[จบแล้ว] ▲△ (ผม)จีบหมอ Beside you ▼▽.: [25: ผมรักหมอ 100%] 27/01/60 หน้า8
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [จบแล้ว] ▲△ (ผม)จีบหมอ Beside you ▼▽.: [25: ผมรักหมอ 100%] 27/01/60 หน้า8  (อ่าน 130324 ครั้ง)

ออฟไลน์ mareya.no7

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1
เรื่อยๆ แต่น่ารักตรงใจ^ω^

ออฟไลน์ Duangjai

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 713
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
น่ารักดี  หมอฐานทัพมาดนิ่ง น้องบุ๋นดูใสๆ

พยามเข้านะ ทาเคชิ

 :katai5:  :katai5:  :katai5: :katai5: :katai5:

..

ออฟไลน์ Minoru88

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ชอบพระเอกแบบบุ๋นจัง
ซื่อๆ จริงใจ
เอาชนะใจคุณหมอให้ได้นะ

ออฟไลน์ perlina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
จีบหมอครั้งที่เก้า

   ร่างสูงของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์นั่งอยู่ใจกลางตึกคณะแพทย์ที่มีนักศึกษาอยู่ประปราย บุ๋นมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาพร้อมกับลมหายใจร้อนๆที่พ่นออกมา สี่วันแล้วที่เขาไม่ได้เจอหมอฐานทัพอีกเลยหลังจากวันที่ฝนตก เสื้อที่ใช้เปลี่ยนเวลาเล่นบาสพาดอยู่ที่ไหล่ซ้ายด้วยความรีบกลัวว่ามาแล้วจะไม่เจอหมอเหมือนสองวันก่อนที่เขามานั่งรอ




   “เฮ้ออ” ไม่รู้ว่าเป็นรอบที่เท่าไหร่ที่ชีวิตของเขากลับมาน่าเบื่ออีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เจอคนที่อยากเจอ





   ไม่รู้แม้กระทั่งตารางเรียนแต่ก็มานั่งรอเกือบทุกวันก่อนจะไปซ้อมบาส เขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนและรู้ว่าถ้าเจ้าตัวรู้คงไม่ชอบใจกับการกระทำของเขา แต่เขาแค่อยากมาเตือนความจำ





   ว่าพรุ่งนี้คือวันประกวดดาวเดือนของคณะเกษตรศาสตร์




   “อีกสิบนาทีจะเข้าเรียนแล้ว คราวหลังไม่ไปกินแล้วนะมึง อร่อยก็จริงแต่นานชิบหาย” เสียงบ่นของคินดังขึ้นพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนที่กำลังเดินเข้ามาที่ตึกคณะ




   “มึงเป็นคนเสนอเองนะ” ปกป้องพูดพร้อมกับก้าวขาให้เร็วกว่าเดิม




   วันนี้มีเวลาว่างก่อนคาบถัดไปเกือบสองชั่วโมงคินเลยชวนทั้งสองคนไปกินร้านอาหารที่ถูกแนะนำผ่านทางเพจชวนกินรอบมหาลัย ไม่ปฏิเสธเรื่องรสชาติของอาหารแต่กว่าจะได้กินก็ปาไปเกือบครึ่งชั่วโมงจนทำให้พวกเขาเกือบเข้าเรียนคาบเย็นสาย



   “ไอ้หมอ นั่นเด็กมึงปะ” คินพูดตามประสาคนไม่คิดอะไรมากแต่ทำเอาคนที่ได้ยินถึงกับตีแขนเพื่อนดังป๊าบ “อะไรวะ กูพูดอะไรผิด” คินทำหน้าเหวอเมื่อเห็นปฏิกิริยาของฐานทัพ




   “พูดมาก” เขาตอบกลับสั้นๆก่อนจะหันไปมองร่างที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเขามาก ถึงจะมองไม่ชัดแต่ก็พอจะเดาออกว่าเป็นใคร




   “โห่ววว ถ้าไม่ใช่เด็กมึงก็ปฏิเสธดิวะ” คินแซวต่อ




   “เอาที่มึงสบายใจ” ฐานทัพไม่เถียงต่อ ถึงเถียงไปคินก็ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดอยู่ดี “ขึ้นก่อนเลย เดี๋ยวตามไป”




    “ไม่ปฏิเสธด้วยนะมึง” คินยังไม่เลิกแซว




   “รีบตามมา” ปกป้องใช้แขนล็อกคออีกคนจนทำให้คนที่หัวเราะแซวอยู่ถึงกับสำลัก “เลิกพูดมากแล้วไปเรียน”




   “ไอ้ป้องปล่อยกูดิวะ กูไม่ได้เป็นเด็กนะโว้ยย!!!” คินโวยวายไม่หยุด ฐานทัพมองเพื่อนที่เดินเลี่ยงไปอีกทางแล้วถอนหายใจเบาๆ



   “นึกว่าวันนี้จะไม่ได้เจอพี่ซะแล้ว”




   เสียงที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำเอาคนที่พึ่งถอนหายใจโล่งอกถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ถึงจะรู้ว่าเป็นเสียงใครแต่เขาไม่ได้ตั้งรับว่าอีกฝ่ายจะเดินมาหาเขาก่อน แทนที่เขาจะต้องเดินเข้าไปหา





   “มีอะไร” ฐานทัพหันกลับไปมองด้วยใบหน้าเรียบเฉยหากแต่เขาถึงกับชะงักเมื่อเห็นรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าได้รูป





   รอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความรู้สึกดีใจ ความรู้สึกสบายใจและความรู้สึกต่างๆที่ต้องการจะถ่ายทอดออกมาผ่านทางรอยยิ้ม ฐานทัพรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้ดีโดยที่คนตรงหน้ายังไม่ทันได้พูดอะไรออกมา




   “ผมมารอพี่” คำพูดที่ตรงจนทำให้คนตรงหน้าถึงกับเปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำๆนี้ “นึกว่าจะไม่เจอ”




   “เจอแล้วไง”





   “ครับ…เจอแล้ว” ไม่รู้ว่าทำไมตัวเขาเองถึงหุบยิ้มไม่ได้ ตลอดเวลาสี่วันที่เขาไม่ได้เจอหน้าหมอมันเหมือนว่าเขาขาดอะไรบางอย่างไป




   ตอนนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เขาขาดไปคือ…รอยยิ้ม




   “จะไปเรียนแล้ว มีอะไร” ฐานทัพดูเวลาที่ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนเต็มที เขาไม่เคยเข้าห้องเรียนสายขนาดนี้มาก่อน




   ไม่เป็นไรครั้งแรก



   “ผมแค่อยากจะมาบอกว่าพรุ่งนี้ผมประกวดห้าโมงนะครับ” เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่คุยนานไม่ได้เขาก็เลือกที่จะพูดเข้าประเด็น “ผมมาชวนพี่”




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้า “ไม่แน่ใจ”



   “แต่อาจจะมาใช่ไหมครับ” บุ๋นถาม “ไม่แน่ใจไม่ได้หมายถึงจะไม่มาเลยใช่ไหม”




   “อืม” เขาพยักหน้าอีกครั้ง “มีอะไรถึงอยากให้ไป”





   “ไม่มีหรอกครับ” บุ๋นยิ้ม “แค่อยากให้ไป”




   “จะพยายาม” ฐานทัพดูนาฬิกาข้อมือที่บอกว่าอีกสามนาทีจะถึงเวลาเข้าห้องเรียน “ไปละ”




   “ครับ” บุ๋นพยักหน้าเข้าใจ อยากจะคุยนานกว่านี้แต่เขารู้ดีว่าฐานทัพมีเรียนต่อและเขาเองก็คงไม่รบกวนเวลาเรียนของคุณหมอ




   “พรุ่งนี้สู้ๆ” ฐานทัพเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ต้องเครียด”




   “ผมเครียดแน่ๆ” บุ๋นพูดอย่างรู้ทันตัวเอง เขาไม่เคยต้องมาทำอะไรแบบนี้ มันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเขามากๆ ถึงจะไม่อยากประกวดแต่ก็ถอนตัวไม่ทัน




   “ยกนิ้วโป้งขึ้นมา” ฐานทัพที่ทำท่าจะเดินออกไปชะงักหันกลับมาพูดกับเขาต่อ “เอานิ้วโป้งแตะที่ปาก”




   บุ๋นทำตามที่ฐานทัพบอกอย่างไม่เข้าใจ เขายกนิ้วโป้งขึ้นมาก่อนจะหันหน้านิ้วโป้งเข้าหาตัวแล้วแตะนิ้วโป้งลงบนริมฝีปากเบาๆ




   “เป่า” ฐานทัพพูดสั้นๆก่อนจะทำท่าตามให้บุ๋นเข้าใจ เขายกนิ้วโป้งขึ้นมาเป่าอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมามองอีกคนที่ยังคงยืนงง




   บุ๋นไม่เข้าใจจริงๆ




   “ช่วยลดความเครียด” ฐานทัพเฉลยแก้ข้อสงสัย “นิ้วโป้งมีเส้นประสาทที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ เป่าแล้วจะช่วยให้รู้สึกใจเย็นขึ้น ลดความเครียดได้” เป็นครั้งแรกที่ฐานทัพพูดออกมายาวๆโดยที่บุ๋นเป็นฝ่ายยืนฟังอยู่เงียบๆ




   “ลดความเครียดหรอครับ” บุ๋นทวนคำก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง “ขอบคุณนะครับ”




   “อืม ไปละ”




   “พี่ครับ!!” บุ๋นเรียกฐานทัพอีกครั้ง “อย่าลืมมาเชียร์ผมให้ได้นะ”




   “…”




   “จะได้มาเป่านิ้วโป้งเป็นเพื่อนผม” ไม่รู้ว่าสิ่งที่บอกออกไปคนที่เดินนำไปจะได้ยินรึเปล่าหากแต่คนพูดเองกลับยิ้มไม่หยุด




   พรุ่งนี้เขาจะทำมันให้เต็มที่



.

   หอประชุมคณะเกษตรเต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายคณะที่มารอดูโฉมหน้าของผู้ประกวดดาวเดือน ทำให้หอประชุมที่กว้างใหญ่ดูเล็กลงถนัดตาเมื่อมีผู้คนนั่งกันเต็มเกือบทุกที่นั่งสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้ที่กำลังเตรียมตัวอยู่หลังเวลา




   ร่างสูงถูกจับแต่งตัวในชุดเสื้อยืดสีดำสนิทพร้อมกางเกงยีนส์สีเข้มดูเรียบง่ายไม่เยอะจนเกินไปกับรองเท้าเข้าชุด ผมที่ถูกเซ็ทขึ้นเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าคมคาย ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องไปที่กระจก เป็นรอบที่สามที่บุ๋นยืนส่องกระจกด้วยความไม่มั่นใจ เขาไม่เคยต้องเซ็ทผมและแต่งตัวแบบนี้ ถึงแม้ในใจลึกๆจะบอกตัวเองว่ามันดีแล้วแต่อีกใจก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ




   “บุ๋น…มีอะไรรึเปล่า” น้ำฟ้าที่สังเกตความผิดปกติของบุ๋นอยู่พักหนึ่งเดินมาถามเพื่อให้แน่ใจ “กังวลหรอ”





   “นิดหน่อย” บุ๋นตอบกลับไปตามความจริง “เราไม่เคยต้องใส่ชุดต้องทำผมแล้วแสดงอะไรแบบนี้” คนที่ไม่เคยทำอะไรนอกจากขึ้นสแตนเชียร์ตอนมอปลายพูดออกมาพลางยิ้มแหยๆ




   “เราว่ามันดูดีแล้วนะ” น้ำฟ้าตอบกลับจากความรู้สึกจริงๆ เธอรู้สึกว่าบุ๋นดูมีเสน่ห์มากขึ้นหลังจากที่ถูกรุ่นพี่รุมแต่งตัวอยู่นานสองนาน




   “มันไม่ตลกใช่ไหม ไอ้ผมแบบนี้” บุ๋นพูดพร้อมกับมองตัวเองในกระจก ผมเขาไม่เคยเรียบร้อยเป็นระเบียบเท่าวันนี้มาก่อน




   “อื้ม ดูดีเลยล่ะ”




   “ขอบคุณนะ…วันนี้น้ำฟ้าก็สวยมาก” เขาตอบตามสิ่งที่เห็น น้ำฟ้าเป็นคนสวยอยู่แล้วไม่ว่าจะแต่งยังไงก็ไม่มีทางบดบังความสวยของเธอ




   “อีกสิบห้านาทีเตรียมเปิดตัวนะคะ” รุ่นพี่ฝ่ายดำเนินกิจกรรมเดินเข้ามาบอกพร้อมกับวิทยุสื่อสารหนึ่งตัวที่ถืออยู่ในมือ




   “สู้นะ” น้ำฟ้ากำมือแล้วชูขึ้นนิดๆเป็นกำลังใจให้คนตรงหน้า




   “อืม เหมือนกันนะ” บุ๋นตอบก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาจับประสานกัน เขารับรู้ได้ถึงมือตัวเองที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง




   ตื่นเต้นจริงๆ




   “น้องๆเตรียมต่อแถวขึ้นเวทีเลยนะคะ” รุ่นพี่คนเดิมเดินกลับมาบอกอีกครั้งพร้อมเสียงหัวใจของร่างสูงที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ




   บุ๋นเดินไปต่อแถวตามหมายเลขที่จับได้ก่อนวันประกวด หมายเลขสี่ติดอยู่ที่ข้อมือขวานั่นหมายความว่าเขาจะขึ้นทำการแสดงเป็นลำดับที่สี่หลังจากที่ฝ่ายหญิงลำดับที่สามทำการแสดงเสร็จ หรือเข้าใจง่ายๆก็คือคนที่เจ็ดจากทั้งหมดสิบคนซึ่งถือเป็นลำดับที่เขาพอใจอยู่ไม่น้อย เขาอยากจะอยู่ลำดับสุดท้ายด้วยซ้ำไป




   กลัว…กลัวว่าจะมาไม่ทัน




   “เตรียมตัวนะคะ”




   บุ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่เคยรู้สึกประหม่าเท่าวันนี้มาก่อน เขาค่อยๆหลับตาทั้งสองข้างลงเพื่อให้จิตใจสงบเตรียมที่จะเดินขึ้นไปบนเวที




   เป่านิ้วโป้ง




   เสียงของหมอฐานทัพที่ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาททำให้คนที่สีหน้าเคร่งเครียดกลับกลายเป็นรอยยิ้มขึ้นมาแทนที่ บุ๋นชูนิ้วโป้งขึ้นมาก่อนจะเป่าเบาๆตามที่คุณหมอของเขาเคยบอก




   ไม่รู้ว่าความเครียดหายไปไหมแต่ที่รู้ๆคือ…ความสุขเข้ามาแทนที่




   “ขอเชิญพบกับผู้เข้าประกวดดาวเดือนคณะเกษตรศาสตร์!!!!” เสียงเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่จากพิธีกรดังขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงที่ได้ถูกซักซ้อมกันมาอย่างดี




   บุ๋นเดินขึ้นเวทีด้วยความมั่นใจอันน้อยนิด ยิ่งเห็นว่าในห้องประชุมมีผู้คนหนาตามากเป็นพิเศษยิ่งทำให้ความมั่นใจของเขาเหลือเท่าเม็ดถั่วเขียว เขาเห็นเพื่อนสามคนนั่งอยู่แถวหน้าๆของห้องประชุมพร้อมกับป้ายเชียร์ปัญญาอ่อนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ร่างสูงหยุดยืนตรงหลังจากที่เดินวนรอบเวทีครบหนึ่งรอบ เสียงแนะนำตัวของผู้เข้าประกวดดังขึ้นจนมาถึงลำดับของเขา




   “นายกิตติกร เกรียงไกรรักษ์ บุ๋นครับ!!!” เสียงดัง หนักแน่นตามแบบฉบับรุ่นพี่ที่ส่งเขาเข้าประกวดในนามพี่ระเบียบ



   ตึกตัก ตึกตัก




   เสียงหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา ไม่กี่ครั้งที่จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาตื่นเต้นได้มากขนาดนี้ ถ้าตัดการเจอหมอทิ้งไปนี่ก็ถือเป็นเหตุการณ์ต้นๆที่มีอิทธิพลต่อใจของเขา บุ๋นค่อยๆกวาดสายตามองหาคนเพียงคนเดียวที่เขาแอบหวังลึกๆว่าเขาจะมาหากแต่ว่าทั่วบริเวณกลับไม่มีวี่แววของคนที่เขาตามหา




   ไม่เป็นไร…เดี๋ยวก็คงมา




   “บุ๋น บุ๋น” เสียงเรียกของคนข้างตัวทำให้สติเขากลับมา บุ๋นหันไปมองหน้าคล้ายจะถามว่าอะไรแต่ไม่ต้องรอให้เธอตอบเขาก็รู้ทันทีว่าเธอเรียกเขาทำไม




   “ขอโทษครับ” เขาเอ่ยอย่างสุภาพก่อนจะเดินวนกลับไปหลังเวทีเนื่องจากว่าเพื่อนคนก่อนหน้าเขาเดินกลับเข้าไปได้สักพักหนึ่งแล้ว




   สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยว่ะ!!




   “น้องบุ๋น เป็นอะไรรึเปล่าจ้ะ” รุ่นพี่ที่ดูแลเขามาตั้งแต่ช่วงถ่ายรูปโปรโมทเดินเข้ามาถามถึงหลังเวทีหลังจากที่เห็นเขายืนค้างอยู่กับที่บนเวทีเมื่อครู่




   “เปล่าครับ ไม่มีอะไร” คนที่ไม่เข้าใจตัวเองตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ “ผมแค่คิดอะไรไปเรื่อย”




   “ไม่ได้นะจ้ะ จะเหม่อแบบนั้นอีกไม่ได้นะ” รุ่นพี่เอ่ยยิ้มๆ “เราต้องมีสมาธินะ”




   “ครับ” บุ๋นพยักหน้ารับ “ผมรู้”




   “ใจเย็นๆไม่ต้องตื่นเต้น คิวเราอีกสักพักเลย นั่งรอไปก่อนเนอะ”




   “ครับ ขอบคุณครับ” บุ๋นยกมือไหว้ด้วยความเคารพก่อนจะถอนหายใจออกมา




   ทั้งๆที่เตรียมใจไว้แล้วว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ว่างมาแต่เขาก็แอบหวังลึกๆว่าจะเห็นหมอฐานทัพอยู่ที่นี่
   

.

   ห้องเรียนรวมคณะแพทย์เต็มไปด้วยนักศึกษาชั้นปีที่สามที่กำลังง่วนอยู่กับการจดเลกเชอร์และฟังสิ่งที่อาจารย์สอนทั้งๆที่ความจริงควรจะถึงเวลาที่ต้องเลิกคลาสแล้ว





   “เป็นอะไรรึเปล่าวะ กูเห็นมึงมองนาฬิกาหลายรอบแล้ว” คินที่นั่งอยู่ระหว่างฐานทัพกับปกป้องหันมาถาม




   “เปล่า” ฐานทัพตอบกลับก่อนจะเงยหน้ามองจอโปรเจคเตอร์ “หิวข้าว”





   “อดทนนะมึง” คนที่ไม่รู้อะไรตอบกลับพร้อมกับตบบ่าเพื่อนสนิทอย่างเข้าใจ





   “อืม” เขาพยักหน้าพร้อมกับมือที่จดเลกเชอร์ไม่หยุด




   อาจารย์ยังคงสอนต่อไปจนเวลาล่วงเลยมาพอสมควรเสียงจากสวรรค์ก็ดังขึ้น ฐานทัพเด้งตัวลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างรวดเร็วโดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องรีบร้อนขนาดนี้




   “ไว้เจอกัน” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินออกจากห้องเลกเชอร์ไปอย่างรวดเร็วโดยที่เพื่อนอีกสองคนยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไรต่อ




   ขอให้ทัน


.
   
    การแสดงของผู้เข้าประกวดคนที่ห้าจบลงพร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังกระหึ่ม ยิ่งทำให้คนที่อยู่หลังเวทีกดดันมากขึ้นไปอีก บุ๋นถอนหายใจก่อนจะหันไปยิ้มให้น้ำฟ้าที่กำลังจะเตรียมตัวขึ้นทำการแสดงเป็นคนต่อไป




   “สู้ๆนะ”




   “ขอบคุณนะบุ๋น” น้ำฟ้าเอ่ยพร้อมรอยยิ้มสวยที่ส่งให้เขา




   เสียงปรบมือต้อนรับการแสดงของน้ำฟ้าดังขึ้นพร้อมกับเสียงเล็กๆที่เอ่ยแนะนำตัวอย่างคล่องแคล่วไม่มีท่าทีเขินอายหรือเกร็งต่อสายตาผู้คนเยอะๆ




   ไอ้บุ๋นเอ้ยยย จะรอดไหมวะ!!!




   “น้องบุ๋นเตรียมตัวนะ เดี๋ยวเราต่อจากนี้แล้ว” รุ่นพี่ฝ่ายดำเนินกิจกรรมเดินเข้ามาบอกพร้อมกับยื่นของที่เขาจะต้องใช้ประกอบการแสดงความสามารถพิเศษ




   “ขอบคุณครับ” บุ๋นรับกีตาร์โปร่งมาถือไว้ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาชูนิ้วโป้งขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะเป่าซ้ำๆเพื่อบรรเทาความกังวลที่อยู่ในจิตใจ




   ไม่เป็นไรบุ๋น เดี๋ยวทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น




   นาฬิกาบอกเวลาใกล้จะหกโมงตรง เขาตั้งสติเตรียมเดินขึ้นเวทีต่อจากน้ำฟ้าหลังจากที่ได้ยินเสียงเพลงการแสดงของน้ำฟ้าจบลง เสียงพิธีกรคู่พูดคุยเตรียมจะเรียกเขาขึ้นเวทีเป็นลำดับถัดไป




   “บุ๋นสแตนบายค่ะ”




   “ครับ”




   ใจเย็นๆ…ใจเย็นๆ




   เย็นไม่ไหวแล้วโว้ยยยยยยยย!!!




   เขาเหมือนคนสติแตกที่ทะเลาะกับตัวเอง บุ๋นกำกีตาร์ในมือแน่นพร้อมกับเสียงของพิธีกรที่เรียกชื่อเขาเป็นการแสดงถัดไป




   ขาทั้งสองข้างค่อยๆก้าวขึ้นเวทีอย่างยากลำบาก แม้ว่าจะขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้งเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วแต่เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ดีเพราะครั้งนี้เขาต้องขึ้นไปทำการแสดงเพียงคนเดียว




   เสียงกรี๊ดดังไปทั่วหอประชุมจนคนที่พึ่งก้าวขึ้นเวทีถึงกับชะงักด้วยความตกใจ ป้ายที่ไอ้หนึ่งสองสามทำมาชูโบกไปโบกมาจนเขารู้สึกอายและอยากจะเดินลงไปดึงป้ายที่พวกมันถือไว้ไปทิ้ง





   ‘บุ๋นบ้าซ่ากระแทกใจ’




   สโลแกนอะไรของพวกมึงเนี่ย!!!!!!




   “สวัสดีครับ” เขาเปล่งเสียงออกไปผ่านไมค์โครโฟนที่ปรับระดับให้อยู่ตรงปากเขาพอดี เขานั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับวางกีตาร์อยู่ในท่าพร้อมจะทำการแสดง





   สายตากวาดมองหาคนที่เขาหวังว่าจะมาหากแต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม




   คงไม่ว่างจริงๆ





   “ผมชื่อว่าทุกคนคงมีความรู้สึกที่แอบรักใครสักคน” เสียงกรี๊ดดังขึ้นตามคำพูดที่เขาค่อยๆเปล่งออกมา “และใครสักคนที่เรารักบางทีเขาอาจจะอยู่สูงเกินไป”




   ทั่วทั้งห้องประชุมเงียบลงราวกับว่ารอฟังคำพูดต่อไปที่เขาจะพูด บุ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกครั้งก่อนจะเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม




   “ถึงจะสูง…แต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยง”




------------------------------
50% มาแล้วจ้าาาาาา
เป็นยังไงกันบ้างง คอมเม้นท์กันหน่อยน้าาา  :z2: :z2: :z3: :z3:





ออฟไลน์ mareya.no7

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-1

ออฟไลน์ Arzumi

  • #เจ้าหนูจาไม
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 115
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
อินโทรมาเลยครับ รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลองงงง  สู้นะบุ๋น  จะปีนไปหาหรือจะสอยลงมาดี ฮ่าๆๆ  :z2:

ออฟไลน์ Minoru88

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ลุ้นๆ
ให้พี่หมอมาทันบุ๋นร้องเพลงนร้า

ออฟไลน์ wasu

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
บุ๋นสู้ๆๆๆๆๆ
แต่ไม่อยากให้บุ๋นชนะนะ
เด๋วมีคนมาชอบเยอะะะ

ออฟไลน์ perlina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
   เสียงกีตาร์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือของผู้ชม บุ๋นกดคอร์ดตามที่ได้ซ้อมมาหลายวันก่อนที่จะเริ่มร้องท่อนแรก ร่างของใครคนหนึ่งที่เขารอคอยก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางผู้คนมากมาย


   ฐานทัพวิ่งเข้ามายืนอยู่ด้านหลังสุดของหอประชุมพร้อมเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขารีบวิ่งมาทั้งๆที่เดินปกติก็ถึงห้องในเวลาที่ต่างกันไม่มากเท่าไหร่แต่เขาเลือกที่จะวิ่ง



   เพราะรู้สึกว่า มีคนกำลังรอเขาอยู่




   เหมือนห้องทั้งห้องสว่างขึ้นมาเมื่อบุ๋นเห็นหมอฐานทัพ แม้จะอยู่ไกลแต่เขารับรู้ว่าหมอยืนอยู่ตรงนั้นและกำลังดูการแสดงที่เขากำลังแสดงอยู่



   รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง รู้ว่าเหนื่อยถ้าอยากได้ของที่อยู่สูง ยังไงจะขอลองดูสักที


   
   รู้ว่าเราแตกต่างกันเท่าไร รู้ว่าเธออยู่ไกลอยู่สูงขนาดไหน ใครๆ ก็รู้เป็นไปไม่ได้หรอก
   แต่คำว่ารักมันสั่งให้ฉันต้องปีนขึ้นไป




   “ผม นายกิตติกร เกรียงไกรรักษ์ คณะเกษตรศาสตร์ รหัส 8590001021”
   “กำลังสนใจ หมอครับ!!”




   ภาพเหตุการณ์วันแรกที่เขาได้เจอกับหมอฐานทัพปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาพร้อมกับเพลงที่เขายังคงร้องต่อไปเพื่อแทนความรู้สึกทุกอย่างที่เขามี
   


   ได้เกิดมาเจอเธอทั้งที ไม่ว่ายังไงจะลองดีสักวัน
   อยากรักก็ต้องเสี่ยง ไม่อยากให้เธอเป็นเพียงภาพในความฝัน


   ลำบากลำบนไม่สนใจ ตะเกียกตะกายสักเพียงใด
   ก็ดีกว่าปล่อยเธอไปจากฉัน…ตกหลุมรักจริงๆ เพราะรักจริงๆ
   เธอคงไม่ว่ากัน
   

   แม้ต้อยต่ำ แต่ยังมีหัวใจ แม้ต้องเจ็บ แต่มันก็คุ้มก็สุขใจ
   ไม่ผิดใช่ไหมที่ฉันไม่เจียมตัว




   แม้ผู้คนรอบกายจะมองว่าเขาเป็นหมาเห่าเครื่องบินหรือมองว่าเป็นดอกฟ้ากับหมาวัดก็ไม่เป็นไร เขาแค่อยากทำทุกอย่างให้เต็มที่ให้ดีที่สุด อยากดูแลเท่าที่ความสามารถตัวเองจะมี



   ท่อนสุดท้ายจบลงพร้อมกับเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้อง บุ๋นยิ้มออกมาจากความรู้สึกทุกอย่างที่อัดแน่นอยู่ภายในใจ ถึงจะกังวลถึงจะตื่นเต้นแต่ทุกอย่างกลับหายไปหมดเมื่อเขาหาจุดสนใจของเขาเจอ




   “ผมมีคำๆหนึ่งที่เก็บไว้มานานและไม่เคยได้พูดออกไป” เขากวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะหยุดลงที่คนๆเดิม




   ดูผมอยู่ใช่ไหม




   “อยากจะพูดแต่พูดออกไปไม่ได้ มันเป็น…หนึ่งคำที่ล้นใจ” เขาระบายยิ้มออกมาเมื่อมีเสียงกรี๊ดจากผู้คนและเพื่อนอีกสามคนที่ทนความพระเอกนิยายน้ำเน่าของเขาไม่ไหว




   ไม่มีใครรู้ว่าทุกสิ่งที่เขาพูดออกไปมันคือความรู้สึกจริงๆของเขาที่มีต่อคนๆหนึ่ง




   กีตาร์ค่อยๆบรรเลงไปตามจังหวะเพลงช้า เพลงที่ไม่ค่อยมีผู้ชายเอาเพลงนี้มาร้องแต่เขากลับรู้สึกว่าเพลงนี้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกทุกอย่างที่เขาต้องการจะบอก




   ผ่านเพลงนี้…

เคยมองแค่เพียงไกลๆ ทำได้แค่เพียงเท่านั้น
นี่ฉันฝันไปรึเปล่า ที่ได้มายืนข้างๆเธอ


   เขายังจำความรู้สึกแรกที่ฐานทัพตอบกลับข้อความของเขาได้ แม้จะเป็นข้อความธรรมดาสั้นๆแต่มันทำให้เขาแทบบ้า



   “เห้ย!!!!”
   “เขาตอบกูแล้ว เขาตอบกู”



ไม่เคยจะคิดเลยว่าเธอจะอยู่ตรงนี้
รู้ไหมทั้งใจที่มีอยากบอกว่ารักเพียงใด

ได้ยินบ้างไหมได้ยินหรือเปล่า หนึ่งคำที่มันล้นใจ
ใกล้กันแค่นี้ได้ยินบ้างไหม คือเสียงหัวใจของฉันเอง


   “ถ้าวันหนึ่งมีคนๆหนึ่งพร้อมจะดูแลพี่ ไม่สนว่าพี่จะมีเวลาให้รึเปล่า ไม่สนว่าจะเจอกันบ่อยแค่ไหน”
   “…”
   “พี่จะยอมให้เขาเข้ามาดูแลพี่ไหม?”




ได้ยินบ้างไหมได้ยินหรือเปล่า ใจฉันแอบบอกว่ารัก
รักเธอเหลือเกินมาเนิ่นนาน หวังว่าเธอจะได้ยินฉันรักเธอ


   เขาทอดมองผู้คนที่จ้องมองเขาเป็นตาเดียวพร้อมรอยยิ้มที่ค่อยๆระบายออกมาหลังจากที่ท่อนสุดท้ายของเพลงจบลง




   “หวังว่าคุณจะได้ยิน…ผมรักคุณ” สิ้นเสียงสุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นพร้อมกับยกมือขอบคุณทุกเสียงกรี๊ดทุกเสียงปรบมือ




   “ขอบคุณ…ที่มานะครับ” เขาพูดทิ้งท้ายไว้อีกครั้ง อาจดูเหมือนการขอบคุณทุกคนในห้องประชุมหากแต่ตัวเขาเองรู้ดีว่าต้องการจะบอกใคร




   สุดท้าย…พี่ก็มา




   ร่างสูงเดินลงจากเวทีพร้อมกีตาร์ในมือ ทันทีที่เดินลงมาเหยียบบันไดขั้นสุดท้ายเสียงปรบมือจากน้ำฟ้าก็ดังขึ้นเบาๆ ใบหน้าสวยยิ้มให้บุ๋นอย่างจริงใจก่อนจะพูดสิ่งที่คิดอยู่ในหัว




   “เราไม่รู้ว่าบุ๋นจะร้องเพลงเพราะขนาดนี้นะเนี่ย”




   “ไม่หรอก” คนที่ได้รับคำชมถึงกับยิ้มเขิน




   “ตอนร้องบุ๋นคิดถึงอะไรอยู่หรอ” น้ำฟ้าถามด้วยความอยากรู้ “เรารู้สึกเหมือนบุ๋นกำลังร้องเพลงให้ใครสักคนฟัง”




   “ใช่” บุ๋นตอบกลับอย่างรวดเร็ว “เราร้องเพลงให้ใครสักคนฟัง”



   “ใครหรอ”



   “ไม่บอกหรอก” บุ๋นเผยยิ้มออกมาเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่พึ่งผ่านไป



   หุบยิ้มไม่ได้เลย…



   
   ฐานทัพยืนอยู่ที่เดิมจนการแสดงของบุ๋นจบลง เขายอมรับว่าการแสดงของบุ๋นเป็นการแสดงที่เพอร์เฟ็คจากเสียงตอบรับของผู้คนรอบข้างที่คิดเหมือนกันกับเขา ตอนที่วิ่งมาเขามีความรู้สึกเหมือนว่าคนที่อยู่บนเวทีมีแววตาประกายออกมาเมื่อเห็นเขามาถึง อาจจะคิดไปเอง




   แต่ที่แน่ๆ…เขารู้สึกเหมือนถูกจ้องมองตลอดการแสดงตั้งแต่เริ่มจนจบ




   เสียงประกาศเรียกผู้ประกวดคนต่อไปดังขึ้น ทำให้คุณหมอที่เตรียมตัวมาดูแค่ผู้สมัครคนเดียวทำท่าจะเดินออกจากห้องประชุมหากแต่ว่าคนในห้องประชุมอัดแน่นเกินกว่าที่เขาจะแทรกตัวออกไปได้



   ฐานทัพมองกลุ่มคนที่อัดแน่นปิดหน้าประตูทางออกอย่างถอดใจ เขาไม่ชอบการเบียดเสียดอยู่กับคนเยอะๆ อยู่ในนี้อีกสักพักแล้วรอให้คนน้อยกว่านี้ค่อยหาทางออกไปคงจะดีกว่า คิดได้แบบนั้นสายตาก็กวาดหาเก้าอี้ว่างเพื่อที่จะได้นั่งแทนการยืนเบียดอยู่ทางด้านหลังเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีคนลุกออกจากที่นั่งพอดีทำให้ฐานทัพได้เข้าไปนั่งต่อได้โดยที่ไม่ต้องมองหาที่นั่งนาน




   “จบไปแล้วนะคะสำหรับการแสดงของผู้เข้าประกวดทั้งสิบคน” เสียงพิธีกรคู่เดิมดังขึ้นด้วยเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง“ตอนนี้เราขอเชิญผู้เข้าประกวดทุกคนขึ้นมาบนเวทีเพื่อตอบคำถามในรอบถัดไปค่ะ”




   เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับผู้เข้าประกวดทั้งสิบหมายเลขที่เดินขึ้นมาบนเวทีกันเป็นคู่ๆ ฐานทัพยกมือปิดปากหาวเพราะความเหนื่อยล้าทั้งวันก่อนจะหรี่ตามองภาพตรงหน้าชัดๆ ในเมื่อยังออกไปไหนไม่ได้ก็ดูตรงหน้าแก้เบื่อไปพลางๆ




   “เรามาเริ่มกันที่หมายเลขแรกเลยค่ะ มีหมายเลขหนึ่งถึงสิบเลือกหมายเลขอะไรคะ” พิธีกรดำเนินรายการต่อพร้อมกับคำถามที่ถามผู้เข้าประกวดเพื่อใช้ในการตัดสิน



   คำตอบจากหลากๆหลายเลขเหมือนกับยานอนหลับที่ทำให้คนฟังใกล้จะวูบไปทุกทีจนกระทั่งคำถามล่วงเลยมาจนถึงลำดับที่เจ็ดของผู้เข้าประกวด




   “เลือกหมายเลขอะไรดีคะ” พิธีกรถามพร้อมกับซองคำถามในมือที่เหลือเลขอยู่สี่เลข




   “หมายเลขสี่ครับ” บุ๋นมองซองที่มีหมายเลขสี่ที่ยังไม่ได้ถูกเลือกไว้ก่อนจะเงยหน้ามองบรรยากาศที่ผู้คนเริ่มน้อยลงกว่าตอนแรกและในผู้คนมากมายยังมีหนึ่งในคนที่เขาอยากให้อยู่มากที่สุด




   หมอฐานทัพ…ขอบคุณที่ยังอยู่นะครับ




   “คำถามนะคะ…คุณคิดว่าอาชีพเกษตรกรแตกต่างจากอาชีพอื่นๆอย่างไร”




   “โห…” บุ๋นที่พึ่งฟังคำถามเสร็จถึงกับหลุดคำอุทานออกมาก่อนจะยิ้มนิดๆ “ผมต้องพูดว่าขอบคุณสำหรับคำถามด้วยรึเปล่า” เขาหันไปมองพิธีกรพร้อมหัวเราะ



   ต่างยังไง…



   “ผมคิดว่าทุกอาชีพมีความแตกต่างไม่เหมือนกัน ถ้าจะถามแตกต่างยังไงคงเพราะรูปแบบการทำงานไม่เหมือนกัน” บุ๋นยิ้ม “แต่ถ้าจะให้มองลึกกว่านั้นผมคงมองถึงความสำคัญที่แตกต่างกัน อาชีพทุกอาชีพล้วนมีความสำคัญแตกต่างกันไป”




   น้ำเสียงของบุ๋นทำให้คนที่เผลอหลับตื่นขึ้นมาฟังราวกับถูกปลุกอัตโนมัติ ฐานทัพค่อยๆลืมตาขึ้นมาดูภาพตรงหน้ากับน้ำเสียงที่กำลังตอบคำถาม




   “ผมขออนุญาติยกอาชีพหมอกับเกษตรกรมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนนะครับ หลายๆคนมองว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีความสำคัญ กลับกันยังมีคนอยู่ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาชีพเกษตรกร มองว่าเป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำได้ เคยมีคนบอกว่าถ้าใครๆก็ทำได้ทำไมไม่ลองให้หมอมาทำอาชีพเกษตรกรดูละ ผมว่ามันเป็นการพูดที่ดูจะรุนแรงไปหน่อย” เขาตอบออกมาตามความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง “บนโลกนี้ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหมอเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ ใช่ครับผมเห็นด้วย…แต่หมอเองก็ขาดเกษตรกรไปไม่ได้เหมือนกัน”



   ทั้งห้องเงียบลง ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดของบุ๋นที่ซึ้งกินใจหรือเพราะว่าไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะสื่อสารอะไรกันแน่ แต่หนึ่งในนั้นกลับมีคนที่เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว




   หมอเองก็ขาดเกษตรกรไปไม่ได้เหมือนกัน




   “ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ทำมันยากหรือง่าย มันอยู่ที่ผลตอบรับในสิ่งนั้นๆ นี่เป็นคำตอบของผมครับ เกษตรกรต่างจากอาชีพอื่นตรงที่ผลตอบรับของสิ่งที่ทำ” เขายิ้มอีกครั้ง “แม้ว่าในสายตาของคนอื่นๆอาจจะไม่สนใจหรือละเลยแต่เรารู้ในตัวเราดีว่าสิ่งที่เราทำลงไปเพื่อผู้คนอีกมากมาย ขอบคุณครับ” เขายกมือไหว้ขอบคุณพร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังขึ้นจากผู้คนในห้องประชุม




   บุ๋นไม่รู้ว่าคำตอบที่เขาตอบไปจะตรงใจกรรมการหรือจะทำให้ใครรู้สึกขัดใจกับคำตอบของเขารึเปล่า แต่เขาเพียงแค่อยากจะบอกในสิ่งที่เขารู้สึก ว่าทุกอาชีพมีความสำคัญและที่เขาเปรียบอาชีพหมอขึ้นมาไม่ใช่เพราะหมอฐานทัพ แต่เป็นเพราะหลายๆคนมองว่าอาชีพของหมอสำคัญกว่าอาชีพเกษตรกรซึ่งเขาไม่เห็นด้วย




   หมอต้องดูแลคนไข้…เกษตรกรสร้างผลผลิตเพื่อดูแลหมอและผู้คนทุกคน




   ความสำคัญมันจึงต่างกัน




   การตอบคำถามของผู้เข้าประกวดทั้งสิบคนจบลงพร้อมกับเสียงปรบมือ พิธีกรดำเนินรายกายต่อไปพร้อมกับเสียงของเหล่าสต๊าฟผู้ดูแลงานที่ดังอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของฐานทัพ




   “เตรียมตัวยกดอกไม้ไปนะ”




   “แล้วของหมายเลขสี่ต้องทำยังไง มันเยอะมากเลย”




   “แกก็หาคนแถวนี้ช่วยยกสิ”




   เสียงคุยที่ดังอยู่ไม่ไกลทำให้ฐานทัพหันไปมองตามต้นเสียง ทันทีที่สายตาของเขาประสานกับสายตาของผู้หญิงที่ถือตะกร้าดอกกุหลาบเธอก็ยิ้มกว้างก่อนจะเดินตรงมาที่ฐานทัพทันที




   “ขอโทษนะคะ ช่วยยกดอกไม้ไปที่หน้าเวทีหน่อยได้ไหม พอดีว่าคนไม่พออะค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจแม้ว่าในใจจะตั้งใจเดินตรงมาที่ฐานทัพก็ตาม




   “ครับ” คนที่เบลอๆเพราะพึ่งตื่นตอบรับกลับไปพร้อมเดินไปหยิบตะกร้าดอกกุหลาบตระกร้าใหญ่ที่มีดอกกุหลาบอัดแน่นเต็มอยู่ภายใน




   “เดี๋ยวอีกสักพักพิธีกรจะประกาศคะแนนป๊อปปูล่าโหวต แล้วเราจะเอาดอกไม้ไปให้ผู้เข้าประกวดหน้าเวทีนะคะ” เธอหันมาจัดเตรียมงานกับคนข้างๆเพราะนึกว่าฐานทัพเป็นรุ่นน้องคณะเกษตร




   “ครับ” ฐานทัพรับคำสั้นๆก่อนจะหมุนตะกร้าที่ถืออยู่ดูป้ายที่ห้อยอยู่ข้างหน้า




   หมายเลขสี่ (ชาย)




   “หมายเลขสี่ชาย…คนไหน” ด้วยความที่สายตาสั้นเขาเลยมองเลขที่ติดอยู่ที่ข้อมือของผู้เข้าประกวดไม่ออก



   “เออ…มองไม่เห็นเหมือนกันค่ะ” เธอยิ้มแหยๆ




   “ไม่เป็นไร” ฐานทัพตอบกลับอย่างใจเย็น “ไปหน้าเวทีเดี๋ยวก็รู้เอง”




   “เอาล่ะค่ะ มาถึงช่วงที่ทุกคนรอคอยกันแล้วนะคะ ช่วงต่อไปเป็นการประกาศผลป๊อปปูล่าโหวตที่ได้จากการซื้อดอกไม้ที่จุดบริการทางเข้าตั้งแต่เริ่มงาน ไหนๆซื้อให้หมายเลขไหนกันบ้าง”




   เสียงกรี๊ดมาพร้อมกับหมายเลขที่แข่งกับตะโกนจนฟังไม่ออกว่าหมายเลขไหนเป็นหมายเลขไหน ฐานทัพเดินตามสต๊าฟที่ถึงคิวยกดอกไม้ไปมอบให้หน้าเวทีโดยที่เขาเดินตามหลังเป็นคนสุดท้าย




   ทั้งๆที่กะจะมาดูแป๊บเดียวแล้วก็กลับ




   แสงไฟจากหน้าเวทีจ้าจนคนที่ถือดอกไม้ถึงกับหรี่ตาลงเล็กน้อย ฐานทัพมองป้ายหมายเลขที่ติดอยู่ก่อนที่สายตาจะไปหยุดลงที่หมายเลขสี่ผู้ชายตามป้ายตะกร้าที่ติดไว้




   “บุ๋น” เขาขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหมายเลขสี่ชายเป็นคนที่เขารู้จักและเป็นเวลาเดียวกันกับที่สายตาของบุ๋นหันมาสบตากับเขาพอดี




   “พี่…” เหมือนถูกสะกดให้ตกอยู่ในภวังค์เมื่อฐานทัพเดินมาตรงหน้าพร้อมกับยื่นตะกร้าดอกกุหลาบนับร้อยดอกให้เขา




   “มีคน…” ฐานทัพเงียบลงเมื่อเห็นใบหน้าของบุ๋นที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มดีใจ เขาพูดอะไรไม่ออกได้แต่ยื่นตะกร้าไปสุดมือเพื่อให้อีกคนไม่ต้องก้มลงมารับ “ให้” คำพูดที่ตอนแรกต้องการจะบอกว่ามีคนให้ช่วยยกมาให้กลับถูกตัดรอนจนเหลือแค่คำว่า ให้



   “ขอบคุณครับ” เขาก้มลงมารับพร้อมเสียงหัวใจที่เต้นแรง “ขอบคุณที่มานะครับ”




   ในสายตาของคนอื่นๆภาพตรงหน้าเปรียบเหมือนหนังเมื่อสมัยสิบปีที่แล้ว ฉากของเจี๊ยบที่ให้ดอกกุหลาบน้อยหน่าในวันงานโรงเรียน




   ถ้าคิดให้เหมือน…ก็คงเหมือน




   “อืม” กลับเป็นฐานทัพเองที่ทำอะไรไม่ถูก เขาปล่อยมือจากตะกร้าก่อนจะหมุนตัวเพื่อเดินกลับออกไปแต่หากแต่ว่าเสียงของคนบนเวทีทำให้ฐานทัพหันกลับไปตอบอีกครั้ง “อืม ก็ดี”




   บุ๋นมองคนที่เดินออกไปพร้อมรอยยิ้มที่ยังไม่เลือนหายไปจากใบหน้า เขามองจนร่างของฐานทัพเดินกลับไปนั่งที่เดิมแล้วถอนหายใจเบาๆ




   นึกว่าจะเดินออกไปจากห้องประชุมซะแล้ว




   เขานึกขำคำพูดที่ตัวเองพูดออกไปพร้อมคำตอบของหมอฐานทัพที่แทบจะไม่เว้นช่วงคิดคำตอบ การที่ถามออกไปว่าการแสดงเป็นยังไงแล้วได้คำตอบกลับมาว่า อืม ก็ดี ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นของบุ๋น




   อย่างน้อยหมอก็ไม่ได้ตอบแค่ อืม




------------------------
100%
เป็นยังไงกันบ้างคะ ^^

ออฟไลน์ silverrain

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
หุบยิ้มไม้ได้เลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Minoru88

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
 :-[
บุ๋นน่ารักกกก เขิลเลยยยย บอกรักหมอแบบเนียนๆ (โดยหมอไม่รู้ 555)
เอาใจช่วยนะบุ๋น

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1813
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0

ออฟไลน์ LonelyBoiZ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 319
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-2
น่ารักมากเลยยย
เป็นกำลังใจให้คนแต่ง
ยังรออ่านอยู่เสมอนะ

ออฟไลน์ perlina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
จีบหมอครั้งที่สิบ

   การประกวดดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ช่วงที่หลายๆคนรอคอยรวมถึงคนที่ยืนอยู่บนเวที ไม่ได้ตื่นเต้นเพราะอยากได้แต่รู้สึกปวดฉี่ อยากลงไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับไปนอนหลับ ง่วงจะตายอยู่แล้ว



   “เอาล่ะค่ะ เราจะเริ่มประกาศดาวกันก่อนนะคะ และผู้ที่ได้รับรางวัลดาวคณะเกษตรประจำปีนี้ได้แก่…” เสียงของผู้ประกาศที่ดูตื่นเต้นยิ่งกว่าคนประกวดกับเสียงเอฟเฟ็คที่ดูลุ้นเกินจริงทำให้คนบนเวทีรู้สึกตื่นเต้นคูณสอง




   “หมายเลขสาม นางสาวน้ำฟ้า รัตตานันท์ ค่าาาาาา~” เป็นไปตามคาด น้ำฟ้าที่ดูโดดเด่นกว่าผู้ประกวดคนอื่นๆเดินออกไปรับรางวัลด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข




   เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับแฟลชกล้องถ่ายรูปหลายตัวที่หันไปโฟกัสน้ำฟ้าเป็นจุดเดียว เธอหันไปยิ้มให้กล้องอย่างมั่นใจก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณกรรมการผู้มอบรางวัล




   “เป็นยังไงกันบ้างคะ ดาวคณะเราปีนี้ตรงกับใจหลายๆคนรึเปล่า” พิธีกรหญิงพูดต่ออย่างคล่องแคล่ว “เอาละค่ะ ลำดับต่อไป ผู้ที่ได้รับรางวัลเดือนคณะเกษตรปีนี้ได้แก่…”




   บุ๋นมองลงไปที่เพื่อนทั้งสามคนที่ยังคงชูป้ายไว้ อยากจะถามพวกมันเหลือเกินว่าไม่ปวดแขนกันรึไง ก่อนจะเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่คนที่เหมือนพึ่งตื่นอีกครั้ง ฐานทัพขยี้ตาเล็กน้อยก่อนจะหรี่ตามองมาที่เวทีตามประสาคนสายตาสั้น บุ๋นนึกขำในใจอีกใจหนึ่งเขาอยากวิ่งเข้าไปขอบคุณหมอฐานทัพที่มาอยู่ดูการประกวดของเขาจนจบ



   “หมายเลขสี่ นายกิตติกร เกรียงไกรรักษ์ ค่าาาาา~” สิ้นเสียงประกาศคนที่ยืนมองไปที่คนข้างล่างถึงกับสะดุ้งสุดตัว




   เมื่อกี้ชื่อเขาใช่ไหม




   “ครับ” บุ๋นเหมือนพึ่งได้สติ เขาเดินไปรับรางวัลอย่างงงๆก่อนจะย่อตัวเล็กน้อยเพื่อให้ใส่สายสะพายได้ถนัด เขายกมือไหว้กรรมการมอบรางวัลก่อนจะหันไปยิ้มให้คนที่ส่งเสียงเชียร์ให้เขาข้างล่าง




   ได้มาได้ไงวะ…




   “ขอเชิญดาวกับเดือนมาข้างหน้าเวทีด้วยค่ะ” กล้องหลายตัวรัวแฟลชกันอย่างกับว่าดาวเดือนเป็นของแปลกหายาก บุ๋นยิ้มให้กล้องก่อนจะขยับเข้าใกล้น้ำฟ้าอีกนิดตามคำขอของช่างภาพ




   คนที่นั่งมองภาพอยู่ข้างล่างได้แต่ปรบมือเบาๆก่อนจะลุกออกไปโดยไม่รอให้งานจบ ความจริงเขาควรจะออกไปตั้งแต่การแสดงของบุ๋นจบแล้วด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไมยังอยู่ต่อ อาจเพราะไม่อยากเบียดเสียดคนหรือกลัวใครบางคนหาเขาไม่เจอ




   จะว่าไป




   ดาวกับเดือน เหมาะสมกันดี


.

   บุ๋นเดินลงมาจากเวทีพร้อมกับตะกร้าดอกกุหลาบที่ได้จากหลายๆคนที่โหวตให้เขาได้รางวัลป๊อปปูล่าโหวต แต่เขาดันได้น้อยกว่าอีกคนหนึ่งไปสิบกว่าดอกซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าคิดมาก แต่เรื่องที่ทำให้เขาคิดมากจนคิ้วขมวดคือเขาหาหมอฐานทัพไม่เจอ




   เงยหน้ามาอีกที…ที่นั่งของหมอก็ว่างเปล่า




   “ไงครับคุณเดือน” น้ำเสียงกวนประสาทของสองดังขึ้นพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนที่เดินมาสมทบแถมยังไม่ลืมที่จะถือป้ายพิเรนๆมาด้วย




   “เดือนอะไรล่ะ” บุ๋นตอบแต่สายตากลับกวาดมองไปทั่วห้องประชุม



   “แหม่ๆ ได้ตำแหน่งแล้วหยิ่งหรอวะ” สามที่ยอมทิ้งเวลาที่มีน้อยนิดของตัวเองมาเชียร์เพื่อนถึงกับเอ่ยแซว



   “เปล่าเว้ย” บุ๋นหัวเราะก่อนจะมองตะกร้าดอกกุหลาบที่เขาถือ




   ตะกร้าดอกกุหลาบที่มีคนพิเศษยกมาให้




   “เออมึงจะกลับเลยปะ จะได้กลับพร้อมกัน” สามถามพร้อมกับช่วยบุ๋นถือของในมือ



   “อืม คงกลับเลย ไม่มีอะไรแล้วนิ” เขาถอดใจ หมอคงกลับไปแล้วจริงๆ




   แทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย



   “งั้นเดี๋ยวกูไปส่งไอ้หนึ่งก่อน แล้วเจอกันที่หอ” สองออกตัวเพราะว่าหอของหนึ่งอยู่คนละฝั่งกับหอของพวกเขาทั้งสามคน



   “เดี๋ยวกูไปส่งก็ได้” พอนึกได้บุ๋นก็รีบพูดออกมาทันที “วันนี้พวกมึงอุตส่าห์มาเชียร์กู เดี๋ยวกูบริการเอง” ไม่ง่ายนักที่พวกเขาทั้งสี่คนจะมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ถึงจะเจอไอ้สองกับสามบ่อยแต่กับไอ้หนึ่งเวลาของมันแทบจะหายไปกับกองหนังสือ



   “เออแล้วแต่มึง เอาตะกร้ามาเดี๋ยวแบกกลับให้” สองพูดพร้อมกับดึงตะกร้าในมือของบุ๋นไป



   “ขอบใจว่ะ” บุ๋นบอกก่อนจะหันไปมองหนึ่งที่สภาพเหมือนใกล้จะหลับเต็มที “ไป กลับหอกัน”



   “อืม” หนึ่งตบบ่าสี่อย่างนึกขอบใจ ถ้างานเลิกดึกกว่านี้อีกนิดก็คงหลับคาห้องประชุม



   “เฮ้ยไอ้สอง” บุ๋นเรียกเพื่อนที่กำลังจะเดินแยกไปอีกทางหนึ่งไว้ก่อนจะเอื้อมไปหยิบดอกกุหลาบออกมาหนึ่งดอก “แค่นี้ละ ไปเถอะ” เขายิ้มนิดๆทิ้งความสงสัยไว้ให้คนที่ถือตะกร้าก่อนจะเดินนำหนึ่งไปที่รถจักรยาน




   “ขอบคุณนะมึงที่มาเชียร์กู” บุ๋นหันไปคุยกับร่างของเพื่อนที่เหมือนถูกถอดวิญญาณ “กลับไปก็รีบนอนเลยละ อย่าหักโหม”




   “อืม รู้น่า” หนึ่งตอบก่อนจะยิ้มนิดๆ “กูไม่ได้มาเชียร์มึง กูมาเชียร์สาว”



   “หรอ เชื่อครับเพื่อน” บุ๋นประชด จะมาเชียร์สาวได้ไงในเมื่อหนึ่งไม่เคยเหลียวมองอะไรนอกจากหนังสือ




   “รีบกลับเถอะ กูจะหลับแล้ว”



   “เออ ขึ้นมา” บุ๋นหัวเราะนิดๆก่อนจะขึ่นคร่อมจักรยานแล้วให้เพื่อนสนิทนั่งซ้อนข้างหลัง




   ระยะทางจากคณะเกษตรไปที่หอพักของคณะสัตวแพทย์ไม่ได้ใกล้แต่บุ๋นกลับรู้สึกชินระยะทางจนมองว่ามันไม่ได้ไกลมาก ตลอดทางเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกับหนึ่งอีกเพราะรู้ว่าคนที่ซ้อนอยู่เริ่มไม่ไหว บุ๋นไม่เคยคิดว่าการเรียนมหาลัยของคณะสายสุขภาพจะเหน็ดเหนื่อยมากขนาดนี้ ตั้งแต่วันนั้นที่เขาได้เห็นหมอฐานทัพดูอ่อนเพลียกับหนึ่งที่มีสภาพไม่ต่างกันก็พอจะทำให้เขารู้ว่าทำไมพวกหมอถึงไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากเรื่องเรียน




   เพราะไม่มีเวลาให้สนใจ เวลานอนยังแทบจะไม่ค่อยมี




   เขาเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น




   รถจักรยานของบุ๋นจอดลงหน้าหอพักนักศึกษาพร้อมกับหนึ่งที่ลงจากจักรยานอย่างสะลึมสะลือ เขายิ้มให้เพื่อนสนิทก่อนจะโบกมือลา




   “ฝันดีนะมึง ไว้เจอกัน”




   “อืม ขอบคุณเหมือนกัน” น้ำเสียงเนือยๆตอบกลับมาพร้อมกับร่างของหนึ่งที่เดินเข้าหอพัก




   บุ๋นรอจนหนึ่งปิดประตูลงก่อนจะปั่นจักรยานถัดไปอีกไม่ไกล หอพักนักศึกษาแพทย์ที่เขาคุ้นเคย ไฟแต่ละห้องยังเปิดสว่างอยู่ราวกับเป็นการบอกว่าคนในหอพักส่วนใหญ่ยังไม่นอน บางคนก็เห็นเงากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ บางคนก็เดินผ่านระเบียงกลางเหมือนพึ่งอาบน้ำเสร็จ




   แล้วหมอฐานทัพจะทำอะไรอยู่




   บุ๋นจอดจักรยานลงข้างๆตัวก่อนจะนั่งลงตรงที่นั่งหน้าหอ เขาไม่รู้ว่าหมอฐานทัพอยู่ห้องอะไรและถึงรู้เขาก็ขึ้นไปไม่ได้ แต่ความรู้สึกของเขามันยังไม่อยากจะกลับหอตอนนี้ เขาอยากขอบคุณ ขอบคุณทุกๆอย่าง




   ดอกกุหลาบสีแดงสดดูสวยเมื่อถูกหยิบออกมาเพียงดอกเดียว ความจริงแล้วดอกไม้ทุกชนิดมีความสวยในตัวของมันแต่ในบางครั้งมันอาจจะถูกกลบจากดอกไม้ดอกอื่นๆที่โดดเด่นมากกว่า เขานั่งมองดอกกุหลาบที่ถืออยู่พร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ที่หมอฐานทัพยกตะกร้าดอกกุหลาบมาให้เขา




   คิดแล้ว…ก็ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว




   อยากจะขอบคุณแต่ก็ไม่รู้จะขอบคุณใครที่ทำให้หมอฐานทัพได้ยกดอกกุหลาบมาให้เขา มันเป็นความบังเอิญที่เข้าข้างตัวเขาสุดๆจนแอบคิดไปไกล




   โคตรฝันลำเอียง




   ฐานทัพเดินออกมาจากห้องอาบน้ำพร้อมพร้อมกับขันอาบน้ำที่เต็มไปด้วยแชมพูสระผม ครีมอาบน้ำ โฟมล้างหน้าและยาสีฟันกับผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่ที่ไหล่ซ้าย เขารู้สึกสดชื่นขึ้นหลังจากที่ได้กลับมาอาบน้ำ ยังไม่ทันที่เขาจะเดินผ่านระเบียงกลางไปสายตาก็หยุดลงที่ร่างของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่ไม้หินอ่อนกับดอกกุหลาบสีแดงในมือ เขาไม่รู้ว่าคนๆนั้นคือใครเพราะไกลเกินกว่าจะมองด้วยสายตาที่ไม่ผ่านกรอบแว่นได้ ฐานทัพละความสนใจตรงหน้าก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง




   ความสงสัยหรือความอยากรู้ที่ผิดไปจากนิสัยเดิมของเขาทำให้เขาเดินกลับออกมาพร้อมกับแว่นตาที่สวมอยู่ ร่างของคนๆนั้นยังนั่งอยู่ที่เดิมพร้อมกับความชัดที่ทำให้เขาพอจะดูออกว่าคนที่นั่งอยู่หน้าหอพักของเขาคือใคร




   บุ๋น




   ขาทั้งสองข้างพาเขาก้าวออกมาโดยที่ฐานทัพเองแทบไม่รู้ตัวว่าเดินออกมาถึงหน้าประตูทางเข้าได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่ตรงนี้พร้อมกับมองคนที่นั่งอยู่ข้างนอก




   “บุ๋น” ฐานทัพเรียกชื่อคนตรงหน้าก่อนจะเดินออกมาหลังจากคนที่ถูกเรียกชื่อหันมามองอย่างรวดเร็ว




   “พี่มาทำอะไรครับ” บุ๋นเด้งตัวลุกขึ้นอย่างลืมตัวก่อนจะเอาดอกกุหลาบที่ถือไว้หลบด้านหลัง




   วันนี้หมอฐานทัพแปลกตาไปกว่าทุกวัน อาจเพราะอยู่ในชุดเตรียมเข้านอน เสื้อยืดกางเกงกีฬาสบายๆ เส้นผมที่ยังเปียกน้ำอยู่บ่งบอกว่าหมอฐานทัพพึ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ กลิ่นแชมพูอ่อนๆลอยมากระทบจมูกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจนทำให้บุ๋นเผลอยิ้มออกมา




   หอมจัง




   “หอนักศึกษาแพทย์” ฐานทัพตอบกลับก่อนจะขมวดคิ้ว เขาควรจะถามว่ามาทำอะไรไม่ใช่ถูกถาม “มาทำอะไร”




   “อ่อ…” บุ๋นยิ้มแหยๆ “ผมลืมว่าพี่ต้องถาม” เขาหัวเราะ




   มาทำไม…มาทำไม




   “มาขอบคุณครับ” รอยยิ้มของบุ๋นปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่สดใสทุกครั้งและดูได้ไม่เบื่อ “ขอบคุณที่พี่มาดูผม…ถึงจะไม่ได้อยู่ถึงจบก็ตาม”




   “ง่วง” เขาตอบกลับไปทั้งๆที่ความจริงเขาไม่ได้รู้สึกง่วงขนาดนั้น




   แค่ไม่อยากอยู่ต่อ




   “ผมขอโทษนะครับ” บุ๋นเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “แต่ผมดีใจที่พี่มานะ”




   “รู้แล้ว” ฐานทัพเสมองไปทางอื่น เขารู้สึกแปลกๆกับรอยยิ้มของบุ๋น “เลิกยิ้ม”




   “ครับ? ยิ้มผมมันทำไมหรอ” คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลิกคิ้วถาม “มันน่ากลัวหรอครับ”




   “เปล่า” ฐานทัพถอนหายใจ




   ช่างเถอะ




   “มาแค่ขอบคุณ?” ฐานทัพถามกลับเมื่อเห็นคนยิ้มไม่เลิกจนเขาต้องพูดต่อ “ฟันแห้งแล้ว”




   “ผมมีความสุข ก็ต้องยิ้ม” บุ๋นรู้สึกเหมือนตัวเองแทบบ้าเมื่อได้มาเห็นหมอฐานทัพในมุมที่เขาไม่เคยเห็น จากหัวใจที่มันเริ่มปรับตัวได้เริ่มกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง




   หมอมีอิทธิพลกับใจเขามากจนเขาถอนตัวไม่ทัน




   “ความสุขอะไร” ฐานทัพถามกลับอย่างต้องการคำตอบหากแต่ว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตอบอะไรกลับมา บุ๋นยกนิ้วโป้งขึ้นมาก่อนจะเป่าลมลงไปเบาๆ




   “เป่านิ้วโป้ง”




   “หืม?” ฐานทัพดูเหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกคนต้องการสื่อ “แล้วช่วยได้ไหม”




   “ได้มั้งครับ” บุ๋นตอบกลับ เขาไม่รู้ว่ามันช่วยได้ไหมเพราะเขาคิดถึงหน้าหมอแทนเรื่องที่กำลังเครียด เลยไม่รู้ว่าวิธีเป่านิ้วโป้งใช้ได้จริงรึเปล่า




   “ดีแล้ว”




   “พี่ครับ ผมเล่นมายากลได้นะพี่รู้รึเปล่า”   




   “ไม่รู้”




   “งั้นพี่หลับตา เดี๋ยวผมจะเสกของมาให้พี่ดู” บุ๋นหัวเราะกับคำตอบตรงๆของหมอฐานทัพ




   “ทำไมต้อง…” ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามต่อมือของบุ๋นก็ค่อยๆเอื้อมมาปิดตาเขาโดยที่ไม่ได้สัมผัสกับใบหน้าของเขาโดยตรง




   “หนึ่ง” น้ำเสียงนุ่มเอ่ยช้าๆ “สอง”




   รู้ตัวอีกทีตาทั้งสองข้างของเขาก็หลับลงพร้อมกับเสียงของบุ๋นที่นับสาม แสดงสว่างวาบเข้ามาในตาพร้อมกับดอกกุหลาบสีแดงตรงหน้า




   “ตกใจอะดิ” บุ๋นยิ้มกว้าง




   “อืม” ฐานทัพตอบรับสั้นๆ




   เขาเห็นตั้งแต่อยู่ที่ระเบียง




   “พี่ตกใจจริงปะเนี่ย” บุ๋นรู้สึกเหมือนฐานทัพไม่ได้ตกใจอย่างที่พูดออกมา “มายากลมืออาชีพเลยนะพี่”




   “อืม ตกใจ” เดี๋ยวจะเสียกำลังใจ   




   “ผมให้” บุ๋นสอดก้านกุหลาบไว้ในมือของฐานทัพ “แทนคำขอบคุณที่พี่มาดูผมวันนี้”




   “อ่อ…อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะเด็ดกลีบกุหลาบออกมาหนึ่งกลีบ “ให้”




   “ครับ?”



   “แทนคำขอบคุณที่ให้”




   เหมือนถูกกลีบดอกกุหลาบกระแทกเข้าที่ใจอย่างจัง บุ๋นถึงกับไปต่อไม่ถูกเมื่อฐานทัพยื่นกลีบดอกกุหลาบคืนมาให้เขาด้วยท่าทีเฉยๆไม่ได้แสดงออกถึงอารมณ์อะไร




   “ให้…เอ่อ…” บุ๋นยิ้มออกมาอย่างคนทำตัวไม่ถูกก่อนจะยกมือเกาหัว “ให้ตามมารยาทรึเปล่าครับ”




   “เปล่า” ฐานทัพถอนหายใจ “แล้วแต่จะคิด”




   “งั้น…ขอบคุณนะครับ” บุ๋นรีบกลีบดอกกุหลาบมาถือไว้อย่างเบามือ กลีบดอกกุหลาบที่ได้จากหมอฐานทัพ




   ไม่อยากปล่อยให้มันเหี่ยวเลย




   “กลับได้แล้ว” เมื่อเห็นว่าคนที่ยืนยิ้มอยู่ไม่มีท่าทีจะขอกลับฐานทัพจึงต้องเป็นฝ่ายไล่ “ดึกแล้ว”




   “นั่นสิ ผมลืมตัว” บุ๋นเหมือนพึ่งนึกได้ว่าวันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ป่านนี้เพื่อนของเขาคงถึงหอกันแล้ว



   “ไปๆ” ฐานทัพโบกมือไล่




   “โห่พี่ ไล่กันแบบนี้เลยหรอ”




   “ดึกแล้ว” ฐานทัพยังคงพูดคำเดิม




   บุ๋นพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินไปขึ้นคร่อมจักรคานคันเก่งแล้วหันมายิ้มให้ฐานทัพอีกครั้ง รอยยิ้มที่แปลความหมายได้อย่างเดียวว่าคนๆนี้กำลังมีความสุข




   “ฝันดีนะครับพี่”




   “ฝันดี” ฐานทัพตอบกลับก่อนจะยืนรอส่งจักรยานที่กำลังจะปั่นออกไปหากแต่ว่าคนที่กำลังจะปั่นหันกลับมาเหมือนลืมบอกอะไรเขา




   “เรายังจะได้เจอกันอยู่ใช่ไหมครับ”




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้างงๆ “มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เจอ” เขาถามกลับไปแต่คนที่คร่อมจักรยานกลับไม่ตอบ มีเพียงรอยยิ้มส่งกลับมา




   จักรยานของบุ๋นปั่นออกไปพร้อมความรู้สึกในหัวของฐานทัพที่ยังวนเวียนแล่นอยู่ไม่หยุด คำถามที่เป็นคำถามธรรมดาทั่วไปสำหรับเขา




   แต่กลับไม่ธรรมดาสำหรับอีกคน…






-----------------------
50%
ขอโทษที่หายไปนะคะ กลับมาต่อแล้วจ้าาา
เป็นยังไงกันบ้างง ชอบรึเปล่าาาา  :katai2-1:

ออฟไลน์ em1979

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 482
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-1
ชัดเจนขนาดนี้ หมอจะไม่รู้ต้วหน่อยหรอ

ออฟไลน์ silverrain

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
มีความละมุนหมอพูดน้อยเหมือนเดิม
ชอบโมเมนต์ให้กลีบกุหลาบ
อ่านแล้วยิ้มไม่หุบเลย

ออฟไลน์ Minoru88

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
โอ๊ยยยยยยย
บุ๋นนน รุกเข้าลูก

ออฟไลน์ KizzllKizz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 260
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-1
เบื่อน้ำฟ้าอ่ะ จะไปไหนก็ไปเถอะไปไกลๆ ~

บุ๋นสู้ๆบุ๋นสู้ตาย  o13

ออฟไลน์ perlina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
   เทศกาลปั่นงานกลับมาอีกครั้งเมื่อถึงเย็นวันศุกร์ที่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของใครหลายๆคนแต่ไม่ใช่กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สามที่เปิดเทอมมาไม่กี่วันก็โดนสั่งรายงานเล่มโตทำให้วันหยุดสุดสัปดาห์ถูกใช้ไปกับการที่สิงอยู่ในหอสมุดของมหาวิทยาลัยสลับกับหอพักของปกป้องกับคิน


   “ตรงนี้ได้ปะวะ” คอมพิวเตอร์เครื่องบางถูกยกหันไปทางเพื่อนทั้งสองคน คินในแบบที่ใส่แว่นตาคงไม่คุ้นหน้าสำหรับใครหลายๆคนแต่กับฐานทัพและปกป้องแล้วนี่ถือเป็นเรื่องปกติเวลาทำงาน




   “อืม ได้” ฐานทัพเงยหน้าขึ้นมาจากตำราเล่มโตที่กำลังหาข้อมูลอยู่ก่อนจะกระชับแว่นตัวเอง “เป็นไงบ้าง” เขาหันไปถามปกป้องที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับตำราตรงหน้า



   “ข้อมูลแค่นี้น่าจะไม่พอ” ปกป้องพึมพำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฐานทัพ “ต้องหาเนื้อหาอ้างอิงจากในเน็ตเพิ่ม”




   “อืม ได้ๆ” ฐานทัพพยักหน้าก่อนที่ทุกคนจะหันไปสนใจเนื้อหาตรงหน้าต่อ




   เป็นแบบนี้ทุกครั้งเวลาทำงานกลุ่ม พวกเขามักจะจริงจังและไม่มีใครทำลายสมาธิของใคร ถ้าอยู่ในช่วงทำงานพวกเขาก็พร้อมจะทำออกมาให้ดีทุกสุด นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมพวกเขาสามคนถึงอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีปัญหาแม้นิสัยจะต่างกันคนละขั้ว




   “โห ไม่ไหวว่ะ ขอกาแฟอีกแก้ว” คินยกมือลาคนแรกหลังจากที่นั่งจ้องหน้าคอมมาเกือบสามชั่วโมง ความอ่อนล้าทำให้เขาถอดแว่นตาที่สวมใส่อยู่ออกก่อนจะใช้นิ้วมือนวดบริเวณขมับ




   “มึงจะไม่หลับไม่นอนเลยรึไง” ปกป้องหันมาถามก่อนจะใช้นิ้วเคาะหน้าผากอีกคนเบาๆ “พักสายตาก่อนก็ได้”




   “อืม” คินตอบรับสั้นๆก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมือถือของหมอฐานทัพมาอย่างถือวิสาสะ ปกติเขาเล่นโทรศัพท์ฐานทัพบ่อยจนเจ้าตัวเคยพูดว่าเอากลับไปเล่นที่หอเลยก็ได้




   ฐานทัพเป็นแบบนี้เสมอ…ไม่เคยมีความลับ




   “โหไอ้หมอ…ไลน์มึงพันกว่าข้อความแล้วครับ” คินพูดพร้อมกับเลื่อนดูแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ถึงจะชอบเล่นมือถือเพื่อนแต่ก็ไม่เคยไปก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว




   “ช่าง” ฐานทัพที่กำลังสนใจงานตรงหน้าตอบปัดๆ




   “เหงาจังเลยครับ ทำงานคนเดียว” คินพูดพร้อมกับกดหน้าจอโทรศัพท์ที่เปิดเสียงสั่นไว้ ฐานทัพเงยหน้าขึ้นมามองแว๊บหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงไปทำงานต่อ   



   ปล่อยมันเล่นไป




   “คนเดียวหรอ อีกสองคนคือภูตผีหรอ” ปกป้องหันไปแขวะเพื่อนที่ดูมีความสุขผิดปกติ ตอนแรกก็เข้าใจว่าเหนื่อยแต่ตอนนี้ดูจะสนุกมากกว่าเหนื่อยแล้ว




   “เอ้า มึงก็รู้ไอ้ฐานแค่พิมพ์ว่าอืมคนไลค์เป็นร้อย นี่ลงสเตตัสพร้อมรูปแบบนี้ไปเผลอๆมีคนอาสามาอยู่เป็นเพื่อนมันด้วยซ้ำ”




   “เพ้อ...” ฐานทัพที่หันไปหาคินหยุดคำพูดไว้ก่อนจะถอนหายใจ “ทำงาน”




   “อะไรวะ” คินมองเพื่อนสนิทงงๆ “เมื่อกี้จะพูดว่าอะไร”




   “เปล่า” เขาปฏิเสธ “รีบทำจะได้รีบกลับ”

.



   สนามบาสครึกครื้นเหมือนทุกๆวัน ยิ่งดึกมากเท่าไหร่คนก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ บุ๋นวิ่งตามลูกบาสที่แต้มนำอยู่สองแต้มพร้อมกับเพื่อนในทีมที่รับส่งกันอย่างรู้ใจ เกือบสามอาทิตย์ที่เขาได้กลับมาเล่นบาสอย่างจริงๆจังๆ เวลาส่วนใหญ่ของเขาเลยหมดไปกับการฝึกซ้อม



   “บุ๋นรับ!!!” เสียงตะโกนบอกจากเพื่อนทำให้คนที่วิ่งอยู่หันมารับลูกบาสได้พอดีก่อนจะวิ่งต่อไปแล้วเลี้ยงบาสชูตเข้าแป้น



   ตึง!




   ลูกบาสลงห่วงอย่างกับถูกจับวาง เขาหันไปแตะมือกับเพื่อนก่อนจะเริ่มเล่นต่อ วันนี้คงได้กลับหอดึกเหมือนทุกๆวัน




   “ทางนี้ๆ” เสียงดังในสนามไม่ได้ทำให้สมาธิของพวกเขาหายไป บุ๋นหันไปมองตามเสียงก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลงเหมือนโดนหยุดเวลา




   มาทำไม




   “พี่ต้าสวัสดีครับ” เพื่อนคนอื่นๆที่นั่งดูหันไปยกมือไหว้พี่ต้าอย่างคุ้นเคย พี่ต้าเป็นหนึ่งในนักกีฬาบาสมหาลัยที่เป็นคู่แข่งด้านกีฬากับมหาลัยของเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทุกคนรู้จักเขาเป็นอย่างดีเพราะมักจะแวะมาซ้อมบาสที่มหาลัยของเขาบ่อยๆ




   “เป็นไงกันบ้าง” รอยยิ้มที่ประดุจเทพบุตรหันไปถามพวกที่นั่งดูอยู่บนอัศจรรย์ก่อนจะหันมามองที่สนาม




   “หึ” ความเกลียดพลุ่งพล่านจนบุ๋นเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เห็นหน้าก็หมดอารมณ์จะเล่นต่อ บุ๋นทำท่าจะหันไปบอกเพื่อนว่าจะกลับก่อนแต่ดูเหมือนจะไม่ทันอีกคน




   “อ้าวบุ๋น ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน” น้ำเสียงที่หาความจริงใจไม่ได้เอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างที่เดินเข้ามาใกล้ “ซ้อมเป็นไงบ้างวะ เหนื่อยไหม”




   “ก็ดี” บุ๋นตอบกลับอย่างคนไม่อยากคุยด้วย เขาถอนหายใจนิดๆก่อนจะพูดต่อ “ถอยพี่ ผมจะกลับแล้ว”




   “จะรีบกลับไปไหนวะ” คนที่พึ่งมาเอ่ย “อยู่เล่นด้วยกันสักควอเตอร์ก่อนแล้วค่อยกลับดิวะ”




   “ไม่ละครับ” เขาปฏิเสธแทบจะทันที บุ๋นทำท่าจะเดินเลี่ยงออกมาแต่เหมือนอีกฝ่ายไม่ยอมให้เขาไปง่ายๆ




   “อะไรวะ นานๆจะได้กลับมาเล่นด้วยกัน ก็อยากจะรู้ว่าฝีมือน้องพัฒนาไปถึงไหนแล้ว”




   “ยังไงก็จะเอาให้ได้ใช่ไหม” บุ๋นถาม




   “ไม่ทำหน้าตาแบบนั้นสิ คนชวนเสียใจนะรู้ไหม” พี่ต้าหัวเราะออกมาก่อนจะถอดเสื้อนักศึกษาที่ใส่อยู่ออกเผยให้เห็นเสื้อกีฬาที่สวมทับมา




   “เหอะ” ไม่รู้จะสรรหาคำใดๆออกมาพูดจริงๆเมื่อเห็นปฏิกิริยาตรงหน้า ตอนแรกเขาก็ว่าจะเดินออกไปเลยแต่พอเห็นพี่ต้าเดินเข้าไปชวนเพื่อนที่กำลังเล่นกันอยู่ก็ดูเหมือนจะไม่ทัน




   ไม่มีใครรู้เรื่องระหว่างเขากับพี่ต้า




   สนามดูครึกครื้นขึ้นอีกเมื่อตัวแทนบาสของอีกมหาลัยลงเล่นในควอเตอร์นี้ บุ๋นที่อยู่คนละทีมถอนหายใจเป็นรอบที่หนึ่งร้อย ไม่รู้ทำไมเขาต้องมายอมเล่นทั้งๆที่ไม่อยากจะจับลูกบาสลูกเดียวกับพี่ต้าเลยด้วยซ้ำ




   เสียงเริ่มเกมส์ดังขึ้นพร้อมกับลูกบาสที่ไปอยู่ในทีมฝั่งตรงข้าม บุ๋นวิ่งตามเท่าที่กำลังทั้งหมดยังมี ถึงจะไม่อยากเล่นแต่ก็ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกฝีมือ เขามั่นใจว่าเขาเองก็เก่งไม่แพ้อีกฝั่ง




   “บุ๋นรับ” เพื่อนที่แย่งบาสมาได้สำเร็จตะโกนบอกคนที่อยู่จุดที่ใกล้แป้นบาสที่สุด




   เสียงของเพื่อนเหมือนเป็นตัวส่งสัญญาณที่ดี บุ๋นยกมือขึ้นเตรียมกระโดดรับลูกบาสที่กำลังลอยมาหากแต่ว่าร่างของเขาถูกกระแทกจากร่างของอีกคนจนเสียการทรงตัว




   ตึก!!!



   “เชี่ยเอ้ย” คนถูกกระแทกสบถออกมาก่อนจะเงยหน้ามองคนที่ครองลูกบาสที่ทำสีหน้าตกใจ




   “เห้ยขอโทษๆ เป็นไรปะวะ” พี่ต้าทำท่าทางตกใจพร้อมกับเพื่อนๆในทีมที่วิ่งเข้ามาดูอาการ




   “ไม่เป็นไร” บุ๋นตอบเสียงแข็งก่อนจะค่อยๆชันตัวลุกขึ้นมา นี่พึ่งเริ่มเกมส์ได้ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ เขาพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองให้เย็นลงกว่าเดิมก่อนจะเล่นต่อ




   รู้สึกเจ็บแปล๊บๆที่ข้อเท้า…




   เกมส์ยังคงดำเนินต่อไป แต้มเริ่มสูสีกันมากขึ้นเรื่อยๆจนพักครึ่งแรกคะแนนก็กลับมาเสมอกัน บุ๋นเดินเข้ามาตรงที่วางของก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเพราะรู้สึกถึงความเจ็บที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากข้อเท้า



   “เห้ยเป็นไรปะวะ” เพื่อนร่วมทีมเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นท่าทางของเขาแปลกไป




   “ไม่เป็นไร สงสัยเมื่อกี้ล้มผิดท่า” บุ๋นยิ้มตอบก่อนจะยกขวดน้ำที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นดื่ม




   ครึ่งหลังดำเนินต่อไปหลังจากที่พักไปครู่เดียว บุ๋นรับบาสจากเพื่อนที่ส่งมาก่อนจะเลี้ยงบาสไปยังแป้นของฝ่ายตรงข้าม ขาทั้งสองข้างวิ่งประสานกันราวกับเป็นหนึ่งเดียวแต่เขากลับรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อเห็นพี่ต้าวิ่งตามมาด้วยความเร็วไม่ต่างจากเขา




   จะอะไรกับกูนักหนาวะเนี่ย



   ความคิดในใจแล่นขึ้นมา ใจอยากจะโยนบาสอัดหน้าแต่ทำได้แค่คิด ขืนทำไปก็มีแต่จะทำทุกอย่างให้แย่ลงกว่าเดิม



   “รับ” บุ๋นตัดสินใจโยนบาสให้เพื่อนที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเองเพื่อชู้ตแต่ยังไม่ทันที่จะปล่อยลูกบาสหลุดมือร่างของพี่ต้าก็กระโดดโถมตัวมาทางเขาอย่างตั้งใจ




   ปึก!!!



   หลังกระแทกกับพื้นเสียงดังก่อนที่เขาจะรู้สึกเจ็บที่บริเวณขา บุ๋นค่อยๆชันตัวขึ้นมาก่อนจะพบว่าถูกร่างของพี่ต้าทับขาไว้แถมตัวก็ไม่ได้เบา




   “ขอโทษว่ะ” พี่ต้าค่อยๆดันตัวขึ้น มือข้างหนึ่งจับข้อเท้าของบุ๋นไว้เพื่อชันตัวลุกขึ้นก่อนจะมีเพื่อนๆมาช่วยพยุงทั้งสองคนขึ้นจากพื้น





   “อืม” บุ๋นรับคำสั้นๆ เขาไม่มีอารมณ์จะเล่นต่อถึงแม้อีกไม่กี่นาทีก็จะจบควอเตอร์แรก เขาค่อยๆเดินออกมาจากสนามโดยขอเปลี่ยนให้เพื่อนคนอื่นลงไปเล่นแทนก่อนจะเดินไปเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับหอ




   จงใจชัดๆ




   เวลานี้จะไปซื้อยาทาจากไหนวะเนี่ย…




   บุ๋นปั่นจักรยานออกมาจากสนามบาสก่อนจะจอดจักรยานลงที่ตึกเรียนรวมหลังจากที่ทนปั่นต่อไปไม่ไหว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านจนต้องพาตัวเองมานั่งพักเพื่อดูอาการข้อเท้าของตัวเองที่เริ่มปวดตุ้บๆ




   นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!!!!




   เขานึกหงุดหงิดในใจ




   ปวดแบบนี้ให้ทนปั่นกลับไปถึงหอคงไม่ไหว รอให้ดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยกลับคงจะดีกว่า เขาค่อยๆเหยียดขาตรงก่อนจะมองไปรอบๆตึกที่เงียบสงัดหัวก็ดันไปคิดถึงเหตุการณ์วันฝนตกที่เขาได้นั่งอยู่กับหมอฐานทัพ   




   เทียบกับวันนี้แล้วบรรยากาศต่างกันราวฟ้ากับเหว




   โทรศัพท์ที่แทบไม่มีอะไรแจ้งเตือนสั่นอยู่ในกระเป๋าของเขาพร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาให้เห็นข้อความไลน์กลุ่มที่เด้งเป็นดอกเห็ด บุ๋นทำท่าจะปิดหน้าจอลงแต่มือกลับเลื่อนไปสะดุดตรงความเคลื่อนไหวของคนที่เขากดติดตาม


   
   30 นาทีที่แล้ว
   Thanthup titrirat : เหงาจังเลยครับ ทำงานคนเดียว



   ภาพพร้อมแคปชั่นปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์พร้อมกับยอดไลค์ที่ขึ้นเร็วอย่างกับเป็นภาพของดารา บุ๋นยิ้มออกมาหลังจากที่เห็นภาพตรงหน้า ใบหน้าที่ดูจริงจังเวลาทำงานของหมอฐานทัพน่ามองเสมอ เขากดค้างไว้ที่รูปก่อนจะ…



   Save




   นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรในเฟสบุ๊คของหมอฐานทัพอีก วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันในรอบหลายสัปดาห์ที่หมออัพเดทชีวิตของตัวเองลงเฟสบุ๊ค บุ๋นยิ้มเหมือนคนบ้าโดยลืมความโมโหที่มีอยู่ไปทันที เขามองภาพตรงหน้าที่เหมือนมีคนแอบถ่ายหมอฐานทัพก่อนจะซูมดูบรรยากาศรอบๆ



   หอสมุดมหาลัย…




   เขาปิดโทรศัพท์ลงพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่จางหายไปจากใบหน้า แค่ได้รู้ว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ก็พอแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอกันก็ไม่เป็นไร เขารู้ว่าหมอฐานทัพเรียนหนัก งานก็เยอะ อย่างน้อยอาทิตย์นึงเจอกันแค่สี่วันก็พอแล้ว




   เอาจริงๆก็ไม่พอ…




   “เออกูกำลังรีบกลับเนี่ย เร่งจัง” เสียงของคนๆหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างที่เดินผ่านหน้าเขาไปด้วยความเร่งรีบ




   นั่นมัน…




   “พี่คิน!” บุ๋นตะโกนเรียกเสียงดังจนคนที่พึ่งวางโทรศัพท์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ามามอง พอเห็นว่าเป็นใครเจ้าตัวก็ยกมือทักทายก่อนจะเดินกลับมาหา




   “ไง”




   “มาทำอะไรครับ”




   “ธุระนิดหน่อย ว่าแต่นี่มาทำอะไร” คินถามกลับเมื่อเห็นว่ารอบข้างเงียบสงัด เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เจอคนๆนี้คนเดียวในเวลาแบบนี้



   เท่าไหร่ครับ




   อะไม่ใช่…




   “พึ่งเล่นบาสเสร็จครับ เจ็บข้อเท้านิดหน่อยเลยมานั่งพัก” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะมองถุงในมือของคินที่เต็มไปด้วยกาแฟกระป๋องและขนมปัง “พี่จะไปไหนครับ”




   “ไปหอสมุด งานเยอะว่ะ” คินถอนหายใจ “แล้วนี่จะกลับยังไง ให้ไปส่งปะ”




   “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมเกรงใจ”




   “เกรงใจอะไรวะ ไปส่งได้ แต่เดี๋ยวเอาของไปให้พวกมันก่อน โทรเร่งจนจะฆ่ากูแล้วเนี่ย” แค่คิดถึงเสียงไอ้ปกป้องที่โทรมาเร่งให้เอาของที่สั่งไปให้ก็นึกโมโหในใจ




   เพื่อนนะโว้ยไม่ใช่คนใช้!!




   “อ่อ…งั้นก็ได้ครับ” บุ๋นชั่งใจคิดไปพักหนึ่งก่อนจะตอบตกลง “รบกวนด้วยนะครับ”



   “เออไม่เป็นไร คนหล่อมักใจบุญแบบนี้แหละ” คินยักคิ้วก่อนจะถามต่อ “ลุกไหวไหม”



   “ได้อยู่ครับ” บุ๋นค่อยๆดันตัวขึ้นก่อนจะลุกยืนโดยทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าอีกฝั่งที่ไม่เป็นอะไร “พี่เดินนำไปเลย เดี๋ยวผมเดินตาม”   




   “ไม่ให้ช่วยพยุงหรอ”




   “ไม่ได้เป็นหนักขนาดนั้นหรอครับ” บุ๋นยิ้ม “ผมเดินได้อยู่”




   “เออโอเคๆ” คินพยักหน้าก่อนจะเดินนำไปที่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ไม่ไกล




   เขาขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ก่อนจะเอาของที่ซื้อมาทั้งหมดไว้ที่ตะกร้าหน้ารถแล้วหันไปมองบุ๋นที่เดินตามมาติดๆ ท่าทางจะเจ็บไม่น้อย




   “เดี๋ยวแวะไปหอสมุดก่อนนะ” คินพูดเมื่อรู้สึกว่าบุ๋นขึ้นซ้อนข้างหลังแล้ว




   “ครับ ตามสบายเลย”




   “ดีมากไอ้น้อง” เขาค่อยๆขับออกมาจากอาคารเรียนรวมไปหอสมุดที่อยู่ห่างกันไม่ไกลมาก




   ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาใดๆหลุดออกมาจากปากของทั้งสองคน อาจเพราะความเหนื่อยล้าทั้งวันทำให้เลือกที่จะเงียบแทนการหาเรื่องคุย




   รถมอเตอร์ไซค์จอดลงหน้าหอสมุดพร้อมกับคินที่ลงจากรถพร้อมกับดึงเอกสารที่สอดไว้ในถุงขนมออกมาแล้วหันมาบอกบุ๋น




   “จะรอนี่หรือเข้าไปด้วยกัน”




   “รอนี่ก็ได้ครับ” ถึงจะอยากเดินเข้าไปแต่ก็ไม่ได้ เขารู้สึกปวดระบมจนไม่อยากจะขยับเขยื้อนตัว ถึงจะแอบเสียดายเล็กๆก็ตาม




   “โอเค เดี๋ยวรีบมา” คินทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินเอาเอกสารเข้าไปในหอสมุดที่อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะปิดให้บริการ



   ยิ่งดึกหอสมุดก็ยิ่งโล่ง ช่วงนี้ไม่ค่อยมีใครเข้าหอสมุดกันเท่าไหร่เพราะยังไม่ถึงช่วงสอบ ถ้าเป็นช่วงสอบป่านนี้ไม่มีโต๊ะว่างเหลือให้ได้ดูต่างหน้า




   คินเดินตรงไปยังโต๊ะที่มีตำราวางกองอยู่ก่อนจะวางถุงเอกสารที่ถูกใช้ไปถ่ายมาลงบนโต๊ะแล้วยกมือขึ้นคล้ายกับจะบอกว่าอย่าพึ่งพูดอะไรเมื่อเห็นปกป้องทำท่าจะอ้าปาก



   “กูไม่ได้ไปผลิตหมึกแต่เครื่องถ่ายเอกสารที่ร้านมีปัญหา กูก็เลยต้องรอให้เขาแก้ไข โอเคไหมครับ” เตรียมคำตอบมาดีเหมือนรู้ว่าเพื่อนต้องการจะพูดอะไร




   “เออ ทำงานต่อ” ปกป้องตอบกลับมาก่อนจะก้มหน้าลงไปทำงานอีกครั้ง




   “เดี๋ยวกูมา”




   “ไปไหน” ปกป้องถามเสียงนิ่งเมื่อเห็นว่าคนที่พึ่งมาทำท่าจะเดินออกไปอีกครั้ง




   “อ่อ พอดีกูไปเจอเด็กไอ้หมอมา เห็นว่าข้อเท้าเจ็บเลยจะไปส่งมัน”




   “ใครวะ” ปกป้องขมวดคิ้วแต่อีกคนที่กำลังก้มทำงานอยู่ถึงกับเงยหน้าขึ้นมาแล้วรอฟังต่อ




   “ชื่ออะไรวะ กูจำไม่ได้”




   “บุ๋น?” ฐานทัพถามออกไปสั้นๆพร้อมกับคำตอบของคินที่พยักหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว




   “เออนั่นแหละ เห็นว่าพึ่งเล่นกีฬามา กูดูท่ามันน่าจะกลับเองไม่ไหวเลยอาสาไปส่ง กูไปก่อนนะเดี๋ยวจะรีบกลับมา”



   “คิน” ฐานทัพเรียกชื่อเพื่อนไว้อีกครั้ง “เดี๋ยวกูไปส่ง”




   “หืม? ทำไมวะ” คินถามอย่างนึกแปลกใจ



   “เดี๋ยวไปส่งเอง” ฐานทัพไม่ตอบ มือข้างหนึ่งปิดหนังสือลงก่อนจะถอดแว่นตาแล้วยื่นมือไปหาคิน “กุญแจรถ”




   “อ่อ…เออเอาไปๆ” คินที่ยังงงๆกับท่าทางของเพื่อนยื่นกุญแจให้ไปก่อนจะย้ำถามอีกครั้ง “มึงจะไปส่งจริงหรอวะ”



   “อืม” ฐานทัพพยักหน้า “หิวข้าวพอดี จะไปหาอะไรกิน”



   ตอบไปทั้งๆที่ความจริงเขาไม่ได้รู้สึกหิวอย่างที่พูด…



   บรรยากาศข้างนอกหอสมุดในตอนกลางคืนดูเงียบเหงาแปลกๆ คนที่นั่งรออยู่ไม่ไกลจากรถมอเตอร์ไซค์มองซ้ายทีขวาทีแก้เบื่อระหว่างรอก่อนจะหันกลับมาสนใจรถมอเตอร์ไซค์ของพี่คินที่เขานั่งมา ในหัวก็พลันคิดถึงเหตุการณ์วันนั้น…



   “บุ๋น เดี๋ยวกลับบ้านครั้งหน้าแม่จะพาไปซื้อรถนะ จะได้ขับไปเรียนได้” คนเป็นแม่หันมาพูดระหว่างทางกลับมหาลัย หลังจากที่มารับลูกชายออกไปกินข้าวข้างนอก
   “ไม่เป็นไรครับ ไม่อยากได้แล้ว” คนที่ตอนแรกเคยบอกว่าอยากได้มอเตอร์ไซค์ปฏิเสธเสียงแข็ง “ขี้เกียจเติมน้ำมัน ปั่นจักรยานดีกว่า”
   “หืม?” คนเป็นแม่เลิกคิ้วอย่างนึกสงสัย “จักรยานแบบไหนลูก พวกเสือภูเขาหรอ” คำว่าจักรยานในความหมายของบุ๋นคงเป็นพวกจักรยานราคาแพงที่ต้องซื้ออุปกรณ์มาตกแต่งซึ่งเทียบกันแล้วราคาไม่ต่างอะไรกับรอมอเตอร์ไซค์
   “เปล่าครับ จักรยานธรรมดาทั่วไป ขอมีตะกร้าหน้ารถกับที่คนซ้อนก็พอ” บุ๋นตอบออกมาก่อนจะพูดต่อ “แต่เอาจริงๆช่วงนี้ใช้จักรยานที่หอไปก่อนก็ได้ มีให้ยืมเยอะแยะ”
   “จักรยานธรรมดา?” คำตอบของบุ๋นทำให้ผู้เป็นแม่งงหนักเข้าไปอีก “แปลกจัง ไหนตอนแรกบอกแม่ว่าอยากได้มอเตอร์ไซค์”
   “ไม่อยากได้แล้วครับ เปลืองน้ำมัน” บุ๋นย้ำคำเดิม
   ความจริงเขามีอีกเหตุผลที่ไม่ได้บอกออกไป รถมอเตอร์ไซค์ถึงที่หมายเร็วกว่าจักรยาน…ถึงจะดีในความคิดของคนอื่นๆแต่สำหรับเขามันไม่ดี
   “บางทีจักรยานก็มีข้อดีนะครับ”
   “หืม…ยังไง?”
   “ไม่รู้สิครับ” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะเสมองออกไปนอกหน้าต่าง
   จักรยานทำให้เขาได้มีเวลาอยู่กับคนที่อยากอยู่นานขึ้น


   
   พอกลับมาคิดอีกทีเขาไม่ได้รู้สึกว่าการตัดสินใจของตัวเองเป็นการตัดสินใจที่ผิด ถึงแม้ว่าจะลำบากในบางครั้งที่ต้องไปเรียนให้ทันเวลาแต่ถ้าดูโดยรวมแล้วมันก็คุ้ม อีกอย่างเขาแทบไม่ออกไปไหนนอกจากหน้ามอกับคณะและหอพักของตัวเอง



   ไม่เห็นจำเป็นเลย



ออฟไลน์ perlina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1


   บุ๋นนั่งเหม่ออยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปมองประตูหอสมุดที่ยังไม่มีวี่แววของพี่คินที่หายเข้าไปเกือบสิบนาที เขาค่อยๆถอดรองเท้าตัวเองเพื่อให้สบายเท้ามากขึ้นหลังจากที่เห็นว่ายังไม่มีใครออกมา




   “เจ็บมากไหม”    




   “นิดหน่อยครับ เดี๋ยวก็คง…” เขาค่อยๆเงยหน้าจากที่กำลังก้มดูเท้าตัวเองก่อนที่คนตรงหน้าจะทำให้เขาพูดต่อ “เจ็บมากครับ”




   พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นคนที่ไม่ใช่คนเดียวกับคนที่พามาปากก็ดันตอบกลับไปอีกอย่าง…



   “ตกลงเจ็บหรือไม่เจ็บ” ฐานทัพขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะไล่สายตาลงไปมองที่เท้าของบุ๋นที่ถอดรองเท้าออกข้างหนึ่ง



   “เจ็บครับ” บุ๋นพยักหน้ารัวพร้อมกับยิ้มกว้าง



   ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกัน ไม่คิดว่าการตัดสินใจให้พี่คินไปส่งจะเป็นการตัดสินใจที่ถูก



   “เจ็บแล้วยิ้มทำไม” ฐานทัพงงกับปฏิกิริยาที่ค่อนข้างสวนทางกัน ใบหน้าของบุ๋นไม่ได้บ่งบอกถึงความรู้สึกเจ็บเหมือนที่ปากพูด




   “มีคนเคยบอกว่าถ้าเจ็บต้องยิ้มสู้ครับ”




   ความจริงคือยิ้มเพราะเจอหมอฐานทัพ




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะย่อตัวลงไปในระดับที่ต่ำกว่าที่นั่งของบุ๋น “ดูหน่อย”




   “เห้ยพี่ อย่าๆ เท้าผมเหม็น” บุ๋นรีบชักเท้ากลับ คนที่พึ่งเล่นกีฬามาหมาดๆกับรองเท้าที่ใส่เล่นบาสทุกวัน กลิ่นมันคงไม่รัญจวนใจเท่าไหร่นัก ถึงจะใส่ถุงเท้าอยู่ก็ตาม




   “ถ้าไม่ดูจะรู้ได้ยังไง” ฐานทัพเงยหน้าขึ้นมามองบุ๋นนิ่งๆ




   แว๊บแรกที่เขารู้สึกคือ…หมอฐานทัพดุ



   “แต่เท้าผมเหม็น ผมอายเหมือนกันนะ” เขาพูดไปตามความจริง ถึงจะกล้าในหลายๆเรื่องแต่กลิ่นเท้าไม่ใช่เรื่องที่ควรกล้าสักเท่าไหร่



   “เดี๋ยวกลั้นหายใจ” ฐานทัพตอบกลับมานิ่งๆ ไม่ได้สนใจอะไร เขารู้ว่าบุ๋นเจ็บเพราะเล่นกีฬา




   “รู้สึกแย่กว่าเมื่อกี้อีกพี่” บุ๋นยิ้มแหยๆ “ผมว่าข้อเท้าคง โอ้ยยยย!!” ยังไม่ทันที่จะพูดจบนิ้วของหมอฐานทัพก็จิ้มลงบริเวณที่เขาปวดราวกับมีญาณวิเศษ




   “เจ็บ?”



   “เจ็บดิพี่ เล่นจิ้มมาไม่ให้ผมเตรียมใจเลย” บุ๋นขมวดคิ้ว ถ้าเป็นเพื่อนป่านนี้ได้โดนด่าจนลืมคณะไปแล้ว



   “ข้อเท้าน่าจะพลิก ประคบน้ำแข็งสัก20นาที” ฐานทัพไม่สนใจคำบ่นของคนที่นั่งอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมามองบุ๋นก่อนจะถามต่อ “เข้าใจไหม”



   “ครับ” คนที่ไม่เคยเจอฐานทัพโหมดนี้เข้าไปถึงกับเงียบกริบลงในพริบตา




   ทำไมวันนี้หมอดูดุ



   “ทำทุกๆสองถึงสามชั่วโมง ประคบให้รู้สึกชา แล้วเอาผ้ายืดพันไว้”




   “ครับ” บุ๋นพยักหน้า “แต่ผมคงยังไม่พันผ้าเพราะไม่มี” อันที่เคยซื้อไว้ก็ดันอยู่ที่บ้าน ไว้ฝากเพื่อนซื้อกลับมาให้ใหม่น่าจะง่ายกว่า




   “อืม ประคบน้ำแข็งไปก่อน”




   “ครับ เข้าใจแล้วครับ” บุ๋นพยักหน้าช้าๆ




   “คราวหลังระวังให้มากกว่านี้” ฐานทัพพูดพร้อมกับเหยียดตัวลุกขึ้นยืน “ช่วงนี้ก็งดซ้อม”




   “ครับ” บุ๋นได้แต่ตอบรับโดยที่ไม่มีอะไรจะพูดต่อ ถ้าเป็นปกติเขาคงจะหาเรื่องมาพูดกับฐานทัพมากมายแต่ในตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออก



   เหมือนหมออารมณ์ไม่ดี




   “ลุกได้ไหม” ฐานทัพถามคนที่กำลังจะสวมรองเท้ากลับ ถึงภายนอกบุ๋นจะดูไม่เป็นอะไรมากแต่คิดว่าคงเจ็บไม่น้อย




   “พอได้ครับ” บุ๋นยิ้มนิดๆ “ขอบคุณนะครับ”




   “อืม” พอเห็นรอยยิ้มที่ตอบกลับมาก็ทำให้คนที่ยืนอยู่เสมองไปทางอื่น




   เจ็บตัวแล้วยังยิ้ม แปลกดี




   “แล้วพี่คินละครับ”




   “อยู่ในหอสมุด”




   “อ่าว…พี่คินขอให้พี่มาส่งผมแทนหรอ” บุ๋นถามด้วยความไม่รู้ เขาแอบรู้สึกผิดที่ไปรบกวนเวลาทำงานของหมอฐานทัพ



   “เปล่า” ฐานทัพปฏิเสธ “หิวข้าว ก็เลยออกมาแทน”



   “อ่อ…ครับ” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะเหลือบมองถุงขนมปังกับกาแฟกระป๋องที่อยู่ที่ตะกร้าหน้ารถ “ผมก็หิวเหมือนกัน…เราไปกินพร้อมกันเลยดีไหมครับ?”




   คำถามที่เหมือนรวบรัดตัดตอนทำให้ฐานทัพเงียบไปพักหนึ่ง ความจริงเขาไม่ได้หิวข้าวอะไรมากมายขนาดนั้นแต่ในเมื่อบอกไปแล้วเขาก็คงต้องยอมเลยตามเลย




   “อืม ตามใจ”




   “ครับ” บุ๋นตอบกลับมาสั้นๆพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า “ผมพร้อมแล้วครับ” ร่างสูงค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับถ่วงน้ำหนักไปที่ขาข้างที่ไม่เจ็บ




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะเดินไปพร้อมๆกับบุ๋นที่ค่อยๆก้าวช้าๆไปที่รถ




   “พี่จะขับหรอครับ” บุ๋นหันมาถามเมื่อเห็นฐานทัพเสียบกุญแจมอเตอร์ไซค์ของพี่คิน เขาไม่เคยเห็นหมอฐานทัพขับมอเตอร์ไซค์มาก่อน




   “อืม ทำไม” ฐานทัพหันมาถาม ถึงเขาจะปั่นจักรยานทุกวันแต่เขาก็พอจะขับมอเตอร์ไซค์ได้




   “เปล่าครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อน” บุ๋นยิ้มตอบ




   “อืม”



   บุ๋นค่อยๆขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ก่อนที่เสียงสตาร์ทรถจะดังขึ้น ฐานทัพเร่งเครื่องก่อนจะหันมาดูความเรียบร้อยของคนซ้อนแล้วค่อยๆขับออกมาจากหอสมุด




   “กินอะไร” เสียงของคนขับถามพร้อมกับเสียงของลมที่ตีกระทบหน้า




   “แล้วแต่พี่เลยครับ ผมกินได้หมดเลย”




   “อืม” ฐานทัพรับคำสั้นๆก่อนจะเลี้ยวไปตามทางถนนที่ทอดยาวไปเรื่อยๆ




   ร้านอาหารที่ปกติมักจะอยู่เปิดจนถึงดึกแต่ในวันนี้กลับไม่เปิดทำให้เขาตัดสินใจจอดรถมอเตอร์ไซค์ลงหน้าเซเว่นในมหาลัยที่เปิดไฟสว่างทั่วบริเวณ




   “รอนี่” ฐานทัพสรุปให้เสร็จสรรพก่อนจะเดินนำเข้าไปในเซเว่นปล่อยให้คนที่พึ่งลงจากรถมองตามอย่างไม่เข้าใจ




   บุ๋นนั่งลงที่เก้าอี้ไม่ไกลจากเซเว่น มีแสงพอให้เขาได้เห็นบริเวณรอบข้างก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เขาคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำว่าหมอฐานทัพจะออกมาแทนที่จะเป็นพี่คิน เขาคิดไม่ถึงว่าหมอจะก้มลงมาดูเท้าของเขาที่เหม็นรึเปล่าก็ไม่รู้แถมไม่ได้มีท่าทีรังเกียจ ถึงจะรู้ว่าหมอเรียนหมอแต่ก็อดที่จะคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้




   ฐานทัพเดินออกมาพร้อมกับถ้วยมาม่าและถุงใส่ขวดน้ำ ความจริงก็อยากจะซื้อเยอะกว่านี้แต่เพราะไม่คิดว่าจะต้องออกมาซื้ออะไรกินจริงๆเลยเอาเงินติดตัวมาไม่มาก




   “พี่รู้ได้ยังไงว่าผมชอบกินรสนี้” บุ๋นถามหลังจากที่มาม่าหมูสับถูกวางไว้ตรงหน้าเขาพร้อมกับน้ำเปล่าหนึ่งขวด



   “เดา” คำเดียวสั้นๆหากแต่ทำให้อีกคนยิ้มกว้าง



   “เดาถูกซะด้วย”



   “พูดมาก” ฐานทัพมองก่อนจะก้มลงไปสนใจมาม่าในมือของตัวเอง




   “ผมรบกวนเวลาทำงานพี่นานเลย ขอโทษด้วยนะครับ” บุ๋นเอ่ยอย่างรู้สึกผิด



   “ไม่เป็นไร” ฐานทัพตอบปัด งานส่วนของเขาเหลืออีกไม่มาก ยังไงก็ทำทันอยู่แล้ว ที่น่าเป็นห่วงคืนส่วนของคิดกับปกป้องมากกว่าเพราะต้องหาข้อมูลเพิ่ม




   “เรียนหมอนี่ดูเหนื่อยมากเลยนะครับ เห็นพี่ทำงานกันจนดึกเลย” บรรยากาศรอบข้างที่เงียบสงัดทำให้เขาคิดหาเรื่องชวนคุยเพื่อทำลายบรรยากาศ




   “อืม หนัก” ฐานทัพไม่ปฏิเสธ “แต่ก็สนุก ได้ความรู้ใหม่เยอะดี”



   “ความรู้ใหม่มันก็ดีอยู่หรอก แต่ไอ้เรื่องจำๆผมไม่ถนัดเลยจริงๆ” เขาพูดพร้อมกับเป่าเส้นมาม่าร้อนๆ “ถนัดลงมือมากกว่า”




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้า




   “แล้ว…”




   “ไปทำยังไงถึงข้อเท้าพลิก” คำถามของฐานทัพดังขึ้นก่อนที่บุ๋นจะชวนคุยอะไรต่อ แววตาที่จริงจังแฝงความดุดันไว้ข้างในมองตรงมาที่เขาอย่างต้องการคำตอบ




   “ผม…” บุ๋นชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มกลับไป “ซุ่มซ่ามเองครับ”




   “หรอ” คำถามกลับดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เขาพูดสักเท่าไหร่




   “ครับ” บุ๋นตอบรับสั้นๆ




   “อืม” ฐานทัพไม่ได้ถามต่อ




   ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งหลังบทสนทนาจบลง เส้นมาม่าที่ลอยอยู่เต็มถ้วยในตอนนี้เหลือเพียงร่องรอยความว่างเปล่ากับน้ำซุปครึ่งถ้วย



   “พี่อิ่มแล้วหรอครับ” บุ๋นถามเมื่อเห็นคนตรงหน้ากินไปได้นิดเดียว




   “อืม”




   “ผมนึกว่าพี่จะหิวมากกว่าผมซะอีก ผมกินจนหมดเลย” บุ๋นหัวเราะ




   “อิ่ม” ฐานทัพตอบกลับมาสั้นๆ เขาไม่ได้หิวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่รู้ทำไมถึงบอกออกไปว่าหิว พอได้กินจริงๆก็กินไปได้ไม่ถึงครึ่งถ้วย




   “กลับกันเถอะครับ พี่จะได้กลับไปทำงานต่อด้วย” ถึงจะอยากอยู่ด้วยกันนานๆแต่เขาก็รู้ว่าหมอฐานทัพมีงานที่ต้องทำต่อ นี่ก็ดึกแล้ว




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “เดี๋ยวเข้าเซเว่นอีกรอบ”




   “ครับ” บุ๋นพยักหน้าพร้อมกับลุกจากเก้าอี้ ไม่ลืมที่จะถือถ้วยมาม่าของเขาและหมอฐานทัพไปทิ้งที่ขยะ เขารู้สึกเหมือนหมอแทบจะไม่ได้กินมาม่าในถ้วยไปเลยด้วยซ้ำ




   เหลือเยอะมาก




   บุ๋นค่อยๆพาร่างของตัวเองมายืนรอฐานทัพที่รถมอเตอร์ไซค์ วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่เขาเจอเรื่องแย่ๆปนเรื่องดีๆ ถึงจะเจ็บตัวแต่ก็คุ้มที่ได้เจอหมอฐานทัพ ได้เจอโดยที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ




   รถมอเตอร์ไซค์ขับมาถึงหน้าหอพักชายโดยใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที บุ๋นค่อยๆลงจากรถพร้อมกับหมอฐานทัพที่ดับเครื่องแล้วลงมาตาม




   “ขอบคุณมากนะครับ” บุ๋นยิ้มกว้างแทนคำขอบคุณ




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะหันไปหยิบถุงเซเว่นที่พึ่งซื้อมาให้คนตรงหน้า “เอาไป”




   “ครับ?” บุ๋นรับถุงมาอย่างงงๆก่อนจะเปิดถุงดู ในถุงมีผ้ายืดพันขาพร้อมกับถุงน้ำแข็งใส่รวมกัน “พี่ซื้อให้ผมหรอ?”



   “อืม”



   “ขอบคุณครับ” บุ๋นอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “ทำไมพี่ถึงมาส่งผม” คำถามเดิมที่ได้รับคำตอบแล้ววนกลับมาถามอีกครั้ง



   “หิวข้าว” ฐานทัพก็ยังคงตอบกลับด้วยคำตอบเดิม



   “ผมนึกว่า…”



   “ว่า”



   “เปล่าครับ” บุ๋นชะงักไปก่อนจะส่ายหน้า “ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”



   “จะพูดก็พูด”



   “ให้พูดหรอครับ” บุ๋นชั่งใจเล็กน้อย บางทีเขาไม่ควรคิดจะถามตั้งแต่แรก



   “อืม” คำยืนยันของฐานทัพทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถึงแม้จะเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบแต่ก็ยากที่จะกล้าถามไปตรงๆ




   “นึกว่า…พี่ห่วงผม”




   คำพูดที่พูดออกมาทำให้คนที่รอฟังชะงักกึก ฐานทัพสบตาคนตรงหน้าตรงๆก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น เขาควรจะกลับไปทำงานต่อ




   “อืม” เขาตอบกลับมาสั้นๆ “ไปละ”




   ร่างสูงขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีคนที่ยืนส่งตะโกนบอกฝันดีตามหลังด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ถึงจะตอบออกมาตามแบบฉบับของหมอฐานทัพแต่มันก็ทำให้เขาคนนี้ยิ้มได้ทุกครั้ง



    แค่คำว่า ‘อืม’ คำเดียวก็ตอบคำถามทุกอย่าง




-----------------------
 ขอโทษที่หายไปนานนะคะ กลับมาต่อให้แล้วน้าาา
คอมเม้นท์กันหน่อยน้าา  :hao5: :hao5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ perlina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
จีบหมอครั้งที่สิบเอ็ด



   “จะให้มารับกี่โมงก็บอก แต่ถ้ากูติดเรียนก็โทรหาไอ้สามนะ” สองพูดหลังจากที่จอดจักรยานลงหน้าคณะเกษตร



   “เออ ขอบคุณมาก” บุ๋นตบบ่าเพื่อนสนิท




   ความจริงเขามีเรียนตอนสิบเอ็ดโมงแต่สองมีเรียนตอนเก้าโมง ส่วนไอ้สามมีเรียนอีกทีบ่ายโมงและสภาพก็ไม่น่าพร้อมจะไปส่งเขาเท่าไหร่เลยออกมาพร้อมสอง ค่อยไปนั่งหาอะไรทำที่คณะ




   ทำอะไรวะ…




   “อย่าลงน้ำหนักมากล่ะมึง เดี๋ยวไม่หาย”




   “เออรู้แล้วน่า” บุ๋นถอนหายใจ เขาโดนย้ำมาเป็นรอบที่สี่แล้ว “ไปๆ ไว้เจอกันตอนเย็น”




   “เออ บาย” สองพยักหน้าก่อนจะปั่นจักรยานออกไปทิ้งให้คนที่พันขาไว้ค่อยๆเดินเข้าคณะช้าๆ




   สายตาของผู้คนในคณะหันมามองเขาเกือบครึ่งของทั้งหมด ความจริงมันเป็นแบบนี้มาสักพักตั้งแต่วันที่เขาได้เป็นเดือนของคณะ ตอนแรกก็คิดว่าไม่มีอะไรพิเศษ แต่ตอนนี้เขาคงคิดผิด ทุกสายตาจับจ้องราวกับเขาเป็นคนดัง




   “น้องบุ๋นเท้าเป็นอะไร” รุ่นพี่ที่สนิทตั้งแต่ช่วงประกวดเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง




   “เล่นกีฬามานิดหน่อยครับ” เขาตอบกลับไปอย่างสุภาพ “วันนี้ที่คณะคนดูเยอะผิดปกตินะครับ” บุ๋นพูดพร้อมกับหันไปมองรอบข้าง




   ปกติลานคณะไม่เคยมีรุ่นพี่นั่งกันเต็มทุกโต๊ะขนาดนี้ เหมือนวันนี้ผิดปกติไปจากทุกวันหรือบางทีเขาอาจจะคิดมากไปเอง




   “อ่อ พวกพี่นัดคุยกันเรื่องปีหนึ่งเนี่ยแหละ”



   “ปีหนึ่งทำไมหรอครับ”




   “ยังบอกไม่ได้หรอกจ้ะ แต่พี่ว่าบุ๋นไปนั่งรอกับเพื่อนตรงนู้นดีกว่าเนอะ” รุ่นพี่พูดเหมือนสั่งทางอ้อม นิ้วชี้ไปยังจุดที่มีเพื่อนสองสามคนนั่งรวมกลุ่มกันอยู่




   “อ่อ…ได้ครับ”




   บุ๋นเดินตรงไปที่โต๊ะช้าๆพร้อมกับเพื่อนที่หันมายิ้มให้แล้วขยับที่นั่งให้บุ๋นได้นั่งด้วย เขาค่อยๆสอดตัวเข้าไปก่อนจะได้ยินคำพูดที่เพื่อนพูดออกมา




   “บุ๋นรู้รึเปล่าว่าพี่เขามาทำอะไรกัน”




   “ไม่อะ ไม่รู้” บุ๋นส่ายหน้า “รู้หรอ”




   “ก็ไม่เชิงอะ แต่เหมือนได้ยินมาจากพี่ปีสองว่าอีกไม่กี่อาทิตย์จะมีงานรับเสื้อภาคสนาม”




   “งาน? ต้องเป็นงานเลยหรอ”




   “อื้ม ถ้าได้รับเสื้อก็เหมือนได้รับรุ่น”




   “อ่อ…ไม่เคยรู้เลยแฮะ” เขาหัวเราะออกมา ยังสงสัยมาจนถึงทุกวันนี้ว่าเขาเคยรู้อะไรเกี่ยวกับคณะของตัวเองบ้าง




   “เอ้อแก ฉันเคยได้ยินมาเรื่องเสื้อภาคสนาม” เพื่อนอีกคนที่นั่งฟังอยู่พูดเสริม




   “ทำไมแก”




   “คือว่า…”




   คนที่พึ่งเข้ามาร่วมกลุ่มนั่งเงียบฟังตลอดการสนทนา เขาฟังเรื่องความเชื่อและเรื่องเล่าต่างๆที่ไม่เคยได้รู้และแอบแปลกใจที่มีคนเชื่ออย่างนั้นจริงๆ




   ดูงมงาย…แต่เขาก็เชื่อ




   เสื้อภาคสนาม

.




   จักรยานของฐานทัพจอดลงหน้าคณะเกษตรตอนเวลาเกือบหกโมงเย็น เขาดูนาฬิกาข้อมือตัวเองเป็นครั้งที่สามก่อนจะลงจากจักรยานตรงไปที่ร้านผลิตภัณฑ์คณะเกษตร วันนี้เลิกเร็วกว่าที่คิดไว้เลยมีเวลาแวะมาก่อนที่ร้านจะปิด




   อยากกินแครอท




   เขาเดินเข้ามาตอนพนักงานกำลังจะเดินมาปิดร้านแต่พอเห็นฐานทัพเธอก็ยิ้มให้นิดๆก่อนจะผายมือเหมือนบอกเชิงว่าเลือกซื้อได้เลย เขาเดินตรงไปที่โซนผักผลไม้ก่อนจะหยิบถุงแครอทขึ้นมาเลือกเหมือนที่ใครอีกคนเคยเลือกแต่อันน่ากินให้เขา



   เบบี้แครอท



   สายตาแทนที่จะจับจ้องอยู่ที่แครอทกลับมองออกไปด้านนอกผ่านกระจกใสที่กั้นเอาไว้ บรรยากาศของคณะเกษตรตอนหกโมงเย็นดูคนน้อยกว่าคณะของเขา ในเวลาแบบนี้คงใกล้เลิกคลาสกันหมดแล้ว



   อืม…ก็แค่มาซื้อแครอท



   ในเมื่อเขาตัดสินใจเลือกไม่ได้ก็เลยซื้อกลับไปทั้งสองถุง ไม่กี่วันเขาก็กินหมด คนอื่นอาจจะมองว่าเขาเป็นคนเงียบสุขุมแต่จริงๆแล้วเขาไม่ได้มีแค่ด้านแบบนั้นเพียงด้านเดียว แค่มุมอื่นๆของเขาไม่โดดเด่น




   “เจ็ดสิบบาทค่ะ” น้ำเสียงใสบอกพร้อมรับแบงค์ร้อยจากมือฐานทัพมา เธอรับไปก่อนจะทอนตังให้อย่างรวดเร็ว “ขอบคุณค่ะ”




   “ครับ” ฐานทัพตอบสั้นๆก่อนจะเดินออกมาจากร้านแต่ขาดันหยุดกึกเมื่อเห็นร่างของใครอีกคนข้างนอก




   ใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่คนเดียว




   บุ๋นเดินออกมาพร้อมกับดาวคณะปีล่าสุดใบหน้าทั้งสองคนยิ้มแย้มดูมีความสุข หากมองจากตรงนี้พวกเขาก็เหมือนคู่รักที่น่าอิจฉาคู่หนึ่ง ใบหน้าของน้ำฟ้าดูมีความสุขมากจนฐานทัพเสมองไปทางอื่น




   บางทีเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน




   ยังไม่ทันที่จะเดินผ่านร้านไปมือเล็กๆของน้ำฟ้าก็ค่อยๆจับมือของบุ๋นเอาไว้ทำเอาคนที่เดินช้าอยู่แล้วหยุดเดินก่อนจะหันไปมองคนที่จับมือด้วยท่าทางงงๆ




   “มีอะไรรึเปล่าน้ำฟ้า” บุ๋นถามอย่างคนไม่รู้ แม้จะเดาได้ลึกๆแต่ก็ขออย่าให้เป็นแบบนั้น   




   “บุ๋น เรามีอะไรอยากจะบอก” น้ำฟ้ามองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่มากขึ้นทุกวัน เธอไม่คิดว่าเธอจะรู้สึกกับบุ๋นถึงขั้นที่เรียกว่ามากกว่าเพื่อน




   “อืม ว่าไง” คนใจเย็นหันมายิ้มให้บางๆ




   “เราไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่มันเป็นไปแล้ว” น้ำฟ้าลังเลที่จะพูดก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “เรา…”




   “น้ำฟ้า” บุ๋นเรียกชื่อเธอเสียงนุ่ม “ถ้าสิ่งที่น้ำฟ้าจะบอกมันสร้างความอึดอัดให้ทั้งเราและน้ำฟ้า…ก็อย่าบอกเลย”




   “บุ๋น…” เธอเรียกชื่อคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ




   เขารู้มาตลอดงั้นหรอ




   “ขอบคุณที่เดินมาส่งนะ แต่เราไม่เป็นอะไรแล้ว น้ำฟ้ากลับไปก่อนเถอะ” บุ๋นพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาระบายยิ้มบางๆให้คนตรงหน้า




   น้ำฟ้าเป็นเพื่อนที่ดีและเขาคิดกับเธอได้แค่นั้น




   “งั้นหรอ…” ดวงตากลมโตหลุบลงต่ำ “อืม งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะ”




   “ครับ” บุ๋นพยักหน้าช้าๆก่อนจะมองตามร่างที่เดินออกไปอีกทาง




   ขอโทษที่เขาต้องพูดออกไปตรงๆ




   เสียงถอนหายใจออกมาจากคนที่อยู่ในร้านตอนไหนก็ไม่รู้ ฐานทัพรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พนักงานในร้านเดินมาสะกิดเขาบอกว่าร้านใกล้จะปิดแล้ว ถึงจะยังไม่อยากออกไปตอนนี้เพราะรู้ว่าต้องเจอใครแต่ก็เลี่ยงไม่ได้




   “อ่าว…” บุ๋นที่หันไปชมนกชมไม้อยู่หันมาเจอฐานทัพพอดี ใบหน้าที่ตอนแรกดูบึ้งตึงเล็กน้อยค่อยๆเผยยิ้มออกมา “มาหาผมหรอ”




   “เปล่า” ฐานทัพปฏิเสธเสียงแข็ง “มาซื้อแครอท”




   “อ่อ…ผมไม่ได้ซื้อไปให้พี่เลยช่วงนี้”




   “ไม่เป็นไร”




   “วันนี้พี่เลิกเร็วนะครับ”




   “อืม”




   “จะไปไหนต่อไหม”




   “ไม่ล่ะ”




   “งั้น…ไปที่ๆหนึ่งกับผมหน่อยได้ไหม” เป็นคำถามที่ค่อนไปทางบังคับแปลกๆ ถ้าจะตอบว่าไม่ไปก็ดูจะเสียน้ำใจคนชวน




   ไปก็ไป





   “ไกลไหม”




   “ไม่ครับ เดินถัดไปอีกสองตึกก็ถึงแล้ว”




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะเดินตามบุ๋นที่เปลี่ยนทิศเดินกลับไปที่คณะอีกครั้ง




   ถึงจะไม่รู้ว่าจะไปไหนแต่เขาก็ดันตอบตกลงมาอย่างงงๆ เท้าของอีกคนยังไม่หายดีทำให้เดินช้ากว่าปกติเล็กน้อยแต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกไปเพียงแค่เห็นว่าผ้าที่บุ๋นพันอยู่มันดูไม่ค่อยเรียบร้อยสักเท่าไหร่




   “นั่ง” ฐานทัพพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ตรงทางเชื่อมตึกที่ไม่มีใครอยู่แล้ว ละแวกนั้นเลยดูเงียบเป็นพิเศษ





   “ครับ?” บุ๋นดูงงๆแต่ก็ยอมนั่งตามที่หมอฐานทัพบอก




   “พันผ้าหลวม” ไม่ต้องรอให้อธิบายอะไรต่อ ร่างสูงวางถุงแครอทไว้ข้างตัวบุ๋นก่อนจะก้มลงไปแกะผ้าที่เจ้าตัวพันอยู่ออกอย่างรวดเร็ว




   “เห้ยพี่” บุ๋นทำท่าจะชักเท้ากลับแต่คนเป็นหมอมือไวกว่าที่คิด มือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับเข่าไว้เหมือนรู้ว่าอีกคนจะไม่ยอม





   “อยู่เฉยๆ” ฐานทัพสั่งเสียงนิ่ง “จะพันให้”




   “…!!!!” แค่คำพูดสั้นๆคำเดียวทำเอาคนที่ฟังถึงกับรู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าราวกับว่าอุณหภูมิสูงขึ้นกะทันหัน รู้สึกร้อนผ่าวที่หูคล้ายๆกับว่าเขากำลัง…เขิน




   “ดึงให้ตึง” ฐานทัพค่อยๆบรรจงพันผ้าที่เท้าของบุ๋นช้าๆ เขาเงยหน้าขึ้นมาบอกวิธีเป็นระยะเพื่อที่คราวหลังบุ๋นจะได้พันถูกวิธี




   แต่หมอฐานทัพคิดผิด…การที่หมอทำให้เขาแบบนี้ยิ่งทำให้อีกคนไม่อยากจะทำเป็น




   อยากจะให้หมอเป็นคนทำให้ทุกๆวัน




   “เสร็จแล้ว” ฐานทัพติดตัวล็อกผ้าไว้ก่อนจะยืดตัวขึ้นมองดูเท้าที่ถูกพันใหม่อย่างเรียบร้อยและดูปลอดภัยกว่าบุ๋นพันเอง




   “ขอบคุณครับ” ไม่คิดว่าเขาจะต้องหลบสายตาหมอฐานทัพที่มองมา เขารู้สึกร่างกายร้อนจนแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ




   “ไข้ขึ้นหรอ” เมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนตรงหน้าก็ทำให้อดที่จะถามไปไม่ได้




   “เปล่าครับ ไม่ได้ไข้ขึ้นหรอก”   




   “อ่อ อืม”




   “แค่หัวใจจะวาย” คำพูดเบาๆที่หลุดออกมาจากปากของบุ๋นหากแต่อีกคนไม่ได้ยิน ฐานทัพหันมามองก่อนจะเลิกคิ้วเชิงถาม





   “หืม?”




   “เปล่าครับ ไม่มีอะไร” บุ๋นยิ้มออกมาอีกครั้ง




   หมอฐานทัพจะรู้ตัวไหมว่ายิ่งทำดีกับเขาคนนี้มากเท่าไหร่…ความรู้สึกที่มีให้หมอมันก็ยิ่งมากขึ้นและมากขึ้น




   มากจนจะล้นออกมาแล้วหมอ




   “เลิกยิ้ม” ฐานทัพทนดูคนตรงหน้ายิ้มต่อไปไม่ได้ เวลาเห็นบุ๋นยิ้มทีไรเขาก็รู้สึกแปลกๆกับตัวเองทุกครั้งและก็หาคำตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร




   “ลืมตัวครับ” บุ๋นหุบยิ้มก่อนจะหัวเราะ “ไปเถอะครับ เดี๋ยวจะมืดกว่านี้” บุ๋นลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินนำไปต่อ




   แปลงคณะเกษตรเต็มไปด้วยผักผลไม้หลากหลายชนิดที่ปลูกละลานตา บุ๋นค่อยๆเดินนำไปช้าๆก่อนจะหยุดลงที่แปลงเกือบในสุดที่มีแต่ดินโล่งๆกับฝักบัวรดน้ำวางอยู่ข้างๆ ฐานทัพมองภาพตรงหน้าก่อนจะหันไปเลิกคิ้วเชิงถามคนที่ยืนยิ้มอยู่





   “แปลงของผมเอง” บุ๋นพูดด้วยความภาคภูมิใจ “ผมเห็นว่าตรงนี้ยังไม่ได้ปลูกอะไรเลยไปขออนุญาตปลูกแครอท”




   “ปลูกให้ใคร”




   “ให้พี่ไง” คำถามที่ตอบออกมาอย่างไม่หยุดคิดทำให้คนที่ถามถึงกับเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะทำตัวเป็นปกติแล้วถามต่อ




   “ปลูกให้ทำไม”




   “ก็เห็นว่าพี่อยากกิน ผมก็เลยปลูก” บุ๋นยังคงตอบด้วยความซื่อของตัวเองโดยที่ไม่รู้เลยว่าทำให้อีกฝ่ายชะงักเป็นรอบที่สอง




   บทจะตรงก็ตรงจนลืมตัว




   “อ่อ อืม” ในเมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวของคนที่ยืนอยู่ข้างๆก็ทำให้ทุกคำถามที่อยู่ในหัวถูกกลืนหายไปหมด




   จะกล้าปฏิเสธได้ยังไง




   “ถึงเวลาเก็บเมื่อไหร่ผมจะบอกพี่นะครับ” บุ๋นหันมาพูดด้วยสายตาเป็นประกาย “จะได้มาเก็บด้วยกัน”




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้า “ก็ได้”




   “ว่าแต่ผมจะบอกพี่ยังไง เบอร์โทรก็ยังไม่มีเลย” พอเห็นว่าอีกฝ่ายยอมตกลงก็เอาใหญ่ บุ๋นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูรายชื่อก่อนจะขมวดคิ้ว “ผมไม่มีเบอร์พี่จริงๆ”




   “เนียน” ฐานทัพมองคนเจ้าเล่ห์ก่อนจะถอนหายใจ




   เจอกันบ่อยจนเจ้าตัวลืมไปเลยว่ายังไม่มีเบอร์ของกันและกัน แต่ถึงมีก็ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้เพราะเขาก็เจอกันบ่อยอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็น





   “ถ้าสมมติว่าผมไม่เจอพี่ ผมก็คงต้องมานั่งเก็บแครอทเหงาๆคนเดียว” บุ๋นทำหน้าตาน่าสงสารแต่ไม่ได้ทำให้อีกคนรู้สึกแบบนั้น กลับกันฐานทัพยิ่งรู้สึกหมั่นไส้




   “อืม ถือว่าเป็นความคิดที่ดี” คุณหมอยิ้มมุมปาก “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ฝากด้วย” มือขวายกขึ้นมาตบบ่าคนข้างๆเบาๆ




   คนที่โดนตบบ่าเหมือนถูกสตั้นไปสามนาที บุ๋นค่อยๆหันไปมองมือที่วางอยู่บนบ่าก่อนที่จะรู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าอีกครั้ง ถ้าคิดไปตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้นี่คงเป็นครั้งแรกที่หมอแตะต้องตัวเขาโดยที่ไม่มีความจำเป็น




   รู้สึกดี




   “พี่ครับ” บุ๋นหมุนตัวไปทางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่ที่ไหล่ พี่ช่วยดูให้หน่อยได้ไหม” พูดแล้วก็รีบหันข้างที่ยังไม่ได้โดนสัมผัสไปทางหมอ




   “ไม่มี” ฐานทัพวางมือลงบนไหล่อีกข้างช้าๆเหมือนต้องการหาสิ่งที่บุ๋นบอก หากแต่ความจริงแล้วมันไม่มีอะไรอยู่บนไหล่ของบุ๋นตั้งแต่แรก




   “งั้นหรอ ผมคงคิดไปเอง” บุ๋นหันกลับมายิ้มแป้น




   ไม่น้อยใจแล้วนะ ไหล่ทั้งสองของบุ๋น




   “แล้วตกลงพี่จะไม่ให้เบอร์ผมจริงๆหรอครับ” บุ๋นวกกลับมาที่เรื่องเดิม “เผื่อมีอะไรเร่งด่วนไง”




   “ไม่ค่อยสนใจ” ฐานทัพบอกออกมาตามความจริง มีโทรศัพท์ก็เหมือนไม่มี เขาแทบจะไม่ได้แตะโทรศัพท์เลยด้วยซ้ำ บางครั้งยังงงว่าแบตหมดไปตอนไหน





   “ไม่ค่อยได้เล่นหรอครับ?”



   “อืม”




   “คงไม่ค่อยได้เล่นจริงๆ” บุ๋นพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเก็บโทรศัพท์ที่ถือไว้ใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม “พี่มาคณะผมบ่อยไหมครับ”




   “ไม่” ฐานทัพตอบไปตามความจริง “ครั้งที่สอง”




   “หืม? น้อยจัง”




   “อืม”




   “แต่เดี๋ยวพี่ก็อาจจะได้มาบ่อยๆแล้วก็ได้” บุ๋นพูดด้วยความมั่นใจ “ไปนั่งเล่นตรงนู้นหน่อยไหมครับ?” บุ๋นชี้ไปที่เก้าอี้เล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากแปลงที่เขายืนอยู่ ไฟสีส้มที่พึ่งเปิดทำให้บรรยากาศรอบข้างดูโรแมนติกขึ้นมาแปลกๆ




   “อืม” ฐานทัพรับคำอย่างว่าง่าย วันนี้เขาไม่ต้องรีบกลับไปทำอะไรต่อ




   นั่งคุยสักพักคงไม่เป็นไร




   บุ๋นเดินนำมาก่อนจะปัดใบไม้ที่ตกอยู่บนเก้าอี้ลงพื้นแล้วหันไปยิ้มให้ฐานทัพที่เดินตามมา เขาค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ก่อนจะขยับที่ให้ฐานทัพนั่งข้างๆได้อย่างสบาย




   “แปลงเกษตรตอนใกล้มืดนี่ก็ดูเหงาดีนะครับ” บุ๋นมองแปลงเกษตรที่ไม่มีผู้คนมีเพียงแต่ต้นผักผลไม้ที่ออกดอกออกผลในเวลาใกล้จะหนึ่งทุ่ม




   “อืม คงงั้น” ฐานทัพมองตามก่อนจะพยักหน้าช้าๆ




   “พี่ครับ ผมมีอะไรจะบอก” คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของบุ๋นทำเอาคนที่กำลังจะทำตัวสบายๆถึงกับชะงักกึก




   “ว่า”




   “ผม…ไม่ได้ชอบน้ำฟ้า” คำพูดตรงๆที่พูดออกมาทำให้คนที่ตั้งใจฟังถึงกับเลิกคิ้วสงสัย ฐานทัพไม่เข้าใจว่าจะบอกเขาทำไม




   “แล้ว?”




   “เปล่าครับ ผมก็แค่อยากบอก” บุ๋นระบายยิ้มบางๆ สายตาทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย “แค่อยากให้รับรู้ไว้ว่าผมไม่ได้ชอบ”




   “อืม”




   “ผมไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดว่าผมชอบคนที่ผมไม่ได้ชอบ”




   “…”




   “ผมกลัวใครบางคนเข้าใจผิด” ประโยคสุดท้ายบุ๋นหันมายิ้มให้คนที่ตั้งใจฟัง “ผมโง่จะตาย ดูไม่ออกหรอกว่าคนที่ชอบจะคิดอะไรอยู่”




   “อืม”




   “เพราะคนๆนั้นเขาก็ไม่ค่อยแสดงท่าทางออกมาให้ผมรู้ด้วยเหมือนกัน”




   “ก็ถาม” ฐานทัพเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน “ไม่รู้ก็ถาม อยากให้รู้ก็บอก”




   “ครับ” คนข้างๆพยักหน้า “ก็เคยถามและบอกไปแล้ว”




   “อืม”




   “แล้วเขาก็ชอบตอบว่า…”




   “อืม”




   “ตามนั้นครับ” บุ๋นหัวเราะออกมาผิดกับอีกคนที่งงเป็นไก่ตาแตกว่าเมื่อกี้พูดอะไรออกไป ฐานทัพขมวดคิ้วงงมองคนที่หัวเราะมีความสุข




   เมื่อกี้เขาพูดอะไรผิดไปรึเปล่า




------------------------------
 มาแล้วจ้าาาาา ขอโทษที่มาอัพเดทช้านะคะ
ช่วยคอมเม้นท์กันหน่อยน้า ฮืออออออออ :hao5: :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ toeyy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
หมอน่ารักกก
มาต่อบ่อยๆนะ ละจะเม้นให้ทุกตอนเลย
มาช้าไม่เม้นนะ 5555555

ออฟไลน์ Arzumi

  • #เจ้าหนูจาไม
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 115
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
หมอชอบผมไหมครับ????


....อืม......

แอร๊ย!!!มโนแปบ ฮ่าๆๆๆ  :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ Minoru88

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
โอ๊ยยย บุ๋นมีความช่วยลุ้นหนักมากกกก
พี่เต้ เนี้ย ยังไม่เลิกราต่อกันจริงๆ ซินะ แต่ก็ดีทำให้รู้ว่าหมดเป็นห่วงบุ๋น

หมอค่ะ บุ๋นแสดงออกขนาดนี้แบ้ว ไม่ซึนๆ 5555

บุ๋ยบอกไปเลยยย ช่วงลุ้นๆ

ออฟไลน์ janny_j

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ชอบเรื่องนี้มากๆ อ่านวันเดียวจนถึงล่าสุด อย่าหายไปนะคะ 

ออฟไลน์ janny_j

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
รอๆๆๆๆๆ คิดถึงบุ๋น คิดถึงพี่หมอ

ออฟไลน์ perlina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1
ครืดดดดดดด!!!



   โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงสั่นขัดจังหวะความสุขที่กำลังไปได้ดี บุ๋นหุบยิ้มก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมอะไรไป




   ไอ้สอง…




   “ว่าไงเพื่อนรัก” คนที่รู้ความผิดตัวเองอยู่เต็มอกพูดเสียงร่าเริงผิดกับปลายสายที่แทบจะพ่นไฟ




   ( ไอ้เหี้ยเพื่อนสี่ครับ มึงอยู่ไหน กูรออยู่หน้าคณะมึงจนยุงจะแดกเลือดกูหมดตัวอยู่แล้ว!!! )



   “เห้ย กูลืมมึง แย่จัง”



   ( แย่บ้านมึงดิ รีบๆออกมา ไม่งั้นกูจะกลับแล้ว!!! )




   “เออ เดี๋ยวจะรีบออกไป” บุ๋นถอนหายใจยาวๆ




   ถึงจะไม่อยากกลับแต่ก็ต้องกลับ เขาปล่อยให้สองกลับไปคนเดียวไม่ได้ มันคงด่าหูชาแน่ๆถ้าไม่ยอมกลับด้วย




   “เพื่อนผมโทรตามแล้ว” บุ๋นหันไปบอกคนที่นั่งฟังเงียบๆ




   “อืม กลับ” ฐานทัพลุกขึ้นยืนก่อนคนข้างๆ




   สำหรับหมอฐานทัพอาจจะไม่รู้สึกอะไรเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่สำหรับบุ๋นทุกเวลาที่อยู่ด้วยกันของเขากับหมอฐานทัพมีค่าเสมอ




   “ขอบคุณที่มาอยู่คุยด้วยนะครับ”




   “อืม” เขาตอบก่อนจะหยุดคิดอยู่พักหนึ่งแล้วพูดต่อ “ขอบคุณ…เรื่องแครอท”




   ถึงแม้จะสงสัยอยู่ลึกๆว่าทำไมบุ๋นถึงทำอะไรให้เขามากขนาดนี้แต่ก็ทำได้เพียงแค่ตั้งคำถามในใจ บางทีคำถามบางคำก็อาจจะไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบ




   “ผมเต็มใจ” บุ๋นยิ้มกว้าง




   “อืม รู้แล้ว” รู้แล้วว่าเต็มใจ




   “ไว้เจอกันนะครับ”




   “อืม” ฐานทัพยืนรอให้บุ๋นเดินนำไปก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายเดินตามออกมา




   รถจักรยานของสองจอดเด่นอยู่หน้าคณะพร้อมกับสีหน้ายุ่งๆที่ยกมือขึ้นตบยุงตามตัว บุ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆเตรียมโดนด่าก่อนจะหันไปยิ้มให้ฐานทัพอีกครั้ง




   “บุ๋น” ฐานทัพเรียกชื่อคนที่กำลังจะเดินไปอย่างลืมตัว




   “ครับผม?”




   “เท้า” พูดพร้อมกับมองเท้าที่มีผ้าพันไว้อยู่ “หายไวๆ”




   “ขอบคุณครับพี่” บุ๋นหันมายกมือไหว้เล่นๆก่อนจะยิ้มอีกครั้ง




   ถึงจะไม่ค่อยแสดงออก ถึงจะไม่พูด แต่สุดท้ายแล้วเขาก็รู้ว่าหมอฐานทัพของเขาใจดีและเป็นห่วงอยู่ลึกๆ ถึงจะไม่ชัดเจนแต่ทุกคำพูดเขาสัมผัสได้




   หมอฐานทัพของบุ๋น

.


   หอสมุดช่วงใกล้สอบมิดเทอมดูครึกครื้นเป็นพิเศษ อีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะถึงช่วงเวลาแห่งการอดหลับอดนอนเพื่ออ่านหนังสือแต่ไม่ใช่กับฐานทัพที่เข้าหอสมุดบ่อยกว่าคนปกติทั่วไป



   หนังสือเล่มหนาวางลงบนโต๊ะที่เหลือที่นั่งไม่กี่ที่ก่อนจะตามมาด้วยกระเป๋าที่เต็มไปด้วยชีทเรียนและเอกสารสรุปรายวิชาที่ยังทำไม่เสร็จ ฐานทัพลากเก้าอี้ออกก่อนจะสอดตัวเข้าไปช้าๆ บรรยากาศห้องสมุดชั้นอ่านเดี่ยวเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การอ่านหนังสืออย่างจริงจังเพราะทุกคนล้วนมีโต๊ะอ่านเป็นของตัวเองและมีที่กั้นระหว่างโต๊ะเพื่อไม่ให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างอ่านหนังสือ ชั้นนี้เลยเงียบเป็นพิเศษ   




   ฐานทัพเปิดหนังสือที่อ่านค้างไว้ก่อนจะหยิบแว่นตาขึ้นมาสวมใส่เหมือนทุกครั้งเวลาอ่านหนังสือ วันนี้อาจารย์งดคลาสเพราะติดธุระทำให้เขามีเวลาว่างมานั่งอ่านหนังสือสบายๆคนเดียวในหอสมุด ส่วนคินกับปกป้องกลับหอไปตั้งแต่ที่รู้ว่ายกคลาสเพราะงานกลุ่มที่ทำพึ่งเสร็จสมบูรณ์เมื่อคืน สงสัยตอนนี้คงนอนหลับกันไปหลายตื่นแล้ว




   หนังสือถูกเปิดอ่านผ่านๆจากคนที่อ่านเนื้อหาซ้ำเป็นรอบที่สอง ฐานทัพทำแบบนี้เสมอกับทุกวิชาที่เรียน เขามักจะอ่านไม่ต่ำกว่าสองรอบเลยทำให้คะแนนของเขาอยู่อันดับต้นๆของชั้นปีเสมอ ทำจนกลายเป็นเรื่องปกติไม่ได้ดูว่ามันนักหนาจนเกินไป



   ถ้าย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเลือกเรียนคณะแพทย์ในตอนนั้นฐานทัพก็เป็นเด็กนักเรียนธรรมดาคนหนึ่งที่มีผลการเรียนอยู่อันดับต้นๆของระดับชั้นมาเสมอจนวันหนึ่งที่เขารู้ตัวเองว่าเขาอยากจะเป็นอะไร




   วันที่สูญเสียคนที่รักที่สุดไปโดยที่เขาเองไม่สามารถทำอะไรได้




   เขารู้ดีว่าการที่สูญเสียคนที่รักที่สุดไปโดยที่ตัวเองได้แต่ยืนมองอยู่เฉยๆมันทรมานมากแค่ไหน วันนั้นที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะเลือกเรียนคณะแพทย์ศาสตร์เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก ถึงแม้จะรู้ว่าเขาไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกคนแต่เขาก็มุ่งมั่นและตั้งใจอย่างสุดความสามารถของตัวเอง เหมือนคำสัญญาสุดท้ายที่เขาให้ไว้กับผู้เป็นพ่อ



   ‘ผมจะตั้งใจเรียนและไม่ทำให้พ่อผิดหวัง’



   แม้ว่าพ่อจะไม่ได้อยู่รอดูความสำเร็จของเขาแต่ทุกอย่างที่ฐานทัพทำมาก็ถือเป็นการแสดงออกตามที่เขาเคยให้คำสัญญาไว้ ฐานทัพทำทุกอย่างออกมาได้ดีจนหาที่ติไม่ได้และนั่นคือหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาสนใจแต่เรื่องเรียนจนไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น เรื่องแฟนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฐานทัพไม่เคยมีแฟนเลยแม้แต่คนเดียว ที่เคยจำได้ก็มีแต่คนที่เคยเข้ามาคุยไม่นานก็หายไป เขาไม่เคยสัมผัสถึงความรู้สึกว่าโลกเป็นสีชมพูเลยไม่แปลกที่เขาจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ยากกว่าคนอื่น




   ปฏิกิริยาเคมียังง่ายกว่าเข้าใจความรัก




   มือที่เปิดหนังสืออยู่หยุดชะงักลงเมื่อเนื้อหาที่อยู่ตรงหน้าคล้ายกับเนื้อหาของอีกคน คนที่เข้ามาอยู่ในชีวิตของเขาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ฐานทัพนึกวนกลับไปถึงตอนที่เขียนสรุปให้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาทำไปทำไม ทั้งๆที่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเขา




   พอคิดดูดีๆแล้วก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยให้กับเขามากไปอีก คนที่ไม่ได้เรียนอยู่คณะเดียวกัน ไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อนแต่ทำไมถึงเข้ามาวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาหลายครั้ง แม้จะพยายามไม่คิดแต่รอยยิ้มนั้นก็มักจะลอยเข้ามาในหัวของอยู่เสมอ




   ไม่เข้าใจจริงๆ…




   ฐานทัพจดเนื้อหาที่สำคัญลงไปในกระดาษที่เตรียมมาจดสรุปแยกพร้อมกับสายตาที่ไล่อ่านเนื้อหารวดเดียวก็สรุปได้ครอบคลุมทุกอย่างโดยที่ไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำของเขาถูกจับจ้องด้วยสายตาของใครอีกคน




   บุ๋นที่มายืมหนังสือไปทำรายงานยืนแอบมองอยู่ที่มุมเสาไม่ไกลจากที่นั่งของหมอฐานทัพ ในมือถือหนังสือไว้สามเล่มพร้อมสมุดอีกหนึ่งเล่มที่เตรียมจะมานั่งอ่านพร้อมจดสรุป พอเห็นหมอฐานทัพนั่งอยู่ตรงนั้นเขาก็เลยยืนแอบดูเพลินจนลืมไปว่าตัวเองตั้งใจจะมาทำอะไร




   รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนยิ้มเก่ง เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะที่เขายิ้มออกมาเมื่อได้พบเจอหมอฐานทัพ แม้ว่าครั้งนี้เขาจะไม่ได้เดินเข้าไปทักแต่การที่ได้เห็นแค่แผ่นหลังก็ทำให้เขาสุขใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันทำให้เขานึกย้อนกลับไปก่อนที่จะได้เจอหมอฐานทัพตัวจริงๆ เขาเคยอยู่ในจุดที่แอบติดตามหมอฐานทัพโดยที่ไม่เคยเจอตัวมาเกือบหนึ่งปี อยู่ในมุมที่เขาจะไม่ทำให้อีกคนอึดอัด มุมที่บุ๋นอยู่แล้วมีความสุขทุกครั้งที่เห็นความเป็นไปของอีกฝ่าย




   บางครั้งเขาก็เคยถามตัวเองว่าเขามาอยู่ในจุดๆนี้ได้อย่างไร จุดที่ได้ใกล้ชิดกับหมอฐานทัพมากกว่าที่เคยหวังไว้ จุดที่หมอฐานทัพเข้ามาเป็นทุกอย่างในชีวิตของเขา รอยยิ้มที่เห็นได้ยากแต่เขาก็ได้เห็นจากใบหน้าเรียบเฉยที่ไม่แสดงอารมณ์อะไร คำพูดที่ดูธรรมดาแต่กลับเป็นคำพูดแสนพิเศษเมื่อหมอฐานทัพเป็นคนเปล่งเสียงออกมา แต่ก่อนเขาเคยคิดว่ายังไงเขาก็ต้องบอกความรู้สึกทั้งหมดให้หมอฐานทัพรู้และเขาต้องการให้หมอฐานทัพตอบกลับความรู้สึกของเขา แต่ในตอนนี้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป




   บุ๋นคิดว่าการที่เขาได้มาอยู่ในจุดที่หมอฐานทัพยอมเปิดให้เขา แม้จะไม่มากแต่ก็ถือว่ามากกว่าตอนที่หมอไม่ยอมตอบข้อความ แค่นั้นมันก็เพียงพอสำหรับคนที่ฝันลมๆแล้งๆอย่างเขา คนที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของคนที่อยู่ไกลเกินเอื้อม ตอนนี้เขามาไกลเกินสิ่งที่ฝันไว้มาก




   จนบางทีเขาก็คิดว่า…ไม่ต้องมีความสัมพันธ์ แค่ได้ดูแลกันแบบนี้ตลอดไปก็พอ




   ความรู้สึกที่เขามีให้กับหมอฐานทัพมันมากกว่าการประเมินค่าด้วยคำจำกัดความแค่คำๆเดียว ในตอนนี้ขอให้เขาได้ดูแลคนๆนี้ต่อไปนานๆและไม่มีใครเข้ามาแย่งหน้าที่ของเขาเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว




   เขายืนมองคนตรงหน้าเพลินจนรู้ตัวอีกทีหมอฐานทัพก็ฟุบลงไปกับกองหนังสือเล่มหนานั่นทำให้รอยยิ้มของบุ๋นกว้างขึ้นกว่าเดิม เป็นเวลาเดียวกันกับคนที่นั่งตรงข้ามโต๊ะของหมอฐานทัพลุกออกไปพอดี บุ๋นรีบเดินไปตรงโต๊ะราวกับกลัวว่าจะมีคนมาแย่งตัดหน้า ข้อเท้าของเขาดีขึ้นกว่าวันศุกร์มากเลยทำให้เขาเดินได้เกือบจะปกติ




   หนังสือทั้งสามเล่มวางลงช้าๆ คนที่วางหนังสือค่อยๆยื่นหน้าผ่านที่กั้นโต๊ะเพื่อดูคนที่พึ่งฟุบหลับไป ดวงตาทั้งสองข้างที่หลับสนิทกับลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะทำให้บุ๋นหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมากดถ่ายรูปตรงหน้าอย่างห้ามใจไม่ได้ บุ๋นกดรัวภาพอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือตัวเองลงแล้วค่อยๆย่อตัวนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเอง เขากลัวว่าจะทำให้หมอฐานทัพตื่น




   ไม่ได้หวังให้หมอฐานทัพรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้…แค่อยากอยู่ในที่ที่หมอฐานทัพอยู่ก็เท่านั้น




   ตัวหนังสือในหนังสือเหมือนยานอนหลับสำหรับคนที่ไม่รักการอ่านอย่างบุ๋น บทแรกยังผ่านพ้นไปไม่ถึงครึ่งก็ทำเอาคนที่อ่านหาวเป็นรอบที่สาม บางทีเขาก็คิดว่าหนังสือไม่เหมาะกับคนอย่างเขาจริงๆ



   ง่วง…




   ไม่มีคำว่าฝืนสำหรับนายกิตติกร ไม่ถึงห้านาทีหลังจากนั้นหน้าของเขาก็ฟุบลงกับหนังสืออย่างคนยอมแพ้ ทั้งๆที่เมื่อคืนก็นอนกลับมาเต็มอิ่ม ทำไมยังง่วง




   อืม…น่าสงสัยจริงๆ…




   หลังจากที่บุ๋นหลับไปได้ไม่นานคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ค่อยๆดันตัวลุกขึ้นมาหลังจากที่พักสายตาไปได้สักพัก ความเหนื่อยล้าจากการทำงานทำให้ฐานทัพรู้สึกง่วงนอนอยู่บ่อยๆ บางทีในตอนนี้เขาคิดว่าเขาควรจะไปหากาแฟดื่มสักกระป๋องก่อนจะลุยอ่านหนังสือต่อ พอคิดได้แบบนั้นร่างสูงก็ดันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ อาจเพราะความสูงของฐานทัพทำให้เขาเห็นคนที่ฟุบหลับอยู่ตรงข้าม




   บุ๋น…




   คนที่พึ่งตื่นหยิบแว่นตาขึ้นมาสวมอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนที่รอยยิ้มบางๆจะเผยออกมาเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้จำคนผิด ใบหน้าเกลี้ยงเกล้าที่ฟุบหลับอยู่กับปากกาเมจิกที่เปิดฝาทิ้งไว้ทำให้ฐานทัพถือวิสาสะเอื้อมมือไปค่อยๆดึงปากกาออกจากมือของบุ๋นก่อนจะหยิบปลอกปากกาที่วางอยู่ใกล้ๆกันขึ้นมาสวมปิดไว้เหมือนเดิม




   เปิดค้างไว้แบบนั้นหมึกก็แห้งพอดี




   ฐานทัพมองคนตรงหน้าอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินลงไปหากาแฟดื่ม นี่พึ่งบ่ายสองกว่า เขากะว่าจะกลับหอสักทุ่มสองทุ่ม กลับไปเร็วก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่ดี




   หอสมุดแอร์เย็นเสียงรบกวนก็น้อย




   ร้านน้ำที่แยกออกมาจากหอสมุดอยู่ไม่ไกลกันมากเลยทำให้มีผู้คนต่อแถวอยู่สองสามคน ฐานทัพเดินไปที่ตู้เย็นก่อนจะหยิบกาแฟกระป๋องที่ดื่มเป็นประจำออกมา ยังไม่ทันที่จะปิดประตูลงหน้าของใครอีกคนก็ลอยเข้ามาจนทำให้เขาเลือกที่จะหยิบกาแฟเพิ่มมาอีกหนึ่งกระป๋อง




   ซื้อไปฝากหน่อยก็ดี




   กาแฟกระป๋องหายไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ฐานทัพทิ้งกาแฟกระป๋องที่ดื่มหมดอย่างรวดเร็วลงถังขยะก่อนจะเดินเข้าหอสมุดเพื่อกลับไปอ่านหนังสือ หอสมุดความจริงไม่อนุญาตให้เอาของกินเข้าไปรับประทานแต่ถ้าเป็นพวกน้ำเปล่าหรือน้ำกระป๋องถือว่าอนุโลมได้เป็นพิเศษเลยทำให้เขาเดินเข้าไปโดยไม่ถูกห้ามจากเจ้าหน้าที่หอสมุด




   ชั้นสามยังคงเงียบเหมือนตอนที่เขาพึ่งมาถึง ฐานทัพเดินตรงไปที่โต๊ะของตัวเองก่อนจะชะโงกหน้าดูอีกคนที่ยังคงฟุบโต๊ะหลับอยู่ ยังไม่ทันที่ฐานทัพจะทำอะไรคนตรงหน้าก็ทำท่าเหมือนกำลังจะตื่น




   กาแฟกระป๋องเย็นๆถูกแนบลงข้างแก้มของคนที่กำลังจะลืมตาทำให้คนที่ถูกกระตุ้นด้วยของเย็นเด้งตัวตื่นขึ้นมาทันที บุ๋นทำท่าเหมือนจะอ้าปากด่าแต่พอเห็นว่าใครเป็นคนทำคำพูดต่างๆก็ถูกกลืนหายไปหมด




   หมอตื่นมาตั้งแต่ตอนไหน…




   “ให้” ฐานทัพพูดสั้นๆก่อนจะวางกาแฟกระป๋องไว้ที่โต๊ะเขาแล้วย่อตัวกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง




   “ให้…” คนที่พึ่งตื่นทวนคำพูดงงๆก่อนจะอ้าปากค้าง




   หมอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้…และเห็นว่าเขาแอบหลับ




   ไอ้บุ๋นเอ้ยยยยยย ความเท่ของมึงหายไปหมดแล้ว!!




   “ขอบคุณนะครับ” บุ๋นลุกขึ้นพร้อมเอาคางเกยที่กั้นโต๊ะไว้แล้วยิ้มให้คนที่นั่งอยู่อีกฝั่งอย่างอารมณ์ดี




   “อืม” ฐานทัพรับคำสั้นๆก่อนจะเงยหน้ามองเขา “กลับไปอ่านหนังสือ”




   “โหพี่…อ่านยังไม่จบบทแรกผมก็ไปเฝ้าพระอินทร์แล้วเนี่ย” บุ๋นบ่นกับนิสัยของตัวเอง เวลาอ่านหนังสือทีไรเป็นแบบนี้ทุกที




   “อืม อ่านไป” ฐานทัพหยิบแว่นตาขึ้นมาสวมเตรียมจะอ่านหนังสือต่อ




   “ครับ ก็ได้” บุ๋นรับคำสั้นๆ




   ได้กาแฟมาก็คงตื่นกว่าเมื่อกี้ละวะ




   “ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถาม” ก่อนที่บุ๋นจะย่อตัวกลับไปนั่งที่เดินฐานทัพก็พูดต่อ “ถ้าเข้าใจจะสอน”




   “สอนหมดได้ไหมครับ ผมไม่เข้าใจอะไรเลย” บุ๋นเผยความเจ้าเล่ห์ออกมาแต่ครั้งนี้ฐานทัพไม่ได้หลงกลเขาเหมือนครั้งก่อนๆ




   “บุ๋น” น้ำเสียงนิ่งๆที่เรียกชื่อเขาทำเอาคนเจ้าเล่ห์ถึงกับหุบยิ้ม




   เจอหมอโหมดนี้ไปต่อไม่ถูกเลย




   “คร้าบบบ เข้าใจแล้ววว” บุ๋นลากเสียงก่อนจะยิ้มออกมา “ถ้าไม่เข้าใจจะโผล่หน้ามาถามนะครับพี่”




   “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะถอนหายใจเมื่อบุ๋นยังไม่ยอมยื่นหน้ากลับไปแถมยังยิ้มให้เขาจนแทบจะไม่เห็นตาอยู่แล้ว “กลับไปนั่งที่”



   “อ่อ ครับ ได้ครับ” บุ๋นยิ้มอีกครั้งก่อนจะทำตามที่หมอฐานทัพบอก




   ฐานทัพถอนหายใจออกมาช้าๆ…ที่พูดไปเมื่อกี้เขาคงไม่ได้ตัดสินใจผิดใช่ไหม




   เวลาผ่านล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมงกับที่นั่งที่ถูกเปลี่ยนจากชั้นสามลงมานั่งชั้นสอง โซนนั่งอ่านกลุ่มที่หมอฐานทัพชวนเขามานั่งร่วมโต๊ะด้วยเพราะเห็นว่าถ้าปล่อยให้อ่านคนเดียวคงจะไม่เข้าหัวแน่ๆ แม้ว่าฐานทัพจะชอบชั้นอ่านเดี่ยวมากกว่าแต่ก็อดเห็นบุ๋นทำท่าเบื่อโลกแบบนั้นไม่ได้




   อีกไม่นานก็จะสอบมิดเทอมแล้ว



   “ตื่น” ปากกาที่อยู่ในมือเคาะหัวคนขี้เซาเบาๆ เป็นรอบที่ห้าที่ฐานทัพต้องคอยพูดคำเดิมๆกับการปลุกบุ๋นด้วยวิธีเดิมๆ




   “อ่านไปก็จำไม่ได้ ผมนอนให้ตัวอักษรซึมซาบเข้าสมองดีกว่า” บุ๋นพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เขาคงไม่เหมาะกับตัวหนังสือเยอะๆจริงๆ




   “วิธีแบบนั้นมีจริงที่ไหนล่ะ” ฐานทัพส่ายหัว “ลุกขึ้นมาอ่าน”




   “ไม่ครับ ผมง่วง”




   “บุ๋น”




   “โหพี่…ผมง่วงจริงๆนะ”




   “บุ๋น” น้ำเสียงจริงจังที่ดังขึ้นเป็นครั้งที่สองทำให้คนที่ฟุบอยู่กับแขนตัวเองค่อยๆดันตัวขึ้นอย่างขัดไม่ได้




   “ครับ ผมรู้แล้ว” บุ๋นพยักหน้าก่อนจะเปิดหนังสือหน้าที่อ่านค้างไว้แล้วเพ่งสายตาอ่านอีกรอบ




   เมื่อเห็นแบบนั้นคนที่หยุดอ่านหนังสืออยู่ก็เบาใจ ฐานทัพหันกลับไปสนใจหนังสือตรงหน้าต่อก่อนที่หางตาจะรู้สึกเหมือนหัวอีกคนกำลังจะทิ่มลงไปกลางหนังสือ



   ปึก!!!



   หน้าผากที่กระแทกเข้ากับฝ่ามือของอีกคนอย่างจังทำให้ลดความเจ็บปวดลงได้มากจากที่จะกระแทกเข้ากับหนังสือ ฐานทัพถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าเขาเอามือไปรองรับไว้ได้ทันก่อนจะส่ายหัวเล็กน้อยเมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่รู้สึกตัว เขาค่อยๆดันมือตัวเองออกก่อนจะมองคนที่หลับตาอยู่พักหนึ่ง



   อีกสักพักค่อยปลุกก็ได้




   คิดแบบนั้นก็กลับไปสนใจเนื้อหาตรงหน้าต่อโดยที่ไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มบางๆได้ปรากฏขึ้นบนมุมปากของอีกคนที่ไม่ได้หลับไปอย่างที่คุณหมอเข้าใจ บุ๋นค่อยๆหรี่ตามองคนที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกที่รบกวนจิตใจไม่หยุด



   เมื่อกี้…เรียกว่าห่วงได้ไหมนะ



   จากที่คิดว่าไม่ง่วงก็กลายเป็นง่วงจริงๆ หลังจากที่แอบมองคนตรงหน้าอยู่พักหนึ่งดวงตาทั้งสองข้างก็ค่อยๆปิดลงอย่างห้ามไม่ได้



   งีบสักพักค่อยตื่นมาอ่านต่อก็ได้…




   บทสุดท้ายที่ใช้สอบของวิชาที่สามจบลง ความล้าจากการมองตัวหนังสือเยอะๆทำให้ฐานทัพถอดแว่นตาที่ใส่อยู่ออกก่อนจะหลับตาลงช้าๆเพื่อพักสายตา วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ถ้าอ่านเยอะกว่านี้มีหวังเขาเบลอแน่ๆ พอคิดแบบนั้นหนังสือเล่มหนาก็ปิดลงพร้อมกับของที่เก็บใส่กระเป๋าเตรียมกลับหอก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าปล่อยให้คนตรงหน้าหลับนานเกินไปแล้ว




   สุดท้ายก็เหมือนบุ๋นมารอเขาอ่านหนังสือ




   “บุ๋น ตื่น” ฐานทัพเอื้อมมือไปเขย่าแขนคนที่นอนหลับอยู่ให้รู้สึกตัว เขาจะรู้ตัวไหมว่านอนหลับไปเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม




   “บุ๋น” เรียกชื่ออีกครั้งหลังจากไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากคนตรงหน้า




   “อืม…” เสียงตอบรับเอ่ยออกมาเบาๆ ร่างของเขาจะค่อยๆดันตัวลุกขึ้นมา บุ๋นขยี้ตาเล็กน้อยก่อนจะหรี่ตาเพื่อปรับแสงให้อยู่ในสภาวะปกติ




   “ถ้าไม่อ่านก็กลับ” ฐานทัพเริ่มดุอีกครั้งเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตั้งใจอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆที่จุดประสงค์ที่ชวนมานั่งอ่านด้วยกันก็เพื่อกระตุ้นบุ๋นแท้ๆ




   “ก็ผมไม่เข้าใจ” บุ๋นตอบด้วยน้ำเสียงงัวเงีย “ยากจะตาย”




   “ถ้าบ่นว่ายากแล้วเมื่อไหร่จะได้” เขาถามกลับไปเสียงแข็ง “บอกว่าทำไม่ได้ พยายามเต็มที่รึยัง”




   “พี่…” เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเริ่มดุอีกครั้งความง่วงที่ยังหลงเหลืออยู่ก็หายไปในพริบตา บุ๋นกระพริบตาปริบๆพร้อมกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ “โกรธผมหรอ”




   “เปล่า” ตอบกลับตามความจริง เขาไม่จำเป็นต้องโกรธอะไรอยู่แล้ว “แค่ไม่เห็นความพยายามในการอ่านหนังสือ”




   “ผมขอโทษ” บุ๋นเอ่ยอย่างคนรู้สึกผิด ไม่เคยรู้สึกผิดแบบนี้มาก่อน “ผมจะตั้งใจอ่านแล้วก็ได้”




   “อืม แล้วแต่” ฐานทัพตอบนิ่งๆ “จะกลับแล้ว”




   “ผมรู้ว่าผมผิดแต่พี่อยู่เป็นเพื่อนผมก่อนนะ” เขาเอ่ยเสียงเบา พอเห็นหมอฐานทัพในโหมดนี้เขาก็ทำตัวไม่ถูกทุกครั้ง จะปล่อยให้หมอกลับไปพร้อมอารมณ์แบบนี้เขาก็ยิ่งอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง




   อย่างน้อยเขาก็อยากทำให้หมอเห็นว่าเขาตั้งใจจะอ่านแล้วจริงๆ



   “ทำไมต้องอยู่” คำถามที่ถามกลับมาทันทีทำเอาคนที่ฟังถึงกับชะงักเล็กน้อย




   “เพราะผมอยากให้อยู่” เมื่อโดนถามมาตรงๆเขาก็ตอบกลับไปตรงๆ



   อย่างน้อยก็รู้สึกอุ่นใจที่มีหมออยู่ใกล้ๆ




   “อย่าหลับอีก” ฐานทัพไม่ได้ตอบกลับมาตรงๆแต่คำพูดนั้นก็ทำให้บุ๋นเข้าใจทุกอย่าง ร่างสูงยืดหลังตรงก่อนจะพยักหน้ารัว




   “ครับ ไม่หลับแล้ว จะไม่หลับ” บุ๋นพูดพร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาถ่างตาตัวเองไว้




   “เพี้ยน” ฐานทัพหัวเราะออกมาเบาๆ



   “หัวเราะแล้ว” แค่เห็นคนตรงหน้าหัวเราะก็ทำให้อีกคนคลายความกังวลเมื่อครู่ลงได้ คิดว่าหมอจะโกรธจนไม่ยอมอยู่ต่อซะแล้ว



   “อ่านหนังสือ”



   “ครับ อ่านแล้วครับ” บุ๋นดูกระตือรือร้นมากกว่าเดิม เมื่อโดนสั่งให้อ่านเขาก็อ่านตามที่ฐานทัพบอกโดยไม่มีท่าทีอิดออดเหมือนตอนแรก




   คนที่มีอำนาจเหนือกว่าในตอนนี้มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกพอใจ ใบหน้าของบุ๋นเวลาที่ดูจริงจังดูแปลกตากว่าทุกที ปกติจะเห็นเจ้าตัวเอาแต่ยิ้มไม่ก็ทำหน้าทะเล้น พอเห็นในมุมนี้ก็เหมือนได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น




   มีมุมจริงจังเหมือนคนอื่นเป็นเหมือนกัน




   “พี่ครับ ตรงนี้มันคืออะไรหรอครับ” หลังจากที่อ่านไปไม่ถึงสิบนาทีบุ๋นก็ต้องยอมแพ้ให้กับวิชาเคมีที่เขาไม่ถนัดเอาเสียเลย




   ตอนที่เข้ามาเรียนคณะเกษตรก็คิดมาตลอดว่าไม่น่าจะเจอวิชาพวกนี้ ที่ไหนได้เขาคิดผิด วิชาส่วนมากที่ได้เรียนล้วนมีพื้นฐานมาจากวิทยาศาสตร์ทั้งนั้นรวมไปถึงวิชาเคมีที่เขาต้องเจอในเทอมแรกนี้ด้วย




   “ไหน” ฐานทัพลากหนังสือส่วนที่บุ๋นชี้มาดูก่อนที่จะไล่อ่านตัวหนังสือที่ติดกันเป็นแถวยาว




   “ผมไม่เข้าใจว่ากลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง”



   “อืม” ฐานทัพพยักหน้าก่อนจะหยิบดินสอที่พึ่งเก็บไปออกมาแล้วเริ่มอธิบาย “ดูตรงนี้…” คำอธิบายที่เข้าใจกว่าในหนังสือทำให้คนที่เกาหัวอยู่ร้องอ๋อขึ้นมาทันที



   “โห แค่นี้เองหรอ หนังสืออธิบายซะดูเหมือนยากเลย” บุ๋นพยักหน้าก่อนจะยิ้มให้หมอฐานทัพ “ขอบคุณนะครับ”



   “อืม” เขารับคำสั้นๆก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับหูฟังก่อนจะเปิดเพลงสากลที่ชอบฟังไปพลางๆ



   บุ๋นที่พึ่งเข้าใจเนื้อหานั่งอ่านต่อไปได้สักพักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองคุณหมอที่นั่งอยู่ตรงข้าม สายตาที่เหม่อมองมาทางเขาทำให้คนที่เงยหน้าถึงกับต้องเสมองไปทางอื่น แม้จะรู้ว่าหมอเหม่ออยู่แต่ก็อดใจเต้นกับสายตาที่มองมาไม่ได้




   อีกนิดเดียวส่งผมไปปั๊มหัวใจได้เลย



   “อะไรวะเนี่ย” เขาบ่นออกมาอีกครั้งเมื่อขึ้นหัวข้อใหม่ ทั้งๆที่มันก็สืบเนื่องมาจากเรื่องเก่าแต่ทำไมพอดูแบบนี้มันเหมือนคนละเรื่องกัน




   ไม่เข้าใจโว้ยยยยยย!!!




   “ไหน…ขอดูหน่อย” ฐานทัพที่เห็นท่าทางของคนตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น เขาดึงหนังสือไปดูอีกครั้งก่อนจะถอดหูฟังออก “ดูนะ”



   “ผมโง่เนอะ แค่นี้ก็ไม่เข้าใจ” คำพูดของบุ๋นทำให้คนที่กำลังจะสอนหยุดคำพูดตัวเองไว้ก่อนจะเงยหน้ามองบุ๋นช้าๆ




   “ไม่โง่” เขาไม่เคยมองว่าคนที่ไม่เข้าใจจะเป็นคนโง่ “แค่ยังไม่เข้าใจ อธิบายก็เข้าใจแล้ว อย่าว่าตัวเอง” ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าคำปลอบใจได้ไหมแต่สำหรับฐานทัพมันถือเป็นกำลังใจเล็กๆที่เขาพยายามจะสื่อให้คนตรงหน้ารู้




   รู้ว่าเขาเชื่อมั่นในตัวบุ๋น




   “ครับ” บุ๋นรับคำสั้นๆก่อนจะยิ้มบางๆ “ขอบคุณสำหรับกำลังใจ”




   “อืม” ฐานทัพรับคำสั้นๆ “ตรงนี้ให้กลับไปดูเรื่องก่อนหน้า ที่บอกว่า…” บทเรียนดำเนินไปต่อสำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมา




   ฐานทัพเป็นคนที่อธิบายอะไรแล้วคนที่ได้ฟังมักจะเข้าใจโดยทันทีแต่กับบุ๋นเขาต้องอธิบายให้ละเอียดกว่าเดิมและใช้เวลามากกว่าเดิมเพื่อให้อีกคนค่อยๆคิดตามสิ่งที่เขาอธิบาย




   “บุ๋น”



   “ครับ?”




   “เลิกมอง” ฐานทัพเงยหน้าขึ้นมาสบตาหลังจากที่สังเกตเห็นบุ๋นมองเขามาพักใหญ่ “ดูหนังสือ” นิ้วของเขาเคาะที่หนังสือเชิงเรียกสติคนตรงหน้า




   “อ่อ…ขอโทษครับ” บุ๋นยิ้มแห้งๆ “ผมลืมตัว”




   “อืม” เขารับคำสั้นๆก่อนจะพูดต่อ “อย่าลืมตัวบ่อย”




   “ครับ”




   “เดี๋ยวจะไม่รู้เรื่อง” คำพูดที่ไม่ได้แฝงความหมายอะไรไว้หากแต่ทำให้อีกคนคิดไปไกลจนหน้าแดง จู่ๆบุ๋นก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว




   ใช่…เขาไม่รู้เรื่อง เพราะเวลาได้เห็นหมอในอิริยาบทที่แปลกออกไปก็ทำให้เขามองเพลินจนไม่อาจละสายตาไปสนใจสิ่งอื่นได้




   หมอมีอิทธิพลกับตัวเขามาก…มากเกินไปแล้ว




   บุ๋นเอ้ยยยย สติโว้ยยยยยยยย!!!




   ป็อก!




   ปลายดินสอเคาะลงที่หน้าผากเขาเบาๆเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมาสนใจสิ่งตรงหน้า ฐานทัพขมวดคิ้วก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง




   “บุ๋น…จะให้สอนอยู่ไหม”




   “สอนครับสอน” คนที่พึ่งได้สติรีบตอบกลับทันที




   “ตั้งใจฟัง” ฐานทัพถอนหายใจ “เลิกเพ้อเจ้อ”




   “ครับ รู้แล้ววววว” บุ๋นลากเสียงยาวก่อนจะยิ้มออกมา




   เรื่องที่เพ้อเจ้อไม่พ้นเรื่องของ…หมอฐานทัพ




----------------------------------
100% มาแล้ววววววววว  :katai5: :katai5: :katai5: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ janny_j

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 130
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
งื้ออออออออ จะน่ารักกันไปไหน คุณหมอน่ารักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ชอบเรื้องนี้จังค่ะ ไปเรื่อยๆ แต่ตลอดเวลาละมุน ดีกับใจเหลือเกิน รอมาต่ออีกนะคะ  :-[

ออฟไลน์ Minoru88

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
โอ๊ยย หวีดแรงง
บุ๋นมีความเพ้อ แต่อยู่ใกล้คนที่ชอบเนอะ
ให้หมอเป็นติวเตอร์ส่วนตัวเลยยย

ละมุน

ออฟไลน์ perlina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-1

จีบหมอครั้งที่สิบสอง




   สัปดาห์สอบได้เวียนมาถึงไวอย่างกับโกหก บุ๋นยังรู้สึกเหมือนพึ่งเปิดเทอมเมื่อวาน ร่างที่นั่งประจำอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือในหอกำลังขะมักเขม้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเพราะถึงเวลาที่ต้องจริงจังกับการอ่านหนังสือสอบมิดเทอมครั้งแรกในรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งข้อสอบจากที่ได้ฟังมาจากรุ่นพี่ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยมัธยมเพราะเป็นข้อสอบอัตนัยซึ่งต้องใช้ความรู้อย่างกว้างขวาง ทำให้คนที่ขี้เกียจมาตลอดต้องกระตุ้นตัวเองมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ




   อีกเหตุผลหนึ่งคงจะหนีไม่พ้นวันที่หมอฐานทัพติวหนังสือให้…เขาไม่อยากให้เวลาของหมอต้องมาสูญเปล่ากับคนอย่างเขา




   “อะกาแฟที่มึงฝากซื้อ” สองที่พึ่งกลับมาจากแวะไปหาเสบียงตุนไว้ยามดึกวางถุงพลาสติกที่บรรจุกาแฟสองกระป๋องกับขนมปังหนึ่งถุงไว้บนโต๊ะของคนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่




   “เท่าไหร่ หยิบเงินในกระเป๋ากูไปเลย” บุ๋นยื่นกระเป๋าสตางค์ให้เพื่อนโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เนื้อหาที่กำลังอ่านเข้าหัว




   ตั้งแต่ที่หมอฐานทัพอธิบายให้ฟังอะไรๆก็ดูง่ายขึ้นกว่าเดิมสำหรับคนที่เข้าใจอะไรยากอย่างเขา บุ๋นขีดเน้นข้อความที่สำคัญก่อนจะจดเนื้อหาที่ควรจำแยกไว้ที่กระดาษเปล่าอีกแผ่น




   ปกติไม่เคยต้องมาทำอะไรยิบย่อยขนาดนี้มาก่อน




   “ดูมึงขยันกว่าปกตินะไอ้สี่” สองหันมาแซวก่อนจะนั่งประจำโต๊ะอีกฝั่งของห้อง




   “แน่นอน กูขยันแข่งไอ้สาม” บุ๋นแลตาไปที่ร่างของเพื่อนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงหลังจากที่อดนอนมาเกือบสองคืนกับงานที่ต้องเร่งส่งก่อนมิดเทอม




   บางทีก็แอบอิจฉาที่ไอ้สามไม่ต้องมีเนื้อหาให้อ่านเยอะๆเหมือนคณะของเขา แต่ถ้าเทียบกันแล้วการสอบของมันก็ไม่ได้ง่ายไปกว่าคณะอื่นๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีฝีมือด้านศิลปะติดลบอย่างบุ๋นแล้วยิ่งยากเข้าไปอีก




   เขาคิดว่า…เกษตรคงเหมาะกับตัวเขามากที่สุดแล้วในตอนนี้




   พรึ่บ!



   จู่ๆไฟในห้องก็ดับลงพร้อมกับเสียงของห้องข้างๆที่ดังขึ้นมาราวกับว่าไม่ได้ดับแค่ห้องของเขาห้องเดียว บุ๋นหันไปมองหน้าสองก่อนจะเดินออกไปดูที่ระเบียงกลางของหอพักชาย หม้อแปลงที่อยู่หน้าหอมีควันพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นที่บ่งบอกว่าพึ่งมีการระเบิดของหม้อแปลงไปเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา




   “ชิบเอ้ย…” คนที่พึ่งขยันสบถออกมาอย่างหัวเสีย ทั้งๆที่ตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบพรุ่งนี้ เขายังเหลือเนื้อหาอีกสองบทใหญ่ๆที่อ่านยังไม่จบ




   “เอาไงวะเนี่ย” สองดูหัวเสียไม่ต่างกัน ถึงแม้พรุ่งนี้จะสอบบ่ายแต่การที่ไฟดับในเวลาอ่านหนังสือแบบนี้ก็สร้างความเดือดร้อนไม่น้อย




   จะอ่านหนังสือในความมืดไม่ได้




   เสียงพูดคุยเริ่มดังจนกลายเป็นเสียงโวยวายของหลายๆชั้น พอมองดูแล้วทุกชั้นก็เกิดปัญหาเหมือนกันไม่ได้มีแค่ชั้นของเขาชั้นเดียว




   เอายังไงต่อไปดีวะ…




   “จุดเทียนอ่าน” บุ๋นพูดออกมาก่อนจะตบบ่าเพื่อน “กูว่าอีกชั่วโมงสองชั่วโมงไฟก็น่าจะกลับมา”




   “อืม เอาไงก็เอา” ในเมื่อหาทางเลือกไม่ได้ก็ต้องยอมเดินคอตกกลับเข้าห้องของตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า




   ไฟดับครั้งนี้ไม่ได้ทำให้คนที่นอนอยู่ตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด อาจเพราะความเหนื่อยล้าทำให้สามไม่มีแรงที่จะตื่นขึ้นมารับรู้เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น




   “โห เทียนอะไรมึงเนี่ย จะสุขสันต์วันเกิดใครหรอ” สองประชดเมื่อเห็นสี่เดินไปหยิบเทียนเล็กๆที่บรรจุไว้ในกล่องสีขาว




   “ก็ใครจะไปคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้วะ มีให้ใช้ก็บุญแล้วมึง” บุ๋นตอบกลับก่อนจะเดินไปหยิบไฟแช็กที่ชั้นวางของมาจุดเทียนเพื่อให้ในห้องมีแสงสว่าง




   “กูว่าไม่ถึงสิบห้านาทีก็หมดแล้ว” สองส่ายหัว เขาคิดว่าเทียนแบบนี้ไม่น่าจะอยู่จนถึงไฟมา




   “เออ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มี” บุ๋นให้กำลังใจเพื่อนตัวเองก่อนจะจุดเทียนแล้วยื่นไปให้สองเพื่อเอาไปวางไว้ที่โต๊ะของตัวเอง




   แสงสว่างจากเทียนเล่มเล็กทำให้เขาพอจะอ่านหนังสือต่อได้แม้ว่าบรรยากาศภายในห้องจะเริ่มอบอ้าวเพราะไม่มีลมจากข้างนอกและลมจากพัดลม




   ร้อนว่ะ…




   มือข้างหนึ่งเช็ดเหงื่อส่วนมืออีกข้างเปิดหนังสือ บุ๋นรู้สึกเสียสมาธิมากกว่าเดิมหลังจากที่เขาไม่สบายตัวกับอากาศที่ค่อนข้างร้อน   




   “เชี่ย ไม่ไหวว่ะ ร้อนชิบ” สองบ่นออกมาก่อนจะเดินออกไปนอกห้องเพื่อไปดูที่ระเบียงกลางอีกครั้ง




   อย่างน้อยข้างนอกอากาศก็ถ่ายเทสะดวกมากกว่าข้างในที่แย่งอากาศกันสามคน มองดูข้างล่างก็ยังไม่มีวี่แววของช่างที่จะมาซ่อมหม้อแปลงหน้าหอพัก




   “เออกูก็ไม่ไหว” บุ๋นพูดพร้อมกับเดินออกมาจากห้องพร้อมกับเหงื่อบนใบหน้า




   อยู่ไม่ได้โว้ยยยย!!!!




   “ประกาศ ประกาศ” เสียงประกาศดังขึ้นจากลำโพงที่อยู่หน้าหอพักชาย “ขณะนี้เกิดเหตุขัดข้องทำให้ไฟฟ้าใช้การไม่ได้”




   “เออกูรู้แล้วครับ” สองถอนหายใจแรงๆ




   “ทางหอพักกำลังดำเนินการตามช่างซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและซ่อมราวๆสามถึงสี่ชั่วโมง สำหรับผู้อาศัยหากมีความจำเป็นที่จะใช้ไฟฟ้าสามารถไปเข้าพักหอพักในกำกับมหาวิทยาลัยและหอพักชายตึกอื่นๆได้โดยทางหอพักได้ติดต่อประสานงานให้สามารถขึ้นหอพักได้ทุกที่โดยไม่มีข้อยกเว้นเนื่องจากเหตุสุดวิสัยนี้ ขออภัยในความไม่สะดวกทางหอพักจะรีบแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ขอบคุณครับ”



   “เอางี้เลยหรอวะ” สองบ่นออกมาอีกครั้งหลังเสียงประกาศจบลง




   “เออ ก็คงต้องเอางั้น” บุ๋นถอนหายใจออกมาก่อนจะถามต่อ “มึงจะไปหรือจะรอ”




   “กูคงไปว่ะ เพื่อนกูอยู่หอถัดไป คงไปขออยู่กับมัน” สองตอบ “ไปกับกูปะ”




   “ไม่เป็นไร มึงไปอยู่ก็สี่คนแล้ว เพิ่มกูไปอีกคงอึดอัด” บุ๋นคิดก่อนจะถอนหายใจ “เดี๋ยวกูลองโทรถามไอ้เดชดู”




   “เออ งั้นเดี๋ยวกูไปปลุกไอ้สามก่อน”




   “อืมๆ” บุ๋นพยักหน้ารับก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรหาเดชที่อยู่หอพักในมหาวิทยาลัยเหมือนกันกับเขา




   หวังว่าจะได้…




   ( ไงมึง ) น้ำเสียงโหดทักทายเหมือนทุกครั้งที่บุ๋นโทรหา




   “หอกูหม้อแปลงระเบิดว่ะ ไปนอนหอมึงได้ปะวะ”




   ( เออได้ แต่ว่าจะมีเพื่อนมาขอนอนอีกสองคน )




   “รวมกูเป็นหกหรอวะ?”




   ( เออ แต่นอนได้ อัดๆกันเอา )   




   “อืม” บุ๋นรับคำสั้นๆ “งั้นเดี๋ยวกูโทรบอกอีกที”




   ( เออๆ จะมาก็มาเลยไม่มีปัญหา )




   “ขอบใจว่ะ”




   โทรศัพท์ตัดสายไปก่อนที่บุ๋นจะกดโทรหาใครอีกคนที่น่าจะเป็นที่พึ่งสุดท้าย หวังว่าไอ้หนึ่งจะมีที่นอนให้เขาได้นอนเพื่อผ่านค่ำคืนนี้ไป




   ( ไงไอ้สี่ ) คำทักทายประโยคเดิมๆดังขึ้นเมื่อเสียงสัญญาณดังไม่นาน




   “อยู่หอปะวะ กูจะไปนอนด้วย”




   ( เอออยู่ แต่จะมานอนทำไมวะ )




   “หอกูหม้อแปลงระเบิด ใช้ไฟไม่ได้ว่ะ”




   ( อืม ความจริงมึงจะมาก็ได้ แต่… ) เสียงถอนหายใจของหนึ่งดังขึ้นก่อนจะปรับเสียงให้เบาลง ( มีปัญหากับรูมเมทว่ะ )




   “อ่าวหรอ…เอาไงดีวะ” เขาเริ่มหมดหนทาง จะให้รอต่อไปสี่ชั่วโมงก็เสียดายเวลาเปล่าๆ




   คิดสิบุ๋นคิด




   ( มึงไม่มีรุ่นพี่หรือเพื่อนคนอื่นหรอวะที่พอจะไปขอนอนด้วยได้ )




   “เพื่อนมันก็มีแต่ห้องมันก็มีคนมาขอนอนเพิ่ม ส่วนรุ่นพี่กูไม่ค่อยรู้จัก…” ยังไม่ทันที่จะพูดจบความคิดหนึ่งในหัวก็แล่นขึ้นมา “เชี่ยยย กูคิดออกแล้ว!!!” บุ๋นร้องออกมาเสียงดังก่อนที่จะรู้สึกเหมือนใบหน้ากำลังร้อนผ่าว



   ทำไมคิดไม่ได้วะ!!!!



   ( อะไรของมึงวะสี่ )




   “เออเปล่า ไม่เป็นไรมึงกูรู้แล้วว่าจะไปนอนกับใคร”




   ( ใครวะ )




   “รุ่นพี่” เสียงของบุ๋นอ่อนลงเมื่อพูดถึงรุ่นพี่ที่เขาคิดถึง “แค่นี้นะ เดี๋ยวกูไปเตรียมของ ขอบใจมากเพื่อนรัก” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะกดตัดสาย




   หัวใจของบุ๋นเต้นแรงขึ้นมาอัตโนมัติเมื่อคิดว่าเขาจะไปขอนอนกับใครในคืนนี้ แม้จะยังไม่รู้คำตอบแต่นั่นก็คือหนทางสุดท้ายของเขาแล้ว




   หมอฐานทัพ




   แค่คิด…ก็เขินแล้วโว้ยยยยยยยยยย!!!!!!

.



   วันนี้เป็นอีกวันที่ไฟของหอพักนักศึกษาแพทย์สว่างเกือบทุกห้อง เป็นปกติที่ในช่วงสอบหอพักจะดูสว่างขึ้นกว่าปกติเป็นสองเท่าเพราะไฟจากทุกห้องที่เปิดรวมกัน ฐานทัพทิ้งกระป๋องกาแฟที่พึ่งดื่มหมดลงถังขยะข้างตัวก่อนจะเปิดหนังสือหน้าถัดไปหลังจากที่อ่านจบแล้ว




   วันพรุ่งนี้เป็นวันสอบวันแรกแต่เขาดันมีสอบวันที่สองเลยทำให้ไม่ต้องฝืนตัวเองมากจนเกินไป แต่การดื่มกาแฟมันเป็นกิจวรรคประจำวันจนเขาเลิกไม่ได้ ถึงแม้จะรู้ว่าไม่ดีแต่มันก็ติดเป็นนิสัยไปแล้ว




   เสียงเคาะประตูห้องด้านนอกดังทะลุมาถึงห้องเขา ปกติเวลาที่ข้างห้องพูดอะไรก็จะได้ยินถึงกัน ยิ่งเสียงเคาะประตูยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาได้ยินบ่อยจนชิน




   “ขอโทษนะครับ นี่ใช่ห้องพี่ฐานทัพรึเปล่า” เสียงที่ดังแว่วเข้ามาในห้องทำให้คนที่อ่านหนังสืออยู่ชะงักกึกก่อนจะตั้งใจฟังเสียงอีกครั้ง




   ก๊อกก๊อกก๊อก




   เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเริ่มใกล้ห้องเขาเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เสียงที่ถามก็เริ่มดังชัดเจนจนเขาไม่ต้องเดาว่าชื่อนั้นคือชื่อของใคร




   ฐานทัพ…ก็มีแค่เขาคนเดียว




   ก๊อกก๊อกก๊อก




   เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงจากห้องข้างๆซึ่งทำให้คนที่หยุดอ่านหนังสือแล้วตั้งใจฟังได้ยินทุกประโยคราวกับวนลูปซ้ำๆ




   “ขอโทษนะครับนี่ใช่ห้องพี่ฐานทัพรึเปล่า”




   เสียงที่ดังชัดเจนทำให้ฐานทัพค่อยเดินไปที่ประตู เสียงที่ตอบกลับจากห้องข้างๆทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างนอกพูดตอบกลับด้วยประโยคเดิมหลังจากที่รู้ว่าไม่ใช่




   “ขอโทษนะครับ” บุ๋นพูดเป็นรอบที่สิบหลังจากที่เขาเดินวนหาห้องของหมอฐานทัพตั้งแต่ชั้นสองเพราะไม่เจอพี่ประจำหอทำให้ไม่รู้ว่าห้องของหมอฐานทัพอยู่ชั้นไหน




   เบอร์โทรศัพท์ก็ไม่มีเลยต้องมาเดินตามหาทุกห้องราวกับเขาเป็นโรคจิต




   “ขอโทษนะครับนี่ใช่ห้อง…” ยังไม่ทันจะพูดจบประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับร่างของหมอฐานทัพในชุดนอนสบายๆกับแว่นตาที่สวมไว้พร้อมใบหน้าที่ดูสงสัยไม่น้อย




   ไม่สงสัยก็แปลก…




   “ขึ้นมาได้ยังไง” คำถามแรกที่หลุดออกจากปากหมอฐานทัพหากแต่ได้คำตอบกลับมาเป็นรอยยิ้มกว้างของคนตรงหน้า




   “นึกว่าจะต้องพูดคำเดิมๆไปถึงชั้นสี่ซะแล้ว” บุ๋นถอนหายใจด้วยความเหนื่อยก่อนจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า




   “มีอะไร”




   “ผมจะมาขอนอนด้วย” บุ๋นแจ้งความประสงค์ออกไปตรงๆทำเอาคนที่ไม่เข้าใจอยู่แล้วไม่เข้าใจขึ้นไปอีก




   จู่ๆมาบอกว่าขอนอนด้วย…อะไรของเขา




   “คือที่หอผมหม้อแปลงระเบิดเลยใช้ไฟไม่ได้ หอของเพื่อนคนอื่นก็มีคนขอนอนเยอะผมเลยไม่อยากจะไปอัดเพิ่มอีกคน” บุ๋นรัวยาว “ผมก็เลย…”




   “เลย?”




   “คิดถึงพี่” บุ๋นตอบกลับไปตรงๆก่อนจะยิ้มบางๆ




   “…” คำว่าคิดถึงที่สื่อออกมาอาจจะตีความไม่เหมือนกันทำให้คนที่ได้ยินอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะมองกระเป๋าที่บุ๋นสะพายอยู่




   เตรียมพร้อมขนาดนี้ ถ้าเขาปฏิเสธก็ดูจะใจร้ายเกินไป




   “แต่ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมกลับไปรอให้เขาซ่อมหม้อแปลงก็ได้” เมื่อเห็นว่าฐานทัพเงียบไปคนที่อยู่รอฟังก็รู้สึกใจแป้ว




   ไม่ได้บอกล่วงหน้าก็ไม่แปลกที่หมอจะไม่ให้เขานอนด้วย




   “อืม เข้ามา” ฐานทัพเบี่ยงตัวหลบ “คราวหลังถามพี่ประจำหอว่าห้องอยู่ไหน ไม่ต้องเดินเคาะทุกห้อง”





   “ก็พี่เขาไม่อยู่นี่ครับ” บุ๋นตอบ “ผมเห็นมีคนกำลังจะเข้าหอพอดีก็เลยเดินตามเข้ามาเลย”




   “อืม”




   “ถ้าพี่ให้เบอร์ผมตั้งแต่แรกผมก็คงโทรมาขอพี่ล่วงหน้าแล้ว” บุ๋นบ่นอุบอิบ




   “อืม” ฐานทัพรับคำสั้นๆ สิ่งที่บุ๋นพูดก็ถูก วันนั้นเขาไม่ได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไปเพราะคิดว่าไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องโทร




   ทั้งๆที่ความจริงบุ๋นอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากเขาก็ได้…อย่างเช่นตอนนี้




   “เอาไป” ฐานทัพหยิบโทรศัพท์มือถือที่ใส่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมายื่นให้คนตรงหน้า




   “ครับ? ให้ผมทำไม”




   “เบอร์” ฐานทัพพูดสั้นๆ “คราวหลังจะได้โทร”




   “ครับ ได้ครับ ได้เลย” บุ๋นกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เขารับโทรศัพท์ของคนตรงหน้ามาถือไว้แล้วกดเลขทั้งสิบหลักลงไปพร้อมกับตั้งชื่อให้เสร็จสรรพก่อนจะกดโทรออกหาเบอร์ของตัวเองเพื่อเมมเบอร์ของฐานทัพไว้ในเครื่อง




   ฐานทัพยืนดูบุ๋นที่กดโทรศัพท์เขาด้วยสีหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะส่ายหัวนิดๆ บางทีเขาก็ไม่เข้าใจพฤติกรรมที่คนตรงหน้าแสดงออกมาสักเท่าไหร่




   “นี่ครับ” บุ๋นยื่นโทรศัพท์คืนให้เมื่อได้เบอร์โทรของหมอฐานทัพเรียบร้อยแล้ว




   “อืม” เขารับกลับไปก่อนจะพูดต่อ “เข้าห้อง”




   “ครับ!” บุ๋นดูตื่นเต้นกว่าทุกๆครั้ง อาจเพราะครั้งนี้เขาไม่ได้เจอกันตามสถานที่สาธารณะแต่เป็นสถานที่ที่หมอฐานทัพใช้ชีวิตอยู่ทุกๆวัน




   ถ้าได้เจอหมอแบบนี้ให้หม้อแปลงระเบิดทุกวันเขาจะไม่เดือดร้อนเลย




   ห้องสี่เหลี่ยมที่เล็กกว่าห้องของเขากับเพื่อนๆถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ของในห้องของหมอฐานทัพมีน้อยชิ้นจนดูเหมือนพึ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ กองหนังสือและกองเอกสารถูกวางอยู่ข้างๆโต๊ะอ่านหนังสือที่อยู่ตรงข้ามกับเตียงนอนที่พับผ้าห่มไว้อย่างเป็นระเบียบ ทางเดินออกไปนอกระเบียงเล็กมีชั้นวางของเล็กๆที่ไว้ตากถ้วยชามและแก้วน้ำ ถัดไปอีกนิดมีหม้อหุงข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆข้างๆกับกาต้มน้ำ




   ต่างกับที่เขาคิดไว้เยอะเลย…




   “มองอะไร” ฐานทัพที่เห็นบุ๋นมองอยู่นานถามขึ้นด้วยความสงสัย




   “ห้องพี่…” บุ๋นกวาดสายตามองไปรอบๆ “ต่างกับที่ผมคิดไว้เยอะเลย”




   “คิด?”




   “ครับ…ผมคิดว่าห้องพี่จะมีของเต็มไปหมดแต่ของห้องพี่น้อยกว่าห้องผมอีก” บุ๋นพูดก่อนจะหันมามองหน้าฐานทัพตรงๆ




   “อืม น้อยดีแล้ว” ฐานทัพตอบก่อนจะถอนหายใจ “ขี้เกียจย้ายของเยอะ”





   “ก็ไม่ต้องย้ายสิครับ” บุ๋นตอบกลับไปอย่างลืมตัวทำให้อีกฝ่ายขมวดคิ้วทันทีที่คนตรงหน้าพูดออกมา





   “เมื่อกี้พูดว่า?”




   “เปล่าครับ” เขาปฏิเสธ “ผมอ่านหนังสือดีกว่า” บุ๋นยิ้มนิดๆก่อนจะวางกระเป๋าลงข้างเตียงแล้วย่อตัวนั่งลงไป




   เมื่อกี้เขาพูดอะไรออกไปทำไมเขาจะไม่รู้…มันเหมือนจิตใต้สำนึกที่เขารู้ดีว่าปีหน้าหมอฐานทัพจะต้องย้ายไปอยู่ฝั่งโรงพยาบาลและเขาจะไม่ได้เจอหมอฐานทัพบ่อยๆอีก




   ไม่อยากจะคิดถึงวันนั้นเลยจริงๆ




   ฐานทัพมองคนที่หยิบหนังสือออกมาอ่านอย่างตั้งใจก่อนจะเดินไปยกโต๊ะเล็กที่ใช้วางหม้อหุงข้าวกับกาน้ำมาเพื่อให้บุ๋นอ่านหนังสือสะดวกมากขึ้น




   “อ่านดีๆ เดี๋ยวปวดหลัง” เขาวางโต๊ะไว้ตรงหน้าคนที่ดูซึมผิดไปจากเมื่อครู่




   เป็นไบโพล่ารึไง




   “ขอบคุณครับ” บุ๋นที่อารมณ์เปลี่ยนตอบกลับช้าๆแววตาเหม่อมองหนังสือแต่จับใจความไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว




   “เป็นอะไร” อาการที่ผิดไปจากเมื่อครู่ทำให้ฐานทัพตัดสินใจถามออกไป




   “เปล่าครับ” บุ๋นส่ายหน้า “แค่คิดว่าปีหน้าพี่ต้องย้ายผมก็รู้สึกเหงา” อาจเพราะอยู่ในที่ส่วนตัวกว่าครั้งไหนๆทำให้บุ๋นพูดตามที่คิดออกมาอย่างลืมตัว




   “เหงา?” เขาทวนอย่างไม่เข้าใจ ฐานทัพย่อตัวนั่งลงตรงข้ามก่อนจะถามต่อ “ทำไมต้องเหงา”




   “ไม่รู้ครับ” บุ๋นตอบกลับไปตรงๆ เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนตรงหน้า “แค่รู้สึกว่าต้องเหงา”




   “อืม” คนที่ดูไม่เข้าใจพยักหน้าช้าๆ “ไม่ไกล ปั่นจักรยานเพิ่มอีกยี่สิบนาทีก็ถึง”




   “ครับ”




   “กลัวไม่มีคนติวหนังสือให้?” เมื่อเห็นท่าทางผิดปกติคนที่ชวนคุยไม่เก่งอย่างฐานทัพถึงกับหาคำพูดเพื่อที่จะชวนอีกคนคุย




   “ครับ กลัวมากๆเลย” บุ๋นพยักหน้าอย่างรวดเร็วแม้ว่าความจริงเขาจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่ไม่อยากจะบอกหมอฐานทัพตรงๆ




   “ปีสี่คงไม่มีเวลา” เขาตอบไปตามความจริง จากที่เห็นรุ่นพี่ที่ย้ายไปฝั่งโรงพยาบาลเขาก็ได้รับรู้ว่าการเรียนอีกสามปีหลังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ





   “ใช่ครับ”




   “มาหา” ฐานทัพพูดสั้นๆ “เบอร์ก็มี”




   “ไปหาได้หรอครับ โทรได้หรอครับ?” คนที่ซึมเศร้าอยู่ตาประกายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินคนตรงหน้าพูดออกมา




   “อืม” เขาตอบ “ทำไมจะไม่ได้”




   “งั้น…ขอบคุณล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะครับ” บุ๋นกลับมายิ้มเหมือนเดิมทำให้คนตรงหน้าเบาใจลง




   กลัวไม่มีคนติวหนังสือให้ขนาดนั้นเลยหรือไง




   “อืม” ฐานทัพตอบรับสั้นๆเมื่อเห็นว่าคนที่หน้าบึ้งยิ้มออกมา





   ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาใส่ใจคนๆนี้มากขึ้น ทั้งๆที่แต่ก่อนเขาไม่เคยต้องมาใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่ทุกครั้งที่เจอบุ๋น เขามักจะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำและไม่เคยคิดจะทำอยู่เสมอ




   เหมือนตอนนี้ที่ต้องการเห็นรอยยิ้มมากกว่าหน้าบึ้ง




   ไม่เข้าใจ





------------------------------------
มาแล้วจ้าาาา คิดถึงกันไหมมมมมมมม :mew1: :hao7: :hao6:


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด