CHAPTER 23: The Arms of Diamond “นี่พชรครับคุณพ่อ พชร มนุษยฯ ปรัชญา” พจน์ ประดิษฐาพงศ์สะบัดหัวน้อยๆ ราวกับอยากจะสลัดภาพใบหน้าเด็กหนุ่มที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาดคนนั้นไป ‘พชร เพชรหละปูน’
แต่เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่ได้รู้จักเพชรลดา เพชรหละปูน และไม่มีทางที่จะ..
นายพจน์รู้สึกว่าตัวเองกำลังคิดอะไรฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ บางทีอาจเพราะความคำนึงเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกว่าภายในดวงตาสีดำสนิทที่ประสานกันเพียงชั่วครู่มีความคุ้นเคยบางอย่างแฝงอยู่..
“นามสกุลนี้มีเยอะในลำพูน บางคนผมก็ไม่รู้จักเลย ไว้.. ผมจะลองถามแม่ดูครับ”
"แม่เราชื่อ-"
“แม่ผมชื่อนิภา..” เขาควรจะเชื่อตามถ้อยคำนั้นสิ เป็นความจริงมิใช่หรือ คนที่นามสกุลเดียวกัน ไม่รู้จักมักจี่กันออกเยอะแยะไป
กระนั้น นายพจน์ก็ร่ำๆจะไปลำพูนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แม้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ควรทำเช่นนั้นเลย
เมอเซเดสเบนซ์คันใหญ่มุ่งหน้าตามถนนสู่บ้านประดิษฐาพงศ์ ที่นั่งเคียงข้างนายพจน์คือภรรยา และที่นั่งด้านหน้าคู่คนขับคือลูกชาย นายพจน์มองเห็นศีรษะเล็กกับเสี้ยวหน้าขาวที่ก้มมองมือตัวเอง นั่นคือทายาทประดิษฐาพงศ์
แต่.. ความรู้สึกประหลาดนี่มันอะไรกัน ..ทำไมไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาก่อนหน้านี้เลย
ระมิงค์ ประดิษฐาพงศ์มองผ่านกระจกติดฟิล์มออกไปภายนอก รถราคลาคล่ำดังที่เป็นเช่นทุกวัน
เธอเพียงมองผ่านไป ไม่ได้คิดอะไรตาม หลายเดือนที่อยู่กับความรู้สึกผิดและหวาดระแวง แต่สี่ห้าวันที่ผ่านมานี้กลับแตกต่าง ไม่ใช่ความรู้สึกดี แต่ไม่มีความรู้สึกกลัว ..กลับเป็นความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับ ‘ละอาย’
ใช่.. ที่คราแรก เธออยากจะยอมแลกอะไรก็ได้เพื่อให้ ‘เด็กหนุ่มผู้นั้น’ ออกไปตามทางที่เขาเข้ามา ทว่า.. เมื่อเขาออกไปจริงๆ เธอได้แต่อยู่อย่างงุนงงสงสัยและละอายแก่ใจตน
“ให้มันจบลงตรงนี้ ไม่เป็นไร ผมจะไป”ไม่รู้เป็นไปได้อย่างไร แต่น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนั้นทำให้เธอมั่นใจได้แม้แทบไม่ได้รู้จักเจ้าของถ้อยคำนั้นเลย
เด็กหนุ่มผู้นี้จะพูดความจริงเสมอ.. ถ้าเขาบอกว่าจะไป ก็คือเขาไป แต่ว่าทำไมล่ะ?
“ขอแค่.. ดูแลครอบครัวของคุณให้ดี ..ดีที่สุด”เด็กหนุ่มที่เธอขัดขวางจากการมีครอบครัวที่สมบูรณ์ กลับขอให้เธอดูแลครอบครัวของเธอให้ดี ..มันเป็นแบบนั้นได้อย่างไร
มือเรียวกำกระเป๋าถือแน่น กระเป๋าที่ภายในมีของใช้ส่วนตัว กระเป๋าสตางค์และที่เพิ่มมาไม่กี่วันก่อน กระดาษสีเหลืองหม่น ระบุยอดหนึ่งแสนและลายเซ็นของเธอเอง ..สิ่งที่ได้คืนมา
“ผมแค่เอาของมาคืนคุณ”ระมิงค์หลับตานิ่ง กลืนน้ำลายลงคออย่างขมขื่นใจ ก่อนจะลืมขึ้น เหลือบมองชายร่างใหญ่ที่นั่งข้างตัว ..สามีของเธอ
สามีที่ไม่รู้ว่าบนโลกนี้ยังมีเด็กหนุ่มหน้าตาคล้ายคลึงเขาอีกหนึ่งคน..
เธอไม่เคยคิดจะบอก จนกระทั่งตอนนี้ที่อยากจะบอก เธออยากบอกนายพจน์เหลือเกินว่าเขามีลูกชาย อยากให้เด็กหนุ่มท่าทีจริงจังทว่าจิตใจดีงามผู้นั้นได้คืนสู่ผู้เป็นบิดา แต่เธอไม่อยากเปลี่ยนแปลงสถานะของลูกชาย และไม่อาจทำร้ายจิตใจม่อนแจ่ม
จะเป็นไปได้ไหมเล่า ถ้าเพียงแต่เขาจะไม่เปิดเผยความจริงที่กระทบกระเทือนลูกชายของเธอ ถ้าเพียงแต่เขาจะรับม่อนแจ่มเป็นพี่น้อง..
“ผมไม่เคยโกหกเรื่องอะไรเลยในชีวิต แล้วคุณจะให้ผมเตี๊ยมกับแม่ผมโกหกเพื่อคุณหรือ
..
เพื่อคนที่โกหกเพื่อตัวเอง โดยไม่สนใจผู้หญิงซื่อๆที่กำลังท้องน่ะหรือครับ..”ระมิงค์กัดปากแน่น..
คงไม่มีทาง..
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
“อืม..”คนหลับครางน้อยๆ มือแกร่งขยับหาร่างกายนุ่มนิ่มที่กอดไว้ในอกมายาวนานตลอดคืน ทว่า ไม่เจอ
ดวงตาสีเข้มลืมขึ้น เพดานไม้ของเตียงสองชั้นชัดเจนอยู่ในแสงแดดที่ส่องลอดหน้าต่างกระจกฝ้าเข้ามา
พชรยันตัวลุก มองสำรวจไปรอบห้อง เขาคุ้นชินกับการที่ตื่นมาแล้วเห็นรูมเมททั้งสองนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงในความสว่างจางๆภายนอก แต่วันนี้ กลับไม่วี่แววรูมเมทคนใดเลย มีเพียงเขาและแสงแดดก็สว่างจ้าเป็นสัญญาณว่าน่าจะเป็นเวลาสายมากแล้ว
พชรไม่ใส่นาฬิกา ไม่เคยมีนาฬิกาหรืออะไรทั้งนั้นบนข้อมือ ..เว้นก็แต่ สายสิญจน์สีขาวที่มือเรียวเล็กคู่นั้นผูกให้
อย่างไรก็ตาม บนโต๊ะข้างเตียงมีนาฬิกาเรือนงามสายหนังสีน้ำตาลถอดวางเอาไว้ หันหน้าปัดมาในทิศทางที่คนซึ่งเอี้ยวหน้าหันไปจากเตียงนี้จะมองเห็นเวลาได้ชัดเจน.. นาฬิกาของม่อนแจ่ม..
พชรกลืนน้ำลายลงคอ ..เขารู้ว่าคนถอดไม่ได้ลืมไว้ ..มันมาจากความตั้งใจล้วนๆ
ร่างกำยำค้อมหัว ลุกขึ้นจากเตียง พับผ้าห่มลายหมูพูห์นอนอาบแดดที่เข้าชุดกับผ้าปูและปลอกหมอนเอาไว้เรียบร้อยปลายเตียง สายตาหันกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง ..จานข้าวราดผัดฟักทองและถ้วยแกงจืดวางอยู่
ไม่มีกระดาษโน้ต ไม่มีอะไรบ่งไว้ว่าข้าวจานนี้เป็นของใคร ที่อยู่ข้างจานมีเพียงนาฬิกา.. แต่พชรก็รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร และแน่นอน หลังจากมื้อล่าสุดคือเที่ยงเมื่อวาน เขาหิวมากทีเดียวในตอนนี้
“คาบแรกหายไปไหนมาครับ ท่านธาเลส?” เพื่อนเลิกคิ้ว เรียกชื่อนักปรัชญาซึ่งผู้มาใหม่เคยตอบข้อสอบว่าอยากเป็นศิษย์เป็นการแซว
พชรไม่เคยขาดเรียนมาก่อน และเขาก็ตอบตามความเป็นจริง “วันนี้ตื่นสาย”
“บ๊ะ!” เพื่อนปรัชญาเบิ่งตาน้อยๆ “นักปรัชญาเกษตรหนุ่มผู้มาเรียนก่อนชาวบ้านเขาทุกวันมีตื่นสายด้วยเหรอวะ?”
คนถูกแซวเพียงยิ้มนิดหนึ่ง ถามถึงคาบแรกที่ขาดไป “อาจารย์ระบัดใบสอนหัวข้ออะไร”
“ปรัชญาการเมืองของมหาตมะ คานธี”
อ้อ.. พชรอ่านผ่านมาแล้ว แต่คงต้องกลับไปทำความเข้าใจอีกครั้ง
“สั่งงานหรือเปล่า” เสียงเข้มถามต่อ
“วิเคราะห์วิธีการต่อสู้แบบอหิงสา.. แล้วก็ย้ำงานเก่าที่เคยสั่งไปว่าอย่าลืมทำ”
“งานเก่า” พชรเลิกคิ้ว “ตามหาปรัชญาน่ะหรือ?”
“ถูกต้องนะครัช”
“ขอบใจ”
“แล้วมึงจะเอาแล็คเชอร์กูไหม?” เพื่อนเสนอ แต่พชรปฏิเสธ “ขอแค่เอกสารประกอบการเรียนที่อาจารย์แจกให้ก็พอ”
พชรเอ่ยนิ่งๆ และพยายามรวบรวมจิตใจที่ประหวัดถึงแต่หนุ่มน้อยแว่นแดงให้กลับมาอยู่กับบทเรียนคาบที่กำลังจะถึง
ตอนนี้ทำอะไรอยู่.. คงจะเรียนสินะ.. แล้วยังเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ..ม่อนน้อยของพชร... . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
โต๊ะ ตู้ เตียงภายในห้องนอนปูพื้นด้วยลามิเนตมองเห็นผ่านม่านน้ำตา..ที่สุด.. เวลาก็ไม่ได้หยุดเดิน พอๆกับที่คนเราคงไม่อาจหยุดนิ่ง มือเรียวยกขึ้นถอดแว่นแดงออกจากดวงตาอย่างสั่นๆ
นิ้วชี้ค่อยๆปาดน้ำตาให้พ้นข้างแก้ม.. ภาพระยะไกลรางเลือนด้วยสายตาสั้น ทว่า ม่อนแจ่มก็รู้สึกถึงความชัดเจนบางอย่างภายในใจ
“พชรหน้าคล้ายคุณพ่อเลย จริงๆด้วยครับ!”
..
“ถ้าป้ายามมาบอกว่า ผู้ปกครองของห้อง 338 มาพบรูมเมทผม แล้วเป็นคุณพ่อละก็ ผมคงไปตามพชรมาพบแทนม่อนแน่ๆเลย แหะๆ”ม่อนแจ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ถ้อยคำของไอดิลแว่วอยู่ในหูและเขาก็เห็นด้วยทุกประการ
เขาเป็นลูกที่ไม่เหมือนบิดา ไม่เหมือนเลยแม้แต่น้อย ..ขณะที่ใครบางคนนั้นถอดแบบออกมาเลยทีเดียว
“ทำไมต้องกลับล่ะ”
“เพราะไม่มีเหตุผลที่จะต้องอยู่”
“ปรัชญาเชื่อมั่นในเหตุผลเหรอ..”
“แล้ววิศวฯเครื่องกลเชื่อมั่นในอะไร..”วิศวฯเครื่องกลเชื่อมั่นในอะไร?
ม่อนแจ่มไม่รู้แล้ว อย่างเดียวที่รู้คือ.. เขาไม่อาจทรุดนั่งอยู่ตรงนี้ตลอดไป
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ.. นี่เป็นเรื่องใหญ่ ..เกินกว่าเรื่องใดๆที่เคยรับมือ
และใต้ชายคาบ้านประดิษฐาพงศ์นี้ อาจมีเขาเพียงคนเดียวก็ได้ที่รู้ ..ม่อนแจ่มต้องลุกขึ้นยืน ..ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้
ขาเรียวพาลำตัวผอมบางให้หยัดขึ้น แม้ว่าหยาดน้ำในหน่วยตาจะไหลเอ่อลงมาแทนหยดที่ถูกปาดออกก่อนหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มือเรียวก็สวมแว่นกลับเข้าที่ พาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำ ให้สายน้ำอุ่นที่ไหลลงมาตามก็อกช่วยชำระน้ำตาจากภายในให้ออกพ้นจากใบหน้าไป
ม่อนแจ่มมองภาพตัวออกที่สะท้อนอยู่ในกระจก ในใจมีแต่คำถาม..
คนเราต้องเข้มแข็งและกล้าหาญให้ได้สักแค่ไหนในการที่จะยอมรับและเดินไปสู่ความจริง
ยามเย็นย่ำในบ้านประดิษฐาพงศ์ช่างเงียบเชียบ.. และม่อนแจ่มก็ย่างเท้าอย่างเงียบเชียบกว่าลงมาจากห้อง
รู้สึกถึงความเดียวดายที่แฝงอยู่ในทุกอณูของบ้านหลังใหญ่นี้ ความรู้สึกที่นับแต่เติบโตมาก็ได้แต่พยายามไม่สังเกตมัน
ม่อนแจ่มเดินผ่านห้องทานอาหาร อีกไม่นานป้าเพ็ญคงจะตั้งโต๊ะแล้ว..
ขาเรียวก้าวผ่านประตูข้างบ้านที่เปิดออกสู่ระเบียงกว้างหน้าสวนดอกไม้ มารดานั่งอยู่ที่นั่น มองออกไปภายนอก ในมือมีกระเป๋าถือใบที่ท่านใช้เป็นประจำ ไม่รู้ว่าทำไมท่านจึงยังไม่เอามันขึ้นไปเก็บบนห้อง ม่อนแจ่มหยุดยืนมองร่างระหงที่คุ้นเคย ก่อนค่อยๆละไป เขาเดินออกจากบ้านไปสู่สวน และ ณ ที่นั้น บิดานั่งอยู่เพียงลำพัง ..ใต้ต้นลำไยที่ยืนอยู่เคียงข้างต้นสักอย่างชินตามานาน
“ตั้งแต่ม่อนโตมา ม่อนก็เห็นต้นสักต้นนี้ตลอดเลยครับ”
“ค่ะ คุณท่านเป็นคนปลูกเอง”
“จริงหรือครับ”
“จริงค่ะ คงเกือบยี่สิบปีมาแล้ว เพราะเท่าๆอายุคุณม่อนนั่นล่ะค่ะ ปลูกคู่กับต้นลำไยต้นนั้น”ต้นสักที่ปลูกคู่กับต้นลำไย ..ดูไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่มันก็อยู่คู่กันมาตลอด ด้วยสองมือปลูกของบิดา
ม่อนแจ่มกัดปากน้อยๆ
“ลำไยจ้ะ น้าเอามาฝาก”..
‘เพชรลดา เพชรหละปูน
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์’ “อ้าว ..ม่อน?” ท่ามกลางสายลมบายโบกและความคิดที่เดินทางไปไกลหลายกิโลเมตร นายพจน์สะดุ้งน้อยๆเมื่อหันมาเห็นบุตรชาย
“มีอะไรหรือเปล่า”
ม่อนแจ่มพยายามหาคำพูด ขาแข็งไม่อาจเดินเข้าไปใกล้บิดาได้ง่ายดายนัก
“ม่อน ม่อนแค่..”
..
นายพจน์เลิกคิ้วงุนงง ม่อนแจ่มจึงตระหนักว่าตัวเองกำลังยืนนิ่งขึงอย่างประหลาด ขาเรียวจึงค่อยๆขยับไปใกล้ม้านั่งยาว
“ม่อนแค่.. เห็นคุณพ่อนั่งอยู่ ก็เลยว่าจะ.. นั่งเป็นเพื่อนครับ”
นั่งเป็นเพื่อนหรือ?
นายพจน์สนเท่ห์ เขากับม่อนแจ่มไม่เคยนั่งเป็นเพื่อนกันมาก่อน กระนั้น ใบหน้าเข้มก็พยักลำคอช้าๆ
“ได้สิลูก”
“คุณพ่อ.. ชอบนั่งใต้ต้นลำไยต้นนี้นะครับ ม่อน ..ม่อนเห็นบ่อยๆ ..ตอนเย็นๆ”
นายพจน์เงยขึ้นมองใบสีเขียวเข้มพลิ้วไหวตามสายลมของต้นไม้เบื้องบน
เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร ..ก็คงอย่างที่ลูกชายเห็นนั่นละ
“คงจะเพราะ.. เพราะเย็นสบายดีน่ะ”
“ป้าเพ็ญบอกว่า..” ม่อนแจ่มลำคอแห้งผาก “คุณพ่อปลูกต้นลำไยต้นนี้เอง”
นายพจน์กลืนอะไรขมๆลงคอ “ใช่..”
“นี่กล้าสัก นี่กล้าลำไยค่ะ ที่คุณพจน์ขอ”
“ไม่ได้ขอแค่กล้า ขอคนปลูกด้วย ..ไว้ว่างๆ ลดาไปปลูกให้ผมนะ”
“นี่กล้าพันธุ์ดีนะคะ โดยเฉพาะสัก เก็บเมล็ดพันธุ์จากป่าธรรมชาติมาเพาะ ไม่ตายง่ายๆหรอกค่ะ คุณพจน์เองก็ต้องปลูกได้แน่”
..
“พรุ่งนี้ก็จะถึงวันแต่งงานอยู่แล้ว ทำไมไม่เตรียมตัว ไปทำอะไรอยู่ในสวน พจน์!”
“ผมแค่.. อยากปลูกต้นไม้ครับ”
.. มือแกร่งไม่เคยเลอะดินโคลนของนักธุรกิจ นาม ‘พจน์ ประดิษฐาพงศ์’ ขุดหลุมลึกประมาณยี่สิบเซ็นติเมตรและกว้างยาวอีกประมาณยี่สิบคูณยี่สิบเซนติเมตรตามที่เคยได้รับการบอกกล่าว มือเปล่ากอบดินขึ้นมา ลงกล้าลำไยและสักอย่างทะนุถนอมไม่ให้กระทบกระเทือน ทิ้งระยะห่างกันสี่เมตรให้พอพุ่ม.. ใจหวังว่ามันจะได้เคียงคู่กันไปให้ยาวนานกว่าชีวิตเขา “ลำไยต้นนี้ไม่เคยมีลูกเลยครับ”
ม่อนแจ่มไม่รู้จะพูดอะไร ..ยิ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ ได้แต่พูดเรื่อยเปื่อยไปตามที่เห็น
อย่างไรก็ตาม นั่นทิ่มแทงใจคนนั่งอยู่ข้างๆ ..ต้นลำไยที่ไม่ผลิดอกออกผล ..ความรักที่ไม่สมหวัง
“คงไม่มีวันมี..” นายพจน์รับคำ น้ำเสียงที่ปกติเข้มขรึม แทบจะขาดหายไปจนม่อนแจ่มเองก็จับความรู้สึกคนพูดได้
ศีรษะเล็กเอี้ยวมองผู้เป็นบิดา ดวงตาคมกล้าที่วูบไหวอย่างเห็นได้ชัดนั้นคล้ายคลึงกับใครบางคนเหลือเกิน
ไม่ใช่ลักษณะดวงตา แต่เป็นแววตาเช่นนี้ที่ม่อนแจ่มเคยเห็น ประหลาดนัก ที่คนคนเดียวกลับมีแววตาที่คล้ายคลึงกับคนถึงสองคน หนึ่งคือแววตาที่ใจดีมีเมตตาเหมือนคุณแม่ อีกหนึ่งคือแววตาคมกล้าที่วูบไหวไปได้ในบางขณะเหมือน..
“ม่อนอยากให้ลำไยต้นนี้มีลูกครับ” น้ำเสียงนั้นช่างอ่อนเบา แต่ม่อนแจ่มก็พูดออกมาจนได้
“คุณพ่อควรได้รับประทาน..”
ดวงตาแห้งผากของนายพจน์ไม่มีที่พอสำหรับหยาดน้ำ เพราะมันจะเอ่อท้นอยู่ภายในใจเท่านั้น เช่นที่เป็นมาตลอด
“พ่อไม่มีสิทธิ์หวังเลยด้วยซ้ำว่ามันจะมี..”
ม่อนแจ่มหันหน้ากลับทันที หยาดน้ำตาหยดลงมาอีกครา
“อย่างนี้ พชรก็ช่วยพ่อกับแม่ทำสวนมาตั้งแต่เด็กเลยสิ”
“ใช่ แต่ ..แค่แม่”“ม่อนไม่รบกวนคุณพ่อแล้วครับ” ร่างเล็กถลันตัวลุกขึ้น ไม่อาจอยู่รอสบสายตาบิดาให้เห็นความผิดปกติ
ม่อนแจ่มก้าวยาวๆจนเกือบจะวิ่ง ..มั่นใจแล้วว่าบิดาไม่รู้เรื่อง ..แล้วเขาควรทำอย่างไร?
มันไม่ใช่เวลามาตกใจ หรือเสียใจ ..มันคือการที่ต้องตัดสินใจไม่ว่าจะกำลังเจ็บปวดสักแค่ไหน
“อ๊ะ! ม่อน?” ระมิงค์เดินกลับมาจากระเบียงและปะทะกับบุตรชายที่วิ่งเข้ามาในบ้าน
“คุณแม่” ม่อนแจ่มชะงักเท้า ไม่เงยมอง แต่สองแขนเรียวเข้าโอบกอดมารดาเอาไว้
“เป็นอะไรไป ทำไมลูกร้องไห้” ระมิงค์ตบไหล่บาง ส่งสายตาสำรวจ
“ม่อน ม่อนแค่..” ม่อนแจ่มพยายามสรรคำ “ม่อนอ่านนิยายมากไปน่ะครับ ..ม่อนอินกับเรื่องของพระเอก”
งี่เง่าสิ้นดี..“อ้อ..” ระมิงค์พยักหน้า ละอ้อมกอดออกนิดหนึ่ง “เป็นเรื่องเศร้าหรือไงจ้ะ?”
เศร้าไหมหรือ..
“ม่อนไม่รู้ครับ แต่.. มันอึดอัด ..มันเหมือนใจเราจะแตกออก” ..มันมากกว่าเศร้า
“จะเศร้าแค่ไหน มันก็ไม่เกี่ยวกับเรานี่จ้ะ เราใช้ชีวิตของเราให้ดีให้ถูกก็พอนะ อย่าคิดมากสิ”
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะครับ ว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วอย่างไหนที่จะถูก อย่างไหนที่จะดี..”
ระมิงค์ชะงัก กัดฟันไว้ด้วยไม่อาจตอบคำถามนี้ได้เลย..
“คุณแม่ว่า.. คนเราควรกล้าหาญที่จะยอมรับความจริงไหมครับ” ม่อนแจ่มกลั้นน้ำตา มองสบกับมารดา
“แม่..” ไม่รู้..
ระมิงค์ตะกุกตะกัก “แล้ว.. ม่อนคิดว่ายังไง”
ม่อนแจ่มก้มหน้าลง..
“ตอนที่กูถามว่า ช่วยพ่อแม่ทำสวนมาตั้งเด็กเลยหรือเปล่า พชรชะงักไปเลย ถ้าสิ่งที่กูพูดทำให้ไม่สบายใจ ต้องขอโทษทีนะ”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหมอก”
..
“กูไม่ได้อยู่กับพ่อ จริง.. แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก”แล้วปัญหาก็อยู่ตรงนี้ใช่ไหม..
เจอพ่อแล้ว แต่ไม่ยอมพูดออกไป ..ปัญหาคือแบบนี้ใช่หรือเปล่า
“มีเรื่องไม่สบายใจใช่ไหม”
“กูไม่มีอะไรจะพูดหรอก ..กลับหอซะเถอะ ไป”ภาพใบหน้าเครียดเขม็งที่เป็นทุกข์ใจเข้าสู่สามัญสำนึก..
ม่อนแจ่มเงยหน้าขึ้น พยายามบังคับเสียงสั่นเครือให้ราบเรียบ
“ม่อนคิดว่า.. ความเข้มแข็งและกล้าหาญคือคุณสมบัติที่คนเราควรต้องมีครับ”
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ตกเย็นแล้ว.. พชรไม่ได้เอื่อยเฉื่อย ทำงานเรื่อยๆอยู่ที่ห้องสมุดคณะมนุษยศาสตร์หรือไปพบมิ่งเมืองเพื่อนรุ่นพี่ที่คณะเกษตรศาสตร์อย่างทุกวัน ..วันนี้เขาอยากกลับหอ ..อยากแน่ใจว่าคนที่นอนข้างกันเมื่อคืนนี้มีสภาพร่างกายปกติดี
ไม่นึกว่าคนที่เคยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างยิ่งเมื่อเทอมก่อนคือคนที่อยากจะพบ อยากจะให้อยู่ใกล้ๆตัวที่สุดในเทอมนี้
อย่างไรก็ตาม พชรไม่พบคนที่อยากเจอมาทั้งวัน เขาพบเพียง..
“วันนี้กลับห้องเร็วนะ พชร”
ใบหน้าคมสันพยักลำคอตอบรับรูมเมทสิ่งแวดล้อม ..และรอคอย ทว่า วันนี้เป็นวันที่แปลกกว่าทุกวัน
“ไอดิล” เสียงเข้มเรียกขานในที่สุดเมื่อเวลาล่วงเลยไปจนย่ำค่ำ ดวงอาทิตย์ใกล้จะหมดแสง
“ม่อนล่ะ..”
“บ๊ะ..” คนถูกเรียกอุทานเบาๆ ยิ้มสมใจราวกับรอฟังอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว “ถามได้สักทีเว้ย!”
ว่าแล้ว ไอดิลก็กระแอมคอให้โล่งตอบรูมเมทปรัชญาไปตามที่คู่ซี๊เครื่องกลฝากข้อความไว้
“วันนี้ไอ้ม่อนเข้าไปที่บริษัทพ่อมันน่ะ ไม่แน่ใจว่าจะกลับหอกี่โมง”
บริษัทพ่อม่อนแจ่ม..
PP Group....
“พชร?”
..
“พชร!”“หืม?” หลังจากสะดุ้งน้อยๆ เพราะเสียงเรียกของรูมเมท พชรก็ครางรับ
“เปล่า ก็เห็นนิ่งไปเลย” ไอดิลเลิกคิ้ว แต่แล้วก็ยิ้มล้อเลียน “หรือว่าคิดถึงไอ้ม่อนแล้ว”
พชรไม่ตอบรับ ..แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
“กูโทรหาให้นะ” ไอดิลเสนอ ว่าแล้วก็กดโทรศัพท์จึ๊กๆ เพียงไม่กี่ครั้งก็เจอชื่อที่โทรประจำ ‘เพื่อนม่อน สายแบ๊ว’
..
..
หลังจากรอสายเรียกนานจนคิดว่าปลายทางจะไม่ตอบรับ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาตามสาย
“อือ.. ไอ้ดิ้ล”“เพื่อนม่อนคร้าบบบ มีคนคิดถึง!” ไอดิลกรอกเสียงร่าเริง มิวายจะแกล้งเย้า
“อ๊ะๆ! อย่าคิดไกลนะ คนที่ว่าคือเพื่อนดิ้ลเอง ฮ่าๆ”
..
“อืม..”อะไรกัน ทุกทีม่อนแจ่มจะต้องว้าก 'ไอ้ดิ้ล!' สิ เวลาที่เขาแกล้งเย้าเจ้าตัวเรื่องพชรไม่ใส่ใจ
“ทำไมเสียงมึงแปลกๆวะ” ไอดิลเลิกคิ้ว “นั่นมึงอยู่ที่ไหน ออกมาจากบริษัทหรือยัง?”
ปลายสายเงียบไปหลายอึดใจ ไอดิลจึงเรียกซ้ำ
“ไอ้ม่อน? มึงจะกลับเมื่อไหร่”
..
“กลับแล้ว.. กูอยู่อ่างแก้ว”“อ่างแก้ว? ไปทำบ้าอะไรอยู่อ่างแก้ววะ มืดแล้วนะไอ้ม่อน ทำไมลุงสมไม่มาส่งมึงหน้าหอเหมือนเคยล่ะ”
“กูแค่.. อยากอยู่นี่แป๊ปนึง”“ห๊ะ?” ไอดิลงุนงง ปกติเพื่อนซี๊เขาไม่ใช่คนเข้าใจยาก แต่ตอนนี้ไอดิลชักจะไม่เข้าใจม่อนแจ่ม
“อยู่ทำไม มึงจะนอนนั่นหรือไง”
“เปล่า.. เดี๋ยวกูกลับหอเอง”“โอ๊ย ไม่ต้อง มืดๆค่ำๆ รถม่วงก็ชอบเต็ม คุณหนูม่อน มึงรอแป๊ป เดี๋ยวกูแว๊นรถหมอกไปรับ”
ไอดิลกดวางสายทันควัน กลับหลังหันจะออกจากห้องก่อนนึกขึ้นได้
“เฮ้ย! หมอกไปซ้อมบอล”
..
“เดี๋ยวไปรับเอง”
แค่นั้น..
แค่นั้น แล้วร่างกำยำก็คว้ากุญแจมอเตอร์ไซค์จากบนโต๊ะเขียนหนังสือ ก้าวยาวๆออกผ่านประตูห้องสามสามแปด
(ข้อความเกิน ขอต่อรีฯถัดไปครับ)