┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ== [END]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ== [END]  (อ่าน 103741 ครั้ง)

ออฟไลน์ route rover

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2435
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +221/-7
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[8]==[P.3]== [25/04/61]
«ตอบ #90 เมื่อ25-04-2018 18:41:16 »

เออะ มีปมที่แม่หรอเนี่ย

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[8]==[P.3]== [25/04/61]
«ตอบ #91 เมื่อ25-04-2018 20:11:07 »

จักร สู้ ๆ นะ  :กอด1:

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1789
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[8]==[P.3]== [25/04/61]
«ตอบ #92 เมื่อ25-04-2018 21:53:44 »

น่าสงสารพี่จักรอ่ะ แม่แท้ๆกับมองแค่ผลประโยชน์  :hao5:
โชคดีที่มีน้องภีมที่คอยดูแลพี่จักร พี่จักรก็ดูฮึกสู้ขึ้นมาแล้ว
อีกไม่นานพี่จักรต้องกลับมาเดินได้แน่นอน  :katai2-1:

รอตอนต่อไปค่า

ออฟไลน์ 05th_of_06th

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[8]==[P.3]== [25/04/61]
«ตอบ #93 เมื่อ25-04-2018 21:55:49 »

ชอบดีเทลคำพูดของทั้งสองคน ที่ต่างคนต่างนึกถึง ต่างคนต่างกังวลซึ่งกันและกันอ่ะ ฮือออ พี่ก็กลัวน้องมองไม่ดี น้องก็กลัวพี่ทิ้งถ้าเป็นเด็กไม่ดี

ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[8]==[P.3]== [25/04/61]
«ตอบ #94 เมื่อ26-04-2018 07:43:17 »

ต่างคนต่างนึกถึงกันและกัน แคร์กันมากๆแบบนี้น่ารักอ่ะ แต่อยากให้คุยกันเร็วๆนะ จะได้ช่วยกันแก้ปัญหา สู้ๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02-05-2018 23:20:50 โดย Sky »

ออฟไลน์ CHESS.

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[8]==[P.3]== [25/04/61]
«ตอบ #95 เมื่อ02-05-2018 20:11:19 »

-9-


ร้านดอกไม้ที่ไม่ได้คึกคักมานานเพราะเจ้าของร้านสุดหล่อหายตัวไปกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อมีคนบอกต่อๆ กันว่าเห็นหนุ่มหล่อของใครหลายๆ คนกลับมาทำงานแล้ว ปกรณ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการชั่วคราวรับศึกหนักที่สุดเมื่อสาวๆ มาที่ร้านแล้วไม่เจอภีมภัทร เขาจึงต้องคอยตอบคำถามและรับของฝากสารพัดจนแทบจะเต็มเคาน์เตอร์

“เหนื่อยหน่อยนะพี่” ปอนด์หัวเราะอารมณ์ดีขณะกำลังเปลี่ยนน้ำให้ดอกไม้ เด็กหนุ่มหันไปมองหน้าพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองแล้วก็อยากจะหัวเราะออกมาทุกที

“ไม่ต้องหัวเราะเลยไอ้ปอนด์ เดี๋ยวพี่เข้าไปคุยกับคุณภีมเมื่อไหร่แกก็ต้องมาดูร้านแทนแล้ว” ปกรณ์ผลักหัวน้องชายที่หันขวับมามองในทันทีที่เขาพูดจบเบาๆ เป็นเชิงหยอก “รับมือกับสาวๆ ไปคนเดียวแล้วกัน”

“โธ่พี่ปก...อย่าแกล้งผมดิ” ปอนด์โอดครวญ ตัวเขาเล็กนิดเดียว จะเอาแรงที่ไหนไปสู้กับสาวๆ แรงเยอะพวกนั้นกัน

“ไม่ได้แกล้ง คุณภีมจะฟังสรุปงานจริงๆ เว้ย”

“เชื่อก็ได้...ว่าแต่พี่ปก” ปอนด์ทำหน้าตาตื่นพลางหันซ้ายหันขวา พอเห็นทางสะดวกแล้วก็ขยับมากระซิบจนชิดเหมือนกลัวจะมีใครมาได้ยิน “คนที่มากับคุณภีมใครเหรอ”

“นี่แกเห็นคุณเขาด้วยเหรอ”​ ปกรณ์ถามด้วยความแปลกใจ ตอนที่เจ้าเด็กนี่มาถึงร้านเขาก็เห็นเจ้านายพาคุณคนนั้นเข้าไปด้านในแล้ว ไม่คิดว่าเจ้านี่จะเห็นด้วย

“ก็ตอนเข้าไปหยิบของในห้องทำงานคุณภีมผมเผลอสบตาเขาพอดีน่ะสิ” เด็กหนุ่มลูบแขนตัวเอง ท่าทางหวาดกลัวจริงจังจนปกรณ์จะด่าก็ด่าไม่ลง “โคตรหล่อเลย ผมว่าถ้าเขาไม่ผอมขนาดนั้นนี่น่าจะยิ่งกว่านายแบบอีก...แต่น่ากลัวฉิบหาย”

“อืม...น่ากลัวจริงๆ นั่นล่ะ” ปกรณ์พยักหน้าเห็นด้วย

เขายังจำได้ดีในตอนที่มาถึงร้านแล้วเห็นเจ้านายกำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะพูดคุยกับผู้ชายที่เขาไม่เคยเห็นหน้า เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่คิดจะเอ่ยปากทัก ดวงตาคมกริบคู่นั้นก็ตวัดมามองเสียก่อน แต่แค่มองวูบเดียวกลับทำเหมือนจะดึงวิญญาณคนโดนมองตามติดไปด้วย มันไม่ใช่แค่เย็นชา ทว่าดุดันและแข็งกร้าวในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน คนคนนั้นทำราวกับกำลังมองศัตรู พอเห็นว่าไม่ใช่จึงถอนสายตากลับไปเหมือนเดิม หารู้ไม่ว่าได้สร้างความหวาดกลัวขึ้นในใจผู้ชายแมนๆ คนหนึ่งไปแล้ว

“ปอนด์มาดูร้านแทนพี่ก่อน คนไม่เยอะหรอก มันหมดพักเที่ยงแล้ว” ชายหนุ่มถอดผ้ากันเปื้อนออก ตากวาดมองเพียงชั่วครู่เพื่อหาว่าลืมอะไรไว้ไหม เมื่อแน่ใจแล้วจึงหันกายเดินไปทางห้องด้านหลัง

“โชคดีนะพี่”

“เออ”

ไม่รู้ทำไมการพูดการจาและท่าทางถึงได้ดูเหมือนจะเข้าห้องเชือดขนาดนั้น...

ปกรณ์เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาแล้วสองสามครั้ง สถานการณ์ที่เจ้านายไม่อยู่แล้วทิ้งให้เขาดูแลร้้าน เมื่อกลับมาแล้วก็จะเรียกเข้าไปคุยแล้วถามเรื่องต่างๆ ครั้งแรกเขาคิดว่าแค่ถามสถานการณ์ทั่วไป ที่ไหนได้...ให้สรุปรายรับรายจ่าย จำนวนของทั้งหมด ขอหลักฐานสารพัดในครั้งเดียว เล่นเอาเอ๋อแดกไปเป็นวัน ครั้งต่อๆ มาเขาเลยไม่เคยทำพลาดอีก แต่แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกและปกรณ์ก็รู้อยู่แล้วว่าควรเตรียมอะไรมาบ้าง เขาก็ยังอดเกร็งไม่ได้อยู่ดี เผลอๆ จะเกร็งมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

ปกติคุณภีมคนเดียวก็จะบ้าตายอยู่แล้ว นี่มีคนดูดวิญญาณอีกคน บอกตรงๆ ว่าน่ากลัวคูณสิบ...

ก๊อก ก๊อก

“ขออนุญาตครับ”

ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเคาะประตูและปลงไปเอง

“เข้ามาเลยปกรณ์”

เจ้าของชื่อสูดหายใจเข้าจนสุดเพื่อรวบรวมสติ วินาทีที่เปิดประตูเข้าไปด้านใน ปกรณ์เตรียมรับแรงกดดันที่มากกว่าปกติไว้เต็มที่ หากแต่เมื่อได้เงยหน้ามองชัดๆ แล้วเขาก็แทบจะปิดประตูไปอีกรอบ  ไม่ใช่เพราะกดดัน...แต่อะไรคือการที่เจ้านายของเขากำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นเพื่อบีบนวดขาของคนที่นั่งอยู่บนโซฟากัน

น่ากลัว...

ช่างเป็นภาพที่น่ากลัวเสียเหลือเกิน

“ยืนทำอะไร เข้ามานั่งสิปกรณ์” ภีมภัทรพูดทั้งที่หันหลังอยู่ ยังดีที่ปกรณ์รู้สึกตัวไว เขารีบเก็บสีหน้าเหวอๆ ของตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเตรียมรายงานไว้ให้แล้วครับคุณภีม” เขารีบเอาสมุดรายงานออกมาวางบนโต๊ะ เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงยืนอย่างสงบรอให้ภีมภัทรลุกขึ้นยืน แม้คิ้วจะกระตุกหน่อยๆ ตอนเห็นสีหน้าเจ้านายดูอ่อนโยนผิดปกติแต่เขาก็ไม่ได้แสดงออกมากไปกว่านั้น

“เดี๋ยวผมจะอ่านทีหลัง...” เจ้าของร้านหนุ่มไม่สนใจปกรณ์ที่กำลังทำหน้าเหวอ จริงอยู่ที่เขาเป็นคนเข้มงวดและค่อนข้างจะละเอียด แต่ไม่เห็นว่าจะดุตรงไหน ไม่เข้าใจว่าแค่บอกว่าจะอ่านทีหลัง ไม่ได้อ่านในทันทีแบบทุกครั้งแล้วมันน่าตกใจขนาดนั้นเลยหรือไง “คุณชินกับการทำงานตำแหน่งใหม่หรือยัง”

“คิดว่าเข้าที่แล้วครับคุณภีม มีเจ้าปอนด์คอยช่วยด้วยเลยลดภาระไปได้เยอะ” ปกรณ์ตอบไปตามตรง

“งั้นก็ดีแล้ว...คุณทำงานตำแหน่งเดิมต่อไปแล้วกัน ส่วนเรื่องรายงานผมจะตรวจสอบเป็นงวดๆ อีกไม่นานผมจะปล่อยร้านนี้ให้คุณดูแลทั้งหมด คุณไหวใช่ไหมปกรณ์” ประโยคคำถามที่คล้ายประโยคคำสั่งทำให้ปกรณ์ตกตะลึงอยู่นาน เขาเกือบจะฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจออกมา แต่เพราะยังมีสติอยู่บ้างจึงรีบยั้งไว้แล้วพยักหน้ารับคำ

“ครับคุณภีม ขอบคุณมากครับที่ไว้ใจผม”

“อืม…” ภีมภัทรยิ้มบาง “ไปเถอะ”

“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มยกมือไหว้อย่างสุภาพแล้วรีบเดินไวๆ ออกไปจากห้องโดยไม่ลืมก้มหัวให้จักรพรรดิที่นั่งอยู่ตรงโซฟา

ภีมภัทรมองตามหลังลูกน้องคนสนิทไปจนประตูปิด เขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ไม่คิดว่าการวางภาระที่แบกไว้ให้ใครสักคนช่วยจัดการให้จะทำให้ตัวเองรู้สึกดีขนาดนี้

“เป็นยังไงบ้าง” เสียงเรียบๆ ของคนต้นคิดทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัว ร่างโปร่งรีบเดินเข้าไปหาก่อนจะนั่งลงตรงโซฟาข้างกัน ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มพลางพยักหน้าหงึกหงักเพื่อบอกให้รู้ว่ามันเป็นอย่างที่อีกคนบอกจริงๆ ด้วย

“ภีมเพิ่งรู้ว่ามันรู้สึกดีขนาดนี้”

“ดีแล้ว” จักรพรรดิลูบหัวทุยเบาๆ ดวงตาฉายชัดถึงความเอ็นดูที่ไม่เคยมีให้ใครมาก่อน

“พี่จักรเคยเป็นแบบภีมใช่ไหมครับ พี่ถึงได้รู้ว่าควรทำยังไง”

ภีมภัทรยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยไว้ใจใครเท่าไหร่นัก เวลาใช้ให้ใครทำอะไรให้ก็มักใช้อย่างเสียมิได้ แล้วก็ต้องมานั่งตรวจสอบเองแบบละเอียดทีหลัง ทั้งหมดเพราะเขาไม่ต้องการให้ใครมาทำลายความสมบูรณ์แบบของตัวเอง ความมั่นใจในตัวเองที่มีมากเกินไปจนไม่อยากทำงานร่วมกับใครอาจจะทำให้เกิดปัญหาในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาต้องทำงานกับคนหมู่มาก

จักรพรรดิอ่านทุกอย่างได้ขาด เขาบอกให้ภีมภัทรเริ่มจากการปล่อยให้คนช่วยดูแลร้านเล็กๆ แห่งนี้ก่อน เมื่อภีมภัทรทำท่าทางลังเล ชายหนุ่มก็ถามเพียงว่าปกรณ์ทำงานมานานแค่ไหนแล้ว และสำหรับภีมภัทรเขาไว้ใจได้หรือเปล่า คำตอบที่ได้รับกลับมาทันควันโดยไม่ต้องคิดคือไว้ใจได้ แค่นั้นคนตอบก็เริ่มรู้สึกตัวว่าควรทำอย่างไรต่อไป

“ไม่เคย”

คนถามทำหน้าตางงงวยเมื่อได้ยินคำตอบ เขาคิดว่าจักรพรรดิอาจจะเคยไม่ไว้ใจใครและต้องการทำทุกอย่างด้วยตัวเองแบบเขาเสียอีก

“แล้วทำไม...”

“พี่ตรงข้ามกับภีมแทบทุกอย่าง”

“ภีมไม่เข้าใจ”

“พี่ไม่มีสิ่งที่เป็นของตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว เพราะงั้นถึงไม่สนใจว่าอะไรจะดีหรือไม่ดี ใครจะทำอะไรก็ช่างมัน แค่ถือเอาคำสั่งเป็นสำคัญและทำตามเท่าที่ต้องทำก็พอ” จักรพรรดิเหยียดยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ “ยกตัวอย่างเช่น...ถ้าบริษัทที่พี่ทำงานอยู่ล้มละลายเพราะมีคนยักยอกเงินออกไป พี่ก็ไม่เคยคิดสนใจเพราะมันไม่ใช่ปัญหาของพี่ มันไม่ใช่หน้าที่ของพี่ พูดแบบนี้พอเข้าใจไหม”

เข้าใจ...แต่ก็ไม่อยากเข้าใจเลย

“ตอนนี้พี่จักรไม่ต้องคิดแบบนั้นแล้ว พี่จักรอยู่กับภีมก็พอเนอะ” ภีมภัทรฉีกยิ้มกว้างพลางขยับตัวเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม และท่าทางแบบนั้นทำให้จักรพรรดิยิ้มออก

“รู้แล้ว” เขาดึงแก้มเด็กน้อยของตัวเองเบาๆ “ที่พี่แนะนำให้ภีมทำแบบนั้นก็เพราะภีมพูดเองว่าเขาไว้ใจได้ แล้วอีกอย่าง...พี่อยากให้ภีมเหนื่อยน้อยลงด้วย การแบกทุกอย่างไว้ด้วยตัวเองมันเหนื่อยมากนะ”

ภีมภัทรรับฟังทุกอย่างด้วยรอยยิ้ม นาทีนี้ไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะเป็นเด็กน้อยหรือเปล่า สัมผัสสากๆ ของฝ่ามือที่กำลังลูบหัวอยู่ทำให้เขาได้ใจ ร่างโปร่งทรุดตัวลงนอนบนโซฟา แอบเอาหัวพิงตักของคนตัวสูงไว้แบบเนียนๆ

“ขอบคุณครับ”

จักรพรรดิมองคนขี้อ้อนที่กำลังซุกตัวกับตักเขาอย่างรู้ทัน แม้ขาทั้งสองจะไร้ความรู้สึก ต่อให้นอนทับนานแค่ไหนก็ไม่มีวันเมื่อย หากเจ้าตัวก็ยังไม่กล้าวางหัวทับลงมาเต็มที่ เพียงแค่พิงเอาไว้เท่านั้น

น่าเอ็นดูจริงๆ…

“ภีม”

“หือ...ครับ” ภีมภัทรตอบกลับเสียงงัวเงีย

“เหนื่อยเหรอ”

ที่ต้องดูแลกัน…

ทั้งตื่นมาเตรียมข้าวเช้าให้ พาไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล แล้วยังกลับมาดูงานที่ร้านต่ออีก

“เหนื่อยสิ” คนพูดขยับตัวขยุกขยิกให้กลับมานอนหงาย ดวงตาคู่สวยทอดมองเจ้าของใบหน้าคมคายที่กำลังเป็นกังวลด้วยแววตาอ่อนโยน “เหนื่อยที่ต้องเดินไปซื้อข้าวเพราะมันเมื่อยขา เหนื่อยที่ต้องไปโรงพยาบาลเพราะต้องขับรถ เหนื่อยที่ต้องทำงานเพราะมันน่าเบื่อสุดๆ แต่เพราะพี่จักรคอยเติมพลังให้...แบบนี้”

เจ้าตัวหยิบมือเจ้าของตักไปวางแปะบนหน้าตัวเองแล้วสูดหายใจเข้าจนสุด

“ภีมเลยพลังงานเต็มถังตลอดเลย”

“เข้าใจพูด” จักรพรรดิขยับมือไปดีดหน้าผากมนเบาๆ จนคนโดนทำร้ายหัวเราะคิกคักอารมณ์ดี และไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็ถูกยึดมือไปแนบแก้มนิ่มอีกครั้ง

“เหนื่อยกายอาจเป็นไปได้ แต่ภีมไม่เคยเหนื่อยใจเลย พี่จักรเชื่อภีมนะ”

จักรพรรดิไม่ตอบอะไร เพราะเพียงแค่เขากลับไปลูบหัวทุยของคนที่เริ่มตาปรือเบาๆ ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนเกินพออยู่แล้ว

พี่เชื่อภีม…

 





หากบอกว่าภีมภัทรเป็นตัวเรียกลูกค้าชั้นดี เช่นนั้นจักรพรรดิก็คงจะเป็นตัวไล่ลูกค้าชั้นเลิศ มีอย่างที่ไหน...เห็นใครมองเจ้าของร้านตาละห้อยหน่อยก็มองตามเขาด้วยดวงตาคมๆ จนลูกค้าแทบจะวิ่งหนีออกจากร้าน โน้ตบุ๊กที่ภีมภัทรยกให้ ไม่รู้ว่าเจ้าของใหม่เคยก้มลงมองเกินห้านาทีหรือเปล่า ครู่เดียวเป็นต้องเงยหน้ามองตามร่างขาวๆ ที่เดินไปตรงนั้นทีตรงนี้ทีทุกครั้งไป

“อีกนิดเดียวก็จะเป็นตูดแล้วนะนั่น” ปอนด์ที่ซุ่มมองอยู่ไม่ไกลกระซิบกระซาบบอกพี่ชายที่กำลังจัดช่อดอกไม้

“อะไรของแก”

“หน้าบูดเป็นตูดไงพี่ปก” ว่าแล้วก็พยักพเยิดให้ดูคนที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาข้างเคาน์เตอร์

“ระวังปากหน่อย เดี๋ยวก็โดนดีหรอก” ปกรณ์เตือนน้องทั้งที่ปากยกยิ้ม ใช่ว่าเขาไม่ได้สังเกต เพียงแต่ไม่กล้าพูดเหมือนไอ้คนเด็กกว่าก็เท่านั้น

คุณจักรพรรดิที่คุณภีมแนะนำให้พวกเขารู้จักเป็นคนเงียบมาก ตอนที่แนะนำตัวกันก็พูดเพียงแค่สวัสดีคำเดียว หลังจากนั้นถ้าไม่สนใจโน้ตบุ๊กก็จะเอาแต่มองตามหลังเจ้าของร้านอย่างเดียว ซึ่งดูเหมือนอย่างหลังจะกินเวลามากกว่าเสียด้วย

“คุณภีมมมมมมมมมมมม”

เสียงร้องเรียกโหยหวนที่มาก่อนเจ้าของเสียงดังขึ้นเรียกความสนใจจากทุกคนในร้านไม่เว้นแม้แต่จักรพรรดิ เขามองร่างบึกบึนของเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาที่วิ่งเข้ามาในร้านด้วยแววตาราบเรียบ หากคิ้วกลับขมวดมุ่นเมื่อได้ยินว่าคนคนนั้นเรียกชื่อใคร

“ฉิบหายแล้วไง” ปอนด์พึมพำเบาๆ

“เข้าไปกันให้คุณภีมเร็วไอ้ปอนด์” ปกรณ์ผลักเด็กหนุ่มตัวเล็กแรงๆ หนึ่งทีจนเจ้าตัวปลิวไปบังอยู่หน้าภีมภัทรที่กำลังหมุนตัวกลับไปหาคนเรียก เพียงเท่านั้นร่างบึกบึนของเด็กหนุ่มที่พุ่งตัวเข้ามาก็หยุดชะงักในระยะเผาขน ปอนด์หลับตาปี๋ กลัวจะโดนพุ่งชนจนล้มตึงเข้าจริงๆ

“ถอยไปเตี้ย กูจะหาคุณภีม” คนตัวใหญ่เหมือนยักษ์ทำหน้าตาบึ้งตึง ใจนึกอยากจะดึงตัวไอ้เด็กเตี้ยตรงหน้าออก แต่เห็นทีกระดูกมันคงจะหักตามแรงไปด้วย และที่สำคัญ...ขืนทำอะไรมันเข้าไอ้คนที่กำลังเดินตามมาด้านหลังคงฆ่าเขาแน่

“คือ…”

“เร็วๆ ไอ้เตี้ย”

“ฮือ…” ปอนด์เบะปากเหมือนจะร้องไห้ จะถอยก็ไม่ได้ จะพูดอะไรก็พูดไม่ถูก คุณภีมก็ไม่ยอมช่วยอะไรเลย เอาแต่ยืนอยู่ข้างหลังเขาชมละครอยู่นั่นแหละ เป็นแบบนี้ทุกทีเลยฮือ...

“ฉิบหาย...” คนตัวใหญ่ตาโต มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุขเมื่อเห็นไอ้เตี้ยทำท่าจะร้องจริงๆ

“ไอ้ใหญ่!”

นั่นไง...

“ปอนปอน มานี่” คนมาใหม่พูดเสียงเข้มอยู่ด้านหลัง ใหญ่กลอกตาก่อนจะยอมหลบให้ไอ้เตี้ยวิ่งไปหาเจ้าของเสียงแต่โดยดี ปอนด์กอดเอวคนตัวสูงเอาไว้แน่น ปากที่เมื่อกี้ไม่รู้จะพูดอะไรฟ้องเอาฟ้องเอายกใหญ่

“พี่ใหญ่พุ่งเข้ามาหาเหมือนจะฆ่าผมเลย ผมกลัวอ่ะเฮีย...”

“ไม่เป็นไรนะ มันไม่กล้าทำอะไรปอนปอนหรอก” ชายตัวสูงหน้าตาดีที่ถูกเรียกว่าเฮียลูบหัวคนตัวเล็กในอ้อมกอดเบาๆ ขณะส่งสายตาฆ่าฟันไปให้เพื่อนตัวโต

“ลำไยไอ้พี่น้องคู่นี้จริงๆ...คุณภีมครับ ใหญ่มาหาแล้วน้า ทำไมคุณภีมหายไปเลย จะติดต่อก็ติดต่อไม่ได้”

ภีมภัทรกะพริบตามองคนที่หันมาออดอ้อนเขาด้วยรอยยิ้ม เขายอมให้อีกฝ่ายพูดจางุ้งงิ้งใส่โดยไม่ได้ว่าอะไร หากตัวกลับเคลื่อนหลบอย่างคล่องแคล่วทุกครั้งเมื่อเห็นว่ามือปลาหมึกคู่โตนั้นทำท่าจะเนียนมาแตะโดน

“ผมมีธุระต้องจัดการเยอะน่ะครับคุณใหญ่”

“แล้วก็ไม่ยอมบอกกันบ้างเลย ใหญ่น้อยใจนะเนี่ย”

“ขอโทษด้วยนะครับ”

“ใหญ่โกรธคุณภีมไม่ลงหรอก...”

ในขณะเดียวกับที่ภีมภัทรถูกดึงตัวไปโดยคนมาใหม่ ส่วนปอนด์ถูกคนที่ตัวเองเรียกว่าเฮียกักตัวไว้ คนที่ถูกลืมสองคนมองภาพเหล่านั้นเงียบๆ คนหนึ่งละเหี่ยใจคล้ายเคยชิน ทว่าอีกคนขมวดคิ้วหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังเผื่อแผ่ความกดดันไปทั่วบริเวณ ท้ายที่สุดแล้วริมฝีปากที่ปิดสนิทมาตลอดก็เปิดออกและเอ่ยถ้อยคำสั้นๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“นั่นใคร”

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าประโยคนี้ถามใคร ปกรณ์วางดอกไม้ในมือลงก่อนจะขยับกายเข้าไปหาคนถามแล้วกระซิบตอบโดยอัตโนมัติ

“ลูกค้าประจำของร้านเราครับ คนหน้าหล่อนั่นเป็นลูกพี่ลูกน้องของปอนด์กับผมชื่อสอง ส่วนไอ้หมีถึกตัวเท่าควายนั่นเป็นเพื่อนสองชื่อใหญ่ มันมาติดบ่วงคุณภีมตั้งแต่สองสามเดือนก่อน หลังจากนั้นก็โผล่หน้ามาให้เห็นแทบทุกวัน คุณภีมพูดตรงๆ ก็แล้ว บ่ายเบี่ยงก็แล้วมันก็ยังไม่ยอมรับความจริงเสียที เหตุการณ์แบบนี้ผมเห็นจนชินตาแล้วล่ะครับ แต่อีกสักพักพอคุณภีมเริ่มหุบยิ้มเดี๋ยวก็ไปเอง”

“นานไหม”

“เอ่อ...ส่วนใหญ่ก็เป็นชั่วโมง”

“นานไป”

“ครับ?”

“ภีม…” ไม่ต้องรอให้ปกรณ์สงสัยนานจักรพรรดิก็เอ่ยปากเรียกชื่อของคนที่กำลังยิ้มเสียงเรียบ เขาไม่ได้ตะโกน ไม่ได้เรียกเสียงดังกว่าปกติ เพียงแค่พูดออกมาตามปกติเท่านั้น แต่...

“พี่จักร” คนที่ยืนอยู่ห่างพอควรหุบยิ้มฉับขณะวิ่งไปหาคนเรียก ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า มือกอบกุมมือใหญ่ไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“มานั่งข้างพี่” ไม่ว่าเปล่า จักรพรรดิฉุดแขนรั้งให้อีกคนลุกขึ้นมานั่งข้างกายจนแนบชิดและไม่ได้พูดอะไรอีก หากสายตาคมกลับมองไปยังทิศทางเดิมไม่เปลี่ยน ภีมภัทรทำหน้างุนงงอยู่เพียงครู่เดียว ทว่าเมื่อมองตามสายตานั้นไปก็เข้าใจ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มจาง เผลอคิดเข้าข้างตัวเองไปแล้วว่าพี่จักร...

“หึงเหรอ”

เผลอพูดไปแล้ว...แต่จะเอาคำพูดคืนก็ไม่ได้ เมื่อไม่ทันแล้วจึงได้แต่จ้องรอคำตอบตาแป๋ว

จักรพรรดิละสายตาออกจากคนที่ไม่ถูกชะตาแต่แรกพบเพื่อหันมามองหน้าคนถาม แววตาดุดันอ่อนแสงลงเมื่อเห็นดวงตาคู่สวยมองตรงมาด้วยความคาดหวัง ไม่รู้เจ้าตัวจะลืมไปหรือยังว่ามีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย

“อืม” เขาตัดสินใจตอบออกไปแบบนั้นเมื่อหางตาแลเห็นคนมาใหม่กำลังทำตาโตจ้องมองมาอย่างตกตะลึง 

“จะ...จริงเหรอ”

“…” คนตอบถึงกับไปไม่เป็นเมื่อโดนถามย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง จักรพรรดิลืมเลือนทุกสิ่งแล้วจมดิ่งไปกับความคิดตัวเอง

หึงงั้นเหรอ...

เขาไม่เคยรู้จักหรือสัมผัสกับคำคำนี้มาก่อน ชีวิตที่เคยถูกผูกมัดไว้และไร้ซึ่งอิสระทำให้ความรู้สึกที่ควรมีกลายเป็นแข็งกระด้างไปหมด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความรักหรือความชอบพอกันระหว่างคนสองคนเลย

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่เรียกว่าอะไร

“พี่จักร...”

“ใช่…” จักรพรรดิพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงโดยไม่ต้องให้ถามอีกรอบ ซ้ำยังสำทับไปอีกคำเป็นการย้ำทั้งตัวเองและคนฟัง “พี่หึง”

ภีมภัทรกะพริบตาปริบๆ มองคนพูดด้วยใบหน้าเอ๋อเหรอ ทว่าเมื่อจับใจความได้ซ้ำยังโดนลูบหัวเบาๆ ความร้อนก็พวยพุ่งขึ้นจากปลายเท้าลามมายังใบหน้าจนแดงไปหมดทั้งตัว

“โอย…”

จักรพรรดิหัวเราะเบาๆ ยามมองคนตัวแดงก้มหน้าก้มตาเพื่อหลบซ่อนใบหน้า เขาใช้มือข้างที่ลูบหัวอีกฝ่ายอยู่กดหัวทุยให้ซบลงมาที่ไหล่ ซึ่งเด็กน้อยก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยการเกาะเสื้อเขาไว้แน่น ดวงตาคมเหลือบมองผู้ชมที่อ้าปากค้างกันเป็นแถบๆ ขณะมุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน

“ไอ้ใหญ่” สองสะกิดไหล่เพื่อนที่ยืนตัวแข็งเป็นหินเบาๆ เป็นเชิงเตือน “ไปได้แล้วมึง”

“ดะ...เดี๋ยวก่อน”

“เดี๋ยวอะไรอีก”

“คะ...คุณภีมของกู” ใหญ่เพ้อ ใบหน้าดำเมี่ยมคล้ายคนจะร้องไห้ “คุณภีมยอมให้ผู้ชายกอด...กูยังไม่เคยจับมือเลยนะ”

“เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือไงว่าเขามีเจ้าของแล้ว” สิ้นคำพูดของเพื่อนก็เหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางใจ ร่างบึกบึนแข็งทื่อหนักกว่าเดิม สายตามองตามร่างโปร่งของคนที่นึกชอบตั้งแต่แรกเห็นนิ่งงัน และยิ่งนิ่งเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นคุณภีมคนแมนขยับตัวซุกไหล่ไอ้หน้าโคตรหล่อที่มาทีหลัง

“ใหญ่ปวดใจ...”

“พูดไม่รู้เรื่องแล้ว ปอนปอนมาช่วยเฮียลากมันออกไปหน่อย”

ปอนด์ที่ยืนเอ๋ออยู่รีบวิ่งเข้าไปช่วยพี่ชายลากหมีตัวแข็งออกไปด้านนอกโดยมีปกรณ์เดินตามออกไปด้วย ทิ้งคนสองคนไว้กับโลกที่มีเพียงสองเราอีกครั้ง

“พี่จักรทำให้ภีมไม่เป็นตัวของตัวเองเลย รู้หรือเปล่า” ประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบดังงุ้งงิ้งอยู่ไม่ไกล ภีมภัทรซุกใบหน้าเข้ากับไหล่ผอม พยายามอย่างยิ่งไม่ให้เจ้าของดวงตาคมเห็นใบหน้าตัวเอง ทว่าสุดท้ายเมื่อถูกเชยคางให้เงยขึ้นมอง เขาก็ยอมทำตามอย่างง่ายดาย

“ไม่ใช่ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกหรือไง” จักรพรรดิถามเสียงกลั้วหัวเราะ

“เป็นแค่กับพี่นั่นแหละ” คนหน้าบูดทำปากเป็นสระอิ “อย่าว่าแต่ภีมเลย พี่จักรเองก็เหมือนกันนั่นล่ะ”

“พี่ทำไม”

“พี่ก็เป็นเหมือนภีมไง”

“อืม...สงสัยจะจริง พี่เองก็เป็นแค่กับภีมเหมือนกัน” จักรพรรดิมองหน้าแดงสลับเขียวของเด็กน้อยขำๆ อดคิดตามคำพูดของตัวเองไม่ได้

จะว่าไปแล้วก็คงจริงอย่างที่ว่า...

ภาพความทรงจำที่นับวันยิ่งมองเห็นชัดระหว่างตัวเองกับเด็กน้อยของเขานั้น ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่เหมือนตัวเขาเลยสักนิด จักรพรรดิที่แสนเย็นชา ดุดัน ไม่เห็นหัวใคร ไม่รู้ทำไมถึงได้อ่อนโยนนัก

หรือว่าที่จริงแล้ว...ยามอยู่กับภีมภัทรคือตัวตนที่แท้จริงของเขากันแน่

“พี่จักรขี้แกล้ง” ปากสระอิของคนพูดบิดเบี้ยวไปมาเหมือนไม่พอใจ ทว่าใบหน้ากลับแดงก่ำยิ่งกว่าลูกตำลึง

จักรพรรดิมองภาพนั้นด้วยความเอ็นดู...และแล้วเขาก็ได้คำตอบในที่สุด

ไม่หรอก...

ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิคนไหนก็คือตัวจริงทั้งนั้น เพียงแต่ท่าทีที่เขาแสดงออกกับคนคนนี้แตกต่างไปจากคนอื่นก็เท่านั้นเอง

“พวกนั้นต้องตกใจแน่ๆ ที่เห็นภีมเป็นแบบนี้” ปากแดงเรื่อขยับขมุบขมิบไม่หยุดหย่อน ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะบ่นใครกันแน่

“แล้วปกติภีมเป็นแบบไหน”

“ก็...เรียกว่าวางตัวดีน่าจะได้ ถ้าเป็นกับลูกน้องในร้านภีมมักจะทำหน้านิ่งๆ ตามปกติอยู่แล้ว แต่ถ้ามีลูกค้าเข้ามาก็ต้องยิ้มไว้ก่อนตามมารยาท ขนาดคนตัวใหญ่เมื่อกี้มาเกาะแกะภีมยังไม่เคยหลุดมาดเลยนะ” ภีมภัทรได้ทีพูดยกใหญ่ หากจะมองเป็นการโอ้อวดก็คงใช่ เพราะเจ้าตัวคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอวดจริงๆ

แต่ในสายตาจักรพรรดิ...มันเหมือนเด็กชายภีมตัวน้อยๆ กำลังเอาเรื่องระหว่างที่ไม่ได้เจอกันมาเล่าให้ฟังเท่านั้นเอง

“เก่งมาก” เขาพูดชมออกมาเบาๆ

“แค่นี้เองเหรอ”

จักรพรรดิกะพริบตาช้าๆ ด้วยไม่เข้าใจว่าควรตอบแบบไหนจึงจะถูกต้อง สุดท้ายเขาเลยยิ้มจางแล้วพูดออกไปอีกคำ

“เด็กดี...”

ภีมภัทรติดสถานะพูดอะไรไม่ออกไปนานหลายวินาที ณ ตอนนี้เขาไม่รู้แล้วว่าควรเถียงเรื่องตัวเองไม่ใช่เด็กก่อนหรือควรหยุดหน้าแดงให้ได้ก่อน ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าคำพูดต่อไปจะดังออกมา

“ขยันโปรยเสน่ห์เหลือเกิน”

“ก็มันได้ใจ”

“หือ”

“โปรยทีไรก็มีเหยื่อติดบ่วงทุกที”

“นี่!” ภีมภัทรถลึงตาใส่คนขี้แกล้ง ใบหน้าไหม้แล้วไหม้อีกจนไม่รู้จะไหม้ยังไง “หยุดเลย...ภีมรับไม่ไหวแล้วนะ”

“อะไรไม่ไหว” จักรพรรดิยังไม่หยุดแกล้ง ชายหนุ่มอารมณ์ดีทุกครั้งที่เห็นแก้มขาวๆ นั้นขึ้นสี แต่ดูเหมือนวันนี้จะแดงมากกว่าทุกครั้งตั้งแต่ที่เขายอมรับว่าหึง เพราะงั้นถึงได้แกล้งไม่หยุดเสียที

เด็กน้อยจริงๆ...





“ไอ้ปอนด์! อย่าผลักสิวะ”

“พี่ปกนั่นแหละ ขยับไปหน่อยดิ ให้ผมดูด้วย”

“ไอ้เหี้ยสอง! คุณภีม...คุณภีมหน้าแดงด้วยว่ะมึง”

“มึงจะยิ้มทำไมไอ้ใหญ่ เขาไม่ได้หน้าแดงเพราะมึง”

“ชู่ว....เบาๆ กันหน่อย”

ปกรณ์หันไปขมวดคิ้วเตือนพวกที่ยืนอยู่ด้านหลัง ขืนยังคุยกันเสียงดังอยู่แบบนี้ อีกเดี๋ยวคนด้านในต้องรู้ตัวแน่ ทีนี้ไม่ใช่แค่โดนทำหน้าตึงใส่ แต่น่าจะได้ตายกันทั้งหมดนี่ล่ะ

“จะไปอยากรู้เรื่องชาวบ้านอะไรขนาดนั้น” คนที่ไม่ได้อยู่ในวงโคจรของพวกขี้เผือกที่กำลังเกาะประตูบ่นพึมพำเบาๆ คนเดียว สองกลอกตาก่อนจะเดินถอยหลังไปยืนอยู่ไกลๆ

อย่างไรเขาก็จะไม่ยอมโดนลูกหลงไปกับไอ้พวกบ้านี่แน่...

ปกรณ์ไม่น่าห่วงเพราะคงเอาตัวรอดได้ ส่วนไอ้ใหญ่ช่างหัวมัน สงสารก็แต่ปอนปอนน้องชายสุดที่รักที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ตัวก็เล็กแค่นั้นไม่รู้จะเถียงสู้ใครเขาได้ไหม

แล้วนั่น...สายตาของใครต่อใครที่เดินผ่านมาเห็นคนหันตูดให้สามคนขณะแอบเกาะประตูร้านดอกไม้ชื่อดัง ไม่อายชาวบ้านชาวช่องกันมั่งเหรอวะน่ะ

“ปวดหัว” สองยกมือกุมศีรษะหน่ายๆ จากที่ไม่อยากยุ่งและไม่คิดสนใจเริ่มจะอับอายแทนอยู่หน่อยๆ แล้วตอนนี้

เอี๊ยด!

ดูพวกมัน...ขนาดมีรถมาเบรกเสียงดังอยู่หน้าร้านแล้วยังไม่หยุดเผือกอีก

เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรชายหนุ่มตัวสูงก็ได้แต่มองไปทางโน้นทีทางนี้ที จนกระทั่ง...

“Sorry…” เสียงพูดเป็นภาษาอังกฤษจากทางด้านข้างในระยะเผาขนทำให้คนที่กำลังเบื่อต้องหันไปสนใจอย่างช่วยไม่ได้ สองมองชาวต่างชาติตัวโตที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ...ไม่เข้าว่าไอ้หน้าหล่อผมเทานี่มันจ้องเขาแบบนั้นทำไม

จ้องเหมือนสงสัยอะไร...

“มีอะไร” เขาขมวดคิ้วถามกลับไปด้วยภาษาไทยโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจหรือเปล่า

“ตอนแรกมีธุระกับเจ้าของร้านนี้” หนุ่มต่างชาติคลี่ยิ้มมุมปาก ก่อนแว่นกันแดดราคาแพงจะถูกถอดออก เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้ากระจ่างใสที่ขับให้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลานั้นดูเป็นคนขี้เล่นน่าคบหา “แต่ว่าตอนนี้...”

“พูดไทยได้นี่หว่า” สองพึมพำเบาๆ เพราะแม้ฝรั่งนี่จะพูดไม่ชัดเท่าไหร่นักแต่ก็เรียกว่าพูดได้แน่นอน เมื่อสรุปกับตัวเองได้แน่ชัดแล้วจึงเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าแล้วถามต่อ “ตอนนี้อะไร”

“ตอนนี้ไม่มีแล้ว”

“อะไรของ...”

“รู้ไหมว่าคนที่ยูยุ่งอยู่เขามีเจ้าของแล้ว”

คราวนี้สองเบิกตากว้าง เขาแทบจะตรงเข้าไปชกหน้าไอ้ฝรั่งนี่ด้วยความหัวเสีย

“มึงหมายความว่ายังไง!”

“หมายความว่า...” หนุ่มต่างชาติเริ่มหุบยิ้ม ดวงตาที่ฉายแววขี้เล่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นวาววับดั่งจะเชือดเฉือนอีกคนให้ตายคาที่ “คนคนนั้นเป็นของไอ”

“…”

“กลับไปซดน้ำบกใบบัวแล้วไสหัวไปดีกว่านะ”

“…”

เขามีแต่ใบบัวบกโว้ย!


———————-





TALK: สำหรับคุณเกรย์กับพี่สอง รอติดตามต่อได้ในเรื่องของประมุขนะคะ ในเรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องเปิดของสามคู่ เราจะเอาออกมาให้รู้จักกันให้ครบทุกคู่เลยค่ะ ทั้งคุณพายุกับฮ่องเต้ แล้วก็คุณเกรย์กับประมุขด้วย ส่วนพี่สองก็คงต้องกินน้ำบกใบบัว สปอยไว้ตรงนี้เลย ฮา สำหรับเรื่องของพี่จักเราเขียนจบแล้วค่ะ มียี่สิบตอน น่าจะเปิดพรีช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี่ล่ะ ระหว่างนี้ก็จะลงเรื่อยๆ ยันจบเลย ขอบคุณค่า

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1789
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[9]==[P.4]== [02/05/61]
«ตอบ #96 เมื่อ02-05-2018 21:18:50 »

พี่จักรน้องภีมหวานได้อีก  :-[

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[9]==[P.4]== [02/05/61]
«ตอบ #97 เมื่อ02-05-2018 21:52:09 »

พี่จักรขาาาา  น้องใจบางไปหมดแล้ววว

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[9]==[P.4]== [02/05/61]
«ตอบ #98 เมื่อ03-05-2018 02:38:29 »

ต่างคน ต่างอ้อน ซึ่งกันและกัน ใจละลายไปหมดแล้ว  :o8:

ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[9]==[P.4]== [02/05/61]
«ตอบ #99 เมื่อ03-05-2018 09:06:10 »

ยังมีหวานกว่านี้อีกมั้ยค๊าาาาาา มดเต็มบ้านแล้วค่าาาาาาา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[9]==[P.4]== [02/05/61]
« ตอบ #99 เมื่อ: 03-05-2018 09:06:10 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ arjinn

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1377
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-1
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[9]==[P.4]== [02/05/61]
«ตอบ #100 เมื่อ03-05-2018 10:28:38 »

อยากอ่านทุกคู่แล้วค่ะ

ออฟไลน์ CHESS.

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[9]==[P.4]== [02/05/61]
«ตอบ #101 เมื่อ06-05-2018 19:17:47 »

-10-


“คุณจักรพรรดิออกกำลังกายแขนเหมือนเดิมก่อนนะครับ”

จักรพรรดิพยักหน้าเข้าใจ เขาโน้มตัวลงจากวีลแชร์ตัวใหม่เพื่อหยิบดัมเบลขึ้นมาด้วยตัวเอง การได้ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องมาเกือบหนึ่งอาทิตย์ทำให้ร่างกายเริ่มคุ้นชินและไม่เหนื่อยหนักเหมือนตอนแรก วันนี้เป็นวันที่วิทยาเดินทางมาที่บ้านสวน นักกายภาพบำบัดหนุ่มมาถึงแต่เช้าตามที่ภีมภัทรขอ เขาได้รับการอัญเชิญให้ไปหาถึงบ้านเล็กติดเรือนกุหลาบที่ไอ้เพื่อนบ้าไม่เคยยอมให้ใครเข้าไป

ถามว่าครั้งนี้ได้เข้าไปไหม...

“ไอ้ภีม” วิทยาเรียกคนที่กำลังหยิบของออกจากตะกร้าเสียงเขียว

“หือ”

“อะไรคือการพากูมาทำกายภาพบำบัดกลางสวนดอกไม้วะ!”

หึ!…จากที่คิดว่าจะได้เข้าไปล้วงความลับในบ้านหลังเล็กที่มันหวงนักหวงหนา กลับกลายเป็นให้เอารถไปจอดเฉยๆ แล้วช่วยขนของจากที่นั่นมาที่สวนดอกไม้!

ไอ้คนเลว! ไอ้คนรู้ทัน!

“ก็ถามแล้วว่าจำเป็นต้องทำในบ้านไหม” ภีมภัทรตอบกลับตามความจริงขณะที่มือยังวุ่นวายกับการเอาอาหารออกมาจัด “แล้วมึงก็ตอบว่า...”

“ไม่จำเป็นหรอก แล้วแต่คนไข้เลย” คนไม่พอใจตอบเสียงแข็ง ก่อนจะพูดให้เบาลงนิดหน่อยเหมือนไม่อยากให้จักรพรรดิได้ยิน “แต่ใครจะรู้วะว่าพี่จักรของมึงจะอยากมาทำกายภาพกลางสวนดอกไม้”

ไม่ว่าจะมองไปทางใดล้วนเต็มไปด้วยดอกไม้ จุดที่พวกเขากำลังนั่งอยู่คือศาลาใจกลางแปลงดอกไม้ธรรมชาติในส่วนของบ้านพักภีมภัทรที่ไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งจริงๆ วิทยาไม่ได้รังเกียจดอกไม้หรืออะไรหรอก เพียงแต่เขาไม่คิดว่านอกจากจะเสียแผนแล้วตัวเองยังต้องมาขลุกอยู่กับสวนดอกไม้ของเพื่อนสนิทที่วิ่งเล่นมาจนทั่วตั้งแต่สมัยมัธยมอีกครั้ง เขาเห็นจนทั่ว วิ่งไปวิ่งมาเป็นร้อยๆ รอบ ความตื่นตาตื่นใจมันหายไปตั้งแต่ตอนมาครั้งที่สิบแล้วเถอะ โซนเดียวที่เขายังไม่ได้ไปเผือกก็มีแค่บ้านเล็กของเรือนกุหลาบนั่นล่ะ

“บ่นมากน่า งานน่ะงาน ทำไปเถอะ” ภีมภัทรเอาช้อนเคาะหัวเพื่อนเบาๆ เป็นเชิงเตือน

“เออๆ รับทราบครับผม...ยังดีนะที่เอาข้าวมาเผื่อกูด้วย”

“ใครบอกว่ากูเอามาเผื่อ” ภีมภัทรหยุดมือแล้วหันมาเลิกคิ้วถาม เขายังไม่ได้บอกเลยสักคำว่าเอาข้าวมาเผื่อมันด้วย

“ไอ้…”

“ภีม”

วิทยากลอกตา ไม่เข้าใจทำไมเวลาเขาจะหาเรื่องเพื่อนทีไรคนคนนั้นต้องรู้ทันแล้วหันมาขัดทุกครั้งไป แล้วดูสิ...ดูมันวิ่งดุ๊กๆ  ไปหาคุณเขา เห็นแล้วหมั่นไส้เป็นบ้า

“พี่จักร” ภีมภัทรทรุดตัวลงนั่งข้างรถวีลแชร์ มือวางแหมะลงบนหน้าขาของจักรพรรดิเฉกเช่นทุกครั้ง “หิวเหรอครับ”

“เปล่า”

“ไม่หิวก็ต้องกิน...นะ” ว่าพลางเอามือเขย่าขาที่ไร้ความรู้สึกของคนป่วยเบาๆ จักรพรรดิจับมือซุกซนไว้ กายสูงโน้มไปด้านหน้าเพื่อให้ภีมภัทรช่วยรับน้ำหนักแล้วพยายามเกร็งตัวลงจากรถด้วยตัวเอง

แล้วมันก็จบลงที่กายท่อนร่างทรุดตามลงมาแบบไร้เรี่ยวแรงบนพื้นเหมือนทุกครั้ง...

“พี่จักร...” ภีมภัทรเรียกคนข้างกายเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง เขายังคงสังเกตเห็นประกายปวดร้าวที่วาบผ่านดวงตาคู่นั้นได้อย่างชัดเจนเหมือนเช่นทุกวัน มือเรียวแตะเบาๆ ที่ขาผอมซึ่งวางพับอยู่ข้างตัว ขณะริมฝีปากคลี่รอยยิ้มเศร้าอย่างเป็นกังวล “ไม่เป็นไรนะครับ”

จักรพรรดิรู้สึกราวถูกฉุดขึ้นจากปากเหวเหมือนทุกครั้งที่เขาพยายามทำอะไรด้วยตัวเองแล้วไม่สำเร็จ ความรู้สึกยามตกลงจากเหวเขารู้จักดี และความรู้สึกที่เหมือนถูกช่วยเหลือไว้ เขาเองก็รู้จักดีเช่นกัน... มือขาวๆ แสนอบอุ่นที่มักจะยื่นมาให้ยึดเกาะยามต้องการอยู่เสมอช่วยชีวิตเขาไว้หลายครั้ง และมันเป็นเหตุผลที่ทำให้เขายังมีสติได้อยู่โดยไม่ต้องบันดาลโทสะออกมาเหมือนเมื่อก่อน

“ไม่เป็นไร” เขาจับขาของตัวเองทีละข้าง ขยับมันให้กลับไปอยู่ในท่าที่ควรอยู่คือการยืดตรงไปด้านหน้า

“ภีมบอกแล้วว่านั่งบนวีลแชร์ก็ได้ พี่จักรไม่ยอมทุกทีเลย”

“แบบนี้จะได้นั่งข้างภีม” เขามองหน้าเด็กน้อยของตัวเองพร้อมคลี่ยิ้มบาง “พี่จะได้ออกกำลังด้วย”

“แต่ว่า...”

“เอาน่า กินข้าวเถอะ”

ภีมภัทรไม่กล้าเถียงต่อเพราะกลัวจะโดนโกรธ เขาหันไปหยิบอาหารออกมาวางตรงหน้าจักรพรรดิ ก่อนจะส่ายหน้าหน่ายเมื่อเห็นส่วนเกินบางคนกำลังก้มหน้าก้มตากินแบบไม่สนใจโลก ถึงปากจะบอกว่าไม่ได้เอามาให้ แต่เพื่อนสนิทมีหรือจะไม่รู้ทันกัน วิทยายังอุตส่าห์คุ้ยหาอาหารที่เขาทำเผื่อไว้ให้เจอจนได้

“กินให้หมดด้วยนะครับพี่จักร” ภีมภัทรไม่ลืมบอกก่อนจักรพรรดิจะเริ่มกินข้าว ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะเริ่มชินแล้วเหมือนกันถึงได้พยักหน้ายิ้มๆ

ช่วงเวลาเกือบอาทิตย์ที่เริ่มรักษา พี่จักรของเขามักจะชอบขอทำอะไรด้วยตัวเองบ่อยๆ จะบอกว่าเชื่อฟังคำพูดของวิทยามากก็ไม่น่าใช่ ภีมภัทรคิดว่าพี่จักรน่าจะอยากช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุดเพราะไม่อยากเป็นภาระเขามากกว่า หลายครั้งที่ภีมภัทรชอบนั่งทำงานอยู่กับพื้นเพราะเขาอยากเหยียดขา รู้ตัวอีกทีพี่จักรก็จะเข็นรถมาหาแล้วพยายามลงมานั่งข้างๆ ด้วยตัวเอง ลงท้ายมักจะหล่นลงไปกองอยู่กับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงแทบทุกครั้ง โชคดีที่เขาช่วยประคองไว้ได้บ้างเลยไม่ต้องเจ็บตัวเท่าไหร่ แต่สีหน้าหดหู่นั้นก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ

จักรพรรดิเก็บอารมณ์เก่งจนเขากลัว ภีมภัทรไม่กล้าละสายตาออกห่างเพราะรู้ดีว่าเพียงเสี้ยววินาทีอีกฝ่ายก็สามารถทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ แต่เพราะคอยมอง คอยสังเกตอยู่เสมอ เขาจึงสามารถกุมมือนั้นไว้แล้วจ้องมองเพื่อให้กำลังใจได้ทันทุกทีไป

“อันนี้เรียกว่าอะไร” จักรพรรดิชี้นิ้วไปที่กับข้าวหน้าตาประหลาดที่เขาไม่รู้จัก

“เรียกว่าหมูผัดขิงครับ” ภีมภัทรคลี่ยิ้มอารมณ์ดีขณะอธิบาย “ใช้เนื้อหมูหมักผัดกับขิงซอยแล้วก็ปรุงรส นอกจากอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ด้วยนะ”

“อืม...อร่อย”

“ภีมทำอร่อยอยู่แล้ว” คนขี้อวดฉีกยิ้มจนปากแทบฉีกถึงใบหู จักรพรรดิมองแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไร สุดท้ายได้แต่เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย

“ทำกินเองบ่อยเหรอ”

“ตอนเรียนอยู่ต่างประเทศทำเองตลอดเลยครับ แล้วพี่จักรล่ะ”

จักรพรรดิทำหน้าครุ่นคิด ชายหนุ่มไม่เคยสนใจเรื่องการทานอาหารของตัวเองอยู่แล้ว แค่รู้สึกว่าต้องกินก็กิน ไม่ได้ชอบหรืออยากกินอะไรเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะจำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ค่อยได้

“ถ้าไม่ได้กินร้าน...ก็คงไม่กินเลย” น่าจะเป็นแบบนั้นล่ะมั้ง

“อะไรนะ” ภีมภัทรตาโต ดวงตาคู่สวยทอประกายไม่ชอบใจชัดเจน เขาจัดการตักข้าวสวยไปใส่ในจานจักรพรรดิเพิ่มครึ่งทัพพี จากนั้นจึงพูดเสียงแข็ง “กินให้หมดด้วย ทดแทนช่วงที่ไม่ได้กิน”

“แบบนี้ได้ด้วยเหรอ”

“ได้สิ”

คนโดนเพิ่มข้าวไม่บ่นอะไร เขายอมตักอาหารเข้าปากทีละคำจนหมด แล้วก็ได้รับรอยยิ้มสวยๆ จากคนที่กำลังเก็บจานข้าวเป็นรางวัล ภีมภัทรไม่พูดอะไรเมื่อวิทยาที่นั่งกินลมชมวิวเงียบๆ อยู่นานเดินเข้ามาหาจักรพรรดิแล้วเริ่มชักชวนให้ทำกายภาพ เมื่อเก็บของเสร็จแล้วชายหนุ่มจึงหยิบหนังสือที่เตรียมไว้ขึ้นมาอ่านระหว่างรอ สายตาทอดมองการทำกายภาพอยู่เป็นระยะสลับกับหนังสือในมือ

แม้จักรพรรดิจะไม่ได้พูดอะไรกับวิทยามากนัก แต่นักกายภาพหนุ่มก็ไม่ได้เกรงกลัวเขามากเท่าตอนแรก เมื่อถึงเวลาต้องรักษา นอกจากการละสายตาเพื่อหันไปมองภีมภัทรบ่อยๆ แล้ว คนป่วยก็ให้ความสนใจต่อการออกกำลังเป็นอย่างดี

“วันนี้จะไปไหนกันวะภีม เห็นบอกให้กูมาแต่เช้า” วิทยาชวนคุยขณะที่กำลังบีบนวดข้อเท้าให้คนไข้ในความดูแล

“จะพาพี่จักรไปซื้อของใช้ที่ห้างน่ะ”

“อ๋อ...กูก็ว่าอยู่” ชายหนุ่มตอบรับ แต่ประโยคต่อไปหันมาชวนอีกคนคุยแทน “คุณจักรพรรดิรู้ไหมครับ ปกติถ้าไม่กลับบ้านมันก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในร้านดอกไม้ทั้งวันเลย ชีวิตนี้เคยเที่ยวบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้”

เพราะได้เจอหน้ากันมาหลายวันทำให้วิทยาเริ่มจับทางถูก เขารู้ว่าจักรพรรดิไม่ชอบคุยกับคนอื่นนอกจากภีมภัทร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ในหัวข้อเรื่องมีชื่อของเพื่อนเขาอยู่ อีกฝ่ายจะให้ความสนใจในทันที บางทีถ้าโชคดีอาจจะตอบกลับเสียด้วยซ้ำ

“ล่าสุดผมกับมีนเคยลากมันไปห้างตอนมันกลับจากนอกใหม่ๆ คุณรู้ไหม...มันบอกพวกผมว่าไปเข้าห้องน้ำแล้วหนีกลับก่อนเฉยเลย โคตรแสบ”

จักรพรรดิแอบยิ้มเมื่อได้ฟังวีรกรรมของคนที่แสร้งทำเป็นตั้งใจอ่านหนังสือ เห็นท่าทีไม่รู้ไม่ชี้ไม่รับไม่รู้นั้นแล้วมันน่าแกล้งอย่างไรไม่รู้ ร่างสูงหันหน้ากลับไปหาวิทยาก่อนจะพูดออกมาประโยคหนึ่ง

“เด็กน้อยมากเลยใช่ไหม”

“พี่จักร!”

วิทยาที่กำลังตาโตไม่สนใจภีมภัทร ชายหนุ่มมองท่าทีของคนที่หันมาถามแล้วก็เข้าใจเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว เขายิ้มกริ่มพร้อมพยักหน้ายืนยัน

“สุดๆ เลยครับคุณ”

“ไอ้วิทย์!”

“เห็นหน้านิ่งๆ ทำเป็นรักษามาด คนใกล้ตัวรู้ทั้งนั้นแหละครับว่ามันดื้อเงียบ” แสร้งทำเป็นกระซิบกระซาบบอกจักรพรรดิพร้อมกับที่เลื่อนขากางเกงของคนป่วยลงเหมือนเดิมให้เป็นเชิงบอกว่าวันนี้พอเท่านี้ก่อน ตอนนี้เอาเวลาไปแกล้งคนดีกว่า

“ดื้อเงียบ...” จักรพรรดิทวนคำพลางส่ายหน้า “เวลาอยู่กับพี่นี่ดื้อเห็นๆ เลย”

“ไอ้วิทย์! มึงกลับบ้านมึงไปเลยไป” คนที่เคยหน้าขาวยามนี้หน้าแดงก่ำ ไม่รู้เพราะอายหรือโกรธ แต่วิทยาพอจะมองออกว่าน่าจะทั้งสองอย่าง

“หมดประโยชน์แล้วก็ไล่เฉย” เขาบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่ก็ยอมเก็บข้าวของลุกขึ้นยืนแต่โดยดี

“หึ”

“พี่จักรก็เหมือนกัน ไม่ต้องหัวเราะ ขึ้นรถเลยเร็วๆ ภีมไม่ช่วยด้วย”

พาลอีก...

เอาเถอะ...อยากรู้เหมือนกันว่าจะไม่ช่วยได้นานแค่ไหน

รถวีลแชร์คันใหม่เป็นแบบเข็นเองได้ซึ่งสะดวกสบายกว่าเดิมพอควร จักรพรรดิใช้มันมาหลายวันจนเริ่มจะชินแล้ว เขาจึงรู้ดีว่าควรทำอย่างไรเมื่อต้องพึ่งตัวเอง ทว่าปกติภีมภัทรจะคอยประคองและช่วยเหลือตลอด ครั้งนี้เมื่อต้องพยายามยกตัวเองขึ้นไปบนที่นั่งทั้งที่ไม่มีเรี่ยวแรงที่ขาเลยแม้แต่นิดเดียวมันเลยไม่แปลกที่เขาจะทำไม่สำเร็จ แขนและมือที่สั่นเทาเพราะเกร็งมากจนเกินไปจากการยึดจับวีลแชร์ที่อยู่สูงกว่าเกือบจะล่วงหล่นลงพื้นเมื่อหมดแรง

ในที่สุดสองมืออบอุ่นก็ยื่นมาช่วยประคองยกตัวเขาขึ้น แม้จะลำบากไม่น้อยเพราะขนาดตัวที่แตกต่าง แต่คนใจดีก็ยังไม่ท้อ ช่วยประคองจนเขานั่งลงบนวีลแชร์ได้สำเร็จ จักรพรรดิลอบยิ้ม เมื่อหมุนตัวมาเผชิญหน้ากันแล้วจึงดึงมือของคนหน้าบูดแรงๆ จนอีกฝ่ายเซล้มลงมาหา โชคดีที่มืออีกข้างของเจ้าตัวจับที่พักแขนของรถวีลแชร์ไว้ได้ทันเลยมีเพียงใบหน้าที่โน้มเข้ามาจนใกล้

“ขอบคุณ” เพียงคำเดียวที่เอ่ยออกมากลับมีอิทธิพลทำให้คนที่อ้าปากจะบ่นหุบปากฉับ ภีมภัทรสบตาคมแน่วแน่ ก่อนจะแย้มรอยยิ้มสวยไปถึงดวงตาจนคนมองตาพร่า จักรพรรดิยกยิ้มตอบ ยอมปล่อยมือให้อีกคนกลับไปยืนดีๆ

ดูเหมือนเด็กน้อยจะรู้จุดอ่อนของเขาเสียแล้ว...



หลังจากใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการทำกายภาพบำบัดและนั่งเล่น ภีมภัทรขับรถพาจักรพรรดิไปที่ห้างตามที่วางแผนกันไว้ เพราะเขาเพิ่งนึกได้ว่าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของจักรพรรดิยังไม่ครบนัก ยิ่งเมื่อต้องไปมาระหว่างบ้านกับร้านดอกไม้ หากมีข้าวของสองชุดอาจจะสะดวกกว่า ใช้เวลากว่าหนึ่งวันเขาถึงได้หลอกล่อให้พี่จักรตอบตกลงได้สำเร็จแล้วกลายเป็นตัวเองนอนไม่หลับแทน เพราะข้อแลกเปลี่ยนของคำตกลงนั้นคือเขาต้องขึ้นไปนอนบนเตียงเดียวกัน ห้ามนอนพื้นอีก ไม่ว่าจะที่ร้านหรือที่บ้านก็ตาม

“พี่จักรเคยเดินห้างหรือเปล่า” ภีมภัทรชวนคุยระหว่างที่กำลังเดินออกจากลานจอดรถเข้าตัวห้าง

“ไม่”

“แล้วแบบนี้เวลาต้องซื้อของ...”

“ให้คนมาซื้อให้”

“ไม่น่าถาม” ลืมไปเลยว่าคนคนนี้เคยอยู่ในสถานะอะไรมาก่อน ถ้าต้องมาเดินหาของเองสิแปลก

“เพื่อนภีมบอกว่าภีมก็ไม่ชอบเดิน” จักรพรรดิเอ่ยออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องที่วิทยาบอกเมื่อเช้า

“ภีมไม่ค่อยชอบคนเยอะๆ เท่าไหร่ แต่ถ้าจำเป็นต้องมาซื้อของอะไรก็มาเองนะ”

“แล้วเที่ยวล่ะ”

“เห็นแบบนี้ภีมก็ชอบเที่ยวเถอะ” เขาพูดอวดๆ เหมือนอยากให้รู้ว่าตัวเองก็เที่ยวเหมือนกัน ไม่ได้อยู่บ้านหรือร้านตลอดแบบที่วิทยาว่า “ส่วนใหญ่จะชอบไปตามสถานที่ทางประวัติศาสตร์หรือไม่ก็ตามธรรมชาติ”

“ชอบไปวัดด้วยใช่ไหม”

“พี่จักรรู้ได้ยังไง” ภีมภัทรทำตาโต เขามั่นใจว่าไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครนอกจาก... “ไอ้วิทย์”

ก็ว่าแล้วว่าแอบกระซิบกระซาบอะไรกัน พอไม่กลัวแล้วก็เอาใหญ่เลยนะไอ้เพื่อนเวร...

“พี่เคยไปวัดอยู่ครั้งหนึ่ง” จักรพรรดิพูดออกมาลอยๆ สายตามองตรงไปด้านหน้าแต่ไม่จดจ้องอยู่กับสิ่งใดเป็นพิเศษ “งานศพของผู้ใหญ่ที่เคารพ ตอนแรกพี่ก็จำท่านได้แค่ชื่อ แต่พอเห็นรอยยิ้ม...ได้ฟังคำสั่งสอนที่คุ้นเคยก็เริ่มนึกออก น่าเสียดายที่เวลาที่ได้เจอกันมันน้อยเหลือเกิน”

เขายังจำได้ดีถึงคำพูดสุดท้ายยามมือของท่านวางทาบลงมาบนไหล่

‘จักรไม่ผิดท่ีเปลี่ยนไป...มันไม่ใช่ความผิดของจักรเลย ครูเชื่อว่าจักรพรรดิคนดีของน้องๆ ยังอยู่ตรงนี้ ไม่มีวันหายไปไหน เพราะฉะนั้นอย่าโทษตัวเองนะลูก’

จักรพรรดิคนดีของน้องๆ ยังอยู่ตรงนี้ ไม่มีวันหายไปไหน...

“ท่านเป็นใครเหรอครับ” ภีมภัทรเอ่ยถามเบาๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงความอาวรณ์ของคนตัวสูง

“เป็นครูน่ะ”

“เอาไว้เราไปทำบุญให้ท่านกันนะ” มือเรียวขาวทาบลงบนไหล่...ตำแหน่งเดียวกันกับที่ครูของเขาเคยวาง จักรพรรดินิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเผยยิ้มออกมา เขาวางมือทับลงบนมือนั้นโดยไม่หันไปมอง

“อืม”

เพราะเด็กน้อยคนนี้นี่เองที่ทำให้เขากลับมาเป็นจักรพรรดิคนเดิมอีกครั้ง...

“ภีมจะพาพี่จักรไปเที่ยวหลายๆ ที่เลย”

“งั้นเหรอ”

“จริงๆ นะ เพราะงั้นพี่จักรต้องตั้งใจรักษา โอเคไหม”

“โอเคก็ได้” จักรพรรดิตอบขำๆ แต่สิ่งที่เขาพูดล้วนออกมาจากใจจริง ตั้งแต่ได้เห็นความตั้งใจจะช่วยของภีมภัทร เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะตั้งใจและอดทนกับการบำบัดให้ได้มากที่สุด ตราบใดที่เด็กน้อยยังอยู่ตรงนี้ ต่อให้ต้องใช้เวลาอีกเป็นปีก็ไม่เป็นไร ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เบื่อและทิ้งกันไปก่อน

“ปีหน้าภีมวางแพลนไว้ว่าจะไปญี่ปุ่นช่วงปลายปี พี่จักรไปด้วยกันนะ”

“หือ”

“ภีมไปเที่ยวต่างประเทศปีละครั้ง ปีหน้าจะไปญี่ปุ่น ปีถัดไปว่าจะไปจอร์แดน”

“ไปคนเดียวเหรอ"

“ปกติก็ไปคนเดียวตลอด พี่สนใจไปกับภีมไหมล่ะ”

“ทุกปี?”

ภีมภัทรกะพริบตาปริบๆ ขาหยุดเดินไปชั่วขณะ แต่ที่สุดแล้วเมื่อเข้าใจคำถาม เขาก็ฉีกยิ้มสดใสออกมาแม้คนด้านหน้าจะมองไม่เห็น

“อื้อ ทุกปี”

“พี่อาจต้องนั่งรถเข็น...”

“ไม่หรอก ถึงปีหน้าพี่จักรก็เดินได้แล้ว อาจจะยังไม่คล่องเท่าไหร่แต่ภีมจะช่วยประคองเอง”

“…”

ความเงียบ...กับแรงที่บีบกระชับมือเขาแน่นขึ้นคือคำตอบ

การที่ชายหนุ่มสองคนมาเดินห้างด้วยกันอาจไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากหน้าตาดีทั้งคู่คงเป็นอีกเรื่อง ถึงคนหนึ่งจะนั่งรถวีลแชร์ก็ตาม คนหลายคนโดยเฉพาะสาวๆ ต่างพากันชี้ชวนให้มองดูคนทั้งคู่อย่างกับเป็นดารา ภีมภัทรเห็นแล้วได้แต่ขมวดคิ้วหน่อยๆ ปกติเขามาอาจมีโดนแอบมองบ้าง แต่นี่เล่นมองกันโต้งๆ แทบทั้งทางมันก็รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่รู้ว่าพี่จักรจะหงุดหงิดหรือเปล่าด้วยสิ

“เราไปซื้อของก่อนแล้วค่อยทานข้าวกลางวันดีกว่า” เขาบอกให้ได้ยินกันสองคนแล้วพาจักรพรรดิเดินไปยังโซนขายของ

ข้าวของหลายอย่างที่ซื้อด้วยกันถูกวางไว้บนหน้าตักคนป่วยเนื่องจากภีมภัทรต้องคอยเข็นรถให้ จะให้จักรพรรดิเข็นเองในที่แคบๆ ทั้งที่ยังไม่ชินคงไม่สะดวกนัก เขาทำหน้ารู้สึกผิดเมื่อตัวเองลืมนึกถึงเรื่องถือของไปเสียสนิท ไม่อย่างนั้นคงขอให้คนที่บ้านมาด้วยแต่แรก

“พี่ไม่เคยมาซื้อของแล้วก็ถือของเองแบบนี้เลย รู้สึกดีเหมือนกันนะ” จักรพรรดิพูดขึ้นมาลอยๆ เขายิ้มตามเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอจากทางด้านหลัง แค่หันไปเห็นหน้าครู่เดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวคิดอะไร

เด็กน้อยก็เป็นเสียแบบนี้ ไม่ว่าจะรู้สึกอะไร ถ้าเขาพูดเอาใจตรงจุดเข้าหน่อยก็ลืมทุกอย่าง

หลังจากซื้อของเสร็จเรียบร้อยจนบนตักจักรพรรดิมีถุงซ้อนกันอยู่หลายถุง ทั้งคู่จึงหยุดแวะกินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่ง คนไม่เคยกินมองเมนูวูบเดียวแล้วผลักออก ดีที่อีกคนรู้หน้าที่เลยสั่งเผื่อได้ พนักงานสาวมองท่าทีเหมือนรู้ใจกันไปหมดของคนทั้งคู่แล้วแอบอมยิ้ม ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะอะไร...แต่ภีมภัทรรู้สึกร้อนวูบวาบที่หน้ามากกว่ายามโดนคนจ้องมองเยอะๆ เสียอีก

“คิง?”

เสียงทักทายด้วยความแปลกใจจากทางด้านหลังเรียกความสนใจจากคนหน้านิ่งได้ชะงัก จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเลิกคิ้วอย่างคาดไม่ถึงเมื่อเห็นหนุ่มฝรั่งหัวเทายืนอยู่ตรงหน้า

“เกรย์”

ภีมภัทรหันขวับเมื่อได้ยินชื่อคุ้นหู เขาสบตากับอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง ดวงตาสีฟ้าขี้เล่นแลดูแปลกใจ ทว่าอะไรก็ไม่น่าตกใจเท่า...

“ปล่อยกู!”

ทำไมสองถึงมาอยู่กับคนคนนี้ได้...

“ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้” จักรพรรดิถามสิ่งที่เขาอยากรู้ออกไปพอดี คนชื่อเกรย์ยิ้มกริ่ม มือใหญ่ดันให้สองเข้าไปนั่งติดกระจกแล้วแทรกตัวนั่งปิดทางออกไว้ ดีที่จักรพรรดิยืนยันจะนั่งบนวีลแชร์ โซฟาฝั่งหนึ่งเลยว่างพอดี

“ตอนแรกจะมาหายูนั่นล่ะ แต่พอดีเจอหมาบางตัวคิดจะโขมยกระดูกซะก่อน...” ชายหนุ่มตอบด้วยภาษาไทยแปล่งๆ ตาเหลือบมองคนข้างกายที่กำลังสบถด่าเป็นเชิงบอกว่าหมาที่ว่าหมายถึงใคร “เลยเลื่อนเวลาไปหน่อย กะจะไปหายูอาทิตย์หน้า ใครจะไปคิดว่าจะมาเจอที่นี่พอดี”

“อืม” จักรพรรดิรับคำสั้นๆ

“ว่าแต่นั่นคือ...” เกรย์ลากเสียงยาวพลางเหลือบตามองคนที่นั่งเงียบ

พลันภาษาฝรั่งเศสดุดันที่ภีมภัทรฟังไม่เข้าใจหลุดออกมาจากปากจักรพรรดิ พร้อมกับที่ดวงตาคมดุคู่นั้นทวีความร้ายกาจมากขึ้นหลายเท่า เขาเพิ่งเคยได้ยินพี่จักรพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย และแม้จะอยากรู้ว่าพี่จักรพูดอะไร แต่ก็เข้าใจดีว่ายังไม่ใช่เวลาจะถาม

“โอเคๆ” เกรย์ยกมือยอมแพ้ หากปากกลับยิ้มกริ่ม เขายังคงพูดภาษาไทยแปล่งๆ อยู่เหมือนเดิม “ว่าแต่ทำไมยูไม่ติดต่อมาเสียที”

“กำลังจะติดต่อไป แต่นายมาก่อน”

ความจริงชายหนุ่มได้เบอร์เกรย์มาตั้งแต่เมื่อวันก่อน หลังจากพ่อไปจัดการหามาให้ ทว่ายังมีเวลาได้โทรไป ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาหากันถึงที่

แต่ถ้าเป็นแบบนี้คงปิดไม่ได้แล้ว...

เขาพูดภาษาฝรั่งเศสออกมาคำหนึ่งก่อนจะมองทะลุออกไปนอกกระจกร้าน ทำให้คนขี้เล่นหุบยิ้มแล้วหันไปมองตาม เกรย์ในท่าทีที่ไม่ได้ดูขี้เล่นเหมือนปกตินั้นน่ากลัวไม่แพ้จักรพรรดิ สองที่กำลังบ่นงึมงำหุบปากฉับโดยไม่รู้ตัว และหลังจากนั้น...ชายสองคนก็พูดคุยกันด้วยภาษาฝรั่งเศสยาวเหยียด

ภีมภัทรเห็นทั้งคู่เข้าโหมดเคร่งเครียดจึงไม่ได้พูดขัดอะไร เขาหันไปหาสอง ผงกหัวให้แล้วชวนฝั่งนั้นคุยแทน

“คุณสองมาเดินเล่นเหรอครับ”

“ไม่ใช่หรอกครับ” สองตอบทันควัน เริ่มรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยเมื่อมีคนให้พูดคุยด้วย “ผมโดนหลอกมาน่ะ...หลอกให้มาดูภาพบาดตา”

คนฟังขมวดคิ้วไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะไม่อยากยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่น

“ภีม...พี่ขอไปเดินเล่นกับเกรย์หน่อยนะ” จักรพรรดิหันมาพูดพร้อมรอยยิ้มบาง

“แต่ว่า...”

“ไม่เป็นไรหรอก” เขาส่ายหน้า มือยื่นไปโคลงหัวอีกคนเบาๆ ให้มั่นใจ “กินข้าวไปก่อนเลย ไม่ต้องรอ เข้าใจไหม”

ภีมภัทรทำได้เพียงพยักหน้ารับคำ เฝ้ามองเกรย์กระซิบกระซาบข้างหูสองแล้วเข็นรถพาพี่จักรออกไปจากร้านโดยไม่ได้พูดอะไร ถึงจะนึกห่วงอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเห็นชาวต่างชาติหน้าเข้มสองคนเดินไปพร้อมสองคนนั้นก็วางใจขึ้น

คงเป็นบอดี้การ์ดของเกรย์...

“สองคนนั้นเก่งครับ” สองพูดขึ้นมาเมื่อเห็นเจ้าของร้านดอกไม้หน้าเด็กมองตามหลังคนที่เพิ่งพากันออกไปตาไม่กะพริบ “ผมหมายถึงสองคนที่เดินตามหลัง เมื่อกี้ไอ้บ้านั่นก็เพิ่งมีเรื่องมา สองคนนั้นต่อยทีเดียวสลบหมดเลย”

“ครับ?” ภีมภัทรหันไปมองทั้งหน้างงๆ

“ผมจะสื่อว่าไม่ต้องห่วงพวกเขาน่ะ” คนอธิบายไม่เป็นบอกเสียงเครียด หน้าเสียหน่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าเผลอพูดอะไรไม่รู้เรื่องออกไปหรือเปล่า

“โอเค ผมเข้าใจแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มบาง “ขอบคุณมากครับ”

สำหรับเขาแล้ว สองไม่ใช่คนชอบพูดหรือชอบยุ่งเรื่องคนอื่นมากนัก ทุกครั้งที่มาพร้อมใหญ่ก็เหมือนจะมาเพื่อคุมความประพฤติเพื่อนกับมาหาน้องชายมากกว่า เวลาสบตาก็มียิ้มให้กันบ้าง แต่ไม่ค่อยได้คุยจริงจังนัก ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกถูกชะตากับคนคนนี้มากทีเดียว

“แล้วนี่คุณใหญ่เป็นยังไงบ้างครับ” ภีมภัทรตัดสินใจถามถึงคนบึกบึนที่เทียวมาหาเขาไม่ขาด ไม่รู้ว่าตั้งแต่วันที่เห็นเขากับพี่จักรคุยกัน หลังจากตัวแข็งเป็นหินแล้วเป็นยังไงบ้าง

“บ้าๆ บอๆ เหมือนเดิมครับ เห็นบ่นจะตัดใจ แต่ถ้าผมไปบอกว่าคุณภีมถามถึง สงสัยจะรีบแต่งตัวแล้วแจ้นไปหาคุณถึงร้านแน่ๆ” สองส่ายหน้าหน่ายเมื่อนึกถึงเพื่อนสนิทแสนปัญญาอ่อน

“แล้วคุณจะบอกหรือเปล่า”

“ไม่ดีกว่า...ผมเหนื่อยกับมันแล้ว”

“ขอบคุณมากเลยครับ”

ชายหนุ่มสองคนคุยกันอย่างถูกคอ จากที่คุยกันอย่างเป็นทางการเริ่มเปลี่ยนเป็นพี่น้องแทน สองอดคิดไม่ได้ว่าคนคนนี้ดูเปลี่ยนไป เขาจำได้ว่าตอนไปที่ร้านครั้งแรกภีมภัทรเป็นคนหน้ายิ้มที่น่ากลัวมาก แม้ปากจะยิ้มสักแค่ไหนหรือจะส่งเสียงหัวเราะอย่างไร แต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งสนิท ไม่เหมือนคนอยากยิ้มเลยสักนิด แค่ดูเขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายแค่ยิ้มตามมารยาท แต่ไม่ว่าจะบอกอย่างไรไอ้ใหญ่มันก็ไม่เชื่อเสียที ทว่าตั้งแต่...

“อาหารได้แล้วค่ะ”

อาหารสองอย่างถูกวางลงบนโต๊ะ สองลอบมองใบหน้าเป็นกังวลยามมองอาหารที่อยู่ตรงหน้าเขาเงียบๆ

ตั้งแต่วันที่คนชื่อจักรพรรดิปรากฏตัว คนคนนี้ก็ดูจริงใจมากกว่าเดิม ยิ้มมากกว่าเดิม แน่นอนว่าเขาหมายถึงยิ้มจริงๆ ที่ไม่ใช่ยิ้มตามมารยาท

“คงต้องรบกวนสองจัดการส่วนของพี่จักรแล้วล่ะ”

“ได้อยู่แล้วพี่ ผมจัดการให้เอง” เขาหยิบตะเกียบขึ้นอย่างกระตือรือร้น เนื่องจากตั้งแต่มาถึงยังไม่ได้กินอะไรสักอย่าง ไอ้บ้าเกรย์เมื่อกี้ก็กระซิบบอกให้เขากินไปก่อนเลยเหมือนกัน

“เออใช่...พี่จำได้ว่าปอนด์เคยบอกว่ามีลูกพี่ลูกน้องเรียนเอกฝรั่งเศส ใช่สองหรือเปล่า”

สองเงยหน้าขึ้นจากจานแล้วพยักหน้าหงึกหงัก

“ใช่แล้ว”

ภีมภัทรยิ้มออก ดีจริงๆ ที่เห็นอีกฝ่ายกินเละเทะแล้วนึกถึงเจ้าปอนด์ขึ้นมา ครั้งหนึ่งเด็กนั่นเคยบ่นว่าอยากเข้าเอกฝรั่งเศสเหมือนลูกพี่ลูกน้องคนสนิท แต่ตัวเองไม่มีพื้นฐานเลยเปลี่ยนไปเลือกเอกอิ้งแทน

“เมื่อกี้ฟังออกหรือเปล่าว่าเขาพูดอะไรกัน”

คนฟังยิ้มรู้ทัน แล้วสองก็ไม่ทำให้พี่ชายคนใหม่ผิดหวัง เขายกมือขึ้นเคาะขมับตัวเองเบาๆ ก่อนตอบ

“เมมไว้ในนี้หมดแล้วเรียบร้อย”

“อย่างนี้ค่อยคุยกันได้หน่อย”

ไม่ต้องพูดอะไรต่อต่างคนต่างก็รีบทานอาหารจนหมดอย่างรู้งาน สองเช็ดปากเป็นลำดับสุดท้ายแล้วดื่มน้ำอึกใหญ่ เขาเห็นภีมภัทรกินไปนิดเดียวแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร แค่เห็นสายตาที่มองออกไปด้านนอกเป็นระยะก็รู้แล้วว่าคงกำลังเป็นห่วงคนที่ยังไม่กลับมา

“ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่ามันหมายถึงอะไร แต่เหมือนพวกเขาจะคุยกันว่ามีคนจับตาดูอยู่” สองเริ่มอธิบายออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิวคล้ายเสียงกระซิบ แต่ก็ดังพอจะเรียกความสนใจจากคนตรงข้ามได้ “คุณจักรพรรดิบอกว่าการที่เกรย์มาที่นี่ด้วยตัวเองจะทำให้ฝั่งนั้นรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรบางอย่าง”

ภีมภัทรเผลอขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน เขาพอจะเดาได้ว่าฝั่งนั้นหมายถึงใครเพราะพี่จักรเล่าให้ฟังแล้ว

“เกรย์ตอบว่ายังไงก็ต้องรู้อยู่แล้ว ทำให้เห็นโต้งๆ ไปเลยนั่นล่ะ เพราะยังไงคนคนนั้นก็ไม่กล้าทำอะไรเกินกว่าเหตุแน่นอน” คนแปลแอบสงสัยอยู่ในใจเมื่อเห็นสีหน้าของภีมภัทร แต่เพราะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองเขาเลยไม่คิดถาม “หลังจากนั้นก็พูดเรื่องธุรกิจอะไรสักอย่าง ตรงนี้ผมจำไม่ค่อยได้เพราะไม่เข้าใจที่พวกเขาคุยกันเลย น่าจะเกี่ยวกับหุ้นล่ะมั้ง เสร็จแล้วคุณจักรพรรดิก็บอกให้ไปคุยกันส่วนตัว ผมเห็นเขาเหลือบมอง...เหมือนจะรู้ว่าผมแอบฟังอยู่”

“เท่านี้ก็มากพอแล้ว” ภีมภัทรยิ้มให้อย่างจริงใจ “ขอบใจมากนะ”

“ไม่เป็นไรเลยพี่ สบายมาก”

“งั้นคิดเงินเถอะ พี่ว่าจะไปหาพี่จักรหน่อย หายไปนานเกินไปแล้ว”

หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วสองเลยบอกว่าจะหนีกลับก่อน เหมือนจะบ่นพึมพำเรื่องอกหักอะไรสักอย่างที่ฟังเข้าใจอยู่คนเดียว ซึ่งภีมภัทรที่ได้ฟังแต่ไม่เข้าใจทำได้เพียงพยักหน้ารับ ไม่ลืมบอกให้แวะไปหาที่ร้านได้ถ้าว่าง ทว่าก่อนจะได้แยกกันไปคนละทาง เสียงเรียกจากทางด้านหลังก็หยุดขาเขาไว้เสียก่อน

“พี่ภีม”

“หือ”

“ตอนที่เกรย์ถามว่าพี่เป็นใครแล้วคุณจักรพรรดิทำหน้าดุๆ”

“อ่า…”

“ตอนนั้นเขาตอบว่า...”

“…”

‘อย่ามายุ่งกับคนของฉัน’


—————————



ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1789
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
«ตอบ #102 เมื่อ06-05-2018 20:12:50 »

‘อย่ามายุ่งกับคนของฉัน’

หวายยยยๆๆๆๆ พี่จักร คนขี้หวง :hao7:

ออฟไลน์ anythinginitt

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 184
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
«ตอบ #103 เมื่อ06-05-2018 20:58:30 »

ทำไมคุณเกรย์กับสองเคมีดูเข้ากัน 555555

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8900
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
«ตอบ #104 เมื่อ06-05-2018 21:26:58 »

 :pig4:

ออฟไลน์ Sky

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 944
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
«ตอบ #105 เมื่อ06-05-2018 22:17:09 »

ง้อววววววววววว

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
«ตอบ #106 เมื่อ07-05-2018 00:37:27 »

เกรย์พาจักรไปคุยกันนานจัง ภีมจะตามหาอย่างไงนะ  :hao3:

ออฟไลน์ EoBen

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3322
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-6
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
«ตอบ #107 เมื่อ08-05-2018 13:41:01 »

หว่ายยยยเค้าหวงแหละ

ภีมต้องหน้าแดงแน่ๆ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
«ตอบ #108 เมื่อ08-05-2018 22:27:46 »

พี่จักรมีความหวงน้อง

ออฟไลน์ CHESS.

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
«ตอบ #109 เมื่อ10-05-2018 21:22:51 »

-11-


 สามอาทิตย์ต่อมาสวนรังสิมันตุ์มีโอกาสได้ต้อนรับแขกกลุ่มหนึ่งที่นัดกับลูกชายเจ้าของสวนไว้ โดยพวกเขาเลือกใช้รีสอร์ทเป็นสถานที่นัดพบ ครั้งนี้แม้แต่วิบูลย์พ่อของภีมภัทรก็เดินทางมาด้วยตัวเอง หัวหน้าครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างยิ้มกว้างและเดินเข้าหากันด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ เช่นเดียวกันกับประมุขและฮ่องเต้ที่เดินเข้ามาสวมกอดพี่ชายยกใหญ่ มีเพียงภีมภัทรกับผู้ชายแปลกหน้าอีกคนเท่านั้นที่ยืนมองภาพเหล่านั้นเงียบๆ

‘พายุ’ คือชื่อของผู้ชายคนนั้น เขาเป็นชายหนุ่มตัวใหญ่หุ่นดีตามลักษณะทั่วไปของชาวต่างชาติ และเป็นคนที่รวมเอาจุดเด่นทั้งหมดของหนุ่มต่างชาติไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ทั้งเส้นผมสีน้ำตาลไหม้ตัดเป็นรองทรงสูงเปิดข้าง ทั้งดวงตาสีเขียวดุดันเข้มงวด ทั้งกล้ามเนื้อแข็งแรงที่โผล่พ้นเสื้อยืดสีขาว ทุกอย่างทำให้เขาดูเป็นชายหนุ่มที่ร้อนแรงจนเรียกสายตาจากคนรอบข้างได้เป็นแถบ

และเขาถูกแนะนำในฐานะ ‘คนสำคัญ’ ของฮ่องเต้

ภีมภัทรมองสำรวจเพียงวูบเดียวก็สรุปได้ว่าคนคนนี้ต้องเป็นหรือเคยเป็นทหารแน่นอน ทั้งลักษณะการยืน เดิน หรือแม้แต่การแสดงออกทางสีหน้า ทุกๆ อย่างบ่งบอกชัดเจนว่าถูกฝึกมาเป็นอย่างดี มีเพียงยามเห็นฮ่องเต้หัวเราะเท่านั้นที่ดวงตาสีเขียวคู่นั้นจะทอประกายอ่อนโยน

“พี่จักรเป็นยังไงบ้าง” ฮ่องเต้เอ่ยถามพี่ชายที่นั่งอยู่ด้านข้างพร้อมรอยยิ้ม

“ดี” จักรพรรดิตอบสั้นๆ ทว่าเมื่อเหลือบสายตาไปเห็นเด็กน้อยส่งรอยยิ้มมาให้ เขาจึงหันกลับมาหาน้องชายแล้วถามกลับ “เต้ล่ะ”

ฮ่องเต้เบิกตากว้างไม่ต่างจากประมุข คล้ายจะตกใจและดีใจไปพร้อมๆ กัน พวกเขามองหน้ากันแล้วฉีกยิ้มกว้าง สุดท้ายน้องคนรองจึงหันกลับมาตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ดีครับ ดีมากๆ เลย เมื่อวานเต้เพิ่งบินกลับจากรัสเซียหลังจากไปรับพี่ยุมา ที่นั่นอากาศดีสุดๆ เลย”

“อืม...พี่เคยไปประชุมงานที่นั่นเหมือนกัน”

“งั้นครั้งหน้าเราไปด้วยกันดีกว่า เต้จะได้มีเพื่อนไปนั่งรอพี่ยุ”

คนเป็นพี่ชายยิ้มจาง มือใหญ่ยกขึ้นวางลงบนหัวน้องชายแล้วออกแรงโคลงเบาๆ เพียงเท่านั้นฮ่องเต้ก็ตัวแข็งเป็นหิน ทำท่าเหมือนอยากจะร้องไห้ ต่างจากประมุขที่ขมวดคิ้วไม่พอใจ

“พี่จักรลูบหัวมุขด้วยดิ”

“ถอยไปเลยมึง พี่จักรคุยกับกู”

สองพี่น้องเถียงกันยกใหญ่่ บรรยากาศในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่พวกเขาไปรอรับพี่ชายที่สนามบินโดยสิ้นเชิง ทุกคนล้วนจำได้ดีว่าพี่ชายในยามนั้นน่ากลัวขนาดไหน แววตาเย็นชายามจ้องมองมาเหมือนคนไม่รู้จักกันทำให้ใจหายวาบจนลืมทุกคำกล่าวทักทาย กว่าจะกล้าคุยด้วยก็ตอนที่เดินทางไปถึงบ้าน ทว่ายามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ทีนี้ครอบครัว...ก็เหมือนครอบครัวเสียที

“จักร...” เสียงเรียกด้วยความไม่มั่นใจจากอีกทางทำให้สามพี่น้องหยุดพูดคุยกัน จักรพรรดิมองคนพูดด้วยสายตาราบเรียบ ในขณะที่น้องชายทั้งสองถอยหลังไปยืนอยู่ข้างภีมภัทรอย่างรู้งาน

“มีอะไร”

“พ่อ…” กฤษณ์มองไปทางลูกชายอีกสองคนด้วยแววตาสื่อความหมาย เพียงเท่านั้นฮ่องเต้ก็แตะไหล่คนข้างกายแล้วพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้ออกไปด้วยกัน

ภีมภัทรสบตากับจักรพรรดินิ่งงัน เขาคลี่ยิ้มอ่อนโยนส่งไปให้ หวังแค่ให้มือที่กำแน่นคู่นั้นคลายลงบ้างสักเล็กน้อย แล้วรอยยิ้มที่ส่งผ่านไปพร้อมกับแววตาจริงใจก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อคนได้รับพยักหน้าแล้วส่งยิ้มกลับมา

“ไปเถอะภีม”

“โอเค” ชายหนุ่มหันหลังกลับ คราวนี้เดินตามฮ่องเต้ออกไปด้านนอกแต่โดยดี

พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันในระหว่างที่เดินออกมาจากรีสอร์ท รู้ตัวอีกทีภีมภัทรก็นำเพื่อนมาหยุดอยู่ที่ศาลาจุดหนึ่งไม่ไกลนัก และนอกจากฮ่องเต้กับภีมภัทรแล้ว ด้านหลังยังมีชายชาวต่างชาติที่ชื่อพายุเดินตามติดมาด้วยอีกคน

“แล้วมุขล่ะ”

“น่าจะไปชวนคุณอาวิบูลย์คุยน่ะ”

“อ๋อ...” ภีมภัทรนั่งลงบนเก้าอี้ศาลาแล้วพยักพเยิดให้ฮ่องเต้นั่งลงฝั่งตรงข้าม “มานั่งเถอะ”

“โอเค...” หนุ่มเมืองกรุงนั่งตามคำชักชวนโดยไม่ลืมหันไปกวักมือเรียกคนตัวโตที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งอยู่ด้านนอก “พี่ยุมานั่งเร็ว”

เสียงทุ้มตอบกลับเป็นภาษาที่ภีมภัทรไม่เข้าใจ แต่เขาคิดว่าน่าจะเป็นภาษารัสเซีย จากนั้นเจ้าตัวก็โต้ตอบกับฮ่องเต้อีกสองสามประโยคแล้วยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“ดื้อจริงๆ” ฮ่องเต้พึมพำเป็นภาษาไทยเหมือนไม่อยากให้ฝ่ายนั้นเข้าใจ

“เขาพูดภาษาไทยไม่ได้เหรอ” สุดท้ายภีมภัทรก็ห้ามความอยากรู้ของตัวเองไม่ไหวจนต้องถามออกไปในที่สุด

“ไม่ได้หรอก...ที่เรียกว่าพายุนั่นน่ะ ผมเป็นคนตั้งให้เอง” คนพูดหัวเราะอารมณ์ดี เขาหันไปหาพายุอีกครั้งแล้วเปลี่ยนไปใช้ภาษาอังกฤษแทน “ถ้าไม่เข้ามานั่งจะตามมาทำไม บอกแล้วให้รออยู่ในห้องเย็นๆ ไม่เชื่อ”

ดวงตาดุดันเข้มแข็งเบือนมาสบ ก่อนเขาจะตอบกลับด้วยภาษาอังกฤษสั้นๆ โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน

“แค่อยากอยู่ใกล้ๆ”

ภีมภัทรหัวเราะขบขันเมื่อเห็นเพื่อนอายุน้อยกว่าหน้าขึ้นสี และเหมือนฮ่องเต้จะรู้ตัวเขาจึงกลบเกลื่อนด้วยการผุดลุกขึ้นไปดึงแขนคนตัวโตเข้ามานั่งข้างๆ ด้วยตัวเอง เมื่อเจอลากแบบนี้คนโดนลากเลยได้แต่ไหลตามน้ำแล้วยอมนั่งลงแต่โดยดี

“เรารีบคุยกันดีกว่า ผมว่าอีกเดี๋ยวพี่จักรต้องเรียกหาภีมแน่ๆ”

“ทำไมคิดแบบนั้น” ภีมภัทรเลิกคิ้วงุนงง ในขณะที่คนช่างสังเกตส่ายหน้าเบาๆ พร้อมยกยิ้มขำ

“ตั้งแต่มาถึงผมก็เห็นอยู่ตลอดนั่นล่ะว่าพี่จักรกับภีมแอบมองกันบ่อยเหลือเกิน นี่ถ้าอยู่ห่างกันนานๆ ต้องแย่แน่ๆ” ฮ่องเต้นึกภาพออกแทบจะทันทีเลยว่าพี่ชายจะอารมณ์เสียขนาดไหนหากต้องห่างจากคนคนนี้นานๆ เขามั่นใจว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงไม่ใช่แค่คนเคยรู้จักแบบตอนแรกอีกแล้ว เพราะแววตาที่จักรพรรดิใช้มองภีมภัทรมันเป็นแววตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่มีใครเคยได้รับ เป็นแววตาเหมือนกับ...

สายตาเบนไปมองคนข้างกายโดยอัตโนมัติ และวินาทีนั้นเองที่เขามั่นใจว่าพี่จักรกับภีมก้าวหน้าไปมากแล้วจริงๆ...

มันเป็นแววตาเหมือนกับที่พี่ยุใช้มองเขา

“เข้าเรื่องเลยดีกว่า” ฮ่องเต้เปลี่ยนไปใช้น้ำเสียงจริงจังขึ้น เขาใช้ภาษาอังกฤษแทนการสื่อสารเพื่อให้คนข้างกายได้รับฟังไปพร้อมกัน “ภีมบอกผมว่าแม่พี่จักรส่งคนมาตามดูพี่จักรใช่ไหม”

“ใช่”

ภีมภัทรมั่นใจว่าทั้งสามคนพี่น้องมีพ่อแม่คนเดียวกันแน่นอน แต่ดูเหมือนมารดาของพวกเขาจะไม่ได้รับการยอมรับเท่าไหร่นัก จักรพรรดิยังไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แต่ฮ่องเต้ที่ดูใจเย็นที่สุดยังไม่เรียกว่าแม่ แบบนี้คงเข้าขั้นร้ายแรงจริงๆ

“ผมไม่รู้ว่าพี่จักรเล่าให้ภีมฟังแค่ไหน แต่ผมจะเล่าเท่าที่ผมรู้ก็แล้วกัน” ฮ่องเต้เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของตัวเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แม่หย่ากับพ่อแล้วไปแต่งงานใหม่ตอนที่มุขเกิด พ่อบอกว่าแม่ทนความลำบากไม่ไหว เธอยอมให้ลูกทุกคนอยู่กับพ่อเพราะไม่อยากได้ภาระตามติดไปด้วย คงกลัวว่าสามีใหม่จะไม่พอใจถ้ารู้เป็นผู้หญิงมีตำหนิ เราอยู่กันสี่คนก็มีความสุขดี พี่จักรบอกว่าโตขึ้นเขาจะเป็นวิศวกร จะได้มีเงินมาเลี้ยงดูพวกเรา”

“พี่จักรก็เคยบอกผมเหมือนกัน...”

ภีมภัทรจำได้ว่าวันนั้นพี่จักรมาหาเขาที่สวนขณะที่กำลังทำการบ้านเรื่องอนาคตของฉันอยู่ เขาในเวลานั้นนึกไม่ออกว่าตัวเองฝันอยากเป็นอะไรเลยทำการบ้านไม่เสร็จเสียที สุดท้ายพี่จักรก็เล่าเรื่องความฝันของตัวเองให้ฟัง

‘พี่อยากเป็นวิศวกรเพราะพี่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ ชอบวาดรูป แล้วถ้าพี่ทำได้จริงๆ พี่จะมีเงินเยอะแยะเลยนะ ถึงเวลานั้นพี่จะพาภีมไปเที่ยวให้ทั่วเลยดีไหม’

เด็กชายภีมภัทรในเวลานั้นพยักหน้าด้วยความดีใจพร้อมสัญญาว่าจะไปเที่ยวกับพี่จักรให้ทั่ว เขาวาดรูปตัวเองกับพี่จักรลงไปในกระดาษ ปิดท้ายด้วยการเขียนอธิบายว่าจะไปเที่ยวเป็นเพื่อนวิศวกรคนเก่งให้ทั่วโลกไปเลย

แต่มันเป็นไปไม่ได้แล้ว...

“ภีมก็คิดเหมือนผมใช่ไหม ว่าพี่จักรต้องเป็นวิศวกรที่เก่งที่สุดได้แน่ๆ”

“ใช่...ผมก็คิดเหมือนกัน” ภีมภัทรตอบกลับเสียงเศร้าไม่แพ้กัน

“ทุกอย่างมันเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้น...” คนที่เคยใจเย็นมาตลอดกัดฟันกรอด ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำมีหยาดน้ำใสไหลคลอราวกับกำลังย้อนกลับไปเผชิญหน้าเหตุการณ์นั้นอีกครั้งจริงๆ “พ่อบอกว่าแม่ยื่นฟ้องเรื่องขอสิทธิ์เลี้ยงดูลูกมาพักหนึ่งแล้วแต่พ่อไม่อยากบอกเพราะกลัวเราคิดมาก แม่บอกว่าถ้ายอมให้ไปกับแม่คนหนึ่งเขาจะไม่เข้ามายุ่งกับเราอีก และเพราะพี่จักรต้องการปกป้องผมกับมุขเขาถึงยอมไปกับผู้หญิงคนนั้น แต่ภีมคงเดาได้...ว่าการที่พ่อยอมปล่อยให้พี่จักรไปเจอกับเรื่องเลวร้ายจะทำให้เขาเกลียดพ่อมากขนาดไหน”

“…”

“ทั้งหมดเป็นเพราะพ่อปกป้องพวกเราไม่ได้ ผมเชื่อว่าพี่จักรคิดแบบนั้น”

“เต้…” ภีมภัทรทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นฮ่องเต้ร้องไห้ เขาไม่ได้สะอื้นแต่น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาไม่หยุด ทั้งยังกัดริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคือง จวบจนเมื่อคนที่นั่งเงียบมาตลอดดึงตัวเข้าไปกอด คนเข้มแข็งจึงปล่อยโฮออกมาเสียงดังเหมือนคนเสียขวัญ

“แม่กระชากแขนผมด้วย...” ฮ่องเต้กำข้อมือตัวเองแน่น ร่องรอยบาดแผลบนกายอาจจางหายไปตามกาลเวลา ทว่าบาดแผลทางใจคงจะติดตรึงอยู่ในนั้นไปอีกนานแสนนาน “เขาผลักผมไปกระแทกกำแพงเพราะจะเอาตัวมุขไป”

“อย่าร้อง...” เจ้าของดวงตาสีเขียวดุดันเอ่ยปลอบคนในอ้อมแขนเสียงสะท้าน แม้ใบหน้าจะไร้ความรู้สึกหากดวงตากลับไหวระริก มือใหญ่ยกขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มของคนสำคัญแผ่วเบาขณะริมฝีปากพรมจูบลงบนหน้าผากใสซ้ำๆ

ภีมภัทรมองภาพเหล่านั้นด้วยความเห็นใจและหดหู่ตาม ต่อให้โตมาเข้มแข็งอย่างไรแต่บาดแผลในวัยเด็กก็คงรักษาไม่ได้ง่ายๆ ฮ่องเต้คงต้องอดทนมาตลอด ทั้งปกป้องน้องจนต้องเจ็บตัวด้วยฝีมือของแม่แท้ๆ ทั้งต้องมองภาพพี่ชายถูกพาตัวไปโดยมีตัวเองเป็นต้นเหตุ โชคดีแค่ไหนที่คุณพายุเดินตามมาด้วย เพราะถ้าหากได้เห็นฮ่องเต้ร้องไห้เพียงลำพังเขาคงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

“ขอโทษทีนะภีม” คนที่เพิ่งหยุดสะอื้นและกำลังซุกหน้าอยู่กับอกแกร่งพูดทั้งที่ยังไม่หันกลับมาหา “เพราะพี่ยุนั่นล่ะ”

ที่แท้ก็เพราะพายุอยู่ตรงนี้...ฮ่องเต้ถึงได้ร้องไห้

“เพื่อนผมเคยบอกว่าเวลาอยู่กับคนที่เรารัก เราจะอ่อนแอลงกว่าเดิมหลายเท่า ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ สินะ”

น่าแปลกที่ประโยคบอกเล่าเป็นภาษาไทยนี้ไม่ได้ทำให้ฮ่องเต้เขินหรือหน้าแดงแบบที่คิด กลับกันเขาหันหน้ามามองคนพูดแล้วฉีกยิ้มกว้าง เจ้าของใบหน้าแดงๆ ที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักพยักหน้าแล้วตอบด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ

“ผมยืนยันว่าจริง”

ภีมภัทรอมยิ้มเมื่อเห็นชาวต่างชาติขมวดคิ้วงุนงงเพราะไม่เข้าใจภาษาไทย และอาจเป็นเพราะเจ้าตัวรู้ว่ากำลังพูดถึงตัวเอง เขาถึงได้หันไปบีบคั้นให้คนข้างกายตอบว่าเมื่อกี้พูดอะไรกัน ฮ่องเต้ส่ายหน้าดิ๊กไม่ให้ภีมภัทรตอบ มือพยายามป้องกันการรุกรานจากคนตัวโตไม่ให้ขยับมาจี้เอวตัวเองได้ แต่สุดท้ายคนนอกที่มองอยู่ก็ทนไม่ไหวจึงพูดขัดจังหวะเป็นภาษาอังกฤษทั้งเสียงขบขัน

“ผมแค่บอกว่าเวลาอยู่กับคนที่ตัวเองรักเราจะอ่อนแอลงกว่าเดิมหลายเท่า แล้วเต้ก็บอกว่าจริง”

เพียงเท่านั้นฮ่องเต้ก็เบิกตากว้าง ทำท่าจะลุกหนี เสียแต่อ้อมแขนแกร่งรั้งเข้าไปกอดไว้แน่น ภีมภัทรไม่รู้ว่าพายุกระซิบอะไรข้างหูเพื่อน เขารู้เพียงหลังจากได้ฟังแล้วฮ่องเต้ถึงกับฉีกยิ้มเป็นคนบ้า ทั้งยังหันมาพยักหน้าหงึกหงักพูดกับเขาต่อเสียงใส

“เราคุยกันต่อดีกว่า”

“โอเค” แม้ใจนึกอยากแซวอยู่ไม่น้อย ทว่าเมื่อมองย้อนกลับมาที่ตัวเองแล้วภีมภัทรก็พูดไม่ออก...ก็เขาไม่ได้ต่างจากฮ่องเต้เลยนี่นา

อยู่กับคนอื่นเป็นแบบหนึ่ง...อยู่กับคนที่ตัวเองรักเป็นอีกแบบหนึ่ง

ภีมภัทรไม่อายที่จะยอมรับว่าตัวเอง ‘รัก’ เพราะเขารู้ตัวอยู่แล้วตั้งแต่แรก แต่หากต้องพูดกับคนคนนั้นตรงๆ ก็คงเป็นอีกเรื่อง บางทีอาจจะระเบิดตายก่อนได้พูด

“ตั้งแต่พี่จักรไปผมกับมุขก็คอยถามข่าวผ่านพ่อตลอด...” ฮ่องเต้เริ่มหุบยิ้มเมื่อกลับไปเล่าเรื่อง มือเขากำชายเสื้อของคนข้างกายไว้แน่นราวกับต้องการให้เป็นที่พึ่ง “ผมรู้สึกเหมือนพ่อปิดบังอะไรบางอย่างอยู่แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เราไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยนับตั้งแต่ตอนนั้น จนวันหนึ่งผมได้ยินพ่อคุยโทรศัพท์กับแม่เสียงดัง พูดเรื่องที่แม่บีบบังคับพี่จักรมากเกินไปแล้วยังทำร้ายเขาจนกลายเป็นคนเก็บตัวและเย็นชา”

“มีคนคอยส่งข่าวให้คุณอาเหรอ”

“ใช่ ผมมารู้ทีหลังว่าคนงานในบ้านหลังนั้นคอยส่งข่าวให้พ่อเพราะรู้จักกัน”

“อืม”

“แต่สิ่งที่ทำให้ผมกับมุขรู้สึกผิดมากที่สุดก็คือ...เราทอดทิ้งพี่จักร” คนพูดหลุบตาส่งต่ำด้วยความรู้สึกผิด “ยิ่งโตขึ้นเท่าไหร่เราก็ยิ่งหลงลืมเรื่องราวเกี่ยวกับพี่ชายมากขึ้นเท่านั้น ผมกับมุขเอาแต่มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง จวบจนวันที่เห็นพี่นั่งรถเข็นลงมาจากเครื่องเราถึงได้รู้ว่าทำอะไรลงไป ”

“เต้…"

“เราพยายามช่วยทุกอย่างเพื่อชดใช้ความผิดถึงแม้พี่จักรจะไม่รับก็ตาม ขอแค่เขายังจำได้ว่าเราเป็นพี่น้องกันผมก็พอใจแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งผมเห็นพี่จักรโมโหทำลายข้าวของต่อหน้าต่อตา เขาสบถด่าคำหยาบคายเป็นภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับเรื่องแม่ แล้ววันต่อมาแม่ก็โทรมาย้ำกับพ่อว่าอย่าให้พี่จักรกลับไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางธุรกิจอีก เธอรับปากว่าจะไม่มายุ่งกับเราถ้าพี่จักรไม่โผล่หัวกลับไป”

“ทำไมถึงทำขนาดนั้น” ภีมภัทรถามเสียงแผ่ว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงทำกันได้ขนาดนี้ทั้งๆ ที่พี่จักรก็เป็นลูกของเธอเอง

“เธอทำได้ยิ่งกว่านี้อีกภีม...”

“หมายความว่ายังไง”

“เมื่อครึ่งปีก่อนมีข่าวว่าบริษัทที่แม่ดูแลอยู่เกิดปัญหาภายใน เธอโทษว่าพี่จักรเป็นคนทำทั้งที่พี่ชายผมแทบไม่เคยลุกออกจากเตียงเลยด้วยซ้ำ แม่คงคิดว่าพี่จักรจะสร้างปัญหาถึงได้ส่งคนมาทำลายข้าวของที่บ้านตอนไม่มีใครอยู่ ผมรู้ว่าแม่ยังกลัวกฎหมายอยู่บ้างเลยไม่กล้าทำร้ายร่างกาย แต่การส่งคนมาทำแบบนั้นมันทำให้เขาแย่ยิ่งกว่าเข้ามาทำร้ายกันตรงๆ เสียอีก ภีมคงรู้ว่าคนระดับพี่จักรรักศักดิ์ศรียิ่งกว่าอะไร”

เพราะรู้ว่าทำร้ายทางตรงไม่ได้ถึงได้เลือกทำร้ายทางอ้อมให้เจ็บช้ำใจแทน ช่างเป็นผู้หญิงที่เลือดเย็นจริงๆ...

“เต้…”

“ผมแค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ไม่ต้องเครียดหรอก” ฮ่องเต้ยิ้มน้อยๆ อดดีใจไม่ได้ที่เห็นสีหน้าเป็นห่วงจริงจังจากคนของพี่ชาย เขามั่นใจแล้วว่าภีมจะต้องทำให้พี่จักรกลับไปเป็นพี่จักรคนเดิมได้แน่ๆ “ภีมมีเรื่องจะถามผมใช่ไหม ถามมาเถอะ”

ภีมภัทรพยักหน้าตอบรับ มือทั้งสองข้างกุมกันไว้แน่นอย่างเป็นกังวล

“เต้รู้จักคนชื่อเกรย์ไหม”

“เกรย์?”

“ผู้ชายที่มีผมสีเทากับตาสีฟ้า เหมือนจะเป็นคนฝรั่งเศส”

“อา...ผมนึกออกแล้ว” ชายหนุ่มตอบรับเสียงแผ่ว ท่าทางเหมือนกำลังนึกถึงคนชื่อนั้น “ผมรู้มาว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทของพี่จักรตั้งแต่ไปอยู่ที่นั่น เรียนจบมาแล้วก็ยังทำธุรกิจร่วมกันอยู่ แถมยังเป็นลูกนักการทูตที่มีอำนาจมหาศาลด้วย”

“ผมคิดว่าพี่จักรกำลังจะทำอะไรบางอย่าง” ภีมภัทรตัดสินใจบอกสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปในที่สุด

“ยังไงเหรอ”

“ผมเองก็ไม่แน่ใจ...แต่เมื่อสามอาทิตย์ก่อนพี่จักรเคยขอให้คุณอาหาเบอร์เกรย์ให้ ใครจะคิดว่าไม่กี่วันต่อมาเขาจะมาหาถึงที่นี่”

“เกรย์มาที่นี่?”

“ใช่...พี่จักรบอกเกรย์ว่ามีคนตามดูเขาอยู่และการที่เกรย์มาจะทำให้ฝั่งนั้นรู้ตัว แล้วก็พูดเรื่องธุรกิจอะไรสักอย่างที่ผมไม่เข้าใจ” เขาเล่าทุกอย่างที่ตัวเองรู้และจบลงด้วยการบอกสิ่งที่เพิ่งเจอมาไม่นานนี้ แต่กลับทำให้มั่นใจได้ว่าจักรพรรดิต้องคิดทำอะไรอยู่แน่นอน “เมื่อไม่กี่วันก่อนผมพาพี่จักรไปซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่แทนเครื่องเดิมที่ผมให้เขายืม หลังจากซื้อมาแล้วพี่จักรก็จดจ่ออยู่กับมันทั้งวัน ผมแอบเห็นตอนเอาข้าวไปให้ว่าเขากำลังดูหุ้นอยู่”

“ภีม…”

“เต้...พี่จักรเคยบอกผมว่าเขาไม่มีอะไรเหลือเลยสักอย่าง แต่จริงๆ เขาไม่ได้หมดเนื้อหมดตัวใช่ไหม แล้วเรื่องที่เคยทำงานหาเงินอยู่บ้างในระหว่างที่อารมณ์คงที่ งานที่เขาทำคืออะไรกันแน่”

“งานที่พี่จักรเคยทำระหว่างอยู่บ้านกับพวกผมเป็นแค่งานรับจ้างทั่วไปจริงๆ ผมรับรองได้” ฮ่องเต้ตอบกลับทันควัน ไม่ปล่อยให้อีกคนคิดมาก “ส่วนเรื่องที่เขาหมดเนื้อหมดตัว ภีมเชื่อผมเถอะว่าถ้าเขาบอกแบบนั้นก็หมายความว่าแบบนั้นจริงๆ พี่จักรไม่มีทางโกหกแน่นอน”

“แต่ว่าผม...”

“พี่จักรเคยบอกผมว่าอะไรที่เคยทำที่ฝรั่งเศสเขาจะทิ้งมันไปทั้งหมดและจะไม่กลับไปยุ่งกับมันอีกเด็ดขาด”

“…”

“ถ้าพี่จักรจะกลับไปยุ่งเกี่ยวกับเกรย์ ยุ่งเกี่ยวกับหุ้นหรือธุรกิจอะไรก็ตามที่เขาเคยทำตอนอยู่ฝรั่งเศสจริงๆ...” ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืน เดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าภีมภัทรแล้วจ้องมองดวงตาคู่นั้นด้วยแววตาสื่อความหมาย “ผมอยากให้ภีมสงสัย...”

“…”

“ว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขายอมผิดคำพูดของตัวเองมากกว่า”

 





ในช่วงค่ำวิบูลย์ตัดสินใจจัดปาร์ตี้เล็กๆ ขึ้นที่บ้านพักวีไอพีของรีสอร์ทซึ่งพวกเขาใช้พักร่วมกัน บริเวณหน้าบ้านมีหนุ่มใหญ่สองคนกำลังช่วยกันปิ้งอาหารให้ลูกๆ ในขณะที่คนอื่นๆ แยกย้ายกันไปนั่งตามจุดต่างๆ ภีมภัทรยึดครองพื้นที่ริมสระว่ายน้ำมุมหนึ่ง ส่วนข้างกายเขาคือจักรพรรดิที่นั่งอยู่บนวีลแชร์ คนทั้งคู่มองตรงไปยังท้องฟ้ามืดมิดเบื้องหน้าโดยยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาเพราะต่างคนต่างก็จมอยู่กับความคิดของตัวเอง

“เต้พูดอะไรให้คิดมาก” คนที่หลุดจากภวังค์ก่อนเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ ขณะวางมือลงบนไหล่บางเพื่อบอกว่าเขาต้องการลงไปนั่งด้านล่างด้วย ภีมภัทรช่วยประคองคนป่วยอย่างระมัดระวังจวบจนอีกฝ่ายลงมานั่งที่พื้นและหย่อนขาลงไปในน้ำได้แล้วเขาจึงนั่งตาม

“เปล่านะ”

“แต่ภีมทำเหมือนคิดอะไรอยู่” คนรู้ทันยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ภีมภัทรมองแล้วก็ยิ้มกว้าง อาการแบบนี้ดูก็รู้ว่าเป็นห่วง แต่ที่ไม่พอใจคงเป็นเพราะยังไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการมากกว่า

“เต้แค่พูดให้คิดน่ะครับ”

“หือ”

“หือคืออยากรู้ต่อถูกไหม” ชายหนุ่มหัวเราะ เท้าที่อยู่ใต้น้ำโยกไปมาจนผิวน้ำด้านบนกระเพื่อมไหว สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ปลายเท้าของตัวเองโดยไม่ละสายตา ขณะที่ในหัวยังคงไตร่ตรองถึงเรื่องที่ฮ่องเต้พูดทิ้งไว้เช่นเดิม ทว่ายิ่งคิดมากในใจก็ยิ่งสั่นไหว อารมณ์หงุดหงิดที่ไม่ได้เป็นมานานทำให้เผลอขยับเท้าไปเตะขาของคนด้านข้างเบาๆ ราวกับมันจะช่วยทำให้หลุดออกจากอาการเช่นนี้ได้

“กวนเหรอเด็กน้อย” จักรพรรดิยกมือหยิกแก้มใสเป็นเชิงหยอก แม้ขาจะไร้ความรู้สึก แต่การเห็นตัวเองถูกทำเหมือนเป็นกระสอบทรายแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกแปลกเกินกว่าจะทำเฉยอยู่ได้

“พี่จักร...” ดูเหมือนคนโดนหยิกจะไม่สะทกสะท้าน ดวงตาคู่สวยดูเหม่อลอยไร้ความรู้สึกแม้ยามหันไปจ้องมองคนข้างกาย “ภีมมีอะไรจะถาม”

“พี่ฟังอยู่”

“พี่จักรได้...ฝืนทำอะไรเพราะภีมหรือเปล่า”

จักรพรรดิมีสีหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินคำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลและไม่มั่นใจ ก็ว่าแล้วว่าถ้าคนฉลาดสองคนหนีไปคุยกันเองจะต้องไม่ใช่การพูดคุยแบบเรื่อยเปื่อยแน่ๆ เพียงแต่เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะคุยกันจนถึงขนาดที่ทำให้เด็กน้อยคิดมากได้

ไม่รู้ว่าพูดคุยกันไปไกลขนาดไหน แต่ดูจากคำถามแล้วคงจะเดาถูกกันเกือบหมดเลยล่ะมั้ง...

“ก่อนที่พี่จะตอบคำถามของภีม...บอกมาก่อนว่าไปคุยอะไรกับเต้มาถึงได้คิดมากแบบนี้”

“ไม่ได้คุยอะไรเยอะเลย” ภีมภัทรลืมความกังวัลแล้วเผลอปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมกับโบกมือไปมาไม่ยอมรับ หากเป็นเวลาปกติและคนที่พูดด้วยไม่ใช่จักรพรรดิเขาคงโกหกได้แนบเนียนกว่านี้ แต่นี่มันผิดตั้งแต่ที่เป็นจักรพรรดิแล้ว

เขาไม่มีทางโกหกพี่จักรได้เลย...

“เป็นแค่เด็กน้อยริอ่านโกหกพี่เหรอ”

นั่นไง

“ไม่ได้ตั้งใจโกหกเลย ปากมันไปเอง” คนโกหกส่ายหน้าดิ๊ก

“ยังจะเถียงอีก ตอบมาเร็วๆ” จักรพรรดิหรี่ตามองกดดัน ใช่ว่าเขาอยากรู้เรื่องที่ทั้งคู่คุยกันมากมาย หากภีมภัทรไม่มีท่าทีแปลกๆ เหมือนกังวลใจและไม่ถามออกมาแบบนั้นเขาคงไม่คิดจะถามด้วยซ้ำว่าไปคุยอะไรกันมา ต่อให้รู้ว่าต้องเป็นเรื่องของตัวเองก็ตาม แต่นี่ทั้งแสดงออกทางสีหน้าและถามออกมา แบบนี้ใครจะเฉยอยู่ได้

“พี่จักรเคยพูดว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพี่ตอนอยู่ฝรั่งเศสอีก...” สุดท้ายคนคิดมากก็เอ่ยออกมาเสียงอ่อย “ภีมคิดว่า...”

“ภีมคิดว่าที่พี่ต้องการติดต่อเกรย์แล้วก็ยังตามดูหุ้นที่นั่นอยู่เป็นเพราะพี่คิดจะทำอะไรบางอย่างที่มีภีมเป็นต้นเหตุใช่ไหม”

“พี่รู้ได้ยังไง” ภีมภัทรตาโต นี่มันไม่ใช่แค่รู้คร่าวๆ แต่พี่จักรแทบจะเดาใจเขาออกเกือบหมดเลยต่างหาก

“แค่พยายามคิดตามคนฉลาดแต่ชอบแสดงออกทางสีหน้า”

คนฟังยกมือจับหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เขาได้ข้อสรุปกับตัวเองแล้วว่าคนคนนี้ฉลาดจนน่ากลัวสุดๆ ไปเลย

“ภีมไม่ได้แสดงออกเยอะขนาดนั้นมั้ง”

“ขนาดตัวเองยังไม่มั่นใจเลย” จักรพรรดิยิ้มบางด้วยความเอ็นดู นึกอยากเห็นสีหน้าหลุกหลิกของคนชอบวางมาดเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นอีกสักหน่อยเหมือนกัน แต่ความสงสารมีมากกว่าเลยได้แต่ยกแขนโอบเอวอีกคนให้ขยับเข้ามาใกล้แล้วจึงพูดต่อ “ตอบคำถามมาเร็วๆ”

“พี่จักรคิดจะทำอะไร” ภีมภัทรถามเสียงตื่น อารมณ์ตกใจที่โดนโอบเอวให้เข้าไปแนบชิดถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกเพราะเขาสัมผัสได้ว่ารอยยิ้มของพี่จักรเจ้าเล่ห์กว่าทุกที ต้องคิดอะไรไม่ดีอยู่แน่ๆ

“ทำแบบนี้ไง”

แทนคำตอบ...มือที่โอบเกี่ยวเอวบางไว้ออกแรงผลักหลังคนตัวเล็กกว่าอย่างแรงจนตัวเอนไปด้านหน้า

ตูม!

“เฮ้ย!”

“ภีม!”

“หึหึ”

เสียงร้องด้วยความตกใจจากคนรอบข้างไม่ได้ทำให้ภีมภัทรสนใจมากเท่าเสียงหัวเราะคนของขี้แกล้ง แม้มันจะเป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ได้ดังมากมายแต่กลับกึกก้องในใจของทุกผู้ที่ได้ยิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวของคนป่วยที่ไม่ได้ยินเสียงนี้มามากกว่าสิบปีแล้ว

ภีมภัทรลูบน้ำออกจากใบหน้า ใจรู้สึกสดชื่นแบบที่ไม่เคยเป็นทั้งที่โดนผลักตกลงมาแท้ๆ เขาเพียงแค่ควักน้ำสาดใส่คนบนขอบสระจนฝ่ายนั้นเบือนหน้าหนีเท่านั้น ชายหนุ่มว่ายเข้าไปหา วางมือเกาะขาทั้งสองข้างที่ไม่ได้ลีบเหมือนตอนแรกท่ีเจอกันเบาๆ เพื่อทรงตัว ดวงตาสองคู่สบกันนิ่งงันก่อนเขาจะเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว

“ภีมไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่จักรต้องผิดคำพูดของตัวเอง”

จักรพรรดิถอนหายใจทั้งที่ปากยังยกยิ้ม เขาช่วยปัดเศษผมเปียกน้ำบนใบหน้าใสออกให้ขณะที่สายตายังไม่ละห่างไปไหน ปลายนิ้วที่ไม่ได้ผอมแห้งเหมือนเมื่อสองสามเดือนก่อนกลี่ยแก้มขาวเบาๆ อย่างอ่อนโยน

“พี่ผิดคำพูดเพราะฝ่ายนั้นเริ่มเข้ามายุ่งกับพี่ก่อน เขาบุกรุกพื้นที่ของพี่ ทำสิ่งที่บอกว่าตัวเองจะไม่ทำ เพราะงั้นสิ่งที่พี่ทำมันไม่ใช่เพราะภีมเป็นต้นเหตุ...”

“…”

“แต่ถ้าบอกว่าทำเพื่อภีม เรื่องนั้นพี่ไม่เถียง”

“พี่จักร...”

“พี่ทำเพื่อปกป้องพื้นที่ของตัวเอง...พื้นที่ที่มีภีมอยู่ข้างๆ”

ทั้งยอมผิดคำพูดของตัวเองพยายามติดต่อเกรย์อีกครั้งเพื่อให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ

ทั้งยอมซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่เพื่อกลับไปดูหุ้นที่เคยคิดจะทิ้งอีกครั้ง

ทั้งยอมโทรไปหาลูกน้องที่นั่นเพื่อสั่งการเรื่องการก่อสร้างที่ปล่อยทิ้งไปแล้วเป็นปีให้กลับมาดำเนินการต่อ

ทั้งสั่งงานคนของตัวเองให้ร่วมมือกับเกรย์รวบรวมหลักฐานการทำงานผิดกฏหมายขององค์กรสกปรกที่ผู้หญิงคนนั้นดูแลอยู่เพื่อเตรียมส่งให้ตำรวจ

และทั้งหมด...เพื่อภีม


————————-





CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[10]==[P.4]== [06/05/61]
« ตอบ #109 เมื่อ: 10-05-2018 21:22:51 »





ออฟไลน์ พันวา

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 126
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-5
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #110 เมื่อ10-05-2018 22:09:48 »

อยากเห็นวันที่พี่จักรแข็งแรงดี ต้องเท่มากๆแน่เลย

 :o8:

ออฟไลน์ Al2iskiren

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1789
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-3
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #111 เมื่อ10-05-2018 23:07:33 »

พี่จักรทำเพื่อน้องขนาดนี้เลย :-[

ออฟไลน์ tensita

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #112 เมื่อ10-05-2018 23:31:29 »

รอวันมะรืนไม่ไหวแล้ววว :katai5: :katai5: :katai5:


ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #113 เมื่อ11-05-2018 02:50:28 »

อยากเห็นหน้าคุณแม่ตัวอย่าง(ไม่ดี)ของสามคิงจังเลย  :katai1:

ออฟไลน์ Meen2495

  • is allergic to drama.
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 369
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-4
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #114 เมื่อ11-05-2018 02:56:41 »

พี่จักรสู้ ๆ ฝ่าด่าน "แม่มดใจร้าย" ไปให้ได้นะ
เป็นกำลังใจให้ (คนเขียน) และสามคิง+เขยสะใภ้

ออฟไลน์ เก้าแต้ม

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-3
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #115 เมื่อ11-05-2018 07:52:21 »

ขออย่าให้ผู้หญิงคนนั้นมีโอกาสสร้างปัญหา

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #116 เมื่อ11-05-2018 10:28:33 »

ผู้หญิงคนนี้ไม่ควรลอยนวล

ออฟไลน์ WaterProof

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #117 เมื่อ11-05-2018 15:49:46 »

ชอบมากกกก o13

ออฟไลน์ CHESS.

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +228/-2
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[11]==[P.4]== [10/05/61]
«ตอบ #118 เมื่อ12-05-2018 16:09:26 »

-12-


‘พี่ทำเพื่อปกป้องพื้นที่ที่มีภีมอยู่ข้างๆ...’

พี่จักรทำเพื่อภีม...

แบบนี้ยังต้องอยากรู้อะไรอีก ความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคทำให้อบอุ่นใจทุกครั้งที่นึกถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม ภีมภัทรจ้องมองคนที่กำลังทานข้าวด้วยสายตาเหม่อลอย ใบหน้าของจักรพรรดิในยามนี้ไม่ได้ซูบโทรมหรือซีดเซียวเหมือนช่วงแรกอีกแล้ว เขายอมทานอาหารจนหมด ตั้งใจออกกำลังและทำกายภาพมาโดยตลอด จนถึงตอนนี้แทบไม่ต้องให้ภีมภัทรช่วยประคองลงจากเตียงไปขึ้นวีลแชร์เสียด้วยซ้ำ เวลาอยากไปไหนก็เข็นรถไปเองไม่ได้เรียกเขาหรือนั่งรอเฉยๆ เหมือนเคย

ภาพลักษณ์ภายนอกของจักรพรรดิเกือบจะเรียกได้ว่าเหมือนเดิมแล้ว ยังขาดก็แต่ขาที่เล็กไปหน่อย ซึ่งวิทยายืนยันว่าอีกไม่นานมันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมแน่นอนหากเขาใช้กล้ามเนื้อบ่อยๆ ใบหน้าคมคายนั้นดูดีและหล่อเหลาไม่ต่างจากที่หลายคนคิด ฝ่ามือที่เคยผอมกลับมาดูใหญ่โตแข็งแรงเช่นเดียวกับที่เคยเป็น และยิ่งดูใหญ่ขึ้นไปอีกยามเขาใช้มันวางเทียบกับมือเรียวของใครบางคนเวลาหลับ

“วันนี้พวกคุณอาก็จะกลับกันแล้ว พี่จักรจะไปส่งพวกท่านไหม” เจ้าของบ้านเอ่ยถามทั้งที่ตายังจ้องมองใบหน้าอีกคนไม่เลิก น้ำเสียงเอื่อยๆ ลอยๆ เหมือนคนง่วงนอนทำให้จักรพรรดิต้องหยุดมือที่กำลังกินข้าวเพื่อหันมาหา แต่แล้วเมื่อสบตากันเข้าอย่างจังเขาก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่

“นั่นตาคนหรือหมีแพนด้า”

“อย่าแซวสิ” ภีมภัทรพูดเสียงอ่อย ตัวแทบจะเลื้อยขึ้นไปนอนอยู่บนโต๊ะกินข้าว ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมละสายตาไปจากหน้าพี่จักรของตัวเองอยู่ดี

“ไปนอนไป” จักรพรรดิยื่นมือไปขยี้หัวทุยเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว

“แต่ต้องไปส่งพวกคุณอา”

“ไม่ต้องไป เดี๋ยวพี่บอกให้”

“เอางั้นเหรอ” คนที่เริ่มทนไม่ไหวตาปรือ สติใกล้หลุดลอยเต็มที่ แต่เพราะยังอยากมองหน้าอีกคนอยู่เขาจึงพยายามฝืนถ่างตาให้ได้มากที่สุด

“ลุกไปนอนในห้องเดี๋ยวนี้” เสียงที่แกล้งทำเป็นดุดูเหมือนจะได้ผลอยู่ไม่น้อยเมื่อภีมภัทรเด้งตัวลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งเข้าไปในห้องนอนอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนแกล้งดุถอนหายใจมองตามหลังเด็กดื้อไปจนลับสายตา

อันที่จริงอาการแปลกๆ ของภีมภัทรเกิดขึ้นมาหลายวันแล้ว จักรพรรดิยังไม่แน่ใจว่ามีสาเหตุมาจากอะไร รู้เพียงว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาสารภาพไปตามตรงว่าตัวเองทำเพื่อใครอยู่ หลังจากวันนั้นภีมภัทรก็เอาแต่เหม่อลอย และไม่ใช่เหม่อธรรมดาแต่เป็นเหม่อมองหน้าเขาไม่ละสายตา แม้กระทั่งตอนที่ตัวเองเดินไปคุยกับพ่อก็ยังหันมามอง และที่แย่ยิ่งกว่าคือมองแม้กระทั่งตอนที่กำลังจะหลับ

ภีมภัทรนอนห้องเดียวกับเขาที่รีสอร์ท เจ้าตัวเป็นคนบอกคนอื่นเองแบบไม่มีท่าทีเขินอายว่าปกติก็นอนกับพี่จักรสองคนตลอด จากนั้นก็ลากเขาเข้าห้องทันทีโดยไม่ถามความเห็นใคร เสร็จแล้วก็เอาแต่จ้องไม่เลิกจนเขาหลับ ตื่นเช้ามาก็เห็นมองอยู่ก่อนแล้ว ที่น่าขำคือดูเหมือนเด็กน้อยจะไม่ได้นอนหลับสนิทเลยตั้งแต่คืนนั้น สังเกตเอาจากขอบตาดำๆ กับดวงตาอ่อนล้านั่นก็รู้แล้ว

ดูท่าสาเหตุคงมาจากเรื่องที่เขาพูด...

น่าเอ็นดูจริงๆ

จักรพรรดิขยับวีลแชร์ออกห่างจากโต๊ะกินข้าวแล้วตรงออกไปที่ห้องรับแขกของบ้านพัก เขาใช้แรงแขนตัวเองยกขาขึ้นลงไปมาเหมือนที่ทำอยู่ทุกวัน หวังเพียงให้มันช่วยลดความลำบากของคนที่คอยช่วยเหลือเขาอยู่ลงบ้าง เพราะช่วงที่ครอบครัวมาหาที่นี่ ภีมภัทรยังคงพาเขาไปโรงพยาบาลเพื่อทำกายภาพบำบัดวันละสองถึงสามชั่วโมงอยู่เหมือนเคย กลับมาก็คอยช่วยทำต่อไม่เคยบ่น แม้จักรพรรดิจะบอกไม่ได้เต็มปากนักว่าอาการดีขึ้นหรือเปล่า แต่เขากลับรู้สึกว่ามันดีขึ้นมากทั้งที่ขาก็ยังขยับไม่ได้อยู่เหมือนเดิม

ร่างกายเขาสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น จิตใจก็เช่นกัน...

เขาไม่ได้โมโหอีกเลยนับแต่ตื่นมาแล้วเห็นว่ามีใครอยู่ข้างๆ เรื่องของขาก็ไม่ใช่ปัญหาในการดำเนินชีวิตแบบที่เคยคิด ทุกๆ วันที่ผ่านมาล้วนเต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่นใจ เขาไม่ได้ฝันร้าย ไม่ได้นึกถึงเรื่องในอดีตอีกเพราะคนที่สำคัญที่สุดยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว อันที่จริงถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่เข้ามายุ่ง บางทีจักรพรรดิอาจลืมเลือนความแค้นทั้งหมดที่มีแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายโดนความชั่วกัดกินตัวเองไปแล้ว ส่วนเขาคงรับจ้างทำงานอิสระอยู่ที่บ้านระหว่างที่ยังเดินไม่ได้ หรือไม่ก็ขอช่วยงานภีมภัทรไปก่อน

แต่เพราะว่าฝ่ายนั้นยังไม่หยุด...เขาถึงต้องทำแบบนี้

“พี่จักร”

จักรพรรดิหันไปตามเสียงเรียก เห็นน้องชายคนรองกับผู้ชายตัวสูงอีกคนหิ้วกระเป๋าเดินมาพร้อมกัน ชายหนุ่มคนนั้นเป็นชาวรัสเซีย เข้ามาแนะนำตัวกับเขาในฐานะ ‘คนรัก’ ของฮ่องเต้ และชื่อที่แท้จริงคือ ‘วลาดิเมียร์’ ส่วนชื่อพายุนั้นเป็นชื่อที่ฮ่องเต้ตั้งให้ใช้แค่ในประเทศไทยเท่านั้น

“คนอื่นล่ะ” เขาถาม

“น่าจะเก็บของอยู่นะ”

“อืม”

“แล้วภีมไปไหนล่ะพี่จักร” ฮ่องเต้เลิกคิ้วถาม จักรพรรดิเลยพยักพเยิดไปทางประตูห้องของเขาที่เปิดทิ้งไว้ เพียงเท่านั้นคนถามก็เข้าใจได้ในทันที “น่าจะนอนยาวนะ ผมเห็นตาดำมาหลายวันแล้ว”

“ให้นอนไปเถอะ”

“เป็นห่วงล่ะสิ”

“อยากโดนคิดบัญชีเรื่องที่ไปพูดให้ภีมคิดมากใช่ไหม” จักรพรรดิแกล้งถาม แต่เล่นเอาคนยิ้มกริ่มหน้าซีด ฮ่องเต้เนียนขยับไปหลบอยู่ข้างหลังคนตัวโตที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งก่อนจะโผล่หน้าออกมาตอบเบาๆ

“แค่พูดให้คิดเฉยๆ”

ตอบเหมือนกันทั้งคู่...

“อย่าเถียงพี่ชาย” คนที่ยืนเงียบมาตลอดหันไปบอกคนตัวเล็กกว่าที่ซ่อนอยู่ด้านหลังเป็นภาษาอังกฤษ เพียงเท่านั้นฮ่องเต้ก็ทำหน้าบูดเป็นตูดเพราะแม้แต่พี่ยุของตัวเองก็ไม่เข้าข้าง

“พี่ยุต้องเข้าข้างฝั่งนี้สิ”

จักรพรรดิทอดสายตามองน้องชายที่กำลังคุยกับคนรักด้วยความรู้สึกแปลกๆ ทั้งที่คิดว่าหลงลืมมันไปหมดแล้ว แต่เขากลับยังรู้สึกเป็นห่วงไม่หาย ยังอยากมองจนกว่าจะแน่ใจว่าผู้ชายคนนี้จะดูแลฮ่องเต้ได้ดีหรือเปล่า

บางที...มันอาจเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลาแม้จะแยกจากกันไปนานแค่ไหนก็ตาม

 “นาย…” เสียงเรียกห้วนสั้นทำให้คนสองคนหันกลับมามอง

“…”

“มั่นใจหรือเปล่า...” เขาถามเป็นภาษารัสเซียชัดถ้อยชัดคำเพื่อสื่อว่ากำลังถามใคร

จักรพรรดิรู้มาจากประมุขว่าสองคนนี้คบกันมานานแล้ว แต่พายุเป็นทหารรัสเซีย ทั้งยังมีสถานะเป็นผู้ติดตามหรือบอดี้การ์ดของบุคคลสำคัญในรัสเซีย เป็นเหตุให้เขาไม่ค่อยมีเวลาให้ฮ่องเต้มากนัก นานๆ ครั้งที่มีเวลาถึงจะได้บินมาหาฮ่องเต้สักที จักรพรรดิไม่รู้ว่าทั้งคู่เคยคุยกันอย่างไร แต่เขาเพียงแค่อยากแน่ใจในฐานะพี่ชาย

“มั่นใจหรือเปล่าว่าจะดูแลเด็กคนนี้ได้"

เพียงเท่านั้นพายุก็เดินตรงเข้ามาหา จ้องมองตอบดวงตาคมกริบด้วยแววตาดุดันและมั่นคงไม่แพ้กัน

“ด้วยชีวิต”

ด้วยชีวิตงั้นเหรอ...

ถ้าเป็นเขาจะสามารถตอบได้อย่างมั่นใจเท่านั้นหรือเปล่านะ








บรรดาแขกผู้มาเยือนเดินทางไปสนามบินกันในช่วงบ่ายโดยกฤษณ์ยืนยันไม่ให้ใครไปส่งเลยสักคน เพราะยังไงเขาก็ไปกับลูกๆ อยู่แล้ว ด้วยเหตุนั้นคนเพียงคนเดียวที่ยังหลับเป็นตายจึงยังหลับอยู่เช่นนั้นไม่มีใครปลุก ข้างกายเป็นร่างของคนตัวสูงที่กำลังนอนพิงหัวเตียงกดโน้ตบุ๊กรอให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมาด้วยตัวเอง

จักรพรรดิหยุดมือที่กำลังกดโน้ตบุ๊กเมื่อได้ยินเสียงคนเคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเข้ามา โชคดีที่ภีมภัทรหลับลึกจึงไม่ได้ยินเสียงนั้น ผู้มาเยือนคือเจ้าของสวนรังสิมันตุ์และรีสอร์ทรังสิมันตุ์ ทั้งยังเป็นพ่อของคนที่หลับอุตุอยู่ข้างเขาด้วย

“ภีมยังไม่ตื่นเหรอจักร”

“…ครับ” จักรพรรดิพยายามปรับน้ำเสียงสั้นห้วนของตนเองให้สุภาพที่สุด แต่มันก็ยังดูแปล่งๆ อยู่เล็กน้อย ถึงอย่างนั้นวิบูลย์ก็ยังยิ้มให้กับความพยายามนั้น เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี

“อาจะมาถามว่าภีมจะเอายังไงเรื่องงานใหญ่ที่ใต้ ต้องเดินทางพรุ่งนี้แล้วด้วย ถ้าภีมไม่ไปอาจะได้ไปเองแล้วฝากงานทางนี้ไว้แทน” วิบูลย์ทำท่าจะหันหลังกลับแล้วฝากให้จักรพรรดิบอกคนหลับอีกครั้ง แต่ก่อนจะได้ทำเช่นนั้นเขาก็นึกอะไรได้เสียก่อน “แต่จริงๆ จักรตัดสินใจแทนภีมเลยก็ได้นะ อาว่าเด็กนี่ต้องถามจักรแน่ๆ ว่าอยากไปเที่ยวใต้หรือเปล่า”

จักรพรรดิก้มลงมองใบหน้าใสของคนหลับก่อนจะยื่นมือไปเกลี่ยเส้นผมออกให้เบาๆ เขาเองก็คิดว่าภีมภัทรคงมาถามแล้วให้เขาตัดสินใจแน่ เมื่อตัดสินใจได้แล้วชายหนุ่มจึงหันไปพยักหน้าตอบรับ มือดึงวีลแชร์เข้ามาใกล้ จัดท่านั่งอีกนิดหน่อย ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็สามารถเปลี่ยนไปนั่งบนวีลแชร์ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยคนช่วย

วิบูลย์มองภาพนั้นยิ้มๆ ท่าทางลูกชายเขาคงทำให้ฝ่ายนั้นเปลี่ยนไปมากจริงๆ ท่าทีแบบที่เจอกันครั้งแรกแทบไม่มีเหลืออีกแล้ว หนุ่มใหญ่หันกายเดินนำออกไปด้านนอกเมื่อเห็นว่าไม่ต้องช่วยจักรพรรดิก็สามารถเข็นรถมาเองได้ เขานั่งลงบนโซฟา รอจนอีกคนตามมาถึงแล้วจึงเริ่มพูดช้าๆ

“ลูกสาวคนสำคัญของเจ้าสัวพิทักษ์จะแต่งงานในอีกสามวัน เจ้าสัวเคยช่วยเหลืออาเอาไว้มาก อาเลยตอบรับเรื่องที่ท่านขอให้อาไปจัดดอกไม้ในงานให้ เพียงแต่ถ้าอาไปเองก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก อารู้แค่งานบริหาร สั่งงานคน ทำไร่ทำสวน แต่ให้จัดดอกไม้เป็นช่อคงจะยาก ต่างจากเจ้าภีมที่ทำได้ทุกอย่าง เพราะงั้นอาเลยบอกให้ภีมพาจักรไปที่นั่นแทน ไปช่วยจัดงานหนึ่งวันแล้วก็ร่วมงานแทนอาอีกหนึ่งวัน คิดซะว่าพาจักรไปเที่ยวด้วย”

ไม่ต้องคิดให้มากความจักรพรรดิก็พอจะรู้ว่าภีมภัทรคงอยากพาเขาไปเที่ยวอยู่เหมือนกัน ส่วนตัวเขาเอง...ถึงแม้จะไม่ได้สนใจเรื่องเที่ยวมากนัก แต่เมื่อคิดว่าจะได้ไปพักผ่อนกับเด็กน้อย ความรู้สึกอยากที่ไม่เคยเกิดมันก็เกิดขึ้นมาเสียเฉยๆ

“ตกลงครับ”

วิบูลย์พยักหน้าพอใจ เขาลุกขึ้นเดินไปตบไหล่จักรพรรดิเบาๆ เป็นเชิงขอบคุณ

“พรุ่งนี้อาจะให้คนไปส่งขึ้นเครื่่อง ถึงที่นั่นแล้วจะมีคนของสวนมารอรับ”

“แล้วพวกทีมงานกับดอกไม้...”

“จักรอาจจะไม่รู้ว่าสวนรังสิมันตุ์มีอยู่ทุกภาค ที่อื่นอาจไม่ใหญ่เท่าที่นี่แต่ก็ส่งขายได้เยอะอยู่เหมือนกัน ส่วนเรื่องทีมงานก็เป็นคนที่สวนใต้นั่นล่ะ เดี๋ยวเจ้าภีมคงแนะนำให้รู้จักอีกที”

“ครับ”

“อาไปล่ะ จักรรอภีมตื่นแล้วโทรไปเรียกคนที่สวนให้มารับกลับนะ”

“ครับ”

จักรพรรดิรอจนเจ้าของที่นี่เดินออกไปจากบ้านพักแล้วจึงหมุนตัวเข็นรถกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง เขาจ้องมองใบหน้าของคนที่กำลังหลับสนิทด้วยแววตาอ่านยาก อดคิดไม่ได้ว่าภีมภัทรเป็นคนที่มีพร้อมมากจริงๆ ทั้งหน้าตาดีตามสไตล์หนุ่มเจ้าสำอาง แล้วยังมีฐานะที่น่าจะเรียกได้ว่าฟู่ฟ่าพอควร น่าแปลก...

แปลกที่ไม่โดนแย่งไป...

แปลกที่ยังรอดมาจนถึงมือเขา...

“ยึดติดมากเกินไปหรือเปล่า” ชายหนุ่มพูดเสียงแผ่วขณะจับมือคนหลับขึ้นมาบีบเบาๆ “ต่อให้ภีมไม่รอ พี่ก็ไม่มีวันโกรธอยู่แล้ว”

เพราะเขาถึงกับลืมเลือนเรื่องของอีกคนไปแล้วด้วยซ้ำ แบบนี้จะกล้าโกรธได้ยังไง

หากไม่ได้พิการ ไม่ได้อารมณ์ร้ายรับสภาพตัวเองไม่ได้จนแม่ตัดหางปล่อยวัด บัดนี้เขาคงนั่งอยู่บัลลังก์แล้วยอมให้แม่ชักใยอยู่เบื้องหลังจนเริ่มดูดซับความชั่วมา ถึงตอนนั้นธุรกิจเลวๆ ทั้งหมด บางทีเขาอาจยึดครองมันมาแล้วดูแลด้วยตัวเองก็เป็นได้ ถ้าเป็นแบบนั้นเขาคงไม่มีวันกลับมา ไม่มีวันนึกออกว่ามีเด็กน้อยบางคนรออยู่ที่นี่

แล้วถ้าเป็นแบบนั้นคนที่ยึดติดกับเขาคนนี้จะทำอย่างไร...

แต่ถึงอย่างนั้น...

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยัง...

“ขอบคุณที่รอ” จักรพรรดิไร้บัลลังก์ก้มลงจูบแผ่วเบาที่มือเรียวขาวดั่งต้องการให้คำมั่นสัญญา

จากนี้พี่จะอยู่เคียงข้างภีมตลอดไป...

“อือ…” เด็กน้อยบนเตียงขยับขยุกขยิกเหมือนไม่สบายตัว มือปัดป่ายไปรอบเตียงราวกับตามหาบางสิ่ง และเมื่อไม่พบเขาก็ลืมตาพรึบพลางลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว “พี่จักร!”

ร้องเรียกหาทั้งที่มือก็ยังจับกันอยู่แท้ๆ...

จักรพรรดิไม่ตอบรับแต่รอให้อีกฝ่ายหันมาเจอเอง เขามองภาพคนง่วงนอนสะบัดหัวให้ตัวเองตื่นขำๆ ทั้งมาดผู้ดีและการวางตัวดีไม่รู้หายไปไหนหมด เพราะนอกจากหัวจะยุ่งสุดๆ แล้วมุมปากบางยังมีน้ำใสๆ ไหลยืดออกมาเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเจ้าตัวหลับฝันดีขนาดไหนอีกด้วย

“เด็กน้อยจริงๆ อายุก็เยอะแล้วนะน่ะ”

ภีมภัทรมารู้สึกตัวเต็มที่ก็ตอนนี้เอง ชายหนุ่มหันหน้าขวับ มือยกขึ้นเช็ดหน้าเช็ดตายกใหญ่ ใบหน้าใสแดงก่ำเมื่อสัมผัสได้ว่าตัวเองนอนน้ำลายยืด ทั้งยังยืดต่อหน้าพี่จักร!

“มันก็ต้องมีบ้างสิ” เขาบ่นพึมพำพลางแกะมือออกจากการจับกุมอย่างหัวเสีย พอเอามาช่วยเช็ดน้ำลงน้ำลายหมดแล้วจึงยัดกลับไปวางไว้ที่เดิมแล้วยิ้มแฉ่ง

“เด็ก” จักรพรรดิใช้มือข้างที่ว่างดีดหน้าผากใสเบาๆ หนึ่งทีด้วยความเอ็นดู...แม้มือเขาจะเลอะน้ำลายที่ภีมภัทรเอามาป้ายก็ตาม

ใครจะไปโกรธลง...

“แล้วนี่ทุกคนกลับไปหมดแล้วเหรอ”

“อืม”

“ไม่ได้ไปส่งเลย...” อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะไปส่งจนขึ้นเครื่องแท้ๆ

“เดี๋ยวก็ได้เจอกันใหม่”

“นั่นสิเนอะ”

“ภีม…” จักรพรรดิเรียกคนที่ดูอารมณ์ดีเมื่อนอนเต็มอิ่มให้หันมามอง “พี่ตอบตกลงเรื่องงานที่ใต้ไปแล้วนะ”

ภีมภัทรเลิกคิ้วงุนงงอยู่ครู่หนึ่งเหมือนสมองไม่สั่งการ แต่เมื่อนึกออกเขาก็พยักหน้าหงึกหงักตามคาด

“โอเค ภีมก็ว่าจะพาพี่จักรไปที่นั่นอยู่แล้ว”

“อย่าลืมบอกวิทยาล่ะ”

วันนี้วิทยาไม่ได้มาหาเพราะภีมภัทรบอกไปว่าอาจต้องไปส่งแขก เขาจึงเลื่อนให้อีกฝ่ายมาที่บ้านในวันพรุ่งนี้แทน แต่ถ้าต้องลงใต้อย่างต่ำก็ต้องไปสองสามวัน หากให้นักกายภาพบำบัดส่วนตัวรอเก้อคงน่าสงสารแย่

“งั้นภีมโทรหามันเลยดีกว่า” ว่าแล้วชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกแล้วพูดคุยอยู่ครู่ใหญ่ จักรพรรดิพอจับใจความได้ว่าปลายสายน่าจะบอกเรื่องการทำกายภาพของเขาระหว่างที่ไปใต้ เพราะอย่างนั้นคนฟังถึงได้ดูตั้งอกตั้งใจแล้วหันมามองขาเขาบ่อยๆ จวบจนวางสายไปแล้วคนตาใสก็ยังมองขาเขาอยู่

“มองอะไร”

“กำลังจินตนาการอยู่ว่าต้องทำยังไง”

แล้วจะจินตนาการทำไม...เข้ามาลองทำเลยก็จบแล้วไหม

“ไปล้างหน้าล้างตาไป จะได้เรียกคนมารับกลับไปเก็บของสำหรับพรุ่งนี้” จักรพรรดิออกปากไล่ เพราะขืนปล่อยให้ไปเองเขาคงต้องโดนนั่งจ้องจนขาพรุนก่อนแน่ๆ

“ไปแล้วๆ”

กว่าจะจัดการกับตัวเองกันเรียบร้อยจนกลับมาถึงบ้านเล็กที่เรือนกุหลาบก็กินเวลาไปสองชั่วโมง จักรพรรดิที่ถูกบังคับให้นั่งอยู่บนเตียงคอยเก็บของใส่กระเป๋าเดินทางขณะที่อีกคนเลือกของอยู่ที่พื้นออกจะเบื่อไม่น้อย ไม่เพียงให้เขาคอยเอาของใส่กระเป๋าอย่างเดียว แต่ให้พับผ้ายังไม่ไม่ให้พับเลยด้วยซ้ำ อีกฝ่ายจะพับจนเรียบร้อยก่อนจึงจะส่งมาให้

“พี่จักรนั่งออกกำลังกายไปเลย”

แล้วคนรับคำสั่งจะทำอะไรได้นอกจากทำตาม...

จักรพรรดิยืดขาออกแล้วออกกำลังรวมถึงบีบนวดขาตามที่วิทยาเคยสอนอย่างคล่องแคล่ว เขาทำแบบนี้มานานเป็นเดือนจนเริ่มคุ้นชินกับมัน พอชินแล้วอะไรๆ ก็ไม่ยากลำบากเหมือนตอนแรก เขามีแรงยกขาตัวเอง จัดท่านั่งเองได้ ออกกำลังเองได้ ทำทุกอย่างได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป แม้มันจะขัดๆ ไปสักหน่อยแต่ก็ไม่ได้มีปัญหามากนัก

ทว่าในระหว่างที่กำลังจะใช้มืองอขาขึ้นมานั่นเอง...

ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนใบหน้าคมคายจะปรากฏรอยยิ้มกว้างน่ามองแบบที่ไม่เคยมีใครได้เห็น น่าเสียดายที่ภีมภัทรหันหลังอยู่เขาจึงพลาดโอกาสนั้นไป

“ภีม”

“ครับ...เสร็จแล้วๆ” คนที่คิดว่าโดนเรียกเพราะใช้เวลานานเกินไปหันหน้ามาหาพร้อมกองผ้ากองสุดท้าย ภีมภัทรปีนขึ้นไปนั่งบนเตียง วางกองผ้าลงข้างกายแล้วขยับมืิอไปบีบนวดขาให้อีกคนตามความเคยชิน

“มีข่าวดีมาบอก” จักรพรรดิพูดยิ้มๆ จนคนที่กำลังตั้งใจนวดต้องเงยหน้ามอง

“อะไรเหรอ”

“ถ้าตอบคำถามแล้วจะบอก”

“งั้นภีมไม่อยากรู้ก็ได้”

“ที่พูดนี่มั่นใจแล้วใช่ไหม” เขาถามแล้วทำทีเป็นไม่แคร์ “แล้วแต่”

“เดี๋ยวก่อน!”

หลอกง่ายชะมัด...

จักรพรรดิแอบยิ้ม เพิ่งจะรู้ตัวเหมือนกันว่าเขาเป็นคนขี้แกล้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนิสัยดั้งเดิมหรือเพราะคนมันน่าแกล้งกันแน่

“สรุปว่ารับข้อเสนอ?” เขาถามซ้ำเพื่อความมั่นใจ ไม่ลืมทำหน้าเข้มขู่อีกที รอจนคนคิดเยอะพยักหน้าแบบหวาดๆ นั่นล่ะถึงหลุดยิ้มออกมาแบบไม่ปิดบัง “ที่จ้องพี่แทบจะตลอดเวลาแถมยังนอนไม่หลับมาหลายวัน สรุปแล้วเป็นเพราะอะไร”

“นั่นไง...ภีมว่าแล้ว” ภีมภัทรทำท่าไม่อยากตอบชัดเจน

“พูดแล้วห้ามคืนคำ”

“รู้แล้วๆ” เจ้าตัวโบกไม้โบกมือเหมือนขอเวลา แต่ผ่านไปครู่ใหญ่แล้วก็ยังก้มหน้าก้มตาไม่ยอมพูด จวบจนคนถามทนไม่ไหวจะถามย้ำ อีกฝ่ายถึงขยับริมฝีปากส่งเสียงอู้อี้ออกมา “ไม่...นี่นา”

“พูดดังๆ”

“ไม่อยาก...”

“ถ้าพูดอีกทีแล้วพี่ยังไม่ได้ยินจะถีบตกเตียงละนะ” เขาแกล้งขู่ขำๆ ทั้งที่ตัวเองจะยกขายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เหมือนเด็กน้อยก็ไร้สติอยู่พอสมควรถึงได้รีบเงยหน้าแล้วพูดออกมาเสียงดังก้อง

“ไม่อยากจะเชื่อนี่นา!"

“หือ…”

“ก็มันตกใจ...” หน้าแดงๆ ดูจะแดงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อต้องฝืนพูดความจริงออกมาจนหมดเปลือก “ภีมไม่อยากจะเชื่อว่าพี่จักรจะพูดแบบนั้น ไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้ยิน มันทั้งตกใจ ดีใจ หัวใจเต้นแรงจนปวดไปหมด กลัวว่าถ้าละสายตาแล้วพี่จะหายไปเหมือนตอนเด็กๆ...ถ้าเป็นแบบนั้นจะทำยังไง”

“ก็เลยจ้องอยู่ตลอดแถมยังนอนไม่หลับงั้นเหรอ”

“อือ”

จักรพรรดิรับฟังถ้อยคำเหล่านั้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในอก มันเป็นอาการเหมือนกับที่ภีมภัทรบอกเขาเมื่อกี้ไม่มีผิด คิดได้ดังนั้นมือใหญ่จึงจับมืออีกคนมาแนบอก กดทับบนตำแหน่งเดียวกันกับหัวใจของตัวเอง

“มันเป็นความจริง”

ภีมภัทรกะพริบตาถี่เหมือนไม่อยากเชื่อ...ไม่อยากเชื่อว่าหัวใจของทั้งคู่จะเต้นเป็นจังหวะรัวเร็วในแบบเดียวกัน เขาหลับตานิ่งงันเพื่อซึมซับความรู้สึกนั้นไว้ อยากให้มันประทับลงในจิตใจไปอีกนานแสนนาน

“เป็นความจริง...” เขายิ้มออกมาเหมือนคนบ้า เป็นรอยยิ้มของคนที่มีความสุขที่สุด

“อืม” จักรพรรดิยอมปล่อยให้เด็กน้อยกุมมือเขาไว้แน่น ขณะที่ตัวเองถอยหลังออกไปเล็กน้อยแล้วนั่งมองคนตัวเล็กกว่าด้วยดวงตาเป็นประกาย

“แล้วพี่จักรมีข่าวดีอะไรจะบอกภีมเหรอ”

“จริงๆ ก็บอกไปแล้วนะ”

“หือ...ตอนไหน” ภีมภัทรทำหน้างง เขามั่นใจว่าพี่จักรยังไม่ได้บอกอะไรที่เป็นข่าวดีออกมาแน่ๆ ก็เมื่อกี้มันมีแต่เขาที่ตอบคำถามไม่ใช่หรือไง

จักรพรรดิมองแววตาสับสนนั้นออก เขาจึงเฉลยออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ที่พี่บอกว่าจะเตะภีมตกเตียง”

เตะตกเตียง...แล้วเกี่ยวอะไร

“หมายความว่ายังไง”

“หมายความว่า...” ปลายเท้าที่วางชนกับปลายเท้าของภีมภัทรพอดีออกแรงเล็กน้อยเพื่อขยับให้มันไปกระทบเป้าหมาย

“พี่จักร...” แม้จะเป็นสัมผัสแผ่วเบา หากคนพูดกลับรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจน

“อีกไม่นานเดี๋ยวพี่ก็เตะภีมได้แล้ว”

“พี่...พี่จักร...พี่ขยับปลายเท้าได้แล้ว” ภีมภัทรเงยหน้ามองคนข้างกายด้วยใบหน้าที่แสดงออกถึงความสับสน เขาก้มๆ เงยๆ มองระหว่างใบหน้าคมคายกับปลายเท้าที่เคยขยับไม่ได้อยู่หลายครั้ง และไม่ต้องรอให้ได้รับคำตอบเขาก็เข้าใจในที่สุด “พี่ขยับปลายเท้าได้แล้วจริงๆ ด้วย”

ในเวลานั้นเองที่รอยยิ้มสวยปรากฏขึ้น มันเป็นรอยยิ้มที่สวยงามที่สุดเท่าที่จักรพรรดิเคยเห็นมา แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับดวงตาคู่นั้น...ดวงตาที่ดูราวกับมีดวงดาวมากมายเป็นร้อยเป็นพันดวงลอยอยู่ด้านใน มันเปล่งประกายระยิบระยับจนทำให้คนตรงหน้าดูเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์

ทั้งเย็นตากว่า...

มองแล้วสบายใจกว่า...

“ถ้าพี่จักรเตะได้เมื่อไหร่ภีมจะยอมให้เตะเลย สัญญา” เด็กน้อยของเขาพูดติดตลกทั้งที่ยังไม่หุบยิ้ม “เพราะงั้นรีบๆ หายนะครับ”

“จำคำพูดตัวเองไว้แล้วกัน”

“โอเคเลย”

มันคงเป็นแค่คำสัญญาตลกๆ ที่ไร้ความหมายหากเขาไม่มีความหวัง แต่ตอนนี้ความหวังมันเกิดขึ้นมาแล้ว และจักรพรรดิจะคว้ามันเอาไว้ให้แน่นที่สุด

“ตอนที่เราไปญี่ปุ่น ไปจอร์แดน หรือไปที่ไหนๆ ในปีต่อๆ ไป...พี่จะเดินอยู่ข้างภีม”

ไม่ใช่ภาระ ไม่ใช่คนที่ใครๆ ต้องคอยดูแล...

“อื้อ แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลย”

จักรพรรดิมองตามหลังคนที่ขยับตัวไปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าต่อจากเขานิ่งงัน เขามองไม่เห็นว่าภีมภัทรกำลังทำหน้าแบบไหน ไม่รู้ว่ายังยิ้มอยู่หรือเปล่า แต่ว่า...

เขามองเห็นแผ่นหลังของเด็กตัวเล็กคนหนึ่งซ้อนทับกับแผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้า จำได้ว่าตอนนั้นเด็กคนนั้นก็กำลังนั่งหันหลังให้เขาแบบนี้ มือเล็กๆ สองข้างขยุกขยิกวุ่นวายอยู่กับการทำอะไรบางอย่างไม่ให้เขาเห็น



‘พี่จักรอย่าเพิ่งเข้ามานะ ให้ภีมทำให้เสร็จก่อน’

‘ทำอะไรน่ะ’

‘บอกว่าอย่าเพิ่งเข้ามา...’

‘ไม่เข้าไปก็ได้’

‘ห้ามชะโงกหน้ามาด้วย!’

‘แต่พี่อยากรู้แล้ว’

‘รอก่อน...อ่ะ...เสร็จแล้ว!’



“เสร็จแล้ว” เสียงพูดแทรกที่ซ้อนทับกับภาพในความทรงจำทำให้เขาหลุดจากภวังค์ จักรพรรดิสบตากับคนพูดทั้งที่ในหัวยังพยายามนึกอยู่ว่าเด็กน้อยในตอนนั้นทำอะไรเสร็จกันแน่

“จัดกระเป๋าเสร็จแล้วเหรอ”

“ครับ...พรุ่งนี้เราไปเที่ยวกันนะ”

อา...

คำพูดนี้...

‘เราไปเที่ยวกันนะ!’

เครื่องบินกระดาษลำนั้น...เขาเก็บไว้ที่ไหนกันนะ


———————-





ออฟไลน์ warin

  • รถไฟขบวนนั้น ได้แล่นผ่านไปแล้ว
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-1
    • -
Re: ┌▼3KINGS▲┘==จักรพรรดิ==[12]==[P.4]== [12/05/61]
«ตอบ #119 เมื่อ12-05-2018 16:36:04 »

ขอบคุณค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด