ราคาฝัน #ตอนที่ 38 และ บทส่งท้าย หน้า 85 [22.12.2016/19:54:59]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ราคาฝัน #ตอนที่ 38 และ บทส่งท้าย หน้า 85 [22.12.2016/19:54:59]  (อ่าน 667675 ครั้ง)

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1158
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 4 [09.09.2016/18:59:00]
«ตอบ #30 เมื่อ10-09-2016 06:53:16 »

ชอบมากค่ะ

ออฟไลน์ B.L.Sniper

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +165/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 4 [09.09.2016/18:59:00]
«ตอบ #31 เมื่อ10-09-2016 21:51:22 »

ราคาฝัน # 05



...เสียดาย...


นี่คือความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นในใจของธีรชาติหลังจากเขาได้พิจารณาแนวความคิดที่จินดาพัฒนาขึ้นมาจนครบถ้วนกระบวนความแล้ว


เมื่อคืนชายหนุ่มใช้เวลากับการทำความเข้าใจเนื้อหาในกระดาษร่างบนผนังห้องเก่าโทรมนั่นอยู่ร่วมสองชั่วโมงโดยที่มีเสียงครางงึมงัมไม่ได้ศัพท์ของคนเมาดังต่างดนตรีแบ็คกราวน์อยู่เป็นระยะ เพิ่งได้ค้นพบก็ตอนนั้นเองว่าแท้จริงแล้วคอนเซ็ปต์ของนายจินดามีประเด็นน่าสนใจที่ยังไม่ถูกนำเสนอแอบซ่อนอยู่อีกหลายต่อหลายประการ


...งานชิ้นนี้มีกลิ่นอายคล้ายกับอาคารเรียนบนดอยหลังที่เขาชอบนักชอบหนา ทั้งที่ลักษณะโปรเจ็คต์ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง...


...แบบนี้จะเรียกว่าเป็นลายเซ็นบนผลงานได้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ...


...แต่จะมารู้สึกเสียดายที่ไม่ยอมให้โอกาสจินดาได้พรีเซ็นต์ไอเดียจนจบเอาตอนนี้ก็คงสายไปสักหน่อย...


นักธุรกิจคนดังละสายตาออกจากภาพถ่ายในจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าก่อนจะยกมือขึ้นบีบนวดลงไปที่บ่าหนาใหญ่ของตนเองเบาๆ
ขณะนี้เป็นเวลาเกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว แต่เขากลับยังนั่งอยู่ในห้องทำงานราวกับว่าที่นี่คือบ้านของตัวเอง เดาได้เลยว่าหากเปิดประตูออกไปก็คงได้พบกับออฟฟิศที่ว่างเปล่าและมืดมิด


นอกจากที่เมื่อคืนธีรชาติจะปักหลักทำความเข้าใจกับดีไซน์ของจินดาอยู่ในห้องของเจ้าตัวจนหนำใจแล้ว เขาก็ยังใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพสเก็ทช์เหล่านั้นกลับมานั่งดูต่อในยามว่างอีกด้วย ซึ่งก็เป็นเพราะรูปภาพพวกนี้เองที่ดึงให้เขายังอยู่ที่นี่ในเวลาแบบนี้


ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกจนสุดปอดก่อนจะลุกขึ้นเก็บข้าวของด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน สองขายาวๆก้าวไปยังประตูห้องอย่างไม่เร่งรีบนัก


“อ้าวบัว..” เขาเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อเปิดประตูออกมาพบกับเลขาฯสาวสวยที่ยังคงก้มๆเงยๆอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเธอเอง “ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก? ดึกแล้วนะครับ”


หญิงสาวหันมาฉีกยิ้มเจื่อนให้ผู้เป็นนาย “จริงๆบัวออกไปแล้ว แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเปิดถุงขนมตาลไว้บนโต๊ะน่ะสิคะ ยังดีที่นัดเพื่อนๆทานข้าวหลังเลิกงานแถวนี้ พอทานเสร็จเลยต้องรีบวกกลับมาเก็บ กลัวว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้โต๊ะบัวจะโดนมดหามไปซะก่อน”


“อ้อเหรอ...งั้นผมรอ เราจะได้ลงไปด้วยกัน”


“อุ้ยไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณชาติลงไปก่อนเลยก็ได้”


“เอาน่า มืดแล้ว ในตึกมันเปลี่ยว ลงไปด้วยกันปลอดภัยกว่านะ”


ได้ยินดังนั้นหญิงสาวจึงต้องเร่งมือเก็บกวาดเศษซากขนมที่เธอกินเหลือไว้เมื่อช่วงเย็นด้วยความเกรงอกเกรงใจ เจ้านายของเธอเป็นห่วงเป็นใยคนรอบข้างอยู่เสมอ นี่คือข้อดีที่ใครๆในบริษัทต่างก็สัมผัสได้จากเขา


เพียงไม่นานคนทั้งสองก็เดินตามกันไปจนถึงโถงลิฟท์


“คุณชาติคะ วันนี้เมื่อช่วงบ่ายทางผู้จัดงานส่งบัตรเร็ม คูลฮาสมาให้เราสิบใบ บัวเห็นว่าคุณชาติประชุมอยู่ก็เลยกันไว้ให้คุณชาติสองใบค่ะ กลัวว่าเดี๋ยวผู้บริหารท่านอื่นๆจะเอาไปกันหมด คุณชาติสนใจไปฟังไหมคะ?”


“อ๋อ...งานที่เขามาขอสปอนเซอร์จากเราน่ะเหรอ? จัดวันไหนล่ะ?”


“วันเสาร์ที่จะถึงนี้ค่ะ ตามตาราง คุณชาติไม่ได้มีนัดที่ไหน”


“อืม...” ผู้บริหารหนุ่มแสดงอาการลังเลอยู่ครู่ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีเขาก็ตัดสินใจได้อย่างไม่ยากเย็นนัก “ผมว่าผมไม่ไปดีกว่า ไม่ค่อยอินกับอะไรแบบนี้เท่าไหร่ บัวยกคนอื่นไปเถอะ”


หญิงสาวพยักหน้าเมื่อได้รับคำตอบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยไปในจังหวะที่ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี คนทั้งสองก้าวเข้าไปยืนอยู่ในกล่องโดยสารสี่เหลี่ยมเล็กๆนั่นโดยที่บทสนทนาไม่ได้สะดุดลงแต่อย่างใด


“เมื่อวานที่คุณชาติออกไปทานข้าวกับสถาปนิกจากทอมทอมสตูดิโอมาเป็นยังไงบ้างคะ...พวกเขาโอเคกันหรือเปล่า?”


เมื่อได้รับคำถามมาเช่นนั้นธีรชาติก็อดห่อปากเข้าหากันน้อยๆไม่ได้ เขานิ่งคิดไปชั่วขณะแล้วจึงตอบออกมาพร้อมรอยยิ้มแห้งผาก “พวกเขาก็ดูผิดหวังนะ โดยเฉพาะคนที่เป็นลูกน้องน่ะ”


เลขาฯคนสวยนิ่วหน้าเล็กน้อยหลังจากได้ฟังคำตอบ “ท่าทางคุณจินดาเขาคงเฮิร์ทน่าดูนะคะ บัวเห็นเขาดูซึมเชียวตอนที่เดินออกจากห้องประชุมมา”


“ก็คงจะเฮิร์ทอย่างที่บัวว่านั่นล่ะ เมื่อคืนเขาดื่มไปเป็นขวดๆเลย”


“โธ่...แล้วเมามากหรือเปล่าคะ?”


“เมาแอ๋เลยล่ะ ดูจากสภาพแล้วผมเดาว่าวันนี้เขาต้องลางานเพราะตื่นไม่ไหวแน่ๆ”


“แบบนี้สงสัยโดนเจ้านายดุเอาชัวร์เลย...น่าสงสาร...”


“พี่ต้อมเขาใจดี คงไม่ดุหรอกมั้ง...ว่าแต่ บัวดูจะสนใจคุณจินดาจังนะ” ประโยคท้ายถูกชายหนุ่มส่งมาพร้อมกับสีหน้ากรุ้มกริ่มอย่างจงใจหยอกเย้า ซึ่งเมื่อคนเป็นลูกน้องได้ยินดังนั้นก็ต้องคลี่ยิ้มออกมาเสียกว้าง และแทนที่จะปัดป้องเป็นพัลวันอย่างที่ธีรชาติคาดการณ์ไว้ เธอกลับยอมรับง่ายๆโดยปราศจากท่าทีเหนียมอาย


“แหมคุณชาติ...บัวแอบกรี๊ดหนุ่มๆคณะสถาปัตย์มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วค่ะ เท่ๆเซอร์ๆทั้งนั้น อีกอย่างคุณจินแกก็ดูหล่อออกจะตาย”


คนฟังเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ


...’หล่อ’ น่ะใช่ ‘เท่’ ก็คงใช่...


...แต่อย่างจินดาน่ะคงเลยคำว่า ‘เซอร์’ มาแล้วมั้ง...


...สภาพห้องรกรุงรังแบบนั้น ใช้คำว่า ‘สกปรก’ ดูจะเหมาะกว่า...


เลขาฯสาวยังคงกล่าวต่อเมื่อเห็นว่าคนเป็นหัวหน้ายังไม่ได้ตอบอะไรเธอกลับมา “น่าเสียดายนะคะที่หลังจากนี้จะไม่ได้เจอเขาอีก รู้อย่างนี้บัวขอไลน์เขาไว้ก็ดีหรอก”


มาถึงตรงนี้ธีรชาติก็เม้มริมฝีปากเข้าหากันพลางผงกหัวขึ้นลงเบาๆ


...หลังจากนี้เขาเองก็คงไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอสถาปนิกไฟแรงคนนั้นเช่นกัน...


ลิฟต์โดยสารพาหนุ่มสาวทั้งสองเคลื่อนลงมาจนถึงชั้นล็อบบี้ บัวเดินนำออกไปตามด้วยธีรชาติ


ในจังหวะที่เลขาฯคนงามกำลังจะเอ่ยคำร่ำลา นายของเธอก็กล่าวบางสิ่งตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน


“บัว...ผมเปลี่ยนใจแล้ว เดี๋ยวบัวช่วยเก็บบัตรเร็ม คูลฮาสสองใบนั้นไว้ให้ผมด้วยนะ...ผมจะไป...”



๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐



“ขอโทษครับป๋าที่เมื่อวานผมลางาน ปวดหัวลุกไม่ขึ้นจริงๆ” จินดากล่าวเสียงเจื่อนพลางยกสองมือขึ้นประกบเข้าหากันตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิด


เมื่อวานเขาแฮงค์หนัก ตื่นมาปุ๊บ หัวก็ทำท่าจะระเบิดปั๊บ
   

“เออๆ ทีหน้าทีหลังก็อย่าเสือกปล่อยให้ตัวเองเมาพับไปแบบนั้นอีกแล้วกัน” สถาปนิกรุ่นใหญ่กล่าวตักเตือนเจ้าลูกน้องตัวดี “ไปๆ ไปทำงานเถอะ กูขี้เกียจด่า”
   

ได้ยินดังนั้นจินดาก็ขยับเข้าไปโน้มตัวลงกราบแทบบ่าอวบอูมของคนเป็นหัวหน้าด้วยท่าทางประหนึ่งลูกหมาอ้อนนายทั้งที่กระป๋งกระเป๋าก็ยังไม่ได้เอาไปวางที่โต๊ะตัวเอง
   

...เข้าบริษัทมาก็ตรงมาหาป๋าเป็นด่านแรกนี่แหละ...

   

ฝ่ามืออุ่นหนาวางแหมะลงบนกลุ่มผมนุ่มของคนเป็นรุ่นน้องแล้วจึงออกแรงขยี้ไปมาเบาๆ แก้วกาแฟหอมกรุ่นที่อยู่ในมืออีกข้างถูกส่งให้อีกฝ่ายตามความเคยชิน
   

“โอเคแล้วใช่ไหมมึง?” โกวิทเอ่ยถามจินดาที่เพิ่งจะเดินมาหย่อนกายลงนั่งที่เก้าอี้ประจำตัว รอยยิ้มปลอบประโลมถูกส่งออกไปแม้ว่าใบหน้าไร้สิวไร้ฝ้าที่มองเห็นอยู่ในตอนนี้จะไม่ได้เจือแววผิดหวังมากมายเหมือนเมื่อวานซืนอีกแล้วก็ตาม
   

“สบายพี่” จินดาตอบออกไปเช่นนั้น
   

...แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นจริงอย่างที่พูดร้อยเปอร์เซ็นต์...
   

...ลึกๆแล้วเขายังคงไม่สามารถสั่งให้ตัวเองหยุดจินตนาการถึงวันที่ดีไซน์ลูกรักจะถูกสร้างขึ้นมาให้ใช้งานจริงได้เสียที...
   

...แต่ก็นะ สถาปนิกตัวเล็กๆที่ถูกนายทุนปฏิเสธไปแล้วจะมีปัญญาไปทำอะไรได้มากไปกว่าการวาดฝัน...
   

“เออใช่ ตกลงเสาร์นี้มึงไปงานเร็มหรือเปล่า?” โกวิทเอ่ยถามขึ้นมาทั้งที่มือก็ยังคงวางอยู่บนศีรษะทุยมนเช่นเดิม
   

จินดาส่ายหน้าน้อยๆ “จองบัตรไม่ทันว่ะพี่ เต็มเร็วมากเลย”
   

“โห่ น่าเสียดาย มึงนับถือเขาเป็นพระบิดาเลยไม่ใช่เรอะ?”
   

“ก็ใช่น่ะสิ สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมัวแต่ง่วนอยู่กับงานลิงเกอร์เนี่ยแหละ กว่าจะนึกได้ว่ายังไม่ได้จอง บัตรแม่งก็เต็มไปหมดละ” จูเนียร์อาร์คิเตคต์ประจำบริษัทกล่าวเสียงแห้ง “แต่ก็ช่างมันเถอะ ได้ข่าวว่าพี่แม็คแกจะไปฟัง ไว้เดี๋ยวผมค่อยรอให้แกกลับมาเล่าต่อก็ได้”
   

เร็ม คูลฮาสนับเป็นสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคที่จินดาบูชาดุจพระเจ้า รางวัลพริตซ์เกอร์ที่เร็มได้ครอบครองไปเมื่อตอนปีสองพันเป็นตัวการันตีที่ดีเยี่ยมว่าผลงานแต่ละชิ้นของเขานั้นมีคุณค่ามากเพียงใด


เกรตเต็กชาวดัตช์รายนี้กำลังจะเข้ามาให้เลคเชอร์ในกรุงเทพฯ และจินดาก็ตั้งหน้าตั้งตารอมาตั้งแต่ตอนข่าวออก แต่สมองเจ้ากรรมดันทรยศให้ลืมจองบัตรไปเสียได้


...มันน่าหงุดหงิดจริงเชียว...


ในขณะที่สถาปนิกหนุ่มกำลังนึกติเตียนก้อนเนื้อใต้กะโหลกของตนอยู่นั้นเอง สมาร์ทโฟนเครื่องบางที่เขาวางไว้บนโต๊ะก็ออกอาการสั่นครืดๆขึ้นมา


ฝ่ามือเรียวสวยยื่นออกไปหยิบมันขึ้นมากดรับสายแม้ว่าเบอร์ที่โชว์จะดูไม่คุ้นตานักก็ตาม


“สวัสดีครับ”


“สวัสดีครับ นั่นคุณจินดาใช่ไหม?” ทางปลายสายถามมาเช่นนั้น


“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าจากไหนฮะ?”


“ผมธีรชาติ จากลิงเกอร์คอร์ปฯ ยังจำกันได้นะ?”


“คุณชาติ?...เอ่อ..ก็ต้องจำได้สิครับ เพิ่งเจอกันอยู่วันก่อน”


...ถามอย่างกับกูเป็นอัลไซเมอร์...


...โดนรีเจ็คงานมาก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเสียสติจนความจำเสื่อมนะโว๊ย...


“ดีครับ ผมโทรฯมาตามเบอร์ที่พิมพ์อยู่บนนามบัตรของคุณ...ตกลงเมื่อวานคุณแฮงค์มากหรือเปล่า?”


จินดานิ่งไปครู่ด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดนักธุรกิจงานแน่นผู้นี้ถึงอุตส่าห์โทรฯมาเพื่อถามเรื่องอะไรแบบนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเปิดปากตอบออกไปเสียงเรียบ “ก็แฮงค์พอสมควรแหละครับ ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณชาติมากที่เมื่อวานซืนกรุณาพาผมมาส่งถึงห้อง รบกวนคุณมาสองรอบแล้ว...ว่าแต่ที่โทรฯมานี่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”


คิ้วของนายโกวิทที่ยังคงยืนค้ำหัวรุ่นน้องอยู่ที่เดิมกระตุกเข้าหากันน้อยๆเมื่อได้ยินประโยคพาฉงนเข้า


...หมายความว่าอย่างไรที่ว่าไปส่งถึงห้องมาถึงสองครั้งสองคราว?...


...หากเข้าใจไม่ผิด คนในสายน่าจะเป็นธีรชาติ...


...ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับน้องชายคนดีของเขาสักหน่อยไม่ใช่หรือไง?...


“วันเสาร์นี้คุณว่างไหม?”


“อ่า...วันเสาร์หรือครับ?...คุณมีอะไรหรือเปล่า?” จินดาไม่ยอมตอบอย่างชัดเจน แต่เลือกที่จะถามหยั่งเชิงออกไปก่อน


“คือ...ผมมีบัตรฟังเลคเชอร์ของเร็ม คูลฮาสอยู่สองใบ...ไม่รู้ว่าคุณจะสนใจไหม?”


เพียงเท่านั้นดวงตาเรียวรีอันเป็นเอกลักษณ์ของคนฟังก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความลืมตัวในทันที


จินดานั่งนิ่งทบทวนประโยคคำถามที่เพิ่งจะได้ฟังอยู่ชั่วครู่ ก่อนในที่สุดเขาจะตัดสินใจยกมือของโกวิทออกจากศีรษะแล้วลุกเดินห่างจากโต๊ะทำงานไปหาที่เงียบๆเพื่อคุยต่อ


...สถาปนิกหนุ่มรุ่นพี่ได้แต่มองตามแผ่นหลังขนาดกะทัดรัดนั่นไปด้วยสายตาเคลือบแคลง...
.
.
.
“แล้วคุณจะไม่ไปดูเหรอครับ?” นี่คือสิ่งที่จินดาเอ่ยถามออกไปเมื่อหาที่ทางสำหรับปลีกวิเวกจนได้แล้ว


“ไปสิ ผมบอกว่าผมมีบัตรสองใบ ใบนึงก็ให้คุณ ส่วนอีกใบก็เป็นของผมเองไง...เราไปดูด้วยกัน”


“ฮะ? เอ่อ...” จินดากระพริบตาปริบๆด้วยความงงงวย ทีแรกก็เข้าใจว่าธีรชาติจะยกบัตรให้ทั้งสองใบ ไม่ได้นึกมาก่อนเลยว่าเขาจะเอ่ยออกมาเช่นนี้ “...แล้วทำไม...คุณถึงมาชวนผมล่ะ?...”


...สนิทกันก็ไม่ใช่...


...ไม่ว่ามองอย่างไรก็ดูแปลกที่จะมาชวนให้ไปเจอกันนอกเวลางานแบบนี้...


คนทางปลายสายเงียบไปเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงที่ดูจะเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย


“ก็ผมรู้จักสถาปนิกอยู่แค่ไม่กี่คน แล้วดูท่าทางคุณน่าจะชอบงานแนวๆนี้ก็เลยลองโทรฯมาถามดู”


“แล้วป๋าล่ะ...พี่ต้อมของคุณน่ะ รายนั้นก็ยังไม่มีบัตรนะครับ แล้วก็ชอบงานของเร็มเหมือนกันด้วย ไม่ลองไปชวนดูเหรอ?”
คราวนี้ธีรชาติเงียบเสียงไปอีกนานทีเดียว จินดาเองได้แต่ยืนรอฟังคำตอบด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กๆ


“...สรุปคือคุณไปไม่ได้เหรอ?...”


เมื่อถูกผู้บริหารนามสกุลดังส่งคำถามกลับมาเช่นนั้นสถาปนิกหนุ่มก็ออกอาการอึกอักขึ้นมาในทันที “...ก็ ไม่ใช่หรอกครับ...”


...เอาจริงๆคือเขาก็อยากไป...


...เร็มเลยนะโว๊ย! เร็มเลยนะ! ต้องอยากไปอยู่แล้วล่ะ...


...แต่ว่า มันจะไม่พิลึกไปหน่อยเหรอที่ต้องไปกับคนไม่สนิท ซ้ำตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวพันกันอีกแล้วด้วย...


...แหม ถ้าเป็นคุณบัวคนสวยมาชวนล่ะก็จะไม่เสียเวลาคิดนานแบบนี้เลยจริงๆ...


“ตกลงว่ายังไงครับ? ไปด้วยกันไหม?”



๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐





รายละเอียดรวมเล่มราคาฝัน ท่านใดสนใจลองเข้าไปดูกันนะคะ :

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=57030.msg3540853#msg3540853


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2017 11:07:22 โดย B.L.Sniper »

ออฟไลน์ B.L.Sniper

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +165/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 4 [09.09.2016/18:59:00]
«ตอบ #32 เมื่อ10-09-2016 21:52:29 »



...แล้วในที่สุดนายจินดาก็มายืนเข้าคิวรอตรวจบัตรอยู่หน้างานกับธีรชาติจนได้...


“คุณไม่ใช้หูฟังเหรอ?” สถาปนิกหนุ่มเอ่ยถามคนที่ยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลังขณะที่มือทั้งสองข้างก็ง่วนอยู่กับการจัดระเบียบสายหูฟังระโยงระยางไปด้วย


หูฟังที่ว่านี้คือหูฟังแปลภาษาที่ทางงานจัดเตรียมไว้ให้ สำหรับใครที่ไม่สันทัดภาษาต่างชาตินัก ก็จะมีล่ามคอยแปลถ้อยคำของผู้บรรยายผ่านหูฟังที่ว่านี้แบบเรียลไทม์ไปด้วย


ชายหนุ่มเจ้าของร่างกายสูงใหญ่ส่ายศีรษะน้อยๆ “ไม่ใช้”


“อ๋อ ลืมไป...คุณจบนอกมานี่นา น่าอิจฉา จะได้ฟังเร็มพูดแบบสดๆเลย”


“ฟังล่ามแปลให้ก็เหมือนกันน่า”


“ไม่เหมือนหรอก ผมว่ามันต้องมีอะไรตกหล่นไปบ้าง ศัพท์เทคนิคบางคำมันไม่มีคำแปลตายตัวในภาษาไทยด้วย ถ้าล่ามไม่ใช่สถาปนิกอาจไม่รู้ว่าจะแปลยังไงก็ได้นะผมว่า”


ได้ฟังดังนั้นธีรชาติก็ผงกหัวขึ้นลงพลางนึกไปว่าตัวเขาเองแม้จะพูดฟังอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ก็คงเข้าใจเลคเชอร์ที่จะเข้าไปนั่งฟังวันนี้ได้ไม่หมดเช่นกัน


...ก็เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักออกแบบ...


...รู้สึกแปลกๆเหมือนกันที่ต้องมาปะปนอยู่ท่ามกลางเหล่าดีไซเนอร์กลุ่มใหญ่เช่นนี้...


ทั้งที่ไม่ได้สนใจในเนื้อหาการบรรยายมากมายนัก แต่ผู้บริหารคนดังก็ยังอุตส่าห์มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว
.
.
.
ตลอดระยะเวลาที่นั่งกันอยู่ในฮอลล์ ธีรชาติสังเกตเห็นว่าดวงตาของจินดายามได้ฟังคำบรรยายและดูสไลด์ของเกรตเต็กชื่อก้องโลกบนเวทีนั้นเปล่งประกายออกมาชัดเจนเพียงใด


...ดูท่าว่าคงจะแฮปปี้เอามากๆ...


“ฟินโคตร!” จินดากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแจ่มใสทันทีเมื่อเลคเชอร์อันแสนมีค่าจบลง ตอนนี้กระดาษหลายหน้าในสมุดสเก็ทช์ของเขามีข้อมูลที่น่าสนใจถูกบันทึกไว้ด้วยลายมือฉวัดเฉวียนอยู่เต็มไปหมด แนวความคิดล้ำลึกจากเร็ม คูลฮาสทำให้ชายหนุ่มรู้สึกมีไฟเสียยิ่งกว่าที่เป็นอยู่


“มันดีขนาดนั้นเลยเหรอ?” ธีรชาติเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบางเบาขณะค่อยๆไหลตามฝูงชนออกจากฮอลล์ไป “ผมฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง”


“ดีสิครับ! มองจากมุมนักธุรกิจคุณอาจไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ถ้าลองคิดในมุมของนักออกแบบ คุณต้องรู้สึกแบบที่ผมรู้สึกแน่ๆ รับรองได้” จินดาตอบฉะฉาน “ได้ฟังตอนนั้นหรือเปล่า? ตอนที่เร็มเขาพูดถึง...”


เนื้อหามากมายที่เพิ่งจะฟังจบไปได้หมาดๆถูกพ่อสถาปนิกไฟแรงนำกลับมาถ่ายทอดซ้ำเป็นฉากๆ ซึ่งก็มีอยู่หลายประเด็นทีเดียวที่ธีรชาติเพิ่งจะมากระจ่างด้วยคำขยายความของจินดาเอาเดี๋ยวนี้เอง


ผู้บริหารหนุ่มเปล่งเสียงหัวเราะในลำคอขึ้นมาขณะที่หูก็ยังรับฟังคนที่เดินอยู่ข้างกัน


...จินดาเวอร์ชั่นนี้ดูแตกต่างจากจินดาเวอร์ชั่นที่อยู่ในห้องประชุมไม่น้อย...


ก็เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกค้า ไม่ว่าใครหน้าไหนก็คงต้องรักษาท่าทีให้ดูเป็นงานเป็นการเพื่อความน่าเชื่อถือ จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล แต่แม้จะตระหนักได้อย่างนั้น ธีรชาติก็ยังไม่เคยลองจินตนาการดูสักทีว่าบุคลิกของนายจินดาในวันสบายๆนั้นเป็นเช่นไร


...ใครจะไปนึกว่าคนทำงานวัยยี่สิบเจ็ดจะทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังคุยกับหลานชายอายุสิบขวบตอนที่เพิ่งได้หุ่นกันดั้มรุ่นหายากมาไว้ในครอบครองได้มากขนาดนี้กัน...


“...ใช่ไหมล่ะคุณ? พอได้ลองนึกตามแล้วมันก็ถูกอย่างที่เขาว่าจริงๆ เพียงแต่เราไม่เคยใช้เวลาไตร่ตรองกับเรื่องแบบนี้เลย...”
ธีรชาติพยักหน้าเออออไปตามเรื่อง รอยยิ้มจางๆยังคงมีให้เห็นอยู่ที่มุมปาก


คนทั้งคู่เดินมาจนถึงโถงหน้าลิฟต์ เป็นเพราะว่าผู้คนหลายร้อยชีวิตพากันทยอยออกจากฮอลล์มาในเวลาไล่เลี่ย พื้นที่บริเวณนี้จึงคราคร่ำไปด้วยมนุษย์ มนุษย์ มนุษย์แล้วก็มนุษย์


“อ้าวเฮ้ยไอ้จิน!” เสียงทักทายจากใครบางคนดังขัดคำเยิญยอเร็ม คูลฮาสของพ่อสาวกตัวเป้งเข้า ทำให้ทั้งเจ้าของชื่อและคนที่มาด้วยกันต้องหันมอง


“..อ..อ้าว คุณชาตินี่ สวัสดีครับ..” ชายผู้นั้นยกมือขึ้นไหว้นักธุรกิจหนุ่มด้วยท่าทีประหลาดใจหลังจากได้เห็นว่ารุ่นน้องที่ออฟฟิศนั้นมากับใคร


ธีรชาติรับไหว้ก่อนเหลือบสังเกตท่าทีที่ดูจะต่างไปเล็กน้อยของคนข้างกาย


ที่จริงแล้วตลอดทางที่พวกเขาเดินผ่านมาหรือแม้กระทั่งช่วงก่อนงานเริ่ม จินดาก็ได้พบเจอกับคนรู้จักอยู่ไม่ได้ขาด ไม่เพื่อนหรือรุ่นน้องรุ่นพี่ก็เป็นอาจารย์สมัยเรียน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในเมื่องานเลคเชอร์ครั้งนี้ดึงดูดคนในวงการสถาปนิกทั่วฟ้าเมืองไทยให้มารวมตัวกัน


...แต่กับชายคนที่เพิ่งจะเข้ามาทักครั้งนี้ ดูเหมือนว่าปฏิกิริยาของจินดาจะดูพิลึกชอบกล...


“ ‘หวัดดีพี่แม็ค นั่งอยู่โซนไหนเนี่ย? ผมมองไม่เห็นเลย”


“ปีกขวาของเวทีนู่นแน่ะ แล้วไหนมึงบอกกูว่าจองบัตรไม่ทันไงวะ?”


“คือ...พอดีผมได้บัตรฟรีมาจากคุณชาติ...”


มาถึงตรงนี้นายแม็คก็หันไปคลี่ยิ้มให้ผู้บริหารนามสกุลดังที่ได้แต่ยืนฟังเงียบๆ “คุณชาติคงจำผมไม่ได้ ผมแม็คครับ เคยอยู่ในทีมที่ทำอาคารเรียนบนดอยให้ลิงเกอร์คอร์ปฯเมื่อสักหกเจ็ดปีก่อน”


“อ๋อ...นึกออกแล้วครับ ก็ว่าหน้าคุ้นๆ ต้องขอโทษด้วย พอดีผมจำหน้าคนไม่ค่อยเก่ง” ธีรชาติตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มการทูตอย่างที่มักใช้กับคนไม่คุ้นเคยเป็นประจำ


“แล้วนี่ไปไงมาไงถึงมาด้วยกันได้ครับเนี่ย?” คำถามนี้ถูกส่งมาให้ทั้งจินดาและธีรชาติ


...ก็เลือกเอาเองแล้วกันว่าใครจะเป็นคนตอบ...


“..ก็..พอดี..คือคุณชาติเขา..”


ท่าทีอ้ำอึ้งของจินดาทำให้นักธุรกิจหนุ่มต้องลอบพ่นลมออกจมูกเบาๆก่อนจะรับหน้าที่ตอบคำถามไปเอง


“ลิงเกอร์คอร์ปฯเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์ของงานนี้น่ะครับ ผมได้บัตรมาสองใบพอดี ก็เลยชวนคุณจินเขามาฟังด้วยกัน ถือว่าเป็นรางวัลที่อุตส่าห์ตั้งใจคิดคอนเซ็ปต์ให้บริษัทเรา”


...ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ถูกเลือกไปใช้งานก็ตาม...


จินดาต่อประโยคเสร็จสรรพในใจ แล้วจึงส่งยิ้มแห้งให้รุ่นพี่ร่วมสตูฯตรงหน้าไปเสียหนึ่งที


รู้สึกประดักประเดิดเหลือเกินที่ต้องมาเจอคนในบริษัทเดียวกันที่นี่ ก็ในเมื่อก่อนหน้านี้เขาพร่ำบ่นนักบ่นหนาว่าธีรชาติเป็นนายทุนที่เคี่ยวอย่างนั้นเคี่ยวอย่างนี้


..แล้วนี่อะไร ออกมาแฮงเอาต์กันนอกรอบแค่สองคน...


...เดี๋ยวใครเขาจะหาว่าปากอย่างใจอย่างเอาได้...
   

บทสนทนาฉบับปัจจุบันทันด่วนถูกตัดให้จบลงอย่างรวดเร็วเมื่อลิฟต์โดยสารตัวที่พวกเขายืนรอกันอยู่เคลื่อนขึ้นมารับถึงชั้นพอดี
   

ผู้คนในบริเวณพากันเบียดเสียดตัวเองเข้าไป โดยที่ธีรชาติและจินดาก็เป็นหนึ่งในนั้น
   

ผู้บริหารคนดังเดินนำเข้าไปก่อน จนเมื่อถึงตำแหน่งสุดผนังลิฟต์เขาจึงปักหลักเข้ามุมอยู่ตรงนั้น ส่วนจินดาเองก็อาศัยความสูงใหญ่ของคนด้านหน้ากระดึ๊บตามเข้าไปติดๆ
   

...แต่ดูเหมือนว่าออกจะติดมากเกินไปเสียหน่อย...
   

ในจังหวะที่สถาปนิกหนุ่มกำลังจะหมุนตัวกลับมาทางทิศที่หันหน้าเข้าหาประตูลิฟต์หลังจากเลือกที่ยืนได้แล้วนั้น คลื่นมนุษย์ที่หลั่งไหลเข้ามาราวกับฝูงปลาติดแหก็อัดให้ร่างของเขากระเถิบลึกเข้าไปยิ่งกว่าเก่าทั้งที่เดิมทีชายหนุ่มก็อุตส่าห์เว้นช่องไฟไว้น้อยเหลือเกินแล้ว
   

“เฮ้ยๆ ใจเย็นสิเหวย...” จินดาอุทานออกมาเสียงเบาขณะที่กล้ามเนื้อหลายส่วนก็ออกอาการเกร็งเขม็งเพื่อต้านทานไม่ให้ร่างกายขนาดสันทัดของตนเองต้องเบียดติดคนด้านในไปมากกว่านี้
   

เนื้อตัวของสถาปนิกไฟแรงแนบชิดไปกับผ้าเนื้อดีที่ถูกสวมใส่อยู่บนตัวธีรชาติอย่างช่วยไม่ได้ พอหมายจะขยับเปลี่ยนท่าชายหนุ่มผู้น่าสงสารก็ไม่สามารถทำได้ดั่งใจหวังเมื่อที่ว่างรอบกายนั้นเหลือน้อยเต็มที
   

...นี่ถ้าไม่ใช่เพราะลิฟต์มันส่งเสียงร้องเตือนน้ำหนักขึ้นมาเสียก่อน เชื่อได้เลยว่าร่างของเขาคงได้แบนติดแผ่นอกกว้างตรงหน้าชัวร์...
   

นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่จินดารู้สึกดีกับส่วนสูงอันแสนจะน่าเอ็นดูของตัวเอง หากเขาสูงชะลูดอย่างที่คอยภาวนาขอฟ้าขอดินมาตลอดชีวิต มีหวังตอนนี้ปากเขาคงได้ประกบกับปากธีรชาติไปแล้วแน่ๆ
   

...คิดในแง่ดีเข้าไว้ว่าสูงแค่ไหล่ของอีกฝ่ายแบบนี้น่ะดีแล้ว...
   

ประตูลิฟต์ปิดลงไปในที่สุด ทั่วทั้งห้องโดยสารจึงเหลือเพียงความเงียบน่าอึดอัด
   

หากเวทมนตร์มีจริงจินดาจะเสกให้ตัวเองหายวับไปจากตรงนี้เป็นสิ่งแรก ระยะห่างที่เหลืออยู่ระหว่างเขาและธีรชาตินั้นแทบจะวัดเป็นหน่วยไมโครเมตรได้ด้วยซ้ำ
   

...ใกล้เสียจนสามารถได้ยินเสียงเต้นตุบๆจากหัวใจ ตับ ไต ไส้ และพุงของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนดีเชียวล่ะ...
   

...การต้องยืนประจันหน้าในระยะประชิดกับมนุษย์เพศชายที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันแบบนี้นี่ไม่ใช่เรื่องตลกเลยจริงๆ...
   

จินดาสูดหายใจเอากลิ่นโคโลญจน์ที่ลอยออกจากตัวคนตรงหน้าเข้าปอดไปอย่างไม่มีทางเลือก แต่จะว่าไปมันก็หอมเพลินจมูกดีไม่หยอก
   

...คนรวยนี่มันก็รวยไปทุกส่วนสัด แม้แต่กลิ่นตัวยังให้ความรู้สึกว่าแพงเลยคิดดูสิ...
   

เมื่อนึกมาถึงตรงนี้สถาปนิกหนุ่มก็เพิ่งจะมารู้สึกกังวลว่าแล้วกลิ่นตัวของเขาเองนั้นเป็นอย่างไรบ้าง หอมหรือเหม็นในระดับไหนกัน?
   

...เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านก็ไม่ได้อาบน้ำมาเสียด้วย...
   

...หากต้องยืนดมตัวเขานานๆนักธุรกิจสุดเนี๊ยบคนนี้จะคลื่นเหียนอมอาเจียนเอาไหมนะ?...
   

คิดได้ดังนั้นจินดาก็ค่อยๆเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่ยืนอยู่ชิดติดกันช้าๆด้วยความตั้งใจว่าจะลอบสังเกตปฏิกิริยา หากแต่เมื่อได้มองไปตามความต้องการ เขากลับพบว่าตนเองตกเป็นจุดสนใจของอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้วเสียอย่างนั้น
   

ชายหนุ่มชะงักท่าทีลงไปทันใด
   

...นี่แหละ...ความกระอักกระอ่วนที่แท้จริง...
   

เมื่อสายตาสอดประสานกันในระยะที่ใกล้ถึงเพียงนี้ ต่อให้ปกติแล้วไม่ใช่คนหน้าบางอะไร ยังไงก็ต้องมีกระดากกันขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย
   

ดวงตาเรียวรีอันเป็นเอกลักษณ์กระพริบปริบๆด้วยท่าทีแสนประดักประเดิด นักออกแบบหนุ่มเสตาหลุกหลิกอยู่ครู่ก่อนจะรีบก้มหน้ากลับลงมาเมื่อตระหนักได้ว่าการปล่อยให้ตัวเองยืนจ้องอีกฝ่ายอยู่แบบนี้ไม่ใช่เรื่องสมควรเลย
   

...ไอ้ลิฟต์ความเร็วเต่านี่มันช้าอะไรขนาดนี้วะ!?...
   

...ตึกแม่งก็มีอยู่ไม่กี่ชั้น ทำไมมันยังลงไปไม่ถึงพื้นสักที!?...
   

ดูเหมือนว่าการเบนจุดโฟกัสกลับลงมาอยู่ที่แผ่นอกของอีกฝ่ายจะยังไม่ช่วยให้ความรู้สึกกระอักกระอ่วนหายไปได้สนิท ในที่สุดสถาปนิกหนุ่มจึงเลือกที่จะปิดเปลือกตาเสียแน่นราวกับถูกใครบังคับให้กินของขม...
.
.
.
...จินดาหลับตาหนีบรรยากาศน่าอึดอัดไปแล้ว...
   

ผู้บริหารแห่งบริษัทยักษ์ใหญ่ลอบยิ้มขำออกมาน้อยๆเมื่อได้เห็นวิธีจัดการกับความงุ่มง่ามที่เกิดขึ้นของคนตรงหน้า
   

...ทำอย่างกับพวกเด็กๆที่เล่นซ่อนแอบแล้วชอบหลับตาเพราะคิดว่าคนอื่นจะมองไม่เห็นตัวเองอย่างไรอย่างนั้น...
   

...ตลกจริง...
   

จากตำแหน่งที่ยืนอยู่นี้ธีรชาติสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆที่เขาคับคล้ายคับคลาว่าเป็นกลิ่นแชมพูสูตรโนมอร์เทียร์ของเด็กอ่อนลอยมาจากเส้นผมดำขลับของคนตรงหน้า
   

เมื่อหลายวันก่อนตอนที่แบกจินดาขึ้นแนบหลัง ตามเนื้อตัวของสถาปนิกผู้นี้มีเพียงกลิ่นแอลกอฮอล์โชยคลุ้งมาเตะจมูกเท่านั้น เพิ่งจะรู้ก็เดี๋ยวนี้เองว่ากลิ่นกายที่แท้จริงของคนๆนี้นั้นเป็นอย่างไร
   

นักธุรกิจหนุ่มไม่ได้ถอนสายตาหนีไปไหนเหมือนอย่างที่อีกฝ่ายทำ เขาเพียงก้มมองใบหน้าอ่อนใสนิ่งๆเป็นการฆ่าเวลาเท่านั้น
   

...ผิวพรรณของนายจินดาถือว่าเนียนละเอียดดีเมื่อเทียบกับมาตรฐานชายไทยทั่วๆไป...
   

...หน้าตาของสถาปนิกไฟแรงคนนี้ดูหมดจดอ่อนกว่าวัยอยู่หลายปีทีเดียว หากไม่รู้จักกันมาก่อนก็คงเข้าใจผิดไปแล้วว่ายังเป็นเพียงนักศึกษาในชั้นปีต้นๆ...
   

...และแม้จะมีตอหนวดตอเคราที่โกนไม่เกลี้ยงผุดขึ้นมารบกวนสายตาอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ยังถือว่าดูสะอาดสะอ้านผิดกับสภาพห้องที่เขาเคยเห็นด้วยตาตัวเองอยู่หลายขุมนัก...
   

...ที่เขาเรียกกันว่า ‘กรรมพันธุ์ดี’ มันคือแบบนี้หรือเปล่า?...
   

ช่วงเวลาในตอนนี้นับเป็นชั่วอึดใจเล็กๆที่ยาวนานเกินจริงสำหรับคนทั้งห้องโดยสาร ทุกคนในที่นี้พยายามไม่กระดิกกระเดี้ยวตัวราวกับเป็นรูปปั้นหินสลัก
   

จนในที่สุดหน้าจอเหนือปุ่มกดลิฟต์ก็โชว์ขึ้นมาว่ากล่องเหล็กขนาดไม่ใหญ่ไม่โตกล่องนี้กำลังจะพาทุกชีวิตเดินทางมาถึงชั้นกราวน์ของอาคารสมใจแล้ว
   

“ถึงแล้วนะ...” ธีรชาติเปิดปากกระซิบให้คนที่ยังคงยืนหลับตาอยู่ได้รับรู้เพียงแผ่วเบา ซึ่งถ้อยคำของเขาก็เรียกให้ดวงตาเรียวรีคู่เดิมเปิดขึ้นอีกครั้ง


เป็นเพราะว่าลิฟต์ยังจอดไม่สนิทดี จินดาจึงต้องเผชิญกับบรรยากาศที่พยายามหลีกเลี่ยงอย่างช่วยไม่ได้
   

ด้วยกลัวว่าสถาปนิกหนุ่มจะยิ่งรู้สึกอึดอัดไปมากกว่าเก่า คราวนี้ธีรชาติจึงยอมเบนตาหนีไปทางอื่นแต่โดยดี
   

...แต่แล้ว สายตาคู่คมของผู้บริหารคนดังก็พลันไปสบกับสายตาอีกคู่ของบุคคลที่สามเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ...
   

...ที่ว่าไม่ได้ตั้งใจนี่หมายถึงตัวเขาแค่ฝ่ายเดียวนะ...
   

ชายชื่อแม็คที่ยืนอยู่บริเวณโซนหน้าของห้องโดยสารลอบสังเกตพวกเขาผ่านทางประตูลิฟต์ที่เงาวับจนแทบจะสะท้อนภาพได้ชัดเจนพอๆกับกระจกเงาเช่นนี้มาตั้งแต่เมื่อใดธีรชาติก็ไม่อาจรู้ได้
   

แต่ยังไม่ทันที่นักธุรกิจหนุ่มจะได้สะระตะอะไรเพิ่มเติม ประตูลิฟต์ทั้งสองฝั่งก็ค่อยๆเคลื่อนตัวแยกออกจากกันเสียแล้ว





TBC.





 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-12-2016 23:30:24 โดย B.L.Sniper »

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #33 เมื่อ10-09-2016 22:02:45 »

 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #34 เมื่อ10-09-2016 23:03:34 »

บุคคลที่สามนั้นคือใคร?

แต่อ่านแล้วรู้สึกฟินอะ ชอบแนวนี้

ขอบคุณที่มาต่อบ่อย ๆ นะครับ

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #35 เมื่อ10-09-2016 23:30:11 »

 :hao3: :hao3: :hao3: :hao3: :hao3: :hao3: :hao3: :hao3:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #36 เมื่อ10-09-2016 23:36:11 »

หืม อะไรอ่ะ พี่แม็คนี่มีอะไรในกอไผ่หรือเปล่า

ออฟไลน์ suck_love

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 799
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-1
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #37 เมื่อ11-09-2016 00:53:48 »

อะไรยังไงง รอติดตามต่อค่ะะะะ  :hao7:

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2497
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-5
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #38 เมื่อ11-09-2016 05:56:30 »

พี่แม็คจ๋า อย่าคั้นน้องจินนะ  ตามที่เห็นนั่นล่ะ ไม่มีอะไรในก่อไผ่

ออฟไลน์ lucifer_p

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #39 เมื่อ11-09-2016 08:07:23 »

คุณชาติ~ ทำดีค่าาาา น้องจินก็น่ารัก งืออ
ส่วนพี่แม็คนี่ยังไงนิ ทีมมือที่สามเรอะ!

ชอบความค่อยเป็นค่อยไปนี้จังเลย <3333

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
« ตอบ #39 เมื่อ: 11-09-2016 08:07:23 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ parn11

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 237
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-2
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #40 เมื่อ11-09-2016 11:05:47 »

ชอบมากค่า

ออฟไลน์ Disthaporn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #41 เมื่อ11-09-2016 20:29:04 »

ฟินมากค่าาา  อยากจะเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่ขึ้นลิฟท์พรัอมจินกับคุณชาติจังค่ะ!! ส่วนพี่เเม็ค อย่ามาทำลายความสัมพันธ์สองคนนั้นนะคะ เรามาทีม#จินชาติ ด้วยกันดีกว่าค่ะ สู้ๆนะคะคนเขียน รอตอนต่อไปค่ะ :L2: :3123: :pig4:

ออฟไลน์ imymild

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 369
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #42 เมื่อ11-09-2016 21:47:52 »

ชอบเรื่องนี่ :katai2-1:

ออฟไลน์ Roman chibi

  • Death is not the end. Death can never be the end. Death is the road. Life is the traveller. The soul is the guide.
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1241
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #43 เมื่อ11-09-2016 23:58:23 »

น่าสนุก รอติดตามตอนต่อไป :katai4:

ออฟไลน์ B.L.Sniper

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +165/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 5 หน้า 2 [10.09.2016/21:51:22]
«ตอบ #44 เมื่อ12-09-2016 20:59:26 »

ราคาฝัน # 06



...เป็นสองนาทีที่จินดารู้สึกเหมือนกับว่ามันยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์...


สถาปนิกหนุ่มผ่อนลมหายใจออกจนสุดปอดเมื่อพาร่างของตัวเองออกมาสู่อิสรภาพได้ในที่สุด


“วันนี้ขอบคุณมากนะครับที่อุตส่าห์ยกบัตรให้ผม” จินดากล่าวกับผู้บริหารคนดังที่เดินตามออกจากลิฟต์มาติดๆ เป็นเพราะยังรู้สึกเก้กังกับระยะห่างอันน้อยนิดเมื่อสักครู่อยู่ไม่หาย เขาจึงไม่ได้วางสายตาสบกับอีกฝ่ายนานนัก “ขับรถกลับบ้านดีๆครับ”


“เดี๋ยวสิ งานจบก็จะลากันเลยเหรอ?” ธีรชาติว่าเช่นนั้นพร้อมด้วยแสดงสีหน้าเหมือนกับว่าจินดาเพิ่งจะพูดอะไรไม่เข้าท่าออกมา


“..อ้าว..ก็..แล้วคุณจะไม่กลับบ้านหรือไง?..”


“กลับ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ มันเย็นแล้ว กินข้าวกันก่อนไหม?”


เรียวคิ้วได้รูปของคนฟังกระตุกเข้าหากันน้อยๆหลังจากประโยคของคนตรงหน้าจบลง “...อ่า...” จินดาหรี่ตาลงอย่างที่มักทำเป็นประจำยามต้องตัดสินใจก่อนจะค่อยๆทวนคำถามขึ้นมาเสียงเบา “...กินข้าวเหรอครับ?...”


เห็นดังนั้นคนมองก็เปล่งเสียงหัวเราะจากในลำคอ “คิดอะไรนักหนาคุณจิน? ผมชวนกินข้าว ไม่ได้ชวนไปลงทุน...หรือว่าหลังจากนี้คุณมีธุระที่อื่นอีก?”


“ก็เปล่าหรอก...” จินดาคลี่ยิ้มแห้ง คิดๆไปก็แปลกดีเหมือนกันที่เต็กโนเนมอย่างเขาถูกทายาทตระกูลอชิรญาคนนี้ชวนทานข้าวไปถึงสามครั้งสามคราวแล้ว “...เอ่อ...อย่างนี้ได้ไหม? มื้อนี้ให้ผมเป็นคนเลี้ยงคุณแล้วกันนะ ถือว่าเป็นการขอบคุณสำหรับบัตรเลคเชอร์ในวันนี้...”
.
.
.
จินดายกมือขึ้นเกาศีรษะแกรกๆเมื่อเห็นเมนูที่คุณไฮโซฯหมื่นล้านตรงหน้าเลือกสั่ง


“นี่คุณ สั่งอะไรก็ได้นะ ไม่ต้องกลัวว่าผมจะไม่มีตังค์จ่ายหรอก”


“ผมไม่ได้กลัว ผมอยากกินแบบนี้จริงๆ”


...เชื่อก็บ้าแล้ว...


แม้ว่าร้านอาหารที่จินดาเลือกในครั้งนี้จะไม่ใช่ร้านหรูหราสมฐานะคนถูกเลี้ยง แต่อย่างน้อยก็ดีพอที่จะไม่ให้ใครมาว่าได้ว่าเขาไม่ลงทุนเอาเสียเลย


...ราเม็งชามละเกือบๆสองร้อยบาทของร้านนี้มันแพงกว่าข้าวแกงที่ปกติจินดากินอยู่หลายเท่าก็จริง...


...แต่มันก็เป็นราคาที่คนวัยทำงานอย่างเขาสามารถจ่ายได้โดยไม่ลำบากอะไรมากมาย...


...แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนร่วมโต๊ะในคราวนี้จะไม่ได้คิดแบบนั้นน่ะสิ...


“เพิ่มท็อปปิ้งอะไรหน่อยไหมอะ?” สถาปนิกหนุ่มถามย้ำอีกรอบ


เมื่อได้มองไปยังชามที่มีเพียงเส้น หน่อไม้ ต้นหอม และหมูย่างแผ่นบางๆอีกหนึ่งชิ้นของคนตรงหน้าแล้วเขาก็รู้สึกอดสูขึ้นมาชอบกล


...นี่มันเมนูลูกเมียน้อยหรือเปล่าวะเฮ้ย!?...


“ไม่ล่ะ แบบนี้ก็อร่อยดีอยู่แล้ว” ธีรชาติตอบเสียงนุ่มขณะฉีกตะเกียบในมือออกจากกันก่อนลงมือกินด้วยท่าทางสบายๆ สุดท้ายจินดาจึงทำได้เพียงหันไปสั่งเกี๊ยวซ่าเพิ่มอีกที่ด้วยความรู้สึกผิดเท่านั้น


...สงสัยหน้าตาเขาจะดูจนมากจริงๆ ธีรชาติถึงได้เลือกสั่งเมนูที่มันถูกที่สุดเท่าที่ร้านมีมากินแบบนี้...


“...คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าบอร์ดตัดสินใจเลือกคอนเซ็ปต์ของอาจารย์บุญฤทธิ์ไปพัฒนาต่อแล้วน่ะ” จู่ๆนักธุรกิจหนุ่มก็กล่าวออกมาเช่นนั้นเมื่อเห็นว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง


ความโอชะที่จินดาควรได้รับจากราเม็งราคาร้อยเจ็ดสิบเก้าบาทอย่างเต็มที่ลดน้อยลงไปโดยพลันเมื่อเรื่องจี้ใจถูกนำขึ้นมากล่าวถึงแบบไม่มีการเผื่อเวลาให้ตั้งตัว


“...ทราบแล้วครับ...”


...ทราบมาตั้งแต่ตอนพรีเซ็นต์จบแล้วด้วยครับ...


...มึงหอยหลอดมากครับคุณธีรชาติ...


...หมดอร่อยเลยแม่ง!...


“นี่ อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ผมพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะผมมีประเด็นนะ ใช่ว่าอยู่ดีๆจะย้ำให้คุณเจ็บใจเล่นเสียเมื่อไหร่” นักธุรกิจหนุ่มพูดราวกับอ่านใจคู่สนทนาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง “ที่จริงเมื่อวันก่อนตอนที่ผมไปส่งคุณที่ห้อง...ผมแอบไปนั่งดูงานที่คุณทำทิ้งไว้ในห้องจนเข้าใจคอนเซ็ปต์ทั้งหมดแล้วล่ะ”


สิ่งที่ได้ฟังเรียกให้เรียวคิ้วของจินดาเลิกขึ้นน้อยๆด้วยความประหลาดใจ


“..คุณหมายถึง...พวกสเก็ทช์รกๆกับซากโมเดลในห้องผมน่ะนะ?..”


“ใช่ พวกนั้นแหละ”


“...แล้ว...มันเป็นยังไงเหรอครับ?”


“ก็...จะพูดยังไงดีล่ะ จริงๆเหตุผลหนึ่งที่ผมชวนคุณออกมาเจอกันวันนี้ก็เป็นเพราะว่าผมอยากจะขอโทษน่ะที่ผมไม่เคยเปิดโอกาสให้คุณได้พรีเซ็นต์จนจบเลยสักครั้ง”


จินดาชะงักงันไปในทันที คำขอโทษที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาทำให้เขาวางตัวไม่ถูก


...ได้ยินอย่างนี้แล้วก็รู้สึกสับสนชอบกล...


...มันเหมือนมีของเหลวอุ่นวาบถูกเทลงมาผ่านคอหอยลงมาสู่ยวงเครื่องใน...


“...คุณไม่เห็นต้องขอโทษผมเลย คุณเป็นเจ้าของเงิน จะสั่งอะไรก็ไม่ผิดหรอก...”


“คุณจิน” สุ้มเสียงที่ผู้บริหารหนุ่มใช้ฟังดูเปลี่ยนไป ท่าทางของเขาดูจะจริงจังกว่าเมื่อครู่อยู่เล็กน้อย “คอนเซ็ปต์ของคุณมันดีกว่าที่ผมคิดไว้มาก”


จินดาขบแนวฟันบนลงมายังริมฝีปากสีระเรื่อแบบคนสุขภาพดีของตนเบาๆ กล้ามเนื้อส่วนต่างๆบนใบหน้าเริ่มออกอาการเกร็งขึ้นมาน้อยๆ


นักออกแบบผู้ถูกชมเชยไม่ได้กล่าวสิ่งใดกลับมา เขาเพียงแต่นั่งรอประโยคถัดไปของชายตรงหน้านิ่งๆเท่านั้น


“ผมพูดจริงๆนะ...” ธีรชาติเปิดปากขึ้นอีกครั้ง “...ผมชอบงานคุณ ถึงจะโดนบอร์ดปฏิเสธไปแต่ก็อย่าเสียความมั่นใจในความสามารถตัวเองซะล่ะ รู้ไหม?...”


ปลายคางได้รูปของจินดาถูกเจ้าตัวกดต่ำลง ศีรษะทุยมนนั่นผงกอยู่สองสามที “...ครับ...ขอบคุณมากครับ...”


นักธุรกิจทายาทตระกูลดังกระตุกหัวคิ้วเข้าหากันน้อยๆขณะพยายามสังเกตแววตาที่ถูกแอบซ่อนไว้ใต้เส้นผมของคนตรงหน้า
ชั่วขณะแรกธีรชาติดูไม่ออกหรอกว่าอีกฝ่ายนึกคิดเช่นไรกับสิ่งที่เขาสื่อสารออกไป หากแต่เพียงไม่ถึงสองวินาทีให้หลัง รอยบุ๋มที่ข้างแก้มของสถาปนิกผู้นี้ก็ทำให้เขาเผลอตัวเม้มริมฝีปากเข้าหากันน้อยๆ


...ดูเหมือนจินดาจะกำลังกลั้นยิ้ม...


...ลักยิ้มเล็กๆนั่นอย่างไรที่เป็นหลักฐาน...


ถุงใต้ตาของจินดาปูดโปนขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากดวงตาเรียวรีคู่นั้นกำลังยิ้มอยู่เช่นกัน


ธีรชาติเป็นแฟนตัวยงของซีรีย์สืบสวนสอบสวนสัญชาติมะกันเรื่อง ‘Lie to Me’ ติดตามมาจนครบสามซีซั่นเพิ่งจะมีประสบการณ์ได้สังเกตไมโครเอ็กซ์เพรสชั่นของคู่สนทนาก็เดี๋ยวนี้เอง


“นี่...จะยิ้มก็ยิ้มสิ อายอะไร?”


ได้ยินดังนั้นนายจินดาก็เปล่งเสียงหัวเราะฮี่ๆลอดตามแนวฟันออกมาเพียงแผ่วเบา ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวเกาหูด้วยท่าทาง
เหมือนเด็กซนๆคนหนึ่งที่กำลังเขินเวลาโดนผู้ใหญ่ชมจนไม่รู้จะเอามือเอาไม้ไปวางไว้ตรงไหน


...น่ารักดี...


จู่ๆคำนี้ก็ผุดขึ้นกลางห้วงความคิดของธีรชาติขณะที่เขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าอ่อนเยาว์นั่นไม่วางตา


...ถือเป็นเรื่องแปลกหรือเปล่านะที่เขาใช้คำๆนี้กับผู้ชายอายุยี่สิบเจ็ด?...



๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐



พิซซ่าขนาดใหญ่จำนวนสามถาดร่อยหรอลงไปอย่างรวดเร็วเมื่อผู้ที่มานั่งล้อมวงสวาปามพวกมันอยู่นี้คือเหล่าชายฉกรรจ์พลังงานสูงกันทั้งนั้น กลายเป็นธรรมเนียมของบรรดาสถาปนิกหนุ่มๆแห่งทอมทอมสตูฯไปแล้วที่จะต้องมาปักหลักแชร์มื้อเที่ยงร่วมกันอยู่ที่มุมหนึ่งภายในบริษัทหลังจากคืนที่ฟุตบอลคู่สำคัญเพิ่งจะเตะเสร็จไป โดยที่หัวข้อในการสนทนาจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเรื่องของผลบอล


“กูเจ็บใจไอ้ลูกที่สองมาก!! อีกนี๊ดเดียวก็จะเซฟได้แล้ว แม่งเสือกแฉลบเข้าเฉ๊ย!” โกวิทกล่าวอย่างออกรสออกชาติก่อนจะส่งพิซซ่าในมือเข้าปากไปอีกคำโต


จินดาซึ่งเชียร์ทีมตรงข้ามหัวเราะชอบใจแล้วจึงปล่อยคำทับถมออกไปตามประสา ซึ่งหลังจากนั้นก็เกิดเป็นเสียงฮาครืนขึ้นจากพี่ๆน้องๆโดยรอบ


บรรยากาศแบบแมนๆคุยกันครัชดำเนินต่อไปเรื่อยจนกระทั่งเมื่อเสียงส้นรองเท้าของสตรีสักนางกระทบพื้นก๊อกๆเป็นจังหวะแสนเร่งรีบดังใกล้เข้ามา ท็อปปิกว่าด้วยเรื่องฟุตบอลก็ถึงคราวต้องหยุดชะงักลงไปกะทันหัน


“วิ่งทำไมอะแนท?” จินดาเอ่ยถามคนที่จู่ๆก็หอบหิ้วกล่องอาหารโลว์คาร์บสุดเฮลท์ตี้ของตัวเองมาหาพวกเขาที่กำลังยัดแผ่นแป้งหนานุ่มเข้าปากกันเป็นว่าเล่นถึงที่ “นั่งกินที่เคาน์เตอร์คนเดียวเหงาเหรอ?”


“เหงาอะไรล่ะพี่จิน! หนูขอยืมคอมฯแถวๆนี้ใช้สักเครื่องได้หรือเปล่า? โต๊ะใครก็ได้ค่ะ โอปป้าจะมาแล้ว นะๆๆ” เจ้าหล่อนว่าเช่นนั้นพร้อมแสดงท่าทางเหมือนคนกำลังจะตกรถตกเรือ “เครื่องที่เคาน์เตอร์มันกระตุกมากเลย ดูไม่รู้เรื่อง”


น้องแนทคนที่ว่านี้เป็นรีเซ็ปชั่นสาวน้อยน่ารักที่มีหน้าที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ต้อนรับซึ่งอยู่ห่างจากเราเตอร์ไวไฟไปเป็นโยชน์ ได้ยินแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอินเตอร์เน็ตมันถึงได้กระตุก


“นี่ไง โอปป้านั่งกันอยู่เป็นสิบ ดูซะสิแม่คุณ”


“โอ๊ยพี่จิน! เอาแต่เล่น!”


“เฮ้ยๆ อย่าเพิ่งตีกัน แนทไปใช้เครื่องพี่ก็ได้ไป” โกวิทเอ่ยปากแทรกเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของจินดาขึ้นมาพลางบุ้ยใบ้ปลายคางไปยังโต๊ะของตนที่อยู่ห่างไปเพียงไม่ถึงสองเมตร “เข้าได้เลย ไม่ได้ล็อกพาสเวิร์ด”


สาวเจ้าเอ่ยคำขอบคุณรุ่นพี่ผู้ใจดีแล้วจึงปรี่เข้าไปพิมพ์หาเว็บดูทีวีออนไลน์ในทันที ใช้เวลาอยู่เพียงไม่นานช่องข่าวบันเทิงก็ถูกเปิดขึ้นมาเต็มหน้าจอ


น้องแนทถอนหายใจดังเฮือกขณะทิ้งตัวลงพิงพนักด้วยความสบายอกสบายใจ “นึกว่าไม่ทันซะแล้ว” เธอว่าเช่นนั้น


“จะดูอะไรเนี่ย?” ใครคนหนึ่งในวงพิซซ่าเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ฉายอยู่ในยามนี้เป็นเพียงข่าวซุบซิบดาราทั่วไป ไม่เห็นมีสิ่งใดชวนตื่นเต้น


“ต่อจากรายการนี้เขาจะถ่ายทอดสดงานมีตติ้งโอปป้าของหนู อีกไม่เกินห้านาทีก็มาแล้ว”


เป็นเพราะบรรยากาศถูกหญิงสาวชักนำให้เปลี่ยนไป ตอนนี้จึงกลายเป็นว่าพี่บ่าวไทยทั้งกลุ่มต้องมานั่งรอดูโอปป้าเกาหลีแทนการเม้าท์มอยเรื่องฟุตบอลเป็นเพื่อนเธอไปเสียแล้ว


...แล้วก็ตามประสาผู้ชาย ปากเสียได้เป็นปากเสีย...


“ไหนวะภาพสวีทหวานของมัน? นี่เขานั่งแดกบะหมี่กันอยู่ริมถนนเนี่ย สวีทยังไงกูถามหน่อย” หนึ่งในกลุ่มสถาปนิกหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าพิธีกรในจอคอมฯขยี้ประเด็นรักๆใคร่ๆของดาราจนเกินจริง


“นั่นน่ะสิ ตลก ปั่นกระแสเองชัดๆ”


“เอาล่ะค่ะ ที่นี้ก็มาถึงข่าวสุดท้ายของวันกันแล้ว” เสียงพิธีกรสาวประเภทสองลอยออกมาจากลำโพงตัวเล็กๆข้างหน้าจอ ซึ่งหลังจากที่เธอกล่าวเช่นนั้น ภาพของนักแสดงสาวคนหนึ่งที่จินดาจำได้ดีว่าเป็นนางเอกละครหลังข่าวก็ถูกตัดขึ้นมาให้พวกเขาได้เห็นหน้าชัดๆ “ก่อนที่เราจะลากันไปดูบรรยากาศงานมีตติ้งที่ศูนย์ประชุมฯ ดิฉันต้องขอพูดถึงประเด็นของน้องใบตอง รมิตาสักนิดนึง คุณผู้ชมอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วเรื่องที่คนวงในเขาลือกันมาว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของน้องใบตองกับไฮโซฯหนุ่มที่คบหาอยู่เริ่มจะไปได้ไม่สวย โดยคนใกล้ตัวของเธอเคยแอบกระซิบบอกนักข่าวในช่องเราว่าตอนนี้น้องใบตองได้เลิกกับแฟนมากว่าสามเดือนแล้ว จริงไม่จริงยังไงเราก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ถามจากเจ้าตัวสักที แต่เมื่อวานค่ะ เราไปเจอเธอที่งานอีเว้นท์หนึ่ง เลยต้องขอดึงตัวมาถามถึงเรื่องนี้สักหน่อย น้องใบตองจะว่ายังไงลองไปฟังคำตอบของเธอกันดูค่ะ...”
   

บางทีจินดาก็เคยแอบสงสัยว่าพวกไฮโซฯนี่เขาแข่งกันหาแฟนเป็นดาราหรือเปล่านะ? ถึงจะไม่ได้ติดตามข่าวบันเทิงแต่เขาก็มักได้ยินมาว่าเดี๋ยวไฮโซฯคนนั้นเป็นแฟนกับนางเอกคนนี้บ้างล่ะ เดี๋ยวไฮโซฯคนนี้ก็เป็นแฟนกับนางร้ายคนนั้นบ้างล่ะ อยู่เสมอๆ
   

...ผู้ชายก็วาสนาดีที่ได้แฟนสวย...
   

...ในขณะที่ผู้หญิงก็วาสนาดีที่ได้แฟนรวย...
   

...ไฮโซฯหนุ่มกับดาราสาวนี่กลายเป็นของคู่กันไปแล้วสินะ...
   

บนหน้าจอ ใบตอง รมิตากำลังถูกนักข่าวจากหลากหลายสำนักจ่อไมค์สัมภาษณ์ แสงแฟลชวิบวับถูกสาดใส่หน้าสวยๆของเธออยู่ไม่ได้ขาด


คำพูดติดปากของใบตอง รมิตาที่นายจินดาจำได้ขึ้นใจก็คือ ‘เพื่อนรักของตองคนนี้เขาชื่อลิงเกอร์ค่ะ’


ก็จะจำไม่ได้ได้อย่างไรในเมื่อตอนคิดคอนเซ็ปงานให้ลิงเกอร์คอร์ปฯเขาเล่นไล่เปิดดูโฆษณาทุกตัวของแบรนด์นี้ในยูทูปจนจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว และที่จำแม่นที่สุดก็เห็นจะเป็นสโลแกนที่คุณพรีเซ็นเตอร์คนงามใช้พูดปิดท้ายในโฆษณาที่เธอขึ้นเขาลงห้วยไปกับสมาร์ทโฟนคู่ใจทุกๆเวอร์ชั่นนี่แหละ


การสัมภาษณ์ไม่มีอะไรน่าสนใจนักสำหรับเหล่าหนุ่มๆที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ ใบตอง รมิตาถูกถามถึงเรื่องงานเป็นสิ่งแรกตามมารยาทที่นักข่าวพึงกระทำ แต่แล้วเมื่อประเด็นถูกเปลี่ยนไปสู่เรื่องราวส่วนตัวของเธอนั้น สายตาของทุกชีวิตที่นั่งกันอยู่หน้าคอมฯด้วยกันนี้ก็ต้องเพ่งไปยังหน้าจอเป็นตาเดียว


“อัพเดทชีวิตรักหน่อยค่ะน้องตอง?” เสียงนักข่าวถามนำขึ้นมา


หญิงสาวคลี่ยิ้มบางเบา ซึ่งจินดาพอจะมองเห็นแววกระอักกระอ่วนเจืออยู่ใต้รอยยิ้มสวยหวานนั่นได้บ้างนิดหน่อย “ชีวิตรักเหรอคะ? ก็เรื่อยๆค่ะ ไม่มีอะไรหวือหวา”


ในตอนนั้นเอง ภาพเล็กๆของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลารายหนึ่งก็ถูกทางรายการตัดขึ้นมาแปะไว้บนที่ว่างในเฟรมเพื่อให้คนดูได้ตามทันว่าคนที่กำลังถูกกล่าวถึงนี้คือใคร


...เกิดเป็นเสียงฮือฮาขึ้นมาในหมู่สถาปนิกรอบวงพิซซ่าทันที...


“อ้าวเฮ้ย! นั่นมันคุณชาตินี่หว่า” โกวิทร้องขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ในขณะที่จินดาเองก็ยกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นสูงด้วยความประหลาดใจ


...นั่นมันรูปของธีรชาติ อชิรญาไม่ผิดแน่นอน...


“โอ้โห แฟนเขาสวยจุงเบย” ใครสักคนในวงพูดขึ้นเช่นนั้น “หล่อ รวย แฟนสวย ชีวิตดี๊ดีย์”


“ป๋าไม่เห็นเคยบอกเลยว่าคุณชาติแกมีแฟนเป็นดารา” โกวิทหันไปกล่าวกับผู้เป็นนายที่นั่งอยู่ไม่ไกลกัน ซึ่งฝ่ายถูกถามก็สั่นศีรษะให้เขากลับมาในทันที


“กูรู้ที่ไหนเล่า เรื่องส่วนตัวเขา”


“มีวงในเขากระซิบมาว่าตอนนี้น้องใบตองเลิกกับไฮโซฯชาติมาได้สามเดือนแล้ว เรื่องราวเป็นยังไงคะ?” นักข่าวจี้ถามต่อ


“วงในคนไหนคะ?” นางเอกสาวส่งเสียงหัวเราะผ่านหน้าจอ “จริงๆก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คนคบกันมันก็ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดาเนอะ ตองมองว่าเป็นเรื่องปกติ”


“แล้วสรุปคือใช้คำว่าเลิกได้หรือยัง?”


“...อืม...ยังหรอกค่ะ เมื่อกี้ก่อนขึ้นเวทีพี่ชาติยังไลน์คุยกับตองอยู่เลย”


“แต่มีตาดีแอบเห็นว่าเราไปไหนมาไหนกับพระเอกหน้าตี๋คนนึงอยู่บ่อยๆ ลือกันว่าเป็นหนุ่มคนใหม่ของใบตอง”


“พระเอกหน้าตี๋ในวงการมีเยอะแยะออกนะ พูดถึงคนไหนเอ่ย?” ดาราสาวถามกลับพร้อมรอยยิ้มชวนมอง “ที่จริงก็เป็นเพื่อนๆกันหมดนั่นแหละค่ะ ตองมีเพื่อนผู้ชายค่อนข้างเยอะ บางทีเวลาออกไปแฮงเอ้าท์กันคนก็ชอบตีความเป็นอย่างอื่น”


นายจินดาพยักหน้าขึ้นลงหงึกๆเมื่อได้ฟังคำตอบของเจ้าหล่อน พลางในหัวก็พยายามจินตนาการไปถึงยามที่คนแบบธีรชาติใช้เวลาอยู่กับสาวสวยรายนี้


...นึกไม่ออกเลยแฮะว่าจะเป็นยังไง...


...ท่าทางไม่ใช่คนโรแมนติกแน่ๆล่ะบุคลิกอย่างนั้นน่ะ...


“ไงไอ้จิน มึงสนิทกับเขานี่ เคยเจอน้องใบตองอะไรนี่บ้างไหม?” จู่ๆคำถามที่ไม่คาดคิดก็ถูกส่งมาจากรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ในวงเดียวกัน


จินดาหันหน้ามองผู้ถามทันที


“พูดเรื่องอะไรวะแม็ค?” คำถามนี้มาจากโกวิทที่กำลังปั้นหน้าไม่เข้าใจ


“ก็ไอ้จินมันสนิทกับคุณชาติไง มึงไม่รู้เหรอ?”


“สนิทอะไรล่ะพี่ ผมก็รู้พร้อมพวกพี่นี่แหละว่าเขามีแฟนเป็นดารา” จินดาตอบเสียงหนักแน่นพร้อมด้วยการส่ายหน้าดิก


“ไม่สนิทแล้วมึงไปข้างนอกด้วยกันมาสองคนได้’ไง?”


“เขาก็บอกพี่ไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าเขาบังเอิญมีบัตรเหลือ ก็เลยยกให้ผม แหม...งานเลคเชอร์ ไม่ต้องสนิทก็ไปดูด้วยกันได้ม้าง ไม่เหมือนไปเที่ยวห้างเที่ยวผับสักหน่อย”


ดูเหมือนว่าตอนนี้ประเด็นของนายจินดาเริ่มจะน่าสนใจกว่าใบตอง รมิตาในจอคอมฯนั่นสำหรับใครบางคนไปแล้ว


“...มึงไปดูเร็มกับคุณชาติเขามาเหรอ?...”


โกวิทเอ่ยถามขึ้นเมื่อประติดประต่อเรื่องราวในหัวจนพอจับใจความได้


คนถูกถามพยักหน้ารับเบาๆด้วยความรู้สึกประดักประเดิด ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ต่อหน้าคนเยอะๆเลยให้ตายสิ


“...ไม่เห็นเล่าให้กูฟังเลยนะ...”


“โห่พี่โก๋ ก็มันไม่ได้มีอะไรสำคัญ จะเล่าทำไมล่ะ?”


ได้ยินดังนั้นคนเป็นรุ่นพี่ก็เปล่งเสียงหัวเราะผ่านลำคอออกมาเบาๆ แล้วจึงเลือกที่จะสงบปากลงไปเลย


จินดาเผลอตัวเม้มริมฝีปากเข้าหากันน้อยๆ


...การปล่อยให้คนอื่นคิดว่าเขากับคุณนักธุรกิจผู้โด่งดังคนนั้นสนิทสนมกลมเกลียวกันคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่...


...เดี๋ยวใครเขาจะหาว่าวัลลาบีเอาได้...


...ก็ไม่ได้มีเหตุให้ต้องไปสนิทกันสักหน่อยนี่...


ว่าแต่...พูดถึงธีรชาติขึ้นมาแล้วจินดาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนลืมทำบางอย่างไปเสียสนิท


“เอ้อป๋าครับ...พรุ่งนี้ผมขอลาวันนึงนะ”


“อ้าว มึงจะไปไหน?”


“มีธุระต้องไปทำนิดหน่อย”


“กูเคยบอกมึงแล้วไงว่าถ้าจะลากิจต้องลาล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน ไอ้ตูดจินเอ๊ย!”


สถาปนิกรุ่นเล็กส่งเสียงหัวเราะออกมาแห้งๆด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษครับ ผมลืมไปเลยอะ แต่ป๋าไม่ต้องห่วงนะ ฟลอร์แปลนผมเสร็จภายในเย็นนี้แน่นอน พรุ่งนี้ป๋ามีใช้แน่ๆ”


“เออๆ รอบหน้าก็อย่าลืมแล้วกัน ถ้ามาลาปุบปับแบบนี้อีกกูไม่ให้มึงลาจริงๆแล้วนะโว๊ย”



๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐



ดวงตาคู่ฉ่ำภายใต้แพมาสคาร่าหนาดำกำลังจับจ้องไปยังพ่อหนุ่มรูปหล่อที่ก่อนนี้เธอคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้พบเขาอีกแล้วด้วยความรู้สึกหนักใจ
   

“บัวขอโทษนะคะ บัวให้คุณจินเข้าไปไม่ได้จริงๆ”
   

“แต่คุณบัวครับ ผมขอแค่สิบนาทีเอง ไม่เกินนี้แน่นอน สาบานได้เลย”
   

“โธ่...ถ้าบัวพาคุณจินเข้าไป บัวต้องโดนผู้ใหญ่ดุเอาแน่ๆเลยค่ะ วันนี้คุณจินกลับไปก่อนเถอะนะคะ ไว้บัวจะลองนัดให้อีกที”
   

ได้ฟังดังนั้นจินดาก็ส่ายศีรษะไปมาอย่างดื้อดึง ชายหนุ่มรู้ดีว่าหากเขาเป็นคนขอนัดเอง คิวของบรรดาผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้ไม่มีทางตกมาถึงมือแน่ “คุณบัว ช่วยผมหน่อยนะ ผมขอร้อง สักครั้งนึง”
   

หญิงสาวผ่อนลมหายใจทิ้งไปเฮือกโต
   

...เจอเรื่องยากเข้าแล้วสิบัวเอ๋ย...
   

...ไม่น่าพลั้งปากบอกไปเลยจริงๆ...
   

“เอาอย่างนี้แล้วกันค่ะ” เธอกล่าวขึ้นมาอีกครั้งพร้อมด้วยการปั้นสีหน้าลำบากใจ “เดี๋ยวบัวจะลองเข้าไปถามคุณชาติให้ก่อน...คุณจินรอตรงนี้สักครู่นะคะ”
   

“ครับผม ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณจริงๆครับ”
   

เป้าหมายที่หญิงสาวมุ่งตรงไปคือห้องประชุมซึ่งยามนี้กำลังถูกใช้งานโดยเหล่าผู้บริหารนับสิบชีวิต แม้ว่าอาจารย์บุญฤทธิ์จะพรีเซ็นต์จบและกลับไปได้สักพักแล้ว แต่การประชุมก็ยังไม่สิ้นสุดลงเนื่องจากผู้บริหารเหล่านี้ยังต้องหารือภายในกันต่อ
   

เป็นความผิดของเธอเองแหละที่ไม่ฉุกคิดให้ดีก่อนจะแพร่งพรายข้อมูลอะไรให้คนนอกรู้ เมื่อสักสัปดาห์ก่อนจู่ๆจินดาก็ต่อสายเข้าเครื่องธีรชาติ แต่เขาติดประชุมอยู่เธอจึงเป็นผู้รับสายแทน สถาปนิกหนุ่มเอ่ยถามถึงกำหนดการเข้าพรีเซ็นต์แบบของอาจารย์บุญฤทธิ์ว่าเป็นวันไหนและกี่โมง ไม่รู้ว่าตอนนั้นเธอเมาน้ำหอมตัวเองหรืออะไรถึงได้ยอมตอบออกไปง่ายๆโดยไม่นึกสงสัยเลยว่าผู้ถามจะต้องการรู้ไปทำไม
   

...แหม ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าเขาจะมาไม้นี้...
   

หญิงสาวค้อมตัวเดินผ่านหลังผู้บริหารหลายรายจนเข้าไปถึงตัวธีรชาติทั้งที่การประชุมก็ยังคงดำเนินต่อไป
   

“มีอะไรครับบัว?” นักธุรกิจหนุ่มกระซิบถาม สีหน้าไม่สู้ดีของเลขาฯส่วนตัวทำให้เขารู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาน้อยๆ
   

“คุณชาติคะ ตอนนี้คุณจินดามารออยู่ข้างหน้าค่ะ คุณเขาอยากจะมาขอพรีเซ็นต์งานตอนนี้เลยค่ะ เขาบอกเขาขอสิบนาที”
   

“ฮึ!? พรีเซ็นต์งาน?”
   

เสียงอุทานที่ดูจะดังไปสักนิดของธีรชาติส่งผลให้การหารือบนโต๊ะมีอันต้องสะดุดลง สายตาหลายคู่หันมามองชายหนุ่มหญิงสาวที่กำลังป้องปากคุยกันด้วยความสนอกสนใจ
   

“งานอะไร? ใครนัดเขามา?” ผู้บริหารนามสกุลดังถามออกมาเช่นนั้นพลางนิ่วหน้าราวกับนักพนันเสียม้า
.
.
.
จินดาชะเง้อมองลอดกระจกโปร่งแสงแต่ไม่โปร่งใสเข้าไปยังเงาลางๆขอผู้คนที่นั่งกันอยู่ในห้องประชุม ในที่สุดเขาก็ได้รู้สักทีว่าคนเหล่านี้ประชุมกันอยู่ที่ห้องไหน
   

...นี่แหละ โอกาสแก้ตัวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่...
   

เหตุผลอันแสนง่ายดายที่ทำให้จินดาตัดสินใจเลือกที่จะเดิมดุ่มๆเข้าออฟฟิศลิงเกอร์คอร์ปฯมาในวันนี้ก็เป็นเพราะกำหนดการพรีเซ็นต์งานของอาจารย์บุญฤทธิ์นั่นเอง ใช่ว่าเขาอยากจะนำผลงานมาเปรียบชนิดสดๆร้อนๆหรืออะไร เพียงแต่ชายหนุ่มคิดว่าผู้ร่วมประชุมชุดนี้ก็คือกลุ่มคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลโปรเจ็คต์สำนักงานใหญ่ทั้งหมดนั่นเอง
   

...หากวันนี้โน้มน้าวได้สำเร็จ ก็ถือว่าอนาคตสดใส...


จากตรงนี้จินดาสามารถมองเห็นตำแหน่งที่ร่างสะโอดสะองของคุณเลขาฯคนสวยเข้าไปหยุดเจรจากับเงาของคนที่น่าจะเป็นธีรชาติได้ค่อนข้างชัด
   

...ดูเหมือนว่าตอนนี้นายธีรชาติกำลังจะลุกขึ้นจากที่นั่ง...
   

มาอีหรอบนี้จินดาก็สามารถจินตนาการต่อได้ทันทีว่าอีกเดี๋ยวผู้บริหารหนุ่มต้องเดินออกมาไล่เขากลับไปอย่างแน่นอน
   

สถาปนิกหนุ่มผู้ไฟแรงจนเกินพอดีหลับหูหลับตารวบรวมความกล้าก่อนจะถือวิสาสะชิงผลักประตูเข้าไปเสียก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ออกมา
   

...ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มซึ่งถูกปั้นแต่งมาเป็นอย่างดีแล้วโผล่เข้าไปให้ผู้คนด้านในได้ยลเป็นลำดับแรก...
   

“สวัสดีครับทุกท่าน” จินดากล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่แสนจะสุภาพเรียบร้อย การปรากฏตัวของเขาสร้างความงุนงงให้เหล่าผู้บริหารได้ดีเหลือเกิน
   

“คุณ!” ธีรชาติร้องขึ้นพลางส่งสายตาตำหนิติเตียนมาทางเขาโดยพลัน
   

ทุกสิ่งเป็นไปตามที่จินดาคาดการณ์ไว้ เหล่าผู้ร่วมประชุมคนอื่นๆพากันตั้งคำถามว่าสถาปนิกเบอร์เล็กจ้อยจากบริษัทที่ไม่ถูกเลือกอย่างเขาเข้ามายืนทำอะไรอยู่ที่นี่ในตอนนี้
   

“ก่อนอื่นผมต้องขออภัยทุกท่านก่อนเลยนะครับที่จู่ๆก็เข้ามาขัดจังหวะการประชุม แต่ผมมีสิ่งดีๆจะมานำเสนอครับ ขอแค่สิบนาทีเท่านั้น แล้วผมจะไม่รบกวนเวลาอีกเลย”
   

จบประโยคของจินดา ฝ่ามือหนาใหญ่ของธีรชาติก็ถูกเจ้าตัวยกขึ้นกุมขมับในทันที
   

...แค่จู่ๆก็โผล่มาโดยไม่ได้รับเชิญก็นับว่าเป็นการกระทำที่แย่มากแล้ว...
   

...นี่ยังจะมาทำตัวเหมือนเป็นเซลล์ขายตรงอีก...
   

...ตกลงว่าจะมาขายแบบหรือขายเครื่องกรองน้ำกันแน่ล่ะนี่?...
   

ถ้าธีรชาติรู้มาก่อนว่าจินดาเป็นคนดันทุรังถึงขนาดนี้ รับรองได้เลยว่าวันนั้นเขาจะไม่ปริปากชมออกไปให้ใครได้สำคัญตัวผิดแน่นอน




TBC.




รายละเอียดรวมเล่มราคาฝัน ท่านใดสนใจลองเข้าไปดูกันนะคะ :

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=57030.msg3540853#msg3540853


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2017 11:08:02 โดย B.L.Sniper »

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #45 เมื่อ12-09-2016 22:25:27 »

เอ้า หนูจินไปเตี๊ยมบทกับเซลล์ขายเครื่องกรองน้ำซะงั้น

ขอให้ได้ ขอให้โดน

ไม่งั้นไม่รู้ว่าคุณชาติจะเจอกับหนูจินอีท่าไหนแล้วววววววว :ling1:

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #46 เมื่อ12-09-2016 22:39:33 »

บางทีปัญหาสำคัญมันอาจจะอยู่ที่ตัวคนนำเสนอก็ได้นะ (นึกถึงพวกที่นำเสนอเก่ง ๆ กับธรรมดา โดยที่เนื้อหาเหมือนกัน)

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #47 เมื่อ12-09-2016 23:36:57 »

ปัญหาของจินส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความน่าเชื่อถือของตัวผู้ออกแบบด้วย คือคนเรายังไง ๆ ก็มักจะเลือกแบรนด์ดัง ๆ มาก่อนอยู่ละ ยิ่งงบประมาณอยู่ในวงที่กำหนดด้วยแล้ว แต่ถ้าไม่สู้แบบนี้ก็ไม่รู้ว่าจะสู้ยังไงแล้วเหมือนกันใช่ไหม

ส่วนอีตาคุณชาติ แอบรู้สึกว่าน้องจินน่ารักแล้วใช่ไหมล่ะ แต่ไปเคลียร์เรื่องนางเอกสาวสวยก่อนจะมาเต๊าะน้องจินด้วยนะ ไม่งั้นเรื่องไม่สวยแน่ ๆ

ปล. พึ่งแอบไปซื้อหัวใจหลังเลนส์มาวันก่อน อ่านดูตอนแรกก็ว่าเรื่องนี้สำนวน แนวทางคุ้น ๆ ดูชื่อคนแต่งใช่เลย ดีใจนะครับที่กลับมาแต่งงานเขียนดี ๆ ให้ได้อ่านอีก

ออฟไลน์ lucifer_p

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #48 เมื่อ13-09-2016 06:50:59 »

วิธีการนุ้งจินห่ามมาก สายลุยสุด จนอยากอ่านตอนต่อไปเลยค่ะ เพราะนึกไม่ออกจริงๆว่ามันจะออกมายังไง
หากเป็นชีวิตจริงนี่อาจตายตั้งแต่เปิดประตูเจอบอร์ดละ 55555

ชอบมากค่ะ สนุกมากกก

ออฟไลน์ Disthaporn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 58
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #49 เมื่อ13-09-2016 07:54:26 »

จินดาต้องออกห่างจากคุณชาติเพราะกลัวหาว่าเล่นเส้นสายเเน่เลยยย :o12: ไม่คิดมากนะจินนน   คุณชาติเองก็เคลียร์ปัญหาเเม่ดาราสาวก่อนที่จะมาเต๊าะจินด้วยนะคะ!! รอตอนต่อไปค่ะ :กอด1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
« ตอบ #49 เมื่อ: 13-09-2016 07:54:26 »





ออฟไลน์ XVIII.88

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 499
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
    • XVIII.88
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #50 เมื่อ13-09-2016 08:04:15 »

อาการเขินอาย ทำตัวไม่ถูกเวลาโดนชมของจิน ช็อตนี้น่ารักมากกกกก  :ling1:

แต่บุ่มบ่ามเข้าไปขอพรีเซ็นต์โดยไม่ได้นัดล่วงหน้านี่ ไม่ดีเลยน้าา น้องจินน ห่ามมาก
กลัวน้องโดนตอกหน้าหงายจริงๆ   :ling3:

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2497
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-5
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #51 เมื่อ13-09-2016 13:11:51 »

น้องจินดื้อเนอะ แต่ก็น่ารักนะ ว่ามัํยคุณธีรชาติ

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1510
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #52 เมื่อ13-09-2016 13:20:20 »

หนูจินสู้ๆ~ :hao7:

ออฟไลน์ B.L.Sniper

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +165/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #53 เมื่อ13-09-2016 18:59:14 »

ปล. พึ่งแอบไปซื้อหัวใจหลังเลนส์มาวันก่อน อ่านดูตอนแรกก็ว่าเรื่องนี้สำนวน แนวทางคุ้น ๆ ดูชื่อคนแต่งใช่เลย ดีใจนะครับที่กลับมาแต่งงานเขียนดี ๆ ให้ได้อ่านอีก

ขอบพระคุณมากนะคะที่ยังจำกันได้ ดีใจเหมือนกันค่ะที่ยังกลับมาอ่านผลงานกันอยู่ =)

------

ราคาฝัน # 07



ถ้อยคำต่อว่าต่อขานดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อบรรดาผู้ร่วมประชุมเข้าใจได้ในที่สุดว่าสถาปนิกโนเนมผู้นี้มาทำอะไร


...จินดากระตุกกล้ามเนื้อใต้ดวงตาข้างหนึ่งขึ้นน้อยๆอย่างที่มักเผลอทำเป็นประจำเวลาใจเสีย...


ทั้งที่เตรียมใจจากบ้านมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอดรู้สึกหน้าชาขึ้นมาไม่ได้เมื่อถูกประโยคติเตียนและขับไล่โถมเข้าใส่อย่างรุนแรงไม่แพ้พายุฤดูร้อนเช่นนี้


...แต่ในเมื่อคิดที่จะตื๊อแล้ว มันก็คงต้องทำหน้าให้ด้านเข้าไว้...


สายตาของนักออกแบบหนุ่มเบนไปหาธีรชาติโดยพลันเมื่อสถานการณ์มาถึงจุดที่ผู้บริหารรายหนึ่งออกปากขู่ขึ้นมาว่าจะเรียกให้รปภ.มาเชิญตัวเขาออกไป ไม่แน่ใจนักว่าเหตุใดจึงเลือกที่จะมองไปทางนั้นในเมื่อธีรชาติเองก็กำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองเขามาด้วยสายตาตำหนิไม่ต่างจากเหล่าผู้บริหารคนอื่นๆเลยสักนิด


จินดาบีบหัวคิ้วเข้าหากันน้อยๆขณะสบตากับอีกฝ่ายราวกับต้องการขอความช่วยเหลือ หากแต่ธีรชาติกลับเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยท่าทางไร้อารมณ์


แต่แล้วในจังหวะที่สถาปนิกผู้ดื้อดึงคิดว่าตัวเองกำลังจะนกแล้วแน่ๆนั้น จู่ๆพ่อนักธุรกิจนามสกุลดังก็เปิดปากออกมาจนได้
“ให้เขาลองดูหน่อยเถอะครับ” ธีรชาติกล่าวเสียงเรียบทั้งที่ยังไม่ยอมหันกลับมามองหน้าจินดา


“จะเสียเวลาทำไมคุณชาติ ก็เราเลือกบริษัทอาจารย์บุญฤทธิ์กันไปแล้ว”


“แค่สิบนาที คงไม่ได้เสียหายอะไรมากมายมั้งครับ...ถือซะว่าเป็นช่วงพักเบรกก็ได้”
.
.
.
สเปรดชีตถูกเปิดขึ้นหน้าจอมาเป็นสิ่งแรกราวกับเป็นถ้อยคำประชดประชันจากสถาปนิกหัวดื้อ


ความผิดพลาดในครั้งเก่ากลายเป็นบทเรียนชั้นดีซึ่งทำให้จินดาคิดหาวิธีการนำเสนอที่ถูกจริตกับผู้ร่วมประชุมเหล่านี้ได้


ธีรชาติหรี่สายตาลงขณะปราดมองตัวเลขไปทั่วตารางก่อนจะสะดุดเข้ากับคอลัมน์หนึ่งที่ถูกไฮไลท์ไว้ด้วยสีแดงอ่อนๆ ในช่องบนสุดของคอลัมน์ที่ว่านี้ระบุหัวข้อเอาไว้เพียงสั้นๆว่า ‘Returns’ ซึ่งเมื่อได้เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็ต้องเลิกคิ้วหนาเข้มของตนขึ้นด้วยความประหลาดใจ


“คราวที่แล้วผมพลาดเองครับที่ทำตารางมาให้ดูเฉพาะสิ่งที่ลิงเกอร์ฯจะต้องจ่ายออกไป ประเด็นสำคัญที่ผมตกหล่นก็คือผลประโยชน์ที่ลิงเกอร์จะได้กลับคืนมาจากดีไซน์นี้ นี่เป็นตัวเลขที่ผมคำนวณไว้คร่าวๆ อาจไม่แม่นยำ แต่ก็น่าจะพอทำให้ทุกท่านเห็นศักยภาพของมันได้ชัดเจนขึ้น”


ธีรชาติเม้มริมฝีปากเข้าหากันน้อยๆขณะที่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่บนจอโปรเจ็คต์เตอร์ตรงหน้า


ไม่มีสถาปนิกคนไหนเขาทำตัวเลขประเภทนี้ขึ้นมาหรอก ก็อย่างที่เคยพูดไปว่ามันเป็นหน้าที่ของฝ่ายการตลาดไม่ใช่ฝ่ายออกแบบ คำนวณมั่วหรือเปล่าก็ไม่รู้ ได้ตัวเลขมายังไงก็ไม่เห็นบอก


...แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิธีนี้สร้างความสนใจให้บรรดาผู้บริหารอยากฟังต่อได้จริงๆ...


ได้ทีจินดาก็ส่งยิ้มอวดแผงฟันแล้วจึงพาการนำเสนอเข้าสู่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญอย่างว่องไว “ผลประโยชน์ที่ผมพูดถึงนี้จะได้มาจากฟังก์ชั่นพิเศษที่ผมใส่ไว้ในอาคารครับ”


...ภาพจำลองกึ่งแอ็บสแตร็คต์ถูกฉายขึ้นบนหน้าจอ เส้นสายไร้โค้งมนโยงใยทับไขว้กอปรกันเป็นพื้นที่น่าพักพิงสำหรับมนุษย์...


“...นี่เป็นโปรโตไทป์ใหม่ที่ผมสร้างขึ้นเพื่อลิงเกอร์ฯโดยเฉพาะครับ พอพูดถึงอาคารสำนักงานเราก็มักนึกถึงภาพฟลอร์โล่งๆที่มีโต๊ะทำงานวางอยู่เป็นคอกๆ มีห้องหัวหน้า หรือห้องประชุมเรียงอยู่ริมทางเดิน ซึ่งมันเป็นแบบแผนของสถานที่ทำงานในยุคเก่าที่คนยังจำเป็นต้องมารวมตัวในที่เดียวกันเพื่อความสะดวกในการสื่อสาร แต่ผมมองว่าในยุคนี้ จริงๆแล้วเราสามารถนั่งทำงานตรงไหนก็ได้ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตไว้เชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงาน จะเห็นได้ว่าพักหลังๆมา ก็จะเริ่มมีกลุ่มคนที่ทำอาชีพอิสระออกไปนั่งทำงานอยู่ตามร้านกาแฟหรือพวกโคเวิร์คกิ้งสเปซกันมากขึ้น


ลองนึกภาพดูครับว่าจะเป็นยังไงถ้าเวิร์คสเตชั่นของลิงเกอร์ฯยืดหยุ่นมากถึงขั้นที่สามารถเปิดให้คนนอกมาใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสำนักงานด้วยได้ คนนอกในที่นี้อาจจะเป็นพวกฟรีแลนซ์ พวกนักธุรกิจต่างชาติที่ไม่มีสถานที่ทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งในประเทศไทย หรืออาจจะเป็นพนักงานจากบริษัทอื่นๆที่มีความจำเป็นจะต้องออกมาติดต่องานนอกสถานที่ ซึ่งจุดประสงค์หลักของพื้นที่ส่วนนี้ไม่ใช่การเก็บค่าเช่าต่อโต๊ะต่อชั่วโมง แต่เป็นการแสดงถึงอำนาจของการเชื่อมต่อซึ่งเป็นสินค้าหลักของลิงเกอร์ฯ เหมือนเป็นโชว์รูมที่บอกให้คนได้รู้ผ่านการใช้งานจริงว่าแค่เข้ามาอยู่ในโครงข่ายของลิงเกอร์ฯชีวิตเขาจะสะดวกขึ้นมากขนาดไหน...”


ภาพจำลองที่ฉายอยู่บนจอดูคล้ายจอมปลวกเวอร์ชั่นเรขาคณิต ไม่มีแผ่นพื้น ไม่มีผืนกำแพง มีเพียงเซลล์เล็กๆจำนวนมากที่กระจายตัวกันอยู่อย่างสะเปะสะปะ ทุกตำแหน่งเชื่อมต่อกันได้ทั้งแนวดิ่งและแนวนอน


...แม้ไม่เรียลลิสติกนักแต่ก็พอทำให้คนมองรู้สึกได้ถึงความเป็นมิตรของตัวดีไซน์...


“เพื่อจุดประสงค์เชิงพาณิชย์...” สถาปนิกหนุ่มเริ่มกล่าวต่ออีกครั้งเมื่อเห็นว่าทุกชีวิตในห้องยังคงตั้งใจฟัง “...ฟังก์ชั่นส่วนนี้จะเป็นเหมือนดิสเพลย์ของตัวตึกไปด้วยเลย ไม่ว่ามองจากทางไหนก็ต้องเห็นโครงข่ายก้อนนี้ได้อย่างชัดเจน เวลารถไฟฟ้าวิ่งผ่าน คนในโบกี้ก็จะได้เห็นว่ามีคนกำลังนั่งเอนหลังทำงานกันอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ ผมเชื่อว่ามีใครหลายคนอยากจะได้ทำงานในสถานที่ที่อนุญาตให้เขาเป็นมนุษย์ได้มากกว่าคอกทำงานสี่เหลี่ยม ถ้ามันเป็นที่ที่สามารถเข้ามาลองใช้งานได้ง่ายๆก็คงเรียกความสนใจได้เยอะ ผมว่ามันได้ประโยชน์ทั้งในแง่ภาพลักษณ์แบรนด์ ทั้งในแง่การประชาสัมพันธ์ตัวสินค้าของลิงเกอร์ฯด้วยนะครับ...”
.
.
.
...พรีเซ็นเทชั่นจบลงภายในระยะเวลาสิบนาทีไม่ขาดไม่เกิน...


จินดายืนรอฟังฟีดแบ็คจากเหล่าผู้บริหารทั้งหลายด้วยกิริยาสำรวม หากแต่ทั่วทั้งห้องประชุมกลับมีเพียงความเงียบปกคลุมอยู่เท่านั้น


“..อ..เอ่อ..” สถาปนิกหนุ่มเปิดปากขึ้นมาอีกครั้ง “..ไม่มีท่านไหนมีคอมเม้นท์หรือครับ?..”


ผู้ร่วมประชุมแต่ละคนต่างก็นั่งนิ่งไร้ปฏิกิริยาตอบกลับ บ้างก็ก้มหน้าก้มตาดูโทรศัพท์ บ้างก็กอดอกมองมาทางเขาด้วยสายตาเย็นชา ซึ่งธีรชาติเองก็เป็นหนึ่งในนั้น


ช่วงเวลาอันแสนกระอักกระอ่วนผ่านไปเนิ่นนานพอให้จินดาหน้าถอดสีได้ จนกระทั่งในที่สุดใครคนหนึ่งก็ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วกล่าวออกมาด้วยท่าทางไม่ยี่หระ “ผมว่าตอนนี้เราพักเข้าห้องน้ำกันสักห้านาทีดีกว่า จะได้กลับมาคุยเรื่องเก่าที่เมื่อกี้คุยค้างกันไว้ต่อ”


จบประโยคของคุณลุงวัยภูมิฐานรายนั้น ใครหลายคนก็พากันลุกจากที่นั่งแล้วเดินออกจากห้องประชุมไป ตอนนี้ห้องทั้งห้องจึงเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังคงนั่งปักหลักอยู่ที่เดิม


จินดาหน้าเสียไปในทันที ความหวังที่ตั้งมาจากบ้านเป็นอันถล่มครืนลงอย่างไม่เป็นท่าอีกครั้ง


สถาปนิกหัวรั้นเหลือบสายตามองธีรชาติ ตอนนี้ผู้บริหารหนุ่มกำลังหลุบตาลงมองพื้นโต๊ะพลางแสดงสีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดและไม่ต้องการพูดคุยกับใคร ซึ่งเมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงตัดสินใจได้ในที่สุดว่าถึงเวลาต้องก้มหน้าก้มตาเก็บของแล้วออกจากตรงนี้ไปสักที


จินดาเอ่ยคำขอบคุณลอยๆให้กับคนที่ยังเหลืออยู่ภายในห้องเป็นประโยคสุดท้าย
.
.
.
“คุณจินล่ะ? กลับไปแล้วเหรอ?” ธีรชาติเอ่ยถามเลขาฯสาวขึ้นเป็นสิ่งแรกเมื่อการประชุมสิ้นสุดลง


“กลับไปได้สักพักแล้วค่ะ”


“แล้วเย็นนี้ผมมีประชุมอีกทีตอนกี่โมงนะ?”


“ห้าโมงครึ่งค่ะ”


เมื่อได้รับคำตอบมาเช่นนั้นชายหนุ่มก็พยักหน้ารับรู้ก่อนสาวเท้าไปทางโถงลิฟต์ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง โทรศัพท์มือถือ

คู่ใจถูกยกขึ้นต่อสายหาใครบางคน


เสียงรอสายดัง ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด อยู่อย่างนั้นนับสิบครั้งจนกระทั่งสัญญาณมันตัดไปเอง


ธีรชาติกดลิฟต์ลงไปชั้นล่างสุดของอาคารโดยมีเป้าหมายเป็นบรรดาร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่อยู่ตรงล็อบบี้ ไม่แน่ว่าบางทีคุณสถาปนิกไฟแรงอาจจะยังแกร่วอยู่ในตึกนี้ก็ได้


ผู้บริหารหนุ่มเดินหาใบหน้าที่คุ้นตา หากแต่ไม่ว่าจะเป็นร้านไหนก็ไม่พบวี่แวว


...หรือว่าจะกลับไปแล้วจริงๆ?...


ตัวเขาเองไม่ได้มีเวลาเยอะแยะ เมื่อเดินลงมาดูแล้วไม่เจอตัวก็คงต้องว่ากันวันหลัง


โทรศัพท์เครื่องเดิมถูกต่อสายออกไปอีกครั้ง และคราวนี้หากอีกฝ่ายไม่รับเขาก็ตั้งใจจะกลับขึ้นไปทำงานต่อแล้ว


“...สวัสดีครับ...” น้ำเสียงแห้งผากดังมาจากหูโทรศัพท์ในจังหวะที่สายกำลังจะตัดไป


“คุณจิน ยังอยู่แถวนี้หรือเปล่า?” ธีรชาติถามออกไปเช่นนั้นโดยไม่คิดเอ่ยคำทักทายให้เยิ่นเย้อ


คนทางปลายสายเงียบไปครู่ ก่อนจะค่อยๆตอบออกมาเสียงเบา “...ผมอยู่บนรถไฟฟ้าแล้ว...”


ในตอนนั้นเองเสียงแปลกปลอมเสียงหนึ่งก็ลอดเข้าหูโทรศัพท์มาให้นักธุรกิจนามสกุลดังต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ


...เสียงไซเรน...


ชายหนุ่มหันมองผ่านผนังกระจกออกไปยังถนนใหญ่หน้าตึกตามสัญชาตญาณ ก่อนจะได้พบกับรถพยาบาลที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว


รอยยิ้มเล็กๆถูกจุดขึ้นที่มุมปาก เขาไม่เอ่ยคำลาใดใส่โทรศัพท์ทั้งสิ้น เพียงแค่ตัดสายทิ้งไปดื้อๆเท่านั้น
.
.
.



รายละเอียดรวมเล่มราคาฝัน ท่านใดสนใจลองเข้าไปดูกันนะคะ :

http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=57030.msg3540853#msg3540853


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2017 11:08:29 โดย B.L.Sniper »

ออฟไลน์ B.L.Sniper

  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 73
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +165/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 6 หน้า 2 [12.09.2016/20:59:26]
«ตอบ #54 เมื่อ13-09-2016 18:59:32 »

...ถ้ารู้ว่ารับสายแล้วจะถูกวางหูใส่แบบนี้ ไม่รับเสียก็ดี...


โทรศัพท์เครื่องบางถูกหย่อนเก็บลงกระเป๋าไปแบบลวกๆ


สถาปนิกหนุ่มผ่อนลมหายใจออกจนสุดปอดพลางหลุบตาลงมองปลายเท้าตัวเองด้วยท่าทางห่อเหี่ยวอีกครั้ง


...เขาคิดผิดจริงๆที่เสนอหน้าเข้าไปขอพรีเซ็นต์...


...หากอยู่เฉยๆ ก็คงไม่ต้องมาผิดหวังซ้ำสองแบบนี้...


...รู้สึกเหมือนคนอกหักเลย...


หลังจากวันที่ไปดูเลคเชอร์กับธีรชาติ จินดาก็เหมือนมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งเนื่องจากได้รับคำชมเชยจากผู้บริหารหนุ่มมาจนหุบยิ้มเกือบไม่ลง เพราะอย่างนั้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาเลยนึกคึกรื้องานที่ถูกปฏิเสธไปแล้วกลับขึ้นมาแก้เป็นบ้าเป็นหลัง หมายว่าจะหาโอกาสแก้ตัวอีกสักที อีกทั้งวิธีการนำเสนอก็ยังถูกเรียบเรียงใหม่เพื่อให้เข้าหูผู้รับสารมากขึ้น


...พูดง่ายๆว่าตอนขามานั้นเขามีความหวังอยู่เต็มใจจนอกแทบพอง...


“...เชี่ย...”


คำสบถถูกเปล่งลอดไรฟันออกมาเสียงเบา


...คิดถึงตอนเรียนใจจะขาด...


แม้สมัยเรียนอาจารย์จะเพียรย้ำนักย้ำหนาว่าเวลาตรวจแบบอาจารย์ก็เปรียบเสมือนลูกค้าเจ้าของโปรเจ็คต์ แต่ต่อให้เฮี๊ยบ ต่อให้โหดแค่ไหน ถึงอย่างไรอาจารย์ก็เป็นสถาปนิก การมองสาระสำคัญในงานออกแบบแต่ละชิ้นต่างกับพวกนายทุนมาก เกณฑ์การให้คะแนนผิดกันลิบลับ งานที่อาจารย์ให้เอ พวกนายทุนอาจจะให้เอฟก็ได้


...อาจารย์แม่งน่าจะเป็นลูกค้าที่เข้าอกเข้าใจที่สุดเท่าที่สถาปนิกคนหนึ่งจะหาได้ในชีวิตนี้แล้วมั้ง...


“ผมเพิ่งรู้นะว่ารถไฟฟ้าเขาวิ่งกันบนฟุตบาท”


สุ้มเสียงอันคุ้นเคยของใครคนหนึ่งดังขัดความคิดจินดาไว้ในตอนนั้น สถาปนิกหนุ่มหันมองหาที่มาโดยพลันก่อนจะต้องสะดุ้งตัวขึ้นน้อยๆเมื่อได้พบว่าคนที่เพิ่งจะคุยโทรศัพท์กับเขาอยู่เมื่อสักครู่โผล่มาอยู่ตรงนี้แล้ว


ร่างสูงใหญ่ในชุดทำงานเรียบหรูเดินเข้ามาหย่อนกายลงนั่งบนที่ว่างข้างๆกัน


...ธีรชาติ อชิรญากับม้านั่งหน้าป้ายรถเมล์เป็นสองสิ่งที่ไม่เข้ากันเอาเสียเลย...


“รู้ได้’ไงว่าผมอยู่ที่นี่?” จินดาเอ่ยถามเสียงต่ำ


“เสียงรถพยาบาล...คุณโกหกไม่เนียนเลย”


ได้ยินอย่างนั้นคนถูกค่อนขอดก็กระตุกหัวคิ้วพลางห่อริมฝีปากเข้าหากันน้อยๆ


“แล้วคุณมีอะไรเหรอถึงได้ตามผมลงมาถึงนี่?”


“ก็จะมาต่อว่าคุณน่ะสิ” นักธุรกิจหนุ่มสวนกลับไปทันควัน คำพูดของเขาทำเอาคนฟังถึงกับผงะไป “มีอย่างที่ไหนถือวิสาสะบุกมาถึงห้องประชุมบริษัทลูกค้าแบบนี้ เสียมารยาทมากๆ แถมยังขี้โกงด้วยรู้ตัวหรือเปล่า?”


ใบหน้าคมเข้มของผู้บริหารหนุ่มในยามนี้ดูขึงขังและน่าเกรงขามจนคนมองต้องรีบดึงสายตากลับมาอยู่ที่ปลายเท้าของตนต่อตามเดิม


“ขอโทษครับ” จินดากล่าวเสียงเบาโดยไม่คิดโต้แย้งใดๆ


...ยอมรับความผิดแต่โดยดี...


“เวลาอยู่กับเพื่อนกับครอบครัวคุณดื้อหรือเปล่าผมไม่รู้นะ แต่ในสถานที่ทำงานคุณจะมาทำตัวเหมือนเด็กวัยรุ่นห้าวเป้งแบบนี้ไม่ได้ นี่ถ้าคุณเป็นลูกน้องผม ผมคงขอให้ส่งซองขาวไปแล้วล่ะ...พี่ต้อมรู้ไหมเนี่ยว่าวันนี้คุณมาที่นี่?”


มาถึงคำถามนี้สีหน้าที่ดูจะไม่สู้ดีอยู่แล้วของจินดากลับยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก ริมฝีปากล่างถูกชายหนุ่มขบไว้น้อยๆ เขาไม่กล่าวสิ่งใดเพียงแต่ส่ายศีรษะให้อีกฝ่ายเท่านั้น


“นั่นไง ผมว่าแล้ว แบบนี้ใช้ไม่ได้เลยนะคุณ...ถ้าสมมติได้งานไปจริงๆตั้งใจจะทำยังไงต่อ? เอาไปทำเองคนเดียว? รับเงินคนเดียว?”


“เฮ้ย! ไม่ใช่นะ!” จินดารีบเงยหน้ากลับขึ้นมาปฏิเสธทันที “ผมตั้งใจว่าถ้าผลมันออกมาไม่ดี  ผมก็จะรับฟีดแบ็คไว้ในชื่อนายจินดาคนเดียว เมื่อกี้ตอนพรีเซ็นต์ผมก็เกริ่นไปแล้วไม่ได้ยินเหรอว่าผมมาที่นี่ด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับบริษัท แต่ถ้าสุดท้ายงานผมได้รับเลือก ผมค่อยบอกป๋าตอนนั้นแล้วจะนำเสนองานในนามบริษัททอมทอมต่อ...ผมพูดจริงๆนะคุณ สาบานได้..ผมไม่มีทางตบงานบริษัทมาเป็นของตัวเองแน่นอน”


ธีรชาติส่ายหน้าไปมาเบาๆ


“จริงๆเลย...” ผู้บริหารหนุ่มรำพึงออกมาเช่นนั้น “...ถ้าพี่ต้อมรู้พี่ต้อมโกรธตาย”


...นั่นน่ะสิ...


...ถ้าป๋ารู้ป๋าต้องโกรธเอาแน่ๆ...


“เอานี่...รับไป” จู่ๆธีรชาติก็เอ่ยขึ้นมาเช่นนั้นก่อนจะยื่นกระดาษที่ถูกพับเป็นทบๆแผ่นหนึ่งให้คนข้างกาย


จินดาหันมองด้วยความประหลาดใจ “อะไรเหรอครับ?”


“คอมเม้นท์จากบอร์ดน่ะ ผมจดลงมาให้”


“หือ? คอมเม้นท์?”


นักธุรกิจคนดังพยักหน้า “เมื่อกี้หลังจากคุณลงมาเราคุยกันต่อ...หลายคนยังยืนยันว่ายังไงก็จะใช้แบบของอาจารย์บุญฤทธิ์ แต่ก็มีบางคนที่เห็นคอนเซ็ปต์ของคุณน่าสนใจเหมือนกัน”


...ใครบางคนที่ว่านี้ก็หมายรวมถึงตัวธีรชาติด้วยนั่นแหละ...


นักธุรกิจหนุ่มมองเห็นประกายตาที่เปลี่ยนไปของคนฟังในทันทีที่ประโยคเมื่อสักครู่ของตนจบลง


“ถ้าคุณยังไม่ถอดใจก็ลองกลับไปพัฒนาแบบมาเพิ่มดู” เขากล่าวต่อเสียงเรียบ “บอร์ดยังไม่ได้เลือกงานของคุณหรอก แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ยอมอนุญาตให้คุณเข้ามาพรีเซ็นต์ในครั้งต่อๆไปได้แล้ว...ยังอยากทำอยู่ไหม?”


เมื่อได้รับคำถามมาดังนั้นคนที่ดูเหมือนจะมีความหวังขึ้นอีกครั้งก็พยักหน้าแรงๆ “อยากสิครับ!”


“ก็ดี...แต่คุณต้องรู้ไว้ก่อนนะว่าถึงยังไงตอนนี้ลิงเกอร์คอร์ปฯก็เซ็นสัญญาจ้างให้อาจารย์บุญฤทธิ์ออกแบบในขั้นคอนเซ็ปต์ไปแล้ว นั่นแปลว่าในช่วงนี้ถ้าคุณทำงานมาคุณก็จะยังไม่ได้ผลตอบแทนจนกว่าบอร์ดจะตัดสินใจเลือกใช้ผลงานของคุณในขั้นต่อไป เผื่อใจไว้ด้วยว่าอาจต้องทำงานฟรี”


“เฮ้ยไม่เป็นไร! ก็ผมมาตื๊อพวกคุณเองนี่นา” จินดาตอบทันควัน ที่สองข้างแก้มเกลี้ยงเกลานั่นเริ่มจะมีรอยบุ๋มเล็กๆของลักยิ้มปรากฏขึ้นให้ธีรชาติเห็นบ้างแล้ว


ผู้บริหารหนุ่มหัวเราะขึ้นจมูกเบาๆ


...กว่าจะคว้าโอกาสนี้มาให้จินดาได้ เขาต้องเปลืองน้ำลายไฟต์กับผู้ร่วมประชุมคนอื่นๆอยู่นานสองนาน...


กระดาษในมือธีรชาติถูกเจ้าตัวยื่นออกไปอีกครั้ง “รับไปสักทีสิ ถือจนเมื่อยแล้วนะ”


“อ้อ..ขอโทษๆ” สถาปนิกไฟแรงรับกระดาษแผ่นที่ว่าออกมาคลี่ดูในที่สุด แล้วเพียงเสี้ยวอึดใจต่อมาจินดาก็ต้องนิ่งงันไปเมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งที่ถูกจดอยู่ในกระดาษนั้นละเอียดมากเพียงใด “..นี่..ลายมือคุณเหรอ?..”


“ก็ใช่น่ะสิ”


ตัวอักษรจากน้ำหมึกของปากการาคาแพงเรียงรายอย่างเป็นระเบียบตามนิสัยคนเขียน ข้อความแต่ละท่อนแต่ละตอนละเอียดยิบชนิดที่ว่าจินดารู้สึกเหมือนได้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วยกันอย่างไรอย่างนั้น


...จะจดเยอะแยะแบบนี้ได้แปลว่าต้องก้มหน้าก้มตาขยับปากกาและตั้งใจฟังมากทีเดียว...


“เอาไปลองอ่านดูนะ ผมจดเท่าที่จดทัน พอดีเลขาฯผมต้องรีบพิมพ์เอกสารส่งให้ฝรั่งเย็นนี้ ก็เลยไม่ได้เรียกเขาเข้ามานั่งจดให้”


จินดายังคงนั่งนิ่งกระพริบตาปริบๆมองกระดาษในมือต่ออีกสักพัก จนในที่สุดเขาก็ค่อยๆเอ่ยออกมาเสียงเบา “ขอบคุณมากนะครับ”


“ไม่เป็นไร”


นักออกแบบหนุ่มหันมองหน้าคนข้างกาย ซึ่งอีกฝ่ายก็จ้องเขาตอบกลับมาเช่นกัน


“เอ่อ..ผมขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม?” จินดากลั้นใจกล่าวขึ้นเช่นนั้น “ระหว่างงานผมกับงานอาจารย์บุญฤทธิ์ คุณชอบงานของใครมากกว่ากันเหรอ?”


คนถูกถามใช้เวลาครุ่นคิดอยุ่ชั่วขณะหนึ่ง “...งานอาจารย์บุญฤทธิ์ก็ดีตามมาตรฐานของอาจารย์...แต่...ผมรู้สึกตื่นเต้นกับงานของคุณมากกว่า ดังนั้นถ้าถามว่าชอบของใครผมก็คงตอบว่าชอบงานคุณ...”


“..แล้ว..ถ้า’งั้นคุณเลือกงานผมไม่ได้เหรอ?”


“นี่คุณ ถึงจะนามสกุลอชิรญาก็ใช่ว่าจะเสกทุกอย่างในบริษัทได้นะ ลิงเกอร์คอร์ปฯอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่ธุรกิจในครัวเรือน จะทำอะไรมันก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการคนอื่นๆด้วย”


“..อืม..จริงด้วยแฮะ..”


ฝ่ามืออุ่นหนาของผู้บริหารหนุ่มถูกยื่นออกมาทิ้งน้ำหนักลงบนบ่าของคนหัวดื้อ “ให้ผลงานมันพิสูจน์ตัวมันเอง ไม่ต้องหวังพึ่งบารมีใครหรอก...ได้โอกาสมาแล้วก็ทำให้เต็มที่ล่ะ”


...โห...


...น้ำตาจะไหล...


จินดาเม้มริมฝีปากเข้าหากันน้อยๆขณะพยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้ง


...นี่ถ้าแบ็คกราวน์ข้างหลังเป็นรูปพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนนะ ฉากนี้แม่งไปอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นได้เลย...


...ตัวเขาเองคงเป็นนักดาบวัยละอ่อน ส่วนธีรชาติก็น่าจะเป็นผู้เฒ่าเจ้าของวิชาหรือไม่ก็หลวงจีนในวัดกลางหุบเขา...


ในตอนนั้นเอง รถเมล์สายที่ชาติหนึ่งจะผ่านมาสักคันก็โผล่เข้ามาในทัศนวิสัยจนได้


เมื่อเห็นดังนั้นจินดาจึงรีบล้วงมือเขาไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา ชายหนุ่มยกมือของธีรชาติที่ยังคงวางอยู่บนบ่าออก ก่อนจะยัดของสิ่งที่ว่าใส่ไปแทน


“อะ...ผมให้...”


คิ้วหนาเข้มทั้งสองข้างของนักธุรกิจหนุ่มขมวดเข้าหากันน้อยๆ สิ่งที่อยู่ในมือเขาตอนนี้คือคิทแคทรสชาเขียวห่อเล็กๆที่ดูเหมือนว่าจะเริ่มละลายจากฤทธิ์อากาศเมืองไทยไปบ้างแล้ว


“ให้ทำไม?” ธีรชาติเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ


“ก็..อยากให้ แทนคำขอบคุณไง ตอนนี้มีขนมติดตัวอยู่แค่นี้ เอาไปก่อนนะ...รถเมล์ผมมาแล้ว ต้องไปแล้วล่ะ ไว้เจอกันใหม่ครับ”


ประโยคของนายจินดาจบลงตรงกับจังหวะที่รถโดยสารขนาดใหญ่เคลื่อนเข้ามาหยุดลงหน้าป้ายพอดิบพอดี


สถาปนิกหนุ่มกระโดดผล็อยขึ้นรถไปก่อนจะเบียดร่างแทรกหาที่ยืนด้วยท่าทางทุลักทุเล จนในที่สุดเขาก็เจอที่เกาะอันเหมาะมือ


เมื่อปักหลักได้เรียบร้อยแล้วจินดาก็มองลอดหน้าต่างของรถเมล์ไม่ปรับอากาศคันนี้ออกไปยังริมฟุตบาทอีกครั้ง


...ธีรชาติยังคงยืนอยู่ตรงนั้น...


ผู้บริหารหนุ่มยืนล้วงกระเป๋าพลางยกมืออีกข้างที่ว่างขึ้นโบกลา


...อย่างหล่อเลย...


คงนับเป็นภาพแปลกตาที่ผู้ชายท่าทางภูมิฐานในเครื่องแต่งกายแสนหรูคนหนึ่งจะมายืนส่งผู้ชายอีกคนที่ป้ายรถเมล์ ผู้โดยสารรายอื่นๆถึงได้หันมองจินดาและธีรชาติสลับไปสลับมาด้วยแววตาสนอกสนใจอยู่อย่างนี้


จินดาคลี่ยิ้มกว้างก่อนจะยกมือขึ้นโบกตอบอีกฝ่ายไปเช่นกัน


...จะว่าไปพวกนายทุนก็ไม่ได้น่าขยาดไปหมดซะทุกคนนี่นะ...




TBC.





 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04-12-2016 23:32:03 โดย B.L.Sniper »

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 7 หน้า 2 [13.09.2016/18:59:14]
«ตอบ #55 เมื่อ13-09-2016 19:11:20 »

นายจินดาาาาา

จะเป็นเซลล์ขายเครื่องกรองน้ำมันต้องบากบั่นทุกสถานการณ์!

ตอนนี้ก็แก้ไขแผน ปรึกษาป๋าดีๆนะคะ :D

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 7 หน้า 2 [13.09.2016/18:59:14]
«ตอบ #56 เมื่อ13-09-2016 19:18:47 »

พยายามเข้านะทอมทอม (และจินดา ฮา)
อารมณ์เหมือนดูการ์ตูนญี่ปุ่นเหมือนกันนะ ประเภทมีความฝันแล้วก็พยายามทำให้สำเร็จไรงี้

ออฟไลน์ lnudeel

  • I wanna be a CAT!!
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1510
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-5
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 7 หน้า 2 [13.09.2016/18:59:14]
«ตอบ #57 เมื่อ13-09-2016 19:20:59 »

 :mew3:  :hao7:

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1929
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 7 หน้า 2 [13.09.2016/18:59:14]
«ตอบ #58 เมื่อ13-09-2016 19:50:57 »

คุณชาติกลายเป็นผู้เฒ่าเจ้าของวิชาไปซะแล้ว น้องจินนี้นะไม่คิดหน้าคิดหลังจริง ๆ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไม่มีชาติอยู่ด้วยจะเป็นยังไง

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3495
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-4
Re: ราคาฝัน #ตอนที่ 7 หน้า 2 [13.09.2016/18:59:14]
«ตอบ #59 เมื่อ13-09-2016 20:20:47 »

 :bye2: :bye2: :bye2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด