จริงเท็จลวงหลอกลอกซ้อนแผน
กี่หมื่นแสนความสัตย์มิหักหาญ
คมใดเอาชนะเกราะเหล็กปาน
มิอาจสู้คมผลาญจากภายใน
สัตยาโลหะสอดให้เสียดลึก
ทลายศึกสิ้นฤทธิ์ด้วยคุณไสย
ด้วยอาคมผิวกายริสู้ฤทัย
แค้นฝังในยากจะดับ..ปรับอาจิณ
-๒๓-
ผมสัมผัสได้ถึงเหงื่อแทบทุกเม็ดบนฝ่ามือแม้ว่าห้องนี้จะเปิดแอร์เย็นฉ่ำ
ผมสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจเต้นระรัวของตัวเองแม้ว่าความเงียบจะทำให้เสียงเข็มนาฬิกาดังกว่ามากก็ตาม
ศัพท์เทคนิคเรียกว่า ‘ความตื่นเต้น’
…ตื่นเต้นจนปวดหัว ทุกครั้งที่มือหยาบกร้านนั่นค่อยๆพลิกหน้ากระดาษไปทีละหน้าในอกมันก็ออกมาเต้มตุ่มๆต่อมๆ ยิ่งดวงตาใต้แว่นกรอบบางนั่นค่อยๆเลื่อนไปทุกตัวอักษรผมก็แทบจะขาดใจตายตรงนั้น มีบ่อยครั้งที่เผลอสั่นขาอย่างไม่ตั้งใจ ทางจิตวิทยาบอกว่าคืออาการอยากหนี แต่ที่ล้อกันเล่นๆก็แค่พวกเซ็กส์จัด…แต่นั่นแหละ สรุปแล้วมันคือการระบายความเครียดไม่ต่างกัน..
ผมนึกทบทวนเป็นรอบที่แปดล้านว่ามันสมควรแล้วรึเปล่าที่ลักลอบเอาสมุดที่ตนบังเอิญเจอในห้องสมุดออกมาแบบนี้ มันสมควรแล้วรึเปล่าที่เอามาให้คนตรงหน้าดูแบบนี้ คนที่เป็น ‘หมอปราบจระเข้’ คนนี้
…แต่จะเรียกว่า ‘ศัตรู’ ก็พูดออกมาได้ไม่เต็มปากนัก
…แต่จะให้เรียกว่า ‘มิตร’ ก็คงจะไม่ใช่เสียทีเดียว และระหว่างที่ผมกำลังสำนึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปนั้นเอง อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมา
“ไปได้หนังสือเล่มนี้มาจากไหน?” คำถามนั้นไม่ได้เหนือความคาดหมาย
ดวงตาที่ฉายแววฉงนออกมาอย่างชัดเจนเช่นนั้นทำให้ผมเผลอผ่อนลมหายใจอย่างลืมตัว มันเป็นประโยคคำถามจริงๆ..ไม่ใช่เพียงประโยคคาดคั้นเค้นเอาความอย่างโหดร้ายแบบที่ผมกลัว
“…ในห้องสมุดครับ” ผมเลือกที่จะตอบไปตามตรง “พอลองเปิดๆดูคิดว่ามันไม่ใช่หนังสือสำหรับยืม อาจมีใครสักคนมาวางไว้หรือไม่ก็….”
“บังเอิญเจอ?”
ผมเลิกคิ้ว “…คิด…คิดว่านะครับ”
“…ทำไมถึงตอบกำกวมแบบนั้นล่ะ?”
“ผม…” วูบนั้นที่ผมนึกถึงแก้ว แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร “คิดว่า…
มีใครสักคนจงใจวางมันเอาไว้เพื่อให้…ผมเจอ”
“แล้วทำไมต้องเป็นเอ็ง?”
“ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันฮะ”
“เฮ้อ” แกถอนหายใจ ถอดแว่นสายตายาวออกมาเช็ด “นั่นสินะ อย่างเอ็งจะไปรู้อะไร”
“อ้าว…แล้ว..แล้วสรุปว่าสมุดนั่นมันอะไรกันละฮะ? บันทึกปราบจระเข้รึเปล่า?”
“ใช่”
….คำเดียวที่ทำให้น้ำในร่างกายระเหยออกไปจนหมด ผมกระพริบตา..กำลังจะอ้าปากเอ่ยค้านหรืออะไรสักอย่างออกไปแต่ก็ทำได้แค่พะงาบๆเป็นปลาบู่หน้าตาตลก แน่นอนครับ สิ่งเดียวที่ผมต้องการตอนนั้นคือคำอธิบายเรื่องราวทุกอย่าง..เอ้อ ไม่จำเป็นต้องทุกอย่างก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้ผมได้เข้าใจสถานการณ์ตัวเองสักกะติ๊ดดด...ก็ยังดี
“มันไม่ได้มีชื่อปัญญาอ่อนแบบนั้นหรอก วางใจเถอะ”
อาจารย์คงปิดสมุดเล่มนั้น แล้วส่งคืนมาที่ผม
“เรื่องมันยาว…เล่าคร่าวๆแค่อาจารย์ของอาจารย์ของอาจารย์ของข้าคงเป็นคนบันทึกเอาไว้ เห็นมั้ย..ลายมือจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วง นั่นหมายถึงมันสืบทอดกันมาหลายรุ่น และควรจะอยู่ในมือของหมอปราบจระเข้ยุคปัจจุบัน”
“…แล้ว..แล้วทำไมมันถึง…?”
แกถอนหายใจอีกครั้ง “มันถูกขโมยไป เมื่อหลายสิบปีก่อน”
“ขโมย?”
“แต่ตอนนั้นมันก็มีของที่ถูกขโมยไปไม่ใช่น้อยๆน่ะนะ”
ผมมองสมุดปกดำเล่มนั้นอีกครั้งหนึ่ง “แล้ว…ผมควรจะทำยังไงต่อ?”
“ก็แล้วแต่เอ็งสิวะ”
“เอ๋!? แต่นี่เป็นของที่ขโมยมาจากพวกอาจารย์…….!?”
“ตอนนี้มันอยู่ที่เอ็ง” แกชี้นิ้วมาที่ผม “ไม่ว่าใครจะเป็นคนวางแผนให้สมุดเล่มนี้มาอยู่กับเอ็ง… แต่ตราบเท่าที่เรายังไม่รู้ว่าหมอนั่นมีเป้าหมายอะไร…ข้าคิดว่าปล่อยให้มันอยู่กับเอ็งไปก่อนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”
“แล้วมันไม่อันตรายรึไงล่ะครับ!?”
“ถ้ากลัวอันตรายนักก็ไปบอกจ้าวทิวันนั่นสิวะ จะตีโพยตีพายหาพระแสงอะไร!?”
“ถ้าบอกได้ผมก็ไม่วิ่งมาหาอาจารย์ให้เมื่อยตุ้มหรอก!”
“แล้วทำไมถึงบอกไม่ได้ล่ะ?”
“ก็..!!!” คำเกริ่นเดียวเท่านั้นครับ ก่อนที่ผมจะสูดลมหายใจ
“…ไม่รู้..เหมือนกัน” อีกฝ่ายถอนหายใจยาว “เอ็งจะทำอะไรตามอารมณ์และสัญชาติญาณเกินไปแล้วนะ เป็นมนุษย์ธรรมดาก็หัดระวังตัวหน่อยสิฟะ”
“…ผมอยู่ของผมเฉยๆอ่ะ ภัยมันมาหาผมเอง”
“ข้าก็อยู่ของข้าเฉยๆ เอ็งน่ะแหละมาหาข้าเอง”
“อ้าว ก็….”
แต่แกไม่ปล่อยให้ผมเถียง นิ้วกร้านยื่นมาดีดมะกอกกลางหน้าผากผม ‘ป๊อก’ แรงจนหัวแทบหลุด
“ถ้าเอ็งรู้ว่านายทิวันเป็นอะไร ถ้าเอ็งรู้ว่าข้าเป็นอะไร แล้วยังเทียวไปเทียวมาบ้านสองหลังแบบนี้มิวายป่วนกันไปหมดหรอกรึ จะจระเข้หรือหมอปราบจระเข้ก็เลือกเอาสักทางสิวะ!!” “อะ…” ผมกระพริบตา “เลือกทางสายกลาง…ไม่ได้เหรอครับ?”
“ไอ้งี่เง่า!!” คนตรงหน้าตะคอก “นี่ดีแค่ไหนที่ข้าหรือไอ้ทิวันนั่นไม่ฆ่าเอ็งไปซะ พวกมนุษย์ที่ถลำลึกมาได้ขนาดนี้ถ้าไม่ดวงแข็งชิบหายก็บ้าได้โล่ แต่เอ็งนี่ถ้าจะเป็นทั้งสองทาง…”
“บ-บ้าเลยเหรอ?”
แกมองหน้าผม “บ้าขนาดนี้ แค่คิดจะฆ่ายังทำไม่ลงเลย อนาถ”
“เอ้ากรรม”
“ยังจะมาล้อเลียน ไอ้เนี่ย” แกดันสมุดเล่มนั้นมาใกล้ผมมากขึ้น “เก็บไว้ให้ดี ถ้าไม่คิดจะบอกไอ้ทิวันนั่นก็เก็บไว้ให้ดีๆ”
“อ..ครับ”
ผมหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ดันเผลอคิดว่าไอ้ก้อนที่อยู่ในมือแม่งเป็นของผิดกฏหมายไปเสียแล้วแบบนี้จะให้เก็บต่อไปยังไงวะ แต่ก็นั่นแหละ..เถียงไปก็เห็นจะไร้ประโยชน์ บอกตามตรงว่าไม่เข้าใจเลยเรื่องปราบจระเข้ห่าอะไรนั่น แล้วมันจะสุ่มมาให้เราทำไมวะ แล้วสรุปแก้วมีส่วนด้วยรึเปล่า เอาไงดีวะเนี่ยกู
ว่าแล้วก็ขออนุญาตพลิกดูอีกสักหน่อยเถอะ…
เปิดมาหน้ากลางก็เป็นรูปจระเข้ตัวใหญ่กับหมอปราบที่ตัวเล็กกระจิดนั่นแหละครับ มองแล้วมองอีกก็อดสรุปความไม่ได้ว่าคงเป็นรูปเชิงอุปมา…ที่จะบอกว่า เอ้อ จระเข้มันเป็นภัยมหันต์นะ คงไม่ใช่ขนาดจริงหรอก….
“…จ้าวจระเข้ก็ประมาณนั้นแหละ ไม่ต้องทำหน้างงอยู่”
ผมว่าอาจารย์คงต้องมีวิชาอ่านใจแน่ๆเลยครับ
ผมพยักหน้าหงึกหงัก พลิกไปอีกหน้าหนึ่ง..หลักๆก็ดูแต่รูปวาดเอาเนี่ยแหละครับ จะนั่งแกะอักษรฮีโรกราฟฟิคมันก็ใช่เรื่อง
หืม…
…เดี๋ยวนะ จะว่าไปแล้วหอกอันนี้มัน…………. ผมเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์คง ถึงแม้แกจะดูเบื่อๆแต่ก็ยอมมองตามที่ผมชี้
ก่อนที่จะถอนหายใจ
“หอกสัตตโลหะ” มันเป็นชื่อ..ที่ทำให้ผมใจเต้นรัวได้อย่างน่าประหลาด… “ตามความเชื่อในสมัยก่อน เป็นอาวุธเดียวที่สามารถปลิดชีพจ้าวจระเข้ได้…ซึ่งทั้งตัวและคมหอกจะถูกสลักอักขระอาคมไว้มากมาย ว่ากันว่าใช้ผู้มีอาคมแข็งกล้าสามสิบกว่าคนเห็นจะได้ในการสร้างหอกด้ามนี้ ทุกขั้นตอนเต็มไปด้วยคาถา…..แต่ก็ช่างเถอะ มันไม่สำคัญเท่าไหร่แล้วละ”
ผมอาศัยมุมโต๊ะเพื่อกำส่วนหนึ่งของกางเกงแสลคแน่น ด้วยอะไรบางอย่างทำให้น้ำลายในคอเหนียวหนืดชอบกล แถมทุกประสาทสัมผัสยังตื่นตัวจนน่ากลัว
“ทำไม…ล่ะครับ…?”
“มันถูกขโมยไปเหมือนกันน่ะสิ” ..ในท้องผมมีช่องว่างอยู่..
..แต่ในอกกลับเต้นระรัวราวกลองชุด กระนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจาก..นั่งอยู่เฉยๆอย่างนั้น.. “ข้าเองก็ยังไม่เคยเห็นมันเลย มันถือเป็นอาวุธในตำนาน มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ใช่มันได้ และมันก็หายสาปสูญไปทั้งที่ยังถูกใช้งานได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายพวกเลือดจ้าวก็ยังเหลืออยู่ จระเข้ก็ยังมีอยู่…พวกเราก็ต้องทำงานกันต่อไป…”
“แล้วถ้าหล่อหอกขึ้นมาใหม่ล่ะครับ?”
“คิดว่าง่ายรึไง?” แกว่า..แล้วขมวดคิ้ว “ถามรายละเอียดทำไมน่ะ? เอ็งไม่ได้อยากจะฆ่าจระเข้ไม่ใช่เรอะ”
..อึก “ใช่ฮะ แต่….”
“แต่?”
….หอกนั่น…..เหมือนหอกที่ผมเคยเห็นในความฝัน…
….ฝันที่ไกลแสนไกล….ฝันที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาว…ของเหลวเหนียวเหนอะหนะ…และ……….. ……….ความเจ็บปวด………. “ผมแค่อยากรู้” ผมไหวไหล่ “ก็ถ้ารู้ว่าอะไรฆ่าพี่วันได้ ผมก็ได้ช่วยพี่วันถูกทางยังไงล่ะ”
อีกฝ่ายเงียบไป แล้วยอมเลยตามเลย “เออ สุดท้ายเอ็งก็อยู่ฟากนั้น”
“ผมเป็นกลางต่างหาก!”
“เออๆ”
“แล้ว…ที่บอกว่าหอกเนี่ยใช้ฆ่าเลือดจ้าว” ผมทวนคำ ก้มหน้าก้มตาลงในสมุดเล่มนั้นใหม่ “หมายความว่ามีแค่ไอ้หอกเนี่ยอ่ะนะที่ฆ่าได้ ใช้วิธีอื่นไม่ได้เลยเหรอ?”
“ก็คงได้มั้ง หอกนี่ก็โดนขโมยไปหลายสิบปีแล้วล่ะ” คู่สนทนาท้าวค้าง “ข้าเองก็ไม่เคยลอง..คนที่เกิดในยุคข้าก็ไม่มีใครเคยฆ่าพวกจ้าวซะด้วยสิ เอาไอ้พี่วันสุดประเสริฐของเอ็งมาเป็นหนูทดลองได้มั้ยล่ะ?”
“ค-ใครจะให้กันเล่า!!”
“เอออ เจ้าพวกปรปักษ์”
“ไม่ได้ปรปักษ์สักหน่อยย เป็นกลางต่าง…….เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าไอ้ที่พูดเมื่อครู่เป็นเรื่องจริง..”
ผมชะงัก..วูบนั้นหัวใจที่ควรจะลดทอนความตื่นเต้นลงไปได้บ้างแล้วกลับยังระรัวอยู่ และมันทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมา
“งั้นก็หมายความว่า…พวกหมอปราบจระเข้ไม่ใช่คนฆ่าพ่อแม่ของพี่วันงั้นเหรอฮะ?” คำถามนั้นทำให้เกิดความเงียบคั่นกลาง แต่ไม่ได้น่าอึดอัดเพราะผมไม่ได้รู้สึกผิดที่ถามออกไป เพราะหลังจากคิดทบทวนให้ดีแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างก็คล้ายกับว่าเต็มไปด้วยน้ำตา
“เราฆ่าพวกจ้าวไม่ได้มาหลายสิบปีแล้ว” อาจารย์คงหัวเราะขืนๆ “ยี่สิบ..สามสิบ..ไม่สิ อาจจะมากกว่านั้นอีก แต่พ่อแม่เจ้าหมอนั่นเป็นใคร โดนฆ่าไปรึเปล่า ตายยังไง คงไม่มีใครทำทะเบียนไว้หรอก”
“แสดงว่าพวกอาจารย์ไม่ได้ฆ่า?”
“…ก็คิดว่างั้นนะ”
“แน่ใจนะฮะ?”
“…..ถ้าเอ็งจะถามเยอะขนาดนั้นไม่เลิกเรียนมหา’ลัยแล้วไปเป็นหมอปราบจระเข้ไปเลยล่ะฟะ”
ผมอ้าปากค้าง “เห้ยย! จะบ้าเหรอครับ!”
“เอ้า ก็เห็นสอดรู้”
“นั่นเป็นคำชมใช่มั้ย…”
“รู้ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก รังแต่จะจมดิ่งลึกลงมากไปทุกทีเท่านั้นแหละ” แกขยับตัวลุกขึ้น เพื่อบอกว่ามีธุระที่ต้องไปต่อ..หรืออีกแง่คือการไล่ผมทางอ้อมนั่นแหละ “เก็บสมุดเล่มนั้นให้ดีๆ อย่าให้ใครมาขโมยมันไปอีกล่ะ…เฮ้อ โผล่มาตอนนี้ก็เป็นเรื่องยุ่งยาก…อย่าเพิ่งบอกใครก็แล้วกัน”
“..อะ ครับ”
“…แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้เรื่องนึง” ผมลุกจากเก้าอี้ตามบ้าง “เรื่องอะไรเหรอครับ…?
ร่างสันทัดของอาจารย์คงไม่ได้หันมาทางผม เขาหันมองออกไปนอกหน้าต่าง..
..แล้วเอ่ยคำตอบด้วยเสียงที่เบาราวกับสายลม..
“…ว่าตอนนี้…มันไม่ได้มีแค่พวกจระเข้กับพวกหมอปราบจระเข้..เท่านั้นน่ะสิ….”+++++++++++++++++++
‘…มนุษย์เป็นคนฆ่าพ่อแม่ของพี่’
‘แต่คงไม่ลืมใช่มั้ย..ว่าใครเป็นคนฆ่าท่านพ่อกับท่านแม่ของท่าน..?’
‘…พี่หันหลังให้จระเข้ด้วยกันไม่ได้…’
‘…แต่เป็นจระเข้…เป็นสายพันธุ์ของสัตว์ที่โหดร้ายและไม่มีวันถูกทำให้เชื่องได้…ไม่มีวัน…’
‘งั้นก็หมายความว่า…พวกหมอปราบจระเข้…ไม่ใช่คนฆ่าพ่อแม่ของพี่วันงั้นเหรอฮะ?’
‘….‘ความแค้น’ ทั้งหมดของพวกเรา…’
...เศษเสี้ยวของจิ๊กซอว์…ที่ขาดหายไป… รู้ครับ..ผมรู้ว่ามันไม่เข้าท่าเอาซะเลยที่มานั่งคิดเรื่องแบบนั้นอยู่ในตอนนี้ ทั้งเรื่องจระเข้ที่ไม่เกี่ยวกับผมเลย เรื่องหมอปราบจระเข้ที่ไม่เกี่ยวกับผมเลย และเรื่องความแค้นไร้สาระที่ไม่เกี่ยวห่าอะไรกับผมเลย..นั่นก็ด้วย ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยสักอย่าง
แต่เพราะสมุดเล่มนี้อยู่กับผม และมันช่างเป็นภาระที่หนักอึ้งแต่ก็ไม่อาจโยนมันทิ้งไปไกลๆได้
สุดท้ายผมก็หนีชีวิตมหา’ลัยไม่พ้นหรอกครับ เราต้องทำงานส่ง…นั่นเป็นสาเหตุให้ผมกับไอ้โป๊ยต้องอยู่โต้กันเกือบถึงเช้า แล้วห้อมาเรียนเริ่มพรีเซน์ส่งคะแนนกับหลับแทบตายตอนที่เพื่อนพรีเซนท์
เออ เจริญ วิถีชีวิตที่ผมเชื่อว่านักศึกษา70เปอร์เซ็นต้องทำแบบผมเนี่ยแหละ แต่แม่งชิบหายตรงที่พอลืมตาตื่นมาคนที่ผมอยากจะถามมากที่สุดก็หายตัวไปซะก่อน
…แก้วไม่มีเรียนบ่าย…ผมเดาว่าเป็นอย่างนั้น เวลาที่สถานการณ์มันฉุกเฉินหรือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแม่งต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอครับ ไอ้อารมณ์ว่าที่จริงแล้วผู้ต้องสงสัยรายแรกก็ไม่ใช่ฆาตรกรหรอก...แค่ ‘บังเอิญ’ เข้ามาอยู่ในที่เกิดเหตุได้ถูกจังหวะเกินไป หรืออะไรก็ตามแต่…ช่างแม่งเหอะ
“ไกร”
“อ-อื้อ”
“มึงเป็นไรปะวะ ดูลนๆนะ”
ผมส่ายหน้าพัลวัน “เปล่านี่”
“มึงอยู่รอพี่วันป่ะ? เมื่อวานก็ไม่ได้เจอกันนี่”
“อื้ม ใช่” ผมรับคำ “เค้ามีสอบบ่าย เดี๋ยวก็เสร็จแล้วมั้ง”
“เออ งั้นกูกลับก่อนนะ”
“บาย โชคดีเพื่อน”
“เฮ้ยไกร”
“หืม?”
มันมองผม ถอนหายใจ แล้วเดินกลับเข้ามาใกล้ๆ
“มึงมีเหี้ยไร...ปรึกษากูได้ทุกเรื่องนะเว้ย” คำนั้นทำให้ผมเงียบไป แล้วยิ้มให้มัน “เออ กูรู้”
จากนั้นไอ้โป๊ยก็ตบไหล่ผม ก่อนจะเดินจากไป
..ไปตามทางของมันนั่นแหละครับ อย่าฉุดมันลงมาทางนี้เลย เคยคิดอยู่เหมือนกันนะครับว่าอีกไม่นานคงมีสักวันที่ผมแม่งต้องพลั้งปากบอกอะไรสักอย่างกับไอ้โป๊ยแน่ๆ หรือต่อให้ไม่มีวันนั้นมันก็ต้องมีวันที่แบบผมอัดอั้นและตันใจมากพอจะระเบิดอารมณ์ระบายทุกอย่างใส่มัน ทั้งเรื่องจระเข้บ้าๆ หมออาคมบ้าๆ แล้วก็ตัวผมที่วิ่งเต้นเป็นคนบ้าๆแบบนี้ก็ด้วย
และไอ้ที่ผมทนเก็บงำความลับนี้ไว้มาได้เกือบครึ่งเทอมนี่ไม่ใช่เพราะผมห่วงสวัสดิภาพอะไรไอ้พี่วันมากนักหรอกครับ หนึ่ง..ผมเชื่อว่าไอ้พี่วันดูแลตัวเองได้ และสอง..ผมเชื่อว่าคนอย่างไอ้โป๊ยไม่เป็นอันตรายกับใครแน่นอน
ทุกครั้งที่ผมเหม่อจะยกมือแตะที่หลังใบหู…จนตอนนี้มันติดเป็นนิสัย ถึงแม้ว่าผมจะมองไม่เห็นมันก็เถอะ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคาดหวังให้ ‘ปานอาคม’ นั่นยังติดอยู่ตรงนี้…
…ทั้งๆที่ไอ้พี่วันเอง…ก็เป็นจระเข้… ก็จัดว่าเป็นหนึ่งหน่วยที่ยังพอไว้ใจได้ ถึงแม้เขาจะดูแปลกไปตั้งแต่ที่มีเรื่องกับท่านอาพันวังนั่นก็ตาม
คิดไปคิดมาอะไรๆมันอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นก็ได้ครับ เพราะเมื่อคืนผมก็ไม่ได้เจอไอ้พี่วันด้วย พอมีทำงานก็ทำที่หอส่วนไอ้พี่วันก็กลับไปนอนที่บ้าน เผลอๆอาจจะคืนดีแล้วไม่รู้ตัวก็ได้..หมอนั่นก็ดูไม่ใช่คนเรื่องมากอะไร….
‘...พี่เอง…ก็เคยคิดจะกินไกรเหมือนกัน…’ เขาไม่ได้น่ากลัวเลยครับ..
…เพราะการไม่มีเขาอยู่…มันน่ากลัวกว่านั้น… “เฮ้” เฮือก!! เสียงทักที่ทำเอาผมสะดุ้งเฮือกแบบนั้นจะเป็นใครไปได้ล่ะครับนอกจากไอ้จระเข้ตัวดีที่ผมเพิ่งนึกถึงเมื่อครู่นั่นแหละ! แถมพอหันกลับมา..หมอนั่นยังยิ้มแฉ่งหน้าระรื่นแอ๊บเป็นเด็กมหา’ลัยเพิ่งสอบเสร็จได้อย่างแนบเนียนมาก!
ผมแยกเขี้ยว “เข้ามาดีๆไม่เป็นรึไง! ตกอกตกใจหมด!”
เขาเอียงคอยิ้มหวาน “อะไร พี่ก็เข้ามาปกติเหอะ…เราล่ะเหม่ออะไรอยู่?”
“เปล่า…” ผมว่า..พลางสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเรียนตัวเอง สัมผัสถึงสมุดปกดำเล่มนั้นที่ยังหลับสนิทเรียบร้อยก็ต้องผ่อนลมหายใจสั้นๆ “สอบเสร็จแล้วเหรอ?”
“อื้อ” ไอ้พี่วันบอก แล้วดึงแขนผมให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ “กลับกัน”
“แล้วทำได้มั้ย?”
“ได้ทำก็แล้วกัน ฮะๆ”
ผมขมวดคิ้วมองเขา “พี่ดู…อารมณ์ดีนะ?”
“หืม?” อีกฝ่ายกรอกตา “คงเพราะ…จะปิดเทอมแล้วล่ะมั้ง”
“ทีวันก่อนยังบอกอยู่เลยว่าไม่อยากปิดเทอม”
เขาพยักหน้า “…แต่ก็คงไม่มีนักศึกษาคนไหนอยากจะติดอยู่ในช่วงสอบตลอดไปทั้งปีทั้งชาติหรอกนะ”
“กร๊ากกก ทำมาแอ๊บเป็นเด็กมหา’ลัย”
“ก็เด็กมหา’ลัยจริงๆนี่หว่า…เอ้อ วันนี้นอนหอไกรได้มั้ย?”
“หืม? ได้ๆ” ผมรับคำ..ก่อนจะทัก “มี..อะไรรึเปล่า?”
“ไม่นี่”
“…เมื่อคืนทะเลาะกับอาพันวังอีกเหรอ?”
“เปล่าหรอก” เขาตัด “แค่ไม่อยากกลับ…ก็เท่านั้นเอง”
“เฮ้” ผมดึงแขนเสื้อเขา “มีอะไร..บอกไกรได้ทุกเรื่องเลยนะ รู้ใช่มั้ย?”
เขาหยุดเดิน แล้วมองหน้าผม
ก่อนจะหันซ้ายหันขวา แล้วพึมพำ
“ให้ตายสิ..คนเยอะชะมัด” ผมเลิกคิ้ว “อะไร?”
“…รีบกลับเถอะ”
“เดี๋ยว เฮ้ย อะไร? มีอะไร?”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“หา?”
“อยู่ดีๆก็อยากจูบขึ้นมา” เขาไหวไหล่ เดินนำผมออกจากรั้วมหาวิทยาลัย
“…ถึงได้บอกไงว่าไม่รู้เหมือนกัน” “ห๊า”
“เอ้า เอ้า..เขินเป็นลูกตำลึงแล้วนั่นน่ะ”
“…อ…อ…อะไรนะ!?”
“เอ้า เอ้า…อย่าเอาแต่อายอยู่ รีบกลับเถอะน่า”
ผมกำลังลังเลว่าจะสวดเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดีรึเปล่า แต่เพราะไอ้พี่วันก็ไม่ได้จู่โจมอะไรอย่างสิ้นคิดก็เลยไม่ได้พูด แถมท่าทางจะรู้สึกผิดกับความหื่นของตัวเองไม่น้อย ถ้าไม่นับเรื่องการพูดออกมาอย่างโจ่งแจ้งล่ะก็….ไม่ได้มีอะไรร้ายแรง…นอกจากเรื่องที่ทำให้ผมเขินหน้าแดงเท่านั้นแหละ ยิ่งไปกว่านั้น……
….....ชักไม่แน่ใจแล้วว่าจะอยู่กันสองต่อสองดีมั้ยวะเนี่ย.. ยอมรับครับว่าการพัฒนาความสัมพันธ์แม่งก็ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่ ทั้งๆที่เราเองก็..เอ่อ..กันไปแล้วเถอะนะ แต่จระเข้นี่ดีอย่างครับ ไม่หื่นนอกเวลา (ครั้งนั้นมันเป็นเหตุสุดวิสัย)
ถ้าถามเรื่องจุ๊บๆหอมๆกอดๆกันล่ะมีบ้าง เพราะไอ้สัสนั่นก็มือไวใช่เล่น…แต่ก็ไม่ถึงขั้นบ่อยบรรลัยสวีทหวานวี๊ดวิ้วอะไรหรอกนะครับ แค่พอกระชุ่มกระชวยหัวใจ ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง…
…แต่เดี๋ยวก่อน
ปัญหาอยู่ตรงที่ผมไม่ใช่ ‘จระเข้’ ครับ… ………เพราะงั้นตอนที่จับๆจูบๆนี่มันจะไม่ให้รู้สึกอะไรเลยได้ยังไงล่ะฟะ!!! “เดี๋ยว! เดี๋ยว!” ผมทุบเขา ฝืนให้ปากตัวเองเป็นอิสระจนได้ “บอกว่าเดี๋ยวยังไงล่ะ!!”
เขาหยุดมือ แล้วยิ้มให้ “ชาติที่แล้วเป็นลูกตำลึงรึไง แดงเชียว”
“มันเพราะใครล่ะฟะ!?!”
ผมดันเขาออก ยันตัวเองขึ้นมานั่งในท่าปกติได้สำเร็จ..ใครมันจะไปรู้ครับว่าเดินเข้าห้องปุ๊บแม่งจะจู่โจมจริงอย่างที่มันว่า แถมหอเสือกเล็กก้าวสามก้าวก็ถึงเตียงละ ถ้าตั้งสติไม่ทันป่านนี้เรียบร้อยโรงเรียนจึน
และพอหันไปมองเขา..ก็พบว่าเสื้อนักศึกษาของไอ้หมอนั่นปลดกระดุมลงจนเกือบหมดแล้วก็ทำเอาอ้าปากค้าง และพอมองดูตัวเองบ้าง…ถึงได้รู้ว่าโดนปลดเข็มขัดกับซิปกางเกงเรียบร้อยแล้ว!!
..ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ!! ผมติดกระดุมให้ตัวเองพัลวัน “บ้ารึไง? อย่าบอกนะว่าติดสัดนอกฤดูอีกแล้ว!?”
“เอ…ไม่รู้สินะ” ร่างสูงยักคิ้วยิ้มหวาน “ก็รู้สึกตื่นๆเหมือนกันแหะ…”
“ว้อย! ไอ้เวรนี่!”
“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่…”
“ไอ้พี่วัน” ผมชี้หน้า
“พี่เนี่ยไม่มีศิลปะในการโอ้โลมคนอื่นสักนิด!” เขาเลิกคิ้ว ก่อนจะระเบิดหัวเราะ “ศิลปะเหรอ? แล้วมันคืออะไรล่ะนั่นน่ะ?”
“ก….” ผมชะงัก รู้สึกนิ้วที่ชี้ออกไปจะลดลงมาไม่ได้ชอบกล “ก..ก็…แบบ…แบบที่ไม่ใช่…แค่เดินเข้าห้องลับสายตาคนเข้าหน่อยก็จะปล้ำท่าเดียวแบบเนี้ย!”
“โอเค” เขายกมือยอมแพ้ “พี่พอจะเข้าใจแล้วว่าแบบนี้มันไม่ถูกต้องเท่าไหร่….”
“อย่าบอกนะว่ากับวรรณนามาลาพี่ก็ทำแบบนี้?”
ไอ้พี่วันกระพริบตา “ส่วนใหญ่ก็…นะ”
…ทำไมกูต้องรู้สึกเจ็บด้วยวะ…แล้วกูจะถามทำไมวะ…บ้าจริง! และเมื่อเห็นดวงตาสีอำพันไร้เดียงสานั่น ผมก็จำต้องอธิบายต่อ “แบบ..แบบ……แบบอ่อนโยนน่ะ”
“ไกรชอบแบบอ่อนโยนเหรอ?”
“ก็ไม่ได้บอกว่าชอบ แค่….”
“ไกรครับ” เสียงทุ้มแหบนั่นเรียกชื่อผม ก่อนที่เขาจะเขยิบเข้ามานั่งใกล้ๆ
“…งั้นไกรบอกพี่หน่อยได้มั้ยครับ…ว่าไกรชอบแบบไหน?” …ไอ้แบบนี้แหละครับ ขอแบบนี้อีกเยอะๆได้มั้ยครับ… ผมอยากจะกัดลิ้นตายตรงนั้นที่เผลอให้คะแนนในใจไปสิบเต็ม แต่ไม่ครับ เข้าบอกว่าเวลาแบบนี้เราควรจะเล่นตัว แม่สอนว่าอย่าให้ใครเขาคิดว่าเราเป็นของตาย…..
แต่ก่อนจะทันได้เล่นตัวตามสมควร จมูกโด่งนั่นก็กดลงมาที่ข้างแก้ม
“..แบบนี้รึเปล่า?” “อ..!!”
“หึ..” เขายิ้ม จงใจกระซิบที่ข้างหู “…หรือว่าแบบนี้?”
…แม่งจงใจแกล้งกูชัวร์ครับ… ผมดันคางเขาสุดแขน “ไม่เลย ไม่ชอบทั้งนั้นอ่ะ หมดอารมณ์แล้ว พอพอพอ!”
“แต่พี่ยังไม่หมดอ่ะ….”
“ไม่หมดก็เรื่องของพี่สิวะ เกี่ยวอะไรกับไกรด้วย”
“อ้าว ไหนไกรบอกจะรับผิดชอบพี่?”
“บ-บอกตอนไหนวะครับ!!”
ไอ้พี่วันฮึดฮัด “จะตอนไหนก็ช่างเถอะ เร็วเข้า เวลาไม่คอยท่านะ”
“เวลาอะไร?”
“เออน่า เร็วเข้า เร็วเข้า”
“อะไรของพี่เนี่ย! อ้างไปมั่วๆใช่มั้ย!!”
อีกฝ่ายทำหน้าจริงจัง “ถ้าไกรไม่ถอดเองพี่จะถอดให้แล้วนะ”
“ว้อย! หยุด!! ไอ้บ้า!”
“เร็วหน่อยได้มั้ยพี่จะไม่ไหวแล้วนะ!”
“…ห๊ะ? อะไรนะ? อ้อ! นี่แปลว่าติดสัดจริงๆใช่มั้ย”
“…………เออน่า”
“แล้วทำมาแอ๊บเป็นปากหวาน ถุ้ย!”
“นี่ถ้ายังปากมากอยู่พี่จะลงมือเองแล้วนะ”
“จะลงมือเองอะ........? เฮ้ยๆๆ!! เดี๋ยววว เดี๋ยววววว หยุดๆๆ ไกรยอมแล้วจ้า ยอมแล้วจ้า ยอมแพ้แล้วจ้า”
ทำเป็นปากดีไปงั้นแหละครับ จริงๆมันก็แค่ตกใจเท่านั้นแหละ…แต่พอเล่นตัวมากๆเข้าใครจะไปรู้ว่าจู่ๆจะเสือกใช้กำลังขึ้นมาซะงั้น เออ ที่กูยอมนี่กลัวเจ็บนะบอกไว้ก่อน ไม่ได้กลัวตาดุๆนั่นเลยสักกะติ๊ดดด
…จระเข้แม่งแรงเยอะสัส…
…….จริงสิ….จะว่าไป……… …………..ไอ้พี่วันตอนเป็นจระเข้…จะตัวใหญ่แค่ไหนกันนะ…?TBC===========================
แย้กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เรียกว่าดองก็พูดออกมาได้เต็มปากค่ะ แงงง กรี๊ดดด ฟหกดฟหกดฟหกด
ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ค่ะ
ozakaoxygenz*
