เมฆ ฤ จะเหนือภูเขา™ ☁☁ ⇋ ♣♣ ยกภูเขาออกจากอก (จบแล้ว) 11-03-2560 P4 ย้ายได้เลยค่ะ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เมฆ ฤ จะเหนือภูเขา™ ☁☁ ⇋ ♣♣ ยกภูเขาออกจากอก (จบแล้ว) 11-03-2560 P4 ย้ายได้เลยค่ะ  (อ่าน 56170 ครั้ง)

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ตอนหน้าเราว่าคีคงต้องรับฟังเหตุผลของพี่เมฆแล้วล่ะ บอกตรงๆ รู้สึกอึดอัดมากกกกกกกก
กับความคลุมเครือของคู่นี้ หวังว่าเหตุผลของพี่เมฆจะกระจ่างนะว่าจะเลือกใครระหว่างพีทกับคีเนี่ย

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
คี เอาแต่ใจตัวเองมาก โกรธนาน งอนนาน
เฮีย จะอธิบายก็ไม่ยอมฟัง เลื่อนเวลาออกไป
จริงๆการไม่เข้าใจกัน ขัดเคืองกัน
ต้องรีบทำให้มันเคลียร์เร็วที่สุด
เพราะอารมณ์โกรธ ขัดเคืองมันจะค้างยาวไป
นี่ถ้าเฮีย เอาแต่ใจบ้าง ไปเที่ยวมี one nightstand บ้าง
คี จะยินดี กับการถ่วงเวลาอีกไหม
 :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-08-2016 21:17:15 โดย ทฟเืนสรฟ »

ออฟไลน์ Sweettemp

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 169
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-1
จะผ่าเหล่ามั้ยเนี่ย -...- เหมือนจะเข้าใจคีอยู่นิดหน่อยนะ คีเลือกที่จะ one night stand ไม่ผูกมัดกับใคร แต่เท่าที่คีเห็นและสัมผัสได้ทั้งที่คลับและตอนไปส่งพีชจากพี่เมฆมันคล้ายจะมากกว่านั้นอ่ะ ยังไม่นับที่ไปเจอเพื่อนฝูงที่สนิทกับพี่เมฆอีกนะ การที่ไปเจอเพื่อนสนิทเนี่ยถือว่ามากกว่าธรรมดาแล้วอ่ะ ถึงเฮียเมฆแกจะบอกว่าอธิบายได้ก็เหอะ แต่การที่บรรดาเพื่อนพี่เมฆช่วยกันตอบแทนเจ้าตัวหรือภาพที่หงายมือกระชับฝ่ามือกันและกันก็ยังติดอยู่ในหัวเลยอยากขอทำใจนิดนึงก่อน บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่คุยให้รู้เรื่องจะได้จบๆไป มันอาจไม่มีอะไรก็ได้ คิดมากไปเอง บลา บลา บลา~ แต่พื้นฐานแต่ละครอบครัวมันไม่เหมือนกันนะ ทำไมคีถึงมาอยู่ที่บ้านนี้ ที่คีเคยบอกว่าเคยเจ็บมาแล้วใครที่ทำให้เจ็บ เพราะงั้นคีมีสิทธิ์ที่จะขี้ขลาดจนกว่าจะเข้มแข็งพอที่จะเดินต่อไป แต่คีก็มีส่วนผิดในเรื่องความเห็นแก่ตัวและหวงของจนเกินไปอย่างที่ธรด่าเช่นกัน 5555+

มาด้านเฮียเมฆ ในมโนคีปัจจุบันภาพลักษณ์เฮียคือคนดีสีสังคม พูดน้อย ทำงานหนัก เวลาว่างก็ปลูกต้นไม้ใบหญ้า แม้จะแว่วๆว่ามือหนัก พูดเยอะ(พ่อเฮียบอก) แต่ก็ไม่เคยเห็นจังๆนอกจากตาดุๆที่มองมานิ่งๆ แต่เดาว่าเฮียแกคงแรงใช่ย่อย เค้าอยากเห็น oops sorry. 


ปล.ตอนล่าสุดที่คีกดอะไรเล่นในมือถือเฮีย จะได้เจอหรือไม่เจออะไรเพิ่มหรือเปล่า


รอตอนต่อไปนะคะ :L2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-08-2016 22:09:48 โดย Sweettemp »

ออฟไลน์ Celestia

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 834
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
จะผ่าเหล่ามั้ยเนี่ย -...- เหมือนจะเข้าใจคีอยู่นิดหน่อยนะ คีเลือกที่จะ one night stand ไม่ผูกมัดกับใคร แต่เท่าที่คีเห็นและสัมผัสได้ทั้งที่คลับและตอนไปส่งพีชจากพี่เมฆมันคล้ายจะมากกว่านั้นอ่ะ ยังไม่นับที่ไปเจอเพื่อนฝูงที่สนิทกับพี่เมฆอีกนะ การที่ไปเจอเพื่อนสนิทเนี่ยถือว่ามากกว่าธรรมดาแล้วอ่ะ ถึงเฮียเมฆแกจะบอกว่าอธิบายได้ก็เหอะ แต่การที่บรรดาเพื่อนพี่เมฆช่วยกันตอบแทนเจ้าตัวหรือภาพที่หงายมือกระชับฝ่ามือกันและกันก็ยังติดอยู่ในหัวเลยอยากขอทำใจนิดนึงก่อน บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่คุยให้รู้เรื่องจะได้จบๆไป มันอาจไม่มีอะไรก็ได้ คิดมากไปเอง บลา บลา บลา~ แต่พื้นฐานแต่ละครอบครัวมันไม่เหมือนกันนะ ทำไมคีถึงมาอยู่ที่บ้านนี้ ที่คีเคยบอกว่าเคยเจ็บมาแล้วใครที่ทำให้เจ็บ เพราะงั้นคีมีสิทธิ์ที่จะขี้ขลาดจนกว่าจะเข้มแข็งพอที่จะเดินต่อไป แต่คีก็มีส่วนผิดในเรื่องความเห็นแก่ตัวและหวงของจนเกินไปอย่างที่ธรด่าเช่นกัน 5555+

มาด้านเฮียเมฆ ในมโนคีปัจจุบันภาพลักษณ์เฮียคือคนดีสีสังคม พูดน้อย ทำงานหนัก เวลาว่างก็ปลูกต้นไม้ใบหญ้า แม้จะแว่วๆว่ามือหนัก พูดเยอะ(พ่อเฮียบอก) แต่ก็ไม่เคยเห็นจังๆนอกจากตาดุๆที่มองมานิ่งๆ แต่เดาว่าเฮียแกคงแรงใช่ย่อย เค้าอยากเห็น oops sorry. 


ปล.ตอนล่าสุดที่คีกดอะไรเล่นในมือถือเฮีย จะได้เจอหรือไม่เจออะไรเพิ่มหรือเปล่า


รอตอนต่อไปนะคะ :L2:

คิดเหมือนกันเลยค่ะ รอลุ้นต่อด้วยอีกคน

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
+ 1 ให้ทุกคนแล้วค่า อ่านตอนต่อไปกันเล้ย



ภูเขาลูกที่ห้า



   "สวัสดีครับ ป้าจัน คิดถึงจังเลย" ผมกอดป้าจันที่กำลังนั่งเย็บกางเกงที่รอยตะเข็บหลุดลุ่ยออกมา ผมไม่ได้สนใจกางเกงในมือของป้าจันตัวนั้นว่าเป็นของใคร ผมแค่กำลังหนีสายตาของใครบางคนที่เดินตามหลังมา


   "ไหว้พระเถอะจ้ะ สอบเสร็จแล้วล่ะสิ ถึงยอมกลับบ้านได้" ป้าจันวางมือจากงานตรงหน้าแล้วหันมาลูบศีรษะผมเบาๆ


   "ครับ สอบเสร็จแล้ว"


   "เอ้า ไปๆ เอาของไปเก็บ แล้วล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย เดี๋ยวมาทานข้าวกัน ตาเมฆบอกป้าว่าคีสอบเสร็จวันนี้ ป้าเลยให้สายใจทำของชอบรอเราไว้เยอะแยะเลย"


   "ครับป้าจัน งั้นเดี๋ยวคีมานะครับ" ผมยื่นจมูกจรดลงบนแก้มขาวๆ ที่เหี่ยวย่นตามวัยของป้าจันโดยไม่ได้นึกรังเกียจ แล้วก็ขอตัว




   ผมรีบสาวเท้าเดินตรงไปยังห้องของตัวเองโดยเร็ว เพราะกลัวว่าจะมีใครตามขึ้นมาอีก แต่ผิดคาดครับ เฮียเมฆไม่ได้ตามขึ้นมา น่าแปลกแต่ก็อดที่จะโล่งใจไม่ได้ ทีแรกผมตั้งใจว่าจะเอาของมาเก็บแล้วล้างหน้าตามที่ป้าจันบอก แต่รู้สึกเหนียวตัวครับ เลยอาบน้ำเสียเลย ลงมาอีกทีทุกคนก็นั่งรอที่โต๊ะอาหารพร้อมแล้ว


   "ขอโทษที่ลงมาช้าครับ คีร้อนก็เลยอาบน้ำเสียเลย"


   "ไม่เป็นไรจ้ะ ป้ากับลุงก็เพิ่งจะนั่งเมื่อสักครู่นี้เอง" ป้าจันใจดีกับผมเสมอเลยครับ


   "แล้วพี่เมฆล่ะครับ” บนโต๊ะอาหารมีเพียงผม ป้าจันและลุงกรณ์ครับ ไม่มีเงาของลูกชายบ้านนี้


   “อ้อ ตาเมฆไม่ค่อยสบาย ป้าเลยไล่ให้ขึ้นไปพักได้แล้ว ป่วยแท้ๆ ยังฝืนไปทำงานอีก แล้วนี่ยัยน้อยเอามื้อเย็นไปให้คุณเมฆแล้วใช่มั้ย” ป้าจันบ่นลูกชายสุดโปรดเบาๆ แล้วก็หันไปถามน้อย หลานป้าสายใจครับ


   “ค่ะ คุณจัน”


   “ขอบใจมาก อีกสักพักค่อยให้ทานยา ต้องคอยเฝ้าเลยล่ะ รายนี้ชอบโยนยาทิ้ง ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้”


   “ค่ะ”


   “ตาเมฆก็เหลือเกินโหมงานหนักเสียเกินตัว คุณก็เหมือนกันค่ะ รู้ว่าแกไม่สบายยังให้ไปทำงานอีก น่าตีทั้งพ่อทั้งลูกจริงเชียว”


   “อ้าว ทำไมมาลงที่ผมล่ะคุณจัน คิดว่าผมห้ามแล้วมันจะฟังผมเหรอ” ลุงกรณ์รีบออกตัวเสียงดังที่จู่ๆ ก็ถูกเหมารวมเข้าไปด้วย ผมชินแล้วล่ะครับ บ้านนี้เค้าไม่ทะเลาะกันจริงหรอกครับ ป้าจันก็บ่นไปตามประสาส่วนลุงกรณ์ก็ทำเป็นรับคำไปเรื่อยเหมือนกัน


   “แต่คุณเป็นพ่อแกนะ ถ้าตาเมฆยังไม่ฟังคุณแล้วจะฟังใครล่ะคะ”


   “นั่นไง นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ไง” หวยออก งานงอกลงที่หัวผมครับ ตอนนี้คราวเคราะห์มาลงที่ผมเสียแล้ว ลุงกรณ์ฉลาดมากครับ โยนความผิดมาให้ผมเรียบร้อย


   “จริงด้วย ป้าก็ลืมไป เพราะเราไม่อยู่บ้าน เลยไม่ช่วยป้าห้ามพี่เมฆเลย”


   “โห ลุงกรณ์อย่าโยนความผิดมาให้คีสิ โธ่ป้าจันครับ คีไม่รู้ว่าพี่เมฆป่วยนี่นา ถ้ารู้นะครับ คีช่วยป้าจันเต็มที่เลย” ผมรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน ยังไงก็ต้องเอาตัวรอดก่อนครับ เดี๋ยวจะอดมื้อเย็นที่แสนอร่อย


   “ไม่รู้ล่ะ เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้ว เอายาไปให้พี่เค้าทานด้วย ถ้าคีพูดคงยอมกินยาแน่ๆ อย่าทำให้ป้าต้องผิดหวังล่ะ” น้ำเสียงงอนๆ ของป้าจัน แต่ผมรู้ว่าเอาจริงไม่ได้พูดเล่นแต่อย่างใด ผมต้องทำตามที่ป้าบอกและเฮียจะต้องกินยาให้หมด ไม่งั้นชะตาชีวิตของผมจบเห่แน่


   “ได้เลยคร้าบบ คีจะจัดการให้เรียบร้อย รับรองได้เลย”


   “งั้นก็เริ่มทานเถอะจ้ะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดเสียก่อน” เมื่อประธานอนุญาตแล้ว มีหรือที่ผมกับลุงกรณ์จะรีรอ ไม่รอช้าแน่นอนครับ ลงมือทันที


   “เฮีย หลับอยู่หรือเปล่า ผมเข้าไปนะ” ผมเคาะประตูเป็นมารยาทสองสามครั้งแล้วก็เปิดประตูเข้าไปโดยไม่รอเจ้าของห้องอนุญาต



   เฮียเมฆกำลังนอนหลับอยู่บนที่นอนหลังใหญ่ ผมก้าวเข้าไปใกล้ๆ แล้วก็วางยาแก้ไขกับน้ำเปล่าที่ถือมาตามคำสั่งของคุณป้า ผมค่อยๆ ยื่นมือไปแตะหน้าผากของเฮียเบาๆ



   ร้อน....



   เฮียตัวร้อนราวกับไฟแน่ะ ตามสำนวนเขาว่าแบบนั้น ความร้อนจากพิษไข้ของเฮียไม่ถึงกับร้อนเป็นไฟหรอก แต่ก็ร้อนมากเลยล่ะครับ ผมไม่รู้เลยเฮียป่วย ตอนที่นั่งรถกลับมาด้วยกัน เฮียก็เร่งแอร์เสียเย็นจนถึงเย็นมาก แต่เพราะทิฐิผมเลยไม่ได้ท้วงเฮียออกไป ที่แท้คงเป็นเพราะไม่สบายนั่นแหละ ว่าไปก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลยแฮะ เฮียก็ทำอะไรเกินตัวเกินไปหน่อยหรือเปล่า รู้ตัวว่าไม่สบาย ก็ยังฝืนไปทำงานและไปรับผม ทำแบบนี้ทำไมกัน คนที่จะรู้สึกผิดน่ะมันจะกลายเป็นผมน่ะสิครับ




   “เฮียเมฆๆ ลุกขึ้นมากินยาหน่อย” ผมเขย่าคนที่นอนหลับอยู่แต่ไม่ได้แรงอะไรนักหรอกครับ กลัวโดนสวน แต่ว่านิ่งสนิทไร้การตอบรับใดๆ ดูท่าทางแล้วพาไปหาหมอดีกว่ามั้ย หรือว่าเฮียเมฆอาจจะตายไปแล้ว



   ไม่นะ ผมยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกับเฮียเลย เฮียไม่น่าด่วนจากผมไปเลย ฮืออ



   เดี๋ยวก่อน ผมนี่ชักจะไปกันใหญ่ กลับเข้ามาสู่ความเป็นจริงกันต่อดีกว่า



   “เฮียเมฆ ลุกขึ้นมากินยาหน่อย” ผมปลุกเฮียเมฆอีกรอบครับ


   “ไม่” เสียงเฮียเมฆแผ่วเบามาก แต่ปฏิเสธได้หนักแน่นเลยทีเดียว


   “ไม่ได้ครับ อย่าดื้อได้มั้ย กินยานะครับ”


   “พี่ไม่กิน”


   “ต้องกินครับ จะได้หายไวๆ”


   “พี่โตแล้ว ไม่ต้องกินยาเหมือนเด็กๆ”


   “จะผู้ใหญ่หรือเด็ก ถ้าไม่สบายก็ต้องกินยาทั้งนั้นแหละครับ” ผมระอากับความดื้อของเฮียจริงๆ อะไรก็ดีครับ แต่เรื่องนี้ก็เล่นใหญ่ไม่ยอมกินยาจริง ดีหน่อยว่าเฮียไม่ใช่คนที่ป่วยบ่อย นานๆ จะป่วยที ก็ถือว่าโชคดีที่ต้องมาคอยมือคนป่วยแบบนี้บ่อยๆ


   “ไม่” ไม่พูดเปล่า เฮียยังหันหลังให้ผมอีกด้วย แหม่ ตาเมฆของป้าจัน ผมอยากจะดีดหน้าผากของเฮียเบาๆ สักทีให้สาสมกับความดื้อดึงของเจ้าตัว


   “ไม่เอาน่า ลุกมากินยาเถอะครับ ผมขอร้องนะ” ใช้ลูกอ้อนลงไปสักหน่อย


   “......”


   “กินหน่อยนะครับ จะได้หายไวๆ”


   “......”


   “ถ้ากินยา เดี๋ยวคืนนี้ผมนอนเป็นเพื่อนเฮียเลยนะครับ” ลดแลกแจกแถม ต่อรองเข้าไป


“......”


“แถมกอดให้อีกทีด้วย เอ้า ”เปลืองตัวสุดๆ แต่กลัวป้าจันจะผิดหวัง อะไรที่พอจะมีหนทางก็ต้องทำแหละครับ


“......”


   “ถ้าเฮียกินยา ผมจะตามใจเฮียทุกอย่าง ตกลงมั้ยครับ” นี่มันแทบจะเป็นไม้ตายที่ฆ่าตัวเองตายชัดๆ ครับ แต่ก็ต้องยอมทำ ภาพพจน์ของผมในสายตาป้าจัน ต้องดีอยู่เสมอ นี่ผมจริงจังไปหรือเปล่า ทำไมเฮียต้องกินยายากเย็นแบบนี้ด้วยวะ


   “เอายามาสิ” แน่ะ พอผลตอบแทนคุ้มค่าล่ะว่าง่าย ผมหยิบยาและน้ำให้เฮียเมฆครับ ตัวปัญหากินยาแล้วตามด้วยน้ำเกือบหมดแก้วก็ยื่นคืนกลับมาให้  ผมลุกขึ้นยืนเพราะจะเอาแก้วลงไปเก็บ แต่ก็ถูกเฮียดึงมือไว้เสียก่อน


   “จะไปไหน”


   “เอาแก้วไปเก็บครับ”


   “วางไว้นี่แหละ พรุ่งนี้ค่อยให้ป้าสายใจมาเก็บ”


   “นิดหน่อยเอง เฮีย”


   “ไหนว่าจะตามใจพี่” ไม่ทันไร คนป่วยก็ทวงของรางวัลเสียแล้วครับ ผมวางแก้วน้ำลงตามเดิม


   “อาบน้ำหรือยังครับ” เฮียส่ายหน้าเบาๆ แทนคำตอบ


   “ถ้างั้นเช็ดตัวละกัน เฮียตัวร้อนจี๋เลย”



   ผมลุกไปหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำที่วางอยู่ในห้องน้ำ คาดว่าป้าสายใจหรือไม่ก็น้อยน่าจะนำมาวางไว้ให้ก่อนหน้านี้ เสื้อนอนของเฮียเป็นกระดุม จึงไม่ยากเย็นนักที่จะเช็ดตัว ผมปลดกระดุมเสื้อนอนของเฮียออก แหวกสาบเสื้อจนหลุดออกจากกัน แล้วเริ่มลงมือเช็ดตัวให้เฮีย ป้าจันเคยบอกผมว่าเวลาเช็ดตัวคนมีไข้ ให้เช็ดตัวแรงๆ จะได้สร่างไข้เร็วๆ ผมเช็ดตามข้อพับต่างๆ เฮียนิ่วหน้าเหมือนว่าเจ็บ แต่ผมก็อยากให้เฮียหายไข้เร็วๆ นี่นาก็เลยไม่ได้เบามือนัก เอ นี่ผมกำลังเอาคืนเฮียอยู่หรือเปล่ากัน เปล่าเลยนะครับ สาบานได้




   เสร็จจากด้านบน ก็เหลือด้านล่าง ผมลังเลว่าจะเช็ดให้ดีมั้ย ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำนะครับ แต่ครั้งนี้มันต่างไปจากทุกที เพราะสถานการณ์ระหว่างเรามันไม่เหมือนเดิม ผมรู้สึกลำบากใจเกินกว่าจะทำต่อ ผมเหลือบมองเฮียที่สะลึมสะลือเพราะผลของยาที่กำลังออกฤทธิ์หลังจากกินเข้าไป




   ในที่สุดผมก็ตัดสินใจ มือของผมค่อยๆ ถอดกางเกงนอนของเฮียลงมา เฮียไม่ได้สวมชั้นในเวลานอนอยู่แล้วครับ ผมรีบบิดผ้าขนหนูให้หมาดแล้วเริ่มลงมือเช็ดต่อ ยิ่งปล่อยไว้นาน สายตาอยากรู้อยากเห็นของผมก็ยิ่งอยากจะมองร่างกายของเฮียมากขึ้น ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยเห็นของของเฮียมาก่อนนะครับ แต่เพราะว่าเคยเห็นและเคยสัมผัสมาก่อนน่ะสิ มันถึงห้ามใจได้ยากขนาดนี้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสาวน้อยแรกรุ่นที่กำลังจะเสียตัวครั้งแรกให้กับผู้ชาย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ ไม่ใช่เลยสักนิดเดียว




   ผมรีบหลับหูหลับตาเช็ดแล้วก็สวมกางเกงนอนคืนให้เฮียโดยเร็ว กว่าจะเสร็จก็ทำเอาผมเกือบจะขาดอากาศหายใจเพราะกลั้นหายใจไว้โดยไม่รู้ตัว



   “โอย เกือบตาย” ผมปาดเหงื่อที่เกาะอยู่บนหน้าผากแล้วเอาผ้าขนหนูไปเก็บก่อน



จัดแจงเก็บของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งของเตียงแล้วล้มตัวนอนลงอีกข้างนึง หันเข้าหาเฮียเมฆแล้วกอดแขนเฮียไว้ไม่แน่นเกินไปนัก ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ สัญญาต้องเป็นสัญญาครับ เฮียเมฆหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาและคงสบายตัวที่ได้เช็ดตัวไป ลมหายใจของเฮียฟังดูไม่ค่อยติดขัดเหมือนก่อนหน้านี้ ซ้ำความร้อนก็ดูเหมือนจะลดลงไปแล้วบ้าง นั่นทำให้ผมค่อยสบายใจ คืนนี้ผมคงจะนอนหลับสนิทเสียที



“คี...” ใครกล้าบังอาจมาเรียกผมในเวลานี้วะ


“ขี้เซาจริง” โมโหว่ะ เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยวหน้าแหก คนกำลังหลับสบาย


“ตื่น พี่หิวน้ำ” โอ้ย ตื่นก็ได้วะ


“อะไรเฮีย นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”


“พี่หิวน้ำ”


“หิวน้ำก็ไปลุกไปเองสิ มาปลุกผมทำไม ผมง่วง”


“ได้” พยางค์เดียวสั้นๆ ทำให้ผมรับรู้มีสติทันที ชิบหาย เฮียป่วยอยู่นี่หว่า ผมรีบรั้งแขนของเฮียเมฆไว้ได้ทันก่อนที่เฮียจะลุกออกไปจากเตียง ผมดีดร่างของตัวเองออกจากเตียงนอนแสนนุ่มแล้วรีบลงไปชั้นล่างทันที



ผมกลับมาอีกครั้งพร้อมกับแก้วน้ำในมือและเหยือกน้ำที่บรรจุน้ำสะอาดอยู่ในนั้นเกือบเต็มอีกหนึ่งเหยือก เอาเลยครับ ดื่มให้หายอยาก หายไข้ไปเลยนะครับ เพื่อเฮียแล้วผมยินดีทำให้ทุกอย่าง ผมประชดอยู่ในใจ พลางยื่นแก้วน้ำไปให้เฮียพร้อมกับรอยยิ้มที่คิดว่าสดใสท่ามกลางเวลาดึกสงัดแบบนี้ เฮียเมฆไม่ได้สนใจรอยยิ้มผมหรอกครับ มองแต่แก้วน้ำแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว ผมเทน้ำให้ใหม่เฮียก็ดื่มไปอีกค่อนแก้ว แล้วจึงส่งแก้วคืนมาให้ผมไปวางยังที่ของมัน


“ขอบใจนะ”


“ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้เฮียรู้สึกเป็นไงบ้าง ดีขึ้นมั้ย” ผมไม่ได้รอคำตอบ ถือวิสาสะยื่นมือออกไปแตะหน้าผากของเฮีย ความร้อนบนร่างกายที่เต็มไปด้วยพิษไข้ ตอนนี้คลายความร้อนลงไปมากแล้ว ผมรู้สึกพอใจในผลงานของตัวเองไม่น้อย


“ดูเหมือนไข้จะลดแล้วนะ” ผมพึมพำพูดกับตัวเอง


“สงสัยได้คนดูแลดี”


“ทำพูดไปครับ ขอบ่นหน่อยเถอะ ถ้ารู้ว่าไม่ค่อยสบายแล้วฝืนไปทำงานทำไมครับ พอเลิกงานยังไปรับผมที่มหาลัยอีก แล้วยังจะดื้อไปเที่ยวด้วย ถ้าเป็นอะไรไป จะทำยังไงกัน” ผมว่าจะบ่นนิดเดียวเองนะ แต่ทำไมรู้สึกมันยาวยืดยังไงไม่รู้ อย่างกับผู้หญิงขี้บ่นเลย ไม่ค่อยชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลยครับ


“ยังห่วงพี่อยู่เหรอ”


“เฮีย...” ผมถอนใจออกมา แทบจะกรอกตามองบนกับคำพูดของเฮียด้วยซ้ำ คนอะไร คิดได้ยังไง


“ทำไมเฮียถึงคิดว่าผมไม่ห่วงเฮียแล้ว”


“ถามตัวเองดีกว่ามั้ย” ผมถอนหายใจออกมาอย่างหนักเมื่อได้ยินคำตอบที่เป็นคำถามของเฮีย


“การที่ผมไม่ค่อยได้รับโทรศัพท์ หรือไม่ค่อยตอบข้อความเฮีย แต่มันไม่ได้แปลว่าผมไม่ห่วง”


“ขึ้นมานอนข้างๆ พี่เถอะ” ผมยังพูดไม่จบแต่เฮียก็ขัดจังหวะขึ้น เฮียเมฆใช้มือที่ว่างตบที่นอนข้างๆ ตัว


“ไม่กลัวว่าจะแพร่เชื้อหวัดมาให้ผมเหรอไง” ผมมองเฮียที่นอนสบายอยู่บนเตียง นั่งนานๆ ชักปวดหลังแล้วแฮะ


“หัวแข็งจะตาย ไม่ป่วยง่ายๆ หรอก” เฮียหัวเราะ แล้วมือข้างเดิมก็ตบที่นอนอีกครั้งหนึ่ง


“ก็ได้ครับ เมื่อยหลังแล้วเหมือนกัน” ผมอ้อมไปอีกเตียงแล้วก็ก้าวขึ้นไปนอนข้างๆ เฮียเหมือนเดิม


“พูดต่อสิ” เฮียเมฆพูดพลางดึงร่างของผมเข้ามาในอ้อมกอดของเฮีย ช่วงเวลาที่เราไม่ได้เจอกันผมรับรู้ได้จริงๆ แหละว่า เราทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างคิดถึงกัน ถึงจะไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาแต่ผมก็เข้าใจ



ผมคิดถึงพี่เมฆจริงๆ ว่ะ



ถ้าวันข้างหน้า ข้างกายของผมไม่มีเฮียอีกต่อไปแล้ว ผมจะใช้ชีวิตอยู่ต่อยังไงวะ มันก็คงไม่ตายหรอก อยู่ต่อได้แหละ แต่คงไม่มีความสุขได้เต็มที่ล่ะมั้ง ไม่รู้สิ ไม่อยากจะคิดไว้รอให้ถึงตอนนั้นก่อน ค่อยมาเครียด คิดตอนนี้ พาลให้เซ็งเปล่าๆ



“ผมไม่เคยไม่ห่วงเฮีย และไม่เคยไม่ห่วงเรื่องของเรา” ผมทิ้งระเบิดเอาไว้ พอให้รู้สึกคันๆ ในหัวใจพอประมาณ


“ไม่ว่ายังไงพี่ก็ยังเป็นพี่เมฆคนเดิมของคีเสมอ” ไม่พูดเปล่าอ้อมแขนของคนป่วยยังรัดผมแน่นเหมือนเดิม เหมือนอยากจะให้ผมรับรู้ไปถึงในใจของเฮีย


“ผมแค่ไม่ค่อยแน่ใจอะไรบางอย่าง แต่มันคงอีกไม่นานหรอกครับ ถ้าพี่ยังรอผมไหวและไม่เปลี่ยนใจจากผมเสียก่อน”


“ถ้าคียังไม่แน่ใจในตัวพี่” ผมไม่รอให้เฮียพูดจบ รีบแทรกขึ้นมาทันที


“ดึกแล้ว พี่ไม่เพลียเหรอ นอนเถอะจะได้พักเยอะๆ พรุ่งนี้จะได้หายไงครับ” ผมจงใจเปลี่ยนเรื่องครับ เฮียเมฆก็รู้นะแต่ไม่อยากขัด


“นอนไปเยอะแล้ว ตอนนี้ตาสว่างเลย”


“แต่ผมง่วง”


“อย่าเพิ่งนอน คุยกับพี่ก่อนสิ”


“โหย เฮียรู้ป่ะ ว่าเป็นคนป่วยที่น่าตื้บที่สุด”


“จะทำร้ายพี่เหรอ”


“แล้วทำได้มั้ยล่ะ” ผมท้าทายคนป่วย


“คีทำร้ายพี่ไม่ลงหรอก” รู้ทันผมไปซะทุกเรื่อง ใช่ครับผมไม่กล้าทำร้ายร่างกายเฮียหรอก แค่ได้ยินน้ำเสียงของเฮียว่าเศร้า หรือดวงตาของเฮียหม่นหมอง ผมก็แทบจะใจอ่อนแล้ว เรื่องอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความรักคงทำให้คนตาบอด ถ้าผมเจ็บแทนได้ก็ยอมล่ะครับ น้ำเน่าใช่มั้ยล่ะ แต่ผมพูดจริงนะ


“รู้มาก”


“หึหึ” เสียงหัวเราะที่ถูกใจของเจ้าตัว ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามไปด้วย


“ยังไม่ตอบคำถามผมเลย ไม่สบายทำไมไม่พัก ฝืนไปทำงานแล้วไปรับผมทำไม”


“พี่อยากไปรับคีกลับบ้าน”


“ให้ลุงแช่มหรือลุงหมายไปรับก็ได้ ถ้าครั้งหน้ายังทำอีกล่ะก็ ผมจะโกรธเฮีย”


“พี่คิดถึง อยากเห็นหน้าคีไวๆ” เอิ่มม เอ่ออ ไปต่อไม่เป็นเลยครับ ไม่คิดว่าเฮียจะงัดไม้เด็ดออกมาใช้ในเวลานี้ ขนาดอยู่ท่ามกลางความมืดและอุณหภูมิภายในห้องที่เย็นฉ่ำ ผมยังรู้สึกได้ว่าหน้าคงแดง ใจเต้นรัว ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือ เขินครับ เขินหนักมาก


“ไม่ต้องมาพูดเอาใจผมหรอกน่า” อยากจะบิดผ้าห่ม หรือเขินจนถีบเฮีย แต่ก็ทำไม่ได้ ขืนทำลงไปเฮียคงโกรธแย่


“พี่พูดจริง”


“เฮ้อ นี่อยากให้ผมเขินใช่มั้ยเนี่ย แต่ผมไม่อยากให้พี่เมฆต้องทำแบบนี้ ผมเป็นห่วงนะครับ” เอาล่ะถึงคราวของผมยิงไม้เด็ดออกไปบ้าง ดวงตาของเฮียดูสดใสขึ้นมาเป็นกอง แสดงว่าสำเร็จ


“เอาคืนพี่สินะ แต่ได้ยินแบบนี้ก็ถือว่าคุ้ม”


“เปล่าสักหน่อย” เสแสร้งแกล้งทำ เฉไฉไปเรื่อย ผู้ชายก็มีลูกล่อลูกชนเหมือนกันนะครับ ถึงจะไม่แพรวพราวเท่าผู้หญิงแต่ของแบบนี้ไม่ยากเกินกว่าจะทำ เพราะถ้าเป็นตัวผมเองก็ยังรู้เลยว่าผู้ชายมีจุดอ่อนอะไรตรงไหนบ้าง ของแบบนี้เรียนรู้กันได้


   “เรื่องสอบเป็นไงบ้าง ทำได้มั้ย”


   “ก็ได้นะเฮีย ไม่น่าจะมีปัญหาหรอกครับ แล้วเฮียล่ะงานเป็นไงบ้าง” อย่างที่ผมเคยพูดไปก่อนหน้านี้ครับว่าใกล้สิ้นปีแล้ว พวกประชุมต่างๆ ปิดงบการเงินนั่นนี่ ตัวเลขที่ชวนปวดหัวจะประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสาย เพราะฉะนั้นงานจะเยอะยิ่งกว่าช่วงไหนๆ




   ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เฮียจะไม่ยอมขาดงานถึงแม้ว่าจะไม่สบาย เพราะว่าถ้าเฮียเมฆหยุด งานทุกอย่างที่ต้องรอประชุม ที่ต้องเซ็นอนุมัติทั้งหลายแหล่นั้นจะหยุดชะงักตามเฮียไปด้วย ไม่มีทางที่เฮียเมฆจะยอมให้งานมาค้างที่ตนเองแน่นอนครับ ส่วนเรื่องที่ไปรับผมนี่ไม่ใช่ว่าเป็นผลพลอยได้หรอกครับ ก็อยู่ในส่วนสำคัญของเฮียเช่นกัน เหมือนที่เฮียบอกว่าคิดถึงผมนั่นแหละ



   “เหมือนเดิม” คำตอบของเฮียสั้นๆ แต่โคตรจะไม่กระจ่าง เหมือนเดิม อะไรคือเหมือนเดิม อะไรที่เหมือนเดิมวะ แต่จะให้ทำไงเพราะเจ้าตัวอยากอธิบายเท่านี้ก็ต้องรับรู้ไปเท่านี้ครับ แล้วตอนนี้สมองของผมก็แทบจะเป็นอัมพาต แทบจะไม่รับรู้อะไรแล้ว เพราะความง่วงมันกำลังคืบคลานเข้ามา ผมเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง รู้สึกเหมือนจะพูดไปคำหนึ่งแล้วก็สติสัมปัญญะก็ดับวูบไป



   “ฝันดีครับ” น่าจะเป็นคำพูดสุดท้ายของผมแล้วล่ะครับ เหมือนเฮียจะจูบเบาๆ ที่หน้าผากของผมนะ คิดว่าใช่นะ ไม่รู้เข้าข้างตัวเองหรือเปล่า แต่ใช่แหละ น่าจะเรียกว่าจูบให้ฝันดีก็ได้แหละ เพราะคืนนั้นผมฝันดีจริงๆ


   “หิวจังเลยครับป้าจัน มีอะไรให้คีกินบ้าง” ผมตื่นลงมาก็เกือบสิบโมงแล้วครับ คนข้างกายตื่นแล้วไม่รู้ว่าหายจากไข้หวัดหรือยัง ผมอาบน้ำเสร็จก็ค่อยเสด็จลงมาจากห้อง


   “เมื่อคืนนอนดึกหรือยังไงกัน ตื่นจนป่านนี้ ข้าวหมดแล้วล่ะ”


   “โห ป้าจัน คงอยากให้คีปวดท้องหิวข้าวแน่ๆ เลย เมื่อคืนลูกชายป้าจัน ตื่นมากลางดึก คีต้องลุกขึ้นมาดูแล มันก็ต้องเพลียนะครับป้าจัน” ผมโอดครวญพร้อมกอดเอวหนาของป้าจัน


   “จ้ะ แหม พูดเสียยืดยาว ป้าไม่แกล้งเราแล้วก็ได้ มีหรือป้าจะให้คนที่ทำความดีต้องหิวข้าว ใช่มั้ยคะ คุณ”


   “ป้าเราน่ะ ลงมือเข้าครัวเองแต่เช้า ไม่รู้จะเอาใจลูกชายคนไหนกันแน่”


   “ผมคงเป็นหมาหัวเน่าหรือเปล่า” ผมแกล้งทำเสียงเสมือนว่าเป็นลูกหมาที่โดนทอดทิ้ง


   “ใครจะเอาคีไปเปรียบกับหมาล่ะจ๊ะ ถ้าเปรียบอย่างอื่นอาจจะเข้าทีนะ”


   “ป้าจันไม่รักคีแล้วใช่มั้ยครับ” บางทีผมก็คิดว่าตัวเองอายุสักห้าขวบก็เป็นได้ แต่นิสัยผมมันก็เหมือนแมวที่ชอบคลอเคลีย และก็เหมือนลูกหมาที่อยากได้ความรักของทุกคน


   “ใครจะไม่รักคีกันล่ะ ไม่เอาละ สงสัยจะหิวมากแน่เลย อาจจะดราม่าใส่ป้าแต่เช้าได้” ป้าจันหัวเราะผมแล้วก็หันไปบอกน้อยให้ยกมื้อเช้ามาให้ผม


   “แล้วพี่เมฆล่ะครับ ไม่เห็นเลย” ผมพูดพลางตักข้าวผัดเข้าปากเพราะตั้งแต่ลงมายังไม่เห็นเงาของคนป่วยเลยครับ


   “อ่อ นอนอยู่ที่ห้องรับแขกน่ะ เพื่อนตาเมฆ เค้ามาเยี่ยมแต่เช้าแล้วล่ะจ้ะ”


   “งั้นเหรอครับ” ผมตักข้าวเข้าปากไปเรื่อยๆ พลางก็คิดว่าสงสัยเป็นกลุ่มเพื่อนเฮียเมฆที่เจอกันในผับวันนั้นนั่นแหละ


   “เอ คุณคะ จะว่าไป เพื่อนตาเมฆคนนี้ใช่ลูกชายคุณบัญชา บริษัทที่มาติดต่อธุรกิจกับคุณหรือเปล่าคะ” คำถามของป้าจัน ทำเอาผมชะงักมือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากคำต่อไป รู้สึกแปลกๆ ละ ถ้าเพื่อนเฮียเมฆไม่มีธุรกิจอะไรร่วมกัน นอกจากอีกคนที่เพิ่งได้เจอกันครั้งแรก


   “คุณพีชน่ะเหรอ ใช่แล้วคุณจัน พอดีว่าคุณบัญชา ยกโปรเจ็คหมู่บ้านจัดสรรให้ลูกชายรับช่วงต่อไปทำน่ะ ลูกชายคุณบัญชานี่ก็เพิ่งจบโทมาจากนอก รุ่นๆ ตาเมฆนี่ล่ะ อายุน้อยกว่าปีสองปี แต่ท่าทางหัวไว เรียนรู้เข้าใจพวกธุรกิจได้ดี”



   แล้วสิ่งที่ผมสงสัยก็ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป เพราะคุณลุงเฉลยให้เสร็จสรรพพร้อมบรรยายสรรพคุณให้ด้วย ผมรู้สึกอิ่มขึ้นมาทันที กินต่อไม่ลง ใจมันอยากจะเข้าไปห้องรับแขกเสียตอนนี้ นี่ผมเปิดโอกาสให้สองคนนั้นไปนานเท่าไหร่แล้ว เสียเวลาจริงๆ ผมรีบดื่มน้ำตามแล้วเอ่ยขอตัวทันที



   “อิ่มแล้วเหรอจ๊ะ” ป้าจันเรียกผมไว้ทันก่อนที่จะลุกออกไป


   “ครับคุณป้า เดี๋ยวคีไปดูพี่เมฆก่อนนะครับ เผื่ออยากได้อะไรเพิ่ม”


   “ไม่ต้องห่วงรายนั้นหรอกจ้ะ ถ้าตาเมฆอยากได้อะไร น้อยก็น่าจะอยู่แถวนั้น”


   “คีเป็นห่วงน่ะครับ ไปดูสักหน่อยดีกว่า”


   “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจจ้ะ อ้อตาคี ป้าเกือบลืมแน่ะ” ป้าจันท้วงผมเอาไว้ก่อน


   “ครับ”


   “ป้าว่าหลังปีใหม่ ไปเที่ยวเหนือกันดีมั้ย ไม่ได้ไปนานแล้ว”


   “ครับป้าจัน คีก็อยากไปเที่ยวเหนือเหมือนกัน”


   “จ้ะ เดี๋ยวป้าลองถามตาเมฆอีกทีว่าจะว่างให้คนแก่เมื่อไหร่”


“ครับ งั้นคีไปหาพี่เมฆก่อนนะครับ”


“จ้ะ” ป้าจันตอบ ผมลุกขึ้นไปหอมแก้มป้าจัน แล้วรีบเดินไปห้องรับแขกโดยเร็ว




   ผมรีบเดินตรงไปห้องรับแขก แต่ทำไมพอใกล้ถึงผมรู้สึกว่าขามันไม่อยากจะก้าวต่อไป ผมเดินช้าลงเรื่อยๆ  แทบจะไม่มีความกล้าที่จะเดิน ในที่สุดผมหยุดนิ่ง ยืนดูเฮียเมฆกับพี่พีช ภาพที่ผมเห็นตอนนี้ เฮียเมฆตอนเหยียดยาวอยู่ที่โซฟาตัวใหญ่ ส่วนพี่พีชนั่งอยู่ที่เก้าอี้โซฟาเดี่ยวข้างๆ ผมไม่เห็นสีหน้าของเฮียและไม่ได้ยินน้ำเสียงของเฮียด้วย แต่ผมเห็นสีหน้าของพี่พีช ผมรู้และเข้าใจ พี่พีชไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อนหรือน้องของเฮียเมฆ แต่พี่พีชอยากเป็นมากกว่านั้น




   ผมควรจะทำยังไงต่อไปดี



   จะเดินเข้าไป



   หรือถอยออกมา



   จะปล่อยทั้งสองคนเอาไว้




   หรือรั้งเอาไว้




   เอาไงดีวะ




   

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter


“อ้าว นั่นน้องคีใช่มั้ยครับ ทำไมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น” ผมยังไม่ได้ตัดสินใจครับ แต่พี่พีชก็เห็นผมเสียก่อน พี่พีชยังดูน่ารักเหมือนเดิม ครั้งก่อนเห็นในร้านที่ไฟน้อยๆ ยังคิดว่าต้องเป็นคนที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งแน่ๆ แต่วันนี้เห็นอีกครั้งนอกจากหน้าตาจะดีแล้ว ผิวพรรณก็ดีไม่แพ้กันครับ เนียนใสเชียว หากพี่พีชจะไม่เข้ามาวุ่นวายกับเฮียเมฆ ผมคงไม่พลาดที่จะเข้าหาพี่พีชแน่นอน


   “สวัสดีครับ” ผมทักกลับไปแต่ไม่ได้ยกมือไหว้เหมือนเดิม แล้วก็ไม่ได้ตอบคำถามพี่พีช


   “คี ตื่นแล้วเหรอ” เฮียเมฆขยับลุกขึ้นมานั่งแล้วหันมาถามผม แสดงว่าก่อนหน้านี้เฮียคงไม่ได้หลับ


   “ครับ”


   “กินข้าวหรือยัง”


   “เรียบร้อยแล้วเฮีย ว่าแต่เฮียล่ะเป็นไงบ้างครับ ดีขึ้นยัง” ผมถามอาการคนป่วยแต่ก็ไม่ได้เดินเข้าไป ยังยืนอยู่ที่เดิม ลักษณะเหมือนเราคุยกันคนละฟากฝั่ง แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ ดีหน่อยที่ไม่ต้องตะโกนคุยกัน


   “ดีขึ้นแล้ว ขอบใจมากนะ”


   “ไม่เป็นไรครับ” ผมเหลือบไปเห็นช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟา เฮียเมฆมองตามสายตาของผมทันที หัวใจของผมกระตุกวูบ ไม่ใช่ผมเพียงคนเดียวเสียแล้วที่จะซื้อดอกไม้ให้เฮีย ความรู้สึกที่จะทำให้ผมล้มครืนอีกครั้งกำลังจะกลับมาใช่มั้ย ในเมื่อทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้ว ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทำไม...


   “คุณพีช ซื้อมาเยี่ยมพี่ ไม่มีอะไรหรอก” แล้วเฮียเมฆจะย้ำเพื่อ ... อยากจะบอกอะไรผมคนนี้ครับ ให้เจ็บ ให้เสียใจ หรือให้ทรมานไปมากกว่านี้ใช่มั้ย


   “พี่ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรมาเยี่ยมคุณเมฆก็เลยโทรถามคุณยา เธอบอกว่าคุณเมฆชอบดอกไม้ พี่ก็เลยซื้อมา ไม่มีอะไรเลย” แล้วทำไมทั้งสองคนจะต้องช่วยกันพูดด้วย ยิ่งพูดเหมือนยิ่งแก้ตัว แล้วดูท่าทางแปลกๆ ของสองคนนั่น ยิ่งมีพิรุธให้จับผิดเกินไปหรือเปล่า


   “สวยดีครับ พี่พีชรู้ใจพี่เมฆเหมือนกันนะครับ เพราะพี่เมฆก็ชอบลิลลี่ ช่อใหญ่ๆ แบบนี้ล่ะครับ”


   “อย่างนั้นเหรอครับ โชคดีจัง เพราะพี่เองก็ไม่รู้ว่าคุณเมฆชอบดอกอะไรหรอกครับ ให้ที่ร้านจัดให้”


   “ครับ งั้นผมขอตัวไปรับโทรศัพท์ก่อนนะครับ” เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นมาพอดี คงจะเป็นไอ้ธร ผมเลยถือโอกาสนี้ขอตัวจากทั้งสองคนออกมา




   ผมออกมานั่งตรงศาลาริมสวนดอกไม้ของเฮียเมฆ มองสายเรียกเข้าที่ยังดังไม่หยุด พอหยิบโทรศัพท์ออกมาขึ้นดู สายที่โทรมาไม่ใช่ไอ้ธร แต่สายนี้ทำให้ผมไม่ค่อยอยากจะกดรับในเวลานี้เพราะจิตใจของผมยังไม่คงที่ ถึงอยากจะทำแบบนั้นแต่สายนี้ผมคงพลาดรับไม่ได้ หากไม่รับตอนนี้ก็ต้องโทรกลับไปอยู่ดี ผมพยายามปรับอารมณ์ของผมให้เป็นปกติก่อนจะกดรับสาย


   “สวัสดีครับ แม่”


   “คี เป็นยังไงบ้างลูก สบายดีหรือเปล่าคะ” แม่ของผมเองครับที่โทรเข้ามา เสียงของแม่ตื่นเต้น ดีใจมากที่ได้คุยกับผม


   “ก็ดีครับ เพิ่งสอบเสร็จ” แม่ของผมเป็นผู้หญิงที่พูดจาเพราะอยู่เสมอครับ อาจจะเพราะมีเชื้อยศ เชื้อเจ้าอะไรสักอย่างผมก็ไม่ได้สนใจ หากมีคนไม่สนิทหรือไม่คุ้นเคยกับผมถ้าบังเอิญผ่านมาได้ยินคงคิดว่ากำลังคุยกับสาวแน่ๆ


   “ทำข้อสอบได้มั้ยคะ”


   “ลูกแม่ซะอย่าง ต้องทำได้สิครับ”


   “เก่งมากค่ะ เอ้าอย่าดึงขาแม่สิคะ หนูต้องรู้จักอดทนเวลาที่ผู้ใหญ่เค้าคุยกันนะคะ” ประโยคที่เอ่ยชมคือเป็นของผมครับ แต่ประโยคที่เหลือ แม่ไม่ได้พูดกับผมหรอกครับ


   “คี คุยกับน้องหน่อยนะคะ”


   “ครับ”


   “Hi, It’s me.” ปลายสายพูดภาษาที่ตนถนัด


   “พูดไทยสิครับ เด็กดี”


   “คะ..คับ” สำเนียงไทยแปร่งๆ ของเจ้าตัวและผนวกกับวัยที่ทำให้พูดไม่ค่อยชัดด้วย ทำผมอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มในความน่ารักของเด็กชาย


   “สบายดีมั้ยครับ”


   “คิดถึง” เจ้าตัวเล็กไม่ได้ตอบคำถามผม แต่พูดอย่างอื่นออกมาแทน ช่วงนี้สงสัยผมจะเนื้อหอมแฮะ ใครๆ ก็บ่นคิดถึง ขนาดคนปากหนักอย่างเฮียเมฆยังบอกผมเลย ไม่ทันข้ามวันก็มีเด็กน้อยมาบอกคิดถึง แหม่ ผมควรจะดีใจให้หนักใช่มั้ยเนี่ย


   “พี่ก็คิดถึงนะครับ”


   “มาหาหน่อย” เด็กชายยังพูดไทยไม่คล่องและไม่ชัดครับ จะได้คำพูดเป็นคำๆ หรือประโยคสั้นๆ ของเด็กวัยสามขวบกว่าๆ เพราะฉะนั้นผมต้องคาดเดาเอาเอง และคาดว่าน้องคงจะหมายถึงเมื่อไหร่ผมถึงจะไปหา


   “ถ้าพี่ว่างแล้วจะรีบไปหานะครับ”


   “I love you” เด็กชายคงตื่นเต้นล่ะครับ เลยเผลอพูดตามความถนัด


   “I love you too” ผมตอบกลับไป พูดแล้วก็คิดถึงทุกคนที่นั่นครับ อยากกลับไปหาครอบครัวเหมือนกัน แต่คงต้องรอหลังสอบเสร็จช่วงปิดเทอมนั่นแหละครับ ถึงจะได้กลับไป


   “คีคะ ปีใหม่นี้ กลับมาที่บ้านมั้ยคะ” ผมได้ยินเสียงกุกกัก น่าจะเป็นแม่ของผมขอโทรศัพท์คืนจากเจ้าตัวยุ่งนั่นแหละครับ ผมยังถือสายค้างไว้ สักพักก็ได้ยินเสียงของแม่ถามนั่นแหละครับ


   “ยังไม่รู้เลยครับ อาจจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับป้าจันเหมือนเดิม” ผมตอบตกลงป้าจันไปแล้วครับ แต่จะให้ปฏิเสธแม่ไปตรงๆ เลยก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจท่าน เลยตอบแบ่งรับแบ่งสู้ดีกว่า


   “อย่างนั้นเหรอ ถ้าเปลี่ยนใจยังไงก็บอกแม่นะคะ แม่จะได้จองตั๋วให้”


   “ครับแม่”


   “ฝากความคิดถึงคุณลุงกับคุณป้าด้วยนะคะ”


   “ครับแม่”


   “แม่คิดถึงคีนะคะ อยากให้ย้ายกลับมาที่นี่แล้วล่ะ” คนที่สามครับ น่าอิจฉาผมมั้ยครับ


   “รอเรียนจบก่อนดีกว่า อีกปีเดียวเอง คีก็คิดถึงแม่เหมือนกันครับ”


   “แม่ไม่รู้ว่าคีมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ฟังจากน้ำเสียงแล้วไม่ค่อยสดใสเลย แต่มีอะไรปรึกษาแม่ได้ตลอดเวลานะคะ”


   “คีสบายดีครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ขอบคุณนะครับ”


   “รักลูกจ้ะ” ผมตอบรับแม่กลับไปแล้วจึงวางสายเป็นอันจบบทสนทนาไป



   มาถึงตรงนี้แล้วคงแปลกใจกันบ้างหรือเปล่าครับ ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ ทำไมถึงไม่อยู่กับที่บ้าน มันต้องมีเหตุผลอยู่แน่นอนครับ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ทุกคนได้รับรู้กันไปเรื่อยๆ ดีกว่านะครับ ถ้าเล่าทีเดียวคงไม่สนุกหรอก จริงมั้ยเอ่ย



   หลังจากวางสายจากมารดาผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงแล้ว ผมก็ยังนั่งอยู่ที่ศาลาแหละครับ ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน ช่วงเวลาที่คุยกับแม่และน้องก็รู้สึกดีครับ ลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปได้ แต่พออยู่คนเดียว นั่งคิดคนเดียว เรื่องเดิมๆ ก็วนกลับเข้ามาในหัวอันแสนฉลาดของผมเหมือนเดิม ความจำดี นี่ก็เริ่มเป็นข้อเสียแล้วนะเนี่ย



   ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะกลับเข้าไปข้างในดีหรือเปล่า คุณลุงกับคุณป้าคงจะเปลี่ยนที่นั่งไปอยู่ตรงไหนสักแห่งของบ้านแล้วก็เป็นได้ อาจจะไปสมทบกับเฮียเมฆ หรืออาจจะไปห้องทำงานก็เป็นได้ หรือว่าผมควรจะกลับไปที่ห้องนอนของผม เอาไงดีนะ ผมว่าผมไม่ใช่คนที่คิดเยอะอะไรนะครับ แต่ไม่รู้ทำไมถ้าเป็นเรื่องของเฮียเมฆแล้ว ผมแทบจะคิดอะไรไม่ออกอยู่เรื่อย



   “ทำไมมานั่งตรงนี้” แล้วคนที่ผมคิดถึงอยู่ก็โผล่มา


   “เฮียเมฆ” ผมแปลกใจที่เห็นเฮียเมฆอยู่ตรงนี้ แล้วพี่พีชล่ะ? อยากรู้แต่ไม่อยากถามครับ เรื่องเยอะจริงๆ


   “เห็นหายไป ตามไปดูที่ห้องก็ไม่เจอ”


   “ตะกี้แม่โทรมา เลยเดินมาคุยที่นี่ แล้วเฮียมีอะไรหรือเมฆ”


   “ตะกี้แม่เพิ่งบอกพี่เรื่องจะไปเที่ยวที่เหนือ แม่บอกคีแล้วใช่มั้ย”


   “ป้าจันบอกผมแล้วครับ”


   “อืม ก็ดี แล้วคุณน้าโทรมาเหรอ? ท่านสบายดีมั้ย”


   “ผมไม่ได้ถาม แต่ก็น่าจะโอเคแหละ”


   “เคลลี่ล่ะ พูดเก่งขึ้นหรือยัง” อ้อ เฮียถามถึงเจ้าตัวเล็กที่ผมคุยด้วยเมื่อสักครู่ครับ เจ้าเด็กนั่นชื่อเคลลี่ครับ พูดไทยสำเนียงแปร่ง แล้วได้เป็นคำๆ ส่วนภาษาอังกฤษจะคล่องกว่า เพราะว่าแม่ผมให้พี่เลี้ยงที่นั่นคอยดูแล เพราะงานที่บ้านทำอยู่ค่อนข้างยุ่ง วันๆ เคลลี่ก็เลยอยู่กับพี่เลี้ยงมากกว่า พูดภาษาสากลเสียมากกว่า


   “น่าจะเก่งขึ้นมั้ง คุยนิดเดียวเอง”


   “อ้อ คุณพีชกลับไปแล้วนะ” คำที่ผมรอฟังมากที่สุดมาแล้ว ดีใจมาก แต่ก็เซ็งเหมือนกัน ทำไมพี่พีชมาหาถึงที่บ้านได้ ซื้อดอกไม้อีกถึงจะอ้างว่าถามจากพี่ยาก็เถอะ


   “บอกผมทำไม?” อดไม่ได้ที่จะกวนกลับ เฮียไม่น่าพลาดให้พี่พีชมาหาถึงที่นี่นะ


   “พี่ก็ไม่รู้ว่าเค้ามาได้ยังไง ไม่พอใจพี่หรือเปล่า” ให้ผมเดานี่เฮียพยายามอธิบายแก้ตัวอยู่ใช่หรือเปล่า ก็ได้ ผมจะรอฟังเฉพาะเรื่องวันนี้ละกัน


   “เฮียกลับเข้าไปข้างในเถอะ ตรงนี้แดดเริ่มแรง เดี๋ยวไข้จะกลับ ผมขี้เกียจดูแลแล้วนะ เอาแต่ใจชะมัด” ถึงจะอยากรู้เรื่องราว แต่ก็อย่างที่บอกแหละครับ ผมไม่เคยไม่เป็นห่วงเฮีย ห่วงอยู่เสมอ เห็นมายืนตากลม ตากแดดอยู่แบบนี้แล้ว ใจคอไม่ดี กลัวที่พยาบาลไปต้องเสียเปล่า


   “พี่ไม่เป็นไรแล้ว”


   “งั้นก็เข้ามานั่งดีๆ ครับ” เฮียเมฆยังยืนอยู่ครับ ผมเลยเอื้อมมือไปดึงแขนให้เฮียลงมานั่งด้วยกัน เป็นการวัดความร้อนจากเฮียไปในตัว เฮียตัวไม่ร้อนแบบเมื่อคืน แล้วก็ไม่เย็นเหมือนคนที่ไข้กำลังลดแล้ว แสดงว่าอาการเป็นปกติตามที่เฮียบอกนั่นแหละ ผมฉลาดมั้ย เก่งอย่างกับหมอ แค่จับแขนเฮียแค่นี้รู้ครับ


   “พี่บอกคุณพีชไปแล้ว ว่าวันหลังไม่ต้องมาหรอก ลำบากเปล่าๆ”


   “อ้อ...”


   “เรื่องดอกไม้ พี่ไม่ได้บอกเค้าจริงๆ”


   “อ้อ...”


   “อย่าโกรธพี่เพิ่มอีกเรื่องเลย เรื่องเก่าเรื่องอะไรก็ไม่รู้ยังเป็นปัญหาอยู่เลย”


   “เชื่อได้ใช่มั้ย”


   “เชื่อเถอะ ไม่อยากให้คีโกรธแล้วทำเหมือนเดิมอีก”



=================================================

มันเหมือนกับเรื่องจะดีขึ้นแต่ก็คงทรงตัว บอกได้ว่า คียังไม่ฟังเรื่องพี่พีชเร็วๆ นี้ค่ะ
เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผู้แต่งเคยบอกก่อนหน้านี้ว่า ไม่ดราม่า ก็ยังยืนยันคำเดิมนะคะ ว่าไม่ดราม่า จริงๆ
เพราะตัวละครคีเป็นคนที่เศร้า ทุกข์ แต่ไม่ได้ คิดทุกอย่างเศร้าไปตลอดเวลาค่ะ
เวลาสนุกหรือเฮฮา คีก็จะเป็นปกติแหละค่ะ ไม่ได้อมทุกข์โศกไว้ เพราะงั้น ไม่ดราม่าจริงๆ ค่ะ เชื่อคนแต่งเถอะค่ะ ^^
อยากให้รออ่าน รอลุ้นไปด้วยกันค่ะ เรื่องมันจะเดินต่อไปยังไง ตอนนี้มีคุณแม่ของคีกับเคลลี่เพิ่มมาแล้ว
น่ารักน้า คุณแม่ของคี ตอนหน้าๆ จะได้รู้เบื้องหลังของคีเพิ่มไปอีกค่ะ

แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ จุ๊บๆ  :mew1:



ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
อยากรู้เรื่องคี  :ling1: :ling1: :ling1:
คี เวลาโกรธ โกรธนาน หายโกรธช้า
เรียกว่า แสนงอน ล้านงอนดีไหม
ไม่ยอมฟังอีกฝ่าย
ไม่อยากให้คีเก็บปัญหาไว้ เคลียร์ๆ กัน จะได้จบไป
สบายใจทั้งสองฝ่าย
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
โธ่ คีแล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะรู้เรื่องซักที รีบเคลียร์เถอะ เราอึดอัดแทนอ่ะ

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
ฟังเฮียเมฆแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรกับคุณพีชจริงๆนะ
แต่ภาพที่คีย์เห็นคืออะไร มุมกล้องเหรอ  :katai1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
+ 1 ให้ทุกคนแล้วนะคะ จุ๊บๆๆ ไปอ่านกันเลยค่ะ

--------------------------------------------------------------------------------------------------

ภูเขาลูกที่หก



   “โอ้ยยยยยย สดชื่นเหี้ยๆ เลยเว้ยยยย” ผมยืนตะโกนเสียงดังหลังป้าย ดอยเสมอดาว ผมกับครอบครัวเฮียเมฆเพิ่งขึ้นมาถึงดอยตอนเช้าตรู่ครับ พวกเราออกจากกรุงเทพตั้งแต่ช่วงกลางคืน โดยมีลุงแช่มกับลุงหมายคอยสลับกันขับ มีแวะเข้าห้องน้ำระหว่างทางบ้าง แล้วก็ตรงยาวมาที่น่านเลย เพราะกลัวจะไม่ได้สัมผัสอากาศยามเช้าแบบนี้



   เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติครับ ช่วงสิ้นปี ครอบครัวของเฮียจะเดินทางไปพักผ่อนกัน ส่วนสถานที่ก็แล้วแต่จะตกลงกันว่าจะเลือกเป็นที่ไหน ครั้งนี้เฮียเมฆเป็นคนเลือกเองครับ อารมณ์ไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก่อนที่จะมาเนี่ย เฮียทำงานแทบไม่พักเลย ผมอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจเพราะไม่ต้องคอยหลบหน้าใครบางคน แต่ช่วงกลางคืนนี่หลบเลี่ยงยากครับ ถึงจะเข้านอนห้องตัวเอง แต่เฮียก็ต้องเข้ามานอนด้วยตลอด




   ครั้งนี้พวกเรามาเที่ยวหลังจากเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นไปแล้ว ทำให้คนที่มาท่องเที่ยวบางตา ไม่ได้แย่งกันกินแย่งกันใช้ มันทำให้ผมค่อนรู้สึกหายใจโล่งขึ้นอีกเป็นกอง วันนี้เราจะนอนพักบนดอยหนึ่งคืน โดยปกติแล้วคนทั่วไปก็มักจะกางเต็นท์นอนกันใช่มั้ยครับ แต่ครอบครัวนี้เห็นทีจะยากเพราะเฮียเมฆไม่ยอมให้คุณลุงกับคุณป้านอนไม่สบายตัวแน่ๆ




   โชคดีคือที่พักของอุทยานมีห้องพักพอดีครับ นี่ขนาดว่าเลยเทศกาลไปแล้วนะเนี่ย แต่ แต่ แต่ โชคร้ายก็คือ มันว่างเพียงสองห้อง  ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาออกใช่มั้ยล่ะครับ ห้องที่พักยังไงก็ต้องให้คุณลุงกับคุณป้าท่านพักแน่นอน ส่วนผมกับเฮียน่ะเหรอ ก็ต้องพักด้วยกันครับ ปกติแล้วผมกับเฮียเมฆนอนแยกห้องกันอยู่แล้วครับ แต่โชคชะตาคงลิขิตกลั่นแกล้งผมต่อไป ส่วนลุงแช่มกับลุงหมาย น่าสงสารต้องนอนเต็นท์ล่ะครับ จริงๆ ผมกับเฮียเมฆเสนอให้ลุงทั้งสองคน นอนที่ห้องพักแทนเรา เพราะลุงก็อายุไม่น้อยแล้ว แต่ลุงหมาย ลุงแช่ม ส่ายหน้าอย่างเดียว ปฏิเสธเสียงแข็งด้วยล่ะครับ ดื้อกันทั้งหมดเลยจริงๆ 




   “จะตะโกนทำไม” ผมหันไปเห็นเฮียยืนข้างๆ ผม ใช้นิ้วก้อยแคะหูอยู่ คงรำคาญเสียงดัง ทำให้แกตื่นน่ะครับ เฮียเมฆนอนหลับมาตั้งแต่กรุงเทพ พอตื่นก็เปิดปากกวนประสาทผมก่อนใคร ผมจะตะโกนหรือพูดเสียงดังแค่ไหนมันก็เป็นเรื่องของผมป่ะ เดี๋ยวก่อนเถอะ คดีความยังไม่เคลียร์นะ อย่ามาพูดเยอะ เดี๋ยวผมคนนี้จะมีน้ำโหเอาง่ายๆ นะครับ


   “โหย เฮีย มันตื่นเต้นนะเนี่ย หมอกเต็มเลย ไหนเฮียลองพูด ดูผมนะ ควันออกปากเต็มเลย เห็นมั้ยๆ”


   “เด็ก” เฮียหัวเราะกับท่าทางของผมและผลักหัวผมออกไปไม่เบามือนักด้วยความเอ็นดู (มั้ง?) คิดว่าใช่นะ


   “เฮีย ช่างไม่เข้าใจวัยสะรุ่นเลย ช่วงเวลาวัยเด็กน่ะมีบ้างมั้ย”


   “.....”


   “ไม่มีอ่ะดิ โธ่” ผมพูดจากวนเบื้องล่างของเฮียเมฆเรื่อยๆ นานทีปีหนครับ แต่อากาศมันดี พลอยทำให้จิตใจเบิกบานอารมณ์ก็พาลดีไปด้วย ขึ้นมาบนนี้ คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มครับ ทะเลหมอกสุดลูกหูลูกตา อีกทั้งอากาศเย็นๆ ที่กรุงเทพแทบจะไม่เคยสัมผัสมานานมากแล้ว ผมน่ะเกิดหน้าร้อน ที่หลงใหลหน้าหนาวเอามากๆ เลยล่ะครับ แถมยังหลงใหลคนเกิดหน้าหนาวที่ยืนอยู่ข้างๆ มากๆ เอาเสียด้วย


   “มีสิ”


   “ยังจำได้เหรอเฮียเมฆ ไม่ใช่ว่าเลอะเลือนไปแล้วหรอกนะ” เฮียยังไม่แก่ขนาดนั้น ผมรู้ดี แต่ก็อดแซวไม่ได้


   “หึ จำได้ไม่เคยลืมเลยล่ะ” เฮียยิ้มที่มุมปาก โชว์ความหล่อเป็นพิธี แล้วก็เดินกลับไปหาคุณลุงกับคุณป้าที่กำลังนั่งจิบกาแฟ และมื้อเช้าที่ร้านอาหารบนอุทยานครับ




   ผมยืนอยู่ตรงนี้อีกสักพัก พออยู่คนเดียวหัวสมองก็ยังวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ นี่แหละนะที่เขาบอกว่าทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ มันจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน แต่มาพักผ่อนแบบนี้จะให้ทำอะไรล่ะ กระโดดตบ หรือวิดพื้นดีมั้ย คงบ้าเลยล่ะครับ



   หลังจากที่พี่พีชเอาดอกไม้มาเยี่ยมเฮียเมฆที่บ้านแล้ว เราทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอีก เราพยายามที่จะหลีกเลี่ยงและพยายามลืมเรื่องเหล่านั้น ผมไม่รู้ว่าเฮียทำมันได้จริงมั้ย แต่ผมน่ะ ไม่ได้เลย เพราะทุกอย่างมันมาจากการเสแสร้งแกล้งทำ มันไม่ได้ทำมาจากใจต่างหากล่ะ



   “หิวแล้วใช่มั้ยจ้ะ ถึงเดินกลับมา” ป้าจันทักผม


   “ครับ”


   “นี่จ้ะ มื้อนี้ทานง่ายๆ ไปก่อนนะจ้ะ เดี๋ยวสายๆ ลงไปหาอะไรทานข้างล่างกัน”


   “ขอบคุณครับ ป้าจัน” ผมขอบคุณป้าจัน แล้วรับเอาขนมปังกับโอวัลตินร้อนมาดื่ม อา มันต้องเบียร์เย็นๆ หรือเปล่านะ แต่ต่อหน้าผู้ใหญ่แล้ว นายคีรินทร์คนนี้จะทำตัวเป็นเด็กน้อยน่ารักในสายตาของท่านต่อไป คืนนี้ค่อยชวนเฮียเมฆมาดื่มด้วยกันดีกว่า


   หลังจากมื้อเช้าเบาๆ ของป้าจันแล้ว ผมก็เดินเตร่อยู่แถวๆ นั้นอีกสักพัก แล้วจึงบอกป้าจันว่าขอไปเดินเล่นบริเวณอื่น


   “ตาคีจะไปเดินเล่นแถวไหนจ้ะ”


   “คีจะเข้าไปแถวนั้นหน่อยฮะ ป้าจัน” ผมชี้มือไปยังเส้นทางที่ผมต้องการจะไป “ดอยผาชู้”


   “ไกลหรือเปล่า”


   “ประมาณสี่กิโลครับ รวมกลับด้วยก็แปดกิโล ถ้าลุงกรกับป้าจัน หิวแล้ว คียังไม่กลับออกมา ก็ไม่ต้องรอคีนะครับ ไปทานก่อนเลย เดี๋ยวคีหาอะไรทานเองแถวนี้ครับ”


   “พูดอะไรน่ะ ยังไงป้าก็ต้องรอเราสิ อะไรกัน จู่ๆ จะมาทิ้งคนแก่ไปได้” ป้าจัน บ่นตัดพ้อผม จริงๆ แล้วป้าจันไม่อยากปล่อยให้ผมหาอะไรกินเองมากกว่า ป้าจันเป็นห่วงผมน่ะครับ รักป้าจันจริงๆ เลย


   “คร้าบ น้อยใจได้ยังไงกันน้า ป้าจันคนสวย” ผมก้มลงหอมแก้มป้าจันอย่างเอาใจ


   “ปากหวานจริงๆ นะเรา”


   “คีเปล่านะครับ แค่พูดตามความจริงเท่านั้นเอง”


   “จ้ะ ป้าล่ะต้องยอมจริงๆ ลูกคนนี้” ป้าจันก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ รักผม ห่วงผม บางทีก็ลืมว่าผมเป็นหลาน ที่ฝากมาอยู่ด้วย ป้าจันน่าจะเคยชินเพราะเรียกลูกแบบนี้เหมือนกันทั้งผมและเฮียเมฆล่ะครับ


   “งั้นคีไปน่ะครับ เดี๋ยวแดดจะแรง”


   “อ้าว แล้วพี่เมฆล่ะจ้ะ ไม่ไปด้วยกันเหรอ”


   “ไม่ดีกว่าครับป้าจัน ให้พี่เมฆนอนพักก่อนเถอะครับ โหมงานดึกทุกวันเลย” ใช่แล้วครับ หลังจากที่กินเสร็จ เฮียเมฆก็ขอตัวไปนอนในห้องพักของคุณลุงกับคุณป้าก่อน ดีนะครับ ตอนที่โทรมาจองที่พักของอุทยานนั้น แจ้งขอเชคอินแต่เช้าเลย ไม่งั้นคงต้องไปนอนในรถแทน



   ผมออกเดินไปเรื่อยๆ ไม่ลืมแวะไปหยิบน้ำเปล่าและหมวกมาสวมกันแดด ผมชอบอากาศหนาวครับ มันทำให้เดินไม่เหนื่อยเท่าอากาศร้อน ผมสูดอากาศที่สะอาดเข้าปอดไปให้เยอะมากที่สุด เหมือนกักตุนเอาไว้อย่างนั้นทั้งที่รู้ว่าความจริงมันไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้




   ในที่สุดผมก็มาถึงจนได้ เหนื่อยนิดหน่อยครับ ไม่มากเท่าไหร่ ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวครับ สวยไม่หยอกเลย ตอนนี้หมอกบางลงไปมากแล้ว ผมเลยมองเห็นบรรยากาศข้างล่างได้ค่อนข้างชัด จากมุมที่ผมยืนอยู่ตรงนี้ บอกไม่ถูกเลย ว่าภาพที่เห็นสวยขนาดไหน ผมไม่อยากให้พวกคุณพลาดเลย ผมมองเห็นภูเขาขนาดเล็กและใหญ่ปะปนกันไป มองเห็นแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านคดเคี้ยวไปมาในหุบเขา ธรรมชาติสวยงามไม่เสมอ แต่ไม่รู้ว่ามันจะอยู่กับเราไปได้อีกนานเท่าไหร่ โลกพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับลดธรจิตใจของมนุษย์ลงไปเรื่อยๆ ทุกวัน




ผมยอมรับว่าตัวผมเองก็ไม่ใช่คนที่ดีนัก ออกจะเลวเสียด้วยซ้ำ ผมสร้างวีรกรรมไว้หลายอย่างเกินกว่าที่หลายคนจะรับได้ เรื่องแย่ๆ เรื่องร้ายๆ ผมก็ทำมาแทบทั้งนั้น ผมอยู่ในวัยคึกคะนอง วัยต่อต้านและวัยเอาชนะ เลยกลายเป็นเด็กหัวดื้อที่ทำให้หลายคนต้องปวดหัว แต่ก็ยังมีคนที่พร้อมจะเข้าใจและให้โอกาสผมอยู่เสมอ คนๆ นั้นก็คือ



‘แม่’



แม่ของผมเองครับ แม่เป็นผู้หญิงใจดี พูดเพราะ ยิ้มหวาน และเป็นผู้หญิงที่สวยมาก หากจะบอกว่าหน้าตาของผมนั้นเหมือนใครก็คงหนีไม่พ้นใบหน้าของแม่ ที่แทบจะถอดออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน แม่เลี้ยงผมอย่างมีสติ และใช้เหตุผลเสมอ แต่บางครั้งเหตุผลของแม่ มันไม่สามารถใช้กับผมได้ เพราะแม่รักและใจดีกับผมมากเกินไป




ผมนั่งลงบนพื้นดินแล้วมองลงไปด้านล่างที่ไม่สิ้นสุด ตั้งแต่จำความได้ ผมอยู่กับแม่มาตลอด ชีวิตของแม่น่าสงสาร ผมคิดเองนะ ว่าแม่น่ะน่าสงสาร แม่เกิดในครอบครัวที่เพรียบพร้อมในตระกูลผู้ดีเก่า ที่มีฐานะที่ร่ำรวย



แม่เคยเล่าให้ผมฟังว่า แม่เจอกับพ่อที่มหาวิทยาลัย แม่เรียนคณะอักษรศาสตร์ ส่วนพ่อเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จริงๆ แล้วทั้งคู่ไม่น่าจะเจอกันได้ แต่เพราะมีงานของมหาวิทยาลัยเลยทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน แต่กว่าพ่อจะจีบแม่ติดนะ ก็เข้าการศึกษาปีที่สี่ เกือบจะจบกันแล้ว ในที่สุดแม่ก็ยอมตกลง มีคนเคยบอกว่าชีวิตจริงยิ่งกว่าละครก็คงจะจริง ครอบครัวของแม่ไม่เห็นด้วยที่พ่อกับแม่จะคบหาดูใจกัน เหตุผลก็เป็นเรื่องของหน้าตาและตลกร้ายก็คือพ่อของผมนามสกุลไม่ดังในสังคมนั่นแหละครับ พ่อเป็นลูกพนักงานเอกชนทั่วๆ ไป ฐานะปานกลาง ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แค่พออยู่พอกินเท่านั้น




ผู้หญิงที่เรียบร้อย อยู่ในโอวาท เชื่อฟังพ่อแม่มาตลอดกับลุกขึ้นต่อสู้ในความรักของตนเอง แม่เลือกที่จะทิ้งทุกอย่างไป คุณพ่อของแม่ หรือคุณตาของผม ขู่แม่ว่าหากไม่เลิกกับพ่อของผม ก็ให้ออกจากบ้านไป แม่เลือกที่จะออกไปจริงๆ ตอนที่ผมได้ฟังแม่เล่า ผมแทบไม่เชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ เรียบร้อย สวยหวานอย่างแม่จะกล้าทำ แม่หัวเราะที่เห็นผมทำหน้าเหรอหราประหลาดใจ
คุณอาจจะยังงงว่า อ้าว ถ้าออกมาแต่ตัว ไฉนเลยถึงมารู้จักกับครอบครัวเฮียเมฆได้ หรือว่าจริงๆ แล้วครอบครัวของแม่ หรือทางพ่อ เป็นญาติกับลุงกรณ์และป้าจัน คำตอบคือ



ผิด



ผิดครับ ไม่ใช่เลย เอาล่ะๆ ผมจะเล่าต่อแล้ว อย่างน้อยแม่ก็โชคดี หลังจากที่แม่ออกมาจากบ้านพ่อ แม่ก็เริ่มหางานทำ แม่ของผมเรียนภาษามา ก็ทำงานพวกด้านแปลเอกสารต่างๆ หรือล่ามในแต่วาระโอกาส โชคดีว่าเพื่อนของแม่คอยหางานมาให้อยู่เสมอ จนแม่ได้งานเป็นเลขานุการ ให้เจ้านายบริษัทต่างประเทศแห่งหนึ่ง แม่เล่าว่าช่วงนั้น ชีวิตของแม่กับพ่อค่อนข้างจะไปได้ดี พ่อกับแม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งและเริ่มมีเงินเก็บ ก็เลยตัดสินใจจะเริ่มมีลูกหรือก็คือตัวผมเสียที



พ่อของผมดวงดีถึงขีดสุด พ่อเป็นสถาปนิกให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง พอจะทราบมั้ยครับว่าของใคร แทน แท๊น ของลุงกรณ์นี่แหละครับ พ่อเป็นคนขยันและตั้งใจ ทำให้ลุงกรณ์ได้เห็นความสามารถของพ่อ ประกอบกับช่วงนั้นลุงกรณ์อยากสร้างบ้านใหม่ครับ เพราะตอนนั้นเฮียเมฆเองก็เริ่มจะโต ลุงกรณ์เลยให้พ่อออกแบบบ้านให้ นั่นก็คือบ้านหลังปัจจุบันที่ครอบครัวลุงกรณ์อยู่นี่แหละครับ




ส่วนทางด้านแม่ วันหนึ่งแม่ตามเจ้านายไปพบลูกค้า เหตุบังเอิญนั่นก็คือแม่ได้พบกับคุณยายของผม เธอเสียใจมากที่แม่ออกจากบ้านไป แต่ไม่กล้าออกไปตามหา เพราะกลัวว่าคุณตาของผมจะโมโหหนักกว่าเดิม หลังจากนั้นแม่กับยายก็ติดต่อกันอย่างลับๆ เรื่อยมา พ่อของผมพอออกแบบบ้านให้กับลุงกรณ์เสร็จแล้ว ค่าแรงของพ่อดูจะเกินราคาไปมากโข เพราะลุงกรณ์ยกที่ดินข้างๆ ให้ ลุงกรณ์บอกให้พ่อสร้างบ้านของตัวเองบ้างเถอะ เรื่องราวจุดกำเนิดระหว่างผมกับเฮียเมฆก็เลยเกิดขึ้น แต่ตอนนี้บ้านของพ่อกับแม่ผมหลังนั้นก็ขายไปเรียบร้อยแล้วครับ เพราะว่าครอบครัวผมย้ายมาอยู่ต่างประเทศกัน เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้ล่ะฮะท่านผู้อ่าน
ส่วนเรื่องที่ว่าแล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่บ้านของเฮียเมฆได้ แล้วเรื่องมันเป็นยังไงต่อ ไว้วันหลังผมจะเล่าให้ฟังใหม่นะครับ เพราะตอนนี้ ใกล้เที่ยงแล้ว ยังต้องเดินกลับไปอีก แล้วตอนนี้ก็เริ่มหิวมากแล้วด้วยครับ




ผมเดินกลับมาถึงบ้านพักอุทยานก็บ่ายคล้อย หิวจนตาลาย อยากจะเป็นลมระหว่างทางจริงๆ หิวก็หิวครับ แต่ขอพักก่อน ผมเคาะประตูห้องคุณป้า สองสามที ไม่ได้ยินเสียงอะไรก็เลยถือวิสาสะเปิดเข้าไปเอง แต่มันล็อค อ้าวซวยละ ไง แต่ยังไม่ทันได้คิดเตลิดไปไหน เสียงปลดล็อคจากภายในก็ดังขึ้นเสียก่อน พร้อมกับมีใครที่เปิดประตูให้



“อ้าว เฮีย” ผมแปลกใจที่เฮียยังอยู่ในห้องพัก


“หืม?” เฮียเมฆเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ สังเกตุจากมือที่ยังเช็ดผมที่ยังเปียกหมาดๆ อยู่


“นึกว่าลงไปกินข้าวกับคุณลุงคุณป้า”


“เพิ่งตื่น พ่อกับแม่เลยบอกให้พี่รอกินพร้อมคี”


“อ้อ”


“ไปไหนมา เหงื่อเต็มหลัง”


“เดินไปตรงนู้นน่ะครับ”


“ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวไปกินข้าว”


“ครับ” ผมพูดเท่านั้นก็คว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปห้องน้ำ ระหว่างอาบน้ำอยู่ได้ยินเสียงเฮียเมฆแว่วๆ ว่าให้ตามออกไปกินข้าวตรงร้านค้าแถวอุทยาน



อาบน้ำแต่งองค์เสริมหล่อจนเรียบร้อย เฮียเมฆสั่งอาหารรอไว้อยู่แล้วครับ มื้อนี้เป็นอาหารจานเดียวง่ายๆ ผมกับเฮียเมฆ ปกติแล้วไม่ใช่คนเลือกกินหรือกินอยากอะไร สถานที่แต่ละที่เป็นอย่างไร แวดล้อมต่างๆ เป็นอย่างไรก็ปรับตัวได้ไม่ยากครับ นี่จัดว่าเป็นข้อดีของผมมั้ย



“กินเลย อาหารเพิ่งมา” ผมนั่งลงปุ๊ป เฮียเมฆก็บอกปั๊ป ผมมองจานตรงหน้าของเฮียเมฆ แต่ว่างเปล่าครับ คงกินหมดแล้ว ไวชะมัด ผมเลยก้มหน้าก้มตากินคนเดียวจนหมด




ผมรู้สึกเวลาข้างบนนี้มันเดินเร็ว เผลอแป๊ปเดียว มืดค่ำเสียแล้ว ผมทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผมล้มตัวนอนบนพื้นดินและเงยหน้ามองดูดาว ดาวเยอะมากเลยครับ แสงจากดวงดาวเล็กๆ ที่เรียงรายเต็มท้องฟ้าระยิบระยับสวยงามมากทีเดียว เรียกว่าสิ่งมหัศจรรย์ของคนกรุงเทพได้มั้ย ผมมองดวงดาวมากมาย มองจากตรงนี้ มันดูเหมือนมีขนาดเล็กมากเลย หากมองกลับกัน คนบนโลกนี้ก็คงจะตัวเล็กนิดเดียวด้วยเหมือนกันล่ะมั้ง




ผมคิดอยู่เสมอนะ คนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง อย่างผมจะไปทำอะไรได้ บางครั้งเราคิดว่าเราเก่งกว่าทุกคน เหนือกว่าทุกคน แต่คุณเชื่อสิ เหนือฟ้ายังมีฟ้า ผมนี่ไงล่ะ ตัวอย่างชั้นดี หลงตัวเองคิดว่าเฮียเมฆไม่มีวันเปลี่ยนใจ เฮียต้องเลือกผม และรอผมอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ความรู้สึกในใจผมมันสั่นคลอนไปหมดแล้ว จนเชื่อใจใครไม่ได้ แม้กระทั่งตัวของเฮียเมฆเอง




ผมอยากจะสลัดความคิดพวกนี้ออกไปจากหัว แต่มันก็ทำไม่ได้ ผมคิดซ้ำๆ วนเวียนเหมือนคนบ้าที่บอกใครต่อใครว่าไม่ได้บ้า
พร้อมหรือยังที่จะฟังคำอธิบายของเฮียเมฆ



ผมตอบตัวเองไม่ได้ เพราะผม กลัว คำอธิบายของเฮีย ผมยังเป็นคนเดิมที่ขลาดกลัวเกินกว่าจะยอมรับความจริงได้ กลัวว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่ผมปลอบใจตัวเอง จะบอกว่าผมคิดไปเองก็คงใช่ แต่ก็อยากจะต่อเวลาเหล่านี้ออกไปให้นานมากขึ้น แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ยังดี



“ไงมึง” ความคิดฟุ้งซ่านผมหยุดชะงักลงเพราะเพื่อนตัวดีของผมโทรเข้ามา


“ก็ไม่ยังไง แค่โทรมา เซย์ ฮัลโหล” เสียงทะเล้นของนิติธรมาจากปลายสาย


“กวนตีน”


“พูดจาไม่เพราะนะครับ หน้าตาสวยๆ พูดจาให้มันดี” ไอ้ธรมันตั้งใจแกล้งผมเล่นดูได้จากคำพูดคำจาที่มันใช้นะครับ


“สัด.. ไพเราะเสนาะหูพอมั้ยครับ ไอ้เพื่อนเชี่ย”


“โอ้ย เพราะมากจนเจ็บหูเลยเนี่ย”


“เออ ดีมาก โทรมามีอะไร อย่ามาลีลาใส่กู”


“ไม่มีอะไร กูเจอเด็กของพ่อมึง”


“เด็ก?”


“คนหน้าหวานๆ ที่มึงกับกูเจอกันที่ร้านวันนั้นไง”


“อ้อ เขาชื่อพี่พีช” ไอ้ธรมันหมายถึงวันที่ผมเจอพี่พีชอยู่กับเฮียที่ร้านนั้นครั้งแรก


“นั่นล่ะๆ กูเจอที่บริษัทพ่อกูว่ะ” พ่อของไอ้ธรเป็นผู้จัดการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งครับ


“เจอได้ไงวะ กูพอจะคุ้นๆ ว่าพ่อมึงทำงานที่บริษัทส่งออกอะไหล่รถยนต์ไม่ใช่เหรอวะ”


“ก็ใช่ไง วันนั้นกูขับรถไปส่งพ่อที่บริษัทเพราะกูจะใช้รถ ก็เห็นพี่พีชอะไรนั่นพอดี กูก็เลยโทรมาบอกมึง”


“แค่นี้?”


“ใช่ครับ เพื่อน”


“อ้าว ไอ้นี่ แล้วมึงจะโทรมาบอกเรื่องแค่นี้? เพื่อ?”


“กูก็แค่บอกเล่าเก้าสิบให้มึงฟังเฉยๆ”


“แล้วมันเกี่ยวกับเฮียเมฆตรงไหน ที่หลังมึงไม่ต้องหวังดี คาบข่าวไม่ได้เรื่องของมึงมาบอกกูเลย” ผมบ่นมันไปเพราะมันทำให้ผมอยากรู้เรื่องของพี่พีชเพิ่มขึ้น


“หนอย ไอ้เพื่อนเลว ถ้ากูมีข่าวอีก จะปิดเงียบแม่ง”


“ตามใจมึง”


“ไปเที่ยวเป็นไงบ้างวะ” ผมเข้าใจคำถามเพื่อนผมนะ มันไม่ได้หมายความถึงอากาศดีมั้ย สาวสวยมั้ย บ้านเมืองเป็นไง แต่มันหมายถึงเรื่องระหว่างผมกับเฮียเมฆต่างหาก


“ก็ดีว่ะ อากาศดีเชี่ยๆ เย็นสบาย กูโคตรชอบเลยว่ะ” มีหรือผมจะตอบให้ตรงกับคำถามของมัน


“ไอ้คี กูไม่ได้หมายถึงอากาศไรของมึง”


“แล้วมึงหมายถึงอะไร กูมาเที่ยวแล้วมึงก็ถาม มันจะมีเรื่องอื่นไปได้ไงวะ” ผมยังตอบกวนมันเหมือนเดิม


“มึงนี่โง่จริง กูหมายถึง เรื่องของมึงกับพ่อมึง” ผมตอบไม่ตรงใจมัน กลายเป็นว่าผมโง่เหรอเนี่ย


“อ๋ออออออ” ผมลากเสียงยานคานใส่มันแล้วเงียบครับ


“อ๋อแล้ว เชี่ยไร พูดมาสิ กูรอฟัง”


“แล้วทำไมกูต้องบอกมึงด้วยวะ”


“กูใช่เพื่อนมึงมั้ย ไอ้คี มึงพล่ามมาให้กูฟังเลย”


“ไม่ว่ะ ความลับ หึหึ” จริงๆ มันไม่มีอะไรเลยครับ แต่ท่าทีอยากรู้ของมัน ยิ่งทำให้ผมอยากกวนมันมากขึ้นไปอีก มันน่าแกล้งมากๆ เลย


“ไอ้นี่ ถ้ามึงมีปัญหากับพ่อมึงอีก ไม่ต้องมาบอกกูเลยนะเว้ย แม่งโมโหว่ะ”


“เรื่องของมึง ถ้ามึงไม่อยากฟัง ตอนนั้นกูก็จะเล่าให้มึงฟัง”


“งั้นกูถามได้มั้ยวะ” ไอ้ธรมันเร้าหรือเหลือเกินครับ มันยังไม่ยอมยกธงขาว


   “ได้มั้ง”


   “คืนนี้มึงนอนคนเดียวป่าววะ”


   “ทำไม”


   “เออ ตอบมาเถอะน่า”


   “กูไม่บอก”


   “กูคิดว่ากูได้คำตอบแล้ว” ผมงง ไอ้ธรมัน ทำไมมันถึงทำเสียงเหมือนแน่ใจอะไรอย่างนั้น


   “อะไรของมึง”


   “มึงปฏิเสธแต่แรก แล้วก็ไม่บอกกู แสดงว่าคืนนี้มึงนอนกับพ่อมึง ฮ่าๆ ไอ้อ่อนเอ๊ย”


   “มึงมั่นใจ?”


   “มั่นเสียยิ่งกว่ามั่นเลยว่ะ กูเป็นเพื่อนมึงนะ ไอ้คี ถึงการเรียนกูจะโง่กว่ามึง แต่เรื่องความรู้สึก กูฉลาดกว่ามึงว่ะ คิดว่ากูดูไม่ออกเหรอ”


   “เออ...” ผมต้องยอมรับออกไป อย่างที่เคยบอกไปแล้ว เรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกอะไรพวกนี้ ไอ้ธรมันมีญาณทิพย์ครับ จับสังเกตได้ไว เพราะฉะนั้นผมเลยโกหกมันไม่ค่อยได้ เรื่องนี้คงต้องยอมมัน


   “มันยังไงกันวะ”


   “ก็ไม่ยังไง ห้องเต็มก็เลยแบบนี้แหละ” ไหนๆ ก็หลุดฟอร์มไปแล้ว ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยครับ จริงๆ แล้วผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังอะไรไอ้ธรหรอก แต่เห็นมันน่าแกล้งก็เลยอยากกวนตีนมันมากกว่า อยากให้มันอกแตกตายเพราะความรู้


   “มึงก็ฟังพ่อมึง เขาพูดสักทีสิวะ เชื่อกูเถอะ มันไม่มีอะไรหรอกเรื่องพ่อมึงกับพี่พีชอะไรนั่น”


   “เขาชื่อพีช ไม่ใช่พีชอะไรนั่น”


   “เออๆ ช่างกูเถอะน่า” ไอ้ธรส่งเสียงจิ๊จ๊ะรำคาญออกมา


   “กูก็แค่ ‘กลัว’ ว่ะ กูยังไม่กล้า” ผมได้ยินเสียงมันถอนหายใจ


   “มึงนี่นะ เรื่องอะไรก็ไม่เคยกลัว พอเรื่องพ่อมึงทีไร หัวหดตลอด อะไรของมึงวะ ไอ้คี”


   “มึงก็รู้ว่ากูก็เป็นอย่างนี้แหละ”


   “เออ ก็เพราะกูรู้จักมึงดีอยู่นี่ไง ถึงต้องมาพูดอะไรที่ชวนขนลุกชิบหาย”


   “อีกไม่กี่เดือนเอง กูขอเวลาอีกนิด”


   “ไอ้คี ไอ้ดื้อ ไอ้ขี้ขลาด” ไอ้ธรมันด่าผมหวังจะให้ผมโกรธครับ


   “กูยอมรับ” แต่ผิดคาดเพราะเรื่องเฮียน่ะ ผมอ่อนแอมากจริงๆ


   “มึงรู้ใช่มั้ย ว่ากูอยู่ข้างมึงตลอด”


   “ขอบใจมึงนะ แต่กูขนลุกว่ะ”


   “ไอ้เวร ทำบรรยากาศดีๆ เสียหมด งั้นแค่นี้นะเว้ย กูไปแดกเหล้าต่อละ มึงไม่อยู่ ไม่มีเพื่อนไปแดกเหล้าเลย คิดถึงมึงชิบหายเลยว่ะ”


   “กูมีค่าให้มึงคิดถึงแค่เวลาแบบนี้ใช่มั้ย”


   “ฉลาด สมเป็นคุณคีรินทร์ครับ” ไอ้ธรพูดจบ ตัดสายฉึบไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พ่นด่ามันต่อ ผมส่ายหน้าระคนปนขำกับการกระทำของมัน ไอ้ธรมันรู้ครับว่าผมต้องด่ามันกลับแน่ ไอ้ธรมันฉลาด อ่านใจคนเก่งจริงๆ



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter



   ผมนอนเล่นอยู่อีกสักดูนาฬิกาก็ใกล้จะสามทุ่มแล้ว ผมเลยลุกเดินกลับเข้าห้องพักเตรียมนอนดีกว่า ตอนเดินทางขึ้นเขาก็หลับในรถ งีบไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง ผมนอนในรถไม่ค่อยได้ มันไม่ค่อยสบายตัวครับ ตอนนี้ก็เลยเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมานิดหน่อยแล้ว



   เปิดประตูเข้ามาก็เห็นเฮียเมฆนั่งอยู่หน้าจอโน้ตบุค เงยหน้ามองผู้มาใหม่ พอเห็นว่าเป็นผมก็หันไปสนใจกับหน้าจอต่อ ขนาดมาพักผ่อนยังต้องหอบงานมาทำ เฮ้อออ ผมเป็นห่วงเฮียเหมือนกันนะครับ ช่วงนี้งานเยอะมาก



   “งานด่วนเหรอครับ เฮียเมฆ” ผมถามเฮียไปพลาง มือก็ถอดเสื้อออกไปด้วย อาบน้ำอีกสักรอบน่าจะดี


   “ก็ไม่เชิง..”


   “ครับ งั้นคีไม่กวนละนะ” ผมจับลูกบิดประตูห้องน้ำค้างไว้เพราะมีเสียงจากด้านหลังผมดังขึ้นมาอีกครั้ง


   “ไปไหนมา”


   “นอนดูดาวมาครับ” ผมหันไปตอบเฮีย แต่ไม่เห็นใบหน้าของเฮียเมฆหรอกครับ เพราะเฮียถามผม แต่หน้ายังจดจ่อกับงานตรงหน้าเช่นเดิม


   “เป็นไง”


   “ก็ดีครับ”


   “เหรอ”


   “ครับ” เหมือนเล่นยี่สิบคำถามยังไงอย่างงั้น


   “คี”


   “ครับ?” ขาของผมก้าวเข้าไปในห้องน้ำข้างหนึ่งแล้วครับ เมื่อเฮียเรียกอีกครั้ง


   “เปล่าหรอก ไปอาบน้ำเถอะ” ผมที่ตั้งใจจะไปอาบน้ำ พอได้ยินเหมือนคำสั่งให้ไป ผมเลยชักไม่อยากไปอาบเสียแล้ว เคยเป็นมั้ยครับ อะไรที่ห้ามน่ะ ก็อยากลองทำ แต่อะไรที่ยุให้ไปทำ กลับไม่อยากทำเสียอย่างนั้น คนเรานี่มันช่างย้อนแย้งภายในตัวเองจริงๆ


   “พี่เมฆครับ พี่ไม่ต้องมาสนใจถามผมหรอก ว่าผมจะไปไหน ทำอะไร ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้อยากรู้จริงๆ พี่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอกครับ แทนที่มันจะดีขึ้น แต่มันอาจจะเลวร้ายลงมากกว่า” ผมถอนหายใจก่อนจะพูดจริงจังเสียยาว จะพูดยังไงดีล่ะ คือเฮียเมฆน่ะอยากชวนผมคุย ไม่อยากให้ผมเหงาจนเกินไป อันนี้ผมรู้นะ แต่เพราะว่าเฮียมีงานด้วย เฮียไม่สามารถดูแลผมหรือใครได้เต็มที่ เรื่องมันก็เลยออกมาอย่างที่เห็น เหมือนเฮียถามไปอย่างนั้นเพราะไม่รู้จะทำยังไงกับผมมากกว่า




   บอกตรงๆ เลยเถอะว่า มันเหมือนผมคุยคนเดียว เพราะอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามาสบตาผม มันไม่ใช่อ่ะ ผมอาจจะงี่เง่า หรือการกระทำเด็กๆ แต่คุณครับ เวลาคุณคุยกับใคร คุณชอบเหรอที่อีกฝ่ายแทบจะไม่สบตากับคุณเลย แบบนั้นผมยอมนั่งเงียบๆ ในห้อง เฮียเมฆทำงานก็ทำไป ผมก็หาอะไรทำ อ่านหนังสือ เล่นมือถือ อะไรก็ช่างผม แค่นั้นมันยังรู้สึกดีกว่านี้เลย


   “....” เฮียเมฆไม่ตอบอะไร แต่เงยหน้าจากงานตรงหน้า หันมามองหน้าผมเต็มตาสักที


   “คนคุยกันมันก็อยากเห็นหน้า สบตากันนะครับ ถ้าพี่เมฆยังไม่ว่าง คีก็พร้อมจะนั่งเฉยๆ ไม่กวนอะไรพี่ แล้วพี่มีเวลาเมื่อไหร่ เราค่อยคุยกันก็ได้ คีไม่อยากได้การเอาใจใส่จากพี่แค่ครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้”


   “พี่...”


   “ช่างเถอะครับ แล้วงานพี่เมฆด่วนแค่ไหนกันเชียว งานมันรอไม่ได้หรือครับ ถึงจะต้องทำเดี๋ยวนี้ นี่พี่มาเที่ยวพักผ่อนไม่ใช่เหรอครับ” ผมถอนหายใจยาว แล้วก็พูดออกมายาวๆ อีกครั้ง ผมรู้สึกเหมือนตัวเองขี้บ่นจริงๆ


   “ก็ไม่ได้ด่วน แต่ถ้าไม่ทยอยทำงานมันจะยิ่งเยอะ”


   “ถ้ามันไม่ด่วน งั้นพี่เมฆก็พักบ้างเถอะครับ ถ้ากลับไปกรุงเทพเมื่อไหร่ งานไหนที่ผมช่วยได้ ผมจะช่วยพี่เมฆดีมั้ยครับ”


   “จะมาช่วยพี่เหรอ” ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยไปช่วยเฮียเมฆทำงานนะครับ ก่อนหน้านี้ก็มีไปช่วยบ้างครับ แต่ผมมักจะเลือกไม่ทำเพราะผมขี้เกียจเสียมากกว่า เวลาส่วนใหญ่หลังจากเลิกเรียน งานของผมคือไปกินเหล้า เคล้านารีกับไอ้ธรมัน น้อยครั้งที่ผมจะไปช่วยเฮียทำงาน


   “ครับ ผมจะหยุดเที่ยวเตร่ช่วงนี้ให้ก็แล้วกัน”


   “อ่อ..”


   “ว่าไง ตกลงมั้ยครับ” นี่ผมเสนอตัวเอง ตัดความสนุกของชีวิตออกไปให้เฮียเลยนะ เฮียต้องสำนึกบุญคุณของผมให้มากๆ เลยนะ


   “ตามนั้น” ผลการต่อรองเจรจาสำเร็จ ผมเดินไปที่หน้าจอโน้ตบุคของเฮีย ถือวิสาสะเสียมารยาท เซฟไฟล์งานของเฮีย แล้วก็ปิดหน้าจอโน้ตบุคลง เฮียมองตามมือของผมแต่ก็ไม่ได้ท้วงอะไร เพราะรู้ว่าห้ามไปก็ไม่ทันแล้ว


   “เรียบร้อยแล้ว อยากออกไปนั่งข้างนอกมั้ยครับ อากาศกำลังดีนะครับ”


   “เอาสิ” ผมเดินกลับไปหยิบเสื้อขึ้นมาสวมอีกรอบ พร้อมกับความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวพอดี ช่วงบ่ายก่อนที่ป้าจันจะกลับขึ้นมานั้น ป้าโทรมาถามว่าจะเอาอะไรมั้ย จะได้แวะซื้อขึ้นมา ผมเลยใช้ลูกไม้บอกว่า ไหนๆ ก็ขึ้นมาพักผ่อนแล้ว เฮียเมฆชวนกินเหล้า ป้าจันบ่นเบาๆ ว่าไม่ไหวจริงๆ เล้ย ลูกคนนี้ ผมรอดครับ ป้าจันบ่นเฮียเมฆ ในที่สุดป้าจันก็ให้ลุงแช่มถือถุงพลาสติกที่ซ้อนถุงมาหลายใบ ในนั้นมีขวดเบียร์หลายขวดพอให้กรึ่มๆ ไม่ถึงกับเมา


   “เฮีย ดื่มเบียร์กันนะ” ผมชูขวดเบียร์ที่หยิบออกมาจากตู้เย็น


   “ตามใจ” นานทีปีหนครับ เฮียแทบไม่ได้แตะสุราเมรัยมานานมากแล้ว เพราะออกมาข้างนอกทีไรเฮียต้องรับหน้าที่เป็นสารถีขับรถทุกครั้งไป เมาไม่ขับครับ เฮียว่าแบบนั้น แต่ครั้งนี้ เมาได้ตามใจเลย เฮียไม่ต้องขับรถ




   ผมคว้าแก้วน้ำที่มีอยู่ภายในห้อง แล้วจัดการยกขวดเบียร์ออกไปวางไว้ด้านนอก เตรียมพร้อมให้เสร็จสรรพ คุณชายเฮียเมฆรอดื่มอย่างเดียวพอครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง


   “คี” เสียงเฮียเมฆเรียก


   “ครับ?” ไปใส่เสื้อเพิ่มหน่อย เดี๋ยวไม่สบาย


   “ไม่อ่ะ ผมไม่หนาวหรอกน่า เฮียนั่นแหละ” ผมชอบอากาศหนาวๆ พอๆ กับเฮียชอบอากาศร้อนครับ เฮียใส่เสื้อผ้าสองชั้น แต่ผมใส่เสื้อยืดบางๆ ตัวเดียว



   เราสองคนเริ่มดื่มไปเรื่อยๆ ผมไม่ได้ใส่น้ำแข็งในแก้วเบียร์เพราะอากาศเย็นอยู่แล้ว ผมนั่งอยู่กับเฮียโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก เฮียมองบรรยากาศรอบๆ ผมมองตามเฮียเมฆ เห็นแสงไฟลิบๆ ตรงจุดที่กางเต็นท์ ตอนนี้ยังไม่ดึกมากครับ ได้ยินเสียงคนดีดกีตาร์แผ่วมาเบาๆ แต่ดึกกว่านี้คงจะเงียบล่ะครับ เพราะต้องแยกย้ายกันพักผ่อน


   “ชอบมั้ย” อยู่ๆ เฮียเมฆก็ถามผมโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ผมไม่รู้ว่าเฮียหมายถึงว่าชอบอะไร แต่เข้าใจเอาเองมั้งครับน่าจะหมายถึงอากาศ บรรยากาศบนดอยแห่งนี้


   “ชอบครับ ผมชอบอากาศหนาว เฮียก็รู้นี่นา”


   “ไม่ใช่”


   “ครับ?”


   “ที่เราเป็นแบบนี้น่ะ ชอบมั้ย”


   “ถ้าแค่ตอนนี้ ผมชอบนะ” ผมนิ่งเงียบไปนาน เฮียมองหน้าผม สบตากับผมแน่นิ่ง จนในที่สุดผมก็ตอบตามความจริงออกไป


   “พี่ก็เหมือนกัน อยากเป็นแบบนี้ แค่แบบนี้ก็พอ” จะเรียกว่าเฮียบอกรักผมได้มั้ย โอ้ย อยากบอกว่าเขินครับ แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้ก่อน ไอ้เรื่องดีใจมันก็ดีใจแหละครับแต่เรื่องเก่ามันยังไม่เคลียร์ เลยแสดงออกนอกหน้าไม่ได้



   ผมเลยทำได้เพียงยิ้มให้เฮียเมฆและเอื้อมมือออกไปจับมือเฮียเอาไว้แบบนั้น มือของเฮียเมฆเย็นมากจนน่าตกใจ ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหรือเพราะจิตใจของเฮีย




   กลับไปกรุงเทพ เราทั้งคู่ยังต้องพบเจออะไรอีกมากมาย ชีวิตคู่ หรือคู่รัก นั้นมันไม่ได้เป็นแค่เพียงเรื่องของเราหรอกครับ มันมีอะไรยิ่งกว่านั้นมากๆ เพราะเราสองคนไม่ได้อยู่กันตามลำพังบนโลกใบนี้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมครับ มันไม่สามารถอยู่ได้เพียงลำพัง และต้องมีอีกหลายคนที่อยากจะเข้ามาวุ่นวายเรื่องของเราทั้งคู่แน่นอนครับ ดูแค่พ่อกับแม่ของผมสิ ขนาดเขาทั้งคู่เป็นชาย-หญิง รักกัน ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเลย นับประสาอะไรกับความรักชาย-ชาย แล้วกับเฮียเมฆด้วยแล้ว อีกไม่นานก็จะก้าวขึ้นแทนตำแหน่งของคุณลุง มันจะมีสักกี่คนที่เปิดกว้างกับความรักในรูปแบบนี้และเชื่อใจแค่ฝีมือการทำงานของเรา




   เฮียเมฆไม่เคยอายหรอกครับ ไม่อายหรอกที่จะบอกใครๆ ว่ารู้สึกหรือคิดยังไงกับผมที่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง แต่ปัญหามันกลับอยู่ที่ผม ที่คิดเรื่องให้มันเยอะแยะจนน่าปวดหัว เฮียเมฆจึงทำได้แค่เพียงรอ และรอต่อไปเท่านั้น




   เบียร์หมดไปหลายขวด พวกเราไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาดื่มอะไรขนาดนั้นนะครับ ดื่มไปเรื่อยๆ แต่บรรยากาศมันดีและมีความสุขไงครับ เผลอแป๊ปเดียว ก็เกือบเที่ยงคืน เสียงดีดกีตาร์เงียบลงไปนานแล้ว แสงไฟจากจุดที่กางเต็นท์ก็ค่อยๆ ดับมืดลงทีละเต็นท์ ทีละเต็นท์ จนตอนนี้แทบไม่เหลือแสงไฟแล้ว เอื้อมไปหยิบขวดเบียร์ เบียร์ก็ยังหมดอีก ผมยังอยากดื่มต่ออีกนิดนะ แต่วันนี้คงต้องพอเท่านี้แล้วล่ะ คุณป้าบอกว่า สายๆ จะกลับเข้าไปในตัวเมืองน่าน แล้วพักอีกคืนหนึ่งค่อยกลับกรุงเทพ




   “เบียร์หมดแล้ว ไปอาบน้ำกันเถอะ” ผมบอกเฮียเมฆ ผมรู้สึกมึนๆ นิดหน่อย แต่คิดว่าไม่เมา แต่พอลุกขึ้นยืนเท่านั้น เล่นเอาเซ ยืนเกือบไม่ตรง เฮียเมฆเกือบรับผมไว้แทบไม่ทัน สงสัยผมคงจะเมาแล้วล่ะ ส่วนเฮียเมฆน่ะเหรอ ตั้งแต่กินเหล้าด้วยกัน ผมยังไม่เคยเห็นเฮียเมาเลยสักครั้ง ทั้งที่เริ่มพร้อมกัน และเลิกพร้อมกัน แต่ผมเมาคนเดียวแทบตลอดเลย


   “งั้นคีไปอาบก่อนละกัน”


   “ไม่เอาอ่ะ” ผมตอบเฮียระหว่างที่เฮียประคองผมเข้าห้องอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย


   “ให้พี่อาบก่อนเหรอ”


   “ไม่เอาอ่ะ” เมาแล้วปากไม่ค่อยดีครับ ผมค่อนข้างรู้ตัว แต่ตอนนี้ฤทธิ์ของน้ำเมาทำให้สมองผมคิดอะไรไม่ทัน ทำให้ปากเร็วกว่าสมอง


   “แล้วจะให้พี่ทำไง” เฮียเมฆหายไปเก็บแก้วกับขวดเบียร์ที่วางอยู่ข้างนอกเข้ามาเก็บให้เรียบร้อยแล้วจึงถามผมอีกครั้ง


   “อาบด้วยกันนะ” บอกแล้วว่าปากไวกว่าความคิด


   “ไม่ดีหรอก ห้องน้ำมันเล็ก”


   “เล็กก็ช่าง จะได้ใกล้ชิดกับพี่เมฆไง”


   “พี่ว่าอย่าดีกว่า” เฮียเมฆพยายามห้ามปราม ผมคิดว่าเข้าใจนะ ผู้ชายสองคนที่มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน มีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ไหลเวียนอยู่ในตัว แถมยังจะแก้ผ้าอาบน้ำใกล้ชิดกันอีก มันอันตรายนะว่ามั้ย แต่คิดว่าผมสนมั้ยล่ะ ตอนนี้บอกเลยว่าไม่ครับ สมองมันคิดไม่ทัน ร่างกายมันแสดงชัดเจนกว่า


   “ตามใจผมนะ พี่เมฆ” ผมหยอดทิ้งท้ายไว้เท่านั้น ถ้าไม่ตามใจผมก็ให้รู้ไปสิครับ



 :mew1:

ออฟไลน์ Inwoสูs

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-5
แหนะ ตีมือเลย ยังไม่เคลียไปชวนอาบน้ำ พอสร่างก็ไปงอลพี่เขา

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
เอาแต่ใจจริงๆ คีแล้วแบบนี้พี่เมฆจะไม่ยอมได้ไงกันล่ะ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
คี มีความย้อนแย้งในตัวมากจริงๆ
เอาแต่ใจตัวด้วย
อยากรู้ว่าความรู้สึกระหว่าง เฮียเมฆ กับคี
เกิดได้เมื่อไหร่
แต่เฮียเมฆ แน่วแน่กับคีมาก
ได้รอ ไร้ท อย่างเดียว   
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1875
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
เฮ้ออออ ไม่คุยกันให้เคลียร์ ๆ มันก็คาใจสิ

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
นั่นนนนน น้องคีไปชวยเฮียอาบน้ำ เมาแล้วชอบอ่อยนะนิ
สรุปแล้วคือเฮียเมฆกับคี แอบคบกัน แต่คีไม่อยากเปิดเผยเพราะกลัวอยู่ในสังคมลำบากทั้งๆที่เฮียพร้อมเปิดตัว แต่เฮียก็ตามใจน้อง พอเป็นอย่างนี้ก็กลายเป็นว่า คนอื่นคิดว่าทั้งสองคนยังโสด เรื่องมันเลยวุ่นวายล่ะนะ

ออฟไลน์ panitanun

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 486
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
น้องคีน่าจับตีจริงๆ55555555 :katai5:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
+ 1 ให้ทุกคนแล้วนะคะ


ภูเขาลูกที่เจ็ด


   กลับมาจากเมืองน่านได้อาทิตย์กว่าแล้วครับ ตอนนี้ชีวิตของผมไปๆ มาๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยและบริษัทของเฮียเมฆ นั่นก็เพราะปากเจ้ากรรมดันรับปากเฮียไว้ว่าจะช่วยงาน ตอนนี้ก็เลยต้องงดอบายมุข สุรา นารีไปก่อนครับ ไอ้ธรถึงกับบ่นเป็นหมีกินผึ้ง เพราะมันก็พลอยอดไปด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าผมจะห้ามมันไปเที่ยวนะครับ แต่มันบอกว่าไปคนเดียวหรือไปกับคนอื่นก็ไม่สนุกเท่าไปกับผม มันก็เลยเลือกรอผมว่างดีกว่า นั่นก็ช่วยไม่ได้นะคร้าบ


   “เสร็จหรือยัง” เสียงเฮียเมฆทวงงานที่สั่งไปครับ ผมนี่แทบจะไม่มีเวลาออกนอกลู่นอกทาง สื่อสังคมโซเชียลอะไรพวกนี้หมดสิทธิ์เลยครับ


   “อีกนิดนึง เฮีย” ผมก้มหน้าก้มตาทำงานตอบเฮียเมฆโดยไม่เงยหน้าเลยด้วยซ้ำ เห็นมั้ยล่ะว่าผมขยันขันแข็ง เอาการเอางานแค่ไหน




   โดยหลักๆ แล้ว ส่วนใหญ่ผมจะดูพวกเอกสารทั่วไปเสียมากกว่า เพราะถ้าเรื่องแบบหรือสัญญาต่างๆ ไรนั่น มันเกินความสามารถของผมไปมากโข นั่นต้องให้เฮียเมฆหรือลุงกรณ์เป็นคนตัดสินใจครับ แต่ส่วนพวกเอกสารทั่วไปพวกเบิกงบจัดเลี้ยง งบนั่นนู่นนี่ หรือพวกหนังสือร้องเรียนอะไรต่างๆ นั้นแล้ว ผมจะเป็นคนดูจัดการให้ แล้วก็รวบรวมสรุปรายงานเฮียเมฆทีเดียว จะเรียกว่าเป็นงานจุกจิกก็ไม่เชิง




   คุณลองนึกดูนะครับ หากผมไม่ได้สอดมือ เอ๊ย ยื่นมือเข้ามาช่วยเฮีย แหม้ รู้สึกเหมือนตัวเองใหญ่โตเลยว่ามั้ย เอาใหม่ๆ นะ คืองานพวกนี้ทั้งหมดเฮียเมฆต้องดูเองคนเดียว มันเลยทำให้งานมันช้าลงครับ เพราะทุกอย่างรอการตัดสินใจของเฮีย แล้วไอ้การที่เฮียจะจับปากกาแล้วสักแต่เซ็นลงไปในเอกสารนั่นก็ไม่ใช่นิสัยของเฮียด้วย เอกสารทุกฉบับเฮียจึงจำเป็นต้องอ่านให้ละเอียดถี่ถ้วน งานมันเลยยิ่งช้าลง




   อ๊ะๆ อาจจะสงสัยว่าในเมื่อเฮียเมฆต้องเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมดแล้วถ้าผมมาทำงานส่วนนี้แล้ว ผมมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนได้เลยเหรอ คำตอบคือ ใช่ และไม่ใช่ครับ  คำว่า ‘ใช่’ ของผมก็คือ ผมเป็นคนอ่านเอกสารจุกจิกเหล่านั้นและเป็นคนตัดสินใจแทนเฮียเลยล่ะครับ แต่คำว่า ‘ไม่ใช่’ ก็คือผมไม่มีอำนาจที่จะเป็นอนุมัติหรือเป็นคนเซ็นเอกสารไงล่ะครับ



   อย่างที่บอกไปว่า ผมเป็นคนอ่านเอกสารเหล่านั้นแทนเฮีย ส่วนเฮียก็มีหน้าที่แค่เซ็นตามที่ผมเคาะไปว่าอันนี้โอเค อันนั้นไม่โอเค พร้อมเหตุผลประกอบ เฮียดูมักง่ายและผมดูเป็นมือสมัครเล่นไปมั้ย? มันไม่ใช่หรอกครับ จะบอกว่าผมยังเด็กไปสำหรับตรงนี้ก็อาจจะจริง ยิ่งในวุฒิของคนที่ไม่มีปริญญามารองรับความสามารถ หนำซ้ำยังเป็นระดับผู้บริหารเสียอีก ถ้าจะบอกว่าเพราะความผูกพันธ์ของผมกับเฮีย หรือความเอ็นดูระหว่างผมกับลุงกรณ์ ทำให้พวกเขายอมให้ผมมาทำแล้วล่ะก็




   ผิดถนัดครับ




   อยู่ๆ จะให้ผมมาทำหน้าที่นี้เลย บริษัทนี้อาจจะปิดกิจการลงไปในไม่ช้าล่ะครับ กว่าผมจะทำงานแทนเฮียได้ ผมถูกเฮียหรือลุงกรณ์สั่งสอนมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ดุด่าต่อว่าผม เหมือนเป็นลูกจ้างกระจ้อยร่อยคนหนึ่ง ทั้งที่พอหลังเลิกงานทุกคนกลับกลายร่างเป็นอีกคน รักผม โอ๋ผม ผมถูกฝึกให้เข้ามาทำงานที่นี่ในหน้าที่แบบนี้ อ้อ หน้าที่ผมไม่มีตำแหน่งนะครับ ผมเหมือนเป็นผู้เล่นลิเบอโร่น่ะครับ สามารถถูกเปลี่ยนเข้า-ออกได้ตลอดเวลา นับจากเวลาตอนนั้นมาถึงตอนนี้ก็สามปีแล้วครับ บอกได้เลยงานไม่ยากแต่ที่ยากคืองานมันเยอะและการเดาใจคนครับ




   เอกสารเหล่านี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เพราะอะไรรู้มั้ยครับ พวกรายงานหรือเอกสารต่างๆ น่ะ มันไม่ได้มีความจริงอยู่ในนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก มันมีข้อความหลายอย่างในนั้นที่อาจถูกปรุงแต่งหรือดัดแปลงขึ้นมาเพื่อทำให้ดูน่าเชื่อถือเยอะแยะถมไปครับ หรือพวกจดหมายร้องเรียนต่างๆ จริงๆ แล้วจดหมายพวกนี้ควรจะถูกส่งไปที่ฝ่ายบุคคลนะครับ แต่มันต้องมีการนอกเหนือกฎอยู่แล้ว จดหมายสนเท่ห์อะไรแบบนั้นมันต้องมีมาบ้าง แล้วเราก็ต้องนำมาคิดวิเคราะห์ให้ได้ว่าเขาต้องการอะไร แค่ระบาย หรืออยากให้เราลงไปดูเพื่อการปรับปรุงหรือการเปลี่ยนแปลง




   บริษัทของเฮียไม่ได้มีลักษณะที่เป็นแบบกงสี มีญาติจากทางพ่อหรือทางแม่เข้ามามีหุ้นในการบริหาร แต่มีเพียงประธานกรรมการคือลุงกรณ์และรองประธานนั่นก็คือเฮียเมฆ มีแค่สองคนนี้แหละครับ งานมันเลยจำเป็นต้องอาศัยเพียงแค่สองคนนี้เท่านั้นในการตัดสินใจในหลายๆ เรื่อง รวมไปถึงเรื่องจุกจิกด้วย เฮียเมฆไม่ชอบการปล่อยปละละเลยพนักงานบริษัทครับ เฮียใส่ใจและสนใจมากพอดู มันเลยทำให้งานงอกออกมาแบบนี้ ดังนั้นก็ต้องหาคนที่ไว้ใจได้ใช่มั้ยล่ะครับ งานที่ได้รับเกียรติแบบนี้จึงตกเป็นของผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นเลยเป็นสาเหตุว่าทำไมผมถึงไม่ค่อยอยากทำสักเท่าไหร่ เพราะมันมีแต่ปัญหาจุกจิกยังไงล่ะครับ




   แล้วถ้าจะถามว่าผมเกี่ยวดองอะไรกับตระกูลของลุงกรณ์หรือเป็นญาติทางไหน เลือดสักหยดก็ไม่มีเกี่ยวข้องกันเลยครับ เพราะพ่อผมก็คืออดีตลูกน้องของลุงกรณ์ ส่วนตัวผมก็เป็นอดีตน้องชายข้างบ้านนั่นแหละครับ เกี่ยวข้องกันเท่านี้จริงๆ


   “เสร็จแล้วครับ” ผมยื่นแฟ้มเอกสารที่ต้องเซ็นอนุมัติแยกไว้ให้เฮียแล้ว ส่วนแฟ้มอันไหนที่ต้องพิจารณาใหม่ก็แยกไว้อีกด้านหนึ่ง จริงๆ งานนี้คือการทดสอบในวิชาเรียนของผมอย่างหนึ่งนะ ทุกครั้งเฮียจะถามว่าทำไมผมจึงเลือกอนุมัติและไม่อนุมัตินั่นแหละครับ เพราะงั้นก็ต้องมีคำตอบประกอบการตัดสินใจด้วย จะสักๆ แต่ทำให้เสร็จมีหวังโดนบีบคอตาย


   “อนุมัติ?”เฮียเมฆหยิบแฟ้มในกองที่อนุมัติขึ้นมา เปิดไปหน้าแรกกวาดตาคร่าวๆ แล้วจิ้มนิ้วไปที่หน้ากระดาษแล้วถามผมออกมา


   “ครับ”


   “ทำไม” แฟ้มแรกเป็นเรื่องของการเบิกงบเพื่อจัดทริปท่องเที่ยวประจำปีของบริษัทครับ


   “เห็นสมควรก็อนุมัติไงครับ เฮีย” นี่ผมไม่ได้กวนตีนนะครับ สาบาน ก็มันสมควรจริงๆ


   “ไม่คิดว่าเบิกงบประมาณสูงไปหน่อยเหรอ” เฮียเป็นคนที่ช่างสังเกตครับ ยกเว้นเรื่องผมเหมือนผงเข้าตาประมาณนั้นล่ะมั้งครับ จากที่เฮียพูดงบที่เบิกของปีนี้สูงขึ้นจริงๆ ครับ


   “ผมลองเทียบการเบิกงบประมาณย้อนไปสามปีที่แล้วครับ ยอมรับว่าปีนี้สูงขึ้นกว่าเดิมค่อนข้างเยอะ แต่เพราะว่าปัจจุบันค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงขึ้น แล้วการออกทริปครั้งนี้ เฮียเองก็เป็นคนบอกฝ่ายที่จัดงานไปว่าอยากได้ห้องจัดเลี้ยงที่ใหญ่หน่อย อาหารให้มีหลากหลายขึ้นกว่าปีก่อนๆ แถมยังเลือกโรงแรมที่แพงกว่าเดิม ถึงเราจะติดต่อจองที่พักในนามบริษัทก็เถอะ แล้วจากที่ผมดูรายการอาหารหรือตารางกิจกรรมต่างๆ คร่าวๆ แล้ว ค่อนข้างจะเป็นกิจกรรมที่ใช้งบค่อนข้างสูงพอตัวเลย ไหนจะทริปดำน้ำ นั่นก็เป็นกิจกรรมที่เฮียอยากให้มีด้วยน่ะครับ” คือถ้าจะให้พูดตรงๆ ผมไม่ได้เข้าไปประชุมด้วยหรอกครับ แต่ผมได้อ่านรายงานสรุปการประชุมที่พี่ยาส่งมาให้อ่าน ส่วนใหญ่แล้วเป็นรีเควสของเฮียเกือบทั้งสิ้น


   “ตามนั้น” เฮียเมฆตอบประหยัดคำพูดเหมือนเคย แล้วก็จรดปากกาเซ็นโดยไม่อิดออดใดๆ อีก ไม่นานแฟ้มที่ผมคัดแยกไว้ก็เซ็นจนครบ ผมเลยยกออกไปวางให้พี่ยา เพื่อนำไปแจกจ่ายแผนกต่างๆ ต่อไปได้


   “ขอบคุณนะคะ คุณคี จริงๆ เรียกพี่ยาเข้าไปยกเองก็ได้ค่ะ” พี่ยา เธอยังคงเสียงหวานน่ารักเหมือนเคยครับ    


   “ไม่เป็นไรครับ เรื่องแค่นี้เอง”


   “พี่ดีใจนะคะ ที่คุณคีมาช่วยคุณเมฆที่บริษัท”


   “ครับ”


   “พี่พูดจริงๆ นะคะ งานคุณเมฆจะไม่ได้แน่นจนเกินไปค่ะ พี่นี่กลัวคุณเมฆจะไม่ไหวจริงๆ” พี่ยาขยับมาใกล้ผม ลดเสียงลงอัตโนมัติ


   “ช่วงต้นปีก็แบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ”


   “ปีนี้งานเยอะกว่าทุกปีค่ะ เพราะคุณเมฆ เธอเปลี่ยนนโยบายบางอย่าง และเพิ่มหลายๆ อย่างเข้ามาค่ะ งานมันเลยเยอะขึ้น คุณคีก็อาจจะทราบจากเอกสารพวกนี้” พี่ยาจิ้มไปที่กองแฟ้มที่ผมยกออกมาวางให้


   “ถึงว่า ตอนไปน่านก็หอบงานไปทำด้วย”


   “พี่ถึงดีใจยังไงล่ะคะ ที่คุณคีเข้ามาช่วย”


   “นี่ก็ดึกมากแล้ว พี่ยายังไม่กลับเหรอครับ” ผมยกนาฬิกาขึ้นดูใกล้จะสองทุ่มแล้วล่ะครับ


   “ยังหรอกค่ะ คุณเมฆยังไม่กลับเลย เผื่อมีอะไรเรียกใช้พี่จะได้จัดการให้ได้ค่ะ อย่าเสียงดังไปนะคะ จริงๆ วันนี้พี่ก็มีนัดเสียด้วย นี่ก็เลยเวลานัดมาสักพักแล้วล่ะค่ะ” พี่ยาทำหน้าลำบากใจแต่ก็ยังแน่วแน่ต่อการทำงาน ผมยังยืนยันเรื่องการมอบรางวัลพนักงานดีเด่นให้พี่ยานะครับ


   “ไม่น่ามีอะไรแล้วมั้ง งั้นเดี๋ยวผมไปถามพี่เมฆให้นะครับ”


   “อุ้ย ไม่เป็นไรค่ะ”


   “ไม่เป็นไรครับ ผมว่าอีกสักพักพี่เมฆก็น่าจะกลับแล้วเหมือนกัน” ผมกลับเข้าไปถามเฮียเมฆในห้องทำงาน เฮียเมฆก็บอกให้พี่ยากลับไปได้เลย หลังจากพี่ยาออกไปไม่นาน ผมกับเฮียเมฆก็ตามออกไปเหมือนกัน


   “อยากกินอะไรมั้ยหรือจะกลับไปกินที่บ้าน” เหมือนชี้โพรงให้กระรอกยังไงยังงั้น พอเฮียเมฆชี้แนะแนวทางออกมาผมก็ชักเปรี้ยวปากอยากดื่มเหล้าขึ้นมาทันที


   “กินข้างนอกดีกว่า” โบราณว่าไว้ผู้ใหญ่ให้ของไม่ควรปฏิเสธครับ เฮียเมฆสนองมาทั้งที ผมจะไม่รับไว้ได้ยังไง เสียมารยาทแย่ จริงมั้ย?


   “หึ โทรไปบอกป้าจันด้วยล่ะ ไม่อยากโดนบ่นหูชา” ผมรีบโทรหาป้าจันทันที โดนบ่นนิดหน่อยเพราะไม่โทรบอกให้เร็วกว่านี้ แต่ผมรับได้ครับ รับได้ เพื่อเหล้าแล้ว ไอ้คีคนนี้ยอมถวายหัวและถวายตัวเลยทีเดียว




   วันนี้ผมให้เฮียเมฆเลือกร้านเองเลยครับ ตามใจเฮียเลย เฮียเลือกร้านตามวัยของเฮียมากจริงๆ นี่ผมชักสงสัยแล้วว่าใครกันแน่ที่อยากจะมาดื่มกันแน่ เฮียให้ลุงหมายรอขับรถกลับให้ อีกทั้งร้านนี้ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว ตั้งแต่ผมก้าวเท้าเข้ามา ถ้าสายตาผมยังปกติอยู่ ผมยังไม่เห็นคนภายในร้านที่อยู่ในวัยนักศึกษาเลย อายุประมาณเฮียเมฆยังแทบไม่เห็นเลย ส่วนใหญ่จะสามสิบกว่าทั้งนั้น แต่งตัวภูมิฐาน ใส่สูทกันทั้งนั้น ผมนี่เหมือนเป็นเด็กกะโปโลไปเลย


   “เฮียเมฆครับ” ผมดึงแขนเสื้อเฮียไว้ก่อนที่เราจะหลวมตัวเดินเข้าไปในร้านมากไปกว่านี้


   “หือ?”


   “จะดีเหรอ” ผมกวาดไปรอบๆ ร้าน ดูไม่เหมาะกับผมอย่างแรงกล้า


   “ลองดู เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง” เฮียเมฆบอกเท่านั้นก็เดินนำหน้าต่อไป



พนักงานสาวพาไปโต๊ะที่ยังว่างอยู่ ผมกับเฮียเมฆเข้าไปนั่งแล้วรับเมนูมาคนละเล่ม เปิดดูรายชื่ออาหารข้างในไม่ได้พิสดารแปลกประหลาดอะไรมาก ก็เป็นเหมือนร้านทั่วๆ ไปนั่นแหละครับ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นอาหารต่างชาติมากกว่า จำพวกสลัด สเต็ก ประมาณนี้ ไอ้ผมเองน่ะก็ทานได้ครับ  แต่เอาตรงๆ คือไม่ค่อยชอบ ผมชอบอะไรที่เป็นไทยๆ มากกว่า เพราะอาหารต่างชาติน่ะ ผมกินจนเอียนแล้วน่ะสิ ผมเบ้หน้านิดหนึ่ง ในที่สุดก็เลือกออกไปสักเมนู เฮียเมฆเองก็เลือกได้เหมือนกัน แล้วที่ขาดไม่ได้คือเมนคอร์สของงานนี้ เหล้าครับเหล้า นี่คือสิ่งที่ผมรอ เฮียก็เหมือนรู้ใจสั่งให้ผม โดยที่ผมไม่ต้องขอ



“ค่าจ้างทำงาน” อ้อ นี่คือค่าจ้างการทำงานของผม นึกว่าใจดีอยู่ๆ ก็อยากเลี้ยงเหล้าผม


   “โหย ค่าแรงผมน้อยไปมั้ยเนี่ย” ผมโอดครวญไปนิดหน่อย


   “โลภ” เฮียหัวเราะแล้วก็ผลักหัวผมเบาๆ ด้วยความเอ็นดู (?)



   ผมยังไม่ได้ถามอะไรเฮียเมฆเพิ่มอีก อาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟลงตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เหล้าที่เฮียสั่งไป ก็ผสมมาได้อย่างลงตัว ไม่เข้มจนเกินไป จะว่าไปเพลงที่ร้านก็เป็นเพลงบรรเลงสากล เปียโนและไวโอลิน ที่เล่นสดๆ อยู่ข้างๆ ก็ทำให้เพลิดเพลินไปอีกแบบ


   “สวัสดีครับ” ผมหันหลังให้กับประตูร้านเลยไม่เห็นผู้มาใหม่ มือที่จับแก้วเหล้ามายกดื่มต้องชะงักค้างไว้แบบนั้น เพื่อให้มองเห็นหน้าเจ้าของน้ำเสียงชัดๆ


   “พี่พีช” ผมพึมพำออกมาเมื่อเห็นใบหน้าชัดเจน


   “สวัสดีครับ คุณเมฆ น้องคี ขอโทษนะครับที่ผมมาสาย” พี่พีชโบกไม้โบกมือเรียกเด็กในร้านให้นำเก้าอี้มาเพิ่ม


   “รถติดเหรอ สั่งอะไรก่อนมั้ย” เฮียเมฆนั่นเองครับ เป็นคนถามแล้วก็ยื่นเมนูข้างตัวไปให้


   “รถน่ะไม่ค่อยติดเท่าไหร่ แต่คุยงานกับลูกค้าน่ะครับ”


   “ช่วยไม่ได้สินะ ก็เป็นลูกค้านี่นา” เอาล่ะครับ บทสนทนา เราสองสามคนและบรรยากาศที่ผมอึดอัดนั้นได้บังเกิดขึ้นแล้ว นี่ผมกลายเป็นส่วนเกินไปโดยปริยายใช่มั้ยเนี่ย


   “เป็นไงบ้างครับน้องคี ร้านนี้พอไหวมั้ย พี่เลือกเองเลยนะ” ผมอยากจะตะโกนตอกกลับใส่หน้าว่าไม่ดีเลยเว้ย ห่วยแตก ร้านโคตรแก่ ไม่ใช่วัยรุ่น แต่มารยาทค้ำคอครับ พูดออกไปตรงๆ ไม่ได้ แล้วเฮียก็กล้าพาผมมาที่นี่เพราะพี่พีชชวน กล้าดียังไง มาทำกับผมแบบนี้ ค่าจ้างแบบนี้ผมไม่อยากได้หรอกนะ อยากจะเลือดร้อน ลืมพี่ลืมน้อง หยิบปืนออกมายิงคนตรงหน้าทั้งสองคนให้ตายตามกันไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่จะทำได้ยังไง ผมไม่มีปืนครับ แล้วก็ยังไม่บ้าพอที่จะฆ่าคน


   “ก็ดีครับ ดนตรีเพราะ” ผมยิ้มให้พี่พีช เป็นยิ้มที่ผมคิดว่าน่าจะเสแสร้งฝืนทำน้อยที่สุด หวังว่าพี่พีชจะไม่ทันสังเกตนะ


   “ถ้าน้องคีชอบ พี่ก็โล่งใจ กลัวว่าจะไม่ชอบเสียอีก”


   “พี่ทั้งสองคนนัดกันไว้หรือเปล่าครับ ถ้าหากต้องคุยงานกัน คีไม่อยากรบกวน” ผมถามหว่านไปก่อนครับ เผื่อว่าจะมีคำถามไหนของผมทำให้มันชัดเจนขึ้นบ้าง


   “เปล่า” สั้นๆ คำตอบเฮีย ส่วนคำอธิบายนั้นอาจจะได้จากพี่พีช


   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน้องคี พี่คิดว่าเราไม่ค่อยได้เจอกัน ก็เลยนัดพี่เมฆกับน้องคีมาหาอะไรดื่มกันสักนิด”


   “อย่างนั้นเหรอครับ” ผมตอบกลับไปด้วยประโยคไม้ตาย เพราะไม่รู้จะต้องตอบว่าอะไรนี่นา


   ผมว่าเหล้ามื้อนี้ชักเริ่มไม่อร่อย ไม่ลื่นคอ ไม่ชวนให้ดื่มต่อแล้วล่ะ พวกคุณว่ามั้ย เซ็งว่ะ อยากกลับบ้านเว้ย พี่พีชเป็นคนคุยเก่งครับ ถ้าพี่พีชจะไม่แสดงเจตนาชัดเรื่องเฮียเมฆแล้ว ผมคงสนใจพี่พีชไม่น้อยเลยทีเดียว โอ้ย หงุดหงิดว่ะ ทำอะไรก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ พูดอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แค่อดทนรอให้ค่ำคืนนี้จบลง นี่มันเกมส์หรือยังไง ใครทนไม่ไหวก่อน คนนั้นแพ้?



   เฮียเมฆกำลังคุยเรื่องงานกับพี่พีช ผมเห็นนะ มือของพี่พีชวางลงบนแขนของเฮียเมฆที่วางพาดอยู่บนโต๊ะ ผมไม่เข้าใจเฮียเมฆเลย ให้ตายเถอะ ทำไมไม่ดึงแขนออกมาวะ ปล่อยให้เขาจับทำไม ผมหน้างอแต่ต้องพยายามฝืนยิ้ม คุณเข้าใจมั้ยครับ มันยากนะ ที่คนอายุเท่าผม แต่ต้องปั้นหน้าว่าไม่เป็นไร แล้วทำตัวว่าผมโอเคน่ะ มันยากนะ ผมเลยเลือกมองไปรอบๆ ร้านดีกว่า น่าจะหายใจโล่งกว่านี้



   นั่นแน่ โต๊ะถัดไปจากด้านหลังเฮียเมฆสักสองสามโต๊ะ ชูแก้วเหล้าให้ผมพร้อมยกดื่ม ด้วยอารมณ์ของผมในตอนนี้ ไม่ได้อยากจะไปสุงสิงกับใครหรอกนะครับ แต่มันอยากประชด อยากทำอะไรสักอย่าง ที่บอกว่าผมไม่แคร์ไม่สนใจ ผมรู้ว่ามันเป็นการกระทำแบบเด็กๆ ที่เรียกร้องความสนใจ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ ผมอยากเอาคืนเฮียเมฆ ทั้งที่ผมก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายคนที่เจ็บปวดทรมานอาจจะเป็นผมหรือเปล่า



   ผมชูแก้วเหล้ากลับไปให้โต๊ะตรงนั้น ผมดีใจที่คนๆ นั้นเป็นผู้ชาย เพราะอะไรน่ะเหรอ เดี๋ยวคุณก็รู้ครับ ถึงผมจะเด็กแต่ผมก็รู้จักเฮียเมฆมานานพอว่าถ้าทำอะไรแล้วเฮียถึงจะมีปฏิกิริยา   



“สวัสดีครับ” ผู้ชายโต๊ะนั้นลุกขึ้นเดินมาหาผมแล้วเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงทุ้มน่าฟังทีเดียว ทำให้บทสนทนาระหว่างเฮียเมฆกับพี่พีชหยุดลงทันที เฮียเมฆขมวดคิ้วนิดๆ เมื่อเห็นว่ามีบุคคลไม่ได้รับเชิญนั้นเข้ามา


“สวัสดีครับ” คราวนี้เป็นผมเองที่ตอบกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มที่คิดว่าดีที่สุดในชิวิตของผมเลย


“จะสะดวกมั้ยครับถ้าผมอยากจะขอนั่งด้วย” ผู้ชายคนนี้ชัดเจนและตรงดีนะเนี่ย เข้าทางผมเลย ขอโทษด้วยนะที่นายจะต้องตกเป็นเหยื่อของผม


“ไม่” เฮียเมฆตวัดสายตาไม่เป็นมิตรมองกลับไปและตอบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ผมคิดเอาเองนะว่าเฮียไม่ชอบที่ถูกขัดจังหวะแบบนี้


“จริงๆ ก็ไม่สะดวกหรอกครับ แต่เดี๋ยวคีไปนั่งที่โต๊ะคุณก็ได้” ผมลุกขึ้นยืน ไม่ลืมถือแก้วเหล้าไปด้วย


“ก็ดีสิครับ” ทางนั้นตอบกลับมาแล้วก็เดินนำออกไปก่อน


“เดี๋ยวผมมานะครับเฮียเมฆ พี่พีช ถ้าจะกลับก็ไปตามผมที่โต๊ะนั้นนะครับ” ผมหย่อนระเบิดเอาไว้แบบนั้นแล้วรีบก้าวเท้าเดินออกมา


ที่โต๊ะนั้นมีผู้ร่วมโต๊ะอีกสองคน รวมกับผู้ชายที่เดินมาหาผมก็เป็นสามคนครับ พวกเขาค่อนข้างคุยสนุกครับ ทำให้ผมลืมอะไรไปได้บ้าง ส่วนใหญ่ผมจะเป็นฝ่ายถามให้พวกเขาได้ตอบยาวๆ กันเสียมากกว่าเพราะผมไม่ได้อยากคุยอะไรมากมายนัก นี่ก็รอเวลาให้เฮียเมฆเดินมาตาม ไม่รู้ผมจะรอเก้อหรือเปล่านะ ผมเหลือบมองนาฬิกาผ่านไปสิบห้านาทีแล้ว คิดว่าได้เวลาอันเหมาะสมเสียที ผมลุกขึ้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แหม้ เปิดทางขนาดนี้ ถ้าไม่โง่ ก็คงเข้าใจว่ามันควรจะไปต่อกันในห้องน้ำล่ะครับ



ผมยืนรออยู่ไม่นาน ผู้ชายจากโต๊ะนั้นก็ตามเข้ามา ถือว่าเป็นคนเข้าใจอะไรไม่ยากครับ ผมเริ่มนับถอยหลังเวลาที่ผมจะได้กลับบ้านเสียที


“ที่นี่จะดีหรือครับ” ผู้ชายคนนั้นถามผม


“ขอตรวจดูของหน่อยไม่ได้หรือไงครับ ถ้าของดีก็จะได้ไปต่อกันได้ หากของไม่ดี...” ผมทิ้งท้ายไว้แบบนั้น มือของผมก็ลูบแก้มเขาเบาๆ


“รับประกันเลยว่าของดีแน่ๆ” ทางนั้นตอบกลับมาด้วยความมั่นใจพอตัว น่าเสียดายที่ผมคงจะไม่ได้ตรวจและทดสอบกับของชิ้นนี้ เพราะคนหน้าบึ้งนั่นเดินตามเข้ามาแล้ว มาไวเหมือนกันแฮะ


“คี!!” เสียงเรียกสั้นๆ แฝงไปด้วยความไม่พอใจของเฮียเมฆดังขึ้น


“ว่าไงครับ เฮีย จะกลับแล้วเหรอ” ผมถามเฮียกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อบริสุทธิ์สุดๆ


“พี่เช็คบิลแล้ว”


“รอผมแปปนะ” ผมพยายามต่อรองเพื่อถ่วงเวลา


“เดี๋ยวนี้ คีรินทร์!” อ้อ โกรธครับ เรียกชื่อจริงแสดงว่าไม่พอใจมากเต็มร้อย ถือว่าผมทำสำเร็จสินะ


“ก็ได้ๆ ครับ น่าเสียดายจัง” ผมบ่นออกมาทำเป็นเสียดายแต่ จริงๆ ก็น่าเสียดายแหละครับ ยังไม่ได้เล่นของเล่นชิ้นนี้เลย


“พี่ไปรอที่รถ เร็วๆ” เฮียเมฆพูดทิ้งท้ายแล้วก็เดินออกไปจากจุดที่ผมยืนทันที


“ขอโทษด้วยนะครับ พี่ชายผมนิสัยไม่ค่อยดี” ผมทำหน้าประหนึ่งว่าเสียใจอย่างสุดซึ้งให้อีกฝ่าย


“พี่ชายจริงๆ ใช่มั้ยครับ”


“โธ่ พี่ชายจริงๆ สิครับ” ผมก้มลงไปหอมแก้มผู้ชายคนนี้เป็นการปลอบใจ


“ถ้างั้นผมขอเบอร์ได้มั้ย”


“เอาเบอร์คุณมาดีกว่าครับ แล้วผมจะติดต่อไปนะ” ก็นับเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งครับ ผมไม่ชอบให้ใครตามเพราะฉะนั้นเพื่อความสบายใจขอเป็นฝ่ายไล่ตามเองดีกว่า



ผมเดินออกมาจากร้าน ไม่เห็นพี่พีชแล้วล่ะครับ ไม่รู้ว่ากลับไปหรือยัง ไม่อยากสนใจครับ แต่หวังว่าคงไม่เจอว่านั่งอยู่ในรถคันเดียวกันหรอกนะ ผมไม่อยากจะทนแล้วล่ะ ผมเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ เห็นเฮียเมฆนั่งหน้าตึงกับลุงหมายแค่เพียงสองคนก็โล่งใจครับ





ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter


   เฮียเมฆไม่พอใจ ผมรู้ครับ แต่ช่วยไม่ได้เฮียเลือกที่จะทำร้ายจิตใจผมก่อน ผมไม่ใช่คนที่ชอบประชดอะไรขนาดนั้น ปกติแล้วมักเลือกที่จะหนีเหมือนก่อนหน้านี้เสียมากกว่า การที่ผมจะทำอะไรแบบนี้ก็แปลว่าผมไม่อยากจะอดทนเหมือนกัน จริงๆ แล้ว เฮียเมฆไม่ชอบให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้ผมครับ อ้อ ไม่ใช่ห้ามทุกคนนะ เฮียเมฆดูออกครับว่าใครเข้ามาหาผมในรูปแบบไหน ถ้ามาอย่างเพื่อนแบบไอ้ธรเนี่ย สบายครับ รอดไป แต่เข้ามาแบบคนในร้านเมื่อสักครู่นี้นี่ เฮียไม่ชอบเลยมากๆ ครับ



   เขาเรียกว่าอะไรนะ หวงก้างมั้ง ก็ไม่รู้สิครับ ผมก็เป็นนะ มันก็ต้องมีบ้าง ยังไงดีล่ะ ถ้าเป็นผู้หญิง เฮียเมฆไม่ค่อยสนใจหรอกผมจะไปเปิดห้องต่อจากนี้ยังไม่ว่าเลยขอเพียงป้องกันเป็นพอ แต่ถ้าเป็นผู้ชายล่ะห้ามครับ อ้าว ยังไงนะครับ แล้วก่อนหน้านี้ที่ผมมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนหนึ่งในผับใช่มั้ย จุ๊ๆ อย่าบอกเฮียเมฆนะครับ ไม่รู้ก็เท่ากับไม่มี




   เวลานี้ค่อนข้างดึกแล้ว ถนนโล่ง รถทำความเร็วได้ดี ไม่นานเราก็มาถึงบ้านเฮียเมฆครับ ผมรีบลงจากรถก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว เพราะจะได้รีบเข้าห้องนอนเสียที คืนนี้ผมอาจจะคิดว่าผมชนะแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ครับ เฮียเมฆไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งคุยกับพี่พีช นัดพี่พีชมา ก็ถือว่าเฮียชนะผมไปตั้งนานแล้วล่ะ หัวใจของผมยังเต้นอยู่และเจ็บปวดเหมือนเดิม




   แล้วคุณคิดว่าผมจะเข้าห้องนอนทันมั้ย โอ้ย ร้อยทั้งร้อย ทันสิครับ ผมรีบเดินกึ่งวิ่งขนาดนั้น แต่ผมดันลืมอะไรไปบางอย่างน่ะสิครับ เฮียเมฆมีกุญแจสำรองห้องผม โธ่ จบกัน ถึงว่าเฮียไม่ได้รีบตามผมมาเลย เสียงไขประตูห้องดังขึ้นแล้วไม่นานเฮียเมฆก็ก้าวเข้ามา


   “ทำแบบนี้ทำไม” เฮียเมฆเปิดประเด็นก่อนเลยครับ


   “ผมต่างหากที่ต้องถามว่าพี่ทำแบบนี้ทำไม” ผมพยายามไม่ให้เสียงตัวเองสั่น แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นใจเข้าข้างผมเอาเสียเลย


   “คีก็รู้ว่าพี่ไม่ชอบ”


   “พี่เมฆก็รู้ว่าผมไม่ชอบ” ผมย้อนเฮียเมฆกลับไปด้วยคำถามเดียวกัน


   “คุณพีชแค่มากินข้าวกับเราเท่านั้นเอง”


   “คนนั้นก็แค่ชวนผมไปดื่มเท่านั้นเอง”


   “อย่าพูดจายอกย้อนใส่พี่นะ คีรินทร์” เสียงเฮียเมฆต่ำลงจนน่ากลัว ผมไม่เห็นเฮียเมฆโหมดนี้นานเท่าไหร่แล้วนะ ก็น่าจะนานพอ ตั้งแต่ที่เฮียจับได้ว่าผมเข้าโรงแรมไปกับผู้ชายแล้วเฮียเมฆตามไปเจอ ยอมรับว่าไม่ชินกับอารมณ์แบบนี้ของเฮียเมฆ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วผมคงอดทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้


   “ผมเปล่า!!”


   “ทำทั้งที่รู้ว่าพี่ไม่ชอบ”


   “ผมก็ไม่ชอบแบบนี้เหมือนกัน”


   “พี่ทำอะไร คี หา!! พี่ทำอะไร” เชิญครับ เสียงกดดันผมเข้าไปอีก ทำไมเหมือนผมเป็นฝ่ายผิดอยู่คนเดียวเลยวะ


   “ทำไมพี่ไม่บอกผมว่าชวนคุณพีชมาด้วย” เสียงผมสั่นจนเห็นได้ชัด ให้ตายเถอะ ไม่อยากจะร้องไห้เวลานี้เลยจริงๆ


   “พี่ไม่ได้คิดอะไร คุณพีชเค้าอยากนัดพวกเราออกไปดื่มอะไรกัน พี่ก็ตอบรับไปก็เท่านั้น แต่ถ้าคีไม่ชอบงั้นพี่ต้องขอโทษคีจริงๆ”


   “พี่เมฆรู้มั้ยว่าผมไม่ชอบพี่พีช”


   “คิดว่ารู้”


   “ทั้งที่รู้ พี่ก็ยังจะทำแบบนี้กับผมงั้นเหรอ” เสียงผมดังขึ้นเพราะชักเริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่


“พี่ไม่คิดว่าคีจะไม่ชอบคุณพีชขนาดนั้น”


“พี่เมฆไม่คิดว่าใจร้ายกับผมเกินไปหน่อยเหรอ”


“คี อย่าร้องไห้” เอ๊ะ นี่ผมร้องไห้เหรอ ไม่รู้ตัวเลยแฮะ ผมปาดน้ำตาที่เต็มหน้าทิ้ง เอาไว้ก่อน ตอนนี้ผมกำลังได้เปรียบต้องรีบพูดออกมาให้หมด


“พี่รู้สึกยังไง ตอนที่ผมเดินไปหาผู้ชายคนนั้น หึ ผมบอกได้เลยว่า ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกันหรอกเวลาที่เห็นพี่อยู่กับพี่พีช”


“พี่กับคุณพีชไม่มีอะไรกัน”


“เอาไปหลอกเด็กเถอะ ผมยังเป็นคนอยู่น่ะพี่เมฆ ผมไม่ใช่ควาย!” ควายเสียงดังฟังชัดเชียวครับ พูดเองยังรู้สึกตกใจเองเลย


“พี่กับคุณพีช เรารู้จักกันในฐานะคนที่ติดต่อเรื่องงานกัน เท่านั้น”


“ผมไม่ได้โง่นะ ถึงจะดูไม่ออก ท่าทางของพี่พีชไม่ได้คิดกับพี่แค่นั้น แต่ที่ผมไม่รู้น่ะคือใจของพี่ต่างหาก”


“ถ้าคีไม่เชื่อ ไม่ว่าพี่จะพูดอะไรไปมันก็คงไม่มีประโยชน์สินะ” เดี๋ยวก่อน ประโยคพวกนี้มันเหมือนประโยคบังคับที่แบบว่าถ้าเธอไม่เชื่อฉันล่ะก็ ฉันจะไม่พูดแล้วนะ เธอจะคิดอะไรต่อก็ช่างเธอเลย มันเหมือนประโยคบังคับให้ยอมเชื่อน่ะครับ ผมไม่ชอบเลยจริงๆ


“เพราะสิ่งที่ผมคิดมันคงเป็นเรื่องจริงสินะ”


“พี่บอกว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่”


“ขอโทษนะครับ พี่เมฆ แต่ผมเชื่อพี่ไม่ลงจริงๆ”


“ถ้าคีไม่เชื่อพี่ก็ช่าง แต่พี่ขอสั่งห้ามคีห้ามไปยุ่งข้องเกี่ยวกับผู้ชายคนไหนเหมือนวันนี้อีก”


“ผมจะทำอะไร มันก็เรื่องของผม” ผมก็ไม่ยอมเถียงเฮียเมฆไม่ลดละเลยทีเดียว คนมันโกรธ คนมันโมโห แล้วยังมาห้ามอะไรแบบนี้อีก เฮียเมฆนึกว่าตัวเองเป็นใครกัน


“ถ้าคีไม่เชื่อพี่ ก็อย่าหาว่าพี่ไม่เตือน” เอาจริงๆ นะครับ ผมคิดว่าเฮียเมฆน่าจะแค่ขู่ให้ผมกลัวมากกว่า เฮียเมฆไม่น่าจะทำอะไรเกินความคาดหมายหรอก


“ก็เรื่องของพี่เมฆสิ”


“ส่วนเรื่องของคุณพีช...”


“ผมไม่อยากคุยเรื่องนี้แล้ว”


“คี ฟัง!” น้ำเสียงของเฮียเมฆ ผมว่าน่าจะใกล้ถึงขีดสุดแล้วล่ะ ผมต้องรีบหยุดการสนทนานี้โดยเร็ว ไม่งั้นเรื่องจะยาวและบานปลาย


“อย่าบังคับผมนะพี่เมฆ ผมรู้ว่าพี่จะทำอะไรได้มากแค่ไหน แต่ผมคิดว่าพี่เมฆน่าจะรู้จักผมดีว่าผมทำอะไรได้บ้าง”


   “ไปนอนห้องพี่”


   “ไม่”


   “พี่ว่าคีเองก็คงจะรู้จักพี่เหมือนกัน ว่าพี่ทำอะไรได้บ้าง” น้ำเสียงแบบนี้ดูเหมือนไม่ใช่แค่การขู่ธรรมดาครับ เฮียเมฆน่าจะเอาจริง ต่อให้ผมแหกปากลั่นบ้าน ลุงกรณ์กับป้าจันตื่นมาห้าม ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะรอดจากอารมณ์ของเฮีย ผมอาจจะตายไปจากโลกนี้จริงๆ ทุกคนอย่าลืมทำบุญไปให้ผมด้วยนะ เพราะฉะนั้นรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี คนเราต้องรู้เวลาบุกและเวลาถอย ตอนนี้ผมต้องถอยออกมาก่อนครับ ถอยชนิดที่ว่าเข้าเกียร์เกือบไม่ทัน


   “ครับ” ผมเดินตามเฮียเมฆต้อยๆ เข้าไปห้องเฮีย มุ่งหน้าไปตู้เสื้อผ้าเช่นเคยแล้วเข้าไปอาบน้ำ



   ผมนอนไม่หลับ น้ำตาที่ไหลออกมาหยุดไหลไปตอนไหนไม่รู้ ผมไม่ใช่คนที่เอะอะก็ปี่แตกร้องไห้ง่ายอะไรแบบนั้น แต่ต่อหน้าเฮียเมฆทีไร ร้องไห้จริงจังตลอด ว่าไปก็อายเหมือนกันนะ รู้สึกเหมือนเป็นผู้ชายขี้แยยังไงไม่รู้ ตอนท้าตีต่อยกับคนอื่น เจ็บแค่ไหนก็ไม่มีน้ำตาสักหยด


   “นอนได้แล้ว” คนข้างๆ ยังไม่หลับครับ ทั้งที่เลยเวลานอนของเจ้าตัวไปนานพอสมควรแล้ว วันนี้เราทะเลาะกันนับว่าค่อนข้างแรงเอาการอยู่ ปกติผมจะเลือกหนีและไม่ต่อคำพูดอะไรกับเฮีย แต่ครั้งนี้คงเหลืออดบวกอัดอั้นก็เลยย้อนเฮียเมฆกลับไปมากมายพอดู


   “.....” ผมไม่ตอบเฮีย ลืมตาโพลงในความมืดอยู่แบบนั้น



   ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ ผมนึกย้อนกลับไปคืนที่เราสองคนอยู่ที่น่านและผมเมา คืนนั้นผมคิดว่าเราทั้งคู่น่าจะเข้าใจกันแล้วโดยไม่ต้องรื้นฟื้นเรื่องราวเก่าๆ มาให้เจ็บใจ แต่มันไม่ใช่เลย ผมคงคิดไปเองฝ่ายเดียว



   ห้องน้ำที่พักนั้นคับแคบเกินกว่าจะให้ผู้ชายตัวโตสองคนเข้าไปอาบน้ำพร้อมกัน แต่ผมกับเฮียเมฆก็ยังทำ ผมที่เวลาเมาจะขี้อ้อนเป็นพิเศษ เก็บความรู้สึกของตัวเองไม่ค่อยได้หรอกครับ คิดยังไง ต้องการยังไงก็บอกไปแบบนั้น ภาระเลยไปตกอยู่กับเฮียเมฆที่ครองสติได้ดีกว่าผม แต่เพราะเฮียก็คงต้านแรงตื๊อของผมไม่ไหว เราทั้งคู่เลยยืนตัวเปล่าภายใต้ฝักบัวในเวลานี้



   ผมเป็นฝ่ายเริ่มคว้าคอของเฮียลงมาจูบ ลืมไปหมดว่าเคยหันหน้าหนีตอนที่เฮียพยายามจะจูบเพราะเฮียเคยจูบกับพี่พีชมาก่อน เค้าว่ากันว่าคนเมาทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด มันจริงมั้ย ตอนแรกเฮียเมฆก็ดูจะตกใจเล็กน้อยที่ผมเริ่มแต่แค่แปปเดียวเฮียก็เป็นคนจูบผมกลับบ้าง มือหนาลูบไล้ร่างกายของผม จนมาหยุดที่ก้นของผม เฮียบีบแรงเสียจนผมต้องประท้วง



   ริมฝีปากของเฮียลากไล้ผ่านมาจนถึงลำคอ เฮียขบเม้มตรงช่วงหน้าอกของผม จะว่าไปก็เกือบลืมเหมือนกันนะ รอยจูบของเฮียเมฆเนี่ย รู้สึกเหมือนนานจนไม่ทันคิดว่า เฮียเมฆชอบทำรอยอยู่เสมอ ดีนะว่าเฮียเลือกจุดที่อยู่ใต้ร่มผ้า ไม่งั้นนะ ถ้าไอ้ธรเห็น มันล้อผมไม่หยุดแน่ๆ อากาศค่อนข้างหนาวเย็น แต่ผมกลับรู้สึกร้อนเสียมากกว่า ผมอยากจะก้าวข้ามไปถึงขั้นตอนสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้ แค่ยืนตรงๆ ยังยากสำหรับผมก็เลยต้องยึดเกาะไหล่ของเฮียเมฆเอาไว้เป็นหลัก



   เฮียเมฆปิดน้ำไปตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนหลังสัมผัสกับที่นอนนั่นแหละครับ ตอนนั้นสติผมก็ยังไม่ค่อยจะกลับมาสักเท่าไหร่ ความต้องการภายในมันมากเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้ ผมแทบจะดิ้นพล่านด้วยความต้องการที่แทบจะทนไม่ไหวแล้ว ได้ยินแต่เสียงแผ่วเบาของเฮียพูดว่า ใจเย็นๆ รอก่อน ผมโคตรไม่เข้าใจเลย ใจเย็นอะไร รอก่อนอะไร งงไปหมดแล้ว



   ผมส่งเสียงในคอด้วยความขัดใจ เฮียเมฆเลยจัดการสนองความต้องการให้ผม มือหนาๆ ของเฮียกำลังกำรอบกับตรงนั้นส่วนสำคัญของผม มันทำให้ผมแทบจะขาดใจ เหมือนร่างกายกำลังลอยสูงขึ้นไปบนอากาศทีละนิด ทีละนิด แต่สักพักเฮียเมฆก็หยุดมือ ทำเอาผมแทบจะตกจากฟากฟ้าลงมาซะเดี๋ยวนั้น


   “อย่าหยุดสิครับ”


   “พี่กลัวว่าจะ...” นั่นแหละครับ ปัญหามันจะอยู่กับคนที่มีสติกว่า คนที่ไม่มีสติหรือสติเลือนรางน่ะจะพูดอะไรก็ได้


   “ช่างมัน ทำให้คีหน่อยนะ” ผมเองก็ไม่รู้ว่าพูดอะไรออกไปเหมือนกัน แต่ผมทนไม่ไหวแล้ว



   เฮียเมฆเลยตัดสินใจก้มลงไปใช้ปากให้ผมแทน จะว่าไงดีล่ะ กับผู้ชายแล้วน่ะ ผมไม่เคยใช้ปากให้ใครและไม่เคยให้ใครใช้ปากกับของของผม แต่ผมกับเฮียเมฆเป็นข้อยกเว้นล่ะมั้งครับ ผมนี่แทบจะเต็มใจถวายให้เฮีย แต่ก็ด้วยปัญหาของผมเองที่ทำได้อย่างมากก็แค่จูบกันตอนที่ผมเมาเท่านั้นเอง


   “อือ อืม” ผมครางอยู่ในคอ มือก็แทบจะขยุ้มผมเฮียเมฆออกมาทั้งหมดด้วยความรู้สึกภายในร่างกาย


   “ห้ามเสียงดัง” รู้สึกเหมือนเสียงเฮียเมฆปนเสียงหัวเราะนะ


   “ทำไมล่ะ” ผมไม่เข้าใจคำพูดของเฮียเลย


   “ดึกแล้ว มันเงียบ” คิดว่าผมเข้าใจคำพูดของเฮียมั้ย บอกเลยว่าไม่ครับ


   “คีไม่เข้าใจ” สมองผมตอนนี้คิดอะไรไม่ออกเลยครับ ขาวโพลนไปหมด


   “พี่ไม่อยากให้คนอื่นได้ยินเสียงคี”


   “อ้อ” เท่านั้นก็ถึงบางอ้อครับ ดึกแล้ว ถ้าเสียงดังก็คงได้ยินกันหมด เช้ามาคงหน้าตาตื่นด้วยความอายแน่ๆ



   บทรักของเฮียดำเนินไปจนถึงช่วงเวลาที่ผมปลดปล่อยออกมา ตอนนั้นผมคิดว่าเฮียจะทำต่อให้ถึงที่สุด แต่ผิดคาดครับ เฮียเมฆเลือกที่จะไม่ทำต่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แล้วก็ไม่ได้ถามด้วย ผมผลักเฮียให้ลงไปนอนแทน แล้วก็ทำเหมือนกับที่เฮียทำกับผมไปก่อนหน้านี้บ้าง ผมว่าเฮียก็ต้องอึดอัดอยู่บ้างล่ะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว น้ำของเฮียนี่ออกมาซะเยอะเชียวล่ะ หึหึ ผมไม่ได้ทะลึ่งหรอกใช่มั้ยครับ




   หลังจากสบายตัวกันไปทั้งคู่ ผมกับเฮียก็หลับไปด้วยกันทั้งแบบนั้น เราสองคนนอนกอดกันจนถึงเช้า ผมรู้สึกเหมือนโลกของผมเบิกบานขึ้นอีกครั้ง คนเรามักจะผ่อนคลายได้ด้วยเซ็กส์ โดยเฉพาะเซ็กส์กับคนที่เรารัก คำพูดนี้ดูเหมือนจะจริงนะ เพียงแต่คนที่พูดเขาไม่ได้บอกว่า แต่ถ้าคนรักของคุณไม่ได้มีคุณคนเดียวมันยังจะเบิกบานผ่อนคลายอยู่มั้ย




   โลกแห่งความจริงมักโหดร้ายเสมอ ผมยังนอนไม่หลับ คิดวกไปวกมาอยู่คนเดียว คำถามเดิมๆ ผุดขึ้นมาเหมือนเดิม ถ้าเฮียเมฆเลือกพี่พีชล่ะ ผมจะทำยังไงต่อไป ผมจะทนได้เหรอ ผมจะต้องทนเห็นคนที่รักกับคนที่ไม่ชอบอยู่ด้วยกันแบบนั้น โอ้ย นายคีรินทร์อยากจะเอาหัวโขกกำแพง



   “อย่าคิดมากเลยคนดี เชื่อพี่เถอะ” เหมือนคนข้างๆ จะอ่านใจผมได้ เฮียเมฆดึงผมเข้าไปกอด พร้อมบอกเสียงแผ่วเบา


 

   นี่มันคือคำที่ใช้ไว้สำหรับปลอบใจคนอย่างผมหรือเปล่า


-------------------------------------------------------------------------

อย่าเพิ่งเบื่อความเยอะของคีเลยนะคะ คีรินทร์นี่ เขาเชื่อใจคนยากค่ะ เด็กมีปัญหาก็เงี้ย :impress2:

ขอบคุณทุกการอ่านและคอมเมนท์นะคะ ^^

 :mew1:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ยังไงก็พูดกันไม่ชัดเจนกันทั้งคู่
ถึงแม้ จะช่วยกันปลดปล่อย
เช้ามา คีก็ยังไม่ปลอดโปร่งอยู่ดี
เฮียเมฆ ต้องปฏิเสธพีช แบบตรงๆ
ให้พีชเข้าใจ พูดคุยแบบลูกค้า
โดยไม่ต้องถูกเนื้อต้องตัว
ไม่งั้น ไม่ใช่แต่คี ใครๆ ก็ต้องคิดว่า
เฮียเมฆ กับพีช มีสัมพันธ์แนบแน่นเกินเพื่อน
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
ก็รู้จะว่าคีคิดมากช่างมโน แต่ไม่มีไฟก็ไม่มีควัน ถ้าเฮียเมฆไม่ทำให้สงสัย คีก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก

ออฟไลน์ DESZCZ

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 363
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
จะเชื่อคนเขียนที่บอกไม่ดราม่านะ สงสารคี

ออฟไลน์ หมอตัวเปียก

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1875
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-3
ต่างฝ่ายก็ต่างไม่ยอมฟังกัน คิดแต่ในมุมมองของตัวเอง....บอกได้เลยว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พังทั้งหมดอะ

ออฟไลน์ Peung002

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 871
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
เราว่าคีควรหยุดฟังพี่เมฆบ้างนะคะ ไม่งั้นมันก็หน่วงอยู่แบบนี้แหละค่ะ  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3403
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
แบบนี้ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่ดีซินะ

ออฟไลน์ Varsator

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 5
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
โอ้ยย มีแต่ความไม่ชัดเจน แต่ไม่รู้ทำไม พอเราอ่านแล้วเราเอนไปทางเข้าข้างคีค่ะ /หัวเราะ
คือถึงทั้งคู่จะไม่ชัดเจน แลดูยังไม่จับเข่าคุยกัน แต่เราว่าคีพยายามชัดเจนแล้วนะคะ แถมหลังๆ นี่อารมณ์หวงพี่ชัดมาก แต่คุณพี่ยังไม่อาจทำให้น้องมั่นใจ เราเลยว่ามันต้องมีอะไรที่ทำให้คีไม่มั่นใจในตัวพี่เมฆขนาดนี้ ดังนั้นแล้วเราเลยอยู่ทีมน้องค่ะ
หวังว่าจะนั่งคุยกันดีๆ ในเร็ววันนะคะ

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter

+ เป็ดให้ทุกคนแล้วน้าา ไปอ่านตอนใหม่กันเลยค่ะ


ภูเขาลูกที่แปด ☁☁ ⇋ ♣♣


สถานการณ์ระหว่างผมกับเฮียเมฆยังทรงๆ ทรุดๆ อยู่แบบนี้ ผมยังไปช่วยงานเฮียที่บริษัทจนกระทั่งเข้าสู่เดือนสอบปลายภาคครับ ช่วงก่อนสอบนอนน้อยมากครับ เลิกเรียนก็ต้องทำรายงานกลุ่มที่อาจารย์สั่งให้ทำไว้ตั้งแต่ยังไม่สอบกลางภาค ตกเย็นก็รีบไปบริษัทช่วยงานเฮียเมฆจนดึกนั่นแหละครับ อยู่ที่บริษัทจนกว่าเฮียเมฆจะยอมเลิกทำงาน พอเข้าช่วงสอบผมเลยบอกเฮียว่าจะเลิกไปช่วยงานเฮียแล้ว เฮียเมฆก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี เรื่องรายงานกลุ่มก็เพิ่งเรียบร้อย กลัวจะอ่านหนังสือไม่ทันจริงๆ ถึงผมจะเกเรไปหน่อยแต่ก็รักเรียนนะครับ




   ช่วงระหว่างที่ผมไปช่วยงานเฮียเมฆส่วนใหญ่เป็นช่วงเย็นแล้วครับ ทำตัวสวนทางกับทิศทางชาวบ้านครับ ผมเดินเข้าบริษัทในขณะที่พนักงานเดินออก ผมไม่รู้ว่าพี่พีชมาหาเฮียเมฆบ้างมั้ย หรือนัดไปเจอที่อื่นบ้างหรือเปล่า ผมเองก็ปากหนักเกินกว่าจะถามให้ทิ่งแทงใจ เลยไม่ถามดีกว่า ช่างมัน ไม่รู้ ไม่เห็น เท่ากับไม่มีครับ


   “เป็นไงบ้างวะ อ่านหนังสือทันมั้ยมึง” ไอ้ธรถามผมระหว่างที่เรากำลังรอเข้าห้องสอบ


   “ระดับนี้” ผมยิ้มเยาะๆ ให้มัน เทอมนี้เราลงวิชาเรียนกันหลายตัวครับ แถมตารางสอบที่ออกมายังสอบหลายวิชาติดๆ กันเสียอีก เรียกได้ว่าวันนี้ สอบวิชานี้ วันต่อไปสอบอีกวิชากันเลยทีเดียว


   “เออ ไอ้เก่ง ไอ้เพื่อนเลว”


   “ช่วยไม่ได้มึงมันโง่เอง” จริงๆ แล้วผมไม่ได้อ่านสบายๆ อย่างที่บอกไอ้ธรไปหรอกครับ แค่อยากแกล้งกวนประสาทมันเฉยๆ เพราะการสอบรอบนี้แน่นจริง ผมเองแทบอ่านไม่ทัน หืดขึ้นคอไปเหมือนกัน


   “กูกลัวทำไม่ได้ว่ะ”


   “เฮ้ย อย่าไปกลัวดิวะ”


   “มึงก็รู้ คะแนนกลางภาคกูทำได้ไม่ค่อยดี” ไอ้ธรมันอ่อนวิชานี้ครับ ไม่แปลกที่มันจะค่อนข้างกังวล


   “เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยมึง วิชานี้กูติวให้มึงเองกับมือ ถ้ามึงทำคะแนนได้ห่วยกูจะถีบหน้ามึง เข้าใจ?” คนเรามีหลายประเภทครับ บางคนชอบให้ปลอบ บางคนชอบให้ขู่ แต่อย่างไอ้ธรนี่ต้องขู่ครับ ไม่งั้นไม่กระเตื้อง เพราะตอนที่ผมติวให้มัน ไม่ว่าจะถามแบบไหน มันก็ตอบได้ครับ แค่อธิบายไม่ละเอียด ผมจึงมีหน้าที่เสริมเนื้อหาเพิ่มไปก็เท่านั้นเอง


   “กูไม่ยอมให้มึงมาถีบหน้ากูได้หรอกว่ะ”


   “ให้มันจริงอย่างปากพูดนะมึง ถ้าวิชานี้มึงได้เกรดดี กูจะเลี้ยงเหล้าแถมให้มึงด้วย”


   “มึงเตรียมเงินรอได้เลย” ไอ้ธรคนเดิม พาความมั่นใจกลับมาแล้วครับ แบบนี้ผมค่อยสบายใจหน่อย


   “แล้ววันนี้สอบเสร็จ มึงจะไปไหนต่อ ไปกินเหล้ากับกูมั้ย”


   “วันนี้กูขอผ่านก่อนละกัน กูตั้งใจจะไปหาเฮียเมฆ”


   “ไปหาทำไมกันวะ เดี๋ยวกลับบ้านก็เจอกัน” ไอ้ธรบอกผม


   “เรื่องพี่พีชไง มึงจำไม่ได้เหรอ” พวกคุณจำได้มั้ยครับ เรื่องพี่พีชกับเฮียเมฆกับเรื่องคืนนั้น ที่ผมจะคิดซะว่าฝันไป เอ๊ย เรื่องที่ผมเห็นเฮียเมฆกับพี่พีชจูบกันน่ะครับ


   “ค่อยถามวันหลังก็ได้นี่หว่า ไม่เห็นต้องวันนี้เลย นี่กูอดอยากปากแห้งมานานแล้วนะเว้ย”


   “พรุ่งนี้เหอะมึง กูจะสนองให้มึงเต็มที่เลย อย่างอแงเป็นเด็กๆ น่า” ผมผลักหัวมันไปทีหนึ่ง


   “เออๆ นี่มึงคิดดีแล้วนะ”


   “เอ้า ไอ้เวรนี่ ตอนกูไม่อยากฟัง มึงก็ไล่กูให้ไปฟังจากปากเฮียจังเล้ย พอกูจะไปดันมาเสือกถามว่าคิดดีหรือยัง จะเอายังไงกับกูวะ” ผมตวัดตามองมัน


   “กูก็เป็นห่วงมึงเฉยๆ แต่ถ้ามึงคิดดีแล้วก็ตามอย่างที่มึงว่านั่นแหละ”


   “ขอบใจเว้ย”


   “ได้ผลยังไง บอกกูด้วยละกัน”


   “ฝันไปเถอะ” ผมหัวเราะแล้วก็เดินเข้าห้องสอบไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้อาจารย์เรียกเข้าห้องแล้วครับ ไอ้ธรคงคันปากอยากจะด่าผมใจจะขาด แต่ขอโทษนะเพื่อน ไม่ทันกูว่ะ




   วิชาสุดท้ายกับชีวิตนักศึกษาปีที่สามก็จบลง ปีการศึกษาหน้าผมก็จะเรียนที่นี่เป็นปีสุดท้ายแล้วครับ ชีวิตมหาวิทยาลัยเหมือนเพิ่มจะเริ่มเมื่อวานนี้เอง แป๊ปเดียวจะกลายเป็นพี่ใหญ่เสียแล้ว


   “ไอ้คี มึงไปเลยป่ะ” ไอ้ธรถามหลังจากที่เราเดินมาด้านล่างที่หน้าคณะเรียบร้อยแล้ว


   “อืม”


   “โชคดีนะเว้ย”


   “ขอบใจ กูไปนะ”


   “เออ แล้วเจอกัน”



   ผมแยกย้ายกับไอ้ธร โบกแท็กซี่ที่ผ่านมาคันแรก บอกปลายทางที่จะไปนั่นก็คือบริษัทของเฮียนั่นเอง ผมไปโดยไม่บอกใคร อยากให้เฮียเซอร์ไพรส์ล่ะมั้งครับ ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไหร่ ผมไม่ได้ให้เฮียมารับที่มหาวิทยาลัย เพราะต้องการรีบกลับไปอ่านหนังสือวิชาต่อไป ผมนึกภาพไปต่างๆ นานาว่าถ้าเจอกันเฮียจะทำหน้ายังไง จะตกใจหรือแปลกใจมั้ย อยากรู้จริงๆ


   “สวัสดีค่ะ คุณคี ทำไมมาที่นี่ได้ล่ะคะ เห็นคุณเมฆบอกว่ามีสอบนี่คะ” พี่ยา เลขาคนเก่งของเฮีย เอ่ยทักผมด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนเคย


   “สวัสดีครับ พี่ยา วันนี้สอบวิชาสุดท้ายเสร็จแล้วครับ”


   “จริงเหรอคะ แล้วทำได้มั้ยคะ คุณคี”


   “ระดับนี้แล้วต้องทำได้สิครับ เห็นแบบนี้ ผมเก่งนะครับพี่ยา”


   “คุณคีนี่น้า ช่างพูดเสียจริง” พี่ยาหัวเราะกับคำตอบที่หลงตัวเองของผม


   “พี่เมฆล่ะครับ”


   “อยู่ในห้องน่ะค่ะ”


   “งั้นผมเข้าไปนะครับ” ผมพูดเสร็จแล้วก็เดินไปห้องของเฮียเมฆเลย ได้ยินเสียงพี่ยาดังขึ้นมาแว่วๆ ว่าอย่าเพิ่งเข้าไป แต่ไม่ทันแล้วครับ ผมเปิดประตูเข้าไปโดยไม่ได้เคาะประตูห้องเสียแล้ว



   ผมเปิดประตูเข้าไป มือยังจับที่ด้ามจับของประตูอยู่แบบนั้น คุณคิดว่าผมหรือเฮียเมฆจะเซอร์ไพรส์ครับ



   ไม่ยากเลยครับ ต้องเป็นผมอยู่แล้ว แน่นอน ผมสิครับโดนเซอร์ไพรส์เสียเอง ผมผิดเองที่มาไม่ถูกจังหวะ ผมมาไม่ถูกเวลา พี่ยาเดินตามผมมาเพื่อที่จะห้ามผมเองก็ชะงักไปเหมือนกัน เธอเห็นเหมือนอย่างที่ผมเห็น แต่เธอตั้งสติได้ไวกว่าผมเพราะพี่ยาถอยกลับไปที่โต๊ะของตัวเองแล้ว



   ผิดกับผมที่ยังยืนนิ่งอยู่แบบนั้นนานทีเดียว



   “ขอโทษครับ” เมื่อผมได้สติกลับมา ผมเลยพูดออกไปตั้งใจให้คนในห้องได้ยินแล้วผมก็ปิดประตูเดินกลับออกไปทันที




   ผมไม่สนใจว่าเฮียเมฆจะเดินมาตามผมมั้ย หรือจะปล่อยให้ผมเดินจากมาทั้งอย่างนั้น ผมไม่รู้หรอกเพราะตอนนี้ผมกำลังลงลิฟท์ไปชั้นล่างสุด ลุงหมายที่นั่งอยู่ตรงล็อบบี้เห็นผมออกมาจากลิฟท์ แกจึงลุกขึ้นเดินมาหาผม


   “คุณคีจะไปไหนครับ”


   “ลุงหมายช่วยไปส่งผมที่บ้านหน่อยได้มั้ยครับ”


   “ได้สิครับ”


   ผมกำลังนั่งรถของเฮียเมฆกลับบ้าน มือก็กดโทรศัพท์โทรออกไปต่างประเทศ


   “สวัสดีค่ะ คี ฝนจะตกหนักหรือเปล่าที่ลูกชายโทรหาแม่ก่อนได้” คุณแม่ผมหัวเราะอารมณ์ดี


   “คีจะบินไปหาแม่คืนนี้นะครับ”


   “คะ? คืนนี้? สอบเสร็จแล้วเหรอ”


   “ครับ”


   “ไม่อยู่เที่ยวเล่นที่นั่นก่อนเหรอคะ” แม่ผมคงอยากให้พักผ่อนหลังสอบเสร็จครับ


   “ไม่ดีกว่าครับ คิดถึงแม่กับพ่อ แล้วก็เคลลี่ด้วย” แต่ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว อยากไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดครับ


   “จ้ะ เดี๋ยวแม่ดูตั๋วให้นะคะ”


   “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวคีไปซื้อที่หน้าเคาท์เตอร์เลย”


   “อะไรกันคะลูก ด่วนอะไรขนาดนั้น”


   “ก็ผมคิดถึงนี่ครับ”


   “ค่ะ งั้นก็ตามใจ ก่อนขึ้นเครื่องโทรหาแม่ด้วยนะคะ”


   “ครับ”


   “แล้วเจอกันนะคะ”


   “รักแม่ครับ”



   ผมกำลังหนีเหมือนทุกครั้ง ผมรีบเข้าห้อง ลากกระเป๋าล้อลากใบใหญ่ออกมา รีบโยนของลงไปให้เร็วที่สุด ผมใช้เวลาไม่นาน ไม่ถึงสามสิบนาทีทุกอย่างที่คิดว่าจำเป็นก็ถูกเก็บเรียบร้อย ผมยกกระเป๋าลงมาข้างล่าง ป้าจันมองด้วยความแปลกใจที่เห็นผมหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ลงมาข้างล่าง


   “ตาคี อะไรกันจ้ะ จะไปไหน” ป้าจันเดินมาหาผม


   “คีจะกลับบ้านคืนนี้นะครับป้าจัน”


   “ทำไมปุบปับจะกลับล่ะลูก เพิ่งสอบเสร็จไม่ใช่เหรอ”


   “คีอยากกลับไปหาแม่ครับ จู่ๆ ก็คิดถึงแม่ขึ้นมาทันด่วน” ผมกอดป้าจัน ทำน้ำเสียงให้ร่าเริงว่าจริงๆ แล้วผมเป็นลูกแหง่ติดแม่


   “โกหกคนแก่บาปนะลูก”


   “จริงๆ นะครับป้าจัน” ผมไม่ได้โกหกนะครับ แค่บอกไม่หมดเท่านั้นเอง


   “ทะเลาะกับพี่เขาใช่มั้ย” ป้าจันถอนหายใจแล้วก็ถามผมออกมาเบาๆ


   “เปล่าครับ”


   “แล้วบอกพี่เขาหรือยังว่าเราจะบินคืนนี้”


   “ไม่ได้บอกครับ” ผมตอบไม่ได้เพราะผมไม่อยากให้เฮียเมฆรู้ แต่คงโกหกตัวเองไม่ได้ว่าลึกๆ แล้วก็อยากให้เฮียเมฆรู้เหมือนกัน


   “อ้าว งั้นก็บอกพี่เขาก่อนสิ เดี๋ยวก็โกรธเราหรอก”


   “คีคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องบอกหรอกครับ”


   “นั่นไง ว่าแล้วเชียว ยังจะโกหกป้าว่าไม่ได้ทะเลาะกัน”


   “ไม่ได้โกหกครับป้าจัน ช่วงนี้พี่เมฆก็งานยุ่งๆ คีไม่อยากรบกวน” ผมไม่ได้โกหกเพราะแม้แต่คำเดียวผมกับเฮียเมฆก็ยังไม่ได้คุยกันเลย


   “ป้าไม่เคยเห็นว่าตาเมฆจะคิดว่าคีรบกวนเลยสักนิด มีแต่รายนั้นเข้าไปกวนเราตลอดไม่ใช่เหรอ เฮ้อ ป้าไม่อยากให้เราทำแบบนี้เลยนะจ้ะ ป้าไม่รู้ว่าคราวนี้ทะเลาะอะไรกันอีก แต่มีอะไรก็อยากให้คุยกันก่อน”


   “ให้คีกลับบ้านก่อนเถอะนะครับ ป้าจัน ส่วนเรื่องอื่นๆ ถ้าป้าจันสงสัย ก็ถามจากพี่เมฆเอาเองนะครับ”


   “ต่อให้ป้าพูดยังไงก็จะไม่ฟังใช่มั้ย แน่ใจแล้วนะว่าจะกลับไปวันนี้”


   “ครับ”


   “ถ้างั้นป้าก็จะไม่ห้าม แต่ต้องสัญญากับป้าก่อนว่าจะกลับมาเรียนต่อให้จบ”


   “คี...” บอกตรงๆ นะครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมพร้อมจะกลับมาหรือเปล่า


   “สัญญากับป้า” ป้าจันเป็นผู้หญิงน่ารักครับ แต่บทจะโหดก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว


   “คีจะพยายามครับ”


   “แค่พยายามไม่ได้จ้ะ คีต้องกลับมาให้ได้ เหลืออีกแค่ปีเดียวเองนะลูก เรามีหน้าที่เรียนก็ต้องทำให้สำเร็จ เรื่องอื่นๆ มันเป็นเรื่องรองถึงคีอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ แต่มันยังไม่สมควรจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตคีตอนนี้ คีเข้าใจมั้ยลูก” ป้าจันกำลังสอนให้ผมมีสติครับ ให้จัดลำดับความสำคัญอะไรก่อน อะไรหลัง


   “เข้าใจแล้วครับ ป้าจัน ขอบคุณครับ คีจะกลับมา คีสัญญา”


   “ดีมากจ้ะ เดี๋ยวป้าไปส่งที่สนามบิน”


   “ไม่เป็นไรครับป้าจัน”


   “ไม่ได้จ้ะ ขืนปล่อยให้ไปเองแบบนี้ เดี๋ยวจะฟุ้งซ่านหนักกว่านี้”


   “คีไม่เป็นไรหรอกครับ”


   “น้อยไปสิ หลานคนนี้ คิดว่าป้าไม่รู้จักเราเหรอไง” เห็นป้าจันเฉยๆ เป็นแม่บ้านอยู่บ้านเฉยๆ แต่เรื่องสังเกตนี่ไม่เป็นรองใครเลยครับ


   “ป้าจัน”


   “เดี๋ยวป้าไปหยิบกระเป๋าก่อน คีเดินไปบอกลุงแช่มหน่อยว่าให้เอารถออก” ผมทำตามคำสั่งของคุณป้าแล้วก็ยืนรออยู่ตรงหน้าบ้านนั่นแหละครับ


   “หมาย เดี๋ยวกลับไปรับตาเมฆที่บริษัทเหมือนเดิมนะ ฉันจะไปส่งตาคีที่สนามบินสักหน่อย อ้อ ถ้าตาเมฆถามก็ไม่ต้องบอกล่ะ ปล่อยให้โวยวายไปอย่างนั้นแหละ แช่มได้ยินแล้วใช่มั้ย ไปส่งฉันที่สนามบิน” ป้าจันจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วก็ก้าวขึ้นไปนั่งในรถ




   ภายในรถป้าจันพยายามเล่าเรื่องสัพเพเหระเพราะไม่อยากให้ผมต้องจมอยู่กับความคิดเงียบๆ ตามลำพัง ณ จุดๆ นี้ผมยังไม่อยากพูดอะไร พยักหน้าเออ ออไปตามเรื่องตามราว ป้าจันก็รู้ครับว่าผมแทบไม่ได้ฟังเรื่องที่ป้าเล่า แต่ป้าก็ไม่โกรธ ผมอยากบอกว่าผมรักป้าจันมากนะครับ ป้าเป็นป้าที่น่ารัก เหมือนแม่คนที่สองของผมเลย แต่ผมยังไม่มีแรงจะพูดอะไรออกไป




   ผมเดินตรงไปที่เคาท์เตอร์เช็คอินของสายการบิน ระหว่างทางผมเสิร์ชสายการบินที่ตรงไปยังเมืองที่ผมอยู่ ซูริค สวิตเซอร์แลนด์ครับ ครอบครัวผมอยู่ที่นั่น ผมเลือกสายการบินที่บินออกจากสุวรรณภูมิเร็วที่สุดโดยไม่สนใจราคาตั๋วของมัน ผมได้เวลายี่สิบนาฬิกา สามสิบห้านาที เป็นรอบเครื่องบินที่เร็วที่สุดในเวลานี้ ถึงจะใช้เวลาบินถึงสิบห้าชั่วโมงเพราะต้องต่อเครื่องอีกหนึ่งจุดแต่ผมก็ไม่สนใจครับ ขอให้ผมได้ไปก็พอ




   ผมถือตั๋วเครื่องบินเอาไว้ เดินเข้าไปหาป้าจัน ผมกอดป้าจันจนแน่น ผมโหยหาความรักจากทุกคนที่อยู่รอบกายผม ผมไม่ได้อยากกลับไปตอนนี้ ผมอยากอยู่ตรงนี้ให้อีกนานสักหน่อย แต่ผมยังเป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ผมเห็นเมื่อช่วงเย็น ความกล้าของผมที่อยากจะฟังคำอธิบายของเฮียเมฆ มันกลายเป็นเศษแก้วที่แตกสลายไปพร้อมกับภาพตรงหน้า




   มันคงสายไปแล้ว วันที่ผมพร้อมคือวันที่เฮียเมฆก็พร้อมจะไปจากผมเหมือนกัน




   “คีไปก่อนนะครับป้าจัน” ผมก้มลงหอมแก้มป้าจัน ทั้งที่ยังกอดป้าจันอยู่


   “เดินทางปลอดภัยนะลูก” ป้าจันลูบศีรษะของผมเหมือนเช่นเคย


   “ครับ”


   “ถึงแล้วโทรหาป้าด้วยนะจ้ะ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”


   “แน่นอนครับ คีรักป้าจันนะครับ”


   “ป้าก็รักคีจ้ะ”


   “ไปนะครับ” ผมยกมือไหว้ป้าจัน แล้วก็ลากกระเป๋าเข้าไปด้านใน



   ผมโทรบอกไอ้ธร ที่ต้องผิดนัดมันวันพรุ่งนี้ มันโวยวายใส่ผมแต่มันก็เข้าใจผมเหมือนทุกครั้ง มันรับรู้จากน้ำเสียงของผมได้ดีทั้งที่ผมไม่ต้องบอกมันว่าผมเจอกับอะไรมา ไอ้ธรบอกผมให้ดูแลตัวเองดีๆ เจอกันวันเปิดเทอม ผมปิดเครื่องมือสื่อสาร รัดเข็มขัดเรียบร้อย ผมได้ที่นั่งริมหน้าต่าง เครื่องกำลังจะบินขึ้นสู่น่านฟ้า ผมได้ยินเสียงกัปตันแนะนำตัวเองและแจ้งจุดหมายปลายทางของการบินในครั้งนี้ ผมได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง เพราะไม่ได้สนใจที่จะฟัง ผมหลับตาลง อยากจะลืมภาพที่เห็น ลืมสิ่งที่คิด อยากจะลืมทุกๆ อย่าง แต่ผมทำไม่ได้ ทรมานเหลือเกิน หัวใจผมเหมือนกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เสียให้ได้



   “คุณครับ” ผมได้ยินเสียงของใครสักคนเรียก แต่ผมยังไม่ได้ลืมตา


   “คุณครับ คุณ” ใครกันนะ ยังเรียกไม่ยอมหยุด ผมอยากจะอยู่เงียบๆ


   “คุณ” ผมลืมตาหันไปตามเสียงที่เรียก


   “ครับ?” ผู้ชายที่นั่งข้างๆ ผม ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้ผม เอามาให้ผมทำไม


   “เช็ดซะเถอะครับ” ผู้ชายคนนั้นบอกผม สติของผมกลับคืนมาทำให้ผมรู้ว่าตอนนี้ผมคงร้องไห้ออกมา


   “ขอบคุณครับ” ผมรับผ้าเช็ดหน้านั้นขึ้นมาเช็ดแล้วก็หันไปทางหน้าต่างเหมือนเดิม



สักพักก็ได้ยินเสียงพนักงานต้อนรับประกาศว่าตอนนี้เครื่องบิน บินอยู่ในระดับที่คงที่แล้ว ผมมองสัญญาณก็เห็นว่าตอนนี้สามารถถอดเข็มขัดที่นั่งออกได้แล้ว ผมจึงขอตัวลุกไปเข้าห้องน้ำครับ



   ผมทำธุระไม่นาน ล้างหน้าล้างตาให้พอสะอาดขึ้น แล้วก็กลับเข้ามาที่นั่งของตัวเอง



   “ผ้าเช็ดหน้าคุณเลอะแล้ว ขอโทษด้วยครับ” ผ้าเช็ดหน้าของผู้หวังดีนั้นตอนนี้สภาพไม่ค่อยเหมือนเป็นผ้าเช็ดหน้าเท่าไหร่หรอกครับ เพราะมันยับยู่ยี่แถมเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและน้ำมูกของผมอีก


   “ไม่เป็นไรครับ” ทางนั้นตอบอย่างอารมณ์ดี




   

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter


ผมสังเกตดู ผู้ชายคนนี้ลักษณะไม่เหมือนนักศึกษาอย่างผม น่าจะอยู่ในวัยทำงานเสียมากกว่า ดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว ไม่ได้ผูกไทค์ สวมกางเกงยีนส์ รองเท้าหนังหุ้มข้อ จากใบหน้าที่จัดว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งเลยครับ คิ้วคมเข้ม ตาโตแต่ออกดุ อายุไม่น่าเกินยี่สิบห้า แต่การแต่งตัวดูไม่ใช่แฮะ อาจจะไม่เกินสามสิบหรอกมั้ง จะว่าไปทั้งหน้าตาหรืออายุก็ดูคล้ายเฮียเมฆ เหมือนกันนะ




   ผมคิดถึงเฮียเมฆอีกครั้ง พอคิดถึงเฮียเมฆแล้วจิตใจของผมก็กลับมาหดหู่เหมือนเดิม ชีวิตคนอกหักนี่มันเศร้า และไม่รู้อาการเหล่านี้เมื่อไหร่จะหายดี มีเงินเท่าไหร่ก็รักษาให้หายไม่ได้ นอกจากใจของตัวเองจะเยียวยาให้ดีขึ้นเองโดยไม่ต้องพึ่งยา


   “คุณไม่เป็นอะไรนะครับ” ผู้ชายข้างๆ ถามผม ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว ดูเหมือนไม่ค่อยไว้วางใจว่าผมนั้นจะสบายดี ผมรู้ครับ ตอนนี้ใบหน้าของผมคงไม่ค่อยสู้ดีหรอก เพราะจิตใจยังไม่ได้ฟื้นฟูเลยนี่ครับ


   “ก็ดีขึ้นแล้วล่ะครับ” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องสาธยายกับคนที่ไม่รู้จักว่าผมไปเจออะไรมา เจ็บปวดกับอะไรอยู่ แล้วทำไมถึงต้องร้องไห้ จริงมั้ยครับ


   “อ้อ เกือบลืม เรื่องผ้าเช็ดหน้า ผมขอจ่ายเป็นเงินคืนให้ได้มั้ยครับ” มือที่กำผ้าเช็ดหน้าอยู่ทำให้ผมนึกขึ้นได้


   “ไม่ต้องหรอกครับ เรื่องเล็กน้อย”


   “ไม่ดีหรอกครับ แล้วคุณจะเอาผ้าเช็ดหน้าที่ไหนใช้ล่ะ”


   “ผมไม่ได้พกผ้าเช็ดหน้าไว้ให้ตัวเองหรอกครับ”


   “ครับ?” อ้าว คนเราก็แปลก แล้วจะพกผ้าเช็ดหน้าไว้ทำไม ผมนี่งง เลย


   “ผมพกผ้าเช็ดหน้าไว้ให้สาวๆ น่ะครับ แต่ครั้งนี้คงผิดคาดไปหน่อย กลายเป็นคุณไปเสียได้”


   “ผิดคาดไปเยอะเลยนะครับ” ผมอดไม่ได้ที่จะขำในอารมณ์ขันของอีกฝ่าย


   “ยิ้มแล้วดูสดใสดีนะครับ” ผมนี่แทบจะหุบยิ้มไม่ทันเลยทีเดียว นานแล้วเหมือนกันนะครับ ไม่มีใครชมผมแบบนี้ ส่วนใหญ่จะชมว่าหน้าสวย หน้าหวานประมาณนั้น


   “เอ่อ..” ผมนี่ถึงกับไปไม่ถูกเลย


   “แค่พูดไปตามที่คิดครับ ไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท”


   “เปล่าหรอกครับ ผมตกใจเฉยๆ จู่ๆ ก็ถูกชมซึ่งๆ หน้า”


   “งั้นเหรอครับ ให้พี่แนะนำตัวนะ พี่ชื่อชนกันต์นะ เรียกพี่กันต์ก็ได้ ดูจากหน้าของน้องแล้ว พี่น่าจะแก่กว่านะ แล้วน้องล่ะชื่ออะไรครับ” ผมงงเล็กน้อยถึงปานกลางครับ ผู้ชายคนนี้ให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายจนน่าประหลาดใจ เขาให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนพี่ชายคนโตที่คอยดูแลน้องๆ หลายคน


   “ผมชื่อคีครับ คีรินทร์”


   “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ น้องคี”


   “เอ่อ ไม่ต้องเรียกผมว่าน้องก็ได้ครับ อายุเราสองคนไม่น่าจะห่างกันมาก” จริงๆ คือไม่คุ้นที่จะถูกเรียกว่าน้องด้วยล่ะครับ ที่บ้านไม่มีใครเรียกสักคน ป้าจันก็เรียกคีบ้าง ตาคีบ้าง ส่วนแม่ก็เรียกคีเฉยๆ เองครับ


   “จริงเหรอ คิดว่าพี่อายุเท่าไหร่ล่ะ” พี่กันต์พูดด้วยใบหน้ายิ้มๆ ครับ ถ้าบอกว่ารุ่นเดียวกัน  ผมก็เชื่อนะครับเนี่ย


   “อ่ะ ผมให้สุดๆ เลยสามสิบ แต่คิดว่าน่าจะไม่ถึงหรอก”


   “ผิดหมดเลย ลองทายอีกทีดีมั้ย แก้ตัว” ผิดหมดเลย หมายถึงแก่กว่านี้หรืออ่อนกว่านี้ล่ะ


   “งั้นสามสิบสองครับ” ผมเคาะตัวเลขออกไป


   “แน่ใจ?” พี่กันต์เลิกคิ้วถามผมให้ชัด


   “ครับ”


   “ก็ยังผิดอยู่ดี” ทางนั้นหัวเราะเบาๆ ในคอครับ


   “แล้วพี่กันต์จะไม่เฉลยหน่อยเหรอครับ”


   “พี่น่ะเหรออีกไม่กี่เดือนก็จะสามสิบหกแล้วล่ะครับ”


   “เหวออ เป็นไปไม่ได้อ่ะ” ผมนี่โคตรตกใจเลยครับ คือหน้าเด็กไปมากโข เพราะที่ผมคิดต่ำสุดๆ คือยี่สิบห้า นี่ผมเดาลดอายุพี่กันต์เป็นสิบปีเลยนะเนี่ย


   “น้องคีไม่ใช่คนแรกที่เดาผิดหรอกครับ”


   “โหย แต่ผมเดาผิดเยอะเลยนะครับ”


   “ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก พี่ชินแล้ว”


   “ครับ แล้วพี่กันต์มาเที่ยวหรือมาทำงานครับ”


   “เที่ยวครับ พักร้อน กว่าจะขอลาพักร้อนได้ บริษัทนี้โหดมาก แล้วคีล่ะ” พี่กันต์พูดยิ้มๆ เหมือนเคยครับ น่าจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของพี่เขานั่นแหละ แต่ผมคิดว่าดูออกนะถึงพี่กันต์จะบอกว่าบริษัทนี้โหด แต่พี่แกดูมีความสุขที่ทำงานที่นั่นนะครับ ไม่รู้ว่าผมจะคิดไปเองหรือเปล่า


   “ผมกลับบ้านน่ะพี่ เพิ่งสอบเสร็จ”


   “ที่สวิตน่ะเหรอ ใช่หรือเปล่า”


   “ครับ แต่ผมไม่ได้เกิดที่นั่นนะ เกิดที่ไทยนี่แหละ แต่พ่อกับแม่ไปทำงานที่นู่น” ทำไมผมถึงเล่าเรื่องส่วนตัวให้กับพี่กันต์ ผู้ชายที่เพิ่งจะรู้จักกันไม่ถึงสองชั่วโมงนี้ฟังง่ายๆ นะ


   “โอ้ หนุ่มนอกเหรอเนี่ย”


   “ครับ? เฮ้ย ไม่ใช่พี่ ผมไทยแท้ๆ เลยนะ”


   “ไม่ต้องรีบร้อนแก้ตัว พี่ไม่ได้ว่าอะไรเลย แค่แซวเฉยๆ หนุ่มสวิต อิมพอร์ตเข้าไทย ยังไงล่ะ” แปลกแฮะ ผมรู้สึกวาบในใจ ตอนนี้พี่กันต์ลูบหัวผมเบาๆ เหมือนกับเฮียเมฆทำ แต่กลับไม่รู้สึกเหมือนเฮียเมฆเลย


   ทุกครั้งที่เฮียเมฆลูบหัวผม มันเหมือนผมเป็นสุนัขตัวน้อยคอยรับความรักจากเจ้านาย รอคอยว่าเมื่อไหร่จะได้รับเสียที แต่กับพี่กันต์ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นน้องชายที่รักกันมากแล้วเพิ่งกลับมาเจอกัน


   “อึดอัดมั้ย พี่ไม่ได้คิดอะไรกับน้องคีมากกว่าพี่ชายนะ ไม่น่าเชื่อแต่รู้สึกเหมือนได้เจอน้องชายยังไงก็ไม่รู้” คำพูดของพี่กันต์ทำให้ผมตกใจอีกครั้งเพราะสิ่งที่พี่เขาพูดเหมือนกับที่ผมคิดทุกอย่างเลย


   “ไม่เลยพี่กันต์ ผมเองก็รู้สึกเหมือนได้เจอพี่ชายเลยอ่ะ”


   “ถ้ารู้สึกเหมือนว่าพี่เป็นพี่ชาย ก็เรียกแทนตัวเองว่าคีได้แล้วล่ะนะ”


   “ครับ พี่กันต์” แล้วผมก็ตอบรับออกไปง่ายๆ



   คุณเคยรู้สึกถูกชะตากับใครทั้งที่เพิ่งจะเจอหน้ากันมั้ยครับ ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนั้นเลยนะ ทุกอย่างต้องมาจากการได้พูดคุย รู้จัก ศึกษาลักษณะนิสัยใจคอเสียก่อน ผมถึงจะค่อยยอมวางใจ เหมือนไอ้ธร กว่าจะสนิทกันแบบนี้ต้องใช้เวลาครับ ไม่ใช่ปุบปับก็รักกันจนตายแทนกันได้ และยิ่งต่างจากถูกชะตาที่เจอคู่นอนรายวัน นั่นเขาเรียกถูกตาถูกใจครับ



   แต่พี่กันต์คนนี้ ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นครับ ผมไม่รู้จะอธิบายออกมาให้คุณเข้าใจยังไง แต่เอาเป็นว่าผมรู้สึกเหมือนเราเป็นพี่น้องกันมานานแล้วครับ


   “คี มีพี่น้องหรือเปล่า”


   “ยังไงดีล่ะ มันตอบยาก”


   “ก็อย่าตอบให้ยากสิ ง่ายๆ น่ะ อย่าไปคิดให้ยาก” พี่ชายของผมว่าแบบนั้น


   “คีมีพี่ชายหนึ่งคนและน้องชายหนึ่งคน แต่ทั้งสองคนไม่ใช่พี่กับน้องแท้ๆ”


   “ตอนนี้มีพี่ชายเพิ่มขึ้นอีกคนแล้วมั้ง” พี่กันต์หันมาถามผม


   “จริงด้วย ตอนนี้คีมีพี่กันต์เป็นพี่ชายอีกคน”


   “คีไม่สบายใจอะไรอยู่ใช่หรือเปล่า อยากเล่าอะไรให้พี่ฟังมั้ย แต่ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่านะ พี่ไม่ได้บังคับ”


   “ก็มีแหละครับ พี่กันต์คงเห็นว่าคีร้องไห้” ผมชูผ้าเช็ดหน้าในมือให้พี่กันต์ดู


   “อาจจะร้องไห้เพราะคิดถึงบ้านก็ได้นี่นา”


   “แต่ผมกำลังจะกลับบ้านนะครับ”


   “มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราคิดว่าที่ไหนเป็นบ้านมากกว่ากัน” พี่กันต์พูดแบบนั้นแล้วก็ดีดหน้าผากผมเบาๆ ไปทีหนึ่งไม่แรงนัก น่าจะเรียกว่าดีดเรียกสติมั้งครับ


   “พี่น่ะอ่านใจคนเก่งนะ” พี่กันต์ พี่ชายคนใหม่ของผม ดูเหมือนจะเริ่มโม้แล้วล่ะครับ


   “จริงเหรอ?” ผมชอบจริงๆ คนขี้โม้ ไหนๆ ขอดูหน่อย


   “คีอกหัก” โอ้ย แทงใจดำผม


   “พี่รู้ได้ไงอ่ะ”


   “จิตวิทยาน่ะ พี่ไม่ได้อ่านใจคนได้หรอกนะ พี่ไม่ใช่เทพ”


   “อ้าว แล้วพี่เดาถูกได้ไง”


   “เคยได้ยินมั้ย หมอดูคู่กับหมอเดา ก็คงคล้ายๆ กันแหละ พี่ลองถามคีไปแล้วว่าร้องไห้ทำไม คีบอกว่าไม่ได้คิดถึงบ้านใช่มั้ย”


   “ครับ”


   “คนเรามีไม่กี่อย่างหรอกนะ ที่หน้าตาจะอมทุกข์เศร้าโศกแบบนี้ แล้วทั้งที่กำลังจะกลับบ้านมันน่าจะดีไม่ใช่เหรอ”


   “ก็จริงครับ”


   “ส่วนใหญ่ มนุษย์มักให้ความสำคัญกับเรื่องของจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องความรัก เรามักจะจัดให้ความรักอยู่เหนือทุกอย่าง แบบถ้าขาดเธอไปฉันคงตายหรืออยู่ไม่ได้ ประมาณนั้นล่ะมั้ง”


   “แล้วยังไงต่อครับ” ผมชักฟังก็เริ่มสนุก เพราะมันก็เกี่ยวกับที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ด้วยเหมือนกัน


   “พี่ก็แค่เดาไงล่ะ”


   “โห่ แค่นี้เองเหรอพี่ คีอุตส่าห์ลุ้นแทบแย่”


   “ไหงทำเสียงผิดหวังขนาดนี้ อ้ะ แถมให้อีกอย่างก็ได้ คีอกหักจากผู้ชาย”


   “ผู้ชายเนี่ยนะ ไม่มีทาง” ผมรีบสั่นหน้าปฏิเสธพี่กันต์ทันที เพราะอยากให้พี่กันต์รู้สึกว่าตัวเองเดาผิดครับ จริงๆ ก็คือจะแกล้งพี่กันต์นั่นแหละ ว่าแต่ เอ... พี่กันต์รู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้ชายหว่า


   “บอกแล้วไงว่าจิตวิทยา อย่าดูถูกการเดาของพี่สิ ผู้ชายที่ว่านั้นเป็นพี่ชายของคีด้วยสินะ”


   “......” ใบ้แดกครับ ถูกเป๊ะ ชัดเจน นี่พี่อยู่ในเพจใต้เตียงดาราหรือเปล่าเนี่ย ถึงรู้แจ้งเห็นจริงอย่างกับตาเห็น


   “ถูกล่ะสิ”


   “พี่กันต์ทำเอาคีอึ้งไปเลยนะ พี่รู้ได้ไง”


   “ก็คีอ้ำอึ้งตอนพี่ถามเรื่องพี่น้องไง เดาง่ายจะตาย”


   “ผมรู้สึกเหมือนโดนหลอกไงไม่รู้เลยอ่ะ”


   “คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาดนะ” ผมสังเกตได้อย่างหนึ่งครับ ปากพี่กันต์นี่ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะครับ เห็นทีแรกพูดจาไพเราะ คงสำหรับคนแปลกหน้าไม่คุ้นเคยล่ะนะ พอเป็นตัวของตัวเองนี่พ่นมาแต่ละคำผมนี่อึ้งไปเหมือนกัน


   “พี่หลอกด่าผมเปล่าเนี่ย”


   “คีโง่เหรอ ถึงคิดว่าพี่ด่า” นั่นไงครับ มาอีกคำแล้ว


   “โหยปากพี่นี่มัน”


   “ฮ่าๆ พี่รู้ๆ โทษที ไม่แกล้งแล้ว”


   “พี่ที่ดีห้ามแกล้งน้องนะครับ”


   “ถ้าน้องดี พี่ก็ไม่แกล้งครับ” เอาละไง เผลอมีช่องว่างไม่ได้เลยใช่มั้ยเนี่ย



   แล้วเรื่องราวระหว่างผมกับเฮียเมฆก็ออกจากปากผมไปถึงหูพี่กันต์ มันเป็นความไว้ใจที่ไม่สามารถใช้อะไรวัดได้ นอกจากความรู้สึกครับ แล้วผมเองก็อยากจะระบายให้ใครสักคนฟัง ขอแค่ใครสักคนก็พอ แล้วคุณล่ะมาฟังพร้อมๆ พี่กันต์มั้ย นี่ก็ถือว่าผมไว้ในคุณเหมือนกันนะครับ


   “วันนี้คีตั้งใจไปหาพี่ชายคนนั้น พี่เค้าชื่อเมฆครับ ผมมาเรียนที่ไทยช่วงมอห้า พักอยู่ที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่พี่เมฆ ตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กข้างบ้านพี่เมฆก่อนที่พ่อกับแม่ผมจะย้ายมาที่สวิต”


   “พี่ฟังอยู่ แล้วหลังจากนั้นล่ะ” พี่กันต์ตั้งใจฟังผมตลอดโดยไม่ขัดจังหวะอะไร พอเห็นว่าผมเงียบก็จะคอยบอกว่ากำลังฟังอยู่


   “ความสัมพันธ์ของผมกับพี่เมฆ มันค่อนข้างซับซ้อนน่ะครับ ผมรักพี่เมฆ ส่วนพี่เมฆเองก็รักผมเหมือนกัน แต่เราไม่ได้เป็นแฟนกัน เรารักษาสถานะไว้แค่พี่ชายกับน้องชายไว้อย่างนั้น พี่กันต์งงมั้ยครับ”


   “ไม่ครับ พี่เข้าใจ”


   “ผมมีอิสระจะไปที่ไหนก็ได้ จะทำอะไรก็ได้” ผมมองหน้าพี่กันต์แวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ


“แม้กระทั่งเรื่องที่ผมจะนอนกับใครก็ได้ พี่เมฆขอไว้อย่างเดียวใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผู้ชาย”


“ใจกว้างนะเนี่ย พี่เมฆคนนี้”


“นั่นสิครับ ถ้าเป็นผมนะ ไม่ยอมหรอก”


“เชื่อพี่เถอะ ว่าพี่เมฆของน้องคีน่ะ ไม่อยากให้คีทำแบบนั้นหรอก แต่ไม่อยากเสียคีไปต่างหากล่ะ ถึงยอมแบบนั้น”


“ครับ?” ผมมองหน้าพี่กันต์ด้วยความโคตรที่จะไม่เข้าใจเลยครับ มีเหตุผลอะไรที่เฮียเมฆจะต้องยอมทำแบบนั้น


“พี่ไม่บอกคีหรอกนะ อันนี้คีควรไปถามกับเจ้าตัวเอง” พี่กันต์ยังไม่หลุดพ้นคอนเซ็ปต์กลั่นแกล้งน้องชายครับ


“พี่กันต์บอกคีเถอะนะครับ คีไม่รู้จริงๆ”


“ถ้าพี่บอกคีง่ายๆ มันก็ไม่สนุกน่ะสิ เรื่องแบบนี้ไปถามเจ้าตัวเขาน่ะ ดีแล้ว เล่าต่อสิพี่รอฟัง” พี่กันต์มองผมด้วยแววตาอ่อนโยน ลูบหัวผมเหมือนเดิมครับ


“ครับ มีอยูวันนึงผมไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วเจอพี่เมฆอยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน แต่ที่ต่างออกไปคือพี่เมฆพาเพื่อนที่ผมไม่เคยเห็นหน้ารู้จักมาก่อน พี่คนนั้นชื่อพี่พีชครับ”


“สาเหตุของปัญหาสินะ”


“ครับ คือวันนั้นพี่เมฆไปส่งพี่พีช ผมเห็นพี่เมฆจูบกับพี่พีช”


“แน่ใจเหรอ?”


“พี่พูดเหมือนเพื่อนผมเลย แต่ผมเห็นมากับตานะ”


“มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คีเห็นก็ได้นะ”


“ครับ ไอ้ธร เพื่อนผมน่ะ ก็พูดแบบนั้น พี่เมฆเองก็อยากอธิบาย แต่ผมยังไม่พร้อมก็เลยขอเป็นหลังสอบเสร็จซึ่งก็คือวันนี้ครับ ผมไปหาพี่เมฆ แต่ผมเห็นพี่เมฆกับพี่พีชกอดกันอยู่กลางห้องทำงาน”


“คีก็เลยหนี?”


“ครับ ผมเลยเลือกที่จะหนี ผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อไป แต่ผมคิดว่าไม่ไหวจริงๆ ถ้าอยู่ต่อผมต้องแย่แน่ๆ เลย”


“เด็กหนอเด็ก” พี่กันต์หัวเราะกับคำพูดของผม


“เด็กอะไรกับครับพี่กันต์”


“โทษที พี่หยุดขำไม่ได้น่ะ” พี่กันต์ยังหัวเราะต่อไป ผมไม่เห็นว่ามันจะขำตรงไหนเลยครับ มันมีแต่เรื่องเสียใจต่างหาก


“หยุดหัวเราะได้แล้วครับ ผมนะครับที่เป็นฝ่ายเสียใจ”


“ไม่หัวเราะแล้ว ไม่แล้ว” พี่กันต์พยายามกลั้นหัวเราะ ในที่สุดก็หยุดหัวเราะได้ครับ


“คีเห็นแค่เขาสองคนกอดกัน ก็เลยหนีสินะ”


“ครับ ก็นะ ... ไหนจะเรื่องที่จูบกัน กอดกัน ยังไม่นับที่นัดไปกินข้าวด้วยกันอีก พี่เมฆคงไม่รอผมอีกต่อไปแล้วล่ะครับ” กลับสู่โหมดแห่งความเศร้าเสียทีครับ


“คิดเอง เออเอง นี่แหละน้ายังไม่ได้คุยกันเลย”


“พี่กันต์!!”


“เอาล่ะๆ พี่เข้าใจ คีไม่พร้อมจะฟังใช่มั้ยล่ะ พออยากฟังก็ดันไปเห็นภาพบาดตาบาดใจอีก”


“ก็อย่างนั้นล่ะครับ”


“แล้วหลังจากกลับไปที่สวิต น้องคีจะทำอะไรล่ะครับ”


“ก็คงอยู่กับแม่บ้าง เลี้ยงน้องบ้าง แล้วก็ไปเที่ยวมั้งครับ”


“พี่หมายถึง เรื่องพี่เมฆต่างหาก”


“คียังไม่ได้คิดเลยครับ”


“มาพนันกับพี่มั้ย น้องคี”


“พนันอะไรครับ”


“ก็พนันว่าสิ่งที่น้องคีเห็นมันไม่ใช่อย่างที่คิดไงล่ะ” หน้าตาพี่กันต์ไม่ชวนให้คิดว่าจะเป็นคนที่ชอบเล่นการพนันเลยครับ


“พี่กันต์ไม่เล่นแบบนี้สิครับ”


“ใครป๊อดไม่เล่น พี่เรียกหมานะครับ” ปากคอยังเหมือนเดิม


“ก็ได้ครับ พี่กันต์จะพนันว่าไง”


“พี่พนันว่าพี่เมฆไม่ได้คิดอะไรกับพี่พีช ใครแพ้ต้องยอมทำตามคนชนะ”


“ต้องทำตามทุกอย่างเลยเหรอครับ” น้ำเสียงผมคงดูตกใจ เพราะพี่กันต์ถึงกับกลั้นหัวเราะ


“อ้าวนี่คิดว่าจะแพ้เหรอ ไหนว่ามั่นใจว่าพี่เมฆไม่รอคีแล้วยังไง”


“โหย พี่กันต์ พี่นี่ร้ายกว่าที่ผมคิดเยอะเลย”




   ตลอดระยะเวลาสิบห้าชั่วโมงที่ยาวนาน แต่ความรู้สึกว่าผ่านไปไว ผมคุยกับพี่กันต์จนถึงรุ่งเช้า เราทั้งคู่แทบไม่ได้นอนเลย แล้วเสียงประกาศก็ดังว่าเครื่องกำลังค่อยๆ ลดระดับ ผมกับพี่กันต์ก็ถึงสนามบินซูริคอย่างปลอดภัย ผมแลกเบอร์ แลกไลน์กับพี่กันต์กันไว้ติดต่อกันครับ ถึงจะเป็นการเริ่มต้นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความเสียใจ แต่ความทุกข์ก็ถูกบรรเทาด้วยคนแปลกหน้าที่คุ้นเคย





-----------------------
เฮียเมฆฆฆฆฆฆฆฆฆฆฆ มาง้อเด็กขี้งอนเร็วววววววววววว สถานการณ์ตอนนี้ดูจะหนักขึ้นกว่าเดิม
เฮียเมฆจอมสร้างเรื่องก็สร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีกระลอก ครั้งนี้คีเปิดใจรับฟังแล้วน้า แต่เซอร์ไพรส์เยอะเลยแฮะ

ตอนนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นคือพี่กันต์ แต่ก่อนหน้านี้พี่กันต์อยู่อีกเรื่องค่ะ คือกว่าจะเข้ากันได้ พี่กันต์เป็น ผู้จัดการส่วนตัว
ของลุงธนา ลิงค์อ่านเรื่องนี้อยู่หน้าแรกค่ะ เขมอยากมีเรื่องพี่กันต์ของเจ้าตัวเองสักเรื่องเหมือนกันค่ะ
ยังหาโอกาสไม่ได้เลย เพราะพี่กันต์เป็นหนุ่มหน้าเด็กและฉลาดพอตัวเลยทีเดียว แถมใจยังนิ่งมากด้วยล่ะค่ะ
เป็นตัวละครที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

----

คุณ ทฟเืนสรฟ -- อย่างที่เขมเคยบอกไว้ อีกไม่กี่ตอนค่ะ เรื่องราวจะชัดเจนแล้วค่ะ อยู่ข้างคี หรือเฮียเมฆ เลือกได้เลยค่ะ

คุณ Yara -- ใช่ค่ะ ไม่มีไฟ ย่อมไม่มีควัน ตอนนี้นี่ไฟลูกใหญ่เลยล่ะค่ะ

คุณ DESZCZ -- เชื่อเขมสิคะ จริงจริ๊งงงง น้า

คุณ หมอตัวเปียก -- คียอมฟังแล้วน้า แต่เฮียเมฆสิคะ ลงโทษเลยค่ะ

คุณ Peung002 -- อย่าหน่วงเลยนะคะ คีไม่ใช่เด็กน้อยจอมเศร้าหรอกค่ะ

คุณ Jibbubu -- เกือบจะรู้เรื่องแล้วเชียว เฮียเพิ่มเรื่องอีกแล้ว

คุณ Varsator -- จริงๆ แล้วคีเป็นเด็กแสดงออกชัดค่ะ แต่กลับไม่ยอมรับความสัมพันธ์กับเฮียเมฆ ด้วยหลายอย่างในใจ รอติดตามต่อนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อเสียก่อนนะคะ

เขม ขอขอบคุณทุกคอมเมนท์ ทุกคนอ่านที่ให้กำลังใจทั้งคนใหม่และคนเก่ามากเลยนะคะ

แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ



ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
คิดอีกแบบเรื่องจูบ เรื่องกอด บางที คนจูบเป็นพี่พีช
แต่ถ้าไม่ได้จูบ เป็นแบบมุมกล้องที่บังกัน
หรือ ผงเข้าตาพี่พีช เฮียเมฆช่วยดูให้
คนข้างหลังมองว่าจูบ
ส่วนกอด พี่พีช เป็นกอดเองอีกเหมือนกัน
หรือ สถานการณ์ จะล้มเซ แล้วอีกฝ่ายเข้ามาพยุง รับ ก็เลยเหมือนกอดกัน
เหมือนละคร เรื่องที่เห็นกับตา บางทีไม่ใช่เรื่องที่เห็น
แต่เรื่องนี้ ถ้าไม่จริง พี่เมฆน่าจะจับตัวคี บังคับให้ฟังคำอธิบายซะเลย
นี่เป็นฝ่ายเฮียเมฆ ละนะ
      :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Yara

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-2
ก็อยากเชื่อเฮียเมฆนะ แต่น้องคีเห็นตำตาขนาดนี้ก็คงเชื่อยาก อีกอย่างที่เรื่องมันยืดเยื้อขนาดนี้ ส่วนนึงเป็นเพราะคีไม่ยอมคุย แต่ส่วนนึงเป็นเพราะเฮียเมฆไม่เด็ดขาดนะ ก็รู้ว่าคุณพีชคิดยังไงก็ยังปล่อยให้เค้าถึงเนื้อถึงตัวได้บ่อยครั้ง งานนี้ใครจะเชื่อลง
ปล. ทำไมเรารู้สึกว่าพี่กันต์เป็นสปายของป้าจันล่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด