Chapter :: 09 :: กำแพง“มันโหว่”
“โหว่?”
“ผมเลยเอาอิฐสีแดงไปอุด แต่พออุดตรงนี้ ตรงนั้นมันก็โหว่อีก ยิ่งอุดก็ยิ่งโหว่ มีแต่รูโหว่เต็มไปหมด”
“แล้วน้องเพชรทำยังไงต่อ?”
“ผมก็ตามอุดไปเรื่อยๆ อุดไปเรื่อยๆ จนมือมีเลือดไหล ..สีแดง แยกไม่ออกว่าอันสีเลือด อันไหนสีอิฐ”
“อืม”
“แต่ผมก็ยังต้องอุดต่อไปเรื่อยๆ”
“ปล่อยเอาไว้ไม่ได้เหรอ?”
“ไม่ได้”
“ทำไมล่ะ?”
“ผมกลัว..”
“กลัวอะไร?”
“อาจจะมีคนมุดเข้ามาตามรูโหว่พวกนั้น”
“คนพวกนั้นจะเป็นใคร?”
“ผมไม่รู้.. แต่ผมไม่อยากให้มีใครเข้ามาทั้งนั้น”
“แม้แต่ตะนอยเหรอ?”
“.........”
“ไหนน้องเพชรบอกว่าตะนอยเป็นคนพิเศษ?”
“ตะนอยไม่เข้ามาหรอก” ตะนอยไม่เคยเรียกร้อง
“อืม แล้วตอนนั้นรู้สึกเจ็บมือไหม?”
“เจ็บฮะ.. แต่ไม่แน่ใจว่าตรงไหน..คือ...ผมไม่รู้..แต่มันเจ็บ..”
“น้องเพชรยังทานวิตามินที่หมอให้ไปทุกวันหรือเปล่าครับ?”
“ทานฮะ”
“ดีครับ.. แล้วนอกจากนี้ยังมีอะไรอีกไหม?”
“นึกไม่ออกแล้วฮะ”
“พอจะจำได้หรือเปล่าว่าเริ่มฝันแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ผมกระพริบตามองคนถามสองสามที ก่อนก้มลงพลิกหน้าสมุดบันทึกความฝันที่คุณหมอเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้
“ตั้งแต่..”
“ทางคุณหมอเขาอยากให้เราค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากช่วงสั้นๆ อย่างวันสุดสัปดาห์ก่อน หนูว่าไง?” คุณป๋าเล่าด้วยท่าทางกระตือรือร้นขณะเรานั่งอยู่ในคอฟฟี่ช็อปร้านประจำ
“แล้วแต่คุณหมอกับคุณป๋าเถอะฮะ” ผมคนถ้วยกาแฟของตัวเองไปเรื่อยๆ
“ถ้ามีแนวโน้มว่าไปได้ดี เราก็จะค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาสร้างความคุ้นเคยของการกลับ ‘บ้าน’ ให้คุณแม่”
“.........” กาแฟล้วนๆ ยังไม่ได้เติมอะไรลงไป
“พอถึงตอนที่หนูปิดเทอมเล็ก ป๋าก็ว่าจะใช้วันหยุดพักร้อน ถึงตอนนั้นเราก็จะมีเวลาช่วยกันดูแลคุณแม่อย่างเต็มที่”
“ฮะ” ผมยกถ้วยกาแฟขึ้นแตะริมฝีปาก
“แต่ช่วงนี้ป๋าอยากให้หนูไปเยี่ยมคุณแม่พร้อมกับป๋าก่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคย หนูไม่ได้เจอคุณแม่มาตั้งสามปีแล้ว..”
“.........” อุณหภูมิที่สัมผัสได้นั้นเย็นชืด และรสชาติก็ขมสนิทอย่างที่คิดไว้
“วันอาทิตย์นี้หนูว่าหรือเปล่า?”
“ยังไม่แน่ใจฮะ” ผมลดถ้วยในมือลงเล็กน้อย ก่อนยกจิบซ้ำ และจิบซ้ำอีก
“น้องเพชร..”
“ผมจะพยายาม..ว่างฮะ”
ปล่อยรสชาติขมปร่าลื่นไหลผ่านคอไปทีละนิด ทีละนิด อย่างไม่รีบร้อน
“อืม ป๋าจะรอนะ” คุณป๋ายิ้มอย่างให้กำลังใจ
“.........” ผมวางถ้วยลงตามเดิมเมื่อเห็นว่ากาแฟพร่องไปเกินครึ่ง
“จริงสิ รุ่นพี่คนนั้นน่ะ เดี๋ยวนี้เขามาคอยรับส่งหนูทุกวันเลยเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอกฮะ” ผมเอ่ยปากก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้พูดอะไรต่อ มือหยิบกระปุกน้ำตาลก้อนมาเปิดฝา
“ป๋า..ไม่ว่าอะไรหรอกนะ ถ้าหนูจะให้ใครสักคนเข้ามาช่วยดูแล”
“ผมดูแลตัวเองได้” ผมจะหย่อนก้อนน้ำตาลลงในถ้วย แต่ก็เปลี่ยนใจเรียงไว้ตามขอบจานรองแทน
“ฮื่อ.. น้องเพชร ป๋าขอร้องอะไรสักอย่างได้ไหม?”
“.........” หนึ่งชั้น สองชั้น สามชั้น..
“ให้โอกาสตัวเองอีกสักครั้งได้ไหม?”
“.........” สี่ชั้น ห้าชั้น.. จนมันมองดูเหมือนกำแพง
ผิดแต่ว่ามันไม่ใช่...สีแดง
ไม่ใช่..
“คาราโอเกะ?” พี่ทวนคำที่ผมเพิ่งบอกไป
“ฮะ พวกกลุ่มพี่หมิงจะพาน้องรหัสไปเลี้ยง นัดเจอกันที่ร้านตอนสองทุ่ม”
“ตัวเล็กจะร้องคาราโอเกะเหรอ?”
“แค่ไปตามนัดเฉยๆ ฮะ ..แล้วก็อย่าคิดจะมายัดเยียดให้ผมร้องด้วย” ผมพูดดักเมื่อเห็นตาร้ายๆ มีแววระยิบระยับ
“ฮ่ะๆๆ รู้ทันอีก” พี่หัวเราะร่วน
“พี่จะไปด้วยเหรอฮะ?”
“พอพวกนั้นเห็นพี่ไปส่งตัวเล็ก ยังไงก็ต้องเรียกเข้าไปด้วยอยู่ดี ก็เนียนกินฟรีซะเลย สบายใจ ฮ่ะๆๆ” พี่เอื้อมมือมาช่วยปลดเข็มขัดนิรภัยให้
“แล้วก่อนหน้านั้นพี่จะไปไหนเหรอฮะ?” ผมก้มดูนาฬิกาข้อมือ
“หือ?” พี่เลิกคิ้ว
“ยังเหลือเวลาอีกเกือบสามชั่วโมง..”
“อืม เดี๋ยวพี่คงไปงีบรอที่หอเพื่อนแถวนี้แหล่ะ กำลังง่วงๆ อยู่พอดี จะกลับไปนอนบ้านก็ไกลเกิน”
พี่เคยบอกว่าบ้านอยู่แถวฝั่งธนฯ
“หรือตัวเล็กจะชวนพี่ขึ้นไปนอนรอบนห้องล่ะ”
“แล้วแต่ฮะ” ผมเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ
“แปลว่าอนุญาต?” ตาร้ายๆ ฉายประกายอีกแล้ว
“ถ้าแค่นอนนะฮะ” ผมหันไปบอกก่อนลงจากรถ
“นอกจากนอนแล้วจะมีอะไรให้ทำอีกน้อ” เสียงคนเดินตามลังพึมพำอย่างอารมณ์ดี
“ว้าว..” พี่ออกปากเมื่อกวาดสายตามองรอบๆ ห้องผม “ไม่มีอะไรเลย”
“ก็ห้องนอนนี่ฮะ มีแค่เตียงนอนก็พอแล้ว”
จริงๆ แล้วมีของใช้จำเป็นกับอุปกรณ์การเรียนด้วย
“งั้นพี่ขอใช้เตียงนะ” พี่ทิ้งตัวลงบนเตียง ตายังสอดส่ายสำรวจทั่วห้อง
“ตามสบายฮะ” ผมวางกระเป๋าแล้วไปค้นตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดเปลี่ยน
“แล้วเวลาอยากดูทีวี เล่นเน็ต เล่นเกมส์ หรือต้องพิมพ์รายงานล่ะ?”
“แลปทอปผมอยู่ห้องตะนอย ส่วนอย่างอื่นก็หาได้ที่ห้องตะนอย”
จะมาม่าหรือกาแฟ ห้องตะนอยก็มีหมด
“แล้วถ้าตะนอยเกิดไม่อยู่ขึ้นมาล่ะ?”
“ผมมีกุญแจห้องนั้น”
“รู้สึกหึงขึ้นมาตงิดๆ แฮะ” เสียงพี่ไม่ได้ฟังจริงจังนัก แล้วตอนนี้ก็ลงไปเกลือกกลิ้งบนที่นอนผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ผมเคยคิดว่ามันก็กว้างพอสมควร แต่พอมีพี่ขึ้นไปอยู่บนนั้นแล้วมันดูคับแคบไปถนัดตาเลย
ผมค้นได้เสื้อยืดกับกางเกงสามส่วนก็ตั้งใจจะยืนเปลี่ยนตรงนั้นตามปกติ
“เฮ้ๆ ตั้งใจจะเปลี่ยนโชว์กันจริงเหรอ?”
ผมชะงักมือที่กำลังแกะกระดุมเสื้อนักศึกษา หันไปมองคนพูดก็เห็นนอนกอดหมอนอมยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ เลยตัดสินใจเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำแทน
“ว้า ไม่น่าทักเลย” เสียงคนบนเตียงหัวเราะเบาๆ
ไหนๆ ก็เข้ามาในห้องน้ำแล้ว แทนที่จะแค่เปลี่ยนชุด ผมก็อาบน้ำมันซะเลย ออกมาอีกทีก็เห็นพี่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง คงจะง่วงจริงๆ อย่างที่บอก
ตั้งแต่วันไปทำบุญด้วยกัน พี่ก็เริ่มมาคอยรับคอยส่งผมแทบทุกวัน ตอนเช้าเดินลงจากหอผมก็จะเห็นรถพี่จอดรออยู่แล้ว ตอนเย็นก็เหมือนกัน ไม่ว่าผมจะเลิกเรียนกี่โมง พี่ก็มักจะมารออยู่หน้าห้องเรียนสุดท้ายเสมอ บางวันเราก็ไปทานข้าว บางวันก็ไปเดินซื้อของดูของ บางวันก็ตรงกลับหอเลย
บางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพี่ไม่เข้าเรียนหรือมีธุระอื่นบ้างหรือไง ใช่ว่าทุกวันเวลาของเราจะตรงกันสักหน่อย
ยิ่งรู้จักผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ พี่กำลังคิดอะไร? ผมไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดไม่รู้ว่าผู้ชายที่เข้ามาหาพวกนั้นต้องการอะไร แต่กับพี่นั้นต่างออกไป นอกจากชอบแสดงตัวเป็นแฟนผมต่อหน้าคนอื่น เนียนจับมือเป็นบางครั้ง ลูบหัวเป็นบางที พี่ก็ไม่เคยแตะต้องผมไปมากกว่านั้น
“.........” แล้วตกลงพี่ต้องการอะไรจากผม?
“.........” ผมลืมตาขึ้นมาก็เจอกับแผ่นอกของใครอีกคนที่อยู่บนเตียงเดียวกัน เงยหน้าขึ้นอีกนิดก็สบเข้ากับแววตาร้ายๆ ที่จ้องมองอยู่ก่อนแล้ว
“หลับสบายไหม?” ทางนั้นถามยิ้มๆ
“ฮะ” ผมค่อยๆ ไถลตัวลงจากอกพี่ ไม่รู้เหมือนกันว่าปีนขึ้นมานอนบนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
“หึหึ” พี่พลิกตัวมาใช้สองมือคร่อมผมไว้
“.........” ก่อนที่มือหนึ่งจะลูบไล้เข้ามาใต้เสื้อยืด
มือเย็น..
!!..
เสียงริงโทนจากโทรศัพท์บนหัวเตียงทำผมสะดุ้งรู้สึกตัว ผวาคว้าข้อมือข้างที่กำลังคลึงหน้าอกผมเล่นไว้แน่น
“จะทำอะไร?”
เพิ่งรับรู้ถึงแรงเต้นของหัวใจตัวเอง มันดังชัดพอๆ กับที่ได้ยินจากหน้าอกพี่เมื่อกี๊เลย
“คิดว่าจะไม่ขัดขืนแล้วซะอีก” พี่ยอมดึงมือตัวเองกลับคืนไปง่ายดาย
“.........” ผมกระถดจนหลังชนหัวเตียง
“โทษที พอดีเห็นมานอนซะชิด เลยเผลอตัวไปนิดน่ะ” พี่ลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้มระรื่นตามปกติ ก่อนผินหน้าไปทางห้องน้ำ
“ขอใช้ห้องน้ำหน่อยนะ”
ผมมองตามแผ่นหลังของพี่ไป
“.........” ตกใจหมด..
!!..
ผมสะดุ้งอีกครั้งกับเสียงริงโทนระรอกสอง คว้าโทรศัพท์มากดรับ นาฬิกาหน้าจอโชว์เวลาสามทุ่มกว่าแล้ว ผมหลับไปนานทีเดียว ไม่รู้ว่าพี่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
“เปี๊ยก! เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเพิ่งรับสาย? โทรไปตั้งหลายทีแล้วนะ” เสียงไม่สบอารมณ์ที่ดังมาตามสายเป็นของตะนอย
เพราะตะนอยบอกมีธุระเมื่อตอนเย็น เราก็เลยแยกกัน
“เปล่า.. พอดีเราเผลอหลับน่ะ” ผมเหลือบตามองประตูห้องน้ำที่ยังปิดสนิท มีเสียงน้ำไหลดังเล็ดลอดออกมา
“เออ ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว งั้นตอนนี้อยู่หอใช่ไหม จะมาหรือเปล่า?”
“เพชรคร้าบบบบ” เสียงเริ่มอ้อแอ้ที่น่าจะเป็นของต๊อกแต๊กดังแทรกเข้ามา ตามติดด้วยอีกหลายเสียง
“ไป เดี๋ยวไป..”
“มายังไง ให้ไปรับไหม? เดี๋ยวเอารถไอ้หล่อไปรับ”
“ไม่เป็นไร ไปกับพี่..”
“อยู่กับเฮียอินเหรอ?” เสียงจากอีกฟากเบาลงกว่าเดิมจนเกือบกลายเป็นกระซิบ
“อืม”
“อืม งั้นรีบมาแล้วกัน ทุกคนรออยู่”
“เพื่อนโทรมาตามเหรอ?” พี่ออกมาตอนผมกดวางสายพอดี
“ฮะ” ผมเงยมองคนที่มีน้ำเกาะพราวอยู่บนใบหน้า
“ไปล้างหน้าล้างตาสิ จะได้ออกไปกัน หรือตัวเล็กอยากนอนต่อ?”
“ไปฮะ” ผมลุกจากเตียง เดินสวนพี่ไปห้องน้ำ
“พี่ขอใช้ผ้าขนหนูเรานะ”
“ฮะ” ผมหันกลับไปมองพี่ที่เดินไปหาผ้าขนหนูอีกรอบ
รู้สึกลอยๆ ยังไงชอบกล..
“โห คุณพี่อินเทวดาคร้าบ ไม่ทราบว่ามัวพาน้องไปแวะที่ไหนมาเนี่ย มาถึงเอาจนป่านนี้” พอเยี่ยมหน้าเข้าไปก็ถูกโห่แซวทันที แต่พี่ก็ยังยิ้มรับทุกสถานการณ์เหมือนเดิม
ตอนนี้สี่ทุ่มกว่าแล้ว ดูเหมือนหลายคนจะเริ่มเมาแล้วด้วย
“ตัวเล็กนั่งนี่” พี่หาที่ว่างนั่ง ดึงผมไปนั่งข้างๆ หาแก้วหาน้ำแข็งบริการให้พร้อม ผมขอน้ำอัดลมแทนแอลกอฮอล์ที่พวกพี่ๆ เพื่อนๆ กระดกกันแบบลืมตาย
“ห่างกันไม่ได้เลยนะคู่นี้ อิจฉาเว้ย อิจฉา” ใครสักคนโวยวายเรียกเสียงฮา
“หวัดดีฮะ” ผมหันไปทักทายพี่หมิงกับพี่แว่นแฟนของพี่หมิงที่นั่งข้างกัน
“มาๆๆ มาชนฉลองความไม่โสดให้พี่อินหน่อย”
“เชียร์ส!!” พี่ทำตัวกลมกลืนราวกับมานั่งดื่มกับเพื่อนกลุ่มเดียวกัน
มันคงเป็นความสามารถพิเศษ ไม่ว่าไปที่ไหนพี่ก็เป็นที่ต้อนรับเสมอ
“อะโหลๆ เทสต์ เพลงนี้ผมขอมอบให้กับคู่รักข้าวใหม่ปลามันของคณะเรานะครับ พี่อินครับ ผมรักและเคารพพี่เสมอนะครับ น้องเพชรครับ ตั้งใจฟังดีๆ นะครับ จากใจพี่ตุ้ยคนแอบรัก”
พูดจบพี่คนนั้นก็วาดมือท่า I love you มาทางผม เรียกเสียงโห่เสียงฮาลั่นทั้งห้อง และยิ่งดังขึ้นอีกเมื่อเสียงเพลงเริ่มขึ้นพร้อมท่าทางตั้งอกตั้งใจแบบเมาๆ ของคนร้อง
“ใช่ฟ้าบันดาล ให้เธอเป็นคู่ของพี่ ฟ้าสร้างให้น้องพี่นี้ รักมีเพียงชั่วหวานชื่น พี่แสนรักแสนห่วงและหวงทุกคืน ขอให้รักรวยรื่น เหมือนรักพี่เถิดดวงใจ ด้วยเขาเป็นเพื่อน ร่วมคำสาบานของพี่ น้ำใจเขานั้นช่างดี สมที่จะครองน้องได้ อย่าได้คิดและห่วงพี่นะดวงใจ จะขอเจอะกันชาติใหม่ ชาตินี้พี่ต้องขอลา..”
“ตะนอยล่ะฮะ?” ผมหันไปถามหาเพื่อนจากพี่หมิง หลังมองรอบห้องแล้วไม่เจอ
“อ้าว ไม่ได้เจอกันข้างนอกแล้วหรอกเหรอ? ก็เมื่อกี๊ตะนอยกับแพตตี้เพิ่งจะช่วยกันพยุงต๊อกแต๊กออกไปเอง”
“พี่มีกรรมทำไว้แต่ปางก่อน จึงได้ตามมาย้อน ให้พี่จากกานดา เธอทั้งสอง เปรียบเหมือนดั่งดวงดารา ควรแล้วที่เกี่ยวกิ่งฟ้า อย่าโน้มลงมาจะหมองไหม้”
“เป็นอะไรเหรอฮะ?”
“เมาน่ะ ไอ้หน้าหล่อมันเมาแล้วเรื้อนใช้ได้เลย ไอ้นอยมันรำคาญทนไม่ไหวเลยลากกลับไปแล้ว” แฟนพี่หมิงพูดกลั้วหัวเราะ
“แพตตี้โจทย์เก่าไปด้วยกันแบบนี้ ไม่รู้จะไปตีกันกลางทางหรือเปล่า” พี่ หมิงพึมพำ
“ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์ น้ำสังข์จะหลั่งลงพลัน ด้วยมือพี่หลั่งรดให้ ไปสู่เรือนหอที่เฝ้ารอรับดวงใจ ชาตินี้พี่จำจากไกล สู่แดนแห่งรสพระธรรม”
“ต๊อกแต๊ก?”
ตอนที่ผมกำลังจะไปหากาแฟที่ห้องตะนอยทาน จู่ๆ ต๊อกแต๊กก็ทะลึ่งพรวดออกมาจากห้องนั้นด้วยท่าทางตื่นๆ
“พะ..เพชร..” อีกฝ่ายครางชื่อผมเสียงแผ่ว หน้าซีดเผือด แถมยังหลบตาอีกต่างหาก
“.........” อะไรน่ะ?
“วะ..ไว้เจอกันที่คณะ.นะ” ต๊อกแต๊กพูดตะกุกตะกัก
ก่อนจะเดินเลี่ยงผมรีบลงบันไดไป
ผมเอียงคอมองตามหลังอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ
“ตะนอย..”
พอเปิดประตูห้องเข้าไป เห็นเจ้าของยังนอนหลับอุตุอยู่บนเตียง
หลังเดินไปเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อน ผมก็มาหยุดยืนข้างเตียง..
เปลือยท่อนบน ไม่ใช่ปกติวิสัยการนอนของตะนอย ผมขมวดคิ้ว ลองเลิกผ้าห่มที่คลุมท่อนล่างดู ..อืม ข้างล่างก็เปลือย
“อ่ะ!” จังหวะที่ยืนเหม่อ คนบนเตียงก็เอื้อมมือมาคว้าแขนดึงจนเสียหลักล้มลงไปทั้งตัว ถูกนัวเนียอยู่พักหนึ่งกว่าจะตั้งตัวได้
“โอ๊ยยยย” คนถูกกัดหูร้องลั่น ยอมลืมตาตื่นสักที
ผมหยิบแว่นตาบนหัวเตียงยื่นให้
“เพชร!” พอสายตาชัดเจนขึ้น สติก็เหมือนจะแจ่มชัดขึ้นด้วย
“อือ”
“แล้ว..” ตะนอยกวาดตามองทั่วห้องเร็วๆ
“ใคร?” ผมจ้องหน้าเพื่อนตรงๆ อีกฝ่ายเหมือนกำลังพยายามเรียกความทรงจำ ก่อนที่หน้าจะเริ่มซีดลงเรื่อยๆ
“ตายห่า..” คนพูดตบหน้าผากตัวเองป้าบใหญ่
“เมื่อคืนทำอะไร?”
“ทำเรื่องไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เสียงเพื่อนฟังเนือยๆ
“ทางนั้นเมา?” ผมลุกไปชงกาแฟอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก แต่เพิ่มเป็นสองถ้วย
“อืม”
“นายก็เมาเหรอ?”
“ก็..ไม่เชิง”
“แล้ว..” ผมยกกาแฟไปให้เพื่อน
ตะนอยเปลี่ยนไปนั่งท่าขัดสมาธิ จิบกาแฟทั้งที่ยังเป็นชีเปลือยนั่นแหล่ะ ส่วนผมลากเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือมานั่งข้างเตียงแทน
“ไม่รู้เหมือนกัน.. มันหลายอย่าง” คนตอบขมวดคิ้วแทบเป็นปมขณะเป่ากาแฟไปพลาง
“แล้วแพตตี้ล่ะ ได้ยินว่ามาด้วยกัน”
“แพตตี้.. พาไปส่งบ้านแล้ว”
“จะเอาไงต่อ?”
“.........” เพื่อนส่ายหน้าแทนคำตอบ
“เฮ้ยแต๊ก!” พี่ปีสองที่นั่งอยู่ด้วยกันโบกมือเรียกเจ้าของชื่อที่เดินผ่าน
“อ้าว?” แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่ออีกฝ่ายทำท่าขอตัวเหมือนกำลังรีบ
“อะไรของมันวะ? ปกติถ้าเห็นน้องเพชรอยู่ด้วยมันจะรีบหูตั้งหางกระดิกวิ่งมาเหมือนหมาเห็นกระดูกเลยนี่หว่า”
“.........” ผมหันไปมองต้นเหตุที่ทำหน้ามึนไม่รู้ไม่ชี้ แต่หัวคิ้วน่ะชนกันแล้ว
ตลอดวันนี้ทั้งวันต๊อกแต๊กไม่ยอมเฉียดเข้ามาใกล้พวกเราเลย
ไม่สิ อันที่จริงคงไม่อยากเฉียดเข้าใกล้ตะนอยมากกว่า
“สงสัยจะอายที่เมื่อคืนทำตัวเรื้อนเกินมั้ง”
“รู้งี้น่าจะถ่ายคลิปไว้ประจานว่ะ เดือนมหา’ลัยซะด้วย แหม่”
“ทั้งเรื้อนทั้งเลื้อย กูล่ะเสียวแทนน้องแพตตี้ ถ้าไม่มีไอ้นอยคอยกันไว้นะ ไม่อยากจะคิด”
“เออ แล้วมึงโดนล้วงไปกี่ดอกล่ะนอย ไม่ใช่ได้เสียเป็นเมียมันไปแล้วหรอกนะ”
“ฮ่าๆๆๆ” พวกรุ่นพี่ยังแซวกันสนุกปากอย่างไม่คิดอะไร
แต่คนฟังที่มีชนักปักหลังถึงกับคิ้วกระตุก
“ตัวเล็ก โทษทีพี่ช้า” พี่โผล่มาด้วยท่าทางหอบๆ
“.........” ไม่รู้ก่อนหน้านี้ไปทำอะไรที่ไหนมา
“ช้ามากพี่อิน ช้ากว่านี้อีกนาทีกะว่าจะยุให้น้องเพชรมีใหม่ซะเลย”
พวกพี่ปีสองก็ตอบรับด้วยเสียงแซวเหมือนทุกที และพี่ก็หันไปเล่นด้วย
“กลับเลยไหม?” หลังหยอกล้อกับพวกปีสองพอหอมปากหอมคอ พี่ก็หันมาถามผม
“.........” ผมหันไปมองตะนอยอีกที
“เรามีธุระ”
“ไปฮะ” ผมหันมาพยักหน้าให้พี่แล้วลุกเดินออกมาพร้อมกัน
“ตะนอยมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
“ฮะ?” ผมแหงนหน้ามองคนที่เดินอยู่ข้างๆ
“เห็นหน้ามันเครียดๆ ปกติหน้าตาดูมึนๆ กว่านี้นี่นา”
“ช่างสังเกตจังเลยนะฮะ”
“อะไรที่อยู่รอบตัวตัวเล็กไม่มีลอดสายตาพี่หรอก”
“.........” หันไปมองคนพูดอีกทีก็เห็นตาร้ายพราวระยับ
“หิวหรือเปล่า?” พี่ถามตอนที่เราเข้ามาอยู่ในรถแล้ว
“ฮะ”
“กินขนมจีนไหม? ร้านที่ผ่านกันวันก่อนน่ะ เพื่อนพี่บอกว่าอร่อยดี”
“ก็ได้ฮะ”
พี่มักจะหาร้านใหม่ๆ มาเสนอผม ไม่ใช่เอาแต่ถามผมว่าอยากทานอะไรเหมือนคนอื่นๆ
“จริงสิ วันอาทิตย์นี้ตัวเล็กว่างหรือเปล่า?”
“ทำไมเหรอฮะ?”
วันอาทิตย์..
“แม่พี่ชวนไปทานข้าวที่บ้านน่ะ”
“.........” บ้านพี่
“ไปไหม?” พี่มองมาอย่างรอคำตอบ
“ยังไม่แน่ใจฮะ”
“เหรอ เอาไว้พี่ค่อยถามใหม่แล้วกัน”
“.........” วันนั้น..
“ฝันดีนะ พรุ่งนี้พี่มารับเหมือนเดิม” พี่บอกตอนที่เอื้อมมือมาปลดเข็มขัดนิรภัยให้ผม
“.........”
“หือ?” พี่เลิกคิ้วเมื่อเห็นผมยังเอาแต่จ้องหน้าพี่นิ่ง
“พี่จะทำแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ฮะ?”
“ครับ?”
“ผมไม่รู้ว่าพี่ต้องการอะไร ที่ทำอยู่ทุกวันนี้พี่ได้อะไร?”
“ได้ทำไง” พี่ยิ้มใส่ตาผม “พี่พอใจที่ได้ทำ และตัวเล็กก็เปิดโอกาสให้พี่ทำได้ แค่นั้นก็พอแล้ว”
“พอจริงเหรอฮะ?”
“ฮื่อ พี่ไม่เรียกร้องมากกว่านี้หรอก ยกเว้นแต่ตัวเล็กจะให้”
“แบบนั้นพี่อาจจะไม่ได้อะไรเลยไปตลอดชีวิตก็ได้นะฮะ”
“ใจร้ายอ่ะ งั้นพี่ขอเรียกร้องตอนนี้เลยแล้วกัน ก่อนจะไม่ได้อะไรเลยจริงๆ”
“.........”
“ยิ้มให้พี่ทีสิ” พี่ยิ้มกว้างนำไปก่อนแล้ว
“.........” ผมกระพริบตามองอีกฝ่าย
“ฮึ เห็นไหม ถึงขอก็ไม่ได้อยู่ดี ตัวเล็กงกจะตายทำไมพี่จะไม่รู้” พี่ทำเบะปากแล้วเบือนหน้าไปอีกทาง
“พี่ฮะ”
ไม่เข้าใจ ยังไงก็ไม่เข้าใจจริงๆ
“หือ?”
พอพี่หันมาตามเสียงเรียก ผมก็ยื่นมือไปประกบสองแก้มของพี่ โน้มเข้ามาหาใกล้ๆ จนริมฝีปากของเราแนบสนิทกัน
“อือ..”
ตอนแรกพี่ก็นิ่ง แต่พักเดียวก็เริ่มจูบตอบ แล้วก็เริ่มรุกผมกลับตามสัญชาตญาณ
“แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอฮะ?” ผมกระซิบ ใบหน้าที่ยังคลอเคลียกันทำให้สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ประสานเป็นจังหวะเดียวกัน
“อย่ายั่วสิ พี่กำลังเล่นบทเป็นคนดีอยู่นะ..” พี่จูบเบาๆ ลงบนริมฝีปากของผมอีกที แล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูรถให้
“ฝันดีนะครับ”
“.........” ผมลงมาจากรถพี่ด้วยอาการลอยๆ
คืนนั้นผมเกิดคำถามในใจ..
ถ้าคนที่มุดเข้ามาตามรูโหว่ของกำแพงอิฐสีแดงเป็นพี่ ..ผมจะทำยังไง?
TBC. 