Dear Friend ♥ เพื่อน(ที่)รัก ┆▷23 ไม่เป็นเพื่อนกันแล้วก็ได้◃┆
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Dear Friend ♥ เพื่อน(ที่)รัก ┆▷23 ไม่เป็นเพื่อนกันแล้วก็ได้◃┆  (อ่าน 5211 ครั้ง)

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
08 เพื่อนผมหล่อนะ

มหาสมุทรปลุกผมตอนเช้าเมื่อมันตื่นไปอาบน้ำ หลังแต่งตัวเสร็จก็ปลุกอีกรอบแต่ผมไม่ยอมตื่น สุดท้ายก็ถอดใจทิ้งผมเอาไว้ก่อนเจ้าตัวจะออกจากห้องไปเพราะมีสอบตอนเช้า

Rrrrr

ว้าย ตาย แล้ว มหาสมุทรโทรมา

“ว่า” ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียง หยิบมือถือมากดรับพลางกวาดสายตามองไปทั่วห้องอย่างไม่คุ้นเคย

“ตื่นยัง”

“ตื่นแล้วครับ กำลังจะไปอาบน้ำ”

“ล็อคห้องให้กูมั้ย” นี่ไอ้หมาฟังผมไม่รู้เรื่องหรือผมพูดไม่รู้เรื่องกันแน่ ก็บอกว่ากำลังจะไปอาบน้ำ ไม่ได้บอกว่าออกจากห้องมาแล้วซักหน่อย ล็อคอะไรกันเล่า

“ไม่ล็อคก็ไม่มีใครเข้ามาเอาอะไรหรอก ในห้องมีแต่หนังสือ”

“หนังสือมีค่ามากกว่ามึงอีก” เจ็บจี๊ดที่หัวใจ

“ใจร้ายว่ะ”

“แค่นี้แหละ มาให้ทันสอบด้วย” และความเจ็บจี๊ดๆ ที่ใจเหมือนมดกัดก็ถูกปัดเป่าด้วยคำพูดเหมือนเป็นห่วงเป็นใยนั้น

“กินไรยังอะ”

“กินแล้ว”

“เหรอ ว่าจะซื้อแซนวิชเข้าไปฝาก”

“ว่าจะบอกหลายทีแล้วว่าแซนวิชเจ้าที่มึงซื้อมาให้บ่อยๆ อะ ไม่อร่อยเลย”

ทุบหัวผมด้วยคำพูดแล้วก็ตัดสายไป อะไรวะ แล้วไม่บอกให้มันเร็วๆ หน่อยละ ปล่อยให้อุดหนุนพี่เขาตั้งนาน ไม่ได้เสียดายเงินหรอก แต่เสียดายวัตถุดิบ อย่างน้อยๆ พี่คนขายก็ควรจะรู้ว่าฝีมือเขามันห่วยเพื่อจะได้พัฒนาให้ดีขึ้น







“เพิ่งเคยเห็นพี่มิลแต่งตัวเรียบร้อย” ทันทีที่โผล่หน้ามาที่ห้องสอบน้องแบร์ก็เข้ามาทักทาย

ก็จริงอย่างน้องมันว่า ถ้าไม่สอบวิชาพื้นฐานหรือมีงานสำคัญที่เป็นทางการก็ไม่ค่อยอยากใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวผูกไทด์หรอก ดูอากาศประเทศไทยซะก่อน ร้อนจนต้องร้องขอชีวิตกันขนาดนี้

“หล่อใช่มั้ย”

“ยังมีเวลามาห่วงหล่ออีกเหรอคะพี่มิล ห่วงเรื่องสอบดีกว่ามั้ง”

หลานรหัสใครวะปากดีจริง พอแสดงความห่วงใยผมเสร็จก็พากันไปสุมหัวอ่านหนังสือ อวยพรน้องให้โชคดีแล้วจึงเดินไปหามหาสมุทรนี่นั่งอยู่บนที่นั่งตรงระเบียงมุมสุดของอาคาร

ในมือหมอนั่นยังคงมีหนังสืออยู่อย่างเช่นที่เห็นเป็นประจำ

“มาถึงนานแล้วเหรอวะ”

มหาสมุทรพยักหน้าแทนคำตอบขณะกวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ถูกมองแบบนี้ก็รู้สึกประหม่าเหมือนกันแฮะ

“เนคไทเบี้ยว”

“เหรอ ไม่ผูกนานแล้วอะ ช่วยดูให้หน่อยสิ” ผมขยับไปยืนตรงหน้าแล้วโน้มตัวลงให้ลำคออยู่ในระดับสายตาของมหาสมุทร

“มึงนี่” ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะดูไม่พอใจนักแต่ก็ยอมวางหนังสือลงแล้วยื่นมือมาช่วยจัดเนคไทให้

“ขอบคุณนะ” ผมบอกพร้อมกับทิ้งก้นนั่งลงข้างๆ กัน “ตื่นเต้นว่ะ”

“ตื่นเต้นเรื่อง”

“ก็เรื่องสอบไง กลัวทำไม่ได้”

“ทำได้อยู่แล้วน่า” พอไอ้หมาว่าอย่างนั้นกำลังใจมาเลย “แล้วไหนอุปกรณ์เข้าสอบ”

“นี่ไงดินสอเอาไว้ทำข้อสอบ ปากกาเอาไว้เขียนชื่อ แล้วก็ยางลบ” ผมชูของเหล่านั้นขึ้นให้คนข้างๆ ดูแสดงให้รู้ว่าผมเตรียมพร้อมมากขนาดไหน

“อย่างละอันเนี่ยนะ” หากอีกฝ่ายกลับไม่ปลื้มใจแถมยังถามเหมือนสิ่งที่ผมทำมันผิดปกติอย่างนั้นแหละ

“อือ ทำไมอะ ต้องเอามาเยอะๆ เหรอ ปกติก็ใช้แค่นี้นะ ยังมีชีวิตอยู่รอดมาถึงปี 3 เลย”

“ไม่เคยคิดเผื่อฉุกเฉินบ้างเหรอ”

“ไม่เคยคิดว่ะ แล้วฉุกเฉินที่ว่ามันคือยังไง”

“ถ้าไส้ดินสอหัก”

“มีกบเหลาไง” ผมควานเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบกบเหลารูปมินเนี่ยนที่ได้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีที่แล้วออกมา พอมหาสมุทรเห็นก็ถึงกับหลุดขำ ผมก็งงสิ ขำกบเหลาดินสอเนี่ยนะ เป็นบ้าเหรอ

“เสียเวลา เอานี่ไป” มหาสมุทรเปิดซองปากกาแล้วหยิบดินสอสองบีที่ถูกเหลาจนแหลมมาให้ 2 แท่ง

“มหาสมุทรมึงรู้ตัวมั้ย”

“รู้ตัวว่า”

“มึงอะใจดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย หัวใจกูอ่อนแอแล้วเนี่ย”

“อ่อนแอเหี้ยไร เพ้อเจ้อ เข้าห้องสอบได้แล้ว”

“อวยพรหน่อยดิ”

“ก็บอกไปแล้วไง และจะบอกไว้นะว่าคำอวยพรไหนๆ ก็สู้ความพยายามของมึงไม่ได้หรอก ตั้งใจทำข้อสอบล่ะ เจอกันหลังสอบเสร็จ”

ไม่รู้ว่าข้อสอบง่ายหรือความรู้ผมแน่น ความกังวลที่มักเกิดขึ้นเสมอในห้องสอบกลับไม่ปรากฏในการสอบครั้งนี้เลย อาจจะทำไม่ได้ทุกข้อ แต่ก็ได้ทำนะ ทำเท่าที่ทำได้ อย่างน้อยๆ หากคำตอบไม่ถูกต้อง บางส่วนของวิธีทำน่าจะถูก มั่นใจว่าจะเป็นอย่างนั้น

ผมใช้เวลาในห้องสอบอย่างคุ้มค่าที่สุด เงยหน้าขึ้นเห็นมหาสมุทรลุกไปส่งข้อสอบแล้วผมก็ทำตามบ้าง กลายเป็นว่าออกจากห้องสอบเป็นคนสุดท้ายไปซะงั้น

ทั้งที่เดินตามหลังออกมาติดๆ แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายวิ่งลงบันไดไปแล้ว

รีบอะไรขนาดนั้นวะ อยู่คุยกันก่อนไม่ได้เลย







วันศุกร์ สอบเสร็จ แฮปปี้กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

เวลาสามทุ่มตรง ผมขึ้นเล่นกีตาร์ให้วงอาหลีเฮียเพราะพี่อาร์ตี้มือกีตาร์ขาประจำไม่อยู่ โต๊ะตรงหน้าฝั่งขวาของเวทีคือสายรหัสของผมกับไอ้ป๊อบ ฝั่งซ้ายน่าจะเป็นโต๊ะนิเทศเพราะมีทั้งพี่ทิวลิปและเฌอ รวมทั้งคนที่เคยบอกผมว่าไม่กินเหล้า

ไอ้มหาสมุทร ไอ้คนขี้โกหก ไม่แดกเหล้าเหี้ยไร ที่กำลังจิบอยู่นั่นน้ำเก๊กฮวยเหรอ

เห็นแล้วหงุดหงิดว่ะและตอนนี้ผมได้คำตอบแล้วว่าถ้าเป็นพี่ทิวลิปไม่ว่าจะชวนไปบุกน้ำลุยไฟที่ไหนแม่งก็ไปหมดแหละ

“มิลนั่งนี่ก่อนสิ” ข้อมือของผมถูกรั้งเอาไว้ขณะเดินผ่านโต๊ะนิเทศ พี่ทิวลิปเชื้อเชิญให้นั่งก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง

ทุกคนพร้อมใจกันขยับให้ผมนั่งลงข้างเฌอที่ขนาดมากินเหล้ามันยังพกกล้องถ่ายรูปมาด้วย

“มิลเล่นกีตาร์เก่งจัง ใช่มั้ยเฌอ” พี่ทิวลิปว่าพร้อมหันไปขอความเห็นจากคนข้างผม

“ใช่ครับ เก่งมาก” เฌอตอบพร้อมกับรับแก้วจากเพื่อนมันมาให้ผม “แล้วดื่มเก่งมั้ยอะ”

“ก็ไม่มากแต่ก็ไม่อ่อน” แม้ไม่อยากรับแก้วมาแต่ในเมื่อเขามีน้ำใจและไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่จะรับก็เลยจำต้องรับแก้วมาถือไว้ในมือ

“ดวลกันหน่อยมั้ย”

“ไม่ดีกว่า เราขับรถมา ถ้าป๊ารู้ว่าเมาแล้วขับโดนยึดรถแน่”

“เฌอขับให้ก็ได้นะ” ผมส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดีที่ได้รับมาจนอีกฝ่ายหน้าเสียไป

“เราไม่ชอบให้คนอื่นขับรถเรา จะเรียกว่าหวงก็ได้แหละ”

“มิลนี่ไม่เปิดโอกาสให้เราเลยเนอะ”

“เปิดโอกาสอะไรอะ” ถ้าเป็นเรื่องถ่ายแบบอะไรนั่นล่ะก็ ผมคิดว่าผมพูดไปชัดแล้วนะ

“ไม่รู้จริงดิ” นัยน์ตาของเฌอเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้ เหมือนกำลังออดอ้อนแต่ไม่มีเหตุผลที่มันจะต้องมองผมแบบนั้นนี่นา ใช่มั้ยล่ะ มันคงเมาแล้วแน่ๆ

“เราต้องไปโต๊ะโน้นแล้ว ไว้เจอกัน” ผมกระดกเหล้าหมดแก้วก่อนหันไปลาคนอื่นๆ ในโต๊ะ และหยุดสายตาไว้ที่มหาสมุทรที่มองผมอยู่ก่อนแล้ว

เฮอะ! ทีเราชวนไม่ยอมมา

“กูว่ายากแล้วว่ะเฌอ”

“กูก็ว่างั้น”

ได้ยินเสียงแว่วๆ ดังมาจากโต๊ะนั้น จับใจความไม่ได้และผมก็ไม่คิดจะใส่ใจเรื่องของคนอื่นด้วย

“สนิทกับพวกนิเทศเหรอวะ” พอนั่งลงไอ้ป๊อบก็ซักทันที

“เปล่า”

“อะไร ก็กูเห็นเขาชวนมึงนั่ง”

“พี่ทิวลิปกับเฌออยู่โต๊ะนั้น”

“ถามจริงนะพี่มิล” น้องแบร์

“ว่า”

“พี่เฌอจีบพี่มิลเหรอ ตั้งแต่ขอไลน์แล้วนะ และเมื่อกี้ตอนพี่มิลอยู่บนเวทีก็ถ่ายรูปรัวเลย พี่เค้าก็นิสัยนะ บอกไว้เผื่อพี่มิลรับไว้พิจารณา”

“เมาแต่หัววันเลยเหรอแบร์”

“หนูเพิ่งดื่มไปนิดเดียวเอง”

“งั้นก็ดื่มเยอะๆ จะได้โตไวๆ” ผมจัดการรินเหล้าใส่แก้วให้น้องมันจะได้หุบปากไปซะ บิ๊วกูอยู่นั่นแหละ จีบบ้าบอคอแตกอะไร ไม่มีหรอก

เรียกรวมสายกันที่บาร์หลีทีไรไม่เคยกลับก่อนร้านปิดเลยซักครั้ง พวกคุณปู่น่ะเมาคอพับคออ่อนไปแล้ว ไอ้ป๊อบก็คล้ายๆ จะหมดสติแล้วเหมือนกัน เหลือก็แต่สาวๆ แต่ดูจากท่าทางการจับแก้วแล้ว รายต่อไปคงเป็นไอ้กล้วย

“แบร์พี่ไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ”

“ฉี่บ่อยแบบนี้เสียของว่ะพี่มิล”

“ปล่อยกูไปเหอะน้อง ต้องแบกพวกเอ็งกลับหออีกเนี่ย อย่าหลับล่ะ” ถ้าไอ้แบร์หลับนี่งานช้างเลยนะ ตัวผมก็แค่นี้จะแบกมันยังไงไหว

“ระดับแบร์ เมาแปลว่าอะไรคะสะกดไม่ถูกค่ะ” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับว่าน้องมันคอแข็งจริงๆ และดีแล้วที่มันคอแข็ง

จากโต๊ะผมไปห้องน้ำต้องผ่านโต๊ะนิเทศ เท่าที่สังเกตจากการมองผ่านๆ เหมือนว่าจะทยอยกลับกันไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ เหลืออยู่ไม่กี่คนหรอก รวมทั้งเฌอ พี่ทิวลิปและบอร์ดี้การ์ดเขา

“มิลไปห้องน้ำเหรอ” ขาที่กำลังก้าวยาวๆ ถูกรั้งเอาไว้ด้วยคำถามของเฌอที่ใบหน้าฉาบเอาไว้ด้วยรอยยิ้มหวานแบบคนเมา

“เออ”

“เราไปด้วยสิ”

“ก็ไปสิ” เมื่อเฌอลุกขึ้นผมก็นั่งลงข้างๆ มหาสมุทร ไม่ได้รังเกียจอะไรมันแค่เห็นว่าไอ้หมามองผมเหมือนอยากจะคุยด้วยจึงสนองให้มันด้วยการนั่งมองหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายเริ่มบทสนทนา

“แล้วมิลไม่ไปเหรอ”

“เดี๋ยวค่อยไป” ผมหันไปยิ้มให้เมื่อตอบแล้วกลับมาจ้องมหาสมุทรอีกครั้ง “ดื่มเป็นด้วยเหรอวะ”

“เป็นดิ” ตอบคำถามของผมแล้วก็นิ่งไปเมื่อถูกจู่โจมด้วยการที่ผมยื่นหน้าเข้าไปพิสูจน์กลิ่นใกล้ๆ มันดื่มเขาไปจริงๆ นั่นแหละ แต่คงน้อยมากเพราะกลิ่นที่เจืออยู่ในลมหายใจบางเบาเหลือเกิน

“เมายัง”

“ยัง ดื่มไปนิดเดียว แล้วนี่เมายัง” เพราะเห็นท่าทางแปลกๆ ของผมล่ะมั้งจึงถามแบบนั้น แล้วนี่ผมตาปรือหรือเปล่าวะ

“ไม่รู้สิ พิสูจน์มั้ย”

“ยังไง”

“ไม่รู้สิ” ยื่นหน้าเข้ามาดมลมหายใจเหมือนที่ผมทำกับมันเมื่อครู่ล่ะมั้ง

“อะไรของมึงเนี่ยมินเนี่ยน”

“ตอนอยู่บนเวทีกูเท่ป่ะ” ตอนไอ้ป๊อบเห็นผมเล่นกีตาร์บนเวทีครั้งแรกมันอึ้งไปเลย ชมผมว่าเท่รัวๆ อยู่เป็นสัปดาห์ ส่วนไอ้กล้วยพูดเพราะกับผมอยู่ตั้งหลายวัน ส่วนน้องแบร์ ถามผมตลอดว่ามีเล่นวันไหนจะพาเพื่อนมาดู และคืนนี้เฌอกับพี่ทิวลิปก็ชมผมด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้ยินคำนั้นจากปากไอ้หมาสักครั้ง

“งั้นๆ อะ” หูย...

“ชมเพื่อนให้ชื่นใจหน่อยก็ไม่ได้เหรอ”

“เมาแล้วแน่เลยมึง”

“พาไปห้องน้ำหน่อยดิ เมาอะ เดินไม่ไหว”

“เมื่อกี้เดินจากโต๊ะมานี่ยังไหวเลย”

“เฌอพาไปก็ได้นะมิล” นึกว่าเฌอไปถึงห้องน้ำแล้วซะอีก แต่เมื่อมองไปยังพบว่ามันยังนั่งอยู่ที่เดิมทั้งยังมองผมกับไอ้หมาไม่วางตาอีก

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกลับไปเข้าที่หอ แล้วนี่กลับกันยังไงอะ” ผมคุยกับมหาสมุทรตรงท้ายประโยค

“ทิวเอารถมา”

“อ่อ งั้นก็กลับดีๆ นะ กูไปละ”

“แล้วมึงกลับไง”

“เอารถมาไง”

“ขับรถในสภาพนี้อะนะ” กลัวผมถูกจับข้อหาเมาแล้วขับล่ะมั้ง

“ก็ไม่ได้เมาขนาดนั้น”

“เดี๋ยวก็โดนตำรวจจับหรอก” นั่นไง ว่าแล้ว

“ทำไมให้พรกันแบบนี้วะ ไม่มีหรอกด่านน่ะ จากนี่ไปหอก็นิดเดียวแต่ถ้าเป็นห่วงเอาไว้ถึงห้องแล้วจะโทรบอกนะครับคุณมหาสมุทร”

“ใครห่วงมึง”

คนปากแข็ง ห่วงก็บอกว่าห่วงดิ ยากตรงไหนวะ







Rrrrrr

เช้าแล้วเหรอวะ

ผมงัวเงียขึ้นมา ขยี้ตาแล้วมองนาฬิกาที่ข้อมือ ไอ้ห่าเพิ่งตี 2 ใครโทรมาตอนนี้ ไม่หลับไม่นอนหรือไงไอ้คนใจหมา

“ว่าไง”

“มึงถึงห้องยังเนี่ย” มหาสมุทรเหรอ ผมเอามือถือออกห่างจากหูแล้วเพ่งมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจออย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

ใช่มหาสมุทรจริงๆ ด้วยว่ะ

“หลับไปแล้ว โทรมาทำไมดึกๆ ดื่นๆ เนี่ย”

“แค่นี้แหละ”
“เดี๋ยวสิ หมา...”

ตัดสายกันเฉยเลยอะคนเรา แต่ช่างเถอะ เอาไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยโทรไปถาม ตอนนี้ขอนอนก่อน เพลียมาก คล้ายร่างจะพัง การแบกไอ้พวกคนเมาขึ้นห้องนี่ไม่ใช่เรื่องตลกเลย ให้ตายเถอะ







“มึงเดี๋ยวช่วง 2-3 อาทิตย์นี้กูไม่ว่างมาเล่นกับมึงนะ” ผมบอกไอ้หมาในช่วงท้ายคาบเรียนวิชาสแตท แต่คำบอกเล่าของผมก็ไม่ต่างจากสายลมที่พัดมาเพื่อผ่านไป ไม่ได้รับความสนใจอย่างที่ผมเองก็เข้าใจและยอมรับได้ ถ้ามันสนใจผมสิแปลก

“เล่นอะไร ใครเล่นกับมึง” ขอบคุณมันที่อย่างน้อยก็ตอบโต้

“ต้องไปช่วยฝ่ายสวัสดิการของคณะว่ะ” จนถึงตอนนี้ยังเคืองตัวเองไม่หายที่ไปตกปากรับคำช่วยงานไอ้ป๊อบเพื่อนรัก ด้วยเหตุผลที่ว่าคนขาดและผมก็หน่วยก้านดี ดีหมดแหละถ้าอยากใช้งาน

“เรียนยังเอาตัวเองไม่รอดยังอยากทำกิจกรรมอีก” บ่นเหมือนแม่เลย

“นั่นสิ ไม่น่าปากพล่อยไปรับปากแม่งเลย” เห็นไอ้หมาบ่นก็บ่นตามพลางเก็บของบนโต๊ะ

“เดี๋ยวก็ทำงานเขาล่ม”

“ปากมึงนี่ อวยพรกูตลอดเลยว่ะ”

“งั้นก็ไม่ต้องคุยกับกูสิ”

“โหย ยากอะ กูชอบมึง กูอยากคุยกับมึง แล้วมึงล่ะชอบกูบ้างป่ะ” คนถูกถามหยุดมือที่กำลังง่วนอยู่กับของบนโต๊ะก่อนเลื่อนสายตาที่ต่างจากทุกครั้งมามองใบหน้าผม

พอถูกมอง มือไม้ก็พลันสั่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“ชอบ…” คราวนี้หัวใจของผมเต้นตึกตัก “ก็เหี้ยละ” สี่ห้องหัวใจยกให้พี่ทิวไปหมดแล้วสินะ เสียใจว่ะเพื่อนไม่รัก

ความตื่นเต้นก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ เหลือเพียงความหน่วงแปลกประหลาดที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นในช่องท้อง ผมละสายตาจากไอ้หมา มันเองก็เช่นกัน เราต่างก็เก็บของแล้วลุกจากโต๊ะพร้อมๆ กัน

คงเป็นผมคนเดียวที่รู้สึกไปเองว่าบรรยากาศระหว่างเราตึงเครียดเกินไป เพื่อความสบายใจผมจึงเริ่มชวนคนที่เดินอยู่ข้างกันคุยอีกครั้ง

“มึงรู้ป่ะ”

“ไม่รู้”

“ฟังก่อนมั้ยล่ะ คืองี้ตั้งแต่กูเรียนและสอบมา คะแนนกูไม่คาบเส้นก็เลยเส้นมานิดหน่อยตลอดเว้ย มีแต่วิชาที่มึงติวให้นี่แหละที่ได้คะแนนเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ชีวิตกู ขอบคุณท่านอาจารย์มหาสมุทรมากเลยนะเว้ย ถ้าไม่ได้ท่านช่วยไว้ข้าต้องอ่อนแรงตายกลางทางแน่ๆ” ผมทำความเคารพท่านอาจารย์ประหนึ่งจอมยุทธ์ในหนังจีนซักเรื่อง

“เพ้อหนักละมึง” และท่านอาจารย์ก็ผลักหัวผมอย่างเอ็นดู

“มึงไปคณะป่ะ เดี๋ยวกูไปส่ง”

“ไม่เป็นไร”

“มาน่า” ความดื้อดึงของผม ถึงแม้มหาสมุทรจะขัดขืนแต่ผมก็ขืนใจพามันมาที่รถจนได้ และเพราะไอ้หมาเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่เหมือนนักกีฬาทั้งที่มันเป็นเด็กเนิร์ด กว่าจะลากมันมาถึงรถก็เล่นเอาเหงื่อตก

“มึงจะกลับคณะรึเปล่า”

“ใช่ อย่าลืมคาดเบลท์ด้วยนะ”

“งั้นกูลงบริหารด้วย” คณะผมติดกับนิเทศฯ พอได้ยินอย่างนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า...

“หาพี่ทิวอีกล่ะสิ”

“อือ” ทั้งที่ควรจะชินกับคำตอบแบบนี้แต่นับวันผมก็ยิ่งไม่ชอบใจ ได้ฟังทีไรหัวใจมันอึดอัดทุกที

“นัดไว้กี่โมงอะ”

“บ่าย 2”

นาฬิกาที่ข้อมือบอกเวลาบ่ายโมงสิบห้านาที

“งั้นไปหาอะไรกินระหว่างรอมั้ย” ผมยื่นข้อเสนอเพราะนี่ก็เลยเวลาอาหารกลางวันมาแล้ว ผมหิวและคิดว่าคนข้างกายเองก็น่าจะหิวด้วยเหมือนกัน ขืนรอพี่ทิวจนบ่าย 2 รับรองโรคกระเพาะถามหากันพอดี

“ไม่” ปฏิเสธกันแบบไม่มีเยื่อใยเลย กระนั้นผมก็ไม่ละความพยาม

“แต่กูหิวข้าว ไปกินเป็นเพื่อนหน่อย แป๊บเดียวเอง”

“กินคนเดียวไม่ได้รึไง”

“ถ้าต้องกินข้าวคนเดียวแล้วจะมีเพื่อนไว้ทำไม ไปเหอะ รับรองว่ากลับมาส่งมึงทันเวลานัดแน่นอน”

“ให้มันจริง” ถึงแม้บางครั้งคำพูดคำจาและหน้าตามันอาจจะไม่ค่อยเป็นมิตร แต่บางทีก็ใจดีอย่างน่าเหลือเชื่อ อย่างเช่นตอนนี้

ที่ร้านเฮียเอ๋ง มหาสมุทรนั่งดื่มน้ำรอผมเงียบๆ ชวนกินด้วยกันก็ไม่กิน สงสัยคงรอกินพร้อมพี่ทิวลิป อุตส่าห์เอาโรคกระเพาะมาขู่ยังไม่กลัวเลย

“มึงกับพี่ทิวลิปเป็นอะไรกันวะ” ในความเงียบ อยู่ๆ ความสงสัยที่ถูกเก็บเอาไว้ก็ถูกเอ่ยออกมา คนตรงหน้ามองผมครู่หนึ่งก่อนปล่อยหลอดออกจากปากแล้วตอบ

“ไม่เสือกดิ”

“เป็นแฟนเหรอ” ผมค่อยๆ เคี้ยวข้าว มองไอ้หมาพลางภาวนาให้คำตอบคือ ‘ไม่’

“เสือก”

“หรือว่ากำลังตามจีบเขาอยู่” บอกสิว่าไม่ได้จีบ

“มึงไม่ยุ่งเรื่องกูซักเรื่องได้มั้ย” เจ็บกว่าถูกด่าว่าเสือกอีก

ผมหุบปาก ก้มหน้าเคี้ยวข้าวเงียบๆ ลำพัง แต่บรรยากาศมันไม่ค่อยดีไงก็อดชวนคุยไม่ได้

“กูบอกร้านแซนวิชให้แล้วนะว่ารสชาติมันแย่”

“มึงมีชีวิตรอดมาได้ไง”

“ทำไมอะ พี่เขาขอบคุณด้วยซ้ำ จะได้เอาคำติไปพัฒนาตัวเอง”

“มึงควรเอาพี่เขาเป็นตัวอย่าง”

“อ่อม กูก็เชื่อฟังมึงตลอดนะ”

“เหรอ แล้วนี่มึง…”

“ว่า... จะถามอะไรก็ถามดิ”

“ไอ้เฌอ”

“มันไม่ได้จีบกูนะ” ไม่รู้ว่าทำไมต้องร้อนตัว แต่ผมไม่อยากให้ไอ้หมาเข้าใจผิดเรื่องนี้ไปอีกคน เอาเถอะ ใครจะเข้าใจผิดก็เข้าใจไปแต่สำหรับมหาสมุทรผมไม่ต้องการให้มันเข้าใจอย่างนั้น

“ยังไม่ได้พูดเรื่องนั้น แล้วเอาความมั่นใจจากที่ไหนมาคิดว่าเขาจีบ”

“แล้วกูไม่ดีตรงไหนอะ หล่อ รวย มีบีเอ็มขับ เฟอร์เฟ็คกว่านี้ก็เทวดาแล้ว”

“ยกหางตัวเองก็ได้ด้วยว่ะ กินข้าวเสร็จยัง ไปได้แล้ว”

มหาสมุทรลุกเดินออกไปก่อน ผมจึงเรียกเด็กมาเก็บตังค์ ข้าวผัด 50 บาทนี่อิ่มจนถึงมื้อเย็นเลยนะเนี่ย

“สมุทรขับรถให้หน่อยสิ” มหาสมุทรรับกุญแจรถได้อย่างแม่นยำทั้งที่ผมโยนให้มันโดยไม่บอกกล่าว โคตรเท่อะ

“ไหนมึงบอกไม่ชอบให้คนอื่นขับรถตัวเอง”

“มึงไม่ใช่คนอื่น มึงเป็นเพื่อนกู”

“ถ้ากูบอกว่ากูขับรถไม่เป็นล่ะ”

“เดี๋ยวสอนให้ แต่กูรู้ว่ามึงขับได้ วันนั้นที่บาร์หลีมึงยังพูดเลยว่าขับรถพี่ทิวกลับ”

“จำได้แต่เรื่องแบบนี้”

“อือ จำได้ทุกเรื่องของมึงแหละ” รถเคลื่อนตัวไปตามถนน มหาสมุทรขับรถได้ดีกว่าที่คิด ขับนุ่มนวลชวนนอนหลับเป็นที่สุด

“แล้วในร้านอยู่ๆ ทำไมพูดถึงเฌอวะ”

“ทิวเขาเห็นว่ามึงทำตัวสนิทกับกู” ดูมันใช่คำ ‘ทำตัวสนิท’ หมายความว่าผมทำตัวติดมันอยู่ฝ่ายเดียวหรือเปล่า แต่ก็จริงแหละ หลักฐานก็เห็นๆ อยู่จะหน้าด้านปฏิเสธไปเพื่ออะไร

“แล้ว…”

“เขาให้กูมากล่อมมึงเรื่องถ่ายแบบให้น้องรหัสเขา”

“กล่อมยังไงอะ มึงลองกล่อมกูดิเผื่อกูเปลี่ยนใจช่วย”

“มึงไม่ทำก็ดีแล้ว ได้ยินทิวบอกว่าเป็นงานสำคัญ ถ้ามึงทำเดี๋ยวงานเขาพังทำไง”

“กูก็คิดงั้น ไม่ถนัดถ่ายรูปว่ะ ก็เลยปฏิเสธไง นี่มึงกล่อมกูแล้วเหรอ” เท่าที่ฟังมายังไม่มีคำไหนในประโยคที่ฟังแล้วเหมือนกำลังกล่อมกันเลย

“กูเคารพการตัดสินใจของมึงไง” ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากมัน พอได้ยินแล้วก็รู้สึกดีหน่อยๆ เลย

“สมุทรมึงเล่นฟิตเนสป่ะ”

“ทำไมอยู่ๆ ถาม อยากเสือกเรื่องของกูงี้”

“อยากเสือกก็ส่วนนึง แต่พอดีกำลังจะพาน้องแบร์ไปสมัครฟิตเนสไง แต่ไม่มีข้อมูลเลย”

“น้องที่โดนบุลลี่เรื่องอ้วนอยู่ช่วงนึงนั่นใช่มั้ย”

“รู้ข่าวกับเขาด้วย”

“ใช่สิ กูเหมือนพวกหลังเขาเหรอ”

“ถ้าบอกว่าเหมือนล่ะ”

“เดี๋ยวกูต่อย”

“มึงไม่ต่อยกูหรอก แล้วเรื่องฟิตเนสว่าไงอะ”

“ไม่ได้เล่น”

“โกหกป่าว มึงดูแข็งแรง”

“แข็งแรงยังไง”

“ก็…” ผมวางมือข้างหนึ่งลงบนเสื้อบริเวณกล้ามแขน “มีกล้ามแขนด้วย”

“อย่าลูบ” คิดว่าผมจะสนใจเสียงห้ามปรามเหรอ ไม่ฟังแน่นอน และนอกจากไม่ฟังแล้วยังวางมือข้างหนึ่งลงบนเสื้อตรงหน้าท้องด้วย

“มีกล้ามท้องด้วยอะ โกหกป่าว ไหนบอกไม่เล่นกีฬา”

“ปล่อยมือได้ยัง ลูบอยู่ได้เดี๋ยวก็พาเข้าข้างทางหรอก”

“จอดข้างทางทำไมอะ” ผมช้อนตาถามเป็นจังหวะเดียวกับที่รถจอดติดไฟแดงพอดี

เราสบตากันอย่างไม่ตั้งใจ

“ถ้ามึงถอดแว่น” ผมละมือจากร่างแกร่งแล้วถอดแว่นออกพร้อมๆ กับผละห่าง “มองเห็นมั้ยวะ”

“เห็น”

“สายตาสั้นเท่าไหร่”

“เสือก” เจริญพร

“พูดตรงๆ นะมหาสมุทร” ผมโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้พิจารณาคนตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน “ที่จริงมึงก็หน้าตาดีนะเนี่ย”

“เพิ่งรู้เหรอ กูก็หน้าตาดีมาตั้งนานแล้ว”

“ยกหางตัวเองก็ได้ด้วยแฮะคนเรา”

“ทีมึงยังทำได้ กูทำไม่ได้เหรอ”

“จะว่าไปช่วงนี้มีแต่คนชมกูว่าน่ารักว่ะ แล้วมึงล่ะคิดว่ากูน่ารักมั้ย” ผมยิ้มกว้างพลางยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ

มหาสมุทรกวาดสายตามองหน้าผมนิ่งๆ แค่นั้นแต่ทำไมต้องเขินด้วยวะ เข้าใจแล้วที่บอกว่าเวลาเขินจะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เหมือนจับไข้ อาการผมตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นแหละ

“หน้าอย่างนี้เขาเรียกว่าหน้าโง่” เอานิ้วจิ้มหน้าผากแล้วดันออกมาสุดแรง ไม่คิดว่าเพื่อนจะเจ็บเลยว่างั้น ใจร้ายว่ะ

ไฟเขียวแล้ว บทสนทนาแบบถึงเนื้อถึงตัวจึงจำเป็นต้องจบลงไปด้วย

“ไม่ใส่แว่นก็ขับรถได้นี่หว่า”

“ใส่ให้หน่อยสิ” หืม ว่าไงนะ

ผมมองคนออกคำสั่งครู่หนึ่งก่อนเรียกสติใส่แว่นให้เจ้าของมัน

“ขอบใจ”

“อืม” อาการผมหนักแล้วว่ะ หัวใจเต้นถี่มาก แอร์ในรถที่เคยฉ่ำๆ ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย แม่งเอ้ย มีแต่ร้อนกับร้อน

ไม่ได้การละ ต้องหาเรื่องคุย หาเรื่องคุยสิวะ

“มึงยังไม่บอกกูเลยว่าทำไมมึงถึงดูแข็งแรง แอบเข้าฟิตเนสก็บอก”

“ทำไมกูต้องแอบ”

“เพื่อรักษาภาพพจน์เด็กเนิร์ดไง”

“ประสาทเถอะ กูไม่ได้เนิร์ดขนาดนั้นซักหน่อย ที่จริงเคยเล่นกีฬาหนักๆ ตอนมัธยมแต่ตอนนี้ไม่ได้เล่นแล้ว”

“ทำไมล่ะ”

“เสือก” สาธุบุญเถอะครับ


[T B C]

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นต์เลยค่า
 :bye2:

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
09 เพื่อนผมเป็นคนตลกมั้ง



“พี่มิลค่าคอร์สโคตรแพง ยกเลิกสมาชิกตอนนี้ทันมั้ย” น้องแบร์กระซิบขณะเราเดินไปที่รถหลังจากรับบัตรสมาชิกฟิตเนสมีชื่อแถวๆ มหา’ลัยมา

“แพงมาก และถ้าแกไม่มาเล่นล่ะก็ พี่เก็บเงินคืนทุกบาททุกสตางค์แน่” พอถูกขู่น้องแบร์ก็ทำหน้าจ๋อยไปเลย

“อย่างเขี้ยวอะ แต่หนูเกรงใจพี่มิลนะ ที่จริงแค่ไปจ้อกกิ้งก็พอมั้ง”

“คิดว่าตัวเองมีวินัยขนาดนั้นเลย”

“ก็ไม่อะ”

“เพราะแบบนี้ไงถึงต้องบังคับ อยากฟิตแอนด์เฟิร์มก็ต้องอดทนนะ แล้วเรื่องแพ้เหงื่อ สรุปว่า...”

“หนูล้อเล่นค่ะ ก็ตอนนั้นไม่อยากออกกำลังกายนี่ก็หาข้ออ้างไปเรื่อยแหละ”

“นิสัย!!” ผมชี้หน้าน้องแบร์อย่างเอาเรื่องแต่ก็ถูกคนทะเล้นแจกยิ้มขี้เล่นพลางคว้านิ้วข้างนั้นเอาไว้

“ไม่เอาไม่โกรธน้อง”

“คิดว่าจะหายโกรธหรือไง” แป๊บๆ ก็เดินมาถึงรถแล้ว ผมกดรีโมทปลดล็อคก่อนเดินนำเข้าไปนั่งข้างใน น้องแบร์เองก็ทำตามอย่างว่าง่าย

“พี่มิลไม่โกรธน้องแบร์หรอก พี่มิลของน้องแบร์น่ารักขนาดนี้” ดูความขี้อ้อนสิ เจอแบบนี้ใครจะโกรธลงล่ะ

“ชมน่ารักอีกละ คาดเบลท์ด้วยครับ” น้องแบร์ทำตามคำสั่งก่อนจะหันมามองผมตาแป๋ว

“เมื่อกี้พี่มิลบอกว่า ‘ชมน่ารักอีกละ’ พูดแบบนี้แปลว่ามีคนชมพี่ก่อนหน้าหนูอีกเหรอ”

“เฌอกับพี่ทิวลิป”

“พี่เฌอนิเทศเหรอ” น้ำเสียงแบร์ตื่นเต้นเมื่อพูดถึงเฌอ ไม่ใช่ว่าแอบรักเขาหรอกนะ

“อืม” ผมตอบพร้อมกับหักพวกมาลัยเลี้ยวรถออกจากฟิตเนส “กินแซลมอนกัน”

“ร้านเดิมนะ”

“โอเค เลี้ยงส่งท้ายก่อนน้องแบร์กินคลีน”

“กินเกลี้ยงน่ะเหรอ”

เราทั้งคู่หัวเราะ ขณะหลานรหัสของผมยื่นมือมาเปิดเพลงอย่างคุ้นชิน ไม่นานนักเพลงยังเล่นไม่ถึง 5 เพลงเราก็หาที่จอดรถในห้างได้

“พี่มิลที่จริงหนูมีนัดกับพวกไอ้ดรีมอะ เพิ่งนึกได้เมื่อกี้” และมานึกได้ตอนนั่งโต๊ะแล้วเนี่ยนะ

“เอาไงอะ กลับกันเลยมั้ยล่ะ”

“มาถึงนี่แล้ว พี่มิลอยากกินไม่ใช่เหรอ”

“ก็ไม่ได้อยากขนาดนั้น”

“นั่นพี่เฌอป่ะ” เรานั่งติดกระจกใสหน้าร้าน พอมองตามน้องแบร์ก็สบตากับเฌอพอดี มันยิ้มกว้างโบกไม้โบกมือให้น้องแล้วเดินเข้ามาหา

“มาเดตเหรอคู่นี่”

“ประมาณนั้นมั้งคะ” น้องมันตอบพลางหัวเราะชอบใจ “แล้วพี่เฌอล่ะทำไมมาคนเดียว”

“โดนเพื่อนเทอะดิ”

“หนูก็กำลังจะเทพี่มิล งั้นพี่เฌอนั่งกินแซลมอนเป็นเพื่อนพี่มิลได้มั้ยคะ”

“กำลังหาเพื่อนกินข้าวพอดีเลย”

“งั้นหนูขอตัวเลยดีกว่า ไปนะคะพี่มิล ไว้เจอกัน” ร่ำลาเสร็จสรรพก็ชิ่งกันเฉยไม่ถามความเห็นกันซักคำ

เฌอนั่งลงแทนที่น้องแบร์ เขายิ้มกว้างพลางหยิบเมนูขึ้นมาดู สถานการณ์มันพอเหมาะพอดีลงล็อกเป๊ะๆ เหมือนนัดแนะกันเอาไว้ เห็นอย่างนี้บอกเลยว่ามหาเศรษฐีไม่โง่บางเรื่องนะครับ

“เรานั่งด้วยได้มั้ย”

“ขนาดนี้แล้วยังต้องถามอีกเหรอ” ผมพูดติดตลกให้อีกฝ่ายยิ้มแห้ง “พูดเล่นนะคนโดนเท”

“มิลเองก็เหมือนกันแหละ”

“เออดิ อุตส่าห์เอาแซลมอนมาล่อเทกันเฉยเลย” ผมกลอกตาพลางจิบน้ำจากแก้วที่ถูกนำมาเสิร์ฟก่อน

“มิลสนิทกับน้องแบร์จังเลยเนอะ”

“ที่จริงเราสนิทกับทุกคนในสายนะ แต่น้องมันเพิ่งโดนบูลลี่มาก็เลยต้องดูแลเป็นพิเศษ”

“พูดถึงเรื่องนี้ทีไรรู้สึกผิดทุกทีเลย”

“คิดมากน่า คนที่ด่าไอ้แบร์ลืมไปหมดแล้วมั้งว่าเคยเหยียบคนๆ นึงไว้มากแค่ไหน”

“คนสมัยนี้ก็ลืมง่ายแบบนี้แหละ แต่เราไม่ลืมนะ”

“เรื่องไหนที่มันบั่นทอนจิตใจก็ลืมๆ มันไปบ้างเถอะ จำทุกเรื่องเสียสุขภาพจิตแย่”

“เราจะพยายาม”

เราคุยกันเรื่อยเปื่อยระหว่างมื้ออาหาร ซึ่งมีเฌอเป็นพิธีกรหลักส่วนผมเป็นคนตอบคำถาม เขาถามเรื่องส่วนตัวผมเยอะมากและเล่าเรื่องส่วนตัวของตนซึ่งผมไม่อยากรู้ให้ฟังเช่นกัน

เฌอเป็นคนคุยเก่ง ไม่เว้นช่องว่างให้ความเงียบทำงานเลย มันก็ดีแต่บางทีก็รู้สึกว่ามันพยายามมากเกินไป

“ให้เราเลี้ยงมิลนะ”

“ไม่เอา” ผมตอบแล้วชิงวางบัตรเครดิตลงบนเคาน์เตอร์ก่อนเลย

“ไม่อยากให้เลี้ยงขนาดนั้นเชียว”

“มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาเลี้ยงกันนี่หว่า อะนี่ใบเสร็จ” ผมยื่นใบเสร็จให้อีกฝ่ายดูค่าอาหารของตัวเองแล้วเดินนำออกมา

“มิลเรื่องนั้นน่ะ” เฌอว่าขณะเรากำลังเคลียร์ค่าอาหารกัน

“เรื่องอะไร”

“ที่เราชวนมิล”

“เรื่องถ่ายรูปน่ะเหรอ” เจ้าตัวพยักหน้า “เราปฏิเสธไปแล้วไง”

“ไม่ลองคิดดูอีกทีเหรอ เราอยากถ่ายรูปมิลจริงๆ นะ”

“ไม่ถนัดอะ นายไปหาคนอื่นเถอะ”

“ลองคิดดูอีกหน่อยมั้ย เราก็ไม่รีบเท่าไหร่”

“จะมีเวลาวันนึง เดือนนึง หรือเป็นปีเราก็ปฏิเสธอยู่ดี ขอโทษนะเฌอ เราช่วยเฌอไม่ได้จริงๆ” ผมบอกไปอย่างที่คิด ถามว่ารู้สึกผิดมั้ย ไม่หรอก มันไม่ใช่ความผิดของผม ไม่ใช่ความผิดของใครเลย

“ไม่เป็นไร แต่ถ้าเปลี่ยนใจบอกเราได้ตลอดนะ” เฌอเป็นคนแรกเลยมั้งที่ถูกผมปฏิเสธหลายครั้งติดต่อกันแต่ก็ยังหวัง การอยู่กับความหวังมันก็ดีแต่ก็ควรเผื่อใจและหากมันไม่มีหวังก็ควรจะเลิกหวังมั้ยอะ

“ยังหวังอยู่อีกเหรอ”

“เราก็ต้องอยู่ด้วยความหวังมั้ยอะ” นั่นไง หวังลมๆ แล้งๆ น่ะสิ

“แล้วแต่นะ ละนี่กลับไง”

“กลับกับมิลได้มั้ย”

“ได้แหละ”

“ช่วยออกค่าน้ำมันมั้ย”

“ไม่เป็นไร ยังไงก็ทางเดียวกัน” เราลงลิฟต์มาที่ลานจอดรถ เฌอที่สะพายกล้องไว้ตลอดเวลาหยุดถ่ายนั่นถ่ายนี่บ้าง ผมเองก็ไม่ได้สนใจ แค่รู้ว่าเขาเดินตามมาและไม่ต้องให้ผมรอนานก็พอแล้ว

“มิล”

“หืม” ผมหันไปมองเป็นจังหวะเดียวกับที่แสงแฟลชสาดเข้าหน้าจนตาพร่า “ทำไรอะ ไม่ตลกนะเว้ย” ผมว่าเสียงแข็งอย่างที่ไม่ค่อยได้แสดงออกนักเมื่อไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธจากการถูกแสงแฟลชสาดหน้าได้

“เราขอโทษนะมิล ไม่คิดว่าจะตกใจ” เจ้าของกล้องรีบวิ่งเข้ามาขอโทษผมด้วยท่าทีร้อนรนสุดๆ

โกรธแหละ แต่ไม่อยากต่อความยาวจึงได้แต่พยักหน้ารับส่งๆ ไป

“ยังโกรธเราอยู่รึเปล่า เราขอโทษ เราผิดเอง”

“ไม่เป็นไร คราวหลังอย่าทำอีกนะ ตาพร่าไปหมดเลย”

“ขับรถไหวป่าว เราขับให้มั้ย”

“ไหวแหละ กลับเลยนะ” ผมกระแทกประตูปิดแรงๆ เพื่อระบายอารมณ์ พอทำอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกผิดกับรถตัวเองอยู่ไม่น้อยเลย

ผมไม่คุยกับเฌอเลยตลอดทาง  เจ้าตัวก็ดูเหมือนจะจับอารมณ์กรุ่นโกรธของผมได้จึงไม่วอแวชวนคุย ที่จริงก็ไม่ได้โกรธขนาดนั้น แค่ตกใจและควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ พอเห็นคนข้างๆ ทำหน้าง๋อยก็รู้สึกผิดเลยอะ ทำไมต้องรู้สึกผิดกับเรื่องที่ตัวเองไม่ผิดก็ไม่รู้เหมือนกัน

“รูปเมื่อกี้แย่มั้ย” ผมถามขณะเคาะนิ้วตามจังหวะเพลงที่เปิดเอาไว้

“หน้าเหวอๆ อะแต่ก็ยังน่ารักนะ ถ้ามิลไม่ชอบเราลบทิ้งก็ได้”

“ชมอีกแล้ว”

“หวั่นไหวบ้างมั้ยอะ”

“ไม่หวั่นไหวหรอก ไม่ว่ายังไงก็ไม่เป็นแบบให้ถ่ายภาพเด็ดขาด”

“เราแปลกใจนะ ทั้งที่ในไอจีมิลดูชอบถ่ายรูป”

“ไม่ได้ชอบแต่แม่บังคับ เราชอบขับรถไปเที่ยวคนเดียว ตอนแรกก็แอบไปแหละแต่ถูกแม่จับได้ รายนั้นก็เลยบังคับให้เซลฟี่อัพไอจีบอกความเคลื่อนไหว”

“ครอบครัวมิลน่ารักทั้งบ้านเลยป่ะ”

“ไม่รู้สิ”

“บ้านมิลอยู่ไหนเหรอ”

“ตรัง”

“เราอยากไปเที่ยวตรังบ้างจัง”

“มีสนามบิน เดินทางสะดวก”

“ไม่คิดจะชวนไปเที่ยวบ้านบ้างเหรอ” ไม่รู้ว่าเฌอหวังอะไร และแน่นอนว่าผมปฏิเสธอีกครั้ง

“ก็ไม่สนิทกันขนาดนั้นมั้ยอะ ถ้าชวนนายเราชวนมหาสมุทรไม่ดีกว่าเหรอ ถึงละ” ผมบอกขณะจอดรถที่หน้าตึก 4

“ขอบคุณนะ เจอกันคราวหน้าหวังว่าจะได้รับข่าวดี”

“ยอมแพ้เถอะ” บอกเฌออย่างนั้นแล้วก็ขับรถออกมาเลย

ทั้งที่ไม่ได้ให้ความหวังสักนิดแต่ทำไมเขายังไม่เลิกหวังก็ไม่รู้ ถ้าเป็นผมล่ะก็ถูกปฏิเสธติดต่อกันตั้งหลายครั้งหลายหนคงไม่กล้าพูดเรื่องนี้อีกแน่ๆ ผมไม่ได้ขี้แพ้ขนาดนั้นแต่บางครั้งก็ควรนึกถึงความรู้สึกของคนปฏิเสธบ้างสิ ใจเขาใจเราเนอะ













งานสวัสดิการนี่มันงานกรรมกรดีๆ นี่เอง ที่จริงก็พอรู้ลักษณะงานแหละและไม่เกี่ยงด้วย เพราะถ้าเกี่ยงก็คงไม่สมัครใจมาช่วยหรอก แต่ใครจะไปรู้วะว่าต้องแบกถังน้ำวนๆ อยู่อย่างนี้

“กีฬามหา’ลัย มึงลงเตะบอลด้วยกันป่าว” ผมที่นอนฟุบอยู่บนโต๊ะไม้ใต้ตึกซึ่งมีเพลงเชียร์จากการประสานเสียงของน้องปี 1 ช่วยขับกล่อมผงกหัวขึ้นมองไอ้ป๊อบ

“ให้พวกปี 1 ปี 2 มันลงไปเหอะ แก่แล้วมึงอะ”

“แกเหี้ยไรไอ้มิล กูเพิ่ง 20 สรุปมึงจะลงมั้ย” เมื่อปีที่แล้วเคยลงแมทซ์นึง จะบอกว่าโอ้โหไอ้เหี้ยมากครับ แข่งกับวิดยาถูกเขายำเละไม่ว่าแต่ล้มลุกคลุกคลานวิ่งตามลูกจนขายขี้หน้าคนทั้งสนามนี่ไม่ไหวจริงๆ

“ไม่ กูขี้เกียจ” และอายด้วย เจ็บแล้วจำคือคนเจ็บแล้วทนคือไอ้ป๊อบ

“มึงอัดฉีดกูเท่าไหร่”

“ต้องอัดฉีดด้วยเหรอ ไม่ใช่เรื่องของกูมั้ย ไปขอพี่ปี 4 โน่น”

“พี่เอ้กให้มาขอมึง”

“เจริญเถอะ กูรวยที่สุดในคณะเหรอ”

“ไม่มั้ง แต่มึงรวยเปิดเผยสุดอะ” ก็ต้องยอมรับ ฟังแค่ชื่อก็รู้ว่ารวยแล้วไง

“แมทซ์แรกแข่งกับใครวะ”

“วิศวะ” แค่ได้ยินชื่อคู่แข่งก็เห็นคำว่า ‘Loser’ แปะอยู่บนหน้าผากไอ้ป๊อบแล้ว

“แค่เอ่ยชื่อเค้ามึงก็แพ้แล้ว ไอ้เหี้ยเอ้ยวิศวะนะครับ อดีตแชมป์ 12 สมัย น้ำหน้าอย่างมึงเอาความมั่นหน้ามั่นโหนกที่ไหนมามั่นใจว่าตัวเองจะชนะวะ”

“ไม่รู้แหละ มึงอัดฉีดเท่าไหร่” เชื่อเถอะว่าไอ้ป๊อบก็ไม่คิดว่าตัวมันจะพาทีมชนะได้หรอก แต่ก็ทำใจดีสู้วิศวะไปอย่างนั้นเอง

“เหล้าที่บาร์หลีไม่อั้น 1 คืน”

“โหย ขี้เหล้าฉิบหาย ไม่มีแรงจูงใจเลย”

“คอนเวิร์สมั้ยล่ะ กูซื้อให้แต่มึงผ่อนนะ”

“ไอ้เหี้ยมิลกูจะเอาตังค์ที่ไหนมาผ่อนมึง” เพื่อนผมเป็นลูซเซอร์ที่จนมากจริงๆ สมเพชมันว่ะ

“เริ่มผ่อนตอนมึงมีงานทำเดือนแรกก็ได้”

“นานไปมึง ใส่จนรองเท้าพังแล้วยังไม่ได้ผ่อนเลยมั้ง”

“แล้วมึงจะเอามั้ย”

“ขอคิดก่อน กูก็มีศักดิ์ศรีของกู”

“มึงไปแอบสักมาเมื่อไหร่วะ”

“มุกอย่างควายมึงอย่าไปเล่นที่ไหนนะ” ไอ้ป๊อบง้างมือตั้งท่าจะโบกหัวผมแต่อยู่ๆ ก็ชะงักแล้วเก็บมือซะงั้น “เพื่อนมึงมา”

“ใครวะ” มองตามสายตามันก็พบกับไอ้หมาเพื่อนผม

“มึงมาทำอะไรที่บริหารวะ” ปกติไม่อยู่ที่คณะไกลปืนเที่ยงก็หอสมุด หรือถ้าผ่านมาทางนี้ก็มาหาพี่ทิวที่นิเทศ

“เมื่อไหร่มึงจะคืนซองปากกากู” อ๋อมาทวงของ อะไรมันจะอยากได้คืนขนาดนั้น ใช่ว่าไม่มีดินสอใช้ซักหน่อย เครื่องเขียนที่ไอ้หมามีใช้ได้ทั้งชีวิตอะครับ

“ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันคิดถึงกูแล้วเหรอ” แซ็วเข้าให้ อายม้วนเลยมั้ยล่ะ

“ใครคิดถึง กูมาหาทิวหรอก”

“พี่ทิวอยู่นิเทศมั้ย และเมื่อกี้มึงบอกมาเอาซองปากกา ยังไงครับ มาทำไมกันแน่ คิดถึงกูก็ยอมรับนะ กูก็คิดถึงมึงเหมือนกัน”

“ก็มาหาทิวแต่ตึกที่นิเทศไม่มีที่นั่งเลย อีกอย่างที่นี่มีมึง คิดว่าน่าจะมีที่ให้นั่ง”

“ถามเพื่อนกูซักคำยังว่านั่งด้วยได้รึเปล่า” นั่งหน้าสลอนอยู่ที่โต๊ะเป็น 10 ถ้าเซย์เยสเกินครึ่งก็จะให้นั่ง แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่เซย์โนกันก็ให้นั่งอยู่ดีแหละ

“มึงแกล้งมัน นั่งๆ ไปเถอะ แค่ช่วยพวกกูยกน้ำยกน้ำแข็งบ้างก็ยังดี” ประธานเอกคนดีอนุญาต 1 เสียงแน่นอนว่าคนอื่นๆ ก็คล้อยตามกันหมด

“ช่วงนี้เป็นไงบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันคิดถึงกูมั้ย”

“ยังไม่ถึง 7 วันเลยมินเนี่ยน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอกันในคลาสมั้ย ทำไมกูต้องคิดถึงมึง” พบคนปากแข็ง 1 อัตรา

“นี่สินะที่พี่อนันอันวาบอกว่า ฉันคิดถึงคิดถึง แต่คงไปไม่ถึงไม่ถึงใจของเธอ”

“นี่คือมึงร้องเพลงจีบเค้าเหรอวะไอ้มิล” เพื่อนคนนึงในกลุ่มถามให้ผมที่กำลังฮัมเพลงหยุดร้อง ไอ้หมาเองก็เหลือบมองด้วยเหมือนกัน มันก็รู้สึกแปลกๆ นะแต่ต้องควบคุมสถานการณ์

“เหรอ นี่กูกำลังจีบมหาสมุทรเหรอ มึงหวั่นไหวบ้างมั้ยวะ” ผมขำกลบเกลื่อนก่อนหันไปถามคนข้างๆ

“อือ กูรักมึง” ที่จริงมหาสมุทรเป็นคนตลกนะ เห็นมั้ยมันรับมุกผมด้วย และทั้งที่รู้ว่าเป็นมุกแต่ผมกลับหวั่นไหว มึงหยุดเดี๋ยวนี้นะหัวใจ มึงจะเต้นแรงขนาดนี้ไม่ได้เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก

“สมุทร ศุกร์หน้าวันเกิดกู มาดิ”

“ที่ไหน”

“บาร์หลี เริ่ม 3 ทุ่มเลย มานะ มาเถอะ อยากให้มา”

“งี้วันเสาร์ก็ไม่ได้ติวอะดิ”

“เสาร์อื่นก็ได้มั้ยอะ มึงจะมาใช่มั้ย” ผมคาดหวังกับคำตอบที่จะได้รับมากเลยนะ หวังว่ามันจะมา เพราะอยากให้มามากจริงๆ

“ชวนขนาดนี้แล้ว” นี่คือตอบตกลงใช่มั้ย

“กูรอนะ”

“อือ ไว้เจอกัน แล้ววันพุธนี้อย่าเข้าเรียนสายล่ะ”

“ครับพ่อ” มหาสมุทรก้มหน้ากดมือถือครู่หนึ่งแล้วค่อยเงยหน้ามามองกัน บอกลาแล้วเดินจากไป

ที่จริงก็ดีใจแหละที่ได้เจอมัน แต่คงดีกว่านี้ถ้าไม่ใช่แค่มาหาที่นั่งรอพี่ทิวลิป

“มึง” ไอ้ป๊อบขยับก้นเข้ามานั่งจนชิดกันแล้วป้องปากถามอย่างมีลับลมคมนัย “ชอบไอ้สมุทรเหรอ”

“ชอบดิ มันช่วยติวหนังสือให้กูนะ”

“ชอบแบบเพื่อนเหรอ”

“เออดิ ทำไมอะ”

“มีอะไรก็เล่าให้กูฟัง ไม่ลืมใช่มั้ยว่ากูเป็นเพื่อนสนิทมึง”

“ลืมได้ไง กูเปย์มึงขนาดนี้แล้ว” เลี้ยงเหล้ามัน และเราจะตับแข็งไปด้วยกัน

“เหมือนกูซื้อได้ด้วยเงินเลยว่ะ”

“แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ไอ้เหี้ยมิล” คำว่าเหี้ยของมันดังก้องใต้อาคารเรียน เสียงดังกว่าน้องนับร้อยชีวิตที่ประสานเสียงกันร้องเพลงเชียร์ซะอีก ทีตอนปี 1 ไม่เห็นมันจะร้องดังขนาดนี้เลย นี่อัพเวลแล้วใช่มั้ย แต่อัพแค่เสียงอะสมองยังเท่าเดิม













มานิเทศอีกละ และคราวนี้ไอ้ป๊อบเป็นคนลากมากับมือ ไม่ถามความเห็นกันซักคำ

“ไหนล่ะแฟนมึง”

“แฟนอะไรล่ะ ยังไม่ถึงขั้นนั้นซักหน่อย” แหม ทำเป็นเอียงอาย หมั่นไส้คนมีความรักชะมัดเลย

“แล้วมึงพากูมาด้วยทำไมเนี่ย”

“ก็กูเขิน”

“หน้าอย่างมึงเนี่ยนะเขิน ไม่น่าเป็นไปได้ว่ะ”

“กูก็หน้าด้านเฉพาะบางเรื่องมั้ยล่ะ”

ก็จริงของมัน ใครจะหน้าด้านทุกๆ เรื่องกันล่ะ แต่ว่ากันตามจริงนะ พักหลังนี้ผมไม่ค่อยอยากมาตึกนิเทศเลย ไม่อยากเจอเฌอ ไม่ชอบที่มันเอาแต่ชวนถ่ายแบบ นั่งๆ อยู่ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็โผล่มาหรอกนะ

“มึงนั่นไง” ไอ้ป๊อบหันมาสะกิดผมให้มองกลุ่มนักศึกษาหญิงที่เดินลงจากตึกมา

สาวนิเทศนี่สวยจริงสมคำร่ำลือ ว่าแต่คนไหนล่ะว่าที่แฟนเพื่อนผม

“พี่ป๊อบ” เสียงเล็กๆ ใสๆ ดังมาจากด้านหลังของกลุ่มสาวสวยพร้อมกับเจ้าของร่างเล็กในกระโปรงพลีสกรอมข้อเท้า เสื้อนักศึกษาพอดีตัว รองเท้าโอนิสึกะสีขาว ผูกผมหางม้าหน้าตาจิ้มลิ้ม

มองปราดเดียวรู้เลยว่าเป็นเด็กปี 1

“รอนานมั้ยคะ” คนตัวเล็กเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดในและรอยยิ้มกว้างราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน

“แป๊บเดียว ไอน้ำเลิกเรียนช้าป่ะเนี่ย”

“ช่าย อาจารย์ปล่อยช้า แล้วนี่พี่มิลป่ะคะ สวัสดีนะคะ” ว่าที่แฟนเพื่อนยกมือไหว้จนผมรับแทบไม่ทัน

“ไม่ต้องไหว้ก็ได้มั้งครับ คนกันเอง”

“พี่ป๊อบเล่าเรื่องพี่มิลให้ฟังตลอดเลยค่ะ” ขี้เมาท์เบอร์ไหนกันเนี่ย

แม้อยากรู้แต่ผมก็ทำเพียงยิ้มแห้งๆ ทำเป็นหยิบมือถือขึ้นมากด พยายามไม่ทำตัวเป็นส่วนเกินของคนทั้งคู่

“พี่มิลขึ้นไปดูนิทรรศการรูปถ่ายบนตึกด้วยกันมั้ยคะ”

“ไม่ไปดีกว่า พี่ไม่ค่อยอิน เอาไว้เจอกันที่สนามวันแข่งบอลละกัน กูไปนะมึง” ผมโบกมือลาทั้งคู่ท้ายประโยคก่อนเดินกลับคณะเพราะจอดรถไว้ที่นั่น

ทั้งที่คิดว่าจะไม่เจอแล้วแท้ๆ แต่พอเดินผ่านโต๊ะยาวตรงมุมตึกก็ถูกเรียกเอาไว้จนได้

“มิล” เฌอ… “มากินข้าวเหรอ”

“พาไอ้ป๊อบมาหาหญิง”

“ไปไหนต่อมั้ย” ทั้งที่ผมตั้งใจไม่เดินเข้าไปหาที่โต๊ะ แต่เฌอกลับเป็นฝ่ายก้าวเข้ามายืนตรงหน้าซะเอง

“กลับตึก”

“มีเรียนต่อเหรอ”

“เปล่า เฌอมีอะไรรึเปล่า”

“ว่าจะชวนขึ้นไปดูนิทรรศการรูปถ่ายบนตึกด้วยกัน” นิทรรศการอีกแล้ว

“ไม่ดีกว่าเราไม่ค่อยอิน ไปนะ”

เหมือนเฌอจะรั้งเอาไว้แต่ผมก็ชิงเดินหนีออกมาก่อน ที่จริงเฌอมันก็ไม่ได้แย่หรอก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ชวนถ่ายรูปล่ะก็มันจะดูแย่ในสายตาผมทันที

“มิล” นี่มันเทศกาลพบญาติเหรอวะ พอเดินมาอีกหน่อยก็เจอมหาสมุทรกับพี่ทิว

ผมทักทายพี่ทิวตามมารยาทและหลังจากนั้นเจ้าตัวก็ปลีกตัวออกไป เห็นว่ามีเรียน ก็ควรจะเข้าเรียนอะเนอะ

“เจอมึงที่นิเทศบ่อยจนคิดว่ามึงเรียนที่นี่แล้วอะ” คิดว่าต่อไปถ้าอยากเจอไอ้หมาผมคงต้องมาดักรอมันที่นี่

“เคยคิดจะเรียนนี่เหมือนกัน แต่ได้ทุนคณะวิทย์ก่อน”

“โคตรจะคนละขั้วเลย”

“ใช่มั้ยล่ะ แต่ก็ดีแล้วที่ได้ทุนคณะวิทย์”

“ทำไมวะ เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเทอมเหรอ”

“เพราะจะได้ดูเนิร์ดไง”

“มึงไม่เรียนหมอเลยล่ะ แค่เรียนคณะแพทย์ก็รู้แล้วว่าต้องจีเนียสมากๆ”

“มึงชอบคนเรียนเก่งเหรอ”

“ก็ต้องชอบดิ แบบที่กูชอบมึงไง” ผมก็บอกชอบไอ้หมาออกจะบ่อยนะ แต่ทำไมครั้งนี้รู้สึกต่างออกไป มหาสมุทรเองก็ดูเงียบผิดปกติด้วย

อึดอัดเลยอะ

“ซองปากกากูล่ะ”

“อยากได้คืนขนาดนั้นเชียว”

“เออดิ อยากได้ของของตัวเองคืนก็เป็นเรื่องปกติป่ะวะ”

“อยู่ห้องอะ ไปเอามั้ยล่ะ”

“ไปสิ”

เหย ไรวะ ไม่คิดว่ามันจะยอมตามมาง่ายๆ แบบนี้ เหงื่อมึงหยุดไหลเดี๋ยวนี้ หัวใจด้วยมึงจะเต้นแรงอะไรขนาดนั้น

“มึงโอเคมั้ย ร้อนเหรอเหงื่อออกเต็มเลย”

“เออ ร้อน”

“ไม่อยากให้กูไปห้องก็ไม่ควรจะชวนกันแต่ต้นนะ” อยู่ๆ ระหว่างทางซึ่งใกล้จะถึงหอพักแล้วมหาสมุทรก็พูดออกมาเหมือนตัดพ้อ

“อะไรของมึงเนี่ย กูพูดซักคำยังอะว่าไม่อยากให้ไป”

“มึงไม่พูดแต่มึงแสดงออก”

“กูแสดงออกยังไง”

“ไม่มองหน้ากู” โอ้ย! ไอ้เหี้ยกูขับรถอยู่ไง

“เดี๋ยวก็พาแหกโค้งซะหรอก”

“มินเนี่ยน”

“ว่า ไอ้เหี้ยเอ้ย กูบอกมึงกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกแบบนี้”

“หมอนหลังรถมึงก็เป็นตัวมินเนี่ยนอะ ชอบขนาดนั้นเลย”

ที่จริงผมไม่ได้ชอบมินเนี่ยนเว้ย เรื่องมันเริ่มจากไอ้กล้วยน้องรหัสผมที่อยากซื้อของขวัญที่เป็นตัวแทนมัน คิดไปคิดมาหวยไปออกที่มินเนี่ยน กลายเป็นว่าของขวัญเนื่องในโอกาสต่างๆ ที่ได้รับจากมันเป็นลายมินเนี่ยนหมด ยัดเยียดเจ้าตัวพูดไม่รู้เรื่องให้ผมคนเดียวไม่พอนะ อิทธิพลนี้ลามไปถึงทุกคนในสายรหัสเลย นั่นแหละ ถึงจะบอกว่าไม่โปรดปรานเจ้าตัวสีเหลืองเท่าไหร่แต่หลักฐานมัดตัวขนาดนี้ใครมันจะไปเชื่อ

“แล้วระหว่างมินเนี่ยนกับกูชอบใครมากกว่ากัน”

“ก็ต้องมึงอยู่แล้วมั้ย มินเนี่ยนมันติวหนังสือให้กูได้มั้ยล่ะ”

“ดี” มหาสมุทรขยี้เส้นผมของผมเบาๆ แล้วเลื่อนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

ดีเหรอ ดีที่ผมชอบมันมากกว่าอย่างนั้นเหรอ แล้วมันล่ะ…











ผมเชื้อเชิญมหาสมุทรให้นั่งลงที่โซฟากลางห้อง หาน้ำหาท่ามาเสิร์ฟอย่างที่เจ้าบ้านที่ดีควรทำ ก่อนจะเดินไปหยิบซองปากกาที่โต๊ะมาคืน

“ห้องมึงสะอาดกว่าที่คิด”

“กูดูสกปรกหรือไง ตัวก็หอมขนาดนี้ ไม่เชื่อลองดมดูสิ”

มหาสมุทรดึงคอเสื้อแล้วกระชากผมเข้าไปหา ใกล้ชิดกันกว่าครั้งไหนๆ สายตาที่มองผมก็แตกต่างออกไป มันกวาดสายตามองใบหน้าผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยมือจากคอเสื้อ ทำหน้าเหมือนเมื่อครู่เราไม่ได้ใช้อากาศร่วมกันในพื้นที่จำกัด

ต่างจากผมที่ไม่ว่าอากาศในห้องจะถ่ายเทได้ดีแค่ไหน ความร้อนในร่างกายของผมกลับไม่ลดน้อยลงเลย

“เสื้อยับหมด ตามสบายนะ เดี๋ยวกูเปลี่ยนเสื้อแป๊บ” ผมบอกแล้วเลี่ยงออกมารื้อเอาเสื้อผ้าจากในตู้ตั้งท่าจะเดินเข้าห้องน้ำแต่ก็ถูกเสียงเข้มๆ รั้งเอาไว้

“นั่นมึงจะไปไหน”

“ห้องน้ำไง”

“เปลี่ยนเสื้อผ้าแค่นี้ต้องเข้าห้องน้ำด้วยเหรอ”

“ใครมันจะบ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าคนอื่นวะ เห็นอย่างนี้กูก็หน้าบางเหมือนกันนะบางที”

“คนอื่นอะไร ไหนมึงบอกว่าอยากสนิทกับกู”

“เอางั้นเหรอ” ได้นะ ใจจริงลึกๆ แล้วก็อายแหละ แต่พอถูกท้าทายมือก็เลื่อนไปปลดกระดุมเสื้อออกเลย มหาสมุทรเองก็จ้องเอาจ้องเอา ไอ้เหี้ยเอ้ย กูยอมแพ้ “มึงแม่ง”

ค้อนมันไปทีแล้วหอบเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำมาเลย

หัวใจไอ้มหาเศรษฐีเอ้ย เบาๆ หน่อยลูก เดี๋ยวไอ้คนข้างนอกก็ได้ยินเสียงมึงหรอก

“ปกติอยู่ห้องมึงทำอะไร” ไอ้หมาเอ่ยถามตอนที่ผมซึ่งเปลี่ยนชุดเป็นกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดนั่งลงข้างมันบนโซฟา

เป็นอะไรอะ นี่สงสัยจริงๆ วันนี้ทำไมดูอยากรู้อยากเห็นเรื่องของผมจัง ถ้าตอบไปว่าเสือกนี่จะด่ามั้ย

“ก็นอน”

“อ่านบ้างมั้ยหนังสือเรียน”

“ไม่อะ เรียนในห้องเรียนก็พอแล้วปะ” ผมตอบพลางเปิดซองเลย์รสมันฝรั่ง

“ไปเอาชีทสแตทมา”

“ฮะ!!” ผมหันขวับไปมอง มือที่กำลังส่งขนมเข้าปากชะงักค้างกลางอากาศจนคนข้างๆ โน้มใบหน้าเข้ามาหาแล้วงับไปจากมือเต็มๆ ตา

“บอกว่าไปเอาชีทเรียนมา ตอนกลางภาคทำไม่ได้ตรงไหนบ้าง มาดูกัน”

“อะไรของมึงวะ” บ่นครับแต่ก็ยอมลุกขึ้นไปหยิบเอกสารมากองไว้บนโต๊ะตรงหน้าเรา

มหาสมุทรบังคับให้ผมลงไปนั่งบนพื้น ส่วนตัวเองนั่งสบายอยู่บนโซฟานุ่มๆ โขกสับให้ผมแก้โจทย์ในส่วนที่ทำพลาดไปตอนกลางภาค

มันยากอะ เหนื่อยล้าเต็มที ไม่เห็นปลายทาง

เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง สองชั่วโมง กระทั่งพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ผมก็หมดเรี่ยวแรงปล่อยให้ดินสอร่วงลงบนโต๊ะแล้วฟุบตามมันไป

โต๊ะแข็งเกินไป ฟุบนอนแล้วรู้สึกไม่สบายตัวผมจึงขยับตัวพิงขามหาสมุทร

“มึงชอบดูทีวีป่ะ” ผมคว้ารีโมทมาแล้วกดเปิดทีวี เปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย

“ไม่ชอบ” พออีกฝ่ายว่าอย่างนั้น ผมที่ไม่ได้อยากดูอะไรเป็นพิเศษจึงปิดทีวี คราวนี้ทั้งห้องก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม

“มึงหิวยังอะ”

“ทำไม มึงหิวแล้วเหรอ” ผมเอี้ยวตัวมองแล้ววางปลายคางไว้ที่ตักคนนั่งสูงกว่าพลางช้อนตามอง

“หาอะไรกินกันเถอะ หิวแล้วอะ”





[T B C]



มาต่อแล้วค่ะ ไม่รู้ว่ามีใครรออ่านต่ออยู่รึเปล่า 555
แต่ถึงแม้จะมีนักอ่านรอแค่คนเดียวเราก็จะมาอัพต่อให้จบค่ะ
เขียนเขาขึ้นมาแล้ว จะปล่อยทิ้งไว้กลางทางก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อยล่ะนะ
ขอให้สนุกไปกับเจ้ามิลกับมหาสมุทรนะคะ :)
ไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือแค่หลงมาอ่าน เราก็ขอบคุณมากเลยที่สละเวลาอ่านมาถึงตอนนี้
หวังว่าตอนหน้ายังจะได้เจอคุณอีกนะ



ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
10 เพื่อนผมไม่รำคาญแล้ว



ตลาดมืดอยู่ไม่ไกลจากหอพักของผมนัก เดินเท้าไม่นานก็มาถึงแล้ว ที่บอกว่าตลาดมืดนี่ไม่ใช่เพราะมันเป็นแหล่งขายของผิดกฎหมายหรืออะไร ที่เรียกกันอย่างนั้นเพราะมันเปิดตอนพระอาทิตย์ตกดินแล้ว แถมไฟส่องสว่างก็น้อยมันก็เลยจะมืดๆ หน่อย แต่เด็กมหา’ลัยผมชอบมาเดิน

อาหารอร่อย ของถูก เหมาะกับนักศึกษาไม่มีรายได้

“มึงเหนื่อยยังอะ” เดินกันจนทั่วตลาดแล้ว ของกินเต็มไม้เต็มมือ ตัวผมเองสบายๆ แหละ แต่อีกคนนี่สิ มันไม่ค่อยแสดงความรู้สึกก็เลยไม่รู้เลยว่ายังไหวหรือเปล่า

“ถ้าตอบว่าไหวมึงจะเดินต่องั้นสิ ในมือนั่นน่ะจะเก็บใส่กระพุ้งแก้มตุนไว้หน้าหนาวเหรอ” เปรียบเทียบซะน่ารักเหมือนแฮมทาโร่เลย

“บ้า กรุงเทพมีหน้าหนาวที่ไหนอะ”

“นั่งเถอะ รีบๆ กินจะได้กลับไปอ่านหนังสือ”

“มึงอ่านหนังสือทุกวันเลยเหรอ” เจอกันทีไรก็อ่านแต่หนังสือ เหมือนกับว่าสิ่งนั้นเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต

“อือ ก็อ่านจนเป็นนิสัยแล้ว ถ้าไม่อ่านมันรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรซักอย่างไป”

“แล้วการอยู่กับกูเป็นนิสัยยังอะ”

“นิสัยเสียล่ะสิมึง” มหาสมุทรว่าด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก

“โหไรวะ ด่ากันตลอด ก่อนหน้านี้ก็บอกว่าหน้าโง่ เนี่ยว่าเรานิสัยเสียอีกละ ถ้ากูงอนนี่มึงจะง้อป่ะ” ผมแสร้งมุ่ยหน้าขณะตัดพ้ออย่างไม่จริงจังนัก

“ก็ดีนะจะได้ไม่มีภาระ” งั้นไม่งอนก็ได้แหละ ไอ้บ้านี่เอะอะก็จะเลิกคบกันตลอดเลย

ผมส่งลูกชิ้นปิ้งเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยก่อนกลืน หากพอคว้าแก้วน้ำมาดูดกลับพบว่าในแก้วมีแต่น้ำแข็งเพียวๆ ขณะที่ในแก้วของมหาสมุทรยังมีน้ำอยู่ในปริมาณราวกับเจ้าของมันไม่ได้ดื่มเข้าไปซักนิด

“ขอกินน้ำหน่อยสิ” ผมขอและไม่รอให้อีกฝ่ายตอบหรอก เพราะรู้ว่ายังไงมันก็ปฏิเสธผมแน่ จึงโน้มหน้าเข้าไปใกล้ งับหลอดจากแก้วในมืออีกฝ่ายแล้วดูดน้ำลำไยเข้ามาเต็มคำ

โหยชื่นใจอะ ผมหลับตาลงซึมซับรสหวานซ่านลิ้นและลืมตาแล้วสบกับมหาสมุทรเข้าอย่างจัง

“เอ่อ” ก้อนบางอย่างจุกที่ลำคอ ไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดอะไร ตั้งใจจะถอยออกมาแต่กลับถูกอีกคนคว้าท้ายทอยเอาไว้ ผมตกใจจนตาแทบถลนออกมานอกเบ้า อึดอัดเหมือนรอบกายปราศจากอากาศ

“นิสัยเสีย” ด่ากันแล้วจึงยอมปล่อยมือ

แม่งเอ้ย ใจหายใจคว่ำหมด ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนถอยออกมานั่งตัวตรง มองหน้าคนตรงข้ามอย่างหวาดๆ ด้วยหัวใจที่เต้นด้วยจังหวะไม่ปกติ

“กูแค่อยากลองชิม ไม่เคยกินนี่หว่า” ผมบอกเสียงอ่อยเมื่อรู้ว่าตัวเองผิดเต็มๆ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตไม่ใช่เหรอวะ แค่แอบดื่มน้ำเข้าไปครึ่งอึกเอง

“กะอีแค่น้ำลำไยแก้วละ 10 บาท ไม่มีปัญญาซื้อเหรอ ไหนบอกว่ารวย”

“ก็ชิมคำเดียวมั้ยอะ ทำไมขี้งกจังวะ” พอไอ้หมากัดไม่ยอมปล่อยผมเองก็ของขึ้นเหมือนกัน กะอีแค่น้ำลำไยครึ่งอึกจำเป็นต้องงกขนาดนี้ด้วยหรือไง

“มึงทำแบบนี้กับทุกคนเหรอ”

“หมายถึงแย่งของกินน่ะเหรอ เฉพาะกับคนที่สนิทอะ อย่างไอ้ป๊อบแย่งกันกินบ่อย ส่วนคนอื่นๆ ในกลุ่มก็ประปรายส่วนมากจะถูกแย่งมากกว่า”

“แล้วมึงมาสนิทกับกูแบบนี้เพื่อนมึงไม่น้อยใจแย่เหรอ”

“ไม่นะ กูต้องพึ่งมึง ก็อยากทำดีตอบแทนมึง”

“แค่นั้น?” ไอ้หมามุ่นคิ้วมองผม ดวงตาสีดำสนิทมองมาอย่างต้องการคำตอบ และผมก็พยักหน้า ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ก่อนที่มันจะถอนสายตาไปนั้น ดวงตาที่มองผมนิ่งๆ กลับสั่นระริกคล้ายผิดหวัง ไม่หรอกมั้ง มันจะผิดหวังเรื่องอะไรกัน

“มึงเป็นเพื่อนกูไง ถึงกูจะไม่แน่ใจว่ามึงเห็นว่ากูเป็นเพื่อนรึเปล่า แต่ว่าเป็นเพื่อนกันก็ต้องทำดีต่อกันสิ ในระหว่างที่กูอยู่ใกล้ๆ มึงได้กูก็อยากทำดีกับมึงให้มากที่สุดเท่านั้นเอง”

“แล้วไม่คิดว่าคนรับจะรำคาญบ้างเหรอ”

ได้ยินอย่างนั้นผมก็อึ้งไปเลยเหมือนกัน พูดไม่ออกเหมือนน้ำท่วมปาก ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน คิดแต่ว่าเป็นเพื่อนกันมีอะไรก็ต้องแบ่งปัน

“มึงรำคาญเหรอ” ทั้งที่เป็นฝ่ายถามแต่เอาเข้าจริงกลับไม่อยากได้คำตอบเลย อยากปิดหูแล้ววิ่งกลับห้องเดี๋ยวนี้

“อือ กูโคตรรำคาญ” น้ำเสียงมหาสมุทรไม่จริงจังนักต่างจากสายตาที่เดาไม่ออกเลยว่ามันพูดจริงหรือกำลังเล่นๆ กันแน่

“รู้” เพราะจับความรู้สึกไม่ได้ผมจึงตอบรับสั้นๆ พลางเคี้ยวหลอดอย่างคนไม่มีอะไรทำ ถึงแม้ไม่แสดงออกทางสีหน้าแต่ในใจผมโคตรหวั่นไหวเลย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเขารำคาญแต่พอได้ยินชัดๆ มันก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่

“แต่ตอนนี้ไม่ค่อยรำคาญแล้ว” เหมือนภูเขาที่ตั้งอยู่ที่อกถูกยกออกไป

“อย่างนี้กูก็โทรหามึงก่อนนอนแล้วบอกฝันดีได้แล้วสิ” ผมยักคิ้วให้คนตรงข้ามแล้วก้มลงดูดน้ำในแก้วที่เหลือแต่น้ำแข็งแก้เก้อ จนมหาสมุทรยื่นแก้วตัวเองมารินน้ำเติมให้นั่นแหละผมจึงเงยหน้ามองมันอีกครั้ง

“เพื่อนกันเค้าทำแบบนั้นเหรอ”

“ไม่รู้สิ ทำมั้ง หรือถ้าไม่อยากให้โทรบอกฝันดี มึงช่วยโทรปลุกกูตอนเช้าวันพุธได้มั้ยอะ”

“ก็เคยตื่นเองได้”

“อยากให้เพื่อนโทรปลุก นะครับพี่หมาสมุทร”

“หมาพ่อง” บรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นหวานๆ มลายหายไปเมื่อคำว่าพ่องดังขึ้น และเพราะถูกด่าไม่จริงจังผมจึงตอบโต้กลับด้วยน้ำเสียงและสีหน้าอ้อนตีนหน่อยๆ

“พ่อกูไม่เลี้ยงหมา”

“กวนตีนไอ้มิล”

“ช่วงนี้กูก็กวนแต่มึง”

“ควรดีใจมั้ย”

“ก็น่าจะดีใจนะ รู้ไว้เถอะว่ามึงพิเศษกับกูมากกว่าคนอื่น”

“กำลังสารภาพรักงี้”

“อือ กูรักมึงไง ที่ผ่านกูยังแสดงออกไม่ชัดเจนเหรอวะเพื่อน”

มากไปแล้วไอ้มิล ทำไมวันนี้พูดมากจัง นี่บอกรักเขาไปกี่รอบแล้วล่ะ หัวใจเอ้ย ขอโทษนะวันนี้ทำงานหนักเลยล่ะสิ











สนามบอลครึ่งหลังกับสกอล์ที่โคตรจะขายขี้หน้า

หมายถึงไอ้ป๊อบน่ะต้องอายน้องไอน้ำ อุตส่าห์ชวนเขามาเชียร์แต่ตัวเองวืดบอลตลอด ล้มลุกคลุกคลานอย่างกับคนไม่มีแรง เห็นแล้วก็สมเพช

“ทำไมพี่ป๊อบเป็นงั้นอะ” ผมหันไปยิ้มแหยให้คนข้างๆ น้องไอน้ำเองก็หันมาฉีกยิ้มเฝื่อนให้ผมเหมือนกันแล้วหลังจากนั้นพวกเราก็ระเบิดหัวเราะออกมา

“ก็สมเป็นมันดี”

“ไอน้ำก็ว่างั้น” น้องว่าแล้วหัวเราะเสียงใสอย่างน่าเอ็นดู มองไอน้ำแล้วนึกถึงไอ้แบ็งค์ ถึงแม้ว่าขนาดตัวจะต่างกันหน่อย แต่นิสัยเด็กผู้หญิงเหมือนๆ กัน

“ว่าแต่ไอน้ำรู้จักกับไอ้ป๊อบได้ไง” เพื่อนผมไม่เคยเล่าให้ฟังเลย แม้ว่าจะตื๊อมันอยู่หลายต่อหลายครั้งก็ตาม

“ไอน้ำรู้จักพี่สาวพี่ป๊อบจากในกรุ๊ปถ่ายรูปก็เลยไปถ่ายรูปด้วยกันบ่อย มีทริปนึงพี่ป๊อบมาขับรถให้ก็เลยเจอกันค่ะ” ในน้ำเสียงน้องไอน้ำยามพูดถึงเพื่อนผมเต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ อย่างที่คนห่างหายจากเรื่องความรักไปนานอย่างผมสัมผัสได้ง่ายๆ เลย

“แล้วมันจีบไอน้ำเหรอ” ถ้าน้องตอบว่าใช่ผมคงต้องมองเพื่อนผมใหม่ซะแล้ว

“เปล่าค่ะ พี่ป๊อบไม่ได้บอกเหรอว่าไอน้ำจีบพี่ป๊อบก่อน”

“จริงดิ” ไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กผู้หญิงน่ารักใสๆ อย่างน้องไอน้ำจะเป็นฝ่ายจีบผู้ชายก่อน

“ดูแรดไปเลยอะ จริงๆ ถ้าดูจากภายนอกมีแต่คนบอกว่าไอน้ำน่ารัก ไร้เดียงสาไรงี้อะ แต่ไม่ใช่เว้ยพี่มิล ไอน้ำก็เป็นผู้หญิงธรรมดาแหละ แค่เรามีสไตล์การแต่งตัวแบบนี้เท่านั้นเอง”

“พี่เข้าใจนะ แต่ก็จริงที่มองจากภายนอกคิดไม่ถึงว่าไอน้ำจะเป็นฝ่ายจีบไอ้ป๊อบก่อน แต่ถ้ามองกลับกัน พี่ก็ไม่คิดว่าน้ำหน้าอย่างไอ้ป๊อบจะกล้าจีบใครก่อน มันป๊อดจะตาย”

“ใช่มั้ย ไอน้ำอ่อยอยู่ตั้งนาน ไม่จีบซักทีก็เลยจีบเอง เก่งมั้ย”

ยกนิ้วโป้งให้สองนิ้วเลย ถ้ายกเท้าขึ้นมาแล้วไม่น่าเกลียดผมก็คงทำ

“แล้วพี่มิลมีคนที่ชอบมั้ยคะ”

“ไม่รู้สิ เหมือนจะมีมั้งแต่ก็ไม่แน่ใจ”

“ถ้ามั่นใจก็ต้องพุ่งชนนะคะ ขนาดไอน้ำเป็นผู้หญิงไอน้ำยังพุ่งชนเลย พี่มิลอย่ายอมแพ้นะ”

“เอาไว้มั่นใจก่อน”

“แล้วคนที่พี่มิลชอบนี่ใช่พี่ปีสามเอกโฟโต้ป่ะ”

“ใคร” ถึงจะถามน้องอย่างนั้นแต่ในหัวของผมก็มีแต่ชื่อเฌอ แน่สิ เพราะมันเป็นเด็กโฟโต้ปี 3 คนเดียวที่ผมรู้จัก

“ไม่ใช่เหรอ แต่ว่าในนิทรรศการรูปถ่าย ไม่พูดดีกว่า” อ้าวน้อง เกริ่นมาขนาดนี้แล้วพูดให้จบสิวะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนิทรรศการรูปถ่ายของนิเทศล่ะ

ผมพยายามเซ้าซี้ถามไอน้ำจนบอลจบน้องมันก็ไม่พูด ใจแข็งมาก และสุดท้ายผมก็ถอดใจไปเอง คิดเอาไว้ว่ารอถามไอ้ป๊อบก็ได้ ไหนๆ วันนั้นมันก็ไปดูนิทรรศการนั่นมาด้วยกันนี่หว่า ต้องรู้อะไรมาบ้างแหละ

พอเกมส์ในสนามจบ พวกเราทั้งสายรวมถึงน้องไอ้น้ำก็วิ่งลงไปข้างล่างเพื่อรอสมน้ำหน้าไอ้ป๊อบ

“ไงมึง ขาเปลี้ยเหรอสัด” ตบไหล่มันเต็มแรงจนเจ้าตัวเซเข้าไปหาน้องไอ้น้ำ แต่ยังไม่ถึงตัวคนเป็นแฟนก็ยกมือขึ้นกันไว้ซะก่อน

ตัวอย่างกรังใครเขาจะอยากเข้าใกล้

“พี่ป๊อบถ้าเล่นงี้อย่าลงดีกว่าว่ะ” นี่เสียงน้องรหัสมัน

และหลังจากนั้นทุกคนก็รุมสวดมันจนตัวไอ้ป๊อบหดเล็กลงเหลือเท่านิ้วโป้งเท้า

“พวกมึงพูดอะไรไว้หน้ากูบ้างนะ ไม่คิดว่ากูจะอายแฟนบ้างเหรอวะ” มันว่าพลางบุ้ยปากมาทางน้องไอ้น้ำที่ตอนนี้ก็ไม่ได้สนใจแฟนตัวเองเท่ามือถือในมือหรอก

“น้ำหน้าอย่างมึงอะ ไม่มียางอายแล้วมั้ง”

“แรงว่ะ ไม่คุยแล้ว ถ้าจะอยู่รอด่ากันก็กลับไปเลย ไม่ต้องรอ กูไปอาบน้ำแล้ว ส่วนไอน้ำรอพี่นะคะ” หันไปบอกแฟนเสียงหวานให้พวกเราเหล่าสายรหัสเบ้ปากอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมาย

จบเกมส์วันนี้บริหารแพ้วิศวะอย่างราบคาบ 6-0

ก็สมควรแหละ วิศวะน่ะขึ้นชื่อเรื่องความถึกทนอยู่แล้ว ถ้าชนะเขาได้สิแปลก











ผมมาที่ตึกนิเทศอีกแล้ว

หลังจากพยายามซักไซ้เรื่องนิทรรศการภาพถ่ายอะไรนั่นจากไอ้ป๊อบแล้วไม่ได้คำตอบที่น่าพึงพอใจผมจึงบุกมาที่นี่เพื่อหาคำตอบเอง

“พี่มิล” ไอ้กล้วยโบกมือทักทายเมื่อผมโผล่หน้ามาที่ตึกตอนบ่าย

ที่จริงจะมาคนเดียวก็ได้ใช่มั้ยล่ะ แต่เป็นเด็กต่างคณะแล้วมาขึ้นตึกเขาคนเดียวมันก็จะเก๋าเกินไป

“มาไงอะ”

“เดินมาสิ” ดูความกวนตีนของน้องรหัสผมนะ อยากยัดปากแม่งด้วยคอนเวิร์สเน่าๆ จังเลย

“พี่หมายถึงเอ็งมาไง มาแทนน้องแบร์เหรอ”

“ช่าย ไอ้หมีมีเรียนซ่อมอะ เมื่อวานมันโดดเรียนไปกินบุพเฟต์”

“บุพเฟต์อีกละ ไหนมันบอกจะลดน้ำหนัก”

“ก็เห็นมันไปฟิตเนสตลอดนะ”

ได้ยินอย่างนั้นแล้วค่อยเบาใจหน่อย

เราเดินขึ้นตึกมาที่ชั้นสอง จากคำบอกเล่าของไอ้ป๊อบ มันบอกว่าภาพถ่ายที่ว่านี่ถูกโชว์ไว้ตามผนังทางเดินนี่แหละ และพอเดินพ้นบันไดมาก็เจอรูปถ่ายเลย

ภาพเหล่านี้ถูกใส่กรอบเรียบๆ แขวนไว้ตามผนังอย่างไอ้ป๊อบว่า ด้านข้างมีชื่อของเจ้าของผลงานและแอคเคาท์เฟซบุ๊กหรืออินสตราแกรมแปะโชว์เอาไว้

“อารมณ์ไหนของพี่วะเนี่ยปกติไม่เห็นสนใจอะไรแบบนี้”

“มีเรื่องสงสัยนิดหน่อย”

“สงสัยอะไร หนูถามได้ป่าว”

ผมเล่าความสงสัยของตัวเองให้ไอ้กล้วยฟังคร่าวๆ ไม่รู้ว่ามันตั้งใจฟังหรือเปล่าหรอก เพราะตลอดเวลานั้นมันเอาแต่ก้มหน้ากดมือถือ

ใส่ใจพี่มันมากจริงๆ

“พี่มิลหนูไม่อินว่ะ” เดินขึ้นมาที่ชั้น 3 ไม่นานไอ้กล้วยก็ทำท่าจะชิ่ง

คนจะชิ่งรั้งยังไงก็ไม่อยู่ ถ้าจะบอกปุ๊บไปปั๊บแบบนี้ทีหลังไม่ต้องบอกก็ได้นะ

สุดท้ายก็โดนทิ้งให้อยู่คนเดียวลำพัง คราวนี้ผมไม่อ้อยอิ่งแล้ว เดินดูรูปผ่านๆ อย่างคนไม่อินแต่อยากใส่ใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง

กระทั่งเดินมาจนถึงบันไดอีกฝั่ง ภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ต่างจากภาพอื่นๆ นักแต่มันเป็นภาพของสถานที่ซึ่งผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ภาพตึกบริหาร ระเบียงทางเดิน ต้นไม้หน้าตึก บ่อน้ำ ม้านั่ง กระทั่งลานจอดรถ

บังเอิญเหรอ บังเอิญทุกภาพถ่ายติดผมด้วยเนี่ยนะ บ้าป่าว บ้าไปแล้ว

ผมลงจากตึกมาพร้อมความรู้สึกแปลกๆ ความอึดอัดอัดแน่นอยู่ในอกจนหายใจแทบไม่ออก

และผมคงจิตตกไปถึงได้รู้สึกว่าเหมือนมีใครเดินตามหลังมาติดๆ ติดจนประชิดเลย

“ไอ้เหี้ย” หันไปเจอมหาสมุทรแล้วก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกใจ

“เหี้ยเต็มหน้าเลย” คนตรงหน้าว่ากลั้วขำพลางใช้หลังมือเช็ดหน้า เวอร์ไปอะ ถึงจะตะโกนดังมากแต่น้ำลายไม่กระเด็นออกมาแน่นอน

“มึงแม่ง ตกอกตกใจหมด”

“ขวัญอ่อนไปได้”

“แล้วนี่มึงย้ายมาอยู่นิเทศจริงจังแล้วว่างั้น” มานิเทศทีไรเจอมันทุกที

“มึงล่ะ จะย้ายตามกูมารึไง”

“ตลก”

“แล้วนี่มาอ่อยเด็กนิเทศเหรอ”

“แล้วมึงล่ะได้ซักคนยัง”

“ตลก”

“สรุปคือยังไม่ได้พี่ทิวเหรอ” สีหน้าที่เคยผ่อนคลายเปลี่ยนเป็นตึงเครียด นี่ผมพูดไม่เข้าหูมันอีกแล้วใช่มั้ย

ก็คงใช่แหละ เพราะเจ้าตัวเดินหนีไปโน่นแล้ว ต้องวิ่งตามกันเหมือนหนังอินเดียสมัยก่อนมั้ยอะ

“สมุทร มึงโกรธเหรอ”

ผมคว้าไหล่มันไว้ แม้จะปรายตามองกันแต่สีหน้าก็ยังเคร่งเครียดจนทำให้รู้สึกกลัว

“กูขอโทษที่พูดถึงพี่ทิวไม่ดี กูจะไม่ทำอีก”

“อืม” ตอบรับอยู่หรอกแต่ดูจากท่าทางแล้วคงยังไม่หายโกรธ

“ดีกันมึง” ผมยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้า อาจจะมองว่ามันเด็ก แต่ก็ต้องยอมรับว่าเด็กจริง มหาสมุทรเองก็คงคิดอย่างนั้นจึงปัดมือผมเอง

นี่ใคร มหาเศรษฐีไง ตื๊อจนมันยอมเป็นเพื่อนก็เคยทำมาแล้ว กะอีแค่ง้อให้อีกฝ่ายหายโกรธไม่เกินความสามารถหรอก

“ดีกัน” คราวนี้ผมจับมือมัน ความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ทำให้หัวใจสูญเสียการควบคุมอีกครั้ง แต่ไม่ได้หรอก จะหวั่นไหวแล้วหยุดง้อไม่ได้ “ถ้าไม่หายโกรธ กูกอดนะ” ขู่ซะเลย แล้วมาดูกันว่ายังจะใจแข็งได้อยู่มั้ย

ได้แหละ ถามจริงเถอะนี่หัวใจหรือหินทำไมแข็งจังวะ แล้วถามไอ้มหาเศรษฐีต่อเลยว่านี่หน้าคนหรือพื้นคอนกรีตทำไมถึงได้ด้านขนาดนี้เหรอ

“กูกอดจริงนะ” ผมเตือนเมื่อผละออก ตั้งท่าจะกอดโดยลืมไปว่านี่มันกลางลานกิจกรรมคณะนิเทศ แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรเสียงเรียกที่ไม่ค่อยอยากได้ยินก็ดังขึ้นซะก่อน

“มิล” น้ำเสียงเฌอสดใสมากจนต้องหันไปยิ้มให้มัน ดวงตาคมจ้องมองมายังผมขณะก้าวเข้ามาหา

“ไง”

“มากินข้าวที่นิเทศเหรอ”

“มาหากู” ไอ้หมาเพื่อนผมเป็นฝ่ายตอบ

“แล้วทำไมมิลมาหามึงที่นิเทศล่ะ มึงไม่ได้เรียนนิเทศซักหน่อย อ๋อลืมไปว่ามึงมาหาพี่ทิวบ่อย” เหมือนเฌอจงใจบอกเป็นนัยว่ามหาสมุทรกำลังตามจีบพี่ทิว

คือมึง ไม่ต้องย้ำหรอก กูรู้แล้ว

“เฌอเพิ่งเรียนเสร็จเหรอ” ไอ้ป๊อบเคยบอกว่าผมเป็นตัวสร้างบรรยากาศ เพราะงั้นตอนนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์

“อือ รับงานถ่ายรูปไว้ นี่ว่าจะกินข้าวแล้วออกไปเลย”

“ขยันจังวะ”

“ก็เราไม่รวยเหมือนมิลนี่”

“เรื่องบุญวาสนานี่มันแข่งกันไม่ได้จริงๆ เนอะ ตั้งใจทำงานล่ะเผื่อจะรวยบ้างแต่ก็คงไม่เท่าเราหรอก ต้องทำใจนะ” ผมพูดติดตลก แต่ก็ไม่ทำให้ไอ้หมายิ้มออกมาซักนิด มีเพียงเฌอที่ยิ้มแห้งๆ ส่งมาให้ตามมารยาท

“มิลตลกดี เอาไว้เราทักไลน์ไปได้ป่ะ”

“ถ้ามีธุระก็ได้แหละ”

“แล้วมิลไปดูนิทรรศการภาพถ่ายมารึยัง มีงานเราด้วยนะ”

“ยังเลย ไม่ค่อยอินว่ะ คงไม่ดูหรอก” เนี่ย นิสัยไม่ดี โกหกเขาเฉยเลย และพอผมว่าอย่างนั้นเฌอก็หน้าเจื่อน ก่อนเขาจะก้มมองนาฬิกาแล้วขอตัวเพราะใกล้จะถึงเวลานัดแล้ว

“คุยกันบ่อยเหรอ”

“หืม”

“กับน้องรหัสทิว คุยกันบ่อยเหรอ” ไอ้หมาถามย้ำอีกครั้ง ก็ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่ผมไม่ได้ยินหรอก เพียงแค่อยากได้ยินอีกครั้งเพื่อความชัวร์

“เปล่า ไม่อยากคุย คุยทีไรชวนไปเป็นถ่ายแบบทุกทีเลย ไม่เอาด้วยหรอก”

“ก็ดี” สีหน้าตึงเครียดผ่อนคลายขึ้นหลังจากได้คำตอบจากผม เห็นอย่างนั้นก็อยากแซ็ว

“ทำไมครับ หวงเหรอ”

“ทำไมต้องหวง”

“หวงเพื่อนไง ไม่เคยเหรอ อารมณ์แบบเพื่อนเราไปสนิทกับคนอื่นมากกว่าแล้วเรารู้สึกไม่ดี สุดท้ายก็โกรธ สุดท้ายของสุดท้ายก็คือเลิกคบกัน”

“เลิกคบเหรอ งั้นหวงก็ได้นะ”

“แต่กรณีแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับมหาเศรษฐีหรอก สบายใจได้ หายห่วง” ผมจบประโยคด้วยยิ้มกว้างดั่งเช่นทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้กลับไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เมื่ออยู่ๆ ไอ้หมาก็ยิ้มตอบ ถึงแม้จะเป็นรอยยิ้มที่บางเบาและเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแต่เชื่อเถอะว่า เสี้ยววินาทีที่ว่านั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมจะจดจำเอาไว้ไม่ลืมเลย



ต่อด้านล่าง
V
V
V
V








ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
ต่อจ้า
V
V
V

“พี่มิลขา” ปกติในสายรหัสก็มีน้องแบร์แค่คนเดียวที่พูดกับผมเสียงอ่อนเสียงหวาน แต่นี่หวานเกินไป ถือว่าไม่ปกติ

พอสบตากันน้องก็ถลามานั่งลงข้างๆ ให้เพื่อนในโต๊ะหันมามองด้วยความใส่ใจ

“ว่าไงคะ ทำไมอยู่คนเดียว” น้องแบร์ตัวติดกับน้องดรีมจะตาย พอเห็นน้องมันอยู่คนเดียวก็อดสงสัยไม่ได้

“เพื่อนคนอื่นเข้าเรียนกันหมดแล้ว”

“เราล่ะ ไม่มีเรียนเหรอ”

“มีสิ”

“อ้าว”

“โดดมา”

“โดด” ผมเสียงดังเหมือนดุและคงดุน้องมันจริงจังไปแล้วหากไม่ถูกปรามเอาไว้ด้วยวีรกรรมของตัวเองที่เคยทำด้วยความคุ้นชินซะก่อน

“พี่มิลไม่เคยโดดเรียนเหรอคะ” เอิ่ม…ก็เคย “หนูมีเหตุผลนะ”

“ไหนลองเล่าซิ”

“มันเป็นเหตุผลของหัวใจ” เพราะท่าทางของเพื่อนผมที่เหมือนใส่ใจเราทั้งคู่เป็นพิเศษน้องแบร์จึงโน้มใบหน้าเข้ามากระซิบ

ได้ความว่า…

น้องแบร์ตกหลุมรักเด็กนิเทศคนนึง นิเทศอีกละ และวันนี้คนนั้นก็ลงแข่งฟุตบอล คู่แข่งคือวิทยาศาสตร์ ที่จริงวิดยาก็ไม่อ่อนนะ เพราะงั้นน้องมันก็เลยโดดเรียนเพื่อไปเชียร์เขา และที่มาหาผมก็เพื่อ…

“นะพี่มิล ไปดูเป็นเพื่อนหนูนะ” เพื่อชวนไปดูบอลด้วยกัน

ผมปฏิเสธน้องมันอยู่นาน ขี้เกียจแหละเหตุผลหลักๆ แต่พอโดนตื๊อมากๆ เข้า รู้ตัวอีกทีก็มานั่งอยู่บนสแตนเชียร์แล้ว

เกมส์ในสนามน่าสนใจมาก สูสีกว่าบริหารกับวิศวะ แต่ที่ดึงดูดสายตาของผมมากกว่าสิ่งอื่นใดคือมหาสมุทรในชุดบอล

ไหนมันบอกไม่ชอบเล่นกีฬา ทำไมลงไปอยู่ในสนามได้ล่ะ

“เบอร์ 22 นั่นหน้าคุ้นๆ มั้ยพี่” น้องแบร์หันมาถามตอนที่ใครคนหนึ่งล้มกลิ้งอยู่กลางสนาม

“เพื่อนพี่ที่เรียนสแตทด้วยกันไง”

“พี่มหาสมุทรอะนะ”

“อืม”

“พอถอดแว่นแล้วงานดีอะ” ก็ถูกของน้องมัน และยิ่งตอนที่ผมไม่เป็นทรง เหงื่อโทรมกายซึ่งกลบภาพเด็กเนิร์ดไปจนหมดนั้นยิ่งเห็นด้วยกับน้องแบร์ทุกประการ

จังหวะที่กำลังหลงใหลได้ปลื้มไอ้หมาเพื่อนผมอยู่นั้นใครบางคนก็นั่งลงข้างๆ

“พี่มิลมาเชียร์ใครอะคะ” น้องไอน้ำนั่นเอง พอหันมองก็พบกับรอยยิ้มสดใสอย่างเคย

“เชียร์วิดยา”

“โหย ไรอะ” สองสาวที่นั่งขนาบข้างร้องขึ้นอย่างพร้อมเพรียง นี่ผมผิดอะไร ก็เพื่อนอยู่วิดยาก็ต้องเชียร์เพื่อนสิ

“พี่ต้องเชียร์นิเทศตามพวกแกด้วยเหรอ”

“ย้ายไปนั่งที่อื่นเลยพี่มิล” ผลักไสกันง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอน้องแบร์ เจอไอน้ำแล้วลืมไปเลยว่าตัวเองชวนพี่มางี้

“ไม่ไปหรอก พี่จะอยู่”

“พี่เฌอถ่ายรูปพี่เบอร์ 22 ฝั่งวิดยาให้หน่อยสิ” เฌอเดินถือกล้องมาพอดีน้องแบร์จึงเลิกสนใจผมแล้วหันไปชวนอีกฝ่ายคุย

ผมไม่ได้สนใจหรอก แต่ก็ต้องมองตาม ยิ้มทักทายซักนิดตามประสาคนมีมารยาท

“มิลเชียร์ใครอะ” ขนาดผมไม่สนใจแล้วยังมาชวนคุยอีก

“วิดยา”

“เชียร์มหาสมุทรเหรอ”

“อือ ก็เพื่อนกัน”

“แล้วถ้าเราลงแข่งบ้าง มิลจะเชียร์เราป่ะ”

“ก็ต้องดูก่อนว่าแข่งกับใคร”

“ถ้าแข่งกับวิดยาล่ะ”

“ก็ต้องเชียร์มหาสมุทรอยู่แล้วสิ” ก็ไอ้หมามันเพื่อนผม ใครๆ ก็ต้องเลือกเชียร์เพื่อนตัวเองก่อนอยู่แล้วไม่เห็นจะแปลก เฌอเองถ้าเพื่อนมันแข่งบางอย่างกับผมมันก็ต้องเชียร์เพื่อนมันเหมือนกันแหละ ทำมาเป็นหงอย

“มิลนี่ตรงดีจังเนอะ”

“ตรงอะไร คนนะครับไม่ใช่ไม่บรรทัด”

“มุกพี่แม่ง!!!” เป็นไอ้แบร์ที่ฟาดไหล่ผมแรงๆ จนจุกเรียกเสียงหัวเราะจากเด็กนิเทศในวงสนทนา เอ่อ ขอโทษนะครับน้อง นั่นมือหรือไม้พาย ฟาดทีไหล่แทบหลุดแน่ะ

อย่างน้อยการเสียสละไหล่ให้ได้รับความบอบช้ำเล็กน้อยก็ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นหน่อย

และอยู่ๆ น้องแบร์ก็ย้ายที่นั่งไปข้างไอน้ำ ให้เฌอนั่งลงแทนที่ น้องมันไม่รู้หรอกว่าการกระทำนั้นสร้างความอึดอัดให้ผมแค่ไหน

“เราแอบถ่ายมิลได้ป่ะ”

“ถ้าบอกให้รู้ตัวแบบนี้จะแอบถ่ายได้ไงอะ”

“นั่นสิ” เฌอหัวเราะเก้อๆ ก้มหน้ามองจอกล้องก่อนเงยมองผมอีกครั้ง “เรากลัวมิลโกรธเมื่อวันนั้นอีก”

“ตอนนั้นแฟลชมันสาดเข้าหน้านี่หว่า เป็นใครก็ต้องโกรธป่ะ”

“เราขอโทษอีกครั้งนะ”

“เฮ้ย คิดมาก ไม่โกรธแล้ว”

“มิล”

“หืม” ในสนามยังคงชุลมุน ฝีเท้าไอ้หมาเพื่อนผมไม่ธรรมดาแต่ก็จำต้องละสายตามามองคนข้างๆ ตามเสียงเรียก

“ยิ้มให้กล้องเราซักครั้งได้มั้ย”

“ได้สิ” ตอบรับแล้วผมก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างที่ชอบทำ ทว่าคนขอกลับเอาแต่มองผมเฉยๆ โดยไม่ยอมยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพตามที่เจ้าตัวขอไว้แต่ต้น จนผมต้องสะกิด “ไม่ถ่ายเหรอ”

“โทษที ขอแบบเมื่อกี้อีกทีนึงนะ” ผมพยักหน้ารับ คราวนี้รอให้ช่างภาพเขาพร้อมซะก่อนค่อยมองกล้องแล้วยิ้ม กระทั่งลั่นเสียงชัตเตอร์จึงหุบยิ้มลง

“ขอดูรูปหน่อยสิ ดีมั้ย”

“ดีสิ เราถ่ายรูปเก่ง”

“ชมตัวเองก็ได้ด้วย” เฌอยิ้มบางๆ ก่อนขยับเข้ามาใกล้จนไหล่ชิดกัน ภาพผมที่ปรากฏที่หน้าจอดูดีอย่างที่เจ้าของกล้องเขาว่า ส่วนหนึ่งเพราะผมหน้าตาดี ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งก็คงเพราะช่างภาพ ก็ต้องชมเขาอะเนอะ

“ภาพสวยจนตะลึงไปเลยล่ะสิ”

“อือ สวยดี”

“นายแบบยิ้มสวยไง”

“ชมเผื่อเราจะใจอ่อนยอมไปเป็นแบบถ่ายรูปให้เหรอ”

“แล้วมิลใจอ่อนยังอะ”

“ไม่ถนัดเลย ขอบายเหอะ”

“ตามใจมิล เอาไว้เราแต่งรูปเสร็จแล้วเดี๋ยวส่งให้นะ”

“ขอบคุณนะ”

“ยินดีครับ เดี๋ยวเราต้องไปเก็บภาพข้างล่างต่อ ไปแล้วนะ” เฌอบอกลาผมพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินจากไป ผมไม่ได้มองส่งเพราะในสนามกำลังดุเดือด

“เห็นมั้ย แบร์บอกแล้ว” ไม่รู้ว่าบทสนทนาก่อนหน้าระหว่างน้องแบร์กับไอน้ำคืออะไรแต่รู้สึกตะหงิดในใจว่าอาจจะเป็นเรื่องของผม จึงต้องละสายตาจากสนามหันไปร่วมสนทนาซักหน่อย

“บอกพี่ด้วยได้มั้ย”

“พี่มิล” พอถูกจับได้วัวสันหลังหวะทั้งสองตัวก็สะดุ้ง ปฏิกิริยามันชัดเจนมากเลยว่ากำลังนินทาผมอยู่

“ว่าไง บอกพี่ด้วยได้มั้ย”

“บอกอะไรคะ แบร์ก็ชวนไอน้ำคุยไปเรื่อยเปื่อยแหละ”

“เรื่อยเปื่อยเรื่องพี่รึเปล่า”

“ไม่มีซักหน่อย ใครจะกล้านินทาพี่มิลคนดีของน้องแบร์ล่ะคะ” เชื่อน้องมันก็บ้าแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ขี้เกียจจะเซ้าซี้ ในเมื่อไม่อยากให้รู้ก็ไม่อยากรู้ก็ได้ พอเลิกคุยกับสาวๆ เสียงนกหวีดหมดครึ่งแรกก็ดังขึ้นพอดี

ผมอาสาลงมาซื้อน้ำ ตั้งใจจะแวะหาไอ้หมาเพื่อนผมซักหน่อย และเมื่อเดินมาถึงห้องพักนักกีฬาก็เจอกองทัพนักกีฬานั่งถอดเสื้อโชว์แพ็คกันเต็มห้อง มหาสมุทรเองก็อยู่ในสภาพนั้นแหละ

“ไงมึง สภาพดูไม่จืดเลย” ผมไหวไหล่กวนๆ ก่อนเดินเข้าไปหา

“ถ้าจะไม่ให้กำลังใจก็ไปไกลๆ ตีนเลยไป”

“โกรธอะไรเนี่ย ร้อนเหรอ น้ำมั้ย” เพราะตั้งใจมาหาจึงขอยืมพัดรูปศิลปินเกาหลีสุดที่รักของน้องแบร์มาด้วย เอามาโบกๆ ให้ไอ้หมาหลังจากยื่นขวดน้ำเย็นชื่นใจให้แล้วเจ้าตัวเขารับไปดื่ม

“มึงมาได้ไง” เพื่อนผมใส่ใจผมด้วยว่ะ

“ขับรถมาจากตึก แต่แถวนี้ไม่มีที่จอดก็เลยต้องวนรถกลับไปจอดที่ตึกแล้วนั่งบัสมอมา แต่อย่าว่านั่งเลยว่ะ ยืนตลอดทางจนแข็งไปหมดทั้งขาแล้ว”

“ขี้บ่นจังวะ”

“แต่เซอร์ไพร์สมากเลยอะ ไม่คิดว่าจะเห็นมึงในสนาม ไหนบอกว่าไม่เล่นกีฬาไง”

“คนไม่พอ ‘จารย์บังคับลง”

“เท่ห์ดีออก รับรองสาวติดตรึม”

“ไม่ได้อยากให้ใครมาติดใจซักหน่อย”

“เอาน่า มันก็ต้องมีบ้างป่ะวะ ว่าแต่ครั้งหน้าบอกกูด้วยดิ จะได้มาเชียร์”

“แล้วนี่มึงไม่ได้มาเชียร์กูเหรอ” นี่มหาเศรษฐีนะครับไม่ใช่เจนญาณทิพย์ พี่ไม่รู้ พี่ไม่เห็น พี่แค่บังเอิญถูกบังคับมา

“ก็เชียร์แหละ แต่บังเอิญมาไง ถ้ารู้ว่ามึงลงจะจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบมาเชียร์”

“เวอร์ละ”

“ธรรมดาของคนมีตังค์” ผมไหวไหล่อีก และเพื่อนผมคงหมั่นไส้ล่ะมั้งถึงได้วางมือลงบนไหล่พลางกดน้ำหนักลงมาเสียจนไหล่ทรุดไปข้าง และยิ่งผมถลึงตาทั้งแยกเขี้ยวใส่ไอ้หมาก็ยิ่งย้ำน้ำหนักลงมามากเท่านั้น

โอเค ยอมแพ้ ผมยกมือขึ้นทั้งสองข้างไอ้คนถึกจึงยอมเอามือออก

“มึงแม่งเล่นอะไรเนี่ย เจ็บชะมัด” ผมทุบไล่ตัวเองพลางบ่นกระปอดกระแปด

“ไหนๆ ก็มาแล้ว ขอกำลังใจหน่อยสิ”

“ฮะ” ผมเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินคำของมหาสมุทร และเมื่อหันไปมองก็พบว่าใบหน้าชื้นเหงื่ออยู่ใกล้ๆ นี้ ใกล้เสียจนผมเกือบจะควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองไม่ได้ ครั้นถอยออกห่างก็ถูกอีกฝ่ายรั้งเอาไว้ด้วยมือหนาที่แตะลงบนไหล่

“ไม่ได้เหรอ”

“มึง มึงเก่งอยู่แล้ว ต้องชนะแน่ๆ” พอถูกมองด้วยสายตาเว้าวอนผมก็อำอึ้งบอกทั้งที่ทุกคำพูดไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองจากส่วนใดๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นสมองหรือหัวใจ

“ชนะแล้วได้อะไร”

“ได้แข่งกับวิศวะไง” ลืมไปแล้วเหรอว่าไอ้พวกนั้นเพิ่งถล่มบริหารไปตั้งครึ่งโหล

“มึงแม่ง” มือที่วางอยู่บนต้นแขนเลื่อนขึ้นมาผลักหัวผมเบาๆ อย่างหยอกล้อ รอยยิ้มเล็กที่มุมปากผุดขึ้นบนใบหน้าชื่นเหงื่อรวมทั้งดวงตาคมที่จับจ้องผมอยู่นั้นทำหัวใจและร่างหายของผมเสียการควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบ



[-T B C-]

แฮชแท็ก หมามิล เด้อ



ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

11 เพื่อนเจ็บ



บอลแมทซ์นี้จบด้วยสกอล์ 3-1 แน่นอนว่าชาววิทย์ได้รับชัยชนะไปพร้อมกับเพื่อนผมที่ถูกหามออกจากสนาม

“มึงเจ็บมากป่าว” ผมถลาเข้าไปหาคนที่นั่งพักอยู่ในห้อง กว่าจะแหวกผู้คนเข้ามาได้อีกฝ่ายก็ถูกปฐมพยาบาลเสร็จแล้ว

จากการสำรวจด้วยสายตาคร่าวๆ เหมือนมหาสมุทรจะได้รับบาดเจ็บที่เข่า

“ไม่เป็นไรมากหรอก ไกลหัวใจ” สะบักสะบอมขนาดนี้ยังปากเก่งอีก คนเราทุกคนย่อมมีด้านที่อ่อนแอใช่มั้ยล่ะ บางทีถ้าไอ้หมาจะเผยด้านนั้นออกมาให้ผมได้เห็นบ้างก็คงดี อย่างน้อยๆ มันก็จะได้รับกำลังใจและคำปลอบโยนจากผม

และเมื่ออีกฝ่ายเผยแต่ด้านที่เข้มแข็งก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ

“ก็ดี แล้วมึงกลับยังไงอะ รออยู่นี่ก่อนได้มั้ยเดี๋ยวกูกลับไปเอารถมารับ”

“เดี๋ยวทิวไปส่ง มึงกลับไปเถอะ” พี่ทิวอีกแล้ว บางทีคนนี้อาจจะเป็นคนเดียวที่ได้เห็นด้านนั้น ด้านที่ตลอดทั้งชีวิตนี้ผมอาจจะไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง

แล้วทำไมต้องรู้สึกน้อยใจด้วยวะไอ้มิล

“เหรอ งั้นกูอยู่เป็นเพื่อนมึงก่อนละกัน”

เพื่อนๆ ในทีมค่อยๆ ทยอยกันออกจากห้องพักไป เอาจริงๆ พอมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ได้รู้ความจริงอีกข้อนึงที่ว่ามหาสมุทรไม่ใช่พวกรักสันโดด ทุกคนในทีมก็เหมือนจะเล่นเข้าขากันได้ดีเหมือนเพื่อนที่รู้ใจกันประมาณนั้น

“ไม่เคยรู้ว่ามึงเตะบอลเก่ง”

“ลงเตะบอลให้คณะทุกปีเหอะ ปีที่แล้วก็ชนะบริหาร”

“จริงดิ แป๊บนะ”

ผมล้วงมือถือขึ้นมากด ไม่ใช่ไม่เชื่อไอ้หมาเพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่มันจะโกหกแต่อยากถามไอ้ป๊อบเพื่อความชัวร์ และได้ข้อมูลอย่างเดียวกันว่าเราแพ้คณะวิทย์จริง ที่สำคัญคือแมทซ์นั้นผมลงด้วย

ไม่เคยรู้เลยว่าเราเคยเจอกันมาก่อน

“แมทซ์นั้นกูก็ลง”

“ขี้แพ้ชะมัด”

“ก็ดูตัวพวกมึงดิ อย่างควาย บอบบางอย่างพวกกูจะสู้ได้ไง”

“จ้าพ่อคนบอบบาง” ปากบอกบอบบางแต่สายตาที่มองกันไม่ใช่อย่างนั้นเลย แล้วไงล่ะ ถึงจะไม่บอบบางแต่ก็ไม่ร่างควายเหมือนมันก็แล้วกัน

“แล้วปีนี้บริหารต้องแข่งกับคณะมึงป่ะวะ”

“คงไม่มั้ง แมทซ์ที่แล้วแพ้วิศวะแล้วไม่ใช่เหรอ”

“เกิดมาเพื่อแพ้จริงๆ ว่ะ แม่ง!” ผมว่าพลางเตะความว่างเปล่าบนพื้นไปด้วย

“ปีนี้มึงไม่ลงแล้วเหรอ”

“ไม่เอาแล้ว พวกแม่งเล่นแรง ปีที่แล้วแมทซ์สุดท้ายกูแขนซ้นแดกข้าวเองไม่ได้อยู่หลายวันเลย”

“มึงนี่คุณหนูจัง”

“ก็บ้านกูรวย” พอบอกว่ารวยก็เบะปากใส่กันเฉยเลย “ไม่เชื่อเหรอ”

“เออ ไอ้คนรวย”

ผมหัวเราะร่วนให้กับน้ำเสียงประชดประชันของคนข้างกาย และมหาสมุทรก็ยิ้มไปด้วยกัน เวลามันยิ้มโคตรอ่อนโยนเลย

“เข่ามึงเจ็บมากป่ะ”

“เจ็บดิ ลองโดนเสียบอย่างกูบ้างมั้ยล่ะ”

“ม่ายยยย~ แล้วนี่พี่ทิวเขาตั้งใจมาเชียร์มึงเหรอ”

“เขาก็ต้องมาเชียร์รุ่นน้องเขาสิ เขาจะเชียร์กูทำไม”

“ก็มึงเป็นคนพิเศษของเขาไง”

“คิดงั้นเหรอ” ถามเหมือนผมคิดผิด ก็คิดว่าไม่ผิดนะ การกระทำของมันกับพี่ทิวดูยังไงก็พิเศษกว่าใครเขา

“เออดิ”

“แล้วแต่มึงจะคิดเหอะ” ยังไม่ทันได้ซักต่อบุคคลที่ 3 ผู้ซึ่งเพิ่งถูกเราพูดถึงเมื่อครู่ก็พรวดพราดเข้ามา กรอบใบหน้าและไรผมของพี่ทิวชุ่มไปด้วยเหงื่อ คงวิ่งมาอย่างไม่ต้องสงสัย

“อยู่ด้วยกันอีกแล้ว” นี่คือทักทายใช่มั้ย ก็คงทักทายแหละดังนั้นผมจึงยกมือไหว้ พี่ทิวลิปยิ้มทะเล้นแล้วโบกมือให้ผมเอามือลง “ไม่ต้องไหว้สิมิล”

“ก็พี่ทิวเป็นรุ่นพี่”

“ไม่ถือๆ ไม่ต้องไหว้ คราวหน้าเจอกันไม่ต้องไหว้แล้วนะ” ผมพยักหน้ารับคำ ขณะพี่ทิวเดินเข้ามาใกล้แล้วช่วยพยุงไอ้หมาลุกขึ้น ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างต่างกันภาพที่เห็นจึงดูทุลักทุเลหน่อย อยากจะเข้าไปช่วยอยู่หรอกแต่คิดว่าเพื่อนผมคงไม่อยากได้ก้าง จึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นช่วยถือกระเป๋าแทน

“เดินไหวน่าไม่ต้องพยุงหรอก” ถึงแม้จะปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้ถอยห่างออกจากคนตัวเล็กกว่าเลย

“ปากเก่ง” ผมไม่รู้ว่าพี่ทิวทำหน้าแบบนั้น แต่ผมได้ยินเสียงไอ้หมาหัวเราะหึๆ อย่างชอบใจ

“หนักกว่านี้ก็เคยมาแล้ว แค่นี้สบายน่า”

“ให้ทิวดูแลซีบ้างเถอะ อย่าขัดได้มั้ย”

“แล้วอย่ามาบ่นว่าปวดไหล่ให้ได้ยินก็แล้วกัน”

ทั้งที่เดินตามหลังมาติดๆ แท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่ากำลังเดินอยู่คนละโลกกับสองคนตรงหน้านี้ เวลามหาสมุทรอยู่กับพี่ทิว ทั้งคำพูด น้ำเสียง ท่าทาง แววตา ทุกอย่างอ่อนโยนอย่างที่ผมไม่เคยได้รับ บางทีพี่ทิวอาจจะเป็นคนเดียวบนโลกใบนี้คนที่ได้รับการปฏิบัติแบบนั้น

ผมไม่ได้อิจฉา ไม่อิจฉาเลยจริงๆ

“มิลกลับด้วยกันมั้ย” ขอบคุณที่ยังไม่ลืมว่าผมอยู่ตรงนี้ถึงแม้ว่าจะเดินกันมาไกลจนถึงรถแล้วเพิ่งนึกได้ก็ตาม

“ไม่เป็นไรครับ”

“กลับด้วยกันสิ มึงไม่ได้เอารถมาไม่ใช่เหรอ ไม่ชอบนั่งบัสมอด้วยนี่ จะเล่นตัวทำไมเนี่ย”

“ก็น้องกูยังไม่กลับไง มากับมันก็ต้องกลับกับมันดิ”

“โทรเรียกมา กลับด้วยกันเดี๋ยวรอ”

“มึงแม่งคุยไม่รู้เรื่องแล้ว” ไอ้หมาแม่งอยู่ๆ เป็นอะไรขึ้นมา ทำไมดุ หรือกลัวว่าผมจะทำให้พี่ทิวรอนาน ยิ่งคุยก็ยิ่งรู้เลยว่าต้องคุยไม่รู้เรื่องแน่จึงหันไปคุยกับพี่ทิวแทน “พี่ทิวพามันกลับไปเถอะ เดี๋ยวมิลกลับกับน้องที่คณะ ขอบคุณมากนะครับ”

“โอเค งั้นพวกพี่กลับก่อนนะ”

พอหันไปมองตั้งใจจะลายังมีหน้ามาค้อนกันอีก ไม่ลาแม่งละ ทางใครทางมันเลยแล้วกัน















แม้บอกพี่ทิวว่าจะกลับคณะกับน้องแต่ไอ้แบร์แม่งดันมาเทกันกลางทางซะงั้น ไม่รู้ว่าไปสนิทกับไอน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ พอบอลจบก็หนีกลับคณะไปทั้งที่รับปากว่าจะรอกัน

เซ็งว่ะ

บัสมอหลังบอลจบคนเยอะเหมือนวันรวมญาติ รอเป็นชั่วโมงแน่ะกว่าจะได้ขึ้น และพอขึ้นมาก็แทบไม่มีที่ยืน

ลาก่อนบัสมอ อย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลย

กว่าจะกลับถึงหอสภาพก็เปลี้ยเลย หมดแรงเหมือนลงเตะบอลด้วยตัวเอง

ซองปากกาไอ้หมายังคงนอนแอ้งแม้งอยู่ที่เดิม จะว่าไปไม่รู้ว่าป่านนี้เจ้าของมันเป็นยังไงบ้างแล้ว เข่าที่พันผ้าก๊อตไว้ยังระบมอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้

ยอมรับว่าห่วง ห่วงมากเลยล่ะ แม้จะงอนมันหน่อยๆ ที่อยู่ๆ ก็ดุกัน แต่ก็เพื่อนอะครับ นิดๆ หน่อยๆ ก็ควรให้อภัยกันใช่มั้ยล่ะ

Millionaire_ : มึง

An Ocean : ว่า

Millionaire_ : หิวอะ ง่วงด้วย กูควรทำอะไรก่อนดี

An Ocean : แค่นี้คิดไม่ได้เหรอ นี่มึงโง่หรือโง่วะ

Millionaire_ : เหงาด้วย

An Ocean : เหงาก็โทรหาเพื่อนมึงสิ

Millionaire_ : โทรหามึงได้มั้ย

An Ocean : ไม่

Millionaire_ : งั้นกูไปหามึงนะ มึงเจ็บเข่าอยู่ใช่มั้ย ทำอะไรเองก็คงลำบาก เดี๋ยวกูไปอยู่เป็นเพื่อน

มหาสมุทรเคยห้ามผมได้ด้วยเหรอ ก็ไม่นะ มัดมือชกเสร็จก็บึ่งรถออกจากหอพักเลย ไอ้หมาไม่เต็มใจต้อนรับก็ช่างสิ ซื้อข้าวไปฝาก ชวนคุยไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เลิกบ่นเอง

ไลน์ทิ้งไว้ตอนที่รถติดไฟแดง พอมาถึงก็เห็นเจ้าบ้านยืนพิงเสารอที่หน้าตึกแล้ว หัวเข่าข้างขวายังคงพันผ้าเอาไว้อย่างดี ลืมไปเลยว่าการมาของผมต้องทำให้มันลากสังขารลงมารับ

“ขอโทษนะ” ผมบอกเสียงอ่อนด้วยความรู้สึกผิด

“เรื่องที่อยู่ๆ ก็มาห้องกูน่ะเหรอ ถ้าจะขนาดนี้แล้วไม่ต้องขอโทษหรอก”

“ช่างเถอะ มา เดี๋ยวช่วยพยุง” ผมเดินเข้าไปหาแต่อีกฝ่ายกลับถอย

“เดินไหวน่า” และปฏิเสธ

“ก็เพื่อนอยากช่วยนี่” เอาแขนหนักๆ ของไอ้หมาพาดไหล่แล้วหันไปยิ้มยิงฟันให้มัน แปลกใจนิดหน่อยเลย นึกว่ามันจะด่าแต่กลับไม่ นอกจากไม่ด่าแล้วยังไม่พูดและยอมเดินมาด้วยกันง่ายๆ อย่างน่ารัก

“แล้วนั่นซื้ออะไรมาเยอะแยะ ตั้งใจจะมาอยู่ห้องกูถาวรเลยเหรอ”

“อยู่ได้ป้ะล่ะ”

“มึงจะไม่ปลอดภัยนะ”

“รู้น่า มึงคงไม่ยอมให้กูอยู่นานหรอก ถ้าขาไม่เจ็บก็คงถีบกูออกจากห้องเลยใช่มั้ยล่ะ”

“ก็แล้วแต่จะคิดเถอะถ้างั้น”

“พี่ทิวกลับไปนานแล้วเหรอ” ก่อนมาก็ลืมถาม และถ้าพี่ทิวยังอยู่ ผมก็ไม่รู้นะว่าควรทำตัวยังไง บางทีถ้าได้คำตอบเร็วๆ ก็อาจจะชิ่งกลับตอนนี้ได้เลย

“ยังไม่กลับนะ”

“อ้าว แล้วทำไมมึงไม่บอก งั้นกูกลับก็ได้นะ”

“มึงนี่เชื่อคนง่ายจังวะ” ไอ้หมายกยิ้มพอใจเมื่อโกหกผมได้ เนี่ย เริ่มไม่น่ารักแล้ว น่าหมั่นไส้มากกว่าอีก

“นี่มึงหลอกกูเหรอ นิสัยไม่ดี”

“เออ เพิ่งรู้เหรอ”

“ทำไมมึงเป็นคนแบบนี้วะ”

“แบบไหน”

“อย่างเลว คนเลวที่หลอกเพื่อนได้ลงคอ”

“กูก็เป็นคนแบบนี้แหละ ไม่ได้เนิร์ดแดกอย่างที่มึงเห็นหรอก เลิกคบกูเลยมั้ยล่ะ” เอะอะท้าให้เลิกคบตลอด

“ทำไมต้องเลิกคบล่ะ ไม่ว่าเพื่อนจะเป็นแบบไหนเราก็รับได้ทั้งนั้นเว้ย เพื่อนกันนี่นา”

“ย้ำจังนะ”

“ย้ำว่า...”

“เพื่อนไง” เหรอ ไม่รู้ตัวเลย บางทีผมอาจจะอยากย้ำให้ตัวเองสำนึกได้ล่ะมั้งว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับมันเป็นได้แค่เพื่อน ไม่มีทางเป็นได้มากกว่านั้น จำไว้นะหัวใจมึงจะได้ไม่งอแงเต้นแรงเวลาใกล้ชิดมันอีก

จำเอาไว้!!

“มึงจะนอนแล้วเหรอ” ผมพามหาสมุทรมานั่งที่โซฟา เผลอมองที่เตียงซึ่งยับย่นไม่เป็นระเบียบต่างจากครั้งก่อนที่ผมมา และก็ได้คำตอบอย่างที่เดาไม่พลาดว่า ‘ใช่แล้ว’

รู้สึกผิดเลยอะ

“กูมากวนจริงๆ ด้วยว่ะ มึงจะนอนก็นอนเลยนะ เดี๋ยวกูนั่งเล่นอยู่นี่แหละ เดี๋ยวดึกๆ ค่อยกลับ”

“มึงเหงาเหรอ”

“อือ” ห่างบ้านมาอยู่คนเดียวก็มีบ้างบางเวลาที่จะรู้สึกเหงาๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงโทรวอแวไอ้ป๊อบซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดหรือไม่ก็พี่เอ้ก แต่พักนี้หายใจเข้าหายใจออกก็มีแต่ไอ้หมา อย่าบอกไอ้ป๊อบล่ะเดี๋ยวมันงอน ขี้เกียจง้อด้วยเหล้าที่บาร์หลี กลัวเพื่อนตับแข็ง

“รู้ทั้งรู้ว่ากูไปเตะบอลมาก็ต้องเหนื่อยและอยากพักยังจะมาหากูเนี่ยนะ บอกให้พกสมองมาด้วย นี่ไม่ได้พกมาใช่มั้ย” เจ็บอะ เจ็บจี๊ดๆ นะ เจ็บเหมือนมดกัด

“กูคิดถึงมึง” เราสบตากันพอดีตอนที่ผมหันไปบอกคิดถึงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ทั้งที่เพิ่งเจอกันเมื่อบ่ายเนี่ยนะ”

“อือ คิดถึงไม่ได้เหรอ”

“ประสาท” ไอ้หมาผลักศีรษะผมเบาๆ และเมื่อมันผละไปสัมผัสอุ่นๆ นั้นก็ยังชัดเจนอยู่

“ยังไงก็ได้แหละ”

“ไม่เถียงเหรอ”

“ไม่เถียง หิว นี่กูซื้อบะหมี่มาฝากมึงด้วยนะ กินเลยมั้ย” ผมชูถุงใส่บะหมี่ขึ้นโชว์พลางยิ้มโชว์ฟันขาว

“กินข้าวเย็นแล้ว”

“กับพี่ทิวเหรอ”

“อือ” ผมพยักหน้ารับอย่างยอมจำนน แม้จะรู้สึกเหงาหน่อยแต่ก็เดินเข้าครัวไปหาชามมาใส่บะหมี่เกี๊ยวแห้งกับน้ำซุป เสียดายอีกห่อเหมือนกันแต่จะให้กินหมดคนเดียวคงนอนท้องอืดทั้งคืนแน่ เพราะงั้นจึงใส่ตู้เย็นเอาไว้ให้เจ้าของห้องเขาจัดการมันเอง

“แล้วนี่มึงกลับจากสนามยังไงอะ บัสมอเหรอ”

“เออดิ คนเยอะฉิบหาย เหมือนปลากระป๋องเคลื่อนที่อะมึง โคตรอึดอัดหายใจไม่ออก เบรกทีหัวทิ่มหัวตำ คราวหน้ากูไม่นั่งแล้ว ลำบากเกิน” ผมนั่งลงบนพื้นวางชามบะหมี่ลงบนโต๊ะหน้าโซฟาพลางบ่น

“ขี้บ่น” มือหนาฟาดลงที่กลางหัวผมเบาๆ ให้ต้องหันไปมองคนที่ตอนนี้นอนเหยียดเต็มความยาวโซฟา

“มหา’ลัยก็รู้มั้ยวะว่าวันนี้มีงานที่สนามบอล แทนที่จะเตรียมบัสเอาไว้เยอะๆ แต่นี่อะไร ไม่เตรียมพร้อมเลย ลำบากกันไปหมด”

“ก็ทำได้แค่บ่น”

“เออ ก็ทำได้แค่บ่นไง”

“ไม่ลองเขียนความเห็นหย่อนกล่องที่หน้าองค์การล่ะ”

“อ่านความเห็นเราบ้างหรือเปล่าเหอะ”

“เคยเขียนเหรอ”

“ไม่เคย”

“ถ้างั้นก็เคยซะ” น่ะ ผลักหัวอีกแล้ว ชอบขนาดนี้เอาไว้เล่นที่ห้องเลยมั้ย จะถอดหัวถอดไส้เอาไว้ให้เป็นที่ระลึกเลย

ผมชวนเจ้าของห้องคุยไปเรื่อยเปื่อย ขณะส่งบะหมี่เข้าปากไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะนั่งกินมื้อเย็นคนเดียว คนที่นอนอยู่ข้างหลังอาจจะตอบบ้างหรือไม่ตอบบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นบรรยากาศเหล่านี้ก็ช่วยคลายความเหงาของผมได้บ้างเหมือนกัน เห็นมั้ยว่าการมีเพื่อนมันดีขนาดไหน

“นี่หมา” พอวางตะเกียบแล้วหันกลับไปหาก็พบว่าคนบนโซฟาหลับไปแล้ว

ก็คงเหนื่อยมากแหละ เข้าใจเลย ผมเองก็เคยเตะบอล เมื่อกลับถึงห้องก็ไม่อยากทำอะไรแล้วนอกจากทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหลับไป

“ซี” ลองเรียกไอ้หมาด้วยชื่อเล่นแล้วรู้สึกกระดากปากชะมัด

เห็นหน้าตาตอนมันหลับพริ้มอย่างคนมีความสุขกับการนอนแล้วก็ไม่อยากกวน แต่ก็ไม่อยากให้นอนคุดคู้อยู่บนโซฟาแบบนี้ รับรองเลยว่าพรุ่งนี้ได้ปวดตัวสุดๆ แน่

“มึงลุกขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะ” คราวนี้ลองเขย่าแขนและคนถูกปลุกก็ยอมลืมตาขึ้นมา

“จะกลับแล้วเหรอ” พอสบตากันก็งัวเงียถาม

“ลุกขึ้นไปนอนบนเตียงไป”

“นอนนี่ก็ได้นะดึกแล้ว”

“ได้เหรอ”

“อือ”

“งั้นกูนอนนี่นะ บนเตียงมึงนะ”

“อือ” ขานรับผมพร้อมกับลุกขึ้นเดินอย่างล่องลอยไปทิ้งตัวลงบนเตียง ส่วนผมก็จัดการเก็บถ้วยชามไปล้างเพื่อเตรียมตัวเข้านอนบ้าง

อยากแปรงฟันก่อนนอนอะแต่ไม่มีแปรงสีฟัน ยกยอดเอาไว้แปรงพรุ่งนี้เช้าหนักๆ ละกัน แบคทีเรียอย่าเพิ่งทำงานหนักนะ มหาเศรษฐีไม่อยากฟันผุ

ที่จริงผมน่ะจะขับรถกลับไปนอนที่หอก็ได้แหละ แต่อยู่ๆ ก็เกิดขี้เกียจขึ้นมา

เช็คน้ำ เช็คไฟ ล็อคประตูห้องแล้วจึงปีนขึ้นเตียงที่ไม่กว้างนัก คิดว่าเมื่อผู้ชายสองคนนอนด้วยกันบนนี้ต้องอึดอัดแน่ แต่ไม่เลย ผมสัมผัสได้เพียงความอบอุ่นเท่านั้น

มันอบอุ่นจริงๆ นะ

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองหลับไปตอนไหน หากผมยังจำภาพสุดท้ายที่พร่าเบลอเมื่อเคลิ้มหลับได้ดี

มหาสมุทรที่นอนหลับอยู่ตรงหน้าทำให้หัวใจของผมพองโต แม้กระทั่งในความฝันภาพใบหน้าของไอ้หมาเพื่อนผมก็ยังคงชัดเจน

ผมเนี่ยเป็นเอามากเลยจริงๆ















“มึง”

ผมตื่นขึ้นมาตอนสาย บนเตียงที่เกือบจะวางเปล่าหากไม่มีผมนอนคุดคู่อยู่ใต้ผ้าห่ม ส่วนเจ้าของห้องกำลังนั่งคลำเข่าอยู่บนโซฟากลางห้อง

“อาการเป็นไงบ้างวะ” ผมลูบหน้าไล้ความงัวเงียพลางค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง

“มึงนี่หลับลึกมากนะ”

“หือ”

“กูปลุกตั้งนาน ถามจริงเถอะ หลับหรือซ้อมตาย”

“ก็มันเพลียอะมึง การใช้บริการบัสมอไม่ใช่เรื่องตลกเลย” เข็ดแล้วชาตินี้ และไม่ว่าชาติไหนๆ ก็อย่าได้เจอกันอีกเลย

“มึงนี่นิสัยคุณหนูมากว่ะ”

“กูใช้ห้องน้ำได้มั้ย” ผมเลือกที่จะเลิกตอบโต้ และเบี่ยงความสนใจไปที่ประตูห้องน้ำ

“แป๊บนึงนะ” มหาสมุทรว่าอย่างนั้นก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินกระเผลกไปยังตู้เก็บของ ค้นอยู่ซักครู่ก่อนส่งแปรงสีเขียวมาให้ผม “ให้ยืม”

“กูต้องซื้อมาคืนด้วยเหรอ”

“รวยไม่ใช่เหรอ ซื้อแปรงอันเดียวคงไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงหรอกใช่มั้ย”

“ครับท่าน”

ผมแค่ล้างหน้าแปรงฟัน พอเช็ดหน้าเช็ดตาเสร็จก็ทิ้งตัวนั่งลงข้างไอ้หมา มองส่วนที่บาดเจ็บก็พบว่ามันทั้งบวมและช้ำ แค่มองก็รู้เลยว่าต้องเจ็บมากๆ แน่

“เจ็บมากมั้ยวะ”

“ลองมั้ยล่ะ” นอกจากถามแล้วยังยกเท้าขึ้นมาด้วย ต้องการอะไรอะ จะเตะผมให้เจ็บไปด้วยกันงั้นเหรอ

“โหดจัง” มองหน้าจอมือถือที่บอกเวลา 9 โมงครึ่งแล้วอยู่ๆ ท้องก็หิวขึ้นมา “กินอะไรมั้ย เดี๋ยวลงไปซื้อให้”

“ไม่ล่ะ เดี๋ยวทิวมา”

“อ๋อ” พอได้ยินชื่อพี่ทิวและรู้ว่าเขาจะมา อาการหิวก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอื่นที่ผมเองก็ไม่เข้าใจนัก รู้แต่ว่าไม่พอใจ

“แล้วมึงจะไม่กลับห้องมึงเหรอ”

“พอแฟนจะมารีบไล่เพื่อนเลยเนอะ”

“ไล่แล้วก็รีบกลับไปสิ”

“พี่จะอยู่” ผมหันไปยักคิ้วกวนประสาทแล้วพิงพนักโซฟาด้วยท่าสบายๆ ก้มกดมือถือไม่สนใจไอ้หมาอีก มีข้อความเข้ามาเยอะแยะ ส่วนมากไม่ใช่ไลน์ส่วนตัวแต่เป็นไลน์กลุ่ม อย่างกลุ่มสายรหัสนี้ 999+ ไม่รู้คุยอะไรกันนักหนา นอกจากนั้นยังมีข้อความจากเฌอ พอเปิดดูก็พบว่าเป็นรูปของผมที่ถ่ายบนสแตนสนามบอลเมื่อวานนี้

ต้องยอมรับแหละว่าเฌอถ่ายรูปสวยมาก ไอ้แบร์เคยเล่าให้ฟังว่าเฌอมีแฟนเพจที่มีคนกดไลค์หลักหมื่น งานอดิเรกของเขาคือรับจ้างถ่ายภาพ ฝีมือระดับนี้อะเนอะ

“ดูอะไรวะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่”

“เสือก” และคนเสือกก็ฉวยมือถือของผมไปดูอย่างเสียมารยาท

“เฌอ? ไหนบอกว่าไม่ไปเป็นแบบถ่ายภาพให้มันไง”

“ก็ไม่ได้ไป”

“แล้วนี่อะไร” หน้าจอมือถือที่เปิดรูปถ่ายของผมซึ่งเฌอส่งมาจนเต็มจอจ่อตรงหน้า เหลือบมองเจ้าของมือก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าทำไมมันถึงดูอารมณ์เสีย

“ถ่ายเล่นๆ กูหล่อใช่มั้ย”

“น่ารัก”

“หืม” ตึกตัก หัวใจมึงจะเต้นแรงทำไมเนี่ย

“พนันเลยยังได้ว่าหลังจากไอ้เฌอถ่ายรูปมึงแล้วมันต้องชมมึงว่าอย่างนั้น”

“ไม่รู้สิ ไม่ได้ใส่ใจ แล้วมึงล่ะจะชมกูว่ายังไงดี”

“จำเป็นต้องชมด้วยเหรอ รูปแบบนี้ใครๆ ก็ถ่ายได้” แค่อยากให้ชมทำไมต้องหงุดหงิดด้วยล่ะ แถมยังยัดมือถือใส่มือผมอีก หงุดหงิดไรครับ ไหนบอก

“ถ่ายได้แต่จะดีเท่าเฌอถ่ายหรือเปล่าเหอะ”

“ดี” มั่นใจเหลือเกิน

“งั้นถ่าย” ผมยิ้มกว้างจ้องมหาสมุทรไม่วางตา

“ทำไมต้องทำ”

“ไม่มีฝีมือนี่หว่า”

พอถูกสบประมาทไอ้หมาก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปผมรัวเลย เอาจริง ผมว่า 90% ของรูปที่ถ่ายไปต้องเหวอและเบลอจนไม่เห็นความดีงามบนใบหน้าของผมแน่

“ไหน ขอดู” ผมขยับเข้าไปใกล้จนไหล่ชิดกันแล้วชะโงกหน้ามองภาพถ่ายที่ไอ้หมาเลื่อนให้ดูทีละรูป ให้ตายเถอะพับผ่า เดาผิดซะที่ไหน แต่ละรูปไม่มีความชัดเลย ไม่น่ารัก ไม่หล่อ ไม่ถ่ายซะยังจะดีกว่า

“ไม่ดีซักรูป” ขนาดคนถ่ายเองยังเห็นพ้องต้องกัน

“กูว่ามึงควรลบ”

“ไม่ลบอะ เอาไว้แบล็คเมล์มึง” ว่าแล้วก็เก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกง

“แบล็คเมล์อะไร ทำไมมึงเป็นคนแบบนี้วะ เอามือถือมาเดี๋ยวกูลบเอง”

“ไม่ให้” ผมยื่นมือข้ามลำตัวของมหาสมุทรเพื่อล้วงเอามือถือจากกระเป๋ากางเกงทว่ากลับถูกรวบมือเอาไว้

“แขนสั้นแค่นี้คิดว่าจะแย่งมือถือจากกระเป๋ากูได้งั้นสิ”

“ไม่สั้น” ผมเถียงเสียงดัง

“สั้นกว่าแขนกูก็แล้วกัน” ถ้าเทียบกับมันก็สั้นแหละ แต่ใครจะยอมรับวะ

“อย่างน้อยแขนกูก็ยาวกว่าแขนไอ้กล้วยแหละ”

“เอาที่มึงสบายใจเถอะ”

“แต่จะสบายใจกว่านี้ถ้ามึงยอมลบรูปในมือถือ”

“ไม่ลบ”

“ทำไมมึงดื้ออย่างนี้วะ บอกให้ลบไง กูบอกให้ลบ” ผมดิ้นรนทั้งพยายามดึงรั้งข้อมือออกจากการเกาะกุมทว่าก็ไร้ผล มหาสมุทรไม่เพียงแต่ไม่ยอมปล่อยมือ มันยังเกาะกุมข้อมือของผมอีกข้าง คราวนี้แหละไร้อิสรภาพอย่างแท้จริง

“ไหนดูซิ ลบรูปไหนดีนะ” เชื่อแล้วว่าไอ้หมาตัวใหญ่กว่าผมจริง มันใช้มือข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองข้างของผมเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างหยิบมือถือขึ้นมาดูภาพถ่ายอย่างพินิจพิจารณา ขมวดคิ้วมุ่นราวกับว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นเรื่องจริงจัง

กะอีแค่ลบรูปมันต้องจริงจังอะไรขนาดนั้นวะ ไม่เข้าใจ

แต่ว่านะ ล็อคข้อมือเพื่อนไว้อย่างนี้ไม่คิดว่าเพื่อนจะเมื่อยแขนบ้างเหรอ เอาเถอะ เมื่อยแหละ เพราะงั้นผมจึงฉวยโอกาสซบศีรษะลงบนไหล่กว้างๆ ของไอ้หมาซะเลย

คนถูกซบตัวแข็งทื่อไปเลย

“รูปนี่น่าเกลียดว่ะ ลบๆ”

“ไม่ลบละ” อยู่ๆ ก็เก็บมือถือ ปล่อยข้อมือและผลักหัวผมอีกต่างหาก ไม่เจ็บหรอกแต่หมั่นไส้มันจึงทิ้งหัวลงบนตักไอ้หมาซะ แข็งไปหน่อยแต่สบายใจดี

“อะไรมึง อย่ามานอนตัก”

“สบายดีออก”

“แต่กูเจ็บเข่าอยู่นะ”

“งั้นถ้าไม่เจ็บก็นอนได้น่ะสิ ใช่มั้ย” ผมเด้งตัวขึ้นตอนท้ายประโยค จ้องหน้าคนที่มองผมแล้วยิ้มกว้าง เนี่ย ตอนที่ยิ้มกว้างๆ เนี่ยเหมาะกับการถ่ายรูปกว่าตอนหน้าเหวอเป็นไหนๆ

“ตอนไหนก็นอนไม่ได้ทั้งนั้นแหละ”

“ใช่ซี้” ผมว่าเสียงสูงพร้อมๆ กับเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างพอเหมาะพอดี “ถ้าเป็นคนนั้นก็คงนอนได้สินะ”

“ยุ่ง”

“เดี๋ยวเปิดให้” ผมดันไหล่ให้ไอ้หมานั่งลงเมื่อมันตั้งท่าจะลุกขึ้นอย่างคนไม่เจียมตัว เข่าเจ็บอยู่แท้ๆ ยังจะลากสังขารไปเปิดประตูอีก

เมื่อประตูเปิดออกก็พบกับพี่ทิวลิปและถุงใส่อาหาร กลิ่นหอมโชยมาชวนให้ท้องร้องครวญครางอย่างน่าอาย คนตรงหน้าผมหัวเราะ ผมเองก็หัวเราะตามอย่างเก้อๆ

“ไม่คิดว่าจะเจอมิลที่นี่”

“เมื่อคืนนอนนี่ครับ”

“หืม” พี่ทิวครางเสียงแผ่วพลางเอียงคอมองผมกับคนที่นั่งอยู่บนโซฟาสลับกัน เดี๋ยวนะ คำพูดของผมคงไม่ทำให้เขาเข้าใจผิดและตัดแต้มหัวใจไอ้หมาหรอกใช่มั้ย

“ไม่ใช่อย่างที่พี่ทิวคิดนะ” ผมโบกมือปฎิเสธหน้าตื่นเมื่อทบทวนคำพูดของตัวเองภายในสมองด้วยความรวดเร็วแล้วพบว่ามันสองแง่สองง่ามชวนคิดไปไกล

“คิดอะไร พี่ยังไม่ได้คิดอะไรเลย”

“งั้นเหรอครับ เดี๋ยวผมกลับดีกว่า ยังไม่ได้อาบน้ำเลย”

“จะรีบกลับไปไหนล่ะ อยู่กินข้าวเช้าด้วยกันก่อน”

“ไม่เป็นไรดีกว่าครับ บางคนคงไม่อยากให้ผมอยู่เท่าไหร่”

“ใคร ซีเหรอ” พี่ทิวหันไปถามความเห็นไอ้หมาแต่ก็ได้รับเพียงความเฉยชาที่ผมได้รับอยู่เป็นประจำ แค่นั้นก็รู้แล้วล่ะว่าไม่อยากให้อยู่

ดังนั้นผมจึงหยิบมือถือกับกระเป๋าสตางค์ บอกลาทั้งเจ้าของห้องและแขกของเขาแล้วออกจากห้องมา

โชคดีเหลือเกินที่ร้านข้าวต้มใกล้ๆ หอยังไม่ปิดถึงแม้ว่าจะสายมากแล้วก็ตาม แต่ในความโชคดีที่ผมได้รับก็ยังจะแถมความไม่สบายใจบางอย่างมาให้ ขณะที่นั่งรอข้าวต้ม อยู่ๆ เฌอก็เดินผ่านมา พอหันมาเจอกันก็ขอนั่งด้วยแล้วชวนคุยซะงั้น

ถามกันซักคำมั้ยว่าอยากคุยด้วยรึเปล่า

“ชอบรูปที่เฌอส่งให้มั้ย”

“แต่งรูปสวยดีนะ”

“นายแบบดีไง ไม่ต้องปรับอะไรภาพก็สวยอยู่แล้ว”

“ชมเราอีกละ นี่หวังจะให้เราเปลี่ยนใจใช่มั้ย” เฌอยิ้มขำเมื่อถูกจับได้ จังหวะเดียวกันนั้นข้าวต้มก็มาเสิร์ฟพอดี กลิ่นหอมๆ ที่โชยออกมาทำให้ผมอยากรีบกินแต่ติดตรงที่มันร้อนจึงต้องค่อยๆ เป่าแล้วเอาเข้าปาก

“ชอบกินข้าวต้มเหรอ”

“ร้านนี้อร่อยนะ”

“เราชอบกินโจ๊กมากกว่า”

“เสียงดัง เดี๋ยวพี่เขาก็มาตีหัวเอาหรอก”

“มิลเป็นห่วงเราด้วย” เฌอว่าทีเล่นทีจริงให้ผมขำตามไปด้วย

“ไม่อยากกินข้าวต้มเลือดคนอะ”

เฌอหัวเราะใหญ่เมื่อผมว่าอย่างนั้นแถมยังชมว่าผมเป็นคนตลกอีกด้วย ที่จริงผมน่ะไม่ได้เป็นคนตลกหรอก เป็นคนรวย มหาเศรษฐีเป็นคนรวย จำเอาไว้





[TBC]

มหาสมุทรถ้าเธอยังยึกยัก ฉันจะยกเจ้ามิลให้เฌอแล้วนะ โว๊ะ!!

แฮชแท๊ก #หมามิล



ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
12 เพื่อนลืมวันเกิด



กว่าจะผ่านวันแล้ววันเล่าของการใช้แรงงานมาได้ร่างกายก็เมื่อยขบไปหมด ลุกก็โอย นั่งก็โอย และเมื่อน้องปี 1 ยกมือไหว้ก็รู้สึกแก่มากกว่าปกติ

อะไรวะ ทั้งที่อายุเพิ่งจะ 20 ขวบเองนะเว้ย ทำไมต้องรู้สึกแก่ขนาดนี้

แต่คนเรามันต้องอยู่กับปัจจุบันใช่มั้ยล่ะ เรื่องในอดีตน่ะผ่านแล้วก็ผ่านไป เจ็บก็จำเอาไว้แล้วอย่าซ้ำรอยเดิมให้เจ็บอีก จะว่าไปเรื่องแบกถังน้ำกับถุงน้ำแข็งนี่มันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ นะ

“ไหนมึงบอกว่าให้อยู่กับปัจจุบันไง” ไอ้ป๊อบกอดคอชนแก้ว ตะโกนแหกปากอย่างกับบาร์หลีเปิดเพลงเสียงดังนักหนา มันเสียงดังจนโต๊ะข้างๆ เหลือบมองพลางกำขวดเหล้าแน่นมาก

ผมเคยบอกมันอย่างนั้นจริง ก็ตอนมาถึงร้านพวกมันเอาแต่บ่นเรื่องงานสวัสดิการ ก็ช่วยไม่ได้มั้ยวะ สมัครโชว์แมนกันเอง แทนที่จะได้อยู่ในสายตาเด็กปี 1 แต่กลายเป็นว่าแบกน้ำกันจนร่างพัง

ไงล่ะ แมนพอมั้ยพวกมึง

“มึงคิดว่าไอ้หมาจะมามั้ยวะ”

วันนี้วันเกิดผม ที่จริงวันเกิดผมน่ะวันอาทิตย์โน่น แต่เพราะคืนนี้คือคืนวันศุกร์แห่งชาติซึ่งเหมาะแก่การกินเหล้าให้เมาหัวราน้ำ ฤกษ์ดีเหมาะแก่การสังสรรค์ที่สุด ทว่าแทนที่อารมณ์ของผมจะดีไปตามบรรยากาศแต่ไม่เลย ผมชะเง้อคอมองไปที่หน้าร้านรอไอ้หมามาเป็นชั่วโมงแล้ว

มันคงไม่ลืมหรอกใช่มั้ย

“คิดมากน่ามึง ชนๆ” ไอ้ป๊อบก็เอาแต่ชนแก้ว ไอ้กล้วย ไอ้แบร์ พี่เอ้กและคนอื่นๆ อีก เอาเข้าไป คิดว่าไอ้มหาเศรษฐีเลี้ยงก็เลยจะกินตุนไว้ใช่หน้าหนาวสินะ

กินให้อิ่ม ดื่มให้เมาเถอะถ้างั้น พี่คนรวยไม่ชวนคุยให้รำคาญหัวใจแล้วก็ได้

ที่จริงคืนนี้ผมไม่มีคิวขึ้นเล่นดนตรีเพราะพี่ตี้ไม่ได้มีธุระที่ไหน ตัวจริงอยู่ตัวสำรองก็ไร้ประโยชน์ใช่มั้ยล่ะ แต่เพราะเป็นวันสำคัญของผม เฮียเจ้าของร้านจึงเชิญให้ผมขึ้นไปเล่นกีตาร์ 3-4 เพลงแล้วร้องเพลงวันเกิด พร้อมเค้ก 1 ก้อนเล็กๆ และเทียน 1 เล่มให้เป่า

ซาบซึ้งใจน้ำตาจะไหลครับ ไม่ใช่หรอก ที่จริงคือควันเทียนมันเข้าตาต่างหาก

การเฉลิมฉลองผ่านไปจากชั่วโมงเป็นสอง เป็นสามชั่วโมง จนเกือบจะเที่ยงคืนแล้วคนที่ผมรอก็ยังไม่มา

ไลน์ไปก็แล้ว โทรไปก็แล้ว แต่เหมือนว่าปลายสายตัดการติดต่อกับผมไปจนหมด

เสียใจนะเว้ย

เพราะรู้สึกแย่มากที่รอเท่าไหร่ไอ้หมาก็ไม่มาซักทีผมจึงผละจากความวุ่นวายออกมายืนรับลมหน้าร้าน มือข้างหนึ่งกดมือถือพิมพ์ข้อความแล้วลบซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ถอดใจเก็บมันใส่กระเป๋ากางเกงแล้วนั่งลงที่ฟุตบาธ

ผมน่ะคงไม่สำคัญกับมหาสมุทรจริงๆ บางทีสำหรับมันผมก็คงเป็นแค่ตัวเกะกะที่คอยเกาะแกะทำให้มันรำคาญใจ ถ้ามันคิดกับผมอย่างนั้นจริงๆ ผมคงเสียใจมากเลย เพราะสำหรับผมมหาสมุทรเป็นมากกว่าเพื่อน ความรู้สึกอึดอัดในหัวใจเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดมัน ไม่แน่ใจว่าเรียกว่ารักหรือเปล่า คงรักมั้ง รักมากกว่าเพื่อน รักที่อยากให้มันมองแต่ผม สนใจแต่ผม รักที่อยากให้โลกทั้งใบของมันเป็นของผม เป็นรักที่โคตรเห็นแก่ตัวเลยว่ามั้ย

“ไอ้มิล มึงมานั่งทำอะไรตรงนี้” เงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังก็เห็นว่าเป็นไอ้ป๊อบนั่นเอง ยังมีชีวิตอยู่อีกเหรอวะนึกว่าเมาแอ๋นอนหมดสภาพไปแล้ว

“กู...”

“รอไอ้มหาสมุทรเหรอ” อือ ผมยอมรับง่ายๆ ด้วยการกดหน้าลงและตอบคำถามในลำคอ “มึงชอบมันใช่มั้ย”

“กู...” ทั้งที่เพิ่งยอมรับกับตัวเองไปเมื่อครู่แต่ผมกลับไม่กล้าบอกเพื่อนสนิทของตัวเอง

“มึง กูว่าแม่งไม่มาแล้วล่ะ กลับเข้าไปข้างในเถอะ” แม้ไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องยอมเดินตามไอ้ป๊อบเข้าร้านมา

ก้มมองนาฬิกาบอกเวลาตี 1 ครึ่ง มหาสมุทรคงไม่มาแล้วจริงๆ แหละ เพราะถ้ามันมาก็คงมาตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ผมชะเง้อคอรอแบบนี้

เหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าถูกกระดกจนหมดรวดเดียว จนมึนหัวแล้ว

เมาแล้วอะ

“มึงไหวปะเนี่ย” ไอ้ป๊อบเองก็อาการไม่ได้ดีไปกว่าผมหรอก ดื่มหนักกว่าอีก แต่มันคอแข็งกว่าไงเวลาพูดลิ้นก็เลยยังไม่เปลี้ยมาก

“กูจะกลับแล้วอะ” ผมจับไหล่พี่เอ้กที่นั่งอยู่ข้างกันแล้วลุกขึ้น โลกหมุนหน่อยๆ แต่ก็ยังพอไหวอยู่ ไม่ต้องห่วง

“กูขับรถไปส่งมั้ย”

“เอาตัวเองให้รอดเถอะมึง แต่ก็ขอบใจนะเว้ย กูเมาหน่อยๆ แต่ยังไหวน่า”

“หนูว่าพี่มึงไม่ไหวนะ” ไอ้แบร์ที่บอกว่าจะกลับหอตั้งแต่ 4 ทุ่มสำทับคำพูดไอ้ป๊อบ

ไหนน้องมันบอกว่าตัวเองคอแข็งที่สุดในสายรหัสแต่ทำไมตอนนี้คอพับคออ่อนหัวจุ่มอยู่กับไอ้น้องดรีมแล้วล่ะ อ่อนนี่หว่า สู้ไอ้มิลก็ไม่ได้

“ไหวน่า เอาไว้ถึงห้องแล้วกูโทรหา ไว้ใจกูเดะ” ตบไหล่ไอ้แบร์แล้วผลักหัวน้องมันทีนึง ที่จริงก็มึนหัวหน่อยๆ อะแต่คิดว่ายังไหวอยู่ เรื่องขับรถขอให้บอกเถอะ นี่มหาเศรษฐีคนรักรถนะครับ

“เออ งั้นก็กลับดีๆ” ไอ้ป๊อบปัดมือไล่ พี่เอ้กก็ทำตาม ผมบอกลาคนอื่นๆ ที่เมาเป็นหมานอนเรี่ยราดเอาตัวไม่รอดกันแล้ว ก่อนเดินไปบอกที่เคาน์เตอร์ร้านว่าจะเข้ามาเคลียร์พรุ่งนี้และพี่เขาก็พยักหน้ารับทราบอย่างง่ายดาย

เรื่องกินแล้วค่อยจ่ายนี่ไว้ใจมหาเศรษฐีคนรวยได้เลย ไม่เคยชักดาบใครให้เสียศักดิ์ศรีอยู่แล้ว











Rrrrr

ผมตื่นขึ้นมาเพราะโทรศัพท์มือถือที่กำลังแผดเสียงในรถ รีบควานหาแล้วกดรับไม่มองแม้กระทั่งว่าใครเป็นคนโทรมารบกวนแต่เช้าขนาดนี้

“เหี้ยมิล ไหนมึงบอกว่าถึงห้องแล้วจะโทรหากูไง”

“ป๊อบเหรอ”

“เออ ณเดชมั้งไอ้สัส แล้วนี่มึงอยู่ไหน กูมาหาที่ห้องไม่เจอ”

“อยู่...” นั่นสิ ผมอยู่ไหนวะ พยายามปรับสายตาให้เข้ากับความสว่างแล้วมองผ่านกระจกที่เปิดเอาไว้ออกไปข้างนอกก็พบกับ...

มหาสมุทร

“มึง มาทำไรที่นี่” ได้ยินเสียงมันลอดผ่านกระจกที่เปิดแง้มเอาไว้หน่อยๆ ซึ่งผมเองก็ทำได้เพียงทำปากพะงาบๆ อย่างคนคิดไม่ออกว่าจะตอบว่าอย่างไร

เอาล่ะ ก่อนอื่นต้องเคลียร์ไอ้ป๊อบก่อน

“เอ่อ แค่นี้ก่อนนะป๊อบ”

“มึงอยู่ไหน”

“กูจอดรถนอนอยู่หน้าหอไอ้สมุทรว่ะ”

“เชี่ย มึงอาการหนักแล้วเนี่ย” กูก็ว่างั้นอะ นี่ยังสงสัยตัวเองว่าขับรถมาจอดนอนหน้าหอพักมันได้ยังไง ไปหมดแล้วนะมิลสติมึงน่ะ

“เออ แค่นี้ก่อน มึงกลับห้องไปก่อนเลยนะ”

“มึงโอเคแล้วนะ ไหวใช่มั้ย”

“เออ ไหวๆ” ผมวางมือถือลงเมื่อสายตัดไป

“ไง มาทำอะไรที่นี่แต่เช้า” มหาสมุทรยื่นหน้าเข้ามาในรถเมื่อผมลดกระจกลงจนสุด และชั่วลมหายใจเท่านั้นเจ้าตัวก็ผละออกไปพร้อมเบ้หน้า “กลิ่นเหล้าหึ่งเลย ลงมาก่อน”

“กูจะกลับแล้ว”

“สภาพนี้อะนะ ลงมาก่อน กูบอกให้ลงมา” ทำผิดกับผมไว้แล้วยังมีหน้ามาขึ้นเสียงใส่อีก และขาเจ้ากรรมก็ดันกลัวมันอีกนะ เดินตามมาขึ้นห้องไปเฉยเลย

นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ไม่ได้ดื่มหนักขนาดนี้ ผมแม่งเทพเนอะ เมาหนักขนาดนั้นแล้วยังขับรถมาถึงนี่ได้อีก รอดมาได้ก็บุญหัวแล้วเนี่ย

“ไปล้างหน้าล้างตาก่อนไป๊” ผ้าขนหนูถูกยื่นมาตรงหน้าผมที่ยืนเคว้งอยู่กลางห้อง

“มึงได้นอนมั่งยังอะ”

“นอนดิ เพิ่งตื่น” ได้ยินอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเฉยเลย ผมก็นึกว่าที่มันไม่ไปงานวันเกิดผมเพราะอ่านหนังสือทั้งคืนซะอีก “มีโอวัลตินนะ มึงเอามั้ย”

“ซักหน่อยก็ดี” ผมบอกก่อนปิดประตูห้องน้ำ

จะว่าอย่างไรดีล่ะ ผมเป็นคนที่รักและแคร์เพื่อนมากนะ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็พร้อมจะให้อภัยพวกมันหากสิ่งที่มันทำผิดต่อผมเป็นเรื่องไม่ตั้งใจ แต่กับมหาสมุทรผมไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไง ไม่อยากโกรธแต่ก็อดน้อยใจไม่ได้

ใช่แหละ เพราะผมแคร์มันมากกว่าใครๆ เออ ก็ผมคิดกับมันเกินกว่าเพื่อนไปแล้วนี่นา

น้ำเย็นๆ ถูกวักใส่หน้าทำให้สดชื่นขึ้นมาบ้าง ถึงกระนั้นความรู้สึกกรุ่นๆ ข้างในก็ยังคงไม่จางหาย

“ไปนั่งกินกันที่ร้านเดิมรึเปล่า”

“อือ” พยักหน้ารับพลางเช็ดหน้าด้วยผ้าขนหนูก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหน้าทีวีซึ่งไม่ต่างจากของประดับห้องเพราะเจ้าของมันไม่เคยแตะต้องเลย

“เหลือเชื่อเลย เมาขนาดนี้ขับรถมาถึงนี่ได้ไง”

“นั่นสิ” ผมรับแก้วเครื่องดื่มมาถือไว้ ขณะเจ้าของห้องทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ครู่เดียวเท่านั้นก่อนขยับออกห่าง

“อาบน้ำมั้ย”

“หืม” ผมละแก้วออกจากริมฝีปากแล้วมองหน้ามัน

“กลิ่นเหล้ามึงฆ่าคนได้เลย ทำไมดื่มหนักขนาดนี้วะ” เพราะมึงแหละ อยากบอกมันอย่างนั้นแต่ก็พูดไม่ได้อยู่ดีจึงทำเป็นจิบเครื่องดื่มรสหวานที่ดูเหมือนว่ายิ่งดื่มก็ยิ่งมวนท้อง

ผมกวาดสายตาไปทั่วอย่างไม่รู้ว่าควรวางสายตาไว้ตรงไหน กระทั่งสะดุดเข้ากับกล่องเล็กๆ สีฟ้าผูกโบว์สีชมพูที่วางอยู่หลังกล่องใส่ทิชชู่

แว้บหนึ่งหัวใจของผมกระตุกขึ้นมาเหมือนกำลังมีความหวัง แต่เพื่อให้มั่นใจผมจึงเอ่ยถาม

“ของขวัญนั่นของใคร”

“อันนั้นน่ะเหรอ” มหาสมุทรวางแก้วในมือลงแล้วยื่นมือไปหยิบกล่องนั้นมาถือไว้ “ของทิวน่ะ วันอังคารนี้ก็วันเกิดเขาแล้ว”

ความหวังที่กำลังทอประกายอยู่ในอกดับวูบลง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาเหมือนน้ำตาจะไหล แม่งเอ้ย! ลืมก็คือลืมนั่นแหละ จะหวังอะไรนักหนาวะ

“มึงกับพี่ทิวสนิทกันดีเนอะ”

“ก็มากกว่ามึงอะ” มหาสมุทรพูดทีเล่นทีจริงและทั้งที่ผมจะขำอย่างเช่นทุกครั้งหากครั้งนี้ผมกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย นิดๆ หน่อยๆ ก็จ้องแต่จะน้อยใจตลอด

“มึงจำทุกเรื่องของพี่ทิวได้หมดเลยเหรอวะ”

“ก็น่าจะทุกเรื่องนะ ทำไมอะ”

“อิจฉาว่ะ”

“มึงเพื่อนเยอะจะตาย”

“อืม”

“แล้วเพื่อนไม่ใส่ใจมึงเหรอ”

“กูไม่ได้ต้องการอะไรจากเพื่อนกูมากขนาดนั้นหรอก แค่มันเป็นเพื่อนสนิทกูก็ขอบคุณมันมากแล้ว” แต่กับมึงกูต้องการนะ อยากให้มึงสนใจกูซักหน่อย ไม่ต้องมากเท่าพี่ทิวแต่ขอให้สนใจกันบ้างก็ยังดี

“แล้วที่บอกว่าอิจฉา...”

“อิจฉาพี่ทิว” พูดอะไรออกไปวะเนี่ย

มหาสมุทรหันมองผมอย่างพิจารณาจนต้องกระดกเครื่องดื่มในแก้วที่ยังร้อนรวดเดียวจนหมด ไอ้ฉิบหายเลย ลิ้นชาไปหมด

“เดี๋ยวกูไปล้างแก้วนะ”

“ไม่เป็นไร” ข้อมือของผมถูกคว้าไว้ตอนที่กำลังจะลุกขึ้นพอดีจนต้องนั่งลงตามเดิม

“งั้นกูกลับแล้วนะ”

“ขับรถกลับสภาพนี้เนี่ยนะ”

“เดี๋ยวไอ้ป๊อบมาขับรถให้” มหาสมุทรพยักหน้ารับ มันเดินตามผมมาถึงหน้าประตู ทำเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่ยอมพูดซักทีจนผมเอื้อมมือไปจับลูกบิดก็คว้ามือของผมเอาไว้

ไอ้ห่าเอ้ย แค่เขาจับมือหัวใจก็สั่นขนาดนี้แล้ว

“ที่บอกว่าอิจฉาทิวหมายความว่าไงวะ”

“ก็...” ผมก้มหน้าลงเอาหัวแนบกับประตู อยากจะโขกๆ ให้ตัวเองหมดสติไปตรงนี้จะได้ไม่ต้องตอบคำถาม แต่ยังไงก็เลี่ยงไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ ในเมื่อมหาสมุทรยืนคร่อมกันเอาไว้แบบนี้

เราอยู่ใกล้กันเกินไป ใกล้จนกลัวมันได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระรัว

“กูก็พูดไปงั้นอะ ไม่ได้คิดอะไรจริงจังหรอก”

“เหรอ”

“อือ”

“หันหน้ามาคุยกันดีๆ ดิ๊” แค่หันหลังคุยกันก็แทบควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว อย่าพูดถึงมองหน้ากันเลย ผมอาจจะพูดไม่รู้เรื่องเลยก็ได้

และพอผมไม่ยอมทำตามไอ้คนตัวใหญ่กว่าก็ดึงตัวผมให้หันไปเผชิญหน้ากับมันจนได้

เมื่อครู่ว่าใกล้แล้ว ตอนนี้ใกล้กว่าอีก ใกล้จนลมหายใจรดหน้าผากกันเลย

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามหาสมุทรเป็นพวกชอบใช้กำลังบังคับ พอผมไม่ยอมมองหน้ากันมันก็ดันปลายคางให้เงยหน้ามอง

ตายมั้ยล่ะไอ้มหาเศรษฐีมึง ใกล้ขนาดนี้ หัวใจวายตายไปแล้ว

“มึงโกรธอะไรกูรึเปล่า” ไปถึงเรื่องนี้ได้ยังไงอะ ผมแสดงออกว่าโกรธมันตอนไหน

“โกรธอะไร”

“ไม่รู้ไงก็เลยถามอยู่เนี่ย มึงบอกกูเองว่ามึงมีเพื่อนเยอะ มึงก็น่าจะรู้ดีว่าควรปฏิบัติต่อกันยังไงให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนมันยืนยาว”

กับเพื่อนคนอื่นผมคงเปิดอกคุยกันไปตรงๆ แต่กับมหาสมุทร มันต่างออกไปนี่หว่า

“มึงอะคิดมากกูไม่ได้โกรธอะไรขนาดนั้นซักหน่อย แต่ก็ยอมรับว่าโกรธแหละ” ผมอ้อมแอ้มยอมรับออกไปตรงท้ายประโยคให้อีกฝ่ายมุ่นคิ้ว

“เรื่องอะไร”

“เมื่อคืนกูไปฉลองวันเกิดที่ร้านบาร์หลีมา”

“วันเกิดมึงเหรอ” เสียงมหาสมุทรเจือด้วยความรู้สึกผิดหน่อยๆ เมื่อผมกดหน้าลงแทนคำตอบ

“กูก็รอนึกว่ามึงจะไป แต่พอรู้ว่ามึงลืมก็เสียใจว่ะ กูรู้ว่าตัวเองไม่ได้สำคัญกับมึงมากเท่าพี่ทิว แต่พอเห็นว่ามึงจำวันเกิดเค้าได้ก็รู้สึกแย่ กูไม่ควรรู้สึกแบบนี้แต่กูห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้ กู...”

“มิล กู...”

“เฮ้ย ไม่ต้องคิดมาก กูแค่น้อยใจเฉยๆ ไม่ได้โกรธหรอก กูกลับนะไอ้ป๊อบมาละ”

มหาสมุทรก้าวไปข้างหลัง ปล่อยให้ผมกลับอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก แต่ว่านะ ทั้งที่ควรจะโล่งใจแต่ผมกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย ในหัวคิดไปต่างๆ นานาว่าอีกฝ่ายจะจับความรู้สึกเกินเลยของผมได้หรือเปล่า ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของเราจะจบลงเพียงแค่นี้เหรอ

ผมขับรถกลับมาที่หอด้วยสภาพที่อ่อนล้าทั้งร่างกาย หัวใจและสมอง เรื่องที่ว่าไอ้ป๊อบมารับน่ะ โกหกทั้งเพ ใครจะมา อีกอย่างไอ้นั่นน่ะขับรถไม่เก่งเท่าผมตอนเมาด้วยซ้ำ











อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมาในช่วงสายของวันจันทร์

ยังถือว่าโชคดีอยู่มากที่เมื่อเลิกเรียนฝนที่ซัดสาดลงมาตลอดช่วงสายก็หยุดลง ถึงกระนั้นใต้ตึกเรียนที่เป็นดั่งสถานที่รวมพลของเด็กบริหารก็เฉอะแฉะจนต้องหาผ้ามาช่วยกันเช็ด เพราะถ้ารอแม่บ้านซึ่งกว่าจะทำความสะอาดทางอื่นเสร็จ ทางนี้ก็คงแห้งไปแล้ว

“พี่มิล” เสียงหวานๆ แบบนี้ไม่ต้องหันมองก็รู้ว่าเป็นน้องแบร์แน่

“ว่าไง มีเรียนบ่ายไม่ใช่เหรอ ยังไม่ขึ้นเรียนอีก”

“สุขสันต์วันเกิดนะ เนี่ย หนูซื้อนี่มาให้” กล่องของขวัญขนาดครึ่งเอสี่ถูกยื่นมา คงไม่ใช่สมุดบันทึกหรอกใช่มั้ย

“พี่เปิดเลยได้มั้ย” ถามไปตามมารยาทอย่างนั้นเองในเมื่อผมกำลังใช้เล็บสั้นๆ แกะเอาสก๊อตเทปออกอย่างยากลำบาก

“ไม่อ่านการ์ดเหรอ”

“อ่านได้เลยมั้ยล่ะ” ผมแปะสก๊อตเทปที่เพิ่งแกะออกมาไว้ที่เสื้อตัวเองเมื่อเงยหน้าขึ้นถาม

“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”

“เผื่อเราเขินไง”

“ขนาดนี้แล้วไม่มีเขินแล้วค่ะพี่ ว่าแต่พี่กล้วยมาหาพี่มิลยังอะ”

“มาแล้วเมื่อเช้า”

“เค้าซื้ออะไรให้ หนูถามก็ไม่ยอมบอก”

“นี่ไง” ผมยื่นสมุดสีขาวลายกล้วยสีเหลืองไปให้ดู เท่านั้นแหละคนที่ยืนตรงหน้าผมก็ยิ้มเจื่อนเลย ชักจะทะแม่งๆ แล้วแฮะ ไม่ใช่ว่าพี่น้องคู่นี้มันซื้อของเหมือนกันมาให้ผมหรอกใช่มั้ย ถ้างั้นผมก็เดาถูกน่ะสิ

“แบร์ไปเรียนดีกว่าค่ะพี่มิล เอาไว้เจอกันเนอะ” บอกลาผมแล้วก็วิ่งแจ้นไปเลย มีพิรุธขนาดนี้ ใช่แล้วล่ะ ต้องใช่แน่ๆ

นั่นไง พอดึงกระดาษห่อของขวัญออกก็พบสมุดบนทึกลายกล้วยเหมือนกับที่ไอ้กล้วยให้ผมมาเมื่อเช้าเปี๊ยบ

“น้องมึงนี่ฮาดี” ไอ้ป๊อบหัวเราะร่วนพลางหยิบสมุดทั้งสองเล่มไปเทียบกัน

ไม่ต้องเทียบก็รู้ว่ามันเหมือนกันมากแค่ไหน เผลอๆ ผลิตออกมาจากโรงงานเดียวกัน ล๊อตเดียวกันเลยมั้ง แต่ก็ช่างเถอะ ของขวัญวันเกิดมันจะมีค่าก็ต่อเมื่อคนให้ตั้งใจให้นี่นา ไม่เกี่ยวกับราคาหรอก

“น้องแบร์ยิ้มได้ก็ดีแล้วมั้ยวะ ว่าแต่มึงล่ะ ไม่ให้ของขวัญกูบ้างเหรอ”

“กูเคยให้มึงเหรอ”

“ไม่เคย”

“นั่นไง ไม่เคยก็ไม่เคยไง” จริงๆ แล้วผมก็ไม่เคยหวังของขวัญวันเกิดจากไอ้ป๊อบอยู่แล้วล่ะ ไม่เคยหวังของขวัญจากใครเลย แค่จำวันเกิดผมได้ก็มากเกินพอแล้ว

“สารเลว” ถึงอย่างนั้นก็อดด่ามันด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ซักที

“ว่าแต่มึงกับไอ้มหาสมุทรเป็นไงบ้างวะช่วงนี้”

“ก็ปกติ ทำไมวะ”

“เปล่ากูแค่เห็นมันเดินมานู่น” มองตามาสายตาไอ้ป๊อบไปก็พบว่ามหาสมุทรกำลังเดินมาทางนี้จริงๆ เราสบตากันในตอนนั้น ไม่มีใครยิ้มออกมาเพียงแค่มองกันด้วยสายตาเหมือนจะสงสัยอยู่นิดๆ เท่านั้น

กระทั่งเจ้าตัวนั่งลงข้างๆ ผม

“กูกลับไปนอนละ เจอกันที่สนามตอนทุ่มนึง”

“เออ เจอกันมึง” ผมโบกมือลาเพื่อนก่อนจะหันมามองผู้มาใหม่ แต่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเราในเช้าวันเสาร์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวให้รู้สึกกระอักกระอ่วนผมจึงไม่ได้ทักทายมันก่อนอย่างที่เคยทำ

“ไปทำอะไรที่สนาม” พอผมไม่มีท่าทีจะทักทาย  ผู้มาใหม่จึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามอย่างใส่ใจ

“ไปตกปลามั้ง”

“แล้วมึงมีคันเบ็ดยังอะ”

“ตลกละ ไปสนามบอลก็ต้องเตะบอลดิ”

“นัดหน้าจะลงเหรอ”

“เปล่า แค่เตะเล่นๆ กูไม่ลงแข่งแล้ว เดี๋ยวเจ็บตัว ไม่เอาด้วยหรอก” จะหาว่าผมป๊อดก็ได้แหละ ยอมรับเลย เรื่องเจ็บตัวนี่ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะ

“ไม่คิดจะชวนกูบ้างเหรอ”

“ชวนแล้วมึงจะไปเหรอ” เงียบ ไม่ตอบ ทำหน้าคิดหนักแสดงว่าไม่ไปชัวร์ “เห็นมั้ย เพราะกูรู้คำตอบอยู่แล้วไงว่าชวนไปก็ไร้ประโยชน์ ชวนแล้วถูกปฏิเสธก็รู้สึกแย่เปล่าๆ ไม่ชวนดีกว่าอีก”

“ยังโกรธเรื่องวันเกิดอยู่อีกเหรอ” น้ำเสียงไอ้หมาอ่อนลง มือสองข้างที่ประสานกันอยู่บนโต๊ะก็อยู่ไม่สุข ผมน่ะอยากยื่นมือไปจับแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ผมไม่โกรธ แต่ก็...ไม่กล้า

“ไม่ได้โกรธ กูแค่อยากใช้เวลากับเพื่อนๆ กูบ้าง เอาแต่ตามมึงเดี๋ยวมึงจะรำคาญ”

“เพิ่งคิดได้เหรอ” อะไรของมันเมื่อกี้ยังทำหน้าเหมือนรู้สึกผิดอยู่เลย ทีอย่างนี้มาจิกกัด และพอได้ยินอย่างนั้นก็ใจแป้วไปเลยเหมือนกัน

“กูน่ารำคาญมากเลยเหรอวะ” ถ้าคำตอบคือใช่ ผมคงต้องพิจารณาตัวเองแล้วถอยห่างออกมา อาจจะเหงาหน่อยๆ ในช่วงแรกแต่ก็คงดีกว่าทำให้เพื่อนตัวเองลำบากใจ

“ไหนบอกไม่โกรธแล้วไง”

“ช่างกูเถอะ” พูดไปก็มีแต่จะรู้สึกไม่ดี ดังนั้นผมจึงบอกปัดไป “แล้วนี่มาหาพี่ทิวเหรอ”

“ทำไมอะ กูมานี่กูมาหาทิวได้คนเดียวเหรอ”

“ถ้าไม่งั้นมึงมาหากูหรือไง”

“เออ มาหามึง” มหาสมุทรเอ่ยไม่เต็มเสียงนักทำให้ผมไม่มั่นใจว่ามันมาหาผมจริงหรือแค่เถียงไปอย่างนั้นเพราะอยากเอาชนะกัน “เอานี่มาให้มึง”

เคสมือถือลายมินเนี่ยนถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้า

“ของขวัญวันเกิด?”

“อือ”

“ให้หยาบๆ แบบนี้เลยเหรอ ห่อซักนิดมั้ย”

“เดี๋ยวก็ต้องแกะอยู่ดี” เหลือบมองกองกระดาษห่อของขวัญที่กองอยู่ตรงหน้า ก็ถูกของเขาอะเนอะ เปลืองกระดาษเปล่าๆ แต่ว่าของขวัญไง ห่อนิดนึงคงไม่เปลืองเท่าไหร่หรอกใช่มั้ยล่ะ

“ขอบคุณนะ จริงๆ ไม่ต้องลำบากซื้อมาก็ได้”

“เดี๋ยวมึงก็อิจฉาคนอื่นอีก ขอโทษที่ลืม” ได้ยินอย่างนั้นแล้วมือที่กำลังแกะซองพลาสติกก็สั่นระรัวจนแกะไม่ได้ “กูช่วยมั้ย”

มหาสมุทรไม่รอคำตอบจากผมด้วยซ้ำ มันฉีกซองพลาสติกออกแล้วยื่นเคสมาให้ผมที่กำลังถอดเคสมือถือตัวเอง ปกติก็ถอดได้นะเว้ย แต่ในยามที่ถูกคนที่ทำให้หัวใจตัวเองเสียสูญจ้องมอง มือไม้ผมมันก็อ่อนแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ เลย

“มากูช่วย” คราวนี้มือถือถูกแย่งไป พอถอดเคสอันเดิมออกก็ใส่เคสอันใหม่ให้ด้วยเลย

“ขอบคุณนะ”

“อือ แล้วนี่มึงไปไหนต่อ”

“กลับไปนอน”

“นอนอะไร ไปอ่านหนังสือดิ”

“ฮะ” ผมร้องเสียงหลง ก็คนมันไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาติวสแตทนี่หว่า

“กูจะไปหอสมุด มึงก็ควรต้องไปด้วย”

“เหรอ”

“คาบหน้ามีควิซย่อย มึงมั่นใจหรือยัง” ควิซอีกละ ควิซทุกสัปดาห์ เฮ้อออ~

“ยัง”

“งั้นก็ไปกัน”

“ไปรถกูแล้วกันนะ”

งงมากเลย อยู่ๆ ก็เข้ามานั่งในห้องอ่านหนังสืออีกจนได้ คบกับมหาสมุทรไม่กี่เดือนผมอ่านหนังสือมากกว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมาซะอีก

เมื่อวันก่อนแม่โทรมาตอนดึกแล้วถามผมว่าทำอะไรอยู่ ก็ตอบไปตามจริงว่าอ่านหนังสือ แม่ตกใจใหญ่โตแถมยังเพิ่มวงเงินในบัตรเครดิตให้อีก คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผลจริงๆ

“เสาร์หน้า ติวหนังสือเสร็จไปดูหนังกันมั้ย”

“ว่าไงนะ” มือที่กำลังตวัดดินสอตรวจแบบฝึกหัดของผมหยุดชะงัก

“ไปดูหนังไง หาอะไรบันเทิงๆ ทำมั่งเหอะ”

“ไม่อยากดู” ก็พอรู้อยู่แล้วว่าต้องถูกปฏิเสธ

“ไม่เป็นไร กูไปคนเดียวก็ได้” ผิดหวังแหละ แต่ก็ไม่มีสิทธิอะไรไปตัดพ้อเขาใช่มั้ยล่ะ ดังนั้นผมจึงยอมแพ้แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเล่น

กิจกรรมที่มหาสมุทรทำมีอยู่ไม่กี่อยากหรอก ไม่อ่านหนังสือก็ออกไปไหนมาไหนกับพี่ทิวลิป ถ้ามันอยู่ห้องอ่านหนังสือก็เบาใจแหละ แต่ถ้าไปกับพี่ทิวลิปผมคงรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็แค่รู้สึกอยู่ฝ่ายเดียวล่ะนะในเมื่อมันไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย

“กูยึดมือถือมึงดีมั้ย”

“ไม่ อย่ายุ่งกับมือถือผมครับ” ผมรีบเก็บมือถือก่อนที่คนตรงหน้าจะทำอย่างที่พูดจริงๆ และถ้าผมช้าไอ้มหาสมุทรยึดมือถือผมจริงๆ แน่ “ไงอะ ผิดกี่ข้อวะ”

“ผิดที่เดิม”

“ได้ไงวะ” ไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะโง่ซ้ำซากแก้ไม่หายได้ขนาดนี้

“ก็เป็นไปแล้ว มึงนี่สอนไม่จำ ไปทำข้อนี้มาให้มันถูก” กระดาษแบบฝึกหัดถูกส่งกลับมาให้ดูแล้วหงุดหงิดจนอยากจะทึ้งหัวตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด

บางทีที่ผมแก้โจทย์ตรงนี้ไม่ถูกซักทีอาจจะเพราะขาดแรงบันดาลใจหรือเปล่านะ

“สมุทรถ้าทำถูก แล้ววันเสาร์มึงไม่มีนัดกับพี่ทิว มึงไปกับกูได้มั้ย”

“จริงจังมากมั้ย”

“มากดิ แต่ถ้ามึงนัดกับพี่ทิวแล้ว...”

“ไม่ได้นัดกับทิว ไม่ได้นัดกับใครทั้งนั้น พอใจรึยัง แล้วอยากได้อะไร ว่ามา” ถึงแม้จะเสียงดังแต่ก็สัมผัสได้ว่ามันไม่ได้โกรธที่ผมเอาแต่ตื๊อขอนั่นขอนี่

“ขอได้จริงเหรอ”

“ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง”

“ถ้าทำข้อนี้ถูกไปดูหนังกัน”

“เรื่องอะไร”

“ไม่รู้” ผมส่ายหน้าน้อยๆ ให้อีกฝ่ายส่ายหน้าระอา

“ไม่รู้ แต่อยากดูเนี่ยนะ”

“อือ อยากดูหนังกับมึงอะ” คราวที่แล้วบังเอิญเจอกัน แต่ครั้งนี้อยากให้มันไปกับผมอย่างตั้งใจสักครั้ง

อะ เงียบ เงียบแบบนี้ผมก็ไปต่อไม่ถูกสิครับ

“งั้นกูกลับละ ต้องไปเตะบอลอีก เจอกันวันพุธ หรือถ้ามึงไม่มีเพื่อนกินข้าวก็ชวนกูได้นะ ไว้เจอกัน” รีบเก็บข้าวของแล้วออกจากห้องมา

อื้อหือ บอกเลยว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรุกใครหนักขนาดนี้มาก่อน ใจนึงก็อยากให้มหาสมุทรเอะใจกับการกระทำของผมบ้างสักเล็กน้อยแต่อีกใจก็กลัวว่ะ กลัวว่าถ้ามันรู้แล้วไม่คิดอย่างเดียวกัน ความสัมพันธ์ของเราจะจบลง



[TBC]

มหาสมุทรว้อยยยยย ลืมวันเกิดเจ้ามิลได้ไง
เดี๋ยวตีตาย!!!

#หมามิล





ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

13 เพื่อนผมขี้หวงไม่เบา



ผมเจอเฌอตอนบ่ายวันอังคาร ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจมาหากัน เพราะในมือนั้นมีกล่องของขวัญมาด้วย

“นั่งได้มั้ย”

“นั่งดิ ใครห้าม” เฌอนั่งลงข้างผมท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่นั่งกันอย่างเลื่อนลอย ใครอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่หรอก

“นั่งได้จริงปะเนี่ย”

“เอ้า ถ้าจะไม่นั่งก็ลุกไป”

“ใจร้อนจัง อะนี่ของมิล” กล่องของขวัญถูกยื่นมาแต่ผมไม่ได้รับทันทีหรอก ยังไงดีล่ะ ไม่สนิทกันขนาดนั้นแล้วอยู่ๆ มาให้ของขวัญกันแบบนี้มันก็กะไรอยู่

“ให้ทำไม”

“ของขวัญวันเกิดไง”

“เออรู้ แต่ไม่ต้องให้ก็ได้ไง ขนาดไอ้ป๊อบสนิทกันมากๆ ยังไม่ให้ของขวัญเราเลย”

“จะไม่รับเหรอ”

“เกรงใจ”

“ก็แค่กรอบรูป” คงกลัวว่าผมจะไม่เชื่อล่ะมั้ง อยู่ๆ เฌอก็แกะกระดาษห่อของขวัญออก ดึงกรอบรูปออกจากกล่องมาให้ดู

มันเป็นกรอบรูปที่มีรูปผม รูปที่ถ่ายบนสแตนเชียร์วันนั้น

“งั้น…” ผมรับกรอบรูปมา ถอดหลังออกเก็บรูปไว้แล้วส่งกรอบคืนเฌอไป “ขอรับไว้แค่นี้ก็พอ”

“มิลไม่คิดว่าเราจะเสียใจบ้างเหรอ”

“ขอโทษนะ”

“ถ้ามิลสบายใจที่จะรับแค่นั้น งั้นเราเก็บกรอบรูปไว้เองก็ได้”

“ขอบคุณนะเฌอ ทั้งที่ไม่ไดสนิทกันแต่ก็เอาของขวัญมาให้ถึงนี่”

“สุขสันต์วันเกิดนะ” เฌออวยพรวันเกิดผมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าทุกที

“แล้ววันเกิดเฌอเมื่อไหร่”

“ผ่านมาแล้ว”

“นานยังอะ”

“มีนา”

“นานเลย เอาไว้ปีหน้าเราให้ของขวัญเฌอบ้าง” ผมเป็นพวกไม่ชอบติดค้างใคร ในเมื่อเฌอให้ของขวัญวันเกิดผม ผมเองก็ควรตอบแทนเขาด้วยเหมือนกัน

“จะรอนะ เดี๋ยวเราไปละ”

ผมโบกรูปในมือเพื่อบอกลา

เฌอน่ะ ดีกับผมมากเลย แต่อย่าคิดว่าจะใจอ่อนยอมเป็นนายแบบให้ ไม่มีทางหรอก อีก 5 ปี 10 ปีก็อย่าหวัง











“กูว่าละ” คล้อยหลังเฌอ ไอ้ป๊อบก็ดีดนิ้วเปาะเหมือนรู้อะไรดีๆ ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจ

“ว่าอะไร”

“ไอ้เฌอจีบมึงใช่มั้ย” เท่านั้นแหละ เพื่อนทั้งกลุ่มหันมามองกันเป็นตาเดียว

“จีบเหี้ยไร เพ้อเจ้อละป๊อบ”

“กูจะคอยดู และมึงก็รู้ไว้นะว่ามันจีบมึง อยากได้มึงเป็นเมีย เข้าใจมั้ย”

“ไม่เข้าใจ เมียเหี้ยไร ไร้สาระ” โคตรไร้สาระอะ เฌอเนี่ยนะจีบผม มันก็แค่ตามตื๊อให้ไปถ่ายแบบ ถ้าเป็นไอ้หมาก็ว่าไปอย่าง รายนั้นไม่เคยทำดีกับผมเลย ถ้าวันไหนทำดีด้วยล่ะก็ คอนเฟิร์มเลยว่ามันจีบผมชัวร์ แต่เรื่องนั้นน่ะไม่มีทางเป็นไปได้หรอก













ผมทิ้งไอ้ป๊อบไว้กับคนอื่นๆ แล้วออกจากตึกมา ขับรถมาเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ผ่านไป 2-3 ชั่วโมงก็มาโผล่หัวหินซะงั้น

ไม่ได้อยากมาทะเลเลยเนี่ย สงสัยร่างกายโหยหามั้ง

เพราะไม่ตั้งใจจะพักอยู่แล้วผมจึงแวะร้านอาหารประจำที่ต้องมาทุกครั้งเมื่อมาหัวหิน กินข้าวคนเดียวชิคๆ แล้วก็ขับรถออกมาหาที่จอดริมหาด เปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะเพื่อเดินเล่นชายหาดซักหน่อย

พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว ผมไม่ค่อยอินกับอะไรแบบนี้หรอกแต่ก็ยอมรับว่าสีของท้องฟ้ายามเย็นสวยจนต้องล้วงมือถือขึ้นมาถ่ายรูป

เห็นเคสมือถือลายมินเนี่ยนแล้วก็นึกถึงไอ้หมาขึ้นมา ป่านนี้คงกำลังอ่านหนังสืออย่างบ้าคลั่ง กินข้าวกินปลาหรือเปล่าก็ไม้รู้

Millionaire_ : อยู่หัวหิน เอาไรป่าว

ส่งไลน์ไปทักทายเจ้าของเคสมือถือพร้อมแนบรูปพระอาทิตย์ตกดินและรูปเซลฟี่ของผมซึ่งมีทะเลเป็นแบ็คกราวน์อีก 1 รูป ยิ้มแฉ่งขนาดนี้ ก็หวังว่าคนได้รับจะยิ้มตาม

An Ocean : มีงมีเรียนบ่ายไม่ใช่เหรอ

ซึ้งเลยอะ เพื่อนจำตารางเรียนผมได้ด้วย อย่างนี้ต้องซื้ออาหารทะเลไปฝากหนักๆ แต่เย็นแล้วไม่รู้ว่ายังมีที่ไหนขายอาหารทะเลสดๆ อยู่มั้ย งั้นเปลี่ยนเป็นพวกกุญแจซักโหลแทนละกัน เดินโต้รุ้งแป๊บๆ ก็ได้ละ

Millionaire_ : โดดไง

An Ocean : มึงนี่ แล้วไปกับใคร

Millionaire_ : คนเดียว

An Ocean : ไหนมึงบอกว่าเพื่อนเยอะ แล้วทำไมไปหัวหินคนเดียว

Millionaire_ : กูไปต่างจังหวัดคนเดียวออกจะบ่อย ไม่ต้องห่วงหรอก

An Ocean : ใครห่วงมึง

Millionaire_ : ปากแข็ง

An Ocean : แข็งเหี้ยไร ไม่ห่วงก็คือไม่ห่วง

Millionaire_ : คร้าบๆ สรุปอยากได้อะไรเป็นของฝาก

An Ocean : ซื้อข้าวต้มมื้อดึกมาฝากกูด้วย ขับรถกลับกรุงเทพดีๆ กูจะรอ

พ่อคุณเอ้ย มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าไอ้หมาเป็นห่วงผม ตื้นตันว่ะ ทำไมอยู่ๆ ทะเลกลายเป็นสีชมพูล่ะ หาดทรายก็ด้วย ต้นมะพร้าวก็อีก ทุกอย่างกลายเป็นสีชมพูไปหมดเลย

คงเพราะตอนกลางวันอากาศร้อนจนต้องร้องขอชีวิต พอตกเย็นท้องฟ้าจึงเป็นสีส้มพาสเทลสวย คู่รักที่มาถ่ายพรีเวดดิ้งตรงสุดหาดฝั่งโน้นโชคดีมากที่เลือกมาถ่ายกันวันที่ฟ้าสวยขนาดนี้

ผมยืนมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง จะว่าไปช่างภาพนั่นคุ้นๆ นะ เหมือน...

“มิล!!!” คุณช่างภาพลดกล้องลงเมื่อหันมาเห็นผม เฌอตะโกนเรียกเสียงดังก่อนจะหันไปพูดอะไiบางอย่างกับคู่บ่าวสาวแล้ววิ่งมาหยุดตรงหน้าผม

วิ่งย่ำทรายมาพอมาถึงตรงหน้าก็หอบหนักเลย

“มิลมานี่ได้ไงอะ”

“ขับรถมาดิ”

“คนเดียว?” คนถามมุ่นคิ้วนิดๆ ติดสงสัย เห็นอย่างนั้นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามาทะเลคนเดียวแปลกตรงไหน

“ใช่ มาคนเดียว”

“อารมณ์ไหนเนี่ย”

“ไม่รู้เหมือนกัน ขับรถมาเรื่อยๆ อะ อยู่ๆ ก็มาโผล่หัวหินเฉยเลย”

“แล้วนี่มิลไปไหนต่อ”

“ว่าจะไปสั่งข้าวต้มปูให้มหาสมุทรแล้วกลับกรุงเทพเลย”

“มาซื้อไกลถึงนี่เนี่ยนะ”

“มันบอกอยากกินข้าวต้มอะ แล้วนี่เฌอไม่กลับไปทำงานต่อเหรอ” เจ้าบ่าวเจ้าสาวมองใหญ่แล้ว เดี๋ยวก็ถูกเขาตำหนิหรอก

“วันนี้พอแค่นี้แล้วแหละ พอดีเจ้าบ่าวมีงานด่วนต้องรีบกลับกรุงเทพ”

“อ๋อ” ผมพยักหน้ารับ ตั้งใจจะบอกลาเฌอแล้ว เพราะถ้าบอกลาช้าก็จะกลับถึงกรุงเทพช้าใช่มั้ยล่ะ เดี๋ยวไอ้หมาหาว่าผมเหลวไหลอีก

“ไม่คิดจะชวนเรากลับด้วยกันเลยเหรอ”

“แล้วมาไงอะ นึกว่าขับรถมา” พอเฌอว่าอย่างนั้นผมนี่ดูเป็นคนไร้น้ำใจไปเลยเนอะ

“มากับพี่ลูกค้า แต่เขากลับไปแล้ว ถ้าไม่เจอมิลก็คงกลับรถตู้แหละ” มองไปยังคู่บ่าวสาวตรงสุดหาดก็พบว่าพวกเขากำลังเดินกลับออกจากตรงนั้นกันแล้ว

“งั้นกลับด้วยกันก็ได้แหละ กลับเลยมั้ย”

“อื้อ ขอบคุณนะ” ก็เฌอเล่นพูดขนาดนั้น ไม่ชวนก็จะดูไร้น้ำใจใช่มั้ยล่ะ ที่จริงผมก็ไม่ได้ไร้น้ำใจหรอก ขอกลับด้วยก็ให้กลับแหละ คนกันเอง

ผมบอกให้เฌอวางของไว้ที่เบาะหลังเพื่อเจ้าตัวจะได้นั่งสบายๆ พออีกฝ่ายจัดการกับตัวเองเสร็จแล้วผมจึงออกรถมุ่งหน้าสู่ร้านข้าวต้มเพื่อซื้อของฝากให้ไอ้หมา

“มิลนี่เอาใจใส่สมุทรจังเลยเนอะ”

“อือ มันช่วยติวหนังสือให้ไง” ถนนที่หัวหินนี่ไม่ได้ต่างจากกรุงเทพเลย ติดอะไรขนาดนี้ครับ

“แค่นั้นเหรอ ที่จริงเราช่วยติวสแตทให้มิลก็ได้นะ เราได้ตั้งบีแน่ะ”

“อวดเหรอ” ผมเหลือบมองแล้วยกยิ้มที่มุมปากให้คนที่อยู่ๆ ก็อวดเกรดสแตท

“เปล่า”

“ไอ้ป๊อบก็ได้บี ขอให้มันช่วยติวมันก็ติวให้ไม่ได้ เพราะงั้นเราไม่เชื่อเกรดหรอก เราเชื่อตัวบุคคลมากกว่า”

“เชื่อใจสมุทรมากกว่าเฌอว่างั้น”

ผมพยักหน้ารับ และหลังจากนั้นเฌอก็เงียบไป จนไฟเขียวและเราติดไฟแดงกันอีกรอบ

“เซลฟี่กันมั้ย” ผมหันมองเฌอด้วยความประหลาดใจที่อยู่ๆ ก็มาชวนเซลฟี่ในสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจพอให้เก็บไว้เป็นความทรงจำ

“ปฏิเสธได้มั้ย”

“ก็ได้แหละ ปกติมิลก็ปฏิเสธเราตลอดอยู่แล้ว ขนาดของขวัญวันเกิดยังไม่อยากรับเลย” โอ้โห ตัดพ้อเป็นชุด ถามว่าสลดไหม ไม่หรอก ไม่สะดวกใจก็แค่ปฏิเสธไปให้มันจบๆ “ที่จริงเราจะส่งให้พี่ทิว เขาไม่เชื่อว่าเราอยู่กับมิล”

พี่ทิวเป็นพี่รหัสเฌอ ก็คงเป็นห่วงล่ะมั้ง อยากยืนยันที่อยู่อะไรแบบนี้ พี่เอ้กเองก็เป็นเหมือนกัน พอติดต่อผมไม่ได้มันก็ร้อนรนเหมือนคนบ้า พอได้คุยกันก็ด่าเช็ดเลย เพราะงั้นเวลาไปไหนมาไหนจึงต้องรายงานมันเหมือนพ่อคนที่สอง

“ถ่ายก็ถ่าย แต่ขอขับรถก่อน”

เฌอหันมายิ้มแฉ่ง กระทั่งหาที่จอดรถใกล้ๆ ร้านข้าวต้มได้นั่นแหละเราจึงเซลฟี่กัน 1 รูปถ้วนแล้วค่อยลงมาสั่งข้าวต้มกัน เฌอชวนผมนั่งแต่ผมก็ปฏิเสธไป เพราะนี่ก็ค่ำมากแล้วกว่าจะขับรถถึงกรุงเทพก็คงดึก เดี๋ยวคนรอจะเป็นห่วง ไม่สิ เดี๋ยวคนรอจะหิว

ผมหวงรถมากก็จริงแต่ไม่ซีเรียสเรื่องกินอาหารบนรถ จึงอนุญาตให้เฌอที่บ่นว่าหิวซื้อข้าวต้มขึ้นมากินบนรถได้ แต่กลิ่นหอมๆ นั่นก็ทำเสียสมาธิไปบ้างเหมือนกัน

“กินมั้ย เดี๋ยวเราป้อน”

“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ ขับรถอยู่อะไม่ค่อยอยากกิน” พอถูกปฏิเสธ ช้อนที่เมื่ออยู่ถูกยื่นมาใกล้ๆ ก็ถูกดึงกลับไป

“ถ้ามิลเมื่อยเปลี่ยนให้เฌอขับได้นะ”

“ขอบคุณมาก ขับรถแค่นี้สบาย”

“สงสัยจัง นอกจากมิลแล้วรถคันนี้มีใครเคยได้ขับมั้ยอะ”

“ป๊า พี่ชาย และมหาสมุทร” พอนึกๆ ดูก็มีแค่นี้จริงๆ ก็บอกแล้วไงว่าผมมันคนหวงรถ

“สมุทรอีกละ สำหรับมิลสมุทรคงพิเศษมากเลยใช่มั้ย”

“ก็มันเพื่อนเรา เฌออยากเป็นเพื่อนเราป่ะล่ะ”

“แล้วถ้าเป็นเพื่อน มีโอกาสได้ออกจากเฟรนโซนมั้ย” สายตาเฌอจริงจังมาก พอผมไม่ยอมให้คำตอบซักทีเขาจึงละสายตาไปมองข้างทาง “งั้นไม่เป็นเพื่อนดีกว่า”

ถึงแม้ว่าประโยคที่บอกว่าไม่เป็นเพื่อนจะถูกเอ่ยออกมาเหมือนตัดพ้อ แต่เฌอก็ดูเป็นปกติดี ชวนผมคุยมาตลอดทางกระทั่งถึงกรุงเทพ ส่งเขาที่หน้าหอพักเจ้าตัวก็ขอบอกขอบใจผมยกใหญ่ บอกว่าอยากเลี้ยงข้าวตอบแทน ผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ที่จริงเฌอก็ไม่ได้เลวร้ายและวันนี้ผมก็ปฏิเสธมันมามากแล้ว แม้ไม่ค่อยสะดวกใจแต่ก็ไม่อยากทำร้ายน้ำใจกันมากไปกว่านี้











กว่าจะมาถึงหอพักมหาสมุทรก็ดึกแล้ว ข้าวต้มร้อนๆ ก็ชืดหมด ไม่แน่ใจเลยว่าจะกินได้หรือเปล่า

เมื่อจอดรถเสร็จ ก้าวลงมาก็พบอีกฝ่ายยืนรออยู่แล้ว

คงหิวมากมั้งลงมารอกันที่หน้าหอพักเลย

“ไง” ผมโชว์ถุงข้าวต้มพร้อมยิ้มทักทาย หากอีกฝ่ายกลับมองหน้าผมนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก

เป็นอะไรอีกล่ะ

“ไหนมึงบอกว่าไปหัวหินคนเดียวไง”

“ก็ไปคนเดียว ทำไมอะ”

“ไปกับเฌอไม่ใช่เหรอ” คงรู้มาจากพี่ทิวล่ะสิ ตอนที่ผมขับรถมานี่มันคงอยู่กับพี่ทิวตลอดเวลา ผมแม่งโคตรรู้สึกแย่เลยว่ะ

“บังเอิญเจอกันที่หัวหิน แล้วมันก็ติดรถกลับมา มึงโกรธอะไรเนี่ย”

“เปล่า ไหนอะข้าวต้ม”

“ในมือนี่ไงครับ แต่มันเย็นหมดแล้ว มึงก็ลองอุ่นดูละกัน กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เซเว่นนะมึง กูกลับแล้ว” ผมยัดถุงข้าวต้มใส่มือคนตรงหน้าและตั้งท่าจะกลับ ทว่ากลับถูกรั้งเอาไว้ซะก่อน

“ไม่ขึ้นไปข้างบนเหรอ”

“ไม่ดีกว่า เจอกันพรุ่งนี้ ไม่ต้องโทรปลุกนะ”

“กูเคยโทรปลุกมึงเหรอ”

“ไม่เคยไง ไปละ เจอกัน”

“เดี๋ยว” พอบอกลาก็คว้าแขนกันไว้อีก จะเอายังไงครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก ขับรถมาก็เหนื่อยขอกลับไปนอนเถอะ

“อะไรเล่า กูเหนื่อยอะสมุทร ไม่มีอารมณ์มาเล่นกับมึงหรอก”

“เอากุญแจรถมา”

“เอาไปทำไม”

“เอามาเถอะน่า” พอไม่ยอมให้ก็ล้วงกระเป๋าเสื้อกัน แสนรู้นี่หว่า รู้ได้ยังไงว่าผมชอบใส่กุญแจรถไว้ในกระเป๋าเสื้อ มีความใส่ใจนะเนี่ย “ขึ้นรถสิ เดี๋ยวกูขับไปส่ง”

“รถกู”

“รถมึงไง มาเถอะน่า” แม้ไม่ค่อยเข้าใจเจตนาเท่าไหร่แต่ก็ยอมให้มันลากคอไปที่รถ

ผมนั่งเงียบมาตลอดทาง หลายครั้งที่ไอ้หมาเหลือบมามองกันเหมือนจะชวนคุยแต่สุดท้ายก็เงียบไป ที่จริงจากหอพักมันไปที่หอพักผมระยะทางไม่ได้ไกลเท่าไหร่เลย แต่รถติดหนักมาก และพอมีคนขับรถให้แบบนี้มันก็สบายดีจนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

“มิล ไอ้มิล ไอ้มินเนี่ยน!!!!”

“หืม” ผมงัวเงียตื่นทั้งที่ยังไม่ลืมตา ไม่อยากลุกเลย เพลียไปทั้งร่าง

“ถึงหอแล้ว”

“ขอบคุณนะ” ผมบอกทั้งที่ยังตื่นไม่เต็มตา ควานมือหาที่เปิดประตูแล้วเปิดออก “มึงขับรถกลับไปเลยก็ได้ แล้วพรุ่งนี้ค่อยเอามาคืน”

“เดี๋ยวกูมารับ”

“หือ”

“7 โมงครึ่ง อย่าสาย เข้าใจมั้ย”

“ครับพ่อ” ผมลงมายืนที่ฟุตบาธหน้าหอด้วยอาการสะลืมสะลือกะว่ารอให้ไอ้หมากลับไปก่อนค่อยขึ้นห้องทว่ากลับถูกอีกฝ่ายไล่ให้รีบๆ ไปนอนซะ

ยังไงก็ได้แหละ วันนี้ไอ้หมาดูเป็นห่วงผมมากผิดปกติด้วย รู้สึกดี











โทรศัพท์มือถือดังขึ้นตอน 7 โมงครึ่งพอดี ไอ้หมาเพื่อนผมตรงเวลามาก ที่จริงจะไม่ชมก็ได้แหละ ก็นั่นมันอุปนิสัยส่วนตัวของมัน

“ไง”

“ไงอะไร ตื่นยัง”

“หลับอยู่มั้ง เสียงสดใสขนาดนี้”

“นี่คือสดใสแล้ว”

“มหาสมุทรคร้าบ รอมิลแป๊บนะ ใส่เสื้อก่อน เดี๋ยวรีบวิ่งลงไปเลย” ผมโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงทั้งที่ยังไม่วางสาย

ฮัมเพลงไปเรื่อยเปื่อยขณะสวมเสื้อติดกระดุม หยิบเอาชีทเรียนกับปากกาดินสอ กระเป๋าตังค์และโทรศัพท์มือถือ ล็อคห้องแล้ววิ่งหน้าตั้งลงมา

รถจอดอยู่หน้าหอพัก และพอผมเข้าไปนั่งแทนที่ไอ้หมาจะออกรถแต่มันกลับหันมามองหน้ากันแล้วอมยิ้ม

“รีบขนาดนั้นเชียว”

“รีบดิ มึงเร่ง” ผมตอบพลางยกมือขึ้นเซ็ตผมที่ยังไม่แห้งดี

“เร่งอะไร แค่บอกว่ามาถึงแล้ว”

“เนี่ยเร่ง”

“ตามใจมึงละกัน ติดกระดุมใหม่มั้ย”

“ทำไมอะ” ก้มมองตามสายตาคนข้างๆ ก็พบว่าตัวเองติดกระดุมผิดทั้งแถว มินาล่ะเมื่อกี้ตอนวิ่งลงบันไดมา น้องปี1 ที่เดินสวนกันขำใหญ่เลย

โหย โชว์เด๋อแต่เช้า

“มึงไม่บอกกูให้เร็วกว่านี้ล่ะ” ตำหนิคนข้างกายพลางปลดกระดุมทีละเม็ดให้ลมเย็นๆ จากแอร์ปะทะผิวกายจังๆ หนาวหัวนมมากอะ

“กูผิดเหรอ”

“เออผิด”

“รีบติดกระดุมเลย”

“มึงจะรอให้กูติดกระดุมเสร็จแล้วค่อยออกรถหรือไง เดี๋ยวก็ไปเรียนสายหรอก”

“กูไม่มีสมาธิ”

อะไรของมันวะ ว่าจะถามแต่พอเผลอสบตากันในกระจกมองหลังผมก็รีบติดกระดุมมือเป็นระวิง สายตาไอ้หมาที่มองผมเมื่อกี้มันแปลกมาก ทำเอาร้อนไปทั้งอกเลย

“รูป”

“หือ” อะไรของมันก็ไม่รู้ พูดออกมาไม่เกริ่นแล้วจะเข้าใจไหมล่ะ ผมที่เงยหน้าจากมือถือมามองมันก็ทำหน้างงสิ

กระทั่งไอ้หมาหยิบรูปที่ผมวางไว้ตรงคอนโซลรถมายื่นให้นั่นแหละจึงถึงบางอ้อ

“เฌอให้มาเป็นของขวัญวันเกิด”

“แล้วมึงก็รับมาเนี่ยนะ สนิทกันขนาดนั้นเชียว”

“ที่จริงมันให้กรอบมาด้วยแต่ไม่เอา ขอมันรับแค่นี้ แล้วนี่มึงเป็นไรอะ โกรธที่กูรับของจากเฌอรึไง”

“เปล่า”

น้ำเสียงไอ้หมาดูโกรธ แต่ไม่มีเหตุผลเลย ผมวางรูปลงที่เดิมก่อนหยิบมือถือขึ้นมากด

Bear_Boonraksa : พี่มิลวันนี้ยกเลิกคลาสสแตทนะ จารย์ไม่สบาย

อะไรวะ เข้าใจแหละว่าการป่วยเนี่ยมันแจ้งล่วงหน้าไม่ได้ แต่ก็แอบเคืองอยู่ดี อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า

“มึง อาจารย์ยกเลิกคลาสว่ะ” กลัวไอ้หมาไม่เชื่อจึงยื่นหลักฐานในมือถือให้มันดู

“อือ”

“มึงไม่ตื่นเต้นเลยเหรอ”

“ตื่นเต้นอะไร ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ไปบ้านกูกัน” อะไรเนี่ย อยู่ๆ มาชวนไปบ้าน แต่ผมก็ไม่ได้ขัดอะไร นั่งเงียบๆ เขาพาไปไหนก็ไปหมด











นั่งรถชั่วโมงกว่าๆ รวมรถติดแบบบรรลัย บีเอ็มลูกรักของผมก็เข้ามาจอดในบริเวณบ้านหลังหนึ่งซึ่งขนาดไม่ใหญ่โตนัก พอเหมาะกับครอบครัวเล็กๆ หากอยู่พร้อมหน้ากันก็คงอบอุ่นทีเดียว ทว่าความคิดเหล่านั้นก็เป็นอันต้องถูกพับเก็บไปเมื่อพบว่าบ้านทั้งบ้านว่างเปล่าและเงียบสงัดปราศจากร่องรอยการใช้ชีวิตอยู่ของใครซักคน

“บ้านมึงเงียบจังวะ”

“ไม่มีใครอยู่”

“บ้านร้างเหรอวะ”

“งั้นมั้ง” ไอ้หมาไหวไหล่ไม่รู้ไม่ชี้ แต่ผมนี่สิพอได้ยินอย่างนั้น ขนทั้งกายก็พร้อมใจกันลุก ความกลัวค่อยๆ คืบคลานเข้ามาครอบงำจนต้องเดินเบียดกับเจ้าของบ้านชนิดที่ว่ามันไปไหนผมไปด้วย ตามติดเหมือนปลิง

“แล้วมึงพากูมาบ้านร้างทำไม” ท้ายประโยคไฟในบ้านก็สว่างขึ้นให้เห็นว่าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก็ไม่เห็นจะน่ากลัวอย่างที่คิดเลย

“บ้านกูเอง ไม่มีคนอยู่หรอกแต่ก็ยังมีคนคอยมาดูแล แล้วนี่มึงจะเลิกเกาะกูได้รึยัง”

“ไม่อะ” ผมส่ายหน้าพรืด

“กลัวอะไร บ้านสว่างขนาดนี้”

“ไม่คุ้นไง มึงจะทำอะไรก็ทำเหอะ”

“ทำอะไรก็ได้เหรอ” แววตาและน้ำเสียงของไอ้หมาเผยความเจ้าเล่ห์หน่อยๆ พอให้ใจสั่น อะไรกันเนี่ย อ่อยหรอ

“มึงจะมาทำอะไรที่บ้านก็รีบไปทำสิ”

“ต้องขึ้นไปเอาของบนห้อง มึงจะไปด้วยเหรอ”

“ไปหมดแหละ”

มหาสมุทรยกยิ้ม พยักหน้ารับแล้วนำผมเดินขึ้นบันได ชั้นบนไม่มืดเท่าไหร่ เพราะแสงจากข้างนอกลอดผ่านหน้าต่างที่ถูกเปิดไว้เข้ามาให้พอสลัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังน่ากลัวอยู่ดี

“มึงเดินดีๆ”

ไอ้หมาหยุดฝีเท้าตรงกลางบันได ก่อนมือใหญ่จะเลื่อนมาจับมือผม นาทีที่มือสัมผัสกันร่างกายของผมชาไปหมด ซักพักหัวใจก็เต้นแรงคร่อมจังหวะ หน้าร้อน และรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว กระทั่งเข้ามายืนในห้องนอนเจ้าของบ้านผมก็ยังคงรวบรวมสติไม่ได้เลย

“นั่งก่อนได้นะ ต้องใช้เวลาหาของซักพักเลย”

“หาอะไรวะ” ผมถามเมื่อได้สติแล้วนั่งลงบนเตียงนอน

“เอกสารส่วนตัว”

“อ่อ” ผมพยักหน้ารับ พลางกวาดสายตามองห้องนอนที่ไม่ได้ต่างไปจากห้องที่หอพักเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีของเล่น โมเดล และอื่นๆ ที่พอให้เห็นว่าเจ้าของห้องมีงานอดิเรก

“มิล”

“ว่า” ผมเลื่อนสายตากลับมาและก็พบว่าถูกมองอยู่ก่อนแล้ว “มีอะไร”

“กูกำลังทำเรื่องขอทุนไปเรียนต่อที่รัสเซียนะ” เหมือนถูกทุบด้วยด้วยไม้หน้าสามที่ท้ายทอย ไม่มีเลือดออกแต่ชาไปทั้งตัว

ผมไม่คิดว่าตัวเองจะถลำลึกกับมหาสมุทรมากขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะผูกพันจนรู้สึกเสียใจเมื่อรู้ว่าซักวันต้องห่างกัน

“มึงโอเครึเปล่า” ไม่เข้าใจว่าไอ้หมาต้องการจะสื่ออะไร แต่ผมก็เลือกตอบคำที่ทำให้เราสบายใจกันทั้งคู่ ไม่สิ คำที่ทำให้อีกฝ่ายสบายใจต่างหาก

“โอเคดิ เพื่อนจะไปได้ดีจะไม่โอเคได้ไง มึงอะเรียนเก่งมากกว่ากู 10 คนรวมกันซะอีก มึงต้องได้ทุนอยู่แล้ว”

“10 คนเลยเหรอ รวมพลคนโง่ป่ะเนี่ย”

“งั้นมั้ง”

“ที่จริงแม่กูอยู่รัสเซีย เค้าย้ายไปอยู่กับแฟนใหม่ตอนกูอายุ 12 มั้ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากูก็คิดมาตลอดเลยว่าต้องไปหาเค้าให้ได้”

“แล้ว…” ว่าจะถามถึงพ่อหรือคนอื่นๆ ในครอบครัวแต่ก็นึกได้ว่าคงเสียมารยาทมากผมจึงหยุดพูดแล้วลุกจากเตียง หยิบหนังสือการ์ตูนในชั้นขึ้นมาดู “ชอบอ่านวันพีซเหรอวะ”

“ก็ปกติของเด็กผู้ชายป่ะวะ”

“กูไม่เคยอ่านนะ กูผิดปกติเหรอ”

“มึงโง่ผิดปกติไง” วกเข้าเรื่องโง่อีกละ ก็ยอมรับไงแต่อย่าย้ำได้มั้ยล่ะ อยากจะขว้างหนังสือใส่เจ้าของห้องแต่ก็ต้องหยุดมือไว้เมื่อมันส่งยิ้มมา

ตายเถอะไอ้มิล หัวใจจะละลายแล้วครับ

“แม่บอกว่าตอนเด็กๆ กูชอบอ่านหนังสือนอกเวลาอย่างต้นส้มแสนรัก แก้วจอมแก่น ความสุขของกะทิอะไรแบบนี้”

“มึงเนี่ยนะ ไม่น่าเชื่อ” ไอ้หมาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ผมเองก็ได้แต่ไหวไหล่ คนอย่างผมไม่เหมาะกับหนังสือนอกเวลาใช่มั้ยล่ะ บุคลิกเหมาะจะเป็นเด็กติดเกมส์ ติดการ์ตูนมากกว่าอีก

“นั่นดิ ตอนแรกกูก็ไม่เชื่อหรอกแต่แม่เอารูปถ่ายมาให้ดู พอมีหลักฐานจะไม่เชื่อก็ไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ”

“งั้นก็เอาหลักฐานมาดูดิ”

“จะมีได้ไง หลักฐานอยู่บ้านที่ตรัง มึงจะตามไปดูที่บ้านกูมั้ยล่ะ”

“ไปดิ ชวนแล้วนะ”

“เอาจริงดิ”

“มึงชวนเล่นๆ เหรอ นิสัยเสีย”

“ไม่ใช่ กูก็ชวนจริงแต่ไม่คิดว่ามึงจะไปไง”

“คราวหลังถ้าจะไปต่างจังหวัดชวนกูได้นะ อยากไปอ่านหนังสือนอกสถานที่บ้าง เบื่อหอสมุดแล้ว”

ไม่ค่อยเข้าใจไอ้หมาเท่าไหร่ อาการช่วงนี้แม่งผีเข้าผีออกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ก็ได้แต่เออออกันไป



[TBC.]



ที่จริงเขาก็เปิดใจให้กันบ้างแล้วนะ

เชื่อเราป่าว

#หมามิล



ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

14 เพื่อนผมขี้งอนมากเลย




นั่งมองน้องๆ ปี 1 ที่กำลังนั่งซ้อมเพลงเชียร์อยู่ใต้ตึกแล้วก็นึกถึงตัวเองสมัยเฟรชชี่ ตอนนั้นสภาพผมก็บ้านๆ นะ ผิวขาว ดัดฟัน นี่ก็เพิ่งเอาเหล็กออกเมื่อปีที่แล้ว

สำหรับผม กิจกรรมเชียร์เป็นอะไรที่โคตรน่าเบื่อ นั่งปรบมือแปะๆ แหกปากร้องเพลงอย่างกับเด็ก ไม่เห็นจะสนุกเลย แต่ก็ต้องขอบคุณกิจกรรมนี้ที่ทำให้พวกเราที่ต่างคนต่างที่มาได้คุ้นเคยและคุ้นหน้าคุ้นตากันมากขึ้น

“มิล เย็นนี้ไปบาร์หลีกัน” ไอ้ป๊อบนั่งลงข้างๆ แล้วชวนหลังจากโชว์ลีลาการเต้นสารพัดเพลงให้น้องปี 1 ดูเป็นการผ่อนคลาย เห็นมันเต้นแล้วเครียด ไม่แน่ใจว่าแฟนมันได้เห็นลีลาเท้าไฟนี้หรือยัง

“กูต้องไปอยู่แล้วอะ มึงเถอะ ทำไมอยากไป”

“อยากกินเหล้าย้อมใจไง” ถ้าไม่ติดว่ามันเพิ่งคบกับน้องไอน้ำ ผมคงคิดว่ามันถูกสาวทิ้งแน่

“ย้อมใจเหี้ยไร”

“ทะเลาะกับไอน้ำว่ะ” อ้าว เมื่อวันก่อนยังรักกันดีๆ อยู่เลย

“ทะเลาะเรื่องอะไร มึงทำตัวไม่ดีเหรอ”

“มึงเห็นกูเป็นคนแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ นี่เพื่อนนะ” ดราม่าใส่ผมซะงั้นอะคนเรา “คืองี้เว้ย ไอน้ำชวนกูไปถ่ายรูป แต่กูขี้เกียจตื่นก็เลยปฏิเสธไป แค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยก็ไม่รู้” ก็ไม่แปลกเลยที่น้องมันจะโกรธ เป็นแฟนประสาอะไรไม่ใส่ใจกันบ้างเลย

“ดูมึงแคร์น้องเนอะ” ประชดมันซักหน่อยเผื่อจะรู้ตัว

“นี่มึงประชดกูใช่มั้ย” และไม่ผิดหวังเมื่อมันรู้ว่าประชดแต่ไม่รู้ว่าตัวเองผิด

“น้องอาจจะอยากไปเดตกับมึง”

“สรุปคือกูผิด และกูควรง้อน้องใช่ป่ะ” ของมันแน่อยู่แล้ว พอผมพยักหน้าไอ้ป๊อบก็จับมือผมหมับแล้วทำหน้าอ้อน “มึงไปนิเทศเป็นเพื่อนกูหน่อยสิ”

“โน ไม่ใช่เรื่องของกู มึงต้องหัดทำอะไรด้วยตัวเองแล้วนะป๊อบ”

“ทำเป็นสั่งสอน แต่ว่า มึงไปกับกูนะ กูไม่กล้าไปคนเดียว แบบ กลัวอะ กลัวน้องไม่ยอมยกโทษให้ กลัวเสียใจแล้วต้องนั่งร้องไห้คนเดียว”

“เวอร์”

“ถ้ากูเสียใจมากๆ กูร้องไห้จริงๆ นะ”

“แค่โทรหาก็พอมั้ยวะ ไม่ต้องไปถึงตึกหรอก”

“ขอโทษต่อหน้าจริงจังกว่านะ” ทีอย่างนี้ทำเป็นรู้ดี

ยอมใจมันเลย สุดท้ายผมก็มายืนคว้างอยู่ใต้ตึกนิเทศอีกครั้ง เชื่อมั้ยว่าผมต้องเจอคนรู้จักซักคน ไม่พี่ทิวลิปก็เฌอ แต่ถ้าเจอพี่ทิวก่อนหลังจากนั้นซักพักผมก็จะเจอ...

เฌอ

“มิลมาหาเฌอเหรอ” นั่นไง เจอจนได้

เฌอว่าทีเล่นที่จริงให้ผมหัวเราะแห้งๆ กลับไป “อะไรทำให้เฌอคิดงั้นอะ”

“ล้อเล่นน่า แต่พักนี้เราเจอกันที่นิเทศโคตรบ่อยนะ”

“ก็ว่างั้นแหละ” ผมไหวไหล่ ก็เห็นด้วยแต่ก็ไม่ได้อยากมาเจอมั้ยล่ะ

“ไม่คิดว่าเฌอดักเจอมิลบ้างเหรอ” ผมมองหน้าเฌออึ้งๆ คิดในใจว่าทำไมต้องคิดอย่างนั้นด้วยล่ะ

“งั้นเหรอ ไม่เคยคิดนะ แล้วนี่ก็พาไอ้ป๊อบมาหาแฟน เราไม่คิดว่าเฌอรู้ว่าเราจะมา”

“แล้วมิลไม่อยากมาหาแฟนที่นิเทศบ้างเหรอ”

“ไม่ล่ะ” ผมยิ้มแล้วส่ายหน้า “ไม่อยากมีแฟน”

“จริงดิ แล้วมิลเคยมีมั้ย” ว่าจะหันไปขอความช่วยเหลือจากไอ้ป๊อบแต่เพื่อนผมยืนง้อแฟนอยู่แถวๆ บันไดโน่น เออ ก็รู้อยู่นะว่าหวังพึ่งมันไม่ค่อยได้หรอก แต่ลึกๆ แล้วก็แอบหวังแหละ

“ไม่ตอบได้มั้ย” จะตอบก็ได้แหละ แต่ครั้งนึงเฌอเคยบอกว่าไม่อยากเป็นเพื่อนผม ในเมื่ออยู่ในฐานะคนรู้จักก็ไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องส่วนตัวใช่มั้ยล่ะ

“งั้นเปลี่ยนคำถาม” หากอีกฝ่ายกลับไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

“ไม่ตอบอยู่ดี” และผมก็ตัดบทอีกครั้ง

“ใจร้ายจัง”

“แล้วนี่เฌอไม่มีเรียนเหรอ”

“พอเจอมิลแล้วลืมทุกอย่างไปหมดเลยอะ งั้นเฌอไปเรียนแล้ว ไว้เจอกันนะ”

“อืม ถ้าบังเอิญ”

“เย็นนี้บังเอิญเจอกันที่บาร์หลีมั้ย”

“อาจจะ...”

“ไว้เจอกันนะ”

เห็นท่าทางเฌอแล้วก็นึกถึงคำของไอ้ป๊อบที่ว่าเฌอจีบผม จริงเหรอวะ ผมเนี่ยนะ มีเสน่ห์ต่อเพศเดียวกันขนาดนั้นเลย ถ้ามหาสมุทรเห็นเสน่ห์อันนี้ของผมอย่างที่เฌอเห็นก็คงดีเนอะ













ผมบังเอิญเจอเฌอที่บาร์หลีจริงๆ เขามากับพี่ทิว และแน่นอนว่าพอพี่ทิวอยู่ที่นี่ คนของเขาซึ่งเป็นเพื่อนของผมก็อยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน

ส่วนไอ้ป๊อบไม่ได้มาที่ร้านเพื่อย้อมใจแต่มากับแฟน นั่งดื่มด้วยกันกระหนุงกระหนิง ได้ยินมันบอกว่าพรุ่งนี้ตกลงกันว่าจะออกไปถ่ายรูปที่สวนรถไฟตอนบ่าย

พอเล่นดนตรีเสร็จลงจากเวที ตอนแรกตั้งใจจะไปนั่งกับไอ้ป๊อบแต่พอคิดๆ ดูบางทีมันอาจจะอยากสวีทกับแฟนก็เลยต้องจำใจนั่งร่วมโต๊ะกับพี่ทิวตอนเขาชวนอย่างเลี่ยงไม่ได้

“มิลเล่นกีตาร์เก่งมากเลย แล้วร้องเพลงได้มั้ย”

“พอได้ครับ” ผมรับแก้วเหล้าจากเฌอมาจิบ อยากดื่มมากกว่านี้แต่พอสบตากับไอ้หมาแล้วก็ไม่กล้าดื่มเท่าไหร่เพราะพรุ่งนี้มีนัดติวหนังสือกัน

“ร้องให้ฟังหน่อยสิ”

“ไม่เหมาะมั้งพี่”

“เฌออยากฟังนะ” หันไปสบตากับเฌอที่เท้าคางมองกันด้วยสายตาแปลกๆ ยิ่งไม่อยากร้องใหญ่เลย

“ไม่สะดวกครับ ไม่ร้องดีกว่า” ผมปฏิเสธอย่างไม่คิดอะไรมากก่อนยกเหล้าขึ้นจิบเรื่อยๆ โดยทุกการกระทำอยู่ในสายตาของคนที่เอาแต่จ้องผมไม่พูดไม่จาถึงแม้ว่าข้างกายมันจะมีทิวลิปนั่งอยู่ก็ตาม

นั่งจ้องกันขนาดนี้ไม่คิดว่าผมจะรู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ

ก็ได้ๆ ไม่ดื่มก็ได้

ผมตัดพ้อมันด้วยสายตาก่อนวางแก้วเหล้าลงแล้วหยิบมือถือขึ้นมากด ทั้งที่มีแอพพลิเคชั่นตั้งมากมายแต่ผมกลับกดมือถืออย่างไร้จุดหมาย กดไปเรื่อยๆ อย่างเลื่อนลอย

“เมาแล้วอะซี” พี่ทิวโหมดออดอ้อนนี่น่ารักจนใจสั่นเลย เขาเกาะแขนคนข้างกาย ซบหน้าลงบนไหล่ พี่ทิวแม่งทำไมถึงเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ต่อเพศเดียวกันขนาดนี้วะ

“กลับมั้ย” อ่านปากคนที่ก้มลงไปกระซิบถามใกล้ๆ หูคนเมาได้ความว่าอย่างนั้น

ผมมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกหน่วงที่ช่องอกก่อนจะถอนสายตาออกมาก้มจ้องมือถือตัวเอง

“ถ่ายรูปกัน”

“ถ่ายรูปอะไร เมาแล้ว”

“อยากถ่ายรูปอะ นะซี ถ่ายรูปกันนะ” อ้อนไอ้หมาเสร็จก็หันมายิ้มหวานให้ผมทำตัวไม่ถูกแล้วมือถือก็ถูกฉวยไป “ขอยืมหน่อยนะมิล”

ผมยังไม่อนุญาตเลยแต่พี่ทิวก็ใช้มือถือของผมเซลฟี่รูปคู่ของเขากับคนข้างๆ แล้ว ทั้งซบไหล่ แก้มแนบแก้มและอีกมากมายแบบใกล้ชิดสนิทสนมเกินเพื่อน แน่นอนสิก็พวกเขาเป็นมากกว่าเพื่อนกันนี่นา

สุดท้ายผมก็ทนดูไม่ได้จนต้องหยิบแก้วเหล้ามาดื่มจนหมดรวดเดียว

“มิลดื่มเยอะไปป่าว” เฌอยื่นมือมาพลางร้องห้าม

“ไม่เมาหรอก ไม่ต้องห่วง”

“เมาแล้วขับรถจะไม่ให้ห่วงได้ยังไง ขอขับให้ก็ไม่ยอม”

“เออๆ ไม่ดื่มแล้วก็ได้” เพราะขี้เกียจเถียงผมจึงยอมวางแก้วลงแล้วหยิบมือถือตัวเองที่พี่ทิววางไว้บนโต๊ะขึ้นมากดอีกครั้ง

ที่จริงจะขอตัวกลับเลยก็ได้แหละ แล้วผมยังนั่งอยู่ทำไมวะเนี่ย ตอนที่ตั้งใจจะขอตัวกลับน้องไอน้ำก็มาที่โต๊ะพอดี

“พี่มิล พี่ป๊อบเมาเละเลย” หันไปมองที่โต๊ะก็พบว่าไอ้ป๊อบฟุบหลับอยู่ที่นั่นจริงๆ

“งั้นเรากลับแล้วนะ” ผมบอกลาเฌอ ก่อนหันไปสบตากับไอ้หมาที่มองอยู่ก่อนแล้ว “กูกลับละ มึงขับรถไหวนะ”

“ไม่ได้เอารถมา”

“อ้าว งั้นกลับด้วยกันมั้ย เดี๋ยวกูแวะส่ง”

“จอดรถไว้ไหน”

“รอหน้าร้านก็ได้ เดี๋ยวขับไปรับ”

“มึงขับรถไหวนะ”

“ไหวดิ” ผมบอกแล้วลุกขึ้นเพื่อไปพาไอ้ตัวภาระไปที่รถแต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกไป ไอ้ป๊อบก็ลุกเดินโซซัดโซเซมาหาเราแล้ว “มึง...”

“นั่งๆ” ว่าแล้วก็จับไหล่ผมให้นั่งลงที่เดิม ไอ้ป๊อบนั่งลงข้างๆ ก่อนดึงข้อมือน้องไอน้ำให้นั่งถัดไป “ยังไม่อยากกลับเลยอะ ดื่มต่อๆ”

“พี่ป๊อบเมามากแล้ว กลับห้องเถอะ”

“อยากดื่มกับพี่ทิวลิปอะครับ” ไม่สนใจคำห้ามปรามของแฟนแล้วยังฉวยเอาแก้วของผมไปขอชนแก้วกับพี่ทิวลิปโดยไม่สนใจสายรหัสเขาที่นั่งกันหน้าสลอนเต็มโต๊ะ

“เอาสิ ไม่เมาไม่กลับ” นี่ก็เมาแล้วมั้ยล่ะ เมาเรื้อนกันทั้งคู่เลย

นั่นแหละครับ พอคนเมา 2 คนมาเจอกัน ก็ยาวสิ เสียงชนแก้วดังครั้งแล้วครั้งเล่า เหลือบมองไอน้ำทีไรก็เห็นแต่ทำหน้าเซ็งๆ แต่ยังไม่งอแงกลับเพราะคนในโต๊ะส่วนมากก็มาจากเอกเดียวกับน้องทั้งนั้น

“มิลไม่ดื่มหน่อยเหรอ”

“มิลต้องขับรถครับพี่ทิว” ผมยกมือขึ้นปฏิเสธตอนที่แก้วเหล้าถูกส่งมา

“ใจร้ายอะ อยากเห็นมิลเมาอะ ต้องน่ารักมากแน่ๆ เลย”

“ไม่น่ารักหรอกพี่ทิว” เพื่อนผมแหละ เอาเข้าไป นี่คือจะจุดไฟเผากันแล้วใช่มั้ย และดูเหมือนว่านอกจากพี่ทิวแล้ว เฌอเองก็อยากใส่ใจผมเหมือนกัน พวกขี้เสือกเอ้ย

“ยังไงอะ มิลน่ารักยังไงเหรอ”

“เวลาไอ้มิลเมามันชอบพูด พูดมากเหมือนคนไม่เคยพูดอะครับ พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจและพอสร่างเมาก็จำอะไรไม่ได้ซักอย่าง”

“งั้นมอมเหล้ามิลกันเถอะ” อ้าว แบบนี้ก็ได้เหรอ

ผมปฏิเสธรัวเมื่อถูกคะยั้นคะยอให้ดื่ม ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าเมาแล้วพูดทุกสิ่งทุกอย่างในใจ คำพูดของผมจะไปกระทบกับอะไรบ้าง ที่แน่ๆ เลยก็คงเป็นไอ้หมา ถ้ามันรู้ความในใจของผม ความสัมพันธ์ของเราคงไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป

“ไม่เอาน่าทิว อย่าบังคับมิลเลย มันต้องขับรถ”

“ให้เฌอขับไปส่งก็ได้”

“แล้วเกี่ยวไรกับเฌออะ”

“ก็เฌอ...” ยังไม่ทันที่พี่ทิวจะเอ่ยจบประโยค เฌอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยื่นแก้วไปจ่อที่ปากบังคับให้พี่รหัสตัวเองดื่มเข้าไปเหมือนไม่อยากให้พูดอะไรอีก

เข้าใจแหละ ความลับบางเรื่อง ตัวเราก็อยากเป็นฝ่ายพูดออกมาเอง

ทั้งที่บรรยากาศในวงเหล้าควรจะเป็นอะไรที่ผ่อนคลาย แต่สำหรับผม วงเหล้าคืนนี้โคตรจะอึดอัด ขอบคุณอะไรก็ตามที่ดลใจให้ทุกคนพร้อมใจกันกลับบ้านก่อนบาร์ปิด

“มิลขับรถไหวแน่นะ”

“ไหวสิ ขอบใจนะเฌอ”

“งั้นเฌอกลับนะ” เฌอบอกลาและลุกขึ้น กำลังจะเดินผ่านผมไปแล้วแต่ก็ยังไม่วายหันมาถามอีก “กลับถึงห้องแล้วเฌอไลน์หาได้มั้ย”

“ได้สิ ขอบคุณที่เป็นห่วง”

“ขับรถดีๆ นะ” ผมละสายตาจากเฌอทันทีที่บอกลาเขา

บอกให้คนเมาและผู้ดูแลรอที่หน้าบาร์ไม่ต้องเดินลากกันไปถึงลานจอดรถให้ลำบาก หลังจากยัดคนเมาเข้ามาในรถแล้วก็มุ่งหน้าไปส่งน้องไอน้ำก่อน

“พี่เฌอแสนดีจังเลยค่ะ” น้ำเสียงชื่นชมยินดีของเด็กสาวเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่เบาะหลังเรียกความสนใจผมให้ละสายตาจากถนนเบื้องหน้าครู่หนึ่ง

“ยังไงเหรอ”

“ก็ก่อนกลับ พี่เฌอดูห่วงพี่มิลมากเลย ไม่ใจอ่อนเหรอคะ”

“ใจอ่อนอะไร”

“พี่เฌอไม่ได้จีบพี่มิลเหรอ รูปถ่ายที่จัดนิทรรศการอยู่ที่ตึกก็มีแต่รูปพี่มิล มองจากนอกโลกยังรู้เลยว่าชอบ”

“ไม่หรอก จีบอะไร ไม่มีนะ”

“พี่มิลไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่อะ แบร์ยังรู้เรื่องนี้เลยค่ะ”

“ไอน้ำอย่าไปฟังไอ้แบร์มาก มันขี้มโนจะตาย ว่าแต่หอพักไอน้ำพี่ต้องเลี้ยวซอยไหน ข้างหน้ารึเปล่า” ถ้าไม่รีบตัดบทมีหวังเรื่องยาวแน่ เพราะดูท่าไอน้ำจะไม่หยุดซักไซ้ผมง่ายๆ

“ซอยเซเว่นเลยค่ะพี่มิล ตึกแรก”

ผมขับรถเข้ามาตามคำบอกของน้อง หอพักแถวนี้ดูใหม่เอี่ยม มีไฟฟ้าให้ความสว่างตลอดทาง เหมาะกับสาวๆ เพราะน่าจะปลอดภัยดี

“ขอบคุณนะคะพี่มิล ฝากดูแลคนเมาด้วยนะ”

“ค่ะ ไอน้ำเข้าหอเถอะ ดึกแล้ว” ระหว่างจอดรถรอส่งไอน้ำเดินเข้าหอ อยู่ๆ ไอ้หมาก็เปิดประตูลงจากรถแล้วอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผม

“ลงมา” และออกคำสั่ง

“อะไร”

“เดี๋ยวกูขับให้”

“ไม่เป็นไร กูไหว บอกแล้วไงว่าไม่ได้เมา”

“อย่าดื้อมิล บอกให้ลงก็ลงดิ” ดุกันเฉย และเพราะถูกเรียกชื่อเล่นตรงๆ ก็เลยใจอ่อนยอมลงจากรถมานั่งข้างคนขับปล่อยให้ไอ้หมาจับจ้องตำแหน่งคนขับตามที่มันต้องการ

“มึงห่วงกูเหรอ” อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้เลย

“ก็ห่วงคนทั้งรถ”

อ๋อ ที่แท้ก็ห่วงพี่ทิว ผมแม่งเข้าข้างตัวเองเกินไปอีกแล้ว เพราะรู้สึกแป้วๆ ผมก็เลยไม่ชวนคุยอีก ปล่อยให้รถเงียบๆ ไป กระทั่งโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น หน้าจอโชว์หมายเลยแปลกที่ไม่ได้เมมไว้

ใครวะ ตั้งคำถามกับตัวเองพร้อมๆ กับกดรับสาย

“มิลถึงห้องยัง”

“ใครครับ”

“เฌอเอง”

“อ๋อเฌอ ยังเลย เพิ่งส่งไอน้ำเสร็จ”

“อ้าว แล้วรับสายได้ไง ไม่ได้ขับรถอยู่เหรอ”

“เปล่าๆ สมุทรช่วยขับอะ มันกลัวเราพาพี่ทิวแหกโค้ง”

“มิล ถึงห้องแล้วไลน์บอกเราได้มั้ย เป็นห่วง”

“ได้สิ ขอบคุณนะ”

“คุยต่อได้มั้ย”

“คุยอะไร วางเถอะ เปลืองค่าโทร” ผมตัดสายทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายต่อบทสนทนา

ที่จริงเฌอเป็นคนดีมากเลย เหมาะจะคบไว้เป็นเพื่อน แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนกันรึเปล่า ที่มาวอแวและทำดีด้วย บางทีอาจจะยังหวังว่าผมจะใจอ่อนยอมเป็นแบบถ่ายภาพให้ในซักวัน หรืออาจจะจีบจริงๆ อย่างที่หลายๆ คนตั้งข้อสงสัยเอาไว้

ผมมองหน้าจอที่ดับลง พลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย นาทีนั้นอยู่ๆ ความเร็วรถก็เพิ่มขึ้น เมื่อมองไปยังเข็มไมล์ก็พบว่า… 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เหี้ยเถอะไอ้หมา ตีนผีเหมือนกันนี่หว่า

“มึงเบาๆ หน่อย รีบไรวะ ปวดฉี่เหรอ”

“เปล่า” ตอบผมด้วยน้ำเสียงนิ่งต่างจากความเร็วรถยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลง

“งั้นก็อย่าขับเร็วดิวะ ยิ่งถนนโล่งยิ่งอันตราย”

“ห่วงกูหรือห่วงรถ”

“ก็ทั้งคู่ แต่ห่วงมึงมากกว่า” เข็มไมล์ค่อยๆ ลดระดับลงมาเมื่อผมเอ่ยจบประโยค เห็นแบบนี้แล้วค่อยโล่งใจหน่อย

“มินเนี่ยน”

“ว่า…” ผมยังคงมองเสี้ยวหน้าคนข้างๆ รอคอยให้มันพูดในสิ่งที่กำลังคิด

“มึงจะไปถ่ายแบบให้ไอ้เฌอเหรอ” อะไรทำให้คิดว่าผมจะเปลี่ยนใจล่ะ

“เปล่า ทำไม เขาใช้ให้มึงมากล่อมกูอีกแล้วเหรอ”

“เปล่า”

“แล้วถามทำไม”

“อยากใส่ใจ”

“ขี้เสือกว่ะหมา”

“ขี้เสือกเหมือนมึงแหละ” โบ้ยความผิดให้กันอย่างหน้าด้านๆ เลยคนเรา

“ความผิดกูว่างั้น”

“เพราะกูอยู่ใกล้มึงมากเกินไปไง”

“ไม่เกี่ยวว่ะ มึงอย่าโยง ความเสือกไม่ใช่โรคติดต่อ อยู่ใกล้กันแค่ไหนก็ไม่ติดหรอก”

“เนี่ยติดแล้ว”

รถจอดติดไฟแดง อยู่ๆ ไอ้หมาก็ยื่นแขนมาโอบไหล่ผมแล้วดึงเข้าไปหาตัวมันจนไหล่ผมจมไปกับอก แม่มึง หัวใจผมเต้นแรงมาก ยิ่งสบตากับมันในกระจกมองหลังก็ยิ่งมวนท้อง

ฉิบหายเอ้ย คนครับไม่ใช่ปลากัดที่แค่มองตากันก็มีเบบี้อะ

“ติดเหี้ยไร ตลกละ” พอตั้งสติได้ผมก็ผละออกห่าง เป็นจังหวะเดียวกับที่สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว “ตั้งใจขับรถไปเลยมึง”

มหาสมุทรยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ผมไม่ชอบเลย เพราะมันทำให้ผมควบคุมหัวใจตัวเองไม่ได้ ยิ่งมันเหลือบมองผมบ่อยๆ ก็ยิ่งอยากให้ถึงห้องเร็วๆ

แม่งเอ้ย ไอ้หมาเป็นเหี้ยไรเนี่ย รู้เหรอว่าผมคิดยังไงกับมันถึงได้มาป่วนกันแบบนี้

“ถึงห้องแล้วโทรบอกกูด้วย” บอกผมทั้งที่ข้างกายมีพี่ทิวลิปซุกซบอยู่อย่างแนบชิด

ก็รู้แหละว่าเขาเมา รู้มาตลอดว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้เป็นยังไง แต่ก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้อยู่ดี

“ถ้าไม่ลืม”

“ทำไมมึงดื้องี้วะ บอกให้โทรก็โทรดิ ทีไอ้เฌอบอกให้โทรมึงยังรับปากเขาง่ายๆ เลย” เกรี้ยวกราดเฉยเลย พอเห็นมันเป็นอย่างนั้น ผมจึงพยักหน้ารับส่งๆ

ถ้าไม่ลืมก็จะโทรนะ ย้ำว่าถ้าไม่ลืม

และพอถึงห้อง โยนไอป๊อบลงบนเตียงและผมก็ทิ้งตัวนอนแผ่หลาลงข้างมัน หลับตา ลืมทุกอย่างที่เคยรับปากกับใครก็ตามเอาไว้

ช่างแม่งเถอะ ง่วงจะตายอยู่แล้ว













Rrrr

ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาตอนที่โทรศัพท์มือถือซึ่งถูกโยนไว้บนโซฟาดังไม่หยุดเหมือนคนโทรเข้ามีเรื่องด่วน

ไอ้ฉิบหายเอ้ย ถ้ารับสายแล้วแม่งคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องกูจะตามด่ามึงยันลูกบวชเลย

บ่นไปพลางขยำเส้นผมลุกจากเตียงอย่างหงุดหงิด เมื่อเดินมาถึงเอื้อมมือไปหยิบมือถือเสียงนั้นก็เงียบไป

24 มิสคอลจากเฌอ

32 มิสคอลจากมหาสมุทร

ฮ็อตอะไรขนาดนี้วะมหาเศรษฐี นอกจากรวยเงิน รวยเพื่อนแล้วยังจะรวยมิสคอลอีกเหรอ

ขณะกำลังกดมือถือตั้งใจโทรหาเจ้าของ 32 มิสคอล สายเฌอก็เข้ามาซะก่อนให้ต้องกดรับอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ว่าไง”

“มิลถึงห้องปลอดภัยดีใช่มั้ย” มีสายซ้อนเข้ามาระหว่างประโยคของเฌอ

“แป๊บนึงนะเฌอ มีสายซ้อน”

เป็นสายจากเจ้าของ 32 มิสคอล

“ว่าไงมึง”

“ว่าไงเหี้ยไร มึงมีมือถือไว้ทำไม ถ้ามีแล้วติดต่อไม่ได้ก็ทิ้งไปซะ” พูดง่ายเนอะ มือถือเครื่องละตั้งหลายหมื่น ถึงจะรวยมากแต่ก็ทิ้งไม่ลงหรอก

“อะไรของมึงเนี่ย เดี๋ยวค่อยด่าได้มั้ยกูคุยกับเฌออยู่”

“วางสาย” น้ำเสียงไอ้หมาดุดันเมื่อออกคำสั่ง อะไร เป็นเมียเหรอมาสั่ง

“ได้ๆ เดี๋ยวกูโทรกลับนะ” ขืนคุยกันต่อต้องทะเลาะกันแน่ หากอีกคนกลับไม่คิดอย่างเดียวกัน นี่คือจะชวนทะเลาะให้ได้เลยใช่มั้ย อยากเป็นเมียกูจริงๆ ใช่ป่ะ

“วางสายไอ้เฌอ เดี๋ยวนี้”

“อะไรของมึงเนี่ย เฌอโทรมาก่อน กูคุยกับเขาอยู่ มึงสิต้องรอ”

“มิล…” ผมตัดสายไอ้หมาทิ้ง ใช่ผมทำ และคิดว่าเจ้าตัวต้องโกรธมากแน่ แล้ววันนี้ผมจะสู้หน้ามันยังไง มันต้องด่าผมเช็ดแน่เลย แต่ช่างเรื่องนั้นก่อน เฌอยังรอสายอยู่ใช่มั้ย

“คุยกับสมุทรเหรอ”

“อือ วางสายแล้ว แม่งคุยไม่รู้เรื่อง เออ ขอโทษนะทีไม่ได้รับสาย หัวถึงหมอนแล้วเราก็หลับเลย ไอ้หมาก็โทรมาหลายสายเหมือนกัน ตอนนี้มันต้องโกรธมากแน่เลยอะ”

“เรานอนไม่หลับเลย”

“งั้นเฌอก็ไปนอนเถอะ แค่นี้นะ” ผมตัดสายเฌอทันทีเมื่อพูดจบ คิดว่าไอ้หมาจะโทรมาแต่ก็ไร้วี่แว่ว ช่างแม่งเถอะ โทรมาก็ชวนทะเลาะอีก รอให้อารมณ์เย็นๆ กว่านี้ก่อนแล้วค่อยคุยกัน

จากที่ง่วงๆ ตอนนี้ตื่นเต็มตาเลย มองไอ้ป๊อบที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงแล้วก็อิจฉามัน อยากนอนหลับถึงบ่ายแต่ทำไม่ได้ไงถ้าขืนเบี้ยวนัดล่ะก็ไอ้คุณติวเตอร์ฆ่าผมแน่

อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ปลุกไอ้ป๊อบให้มันผงกหัวขึ้นมารับคำสั่งแล้วผมก็ขับรถออกจากห้องมาเลย ถ้าขืนช้ากว่านี้ล่ะก็ไม่ทันเวลานัดแน่

ผมมาถึงห้องอ่านหนังสือก่อนเวลานัด 5 นาที ยืนปั้นหน้าอยู่หน้าลิฟต์เพราะไม่รู้ว่าเมื่อเจอหน้ากันต้องทำตัวยังไงทั้งที่เมื่อเช้าเราเพิ่งเหมือนจะทะเลาะกัน หากแต่เมื่อเปิดประตูเข้ามากลับพบเพียงห้องที่ว่างเปล่า

มหาสมุทรยังไม่มาค่อยโล่งใจหน่อย

10 นาทีแรกก็โล่งใจอยู่หรอก แต่นี่สายมาเป็นชั่วโมงแล้ว โทรหาก็ไม่รับสายแปลว่ายังไงอะ โกรธเรื่องเมื่อเช้าจนต้องเทกันกลางทางแบบนี้เลยเหรอ

“ป๊อบมึงตื่นยัง” ไอ้ป๊อบก็ด้วย กดโทรออกหามันจนลายนิ้วมือจะหมดกว่ามันจะรับสาย

“ยังอะ ปวดหัวฉิบหาย” เชื่อเลย เสียงงัวเงีย คิดว่าตอนนี้มันคงนอนกลิ้งอยู่บนเตียงนอนของผมไม่ทันได้ลุกไปไหนหรอก

“ตอนบ่ายมีนัดกับไอน้ำ จำได้ใช่มั้ย”

“จำได้ๆ แต่กูคิดว่ากูอาจจะไม่ไหว”

“กูว่าน้องมันขอเลิกมึงครั้งนี้แน่นอน”

“ปากมึงไอ้มิล ไอ้ห่าเอ้ย กูขอนอนต่อละกัน ซักบ่าย 3 มึงโทรปลุกกูหน่อยดิ”

“เกรงใจกูบ้างก็ได้นะบางที”

“วางเถอะมึง กูจะนอน”

ตัดสายกันทิ้งเฉย

วางสายจากไอ้ป๊อบ ประตูห้องอ่านหนังสือก็เปิดออกพอดี สบตากับผู้มาใหม่แล้วต่างคนก็ต่างทำเหมือนไม่สนใจกัน กระทั่งผมทนความอึดอัดไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายชวนคุยเอง

“โทรไปไม่รับเลย”

“เหมือนมึงไง” พบคนขี้งอน 1 อัตรา

“โกรธกูว่างั้น โกรธที่กูไม่รับโทรศัพท์เหรอ เมื่อเช้าก็รับแล้วไง ไม่โกรธดิ”

“โจทย์ที่ให้ทำครั้งก่อนทำเสร็จยัง” เข้าสู่โหมดแห่งการเรียนรู้แล้ว

ผมหยิบกระดาษแบบฝึกหัดของคราวที่แล้วขึ้นมาวางบนโต๊ะ นั่งมองคนที่ดึงมันไปตรวจด้วยอาการเลื่อนลอย กระทั่งไอ้หมาหยุดมือที่กำลังเขียนผมจึงชวนคุยอีกครั้ง

“พี่ทิวเป็นไงบ้างวะ”

“แฮงค์”

“ที่ออกมาช้านี่คือดูพี่ทิวอยู่เหรอ”

“อือ” อ่อ เข้าใจละ

“ไม่บอกกูซักคำ โทรไปก็ไม่รับ รู้รึเปล่าว่าเป็นห่วง”

“รู้รึยังว่าเมื่อคืนกูรู้สึกยังไง” เป็นห่วงเหรอ ไม่หรอกมั้ง คงหงุดหงิดที่ผมไม่ยอมรับโทรศัพท์มากกว่าแหละ คนอย่างไอ้หมา คนที่แสดงความรำคาญผมอยู่เสมอ คนแบบนี้ไม่มีทางห่วงผมหรอก

“ผิดเยอะมั้ยวะ”

“ไม่ผิดแล้ว”

“เก่งป่ะ”

“ไม่”

“ชมกันหน่อยไม่ได้เหรอวะ”

“ถ้าอยากได้รับคำชมก็ไปสนิทกับไอ้เฌอดิ”

“เกี่ยวอะไรกับเฌอ นี่อย่าบอกนะว่าหวง ไม่อยากให้กูสนิทกับเฌองี้ โห สมุทรเพื่อนรัก นาทีนี้ไม่มีใครสำคัญกับกูเท่ามึงแล้ว”

“ถ้ากูเลิกติวหนังสือให้มึง กูยังจะสำคัญกับมึงอยู่มั้ย”

“สำคัญดิ มึงเป็นเพื่อน เป็นผู้มีบุญคุญ เป็นอาจารย์คนที่ 147 ของกู จะไม่สำคัญได้ไง”

“เวอร์ละ เอานี่ไปลองทำ ไม่เข้าใจข้อไหนค่อยถาม”

เพราะวันพุธที่แล้วเราไม่มีเรียนก็เลยไม่มีบทเรียนใหม่ให้ติวเพิ่ม ไอ้หมาก็ช่างรอบคอบ อุตส่าห์หาโจทย์มาให้ทำ ไม่ปล่อยให้สมองไอ้มหาเศรษฐีพักผ่อนบ้างเลย

เราต่างก็สนใจกิจกรรมตรงหน้า แม้ภายในห้องจะเงียบกริบ ไร้ซึ่งบทสนทนาแต่แปลกที่ไร้วี่แววของความอึดอัด

มหาสมุทรน่ะ นอกจากจะเป็นคนสำคัญของผมแล้ว ตอนนี้มันยังเป็นความสบายใจของผมด้วยแหละ

“หิวยัง” ทำโจทย์ข้อสุดท้ายเสร็จก็เกือบบ่าย 2 แล้ว “หรือมึงต้องกลับไปกินข้าวกับพี่ทิว” อันนี้ไม่ได้ประชด แค่ถามความเห็น และหากไอ้หมาไปผมก็ไม่มีสิทธิ์รั้งไว้อยู่แล้ว

“มึงไปไหนต่อ” นิสัยเสียว่ะ แทนที่จะตอบคำถามเรากลับมาย้อนถามกันซะงั้น

“คงกลับไปนอนแล้วเย็นๆ จะออกไปสวนรถไฟ”

“ไปทำไม”

“คนปกติเขาไปทำอะไรที่สวนรถไฟกูก็ไปทำเหมือนคนอื่นแหละ”

“สวนรถไฟเหรอ ไม่ได้ไปนานแล้วเหมือนกัน”

“พูดเหมือนจะไปด้วย”

“ไม่ได้ไปด้วย แต่จะไปสวนรถไฟโดยติดรถมึงไป” จ้าๆ ไม่ไปด้วยกันแต่ติดรถไปจ้า เอาที่คุณมหาสมุทรสบายใจละกัน

“กูจะกลับห้องไปนอนก่อน มึงจะไปด้วยเหรอ”

“ว่าง”

ไม่ค่อยเข้าใจมันเหมือนกัน เมื่อก่อนทั้งชวนทั้งบังคับทั้งกราบกรานก็ปฏิเสธผมตลอด แต่วันนี้กลับบอกว่าจะไปด้วยทั้งที่ไม่ได้ชวนด้วยซ้ำ แล้วแต่เถอะ อยากไปก็ไป ที่จริงผมเองก็อยากให้มันไปเหมือนกัน อยากปั่นจักรยานด้วยกัน คงโรแมนติกน่าดู

เราแวะกินข้าวร้านเฮียเอ๋งก่อนกลับมาที่ห้องผม

บ่าย 3 แล้วไอ้ป๊อบยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง ผมไม่อยากปลุกมันเลย อยากให้น้องไอน้ำทิ้งมันซะจะได้เจ็บแล้วจำว่าตัวเองยังขาดอะไร แต่ถึงกระนั้นก็สงสารแฟนมัน อุตส่าห์รอคอยจะได้ไปปั่นจักรยานเดตกัน เพราะงั้นผมจึงขึ้นไปบนเตียงแล้วใช้เท่าเขี่ยมันตกพื้น

ตื่นเต็มตามั้ยล่ะมึง

ด่าผมเสร็จก็ขอให้ผมขับรถไปส่งที่หอ แต่ผมไม่ไปหรอก เหนื่อยมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว อยากนอนก็เลยใช้แอพเรียกแกรบไบค์มารับมัน จ่ายค่ารถตัดบัตรเครดิตมหาเศรษฐีไปอีก อยากถามไอ้ป๊อบว่าชาติที่แล้วทำบุญด้วยอะไร ชาตินี้ถึงได้เกิดมาเจอเพื่อนแสนประเสริฐอย่างผม

เพราะมันเมาขี้ตาล่ะมั้ง ไอ้ป๊อบถึงไม่มีอาการสงสัยใคร่รู้เมื่อเห็นว่าไอ้หมาตามผมมาถึงห้อง แต่ก็ดีแล้วขี้เกียจอธิบาย

ผมโยนรีโมททีวีให้แขกผู้ติดสอยห้อยตามมา บอกมันให้ทำตัวตามสบายก่อนทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหลับไป



[TBC.]



เป็นห่วง เขียนแบบนี้นะมหาสมุทรนะ

#หมามิล



ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
15 เพื่อนผมขี้บ่นเหมือนแม่



ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบ 5 โมงแล้ว

กว่ามหาสมุทรจะพาน้องบีเอ็มของผมฝ่าการจราจรอันแสนติดขัดมาถึงสวนรถไฟก็เป็นเวลายืนตรงเคารพธงชาติ นี่ว่าจะให้มันพาไปโรงพยาบาลเลย เพราะหูผมพังแล้ว ผู้ชายบ้าอะไรบ่นเก่งพอๆ กับแม่ผมเลย

“กูก็ตื่นแล้วนี่ไง มึงหยุดบ่นได้มั้ย หูชาหมดละ”

“มึงตื่นโคตรยาก รู้ตัวป่ะ”

“รู้ดิ ก็คนมันเหนื่อย เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ตี 2 พอกำลังหลับลึกพวกมึงก็โทรมา จะนอนต่อก็กลัวว่าจะหลับยาวแล้วไปติวสแตทสาย โดนมึงด่าอีก นี่อุตส่าห์เลี่ยงแล้วยังมาโดนมึงด่าตอนนี้อีก ถามจริงเหอะ เกลียดกูมากไง”

“คนเกลียดกันเขาไม่บ่นกันหรอก”

“มึงจะบอกว่ามึงรักกูเหรอ งั้นมึงเกลียดกูเถอะ แค่แม่บ่นกูคนเดียวกูยังจะรับไม่ไหวเลย”

“เตรียมตัวไว้เลย กูจะตามบ่นมึงไปทั้งชีวิตแหละ”

หมายความว่า…













“เช่าคันเดียวก็พอ” มาสวนรถไฟทั้งทีก็ต้องปั่นจักรยานใช่มั้ยล่ะ และมากันสองคนก็ต้องเช่าสองคันสิ แต่ไอ้หมาไม่เห็นด้วยจนแอบคิดว่าบางทีมันอาจจะ…

“มึงปั่นจักรยานไม่เป็นรึไง”

“เป็น” ขี่เป็นงั้นก็เช่าสองคันน่ะถูกแล้ว “แต่ไม่อยากปั่น อยากใช้แรงงานมึง”

“ตัวอย่างควาย อย่ามากินแรงกระต่ายน้อย”

เออ นี่คือไม่ฟังกันเลยใช่มั้ย ควักเงินออกมาจ่ายค่าเช่าแล้วจูงจักรยานออกจากร้านไม่ฟังความเห็นกันเลย เผด็จการชะมัด ถามจริง มึงเป็นญาติกับท่านประ…

ช่างแม่ง นอกจากไม่ฟังความเห็นแล้ว ยังไม่รออีก ควายรีบไปเล็มหญ้าเหรอครับ

ทั้งที่บอกว่าอยากใช้แรงงานผมแต่ไอ้หมากลับเป็นฝ่ายปั่นจักรยานเองและให้ผมซ้อน งงนิดหน่อยแต่ก็รู้สึกดีมาก ดีตรงที่ไม่ต้องใช้แรงงานไง

“มึงหอบหนังสือมาอ่านด้วยจริงดิ”

“ว่าไงนะ” ก็ปั่นจักรยานเบาๆ เองมั้ยล่ะ ผมก็พูดเสียงดังในระดับหนึ่ง ทำไมถึงไม่ได้ยิน

“กูถามว่า…”

“ไม่ได้ยิน”

“ช่างแม่งเหอะ มึงแกล้งกู” ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมา แกล้งมหาเศรษฐีได้คงสนุกน่าดูล่ะสิ

ปั่นจักรยานมาได้ซักพักก็เจอไอ้ป๊อบกับน้องไอน้ำนั่งอยู่บนเสื่อกลางแจ้งกระหนุงกระหนิง เห็นเพื่อนตัวเองในโมเมนต์นี้แล้วก็อดยกมือถือขึ้นมาเก็บรูปมันไม่ได้เลย

ถ่ายไปหลายช๊อตเหมือนกันกระทั่งจักรยานของเราหยุดวิ่งแล้วคนปั่นก็หันมาถาม

“เอาไงต่อ เลือกที่ปูเสื่อได้ยัง”

“ไปปูใกล้ๆ ไอ้ป๊อบ”

“เขามาเดตกันไกลขนาดนี้มึงยังตามมาเป็นก้างอีกเหรอ”

“มันชวนกูมาไง” แน่ะ ทำหน้าไม่เชื่อกันอีก “ถามไอ้ป๊อบดูก็ได้”

บอกให้ถามก็ไม่ถาม พอปูเสื่อเสร็จก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านไม่สนใจว่าใครจะทักทายอะไร ทำเอาน้องไอน้ำหน้าเจื่อนไปเลย

“พี่มิล ไปถ่ายรูปตรงนั้นกัน” ก้นยังไม่ทันได้แตะเสื่อน้องมันก็เข้ามาเกาะแขนแล้วชี้ไปตรงเนินหญ้าที่อยู่ห่างออกไป

พวกเราเดินตามกันมา ระหว่างทางน้องไอน้ำก็สอนผมใช้กล้องมิเลอเลสตัวเล็กกระทัดรัดพอดีมือ เอาเข้าจริงอุปกรณ์มันใช้งานไม่ยากเลยแต่ตัวผมเนี่ยจะมีฝีมือแค่ไหน

“ถ่ายไม่สวยอย่าว่ากันนะ” ผมออกตัวก่อนเลย น้องมันจะได้เกรงใจหากคิดจะด่ากัน

“ไม่ว่าพี่มิลหรอกแต่จะด่าพี่ป๊อบแทน”

ก็ถูกของน้องมัน ไอ้ป๊อบนี่แหละตัวปัญหา อยากมีรูปคู่สวยๆ ไว้ตั้งโปรไฟล์เฟซบุ๊กแต่กลับไม่กล้าให้เพื่อนน้องเอกโฟโต้มาถ่ายเพราะอาย หวยเลยมาออกที่ผมนี่ไง

“เอานะพี่มิล พอไอน้ำให้สัญญาณแล้วกดถ่ายเลยนะ”

อย่าคิดว่าผมเก่งกาจ ทั้งแสงทั้งมุมไอน้ำเป็นคนจัดให้หมด ผมมีหน้าที่กดชัตเตอร์อย่างเดียวเลย

และทั้งที่มีหน้าที่แค่นั้นแต่เหมือนว่ารูปที่ถ่ายออกมาจะไม่ค่อยถูกใจเจ้าของกล้องนัก ผมก็ได้แต่ถอนหายใจแหละ ก็บอกตั้งแต่ก่อนหน้าโน้นแล้วว่าถ่ายรูปหมาไม่รับประทาน

และไม่รู้ว่าความบังเอิญเล่นตลกกับผมหรือเปล่า ขนาดมาถึงสวนรถไฟยังมาเจอกับเฌออีก คนที่มีกล้องห้อยที่คอจนเป็นเอกลักษณ์โบกไม้โบกมือยิ้มหน้าระรื่นเดินตรงมาทางนี้

“บังเอิญจังเลย”

“บังเอิญจริงดิ” เฌอยิ้มขำแล้วไหวไหล่ไม่ตอบ ก็มันทำท่าทางแบบนี้ก็เลยไม่ค่อยอยากเชื่อว่าบังเอิญ

“พี่เฌอมาก็ดีแล้ว ช่วยสอนพี่มิลถ่ายรูปหน่อยสิคะ ฝีมือไม่ได้เรื่องเลย”

“อ้าวไอน้ำ” ปากก็เอ่ยชื่อไอน้ำหรอกแต่สายตาผมจับจ้องที่ไอ้ป๊อบราวกับจะกินเลือดกินเนื้อมัน เพราะมันแหละไอ้ตัวต้นเหตุ

“งั้นไอน้ำไปยืนรอตรงนู้น เดี๋ยวทางนี้พี่จัดการเอง”

บอกกันเองเสร็จสรรพก็หันมาส่งยิ้มให้ผม เป็นยิ้มละมุนละไม เป็นยิ้มที่โคตรอ่อนโยน

“ไอน้ำสอนอะไรไปแล้วบ้าง”

“ก็ทั่วไป”

“ทั่วไปยังไงอะ ปุ่มนี้เรียกว่าอะไร” เฌอยื่นมือมาสัมผัสที่ตัวกล้องขณะเบียดไหล่เข้ามาจนชิดกัน

“ลองภูมิรึไง”

“ก็ถ้าไอน้ำสอนแล้วก็ต้องตอบได้สิ หรือว่ามิลจำไม่ได้”

“ไม่ได้อะ ฝากเฌอช่วยถ่ายเลยได้มั้ย เราถ่ายไม่เป็นหรอก” ผมยัดกล้องใส่มือเฌอแล้วผละออกแต่กลับถูกคนข้างๆ จับแขนไว้

“ถึงได้บอกว่าจะสอนไง เฌอสอนเก่งนะ”

“ไม่อยากเรียน ฝากเฌอเลยละกัน” ผมปฏิเสธความหวังดีของเฌอแล้วถอยหลังออกมา และเมื่อหมุนตัวกลับก็พบว่าไอ้หมายืนอยู่ตรงนี้ คำถามคือมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“หิวน้ำ”

“ไม่มีขารึไงวะ จักรยานก็มีปั่นไปเองสิ”

“มึงเคยบอกว่าจะดูแลกูไม่ใช่เหรอ”

จ้าๆ ทีอย่างนี้ทำมาเป็นทวง ตอนที่เสนอเห็นใครก็ไม่รู้เอาแต่ปฏิเสธตลอดเลย













“น้ำเปล่า 5 ขวด 50 บาทจ๊ะหนุ่ม”

ผมเป็นฝ่ายออกเงินค่าน้ำแต่คนตัวสูงข้างๆ กลับทำหน้าไม่พอใจแถมยังไม่ยอมรับถุงบรรจุน้ำเปล่า 5 ขวดมาจากคุณแม่ค้าอีก จนผมคนออกเงินต้องรับมาถือไว้เอง ที่จริงมันก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอก แบกน้ำทั้งถังยังเคยมาแล้ว แต่ไม่เข้าใจมันไง โกรธอะไร อยากได้น้ำหวานก็หยิบสิ ซื้อกี่ขวดผมก็เต็มใจจ่ายอยู่แล้ว

ไม่ลืมเนอะว่าผมรวยมาก

“มึงเป็นไรเนี่ย” ผมถามขณะวางถุงใส่ขวดน้ำลงตะกร้า

“เปล่า”

“เหมือนมึงโกรธ แต่ไม่โกรธก็ดีแล้ว ขี้เกียจง้อ” พอผมพูดจบประโยคไอ้หมาก็ถีบจักรยานออกไปเลย

ไอ้เลวเอ้ย ผมทั้งวิ่งทั้งตะโกนด่าไม่สนใจคนที่เดินสวนไปมา

ช่างแม่ง ไม่มีใครรู้จักผมหรอก คอยดูเถอะไอ้หมา อย่าให้ถึงตัวจะอัดให้เละ

ผมน่ะสิเละ เหงื่อไหลท่วมตัวเหมือนเพิ่งขึ้นจากสระว่ายน้ำมา ไอ้คนปั่นจักรยานก็ใจแข็ง ร้องเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมหยุดจนสุดท้ายผมก็ยอมแพ้ เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินเงียบๆ อย่างสงบเสงี่ยม พอกลับมาถึงเสื่อก็ทิ้งตัวนอนหมดสภาพเลย

“มึงแม่ง” ถึงกระนั้นก็ยังมีแรงผงกหัวขึ้นมาค้อนมัน

“ออกกำลังกายบ้างจะได้แข็งแรง”

“พูดถึงออกกำลังกาย ตอนนี้น้ำหนักไอ้แบร์ลดไป 2-3 กิโลแล้ว เก่งเนอะ”

ตู๊ดๆๆ ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก พอถูกเมินผมก็เลิกชวนคุยเหมือนกัน ล้วงเอามือถือขึ้นมาถ่ายรูปท้องฟ้าที่ยังมีเมฆอยู่บ้าง อัพอินสตราแกรมที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ มานานพอสมควรเนื่องจากช่วงนี้ผมกลายเป็นเด็กเรียนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

อัพได้ไม่นานก็มีแจ้งเตือนคนกดหัวใจ คนแรกคือน้องแบ็งค์ ส่วนอีกคนคือ...เฌอ

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผมจึงกดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ รูปที่ถูกอัพโหลดส่วนมากเป็นภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆ หรือไม่ก็รูปกลุ่มเวลาไปเที่ยว ลองไล่สายตาดูผ่านๆ ก็สังเกตเห็นว่าเฌอแทบจะไม่อัพรูปตัวเองเลย ทั้งที่หน้าตาก็ถือว่าดีในระดับหนึ่งแต่แปลกจังที่ไม่ค่อยถ่ายรูปตัวเอง ไม่เหมือนผม รูปหลักๆ ในไอจีนี่เซลฟี่ 70% ไปเลยจ้า

แล้วมหาสมุทรล่ะมีไอจีรึเปล่านะ

“สมุทร”

“อะไร”

“มึงเล่นไอจีป่ะ”

“ไม่”

“หัดเล่นโซเชียลบ้างนะมึง ใครๆ เขาก็เล่นกัน”

“จำเป็นต้องเหมือนใครๆ ของมึงด้วยเหรอ”

“โห ไรวะ มึงดูไอจีกูสิ คนฟอลเป็นพันเลยนะเว้ย” ผมอวดพลางขยับเข้าไปนั่งข้างๆ ใช้ไหล่พิงกันเพราะร่างกายของผมยังล้าอยู่

“ขี้อวด”

“เนี่ย มีคนมาเม้นต์ว่ากูน่ารักด้วย เบิกตาดูซะ” คนค่อนประเทศ (เวอร์ระดับหนึ่ง) ก็ชมผมน่ารักทั้งนั้นยกเว้นก็แต่ไอ้คนข้างๆ เนี่ยที่ชอบบอกว่าผมหน้าโง่

คนหน้าโง่ก็น่ารักได้เหมือนกันแหละ

“เลิกชวนคุยได้ยัง จะอ่านหนังสือ”

“หนังสือไรวะ”

“เสือก” โอเคซึ้ง พอได้รับพรผมก็ขยับออกมานอนหนุนแขนตัวเองอ่านการ์ตูนเรื่องโปรด

ที่จริงแล้วเทคโนโลยีเนี่ยถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์มันก็มีคุณอนันต์เลยนะ ดูอย่างผมตอนนี้สิ อยากอ่านการ์ตูนก็แค่เข้าเว็บไม่ต้องแบกหนังสือให้ยุ่งยาก แต่ว่าบางทีเทคโนโลยีก็ทำให้เราอ่านการ์ตูนเรื่องโปรดไม่ได้ถ้าหากแบตมือถือหมด

ฉิบหายละ แบตสำรองก็ไม่ได้ถือมา

“สมุทรเพื่อนรัก”

“ไม่รัก”

“รักหน่อยไม่ได้รึไง”

“อยากได้อะไร”

“มึงมีแบตสำรองมั้ย”

“ไม่มี”

“งั้นยืมมือถือมึงอ่านการ์ตูนหน่อยสิ”

“ถ้าว่างนักก็เอานี่ไปอ่าน” หนังสือเล่มเล็กถูกโยนใส่หัว ดีที่มันบางถึงจะโดนสันเต็มๆ ก็ไม่เจ็บเท่าไหร่ ลองหยิบขึ้นมาเปิดดูก็ตาลายในทันทีเมื่อในเล่มมีแต่ตัวหนังสือ

ขอเถอะ อย่าทำร้ายกันด้วยการบังคับให้อ่านหนังสือเลย

“ไม่เอาอะ อ่านแล้วหลับแน่”

“งั้นก็หลับไป”

“นอนได้ไง ไม่มีหมอน”

“เรื่องมากจริงนะมึงเนี่ย ใช้แขนตัวเองแทนหมอนไปสิ”

“เมื่อยแขนแย่”

“ไอ้มิล”

“ล้อเล่นน่า ไม่กวนก็ได้ครับ นอนก็ได้ครับ” ว่าจบผมก็ถือวิสาสะหนุนตักแข็งๆ ของมหาสมุทรแล้วชิงหลับเลย มันพยายามไล่ผมอยู่พักนึง แต่พี่จะอยู่ ใครจะทำไม พอผมนิ่งใส่สุดท้ายอีกฝ่ายก็หยุด

ว้ายแพ้!!











Bear_Boonraksa : พี่มิล แบร์ขอยืมโน๊ตบุ๊คได้มั้ย ของน้องพังอะ งานเร่งมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ

Millionaire_ : ได้ดิ ให้พี่เอาเข้าไปให้ที่หอมั้ย

Bear_Boonraksa : ใต้ตึกก็ได้ หนูเรียนเสร็จ 4 โมงเย็น

Millionaire_ : โอเคค่ะ เจอกันใต้ตึกนะ

Bear_Boonraksa : ขอบคุณนะค้าพี่มิล รักที่สุด













“มึงแบกโน๊ตบุ๊กมาทำไมวะ” ก็ไม่แปลกที่ไอ้ป๊อบจะสงสัยเพราะช่วงนี้เราไม่มีงานที่ต้องใช้โน๊ตบุ๊กเลย

“แบกเหี้ยไรครับไอ้ป๊อบ กูถือมา” ผมวางของในมือลงบนโต๊ะก่อนทิ้งตัวนั่งลงพลางตอบโต้ให้ไอ้เพื่อนรักเบ้ปากใส่

“กวนตีน ว่าแต่วันนี้หนุ่มๆ ของมึงหายไปไหนหมด”

“หนุ่มๆ เหี้ยไร”

“เสน่ห์แรงนะทุกวันนี้ ทั้งไอ้สมุทรทั้งไอ้เฌอ สรุปว่ามึงจะเลือกใคร”

“เลือกเหี้ยไร มโนละมึง”

“โอเค มโนก็มโน” คำพูดก็ฟังเหมือนยอมหรอก แต่ในสมองมันต้องคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้วแน่ๆ แต่ช่างเถอะ ความคิดคนอื่นเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมอยู่แล้ว ปล่อยผ่านได้ก็ปล่อย

“แล้วรูปที่ไปถ่ายวันเสาร์เป็นไงบ้างวะ”

“ดีมากเลยมึง ดีทุกรูปยกเว้นรูปที่มึงถ่าย” ก็ไม่ผิดไปจากที่คิดเท่าไหร่

“กูถ่ายรูปไม่เป็นไง”

“อยากถ่ายรูปเก่งก็เลือกไอ้เฌอ แต่ถ้าอยากเรียนเก่งก็เลือกไอ้สมุทรนะ กูใบ้ให้”

“สัดป๊อบ” ด่ามันแต่ก็แอบคล้อยตามเหมือนกัน กับไอ้หมาผมคบมันแค่ไม่กี่เดือนยังรู้สึกว่าสมองตัวเองมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ถ้าคบมันนานกว่านี้ผมอาจจะเป็นอัจฉริยะเหมือนมันก็ได้ แต่ก็ต้องแลกแหละ แลกกับหัวใจที่อ่อนแอลงทุกวี่ทุกวัน

“เออ ไอน้ำขอเฟซมึงอะ ให้ได้มั้ย”

“ได้สิ น้องขอไปทำไมวะ”

“บอกว่าจะส่งลิงก์รูปให้ล่ะมั้ง”

“รูปอะไร”

“กูจะไปรู้มั้ยล่ะ รอน้ำแอดมาแล้วคุยกันเองสิ” มีความเกรี้ยวกราดเกินเบอร์มาก

พูดถึงเรื่องรูป ลืมไปเลยว่าต้องส่งรูปในเครื่องให้พี่ทิว ผมลองเช็คดูแล้วรูปมันไม่ได้น่าดูหรอก คนเมาถ่ายรูปอะเนอะ ก็จะเพ้อๆ เหม่อลอย ตาหวาน สภาพดูไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่ก็คงต้องส่งให้แหละเผื่อเขาอยากได้ ส่งแล้วจะได้ลบออกจากเครื่องไป

นั่งเรื่อยเปื่อยกับเพื่อนกลุ่มผมซักพักพวกพี่ปี 4 ที่เหมือนจะเพิ่งเรียนเสร็จก็ลงจากตึกมา พอสบตากันพี่เอ้กก็พุ่งเข้ามาหาผมเลย เป็นอย่างนี้ทีไรมีเรื่องเดือดร้อนให้ผมช่วยตลอดแหละ

“เชี่ยมิล เสาร์นี้พี่จะไปออกทริปมีให้ยืมซักพันมั้ย”

“ถามว่ามีมั้ยมันก็มีแหละ แต่ไอ้ที่มึงยืมไปน่ะพี่เอ้กเมื่อไหร่จะคืนวะ”

“เดี๋ยวปีหน้ากูเรียนจบมีงานทำรับรองจ่ายคืนมึงทุกบาท” ยังเรียนไม่ทันจบ พี่รหัสผมก็เป็นหนีหัวโตแล้ว

“พี่มึงแม่งเป็นหนี้ระยะยาวเนอะ เดี๋ยวโอนเข้าบัญชีให้” และผมก็ใจดี ยอมเป็นเจ้าหนี้พี่มันด้วยความสมัครใจ

“ขอบใจมากไอ้น้อง รักมึง”

“รักกูก็ดูแลกูบ้างนะพี่” คนเป็นพี่รหัสได้แต่หัวเราะแห้งๆ ตบไหล่ผมแล้วเดินจากไป เชื่อเถอะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามีแต่ผมที่เป็นน้องนี่แหละที่ดูแลมัน เดือดร้อนก็โทรหาผม งงใจ สรุปนี้น้องรหัสหรือหัวหน้าครอบครัวมันกันแน่ และเลขบัญชีพี่เอ้กน่ะ ผมบันทึกไว้เป็นรายการโปรดแล้ว โอนง่ายจ่ายคืนยากฉิบหาย

คล้อยหลังพี่เอ้กไอ้แบร์ก็มา นี่เหลือแค่ไอ้กล้วยแล้วนะ มาหาผมสิ จะได้เจอกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาคนละเวลา

“หน้าตาสดใสนะจ๊ะ” เห็นน้องมันยิ้มแป้นแล้นมาก็เลยแซ็วเพื่อความบันเทิงซักหน่อย

“พี่มิลน้ำหนักหนูลงอีกแล้วนะ ที่ฟิตเนสงานดีมากอะพี่ ถึงจะรู้ว่าเค้าไม่ชอบผู้หญิงแต่ก็อดมองไม่ได้เลย แน่นไปหมดตั้งแต่คอจรด... คิดแล้วก็หิว”

“แบร์ใจเย็น ท่องไว้ว่าเราเป็นผู้หญิง”

“เป็นผู้หญิงอ้วนด้วยน่ะสิ”

“เป็นผู้หญิงอ้วนที่หน้าสวยไง เอาไว้เลิกไดเอทแล้วไปกินบุพเฟต์กัน”

“คนนี้นี่ยังไงเนี่ย ออกค่าฟิตเนสให้น้องแต่ชวนไปกินบุพเฟต์เนี่ยนะ ย้อนแย้งว่ะพี่มิล”

“แล้วไปมั้ย”

“ชวนพี่กล้วยกับพี่เอ้กด้วยสิ นี่รู้ป่าวว่าช่วงนี้พี่กล้วยนางอินเลิฟนะจ๊ะ” คิ้วของผมขมวดมุ่นเมื่อได้ยินประโยคบอกเล่าของน้อง

“ไอ้กล้วยอะนะ”

“ใช่ค่ะ พี่มิลไม่รู้เหรอ เป็นพี่รหัสภาษาอะไรเนี่ย ไม่รู้เรื่องน้องรหัสซักอย่าง”

“กูผิดอีกแล้วเหรอน้อง แล้วไอ้กล้วยมันอินเลิฟใคร อย่าบอกนะว่านิเทศ”

“โนค่ะโน นิเทศนั่นของน้องแบร์เอาไว้รอสวยแล้วน้องจะไปจีบเค้าจริงจัง พี่กล้วยน่ะใฝ่สูงมาก ดอกฟ้ากับหมาวัดเลยแหละ” ยิ่งฟังไอ้แบร์ผมก็ยิ่งงง สรุปใครดอกฟ้า ใครหมาวัด แต่อย่างไอ้กล้วยไม่น่าจะเป็นดอกฟ้าหรอก เป็นหมาวัดก็พอ

“อะไรยังไงวะ เล่าให้พี่เข้าใจด้วยได้มั้ย”

“พี่กล้วยมันไปจีบสาวบัญชีจ้า” ผมตะลึงงันเมื่อได้ยินคำว่าสาวบัญชี ทั้งที่ผมเป็นพี่รหัสมันมาตั้งสองปีกว่าแต่ไม่เคยรู้เลยว่าน้องมันชอบผู้หญิงด้วยกัน

“มันเป็นทอมเหรอ”

“พี่มันเป็นผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงค่ะ ไม่ได้เป็นทอม งงป่ะ”

“งงค่ะ แต่ช่างกล้วยเถอะค่ะ พี่มิลไม่อยากรู้ มันจะรักใครก็เรื่องของมันเถอะ หน้าที่ของเราคือคอยเชียร์อัพมัน คอยอยู่ข้างมัน คอยเตือนมัน เราทำได้แค่นั้น”

“ดีงามพระรามแปด แต่ว่าพี่มิลโน๊ตบุ๊กอะ แบร์ยืมนานนะ ของแบร์มันพังไปเลย ซ่อมแพงมาก น้องยังไม่มีตังค์ซื้อ แต่รายงานก็ต้องส่ง ยืมได้มั้ย เกรงใจจัง”

“ตามสบายเลย” ผมบอกพลางเลื่อนโน้ตบุ๊กที่อยู่ในเคสบนโต๊ะไปให้

“พี่มิลล็อกเอาท์โซเชียลทั้งหมดทั้งมวลแล้วใช่มั้ย”

“เรียบร้อยค่ะ”

“แล้วในเครื่องมีรูปพี่มิลหวิวๆ โชว์ขาอ่อน โชว์นม โชว์ซิกแพ็คงี้ป่ะ”

“เปิดให้ดูตอนนี้ยังได้เลย” ไม่พูดเปล่า ผมยังตั้งท่าจะถลกเสื้อโชว์ให้ไอ้แบร์ตาลุกวาว ดูมันเถอะ กับพี่ก็ไม่เว้น ความแรดของหลานรหัสผมนี่เกินเบอร์พอๆ กับน้ำหนักมันเลย

“น้องอยากดู เปิดเลยๆ” ยื่นมือมาเหมือนจะช่วยกันอีกแน่ะ กลัวแล้วจ้า กลัวแล้ว

“ทะเล้นนะเรา ไปเข้าเชียร์ได้แล้ว”

“เบื่ออะ อยากโดด แต่เดือนหล่อ” ทำตาโตเมื่อพูดถึงเดือนแล้วก็วิ่งจู้ดไปเลย พูดถึงผู้ชายแล้วดี๊ด๊ามาก

น้องผมนี่ไม่เหมาะกับชื่อแบร์หรอก เหมาะกับชื่อแรดมากกว่า

แต่ก็นั่นแหละ เห็นน้องแฮปปี้ผมเองก็มีความสุขตามไปด้วย

เสียงร้องเพลงเชียร์ยังคงดังก้องใต้ตึกอย่างเป็นปกติ ส่วนเราชาวสวัสดิการก็มีหน้าที่เสิร์ฟข้าว เสิร์ฟน้ำวนไป และอยู่ๆ เสียงร้องเพลงก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้อง

“เกิดอะไรขึ้นวะ” เป็นใครซักคนในกลุ่มที่ลุกขึ้นมองเข้าไปยังความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

พอคนนึงวิ่ง พวกเราทุกคนก็จำต้องวิ่งตามกันไป

“พวกเราต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” และเมื่อวิ่งแหวกน้องๆ เข้าไปถึงจุดเกิดเหตุก็พบน้องผู้หญิงคนหนึ่งท่ามกลางเด็กบริหารทุกรุ่นที่รุมล้อม “มันกำลังจะมา คนที่คุณก็รู้ว่าใครกำลังจะมา”

หืม... คนที่คุณก็รู้ว่าใครนี่ใช่ลอร์ดโวลเดอร์มอร์รึเปล่า

“แฮร์รี่” น้องผู้ชายใส่แว่นถูกน้องผู้หญิงคว้าไหล่เอาไว้ น้ำเสียงตื่นเต้นสั่นไหวและสายตาที่กวาดมองไปรอบบริเวณยิ่งทำให้พวกเรามองหน้ากันเลิ่กลั่กอย่างทำอะไรไม่ถูก

“น้องใจเย็นนะ มีอะไรค่อยๆ คุยกัน” ประธานปี 2 ว่าพลางยื่นมือเข้าไปหาแต่กลับถูกน้องปัดมือทิ้งก่อนขยับเข้าไปซ่อนด้านหลังน้องแฮร์รี่

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะเนี่ย

“สเนป เธอรู้ใช่มั้ยแฮร์รี่ว่าสเนปเป็นคนของใคร นกฮูก” พวกเราทั้งหมดแหงนหน้าขึ้นมองเพดานตามน้องมัน “นกฮูกเต็มไปหมดเลย แกเห็นนกฮูกมั้ย ถ่ายรูปสิ ถ่ายรูปไว้”

มือบางสะกิดเพื่อนข้างๆ ให้ยกมือถือขึ้นมาถ่ายความว่างเปล่าของเพดาน

ไม่ใช่แล้วล่ะ นี่ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว

“น้องแม่งหลอนยาป่ะวะ” ใครซักคนในกลุ่มผมพูดขึ้นท่ามกลางความชุลมุน

“กูจำน้องคนนี้ได้ เจอกันตอนรับน้องไม่ได้ผอมขนาดนี้”

ยาที่ว่าคงหมายถึงยาลดความอ้วนล่ะมั้ง

ผมไม่แน่ใจว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่ชอบความวุ่นวายจึงถอนตัวออกมานั่งที่เดิม ถ้าเขาอยากให้ช่วยเดี๋ยวก็คงเรียกเอง เสียงฮือฮาดังขึ้นมาเป็นระรอกตลอดเวลากว่าครึ่งชั่วโมง มันวุ่นวายมากจนผมปวดหัวเลย

น้องแบร์มาเล่าให้ฟังทีหลังว่าน้องผู้หญิงคนนั้นซื้อยาลดความอ้วนในอินเตอร์เน็ตมากิน ช่วงแรกๆ น้ำหนักลดจริง แต่ผลข้างเคียงก็อย่างที่เห็น

การใช้ยาลดความอ้วนมันเห็นผลไวก็จริงแต่ก็เสี่ยงกับชีวิตมากเหมือนกัน ทั้งน้องแบร์ที่เกือบเอาตัวไม่รอดและน้องคนนั้นที่ไม่รู้ว่าพอฟื้นกลับมาอาการจะยังปกติอยู่มั้ย

ก็ต้องยอมรับแหละว่าสมัยนี้สังคมนิยมสาวเอวบางร่างน้อย คนหุ่นดีมีโอกาสหลายๆ อย่างที่ดีกว่า แต่ก็ใช่ว่าคนน้ำหนักมากสวยไม่ได้ซักหน่อย ดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพ และรักตัวเองให้มากๆ ฟังแล้วอาจจะดูโลกสวยไปหน่อย แต่ถ้าเราไม่รักตัวเองแล้วจะหวังให้คนอื่นมารักเราได้ยังไง

พ่อแม่ให้ชีวิตเรามา เราก็ต้องรักษาและดูแลมันให้ดีๆ สิ













เรื่องที่เกิดขึ้นใต้ตึกในเย็นวันนั้นยังคงถูกเล่าต่อไปเรื่อยๆ จาก 1 เป็น 2 แต่งเติมจนเหมือนนิยายเข้าไปทุกที จนนี่วันพุธเข้าไปแล้ว เรื่องนั้นก็ยังคงไม่ซาไป

“ง่วงอะ” ผมไถลตัวราบไปกับโต๊ะเมื่ออาจารย์สั่งพักเบรก

“กลางคืนไม่หลับไม่นอนรึไง” มหาสมุทรที่กำลังเลคเชอร์วางมือเมื่อหันมามองกัน

“นอนสิ ถ้าไม่นอนจะให้กูทำอะไร เออนี่ รูปที่ส่งให้อะ พี่ทิวว่าไงบ้างวะ” หลังจากส่งรูปไปพี่ทิวก็ไม่ตอบผมเลย ไม่รู้ว่าป่านนี้อ่านหรือยัง

“ลบทิ้งไปแล้ว”

“ก็ควรลบแหละ ไม่เหมือนพี่ทิวเลย” น่ารักแค่ไหน พอเมาก็หมาเหมือนๆ กันหมดแหละ

“ทิวต้องเป็นยังไง”

“ก็เป็นคนที่ดูดีไง” ผมตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดซักนิด

“คิดว่าทิวเป็นแบบนั้นเหรอ”

“เออดิ หรือกูต้องคิดว่าไงอะ เออมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง เมื่อวันก่อน...” และผมก็เล่าเรื่องน้องนักศึกษาที่เห็นฝูงนกฮูกใต้ตึกคณะให้ไอ้หมาฟังตลอดช่วงเบรค คนฟังก็พยักหน้าเออออนะ เห็นมันสนใจฟังกันก็รู้สึกดี

“ยาลดความอ้วนมันช่วยให้ผอมได้จริง แต่อาการข้างเคียงมันก็มี”

“แต่ก็ห้ามไม่ได้รึเปล่าวะ บางทีสังคมก็บังคับให้อยากสวย อยากดูดี ดูใกล้ๆ ตัวเราสิ อย่างดาวมหา’ลัย ดาวคณะ มีใครน้ำหนักเกิน 45 บ้างหรือเปล่าหรอก”

“ก็จริง สังคมที่เราอยู่มีผลต่อพฤติกรรมของเราจริงๆ แหละ คนที่กูรู้จักก็เคยใช้ยาเหมือนกัน ตอนนี้ก็ผอมจริง ดูดีมากจริง มีแฟนคลับคอยให้ความรักให้กำลังใจ ชื่นชม แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่ากว่าเค้าจะผ่านเรื่องแย่ๆ ตอนนั้นมาได้มันยากลำบากแค่ไหน”

รอยยิ้มของมหาสมุทรขณะเล่าเรื่องคนรู้จักให้ผมฟังดูเศร้าสร้อยพอให้เดาได้ว่ามันผ่านช่วงเวลายากลำบากนั้นมากับเขา

“แต่คนนั้นก็โชคดีมากเลยใช่มั้ยล่ะที่ผ่านเรื่องนั้นมาได้ ความเจ็บปวดจะช่วยทำให้เราจำและไม่หวนกลับไปเส้นทางเดิมอีก”

“พูดดี” ชมใช่มั้ย เมื่อถูกชมผมก็ไหวไหล่เท่ๆ อย่างน่าหมั่นไส้แล้วยักคิ้วกวนไปที

พอมหาสมุทรเริ่มเปิดใจเล่าเรื่องส่วนตัวโดยที่ผมไม่ได้ซักไซ้ถาม หัวใจคนฟังก็พองโตขึ้นมา และยิ่งในยามที่เรามองกันนิ่งๆ และยิ้มออกมา บรรยากาศจอแจในห้องไม่น่ารำคาญอีกต่อไป ขณะที่รอบกายกำลังฟุ้งไปด้วยกลิ่นไออุ่นๆ ประตูห้องเรียนเปิดออก

เซ็งเลย ไม่อยากเรียนแล้วสตงสแตทเนี่ย ฮึ่ย!

“มองหน้ากูทำไม มองกระดานโน่น” ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่ถูกไอ้หมาไล่ให้มองกระดานแต่สุดท้ายผมก็กลับมามองหน้ามันอยู่ดี

ทำไมอะ ถูกมองแล้วเขินรึไง แล้วก็นะ ถึงแม้ว่าผมจะมองกระดานสุดท้ายพอวันเสาร์มันก็มาช่วยติวให้อยู่ดี ถ้าอาจารย์ไม่เช็คชื่อผมจะไม่เข้าเรียนยังได้เลย ที่จริงก็ไม่ได้หรอก เดี๋ยวเพื่อนมหาสมุทรไม่รัก

“มึงจะกลับตึกป่าว เดี๋ยวกูไปส่ง” ผมถามขณะอีกฝ่ายกำลังเก็บของบนโต๊ะ ส่วนผมเองก็ล้วงมือถือขึ้นมาเช็คและก็เจอกับข้อความจากน้องแบ็งค์

ใจความว่าป๊าตกต้นมะพร้าวขาหัก

พ่อผมซนเหมือนลิงเลย

“สมุทรกูต้องกลับตรังว่ะ” คนที่กำลังง่วนกับการเก็บของเลื่อนสายตามามองผมอย่างนึกสงสัย

“ตอนนี้เนี่ยนะ”

“อือ ป๊าตกต้นมะพร้าวขาหัก กูคงต้องกลับไปดูซักพัก”

“แล้วเรื่องเรียนล่ะ”

“ลาแหละ วิชาละครั้งเอง สัปดาห์หน้ากูไม่มาเข้าเรียนวิชาสแตทได้มั้ยวะ” วิชาอื่นไม่ห่วงหรอก แต่วิชานี้ถ้าไม่ติดว่าเรียนกับมันผมก็คงไม่คิดมาก

“ตามใจมึงดิ”

“งั้นเดี๋ยวแวะส่งมึงที่ตึกก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยกลับตรัง”

“ไม่เป็นไร มึงไปเถอะ ขับรถดีๆ” มีเป็นห่วงเป็นใยด้วยว่ะ ได้ยินอย่างนั้นแล้วผมอยากขับแค่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลย แต่ถ้าทำอย่างนั้นเมื่อไหร่จะถึงตรังวะ

เราแยกกันที่หน้าตึก ยืนมองไอ้หมาที่เดินไปรอบัสมอที่ป้ายก่อนกดมือถือบอกสายรหัสที่รักและเพื่อนบังเกิดเกล้าทั้งหลายว่าคนรวยจะกลับบ้านเกิดซัก 7-8 วัน ถ้าเดือดร้อนเรื่องเงินให้พึ่งพาคนอื่นไปก่อน





[TBC]


แง น้องมิลกลับบ้าน เจ้าหมาจะคิดถึงมั้ยนะ

#หมามิล



ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
16 เรื่องเล่าของมหาสมุทร



ชีวิตที่ไม่มีมิลคอยวอแวและกวนใจมันก็จะสงบๆ หน่อย ทั้งที่ผมควรจะรู้สึกดีที่ได้มีเวลาส่วนตัวแต่ไม่เลย พอถูกทิ้งไว้คนเดียวแบบนี้ก็รู้สึกเหงาขึ้นมา

เหงาและคิดถึงมัน

ผมไม่รู้ว่าผมเสพติดการมีมิลตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้ตัวอีกที่ก็รู้สึกสนิทใจที่มีมันอยู่ข้างๆ แล้ว เวลาเห็นแซนวิช กล้วย ตัวการ์ตูนมินเนี่ยนก็จะนึกถึงมันเสมอ

หากให้ผมเปรียบมิลกับสีใดสีหนึ่ง มันก็คงเป็นสีเหลืองที่โดดเด่นสะดุดตาไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เป็นคนที่เมื่อได้อยู่ใกล้แล้วรู้สึกสดชื่น สนุกสนาน ร่าเริง ถึงจะดูวุ่นวายในบางครั้งแต่ก็รู้สึกสงบอย่างน่าเหลือเชื่อ

“เหงาเลยสิ” ทิวที่เข้านอกออกในห้องของผมได้อย่างกับห้องของตัวเองเอ่ยแซ็วในตอนที่เปิดประตูเข้ามา

ผมรีบคว่ำหน้าจอมือถือที่เปิดค้างรูปถ่ายเบลอๆ ของไอ้ตัวป่วนเอาไว้

“ไม่ได้เหงาซักหน่อย” ยอมรับว่าปากหนัก แต่ใครจะยอมรับง่ายๆ กันล่ะ

“มิลคงจะยุ่งเรื่องที่บ้านอยู่มั้ง เฌอโทรไปยังไม่รับเลย”

ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ได้ยินชื่อไอ้เฌอแล้วไม่รู้สึกหัวร้อน ไอ้บ้านั่นแม่งชอบมาหยอดไอ้มิล แต่โชคดีที่ไอ้ป่วนมันโง่ก็เลยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกจีบ กับผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือเปล่า

“มันโทรหามิลทำไม”

“ก็เขาชอบของเขา ว่าแต่เราเถอะเมื่อไหร่จะจีบเขาจริงจัง”

“ก็จีบอยู่”

“เขารู้ตัวหรือเปล่าว่าจีบ”

“ไม่รู้มั้ง ซีเนียนจะตาย ทิวก็รู้”

“เนียนเกินไปแล้วจะจีบเขาติดไหมชาตินี้”

ก็คงต้องรีบจีบให้ติดในซักวันนึงภายในชาตินี้แหละ

นอกจากทิวแล้ว ไม่มีใครรู้ความคิดความรู้สึกของผมนักหรอก แม้แต่มิลที่ช่วงนี้ใกล้ชิดกันมากที่สุดยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผม…ชอบมัน

ชอบเกินกว่าเพื่อนไปแล้ว

ผมเจอมิลตอนปี 1 ในสนามฟุตบอล และเป็นผมเองที่เสียบมันล้มอีท่าไหนไม่รู้จนแขนซ้น ตอนนั้นมันโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลย แต่พอเงยหน้าขึ้นมามองผมที่ยืนสำนึกผิดอยู่ใกล้ๆ เจ้าตัวก็ยิ้มกว้างและบอกว่าไม่เป็นไร พี่อย่าคิดมากแค่นี้ไกลหัวใจไม่ตายง่ายๆ หรอก

ฟังอย่างนั้นแล้วก็โกรธหน่อยๆ ผมอายุเท่ามัน แต่กลับถูกเรียกว่าพี่เนี่ย ผมดูสูงวัยขนาดนั้นเชียว

หลังจากวันนั้นผมก็แวะเวียนไปดูมันที่ตึกบริหารอยู่เรื่อยๆ พอเห็นว่ามันใช้ชีวิตได้ปกติก็เบาใจแล้วก็ไม่ได้เจอกันอีก กระทั่งในคลาสเรียนวิชาสถิตินั่นแหละ

มิลที่ผมเจอวันนั้นกับในสนามบอลยังคงร่าเริงเหมือนเดิม และพอได้สนิทกันก็ยิ่งเห็นความเป็นตัวเอง การมองโลก มุมมอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นมันทำให้ผมสนใจได้อย่างง่ายดายชนิดที่ว่าถ้ามันไม่ตื๊อเป็นเพื่อนผม ผมคงตื๊อเป็นเพื่อนมันตั้งแต่ตอนนั้น

แต่สิ่งดีๆ เหล่านั้นก็กลับมาทำให้ผมกลัดกลุ้มอีกครั้งเมื่อความรู้สึกมันเกินเลยไปมากจนอยากมีมันอยู่ข้างกายตลอดไป

อยากได้ก็จีบ มันง่ายใช่มั้ยล่ะ

พูดน่ะง่ายแต่ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก ความหวังของผมที่วาดเอาไว้ก่อนเจอมิลยังคงเป็นภาพฝันที่อยากทำให้สำเร็จ ผมอยากเจอแม่ อยากอยู่กับเขา อยากไปจากพ่อซักที

“แล้วมิลดูชอบไอ้เฌอบ้างมั้ย”

“รู้อยู่แก่ใจแล้วยังจะถามทำไม”

“ก็อยากชัวร์” เท่าที่ผมเห็นตลอดมา มิลไม่ได้ดูสนใจเฌอเป็นพิเศษ แต่นั่นก็เฉพาะต่อหน้าผมเท่านั้น ลับหลังไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง

“ตอนนี้ไม่สน ไม่รู้ด้วยมั้งว่าเฌอจีบ แต่ไม่แน่หรอก จะทำอะไรก็รีบทำให้มันชัวร์ ตอนนี้เฌอยังจีบแบบใจเย็นอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใจร้อนขึ้นมาเมื่อไหร่” ได้ยินอย่างนั้นแล้วค่อยโล่งใจหน่อย แต่คงโล่งได้กว่านี้ถ้าเฌอถอนตัวไปซะ

“ซีต้องชิงใจร้อนก่อนว่างั้น”

“ช่าย~”

บทสนทนาเรื่องมิลจบลงเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของทิวดังขึ้น เป็นสายจากพี่เมฆแฟนเขา

พี่เมฆ ทิว และผม พวกเราโตมาด้วยกัน ถึงแม้ว่าผมจะอายุน้อยสุดแต่คนที่อ่อนแอและถูกแกล้งบ่อยสุดดูเหมือนจะเป็นทิว เพราะตอนเด็กเขาเป็นเด็กจ้ำม่ำหน้าแกล้งล่ะมั้ง เราช่วยกันดูแลทิวตลอดมา กระทั่งโต ไม่รู้ว่ามิตรภาพแปรเปลี่ยนเป็นความรักตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สุดท้ายสองคนนั้นก็ตกลงเป็นแฟนกัน

หลังจากเปลี่ยนสถานะไม่นานพี่เมฆก็บินไปเรียนต่อต่างประเทศ ฝากทิวไว้ให้ผมดูแล

ความสัมพันธ์ของเราเป็นเพียงเพื่อนพี่น้องคนสนิท ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรอย่างที่มิลคิดเลย

ขณะที่ทิววิดีโอคอลกับพี่เมฆผมเองก็หยิบมือถือตัวเองขึ้นมาดูเหมือนกัน

ผมไม่เคยส่งข้อความหามิลก่อน และเมื่อสองวันที่แล้วผมก็ทำมันเป็นครั้งแรกแต่กลับถูกอีกฝ่ายเมินเฉย

เสียใจชะมัด

หลังจากนั้นผมก็ส่งข้อความไปอีกนิดหน่อยแต่ก็เช่นเคย ไม่อ่าน ไม่ตอบ ไม่อะไรทั้งนั้น พอขาดการติดต่อไปแบบนี้ก็อดห่วงไม่ได้เลย

ผมเจอแบร์ หลานรหัสมิลในห้องเรียนวิชาสถิติ คงเพราะผมมองน้องบ่อยเกินไป ตอนเลิกคลาสน้องจึงเดินเข้ามาหา

“พี่สมุทรอยากคุยกับแบร์รึเปล่าคะ” ตรงประเด็นมาก ไหนๆ โอกาสก็เดินเข้ามาหาแล้วถ้าไม่คว้าไว้ก็กะไรอยู่

“ได้คุยกับมิลบ้างมั้ยครับ”

“พี่มิลไม่ค่อยได้คุยเลยค่ะ แต่ก็เข้ามาเซลฟี่รายงานตัวในกรุ๊ปไลน์สายรหัสทุกเช้าเย็นอยู่นะ”

“เซลฟี่?” มีเวลาเซลฟี่แต่ไม่มีเวลาอ่านไลน์ผมเนี่ยนะ

“ใช่ค่ะ เดี๋ยวแบร์เปิดให้ดู พี่สมุทรจะได้สบายใจ” น้องก้มหน้ากดมือถือครู่หนึ่งแล้วยื่นมาตรงหน้าผม

เป็นรูปเซลฟี่ของมิลจริงๆ รอยยิ้มมันก็ไม่ได้ดูเหนื่อยล้า ขอบตาไม่คล้ำ ไม่เหมือนคนที่ทำงานจนไม่ได้หลับได้นอน แล้วทำไมไม่ยอมอ่านไลน์ผมเลย

“แม่พี่มิลไม่ค่อยชอบให้เล่นโซเชียลค่ะ ก็เลยไม่ค่อยตอบไลน์ใคร” นึกว่ามันไม่ตอบเฉพาะข้อความข้อผมซะอีก ได้ยินอย่างนั้นแล้วค่อยโล่งใจหน่อย

“แล้วมันบอกรึเปล่าว่าจะกลับเมื่อไหร่”

“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวแบร์ถามพี่มิลให้เอามั้ย”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากนะ”

“เสียดายหน่อยๆ เลยนะเนี่ย นึกว่าพี่สมุทรจะขอไลน์แบร์ซะอีก”

น้องแบร์หัวเราะอย่างคนอารมณ์ดีให้ผมคนที่ไม่ค่อยยิ้มต้องยิ้มตามอย่างช่วยไม่ได้

เห็นว่ามิลสบายดีผมก็สบายใจ















Millionaire_: ไงคุณ ได้ข่าวว่าคิดถึงผมเหรอครับ

An Ocean : คิดถึง

Millionaire_: ก็เหี้ยละ

Millionaire_: จะพิมพ์แบบนี้ใช่มั้ย รู้ทันหรอกน่า 555

ในเลข 5 ของมิลผมได้ยินเสียงหัวเราะสดใสดังแว่วมา

An Ocean : พ่อมึงเป็นไงบ้าง

Millionaire_: ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ขาไม่ได้หัก ไอ้แบ็งค์อะเวอร์

An Ocean : แล้วอยู่ตรังถึงเมื่อไหร่

Millionaire_: คิดถึงกูขนาดนั้นเลย

An Ocean : คิดถึง

Millionaire_: ก็เหี้ยละ 555

Millionaire_: ต้องเก็บมือถือแล้ว เดี๋ยวแม่ด่า ไว้เจอกันมึง

ผมพิมคำว่า ‘จริงๆ’ ค้างเอาไว้ เพราะผมคิดถึงมันจริงๆ ไม่ใช่คิดถึงก็เหี้ยละอย่างที่มันว่าซักหน่อย

ถึงแม้ว่ามิลจะเก็บมือถือไปแล้วแต่ผมกลับยังคงนั่งมองข้อความของเราซ้ำๆ ยิ้มวนไปเหมือนคนบ้า ทิวเคยแซ็วผมเรื่องติดมือถือ เพราะใครกันล่ะ คุณก็รู้ใช่มั้ยว่าผมติดมือถือเพราะใคร แต่มิลน่ะคงไม่รู้หรอกว่าผมรอข้อความจากมันทุกคืนเลย และที่ผมตอบช้าก็เพราะ...คาแรคเตอร์ มันเป็นคาแรคเตอร์

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะห้องดึงความสนใจให้ต้องวางมือถือไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือแล้วก้าวไปยังประตู และพอเปิดออกก็พบกับเฌอ ผมมุ่นคิ้วมองมัน ถึงแม้เจ้าของห้องไม่ถามแต่ผู้มาเยือนก็ควรบอกจุดประสงค์ ไม่ใช่ยืนมองหน้าตอบแบบนี้

“เคาะผิดห้องรึเปล่า”

“พี่ทิวให้มาเอาเลนส์”

“เลนส์อะไร”

“เลนส์กล้องสิ พี่ทิวบอกว่าอยู่ในกระเป๋า”

กระเป๋าไหนวะ ถึงจะยังงงอยู่แต่ผมก็เบี่ยงตัวหลบให้ผู้มาเยือนเดินเข้ามาในห้อง

“มึงนั่งรอก่อนเดี๋ยวกูหาให้” รอให้แขกนั่งลงตามคำเชิญแล้วผมค่อยเดินไปหยุดตรงหน้าโต๊ะอ่านหนังสือ หยิบมือถือขึ้นมาโทรหาทิว หากคนนั้นกลับไม่ยอมรับโทรศัพท์

“พี่ทิวติดถ่ายงาน มึงรีบหาได้มั้ยลูกค้ากูรออยู่”

“ถ้ารีบนักก็มาหาเองสิ” ผมหันไปบอกอย่างหงุดหงิด

ตัวผมเองไม่ถนัดเรื่องถ่ายภาพก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ ทิวน่ะเอากระเป๋ามาทิ้งไว้ที่ห้องผมตั้งมากมาย ถ้าไม่มีเงินกินข้าวผมก็ว่าจะเอากระเป๋าพวกนั้นมาขายกินให้มันรู้แล้วรู้รอด

เฌอเดินมาหาผมที่โต๊ะอ่านหนังสือ ไล่สายตาสำรวจไปทั่วบริเวณโดยเฉพาะโพสต์อิทบนผนังห้อง ก่อนมันจะหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งที่ถูกแปะแซมไว้กับกระดาษหลากสี แต่หลังๆ มานี้เน้นไปที่สีเหลืองอ่อนซะเป็นส่วนมาก

“มึงได้มาไง กูให้มิลตอนวันเกิดเค้า” รูปถ่ายของมิลถูกยื่นมาตรงหน้าผมอย่างเอาเรื่อง ผมเองก็มองตอบอย่างเอาเรื่องเหมือนกัน

“สงสัยมิลลืมไว้มั้ง” ผมยื่นมือไปหวังจะฉวยเอารูปคืนมาทว่าเฌอกลับดึงมันหลบ

“ลืมไว้ มึงก็ควรจะคืนเค้าสิ ไม่ใช่เก็บเอาไว้เอง”

“เจ้าตัวเค้าไม่เห็นทวงเลย”

“มึงชอบมิลป่ะ” โดนถามตรงๆ แบบนี้ผมก็แอบอึ้งไปนิดหน่อยเหมือนกัน

“แล้วทำไมเหรอ กูจะชอบหรือเปล่า มันก็เป็นเรื่องของกูกับมิล ไม่เกี่ยวกับมึง”

“ทิวไม่ได้บอกเหรอว่ากูจีบมิลอยู่”

“แล้วไง กูต้องรู้สึกอะไรด้วยเหรอ เรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับมิลว่ะว่าเค้าชอบใคร เลือกใคร แล้วนี่มึงไม่รีบแล้วเหรอ” ผมดึงรูปมาถือไว้เองก่อนหันหลังให้เพื่อมองหากระเป๋าเลนส์ของทิว

ห้องผมก็ไม่ได้กว้างมาก ไม่รกด้วย ก็ไม่น่าจะหายากนี่หว่า

“มิลแคร์มึงมากก็จริง แต่รู้ใช่มั้ยว่าแคร์ในฐานะเพื่อน แค่เพื่อนน่ะ” ย้ำเข้าไป คิดว่าผมจะถอดใจง่ายๆ งั้นเหรอ

“เหรอ เพื่อนก็เพื่อน แต่อย่างน้อยเค้าก็แคร์กูว่ะ” กระเป๋าของทิววางรวมอยู่กระเป๋าเป้ของผมที่มุมห้อง ผมหยิบมันขึ้นมาส่งให้เฌอรับไป “เรื่องที่มึงจีบมิลกูจะไม่ก้าวก่ายนะ มึงเองก็ไม่ควรก้าวก่ายเรื่องของกูกับมิลเหมือนกัน”

“ก็ได้ แฟร์ดี”

ถึงแม้เฌอจะมีอารมณ์กรุ่นโกรธตอนที่ตอบโต้กับผมแต่มันก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก มันออกจากห้องและปิดประตูให้อย่างเบามือเสียด้วยซ้ำ

ถึงจะแอบพูดข่มเฌอไปบ้างแต่ในใจผมก็เป็นกังวลอยู่ เพราะเฌอดูเป็นคนดี ผมกลัวว่ามิลจะแพ้ความดีนี้เข้าซักวัน

เฮ้อ ความรักนี่มันยุ่งยากจัง













สัปดาห์กว่าๆ ที่ไม่มีคนรวยมาตามวอแว ก็ต้องยอมรับแหละว่าเหงามาก จะโทรก็ไม่กล้า ส่งข้อความหาเขาก็เอาแต่รอคอยข้อความตอบจนไม่เป็นอันทำอะไร

สุดท้ายก็ต้องอยู่อย่างเหงาๆ แบบนี้เป็นเวลาร้อยๆ ชั่วโมง













ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นกลางดึก นาฬิกาบนหน้าจอมือถือบอกเวลาเที่ยงคืน ผมคั่นหนังสือเอาไว้ด้วยที่คั่นลายมินเนี่ยนที่เผลอหยิบติดมือมาจากงานหนังสือของมหา’ลัย

ผมน่ะเห็นมินเนี่ยนทีไรนึกถึงเจ้าตัวป่วนนั่นทุกที และเมื่อนึกถึงก็ดันเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวอีก

คิดถึงว่ะ เมื่อไหร่จะกลับมาซักทีก็ไม้รู้

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกหนในตอนที่ผมก้าวมาหยุดตรงหน้ามันพอดี

ใครมาดึกดื่นป่านนี้ ถ้ามิลอยู่กรุงเทพผมก็คงคิดว่าเป็นมัน แต่นี่เจ้าตัวอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรเลยนะ ถึงแม้จะแอบหวังแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นมันหรอก

แต่เดี๋ยวนะ ผมไม่ได้ตาฝาดใช่มั้ย

ลองส่องตาแมวแล้วก็ต้องผงะออกมาเมื่อคนที่อยู่ข้างนอกนั้นคือคนเดียวกันกับที่ผมเพิ่งนึกถึงไปเมื่อครู่นี้

มินเนี่ยน...

ไม่เอาน่า ตาฝาดแน่ๆ เลย

ผมลองส่องตาแมวดูอีกครั้ง มหาเศรษฐียังคงยืนหน้าจ๋อยอยู่ที่เดิม ผมมองมันผ่านเลนส์นูนอยู่ครู่หนึ่งจนเจ้าตัวตั้งท่าจะเดินกลับผมจึงเปิดประตู

คนตัวเตี้ยกว่าหยุดฝีเท้า เอี้ยวตัวกลับมามองด้วยดวงตาเหม่อลอยเหมือนคนเมา ผมไม่รู้ว่ามันกำลังรู้สึกอย่างไรแต่ผมโคตรตื่นเต้นและหายใจไม่ทั่วท้องเลย

“มึง กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“จะไม่ชวนเข้าห้องก่อนเหรอ” ผมเบี่ยงตัวหลบให้อีกฝ่ายก้าวเข้ามาข้างใน

“มาทำไมดึกดื่น เมาเหรอ”

“เซอร์ไพร์สป่ะ”

“เซอร์ไพร์สอะไร เมาแล้วขับอีกแล้วนะมึง”

“ขอโทษครับ ก็โต๊ะหน้าเขาส่งมาก็เลยดื่มไปนิดหน่อย” นิดหน่อยบ้าอะไร นี่ดื่มหรืออาบ กลิ่นเหล้าหึ่งจนผมเวียนหัวเลย

“ยังไม่ตอบเลยว่ามาทำไมดึกดื่นป่านนี้”

“ไม่รู้สิ ผ่านมา รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว”

“คิดถึงกูเหรอ”

“คิดถึง…ก็เหี้ยละ” มิลหัวเราะสดใสตรงท้ายประโยค

“มึงนี่แม่ง ไปนั่งก่อนไป”

“ไม่เป็นไรๆ กูแวะมารายงานตัวเฉยๆ เดี๋ยวจะกลับแล้ว” ในสภาพนี้อะนะ ปล่อยให้ขับรถกลับไปก็เหี้ยละ

“อย่าดื้อได้มั้ย ขอร้อง” ผมคว้าข้อมือมันไว้ ไม่ได้ดึงรั้งหรือบังคับหากคนที่กำลังจะก้าวออกไปก็ยอมหยุดแต่โดยดี

เราสบตากันท่ามกลางความเงียบงัน และเป็นมิลที่ละสายตาไปก่อน

“ออกไปทั้งอย่างนี้เดี๋ยวก็โดนเป่าหรอก”

“ไม่ได้เมาซักหน่อย” ใบหน้าน่ารักขึ้นสีแดงเป็นริ้วเมื่อผมโน้มใบหน้าเข้าไปลองพิสูจน์กลิ่นใกล้ๆ ใกล้มากจนมองหน้ากันไม่ชัด ใกล้จนหายใจไม่ทั่วท้อง

“ไม่เมาแต่กลิ่นเหล้าหึ่งเลย ไปนั่งก่อน” กระตุกเบาๆ คนสติไม่ค่อยอยู่กับตัวก็ถลาตามเข้ามาอย่างง่ายดาย

มิลยอมนั่งลงบนโซฟาอย่างว่าง่าย ทอดสายตามองตามผมที่เข้าไปหยิบน้ำในครัวกระทั่งกลับมาหยุดตรงหน้าอีกครั้ง ไม่ละสายตาเลย

“ใส่แว่นดูดีกว่าอีก”

ผมยื่นขวดน้ำให้แล้วถามกลับ “ชอบให้ใส่แว่นมากกว่าเหรอ”

“แค่บอกว่าใส่แล้วดูดีกว่า”

“ดื่มเข้าไปเยอะๆ เลยน้ำอะจะได้สร่าง”

“บอกแล้วไงว่าไม่เมา”

“ไหน ลองมาพิสูจน์อีกที” คนที่เอาแต่พร่ำบอกว่าตัวเองไม่เมาถอยกรูดจนแผ่นหลังแทบจะจมกับพนักโซฟาเมื่อผมค้ำร่างไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างแล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้

กลิ่นแอลกอฮอล์ยังคงกรุ่นอยู่ในลมหายใจ มิลไม่ได้เมาจนขาดสติ แต่ผมไม่อยากให้มันขับรถคนเดียวดึกๆ แบบนี้ ก็คนมันเป็นห่วง เข้าใจหน่อยสิ

“นอนนี่เถอะ เดี๋ยวหาเสื้อผ้าให้เปลี่ยน”

“ไม่เป็นไร ขับรถมา”

“มิลอย่าดื้อ” วิถีคนดื้อพอถูกดุก็ทำหน้าจ๋อยเลย แล้วหน้าจ๋อยจำเป็นต้องน่ารักขนาดนี้เลยเหรอ

“ไม่ต้องหาอะไรมาให้เปลี่ยนหรอก เดี๋ยวนอนเลย นอนบนโซฟาได้มั้ย”

“ไม่ได้” ผมบอกเสียงดุเมื่อผละออกมา และพอถูกปฏิเสธก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีก รู้ตัวบ้างมั้ยว่ามันน่ารังแก

“นอนบนโซฟาก็ไม่ได้เหรอ จะให้นอนบนพื้นเหรอ”

“บ้าเหรอ ไปนอนบนเตียงโน่น พื้นแข็งจะตาย นอนได้ไง”

“ไม่เอา ไม่อยากแย่ง” มิลว่าด้วยน้ำเสียงแอบติดงอแงอยู่นิดๆ ให้ตายเถอะ เย็นไว้นะหัวใจ

“นอนไปเถอะ คืนนี้ตั้งใจจะอ่านหนังสือถึงเช้าอยู่แล้ว”

“มากวนรึเปล่าวะ”

“ดีแล้วที่แวะมา” นึกขอบคุณมิลด้วยซ้ำที่แวะมาเจอกันให้หยุดฟุ้งซ่าน และแม้จะได้เจอหน้าแล้วถึงอย่างนั้นผมก็ยังคิดถึง อยากอยู่ด้วยชดเชยช่วงเวลาที่ห่างกัน

ผมกลับมานั่งที่โต๊ะ หยิบที่คั่นออกมาหลังเปิดหนังสือ มองคนที่เพิ่งเดินออกจากห้องน้ำแล้วก็อมยิ้มอีกครั้ง

“เสื้อตัวใหญ่ว่ะ นี่เสื้อคนหรือเสื้อยักษ์วะ ตัวมึงกับกูก็ไม่ได้ต่างกันมาก ทำไมเสื้อมึงยาวเกือบคลุมเข่ากูเลยอะ เหมือนไม่ใส่กางเกงในเลย โคตรโป๊”

“เซ็กซี่ดีออก” ผมเย้าเมื่อละสายตาจากตัวหนังสือแล้วหันมอง เออจริง ทำไมเสื้อตัวนี้มันใหญ่ขนาดนี้ อาจจะเป็นเสื้อยักษ์จริงๆ อย่างที่มิลว่าก็ได้มั้ง

“เซ็กซี่เหี้ยไร เซ็กเสื่อมละสิไม่ว่า”

“รู้ได้ไงว่าเสื่อม เคยลองเหรอ”

“ไอ้มหาสมุทร ไอ้เหี้ย” ผมพูดอะไรผิดล่ะ อยู่ๆ ด่ากันเฉย

“สร่างเมายัง”

“บอกแล้วไงว่าไม่เมา”

“มาพิสูจน์” ผมหมุนเก้าอี้ไปเผชิญหน้าแต่มิลมุดเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้ว “หลับแล้วเหรอ”

“อ่านหนังสือไป อย่ากวน” ผ้าห่มที่คลุมทั้งหน้าถูกร่นลงมาให้เห็นแค่ตา

น่ารักฉิบหาย น่ารักจนอยากแกล้งหนักๆ ไม่ต้องนอนกันทั้งคืนเลย แต่ก็ต้องข่มความรู้สึกเอาไว้ มิลคงเหนื่อยจากการขับรถมาทั้งวัน ไหนจะงานที่บาร์อีก ปล่อยให้มันนอนพักผ่อนไปเถอะ

ผมเปิดโคมไฟบนโต๊ะก่อนจะลุกไปปิดไฟให้ห้องทั้งห้องมืดลง แวะดึงผ้าห่มที่คนบนเตียงคลุมทั้งหน้าลงให้มีอากาศหายใจ

มิลหลับสนิท ดวงตาหลับพริ้ม ริมฝีปากเผยอนิดๆ ได้ยินเสียงฟี้ๆ

ถึงหน้าตาจะน่ารักเกินผู้ชายไปนิดแต่มันก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง แต่แปลกจัง ผู้ชายธรรมดาที่ชอบโม้ว่าตัวเองรวยนักหนากลับสะกดสายของผมเอาไว้ให้มองแต่เขา

บ้าเนอะ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะอยู่โดยปราศจากความรักตลอด 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย แต่พอเจอมิลความตั้งใจทั้งหมดก็พังทลายลง

แต่พอคิดทบทวนดีๆ ไม่แปลกเลยที่ผมจะชอบมัน เพราะมิลน่ะ แค่ได้อยู่ใกล้ๆ กันก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลย ถ้าได้ใกล้กันกว่านี้คงดี

ผมวางดินสอลงบนโต๊ะ มองนาฬิกาที่บอกเวลาตี 3 สำหรับคืนนี้น่าจะพอแค่นี้แล้วล่ะ คิดดังนั้นผมก็ก้าวไปที่เตียงแล้วนอนลงข้างๆ กัน

มิลนอนหลับสนิท เสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่ดังอยู่ในความมืดสลัวให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยมองหน้ามันตรงๆ นานๆ เลยซักครั้ง ยังไงดีล่ะ แค่มองก็เขินแล้ว พอเขินก็ทำตัวไม่ค่อยถูก แต่คืนนี้อยากลองดูสักครั้ง

ผมกวาดสายตามองใบหน้าที่น่ารักของมิล เชื่อเถอะว่าผมคิดอย่างนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ยิ่งในยามที่มันยิ้มโลกทั้งใบก็พลันสดใสขึ้นมา

ริมฝีปากของมิลมีสีที่สด ถึงแม้มันจะดื่มบ่อยแต่ดื่มไม่เก่งเลย ไม่สูบบุหรี่และชอบกินผักผลไม้ นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มันดูเป็นคนที่มีสุขภาพดี จมูกของมิลได้ทรงสวย ผิวไม่เข้มเหมือนหนุ่มใต้ เจ้าตัวเคยบอกว่าพ่อเป็นคนจีน แม่เป็นสาวใต้ ที่หน้าตาน่ารักแบบนี้คงเพราะได้ยีนส์เด่นของทั้งพ่อและแม่มา

ผมนอนมองคนหลับนิ่งๆ อยู่ๆ ก็นึกอยากสัมผัสเขาขึ้นมา

มือข้างหนึ่งถูกยื่นไปตรงหน้า ใช้นิ้วเรียวสัมผัสสันจมูกเขาเบาๆ

ผมไม่เคยคิดว่าแรงดึงดูดระหว่างเรามันจะรุนแรงขนาดนี้ พอสัมผัสที่จมูกแล้วก็เผลอลากมือนิ้วมาสัมผัสที่คิ้ว แก้มและริมฝีปาก

“หมา” ผมเบิกตากว้างเมื่ออยู่ๆ คนตรงหน้าก็ลืมตาขึ้น เรียกผมว่าหมาเดี๋ยวก็เลียปากซะหรอก

“กูกวนเหรอ”

“จับแก้มทำไมอะ”

“เอ่อ ยุงกัดแก้มมึงไง”

“กัดที่จมูกกับปากด้วยเหรอ”

“เอ่อ...” รู้สึกตัวตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย และพอถูกจับได้ร่างกายมันก็รู้สึกวูบๆ วาบๆ และพอจะชักมือออกก็ถูกคว้าเอาไว้

มิลจับข้อมือผมแน่นไม่ยอมปล่อย “ขี้โกงอะ ขอจับบ้างดิ”

ไม่รู้ว่ามิลทำด้วยสติสัมปชัญญะที่ครบถ้วนหรือเปล่า แต่ผมก็เต็มใจให้นิ้วเรียวนั้นสัมผัสทั่วทั้งใบหน้าราวกับสำรวจ ก่อนที่ทุกสัมผัสจะหยุดที่แก้ม

กลายเป็นว่าเราต่างก็กอบกุมแก้มของกันและกัน

ดวงตาที่ประะสานกันในความมืดทำให้เกิดความรู้สึกแปลกในอก แรงดึงดูดที่ไม่รู้มาจากไหนผลักให้ผมค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ยิ่งมองในระยะประชิดก็ยิ่งกลืนน้ำลายได้อย่างยากลำบาก

“หมา” เล่นกับหมา หมาเลียปากนะ

ผมมองริมฝีปากสีสดด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในอก

รู้ตัวอีกทีผมก็ครอบครองมันแล้ว



[TBC]



ก็คือคุณมหาสมุทรน่ะชอบมิลนั่นแหละจ้า เลิกปากแข็งได้แล้วเนอะ

#หมามิล






CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
17 เพื่อนผมมีอาการแปลกๆ



ลืมตาตื่นขึ้นมาก็รู้เลยว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องของตัวเอง

มองไปยังปลายเตียงที่เป็นโต๊ะอ่านหนังสือ บนผนังเต็มไปด้วยโพสต์อิทสีเหลืองอ่อนก็รู้เลยว่าที่นี่น่ะมันห้องของมหาสมุทรชัวร์ๆ

แต่ว่านะ ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงล่ะ แล้วไอ้เจ้าของห้องหายไปไหน

นี่มันเพิ่งจะ...

10 โมง โหย สายแล้วนี่หว่า

ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยอาการสะลึมสะลือ ขยี้หัวพลางกวาดสายตามองไปทั่วห้อง และก็พบกับคนเป็นเจ้าของห้องที่นอนหลับอยู่บนโซฟา เห็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกผิด นี่ผมมาแย่งที่นอนมันใช่มั้ย

“หมา” ลองสะกิดที่ไหล่หากคนหลับกลับไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้นมาเลย ผมจึงนั่งลงที่พื้น ตั้งใจจะปลุกอีกครั้งแต่พอได้มองหน้ามันใกล้ๆ กลับหยุดทุกกระทำและมองหน้าตอนมหาสมุทรหลับอยู่นิ่งๆ อย่างนั้น

จำได้ว่าเคยชมมันไปครั้งหนึ่งว่าไม่ใส่แว่นแล้วดูดี แต่ถ้ามีโอกาสบอกอีกครั้งก็อยากบอกมันว่ามึงใส่แว่นเถอะ ขอบตามึงดำมากเลย

เข้าใจแหละว่าต้องขยันเพื่อจะได้ทุนไปรัสเซีย แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องสุขภาพก็สำคัญไม่แพ้กันเลย ลองคิดเล่นๆ ดูสิ ถ้ามันได้ทุนแต่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย มันจะไปมีประโยชน์อะไร แล้วดูอากาศที่รัสเซียสิต่างกับประเทศไทยมากๆ เลยใช่มั้ยล่ะ

“หมา กูกลับแล้วนะ” ดูแล้วไม่น่าจะตื่นง่ายๆ ผมจึงผละออกแต่กลับถูกคนหลับคว้าข้อมือเอาไว้

“เดี๋ยวดิ ไปหาข้าวกินกัน” ตื่นมาก็หิวเลย

“ขออาบน้ำก่อนเถอะ ไปหาอะไรกินในสภาพนี้ไม่ไหวนะ”

“มึงอาบก่อนเลย เสื้อกับผ้าขนหนูอยู่ในตู้” คนเป็นเจ้าของห้องชี้ไปยังตู้เสื้อผ้า แล้วไงอะ คิดว่าผมจะกล้ารื้อตู้มันเหรอ ถึงบางครั้งจะดูเหมือนคนไม่มีมารยาทแต่จริงๆ แล้วผมน่ะมารยาทดีมากเลยนะ ไม่อยากโม้

“ไม่เอา กลับไปอาบที่ห้องดีกว่า เดี๋ยวซัก 11 โมงครึ่งกูกลับมารับมึงก็ได้”

“จะขับรถเทียวไปเทียวมาทำไม ที่บ้านผลิตน้ำมันเหรอ”

“อือ น้ำมันปาล์ม” เงียบเลย เถียงไม่ออกล่ะสิ ลืมไปหรือเปล่าว่ามหาเศรษฐีนี่ลูกชายเจ้าสัวบ่อน้ำมันนะครับ

“มึงแม่ง งั้นรอกูก่อน อาบน้ำแป๊บเดียว”

คนเป็นเจ้าของห้องว่าอย่างหน่ายใจก่อนจะปล่อยมือผมแล้วลุกขึ้น คว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไปเลย

แป๊บเดียวที่มันว่าคือแป๊บเดียวจริงๆ ยังอ่านเว็บตูนไปจบตอน เจ้าของห้องที่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงผ้าขนหนูพันกายก็ออกจากห้องน้ำมายืนอยู่กลางห้องแล้ว

ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับแหละว่าตอนไอ้หมาตัวเปียกๆ แม่งโคตรเซ็กซี่ ผมเองตอนอาบน้ำเสร็จก็เซ็กซี่ประมาณนี้แหละ

“มองไร” สงสัยผมคงมองมันนานเกินไป เจ้าตัวจึงถาม

“เปล่า” ผมเฉไฉพลางเลื่อนสายตาไปมองอย่างอื่น

“เปล่าอะไรก็เห็นอยู่ว่ามอง”

“เออมอง พอใจยัง”

“แล้วมองทำไม”

“มองเฉยๆ มองไม่ได้หรือไง ถ้าไม่อยากให้มองก็แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วค่อยออกมาสิ แล้วนี่อย่าชวนทะเลาะได้มั้ย รีบไปใส่เสื้อผ้าเร็วกูอยากกลับห้องไปอาบน้ำแล้ว”

“บอกให้อาบที่นี่”

“ไม่เอา ไม่คุ้น อยากกลับห้องแล้ว เร็วๆ เลย” ผมเร่งพร้อมกับเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกางยีนส์ ขณะรอก็กวาดสายตามองไปเรื่อยเปื่อย บ่อยครั้งที่เผลอมองไอ้หมาและทุกครั้งก็เผลอสบตากัน

นี่คือจับผิดกันใช่มั้ย ใครเขาอยากมองกันล่ะ ผมเองก็มีเหมือนกันแหละกล้ามเนื้อตรงหน้าท้องอะ ไม่อยากโม้

“กลับมาถึงเมื่อไหร่”

ไอ้นี่ คิดจะถามก็ถามไม่มีเกริ่น “เมื่อวานเย็น”

“แล้วพ่อมึงเป็นไงบ้าง”

“ข้อเท้าแพลงนิดหน่อย”

“แล้วกลับบ้านทำไมตั้งเกือบ 10 วัน”

“ขี้เกียจเข้าเรียน”

“เหตุผลมึงนี่...” อีกฝ่ายแทนทุกคำพูดด้วยการดีดหน้าผากผมจนเห็นดาวกลางวันแสกๆ

ทุกวันนี้ถึงเนื้อถึงตัวนะ ไม่คิดว่าเพื่อนจะเจ็บเลยใช่มั้ย

“ตีทำไม เจ็บนะเว้ย”

“พรุ่งนี้เตรียมตัวไว้เลยนะ”

“เตรียมตัวอะไร”

“ติวสแตททั้งวัน”

“โหไรวะ ทั้งวันเลยเหรอ นี่ไม่คิดว่าเพื่อนจะเหนื่อยบ้างเหรอ เนี่ยขับรถมาทั้งวันแล้วเมื่อคืนยังต้องไปเล่นดนตรีอีก ขอพักผ่อนก่อนสิ รวบยอดไปเสาร์หน้าเลยได้มั้ย เพื่อนไม่พร้อม”

“ไม่ได้” เด็ดขาดกว่าท่านผู้นำก็ท่านมหาสมุทรนี่แหละ ผมก็ได้แต่ก้มหน้าปาดน้ำตาแล้วเดินตามไอ้คนเผด็จการออกจากห้องมา โยนกุญแจให้มันเมื่อเรามาถึงรถ

เหนื่อยอะ ขับรถให้นั่งหน่อยละกัน















หากบอกว่ามหาสมุทรอาบน้ำเร็ว ผมก็คงเป็นคนที่อาบน้ำโคตรเร็ว เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรอนานจึงอาบน้ำลวกๆ ใส่เสื้อผ้าแล้วออกจากห้องน้ำเลย

“มึงแน่ใจเหรอว่าอาบน้ำแล้วจริงๆ”

รอบที่แปดหมื่นแล้วมั้งที่ถูกถามแบบนี้

“ตอบคำถามกูดีกว่ามั้ยว่าอยากกินอะไร กินที่ไหน คิดตอนนี้เลย ไม่ใช่ไปถึงแล้วค่อยคิด หิวนะเว้ย” เลยแยกนี้ไปก็ถึงห้างแล้ว

“เอ็มเคมั้ย”

“กำลังอยากกินหมูกรอบพอดีเลย หมี่หยกราดน้ำจิ้มเอ็มเค แค่คิดก็ฟินแล้วอะ”

“งั้นกินเอ็มเค”

วันนี้ไอ้หมาน่ารักมาก แต่ไม่ชมมันต่อหน้าหรอก เดี๋ยวเหลิง

คงเพราะเป็นวันหยุดคนที่ร้านก็เลยเยอะมาก ต้องรับบัตรคิวแล้วนั่งรอที่หน้าร้าน และโลกก็กลมมากเมื่อเจอน้องแบร์และกลุ่มเพื่อนเดินผ่านมาพอดี แน่นอนว่าพอเจอกันก็ต้องมีทักทายบ้าง

“พี่มิลกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“พี่ซีสวัสดีค่ะ” ยังไม่ทันได้ทักทายน้องแบร์ เสียงน้องคนหนึ่งที่ทักทายมหาสมุทรก็ดึงความสนใจจากผมไปซะก่อน

มองทั้งคู่ทักทายกันแวบหนึ่งก่อนจะหันมาคุยกับน้องตัวเองบ้าง

“ไงเรา คราวที่แล้วให้ไอดีไลน์ คราวนี้ให้เบอร์โทรเลย”

“พี่เฌอบอกเหรอ  โอ้ย โกรธพี่เฌอแล้วอะ รับปากน้องแล้วว่าจะไม่บอก”

“พี่ต่างหากที่ควรจะโกรธ”

“พี่เฌอออกจะเป็นคนดี น้องอุตส่าห์หาผู้ชายดีๆ มาให้” พูดเหมือนผมต้องขอบคุณน้องมันอย่างนั้นแหละ ไม่ด่าก็บุญหัวแล้วนะแบร์

“โห ดีจัง สนับสนุนให้พี่มีแฟนเป็นผู้ชาย แบบนี้ก็ได้เหรอ”

“ก็พี่เฌอเค้า”

“พอๆ ไม่คุยด้วยแล้ว และก็จะไม่คุยกับน้องแบร์อีกอาทิตย์นึง เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลย”

“เห้ย พี่มิล ไม่โกรธ น้องแบร์ขอโทษ น้องแบร์จะไม่ทำอีกแล้ว” น้องแบร์ตื๊ออยู่ครู่นึงก่อนจะยอมแพ้แล้วเดินจากไปเมื่อเห็นว่าทำอย่างไรผมก็ไม่ยอมคุยด้วย ไม่ยอมมองหน้า ไม่สนใจ ไม่อะไรทั้งนั้น

ที่จริงก็ไม่ได้โกรธขนาดนั้นหรอก แต่อยากสั่งสอนให้รู้ว่าอย่าไปให้ข้อมูลของคนรู้จักแก่คนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้ามาดีก็เสมอตัวใช่มั้ยล่ะ แต่ถ้ามาร้ายนี่แย่เลยนะ

“กินเสร็จแล้วไปไหนต่อ” อาหารเพิ่งมาเสิร์ฟเอง คิดจะแยกทางกันแล้วเหรอ

“กลับห้องไปนอน”

“นอนอีกแล้ว”

“ก็คนมันอยากนอน ไม่ได้เหรอ”

“เมื่อคืนก็นอนแล้ว”

“นอนแล้วก็นอนอีกได้มั้ยวะ เมื่อวานโคตรเหนื่อยเลย”

“ทำไมไม่นั่งเครื่องบินล่ะ แป๊บเดียวก็ถึงตรังแล้ว”

“ไม่ได้เหนื่อยขับรถ จริงๆ ถ้าขับรถถึงกรุงเทพแล้วได้นอนเลยก็จะไม่เหนื่อยขนาดนี้ แต่นี่ต้องไปเล่นดนตรีด้วยไง เหมือนแบตหมดแล้วเราเอาพลังงานมาใช้เซฟโหมด เข้าใจใช่มั้ย”

“อือ แล้วใครบังคับ”

“ไม่มี แต่พี่ที่ร้านบาร์หลีเค้าดีกับกูมากเลย เพราะกูมาอยู่กรุงเทพตัวคนเดียว เวลามีเรื่องเดือดร้อนก็ได้พี่ที่ร้านนี่แหละช่วยเหลือตลอด”

“แล้วมึงไปรู้จักเค้าได้ยังไง”

“ตอนปี 1 ไปเลี้ยงสายกับพวกพี่เอ้ก แล้วมีคนตีกันในร้าน พี่มือกีตาร์โดนลูกหลงเล่นต่อไม่ได้ กูก็เลยอาสา ตั้งแต่นั้นเวลาที่พี่นักดนตรีไม่ว่างเค้าก็จะเรียกกู ถามทำไม สนใจเรื่องกูขนาดนั้นเลย”

“เปล่า กินเข้าไป พูดมาก”

เอ้า ก็ตัวเองเป็นคนชวนคุยมั้ยล่ะแล้วมาโทษผมคนเดียว แบบนี้ก็ได้ด้วย















และพอกินมื้อเที่ยงกันเสร็จมหาสมทุรก็ปล่อยให้ผมกลับห้องมานอน แต่ไม่ได้กลับมาลำพังนะ เพราะเจ้าตัวเขาขอมาห้องผมด้วย ให้เหตุผลว่าเปลี่ยนบรรยากาศอ่านหนังสือ

จ้า เอาที่มึงสบายใจเลย

เมื่อถึงห้อง ทิ้งตัวลงบนเตียง หัวถึงหมอนผมก็หลับไปเลย ตื่นมาตอนเย็นๆ ก็ไม่เจอไอ้หมาแล้ว ตั้งใจจะออกไปหาอะไรกิน แต่ก็ต้องพับโครงการมื้อเย็นเพื่อปากท้องทิ้งเพราะมีข้าวผัดไก่ใส่ผักเยอะๆ วางอยู่บนโต๊ะแล้ว

เพื่อนผมใจดี นี่ไม่ใช่ไอ้หมาคนเดิมแล้ว น่ารักที่สุด

ชื่นชมมันในใจก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ตัวผมเท่าไหร่ ก็เลยจัดการถ่ายรูปข้าวผัด 1 รูป เซลฟี่ตัวเองตอนกินข้าวอย่างอร่อยเอร็ดอีก 1 รูปไปให้แทนคำขอบคุณ















จริงๆ ผมก็คิดถึงไอ้หมานะ ไม่ได้เจอมันตั้งเกือบ 10 วัน คนเคยเจอหน้ากันมันก็ต้องมีคิดถึงกันบ้างอะไรบ้างใช่มั้ยล่ะ

แต่การที่ต้องมานั่งติวหนังสือกับมันทั้งวันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้มีความสุขเลย

จะตายอยู่แล้ว ใครก็ได้ช่วยเรียกกู้ภัยมาเก็บศพคนรวยที

“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยได้มั้ย พามาติวหนังสือนะไม่ได้พามาตาย”

“โห นี่ก็เหมือนตายทั้งเป็น พอเหอะ สมองกูรับไม่ไหวแล้ว จะตายแล้ว จะตายแล้วจริงๆ นะ” ผมจับท่อนแขนคุณติวเตอร์ไว้พลางทำหน้าอ้อนหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมใจอ่อนแต่ไม่เลย ไม่มีแววว่าจะใจอ่อนเลยซักนิดเดียว

“ถ้าทำโจทย์ข้อนี้ได้ จะยอมให้พักชั่วโมงนึง” ควรดีใจมั้ย สมองผมตอนนี้พักแค่ 1 ชั่วโมงมันไม่มีทางดีขึ้นมาได้หรอก ต้องพักซัก 1 วัน ไม่สิ 1 สัปดาห์ ไม่เอา มันน้อยไป 1 เดือนเต็มไปเลยดีกว่า

“ยาก” เห็นแค่กระดาษที่ถูกส่งมาตรงหน้าก็รู้แล้วว่าสภาพผมตอนนี้แก้โจทย์ไม่ได้หรอก

“ยังไม่ได้ดูโจทย์” และพอผมว่าอย่างนั้น คนเป็นติวเตอร์ก็ชักสีหน้าไม่พอใจใส่กัน

“ไม่ดูก็รู้ว่ายาก”

“มิลอย่างอแงได้ป่ะ บอกให้ทำก็ทำสิ เดี๋ยวพาไปกินไอติม”

“จริงเหรอ” พอได้ยินเรื่องของกินผมก็ตาลุกวาว คุณติวเตอร์ใจดีจังเลย

“อืม”

“บิงซูได้มั้ย เห็นไอ้แบ็งค์บอกว่ามีร้านนึงที่สยามอร่อยมาก”

“แบ็งค์ น้องเหรอ”

“เออ น้องคนเล็ก เป็นผู้หญิง น่ารักมาก เดี๋ยวเอารูปให้ดูแต่ว่าห้ามตกหลุมรักนะเว้ย” ผมบอกพลางก้มกดมือถือแต่กลับถูกคนที่นั่งตรงกันข้ามฉวยเอาไป

“ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องเลย เอานี่ไปทำ” อุตส่าห์เบี่ยงประเด็น มิชชั่นเฟลเฉยเลย

อย่าว่าแต่ไอติมเลย น้ำแข็งหลอดก็คงไม่มีทางได้แทะหรอกถ้าโจทย์มันจะยากขนาดนี้ ถามจริงเถอะที่เรียนๆ อยู่นี่เอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ล่ะ อย่างมากก็แค่เอาไว้สอบ พอเกรดออกก็ลืมๆ มันไป เสียเวลาชีวิตชะมัด

ในใจก็บ่นแหละแต่สมองก็ต้องคิดด้วย

โจทย์ข้อเดียวใช้เวลาแก้เป็นชั่วโมง ส่ง 12 รอบก็ยังไม่ถูกทั้งหมด

“หมากูไม่กินไอติมแล้วก็ได้ ไม่กินบิงซูก็ได้ แต่ปล่อยกูไปเถอะ ขอร้อง”

“มานั่งนี่สิ เดี๋ยวอธิบายให้ฟัง” ไม่อยากฟังหรอก เพราะฟังไปก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด แต่คุณเขาเรียกก็ไม่อยากปฏิเสธจึงได้แต่ลุกอย่างอิดออดไปนั่งลงข้างๆ

มหาสมุทรเริ่มต้นอธิบายเมื่อผมมีท่าทีเหมือนพร้อม ผมวางสายตาจับจ้องที่กระดาษตรงหน้า ฟังเสียงทุ้มๆ ดังเข้าหูซ้ายแล้วออกหูขวาซักพักก่อนจะเลื่อนสายตาตามนิ้วเรียวที่ตวัดปากการะเรื่อยขึ้นไปตามท่อนแขนที่มีเส้นเลือดขึ้นชัดเจน ผิวไอ้หมาเป็นสีแทน ลูกกระเดือกที่ชัดเจนตรงลำคอขยับขึ้นลงในจังหวะเดียวกันกับริมฝีปากเมื่อเจ้าตัวเอาแต่พูดไม่หยุด

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะนิยามมหาสมุทรด้วยคำว่าหล่อได้หรือเปล่า ถึงแม้ว่าจะชมมันด้วยคำนี้ไปแล้วครั้งนึงก็ตาม งั้นหล่อก็หล่อเนอะแต่เชื่อเถอะว่าที่ผมมองมันไม่ละสายตาไม่ใช่เพราะหล่อหรอก แต่เพราะอะไรน่ะเหรอ ใช่รักรึเปล่านะ ไม่แน่ใจเหมือนกัน

“มองกูแล้วทำให้มึงฉลาดขึ้นเหรอ” ผมสะดุ้งเลยตอนที่อยู่ๆ คนที่ผมมองไม่วางตาก็หันหน้ามา มันใกล้มาก ใกล้จนหลุดโฟกัส ใกล้จนหัวใจเต็นผิดจังหวะ ใกล้จนรู้สึกวูบโหวงในช่องท้อง ใกล้จน...หัวใจจะวายแล้วโว้ย

“มึงแม่งเล่นอะไรเนี่ย” ผมเบือนหน้าหนี รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง ตำหนิมันด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“มึงต่างหากเล่นอะไร มองขนาดนี้อยากได้อะไร”

“ก็กูไม่เข้าใจอะ มึงอธิบายอะไรวะ กูมืดแปดด้านแล้วเนี่ย ให้เก้าด้านเลยก็ได้ ขอเถอะสมุทรพอได้มั้ยวะ กูไม่ไหวแล้วจริงๆ”

“เห็นแก่ที่ตั้งใจเรียนมาครึ่งวัน พอก็ได้”

เยส!!!!!

อยากจะลุกขึ้นแล้วตีลังกาซักสามตลบด้วยความดีใจ

“ไปร้านหนังสือกัน”

“ฮะ ไปทำไมอะ”

“ไปซื้อกล้วยทอดมั้ง”

“มีขายด้วยเหรอวะ”

หมับ! ฮั่นแน่จะดีดหน้าผากเหรอ มหาสมุทรน่ะช้าไปหน่อยนะบางที เพราะก่อนที่มันจะได้ทำร้ายหน้าผากอันแสนบอบบางของผมก็ถูกผมจับหมับเข้าที่มือหนาเอาไว้ได้ทันพอดี และพอถูกจับได้ก็ชักสีหน้าไม่พอใจใส่กันก่อนจะดึงมือออกจากมือผม

“ไปซื้อหนังสือเป็นเพื่อนก่อนแล้วค่อยไปกินบิงซูกัน”

ผมหูผึ่ง รีบเก็บข้าวของบนโต๊ะใส่กระเป๋า เร่งเร้าให้อีกคนเร่งมือด้วยความร้อนรนอยากออกไปจากห้องแคบๆ นี้ซักที ด้วยความสัตย์จริง ผมน่ะไม่ได้อยากกินบิงซูอะไรนั่นเท่าไหร่หรอก แค่อยากอยู่กับไอ้หมาโดยปราศจากเรื่องติวหนังสือซักชั่วโมงก็ยังดี

ใช้เวลาเลือกหนังสือไม่นานเลย เหมือนเจ้าตัวตั้งใจมาซื้อ จุดหมายต่อไปคือร้านบิงซู เดินวนอยู่ในห้างนานเลยครับกว่าจะหาร้านเจอเพื่อพบว่าโต๊ะเต็ม

“รอมั้ยหรือยังไง” คนตัวสูงหันมาถามความเห็น

ที่จริงก็ไม่อยากกินเท่าไหร่หรอก แต่ว่า... “รอก็ได้ ไม่รีบไปไหนไม่ใช่เหรอ”

ไอ้หมาพยักหน้ารับง่ายๆ ก่อนเดินนำเข้าไปรับบัตรคิวแล้วนั่งรอ ต่างคนต่างก้มหน้าทำกิจกรรมของตัวเองไม่พูดไม่จา พ่อคนเรียนเก่งหยิบหนังสือขึ้นมาเปิดส่วนผมหยิบมือถือขึ้นมาเช็คไลน์

ไลน์กลุ่มสายรหัสคนทึ่มมีข้อความค้างอยู่เป็น 10 ซึ่งไม่มากไม่น้อยกำลังดี

ผมกดเข้าไปอ่านอย่างที่ทำเป็นประจำแล้วก็พบกับข้อความที่พี่เอ้กทิ้งเอาไว้เมื่อ 5 นาทีก่อน

“หมากูต้องไปแล้วว่ะ” ผมลุกพรวดพราดตั้งท่าจะวิ่งออกนอกร้านเมื่อบอกแต่ก็ถูกคว้าแขนเอาไว้

“เกิดอะไรขึ้น”

“พี่เอ้กน่ะสิรถเสียอยู่เพชรบุรีโน่น”

“แล้วไง”

“มันไม่มีเงิน”

“ก็โอนไปสิ จะไปเองทำไม”

“มึงไม่เข้าใจอะ” ผมแกะมือมันออกแล้วเดินนำออกมานอกร้าน ไอ้หมาเดินตามมาติดๆ ไม่พูดไม่จาไม่ถามอะไรซักคำ แต่ก็ดีแล้วล่ะ ผมน่ะเป็นห่วงพี่เอ้กจนไม่มีอารมณ์จะคุยกับใครทั้งนั้น กระทั่งเรามาถึงรถเพื่อนผมก็ชิงเข้าไปนั่งหลังพวกมาลัยอย่างกับบีเอ็มคันนี้เป็นของตัวเอง ถึงกระนั้นผมก็ยอมนั่งข้างๆ โดยไม่โต้แย้งใดๆ

“พี่เอ้กอยู่ที่ไหน”

“มันบอกจะไปทริปที่แก่งกระจาน”

“โทรคุยดิ๊ บอกว่าจะไปรับ ให้รออยู่นั่นแหละ”

“จะไปด้วยกันเหรอ”

“ไม่มั้ง ขับรถมาตั้งขนาดนี้แล้ว”

ขนาดนี้มันขนาดไหนล่ะ ยังไม่พ้นลานจอดรถเลยเว้ย ทำเป็นพูดเหมือนขับออกไปถึงชานเมืองแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ถกเถียงอะไรหรอก ต้องขอบคุณในความมีน้ำใจของมันด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าห่วงพี่เอ้กผมคงใจสั่นเพราะการกระทำของมันไปแล้วล่ะ

ผมพิมพ์บอกในไลน์กลุ่มไปก่อนว่ากำลังจะไปรับพี่เอ้กเพื่อให้คนอื่นๆ สบายใจ ก่อนกดโทรออกหาคนเจ้าปัญหาและพี่มันก็รับอย่างไวราวกับรอกันอยู่แล้ว ก็ไม่เข้าใจนะ มือถือก็มีถ้ามีเรื่องเดือดร้อนขนาดนี้ก็ควรโทรสิ ไลน์เขามีเอาไว้คุยกันเล่นๆ เรื่องไม่ด่วนโว้ยไอ้บ้าไอ้บอ

ต่อ
V
V

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

“พี่มันส่งโลเคชั่นมา เดี๋ยวตั้งจีพีเอสเลยนะ”

“เดี๋ยวก่อน ออกนอกเมืองค่อยตั้ง” ผมก็ได้แต่เออออตามเขาไป

แต่ว่านะ ทางที่มหาสมุทรพาผมไปเนี่ยมันไม่ใช่ทางออกนอกเมืองเว้ย ตอนแรกอาจจะใช่หรอก แต่ตอนที่มันเลี้ยวเข้ามาในโครงการหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่นี่ผมว่าไม่ใช่ละ

“ไปไหนอะ”

“เปลี่ยนรถไง จะเอาคันนี้ไปขนเวสป้ากลับกรุงเทพเหรอ” รอบคอบว่ะ

“ลืมคิดว่ะ”

“ดีนะที่อยู่กับกู”

“จ้าพ่อคนฉลาด” ยอมรับแหละครับ ไอ้หมาฉลาดจริงๆ รอบคอบอีกต่างหาก เหมือนกับว่าทุกอย่างที่มีในตัวมันคือทุกอย่างที่ไม่มีในตัวผม พูดแล้วเศร้า

มหาสมุทรบีบแตรปรี้นๆ เมื่อเลี้ยวรถเข้ามาที่หน้าประตูบ้านหลังใหญ่โตท้ายหมู่บ้าน ไม่นานนักก็มีพี่ยามตัวผอมๆ วิ่งออกมามองหน้าแล้วประตูก็ค่อยๆ เปิดออก

“คุณสมุทร คุณพ่อไม่อยู่ครับ”

ไอ้คุณสมุทรไม่สนใจประโยคบอกเล่าของพี่ยามด้วยซ้ำ มันเดินเข้าไปในบ้าน ส่วนผมไม่ได้เดินตามไปหรอก ขี้เกียจเดินจึงนั่งรออยู่บนฟุตบาธใกล้ๆ ประตูทางออก

เหงื่อตกจนหลังเปียกกว่ารถปิคอัพคันใหญ่จะวิ่งออกมาจอดตรงหน้า

มองหน้าคนที่นั่งอยู่ด้านหลังพวกมาลัยแวบหนึ่งก่อนจะหันไปบอกลาพี่ยามแล้วขึ้นรถมา

“บ้านมึงเหรอ”

“ไม่ใช่มั้ง นี่มาขโมยรถคนอื่นไม่รู้เหรอ ถ้าโดนจับมึงก็โดนด้วยนะ”

“ตลกป่ะ ถามดีๆ ก็ตอบดิวะ”

“บ้านพ่อ”

“แล้วไม่ใช่บ้านมึงเหรอ”

“บ้านกูคือหลังที่เราไปคราวก่อน”

“อ่า โอเค หลังไหนก็เรื่องของมึงเถอะถ้างั้น” ดูจากรูปการณ์แล้วเหมือนไอ้หมาจะไม่ค่อยลงรอยกับพ่อ คล้ายๆ กับมีปัญหาครอบครัวอะไรประมาณนั้นแหละมั้ง เห็นแบบนั้นผมก็ไม่อยากเซ้าซี้เดี๋ยวจะถูกหาว่าเสือกอีก

เราคุยกันเรื่อยเปื่อยไปตลอดทาง ที่จริงผมนี่แหละที่เป็นฝ่ายชวนคุย แต่อีกคนก็ให้ความร่วมมือดีนะ มันไม่บอกให้ผมหุบปากนั่นก็แปลว่ามันโอเคกับการที่ผมคุยไม่หยุด

“อีกไกลมั้ย”

“จีพีเอสบอกอีก 500 เมตร พี่เอ้กบอกว่าร้านซ่อมมอ’ไซค์อยู่ติดถนนใหญ่ เขียนป้ายเท่าฝาบ้านว่าปะยาง 24 ชั่วโมง”

“ปะยาง 10 ล้อเหรอ ใช้เวลาน๊านนาน”

“ฮะ” ผมทำหน้างงหากไอ้หมากลับยักคิ้วกวน “อ๋อมุก มุกควาย เป็นคนตลกนะเรา”

“แล้วชอบคนตลกป่ะ”

“ชอบดิ อยู่กับคนตลกแล้วอารมณ์ดี แต่ถึงมึงจะไม่ตลกกูก็ชอบมึงนะ”

“จริงจังป่ะ”

“จริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงๆ นั่นมึงเห็นป้ายแล้ว” ผมชี้ไปข้างหน้า ป้ายปะยางใหญ่เหมือนงัดฝาบ้านออกมารีไซเคิลอย่างพี่เอ้กว่า

พอจอดรถเทียบหน้าร้านก็เห็นไอ้พี่เอ้กนั่งอยู่เงียบๆ คนเดียวในมุมมืดกับเวสป้าแก่ๆ ของมัน

“ไงพี่ นั่งทำอะไรอยู่เงียบๆ คนเดียววะ” เห็นพี่มันนั่งหงอยๆ ก็อดแซวไม่ได้

“นั่งคนเดียวเหี้ยไร แฟนกูก็นั่งอยู่ข้างๆ เนี่ย มึงไม่เห็นเหรอ” ตอบผมพลางพะยักพเยิดไปยังที่นั่งว่างเปล่าข้างๆ

ไม่เอาน่า ก็รู้อยู่แล้วว่าผมไม่ถูกโฉลกกับเรื่องเล้นลับ

“เพ้อละพี่ เอาเวสป้าขึ้นกระบะเลย”

“รถใครวะ” ถามแล้วก็จ้องไปยังรถปิคอัพที่จอดเทียบอยู่ใกล้ๆ

“รถกูแปลงร่างได้เหมือนออพติมัสไพร์มมั้ง”

“ตลกสัด” พี่มันว่าพลางหัวเราะแห้งๆ อย่างเสแส้รง

พวกเราช่วยกันเอาเวสป้าขึ้นกระบะ เพื่อนผมก็รอบคอบดีครับ มีอุปกรณ์เอาไว้ยึดรถไม่ให้ล้มระเนระนาดตอนเราขับมันไปบนถนนด้วย คนอะไรก็ไม่รู้เพอร์เฟ็คจริง ถ้าไม่ปากหมาก็คงจะเพอร์เฟ็คได้มากกว่านี้อีก

“งั้นกูนั่งหลังกับแฟนนะ”

“แฟนเหี้ยไรของมึงเนี่ยพี่เอ้ก อย่ามาเพ้อ ไม่ตลก”

ได้ยินมันเพ้อถึงแฟนมาซักพักแล้วทั้งที่ไม่มีใครอยู่กับมันเลย ยอมรับว่าแอบหลอนจึงชิงเข้ามานั่งข้างคนขับก่อนเลย เหลือบมองพี่รหัสตัวเองก็เห็นมันเปิดประตูหลัง ยืนรอซักครู่เหมือนให้ใครบางคนเข้ามาก่อนมันจึงตามเข้ามานั่งข้างหลังผม

“พี่มึงไหวป่ะ ไม่ได้เมายาใช่มั้ย” คนที่นั่งหลังพวกมาลัยหันมาถาม ผมเองก็ตอบไม่ได้หรอก แต่เชื่อเถะว่าพี่เอ้กมันไม่เคยใช้ยา ถ้าจะเมาก็คงเมาเหล้าอะ

“มึงเมาป่ะพี่เอ้ก” เพราะไม่สามารถให้คำตอบได้ผมจึงหันไปถามเอาจากพี่รหัสตัวเอง

“ขี่มอไซค์จะแดกเหล้าได้ไงไอ้มิล ก่อนถามน่ะหัดคิดบ้าง” อ้าว ถูกด่าว่าโง่เฉยเลย

“ถ้ามึงอยากมีแฟนขนาดนั้นเดี๋ยวกูหาสวยๆ ให้ซักคนมั้ยจะได้เลิกเพ้อ”

“หาสาวห่าไรพูดอะไรเกรงใจว่าที่พี่สะใภ้มึงด้วย” ว่าอย่างนั้นก่อนจะหันไปมองที่ว่างข้างๆ บางทีผมก็แอบเห็นด้วยกับไอ้หมาแล้ว หรือว่าพี่เอ้กมันแอบเสพยาจริงๆ ถึงได้เพ้อหนักขนาดนี้

ผมละสายตาจากคนข้างหลังที่มีท่าทางแปลกๆ มามองเพื่อนตัวเองแต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไรเมื่อมันเอาแต่มองถนนไม่สนใจกันเลย

“แฟนกูหิวข้าวว่ะ แวะหาอะไรกินหน่อยสิวะ”

“ได้ครับ” ทีอย่างนี้ทำเป็นตอบรับ ตอนผมจ้องเอาๆ จนตาแทบถลนออกมากลับไม่สนใจใยดี

“มึงหิวเองก็บอกพี่เอ้ก ไม่ต้องมาบอกแฟนหิว มึงไม่มีแฟนลืมไปแล้วเหรอ”

“นี่ไงแฟนกู” พี่มันวาดแขนไปข้างๆ เหมือนโอบใครทั้งที่ตรงนั้นมันว่างเปล่า ยิ้มอ่อนโยนแล้วหันมามองผมอีกหน “สวยมั้ย”

ยังมีหน้ามาถามอีก อยากตะโกนบอกมันไปว่าข้างๆ พี่มึงไม่มีอะไรเลย เลิกมโนเถอะ แต่ในความเป็นจริงผมกลัวจนตัวสั่นแล้ว มองพระพุทธรูปที่ตั้งบนคอนโซลรลแล้วอยากนิมนต์มาถือไว้แนบอกพร้อมท่องนะโมหลายๆ จบ

“มึงเป็นไร ร้อนเหรอเหงื่อออกเต็มเลย”

“มึงเห็นใครนั่งข้างพี่เอ้กป่ะ”

“ไม่นะ”

“ใช่มั้ย กูก็ไม่เห็น แล้วพี่มันพูดกับใครวะ” ดูพี่มันผ่านกระจกมองหลังก็เห็นว่ากำลังคุยกับอากาศอย่างออกรสออกชาติ คือดูแล้วคิดได้ 2 อย่าง ไม่เป็นบ้าก็เห็นผี

“ผีมั้ง” ไอ้หมาแม่งผมอุตส่าห์ไม่พูดแล้ว ดึกๆ ดื่นๆ ใครเขาพูดถึงผีกัน

“อย่าพูด”

“มึงกลัวเหรอ”

“เออดิ”

“อย่าลืมแวะกินข้าวนะแฟนกูหิวแล้ว”

“ครับๆ” เป็นคนหลังพวงมาลัยที่ตอบรับอย่างเสียไม่ได้ ส่วนผมน่ะเหรอ กลัวจนตัวแข็งไปหมดแล้ว พี่เอ้กแม่งต้องเห็นผีแน่ๆ เลยว่ะ

 ดูทรงแล้วพี่รหัสผมไม่น่าไหวว่ะ ขนาดตอนแวะกินข้าวกัน พี่มันยังสั่งข้าวเผื่อใครก็ไม่รู้จนผมต้องรีบกินแล้วเดินหนี

ผมเปิดเพลงเสียงดังตลอดทางเพราะความเงียบทำให้ผมอกสั่นขวัญแขวน และท่าทางของพี่เอ้กดูน่ากลัวมากจริงๆ ครั้นพอหันไปหาคนข้างๆ หวังจะชวนคุย ไอ้หมาก็เอาแต่ตั้งอกตั้งใจขับรถไม่สนใจกันเลย

กระทั่งส่งพี่เอ้กถึงหน้าหอพักมันนั่นแหละผมถึงได้ยอมปิดเพลง

“กลัวแฟนพี่เอ้กเหรอ”

“เป็นแฟนกับผีน่ะสิ” พูดแล้วก็ขนลุกซู่ๆ ให้ต้องใช้มือตัวเองนี่แหละลูบแขนให้ขนนอนลงตามเดิม

“มึงกลัวผีเหรอ”

“อย่าพูดได้มั้ยล่ะ คนยิ่งกลัวๆ อยู่”

“กลัวอะไร เคยเห็นผีตัวเป็นๆ รึไง”

“ไม่เคยเห็น ไม่อยากเห็นด้วย” ของแบบนั้นใครเขาจะอยากเห็นกันล่ะ

“ไม่เคยเห็นแล้วรู้ได้ยังไงว่าผีมีจริง”

“มึงเคยเห็นอากาศป่ะ” ไอ้หมาไม่ตอบ คงรู้แหละว่าผมจะพูดอะไรต่อ “ไม่เคยเห็นใช่มั้ยล่ะ แต่เราก็รู้ว่ามันมี ผีก็เหมือนกัน ไม่เคยเห็นแต่มั่นใจว่ามีแน่ๆ”

“มึงประสาทพอๆ กับพี่มึงเลย”

“ด่าพี่เอ้กได้นะเว้ยแต่อย่าด่ากู ไม่ชอบ แต่ยอมให้ด่าก็ได้แหละถ้าคืนนี้ยอมให้นอนที่ห้องด้วย”

“ว่าไงนะ” ผมก็ไม่ได้พูดเสียงเบาจนเกินไปซักหน่อย ทำไมต้องถามกลับเหมือนไม่ได้ยินด้วยล่ะ ไม่เข้าใจ

“ขอนอนห้องมึงไง กลัวผีอะ นอนคนเดียวไม่ได้หรอก”

“ไม่ได้”

“ใช่มั้ยล่ะ พี่เอ้กทำหลอนขนาดนี้ใครจะนอนคนเดียวได้วะ”

“กูหมายถึงไม่อนุญาตให้มึงนอนห้องกู” ปฏิเสธด้วยเสียงไม่พอยังโบกมือไปมาซ้ำๆ อีก

“ไร้น้ำใจจังวะหมา”

“ห้องกู ไม่ใช่โรงแรม”

“กูจ่ายตังค์ให้ก็ได้ มึงคิดเท่าไหร่อะ”

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไม่ต้องมาต่อรอง” ยิ่งพูดก็ยิ่งตอกย้ำให้ไอ้มหาสมุทรดูแล้งน้ำใจเข้าไปใหญ่ หมดกันคนที่ผมเคยมองว่าใจดี

กระนั้นผมก็ยังไม่ละความพยายาม แต่ว่าตะล่อมเท่าไหร่ก็ไม่มีท่าทีใจอ่อนเลย สงสัยคงต้องไปขอนอนเบียดที่หอไอ้ป๊อบแล้วล่ะมั้ง และเพื่อนรักก็ทำให้ผมผิดหวังเมื่อมันบอกว่าไปนอนด้วยไม่ได้ เพราะเมทมันไม่อนุญาต เอาเงินมาล่อก็แล้วเมทมันก็ไม่ยอมใจอ่อนเลย ยังไงต่อล่ะทีนี้ ผมไม่ใช่พวกนอนที่ไหนก็ได้ซะด้วยสิ ถ้าไม่สนิทก็ไม่อยากรบกวนเขาเลย แต่ถ้าให้กลับไปนอนห้องก็ไม่เอาหรอก กลัวผีไง คนกลัวผี

กระทั่งรถปิคอัพของไอ้หมาเข้ามาจอดในบ้านหลังใหญ่ผมก็ยังคิดไม่ออกว่าคืนนี้จะไปซุกหัวนอนที่ไหนได้

“คุณมหาสมุทรครับ จะไม่เปลี่ยนใจจริงๆ เหรอครับ” พอลงจากรถก็คิดว่าควรเริ่มกล่อมดูอีกครั้ง ไม้แข็งใช้ไม่ได้ก็ต้องใช้ไม่อ้อนล่ะนะ ไม่ใช่อ่อนนะครับ อ้อนน่ะถูกแล้ว

“อายุก็เข้าเลข 2 แล้วยังจะกลัวอะไรไร้สาระอยู่อีก”

“ความกลัวมันมาจากจิตใต้สำนึกอะ เลิกกลัวง่ายๆ ได้ด้วยเหรอ สมุทรขอมิลด้วยนะ นะครับ” ผมจับแขนมัน ซบหน้าลงบนไหล่แล้วช้อนสายตาอ้อนสุดขีด

ใจก็หวั่นๆ แหละกลัวจะโดนต่อยป๊าบแต่ไม่เว้ย นอกจากไม่ทำร้ายร่างกายแล้วยังดูเหมือนจะใจอ่อนด้วยแหละ

“พี่ซี” หากขณะที่เรากำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์นั้น อยู่ๆ เสียงเด็กที่ไหนก็ไม่รู้ก็ดังขึ้น มองไปยังต้นเสียงก็พบกับเด็กชายอายุประมาณ 6-7 ขวบกำลังวิ่งมาทางนี้

และเมื่อเข้ามาใกล้ก็กระโดดกอดพี่ซีของเขาเสียแน่นเชียว

“คิดถึงพี่ซีที่สุดเลย ทำไมไม่กลับมาเยี่ยมทะเลบางล่ะฮึ” เด็กน้อยเหมือนตัดพ้อขณะช้อนสายตามอง ผมสังเกตุเห็นแววตาคนเป็นพี่ชายหวั่นไหว มือก็เก้ๆ กังๆ เหมือนอยากกอดแต่ก็ไม่ทำ

“พี่ซีเรียนหนักมากเลย” พูดจาอ่อนโยนก็ได้ด้วย นึกว่าน้ำเสียงแบบนี้มีไว้ใช้กับพี่ทิวคนเดียวซะอีก

“หนักจนลืมทะเลไปแล้วเหรอ คืนนี้นอนกับทะเลนะฮะ”

“ไม่ได้หรอกครับ พรุ่งนี้พี่ซีต้องไปเรียน”

“แต่ว่า...”

“น้องทะเลอย่ากวนพี่เค้าสิลูก” คราวนี้บุคคลที่สี่ปรากกฎตัว เป็นหญิงสาว มองจากลักษณะท่าทางการแต่งตัวแล้วอายุน่าจะอยู่ราวๆ ยี่สิบปลายถึงสามสิบต้นๆ

พอคนในบ้านออกมารวมตัวกันเยอะๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกขึ้นมาทันทีเลย

“เดี๋ยวกูไปรอในรถนะ” ผมบอกเสียงเบาพลางยื่นมือไปขอกุญแจแต่ไอ้หมาไม่เห็นด้วย มันไม่ยอมให้กุญแจ มันต้องการให้ผมยืนอึดอัดหัวใจอยู่ตรงนี้จนตาย

“คุณซีเข้าบ้านหน่อยมั้ย คุณพ่ออยากเจอ” เธอว่าเสียงหวาน ทว่ากลับถูกเมิน เป็นผมคงหน้าเสียว่ะแต่เธอกลับไม่แสดงอาการใดๆ

“ทะเล พี่ซีต้องไปแล้ว เรียนให้ได้เกรดดีๆ แล้วพี่ซีจะมาหานะครับ” ในน้ำเสียงไอ้หมาเต็มไปด้วยความใจดี หากรอยยิ้มบนใบหน้ามันบางเบาเหลือเกิน แขนเล็กถูกปลดออกจากเอวแผ่วเบาและเนิบนาบ เด็กตัวเล็กเริ่มเบ้หน้าแล้ว ในดวงตากลมมีน้ำใสเอ่อคลอ

ผมไม่รู้ว่าต่อจากนั้นเด็กน้อยร้องไห้ออกมารึเปล่า เพราะมหาสมุทรคว้าแขนผมแล้วดึงให้เดินตามไปที่รถแล้วขับออกจากบ้านมาด้วยความเร็ว

เร็วเหมือนอยู่ในสนามแข่งเลย ทำเอาความกลัวผีก่อนหน้าของผมหายไปเหลือเพียงกลัว...ตาย

ไอ้สัดเอ้ย รถกู

“มึงเบาๆ หน่อย เดี๋ยวใบสั่งถูกส่งไปบ้าน กูซวยแน่” ถึงจะตีนผีแต่ผมกลัวการได้รับใบสั่งมาก ถ้ามันมาส่งที่หอก็ว่าไปอย่างแต่นี่ส่งไปบ้านไง ถามว่ากลัวผีมากมั้ย ก็มากแหละแต่กลัวป๊ามากกว่า

พอผมบอกอย่างนั้นพร้อมกับเอื้อมมือไปแตะที่แขน ความเร็วก็ค่อยๆ ลดลงจนอยู่ในระดับปกติ

มีคำถามมากมายอยู่ในหัวแต่ผมไม่กล้าถามซักคำ

“เมียใหม่พ่อกู ยังสาวอยู่เลยใช่มั้ย” สีหน้าผมบ่งบอกความอยากใส่ใจมากเลยมั้ง อยู่ๆ คนที่เงียบมาตลอดทางจึงยอมบอกเรื่องในครอบครัวตน

“อือ สวยดีนะ”

“ที่จริงเค้าเคยเป็นแฟนพี่ชายกู”

ฮะ! เดี๋ยวนะ ผมไม่ได้หูฝาดใช่มั้ย เมียใหม่พ่อคืออดีตแฟนเก่าพี่ชาย โห เจอแบบนี้พี่ชายไอ้หมาไม่เสียสูญไปแล้วเหรอ ขนาดคนเป็นน้องอย่างมันยังแสดงออกชัดเจนมากเลยว่าโกรธ

“กูไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ เค้ามาถึงมาเป็นแม่เลี้ยงกู ทั้งที่ควรจะนับญาติในฐานะพี่สะใภ้ รู้ตัวอีกทีพี่ชายกูก็บินไปแล้ว”

“หมายถึงตายเหรอ กูเสียใจด้วยนะ”

“ไม่ได้ตาย มันขโมยเงินในเซฟพ่อแล้วก็เริ่มออกเดินทางไปรอบโลก พ่อโกรธมาก ตัดพ่อตัดลูก กูทนกับสภาพครอบครัวแบบนี้ไม่ไหวก็เลยออกจากบ้านมา ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นก็ไม่อยากกลับไปบ้านนั้นหรอก”

“เพราะกูเหรอ ขอโทษนะสมุทร” ที่มันต้องแบกความรู้สึกอึดอัดกลับมาบ้านในวันนี้เป็นเพราะผมแท้ๆ

“ไม่หรอก กูเป็นคนสำคัญของมึงไม่ใช่เหรอ” ผมคิดว่ามันเป็นคนสำคัญก็ไม่ได้หมายความว่าผมสำคัญกับมันซักหน่อย แต่เดี๋ยวนะ หรือว่าผมเองก็สำคัญกับมันเหมือนกันวะ แต่ว่าคงไม่หรอกมั้ง ผมคงคิดไปเองแหละ

“แล้วทำไมเล่าเรื่องครอบครัวให้กูฟังวะ”

“สบายใจที่จะเล่า ทำไม ไม่อยากฟังเหรอ” ได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองสำคัญขึ้นมาเลย

“อยากฟังดิ รู้สึกดีว่ะที่มึงสบายใจที่ได้อยู่กับกู งั้นคืนนี้กูนอนห้องมึงนะ”

“จะนอนให้ได้เลยใช่มั้ย”

“เถอะน่า กลัวผีอะ”

“แล้วไม่กลัวกูเหรอ”

“มีอะไรให้กลัว” อ้าว ถามไม่ตอบ ไหวไหล่ทำหน้าน่าหมั่นไส้ใส่กันอีก หมายความว่าไงครับคุณมหาสมุทร ก็รู้อยู่ป่ะว่ามหาเศรษฐีรวยแต่เงิน ไม่รวยสมอง



[TBC]



อัพตอนสุดท้ายของปีนี้แล้ว
มหาสมุทรก็คือรักเขาห่วงเขาอ่ะเนอะ ยอมตามไปเพชรบุรีโน่น
แล้วเจ้ามิลน่ะ น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินลูกแม่ ก็เป็นเงี้ย มหาสมุทรไม่ตกหลุมรักได้เร้อ


ใกล้จะปีใหม่แล้ว ไปเที่ยวไหนก็ดูแลตัวเองนะคะ เดินทางปลอดภัยด้วย
ปีหน้ากลับมาอ่านเจ้ามิลด้วยกันต่อนะ



#หมามิล



ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
18 ดูแลแบบเพื่อนไม่เหมือนแฟน



คิดๆ ดูแล้วผมน่าจะเอาเสื้อผ้าตัวเองมาทิ้งไว้ที่ห้องมหาสมุทรบ้าง ตั้งแต่กลับจากตรังยังไม่ได้นอนห้องตัวเองซักคืนเลย ใจแตกแล้วเนี่ยไอ้มหาเศรษฐี

“มึงนอนเลยป่ะ” ผมดึงผ้าห่มขึ้นคลุมจนมิดคอพลางถามคนที่เพิ่งเดินเช็ดผมออกจากห้องน้ำ

“นอนเลยสิ หรือต้องทำอะไรก่อนนอน”

“อ่านหนังสือไง มึงชอบไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ล่ะ ขับรถไปต่างจังหวัดขนาดนี้ไม่คิดว่ากูจะเหนื่อยบ้างเหรอ” นั่นสิ ขนาดผมนั่งเฉยๆ ยังเหนื่อยเลย

“ทีหลังถ้าเหนื่อยก็บอกดิ จะได้เปลี่ยนกันขับ” ไม่ตอบอีกแล้วคนเรา ทำยังไงถึงจะยอมตอบคำถามอะ ต้องตั้งโจทย์ปริ้นใส่กระดาษอย่างเป็นทางการเหมือนตอนทำข้อสอบมั้ย

ผมหลับตาลงตั้งใจจะนอนจริงจังแล้วและอยู่ๆ ก็นึกบางอย่างได้

“หมา”

“เรียกใครหมา”

“ขอโทษๆ กูมานอนนี่พี่ทิวเขาไม่ว่าอะไรใช่มั้ยวะ”

“เกี่ยวไรกับทิว”

“ก็เขาเป็นแฟนมึงไม่ใช่เหรอ”

“ใครบอก”

“ก็พี่ทิวเขาเป็นเกย์ใช่มั้ยล่ะ และมึงก็คอยดูแลเขาตลอดเลย ไม่ใช่แฟนแล้วเรียกว่าอะไร”

“มึงก็ดูแลกูดี แบบนี้เรียกแฟนได้มั้ยล่ะ”

“ไม่เหมือนกันป่ะวะ” ยอมรับว่าพอได้ยินคำว่าแฟนหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ไอ้หมาเอ้ย รู้บ้างมั้ยว่าทำเพื่อนเขิน

“ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอก นอนเถอะ กูปิดไฟนะ”

ไฟทั้งห้องดับลงเหลือเพียงแสงสลัวที่ลอดผ่านรอยแยกของม่านเข้ามา พื้นที่บนเตียงข้างๆ ยวบลงเมื่อเจ้าของมันสอดตัวเข้ามาใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน

“ฝันดีมึง”

“อือ ฝันดี”













วันจันทร์มีเรียน 10 โมง และผมก็ออกจากห้องมหาสมุทรเวลานี้เลย ถามว่าไปเรียนทันมั้ย ไม่ทันหรอก ยังไงก็ไม่ทันเพราะงั้นก็เลยโดนด่าจนหูชากว่าจะได้ออกจากห้องมา

ก็คนมันเหนื่อยอะ ให้นอนถึงเช้าวันอังคารยังได้เลย

ผมมาถึงห้องเรียนตอนที่อาจารย์เดินออกมาพอดี เจอกัน สบตากันนิดหน่อย ผมพยายามนิ่งที่สุด ให้อาจารย์เข้าใจว่าผมมารอเรียนวิชาถัดไป และก็ได้ผลครับ มองตามหลังอาจารย์แล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ไงมึง มาป่านนี้อย่ามาดีกว่า” ไอ้ป๊อบวิ่งมาหาเมื่อเราสบตากันพอดี

“ก็ว่าจะไม่มาหรอกแต่คิดถึงมึง”

“จ้าๆ ป่ะ ไปแดกข้าวกัน อ้อ ได้ข่าวว่าเมื่อวานไปรับพี่เอ้กที่แก่งกระจานมาเหรอวะ” ไอ้ป๊อบเดินนำลงจากตึกพลางถาม

พูดถึงพี่เอ้กแล้วก็ขนลุก แน่นอนว่าผมเล่าเรื่องนี้ให้ไอ้ป๊อบฟังละเอียดยิบ แต่แทนที่มันจะคล้อยตามผมเรื่องพี่เอ้กมีแฟนเป็นผีแต่ไอ้คนกบฏกลับบอกว่าพี่เอ้กแกล้ง

แกล้งเหรอ ก็เป็นไปได้แหละ แต่ถ้าอยู่ด้วยกันเมื่อคืนไอ้ป๊อบต้องไม่คิดอย่างนี้แน่ พี่เอ้กน่ะโคตรเนียนเหมือนมันเห็นอะไรจริงๆ

“แล้วนี่มึงขับรถไปแก่งกระจานคนเดียวเนี่ยนะ แล้วเอารถพี่เอ้กกลับมาไงวะ”

“ไอ้หมาเอารถที่บ้านมันไป”

“มหาสมุทรอะนะ”

“อือ”

“มันใจดีกับมึงจังเนอะ”

“กูก็ดีกับมันเหมือนกัน ดีมาก็ดีตอบ ถูกแล้วไม่ใช่เหรอวะ”

“แน่ใจนะว่ามึงคิดอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่คิดว่าเขามีใจอะไรแบบนี้” ที่จริงก็แอบคิดแหละ แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกให้ไอ้ป๊อบรู้เพราะผมยังไม่มั่นใจอะไรซักอย่างเลย

พอจบเรื่องพี่เอ้ก เรื่องมหาสมุทร ไอ้ป๊อบก็ถามถึงพ่อผม ครอบครัวผม เล่าเรื่องไอน้ำ เรื่องความรักของมัน และยังบอกด้วยว่าเย็นวันพุธมีแข่งบอล

ยังไม่จบอีกเหรอวะ

Rrrrr

ขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรส สายเรียกเข้าจากน้องแบร์ก็ดังขึ้นให้ต้องรีบรับ ปกติถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายพวกเราไม่ค่อยโทรหากันหรอก น้องมันบอกว่าเปลือง

“ไงแบร์”

“พี่มิล พี่กล้วยมีเรื่อง” เสียงน้องร้อนรนจนผมเองร้อนตาม

“ที่ไหน อะไรยังไงคะ”

“อย่าเพิ่งถามได้มั้ยคะ พี่มิลรีบมาที่ลานจอดจักรยานข้างตึกบัญชีเดี๋ยวนี้เลย น้องแบร์ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ฮือ” น้องมันส่งเสียงร้องไห้ทิ้งท้ายเอาไว้แล้วตัดสายไป

ไม่รู้หรอกว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ แต่ฟังจากน้ำเสียงน้องแบร์แล้วคงเป็นเรื่องใหญ่น่าดู ผมจึงพรวดพราดออกจากโรงอาหารนิเทศมา โดยมีไอ้ป๊อบวิ่งตามพร้อมถามคำถามที่ผมก็ไม่รู้จะตอบมันยังไง

“มิล” วิ่งสวนไอ้หมา อยากทักทายมันนะแต่รีบไงก็เลยวิ่งผ่านมาโดยไม่สนใจใยดี

พอมาถึงข้างตึกบัญชีก็เห็นไอ้กล้วยกำลังยืนประจันหน้ากับนักศึกษาชายร่างสูงคนนึง

“มีเรื่องอะไรกัน” ผมเข้าไปยืนข้างไอ้กล้วย ถามมันให้น้องหันมามองแล้วชี้หน้าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงข้าม

“มันหาว่ากล้วยแย่งแฟนมัน”

“หรือว่าไม่จริง ก็เห็นๆ อยู่ว่ามึงตามจีบแฟนกู” ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าคือผู้หญิงแต่คนนั้นกลับพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดกระโชกโฮกฮากอย่างเอาเรื่อง

“แต่บุ๊คบอกเราว่าบุ๊คไม่มีแฟน บุ๊คอนุญาตให้เราจีบบุ๊คได้” ไอ้กล้วยเองก็ไม่มีท่าทีจะยอมแพ้ถึงแม้สรีระจะทำให้เสียเปรียบไปกว่าครึ่งแล้วก็ตาม

หากในขณะที่สองคนที่ยืนประจันหน้ากันอย่างพร้อมจะมีเรื่องนั้น อยู่ๆ น้องผู้หญิงตัวเล็กๆ เท่าไอน้ำในชุดนักศึกษาขนาดพอดีก็ขัดขึ้นซะก่อน

“บุ๊คขอโทษนะกล้วย ตอนนั้นบุ๊คทะเลาะกับเค้า บุ๊ค...” น้ำเสียงของเด็กสาวเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสที่พร้อมจะไหลออกมาได้ทุกเมื่อ

และเมื่อได้ยินอย่างนั้น น้องรหัสผมก็ตวัดสายตาผิดหวังมอง ผมไม่เคยเห็นไอ้กล้วยมีสีหน้าเป็นทุกข์ขนาดนี้ มันดูกล้ำกลืนและพร้อมจะร้องไห้

“บุ๊คจะบอกว่าที่ผ่านมาเป็นเรื่องล้อเล่นงั้นเหรอ” น้ำเสียงไอ้กล้วยเกรี้ยวกราดและสั่นเครืออย่างที่ผมเองก็ไม่เคยได้ยิน มันยื่นมือไปกระชากต้นแขนน้องผู้หญิงที่ชื่อบุ๊คแต่สัมผัสได้ไม่นานก็ถูกผู้ชายที่น่าจะเป็นแฟนบุ๊คปัดมือออกอย่างแรง แถมยังตามมาผลักไหล่จนน้องผมเกือบล้ม โชคดีหน่อยที่น้องแบร์เข้ามารับไว้ได้ทัน

“นี่คุณ!! ให้มันน้อยๆ หน่อย นี่มันผู้หญิงนะ” ผมก้าวเข้าไปกันไอ้กล้วยเอาไว้

“ผู้หญิงอะไร นี่มันทอม อีนี่มันเป็นทอม” เขาตะโกนเสียงดังพลางชี้หน้าไอ้กล้วยด้วยความเกรี้ยวโกรธ เห็นอย่างนั้นผมเองก็เริ่มโมโหแล้วเหมือนกัน เป็นใครมาจากไหน มีสิทธิ์อะไรมาชี้หน้าด่าน้องผมแบบนี้

“จะทอมหรืออะไร แต่เพศสภาพน้องมันก็คือผู้หญิง ทำอะไรคิดหน่อย” ผมพยายามเก็บอารมณ์ที่กำลังเดือดเอาไว้แล้วว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างปัญญาชน

“มึงคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้าสั่งสอนกู” ถึงกระนั้นน้ำเย็นก็ไม่สามารถดับไฟได้

“ก็ไม่ใหญ่หรอก ไม่ได้อยากมีเรื่องนะ เพราะงั้นก็จบๆ กันไปเถอะ คุณก็กลับไปกับคนของคุณ อย่ายุ่งเกี่ยวกันอีก”

“คิดว่าจะจบง่ายๆ เหรอ อีทอมนั่นมันแย่งแฟนกูนะเว้ย”

“บอกแล้วไงว่ากูไม่ได้เป็นทอม มึงจะเอายังไง” ไอ้กล้วยขืนตัวออกจากการเกาะกุมของน้องแบร์ แถมยังผลักผมออกให้พ้นทางแล้วปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อหมอนั่น

ผมลนลานเข้าไปแยกแต่ก็ไม่ทันเมื่อน้องมันซัดหมัดเข้าที่หน้าผู้ชายตัวสูงกว่าตัวเองเกือบ 10 เซ็นติเมตรอย่างแรงจนคนโดนชกหน้าหัน

ทั้งผม ไอ้ป๊อบและน้องแบร์มองหน้ากันเลิ่กลั่ก การทะเลาะวิวาทในมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องดีเลย ที่จริงไม่ว่าเรื่องจะเกิดที่ไหนก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ

“กล้วย พอ” ผมตะคอกแล้วลากมันออกมา หากกลับเป็นฝ่ายโดนตบหน้าอย่างแรงเสียเอง

หน้าผมชาไปข้างนึง และในตอนที่ผมกำลังมึนงงก็เผลอปล่อยมือจากแขนน้องมัน หลังจากนั้นก็เกิดความวุ่นวายขึ้น ไม่รู้แล้วว่าใครเป็นใคร ผมโดนลูกหลงไปหลายดอก พูดง่ายๆ ก็คือได้แต่ยืนงงกลางดงตีน กระทั่งถูกใครบางคนกระชากออกมาจากวงนั้นจึงค่อยหายใจได้ทั่วท้องหน่อย

“มึงโอเคมั้ย” มหาสมุทรนั่นเอง ไม่รู้ว่ามันมายังไงแต่ก็ขอบคุณที่มา

“เจ็บว่ะ แต่มึงช่วยห้ามพวกมันก่อนเถอะ น้องกูอยู่ในนั้น” รู้สึกว่าตัวเองเป็นพี่ที่ไม่ได้เรื่องเลย ช่วยอะไรน้องรหัสตัวเองไม่ได้ซักอย่าง

ปี๊ด!!!!

ผมไม่รู้ว่าไอ้หมาเอานกหวีดมาจากไหน แต่เมื่อเสียงแหลมแสบแก้วหูดังขึ้นความวุ่นวายจากการตะลุมบอนก็เปลี่ยนเป็นวุ่นวายวิ่งหนี ผมเองก็ก้าวเท้าข้างนึงแล้วเหมือนกันแต่ก็ชะงักไปเมื่อถูกคว้าข้อมือไว้

“หายหมดเลย วิ่งได้แบบนี้คงไม่เป็นไรมากหรอกมั้ง” เจ้าของเสียงนกหวีดว่าปนขำ พลางกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณซึ่งตอนนี้เหลือแค่เราแล้ว

“ทำไมมีแต่เรื่องวะ” ผมล่ะเซ็ง ขออยู่อย่างสงบๆ บ้างไม่ได้เลยหรือไง

“ไปทำแผลก่อนเถอะ เลือดมึงออก”

“ตรงไหน”

“มุมปาก”

“โคตรเจ็บ” ผมยกแขนขึ้นตั้งใจจะใช่แขนเสื้อเช็ดมุมปากแต่ก็ถูกนิ้วโป้งของคนข้างๆ ปาดเข้ามาซะก่อน เจ็บแหละแต่สัมผัสนั้นก็ชวนให้หวั่นไหว

หยุดสั่นเดี๋ยวนี้นะหัวใจ

มหาสมุทรพาผมไปที่ห้องพยาบาลตึกวิทย์ด้วยรถของผมเอง พักนี้มันขับรถผมเหมือนรถตัวเองเลย พอเดินมาถึงรถก็แบมือมาขอกุญแจ ปรับเบาะให้พอดีขาตัวเองไปอีก ซื้อรถต่อผมเลยมั้ยเดี๋ยวขายให้ราคามิตรภาพ













เจ้าหน้าที่ประจำห้องพยาบาลเป็นหญิงวัยกลางคนตัวเล็ก มือบางทำแผลให้ผมอย่างนุ่มนวล แถมเธอยังชวนคุยอย่างเป็นมิตรอีก ก็อยากตอบโต้หรอกแต่ไม่ลืมใช่มั้ยว่าปากแตก พูดทีนี่ร้าวไปถึงท้ายทอยเลย

“มึงมีเรียนต่อมั้ย” ผมถามตอนที่เราเดินออกจากห้องพยาบาลมา

“เดี๋ยวกูไปด้วย” ตอบไม่ตรงคำถามอีกแน่ะคนเรา

“ว่างเหรอวะ แต่ก็ดีแหละ เจ็บแผลชะมัด ขับรถให้นั่งหน่อย ไปตึกบริหารนะ ไอ้พวกตัวยุ่งอยู่ที่นั่นกันหมด”

สารถีประจำตัวขับรถอย่างระมัดระวังพาผมมาถึงตึกบริหารอย่างปลอดภัย ไอ้กล้วย น้องแบร์ ไอ้ป๊อบช่วยกันทำแผลอยู่ใต้ตึกนั่นแหละ โดยมีพี่เอ้ก น้องดรีมและผองเพื่อนนั่งเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ แต่คงไม่ได้ห่วงใยอะไรหรอก รอเสือกน่ะสิ ดูสภาพแต่ละคน เสื้อผ้ายับย่น มีร่องรอยเปรอะเปื้อน หน้าตาแขนขามีรอยขีดข่วน สภาพเหมือนฟัดกับหมามา ผมเองก็สภาพไม่ต่างจากพวกมันนักหรอก

“ไง สภาพแต่ละตัว” ผมเดินเข้าไปหาโดยมีไอ้หมาเดินตามมาไม่ห่าง

“พี่มิลไปไหนมา”

“ทำแผลสิครับ”

“พี่สมุทรทำให้เหรอ”

“ดูมือมันก่อน ใหญ่อย่างกับไม่พาย แค่เอาสำลีเช็ดแผลให้กูคงกระอักเลือดตาย” เวอร์แหละ มองคนถูกกล่าวถึงแล้วก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ขอโทษในน้ำเสียงที่พูดถึงมันไม่ค่อยดี

“จ้าๆ” ไอ้กล้วยตอบรับพลางมองผมกับคนข้างกายสลับไปมาอย่างมีเลศนัย แต่ว่านะนี่ใช่เวลามาจับผิดพวกผมเหรอ

“ยังไง เล่าได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไปมีเรื่องกับผู้ชาย” พวกรอเอาใจใส่ทั้งหลายพยักหน้ากันหงึกหงักอย่างพร้อมเพรียง รู้ว่าอยากเสือกแต่ก็ไม่จำเป็นต้องออกนอกหน้าขนาดนี้มั้ยวะ

“แบร์เล่าให้ฟังแล้วใช่มั้ยว่าหนูจีบเด็กบัญชี” จำได้ว่าแบร์เคยพูดถึงอยู่ครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นผมไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะที่ผ่านมากล้วยไม่มีท่าทีว่าจะชอบผู้หญิงเลย

“มึงเป็นทอมเหรอวะ”

“หนูเหมือนทอมเหรอพี่มิล” ถามผมพลางกวาดสายตามองคนอื่นๆ ที่นั่งรุมกันอยู่

พิจารณาจากรูปร่างหน้าตาแล้ว ไอ้กล้วยไม่มีส่วนไหนเหมือนทอมเลย แต่ว่ามันชอบผู้หญิงไงก็ต้องเป็นทอมรึเปล่าวะ

“หนูไม่ได้เป็นทอมนะ ไม่ได้อยากมีจู๋เหมือนผู้ชาย หนูแค่เป็นผู้หญิงที่ชอบผู้หญิง เหมือนพี่มิลที่เป็นผู้ชายชอบผู้ชายแต่ก็ไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงใช่มั้ยล่ะ”

คิดตามแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่เดี๋ยวนะ ท้ายประโยคเมื่อครู่น้องมันบอกว่าผมเป็นผู้ชายชอบผู้ชายงั้นเหรอ ก็ชอบ ชอบไอ้หมาเนี่ยแล้วมันใช่เรื่องที่จะมาป่าวประกาศกันตรงนี้มั้ยล่ะ

“พี่เปล่านะเว้ย ชอบผู้ชายอะไร” ผมปฏิเสธเป็นพัลวันแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจเลย

“เค้ารู้กันหมดเนี่ย ยังจะปฏิเสธอะไรอีก”

“เรากำลังคุยเรื่องของมึงอยู่มั้ยเนี่ยกล้วย”

“ที่จริงพวกเราก็อยากใส่ใจเรื่องมึงนะมิล” ยังมีหน้ามาพูดอีกนะพี่เอ้ก เรื่องเมื่อคืนที่มีแฟนเป็นผียังไม่เคลียร์เลย

“เสือกมั้ย เล่าต่อกล้วย พี่และทุกคนรอใส่ใจอยู่”

“พี่สมุทรนั่งก่อนมั้ยอะ ยืนนานเดี๋ยวเมื่อยนะ” แทนที่จะเล่าเรื่องของตัวเองต่อกลับไปใส่ใจแข้งขาคนอื่นอีก

“เดี๋ยวจะไปแล้วครับ มิลเดี๋ยวกูไปหาพี่ทิวแล้วนะ” มหาสมุทรหันมาบอกผมตรงท้ายประโยคก่อนเดินห่างออกไป อ๋อ ก่อนหน้าที่เจอกันที่นิเทศก็เพราะมาหาพี่ทิวนี่เอง ผมก็หลงคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ตั้งนาน จ๋อยสนิทเลย

“จ๋อยเลย แต่หนูโคตรเศร้าเลยนะพี่มิล อกหักมันโคตรเจ็บอะ” บอกว่าตัวเองเจ็บงั้นงี้แต่ก็ไม่วายแซ็วผม นับถือความพยายาม

“ก็รู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว ยังจะไปยุ่งกับเขาอีก”

“หนูมองบุ๊คมาตั้งนานแล้ว ก็รู้แหละว่าเขาเป็นแฟนกับไอ้นั่น แต่ช่วงก่อนจะเข้าไปคุยก็ไม่เห็นเขาไปไหนมาไหนด้วยกันไง ก็เลยรวบรวมความกล้าเข้าไปถาม ตอนนั้นบุ๊คบอกว่าเลิกกับแฟนแล้ว หนูก็ขอจีบ บุ๊คไม่ว่าอะไร ไม่มีท่าทีรำคาญตอนที่หนูไปหาหรือชวนไปไหนมาไหน หนูก็เข้าข้างตัวเองอะพี่มิล นึกว่าเขามีใจ แต่อยู่ๆ ไอ้หมอนั่นก็กลับมาขอคืนดี บุ๊คก็ยอมคืนดีกับเขา หนูโคตรอึดอัดใจเว้ย รู้อยู่แล้วแหละว่าสุดท้ายหนูต้องเจ็บ แต่ถึงจะเจ็บก็อยากเคลียร์ให้จบ แต่บุ๊คกลับพาแฟนมาด้วย เคลียร์ก็ไม่ได้เคลียร์แถมยังโดนตบอีก โคตรเจ็บอะ หนูแม่งโคตรอยากร้องไห้เลยรู้ป่ะ”

ว่าอย่างนั้นแล้วน้ำตาไอ้กล้วยก็ไหลอาบแก้มอย่างสุดจะกลั้น ผมยื่นมือไปตบไหล่น้องมันเบาๆ น้องแบร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ทำแบบเดียวกัน

“หนูชอบเค้ามากเลยนะพี่ บางทีหนูอาจจะเกิดมาเพื่ออยู่คนเดียวแล้วตายไปก็ได้”

“ไม่หรอก แกเพิ่งอายุเท่าไหร่เอง มีเวลาให้เราเจอคนที่ใช่อีกตั้งเยอะแยะ”

“ถึงพี่กล้วยจะไม่มีใคร แต่พี่มีแบร์นะ คนอย่างแบร์ก็คงไม่มีแฟนหรอกชาตินี้ เราจะเป็นหญิงแก่และเลี้ยงแมวไปด้วยกันนะ” สาบานมั้ยว่านั่นคือคำปลอบใจ เราจะเป็นหญิงแก่ที่เลี้ยงแมวไปด้วยกันเนี่ยนะ น้องผมตลกว่ะ

“ขอบคุณมึงนะ” และไอ้กล้วยก็ดันซาบซึ้งกับคำพูดของไอ้แบร์อีก สมแล้วที่เป็นพี่น้องกัน

ผมมองทั้งคู่กอดกัน อยากเข้าไปร่วมวงด้วยอยู่หรอก แต่ยังไงผมก็เป็นผู้ชายไง จึงได้แต่สงวนท่าทีและลูบหลังปลอบโยนมันอยู่เงียบๆ อย่างนั้น

คำปลอบโยนมากมายที่ได้รับจากเพื่อนตัวเอง เพื่อนผม เพื่อนน้องแบร์ เพื่อนพี่เอ้กคงไม่ทำให้กล้วยรู้สึกดีขึ้นได้หรอกถ้าเจ้าตัวไม่มีจิตใจที่เข้มแข็ง

พวกเราก็ทำได้เพียงอยู่ข้างๆ มันเท่านั้น

“พี่เอ้กขอคุยหน่อย” พอไอ้กล้วยหยุดสะอื้นผมก็หันไปหาพี่เอ้กที่นั่งเช็คราคาอุปกรณ์แต่งรถในมือถือให้มันเงยหน้าขึ้นมามองแล้วยิ้มแห้ง

“กูไม่ได้เป็นบ้า และไม่ได้มีแฟนเป็นผีด้วย” ตอบเหมือนมานั่งอยู่ในใจ รู้ดีว่าผมจะถามเรื่องอะไร

“นี่พี่หลอกกูเหรอ มึงรู้ป่ะว่าเมื่อคืนไม่กล้ากลับไปนอนห้องเลย”

“ก็ดีแล้วจะได้มีเวลาอยู่กับคนที่มึงชอบ”

“ใครคือคนที่กูชอบ”

“จะให้กูพูดจริงอะ ไม่ดีมั้ง เดี๋ยวน้องๆ มันรู้”

“พวกหนูรู้กันหมดแล้วว่าพี่มิลชอบพี่สมุทร ใช่มั้ยล่ะ” น้องแบร์พูดเสียงดัง ดีหน่อยที่พวกเสือกสลายตัวแล้ว ส่วนใต้ตึกคนก็ไม่เยอะและไม่ค่อยมีใครใส่ใจพวกเราเท่าไหร่

ผมเองก็ไม่ปฏิเสธหรอก ทำเฉยๆ ไป ไม่ยอมรับไม่ปฏิเสธ ถึงแม้จะถูกสายตาของสายรหัสและเพื่อนสนิทจับจ้องอย่างจับผิดก็ตามที

อยากให้ผมบอกว่าชอบไอ้หมาออกมาตรงๆ น่ะเหรอ ฝันไปเถอะ เห็นแมนๆ และรวยมากอย่างนี้บางทีก็มีความรู้สึกเขินอายอยู่บ้างเหมือนกัน

“เย็นนี้หมูกระทะกัน” เคลียร์เรื่องวุ่นเสร็จก็เบนเข็มไปเรื่องกิน

“พี่ปี 4 จะเลี้ยงเหรอครับ” พอผมถามอย่างนั้นพี่เอ้กก็ควักกระเป๋าตังค์แบนๆ ออกมาเปิดโชว์ความว่างเปล่า โอย เหม็นกลิ่นคนจน

“พี่เลี้ยง แต่มึงจ่าย เอาไว้มีงานทำเดี๋ยวจะผ่อนคืนให้”

“ทั้งปีอะ” ถ้าลงบัญชีไว้ล่ะก็ไอ้พี่เอ้กเป็นหนี้หัวโตแล้ว แต่รักกันไงก็เลยหยวนๆ แขวะพี่รหัสตัวเองเสร็จผมก็หันไปขอความเห็นจากคนที่กำลังอยู่ในอารมณ์ดาวน์ขั้นสุด หน้างี้บูดเป็นตูดเชียว “ไงเรา ไปป่ะ พี่เลี้ยงนะ”

“ไปก็ได้ ไม่อยากอยู่คนเดียวกลัวฟุ้งซ่าน ไม่อยากกลับบ้านด้วยเดี๋ยวแม่เห็นว่าร้องไห้”

“แบร์ล่ะ ไปมั้ย”

“ไปสิ แต่พี่มิลอย่าฟ้องเทรนเนอร์นะ เนี่ยหนูกินอกไก่จนเอียนแล้ว แดกผักกาดอย่างกับหนอนเลย” ช่วงนี้ยังถือว่าน้องมันบ่นน้อยต่างจากช่วงแรกๆ ที่บ่นเช้า บ่นเย็น วันดีคืนดีโทรมาบ่นก่อนนอนอีกต่างหาก

“กูไปด้วยไม่ได้นะ นัดไอน้ำไว้จะไปช่วยเค้าถือกล่องบริจาค” ไอ้ป๊อบขอตัวก่อนผมจะชวน เนี่ย มีแฟนแล้วลืมเพื่อนเลยนะคนเรา แต่ก็ไม่ว่ากันหรอก เพื่อนมีความสุขเราก็ต้องมีด้วยใช่มั้ยล่ะ

“นิเทศทำค่ายเหรอ”

“ไอน้ำเป็นประธานปี 1 ด้วย” ได้ทีอวดแฟนใหญ่เลย

“กับคณะตัวเองทุ่มเทขนาดนี้มั้ยคะพี่ป๊อบ” เสียงหลานรหัสมันล่ะ เรื่องแดกดันพี่รหัสนี่ไว้ใจได้ทั้งน้องดรีมน้องแบร์เลย

และพอถูกน้องตัวเองแขวะก็แจกนิ้วกลางให้กันเพื่อแสดงถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้น

“แล้วก็ เย็นวันอังคารอย่าลืมไปเชียร์บอลนะเว้ย นัดนี้กับนิเทศ แพ้แล้วแพ้เลย” สั่งเสียพวกผมเสร็จไอ้ป๊อบก็ปลีกตัวออกไป น้องดรีมเองก็ขอตัวเหมือนกัน

เพิ่งจะบ่าย กว่าจะได้เวลากินหมูกระทะก็อีกหลายชั่วโมงผมจึงชวนทุกคนไปดูหนังฆ่าเวลา แน่นอนว่ามหาเศรษฐีเป็นเจ้ามืออยู่แล้ว

เวลาอยู่กับสายรหัสผมแทบไม่แตะโทรศัพท์มือถือเลย กว่าจะได้เช็คอินโซเชี่ยลอีกทีก็หลังจากส่งทุกคนถึงที่พักแล้วนั่นแหละ

วันนี้ก็จ่ายค่าเสียหายไปหลายพันครับ แต่เพื่อแลกกับรอยยิ้มและความสุขของไอ้กล้วยก็ถือว่าคุ้ม

ผมทิ้งตัวลงบนเตียงหลังจากกลับมาถึงห้อง ล้วงมือถือจากกระเป๋ากางเกงออกมาเช็คก็พบข้อความของมหาสมุทรที่ถูกส่งมาตอนเกือบ 6 โมงเย็น

An Ocean : กินข้าวกัน

อารมณ์ไหนของเขา ร้อยวันพันปีไม่เคยชวนผมไปไหนมาไหนก่อน ปกติผมรุกมันรับ

Millionaire_ : มื้อหน้าได้มั้ย เพิ่งไปกินหมูกระทะมา

An Ocean : อือ พรุ่งนี้มาเรียนให้ทัน

Millionaire_ : น้อมรับคำสั่งครับท่าน

Millionaire_ : ขี้เกียจอาบน้ำว่ะ ทำไงดี

An Ocean : สกปรก

Millionaire_ : แต่จิตใจกูสะอาดนะ เขาบอกว่าถ้าจิตใจสะอาดไม่ต้องอาบน้ำก็ได้

An Ocean : ข้ออ้างของคนขี้เกียจ

Millionaire_ : ยอมรับว่าขี้เกียจ 555

Millionaire_ : ขี้เกียจพิมพ์แล้วว่ะ โทรหานะ

และผมก็กดโทรออกทันทีโดยไม่รอฟังคำอนุญาตจากมัน แต่ถึงแม้ว่ามันจะตอบกลับว่าอย่างไรผมก็จะดันทุรังโทรอยู่ดีแหละ

“อะไร” รอสายไม่นานเขาก็รับด้วยน้ำเสียงห้วนจนอยากตัดสายทิ้งเดี๋ยวนี้เลย

“วันหลังไปกินหมูกระทะกัน”

“ไม่เบื่อบ้างเหรอ วันนี้ก็ไปกิน นี่ชวนกูอีก”

“ยังไม่เคยไปกินกับมึงเลย จำได้มั้ย คราวที่แล้วมึงเบี้ยวกู” เบี้ยวไปหาพี่ทิวไง ยังจำไม่เคยลืมเลือนหรอกนะ

“จำได้”

“รอบนี้อย่าเบี้ยวอีกได้มั้ยวะ”

“ได้มั้ง”

“น้ำเสียงไม่มั่นใจเลย”

“ก็ไม่มั่นใจ”

“ให้มึงนัดเลย เอาที่มึงสะดวกอะ เพราะกูสะดวกเสมอ”

“ไม่เรียนหนังสือรึไง”

“หมูกระทะบ้านมึงเปิด 8 โมงเช้าเหรอ เขาเปิดมืดๆ โน่น นัดมานะ กูรอ เดี๋ยวไปอาบน้ำนอนละ ฝันดีมึง”

“อือ”

“ไม่บอกฝันดีเหรอ”

“จำเป็นเหรอ”

“ไม่หรอก แค่นี้นะ กูวางละ”

“ฝันดี”

ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ไอ้หมาน่ะต้องกินยาลืมเขย่าขวดมันถึงได้ทำตัวน่ารักจนผมหวั่นไหวแล้วหวั่นไหวอีกแบบนี้ แม่งเอ้ย คืนนี้ไม่ใช่แค่หลับฝันดีแล้วล่ะ ผมต้องฝันหวานแน่ๆ ฝันถึงคนที่บอกผมว่า ‘ฝันดี’













ต่อ
V

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0


สนามบอลวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ คนเต็มสแตนฝั่งหลังคาจนนึกว่ามีงานใหญ่

ก็แค่บอลนิเทศกับริหาร มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรรึเปล่าวะ

“พี่มิลทางนี้” ในดงผู้คน น้องแบร์โบกมือเรียกผมอยู่ตรงกลางของแถวที่นั่ง ต้องเดินแทรกคนอื่นไปอีก เกรงใจเขาแต่ก็ต้องไป

ผมโบกมือตอบเพื่อบอกว่า...พี่เห็นมึงแล้ว ก่อนหันไปบอกคนข้างๆ ให้เดินตามกันมา

“คนเยอะจัง” มหาสมุทรบ่นพลางยื่นมือมาจับชายเสื้อผมเหมือนเด็กเล็กกลัวหลงทาง

“แปลกใจเหมือนกันแหละ แต่เดี๋ยวค่อยถามน้องแบร์” มั่นใจมากว่าผู้สาวขาเผือกอย่างน้องแบร์ต้องมีคำตอบดีๆ ให้ผมแน่

กว่าจะเข้ามาถึงตรงที่พวกกลุ่มน้องแบร์นั่งอยู่ก็เล่นเอาเหงื่อตก

“พี่มิล” น้องแบร์ส่งยิ้มกว้างทักทายก่อนยิ้มนั้นจะเจื่อนลงเมื่อเลื่อนสายตาไปหยุดที่คนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างหลังผม “พี่สมุทรมาด้วยเหรอ หนูไม่คิดว่าพี่มิลจะพาเพื่อนมาด้วยก็เลยจองไว้ที่เดียว”

“ไม่เป็นไร พี่เองก็ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่าจะมีใครมาด้วย”

ผมเจอมหาสมุทรตอนที่ลงจากตึกเรียนมา ตอนแรกนึกว่ามันเดินผ่านมาเพื่อจะไปนิเทศซะอีก และนั่นก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะเจ้าตัวบอกว่ามาหาผม พอได้ยินว่าผมจะไปดูไอ้ป๊อบแข่ง มันก็ขึ้นรถมาด้วย

ก็ยอมรับว่ารู้สึกดีมาก แต่ความรู้สึกฟุ้งๆ เหล่านั้นก็เป็นอันต้องอันตธานหายไปเมื่อพบว่าไม่มีที่นั่งสำหรับสองคน

“นั่งนี่สิ” แขกไม่ได้รับเชิญนั่งลงบนที่ว่างซึ่งควรจะเป็นของผม

“นั่งไหน ก็เห็นอยู่ป่ะว่าไม่มีที่ว่าง”

“บนพื้นที่ไง” เจริญล่ะ ให้เจ้าของที่นั่งพื้นตรงระหว่างขาตัวเอง ส่วนแขกไม่ได้รับเชิญนั่งสบายตูดบนเก้าอี้เนี่ยนะ แม้จะแอบบ่นอยู่ในใจแต่ผมก็ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย

นั่งลำบากเหมือนกันแฮะ พื้นก็แคบแถมยังไม่รู้ว่าต้องวางแขนไว้ตรงไหน เลยต้องวางไว้บนขาไอ้หมานี่แหละ ขยับตัวเพื่อจัดท่านั่งให้ตัวเองได้แล้วจึงหันไปถามคำถามที่ยังคาใจอยู่กับผู้สาวขาเสือก

“ทำไมวันนี้คนเยอะจัง”

“บริหารกับนิเทศเขาเอาเดือนมาชนเดือนน่ะสิคะ พี่มิลรู้อะไรมั่งป่ะ” ไม่รู้ไงก็เลยถาม นี่ติดเชื้อชอบด่าพี่มาจากไอ้กล้วยใช่มั้ย

“แค่เดือนมาคนต้องเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”

“เดือน 4 ชั้นปีนะคะพี่ อีกอย่างพี่ศิณะ นิเทศปี 4 ที่กำลังดังมากๆ ในเน็ตก็ลงสนามด้วย แฟนคลับเขาที่ไม่ใช่นักศึกษามอเราก็เข้ามาดู”

อ๋อ พี่ศิณะ เคยได้ยินชื่อและเห็นตามเพจมหา’ลัยผ่านๆ ตา ก็ยอมรับแหละว่าหล่อ เดือนนิเทศน่ะหน้าตาดีกว่าเดือนบริหารสี่ปีรวมกันอีก

“แล้วนี่ไอ้กล้วยไม่มาเหรอ”

“หนูเจออยู่นะ เห็นนั่งอยู่กับเพื่อนข้างบนโน่น” ผมแหงนหน้ามองตามนิ้วมือไอ้แบร์ที่ชี้ไป แต่ไม่ทันได้เห็นไอ้กล้วยหรอกเพราะดันสบตากับไอ้หมาซะก่อน

เพียงสบตากันหน้าก็ร้อนวูบต้องหันกลับมาสนใจเกมส์ในสนามที่เริ่มขึ้นแล้ว

“ฟอร์มไอ้ป๊อบดีกว่านัดที่แล้วมากเลยว่ะ” ป่านนี้แฟนมันคงแอบกรี้ดเชียร์อยู่ในใจเพราะตอนที่เดินมาตรงนี้ผมเห็นน้องไอน้ำนั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่คณะ คงเชียร์แฟนออกนอกหน้าไม่ได้หรอก

“นั่นคือดีแล้วเหรอวะ”

“ว่าไงนะ” ไม่แน่ใจว่าไอ้หมาว่าอะไรผมจึงแหงนหน้าขึ้นไปถาม คนที่นั่งสูงกว่าก็วางมือบนไหล่ของผมแล้วก้มลงมาคุยกันใกล้ๆ

“ถ้ารู้ว่าเล่นอ่อนขนาดนี้ไม่เสียเวลามาดูหรอก”

“ไม่ได้บังคับป่ะวะ”

“กูอยากมากับมึงเฉยๆ” เสียงนั้นแผ่วเบามาก ผมไม่ได้ยินอะไรเลยจึงข้ามๆ มันไป

“มึงคิดว่าใครจะชนะ”

“ชนะไปก็เท่านั้นแหละ เพราะสุดท้ายก็ต้องแพ้คณะกูอยู่ดี” มั่นหน้ามาก

“นัดหน้ามึงลงป่ะ”

“ลงมั้งถ้าอาจารย์บังคับ”

“ถ้าบริหารชนะ นัดหน้ากูต้องเชียร์ใครวะเนี่ย เชียร์สองทีมเลยได้ป่ะ”

“เอานัดนี้ให้มันรอดก่อน” ไอ้หมาเลื่อนมือขึ้นมากุมแก้มผมทั้งสองข้างแล้วบังคับให้มองไปยังสนามและแทนที่จะปล่อยมือมันกลับเลื่อนมือทั้งสองข้างนั้นลงมาวางไว้บนไหล่ผมอย่างถาวร

ถามจริงเถอะ ไม่คิดว่าผมจะหวั่นไหวบ้างเหรอวะ นี่ตื่นเต้นจนโฟกัสอะไรในสนามไม่ได้แล้ว

ฟุตบอลนัดเดือนชนเดือนจบครึ่งแรกด้วยสกอล์ 0 ต่อ 0 เห็นแววว่าคงต้องได้ยิงลูกโทษตอนจบเกมส์แน่ ผมไม่รู้หรอกว่าฟอร์มทีมวันนี้หวังชัยชนะได้ไหม เพราะจิตใจเอาแต่โฟกัสมือแกร่งที่บางทีก็เลื่อนขึ้นมาจับแก้ม จับคอ ลวนลามผมจนแอบคิดว่ามันมีใจให้ผมแล้วเนี่ย

“พี่มิลเอาไรมั้ยเดี๋ยวหนูไปซื้อน้ำ”

“เดี๋ยวพี่ลงไปซื้อให้” มหาสมุทรคนที่อยู่ๆ ก็มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมโลกว่าให้ทั้งผมและน้องแบร์อึ้งตามกันไปก่อนน้องมันจะโบกมือปฏิเสธ

“หนูจะลงไปเข้าห้องน้ำด้วยอะคะ”

“แบร์ก็ไปเข้าห้องน้ำเถอะ คนน่าจะเยอะ เดี๋ยวพี่ไปซื้อน้ำมาให้ตอบแทนที่เราจองที่นั่งไว้ให้ไง”

“เกรงใจจังค่ะ” ถึงอีกฝ่ายบอกว่าเกรงใจแต่คนที่ตั้งใจจะตอบตอบแทนก็ยังลุกขึ้นแล้วเดินนำลงสแตนไปก่อน

น้องแบร์หันมายิ้มแห้งให้ผม บอกกันผ่านสายตาว่ามหาสมุทรนี่ก็แอบดื้ออยู่เหมือนกัน ก่อนหลานรหัสของผมจะวิ่งตามลงไป

มองทั้งสองคนที่เดินหายเข้าไปในกลุ่มคนแล้วก็กลับมาจัดการกับความรู้สึกและความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย เสียงน้องไอ้น้ำก็ดังแว่วมาก่อนเจ้าตัวจะนั่งลงที่ว่างข้างๆ

“พี่มิลๆ วันนี้พี่ป๊อบเท่ห์มากเลยอะ” ว่าจบก็กรี๊ดอย่างคนอัดอั้นตันใจ ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นหรอก

“มานั่งด้วยกันมั้ยล่ะ”

“อยากมาจะตายแต่มาได้ซะที่ไหน ทำตัวไม่ถูกอะ แบบในใจก็เชียร์แฟนตัวเองไง แต่ก็ต้องเชียร์คณะตัวเองด้วยถูกป่ะ หนูแม่งจะเป็นประสาทแล้วเนี่ย”

“ใจเย็นๆ” อยากตบไหล่น้องเพื่อปลอบใจแต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นไว้เมื่อคิดได้ว่าไอน้ำเป็นแฟนเพื่อน “แล้วนี่ไปหาไอ้ป๊อบมายัง”

“บอกพี่ป๊อบตั้งแต่ก่อนเริ่มแข่งแล้วค่ะว่าพักครึ่งจะไม่ไปหา อยากให้พัก อ้อ ละนี่พี่ป๊อบชวนพี่มิลยังอะคะ”

“ชวนไปไหน หมูกระทะเหรอ”

“ไม่ใช่ป่ะคะ พี่มิลสายแดกป่ะเนี่ย” เสียงหัวเราะใสๆ ดังท้ายประโยค “ค่ายอาสาไง พี่มิลบริจาคเงินมาตั้งเยอะน่าจะไปด้วยกันนะ”

“ไปได้ไง ขนาดค่ายบริหารพี่ยังไม่ไปเลย”

“อยากให้ไปอะ เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ทั้งที พี่ป๊อบก็ไปนะ พี่มิลไปเถอะ นะคะ” บทจะอ้อนก็น่ารักเชียว ไอ้ป๊อบเพื่อนผมเลือกแฟนเก่งไม่เบา

“เอาไว้ไอ้ป๊อบชวนพี่ก่อนละกัน เดี๋ยวจะฝากคำตอบมันไป”

“หวังว่าจะได้รับคำตอบที่น่าพอใจนะคะ พี่เฌอ สวัสดีค่ะ” คุยกับผมอยู่ดีๆ ก็หันไปทักทายเจ้าของชื่อที่ยกกล้องคอมแพคส่องมาทางนี้

เฌอลดกล้องลง ทักทายน้องแล้วจึงหันมายิ้มให้ผม

“ขอถ่ายรูปหน่อยได้มั้ย”

“ได้สิคะ” ผมมั่นใจนะว่าเฌอถามผม เพราะเขามองผม แต่น้องไอน้ำกลับเป็นฝ่ายตอบแล้วขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาจับจ้องไปยังกล้องที่ยกขึ้นในระดับสายตาช่างภาพอีกครั้ง เห็นดังนั้นผมจึงทำตามคนข้างๆ ยิ้มให้กล้องอย่างครั้งก่อนที่เคยทำ

“นี่ไอน้ำปันใจมาเชียร์บริหารเหรอ” พอลดกล้องลงก็เอ่ยแซ็วให้ไอน้ำหน้าหงิกใส่

“พี่เฌอก็รู้แล้วยังจะถามน้องอีก ถ้าพี่มิลลงเตะด้วย พี่เฌอก็ต้องปันใจเหมือนกันแหละ” แซ็วมาแซ็วกลับไม่โกงแน่นอน แต่เฌอจะเชียร์ผมทำไมล่ะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย

“ขอโทษบังเอิญมิลไม่ลงอะ”

“ไม่ทะเลาะด้วยแล้ว ไปดีกว่า” ว่าจบก็ปัดตูดเดินหนีไปเลย

จะว่าไปก็แอบสงสัยแฮะว่าเด็กนิเทศนี่เขาสนิทกันทั้งคณะเลยหรือเปล่า

“นั่งด้วยซักแป๊บนึงได้มั้ย เดินเก็บภาพจนล้าไปหมดแล้ว” ยังไม่ทันที่ผมจะอนุญาตเฌอก็นั่งลงข้างๆ กันซะแล้ว

“ถ่ายรูปไปทำอะไรเยอะแยะ”

“ถ่ายให้มหา’ลัยแหละ เดี๋ยวต้องส่งให้เพจด้วย ส่งรูปมิลที่ถ่ายไปเมื่อกี้ดีมั้ย”

“ไม่ดีหรอก กลัวดัง”

“นั่นสินะ เดี๋ยวมีคนมาชอบเยอะ แค่นี้เฌอก็เหนื่อยจะแย่ละ” เฌอมองผมด้วยสายตาสื่อความหมายพิเศษจนผมไม่กล้าสบตาเขาเลย จึงต้องเบือนหน้ามองไปยังสนามที่ทีมเชียร์ของซักคณะกำลังเอนเตอร์เทนอยู่

“แล้วนี่เฌอไม่ลงเตะบอลกับเค้าเหรอ”

“ว่าจะรอเตะนัดที่เจอกับคณะวิทย์อะ มิลมาเชียร์เราได้มั้ย”

“ให้ชนะนัดนี้ก่อนเถอะ บริหารไม่ใช่ขี้ๆ นะครับ”

“เฌอว่าสูสีนะ เดาไม่ออกเลยว่าใครจะชนะ พนันกันมั้ย”

“พนันอะไร ผิดศีล”

“สายบุญเหรอเนี่ย”

“ไม่อะ รักษาศีลข้อ 5 ไม่ได้หรอก สุรามาเป็นระยะๆ”

“มิลตลกดีเนอะ เฌอชอบคนตลกนะ”

“ตลกไม่มากหรอก เพราะรวยมากกว่า”

เฌอหัวเราะจนตาปิด ไม่ค่อยมีใครบอกว่าผมเป็นคนตลกหรอก พอได้ยินเฌอว่าอย่างนั้นก็นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน เพราะปกติไอ้หมาชอบบอกว่าผมเป็นคนขี้เสือก

“เฌอเห็นกลุ่มเพื่อนมิลนั่งอยู่สแตนชั้นล่างแล้วทำไมมิลมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว มากับ...”

เฌอยังไม่ทันพูดจบประโยค ขวดน้ำเย็นๆ ก็แนบเข้าที่แก้มของผมซะก่อน พอเงยหน้ามองก็พบกับสายตาหงุดหงิดของมหาสมุทร

รอคิวจ่ายเงินค่าน้ำนานเหรอ หน้าบูดเป็นตูดเลย

“ซื้อน้ำเปล่ามาเนี่ยนะ อยากกินโค้กอะ”

“เรื่องมาก กินเข้าไป” ว่าพร้อมกับเปิดขวดน้ำ เสียบหลอดแล้วยื่นมาให้ ไม่อยากกินน้ำเปล่าหรอกแต่พอถูกเอาใจใส่ขนาดนี้ก็ไม่กล้าปฏิเสธและปลื้มมากจนเกือบจะยิ้มออกมาแล้ว

“ทีมึงยังกินโค้กเลย น้ำแดง น้ำเขียว ชาเขียวนั่นของใครอะ”

“ของน้องมึง”

“ขอขวดนึง”

“ไม่ได้” ปฏิเสธกันแบบไร้เยื่อใยแล้วก็ส่งถุงใส่น้ำขวดต่างๆ ข้ามหน้าข้ามตาผมและเฌอไป

เออ นี่ผมลืมเฌอไปเลยอะ

“น้ำมั้ยเฌอ” ผมยื่นขวดในมือไปให้เขาแต่กลับถูกไอ้หมาคว้าขวดไปถือไว้เอง เอ้า ไร้มารยาทแล้วยังไร้น้ำใจอีก พอเพื่อนผมทำอย่างนั้นผมก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ทำตัวไม่ถูกส่งให้เฌอแทนคำขอโทษ

“ไม่เป็นไร เราเรียบร้อยมาตั้งแต่ข้างล่างแล้ว เดี๋ยวต้องไปแล้ว เอาไว้ส่งรูปให้นะ”

“ได้ๆ ขอบคุณนะ”

“ครับผม”

เราโบกมือลากันกระทั่งเฌอเดินห่างออกไปผมจึงหันมาเอาเรื่องไอ้คนเสียมารยาทที่นั่งดูดโค้กสบายใจเฉิบไม่รู้สึกรู้สาอะไรซักอย่าง

“นิสัยไม่ดีว่ะ”

“ไม่ดีได้มากกว่านี้อีก”

“ไม่ชอบเฌอเหรอ”

“ไม่ชอบให้มายุ่งกับคนของกู”

“แต่เฌอเป็นน้องรหัสพี่ทิวป่ะวะ หึงอะไรไม่เข้าเรื่องเลย” คนถูกผมตำหนิกลอกตาทำหน้าเบื่อหน่าย

นี่ผมพูดผิดตรงไหน มันหวงพี่ทิวแน่ๆ ก็รู้อยู่ว่ามันรักพี่ทิวมาก หวงมาก ทนุถนอมมากแต่เฌอก็เป็นแค่น้องรหัสรึเปล่า ความสัมพันธ์แบบสายรหัสอะ ไม่เข้าใจหรือไง

“มึงนี่โง่เนอะ”

เอ้า! นั่งอยู่เฉยๆ ก็กลายเป็นคนโง่อย่างไม่ทราบสาเหตุซะงั้น

ครึ่งหลังเริ่มขึ้นหลังจากน้องแบร์กลับมานั่งได้ไม่นาน ผมก็เหมือนเดิม นั่งอยู่หว่างขาไอ้หมาเนี่ย เมื่อยและเกร็งไปทั้งตัวเพราะถูกมันลูบคออยู่แทบตลอดเวลาการแข่งขัน ไม่รู้หรอกว่าตั้งใจหรือเผลอ แต่หัวใจผมแม่งรับไม่ไหวแล้วว่ะ

หมับ!

ทุกการกระทำหยุดชะงักลงเมื่อผมจับมือของมันไว้ เงยหน้าขึ้นมองในจังหวะเดียวกับที่มันก้มหน้าลงมา

ระยะห่างระหว่างเราน้อยมากจนผมรู้สึกเหมือนจมอยู่ในห้วงภวังค์ เอาแต่มองเข้าไปในตาสีเข้ม ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับริมฝีปากด้วยซ้ำ มือที่จับข้อมือของไอ้หมาไว้ก็อ่อนปวกเปียก

รับรู้ถึงเพียงสัมผัสที่ลูบไล้ปลายคาง รอยยิ้มเล็กๆ แสนเจ้าเล่ห์ที่ระบายบนในหน้าของคนตรงหน้า เพียงเสี้ยววินาทีแต่ทำเอาผมร้อนวูบวาบไปทั้งตัว

กระทั่งมือหนาละจากปลายคางมาวางที่ไหล่ ใบหน้าที่เคยอยู่ใกล้ผละห่างออกไป แต่ผมก็ยังรู้สึเหมือนตกอยู่ในภวังค์

สายตาจับจ้องอยู่ที่เกมส์ในสนาม แต่จิตใจของผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย คุณรู้รึเปล่าว่ามันอยู่ตรงไหน

ใช่ มันอยู่ที่คนข้างหลังที่แม้อยากมองหน้ามันแต่ผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

“พี่มิลคะ” ผมถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงเรียกที่ไม่ค่อยคุ้นเคย พอเงยหน้ามองก็พบว่าเป็นเพื่อนในกลุ่มของน้องแบร์ที่นั่งอยู่ถัดไปซัก 3 เบาะล่ะมั้ง “หนูขอทางหน่อยนะคะ”

ผมเหลอหลาไม่รู้ว่าต้องหลบน้องยังไงในสภาพแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามลุกขึ้นทั้งที่ร่างกายยังอยู่ระหว่างขาไอ้หมา

แม่ง ลำบากฉิบหาย

“นั่งนี่สิ” หันมองเจ้าของเสียงก็พบว่ามันกำลังตบตักตัวเองปุๆ

จะบ้าเหรอ ให้นั่งตักเนี่ยนะ ไม่เอาด้วยหรอก แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ แขนยาวเกี่ยวเอวผมอย่างถึงวิสาสะแล้วดึงให้นั่งลงบนต้นขาอย่างเหมาะเจาะราวกับจับวาง

โคตรเขินแต่ก็ขยับหนีไปไหนไม่ได้เพราะถูกเกี่ยวเอวเอาไว้

“น้องไปแล้ว” กระทั่งน้องเดินผ่านไปผมจึงบอกและพยายามขืนตัวออก

“เดี๋ยวน้องก็กลับมา”

“ไม่หนักเหรอ”

“ขาจะหักแล้ว”

“ก็ต้องรับสภาพนะ” เป็นคนเสนอเองผมก็สนองให้ด้วยการวางมือบนไหล่แล้วขยับตัวเพื่อจะได้นั่งสบายขึ้น แต่พูดก็พูดเถอะ นั่งยังไงก็ไม่สบายหรอกตักแข็งๆ เนี่ย

ไม่รู้แล้วว่าในสนามเป็นยังไงถึงแม้ว่าจะมีเสียงเชียร์ดังมาเป็นระยะก็ตาม เพราะผมเอาแต่มองหน้าคนที่ยอมสละตักตัวเองให้ผมนั่งซึ่งตอนนี้เลิกสนใจผมแล้วหันไปสนใจเกมส์ในสนามแล้ว

แต่แปลกเนอะ ถูกผมจ้องขนาดนี้ไม่รู้ตัวจริงดิ

เกมส์จบลงด้วยสกอร์ 0-0 ตามคาด และนิเทศเอาชนะด้วยลูกโทษ ณ จุดนี้เดือนคณะบริหารสี่ปีรวมกันก็ไม่ช่วยอะไร แต่ก็ดีแล้ว ทุกครั้งที่ไอ้ป๊อบลงแข่งพอจบเกมส์สภาพมันโคตรสะบักสะบอมเหมือนไปฟัดกับหมามา จบแบบนี้ก็ดีมันจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวอีก

ส่วนเรื่องของผมกับมหาสมุทร รู้สึกเหมือนว่าบางอย่างกำลังเริ่มต้นขึ้น

ไม่รู้สิ บรรยากาศระหว่างเราสองคนมันแปลกไป ไม่ใช่ผมที่รู้สึกคนเดียวเหมือนเมื่อก่อน อีกฝ่ายเองบางทีก็อาจจะรู้สึกเหมือนกันกับผม

ล่ะมั้ง...



[TBC]



สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ตอนนี้คุณมหาสมุทรก็คือแสดงออกมาเวอร์ ชอบเขาก็บอกเขานะคุณ



ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
19 เพื่อนผมบางทีอาจจะไม่คิดว่าผมเป็นเพื่อน



คืนนั้นมหาสมุทรขับรถไปส่งผมที่หอ จอดรถให้เสร็จสรรพแล้วก็โบกแท็กซี่กลับหอตัวเอง

พิลึกคนใช่มั้ยล่ะ แถมพอถึงห้องแล้วยังโทรมาบอกอีก ผมยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ แอบเข้าข้างตัวเองไปแล้วนิดนึงด้วยแหละว่าบางทีมันอาจจะคิดกับผมอย่างที่ผมคิดกับมัน

แค่คิดก็รู้สึกร้อนวูบวาบที่หน้าแล้วว่ะ ถ้าส่องกระจกต้องเห็นแก้มตัวเองเป็นสีแดงระเรื่อแน่ๆ ล่ะ

ผมลงมาที่ใต้ตึกหลังจากเรียนเสร็จ มองไปยังกลุ่มคนที่คุ้นเคยก็พบว่าสายรหัสตัวเองกำลังนั่งสุมหัวกันทำอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวที่นั่งกันประจำ

พอเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงเม้าท์มอย แอบได้ยินชื่อตัวเองในบทสนทนาด้วยแหละ นินทาผมแน่ๆ

หมับ!

ไอ้กล้วยสะดุ้งสุดตัวตอนที่ผมจับไหล่มันแรงๆ พอหันมาก็สาดสัตว์เลื้อยคลานใส่หน้ากันเลย

“ไอ้เหี้ย” นี่สบถเนอะ ไม่ได้ด่าพี่มันใช่มั้ย

“เหี้ยที่ไหนจะหล่อขนาดนี้”

“ยอมรับว่าหล่อในระดับนึงแต่ก็เหี้ยในระดับนึงเช่นเดียวกัน” นี่แหละไอ้กล้วยตัวจริง ปากคมกริบไม่เคยยอมใครเลยแม้กระทั่งพี่มัน

“กูแช่งให้มึงอกหักทุกชาติไปนะ”

“เหี้ยแล้วยังใจร้ายอีก” ไอ้กล้วยเบะปากตั้งท่าจะร้องไห้ใส่กัน ล้อเล่นไง เห็นน้องมันเพิ่งอกหักมาหมาดๆ ก็อยากจะตบมุกปลอบใจซักหน่อย

“แล้วนี่มุงอะไรกัน ขอดูบ้างสิ”

“รูปพี่มิลกับพี่สมุทรแหละ” น้องแบร์เป็นฝ่ายตอบ โดยมีพี่เอ้กมองผมด้วยสายตาพราวระยับให้ขนลุกขนพอง

“อะไรของมึงเนี่ยพี่เอ้ก มองอะไร”

“มองคนมีความรัก” คงแซวเรื่องที่ผมชอบมหาสมุทรล่ะมั้ง โนสนโนแคร์นะ เพราะคู่กรณีไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย ก็ไม่มีอะไรต้องแคร์มั้ยวะ

“แล้วกูดูเด็กลงมั้ย”

“ยังไงวะ”

“ก็คนมีความรักมักจะดูเด็กลงไปนิดนึงไง” ผมเลือกร้องท่อนนึงของเพลงพลางโยกหัวราวกับกำลังดื่มด่ำกับท่วงทำนองของตัวเอง หากคนอื่นๆ ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วย เพราะร่วมมือร่วมใจกับทำปากคว่ำใส่อย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันบ้างเลย

จนผมต้องหยุดทุกความสุนทรีย์แล้วนั่งลงร่วมวง

“ว่าแต่มารวมตัวกันนี่มีเรื่องอะไรรึเปล่า”

“มายินดีกับความรักของพี่มิลแหละ” น้องแบร์ตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนนกแก้วนกขุนทอง

“มีอะไรให้ยินดี”

“ถามแบบนี้แปลว่าไม่ได้ดูรูปที่หนูส่งให้ใช่มั้ย”

รูปเหรอ? ผมทำหน้าสงสัยก่อนล้วงมือถือในกระเป๋าเสื้อออกมาปลดล็อค เข้าไลน์แล้วก็พบว่ามีข้อความจากน้องแบร์ค้างอยู่จริงๆ พอเปิดดูก็พบว่าเป็นรูปถ่ายจำนวนหนึ่ง

ผมกับมหาสมุทรบนสแตนในวันที่บริหารกับนิเทศแข่งบอลกัน

ไม่แปลกใจเลย ทำไมคนพวกนี้ถึงบอกว่ามาแสดงความยินดีกับความรักของผม เพราะในรูปมีทั้งตอนที่ผมนั่งอยู่บนพื้นระหว่างขาไอ้หมา แม้ผมจะทอดสายตามองไปยังการแข่งขันอันเหยาะแหยะในสนามหากคนที่พักศอกไว้บนไหล่ของผม สายตามันกลับเอาแต่จับจ้องที่ผม ตอนไหนกันนะ ไม่เห็นรู้ตัวเลยว่าถูกแอบมอง

กระทั่งรูปตอนที่มันดึงผมลงไปนั่งบนตัก เกี่ยวเอวผมไว้เหมือนกับกอดกันไว้กรายๆ บางรูปผมก็แอบเหลือบมองมัน บางรูปผมก็เป็นฝ่ายถูกมอง แต่ไม่มีเลยซักรูปที่เรามองตากัน และถ้าเป็นอย่างนั้นผมต้องระเบิดจนร่างแหลกสลายอยู่ตรงนั้นแน่ๆ เลยล่ะ

“ขนาดนี้แล้ว บอกชอบเขาไปเถอะพี่ ยังไงก็ไม่อกหักหรอก” พอได้ยินคำว่าอกหัก ไอ้กล้วยที่กำลังอ่อนไหวก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมา

ถามว่าอยากบอกความรู้สึกออกไปมั้ย ใจนึงก็อยากแต่อีกใจก็กลัว

กลัวว่าหากบอกไปแล้วคำตอบที่ได้ไม่ใช่อย่างทีคิด ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของเราก็คงจะจบลงเพียงเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใด ความรู้สึกของผมอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี ผมไม่อยากทำให้ใครลำบากใจ รวมถึงในยามที่น้องรหัสของผมกำลังทุกข์ใจ ผมจะไขว่คว้าความสุขมาได้อย่างไรกัน

“หรือว่ารอให้เค้าพูดก่อน” น้องแบร์อีกแล้ว คราวนี้บุ้ยปากไปข้างหลังผมด้วย จนพวกเราต้องมองตามแล้วก็พบกับคำตอบที่กำลังก้าวฉับๆ ด้วยความเร่งรีบตรงมาทางนี้

ทุกย่างก้าวที่ทำให้ระยะห่างของเราลดน้อยลงค่อยๆ เติมเต็มความประหม่าของผมทีละน้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้สามารถมองหน้าอีกฝ่ายได้ตรงๆ แต่ตอนนี้ผมกลับลืมวิธีการมองไอ้หมาไปแล้ว

กระทั่งมันมาหยุดข้างๆ วางมือลงบนไหล่ หัวใจของผมก็สั่นไหวเหมือนสาวน้อยแรกแย้มกำลังมีความรัก

“ว่างมั้ย ขอคุยหน่อย” ทว่าน้ำเสียงผิดปกตินั้นกลับทำให้อาการหวั่นไหวถูกเจือจางด้วยความอึดอัดในหัวใจ

ผมพยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินตามเจ้าของแผ่นหลังกว้างไป ไม่รู้ว่าปลายทางคือที่ไหนแต่เส้นทางที่กำลังเดินก็พอจะบอกได้คร่าวๆ ว่าอาจจะเป็นตึกนิเทศล่ะมั้ง

“ไปหาพี่ทิวเหรอ”

“อือ”

“มีเรื่องอะไรรึเปล่า”

“คิดว่ามีรึเปล่าล่ะ” น้ำเสียงที่ดังออกมาติดจะกรุ่นโกรธเล็กน้อยจนผมหวั่นใจว่าเรื่องที่มันอยากคุยต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ แต่ก็คิดไม่ออกอยู่ดีว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร จึงได้แต่ถาม

“มึงพูดเหมือนมี”

“แล้วมึงไปทำอะไรไว้ล่ะ”

“มึงหาเรื่องกูป่ะ มีอะไรก็พูดมาเลยสิ” ความรู้สึกหวั่นไหวในหัวใจหายไปราวกับปลิดทิ้ง หลงเหลือเพียงความคลางแคลงใจและบรรยากาศที่กำลังครุกรุ่น

“เดี๋ยวก็รู้” และยิ่งมันพูดอย่างนั้นโดยไม่มองหน้ากันก็ยิ่งทำให้แน่ใจว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่

มหาสมุทรพาผมมาที่ลานจอดรถนิเทศ ไม่คุ้นว่ารถคันที่จอดอยู่ตรงหน้าเราเป็นของใคร พออีกฝ่ายเข้าไปนั่งฝั่งคนขับผมก็เปิดประตูฝั่งตรงข้ามแล้วเข้าไปนั่งอย่างไม่อิดออดเพราะข้างนอกเริ่มลมแรงเมื่อเมฆฝนกำลังตั้งเค้าบอกให้รู้ว่าอีกไม่นานสายฝนจะสาดเทลงมา

พอเข้ามานั่งก็พบว่าพี่ทิวรอเราอยู่ที่เบาะด้านหลังแล้ว

ผมไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้มากนัก รู้แค่ว่ามันอึมครึมคล้ายๆ อากาศข้างนอกนั้น

“พี่ทิว”

“หวัดดีมิล” สีหน้าพี่ทิวไม่ค่อยดีนัก ไม่สดใสเหมือนอย่างที่แล้วมา นั่นยิ่งย้ำว่าต้องมีเรื่องเกิดขึ้นแน่ๆ

ระหว่างกำลังตั้งคำถามคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็ยื่นมือถือมาตรงหน้าผม พอก้มมองก็พบว่าหน้าจอโชว์ภาพเซลฟี่ของพี่ทิวตอนเมากับมันแบบหน้าแนบหน้า มันเป็นภาพที่ถ่ายด้วยมือถือของผมในคืนนั้นที่ร้านบาร์หลี

แล้วยังไงอะ

ผมจ้องมองภาพนั้นด้วยความไม่เข้าใจกระทั่งหน้าจอดับลง สะท้อนใบหน้าผมที่ไร้ซึ่งร่องรอยความสุข มีเพียงความกังวลใจ ไม่เข้าใจ และอึดอัดใจ

“มีเรื่องอะไรก็พูดเถอะ งงว่ะ”

“มีคนเอารูปนี้ไปปล่อยในเพจโรงเรียนกูกับทิว แล้วเขียนแคปชั่นเหี้ยๆ ดูถูกทิว” ผมไม่ทันสังเกตว่ารูปนั้นถูกโพสต์ในเฟซบุ๊ก

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมตรงไหน ในเมื่อผมเองไม่รู้จักโรงเรียนของทั้งคู่ด้วยซ้ำ

“กูถามมึงอีกครั้งนะมิล มึงลบรูปทิ้งไปรึยัง” น้ำเสียงของมหาสมทุรดุดันกว่าครั้งไหนๆ เชื่อแล้วว่าทุกเรื่องของพี่ทิวเป็นเรื่องใหญ่เสมอ และเข้าใจแล้วว่าเรียกผมมาที่นี่ทำไม

อยู่ๆ ก้อนบางอย่างก็พองโตขึ้นในอกจนจุก

“มึงคิดว่ากูเป็นคนโพสต์รูปนั้นเหรอ” ผมพยายามบังคับน้ำเสียงตัวเองให้เป็นปกติแต่ก็ยากเหลือเกินในเมื่อความรู้สึกของผมตอนนี้มันไม่ปกติเลย

“ถ้าไม่ได้ทำก็เอามือถือมาดูสิ” อีกฝ่ายแบมือมาตรงหน้า ผมจะยื่นมือถือให้มันตอนนี้เลยก็ได้แต่ผมก็เลือกที่จะอิดออดและตอบโต้

“ถ้ากูบอกว่ากูไม่ได้ทำ มึงจะเชื่อกูมั้ย”

“ถึงได้บอกให้เอามือถือมาดูไง”

“ถ้าในมือถือกูมีรูปพวกนั้นก็หมายความว่ากูเป็นคนทำอย่างนั้นสิ”

“เอามือถือมามิล”















“มึงเคยไว้ใจกูบ้างมั้ย” ข้างนอกนั้นฝนห่าใหญ่กำลังเทลงมา เหมือนกับความรู้สึกของผมที่กำลังถูกโจมตีด้วยพายุจนเปียกปอนและบอบช้ำ “ตอบกูสิ ถ้าในมือถือเครื่องนี้มีรูปเจ้าปัญญานั่น มันจะเป็นยังไงเหรอ กูจะกลายเป็นคนผิดใช่มั้ย”

ผมล้วงมือถือออกมาแล้วโยนไปบนคอนโซลรถโดยไม่ห่วงว่ามันจะไปกระแทกกับอะไรจนจอแตกหรือเครื่องพัง

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะมิล ซีเค้าแค่...”

พี่ทิวยังพูดไม่ทันจบ คนข้างๆ ผมก็ตะคอกออกมาอย่างคนโกรธจัด

“ถ้าไม่ใช่มึงแล้วจะเป็นใคร มึงเป็นคนถ่ายรูป นอกจากกูกับทิวก็มีแต่มึงที่มีรูปพวกนี้ ถ้าไม่ใช่มึงแล้วจะเป็นใคร” มหาสมุทรไม่เคยตะคอกผมเสียงดังขนาดนี้ และการกระทำของมันก็ทำให้ผมหมดความอดกลั้นแล้วเหมือนกัน

อยากได้คนผิดเหรอ ได้นะ ถ้ามันจะทำให้สบายใจผมเป็นคนผิดให้ก็ได้

“แค่กูยอมรับก็จบใช่มั้ย ถึงกูจะไม่ได้ทำ แต่แค่กูบอกว่ากูทำเรื่องก็จบใช่รึเปล่า”

ผมอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ แต่มันก็จะเสียศักดิ์จนเกินไปจึงได้แต่กลืนก้อนสะอื้นเอาไว้ เสียงที่เปล่งออกมาคงจะสั่นไหวจนจับสังเกตุได้

ช่างเถอะ ผมเสียใจมากนะ ไม่คิดว่ามหาสมุทรคนที่ผมให้ใจไปจนหมดจะมองผมในแง่ร้ายได้ขนาดนี้ รู้มาตลอดแหละว่าพี่ทิวสำคัญกับมันกว่าใคร แต่พอถูกตะคอก ถูกเกลียดเพื่อปกป้องเขา หัวใจผมก็เจ็บไปหมด

“แค่หาตัวคนผิดได้ มึงกับพี่ทิวก็จะสบายใจใช่ป่ะ”

มหาสมุทรไม่ตอบอะไร มันเอาแต่มองตรงไปข้างหน้า มองฝนที่ตกกระทบกระจกหน้ารถจนมองไม่เห็นทัศนียภาพข้างนอกนั้น มีเพียงพี่ทิวที่เอื้อมมือมาจับไหล่อันสั่นไหวของผมไว้

“กูทำเองแหละ กูเป็นคนโพสต์รูปนั้นเอง เป็นคนใส่ร้ายพี่ทิว กูเป็นคนทำเองทั้งหมด พอใจรึยัง” ผมบอกด้วยน้ำเสียงเรียบ พยายามเก็บอารมณ์ทั้งที่ข้างในร้องไห้จนเปียกปอนแล้ว

ผมเอื้อมมือไปเปิดประตูแล้วก้าวออกมา ไม่สนใจฝนที่กำลังเทกระหน่ำจนร่างกายเปียกปอน

ได้ยินเสียงพี่ทิวร้องเรียกดังตามมา แต่ก็รั้งผมเอาไว้ไม่ได้

ฝนแม่งก็โคตรเป็นใจ ตกลงมาในตอนที่ผมอยากจะร้องไห้พอดีเลย

เพราะฟ้าฝนเป็นใจผมจึงปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเหมือนคนอ่อนแอ สองขาที่กำลังย่างก้าวเพื่อกลับไปยังรถตัวเองก็อ่อนล้า ผมรู้สึกเหมือนคนหมดแรง แต่ในยามที่ข้างกายไม่มีใครก็ต้องพยายามพยุงตัวเองให้ไปถึงจุดหมายจนได้

สุดท้ายแล้ว ผมก็ไม่เคยเป็นอะไรสำหรับมหาสมุทรเลยซักนิด















ผมไม่ได้เจอมหาสมุทรอีกเลยตั้งแต่วันนั้น แต่วันนี้กลับเจอพี่ทิวในตอนเย็นหลังเรียนเสร็จ ราวกับว่าพี่เขามารอผมอย่างนั้นแหละ

“มิล พี่เอามือถือมาคืน” ผมรับมือถือมาแล้วตั้งท่าจะกลับหอแต่ก็ถูกพี่ทิวรั้งเอาไว้ “นั่งก่อนสิ พี่มีเรื่องจะคุยด้วย”

“อย่าเลยครับ เดี๋ยวคนของพี่ทิวจะหาว่าผมทำร้ายพี่ทิวอีก”

“หมายถึงซีเหรอ ถ้าพี่เป็นมิลพี่ก็โกรธแหละ เราอยู่ของเราดีๆ ก็มาหาว่าเราทำเรื่องไม่ดีซะงั้น จะโกรธก็ไม่แปลกหรอก” พี่ทิวส่งยิ้ม พยายามสร้างบรรยากาศดีๆ ทดแทนความตึงเครียดที่โอบล้อมรอบกายของเรา

ผมแย่เนอะ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของพี่ทิวซักหน่อยแต่ผมกลับเมินเขาเหมือนคนไม่มีมารยาท

“พี่ทิวไม่โกรธผมเหรอ”

“โกรธเรื่องอะไร”

“ก็ผมเป็นคนปล่อยรูปพวกนั้น”

“กลุ่มนั้นน่ะมันเป็นกลุ่มปิด สมาชิกมีเฉพาะเด็กโรงเรียนเก่าพี่ มิลเคยเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่เหรอ” ผมส่ายหน้า ถ้าตอนนี้พี่ทิวถามชื่อโรงเรียนเขาผมก็ตอบไม่ได้หรอก “แล้วคนทำเรื่องแบบนั้นจะใช่เด็กเมืองตรังได้ยังไงล่ะ”

ทำไมไอ้หมาคิดไม่ได้อย่างนี้ล่ะ

“ขอบคุณนะครับที่พี่ทิวไม่โทษผม”

“โกรธซีมากรึเปล่า” ผมนิ่ง ไม่ตอบคำถาม แต่แค่แสดงออกอย่างเมินเฉยพี่ทิวก็น่าจะพอเข้าใจคำตอบของผมดี

โดนกล่าวหาขนาดนี้ใครจะสงบใจไม่โกรธไหวล่ะ

“มิลจะคิดว่าพี่มาแก้ตัวแทนซีก็ได้นะ แต่พี่อยากให้เราเข้าใจว่าทำไมซีถึงห่วงพี่มากขนาดนั้น ไม่ใช่เค้าไม่แคร์มิลนะ”

“แต่แคร์พี่ทิวมากกว่า ผมรู้ครับ รู้มาตลอดแหละ”

“นี่มิลคงไม่คิดว่าพี่กับซีเป็นแฟนกันใช่มั้ย”

“แล้วไม่ใช่เหรอครับ”

“อีกคนแล้วสินะ” พี่ทิวยิ้มอ่อนโยน มองผมเหมือนกับมองเด็กไร้เดียงสา ทำไมเหรอ ผมเข้าใจผิดรึไง มหาสมุทรน่ะ หายใจเข้าหายใจออกก็มีแต่พี่ทิว ถ้าไม่ใช่แฟนแล้วเป็นอะไรกัน

“หมายความว่ายังไงครับ”

“อยากให้พี่เล่าให้ฟังหรืออยากให้ซีเล่าให้ฟัง” ใจจริงก็อยากฟังเรื่องของเจ้าตัวจากปากเขาแหละ แต่ว่าสถานการณ์ของผมกับมันตอนนี้จะหาโอกาสคุยกันได้เมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย

“มันใช่เรื่องที่ผมควรรู้รึเปล่าครับ”

“งั้นพี่จะเล่าในส่วนของพี่แล้วกันเนอะ” พี่ทิวนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังทบทวนหรืออาจจะลำดับเหตุการณ์เพื่อเล่าเรื่องอะไรบางอย่างซึ่งเป็นต้นเหตุของการโพสต์รูปประจานกันขึ้นมา

“พี่มิล ติดต่อไม่ได้เลย” ขณะนั้นเองเสียงน้องแบร์ก็ดังขึ้นมาทั้งที่เจ้าตัวยังอยู่ห่างออกไปอีกหลายเสา

เด็กสาวเจ้าเนื้อแต่หน้าสวยเป๊ะวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาพลางวางโน๊ตบุ๊กที่ยืมไปเมื่อนานมาแล้วลงบนโต๊ะตรงหน้า อ้าปากจะเฉ่งผมแหละแต่พอหันไปเห็นพี่ทิวก็รีบยกมือไหว้แล้วทักทายอย่างมารยาทงาม

“ฮือ พี่ทิว ตัวจริงหล่อมากเลยค่ะ”

“ขอบคุณครับ” คนถูกชมว่าหล่อทักทายด้วยรอยยิ้มที่ทำเอาหลานรหัสผมเคลิ้มไปหลายวินาที

“ขออนุญาตคุยกับพี่มิลนะคะ” เมื่อคนหล่อพยักหน้ารับ น้องผมก็เปลี่ยนสีหน้าและน้ำเสียงเพื่อเฉ่งผม “พี่มิลหายไปไหนมา ติดต่อไม่ได้เลย นึกว่าตายไปแล้ว” เปลี่ยนอารมณ์ไวจัง เมื่อกี้ยังคุยกับพี่ทิวเสียงอ่อนเสียงหวานแต่พอคุยกับรุ่นพี่สายรหัสมันกลับเรียกองค์นางยักษ์มาลง

“โทษที เพิ่งได้มือถือคืน”

“หน้าตาไม่ค่อยดีเลย มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า เล่าให้หนูฟังได้นะพี่มิล”

“สบายดี แล้วนี่มาหาเพราะเป็นห่วงแค่นี้”

“เอาโน๊ตบุ๊กมาคืน”

“ไหนบอกว่าจะคืนอาทิตย์หน้าไง”

“ไอ้เฟรชเพื่อนในกลุ่มหนูพิมพ์งานโคตรเก่ง ให้มันเอาไปพิมพ์ แป๊บเดียวเสร็จเลย พี่ทิวรู้จักมันมั้ยคะ”

“ใครนะ” คนถูกถามขมวดคิ้วนิดหน่อย

“ไอ้เฟรชอะค่ะ มันบอกว่าจบจากโรงเรียนเดียวกับพี่ทิวด้วย บอกว่าพี่ชายเป็นเพื่อนห้องเดียวกับพี่ทิว”

“พี่ชายชื่อเอสป่ะครับ”

“ใช่ค่ะ รู้จักจริงๆ ด้วย พวกหนูคิดว่ามันโม้มาตลอดเลย คงต้องไปขอโทษมันแล้ว”

“น้องนิสัยดีจัง ทำผิดแล้วยอมขอโทษด้วย ไม่เหมือนใครบางคนเนอะมิล” หมายถึงไอ้หมาล่ะสิ ก็เห็นด้วยอยู่หรอก แต่ผมก็ยังไม่อยากได้รับคำขอโทษตอนนี้เพราะยังไม่พร้อมเจอมัน กลัวว่าถ้าเจอแล้วจะยิ่งโกรธเข้าไปอีก

“เขินเลยเนี่ย หนูไปแล้ว เอาไว้ถ้าเจอกันพี่ทิวทักแบร์ด้วยนะคะ”

“น้องแบร์ จะจำชื่อไว้ครับ ไว้เจอกันนะ” คิดว่าน้องแบร์น่าจะเป็นแฟนคลับของผู้ชายหล่อทุกคนในมหา’ลัยนี้ล่ะมั้ง เห็นคนหล่อทีไรหน้าชื่นตาบานทุกทีเลย “น้องแบร์นี่ใช่คนที่เป็นแบบถ่ายรูปให้เฌอป่ะ”

“ใช่ครับ ที่เคยโดนบูลลี่ไปเมื่อต้นเทอม”

“น้องน่ารักดีออก มิน่าล่ะเฌอถึงชวนมาถ่ายแบบ ปกติรายนั้นไม่ค่อยชวนใครหรอก มีแต่คนมาขอให้ถ่ายให้”

“ครับ”

“พี่ขอดูโน๊ตบุ๊กมิลได้มั้ย” แม้จะประหลาดใจกับคำขอของพี่ทิวอยู่นิดหน่อยแต่ผมก็พยักหน้าและเปิดเครื่องให้เขา “พี่คิดว่าพี่พอจะรู้แล้วว่าใครปล่อยรูป”

ไม่รู้หรอกว่าควรทำตัวอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ ผมจึงพยักหน้ารับไปส่งๆ อย่างนั้นเอง

“มิลซิงค์แกลอรี่ไว้บนไอคลาวด์รึเปล่า”

“ใช่ครับ”

“อย่างนี้นี่เอง” พี่ทิวว่าแล้วก็พยักหน้าเข้าใจอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว และเมื่อเงยหน้ามามองผมก็พบกับหน้าเอ๋อๆ เขาจึงหัวเราะออกมา “พี่มีแฟนแล้วนะ และแฟนพี่ก็ไม่ได้ชื่อซีด้วย”

เดี๋ยวนะ อะไรวะ งง ตามไม่ทัน

“แฟนพี่ชื่อเมฆ เราโตมาด้วยกัน ซีก็ด้วย แต่พี่เมฆจะอายุมากกว่าเราอยู่หลายปีหน่อย พี่เริ่มคบกับพี่เมฆช่วงปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้นม.5 และเหมือนสวรรค์แกล้งเลยพอเปิดเทอม พี่เมฆเข้ามาเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนของเรา มันค่อนข้างทำตัวลำบากนะที่ต้องอยู่ต่อหน้ากันโดยไม่แสดงความรู้สึกพิเศษที่เรามีให้กัน”

ริมฝีปากของพี่ทิวระบายรอยยิ้มทว่าแววตาเขากลับซ่อนความเศร้าสร้อยเอาไว้ ขณะนิ้วเรียวยังคงจดจ่ออยู่กับโน๊ตบุ๊กของผม

“รู้ใช่มั้ยว่าความลับไม่มีในโลก พอความลับแตกทั้งพี่และพี่เมฆก็ต่างได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งนั้น โชคดีหน่อยที่หมดเทอม 1 พอดี แต่ถึงแม้พี่เมฆจะไม่ได้ฝึกสอนที่โรงเรียนเราแล้วแต่เรื่องข่าวลือก็ไม่จบลงง่ายๆ เรื่องของพี่ยังคงถูกนินทาปากต่อปากไปเรื่อยๆ”

พี่ทิวก็เคยโดนบูลลี่เหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าคนที่มีรอยยิ้มสดใสแบบนี้จะเคยเจอเรื่องเลวร้ายมาก่อน

“ปีต่อมาพี่เมฆก็ไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาฝากให้ซีดูแลพี่ แต่ถึงแม้จะไม่ฝากซีก็ดูแลพี่เหมือนคนในครอบครัวอยู่แล้ว เพราะพวกเราโตมาด้วยกัน เป็นเพื่อนที่รักกันเหมือนพี่น้องที่คลานตามกันออกมา”

แววตายามที่เอ่ยชื่อพี่เมฆและซีบอกกับคนฟังอย่างผมว่าพวกเรารักและผูกพันกันมากกว่าที่เอ่ยซะอีก

“พี่คิดว่าช่วงปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้นม.6 เรื่องมันจะซาลง แต่ไม่เลย พวกนั้นไม่ยอมหยุดง่ายๆ หลายครั้งที่พี่อยากจะหายไปเพราะทนสายตาดูถูกเหยียดหยามไม่ไหว หลายครั้งที่คิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่เพราะทนการถูกคุกคามไม่ได้ แต่ทุกครั้งซีก็จะอยู่ข้างพี่ บอกว่าพี่มีค่ามากแค่ไหน ตอนนั้นพี่อ่อนแอมาก ก่อนหน้านั้นก็อ่อนแอและเป็นภาระให้ซีมาตลอด”

พี่ทิวละมือจากโน๊ตบุ๊ก ล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นมาให้ผม

รูปถ่ายของเด็ก 3 คนปรากฏตรงหน้า

“คนกลางน่ะพี่เอง” เด็กน้อยตัวอ้วนที่ยิ้มกว้างจนตาปิดและแก้มแทบแตก น่ารักเหมือนไอ้แบ็งค์น้องสาวผมเลย “ประหลาดใจใช่มั้ยล่ะ”

ผมพยักหน้ารับทันที เรื่องนี้ก็เกินความคาดฝัน พี่ทิวที่อยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้เพอร์เฟ็คจนไม่คิดว่าจะเคยมีอดีตที่มืดมน

“ตอนเป็นเด็กอ้วนพี่ก็เคยโดนบูลลี่ โดนตั้งแต่ประถมจนมัธยม พอเราเป็นวัยรุ่นเราก็จะห่วงรูปลักษณ์มากกว่าสิ่งอื่นๆ ตอนนั้นพี่ก็เป็นแค่วัยรุ่นคนนึงที่อยากมีรูปร่างที่ดี”

“แล้วพี่ทิวทำยังไง”

“ยาลดความอ้วนไง ตัวไหนที่เค้าบอกว่าดีพี่ซื้อมากินหมดเลยนะ มันทำให้พี่ผอมจริงๆ และก็เกือบตายด้วยเหมือนกัน”

“เพราะแบบนี้สมุทรถึงห่วงพี่ทิวมาก” ที่แท้คนที่ไอ้หมาเคยพูดถึงตอนนั้นก็คือพี่ทิวนี่เอง

“ใช่ เพราะพี่เจ็บมาเยอะ เจ็บเพราะตัวเอง เจ็บเพราะคนอื่น แต่พี่เมฆกับซีก็ช่วยเยียวยาพี่มาตลอด ที่พี่มีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะพวกเขา และในตอนที่พี่เมฆไม่อยู่ ซีก็เลยคิดว่าตัวเองต้องดูแลพี่ให้มากขึ้น จนลืมคิดถึงตัวเอง ลืมคิดถึงความรู้สึกของคนที่ตัวเองชอบ”

คนที่ชอบ หมายถึงผมรึเปล่านะ

“อย่าเพิ่งหายโกรธซีนะ รอให้เจ้าตัวมาขอโทษก่อนค่อยใจอ่อน” รอยยิ้มและเรื่องราวของพี่ทิวที่ได้ฟังช่วยเยียวยาความรู้สึกโหวงๆ ในอกได้ในระดับหนึ่ง

เขาปิดฝาโน๊ตบุ๊กลง แล้วยิ้มกว้างกว่าเก่า

“พี่ยืมเครื่องนี้ก่อนได้มั้ย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอามาคืน” เมื่อผมพยักหน้ารับพี่ทิวก็ลุกขึ้นยืนพลางกอดโน๊ตบุ๊กไว้แนบอก “ขอบคุณที่รับฟังนะมิล ไปละ”

ผมมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ เล็กลงนั้นแล้วก็ได้แต่สงสัยว่าในโน๊ตบุ๊กของผมมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ถ้าไขเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่างแล้วช่วยเล่าให้เจ้าของมันฟังซักหน่อยก็ยังดี


.
.
.
.
ต่อด้านล่าง

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

ตั้งแต่รู้จักกับมหาสมุทรผมก็ไม่เคยเกลียดการตื่นเช้ามาเรียนวิชาสถิติอีกเลย จนกระทั่งวันนี้ หลังจากวันที่ผมกับมันทะเลาะกันด้วยเรื่องของคนอื่น

ผมลุกจากเตียงอย่างอิดออด อาบน้ำแปรงฟัน แต่งตัวอย่างเชื่องช้า

พอมาถึงตึกก็ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดราวกับถ่วงเวลาเพื่อไม่ให้เจออีกฝ่าย หากเวลาก็ไม่ค่อยเป็นใจนัก เมื่อนาฬิกาที่ตั้งเอาไว้เวลา 8 นาฬิกาทุกๆ วันอังคารดังขึ้น ผมก็ต้องรีบสาวเท้าวิ่งเร็วๆ เพื่อไปให้ถึงห้องเรียนก่อนอาจารย์

ผมเปิดประตูหน้าเข้ามาในห้องด้วยความเคยชิน เกือบจะเดินไปนั่งที่ประจำแล้วหากไม่สบตาเข้ากับคนที่ผมไม่อยากเจอหน้าเข้าซะก่อน

ผมหยุดฝีเท้า ถอยออกมาแล้วตัดสินใจเดินไปที่ประตูหลัง เลือกนั่งเก้าอี้ว่างด้านหลัง ทั้งคาบนั้นผมนั่งฟังอาจารย์อย่างเลื่อนลอย ไม่มีความรู้ใดสามารถเข้ามาอยู่อาศัยในสมองของผมได้ ในเมื่อผมเอาแต่นั่งเท้าคางมองท้ายทอยของคนที่วันนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยตั้งใจเรียนเหมือนกัน

หลายครั้งที่มหาสมุทรหันมามองผม มองกันไป มองกันมา ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อัดอั้นจนอึดอัดในหัวใจ

บางอย่างที่ทำให้ผมคิดว่าเราไม่สามารถคบกันในฐานะเพื่อนได้อีกแล้ว

ผมเดินตามอาจารย์ออกจากห้องทันทีเมื่อหมดคาบ หากมหาสมุทรก็เร็วมากเหมือนกัน

“มิล” มันเดินตามผมทันตรงโถงบันไดที่ไม่ค่อยมีคนเดินนัก เพราะนี่มันชั้น 6 นักศึกษาส่วนใหญ่จึงเลือกใช้บริการลิฟต์แทน

ผมหยุดเดินก่อนที่มือหนาจะทันได้สัมผัสแขน เอี้ยวตัวไปมองหน้ามันด้วยสายตาที่เฉยชามากที่สุดเท่าที่เคยใช้มองใครมา

“เรื่องวันนั้น”

“พี่ทิวให้เอานั่นมาคืนเหรอ” โน๊ตบุ๊กของผมอยู่ในมือมหาสมุทร ผมยื่นมือไปรับมันมาถือไว้เอง บอกขอบคุณแล้วเดินจากมา ไม่สนใจอีกฝ่ายที่เหมือนจะคุย คงอยากขอโทษล่ะมั้ง หรืออาจจะหาเรื่องผม ไม่รู้สิ ผมไม่รู้แล้วว่ามันมองผมยังไงกันแน่

ในสายตามหาสมุทรผมเป็นคนยังไงก็ไม่รู้















เพราะไม่มีเรียนต่อผมจึงตั้งใจจะกลับหอไปนอน ที่จริงเฌอไลน์มาชวนไปดูบอลนิเทศกับคณะวิทย์ด้วยแต่ผมปฏิเสธเนื่องด้วยไม่อยากเจอทั้งเฌอและมหาสมุทร

ผมอ่อนแอเกินกว่าที่จะเจอหน้าคนใจร้ายและไร้เหตุผลแบบนั้น

ทั้งที่ผมชอบมันขนาดนี้ ให้ความสำคัญกับมันมากกว่าใคร แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมามีแต่ความไม่ไว้วางใจ ก็เข้าใจแหละว่าไม่สามารถคาดหวังให้อีกฝ่ายมอบสิ่งเดียวกันแบบที่เรามอบให้เขากลับมา แต่นี่มันใจร้ายเกินไปแล้ว

ผมเจอไอ้ป๊อบระหว่างเดินกลับมาที่รถเหมือนกับว่ามันตั้งใจมาดักรอผมอย่างนั้นแหละ

“ไปกินข้าวกันมึง” มันชวนพร้อมกับเข้ามากอดคอแบบที่ไอ้เพื่อนสนิทไม่ค่อยแสดงออกเท่าไหร่

“อะไรของมึงเนี่ย”

“กูเป็นเพื่อนมึงมั้ย”

“เป็นสิ ทำไมอยู่ๆ ถาม”

“ถ้ายังคิดว่ากูเป็นเพื่อน มีอะไรก็เล่าให้กูฟัง มึงรู้ป่ะมิลว่าหน้ามึงเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบ มึงอย่าเป็นแบบนี้ดิ มันไม่เหมือนมึงที่กูรู้จักเลยว่ะ”

“เข้าไปคุยกันในรถ” ผมปลดล็อคแล้วเข้าไปนั่งก่อน และไอ้ป๊อบก็ตามเข้ามานั่งข้างๆ

“เรื่องไอ้มหาสมุทรป่ะ”

“อือ”

“วันนั้นกูเห็นมึงคุยกับพี่ทิวที่ตึก ทำไมวะ เขามาบอกให้เลิกยุ่งกับแฟนเค้าเหรอ”

“เปล่า สองคนนั้นไม่ได้เป็นแฟนกัน”

“งั้นมึงก็ควรดีใจสิ ไม่ใช่ทำหน้าอมทุกข์แบบนี้”

สองคนนั้นไม่ได้เป็นแฟนกันก็จริง แต่ก็ใช่ว่ากูจะมีสิทธิ์เป็นคนสำคัญของสมุทรซักหน่อย

ผมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ไอ้ป๊อบฟัง เฉพาะเรื่องของผมกับมหาสมุทร ไอ้ป๊อบไม่แสดงอาการหรือความรู้สึกอะไรมากนัก มันรับฟังผมเงียบๆ ไม่ให้คำปรึกษา ไม่หือไม่อือ บางทีผมก็แอบคิดว่ามันไม่ฟังด้วยซ้ำ

“มึงฟังกูป่ะเนี่ย”

“ฟังสิ มึงก็รู้ใช่มั้ยว่าสกิลการให้กำลังใจคนอื่นของกูมันง่อยมาก” ก็ง่อยพอๆ กัน “ได้เล่าอะไรๆ ออกมาให้กูฟังแล้วมึงสบายใจขึ้นบ้างมั้ย”

พอจะเข้าใจแล้วว่าที่มาคะยั้นคะยอให้เล่านี่คืออยากให้ระบายความในใจออกมา แต่ถึงไอ้ป๊อบจะต้องการแค่นี้แต่มันก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาได้จริงๆ

“กูควรทำยังไงดีวะป๊อบ เพราะกูชอบมหาสมุทรมาก และตอนนี้กูก็เสียใจมากที่มันไม่เคยให้ความสำคัญ ไม่เคยไว้ใจกูในฐานะเพื่อนเลย กูแม่งเหมือนนั่งอยู่ในหลุมแคบๆ มองไม่เห็นทางออกเลยว่ะ”

“แล้วมึงคิดว่ามันชอบมึงมั้ยล่ะ”

“กูไม่แน่ใจ แต่กูเคยคิดว่ามันอาจจะชอบกู แต่มึงดูสิ่งที่มันทำกับกูสิ คนชอบกันคงไม่ทำร้ายจิตใจกันแบบนี้หรอกใช่มั้ย”

“กูคิดว่ามันอาจจะชอบมึง แต่มันน่าจะชอบพี่ทิวมากกว่า” ผมพยักหน้าเห็นด้วย ที่จริงผมก็คิดแหละว่าคงไม่มีใครสามารถแทรกกลางระหว่างสองคนนั้นได้เลย

“กูควรจะจบเรื่องนี้แค่นี้ใช่มั้ยวะ” ผมคิดทบทวนเรื่องนี้มาสักพักแล้ว ถ้าไม่ได้เจอกันอีกและเราปล่อยให้เรื่องนี้เลยผ่านไป ปล่อยให้เวลาเยียวยาทุกอย่าง หากวันนึงโลกเหวี่ยงเรามาเจอกันอีกครั้ง เมื่อถึงตอนนี้เราอาจจะทักทายกันได้อย่างคนเคยรู้จักกัน

“แล้วมึงจะเอายังไงกับวิชาสแตท”

“ก็คงต้องพยายามด้วยตัวเอง”

“มึงเนี่ยนะ” ไอ้ป๊อบมองมาเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง

ถ้าไม่พึ่งตัวเองแล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ กับติวเตอร์เพียงคนเดียวที่ผมฝากอนาคตเอาไว้ เราก็ไม่สามารถมองหน้ากันอย่างปกติได้แล้ว เมื่อไม่สามารถพึ่งพาใครได้ก็ต้องพึ่งตากำลังสมองน้อยๆ ของตัวเองสิ

“ไอ้มิล” ไอ้ป๊อบจับไหล่ของผม มองหน้ากันตรงๆ ท่าทางของมันจริงจังกว่าครั้งไหนๆ เท่าที่เคยรู้จักกันมา “ถ้ามึงยังชอบมัน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่มึงจะไม่ให้อภัยมันไม่ใช่เหรอวะ กูอยากเห็นมึงมีความสุขนะ”

จะว่าไปตั้งแต่ทะเลาะกับมหาสมุทร ผมก็ไม่มีความสุขเลยจริงๆ อย่างไอ้ป๊อบว่านั่นแหละ















หลังจากได้คุยกับไอ้ป๊อบแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา คิดว่าถ้าได้คุยกับคนอื่นด้วยน่าจะสบายใจขึ้นอีก ผมจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้เฉพาะส่วนของผมกับมหาสมุทรให้สายรหัสฟัง

เพราะรู้ว่าผมไม่ได้ติวสแตทกับมหาสมุทรแล้ว น้องแบร์ที่เรียนคลาสเดียวกันจึงไลน์มาชวนให้ผมออกไปติวหนังสือด้วยกันเพราะอีกไม่กี่สัปดาห์จะสอบปลายภาคแล้ว

เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกัน

หลังจากสอบเสร็จก็คงวุ่นวายกับงานกีฬามหา’ลัยอีก แถมผมยังเผลอรับปากไอ้ป๊อบว่าจะไปค่ายอาสานิเทศกับมันอีก วุ่นวายชะมัด

“ฉันว่าแล้วว่าวิทยาศาสตร์ต้องเข้าชิงกับวิศวะ เลือกเชียร์ไม่ถูกเลยอะ” ได้ยินนักศึกษาหญิงที่เดินผ่านกันที่หน้าห้องสมุดคุยกันอย่างออกรส

เมื่อวันก่อนวิทยาศาสตร์คงเอาชนะนิเทศมาได้สินะ ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หรอก นิเทศน่ะเหลาะแหละจะตาย ชนะได้แค่บริหารเท่านั้นแหละ

ห้องประชุมใหญ่ในห้องสมุดคือสถานที่นัดหมาย ผมมาถึงช้านิดหน่อย เมื่อมองผ่านกระจกใสเข้าไปในห้องก็พบว่ามีนักศึกษาที่ไม่ค่อยคุ้นหน้ามาร่วมติวด้วย

ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้อะไรจากการติวกลุ่มใหญ่แบบนี้รึเปล่า ปกติติวตัวต่อตัวยังยากเลยกว่าจะเข้าใจ

เพียงประตูเปิดออกเสียงเจี้ยวจ้าวในระดับที่พอรับได้ก็ดังขึ้นจนผมต้องรีบปิดประตู กลัวว่าเสียงดังนี้จะลอดออกไปข้างนอก

“พี่มิล มานี่” น้องแบร์กวักมือเรียกอยู่หน้าห้อง ทว่าสายตาของผมกลับไม่ได้จับจ้องไปยังน้องเพราะดันสะดุดกับเจ้าของร่างสูงและแว่นกรอบหนาบนใบหน้าที่คุ้นเคยซะก่อน

มหาสมุทร

ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอมันที่นี่ และยิ่งไม่น่าเชื่อเข้าไปอีกเมื่อคนที่จะมาติวให้เราคือมัน

ผมหลบสายตาและเดินออกจากห้องมาทั้งที่ยังไม่ได้ทักทายน้องแบร์เลยด้วยซ้ำ

ก็จริงที่ว่าผมชอบมหาสมุทรมาก แต่ทิฐิก็มีมากอยู่เหมือนกัน ยอมรับเลย แต่ถ้าคุณไม่เป็นผม ไม่เคยถูกหักหลังด้วยความไม่ไว้วางใจคุณไม่มีทางรู้หรอกว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน

แม่งโคตรเจ็บเลยเว้ย



[TBC]



อยากฟาดมหาสมุทรด้วยไม้เรียวจริงๆ เลย





ออนไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 525
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
มหาสมุทรรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองผิด
แทนที่จะพยายามตามง้อ นี่เลยทำตัวเฉยไปเสียหมด
มิลก็ไม่ต้องไปสนนะ งอนให้นานๆ ไปเลย

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
20 ไม่อยากเป็นเพื่อนกันแล้ว



สอบเสร็จแล้วและไม่อยากให้ถึงวันที่เกรดออกเลย ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น งานกีฬาก็จบลงแล้วเช่นกัน แน่นอนว่าวิศวะเอาถ้วยบอลไปนอนกอดเช่นเคย

ส่วนผม ตั้งแต่สอบเสร็จก็ไม่ได้เจอมหาสมุทรอีก เราไม่ได้ติดต่อกันเลย ต่างก็ทำเหมือนกับว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ภายนอกอาจจะเป็นอย่างนั้น แต่ภายในใจของผมมันโคตรสับสนวุ่นวาย บางครั้งก็คิดถึงแต่ก็ไม่อยากเจอหน้า พอเจอหน้าก็นึกถึงเรื่องในรถและคำพูดบาดใจ กลายเป็นว่าผมจะเป็นฝ่ายบึ้งตึงใส่และเดินหนีเสมอ

บางทีการไปค่ายอาสากับไอ้ป๊อบอาจจะทำให้จิตใจของผมสงบขึ้นบ้างก็ได้มั้ง

“กูช่วยขับมั้ย” พอถูกถามอย่างนั้นก็นึกถึงความสุขสบายตอนที่มหาสมุทรช่วยขับรถให้นั่ง คิดถึงตอนที่นั่งรถไปแก่งกระจานด้วยกัน

ยอมรับก็ได้ว่าผมโคตรคิดถึงมัน เนี่ย เห็นมั้ย ผมเริ่มสับสนอีกแล้ว

“มึงขับรถเป็นเหรอ” ผมถามไอ้ป๊อบที่นั่งอยู่ข้างๆ ขณะเพ่งมองถนนเบื้องหน้า การขับรถบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยเราจะประมาทไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที

“เป็น แต่ไม่มีใบขับขี่” จะขับไม่เป็นได้ยังไงก็ผมเป็นคนสอนเองกับมือ สอนกันเกือบตายสุดท้ายสอบใบขับขี่ไม่ผ่าน

“งั้นก็เชิญแชทกับแฟนมึงต่อไปเถอะครับ”

ก็เข้าใจนะว่าสถานที่สำหรับจัดค่ายอาสาพัฒนาต้องทุรกันดารในระดับหนึ่งแต่ถามหน่อยเถอะใครมันช่างหาสถานที่ซึ่งโคตรจะทำร้ายช่วงล่างรถแบบนี้เจอได้วะ ยอมใจเลย















ผมไม่เคยขับรถแล้วรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้มาก่อน ตอนเลี้ยวจากถนนลาดยางมะตอยมาเจอถนนดินลูกรังผมก็ถึงกับส่ายหัวและยิ่งเห็นบรรดาหลุมที่เรียงรายจนทำให้นึกถึงภาพจำลองพื้นผิวดวงจันทร์ก็ต้องกุมขมับกันเลยทีเดียว

ให้ตายเถอะ ออกจากที่นี่คงต้องพาลูกรักไปตั้งศูนย์ถ่วงล้อใหม่แล้วล่ะมั้ง

“พี่คะ ดื่มน้ำมั้ยคะ” และความเหนื่อยทั้งหมดก็ถูกแทนที่ด้วยความสดใสของรอยยิ้มเด็กน้อยที่เดินเอาน้ำเข้ามาเสิร์ฟ น้ำเสียงใสสำเนียงถิ่นนั้นน่ารักจนผมเผลอยิ้มออกมาเลยล่ะ

“ขอบคุณครับ” ผมรับน้ำมา 2 แก้ว ตั้งใจจะยื่นให้ไอ้ป๊อบแต่เมื่อหันไปหาก็พบว่ามันไม่อยู่แล้ว

ไอ้สันขวานเอ้ย ชวนกูมาแล้วปล่อยกูทิ้งเนี่ยนะ

“มิล” ควรดีใจมั้ยที่อย่างน้อยในค่ายนี้ก็มีคนที่ผมรู้จักมาด้วย

เฌอวิ่งเข้ามาหา ที่คอของเขายังมีกล้องคล้องอยู่เช่นเคย ก็สมกับที่เป็นช่างภาพดีนะ

“เฌอมาด้วยเหรอ”

“ต้องมาอยู่แล้วสิ ดีใจนะที่มิลมา”

“โดนไอ้ป๊อบหลอกมาน่ะสิ”

“เอากระเป๋าไปเก็บมั้ย”

“ไม่เป็นไร เอาไว้ในรถก่อนก็ได้ แล้วนี่มีอะไรให้ช่วยมั้ย” เพราะออกจากกรุงเทพทีหลังรถบัสมากบวกกับหลงทางกว่าจะมาถึงก็บ่ายแล้ว

“มิลกินอะไรมารึยัง”

“ยังเลยอะ ว่าแล้วก็หิวเหมือนกันนะเนี่ย”

“ในหมู่บ้านมีร้านก๊วยเตี๋ยวด้วยนะ ไปมั้ย เดี๋ยวเราพาไป”

“ไอ้ป๊อบก็น่าจะหิวเหมือนกัน” แต่ผมไม่รู้ว่าตอนนี้มันอยู่ไหน พอเห็นผมชะเง้อคอมองหาเจ้าของชื่อ เฌอก็พาผมเดินไปยังหอประชุม ที่ซึ่งทุกคนรวมตัวกันขูดสีที่ลอกล่อนออกเพื่อทาสีใหม่ในวันรุ่งขึ้นล่ะมั้ง

ผมเจอไอ้ป๊อบที่นี่ และยิ่งกว่านั้นผมเจอพี่ทิวกับมหาสมุทรด้วย

ผมยิ้มทักทายพี่ทิวที่ส่งยิ้มกว้างและโบกมือทักทายกัน เลี่ยงไม่มองคนที่ยืนอยู่ข้างเขาแล้วเดินเข้าไปลากตัวไอ้ป๊อบออกไปหาอะไรกินด้วยกัน

ตอนแรกเฌอบอกว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์ลุงภารโรงออกมา แต่เพราะมีกันอยู่ 3 คนเขาก็เลยต้องถอนตัว บอกทางพวกเราแล้วให้ไอ้ป๊อบพาผมแว๊นมา

ก๊วยเตี๋ยวไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่หรอก แต่พวกเราก็ซัดกันไปคนละ 3 ชามเหมือนเด็กน้อยผู้หิวโหย และตอนจ่ายเงินก็โคตรสบายกระเป๋าเพราะ 6 ชามแค่ร้อยกว่าบาทเอง ราคามิตรภาพแถมแม่ค้ายังเป็นมิตรอีกต่างหาก

“มึงรู้ป่ะว่าสมุทรก็มา” ไอ้ป๊อบถามพร้อมๆ กับสตาร์ทรถ

“เพิ่งรู้ตอนเห็นมันที่หอประชุม”

“แต่กูรู้นะว่าพี่ทิวมา มึงโอเคมั้ยล่ะ ถ้าไม่สบายใจก็ทนหน่อยละกัน” ไอ้เราก็นึกว่าเป็นห่วง นึกว่าจะบอกให้กลับกรุงเทพไปก่อนที่ไหนได้...

คนแพ้ก็ต้องดูแลหัวใจตัวเองว่างั้น

พอกินอิ่มแล้วก็มีแรงมาช่วยพวกนั้นขูดสี แต่พอหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาก็พบว่างานสำหรับวันนี้เสร็จแล้ว

เอิ่ม...รู้สึกว่าตัวเองโคตรไร้ประโยชน์เลย

“ไอน้ำมีอะไรให้พี่ช่วยมั้ย” ผมเข้าไปขวางไอน้ำที่ใช้หลังมือเช็ดเหงื่อและกำลังจะเดินไปที่ไหนซักแห่ง

“ช่วยออกเงินแล้วไงไม่ต้องออกแรงหรอกค่ะ” น้องมันว่าอย่างนั้นก็เดินผ่านผมไปเลย โดยมีเพื่อนผมเดินตามต้อยๆ ช่วยทำโน่นทำนี่เท่าที่มันทำได้ ต่างจากผมที่ไม่รู้จะทำอะไร เห็นคนอื่นนั่งพักกันจึงนั่งลงบนม้านั่งแถวๆ นั้นแล้วล้วงมือถือขึ้นมาอ่านเว็บตูน

ตอนนั้นเองที่ลูกบอลเก่าๆ กลิ้งมาหยุดที่ปลายเท้า พร้อมกับเงาหนึ่งที่พาดผ่านตัวจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง

“พี่ เล่นบอลกันป่าว” ถึงแม้เด็กตรงหน้าจะมีน้ำเสียงที่แก่นเซี้ยวแต่ก็มีรอยยิ้มที่ไร้เดียงสามาก

“เอาดิ ออมแรงให้หน่อยนะ พี่แก่แล้ว” เก็บมือถือแล้วใช้เท้าเขี่ยลูกบอลวิ่งเข้าไปในสนามหญ้าเล็กๆ รวมตัวกับเด็กๆ ที่รวมตัวกันวิ่งไล่ล่าลูกบอลจากผม

เดี๋ยวนะ นี่มันหมาหมู่นี่หว่า

ทีมผมมีผมคนเดียวว่างั้น

เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นเป็นระยะประสานกับเสียงหัวเราะของผม ตั้งแต่ทะเลาะกับสมุทรครั้งนั้นผมก็ไม่ได้หัวเราะแบบนี้อีกเลย นี่คงเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งของการบุกป่าฝ่าดงมาที่นี่ล่ะมั้ง

“เฮ้!!!!” พอแย่งบอลจากผมไปได้ก็ยิ่งเข้าประตูไปเลย

“ขี้โกงว่ะ ทีมพี่ไม่มีมือโกลอะ” ผมบ่นพลางเบ้หน้า จังหวะนั้นเองที่เสียงนึงดังขึ้น

“เล่นด้วยดิพี่” ออร่าแรงขนาดนี้คงจะเป็นเดือนนิเทศล่ะมั้งที่เดินเข้ามายืนข้างๆ ผม แล้วหลังจากนั้นเพื่อนเขาอีก 2 คนก็เข้ามาสมทบ รวมถึงมหาสมุทรด้วย

“เดี๋ยวนะ แบบนี้มันไม่เหมือนเราเอาเปรียบเด็กเหรอวะ”

พอผมพูดจบมหาสมุทรก็ก้าวไปอยู่ฝั่งเด็ก แบบนี้ก็ดี จะได้สมน้ำสมเนื้อหน่อย

การเตะบอลเล่นๆ กลายเป็นจริงจังขึ้นมานิดนึง ไม่รู้ว่าใครเล่นตำแหน่งอะไร แต่มหาสมุทรประกบผมตลอดเลย บางทีก็ล็อคคอ เกี่ยวเอว ดึงเสื้อจนล้มลงไปด้วยกันก็มี ไอ้ห่าเอ่ย จะสิงกูหรือไงวะ กว่าจะจบเกมส์เสื้อผ้าก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด

“ขอโทษนะ” มือหนายื่นมาตรงหน้าตอนที่ผมล้มลง ผมลังเลแต่ก็ยอมยื่นมือไปแปะมือมันแล้วลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง

“ไม่เป็นไร”

พวกเราตัดสินใจจบการแข่งขันเพียงเท่านี้โดยทีมเด็กน้อยชนะไปด้วยสกอล์ 10 ต่อ 1 แย่เนอะ แก๊งค์เดือนนิเทศแม่งโคตรกากอะ เตะบอลไม่เป็นกันเลย

“พี่มิลน้ำป่ะ” แก้วน้ำถูกยื่นมาตรงหน้าโดยพ่อหนุ่มออร่าแรงที่ได้ยินเพื่อนๆ เรียกกันว่าเจ็ม

“เป็นเดือนเหรอเรา” ผมรับแก้วน้ำมาพลางถาม ตอนนั้นเองที่สายตาดันไปสะดุดเข้ากับมหาสมุทรที่ทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาหา แต่พอเห็นว่าผมมีคนด้วยอยู่แล้ว มันจึงผละออกไป

“เปล่าครับ”

“อ้าว” ประหลาดใจเลยนะเนี่ย หน้าตาดีระดับนี้ไม่ใช่เดือน แล้วเดือนมันจะหน้าหล่อระดับไหนวะ

“ทำไมอะ เจ็มหล่อเหรอ”

“เออ ออร่าแม่งได้ว่ะ”

“พี่มิลเป็นพี่รหัสแบร์ป่ะครับ”

“สายเดียวกัน รู้จักไอ้แบร์ด้วย หรือว่าน้องเป็นคนที่ไอ้แบร์ชอบเหรอ”

“เฮ้ย ไม่ใช่แล้วมั้ง เจ็มจบจากโรงเรียนเดียวกับแบร์ เป็นเพื่อนกัน”

“อ่อ โลกกลมเนอะ”

“เจ็มเตะบอลไม่เก่ง แพ้เด็กเฉยเลย”

“เค้าไม่ได้เรียกว่าเล่นไม่เก่ง เค้าเรียกว่าเล่นไม่เป็น แต่สนุกดี พี่โดนเพื่อนหลอกมา ไม่รู้จักใครเลยเนี่ย นี่ก็ได้รู้จักเจ็มแล้วเนอะ”

ผมนั่งคุยกับเจ็มและเพื่อนๆ น้องมันเรื่อยเปื่อยจนพระอาทิตย์คล้อยต่ำ อีกไม่นานก็คงจะได้เวลาอาหารเย็นแล้วมั้ง เห็นฝั่งครัวเริ่มลงมือทำอาหารกันแล้ว

“พี่มิลๆ” เด็กน้อยคนเดิมวิ่งเข้ามาหา “ไปดูพระอาทิตย์ตกดินกัน”

อารมณ์ไหนของน้องมันวะเนี่ย แต่ถึงกระนั้นผมก็ถามกลับไปด้วยความอยากรู้ “ที่ไหน”

“ตรงโน้น” มองจากข้างสนามบอลไปไม่ไกลมีเนินเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา ที่จริงมองจากตรงนี้ก็เห็นนะพระอาทิตย์ตกดินน่ะ แต่ในเมื่อน้องชวนแล้วก็ไม่อยากปฏิเสธ

“ไปไงอะตัวเล็ก”

เด็กน้อยไม่ตอบแต่เดินนำผมไปยังรถมอเตอร์ไซค์ที่สภาพเหมือนโครงเหล็กซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล

“พี่ขี่ไม่เป็นนะ”

“ใครจะให้พี่มิลขี่อะ เดี๋ยวเต้ขี่เอง”

ผมแทบไม่เชื่อหู ตัวเล็กแค่นี้ขี่มอเตอร์ไซค์ได้แล้วเหรอ และน้องก็พิสูจน์ให้เห็นด้วยการขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วถีบขาสตาร์ทสุดแรง เบิ้ลเครื่องโชว์ควันโขมงให้ชมอีกด้วย

โอ้โห อยากปรบมือให้น้องเป็นจังหวะชะชะช่า

“ขึ้นมาเลยพี่” ผมทำตามที่น้องบอกด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ ในระดับหนึ่ง น้องจะพาผมไปถึงที่หมายใช่มั้ย จะไม่พาแหกโค้งก่อนใช่หรือเปล่า

“เบาๆ ก็ได้นะ พี่ไม่รีบ” ผมเกาะที่จับด้านหลังเอาไว้แน่น ชะเง้อมองเข็มไมล์ที่ไม่กระดิกซักนิด ก็คงพังไปแล้วล่ะดูจากสภาพเครื่องยนต์

หากน้องก็ไม่ได้สนใจคำของผม  ยังคงบิดเอาๆ เลี้ยวซ้าย ปาดขวาหลบหลุมอย่างเมามัน

จนเรามาถึงที่หมาย สาธุเถอะครับ ยังมีชีวิตรอดอยู่

“พี่มิลเดินตรงเข้าไปเลยนะ” ทางที่เต้ชี้ให้ผมเดินเป็นคันนาที่ทอดยาวเข้าไป

“แล้วเราไม่เข้าไปด้วยเหรอ”

“ไม่อะ เต้แค่มาส่ง” ว่าอย่างนั้นแล้วก็บิดมอเตอร์ไซค์ออกไป เหลือทิ้งไว้แค่ควันขโมงจนผมสำลัก

นี่คือพากันมาทิ้ง แต่ถึงกระนั้นผมก็เดินตามคันนาที่น้องบอกเข้ามาจนถึงเนินหญ้าที่ว่านั้น พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว ท้องฟ้าถูกระบายด้วยสีส้ม ช่วงเวลาแบบนี้ทำให้รู้สึกเหงา อยู่ๆ ก็นึกมหาสมุทรและเรื่องที่เราทะเลาะกัน

ถ้าไม่มีเรื่องนั้น ตอนนี้ผมคงทำตัวติดมันแจ ถึงเจ้าตัวจะมีท่าทีเหมือนรำคาญกันบ้างแต่อย่างน้อยก็ไม่เหงา















ผมนั่งลงบนพื้นหญ้าที่สูงเลยเท้า ทอดสายตามองทิวทัศน์รอบๆ พยายามไม่คิดถึงเรื่องอื่นนอกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และสมาธิของผมก็ถูกทำลายด้วยฝีเท้าของใครบางคนที่หยุดลงข้างๆ

“นั่งด้วยสิ”

“เฌอ นั่งสิ” เฌอยิ้มรับแล้วนั่งลงข้างๆ นอกจากที่คอจะมีกล้องแล้ว ในมือยังมีซองกระดาษสีน้ำตาลอยู่ด้วย

“เฌอเป็นคนให้เต้พามิลมาที่นี่เองแหละ”

“มีเรื่องจะคุยเหรอ”

“อือ มิลชอบที่นี่มั้ย”

“ก็ดีนะ แต่พอมายืนอยู่ตรงนี้คนเดียวตอนพระอาทิตย์กำลังตกมันดูเหงาๆ พิกล”

“ถึงได้ชวนมาดูด้วยกันไงจะได้ไม่เหงา” ผมหัวเราะแห้งๆ อย่างไม่รู้ว่าจะหาคำไหนมาต่อประโยคของเฌอดี แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ผมคิดนานหรอก เพราะเฌอเป็นฝ่ายพูดก่อนเลย “มิลรู้ใช่มั้ยว่าเฌอคิดยังไงกับมิล”

ถ้าจะพูดประโยคนี้ ปล่อยให้เรานั่งอึดอัดกันเงียบๆ ก็น่าจะดีนะ

“รู้ว่าเฌอชอบเราเหรอ” พูดแล้วก็อายปากนะครับ ไม่รู้ว่าเอาความกล้ามาจากไหน แต่ผมสังเกตมาซักพักแล้ว ทั้งสายตา คำพูด และการกระทำ ทุกอย่างที่เฌอแสดงออกต่อผมมันชวนให้คิดอย่างนั้นจริงๆ

“มิลรู้แต่ทำเป็นเหมือนไม่รู้เหรอ”

“เราไม่ได้คิดเหมือนเฌอ ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงออกรึเปล่า”

“มิลนี่ตรงจังเนอะ ไม่คิดว่าเฌอจะรู้สึกแย่บ้างเหรอ”

“ถ้าพูดแล้วมันจบก็ควรจะพูดนะ ขอโทษนะเฌอ เรารับความรู้สึกของเฌอไว้ไม่ได้ และถ้าเราแสดงออกว่ารู้แต่ไม่ทำอะไรเลยมันก็เท่ากับว่าเราให้ความหวังใช่มั้ย เราไม่อยากให้ความหวังทั้งที่เฌอไม่มีหวังเลย”

“เพราะสมุทรเหรอ”

“ไม่เกี่ยวกับคนอื่นหรอก แต่เกี่ยวกับความรู้สึกของเรา”

“เฌอชอบมิลไม่ได้เหรอ ไม่มีโอกาสที่มิลจะหันมามองเฌอบ้างเหรอ”

“ไม่มีหรอก” อาจจะฟังดูใจร้ายไปหน่อย แต่ว่าถ้าอยากให้เรื่องมันจบก็คงต้องใจร้ายประมาณนี้

“เฌอควรตัดใจเหรอ” น้ำเสียงของเฌอเว้าวอน นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ต่างจากคนเฟรนลี่ที่ผมเจอก่อนหน้านี้

“ก็ควรจะทำ” แค่เริ่มต้นผมก็ทำให้เฌอไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว เพราะฉะนั้นการปฏิเสธไปตรงๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

“แล้วมิลไม่คิดจะตัดใจจากสมุทรบ้างเหรอ”

“นั่นมันเรื่องของเรา ไม่เกี่ยวกับเฌอ”

“เรื่องของพวกเรามันก็ไม่ต่างกันหรอกนะมิล ในเมื่อมิลบอกให้เฌอตัดใจ มิลก็น่าจะตัดใจจากสมุทรเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

“ต่างสิ เพราะเราคิดว่าเรามีหวังในขณะที่เฌอไม่มี”

เฌอนิ่งไป ผมมองเสี้ยวหน้าอมทุกข์ของเขาแล้วก็รู้สึกผิด แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้ ในเมื่อเลือกที่บอกก็ต้องยอมรับกับคำตอบที่ได้รับให้ได้

“ก็ถูกของมิลแหละ มิลมีความหวังในขณะที่เราไม่มี”

ซองกระดาษที่เฌอถือไว้ตลอดถูกยื่นมาให้ผม

“ที่จริงเราก็พอจะรู้คำตอบของมิลมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากจะลองเสี่ยงดู แต่คำตอบก็ไม่ผิดไปจากที่คาดเท่าไหร่ ขอบคุณมิลนะที่พูดกับเราตรงๆ ขอบคุณที่ไม่ให้ความหวังอะไรเลยแต่เราแม่งเสือกหวังไปเอง ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจด้วย”

“ขอโทษนะเฌอ”

“เป็นเพื่อนกันได้มั้ย”

“ถ้าเฌอสบายใจที่เป็นเพื่อนเรา เราก็ไม่มีปัญหาอะไร”

“ตอนนี้อาจจะยังทำไม่ได้แต่จะพยายาม”

“ถ้าต้องพยายามขนาดนั้นก็เป็นแค่คนรู้จักก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ แต่เป็นแฟนไม่ได้นะ”

“กลับเถอะ ถึงเวลาข้าวเย็นแล้ว”

เฌอลุกขึ้นก่อนแล้วยื่นมือมาให้ผมจับ ถึงแม้จะลังเลแต่ผมก็ยอมยื่นมือให้ ที่จริงผมน่ะทำร้ายความรู้สึกเฌอมาตลอดเลย และในเมื่อคำตอบของความสัมพันธ์ชัดเจนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวห่างเหินอีก

คำสารภาพของเฌอและคำตอบของผมอาจไม่ได้ทำให้เราได้สานสัมพันธ์ต่อในฐานะคนรัก แต่เป็นการเริ่มต้นความเป็นเพื่อนที่อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

พวกเรากลับมาถึงโรงเรียนก็ตอนที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว

ไอ้ป๊อบเป็นคนแรกที่วิ่งเข้ามาถามด้วยความใส่ใจว่าไปไหนมา และผมก็เล่าให้ฟังระหว่างมื้ออาหารอย่างไม่ปิดบัง

ผมเอาซองกระดาษที่ได้รับจากเฌอไปเก็บที่รถหลังมื้อเย็นจบลง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเปิดซองนั้นออก ข้างในบรรจุรูปถ่ายจำนวนหนึ่ง เป็นรูปของผมเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางรูปที่มีมหาสมุทรอยู่ด้วย คงอยากให้เป็นของขวัญล่ะมั้ง ไหนๆ ก็เผลอรับมาแล้วก็จะเก็บไว้















ต่อ
V
V
V
V

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
ต่อจ้า


ที่สนามมีกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของน้องนักเรียนซึ่งใช้เวลาไม่มากก่อนทุกคนจะแยกย้ายไปนอนพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นขึ้นมาทำงานกันแต่เช้า

ผมเดินตามไอ้ป๊อบขึ้นมาบนตึกพร้อมกระเป๋าเป้ ห้องเรียนโล่งๆ ถูกจัดให้เป็นที่หลับนอน พื้นที่ดีๆ ถูกจับจองไปหมดแล้ว เหลือที่นอนกระท่อนกระแท่นที่สามารถแทรกตัวนอนได้คนเดียว

“ไงมึง นอนข้างกันไม่ได้นะ”

“ไม่เป็นไร กูนอนไหนก็ได้แหละ” แค่ไม่มีเรื่องผีให้กลัว ไม่ว่านอนที่ไหนก็ได้จริงๆ

“มิล ทางนี้” พี่ทิวซึ่งจับจองได้ที่ข้างกำแพงติดหน้าต่างโบกมือเรียกผมด้วยสีหน้าซีดๆ เหมือนคนป่วยให้ต้องรีบก้าวเข้าไปหา

“พี่ทิวเป็นไรมั้ย หน้าซีดมากเลย”

“ปวดท้องนิดหน่อย ไม่เป็นอะไรมากหรอก มิลนอนข้างพี่ได้นะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

“แต่ไม่มีที่นอนแล้วนะ นอนนี่เถอะ” พอถูกขอร้องก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ผมจึงยอมวางกระเป๋าแล้วนั่งลงข้างๆ

“พี่ทิวอาบน้ำแล้วเหรอ”

“มิลก็ไปอาบน้ำสิ ตอนนี้ห้องน้ำน่าจะว่างแล้ว มียาสีฟันมั้ย ยืมของพี่ได้นะ”

“ไม่เป็นไรครับ” เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ถ้าได้อาบน้ำคงสบายตัวน่าดู แค่คิดก็รู้สึกสดชื่นแล้ว ดังนั้นผมจึงชวนไอ้ป๊อบไปอาบน้ำด้วยกัน

เราเดินสวนกับสมุทรตรงบันไดขึ้นตึก มันทำท่าเหมือนจะทักทายแต่ผมก็ทำเมินแล้วเดินผ่านมา

พอได้อาบน้ำแล้วก็สดชื่นอย่างที่คิดจริงๆ

“ตอนอาบน้ำมึงได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ มั้ยวะ” ไอ้ป๊อบถามขณะที่เราเดินฝ่าความมืดจากห้องน้ำหลังตึกไปยังอาคารเรียนซึ่งใช้เป็นที่หลับนอน

“หุบปากไปเลยไอ้ป๊อบ” ผมชี้หน้ามันอย่างคาดโทษ ถ้าพูดเรื่องผีล่ะก็ผมอยู่ที่นี่ไม่ได้แน่

“ใครไม่รู้ว่ะตดเสียงดังฉิบหาย ดังจนกำแพงสั่น”

“นั่นก็เวอร์ไป กูไม่เห็นได้ยินอะไรเลย” ระหว่างทางก็คุยกับมันเรื่อยเปื่อยพลางเช็ดผมที่ยังไม่แห้งสนิท กระทั่งมาถึงหน้าห้องนอนก็พบกับความวุ่นวายย่อมๆ จากมุมที่เป็นที่นอนของพี่ทิว

พอแทรกตัวเข้าไปก็พบกับพี่ทิวที่นอนหน้าซีดพลางกุมท้องร้องโอดโอยอย่างน่าสงสารอยู่บนตักมหาสมุทร

“ไปโรง’บาลเหอะ” ผมแตะแขนคนที่ตอนนี้ดูเหมือนจะจมจ่อมอยู่กับความห่วงใยจนไร้สติ พอได้ยินผมว่าอย่างนั้นมันก็รีบอุ้มพี่ทิวไว้ในอ้อมแขนแล้ววิ่งตามผมลงมา

โชคดีที่ผมเป็นพวกจดจำเส้นทางได้ดี ไม่นานก็วิ่งผ่านหลุมพวกนั้นออกมาถึงถนนใหญ่ มองพี่ทิวผ่านกระจกมองหลังก็พบว่าใบหน้าใสบัดนี้ซีดเซียวชื้นไปด้วยเหงื่อ ขณะที่คนข้างๆ เขาสีหน้าก็ไม่สู่ดีนัก

“เพิ่มแอร์มั้ย” สมุทรไม่ตอบอะไร เพราะเอาแต่หมกมุ่นกับการเช็ดเหงื่อบนหน้าพี่ทิว

ไม่นานหลังจากนั้นเราก็มาถึงโรงพยาบาล ส่งพี่ทิวเข้าห้องฉุกเฉินแล้วก็เหลือเพียงผมกับสมุทรที่เอาแต่เดินไปเดินมาจนเวียนหัว สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายเดินออกมาจากตรงนั้น หาที่นั่งตรงโถงซึ่งไม่ค่อยมีคนไข้นัก เพราะตอนนี้ดึกแล้ว

อ่านเว็บตูนในมือถือไปเรื่อยเปื่อย มองนาฬิกาอีกทีก็พบว่าเป็นเวลาเกือบ 5 ทุ่ม โรงพยาบาลที่เงียบสงบตอนนี้เปลี่ยนเป็นเงียบสงัดจนน่ากลัว

“รอน้ำเกลือหมดก็กลับได้แล้ว” สมุทรนั่งลงบนเก้าอี้ตัวติดกันพร้อมกับบอกข้อมูลให้ผมรู้

“อือ” ผมพยักหน้ารับพร้อมกับขยับออกมานั่งเก้าอี้ที่ห่างจากมัน 2 ตัว กระนั้นมันก็ยังขยับตามมา

“โกรธมากเลยเหรอ” ไม่โกรธมั้งแสดงออกขนาดนี้ “ทำยังไงถึงจะหายโกรธ”

“ไปนั่งไกลๆ”

“ไกลแค่นี้ยังเหงาไม่พออีกเหรอ” น้ำเสียงสมุทรติดอ้อนหน่อยๆ จนผมต้องเหลือบมองมัน และเราก็สบตากันเข้าพอดี สายตานั้นทำให้ผมหวั่นไหว กำลังจะเบือนหน้าหนีก็ถูกกุมใบหน้าเอาไว้ซะก่อน

ผมถลึงตาใส่ บอกให้มันปล่อยเพราะตรงนี้คือโถงโรงพยาบาลแต่ถึงกระนั้นสมุทรก็ไม่คิดจะทำตาม แถมยังขยับเข้ามานั่งจนชิดอีก

“ขอโทษนะมิล ยกโทษให้ได้รึเปล่า” ไม่ต้องมาส่งสายตาอ้อนวอนเลยนะ

“ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ”

“แล้วต้องทำยังไงถึงจะหายโกรธ”

“ก็ไม่ต้องทำยังไง ถ้าแค่ความไว้ใจยังให้กันไม่ได้ ก็ไม่ต้องคบกันหรอก”

“ไม่อยากคบกันแล้วจริงๆ เหรอ”

ไม่จริง ถ้าไม่ติดว่ากำลังวางฟอร์มผมคงตอบออกไปอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงผมกลับไม่รู้ว่าต้องพูดยังไงดี

“มิลเคยห่วงใครมากๆ จนขาดสติมั้ย” ผมไม่เคยเจอสถานการณ์เลวร้ายแบบนั้นด้วยตัวเอง แต่ก็เคยเห็นมหาสมุทรขาดสติเพราะพี่ทิว 2 ครั้งแล้ว

“เคยมั้ง แต่คงไม่เท่ากับตอนที่มึงห่วงพี่ทิวหรอก”

“ทิวเคยเล่าเรื่องของเขาให้มิลฟังรึยัง”

“เล่าแล้ว กูเข้าใจนะว่าเรื่องในอดีตทำให้มึงห่วงเค้ามาก ถ้าห่วงพี่ทิวขนาดนั้นก็เอาเวลาทั้งหมดของมึงไปให้เค้าเถอะ กูก็แค่คนที่ผ่านมาไม่มีความสำคัญอะไร ไม่ต้องสนใจหรอกว่ากูจะรู้สึกยังไง”

“หมายความว่ายังไงก็จะไม่ให้อภัยเหรอ”

“กูชอบมึง” แน่นอนว่าคนที่กำลังมองตากันอยู่ถึงกับอึ้งไป ที่จริงผมจะไม่พูดก็ได้ แต่ถ้าไม่อยากให้ตัวเองเจ็บอีก ผมก็ควรพูดมันออกไป “เคยคิดว่าแค่ได้อยู่ใกล้ๆ กันพอแล้ว แต่ความรักมันทำให้เห็นแก่ตัว และตอนนี้กูรู้แล้วว่ายังไงกูก็ไม่มีทางเข้าใกล้มึงได้มากกว่านี้ เพราะงั้น จบตรงนี้น่าจะทำให้กูเจ็บน้อยที่สุด”

ถึงแม้จะรู้ว่าการที่มหาสมุทรคอยดูแลและห่วงใยพี่ทิวนั้น มันแค่ทำให้ฐานะพี่น้องที่สนิทกัน แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครทนดูคนที่ตัวเองชอบเทคแคร์คนอื่นโดยไม่รู้สึกอะไรได้หรอก

ผมเองถึงจะรู้อยู่แก้ใจก็ทำใจไม่ได้จริงๆ

“เข้ามาทำให้กูรู้สึกดีด้วยแล้วจะทิ้งกันไปง่ายๆ แบบนี้น่ะเหรอ” คราวนี้ถึงตาผมที่ต้องอึ้งกับคำพูดของมหาสมุทรบ้าง

“รู้สึกดีด้วย หมายความว่ายังไง” ผมเอ่ยถามเหมือนคนละเมอ

“มึงคิดว่าการที่กูยอมให้มึงขนาดนี้ เพราะอะไรล่ะ ไม่ใช่เพราะชอบเหรอ กูยังแสดงออกไม่พอเหรอมิล กูรู้ว่าเรื่องที่รถวันนั้นกูผิดมาก กูชอบมึงมาก แต่กูก็ห่วงทิวมาก กูไม่รู้ว่าต้องทำยังไง”

ไม่ใช่แค่มหาสมุทรหรอกที่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ผมเองก็คิดไม่ตกเหมือนกัน

ทั้งที่ใจตรงกันแล้ว ทั้งที่เห็นทางออกแต่พวกเรากลับเอาแต่พายเรือวนอยู่ในอ่างไปไม่ถึงทางออกซักที

ขณะที่บรรยากาศรอบตัวเราเต็มไปด้วยความอึดอัด เสียงโทรศัพท์มือถือของมหาสมุทรก็ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้อีกฝ่ายปล่อยมือผมแล้วลุกขึ้นอย่างไม่ลังเล

ผมมองมันจนสุดสายตา ไม่ว่ายังไงสุดท้ายคนที่สำคัญกับมันมากที่สุดก็คือพี่ทิวอยู่ดี

ทั้งที่คำตอบมันชัดเจนขนาดนี้แล้ว ยังจะลังเลอะไรอยู่อีก















เพราะว่าดึกมากแล้วพวกเราจึงหาโรงแรมในเมืองนอนกันในคืนนี้ โรงแรมที่นี่ค่อนข้างน่ากลัว พวกเราจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเช่าแค่ห้องเดียวก็พอ

“มิลขึ้นมานอนบนเตียงมั้ย” พี่ทิวเอ่ยถามในตอนที่ผมทิ้งตัวลงบนโซฟา ให้ต้องผงกหัวขึ้นมาปฏิเสธ

“ไม่เป็นไร พี่ทิวนอนไปเถอะ ไม่ต้องห่วงผม”

“แต่ว่า...”

“ไม่เป็นไรน่า ผมง่วงแล้ว ฝันดีครับ” หาวโชว์ไปทีนึงแล้วทิ้งตัวนอนหลับตา ตั้งใจจะนอนและไม่สนทนากับใครแล้วแท้ๆ แต่สมุทรกลับไม่เห็นด้วย

เสียงฝีเท้าหยุดลงที่ข้างโซฟาก่อนที่แขนผมข้างหนึ่งจะถูกจับแล้วดึงให้ลุกขึ้น แต่ไอ้มหาเศรษฐีไม่ง่ายหรอกนะขอบอก

“อะไรของมึง คนจะนอน”

“ไปนอนบนเตียง” คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงมาออกคำสั่ง

“กูจำเป็นต้องเชื่อมึงมั้ย”

“ถ้าจะนอนก็ไปนอนที่เตียง ถ้าไม่ไปก็นอนด้วยกันบนนี้แหละ” ไม่พูดเปล่ายังตั้งท่าจะทิ้งตัวลงมานอนเบียดกันบนโซฟาแคบอีก จะบ้ารึไง แฟนกันก็เป็นไม่ได้จะมานอนกอดได้ยังไง

“ไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย แล้วจะมาห่วงกันทำไม” ผมพูดเสียงเบาด้วยความเกรงใจพี่ทิวที่กำลังป่วยอยู่

“แล้วอยากเป็นมั้ยล่ะ”

“อยากเป็น แต่อยากเป็นที่หนึ่งไม่อยากเป็นรองใคร” จะหาว่าผมเห็นแก่ตัวก็ได้ เรื่องความรักน่ะไม่มีใครใจกว้างหรอก ผมมันก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนนึง มีรัก โลภ โกรธ หลง เป็นเรื่องธรรมดา

“ไปนอนบนเตียง” แม้ผมจะพยายามขัดทุกทางแต่มหาสมุทรก็ไม่มีท่าทีจะยอมง่ายๆ เลย

“มึงนั่นแหละที่ต้องไปนอนบนเตียง กูจะนอนแล้ว” ผมบอกด้วยความเหนื่อยล้า ตั้งใจจะทิ้งตัวนอนแต่ก็ถูกจับไหล่เอาไว้แล้วดันจนร่างผมแทบจมลงบนพนักโซฟา ขณะที่มหาสมุทรโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ในระยะอันตราย

ทำบ้าอะไรวะ พี่ทิวก็อยู่ ไม่เกรงใจผมก็น่าจะเกรงใจพี่ทิวคนที่มันห่วงใยนักหนาบ้างสิ

“จะไม่ยอมไปนอนดีๆ ใช่มั้ย”

“เออ แล้วมึงจะเรื่องมากทำไม”

มหาสมุทรไม่ตอบ แต่ดึงผมขึ้นพาดบ่าแล้วโยนลงบนเตียงก่อนเจ้าตัวจะนอนลงข้างๆ กอดผมแน่นไว้แนบอก ผมตัวแข็งทื่อในตอนแรกแต่พอรวบรวมสติได้ก็เริ่มดิ้นและยิ่งดิ้นก็เหมือนว่าแรงกอดรัดนั้นได้เพิ่มน้ำหนักขึ้นจนผมแทบขยับตัวไม่ได้

“ไม่ดิ้นแล้วเหรอ”

“ก็มึงกอดแน่นขนาดนี้ จะหายใจไม่ออกแล้ว”

“ก็อย่าดื้อสิ แล้วจะไม่ดุ” เสียงทุ้มกระซิบที่ข้างหูเล่นเอาขนอ่อนลุกซู่ทั้งกาย หัวใจเจ้ากรรมก็พลันเต้นไม่เป็นจังหวะ ไอ้บ้าเอ้ย ทำอะไรเกรงใจพี่ทิวที่นอนอยู่เตียงข้างๆ บ้างสิวะ

“ไม่ดิ้นแล้วนี่ไง ปล่อยได้ยัง”

“ขอโทษนะมิล” แทนที่มันจะปล่อยผมอย่างที่ร้องขอ หากสมุทรกลับยื่นหน้าเข้ามาบอกขอโทษใกล้ๆ จนผมลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ “ที่จริงคนที่ปล่อยรูปคือเพื่อนน้องแบร์ที่ยืมโน๊ตบุ๊กมึงไป ถ้ากูคิดมากกว่านี้อีกหน่อยคงไม่ทำให้มึงเสียใจแบบนี้”

คิดช้าไปนะบางที

“ที่ชื่อน้องเฟรชเหรอ คนที่ทักมึงในห้างตอนนั้นรึเปล่า” จำได้ เพราะตลอดเวลาที่คบกัน มีน้องคนนี้เพียงคนเดียวที่เข้ามาทักทายแสดงตัวว่ารู้จักมหาสมุทร

“น่าจะใช่แหละ เฟรชเป็นน้องไอ้เอสที่เคยมีเรื่องกับทิวตอนเรียนมัธยม พอน้องมันเจอรูปในเครื่องก็เลยส่งไปให้พี่มัน แล้วเรื่องมันก็เกิด”

“แล้วพี่ทิวโอเคมั้ยวะ แต่ว่าโดนขนาดนั้นก็คงไม่โอเคหรอกใช่มั้ย” ขนาดผมแค่โดนเพื่อนแท้กรูปเหี้ยๆ ในเฟซยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลย

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ก็ภาพที่เห็นกับสิ่งที่ไอ้เอสเอาไปใส่ไฟมันไม่ใช่เรื่องจริงนี่นา”

“แต่มึงก็โกรธกูเป็นฟืนเป็นไฟเลย” ได้ยินอย่างนั้นแล้วก็อดตัดพ้อมันไม่ได้ “ขนาดพี่ทิวยังไม่โกรธกูเท่ามึง”

“ขอโทษ กูไม่รู้จะชดใช้ให้มึงได้ยังไง แต่กูรู้สึกผิดจริงๆ” หากความรู้สึกที่มีต่อกันยังคงอยู่ในสถานะเพื่อนผมคงไม่ลังเลที่จะให้อภัยในเมื่อมหาสมุทรรู้สึกผิดและขอโทษกันจากใจจริงแล้ว

“ลืมเรื่องนี้ไปเถอะ เพราะยังไงหลังจากนี้เราก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก” เพราะความรักที่ไม่มีทางสมหวังทำให้ผมไม่อยากเจอหน้าอีกฝ่ายอีก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่ ความรู้สึกที่รวนไปชั่วขณะคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่ามันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

“ทำไมถึงจะไม่เจอกันอีก”

“มึงรู้อยู่แล้วสมุทร” อ้อมกอดที่รัดร่างของผมจนจมไปกับร่างสูงคลายออก ผมอาศัยจังหวะนั้นผละออกแล้วลุกขึ้นมายืนบนพื้น มองคนที่ลุกขึ้นมานั่งมองกันบนเตียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยไม่เข้าใจ

“ไหนมึงบอกว่าชอบกู”

“ชอบไง เพราะชอบก็เลยทนไม่ได้ที่เห็นมึงให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่ากู ขอบคุณสำหรับที่ผ่านมานะ ชีทสรุปวิชาสถิติที่มึงฝากน้องแบร์มา ช่วยกูได้มากเลย ถ้ามีอะไรที่กูจะพอตอบแทนมึงได้ก็บอกนะ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงกูจะทำให้”

ไม่มีใครพูดอะไรหลังจากนั้น มหาสมุทรขยี้ผมตัวเองจนยุ่งเหมือนคนที่กำลังวุ่นวายอยู่กับความคิดของตัวเอง ส่วนผมก็กลับมานอนที่โซฟา หลับตาแต่เพราะเรื่องวุ่นวายและถูกสายตาของคนบนเตียงจับจ้องตลอดทั้งคืนทำให้ไม่สามารถหลับได้เลย















ผมลุกจากเตียงด้วยความงัวเงียในตอนเช้าเพราะพึ่งหลับไปเมื่อเช้าตรู่นี่เอง และพอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าพี่ทิวนอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง ส่วนมหาสมุทรก็ยังคงเอาแต่จ้องผมไม่วางตา

เป็นบ้าเหรอวะ

“หลับสบายมั้ย”

“พี่ทิวอาการดีขึ้นแล้วเหรอครับ”

“หายเป็นปลิดทิ้งเลย ขอบคุณมิลมากเลยนะ ถ้าไม่ได้มิลคงแย่”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ” ผมยิ้มพลางเกาคอแก้เก้อเมื่อถูกชมตรงๆ ก่อนลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวกลับค่ายอาสาอันไกลโพ้น

หลังจากเช็คเอาท์ พี่ทิวชวนเราแวะตลาดนัดที่บังเอิญขับรถผ่าน ผมปล่อยให้สองคนนั่นเข้าไปซื้อของ ส่วนผมซื้อหมูปิ้งข้าวเหนียวมานั่งกินรอที่ท้ายรถ ตอนที่กำลังส่งหมูปิ้งไม้สุดท้ายเข้าปาก เจ้าหมาสีน้ำตาลก็เดินเข้ามาหา มองหน้าผมตาละห้อย ก่อนจะยกขาหน้าขึ้นมาวางที่หน้าขา

แหม อยู่เป็นนะเนี่ย รู้จักอ้อนขอกินซะด้วย

“ไงเรา ไม้เดียวอิ่มเหรอ” ถ้ามันตอบได้คงบอกว่าไม่อิ่มหรอกไอ้เบื้อกเอ้ย

ผมจะไม่แคร์ปากท้องมันก็ได้แหละ แต่บังเอิญว่าผมเป็นคนรวยที่ใจดีมากจึงเดินนำมันไปยังร้านขายหมูปิ้งแล้วซื้อมาอีก 5 ไม้

เจ้าหมาเดินตามผมต้อยๆ เหมือนผมเป็นเจ้าของมัน

เรากลับมานั่งที่เดิม กินหมูปิ้งหมดแล้วแต่เจ้าหมาก็ยังคงนั่งอยู่ข้างๆ ผม จนเผลอคิดไปว่ามันอาจจะอยากไปอยู่กับผมด้วยก็ได้ สงสารนะ แต่ถ้าจะให้พากลับตรังก็กลัวว่ามันจะเดินทางไม่ไหวน่ะสิ

“เราเลี้ยงนายไม่ได้หรอก ขอโทษนะ” พอถูกผมลูบหัวเจ้าหมาก็หลับตาพริ้มเคลิบเคลิ้มแล้วเอาคางมาเกยไว้ที่ตัก

นี่คือเพิ่มระดับการอ้อนเหรอ

“ไม่เอาดิ ทำแบบนี้เรารู้สึกผิดนะ”

“ไอ้บราวน์อีกแล้วนะมึง หนีออกจากบ้านมาแกล้งเป็นหมาจรจัดขอหมูปิ้งคนอื่นเขากินอีกแล้ว” เสียงคุณป้าดังมาจากอีกฟากของถนน พอได้ยินเสียงนั้นเจ้าหมาสีน้ำตาลก็ลุกขึ้นกระดิกหางใหญ่เลย

อะไรวะ ผมโดนหมาหลอกเหรอเนี่ย โคตรร้าย

“คุณ ป้าขอโทษแทนไอ้บราวน์ด้วยนะคะ นี่ซื้อหมูปิ้งให้มันไปกี่ไม้ล่ะ”

“5 ครับ” ผมยิ้มแหยๆ พลางตอบ รู้สึกเสียหน้ามากเลยนะเนี่ย

“50 บาทใช่มั้ย นี่จ้ะ”

“ไม่เป็นไรครับป้า เก็บเงินไว้ซื้อหมูปิ้งให้เจ้าบราวน์เถอะ” ผมโบกมือปฏิเสธให้คุณป้าเก็บเงินที่ยื่นให้ผมอย่างอิดออด

“ไม่รู้ว่าเจ้าหมานี่มันเอานิสัยแบบนี้มาจากไหน ป้าผูกคอไว้ก็ยังหาทางหนีออกมาจนได้”

“บราวน์น่ารักดีนะครับ ขี้อ้อนมากด้วย”

“ตัวป่วนล่ะสิไม่ว่า แต่มันก็เป็นเพื่อนที่ดีนะ” อย่างสุภาษิตที่ว่ามีหมาเป็นเพื่อนดีกว่ามีเพื่อนหมาๆ สินะ

ขณะที่กำลังสนทนาเรื่องเจ้าบรานด์อย่างออกรสชาติ คนไปช้อปปิ้งก็กลับมาพร้อมกับข้าวของเต็มไม้เต็มมือ

“ผมต้องไปแล้วนะครับ เพื่อนมาแล้ว” ผมยกมือไหว้ลาคุณป้าที่ผมไม่รู้จักชื่อก่อนจะก้มลงไปบอกลาเจ้าบราวน์ด้วย ลูบหัวมันทีนึงแล้วหันไปปลดล็อครถในตอนที่สองคนนั้นเดินมาถึงพอดี

“ช่วยขับมั้ย” มหาสมุทรยื่นข้อเสนอด้วยความหวังดี

“ไม่เป็นไร ไม่ชอบให้คนอื่นขับรถ”

“งั้นช่วยเปิดหลังให้พี่หน่อยสิ จะเอาของไปเก็บ”

ผมเข้าไปนั่งฝั่งคนขับแล้วเปิดกระโปรงหลังให้พี่ทิวตามคำขอ พอเราทั้งหมดเข้ามานั่งในรถและคาดเบลท์แล้วค่อยออกรถ

“พี่ขอบคุณมิลไปรึยังนะ”

“พี่ทิวไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้วครับ”

“มิลนี่นอกจากน่ารักแล้วยังใจดีด้วยเนอะ มิน่าล่ะมีแต่คนรุมชอบ”

“พี่ทิวหมายถึงเฌอเหรอ” พูดถึงเฌอ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมเป็นเพื่อนกัน เพราะความรู้สึกที่เปลี่ยนจากเพื่อนเป็นอย่างอื่นมันทำให้เราเจ็บนี่เอง

“รู้ได้ไง พี่คิดว่ามิลไม่รู้ซะอีก”

“เห็นอย่างนี้ผมไม่โง่นะครับพี่ทิว เฌอแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น ใครๆ ก็ดูออก”

“เมื่อวานไปคุยกับเฌอมาแล้วใช่มั้ย” ไม่แปลกใจเลยที่พี่ทิวจะรู้เรื่องนี้ อย่างน้อยคนพวกนี้ก็คงปรึกษากันบ้างแหละ

“คุยแล้วครับ”

“แล้วก็ปฏิเสธเค้าไปตรงๆ แบบนี้เหรอ”

“ปฏิเสธไปตรงๆ ดีกว่าให้ความหวังทั้งที่รู้ว่าไม่มีหวังไม่ใช่เหรอครับ”

พี่ทิวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย ส่วนคนข้างๆ ผมไม่รู้หรอกว่ามันทำหน้ายังไง ก็ไม่ใช่เพื่อนกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรอีก

ผมคุยกับพี่ทิวตลอดทาง และคนอื่นคนนั้นก็นั่งเงียบมาตลอดเช่นกัน กระทั่งมาถึงโรงเรียนผมที่ทนสภาพรถตัวเองไม่ไหวก็ขอตัวกลับกรุงเทพก่อน ทิ้งไอ้ป๊อบเอาไว้กับแฟนมัน





[TBC]



อีก 2-3 ตอนก็จบแล้วค่ะ

มหาสมุทรอ่ะนะทำตัวเองทั้งนั้น

สมน้ำหน้าได้ป่าวล่ะ



ออนไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 525
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ไม่ชอบคนนิสัยแบบมหาสมุทรเลย
ดูแลเพื่อนดีกว่าคนที่ตัวเองชอบ
สมควรอยู่คนเดียวค่ะคุ๊ณณณณณณ
 :z3: :z3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0

21 เรื่องเล่าของมหาสมุทร




มิลไม่ยอมรับโทรศัพท์ ไม่อ่านไลน์ ผมติดต่อเขาไม่ได้เลย

เพราะมีเรื่องต้องเคลียร์กันมากมาย หลังกลับจากค่ายอาสาผมก็พยายามติดต่อเขาทุกวิธีแต่ก็ไม่ได้ผลเลย จนต้องนั่งเครื่องบินตามมาถึงตรัง

ถ้าใช้มือถือโทรเขาก็คงไม่รับสายเช่นเคย ผมจึงอาศัยตู้หยอดเหรียญใกล้ๆ แถวนั้นเพื่อโทรออก

“สวัสดีครับ” รอสายไม่นาน เสียงที่คุ้นเคยก็ดังผ่านสายมา

“ซีนะมิล อยู่สนามบิน มารับหน่อย”

“ตลกป่ะ กูไม่ใช่เพื่อนเล่นมึงนะครับ อ่อ ไม่ใช่เพื่อน” เพราะเขาไม่อยากเป็นเพื่อนผมแล้วไง ถึงต้องถ่อมาขอสถานะอื่นถึงนี่

“หน้าจอไม่โชว์เบอร์โทรศัพท์เหรอ ไม่ได้โกหกนะ เพิ่งลงเครื่องเมื่อกี้ ไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหนด้วย มารับหน่อยสิ” ถึงแม้อีกฝ่ายจะเกรี้ยวกราดใส่แต่ผมก็อ้อนวอนเขาเสียงอ่อน

“ถ้ากูไปแล้วไม่เจอมึงล่ะก็ ตายแน่ไอ้สมุทร” ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์กับผมเองแต่ทุกคำพูดของมิลยังให้ความรู้สึกว่าเรายังรู้สึกดีๆ ต่อกัน และนั่นก็ทำให้ผมมีความหวังมาก

“รอหน้าสนามบินนะ”

“เออ” ตอบผมแล้วก็ตัดสายไป ตอนนี้อีกฝ่ายคงกำลังกุลีกุจอหากุญแจรถ พอสตาร์ทรถได้ก็คงเหยียบแทบมิดเข็มไมล์เพื่อมารับผม มิลน่ะน่ารักประมาณนี้แหละ

อย่างที่ทิวเคยพูดไว้ มิลน่ะน่ารักจริงๆ ยิ่งในยามที่ทำหน้างอยิ่งน่ารักจนใจสั่น

ผมออกมารอที่หน้าอาคารสนามบิน ล้วงมือถือออกมาดูรูปในแกลอรี่ที่ได้มาจากโน๊ตบุ๊กของมิล ในรูปสายตาที่ผมมองมิลมันชัดเจนมาก และมิลก็ดูผมไม่ออกจนถึงตอนนั้น เพราะในคืนที่ผมบอกชอบเขา เจ้าตัวยังทำหน้าอึ้งอยู่เลย ทั้งที่ปากบอกว่าชอบผมแต่กลับไม่ใส่ใจกันบ้างเลย มิลน่ะนอกจากสมองไม่เอาคณิตแล้วก็คงไม่เอาผมด้วย แต่ใครจะยอมให้เป็นอย่างนั้นกันล่ะ

ยอมรับว่าผมทำพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง และการกระทำนั้นก็ทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับมิลเปลี่ยนไป ช่วงเวลาที่ไม่ได้เจอกันเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกเหงามาก คิดถึงมาก อยากเจอ อยากคุยด้วย พยายามไปเจอแต่เขาก็เมินผมตลอด การกระทำของมิลทำให้ผมท้อ แต่จะโทษใครได้ ทั้งหมดเกิดจากการกระทำหุนหันพลันแล่นของผมเอง

ผมเป็นห่วงทิวมากเกินไป

ทิวเคยบอกผมอย่างนั้นอยู่หลายครั้ง แต่ห่วงมากเกินไปแล้วยังไง มันก็ไม่ส่งผลเสียอะไรไม่ใช่เหรอ ทิวน่ะน่าเป็นห่วงจะตาย ตอนเด็กก็ถูกบูลลี่เรื่องอ้วน พอโตมาหน่อยก็ถูกบูลลี่เรื่องฆ่าตัวตายเพราะหลอนยาลดความอ้วน และตอนม.ปลายก็โดนเรื่องคบกับคุณครูฝึกสอนซึ่งเป็นรุ่นพี่คนสนิทของพวกเราเอง คนที่บอบช้ำขนาดนั้นก็ต้องถูกเป็นห่วงเป็นใยเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ

แต่หลังจากเจอมิล ผมก็ได้รับบทเรียนแล้วว่าความห่วงใยที่มากเกินไปบางครั้งมันก็ส่งผลเสียต่อตัวเราและคนรอบข้างเหมือนกัน

ผมเข้าใจมิลผิด ตะคอกเขา พูดไม่ดีกับเขา ผมพังมิตรภาพอันสวยงามของเราด้วยคำพูดไม่คิดของตัวเอง ผมทำให้มิลเจ็บปวด ทำให้เขาร้องไห้ ทั้งที่มิลให้ใจผมมาทั้งหมด แต่ผมกลับไม่เคยให้ใจเขาเลย แม้แต่ความไว้ใจผมยังให้เขาไม่ได้เลย

ผมเงยหน้าจากหน้าจอมือถือตอนที่โตโยต้ายาริสสีขาวเข้ามาจอดตรงหน้า กระจกด้านข้างคนขับถูกลดลงให้สามารถมองเห็นเจ้าของรถได้ถนัดตา

“มาจริงดิ” มิลทำหน้างงเมื่อลดแว่นกันแดดลงพิจารณาผมที่สะพายกระเป๋าเป้ใบเดียวเต็มตา ผิดกับผมที่ส่งยิ้มให้เขาแล้วถือวิสาสะเข้าไปนั่งข้างคนขับ

“หิวอะ แวะหาอะไรกินก่อนดิ” ผมร้องขอหลังจากคาดเบลท์พลางลูบท้องป้อยๆ ตลอดเวลาที่ไม่ได้เจอมิลผมกินอะไรไม่ลงเลย แต่เพียงเจอหน้าเขาก็รู้สึกหิวขึ้นมาซะดื้อๆ

“มาทำไมวะเนี่ย”

“มาสานต่อความสัมพันธ์”

“ความสัมพันธ์เหี้ยอะไร”

“ให้โอกาสกันหน่อยสิ” ผมยื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ๆ กวาดสายตามองหน้ามิลที่ตอนนี้ขึ้นสีหน่อยๆ แล้วก็อยากจะแกล้งให้สาแก่ใจ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาทำอย่างนั้นในเมื่อเจ้าตัวยังไม่หายเคืองผมเลย

“จะให้ไปส่งที่ไหน”

“หิวอะ แวะหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยกลับบ้านละกัน”

“กลับบ้านเหรอ บ้านใคร หรือมึงมีญาติอยู่ที่ตรัง”

“ไม่ใช่ญาติ”

“แล้วบ้านใคร”

“บ้านว่าที่แฟน”

“ใครจะให้ไป” มิลสวนขึ้นมาทันควันให้ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนขยับใบหน้าเข้าไปแกล้งเย้าเขาใกล้ๆ

“พูดแบบนี้แปลว่ายอมให้จีบแล้วสิ”

“กู...” และเจ้าตัวคงเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรลงไป คงอยากจะเถียงแต่ก็พูดอะไรไม่ออกได้แต่ทำปากอ้าๆ หุบๆ ถ้าเถียงไม่ได้ก็ไม่ต้องพยายามหรอกครับ

“มาหาถึงนี่แล้วจะไม่ให้ค้างที่บ้านเหรอ ไม่มีเงินเช่าห้องหรอก จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินหมดแล้ว”

“แล้วใครใช้ให้มา มาแล้วก็ลำบากคนอื่น” ปากบ่นแต่มือก็บังคับพวกมาลัยเลี้ยวรถออกถนนใหญ่ แถมยังขับเข้าเลนในไม่มีท่าทีจะแวะให้ผมกินข้าวเลย อันนี้หิวจริงนะ ไม่ได้หิวเล่นๆ

“ไม่แวะกินข้าวเหรอ”

“กลับไปกินบ้านละกัน น่าจะมีกับข้าวของมื้อเย็นเหลืออยู่” เห็นมั้ย คนใจดี ไม่ว่าจะโกรธกันแค่ไหนก็ยังคงมีน้ำใจหลงเหลืออยู่เสมอ มิลอย่างไรก็ยังคงเป็นมิล

ขับรถออกมาแค่ 20 นาทีมิลก็พาผมเลี้ยวเข้ามาในบ้านหลังไม่ใหญ่โตนัก ซึ่งต่างจากที่ผมจินตนาการเอาไว้มาก เศรษฐีน้ำมันก็ควรจะมีบ้านเป็นคฤหาสน์ไม่ใช่เหรอ

มิลเดินนำผมเข้ามาในบ้านเขา เจอพ่อกับแม่ที่นั่งดูทีวีในห้องรับแขก เจ้าบ้านแนะนำผมในฐานะเพื่อนที่มหา’ลัย บอกแม่ว่าจะมาค้างที่นี่ซักคืน ผมได้รับรอยยิ้มเป็นมิตรจากท่านก่อนคุณแม่จะลุกขึ้นมาจัดสำรับกับข้าวให้ผม

เกรงใจเหมือนกัน อยากช่วยอะไรบ้างแต่ไม่ใช่บ้านตัวเองจึงทำได้เพียงนั่งรอเฉยๆ โดยมีมิลนั่งอยู่ตรงข้ามมองผมไม่วางตา

“มองหน้าทำไม คิดถึงเหรอ” พอผมว่าอย่างนั้นคนตรงข้ามก็ทำปากคว่ำใส่

นี่มันแค่เริ่มต้น ดูภายนอกผมอาจจะเป็นแค่เด็กเรียนธรรมดาๆ คนนึง แต่เชื่อเถอะว่ามีของในตัวที่ทำให้มิลอึ้งอีกเยอะแยะ ความเป็นตัวเองที่อยากจะเปิดเผยให้คนพิเศษเท่านั้นรับรู้

“แม่ห้องพักแขกนอนได้มั้ย”

“แม่ไม่ได้ทำความสะอาดไว้ เพื่อนเราไม่ใช่เหรอ ก็นอนห้องเราไปสิ เตียงออกจะกว้าง” คุณแม่วางกับข้าวที่เพิ่งอุ่นเสร็จลงบนโต๊ะ พลางพยักเพยิดให้มิลไปยกจานข้าวมาเสิร์ฟผมด้วย

มิลไม่ได้แสดงออกมาก คงเพราะอยู่ต่อหน้าแม่ล่ะมั้ง พอเอาข้าวมาเสิร์ฟผมแล้ว เจ้าตัวก็เปิดตูเย็น หยิบไอศกรีมออกมานั่งกินเงียบๆ เป็นเพื่อนกัน

กับข้าวฝีมือแม่มิลทำให้ผมคิดถึงแม่ตัวเองขึ้นมา

ผมตั้งใจจะขอทุนไปรัสเซียเพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ แม่ที่แต่งงานและย้ายไปอยู่ที่โน่นเมื่อหลายปีก่อน ทั้งที่คิดมาตลอดว่าจะไปโดยปราศจากห่วง หากตอนนี้ผมกลับกำลังสร้างห่วงขนาดใหญ่ ห่วงที่มีชื่อว่าความรัก

ผมตื่นเต้นนิดหน่อยตอนที่เรากำลังก้าวขึ้นบันไดไปที่ชั้น 2 ผมกำลังจะได้เข้าไปในห้องนอนของมิล ห้องนอนจริงๆ ในบ้านของเขา ไม่ใช่หอพัก แค่คิดว่าเราจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นหัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาแล้ว

“ห้องน้ำอยู่ตรงนั้น” ผมมองตามนิ้วเรียวไปที่ซ้ายมือก็พบกับห้องน้ำอย่างที่มิลบอก “อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ปิดไฟด้วย”

“จะนอนแล้วเหรอ”

“เออดิ จะ 5 ทุ่มแล้ว”

“แปลกที่อะ นอนไม่หลับหรอก”

“เรื่องของมึง” บอกผมอย่างไร้เยื่อใยแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกาย พลิกตัวตะแคงตัดความรำคาญ จริงๆ มิลเวอร์ชั่นเด็กดื้อก็ไม่เลวหรอก ยิ่งงอแงใส่เท่าไหร่ก็ยิ่งน่าแกล้งมากเท่านั้น

ผมวางมือลงบนเส้นผมของเขา ขยี้เบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยวแล้วค่อยลุกจากเตียงไปห้องน้ำ

ที่จริงแล้วผมไม่ใช่คนไร้มารยาทหรอก ไม่ค่อยชอบหยิบของของคนอื่นมาใช้โดยพลการ แต่ในกรณีของมิล เขาไม่เตรียมอุปกรณ์อาบน้ำให้ผมซักอย่าง จึงต้องหยิบผ้าขนหนูชุ่มๆ ที่แขวนอยู่บนราวติดผนังมาเช็ดตัวและพันกายท่อนล่างไว้ แปรงสีฟันสีเขียวอันเดียวตรงอ่างล้างหน้าก็ถูกหยิบมาใช้เช่นกัน

ขอโทษนะมิล มันสุดวิสัยจริงๆ

หลังจากแต่งตัวเสร็จผมก็ปิดไฟตามที่เจ้าของห้องสั่งเอาไว้ตั้งแต่แรก ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด ทั้งที่จดจำเส้นทางเพื่อเดินไปยังเตียงแล้วแต่ก็เผลอเตะอะไรบางอย่างจนนิ้วเท้าเจ็บ ถึงแม้จะร้องโอ้ยแต่มิลก็ไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นมาดูกันเลย ไม่แน่ใจว่าหลับจริงหรือหลับตัดความรำคาญ แต่ก็ช่างเถอะ วันนี้พอแค่นี้ก็ได้

ผมทิ้งตัวนอนลงข้างเจ้าของห้อง ใช้ผ้าห่มผืนเดียวกันที่มีกลิ่นน้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของมันคลุมกาย เชื่อเถอะ นอกจากแปลกที่แล้ว การได้นอนดมกลิ่นหอมๆ ที่ชวนให้ตื่นเต้นนี้ก็ทำให้ผมนอนลืมตาแทบจะค่อนคืนเลยทีเดียว















ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน แต่ผมรู้สึกพอใจมากเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเจอหน้ามิลเป็นคนแรก

เรานอนตะแคงหันหน้าเข้าหากัน มิลหลับสนิท ใบหน้าตอนหลับก็ไม่เลวหรอก ถ้าไม่ติดว่าน้ำลายไหลแล้วขยับปากทำเสียงแจ๊บๆ

“มิล เช้าแล้ว” หยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงมาดูก็พบว่าตอนนี้เพิ่งจะ 7 โมงกว่าเอง ผมคงตื่นเช้าเกินไปล่ะมั้ง ทั้งที่เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับแท้ๆ

ผมลุกจากเตียง ถือโอกาสตอนนี้สำรวจห้องนอนซึ่งไม่ค่อยมีอะไรพิเศษหรอก นอกจากโต๊ะอ่านหนังสือที่มีหนังสือวางอยู่ไม่กี่เล่ม โน้ตบุ๊กเจ้าปัญหา บนพื้นข้างๆ โต๊ะก็มีกีตาร์กับพวกอุปกรณ์ ใต้ทีวีมีเครื่องเล่นซีดีและเกมส์

เห็นกีตาร์แล้วก็ชวนให้นึกถึงตอนที่มิลกรีดนิ้วไปตามสายของมัน ปากก็ฮัมเพลง สายตาสื่ออารมณ์ ช่วงเวลานั้นมิลดูมีเสน่ห์มาก ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากชมเขาออกไปตรงๆ อย่างที่เฌอทำ เรื่องที่ผ่านมาแล้วเราไม่สามารถแก้ไขมันได้ใช่มั้ยล่ะ ดังนั้นผมจะพูดกับมิลอย่างที่อยากจะพูด จะชมเขา บอกชอบ ผมจะจีบเขาจริงจังซักที

ผมนั่งลงข้างมิลบนเตียงอีกครั้ง ยื่นมือไปเสยผมหน้าที่หล่นลงมาปรกหน้าผาก จับจ้องเขาด้วยสายตาแบบไหนผมเองก็ไม่รู้ แต่ถ้ามีใครสักคนถามว่าช่วงเวลาไหนในชีวิตที่คุณชอบและมีความสุข ผมคงตอบอย่างไม่คิดว่า...ช่วงเวลาที่ได้มองหน้าเขายามหลับ

คนอะไรกัน โดนจ้องก็แล้ว เล่นผมก็แล้ว ลูบแก้ม ลูบจมูกก็แล้วยังไม่ยอมตื่นอีก หลับลึกขนาดนั้นเชียว และผมก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ พาตัวเองเข้าห้องน้ำ จัดการธุระส่วนตัวเพื่อลงไปข้างล่างเผื่อจะได้ช่วยแม่ของมิลทำอะไรได้บ้าง

ผมใช้แปรงสีฟันสีเขียวของมิลเป็นครั้งที่สอง ขณะที่กำลังแปรงฟันอยู่นั้น อยู่ๆ คนเป็นเจ้าของห้องก็เปิดประตูเข้ามา เรามองตากันผ่านกระจกด้วยความตกใจแต่พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตากลมที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความงัวเงียจะจับจ้องมายังของที่อยู่ในมือของผม ทันใดนั้นคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น ดวงตาถลึงโต แล้วมิลก็ก้าวขายาวๆ เข้ามาหาผมเพื่อหาเรื่อง

“นั่นแปรงกูใช่มั้ย” เขาถามผมย้ำทีละคำ มือทั้งสองข้างกำแน่นเพื่อระงับความโกรธที่แล่นขึ้นมาจนหน้าขึ้นสี

“ขอยืมหน่อย”

“นิสัยเสียว่ะ” ผลักหัวผมแรงๆ แล้วเดินออกจากห้องน้ำไปเลย

ท่าทางเหมือนโกรธมากนะเมื่อกี้แต่แค่ผลักหัวเนี่ยนะ น่ารักว่ะ

ไม่นานมิลก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับแปรงอีกอัน สีเขียวเหมือนเดิม

“ใช้ไปได้ยังไงวะ นั่นแปรงคนอื่นนะเว้ย”

“คนอื่นที่ไหน แปรงมิล”

“ถ้าไม่ใช่ของตัวเอง เค้าไม่ใช้กันหรอก”

“ก็เมื่อคืนมิลหลับไปก่อน” ผมบอกก่อนจะบ้วนปาก และรินน้ำใส่แก้วส่งให้คนที่กำลังบีบยาสีฟันใส่แปรง

“ก็ไม่ต้องแปรงดิ ยากตรงไหน”

“ถ้าไม่แปรงฟันนอนไม่หลับ”

“เรื่องเยอะ แล้วนี่จะกลับเลยมั้ย เดี๋ยวไปส่งที่สนามบิน” ขับไสไล่ลงกัน แล้วคิดเหรอว่ามหาสมุทรจะยอมกลับกรุงเทพง่ายๆ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว ความสัมพันธ์ต้องมีความคืบหน้าบ้างแหละ

“มิลชอบสีเขียวเหรอ”

“แม่ซื้อสีอะไรมาก็ใช้หมดแหละ” เจ้าตัวว่าแล้วเริ่มแปรงฟัน เชื่อเลย ลงน้ำหนักมือตอนแปรงฟันขนาดนี้ไม่สงสารฟันในปากบ้างหรือไง

“เคยหาหมอฟันมั้ย”

มิลตอบเสียงอู้อี้ว่าไม่ สบตากับผมในกระจกพลางส่ายหน้า

“มึงไปใส่เสื้อผ้าได้ยัง” มิลว่าเสียงอู้อี้อยู่ในปากที่มีฟองฟอด ไล่สายตามองมายังร่างกายที่เกือบจะเปลือยของผม อย่าบอกนะว่าแอบติดใจกล้ามหน้าท้องผมเข้าให้แล้ว ร้ายนะเนี่ยตัวแค่นี้

“ทำไม หวั่นไหวเหรอ”

“หวั่นไหวอะไร กูก็มีเหมือนกันแหละ ไม่อยากจะโชว์”

“อยากดู” จะหาว่าผมทะลึ่งก็ได้ พอคิดว่าอยากดูก็เผลอยื่นมือไปจับชายเสื้อยืดของมิลซะแล้ว

“มึงแม่ง” และก็ถูกเขาตีแรงๆ จนต้องชักมือกลับ

ผมพิงสะโพกกับขอบอ่างล้างหน้า มองมิลที่กำลังบ้วนปาก เผลอยิ้มออกมาเมื่อเจ้าตัวกำลังส่องดูหน้าตัวเองในกระจกพลางลูบไรนวดที่ขึ้นมานิดหน่อย

ถึงจะมีหนวดแต่มิลก็ยังดูน่ารัก

คงจะจริงอย่างที่ทิวเคยบอก ว่า เมื่อเรารักใครซักคน ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ดูน่ารักไปเสียหมด ผมเองก็กำลังรู้สึกกับมิลอย่างนั้นเหมือนกัน

“นี่”

“หืม...”

เราสบตากันนิ่งเมื่อผมยื่นมือไปสัมผัสมุมปากเขาเบาๆ ปาดเอาฟองยาสีฟันเล็กๆ ที่ติดอยู่ตรงนั้นออกมา พอได้สบตาก็ราวกับว่าโลกได้หยุดหมุนไปแล้ว และโลกของผมก็เริ่มหมุนช้าๆ เมื่อเผลอกดนิ้วโป้งลงบนเรียวปากนุ่ม และหลังจากนั้นผมก็ค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้าไปหาเพื่อดูหน้ามิลใกล้ๆ

ใกล้อีก ใกล้จนได้กลิ่นยาสีฟันที่ใช้ไปเมื่อครู่นี้

“พี่มิล ว้าย!!!!”

เสียงกรี๊ดทำให้ผมรีบผละออก มิลเองก็ถอยหลังไปก้าวนึงเหมือนกัน เรามองหน้ากันเก้อๆ เกาคอแล้วเสมองไปทางอื่นอย่างคนทำตัวไม่ถูก

“ขอโทษค่ะ น้องแบ็งค์ไม่รู้ว่า เอ่อ” น้องเองก็ดูวุ่นวายกับนิ้วที่ชี้หน้าเราไปมา กระทั่งนิ้วนั้นถูกจับเอาไว้โดยคนเป็นพี่ชาย

“เพื่อนพี่”

“น้องแบ็งค์นึกว่าแฟน” เด็กสาวร่างอวบถูกดันไหล่ให้นั่งลงบนเตียง โดยมีคนเป็นพี่ชายยืนเท้าเอวมองอยู่ตรงหน้า

“ไม่ใช่ซักหน่อย” ดูเหมือนน้องจะไม่เชื่อคำของมิลเท่าไหร่ เพราะดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยนั้นมองมายังผม ไล่สายตาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าจนผมที่อยู่ในสภาพเกือบเปลือยต้องหลบเข้าไปในห้องน้ำ

เมื่อครู่ ถ้าน้องไม่เข้ามา ผมอาจจะเผลอจูบไปแล้ว

แค่คิดว่าจะได้สัมผัสริมฝีปากจิ้มลิ้มช่างเจรจานั้น หน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมา หัวใจก็สั่นไหว ผมน่ะ ห่างหายจากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มานาน พอได้กลับมารู้สึกอีกครั้ง ก็ทำตัวไม่ค่อยถูกเหมือนกัน

กับมิลน่ะ ผมอยากจะค่อยๆ เรียนรู้ความรักไปพร้อมๆ กับเขา อยากรู้สึกสนุกกับความรักไปด้วยกัน















“เพื่อนก็ไม่ใช่ นอกจากมาอาศัยนอนบ้านแล้ว ยังต้องให้พาเที่ยวอีก”

มิลบ่นเสียงดังขณะขับรถบีเอ็มคันเก่งของเขาออกนอกเมืองมา คงตั้งใจให้ผมได้ยินแหละ แล้วไงล่ะ บ่นผมไปก็เท่านั้น ถ้าไม่อยากมาก็น่าจะปฏิเสธแม่ให้จริงจังกว่านี้ตั้งแต่ทีแรกสิ

สงสัยล่ะสิว่าแม่ของมิลเกี่ยวกับเรื่องนี้เหรอ ตอบเลยว่าใช่ เกี่ยวมากด้วย และต้องขอบคุณท่านมากจริงๆ

เมื่อเช้า ขณะที่เรานั่งกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา บนโต๊ะอาหารผมแอบอิจฉาความอบอุ่นของครอบครัวนี้มากเลยล่ะ พวกเขาดูสนิทสนมและรักกันมาก ต่างจากครอบครัวผมที่ห่างไกลคำว่ารัก คำว่าอบอุ่นออกไปหลายขุม ตอนนั้นคุณแม่ถามผมว่ามาตรังทั้งทีมีแพลนเที่ยวที่ไหนมั้ย

ผมก็ตอบซื่อๆ ว่าไม่ อันนี้ไม่ได้โกหก ที่มาตรังเพราะตั้งใจมาหามิล อยากเจอเขา อยากคุยกัน อยากปรับความเข้าใจเท่านั้นจริงๆ และพอผมส่ายหน้าตอบคุณแม่ก็บอกให้มิลพาผมเที่ยวหน่อย เจ้าบ้านปฏิเสธทันควันแต่มีหรือจะสู้ผู้เป็นใหญ่ในบ้านได้

เพราะเหตุนั้น ผลจึงเป็นดั่งเช่นตอนนี้

“น่าจะเอากีตาร์มาด้วย” เรากำลังจะไปทะเลกัน และถ้าได้นั่งฟังมิลเล่นกีตาร์บนหาดก็คงดี

“เอามาทำไม เล่นเป็นเหรอ”

“สอนหน่อยสิ”

“เอาเวลาไปอ่านหนังสือเถอะ เดี๋ยวก็พลาดทุนไปรัสเซียหรอก”

“ยอมรับนะว่าเมื่อก่อนอยากได้ทุนนั้นมาก แต่ตอนนี้ไม่ค่อยอยากได้แล้ว” มิลเงียบ ผมจึงต้องต่อบทสนทนาด้วยตัวเอง “จะไม่ถามหน่อยเหรอว่าทำไมถึงไม่อยากได้ทุนแล้ว”

“รู้น่า เป็นห่วงพี่ทิวล่ะสิ แต่ถึงเหตุผลของมึงจะคืออะไรก็ไม่เกี่ยวกับกูอยู่แล้วป่ะ ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วนี่” มีงอนซะด้วย แต่ก็ไม่โทษมิลหรอก เพราะผมไม่ชัดเจนเอง แต่หลังจากนี้สัญญานะว่าจะชัดเจนให้สุดไปเลย

“มิล” ผมยื่นมือไปแตะแขนให้เข็มไมล์ลดลงมาหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เร็วพอสมควร “นี่ไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่”

“ไม่ได้แกล้ง กูโง่จริง เมื่อก่อนตอนเป็นเพื่อนกันมึงพูดกรอกหูกูบ่อย แต่มึงคงลืมไปแล้วแหละ เพราะกูไม่ได้สำคัญอะไร” นอกจากโง่วิชาสถิติแล้วยังงอนเป็นที่หนึ่งอีก

“กูจำทุกเรื่องของมึงได้นะ อยากรู้มั้ยว่าจำอะไรได้บ้าง”

“ไม่” ตอบกันแบบนี้ก็ไม่ต้องคุยกันแล้วแหละถ้างั้น

เสียงเพลงเป็นเสียงเดียวที่ดังในรถ นั่งกันมาซักพักก็เพิ่งสังเกตุว่าเพลงส่วนใหญ่ในเพลย์ลิสต์ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงแอบรักทั้งนั้น

“มิล”

“อะไร”

“เพลย์ลิสต์นี่เลือกเองเหรอ”

“อือ ทำไม จะหาว่ากูรสนิยมแย่เหรอ แล้วแต่เถอะ ถูกคนไม่รู้จักด่ากูไม่คิดมากหรอก” ขี้ประชดอีก แต่เป็นการประชดที่ผมเองก็เคืองไม่ค่อยจะลงหรอก

“มีแต่เพลงแอบรักทั้งนั้นเลย อินเลิฟเหรอ”

“เคยชอบมึงไง แต่ตอนนี้ไม่อินแล้ว รำคาญว่ะหยุดพูดได้ยัง”

“เลิกชอบคนๆ นึงมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” ความเร็วของล้อที่วิ่งไปบนถนนเส้นหลักค่อยๆ ลดลงจนเกือบจะนิ่งสนิทก่อนคนเป็นเจ้าของรถจะหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปถนนเส้นที่เล็กกว่า

“ไม่ง่ายหรอก แต่ก็คงไม่มีอะไรยากเกินความสามารถหรอกมั้ง”

“ถ้างั้นเป็นไปได้มั้ยที่มิลจะกลับมาชอบคนที่เลิกชอบไปแล้ว”

ผมไม่ได้รับคำตอบจากมิล เป็นไปได้ว่าเจ้าตัวอาจจะกำลังชั่งใจและสับสนจนให้คำตอบผมไม่ได้ ไม่เป็นไรหรอก ผมจะพิสูจน์เรื่องนี้เอง

“ถึงแล้ว” เจ้าบ้านหันมาบอกเมื่อจอดรถ เราต่างก็ปลดเบลท์ก่อนจะก้าวออกมาพร้อมกัน “ต้องเดินไปอีกหน่อย”

ผมเดินตามมิลไปตามเส้นทางเล็กๆ ยิ่งใกล้เท่าไหร่กลิ่นทะเลก็ยิ่งชัดเจนเท่านั้น วันนี้อากาศดีมาก ท้องฟ้าใสเต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาว ลมไม่แรงมากแต่ถึงกระนั้นก็พัดให้เส้นผมปลิวสะเปะสะปะไม่เป็นทรง หาดทรายสีขาวทอดยาวสุดลูกหูลูกตา น่าแปลกที่ทะเลสวยขนาดนี้กลับไม่มีนักท่องเที่ยวซักคน

“ตรงนี้เป็นหาดส่วนตัว ที่ข้างหน้าเป็นของป๊า ถ้าต้องเข้ามาที่หาดก็ต้องผ่านที่ตรงนี้แต่เราไม่อนุญาต หาดก็เลยเงียบสงบอย่างที่เห็น” รู้ว่ามิลรวย แต่ไม่คิดว่าจะรวยถึงขั้นมีที่ดินติดชายหาด

“เคยพาใครมาที่นี่รึเปล่า”

“คิดว่ากูพามึงมาที่นี่คนแรกเหรอ สำคัญตัวเองผิดไปรึเปล่า ตอนอยู่มัธยมกูพาเพื่อนมาตั้งแคมป์ที่นี่บ่อย”

“อยากมาตั้งแคมป์กับมิลบ้างจัง”

ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าของคนที่ถูกลมทะเลพัดเอาเสื้อเชิ้ตสีเขียวตัวนอกโบกสะบัด เส้นผมถูกพัดเสยขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจมัน เขายังคงทอดสายตามองไปยังท้องทะเลที่กำลังทอประกายจากแสงแดดที่ส่องลงมา

“มิล” ผมก้าวไปยืนข้างเขา ดึงมือที่สอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมากุมไว้ “รู้ใช่มั้ยว่าที่กูตามมึงมาถึงเนี่ย กูไม่ได้มาเล่นๆ นะ”

“ถ้ากูบอกว่าไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางกลับไปชอบมึงล่ะ มึงจะหยุดมั้ย”

“ถ้าจะปฏิเสธกันก็พูดให้มันจริงจังกว่านี้สิ เพราะถ้ามึงไม่ปฏิเสธกูจะคิดว่ามึงให้ความหวังนะ และถ้ามีความหวังกูก็จะไม่มีทางปล่อยมึงไป”

ระหว่างเรามีเพียงเสียงลมทะเลที่พัดใบไม้ เสียงคลื่นซัดหาดทราย และปราศจากเสียงพูดคุย

“กู...” มิลดึงมือออกจากการเกาะกุมของผม “ไม่ได้ชอบมึงแล้ว” น้ำเสียงมิลไม่ได้หนักแน่นพอให้ผมเชื่อคำของเขาเลยซักนิด

“จริงจังได้แค่นี้เหรอ” ปากเอ่ยคำท้าทายแต่ผมกำลังมองเขาอย่างเว้าวอน ถึงแม้คำพูดจากปากมิลจะไม่จริงจังแต่ผมก็ไม่อยากฟังมัน

“กูไม่ได้ชอบมึงแล้ว” น้ำเสียงเขาหนักแน่นขึ้นอีกหน่อย

“แต่กูชอบมึง ชอบมากกว่าเมื่อวาน”

“กูไม่ได้ชอบมึงแล้ว” น้ำเสียงเขาอาจจะหนักแน่นขึ้นแต่ก็สั่นไหวเสียจนไร้ความน่าเชื่อถือ

“ซีชอบมิลนะ”

“กู...” ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้เอ่ยจนจบประโยคก็ถูกผมดึงเข้ามากอดไว้ซะแล้ว “ไม่ได้ชอบมึง” เสียงไร้น้ำหนักดังแผ่วๆ ใกล้หู มือเรียวพยายามผลักไสผมทว่าด้วยร่างกายที่สูงใหญ่กว่า พละกำลังของผมจึงมีมากกว่า เรายื้อยุดกันอยู่ครู่ใหญ่จนอีกฝ่ายหมดแรงไป

“อือ ซีจะทำให้มิลกลับมาชอบซีอีกครั้งเอง”



[TBC]



ตามถึงบ้านไปอีก

สำหรับใครที่ไม่ชอบมหาสมุทร ให้อภัยซีด้วยนะครับ ซีผิดไปแย้ว

แฮปปี้วาเลนไทน์คับทุกคน :)
 :mew1:

ออนไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 525
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ไหนดูซิ อีตาซีจะมีปัญญาง้อมิลจนสำเร็จได้ไม๊...
แต่ดูๆ แล้ว ไม่น่ายาก  :sad4:

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
22 การกระทำของเพื่อนที่เปลี่ยนไป



Rrrr

“ไอ้มิล กูให้ทายว่าใครมารอมึงใต้ตึก” ทันทีที่รับโทรศัพท์ เสียงเย้าๆ ของไอ้ป๊อบก็ดังตามสายมา

“ใครวะ เจ้าหนี้เหรอ”

“เจ้าหนี้หัวใจมึงไง” มหาสมุทรเหรอ บ้าน่า เมื่อเช้าก็โทรปลุก นี่ยังตามไปเฝ้าถึงตึกอีกเหรอ จริงจังเวอร์

“บอกมันกลับไปเลย”

“เล่นตัวซะด้วย กูบอกมันแล้วแหละว่ากว่ามึงจะมาก็ 11 โมงโน่น แต่มันยืนยันว่าจะรอ มึงก็รีบมาเถอะอย่าให้เจ้าหนี้หัวใจรอนาน” ถ้าอยู่ใกล้ๆ กันผมคงเตะปากมันไปแล้ว เรื่องแซ็วผมนี่ยกให้มันเลย

“กูเพิ่งตื่น”

“ไอ้มิล มึงดูตารางเรียนผิดป่ะครับ วันนี้มีเรียน 10 โมง”

“รู้น่า กูเคยไปเรียนทันเหรอ”

“จ้าพ่อคนรวย แค่นี้นะ อาจารย์เข้าแล้ว” ไอ้ป๊อบตัดสายไปพร้อมกับเสียงบรรยายหน้าห้องที่ดังขึ้น

ผมลุกจากเตียง อาบน้ำแต่งตัวอย่างไม่เร่งรีบ

เพิ่งเปิดเทอม ที่จริงวันนี้ผมจะไม่ไปเรียนก็ได้ด้วยซ้ำ แต่เสียดายค่าหน่วยกิจ อย่างน้อยๆ ก็เข้าไปดูหน้าอาจารย์และรับแอร์ให้ใจร่มๆ หน่อยก็ดี

มาถึงมหา’ลัยก็เกือบ 11 โมงแล้ว มหาสมุทรนั่งอยู่โต๊ะยาวที่ประจำของพวกเราจริงๆ ผมก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้า อีกฝ่ายจึงละสายตาจากหนังสือบนโต๊ะ เงยหน้ามองแล้วยิ้มให้กัน

“มาเรียนสาย”

“มึงล่ะ ไม่มีเรียนหรอ”

“เรียนบ่าย เอาตารางเรียนมั้ย เดี๋ยวส่งให้” จบประโยคมันก็ก้มหน้ากดมือถือ ไม่กี่วินาทีต่อมาเสียงแจ้งเตือนไลน์ในมือถือของผมก็ดังขึ้น

“ตารางเรียนตัวเองกูยังจำไม่ได้เลย จะให้จำของมึงด้วยรึไง”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวช่วยจำตารางเรียนให้มิลด้วยก็ได้ แล้วนี่เลิกเรียนบ่ายโมงใช่มั้ย”

“อือ ทำไม จะรอเหรอ”

“มีเรียนเลิก 5 โมง กินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย”

“มีนัดกับพวกไอ้ป๊อบแล้ว” ซะเมื่อไหร่ ที่จริงก็ว่างแหละแต่อยากแกล้งไอ้หมาดูบ้าง จำได้ใช่มั้ย เมื่อก่อนไม่ว่าผมจะชวนไปไหนมันก็ปฏิเสธท่าเดียวเลย ทีใครทีมันนะ

“งั้นไว้วันหลังก็ได้”

“กูไปเรียนละ” สีหน้าจ๋อยๆ ตอนแรกเปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นมานิดหน่อยเมื่อผมวางแซนวิชลงตรงหน้ามันแล้วค่อยเดินจากมา

ผมก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น อีกอย่างถ้าไม่ให้ความหวังเดี๋ยวไอ้หมาเลิกหวังแล้วเลิกจีบผมทำไงอะ อกหักซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหรอ ไม่เอาด้วยหรอก

“ไงมึง” ทันทีที่เข้ามานั่งข้างไอ้ป๊อบในห้อง มันก็ตั้งคำถามใส่ผมให้ต้องกรอกตาใส่ไปที

“ไงอะไร”

“เจอเจ้าของหัวใจมึงมั้ย”

“มึงเลิกเรียกมันว่าเจ้าของหัวใจกูได้มั้ย เสี่ยวเวอร์”

“หรือไม่จริง”

“ก็จริง แต่มึงจะไม่ให้โอกาสกูเล่นตัวบ้างเหรอวะ”

“เล่นตัวมากๆ เดี๋ยวเขาถอดใจก็มาร้องไห้ให้กูปลอบอีก” ปากไอ้ป๊อบแม่งน่ายันด้วยรองเท้าคอนเวิร์สคู่ใหม่ซะจริง แต่ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวรองเท้าเปื้อนเลือด

ทั้งที่เพิ่งเปิดเทอมแต่อาจารย์กลับอัดเนื้อหาบทเรียนซะจนผมกับไอ้ป๊อบแทบจะกอดกันกระอักเลือดตาย

เห็นทีเทอมนี้ก็คงไม่ได้ผ่านไปง่ายๆ อีกแล้วล่ะสิ

พูดถึงเรื่องเรียนก็ต้องนึกถึงวิชาสแตทใช่มั้ยล่ะ ถึงแม้ช่วงก่อนปลายภาคสภาพผมจะย่ำแย่เอามากๆ แต่เกรดที่ได้มาก็ไม่ห่วยเท่าไหร่หรอก ได้ B ก็มีความสุขแล้ว

เพราะว่าในห้องเรียนพวกเราใช้สมองกันอย่างหนักหน่วง ผมกับไอ้ป๊อบจึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรไปหาอะไรหวานๆ เย็นๆ กินกัน และสุดท้ายเราก็พาสารร่างเขื่องๆ มานั่งกันหน้าร้านบิงซูป้าแมวในโรงอาหารนิเทศพร้อมกับน้องไอน้ำคนดีคนเดิมเพิ่มเติมคือปากแดงขึ้นนิดหน่อย

“แบร์บอกว่าพี่มิลคบกับพี่สมุทรแล้ว” ผมแทบสำลักน้ำแข็งใสเมื่ออยู่ๆ น้องไอน้ำที่เท้าคางมองเรากินน้ำหวานอย่างเอร็ดอร่อยก็ถามขึ้นมา

“สนิทกับไอ้แบร์ขนาดนั้นเลย”

“ปิดเทอมเราไปถ่ายรูปด้วยกันมาค่ะ แบร์โพสท่าเก่งมากถ้าเอาดีด้านการถ่ายแบบต้องรุ่งมากแน่”

“ไอน้ำคิดว่างั้นเหรอ” แฟนไอ้ป๊อบพยักหน้ารัวอย่างไม่ต้องคิดทบทวนอะไรเลย

ผมเองก็ค่อนข้างเห็นด้วย เท่าที่รู้จักแบร์มา เจ้าตัวดูชอบการแต่งหน้า ทำผม ชอบเรื่องความสวยความงามมากกว่าวิชาที่มันเรียนซะอีก เรื่องถ่ายแบบนี่ก็เหมือนกันเคยโดนบูลลี่ไปแล้วครั้งนึงแต่ก็ยังไม่ยอมถอดใจเรื่องถ่ายแบบง่ายๆ

“ไอน้ำชวนแบร์ไปเป็นนางแบบให้แบรนด์เสื้อผ้าพี่สาว แต่แบร์ขอเวลาคิด ก็ไม่รู้จะคิดทำไมในเมื่อตอนที่ไอน้ำชวน ตาแบร์เป็นประกายเชียว”

“คงยังฝังใจเรื่องบูลลี่รึเปล่า” ไอ้ป๊อบละความสนใจจากของกินตรงหน้ามาตอบ

ก็จริงของมันนะ ถึงแม้จะทำเหมือนไม่คิดอะไร แต่ลึกๆ ในใจก็น่าจะยังคงมีแผลอยู่

“พี่สาวไอน้ำทำแบรนด์เสื้อผ้าสาวพลัสไซส์ไง ตอนที่ไอน้ำเอารูปแบร์ให้พี่สาวดู เค้าชอบมากเลยนะ เซ้าซี้จะเจอแบร์ให้ได้เลย แต่ถ้าเรื่องนั้นทำให้แบร์เจ็บไอน้ำก็ไม่กล้าพูดอะไรมากแล้ว”

“แล้วมันนัดให้คำตอบเราเมื่อไหร่”

“วันนี้แหละ พี่มิลว่าไอน้ำมีหวังมั้ย”

“แบร์มันไม่ใช่คนขี้แพ้ เรื่องบูลลี่นั่นน่ะทำอะไรมันไม่ได้หรอก ก็คงฝังใจแต่คงไม่เอาเรื่องนั้นมาทำให้ตัวเองเสียโอกาสหรอก ไอน้ำต้องได้รับคำตอบที่ดีแน่ๆ เชื่อพี่สิ”

“แล้วทำไมพี่มิลไม่ให้คำตอบที่ดีกับพี่เฌอบ้างล่ะ”

“เฌอเล่าอะไรให้ไอน้ำฟังบ้างล่ะ”

“ไม่ได้เล่าอะไร แต่เห็นท่าทางจ๋อยๆ ตอนอยู่ที่ค่ายก็เลยคิดว่าน่าจะถูกพี่มิลปฏิเสธไปแล้ว”

“ก็ไม่ได้ชอบไง”

“ง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ”

“ก็ไม่มีเหตุผลอย่างอื่นแล้ว เฌอเองก็ดูเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้วด้วยซ้ำ แต่ก็คงอยากจะบอกก็เลยนัดพี่ไปที่นั่น”

“เพราะพี่มิลชอบพี่สมุทรอยู่แล้วเหรอ”

“งั้นมั้ง เพราะเราชอบคนนึงอยู่แล้ว เราก็เลยไม่ได้มองคนอื่น”

“พี่มิลเป็นคนตรงดีอะ”

บางครั้งผมก็ไม่ได้เป็นคนตรงขนาดนั้นหรอก













5 โมงเย็น

ผมจอดรถที่หน้าตึกวิทย์ ทั้งที่มันเป็นที่ห้ามจอดแต่ผมก็ยังดันทุรังแหกกฎ ถ้าไอ้หมาออกมาเจอมีหวังโดนด่าหูชาแน่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเรื่องคุยกันใช่มั้ยล่ะ

นั่งรอไม่นาน เจ้าของรูปร่างสมส่วนในชุดนักศึกษาถูกระเบียบกับแว่นอันเดิมก็เดินหอบหนังสือเดินออกมา

ผมก้าวลงจากรถ ทำเป็นไม่สนใจทั้งที่ก่อนหน้านี้จับจ้องมันอยู่ตลอดเวลา เนียนมั้ยวะ จะถูกจับได้หรือเปล่า แต่เมื่อมหาสมุทรหันมาเห็นผมมันก็เบิกตากว้าง คงตกใจล่ะสิ ก็ควรตกใจอะนะ

“ไหนบอกว่ามีนัดกับพวกป๊อบไง” พอเข้ามาหยุดตรงหน้าก็ยิงคำถามใส่กันเลย แล้วไงอะ ถามแบบนี้แปลว่าไม่อยากเจอผมงั้นสิ

“โดนเท มึงว่างป่ะ กินข้าวกัน”

“ไม่ว่างได้มั้ย” ทำหน้าระรื่นขนาดนี้ยังมีหน้ามาเล่นตัวอีก เดี๋ยวปั๊ดทิ้งไว้ที่นี่ซะหรอก อุตส่าห์ขับรถมาอ่อยถึงนี่รู้ตัวบ้างเถอะ

“แล้วแต่มึงนะ กูไปชวนคนอื่นก็ได้”

“ตื๊อต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว อย่าบอกว่าทางผ่านนะ ไม่น่าใช่มั้ง” รู้ทันไปซะหมดเลย แบบนี้ผมก็หมดข้ออ้างแล้วสิ

“สรุปจะไปมั้ย ร้อน”

“ไปครับ เดี๋ยวขับรถให้นะ” ไอ้หมาหอบหนังสือด้วยแขนข้างหนึ่งก่อนยื่นมือมาฉวยเอากุญแจรถในมือของผมไป ปลดล็อคแล้วเปิดประตูหลังเก็บหนังสืออย่างกับเป็นรถของตัวเองแน่ะคนเรา

ผมมองทุกการกระทำของอีกฝ่ายแล้วแอบยิ้มอย่างอิ่มใจ เลิกเล่นตัวแล้วเป็นแฟนกันตอนนี้เลยได้มั้ยนะ

“เดี๋ยวขอแวะไปนิเทศก่อนได้มั้ย”

“ได้ แต่จอดหน้าบริหารแล้วเดินไป ให้เวลา 10 นาที”

“ยังคิดมากเรื่องทิวอยู่อีกเหรอ”

“คิดตลอดแหละ เพราะเดี๋ยวถ้าพี่ทิวเรียกหา มึงก็ทิ้งกูไปหาเค้า”

“ก็ตกลงเป็นแฟนกันสิ จะให้มิลเป็นที่หนึ่งตลอดเลย”

“ตอนนี้ก็พูดได้สิ” เราไม่มีทางรู้หรอกว่าหลังจากตอบตกลงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

“ขี้หึงนะเนี่ย เป็นแฟนเหรอมาหึง” คนกำลังหงุดหงิดอยู่ยังมีหน้ามาแหย่อีก “แค่แวะเอาของไปให้ทิวเอง อีกอย่างตอนนี้พี่เมฆแฟนทิวกลับมาแล้วนะ ไม่เอาไม่หึงสิ”

“ใครหึง ไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อยจะหึงทำไม”

“ก็เป็นสิ จะได้มีสิทธิหึงเต็มที่เลย”

“เฮอะ ใครหึง เข้าข้างตัวเองชะมัด”

“ได้ๆ ไม่หึงก็ไม่หึง” ล้อกันเข้าไป ก็ไม่หึงจริงๆ อะใครจะทำไม แค่ไม่ชอบใจที่มันเอาแต่นึกถึงพี่ทิวทั้งที่แฟนเขาก็กลับมาแล้ว

อีกอย่างผมไม่อยากไปตึกนิเทศด้วย ถึงแม้เรื่องระหว่างผมกับเฌอจะจบไปแล้วแต่เอาเข้าจริงผมก็ไม่รู้ว่าถ้าเจอกันจังๆ ควรจะทำหน้ายังไง ต้องทำตัวไม่ถูกแน่เลย

“เมื่อกี้จอดรถในที่ห้ามจอด” นั่นไง คิดอยู่แล้วว่าคนอย่างนี้ต้องเห็นว่าผมแหกกฎแน่

“ก็มันไม่มีที่จอด”

“อยากเจอกันขนาดนั้นเลย”

“อะไร เข้าข้างตัวเองเกินไปนะบางที”

“ก็ถ้าไม่อยากเจอจะกล้าจอดในที่ห้ามจอดได้ไงอะ คิดถึงเหรอ” เกลียดท่าทางการอมยิ้มตอนพูดมากเลย และแทนที่จะโกรธกลับมาทำเป็นหยอดคำหวาน คิดถึงเหรอ เอ้อ ก็คิดถึงแหละ อยากเจอ แต่ใครจะบอกกันล่ะ เสียฟอร์มหมดสิ

“มึงนี่แม่งเป็นคนแบบนี้เองสินะ”

เพราะใจสั่นเกินกว่าจะกล้ามองหน้าหรือแม้แต่เสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายได้ผมจึงหยิบมือถือขึ้นมากดเล่นไปเรื่อยเปื่อย หากคนข้างๆ ก็ยังไม่ยอมแพ้เรื่องชวนคุย

เอ้อ เป็นคนพูดมากตั้งแต่เมื่อไหร่นะ

“ชอบเคสมินเนี่ยนขนาดนั้นเลย แล้วชอบคนให้บ้างมั้ย” ฟังแต่ละคำของเขาสิ ใครสั่งใครสอนให้พูดวะ

ผมยัดมือถือใส่กระเป๋าเสื้อก่อนเงยหน้ามองคนที่ถึงแม้จะหยอดแต่ก็ยังคงมองตรงไปข้างหน้าและตั้งใจขับรถอย่างที่สุด

”ชอบ...ก็เหี้ยละ”

“ทั้งที่ปากออกจะนุ่มขนาดนั้นแต่ทำไมเวลาพูดถึงได้ปากแข็งนักล่ะ”

“เออ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ยังไม่คิดบัญชีนะจะบอกให้”

“เรื่องอะไร”

“ก็ที่แอบจูบไง” ไอ้หมาอึ้งไปเมื่อผมเอ่ยจบประโยค ก็ควรอึ้งหรอก ก็ตอนนั้นมันคิดว่าผมเมาไงก็เลยแอบจูบ

“ไหนบอกว่าเมาแล้วจะจำอะไรไม่ได้ไง” เห็นมั้ย เอาคำพูดพล่อยๆ ของไอ้ป๊อบมาคิดจริงจังจริงๆ ด้วย พบคนฉลาดถูกตุ๋น 1 อัตรา อยากจะขำ

“ก็ไม่ได้เมา แล้วอีกอย่างตอนเมาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”

“โกหกเหรอ”

“ก็เชื่อไอ้ป๊อบ”

“แล้วมิลไม่เห็นพูดอะไรเลย ก็นึกว่าไม่รู้ตัว”

“รู้หมดแหละ ไม่ได้โง่ขนาดนั้นซักหน่อย”

ยังไม่ทันจะเคลียร์เรื่องแอบจูบจบเราก็มาถึงตึกนิเทศแล้ว อ้าวไอ้นี่ ก็บอกว่าให้จอดที่ตึกบริหารแล้วค่อยเดินมาไง ไม่ฟังกันเลยสิ กำลังจะด่าแล้วแต่กระจกฝั่งคนขับก็เลื่อนลงซะก่อน

“มิล ไม่ได้เจอกันนานเลย หน้าตาสดใสขึ้นนะ”

ผมยิ้มเจื่อนทักทายพี่ทิวที่วันนี้ดูสดใสกว่าปกติก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองคนข้างๆ ที่ก้มหน้าลงมาทักทายไอ้หมาแล้วแจกยิ้มส่งมาถึงผมด้วย

คงเป็นพี่เมฆอะไรนั่นล่ะมั้ง ท่าทางดูภูมิฐานและอ่อนโยน ต่างจากไอ้หมาลิบลับ

“พี่เมฆนี่มิล” และอยู่ๆ ไอ้หมาก็แนะนำผม “ถ้าจีบติดแล้วจะพาไปแนะนำในฐานะแฟน”

ได้ยินมหาสมุทรว่าอย่างนั้นพี่แกก็หัวเราะ ต่างจากผมที่หน้าเสียไปแล้ว ไอ้บ้าเอ้ย ไม่คิดว่าผมจะอายบ้างเหรอวะ ส่วนพี่ทิวน่ะ มองผมเข้าไปสิ เพราะทำตัวไม่ถูกผมจึงลี้ภัยด้วยการก้มหน้ากดมือถืออีกครั้ง

“ในมือถือมีอะไรน่าสนใจนักเหรอ” คนข้างๆ หันมาถามตอนเลี้ยวรถออกจากตึกมาแล้ว โชคดีชะมัดที่ไม่เจอเฌอ จนถึงตอนนี้ก็ยังคิดหนักอยู่เลยว่าถ้าเจอหน้ากันจะต้องทำหน้ายังไง กับมหาสสมุทรเองก็เหมือนกันเล่นแนะนำผมกับพี่เมฆไปอย่างนั้น ไม่ถามสุขภาพหัวใจผมซักคำ

“อ่านเว็บตูน อย่าชวนคุยได้มั้ย” กุกูกาก้าไง ไม่ได้อ่านหลายตอนแล้วเนี่ย

“เรื่องไรอะ” ขับรถอยู่มั้ย ไม่ใช่รถตัวเองด้วยไง อย่ามาทำประมาทด้วยการเอียงตัวเข้ามาหา พอไอ้คนข้างๆ ทำอย่างนั้นผมจึงเงยหน้าขึ้นมาดุ

“ตั้งใจขับรถไป”

“ห่วงรถหรือห่วงเราอะ”

“รถดิ”

“ปากแข็ง แล้วนี่ร้านอยู่ตรงไหน”

“ปกติมึงไปกินร้านไหน”

“ไม่ค่อยได้ไปร้านหมูกระทะหรอก ทิวไม่ค่อยชอบ” พี่ทิวอีกแล้ว ทุกกิจวัตรในชีวิตประจำวันของมันคงเกี่ยวข้องกับพี่ทิวหมดมั้ง ถ้าไม่รู้ว่าพี่ทิวมีแฟนแล้วคงคิดว่าสองคนนั้นคบกัน อย่างที่ครั้งหนึ่งผมเคยเข้าใจผิดมาแล้ว

“งั้นไปร้านประจำกูแล้วกัน ขับไปเดี๋ยวบอกทาง” ว่าจบ ก้มหน้าจะอ่านพี่สาวเสือดาวต่อกลับถูกคนข้างๆ ฉกมือถือไปใส่กระเป๋าเสื้อตัวเองไว้ซะงั้น อะไร หาเรื่องรึไง

“เอาคืนมา”

“ใครจะเมินเราก็ได้ แต่มิลห้ามเมิน” น้ำเสียงจริงจังผสมตัดพ้อ ผมที่ตั้งใจจะแย่งมือถือกลับมาจำต้องเก็บมือตัวเองมาวางไว้บนหน้าขาแล้วมองเสี้ยวหน้าไอ้หมาที่รู้สึกว่าเปลี่ยนไปมากเลย คงเพราะความรู้สึกที่เปลี่ยนไปแล้วมั้ง ทุกอย่างก็เลยดูเหมือนเปลี่ยนไปหมด

“ถามจริงนะ มึงไม่กระดากปากบ้างเหรอวะ แทนตัวเองว่าเราแล้วแทนกูว่ามิลอย่างนั้นอย่างนี้ ฟังแล้วขนลุกว่ะ”

“ไม่อยากเรียกแฟนว่ามึง” จริงจังขนาดนั้นเลย

“ก็ยังไม่ได้เป็นแฟน”

“เดี๋ยวก็เป็น ใช่มั้ยล่ะ” โหยมีเย้า มียิ้มมุมปาก มีเสน่ห์ตายล่ะ ใจสั่นเลยเนี่ย ถ้ามันขอผมเป็นแฟนตอนนี้อาจจะเผลอรับปากเลยก็ได้















เรามาถึงร้านกันตอนเกือบทุ่ม บังเอิญโลกกลมพรมลิขิตบันดาลชักพาให้มาเจอเฌอ น้องแบร์ ไอน้ำและคนอื่นๆ ที่ร้าน ก็อุตส่าห์ไม่เจอกันที่ตึกนิเทศแล้วยังมาเจอกันที่นี่อีกเนอะ

“ไงมิล ไม่ได้เจอกันนานเลย ชอบรูปที่เฌอให้ไปมั้ย” ทันทีที่สบตา คนที่กำลังตั้งใจย่างหมูก็ส่งยิ้มกว้างมาทักทายเหมือนระหว่างเราไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ดีแล้วเนอะ

“มากันครบเลย ฉลองอะไรกัน”

“แบร์ยอมเป็นนางแบบให้ร้านเสื้อพี่ไอน้ำแล้ว”

“เราเพิ่งคุยกันไปตอนบ่ายเอง นี่มาฉลองกันแล้ว ไอ้ป๊อบไม่มาด้วยเหรอ” มันจะปุบปับอะไรขนาดนั้น ทั้งที่มั่นใจแหละว่ายังไงแบร์ก็ไม่มีทางทิ้งโอกาสนี้แน่แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้อยู่ดี

“พี่ป๊อบชิ่งอะ นอนตายอยู่ที่ห้องแล้วป่านนี้”

“อวยพร สาธุครับ แล้วนี่...” ผมส่งยิ้มหยอกไอ้น้ำก่อนจะหันไปมองน้องตัวเองที่เอาแต่จ้องมหาสมุทรที่ยืนอยู่ข้างหลังผม “กินให้มันน้อยๆ หน่อยเรา เดี๋ยวก็ไม่ต่ออายุฟิสเนตให้ซะหรอก”

“ไม่ต้องต่อแล้ว เกรงใจพี่มิล อีกอย่างหนูอกหักแล้วนะรู้ป่าว” ถึงแม้จะตอบโต้กับผมแต่สายตามันกลับยังคงมองที่เดิมจนผมต้องมองตาม ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินี่ เราก็ไม่ได้ยืนชิดกันเกินไป เว้นซะแต่ว่า...

มองตามสายตาคนด้านหลังผมก็พบว่ามันกำลังจ้องหน้าเฌออย่างเอาเรื่องทีเดียว อย่าบอกนะว่าหึง โอ้ว รู้สึกฮ๊อตอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

“ใจเย็นซี” ผมลูบเอวมันเบาๆ ก่อนหันไปคุยกับแบร์ต่อ

เมื่อกี้น้องมันว่าไงนะ อกหักเหรอ

“อกหักอะไรของแก”

“ก็เทรนเนอร์หนูอะดิ แฟนอย่างหล่อ เสียของเวอร์ เศร้าเลย”

“ก็เลยไปกินเหล้ากับไอ้กล้วยน่ะเหรอ” จนถึงตอนนี้พี่เอ้กที่ไปแบกคนอกหักสองคนกลับจากบาร์หลีในคืนวันศุกร์ก่อนเปิดเทอมยังไม่เลิกบ่นเลย แค่บ่นก็โอเคหรอกแต่นี่ขอเงินผมไปซื้อแผ่นติดแก้ปวดอีก มันใช่เรื่องที่ผมต้องเสียเงินมั้ย

“พี่มิลอะ” พอถูกแซ็วก็ค้อนใส่แล้วม้วนหมูย่างเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ น่าอร่อยฉิบหาย

“งั้นพี่ไปละ ไว้เจอกัน” ท้ายประโยคผมบอกกับทุกคนนั่นแหละ ก่อนจะหันไปพยักหน้าบอกคนข้างกายให้เดินตามมา

ให้ตายเถอะ ที่ผ่านมาเพราะผมเป็นคนจ่ายเงินก็เลยได้รับบริการอย่างดีจากเพื่อนพ้องพี่น้องรหัส แต่กับมหาสมุทรคนที่ทำอะไรไม่เป็นซักอย่าง ราวกับว่ามันไม่เคยกินหมูกระทะ ผมจึงกลายเป็นผู้รู้ทั้งที่ไม่ค่อยรู้ไปโดยปริยาย

“อันนี้ยังกินไม่ได้ มันยังไม่สุกไม่เห็นเหรอ” ผมตีมือมันด้วยตะเกียบก่อนจะใช้ตะเกียบอันนั้นคีบเนื้อที่สุกแล้วใส่จานให้

ถามจริงที่จีบผมนี่อยากได้เป็นแฟนหรืออยากให้เป็นพี่เลี้ยง

“แค่กินหมูกระทะยังอ่อนเลย แล้วถ้าไปรัสเซียจะอยู่ยังไงเนี่ย”

“ที่รัสเซียมีหมูกระทะด้วยเหรอ”

“เออ นั่นดิ” ถ้าเปรียบกับการใช้ชีวิตมันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ

“เป็นห่วงก็บอก”

“ก็เพื่อนไง ห่วงเพื่อน ห่วงไม่ได้เหรอ”

“รู้สึกดีนะ แต่อยากให้ห่วงในฐานะแฟนมากกว่า อ้าปาก” หยอดแล้วก็ป้อนผักกาดห่อหมูใส่ปากผมเต็มคำ สวีทว่ะ สยิวกิ้วที่หัวใจมากๆ

“จริงๆ เป็นคนแบบนี้เหรอ” เพราะมีอาหารอยู่เต็มปาก เวลาพูดจึงออกเสียงไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่คงไม่เป็นอุปสรรคหรอกเพราะคนถูกถามไม่ได้บอกให้ถามซ้ำ

“คนแบบนี้หมายถึงคนแบบไหน”

“แบบที่อยู่ตรงหน้าเนี่ย ไม่เหมือนไอ้หมาที่กูรู้จักเลย”

“แฟนโหมดไง แล้วมิลไม่มีแฟนโหมดเหรอ”

“ก็เป็นแบบนี้”

“ถึงอย่างนั้นก็ยังน่ารักอยู่ดี” กินไปชมกันไป ถามว่าแฮปปี้มั้ย มันก็ดีแหละแต่ถึงอย่างนั้นในระยะเวลาแค่นี้ผมก็ยังไม่ชินกับการกระทำและคำพูดคำจาของมันอยู่ดี

ตั้งแต่เปิดเทอมมานี้ ไอ้หมาที่คอยตามผมเหมือนไม่ใช่มหาสมุทรที่ผมเคยรู้จักเลย เหมือนกับเป็นมหาสมุทรอีกคนที่ถูกซ่อนเอาไว้

แฟนโหมดสินะ

เพื่อนโหมดโหดขนาดนั้น แฟนโหมดจะหวานขนาดไหนนะ



[TBC]

ก็ง้อไม่ยากจริงๆ แหละ 555 :)



ออนไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 525
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
เล่นตัวให้มากๆ หน่อยสิมิล 555

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
23 ไม่เป็นเพื่อนกันแล้วก็ได้



เปิดเทอมกับสถานะใหม่ของผมกับมหาสมุทรผ่านมากว่าเดือนแล้ว ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม อ่อ ไม่สิ ไอ้หมาแม่งรุกผมหนักกว่าเดิมอีก

มันก็ปลื้มปริ่มหัวใจดีนะ แต่ว่าบางทีมันก็มากไป อย่างเช่นวันนี้

เสียงเคาะห้องดังขึ้นในตอนเช้าตรู่ ให้ผมที่ยังไม่ตื่นดีต้องแงะตัวเองออกจากเตียง แคะขี้ตาแล้วเดินอย่างเชื่องช้าไปเปิดประตู และเมื่อประตูเปิดออกก็พบกับรอยยิ้มสดใสดอกไม้บานที่พักนี้ไอ้หมาแม่งแจกผมบ่อยเหลือเกิน บางทีก็อยากได้คนปากหมาคนเดิมกลับมาเหมือนกัน

“มาทำไมแต่เช้า”

“เปลี่ยนที่อ่านหนังสือ นี่ยังไม่ตื่นเหรอ นอนต่อก็ได้นะ” แขกไม่ได้รับเชิญเดินผ่านผมไปเพื่อวางหนังสือลงบนโต๊ะก่อนจะกลับมาจูงมือผมเพื่อพามาส่งที่เตียง

จูบหน้าผากผมแล้วบอกฝันดีด้วย ประสาทเนอะ ลุกจากเตียงแล้วคิดว่าผมจะหลับลงมั้ย บอกเลยว่าสบาย

ผมหลับไปอีกครั้ง หลับลึกมากด้วย ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนเที่ยงแล้ว

ลืมตาปุ๊บเจอคนที่มานอนข้างกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ปั๊บเลย ไหนมันบอกว่ามาอ่านหนังสือไง แล้วมาหลับให้หนังสือดูอยู่บนเตียงผมเนี่ยนะ แค่นั้นไม่พอหรอก กอดเอวผมด้วย สบายเลยสิ

“ไหนบอกมาอ่านหนังสือไง หลับเฉย”

“พักสายตาเฉยๆ” ตอบผมเสียงอ้อแอ้ ไม่ลืมตา เชื่อได้มั้ย และพอผมจะลุกก็ดันตัวผมนอนลง หัวที่วางอยู่บนหมอนก็เลื่อนมาหนุนที่อก

มากไป เดี๋ยวก็ฟ้องแม่ซะหรอก

“อย่ามาเนียนได้มั้ย หิวอะ หาอะไรกินกัน” ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียงเอื้อมมือไปดึงแขนคนที่กอดหมอนหลับตาพริ้มอยู่ให้ลุกขึ้นมาเพื่อหาข้าวหาน้ำมาประเคนเจ้าของห้อง ทว่าไอ้หมาแม่งนอกจากตัวใหญ่แล้วยังตัวหนักด้วย แถมยังขืนตัวไม่ยอมลุกอีก ผมที่เพิ่งตื่นก็ยิ่งไม่ค่อยมีแรง งั้นไม่ดึงแล้ว อยากนอนก็นอนไป

ผมถอดใจลุกขึ้นก้าวออกจากเตียงแต่กลับถูกรั้งเอาไว้ด้วยมือที่ดึงชายเสื้อยืด เมื่อหันกลับไปมองก็พบกับรอยยิ้มพริมใจบนใบหน้าของคนที่ตอนนี้ยอมลุกขึ้นมาแล้ว

“ยิ้มอะไร เมายากันยุงเหรอมึง”

“เมาความน่ารักมึงอะ” ไอ้หมาแม่งก็หวานกับผมได้ไม่กี่วันเท่านั้นแหละ ซ้อมเรียกชื่อผมเพราะๆ งั้นเหรอ ถุยเถอะ ฟังแล้วจั๊กจี้หูชะมัด

“ประสาทมั้ย ลุกแล้วก็ลงไปซื้อข้าวมากินหน่อย”

“ไม่ออกไปกินข้างนอกเหรอ”

“พรุ่งนี้มึงมีควิซ ตั้งใจอ่านหนังสือไปเถอะ” นอกจากตารางเรียนแล้ว ควิซยิบย่อยของมันก็รายงานผมตลอด ก็ไม่อยากรู้มั้ยล่ะแต่มันก็ยัดเยียด กลายเป็นว่าตอนนี้ผมรู้ทุกกิจวัตรประจำวันของมันแล้ว

ยังไม่เป็นแฟนแต่ก็เหมือนผัวเมียเข้าไปทุกวัน

“มิลเอาไร”

“เหมือนเดิม” ตอบมันพลางคว้าผ้าเช็ดตัวเตรียมเข้าห้องน้ำ

“ข้าวผัดไก่อะนะ ไม่เบื่อบ้างเหรอ”

“แล้วมึงไม่เบื่อกูบ้างเหรอ” พอถูกถามกลับอีกฝ่ายก็มุ่นคิ้วงง งงอะไรอะ แค่ตอบก็จบมั้ย

“ไม่นะ” มันส่ายหน้าแต่คิ้วไม่ได้คลายออก ผมจึงบอกให้หายสงสัย

“กูก็เหมือนมึงแหละ” กับคนที่ชอบน่ะต่อให้ต้องเจอหน้าทุกวันก็ไม่เบื่อหรอกใช่มั้ยล่ะ ข้าวผัดไก่ของผมก็เหมือนกัน ชอบมากขนาดนั้นกินเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเบื่อแน่ๆ

ไอ้หมาแค่ไหวไหล่ หยิบกระเป๋าเงินตัวเองก่อนคว้าเอากุญแจไปถือไว้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังเอาเท้าใหญ่ๆ สอดเข้าไปในรองเท้าแตะราคาแพงของผมอีก

รองเท้าโดนมันระเบิดอีกละ ไอ้ฉิบหายเอ้ย

อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้รู้สึกสดชื่น ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟารอหมาทาสเอาข้าวมาประเคน หยิบรีโมทมากดเปิดทีวีไม่ให้ห้องเงียบจนเกินไป ผมกวาดสายตามองชีทเรียนมากมายบนโต๊ะ สนใจมันเสี้ยววินาทีก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเล่น

ภาพเบื้องหลังการถ่ายแบบของน้องแบร์จากเพจขายเสื้อผ้าสาวพลัสไซส์ปรากฏขึ้นที่หน้าจอ เมื่อวันก่อนมันเพิ่งเล่าในกรุ๊ปอย่างตื่นเต้นว่าสุดสัปดาห์จะไปถ่ายแบบแล้ว ช่างภาพก็ไม่ใช่ใคร เฌอไงล่ะ ไม่คิดว่าภาพนั้นจะถูกแชร์เร็วขนาดนี้ เห็นแล้วก็อดนึกถึงเมื่อต้นเทอมก่อนไม่ได้ กว่าจะผ่านมันมาได้ไม่ง่ายเลย ดีหน่อยที่แบร์เข้มแข็ง ครั้งนี้คงไม่ซ้ำรอยเดิมหรอกนะ

ผมกวาดสายตามองจำนวนไลค์ด้านล่าง ปรากฏว่ามีไลค์มากกว่าดีสไลค์ แค่นี้ก็ยิ้มได้อย่างโล่งอกแล้ว ตั้งใจจะเข้าไปทิ้งข้อความแซวไว้ในกรุ๊ป แต่เมื่อเปิดเข้าไปก็พบคนที่คิดอย่างเดียวกับผมอีกหลายอัตรา กลายเป็นว่าช่วยกันดันแชทจนถ้าน้องแบร์มาเห็นมันต้องตกใจแน่

คุยกับพวกพี่เอ้กในกรุ๊ปแล้วก็มีความสุขดีครับ เหมือนทุกครั้ง การได้เจอพวกมันก็ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน กระทั่งกุญแจห้องถูกไขดังกริ๊กและประตูเปิดออกผมจึงวางมือถือลง

“โคตรนาน”

“คนเยอะ” ก็คงเยอะแหละ นี่มันเที่ยงพอดี

มหาสมุทรปาดเหงื่อด้วยแขนเสื้อ เห็นอย่างนั้นผมจึงเอื้อมมือไปช่วยมันเช็ด พอถูกสัมผัสดันเลื่อนสายตามาสบกันแล้วยิ้มกระชากใจใส่อีก ถามว่าเคลิ้มมั้ย จะเหลือเรอะ เมื่อเข้าสู่สภาวะควบคุมตัวเองไม่ได้ผมจึงชักมือออก เดินนำไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวซึ่งเตรียมจานกับช้อนไว้แล้ว

“สระผมเหรอ” เสียงไอ้หมาดังจากข้างหลัง

“อือ” ผมยังไม่แห้งดีเลย จ้องจะดุกันอีกล่ะสิ

“หอมดีนะ” เสียงพร่าดังขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกับถุงกล่องข้าวที่วางลงบนโต๊ะตรงหน้าผม พอแหงนหน้าไปมองก็สบกับดวงตาสีเข้มทันที ยังไม่ทันได้ตั้งตัวจมูกโด่งกดลงมาบนไรผมแถวๆ หน้าผากแล้ว เคลิ้มสิ ไอ้ห่าเอ้ย หัวใจจะกระดอนออกมาข้างนอกแล้ว รุกกันแบบไม่ทันได้ตั้งตัวเลย

“อะไรของมึงเนี่ย พักนี้ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ”

“เอาได้เหรอ”

“ทะลึ่งว่ะ”

“ไม่เคยคิดเหรอ” ดูมันทำหน้าเข้าสิ ถามเรื่องนี้ด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้เนี่ยนะ ผมต้องตอบว่าไงอะ ก็เคยแหละแต่จะให้พูดออกไปตรงๆ เหรอ ไม่มีทาง

“มึงแม่ง ถ้าพูดอีกกูไม่ให้เข้าห้องแล้วนะ”

อีกฝ่ายเพียงยิ้มขำไม่ตอบโต้อะไรอีก นอกจากซื้อข้าวมาให้แล้วยังแกะใส่จานมาวางให้ตรงหน้า เหลือแค่ป้อนอย่างเดียวก็สมบูรณ์แบบของความง่อยเปลี้ยแล้วอะ

“ลองกินนี่ดิ อร่อยนะ” ช้อนของอีกฝ่ายถูกยื่นมาจ่อปาก ผมเองก็อ้ารับอย่างคนใจง่าย

กะเพราอร่อยจริง รู้งี้น่าจะบอกลาน้องข้าวผัดซักวัน

“อร่อยใช่มั้ย แลกกันได้นะ”

“อร่อย แต่ไม่อยากแย่งไง มึงกินไปเถอะ จะได้ไปอ่านหนังสือซักที”

“อยากให้ไปรัสเซียขนาดนั้นเลย”

“ก็มึงอยากไป”

“ตอนนี้ไม่อยากไปแล้ว”

“ทำไมล่ะ เพราะกูเหรอ” พอผมถามตรงๆ อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับง่ายๆ เช่นกัน บางทีผมก็คิดนะว่าเราไม่ควรโคจรมาเจอกันตอนนี้เลย ถ้าหากว่าการเจอกันของเราจะเปลี่ยนอนาคตและความฝันของอีกฝ่ายไปตลอดกาล

“ตอนแรกที่ตัดสินใจไปเพราะรู้สึกว่าอยู่ที่นี่ก็ไม่มีใคร แต่ตอนนี้มีมิลแล้ว”

“มีอะไร ยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย”

“เดี๋ยวก็เป็น”

“งั้นกูไม่เป็น”

“ทำไมล่ะ” อีกฝ่ายหน้าเสียทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น

“ถ้าการมีกูทำให้มึงทิ้งความฝัน งั้นไม่ต้องมีกูน่าจะดีกว่า”

“มิล” ไอ้หมาเรียกผมเสียงอ่อย ขณะที่ผมตักข้าวเข้าปากทำเหมือนไม่สนใจทั้งที่ผมโคตรจะใส่ใจมันเลย

“มึงคิดดูสิ ถ้ามึงได้ทุน จบโทจากต่างประเทศ ความรู้และสิ่งที่มึงเรียนมาก็จะอยู่กับมึงตลอดไป แต่กู เรื่องของเรา ไม่มีอะไรการันตีเลยว่ามันจะยาวนานถึงเมื่อไหร่ กูไม่อยากรั้งมึงไว้ ไม่อยากเป็นตัวถ่วง”

“กูไม่คิดอย่างนั้นนะมิล”

“เชื่อกูซักครั้งไม่ได้เหรอ”

“ได้ แต่ต้องเป็นแฟนกันจนกว่าจะถึงวันที่กูไป”

“มึงแม่งโคตรเห็นแก่ตัวเลยรู้ป่ะ”

“มึงก็ไม่ต่างกันหรอก บอกให้กูไปมีอนาคตแล้วไม่คิดบ้างเหรอว่าทั้งปัจจุบันและอนาคตกูอยากมีมึงอยู่ข้างๆ ตลอดเลย” ได้ยินอย่างนั้นมีหรือที่ผมจะกล้าพูดอะไร

ผมสับสนมาก ปลื้มที่มันให้ความสำคัญกับผมขนาดนี้ ขณะเดียวกันก็อึดอัดที่ตัวเองกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้มันลังเลเรื่องทุน ทั้งที่ก่อนหน้านี้มุ่งมั่นกับเรื่องเรียนยิ่งกว่าอะไร

“ว่ายังไง ถ้าอยากให้กูไป มึงก็ต้องยอมเป็นแฟนกู เป็นแฟนกัน” ตลอดชีวิต ผมไม่เคยอึดอัดกับการถูกขอเป็นแฟนเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย

อยากรับปากออกไปเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ อยากตั้งสถานะว่ากำลังคบกันอย่างเปิดเผย แต่...

ก็ได้วะ

“พรุ่งนี้”

“อะไรคือพรุ่งนี้”

“ก็เป็นแฟนกันพรุ่งนี้ไง”

“ทำไมต้องพรุ่งนี้” คนตรงหน้ามุ่นคิ้วยุ่ง จริงจังมากกระทั่งต้องวางช้อนลงบนจานที่เพิ่งตักข้าวกินไปไม่กี่คำ

“ไม่มีเหตุผล หรือถ้ามึงจะไม่ยอมก็ได้นะ” เหตุผลมีอยู่ว่าตอนนี้เราอยู่ในห้อง ถ้าเกิดสถานะเปลี่ยนตอนนี้มันก็เสี่ยงใช่มั้ยล่ะ เราต่างก็เป็นผู้ชาย อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

“ก็ได้ พรุ่งนี้เป็นแฟนกัน” ได้ยินอย่างนี้ค่อยโล่งใจหน่อย

ผมลอบถอนหายใจออกมา สีหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็ดูดีขึ้นมาก เรานั่งกินข้าวกันเงียบๆ อาจจะอึดอัดในไม่กี่นาทีแรก แต่พอเงยหน้าขึ้นมาสบตาแล้วยิ้มให้กันความอึดอัดนั้นก็หายไปเหมือนหมอกจางๆ ที่ถูกลมพัดพาไป















มหาสมุทรยังคงมุ่งมั่นกับการอ่านหนังสือเหมือนเคย ทั้งที่ผมนอนหนุนตักขยับแขนยุกยิกตอนเล่นคุกกี้รันแต่เจ้าตัวก็ไม่ดุเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมโดนด่ายับจนสำนึกผิดไม่ทันแน่

สถานะตอนนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ แล้วสถานะที่กำลังจะเปลี่ยนไปในวันพรุ่งนี้ล่ะจะยังสวยงามเหมือนตอนนี้หรือเปล่า คิดถึงตรงนี้ก็ลดมือถือลง คว่ำหน้าจอไว้บนอกแล้วมองคนที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างเปิดเผย

เวลาผ่านไปหลายนาทีกว่าไอ้หมาจะละสายตาจากหนังสือตรงหน้ามามองที่ผม

“มีอะไร เห็นมองตั้งนานแล้ว”

“เปล่า” มองเสี้ยวหน้าคมคามแล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย อยู่ๆ ก็คิดถึงเรื่องครอบครัวอีกฝ่ายขึ้นมาซะอย่างนั้น ถึงแม้จะสงสัยในความสัมพันธ์เหล่านี้แต่มันก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินกว่าคนนอกจะก้าวก่ายใช่มั้ยล่ะ

“โกหก”

“เปลี่ยนแว่นเหรอ” อันที่อยู่บนหน้ามันดูใหม่และไฉไลกว่าอันเก่ามากจนสังเกตเห็นได้ง่ายๆ

“เปลี่ยนตั้งนานแล้ว” บางทีมันอาจจะคล้ายอันเก่ามากจนผมแยกไม่ออกล่ะมั้ง ผมหัวเราะแห้งๆ พลางยกมือขึ้นลูบปลายจมูกตัวเอง หากกลับถูกคนที่เพิ่งวางหนังสือลงจับเอาไว้

ถึงเนื้อถึงตัวอีกแล้ว และพอถูกสัมผัสแบบนี้ทีไรท้องไส้ผมก็มักจะปั่นป่วนอยู่ร่ำไป

ผมเม้มปากแน่น ปล่อยให้อีกฝ่ายจับมือลูบนิ้วอยู่อย่างนั้นซักพักเท่าที่เจ้าตัวเขาต้องการ ไม่ใช่ว่าผมใจดีอะไรหรอก แต่ผมเองก็รู้สึกดีที่ถูกสัมผัสเหมือนกัน ถ้าไอ้ป๊อบรู้มันต้องด่าว่าผมแรดแน่เลยอะ

นาทีนี้กับความสุขนี้ ช่างหัวไอ้ป๊อบมันเถอะ

“ไม่คิดว่าตัวเองน่ารักเกินไปเหรอ”

“เมื่อก่อนก็ไม่คิดหรอก แต่พอถูกชมบ่อยๆ ก็เริ่มคิดแล้ว”

“กูชอบคนน่ารักนะรู้ยัง”

“ทั้งโลกมีคนน่ารักเป็นล้าน มึงก็ชอบเค้าหมดเลยงั้นสิ”

“หึงละเนี่ย”

“ไม่ได้หึงก็แค่...”

“แก้ตัว”

“ไม่ได้แก้ตัว”

“แก้ผ้ามั้ย” ผมดึงมือออกมา ขยับลุกถอยกรูดไปอีกฝั่งของโซฟาแทบจะทันทีเมื่อถูกกระซิบที่ข้างหูด้วยเสียงแหบโคตรสยิว ไอ้บ้าเอ้ย เล่นอะไรเนี่ย และพอมองก็พบกับสายตากรุ้มกริ่มที่เล่นเอาคนถูกมองขนพองสยองขวัญไปหมด

“อะไรของมึงเนี่ย ทะลึ่งว่ะ”

คนโดนด่าหัวเราะร่วนเหมือนมีความสุขนักหนา อะไรของมันก็ไม่รู้ อ่านหนังสือเยอะจนเพี้ยนไปแล้วรึไง

“มึงเคยมีแฟนมั้ย” หลังจากปล่อยให้ความเงียบครอบครองพื้นที่อยู่ครู่ใหญ่ผมก็เป็นฝ่ายขับไล่มันด้วยคำถามที่คนฟังเลิกคิ้วขึ้นมานิดแล้วยิ้ม

“ไม่เคยหรอก”

“จริงดิ” ผมถึงกับพอสเกมส์เอาไว้แล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“แปลกเหรอ”

“อือ มีด้วยเหรอวะคนที่ไม่เคยมีแฟน”

“เยอะแยะ มึงไปอยู่โลกไหนมา”

“เพื่อนกูก็เริ่มมีแฟนกันตั้งแต่อยู่ม.ต้นแล้ว”

“แล้วมิลล่ะมีแฟนคนแรกตอนไหน”

“อนุบาล เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักที่สุดในห้องเลยนะเว้ย”

“แก่แดด”

“มันก็ปั๊บปี้เลิฟป่ะวะ ทุกวันนี้ตอนกลับบ้านแล้วเจอกันยังคุยกันเป็นเรื่องตลกอยู่เลย”

“ดีจัง ความทรงจำแบบนั้นมันต้องดีมากแน่ๆ เลย” น้ำเสียงมหาสมุทรหม่นลง ผมควรถามมันต่อหรือควรเปลี่ยนเรื่องคุย และเหมือนอีกฝ่ายรู้ว่าผมกำลังลังเลจึงเลือกต่อบทสนทนาของเราซะเอง “ตอนเด็กๆ เพราะพ่อกูเข้าออกคุกเรื่องการพนันเป็นว่าเล่น ก็เลยไม่มีใครคบกู แม้แต่เพื่อนซักคนยังไม่มีเลย จนพ่อเลิกทุกอย่างและย้ายบ้านตอนประถมปลายมั้ง ชีวิตวัยเด็กที่เคยมืดมนค่อยกลับมาสดใสอีกครั้ง”

“ตอนเจอพี่ทิวเหรอ บ้านหลังนั้นใช่ป่ะ”

“อือ ทิวกับพี่เมฆเป็นเพื่อนคนแรกของกูเลย กูไม่เคยสนิทกับใครเพราะคิดตลอดว่าแค่มีทั้งคู่เป็นเพื่อนก็พอแล้ว จนสองคนนั้นเลื่อนสถานะเป็นแฟนกัน ถึงรู้ว่าคำว่าตลอดไปแม่งไม่มีจริง”

“...”

“พวกเค้าเป็นความสดใส เป็นความทรงจำที่ดีมาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้กูสอบตกเรื่องการเข้าสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

“งั้นที่เคยบอกว่ามีเพื่อนเยอะแยะก็โกหกอะดิ”

“นึกว่ารู้ตั้งนานแล้วซะอีก”

“รู้ แต่บางเรื่องก็ทำเป็นไม่รู้บ้างก็ได้ป่ะ ถ้าคำโกหกมันไม่ทำให้เราเดือดร้อน และในขณะเดียวกันมันทำให้เพื่อนเราสบายใจเราก็ไม่ต้องรู้ทันมันไปทุกเรื่องหรอก”

“ขอบคุณนะมิล”

“เรื่องอะไร”

“ที่บอกว่าอยากเป็นเพื่อนกัน”

“พูดถึง เราสองคนก็มาไกลมากเหมือนกันเนอะ ทั้งที่อยากเป็นแค่เพื่อนแท้ๆ แต่ก็เป็นอย่างนี้ซะได้ เอาจริงๆ นี่ไม่คิดเลยว่าจะตกหลุมรักผู้ชาย มึงเป็นคนแรกเลยรู้ป่ะ”

“มิลก็เป็นคนแรกเหมือนกัน”

“พูดจริงพูดเล่นเนี่ย มึงไม่เคยชอบพี่ทิวจริงอะ”

“จริง ไม่เคยคิดอะไรเกินกว่าเพื่อนเลย ไม่เคยอยากเป็นอะไรกับใครมากกว่าเพื่อนจนมาเจอมิล”

“ถามได้ป่ะ”

“เรื่องอะไร”

“ชอบกูตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ไม่รู้เหมือนกัน” เราต่างก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกเกินเพื่อนนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่

“แต่รู้ว่าชอบตอนที่กูกลับตรังแล้วติดต่อไม่ได้ใช่ป่ะ”

“จงใจเหรอ”

“ก็แค่อยากลองดู ไม่คิดว่าจะได้ผล”

“นึกว่าเป็นคนดีที่แท้ก็เป็นคนร้ายเหรอเราอะ”

“ร้ายนิดหน่อย” ผมยกมือขึ้นมาจิกเล็บนิ้วโป้งลงบนปลายนิ้วชี้แสดงสัญลักษณ์หากกลับถูกจับข้อมือไว้แล้วดึงเข้าไปหา พออยู่ใกล้กันสายตาของคนตรงหน้าผมก็เปลี่ยนไป ความใกล้ชิดทำให้ผมหายใจลำบาก ทำตัวไม่ถูก กระทั่งลมหายใจของเรารวมกันเป็นหนึ่งพร้อมๆ กับริมฝีปากที่แนบสนิทกัน

ผมเบิกตากว้าง ทำตัวไม่ถูก จูบครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนที่ไอ้หมาคิดว่าผมเมาแล้วเอาปากลงมาแตะปากผมเบาๆ และถึงแม้ไม่ลึกซึ้งแต่ก็แนบสนิทและบดเบียดเสียจนริมฝีปากแทบจะหลอมละลายรวมกันด้วยความร้อนที่เห่อไปทั้งหน้าของผม

หัวใจของผมเต้นแรงกว่าครั้งไหนๆ กระทั่งจูบครั้งนี้จบลงอย่างอ้อยอิ่งผมก็ยังคงเรียกสติกลับมาไม่ได้เลย

บรรยากาศหลังจูบมันก็จะเขินๆ หน่อย แม้แต่มหาสมุทรที่กลับไปอ่านหนังสือทำเหมือนไม่สนใจยังหูแดงอยู่อีกหลายชั่วโมง















เรานั่งกินข้าวเย็นด้วยกัน และผมคิดว่าพอจบมื้อค่ำแล้วคนเป็นแขกซึ่งพรุ่งนี้ต้องเลื่อนสถานะมาเป็นแฟนจะกลับห้องตัวเองแต่ไม่เลย ช่วยกันล้างจานเสร็จก็กลับมานั่งแหมะอ่านหนังสืออยู่ที่เดิม

และพอผมถามว่าไม่กลับเหรอ ก็ชักสีหน้าใส่กัน เล่นเอาสำนึกผิดเลยที่ไล่แขก

ถุย! ถ้าจะขนาดนี้ พรุ่งนี้ก็หอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่ด้วยกันให้มันจบๆ ไปเลยสิ















Rrrr

เสียงโทรศัพท์ทำให้คนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงยหน้าขึ้นมามองกัน จนผมที่เพิ่งเดินออกจากห้องน้ำต้องรีบวิ่งมาคว้าสิ่งที่กำลังกรีดร้องมากำเอาไว้แล้วผละออกมาเพราะกลัวจะรบกวนคนอ่านหนังสือ

เมื่อมองที่หน้าจอก็พบว่าเป็นสายจากไอ้แบร์ และทุกครั้งที่มันโทรมาตอนค่ำค่อนไปถึงดึกแบบนี้มักจะมีปัญหาทุกที

“ไงแบร์”

“พี่มิล” เสียงตื่นๆ ของน้องแบร์ดังท่ามกลางความวุ่นวายทำให้หัวใจของผมเริ่มว้าวุ่น

“มีอะไร ออกมาจากตรงนั้นแล้วค่อยเล่าได้มั้ย”

“พี่มิลแย่แล้ว พี่เฌอโดนรุมกระทืบ” เฌอเหรอ มันเรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย และเฌอถูกกระทืบทำไมต้องโทรหาผมล่ะ เพื่อนเขาล่ะ พี่รหัสก็มีไม่โทรหาเขาล่ะ

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ผมถามออกไปเสียงแผ่วเบากลัวคนที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือจะได้ยิน รายนั้นน่ะได้ยินชื่อเฌอไม่ได้เลย ไม่รู้เป็นอะไรของมัน

“หลังถ่ายแบบเสร็จพวกหนูก็มากินเลี้ยงกัน แล้วก็มีคนหาเรื่องหนู”

“แล้วพี่จะช่วยอะไรได้ แถวนั้นไม่มีตำรวจเหรอ”

“ต่อยกันเสร็จแล้วไงพี่ และหนูก็พาพี่เฌอมาหาหมอที่คลินิก แต่ไม่มีตังค์จ่าย” ไปกันตั้งเยอะแยะแต่ไม่มีเงินจ่ายค่าหมอเนี่ยนะ มีความเป็นไปได้กี่เปอร์เซ็น และถึงแม้จะไม่มีความเป็นไปได้เลยผมก็คงต้องช่วย เพราะอย่างไรแบร์ก็เป็นน้องผม

“อยู่คลินิกแล้วเสียงโวยวายเมื่อกี้คืออะไร”

“คู่กรณีก็มาหาหมอที่เดียวกัน เจอกันก็จะตีกันอีก เค้าจะเรียกตำรวจอยู่แล้ว ถ้าพี่มิลไม่รีบมาพวกเราโดนจับนอนคุกถึงวันจันทร์แน่” เข้าคุกวันเสาร์มันก็ต้องลากยาวถึงวันจันทร์เป็นเรื่องธรรมดาแหละ

“แล้วเฌอมันไม่มีตังค์หรือไง”

“ถ้าพวกเรามีตังค์ หนูไม่โทรหาพี่มิลหรอก พี่มิลมาช่วยน้องหน่อย หนูไม่อยากนอนคุก”

“คลีนิกอยู่ตรงไหน”

แบร์บอกว่าจะส่งโลเคชั่นมาให้ในไลน์ ผมเข้าแอพเพื่อระบุพิกัดและตั้งใจจะออกไปเดี๋ยวนี้ ทว่ากลับถูกคนที่เมื่อครู่ตั้งหน้าตั้งอ่านหนังสือเข้ากอดเอาไว้ซะก่อน

ตัวผมแข็งทื่อ มือที่กำลังบิดลูกบิดชะงักงัน เอี้ยวมองก็พบกับใบหน้าไม่สบอารมณ์ของมหาสมุทร

“จะไปไหน” และน้ำเสียงแข็งๆ

“ไอ้แบร์มีเรื่อง”

“เรื่องอะไร”

“น้องมันมีเรื่องที่ร้านเหล้าแล้วเฌอเข้ามาช่วย ก็เลยบาดเจ็บจนต้องหอบกันไปที่คลินิก แล้วมันไม่มีตังค์จ่าย”

“ไม่ให้ไปได้มั้ย” เป็นประโยคคำถามที่เหมือนประโยคคำสั่งที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา

“ไม่ได้ดิ ถ้าไม่จ่ายตังค์น้องมันก็ออกจากคลีนิกไม่ได้สิ”

“โอนเงินไป ไม่รู้แหละ ไม่ให้ไป” แขนที่โอบร่างของผมอยู่รัดแน่นขึ้นพร้อมคำสั่ง

“สมุทรอย่ามางี่เง่าตอนนี้ได้ปะวะ”

“กูงี่เง่าเฉพาะเรื่องมึงอะ มองลงมาจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าไอ้เฌอยังไม่ตัดใจ ยังไงก็ไม่ให้ไปและถ้ามึงดึงดันจะไป...” มหาสมุทรแทนคำพูดที่เหลือด้วยการกดจูบลงบนท้ายทอยของผมจนสะท้านไปทั้งร่าง แค่นี้ก็รู้เลยว่าถ้าผมดึงดันจะไปจะเกิดอะไรขึ้น

ลองดื้อดูซักครั้งดีมั้ยนะ

“เป็นแฟนเหรอมาหึง”

“แล้วหึงได้ป่ะล่ะ”

“ไม่ได้ดิ ยังไม่ได้เป็นแฟนกันซักหน่อย”

“อีกไม่กี่ชั่วโมงเอง” ร่างของผมถูกพลิกให้หันไปเผชิญหน้ากัน ทันใดนั้นริมฝีปากก็ถูกครอบครองอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย สำหรับเรามันอาจจะไม่ใช่จูบแรก แต่ว่ามันเป็นจูบครั้งแรกที่รุกเร้ารุนแรงเสียจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน

ผมถึงกับหอบเหนื่อย หากอีกคนกลับดูเหมือนสนุกที่ได้ขบเม้มริมฝีปากผม ดึงเล่นขนาดนี้ไม่เกรงใจกันบ้างเลยเหรอวะ

“พอแล้ว” ผมดันหน้าอกมหาสมุทรแรงๆ ด้วยแรงที่มีและเจ้าตัวก็คงจูบผมจนพอใจแล้วมั้งจึงยอมถอยห่างแต่ก็ยังไม่ปล่อยมือที่รวบเอวผมเอาไว้แสดงความเป็นเจ้าข้าวเข้าของ

“ยังจะไปอีกมั้ย”

“ไม่ไปแล้ว แต่ขอคุยกับน้องก่อน”

“ก็คุยสิ”

“จะฟังเหรอ”

“อือ” ท่าทางดื้อด้านเกินบรรยายของมหาสมุทรทำผมหลุดขำออกมาอย่างนึกหมั่นไส้ทั้งตลก นี่ขนาดยังไม่เลื่อนสถานะเป็นแฟนยังขี้หวงขนาดนี้ ไม่อยากคิดถึงอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเลย คงจะหวงผมเหมือนไข่ในหินเลยล่ะมั้ง

และพอผมโอนเงินให้ไอ้แบร์แล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยผมอยู่ดี คิดจะกอดกันอย่างนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ถึงมาอยู่กรุงเทพคนเดียวก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่นะเว้ย

“นี่ปล่อยได้ยัง”

“ไม่ปล่อยหรอก ไม่ปล่อยตลอดไปเลย”

“น้ำเน่าว่ะ แล้วนี่ไม่คิดจะกลับห้องตัวเองรึไง”

“ไม่กลับ คืนนี้จะนอนนี่แหละ” จะนอนนี่ถามเจ้าของห้องหรือยังอะ

“ใครอนุญาต”

“อนุญาตตัวเอง” หน้าด้านขนาดนี้เลย และตั้งใจจะมานอนก็ไม่บอกไม่กล่าวกันซักคำเนี่ยนะ โอ้ยคนเรา

“งั้นก็ปล่อยได้แล้ว จะได้ไปหาเสื้อผ้ากับผ้าขนหนูให้” พอผมว่าอย่างนั้นก็ยอมปล่อยพลางยิ้มกรุ้มกริ่มทำผมรู้สึกหวาดหวั่น ไม่ไว้ใจไอ้หมาเลยว่ะ ท่าทางมันดูเชี่ยวชาญเรื่องขอนอนห้องคนอื่นมากต่างกับคำที่เคยบอกกันว่าไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่เคยมีแฟน

เตรียมอุปกรณ์ยังชีพให้อีกฝ่ายเสร็จ ผมก็ล้มตัวลงบนเตียง อ่านการ์ตูนเล่นเกมส์ไปเรื่อยอย่างที่ทำเป็นประจำกระทั่งผล็อยหลับไปทั้งที่ห้องทั้งห้องยังเปิดไฟสว่างโร่

กลางดึกอยู่ๆ ก็รู้สึกถึงไออุ่นของใครบางคนที่ล้มตัวลงนอนข้างกัน วาดแขนมากอดแล้วดึงผมให้จมอยู่กับอกแกร่ง เส้นผมของผมถูกลูบแผ่วเบาก่อนมือข้างนั้นจะเลื่อนลงมาลูบไล้ที่ท้ายทอย

ถ้าถูกสัมผัสอย่างนั้นตอนตื่นมันก็คงช่วยให้หลับง่ายขึ้นอยู่หรอก แต่มากวนกันตอนหลับแล้วเนี่ยมันใช่เหรอ

ปรือตาขึ้นมองด้วยความหงุดหงิดก็สบเข้ากับดวงตาคมที่มองผมอยู่ก่อนแล้ว

ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ

มองนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งอยู่ข้างเตียงก็พบว่าเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่า

ตอนนี้สถานะของเราเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแฟนแล้วสินะ มิน่าล่ะถึงได้ทั้งกอดทั้งลูบแบบนี้

“อะไร จะนอน” ผมบอกด้วยน้ำเสียงงัวเงียพลางซุกหน้าลงกับหมอนไม่อยากมองดวงตาที่มองมาอย่างสื่อความหมาย

“เป็นแฟนกันแล้วนะ”

“อือ รู้แล้ว”

“งั้นคืนนี้ก็เป็นคืนแรกของเรานะ”

“อือ ฝันดี นอนเถอะครับ”

“ไม่มีจูบก่อนนอนเหรอ” เพราะง่วงมากผมจึงเลื่อนมือขึ้นไปกอดคออีกฝ่ายแล้วรั้งลงมาจนริมฝีปากเราสัมผัสกัน แค่เสี้ยววินาทีแล้วผละออก

ไม่รู้ว่ามหาสมุทรทำหน้ายังไงตอนนี้ เอาเป็นว่าผมทำตามคำขอแล้วก็ควรที่จะปล่อยให้ผมหลับซักที

“ฝันดีครับมิล” ปลายจมูกโด่งกดลงบนหน้าผากให้ผมยิ้มรับ ความง่วงงุนทำให้หลับไหลในทันที

ฝันดีนะและเมื่อตื่นมาเจอหน้ากันบนเตียงก็คงเป็นการเริ่มวันที่ดีมากๆ เลย มันต้องดียิ่งกว่าความฝัน ดียิ่งกว่าทุกจินตนาการตลอดช่วงเวลาที่แอบรัก มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ





[The end]



จบแล้วค่ะ
ขอบคุณนักอ่านทุกคนเลย ไม่ว่าคุณจะเข้ามาอ่านโดยตั้งใจหรือไม่ แต่เชื่อเถอะว่าคอมเมนต์ของคุณช่วยต่อลมหายใจให้เจ้ามิลกับมหาสมุทรได้จริงๆ
ขอบคุณคุณแม่น้องมิลที่ติดตามมาตั้งแต่ต้นและคอยกระตุ้นให้เราอัพนิยายอยู่เสมอ
ขอบคุณจริงๆ นะคะ แม้จะไม่ใช่นิยายที่ดีมาก คนอ่านก็ไม่ค่อยมี แต่ก็ขอบคุณจริงๆ ที่อยู่ด้วยกันมาจนจบ
ถ้าไม่เป็นการรบกวน แว้บไปอ่านตรัยคุณเป็นคนพิเศษได้นะคะ
จะอัพต่อจากเจ้ามิลนี่แหละ
อ่อ มีตอนพิเศษนะ ยังไม่จบง่ายๆ ร้อก 555





ออนไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 525
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 :กอด1:  :กอด1:
จบซะแล้วววววว
หมาสมุทรรุกหนักจริงๆ นี่ไม่เคยมีแฟนจริงๆ เหรอ 555

ขอบคุณสำหรับนิยายสนุกๆ นะคะ  :3123:

ออฟไลน์ แจซอล

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-0
ตอนพิเศษ

กอดในฐานะแฟน




พอเลื่อนสถานะมาเป็นแฟน มหาสมุทรสุดที่รักก็ทำตัวติดผมเป็นตังเมเลย

ทั้งที่วันจันทร์หน้ามีควิซ แต่คืนวันศุกร์ก็ยังตามมาเฝ้าผมที่ร้าน ถ้ามันมานั่งกินนั่งดื่มเหมือนคนอื่นๆ ก็คงไม่แปลกหรอกใช่มั้ยล่ะ แต่นี่เจ้าตัวเล่นหอบหิ้วหนังสือมาอ่านด้วยนี่สิ

ไหน ใครที่บอกว่าไม่อยากได้ทุนไปรัสเซีย ขยันขนาดนี้ไม่ขอทุนไปศึกษาดาวอังคารซะเลยล่ะ

“นี่ถ้าง่วงก็กลับห้องไป” ผมเล่นเป็นวงปิด กว่าจะได้ขึ้นเวทีก็น่าจะเที่ยงคืนโน่น และตั้งแต่มานั่งอยู่ในห้องรับรองด้วยกันก็เห็นพ่อคนขยันอ่านหนังสือพลางหาวพลางไปหลายรอบแล้ว

“ไหวน่า”

“ไม่ไหวอย่าฝืน”

“ห่วงเหรอ”

“ถ้าบอกว่าห่วงจะยอมกลับไปนอนมั้ย” มหาสมุทรส่ายหน้าแทนคำตอบว่าอย่างไรก็ไม่ยอมกลับหอ “งั้นไม่ห่วงหรอก”

“โธ่มิล” พอผมไม่ห่วงก็งอแงใส่กัน

“ก็ถ้าไม่มาดื่มก็ไม่รู้จะตามมาทำไม” ไม่ได้อายที่มีผู้ชายมาเฝ้าแต่ว่าเกรงใจพี่เจ้าของร้านและนักดนตรีคนอื่นๆ จะคุยกันเสียงดังอย่างปกติก็ไม่ได้เพราะเกรงใจคนอ่านหนังสือ

“กลัวมิลเมา” แล้วดูเหตุผล เมาน่ะเมาแน่ ก็มาทำงานร้านเหล้าก็ต้องมีดื่มกันบ้างใช่มั้ยล่ะ แต่ผมน่ะรู้ตัวดีว่าดื่มแค่ไหนร่างกายรับได้ ไม่เมาจนหัวราน้ำหรอก

“ก็บอกแล้วไงว่าจะไม่ดื่ม ไม่ๆ ดื่มนิดหน่อยแต่ไม่เมาแน่นอน”

“เชื่อไม่ได้” เอ้า! ผมดูเป็นคนกลับกลอกขนาดนั้นเลย นี่ก็กำลังพยายามไม่รับแก้วเหล้าที่ลูกค้าส่งมาให้อยู่นะ

“ไว้ใจกันบ้างเถอะ”

“เรื่องนี้ไว้ใจไม่ได้ เพราะถ้าพลาดขึ้นมามันไม่คุ้มเลยนะ มิลชอบเมาแล้วขับจะไม่ให้ห่วงได้ยังไง” ก็เข้าใจและซึ้งใจ มีความสุขมากที่ได้รับความห่วงใยแต่สิ่งที่สมุทรทำอยู่เขาเรียกว่าเยอะ แต่ผมก็ไม่อยากพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีจึงได้แต่พูดอะไรที่มันซอฟท์ๆ

“งั้นวันนี้สัญญาว่าจะไม่เมา”

“จะคอยดู” น้ำเสียงนั่นมันอะไร ไม่เชื่อกันชัดๆ

“ถ้าไม่เมาจะได้อะไร”

“อะไรก็ได้ ให้ได้หมดแหละ แต่ถ้ามิลเมาต้องถูกลงโทษนะ” ช่างต่อรองเสียใจ

“จูบน่ะเหรอ จูบตอนนี้ยังได้เลย” ผมใช้มือยันโต๊ะไว้แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้คนตรงข้ามอย่างท้าทาย เรื่องจูบน่ะชินจนไม่รู้จะชินยังไงแล้ว ก็คนเป็นแฟนเล่นจูบผมเช้าเย็นจนปากเยินแล้วเนี่ย

“อือ จูบ”

“มุกเก่าชะมัด” ปกติถ้าถูกปรามาสคนอย่างมหาสมุทรไม่มีทางยอมแพ้หรอก แต่คราวนี้มาแปลกเพราะเจ้าตัวไม่โต้เถียงซักคำ

“วันนี้จะเล่นเพลงอะไร” ทั้งยังเปลี่ยนเรื่องซะอีก

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“พูดถึง...ไม่เคยเห็นมิลซ้อมเลย แล้วจะเล่นกับวงได้ยังไง”

“เก่งไง แล้วเคยเห็นกูเล่นพลาดมั้ย”

“อาจจะเล่นพลาดตอนที่ไม่ได้มาดูก็ได้” โคตรดูถูกกัน กีตาร์น่ะเป็นความมั่นใจอันสูงสุดของผมเลยนะ

“ถึงเรื่องอื่นจะกากแต่เรื่องเล่นกีตาร์ไม่เคยพลาดนะครับ”

“งั้นมิลก็คงมีพรสวรรค์เรื่องนี้ใช่มั้ย” บางทีผมอาจจะยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้แฟนตัวเองฟังล่ะมั้ง ถ้างั้นก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะไม่เชื่อมือเพราะที่ผ่านมาผมแม่งกากหลายเรื่องเลย เก่งแต่เรื่องใช้เงิน

“งั้นมั้ง พูดแล้วจะหาว่าโม้ เนี่ย แค่ฟังเพลงครั้งเดียวแกะคอร์ดกีตาร์ได้เลยนะ เก่งป่ะ”

“เนี่ยเค้าเรียกว่าโม้”

“ไม่เชื่อแฟนเหรอ”

“ถ้าทำได้จริงแล้วทำไมไม่ไปเรียนอะไรที่เกี่ยวกับดนตรี”

“ไม่ชอบเรียน และคิดว่าถ้าเรียนกีตาร์ ซักวันนึงต้องเกลียดมันแน่ๆ และถ้าเกลียดสิ่งเดียวที่ตัวเองชอบ กูจะมีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขได้ยังไง” กีตาร์เป็นงานอดิเรกเดียวของผม เป็นความภาคภูมิใจเดียวของผม

“เข้าใจแหละ ยังไม่เคยบอกใช่มั้ยว่าเวลามิลเล่นกีตาร์มิลดูความสุขมาก และก็เท่ห์มากเลยนะ”

“ใครๆ ก็ชมกูอย่างนี้”

“แต่นี่แฟนชมไง”

“ขอบคุณครับ” ผมบอกขอบคุณคนตรงหน้าพร้อมกับยิ้มกว้าง ไม่กี่ครั้งหรอกที่มหาสมุทรจะเอ่ยชมผม และคำชมของเขาก็ทำให้ผมมีความสุขมากจริงๆ อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมรู้สึกคู่ควร

นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยไม่นานผมก็ต้องขึ้นเวที ผมชวนอีกคนออกมานั่งดูผมเล่นดนตรีที่ข้างเวทีแต่ก็ถูกปฏิเสธ ผมก็ไม่ใช่คนช่างตื้อ อย่างน้อยก็ตื๊อน้อยลงกว่าเมื่อก่อนแล้ว พออีกคนไม่เอาด้วยก็เลิกเซ้าซี้

เพราะเป็นเวลาดึกแล้ว แขกในร้านส่วนมากก็กรึ่มๆ กัน แน่นอนว่าแก้วเหล้าถูกส่งมาเป็นระยะ ปฏิเสธได้บ้างไม่ได้บ้าง กว่าเพลงสุดท้ายจะจบลงผมก็มึนแล้ว

ตายแน่ไอ้มหาเศรษฐี คืนนี้ถูกแฟนจูบจนปากเยินแน่















“ไหนบอกจะไม่เมา” มหาสมุทรไม่ได้พาผมกลับห้องตัวเอง แต่มันเลือกพาผมกลับมานอนห้องมัน และหลังจากโยนผมลงบนเตียงแล้วเจ้าตัวก็ทิ้งตัวลงมานอนข้างๆ แล้วใช้นิ้วเกลี่ยแก้มผมเล่น

“ก็ลูกค้าส่งมา” ถ้ามันออกมาดูผมซักนิดจะรู้เลยว่าผมพยายามปฏิเสธแล้วแต่ไม่สำเร็จ

“จำได้มั้ยว่าตกลงอะไรกันไว้”

“จูบไง รู้น่า แต่ขอนอนก่อนได้มั้ย ดึกแล้ว เมาด้วย” ผมบอกเสียงอ้อเอียงพลางปิดตาลงเพราะอาการมึนเมา

“ยอมรับว่าเมา”

“อือ ก็ดื่มไปเยอะขนาดนั้น เดินเองก็ไม่ไหว แบบนี้ไม่เรียกเมาเหรอ”

“มิล” เสียงนั้นดังข้างๆ หูพร้อมกับลมอุ่นๆ ที่เหมือนว่าตั้งใจเป่าเข้ามาในหูให้ขนลูกซู่

“หือ”

“กอดได้มั้ย”

“ได้ดิ” เป็นผมเองด้วยซ้ำที่พลิกตัวเข้าไปกอดร่างมหาสมุทรเอาไว้พลางซุกหน้าลงบนอกแกร่ง

“ไม่ใช่กอดแบบนี้”

“แล้วกอดแบบไหน”  ผมช้อนตาขึ้นมองทั้งที่ยังไม่คลายอ้อมกอด ที่จริงแล้วผมรู้สึกดีมากเลยที่ได้กอดมหาสมุทรไว้แบบนี้

“กอดแบบแฟน” ได้ยินอย่างนั้นแล้วเหมือนตัวเองสร่างเมาขึ้นมาอย่างกับมีปาฏิหาริย์ อ้อมกอดของผมคลายออกหากร่างกายของเราก็ยังเบียดชิด ผมใช้เวลาชั่งใจอยู่นาน มหาสมุทรเองก็มองมาอย่างมีความหวังเช่นกัน

บางทีนี่อาจจะถึงเวลาที่เราจะใกล้ชิดกันมากกว่าที่เป็นอยู่แล้วก็ได้

“ก็ลองดู”

“นี่ก็นิ้ว” แทนที่จะเริ่มแต่มหาสมุทรกับชูนิ้วแล้วถาม

“มีสติน่า สองนิ้ว พอใจยัง จะทำก็รีบทำ เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจซะหรอก” สายตาอ่อนโยนเปลี่ยนไปแทบจะทันทีเมื่อผมปัดมือข้างนั้นทิ้ง

ริมฝีปากของเราสัมผัสกัน เริ่มต้นด้วยความร้อนแรงจนผมหายใจไม่ทัน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่คิดจะยอมแพ้หรอกนะ จูบมาจูบตอบไม่คิดจะโกงแน่นอน

เสื้อผ้าของผมถูกถอดทิ้งด้วยมือของตัวเองและความช่วยเหลือของคนที่กำลังชิมร่างกายของผมด้วยปากและมือ ให้ตายเถอะ ไอ้หมามันอดอยากมาจากไหน รุนแรงจนผมช้ำไปทั้งตัวแล้ว

“ซีเบาๆ หน่อย เจ็บ” ถ้ามันบีบหน้าอกผมแรงกว่านี้ มีหวังพรุ่งนี้นมผมคงบวมเป็นสาวคัพเอแน่ และพอถูกดุแทนที่จะสำนึกผิดกลับจูบลงบนยอดอกผมแล้วใช้ลิ้นคลอเคลีย ถามว่าเสียวมั้ย ไม่เสียวก็เหี้ยละ

“ขอโทษ ก็มิลโคตรน่าฟัดเลย” ก็เลยฟัดกูจนแทบจะหายใจหายคอไม่ทันงั้นสิ

เชื่อเถอะว่าเวลาไม่กี่นาทีที่เราฟัดกันอยู่บนเตียง ไอ้หมาได้ฝากร่องรอยไว้ทั่วทั้งร่างกายท่อนบนของผมแล้ว ทั้งรอยจูบ รอยเขี้ยว รอยมือ สภาพเหมือนถูกโดนปล้ำมาก็ไม่ปาน

ปล้ำท่อนบนของผมจนพอใจแล้ว ไอ้คนตายอดตายอยากก็เลื่อนริมฝีปากผ่านหน้าท้องของผมลงไปข้างล่างที่ตื่นเต็มตาเพราะถูกเล้าโลม มาถึงขนาดนี้แล้วถ้าบอกว่าไม่อายก็โกหก แต่อายไปก็เท่านั้น ปล่อยแม่ง เพราะยังไงคืนนี้เราก็ได้กันแน่ๆ

ผมกัดปากแน่นในยามที่ลูกชายของผมถูกชักนำด้วยมือแกร่ง ยอมรับว่าโคตรรู้สึกดี มันดีกว่าใช้มือตัวเองมากอย่างยากจะบรรยาย และยิ่งในยามที่ถูกปรนเปรอด้วยปากและลิ้น แม่งเอ้ย ผมไม่สามารถสะกดกลั้นเสียงครางได้อีกต่อไป

ช่างแม่งละ กลั้นเสียงไปก็ไม่ช่วยอะไร ซ้ำยังทรมานอีกต่างหาก และเมื่อได้ยินเสียงของผม คนที่กำลังปรนเปรอและกลืนกินของๆ ผมก็เงยหน้าขึ้นมามอง

แม่ง ตอนที่ไอ้หมาปรนเปรอผมพร้อมๆ  กับสบตากัน ช่วงเวลานั้นผมแทบจะปริแตกออกมา และก่อนที่จะเป็นอย่างนั้น คนเป็นแฟนผมก็ถอนริมฝีปากออกก่อนจะเปลี่ยนมาจูบที่ปาก รสจูบครั้งนี้แปลกไปนิดหน่อยแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้สนใจมันนัก เราแลกลิ้นกันทั้งภายในและนอกโพรงปาก

เพราะเป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้อ้อนใครซักคนบนเตียง ความปรารถนาที่เก็บเอาไว้จึงถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่สามารถห้ามได้เลยซักนิด

และตอนนี้เองที่ผมได้รู้ถึงความร้ายกาจของแฟนตัวเอง

มหาสมุทรหลอกล่อผมด้วยจูบวาบหวาม ขณะที่ผมกำลังเคลิบเคลิ้ม ท่อนขาก็ถูกแยกออกในท่วงท่าที่น่าอาย นิ้วเรียวสัมผัสที่ช่องทางด้านหลังก่อนจะค่อยๆ สอดเข้าไป นิ้วเดียวยังพอไหว แต่นิ้วที่สองผมก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แถมยังกัดลิ้นชื้นที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ในปากของผมจนเจ้าของต้องถอนจูบออกไป

“เจ็บนะมิล”

“กูเจ็บกว่า” ผมงอแงและตั้งท่าจะร้องไห้ แต่ก็ถูกปลอบด้วยจูบที่ประทับลงบนหน้าผาก

“โอเค ซีอาจจะใจร้อนไปหน่อย แต่มิลช่วยอดทนนิดนึงนะ”

“ให้กูทำมึงมั้ยล่ะ” ถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าทำไมผมถึงต้องมารับ เพราะว่าตัวเล็กกว่างี้เหรอ ไม่ใช่มั้ง ต้องไม่ใช่เพราะขนาดตัวแน่นอน “เบามือหน่อยละกัน เข้าใจมั้ย”

มหาสมุทรพยักหน้ารับก่อนจะค่อยๆ ปลอบโยนผมด้วยริมฝีปากที่ประทับจูบทั้งตัว ยอมรับว่าการกระทำนั้นทำให้ผมเคลิบเคลิ้มและโอนอ่อนผ่อนตามได้โดยง่าย

ท่อนขาของผมถูกแยกออกอีกครั้ง

ในความวาบหวามผมเห็นมหาสมุทรจูบท่อนขาอย่างทนุถนอม ช่องทางด้านหลังถูกสัมผัสด้วยอะไรบางอย่างที่นุ่มและชื้นกว่านิ้วมาก พอพยุงตัวขึ้นมองก็พบว่าสิ่งที่ว่าสิ่งนั้นคือลิ้น ผมช็อคไปเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกความเสียวซ่านเล่นงาน

กลางกายที่หลับไปแล้วถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง

ระหว่างเราถูกชักนำด้วยห้วงอารมณ์ ผมไม่รู้ว่าร่างกายถูกเติมเต็มตั้งแต่เมื่อไหร่ คราแรกก็เจ็บแต่สักพักพอทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ความเจ็บปวดนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มและเสียวซ่านแทบขาดใจ

ผมกอดแผ่นหลังเปลือยของมหาสมุทรเอาไว้ในยามที่มันกำลังตอกย้ำตัวตนเข้ามาในร่างกายของผม เพียงสบกับดวงตาที่ร้อนรุ่มดั่งไฟของคนบนร่างผมก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น สิ่งเดียวที่รับรู้คือเรา



โชคดีมากที่ครั้งแรกของผม ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าครั้งแรกของเราเกิดขึ้นในคืนวันศุกร์ ช่วงวันหยุดผมจึงได้พักเต็มที่ ให้ตายเถอะ ตั้งแต่เกิดเป็นคนมาผมไม่เคยนอนซมขนาดนี้มาก่อน

ไม่แน่ใจว่านี่คือการร่วมรักหรือการสู้รบกันแน่ แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยตอนทำก็รู้สึกดี

“ลุกได้แล้วเหรอ” พอผมลุกจากเตียงอย่างยากลำบากแต่ก็คล่องแคล่วกว่าเช้าวันเสาร์มาก คนที่เพิ่งกลับเข้ามาในห้องพร้อมมื้อเที่ยงก็เอ่ยถามให้ตวัดสายตาด่ามัน

เจ็บสะโพกนะไม่ได้เป็นง่อย ไอ้ง่าว

มหาสมุทรน่ะ ถึงแม้บนเตียงมันจะไม่ถนอมผมเลย แต่พอตื่นเช้าแฟนผมก็ดูแลประคบประหงมผมเป็นอย่างดี ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัว พยุงไปห้องน้ำ ถามว่าซาบซึ้งมั้ย ผมต้องรู้สึกอย่างนั้นเหรอ มันเป็นเรื่องที่มหาสมุทรต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะมันเป็นคนทำให้ผมเป็นอย่างนี้

“กินข้าวเถอะจะได้กินยา”

หลังจากแกะข้าวกล่องใส่จานเรียบร้อยแล้วก็เข้ามาช่วยพยุงผมไปนั่งบนโซฟาอย่างระมัดระวัง

“ยังเจ็บอยู่มั้ย” และถามตอนที่เจ้าตัวนั่งลงข้างๆ กัน

“เจ็บดิ มึงลองโดนกูเสียบบ้างมั้ยล่ะ”

“ทำเป็นเหรอ”

“ทำไมจะทำไม่เป็น กูก็ผู้ชายคนนึงเหมือนกันป่ะ”

“เอาไว้คราวหน้าละกัน” อมยิ้มแบบนี้หมายความว่าไง เอาจริง ผมไม่เชื่อมันหรอก คนที่มีลักษณะของผู้นำฉายออกมาชัดเจนอย่างมันไม่มีทางให้ผมนำทางบนเตียงแน่

“คราวหน้าห้ามทำรอยที่คอเลยนะ” ที่คอว่าหนักแล้ว แผ่นอกหนักกว่าอีก พรุ่งนี้ไปเรียนคงต้องติดกระดุมครบทุกเม็ด แน่นอนว่าไอ้พวกขี้เสือกต้องผิดสังเกตแน่

ก็ไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบาย จะให้บอกว่าขบผิวกันเล่นงี้เหรอ มุกแบบนั้นเอาไปหลอกเด็กอนุบาลเด็กมันยังไม่เชื่อเลยมั้ง

“ตอนทำมันไม่สติหรอก”

“เชื่อมึงเลย ถนอมกันซักหน่อยก็ไม่เลยนะ” พอเสร็จครั้งนึงแล้วก็ต่อเลย ไม่ถามสุขภาพกันซักคำ

ถูกผมดุแล้วแทนที่จะสลดทว่าไอ้หมากลับยิ้มขำ ผมตักข้าวเข้าปากก่อนคำนึงแล้วค่อยหันไปดุมันต่อ

“และเนี่ยทำรอยไม่เกรงใจกูเลย ไม่คิดว่าจะออกไปเจอผู้คนบ้างเหรอ” หลักฐานเต็มคอขนาดนี้กล้าเถียงก็หน้าด้านเกินไปแล้ว

“ก็มิลตอนอยู่บนเตียงโคตรน่ารัก”

“หักห้ามใจบ้างนะมึงไอ้คนหลงเมีย หรือจะหลงผัว”

“หลงเมียดิ” คนที่เรียกผมว่าเมียเต็มปากขยับเข้ามาโอบไหล่แล้วหอมแก้มดังฟอด

“ได้แล้วอย่าทิ้งนะเว้ย เข้าใจป่าว”

“มิลแหละ อย่าทิ้งซีนะ” มองผมด้วยดวงตาเชื่อมปรอยแล้วค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้ามาหา อะไร นี่คิดหื่นอีกแล้วเหรอ บอกตรงๆ นะ ยังไม่พร้อมจะให้ซ้ำรอยเดิมหรอก ดังนั้นผมจึงหาทางออกด้วยการตักข้าวยัดปากคนข้างกายไปเต็มคำอย่างที่เจ้าตัวไม่มีทางปฏิเสธเลย

“อร่อยมั้ย”

“ขี้แกล้งว่ะ หายดีแล้วสิ”

“เจ็บสะโพกฉิบหาย เจ็บกว่าตอนตกบันไดที่บ้านตอนมอต้นอีก”

“ขอโทษ สัญญาว่าคราวหน้าจะอ่อนโยนกว่านี้”

“อ่อนโยนอะไร คราวหน้าอะไร ใครจะให้ทำ”

“มิลไง ชอบไม่ใช่เหรอ”

“ใครชอบ เคยบอกว่าชอบรึไง”

“ก็ไม่ได้บอกว่าชอบ แต่เสียงมิลมันบอกชัดว่ารู้สึกดี หรือต้องพิสูจน์”

“ไม่ต้องเลย สภาพกูตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะไปเรียนได้มั้ย มึงแม่ง ทำกูเสียการเรียนว่ะ”

“ไม่ใช้แล้วมั้ง ปกติก็ไม่เห็นจะขยัน เข้าเรียนสายตลอดไม่ใช่เหรอ”

“รู้ทัน”

“นี่แฟนไง ก็ต้องรู้ทันแฟนตัวเองเป็นเรื่องธรรมดารึเปล่า ซีใส่ใจมิลนะ ไม่เคยใส่ใจใครเท่านี้มาก่อนเลย” พอได้กันแล้วจะหวานใส่กันแค่ไหนก็ได้งั้นเหรอ

ระเบิดตัวเองตายไปเถอะหัวใจไอ้มิล



[-FIN-]

 :bye2:



ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +117/-0

ออนไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 525
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
555555555555
โอ้ยน่ารักมากๆ เลย
พอได้กันแล้วโคตรของโคตรจะหวานเลย
หมั่นไส้  :jul1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด