นิยายรักของขวัญ 7 ปี <หนุ่ม IT กับ DJ สุดหล่อ>
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายรักของขวัญ 7 ปี <หนุ่ม IT กับ DJ สุดหล่อ>  (อ่าน 515596 ครั้ง)

RaMin

  • บุคคลทั่วไป
หนุกมาเลยพี่ o13
มาต่อเร็วๆนะ
เท่าที่ดูมัยมอขอมีแต่คนหน้าตาดีๆทั้งนั้นเลย
ไปเรียนต่อมอขอดีมั้ยเนี่ยเรา :a11:

Mr.A_KUNG

  • บุคคลทั่วไป
มารอนายนะ...นายเอ....เราก็อยู่หอ9หลังเหมือนกัน....นายอยู่เฟลตไหนเราอยู่เฟลต3แต่ตอนนี้ย้ายมาอยูหอคณะแล้ว........................ไงก็สู้ๆๆนะเรารอให้กำลังใจ


สู้ๆๆๆลูกเจ้าพ่อฯ

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10
หุหุ ท่าทางเอคงเก่งเหมือนที่อาจารย์ชมแหละเนอะ ทำทั้งสองอย่างเสร็จทันด้วย   :oni2: :oni2:



A_wAy_G_mAn

  • บุคคลทั่วไป
เข้ามาเอากำลังใจก่อนที่จะเขียนบทที่ห้าต่อ น่ะครับ :m23:

-ที่จริงมอขอก็ไม่ได้มีคนหน้าตาดีมากมายอะไรหรอกครับ บางคนก็มาจากที่จังหวัดอื่นที่ไม่ใช่ขอนแก่นครับ เลยมีคนค่อนข้างเยอะครับ หน้าตาก็เฉลี่ยๆกันไป (แล้วรูปบางรูปที่เอามาลงก็เป็นรูปตัวแทนครับ) ถ้าอยากมาเรียนก็ดี  :a1:รับรองไม่ผิดหวัง

-ผมไม่บอกหอนะครับ คุณเอคุง ขอโทษด้วยนะครับ ดีใจครับที่มีคนเลือดสีอิฐเหมือนกัน (จากรูปของนาย ผมคุ้นๆหน้านายนะครับ  นายคุ้นหน้าผมบ้างไหมครับ เราอาจจะเคยเจอกันก็ได้นะครับ) :m22:

ยังไงผมขอบคุณทุกคนนะครับที่เข้ามาอ่าน มาให้กำลังใจ เข้ามาเม้นท์ เข้ามาดัน สารพัดที่จะเข้ามา ขอบคุณมากๆครับ   o7


เอาเป็นว่าเรียกน้ำย่อยด้วยแนะนำตัวละคร ตัวใหม่ ที่จะมาในตอนต่อไปดีกว่าครับ

ภู

ภู รุ่นน้องที่โรงเรียนเก่า เป็นนักกีฬาบาส สนิทกับไอ้โจ้เพื่อนผมมากเพราะเล่นบาสด้วยกัน  ภูเป็นคนที่ชอบทำตัวเหมือนอันธพาล ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ชอบหาเรื่องคนอื่นอยู่เสมอๆ พูดเสียงดัง ดูทะมัดทะแมง
มีความดื้อรั้นดันทุรังสูง เป็นคนพูดคำไหนคำนั้น โดยภาพรวมของภูแล้วดูดี สูง180 ผิวแทน หน้าคมเข้ม
เพื่อนกลุ่มเล่นบาสตั้งฉายาให้ภูว่าเสือยิ้มยาก  เมื่อก่อนภูวางตัวกับผมเหมือนคนอื่นทั่วไปที่ภูทำใส่ คือ พูดด้วยเหมือนตะโกน ชอบหาเรื่อง แต่หลังจากงานกีฬาสีเสร็จ เราก็มีการฉลองกัน ภูก็ไปด้วย (ห้องของภูเป็นรุ่นน้องสีเดียวกัน) วันนั้ภูเมามากขับรถกลับไม่ไหว ผมกับเพื่อนพาภูและเพื่อนภูอีกสามคนไปนอนที่บ้านของผม  ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เวลาภูเจอผมภูเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย จะเป็นภูที่ยิ้มเก่ง ชอบเอาใจผม มีปัญหาอะไรภูจะปรึกษาผมตลอด  ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ยังทำกับคนอื่นเหมือนเดิม ที่บ้านของภูเป็นอู่ซ่อมรถครับ ภูเลยชอบแต่งมอเตอร์ไซด์ และบางครั้งก็ลงแข่งในแก๊งค์เด็กซิ่งแถวถนนมิตรภาพด้วย (บอกไปอย่างนี้ คุณตำรวจอย่าไปจับนะครับ สงสารเด็กเขา ฮิฮิ)





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-05-2008 09:49:38 โดย A_wAy_G_mAn »

YO DEA

  • บุคคลทั่วไป

RaMin

  • บุคคลทั่วไป
พี่คนเขียนชื่อเอชะมะคับ
มินเข้าใจตามนี้ละนะ :laugh:
รูปที่แนะนำตัวพี่อ่ะ
รูปที่สองหน้าเหมือนดาราใต้หวันเลย
(มินคิดว่ารูปของพี่คงมะใช่ตัวแทนนะ)

Mr.A_KUNG

  • บุคคลทั่วไป
รอนายนะคร้าบนายเอ....ที่นายไม่บอกหอก็ไม่เป็นไรคร้าบ....เราไม่ซีเรียสไงเราก็ติดตามผลงานนายเสมอนะ....แก้เครียดดี..ชอบ.ๆๆๆๆ :oni2:


ช่วงนี้เราเครียดๆพอดี....เหนื่อยๆอ่ะ o2

ออฟไลน์ DeShiWa

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-9
:impress: :impress: :impress:

อ่าครับผม ชอบจังอะครับ

แต่ตัวละครเยอะมากๆๆครับ

เรื่องนี้ จำแทบไม่หวาดไม่ไหว

เป็นกำลังใจให้ครับผม มาลงทุกวันนะครับ

:impress: :impress: :impress:

abacusformat

  • บุคคลทั่วไป

ออฟไลน์ zandwizz

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2245
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +148/-7
 :m4: :m4: :m4: :m4: :m4:


เริ่มมันส์แร้วสิ  จะเป็นไงต่อไปหว่า


แต่ตัวละครเยอะมากมาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ


เฮ้อ จะจำหมดไหมเนี่ย


อ่านแร้ว อยากกลับไปเรียนอีกอ่า รู้สึกว่าตะเองแก่


5555+  ไปแระ เป็นกำลังใจให้น๊า.......   


 :bye2: :bye2: :bye2: :bye2: :bye2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ultramanzaku

  • บุคคลทั่วไป
หนุก ๆๆๆๆ


อยากอ่านต่อแล้วอ่ะ



รีบๆมาต่อนะ

น่าร๊ากกกกกานทุกคนเยย

 :o8: :o8:

ultramanzaku

  • บุคคลทั่วไป
อีกอย่าง

ชอบพี่เอ็ก พี่บอย


พี่โจ แระก้อพี่หนึ่ง

หุหุ :m1: :o8:

gift_deb

  • บุคคลทั่วไป
ดูท่าทางรูปภูจะตัวจริง ใช่ป่าวค่ะ มีฉากหลังเป็นสนามบาสด้วย ใส่ชุดนักเรียนอีก หน้าตาดูแล้วเป็นคนยิ้มยากจริงๆ





เข้ามาติดตามและให้กำลังใจค่ะ ไว้วันไหนว่างๆ สร้างโฮมเพจให้หนูซักอันสิ จะเอาไปใช้ทำมาหากิน (ล่อผู้ชายนะเอง  :laugh:)

ออฟไลน์ สมุนไพร

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1581
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +144/-3

ออฟไลน์ Joobperman

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 648
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
 :m1:  :m1:

 รูปของภูเป็นนายแบบ ชื่อว่า ยุกต์  ส่วนนามสกุลขอโทษจริงๆ จำไมได้

 น้องเค้าเพิ่งจบจากร.ร.เตรียมอุดม ม.6 ปีนี้ค่ะ กำลังเข้ามหาวิทยาลัย

 น้องเค้าหล่อมาก เรียนเก่งด้วย  มีรูปถ่ายแบบรูปหนึ่ง X  มากเลยค่ะ

 ทั้งสาว ทั้งหนุ่ม กรื๊ดดดดด สลบ

  :laugh: :laugh: :laugh:

gift_deb

  • บุคคลทั่วไป
ขอเข้ามากรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ด้วยคนนะคะ





กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด จนสลบ :sad2:

ออฟไลน์ THIP

  • Global Moderator
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +986/-10

A_wAy_G_mAn

  • บุคคลทั่วไป
RaMin --- ใช่ครับ ผม ชื่อเอ  ขอบคุณมากครับ ที่ชมว่าเหมือนดาราใต้หวัน
 :o8:

 Mr.A_KUNG --- อย่าเครียดมานะครับ (ที่จริงบอกหอนายก็ได้ เพราะผมเรียนจบแล้ว ผมกัลปพฤกษ์ 40 รุ่นเดียวกับพระเอกชื่อ ว. ของช่องเจ็ดอ่ะครับ ยังเคยนั่งกินข้าวด้วยกันเลย อิอิ :a3:)


 gift_deb --- รูปของภูไม่ใช่ตัวจริงครับ (โทรไปหาน้องเขา เขาบอกว่าอายไม่กล้าครับ  ผมเลยหาคนที่ใกล้เคียงมาแทนครับ  ได้เป็นตามที่vicka  บอกครับ :m4:  ผมยังคิดเลยว่านิยจบจะมาเฉลยว่าในรูปใครเป็นตัวจริงบ้าง  :laugh:) เรื่องสร้างโอมเพจปรึกษาได้ครับ (แต่คิดค่าปรึกษาแพงหน่อยนะครับ...ล้อเล่น)


              จะว่าไปแล้ว  ชีวิตคนเราจริงๆมันยิ่งกว่านิยายอีกนะครับ  ผมกลับไปนั่งอ่าน Diary ของตัวเอง เพื่อไปเอาข้อมูลมาเขียนเรื่องนี้ อ่านไปตลกตัวเองไปครับ  :laugh: มีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งสนุกสมหวังทั้งเศร้า :o12: ครบทุกรสยิ่งกว่านิยายอีก พออ่านเสร็จผมก็เอาข้อมูลมาแต่งเป็นนิยายนี่แหละครับ (ซึ่งก็เสริมเติมแต่งรสชาติลงไปบ้างเพื่อ อรรถรสในการอ่าน  :m12: )

เอาเป็นว่าไม่เสียเวลาไปอ่านตอนที่ห้ากันเลยครับ (ตอนที่ห้ายาวหน่อยนะครับ แบ่งเป็นภาคแรกกับภาคจบ ครับ)


A_wAy_G_mAn

  • บุคคลทั่วไป
บทที่ห้า---สองต่อสอง (ภาคแรก)


“สวัสดีครับคุณพ่อ” เด็กชายวัยสิบขวบและวัยเจ็ดขวบ ไหว้ผู้เป็นพ่อหลังกลับจากโรงเรียน

“เอ โอ๊ต ขึ้นรถเร็ว ไปโรงบาลกับพ่อ” ผู้เป็นพ่อบอกด้วยน้ำเสียงที่ดูกังวล

“คุณพ่อไปโรงบาลทำไม แล้วคุณแม่ล่ะ” เด็กชายเอถามขึ้น

“แม่อยู่โรงบาล อาม่าลื่นล้ม แม่เลยไปเฝ้า”พ่อตอบ

“อาม่า” แล้วเด็กชายทั้งสอง ก็รีบวิ่งตามพ่อขึ้นรถ เพื่อออกไปโรงพยาบาลทันที

เมื่อไปถึงก็เห็นเหล่าวงศาคณาญาติและคุณหมอพร้อมพยาบาลยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ทุกสายตามองมาที่เด็กชายที่เพิ่งมาถึง แล้วมีเสียงของคนหนึ่งบอกว่า “รีบเข้าไป อาม่าคอย เอ อยู่”

หมอเดินนำเด็กชายทั้งสองเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับผู้เป็นพ่อ ภาพที่เห็นคือ หญิงผู้เป็นแม่นั่งตาแดงกุมมืออาม่าอยู่  มีคนอีกสองสามคนยืนอยู่ข้างๆเตียงอีกฝั่ง อาม่านอนมีสายอะไรก็ไม่รู้สองสายโยงมาที่จมูกของอาม่า

“เอ โอ๊ต มาหาอาม่าเร็วๆ ซิ”แม่หันมาบอกกับลูกชายทั้งสองคนที่เพิ่งเข้า

“แม่ ๆ เอ กับโอ๊ต มาแล้วนะ แม่ ลืมตาขึ้นมาดูหลานซิ” แม่หันไปพูดกับอาม่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แต่อาม่าก็ยังนอนนิ่งๆ

“เอ โอ๊ต เรียกอาม่าซิ บอกอาม่าว่ามาแล้ว” อาอี๊บอก

“อา..ม่า”เด็กชายเอเรียกเบาๆ “อาม่า ตื่น อาม่า”คนเป็นน้องเรียกตาม

“อาม่า เอ กลับมาจากโรงเรียนแล้ว ไหนอาม่าบอกว่าจะเจียวไข่ให้เอกินทุกวันไง”เด็กชายเอพูดแล้วเสียงก็เริ่มสั่น เริ่มมีน้ำในตาออกมา ทำให้คนเป็นน้องร้องไห้ตาม

ภาพตรงหน้าที่เห็น อาม่าพยายามที่จะลืมตา เปลือกตาอาม่าขยับนิดๆ เหมือนกับเหล่ตามามองทางต้นเสียง มุมปากมีการขยับนิดหน่อยเหมือนจะยิ้มให้กับเสียงนั้น แล้วเปลือกตาทั้งสองข้างก็ปิดสนิทพร้อมเสียง ตี๊ด...........ยาวๆที่ดังมาจากเครื่อง คุณหมอมองนาฬิกาแล้วหันไปพยักหน้าให้พยาบาลก่อนที่จะปิดเครื่องทำให้เสียงนั้นเงียบหายไป

“อาม่า......อา.....ม่า...........อาม่า.......อา.....ม่า......อาม่า” เสียงเด็กชายเอตะโกนลั่นพร้อมน้ำตา

“เอ  ๆ   ๆ  ตื่นๆ  เอ   เป็นอะไร” เสียงที่ทำให้ผมตื่นจากความฝัน 

ผมอยากจะรีบตาแต่ทำมันมันลืมไม่ขึ้น ทำไมรู้สึกว่าร่างกายมันหนาวเย็นยะเยือกอย่างนี้ เหมือนมันจะขาดออกจากกันให้ได้  เรี่ยวแรงเราไปไหนหมดนะ  แม้แต่จะขยับปากตอบเขาไปว่าเราได้ยินแล้วก็ไม่มี  ลำคอแห้งผาก  ตุ๊บ.....................................................ตุ๊บ...........................เสียงหัวใจเต้นเบาๆ จังหวะห่างๆ หรือนี่ว่าเรากำลังจะตาย ไม่นะ.........เรายังไม่อยากตาย  เรายังมีพ่อ  มีแม่  มีน้อง มีเพื่อน เราเพิ่งเข้าเรียนมหาลัยเอง ที่สำคัญเรายังไม่เคยมีแฟนเลย  ยังไม่รู้จักเลยว่า ความรักระหว่างแฟนมันเป็นยังไง  ไม่นะ  ไม่...................................แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลงจมอยู่ในภวังค์

.....................................................................................

เสียงคนคุยกันอยู่ข้างๆทำให้ผมตื่น อยากลืมตาขึ้นมาดู แต่ก็รู้สึกว่าทำไมตามันหนักอย่างนี้นะ
ผมไม่ฝืน ว่าแล้วก็หลับตาลงอย่างเดิม นอนฟังเสียงนั้นคุยกัน ตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายอุ่นขึ้นเยอะ
แต่ก็ยังไม่มีแรงพอที่จะกระดิกกระเดี้ยวตัวไปมาได้ แล้วก็เจ็บแปล๊บๆที่ข้อพับของแขนด้านขวา

“ไม่เป็นไรมากหรอก แค่น้ำตาลในกระแสเลือดลดน้อยไปหน่อย มีไข้สงสัยคงขาดการพักผ่อน
ให้กลูโคสกับน้ำเกลือทางเส้นเลือดแบบนี้ ตื่นมาก็วิ่งได้แล้ว ดูเราเป็นห่วงเพื่อนมากเลยนะ
เอาอย่างงี้ พี่เข้าวอร์ดดึกพอดี เดี๋ยวพี่ดูให้  เรากลับไปนอนเถอะ เห็นบอกว่าพรุ่งนี้มีเทสแต่เช้าไม่ใช่เหรอ  ให้พี่ไปส่งไหม”เสียงนุ่มๆที่แสดงความเป็นสุภาพบุรษดังออกมาจากปากชายหนุ่ม ถ้ามองดูจากชุดก็รู้ว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นเอ็กเทริ์น

“ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองได้ ฝากเพื่อนผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ”เสียงชายหนุ่มอีกคนตอบ ผมจำได้ว่าคือเสียงของหนึ่ง แต่เสียงก่อนหน้านี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

ครื้น.........................ครื่น.........................เสียงบุรุษพยาบาลรูดผ้าม่านเพื่อล้อมปิดเตียงที่ผมนอนอยู่

“เอ่อ   พี่ครับ เดี๋ยวผมจัดการเองครับ นั่นน้องชายผมเองครับ”เสียงนุ่มๆนั้นดังขึ้นมาอีกที

ผมตั้งใจว่าจะนอนหลับให้เต็มอิ่มลึกๆยาวๆ โดยไม่สนใจเสียงพูดนั้นแล้ว  แต่แล้วก็มีเรื่องให้ผมหลับไม่ลง (ไม่หลับแต่ไม่มีแรงลืมตาไม่มีแรงขยับตัว) เพราะมีมือมาจับที่เน็คไทด์ผม ค่อยบรรจงแกะมันออกอย่างช้าๆ ปลดกระดุมคอออก จังหวะนี้เองที่ทำให้ตัวเขาเข้ามาใกล้  ทำให้ผมได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆบ่งบอกถึงความเป็นสุภาพบุรุษที่สุขุมเอามากๆ

ใช่แล้ว กลิ่นนี้ผมจำได้  เสียงเมื่อกี้ถ้าไม่ผิด  พี่หมอทีแน่ๆ  ขณะที่ผมคิดได้ ก็พยายามที่จะลืมตาดูว่าใช่พี่หมอทีอย่างที่คิดหรือเปล่า  แต่ให้ตายเถอะ เปลือกตาผมเหมือนมันหนักมาก ลืมยังไงก็ไม่ขึ้น
มือนั้นก็ยังแกะกระดุมเสื้อต่อทีละเม็ดๆอย่างช้า แล้วค่อยๆถอดเสื้อผมออก (ตะแคงออกทีละด้าน)
จากนั้นก็ไปจับที่หัวเข็มขัด เขาปลดมันออกแล้วค่อยรูดมันออกจากกางเกงอย่างช้าๆเหมือนเดิม

 (จะทำอะไร – ผมคิดในใจ อยากขยับนี้แต่ไม่มีแรงเอาเสียเลย) 

มือนั้นหันไปหยิบผ้าที่อยู่ในอ่างสแตนเลสสีเงินใบขนาดย่อม ค่อยๆบรรจงบิดผ้าแล้วมาลูบที่หน้าผมอย่างเบาๆช้าๆแบบถนุถนอม ผมรู้สึกถึงความสบาย โล่ง และความอบอุ่นที่เขาถ่ายทอดมาให้ (ดีจัง)

กลับไปบิดผ้าอีกครั้ง แล้วมาเช็ดต่ออย่างละมุนเบาๆที่ลำคอ ไล่ลงมาที่อก และท้องของผม

“เห็นตัวเล็กๆ อย่างนี้แอบมีกล้ามกับเขาด้วย” เสียงบ่นเบาๆขณะเช็ดตัวให้ผม (เล็กแต่ตัวนะเฟ้ย—ผมคิด)

เขากลับไปซักและบิดผ้าอีกรอบ คราวนี้มาเช็ดที่แขน และแผ่นหลัง(ตะแคงเช็ดทีละด้าน)

“ผิวเนียนใสเชียว ไม่น่าเชื่อว่าเป็นลูกน้ำเค็ม”เสียงบ่นเบาๆอีกรอบ (สบายจังนอนเฉยๆมีคนเช็ดตัวให้ แต่ถ้าเช็ดตัวก็ต้อง....... ไม่นะ ไม่..........--- ผมคิดอะไรบางอย่างได้)

เขาเอาผ้าวางลงในอ่างสแตนเลสใบเดิม แล้วหันมาปลดกระดุมกางเกงผม (นั่นไงสิ่งที่ผมคิด
ไม่เอาๆเช็ดแค่ท่อนบนก็พอแล้ว ผมอยากบอกเขาเหลือเกินแต่ไม่มีเรี่ยวแรงเอาซะเลย)

เขาวางมือเหมือนรู้ความคิดผม (ค่อยโล่งอกไปหน่อย – ผมนึกในใจ) แล้วก็ไปถอดถุงเท้าของผมออก

“สงสัยคงเพลียมาก นอนทั้งๆที่ยังใส่ชุดนักศึกษาครบทุกชิ้น”เขาบ่นเบาๆออกมาอีกรอบ

แล้วก็กลับมาปลดกระดุมกางเกงต่อ (เฮ้ย ! นึกว่าหยุดแล้ว – ผมคิดพร้อมกับพยายามสั่งร่างกายให้ขยับหนี หรือส่งเสียงว่า ไม่ ออกมาซักคำ แต่ไร้ผลตอบรับจากร่างกาย) มือนั้นค่อยๆรูดซิบกางเกงออกอย่างเบาๆเงียบๆกลัวผมตื่น (กูตื่นอยู่นะเฟ้ย แต่ลืมตาไม่ขึ้น ถ้าทำอะไรมีหวังโดนแน่) แล้วเขาค่อยๆถอดกางเกงผมออก ค่อยๆช้อนช่วงก้นผมขึ้นดึงกางเกงลง แล้วเขาก็ถอดมันสำเร็จ ทำให้ตอนนี้ร่างกายผมที่อยู่บนเตียงเปลือยเปล่า มีแต่กางเกงในสีขาวปิดบังในส่วนที่ควรปิดอยู่

(โอ้   ไม่นะ  ถ้าเขาถอดกางเกงในผมออก  เขาก็ต้องเห็น เอน้อยสุดที่รักของผมซิ  ยิ่งถ้าเขาเป็นพี่หมอทีล่ะ  โอ้ย......ไม่อยากคิดๆๆ  ทำไงดีๆ  เอ้า  ด้วยบุญกุศลที่ไม่เคยแอบดูใครแก้ผ้า ช่วยดลใจให้เขาไม่ถอดกางเกงในผมด้วยนะ – ผมนึกอะไรไม่ออกด้วยความเขินอาย นึกพึ่งใบบุญตัวเองทันที)

เขาเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูอีกผืนมาปิดผมไว้ ช่วงใต้สะดือลงไปถึงเหนือหัวเขา  ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือเข้าไปในผ้าขนหนูผืนนั้นเพื่อถอดกางเกงในผมออก (ก็ยังดีที่ไม่โป๊ – ผมคิด)

แล้วเขาก็หยิบผ้าขึ้นมาบิดพร้อมเช็ดตัวส่วนท่อนล่างให้ผม  ตอนที่เขาเช็ดเข้าไปในใต้ผ้าขนหนู
ใจผมเต้นโครมครามเสียงดังมาก ดังจนผมกลัวเขาจะได้ยิน ผมรู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้า จนทำให้หน้าร้อนผ่าวๆ  แต่เขาเช็ดด้วยความละเมียดละไม ไม่ละลาบละล้วงทำอย่างอื่นเกินเลยนอกเหนือหน้าที่  นั่นแสดงว่าเขาคนนี้ไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง มีจรรยาบรรณในหน้าที่ (ถ้าผมมีแรง ป่านนี้ เจ้าเอน้อย คงตื่นตามไปด้วยแล้วแน่ๆ --- ผมคิด)

เขาเช็ดตัวให้ผมเสร็จ ก็เอาเสื้อผ้าของโรงพยาบาลมาเปลี่ยนให้ ทำให้ผมนอนสบายกว่าเก่ามาก หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม เขาก็นั่งลงข้างๆเตียงผม เอามืออันแสนนุ่มมาลูบที่หัวผม เหมือนกำลังคิดอะไรเพลินๆ  แล้วก็มีเสียงหัวเราะออกมาจากในลำคอเบาๆก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ครั้งที่แล้วไปแอบร้องไห้ในห้องน้ำ ก็บอกว่าล้างหน้าแล้วนิ้วจิ้มตา ตื่นมาคราวนี้จะบอกว่าเป็นอะไรอีกล่ะ” ไม่พูดเปล่า เลื่อนมือลงมาจับที่ปลายจมูกของผมแล้วบีบเบาๆพร้อมจับสั่นเหมือนกับว่ากำลังหยอกล้อกับเด็กน้อย ก่อนที่จะเดินไปรูดม่านออก

“พี่พยาบาลครับ คนไข้เตียงนี้ผมฝากด้วยนะครับ น้องชายผมเอง ถ้ามีอะไรหรือฟื้นขึ้นมาช่วยตามผมด้วย เดี๋ยวผมลงวอร์ดเสร็จจะมาดูครับ” เขาบอกกับพยาบาล ก่อนเดินไปทำตามหน้าที่

(ใช่ ใช่พี่หมอที จริงๆด้วย ไม่มีใครรู้เรื่องผมร้องไห้ในห้องน้ำ นอกจากพี่หมอที แล้วพี่มหอทีมาได้ยังไง ช่างมันเถอะตอนนี้ขอนอนก่อนดีกว่า ไม่อยากคิดอะไรแล้ว --- ผมคิดแล้วก็หลับไป)

ผมมารู้สึกตัวอีกทีเพราะหิวน้ำคอแห้งมาก จึงพยายามลืมตา ก็ได้บ้างเล็กน้อยเหมือนกับแรงค่อยๆกลับคืนมา ผมมองไปรอบๆแต่ทุกอย่างเป็นเบลอๆ ไม่ชัด ผมเห็นชายคนหนึ่งนั่งกอดอกหลับอยู่ข้างๆเตียงของผม ผมเห็นขวดน้ำอยู่บนหัวเตียง เลยพยายามจะพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งเพื่อเอื้อมมือไปหยิบน้ำมาดื่ม เสียงผมขยับตัวทำให้ชายคนที่นั่งข้างๆตื่น

“ฟื้นแล้วเหรอครับ น้องเอ”เสียงชายคนนั้นทักพร้อมกับรีบเข้ามาช่วยพยุงผมลุกขึ้นนั่ง

ผมขมวดคิ้วแล้วหลับตาลงอีกครั้ง ก็ที่จะพยักน้อยๆแล้วลืมตาขึ้นพร้อมจ้องมองเขา

“อ๋อ เดี๋ยวนะครับ” เขามองผม แล้วหันไปหยิบแว่นตา จากโต๊ะที่อยู่ข้างๆ มาสวมให้ผม

หลังใส่แว่นผมหลับตาอีกครั้งเพื่อปรับภาพพร้อมกล่าวขอบคุณ แล้วลืมตาขึ้น

“อ้าว พี่หมอที” แล้วก็เอ่ยทักคนที่สวมแว่นให้ผม ด้วยเสียงที่แทบจะไม่มีออกมา

“ครับพี่เอง ดีใจจัง จำพี่ได้ด้วย  น้องเอ ตอนใส่แว่นดูเป็นคนละคนเลยนะ ดูเป็นเด็กเรียน น่ารักดี ” พี่หมอทียิ้มกว้าง บ่งบอกถึงความดีใจพร้อมกับแซวผม
(แล้วตอนไม่ใส่แว่น ไม่น่ารักไงฟ่ะ --- ผมนึก)

ผมมองไปที่ขวดน้ำกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ พี่หมอทีก็บอกว่าให้นั่งเฉยๆ แล้วพี่เขาก็รินน้ำใส่แก้วให้ ผมยกมือจะไปจับแก้วเพื่อดื่มเอง (ตอนนี้พอมีแรงบ้างแล้ว)

“บอกให้นั่งเฉยๆ ไงครับ อ่ะ”พี่ทีเอาแก้วน้ำมาจ่อที่ปากผม ผมก็ดื่มจนหมด

“เอาอีกไหมครับ” พี่ทีถาม ผมพยักหน้า แล้วพี่ทีก็ป้อนผมอีก

“เอาอีกแก้วไหมครับ” พี่ทีถามอีก ผมส่ายหัวพร้อมบอกว่า ขอบคุณครับ

ไม่ทันจะพูดอะไรกัน หนึ่งที่แต่งชุดนักศึกษาพร้อมไปเรียน ก็เดินเข้ามา

“เอ ฟื้นแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง เราห่วงเอ มากเลยนะ เมื่อคืนนอนไม่หลับเลย เอ อย่าเป็นอะไรนะ
เอ สัญญาแล้วนะว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเรา เราเขียนโน้ตไปติดที่หน้าห้องเอ็กซ์ไว้แล้วว่า เอ ไม่สบายเข้าโรงพยาบาล ช่วยติดต่อทางบ้านให้ด้วย .................................”(อีกล้านแปด) หนึ่งรายงานออกมาชนิดNon Stop แล้วน้ำตาก็เริ่มซึมๆออกมา (ผมได้แต่พยักหน้าแล้วคิดในใจ --- กูยังไม่ตายนะเว้ย ไม่ต้องเศร้า)

“เอ่อ.......เพื่อนน้องไม่เป็นอะไรหรอกครับ ปกติดีทุกอย่าง”พี่หมอทีรีบตัดบท ทำให้หนึ่งหยุดพูด

“งั้นเดี๋ยวพี่ขอก่อนนะครับ มีเรียนเช้าด้วย” พี่หมอทีพูดพร้อมมองนาฬิกา

“ครับ ขอบคุณพี่มากครับ”หนึ่งบอก  ผมยิ้มบางๆให้

“เอ พี่หมอคนนี้ดีมากๆ เลยรู้ไหม เมื่อวานนะ เรากลับห้องไปเห็น เอ นอนอยู่ ตอนแรกว่าจะไปปลุกเพราะเห็นนอนทั้งชุดนักศึกษาเลย ไทด์เอย เข็มขัดเอย ถุงเท้าเอย ก็ยังไม่ถอด แต่ก็คิดไปคิดมา อย่าเลยดีกว่า คงเหนื่อยมากถึงนอนในสภาพนี้ เดี๋ยวอีกหน่อยก็ตื่นเองนั่นแหละ ตอนที่เราจะไปอาบน้ำ สี่ทุ่ม ได้มั้ง เอ ก็ยังไม่ตื่น เราเรียก เอ ก็เงียบ เราคิดว่า เอคงหลับลึก เลยเดินออกไปอาบน้ำ แต่พอกลับมา เห็น เอ นอนน้ำตาไหล เพ้อเรียก “อาม่า  อาม่า” เราเข้ามาจับตัวจะเข้ามาปลุก เอ ตัวร้อนจี๋เลย  เราทำอะไรไม่ถูก คิดได้เราวิ่งไปที่ห้องเอ็กซ์ แต่ไม่มีคนอยู่ เราเลยตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ของเอที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือกะว่าจะหาเบอร์แล้วโทรไปตามที่บ้านหรือเพื่อนของเอมาช่วย แต่เราก็เห็นกระดาษใบหนึ่ง เขียนว่าพี่หมอที มีเบอร์โทรแล้วก็อีเมล์จดอยู่ (กระดาษแผ่นนั้นที่พี่หมอทีให้วันที่มาส่งเราที่หอ เราลืมไปเลย --- ผมคิดตาม) เราเลยโทรไป เพราะว่าดูจากชื่อแล้วคิดว่าน่าจะเป็นหมอ รู้ไหม เสียงพี่เขาในโทรศัพท์น่ะ พอรู้ว่าเอไม่สบาย ดูกระวนกระวายมาก รีบมาที่หอแล้วก็พามาโรงบาลเลย แถมยังเฝ้าเอให้ด้วยตอนกลางคืน ให้เรากลับไปนอนที่หอเพราะเรามีสอบ ใช่ๆ เรามีสอบ เราไปก่อนนะ เดี๋ยวสอบเสร็จมาเยี่ยมใหม่ เออๆ เกือบลืม เราเอาโทรศัพท์มาให้ด้วย ไปแล้วนะ” หนึ่งรายงานทุกอย่างแบบรวดเดียวจบรอบที่สอง ซึ่งผมไม่มีโอกาสพูดอะไรเลย ได้แต่พยักหน้าตาม แต่ก็ทำให้ผมปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ ผมรับโทรศัพท์มาจากหนึ่งพร้อมบอกว่า “ขอบใจมาก” แล้วหนึ่งก็รีบวิ่งออกไปทันที  สวนกับที่เขาเอาอาหารมาวางให้ผม


.....................................................................................
ผมเปิดโทรศัพท์ดูปรากฏว่า 40 สายไม่ได้รับ ส่วนใหญ่เป็นเบอร์ไอ้เอ็กซ์กับเพื่อนเก่า มีเบอร์อาอี๊ เบอร์คุณพ่อ คุณแม่ และเจ้าโอ๊ต น้องชายผมรวมอยู่ด้วย ผมรีบโทรไปหาที่อาอี๊ก่อนเลยทันที
เพราะถ้าเอ็กซ์เห็นโน้ตของหนึ่งที่เอาไปติดหน้าห้อง เอ๊กซ์ต้องรีบโทรไปบอกอาอี๊แน่ๆ แล้วอาอี๊ก็จะเป็นห่วงมาก ดีไม่ดีก็จะโทรไปบอกทางบ้านชลบุรีทำให้เป็นห่วงตามๆกันไปอีก แล้วมันก็เป็นอย่างที่ผมคาดไว้

“หวาดดีครับอี๊” ผมทัก

“อาเออ่ะ ลื้อเป็นยังไง .........................................”(ล้านแปดครับ ทั้งเป็นห่วงทั้งดุผมกลับมา)

“ไม่เป็นไรแล้วจริงๆ อี๊ เดี๋ยวเสาร์นี้เข้าบ้านก็ได้” ผมบอกอาอี๊พร้อมเอาใจโดยการบอกว่าจะเข้าไปนอนที่บ้านเสาร์อาทิตย์นี้ (บ้านอาอี๊อยู่ใจกลางเมือง ใกล้ๆห้างสรรพสินค้าชื่อดังของขอนแก่น ซึ่งจากมอไปบ้านอาอี๊ไม่เกิน 12 กม.บิดไม่ถึง 10 นาทีก็ถึง) แล้วพี่หมอทีก็เดินเข้ามา ผมก้มหัวให้เป็นการทักทาย

“ไปจริงๆคร้าบบบ  หายแล้ว  ไม่เป็นอะไร จริงๆ” ผมพูดเสียงหวาน พี่หมอทีเขียนข้างเตียงอมยิ้ม

“อี๊ ไม่ต้องมา เดี๋ยวก็ออกจากโรงบาลได้แล้ว จริงๆ ไม่เชื่อถามหมอดูซิ” ผมบอกไป อาอี๊ทำท่าไม่เชื่อ ผมหันหน้าไปมองพี่หมอที แล้วส่งโทรศัพท์ให้พร้อมยกมือไหว้ทำภาษาใบ้ประมาณว่าช่วยที

“สวัสดีครับ .........ครับ ............ไม่เป็นอะไรแล้วครับ .......ก็แค่ขาดน้ำตาลในเลือดน้อยไปครับ แล้วก็มีไข้นิดหน่อย.....อ๋อ......... ครับ......ได้ครับ....... ครับ........วันนี้ออกจากโรงพยาบาลได้ครับ........คงตอนเย็นๆครับ....... ต้องคอยอาจารย์หมอ เอ๊ย หมอใหญ่มาดูอีกทีครับ ........ครับ.......คุยกับ น้อง เอ๊ย คนไข้ต่อนะครับ...... ครับ.......ไม่เป็นไรครับ.......สวัสดีครับ.........” พี่หมอทีส่งโทรศัพท์คืน

“เห็นไหมอี๊ บอกแล้วว่าไม่เป็นไร ฝากอี๊โทรบอกคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ แค่นี้นะ คุยนานแล้ว
เปลืองเงิน ก็อี๊จ่าย  ช่วยอี๊ประหยัดไง (บิลค่าโทรของผมจะถูกส่งไปที่บ้านของอาอี๊ แล้วอาอี๊ก็ชิงตัดหน้าเอาไปจ่ายก่อนผมทุกที)  หวาดดีครับ” ผมโล่งอกไปกว่าครึ่ง ทีเหลือก็บอกไอ้เอ็กซ์ กำลังจะกดโทรศัพท์แต่.....

“ช่วยคนไข้โกหกญาตินี่ ผิดจรรยาบรรณไหมน่ะ” พี่หมอทีแซว  ผมลืมไปเลยว่าพี่แกอยู่ข้างๆ

“ขอบคุณครับพี่หมอที อ้าว ไหนพี่หมอทีว่ามีเรียนไงครับ”

“เรียกพี่ทีเฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องมีหมออายเขา ก็นี่ไงห้องเรียนของพี่ เรานั่นแหละมาทำไมที่ห้องเรียนของพี่” พี่หมอทีรีบบอก แล้วถามผม (เออ.......ใช่เขาเรียนหมอก็ต้องมาโรงบาลซิ--- ผมคิด)

“ใช่ แล้วผมมาทำไม กลับดีกว่า” ผมพูดงอนๆเล่นไปตามมุขพี่แก

“จะไปไหน  ถ้าน้องเอไป พี่ก็ไม่ได้เรียนซิ น้องเอเป็นหนังสือที่พี่ต้องอ่าน”แล้วพี่หมอทีก็ไปเปิดดูที่ถาดอาหาร “ยังไม่ทานเหรอ ทำไม ไม่ทาน ทานซะ  จะได้ทานยา”พูดแล้วเลื่อนถาดอาหารมาให้ผม

“คือ..................คือว่า.........ผม”

“ไม่ได้ต้องทานเดี๋ยวนี้ จะหิวไม่หิวก็ต้องทาน”พี่หมอทีเสียงดุหน่อยๆ

“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่.......คือ ผม......”

“จะบอกว่าอาหารไม่ถูกปากใช่ไหม ถึงไม่อร่อยก็ต้องกิน มีประโยชน์ทั้งนั้น”พี่หมอว่า

“คือผมปวดฉี่ครับ”ผมบอกออกไปอย่างอายๆ แล้วพี่หมอทีก็แก้เก้อด้วยการมาช่วยพยุงผม ลุกออกจากเตียง ผมเห็นพี่แกช่วยเข็นที่ห้อยกระปุกน้ำเกลือแล้วเดินตามเข้ามาให้ห้องน้ำ

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าเองได้” ผมบอกอย่างอายๆ

“อายเหรอ.......เมื่อคืน....นี้..อืม...ไม่มีอะไรหรอก  ไม่มองหรอกน่า”แล้วพี่หมอทีก็หันหลังให้ผม

(ใช่ซินะ เมื่อคืนนี้ พี่เขาเช็ดตัวให้เรา เห็นเนื้อตัวเราหมดแล้วนี่ (ยกเว้นเจ้าเอน้อย) เราจะอายทำไม)

ผมกลับมานั่งที่เตียง พี่หมอทีปรับเตียงให้เป็นแบบนั่งพร้อมเลื่อนถาดอาหารเข้ามาให้ ผมจะหยิบช้อน แต่พี่หมอทีมือไวกว่า ตักข้าวมาจ่อที่ปากผม

“ไม่เป็นไรครับ ผมทานเองได้”

“อ้าปากซิ” นั่นคือคำตอบของพี่หมอที

พี่หมอทีป้อนข้าวผมไปพร้อมบรรยายสรรพคุณของสิ่งต่างๆที่ผมทานเข้าไปว่ามีประโยชน์อะไร
 ดีต่อร่างกายยังไง

“น้องเอ พี่ถามอะไรหน่อยซิ ตอนที่น้องเอไข้ขึ้นสูงแล้วเพ้อถึงแต่อาม่า น้องเอคิดถึงอาม่ามากเหรอ”พี่หมอถามพร้อมเอาน้ำให้ผมดื่ม ผมดื่มน้ำพร้อมพยักหน้า

“แล้วมาอยู่ขอนแก่น ได้กลับไปเยี่ยมอาม่าบ่อยไหม”พี่หมอทีถาม

“บ่อยไหม”ผมทวนคำถาม ก่อนตอบว่า “ไม่เคยเลยครับ”

“คิดถึงทำไม ไม่โทรไปหา หรือไปเยี่ยมท่านบ้างล่ะ”พี่หมอทีถามอีก

“จะให้ผมโทรไปเบอร์ไหนอ่ะ แล้วไปเยี่ยมยังไง ก็อาม่าอยู่คนละโลกกับผมแล้ว ป่านนี้อาม่าเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ คงมองผมอยู่บนสวรรค์มั้ง ตอนเล็กๆอาม่าเลี้ยงผม ชอบพาผมตักบาตร ไหว้พระ สวดมนต์ ทุกวันพระ อาม่าจะไปวัด ผมก็จะตามไปด้วย อาม่าบอกว่าให้ทำบุญตายไปจะได้ไปสวรรค์”ผมพูดพร้อมยิ้มเศร้าๆ

“พี่ขอโทษ พี่ไม่รู้ว่าอาม่าน้องเอเสียแล้ว น้องเอชอบไปวัดเหรอครับ เอาไว้ว่างๆพี่จะพาไปนะครับ”แล้วพี่ทีหมอก็ชวนผมคุยโน่นคุยนี่ ถามเรื่องที่บ้านผม เรื่องอาอี๊เป็นใคร ผมจบจากไหน ทำไมมาอยู่ที่ขอนแก่น พร้อมกับบอกว่าหนึ่งเล่าให้ฟังหมดแล้ว ว่าเอนั่งแต่หน้าคอมทำงานอะไรก็ไม่รู้ ไม่ยอมนอน ไม่ยอมกินข้าว กินแต่กาแฟ จนเป็นเหตุให้ไม่สบาย ระหว่างที่พูดคุยกัน ผมรู้สึกว่าพี่หมอทีเป็นคนที่อบอุ่นมากๆ คุยสนุกได้สาระ ผมอยากมีพี่ชายแบบนี้บ้างจัง คอยเอาใจใส่ คอยพูดคุยซักถาม คอยเป็นห่วงเป็นใย
 
“สงสัยพี่ต้องฟ้องสภานักศึกษาซะแล้ว ว่านายกองค์การใช้คนทำงานหนักถึงกับล้มป่วย”พี่หมอทีพูดกึ่งเล่นกึ่งจริง ขณะปอกส้มให้ผม (ในใจผม --- ฟ้องได้จริงๆเหรอ ดีๆ จะเอาโทษให้หนักๆเลย)

“เอ มีแฟนหรือยัง” พี่หมอทีถามพร้อมยื่นส้มมาที่ปากผม ผมอ้าปากค้าง หันไปมองพี่เขา

“ยังครับ” ผมตอบพร้อมหันหน้ากลับไปกินส้มที่มือพี่เขา

“พี่ว่าแล้ว น้ำตาลในเลือดถึงน้อยผิดปกติ อันตรายนะ ถ้าลดลงมากๆ ความดันต่ำ อัตราการเต้นของหัวใจจะช้าลง ทำให้เป็นโรควูบได้ ต้องหาความหวานมาใส่บ้างแล้วนะ อยากมีแฟนไหมล่ะ”พี่หมอเล่นมุขแล้วหัวเราะเบาๆ (ดูมุขแพทย์ซิครับ)

“ยังครับ ผมยังไม่อยากมี” ผมตอบ

“ดีแล้ว พี่ว่าอย่าง หน้าตา หุ่นรูปร่างอย่างน้องเอ ถ้าจะหาคงไม่ยาก แถมเก่งคอมอีกต่างหาก”พี่หมอบอก (แต่เอ๊ะ หุ่นรูปร่างอย่างเอ --- ผมงงในใจ)

“น้องเอ ใบรับรองแพทย์ที่ใช่ลาเรียนอ่ะ พี่บอกให้เขาทำให้แล้วนะครับ กอ่นออกอย่าลืมไปเอานะครับ” พี่หมอทีบอก

“ครับ”ผมรับคำ

ดูแลเราทุกอย่าง ดูแลเราทุกเรื่อง  ตั้งแต่เมื่อวันก่อนที่ช่วยถือแฟ้มกลับจากองค์การ  แล้วเมื่อวานนี้ก็ดูแลเราตลอดเวลาที่เราไม่รู้สึกตัว  ทำไมเราถึงรู้สึกดีๆกับพี่เขายังนี้ล่ะเนี๊ยะ  ความรู้สึกอย่างนี้มันเรียกอะไรกันน่ะ ความรักเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก พี่เขาก็ผู้ชาย เราก็ผู้ชายนี่นา สงสัยเราคงอยากมีพี่ชายมากๆเท่านั้นเอง แล้ววันนั้นผมก็ออกจากโรงพยาบาลโดยพี่เขาไปส่ง ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้นั่งรถพี่เขาอีกครั้ง  กลับมาถึงผมโทรบอกหนึ่งกับคนอื่นๆว่ากลับมาที่ห้องแล้วไม่ต้องไปหาที่โรงพยาบาล  แล้วผมก็นอนคิดอะไรเพลินๆจนหลับไป ตื่นมาอีกทีก็ตอนที่หนึ่งกลับมาที่ห้องพร้อมของกินเยอะแยะมากมาย หนึ่งเอาใจผมน่าดู (ขนาดที่ว่าจอมประหยัดอย่างหนึ่งยังยอมซื้อของกินมาซะเยอะเลย --- ป่วยอย่างนี้ก็ดีนะ มีแต่คนเอาใจ  ผมคิด)

.......................................................................................

A_wAy_G_mAn

  • บุคคลทั่วไป

  บทที่ห้า---สองต่อสอง (ภาคแรก) ((ต่อ))

....................................


ผมมาถึงองค์การก่อนเที่ยงซักสิบนาที พี่แหววเห็นผมเดินเข้ามาทัก

“น้องเอๆ ตรงเวลาดีจริงๆ คอยเดี๋ยวนะ ทานข้าวมื้อเที่ยงมาหรือยังจ๊ะ”พี่แหววพูดพร้อมกวักมือเรียกให้ผมเดินเข้าไปในองค์การ

“สวัสดีครับพี่แหวว ยังไม่ได้ทานครับ”ผมไหว้พี่แหวว พร้อมตอบ

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปทานด้วยกัน เดี๋ยวคอยพวกพี่คนอื่นๆอีกก่อนนะ”พี่แหววบอก ผมพยักหน้ารับ

“อะไรเนี๊ยะ จะเที่ยงครึ่งอยู่แล้วยังไม่โผล่มาซักคน โทรหาใคร ก็ไม่มีใครรับ”พี่แหววบ่นพร้อมกำลังจะกดโทรศัพท์รอบที่ร้อย พี่นิคก็เดินเข้ามา

“แหมๆ กำลังจะจุดธูปเชิญอยู่เชียว นัดกับเที่ยงไม่ใช่เหรอค่ะ คุณนายกขา”พี่แหววเปิดฉากกัดพี่นิคทันที

“โทษที พอดีติดประชุมนิดหน่อย”พี่นิคบอก

“ขอโทษ ไม่ใช่โทษค่ะ พูดใหม่”พี่แหววบอก

“ขอโทษ ๆ”พี่นิคบอก

“ประชุมเรื่องอะไรกันคะ”

“เรื่องวันไหว้ครู เพิ่งออกมาจากตึกอธิการกันเอง แต่หมอทีกลับไปเรียนแล้ว คงไม่ได้ไปด้วยนะ”
 พี่นิคพูด (ผมได้ยินชื่อพี่หมอที ทำให้ผมถึงกับนั่งอมยิ้ม)

“ถึงว่าโทรไปไม่มีใครรับโทรศัพท์ แล้วงานวันไหนคะ แล้วพี่ริชกับปอล่ะเมื่อไหร่จะมา”พี่แหววถาม

“พฤหัสหน้า ไอ้ปอซ้อนมอไซค์ออกมากับไอ้ริชนะ เดี๋ยวก็คงถึง”พี่นิคตอบ

ติ๊ด......ติ๊ด.........เสียงโทรศัพท์พี่แหววดังขึ้น พี่แหววออกไปรับโทรศัพท์ของนอก

----เงียบ---       

ผมแอบมองหน้าพี่นิค  พี่นิคเองก็แอบมองผม พอเห็นผมมองไปก็หลบหน้าเหมือนหลบความผิดอะไรซักอย่าง

ติ๊ด...........ติ๊ด..........เสียงโทรศัพท์พี่นิคดังขึ้นทำลายความเงียบ

“ไงว่ะ พวกมึงอยู่ไหนนี่ เขาคอยกันอยู่”พี่นิคพูด

“อะไรนะ รถเสีย กูบอกแล้วให้มึงเลิกใช้ ไอ้เวสป้าเก่าๆของมึงอ่ะ มึงมี...” ไอ้นี่ตัดสายกูทิ้ง พี่นิคสบถออกมาเบาๆ แล้วหันมามองผมแล้วรีบหลบสายตาผมทันที

“พี่นิคขา แหววคงไปด้วยไม่ได้แล้วค่ะ เพื่อนบอกว่าต้องแก้เล่มรายงานด่วน ขอโทษด้วยนะคะ
เงินกับใบเบิกจ่ายอยู่ในซองที่โต๊ะใต้ลิ้นชักพี่นะคะ  พี่ไปกับพี่ริช ปอแล้วก็น้องเอ แล้วกันนะคะ ฝากน้องเขาด้วยนะคะ น้องยังไม่ทานข้าวเที่ยงเลย มานั่งคอยตั้งนานแล้ว ไปแล้วค่ะ ไปก่อนนะจ๊ะน้องเอ พี่ฝากด้วยนะ” พี่แหววยื่นหน้าเขามาบอกที่ประตูก่อนจะวิ่งออกไป โดยไม่ทันฟังพี่นิคที่กำลังบอกว่า “พี่ริชกับพี่ปอ ก็คงไม่ได้ไปด้วยตอนนี้อยู่ที่อู่ซ้อมรถ ให้ไปกันก่อนเลย ไม่ต้องคอย”

แล้วความเงียบก็มามาเยือนอีกครั้ง 

“พี่ครับ ไปวันหลังก็ได้ครับ”ผมทำลายความเงียบขึ้น

“เออ.......ไม่เป็นไร ไหนๆเราก็มาแล้วนี่ ไปดูๆก่อนก็ได้  เรายังไม่ทานข้าวไม่ใช่เหรอ  ป่ะไปทานข้าว”พี่นิคทำท่าคิดแล้วบอกกับผม (ผมสังเกตว่าวันนี้พี่นิคพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแปลกๆแบบลุกลี้ลุกล้น)

“ครับ”ผมเดินตามพี่นิคไปที่คอมเพล็ค

“จะกินอะไร ห้ามบอกว่าอะไรก็ได้” พี่นิคหันมาถามพร้อมกับใส่ผมหนึ่งดอก

ผมมองร้านคนที่น้อยที่สุด “ผัด......ไ.....” ผมพูดไม่ทันจบ พี่นิคก็ขัดขึ้น

“แล้วก็ห้ามบอกว่าจะกินผัดไท เพราะพี่ไม่ชอบกินอะไรที่มันซ้ำๆ อีกอย่างพี่ไม่ชอบเวลาที่นั่งกินอะไรอยู่แล้วมีคนวิ่งหนีไป” สองที่ดอก และดอกที่สาม ตามๆกันมา

“เรากินส้มตำเป็นมั๊ย”พี่นิคหันมาถาม

“เป็นครับ ”ผมตอบ

“เห็นหน้าอย่างเรา นึกว่าจะกินเป็นแต่อาหารไทยๆ อย่างพวกผัดไท อะไรอย่างเนี๊ยะ” ดอกที่สี่จากพี่นิค (กูทำอะไรให้มึงนักหนาว่ะไอ้พี่นิค กัดกูอยู่ได้ ตอนอยู่ในองค์การคุณพี่ยังทำหน้ารู้สึกผิดอยู่เลย)

พี่นิคเดินเข้าไปสั่งอาหารแล้วมานั่งที่โต๊ะ ผมเดินตาม

“เอาน้ำอะไร ห้าม.....”พี่นิคพูดไม่ทันจบ 

ผมสวนคืนทันทีหนึ่งดอก “.......บอกนะว่ากาแฟเย็น”

พี่นิคมองหน้าผม ผมก้มหน้าหนี “ป้า กาแฟเย็นสองครับ”เสียงพี่นิคสั่ง

ทุกอย่างเข้าสู่โหมดเงียบ เรากินอาหารไปตามปกติ มันจะแซ่บกว่านี้ ถ้าบรรยากาศไม่เป็นแบบนี้

“เอ่อ.........เราชื่อ เอ ใช่ม่ะ”พี่นิคเริ่มถาม

“ครับ”ผมตอบ

“คือ เอ คือ พี่ขอโทษ”พี่นิคพูด

ผมที่กำลังจะเอาไก่ย่างเข้าปาก ก็อ้าปากค้างเลย แล้วเอาน่องไก่ชิ้นนั้นวางลงในจานพร้อมหุบปาก

“หมอที เล่าให้พี่ฟังหมดแล้ว เรื่องที่ เอ ไม่สบายเข้าโรงบาลเพราะทำงานที่พี่ให้เอาไปทำ จนไม่มีเวลากินข้าว ไม่มีเวลาพักผ่อน พี่ก็ไม่คิดว่าเราจะทำจริงๆนิ่ พี่คิดว่าเดี๋ยวเอก็คงเอามาให้คนในองค์การช่วยทำ ไม่คิดว่าเอจะเก่ง ทำได้เสร็จหมดเลยในคืนเดียว” พี่นิคพูดเชิงไว้ฟอร์ม

“ก็ตอนแรกผมก็คิดว่าจะมาให้พี่แหววช่วยทำ แต่ใครก็ไม่รู้บอกว่า ใครทำพังคนนั้นต้องรับผิดชอบ แล้วยังจะเอาก่อนเที่ยงอีก” ผมพูดโดยทำท่าน้อยใจ (ถึงทีของผมแล้ว)

“พี่ขอโทษนะครับ ที่พี่พูดไปเพราะพี่ห่วงงาน”พี่นิคเริ่มยกเหตุผล

“พี่ห่วงงาน แต่พี่ไม่เคยห่วงคนที่ทำงานให้กับพี่”ผมพูดต่อ (สะใจจริง ได้เอาคืนแล้ว)

“พี่ขอโทษ ขอโทษนะครับ เฮ๊ย เรื่องแค่นี้ถึงกับร้องไห้เลยเหรอ”พี่นิคพูดมองมาที่ผม

“พี่ไม่รู้หรอกว่า ผม.......ว่าผม.........เผ็ดแค่ไหนตอนนี้  ส้มตำเนี๊ยะเผ็ดมากเลย”ผมพูดออกมาพร้อมปล่อยเสียงหัวเราะ แล้วคว้าเอากาแฟเย็นมาดูด

“เราแกล้งพี่เหรอ กล้ามากนะ”พี่นิคยิ้มๆแล้วก็เอาน่องไก่มายัดใส่ปากผม “กินไปเลย”พี่นิคบอก

แล้วพี่นิคก็เอาทิชชู่มาเช็ดน้ำตาของผมที่ไหลเพราะความเผ็ดด้วยฤทธิ์ของส้มตำ เหมือนเวลาหยุดหมุน ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว เมื่อตาของผมสบกับตาของพี่นิค ตาที่ดูอ่อนโยนแต่มุ่งมั่นมีความจริงจัง มือที่สัมผัสอยู่ตรงหน้าของผมเหมือนกับต้องการซึมซับน้ำตาของผมทุกหยดทุกอณูให้หมดไปจากดวงตาคู่นี้

“เวลาเอ ไม่ใช่แว่นดูแมนๆ เท่ดีนะ  เวลาใส่แว่นแล้วดูเป็นหงิ๋มๆ ติ๋มๆยังไงก็ไม่รู้”พี่นิคพูดพร้อมเอามือออกจากหน้าผม

“ครับ”ผมยังตะลึงในสิ่งที่พี่นิค ทำให้ผมเมื่อครู่

“ว่าแต่ เอ ยกโทษให้พี่แล้วนะ เอาแบบจริงๆห้ามแกล้ง”พี่นิคถามพร้อมมองมาผม

“ครับ ผมไม่โกรธพี่หรอกครับ แค่มีความคิดว่าจะไปฟ้องสภานักศึกษาเท่านั้นเอง”ผมกวนกลับ

“รีบๆกินไปเลย ไม่ต้องพูดแล้ว”พี่นิคบอกแล้วก็กินต่อ

“เอ แล้วเอ ไม่อยากมาทำงานองค์การบ้างเหรอ”พี่นิคถามผม

ผมมองอย่าง งงๆ “ทำไมอ่ะครับ”

“ก็จะอะไรดีๆอีกเยอะเลย”พี่นิคโฆษณา

“อะไรดีๆที่พี่ว่าคืออะไรอ่ะครับ”ผมถาม

“บอกไม่ได้ ต้องมาทำเองถึงจะรู้”พี่นิคพูดเชิญชวนพร้อมยักคิ้วให้ (เท่มากมาย)

“ลองดูก็ได้ครับ แต่พี่ห้ามใช้ผมแก้ข้อมูลทั้งคืนนะครับ ไม่งั้นผมฟ้องสภานักศึกษาแน่”ผมบอก

“เป็นอันว่าตกลงแล้วนะ เฮ่อ........สำเร็จ”พี่นิคบอก

“สำเร็จอะไรครับ”ผม งง

“ไม่มีอะไรหรอก กินๆ”

“ผมไม่ตกลงแล้ว ถ้าพี่ไม่บอก”ผมเล่นไม้แข็ง

“ทำไมเราดื้อยังนี้น้า............ก็ไม่มีอะไร แค่พวกพี่ๆเห็นว่าเรามีความสามารถเลยให้พี่มาชวนไง”

“จริงอ่ะ ผมเชื่อได้กี่เปอร์เซ็นต์”

“ก็ได้ๆ บอกก็ได้ พอพี่พวกนั้นรู้จากหมอทีว่า เอ เข้าโรงบาลเพราะงานที่พี่ให้ไปทำ พวกมันก็พากันว่าพี่ใจร้าย แกล้งเด็ก แล้วอีกอย่างคนเก่งคอมอย่างน้อง องค์การก็ต้องการ แล้วน้องเขาจะกล้ามาทำงานด้วยไหม พวกมันรุมว่าพี่ บอกพี่ว่า ถ้าพี่ไม่สามารถชวนให้น้องเขามาทำงานได้ จะไม่ยกโทษให้พี่  เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละ”พี่นิคพูดพร้อมทำหน้ารู้สึกผิดแบบอายๆ

“แล้วจริงๆพี่ อยากให้ผมไปทำงานด้วยไหมล่ะครับ”ผมถามกลับ

“ใจจริงพี่อ่ะนะ ยอมรับเราตั้งแต่ตอนเอาข้อมูลมาลงแล้ว”พี่นิคบอก

“งั้นผมก็ตกลงครับ”ผมบอกพร้อมยิ้มออกมา พี่นิคก็ยิ้มออก ระหว่างที่กินผมกับพี่นิคก็คุยกันอย่างสนุกมากขึ้น เริ่มรู้จักกันมากขึ้น

.......................................................................................

บนรถพี่นิคมี CD เพลงเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นซิงเกิ้ลคือมีแค่เพลงที่ใช้ออกมาโปรโมต

“ทำไมบนรถพี่มี CD เยอะจัง มีแต่เพลงใหม่ๆด้วย อย่างคนนี้ยังไม่วางแผงเลย”ผมพูดพร้อมหยิบCDแผ่นหนึ่งขึ้นมาดู

“รู้อีก แสดงว่าคอเพลงเหมือนกันนิ่ นี่แหละข้อดีของการเป็นดีเจ ได้ฟังเพลงก่อนใหม่ๆใคร แต่ก็มีแค่สองสามเพลงเท่านั้นแหละ มันเป็นแผ่นซิงเกิ้ลที่ทางค่ายเพลงส่งมาให้ช่วยโปรโมต”

“ผมก็ไม่ได้เป็นคอเพลง อะไรมากมายหรอกครับ นักร้องทุกวันนี้ผุดยิ่งกว่าดอกเห็ด ผมตามฟังไม่ไหวหรอกครับ”

“ก็นั่นแหละ ในรถของพี่เลยมีแผ่นเยอะไง บางวันไปจัดรายการนั่งเลือกตั้งนานว่าจะเอาแผ่นไหนดี”

“แล้วที่จะไปดูคอม พี่มีสเปคไว้ยังครับ”ผมถามเข้าธุระ

“อ๋อ ก็ตั้งมาคราวๆ เราช่วยดูอีกทีซิ”พี่นิคพูดพร้อมยื่นกระดาษใบหนึ่งให้ผม

ผมอ่านดูแล้วถามว่า “พี่มีงบเท่าไหร่ครับ”   

“45,000 เป็นเงินบริจาค30, 000   เงินองค์การ15, 000”พี่นิคบอกพร้อมแจงที่มา

“ตั้งสี่หมื่นห้า กับสเปคที่พี่ตั้งมาแค่นี้ ได้สองเครื่องเลย เอางี้เดี๋ยวผมจัดการให้ดีกว่า”ผมบอก

“เอาRamกับฮาร์ดดิสก์เพิ่ม เปลี่ยนการ์ดจอ ซาวน์การ์ดอัพอีก หัวไร้ท์DVD สายดาต้า 2 หัว จอแบนวายสกีน 19 นิ้วดีกว่า เมนบอร์ดของอะไรดีน้า...แล้วเพิ่มอะไรอีกดี....”ผมพูดออกมาเบาๆพร้อมจดแก้ใหม่

“เอาของอะไรก็ได้ ที่ใช้แล้วไม่ต้องมานั่งทำข้อมูลทั้งคืน 555” พี่นิคแซว ผมค้อนให้ทีหนึ่ง

.................................................................................................

“ไม่ต้องเลือกมากก็ได้มั้ง ร้านไหนก็คงราคาเท่าๆกันนั้นแหละ นี่เดินจะสิบร้านแล้วนะ”พี่นิคบ่น

“ไม่ได้พี่ ราคาเท่ากันแต่คุณภาพสินค้าไม่เท่ากัน”ผมบอก

“เรานี่ ถ้าเป็นเรื่องคอมนี่ ดูตั้งอกตั้งใจเอาการเอางานเป็นพิเศษเลยนะ” พี่นิคบอก

“เอาล่ะ ทีนี้ก็เหลือแต่ให้เขาประกอบให้ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย”ผมบอก

“เราประกอบเองไม่ได้เหรอ”พี่นิคถามผม

“ได้ดิ่ แต่ที่หอไม่มีเครื่องมือ เครื่องมืออยู่บ้าน” (ใช่บ้าน บอกอาอี๊ไว้ว่าจะเข้าไปนอนบ้านนี่นา ไหนๆก็มาในเมืองแล้วให้พี่เขาไปส่งที่บ้านเลยดีกว่า --- ผมคิด)

“แล้วใช้เวลานานไหมกว่าจะได้”พี่นิคถาม

“เจ้าของร้านบอกไม่เกินสองชั่วโมง”ผมตอบ

“สองชั่วโมง ทำไมมันนานจัง”พี่นิคบ่น

“ที่จริงประกอบไม่ถึงครึ่งชม.ก็เสร็จ แต่งานเขาเยอะ ทำไมเหรอพี่มีธุระไปไหนหรือเปล่า ทิ้งไว้พรุ่งนี้ค่อยมาเอาก็ได้นะ”ผมเสนอ

“เปล่าๆไม่มี”พี่นิคบอก

“พี่ตอนขากลับ พี่แวะส่งผมที่บ้านได้ป่าว เลยจากตรงนี้ไปหน่อย แถวๆแฟรี่อ่ะพี่”ผมบอก

“ได้ซิ แวะกินข้าวด้วยได้ป่าว”พี่นิคบอก

“เอาดิ่ เดี๋ยวผมโทรบอกอาอี๋ให้เตรียมไว้”ผมกดโทรศัพท์

“เฮ้ย......พี่แซวเล่น ไม่เอา ไปส่งแต่ไม่กิน”ช้าไปแล้วอาอี๋รับสายก่อน

“ครับ อี๊........... เอเอง เดี๋ยววันนี้จะเข้าไปนอนที่บ้านนะครับ......... ไม่เกินทุ่มถึงบ้าน .........อี๋ จะมีรุ่นพี่เอ ไปกินข้าวที่บ้านด้วย ........คนเดียว ..........ไม่ค้าง .........ครับแล้วเจอกัน ครับ”ผมวางสาย

“พี่ล้อเล่น ไม่เอา เกรงใจ โทรไปบอกใหม่เร็ว”พี่นิคส่ออาการเกรงใจ

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ไม่ต้องเกรงใจ อีกตั้งสองชั่วโมงไปดูหนังกันไหมพี่”ผมชวน

“เอาดิ่” แต่แล้วก็ผิดหวัง เพราะไม่มีรอบเลย

“พี่ไปหาอะไรกินดีกว่า”ผมชวนใหม่

“ไม่ได้ นัดกับที่บ้านไว้แล้วไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวกลับบ้านไปก็กินไม่ลงอีก เขาจะว่าเอา”พี่นิคบอก

“งั้นไปร้องโยนโบว์กัน”ผมสรรหากิจกรรมมาเสนอ พี่นิคส่ายหัว

“ไปร้องเกะกัน”ผมบอก

“ไม่เอา พี่ร้องเพลงไม่เก่ง ต้องเก็บเสียงไว้จัดรายการ”พี่นิคอ้าง

“เอาซักอย่างเถอะ ไปร้องเกะนี่แหละ ไม่ต้องมาอ้างเลย ฟังผมร้องก็ได้”ว่าแล้วผมก็ลากพี่นิคไป

ตอนแรกๆผมก็ไม่กล้าร้อง อายๆพี่แกอยู่บ้าง แต่ไหนออกมาในเมืองทั้งที ขอหน่อยเถอะ ผมออกตัวด้วยเพลงเร็ว พอเริ่มหมดแรงก็ร้องเพลงช้า พี่นิคไม่ยอมร้องเลย เอาแต่นั่งดูผม หัวเราะบ้าง ยิ้มบ้าง คอยส่งน้ำให้ผมดื่มบ้าง 

“ไม่ไหวแล้ว เสียงผมหมดแล้วพี่ พี่ช่วยหน่อยดิ่”ผมบอกพร้อมดูดน้ำจากขวด

“ไม่เอา เรื่องอะไร ใครบอกให้ร้อง”พี่นิคปฏิเสธ

“งั้นผมไม่ทำงานที่องค์การแล้ว ถ้าพี่ไม่ร้อง” ไม้ตายนี้ใช้ได้ผล

“พาลนี่หว่า ก็ได้ เพลงเดียวนะ”พี่นิคบอก แล้วเดินไปเลือกเพลง

ดนตรีบรรเลงขึ้น ผมจำได้ว่ามันคือเพลงอะไร เพราะมันคือเพลงโปรดของผม

 “โห......พี่ทำไมเลือกเพลงเก่าอย่างงี้ เสียชื่อดีเจหมด”ผมทักขึ้นหลังได้ยินเสียงดนตรี

“เก่าแต่ความหมายมันดีนะ”พี่นิคพูดผ่านไมค์ทำเสียงดีเจ ชวนหลงใหล

............ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ..................ที่จะเสกปราสาทงามให้เธอ......ไม่มีฤทธิ์เดช.......... ไม่มีราชรถเลิศเลอ........

เสียงพี่นิคนุ่มกลมกล่อม มีเสน่ห์ชวนหลงใหล ยิ่งเพลงนี้ด้วยแล้ว มันยิ่งลงตัว  พี่นิคร้องไปหันมามองผมไป ตาของเราสบกันครั้งแล้วครั้งเล่า มีรอยยิ้มที่ดีส่งให้กัน

...............โอบกอดฉันไว้ หลับตาผ่อนคลายให้สมฤดี................
.....................เราจะบินหนี ข้ามน้ำทะเลและแดนกว้างใหญ่...............................

ในหัวผมตอนนี้มีภาพที่นิคเช็ดน้ำตาให้ผมเพราะความเผ็ดของส้มตำ ภาพที่พี่นิคร้องเพลงแล้วส่งสายตาพร้อมย้อมมาให้ผมในตอนนี้  แต่แล้วก็มีภาพพี่หมอทีป้อนข้าวผมตอนอยู่โรงพยาบาล  ภาพพี่หมอทีชวนผมคุยถึงอาม่า

........................ไม่ใช่ผู้วิเศษ เป็นเพียงผู้ชายมีใจมั่นรักเธอ...........................
.......................ไม่มีฤทธิ์เดช มีเพียงหัวใจที่ใฝ่เฝ้ารักเธอ.......................

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเวลาที่ได้อยู่ สองต่อสอง กับพี่นิคหรือกับพี่หมอที เราถึงรู้สึกแปลกๆ เป็นความรู้สึกที่บรรยายออกมาไม่ได้ มันเหมือนความรู้สึกเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมเลยในชีวิต มันเหมือนมีใครมาเติมอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปให้กับผม แต่มันเป็นไปไม่ได้ เราเป็นผู้ชาย พี่หมอทีก็ผู้ชาย พี่นิคก็ผู้ชาย สงสัยเป็นแค่อารมณ์ที่เราอยากมีพี่ชายมั้ง เพราะเกิดมามีแต่น้องชาย ผมสรุปกับตัวเองแบบนั้น

“ร้องจบแล้ว จะไม่ตอบมือให้กำลังใจกันหน่อยเหรอ”เสียงพี่นิคกระตุกผมออกจากความคิด

“เพราะมากเลยพี่ พี่ไม่คิดออกเทปบ้างเหรอ”ผมตอบพร้อมแซว

“เว่อร์ ไปแล้ว ไม่ต้องประชดก็ได้ไอ้น้อง”พี่นิคบอก

(นั่นไงไอ้น้อง  จริงๆด้วยความรู้สึกแปลๆที่เกิดขึ้นกับเรามันก็แค่อารมณ์ต้องการพี่ชาย--- ผมคิด)

“ป่ะ ไปดูคอมกัน เกือบสองชั่วโมงแล้วนี่”พี่นิคบอก

ผมเปิดประตูเดินนำพี่นิคออกมาก่อน

“พี่เอ ๆ”ผมหันไปทางเสียงนั้นแล้วเดินเข้าไปทัก

“อ้าวภู มาได้ไง ยังแต่งชุดนักเรียนอยู่เลย”ผมถาม

“พี่ดูเวลาก่อนดิ่ มันเลิกเรียนตั้งนานแล้ว”ภูบอกด้วยเสียงอันดัง

“ก็น่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยมา เสียชื่อโรงเรียนหมด”ผมบอกรุ่นน้องที่รร.เก่า (อย่างกับตัวเองไม่เคยใส่ชุดนักเรียนมาเดินห้างอย่างนั้นแหละ)

“แล้วพี่มาทำไร” ภูถามผม

“ก็มาดูคอม พอดีคอยช่างที่ร้านประกอบให้เลยแวะมาร้องเกะ แล้วภูมาไม”ผมบอก

“มาเดินเล่นกับเพื่อน ตามประสาคนไม่มีแฟน”ประโยคท้ายทำเอาผมสะอึก

“พี่เลี้ยงไอติมผมหน่อยดิ่ ไปนั่งกินกับผมด้วย เพื่อนๆแม่งร้องเกะกันน่าเบื่อ”ภูบอก

“วันนี้ไม่ได้ วันนี้พี่มากับ  ”พูดไม่ทันจบ พี่นิคก็มายืนหน้าบึ้งอยู่หลังผม เจ้าภูจากที่ยิ้มๆหน้าเข้มทันที

“แฟนพี่..........เหรอ?”ภูพูดออกมาต่อท้ายประโยคที่ผมพูดไม่ทันจบ

ผมอึ้งกับคำพูดของภู ไม่คิดว่าภูจะกล้าพูดต่อหน้าคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ผมมองภูแล้วหันไปมองพี่นิค สายตาทั้งสองคนมองกัน อย่างกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อกันอย่างนั้นแหละ

+++++++++ จบบทที่ห้า (ภาคแรก) +++++++++++


*** ข้อคิดคำคมประจำบท ***
- พี่ห่วงงาน แต่พี่ไม่เคยห่วงคนที่ทำงานให้กับพี่

p.s. ตอนที่ห้า (ภาคสอง) จะได้มารู้จักเจ้าภูมากขึ้นนะครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Joobperman

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 648
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
 :m13: :m13:
 
 อ่านตอนนี้แล้ว อยากบอกคำสุภาษิตว่า " รักพี่..เสียดายน้อง "

 พี่หมอทีก็ดี...พี่นิคก็ชอบ ไม่รู้จะเลือกใคร   :เฮ้อ: :เฮ้อ:

 รอตอนต่อไปจ้า ๆๆๆๆ

ออฟไลน์ kdds

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1471
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-5
มารอดูพี่นิคกะน้องภูเปิดศึก  :m4:
มุขน้ำตาลในเลือดของพี่หมอทีนี่..คิดได้นะคะ

numtannaka

  • บุคคลทั่วไป
เชียร์หมอที กรี๊ดๆ :m1: ชอบผุชายอ่อนโยน

RaMin

  • บุคคลทั่วไป
พี่เอเสน่ห์แรงแฮะ o13
มีแต่คนชอบ แบ่งให้มินบ้างดิ

ออฟไลน์ สมุนไพร

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1581
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +144/-3

ออฟไลน์ YMP

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1062
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-2
ถึงคราวจะมา หนุ่มๆ ก็มารุมกันเพียบ 55+

ja ne

  • บุคคลทั่วไป
โอ่ยๆๆๆๆๆ อาไรมันจะเนื้อหอมขนาดนี้ มีแต่คนมาตอม

พี่นิคร้องเพลงได้เก่า..............................มั่กมาก แต่มีนัยยะ อ๊ะป่าวเนี่ย :o8:

ออฟไลน์ nana

  • 아주마 애기 두명 ㅋㅋ
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2759
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-2

ออฟไลน์ DeShiWa

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +150/-9
 :impress: :impress: :impress:

ครับผม พี่หมอที ก็น่ารัก

พี่นิค ก็กวนๆๆ โหดๆๆนะผมว่า

เลือกไม่ถูกเชียร์ใครดี อิอิ

แต่รู้อยู่ว่าพระเอกเป็นพี่นิค อิอิ

:impress: :impress: :impress:

thomaskung

  • บุคคลทั่วไป
ตอนแรกมาเรียนที่ กทม นึกว่าจะคึกคักกว่าที่ขอนแก่น
แต่ที่ไหนได้ อ่านไปอ่านมายังกะขอนแก่นเค้าจัดงานเทศกาลทั้งปี

 :sad2: :sad2: :sad2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด