคนนี้อีกแล้วกัน
“ฮึก….ฮือออออ….ภัทร… ภัทรอยู่ไหน”   เปล่าเลย… ชลนทีไม่สามารถจับใจความคำพูดของคนที่น่ากลัวในความรู้สึกเมื่อครู่ได้เลยซักนิด ใบหน้าเดียวที่ลอยเข้ามาแม้ดวงตาจะปิดแน่นคือภัทรกรที่เดินจากไปแล้วทิ้งเขาไว้โดยไม่ย้อนกลับมา
“เออ ๆ เดี๋ยวกูตามให้”   อิทธิถอนหายใจเมื่อเห็นอาการไม่ได้สติของคนตรงหน้า โดยที่เขาไม่ได้ทันสังเกตเลยว่ามือเล็ก ๆ ของชลนทีกำลังจิกเข้าที่ต้นแขนตัวเองทั้งสองข้างจนเกิดรอยขูดสีแดงมีเลือดซึมออกมาจาง ๆ ...ชลนทีกำลังกลัว กำลังกลัวอิทธิเหมือนทุกทีที่เคยเป็น และกำลังกลัวว่าความสามารถในการควบคุมร่างกายที่ยังเหลือน้อยนิดตอนนี้จะหมดลง
“ขอร้อง ...ออกไปนะ”   เสียงแผ่วเบาลอดไรฟันที่กำลังกัดกันแน่น หยดน้ำตาพากันไหลออกมาอีกระลอก อิทธิยกโทรศัพท์ต่อสายหาภัทรกรโดยที่ยังคงจ้องชลนทีไม่วางตา และทันทีที่ได้แจ้งข่าวดีไปยังปลายสาย เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ไอ้ภัทร… กูเจอมันแล้ว อืม… อยู่ยิมเก่าหลังโรงเรียน… ใช่… เออ แต่มันเป็นอะไรไม่รู้ว่ะ เอาแต่นั่งสั่นเป็นเจ้าเข้า… มึงมาเร็ว ๆ กูจะไปแล้ว”
เพล้งงงงง! ดูเหมือนว่าอิทธิจะรู้ที่มาของเสียงพวกนั้นแล้ว เมื่อภาพที่ชลนทีกวาดมือไปชนชั้นวางของข้าง ๆ ตัวจนข้าวของตกลงมาระเนระนาด ไม่เว้นแม้แต่โถแก้วใบนึงที่แตกกระจายไร้ทางคืนสภาพ เขาไม่เข้าใจภาพที่เห็นตอนนี้ ไม่เข้าใจเลยซักนิด ไม่เข้าใจว่าทำไมชลนทีถึงดูมีแรงฮึดขึ้นมาแล้วจู่ ๆ ก็กลับมานั่งกอดเข่าและมีอาการสั่นยิ่งกว่าเดิม
“ไอ้เหี้ยชล เป็นอะไรของมึงกันเนี่ยวะเนี่ย” อิทธิสาวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นเมื่อเห็นว่าถ้าปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ แต่เขาหารู้ไม่ว่า…

ยิ่งเขาเข้าไปใกล้เท่าไหร่…
มันคงไม่ดีแน่…

“ออกไป…”   โทนเสียงที่เปลี่ยนไปเป็นทุ้มต่ำทำให้อิทธิขมวดคิ้วขึ้นเพระความสงสัย แต่เขาไม่ได้คิดแม้แต่จะฟังคำขอของชลนที ขายาว ๆ ยิ่งก้าวเข้าไปใกล้จนประชิดตัวในที่สุด เขานั่งยอง ๆ ลงและลังเลว่าจะสัมผัสช่วงไหล่ของชลนทีดีหรือไม่
“เฮ้ย!”   ร่างกายของอิทธิถลาล้มลงไปกับพื้นเมื่อดวงตาของอีกคนที่เอาแต่ปิดแน่นสนิทเพื่อร้องไห้ก่อนหน้านี้ จู่ ๆ ก็เบิกโพลงขึ้นมาพร้อมแววตาแข็งกร้าวจนอดที่จะรู้สึกตกใจกลัวไม่ได้ จังหวะเดียวกันนั้นฝ่ามือของเขาก็ทับลงเศษแก้วแตกเมื่อครู่ วัสดุคมชิ้นใหญ่ปักลงกลางฝ่ามือจดเลือดสีแดงฉาดไหลออกมาอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
 “โอ๊ยยยยย เวรเอ๊ย”   อิทธิกลั้นใจดึงเศษแก้วออกจากมือ อาการเจ็บจี๊ดแล่นไปทั่วบริเวณ ซ้ำร้ายก็ดูท่าว่าเลือดที่ไหลต่อเนื่องเป็นทางยาวจะเป็นตัวกระตุ้นดวงตากลมตรงหน้าให้ฉายแววเกรี้ยวกราดไร้ความรู้สึกมากขึ้นไปอีก

“มึงมันไอ้เด็กนรก ฆ่าได้แม้กระทั่งแม่ตัวเอง”
“ไอ้ฆาตกร!”
“ไอ้ชลนที ไอ้ฆาตกร!!!”

เสียงสะท้อนชัดก้องในหัวของชลนที ร่างบางลุกขึ้นยืนโดยที่อาการสั่นก่อนหน้าหายเป็นปลิดทิ้ง แววตาที่มองเหม่อไร้จุดหมายไม่สามารถบอกความรู้สึกนึกคิดใด ๆ ได้อีกต่อไป มือเล็กลูบผ่านผนังห้องเป็นทางยาวอย่างไร้เหตุผล จนกระทั่ง…

ปั๊กกกก! เพล้งงงงงง!
“โอ๊ยยยยยยย อ...อ…ไอ้ชล!!”   เสี้ยววินาทีเท่านั้นที่จู่ ๆ กรอบรูปอันใหญ่ก็ถูกฟาดเข้ากลางกระหม่อมของคนที่ยังไม่ทันตั้งตัว เศษกระจกแตกละเอียดหล่นปะปนกับเลือดที่ไหลจากรอยแผลแตกกลางหัว อิทธิที่ยังมีสติเต็มร้อยแตะเบา ๆ ที่แผลตัวเองแล้วก็เกิดเลือดขึ้นหน้าลืมความสงสารเมื่อครู่ไปเสียหมด เขาพาตัวเองลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลเพราะเลือดที่เริ่มไล่เข้ามาบังม่านตา
“นายบังคับให้เราทำแบบนี้เองนะ… แต่ไม่เป็นไร… เจ็บไม่นานหรอก”   การแสยะยิ้มมองมาของชลนทีตอนนี้ก็ยิ่งทำให้ความโกรธและความเลือดร้อนมีเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ มือหนาล้วงเอาอาวุธชิ้นโปรดคู่กายออกมาจากกระเป๋ากางเกง
“มึงจะลองดีกับกูจริง ๆ ใช่มั้ยไอ้ชล กูไม่น่าโง่หลงสงสารคนบ้าอย่างมึงเลย!”   มีดพับวาบวับถูกเปิดออกมาล่อใจคนที่มองเหม่อไปรอบห้องได้เป็นอย่างดี ชลนทีมองแสงสะท้อนบนคมมีดไม่วางตา อิทธิเองก็เช่นกัน เขามองแววตาที่ไร้รู้สึกคู่นั้นแล้วก็ยิ่งลืมคิดถึงความผิดชอบชั่วดีไปเสียสนิท

แต่น่าเสียดายที่มือข้างที่อิทธิสาวมือเขาไปหวังทำร้ายอีกฝ่ายดันเป็นมือข้างที่ไม่ถนัด…

“ฆาตกร… เราเป็นฆาตกร”   มือเล็กพุ่งรับคมมีดและกำมันไว้ในมืออย่างไม่รู้สึกเจ็บ แถมโชคชะตายังเข้าข้างให้เขาได้มันมาไว้ในมือง่าย ๆ ...จะโทษก็โทษอิทธิที่จับมันไว้ไม่มั่นเองเถอะ
“ไอ้ชล!...”   อิทธิถอยครูดออกมาตั้งหลักหลายก้าว เขารู้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องไม่ปกติ เมื่อชลนทีเอามีดมารับคมมีดโดยไม่เกรงกลัว แถมตอนนี้ยังมองคมมีดเปื้อนเลือดสลับกับใบหน้าเขาราวกับเรื่องสนุก
“......นายว่าเราเป็นฆาตกรจริงมั้ย...”
“นี่มึงจะทำอะไร อย่านะเว้ย! ...อั๊ก!”   คมมีดแหลมปักเข้ากลางช่องท้องจนมิดด้าม ร่างของอิทธิทรุดลงกับพื้นเพราะความเจ็บปวดที่มีมากกว่าสองแผลแรกหลายเท่านัก เขาพยายามดันร่างให้ถอยหนีคนที่กำลังเดินยิ้มเยาะเข้ามา
“เราก็แค่ปกป้องตัวเอง… เข้าใจกันหน่อยสิ”
“ชล กูขอโทษ ปล่อยกูไปนะ”   ต่อให้อิทธิยกมือไหว้ชลนทีอีกกี่สิบครั้ง ไอ้เอ๋อที่เขารังเกียจนักหนาก็ไม่ได้รู้สึกเมตตาขึ้นมาซักนิด
อ้อนวอนขอชีวิตสิ อ้อนวอนกับฆาตกรอย่างชลนทีคนนี้
เพราะยิ่งร้องขอมากเท่าไหร่ ก็จะได้ในสิ่งที่ร้องขอเร็วมากขึ้นเท่านั้น

“ถ้ามึงจะไปจากที่นี่… ก็ข้ามศพกูไปเถอะ!”   เสียงชายชราในอดีตดังก้องแทนคำพูดที่ควรจะได้ยินจากคนเจ็บตรงหน้า ยิ่งอิทธิคลานหนีเขาอย่างน่าสมเพช คำพูดที่มันท้าทายก็ผุดขึ้นมาจนหยุดไว้ไม่อยู่ ดวงตากลมแม้จะเริ่มสั่นระริกระคนความกลัวแต่สิ่งที่ชัดเจนกว่านั้นมันคือแววตานึกสนุกไร้สำนึก

การสั่งการของสมอง… ที่ไม่ได้ถามความต้องการของจิตใจเลยซักนิด

ปั๊ก!!
“อ...อ...ไอ้ชล….”   อิทธินิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด เมื่อชลนทีดึงมีดเล่มเดิมออกแล้วแทงซ้ำลงไปที่เดิมในเวลาเพียงวินาทีเดียว ความเจ็บปวดมันแล่นไปทั่วร่างจนคนเจ็บไม่มีแม้แต่เสียงร้อง ริมฝีปากอ้ากว้างคล้ายอยากพูดอะไรซักคำ แต่มันก็ช่างยากเสียเหลือเกิน
“....ฆาตกร หึ”   ร่างบางกลั้นน้ำตาจากจิตใจภายในเอาไว้ไม่อยู่ มือเล็กที่ยังกำด้ามมีดแน่นเริ่มสั่นถี่ขึ้น จนกระทั่งฝ่ามือโชกเลือดของอิทธิจะคว้าข้อมือข้างนั้นของชลนทีไว้แน่นด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย
สัมผัสที่แน่นและเย็นเฉียบดึงให้ชลนทีกลับมามีสติอีกครั้ง ภาพตรงหน้าทำให้ร่างบางเซถลาตัวออกไปอีกมุม ดวงตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่เอ่อไปด้วยน้ำตาเมื่อมองมือที่เปื้อนเลือดทั้งสองข้างของตัวเอง
“ทำไมเป็นแบบนี้… ไม่เอาแล้ว… ฮืออออออ….”   เสียงสะอื้นดังระงมไปทั่วห้อง คนทำผิดทึ้งหัวตัวเองส่ายหน้าไม่ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดจากอาการป่วย เลือดจากร่างอิทธิไหลนองพื้นจนแทบจะถึงตัว ร่างกายที่ยังหายใจเป็นจังหวะมอง ชลนทีไม่วางตาและมีท่าทีคล้ายต้องการจะพูดอะไรบางอย่างออกมาทั้งที่ลมหายใจของเขามันรวยรินเหลือเกิน
“ชล!!”   เสียงที่ทั้งตกใจและดีใจของผู้มาเยือนคนใหม่ ยิ่งทำให้ชลนทีร้องไห้หนักมากกว่าเก่า ภัทรกรวิ่งถลาเข้ารวบร่างบางเข้ามากอดอย่างโหยหา มือหนาลูบเบา ๆ ที่ศีรษะปลอบประโลมคนที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น สั่นเทา เนื้อตัวเปรอะเปื้อน โดยที่เขาไม่ได้ทันสังเกตเลยว่าสิ่งเปื้อนเนื้อตัวชลนทีอยู่นั้นมันคือ...เลือด
“ฮือออออ ภัทรทิ้งชลไปแล้ว”
“ภัทรขอโทษ ภัทรไม่ทำแล้วนะ ไม่ทำแล้วครับ เราจะไม่ทิ้งกัน ภัทรจะไม่ฟังใครอีกแล้ว ภัทรสัญญา”   ร่างสูงกดจมูกลงแนบหน้าผากคนที่กำลังร้องไห้ กระนั้นเลยเขาก็ไม่ได้สนใจกลิ่นคาวเลือดที่กำลังคละคลุ้ง ดวงตาคมยิ่งมองขอบตาที่บอบช้ำก็ยิ่งมีน้ำตาเอ่อออกมาเสียเอง

เขารักคนคนนี้เหลือเกิน… รัก จนรู้สึกว่าไม่อาจสูญเสียไปได้…

“อ...ไอ้ภัทร”   เสียงจะขาดใจจากทางด้านหลังทำให้ภัทรกรชะงัก เขาทิ้งความดีใจแล้วเริ่มสังเกตทุกสิ่งรอบกายโดยละเอียด เริ่มจากการคลายอ้อมกอดแล้วมองร่างบางที่เปรอะไปด้วยเลือด…
“ฮึกกกกก….ฮืออออออ”   เสียงร้องไห้ยังดังขึ้นต่อไปท่ามกลางความเงียบของภัทรกร เขาส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาและจะไม่ยอมเชื่ออะไรทั้งนั้น แม้แต่จะหันกลับไปมองที่มาของกองเลือดที่เขาเหยียบอยู่กับเท้า เขายังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ
“ชล ม...มันเกิดอะไรขึ้น”
“ชลทำมันอีกแล้ว… มันเกิดขึ้นอีกแล้ว…. ฮือออ”   ร่างบางทรุดลงไปกับพื้นเมื่อรู้ชะตากรรมว่าคราวนี้ภัทรกรไม่มีทางให้อภัยและคงจะยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้แน่ ๆ ...เพราะว่าตอนนี้แม้แต่ตัวเขาก็ไม่มีทางจะอภัยให้ตัวเอง
“โธ่เว้ย!!”      ภัทรกรสบถลั่น เหลือบมองเพื่อนสนิทที่จมกองเลือดอยู่อีกทางเพียงหางตา ก่อนจะค่อย ๆ ถอยห่างออกจากชลนทีล่ะก้าวตามใจสั่ง แม้ว่าสายตาอ้อนวอนของคนที่กำลังกลัวจะร้องขอเพียงใด ก็ไม่มีท่าทีว่าเขาจะถลาเข้าไปกอดปลอบปะโลมเหมือนอย่างเคย

จะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไม่ได้ ...เรื่องนี้มันจะต้องจบ

“อ...ไอ้ภัทร ช่วย… ช่วยก…. อั๊ก…!”   เสียงที่กลั่นมาจากแรงเฮือกสุดท้ายคล้ายว่าจะไม่เป็นประโยชน์ มีดเล่มเดิมถูกแทงเข้าร่างอิทธิเป็นครั้งที่สาม แต่คราวนี้มันถูกปักลงกลางอกด้านซ้ายจนมิดด้าม คนเจ็บเบิกตาโพลงเพราะความเจ็บปวด ร่างกายอาบเลือดบิดตัวเกร็งก่อนที่ลมหายใจจะค่อย ๆ แผ่วลงจนหมดสิ้น ภาพคนที่ปักมีดลงกลางอกคงจะเป็นความทรงจำในวินาทีสุดท้ายของชีวิต…
“ขอโทษวะ แต่กูจะปล่อยให้มึงมีชีวิตต่อไปไม่ได้แล้ว ...กูต้องปกป้องชล ปกป้องในแบบที่ควรจะทำ”   มีดพกอันเล็กหล่นออกจากมือภัทรกรหลังจากที่พึ่งได้ทำหน้าที่ของมัน ร่างสูงทิ้งเข่าลงกับพื้นอย่างหมดแรง ดวงตาคมมองลึกเข้าไปในดวงตาร่างไร้วิญญาณอย่างไร้ความหมาย

มันจบแล้วเพื่อนรัก
เรื่องนี้มันจบลงแล้ว...

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 12
“เรื่องบางเรื่องก็คงไม่มีใครอยากรู้”


ความเท่อย่างนึงของกาลเวลา คือไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือเกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น มันก็จะไหลต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีทางย้อนคืนกลับมา

อดีตของคนเราเช่นกัน

“พี่ปริมช่วยลาให้ผมด้วยนะครับ เคสคนไข้ที่นัดกับผมโยกไปให้หมอนัท กับหมอวินได้เลย ผมคุยกับเขาแล้ว ...ครับ ...ขอโทษด้วยนะครับ พอดีผมมีเรื่องด่วนจริง ๆ”
ธนาวางสายจากการลางานฉุกเฉินที่ไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก ถึงแม้อาการของภัทรกรโดยรวมจะดูปกติดี แต่หมอที่นี่ก็ยังขอแอดมิทไว้เพื่อดูอาการให้แน่ใจต่อซักคืน ซึ่งเขาเองก็เห็นด้วยเพราะว่าเพื่อนที่แสนจะหัวรั้นอย่างภัทรกรคงไม่ยอมไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจละเอียดในคราวหลังแน่ ๆ
คุณหมอหนุ่มเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บริเวณสวนหย่อมโรงพยาบาลมานานนับชั่วโมง คนป่วยด้านบนที่อยากจะกลับกรุงเทพท่าเดียวก็ให้พงศ์พัฒน์ควบคุมดูแลไปก่อน ส่วนคนอื่น ๆ ก็แยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อนแบบที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะจิรัชที่ต้องรีบขึ้นเครื่องกลับไปให้ทันทำงานเช้า
อากาศเย็น ๆ ยามค่ำคืนในตัวเมืองเชียงใหม่ยิ่งทำให้เขาหวนคิดถึงเรื่องเก่า ๆ ในกลุ่มเพื่อนมัธยมปลาย ไม่น่าเชื่อว่าเด็กทโมนและออกจะเกเรในวันนั้นจะเติบโตมามีหน้าที่การงานที่ดี หรือทำธุรกิจได้ประสบความสำเร็จทุกคน ถ้านึกย้อนไปก็นับว่าพวกเขาใช้ชีวิตวัยรุ่นตอนต้นได้คุ้ม แต่ก็มีเรื่องที่น่าเสียดายอยู่เรื่องนึง ….การจบมัธยมปลายของพวกเขา มีการจากลาด้วยความทรงจำที่ไม่ดีนัก

การตายของอิทธิ

เรื่องราวสะเทือนขวัญที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดกับคนใกล้ตัว เพื่อนสนิทเลือดร้อนของเขาถูกฆาตกรรมในโรงเรียน… ธนาเป็นคนนึงที่รีบรุดไปที่เกิดเหตุทันทีที่ได้ข่าว กลางดึกคืนนั้นเพลิงไหม้โถมกระหน่ำอาคารยิมหลังเก่าจนเกือบควบคุมไว้ไม่อยู่ ต้นเพลิงมาจากห้องพักนักกีฬาด้านใน ที่น่าแปลกใจคือศพของอิทธิที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์จากของมีคมถูกลากออกมาจากห้องต้นเพลิงมาทิ้งไว้กลางยิมเนเซียม ...ราวกับฆาตกรตั้งใจเพียงแค่ทำลายหลักฐาน

กลิ่นควันไฟและกลิ่นคาวของเลือดยังชัดเจนในความรู้สึก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาและกลุ่มเพื่อนจดจำได้เท่าดวงตาเพื่อนผู้ตายที่เบิกโพลงเพราะความเจ็บปวด ...ราวกับกำลังมองใครซักคน

พวกเขาไม่เคยรู้ว่าใครเป็นคนทำ
ยามประจำเวรเวลานั้นก็บกพร่องต่อหน้าที่จนไม่สามารถให้การใด ๆ ได้
กล้องวงจรปิดที่เสียทั้งระบบยิ่งทำให้หลักฐานที่ยังเหลือมันน้อยเกินกว่าตำรวจจะกล่าวได้ว่าใครคือฆาตกร

หรือบางทีก็มีคำพูดตลกร้ายที่ว่า…
ฆาตกรใจทรามนั่นอาจจะซื้อตำรวจด้วยเงินไปแล้วก็ได้

“7 ปีแล้ว ...ป่านนี้ไอ้ชั่วนั่นจะได้รับผลกรรมบ้างมั้ยวะไอ้เอิร์ธ”   ธนายิ้มบาง ๆ เมื่อพูดกับผู้เป็นเพื่อนผ่านสายลมที่พัดผ่านร่างจนรู้สึกหนาว เขายกข้อมือซ้ายขึ้นเช็คเวลาก่อนจะตัดสินใจทิ้งความหลังอันหดหู่ไว้ตรงนั้นแล้วเดินเข้าตัวอาคาร

...ที่จริง ก็อาจจะมีเรื่องที่หดหู่กว่ารออยู่
...ก็แค่อาจจะเท่านั้น

ทันทีที่ธนาเปิดประตูห้องพักผู้ป่วย คนที่นั่งพิงหลังอยู่บนเตียงก็ทำแค่หันมามองเพียงครู่หนึ่ง ส่วนคนเฝ้าอย่างพงศ์พัฒน์นั้นได้เข้าสู่ห้วงนิทราบนโซฟาไปเรียบร้อย ก็นับว่ายังโชคดีที่เสียงละครน้ำเน่าในทีวีช่วยให้ในห้องนี้ไม่เงียบเกินไป
“เป็นไงมึง ดีขึ้นมั่งมั้ย”
“ก็ไม่ได้เป็นอะไรตั้งแต่แรกแล้วป่ะวะ”   ภัทรกรตอบเพื่อนที่ทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างเตียงด้วยเสียงเรียบ ดวงตาคมเอาแต่จ้องมองภาพเคลื่อนไหวฉากละครไทยในทีวี แต่ทว่า… มองเพียงเท่านี้ธนาก็รู้ได้ว่าสมองและสติของเพื่อนเขาไม่ได้อยู่ที่จอทีวีแม้แต่น้อย

สายตาที่ว่างเปล่าแต่กลับดูครุ่นคิด ต้องมีอะไรอยู่ในหัวภัทรกรตอนนี้แน่ ๆ

“ไอ้ภัทร… กูเป็นหมอนะเว้ย กูมองออก”
“เออ รู้แล้ว มึงก็บอกเองไม่ใช่รึไงว่ากูไม่ได้เป็นอะไร พักผ่อนแล้วเดี๋ยวก็หาย”
“ที่กูพูด ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ไม่ได้หมายถึงอาการทางกายของมึง กูหมายถึงเรื่องอะไรก็ตามที่มึงคิดอยู่ตอนนี้ต่างหาก ...ตอนนี้ เป็นยังไงบ้าง”
“...........”      ภัทรกรละสายตาจากจอทีวีมองธนาอย่างอึ้ง ๆ ความอึดอัดตอนนี้มันควรจะได้รับการระบาย แต่เรื่องของเขามันไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ทั้งนั้น ...ไม่มีทาง ...ไม่มีวัน
“แล้วที่กูมองมึงออก… ไม่ใช่เพราะกูเป็นหมอหรอกนะ แต่เพราะกูเป็นเพื่อนมึง”
“มึงพูดอะไรวะ”
“อันไหนที่เล่าได้ กูพร้อมจะฟังเอง”   ภัทรกรไม่กล้าสบตาผู้เป็นเพื่อน ดวงตาคมทอดมองไปยังจอภาพตรงหน้าราวกับไม่ได้ให้ความสนใจสิ่งที่ธนากำลังพูด ...แต่เปล่าเลย เขากำลังโอนอ่อนไปกับทุกประโยคของธนาต่างหาก
“ขอบคุณ แต่กู…”
“ตอนที่มึงไม่ได้สติ คนที่ชื่อวาโยโทรหามึงเป็นสิบ ๆ สาย กูได้คุยกับเขาแล้ว”   ธนากระตุกยิ้มอย่างเหนือกว่าเมื่อภัทรกรได้ยินสิ่งที่พูดแล้วก็หันมาให้ความสนใจแทบจะทันที
“เขาว่าไงบ้าง ...ตอนนี้กูติดต่อเขาไม่ได้เลย”
“หึ เรื่องนี้เองสินะ”
“ไอ้ต้า อย่ามาเล่นลิ้น วาโยว่าไงบ้าง”
“เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร กูบอกว่ามึงไม่สบาย เขาก็ฝากให้มึงดูแลตัวเอง”
“จริงหรอว่ะ”   ร่างสูงผุดยิ้มบางเมื่อได้ยินว่าวาโยพยายามติดต่อเข้ามาในช่วงที่หลับไปไม่ได้สติ แววตาเหม่อลอยเมื่อครู่ฉายแววสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“อืม… สบายใจแล้วใช่มั้ย ยิ้มเป็นอาแปะเชียวสัด”
“มึงนี่มัน”   ภัทรกรเกือบจะฟาดหลังมือเข้ากลางหน้าของธนา ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายชี้นิ้วสั่งห้ามเพราะสายน้ำเกลือที่ยังคาอยู่ทนโท่
“ตกลงที่นั่งเหม่อ ทำหน้าเครียดเนี่ย เพราะติดต่อวาโยไม่ได้ว่างั้น”
“ก็ไม่ใช่ทั้งหมด…”
“แปลว่ามีเรื่องอื่น”
“.....เอ่อ….มึง”   ภัทรกรสบตาธนาอย่างชั่งใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจธนาเพียงแต่ไม่อยากเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องไปยัดใส่หัวเพื่อน แล้วอีกอย่างมันก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีทางที่จะจัดการปัญหานี้ด้วยตัวเอง
“ถ้ามึงอยากพูด กูพร้อมฟังนะ อาจจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยมึงก็ได้พูดกับใครบ้าง”
“กูลืมเรื่องนึงไปว่ะ…”
“หืม ยังไงวะ”
“คือกูไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมกูถึงลืมมันไป หรือว่าลืมมานานแค่ไหนแล้ว  …ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกคือตอนนี้ความจำกูมันแปลก ๆ เรื่องที่กูลืมไปแล้วมันวนกลับมาเต็มหัวกูไปหมด ส่วนเรื่องที่กูอยากจะจำได้ นึกเท่าไหร่มันก็นึกไม่ออกซักที”
“บอกกูได้มั้ยว่าเรื่องไหน”
“....กู”
“ถ้าไม่เกี่ยวกับไอ้ชล ก็ต้องเกี่ยวกับวาโย”
“ชล… ที่ลานกว้างนั่นไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่กูเจอชล แต่กูคิดไม่ออกว่าทำไมชลถึงหายไป แล้วก็หายไปไหน”  ภัทรกรตอบเสียงเรียบ ทั้งที่ในใจมันทรมานจากความทรงจำที่เขาแกล้งลืมไปเสียนาน เขาหลบแววตาวูบไหวหวาดกลัวของตัวเองลงเมื่อหวนคิดถึงการตายของอิทธิในคืนนั้น

ปล่อยให้ทุกอย่างตายไปพร้อมอิทธิน่ะ… ดีแล้ว
แต่ทำไมกันนะ…
เหตุการณ์ต่อจากนั้นมันถึงหายไปจากความทรงจำอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้

“เล่าให้กูฟังได้มั้ยว่ามึงจำอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ชลหายไปได้บ้าง นอกจากที่มึงเห็นชลที่ลานกว้าง”   ภัทรกรเม้มปากแน่นไม่กล้าตอบ ถึงแม้จะจำเหตุการณ์หลังจากนั้นได้ แต่จะให้เขาพูดออกมาว่าชลนทีหนีเตลิดจนเขาเองต้องจบชีวิตอิทธิในท้ายที่สุดงั้นหรอ
“มึงพากูไปที่นึงดีกว่าว่ะ” ถึงแม้จะฉงนในคำร้องขอของภัทรกร แต่ธนาก็ยินดีที่จะทำตามคำขอนั่นโดยไม่คิดจะถามเหตุผลเพิ่ม ยิ่งได้ยินสถานที่ที่ภัทรกรอยากไปรำลึกความหลังแล้วด้วยนั้น คุณหมอหนุ่มก็หลุดกระตุกยิ้มกับตัวเองอย่างพอใจ

...แล้วเจอกัน
.
.
.
ขายด่วน
ติดต่อ คุณฐากร โทร 08-xxxx-xxxx

ภัทรกรมองป้ายกระดานตรงหน้าด้วยสีหน้าที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด บ้านหลังใหญ่ที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า เป็นหลังเดียวกับบ้านที่เขาเคยมองว่าทรุดโทรมขาดการดูแล แต่ทว่าตอนนี้ เวลานี้ มันกลับยิ่งดูไร้ชีวิตชีวาราวกับร้างมาหลายปี กำแพงขาวโดนแดดฝนจนเกิดคราบดำ ตัวบ้านปิดสนิทและล็อคด้วยแม่กุญแจแน่นหนาทุกด้าน ร่างสูงเดินไปใกล้บริเวณประตูรั้วให้มากขึ้น โซ่เส้นใหญ่ถูกล็อคซ้ำด้วยแม่กุญแจที่เริ่มขึ้นสนิม

คงไม่มีใครอยู่ที่นี่นานแล้ว
นั่นสินะ ...ก็ชลนทีหายจากชีวิตเขาไปตั้งเจ็ดปี

“นี่บ้านไอ้ชลหรอวะ”
“อือ”   ภัทรกรตอบธนาสั้น ๆ ก่อนจะพยายามชะโงกหน้าผ่านช่องประตูรั้วเพื่อหาอะไรบางอย่างที่อาจจะทำให้เขาจำการหายไปของชลนทีได้เสียที

แค่บ้านหลังนึงที่มีความทรงจำครั้งเก่าซ่อนอยู่…

“ลองโทรตามเบอร์นั่นมั้ย เผื่อเป็นญาติชล”
“คงไม่ใช่หรอก น่าจะเป็นพวกนายหน้าขายบ้านมากกว่า”   ภัทรกรดูจะเสียดายไม่น้อยที่มาถึงแล้วแท้ ๆ แต่กลับนึกอะไรไม่ออกซักนิด แถมแทบไม่มีเบาะแสใด ๆ ให้เขาตามหาตัวชลนทีเจอได้จากนอกรั้วนี่
“แต่เป็นกู กูจะโทรนะ อย่างน้อยพวกนายหน้าก็ติดต่อเจ้าของบ้านได้”
“นั่นสิวะ…”   ภัทรกรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันทีที่ธนาพูดให้ฉุกคิด แต่ไม่ทันที่นิ้วเรียวจะกดหมายเลขตามที่เห็นตรงหน้า เขาก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงเช่นเดิม
“อ้าว ทำไมไม่โทร”
“ไม่รู้สิวะ ไม่ใช่กูไม่อยากรู้ว่าชลอยู่ที่ไหน แต่เพราะกูจำเหี้ยอะไรหลังจากที่…. ล...ล...หลังจากนั้นไม่ได้เลย กูเลยแค่รู้สึกกลัว”
“แต่มึงมาถึงนี่แล้วนะ”   ธนายกโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาถ่ายภาพเบอร์และชื่อผู้ติดต่อไว้อย่างชัดเจน โดยอาศัยจังหวะที่ภัทรกรกำลังมองเข้าไปในตัวบ้านตาละห้อย ...ริมฝีปากเรียวเหยียดยิ้มยาวอีกครั้งก่อนจะกดส่งภาพนั้นไปให้ใครบางคน…
‘จัดการให้กูที’
“กลับเหอะว่ะ เปล่าประโยชน์”
“......”
“ต้า! ไอ้ต้า!”
“ห่ะ!”
“กลับกรุงเทพกันเหอะว่ะ ไอ้พงศ์รอนานแล้ว”   ภัทรกรละสายตาตัวเองจากตัวบ้าน ตัดสินใจครั้งสุดท้ายเดินขึ้นรถของพงศ์พัฒน์ที่จอดรออยู่ไม่ไกล ด้านพงศ์พัฒน์เองก็อยากรู้ใจจะขาดว่าสองคนนั่นจะรีบให้พามาที่นี่หลังออกจากโรงพยาบาลทำไม แต่ก็โดนธนาสั่งห้ามไว้และบอกเพียงว่าจะเล่าให้ฟังในภายหลัง
“ไปมึง เดี๋ยวจะถึงกรุงเทพมืดค่ำ ไปเจอรถติดอีก” พงศ์พัฒน์ฟังคำพูดของภัทรกรแล้วก็เหลือบไปมองธนาผ่านกระจกมองหลังบาง ๆ พอเห็นว่าธนาไม่ได้แสดงอาการใดเขาก็เริ่มเคลื่อนรถออกมาทันที
“เดี๋ยวผลัดกันขับกับกูเหมือนเดิมนะมึง”
“เฮ้ย!”
“เหี้ยไรวะ”   ธนามองซ้ายขวารอบตัวเมื่อพงศ์พัฒน์อุทานออกมาเสียงดังพร้อมกับค่อย ๆ ชะลอความเร็วรถลงจนจอดนิ่งสนิทอีกครั้ง
“อะไรของมึงวะพงศ์” ภัทรกรถามขึ้นมาบ้างเมื่อเขาเองก็ไม่ได้เห็นสิ่งผิดปกติใด
“เออนั่นดิ อะไรของมึง หรือว่ามึงขับชนอะไรเข้า”
“บ้านที่มึงลงไปดูกันเมื่อกี้ มีคนมาว่ะ ...มึงดูดิ”   ธนาหันคอไปมองหน้าบ้านหลังนั้นที่มีรถคันนึงเข้ามาจอดเทียบ คุณหมอหนุ่มพยายามเพ่งมองชายหนุ่มที่เปิดประตูลงมาจากรถในระยะไกล และในจังหวะเดียวกันนั้นภัทรกรที่มองด้านหลังผ่านกระจกมองข้างฝั่งซ้ายเพียงแวบเดียว ก็ตัดสินใจเปิดประตูรถแล้ววิ่งกลับไปอย่างไม่คิดชีวิต

ไม่ใช่เพราะเห็นชายหนุ่มคนนั้น
แต่เพราะหญิงวัยกลางคนที่เปิดประตูลงมาเป็นคนที่สองต่างหาก

อาอร… อาอรไม่ผิดแน่…

“อาอรครับ!”   มือหนาคว้าเข้าที่ท่อนแขนคนที่เขาคิดว่าคืออรอุมาเต็มแรง เธอตกใจจนสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มวิ่งพรวดพราดเข้ามาประชิดตัวยืนหอบแห่กอยู่ตรงหน้า ผู้หญิงคนนี้แม้บุคลิกดูน่านับถือตามวัย แต่ร่องรอยเหี่ยวย่นก็เกิดขึ้นบ้างบาง ๆ บนหน้าเท่านั้น ร่างสูงเหยียดยิ้ม ดวงตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง

อาอรแทบไม่เปลี่ยนไปซักนิด

“อาอรจริง ๆ ด้วย”
“...ภ...ภัทร”
“นี่ คุณเป็นใคร!”   ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเข้ามาดึงตัวหญิงคนนี้ให้ไปอยู่ด้านหลังทันที แต่ก็เป็นเธอเองที่ถอนหายใจตั้งสติแล้วปรามเหตุการณ์ที่อาจจะวุ่นวายตรงหน้า
“ไม่เป็นไรค่ะคุณฐากร ดิฉันรู้จักเขา”
“ผมขอคุยกับอาได้มั้ยครับ”   ภัทรกรทำท่าจะเข้าประชิดตัวเธออีกครั้ง แต่ก็เป็นเธอเองที่ก้าวถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ควรจะเป็น
“ดิฉันคิดว่า ดิฉันไม่มีเรื่องจำเป็นใดที่ต้องคุยกับคุณ”   น้ำเสียงและแววตาของอรอุมามันเย็นชาจนภัทรกรรู้สึกเหมือนเขากับเธอไม่เคยเป็นคนรู้จักกัน
“อาครับ...ผมขอร้อง”
“อย่ามาวุ่นวายกันเลยค่ะคุณภัทร คุณเองก็….”
“ผมอยากรู้เรื่องชลครับอา…”   ใบหน้าร้องขอ หรือเสียงสั่นเบาหมดหวังของภัทรกรไม่ได้ทำให้เธอใจอ่อนแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้มีท่าทางที่คล้ายการพยายามระงับความโกรธ
“รบกวนไปส่งฉันที่โรงแรมทีนะคะคุณฐากร แล้วก็ช่วยแจ้งเลื่อนนัดคนที่จะซื้อบ้านด้วยว่าดิฉันไม่สะดวกจะพาชมด้วยตัวเองแล้ว และจะลดราคาให้เต็มที่… จะได้ไปจากที่นี่เสียที แล้วก็ไม่ต้องกลับมาเหยียบอีก… ”
“ได้ครับคุณอร”   คล้ายหัวใจที่พองขึ้นเมื่อมีความหวังของภัทรกรจะห่อเหี่ยวลงอีกครั้งเมื่ออรอุมาเหลือบมามองเขาเพียงหางตาอย่างเกลียดชัง แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขาอยากรู้และอยากจะจำให้ได้ว่าภาพที่หายไปจากสมอง มันมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่
“ชลอยู่ไหนครับอา!”   เรียวขาหญิงกลางคนชะงักแทบจะทันที เธอหลับตานิ่งพยายามตั้งสติให้ตัวเอง และตอบกลับภัทรกรด้วยการไม่เอ่ยคำตอบใด
“..........”
“ชลนทีอยู่ที่ไหนครับ!”
“..........”
“อากับชลไปอยู่ที่ไหนกัน ทำไมชลถึงหายไปเลย ตอบผมเถอะครับคุณอา”
“ชลเขาอยู่กับสิ่งที่ดี ๆ แล้ว ...ปล่อยเขาไปเถอะ”   ดูก็รู้ว่าอรอุมาพยายามแค่ไหนที่จะรักษาโทนเสียงให้นิ่งเรียบ ทั้ง ๆ ที่แววตาเธอแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นว่ากำลังโกรธภัทรกรอยู่เต็มอก
“แค่อาบอกผมว่าชลอยู่ไหนแค่นี้ไม่ได้เลยหรอครับ ผมก็แค่… แค่คิดถึง…”
“อย่ายุ่งกับเรื่องของชลอีก มันจบแล้ว”
“มันไม่จบแน่… ตราบใดที่ผมไม่รู้ว่าชลอยู่ไหน!”   ภัทรกรเข้าคว้าแขนอรอุมาที่กำลังจะเดินหนี แต่แล้วมือเรียวของหญิงคนนี้ก็ฟาดเข้าที่ข้างแก้มเต็มแรงพร้อมน้ำเสียงสั่น ๆ และน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสายของเธอ
เพี๊ยะ!!
“กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้ กล้าดียังไงที่มาตั้งคำถามแบบนี้… เสียดายที่ฉันเคยไว้ใจเธอภัทร…!”
“ที่ผมถาม ที่ผมอยากรู้… เพราะว่าตอนนี้ผมจำอะไรไม่ได้เลยครับอา ผมขอร้อง… ผมแค่อยากรู้ แค่อยากเจอชลอีกซักครั้ง… แค่ครั้งเดียวก็ยังดี”   คราวนี้ภัทรกรเข้าไม่ถึงตัวอรอุมาอีกต่อไปแล้ว ชายอีกคนที่มากับอรอุมาเข้าขวางด้วยการรั้งเขาไว้ทั้งตัว ตาแดง ๆ ที่คล้ายจะโกรธจัดของอรอุมาแม้จะวูบต่ำเพราะประโยคจากร่างสูงไปบ้างแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะทำให้เธอจะบรรเทาความโกรธลงไปได้เลย
“ลืมงั้นหรอ หึ งั้นเธอจำไว้แค่ว่าชลสบายดีก็พอ… เพราะว่าตอนนี้ชลนทีไม่มีอะไรที่จะต้องข้องเกี่ยวกับเธอ!”
“...ช...ชล...ชลสบายดีใช่มั้ยครับ”
“คุณฐากรคะ ดิฉันอยากกลับแล้ว”
“งั้นฝากบอกชลได้มั้ยครับอา… ว่าผมคิดถึง… ผมคิดถึงมาก”
“..........”
“ถ้าไม่ลำบากอะไร บอกเขาได้มั้ยครับ… บอกชลว่าผมรักเขา”
“.........”   ความหวังสุดท้ายของภัทรกรจากไปโดยที่เขาไม่ได้ยินคำพูดใด ๆ จากอรอุมาอีก และคราวนี้เขาแทบไม่ได้ไขว่คว้าอะไรเลย ร่างสูงปล่อยให้รถคันนั้นแล่นออกไปแม้รู้ดีว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เขาจะได้รู้เรื่องราวที่หายไปและนี่อาจจะตัดโอกาสการเจอชลนทีอีกครั้งไปจนหมดสิ้น

เขาผิดเอง
ผิดเองที่เผลอลืมมันไป
ผิดเองที่ไม่เคยลืมชลนทีได้แม้แต่วินาทีเดียว

“แค่สบายดี ...ภัทรก็ดีใจแล้วชล”   ร่างสูงเหยียดยิ้มเชื่องช้าเพราะหัวใจมันไม่ได้อยากจะยิ้มไปด้วย น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาอีกครั้งแต่ก็ถูกปาดออกด้วยมืออย่างรวดเร็ว

ร้องไห้บ่อยเกินไปแล้ว…
มีอะไรเจ็บปวดมากนักรึไง…
มีอะไรน่าเจ็บปวดกว่าชลนทีหายไปจากมึงอีกหรอไอ้ภัทร…!

“ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่วะ”   พงศ์พัฒน์พึมพำขึ้นเมื่อมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ แม้จะเห็นทุกสิ่งชัดเจนแต่ด้วยระยะห่างก็ทำให้ทั้งเขาและธนาแทบไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ดูเหมือนนั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับธนา คุณหมอหนุ่มไม่ได้มีท่าทีที่ฉงนสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย

คิดไว้อยู่แล้วว่าพาภัทรกรมาที่นี่อาจจะได้เจออะไรดี ๆ
แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะดีขนาดนี้

“ขึ้นรถเหอะ เดี๋ยวมันก็กลับมา”

“เดี๋ยวไอ้ต้า! มึงต้องบอกกูก่อนว่ามึงมีอะไรที่ไม่ได้บอกกูรึเปล่า อย่าคิดว่ากูไม่ได้สังเกตนะเว้ยว่าตั้งแต่มาด้วยกันมึงมองไอ้ภัทรแปลก ๆ”
“ไม่มีอะไรหรอก มึงคงคิดมากไปเอง”
“ตั้งแต่ที่มึงขอให้กูพากลับไปที่โรงเรียนแล้วนะ ...มึงปล่อยให้ไอ้ภัทรถึงกับน็อคคาตาไปแบบนั้น… ทั้ง ๆ ที่มึงยืนดูมันอยู่อีกมุมตลอด กูคงไม่ได้คิดเยอะเกินไปมั้ง”
“เห้อ…. มึงอย่าซักไซ้กูนักเลยว่ะ เชื่อกูเถอะ มึงไม่อยากรู้หรอก”   ธนาขึ้นไปนักบนรถตำแหน่งเดิมคล้ายไม่ได้ใส่ใจสิ่งพงศ์พัฒน์พยายามคาดคั้นจากเขา แต่เปล่าเลยตอนนี้ธนาเองกำลังหลับตานิ่งพิงทั้งร่างไปกับที่นั่งเพื่อผ่อนคลายสมองที่เริ่มบีบตัวเต้นเป็นจุดเพราะความเครียด

เชื่อเถอะ…
บางเรื่อง…
ไม่มีใครอยากรู้หรอก...


ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 13
“ความรู้สึกสูญเสียจะต้องไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง”


ติ้ง! เสียงสัญญาณเตือนเมื่อถึงที่หมายของลิฟต์สี่เหลี่ยมแคบ ๆ ดึงคนเหม่อลอยให้กลับมามีสติได้อีกรอบ ภัทรกรมองหมายเลขแสดงชั้นที่ตรงกับห้องของตัวเองแล้วก็เดินออกมาอย่างไม่คิดมากนัก เขากลับมาถึงกรุงเทพเมื่อชั่วโมงก่อน แต่กว่าจะกลับมาถึงคอนโดก็ต้องฝ่ารถติดเมืองกรุงจนอารมณ์เสียอยู่หลายรอบ
ร่างสูงแตะคีย์การ์ด ไขกุญแจซ้ำเดินเข้าไปในห้องที่มืดสนิทด้วยหัวใจที่มืดมนไม่ต่างกัน ความรู้สึกหน่วง ๆ ทุกครั้งที่คิดถึงเหตุการณ์หน้าบ้านชลนที มันยิ่งทำให้เขาอึดอัดและเกลียดตัวเองที่ดันลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท… จนถึงตอนนี้ แม้อรอุมาจะด่าทอด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนเขารู้สึกจุกไปหมด แต่ความทรงจำเหล่านั้นมันก็ไม่กลับมาอยู่ดี ความทรงจำของเขาตอนนี้มันเหมือนไฟล์ภาพที่หายไปเพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น
‘ผมถึงกรุงเทพแล้วนะ’
‘อย่าหายไปแบบนี้สิ’
หลังจากพิมพ์แชทไลน์ส่งไปหาใครบางคนเสร็จ ร่างสูงก็ทิ้งตัวลงกับเตียง ดวงตาคมจ้องมองหลอดไฟบนเพดานที่พึ่งจะเปิด ก่อนจะค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงพร้อมหลายเรื่องที่ยังคงวิ่งวนอยู่ในหัว และเรื่องนึงที่ทำให้เขาอดเครียดไม่ได้ก็คือการที่ติดต่อวาโยไม่ได้มาร่วมสองวัน…

มันทำให้เขารู้สึก…
รู้สึกว่ากำลังจะเสียของสำคัญไปเป็นครั้งที่สอง…

‘อย่าลืมกินยานะมึง โดยเฉพาะสองเม็ดก่อนนอน’   เสียงแจ้งเตือนแชทนั่นไม่ได้มาจากคนที่ใจนั้นต้องการ แต่ดันเป็นข้อความกำชับเรื่องกินยาจากธนาที่ยิ่งทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายมากเพิ่มขึ้นไปอีก ถึงแม้จะรู้ว่าผู้เป็นเพื่อนนั้นเป็นห่วง และเขาเองก็อยากจะขอบคุณธนาที่ไม่ปริปากซักถามอะไรให้ลำบากใจมากไปกว่านี้ แต่ก็เบื่อเหลือเกินที่ธนามองเขาอย่างกับคนป่วยที่ต้องรีบรักษา แล้วก็เหมือนเด็ก ๆ ที่จะต้องเลี่ยงการกินยาบำรุงแค่สองสามเม็ด

แต่ก็นั่นแหละ… ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องกิน

ภัทรกรทิ้งกายนอนคิดเรื่องวุ่นวายที่ไม่ได้คำตอบอยู่ไม่นานนัก ความเหนื่อยล้าทั้งทางกายและทางจิตใจก็ทำให้เขาคล้อยหลับไปในที่สุด ถึงแม้ร่างกายจะนิ่งสนิทคล้ายถูกกดปุ่มชัตดาวน์  แต่ทว่าในสมองและจิตใจของเขากลับกำลังถูกรีสตาร์ทด้วยภาพความฝันขาวดำที่แทบไม่มีเรื่องราว

“ชล… ภัทรมารับแล้ว กลับบ้านกันนะ” เสียงของตัวเขาเองดังขึ้นพร้อมภาพนักเรียนชายสองคนเดินหยอกล้อเคียงข้างท่ามกลางหมอกมืดที่ปลกคลุม สิ่งที่ภัทรกรรู้สึกคือมือสองคู่จะประสานกันแน่นไม่มีวันปล่อย…
“ก็จะได้รู้แล้วจำได้ขึ้นใจไง ...ว่าภัทรจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนจริง ๆ” เสียง ๆ เดิมสะท้อนพร้อมภาพรอยยิ้มบนใบหน้าที่คุ้นเคย ชลนทีที่มีรอยยิ้มสดใส แววตาเปี่ยมไปด้วยความสุขที่เหนือจะบรรยาย มองดูนาน ๆ ก็คล้าย…

รอยยิ้มตรึงใจนั่นคล้ายวาโยมากกว่า…
ไม่สิ…
ที่เขารู้สึกยังไงก็ต้องเป็นชลนที…

ปั้ง ๆ ๆ !!

“เฮือก…!”   คนที่หลับฝันสะดุ้งตื่นขึ้นมาเฮือกใหญ่เมื่อเสียงเคาะปังรัวต่อเนื่องที่ประตูดังขึ้น เม็ดเหงื่อล้อมกรอบหน้าไม่แคร์ความเย็นของเครื่องปรับ อากาศแม้แต่น้อย ร่างสูงชันตัวเองขึ้นนั่งหอบอยู่อีกพักใหญ่ระหว่างที่เสียงเคาะนั่นยังคงดังต่อเนื่องและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
“ครับ ใครครับ”    ภัทรกรส่งเสียงออกไปก่อนระหว่างที่พยายามเดินไม่ให้โอนเอนเพราะพึ่งตื่นนอน มือหนาบิดประตูเพื่อพบผู้มาเยือนโดยลืมที่จะมองผ่านตาแมวออกไปเสียก่อน นี่ถ้าหากเป็นบุคคลอันตรายเขาก็คงไม่รอดแน่
“วาโย”

นั่นไงล่ะ…
คนตรงหน้าเป็นบุคคลอันตรายจริง ๆ ซะด้วย...
อันตรายกับความรู้สึก…
และภัทรกรก็คงไม่รอดแน่…

“เปิดช้าขนาดนี้ อีกนิดนึงผมจะกลับแล้วนะ”   วาโยแทรกตัวเข้ามาโดยไม่รอคำเชิญจากเจ้าของห้องที่นิ่งงันไปซะแล้ว ภัทรกรปิดประตูห้องลงทั้งที่สมองยังประมวลผลไม่ได้ ดวงตาคมมองวาโยราวกับไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก
“ทำไมไม่รับโทรศัพท์ผม ทำไมไม่ตอบแชท”
“พอดีผม….”   ไม่ทันที่วาโยจะได้ตอบหรือแก้ตัวอะไร ร่างสูงก็รวบคนตรงหน้าเข้ากอดอย่างโหยหา ปลายจมูกกดลงเบา ๆ ที่ข้างขมับของอีกฝ่าย ความรู้สึกตอนนี้อยากจะยิ้มดีใจมันก็ยิ้มไม่ออกซะแล้วสิ
“ผมคิดว่าจะไม่ได้เจอคุณแล้ว”
“คุณ… เอ่อ ผมขอโทษ”   มือเรียวลูบเบา ๆ ที่แผ่นหลังของภัทรกร พลางทิ้งจมูกกดลงที่ไหล่ของอีกฝ่าย
“อย่าทิ้งผมไปแบบนี้อีกนะ”
“คุณนั่นแหละคุณภัทร… อย่าเป็นอะไรไปแบบนี้อีก… อย่าทิ้งให้ผมรอคุณในสายโทรศัพท์แบบนั้น”
“ขอโทษ ผมต้องขอโทษคุณเหมือนกัน”
“ดูแลตัวเองนะคุณภัทร หลายคนเขาเป็นห่วงคุณ”
“ผมรู้”   ภัทรกรกระชับกอดแน่นขึ้น ก่อนจะปล่อยให้กันและกันเป็นอิสระ
“คุณก็เป็นห่วงผมใช่มั้ย”
“เปล่า ก็แค่อยากรู้ว่าตายแล้วรึยัง”   วาโยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบคนมือไวไปสำรวจตู้เย็น
“แน่ใจหรอครับ”
“แน่ใจสิ ...นี่คุณยังไม่ได้กินข้าวเย็นใช่มั้ย แล้วมียารึเปล่า ...ถามจริงนี่ไม่คิดจะซื้ออะไรติดตู้เย็นนอกจากอาหารแช่แข็งเลยรึไง”
“จะให้ผมตอบคำถามไหนก่อนล่ะ”
“ไม่ต้องตอบละ ไปอาบน้ำแล้วออกมากินข้าวกินยา”   วาโยมัดมือชกด้วยการคว้าหมับเข้าที่ข้อมือร่างสูง ออกแรงผลักทั้งร่างเข้าห้องน้ำโดยไม่สนใจเสียงคัดค้าน ไม่น่าเชื่อว่าคนที่หัวใจพองโตอยู่ตอนนี้ พึ่งจะเปิดประตูเข้าห้องอย่างหม่นเศร้าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“คุณณณณ ก็ผมยังไม่อยากอาบนี่ ยังคุยกันไม่ถึงสิบประโยคเลยนะ”
“อย่าพูดมาก! อยากคุยกับผมก็อาบน้ำ”   เสียงจากนอกห้องน้ำทำให้ภัทรกรยิ้มกว้างแล้วยอมทำตามอย่างว่าง่าย เขาใช้เวลาไม่นานนักอาบน้ำแต่งตัวไม่นานนัก ก่อนออกมาฉีกยิ้มวาโยที่ตีหน้านิ่งรออยู่บนโซฟา
“เสร็จแล้วครับ”
“อยากกินอะไรก็เวฟเอาเองนะ ผมอยากจะใจดีอยู่หรอก แต่ตู้เย็นคุณมันมีแต่อาหารขยะ…. ออ ถ้ามียาก่อนอาหารก็ไปกินก่อนด้วย โอเค๊!?”
“โห นี่มาเพื่อบังคับผมโดยเฉพาะใช่มั้ยครับ”
“เปล่า ผมก็แค่พูดลอย ๆ”
“จริงหรอ…” ภัทรกรโน้มตัวเข้าใกล้วาโยจนใบหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ วงแขนแกร่งยันกับพนักโซฟาเพื่อดันร่างกายตัวเองไว้ แววตาตกใจเล็ก ๆ ของคนใต้ร่างยิ่งทำให้เขาหลุดยิ้มสุขใจมากขึ้นไปอีก
“...ถอยออกไปเลยนะ”
“ไม่ คุณต้องตอบผมก่อนว่าคุณมาที่นี่เพราะเป็นห่วงผม”
“เรื่องอะไรล่ะ…”
“คุณวาโย”   ร่างสูงลดระยะห่างจนหน้าเข้าไปใกล้มากขึ้นอีก แต่วาโยก็เบี่ยงหน้าออกพร้อมรอยแดงร้อน ๆ ที่ระเรื่อขึ้นที่สองแก้ม
“อือ ผมเป็นห่วง พอใจรึยัง”

“ภัทรเป็นห่วง ชลเข้าใจรึยัง”

ภัทรกรไม่ได้ถอยห่างออกมาอย่างที่พูดตอนต้น ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อครู่ค่อย ๆ หม่นลงเพราะเสียงเสียงนึงที่ดังขึ้นพร้อมเสียงของวาโย หัวใจของเขาสั่นถี่ขึ้นไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด หรือว่าเพราะเสียงนั่น...

...เสียงของตัวภัทรกรเอง
...เสียงของเขาในอดีต

“คุณภัทร จะถอยออกไปได้รึยัง”
“ครับ! ...โทษที” ภัทรกรเด้งตัวขึ้นแทบจะทันทีที่ได้สติ ร่างสูงพยายามปรับสีหน้าให้สดใสเช่นเดิมเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต รวมทั้งตั้งสติ สมอง ของตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่านไปอีก
“ประสาท”   วาโยบ่นใส่เบา ๆ ทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังแดงฉาด ภัทรกรไม่ตอบโต้อะไร ได้แต่ลอบขำแล้วเดินไปหยิบอาหารแช่แข็งออกมาอุ่นทานตามที่ร่างบางต้องการเสียที ดูเหมือนอาหารกล่องจืดชืดมื้อนี้จะอร่อยมากขึ้นเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเพราะกำลังหิว หรือเพราะคนบนโซฟาที่เขากินไปมองไปกันแน่
“ออ ผมว่าจะถามคุณ คุณได้คุยกับเพื่อนผมที่ชื่อต้าแล้วหรอ” ร่างสูงถามขึ้นขณะที่ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดียวกันกับผู้เป็นแขก มือหนาคว้ารีโมทมากดเปิดทีวีโดยไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้ายาก ๆ และนิ่งงันของวาโย
“ก็คงใช่ ถ้าเขาบอกคุณแบบนั้น…”
“จริง ๆ ต้ามันอยากเจอคุณนะ… แต่ผมไม่อยากให้คุณไปเจอมันเท่าไหร่”
“ผมไม่อยากเจอเขา!”   เสียงตวาดลั่นทำเอาภัทรกรถึงกับงง สิ่งที่เขาเห็นตอนนี้คือวาโยที่กำลังตกใจเพราะเสียงที่ดังเกินไปของตัวเอง
“คุณ…”
“ผมหมายถึงไม่อยากเจอเพื่อนคุณให้มันมากเรื่อง แค่คุณบอกว่าผมคล้ายชลนทีผมก็ปวดหัวมากพอแล้ว ถ้าเพื่อนคุณเจอผมแล้วคิดเป็นตุเป็นตะว่าผมคือชลนทีอีกล่ะก็… ผมคงเหวี่ยงใส่โลกแตกแน่”
“จริง ๆ ผมก็คิดแบบคุณนั่นแหละ”   ภัทรกรพยักหน้าให้เหตุผลที่ได้รับ เขาค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้วาโยมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ โดยที่เจ้าตัวก็มัวแต่สนใจโทรศัพท์ในมือจนไม่ได้สังเกตสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนเข้ามาใกล้จนประชิดตัว
“เฮ้ย!”
“อย่าขยับหนีนะคุณวาโย”   ภัทรกรยกนิ้วขึ้นชี้คล้ายเป็นคำสั่งให้ร่างบางที่ถูกประชิดไม่ขยับหนีไปไหน
“ก็ไม่ได้บอกซักหน่อยว่าจะขยับ” แน่ล่ะสิ ก็เขาอยู่ชิดโซฟาฝั่งนึงแล้วนี่นา

“อย่าขยับหนีนะชล”
“ก็ไม่ได้บอกซักหน่อยว่าจะขยับ”
“นี่ไง ขยับอยู่เนี่ย”

อีกแล้ว…
เสียงนั่น…
ไม่… ไม่ต้องไปสนใจ มันก็แค่เสียงจากความทรงจำเท่านั้น!

“คืนนี้อยู่เป็นเพื่อนผมนะ”
“เรื่องอะไรผมจะต้องอยู่ ...นี่! ขยับออกไปหน่อยสิ ผมอึดอัด”
“ไม่ขยับครับ”   ว่าเสร็จคนที่ไม่สนใจอะไรก็ทิ้งหัวตัวเองลงกับไหล่ของคนข้าง ๆ มือซุกซนก็คว้ากอดวาโยเอาไว้ทั้งตั
“คุณภัทร!”
“อยู่เป็นเพื่อนผมคืนนี้นะครับ ผมน่าสงสารออก… นี่หมอก็บอกให้พักผ่อนเยอะ ๆ แต่ไม่มีคนดูแลเลย อีกอย่าง… ผมเหงานะ”
“ผมจะช่วยอะไรได้”   ถึงจะพูดแบบนั้น แต่วาโยก็หยุดดิ้นและนิ่งลงไปอย่างเห็นได้ชัด
“แค่เป็นคุณ… ก็ช่วยผมได้ทุกอย่างแหละ”

“เพราะเป็นภัทรไง ช่วยชลได้ทุกอย่างเลย”

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ทำไมจู่ ๆ เสียงพวกนี้ถึงวิ่งเข้ามาไม่หยุด
   
“งั้นคุณก็ช่วยหยุดเกาะแกะผม แล้วไปกินยา ผมถึงจะให้คำตอบได้ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่”
“ผมไม่อยากกินนี่นา”
“งั้นก็แล้วแต่คุณนะ ผมกลับก่อนก็แล้วกัน”
“โอเค ๆ! เดี๋ยวผมลุกไปกินยาเดี๋ยวนี้แหละ คุณอย่าพึ่งไปไหนเด็ดขาดนะ” สุดท้ายแล้วคนที่เหมือนจะดื้อก็ต้องหยิบยาก่อนนอนสองเม็ดเข้าปากแต่โดยดี เอาเข้าจริงถ้าวาโยไม่บังคับเขาก็คงไม่คิดจะกินมันเข้าไปนักหรอก ยากับเขาเป็นของถูกกันซะที่ไหน
“ทำไมคุณต้องทำหน้าพะอืดพะอมกับมันขนาดนั้น”

“ทำไมชลต้องทำหน้าตาแบบนั้นเวลากินยาอ่ะ มันพะอืดพะอมขนาดนั้นเลยหรอ”
“การกินยา มันเป็นเรื่องน่าเบื่อ”

“การกินยา มันเป็นเรื่องน่าเบื่อ”   ภัทรกรเบิกตาโตแล้วสะบัดหัวเบา ๆ เรียวคิ้วเริ่มผูกเป็นปมอย่างไม่เข้าใจ เมื่อวินาทีที่แล้วเขาพึ่งเผลอพูดตามเสียงในหัวงั้นหรอ…
“พูดอย่างกับกินยามาทั้งชีวิตงั้นแหละ”
“ก็เปล่าหรอก ผมแค่คุ้นว่าเป็นคำพูดของใครบางคนที่กินยามาแทบทั้งชีวิต”
“ชลนที… เพื่อนคนพิเศษของคุณ”

“สำหรับเรา… ชลไม่เหมือนคนอื่นนะ”

เสียงที่ดังขึ้นในสมองอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างสูงเกือบเซถลาไม่เป็นท่า มือหนากำแน่นพร้อมกับการสูดลมหายใจเข้าออกแรง ๆ เพื่อตั้งสติของตัวเองให้อยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน ดวงตาคมมองไปยังวาโยที่กำลังพูดอะไรบางอย่างที่เขาไม่ได้ยิน
“คุณภัทร เฮ้! คุณ”
“คุณวาโย… ผมขอจูบคุณหน่อยได้มั้ย”
“ห่ะ…!”    ภัทรกรไม่ทิ้งจังหวะให้วาโยได้เอ่ยคำปฏิเสธหรือเถียงอะไรออกมา ร่างสูงพรวดพราดเข้าไปคร่อมวงแขนขังอีกฝ่ายไว้ตั้งแต่ยังพูดไม่จบเสียด้วยซ้ำ ริมฝีปากหนาทาบทับอ่อยอิ่งแต่หนักแน่นจนคนที่พยายามดิ้นหนีในช่วงแรกเคลิ้มตามไปในที่สุด มือเรียวเล็กดันแผ่นอกร่างสูงเบา ๆ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าลมหายใจที่มีเริ่มจะหมดไปกับจูบหนัก ๆ นี้
“อื้อ…”

“เราคงสัญญากับชลไม่ได้หรอกนะว่าเราจะไม่หายไปจากที่ที่เรายืนตอนนี้… เพราะว่าเราจะก้าวเข้าไปใกล้ชลมากกว่านี้อีก… เข้าใจมั้ย”

ร่างสูงเพิ่มแรงบดจูบมากขึ้นอีก มือข้างนึงเคลื่อนมารั้งท้ายทอยอีกฝ่ายไม่ให้ถอยหนี อารมณ์รุนแรงของภัทรกรเพิ่มความรุนแรงจนคนใต้ร่างไม่อาจต้านทานไหว สองร่างเอนราบลงกับโซฟาโดยไม่มีฝ่ายใดขัดขืนแม้กลิ่นคาวเลือดไม่รู้ที่มาจะเริ่มคละคลุ้งไปทั่วปาก
“...อือออ ...ผมหายใจไม่ออก”
“ผม….”   ภัทรกรทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทว่าเขาก็โน้มลงจุมพิตบริเวณซอกคอของวาโย ไล่ลงมาเรื่อย ๆ บริเวณแล้วบริเวณเล่า เจ้ามือซุกซนนั่นก็ร้ายไม่แพ้กัน มันลูบไปทั่วผิวเนียนขาวใต้ร่มผ้าอย่างไม่มีท่าทีที่จะหยุด
“คุณภัทร ...อือ ...ผมไม่เล่นแล้วนะ” ยิ่งดูท่าว่าเรื่องมันจะไปกันใหญ่ คนตัวเล็กกว่าก็ฉุกคิดได้ว่าควรจะดันเจ้าของอกแกร่งให้ออกไปจากตัวเสียที
“..........”
“อื้อออ…”   แม้แรงต้านจากคนใต้ร่างจะเพิ่มขึ้น แต่ภัทรกรนั้นกำลังจะปฏิเสธความต้องการของตัวเองที่เพิ่มขึ้นทุกวินาทีไม่ได้อีกต่อไป ริมฝีปากหนาเข้าบดจูบหนัก ๆ ลงไปอีกครั้ง ดวงตาคมหลับลงลิ้มรสความรู้สึกวาบหวาม เช่นเดียวกันกับวาโยที่หลับตาลงเพราะความรู้สึกที่ต้านไว้ไม่อยู่ไม่ต่างกัน

และภัทรกรก็คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเขากำลังมีแต่ภาพชลนทีวิ่งวนในหัวตอนนี้ ยิ่งหลับตา… ยิ่งมีความรู้สึกต้องการใครซักคนมากเท่าไหร่...

ไม่มีวาโย
ในใจ ในหัว ในความทรงจำ ไม่เคยมีวาโย

“ภัทรชอบรอยยิ้มชลเมื่อกี้มากเลยว่ะ…ยิ้มบ่อย ๆ นะ”
“ยิ้มเองสิ จะมาบังคับคนอื่นทำไม”
“ก็ภัทรชอบชลมากกว่า ...ชอบชลมากกว่ารอยยิ้มนั่นอีก”

รสจูบที่กำลังดำเนินหยุดกลางคันลงทันที วาโยยังคงหลับตาพริ้มและหายใจหอบเพราะเมื่อครู่นั้นเขาหายใจแทบไม่ทัน ระหว่างที่ภัทรกรลืมตาขึ้นมองเปลือกตาที่ปิดสนิทของคนใต้ร่างด้วยใจที่เต้นรัวไปหมด แม้สองแขนจะยันตัวเองไว้แต่เขาก็รู้ดีว่ามันกำลังสั่นมากแค่ไหน ...ไม่สิตอนนี้ร่างสูงกำลังสั่นเทาไปทั้งตัว
   
“น่ารัก… ชลน่ารัก จำไว้แค่นี้ ...ยิ้มอีกเร็ว เวลายิ้มน่ารักจะตาย”

ดวงตากลมลืมขึ้นช้า ๆ ปะทะกับตาอีกคู่ของภัทรกรที่จ้องอยู่ก่อนหน้า ในแววตาคมดำสนิทนั่นเต็มไปด้วยความสับสนจนคนมองเองก็เริ่มรู้สึกวุ่นวายใจไม่ต่างกัน…
“คุณคือวาโยจริง ๆ ใช่มั้ย…”
“แล้วคุณเห็นผมเป็นใคร”   ภัทรกรนึกอยากจะขอบคุณวาโยที่เบี่ยงสายตาหลบไปเสียก่อน เพราะเงาสะท้อนนัยน์ตาของร่างบางที่เขามองเห็นเมื่อครู่มันมีเงาของใครบางคนซ่อนอยู่ในนั้น…
“ผมชอบคุณ”   ประโยคที่เหมือนจะยากหลุดออกจากปากภัทรกร ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นมาทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นข้างโซฟาราวกับหมดแรง สอบมือขยี้เข้าที่ช่วงหัวตัวเองก่อนจะก้มหน้าฟุบลงกับเข่าข้างหนึ่ง
“คุณพูดอะไร… รู้ตัวใช่มั้ยว่าพูดอะไรอยู่”
“ผมรู้ตัว ผมรู้ตัวว่าผมชอบคุณ ...วาโย ผมชอบที่คุณสดใส กล้าพูดกล้าทำ เข้มแข็งสู้คน แถมคุณยังมีมุมอ่อนโยน อ่อนไหว เข้าใจและเป็นห่วงคนอื่น ...มันอาจจะน้อยไปสำหรับช่วงเวลาที่เราเจอกัน แต่ผมมั่นใจว่าผมชอบที่คุณเป็นคนแบบนี้”
“........”   วาโยไม่เอ่ยคำใดออกมา ก็ยิ่งทำให้ภัทรกรรู้สึกลำบากใจมากขึ้นไปอีก
“อย่างที่เคยบอก… ตอนนี้ผมขาดคุณไม่ได้ ผมเสียคุณไปไม่ได้ นั่นเพราะผมชอบคุณ ต...แต่…. ”
“แต่คุณรักชลนที”
“แต่ผมรักชลนที”    สองเสียงมี่ประสานกันยิ่งทำให้ห้องเงียบขึ้นเป็นทวีคูณ วาโยแค่นยิ้มราวกับรู้อยู่ก่อน ผิดกับภัทรกรที่ยิ่งรู้สึกผิด ยิ่งทรมานใจตัวเองจนอยากจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ ซักครั้ง ...เขาไม่ได้อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ แต่เขาห้ามใจตัวเองไม่ให้ชอบวาโยไม่ได้ และหักใจตัวเองให้ลืมชลนทีไปไม่ได้เหมือนกัน
“ที่ผมเดา มันดันถูกซะด้วยสิ หึ…”
“ผมขอโทษ… แต่ทุกครั้งที่ผมมองคุณ ภาพที่สะท้อนกลับมามันก็ยังเป็นชลอยู่ดี… ที่คุณบอกว่าอย่าเอาคุณไปแทนที่ชล คุณรู้มั้ยวาโยผมไม่เคยคิดแบบนั้น ...เพราะในใจผมมันยังหวังลึก ๆ ให้คุณคือชลจริง ๆ ผมจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดแบบนี้”
“คุณรู้มั้ยว่าถ้าผมคือชลนที… ตอนนี้ผมจะดีใจแค่ไหน”
“วาโย… ผม…”
“แต่น่าเสียดาย… ที่ผมไม่ใช่เขา ผมไม่ใช่ชล… เพราะงั้นที่คุณบอกชอบผมเมื่อกี้ หรือไอ้ที่คุณจูบผมแทบเป็นแทบตายเพราะคิดว่าผมเป็นเขา โคตรเจ็บเลยว่ะ”
“และถ้าคุณมองผม… คุณจะรู้ว่าผมก็เจ็บ เจ็บไม่น้อยไปกว่าคุณซักนิด”
“ถ้างั้น… เราอย่าเจอกันอีกเลยคุณภัทร จบความบังเอิญใด ๆ ที่ทำให้เราเจอกันตรงนี้เถอะนะ”
“ผมปล่อยคุณไปไม่ได้… ผมขอร้องให้คุณอยู่ได้มั้ย อยู่รอผมจัดการกับความรู้สึกตัวเอง… ซักวันผม… ”   เสียงของภัทรกรสั่นเทาจนประโยคสุดท้ายถูกกลืนหายไปในลำคอ ใครจะรู้ว่าตอนนี้คนฟังจะกำลังปวดใจ และแทบจะทรุดลงกอดคนที่ก้มหน้าจมอยู่กับความรู้สึกใต้สำนึกตัวเอง
“คุณไม่มีวันลืมชลนทีหรอก… มันจะไม่มีวันนั้น แต่คุณจะจำเขาได้มากขึ้นทุกวันต่างหาก”
“........”
“คุณต้องเลือกแล้วคุณภัทร ...ว่าจะให้ผมอยู่เป็นวาโย เป็นตัวแทนชลนที หรือให้ผมออกไปจากชีวิตคุณซะ แค่บอกผมมา…”
ภัทรกรไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองใบหน้าเปื้อนยิ้มเคล้าคราบน้ำตาของคนบนโซฟา เขาคิดทบทวนประโยคของวาโยอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบใดออกมาจากปากเสียที จนกระทั่งผู้มาเยือนลุกขึ้นและมีจุดหมายที่ประตู คล้ายได้เป็นผู้ตัดสินใจเอง
“หรือบางทีความบังเอิญที่ทำให้เราเจอกันก็ควรจะจบลงแล้ว… ว่ามั้ยครับ” นัยน์ตาเศร้าของคนที่พึ่งจะปิดประตูไปทำเอาภัทรกรนิ่งสนิทราวกับถูกไฟช็อต ความหม่นหมองที่เขาเห็นเมื่อครู่ รอยยิ้มบาง ๆ ที่วาโยส่งให้เป็นครั้งสุดท้ายมันไร้ความสุขเหมือนกับใครบางคนที่แสนจะชัดเจนในความรู้สึก…

ชลนที…

“คุณวาโย!”   เสียงตะโกนตามหลังวาโยปิดประตูสนิทได้เพียงไม่กี่วินาที ภัทรกรลุกพรวดพราดขึ้นคว้าประตูเปิดเพื่อรั้งวาโยไว้ด้วยสองมือ แรงดึงปุบปับทำให้ร่างบางเซถลาเข้าซบอกแกร่ง และเจ้าของอกที่รับเขาไว้ก็ไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยวาโยให้เป็นอิสระ
“ปล่อยผมครับ”
“อยู่กับผมนะวาโย… ผมไม่สนว่าคุณจะเป็นใคร สิ่งเดียวที่ผมรู้ตอนนี้… คือคุณเป็นคนเดียวที่สำคัญกับผมตอนนี้”

อดีต
ปัจจุบัน
อนาคต

สามคำที่ช่างมีอิทธิต่อการดำเนินชีวิตของใครหลายคน แต่สำหรับภัทรกรแล้ว อ้อมกอดและไออุ่นที่โหยหาจากคนในอดีตกำลังถูกแทนที่โดยคนปัจจุบัน ...โดยที่เขาไม่ได้สนใจอนาคตแม้แต่นิดเดียว...


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 14
“ความทรงจำของใครคนนั้น ไม่เคยจากไปไกล”


ความสุข…

คำหลากนิยามคำนี้มนุษย์แต่ละคนก็ตีความหมายต่างกัน บ้างก็มีความสุขกับเงินทองมากมาย บ้างก็สุขใจกับครอบครัวอบอุ่น หรือจะการได้อยู่กับกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่กิจวัตรประจำวันใดก็เป็นความสุขได้ทั้งนั้น

แต่สำหรับภัทรกร…
คนที่หลับตาพริ้มในอ้อมกอดเขาตอนนี้คือความสุข…
ความสุขที่เขาไม่ได้สัมผัสมันมานาน…

“ผมจะอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ คุณ ถ้าวันไหนคุณไม่ต้องการผมก็บอกมาแล้วกัน”
ประโยคที่ทำให้เขายิ้มกว้างกระโดดตัวโล่งอกเมื่อคืนย้อนกลับคืนมาเมื่อภัทรกรพินิจแพรขนตายาวได้ครู่ใหญ่ ไม่รู้จะเปรียบเทียบความสุขนี้ยังไงดี วินาทีนั้น… วินาทีที่วาโยยอมตอบตกลงที่จะอยู่ข้างเขาไม่ว่าจะสถานะอะไร หรืออยู่ในฐานะใครก็ตาม

...มันเหมือนฝัน
...ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

ภัทรกรไม่รู้ว่าวาโยมีเหตุผลอะไรที่จะยินดีเข้ามาในชีวิตคนแปลกหน้าที่ดูจะน่ากลัวอย่างเขา ทั้งคิดว่าเป็นใครอีกคน ทั้งดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อตัวตนของวาโยง่าย ๆ แต่ถ้าจะให้พูดแบบเห็นแก่ตัว ตอนนี้เขาก็ไม่อยากจะรู้เหตุผลนั่นหรอก ไม่อยากคิดว่าเพราะอะไรเมื่อคืนวาโยถึงไม่เลือกที่จะเดินจากไป ขอแค่วาโยยังอยู่ตรงนี้ให้เขาอุ่นใจก็เพียงพอแล้ว

แค่รู้สึกว่าจะไม่เสียใครไปอีก ...ก็พอ

“อือ”   เสียงอือเบา ๆ จากคนในอ้อมกอดทำให้ภัทรกรต้องคลายวงแขนให้อีกฝ่ายขยับตัวได้ง่ายขึ้น คาดว่าน่าจะมาจากแสงแดดที่ลอดม่านเข้ามาในยามสาย
นิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ยู่ยี่ปรกหน้าอย่างเบามือ แพรขนตาของวาโยเริ่มกระพริบถี่ ก่อนที่เจ้าตัวจะต้องยู่หน้ามองเพื่อนร่วมเตียงที่ทิ้งระยะห่างจากหน้าเขาไม่ถึงสิบเซ็น แถมยังโอบรัดเอาไว้ทั้งตัวทั้งที่เมื่อคืนนอนห่างกันหลายช่วงตัว …ดูเหมือนสายตาของภัทรกรจะเล่นเอาวาโยประหม่าพูดไม่ออกไปเลยเหมือนกัน
“คุณ…”
“ตื่นแล้วหรอ”
“ยังมั้ง”   ร่างบางออกแรงดันหน้าอกภัทรกรเบา ๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมปล่อยแต่โดยดี
“จะรีบไปไหนเนี่ย”
“สายป่านนี้แล้วทำไมไม่ปลุกผม”   วาโยลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจหาววอดใหญ่ เขายังอยู่ในชุดเดิมกับเมื่อวานไม่มีผิด นี่ถ้าไม่โดนสายตาหงอย ๆ ของภัทรกรรั้งเอาไว้ เช้านี้ก็คงไม่ได้เห็นหน้าเขาที่นี่หรอก
“ก็คุณดูไม่อยากจะตื่น ผมก็เลยไม่ปลุก”
“แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ผมนอนตายจนแดดจ้าแบบนี้ ตัวเองก็ด้วยเถอะ ไม่มีงานมีการทำรึไง นอนกกผมอยู่ได้”
“รู้ตัวด้วยหรอ… ว่าผมนอนกกคุณทั้งคืน”

แย่แล้ว…

พอรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรเพี้ยน ๆ แล้วเข้าทางอีกฝ่าย หน้าเชิด ๆ ที่ออกจะหงุดหงิดเมื่อครู่ก็เกิดอาการแก้มแดงปื้นใหญ่ เรียวขาที่กำลังจะก้าวหนีก็ชะงักเอาซะดื้อ ๆ ก็ตื่นมาพร้อมความอุ่นรอบตัวขนาดนั้นไม่รู้ตัวก็บ้าแล้ว
“ไม่รู้เว้ย!”
“ตกลงคุณรู้ตัวรึเปล่าครับ… ว่าผมกก… เอ๊ย… กอดคุณไว้ทั้งคืน” ภัทรกรสวมกอดอีกฝ่ายไว้จากด้านหลัง ไม่ได้ตั้งใจจะรั้งอีกฝ่ายเอาไว้หรอก ก็แค่อยากจะแน่ใจว่าไออุ่นที่ได้รับจากคนตัวเล็กกว่าคืนมันไม่ใช่ความฝัน
“ปล่อย ผมต้องไปแล้ว”
“จะไปไหน เมื่อคืนคุณพูดเองไม่ใช่หรอว่าจะไม่ทิ้งผมไป”

“โอเค ๆ คืนนี้ผมจะนอนที่นี่ แล้วก็จะไม่ทิ้งคุณไป เลิกทำหน้าหงอยเป็นเด็กโดนแย่งขนมได้แล้ว”

“ก็ไม่ได้ทิ้ง โอ๊ยยยย ปล่อยผมได้มั้ยเนี่ย”
“ไม่ปล่อย ...ก็เมื่อกี้คุณบอกจะไป ผมควรจะปล่อยให้คุณทิ้งผมไปงั้นหรอ หืม”
“ผมไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งคุณแบบนั้นซักหน่อย”
“แล้วคุณหมายความแบบไหน”
“............”
“ตอบผมเร็ว ถ้าคุณไม่ตอบผมกอดแน่นกว่านี้แล้วก็ไม่ปล่อยให้คุณไปจริง ๆ ด้วย”
“...เอ่อ ...ผมไปแล้วผมก็จะมาอีก”   ภัทรกรยิ้มร้ายเมื่อดูเหมือนว่าไม้เด็ดแกล้งตีมึนของเขามันได้ผล ถึงแม้ประโยคหลังนั่นวาโยจะพูดเบาจนแทบจะได้ยินแค่ในลำคอ ถ้าร่างบางไม่มั่นใจอะไรซักอย่างก็คงจะเขินอายจนพูดไม่ออกนั่นแหละ
“ขอบคุณครับ”
“ปล่อยได้ยัง ผมจะไปเข้าห้องน้ำแล้วก็จะกลับแล้ว”
“ทำไงดี ผมอยากไม่อยากปล่อยให้คุณหายไปแม้แต่นาทีเดียวเลย” ฟังดูก็รู้ว่าภัทรกรกำลังแกล้งให้อีกฝ่ายมีน้ำโห แต่เห็นทีจะไม่ได้ผลซะแล้ว เพราะร่างบางที่เขารัดเอาไว้ซะแน่นไม่ได้มีอาการดิ้นหรือแพรดเสียงโวยวายออกมาซักนิด
“ปล่อยผมคุณภัทร”
“ไม่”
“คุณภัทร”   โทนเสียงที่ต่ำจนผิดปกติทำให้ภัทรกรต้องยอมคลายวงแขนลงในที่สุด จังหวะนั้นร่างบางก้าวขาฉับ ๆ ไม่พูดจาจนคนมองใจหาย และทำตามใจตัวเองด้วยการคว้าแขนไว้ในที่สุด
“โกรธผมหรอ”
“เปล่า”
“งั้นก็หันหน้ามาคุยกับผมก่อน”   ภัทรกรออกแรงไม่มากนัก วาโยก็เซเข้าหาตัวพร้อมใบหน้าที่เขาเห็นแล้วแทบจะโยนตัวเองพุ่งออกนอกหน้าต่าง ใบหน้าที่แดงระเรื่อเพราะความเขินอายพอบวกกับความไม่มั่นใจในแววตานั่นยิ่งแล้วใหญ่

โครตน่ารัก

“บอกว่าไม่ได้โกรธไงเล่า!”
“ไม่ได้โกรธ แต่เขิน”
“ไม่! ไม่โกรธ ไม่เขิน ไม่อะไรทั้งนั้นล่ะ! ไม่อยู่แล้วเว้ย!”   เพียงวาโยผลักที่อกเบา ๆ คนที่สติหลุดไม่ต่างกันก็เซออกมาแทบล้ม ภัทรมองวาโยเดินเข้าห้องน้ำปิดประตูดังปังแล้วทิ้งตัวลงกลิ้งบนโซฟาอย่างกับคนเสียสติ ดูยังไงก็คนละคนกับที่ทำหน้าเครียดหม่นหมองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ไม่น่าเชื่อว่าการตัดสินใจของวาโยครั้งนี้มันมีอิทธิพลกับภัทรกรมากซะเหลือเกิน

“ไม่ว่าคุณเป็นใคร ขอแค่คุณอยู่กับผม มันก็ดีที่สุดแล้ว”
“ตราบใดที่คุณยังอยากให้ผมอยู่ ผมก็จะอยู่”

“เอ้า! แล้วนี่มายืนยิ้มอะไรตรงนี้เนี่ย หลบสิ! ผมจะกลับแล้ว”   วาโยตัวจริงกลับมาแล้วหลังจากที่หายเข้าไปในห้องน้ำได้ไม่ถึงสิบนาที คนยืนรออย่างเพ้อ ๆ อย่างภัทรกรก็เกือบสะดุ้งเฮือกเมื่ออีกฝ่ายออกมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แถมยังเห็นเขายิ้มหวานเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนอยู่พอดี
“เดี๋ยวผมไปส่งดีกว่า”
“ไม่เป็นไร ผมกลับเอง”
“ให้ผมไปส่งเถอะ รอผมล้างหน้าแปรงฟันแปบ”    ภัทรกรไม่เสียเวลาให้วาโยได้ดื้อรั้นปฏิเสธอีก เขารีบจัดการทำธุระส่วนตัวภายในเวลาแทบไม่ถึงห้านาที ใบหน้าที่ออกจะหมองเพราะความโทรมถูกล้างลวก ๆ ด้วยน้ำเปล่า ยังดีที่เขายังมีสติแปรงฟันด้วยยาสีฟันได้ถูกหลอด ท้ายสุด ก็ปิดท้ายด้วยการหยิบผ้าขนหนูใช้แบ้วของตัวเองในตะกร้ามาซับหยดน้ำที่เปียกไปทั่วกรอบหน้า

มัวช้าไม่ได้หรอก เกิดวาโยหนีหายไปก่อนจะว่ายังไง
นี่เป็นโอกาสเดียวที่เขาจะได้รู้ที่อยู่วาโยโดยไม่ต้องหลอกถามให้อีกฝ่ายเสียอารมณ์

“เสร็จแล้วครับบบบบบ”   ภัทรกรเปิดทางให้เสียงนำมาก่อน ตามด้วยตัวเขาที่ออกมาจากห้องน้ำแล้วมองหาอีกคนจนแทบจะตาเขไปหมด
“อืม”   ร่างสูงอดขมวดคิ้วบาง ๆ เพราะสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าของเสียงตอบสั้น ๆ กำลังยืนทำอะไรอยู่ตรงโต๊ะทำงานและคลังหนังสือรก ๆ ของเขา
“สนใจอะไรโต๊ะทำงานผมเนี่ย”
“คุณสนใจอะไรพวกนี้ด้วยหรอ”   วาโยปรายตามองภัทรกรก่อนจะหันมาสนใจกองหนังสือที่เกี่ยวกับทางด้านจิตวิทยาตั้งใหญ่ แล้วไหนจะในชั้นวางข้าง ๆ โต๊ะที่ดูเหมือนฝุ่นเริ่มจะเกาะนั่นอีก
“ก็ไม่เชิงหรอก หนังสือเก่าทั้งนั้น ผมอ่านมันช่วงที่รู้เรื่องอาการชลใหม่ ๆ อีกส่วนนึงไอ้ต้าเพื่อนผมก็เอามาให้เพราะห่วงเรื่องที่ผมฝันแปลก ๆ ซ้ำ ๆ กัน”
“มิน่า หน้าอย่างคุณไม่น่าจะมาสนใจเรื่องมีสาระพวกนี้”   ภัทรกรมองตามนิ้วเรียวของวาโยไล้ไปตามสันหนังสือบนชั้นทีล่ะเล่ม ๆ คราบฝุ่นที่เกาะอยู่ก็พอจะบอกได้ว่าเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีตำราพวกนี้อยู่ในห้อง

จิตวิทยากับความฝัน
อาการสองบุคลิก
ฝันร้ายกำจัดได้ด้วยสมาธิ
ถนนที่ทอดยาว เพื่อผู้ป่วยจิตเวช
ห้องสงบอารมณ์ : การพาผู้ป่วยออกจากอาการจิตเภท

“เอ๊ะ… เล่มนี้…”   ดวงตาคมสะดุดกับสันหนังสือเล่มนึงพร้อม ๆ กับเรียวนิ้วของวาโยที่กำลังจะหยิบมันขึ้นมา ...ในความเป็นจริงมันอาจจะสะดุดตาด้วยขนาดสันที่สั้นกว่าเล่มอื่นในระนาบเดียวกัน หรือจะด้วยสีขาวที่หม่นจนออกเหลืองสลับกับรอยปื้นใหญ่สีน้ำตาลแดง แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้วาโยอยากจะหยิบมันขึ้นมา เหตุผลนั้นมันก็คงมากพอที่ทำให้ภัทรกรปัดมือวาโยออกแล้วรีบดึงหนังสือเล่มนั้นเข้ามากอดไว้กับอกแทบจะทันที
“ไม่ได้นะคุณ!”
“เอ่อ… ผมขอโทษ ไม่คิดว่าคุณจะหวง”

ทำไมใจมันสั่นกลัวไปหมดแบบนี้

“เปล่าหรอกครับ ข...ของพวกนี้มันก็แค่ของเก่าเก็บที่ผมไม่ได้สนใจดูแล ฝุ่นมันจะเปื้อนมือคุณเปล่า ๆ ”   ใช่ว่าภัทรกรจะไม่รู้สึกถึงอาการสั่นแปลก ๆ ของใจตัวเอง แต่เขาพยายามกดมันไว้ข้างในไม่ให้แสดงออกมา
“แต่ตอนนี้คุณกอดมันแน่น ...มันคงไม่สำคัญจริง ๆ”   ร่างสูงไม่กล้าสบตาวาโยเพราะความร้อนผ่าวรอบดวงตาคล้ายคนกำลังจะร้องไห้ วงแขนแกร่งกระชับหนังสือในอ้อมกอดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งเขากอดมันแน่นมากเท่าไหร่เขาก็รู้สึกจุกในอกมากขึ้นเท่านั้น
“ผม…. ผม….”
“มันเป็นหนังสือหรือบันทึกอะไรหรอครับ หน้าปกมันไม่มีอะไรเขียนไว้เลย”
“.........” ภัทรกรก้มลงมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ค่อย ๆ คลายแขนออกเพื่อคิดตามสิ่งที่วาโยพูด ….ใช่ ….มันไม่ใช่หนังสือแต่มันเคยเป็นเล่มบันทึกที่หุ้มปกด้วยผ้าสีขาวสะอาดและในเวลานี้กำลังเหลืองคล้ำและเต็มไปด้วยฝุ่น

มิหนำซ้ำ….

“รอยที่ปกนี่... รอยเปื้อนใช่มั้ยครับ ผมเห็นมันเลอะไปตรงปึกหน้ากระดาษด้านในด้วย”
“.........”
“คุณภัทร”
“.........”
“คุณภัทร คุณเป็นอะไร”   ร่างสูงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง ยิ่งเขามองมันตามข้อเท็จจริงที่วาโยพูดมากเท่าไหร่ ความทรงจำเก่าที่เกือบจะสูญหายก็ไหลย้อนกลับมาราวกับสายน้ำ ความรู้สึกเหมือนจะขาดใจที่มีตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมาจากเล่มบันทึกในมือ เสียงเรียกซ้ำ ๆ ของวาโยทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับน้ำตาหยดแรกที่ไหลออกมาจากตาอย่างไร้การควบคุม

“ชลทำอะไรอ่ะ! ไม่ต้องเลยนะ ซ่อนอะไรเอาไว้ข้างหลัง” เด็กหนุ่มสองคนวิ่งวนไล่จับกันอยู่รอบห้อง คนที่ตัวสูงกว่าพยายามไล่คว้าสมุดบันทึกที่อีกฝ่ายซ่อนเอาไว้ด้านหลัง

“คุณภัทร เป็นอะไร! คุณมองหน้าผมสิ”   มือเล็กสัมผัสเข้าที่ใบหน้าหน้าของเคยที่กำลังเหม่อลอย ภัทรกรเงยหน้าตามแรงมือที่เขารู้สึกทั้งม่านน้ำตาที่ทำให้หัวใจชา ๆ ดวงนี้มองภาพคนตรงหน้าเป็นเด็กหนุ่มร่างบางในชุดนักเรียนอีกครั้ง
“ชล…”
“มองผมสิ… ผมวาโย ผมวาโยไง”

“นี่ชลเขียนบันทึกทุกวันเลยหรอ ทำไมไม่บอกกันบ้างเลยห่ะ”
“ก็ไม่ได้ทุกวัน เขียนเฉพาะวันที่มีเรื่องควรจะจำ เอาคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ใครอนุญาตให้อ่านห่ะ!”
“งั้น… ภัทรขออนุญาตอ่านแปบนึงนะครับ”   ดูเหมือนว่าคนร่างบางจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะถูกคนฉวยโอกาสจุ๊บที่แก้มเข้าฟอดใหญ่ เสียทั้งแก้ม เสียทั้งบันทึกที่แอบหลบแอบซ่อนมาเสียตั้งนาน

“คุณได้ยินผมมั้ย… ผมอยู่ตรงนี้ไงคุณภัทร”   เสียงสั่นเทาจากวาโยไม่ได้ทำให้ภัทรกรละความสนใจจากสมุดบันทึกเล่มเก่า มือหนาค่อย ๆ ลูบผ่านจุดรอยเปื้อนสีน้ำตาลช้า ๆ ลอยเปื้อนที่แทบจะลามไปทั้งเล่ม ...ไม่สิ ที่ปกด้านหลังนั้นเกือบจะกลายเป็นสีน้ำตาลแดงไปทั้งหมด

“เล่มนี้นี่เขียนตั้งแต่อายุ 14 เลยหรอ เขียนปีละสามครั้งได้มั้งเนี่ย ...เดี๋ยวนะ...หลัง ๆ ชลขยันหรอเขียนแทบทุกวันเลย”
“ก็…”
“ลูกอมฮาร์ทบีท ใครคนนั้นให้ผมไว้แลกกับคำว่าเพื่อน…. เอ๋? เพื่อนคนไหนอ่ะชล โอ๊ยยยยย!! ตีภัทรทำไมเนี่ย”
“เลิกอ่านได้แล้ว! ภัทรก็รู้หมดแล้วทุกเรื่องนั่นแหละ เพราะว่า… มันมีแต่เรื่องภัทร ...หลังจากเรื่องฮาร์ทบีทเม็ดนั้นก็มีแต่เรื่องภัทรที่ชลอยากจำ”

บันทึกของชลนที ความทรงจำของชลนทีมันอยู่กับเขามาตลอด

“เขาอยากจำทุกเรื่องของผม… ฮึก แต่ผมอยากลืมเขา มีแค่ผมที่พยายามจะลืมชล… มีแค่ผมที่อยากจะลืม”   น้ำตาของร่างสูงหยดซ้ำลงไปบนรอยเปื้อนรอยเดิม สีน้ำตาลแดงระเรื่อแดงขึ้นเล็กน้อยแต่มากพอที่จะยิ่งสะท้อนใจภัทรกร คนที่หัวใจบีบรัดจนแทบจะขาดก้มสัมผัสจุมพิตเบา ๆ ลงบันทึกเล่มนั้น

กลิ่นคาวที่ชัดเจนฉุนเข้ามาในโพรงจมูก
รอยเปื้อนนี่…
ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสีแดงชาด
ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นของเหลวที่ไหลออกมาจากร่างกาย
เลือด...

ภัทรกรหายใจหอบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เนื้อตัวสั่นเทาคล้ายกับอาการที่เป็นครั้งก่อนไม่มีผิด ภาพใครบางคนตรงหน้าพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะละลายหายไปกับอากาศ เขาหลับตาลงแน่นกอดสมุดบันทึกเข้ากับอกอีกครั้ง… ไม่… ครั้งนี้เขาจะต้องไม่สิ้นสติลงไปเพราะไอ้อาการบ้า ๆ นี่ เขาจะไม่ยอมให้สิ่งที่แล่นเข้ามาในหัวหายไปอีกแล้ว
“คุณภัทร… คุณรู้ใช่มั้ยว่าผมยังอยู่ตรงนี้”   ไออุ่นที่โอบรัดรอบตัวพยุงให้ภัทรกรค่อย ๆ ลดอาการสั่นเทาลง เขายิ้มบาง ๆ ที่มุมปากทั้งที่ยังจมอยู่กับความมืดในดวงตา

มันเป็นเรื่องน่ายินดีใช่มั้ย
ที่ความทรงจำที่โหยหา…
กำลังจะกลับมา…

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 15
“ความลับของสมุดบันทึก”


ช่วงที่อันตรายที่สุดของคนเราถ้าไม่ใช้อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดก็คงเป็นภาวะที่จมดิ่งลึกลงไปในความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของตัวเอง หลายคนเลือกที่จะจัดการปัญหาที่ถาโถมเข้ามาด้วยการรีบแก้ไขทุกอย่างแม้จะต้องแลกกับบางสิ่งไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่สำหรับภัทรกรแล้วเขาเลือกที่จะบอกตัวเองให้ลืมปัญหาทุกสิ่งไปจนหมดสิ้น ...เขาไม่ต้องการเสียอะไรไปเลย ไม่ต้องการเสียความสุข ไม่ต้องการเสียใครไปจากชีวิต แต่หารู้ไม่ว่า… ท้ายที่สุดแล้วการที่เขาบอกตัวเองแบบนั้นมันทำให้เขาสูญเสียความทรงจำที่ไม่ควรลืมไปจริง ๆ

ผิดกับชลนทีที่เก็บความทรงจำทุกอย่างไว้…
เก็บมันไว้ที่บันทึกเล่มนี้…

หลังจากที่วาโยขอตัวกลับหลังจากเขาเองสงบสติอารมณ์ได้ซักพัก คนที่สติแตกอย่างภัทรกรก็นั่งอยู่นิ่ง ๆ ที่โต๊ะทำงานมาร่วมชั่วโมง พูดตามตรงคือเขาไม่กล้าแม้แต่จะเปิดสมุดบันทึกเล่มนี้เพื่ออ่านมัน ทั้ง ๆ ที่อาจจะมีเบาะแสการหายไปของ ชลนทีอยู่ในนั้น จะพูดว่าขี้ขลาดมันก็ไม่ผิด มีใครบ้างล่ะที่เห็นคราบเลือดเต็มเล่มบันทึกแล้วจะไม่รู้สึกหวั่นกลัวไม่กล้าเผชิญความจริง

ความจริงที่ว่าเขาได้บันทึกเล่มนี้มาได้ยังไงทั้งที่มันควรอยู่กับชลนที...
ความจริงที่ว่า… เลือดพวกนี้มันมาจากไหน…

“ชล… ภัทรควรจะเปิดอ่านมันใช่มั้ย”   ภัทรกรก้มต่ำลงจนหน้าผากแนบชิดกับเล่มบันทึก ดวงตาคมหลับลงแน่นและไม่มีน้ำตาเนื่องจากเขาได้ร้องไห้อย่างไร้เหตุผลไปจนหมดสิ้น ถ้ารู้ว่าการแกล้งลืมจะทำให้ทรมานแบบนี้ ไม่ว่าความจริงมันจะเจ็บปวดแค่ไหนเขาก็จะจำมันไว้ จำมันเอาไว้จนวันสุดท้ายของชีวิต

18 พ.ค. 2551
วันนี้เจอคนแปลก ๆ ที่หน้าโรงเรียน จำได้ว่าเป็นนักเรียนชั้นเดียวกัน ก็ตลกดีที่มีความพยายามจะพูดคุยกับผมซะเหลือเกิน อยากจะรู้นักว่าถ้ารู้ว่าผมมันไม่เหมือนคนอื่นจะยังอยากคุยอยู่มั้ย
ออ ลูกอมฮาร์ทบีท ใครคนนั้นให้ผมไว้แลกกับคำว่าเพื่อน แต่ช่างเถอะผมรับไว้ไม่ได้แปลว่าผมจะรับเป็นเพื่อนซักหน่อย

มือหนาพลิกเปิดเล่มบันทึกทีละหน้าตามใจสั่งในที่สุด คราบเลือดเปื้อนซึมเข้าไปด้านในส่งผลให้กระดาษบวมย่นเป็นคลื่น รอยปากกาเองก็เริ่มจางซึมลงเนื้อกระดาษตามกาลเวลา ตอนนี้ตัวอักษรที่เรียงเป็นระเบียบกำลังสะท้อนชัดในดวงตา  ทุกถ้อยคำ ทุกประโยคกำลังบอกเล่าเรื่องราวกับเขาราวกับตัวอักษรเหล่านี้มีชีวิต

19 พ.ค. 2551
‘ภัทร’ คนที่มาวุ่นวายกับผมเมื่อวานชื่อภัทร แถมวันนี้ยังวุ่นวายกับผมมากกว่าเก่า ผมปล่อยให้เขาเข้ามาถึงบ้าน อันตรายเกินไปแล้ว แถมอาอรยังบอกผมว่าถ้าอาไม่ว่างให้กลับบ้านกับเขาได้ ผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำไมจู่ ๆ อาอรถึงไว้ใจคนง่ายมากกว่าผม



24 พ.ค. 2551
อาอรเข้าเวรที่โรงพยาบาล เลยจะลองกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่สำเร็จ ภัทรมาดักเจอตอนขึ้นรถสองแถวจนได้ ผมไม่รู้จะด่าเขายังไงแล้ว แถมวันนี้หิ้วผัดผักรสชาติแย่มาให้ผมกินที่บ้านอีก ตลกสิ้นดี
26 พ.ค 2551
วันนี้วันเสาร์ ภัทรเอาลูกอมฮาร์ทบีทมาให้ถุงใหญ่ ผมพูดเตือนเขาอีกครั้ง แต่ผมแพ้… ผมควรจะจัดการยังไงกับเรื่องนี้ดี ผมกลัวว่าภัทรจะเป็นอันตรายเพราะผมเข้าซักวัน
14 มิ.ย. 2551
ผมควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่ได้ ผมมีเรื่องกับเพื่อนภัทรที่ชื่อเอิร์ธ ที่สำคัญที่สุดผมทำร้ายภัทร ผมทำสิ่งที่ตัวเองกลัวที่สุดลงไปแล้ว ผมตัดสินใจบอกทุกเรื่องให้ภัทรฟัง ถึงวันนี้ภัทรบอกว่าจะอยู่ข้างผมแต่วันข้างหน้าก็อาจจะเป็นผมเองที่ต้องถอยออกมา ...ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกดีกับรอยจูบนั่นก็ตาม
27 มิ.ย. 2551
ภัทรทำให้ผมยิ้มได้ครั้งแรก
13 ก.ค. 2551
วันนี้ผมเกือบมีเรื่องกับเอิร์ธ ดีที่ภัทรเข้ามาช่วยก่อนที่จะเกิดเรื่อง พูดตรง ๆ คือผมกลัวเขา ต่อให้เขาไม่ทำอะไรผมเลย แต่ความฝังใจที่มีก็ทำให้ทุกอย่างมันเหนือการควบคุมได้ทุกเมื่อ
14 ก.ค. 2551
วันนี้นั่งรอภัทรที่หน้าโรงเรียนเหมือนเดิม แต่เพื่อนภัทรที่ชื่อต้าเข้ามาดึงตัวภัทรไปซะก่อน …ได้ลองกลับบ้านเองครั้งแรกซักที
20 ก.ค. 2551
เอิร์ธผลักผมล้มที่หน้าโรงเรียน ภัทรไม่รู้เรื่องนี้

11 ส.ค. 2551
ภัทรเอาแผ่นหนังมาเปิดที่บ้าน ปกติผมจะไม่ดูเพราะกลัวจะอินไปกับเรื่องแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่หนังของภัทรทำให้ผมหัวเราะ
28 ส.ค. 2551
ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากความรู้สึกผมที่บอกตัวเองว่าผมรักภัทร… ผมคิดว่าผมรักเขาเข้าแล้วจริง ๆ
4 ก.ย. 2551
กลุ่มเพื่อนภัทรคิดว่าผมหาเรื่อง ได้ภัทรช่วยไว้อีกครั้ง เราโดดเรียนกลับมาที่บ้าน ช่องทางออกลับหลังโรงเรียนดูท่าว่าผมจะสนิทกับมันซะแล้ว
6 ก.ย. 2551
ภัทรบอกกับผมว่าจะออกจากทีมบาส เท่าที่ผมรู้มันเป็นสิ่งที่เขารัก ถึงผมจะไม่ค่อยเขาใจแต่ก็ทำได้แค่รับฟังไว้เท่านั้น
19 ก.ย. 2551
อาอรเข้าเวรดึกเหมือนอย่างเคย แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือภัทรมานอนเป็นเพื่อน และแน่นอนไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป ...ทำไมชอบทำให้ใจเต้นอยู่เรื่อย
27 ก.ย. 2551
ลูกอมฮาร์ทบีทเม็ดที่ 100 ที่ได้จากภัทร ถ้าไม่นับเจ้าถุงใหญ่ที่เก็บไว้อย่างดีนั่นนะ สงสัยจะได้เป็นเบาหวานตายกันไปข้าง
30 ก.ย. 2551
ข่าวดีก่อนปิดเทอม ภัทรได้โควต้ารับตรงมหาลัยในกรุงเทพ ส่วนผม… ข่าวดีก็คืออาอรเห็นด้วยเรื่องที่จะไม่ต่อมหาลัย
26 ต.ค. 2551
เอิร์ธรู้เรื่องโดยบังเอิญผมกลัว ถึงภัทรจะบอกว่าไม่ต้องกลัว แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมเอาความกังวลออกจากหัวตัวเองไม่ได้

11 พ.ย. 2551
เอิร์ธเอาเรื่องผมมาเป็นข้อต่อลองกับภัทร ไม่รู้จะทำยังไงดี ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริง ๆ ผมไม่ชอบที่ภัทรเอาแต่นั่งเครียด
18 ธ.ค. 2551
วันครบรอบวันเกิดปีที่ 18 ของผม อาอรให้ของขวัญเป็นอุปกรณ์ทำสวนยกเซ็ต ขำชะมัด เป็นครั้งแรกที่อาอรไว้ใจให้อาวุธผมครบมือขนาดนี้ ส่วนภัทรให้ของขวัญด้วยการชวนผมทำสวน ตัดหญ้าที่หน้าบ้าน มันสวยขึ้นมาก เหมือนตอนที่มีพ่ออยู่ไม่มีผิด ...วันเกิดปีนี้มีแต่ของขวัญที่ดีที่สุด
31 ธ.ค. 2551
ลาก่อนปีเก่า หวังว่าปีใหม่จะดียิ่งกว่าเดิมนะ
1 ม.ค. 2552
สวัสดีปีใหม่ครับพ่อ อาอร ภัทร อยู่กับชลไปนาน ๆ นะ
25 ม.ค. 2552
เอิร์ธเข้ามายั่วโมโหผม แต่กลายเป็นภัทรที่โมโหแทน โคตรรู้สึกแย่ที่เห็นภัทรต้องทำตามคำสั่งเอิร์ธหลาย ๆ เรื่องเพื่อผม
11 ก.พ. 2552
Happy birthday ครับพ่อ อยู่ที่นู่นสบายดีมั้ย ตอนนี้ผมมีเพื่อนแล้วนะ เพื่อนผมชื่อภัทร เขาบอกว่าอยากให้ผมเข้มแข็งขึ้น อยากให้เปลี่ยนจากน้ำที่อ่อนแอเป็นสายลม... ตลกดี พ่อว่ามั้ยครับ
‘วาโย’ ภัทรตั้งชื่อนี้ให้ผม

เพล้งงงงงงงง! แม้ว่ามือไม้จะกวาดเอาแก้วกาแฟตกลงแตกกระจายบนพื้นห้องจนเกิดเสียงดังก็ไม่มีท่าทีว่าภัทรกรจะหลุดออกจากภวังค์ความคิด บันทึกหน้าที่ 11 กุมภาพันธ์กำลังทำให้เขาชาไปทั้งตัว ไม่ใช่อาการชาวาบแต่เป็นการชาไร้รู้สึกกับความทรงจำของชลนทีที่มีใจความถึงเรื่องที่เขาไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนหน้า

วาโย ภัทรตั้งชื่อนี้ให้ผม
แม้แต่เรื่องนี้ภัทรกรก็เผลอลืมมันไปงั้นหรอ


...
“...ว...วาโย”   ดูเหมือนว่าการอ่านบันทึกจะต้องจบลงที่หน้านี้เสียแล้ว ร่างสูงเอาแต่อ่านคำคำเดียวบนสมุดบันทึกเปื้อนฝุ่นเปรอะเลือดนี่ซ้ำ ๆ พื้นกระดาษสีขาวหม่นมีเพียงใจความจากสองสามประโยคสั้น ๆ ที่เรียกสตินึกคิดจากภัทรกรไปจนหมด ดวงตาคมจับจ้องราวกับกำลังจะมีใครซักคนหลุดออกมาจากหน้ากระดาษ อาการนิ่งงันคล้ายหยุดหายใจก็ยากนักที่ใครจะอ่านความรู้สึกเขาออก

“วันนี้วันเกิดพ่อ… เป็นปีแรกที่พ่อไม่อยู่ด้วยกันแล้ว” ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีส้มยามเย็นด้วยแววตาที่ไร้ความเศร้าแม้เสียงของเขามันจะสั่นเทามากก็ตาม คงเป็นเพราะมือหนาที่กุมมือเล็ก ๆ เอาไว้แน่นล่ะมั้งที่ทำให้โลกที่อ่อนแอเข้มแข็งขึ้นได้แบบนี้
“ปีนี้… มีภัทรนะ”
“อือ… ก็แค่คิดถึงแล้วก็รู้สึกผิด ชลยังไม่เคยได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีเลยซักครั้ง พ่อต้องเหนื่อยแค่ไหนที่มีลูกแบบนี้”
“ความจริงคือพ่อชลจะต้องภูมิใจต่างหาก ที่ปีนี้ชลยืนอยู่ได้โดยไม่มีท่าน ท่านคงมองอยู่ที่ไหนซักที่และคงอยากเห็นชลแข็งแรงขึ้น เข้มแข็งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ...ภัทรว่าถ้าชลทำได้แบบนั้นท่านคงจะหายเหนื่อย”
“คนอย่างชลเนี่ยนะจะเข้มแข็งกว่านี้ได้ ...แค่ชื่อ ชลนทีก็เหลวเป็นน้ำแล้วนะ ถ้าเลือกได้นะ จะชื่ออัคนีแข็งเป็นหินให้มันรู้แล้วรู้รอด...ฮา ๆ ๆ”   ชลนทีหัวเราะร่วนออกมาหน้าตาเฉย รอยยิ้มสดใสที่ไม่เคยได้เห็นบ่อย ๆ พลอยทำให้ภัทรกรยิ้มตามเบอร์ใหญ่ไปด้วย
“ไม่อ่ะ อย่างชลไม่เหมาะกับทั้งน้ำทั้งหิน”
“ทำไมอ่ะ อย่ามาทำหน้าตาเป็นนักปราชญ์ได้ปะ พูด ๆ มาเหอะน่า”
“ตอนนี้ถ้าชลเป็นเหมือนน้ำชลก็จะไม่เข้มแข็งเลย น้ำอ่ะ แค่เทออกจากแก้วมันก็เหลวไม่มีชิ้นดี”
“ก็เป็นอยู่จริง ๆ แค่เททิ้งวันนึงก็อาจจะหายไป”   ชลนทีหุบยิ้มลง คนที่เอาแต่จินตนาการถึงคำพูดคมคายอย่างภัทรกรก็โอบแขนลงช่วงไหล่แล้วกระชับร่างบางเข้ามาหาตัว
“แล้วถ้าชลเป็นหิน มันจะแข็งจนเกินไป ซักวัน มันก็ต้องแตก” ชลนทีพยักหน้าตามราวกับสิ่งที่ภัทรกรพูดมันมีเหตุผล
“แล้วชลต้องเป็นอะไรถึงจะดี”
“อากาศ สายลม… อะไรก็ได้ที่วนอยู่รอบตัวภัทร”
“สายลมที่ว่ามันแทบไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ”
“แต่มันเข้มแข็งและไม่มีวันหายไป ...ถ้าชลเป็นสายลมที่ปรับตัวเขากับทุกสิ่งได้ วันนั้นชลของภัทรจะเข้มแข็งที่สุด”   ภัทรกรดึงวงแขนตัวเองเข้าหาตัวทำให้คนในอ้อมกอดต้องเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“งั้นถ้าวันนึงชลพร้อม… ชลจะเป็นลมพัดลมเพให้ภัทรแล้วกันนะ ว่าแต่… ต้องตั้งชื่อใหม่มั้ย เอาชื่ออะไรดี สายลม แสงแดด พายุ อากาศ…”
“ชื่อวาโยได้ป่ะ”
“ไปเอามาจากไหนเนี่ย ชื่อนี้”
“คาบภาษาไทยวันก่อน”
“ไอ้ทฤษฎีสายลมก้อนหินอะไรนี่ด้วยป่ะ”
“เปล่า อันนี้คิดเอาเอง”
“ว่าแล้ว เชื่อไม่ได้จริง ๆ ” ร่างสูงกระตุกยิ้มที่มุมปาก สัมผัสจุมพิตลงเบา ๆ ที่ข้างมุมปากจนชลนทีหน้าเปลี่ยนสีเป็นชมพูระระเรื่อ ไอ้สีหน้าร้ายกาจที่แสดงออกมาตอนนี้ก็ยิ่งทำให้คนที่กำลังเขินมีอาการหนักมากขึ้นกว่าเดิม
“เชื่อได้สิ… คุณวาโย”
“ไม่เอาด้วยหรอก วายงวาโยอะไร ใครเขาจะอยากเป็นสายลมไม่มีตัวตนกันล่ะ”
“รู้อะไรมั้ย... ความจริงที่ภัทรอยากให้ชลเป็นสายลม เพราะว่าสายลมมันทำให้ภัทรมีลมหายใจ ...ชลจะได้อยู่ในทุกลมหายใจเข้าออกของภัทรไง”

และแน่นอนว่ายิ่งพูด ก็ยิ่งทำให้เขิน เขินมากขึ้น เขินหนักมากขึ้นกว่าเดิม
...ลมหายใจของภัทรกร...
...


ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เสียงนาฬิกากำลังดังกว่าเสียงหัวใจแผ่วเบาของภัทรกร ร่างสูงนิ่งสนิทไปราวกับไร้ความรู้สึก เขาไม่สามารถประคับประครองสติตัวเองให้อ่านบันทึกจนจบเล่มได้ ความรู้สึกตอนนี้มันควรจะเป็นแบบไหนกัน ...เขาควรจะรู้สึกยังไงกับความทรงจำที่แล่นเข้าหัวจนมือไม้ชา

วาโยก็กับชลนที...
โชคชะตาไม่ได้สร้างความบังเอิญมาเล่นตลกกับเขาอีกใช่มั้ย

“ทำไม….”   แววตาไม่สู้ดีฉายชัดแม้ร่างสูงจะพยายามยิ้มเกร็งให้ตัวเองผ่านริมฝีปาก ใช่ว่าจะไม่ดีใจถ้าสิ่งที่เขาหวังมาตลอดกำลังจะเป็นจริง แต่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองต่างหากที่ทำให้ความกลัวเพิ่มขึ้นในจิตใจเป็นทวีคูณ

แม้แต่เรื่องสำคัญแบบนี้...

“มึงลืมเรื่องนี้ได้ยังไงวะ! ไอ้ภัทร!”

เขาก็ยังลืมมันไปโดยไม่สะกิดใจซักนิดงั้นหรอ…

“โธ่เว๊ย!!!”
เพล้งงงง! ตุ๊บ! เป็นอีกครั้งที่อารมณ์ทำให้ภัทรใช้สองมือกวาดข้าวของบนโต๊ะจนกระจัดกระจายและกระทบลงกับพื้น คล้ายว่าคราวนี้ความเสียสูญในตัวเองจะทำให้ของทุกชิ้นตรงหน้าหมดความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่คอมพิวเตอร์คู่ทุกข์คู่ยากและสมุดบันทึกเล่มนั้น… ที่เขายังอ่านมันไม่จบ

ควรจะทำยังไงต่อไปดี
จะให้เขาดีใจได้ยังไง
ต่อให้นี่เป็นข้อดีว่าเขาไม่ต้องคิดถึงการหายไปของชลนทีอีก
ต่อให้ชลนทีกับวาโยเป็นคนเดียวกันจริง ๆ
ต่อให้เขาได้ชลนทีคนเดิมกลับมา
แล้วยังไงล่ะ…
วินาทีนี้เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังมีเรื่องอะไรอีกบ้าง
...ที่เขาเผลอตัวลืมไป

“ไอ้ต้า… มึงอยู่ไหนวะ ช่วยกูที…”   แทนที่วาโยจะเป็นคนแรกที่เขานึกถึงและติดต่อเพื่อตอบคำถามเรื่องที่ค้างคาเป็นทวีคูณในวินาทีนี้ ภัทรกรกลับเลือกโทรหาผู้เป็นเพื่อนอย่างธนาเพื่อไขความข้องใจในตัวเองเสียก่อน

น่าเสียดายที่ร่างสูงดันลืมอ่านบันทึกหน้าต่อไปเสียสนิท...


ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 16
“เมื่อการพบเจอที่ไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ปวดใจไปทั้งดวง”


“ไอ้ต้า… มึงอยู่ไหนวะ ช่วยกูที”
“ขอโทษนะคะ พอดีหมอต้าติดเคสคนไข้แล้วไม่ได้เอา….”
ตู้ด! ตู้ด! ตู้ด! คนรับสายคงจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ความร้อนใจทำให้ภัทรกรไม่รอแม้แต่จะให้เธอพูดจบ ร่างสูงมองโทรศัพท์ในมือด้วยหัวใจที่วุ่นวายอีกครั้ง ที่พึ่งคนเดียวของเขาก็ไม่อาจเข้ามาช่วยเหลือให้คำปรึกษาได้ในเวลานี้ แล้วสิ่งที่เขาควรจัดการต่อไปมันคืออะไร คิดทบทวนคนเดียวให้ทรมานใจตายไปงั้นหรอ หรือจะขจัดความกลัวคาดคั้นเอาความจริงกับคนที่อยู่กับเขาทั้งคืน

แล้วถ้าเรื่องมันไม่เป็นอย่างที่ใจคิดล่ะ
ถ้าเกิดว่ามันหักมุมอีกครั้งจนเขาต้องเสียใครคนนั้นไปตลอดกาล

“ชลไหน ผมไม่ได้ชื่อชล!”
“ผลเสียใจนะที่ผมเป็นชลนทีให้คุณไม่ได้”
“ที่จริงแล้วคุณก็แค่เห็นผมเป็นตัวแทนชลนที ไม่ก็ยังเชื่อว่าผมคือเขา… ผมไม่ได้สำคัญอะไร ชลนทีต่างหากที่สำคัญกับคุณ”
“คุณไม่มีวันลืมชลนทีหรอก… มันจะไม่มีวันนั้น แต่คุณจะจำเขาได้มากขึ้นทุกวันต่างหาก”
“คุณต้องเลือกแล้วคุณภัทร ...ว่าจะให้ผมอยู่เป็นวาโย เป็นตัวแทนชลนที หรือให้ผมออกไปจากชีวิตคุณซะ แค่บอกผมมา…”


นับร้อยประโยคจากวาโยที่เขาจำขึ้นใจกำลังเรียงร้อยเป็นเรื่องราวขึ้นมาอีกครั้ง ประกอบกับเหตุการณ์ที่ช่างบังเอิญจนน่าตกใจหลายเรื่องที่เริ่มสร้างความมั่นใจแม้ลึก ๆ มันจะยังกลัวผิดหวังอยู่ไม่น้อย ...ถ้าวาโยเป็นชลนทีจริง ๆ แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบังและยืนยันหนักแน่นขนาดนั้น…

นอกเสียจากสิ่งที่ภัทรกรกลัว
ความทรงจำบางอย่างที่อาจจะสูญหาย พร้อม ๆ การหายไปของชลนที
หรือแม้แต่ความทรงจำเกี่ยวกับการมาของวาโย

“เอาวะไอ้ภัทร… ถึงเวลาต้องเผชิญหน้าแล้ว”   นิ้วเรียวสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์ต่อสายไปยังร่างบางที่เขากำลังนึกถึง แต่เสียงตอบรับอัตโนมัติที่ยืนยันว่าอีกฝ่ายปิดเครื่องก็ทำให้คิ้วหนาเริ่มขมวดเป็นปมและร้อนใจขึ้นมาแปลก ๆ

นอกจากโทรศัพท์และช่องทางการแชท เขาไม่มีช่องทางที่จะติดต่อวาโยเลย

ไม่สิ
ความจริง… ภัทรกรไม่ได้รู้เรื่องราวอื่น ๆ เกี่ยวกับวาโยแม้แต่น้อย

‘วาโย ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วยด่วน ติดต่อผมหน่อยนะ’   ไม่เพียงส่งข้อความผ่านแชทออนไลน์ ภัทรกรยังกดโทรศัพท์ถึงวาโยซ้ำแล้วซ้ำอีก ความร้อนใจเพิ่มขึ้นในทุกวินาทีที่หัวใจเริ่มเรียกร้องหาอีกฝ่าย ถ้าธนาอยู่ให้คำปรึกษาเขาตอนนี้ก็คงดี แต่ตอนนี้เขาก็คงทำได้เพียงประคับประครองสติตัวเองเพื่อเผชิญหน้าความจริงเพียงลำพัง
‘ผมมีเรื่องอยากจะคุย คุณเป็นคนเดียวที่จะทำให้ผมหลุดออกจากเรื่องแย่ ๆ ผมจะรอ’
ก็อก ๆ เสียงเคาะประตูเป็นจังหวะเพียงสองครั้ง ดวงตาคมวูบไหวมองบานประตูห้องเพียงแวบหนึ่งก่อนจะรีบรุดไปเปิดประตูโดยทิ้งความว้าวุ่นใจและข้อความแชทที่ยังไม่ได้กดส่งไว้ด้านหลัง ใบหน้าของวาโยที่อยู่ด้านหลังประตูทำให้เขาโล่งใจกว่าที่เคย ภัทรกรรวบวาโยเข้าสู่อ้อมกอดทันทีที่ก้าวเข้าเขตห้อง ความโหยหาคล้ายกับทั้งสองคนไม่ได้เจอกันเสียนานทั้งที่พึ่งห่างกันยังไม่ทันข้ามวันเสียด้วยซ้ำ
“วาโย!”
“คุณภัทร อะไรเนี่ย กอดแน่นไปแล้วนะ ผมหายใจไม่ออก”
“ผมติดต่อคุณไม่ได้ รู้มั้ยว่าผมว้าวุ่นใจแค่ไหน”
“คุณมีอะไร พอดีผมยังอยู่แถวนี้ เห็นแชทคุณก็เลยรีบมา”
“ผม….”
“ว่าไงครับ…”
“คือ…”
“ถ้าคุณยังอึกอักแบบนี้ ปล่อยผมก่อนดีมั้ย”
“ชล… คุณคือชลนทีใช่มั้ย ได้โปรดบอกผมมาตามตรง… ผมขอร้อง ...ภัทรขอร้องนะชล อย่าแกล้งกันอีกเลย”   คนถูกถามนิ่งสนิทราวกับถูกไฟช็อตกับคำถามที่จู่ ๆ ก็หลุดออกมาจากปากภัทรกร ร่างสูงขยับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นตามใจสั่ง วางคางลงบนไหล่ของอีกฝ่าย ค่อย ๆ หลับตาลงตักตวงความรู้สึกอบอุ่นหัวใจที่ขาดหายไปนาน ไม่ว่าคำตอบที่ได้รับจะเป็นยังไงก็ตาม อย่างน้อยวินาทีนี้ก็ทำให้เข้ารู้สึกว่าได้โอบกอดชลนทีไว้ด้วยความรักอีกครั้ง
“ผมไม่ใช่ชลนที คุณก็รู้”
“วาโยของภัทร... ลมหายใจของภัทร อย่าทำให้ใจภัทรมันแย่มากไปกว่านี้เลยนะ”
“คุณภัทร เราเคยคุยเรื่องนี้ไปแล้วไงว่า…”
“ชล… ภัทรจำได้แล้ว ภัทรจำได้”   เสียงสั่นของวาโยไม่ทันจะพูดได้จบประโยค ร่างสูงก็โพล่งคำที่จุกหัวใจทั้งคู่ออกมาเสียก่อน ภัทรกรสลัดความกลัวทั้งหมดทิ้งไปเมื่อตอนนี้ความรู้สึกมันอนุญาตให้เขาโอบกอดคนตรงหน้าไว้ด้วยความรู้สึกที่มี

และไม่มีทาง…
ไม่มีทางที่เขาจะเสียชลนทีในหัวใจไปเป็นครั้งที่สอง

“ค...คุณจำอะไรได้ ป...ปล่อยผมเถอะ”
“ไม่!”
“คุณภัทร”   มือเล็กทุบลงบนแผ่นหลังกว้างเบา ๆ ด้วยความรู้สึกที่คงจะอึดอัดอยู่ไม่ต่างกัน
“วาโย… ชื่อนี้ภัทรเป็นคนตั้งให้ชลไง ภัทรขอโทษ ...ขอโทษที่ภัทรลืมมันไป”
“คุณพูดอะไร… ผม… ผมไม่ใช่… ไม่ใช่”   มือเล็กพยายามออกแรงทุบแรงมากกว่าเก่าแต่กลับเบาลงเรื่อย ๆ  หยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตากลมหยดลงเสื้อของอีกฝ่ายจนเกิดรอยเปียก เสียงหัวใจที่เต้นแรงของภัทรกรยิ่งทำให้ร่างบางอ่อนลงคล้ายคนจะหมดแรง
“ชล… อย่าทิ้งกันไปอีกนะ”
“ผมคือวาโย… สิ่งที่ตัวผมเชื่อคือไม่ว่ายังผมก็คือวาโย”
“.............”
“แต่ความจริงแล้ว… ที่ผมเป็นวาโยก็เพราะคุณอยากให้ผมเป็น… ผมจะเป็นใครมันก็ขึ้นอยู่กับคุณทั้งนั้น ...คุณภัทร ชีวิตผมมันขึ้นอยู่กับคุณตั้งนานแล้ว”   ภัทรกรสัมผัสริมฝีปากลงที่กลางหน้าผากของคนที่กำลังสั่นเพราะร้องไห้ในอ้อมกอด ความรู้สึกที่ได้ของหายคืนมันตื้อในอกจนร่างสูงไม่อาจพูดอะไรออกไปทั้งที่มีหลายคำถามคั่งค้างเต็มไปหมด
“หายไปไหนมา ...ชลหายไปไหนมา”
“จะสนใจทำไม ...ฮึก ผมกลับมาพร้อมความเข้มแข็ง เป็นวาโยที่คุณอยากให้เป็นไง”
“ทำไมใจร้ายแบบนี้ ทำไมถึงไม่ยอมรับว่าตัวเองคือชลนที ภัทรถอดใจไปแล้วรู้มั้ย หืม...”   ภัทรกรคลายอ้อมกอดออก ประครองไหล่ทั้งสองข้างเพื่อมองใบหน้าอีกฝ่ายผ่านม่านน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ต่างกัน แปลกที่ใบหน้าของวาโยยามนี้กลับดูเศร้าหมองราวกับมีเรื่องกังวลและแววตาไร้ความสุขของชลนทีก็กลับคืนสู่ร่างบางตรงหน้าโดยสมบูรณ์

“คุณเองไม่ใช่หรอ… ภัทรเองไม่ใช่หรอ ที่ใจร้าย…”
“วา… เอ่อ ชล”
“ภัทรนั่นแหละที่ลืมทุกเรื่องไป ...ภัทรเองที่เรียกร้องหาแต่คนเข้มแข็งอย่างวาโย… ซักวันภัทรก็จะลืมตัวตน ลืมเรื่องของชลนทีไปจนหมด…”
“ภัทรจะไม่ลืมมันอีกแล้ว! จะไม่พยายามลืมมันอีกแล้ว! ...และภัทรจะจำทุกเรื่องเกี่ยวกับชลที่เผลอลืมไปให้ได้ กลับมาเป็นชลคนเดิมได้มั้ย”
“แล้ววาโยคนนี้…”
“คนที่ภัทรรักที่สุดคือชลนที… ถ้าภัทรต้องเลือกใครซักคน ภัทรก็ต้องเลือกชลอยู่ดี”   ริมฝีปากหยุ่นทาบทับริมฝีปากบางจบปิดสนิท รสจูบไม่ได้เร่าร้อนแต่อบอุ่นนุ่มนวลเชื่องช้าเพื่อส่งความรู้สึกโหยหาและต้องความต้องการที่มีอยู่เต็มอก เรียวลิ้นหยอกล้อกันอยู่ไม่เบาก่อนที่ภัทรกรจะเป็นฝ่ายถอนปากออกก่อนจะขาดอากาศหายใจกันไปทั้งคู่
“อย่าหายไปอีกนะชล ความคิดถึงมันโคตรทรมานเลย”
“ทรมานจนภัทรอยากจะลืมมันใช่มั้ย”
“แต่ภัทรรู้แล้วว่าต่อให้ภัทรลืมมันไป ...ซักวันความทรมานนั่นมันก็กลับมาอยู่ดี ...อย่าหายไปอีกนะ”
“ถ้าภัทรไม่บอกให้ชลไป ชลก็จะไม่หายไปไหนอีกเลย”
20 กุมภาพันธ์ 2552
ซักวันผมอยากจะเป็นวาโยให้ได้ อยากจะเป็นคนเข้มแข็งแบบที่ภัทรบอก แต่ชลนทีคนนี้ที่อ่อนแอและมีแผลเป็นในใจมาทั้งชีวิตมันจะลบทุกเรื่องแล้วเป็นอีกคนได้ยังไง ก็คงจะเป็นแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของภัทรเท่านั้น ...แค่เท่านั้นจริง ๆ

หน้าหนึ่งในบันทึกเล่มเดิมเผยอเปิดด้วยเพียงแรงลมเบา ๆ จากเครื่องปรับ อากาศ ไม่รู้ว่าจะต้องพูดคำว่าน่าเสียดายอีกกี่ครั้งจึงจะเพียงพอกับการมันไม่ได้รับความสนใจอะไรอีกเลย

น่าเสียดายจริง ๆ
.
.
.
“คุณหมอธนาค่ะ พอดีโทรศัพท์คุณหมอมีสายเข้าหลายสาย กลัวจะเป็นเรื่องด่วน พี่เลยกดรับให้ แต่ปลายสายก็วางไปเลยค่ะ”   พยาบาลสาวแจ้งกับธนาทันทีที่เขากลับมาถึงห้องพัก คุณหมอหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะปลดล็อคโทรศัพท์เพื่อเช็คว่าใครโทรเข้ามาในช่วงเวลาที่เขายังติดงาน
“เดี๋ยวครับพี่ปริม ตอนที่พี่รับสายเขาไม่พูดอะไรเลยหรอครับ”   ธนาขมวดคิ้วให้กับหน้าจอบาง ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาพยาบาลผู้ช่วยที่กำลังจะออกจากห้องถ้าไม่ติดว่าเขารั้งเอาไว้เสียก่อน
“จริง ๆ พี่ได้ยินว่ามีเรื่องให้ช่วยอะไรทำนองนี้นะคะ แต่เป็นจังหวะที่พี่พูดสวนไปพอดี เลยจับใจความไม่ค่อยได้น่ะค่ะ”
“ครับ ไม่เป็นไร ขอบคุณมากนะครับ”   ธนายิ้มบางก่อนที่พยาบาลสาวจะปิดประตูลง หากเป็นปกติตอนนี้ธนาควรจะรีเสิร์ชหรือบันทึกเคสการรักษาที่พึ่งผ่านมือมาเมื่อครู่ แต่เมื่อเห็นสายโทรเข้าจากภัทรกรแล้วเขาก็เอาแต่โทรหาเพื่อนสนิทโดยไม่มีท่าทีว่าอีกฝ่ายจะรับสาย
‘เป็นอะไรเปล่าว่ะ รับสายกูหน่อย’   คิ้วหนาขมวดเป็นปมอยู่ไม่นานคุณหมอหนุ่มก็ตัดสินใจถอดกราวน์คว้ากุญแจรถออกจากห้องพักทันที ลางสังหรณ์แปลก ๆ กำลังทำให้ธนาตื่นตระหนก ...คนอย่างภัทรกรถ้าไม่หนักหนาจริง ๆ จะไม่มีทางโทรหาใครเพื่อขอความช่วยเหลือเด็ดขาด
“พี่ปริมครับ ผมลางานนะครับ ฝากทางนี้ด้วย เดี๋ยวผมจะกลับมาเคลียร์เอง”
“อ้าว! คุณหมอคะ คุณหมอ!”   เสียงเรียกตามหลังไม่อาจทำให้ธนาหยุดก้าวเท้าเร็วเป็นจังหวะได้ มิหนำซ้ำความเร็วมันยังเพิ่มขึ้นเริ่ม ๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจและเม็ดเหงื่อที่ฝุดขึ้นบนใบหน้า ภาพคุณหมอหนุ่มวิ่งฝ่าทุกสิ่งกลางโรงพยาบาลมันดูน่าขำและฉงนไม่น้อย แต่เพราะข้อความที่เขาพึ่งได้รับมันจึงทำให้เขาลืมทุกสิ่งรอบกายไปเสียสนิท
‘กูเจอชลแล้วว่ะต้า กูเจอชลแล้ว’
“มึงจะเจอชลได้ยังไงไอ้ภัทร! ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้!”

...ไม่มีทาง ...เรื่องนี้มันไม่มีทางที่จะจบแบบนี้

ปั้ง ๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะทำให้ภัทรกรเงยหน้าขึ้นจากชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่รู้เพราะอะไรเขาถึงต้องหันไปมองคนที่กำลังบังคับเขากินโดยอัตโนมัติ

วาโย… ไม่สิ ตอนนี้คงเป็นชลนทีในความคิดของเขา

ปั้ง ๆๆๆๆ
“ไอ้ภัทร! อยู่รึเปล่าวะ!”   ภัทรกรค่อนข้างแน่ใจว่าเจ้าของเสียงร้อนรนนั่นคือธนา แต่สีหน้าที่แปลกไปของชลนทีก็ทำให้ไม่มั่นใจนักว่าควรจะเปิดประตูต้อนรับผู้เป็นเพื่อนรึเปล่า
“ไอ้เชี่ยภัทร! อยู่มั้ยวะ!”
“ชล นั่นเสียงต้า จำต้าได้มั้ย เพื่อนสนิทภัทร”
“จ...จำได้”   ร่างบางก้มหน้างุดแต่ก็ยังเหลือบตามองที่ประตูเป็นระยะ ขณะที่ภัทรกรแทบจะแยกสายตามองเป็นสองทาง ที่ประตูที่ยังถูกเคาะไม่หยุด ที่ชลนทีที่ดูประหม่ากลัวแปลก ๆ จนต้องเดินเข้าไปหาแล้วสัมผัสไหล่สั่นเอาไว้เบา ๆ

ชลนทีกำลังกลัวอะไร

“ไอ้ภัทร!”
“ภัทรเปิดได้มั้ย แต่ชลน่าจะเคยคุยกับมันทางโทรศัพท์ตอนที่ภัทรป่วยแล้วนี่”   ภัทรกรเพียงแค่อยากถามคนที่เริ่มขยับตัวเองมาหลบอยู่ด้านหลังเขาให้แน่ใจเสียก่อน ทั้ง ๆ ที่ในความจริงเขาไม่จำเป็นต้องถามแขกอย่างชลนทีเลยด้วยซ้ำ
“เขาบอกภัทรหรอ… เขาบอกภัทรว่าเขาคุยกับชลหรอ”   มือเรียวเข้าจับที่ชายเสื้อของภัทรกรเบา ๆ แต่ดูเหมือนร่างสูงจะใส่ใจเสียงเคาะที่ทวีความดังขึ้นทุกทีมากกว่าคนข้างกายที่ดูวิตกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปั้ง ๆๆๆๆๆ
“อืม ก็ต้ามันบอกว่ามันรับโทรศัพท์วาโย ...งั้นก็คือชลใช่มั้ย ภัทรก็ถามชลไปครั้งนึงแล้วนี่”
“ก็คงเป็นแบบนั้นมั้ง…”
Rrrrrrrrrr คราวนี้เสียงเรียกของธนาเงียบไปแต่ถูกแทนที่ด้วยเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่คงไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่ามาจากใคร
“โอเคใช่มั้ย… ถ้าภัทรจะเปิดประตู”
“เห้ย ชลไม่มีสิทธิไม่โอเคอยู่แล้ว”   ชลนทีพยายามเหยียดยิ้มทั้งที่นัยน์ตากังวลออกมาเสียจนชัด ยิ่งวินาทีที่ภัทรกรเปิดประตูต้อนรับการมาของธนา ร่างบางก็แทบจะวิ่งมุดเข้าไปในแผ่นหลังของภัทรกร มือเล็กกำเสื้อของเขาไว้ในมือแน่น ร่างสูงนึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพราะวินาทีนี้ควรจะต้องรับมือกับคนหูตาสับปะรดอย่างธนามากกว่า
“กว่าจะเปิดได้นะมึง กูว่าละมึงต้องอยู่ รถก็จอดอยู่ข้างล่าง”
“เอ่อ…”
“เอ้า ยืนขวางไมวะ ไม่ชวนเพื่อนมึงเข้าห้องหรอ เราต้องคุยกัน!”
“ไอ้ต้า นี่คุณวาโยที่กูเคยเล่าให้ฟัง”   ภัทรกรใช้เพียงสายตามองไปยังคนที่หลบอยู่ด้านหลัง ธนามองตามไปอย่างเลือกไม่ได้ และเพียงเสี้ยววินาทีนั้นแววตาของผู้มาเยือนคนใหม่ก็เปลี่ยนเป็นเรียบสนิทคล้ายจะไม่แสดงอารมณ์ใด ...แต่เปล่าเลย มือสองข้างของธนากำลังกำแน่นพอ ๆ กับที่กำลังเก็บอารมณ์ไว้ในใจ
“มึงจะบอกว่าคุณวาโยยืนอยู่ข้างหลังมึงตอนนี้งั้นหรอ”
“เออสิวะ เป็นไง เหมือนชลอย่างที่กูบอกใช่มั้ย”   ภัทรกรเบี่ยงตัวออกเล็กน้อยเพราะหวังดีให้สองคนได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น แต่เปล่าเลย ร่างบางเงยหน้ามองธนาด้วยแววตาหวาดกลัวมากเสียกว่าจะเป็นมิตร  ด้านธนาเองก็กลับเสหน้ามองไปทางอื่นราวกลับไม่ได้สนใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตัวเขาเองเป็นฝ่ายที่อยากจะเจอวาโยนักหนา
“ก็คงงั้น”   ธนาตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะปรายตามองข้างตัวภัทรกรด้วยแววตาที่อ่านยากนัก
“แน่ล่ะ เพราะความจริงแล้ว วาโยก็คือชล”
“งั้นที่มึงบอกว่ามึงเจอชล…”
“ชลกลับก่อนนะภัทร”   แววตาของชลนทีตอนนี้มันเหมือนเมื่อเจ็ดปีก่อนไม่มีผิด ราวกันคนคนนี้ได้ลอกคราบวาโยออกไปจนหมดสิ้นภายในเวลาไม่กี่นาที
“ไม่น่าเชื่อเลยนะ… นอกจากมึงจะเจอคนหน้าเหมือนชลแล้วยังบังเอิญเป็นมันจริง ๆ ซะด้วย”   ธนายกยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นภัทรกรพยายามคว้ามือของวาโยเอาไว้ เขาเบี่ยงตัวหลบผู้เป็นเพื่อนเพื่อเดินเข้ามาในห้องโดยไม่รอคำเชิญ แม้ใบหน้าจะเรียบเฉยคล้ายจะไม่สนใจแต่ความจริงแล้วตอนนี้เขากำลังเก็บภาพเหตุการณ์ไว้ทุกรายละเอียดต่างหาก
“อย่าพึ่งกลับได้มั้ย ...นะ”
“แต่ว่า”
“นะชล”
“อย่าพึ่งกลับเลย ...ไม่ได้เจอกันตั้งนานไม่ใช่หรอ”   ธนาสบตากับภัทรกรเพียงครู่หนึ่ง ขณะที่ไม่ได้ให้ความสนใจสายตาชลนทีแม้แต่น้อย น้ำเสียงราบเรียบนั่นฟังแทบไม่ออกด้วยซ้ำว่าเขาพูดกับผู้เป็นเพื่อนหรือใครอีกคนกันแน่
“นั่นสิ สัญญาแล้วนี่ว่าวันนี้จะอยู่ด้วยกัน”
“ไม่ต้องกลัวหรอก… ขอคุยธุระแปบเดียว เดี๋ยวก็กลับ”   คุณหมอหนุ่มกล่าวลอย ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาคลายเหนื่อยไปในตัว ให้สมกลับที่รีบหนีงานมาจากแถบชานเมืองจนได้มาเจออะไรดี ๆ กว่าที่คาดไว้

อะไรดี ๆ ที่ทำให้เขาแทบกลั้นความรู้สึก...เอาไว้ไม่อยู่

“...........”         ชลนทีพยักหน้ายอมแพ้ ก่อนจะนั่งลงกับเก้าอี้ที่โต๊ะทานเข้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ สิ่งที่ภัทรกรเห็นเต็มสองตาคือแววตาของร่างบางที่มีความกังวลอยู่มาก และสองมือที่เกาะกุมเข้าด้วยกันจนเล็บแทบจะจิกลงเนื้อจนได้เลือด
“วาโย… เอ่อ… ชล…”   และแน่นอนภาพนั้นก็ทำให้ภัทรกรเป็นกังวลเข้าเหมือนกัน

ชลนทีคนเดิมกลับมาเร็วเสียจนน่าแปลกใจ
“มาคุยกับกูก่อนมั้ยไอ้ภัทร ไม่ต้องห่วงหรอกกูไม่ทำอะไรกับ… กับคนของมึงหรอก กูขอคุยแค่แปบเดียวแล้วกูจะกลับ”
“เออ”   ภัทรกรถอนหายใจทิ้งแรง ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวเดียวกับธนา ต้องยอมรับว่าสายตานิ่งเฉียบจากผู้เป็นเพื่อนที่มองมามันทำให้ร่างสูงประหม่าขึ้นอยู่ไม่น้อย

แววตาของธนาตอนนี้มันทำให้เขากลัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เล่าให้กูฟัง ตกลงมันยังไง”
“วาโยที่กูเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเหมือนชล… ก็คือชลจริง ๆ”
“ยังไงวะ ไหนมึงบอกว่าเขาไม่ใช่”
“กูพึ่งจะจำบางเรื่องได้ คือกู… กูเป็นคนตั้งชื่อวาโยให้ชลเองว่ะ”   ภัทรกรหลับตานิ่งคล้ายรู้สึกผิด ขณะที่ธนาเองก็หลับตาลงเพื่อข่มอารมณ์บางอย่างที่กำลังครุกกรุ่นเช่นกัน
“พึ่งจะจำได้… มึงหมายความว่ายังไง”
“เอ่อ...”   ภัทรกรปรายตามองไปทางโต๊ะอาหาร ธนาที่เห็นเพื่อนเงียบไปก็ลืมตาขึ้นมาพูดอะไรบางอย่างออกไป
“พูดเถอะ… ถ้ามันเกี่ยวกับเขา กูว่าเขาเข้าใจมึง”
“ที่กูพยายามโทรหามึง คือกูมีเรื่องจะให้มึงช่วยจริง ๆ ...ไอ้ต้า จำได้มั้ยที่กูพูดว่ากูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากูลืมเรื่องอะไรไปบ้าง ...จู่ ๆ มันก็มีแต่เรื่องที่ผุดเข้ามาให้หัวกู ที่แย่กว่านั้นเรื่องที่กูอยากจะจำได้ นึกเท่าไหร่กูก็นึกไม่ออก”
“อืม… ”
“กูจำไม่ได้ว่าชลหายไปได้ยังไง… เป็นเรื่องนึงที่กูยังหาคำตอบไม่ได้”
“มึงก็ถามชลสิ เขาไม่ตอบมึงหรอ ว่าไง?”   ชลนทีนิ่งเงียบแทนคำตอบ ขณะที่ภัทรกรก็เงียบไปเช่นกัน
“งั้นเอางี้ กูจะช่วยมึงเอง จะช่วยทุกเรื่อง แต่...”
“ขอบคุณมึงมากนะเว้ย แต่ตอนนี้กูไม่ต้องการรู้เรื่องนั้นหรือเรื่องไหนแล้วว่ะ กูตกลงกับชลแล้วว่าจะไม่พูดถึงมันอีก”
“ตอนกูโทรกลับมา ก็เลยไม่รับโทรศัพท์กูงั้นสิ”   น้ำเสียงที่เหมือนจะโกรธของธนาทำให้ภัทรกรรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่นั่นก็ไม่มากเท่าการที่เขาเห็นอาหารตื่นกลัวของชลนทีแต่ดันทำอะไรไม่ได้มาก เพราะถูกเพื่อนตัวเองกำลังจ้องมองตาไม่กระพริบ
“ขอโทษว่ะ”
“มึงดูไม่ดีเลย ...เขาคนนั้นของมึงมีอะไรน่ากังวลรึไง”   ธนามองไปยังทิศทางเดียวกับภัทรกรแล้วกระตุกยิ้มบาง ถ้ามีใครสังเกตก็คงจะเห็นฝ่ามือสองข้างของเขาที่กำลังเกาะกุมแน่นเพราะความเครียดและความอึดอัดไม่แพ้กัน
“ก็ไม่เชิงว่ะ คือชลน่าจะเกร็งเพราะไม่ได้เจอมึงนาน”
“งั้นกูกลับก่อนก็แล้วกัน”
“เดี๋ยวกูโทร…”
“แต่ก่อนกูกลับ… ขอกูคุยกับชลก่อนได้มั้ย… ได้มั้ยชล?”   สายตาอ่านยากของธนาจ้องมองเพียงแต่ภัทรกรผู้เดียว ร่างสูงมองธนาสลับกับชลนทีด้วยความหวั่นกลัวและเป็นห่วงในคราวเดียวกัน ยิ่งเห็นภาพนั้นธนาก็ตาลุกวาวราวกับพอใจสถานการณ์ยาก ๆ ตรงหน้า
“เอ่อ…”
“กูไม่ได้ถามมึงนี่ กูถามชล ว่าไง ได้มั้ย ขอคุยอะไรด้วยนิดหน่อย… แค่แปบเดียว แปบเดียวจริง ๆ ”
“.........”
“โอเค เขาอนุญาตกูแล้ว ขอเชิญที่ระเบียงห้องซักครู่”   สาบานว่าเมื่อครู่ภัทรกรไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากชลนทีใด ๆ ทั้งสิ้น แต่การคิดเองเออเองของธนาก็ทำให้เขาได้แต่มองตามร่างบางที่เดินตามธนาไปที่ระเบียงช้า ๆ คล้ายไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่รอยยิ้มบาง ๆ บนกรอบหน้าเล็กก็ยังพอทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาได้พอควร

คงไม่มีอะไรแย่มากไปกว่านี้แล้ว…
คงไม่มี…

หลังจากสองร่างหายไปที่ระเบียงห้อง พร้อมการปิดม่านและประตูมิดชิดด้วยฝีมือของธนาก็ทำให้ภัทรกรแทบจะนั่งไม่ติด ร่างสูงเคาะนิ้วกับขาตัวเองในทุกวินาที ทั้งที่ตอนนี้เข็มวินาทีมันวิ่งวนยังไม่ครบห้ารอบเสียด้วยซ้ำ แต่ความกังวลในหัวกลับมีมากราวกับผ่านมาเป็นชั่วโมง

ทำไมถึงกำลีงรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสีย

ตึ้ง! เสียงเตือนที่โทรศัพท์พร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นไม่ได้เรียกความสนใจจากภัทรกรได้เลยแม้แต่น้อย ทำไมที่ระเบียงถึงได้เงียบเชียบแบบนี้ ความกังวลตอนนี้ทันมากเสียจนความกลัวเข้าครอบงำหัวใจทั้งดวง
ตึ้ง!

...ไม่
หยุดกลัวอะไรบ้า ๆ ซักทีไอ้ภัทร
ไม่มีวันที่มึงจะเสียชลไปอีก… ไม่มีวัน

ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง เสียงเตือนสามครั้งติดทำให้ภัทรกรต้องเหลือบตามองโทรศัพท์เครื่องนึงบนโซฟาอย่างจำยอม ข้อความแชทจากต้นทางปรากฏขึ้นบนหน้าจอที่ยังสว่างชัด ดวงตาคมสั่นระริกทันทีที่เห็นข้อความเหล่านั้น เรียวปากหนาพึมพำกับตัวเองจนไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าคมสั่นไปซ้ายทีขวาทีช้าบ้างเร็วบ้างไม่เป็นจังหวะราวกับคนเสียสติ

ข้อความบนโทรศัพท์ของธนาที่มาจากเพื่อนสนิทของเขาอีกคน
ข้อความที่ทำให้ร่างกาย หัวใจ สติของภัทรกรชาจนเจ็บไปทั้งตัว…

Chot :
‘มึงอยู่ไหนแล้ววะ ถึงห้องมันยัง’
‘คนที่อยู่กับไอ้ภัทรจะเป็นไอ้ชลได้ยังไงวะ’
‘มึงก็รู้ว่าไอ้ชลตายแล้ว’
‘แล้วที่กูรู้มา ไอ้ชลมันตายไปเจ็ดปีแล้วนะเว้ย’
‘อยากจะรู้จริง ๆ ว่าใครหน้าไหนแม่งสวมรอยเป็นไอ้ชล’

“ไม่… ไม่… ไม่มีทาง!”

อยากจะบอกตัวเองเหลือเกินว่าไม่จริง
ความทรงจำที่ไหลย้อนคืนกลับมาตอนนี้... มันคงไม่จริง

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 17
“กลิ่นควันไฟยังคงชัดเจนไม่มีจาง”


กลุ่มควันรอดผ่านช่องระบายอากาศและช่องว่างออกมาสู่ภายนอกตัวอาคาร และอีกเพียงไม่กี่อึดใจต่อมาเปลวเพลิงสีส้มก็ทวีความร้อนแรงออกมาสะท้อนในแววตาของคนที่ยืนมองมันอยู่นาน ไอร้อนจาง ๆ เข้าปะทะกับร่างเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าเหตุการณ์ตรงหน้าและไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้มันเกิดขึ้นจริง…
“ไปกันเถอะชล”   ร่างสูงบีบมือสั่นเทาที่อยู่ในการเกาะกุมให้แน่นมากขึ้น เขารู้ดีว่าคนตัวเล็กกำลังหวาดกลัวทุกสิ่งรอบตัวมากแค่ไหน เปลวไฟ กลุ่มควัน กลิ่นคาวเลือดที่ยังติดตัว… และความผิดที่ยากจะลบเลือน…

ไม่หรอก

อีกไม่นานเรื่องนี้มันจะหายไป… การกระทำที่ผิดแปลกทุกอย่างมันจะต้องหายไปพร้อม ๆ กับกองเพลิงที่ภัทรกรจุดมันขึ้นกับมือ เปล่าเลย… มันไม่ใช่ความคิดชั่ววูบแบบเด็ก ๆ อย่างที่คุณกำลังคิด แต่ความวอดวายของอาคารยิมเนเซียมหลังเก่ามันเป็นความคิดที่ไตร่ตรองดีแล้วในเวลาสั้น ๆ
“ภัทร… ภัทร…”   มือข้างนึงของชลนทีบีบตลอดสนองฝ่ามือหนา และมืออีกข้างก็เกาะกุมลำแขนแกร่งด้วยความหวาดผวา แม้เล็บแข็งจะจิกลงไปจนแทบจะจมเนื้อแต่ภัทรกรก็ไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด หึ...ความจริงแล้วถ้าจะพูดให้ถูกแล้วล่ะก็ เจ้าของใบหน้าเรียบเฉียบกำลังไร้ความรู้สึกและด้านชาไปเลยต่างหาก
“ไม่ต้องกลัวนะ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”   ประโยคเรียบง่ายไม่ได้ทำให้ชลนทีอุ่นใจได้เท่ารอยจุมพิตเบา ๆ ที่หน้าผาก ความเลวร้ายครั้งนี้มันไม่เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อเขายังเด็ก

...ชลนทีโตมากพอแล้ว
...และตอนนี้ก็มีคนเอาชีวิตตัวเองเข้ามาปกป้องเขา
...มันช่างเป็นความอุ่นใจที่เจ็บปวดเกินไป

“แต่ภัทรจะเดือดร้อน”   ชลนทีกระตุกมืออีกฝ่ายเบา ๆ เมื่อภัทรกรกำลังลากตนเองเดินเลาะริมรั้วโรงเรียนไปยังทางออกเล็ก ๆ ด้านหลังไม่ไกลจากอาคารที่กำลังถูกเผาไหม้นัก แต่ดูเหมือนว่าร่างบางจะยังชะงักและหันไปมองต้นเพลิงพร้อมม่านน้ำตาผืนใหญ่เป็นระยะ
“ภัทรจัดการเรื่องทั้งหมดแล้ว เชื่อภัทรนะชล… เชื่อใจภัทร”   ภัทรกรไม่มีทางรู้ตัวว่าตนเองกำลังพูดออกไปด้วยเสียงที่สั่นและไร้ความมั่นใจแค่ไหน แต่เขาไม่มีทางหันหลังกลับตั้งแต่วินาทีที่ฝ่ามือสัมผัสเข้ากับมีดพกคมเฉียบเล่มนั้น… ต่อให้เรื่องราวชีวิตต่อจากนี้จะพังหรือล้มเหลวไม่เป็นท่า มันก็ไม่มีวันที่เขาจะปล่อยมือคนที่อยากจะปกป้องไปตลอดชีวิต

ไม่มีวัน

ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อน หลังจากที่อิทธิแน่นิ่งบนกองเลือดกองใหญ่ ภัทรกรที่ไร้ท่าทีสะทกสะท้านในความผิดก็เอาแต่ปลอบประโลมชลนทีเพื่อให้คลายจากอาการหวาดกลัวและตื่นตระหนก ใช้เวลาอยู่ไม่นานนักร่างสูงก็ต้องเปลี่ยนมาคิดวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ตรงหน้าขณะที่ยังโอบกอดชลนทีไว้ไม่มีปล่อย

ทำลายหลักฐาน

นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ภัทรกรคิดได้ในตอนนั้น มีเวลาไม่มากนักที่เด็กหนุ่มผู้เคยเป็นผ้าสะอาดจะต้องลบร่องรอยที่จะสาวมาถึงตนและคนในอ้อมกอด เสื้อเปื้อนเลือดของทั้งคู่ถูกถอดออกลวก ๆ และแทนที่ด้วยชุดกีฬาที่ร่างสูงวิ่งไปเอามาจากล็อคเกอร์ตัวเองในอาคารยิมเนเซียมอีกหลัง และแน่นอนว่าเสื้อผ้าพวกนี้ก็ยังเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดีเมื่อรวมกับกองกระดาษอุปกรณ์เชียร์ที่กองอยู่ไม่ไกล ทุกอย่างถูกวางสุมรวมอยู่ที่กลางห้อง ร่างสูงล้วงเอาไฟแช็คในกระเป๋ากางเกงตัวเองออกมาพินิจอยู่ไม่นาน ก็โยนมันลงกองเสื้อและใช้เท้าเหยียบจนกลิ่นของเหลวระเหยขึ้นมาแตะจมูก

มึงทำให้มันเป็นแบบนี้เอง

ภัทรกรกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเมื่อเผลอสบตากับร่างแน่นิ่งในจังหวะที่เข้าไปล้วงเอาของบางอย่างจากกระเป๋ากางเกงอิทธิ ดวงตาที่เคยเป็นสีขาวนวล ตอนนี้มันถูกแทรกไปด้วยเส้นเลือดที่แตกกระจายจนน่ากลัว จังหวะนั้นร่างสูงหลับตาลงนิ่ง ๆ แล้วเอาแต่ควานหาของที่ต้องการอยู่ไม่นานนัก

อิทธิเป็นเพื่อนสนิทคนนึงของเขา
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคนคนนี้จะพกอะไรมาหรือไม่พกอะไรมา
เพื่อนสนิท… นั่นสินะ ก็คงแค่เพื่อนสนิท

ไฟแช็คชิปโป้ที่ได้จากกระเป๋ากางเกงนักเรียนของอิทธิถูกจุดขึ้นด้วยน้ำมือของภัทรกร ร่างสูงพินิจเปลวไฟสีส้มอมน้ำเงินอยู่นานก่อนที่เขาจะปล่อยมือให้เปลวเพลิงลุกพรึบขึ้นเบื้องล่าง ไม่มีเวลาพินิจวิเคราะห์อะไรอีกต่อไปแล้ว ภัทรกรรวบมือสองข้างของชลนทีแล้วลากให้เดินตามออกไปด้วยกัน แต่แล้วกลิ่นไหม้ที่ตามติดมาในทุกฝีก้าวกลับทำให้เขาหยุดเดินเอาซะดื้อ ๆ

รออยู่ตรงนี้ก่อน

นี่คือใจความที่คนพยายามใจแข็งบอกกลับชลนที ก่อนที่จะสาวเท้าก้าวยาวกลับเข้าไปในห้องเกิดเหตุ ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกถอนทิ้งพร้อม ๆ กับหยดน้ำตาที่เหมือนไม่มีค่าอะไรไหลลงมาอาบแก้ม มือหนาคว้าเข้าที่ข้อเท้าของอิทธิก่อนจะลากร่างกายหนัก ๆ เลี่ยงเปลวไฟออกมาตามทาง คราบเลือดปรากฏชัดเป็นทางยาวตามระยะทางก่อนที่ร่างไร้วิญญาณจะถูกทิ้งไว้กลางยิมเนเซียม

ก็แค่ต้องการทำลายหลักฐาน
ถ้าโชคดี… อย่างน้อยคืนนี้อิทธิก็คงยังไม่เป็นเถ้าถ่าน

นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ส่วนตอนนี้ลมแรงที่ปะทะหน้าจากการขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ได้ทำให้ภัทรกรรู้สึกด้านชาเหน็บหนาวอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว ผิดกันกับคนที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังอากาศเย็นและลมแรงยิ่งทำให้ชลนทีต้องกระชับวงแขนกอดร่างสูงไว้ด้วยความหวั่นใจ วินาทีเขายังมองภาพเหตุการณ์ที่จะดำเนินต่อไปไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
“เป็นอะไรชล หนาวหรอ”   ภัทรกรพูดฝ่าเสียงลมแรงออกไป แต่ร่างบางไม่ได้ตอบคำถามทั้งนั่งทิ้งตัวอิงแอบลงมาที่แผ่นหลัง มือข้างนึงของภัทรกรลดลงมาสัมผัสสองมือที่กำลังกอดเอวเอาไว้แน่น สิ่งที่ส่งผ่านไปมันคือความรู้สึกทั้งหมดที่เขามี แม้จะไม่รู้ว่าชลนทีจะเข้าใจมันทั้งหมดหรือไม่ก็ตาม
“........”
“มันจบแล้วชล… มันจบแล้ว จะไม่มีใครมาทำอะไรชลได้ทั้งนั้น ไม่ต้องกลัว”   เสียงที่ชลนทีได้ยินยังชัดเจนในความหมายแม้จะขาดห้วงไปบ้างเพราะด้วยลมที่พัดต้านความเร็วรถ ที่พูดออกมาเพราะภัทรกรก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้ตัวสั่นเพราะเรื่องอะไร
“ชลกลัว ภัทร… เรื่องมันไม่ควรเป็นแบบนี้”
“เรากำหนดไม่ได้หรอกชล… สิ่งเดียวที่ทำได้คือชลต้องเชื่อใจภัทร”
“มันเป็นเพราะชล… ภัทร ฮึก ภัทรไม่ควรต้องมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฮืออออ”
“.......”
“ชลจะทำยังไงดี ชลจะทำยังไงให้ภัทรไม่ต้องเกี่ยวกับความผิดนี้”
“.......”   คนฟังอย่างภัทรกรเอาแต่นิ่งเงียบเพราะเขาไม่อยากจะส่งเสียงสะอึกสะอื้นใด ๆ ออกไป แม้หัวใจมันจะทำทีเหมือนด้านชาไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่ใครกันบ้างล่ะที่ทำผิดแล้วไม่รู้สำนึกเอาเสียเลย ลึก ๆ ของภัทรกรก็ยังนึกถึงใบหน้ายิ้มกวนของอิทธิผู้เป็นเพื่อนอยู่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาก็ให้ความสำคัญกับใบหน้าหมองเศร้าของคนข้างตัวเสียมากกว่า
“ชลขอโทษ… ฮืออออ ชลขอโทษ”
“ชลไม่ผิด… จำไว้ ชลไม่ผิด”   มือขวาของคนขับบิดเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น โชคดีที่เวลามืดค่ำเช่นนี้คงไม่ได้มีใครสังเกตเห็นรอยเลือดแห้งเกรอะกังที่ฝ่ามือสองข้างของทั้งสองคน จะยกเว้นก็แต่ใครบางคนที่รอคอยการกลับบ้านของผู้เป็นหลาน และกวาดสายตามองรอบตัวเป็นปกติ

“นี่ไปไหนกันมา อาโทรไปทำไมไม่รับสาย ห่ะ!!”   อรอุมารีบรุดออกมาหน้าบ้านทันทีที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ หญิงสาวแผดเสียงใส่ทั้งภัทรกรและชลนทีด้วยความโมโหจนเกือบจะลืมสำรวจรอบตัวชลนทีเหมือนอย่างเคย ใครจะรู้ว่าเธอกระวนกระวายใจแค่ไหนที่ผู้เป็นหลานและเพื่อนสนิทคนเดียวกลับมาที่บ้านผิดเวลา
“ขอโทษครับคุณอา…”
“ฮึก….”    ภัทรกรยกมือขอโทษและไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาอรอุมา ระหว่างที่ชลนทีที่ยืนหลบตัวอยู่ก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นและเริ่มดูไร้สติมากขึ้นทุกที ท้ายที่สุดคนตัวสูงกว่าก็ต้องคว้าคนตัวเล็กเข้ามากอดด้วยสีหน้าที่แย่ไม่ได้ต่างกัน รอยจุมพิตซ้ำ ๆ บริเวณหน้าผากทำให้ชลนทีเงียบลงไปบ้างเพราะรู้สึกอุ่นใจ
อรอุมามองภาพนั้นด้วยแววตาสั่นระริก ไม่ใช่เพราะการกระทำที่พยายามปลอบประโลมกันและกันของคนทั้งคู่ แต่เป็นเพราะคราบเลือดจุดเล็กใหญ่ที่กระจายแทบจะทั้งตัวเว้นแต่บริเวณเสื้อที่ดูก็รู้ว่าทั้งคู่พึ่งจะเปลี่ยนมาใหม่ หญิงสาวที่ผ่านโลกมาไม่น้อยกลืนน้ำลายหนืด ๆ ลงคอเพราะไม่อยากประติดประต่อเรื่องราวแย่ ๆ ด้วยตนเอง แม้ภาพที่เห็นประกอบกับอาการของชลนทีที่เธอรู้อยู่แก่ใจจะทำให้เธอพอจะคาดเดาได้แล้วก็ตามว่าคงจะมีเรื่องที่ไม่ดีนัก

คงได้แค่ภาวนาว่ามันคงไม่แย่เกินกว่าที่จะรับมือไหว

“เกิดอะไรขึ้น”
“คือ… ผม...”   ยิ่งเห็นท่าทางอึกอักไม่กล้าพูดของภัทรกร และยิ่งเธอมองลึกเข้าไปในแววตาที่พยายามเข้มแข็งและปิดบังการสั่นกลัวความผิดของคนร่างสูงก็กลายเป็นเธอเสียเองที่อยากจะร้องไห้มันเสียตรงนั้น
“เข้าไปข้างในกันดีกว่า ตามอาเข้ามา”   อรอุมาตัดบทแล้วเดินนำเข้ามาในตัวบ้าน ความเงียบเดิมของบ้านหลังนี้บวกกับสถานการณ์น่าอึดอัดก็ยิ่งทำให้บรรยากาศมันยิ่งแย่เข้าไปอีก อรอุมานั่งลงกับโซฟา ระหว่างที่ภัทรกรยังคงจับมือชลนทีแน่นและใช้ร่างตัวเองบังชลนทีไว้ด้านหลัง
“ฮึก…”
“ไม่ร้องนะชล อาอรจะต้องเข้าใจ ...ไม่ร้องนะ”   ภัทรกรกระชับมือส่งใจไปยังอีกฝ่าย คนร่างบางบีบมือแน่นตอบกลับชำเลืองตามองผู้เป็นอาด้วยความหวั่นใจ แม้จะรู้ว่าอรอุมารักตนเองมากกว่าใคร แต่ความผิดครั้งนี้ก็ทำให้อดกังวลจนคิดไปไกลไม่ได้อยู่ดี
“อาจะเข้าใจอะไรหรอภัทร หืม…”   อรอุมาบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น เช่นเดียวกันภัทรกรเองก็ใช้ความพยายามในการควบคุมสติตัวเองอยู่มาก
“คุณอาอรครับ… ผมฆ่าคนตาย”
“ไม่ใช่! ...ฮึก ชลต่างหากที่เริ่ม ชลต่างหากที่ทำ ฮือออออ”   เสียงร้องไห้ระงมดังขึ้นทันทีเมื่อชลนทีค้านภัทรกรออกมาเสียงดัง ร่างบางทรุดตัวลงกับพื้น แต่สองมือก็ยังคว้ามือหนาของภัทรกรเอาไว้แน่น ร่างสูงบีบตอบรับเบา ๆ แต่ไม่ได้ก้มตัวลงไปปลอบเพราะรู้ดีว่าตอนนี้เขาควรตอบคำถามแววตาอึ้งงันของอรอุมาให้ได้เสียก่อน
“.......รู้ใช่มั้ยว่าทั้งสองคนพูดอะไรออกมา”
“ผมทราบครับ แล้วผมก็หมายความตามนั้นครับอา”
“อาอร ภัทรไม่ได้ทำ ฮึก… ภัทรไม่ได้ทำ ฮือออออ”
“ชล… ขออาคุยกับภัทร”
“แต่อาต้องฟังชล!!”   ชลนทีตวาดลั่น ตัวสั่นเสียยิ่งกว่าเก่า ภัทรกรทรุดตัวลงกดหัวคนตัวเล็กลงกับอก เสียงร้องฮือใหญ่ยังคงดังระงมลั่นบ้านไม่มีท่าทีจะหยุด ด้านอรอุมาเองแม้เธอจะนิ่งเงียบและมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเหม่อลอยแต่ในใจตอนนี้มันกำลังแหลกละเอียดและไม่รู้ว่าว่าตัวเองจะทนเข้มแข็งได้เท่าครึ่งนึงของภัทรกรหรือไม่

เธอพึ่งจะเข้าใจว่าความรู้สึกของพี่ชายเธอที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกมันเป็นยังไง
ตอนนี้เธอเองก็อยากจะปกป้องชลนทีทุกทางเช่นกัน

“ภัทร พูดเถอะ มีปัญหาเราจะได้แก้...เราอาจจะไม่มีเวลามากขนาดนั้น”
อรอุมาพูดในสิ่งที่กังวลออกมา ภัทรกรพยักหน้าเข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนี้คงไม่มีเวลามาชักช้ามากนัก
“ทั้งหมดเป็นความผิดผม เมื่อกลางวันผมทะเลาะกับชล แล้วชลก็หายไป ผมผิดเองที่พยายามน้อยไป กว่าจะไปเจออาการชลก็กำเริบแล้ว… ผมกลัวว่า… กลัวว่าเพื่อนผมคนนั้นจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นถ้าเขารอด ผมก็เลยจัดการเรื่องนี้ซะ… ผมเผาหลักฐานพวกนั้นแล้วนะครับ หลักฐานไม่น่าจะเหลือรอยนิ้วมืออะไรเลย แถมเท่าที่ผมรู้ตอนนี้กล้องวงจรปิดในโรงเรียนก็เสียทั้งหมด ตอนที่ผมกลับไปที่โรงเรียนอีกครั้งผมมั่นใจว่าไม่มีคนเห็น”
“ถึงภัทรไม่ทำ… เขาก็ต้องตายเพราะฝีมือชลอยู่ดี”   ชลนทีเสริมด้วยน้ำเสียงอู้อี้ มือเล็กกำเนื้อขอภัทรกรเอาไว้แน่นขณะที่เริ่มสบตากับผู้เป็นอาด้วยแววตาแข็ง ๆ แต่เต็มไปด้วยความอ่อนแอ อรอุมาสบตาหลานได้เพียงครู่หนึ่งก็ต้องหลับตาลงนิ่งเพราะเรื่องดันเกินความคาดหมายไปอยู่มาก ในใจทั้งสงสารและโมโหตัวเองที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจนได้ วินาทีนี้คงไม่ต้องถามหารายละเอียดอะไรเพิ่มเติม เธอกำมือแน่นคิดหนักวนไปมาอยู่ในหัว

ควรจะทำยังไงดี
ถ้าพี่ชายของเธอยังอยู่ตรงนี้เขาจะแก้ปัญหานี้ยังไง…

“คิดว่ามันจะง่ายแบบนั้นรึไงภัทร”  ลึก ๆ ของน้ำเสียงสั่นไหวของอรอุมาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ และเสียใจที่ภัทรกรกำลังพลาดพลั้งเพราะความคิดเด็ก ๆ
“ต่อให้มันไม่ง่าย… ผมจะรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยตัวเองครับอา”   ภัทรกรก้มลงมองตาคนในอ้อมกอดด้วยแววตามุ่งมั่นที่ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย ร่างบางส่ายหน้าพรืดใหญ่และกลั้นน้ำตาก้อนใหญ่เอาไว้ไม่อยู่ ภัทรกรรู้สึกได้ถึงความกลัวและความกังวลในใจของชลนที และรู้ดีว่าความเป็นจริงที่เขาอยากจะพูดกับอรอุมาอาจจะทำให้คนในอ้อมกอดเป็นกังวลมากขึ้นไปอีก

แต่นี่เป็นทางเส้นเดียวที่เขาจะปกป้องชลนทีเอาไว้ได้
จะตอนที่ตัดสินใจทำหรือตอนนี้… เขาก็ไม่มีทางเลือกอยู่ดี

“ฮึก… ไม่เอา… อา… ฮืออออ ชลขอโทษ ชลผิดเอง”
“ชล จะร้องไห้ทำไม.... หืม”   ภัทรกรเองก็ไม่อาจกลั้นหยดน้ำตาเอาไว้ได้ แต่เขาก็ปาดมันออกลวก ๆ แล้วส่งสายตามุ่งมั่นจริงจังไปยังอรอุมาอีกครั้ง
“ภัทรกลับบ้านไปตอนนี้เลย แล้วอย่าลืมรับโทรศัพท์อา”   อรอุมาพยายามตั้งสติและหาทางจบเรื่องนี้ให้ได้เร็วที่สุด เธอลุกขึ้นเข้าไปแตะไหล่ภัทรกรหวังให้คนทั้งคู่แยกออกจากกัน แต่ดูเหมือนภัทรกรไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เธอพยายามให้เขาทำตอนนี้นัก
“อะไรนะครับคุณอา”
“ภัทรต้องรีบกลับบ้าน แล้วทำยังไงก็ได้ให้ที่บ้านเข้าใจว่าถึงบ้านตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว เข้าใจที่อาพูดมั้ย”
“ท...ทำไมครับ”
“อาจะติดต่อนายตำรวจที่เคยช่วยคดีตายายของชลเขาไว้ก่อน แต่ตอนนี้ภัทรต้องทำให้ตัวเองปลอดภัย เราต้องช่วยกัน ...แล้วปล่อยให้ที่เหลือเป็นหน้าที่อาเอง”   อรอุมาบีบไหล่ร่างสูงน้ำตาคลอ มือหนาเอื้อมจับมือเย็น ๆ ของหญิงสาวบนไหล่ตัวเองด้วยความรู้สึกไม่ต่างกันนัก
“ชล… ให้ภัทรกลับไปที่บ้านก่อน ชลไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น อาสัญญาว่าทั้งชลทั้งภัทรจะต้องไม่เป็นอะไร”   ผู้เป็นอาเปลี่ยนไปประครองกรอบหน้าหลานชายที่ซุกอยู่กับอกเพื่อนชายคนสนิท ยอมรับตรง ๆ ว่าเห็นสีหน้าชลนทีตอนนี้แล้วใจมันแทบจะขาดลงเสียตรงนั้น
“ค...ครับ”   สุดท้ายสองร่างก็ผละออกจากกันด้วยหัวใจที่เป็นห่วงกันและกันอยู่เต็มอก
“ไปเถอะภัทร ไม่ต้องห่วง” สายตากังวลที่มองมายังชลนทีทำให้อรอุมาต้องพูดออกมาเพื่อความสบายใจของร่างสูง เธอเองก็กำลังโอบกอดร่างบางด้วยความห่วงใยไม่แพ้กัน
“......ฮึก”   ชลนทียังคงเอาแต่ร้องไห้ฟุบหน้าลงกับไหล่ผู้เป็นอา ในสมองของเขาตอนนี้มันฟุ้งซ่านคิดไปไกลกว่าคนอื่นหลายเท่านัก ใจนึงก็ไม่อยากจะห่างภัทรกรแม้แต่นาที ส่วนอีกใจมันก็อยากจะหนีไปให้ไกลแล้วไม่ต้องมาพบเจอกันอีก… ซึ่งมันก็ควรจะเป็นแบบหลังเพราะตอนนี้ภัทรกรกำลังเจอเรื่องแย่ ๆ เพราะเขา เพราะคนบ้าสติไม่ดีแบบเขา
“ชล เราขึ้นห้องไปอาบน้ำ ...ทานยากันดีกว่าเนอะ ที่มือมีแผลด้วยนี่ เดี๋ยวอาทำแผลให้นะ”
“คุณอาครับ… ผมขอขึ้นไปส่งชลก่อนได้มั้ยครับ ขอผมคุยกับชล… แค่ห้านาที… นาทีเดียวก็ได้ครับ”   อรอุมาหยุดคิดไปเพียงแวบหนึ่ง แต่เมื่อมองมายังร่างบางที่อาการไม่สู้ดีนักก็ยอมพยักหน้าตอบตกลงได้ไม่ยากนัก จะนาทีหรือห้านาทีตอนนี้มันก็มีค่าทั้งนั้น
ภัทรกรเกาะกุมฝ่ามือเล็กเอาไว้อีกครั้ง ร่างสูงแสร้งยิ้มทั้งที่อยากจะร้องไห้ทุกวินาทีที่เห็นอาการของชลนที ไม่เคยมีครั้งไหนที่คนร่างเล็กหมองเศร้าเป็นทุกข์และเป็นกังวลได้เท่าครั้งนี้ สิ่งที่อยู่ในใจเขามันมีแต่การโทษตัวเอง โทษความงี่เง่าที่ยอมทำตามเกมของอิทธิจนทำให้เรื่องมันเลยเถิด… ผิดที่เขา เขาคนเดียว
“ชล… ชลฟังภัทรนะ”   ทันทีที่ถึงบนห้อง ภัทรกรก็ให้ชลนทีนั่งลงกับเตียงขณะที่ตนเองคุกเข่าลงกับพื้นห้อง เขาให้นิ้วโป้งไล้เช็ดคราบน้ำตาบนกรอบหน้าเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เชยคางคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ให้สบตากันเสียที

ใจภัทรกรมันสั่นไปหมด… สั่นเพราะรู้สึกผิด สั่นที่รู้สึกว่าเป็นต้นเหตุ
ใจชลนทีมันก็สั่นไปหมด… สั่นเพราะรู้สึกผิด สั่นที่รู้สึกว่าตนเองผิด

“ภัทร… ฮึก ชลขอโทษ”
“ขอโทษอะไรครับ… ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไร เดี๋ยวภัทรจะกลับบ้าน ชลก็ให้อาอรทำแผล กินยา กินข้าว แล้วพักผ่อน ...รอภัทรกลับมาหานะ”
“ชลกลัว… กลัวภัทรจะต้องมาซวยเพราะชล ตั้งแต่ภัทรเป็นเพื่อนชล ภัทรไม่เคยเจอเรื่องดี ๆ เลย”
“เรื่องที่ดีที่สุดของภัทร… ก็คือการได้เจอชลไง ชลคือเรื่องดีที่สุด”
“ชลคือความเลวร้าย ...ชลฆ่าคนตาย เห็นมั้ยภัทร!! ชลจะฆ่าภัทรตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!!”   ชลนทีโพล่งออกมาเสียงดังคล้ายจะสติแตกควบคุมตัวเองไม่อยู่ สองมือที่วางบนขาตัวเองก็เริ่มจิกลงเนื้ออย่างไร้เจ็บ
“ชล!! ชลฟัง ชลครับ!!”   ภัทรกรพยายามรวบสองมือที่จิกเนื้อตัวเองขึ้นมา แรงที่เพิ่มมากขึ้นของชลนทีก็ทำให้เขาต้องใช้แรงมากตามขึ้นไปด้วย
“ภัทร ฮือออ… ชลขอโทษ ภัทรไม่ควรต้องมาเจอเรื่องนี้ ไม่ควรเลย ฮือออ”
“ชล ชลมองภัทร มองเข้ามาในตาภัทร… เชื่อภัทรมั้ย ว่าเรื่องนี้จะผ่านไปด้วยดี เราจะผ่านมันไปได้ เชื่อภัทรนะ”   ในเมื่อต้านแรงของชลนทีไม่ได้ ร่างสูงก็เปลี่ยนไปประครองกรอบหน้าไว้ด้วยมือสองข้างและใช้สายตาควบคุมอีกฝ่ายแทบ แววตาสั่นระริกที่จ้องมองกันมันได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ ชลนทีอ่อนลงแต่ก็ยังดูทรมานใจไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก
“.............”
“ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ที่ภัทรรู้สึกแบบนี้… แต่ตอนนี้ ภัทรรักชลนะ”  ภัทรกรเอื้อมสุดตัวและใช้สองมือช่วยในการจุมพิตเบา ๆ ที่ริมฝีปากเรียวเล็ก รสจูบขม ๆ ที่ดันหอมหวาน ริมฝากปากที่ขยับช้า ๆ เนิบนาบมันเต็มไปด้วยความอึดอัดใจแปลก ๆ ของคนทั้งคู่ ด้านชลนทีที่นิ่งสนิทอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มกลายเป็นผู้ตามที่ดีในที่สุด

ความขมที่แสนหวาน
จะพูดแบบนี้ก็คงไม่ผิดมากนัก
“รัก… รักเหมือนกัน”   อ้อมกอดอบอุ่นเกิดขึ้นอีกครั้ง มือหนาลูบไปมาบนเส้นผมของอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภัทรกรไม่อยากจะปล่อยอ้อมกอดครั้งนี้เลย แต่ด้วยเวลาสั้น ๆ ที่ขออนุญาตอรอุมาขึ้นมาส่งร่างบางกำลังจะหมดลง ไออุ่นจากสองร่างจึงค่อย ๆ จากหายเหลือเพียงความเย็บเฉียบที่ขั้วใจของชลนทีเท่านั้น

หัวใจสองดวงกำลังรู้สึกโหวงไม่ต่างกัน

“เลิกร้องไห้ แล้วไปอาบน้ำ ทานข้าว ทานยานะครับ ภัทรไปแค่แป๊บเดียว”
“...........”   ชลนทีพยักหน้าตามอย่างว่าง่าย แต่ก็ยังคงจ้องภัทรกรด้วยแววตาระคนเศร้าไม่วางตา
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นหืม…”
“..........”   คราวนี้ร่างบางส่ายหน้า โถมตัวเข้ากอดภัทรกรเพียงครู่หนึ่งและใช้ความเงียบแทนคำตอบทุกอย่าง น่าเสียดายที่ภัทรกรกลับอ่านความหมายอ้อมกอดสั้น ๆ ที่ไร้เสียงใดนี่ไม่ออก
“ถ้าภัทรกลับมา ชลจะต้องยิ้มให้ภัทรกว้าง ๆ เลยนะ สัญญาได้มั้ย”
“.........”
“แค่พยักหน้าไม่เอาสิ สัญญากับภัทรเร็วเข้า”
“อืม สัญญา ภัทรกลับมา ชลจะยิ้มให้กว้างกว่าทุกครั้งเลย”   แม้ว่าคำสัญญาครั้งนี้จะสั่นเทาเพียงใด แต่คนฟังอย่างภัทรกรก็เผลอหลุดยิ้มเศร้าออกไปโดยไม่รู้ตัวซะแล้ว ได้ยินเพียงแค่นี้มันก็มากพอให้เขาวางใจทุกอย่างที่นี่ ...อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าชลนทีจะยิ้มได้

คำสัญญามันจะต้องเป็นสัญญา

“ภัทรไปแล้วนะ”
“..........”   ไม่มีประโยคสุดท้ายของชลนทีดังขึ้นหลังบานประตูปิดลง ภัทรกรได้ยินเพียงเสียงสะอึกสะอื้นของอีกฝ่ายชัดเจนก้องสองหู และนั่นก็ทำให้ทุกย่างก้าวของร่างสูงมันยากเย็นเหลือเกิน ร่างกายชา ๆ และเหนื่อยล้านี้มันเหมือนจะไร้แรงเดินเอาเสียดื้อ ๆ เขาไม่ได้กลัวความผิด ไม่ได้กลัวผลลัพธ์ แต่กำลังกลัวว่าจะปกป้องชลนทีเอาไว้ไม่ได้ และยิ่งกว่านั้น…

เขาคงทนไม่ได้ถ้าต้องเสียชลนทีไป

“รอภัทรนะชล… รอภัทร”

ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 18
“เพื่อนทรยศ”


เพล้งงงงงงงงง!!
“......!!”   วัตถุบางอย่างหล่นลงกับพื้นกระเบื้องจนเกิดเสียง ความดังกังวานนั่นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในวินาทีที่ของชิ้นนั้นตกกระทบ แต่ยังมีเสียงสะท้อนยาวจนกระทั่งสิ่งของชิ้นนั้นหยุดเคลื่อนไหวและไม่ไหวติงอยู่ที่พื้น
ตึก ตึก ตึก เสียงที่ดังขึ้นต่อมาคือเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกองชุดและเสียงลมหายใจหอบถี่ของคนบนเตียงผู้ป่วยที่พึ่งจะสะดุ้งตื่นพร้อมเหงื่อกาฬที่ไหลชโลมทั่วร่าง ดวงตาคมกระพริบถี่ไล่มองไปรอบกายทั้งที่ร่างกายยังหอบสั่นคล้ายคนพึ่งได้พักจากการวิ่งทางไกลหลายสิบกิโล

โรงพยาบาล

คงไม่ต้องคิดจะเอ่ยถามใครออกไปว่าที่นี่คือที่ไหน เพราะทุกสิ่งที่ภัทรกรรับรู้ได้ตอนนี้มันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะสายน้ำเกลือที่ติดแน่นอยู่บนหลังมือซ้าย ห้องพักสีขาวสะอาดที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นยา หรือแม้แต่พยาบาลสาวที่กำลังก้มเก็บบางอย่างอยู่ข้างตัว คำถามเดียวที่ชายหนุ่มอยากเปล่งเสียงผ่านลำคอแห้งผากออกไปก็คือ…

เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

“ขอโทษค่ะคุณหมอ ดิฉันซุ่มซ่ามเอง”   คนเป็นพยาบาลกล่าวขณะที่ก้มเก็บชามสแตนเลสและอุปกรณ์การแพทย์หลายชิ้นบนพื้น ชายสวมกราวน์ที่ยืนอยู่ติดเตียงคนป่วยส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่เป็นไร และง่วนอยู่กับการเปิดแฟ้มประวัติคนไข้โดยไม่ได้สังเกตว่าคนบนเตียงนั้นได้ลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังสนั่นห้อง
“ผม… ขอน้ำ…”   จนกระทั่งเสียงแห้ง ๆ เอ่ยออกไป ผู้เป็นหมอจึงละสายตาจากแฟ้มแล้วหันไปให้ความสนใจกับผู้ป่วยแทน
“เป็นยังไงบ้างครับ คุณภัทรกร”   หมอเข้ามาตรวจและสำรวจอาการภายนอกเบื้องต้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ด้านพยาบาลเองก็รีบไปรินน้ำใส่แก้วตามคำขอของคนป่วย ทั้งหมอและพยาบาลทำเหมือนทุกสิ่งเป็นเรื่องปกติ ...ไม่สิ ต้องพูดว่าภัทรกรไม่เข้าใจทุกสิ่งที่เห็นหลังลืมตาตื่นอยู่คนเดียวมากกว่า
“ไอ้ต้า… กูเป็นอะไร”
“ร่างกายคุณอ่อนแอน่าจะเพราะพักผ่อนน้อยแล้วก็จากอาการเครียด จากประวัติคุณเคยมีอาการแบบนี้ครั้งนึงแล้วใช่มั้ยครับ ...งั้นก็อาจจะเพราะคุณไม่ยอมกินยาตามแพทย์สั่งก็เลยกลับมาเป็นอีก ร่างกายมันมีลิมิตของมันนะครับคุณภัทรกร ถ้า….”
“มึงจะพูดเหี้ยอะไรยาวเหยียดไอ้ต้า!!”   แม้ภัทรกรจะตวาดออกมาได้ไม่เต็มเสียงนัก แต่มันก็มากพอที่จะทำให้พยาบาลสาวเหลือบตามองธนาด้วยสีหน้าที่แปลกออกไป คุณหมอหนุ่มกระตุกยิ้มตอบกลับบาง ๆ ก่อนจะรับแก้วน้ำยื่นให้ภัทรกรด้วยตนเอง
“ผมเป็นแพทย์เจ้าของไข้ ผมจะพูดกับคุณเหมือนเพื่อนคนนึงคงไม่เหมาะนัก”
“งั้น… ถ้ามีอะไร เรียกได้นะคะคุณหมอ”
“คงไม่มีอะไรหรอกครับ ออ ผมฝากตามผลตรวจให้ด้วยนะครับ”  พยาบาลสาวพยักหน้ารับ เธอเก็บอุปกรณ์การแพทย์เล็ก ๆ น้อย ๆ ออกจากห้องไปหลังจากหมดหน้าที่ คงจะดีกว่าถ้าปล่อยให้หมออยู่กันตามลำพังคนไข้ผู้เป็นเพื่อนสนิท
“ไอ้ต้า กูเป็นอะไร”   ภัทรกรถามซ้ำ ขณะที่ธนายังนิ่งเฉียบมองเขาราวกับมีอะไรในใจ ...ผิดแล้วล่ะมั้ง คงต้องเป็นภัทรกรมากกว่าไม่ใช่หรอที่ควรจะมองธนาด้วยสายตาแบบนี้
“กินน้ำก่อน”   ธนายังคงไม่พูด ใช้มือข้างหนึ่งปรับเตียงขึ้นในลักษณะเอนหลัง และช่วยพยุงเพื่อนให้นั่งพิงได้สบายขึ้น ภัทรกรรับแก้วดูดน้ำเปล่าผ่านหลอดไปอึกใหญ่
“..........”
“พอกูกลับมาจากระเบียง ก็เจอมึงไม่ได้สติอยู่ที่พื้นห้อง อาการมึงเหมือนวันนั้นที่เชียงใหม่ไม่มีผิด”
“....ระเบียง”   พอคิดตามที่ธนาพูดแววตาของภัทรกรก็วูบไหวเพราะความทรงจำก่อนสติจางหายกลับมาครบถ้วนสมบูรณ์

เขารู้แล้วว่าวาโยคือชลนที
ธนามาหาที่ห้อง
สองคนนั่นออกไปคุยกันที่ระเบียง
และสุดท้าย… ข้อความในโทรศัพท์ของธนา

“กูขอโทรศัพท์”
“กูไม่ได้หยิบของมึงมาจากห้อง มึงจะโทรหาใคร”
“ชล…”
“กูไม่อนุญาต มึงพักผ่อนให้หายดีก่อนดีกว่า”

ไม่
ไม่ใช่

สิ่งสุดท้ายในความทรงจำก่อนจะสิ้นสติจริง ๆ คือเหตุการณ์หลังอิทธิตายที่ย้อนกลับเข้ามาในสมอง… ภาพความทรงจำที่เคยหายไปย้อนกลับมาทำลายความรู้สึกในแหลกลงยิ่งกว่าเดิม

เพล้ง!!!

เป็นอีกครั้งที่เสียงดังสนั่นขึ้นในห้องพักคนไข้ห้องนี้ ภัทรกรปาแก้วน้ำในมือออกไปกระทบกำแพงห้องอีกฝั่งด้วยแรงอารมณ์ที่ครุกกรุ่นขึ้นมาในเวลาเพียงเสี้ยววินาที เสียงสะอึกสะอื้นของชลนทีดังก้องขึ้นในหูสลับกับประโยคน่าโมโหจากโทรศัพท์ของธนา

“ไอ้ภัทร!”
“ชลอยู่ไหน!!”
“มึงสนใจตัวเองก่อนเถอะว่ะ”
“ไม่! กูต้องการเจอชลตอนนี้!!”   ดูธนาจะเก็บอารมณ์ที่แท้จริงเอาไว้ข้างในไม่น้อย ขณะที่ภัทรกรกำลังแสดงทุกความรู้สึกออกมาอย่างไร้การควบคุม หยดน้ำตาไหลออกมาแม้ไร้เสียงสะอื้นใด ๆ ดวงตาที่เคยเข้มแข็งคู่นึงกำลังสั่นไหวหวาดกลัวและมองไปรอบกายด้วยความรู้สึกโกรธเพื่อนที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่ตรงหน้าอยู่เต็มอก
“มึงใจเย็นก่อน”
“กูถามว่าชลอยู่ไหน!”
“กูไม่รู้…”   ธนาตอบปัดและไม่สบตากร้าวแข็งภัทรกร แววตาอัดอั้นของคุณหมอหนุ่มกดต่ำลงพื้นราวกับกำลังตั้งสติสะกดความรู้สึกและความจริงบางอย่างเอาไว้กับตัว
“มึงจะไม่รู้ได้ยังไง! ในเมื่อมึงเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับชล!”   มือหนาคว้าคอเสื้อธนาเอาไว้ในมือโดยไม่เกรงใจเข็มน้ำเกลือที่ยังติดอยู่กับมือ ธนาถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อรู้ตัวว่าจำเป็นต้องเงยหน้าสบตาเพื่อนที่กำลังโมโหและคงไม่พร้อมจะฟังความจริงอะไรทั้งนั้น
“แล้วมึงคิดว่าชลของมึงอยู่ไหนล่ะ”
“ไอ้ต้า!”
“มึงไม่ต้องมาถามกู ถามตัวมึงเองนั่นแหละ ว่าที่มึงแน่ใจนักหนา… ใช่ไอ้ชลจริงรึเปล่า”
“ไอ้ต้า!! มึงอย่ามาพูดแบบนี้!!” ภัทรกรออกแรงกระชากจนธนาแทบจะล้มคะมำตามแรง มือข้างที่ระโยงระยางด้วยสายน้ำเกลือเริ่มมีเลือดข้นย้อนกลับเข้าไปในสายแดงชาดน่ากลัวว่าจะเจ็บ
“กูไม่รู้จริง ๆ ว่ามันหายไปไหน พอกูเจอมึงหมดสติกูก็ไม่ได้สนใจคนอื่น” โทนเสียงนิ่งเงียบยิ่งทำให้ร่างสูงรู้สึกโมโหผู้เป็นเพื่อนมากขึ้นไปอีก

ทำไมถึงทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ทำไมทำเป็นเหมือนไม่มีข้อความเหี้ย ๆ พวกนั้นในมือถือ
ทำไมถึงยังตีหน้าเรียบสนิททั้งที่เอาเรื่องเขาไปพูดกับคนอื่น

“มึงไม่รู้ หรือมึงไม่ยอมบอกกู! ...ข้อความในโทรศัพท์มึง ที่มึงคุยกับไอ้โชติ มันหมายความว่ายังไง!!”
“......มึง”   ถึงคราวที่ธนาจะต้องแสดงใบหน้าถอดสีออกไปบ้าง
“มึงหมายความว่ายังไง… ตอบ! ตอบกู!!”   เสียงสั่นและหยดน้ำตาที่ไหลออกมาอาบแก้มเกือบจะทำให้ธนาอ่อนท่าทีลง แต่วินาทีที่เขาหยุดคิดทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่างก็ทำให้ตีหน้าเรียบเฉยใส่ภัทรกรขึ้นมาอีกครั้ง
“มึงเห็นอะไร… ก็คงหมายความตามนั้น”
“เรื่องที่ว่า… ชลตายแล้ว…”
“มึงคิดว่าไงล่ะ”
“คิดว่ามึงกำลังปั่นหัวกูไง!!”   มือที่กำคอเสื้อธนาไว้จนยับย่นออกแรงผลักจนธนาเซถลาไปอีกทาง ร่างสูงทำท่าจะแกะสายน้ำเกลือที่แสนเกะกะออกแล้วลุกออกจากเตียง ธนาเข้าไปพยายามห้ามแต่ก็ต้านแรงไว้ไม่อยู่จนเข็มหลุดออกมาผิดที่ผิดทางจากชั้นผิวหนังพร้อมเลือดแดงสดไหลออกมาเป็นสาย
“ไอ้ภัทร มึงหยุดนะเว้ย!”
“มึงคิดจะทำอะไรไอ้ต้า มึงเป็นคนที่กูไว้ใจที่สุด แต่ตอนนี้มึงกำลังจะทำอะไรวะ มึงเอาเรื่องกูไปบอกไอ้โชติแล้วยังใครอีก ไอ้ทศ ไอ้พงศ์ก็คงรู้แล้วสินะ!”
“ไม่มีใครรู้อะไรทั้งนั้น”
“แล้วมึงล่ะ ...รู้อะไร หรือว่ามีอะไรที่ไม่ได้บอกกูไอ้ต้า!”
“กูพูดกับมึงตอนนี้ไม่ได้ แต่กูอยากให้มึงรู้ไว้ว่าแค่อยากช่วยมึง…”
“หึ ช่วยกู… มึงพูดสิ ว่าการที่กูล้มตึงลงไปแล้วมึงพากูมาโรงพยาบาลแถวชานเมืองแทนที่จะเป็นโรงพยาบาลใกล้คอนโดกูคือมึงตอนการจะช่วยกู ไม่ได้มีจุดประสงค์อย่างอื่น!”
“ก็เออสิวะ!!” ถึงคราวที่คุณหมอหนุ่มจะมีน้ำโหบ้าง แรงทั้งหมดที่มีถูกใช้กดเพื่อนตัวเองไว้กับเตียง แต่นั่นก็ทำได้เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
“ปล่อยกู! กูจะกลับ แล้วมึงก็ไม่ต้องมายุ่งกับกูอีก!”
“กูไม่ปล่อยให้มึงไปไหนทั้งนั้น!”
“งั้นมึงก็บอกกูมาว่าชลอยู่ไหน! แล้วมึงทำแบบนี้ทำไม!”
“ไอ้ชลมันตายแล้ว! ที่อยู่กับมึง… มัน… คือ...”
“ไอ้เหี้ยต้า!… มึงก็เห็นอยู่กับตาว่าชลไม่ได้ตาย!”
“............มึง ฟังกูนะ…”
“กูไม่มีวันจะยอมเสียชลไปอีกแล้ว เพราะฉะนั้นมึงเลิกกรุเรื่องบ้า ๆ นี่แล้วบอกกูมาว่าชลอยู่ไหน…”   ธนาที่ทำท่าจะพูดบางอย่างก็ต้องสะดุดลง ภัทรกรเองก็เช่นกันที่นิ่งลงเพราะคำพูดที่ลึกไปในใจของตัวเอง
“............”
“ต่อให้เขาไม่ใช่ชล หรือไม่ใช่แม้กระทั้งวาโย ตอนนี้… กูก็เสียเขาไปไม่ได้”
“งั้นมึงก็ทำใจนะไอ้ภัทร… เพราะกูจะไม่มีทางปล่อยให้มึงได้เจอมันอีกแล้ว!! ไม่มีวัน!!”   ธนาใช้จังหวะที่ภัทรกรไม่ได้ทันระวังกดช่วงอกลงกับเตียงแน่นด้วยท่อนแขน ขณะที่มืออีกข้างก็กดย้ำเข้าที่เครื่องสัญญาณไปยังห้องพักพยาบาลอยู่หลายครั้ง
“ผมหมอธนา ขอยาสำหรับคนไข้ให้ผมด่วน!!”
“มึงจะทำอะไรไอ้ต้า!!”
“เรื่องชลนทีของมึง ปล่อยให้กูจัดการเถอะ…”
.
.
.
“นี่มึงอยู่เฝ้ามันทั้งคืนเลยหรอ”
“อือ ทำไงได้วะ มันไม่มีใครเลย”
“ก็ยังโชคดีแหละที่มันยังมีมึง”
“มีมึงด้วย ไม่งั้นมึงก็ไม่รีบแหกขี้ตาตื่นมาแต่เช้าแบบนี้หรอกใช่มั้ย?”
“งั้นก็คงโชคดีที่เราเป็นเพื่อนกัน”
“คงใช่ว่ะ”   ธนาและพงศ์พัฒน์ทอดสายตาไปยังภัทรกรที่ดูเหมือนยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงคนไข้ ชายหนุ่มสองคนปรับทุกข์ด้วยกันมาพักใหญ่ คุณหมอหนุ่มกำลังจัดการเช็คตัวเองในกระจกหลังจากที่นอนเฝ้าคนป่วยและใช้ชีวิตในโรงพยาบาลนี้มาเกินยี่สิบสี่ชั่วโมง ส่วนเจ้าบ่าวหมาด ๆ ที่พึ่งเดินทางมาถึงก็ยังคงมองเพื่อนที่อยู่ในฤทธิ์ยาไม่วางตา
“นี่มันต้องหลับอีกนานแค่ไหนวะ”
“จริง ๆ ยาน่าจะหมดฤทธิ์ไปแล้วล่ะ ซักพักก็คงตื่นขึ้นมาเอง ออ แล้วถ้ามันตื่น มึงกดเรียกพยาบาลด้วยนะ”
“จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยหรอวะ มึงใจร้ายสัด”   ธนาเหลือบตามองพงศ์พัฒน์แล้วยิ้มขำ ขณะที่กำลังจัดการกับเนคไทตัวเอง
“ถ้ามึงจะมองแบบนั้นกูก็ห้ามไม่ได้ แต่เชื่อกูเหอะว่านี่เป็นทางที่ดีที่สุด”
“รอบนี้อาการมันเป็นยังไงว่ะ…”
“ก็คล้ายครั้งก่อนที่เราเห็นกับตาที่เชียงใหม่ หน้าซีด ตัวสั่นสั่น พยายามพูดกับตัวเองตลอดเวลาแล้วก็หมดสติ… แต่จะมากกว่าก็ตรงที่มันกอดบันทึกเล่มนึงเอาไว้แน่น…”   ธนานึกภาพตามที่ตนเองพูด บันทึกเล่มเก่าเล่มนั้นภัทรกรกอดมันไว้แนบอกทั้งที่จะหมดแรงลมตึงอยู่รอมร่อ ดูก็รู้ว่ามันมีความสำคัญกับภัทรกรมากแค่ไหน
“บันทึก… บันทึกเหี้ยอะไรวะ”
“น่าจะเป็นบันทึกเรื่องราวของใครซักคน กูไม่ได้สนใจหรอก ไม่ได้เปิดอ่าน” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ธนาก็กำลังชะงักเมื่อค้นในกระเป๋าของใช้ส่วนตัวของตนเองแล้วเจอของที่เขาหยิบติดมือมาอยู่ในนั้น

โทรศัพท์เครื่องเก่งของภัทรกร
และสมุดบันทึกที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเปื้อนรอยเลือด…

อยากจะขอโทษภัทรกรอยู่เหมือนกันที่เมื่อคืนเขาถือวิสาสะอ่านมันจนจบเล่ม…
เอาเข้าจริงตอนนี้ธนาอาจจะรู้อะไรมากกว่าที่ภัทรกรรู้ก็ได้

“อย่างไอ้ภัทรไม่น่าจะเขียนบันทึก… หรือว่า… ไอ้ชล...”
“ไม่รู้สิ” ธนาไม่ได้อยากโกหกหรือแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องใด แต่บางเรื่องในบันทึกเล่มนั้นมันบอกใจเขาว่าเขาควรเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ซะ
“แล้วตกลงเรื่องไอ้ชล… มันจริงหรอวะ”
“ก็ตามที่กูเล่า…”
“ไม่น่าเชื่อเลยว่ะ… แล้วนี่ถ้าไอ้ภัทรมันได้เจออีก…” พงศ์พัฒน์ไม่ได้พูดชื่อระบุตัวตนถึงใครออกมา แต่เพียงสบสายตาเพียงครู่ธนาเองก็เข้าใจดีว่าคนตรงหน้าก็ไม่อยากจะเอ่ยถึงบางเรื่องเช่นกัน
“มันจะไม่มีทางได้เจอใครอีก”
“แน่ใจหรอวะว่ามึงจะทำได้ มันไม่ง่ายเลยนะเว้ยไอ้ต้า”
“แต่กูก็ปล่อยเรื่องไว้แบบนี้ ปล่อยให้ไอ้ภัทรอยู่กับมันทุกวี่วันไม่ได้เหมือนกัน”   ธนาเน้นคำว่า ‘มัน’ แรงกว่าคำอื่นในประโยค เพียงแค่คิดถึง ‘มัน’ ในความหมายของเขา คุณหมอหนุ่มก็มองไปยังภัทรกรด้วยสีหน้าอ่านยาก
“ขนาดมึงวางแผนกับไอ้โชติส่งข้อความพยายามบอกว่าไอ้ชลตายแล้ว ไอ้ภัทรยังไม่เชื่อมึงเลย แถมยังมาเป็นหลับเป็นตายแบบนี้อีก ...มึงจะห้ามมันไม่ให้เจอชลนทีของมันอีกด้วยยานอนหลับในมือมึงแบบนี้ไปตลอดไม่ได้นะต้า”
“มึงไม่ต้องห่วงหรอก ทุกอย่างมันต้องเป็นไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว ยาที่ให้ กูก็ไม่ได้ให้โดยพละการ กูก็ต้องดูแล้วว่าปลอดภัยกับเพื่อนกู”
“แล้วไง จนกว่ามึงจะจัดการเรื่องนี้ได้ ถ้ามันฟื้นแล้วร้องจะหาไอ้ชลอีก มึงก็ให้ยามันอีกงั้นดิ?”
“...........”
“ไม่ตอบ แปลว่าจริง… กูไม่สบายใจเลยว่ะ สงสารมัน”
“กูเคยบอกมึงแล้ว ...ว่าบางเรื่องมึงก็ไม่อยากรู้หรอก เป็นไง พอรู้เข้าจริง ๆ รู้สึกยังไงล่ะ”
“...........”      ถึงคราวที่พงศ์พัฒน์เป็นฝ่ายเงียบบ้าง ชายหนุ่มเพื่อนกันทั้งสองสบตาแล้วหายใจทิ้งพร้อม ๆ กัน ที่ธนายอมเล่าบางเรื่องให้พงศ์พัฒน์ฟังเมื่อวานนี้ก็เพราะว่าตอนนี้เขาไม่อาจจัดการปัญหานี้ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว
“เอาเถอะ กูไปทำงานล่ะ มีราวน์วอร์ดเช้า เดี๋ยวสาย ๆ กูเข้ามา ถ้ามันตื่นมึงก็ลองคุยกับมันดู แต่ถ้ามันอยากจะไปหาไอ้ชลของมันนักหนา… มึงเห็นยาเม็ดสีขาวที่กูเตรียมไว้ข้างเตียงมั้ย”   พงศ์พัฒน์ปรายตามองตามที่ธนาบอก ยาเม็ดนึงถูกเตรียมใส่ถ้วยใบเล็กไว้ที่โต๊ะข้างเตียงเรียบร้อย
“เออ”
“มึงลงเรือลำเดียวกับกูแล้ว… อย่าให้มันได้เจอไอ้ชลอีก จำไว้ไอ้พงศ์”   พงศ์พัฒน์มองคนที่ยังนอนหลับอยู่ไม่นานหลังจากที่ธนาเดินออกไป โทรศัพท์เครื่องเก่งกลายเป็นจุดสนใจหลักหลังจากนั้น คงเพราะเท่าที่ดูก็ไม่มีอะไรน่าห่วงจนต้องจับตามองภัทรกรเอาไว้ตลอดเวลา

แต่ทว่า…
เจ้าของร่างสูงบนเตียงกำลังกำมือแน่นด้วยสติครบถ้วนสมบูรณ์ หลังจากที่นอนหลังตานิ่งฟังบทสนทนาของเพื่อนทั้งสองมาหลายสิบนาที

ธนาออกจากห้องพักไปด้วยใจที่ยังกังวล ขอบตาคล้ำดำจากการอดนอนก็ทำเอาเหล่าเพื่อนร่วมงานพากันทักไม่ขาดสาย ว่ากันตามตรงวันนี้เขาไม่ได้โฟกัสการตรวจผู้ป่วยเท่าที่ควร เพราะในสมองคุณหมอคนนี้มีเพียงไม่กี่ประโยควิ่งวนจนไม่มีจิตใจจะทำอะไร…

มันกำลังจะจบแล้ว
ชลนทีจะต้องหายไปจากเพื่อนของเขา ตลอดกาล…

“หมอคะ เคสผ่าตัดที่ให้ส่งต่อหมอวินเรียบร้อยแล้วนะคะ ส่วนคนไข้ห้อง 308 เพื่อนคุณหมอ ผลตรวจ….”
“ถ้าผลออกแล้ววางไว้ให้ผมที่โต๊ะก็ได้ครับ เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง”
“ได้ค่ะ”
“ผมไปอยู่ห้องไอ้ภัทรนะครับ ผมลาทั้งวันตั้งแต่ตอนนี้ แต่ถ้ามีอะไรเร่งด่วนเข้าไปหาผมได้เลย”
“หมอรักเพื่อนจังเลยนะคะ เป็นพี่ก็ไม่รู้ว่าจะหาเพื่อนดี ๆ แบบนี้ได้จากไหน”
“ผมก็ไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีนักหรอกครับ”   รอยยิ้มฝืน ๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าของธนา ก็จริงตามที่พูดสิ่งที่เขาทำกับภัทรกรตอนนี้ถ้าในแง่ของความเป็นเพื่อนบางทีมันก็เกือบจะติดลบ เขาพยายามแล้วที่จะประครองเรื่องนี้ให้ไปเจอปลายทางที่ดีที่สุด พยายามแล้วที่จะเป็นเพื่อนที่ดี แม้ว่าภัทรกรคงไม่เข้าใจสิ่งที่เขารู้สึกและพยายามจะทำอยู่เลยก็ตาม
สุดท้ายแล้วคุณหมอหนุ่มก็ได้แต่เดินบิดตัวคลายเมื่อยเพื่อกลับไปหาผู้เป็นเพื่อนที่พักอยู่อีกตึก เมื่อวานหลังจากฉีดยาอย่างทุลักทุเลจนภัทรกรหลับสนิทเขาก็เอาแต่อ่านบันทึกน่าสงสัยเล่มนั้นโดยไม่ได้จออนุญาตใครทั้งนั้น แต่ความหน่วงในใจตอนนี้มันยิ่งตอกย้ำเขาดวงคำที่ตัวเองเคยพูด

‘บางเรื่อง มึงก็ไม่อยากรู้หรอก’

ธนาเดินไปตามทางเชื่อมอาคารของโรงพยาบาลอย่างคุ้นชิน เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าปกติเพราะคิดว่าตอนนี้ภัทรกรสมควรจะตื่นได้แล้ว อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าพงศ์พัฒน์จะควบคุมคนป่วยไว้ได้รึเปล่า

ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วลืมไอ้ชลนทีไปเหมือนเมื่อก่อนก็คงจะดี
แต่ถ้าไม่…

“ไอ้พงศ์! มึงไปไหนมาเนี่ย”   ธนาร้องทักเมื่อเจอพงศ์พัฒน์ที่กำลังเดินสวนมาอีกทาง เขามองข้าวของจากร้านสะดวกซื้อที่เต็มสองมือของพงศ์พัฒน์สลับกับใบหน้าของพงศ์พัฒน์ด้วยความรู้สึกกระตุกวูบเล็ก ๆ

นั่นก็แปลว่า…

“เซเว่น”
“ไอ้ภัทรล่ะ”
“มันตื่นตั้งแต่มึงออกมาทำงานอ่ะ แต่อาการก็ปกตินะ แถมไม่ได้โวยวายถึงไอ้ชลแบบที่มึงกังวลซักนิด”
“แล้วมึงก็ทิ้งวันไว้ในห้องคนเดียวเนี่ยนะ”
“ไอ้ภัทรมันบ่นหิว กูถามพยาบาลหน้าเค้าเตอร์เขาบอกว่าให้กินได้ ก็เลยลงไปซื้อให้มัน ไม่มีไรหรอกมั้ง ท่าทางมันก็โอเคดี”
“ทำไมมึงไม่โทรสั่งครัวของโรงพยาบาลให้มันวะ!!”
“ก็มันบอกว่าอยากกิน… เห้ย รีบไปไหนว่ะต้า”   อาการตะหงิด ๆ และกระตุกที่ตาขวาทำให้ธนาไม่อาจรอฟังคำใดจากเพื่อนได้อีก เรียวขายาวก้าวฉับ ๆ และดันประตูห้องพักคนไข้หมายเลข 308 อย่างร้อนรน แต่สิ่งที่เห็นคาตาก็ทำเอา ธนาหน้าชาและทรุดตัวลงไปกับพื้นอย่างหมดแรงทันที
“แม่งเอ๊ยยย!”
“ไหงเป็นงี้วะ”
“ไอ้ภัทร… ทำไมวะ! ทำไม”   ห้องพักคนไข้ตรงหน้าถูกรื้อข้าวของกระจัดกระจาย ชุดสำหรับคนป่วยถูกกองทิ้งไว้กับพื้นข้างกระเป๋าเสื้อผ้าของธนา เท่าที่สำรวจด้วยสายตาของในกระเป๋าสะพายข้างที่ธนาวางทิ้งไว้ก็หายไปหลายชิ้นเช่นกัน
กุญแจรถ
โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ของภัทรกร
และสมุดบันทึกเล่มนั้น

แต่ทั้งหมดนั่นก็คงไม่ทำให้ธนาเครียดได้เท่าการหายไปอย่างไร้เงาของผู้ป่วยจิตเวช

ภัทรกร….


ออฟไลน์ be-silent

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 177
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-3
Chapter 19
“เมื่อความเจ็บปวดย้อนคืนมาพร้อมความทรงจำ”

ภัทรกรขับรถบนถนนสายหลักเป็นระยะทางกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตรติดต่อกันโดยไม่พัก ความเร็วที่ผิดกฎหมายทำให้เขากำลังจะเข้าตัวจังหวัดท่องเที่ยวทางภาคเหนือด้วยเวลาไม่ถึงหกชั่วโมงด้วยซ้ำ ดวงตาคมทำหน้าที่สัมพันธ์กันกับมือทั้งสองข้างและเท้าขวาที่ออกแรงเหยียบคันเร่งไม่มีหยุด
ปริ้นนนนนนน! เสียงบีบแตรยาวดังมาจากเพื่อนร่วมท้องถนน เป็นไม่กี่ครั้งที่ร่างสูงย้ายเท้าไปแตะเบรคเพื่อชะลอเข้าเร็วหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าเลนขวา เมื่อครู่เขาก็แค่เผลอหลับตาลงในจังหวะที่กำลังจะปาดหน้ารถข้ามไปอีกเลน นั่นก็เพราะแสงสุดท้ายของวันสะท้อนเข้านัยน์ตาจนไม่อาจจะสู้ไหว

แสงสีส้มจากธรรมชาติที่ทำให้ร่างสูงมีแรงฮึดที่จะทำความเร็วให้กว่าเดิม

ปริ้นนนนน! ปริ้นนนนน!
“มึงจะบีบแตรกันทำเชี่ยไรนักหนาวะ!!”  เสียงที่สบถด่าออกมานั้นสัมผัสได้ถึงลำคอที่แห้งผาดของภัทรกร จังหวะที่เขาเอาแต่มองเล่มบันทึกที่เบาะข้างคนขับเมื่อครู่ทำให้ฝ่าไฟแดงโดยไม่ตั้งใจ แต่การที่แสงตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนสีเข้มขึ้นและเริ่มลดความสว่างลง มันก็ยิ่งทำให้ความเร็วในการเดินทางครั้งนี้เพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
เอี๊ยดดดดดด! รถคันใหญ่จอดสนิทท่ามกลางลมหายใจหอบถี่ของคนขับ เจ้าของดวงตาคมเหม่อมองบรรยากาศมืดสนิทรอบตัวรถก่อนที่จะฟุบลงกับพวงมาลัยเพราะความรู้สึกแปลก ๆ มันตื้อขึ้นมาจนคล้ายจะขาดใจเสียตรงนี้ให้ได้
“อึก…..”

ความรู้สึกที่อยากจะร้องไห้แต่ก็ดันไม่มีน้ำตาออกมาซักหยด
ทั้งที่ถึงที่นี่แล้วแท้ ๆ …..

ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรดลใจให้ภัทรกรขับรถจากกรุงเทพมาจอดที่หน้าโรงเรียนเก่าโรงเรียนเดิมอีกครั้ง แสงไฟจากป้ายรอรถสาดเข้ามาเป็นแสงเงาเล็ก ๆ จนร่างสูงหลุดยิ้มบาง

ไม่ได้ยิ้มเพราะรู้สึกอะไร
ไม่ได้ยิ้มเพราะความรู้สึกตื้อในอกเมื่อครู่มันจางหายไป
แต่ที่ยิ้มออกมาเพราะความคิดถึงของเขามันอยู่ที่นี่

เจ้าของเรียวขายาวก้าวลงจากตัวรถ วินาทีแรกที่ลมพัดผ่านใบหน้าทำให้ภัทรกรหยุดยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับหลับตาลงแน่นสนิท ที่เขายืนอยู่ตรงนี้มันแทบไม่เหลือเค้าเดิมในความทรงจำ แต่ที่เหมือนเดิมคือความรู้สึกของเขา ความรู้สึกประหม่า ไม่มั่นใจเช่นครั้งแรกที่เข้ามาทักชลนทีที่นี่ เพียงแต่ตอนนี้มันเป็นความรู้สึกไม่มั่นใจในเรื่องที่ต่างออกไป

ทุกเรื่องที่ได้ยินธนาคุยกับพงศ์พัฒน์
ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับชลนที
ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเขาเอง…

“ภัทร…”   เสียงกระซิบที่แวบเข้าหูทำให้นิ้วเรียวที่มือกระตุกบาง เรียวคิ้วขมวดขึ้นทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท
“..........”

“ภัทร… ลืมตาสิ”   ภัทรกรค่อย ๆ ลืมตาขึ้นตามเสียงที่คุ้นเคย ภาพที่ปรากฏต้องหน้าเรียกน้ำตาที่อัดอั้