The Real Me อย่าท้าให้บ้ารัก ตอนที่ 60 [15.52 น. - พฤ. 25 พ.ย 64 หน้า 82]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: The Real Me อย่าท้าให้บ้ารัก ตอนที่ 60 [15.52 น. - พฤ. 25 พ.ย 64 หน้า 82]  (อ่าน 364405 ครั้ง)

ออฟไลน์ ANIKI.

  • 兄貴
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 191
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-1
คืออ่านแล้วหยุด อ่านแล้วหยุด 3 รอบ มันเหมือนเป็นฉากเซอร์วิสที่ทำให้ใจคนอ่านเต้นแรงมาก ฮือ เขินตัวบิด ขอบคุณมากค่ะ รอคอยตอนต่อไปนะคะ

ออฟไลน์ เบบี้

  • Take up an Hobby.
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2067
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4335/-15

ตอนที่ 60
..ไฟ..




06.30 น.

กระสุน อาวุธ อุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์อื่นสำหรับต่อสู้และหลบหนีถูกจัดเตรียมโดยทีมของเชอร์รี  พวกเธอทำงานหนัก  ตื่นตั้งแต่รุ่งสางจนเวลานี้  เสียงปืนกระบอกสุดท้ายถูกตรวจความเรียบร้อยก่อนเก็บเข้าที่ของมัน

“อืม เรียบร้อยดี เตรียมย้ายของได้เลย” ผมสั่ง

“ค่ะ” ทุกคนขานรับ 

“เราจะออกสิบโมง” ผมยืนยันเวลาเดิมที่พวกเราได้วางแผนไว้

“รับทราบค่ะ”


“คุณผู้ชมครับ ข่าวดังที่เรายังคงเกาะติดกันในเช้าวันนี้ คือเหตุระเบิดสองจุดเมื่อค่ำวานนี้นะครับ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่สองราย แต่ที่น่าตกอกตกใจมากก็คือ ที่เกิดเหตุพบยาเสพติดและเงินสดเป็นจำนวนมาก เดี๋ยวทางเราจะต่อสายตรงไปยังนักข่าวภาคสนามของเราที่ไปประจำอยู่ที่เกิดเหตุตั้งแต่เมื่อคืนนี้นะครับ”

ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหว  ตามองไปยังหน้าจอโทรทัศน์ซึ่งหลายช่องต่างก็ฉายข่าวเดิม ๆ เหมือนกันหมดมาหลายชั่วโมงติดแล้ว...

“ทางตำรวจได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ที่นี่อาจเป็นที่กระจายสินค้าของผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ของประเทศไทยเลยนะครับคุณขจร”

“อา ฟังมันอ่านข่าวแล้วอยากได้บุหรี่สักมวน” ผมพึมพำบ่น  เดินตรงไปหยิบน้ำเปล่าแก้วของตัวเองที่วางอยู่ตรงโต๊ะอาหารขื้นดื่ม  เชอร์รีหัวเราะในลำคอเบา ๆ  สังคมมนุษย์นี่มันก็แปลกดี  คนบางกลุ่มมักคิดว่าตนเองเป็นคนคุมเกมเพราะสิ่งที่รับรู้มา  ทั้ง ๆ ที่เบื้องหลังที่มองไม่เห็นมันเน่าเฟะจนแทบจับมือใครดมไม่ได้   

“คุณไฟคะ พี่ศรแจ้งมาว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะถึงค่ะ” นิดาเดินมาบอก

“งั้นเดี๋ยวฉันเตรียมตั้งโต๊ะเลยนะคะ” เชอร์รีเอ่ย

“อืม” ผมพยักหน้าตอบแล้วเดินจากมา

เมื่อกลับขึ้นมาถึงห้องนอนก็พบว่าคนบนเตียงยังคงหลับอยู่  บานประตูที่ถูกเลื่อนปิดเบา ๆ เกิดเสียงขึ้นเล็กน้อย  แต่ก็สามารถทำให้ฝ่ายที่นอนอยู่สะดุ้งตื่นได้ 

“ขอโทษครับ” สมุทรพูด  ขยับตัวลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังสะลึมสะลืออยู่  ผมไม่ขานตอบ  เดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะที่ตั้งอยู่ปลายเตียง  ตัวเดียวกับที่อีกฝ่ายใช้นั่งพักเมื่อค่ำวาน  ขาข้างหนึ่งขยับขึ้นไขว่ห้างก่อนตั้งศอกขวาลงบนโต๊ะ  กำมือนั้นเท้าใบหน้าด้านข้างของตัวเองและมองไปยังคนที่นั่งอยู่บนเตียง

“........” สมุทรนั่งเงียบสนิท  สายตาของเขาเหลือบมองไปยังกางเกงยีนส์ของตัวเองที่ถอดทิ้งไว้เมื่อคืน  ซึ่งผมได้พับวางเตรียมไว้ให้ที่ปลายเตียงหลังจากตื่นนอน  ความเงียบปกคลุมเราทั้งคู่  เป็นอย่างนี้ร่วมห้านาทีเห็นจะได้  ทราบดีว่าการที่ไม่พูด ไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องให้พูด  แต่คาดว่าคนตรงหน้ากำลังระวังสิ่งที่ตนจะพูดอยู่มากกว่า


จิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ

เสียงนกร้องต้อนรับเช้าวันใหม่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเลือกที่จะหลับตาลง  ฝีเท้า และเสียงของการพูดคุยจากผู้คนด้านนอกที่ออกไปใช้ชีวิตดังแว่วไกล ๆ  เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง  เมื่อลืมตาขึ้นมองก็พบสายตาของคนตรงหน้าที่จ้องมองผมอยู่ก่อนแล้ว...

“คุณจะไปไหนครับ” สมุทรถาม 

“........” ผมไม่ตอบ  ยังคงเท้าใบหน้าตัวเองอยู่ในท่าเดิม

“แต่งตัวสิ อยากอาบน้ำก่อนไหม จะได้ลงไปกินข้าว” ผมพูด

“........” ครั้งนี้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายไม่ตอบกลับบ้าง  เขาลุกขึ้นจากเตียง  หยิบเสื้อกับกางเกงยีนส์ของตัวเองพร้อมผ้าขนหนูผืนใหม่ที่วางอยู่หน้าห้องน้ำแล้วตรงเข้าห้องน้ำไปโดยไม่พูดอะไร  ผมนั่งรออยู่ที่เดิมจนเวลาผ่านไปเกือบ ๆ สิบนาที  ฝ่ายที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเดินออกมา  นำผ้าขนหนูผืนที่ตนเพิ่งใช้ไปแขวนไว้ที่ราวแขวนเสื้อผ้าใกล้ ๆ 

เมื่อเจ้าตัวจัดการธุระของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เขาจึงเดินมาที่ปลายเตียงแล้วนั่งลง  เผชิญหน้ากับผม  ขาที่ไขว่ห้างอยู่ขยับออกก่อนค่อย ๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วจ้องมองตอบ...

“รู้ไหมว่าเวทีมวยเฮงซวยนี่เงินหมุนเท่าไหร่” ผมเปิดประเด็น  รู้ว่าคนตรงหน้าคิดอะไร 

“........” สมุทรเงียบ  แววตาดูหวั่นเกรงในคำตอบอยู่ลึก ๆ

“ร้อยล้านเหรอ ? หึ..” ผมพ่นหัวเราะให้กับกรอบความคิดเดิม ๆ ของเขา  ความคิดนั้นก็ไม่ถือว่าผิดหรอกมั้งครับ  แต่นี่มันยุคใหม่แล้ว  ยุคที่มีการถ่ายทอดสดทั่วโลกไม่ใช่เรื่องลำบาก  ยุคแห่งการหยิบจับธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเสี่ยงโชค  ซึ่งก็ไม่แปลกที่เวทีนี้จะเป็นหนึ่งในการทำเงินของหมาล่าเนื้อและงานอดิเรกของคนรวยที่ไม่รู้ว่าควรเอาเงินไปโปรยเล่นที่ไหน

“ขึ้นชกรอบถัดไป ฉันรับรองได้ว่าไม่มีใครเล่นตุกติกแน่นอน” ผมพูด  ขณะกำมือประสานเข้าหากันและวางไว้ที่หน้าขา  สมุทรเบือนหน้าไปอีกทาง  ลมหายใจถูกเขากลั้นไว้เสี้ยววินาทีก่อนปล่อยออกมาด้วยใบหน้าหนักใจ

“แล้วมันวิธีไหนล่ะครับที่คุณจะทำให้อีกฝ่ายไม่เล่นตุกติก” สมุทรพูดเชิงถาม  โทนเสียงของเราทั้งคู่ไม่มีการกระแทกกระทั้นใส่อารมณ์แต่อย่างใด  เป็นการพูดเรียบ ๆ ที่ได้ยินถนัดกันแค่สองคนเท่านั้น 

“ผมไม่อยากเดาเลยครับ..” คนตรงหน้ามองมาด้วยสายตาเป็นห่วง

“........” ผมเงียบ  ค่อย ๆ เหสายตาลงมองพื้น

“ถ้าคุณเป็นผมคุณจะทำยังไงครับ ต้องยอมไปโดยที่ไม่สงสัยว่าทำยังไงให้ไอ้เวทีเน่า ๆ นี่มันสะอาดงั้นเหรอ”

“หึ..” ผมหลุดยิ้มกับความซื่อตรงของเขา  แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาอีกครั้งหนึ่ง

“ฉันไม่เคยถามหาความสะอาดบนโลกบิดเบี้ยวนี้หรอก.. แบบนั้นมันเหนื่อยไม่ใช่เหรอ” ผมเลิกคิ้ว 

“คุณไฟครับ อย่าทำแบบนี้”

“........” ผมไม่ตอบกลับไป  ไม่ว่าสมุทรจะแพ้หรือชนะก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อผมมากนัก  แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่เขาต้องถอนตัวออกจากการชกกะทันหัน  แน่นอนว่าจะส่งผลต่อค่ายอย่างมาก  ผมเพียงต้องการให้เขาโฟกัสถูกจุด  ไม่ใช่ไขว้เขวเพราะเหตุผลส่วนตัวใด ๆ ที่มีอยู่ในใจตอนนี้

ความเงียบซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบกลับนั้นบอกเป็นนัยว่าคนตรงหน้ายังเต็มไปด้วยความดื้อดึง  เพียงแต่ไม่เถียงสู้กลับมาเป็นคำพูดก็แค่นั้น...

“ไม่ว่าจะอยู่ข้างฉันในฐานะไหน ทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเองไม่ใช่เหรอสมุทร” ผมพูด  ทิ้งไว้ให้เขาได้คิดก่อนจะตัดบทด้วยการเอ่ยถึงมื้ออาหารเช้า

กลิ่นของอาหารเช้าหอมโชยไปทั่วชั้นล่างของบ้าน  สาว ๆ ที่นั่งเล่นอยู่ที่โซฟาลุกขึ้นยืนโดยทันทีเมื่อเห็นผม  เชอร์รีเดินออกมาจากครัวพร้อมกับถาดอาหาร  เธอเหลือบมองสมุทรเล็กน้อยก่อนวางถาดนั้นลงบนโต๊ะ 
 
“ผมช่วยครับ” สมุทรบอก

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” เชอร์รีปฏิเสธแล้วกลับเข้าครัวไป 

“อย่าไปยุ่งกับเจ๊เวลาเจ๊ใส่ผ้ากันเปื้อนค่ะ” ชะเอมตรงเข้ามากระซิบกระซาบบอกสมุทร

“เอ่อ ครับ” สมุทรขานรับด้วยสีหน้างงงวย  แม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่ชะเอมสื่อแต่เขาก็ปฏิบัติตาม  ผมเลื่อนเก้าอี้นั่งลง  ไม่อธิบายออกไปให้กระจ่างว่าเชอร์รีไม่ชอบให้ใครที่เธอไม่คุ้นเคยมาช่วยหยิบจับเวลาที่เธอทำอาหาร  สำหรับเธอมันคือเรื่องน่ารำคาญ  แม้กระทั่งคนของเชอร์รีเองก็ต้องเป็นคนที่เธอเรียกหาเท่านั้น  ส่วนใหญ่ก็เลยได้นั่งเล่นกันตามสบาย


เมนูเช้าวันนี้คือ ข้าวต้มกุ๊ยพร้อมกับเครื่องเคียงนานาชนิด..

“นั่งสิ” ผมเอ่ย  อนุญาตให้ทั้งสมุทรและสาว ๆ ที่ยืนคอยอยู่นั่งลง  สมุทรเก้ ๆ กัง ๆ อ่านสถานการณ์ว่าตนควรนั่งตรงไหน  ผมเลยชี้ไปที่เก้าอี้ขวามือข้าง ๆ ซึ่งเป็นที่นั่งเดียวที่ข้าวต้มเปล่ายังไม่ถูกนำมาเสิร์ฟ 

“ขอบคุณครับ” สมุทรบอกเชอร์รีที่เพิ่งเดินออกมาและวางถ้วยข้าวต้มลงตรงหน้าเขาพร้อมกับน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว 

“ตามสบาย” ผมบอกก่อนหยิบช้อนกลางตักไชโป๊วผัดไข่ชิมก่อนเป็นอันดับแรก 

“เค็มไปไหมคะ” เชอร์รีถาม  นั่งลงที่เก้าอี้ซ้ายมือข้างผม

“อร่อยดี” ผมตอบ  ตักไชโป๊วผัดไข่ใส่ลงบนถ้วยข้าวต้มของสมุทรด้วย

“ชื่อสมุทรเหรอคะ” ชะเอมถามขึ้นกลางโต๊ะ  สมุทรที่เพิ่งตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมกับไชโป๊วผัดไข่ที่ผมเพิ่งตักให้ ผงกหัวตอบน้อย ๆ เพราะยังเคี้ยวอาหารในปากไม่หมดดี

“งั้น.. สมุทรคิดว่าที่นั่งอยู่เนี่ย ใครสวยที่สุดเหรอ” เธอยิ้มถามหน้าทะเล้น  ผมแอบอมยิ้มมุมปากขณะคีบผัดผักบุ้งเข้าปากอยู่หลายคำ  ถือเป็นประโยคธรรมดาเมื่อเริ่มทำความรู้จัก  เพราะไม่ว่าลูกน้องผู้ชายคนไหนของผมที่ได้เจอพวกเธอก็มักจะโดนยิงคำถามแบบนี้ทั้งนั้น 

“เอ่อ..” สมุทรอ้ำอึ้ง  กวาดตามองทุกคนบนโต๊ะด้วยสีหน้าระมัดระวังและดูลำบากใจ 

“ก็ สวยทุกคนเลยนะครับ” เขาตอบ  หลบเลี่ยงด้วยการตักยำผักกาดดองไข่เค็มใส่ถ้วยข้าวต้มของตัวเอง

“ชิ !” เชอร์รีสบถขึ้นทันทีพร้อมช้อนตาใส่สมุทรอย่างรับไม่ได้  ผมทำหูทวนลมไม่ห้ามใคร

“เกลียดชะมัด คำตอบของพวกชอบแบ่งรับแบ่งสู้เพื่อเอาตัวรอด” เชอร์รีต่อว่า

“........” สมุทรเงยหน้าขึ้นมองหน้าเชอร์รี  มือที่กำลังจะตักกับข้าวถึงกับชะงัก

“ก็ไม่มีใครไม่สวยนี่ครับ” สมุทรขยายความอย่างสุภาพ  เหมือนว่าเจ้าตัวเองก็ไม่คิดว่าคำตอบของตนผิดเช่นกัน

“ไม่ได้ต้องการรู้เรื่องนั้น ต้องการรู้ว่าใครสวยที่สุด” เชอร์รีย้อนเสียงห้วนแล้วตักอาหารเข้าปากอีกคำ 

“ผมไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าใครไม่สวยหรอกครับ” สมุทรตอบหน้านิ่งเช่นเดิม 

“โวววว ~” คนของเชอร์รีประสานเสียงแซวในขณะที่เชอร์รีนิ่งไปแล้ว

“ก็ถูกของเขา คำถามอาจไม่ชัดเจนอะนะ งั้นนน เอาเป็น.. บนโต๊ะนี้ใครสเปกที่สุด ?!” หนึ่งยิ้มกว้างพร้อมชูนิ้วชี้ขึ้นประกอบด้วย

“........” ครั้งนี้สมุทรเงียบไป  แต่ดูไม่กดดันและอ้ำอึ้งเหมือนก่อนหน้า  เขากวาดตามองทุกคนอีกครั้งอย่างเก็บรายละเอียด  ผมช้อนตาขึ้นมอง  คีบผัดผักบุ้งวางลงบนถ้วยข้าวต้มอีกคำ  อยากรู้คำตอบอยู่เหมือนกันว่านอกจากยัยหมอบ้านั่น  หมอนี่ชอบผู้หญิงแบบไหน

“ไม่มีครับ ขอโทษครับ” สมุทรตอบ

“หึ อันนี้ตอบดีแฮะ” เชอร์รีชอบใจใหญ่

“ไม่เห็นดีเลยอะเจ๊ ตอบอะไรเนี่ย สู้คุณไฟก็ไม่ได้” นิดาพึมพำบ่นหน้างอ 

“คุณไฟเนี่ยนะตอบดี สเปกวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส ! ยัยบ้า !” เชอร์รีขึ้นเสียงบ่นด้วยความหงุดหงิด

“ก็ยังดีไงคะ แสดงว่ามันต้องมีสักวันที่หนูสวยในสายตาคุณไฟคนเดียว” นิดาปัดอย่างไม่แยแส

“หึ..” ผมหลุดยิ้ม  ต้นอ่อนทานตะวันผัดน้ำมันหอยเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ผมชอบ  มันจึงถูกตักวางลงบนจานเปล่าแยกส่วนไว้ต่างหากเพราะต้องการรับรู้รสชาติแบบไม่มีข้าวต้มผสม

“อ่อนดีนะ” ผมบอก  คีบส่วนหนึ่งวางลงบนถ้วยข้าวต้มให้คนทำ

“ขอบคุณค่ะ” เชอร์รีบอก  ผมเหลือบมองสมุทร  สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมักจะกินหัวไชโป๊วผัดไข่กับผัดถั่วงอกมากเป็นพิเศษ  พอเห็นว่าถ้วยข้าวต้มของเขาว่างจากเครื่องเคียงจึงคีบต้นอ่อนทานตะวันวางลงให้  เจ้าของถ้วยข้าวต้มผงกหัวน้อย ๆ คล้ายขอบคุณ  อาหารถูกตักเข้าปากไปอีกหลายคำก่อนที่เขาจะยกน้ำขึ้นดื่มเกือบหมดแก้ว 

“เป็นอะไร” ผมถาม  วางตะเกียบลงบนถ้วยข้าวต้มของตัวเองแล้วมองสมุทรที่ขยับศีรษะไปมาเนิบช้า

“ไม่ทราบครับ” อีกฝ่ายตอบด้วยสีหน้าสับสน 

“........” ทุกคนบนโต๊ะเงียบลง  ผมหยิบน้ำเปล่าขึ้นดื่มและนั่งมองสมุทรโดยไม่พูดอะไร  ไม่กี่นาทีให้หลังร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ เซคล้ายว่าเจ้าตัวไม่สามารถควบคุมตัวเองไว้ได้ 

“คุณ ไฟ...” อีกฝ่ายพึมพำเรียก  ดวงตาค่อย ๆ หรี่ลง  ผมเอื้อมมือออกไป  วางแขนให้อยู่ในระดับเดียวกับลำคอของเขาเพื่อรับแรงต้านไม่ให้ร่างกายนี้กระแทกลงกับโต๊ะ 

“หืม ? ว่าไง” ผมขานรับแล้วลุกขึ้นยืน  ก้มลงมองคนที่อยู่ต่ำกว่าด้วยการช้อนใบหน้าของเขาให้เงยขึ้น  ร่างกายที่ไร้การควบคุมทำให้น้ำหนักที่ผมต้องรับมีมากกว่าปกติ 

“........” สมุทรพยายามจดจ้องผมไม่วางตาทั้งที่แทบไม่สามารถฝืนความจริงไว้ได้  เสียงของเขาพึมพำออกมาเบา ๆ “อย่า...”
ไม่รอให้สติผู้พูดได้หายไปเสียก่อน  ผมจึงก้มลงจูบ  พอผละริมฝีปากออกก็พบว่าร่างกายที่ประคองอยู่นั้นได้หมดสติไปแล้ว...
 
“เจ๊ใส่แรงไปไหมคะ” ชะเอมบ่นเสียงเบา

“ขอโทษค่ะ ใส่ไปในข้าวต้มกับน้ำเปล่า ใครจะรู้ว่าเขาจะดื่มน้ำเยอะขนาดนั้นล่ะคะ” เชอร์รีพูดหน้าเจื่อน  ผมไม่ต่อว่าอะไร  จะมากหรือน้อยผลก็เหมือนกันอยู่ดี  จึงค่อย ๆ ลดแขนลงช้า ๆ  ใบหน้าของสมุทรแนบลงกับโต๊ะ 

“น่าสงสารจัง ~ ยังกินข้าวไม่อิ่มเลย” นิดาพึมพำ

“สวัสดี เพื่อนโปรดมาแล้ววว ~”

ผมเงยหน้าขึ้นมองไอ้โปรดที่เปิดประตูบ้านเข้ามาได้จังหวะ..

“คุณโปรด” สาว ๆ เรียกด้วยความดีใจ

“Hello ladiessss ~” ไอ้โปรดโบกมือทัก

“กูเคยบอกมึงแล้วใช่ไหมว่าอย่าเอามือปืนไปรับกู” อีกฝ่ายบ่น  เปลี่ยนเสียงเป็นขึงขังแล้วเดินเข้ามา

“โอ้โฮ สลบพร้อมเสิร์ฟ” มันมองมาที่สมุทร 

“ฝากด้วย” ผมสั่ง 

“คร๊าบ”

   ..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-11-2021 16:06:55 โดย เบบี้ »

ออฟไลน์ เบบี้

  • Take up an Hobby.
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2067
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4335/-15

11.30 น.

“รถพร้อมแล้วครับนาย”

เสียงของรองเท้าส้นสูงเดินมาถึง  ทั้งเบาและเป็นจังหวะที่มั่นคง  ผมลุกขึ้นยืน  เงยหน้ามองพวกของเชอร์รีที่เดินลงมาจากชั้นสองของบ้านพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ 

“พร้อมแล้วค่ะ” เชอร์รีพูดบอก

“เห็นท่าไม่ดีถอยได้เลย ไม่ต้องรอคำสั่งฉัน” ผมพูด  มองหน้าเชอร์รีเพียงคนเดียว

“ฉันให้สิทธิ์เด็ดขาดเชอร์รีเป็นคนตัดสินใจ” ผมบอกให้ทุกคนได้ยิน 

“ครับ/ค่ะ”

“ระวังตัวด้วย” ผมบอก

“ค่ะ” อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับคนของเธอ  ขณะเดียวกันไอ้รุ่งก็เดินสวนเข้ามา 

“ขออนุญาตครับนาย”

“อือ” ผมขานรับ  หยิบลูกอมรสมะนาวออกจากกระเป๋ากางเกงมาเม็ดหนึ่ง 

“โกดังที่ท่าเรือของไอ้กริดโดนคนของไอ้กายเล่นงานหมดเลยครับ” มันรายงาน 

“........” ผมรับฟังเงียบ ๆ  หยิบลูกอมเข้าปากก่อนเก็บเปลือกลงในกระเป๋ากางเกง  ลิ้นเกลี่ยลูกอมในปากไปมา  เสียงการแตกของลูกอมที่ถูกกัดดังพอให้ทุกคนได้ยิน 

“แล้วก็ นี่ครับนาย...” อีกฝ่ายยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถืออยู่มาให้  ผมรับมาเปิดดู  ของทั้งหมดที่อยู่ในซองนั้นคือรูปถ่ายที่เพิ่งสั่งให้พวกมันไปตามเก็บมา  รูปภาพที่ยืนยันความสัมพันธ์ฉันท์คู่รัก

“นายรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอครับ”
 
“นั่นสิ..” ผมพึมพำ  ไล่ดูทีละรูป เสร็จแล้วจึงเก็บเข้าซองเหมือนเดิม 

“เอาไว้ส่งทีหลัง เผื่อมันไม่ตาย เก็บไว้ล่ะ” ผมพูด

“ครับนาย” ไอ้รุ่งรับซองคืนไป

“แต่นายครับ...” อีกฝ่ายเปิดปากด้วยน้ำเสียงลังเลทำให้ผมช้อนตาขึ้นมอง 

“เราจะเชื่อคำพูดมันได้เหรอครับ”

“หึ กูไม่เคยให้เกียรติมันขนาดนั้นอยู่แล้ว” ผมแสยะปาก  มองหน้าไอ้รุ่งที่ดูเป็นกังวล 
 
“กูเชื่อพายุ”

   ..
เวลาดำเนินไปพร้อมกับการเคลื่อนย้ายตามแผนที่กำหนดไว้  สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงทำให้ยากที่จะได้รับการติดต่อจากแต่ละฝ่ายเพื่อรายงานความคืบหน้า  สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ

จุดหมายปลายทางที่ถูกนัดหมายไว้ตอนนี้ขับมาได้ครึ่งทางแล้ว  ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงราชบุรีไม่ใช่ระยะทางที่ไกล  แต่ก็นานพอให้สมองได้คิดทบทวนเรื่องราวมากมายในอดีต  ปฏิเสธไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วมีความกังวลผุดขึ้นมา...

เส้นทางที่ถูกเรียกให้ใช้เป็นเส้นทางออกนอกเมือง  กำชับว่าห้ามใช้เส้นหลัก  พระอาทิตย์ตกลง  ทำให้ที่บังแดดด้านหน้าไม่จำเป็นอีกต่อไป  ความเร็วของรถค่อย ๆ ชะลอเมื่อเห็นตัวเลขบอกเวลา  อีก 20 กิโลเมตรจะถึงที่หมาย  แต่นั่นไม่ใช่เวลาที่ผมต้องการ  พวงมาลัยรถถูกเลี้ยวซ้ายหักเข้าไปยังถนนเล็ก ๆ เส้นหนึ่ง  ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าที่นั่นคือที่ไหน  เมื่อหาที่จอดได้ปลอดภัยจากถนนใหญ่แล้วจึงดับเครื่องลง

“ครับ” ปลายสายกดรับ

“รถของเชอร์รีมาถึงรึยัง” ผมถาม

“ยังเลยครับ คนของเราบอกว่าน่าจะอีกประมาณไม่เกินสิบห้านาที” พี่ธานตอบ 

“แต่เมื่อสิบนาทีก่อนหน้าที่คุณจะโทรมา มีรถยนต์ขับเข้าไปครับ ผมไม่แน่ใจว่ารถอะไร ไม่ได้อยู่ในข้อมูลที่เรามี สัญญาณที่เฮียชาให้มาก็ไม่ได้ไปในจุดที่คุณพายุบอกด้วยครับ” พี่ธานพูด ก่อนที่เราต่างฝ่ายต่างก็เงียบลง

“เปลี่ยนแผนไหมครับ” อีกฝ่ายถามด้วยโทนเสียงหนักแน่น  คล้ายบอกเป็นนัยว่าไม่ว่าทางไหนก็จะทำตามคำสั่ง  ผมเงียบลงครู่ใหญ่ในขณะที่ปลายสายเองก็ไม่เร่งเอาความ 

“ไม่ครับ” ผมตอบออกไป 

“ครับ” พี่ธานขานรับ  โทรศัพท์ตัดสายไปก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง  ลมหายใจถูกสูดเข้าลึกและปลดปล่อยออกมาขณะก้มใบหน้า  เป็นเสียงเดียวที่ได้ยินภายในรถคันนี้  บรรยากาศรอบตัวรถมืดสนิท  ภายในรถก็ด้วย   

สายสุดท้ายที่ได้รับการติดต่อจากเชอร์รีคือก่อนที่เธอและพวกจะแฝงตัวเข้าไปในสถานที่ของไอ้กริด  ซึ่งเป็นจุดที่มันจะใช้เคลื่อนย้ายสินค้าจากในเมือง  หนึ่งในนั้นคือผู้หญิง  สิ่งเดียวที่ได้รับการบอกกล่าวเพื่อให้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าคือ “ฉันไม่คิดว่าจะติดต่อคุณได้อีก” 

ไม่มีสายใดติดต่อกลับมาอีกเลยหลังจากนั้น  ซึ่งทางเราเองก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปเช่นกัน  ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่มีการติดต่อไปจากพวกผม  เพื่อความปลอดภัยของพวกเธอ...

รถยนต์ออกเดินทางอีกครั้งหลังจากที่ได้รับสายยืนยันแล้วว่าขบวนสินค้าซึ่งน่าจะเป็นคันที่เชอร์รีแฝงตัวอยู่ได้ขับเข้าไปยังสถานที่ถ่ายเท  ระยะทางและเวลาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว  เส้นทางเปลี่ยว  ไร้ซึ่งหมู่บ้านและผู้คน  ถนนเส้นเล็กตัดจากถนนใหญ่ถูกเลี้ยวขับเข้ามาไกลเกินกว่าสิบกิโลเมตร  ยิ่งขับเข้าไปลึกมากเท่าไหร่  ความสว่างก็ริบหรี่ลงมากเท่านั้น  มีแต่เพียงแสงไฟจากไฟหน้ารถที่ช่วยให้ความสว่างในระยะใกล้ได้ 
 

จุดหมายที่ถูกนัดพบ  เป็นคนละจุดกับที่เชอร์รีกำลังไปถึง...

เครื่องยนต์ถูกดับสนิท  ไฟหน้ารถหรี่ระดับลง  ผู้คนด้านนอกที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วตื่นตัวในทันทีที่เห็นผมมาถึง  แสงไฟจากตัวรถของทั้งสองฝั่งสาดส่อง  ไอ้กริดดับมวนบุหรี่ที่ตนสูบอยู่  หันตัวมาเผชิญหน้าพลางล้วงกระเป๋ากางเกงมองมายังผมที่นั่งอยู่ภายใน   

ขณะที่เปิดประตูรถออก  อาศัยจังหวะนี้และประโยชน์ของความมืดทิ้งเครื่องมือเดียวที่มี  สิ่งที่นำไว้ติดต่อสื่อสารถูกทิ้งลงพื้น  ไม่ทันให้ใครได้สังเกตเห็น  รถยนต์ของทางฝั่งไอ้กริดมีทั้งหมดสี่คัน  คนของมันเดินตรงมายังผมในทันทีที่ผมเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว  ร่างกายถูกตรวจอาวุธหัวจรดเท้า 

“ทำไม กลัวเหรอ” ผมยิ้มถาม  มองหน้าคนเป็นนาย


เพียะ !!!

“หึ..” ฝ่ายที่เพิ่งปล่อยฝ่ามือฟาดลงมาที่ใบหน้าผมเต็มแรงแสยะหัวเราะในลำคออย่างพอใจ  ผมขยับกรามเล็กน้อย  ไม่ตอบโต้ใด ๆ กลับไป

“ค้นรถมัน” ไอ้กริดสั่งเสียงเรียบ
 
“ครับ” พวกของมันขานรับ  รถยนต์ที่ขับมาถูกค้นจนทั่วภายในเวลาไม่ถึงนาที

“คุณกริดครับ ไม่มีอะไรเลยครับ !”

“มึงกวนตีนกูเหรอไอ้ไฟ ของกูอยู่ไหน ?!” อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็ปรี่เข้ามาคว้าคอเสื้อผมไปด้วยความโมโห

“พายุอยู่ไหน” ผมถาม

“หึ..” ไอ้กริดพ่นหัวเราะ 

“น้องมึงปลอดภัยดี ไม่ต้องห่วง”

“รู้ไหมก่อนกูมานี่ คนของกูบอกกูว่ายังไง..” ผมเลิกคิ้ว  อีกฝ่ายนิ่งมองไม่กะพริบตา

“คนอัปรีย์อย่างมึง คำพูดเชื่อถือไม่ได้” ผมยิ้มบอกพร้อมแปลความหมายที่แท้จริงของไอ้รุ่งให้เรียบร้อย

“ไอ้เหี้ยไฟ..” คนตรงหน้าบดฟันแน่น  คอเสื้อถูกรั้งไปหนักขึ้นกว่าเดิม

“เอาของกูมาดี ๆ เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยกันด้วย” 

“........” ดวงตาของไอ้กริดเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ผมเมินเฉย  รอยยิ้มของมันที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป  ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างเราสองคน

“มึงทำธุรกิจกูเสียหายเป็นร้อยล้าน มึงคิดว่ามึงจะได้ออกไปง่าย ๆ เหรอไอ้ระยำเอ๊ย หึ ๆ ๆ” โทนเสียงเยือกเย็นที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นนั้นพ่นหัวเราะ  ร่างกายของผมขยับเข้าใกล้  ไอ้กริดยืนนิ่ง  มองผมที่ยื่นใบหน้าเข้าไปจนแก้มของเราประชิดกัน...

“มึงนี่มันโง่จริง ๆ ด้วย” ผมกระซิบบอกก่อนจะขยับใบหน้าออกมาเผชิญตรง ๆ 

ผลัวะ !!!

หมัดชกสวนเข้ามาทันที ทำเอาผมหน้าหันไปตามแรง  แต่อย่างนั้นร่างกายยังมั่นคงอยู่  เมื่อคนตรงหน้าเห็นว่าผมไม่เป็นไปดั่งใจจึงตรงเข้ามาซ้ำอีกหลายหมัดไม่เว้นช่วง  ครั้งนี้ร่างกายเซล้มลง   

“มึงนี่มันวอนจริง ๆ” คนที่ยืนอยู่พึมพำบ่นพลางเหยียบเท้าลงมาที่กลางอกของผมที่นอนอยู่   

“ของกูอยู่ไหนไอ้เหี้ยไฟฟฟฟ !!!” ไอ้กริดตะคอก  ฝ่าเท้ากดน้ำหนักแรงขึ้นกว่าเดิมจนร่างกายรู้สึกอึดอัด

“ไอ้เชี่ยนี่ มึงคิดว่ามึงมารับน้องหลังเลิกเรียนรึไง ฮะ ?! ไอ้สัส ! ถ้ากูไม่ได้ของของกูคืน มึงก็อย่าหวังจะได้เห็นน้องมึงอีก” สิ้นเสียงนั้น  หน้าแข้งที่ง้างขึ้นทำให้สายตาปะทะกับแสงไฟจากหน้ารถยนต์จนสายตาไม่สามารถปรับการมองเห็นได้ทัน  ลำตัวถูกกระหน่ำเตะเข้ามาไม่ยั้งคล้ายใช้เป็นเครื่องระบายอารมณ์ 

“หึ..” ผมพ่นหัวเราะ  ใบหน้าซุกเข้ากับพื้นหญ้า  รับรู้ได้ถึงความจุกแน่นที่อยู่ภายใน 

“แคก ๆ ๆ”

“ไอ้ไฟ กูจะบอกอะไรมึงให้..” ไอ้กริดก้มมากระซิบ  ใช้เท้าถีบลำตัวผมให้พลิกมานอนหงายเพื่อเผชิญหน้ากับมันที่ยืนอยู่

“บอกให้ลูกน้องที่แสนดีของมึงเอาของมาคืนให้กูเดี๋ยวนี้ เพราะน้องมึงน่ะ ไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่แล้ว” คนตรงหน้าค่อย ๆ ก้มตัวเข้ามาใกล้  ใบหน้าที่มีแต่ความน่าขยะแขยงนั้นแม้แต่ในความมืดนี้ก็มองเห็นได้ชัดเจน  ถึงแม้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะกินเวลาไม่มาก  แต่ทุกนาทีกลับผ่านไปเนินช้าในความรู้สึก  ช้าจนอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่ผู้พูดพูดอยู่ตรงหน้านี้อาจเป็นความจริงไปแล้ว... 

“หึ แต่มึงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ลูกค้าร้านกูมีแต่หมาล่าเนื้อกระเป๋าหนัก น้องมึงน่าล่อขนาดนั้น ขายได้ราคาดีแน่นอน !” ไอ้กริดแสยะยิ้ม

“แต่กูเปลี่ยนใจได้ตลอดแหละ ไง ไอ้พี่ชาย.. มึงควรจะทำอะไรสักอย่างก่อนที่น้องมึงจะมีผัวไปทั่วเมืองดีไหม”   

“ฮิ ๆ ๆ ๆ” ผมหลุดหัวเราะที่ได้ยิน  ลืมตาขึ้นมองเพื่อตั้งใจเก็บใบหน้าของอีกฝ่ายให้เต็มตา 

“นั่นคือสิ่งที่กูอยากได้ยินล่ะ” ผมพูดตอบ

“........” ไอ้กริดชะงักไป  จ้องมองผมไม่กะพริบตาด้วยความงงงวย 


ปัง !!!!


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-11-2021 16:11:31 โดย เบบี้ »

ออฟไลน์ เบบี้

  • Take up an Hobby.
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2067
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4335/-15

“เหี้ยอะไรวะ ?!” คนของไอ้กริดต่างสบถ  พากันเงยหน้าขึ้นมองไปตามเสียง  ซึ่งนั่นดังขึ้นจากทางทิศตะวันตก  จุดซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าของไอ้กริด

“คุณกริดครับ” ลูกน้องของไอ้กริดตะโกนเรียก  ผมค่อย ๆ กวาดตามองอย่างระมัดระวัง  เก็บรายละเอียดรอบตัวทั้งหมดในความมืดสลัวนี้

“คนของเราโทรมาบอกว่าผู้หญิงหลุดออกไปครับ แล้วก็.. เอ่อ..” มันรายงานหน้าถอดสี 

“แล้วเหี้ยอะไรเล่า !” ไอ้กริดตวาด

“ลูกค้าโทรมาบอกว่า ลอตที่สองยังไม่ถึงเลยครับ”

“หมายความว่ายังไง..” คนเป็นนายเสียงสั่น  ไม่ทันให้พวกมันได้ตั้งสติต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  ผมใช้จังหวะนี้ดีดร่างกายตัวเองขึ้นด้วยความรวดเร็วพร้อมพุ่งเข้าชาร์จไอ้กริดที่อยู่ใกล้ที่สุด  คนของมันที่มีอาวุธครบมือยกอาวุธขึ้น  แต่แล้วกลับต้องชะงักไปเมื่อผมเลือกที่จะล็อกร่างกายของไอ้กริดไว้เป็นเกราะกำบัง

ผมค่อย ๆ ก้าวขาถอยหลังกลับมาที่รถโดยมีไอ้กริดพ่วงมาด้วย  ประตูฝั่งคนขับเปิดออก  เมื่อเปิดประตูจนแน่ใจแล้วว่าตนเองจะอยู่ในมุมที่ค่อนข้างปลอดภัยจึงผลักตัวไอ้กริดไปแล้วก้มลงเก็บของที่ทิ้งไว้ก่อนหน้านี้พร้อมกระโจนขึ้นรถในทันที  รถยนต์เคลื่อนถอยหลังด้วยความเร็วสูง  เสียงกระจกกันกระสุนรอบตัวรถถูกกระทบด้วยกระสุนปืนที่กระหน่ำยิงเข้ามาไม่เว้นช่วง   

“พี่ธาน เกิดอะไรขึ้น” ผมเสียบหูฟังกลับ

“คุณไฟครับ นั่นไม่ใช่เชอร์รี” พี่ธานรายงานกลับทันที  ผมพอทราบอยู่แล้วว่านั่นไม่ใช่

“ดูเหมือนจะไม่ใช่คนของไอ้กริดด้วยครับ”

“ผมจะเข้าไปเลย” ผมพูด

“คุณไฟครับ ผมอยากให้รอเชอร์..”

“ผมจะเข้าไป !” ผมตะคอก

“........” ปลายสายเงียบลงไม่ตอบโต้กลับ  พอตั้งสติได้จึงเลือกที่จะระงับอารมณ์ตัวเองด้วยการไม่พูดต่ออยู่เสี้ยววินาที  ขณะเดียวกันนั้นเอง จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นฟ้า

ฟิ้วววววว !!!!

นั่นคือ สัญญาณจากเชอร์รี..

“ระวังตัวด้วยนะครับ” พี่ธานพูดบอกด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำลง
สิ่งที่เกิดขึ้น  ถึงแม้จะอยู่ในกรณีที่คาดเดาไว้ว่าแย่ที่สุด  ถึงแม้จะเผื่อใจและวางแผนไว้แล้ว  แต่ใจหนึ่งต่างก็หวังลึก ๆ ว่าไม่ต้องการให้เกิดขึ้นเลย  และถึงแม้ว่าสิ่งที่ไอ้กริดพูดจะมีเปอร์เซ็นต์ที่เป็นไปได้สูง  แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะเลือกเดินตามความเชื่อใจที่มี


รถยนต์ถูกไล่บี้ตามมาติด ๆ  เส้นทางเป็นไปอย่างทุลักทุเลท่ามกลางความเปลี่ยวที่ลึกเข้าไป  ไร้แสงสว่างรอบบริเวณ  สิ่งเดียวที่ช่วยได้คงมีแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอด  ความเร็วของเครื่องยนต์ทำให้ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็พบกับแสงสว่าง  ประตูทางเข้าไปยังจุดหมายปลายทางนั้นถูกกั้นด้วยไม้กระดกเก่า ๆ  คนคุ้มกันที่ประจำอยู่หน้าประตูรั้วกระจายตัวออกคนละทิศทางเมื่อเห็นว่ามีรถยนต์หลายคันขับมาด้วยความเร็วสูง  และไม่มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็วลง 


โครมมมม !!!!

ไม้กระดกถูกรถคันของผมพุ่งชนจนชิ้นส่วนแตกกระจาย  พื้นที่แห่งนี้คือโรงเรียนร้าง  แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตภายใน  ทั้งยังถูกถางหญ้าจนกว้างพอให้รถบรรทุกและรถกระบะจอดเรียงรายอยู่นับสิบคัน 

เสียงกรีดร้องของผู้คนและเกิดการยิงต่อสู้ดังมาจากอาคารฝั่งหนึ่งของโรงเรียน  ขณะเดียวกันพี่ธานก็สวนแทรกเข้ามาเพื่อบอกพิกัดที่คาดว่าเป็นจุดเดียวกับที่ได้รับสัญญาณจากเชอร์รี  รถยนต์ขับสวนเข้าและออกจนดูวุ่นวายผิดปกติ  รถตู้หลายคันที่กำลังจะเคลื่อนที่ออกจากบริเวณนี้หยุดจอดกลางทาง  ผู้หญิงวิ่งลงจากรถตู้แตกฮือไปคนละทิศ  เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด  คนขับทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิต

“ของหลุด !!!”

“สินค้าหลุด !!!!!”


ผมเงยหน้าขึ้นมองไปยังชายคนหนึ่งที่ตะโกนลงมาจากอาคารเรียนชั้น 3  รถยนต์ของผมพุ่งเข้าไปในบริเวณลานกว้างหน้าอาคาร  ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปตัวยู  ก่อนจะกลับรถ  นำส่วนท้ายพุ่งไปยังมุมสุดของอาคารเรียน  จอดเทียบกับทางขึ้นบันไดพอดี  สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้อย่างไม่เป็นจุดสนใจมากนัก  หรืออาจเป็นกรณีที่แย่กว่าเดิม  แต่อย่างน้อยก็ทำให้ไอ้กริดและคนของมันที่ติดตามมาคลาดจากผมไปได้ระยะหนึ่ง

“ผมจะออก”

“ครับ” ปลายสายขานรับ  เตรียมพร้อมเพื่อคุ้มกันผมที่ไม่มีอาวุธติดตัวจากระยะไกล  บริเวณโดยรอบถูกสังเกตอย่างระมัดระวังอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูรถออกแล้ววิ่งเข้าไปยังจุดที่จะทำให้ไปในตัวอาคารได้อย่างรวดเร็วที่สุด 

เสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัดไล่หลัง.. อาคารเรียนซึ่งเป็นลักษณะรูปตัวยู  สูงสี่ชั้น  มีบันไดทางขึ้นลงทั้งหมดสี่จุด  ตามข้อมูลแล้วไม่มีทางหนีไฟ  ความใหญ่ของตัวอาคารยืนยันข้อมูลที่ทราบมาได้ว่าเคยเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างมีชื่อในละแวกนี้

“ใครปล่อยสินค้าวะไอ้เหี้ยยยย !!!”

ใครสักคนตะโกนลั่นด้วยความโมโห  เมื่อหันไปมองก็พบว่ามันตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ลานจอดรถด้านล่าง  แต่น่าแปลกที่อีกฝั่งหนึ่งยังคงขนย้ายลังคล้ายบรรจุของบางอย่างขึ้นรถสิบล้ออย่างต่อเนื่อง  เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ทันทีนั้น ฝ่ายที่เพิ่งตะโกนอยู่ริมระเบียงก็ถูกยิงสวนขึ้นมาจนร่างร่วงลงพื้น  เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งใหญ่  ผมหันกลับไป  เห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งวิ่งกรูกันออกมาจากชั้นเดียวกันทางฝั่งขวามือ


ปัง !!!!

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด !!!”

“หมอบลง ! ใครหนีกูฆ่าทิ้งเหมือนอีนี่ !!!” ทันทีที่ชายคนหนึ่งออกคำสั่งพร้อมกับการเชือดไก่ให้ลิงดู  ผู้หญิงทั้งหมดก็พากันหมอบลงด้วยความหวาดกลัวอย่างว่าง่าย  ทำให้ชายเจ้าของคำสั่งที่ยืนจังก้าอยู่นั้นเผชิญหน้ากับผมที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของระเบียง  เราสบตากันโดยไม่มีใครพูดอะไรก่อนที่กระบอกปืนในมือค่อย ๆ เหเป้าหมายมาทางผมซึ่งไม่คิดที่จะขยับร่างกาย

“มึงเป็น..”     


ฟิ้วววววววว !!!!

ไม่ทันให้อีกฝ่ายได้พูดจบ  กระสุนจากสไนเปอร์ก็เจาะเข้าที่ขมับทำเอาร่างนั้นกระเด็นล้มลงโดยทันที  พวกผู้หญิงที่นั่งคุดคู้อยู่ร้องโฮออกมา  เมื่อพวกเธอหันไปเห็นว่าชายคนดังกล่าวได้กลายเป็นศพไปแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองมาทางผม  ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา 

“ออกไปด้านหลัง” ผมพูดบอก
 
“อึก...” พวกเธอเงียบเสียงลง มองผมด้วยสายตาสับสน

“ไป” ผมย้ำพูดเสียงเรียบ  ทั้งหมดพากันลุกขึ้น  วิ่งหนีเอาชีวิตรอดอีกครั้ง  กลุ่มผู้หญิงวิ่งกรูผ่านผมที่เดินสวนตรงไปยังร่างกายที่ไร้ลมหายใจ  ก่อนก้มลงหยิบกระบอกปืนของมันขึ้นมา  ทันทีนั้น เสียงปืนก็ดังขึ้นหลายนัดติดต่อกัน  เกิดการยิงปะทะอย่างดุเดือดอีกครั้งที่ลานสินค้าด้านล่าง  ในขณะที่รถยนต์หลายคันขับพุ่งเข้ามา  นั่นเป็นคนของผม

“กรี๊ดดดดดดดดดด !!!”

ผมหันขวับไปตามเสียงกรีดร้องนั้นที่ดังมาจากห้องเรียนฝั่งด้านซ้ายมือในชั้นเดียวกัน  ถึงแม้ในความโกลาหลที่เกิดขึ้นนี้จะมีแต่เสียงที่จับใจความไม่ได้  แต่การกรีดร้องนั้นฟังดูผิดแปลกไปจากเสียงร้องด้วยความตกใจทั่วไป  ขาของผมเร็วกว่าความคิด  ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้นอกจากไปยังจุดที่เสี่ยงที่สุด  แต่ยังไม่ทันถึงห้องดังกล่าว  ชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมา  กระบอกปืนเล็งมายังผู้หญิงหลายคนที่เพิ่งวิ่งกรูออกจากห้องนั้น  ร่างที่ถูกยิงจากด้านหลังทำให้พวกเธอหน้าคว่ำล้มลงในทันที 


ปัง ! ปัง !!

ฝ่ายที่เพิ่งสังเกตเห็นผมถูกยิงสวนร่างล้มลงคาที่ตามผู้หญิงเหล่านั้นไปเช่นกัน  เสียงกรีดร้องดังอย่างต่อเนื่อง  ทันทีที่เดินเข้าไปถึงจุดที่ต้องการ  สิ่งแรกที่เห็นทำให้ฝีเท้าชะงักเล็กน้อย  ชะเอมเงยหน้าขึ้น  ในมือกำมีดซึ่งปักอยู่ที่ต้นคอของชายซึ่งคร่อมตัวเชอร์รีที่นอนอยู่ 

“คุณไฟ...” รูปปากของชะเอมพึมพำ  ดวงตาว่างเปล่า  ใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผล  เธอผละมือออกจากมีดนั้นคล้ายหมดแรง  ร่างกายของชายที่ถูกฆ่าค่อย ๆ เซล้มลง

“เจ๊..” ชะเอมเรียกด้วยสีหน้าซีดเผือด  ผมตรงเข้าไป นั่งลงเสมอเธอ

“........” อีกฝ่ายไม่ตอบ  พยายามตั้งสติลืมตาขึ้นมองมา

“ฉัน.. ไม่เป็นไร” เชอร์รีเอ่ยพูดเสียงเบา

“บอกทางให้พวกเธอออกไป ไอ้เด่นมาแล้ว” ผมมองหน้าชะเอมพร้อมยื่นกระบอกปืนไปให้  เธอพยักหน้ารับ  รับปืนแล้วลุกไปในทันที 

“คุณ.. พายุ” เชอร์รีพึมพำ  มือที่วางอย่างไร้เรี่ยวแรงบนพื้นชี้ไปอีกทาง  ผมหันหลังกลับไปตามสายตาของเธอ  ร่างคุ้นตาที่นอนอยู่ทำให้แทบจะกระโจนเข้าหา  ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่เฝ้าอยู่ใกล้ ๆ พากันผละตัวออกจากมันโดยทันที  สีหน้าหวาดกลัวต่อการมาของผม

“พวกเราไม่ได้ทำนะ” หนึ่งในนั้นพูดบอกอย่างร้อนรน

“หนีไปซะ” ผมพูดเสียงเรียบ  สายตาไม่ละไปจากพายุที่ไม่ได้สติ  พวกเธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง  แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพากันวิ่งออกจากห้องไปจนหมด 

“พายุ” ผมเรียก  นั่งลงข้าง ๆ พลางกวาดตามองร่างกายอย่างเก็บรายละเอียด  เปลือกตาของมันขยับขึ้นเล็กน้อย  แต่เป็นอาการสะลึมสะลือคล้ายยังไม่ได้สติ

“พายุ...” ผมย้ำเรียกอย่างใจเย็นอีกครั้ง  เขย่าตัวมันเบา ๆ เพื่อให้ได้สติ  ครั้งนี้เปลือกตาค่อย ๆ ลืมขึ้นมอง

“คุณไฟฟฟฟ !!!” เสียงเชอร์รีตะโกนลั่น  ทันทีที่ผมจะหันกลับไปมองเธอที่อยู่ด้านหลังก็พบกับไอ้กริดที่จ่อปืนมาจากทางประตู 


ปัง !!!!

ร่างกายหลบหลีกด้วยความเร็วของสัญชาตญาณ  เร็วพอให้กระสุนที่ควรจะโดนเข้าร่างกายจัง ๆ ถากต้นแขนไป 

“ทำไม น้องมึง...” ไอ้กริดตาเหลือกโต  มองมาที่พายุด้วยสีหน้าตกใจ  สมองไม่ทันต้องลำดับอะไร  รู้เพียงว่าหากไม่เอาตัวเองที่ไร้อาวุธนี้เข้าแลก  คนที่นอนไร้แรงป้องกันตัวเองอยู่นี้อาจเป็นเป้าได้

ทันทีที่พุ่งตัวเข้าล็อกแขนไอ้กริดขึ้นได้  กระบอกปืนในมือของมันถูกชูขึ้นเหนือหัว  นิ้วมือของเจ้าของปืนลั่นไกหลายนัดขึ้นเพดาน  ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความโกรธแค้น  ขาก้าวดันตัวของไอ้กริดจนแผ่นหลังกระแทกติดเข้ากับผนังห้องเรียน  ร่างกายที่เคลื่อนไหวรับรู้ได้ถึงกำลังของตัวเองที่เหนือกว่า  เพราะความโกรธจะทำให้ผมสูญเสียพลังงาน

ครู่เดียว.. ปืนที่อยู่ในมือก็กระเด็นหลุดออกจากเจ้าของไป

ผลัวะ ! ผลัวะ !! ผลัวะ !!!

ไอ้กริดเซล้มลงจากหมัดสุดท้าย  มันฉลาด  ตะเกียกตะกายไปทางปืนที่ตกอยู่บนพื้นทั้งอย่างนั้น  ผมตรงเข้าไปตะครุบตัวมันขึ้นมา  ไอ้กริดคำรามลั่น  ดีดตัวฮึดขึ้นสู้เมื่อได้โอกาสจนผมเซเสียหลัก  ใบหน้าถูกชกสวนทันทีที่ล้มลง  แต่อย่างนั้น ร่างกายที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนักจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ได้ทำให้ส่งผลต่อผมเท่าไหร่นัก  หมัดสวนปล่อยกลับไป เน้นไปยังจุดที่จะทำให้ทรุดได้..


ผลัวะ !!!

ไอ้กริดฟุบลงตามที่คาด...

“ของ.. กู.. อยู่ไหน” ไอ้กริดที่พลิกตัวกลับมาพึมพำ  มองมาตาขวาง
 
“ของกูอยู่ไหนนนนนน !!!!”

“หึ.. หึ ๆ ๆ ๆ” ผมแสยะหัวเราะกับภาพตรงหน้า  เสียงหัวเราะจากผมทำให้อีกฝ่ายค่อย ๆ ได้สติขึ้นมา  ดวงตาข้างหนึ่งที่ไม่ถูกอาบด้วยเลือดเหมือนอีกข้างกำลังจ้องผมเอาเป็นเอาตาย

“กริด.. กูน่ะนะ.. ไม่ได้เอาไปแต่แรกแล้ว” ผมยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ  กวาดตามองทุกอย่างบนใบหน้านั้นอย่างเหลือเชื่อ  อีกฝ่ายแน่นิ่ง  ดวงตาเบิกกว้างคล้ายไม่เข้าใจต่อสิ่งที่ได้ยิน

“ทำไมกูต้องเอาไปด้วย กูไม่มีที่เก็บของแบบนี้อย่างพวกมึงหรอก” ผมขยายความพลางเลิกคิ้ว  หย่อนเหยื่อให้ได้คิด
 
“เวลาที่กูบอกว่าไม่ได้เอาไป มันไม่ซับซ้อนหรอก”

“ต๊อก ~ ต๊อก ~ ต๊อก ~” ผมเดาะลิ้นเบา ๆ ก่อนเผยยิ้มฉีกกว้าง  คนตรงหน้าแน่นิ่งไปแล้ว   

“มึงทำเหี้ยอะไร..” เสียงของมันแผ่วเบาลง  ริมฝีปากสั่นไร้การควบคุม

“ทั้งคนของมึง ทั้งยาที่มึงให้ริศาเอามา กูมีวิธีส่งกลับเหมือนกัน พอดี.. คนที่บ้านไม่รู้วิธีใช้น่ะ” ผมขยายความด้วยสีหน้าหนักใจ

“หึ ! กูสมเพชจนทำอะไรมึงไม่ลงเลยว่ะ” ผมพ่นหัวเราะ  ลุกขึ้นซ้ำมันอีกครั้งก่อนตรงไปหยิบกระบอกปืนขึ้นมา  จ่อไปยังร่างของเจ้าของ  เจ้าตัวหน้าถอดสี  ร่างกายที่สะบักสะบอมนั้นพยายามเคลื่อนไหวหลีกหนีเอาชีวิตรอด 
 
“ยะ.. อย่า”

“ไอ้ไฟ !” เสียงคุ้นหูเอ่ยขึ้นด้วยความหนักแน่นคล้ายออกคำสั่ง

“........” ผมนิ่งเฉย  ไม่หันกลับไปมองตามเสียงนั้นจากคนที่เพิ่งมาถึง

“หยุดความคิดมึงเดี๋ยวนี้” พี่ทัพสั่ง  ค่อย ๆ ตรงไปยืนคั่นกลาง  นำตัวเองเป็นเกราะป้องกัน  ปากกระบอกปืนเหขึ้นตามความสูงของคนตรงหน้า

“กูจะลากมันเข้าคุก” อีกฝ่ายพูด

“ฮึ !!!” ผมพ่นหัวเราะ  พูดอะไรเป็นลิเก 

“เอาปืนออกจากหัวกู” พี่ทัพสั่งด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง  ผมเงียบ ไม่ลดปืนลง  เสียงจากภายนอกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายแต่สัญชาตญาณรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เพิ่งมาเยือน...


ปังงง !

ปัง ! ปัง !! ปัง !!!

“อ๊ากกกกกกกก !!!”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-11-2021 18:30:23 โดย เบบี้ »

ออฟไลน์ เบบี้

  • Take up an Hobby.
  • เป็ดนักเขียน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2067
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4335/-15

เสี้ยววินาทีที่หางตาสังเกตเห็นคนลั่นไกเพื่อหมายเอาชีวิตใครสักคนในห้อง  ปืนที่จ่ออยู่ที่พี่ทัพซึ่งรอจังหวะอยู่ก่อนแล้วหันไปยังเป้าหมายโดยทันที  การยิงสวนจากผมทำให้กระสุนนั้นพลาดเป้า  จากที่ควรอยู่ในจุดสำคัญบนตัวไอ้กริด เปลี่ยนไปโดนต้นขาของมันแทน  เลือดไหลมากพอให้มันเสียสติ   

“ไอ้เหี้ยนี่ศัตรูเยอะฉิบหาย” ผมสบถบ่น  เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายที่ลงมือเสียชีวิตคาที่จึงหันปืนกลับมาเล็งเข้าที่แขนไอ้กริด ไม่รีรอที่จะยิงซ้ำ 

“ไอ้ไฟฟฟฟฟ !!!” พี่ทัพหันมาตวาดพร้อมผลักผมออกด้วยความโมโห 

“มึงลากมันมา อย่าให้มันตายนะ” ผมถลึงตาพูดบอก  ผลักอกพี่ทัพกลับ  เสียงของไอ้กริดร้องลั่นด้วยความทรมาน

“อ๊ากกก ! ไอ้เหี้ยยยย ! ฮืออออ !!”

“พวกผมจะออก อยากตายอยู่นี่ก็เชิญ” ผมตัดบท  อารมณ์ขุ่นเคืองที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกลับไม่คงที่ลงโดยง่าย  ขณะเดียวกันก็เหลือบไปเห็นเชอร์รีวิ่งตรงไปหยิบปืนจากชายที่เพิ่งเสียชีวิตนั้นก่อนจะสบตามองมาทางผม  ผมพยักหน้า ส่งสัญญาณให้เธอ

ตัวพายุถูกยกขึ้น  มันเริ่มได้สติบ้างแล้วแต่เหมือนจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ด้านนอกยังคงต่อสู้กันอย่างต่อเนื่อง  ระเบียงอาคารเรียนซึ่งทำด้วยไม้เต็มไปด้วยช่องว่าง  ยากต่อการเคลื่อนที่และเป็นเป้าที่เสี่ยงเกินไปหากยืนขึ้น  ผมเกี่ยวลำตัวพายุขึ้นจากท่อนบนแล้วลากมันออกมาขณะที่คนของผมกระจายไปตามจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยป้องกัน   

ความเร็วในการเคลื่อนที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังทั้งหมดที่มี  หวังเพียงให้ร่างของคนที่อยู่ภายในอ้อมแขนนี้ไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเร็วที่สุด  กระสุนนัดหนึ่งสวนผ่านหน้าทะลุเข้ากำแพงอย่างโชคดี  แต่โชคไม่ดีนั้นกลับตกอยู่ที่เชอร์รีจนล้มลง  เพราะกระสุนนัดดังกล่าวเฉี่ยวลำขาของเธอก่อนที่จะผ่านหน้าผม  อีกฝ่ายไม่สนความเจ็บปวดนั้นที่ได้รับ  ยิงต่อสู้กลับทั้งท่านั่งอย่างนั้น  เสียงฝีเท้าวิ่งมาจากทางด้านหลัง  ถึงแม้จะปกปิดร่างกายแต่ก็ทราบดีว่านั่นเป็นพวกของเรา  ทันทีที่ได้รับการกำบังด้วยร่างใหญ่จากหลายคนจึงใช้จังหวะนี้ลุกขึ้นยืนแล้วลากพายุมายังมุมปลอดภัยด้วยความรวดเร็ว

“คุณพายุเป็นอะไรครับ” ไอ้รุ่งถาม  ผมไม่ตอบ  มองอาการของพายุที่พยายามลืมตาขึ้นมองมาทางพวกเรา 

“คุณพายุครับ” ไอ้หินเรียก     

“ยุ..” ผมเรียก  ตีแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ เรียกสติ

“อือ มาเร็วจัง” อีกฝ่ายพึมพำเสียงเบา  ดวงตาเบิกกว้างได้มากขึ้นกว่าเดิม

“หึ..” ผมหลุดยิ้ม  สบตาคนตรงหน้าที่จ้องมองผมก่อนขยับใบหน้ามองไปรอบ ๆ คล้ายรวบรวมสติที่มี  ผมไม่เปิดปากพูดแทรกกลับไป  นี่น่ะนะเร็ว ?

“ตำรวจคนนั้นล่ะ เขาช่วยยุไว้..”

“ใคร” ผมถามกลับ

“คนที่ ปากหมา ๆ” พายุตอบเสียงเครือ  ผมไม่ตอบ  สำรวจมองร่างกายของมันหัวจรดเท้าอย่างระมัดระวัง  หลังมือทั้งสองข้างถลอกและฟกช้ำอย่างหนักคล้ายการถูกทำร้าย 

“เฮีย เจ็บขา ยุ.. เจ็บขา” คนตรงหน้าเอ่ยบอกเสียงเบาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“ข้างไหน” ผมถาม

“ซ้าย” มันตอบ  นอนแน่นิ่งไม่ขยับร่างกายเลยแม้แต่ส่วนเดียว 

“พวกมึงอยู่กับกู ให้พวกเชอร์รีออกก่อน รถพายุออกแล้วมึงค่อยตามไป” ผมสั่ง

“ครับ” พวกมันผงกหัวขานรับ

“เชอร์รี !” ผมหันกลับไปตะโกนเรียก  เจ้าของชื่อรีบวิ่งตรงมา  ย่อตัวลงนั่งเสมอผม  ทันทีที่พวกของเชอร์รีลดระดับหน้าที่ลงก็ถูกแทนด้วยพวกของไอ้เด่นที่เข้าประจำที่

“เฮีย..” พายุเรียก  มันไม่ยอมขยับตัวตามคนของผมที่เข้ามาเพื่อจะยกตัวมันไป  ซึ่งนั่นผิดปกติ  ความเงียบและสีหน้าลังเลปรากฎขึ้นจนทราบได้โดยทันทีว่ายังมีเรื่องที่บอกไม่หมด

“มีอะไร” ผมถามเสียงเรียบอย่างใจเย็น 

“ยุ.. ยุได้ของพวกมันมา” อีกฝ่ายเปิดปากพูดเสียงเบา

“ยุซ่อนไว้ที่ชั้นสี่ ห้องหกทับสี่ ผู้หญิงใส่รองเท้าส้นสูงสีแดงผมหน้าม้า อยู่ในรองเท้า”

“.......” ผมเงียบ  จ้องมองอีกฝ่ายไม่กะพริบ 

“พวกมันตามหากันให้ควั่กเลย เห็นว่าเป็นของสำคัญล่ะ” พายุขยายความ 

“อือ เดี๋ยวเฮียไปเอาเอง” ผมตัดบทด้วยการรับปากไป

“ไม่เอา” มันส่ายหัว

“แล้วมึงจะบอกทำไม” ผมดุกลับ

“ก็เวลาเฮียแทนตัวเองแบบนี้ แปลว่าเฮียโกรธยุอยู่..” มันตอบ  ใบหน้าปรากฎความสำนึกผิด

“หึ..” ผมหลุดยิ้ม  ก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณให้คนเอาตัวพายุไปได้  ไอ้รุ่งยื่นอาวุธมาให้ผมเผื่อไว้  เสียงของมันรายงานความเคลื่อนไหวจากฝั่งของเราผ่านเครื่องมือสื่อสาร  ทุกฝ่ายตรงเข้าประจำที่  เมื่อฝั่งตรงข้ามเห็นว่ามีการเคลื่อนไหว  รถยนต์ของพวกผมก็ถูกเป็นเป้าถล่มยิงทันที  พวกของเชอร์รีประกบพายุที่ถูกคนของผมอุ้มฝ่าความโกลาหลจนพาพายุขึ้นรถไปได้โดยปลอดภัย  รถยนต์ซึ่งมีไอ้เข้มอยู่ในนั้นถูกขับออกจากที่นี่โดยทันที  ไอ้เด่นจึงรีบวิ่งตรงมาเมื่อถึงเวลาที่ทีมของมันจะได้ออก

“รีบตามรถพายุไป กูมีของต้องไปเอา” ผมสั่งพร้อมยื่นกุญแจรถของตัวเองไปให้  หากยังรวมตัวกันแบบนี้  อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง  อีกทั้ง.. พี่ทัพก็ยังอยู่

“ผมจะออกไปพร้อมนาย” ไอ้เด่นพูด

“รีบตามพายุไป” ผมย้ำ  จ้องมองออกคำสั่งอีกครั้ง  ต้องการแน่ใจว่ารถคันของพายุจะออกจากบริเวณนี้และถึงที่หมายโดยปลอดภัย 

“........” ไอ้เด่นไม่ตอบ  มันแน่นิ่งไปคล้ายลังเลที่จะปฏิบัติตาม 

“ทำตามที่สั่งจะตายรึไง ไป !!!” ผมตะคอก 

“ครับ” อีกฝ่ายขานรับเสียงเบา  ยอมวิ่งออกไปกับพวกในที่สุด  ทันทีที่พวกของไอ้เด่นขับรถพ้นไปจากจุดนี้ผมจึงรีบวิ่งตรงไปยังที่พายุบอก 


ชั้น 4 ห้อง 6/4 ..

สิ่งแรกที่ปะทะเข้าใบหน้าเมื่อเปิดประตูเข้าไป  คือกลิ่นเหม็นเน่าที่รับรู้ได้โดนสัญชาตญาณว่าสิ่งนั้นมาจากซากศพ  และภาพที่เห็นตรงหน้าคือร่างเสียชีวิตของผู้หญิงนับสิบคน  แปลกตรงที่ร่างของเธอเหล่านั้นอยู่ในชุดที่ดูดีทีเดียว 

ผมกวาดตามองหาลักษณะของผู้หญิงที่พายุบอกไว้  รองเท้าส้นสูงสีแดง  ผมหน้าม้ามีเพียงคนเดียวในนั้น  ผมเดินตรงไปยังศพของผู้หญิงคนดังกล่าว  ไม่รีรอที่จะถอดรองเท้าที่อัดแน่นด้วยเนื้อเท้าที่บวมคับจากร่างกายที่น่าจะเสียชีวิตมาได้พักหนึ่งแล้ว  ทันทีที่รองเท้าหลุดออกจากร่างกายนั้น  สิ่งของที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าก็หล่นลงมาด้วยเช่นกัน 

“คิดอยู่แล้วว่าของของผมหายไปไหน พวกคุณนี่ใช้ได้นะ น่ามาเอาดีทางนี้”

“........” ผมชะงัก  หันไปตามเสียงที่อยู่หน้าประตูห้อง  ชายที่ปรากฏตัวสวมผ้าปิดหน้า  แต่งตัวมิดชิดหัวจรดเท้า  ถึงแม้จะเห็นเพียงแค่ดวงตาแต่กลับทราบได้โดยทันทีว่านั่นเป็นใคร 

“หึ รออยู่เลย” ผมแสยะยิ้มอย่างพอใจ  ค่อย ๆ วางกระบอกปืนที่อยู่ในมือลงพื้น  การกระทำของผมถูกจดจ้องไม่กะพริบ  ภายใต้ผ้าปิดหน้านั้นกำลังเผยรอยยิ้มเย้ยหยันอยู่  สังเกตเห็นได้จากดวงตาของมันที่ขยับ 


ไอ้ตัวเหี้ย.. คิดว่าคราวนี้จะไม่ได้เจอแล้วซะอีก

“หึ..” สิ้นเสียงหัวเราะในลำคอของคนตรงหน้า  ร่างกายของเราก็ปะทะเข้าหากันอย่างไม่รีรอ  ปืนไม่ถูกหยิบนำมาใช้แก้ไขปัญหา  ต่างฝ่ายต่างจงใจให้เป็นอย่างนั้น  ตายเร็วเกินไป  แบบนั้นจะเป็นการตายที่ง่ายเกินไป

มีดสั้นถูกอีกฝ่ายหยิบออกมาเป็นเครื่องมือแทนที่  ก่อนถูกฟันเข้ามาแต่ไม่ได้รู้ถึงความเจ็บปวดในวินาทีนี้  ร่างกายเคลื่อนไหวชกตามจุดต่าง ๆ ของมันกลับ  เป็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนความรู้สึกภายในพุ่งพล่านอย่างไม่เคยเป็นมานานแล้ว 


เคล้งงง !!!!

หมัดล่าสุดที่เสยเข้าปลายคางทำเอาอีกฝ่ายลงไปนอนกองกับพื้น  มีดที่อยู่ในมือหลุดออกไกลไปหลายเมตร..

“หึ ๆ ๆ ๆ” มันพ่นหัวเราะก่อนค่อย ๆ พลิกตัวขึ้นนอนหงาย  ส่งสายตาขึ้นมองมาจ้องผมไม่กะพริบ

“อา ~ คนใช้กล้ามเนื้อทุกวัน ร่างกายต่างกันจริง ๆ ด้วยสินะ” อีกฝ่ายพึมพำคล้ายคุยกับตัวเอง  บรรยากาศที่สงบลงนั้นเหมือนมันเองก็ไม่แยแสต่อความเป็นความตายที่อยู่ตรงหน้า 

“นี่ คุณไฟ.. คุณเลี้ยงน้องดีนะ”

“รู้ไหมคนของผมซ้อมน้องคุณยังไง หว่าาา ~ แต่แม่งโคตรอึดเลย ไม่ร้องสักคำ หึ ๆ ๆ” โทนเสียงของมันเอ่ยเล่าอย่างตื่นเต้น  ผมเงียบฟัง  ขาก้าวเดินตรงไปยังมีดของผู้พูดที่ตกอยู่บนพื้น

“น่าเสียดาย ตอนที่ของหาย ไอ้กริดกลัวจนเสียสติเลย หึ ๆ แทบเอาน้องคุณขึ้นหิ้งแน่ะ อา.. ไม่น่ามองการณ์ไกลเลย รู้งี้ฆ่าให้ตายซะก็ดี


ฉึกกกกก !!!!

“อึก ! ค.. คะ..”

“........” ผมจ้องมองดวงตาที่เหลือกโตคู่ตรงหน้า

“นั่นสิครับ น่าจะคิดอะไรให้รอบคอบกว่านี้นะครับ คุณตำรวจ” ผมพูดตอบ

“........” อีกฝ่ายตาเหลือกโตด้วยความตกใจ  ทันทีนั้น เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดจากมีดที่ถอนออก  ปลายมีดฟันไปตามจุดต่าง ๆ บนร่างกายไม่เว้นช่วง  ทุกจุดที่เป็นจุดเดียวกับร่างกายที่ได้เห็นจากพายุ  ต้องการให้เจ็บปวดระยะยาว  ต้องการให้เป็นความตายที่ทรมาน 

“อ๊ากกกกกกกกกก !!!! ฮะ.. คะ”

“คนอย่างมึง...” ผมบดฟันแน่น  ความอึดอัดภายในอกที่เกิดขึ้นรู้สึกร้อนเหมือนร่างกายจวนระเบิด  มีดถูกดึงออกก่อนวางลง  คว้าผ้าคลุมหน้าที่ปกปิดใบหน้านั้นออกทันที  หมัดซัดลงไปไม่กั้นอารมณ์ไว้อีก 

“คนอย่างมึง.. ไอ้.. เชี่ย...”


ผลัวะ ! ผลัวะ !! ผลัวะ ๆ ๆ ๆ !!!

“อะ อึก.. ฮือ ! แคก !!!” ร่างกายของมันแน่นิ่งไปครู่  สำลักเลือดนองเต็มพื้น  ผมมอง  นำมือขึ้นลูบศีรษะเพื่อควบคุมอารมณ์ที่ลมหายใจเริ่มรุนแรงผิดปกติ  ก่อนที่จะตั้งสติไม่ได้จึงคว้าคอเสื้อของมันขึ้นมา


บึ้มมมมม !!!!

เสียงคล้ายระเบิดดังก้องขึ้น  อาคารรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน  ผมหันขวับไปมองที่ด้านนอก  เห็นเปลวไฟก่อตัวขึ้นจากจุดหนึ่งตรงข้าม

“คุณไฟครับ ออกมาเดี๋ยวนี้ครับ” ปลายสายพูดสั่งด้วยโทนเสียงที่เริ่มเปลี่ยนไป

“ระเบิดดดดด !!!!” เสียงใครสักคนตะโกนลั่นจากด้านนอก

“ฮืออออ ! อ๊ากกกกกกก !!” คนที่อยู่เบื้องล่างตรงหน้า  จู่ ๆ ก็ร้องคำราม ตรงเข้ามาล็อกขาผมทั้งสองข้างแล้วพุ่งเข้าใส่  มันใช้จังหวะนี้หยิบปืนที่ตกอยู่  กึ่งเดินกึ่งวิ่งโซซัดโซเซออกไปในทันที  เลือดตามตัวหยดกระเซ็นไปตามทาง

“คุณไฟครับ ช่วยออกมาอยู่ในจุดที่ผมเห็นคุณได้เดี๋ยวนี้ครับ ไม่งั้นผมจะเข้าไป” พี่ธานพูด  โทนเสียงนั้นฟังดูก็รู้ว่าถูกกดลงเพื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเองอยู่  สถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ก็เป็นไปได้ที่จะทำให้ปลายสายต้องโกรธอย่างนั้น

“ฆ่ามันซะ” ผมพูด


ปังงงง !!!

เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดใกล้ ๆ  ผมที่กำลังก้มลงเก็บมีดขึ้นมาชะงัก  สัญชาตญาณรับรู้ได้ถึงบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นด้านนอก  เมื่อเดินออกไปก็พบไอ้เต้หยุดยืนอยู่ทางเดินที่ระเบียงฝั่งเดียวกัน  ระยะใกล้กับห้องเรียนที่ผมเพิ่งเดินออกมา  ส่วนฝ่ายที่เผชิญหน้าอยู่นั้นคือไอ้เวรที่เพิ่งเดินออกจากห้องไปก่อนหน้าเมื่อครู่นี้  ร่างของมันที่เกือบเอาตัวเองไม่รอดกับใบหน้าเละเทะเต็มไปด้วยเลือด  กลับมีแรงกอดไอ้กริดเอาไว้เป็นหลักป้องกันตัว

“วางปืนลงครับ อึก..” ไอ้เต้พูด  แผ่นหลังของมันที่ผมเห็นสั่นเทา  ความโกรธแค้นนั้นปกปิดไม่ได้ว่ามีความหวาดกลัวผสมอยู่  เพราะมือที่ถือปืนอยู่นั้นสั่นจนสังเกตเห็นได้

“ทำไมล่ะ หึ อยากยิงก็ยิงเลยซี่ ~” อีกฝ่ายหนึ่งเอ่ยตอบยิ้ม ๆ

“ผมบอกให้พี่วางปืนลง !!!” ไอ้เต้ตะคอก  แต่กลับไม่เกิดปฏิกิริยาหวาดกลัวใด ๆ ต่อคนตรงหน้า  มันสงบนิ่งทีเดียว

“มึงไม่กล้ายิงกูหรอกไอ้เต้ หึ ๆ ๆ กูช่วยมึงมาก็เยอะ มึงจำไม่ได้เหรอ ครั้งนี้มึงก็แค่หลับหูหลับตา..”

“พี่ผา..” ไอ้เต้สวนเรียก  เสียงที่ถูกกดให้เย็นลงทำให้ฝ่ายที่พูดอยู่ปิดปาก

“มันจบแล้วพี่ วางปืนลงเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นผมยิง” ไอ้เต้ยื่นคำขาด  กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งแน่นขึ้นชัดเจน

“........” อีกฝ่ายมองตอบนิ่ง ๆ  เสี้ยววินาทีหนึ่งที่มันเผยปากผลิยิ้มน้อย ๆ  กระบอกปืนที่จ่อหัวไอ้กริดอยู่นั้นเปลี่ยนทิศทางมาที่ไอ้เต้โดยทันที 


ปัง !!!!

ปัง ๆ !!!!


กระสุนที่ยิงขึ้นนัดแรกซ้อนทับกันด้วยความเร็วกับกระสุนอีกนัดหนึ่ง  นัดแรกเกิดขึ้นแม่นพอ เจาะเข้าที่ขมับของตำรวจที่ชื่อผา  สองนัดติดที่สวนกลับมานั้นเร็วพอให้ร่างของไอ้เต้ได้รับบาดเจ็บจนล้มลง

“พี่ธานนนน !!!” ผมร้องลั่นทันทีที่เห็นไอ้กริดตรงเข้าไปเพื่อจะคว้าปืนที่หลุดออกจากตำรวจคนนั้นขึ้นมา  ด้วยวิถีกระสุนที่เจาะเข้าที่ตำรวจนายนั้นทำให้ทราบทันทีว่าไม่ได้ถูกยิงจากไอ้เต้  มีใครสักคนอยู่ในห้องเรียนซึ่งตรงกับตำแหน่งของไอ้กริด


ฟิ้ววววว !!!!

บึ้มมมมมม !!!!




...............(ไฟ)..............


ผู้เขียนกับตอนที่ 60:

ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เขียนมาถึงตอนนี้ 555++ 

หลายปีก่อนได้พยายามมองภาพของตอนประมาณ 55 เป็นต้นมาจนถึงตอนจบ  คิดไว้หลากหลายแบบ  การที่เขียนมาจนถึงตอนที่ 60 ได้  รู้สึกโล่งใจขึ้นหน่อย 555++ เพราะตอนนี้เป็นตอนที่ยากมากสำหรับผู้เขียน  เนื่องจากไม่เคยเขียนบู๊เท่าเรื่องนี้มาก่อน  มันบู๊จนเหนื่อย (ใจ)  และไอ้บู๊ ๆ นี้เองที่คิดอยู่ตลอดเลยว่าปรับตรงไหนที่จะทำให้คนอ่านเห็นภาพมากที่สุด  เคยคิดกังวลไปต่าง ๆ นานาว่ามันจะดีไหมนะ โอเครึยัง  เส้นเรื่องที่วางไว้ถูกตั้งคำถามมากมายจนไม่กล้าเขียนอยู่พักหนึ่ง  แต่ก็ตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องจบเรื่องนี้ให้ได้  ตอนที่เขียนตอนนี้เสร็จครั้งแรกก็เริ่มมีกำลังใจขึ้นมา  แต่ก็ไม่พอใจซะทีเดียว เลยเขียนใหม่อยู่หลายครั้งและเสร็จตามที่ได้อ่านกันไป (อยากเสร็จภายในปีนี้ 555) อย่างไรก็หวังว่าคนอ่านจะชอบกันนะคะ :)
 
ตอนหน้าเป็นตอนจบแล้วค่ะ .. หลังจากลงตอนจบเสร็จจะขอย้ายไปที่ห้องนิยายจบแล้ว  ขอบคุณมากค่ะที่ติดตามมาอย่างยาวนาน  ส่วนข้อมูลข้างล่างเป็นการประกาศซ้ำเผื่อสำหรับคนอ่านที่ยังไม่ทราบอีกครั้งนะคะ

.
.

ประกาศเรื่องเดิม

1. วันที่ 10 พ.ค 64: โพสต์ของตอนที่ 56 หน้า 78  ได้แปะลิงก์สำหรับการตอบคำถามและแจ้งข้อมูลที่ผู้เขียนเคยได้รับเกี่ยวกับนิยายเรื่อง The Real Me อย่าท้าให้บ้ารัก  คนอ่านท่านใดมีข้อสงสัยอะไร  รบกวนอ่านที่โพสต์แจ้งดังกล่าวก่อนได้  เผื่อว่าข้อมูลที่คุณสงสัยนั้นอาจมีตรงตามที่ทางเราได้ตอบให้แล้วนะคะ

2. วันที่ 1 ต.ค 64: โพสต์ของตอนที่ 59  หน้า 81  ได้แปะลิงก์แบบสอบถามเพื่อขอข้อมูลจากคนอ่านเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้  ซึ่งเดิมทีจะปิดรับวันที่ 31 ธันวาคม 64  แต่อาจต้องเลื่อนวันปิดรับเร็วขึ้น  ดังนี้ ถ้าได้ลงตอนจบ (ตอนที่ 61) ก่อนปีใหม่จะทำการแจ้งวันปิดรับอีกทีหนึ่งนะคะ

ขอบคุณค่ะ
| เบบี้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-11-2021 11:40:46 โดย เบบี้ »

ออฟไลน์ THE MIN

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-1
ลุ้นตัวโก่งเลยคณาบบบบ

รักพี่บี้

พูดเลยว่าหลังสมุทรตื่นคือออออออออออ :fire:

ออฟไลน์ pwaruntorn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
ตอนนี้เห็นภาพค่ะ
จะจบแล้วเหรอคะ ทำไมรู้สึกเคว้ง เบาๆ หวิวๆ กับคำว่าตอนจบมากเลย... รักเรื่องนี้ค่ะ รักไฟมาก
รักเบี้มากกว่า รอและติดตามค่ะ

ออฟไลน์ Mura_saki

  • แค่เรารู้จักกัน...มันก็ดีที่สุดแล้ว :)
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2065
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-9
ดุเดือนเลือดสาดของจริง ว่าแล้วคนเบื้องหลังไม่ใช่ใครตำรวจนี่เองสินะ
ทั้งๆที่รู้มาตลอด คนชื่อผาสินะ ไม่รอดหรอกคนผิดต้องได้รับโทษ
ใครยิงตำรวจคนนั้นถ้ามใช่คนที่พี่ไฟเจอมา พี่ทัพรึป่าว? 
หวังว่าไม่มีใครเป็นอะไร อยากให้ทุกคนปลอดภัย ช่วยคนของเราออกมาให้หมดแล้วเผาพวกมันให้สิ้นซากไปค่ะพี่ไฟ
ปล.สมุทรไม่งอนนะฉากบู๊ไม่มีเธอ ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำสมุทรต้องเข้าใจพี่ไฟด้วย
แค่เขาอยู่ด้วยกันนี่ก็ชอบมากไม่จำเป็นต้องพูดเลย เพราะเขาแสดงออกทางสายตาแหละ อิอิอิ
อ่านเท่าไรก็ไม่เคยพอจริงนะ ผูกพันธ์กันมานาน จะจบแล้วใจหายนะเอาจริง
ขอบคุณเบบี้นะคะ ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ

ออฟไลน์ punthipha

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +199/-0
ต้องอ่านทุกคำนะ เหมือนได้สิงในตัวไฟ อารมณ์มันไ้ด้เลย

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7589
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +180/-8
มึนไปหมด แต่ดีใจทุกครั้งที่ได้อ่าน

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Pam_ban

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1085
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2
ยิงกันเลือดสาดมากตอนนี้  ขอบคุณที่พายุไม่เป็นอะไร   :กอด1:  ต้องรอลุ้นอะไรอีกมั้ยรู้สึกเหมือนอยู่ในสมรภูมิรบตลอดเวลา  :katai1:


รอตอนต่อไปค่ะ  ขอตอนพิเศษเยอะแยะ ๆ  :impress2: :impress2:

ออฟไลน์ Sarocha45377

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
 :hao5: จะจบแล้วหรอเร็วจัง ขอให้เค้าได้กันก่อนจะจบด้วยนะคะพี่เบบี้ ลุ้นรอ NC ของทั้ง2คนนี้อยู่ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะพี่เบบี้สู้ๆ :กอด1: :L2:

ออฟไลน์ pwaruntorn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 28
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0

“ไม่ว่าจะอยู่ข้างฉันในฐานะไหน ทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเองไม่ใช่เหรอสมุทร”

อ่านตอนนี้รอบ 2 ทำให้ต้องหาเวลา
ย้อนอ่านทั้หมดอีกรอบ
ด้วยความสงสัยที่ว่า
คุณไฟขา เรียกชื่อสมุทร กี่ครั้งในเรื่องนี้
 :a5:

ออฟไลน์ Mura_saki

  • แค่เรารู้จักกัน...มันก็ดีที่สุดแล้ว :)
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2065
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-9
อ่านย้อนตั้งแต่แรกเพื่อลำดับเรื่องราวทั้งหมด ผ่านมานานเหมือนกันแต่อ่านเท่าไรก็ไม่เคยพอจริงๆค่ะ
ฉากต่อยมวย หรือแม้แต่บู้เลือดสาดเบบี้แต่งได้ดีมาก เห็นภาพมีความรู้สึกร่วมด้วยเสมอ
 บทบาทความสัมพันธ์พัฒนาแบบไม่ได้รีบเร่งนักแต่ดีขึ้นเรื่อยๆ
ทุกตอนที่อยู่ด้วยกัน หรือแค่นั่งเงียบๆจ้องตากันไปมาทำไมถึงรู้สึกดีแบบนี้ ชอบอ่ะ
มันเขินจนอยากจะกริ๊ด
คำว่า " รักดีไหมนะ "  แล้วทำหน้ายิ้มกริ่มนี่มันจริงๆนะ
เกือบลืมไปเลยว่าเข้มมีคุณหงษ์แล้ว นึกได้ตอนพี่ไฟบอก 555+
“อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นอีก  เออแล้วมองตอนไหนนะ หรือว่าตอนที่พูดกับหยาที่บ้านแน่ๆ สายตานั่นคงทำให้สมุทรอดคิดมากไม่ได้
ฉาก NC ไม่ได้หวือหวาแต่่ประทับใจ
ฉันหลงรักคุณไฟตั้งแต่เริ่มต้นและตลอดไป
ถึงตอนจบคงต้องกลับมาอ่านซ่้ำๆเพราะความคิดถึง
รักนิยายเรื่องนี้มากค่ะขอบคุณเบบี้ :mew1:

ออฟไลน์ dekying kukkig

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1465
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +86/-1

 :sad4:  :sad4: เค้าหวานกันไม๊ หวานแหล่ะ มีจุ๊บก่อนออกไปด้วย ...............

ว่าแต่พายุลูกเอ้ยยย ห้าวมากกกก  :o12:

ขอบคุณค่ะสำหรับตอนใหม่นี้ รอต่อนต่อไปนะคะ  :L2:

ออฟไลน์ Nung66669

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-1
อุ๊ยๆ! ตอนที่ 59 เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มากจ้า :-[  บอกตรงๆเลยจ้าเหมือนจะจำตัวละครที่ไม่ใช่ฝ่ายของไฟไม่เคยได้ขนาดนังเต้ยังเกือบลืม555 เชอร์รี่กับคนขายเป็ดย่างเพิ่งมาใช่ม่ะ :confuse:
จะจบแล้วเหรอจะมีฉากหวานกว่าตอนที่ 59 ไหมอ่าอยากอ่าน :impress:

ออฟไลน์ tutu

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด