เมฆ ฤ จะเหนือภูเขา™ ☁☁ ⇋ ♣♣ ยกภูเขาออกจากอก (จบแล้ว) 11-03-2560 P4 ย้ายได้เลยค่ะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เมฆ ฤ จะเหนือภูเขา™ ☁☁ ⇋ ♣♣ ยกภูเขาออกจากอก (จบแล้ว) 11-03-2560 P4 ย้ายได้เลยค่ะ  (อ่าน 56096 ครั้ง)

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

ภูเขาลูกที่สิบสาม



“ไอตี๋ของพ่อ กลับมาแล้วเหรอ คิดถึงที่สุดเลย” ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้าบ้านไป พ่อผมก็วิ่งเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงผมประหนึ่งไม่เจอกันสิบปี


“พ่อ ไม่เอาน่า ปล่อยคี” ผมพยายามขืนตัวจากแรงมหาศาลของผู้เป็นพ่อ


“หอมแก้มพ่อหน่อย เร็วๆ ไม่งั้นไม่ปล่อยนะ”


“ถ้ายังไม่หยุดเล่น จะไม่ให้กอดเคลลี่” ผมเอาเคลลี่ขึ้นมาขู่ ดูเหมือนจะได้ผลครับ เพราะพ่อยอมปล่อย แล้วหันไปหาเคลลี่แทน


“เคลลี่ คิดถึงจัง” เหมือนโยนขนมไปอีกทาง พ่อผมรีบไปเลย


“พ่อครับ พ่อ” ผมเรียกพ่อ


“อะไรครับ ไอ้ตี๋ของพ่อ”


“พี่เมฆครับ ยืนอยู่เนี่ย”


“สวัสดีครับ คุณอา” เฮียเมฆยกมือไหว้พ่อผมตามมารยาท


“สวัสดี เมฆ ตามสบายเลย มาๆ นั่งก่อน อาก็ลืมตัวไปหน่อย โทษทีนะ”


“ไม่เป็นไรครับ” ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฮียเมฆเพิ่งจะมาเห็นอะไรแบบนี้หรอกครับ แต่ผมก็ยังวางหน้าไม่ค่อยถูก ถ้าเป็นคนนอกคงคิดว่าผมกับพ่อต้องมีซัมติงอะไรกันบางอย่างแน่นอน


“กลับกันมาแล้วเหรอคะ เป็นไงบ้าง เที่ยวสนุกมั้ยคะ เมฆ” แม่เลือกถามแขกกิติมศักดิ์ของแม่เขาแหละครับ


“สวัสดีครับ คุณอา ก็สนุกดีครับ ผมยังไม่เคยไปเมืองนั้นมาก่อน”


“ดีจังค่ะ ที่เมฆชอบ” แม่ผมก็อีกคน สไตล์การพูดของบ้านนี้มันยังไงกันนะ แม่พูดเหมือนกำลังอินเลิฟกับหนุ่มคนใหม่อยู่เลย


“คีขอเอาของขึ้นไปเก็บก่อนนะครับ ฝากดูเคลลี่ก่อนนะครับแม่”


“ค่ะคี มานี่ค่ะเคลลี่ อยู่กับแม่นะคะ” ผมลุกขึ้นเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บโดยมีพ่อจอมยุ่งของผมเดินตามขึ้นมาด้วยเช่นกัน


“ตามมาทำไมกัน” ผมปิดประตูห้องนอนลงได้ก็ไม่รอช้าที่จะถาม


“เป็นไงวะ ไอ้ตี๋ เข้าใจกันยัง”


“นึกว่าจะถามเรื่องอะไรซะอีก” ผมทำหน้าเซ็งก่อนจะหันไปรื้อกระเป๋าเสื้อผ้า


“เออ กูอยากรู้นี่นา”


“ก็ไม่มีอะไรหรอก”


“ไม่มีอะไรได้ไง หน้าอย่างมึงต้องมีอยู่แล้วสิ”


“เฮ้ย พ่อ จะพูดอะไรวะ”


“เอ้า ก็มึงพูดไม่ถูก กูก็แค่แก้ให้มันถูกต้อง เร็วๆ บอกมา กูอยากรู้”


“พ่อทำหน้าเหมือนไอ้ธรเวลาจะเสือกเรื่องของคีเลย”


“มึงหลอกด่ากู ใช่มั้ยไอ้ตี๋? ไอ้ลูกเวร”


“เปล๊า ผมไม่ได้หลอกด่าพ่อ”


“อย่าเล่นตัว นะไอ้ลูกรัก”


“เออ ก็คุยกันแล้ว เคลียร์แล้ว พอใจยัง”


“ยัง”


“อะไรอีกล่ะพ่อ”


“แล้วมีอะไรกันป่ะ”


“พ่อ อะไรวะเนี่ย วกเข้าเรื่องพวกนี้ตลอด ไม่มีเว้ย”


“อ้าว ทำไมอ่ะ”


“อยากมันก็อยากอยู่หรอก แต่เคลลี่ก็นอนอยู่ในห้องกลัวน้องจะตื่นขึ้นมาเห็น”


“อุ้ยตายว๊ายกรี๊ด น้องเป็น ก.ข.ค เหรอเนี่ย”


“อย่าทำเสียงตุ๊ดแตกเหอะ ฟังแล้วคีจะอ้วก”


“ก็ถือว่าไม่เสียแรงที่กูยอมสละ ช่วงเวลาฮันนีมูนระหว่างกูกับแม่มึง แล้วยอมให้มึงได้ไป”


“เอาเป็นว่า คีขอบคุณละกัน ลงไปข้างล่างได้ยังล่ะ เดี๋ยวแม่สงสัย”


“ไปดิ คิดถึงแม่มึงแล้วล่ะ”


“เลี่ยนว่ะ” พูดจบก็เดินนำพ่อออกไปก่อนที่จะถูกถีบตามหลัง


 “แล้วเมฆจะกลับวันไหนล่ะ หรือพักยาว” ผมฟังพ่อพูดคุยกับเฮียเมฆตลอดมื้ออาหารเย็นของวัน ตอนนี้พวกเราอยู่บนโต๊ะอาหารเพียงสามคน เพราะแม่พาเคลลี่เข้านอน เจ้าตัวเล็กทำท่าจะหลับคาโต๊ะอาหารด้วยซ้ำ เนื่องจากความอ่อนเพลียที่เล่นมาทั้งวัน


“พรุ่งนี้เช้าครับ” ผมหันไปมองเฮียเมฆด้วยความแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าเฮียเมฆจะกลับเร็วขนาดนี้


“ทำไมกลับเร็วจังเลยล่ะ”


“สัปดาห์นี้มีประชุมสำคัญครับคุณอา เลี่ยงไม่ได้ด้วย”


“อ้อ อย่างนั้นเหรอ ถ้างั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวให้ไอ้ตี๋นั่งรถไฟไปส่ง”


“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่อยากรบกวน”


“รบกวนอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น”


“พ่อพูดอะไร ถามคีด้วย คิดเอง เออเองแบบนี้ ไปส่งเองเลย” ผมพูดแทรกขึ้นมาเพราะคนสองคนตกลงกันโดยไม่สนใจผมที่ต้องรับผิดชอบคำพูดของพ่อ


“อ้าว ไอ้ตี๋ แค่ไปส่งพี่เมฆของมึงเอง ไปเหอะน่า กูรู้ว่ามึงอยากไป”


“พ่อจะรู้ดีไปกว่าคีได้ไง” ถ้าพ่อจะรู้ใจผมขนาดนี้ ผมยอมไม่ได้หรอกครับ มันเสียหน้าเว้ย ใครจะยอมรับกันง่ายๆ ล่ะ


“เอ่อ... ไม่ต้องลำบากกันหรอกครับ” เฮียเมฆพยายามเข้าห้ามทัพศึกระหว่างพ่อกับลูก


“ไม่ต้องพูดเมฆ/เฮียเมฆ” ผมกับพ่อพูดออกมาพร้อมกัน ทำเอาคนจะห้ามต้องเงียบลงทันที


“ไอ้ตี๋ มึงอย่าเล่นตัว อยากไปส่งพี่เขาจนเนื้อเต้น นี่กูอุตส่าห์ช่วยมึงนะ แทนที่จะซึ้งน้ำใจกู”


“คีไม่ได้อยากไปเว้ย พ่ออย่ามามั่วได้มั้ย” ผมยังเถียงไม่ยอมลดละ


“สรุป ไม่ไป?”


“ไม่ไปครับ”


“เออ ได้ งั้นเดี๋ยวกูให้แม่มึงไปส่ง”


“ได้ไงล่ะพ่อ ทำไมไม่กลัวแม่เหนื่อยบ้างล่ะ โอ้ย เดี๋ยวคีไปส่งเฮียเมฆเอง พ่อไม่ต้องไม่บอกแม่เลย”


“ก็แค่นี้ ทำไมต้องให้กูพูดอะไรซ้ำซากอยู่ได้”


“เซ็งจริงๆ มีพ่อแบบนี้” ผมบ่นอุบกับความเจ้าเล่ห์ของพ่อ


“ถ้างั้นคืนนี้ ไอตี๋ มึงไปนอนกับกูนะ กูคิดถึง ส่วนเมฆนอนห้องไอ้ตี๋ละกัน ห้องข้างบน ยังไม่ได้ทำความสะอาดเลย คงไม่ว่ากันนะ”


“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ขอบคุณครับ คุณอา”


“งั้นเดี๋ยวอาขอตัวก่อนละกัน จะไปช่วยอาผู้หญิงเขาเตรียมที่นอนให้เด็กแก่แดดที่นั่งอยู่ตรงนี้ก่อน ตามสบายนะเมฆ ไม่ต้องเกรงใจ” พ่อผมพูดทิ้งท้ายแล้วก็ลุกเข้าห้องนอนตามแม่ไป


“รำคาญพ่อกับผมหรือเปล่าเฮีย” ผมหันมาถามคนตรงข้ามที่ยังนั่งทานอาหารต่อ


“ไม่หรอก เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน”


“หมายความว่าไงครับ”


“ตลกเหมือนเดิม”


“เฮียเมฆ!”


“เสียงดังอีกแล้ว”


“เฮียเมฆชอบกวนโมโหผมอยู่เรื่อย”


“พี่เปล่ากวน คีถามมาพี่ก็ตอบตามความจริง เท่านั้น”


“ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว เหนื่อยมั้ยครับวันนี้”


“นิดหน่อย คีล่ะ”


“ผมไม่เหนื่อยครับ ยังไม่แก่”


“อ้อ จะบอกว่าพี่แก่งั้นสิ?”


“เปล่านะ ผมไม่ได้พูดสักหน่อย”


“หึ เอาคืนสินะ”


“ทำไมเฮียไม่บอกผมว่ารีบกลับ”


“ยังไม่มีโอกาสได้บอก โกรธเหรอ?”


“ไม่โกรธหรอกครับ แค่แปลกใจมากกว่า มาแค่สองวัน ก็ต้องรีบกลับแล้ว คงจะเหนื่อย”


“มาง้อคนขี้งอน เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องยอม”


“ถ้าไม่งอนแล้วคงไม่ยอมเหนื่อยแล้วสินะครับ”


“คีจะเป็นคนพิสูจน์เองว่าพี่จะยอมเหนื่อยต่อมั้ย?”


“เฮียเมฆ” ผมเรียกชื่อเฮียได้เพียงเท่านี้ก็เงียบไป ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ อะไรที่มันดูจะกระทบความรู้สึก ผมมักจะไม่ต่อความยาวสาวความยืดเพื่อเพิ่มปัญหาให้กับตัวเองอีก


“พี่รู้ ไม่ต้องพูดอะไรหรอก”


“ขอโทษนะครับ พี่เมฆ” ขอโทษที่ผมยังตอบรับอะไรตอนนี้ไม่ได้ ผมยังไม่มีความมั่นใจอะไรสักอย่าง


“อย่าปล่อยให้พี่ต้องรอนาน ถึงพี่เต็มใจรอ แต่บางทีจิตใจมันก็อาจจะไม่อยากรอแล้ว” คำพูดของเฮียเมฆทำเอาผมตกใจไม่น้อย แต่ทำไงได้ล่ะ ผมเลือกให้เป็นแบบนี้เอง ถ้าเฮียเมฆไม่อยากรอ ผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปรั้งอะไรได้


“.......” ผมไม่มีคำตอบอะไรให้เฮียเมฆ ได้แต่นั่งเงียบๆ มองดูเฮียทานอาหารต่อจนอิ่มแล้วทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี เก็บจานชามไปล้างให้เรียบร้อย


“ง่วงหรือยังครับ” ผมเช็ดมือที่เพิ่งล้างจานเสร็จมาสักครู่ เดินออกมาจากครัวก็เห็นเฮียนั่งอยู่ที่โซฟารับแขกท่าทางเหมือนกำลังอ่านอะไรบางอย่างอยู่ในมือ ดูแล้วน่าจะเป็นเอกสารเกี่ยวกับงานเสียมากกว่า


“ยัง ถ้าคีง่วงก็ไปนอนก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอพี่หรอก” เฮียเมฆตอบโดยไม่เงยหน้าจากกระดาษในมือ


“ยังไม่ง่วงหรอกครับ แค่ถามเฮียเฉยๆ เผื่อว่าอยากจะพัก”


“ขอบใจนะ งั้นพี่ขออ่านเอกสารตรงนี้แปปนึง”


“ครับ” ผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆ เฮียเมฆ เว้นระยะช่วงตัวไว้พอประมาณ ไม่ถึงกับเบียด แต่ก็ไม่ห่างเสียจนดูเหมือนคนรังเกียจกัน


ผมนั่งกดเล่นโทรศัพท์ในมือ อ่านข่าวสารตามโซเชียลต่างๆ เห็นไอ้ธรส่งข้อความผ่านโปรแกรมแชทมาหลายข้อความอยู่


“ไงมึง ตายยัง” ประโยคแรกที่ผมทักเพื่อนที่รักไป


“มึงนี่รักกูมากจนถามหาเรื่องตายให้กูเลยสินะ”


“แน่นอน เพราะกูรักมึงมาก กูจะได้รู้ว่าควรจะทำบุญให้มึงได้หรือยัง”


“ทำเป็นพูดจากวนตีนกู แสดงว่าคงอารมณ์ดี จิตใจผ่องใสแล้วสินะ” ไอ้ธรพูดเหมือนรู้อะไรบางอย่าง ชักเริ่มแปลกๆ แล้วสิครับ


“จิตใจผ่องใส อะไรมึงวะ” ผมแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา ไม่รู้ไม่ชี้เอาไว้ก่อน


“ควาย คี ทำเป็นวัยใส ทำเป็นซื่อใส่กู อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะว่าพ่อมึงไปหามึงที่นู่นน่ะ” นี่ขนาดเป็นแค่ข้อความนะครับ นึกถึงน้ำเสียงของไอ้ธรออกเลย มันคงจะทำเสียงน่าหมั่นไส้ให้ผมอยากกระโดดถีบมันแน่ๆ เลย เสียงกวนประสาทไม่มีใครทำได้ดีเลิศนอกจากมันแล้ว


“มึงรู้ได้ไง ว่าเฮียเมฆอยู่ที่นี่”


“คิดว่ากูเป็นใคร นี่กูเพื่อนมึงนะ”


“กูรู้ มึงไม่ใช่สัตว์เลี้ยงบ้านกู ไม่ต้องอยากจะเป็นให้มากนักหรอก”


“กัดกูไม่หยุดจริงๆ”


“เออ รู้ได้ไง?”


“ก็ไม่มีอะไรน่า”


“อย่าลีลา ไอ้ธร”


“แหม่ คุณชายคีครับ ไม่รู้สักเรื่องแล้วมันจะตายหรือไงครับ” ประโยคนี้คุ้นๆ เหมือนปกติแล้วผมจะเป็นคนใช้มันมากกว่านะ นี่ไอ้ธรมันกล้าอาจหาญมาย้อนรอยคำพูดของผมได้ยังไง


“จะไม่พูด?”


“แหม่ๆ แหม่ๆ ทำเป็นขรึมนะครับ”


“กูไปละ บล็อคแม่ง”


“เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ กูเล่าแล้วก็ได้ ก็ไม่มีอะไร พ่อมึงโทรหากู ถามว่าจะฝากอะไรไปให้มึงมั้ยเพราะจะบินไปหามึง”


“เฮียเมฆโทรหามึง?”


“เออสิ”


“แล้วมึงว่าไง”


“กูก็บอกว่าไม่มี”


“แค่นั้น” ผมถามให้แน่ใจ


“แค่นั้นสิ อ้อ แต่อวยพรให้พ่อมึงทำสำเร็จสักที กลัวเบื่อหนังอินเดีย วิ่งไล่จับข้ามทวีปแล้ว”


“กูจะทำอะไรก็เรื่องของกูป่ะ”


“ใช่ จะทำอะไรก็เรื่องของมึง แต่กูแค่อยากช่วยบ้านมึง ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับทีไม่ถูกนะเว้ย ตัวโปรไรแม่งก็ไม่เอา ซัดราคาเต็มตลอด คิดว่า ค่ารถทัวร์เจ๊เกียวหรือไงวะ”


“เหอะ ช่างพูดเชียวนะมึง ห่างตีนกูเนี่ย”


“แน่นอน ชักเริ่มคิดถึงตีนมึงละไอ้คี เมื่อไหร่จะกลับวะ”


“ก็ช่วงใกล้ๆ เปิดเทอมแหละมึง ขืนกลับเร็วพ่อกับแม่กูคงบ่น”


“กูก็ถามไปงั้น  รู้ว่ามึงน่าจะอยู่จนใกล้เปิดเทอมนั่นแหละ”


“เออๆ งั้นค่อยคุยกันวันหลังละกัน” ผมเห็นจากหางตาว่าเฮียเมฆเริ่มเก็บเอกสารลงกระเป๋าใบย่อม


“ได้ๆ กูไม่ขัดช่วงเวลาแฮปปี้ระหว่างมึงกับพ่อมึงแล้ว ถ้ามึงกลับมาเมื่อไหร่ มาอัพเดทข่าวกูด้วย กูอยากรู้จากปากมึงเอง”


“สัด!” ผมทิ้งคำลงท้ายเอาไว้สั้นๆ แล้วก็ปิดโทรศัพท์


“อ่านเสร็จแล้วเหรอครับ”


“ใช่”


“งั้นเดี๋ยวผมพาไปที่ห้องครับ”


“ไม่เป็นไร คี”


“ไม่ได้ลำบากอะไรหรอกน่าเฮีย ตามมาเร็ว” ผมลุกขึ้นเดินนำขึ้นบันไดไปชั้นสองของตัวบ้าน เฮียเมฆไม่มีทางเลือกนอกจากเดินตามขึ้นมา


“พอจะนอนได้มั้ยครับ เตียงผมมันเล็กหน่อย แต่คิดว่าขาเฮียน่าจะไม่เลยขอบเตียงนะ” ผมลองประมาณดู ถึงเตียงผมจะเป็นเตียงขนาดเตียงเดี่ยวนอนคนเดียว แต่ความยาวของเตียงค่อนข้างยาวเป็นพิเศษ เพราะพ่อที่รักของผมสั่งทำขึ้นมาให้ ช่วงที่ผมเริ่มยืดแล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ พ่อก็เลยทำเผื่อไปซะเลย จะได้ไม่ต้องสั่งทำใหม่อีก มันเสียดายเงิน พ่อผมให้เหตุผลไปแบบนั้น


“ได้สิ พี่ไม่เรื่องมากหรอก”


“ห้องน้ำอยู่ทางนั้นนะครับ อาจจะคับแคบไปหน่อย ถ้าขาดอะไรก็บอกผมได้เลยนะเฮีย” ผมชี้มือไปที่ประตูตรงมุมห้อง ซึ่งเป็นที่อยู่ของห้องน้ำภายในห้องนี้


“ขอบใจมาก”


“พี่เมฆ”


“หืม จะอ้อนเอาอะไร”


“แล้วพี่เมฆจะมาหาผมที่นี่อีกมั้ย” รู้สึกโล่งอกเพราะมันเป็นคำถามที่ผมอยากถามเฮียเมฆมาโดยตลอดตั้งแต่ที่รู้ว่าเฮียจะบินกลับวันพรุ่งนี้


“ยังไม่รู้เลย ถ้าไม่ติดงานอะไรพี่จะพยายามมาหานะ หรือคีจะรีบกลับก่อนมั้ย”


“ไม่ได้หรอกครับ” ผมส่ายหน้าประกอบกับคำพูดของตัวเอง


“ทำไมล่ะ”


“จะให้บอกว่าอะไรถึงต้องรีบกลับล่ะครับ”


“ก็บอกว่าคิดถึงพี่สิ”


“พี่เมฆ!”


“ชู่ว์ เสียงเบาๆ หน่อย ดึกแล้ว” เฮียเมฆนี่น่าจะไปอยู่กรมกักกันเสียงอะไรเทือกนี้นะเนี่ย คอยจับผิดกันเสียจริง ไม่บอกเลยล่ะ ว่าดังไปแล้วกี่เดซิเบล


“ก็พี่พูดอะไรล่ะ”


“หึหึ เขินก็เป็นเหมือนกันเหรอ” ผมเนี่ยนะจะเขิน ไม่มีทางซะหรอก แค่รู้สึกแปลกๆ เหมือนคนที่รักกันอะไรอย่างนั้น รู้สึกแปลกๆ ก็เท่านั้นเอง ผมไม่ได้ปากแข็งนะ


“ไม่ใช่สักหน่อย”


“มาให้พี่กอดหน่อย” ผมเดินเข้าไปหาเฮียเมฆโดยไม่อิดออด เพราะใจก็อยากกอดเฮียเมฆเหมือนกัน ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่มันกลับรู้สึกคิดถึง ใช่ผมคิดถึงเฮียเมฆมาก แต่ผมยังไม่กล้าพอที่จะยอมรับตรงๆ ออกไป มันเขินอย่างที่เฮียพูดนั่นแหละ ก็ได้ผมยอมรับก็ได้


เราสองคนสวมกอดกันแน่นเหมือนว่าเราจากกันมานาน ผมคิดถึงและโหยหาอ้อมกอดของคนนี้มาก เรายืนกอดกันนิ่งๆ ไม่พูดอะไรจนเฮียเมฆทำลายความเงียบขึ้นมาเบาๆ


“อยู่ที่นี่ อย่านอกใจ อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับพี่อีกนะ คี”


“อื้อ” ผมซุกหน้าอยู่ตรงที่ไหล่ของเฮียเมฆเลยไม่ได้ตอบรับนอกจากส่งเสียงในลำคอออกไปและพยักหน้ารับคำ


“อยู่ที่นี่ อย่าคิดมาก เรื่องของพี่กับคุณพีช ไว้ใจพี่เหมือนที่พี่ไว้ใจคี”


“อื้อ”


“อยู่ที่นี่ อย่าดื้อ ทำตัวดีๆ ดูแลคุณอากับเคลลี่ให้ดี โดยเฉพาะคุณอาผู้หญิง ดูแลท่านให้มากๆ” ผมรู้สึกแปลกๆ กับคำพูดประโยคหลังของเฮียเมฆ แต่ก็ไม่ได้ฉุกคิดอะไรมากนักเพราะกำลังตกอยู่ในภวังค์ของสองเรา


“อื้อ”


“อยู่ที่นี่ อย่าทำให้พี่เป็นห่วง ห้ามป่วย ดูแลตัวเองดีๆ และไม่ต้องเป็นห่วงพี่ เข้าใจมั้ย”


“อื้อ”


“อยู่ที่นี่ อย่าร้องไห้ มีปัญหาอะไรก็บอกพี่ แล้วรักพี่ให้มากๆ ทำได้มั้ย”


“อื้อ ... เฮ้ย!!” ไม่ทันละ ผมตกหลุมพรางของตรงหน้านี้ไปเสียแล้ว ร้ายจริงๆ นะเฮียเมฆ เงยหน้าขึ้นไปเห็นเฮียกำลังมองผมอยู่เหมือนกับ ใบหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้ม คิดเสียว่า ตกหลุมพรางไปนิดหน่อยก็ช่างมัน แค่เห็นเฮียเมฆยิ้มมันก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มแล้วล่ะครับ



เฮียเมฆกลับเมืองไทยไปได้อาทิตย์กว่าแล้วครับ ยังไม่มีกำหนดหรือวี่แววจะมาหาผมอีกเร็วๆ นี้ สัปดาห์หน้าก็จะถึงวันเกิดของผมแล้ว ผมอยากให้เฮียเมฆอยู่ในวันสำคัญของผม ผมรู้ดีว่าไม่ควรจะเอาแต่ใจหรือบอกความตั้งใจออกไป เฮียเมฆทำงานหนักมาก กลับดึกแทบทุกคืน ผมคุยกับป้าจันทีไร ป้าจันก็บอกเฮียเมฆยังไม่กลับเพราะเจ้าตัวเคลียร์งานจนดึกดื่นอยู่เสมอ



“คีคะ คี... คี...” แม่จับแขนผมเขย่าเบาๆ ผมสะดุ้งสุดตัว หลุดออกจากความคิดของตัวเอง


“ครับแม่ เรียกคีเหรอครับ”


“ค่ะ แม่เรียกคีตั้งหลายรอบ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เหม่อเชียว”


“ก็คิดอะไรไปเรื่อยแหละครับ”


“ใจลอยคิดถึงใครหรือเปล่าเอ่ย” แม่ผมถามเย้าแหย่ แต่คนที่ชนักปักหลังก็อดไม่ได้ที่จะร้อนตัว


“ปะ..เปล่าครับ คีจะคิดถึงใครได้นอกจากเคลลี่” ผมตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังทีเดียวเพราะกลัวจะผิดสังเกต


“แม่ก็แค่แซวเล่นค่ะ ทำตอบจริงจังเป็นเรื่องจริงไปได้นะคะ” แม่มองผมเหมือนมีเลศนัยบางอย่าง ยิ่งพยายามกลบเกลื่อน ก็ยิ่งเผยภาพออกมาชัดเจนมากกว่าเดิมไปอีก


“แล้วแม่มีอะไรหรือเปล่าครับ ยังไม่ได้บอกคีเลย”


“อ้อจริงด้วยสิคะ เกือบลืมไปแน่ะ แม่จะถามว่าวันนี้ออกไปไหนหรือเปล่าคะ”


“ไปครับ คีนัดเพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกันตอนไฮสคูลไว้น่ะครับ ไมค์น่ะครับแม่ จำได้มั้ยครับ”




ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter


ไมค์ หรือ ไมเคิล เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมปลายด้วยกัน ผมกับไมค์ เราค่อนข้างสนิทกันพอสมควร แต่ช่วงที่ผมย้ายไปเรียนที่เมืองไทยการติดต่อของเราเลยลดน้อยลง แต่ทุกปีที่ผมกลับมาที่นี่ ผมจะไปเที่ยวกับไมค์เสมอๆ



“จำได้อยู่แล้วค่ะ ไมค์มาหาคีทุกปี ช่วงที่คีไม่อยู่ ไมค์ก็คอยเอาของมาฝากแม่เสมอๆ เลย เป็นเด็กที่นิสัยดีมากเลย” แม่ค่อนข้างชอบไมค์ เพราะไมค์ก็ไม่ได้ผิดไปจากที่แม่พูดเลย ไมค์เป็นต่างชาติที่นิสัยค่อนข้างคล้ายคนไทย ด้วยความที่พี่เลี้ยงของไมค์เป็นคนไทย ไมค์เลยได้รับการปลูกฝังนิสัยแบบคนไทยเข้ามาด้วย


“แล้วคีล่ะครับแม่ นิสัยดีเหมือนไมค์มั้ยครับ” ผมเป็นเด็กขี้อิจฉาครับ ถ้าแม่เห็นว่าใครดี ผมก็ต้องดีเหมือนกัน แม่จะได้รักผมมากๆ ไงล่ะครับ


“คีนิสัยดีสิคะ ทำให้แม่น้ำตาตกตั้งหลายรอบเลย”


“แม่ครับ หมายความว่ายังไงเนี่ย” ผมโอดครวญถามแม่กลับไป


“ล้อเล่นค่ะ ไม่ว่าคีจะเป็นยังไง แม่ก็รักคี”


“แม่พูดแบบนี้เดี๋ยวพ่อก็หึงคีแน่ๆ”


“ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้พ่อไม่อยู่ ไม่ได้ยินหรอก” แม่ขยิบตาให้ผมทีหนึ่ง เป็นอันว่ารู้กัน ผมชอบความรู้สึกแบบนี้น่ะ เหมือนจะเป็นพ่อกับแม่แต่ก็เหมือนเป็นเพื่อนในคราวเดียวกัน


“ตกลงครับ คีรักแม่มากเลย”


“เหมือนกันค่ะ ที่รัก แล้วคีนัดไมค์ไว้กี่โมงคะ”


“ใกล้แล้วครับ งั้นเดี๋ยวคีไปก่อนนะครับแม่ มื้อเย็นเดี๋ยวคีกินมาจากข้างนอกเลย”


“ค่ะ เที่ยวให้สนุกนะคะ เดี๋ยวแม่ไปดูเคลลี่ก่อนนอนมาสักพักน่าจะใกล้ตื่นแล้วล่ะค่ะ”


“ให้คีเอาน้องไปด้วยมั้ยครับ แม่จะได้พัก” ผมถาม เพราะนึกถึงคำที่เฮียเมฆบอกเอาไว้ว่าให้ดูแลแม่ให้ดี


“ไม่ต้องหรอกค่ะ เคลลี่คนเดียวเอง แค่นี้สบายมากค่ะ”


“คีไปนะครับ” ผมลุกขึ้นไปหอมแก้มแม่คนเก่งของผมก่อนจะออกจากบ้านไป


“ไง...คี” เสียงเรียกของไมค์ดังขึ้นเมื่อผมเข้ามาในร้านอาหาร ผมเห็นไมค์ยกมือขึ้นสูง โบกมือเพื่อเป็นสัญญาณให้ผมได้เห็น ผมเดินตรงเข้าไปที่นั่งตรงมุมของร้าน ไมค์กับผมพูดจากันด้วยภาษาสากลของโลกแต่เพื่อความเข้าใจง่ายของทุกคนแล้ว ผมจะแปลเป็นภาษาไทยให้ฟังแล้วกันนะครับ


“ไง..ไม่เจอกันนานเลยไมค์” ผมทักทายไมค์กลับไปเมื่อผมนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของไมค์


“ใช่ นายก็ดูดีเหมือนเดิมเลยนะคี” ไมค์มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยถามออกมา เจอสายตาแบบนี้ ก็ทำเอาผมรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนกันแฮะ


“ไมค์ นายพูดแบบนี้ ขนลุกว่ะ แต่นายก็ยังเหมือนเดิมนะ”


“ก็ไม่เชิงหรอก ฉันทำงานมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเรียนจบแล้วนี่นา ส่วนนายคงยังเหลืออีกหนึ่งปีสินะ” ไมค์ถามผม แต่ผมยังไม่ได้ตอบอะไรกลับไป พนักงานก็เข้ามารับบริการเสียก่อน เราทั้งคู่จึงหยุดการสนทนาเอาไว้เท่านี้ก่อน




ระบบการศึกษาที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากประเทศไทยครับ จำนวนปีที่จะเรียนระดับปริญญาตรีหรือระดับอุดมศึกษาเนี่ย มีตั้งแต่สามปีจนถึงหกปีครึ่ง ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่เลือกเรียนครับ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ไมค์จะเรียนจบเมื่อครบสามปี ส่วนของประเทศไทยก็อย่างที่เรารู้กัน ถ้าโดยทั่วไปก็สี่ปีครับ ยกเว้นบางสาขาวิชา เช่นแพทย์ ครู หรือสถาปัตยกรรม เทือกนี้ที่จะมีจำนวนปีเพิ่มขึ้นไป




“อื้อ ใช่ อีกหนึ่งปีก็จบแล้ว” ผมยกน้ำที่ถูกเทไว้แล้วขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ถึงตอบคำถามที่ไมค์ถามค้างไปก่อนหน้านี้


“แล้วนายเป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย”


“ก็ดีนะ เรื่อยๆ อากาศร้อนมากต่างจากที่นี่ลิบลับเลยล่ะ”


“ถ้าฉันมีโอกาสไปไทย นายอย่าลืมพาฉันเที่ยวด้วยล่ะ”


“แน่นอนเลย ถ้านายมาเมื่อไหร่ ฉันไม่พลาดที่จะพานายเที่ยวแน่นอน”


“ฉันไปแน่นอน” คุยมาถึงตรงนี้ พนักงานก็ยกอาหารมาเสิร์ฟพอดี ผมกับไมค์เลยหยุดคุยเพื่อทานอาหารมื้อนี้กันก่อน นี่ก็เลยเวลามื้อเที่ยงมามากโขแล้ว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคงหิวไม่น้อยเลยล่ะครับ


“แล้วนายล่ะเป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย ทำงานสนุกหรือเปล่า” ผมรวบช้อนส้อมเป็นการบอกว่าอิ่มเรียบร้อยแล้ว ยกน้ำขึ้นดื่มปิดท้าย ด้านไมค์เองก็อิ่มแล้วเช่นกัน ผมเลยเริ่มการพูดคุยระหว่างเราขึ้นอีกครั้ง


“ก็สบายดี ไม่ต้องมาอ่านหนังสือเตรียมสอบอะไรอีกแล้ว แต่ปวดหัวกับการทำงานมากกว่า มีร้อยคนก็ร้อยเรื่อง” ไมค์เล่าพร้อมทำหน้าเหม็นเบื่อเมื่อพูดถึงงาน ท่าทางเจ้าตัวคงจะเซ็งกับงานจริงๆ


“นายอาจจะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวหรือเปล่า”


“ก่อนหน้านี้ก็ไม่เยอะเท่านี้หรอกนะ แต่พอฉันเรียนจบแล้ว พ่อก็เริ่มให้ฉันเข้ามาดูเต็มรูปแบบเลยล่ะ”


“ถึงจะอยากลาออกแต่ก็คงทำไม่ได้สินะ” ผมพูดปนตลก ไม่อยากให้ไมค์เครียดไปจนเกินเหตุ


“อยากลาออกจริงๆ เลยล่ะ ฉันอิจฉานายมากๆ เลยรู้มั้ย” ผมมองไมค์ด้วยสายตาของความแปลกใจว่าคนอย่างไมค์เนี่ยนะจะมาอิจฉาผม ที่ทำตัวไม่ได้เรื่องอะไรแบบนี้


“ฉันมีอะไรให้นายอิจฉา”


“ไม่รู้สิ ฉันแค่รู้สึกว่าถ้าเป็นนายคงจะทำอะไรพวกนี้ได้แน่ๆ”


“นายทำได้สิ เชื่อฉัน ว่านายต้องทำได้แน่นอน ไมค์”



ผมลืมเล่าไปใช่มั้ยว่าที่ไมค์บ่นยืดยาวนั้นคืออะไร บ้านของไมค์มีธุรกิจส่วนตัวอยู่ครับ แล้วก็เหมือนหลายบ้านทั่วไป หลังจากลูกชายเรียนจบก็ต้องเข้ามาสืบทอดกิจการที่บ้านต่อไปเรื่อยๆ ไปทีละรุ่น ทีละรุ่น ไมค์เองก็หลีกหนีชะตากรรมนี้ไม่พ้นเท่าไหร่ ไมค์ไม่ได้ชอบงานบริษัท เจ้าตัวชอบงานศิลปะ ไมค์ชอบวาดรูป ชอบขีดๆ เขียนๆ แต่ก็ทำตามใจตัวเองไม่ได้



ไมค์ไม่ควรต้องอิจฉาผมเลย ไมค์รู้ว่าอยากทำอะไร ชอบอะไร แต่แค่ทำไม่ได้ ผิดกับผมที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าชอบอะไร อยากทำอะไร ผู้ใหญ่เห็นอะไรดี ว่าอะไรดี ผมก็ทำแบบนั้น ทำตามใจท่าน เพราะกลัวว่าท่านจะไม่รัก ไม่เอ็นดู ผมเหมือนพวกดีแตก เพราะต่อหน้าทำเหมือนเด็กดี แต่ลับหลังก็ทำแต่เรื่องไม่ดี เรื่องยา เรื่องคู่นอน เรื่องเที่ยวหรือแม้เรื่องทะเลาะวิวาท เล็กๆ น้อยๆ ผมก็ทำ มีแต่เฮียเมฆที่คอยตามเช็ดล้างให้ผมไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย



ไมค์ตัวสูงใหญ่ พอๆ กับเฮียเมฆเลย และจัดว่าเป็นผู้ชายที่มีแรงดึงดูดระหว่างเพศตรงข้าม แถมสร้างความหมั่นไส้ให้กับเพศเดียวกันไปพร้อมกัน ผมพูดได้เลยว่าไมค์ไม่ใช่ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาหรอกแต่ไมค์เป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ หญิงสาวคนไหนที่ได้ใกล้ชิดกับไมค์ แทบไม่น้อยเลยที่ตกหลุมรักไมค์โดยไม่รู้ตัว แต่ก็ต้องผิดหวังตามๆ กันไป เพราะไมค์ไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนเลย จะว่าไปไมค์เองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำอะไรให้ผู้หญิงเหล่านั้นหลงรัก



ทุกๆ ที่ที่ไมค์ไป ยิ่งเวลาไปเที่ยวไมค์เหมือนเป็นจุดเด่นของงานโดยไม่รู้ตัว ทำเอาหนุ่มๆ แถวนั้นถึงกับเซ็งที่สาวๆ ก็คอยมองตามแต่ไมค์ แต่ไมค์กลับไม่ได้สนใจ ทำให้หนุ่มๆ อดไม่ได้ที่จะโมโหกับการกระทำของไมค์ที่ดูเหมือนไม่ได้แคร์ต่อสิ่งรอบข้างใดๆ เลย พูดยังไงดีล่ะ ก็คือ ผู้ชายพวกนั้นก็ต้องกินแห้วไปนั่นแหละครับ แล้วไมค์เพื่อนตัวดีของผม ก็ดันไม่สนใจผู้หญิงพวกนั้นอีก เรียกว่า แห้วกันทุกฝ่ายล่ะครับ



ส่วนผมโชคดีไป หน้าตาผมมันชัดเจน เอเชียครับ แถมหน้าตาดันเหมือนผู้หญิงอีก เวลาไปเที่ยวกับไมค์ผมไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเกิดปัญหาพวกนี้ ไมค์เหมือนเป็นบอดี้การ์ดของผมไปในตัวเพราะส่วนใหญ่แล้วคิดว่าผมเป็นผู้หญิง แล้วเป็นแฟนของไมค์นั่นแหละครับ บางครั้งการเข้าใจผิดแบบนี้ก็ช่วยให้ผมไปเที่ยวด้วยความสบายใจหลายครั้ง ผมก็เลยปล่อยเลยตามเลยตลอด ไมค์เองก็ไม่ได้สนใจเรื่องที่เป็นแฟนกับผม แถมผู้หญิงก็จะเข้ามาวุ่นวายกับไมค์น้อยลงด้วย ก็เลยไม่ได้แก้ต่างอะไรออกไป วิน-วินด้วยกันทั้งคู่แหละครับ



“แล้วผู้หญิงที่บริษัทของพ่ออีก ทำท่าเหมือนไม่ได้อยากมาทำงานแต่อยากมาหาใครสักคนที่นั่นแล้วเหยื่อก็เป็นฉัน” ผมคิดเรื่องของไมค์เพลินจนได้ยินถึงประโยคนี้พอดี


“นายว่าไงนะ”


“นี่เหม่อเหมือนเดิมเลยนะ” ไมค์บ่นผมพร้อมกับพูดประโยคเดิมให้ฟัง


“อ้อ แล้วนายทำไงล่ะ”


“จะทำยังไงได้ ถ้ามีโอกาสก็คอยหลบเอาน่ะ ฉันไม่นิยมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างอยู่แล้ว”


“นายได้แสดงท่าทีอะไรบอกสาวๆ พวกนั้นให้รู้บ้างหรือเปล่าล่ะ”


“บอกอะไรล่ะ”


“อย่างเช่น นายมีแฟนแล้ว พาสาวไปเปิดตัวอะไรแบบนี้” ผมเสนอไอเดียออกไปให้


“จะพาไปได้ไง แฟนอะไรกัน ฉันยังไม่มี”


“อะไรนะไมค์ นายจะบอกว่านายเรียนจบแล้วแต่ก็ยังไม่มีแฟนเหรอ”


“อืม ใช่ สาวๆ ที่มหาลัยน่ารำคาญออกจะตายไป ไม่มีใครเหมือนนายเลยด้วยซ้ำนะ คี”


“ฉันจะไปเหมือนสาวๆ พวกนั้นได้ยังไง ฉันเป็นผู้ชายโว้ย”


“ฉันนึกถึงตอนสมัยเรียนที่เราแสดงว่าเราเป็นแฟนกันเพื่อความสบายใจของตัวเองน่ะ คิดถึงตอนนั้นแล้วมีความสุขดีชะมัด ไม่ต้องปวดหัวเรื่องผู้หญิงอะไรแบบนี้”


“งั้นนายก็หาผู้หญิงไปแสดงตัวว่าเป็นแฟนนายซะสิ จะได้ตัดปัญหาออกไป”


“นายไงล่ะ”


“อะไรนะ” ผมถามออกไปอีกครั้ง เกรงว่าจะฟังผิด


“ฉันบอกว่า ก็นายไงล่ะ ที่จะมาแสดงตัวว่าเป็นแฟนฉัน”


“จะบ้าหรือไงไมค์ นี่เราโตๆ กันแล้วนะ”


“นายยังเหมือนเดิมนะคี ไม่ว่าจะนิสัย หรือแม้กระทั่งรูปร่างหน้าตา”


“ฉัน..เป็น..ผู้..ชาย..”


“ฉันรู้ ฉันรู้ แต่ฉันว่านายเหมาะกับบทนี้ที่สุดแล้ว ยิ่งตอนนี้ผมของนายก็เริ่มยาวแล้วด้วย เหมือนผู้หญิงสุดๆ ไปเลย”


“ไม่เอา!!”


“นายจะไม่ทำเพื่อเพื่อนคนนี้หน่อยเหรอ คี”


“อย่ามัดมือชกฉันแบบนี้นะไมค์”


“จะว่าไป นายเองก็คงไม่อยากรู้เรื่องแอนนาใช่มั้ย” ไมค์พูดเนิบๆ สายตามองออกไปที่ด้านนอก


“แอนนา?”


“ใช่ แอนนา”


“เรื่องแอนนา ทำไม มีอะไร”


“ถ้านายอยากรู้เรื่องแอนนา ก็ต้องยอมแสดงเป็นแฟนของฉันระหว่างที่นายยังไม่กลับเมืองไทย”


“ไมค์!! ไม่เอาน่า”


“ดีล??”


“เออ ดีล” ผมอยากจะโกรธไมค์ที่เหมือนมัดมือชก แต่ผมก็รู้ดีว่าไม่มีใครมาบังคับผมได้ ถ้าผมไม่ยินยอมให้กระทำ



---------------------------------------

แอนนาเป็นครายยยยยยยยย แล้วดูท่าทางคีจะสนใจเอามากๆ ด้วย งานนี้จะมีนอกใจเฮียมั้ยเนี่ย
มาลุ้นกันตอนหน้านะคะ ^^

คิดถึงทุกคนเลยนะคะ จุ๊บๆๆ :mew1:



ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
คี......เฮียเมฆ จากไปแป๊บเดียว
คี จะทำเรื่องที่ใครรู้ก็ว่านอกใจอีกแล้ว :katai1:
คราวนี้เฮียเมฆ ระเบิดลงแน่ๆ :fire: :fire: :fire:
ตัวใคร ตัวมันแล้ว   :katai5: :katai5: :katai5:
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
ไว้ใจเฮียเมฆเหมือนที่เฮียไว้ใจคีย์
น้องคีย์ก็อย่าทำให้เฮียเมฆกังวลใจนะคะ

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
แบบนี้จะเรียกนอกใจได้ป่าวหว่า

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1875
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
จะทำอะไรก็บอกเฮียไว้ก่อนก็ดีนะ ไม่ใช่ให้มารู้ทีหลังจะเสียความรู้สึกเอา

คิดถึงใจเขาใจเราบ้าง ตอนที่เราไม่รู้เราเป็นยังไง เฮียก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกันหรอก

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

ภูเขาลูกที่สิบสี่

ภารกิจถูกมัดมือชกของผมได้เริ่มต้น เพราะวันต่อมาไมค์ก็มารับผมไปที่บริษัทของตนเอง มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ก้าวเท้าเข้ามาบริษัทใหญ่เพราะผมก็ไปที่บริษัทเฮียเมฆจนเคยชินเสียแล้ว แต่ครั้งนี้กลับเป็นครั้งแรกที่ผมต้องมาแสดงอะไรแบบนี้


   ไมค์โทรศัพท์หาผมแต่เช้า เจ้ากี้เจ้าการบังคับให้ผมใส่เสื้อผ้าตามที่เจ้าตัวบอก เสื้อเสวตเตอร์สีครีมคอเต่า ส่วนทรงผมไมค์ก็หาหมวกไหมพรมสีเดียวกันกับเสื้อมาใส่ให้อีก ด้านกางเกงก็เป็นกางเกงยีนส์สีดำ ทำให้ผมดูร่างกายผอมบางกว่าปกติเข้าไปอีก


   “ไปกันเถอะ คี” ไมค์บอกหลังจากดับเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้ว


   “ไมค์ ฉันว่าเรื่องนี้...”


   “ไม่เอาน่า คี เราตกลงเรื่องนี้กันแล้ว ถ้านายอยากรู้เรื่องแอนนา นายก็ต้องตอบแทนฉันด้วย”


   “ก็ได้ แค่เรื่องนี้เท่านั้นนะ”


   “มันต้องอย่างนี้สิเพื่อนรัก” ไมค์ตบไหล่ผมสองสามทีแล้วก็ออกจากรถ ผมเลยต้องลงจากรถเพื่อตามไมค์เข้าไปตัวอาคาร


   เราทั้งสอง ออกจากลิฟท์มาหยุดยืนชั้นที่ไมค์ทำงาน สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ผมกับไมค์ ต่างพากันสงสัยว่าคนที่ยืนอยู่ข้างไมค์นั่นเป็นใคร จะว่าไปก็สงสารสาวๆ เหล่านั้นอยู่เหมือนกันที่มาหลงชอบคนอย่างไมค์ เพราะคนอย่างไมค์น่ะ ถ้าเจ้าตัวไม่สนใจเองแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะมองใครเลย


   ไมค์ไม่ได้มีรสนิยมเหมือนผม ไมค์ชอบผู้หญิงเพียงแต่เจ้าตัวยังไม่อยากหาห่วงผูกคอในเวลานี้ ไมค์ยังอยากมีเวลาเป็นของตัวเอง ยังอยากทำอะไรตามใจตัวเองอยู่ อีกทั้งยังถูกให้มาทำงานที่ตนไม่ชอบด้วยแล้ว เวลาว่างที่เหลือแทบทั้งหมด ไมค์คงทุ่มสุดตัวกับงานศิลปะที่เจ้าตัวรัก จึงยังไม่พร้อมที่จะมีใครเข้ามาในชีวิตในตอนนี้


   ไมค์โอบเอวผม ผมหันไปถลึงตาใส่ไมค์ที่ทำนอกบท แต่เพื่อนตัวดีของผมกลับฉีกยิ้มกว้างกลับมาให้ผม หากสาวๆ ได้มาเห็นคงหลงใหลรอยยิ้มนี้ไปแล้ว แต่กลับผมที่รู้จักไมค์มานาน รู้ดีเลยว่าไมค์กำลังแกล้งผมและกำลังคิดทำอะไรแผลงๆ อยู่เป็นแน่


   “สวัสดีครับทุกคน” ไมค์พูดขึ้น ทักทายพนักงานที่นั่งอยู่


   “สวัสดีค่ะ คุณไมค์” เสียงสาวๆ หลายคนต่างพากันตอบอย่างพร้อมเพรียง คาดว่าคงเป็นการทักทายกันเป็นประจำทุกวัน


   “วันนี้ผมพาคนสำคัญของผมมาด้วย ยังไงฝากทุกคนดูแลเขาด้วยนะครับ” ไมค์ใช้มือข้างที่โอบเอวผมนั้น สะกิดที่เอวผมเบาๆ เป็นการส่งสัญญาณมาให้ ผมเลยยิ้มแล้วก็โค้งศีรษะให้กับทุกคนที่กำลังมองผมตาแป๋วด้วยความสนใจใคร่รู้


   “เรียกเธอว่าคีธก็ได้นะครับ เธอเป็นคนเข้ากับทุกคนได้ง่าย” ไมค์แนะนำผมให้กับทุกคนได้ทราบโดยถ้วนหน้า ไมค์จงใจแนะนำผมเป็นผู้หญิงจากสรรพนามและเปลี่ยนชื่อให้ผมเสียเรียบร้อย ผมพูดตอบใครไม่ได้เพราะน้ำเสียงของผมจะทำให้ทุกคนสงสัยได้ ผมจึงได้แต่ยิ้มรับและเออออตามที่ไมค์ว่า


   “ค่ะ” ทุกคนรับคำแล้วก็เริ่มก้มหน้าก้มตาทำงานกันต่อ


   “ไปกันเถอะ ที่รัก” ไมค์ตั้งใจเรียกผมว่าที่รักเสียงดัง เพื่อเป็นการประกาศปิดท้ายในความสัมพันธ์ที่หลอกลวงของเรา แล้วไมค์ก็พาผมเข้าห้องทำงานไป


   “เฮ้อ เกร็งแทบแย่” เข้าห้องมาได้ผมก็รีบนั่งลงที่โซฟารับแขกภายในห้องทันที


   “ขอบใจนายมากนะคี”


   “นายว่ามันจะได้ผลเหรอ ไมค์”


   “แน่นอน ต้องได้ผลอยู่แล้ว”


   “แต่เท่าที่ฉันเห็น พนักงานพวกนี้ก็ดูไม่ได้สนใจอะไรนายมากเลยไม่ใช่เหรอไง” ผมถามจากที่สังเกตเห็น


   “หึ คี นายยังไม่รู้อะไร สาวๆ พวกนี้ เขาหยั่งเชิงกันอยู่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อยู่กับฉันสองคน เธอจะแสดงออกมาให้ได้เห็นเลยทีเดียวล่ะ”


   “นายคิดไปเองหรือเปล่า”


   “คี นายก็รู้จักฉันดีนี่นา”


   “เออ ก็รู้ แต่ไม่เห็นสาวๆ เขาจะแสดงอะไรออกมาเลย ฉันก็เลยแค่แปลกใจก็เท่านั้น”


   “เดี๋ยวฉันจะพิสูจน์ให้นายได้เห็น” ไมค์พูดออกมาอย่างมั่นใจ


   “เอาสิ ฉันต้องหลบไปที่ไหนก่อนมั้ย”


   “ไม่ต้อง นายนั่งอยู่ที่นี่แหละ”


   “ได้เลย” ผมบอกพร้อมกับเอนตัวลงนอนแกล้งทำเป็นนอนหลับเพื่อรอดูการพิสูจน์อย่างที่ไมค์พูด


   “คุณวิคกี้ครับ” ไมค์เปิดเสียงของโทรศัพท์ภายในต่อออกไปด้านนอก


   “ค่ะ คุณไมค์”


   “ช่วยเตรียมขนมกับชามาให้คีธหน่อยครับ อ้อ ผมขอยาแก้ปวดหัวมาให้เธอด้วยครับ”


   “คุณคีธ ไม่สบายเหรอคะ” น้ำเสียงของปลายดูร้อนรน ออกอาการเป็นห่วงผม ผมลืมตาแล้วมองไปที่ไมค์ ถามโดยปราศจากคำพูดว่าไมค์แน่ใจเหรอว่าหญิงสาวคนนี้คิดอะไรกับไมค์จริงๆ


   “ผมก็ไม่แน่ใจ เห็นเธอบ่นว่าปวดหัว ผมเลยให้นอนพักก่อน”


   “ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันจะรีบเตรียมยาไปให้ค่ะ”


   “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า ไมค์” ผมลืมตาขึ้นถามไมค์ หลังจากไมค์วางสายลง


   “เถอะน่า เดี๋ยวนายรอดูผลได้เลย เพื่อน”



   ก๊อก ก๊อก....


   เสียงเคาะประตูดังขึ้น ไมค์ส่งสัญญาณให้ผมรู้ตัวว่าตอนนี้ต้องเริ่มตามแผนการณ์จับตัวร้าย เอ๊ย ไม่ใช่ครับ แผนการณ์พิสูจน์ของไมค์ต่างหากล่ะ ผมจึงรีบหลับตาลงทันที


   “เข้ามาได้” พอเห็นว่าผมหลับตา เดินตามแผนแล้ว ไมค์ก็รีบบอกผู้ที่เคาะประตูอยู่หน้าห้องทันที


   “นี่ค่ะ คุณไมค์ ยาที่สั่ง พร้อมกับน้ำชาและขนม” หญิงสาวเดินมาโต๊ะเล็กหน้าโซฟาที่ผมนอนอยู่พร้อมวางของว่างลงบนโต๊ะ ผมแอบลืมตามองเธอเล็กน้อยเพื่อสังเกตการณ์ โชคดีที่เธอไม่ได้สนใจผมเลยแม้แต่น้อย เธอหันข้างให้ผมแต่หันหน้าไปทางไมค์ตรงๆ ส่วนท่าทางคงไม่ต้องบอกครับ โค้งต่ำยิ่งกว่าอะไร ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ไมค์ยืนอยู่ตรงนี้ล่ะก็ คงเห็นทะลุไปถึงไส้ถึงพุงเลยล่ะครับ หน้าอกหน้าใจของเธอ ทะลักล้นออกมาไม่ปิดบังกันเลยแม้แต่น้อย ส่วนสายตาของไมค์แทบจะมองทะลุเพดานเลยล่ะครับ  ผมพอจะเริ่มเข้าใจเค้าลางจางๆ ของไมค์แล้วครับ


   “ขอบคุณครับ” ไมค์บอกขอบคุณเมื่อเห็นว่าเธอวางของที่เตรียมมาเรียบร้อย


   “เกือบลืมเลยค่ะ ฉันเตรียมน้ำเปล่ามาให้คุณคีธ เธอด้วยค่ะ เกรงว่าทานยาคู่กับน้ำชาอาจจะไม่เหมาะ” วิคกี้พูดจบแต่ก็ยังไม่ออกจากห้องไป ผมยังแอบมองดูท่าทีของเธอต่อไปเรื่อยๆ ครับ ว่าเธอตั้งใจจะทำอะไรต่อ


   “โอ้ ผมก็ลืมไปเลย ขอบคุณอีกครั้งครับ”


   “ไม่เป็นไรค่ะ แต่ถ้าหากคุณไมค์จะเปลี่ยนคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นล่ะก็ ฉันยินดีนะคะ” ไม่พูดเปล่า วิคกี้เดินตรงไปหาไมค์ สองแขนเรียวกลมคล้องคอไมค์ไม่ทันตั้งตัว ส่วนสะโพกก็บดเบียดกับส่วนล่างของไมค์แทบจะไม่มีอากาศเล็ดรอดไปได้ ผมเกือบจะหลุดขำออกมาเสียแล้ว ถ้าไมค์ไม่รีบถลึงตามองผมเสียก่อน


   “อย่าดีกว่าครับ แฟนผมยังนอนอยู่ที่นี่ ถ้าเธอตื่นขึ้นมาเห็นคงไม่เหมาะ” ไมค์พูดพลางปลดแขนของหญิงสาวลงจากคอ


   “วิคกี้ไม่สนนะคะ ต่อให้คุณไมค์จะมีแฟนหรือว่าไม่มี หรือว่าคุณไมค์เกรงใจแฟนเหรอคะ”


   “ผมไม่ชอบนอกใจแฟน”


   “จุ๊ๆ ไม่เป็นไรค่ะ วิคกี้ว่าการหลบซ่อนมันทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้นนะคะ”


   “ไม่ดีกว่าครับ”


   “ยังไงคืนนี้ วิคกี้อยากจะชวนคุณ...” หญิงสาวยังพูดไม่จบ ไมค์ก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน


   “ผมคิดว่าคุณวิคกี้ควรจะกลับไปทำงานได้แล้วนะครับ เข้ามาในนี้นานแล้วคนอื่นจะมองว่าไม่ดี”


   “คุณไมค์คะ” หญิงสาวพยายามเรียกด้วยเสียงวิงวอน


   “เชิญครับ” ไมค์ไม่พูดเฉยๆ เจ้าตัวเดินไปเปิดประตูห้องให้ด้วยตัวเอง ทำให้วิคกี้ต้องจำใจเดินออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


   “เฮ้อออ เข้าใจหรือยังคี” ไมค์ถอนหายใจยาวหลังจากปิดประตูลง


   “ฮ่าๆ เออ เข้าใจแล้ว เหนื่อยมั้ยไมค์ ท่าทางจะรับมือยากเอาการนะเนี่ย”


   “เออ แล้วไม่ใช่มีแค่คุณวิคกี้คนเดียวนะ ยังมีอีกหลายคนเลยล่ะ”


   “โอ้ นายนี่มันเสน่ห์แรงจริงๆ เพื่อน” ผมแซวไมค์อย่างอดไม่ได้


   “ตอนนี้ไม่อยากมีเสน่ห์เลยว่ะ”


   “คงไม่ทันแล้วล่ะไมค์ เสียใจด้วย” ผมลุกขึ้นมาตบไหล่มันด้วยเห็นใจที่หลอกลวง


   “ไม่ต้องมาแสดงความเสียใจให้ฉัน รู้หรอกน่าว่านายไม่ได้เห็นใจจริงๆ ฉันรู้จักนิสัยนายดีว่ะคี” ไมค์ปัดมือผมออกจากไหล่ด้วยความหมั่นไส้ในตัวผม


   “รู้ทันไปซะหมดเลยนะ”


   “เออ ฉันเกือบลืมไปเลย”


   “อะไร?”


   “ฉันยังไม่ได้ถ่ายรูปกับนายเลย”


   “หืม? ถ่ายรูป ไม่ต้องหรอก” พูดตามจริงผมไม่ค่อยชอบถ่ายรูปครับ แล้วยิ่งชุดที่ใส่วันนี้ ไหนจะหมวกไหมพรมบ้าอะไรนั่นอีก มันยิ่งทำให้หน้าของผมเหมือนผู้หญิงมากไปกว่าเดิม ยิ่งไม่อยากถ่ายรูปเลยครับ


   “ไม่เอา” ผมเดินหนีไมค์เพื่อจะกลับไปนั่งที่โซฟาเหมือนเดิม แต่ไมค์ก็จับแขนผมเอาไว้ได้ทัน


   “ถ่ายรูปหน่อยเถอะน่า วันนี้นายน่ารักสุดๆ ไปเลย”


   “ไม่!!” ผมข่มเสียงตอบคำว่า NO ด้วยเสียงต่ำให้รู้ว่าผมเริ่มจะไม่ชอบใจแล้ว


   “ไม่ได้ นายต้องถ่ายรูปกับฉันนะคี เราไม่มีรูปด้วยกันมานานแล้ว” ไมค์ก็ตอบมาด้วยคำพูดของผมเหมือนกันเพิ่มเติมคือคำอธิบายอีก


   “วันหลังเถอะไมค์” ผมพยายามยื่นข้อเสนออื่น


   “วันนี้นี่แหละ เหมาะสุดแล้ว ดูชุดที่ฉันตั้งใจให้นายใส่สิ มันน่ารักขนาดไหน”


   “ฉันไม่ชอบ”


   “ไม่ชอบได้ยังไง วันนี้นายเป็นคีธ แฟนของฉันนะ ตามใจแฟนคนนี้หน่อยสิ เพื่อน”


   “ไม่!! ได้ยินฉันพูดมั้ยว่าไม่” ผมยังยืนยันคำเดิม


   “แอนนา” อยู่ๆ ไมค์ก็พูดถึงแอนนาขึ้นมา


   “แอนนา? ทำไม?”


   “ตามใจฉัน” ผมถึงกับบางอ้อ เรื่องที่ผมอยากรู้ ไมค์เลยฉวยเอาแอนนามาขู่ผม


   “เอออออ ก็ได้ รูปเดียวพอนะ”


   “ครับผม” ไมค์รีบรับคำ ชายหนุ่มนั่งลงบนโต๊ะทำงานใหญ่ของตัวเอง แล้วดึงตัวผมเข้าไปใกล้ แขนซ้ายของไมค์โอบไหล่ผมไว้ มืออีกข้างของไมค์ยื่นออกไปเพื่อกดชัตเตอร์บนโทรศัพท์ของตัวเอง


   “จะถ่ายหรือยัง” ไมค์หันมุมกล้องไปมาสักพักจนผมอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา


   “ได้แล้วๆ เอาละนะ มองกล้องทางนี้ๆ คีมองกล้อง วัน ทู ทรี” เสียงแชะของกล้องรัวขึ้นทันที ผมเสียรู้ไมค์เข้าให้แล้ว ลืมไปว่าโทรศัพท์สมัยนี้ สามารถถ่ายรัวชัตเตอร์ได้ภายในเสี้ยววินาที


   “เสร็จยัง?”


   “เรียบร้อย เดี๋ยวฉันโพสต์อวดแฟนลงเฟสเลยละกัน”


   “เออ จะทำไรก็ทำ แล้วนี่ฉันกลับได้ยัง”


   “เดี๋ยวสิ นายนั่งเล่นไปก่อน ฉันขอทำงานก่อน แล้วมื้อเที่ยงจะพาเลี้ยงข้าว”


   “ได้ แล้วอย่าลืมเรื่องแอนนาด้วยล่ะ”


   “ตกลง”


   ผมนั่งรอไมค์ทำงานจนถึงเวลาเที่ยง ไมค์ไม่ต้องรอให้ผมทักขึ้น เจ้าตัวก็ปิดโน้ตบุคแล้วรีบเดินมาหาผม


   “เรียบร้อย?” ผมเอ่ยถามไมค์เมื่อเห็นเจ้าตัวหยุดยืนที่หน้าผม


   “ใช่ ไปกันเถอะ เดี๋ยวนายจะโมโหหิวเสียก่อน”


   “ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย” ผมหรี่ตามองไมค์ที่โดนใส่ร้าย


   “จริงเหรอ เห็นบ่นเป็นหมีกินผึ้งตลอดเวลาที่หิว”


   “จำได้ด้วย”


   “แน่นอน เรื่องของนายฉันจำได้เสมอ”


   “ไมค์ นายชอบพูดจาสองแง่สองง่ามอยู่เสมอเลยนะ คนอื่นได้ยินจะเข้าใจพวกเราผิด” ไมค์ชอบพูดจาแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลด้วยกันแล้วล่ะครับ เจ้าตัวเคยบอกว่าผมเหมาะที่จะถูกรัก ถูกพูดจาเอาใจใส่แบบนี้มากกว่าไปรักคนอื่น


   “คนอื่นจะเข้าใจผิดก็ช่างเค้าสิ แค่ฉันกับนายรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็พอแล้ว ใช่มั้ย?”


   “คงงั้นมั้ง ไปกันเถอะ ฉันเริ่มจะหิวขึ้นมาแล้ว”



   ไมค์พาผมไปร้านอาหารใกล้บริษัท ร้านเล็กๆ ไม่ใหญ่เกินไปนัก แต่ทว่าเมื่อเดินเข้าไปข้างในก็เจอกับการตกแต่งของร้านสไตล์วินเทจที่ตกแต่งได้อย่างสวยงาม ซ้ำเมื่อสั่งอาหารมาทานก็พบว่ารสชาติอร่อยไม่แพ้กับความสวยงามของร้านเลย


   “เป็นไง อาหารร้านนี้ ร้านโปรดของฉันเลยนะ” ไมค์พูดอวดเมื่อเห็นผมทานอาหารมื้อนี้หมดเกลี้ยง


   “อร่อยมากเลย นายหาร้านนี้เจอได้ยังไง”


   “เรียกว่าความบังเอิญดีกว่า วันนั้นฉันออกมาจากบริษัทมาหาอะไรกิน แล้วเผอิญเห็นร้านนี้ตกแต่งน่านั่งดีก็เลยลองเข้ามาดู แต่โชคดีเกินคาดอาหารดันอร่อย หลังจากนั้นฉันก็เลยมาที่นี่เป็นประจำเลยล่ะ”


   “งั้นต่อไปนายก็พาฉันมากินที่ร้านนี้บ่อยๆ ล่ะ”


   “ได้เลย ไม่มีปัญหา”


   “แล้วนายจะเล่าเรื่องแอนนาได้หรือยัง” ผมเปิดประเด็นเรื่องที่อยากรู้ที่สุดในตอนนี้


   “จะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ”


   “ตรงไหนก็ได้ เล่ามาเถอะ”


   “ตกลง งั้นก็หลังจากที่เลิกกับเดฟก็แล้วกัน” ไมค์หมายถึงเดวิด ผมรู้จักชื่อนี้เพียงเท่านี้ครับ คงจะบอกคุณมากไปกว่านี้ไม่ได้ ต้องรอฟังจากไมค์เองก็แล้วกัน


   “อืม พูดมา”


   “แอนน์คบกับเดฟได้เพียงไม่นานก็เลิกกัน คงจะเลิกกันหลังจากที่นายไปอยู่เมืองไทยสักปีหนึ่งได้ล่ะมั้ง” ไมค์พูดเสร็จก็ยกน้ำขึ้นมาดื่มอีกอีกใหญ่


   “ทำไมเลิก?”


   “แอนน์บอกฉันว่าเดฟนอกใจ นายก็รู้แอนน์รับเรื่องพวกนี้ไม่ได้”


   “ก็ใช่ แล้วตอนนี้ แอนน์เป็นไงบ้าง”


   “ก็คงสบายดี แอนน์อยากติดต่อนาย ขอโทษนาย แล้วก็อยากเจอเคลลี่”


   “ติดต่อฉัน? เนี่ยนะ เพื่ออะไร ถ้าจะขอโทษฉัน ไม่จำเป็นหรอก ฉันลืมมันไปหมดแล้ว ส่วนเคลลี่ แอนน์สามารถไปหาเคลลี่ที่บ้านฉันได้ตลอดอยู่แล้วนี่”


   “ฉันรู้ว่านายรู้สึกยังไง ฉันเลยบอกแอนน์ไปแบบนั้นเหมือนกัน”


   “แล้วแอนน์ว่าไง”


   “แอนน์ก็ยังอยากจะเจอนายอยู่ดี ฉันคิดว่านายน่าจะไปเจอเธอสักหน่อย”


   “ฉันคิดว่าไม่เจอจะดีกว่า” ผมนิ่งคิดอยู่นานกว่าจะตอบไมค์ออกไป


   “นายยังลืมแอนน์ไม่ได้ใช่มั้ย”


   “ฉันลืมแอนน์ได้แล้ว”


   “จริงเหรอเพื่อน”


   “นายไม่เชื่อฉันเหรอไมค์”


   “ถ้านายลืมแอนน์ได้จริง ทำไมนายไม่กล้าไปพบแอนน์ล่ะ”


   “ฉันแค่คิดว่าฉันกับแอนน์ไม่มีความจำเป็นต้องพูดคุยอะไรกันอีก มันจบไปแล้วไมค์”








   





ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter


“คี...” แอนน์เรียกผมเสียงไม่ดังนักในวันหนึ่งที่เรานัดกันออกไปเที่ยว


   “ว่าไง แอนน์” แต่ถึงเธอจะไม่เรียกผมเลย ผมก็รู้ครับว่าแอนน์จะยืนรอผมที่ตรงไหน


   “ฉันมีเรื่องจะบอกเธอ” แอนน์เอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงที่แผ่วเบากว่าเดิม สีหน้าของแอนน์ดูไม่ค่อยสบายใจ


   “อื้ม ว่ามาเลยแอนน์” ถึงผมจะอยากรู้แค่ไหนก็ต้องเก็บอาการเอาไว้เผื่อว่าแอนน์อยากจะทำอะไรให้ผมประหลาดใจ


   “ฉัน... ฉัน..”


   “ว่าไงฉันรอฟังอยู่” ผมเริ่มทนไม่ไหวจึงเร่งเร้าเธอออกไป


   “ฉันคิดว่าฉันท้อง”


   “จริงเหรอ โอ้ย!! วิเศษมากเลย ลูกของเรา ฉันดีใจมากเลยแอนน์” ผมอุ้มแอนน์จนตัวลอยด้วยความดีใจที่มากเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้


   “ดะ เดี๋ยวก่อน วางฉันเลยลงก่อน ฉันเวียนหัว” แอนน์บอก ผมเลยรีบวางเธอลง


   “ขอโทษที ฉันลืมไป”


   “ไม่เป็นไร แต่ฉันคิดว่าเราไม่ควรเก็บลูกคนนี้ไว้หรอก”


   “ทำไมล่ะ ทำไมกัน เธอไม่ดีใจเหรอที่เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน”


   “คี เธอไม่เข้าใจเหรอว่าเราทั้งคู่ยังเด็กอยู่ ”


   “เธอกังวลอะไรเหรอ” แอนน์กำลังเครียด ผมเข้าใจเธอ ผู้หญิงที่ต้องแบกรับเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตเอาไว้แบบนี้ เธอคงสับสนและไม่มั่นใจอะไรหลายต่อหลายอย่าง


   “ฉันคิดว่าฉันยังไม่พร้อม แล้วอีกอย่างฉันจะบอกพ่อกับแม่ว่ายังไง”


   “เธอกังวลเรื่องนั้นเองเหรอ ฉันจัดการให้ได้นะ ฉันจะไปขอเธอกับพ่อแม่ของเธอเอง เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะแอนน์” ผมพยายามปลอบแอนน์ ให้กำลังใจแอนน์


   “ฉันขอบใจเธอมากนะคี แต่เราทั้งคู่ก็ยังเรียนไม่จบ พวกเราจะเลี้ยงลูกของเราให้ดีได้อย่างไร ถ้าพ่อแม่ยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี”


   “แอนน์ ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องห่วงอะไรเลย แค่เชื่อฉัน เชื่อใจฉันก็พอ” ผมอยากให้เธอไว้ใจผม เชื่อใจผมเพื่อให้เราก้าวผ่านไปให้ได้


   “เรายังเด็กเกินไป” แต่แอนน์ก็ยังไม่ยินดีกับเรื่องนี้อยู่ดี


   “แอนน์ เธอรู้ใช่มั้ยว่าฉันสามารถดูแลเธอได้” ผมดึงมือของแอนน์มากุมเอาไว้ มือของเธอเย็นเฉียบ เธอกำลังกลัวอนาคต


   “.....” แอนน์ไม่ตอบ แต่เธอพยักหน้าเบาๆ เธอรู้ว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ได้สร้างฝันให้เธอเกินจริงเลย


   “ไม่ต้องกังวลนะ ถ้าเธออยากเรียนต่อ หลังคลอดแล้ว เธอก็กลับไปเรียนต่อได้แน่นอน เรื่องลูกของเรา แม่ของฉันยินดีที่จะดูแลแน่นอน”


   “เธอรู้ได้ไงว่าคุณน้าจะยอมเลี้ยงลูกของเรา”


   “แม่รักฉัน แล้วแม่ก็รักเธอ เขาย่อมต้องรักลูกของเราแน่นอน” ผมพูดอย่างมั่นใจ


   “ตกลง ฉันจะคลอดเด็กคนนี้”


   “เย่! ฉันดีใจที่สุด ลูกของเราเหมือนเป็นของขวัญในวันเกิดของฉันปีนี้เลย แอนน์ เธอทำให้ฉันมีความสุขมาก ฉันรักเธอ” ผมดึงเธอเข้ามากอดด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมี


“ฉันก็รักเธอเช่นกัน”


“Hey! Hey! Key!” เสียงเรียกพร้อมเขย่าแขนผมของไมค์ทำให้ผมหลุดจากอดีตในช่วงเวลานั้น











“หะ? ว่าไง”


“นายเป็นอะไรไป ฉันเรียกตั้งนาน คิดอะไรอยู่อีก หรือว่ากังวลเรื่องแอนน์”


“เปล่าสักหน่อย” ผมโกหกไมค์ออกไป


“อย่าโกหกฉันน่าคี ฉันรู้จักนายดี” แต่ไมค์ก็รู้จักผมดีอย่างที่เจ้าตัวพูดจริงๆ


“อืม คิดเรื่องแอนน์น่ะ”


“เรื่องอะไรล่ะ”


“ตอนที่ฉันรู้ว่าแอนน์ท้อง”


“นึกถึงตอนนั้น ตอนที่นายมาบอกฉันว่านายกับแอนน์กำลังจะมีลูกด้วยกัน ฉันโคตรทึ่งเลยว่ะ”


“ทึ่งอะไร? ทึ่งที่ฉันเก่งกว่านาย ทำลูกได้ใช่มั้ย”


“ไม่ใช่สักหน่อย ฉันทึ่งที่นายดูแน่วแน่จริงจังเรื่องของแอนน์และลูกมากๆ ยังไงล่ะ”


“ใช่ ฉันจริงจังกับแอนน์มาก พอสุดท้ายก็เลยต้องเป็นแบบนี้”


“ไม่เอาน่า อดีตก็คืออดีต ตอนนี้นายก็มีพี่ชายที่รอเลื่อนขั้นความสัมพันธ์อยู่แล้วไม่ใช่เหรอไง”


“อดีตที่มันแย่ บางทีมันลืมยาก”


“มีใครบ้างที่อยากจะจดจำอดีตที่ไม่น่าจำกันล่ะ แต่นายเลือกที่จะลืมได้มั้ยล่ะ ถ้าไม่ได้ก็จงจำแล้วเอามาใส่ใจ ทำเรื่องใหม่ๆ ให้มันดีกว่าเดิมสิ”


“ไปจำคำพูดใครมา” ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างไมค์จะมีมุมจริงจังพูดอะไรดูได้เรื่องได้ราวกับเขาด้วย


“ไอ้บ้า นี่พูดมาจากใจให้เพื่อนเลยนะ เออจริงสิ ว่าแต่ว่า นายจะบอกเคลลี่มั้ยว่าพ่อที่เรียกทุกวันนี้น่ะคือปู่”


“ฉันยังไม่รู้”


“ไม่รู้อะไร”


“ไม่รู้ว่าควรจะบอกหรือปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ต่อไปดี เพราะที่เป็นอยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”


“ทำไมกัน เคลลี่ควรจะรู้ความจริงนะ”


“ถ้าอะไรที่จะทำให้เคลลี่ดีใจหรือมีความสุข ฉันก็คงเลือกอย่างนั้นแหละ เรื่องของอนาคต ยังไม่คิดเว้ย” ผมพูดปัดเพื่อที่จะเปลี่ยนเรื่อง


“ตามใจ ยังไงในกฎหมายนายก็คือพ่อที่แท้จริงอยู่แล้ว อีกอย่างฉันก็เป็นพ่อทูลหัวเสียด้วย ยังไงเคลลี่ก็ต้องมีความสุขอยู่แล้ว”


“เออ หลงตัวเองชะมัด”


“อะไรกัน พูดความจริงต่างหาก พ่อทูลหัวออกจะหล่อและรวยขนาดนี้”


“พอๆ เลิกพูดเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวนายจะกลับไปทำงานต่อใช่มั้ย งั้นฉันกลับบ้านก่อนละกัน มีอะไรก็โทรมา”


“ได้ เรื่องวันนี้ขอบใจนายมาก”


“ไม่เป็นไร ฉันจำใจว่ะ”


“เถอะน่า ยังไงก็ต้องขอบใจอยู่ดี แล้วเรื่องแอนน์?”


“ถ้าแอนน์ติดต่อมาหานายอีกก็บอกเธอไปเลยว่าฉันไม่สะดวก ถ้าเธออยากเจอเคลลี่ เธอมีสิทธิ์มาหาได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าอยากเจอฉัน ฉันขอปฏิเสธ เรื่องระหว่างฉันกับแอนน์มันจบไปแล้ว หวังว่าแอนน์คงเข้าใจและไม่พยายามเซ้าซี้จะมาเจอฉัน”


“ได้ ถ้าแอนน์ติดต่อมาฉันจะบอกเธอไปแบบนั้น”


“ฉันไปละ”


“กลับบ้านดีๆ ล่ะ ฉันเป็นห่วง”


“เป็นห่วงอะไร กลางวันแสกๆ แสงจ้าขนาดนี้”


“เป็นห่วงแฟนไง ฮ่าฮ่า”


“ไอ้บ้า” ผมผลักหัวไมค์ไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะยกมือลาแล้วเดินออกจากร้าน



เคลลี่ เจ้าเด็กดื้อที่ผมรักและเอ็นดูอยู่นั้น ก็คงเป็นอย่างที่ทุกคนรู้แล้วว่าแท้จริงแล้วคือลูกชายของผมเอง เคลลี่มีชื่อจริงๆ ว่า Kelly Kirin.Jr พ่อของผมเป็นคนตั้ง กลัวเจ้าเด็กดื้อจะไม่รู้จักพ่อของตัวเองเลยใส่ชื่อ       คีรินทร์ จูเนียร์เอาไว้เป็นชื่อกลางเสียเลย



แอนน์ท้องในช่วงที่เราทั้งคู่ยังเรียนอยู่ปีที่สุดท้ายแล้วครับ ผมกับแอนน์ไม่ได้ลาออกจากโรงเรียน ผมยังไปเรียนเหมือนเดิม แต่แอนน์ดรอปเรียนของเทอมนี้ไป ครอบครัวของเราทั้งคู่อนุญาตให้แต่งงานกันได้ แต่เพราะผมกับแอนน์อายุยังไม่ถึงสิบแปด ทางครอบครัวของเราจึงรอให้เรานั้นครบสิบแปดปีบริบูรณ์แล้วจึงค่อยแต่งงานกันดีกว่า




ในช่วงระหว่างนั้นแอนน์ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านผมเรียบร้อยแล้ว เพราะอย่างที่รู้กัน แม่ผมทำงานอยู่ที่บ้านทั้งวัน จึงเหมาะสมมากที่จะดูแลใกล้ชิดคนท้องได้สะดวก ปลายปีนั้นเอง เดือนธันวาคม เด็กน้อยอย่างเคลลี่ก็ลืมตามาพบกับโลกที่โหดร้ายแต่ห้อมล้อมไปด้วยความรักของครอบครัวที่ล้นเหลือ



   แอนน์ชอบออกไปเดินข้างนอกบ่อยๆ ครั้งละนานๆ แม่บอกผมแบบนั้น แม่เป็นห่วงแอนน์เพราะแอนน์กำลังท้อง หลายครั้งที่แม่ผมขอไปข้างนอกกับแอนน์แต่ถูกแอนน์ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าแอนน์ดูแลตัวเองได้ แอนน์เคารพแม่ของผมอยู่เสมอ แม่เลยเข้าใจว่าเธอคงเกรงใจ แม่บอกผมแบบนั้น และผมเองก็คิดว่าแอนน์คงเบื่อที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน



   แต่วันหนึ่งผมกับแม่ก็รู้ว่าเราเข้าใจผิด สามเดือนหลังจากแอนน์คลอดเคลลี่ วันที่ผมกลับมาจากโรงเรียนนั้น ผมก็พบกับความว่างเปล่าของแอนน์ มันทำผมแปลกใจ


   “แม่ครับ แอนน์ล่ะ” ผมเดินลงมาจากห้องนอนชั้นสอง หลังจากที่ไม่เห็นแอนน์บนห้อง


   “แอนน์น่ะเหรอคะ ออกไปข้างนอกค่ะ บอกว่าขอไปทำธุระสักหน่อย” แม่เพิ่งกล่อมเคลลี่ให้หลับเสร็จพอดี แม่จึงพาผมออกมาจากห้องนอนของเคลลี่ เพราะกลัวว่าเด็กน้อยจะตื่นขึ้นมาอีกรอบเสียก่อน


   “ธุระเหรอครับ? แล้วแอนน์ไปนานหรือยังครับ”


   “อืม น่าจะสักช่วงเที่ยงๆ นะคะ คีมีอะไรหรือเปล่าคะ”


   “แปลกน่ะครับ ผมรู้สึกแปลกๆ”


   “แปลกยังไงคะ”


   “ผมคิดว่าแอนน์น่าจะกำลังปิดบังอะไรผมอยู่”


   “คีคิดมากไปหรือเปล่าคะ ผู้หญิงหลังคลอดก็มีอาการวิตกกังวลนะคะ”


   “ไม่ใช่แบบนั้นครับแม่ คือแอนน์แปลกไป พูดตรงๆ เลยนะครับ แอนน์น่าจะกำลังมีคนอื่น”


   “หืม ทำไมถึงคิดแบบนั้นคะ คี” เสียงของแม่ดูตกใจที่ผมพูดออกไปแบบนั้น


   “ผมก็บอกไม่ถูก แต่ผมว่าสิ่งที่ผมกำลังคิดนั้นใช่”


   “อุ้ย แม่เกือบลืมเลยล่ะค่ะ แอนน์ฝากนี่ให้ลูก” แม่มองหน้าผมนิ่งๆ แม่กำลังเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าผมไม่ได้คิดอะไรแปลกประหลาดไปเอง แม่ลุกขึ้นไปหยิบซองอะไรบางอย่างในลิ้นชักมาให้ผม


   “นี่ค่ะ บางทีสิ่งนี้คงจะบอกคีได้”


   “ขอบคุณครับ” ผมรับซองนั้น ผมเหมือนจะเข้าใจได้ดีแม้ไม่ต้องเปิดกระดาษข้างในอ่าน ทั้งที่อยากทำแบบนั้น แต่ผมก็อยากให้ทุกอย่างชัดเจนจึงแกะซองนั้นเพื่ออ่านข้อความข้างในนั้น


   “ว่ายังไงคะ ใช่อย่างที่คีคิดหรือเปล่า” แม่ถามผมหลังจากที่ผมอ่านจบ


   “แม่ลองอ่านดูสิครับ” ผมยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้แม่


   “คี โถลูก โอเคมั้ยคะ”


   “ผมคิดว่าตอนนี้ผมยังไม่โอเคเท่าไหร่ ขอผมอยู่คนเดียวสักพักนะครับแม่ ผมอยากจะฝากแม่ดูเคลลี่ได้มั้ยครับ”


   “ไม่ต้องห่วงเรื่องเคลลี่หรอกค่ะ แม่เต็มใจดูแลเด็กอ้วน นอนเก่ง กินเก่งอยู่แล้ว แต่ตอนนี้แม่เป็นห่วงคีมากกว่าค่ะ ยังไงคีก็ยังมีพ่อ มีแม่แล้ว ที่สำคัญ มีเคลลี่นะคะ” แม่เดินเข้ามากอดผมนิ่งๆ แม่รู้ว่าผมไม่ชอบให้โอ๋ผมจนเกินไป แม่จึงทำได้เพียงเท่านี้เป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ ผม


   “ขอบคุณครับ ผมขอตัวขึ้นไปบนห้องก่อน” ผมหอมแก้มแม่แล้วก็เดินขึ้นไปยังห้องนอนตัวเอง


   “คี” แม่ผมเรียกระหว่างที่ผมกำลังเดินขึ้นบันได


   “ครับแม่?” ผมชะงักก่อนจะหันกลับไปตามเสียงแม่ที่เรียก


   “แม่กับพ่อ รักคีนะคะ”


   “ผมก็เหมือนกันครับ”




   ผมปิดประตูห้องนอน แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงที่ผมกับแอนน์ใช้นอนร่วมกัน พื้นที่บนเตียงที่แอนน์เคยนอน ตอนนี้กลับว่างเปล่า น้ำตาเม็ดแล้วเม็ดเล่าไหลออกจากดวงตาของผม ผมนอนร้องไห้อยู่แบบนั้น ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ยังไม่หยุดไหลออกมา ผมเสียใจ



ผมกำลังอกหักจากผู้หญิงที่ผมรักมาก


ผมกำลังอกหักจากความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผมมอบให้เธอ



ผมกำลังอกหักจากคำบอกรักที่เราเคยมอบให้กัน


ผมอกหัก



ข้อความในกระดาษแผ่นนั้น แอนน์ขอโทษผมที่ไม่สามารถอยู่กับผมและเคลลี่ได้อีกต่อไป เธอฝากขอโทษพ่อกับแม่ของผมด้วย เธอบอกว่าเธอยังไม่พร้อมจริงๆ ที่จะใช้ชีวิตอย่างแม่คนและเลี้ยงดูลูกอีกหนึ่งคน เธอยังอยากใช้ชีวิตของวัยรุ่นให้คุ้มค่า เธอยังอยากไปเที่ยว ช้อปปิ้ง เรียนหนังสือในสิ่งที่เธออยากเรียน หรืออยากทำอะไรโดยที่ไม่ต้องมีห่วงหรือพะวงเรื่องลูก



ผมคิดว่าผมเข้าใจเธอนะ เรื่องครอบครัว เป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อยกับวัยอย่างเรา ความรับผิดชอบมากมายที่เราต้องแบกไว้อีก มันอาจจะดูหนักหนากว่าเด็กวัยนี้จะรับไว้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่แอนน์เลือกที่จะไม่ทำมากกว่า ไม่เป็นไร ผมขอทำใจและยอมรับกับเรื่องนี้สักพัก


ผมหวังเอาไว้แบบนั้นนะ



แต่ผมก็ทำไม่ได้ ผมยังคิดถึงแอนน์อยู่ตลอดเวลา ผมยังรักแอนน์ ผมเฝ้าพยายามมองหาแอนน์ในทุกๆ ครั้งที่ผมไปข้างนอก ผมไปหาพ่อแม่ของแอนน์ ผมไปขอร้องให้เขาทั้งคู่บอกว่าแอนน์อยู่ที่ไหน แต่พวกเขาก็ส่ายหน้าไม่บอกอะไรผมเลย ผมไม่รู้ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าแอนน์อยู่ที่ไหน หรือไม่อยากบอกผมกันแน่ ผมได้แต่ผิดหวัง เดินคอตกกลับมาทุกครั้งหลังจากกลับมาจากบ้านแอนน์



   ผมรอแอนน์ รอว่าเธอจะกลับมาหาผมกับเคลลี่เมื่อไหร่ วันไหน ผมหวังให้ไม่เช้าวันใดวันหนึ่งเมื่อผมเปิดประตูออกไปจะเจอแอนน์ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตู ขอโทษผม ผมจะบอกเธอว่าผมไม่โกรธ ผมให้อภัยเธอ ขอแค่เธอกลับมาหาผมก็พอ ถึงเธอจะไม่รักผมก็ได้ แต่ขอให้เธออยู่กับผมก็ได้




   ผมรักคุณ แอนนา



-------------

ขออภัยที่หายไปนานนะคะ ภารกิจอันโหดร้ายทำให้ไม่ได้แต่งต่อเลยค่ะ ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ
หวังว่าคงยังไม่ลืมกันไปก่อนนะคะ อาจจะมาอัพได้อีกทีคือหลัง มค ปีหน้าเลย T-T อย่าเพิ่งงอนกันนะคะ


ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
นี่คืออะไร แล้วคีลืมยัยแอนได้แล้วหรือยัง อย่าทำให้พี่เมฆต้องเจ็บและต้องรอนานไปกว่านี้เลน

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
นี่สินะคือเรื่องที่ทำให้คีย์ไปอยู่ไทยแล้วเจอเนื้อคู่ อิอิ
พี่เมฆก็น่าจะรู้เรื่องนี้รึเปล่าถึงรอให้คีย์เปิดใจรับรักใหม่ได้ เคลลี่น้อยคิดอยู่แล้วว่า พ่อแม่ไม่น่ามีลูกเล็กขนาดนี้ได้ ที่แท้เป็นหลานปู่หลานย่านี่เอง อย่างนี้คีย์กับพี่เมฆก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผู้สืบทอดแล้วล่ะนะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26
อ่านรวดเดียว ตอนล่าสุดสตั๊นเบา ๆ อืนู๋คี ลืมแอนนาได้ยัง

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

ภูเขาลูกที่ 15


   “Key! Key!” เสียงเล็กๆ ของเด็กที่ไหนไม่รู้เรียกผมพร้อมสัมผัสที่กำลังเขย่ามือของผมอยู่ ผมลืมตาขึ้น รับรู้ได้ถึงคราบรอยน้ำตา ผมไม่ได้ฝันเรื่องของแอนน์มาแบบนี้สักพักแล้ว คงเป็นเพราะวันนี้ผมได้รับรู้เรื่องของแอนน์จากไมค์


   “Key! Hey!” เสียงเล็กๆ ที่ผมรู้แล้วเป็นเสียงของเด็กที่ไหน เคลลี่เรียกผมอีกครั้ง ท่าทางเจ้าตัวคงหงุดหงิดไม่น้อยที่ผมยังเงียบ ไร้การตอบรับ ผมหันไปมองเคลลี่ที่เกาะยืนอยู่ข้างเตียงและยังเขย่ามือไม่หยุด


   “ครับ? มีอะไรเด็กดื้อ”


   “I’m Hungry”


   “พูดไทยสิครับ หิวเหรอ”


   “ใช่ หิว” ผมหันไปดูนาฬิกา หกโมงเย็นแล้ว แปลก ทำไมเคลลี่ยังไม่ได้ทานข้าว แม่ผมไปไหน แต่แล้วผมก็เอะใจ เฮ้ย เคลลี่ขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง นี่มันชั้นสองนะ อย่าบอกนะว่าเจ้าตัวคลานขึ้นบันไดมาเอง


   “แม่ล่ะครับ?”


   “นอน”


   “แล้วขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง แม่ไม่ได้อุ้มขึ้นมาเหรอ” ผมถามเคลลี่กลับไป แต่ดูท่าทางเจ้าตัวจะไม่ค่อยเข้าคำถามที่เป็นภาษาไทย ผมจึงเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าตัวคงจะเข้าใจเพราะตอบผมมาสั้นๆ ว่า เปล่า โอย เคลลี่จะทำผมหัวใจวายตายใช่มั้ยเนี่ย ดีนะที่ไม่ได้ตกบันไดไป ไม่เอาละ ครั้งหน้าผมจะต้องดูแลเจ้าเด็กจอมดื้อให้มากกว่านี้


   “หิว” เคลลี่พูดขึ้นมาอีกครั้ง เด็กน้อยคงหิวจริงจังแน่แล้ว


   “ครับ เดี๋ยวพี่พาไปหาอะไรกินนะ ไปกันครับ” ผมลุกขึ้นนั่งแล้วอ้าแขนรับเด็กน้อยแขนแน่นขึ้นมาอุ้มก่อนจะพาลงไปข้างล่าง



   ผมเดินลงไปชั้นล่างแต่ไม่เห็นแม่ ผมเลยถามเคลลี่ไปอีกครั้ง ปรากฎว่าเคลลี่ชี้มือไปทางห้องนอนของแม่ สงสัยแม่จะหลับอยู่ แต่ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเสียเลย ปกติแม่ไม่นอนเวลานี้แล้วอีกอย่างแม่ไม่น่าเผลอหลับ แล้วปล่อยเคลลี่ทิ้งไว้คนเดียว ผมคิดอยู่ไม่นานแต่ตัวเล็กก็ดึงแก้มผมเพื่อเรียกสติ ผมเลยพาเคลลี่ไปนั่งที่โต๊ะทานข้าวก่อน



   มื้อเย็นของเคลลี่เป็นไปอย่างเรียบง่ายและรวดเร็วที่สุด โชคดีว่ายังมีโจ๊กที่แม่ทำทิ้งไว้ ผมเลยอุ่นเสียหน่อย ผมโล่งใจที่เคลลี่ไม่ร้องไห้โวยวายเพราะผมจะรับมือได้ยากทีเดียว เคลลี่ไม่ค่อยร้องไห้เวลาอยู่กับผมหรอกครับ แม่เคยบอกว่าสงสัยจิตใจพ่อลูกคงสื่อกันได้มั้ง เคลลี่เลยมักจะทำตัวเป็นเด็กว่าง่ายเสมอ



   “ไปหาแม่กันมั้ยครับ” ผมถามเคลลี่หลังจากที่เจ้าตัวดื่มนมหมดกล่อง


   “ไปๆ” เคลลี่ชูมือให้ผมอุ้ม แล้วมีหรือที่ผมจะปฏิเสธ


   “แม่ครับ แม่” ผมเคาะประตูห้องนอนของแม่ แต่ไม่มีเสียงตอบรับผมเลยถือวิสาสะเปิดเข้าไปเอง แม่นอนหลับอยู่บนเตียงนอน แม่นอนนิ่งเสียจนผมใจไม่ดี


   “แม่ครับ แม่” ผมเรียกแม่อีกครั้ง คราวนี้เหมือนแม่จะรู้สึกตัวแล้ว ทำให้ผมถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ


   “คะ คี อ้าว เคลลี่ อุ้ยตายแล้ว แม่เผลอหลับไปค่ะ เคลลี่คงหิวแล้วแน่ๆ เดี๋ยวแม่ไปหาอะไรให้เคลลี่ทานก่อนนะคะ” แม่เตรียมจะลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความร้อนรน แต่ผมกดไหล่แม่ให้นอนต่อ


   “เคลลี่ทานเรียบร้อยแล้วล่ะครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง แต่แม่เถอะครับเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่สบายหรือเปล่าครับ ขอโทษนะครับ” ผมวางเคลลี่ลงบนเตียงแล้วยกมือไปสัมผัสที่หน้าผากของแม่แต่ก็ไม่รู้สึกถึงความร้อนใดๆ


   “ขอบใจค่ะคี แม่ไม่ได้ป่วยหรอกค่ะ แค่ง่วงนิดหน่อย สงสัยเมื่อคืนจะเขียนหนังสือดึกไปหน่อย”


   “พักผ่อนเยอะๆ นะครับแม่ อย่าหักโหมเกินไปเลย แล้วคีลงมาไม่เห็นพี่เลี้ยง เขาไปไหนเหรอครับ”


   “อ่อ แม่ให้เขากลับไปตั้งแต่ห้าโมงแล้วน่ะค่ะ เขาบอกว่ามีธุระ”


   “ครับ แล้วแม่จะนอนต่อหรือทานอะไรมั้ยครับ”


   “แม่นอนต่ออีกนิดดีกว่าค่ะ เดี๋ยวแม่ค่อยรอทานพร้อมพ่อแล้วกัน”


   “ได้ครับ งั้นเดี๋ยวคีพาเคลลี่ออกไปเล่นข้างนอก”


   “ค่ะ คี”


   “ถ้าแม่รู้สึกไม่สบายหรือมีอะไรก็บอกคีนะครับ” ผมโน้มตัวเข้าไปกอดแม่แล้วลูบหลังเธอเบาๆ


   “โธ่ ทำอย่างกับแม่เป็นเด็กอย่างนั้น”


   “คีรักแม่นะครับ”


   “ค่ะ แม่ก็รักคี” ผมหอมแก้มแม่แล้วจึงอุ้มเคลลี่ออกไปจากห้อง



   ผมกำลังนั่งดูทีวีอยู่เพลินๆ อยู่บนโซฟา ก็รู้สึกถึงอ้อมกอดที่มาจากด้านหลัง เกือบจะตกใจครับ แค่เกือบ แต่นึกขึ้นได้ว่าคนที่ทำแบบนี้มีอยู่คนเดียว


   “เฮ้ย! พ่อ” ผมหันไปโวยวายพร้อมสะบัดตัวออกจากพ่อ


   “อะไรวะ ไอ้ตี๋ พ่อขอกอดนิดๆ หน่อยๆ ทำเป็นหวงตัวทีคนอื่นล่ะยอมให้เขากอด” พ่อทำเสียงน้อยอกน้อยใจเสียเต็มประดาแล้วก็เข้ามานั่งที่โซฟาข้างๆ กันกับผม


   “มันเหมือนกันซะที่ไหนล่ะ กอดจากพ่อกับกอดจากคนอื่นน่ะ”


   “เออ ใช่สิ กูมันไม่ได้สดใสซาบซ่าเหมือนหนุ่มๆ นี่”


   “ใช่แล้ว แก่ขนาดนี้จะเหมือนได้ไง”


   “ไอ้ตี๋!!” พ่อเสียงดังขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่มาก คงเกรงว่าแม่จะได้ยินที่พูดจาไม่เพราะ


   “ครับคุณพ่อสุดที่รักของคี”


   “ลูกดันบอกรัก จะด่าก็ด่าไม่ลง แล้วนี่แม่มึงกับน้องล่ะ”


   “แม่อยู่ในห้อง ส่วนเคลลี่นอนหลับไปสักพักนี่เอง แล้วทำไมวันนี้พ่อกลับดึก ไปไหนมา มีผู้หญิงอื่นใช่หรือเปล่า บอกมา”

   
   “บ๊ะ ไอ้ตี๋ นี่มึงเป็นลูกหรือเมียกูกันแน่ วันนี้กูมีนัดเลี้ยงลูกค้าเว้ย พรุ่งนี้วันหยุดก็ต้องสังสรรค์กันหน่อยสิวะ”


   “อ้อ งั้นก็แล้วไป ถ้ามีกิ๊กล่ะ ไม่ต้องถึงมือแม่หรอก แค่ผมก็พอ”


   “ปากดี อย่างมึงจะทำอะไรกู”


   “คีไม่ทำอะไรพ่อหรอก แค่จะพาแม่กับเคลลี่ไปอยู่ที่อื่นเท่านั้นเอง”


   “ไอ้ตี๋ อย่าคิดทำอะไรแบบนั้นเชียวนะ กูไม่เคยนอกใจเมียเว้ย”


   “ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แค่บอกไว้เฉยๆ ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่ต้องกลัวหรอก จริงมั้ยพ่อ”


   “เออๆ แล้วนี่แม่มึงทำอะไรอยู่ในห้องวะ”


   “นี่แหละที่คีรอถามพ่อ”


   “ทำไม” เท่านั้นผมก็เล่าเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นให้พ่อฟัง


   “พ่อว่าไง” พ่อทำท่าครุ่นคิดอยู่นาน จนผมต้องถาม


   “ไม่มีอะไรหรอกมั้ง เมื่อวานแม่เอ็งก็ทำงานดึกจริงๆ”


   “แล้วทำไมพ่อไม่ให้แม่พัก ให้ทำงานจนดึกทำไม” ผมโวยวายพ่อเพราะไม่รู้จะโทษใครดี


   “เอ้า ไอ้ตี๋ไหงมาลงที่กู”


   “ไม่รู้ล่ะ ก็พ่อเป็นผัวของแม่นี่นา พ่อก็ต้องดูแลแม่สิ”


   “จะให้กูผิดว่างั้น เออๆ ก็ได้ แล้วแม่มึงกินอะไรไปยัง”


   “ยังอ่ะ แม่บอกรอกินพร้อมพ่อ”


   “งั้นเดี๋ยวกูเข้าไปดูแม่มึงก่อน มึงไปนอนเถอะ”


   “ไม่เอาอ่ะ จะรอคุยกับแม่”


   “ไอ้ตี๋ไปนอนเถอะน่า พรุ่งนี้เผื่อว่ามึงอาจจจะต้องรีบตื่นเช้าก็ได้”


   “พูดงี้ หมายความว่าไง”


   “เดี๋ยวมึงก็รู้เองแหละน่า ไปๆ ขึ้นไปนอนได้แล้ว แล้วก็ไม่ต้องลงมาล่ะ กูจะสวีทกับแม่มึงตอนกินข้าว ไม่อยากเห็นหน้ามึงให้ขัดใจ”


   “อะไรกันว้า สรุปนี่รักคีจริงหรือเปล่า หรือแค่คั่นเวลา”


   “อย่าน้อยใจไปเลยไอ้ตี๋สุดที่รัก กูก็รักมึงนะ แต่แค่กูรักแม่มึงมากกว่าเท่านั้นเอง มาๆ ให้กูจูบปากหน่อยดิ๊ รับรองติดใจ”


   “ไม่เอาเว้ยพ่อ เรื่องพูดจาทะลึ่งนี่ไม่เปลี่ยนจริงๆ คีไปนอนแล้วนะ ไม่ต้องตามขึ้นมาล่ะ” ผมรีบลุกขึ้นไปนอน นิสัยห่ามๆ ของพ่อที่ยังไงก็แก้ไม่หายเสียที บางทีก็ทำเอาผมเอือมระอาไปเหมือนกัน แต่ที่พ่อพูดตะกี้หมายความว่ายังไงกันนะ พูดจริงหรือพูดเล่น




   ใครปลุกผมอีกแล้ว จะปล่อยให้ผมนอนต่อไปดีๆ ไม่ได้หรือไง ยุ่งจริงเว้ย ผมสะบัดไหล่ออกจากมือของใครไม่รู้ที่เขย่าอยู่ ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัว เป็นการบอกอีกฝ่ายให้รับรู้ไปในตัวว่าผมยังไม่พร้อมจะตื่นขึ้นมาในตอนนี้ เข้าใจมั้ย ถ้าเข้าใจแล้วก็ออกไปสิ ยังมาเขย่าตัวผมอยู่อีกทำไม นั่น พูดไม่ฟัง ดึงผ้าห่มลงมาอีก



   ทนไม่ไหวแล้วเว้ย



   “ขอนอนก่อนไม่ได้หรือไงครับ” คิดว่าผมจะทำอะไรได้ครับ ก็ต้องพูดจาให้เพราะเอาไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย หากเป็นแม่ผมล่ะ ผมคงแย่แน่ ผมพูดทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่ บอกแล้วไงว่าไม่อยากตื่นจริงๆ



   “ตื่นเถอะคี”


   “โธ่ ไม่เอาน่าพ่อ วันนี้ก็วันหยุดไม่ใช่หรือไง ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย คียังง่วงอยู่เลย” อ้อ เสียงผู้ชาย สงสัยพ่อคงคิดถึงผมแต่เช้า


   “ตื่นเถอะคี”


   “อะไรอะพ่อ พูดไม่รู้เรื่องเหรอไง คีบอกว่าง่วง อยากนอนต่อ” ผมหันหลังให้เจ้าของเสียงอย่างไม่สนใจ ในเมื่อเป็นพ่อจอมกวนของผมแล้วล่ะก็ เลิกเกรงใจไปเถอะครับ


   “พี่เอง ไม่ใช่พ่อ” สติสัมปชัญญะผมดีดกลับมาพร้อมเกินร้อยเปอร์เซนต์เลยทีเดียว


   “เฮ้ย!!” ผมหันกลับมา ลืมตาตื่นเต็มที่


   “เฮ้ย อะไร พูดก็ไม่เพราะเสียงก็ดัง” เสียงคนตรงหน้าทำเอาผมชะงักไปอีก


   “เฮียเมฆ”


   “อืม พี่เอง ขี้เซาจริงนะเรา เมื่อคืนนอนดึกเหรอ”


   “ก็ไม่เชิงครับ แล้วเฮียมาได้ไง”


   “เครื่องบิน”


   “กวนผมใช่มั้ย ผมหมายถึงว่ามาได้ยังไง ไม่มีงานเหรอ”


   “มี แต่ต่อให้มีงานแค่ไหน วีคนี้ก็ต้องว่างให้ได้”


   “ทำไมครับ มีงานอะไรสำคัญที่นี่เหรอ”


   “ไม่ใช่งานหรอก แล้วตื่นเต็มตาหรือยัง พี่รอทานข้าว”


   “ครับๆ เดี๋ยวผมไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วตามลงไปครับ” ผมรีบลุกขึ้นเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระให้เรียบร้อย


   “แล้วมารอบนี้ เมฆจะพักสักกี่วันคะ คราวที่แล้วก็สองสามวันเอง” ผมลงมาทันได้ยินเสียงของแม่ถามเฮียเมฆพอดี


   “คงจะราวๆ สัปดาห์หนึ่งแหละครับคุณน้า”


   “งั้นก็ดีเลยค่ะ น้าจะได้จัดการอะไรได้ทัน” แม่จะจัดการอะไร ผมกำลังจะถามแต่เฮียเมฆก็เห็นผมเขาเสียก่อน


   “อ้าว คี ลงมาพอดีเลย”


   “คี มาทานข้าวกันเถอะค่ะ” แม่ผมหันมายิ้มให้พลางบอกให้ผมรีบเข้าไปนั่งประจำที่


   “ครับแม่ แล้วพ่อล่ะครับ” ผมมองไปรอบๆ ห้องแต่ไม่เจอพ่อเลย


   “พ่ออุ้มเคลลี่ออกไปเดินเล่นน่ะค่ะ วันนี้พี่เลี้ยงเคลลี่ขอลาอีกหนึ่งวัน”


   “เหรอครับ”


   “ค่ะ ทานกันเถอะ พี่เราคงหิวแย่แล้วล่ะมั้งรอคีตั้งนาน ใช่มั้ยคะเมฆ”


   “ยังไม่หิวขนาดนั้นหรอกครับคุณน้า”


   “ไม่ต้องเกรงใจน้าหรอกค่ะ คีนิสัยไม่ดีชอบตื่นสาย”


   “โธ่ แม่ครับ บ่นคีตั้งแต่เช้าเลยนะ”


   “ไม่รู้ล่ะค่ะ ก็คีตื่นสายจริงๆ นี่นา งั้นทั้งคู่ทานกันเลยนะคะ แม่จะออกไปดูพ่อเสียหน่อย ไม่รู้ไปทะเลาะกับเคลลี่ถึงไหนแล้ว”


   “แล้วแม่ไม่ทานด้วยกันเหรอครับ” ผมถามออกไป


   “แม่ทานกับพ่อตั้งแต่เช้าแล้วล่ะค่ะ คีทานเลย น้าขอตัวก่อนนะคะ เมฆ” แม่หันไปบอกเฮียเมฆพร้อมกับรอยยิ้มสดใส
เหมือนเคย แม่ดูเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ผมคงจะกังวลไปเอง


   “ครับคุณน้า”


   “ผมได้ยินเฮียคุยกับแม่ว่าจะอยู่วีคหนึ่งเหรอครับ”


   “ใช่”


   “ทำไมถึงหยุดงานนานจัง แบบนี้ที่บริษัทจะไม่เป็นไรเหรอครับ”


   “พ่อพี่ช่วยดูงานที่บริษัทให้แทนน่ะ”


   “คุณลุงเหนื่อยอีกแล้ว”


   “ก็รีบกลับ พ่อพี่จะได้ไม่เหนื่อย” พูดแบบนี้ก็ไปต่อไม่ถูกเลยสิครับ ผมเลยก้มหน้าทานอาหารตรงหน้าให้หมดดีกว่า


   “เฮียเมฆอยากไปเที่ยวไหนมั้ยครับ หรืออยากจะพักก่อน” หลังจากอิ่มมื้อเช้า ผมที่กำลังเก็บจานเปล่าไปเตรียมล้างก็ถามเฮียเมฆระหว่างที่เฮียดื่มกาแฟไปด้วย


   “คีว่างพาพี่ไปมั้ย”


   “ว่างสิครับ”


   “เดี๋ยวพี่ดื่มแก้วนี้หมดแล้วก็ไปกันได้เลย” เฮียชูแก้วกาแฟในมือเพื่อบอกผมว่าเฮียหมายถึงอะไร ผมพยักหน้าเข้าใจแล้วก็เริ่มลงมือล้างจาน


   “พร้อมยังครับ” ผมชูกระเป๋าสะพายในมือเตรียมออกจากบ้าน


   “มานี่ก่อน” เฮียเมฆยังนั่งอยู่ที่เดิม เรียกให้ผมเดินเข้าไปหา


   “มีอะไรครับ” ผมก้าวเข้าไปนั่งเก้าอี้ที่ใกล้เฮียมากที่สุด


   “พี่ไม่ชอบไมค์”


   “ไมค์?” แทบจะตกเก้าอี้เลยทีเดียว เฮียเมฆไม่ชอบไมค์ ทำไมล่ะ ถึงสองคนนี้ปกติจะไม่ค่อยได้คุยกัน เจอกันนับครั้งได้ แต่เฮียเมฆกับไมค์ก็ไม่เคยทะเลาะหรือมีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่าไม่ถูกกัน


   “ใช่ ไม่ชอบ”


   “ทำไมครับ บอกผมได้มั้ย” เฮียเมฆไม่ตอบ กลับยื่นมือถือส่งมาให้ ผมเลิกคิ้วมองเฮียตอบกลับไป แต่ก็รับมือถือนั้นมาดูอยู่ที่



ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter



   นึกว่าอะไร


   “หึงเหรอครับ” ผมส่งมือถือคืนเฮียกลับไป


   “อืม ไม่ชอบ”


   “เฮียก็รู้ว่าผมกับไมค์เป็นเพื่อนกันจริงๆ ไม่คิดอะไรกันมากกว่านี้เลย”


   “พี่รู้ แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี”


   “ที่ผมทำเพราะไมค์มันขอร้องมานะครับ”


   “เล่ามา”


   “ได้เลยครับ” ปัญหาที่เฮียไม่ชอบไมค์ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ จำเรื่องที่ผมต้องเล่นละครทำเป็นแฟนของไมค์ได้หรือเปล่า นั่นแหละครับ ไมค์ชวนผมถ่ายรูปแล้วก็ tag ลงเฟสบุคจริงๆ แถมยังตั้งคำพูดประมาณว่า คนนี้แหละแฟนผม



   เฮียเมฆก็เลยมีอาการพวกนี้ ว่าไปก็คุ้มแฮะ เฮียบอกผมตรงๆ ว่าหึง นับว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นนะเนี่ย น่าจะแกล้งเฮียให้หึงหนักมากกว่านี้ แต่คิดแล้ว แค่นี้ก็คงพอมั้งครับ ถ้าเกิดว่าเฮียเกิดโกรธจริงขึ้นมาผมคงจะแย่แน่ๆ แล้วพวกคุณก็คงไม่ช่วยผมหรอก ใช่มั้ยล่ะ


   “อย่าทำอีก” เฮียเมฆพูดขึ้นหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจากผมจบแล้ว


   “ผมก็ไม่ได้อยากทำ แต่ไมค์ก็เดือดร้อนจริงๆ แล้วผมก็อยากรู้เรื่องแอนน์ด้วย”


   “ยังคิดถึงเธอเหรอ?” ผมสบตากับเฮียเมฆ น้ำเสียงของเฮียฟังดูเป็นห่วงในความรู้สึกผม แต่สายตาของเฮีย โอ้ยย ผมจะบ้าตาย สายตาของเฮียมันกำลังขอร้อง อ้อนวอนผม เฮียกำลังไม่แน่ใจในตัวผม ยิ่งเป็นเรื่องของแอนน์ เฮียยิ่งไม่วางใจ


   “ถ้าจะบอกว่าไม่คิดถึงเลย ผมก็คงโกหกเฮีย แต่เฮียเมฆครับ ผมไม่ได้อยากกลับไปหาแอนน์แล้ว”


   “อย่างนั้นเหรอ”


   “แอนน์บอกไมค์ว่าอยากเจอผม แต่ผมปฏิเสธไปแล้ว ผมไม่ได้อยากเจอแอนน์”


   “อืม”


   “อย่ากังวลเลยนะครับ”


   “ใจของผมไม่มีใคร นอกจากเฮีย”


   “....” เฮียเมฆไม่ตอบ แต่ดวงตาของเฮียก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุดของผมไปเสียแล้ว




   และคาดว่าคำตอบของผมน่าจะถูกใจเฮียเมฆเป็นที่สุด เฮียเมฆเลยดึงตัวผมเข้าไปแล้วจูบผมแรงขนาดนี้ ทีแรกผมเองก็ตกใจเพราะยังไม่ทันตั้งตัว แต่พอดึงสติกลับมาได้แล้วผมก็เลยจูบเฮียกลับไปไม่แพ้กัน ลึกๆ แล้วคงต้องยอมรับว่า ผมคิดถึงเฮียเมฆมากจริงๆ นี่ถ้าคุณพ่อที่รักของผมรู้ความคิดนี้เข้า คงเอามาล้อแล้วบอกผมว่า ผมมันบ้าผู้ชายแน่ๆ




   เรากอดกันแน่นอยู่แบบนั้น ริมฝีปากของเฮียเมฆยังวนเวียนอยู่ที่ผมไม่หยุด ถ้าไม่ติดว่าพ่อแม่แล้วเคลลี่จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมคงจะพาเฮียขึ้นไปต่อบนห้องแน่ๆ


เดี๋ยวนะ! หรือผมจะบ้าผู้ชายจริงๆ



“ไปกันหรือยังครับ?” ผมถามเฮียหลังจากที่เรา


“ห้องคีน่ะเหรอ” นานๆ จะมีคำพูดคำจาจากเฮียแบบนี้นะครับ


“เฮีย ร้ายไม่เบานะ”


“อารมณ์ดี ไปกันเถอะ”


“ห้องผมอะเหรอ?” เล่นมาก็ต้องเล่นกลับครับ ไม่โกง


“ถ้าไปจริง คนที่จะตกใจดูเหมือนจะไม่ใช่พี่นะ”


“ไปกันเถอะครับ อากาศตรงริมทะเลสาบคงกำลังดี”



ผมออกเดินนำทางในฐานะเจ้าบ้านที่ดี เดินมาตามตึกรามบ้านช่องจนกระทั่งมาถึงทะเลสาบซูริค อากาศดีอย่างที่ผมคาดเดา ลมเย็นสบายไม่หนาวจนเกินไป ผมหาที่นั่งที่เหมาะๆ แล้วก็ชวนเฮียเมฆนั่งพักอยู่บริเวณนี้



“สบายมั้ยครับ เฮียเมฆ” ผมเอ่ยถามคนที่นั่งข้างกาย


“ดี แต่หนาวไปหน่อย”


“ไม่เห็นหนาวเลย”


“หึ ก็คงงั้น เดี๋ยวนี้พี่ไม่ได้กลิ่นบุหรี่จากคีเลย” เฮียเมฆส่งเสียงในคอแล้วก็ส่ายหน้าน้อยๆ มือหนาก็ผลักหัวผมเบาๆ ด้วยเหมือนกัน


“ครับ ผมไม่ได้สูบเลย ยิ่งกลับมาที่นี่ด้วยแล้ว อยู่กับเคลลี่อีก ก็เลยไม่ได้สูบอีก”


“ดีแล้วล่ะ กลิ่นแบบนี้พี่ชอบ” อะไรนะ หูแว่ว หรือหูฝาดไปหรือเปล่า เฮียชักจะขยันหยอดผมนะเนี่ย


 “อยากไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ” ผมเปลี่ยนเรื่องใหม่ดีกว่า เฮียเมฆทำท่าคิดอยู่พักนึงก็พูดออกมา


“ไม่มีหรอก”


“ทำไมล่ะครับ อุตส่าห์ได้พักตั้งหลายวัน”


“คีอยู่ที่ไหนก็พิเศษสำหรับพี่แล้ว” เอาแล้วไง สตั๊นท์ไปเลย สักสิบวินาทีพอมั้ยหรือจะสิบนาทีดี เฮียเมฆเล่นยิงมาแบบนี้ ผมก็ไปต่อไม่ถูกสิครับ ผมเลยหันไปมองน้ำที่อยู่ตรงหน้าแทน ตอนนี้สู้สายตาไม่ไหวครับ


“เฮียพูดแบบนี้ ผมไปต่อไม่เป็นเลย”


“พี่พูดจริง ไม่ได้พูดเพื่อให้คีดีใจหรอก”


“ผมรู้น่า” ผมรู้ครับ เฮียไม่ใช่คนพูดจาปากเปราะ สักแต่พูด แต่จะให้ทำไง ให้ผมตีแขนเฮียเมฆหนึ่งทีแล้วบอกว่า บ้า ตัวเองพูดไรก็ไม่รู้ เค้าเขิน โอ้ยแค่คิดก็ขนลุกครับ แต่ก็ยอมรับว่าเขินกับคำพูดของเฮียเมฆจริงๆ ดีที่ผมไม่ใช่สาวน้อยแรกแย้ม ไม่งั้นคงหน้าแดงไปแล้ว


“คี”


 “ครับ?”


“กลับไปกรุงเทพฯ พร้อมกับพี่มั้ย”


“ผมว่าผมจะอยู่ที่นี่ต่อจนใกล้เปิดเทอม แม่คงอยากให้ผมอยู่ที่นี่ต่อ” ไม่ใช่ว่าไม่อยากกลับนะครับแต่ผมกลับบ้านปีละครั้งเอง พ่อกับแม่ก็คงอยากจะอยู่กับผมนานๆ รวมทั้งผมเองด้วยเหมือนกันครับ ไหนจะเคลลี่อีก ถึงจะไม่ค่อยแสดงออกมาก แต่ผมก็รักเคลลี่มากเลยนะ


“คุณน้าไม่ว่าอะไรหรอก กลับพร้อมกับพี่เถอะ”


“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ผมรู้สึกเฮียเมฆเร่งรัดผมแปลกๆ จะบอกว่าเฮียเมฆคิดถึงผมมากนั้นก็ดูไม่ใช่ อาการของเฮียไม่ใช่แบบนั้น ถึงแม้จะไม่ได้ลุกขึ้นมาแสดงทีท่าออกมาให้เห็นชัด แต่ผมก็จับความรู้สึกได้ว่ามันไม่ปกติ


“ไม่มีหรอก แค่อยากให้กลับไปด้วยกัน”


“ทำไมครับ ปกติผมก็จะอยู่ที่นี่จนใกล้เปิดเทอม”


“พี่ไม่อยากให้คีไปข้องเกี่ยวกับไมค์มาก” อ้อออออ ถึงบางอ้อครับ เฮียเมฆคงจะหึงหวงผม รู้สึกตัวลอย เบาหวิวแทบลอยล่องไปในอากาศ เหตุผลของเฮีย อืมเข้าใจได้ ผ่าน!


“แต่ว่า...” แต่ยังไงก็ตามไม่ใช่ว่าพอเฮียเมฆพูดถูกใจเข้าหน่อย ผมก็ต้องรีบกลับไป ไม่ได้ครับ แม่กับเคลลี่ก็ย่อมสำคัญเหมือนกัน


“เดี๋ยวพี่คุยกับคุณน้าให้เอง คีไม่ต้องเป็นห่วง”


“เฮียเมฆครับ” ผมว่ามันไม่เหมาะเท่าไหร่นะเนี่ย


“พี่ลืมบอกว่าเดี๋ยวพาเคลลี่กลับไปด้วยกันนะ”


“ครับ? เคลลี่? ได้ยังไงครับ นึกยังไงจะพาเคลลี่ไปด้วย แม่ไม่ยอมหรอก”


“เชื่อพี่” ประโยคสั้นๆ เดิมๆ ของเฮียเมฆที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์จริงๆ




ช่วงบ่ายผมก็พาเฮียเมฆเดินเล่น พาดูตึกอาการ สถาปัตยกรรมต่างๆ นั่นล่ะครับ ถูกใจเฮียเมฆเขาล่ะ เรียนมาทางนี้นี่นา  นอกจากการปลูกต้นไม้เพื่อฝึกสมาธิและความชอบของเฮียด้วยแล้ว เฮียเมฆก็ชอบวาดรูป แถมยังวาดได้สวยทีเดียวล่ะครับ แต่นานๆ สักครั้งครับจะวาดให้เห็นเป็นบุญตาเสียที ภายในห้องนอนของเฮียเมฆไม่รูปภาพที่เป็นรูปที่เฮียวาดอยู่เลยครับ เจ้าตัวบอกว่าไม่ชอบ ถ้าเช้ามาตื่นนอนก็เจอแต่รูปฝีมือตัวเอง รู้สึกแปลกๆ ดังนั้นรูปที่เฮียวาดก็เลยถูกอัญเชิญไปไว้ที่ห้องสตูดิโอวาดรูปของเฮียโดยเฉพาะ นาน น๊าน สักทีผมถึงจะได้มีโอกาสได้เข้าไป




“อยากวาดรูปมั้ยครับ”  ผมถามเฮียเมฆ เพราะเฮียเอาแต่จ้องวิหารของที่นี่ ตอนนี้พวกเรายืนอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำ ฝั่งหนึ่งจะเป็น วิหารโกรสส์มึนสเตอร์ (Grossmunster) วิหารแห่งนี้จะมีลักษณะเด่นคือจะมีหอคอยคู่ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะเป็น มหาวิหารเฟรามึนสเตอร์ (Fraumunster) มหาวิหารแห่งนี้จะมีลักษณะมีหอคอยปลายแหลมสีฟ้าครับ ถ้ามองเยื้องๆ กันจะเห็น โบสถ์เซ็นต์ปีเตอร์ (St.Peters kirche) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีหน้าปัดนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป งดงามมากเลยทีเดียว




“อืม” ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ อดีตหนุ่มสถาปัตฯ ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารเห็นอะไรแบบนี้คงอดไม่ได้ที่จะคันไม้คันมืออยากจะหยิบดินสอขึ้นมาขีดๆ เขียนๆ


“เฮียอยากได้อะไรบ้าง ดินสอ? สมุด? เดี๋ยวผมไปซื้อให้ ร้านอยู่แถวนี้เอง”


“ไม่ดีกว่า”


“อ้าว ทำไมล่ะครับ?”


“ถ้าวาดคงใช้เวลานานมากเลยทีเดียว”


“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ ไม่ได้รีบอะไรอยู่แล้ว”


“ไม่ไหวหรอก เพราะรายละเอียดเยอะมาก พี่คงอยู่ที่นี่ไม่ได้กลับบ้านแน่ๆ”


“แล้วแต่เฮียสิครับ ไม่กลับก็เรื่องของเฮีย หิวข้าวก็ไม่ได้กินนะ” อันนี้ผมพูดจริงนะครับ อารมณ์ศิลปินคงเข้าถึงได้ยาก เพราะงั้นถ้าเขาอยากทำอะไร ปล่อยเขาไปครับ ตามใจเลย เอาให้เต็มที่


“พี่เลยตัดใจดีกว่า”


“ไม่เสียดายเหรอครับ”


“ไม่หรอก วันหลังค่อยมาวาดก็ได้”


“ตามใจเฮียนะ”



ผมพาเฮียเมฆกลับมาบ้านได้ทันเวลามื้อค่ำพอดี ผมไขประตูบ้านเข้าไปก่อน แต่บ้านเงียบมากเลยครับ ไฟก็ไม่เปิด เอ แปลกแฮะ พ่อกับแม่ยังไม่กลับมาเหรอ พาเคลลี่ไปไหนกันเนี่ย


“เฮีย ไม่มีใครอยู่บ้านเลย” ผมหันไปบอกเฮียเมฆที่ตามเข้ามาข้างในพร้อมปิดประตูให้เรียบร้อย


“อย่างนั้นเหรอ”


“เดี๋ยวผมเปิดไฟก่อนนะ เฮียอยู่เฉยๆ ล่ะ เดี๋ยวจะชนอะไรเข้า” ผมกำลังจะเอื้อมไปเปิดสวิตซ์ไฟ แต่ก็มีเสียงดังขึ้นมาก่อน


“Happy birthday to you” เสียงเพลงที่ใช้กับทุกประเทศทั่วโลกดังขึ้น พร้อมกับแม่ถือเค้กที่ปักเทียนเดินเข้ามาหาผม


“Surprise!! Happy birthday นะคะคี ขอให้คีมีความสุขมากๆ ร่างกายแข็งแรง ปีนี้ยี่สิบแล้วโตมากขึ้นแล้วนะ คิดอะไร ทำอะไร จงใช้สติก่อนทุกครั้งนะคะ” แม่อวยพรผมเป็นคนแรกหลังจากร้องเพลงวันเกิดให้ผมจบ


“ขอบคุณครับ รักแม่นะครับ” ผมเป่าเค้กที่แม่ยื่นมาให้ตรงหน้า แล้วก็รับมาถือไว้เสียเอง เสร็จแล้วถึงเข้าไปหอมแก้มแม่เป็นการขอบคุณ


“Happy birthday นะไอ้ตี๋ เรื่องอวยพร เหมือนแม่มึงนะ” พ่อที่ยืนอุ้มเคลลี่อยู่ด้านหลังแม่ก็พูดอวยพรในแบบของพ่ออย่างชัดเจน


“คุณคะ วันนี้วันเกิดลูก ทำไมพูดจากับลูกไม่เพราะเลย” ผมอยู่เฉยๆ ครับ สบาย พ่อทำตัวเองทั้งนั้น โดนแม่บ่นเลย สมน้ำหน้า


“ไม่เป็นไรครับแม่ ยกให้พ่อเขาวันหนึ่งก็แล้วกัน ว่าแต่พ่อเถอะ อยากให้ผมขอบคุณเหมือนที่ผมให้แม่มั้ย หรืออยากให้ผมจูบปากพ่อดีครับ” ปกติไม่ค่อยเล่นเท่าไหร่หรอกครับ ถ้าไม่ถือว่าวันนี้ทุกคนตั้งใจเซอร์ไพรส์ผมล่ะนะ


“ได้เหรอ ไอ้ตี๋ กูเอาอย่างหลังนะ” พ่อพูดจบก็โดนแม่ตีแขนดังเพี้ยะ คงเจ็บไม่น้อยอยู่ครับ แต่ช่างเถอะ พ่อผมทนทานอยู่แล้ว


“โธ่ ที่รัก นานๆ ทีลูกจะให้โอกาสผมนะ” พ่อพยายามต่อรองกับแม่ครับ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลอะไร


“ก็ได้ ไอ้ตี๋ งั้นกูเลือกเหมือนแม่มึงก็ได้ ถ้ากูไม่เลือกให้ดี มีหวังแห้วหมด”


“ฉลาดมากครับพ่อ” ผมเดินเข้าไปใกล้พ่อ ไม่ลืมที่จะวางเค้กไว้บนโต๊ะก่อน เพราะตอนนี้พ่ออุ้มเคลลี่ไว้ มีหวังเด็กแสบได้ตะปบเค้กจนเละแน่ ผมเข้าไปหอมแก้มพ่อเบาๆ เหมือนกับแม่ พ่อสูงกว่าผมไม่มากนักผมเลยไม่ต้องเขย่งให้เมื่อย



เจ้าเด็กน้อยที่พ่อผมอุ้มอยู่ทำหน้าทำตาเหมือนอยากได้ส่วนแบ่งด้วย ตัวแค่นี้ส่งสายตาแบบนี้ก็เป็นเหรอเนี่ย แต่สายตาแบบนี้มันสายตาผมชัดๆ เลือดพ่อมันข้นจริงๆ เว้ยเฮ้ย ผมเลยต้องลงไปจุ๊บเด็กน้อยปากชมพูเป็นการลงโทษ



เคลลี่หัวเราะคิกคักตัวเล็ก ละเลงน้ำลายลงบนหน้าผมเสียคุ้มเลย หมดหล่อกัน ถ้าสิวขึ้นใครจะรับผิดชอบครับ เคลลี่ ผมเลยถอยห่างออกมาก่อนที่ตัวเล็กจะเล่นหนักกว่านี้



“สุขสันต์วันเกิดนะคี พี่ก็คงอวยพรเหมือนคุณน้า” นั่นแน่ มาอีกคนไม่ใช้ความคิดเสียเลย ก๊อปปี้กันมาไม่ผิดเพี้ยน “ปีนี้ก็ถือว่าโตมากขึ้นแล้ว พี่อยากให้คีใช้ชีวิตใหม่ เริ่มต้นใหม่ เลิกยึดติดกับความคิดเก่าๆ เสียทีนะ” เฮียเมฆพูดต่อเหมือนหลอกด่าผมยังไงยังงั้น แต่คงไม่ใช่หรอก.....มั้งนะ


“ขอบคุณครับพี่เมฆ อยากได้คำขอบคุณแบบพ่อกับแม่ด้วยมั้ยครับ” ผมถามแซวไปแบบนั้นแหละครับ ดูก็รู้ว่าไม่จริงจังแต่ผมแค่คิดจริงเท่านั้นเอง


“อะแฮ่มม ให้มันน้อยๆ หน่อยไอ้ตี๋” พ่อผมเองครับ พ่อสุดที่รักที่ห่วงผมตั้งแต่ยังนอนเปล พ่อผมเฝ้าโอละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปล เอ้ย ไม่ใช่แล้ว พ่อหวงผมจริงๆ นั่นแหละ ลับหลังคงทำใจได้ แต่ต่อหน้าพ่อคงไม่ทนแน่ๆ



จบสิ้นคำอวยพรอันศักดิ์สิทธิ์จากผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายแล้วผมก็เริ่มลงพิธีละเลงหน้าเค้ก เอ้ย ไม่ใช่ พิธีตัดเค้กครับ ตัดแบ่งให้ทุกคนเท่ากันด้วยความรักที่มี อ้อ เคลลี่ก็ได้ทานเค้กด้วย ดูเหมือนจะเป็นเค้กชิ้นแรกที่เจ้าตัวได้ทาน เพราะปกติแม่มักจะห้ามพวกขนมหวานพวกนี้ไม่อยากให้เจ้าตัวเล็กติดหวานจนเกินไป สีหน้าของเคลลี่ตอนได้ทานเค้กครั้งแรก มันบรรยายไม่ได้เลยล่ะ เจ้าตัวเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจในรสชาติ สีหน้าของเคลลี่ดูมีความสุขเหมือนชีวิตนี้ใช้คุ้มแล้ว อะไรแบบนั้นเลยทีเดียว ผมเลยอดไม่ได้ที่จะหยิบมือถือมาถ่ายความทรงจำสีหน้าของเคลลี่ไว้ เอาไว้โตขึ้นเมื่อไหร่ เสร็จข้าแน่ ข้าจะเอาไว้ แบล็กเมลล์เจ้า ไอ้เด็กดื้อ




“รักเคลลี่นะ ไอ้ดื้อ” ผมก้มลงไปหอมแก้มยุ้ยๆ นั้นด้วยความมันเขี้ยว ถ้าคุณได้เห็นเคลลี่คุณจะต้องรักเขาเหมือนที่ผมรักแน่ๆ เอ นี่ใช่อาการเห่อลูกหรือเปล่า


“หม่ำๆ คี”


“ป้อนพี่หน่อยสิครับ” ใครว่าเค้กมันหวาน ผมนี่เถียงเลย เค็มปี๋จริงๆ เค็มทั้งมือเลย เคลลี่ป้อนผมตามคำขอก็จริง แต่เจ้าตัวกำเค้กขึ้นมาใส่ปากผม อืม ผมต้องอยู่รอดต่อไปให้ได้สินะ แล้วคนอื่นๆ ล่ะ หัวเราะผมสิครับ เรื่องแบบนี้ ยิ่งพ่อของผมด้วยแหละ หัวเราะก่อนใครเลย




ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำ วันเกิดผมปีนี้ ผมมีความสุขที่สุดเลย





--------------------------------------
ยังหายไปเหมือนเคย ขอโทษนักอ่านทุกคนด้วยนะคะ เรื่องนี้คงจะจบช้ากว่าที่ตั้งใจจริงๆ เพราะเราดันไปเขียนเรื่องใหม่  :sad4:
ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องใหม่ แต่ก็ทำไปแล้ววววววว ซุ่มเขียนจนตอนนี้จำนวนเท่ากับเรื่องนี้แล้วล่ะค่ะ

ตั้งใจว่าถ้าลงเรื่องนี้จบแล้วจะลงเรื่องใหม่ต่อ ตอนนั้นคงใกล้จบหรือจบแล้ว คนอ่านไม่ต้องรอนาน แน่นอนค่ะ

คิดถึงทุกคนนะคะ ไม่ได้ลงอะไรในเล้านาน พอมาลงก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน

 :mew1:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
อืมมมมมมม เรื่อยๆ เมื่อจะกระเตื้องขึ้นทีละนิดกับความรู้สึกของคีย์ แต่ก็ยังไม่ไปไหนเลยอ่ะ
รู้สึกสงสารพี่เมฆที่ต้องรอคีย์ แต่พี่เมฆก็มีความอดทนสูงนะที่รอได้และเข้าใจคีย์แบบนี้

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เฮียเมฆ มาหาคี เพราะหึงไมค์
คี ตามใจเฮียเมฆ เถอะ
พาเคลลี่ กลับไทยพร้อมกันซะเลย
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
ที่คุณพ่อรู้ว่าพี่เมฆจะมาเพราะวันเกิดคีย์นี่เอง หวานหยดย้อยจริงๆ ^^

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26
อื้อหือ เฮียแกหึงหนักมากจริง ๆ

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2445
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
หน่วงอ่านไม่ไหว แค่ลูกที่สี่นะ พระเอกสมบูรณ์แบบเนอะ แต่ความรู้สึกเหมือนจะรักแบบการค้านะ หรือเจ้าชู้แบบเงียบ น่ากลัว

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

ภูเขาลูกที่สิบหก


   ใกล้จะเข้าวันใหม่ ผมอายุครบยี่สิบปีเสียที กลับไปที่ไทยเมื่อไหร่จะไปอ้อนป้าจันให้ยอมอนุญาตให้ซื้อรถ เวลาไปไหนมาไหนจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเฮียเมฆ ลุงหมาย และลุงแช่ม


   ตอนนี้พวกเราทุกคน ยกเว้นเคลลี่ที่เข้านอนไปเรียบร้อยแล้ว ย้ายที่นั่งมานั่งคุยสบายๆ อยู่หน้าทีวีที่ไม่มีใครคิดจะเปิดดูเลย


   “ง่วงกันหรือยังคะ” แม่ถามทุกคน


   “ยังเลยจ้ะ / ยังครับ” พ่อ เฮีย และผม พร้อมใจกันตอบราวกับนัดกันไว้ก็มิปาน


   “แม่ขอคุยด้วยสักนิดนะคะ”


   “เรื่องอะไรครับแม่” ผมถามแม่ แต่แม่กลับหันไปพูดกับเฮียเมฆเสียนี่


   “แม่เห็นว่าไหนๆ เมฆก็อยู่ที่นี่แล้ว แม่เลยอยากจะฝากน้องกลับไปที่ไทยด้วยเลย”


   “ได้ครับคุณน้า ผมกำลังจะขออนุญาตเรื่องนี้อยู่เลย”


   “เดี๋ยวนะครับแม่ ทำไมถึงให้คีกลับไปเร็วแบบนี้ล่ะ” ผมแปลกใจเรื่องที่แม่พูด


   “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คือว่า...”


   “ไอ้ตี๋ มาๆ ข้าอธิบายเอง คือว่ากู เอ๊ย พ่อเนี่ยนะ จะพาแม่เอ็งไปฮันนีมูนน่ะสิ”


   “จริงเหรอแม่”


   “ค่ะ อย่างที่พ่อบอกค่ะ” แม่ก้มหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนหญิงสาวที่กำลังมีความรักเลย


   “คีไปด้วยไม่ได้เหรอครับพ่อ แม่” ผมทำหน้าอ้อนวอนขอร้องสุดฤทธิ์


   “ไม่ได้เว้ย ไอ้ตี๋ พ่อไม่ได้พาแม่เขาไปเที่ยวมานานแล้ว เลยอยากจะเอาใจเมียสุดที่รักเสียหน่อย”


   “แต่คีอยากไปด้วยนี่นา”


   “ไม่ทำแบบนี้ คี โตแล้วนะเรา” ไม่ใช่เสียงของพ่อกับแม่ครับ แต่เป็นเฮียเมฆที่นั่งฟังการสนทนาอยู่เงียบๆ มาสักพักแล้ว


   “เฮียเมฆครับ เฮียต้องเข้าใจผมบ้างสิว่าผมก็อยากไปเที่ยวกับพ่อและแม่นะ”


   “ไว้คราวหน้าละกันไอ้ตี๋ พ่อจัดการจองอะไรไปหลายอย่างแล้ว”


   “ก็ได้ๆ ครับ ครั้งหน้าห้ามลืมคีด้วย แล้วเคลลี่ล่ะครับ?”


   “แม่ฝากคีดูแลน้องด้วยได้มั้ยคะ”


   “โอ้ย นี่มันทริปฮันนีมูนจริงๆ ด้วยอะ” แม้แต่เคลลี่ก็ต้องระเห็ดออกมาเหมือนกันนะเนี่ย


   “คี” เสียงเฮียเมฆปรามเบาๆ


   “ครับๆ เข้าใจแล้ว เดี๋ยวคีดูแลเคลลี่ให้เองครับ แม่ไม่ต้องห่วง”


   “ค่ะ แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญเหมือนกัน”


   “ครับแม่?”


   “ปีนี้เคลลี่ต้องเตรียมเข้าโรงเรียนแล้วล่ะค่ะ”


   “จริงด้วยสิครับ คีลืมไปเลย งั้นจะเอายังไงครับ พ่อกับแม่ไปฮันนีมูนกลับมาเมื่อไหร่ครับ” ผมคิดในใจว่าเต็มที่ก็น่าจะก่อนผมเปิดเทอมที่ไทยแน่นอน


   “ยังไม่รู้ แต่พ่อว่าอีกสักปีหนึ่งน่ะ”


   “หา!! อะไรนะพ่อ ทำไมนานขนาดนั้น”


   “เอาน่า นานๆ ทีนี่นา”


   “แล้วบริษัทไม่เป็นไรเหรอ”


   “พ่อจัดการไว้แล้วล่ะ ใช่มั้ย เมฆ”


   “ครับ คุณน้าไม่ต้องเป็นห่วง”


   “อะไรกันน่ะพ่อครับ เฮียเมฆ” ผมหันไปถามทั้งสองคน สลับมองหน้าสองคนนี้ไปมาด้วยความมึนงง


   “พ่อคุยกับเมฆแล้วเรื่องบริษัทที่นี่ พ่อกับแม่ของเมฆอาจจะย้ายมาอยู่ที่นี่ชั่วคราว ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัวด้วย”


   “อ้าว คุณลุงกับคุณป้า โอ้ยนี่มันเรื่องอะไรกัน งง ไปหมดแล้วครับ”


   “มันไม่มีอะไรหรอกคี พอดีคุณน้าก็ทำงานมาตลอดไม่ได้พักผ่อนเลย พี่เลยเสนอให้คุณน้าไปเที่ยว คุณพ่อกับคุณแม่พี่ก็เห็นด้วย แล้วท่านก็อยากมาพักผ่อนที่สวิตซ์ด้วยเหมือนกัน เรื่องมันก็เลยง่ายแล้วก็ลงตัว”


   “งั้นที่ไทยจะมีแค่ผม เคลลี่แล้วก็เฮียเมฆ?” ผมมองหน้าเฮียเมฆ


   “ใช่ ระหว่างนี้ก็ให้เคลลี่เข้าโรงเรียนที่ไทย ถ้าเกิดคุณน้ากลับมาเมื่อไหร่ จะย้ายกลับมาที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร”


   “ทำไมทุกคนพูดเหมือนคุยกันมาเรียบร้อยแล้ว คีไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว ”


   “ก็ไม่ได้อยากปิดบังอะไรเอ็งหรอกไอ้ตี๋ แต่เรื่องพวกนี้พ่อกับเมฆต้องเตรียมเรื่องเยอะเลยล่ะ แม่เราก็ต้องเขียนหนังสือเตรียมไว้ด้วย ทีแรกก็กลัวจะไม่เรียบร้อยแต่ทุกอย่างกลับลงตัว คีก็เลยเพิ่งรู้เรื่องน่ะ”


   “ผมรู้สึกว่ามันดูแปลกๆ ทุกคนยังมีอะไรไม่ได้บอกผมอีกหรือเปล่าครับ”


   “ไม่มีแล้ว” พ่อตอบออกมาอย่างรวดเร็ว


   “จริงนะ”


   “จริงสิ ไม่น้อยใจ”


   “ไม่ได้น้อยใจสักหน่อย แค่รู้สึกว่าอะไรมันดูรวดเร็วไปหมด ไม่ทันตั้งตัวเลย” ผมโอดครวญออกมาไม่ดังนัก กลัวคนข้างๆ จะบ่นว่าเสียงดังอีก


   “ไอ้ธร กูกลับมาแล้วนะเว้ย” รวดเร็วปานท่านแม่สั่งครับ หมดเวลาพักของเฮียเมฆ ผมกับเคลลี่ก็ถูกจับขึ้นเครื่องบินกลับมาเมืองไทยทันที


   “อ้าว เฮ้ย ทำไมมึงกลับมาเร็วจังวะ”


   “เออ พ่อกับแม่กูอยากไปฮันนีมูน เลยไล่กูกลับมาด้วย”


   “แล้วนี่มึงกลับมาเมื่อไหร่”


   “สักอาทิตย์ได้ว่ะ”


   “แล้วทำไมเพิ่งติดต่อกูวะ เหงาปากชิบ อยากเหล้าโคตรๆ”


   “ขอโทษครับเพื่อน แต่งานนี้คงต้องอดไปอีกยาว กูพาน้องกลับมาด้วย”


   “น้องมึง? กูไม่เห็นรู้ว่ามึงมีน้องด้วย น้องแท้ๆ หรือพี่น้องท้องชนกันวะ” ไม่แปลกที่ไอ้ธรจะไม่รู้ นอกจากบ้านของเฮียเมฆแล้ว ผมไม่เคยเล่าเรื่องเคลลี่ให้ใครฟังเลย


   “สัด น้องกูจริงๆ ใกล้จะสี่ขวบแล้ว เนี่ยแหละที่กูไม่ได้ติดต่อมึงเลย เพราะมัววุ่นๆ เรื่องโรงเรียนให้ไอ้ตัวเล็กเข้าเรียน”


   “แล้วเรียบร้อยหรือยังล่ะ”


   “เรียบร้อยแล้วสิครับ ถึงมีเวลาพอจะโทรหามึงได้ ควายตลอดนะครับมึง”


   “มึงนี่ เอ๊ะ ยังไง หลอกด่ากูได้ตลอด ช่างมันๆ ว่าแต่ไปเที่ยวกันเถอะ ไอ้คี”


   “อยากไปว่ะ แต่คงไม่ได้ น้องกูอยู่ด้วยตลอด กระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลย”


   “น้องหรือลูกมึงกันแน่วะ อย่างกับพ่อม่ายเรือพ่วง”


   “หึ ก็คงงั้นแหละ”


   “เอาดีๆ มึงทำเสียงเหมือนกับว่าที่กูพูดนั่นเป็นเรื่องจริง”


   “กูเถียงสักคำมั้ยล่ะ ไอ้ธร”


   “เฮ้ยยยย!!! ไอ้คี ไม่ตลกนะเว้ย”


   “กูก็ไม่ได้เล่นมุกให้มึงขำขันนี่” ได้ยินน้ำเสียงงงเป็นไก่ตาแตกของไอ้ธรแล้ว ผมเลยตัดสินใจเล่าเรื่องเคลลี่ให้มันฟัง จะได้จบๆ ไป


   “แล้วตอนนี้สุดท้ายก็คือมึงหอบลูกมาเรียนที่เมืองไทย”


   “ไม่ได้หอบเหอะ แค่มาอยู่ด้วยสักพักหนึ่ง”


   “เคลลี่ ลูกมึงหน้าตาเป็นไงวะ หวังว่าคงไม่ได้หน้ามึงมาใช่มั้ย”


   “อยากรู้ก็มาดูเองสิ”


   “เออ มึงพาไอ้แสบมึงออกมาเที่ยวห้างดิ กูอยากเจอ”


   “ได้ พรุ่งนี้นะมึง ว่างมั้ย?”


   “ว่างๆ แล้วเจอกัน”


   “เจอกัน” ผมกดวางสายไปหลังจากนัดแนะกับไอ้ธรเรียบร้อย เดินกลับเข้ามาในห้อง ไอ้ตัวเล็กยังนอนหลับช่วงกลางวันอยู่ เวลานี้ผมว่างเสียยิ่งกว่าว่าง เพราะเฮียเมฆกับคุณลุงก็ไปทำงาน ป้าจันก็เอนหลัง เคลลี่ก็หลับ เหลือแต่ผมที่ยังไม่รู้จะจัดการเวลาว่างพวกนี้อย่างไรดี



   โรงเรียนของเคลลี่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเฮียเมฆมากครับ ผมเลยถือโอกาสนี้ในการขอป้าจันเพื่อขับรถไปส่งเคลลี่เอง ทำตาปริบๆ อยู่สองสามที หวังว่ามารยาของผมจะช่วยเหลือทำให้สัมฤทธิ์ผลได้บ้าง ป้าจันนิ่งคิดไปสักพักหนึ่ง ในที่สุดก็ให้คำตอบผม ผมเองลุ้นแทบตายว่าจะป้าจันจะตกลงมั้ย แต่ป้าจันกลับตอบว่า ขอป้าคิดดูก่อน งานนี้เลยแห้วไปก่อนครับ



   “เคลลี่ กินไอติมมั้ย” ผมพาเคลลี่ใส่กระเป๋าเป้หน้าท้องประหนึ่งเป็นแม่จิงโจ้เดินเข้ามาในร้านไอติม


   “กิน”


   “เอารสอะไรดีน้า ชอคโกแลตกับสตอเบอร์รี่แล้วกันนะครับ”


   “อื้อ”


   “ครับสิ เคลลี่”


   “คับ” จัดการเรียกพนักงานมาสั่งไอติมเสร็จสรรพก็ข้อความไปบอกไอ้ธรเรื่องพิกัด ณ ปัจจุบันของผมให้มันรู้ รออยู่ไม่นานก็เห็นมันเดินทำหน้าขี้เหร่เข้ามา ผมยกมือบอกมันว่าอยู่ตรงนี้ มันเลยรีบปรี่มาหาผม


   “เฮ้ย ไอ้คี ลูกมึงจริงๆ เหรอวะ” ไอ้ธรมาถึงก็ทักทายผมเสียดัง


   “เบาๆ หน่อยสิวะ” ผมบอกมันให้ลดเสียงความตื่นเต้นลง แล้วรีบบอกให้มันนั่งลงฝั่งตรงข้าม


   “น่ารักว่ะ”


   “แน่อยู่แล้ว ลูกกูนี่คร้าบ” ผมอวดลูกอย่างไม่เกรงใจไอ้ธร


   “จิ้มลิ้มดีว่ะ แล้วคือลูกมึงก็จะอยู่ที่นี่ยาวเลย”


   “อืม อย่างน้อยก็สักปีนั่นแหละ”


   “เป็นไงบ้างวะ ชีวิตคนเป็นพ่อ”


   “ก็เหนื่อยเหมือนกัน ไปไหนก็ไม่ค่อยได้ แต่ลึกๆ ก็มีความสุขดีว่ะ”


   “โอ้ย เพื่อนกูกลายเป็นโหมดนี้ได้ยังไง”


   “เหอะ อิจฉาก็รีบหาเมีย”


   “พยายามเต็มที่อยู่แล้วครับเพื่อน”



   ผมกับไอ้ธรแลกเปลี่ยนข่าวสารกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็โบกมือลาแยกย้าย อีกไม่นานมหาวิทยาลัยก็จะเปิดเทอมแล้วค่อยไปเจอกันที่นั่นก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน แต่ยังไงชาติเสือต้องไว้ลาย เคลลี่เข้านอนแต่หัวค่ำ ยังไงแล้วผมจะต้องหาทางนัดไอ้ธรออกไปเที่ยวเหมือนเดิมให้ได้



   เป้าหมาย!!!



   “อ้าวสวัสดีค่ะ คุณคี ไม่เจอกันเสียนาน แล้วนี่มาได้ไงคะ หรือทำอะไรผิดอีกหรือเปล่า บอกพี่ยามาเลยค่ะ อุ๊ยแล้วนั่นลูกใครคะเนี่ย หน้าตาน่ารักมากๆ เลย” อารยาทักทายเด็กหนุ่มคนคุ้ยเคยที่เข้าออกที่นี่อยู่เป็นประจำ


   “สวัสดีครับพี่ยา เล่นถามคีเสียเยอะเลยไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนดี”


   “อย่าแกล้งพี่ยาเลยค่ะ” อารยาชินเสียแล้วกับท่าทียียวนของอีกฝ่าย


   “คิดถึงคีบ้างมั้ยครับ”


   “คิดถึงสิคะ คุณคีไม่อยู่ งานคุณเมฆล้นมือแทบไม่ว่างเลยล่ะค่ะ”


   “โห ที่แท้ผมก็มีประโยชน์แค่นี้นี่เอง”


   “พี่ยาล้อเล่นค่ะ แล้วนั่นลูกใครเอ่ย”


   “สวัสดีพี่ยาสิครับน้องคี” เด็กน้อยทำตามที่ผมบอกโดยไม่อิดออด


   “อุ้ย ว่านอนสอนง่ายจังเลย ชื่ออะไรคะ”


   “ชื่อเคลลี่ครับ น้องชายผมเอง” เด็กหนุ่มแนะนำเจ้าเด็กแก้มแดง


   “คนนี้เองเหรอคะ ได้ยินแต่ชื่อ น่ารักจริงๆ เลย มัวแต่ชวนคุย มาหาคุณเมฆใช่มั้ยคะ”


   “ใช่ครับ เฮียมีแขกอยู่หรือเปล่าครับ”


   “ไม่มีค่ะ เข้าไปได้เลย”


   “งั้นผมขอฝากเด็กดื้อไว้กับพี่ยาสักครู่นะครับ ขอเข้าไปเซอร์ไพรส์เฮียสักหน่อย”


   “ได้เลยค่ะ มามะ น้องเคลลี่มาให้พี่ยาอุ้มหน่อยน้า” พี่ยามารับเคลลี่ออกไป รู้สึกร่างกายโล่งขึ้นเป็นกอง ผมเลยปลดเป้ทิ้งไว้ตรงข้างๆ โต๊ะพี่ยาก่อน แล้วเปิดประตูเข้าไปโดยไม่เคาะเดี๋ยวคนในห้องจะรู้ตัวเสียก่อน


   “แล้วอาการตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ” เฮียเมฆยืนหันหลังให้ประตูเลยไม่เห็นผม ตอนนี้เฮียกำลังยืนคุยโทรศัพท์กับใครสักคน หันหน้ามองออกไปที่นอกหน้าต่าง


   “อ่อ...ครับ ได้ครับ” ผมค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ๆ ด้านหลังของเฮียเพิ่มขึ้นอีกนิด จนมาหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานแล้ว


   “ถ้าเป็นระยะเริ่มต้นก็น่าจะรักษาได้ใช่มั้ยครับ” จากที่ฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องงานแต่อย่างใด เฮียเมฆกำลังคุยอยู่กับใครกัน


   “ได้ครับ ผมจะดูแลคีอย่างดีครับ ขอให้คุณน้าผู้หญิงหายป่วยไวๆ นะครับ สวัสดีครับ”


ผมได้ยินไม่ผิดใช่มั้ย คุณน้าผู้หญิงที่เฮียเมฆพูดถึงนั่นคือแม่ของผมใช่หรือเปล่า แล้วระยะเริ่มต้น ไหนจะพูดถึงอาการของคนป่วย


ระยะเริ่มต้น ที่พอจะรู้จักอยู่บ้างก็น่าจะหมายถึงโรค...โรค...


มะเร็ง!?


“เฮียเมฆ! แม่ผมป่วยใช่มั้ยครับ” ผมโพล่งถามเฮียเมฆออกไปเสียงดัง ตั้งใจจะเซอร์ไพรส์อีกฝ่าย กลายเป็นว่าผมเองใช่มั้ยที่เซอร์ไพรส์เอง


“อย่าเสียงดังสิคี พูดเบาๆ ก็ได้ พี่อยู่แค่นี้ตรงนี้เอง” เฮียเก็บอารมณ์ได้ดีเหมือนเคย ซ้ำยังคอยปรามเวลาผมทำเสียงดังเหมือนเดิม


“เฮีย ตอบผมสิครับ” ผมปรี่เข้าไปจับแขนเฮียเมฆ ถึงแม้ว่าจะไม่อยากได้ยินว่าใช่ก็เถอะ


“คีไม่ต้องเป็นห่วงอะไรหรอก”


“จะไม่ห่วงได้ยังไงครับ นั่นแม่ผมทั้งคน ทุกคนรู้เรื่องกันหมดยกเว้นผมใช่มั้ย” ผมเคยเอะใจว่าทุกคนดูตั้งใจที่จะทำอะไรบางอย่าง คิดไปเองเสมอว่าคงไม่มีอะไร



“ทุกคนไม่อยากให้คีคิดมาก”


“ทำไมถึงไม่บอกผม หรือผมเองไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้หรือไง” ผมโวยวายแต่ก็ไม่ได้ทำเสียงดังจนเกินไปเพราะกลัวพี่ยาจะตกใจแล้วรีบตามเข้ามา


“ทุกคนหวังดี อยากให้คีสบายใจ” เฮียเมฆดึงผมเข้าไปกอด อีกมือก็คอยลูบหัวผมไปด้วย เฮียมักปลอบผมให้ใจเย็นลงได้เสมอ


“ทำไมต้องทำเหมือนผมพึ่งพาอะไรไม่ได้แบบนี้ด้วย” ผมยังบ่นอู้อี้อยู่กับเสื้อของเฮีย แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา ผมพยายามเข้มแข็ง ผมอยากเป็นที่พึ่งให้ใครบ้าง อย่างนอกครอบครัวของผมก็ยังดี


“ไม่มีใครคิดแบบนั้น ถึงไว้ใจให้คีดูแลเคลลี่ไง คุณน้าเชื่อว่าคีพึ่งพาได้นะ เด็กดี” เฮียกดจูบลงบนหน้าผมเบาๆ เกลี่ยนิ้วที่ใต้ตาทั้งที่ไม่มีน้ำตา


“คิดจะปิดผมไปถึงเมื่อไหร่”



“เขาแค่อยากให้คีตั้งใจเรียน ไม่ต้องเป็นห่วง คุณน้าไม่ได้เป็นอะไรมาก” เฮียเมฆพยายามพูดให้ผมมองทุกอย่างได้ดีขึ้น


“ผมอยากไปหาแม่ครับ”


“เพราะแบบนี้ เลยไม่มีใครอยากบอกคีตอนนี้ยังไงล่ะ”


“ให้คี..ไปเถอะนะครับ พี่เมฆ” ผมใช้ลูกไม้เดิมๆ กับเฮียเมฆ หวังว่ามันคงจะยังได้ผล



“กำลังอ้อนพี่ใช่มั้ย”


“นะครับ ผมจะรีบกลับมาก่อนเปิดเทอมแน่ๆ”


“แล้วเคลลี่?”


“ก็ต้องพาไปด้วยสิครับ ผมไม่มีทางทิ้งเคลลี่ให้อยู่ที่นี่คนเดียวหรอก”


“พี่ไปด้วย รอพี่เคลียร์งานก่อน”


“กว่าพี่เมฆจะเคลียร์งานเสร็จ คงไม่ได้ไปพอดี”


“งั้นคีก็ช่วยพี่สิ”


“มัดมือชกกันชัดๆ ... ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจะมาช่วยพี่เมฆตั้งแต่พรุ่งนี้ แต่ต้องพาเคลลี่มาด้วยนะครับ”


“ไม่มีปัญหา ใกล้เลิกงานแล้ว งั้นเดี๋ยวพี่กลับเลยก็แล้วกัน”


“ครับ”



เคลลี่นอนเร็วครับ ไม่เกินสองทุ่มก็ตาปรือแล้ว วันนี้ผมพาออกไปเล่นข้างนอกช่วงกลางวัน พอใกล้เวลานอนเด็กน้อยคว้านมกล่องไปดูดจนหมดแล้วตามด้วยน้ำเปล่าอีกขวดก็หลับไปโดยได้ง่าย
ผมนอนลูบหลังเคลลี่เพื่อกล่อมเด็กน้อยบนที่นอนของเคลลี่ข้างเตียงนอนห


ลังใหญ่ของผม ที่นอนของเด็กน้อยคนนี้ได้รับอภินันทนาการจากคุณลุงและคุณป้าเลยล่ะครับ เตียงของผมถูกเลื่อนออกไปเพื่อให้มีพื้นที่วางที่นอนข้างๆ เตียงของผม คุณลุงกับคุณป้ากลัวว่าถ้านอนบนเตียงกับผมแล้ว กลางดึกอาจจะดิ้นตกลงมาได้ ท่านเลยเป็นห่วง



แต่ที่นอนของเคลลี่น่ะ มีขนาดใหญ่เกือบจะเท่าเตียงของผมเลยนะครับเนี่ย!!



ผมลูบหลังให้เด็กน้อยไป พลางคิดถึงเรื่องของแม่ไปด้วย ท่าทีอ่อนเพลียต่างๆ ที่แสดงออกมาให้เห็น แต่ผมไม่เคยเอะใจ เชื่อตามที่แม่บอกทุกอย่างว่าแม่แค่เหนื่อย ผมนี่มันใช้ไม่ได้เลยจริงๆ เท่าที่ได้ยินตอนเฮียเมฆคุยโทรศัพท์วันนี้ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นระยะเริ่มต้น ถ้าได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ก็มักจะรักษาให้หายขาดได้ทั้งนั้น



แม่ผมต้องไม่เป็นไร


‘อยู่กับคีนานๆ นะครับ’



ผมได้แต่คิดด้วยความไม่สบายใจ เหลืองมองนาฬิกาตอนนี้ก็สามทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว ได้ยินเสียงเปิดประตูของห้องข้างๆ เฮียเมฆคงขึ้นมาแล้ว ถึงอยากจะเข้มแข็งเท่าไหร่ แต่ลึกๆ แล้วก็อยากได้รับการปลอบใจและความอ่อนโยนจากใครสักคนด้วยกันทั้งนั้น
โดยเฉพาะคนที่เรารัก



   รัก ใช่มั้ย??



   ผมลุกออกมาจากที่นอนของเคลลี่ พยายามทำเสียงให้เงียบที่สุดเพราะเกรงว่าเด็กน้อยจะตื่น โดยปกติเคลลี่เป็นเด็กหลับดี มักจะหลับรวดเดียวจนถึงเช้า ทำให้ผมค่อนข้างไม่ห่วงเท่าไหร่นัก หากผมจะหายไปอยู่ห้องข้างๆ บ้าง แต่ก็แง้มประตูห้องของตัวเองไว้เล็กน้อย หากเคลลี่ตื่นขึ้นมาแล้วร้องไห้ ผมก็จะได้ยิน



   “เฮียเมฆครับ” ผมเคาะประตูสองสามทีอยู่หน้าห้องนอนของเจ้าของชื่อ ไม่รอให้เฮียเมฆตอบ ผมก็ถือวิสาสะเปิดเข้าไปเลย


   “ว่าไง” เฮียเมฆเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ ตอนนี้เฮียเลยสวมแค่กางเกงนอนตัวเดียวยังไม่ได้ใส่เสื้อ ผมที่ไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้เสียนาน ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก


   “เรื่องแม่....”


   “คุณน้าเหรอ มีอะไรล่ะ” เฮียเมฆหยิบเสื้อนอนขึ้นมาใส่ ผมนี่แทบเสียดายที่ไม่ได้เห็นหน้าอกสวยๆ ต่อ เฮียเดินก้าวไปนั่งพิงที่หัวเตียง แล้วหยิบหนังสือที่วางอยู่ตรงโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาถือไว้เพื่อเตรียมอ่าน


   “เล่าอาการของแม่ให้ผมฟังหน่อยสิครับ” ผมตามเข้ามานั่งข้างๆ เฮียเมฆ ชักอยากจะเป็นคนชอบการสัมผัสเสียจริง


   “คีเข้าใจว่ายังไงบ้างล่ะ” เฮียเมฆคงเห็นว่าเรื่องนี้คงจะยาว เลยวางหนังสือลงที่เดิมแล้วหันมาสบตากับผมตรงๆ เสียที


   “แม่เป็นมะเร็งใช่มั้ยครับ”


   “ใช่...คุณน้าเป็นมะเร็งรังไข่” ถึงจะมั่นใจแต่พอได้ฟังชัดๆ ก็ใจหวิวขึ้นมา


กลัวเหลือเกิน กลัวจะไม่ทันการณ์


“....”


“แต่ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง คุณแม่ของคีโชคดีมากๆ ที่ตรวจเจอตั้งแต่ระยะแรก”


“แม่ตรวจเจอได้ยังไงครับ”


“คุณน้าท้องอืด พ่อของคีเลยพาไปหาหมอ ที่โรงพยาบาลก็เลยตรวจเสียซะละเอียด”


“โชคดีของแม่จริงๆ เพราะพ่อน่ะเป็นพวกที่อะไรเกี่ยวกับแม่แล้วจะเยอะไปทุกอย่าง” ผมรู้สึกจากใจเลยว่าแม่โชคดีที่ได้รักกับพ่อ เพราะในสายตาของพ่อแล้ว แม่สำคัญที่สุดในชีวิต พ่อไม่เคยเพิกเฉยต่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวกับแม่เลย


“โชคดีจริงๆ” เฮียเมฆดึงผมเข้าไปกอดแล้วพึมพำตามคำพูดผมอยู่ด้านบนก่อนจะจูบที่ขมับเบาๆ


รู้สึกเหมือนบรรยากาศกำลังพาไป เหมือนจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนี้ว่ามั้ยครับ ผมเองก็ร้างลาเรื่องอย่างว่ามาพักหนึ่งแล้ว ส่วนเฮียเมฆนี่ไม่รู้แฮะ เพราะถ้าเฮียมีแต่ผมนี่ก็นับว่าอดอยู่หลายปีเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน



ผมเงยหน้ามองหน้าเฮียเมฆ เหมือนมีแรงดึงดูดเกิดขึ้นระหว่างเรา แรงดึงดูดที่ผมพยายามผลักไสมันอยู่ตลอดเวลา ผมพยายามทำตัวเป็นขั้วเดียวกับเฮียเมฆ เพื่อที่เราจะได้อยู่ห่างกันมากที่สุด ความสัมพันธ์ที่ผมไม่อยากยอมรับ ความสัมพันธ์ที่ผมคอยเห็นแก่ตัว



แต่...ตอนที่รู้เรื่องอาการป่วยของแม่ ผมเริ่มรู้สึกกลัว กลัวว่าคนรอบตัวที่คอยอยู่ข้างๆ ผมจะหายไปทีละคน ทีละคน ยอมรับว่าผมยังเข้มแข็งไม่พอ ยังไม่พร้อมจะเห็นใครเดินออกไปจากชีวิตผมอีกครั้ง  ผมได้แต่หวังว่าเวลาจะคอยเยียวยาความรู้สึกที่อยู่ภายในใจให้ดีขึ้น วันนี้ผมถึงได้เข้าใจว่ามันดีขึ้นนะ แต่มันดีขึ้นแค่นิดเดียว จริงๆ



รวมทั้งความรู้สึกที่มีต่อเฮียเมฆด้วย ผมอยากให้เวลาช่วยผมได้คิดเรื่องความรู้สึกของผมกับเฮียเมฆมากกว่านี้อีกสักหน่อย แต่มันคงไม่ต้องรอแล้วมั้ง


ผมคิดว่าผมพร้อมแล้ว... เรื่องของเรา


ผมคล้องแขนโน้มคอของเฮียเข้ามา เลื่อนมือประคองใบหน้าคมให้เข้ามาใกล้ แตะริมฝีปากลงบนปากของเฮียเบาๆ


“อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไปได้มั้ย” เฮียเมฆถามผมเสียงเบา เสียงทุ้มของเฮียยังทำให้ผมหลงใหลมันอยู่เสมอ


“.....” ผมแปลกใจที่จู่ๆ เฮียก็ถามขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เลยได้แต่นิ่งคิดไป


“ยังคิดถึงแอนนาอยู่เหรอ”



ไม่ใช่แค่ผมที่เหนื่อยกับใจตัวเอง เฮียเมฆเองก็คงเหมือนกัน ผมรู้ว่าผมทรมานใจเฮียไม่น้อยเลย ไอ้ธรเองก็มักจะด่าผมอยู่เป็นประจำ แต่เป็นผมเองที่ยังถ่วงเวลา



อย่างคนเห็นแก่ตัว



“ถ้าให้บอกว่าไม่คิดถึงเลยคงไม่ใช่ ผมกับแอนนา เราทั้งคู่เคยมีความสุขด้วยกันจริงๆ เธอเป็นผู้หญิงคนเดียว เป็นแม่ของเคลลี่ที่ผมรัก” ผมจ้องมองนัยน์ตาของเฮียเมฆแน่วแน่ สัมผัสได้ถึงดวงตาที่สั่นไหวของเฮียเบาๆ



คนอย่างเฮียเมฆก็ใช่ว่าจะเข้มแข็งตลอดเวลาได้เหมือนกัน



“แต่ตอนนี้ผมรักเฮียเมฆมากที่สุดครับ”


“หืม?”


“คีรักพี่เมฆมากที่สุด อยู่กับคีตลอดไปนะครับ” สูงสุดสู่สามัญ เมื่อก่อนเคยเรียกเฮียเมฆว่าอย่างไร ตอนนี้ก็กลับไปเรียกให้เหมือนเดิม กลับไปเป็นเหมือนเดิม คีรินทร์ คนที่มั่นใจและแน่ใจในตัวเองแล้ว


ในที่สุดก็พูดออกไปได้สำเร็จ ในที่สุดก็เลิกวิ่งหนีทุกอย่างเสียที พูดออกไปแล้วก็รู้สึกเหมือนร่างกายมันเบาหวิวเหมือนจะลอยได้เลย


เฮียเมฆกอดผมแน่นขึ้น ผมได้ยินเขาพึมพำว่าขอบใจ ขอบใจผม


“คีขอบคุณพี่จริงๆ ที่ไม่ทิ้งคี ที่ไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน”


“รักมาตั้งนาน รอมาได้ตั้งหลายปี แค่รอให้คีแน่ใจทำไมจะรอไม่ได้”


“พี่เมฆ!! อย่าพูดแบบนี้สิครับ แค่นี้คีก็รู้สึกผิดมากอยู่แล้ว”


“คีไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก”


“ใจดีกับคีอีกแล้ว ตามใจคีได้เพราะคีเสียคนไปแล้ว แต่ห้ามตามใจเคลลี่แบบนี้นะครับ เดี๋ยวเคลลี่จะดื้อ”


“คนเป็นพ่อลูกกัน ถ้าจะดื้อเหมือนกันก็ไม่แปลก”


“คีเปล่า...”


“เหรอ?”


“จริงๆ นะครับ” ผมไม่รู้สึกสบายใจเรื่องของเราแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว เสียดายเวลาที่ผ่านมา อยากจะเคาะหัวตัวเองสักสอง

สามที แต่ก็นะ... มันผ่านมาแล้วนี่


“วีคนี้ช่วยพี่ทำงานแล้วจะได้ไปหาคุณน้ากัน”


“ครับ จะไม่อู้แม้แต่นิดเดียว”


“เรื่องคุณน้า คีไม่ต้องห่วงหรอกนะ คุณน้าต้องหายแน่นอน”


“ครับ แม่ต้องหายดีอยู่แล้ว”


“ดีแล้วล่ะ คิดบวกเข้าไว้ ตอนไปหาคุณน้าก็ต้องทำให้ท่านสบายใจมากๆ นะรู้มั้ย”


“ครับ พี่เมฆพูดอย่างกับคีเป็นเด็ก”


“ก็เด็กจริงๆ”


“เด็กทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ” ผมยกตัวขึ้นไปจูบคนช่างว่า สอดลิ้นอุ่นเข้าไป เฮียเมฆเองก็เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าผมกำลังจะทำอะไร เลยเปิดทางเอาไว้ให้ สัมผัสที่ห่างหายกันไป ทำให้เราทั้งคู่ใช้เวลาสำรวจกันอยู่นาน จนเกือบจะไม่มีลมหายใจแล้วนั่นแหละ เราจึงผละออกจากกัน


“พี่เมฆครับ”


“ว่าไง”


“คืนนี้....ผมนอนกับพี่ที่นี่นะ”


“ถ้าบอกว่าไม่ได้แล้วจะเชื่อพี่มั้ย”


“ไม่ครับ”


“นั่นสินะ” เฮียเมฆทำหน้าเบื่อใส่ผม เขาคงคิดว่าในเมื่อก็รู้อยู่แล้วว่าห้ามยังไงก็ไม่ฟัง ไม่รู้ผมจะขออนุญาตออกไปทำไม



ก็มารยาทยังไงเล่า



============================================
โค้งสุดท้ายแล้ววววว อีกไม่นานเรื่องนี้ก็ใกล้จะจบแล้วล่ะค่ะ
ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่ตลอดนะคะ


ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
ในที่สุดคีย์ก็บอกรักพี่เมฆเต็มปากซักทีนะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
คี ไม่มั่นใจเรื่องความรัก เพราะเคยถูกแอนนาหักหลัง
ถึงแม้จะรักเฮียเมฆ แต่ความกลัวฝังลึกไปแล้ว
เลยดูเหมือนคี เตะถ่วงกับเฮียเมฆ
ทั้งที่รัก แต่ก็ไม่ยอมตกลงซักที
แต่ขณะเดียวกันก็หวงเฮียเมฆ
เลยมองว่าคี เล่นตัว เห็นแก่ตัว
พอมีเรื่องแม่ป่วย คีรับรู้การจากกัน
ทำให้คิดได้ว่าการจากลา ต้องมีแน่ๆ
ไม่อยากให้มีใครจากไป
คี สิ้นฤทธิ์ หายดื้อ  ยอมรับรักเฮียเมฆ :กอด1: :กอด1: :กอด1:
ลุ้นมานาน ให้คี ใจอ่อน กับเฮียเมฆ 
ไม่มีใครอดทน ยอมรับตัวตนของคี ได้เท่าเฮียเมฆแล้ว
เฮียเมฆ แสนดี อบอุ่น รักคี สุดยอดดดดด  :man1: :man1: :man1:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ในที่สุดก็บอกรักได้ซะทีนะคี

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

ยกภูเขาออกจากอก


“แม่ครับ” ผมผลักเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยเพียงตามลำพัง ทุกคนเปิดโอกาสให้ผมได้อยู่กับแม่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากของแม่
ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมทุกคนต้องปิดผม กลัวผมคิดมาก กลัวผมกังวล ทำไมต้องคิดแทนผมด้วย ถ้าเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันนั้น... ผมก็คงได้รู้เป็นคนสุดท้ายใช่มั้ย


“เป็นไงคะลูก เดินทางมาเหนื่อยมั้ย” แม่ยังห่วงใยผมเหมือนเดิม ทั้งน้ำเสียงและแววตานั้นแสดงออกให้ผมเห็นอย่างชัดเจนว่าแม่รักและเป็นห่วงผมมากแค่ไหน


“เจ็บมั้ยครับแม่”


“ก็มีบ้างจ้ะ แต่แม่ทนได้” ผมอยากเข้มแข็งต่อหน้าแม่ แต่ความเข้มแข็งที่แม่แสดงออกมามันทำให้ผมกลั้นน้ำตาต่อไปไว้ไม่ไหว


“อยู่กับคีนานๆ นะครับแม่ อย่าทิ้งคีนะครับ” ผมโผเข้ากอดแม่ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงขาว แม่ลูบศีรษะผมอย่างเบามือ เปี่ยมไปด้วยความรักและความทะนุถนอมเหมือนผมยังเป็นเด็กอยู่เสมอ


“แม่จะอยู่กับคีไปนานๆ นะคะ คีไม่ต้องกังวลหรอกนะ” แม่มอบรอยยิ้มที่อ่อนโยนมาให้ผม ถ้าต้องขาดรอยยิ้มนี้ไป ผมจะอยู่ยังไง ผมไม่ปรารถนาที่จะขาดใครไปในชีวิตของผมอีก


แค่คน...เคยรัก คนหนึ่งมันก็มากพอแล้ว


ผมยังอ่อนแอ ไม่เคยเข้มแข็งเลย


“แม่ไม่สบาย ทำไมถึงไม่บอกคีครับ”


“ทุกอย่างที่แม่กับพ่อตัดสินใจเพื่อคีนะลูก”


“แต่คีเป็นลูกแม่ คีควรจะอยู่ดูแลแม่ ตอนที่แม่ไม่สบาย ตอนที่แม่ต้องการกำลังใจนะครับ” ผมระบายความในใจให้แม่ฟัง ทั้งที่รู้ว่าไม่ควร แต่มันก็อดไม่ได้ ระบายออกไปทั้งน้ำเสียงและน้ำตา


“ไม่ร้องค่ะ ไม่ร้อง โอ๋ๆ เด็กดีของแม่ ไม่ร้องนะลูก” คำพูดคุ้นหูที่แม่คอยปลอบผมทุกครั้งเวลาร้องไห้


คำนี้ไม่ได้ยินมานานเท่าไหร่แล้วนะ



“คีเสียใจ คีรักแม่นะครับ”


“แม่ก็รักคีค่ะ รักที่สุดเลย” แม่พูดพลางเช็ดน้ำตาให้ผม น่าอายจริงๆ ผมควรจะปลอบและให้กำลังใจแม่ แต่กลับเป็นผมที่ร้องไห้ปี่แตกอยู่แบบนี้


“ที่แม่ไม่บอกคี เพราะแม่รู้ว่าแม่จะต้องหายกลับมาเป็นปกติแล้วอยู่กับคีอีกนานยังไงล่ะคะ”


“แม่...” ผมตั้งใจจะหอบกำลังใจมาให้แม่ แต่ทำไมแม่ถึงมีกำลังใจและแรงฮึดสู้มากขนาดนี้


“เลิกร้องนะคะ เด็กดี”


“ครับ”


“เห็นพ่อบอกว่าคีพาเคลลี แล้วก็เมฆมาด้วยใช่มั้ยคะ”


“ใช่ครับ แต่พ่อพาเคลลี่ไปหาอะไรทาน เดี๋ยวก็คงกลับมาครับ”


“เหรอจ้ะ แล้วคีล่ะไม่หิวเหรอคะ ไปทานกับน้องก่อนสิคะ”


“ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ครับ เดี๋ยวรอให้พ่อกลับมาก่อน คีค่อยไปทานครับ”


“คี..”


“ครับ”


“คีไม่ต้องห่วงแม่หรอกนะคะ แม่รับปากกับคีแล้วไงคะ ว่าแม่จะไม่เป็นไร ก็ต้องไม่เป็นไรค่ะ”


“คีทราบครับ แต่แม่ไม่เคยป่วย แล้วนี่ก็ไม่ใช่ป่วยทั่วไปด้วย”


“โถ ลูกรัก แม่เพิ่งเริ่มเป็นเอง แล้วโชคดีที่เจอแต่ระยะแรกเลย รักษาแปปเดียวเดี๋ยวก็หายค่ะ”


“ตอนที่หมอให้คีโม แม่ต้องเจ็บมากแน่ๆ” ผมลูบแขนที่มีสายน้ำเกลือเสียบอยู่เบาๆ


“แม่ของคีเก่งนะ คีก็รู้ใช่มั้ยคะ”


“คีรู้ว่าแม่ของคีเก่งที่สุดในโลกครับ”


“ใกล้เปิดเทอมแล้ว คีกับน้องต้องกลับไปเรียนนะคะ”


“แต่คีห่วงแม่...” ผมลำบากใจอยู่มากทีเดียว ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อแม่เลยจริงๆ


“คีต้องทำตามหน้าที่ของตัวเองให้ดีนะคะลูก ถ้าคีคอยแต่เฝ้าแม่ จนไม่ได้กลับไปเรียน แม่เองก็ต้องเป็นห่วงคี และก็ไม่สบายใจอีกด้วย ก็จะไม่เป็นผลดีกับเราทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าคีกลับไปเรียน แม่ก็สบายใจ แล้ววันหยุดคีค่อยบินมาให้แม่ แบบนี้วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ดีกว่ามั้ยคะ”


“แม่พูดเสียจนคีหาเหตุผลไม่ทันเลย”


“เชื่อแม่นะคะ กลับไปเรียน ดูแลเคลลี่ให้ดี ทำให้แม่หายห่วงนะคะ”


“ก็ได้ครับ คีจะมาหาแม่บ่อยๆ นะครับ”


“ค่ะ แม่รักคีนะคะ”


“คีก็รักแม่ครับ” ผมโผเข้ากอดแม่อีกครั้ง ไม่เคยรู้สึกรักแม่จนแทบใจจะขาดเท่าเวลานี้มาก่อนเลย


“เฮ้ยๆ ให้มันน้อยๆ หน่อย นี่เมียพ่อนะเว้ย จะมากอดตามอำเภอใจไม่ได้” พ่อเข้ามาในห้องก็ขัดจังหวะช่วงเวลาแห่งความสุขของผมกับแม่ทันที แถมยังเข้ามาแยกความรักของผมออกจากแม่อีก


“พ่อ นี่มันตัวขวางความสุขชัดๆ”


“บ๊ะ ไอ้นี่”


“สวัสดีครับคุณน้า” เฮียเมฆ เข้ามายืนข้างๆ เตียงของแม่ผมเหมือนกัน พอสบโอกาสเหมาะก็ค่อยพูดขึ้นมา


“สวัสดีค่ะ เมฆเดินทางมาเหนื่อยมั้ยคะ”


“ไม่เหนื่อยหรอกครับ ขึ้นเครื่องก็หลับมาเกือบตลอดทาง”


“ขอบใจมากนะคะ ที่อุตส่าห์มาเยี่ยมและคอยเป็นธุระให้น้าตลอดเลย”


“ไม่เป็นไรครับคุณน้า ผมยินดี”


“Mom……” เสียงเคลลี่แสดงตัวตนบ้างครับ แต่เพราะพ่อของผมยังอุ้มเอาไว้แน่น เคลลี่เลยดิ้นลงจากอ้อมกอดไม่ได้ พ่อของผมก็ใช่ย่อยเพราะรู้ล่วงหน้าว่าเคลลี่อาจจะเข้าไปหาแม่ทันทีจนทำให้เจ็บได้ ก็เลยยึดไว้เสียแน่นเลย


แม่คือที่หนึ่งสำหรับพ่อเสมอและตลอดมา


“ไม่ได้ครับ เคลลี่ ตอนนี้แม่ไม่สบาย”


“What?” เด็กน้อยทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเข้าไปหาแม่ไม่ได้


“แม่เจ็บแขนค่ะ ดูสิคะเคลลี่ เป่าให้แม่หน่อยสิคะ” พ่อค่อยๆ โน้มเจ้าตัวยุ่งลงไป เคลลี่รู้งาน คงเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย เคลลี่ค่อยๆ เป่าตรงข้อมือของแม่ที่เสียบสาบน้ำเกลืออยู่


“เพี้ยง!” เคลลี่พูดเสร็จก็ยิ้มแป้นใส่แม่เต็มที่ ผมเห็นท่าทีที่เจ้าตัวดื้อทำแล้วมันน่าฟัดจริงๆ


“คีไปทานข้าวสิคะ เดี๋ยวโรคกระเพาะถามหา”


“จริงด้วย ไอ้ตี๋ยังไม่ได้กินอยู่คนเดียว งั้นน้าวานเมฆพาไอ้ตี๋ไปหน่อยนะ ส่วนเคลลี่อยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องพาไป”


“ครับ คุณน้า”


“เดี๋ยวคีมานะครับแม่”


“ค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ”



อาหารมื้อนั้นไม่มีอะไรมาก ผมไม่ได้พูดคุยกับเฮียเมฆมากนักเพราะมัวแต่กังวลเรื่องของแม่อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้คนที่นั่งมองดูผมทานข้าวอยู่เงียบๆ นั้นจะส่งสายตาอ่อนโยนมาให้ผมก็ตาม ผมทานไม่นานก็รีบกลับเข้าไปหาแม่ แต่ไม่ได้อยู่พูดคุยกับแม่มากมายนักเพราะถึงช่วงเวลาพักผ่อนของแม่พอดี



พ่อรีบไล่ผมกลับไปที่บ้าน จริงๆ ก็เพื่ออยากให้ผมพักผ่อน ไม่อยากให้เหนื่อย ผมรู้ว่าพ่อเองก็เป็นห่วงจิตใจผมไม่น้อย เขาเองก็รักผมไม่น้อยกว่าที่เขารักแม่หรอก เรื่องนี้ผมรู้ดี ในคราวแรกผมต่อรองว่าเดี๋ยวจะเอากระเป๋าไปเก็บที่บ้าน เสร็จแล้วจะมานอนเฝ้าแม่ แต่พ่อก็พูดให้ผมได้คิด



“ถ้ามึงมาแล้วใครจะดูแลเคลลี่ ไหนจะเมฆอีก” พ่อบอกผมเสียงเบา ในตอนที่เราทั้งหมดยืนอยู่ด้านนอกหน้าประตูห้องพักของแม่


“แต่...”


“ทำตามที่คุณน้าบอกเถอะคี พี่รู้ว่าคีเป็นห่วงคุณน้าผู้หญิง แต่เคลลี่ก็สำคัญเหมือนกัน”


“เมฆพูดถูก ... ตกลงตามนี้นะไอ้ตี๋ อย่าดื้อ อย่าซ่าให้มากเรื่อง”


“ก็ได้ครับ” ผมรับคำเสียงอ่อย เลยเดินคอตกกลับบ้านด้วยความผิดหวัง


“เออแล้วก็นอนที่ห้องกูข้างล่างนั่นแหละ” พ่อบอกผมก่อนที่ผมจะเดินห่างไปไกล


“ทำไมล่ะ?”


“ห้องมึงยังไม่ได้ทำความสะอาดเลย จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเก็บกวาด เข้าใจ?”


“ครับ คุณพ่อ” ผมประชดคนเจ้ากี้เจ้าการ แล้วก็อุ้มเคลลี่ที่ดูกำลังง่วงงุนจนได้ที่แล้วกลับบ้าน



ผมทำตามที่พ่อบอกเลือกห้องนอนของพ่อและแม่เป็นที่นอนสำหรับพวกเราสามคนในคืนนี้และคืนต่อๆ ไป ดูจากท่าทีของพ่อแล้ว ผมคงไม่มีโอกาสได้เฝ้าแม่แน่ๆ พ่อห่วงแม่มาก ถึงผมจะเป็นลูกแท้ๆ ของพวกเขาแล้ว ยังไงพ่อก็ไม่มีทางยอมให้ผมเฝ้าแม่แล้วพ่อกลับมานอนที่บ้านหรอก



ในคืนนั้นพวกเราเข้านอนกันเร็ว เคลลี่หลับไปแล้วข้างๆ กายผม ผมนอนตะแคงข้างกอดเคลลี่ไว้เบาๆ มีเฮียเมฆที่นอนซ้อนหลังผมแล้วกอดผมไว้เช่นกัน ผมไม่ได้พูดคุยอะไรกับเฮียเมฆมากเหมือนเดิม นอกจากคำพูดขอบคุณที่ออกมาจากใจ เขาเป็นกำลังใจสำคัญของผม ในยามที่ผมทุกข์หรือเศร้า



เฮียเมฆทำให้ผมยิ้ม หัวเราะได้ หรือทำให้ผมเศร้า เสียใจก็ได้ เขาเป็นคนเดียวที่มีอิทธิพลกับจิตใจของผม



“นอนพักซะนะ ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณน้า ทุกอย่างจะผ่านไปได้ดี”


“ขอบคุณครับ พี่เมฆ” เฮียเมฆตอบรับคำพูดของผมด้วยการกระชับแรงกอดจากแขนของเฮียให้แรงขึ้น นั่นทำให้ผมอุ่นใจขึ้นกว่าเดิม จิตใจของผมเริ่มผ่อนคลาย แล้วเมื่อไหร่ไม่รู้ที่ผมได้หลับไป


“เสร็จแล้วใช่มั้ย? ไปกันเลยนะ” เฮียเมฆทักขึ้นในยามเช้า


ผมพยักหน้ารับคำ เรากำลังจะเตรียมตัวไปโรงพยาบาลกันครับ ผมป้อนข้าวเคลลี่รวมไปถึงสัมภาระต่างๆ ของเด็กน้อยนี่ครบเรียบร้อย มองซ้ายมองขวา คิดว่าไม่ลืมอะไรแล้วก็อุ้มเด็กน้อยใส่เป้อุ้มแล้วเดินนำไปเปิดประตู ปล่อยให้เฮียเมฆสะพายกระเป๋าเป้ของใช้ของเคลลี่ตามมา


“ไง” มีแขกไม่ได้รับเชิญยืนอยู่หน้าประตู ผมตกใจที่เห็นเธอ จนเผลอถอยหลังมาหนึ่งก้าว ทำให้หลังชนกับเฮียเมฆที่ยืนรออยู่


“เอ่อ.. แอนนา”


“สวัสดี...” เธอทักผมแล้วมองเลยไปยังเฮียเมฆพร้อมมอบรอยยิ้มขอลุแก่โทษที่เธอมาเหมือนขัดจังหวะ


“สวัสดี มาได้ไง”


“คือ...ฉันกลับมาเยี่ยมบ้านน่ะ คิดถึงเธอก็เลยแวะมา”


“มีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่า พอดีฉันมีธุระ กำลังรีบน่ะ”


“ก็ไม่เชิง...” เธอทำสีหน้าลำบากใจเมื่อได้ยินผมพูดออกไปแบบนั้น


“ตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่มาก คุณน้าคงกำลังทานมื้อเช้า ยังไงคีคุยเพื่อนก่อนแล้วกัน พี่จะอุ้มเคลลี่ไปเดินเล่นแถวๆ นั้น โอเคมั้ย” เฮียเมฆชี้มือไปที่แม่น้ำใกล้ๆ ผมเลยพยักหน้าเบาๆ แล้วปลดสายเป้ จัดแจงใส่ให้อีกฝ่าย ไม่นานเฮียเมฆก็อุ้มเด็กน้อยแก้มแดงเดินออกไป”


“เราจะคุยกันตรงนี้เหรอ” แอนนาเอ่ยถามตอนที่ผมกำลังมองเฮียเมฆที่กำลังเดินออกไปเรื่อยๆ ทำให้ผมได้สติ


“เข้ามาก่อนสิ” ผมถอยออกมาจากประตูอีกเพื่อให้เธอเดินเข้ามาได้


“อืม”


“นั่งตรงนี้ก่อน เอาน้ำอะไรมั้ย”


“ไม่ล่ะ ขอบใจนะ เป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย”


“ก็ดี เธอก็คงเหมือนกันใช่มั้ย”


“ใช่ แล้วเด็กตะกี้คือลูกของเราใช่มั้ย”


“ใช่ เคลลี่”


“น่ารักมากจริงๆ”


“อย่างที่บอกแต่แรกว่าฉันมีธุระ เธออยากคุยอะไรกับฉันก็พูดมาตรงๆ เลยเถอะ แอนนา”


 “ฉันมาขอโทษเธอ”


“ขอโทษ? ขอโทษฉันทำไม”


“เรื่องที่ฉันหนีไปจากเธอ มันคงทำให้เธอโกรธฉันมาก”


“เรื่องมันผ่านมาแล้ว ตอนนี้ฉันไม่เป็นไรแล้วก็ไม่ได้โกรธเธอ ตอนนั้น ฉันยอมรับว่าเสียใจและไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงทำแบบนี้ ทั้งที่เรารักกัน”


“แต่ฉันเขียนโน้ตบอกเธอไว้แล้ว”


“ใช่ ฉันรู้ ฉันอ่านมันแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”


“ฉันขอโทษ ในตอนนั้นฉันยังเด็กเกินไป จนคิดอะไรไม่ดี ไม่รอบคอบ แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว ฉันอยากกลับมาหาเธอ ถ้าเธอยังไม่มีใครฉันอยากจะขอโอกาสจากเธออีกครั้งได้มั้ย” แอนนาขอร้องผมด้วยน้ำตา เธอกำลังร้องไห้ออกมา ผมรู้ว่าเธอไม่ได้แกล้งทำให้ผมใจอ่อน ผมคิดว่าผมรู้จักเธอดีนะ


“....”


“ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำมันไม่น่าได้รับการยกโทษจากเธอ แต่ตอนนี้ฉันรู้ตัวจริงๆ แล้ว ขอร้องล่ะคีย์ ให้โอกาสฉันอีกครั้งได้มั้ย” เธอเอื้อมมือมาดึงผมขึ้นไปแนบที่แก้มของเธอ เมื่อก่อนนี้ผมชอบมากถ้าเธอจะทำแบบนี้กับผม


แต่ตอนนี้กับเมื่อก่อนมันไม่เหมือนเดิมแล้ว


“ฉันขอโทษนะแอนนา ฉันคงตอบรับความรู้สึกที่เธอให้ฉันไม่ได้”


“ทำไมล่ะ หรือเพราะเธอยังโกรธฉันอยู่ ไม่เอาน่า ฉันเสียใจจริงๆ เรื่องนั้น”


“ไม่ใช่หรอก ฉันไม่ได้โกรธเธอแล้ว แต่เพราะฉันไม่ได้รักเธอแล้วต่างหาก”


“ไม่เป็นไร คีย์ ฉันรู้สิ่งที่ฉันทำมันหนักหนามาก แต่ให้โอกาสฉันได้มั้ย ฉันจะพยายามทำให้เธอรักฉันเหมือนเดิม เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน สามคน พ่อ แม่ ลูก ยังไงล่ะ เคลลี่จะได้มีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตา”


“ขอบใจนะที่เธอยังคิดถึงเคลลี่อยู่ แต่เคลลี่มีครอบครัวพร้อมแล้ว ถ้าเธอคิดถึงอยากจะแวะเวียนมาหาเคลลี่เมื่อไหร่ก็ได้ตามใจเธอเลย แต่เรื่องที่จะกลับไปอยู่ด้วยกันคงเป็นไปไม่ได้” ผมดึงมือออกจากใบหน้าของเธอแผ่วเบา และมองออกไปที่ทางช่องของประตู


“ทำไมล่ะ เธอมีคนรักใหม่แล้วงั้นหรือ”


“ใช่...” ผมเว้นจังหวะนิดนึงก่อนจะพูดต่อ


“เมื่อสักครู่นี้เธอคงเห็นผู้ชายที่อุ้มเคลลี่ออกไปใช่มั้ย”


“เธออย่าบอกนะว่า” แอนนาดูมีสีหน้าตกใจอย่างคาดไม่ถึง เมื่อพอจะเข้าใจอะไรได้ลางๆ


“ถูกต้อง อย่างที่เธอคิด ตอนนี้ฉันกำลังคบกับเขาอยู่”


“คีย์ ไม่ใช่ เธอล้อเล่นฉันใช่มั้ย ถ้าเธอยังโกรธฉันอยู่ก็บอกมาตรงๆ เลย ฉันไม่ว่าอะไรเธอเลยเพราะฉันเป็นคนผิดเอง แต่เธอไม่จำเป็นต้องประชดหรือโกหกฉันด้วยวิธีนี้”


“ฉันไม่ได้ประชดหรือโกหกเธอ แอนนา ที่ฉันพูดไปทั้งหมดมันคือความจริง”


“เป็นไปไม่ได้”


“เชื่อฉันเถอะ ฉันไม่ใช่คีย์ของเธออีกต่อไปแล้ว”


“ตะ..แต่.. ไม่จริงใช่มั้ย”


“ยอมรับเสียเถอะ” ผมบอกเธอพร้อมตบไหล่เธอเบาๆ แอนนายกมือปิดหน้ากลั้นเสียงสะอื้นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน


“เรื่องของเรา ยังไงก็ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้แล้วใช่มั้ย”


“เวลาเปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยน ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น”


“...”


“แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะยังเป็นเหมือนเดิมก็คือความเป็นพ่อและแม่ให้กับเคลลี่ ในวันหนึ่งถ้าเขาโตขึ้นแล้วเขาอยากไปหาเธอ ฉันก็ยินดี และเธอเองถ้าอยากมาหาเคลลี่ ฉันก็ยินดีเช่นกัน”


“ฉันขอโทษนะ คีย์”


“เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่าไปเสียเวลากับมันเลย” ผมบอกแอนนาไปก็จริงแต่รู้ดีว่าคำพูดนั้นมันบอกเตือนตัวเองเสียมากกว่า ผมเสียเวลาไปตั้งหลายปีกับเรื่องราวในอดีต จมปลักอยู่กับมันจนเกือบจะเสียทุกอย่างดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตไป


“อืม งั้นฉันไปก่อนนะ” แอนนายกมือเช็ดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะยิ้มให้ผม


“โชคดีนะ” ผมลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูให้เธอ แต่ก่อนที่เธอจะเดินผ่านผมไป เธอก็พูดขึ้นมาว่า


“ฉันยังรักเธอนะคีย์ ขอโทษและขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่ผ่านมา”


“ฉันก็รักเธอ... แอนนา” และนั่นคือคำพูดสุดท้ายของผมที่บอกแอนนา


ถูกต้องผมยังรักเธออยู่ เธอเป็นรักแรกของผม เธอเป็นคนที่ผมจริงจัง แต่ตอนนี้ผมไม่ได้รักและคลั่งเธอเท่ากับเมื่อก่อนอีกแล้ว ผมรักเธอในฐานะเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น



แอนนากลับไปแล้ว ผมยืนสงบจิตใจ เปิดตู้เย็นหยิบน้ำขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้งเพื่อตั้งสติ เหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ เป็นสิ่งที่ผมไม่ทันได้คาดคิดมาก่อน ไม่คิดว่าจะได้เจอแอนนาอีกครั้งเลยด้วยซ้ำ แล้วยังต้องมาคุยเรื่องเก่าที่ผ่านมาหลายปีอีก มันทำให้ผมใจเต้นแรงอยู่ไม่น้อย


ผมจัดแจงปิดประตูล็อคบ้านให้เรียบร้อย ใจคอยแต่พลันนึกถึงอีกคน ป่านนี้คนที่พาเด็กออกไปเดินเล่นอยู่ข้างนอกจะคิดยังไงบ้าง เขาจะกังวลใจมั้ย ผมอดเป็นห่วงเขาไม่ได้ ผมรีบสาวเท้าก้าวยาวเดินตามออกไป เดินไปสักพักไม่นาน ก็เห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้อยู่ข้างริมแม่น้ำ เขาก้มลงไปกระซิบพูดอะไรบางอย่างกับเคลลี่ ผมไม่สามารถอ่านปากของเขาออกได้ แต่เด็กน้อยก็ยิ้มร่าเป็นอย่างดี พร้อมกับกดจมูกลงบนแก้มสากนั้นอย่างรวดเร็ว


“ทั้ง 2 คนคุยอะไรกันอยู่ครับ” ผมถามขึ้นเมื่อไปหยุดยืนอยู่ข้างๆ เจ้าตัว


“เสร็จแล้วเหรอ”


“ครับ”


“เป็นไงบ้าง”


“ก็ดีครับ”


“อืม งั้นก็ดี” เฮียเมฆพูดจบก็เงียบไปทันที ทำให้ผมแปลกใจไม่น้อย นี่ใช่อาการคนที่กำลังน้อยใจอยู่หรือเปล่า


“น้อยใจผมเหรอ”


“เปล่า”


“แล้วทำไมถึงเงียบไปล่ะครับ”


“พี่ไม่รู้จะพูดอะไรนี่นา ในเมื่อคีบอกว่าคุยกับแอนนาเรียบร้อยดี พี่ก็รับฟังตามนั้น”


“คล้ายๆ อาการน้อยใจนะเนี่ย อย่าน้อยใจคีเลยครับ ที่คุยกับแอนนาไปไม่มีอะไรหรอกครับ”


“จริง?”


“จริงสิครับ เธอมาขอโทษคีเกี่ยวกับเรื่องในตอนนั้น คีเองก็ตกลงกับเธอได้ด้วยดี ไม่มีการคืนดีอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าคีมีแฟนอยู่แล้วทั้งคนนี่ครับ”


“แฟน? ใคร?”


“อ้าว นี่คีเข้าใจผิดไปคนเดียวหรือครับว่ามีแฟนแก่ๆ อยู่คนหนึ่ง วันๆ ทำแต่งาน ภายนอกดูเหมือนอารมณ์มั่นคง แต่จริงๆ ขี้งอน ขี้น้อยใจ ต้องคอยเอาดอกไม้ไปให้อยู่เรื่อย ถ้าอย่างนั้นต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่คิดเข้าข้างไปเองคนเดียว” ผมพูดพลางก้มลงไปปลดเป้อุ้มบนตัวเฮียเมฆออก แล้วก็มาใส่ให้กับตัวเองก่อนจะยกเคลลี่ขึ้นใส่เป้อุ้มเหมือนเดิม ไม่วายแกล้งเคลลี่โดยการไล่งับนิ้วเด็กน้อยไปด้วย ทำให้เคลลี่ได้แต่ส่งเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความจั๊กจี้


“....”


“ป่ะ เคลลี่ เราไปหาแม่กันเถอะ ปล่อยให้คนขี้น้อยใจนั่งงอนไปคนเดียวก็แล้วกัน” ผมเดินออกมาจากตรงนั้น ปล่อยให้เฮียเมฆนั่งอยู่ที่เดิมเพราะยังงงกับคำพูดของผมอยู่


ผมเดินออกมาอีกสองสามก้าว ยังไม่เห็นเฮียเมฆตามมา เลยตะโกนบอกกลับไปว่า “ถ้ายังไม่ตามแฟนเด็กคนนี้มาล่ะก็ คีหาแฟนใหม่ไม่รู้ด้วยนะครับ”


ผมหันกลับไปเดินต่อโดยไม่สนใจเฮียเมฆอีกจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าตามมา


“แฟนประสาอะไร มีอย่างที่ไหนทิ้งแฟนให้นั่งอยู่คนเดียวแบบนั้น เลิกซะเลยดีมั้ย” เฮียเมฆเดินมาถึงก็กอดคอผมไว้


“อ๊ะๆ อย่าท้านะครับ น่ากลัวว่าคนที่จะร้องไห้ขี้มูกโป่งจะเป็นคนที่บอกเลิก”


“แน่ใจนะ?” ผมปล่อยให้เฮียเมฆทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น เพราะเคลลี่ก็หัวเราะขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้ผมกับเฮียเมฆต้องหัวเราะตามไปด้วย


“โอ๊ะ โอ หน้าตาสดใสเชียวนะไอ้ตี๋ เมื่อคืนทำอะไรกันป่ะ” พ่อผมทักเสียงดังตอนที่ผมผลักประตูเข้ามา


“จะทำอะไร ไม่มีอะ ง่วงนอนจะตายชัก” ผมรีบใช้เสียงข่ม ถึงจะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่พ่อกล่าวหา แต่เรื่องแบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเอามาแซวกันเล่นๆ ได้นะครับ ผมก็ต้องเขินต้องอายเป็นบ้าง


“คุยอะไรกันคะ พูดจาไม่เพราะกันเลย ทั้งสองคน” ชะอุ้ย แม่จะเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า ผมไม่อยากให้แม่เป็นกังวลเรื่องของผมกับเฮียเมฆ ในเวลานี้


“ไม่มีอะไรหรอกแม่ พ่อก็แค่แซวลูกไปตามเรื่องตามราวเท่านั้นเอง”


“อ่อค่ะ” แม่เชื่อพ่อเสมอเหมือนเดิม


“นอนหลับสบายมั้ยคะ” แม่หันมาถามเฮียเมฆกับผม


“สบายดีครับคุณน้า”


“สบายดีครับแม่ คืนนี้คีมานอนเฝ้าแม่ได้มั้ยอะครับ” ผมก้าวเข้าไปนั่งข้างเตียง ปล่อยให้เคลลี่ได้ลงเดิน แล้วก็ทำเสียงออดอ้อนแม่


“อย่าเลยค่ะ คีนอนที่บ้านกับเคลลี่ดีอยู่แล้ว อย่าลืมว่าคีต้องดูแลเคลลี่แล้วก็เมฆด้วยนะคะ”


“ก็คีอยากนอนเฝ้าแม่บ้างนี่ครับ”


“แม่รู้ว่าคีอยากดูแลแม่ แต่พ่อเองก็ดูแลแม่เป็นอย่างดี คีไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ”


ผมได้ยินคำว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องห่วง มากมายนับครั้งไม่ถ้วนนับตั้งแต่ที่ผมรู้เรื่องที่แม่ไม่สบาย ทุกคนกลัวผมกระทบกระเทือนจิตใจราวกับเป็นผู้ป่วยเสียเองใช่มั้ยล่ะเนี่ย


“ไม่ต้องห่วงคี ขนาดนั้นหรอกครับแม่ ทุกคนทำอย่างกับคีป่วยเลยนะเนี่ย”


“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ แม่ว่าคีรู้อยู่แล้วว่าทำไมทุกคนถึงปฏิบัติกับคีแบบนั้น ใช่มั้ยคะ”


“...”


ผมไม่ได้ตอบแม่ แต่ลึกๆ ก็ต้องยอมรับว่ารู้ล่ะครับ


ทุกคนรักผม


ร้องไห้ดีมั้ยเนี่ย...


ตลอดทั้งวันผมอยู่เฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล จะออกมาจากห้องก็ตอนที่แม่หลับ ใจหนึ่งก็เกรงใจเฮียเมฆต้องมาติดแหง่กอยู่ที่โรงพยาบาลกับผม พอออกปากให้เฮียเมฆไปเดินเล่นหรือไปข้างนอก เฮียแกก็ปฏิเสธไม่ไปซะงั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า


“ไม่เป็นไร พี่อยากอยู่กับแฟน” พูดน้อยต่อยหนักเหมือนเดิม หน้าผมนี่ร้อนกันไปเลย เลิกถามเฮียเมฆอีก


.
.
.
.
.
.
.
.

หลังจากที่ผมรู้อาการป่วยของแม่ ชีวิตของผมก็วนเวียนอยู่ระหว่างสองประเทศนี้ ผมบินมาพร้อมเคลลี่ เพื่อมาหาแม่ บ่อยเท่าที่ผมจะทำได้ เฮียเมฆเองไม่ได้มากับผมทุกครั้ง อย่างที่ทราบดีว่าเฮียเมฆงานเยอะครับ ผมเองก็เกรงใจเฮียเมฆเหมือนกัน ใช้เวลาอยู่บนเครื่องบินก็นาน พอมาถึงก็ต้องมาขลุกอยู่แต่ที่โรงพยาบาล ถึงเฮียจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ผมก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่ดีนั่นแหละครับ



ทุกครั้งที่แม่เข้ารับการรักษา ผมรู้สึกเป็นกังวลทุกครั้ง จนกระทั่งแม่รักษาจนครบตามจำนวนที่คุณหมอกำหนด ผลทุกอย่างออกมาเป็นที่น่าพอใจ แม่ของผมเริ่มเลี้ยงผมยาวใหม่อีกครั้ง พ่อของผมคอยสรรหาวิกผมทรงใหม่ๆ มาให้แม่ได้ใส่อยู่เสมอ พ่อบอกผมว่า



“เหมือนได้เมียใหม่”



ผมได้ฟังก็ได้แต่ระอากับคำพูดของพ่อ อยากจะหวานอะไร ก็เอาเถอะครับ หมั่นไส้สุดๆ



ผมเองก็ทำตามหน้าที่ของตัวเองจนสำเร็จแล้วเหมือนกัน พ่อกับแม่เตรียมบินมาที่ไทยเพื่อมางานรับปริญญาของผม แต่ผมได้ห้ามเอาไว้ บอกพวกท่านว่า เดี๋ยวจะเอาชุดไปถ่ายกับพวกเขาที่นั่น ไม่ต้องบินมา ผมไม่อยากให้แม่เหนื่อย ไม่อยากให้แม่ต้องเดินทาง ผมยังเป็นห่วงแม่...



“เฮ้ย ไอ้คี มึงมานี่ๆ มาถ่ายรูปกับกูหน่อย”


“เออๆ เอาดิ”


“พร้อมนะครับ 1 2 ยิ้ม” ช่างภาพที่ไอ้ธรจ้างมาร้องบอกให้สัญญาณ พวกเราฉีกยิ้มให้กับความสำเร็จในขั้นแรกของชีวิต


“ยินดีด้วยนะมึง” ผมบอกไอ้ธรมัน รู้สึกตื้นตันจริงๆ ฟันฝ่ามาด้วยกัน ลอกงาน ทำงาน กินเที่ยวด้วยกัน จากนี้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะเมื่อคนเราเติบโตขึ้นก็ต้องมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น


พวกเรากำลังเปลี่ยนจากชีวิตนักศึกษา เข้าสู่วัยทำงาน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปอีกก้าวหนึ่งของชีวิต


“มึงก็เหมือนกัน ยินดีด้วยนะเว้ย” เรา 2 คนกอดคอกัน ถ่ายรูปด้วยกันอีก 2-3 รูป แล้วค่อยแยกจากกัน


ผมแวะเวียนไปถ่ายกับเพื่อนคนอื่นจนครบทั้งสาขา กระทั่งได้ยินเสียงแหลมเสียงหนึ่งดังขึ้น เด็กฝรั่งที่เริ่มพูดไทยชัดขึ้นแล้ว


“Key!!” ผมหันไปตามเสียงเรียกพร้อมกับรอยยิ้ม


“ยินดีด้วยนะ คนเก่ง” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยอวยพรให้ผม เขายื่นช่อดอกไม้ช่อใหญ่มาให้ ผมรับมันไว้ด้วยความเต็มใจ


“ขอบคุณครับ”






จบ



Talk

จบแล้ววววววววววว ขอบคุณทุกคนที่อยู่กันมาถึงตรงนี้นะคะ เรื่องนี้ จริงๆ ตั้งใจว่าจะจบให้เร็วกว่านี้
แต่เพราะอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง เลยช้าแบบนี้ ขออภัยด้วยจริงๆ ค่ะ

มีอะไรอยากติ ชม ตรงไหนก็บอกมาได้เลยค่ะ ^^

ใครที่เล่นทวิต อยากถามอะไรเรา ก็ตามไปที่นี่ได้เลยค่ะ https://twitter.com/khemmakan
คุยได้ตลอดเลย

ส่วนเรื่องชื่อของคี จริงๆ คี เนี่ยก็ชื่อคี นะคะ แต่ต่างประเทศจะเรียกเป็น คีย์ ที่เป็น key แทนค่ะ
อาจจะทำให้มีใคร งง ชื่อนี้บ้าง เลยขออธิบายไว้แบบนี้นะคะ

ขอบคุณผู้อ่านและคำติชม ทุกอย่างเลยค่ะ

แล้วเจอกันใหม่นะคะ

ตัวอย่างเรื่องใหม่ค่ะ ^^  ถ้าสนใจอยากอ่านก็บอกกันเข้ามาได้เลยน้าา จะได้มีแรงแต่งเยอะๆ แล้วมาลงค่ะ
แอบกระซิบว่าแต่งไปได้ยี่สิบตอนแล้วว

“คุณเล่นอะไรเนี่ย เห็นไหมตัวผมเปียกหมดเลย” จาณีนโผล่ศีรษะขึ้นมาจากน้ำได้ก็ไอโขลกสองสามครั้งก่อนจะหันมาเล่นงานอีกฝ่ายที่นั่งพิงขอบอ่างอย่างสบายใจ

   “ไม่ได้เล่น ฉันแค่ชวนเธออาบน้ำด้วยกัน”

   “คุณก็รู้ว่าผมอาบน้ำแล้วนี่ครับ”

   “รู้ แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องสนใจ”

   “คุณนี่มันเอาแต่ใจจริงๆ สักวันเถอะผมจะไม่อยู่กับคุณ”

   “ฉันบอกแล้วไงว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะไปจากฉันได้ทุกเมื่อ” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงที่ดูนิ่งเฉยทำเอาจาณีนรู้สึกผิดขึ้นมาทันที เขาไม่น่าพลั้งปากพูดออกไปแบบนั้นเลย

   “ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ แค่อยากประชดคุณเฉยๆ”

   “ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้โกรธ”

   “ผมรู้ว่าคุณไม่โกรธ แต่ก็ไม่ชอบใช่ไหมล่ะ?”

   “รู้ดีนะเรา” ศมนดีดหน้าผากจาณีนไม่แรงนัก อีกฝ่ายรู้จักเขามากพอระดับที่รู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร


ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
พี่เมฆ คี  :กอด1: :กอด1: :กอด1:
แอนนา กลับมาหาคี
ขอโอกาสคี คืนดี เป็นครอบครัวอีกครั้ง
จะเป็นพ่อ แม่ ลูก ที่สมบูรณ์
ถ้าคี ไม่มีพี่เมฆ และไม่รักใคร มันคงดีที่คืนดีกัน
แต่คี รักพี่เมฆ ปฏิเสธไป ก็ถูกต้องแล้ว
พี่เมฆ ดูอบอุ่นรักคีมาก มีด้านที่ใจน้อย ชอบดอกไม้
ต่างฝ่ายต่างรักกัน ดีมากๆเลย
ขอบคุณไรท์ ทำให้คนอ่านมีความสุข
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
     

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
เหมือนทั้งคีทั้งพี่เมฆเริ่มชีวิตครอบครัวด้วนกันโดยมีเคลลี่เป็นลูกเลยค่ะ

ออฟไลน์ titansyui

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2389
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +119/-0

ออฟไลน์ shoi_toei

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4421
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +222/-26
ขอบคุณคนเขียนค่ะ นิยายสนุกมาก ๆ

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1875
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
มาอ่านทีอีกจบซะแล้ว แต่ก็อึ้ง ๆ ไปนิดหน่อยกับการใช้ชีวิตที่เคยพลาดของคีย์

ออฟไลน์ zuu_zaa

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2006
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +115/-1

ออฟไลน์ Ice_Iris

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1243
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +74/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด