รักนี้...ลิ้นกับฟัน ตอน 28 ธันวา (อัพ 28/12/2016) หน้า 67
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักนี้...ลิ้นกับฟัน ตอน 28 ธันวา (อัพ 28/12/2016) หน้า 67  (อ่าน 1010962 ครั้ง)

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1541/-8
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้

1.ห้ามละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์  และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด
โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน

ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

6.อย่าพูดคุย ทักทาย นักเขียน คนอ่่านโดยรีพลายดังกล่าวไม่เกี่ยวพันกับนิยายให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรคอมเม้นต์สักคอมเม้นต์เีดียวก็เพียงพอแล้ว ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และทำลิงค์โยงมายังนิยาย และให้นักเขียนทุกคนทำลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วย เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

..................

*** ขออนุญาตแก้ไขคำห้อยท้ายของชื่อเรื่อง เพื่อลดความรุงรังของหัวข้อ  แต่หากผู้แต่งมีเรื่องแจ้งเพิ่มเติม ก็สามารถแก้ไขชื่อเรื่องได้ตามปกติค่ะ
 ทิพย์โมบอร์ดนิยาย

 
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-12-2021 19:20:16 โดย Dezair »

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1541/-8
รักนี้…ลิ้นกับฟัน
กระทบกระทั่ง ครั้งที่ 1
By : Dezair

………………………..



ถ้วยฟู เป็นชื่อขนมชนิดหนึ่ง ที่ทั้งนุ่ม ทั้งหอม ทั้งหวาน อาจจะเป็นญาติกับขนมปุยฝ้าย เพราะรูปลักษณ์ถอดแบบออกมาเหมือนกัน ทุกวันนี้บางคนยังเรียกขนมถ้วยฟูเป็นปุยฝ้าย เรียกปุยฝ้ายเป็นถ้วยฟูเสียด้วยซ้ำไป



โอ๊ะ โอ๊ะ อย่าเพิ่งหลงประเด็นกันครับท่านผู้อ่าน นี่ไม่ใช่หนังสือสอนทำอาหารประเภท ‘ใช้ผักในสวนหลังบ้านของท่าน อาทิ บล็อกเคอร์รี่ ซูกินี บีทรูท หัวแรดิท ’ แล้วก็ไม่ใช่รายการตีแผ่เบื้องลึกขนมดังอะไรเถือกนั้น



แต่ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ ก็แค่จะบอกเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่สูง 172 (แต่มักแถเป็น 180 ก็แหม…จะปัดตัวเลขทั้งที จะปัดเป็น 175 ทำไม ปัดเป็น 180 เลยสิครับท่าน!)



เป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ปีสอง



และที่สำคัญ…



ประเด็นคือชื่อ ‘ถ้วยฟู’



ใช่ครับ ผมชื่อถ้วยฟู มีฝาแฝดชื่อปุยฝ้าย และมีพี่ชายชื่อ ถ้วยตวง



อย่าเพิ่งสงสัยว่าทำไมผมชื่อถ้วยฟู คำถามนี้ เพื่อนผมตั้งแต่อนุบาลยันเข้ามหา’ลัยเขาจองกันไปหมดแล้วครับ ไม่แน่ ถ้ามีบริษัทไหนรับผมเข้าทำงาน เพื่อนร่วมงานก็คงถามกันอีก แหม…จองคำถามอย่างกับจองกฐินข้ามปี



แน่ล่ะ ไม่สงสัยยังไงไหว ถ้าพวกคุณได้เจอผม พวกคุณก็ต้องสงสั๊ย สงสัย ว่าเพราะเหตุใด ทำไมไอ้ตี๋หน้าจืดชอบแถความสูงตัวเองเป็นนิจ ถึงชื่อน่ารักหวานนุ่มนิ่มขนาดนี้



‘ต้องถามพ่อแม่’



ครับ นั่นล่ะคำตอบ เพราะคงไม่มีใครรู้ลึกรู้จริงเท่าคุณสุวิทย์และคุณนายปานดาวอีกแล้ว ว่าทำไมลูกชายคนเล็กถึงชื่อถ้วยฟู ทำไมไม่ให้ชื่อสาคู? ลอดช่อง? ข้าวเหนียวทุเรียน? และเพราะผมไม่คิดจะอินเทรนด์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี เลยไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อาเฉิน ทาเคชิ หรือแม้แต่ คิมๆ อะไรสักอย่าง



ผลสุดท้ายคือทุกวันนี้ ผมก็ยังชื่อ ‘ถ้วยฟู’



อ้าว…แล้วที่เล่ามาทั้งหมดนี่เพื่ออะไร?



ก็เพื่อบอกให้รู้กันไง ว่าผมชื่อถ้วยฟู



อ้อ…แต่เพื่อนพ้องน้องพี่เขาขอสมัครใจเรียกผมสั้นๆว่า ‘ฟู’ พวกมันบอกว่ากระดากปาก แหม…ผู้ชายหน้าตาดีกับชื่อแปลกๆมักเป็นของคู่กัน พวกมันอิจฉาผมน่ะสิ แต่เอาเถอะ…จะเรียกยังไงก็แล้วแต่ แต่มันมีไอ้พวกหลุดกรอบออกนอกโลกอยู่คน ที่ไม่ยอมเรียกผมว่า ‘ถ้วยฟู’ ‘ฟู’ หรือแม้แต่ ‘ไอ้หน้าจืด’



มันเรียกผมว่าไงน่ะเหรอ



‘นายปวิน รัตนวิจิตร!!’ เต็มยศครับ นี่ถ้านำหน้าชื่อผมเป็น ฯพณฯท่าน พลเอก ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ล่ะก็ มันก็คงลากมาทั้งดุ้นแหงเลย



แล้วหมอนั่นชื่ออะไร?



นี่ผมไม่ได้อยากจะเอาชื่อใครมากล่าวหาให้ถูกฟ้องร้องหมิ่นประมาทหรอกนะ แต่ไหนๆ ผมก็อุตส่าห์บอกชื่อตัวเองแล้ว ดังนั้นเพื่อความแฟร์สำหรับโลกใบนี้ ผมจะบอกให้ว่าหมอนั่นน่ะชื่อ



นายทันท่วงที



แฮ่ม…เป็นชื่อเล่นของมัน ที่ผมแอบตั้งให้น่ะครับ ความจริงแล้วมันชื่อ



‘ธันวา’



ถ้าเดือนธันวาคมไม่มีวันหยุดราชการโคตรเยอะให้ผมนอนผึ่งพุงอยู่บ้านสบายใจเฉิบมาตั้งแต่เด็กจนโตล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่าผมจะตัดคำว่า ธันวาคม ออกจากปฎิทินชีวิตของผมจริงๆด้วยเอ้า!!



แล้วทำได้เหรอ?



ก็ทำไม่ได้ไงครับ ทุกวันนี้เลยยังมีทั้งเดือนธันวาคมวิ่งเข้ามาหาผมทุกปี (พร้อมกับการสอบมิดเทอม…โอ้ แม่เจ้า นรกหรือสวรรค์กันแน่) และผู้ชายคนนั้นที่ชื่อ ธันวา รายนี้วิ่งเข้ามาหาผมทั้งปี ตลอดปี และเอ่อ…มีคนบอกว่าตลอดชีวิต



โอ้ว!!




………………………


“น้องเมจ๊ะ เย็นนี้เลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้านมั้ย”



อะแฮ่ม! ถ้วยฟู หนุ่มหล่อ จืด และสูง ‘ร้อยแปดสิบ’ รายงานตัวครับทุกท่าน



ขอแนะนำสาวน้อยที่นั่งยิ้มหวานปานน้ำเชื่อมคนนี้ น้องเมษา น้องรหัสสุดที่รักของผมเองครับ และถ้าหากทุกท่านยังไม่ลืมว่าศัตรูนรกส่งมาเกิดของผมชื่อ ‘ธันวา’ ก็คงเดากันได้ใช่มั้ยครับ ว่าน้องรหัสของผมน่าจะเป็นญาติโกโหติกากับหมอนั่น



แหม พูดไปแล้วจะหาว่าโม้ ช่วงนี้ผมคงดวงตก สวรรค์ไม่รับเคลมจริงๆ เพราะทันทีที่ได้น้องรหัสหน้าตาน่ารักให้เพื่อนทโมนอิจฉากันตาร้อนผ่าวๆอย่างกับเป็นไข้หวัดเฉพาะที่ ก็ดันมารู้เอาทีหลังว่า น้องรหัสแสนสวยคนนี้เป็น ‘น้องสาวแท้ๆ’ ของ ‘ธันวา’



น่าเจ็บใจตรงที่ผมรักน้องแต่โคตรเกลียดพี่ นี่แหละครับ



“พี่ฟูน่ะ พูดแบบนี้แล้วพอพี่ธันมา ก็วิ่งหนีทุกที”



โธ่ น้องเม เห็นพี่ฟูหน้าตาดี ก็ใช่ว่าจะไม่กลัวตายนะจ๊ะ



“โชว์พลังขาไง แต่พี่วิ่งเร็วใช่มั้ย หมอนั่นตามไม่ทันทุกที แหม อย่างงี้มันน่าเปลี่ยนชื่อให้” เป็นความจริงครับ ที่หมอนั่นไม่เคยวิ่งทันผม แต่ที่ชอบเรียกว่า ‘ทันท่วงที’ ก็เพราะว่าถ้าเป็นเรื่องน้องสาวถูกแทะโลมล่ะก็ พี่แกจะมาไวมาก!! เรียกว่า ถึงทั้งมือ ถึงทั้งเท้า ถ้ามีใครมาแตะน้องสุดที่รักเข้า



และผมก็ชอบแตะซะด้วยสิ



“น้องเมไปกินข้าวเย็นกับพี่ฟูเหอะนะ พี่ฟูยังไม่ได้เลี้ยงน้องเมเลย”



“จำเป็นต้องเลี้ยงด้วยเหรอ นายปวิน รัตนวิจิตร” เห็นมั้ยล่ะ ทฤษฎีบทที่ว่า ‘เกี้ยวน้องที่ไหน พี่มาที่นั่น’ ใช้ได้เสมอ



ผมไม่บอกนะครับ ว่าใครเป็นเจ้าของคำพูดที่เรียกผมด้วยชื่อจริงนามสกุลจริง นี่ถ้าเลขประจำตัวนิสิตไม่เยอะเกินไป หมอนั่นคงจะบอกเลขด้วย เผลอๆอาจแถมที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ที่อยู่ปัจจุบัน อ้อ ชื่อบิดามารดา และผู้ปกครอง



“ทำไมจะไม่จำเป็น พี่รหัสเลี้ยงน้องรหัสน่ะ เป็นมารยาทที่ต้องทำ รู้เอาไว้ซะด้วย” ผมหันไปเงยหน้าคอแทบตั้งฉากเพื่อยักคิ้วใส่ไอ้คนที่มายืนค้ำหัวอยู่ข้างหลัง



“ฉันไม่อนุญาต”



โอ้โห เฮ้ย!! ใครเขาขออนุญาตมันตั้งแต่แรกวะ! บ้าเปล่าเนี่ย



ผมพยายามใช้ภาษากายด้วยการแคะหูตัวเอง ให้มันรู้ว่าผมอาจจะฟังอะไรเพี้ยน เข้าใจอะไรผิดรึเปล่า ถึงได้ยินคำว่า ‘ไม่อนุญาต’ จากมัน แต่เห็นมันยังไม่เข้าใจดี ก็เลยต้องส่งคำถามไปบรรเทาความโง่สักหน่อย ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกเป็นงานของผมอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะ เพื่อนร่วมโลกที่ชื่อ ‘ธันวา’ เนี่ย ผมจะบรรเทาบ่อยๆ เป็นกรณีพิเศษ



“ดูปากนะ …ไม่ ได้ ขอ อะ นุ ญาต…ชัดเปล่า หรือจะเอาอีกทีก็ได้นะ ดูปาก ดูปาก… ไม่ ได้…..”



“นายปวิน!!!!!”



อย่างงี้เรียกไม่มีมารยาท คนยังไม่พูดไม่จบเลย มาตะโกนแทรกได้ไง แต่ถือซะว่า เพราะน้องเมคนสวยสะกิดแขนยิกๆหรอกนะ ผมเลยไม่กวนมันต่อ นั่งสงบปากสงบคำเป็นนางเอกหนังไทยเวอร์ชั่นดาวพระศุกร์ก็ได้



“เม เย็นนี้เลิกแล้วกลับพร้อมพี่”



“น้องเมตอบไปสิ…ค่ะ เมจะกลับพร้อมพี่ธัน พี่ธันช่วยอุ้มเมขึ้นรถ แล้วอย่าติดไฟแดงนะคะ เดี๋ยวรถข้างๆเหล่เม อุ้ยๆ อย่าจอดข้างรถเมล์ด้วย เดี๋ยวคนบนนั้นมองลงมา จะเห็นขาเมที่โผล่พ้นกระโปรง อ้อ พอถึงบ้านแล้วอุ้มเมไปส่งที่ห้องด้วยนะคะ เดี๋ยวไรฝุ่นตัวผู้จะจับปลายเท้าเมเข้า…” ผมรีบกระตุ้นน้องรหัส พร้อมสคริปป์ที่คัดมาอย่างดี กลัวครับกลัว เดี๋ยวคุณชายทันท่วงทีแกจะรอคำตอบนานไป เกิดไม่พอใจขึ้นมา แล้วเผาคณะทิ้งนี่ ผมไม่มีที่เรียนหนังสือหนังหาเลยนะเนี่ย



“นายปวิน!!!”



อ้าว ไรวะ… อ้อๆ เข้าใจล่ะ



“ทำไม นอกจากจะบังคับให้น้องเมกลับบ้านตั้งแต่สี่โมงแล้ว จะเอาฉันไปส่งบ้านตั้งแต่สี่โมงด้วยเหรอ…โห เกินไปหน่อยมั้ง แต่เอา ๆ เห็นแก่ว่านั่งรถฟรีนะเนี่ย งั้นสี่โมงเย็นเจอกันที่โต๊ะนี้แล้วกัน ไปล่ะ ไปนะน้องเม แล้วเย็นนี้เจอกัน ไปล่ะครับ คุณพี่ทันท่วงที” ผมรีบบอก รีบตัดสินใจ แล้วรีบคว้ากระเป๋าวิ่งออกมาจากโต๊ะ ปล่อยหมอนั่นยืนมองตามตาปริบๆ



เห็นมั้ย บอกแล้วว่ามันช้ากว่าผมก้าวนึงเสมอ ก็ทันท่วงทีเฉพาะเรื่องน้องสาว แต่เรื่องผมน่ะ ช้าไปหมื่นปีแสงต่างหาก ฮ่าฮ่า



แล้วผมจะกลับรถหมอนั่นจริงมั้ย?



เอ้อ…ก็ไม่ใช่ว่าขี้เหนียวอะไรหรอกนะ



แต่ว่า…นั่งรถคนอื่นน่ะสนุกอย่าบอกใคร ไม่เชื่อคอยดูเย็นนี้ได้เลย



………………………



ผมขอข้ามช่วงเวลาเรียนอันแสนโหดร้าย ทารุณ และแสนจะทำลายสิทธิมนุษยชนของนิสิตด้วยข้อห้ามที่ว่า ห้ามเข้าสายเกินสิบห้านาที แต่อาจารย์เข้าเลทไปครึ่งชั่วโมง พร้อมข้ออ้างดั้งเดิมว่า ‘ครูมีธุระด่วน ขอโทษที่มาสาย’ แล้วทุกอย่างก็จบ ทำเนียนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฮ่วย!!



เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้อกตัญญูต่อผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ผมว่าเราข้ามมาที่เรื่องตอนสี่โมงเย็นเลยดีกว่า



สี่โมงเย็น กับอีกห้านาที นายถ้วยฟู ก็เดินลงมาจากตึกพร้อมเพื่อนรักสามหน่อ เห็นลิบๆว่าพี่น้องชื่อเดือนกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้โต๊ะเดิมที่ผมนัดเอาไว้



จะว่าไปแล้วบ้านนี้ก็ชื่อเดือนกันทั้งบ้าน คาดว่าพ่อแม่ไม่อยากคิดเยอะนั่นเอง คนโตชื่อสิงหา (ตามคำบอกเล่าของน้องเมสุดที่รัก) รายนี้เรียนจบแล้ว ช่วยกิจการทางบ้าน คนรองชื่อธันวา หมอนี่แหละตัวปัญหาของแท้ ส่วนคนที่สามชื่อตุลา อยู่ปีสาม คณะรัฐศาสตร์ ได้ข่าว (จากน้องเมที่รักเช่นกัน) ว่าเข้าคณะนั้น เพราะสาวๆสวย ส่วนคนที่สี่ก็คือน้องเม ผู้แสนอาภัพ ต้องเข้าวิศวะฯ ทั้งๆที่ชีวิตที่ผ่านมาไม่เคย ท็อปฟิสิกซ์ พิชิตแคลฯ หรือเป็นญาติกับเลขโอลิมปิกแต่อย่างใด



แล้วทำไมน้องเมต้องเข้าวิศวะฯ?



ก็เพราะมัน เอ้ย! เพราะพี่ของน้องเมเป็นเด็กวิศวะฯไงครับท่านผู้อ่าน!!



เรื่องนี้ผมเพิ่งมาค้นพบหลังจากสนิทน้องเมได้พักหนึ่ง ว่าสาเหตุที่ผู้หญิ๊ง ผู้หญิงอย่างน้องเนี่ย ต้องมาเรียนคณะเกือบชายล้วนแบบนี้ ก็เพราะประกาศิตของพี่ชายอย่างนาย ธันวา ที่ตอนนั้นเรียนอยู่ปีสอง แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหมอนั่นใช้อะไรคิด (บางทีอาจจะเป็นขี้เล็บก็ได้) ที่เอาน้องซึ่งตัวเองแสนหวงมาเข้าคณะนี้ ที่พอน้องเข้า ตัวเองก็อยู่ปีสี่เข้าไปแล้ว



มันน่ะบ้าของแท้ ที่ว่านี่ไม่ใช่เพราะอคติส่วนตัวหรอกนะ ถ้วยฟูคนนี้ขอสาบ๊าน!!!



เอ้า สาบานแล้ว เราก็ไปหารถนั่งฟรีๆกลับบ้านกันดีกว่า



“น้องเม…”



เสียงไปก่อนตัว และก่อนที่ผมจะถึงโต๊ะ สายตาของคุณพี่ทันท่วงทีก็ตวัดมาจิกจึ้กเข้าที่ตัวผม …อู้ว์! เจ็บครับงานนี้ มีอีก ๆ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ใครว่าผู้ชายคนนี้จะพอใจแค่การจ้องผมทีเดียวแล้วล่ะก็ แสดงว่าพวกคุณซื้อหวยแล้วถูกกินเรียบตลอดสิท่า



“ชักช้า! จะอาศัยรถคนอื่นก็หัดมีมารยาทมาให้ตรงเวลาด้วย!!”



ได้ข่าวว่าเลทไปห้านาทีครับท่าน!



ผมยกมือตะเบ๊ะใส่มัน พร้อมทำหน้าจริงจังอีกหน่อย ก็ได้ยินเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กดังมาจากไอ้เพื่อนรักสามตัวของผมที่มันยืนสลอนกันอยู่ข้างหลัง



“ขอประทานโทษครับท่าน!!” นี่!! ลูกผู้ชายตัวจริงเสียงจริง มันต้องแบบนี้ กล้าทำกล้ารับ และพอพูดออกไปแล้ว ไอ้ผู้ชายตัวโตตรงหน้ามันก็พูดอะไรไม่ออกอีก จนน้องเมต้องทำเป็นยิ้ม แต่รู้เลยน้อง เสแสร้งสุดๆ หนูจะร้องไห้เพราะอาลัยที่พี่ฟูคนนี้กำลังจะถูกพี่ชายของหนูกินหัวอยู่แล้วใช่มั้ยจ๊ะ



“เรากลับบ้านกันดีกว่าค่ะพี่ธัน ไหนๆพี่ฟูก็มาแล้วนะคะ” หมอนั่นไม่ว่าอะไร แหม พอเป็นน้องสาวพูดล่ะ ซ้ายเป็นซ้าย ขวาเป็นขวาเลยนะมึงงงงง!!!



สองเดือน เมษา ธันวา เดินออกจากลานไปที่รถกันแล้ว แต่ยังครับ…ยัง…



ผมน่ะ ต้องลาเพื่อนก่อน



“กูไปแหละนะ พรุ่งนี้เจอกันว่ะ”



ว่าแล้วก็เข้าไปกอดพวกมันเรียงตัว เหมือนตัวเองกำลังจะจากบ้านเกิดเมืองนอนไปขายแรงงานในต่างแดน ไอ้พวกนั้นก็งงเป็นไก่ตาแตก เพราะทุกครั้งที่จากกันไปหนึ่งคืน ผมไม่เคยบอกลามันแบบนี้หรอก อย่างมากก็ตบหัวกันคนละทีเท่านั้นแหละ



“เฮ้ย เอก แค่กูจะกลับบ้าน มึงอย่าร้องไห้ดิ มึงด้วย โจ อย่าทำหน้าเศร้า เดี๋ยวคืนนี้กูโทร.หา ไอ้เป้! มึงอย่าดึงเสื้อกูไว้แบบนี้ เดี๋ยวกูไม่ได้กล….”



“นายปวิน รัตนวิจิตร!!!!!!!!” เสียงระเบิด เอ้ย เสียงตะโกนดังลั่น ทำเอาผมที่กำลังเล่นบทโศกแบบเพื่อนไม่เก็ท ถึงกับต้องหันไปมองต้นเสียง



“จะกลับหรือไม่กลับ!!!!” แหม มีเร่งมาอีก



“กลับครับพี่ กลับ” รีบก่อนครับ เดี๋ยวถูกเฉ่ง ไม่ให้ร่วมทางด้วย วันนี้จะเสียค่ารถซะเปล่าๆ



แต่…



แหม ทุกท่านคงจะเบื่อคำว่า ‘แต่’ ของผมแล้วสินะครับ และผมก็ว่า หมอนั่นก็คงเบื่อคำว่า ‘แต่’ ของผมเหมือนกันนั่นแหละ



“เอ้อ คุณพี่ธันครับ ก่อนจะออกจากมหา’ลัย ช่วยวนไปที่ป้อมยามได้มั้ย ผมต้องลาพี่ๆยามแกสักหน่อย จะไปจะมา ต้องลาต้องไหว้...พ่อแม่สอนมาดีครับพี่"



แล้วจบประโยคนั้น คนที่ขึ้นไปนั่งตำแหน่งคนขับก็กระชากรถออกจากที่จอดทันที หมอนี่ท่าทางจะไม่มีมารยาท ผมแค่ขอบอกลาพี่ๆยามนิดเดียว ทำเป็นอารมณ์เสีย หึหึหึ



……………………….



พวกคุณอาจจะสงสัย ว่าเพราะเหตุใด ผู้ชายคนนั้นถึงได้กลายมาเป็น ศัตรูนรกส่งมาเกิดของผม (ใครจะบอกว่า ‘ศัตรูฟ้าประทาน’ ก็เอาเถอะครับ แต่อย่างหมอนั่นน่ะ นรกส่งมา ไม่ใช่สวรรค์ประทานลงมาหร๊อก!!)



ก็จะมีอะไร นิสัยหมอนั่นน่ะ โคตรจะน่าแกล้งเลย



นายธันวาหวงน้องอย่างน้องเมเป็นที่สุด! ที่สุดของที่สุดของที่สุด! ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ามันหวงถึงขนาดลากน้องสาวเข้ามาเรียนคณะเดียวกับตัวเอง ส่วนผม…ก็ดันเป็นพี่รหัสของน้องสาวที่หมอนั่นสุดหวง เพราะงั้น วินาทีแรกที่ผมซึ่งปากไว ได้พบหน้าน้องเม ก็คือประโยคที่ว่า



‘น้องเมคนสวย ที่บ้านพ่อดุมั้ย’



คุณเข้าใจใช่มั้ย ว่าผมก็แค่ปากมอมไปตามเรื่อง หวังชวนน้องคุย น้องหัวเราะ จะได้ไม่เก้อกันเอง แต่หมอนั่นไม่เข้าใจ ความจริงแล้ว กิจกรรมจับสายรหัส ไม่อนุญาตให้วงศาคณาญาติทั้งหลายมาร่วมลุ้น ร่วมจับกันด้วย แต่หมอนี่เข้ามารับรู้ว่าน้องตัวเองจะได้ใครเป็นพี่รหัสด้วยเส้นสายที่โคตรเบิ้ม สรุปก็คือ ตอนผมถาม มันก็ยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วคนมันเยอะมาก เบียดกันไป อัดกันมา ผมก็ไม่รู้อ่ะดิ ว่าน้องเมจะมีพี่มาคุม



แล้วสุดท้ายเป็นไง? ก็คุณพี่ชาย ‘ทันท่วงที’ ดันได้ยินพอดี โอ๊ย! ผมถูกด่าจนขี้หูเต้นระบำเป็นจังหวะ ชะชะช่า จับได้ใจความอย่างเดียวคือมันต้องการด่า ว่าผม ‘ลามปาม’ ถึงพ่อมัน



วะ!...แค่พูดเล่นนิดๆหน่อยๆ คิดเป็นจริงเป็นจังไปทุกเรื่อง ถึงว่าแม่งหน้าโคตรแก่เลย



“พี่ฟูคะ” นั่นไง…น้องเมคนสวย วันนี้ก็สวยเหมือนทุกวัน กำลังวิ่งตรงดิ่งจากหน้าโรงอาหาร มาที่โต๊ะไม้ที่ผมสิงสถิตพร้อมเพื่อนสองขาสามคน



“คราวก่อนพี่ธันโกรธมากเลย บ่นจนเมหูชาไปตลอดทางจนถึงบ้านด้วยล่ะค่ะ” ดูเหมือนน้องเมจะจำเหตุการณ์ที่พี่ชายไปส่งผมที่บ้านได้ดี ถึงขนาดว่าผ่านมาตั้งสามวันแล้ว ก็ยังเอาเรื่องมาโวยกับผมเล็กๆ แต่หน้าตาน่ารักแบบนี้ ผมยกโทษทุกอย่างอยู่แล้ว



“แต่พี่ฟูหลับสบายทั้งคืนเลยนะ คืนนั้นน่ะ”



“มึงก็หลับสบายทุกคืนนั่นแหละ ถ้าได้กวนประสาทคน”



เพื่อนของผมครับ ไอ้เอก หนุ่มอวบตี๋ เหมือนแป๊ะซะ เอ้ย แป๊ะยิ้ม วันๆมีแต่กินกับกิน และไม่เคยเข้าข้างผม มันสูงกว่าผมหน่อย แต่อ้วนกว่าผมมาก เวลานอนแล้วได้กอดมันเนี่ย อู้ย! สุขอย่าบอกใคร พุงนิ่มโคตรๆ



“พี่ฟูน่ะ ตัดช่องน้อยแต่พอตัวนี่นา ระวังเถอะค่ะ…พี่ธันจะเอาคืน”



โอ๊ย อย่างหมอนั่นน่ะเหรอ จะเอาคืนผมได้ ไม่มีทาง เอาแค่วิ่งไล่ผมให้ทันก่อนเหอะ



“แน่ะ ยังทำหน้าไม่เชื่อ…พี่ฟูคอยดูแล้วกัน พี่ธันโกรธมากจริงๆนะคะ คราวหน้า พี่ฟูอย่าไปกวนพี่ธันเลยนะ ถือว่าทำเพื่อเมนะคะ” ความจริงผมเป็นคนใจอ่อนกับผู้หญิงหน้าตาน่ารักนะ แต่รู้สึกครั้งนี้จะเป็นข้อยกเว้นล่ะ



“คุยเรื่องอื่นดีกว่าน้องเม เรื่องเลี้ยงข้าวดีมั้ย เมื่อไหร่จะปลอดพี่ชาย พี่ฟูได้เลี้ยงข้าวบ้าง”



“จริงด้วยค่ะ ร้านอาหารเมื่อคราวก่อนที่พี่ฟูให้ไปส่ง นั่นร้านของพี่ฟูเหรอ”



“ร้านของพ่อแม่ครับ พี่ไม่มีปัญญาทำเอง”



ถ้ามีปัญญาทำ ผมก็คงไม่มานั่งเรียนงกๆแล้ว



“ก็นั่นแหละค่ะ งั้นไปกินร้านของคุณพ่อคุณแม่พี่ฟูได้มั้ยคะ” โอ้…งานนี้จะมาว่าถ้วยฟูไม่ได้นะเฟ้ย พี่ธันวา น้องสาวพี่เขารีเควสท์มาเอง



“ได้ๆ เย็นนี้เลยมั้ย”



“ไม่ได้!!!!!” วะ… มันต้องมีคนชอบตะโกน



ผมหันกลับไปมองข้างหลัง ถึงได้เห็นไอ้คนหน้าดุยืนกอดอก ก้มหน้าต่ำ นี่ถ้าข้างหลังมีผู้ชายหน้าเหี้ยมสักคนสองคนยืนเป็นแบ็คให้แล้วล่ะก็ ผมคงเข้าใจว่าตัวเองกำลังถูกเรียกเก็บค่าคุ้มครองแน่เลย



“พี่ธัน…ให้เมไปไม่ได้เหรอคะ”



น้องเมเริ่มภารกิจอ้อน เข้าไปเกาะแข้งเกาะขา



“พี่ไม่ได้ห้ามเม แต่วันนี้เขาต้องเข้าประชุม”



เขา? เขาไหนวะ เขาไหนจะเข้าประชุม



“ไม่ต้องมองหาใคร นายนั่นแหละที่ต้องเข้าประชุม นายปวิน”



“ห๊ะ! ประชุมอะไร ฉันไม่ได้รับผิดชอบงานอะไรสักหน่อย!” จะว่าไปแล้ว ผมรู้แค่ว่าคณะจะจัดงานโอเพ่นเฮ้าส์ ความจริงน่าจะใช้ โอเพ่นแฟคเคาตี้ แต่เอาเหอะ เขาใช้อย่างงี้กันมาทั้งชาติแล้ว ไอ้ผมจะดิ้นรนเปลี่ยนคนเดียว เดี๋ยวจะเป็นเรื่อง



อ๊ะ เดี๋ยว! คณะจะจัดงานโอเพ่นเฮ้าส์ แล้วทำไมนายถ้วยฟูปีสองคนนี้ ถึงต้องเข้าประชุม รึกูเป็นหัวหน้าชั้นปี? ก็ไม่ใช่ ตำแหน่งช้างขนาดนั้น ไม่เอามาเป็นห่วงผูกคอเด็ดขาด เอ? งั้นกูเป็นหัวหน้าภาครึเปล่า? ก็ไม่ใช่ ทุกวันนี้แค่มาเรียน เตะบอล ช่วยงานที่ร้าน นั่งผลาญเวลาด้วยอินเตอร์เน็ตก็เหนื่อยแล้ว



“ไม่ต้องคิดเยอะหรอก ฉันส่งชื่อนายไปเป็น ‘มาสคอต’ ของวิศวะฯ…”



“เฮ้ย!!!!”



มันว่าอะไรนะ!!



หมอนั่นส่ายหน้าไปมา เหมือนระอาที่ผมหูตึงก่อนวัย ก่อนจะย้ำช้าชัดอีกครั้ง แต่ตอกจึ้กเข้าไปในใจ ในสมอง ในกระเพาะอาหาร ในลำไส้ ในตับอ่อน หรือแม้แต่ในไส้ติ่งอันน้อยๆของผม



“นายต้องเป็น มาสคอตของวิศวะฯ ประจำงานโอเพ่นเฮ้าส์ครั้งนี้”



โอ้ แม่เจ้า!! มาสคอตวิศวะฯ!!!



ไม่ได้จะสำออย แต่จะเป็นลม คร็อก!!!!!!


ทูบีคอนตินิ๊วววววว
………………….


สวัสดีค่ะ  เรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกบนอินเตอร์เน็ต  (ปกติเขียนแต่ฟิคชั่น ไม่ค่อยจับนิยายเท่าไร) พอดีไปร่วมสนุกกับบอร์ดที่เล่นอยู่  และโครงการนั้นจบแล้ว ลองถามทางพี่ผู้จัดโครงการ เห็นเขาว่านำไปลงที่ไหนก็ได้แล้วแต่ทางคนแต่ง  ก็เลยลองเอามาลงที่นี่ดู  เผื่อจะได้คำแนะนำอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแต่งนิยาย

ถ้ายังไง…ฝากตัวด้วยนะคะ 

ขอบคุณมากๆทั้งคนอ่าน และพื้นที่บอร์ดค่ะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5414
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

Soulmate

  • บุคคลทั่วไป
มาเจิมต้อนรับด้วย :mc4:
แอบชอบชื่อเรื่อง... -.-
+1ไปเลยยยยย

k[1mE]:D

  • บุคคลทั่วไป
55555555+

ชอบนายฟู  กวนโอ๊ยยยยยมากค่ะ

พี่ธันค่ะ  หวงน้องสาวรึหวงนายถ้วยฟูนะ


------------------------------

ชอบอ่านของพี่บัวมากๆๆๆ ^______________^

ยินดีต้อนรับค่ะ :pig2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2010 23:06:14 โดย k[1mE]:D »

jaideejung007

  • บุคคลทั่วไป
มาถวายตัว แต่ไม่ให้หัวใจ

เด๋ยวจะตามมาอ่านนะจ๊ะ

ขอเคลียร์เรื่องที่ยังมะได้อ่านก่อน

เยอะส-า-ด ครับผม

OT

  • บุคคลทั่วไป
ชื่อเรื่องสะกิดสายตา..

ถ้วยฟู ชื่อน่ารักจัง 55

OhJa

  • บุคคลทั่วไป
กรี๊ดดดด น้องบัวเข้าเล้า
ฉลองๆๆๆๆๆ
แบบว่าไปอ่านในบล็อคน้องบัวมาแล้ว
หลงรักเจ้าถ้วยฟูไปแล้ว
มันน่ารักน่าหยิกซะนี่กระไร

+1 เป็นกำลังใจให้น้องบัวจ้า  

ออฟไลน์ philophobia

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +426/-4
อยากกินถ้วยฟู

อ๊างง

zeazaiz

  • บุคคลทั่วไป
หนูถ้วยฟูช่างจ้อเชียวค่ะ
กะล่อนอีกด้วย น่ารักน่าตีจริงๆ
อีกคนก็พี่ขรึม หวงน้องซะ
ท่าจะเป็นคู่ที่ลงตัวดีนะ  o13
มาอีกบ่อยๆนะจ๊ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






Little Devil

  • บุคคลทั่วไป
 :mc4: รับเรื่องใหม่
สนุกมากกกกก
น้องถ้วยฟู นายเอกชื่อน่ากินจัง

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4071
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ตบจูบ ๆๆๆๆ

1582

  • บุคคลทั่วไป
 :mc4: ต้อนรับน้องบัวค่ะ  เป็นแฟนติดหนึบของน้องบัวคนนึงเหมือนกัน
หลงรักถ้วยฟูกับพี่ธันไปเรียบร้อยแล้ว  (อ่านแล้วแอบเห็นเป็นจินเมะทุกที 55)

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1541/-8
รักนี้…ลิ้นกับฟัน
กระทบกระทั่ง ครั้งที่ 2
By : Dezair
…………………….


คณะวิศวกรรมศาสตร์ขึ้นชื่อเรื่องทรัพยากรผู้ชายที่มีแบบไม่รู้จักหมดจักสิ้น บางครั้งมันก็มีมากเกินไป จนส่งผลถึงความไม่พอดีเป็นกิจวัตร พื้นที่ใช้สอยไม่พอบ้างล่ะ แออัดบ้างล่ะ ผู้หญิงน้อยบ้างล่ะ ไม่เจริญหูเจริญตาบ้างล่ะ และอีกหลายต่อหลายอย่าง แต่ทั้งอย่างนั้น ทุกปีๆ ก็ยังมีแต่ผู้ชายที่เข้ามาเรียนคณะนี้ ท่าทางมันคงจะผูกขาดอยู่แต่เพศชายไปแล้ว


แล้วตำแหน่ง ‘มาสคอต’ ของวิศวะฯล่ะ มันควรจะผูกขาดอยู่ที่ใครมั้ย


ที่สำคัญคือมันน่าจะไม่ใช่ผมนะ


“กูไม่ไป!! ไอ้เอก!! ปล่อยกู!! โจ!! นี่มึงจะลากเพื่อนไปตายเหรอวะ! เป้! ช่วยกูด้วยดิ!!” เพื่อนแต่ละคนล่ะดีๆทั้งนั้น คนนึงหิ้วขา อีกคนพยุงแขน ส่วนอีกคนคอยเคลียร์เส้นทาง! พวกมึงสามัคคีกันมาก!!


แล้วผมทำอะไร?


ก็นี่ไงครับ!! ถูกมันแบก เป็นหมูจะถูกเชือดเนี่ย!!


ไม่สิ มันแบกเพื่อให้ผมไปรับหน้าที่ ‘มาสคอต’ เต็มตัวต่างหาก


“มึงอย่าดิ้นดิ ไอ้ฟู เดี๋ยวตกลงไปทำไงวะ” ไอ้โจหนุ่มล่ำ ชื่อฝรั่งแถมหน้าลูกครึ่ง หันมาบอก ทั้งๆที่ยังหิ้วขาผมอยู่เลย แม่ง น่าเตะมันสักป้าบจริงๆ (มันชื่อโจก็จริง แถมปากบอก โจ ย่อมาจาก โจนาธาน แต่ในบัตรนิสิตมันอ่ะ ‘นายเจริญ’ ตัวโคตรเป้งเลย เพราะงั้น สาวๆอย่าไปเชื่ออะไรมันมากนะครับ เชื่ออย่างเดียวว่าผมหล่อสุดในกลุ่ม พอแล้ว)


พวกมันก็ลากบ้าง หิ้วบ้าง จนขึ้นลิฟต์มาที่หน้าห้องประชุม แล้วพวกมันก็…หิ้วผมเข้าไปทั้งแบบนั้นแหละครับ ถามว่าอายมั้ย อายนิดหน่อย แต่พอมันวางผมลง ผมก็เผ่นแน่บแหละ


แต่…ไม่ทันครับ


ไอ้เป้มันดันดึงประตูกลับมาก่อนที่ผมจะวิ่งผ่านช่องว่างระหว่างประตูที่กำลังปิดออกไป ก็เลยชนเต็มๆกับบานประตูที่มันดึงเข้ามาพอดี


--ปั่ก!!!!--


โอ๊ย! เจ็บโว้ย!!


“ซ่าดีนัก มานั่งได้แล้ว นายปวิน”


แหม ดูเหมือนจะสะใจนะไอ้นี่!! นั่งก็นั่งดิวะ!!


ผมเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ มีเพื่อนสามคนที่สมัครใจนั่งลงประกบ มันคงกลัวผมลุกออกไปล่ะมั้ง ลุกก็บ้าแล้ว โดนไปโป๊กนึงที่หน้าผากนี่ยังเจ็บอยู่เลย! เจ็บแล้วจำเว้ย!!


“นี่คือชุดที่ต้องแต่งนะ ปวิน”


รุ่นพี่คนหนึ่งในคณะ เดินเข้ามาวางกระดาษลงตรงหน้าผม ผมไม่หยิบมาดูหรอกครับ ดูไปก็เท่านั้น แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ในเมื่อมันเล่นล็อคแม้กระทั่งให้ผมมารับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี่ อุตส่าห์หนี ไม่ยอมเข้าประชุมอยู่สัปดาห์เต็มๆ จนสุดท้าย ‘นายทันท่วงที’ อะไรนั่นก็มีประกาศิตลงมา ว่าถ้า ปวิน รัตนวิจิตร ยังไม่เข้าประชุมภายในสามวัน วิศวะฯปีสอง เจ็ดร้อยชีวิตซวย!!!


(อยากจะขำให้ ตอนที่พวกปีสองในคณะมันได้ยินชื่อนี้ แล้วทำหน้างงทำนองว่า ใครวะ? ใครคือ ปวิน?)

แล้วพอไอ้เจ็ดร้อยคนนั่นรู้ว่า ปวิน รัตนวิจิตรคือใคร พวกมันก็มาไล่กับสามเพื่อนสนิทสุดที่รักของผม ไอ้เอก ไอ้โจ ไอ้เป้ ไอ้พวกนี้ก็รักกันเหลือเกิ๊น พอถูกบี้หน่อยเดียว หามผมมาส่งถึงห้องประชุมเลยเนี่ย!


ที่ผมเล่ามา ดูเหมือนทุกท่านจะสงสัย ว่าทำไมไอ้คุณพี่ธันวาถึงดูยิ่งใหญ่คับฟ้า พ่อเป็นนายกรัฐมนตรี แม่เป็นคุณหญิงเจ้าของเทรนด์ ‘ตั้งกระบัง’ รึ?? ความจริง ไม่ใช่ขนาดนั้น มันไม่ได้ใหญ่มาจากไหนหรอกครับ เพียงแต่ว่ามันใหญ่ที่นี่ ที่คณะวิศวะฯของมหา’ลัยเล็กๆแห่งนี้


ทำไมน่ะเหรอ?


ก็เพราะว่ามันเป็น นายกสโมสรนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ไง ถ้าสงสัยว่าตำแหน่งนี้ใหญ่แค่ไหน ก็แค่คุมนิสิตวิศวะฯ สี่ชั้นปี ปีละเกือบพันคน รวมๆแล้ว ก็เกือบสี่พันคนอยู่ในมือมัน ไม่มีอะไร๊!


“เอาไงก็เอาเหอะ ผมใส่ยังไงก็ได้อยู่แล้ว” ผมปลงตกกับชีวิต ดูเหมือนพระเสาร์กับพระศุกร์จะกำลังเข้าแทรกพร้อมกันยังไงไม่รู้ คิดดู ขนาดหนีมาได้ตั้งอาทิตย์นึง แล้วยังจะถูกบังคับให้กลับมาทำอีก


“ดี งั้นเย็นนี้อยู่วัดตัวเลย จะได้ตัดชุด” ไอ้คุณนายกสโมฯมันบอกแบบนั้น แหม…เต๊ะชิบเลยโว้ย! พอต้อนกูได้เนี่ย!!


“ให้ได้ถึงห้าโมงเย็นนะ พอดีที่บ้านต้องกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันตอนห้าโมงครึ่ง” ผมบอกเรียบๆ พยายามทำหน้าตาเป็นคุณชาย เพื่อความสมจริง ที่นี้เกิดเป็นความอึ้งไปทั่วห้องประชุมครับพ่อแม่พี่น้อง!! ฮ่าฮ่า


“แต่…แต่นี่มันจะสี่โมงครึ่งอยู่แล้ว” ใครสักคนในห้องประชุมเอ่ยปากถามผม โธ่ คำถามแบบนี้ก็ถามมาได้ ตอบไม่เห็นยากเลย


“ก็รีบวัดตัวสิครับพี่” ผมเสนอทางแก้ปัญหาให้ พาเอาหลายคนพูดไม่ออก เพราะประชุมก็ยังไม่ได้เริ่ม ถ้าจะมาวัดตัวผมคนเดียว ประชุมก็จะเริ่มไม่ได้ เสียเวลาหนักเข้าไปอีก


“ไม่เป็นไร กอล์ฟ…ต้องกลับบ้านตอนห้าโมงใช่มั้ย ปวิน งั้นประชุมกันเลยแล้วกัน”


“อ้าว แล้ววัดตัว?” หมอนั่นหันมายิ้ม


“ฉันรู้จักบ้านนาย เพราะงั้น เดี๋ยวตามกลับไปวัดตัวให้ที่บ้านนายก็ได้”


เฮ้ย!!! บ้าอะไรของมันวะเนี่ย!!!


……………………….


แล้วผมก็ได้กลับบ้านฟรีอีกวัน


มันก็ดีหรอกนะ ที่ไม่ต้องจ่ายตังค์ค่ารถเมล์ ไปต่อรถไฟใต้ดิน มุดขึ้นเรียกแท็กซี่ แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าผมจะได้ออกค่ารถเมล์บ้าง อะไรบ้าง ไม่ใช่นั่งรถฟรี แต่ซวยมหาซวยเพราะไอ้คนขับมาส่ง ดันลงมาด้วย แถมอุปกรณ์สำหรับวัดตัวเสร็จสรรพ มึงวัดไม่เป็นล่ะกูจะหัวเราะให้!! แม่ง เซ็งโว้ย!!


“แม่ หวัดดี”


นี่แม่ผมเองครับ คุณปานดาว รัตนวิจิตร แม่ผมทำขนมเก่ง เพราะงั้นสวนอาหาร ‘เตาถ่าน’ ที่เน้นไปที่อาหารคาว แม่ผมเลยไม่มีหน้าที่อะไรในครัว ก็เลยมาทำตัวเนียนเป็นพนักงานต้อนรับแขก และต้อนรับผมด้วยแหละครับ


บ้านผมติดกับร้าน ดังนั้น เวลากลับจากมหา’ลัยเลยมาแวะที่ร้านก่อน ผมเป็นลูกกตัญญูครับ ช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน พนักงานเสิร์พบ้าง ช่วยในครัวบ้าง กระโดดขึ้นไปดีดกีต้าร์ให้แขกฟังบ้าง แล้วแต่ว่าอะไรจะอำนวย แต่วันนี้ดูเหมือนผมจะทำไม่ได้สักอย่าง เพราะไอ้บ้าบางคนที่มันตามกลับมาด้วยเนี่ยแหละ


“สวัสดีครับ” ไอ้คนข้างหลังมันยกมือไหว้ คุณปานดาวก็ตาเยิ้มเชียว เห็นหนุ่มๆไม่ได้ เดี๋ยวจะฟ้องพ่อ


“ถ้วยฟูจะพาเพื่อนมา ทำไมไม่บอกแม่ก่อน จะได้ทำขนมไว้ให้”

ไม่ใช่เพื่อนหรอกแม่ แต่เป็นคนรู้จัก


“ก็…ไม่ได้ตั้งใจ ‘เชิญ’ น่ะแม่ พอดีเขาจะมาทำงานกับฟู”


“งั้นไปนั่งทำกันที่บ้านสิ จะได้ส่วนตัวหน่อย”


“ไม่เอาอ่ะ ทำที่นี่แหละ” เรื่องอะไรจะพามันไปที่บ้าน ไม่มีทางหรอก


“ตามใจแล้วกัน ตามสบายเลยนะจ๊ะ อยากได้อะไรก็เรียกเด็กได้เลย เดี๋ยวแม่จัดขนมไปให้” นี่แหละครับ คุณนายปานดาวผู้แสนจะเห่อ ‘เพื่อนลูก’ ไม่รู้ทำไม พอเห็นเพื่อนลูกมาที่บ้าน หรือที่ร้าน คุณปานดาวจะต้องจัดขนมนมเนยชุดใหญ่มาอุทิศให้ทุกที ทำจนไอ้เอก ไอ้เป้ ไอ้โจมันติดกันงอมแงม ติดทั้งฝั่งเพื่อนผม ทั้งฝั่งแม่ผมเนี่ยแหละ จนผมต้องบอกเพื่อนว่า ‘ช่วงนี้แม่กูทำขนมเจ’ ก่อนจะไปบอกแม่ว่า ‘ช่วงนี้เพื่อนฟูไดเอท’ ไม่อย่างงั้นล่ะกระไดบ้านผมไม่แห้งแน่ๆ!!


ลาจากคุณแม่สุดที่รักมาได้ ก็พาไอ้คนที่ ‘ไม่ได้เชิญ’ ลัดเลาะมาตามทางที่เป็นไม้ระแนงวางยกพื้น ข้างล่างเจาะเป็นบ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟ ซึ่งผมเคยแนะนำว่าเลี้ยงปลาดุก ปลาช่อนจะดีกว่า พอมันโตก็เอามาผัดเผ็ดตามเรื่องให้ลูกค้า แต่โดนแม่ด่าเละเลย ไม่รู้จะด่าทำไม


พาเลาะทาง อ้อมโลกอยู่นาน ก็เหมือนไอ้ข้างหลังจะเริ่มหงุดหงิด ผมก็เลย(จำใจ)เลือกห้องคาราโอเกะส่วนตัว ที่ไม่ได้ใช้ บอกพนักงานไว้แล้วเรียบร้อย ก่อนจะเดินนำเข้าไป จัดการรูดม่านปิด เปิดแอร์ ก็โอเคแล้วครับ


“ถอดเสื้อ”


ฟังแล้วจั๊กกะจี้ชะมัด มีผู้ชายมาสั่งให้ถอดเสื้อในที่รโหฐานเนี่ย


ผมถอดตามที่มันสั่ง ไม่อยากจะบอก ว่าผมได้ผิวขาวอมชมพูระเรื่อแบบที่สาวไทยทั่วประเทศต้องการ จากคุณปานดาวมาเต็มๆ (อย่าอิจฉาครับอย่าอิจฉา คนมันเกิดมาดูดีทั้งหน้าและตัวก็แบบนี้) ใครๆก็บอกว่าผมกับฝาแฝดน่ะหน้าเหมือนแม่ แต่พี่ชายคนโตของผมหน้าเหมือนพ่อครับ อ้าว แล้วผมเล่าทำไม แค่จะบอกว่าบ้านผมหน้าตาดีทั้งบ้านน่ะครับ เพราะพวกเราหน้าเหมือนพ่อแม่ (อะไร นี่คุณว่าพวกผมหน้าตาไม่ดีเหรอ เดี๋ยวผมฟ้องพ่อแม่แน่!!)

กลับมาที่เดิมดีกว่าครับ มาช่วยผมลุ้นดีกว่า ว่าการสูดอากาศร่วมกับนายทันท่วงทีจะทำให้ผมตายเร็วขึ้นมั้ย

“หันหลังมา” โว โว…ฟังแล้วหวั่นไหวโคตรๆ ตอนแรกให้ถอดเสื้อ ตอนนี้ให้หันหลัง หรือว่า! พรหมจรรย์ของหนู…


“ไม่ต้องมาทำหน้าทะเล้น นายปวิน!!”

แหม แค่นิดๆหน่อยๆล่ะทำดุ เบื่อจังเว้ย


แล้วก็เลยได้แต่ยอมหันหน้าเข้าหาประตู หันหลังให้หมอนั่นวัดไหล่ แต่…คงเป็นโชคร้ายของน้องติ๊ก สาวเสิร์ฟวัยใส ที่ผลักประตูเข้ามาจ๊ะเอ๋กับผม และท่าทางแนบชิดระหว่างผมกับนายธันวา น้องติ๊กก็เลยตาโต


“อุ้ย! ขอโทษค่ะ คุณถ้วยฟู…” แล้วก็รีบยกถาดขนมกลับออกไปทันที ไม่ฟังคำอธิบายสักนิด นี่น้องติ๊กคงจะไม่ได้เข้าใจอะไรผมผิดหรอกนะ ส่วนไอ้บ้าข้างหลัง… มันเพิ่งเงยหน้าขึ้นมา ตอนที่ประตูปิดลงไปแล้ว แถมยังหันมามองผมงงๆอีกต่างหาก


จะมางงทำไมว้า! ก็เพราะมึงอ่ะแหละ!!


“รีบวัดดิ เดี๋ยวก็มีใครเปิดเข้ามาเห็นอีกหรอก”


ผมไม่ได้กลัวเรื่องที่ใครจะเข้าใจผิดว่าเป็นเก้ง กวาง ไก่ กระรอกอะไรหรอก แต่การถูกเข้าใจผิดกับนายธันวานี่ ออกจะเป็นเรื่องที่แสดงให้ผมเห็นว่าตัวเองดวงตก แบบสวรรค์ไม่ห่วงใยกันเลยสักนิด


“งั้นหันหน้ามา” หลังจากมันหันไปจดๆอะไรใส่กระดาษเรียบร้อยแล้ว ก็สั่งให้ผมหันกลับไปหามัน คราวนี้ชวนให้อื้อหือกว่าเดิมอีกครับ!


เพราะมันต้องรั้งผมเข้าไปหา เพื่อเอาสายวัดโอบรอบตัว ผมก็ว่าตัวเองสูง ‘ร้อยแปดสิบ’ หรอกนะ แต่ไอ้นี่มันคงสูงสองเมตรแน่เลย มันเลยสูงกว่าผมแบบหน้าผากผมกับจมูกมันเนี่ย

“ว้าย!!”


คราวนี้เสียงคุ้นยิ่งกว่าน้องติ๊ก ผมเลยต้องหันกลับไปมองซะหน่อย ปรากฏว่าไม่ใช่น้องติ๊ก น้องแก้ว น้องฟ้า หรือสารพัดน้องไหนๆอีกแล้ว แต่เป็น ‘น้องปานดาว’ เอ้ย! ‘คุณปานดาว’ แม่ผมเองครับ!!


“ว…วัดตัวกันอยู่เหรอลูก”


ดูเหมือนคุณแม่ยังตาดีมองเห็นสายวัดในมือไอ้หมอนี่ ก็เลยไม่กระตู้วู้ แต่ยิ้มเจื่อน หันไปสั่งให้น้องติ๊กยกถาดขนมเข้ามา และพอผู้ใหญ่มาแบบนี้ หมอนั่นเลยเลิกวัดตัวผมไปโดยปริยาย ก็แหม จะให้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันต่อหน้าแม่ผมเนี่ยนะ ไม่ดีครับ บาปกรรมทำคุณนายหัวใจจะวาย


“ฟูได้ตำแหน่งสำคัญน่ะแม่ เลยต้องตัดชุดกันเป็นพิเศษ” ผมบอกแบบกระทบชิ่งนิดหน่อย ชี้นิ้วโป้งไปข้างกาย ให้แม่ดูว่า ‘เพราะหมอนี่’ ผมเลยได้ตำแหน่งสำคัญ


คุณปานดาวหัวเราะร่วน หน้าตาดูแจ่มใสมีความสุขจริงๆ เวลาอยู่กับหนุ่มเอ๊าะๆที่ไม่ใช่ลูกและสามีเนี่ย!!


“จริงเหรอจ๊ะ งั้นแม่ฝากถ้วยฟูด้วยนะ เจ้าเด็กนี่น่ะถึงจะดื้อไปบ้าง แต่เขาก็ตั้งใจทำงาน แล้วถ้วยฟูจะใส่ชุดอะไรล่ะ แม่ไปถ่ายรูปได้มั้ย”


เออ นั่นสิ ที่วัด ๆ ตัวไปเนี่ย จะเอาไปตัดชุดอะไรวะ ตอนนั้นมีคนเอากระดาษมาให้ดูชุดก็ดันทำเท่ห์ไม่หยิบขึ้นมาดูอีก


หมอนั่นยิ้มบาง ก่อนจะหันไปเปิดกระเป๋าเป้ หยิบกระดาษออกมาจากแฟ้มใสสีฟ้าอ่อน แล้วส่งให้แม่ผม แบบผ่านหน้าผมไป ครับ ผ่านหน้า แต่ไม่ผ่านตา ผมก็เลยมองไม่เห็นอ่ะดิ


“อุ้ย…ถ้วยฟูจะใส่ชุดนี้เหรอจ๊ะ”


แล้วก็กลายเป็นการเสวนาของแม่ผมกับหมอนั่น ลืมลูกซะสนิทเชียว!


“ครับ มีชุดนี้กับชุดนี้” แล้วไอ้ชุดนี้กับชุดนี้ มันคือชุดไหนล่ะวะ!!


“ถ้วยฟูยังไม่เห็นชุดเหรอ”


แม่หันมาถาม แต่เอากระดาษที่ถืออยู่แนบกับอก กะไม่ให้ผมเห็นน่ะสิ!


“แม่เอามาดูหน่อย” คุณปานดาวหัวเราะอีกแล้ว แหม ตั้งแต่หมอนี่มาบ้าน รู้สึกจะหัวเราะบ่อยนักนะ ฟ้องพ่อจริงๆคราวนี้ ฟ้องพ่อ


“ถ้วยฟูต้องสัญญาว่าจะให้แม่ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึก อ้อ แม่จะโทร.เรียกญาติไปถ่ายด้วย เออ แล้วชื่ออะไรล่ะ แม่ยังไม่รู้ชื่อเลย” บอกผมแบบนั้น ส่งกระดาษให้ผมดูเรียบร้อย แม่ก็หันไปเนียนถามชื่อจากไอ้คนที่ยืนข้างๆ ท่าทางอีกสองนาทีต้องเนียนถามเบอร์โทรศัพท์แน่เลย


“ธันครับ ธันวา” เสียงหล่อมากกกกกก!! ทีเวลาเรียกชื่อกูงี้ ‘ปวิน!!!!!!!’ ตะโกนอย่างกับลำโพงขยายเสียงล้านเท่า


บ่นไปบ่นมา ก็ถึงได้กลับหัวกลับหาง กระดาษที่แม่ส่งให้ เพื่อจะได้ดูชัดๆว่ารูปภาพของชุดที่ต้องใส่ในฐานะเป็น ‘มาสคอต’ คือชุดอะไร


ชุดแรก ชุดหุ่นยนต์ เห็นมั้ย บอกแล้วว่าปัญญาอ่อนจริงๆ


ส่วนชุดที่สอง…


เฮ้ย!!!!!


“ถ้วยฟู เดี๋ยวแม่จองคอร์สขัดผิวให้ จะได้ใส่ชุดนี้ขึ้น” นิ้วกรีดกรายของคุณแม่จิ้มลงมาที่ภาพที่สอง ที่เป็นชุดเปิดไหล่ กระโปรงยาว มีวงเล็บกำกับว่า ‘ชุดเจ้าหญิง’


ชุดเจ้าหญิงเนี่ยนะ!!!


ถ้วยฟูคนนี้กับชุดเจ้าหญิงเนี่ยนะ!!!!!!!!!!!!!!!


………………………..


“เมบอกแล้วว่าอย่าไปกวนพี่ธัน เห็นมั้ยล่ะคะ โดนเลย”


อย่างนี้เรียก คนล้มแล้วกระทืบ คนพลาดแล้วผลักซ้ำ น้องเมนะน้องเม พี่ฟูกลุ้มจะตายอยู่แล้วกับไอ้การใส่ชุดบรรเจิดสุดเริ่ดที่มีชื่อว่า ‘ชุดเจ้าหญิง’


ชุดเจ้าหญิงกับผู้ชายที่ชื่อถ้วยฟูเนี่ยนะ!!!


(ขอย้ำอีกสักครั้ง เพื่อให้รู้ว่าผมตกใจมากจริงๆ!!!)


“พี่ธันเอามึงซะเจ็บเลยว่ะ” ไอ้เป้ยังหันมาเหยียบซ้ำ คงกลัวผมไม่ตายคาที่มั้งเนี่ย! ขอเล่าก่อน ว่าไอ้เป้นี่ดูเป็นมนุษย์มนาที่สุดแล้วในกลุ่มผม (ส่วนผมเป็นเทวดาครับ เลยไม่ใช่มนุษย์มนา) หนุ่มหุ่นพอเหมาะ ใส่แว่นกรอบบาง ท่าทางคงแก่เรียน หรือเรียนจนแก่ อันนี้ไม่แน่ชัด แต่ที่วางใจได้ คือจะสอบทีไร แพ็คกระเป๋าไปนอนห้องมันเถอะครับ แล้วจะปลอดภัยจากนรกขุม F


“อย่าให้ถึงคราวกูละกัน แค่กวนนิดๆหน่อยๆแม่งเล่นเส้น ทำให้กูเป็นมาสคอตวิศวะฯ”


“มึงไม่ได้กวนเขานิดหน่อยว่ะ ไอ้ฟู กูเห็นมึงกวนเขามาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว”


เฮ้ย! ทำมาเป็นรำลึกความหลัง กูเพิ่งรู้จักเพราะมันมาเป็นนายกสโมฯ กับเป็นพี่ชายของน้องเมก็ปีนี่เอง แล้วก็จำได้ว่าครั้งแรกที่ทะเลาะกัน เอ้ย คุยกัน คือตอนรับน้องเมมาเป็นน้องรหัส ซึ่งตอนนั้น ผมก็อยู่ปีสองแล้ว ไม่ใช่ปีหนึ่งซะหน่อย


“ไม่ต้องมาทำงงเลยมึงเนี่ย ตอนปีหนึ่งที่มึงกวนไม่ยอมเต้นเพลงไก่ย่างไง พี่เขาสั่งให้มึงเต้น มึงก็ดันบอกว่า ล้อเลียนสัตว์โลกที่เป็นคุณต่อกระเพาะอาหาร ไม่ใช่วิถีทางของมึง” อ้วนเอกย้อนให้ผมฟังพร้อมเคี้ยวขนมตุ้ยๆ แก้มกระเพื่อมพอๆกับพุงมันนั่นแหละครับ


อ่า สถานการณ์คุ้นๆนะ เหมือนตัวเองทำ แต่จำหน้าไอ้รุ่นพี่ที่สั่งไม่ได้แล้ว ไม่นึกว่าจะเป็นหมอนั่นแฮะ


“มึงกับเขาวนมาเจอกันอยู่เรื่อย แถมแพ้ทางกันไปแพ้ทางกันมาแบบนี้ ระวังเหอะ เขาว่ากันว่า จะเป็นเนื้อคู่” นายเจริญ เอ้ย โจนาธานตั้งข้อสันนิษฐานได้โรแมนติกมาก แต่ว่าไม่มีทางเด็ดๆ คู่ชีวิตนิสัยน่าเครียดแบบหมอนั่น ผมคงต้องกินยาลดไมเกรน และลดอายุตัวเองไปพร้อมๆกัน


“แล้วกูจะรอวันเข้าหอกับเนื้อคู่รายนี้แล้วกัน ถ้าไม่มีใครสักคนยันอีกคนตกห้องหอตายไปซะก่อนนะมึง”


“แต่เมว่าไม่มีใครตายหรอกค่ะ” อ้าว นี่เพื่อนไม่เข้าข้าง แล้วน้องรหัสยังไม่เข้าข้างอีกเหรอวะ! ดวงบริวารผมท่าทางจะบอดนะ


น้องรหัสคนสวยลุกขึ้นยืน แล้วยิ้ม ก่อนจะหยิบกระเป๋ามาสะพาย


“เมไปเรียนก่อนนะคะ ไปล่ะค่ะพี่ๆ”


แล้วก็ทิ้งประเด็นไว้ แวบหายอย่างงี้หมายความว่าไงเนี่ย


ผมหันมามองเพื่อนอีกสามชีวิต แต่พวกนั้นไม่ได้ฉลาดไปกว่าผม สุดท้ายโต๊ะทั้งโต๊ะเลยได้แต่เงียบ ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้น ครับ เสียงเดิมที่ผมคุ้น และคิดว่าทุกท่านก็น่าจะเริ่มคุ้นได้แล้ว


“นายปวิน!!!! ทำไมเมื่อเช้าไม่เข้าประชุม!!!!”

ให้ตายสิน่า เพิ่งรู้ว่าการเป็นมาสคอต นอกจากจะต้องปัญญาอ่อนพอแล้ว ยังต้องบ้าเข้าประชุมอีกต่างหาก!!!

………………………….


งานโอเพ่นเฮ้าส์ของคณะ จะเริ่มในอีกเดือนนึงแล้ว แต่แน่ล่ะครับ สำหรับเยาวชนของชาติที่ถูกปลูกฝังมาอย่างดี ว่าเราต้องมี ‘ไฟ’ จุกอยู่ที่ก้น งานถึงจะเดิน ทำให้ ณ บัดนี้ ผมก็ยังไม่เห็นเค้าของชุดสองชุดที่ผมต้องใส่เลย สาธุ!! ไม่เสร็จก็อย่าเสร็จเลยวะ!! ใส่ชุดหุ่นยนต์ยังพอว่า แต่ไอ้ชุดเจ้าหญิงนั่นสยองจริงๆ


“ฟู หน้ามึงอย่างกับหมดอาลัยตายอยาก”


เอกมันหย่อนก้นลงนั่งร่วมโต๊ะริมลานกับผมได้ ก็พูดทันที คงห่วงเพื่อนมากจริงๆนั่นแหละ แต่ทำไมมึงยิ้มกว้างขนาดนั้นวะ เอ้าๆ! ขนมเลอะปากด้วย ฮ่วย!


“ก็ลองมาเป็นมาสคอตวิศวะฯนี่มา มึงจะได้หมดอาลัยตายอยากแบบกูมั่ง” ผมรีบกวักมือเรียก ทำเอาสามเพื่อนรัก เอก โจ เป้ถึงกับสั่นหน้าพัลวัน


แหม พวกมึงนี่มันรักคณะกันจริง จริ๊ง!!


“แล้วมึงไปซ้อมเต้นบ้างยัง” ไอ้โจถาม เป็นความจริงครับ ว่ามาสคอตไม่จบเพียงแค่แต่งตัวบ้าบอ และเป็นสัญลักษณ์ประจำงาน แต่มันต้องมีท่าเต้นด้วย แล้วท่าเต้นของทุกปีที่ผ่านมานี่บอกได้คำเดียวว่า ‘อนุบาลหมีน้อย’ ชัดๆ


เอ้า! หัว ไหล่ เอว เอ้า! หัว ไหล่ เอว เย้!


ประสาท!!!


“กูว่าแค่ไอ้ชุดเจ้าหญิง เจ้าหยอง อะไรนั่นก็เกินไปแล้ว ยังต้องให้กูไปเต้นอีก กูก็ลูกมีพ่อมีแม่นะเว้ย! ให้ทำอะไรแต่ล่ะอย่าง แม่ง! เพราะไอ้ทันท่วงทีนั่นคนเดียว โอ๊ย! ตบหัวกูทำไม ไอ้โจ!!!” บ่นนิดบ่นหน่อยล่ะประทุษร้ายเพื่อน!! มึงเป็นเมียไอ้พี่ธันรึไง! ถึงได้ฟังกูบ่นเรื่องมันไม่ได้เนี่ย!!


ผมลูบหัวตัวเอง เงยหน้ามองไอ้คนที่ยังยืนอยู่ข้างโต๊ะ


“หัดเรียกพี่ธันเขาว่าพี่บ้าง เดี๋ยวมึงก็โดนอีกหรอกไอ้ฟู เขาอยู่ปีสี่นะเว้ย เป็นพี่มึงตั้งสองปี”


“อ้อเหรอ กูนึกว่าปริญญาเอกซะอีก หน้าตาโคตรแก่” ผมทำเนียนโง่ เห็นมือไอ้โจเงื้อมจะตบไหวๆ เลยรีบเด้งตัวลุกขึ้นมายืนประจันหน้ากับมัน ไอ้หมาโจเลยไม่กล้าทำอะไรอีก ได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆช่วยเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้โลกใบนี้ ก่อนจะบ่น


“มึงน่ะมันปากหาเรื่อง ไอ้ฟูเอ้ย งานโอเพ่นเฮ้าส์ครั้งนี้มึงแย่แน่ กูได้ยินมาว่า พวกรุ่นพี่เขาจะเอาให้มึงเข็ด ไม่กล้าปีนเกลียวพี่ธันอีก”


“อ้าว แล้วถ้าพี่ธันอะไรนั่นเขาไต่ลงมาเล่นกะกูเองล่ะ อย่างงี้ควรมีมาตรการอะไรเป็นพิเศษมั้ย” ถามหน้าซื่อครับ มันก็จริงนี่นา ผมน่ะไม่เคยระรานใครก่อนนะ มีแต่คนอื่นมาระรานผมเอง ผมมันพวกรักสงบ แต่เรื่องรบเนี่ยมีไม่ขาด เอ้ย เรื่องรบไม่ขลาดครับ


“ไม่ต้องห่วง นายปวิน!!”


ชะอุ้ย! มีพวกชอบเข้าข้างหลังอีกแล้ว


ผมหันกลับไปมอง เห็นไอ้คนที่ชอบเรียกชื่อจริง นามสกุลจริง มันยืนกอดอกอยู่ ไม่เข้าใจจริงๆว่าหน้าโหดๆแบบนี้ ไปเป็นพี่ชายของน้องเมคนสวยได้ยังไงวะ


“ฉันไม่ลดตัวลงไปเล่นกับนายหรอก กลัวหมากัดปาก”


อ้าว ว่ากูเป็นหมานี่หว่า!


ผมรีบล้วงหยิบมือถือขึ้นมา กดจึ้กๆก็แนบหู รอแป๊บนึงเพิ่มความสมจริง ก่อนจะตะโกนดังลั่น


“แม่! มีคนหาว่าฟูเป็นหมาล่ะ อย่างงี้แสดงว่ามันว่าพ่อกับแม่ด้วยใช่ป่ะ เพราะว่าคลอดกันท่าไหน ลูกออกมาเป็นหมาอ่ะ!!”


ไอ้คุณพี่ทันท่วงทีมันทำหน้าตึง ดึงมือถือไปจากมือผมทันที


“ไม่มีมารยาท…คนกำลังคุยโทรศัพท์” ผมว่า หมอนี่ท่าทางจะไม่เคยเรียนมารยาทผู้ดี เฮ้อ! คุณชายถ้วยฟูรับไม่ค่อยได้หรอกครับ พวกไม่มีมารยาทแบบนี้น่ะ


“ไปซ้อมเต้นได้แล้วนายปวิน!” มันทำเป็นไม่ได้ยินคำบ่นของผม แถมยังออกคำสั่ง ซึ่งผมว่าคำสั่งของหมอนี่ก็งั้นๆแหละ แต่ไอ้เพื่อนโจที่ยืนอยู่ข้างหลังผมเนี่ย…


…มึงจะผลักหลังกูทำไมวะ ห๊ะ!!...


รักเพื่อนไม่เป็นสองรองใครจริงๆเว้ย!! อยากแต่จะประเคนกูให้ไอ้พี่ธันอยู่ได้!! ทีหลังมึงเตรียมพานทองมาเลย จะได้ถวายกูให้เสร็จ!!!


“นายปวิน!!!!”


ผมยังไม่ขยับ มันก็เลยตะคอกใส่หน้าอีก จนผมต้องแคะหูตัวเอง


“อย่าตะโกนได้มั้ยล่ะ เกิดหูแตกขึ้นมา เอาแก้วหู ‘คุณรุ่นพี่’ มาแปะแทนได้รึเปล่า” เป็นหนุ่มห่วงใยสุขภาพตัวเองครับ ผู้ชายยุคใหม่ต้องแบบนี้แหละ


“นายปวิน!!!!!!!”

“ปากเหม็นด้วย อย่าตะโกนใส่หน้าดิ” ความจริงก็ไม่ได้กลิ่น แต่ผมอุปทานไปเองได้ครับ ไม่ยากหรอก


“นายปวิน รัตนวิจิตร!!!!!!!!”


คุณพระ คราวนี้เรียกทั้งดุ้น! แถมมันยังคว้าหมับเข้าที่แขนผม แล้วจับลาก โอ้! พล็อตแบบนี้ นางเอกต้องดิ้นแล้วก็โวยวายอย่างรักนวลสงวนตัวใช่มั้ยครับ เพื่อให้แลดูมีคุณค่า


เอาก็เอา… เพื่อคุณค่าในตัวเอง


“โอ๊ย เจ็บเหลือเกิน เจ็บ พี่ธันครับ อย่าดึงถ้วยฟูแรง ถ้วยฟูเจ๊บ เจ็บ”


เอ อย่างงี้เรียกเพิ่มคุณค่า หรือแสดงเสแสร้งกันนะ แต่ยังไงมันก็ได้ผลทันตาเห็น ไอ้เพื่อนสามตัวข้างหลัง หัวเราะกันหงึกหงัก ส่วน ‘พี่ธัน’ ปล่อยแขนผมทันที แถมจ้องหน้ากินเลือดกินเนื้ออีกต่างหาก แล้วผมล่ะ? ก็จะอะไร๊? ไม่มีกิจกรรมไหนในชีวิตจะน่าสุขใจเท่ากวนประสาทคนอื่นอีกแล้วล่ะครับ ฮ่าฮ่า


“เฮ้ย!!!!!!”


แล้วอยู่ดีๆ ในขณะที่กำลังหัวเราะอย่างสมใจอย่างกับตัวร้ายในละครไทย ผมก็ดันถูกอุ้ม เอ้อ ไม่ใช่ถูกจับไปเรียกค่าไถ่ แต่ถูกอุ้มแบบจับพาดบ่า โลกกลับหัวกลับหาง มึนไปพัก กว่าจะจับสติได้ก็ถึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังห้อยหัว หน้าแทบจะแนบอยู่กับหลังของไอ้คนที่อุ้มผมอยู่


“ทำไรเนี่ย!!” ผมทุบเข้าที่หลังมันไปสามสี่ที ดูดีดดิ้นเล็กน้อย แต่เลือดมันลงหัวครับ มึน คิดอะไรไม่ออก


“ก็ไปเองไม่เป็น เลยจะอุ้มไปนี่ไง” ถามกูรึยัง ว่ากูไปเองเป็นมั้ย ไอ้ไปเองน่ะไปเป็น แต่กูแค่ไม่อยากไปกับมึง ช่วยถามกันบ้าง ก่อนจะทำอะไร


หมอนั่นหมุนตัวไปบอกอะไรกับเพื่อนผมสองสามประโยค ผมฟังไม่รู้เรื่อง เริ่มหัวหมุนเพราะเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาอยู่ข้างหลังมัน แล้วพอมันหันกลับเดินขึ้นตึก ก็ถึงได้เหลือบเห็นไอ้เพื่อนสามหน่อมันหิ้วกระเป๋าเป้ผมเดินตามหลังมาด้วย ก็ยังดี ที่งานนี้เพื่อนรักไม่ทิ้งกัน


ว่าแต่…เมื่อไรไอ้ธันวามันจะปล่อยผมลงเดินวะ ให้อยู่ตำแหน่งหน้าซุกอยู่กับหลังมันเนี่ยแอบไม่ปลอดภัย ว่าแล้วก็ต้องผงกหัวหันไปบอกมันเสียหน่อย เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้


“อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ ถ้าจะตดล่ะก็ บอกกันก่อน จะได้อุดจมูก”


เพราะตำแหน่งหัวผม กับก้นมัน อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า ‘บ้านใกล้เรือนเคียง’ เดี๋ยวจะเต้นไม่ไหวเพราะเมากลิ่น ผมจะถูกหาว่าสำออยอีก


“นายปวิน!!!!!” คราวนี้ไม่ได้มีแค่เสียงดุๆ แต่แถมแรงฟาดลงมาที่ก้นผมอีกต่างหาก!!!


“โอ๊ย!!!!!!”


เจ็บนะโว้ย!!!!!! ไอ้ซาดิสต์!!!!

………………..

ไม่คิดว่าจะมีคนอ่านฟิคของบัวอยู่ที่นี่ด้วย แอบตกใจเล็กน้อย  แต่ก็ดีใจจัง แฮ่ๆ  :o8:

ขอบคุณคนอ่าน คนเม้นท์นะคะ  :pig4:

ป.ล. ถ้วยฟูน่ารักเนอะ เขียนเองยังแอบปลื้มถ้วยฟูเลย ฮาฮา

ออฟไลน์ Poes

  • คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต
  • Administrator
  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 11343
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2404/-22
ยินดีต้อนรับจ้า  :impress2: แล้วจะติดตามนะ

Gus_Pang

  • บุคคลทั่วไป
สนุกอ่ะ

รีบมาต่อเร็วๆ น่ะค่ะ


Little Devil

  • บุคคลทั่วไป
อ่านไป ขำไป
นายเอกเรา ทำไปได้ :laugh:

ออฟไลน์ tsuyu

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 472
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-2

k[1mE]:D

  • บุคคลทั่วไป
นายถ้วยฟูมันน่ารัก 555555+

แม๊ๆๆๆๆ  พี่ธันวัดตัวนี้ทำคนอื่นเค้าจิ้นไปไกลเรยนะ

อันที่จิงก้อยากวัดชุดนอกจากทำชุดเจ้าหญิงแล้วจะไปทำชุดเจ้าสาวก็บอกมาเถอะ อิอิ

ไอ้คู่นี้  คู่กันแล้วไม่แคล้วหรอกกกกก

พี่ธันน้องถ้วยฟู  ><

มาต่อไวๆนะพี่บัว......

OhJa

  • บุคคลทั่วไป
ถ้วยฟูมันน่าร้ากกกกกกกกกกกกก  :o8:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ กว่าจะไร้เดียงสา

  • อาจมีค่าเพียงหยดน้ำ...สักวันจะกลายเป็นฝน
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +445/-26
มาต้อนรับจ้า พี่เป็นแฟนคลับฟิคหนูนะ

โดยเฉพาะ ฟิคพ่อลูกหัวถั่วอ่ะ พี่ปลื้มมมมมมมมมมมมม

จับมาอ่านไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

ถึงจะลงนิยายแล้ว พี่เชียร์ให้ลง AKame ด้วยนะะะ

+1 ต้อนรับจ้า

ก่อนมาลงที่นี่ไปอ่าน ในบล็อคมาแล้วหละ

zeazaiz

  • บุคคลทั่วไป
ก๊ากกกก 
นายปวินน่ารักวุ้ย

daizodiac

  • บุคคลทั่วไป
ถ้วยฟูกวนสุดๆไปเลย : ))

ออฟไลน์ tutu

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2
5555555   เค้าว่าตีกันเเบบนี้ลูกดก........ชอบบบบบบบ...ตีกันเนี่ยชอบ   :impress2: :impress2:

ออฟไลน์ MeepadA

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1070
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-3

ถ้วยฟู น่าร๊ากกกก  :กอด1:

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4071
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
อีหวาน..โดนแน่

ออฟไลน์ Dezair

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1541/-8
รักนี้…ลิ้นกับฟัน
กระทบกระทั่ง ครั้งที่ 3
By : Dezair
…………………….


เหนื่อยสุดใจขาดดิ้น

ผมถึงกับหมดแรงข้าวผัดเมื่อกลางวัน ทรุดตัวลงนอนแผ่

ไอ้เต้น ‘อนุบาลหมีน้อย’ นี่เหนื่อยอย่าบอกใครเลยครับ แล้วไอ้คนสอนมันจะออกสเต็ปเทพไปไหนวะ! ช่วยดูกูมั่ง ไม่ใช่ญาติพี่น้องของนักร้องเกาหลีนะโว้ย ถึงได้เต้นเป็นอาชีพน่ะ!! นี่ถ้วยฟู! ถ้วยฟูน่ะรู้จักมั้ย!!


“ยังเต้นไม่ได้เลย จะพักแล้วรึไง”

ก็เออดิวะ!! กูเหนื่อย!!

“ลุกขึ้นมาเต้นอีกรอบ ปวิน แล้วค่อยพัก นี่มันจะทุ่มแล้ว ยังได้ไม่ถึงครึ่งเพลง” มึงก็พูดได้สิ! ก็มึงนั่งดูอย่างเดียว ไม่ได้มาเต้นกับกูนี่หว่า! แม่งเอ้ย! แล้วไอ้เพื่อนสามตัวนั่นก็รักกันจริงๆ ส่งกูพร้อมกระเป๋าเสร็จปุ๊บ พวกมึงหายหัวปั๊บเชียวนะ!!! ถ้ามีประกวดเพื่อนดีเด่นแห่งชาติ พวกมึงสามตัวคงได้รับรางวัลร่วมกัน!!

“ก็เพราะมันจะทุ่มแล้วไง ข้าวก็ยังไม่ได้กิน ไม่มีแรงแล้วเนี่ย” มุข ‘ทานข้าวพร้อมครอบครัวตอนห้าโมงครึ่ง’ ไม่ได้ใช้ เพราะผมลืมไปซะสนิท รุ่นพี่ที่สอนเขาบ้าสอน ผมก็บ้าเรียน ถึงจะกระดึ้บๆเอา แต่ก็พอถูไถไปกับเขา จนลืมเวลาไปเลย

“ข้ออ้างเยอะ”

หมอนั่นส่ายหน้าไปมา ก่อนจะหันไปทางเพื่อนเขาที่เป็นคนสอนผมเต้น

“ปอม ไว้มาสอนต่อพรุ่งนี้ก็ได้”

“ได้ ไปซ้อมที่บ้านมาด้วยนะเรา พรุ่งนี้จะมาทวนอีกที” โอ้! เอาเวลากูไปตั้งสามชั่วโมง ตั้งแต่สี่โมง ยันเกือบทุ่ม ยังจะให้กลับไปซ้อมที่บ้านอีกเหรอ

พี่ปอมหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาขยี้หัวผม

“ล้อเล่นหน่า พรุ่งนี้ค่อยมาเจอกันที่นี่ แล้วเดี๋ยวจะเอาใหม่อีกรอบ เราก็เต้นได้เยอะแล้ว” แหม…อย่างงี้สิ รักกันจริง พี่ปอมนี่ใจดี๊ ใจดี ถ้าผมเป็นผู้หญิงสักหน่อย คงสยบแทบเท้าไปแล้ว

“งั้นผมขอเบอร์พี่ไว้ได้มั้ย พรุ่งนี้ไม่รู้สุพจน์จะเลิกเลทรึเปล่า ได้โทร.มาบอกก่อน” แล้วผมกับพี่ปอมก็แลกเบอร์กันเสร็จสรรพ อ้อ อย่าเข้าใจผิดนะครับ ‘สุพจน์’ ไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นอาจารย์หัวล้านแบบผมสามเส้นลากจากฝั่งหนึ่งของหัว ลากมาแปะอีกฝั่งหนึ่ง ลดพื้นที่สะท้อนแสงดวงอาทิตย์ นอกจากนั้นยังอ้วนๆอวบๆคาดว่าน่าจะเป็นญาติกับไอ้เอกทางกายภาพ เอ? แล้วทำไมไม่เรียกนำหน้าว่าอาจารย์ ? ไม่รู้เหมือนกัน มันยาวเกินมั้ง

“ชื่อฟูใช่มั้ย ชื่อแปลกดีว่ะ ตอนแรกที่ได้ยินชื่อ นึกว่าจะหัวฟูๆเป็นแอฟโฟร์ซะอีก” พี่ปอมหัวเราะ พี่แกหล่อครับ หน้าตาดี ขาวตี๋ตามเทรนด์ พอยิ่งหัวเราะ ก็เลยยิ่งหล่อ

อย่าบอกใครเชียว พี่คนนี้ น้องเมที่รักของผมแอบปลื้ม แรกๆผมก็หมั่นไส้ล่ะครับ น้องเมมีผมแล้วทั้งคน ยังปันใจไปให้ชายอื่น แต่พี่แกใจดีจริงๆ ออกแนวเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายให้แก่คนทั้งคณะ อ้อ แน่นอนว่าทุกคนต้องเงียบเอาไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวพี่ปอมจะซวย เพราะไอ้มนุษย์บางจำพวกที่หวงน้องโคตรๆ

ลากับพี่ปอมเรียบร้อย ผมก็เดินออกจากห้องมาพร้อมคุณพี่ธันวา


เดี๋ยว!!


ใครคิดว่าหมอนั่นจะไปส่งผม แอนด์ พาผมไปทานข้าวก่อนกลับบ้านสองต่อสอง แบบบรรยากาศโคตรเว่อร์ ณ ร้านอาหารสุดหรูใจกลางเมือง จากนั้นก็เกิดความรู้สึกดีๆต่อกัน เพราะหมอนั่นทำตัวสุภาพชน แสดงน้ำใจเลี้ยงข้าวผม แล้วพอมาส่งที่บ้าน พ่อแม่พี่น้องก็แห่แหนกันออกมาดู ว่าใครน้อ? มาส่งลูกชายดึกๆดื่นๆ เราสองคนจบที่บทสรุปของคำว่า ‘รุ่นพี่รุ่นน้อง’ ทั้งๆที่แอบปลื้มกันเงียบๆ ผมกลับขึ้นห้องไปคว้าหมอนมากอด แล้วฝังหน้าอมยิ้มกับความสุขที่พุ่งขึ้นกลางใจ…


หยุดเถอะครับ หยุด ก่อนที่คุณจะทำร้ายผมไปมากกว่านี้


พวกคุณคงอ่านนิยายหวานแหวว ไม่งั้นก็ดูซีรี่ส์เกาหลี หรือละครไทยกันมากเกินไปแล้วล่ะ

พวกคุณรู้ใช่มั้ยว่าพ่อแม่ผมน่ะ เป็นเจ้าของกิจการสวนอาหาร ถึงจะไม่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบสนามบินที่ชนชาวไทยภาคภูมิใจกับการคอร์รัปชั่นทุกบาททุกสตางค์ แต่บ้านผมก็พอมีพอกินนั่นแหละ และเพราะแบบนั้น พอลูกชายคนเล็ก ผู้แสนจะบอบบางและอ่อนแออย่างผม ดันกลับบ้านค่ำกว่าเคย ทางบ้านเลยส่งคนมารับ ซึ่งนั่นก็คือ…

“พี่ตวง”


พี่ชายของผมครับ นายถ้วยตวง เป็นพี่ชายที่ใจร้ายมาก เพราะมันแย่งความสูงจากผมไปหมด ผมก็เลยสูงได้แค่ ‘ร้อยแปดสิบ’ เท่านั้นเอง


“ไหนว่าจะเลิกสักทุ่มครึ่ง” นี่ขนาดบอกว่าเลิกทุ่มครึ่ง พี่แกยังมารอตั้งแต่ยังไม่ทุ่ม เห็นมั้ยครับว่าพี่ชายผมห่วงใยผมแค่ไหน


“สาวๆคณะแกก็แจ่มนี่หว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ให้พี่มารับมั้ย”


เอ่อ…ท่าทางจะผิดประเด็นซะแล้ว


“อ้าว เพื่อนเหรอ” ดูเหมือนพี่ตวงจะเพิ่งเห็นว่าผมมีนายธันวาเดินควงกันลงมาด้วย แหม…คำถามพี่ยังดี ถ้าถามว่า ‘อ้าว แฟนแกเหรอ’ ผมคงกัดลิ้นตัวเองตาย


“รุ่นพี่น่ะ”


ธันวายกมือไหว้พี่ชายผม แน่ล่ะ พี่ผมอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็ค ยังไงๆก็ดูรู้ว่าไม่ใช่เด็กมหา’ลัยแน่ ไม่อยากจะอวดครับ แต่ขอบอกหน่อย พี่ชายผมทำงานกับบริษัทของเมืองนอกด้วยนะ ฟังดูหรู แต่ตอนเกิดเศรษฐกิจตกสะเก็ดเป็นแผลพุพองที่อเมริกา พี่ผมงี้หัวใจจะวายกลัวโดนไล่ออก แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว ถึงจะยังโดนแม่กัดเจ็บๆอยู่บ่อยๆว่า ‘งานลูกกระจ๊อก!!!’ ก็เถอะ


“อ้อ แล้วกินข้าวกันรึยัง ไปกินที่บ้านด้วยกันไป ฟูโทร.มาบอกแม่ว่าต้องซ้อมเต้น แม่เลยทำกับข้าวไว้เผื่อเยอะแยะเลย แล้วก็บอกให้พี่ลากเพื่อนฟูไปทานข้าวที่บ้านด้วย ไปด้วยกันเลยนะ มีรถรึเปล่า หรือจะไปรถพี่ก็ได้”

พี่ตวงเป็นพี่ชายที่ผมภูมิใจครับ ยกเว้นเรื่องผีเจาะปากมาพูด พี่แกจะพูดแบบไม่เปิดโอกาสให้ใคร เวลาพูดที มันก็พูดกับคนทางซ้าย แล้วมันก็จะหันไปพูดกับคนทางขวา ทีนี้คนทั้งสองฝั่งซ้ายขวาก็จะไม่รู้ว่ามันพูดกับใครอยู่กันแน่ ประจำล่ะครับ นี่ล่ะ ถ้วยตวงของแท้

แล้วพอมันพูดจบ มันก็ลากแขนผมข้าง แขนไอ้พี่ธันข้าง ไปที่รถมัน

…เอ่อ แล้วประโยคเมื่อกี้น่ะ คำถาม หรือประโยคบอกเล่า

ช่วยรอฟังคำตอบรับหรือปฏิเสธหน่อยได้มั้ย


พี่ครับ

………………….

ผมจำได้ว่าหมอนั่นมีรถ แต่มันถูกยัดเข้ามาในรถพี่ผมแล้ว และพี่ตวงก็ขับบรื้นออกไป แถมยังอวดเรื่องกับข้าวสารพัดที่ตอนนี้กองอยู่บนโต๊ะอาหาร รับดีเอ็นเอเห่อเพื่อนน้องมาจากแม่เต็มๆเลยงานนี้

มาถึงสวนอาหาร ‘เตาถ่าน’ กันได้ คุณนายปานดาว ก็รีบถลาเข้ามารับที่รถ พอเจอกับไอ้คนที่ลงมาจากเบาะหลัง ตาคุณนายก็ยิ่งวิบวับเข้าไปใหญ่


“สวัสดีครับ”


“ธัน…” เสียงหวานมากกกกกกกก

“ดีจังที่ธันมาอีก ธันอยู่ซ้อมกับถ้วยฟูด้วยเหรอลูก มาเลย ๆ คงหิวใช่มั้ย แม่ทำกับข้าวไว้เยอะแยะ เอ้อ ความจริง พ่อเป็นคนทำ แต่แม่เป็นคนสั่งว่าจะเอาอะไรบ้าง มีปูผัดผงกะหรี่ ต้มยำกุ้ง ผัดผักโป้ยเซียน ยำทะเลเดือด ทอดมันปลากราย ธันอยากได้อะไรเพิ่มมั้ย” โอ้โห ไม่ถามลูกสักคำ

“ฟูอยากกินกุ้งอบวุ้นเส้นด้วยแม่”


รีบเสนอหน้าก่อนจะเป็นลูกที่ถูกลืมครับ คุณนายปานดาวหันมาหัวเราะ

“ถ้วยฟูอยากกินก็ไปทำกินเองไป เราทำเป็น แม่รู้ นี่ธันเขาเป็นแขก ธันอยากกินอะไร จะได้ให้ถ้วยฟูทำพร้อมกันเลย” อ้าว ฟูก็หิวนะแม่! ทำไมใช้ฟูล่ะ

หมอนั่นหันมามองหน้าผม แล้วกระตุกยิ้มร้าย แถมเลิกคิ้วให้เห็นถึงความเหนือกว่าของมัน ที่มีแม่ยกหาง ฮึ่ย!! หมั่นไส้โว้ย!!!

“ไม่เป็นไรครับคุณป้า”

มาทำเสียงอ่อนใส่แม่อีก!! แม่อย่าไปเชื่อมัน!! มันโกหกปลิ้นปล้อน!!

“อุ้ย ไม่ต้องเกรงใจ ถ้วยฟูทำกับข้าวอร่อยนะ”

อ้าว คุณนายคนนี้ ยังจะขายลูกตัวเองอีก

“ไว้คราวหน้าแล้วกันครับ”

“งั้นพรุ่งนี้ได้มั้ย มื้อเที่ยงธันไม่ต้องทานอะไรนะ ถ้วยฟูมีเรียนบ่าย เดี๋ยวแม่ให้ถ้วยฟูทำใส่กล่องไปให้กิน มามา ตอนนี้มากินข้าวกันดีกว่า มาถ้วยฟู …ถ้วยตวง เดี๋ยวไปบอกพ่อนะ ว่าเตรียมของไว้ให้น้องด้วย พรุ่งนี้ตอนเช้าน้องจะได้ตื่นมาทำกับข้าวใส่กล่องไปให้ธันเขาทานที่มหา’ลัย”

โอ๊ย… ทั้งแม่ ทั้งพี่ ดีกันเหลือเกิน คนพี่ก็ลากไอ้พี่ธันกลับมาทานข้าวที่ร้าน ส่วนคนแม่ก็สนับสนุนให้ทำข้าวใส่กล่องไปให้มันกินที่มหา’ลัย

ไม่ใช่แฟนกันนะเฟ้ย!!! ถึงได้ต้องทำกับข้าวให้กินน่ะ!!!

‘…ระวังเหอะ เขาว่ากันว่า จะเป็นเนื้อคู่’

อู้ยยยยย… ทำไมอยู่ดีๆ คำพูดของไอ้โจก็ผุดขึ้นมาในหัวผมวะเนี่ย

……………………………..
ก็ว่าทำขนมไปแจกเพื่อนบ่อยหรอกนะ (ตามคำสั่งคุณแม่ผู้แสนน่ารัก ที่เห็นฝีมือทำกับข้าวของลูกเป็นที่น่าภาคภูมิใจ) แต่ให้ตายเหอะ ไม่เคยมีการ ‘แจก’ ครั้งไหน ที่ถูกจับตามากขนาดนี้มาก่อนเลย


ผมขอเล่าให้พวกคุณฟัง

ก็วันนี้ใช่มั้ย เป็นวันที่ถัดมาจากเมื่อวาน ซึ่งคุณนายปานดาวแกให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะให้ลูกชายสุดเลิฟนามว่า ถ้วยฟู คนนี้ทำกับข้าวใส่กล่องไปให้ ‘ธันของแม่’ ทานเป็นมื้อกลางวัน ตอนเช้าผมก็ถูกแม่ลากจากเตียง ขอใช้คำว่าลากครับ ผู้หญิงความจริงแล้วแรงเยอะกว่าที่คิดประมาณแปดล้านเท่า ท่านอย่าเชื่อหากผู้หญิงคนไหนโอดโอยว่ายกนั่นยกนี่ไม่ไหว ความจริงพวกเธอแค่ขี้เกียจทำ แต่ถ้าจะให้ทำจริงๆ สบายมาก!

จากนั้น ก็บังคับผมล้างหน้าแปรงฟัน ลงมาทำกับข้าวที่ครัว ไม่อยากจะอวดหรอกครับ ว่าในสามพี่น้อง ถ้วยตวง ปุยฝ้าย ถ้วยฟู เนี่ย กระผม นายถ้วยฟูคนนี้ทำกับข้าวอร่อยที่สุด จนแม่จะยกกิจการร้าน ‘เตาถ่าน’ ให้ในเร็ววันนี้

เอ้า! แม่จะยกร้านให้ แล้วผมมานั่งเรียนวิศวะฯทำไมวะเนี่ย อ้อ? แม่อยากได้ปริญญาไปแปะข้างฝาบ้านนั่นเอง แหม ถ้วยฟูเป็นลูกกตัญญูครับ นี่ถ้าลูกเด่นดวง เอ้ย ลูกดีเด่นไม่ได้เกณฑ์กันแต่นักร้องดารา ผมก็คงได้ด้วยนั่นแหละ

สรุป ก็ได้ข้าวอบสับปะรดกลิ่นหอมฟุ้ง เมนูนี้มายังไง ก็คุณนายปานดาวน่ะสิ เป็นคนเลือก เว่อร์ไม่มีใครเกินล่ะ แค่ข้าวผัดวิญญาณไก่ ผมว่าก็หรูไปแล้วสำหรับหมอนั่นน่ะ นี่ถ้าตอนนี้เป็นช่วงหน้าร้อน ผมจะเสนอให้เอาเมนูใหม่ เป็นข้าวอบทุเรียน กลิ่นคงหึ่งกระจายล่ะ!

สุดท้ายและท้ายสุด ตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง คุณนายปานดาวก็มาถีบลูกลงที่หน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมกล่องข้าวอบสับปะรดที่สั่นพั่บๆในมือ หวิดจะเขวี้ยงทิ้งหลายที แต่เห็นแก่หยาดเหงื่อแรงกายและน้ำลายที่แอบถุยลงไป ก็เลยยังประคองกล่องข้าวมาจนถึงโต๊ะไม้ที่หมอนั่นนั่งอยู่จนได้

และไอ้ตอนที่ให้เนี่ยแหละ แม่เจ้า!!! นี่ผมเป็นเด็กวัยรุ่นขอความรักรุ่นพี่ตั้งแต่เมื่อไรวะ!! ทำไมมีเสียงเป่าปากวิ้ดวิ้วเป็นซาวน์แทรคด้วยล่ะ!!!

“เฮ้ยๆ น้องเขาปิ๊งมึงแหน่ะ ไอ้ธัน”


เพื่อนหมอนั่นหันไปกระทุ้งศอกใส่ไอ้พี่ธัน แต่สายตาเหล่มองมาทางผมอย่างล้อเลียน แต่ผมว่าเปลี่ยนจาก ‘ปิ๊ง’ เป็น ‘ปิ้ง’ ดีมั้ยพี่ จะได้ย่างสดพร้อมยางรถยนต์เลย


“ไม่ได้ปิ๊งครับพี่ ผมให้เพราะว่าเห็นเพื่อนพี่เขาไม่มีจะกิน ว่างๆทำบุญทำทานเพื่อนบ้าง จะได้ไม่มาขอส่วนบุญ ผมขี้เกียจอุทิศให้แบบนี้บ่อยๆ”

โอ้ว!! เจ็บ เจ็บ เจ็บ ปากผมนี่เลเวลเทพจริงๆ ว่ามั้ย

“ถ้วยฟู!!!!!!!”


เอ๊ะ! ใครเรียกผม? แถมเรียกเต็มอีกต่างหาก ใคร ใคร๊ ใคร เรียก ‘ถ้วยฟู’ เต็มยศกลางแผ่นดินวิศวะฯ

ผมหันไปมอง แล้วก็แทบจะทำกล่องข้าวน้อยๆหล่นจากมือ

แม่เจ้า!!!! เอ้ย!! แม่กู!!!! ไหนเมื่อกี้วนรถออกไปแล้วไง!!!

คุณนายปานดาวก้าวฉับๆเข้ามาหา พร้อมใบหน้าถมึงทึง ในมือมีมือถือที่ผมจำได้ว่าเป็นของผมเอง ผมคงทำตกไว้ในรถ และแม่คงตั้งใจเอามาให้ แต่ตอนนี้แม่คงตั้งใจจะทำอย่างอื่นซะแล้ว

“ถ้วยฟู! ขอโทษธันเดี๋ยวนี้!!!”


แม่ได้ยินด้วยเหรอเนี่ย อู้ยๆ อย่าบีบแขนสิ ลูกเจ็บนะแม่

“ถ้วยฟู!! ขอโทษธัน!!!!” รู้แล้วๆ โอ๊ย วันนี้มันวันซวยอะไรวะเนี่ย

ผมหันไปมองไอ้คนชื่อธัน หมอนั่นยังนิ่ง มองผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย น่าหมั่นไส้โคตรๆ เก๊กอยู่ใช่มั้ยล่ะ มึงน่ะ ความจริงแล้วหัวเราะเยาะอยู่อ่ะดิ

“ถ้วยฟู!!!!”

ระดับเสียงของแม่เพิ่มเป็นห้าร้อยเดซิเบล แล้วผมจะทำยังไงได้ล่ะทีนี้

“ขอโทษ”

“พูดดังๆ ถ้วยฟู” แม่ยังจับแขนผมแน่น ด้วยความเป็นลูกที่ดี ก็เลยยกมือไหว้แถมให้หมอนั่นไปด้วย

“ขอโทษ!!”

“ปากร้ายนักนะเรา เดี๋ยวเย็นนี้กลับไปบ้านต้องคุยกันหน่อยแล้ว…ธัน อย่าโกรธถ้วยฟูมันเลยนะ” แม่ยังจะห่วงจิตใจมันอีก! ฮึ่ย!!

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” อย่า ‘ไม่เป็นไร’ แต่ปากละกันมึง!

“แล้วป้าจะลงโทษถ้วยฟูเอง เดือนนี้ทั้งเดือน จะให้ทำข้าวมาให้ธันกินที่มหา’ลัยตอนกลางวัน ธันจะว่าอะไรมั้ย”

“เฮ้ย!!” ผมนี่แหละจะว่า!! เรื่องอะไรต้องอุทิศเวลาตัวเอง ไปทำกับข้าวให้มันทั้งเดือนล่ะ

กำลังจะโวยแหลก แต่เจอสายตาคุณปานดาวเข้าไปที ผมก็เหมือนลูกเจี๊ยบตัวน้อยๆในกำมือ จะบีบก็ตาย จะคลายก็หลุดมือ เอ่อ แต่คุณปานดาวแกมีเชือกสลิงผูกกับลูกเจี๊ยบตัวนี้ครับ ถึงจะหลุดมือไป แต่ก็ดึงกลับมาได้ทุกเมื่อนั่นแหละ

“แล้วก็…” ผมเห็นแม่ค้นในกระเป๋าถือของตัวเอง ฉีกเศษกระดาษจากสมุดโน้ต แล้วเขียนอะไรขยุกขยิก ก่อนจะส่งให้หมอนั่น

“นี่เบอร์ของป้า ถ้าถ้วยฟูพูดจาแบบนั้นใส่ธันอีก โทร.บอกป้าได้ทุกเมื่อ แล้วป้าก็คิดว่า เขาคงพูดจาแบบนี้ใส่คนอื่นด้วย ถ้าธันได้ยิน ก็ตักเตือนเขาได้เลย ถ้าเขาว่าอะไรธัน ธันมาบอกป้า ป้าจะจัดการให้เอง”

โอ้โห!!! สั่งเป็นชุดเลยนะแม่!!!

คุณนายปานดาวหันกลับมามองผม ผมรู้ว่าคราวนี้แม่โกรธมาก ริมฝีปากเบี้ยวๆของแม่บอกแบบนั้น

“เย็นนี้เลิกเรียนแล้ว ซ้อมเต้นอะไรเสร็จ ไม่ต้องไปที่ร้าน กลับไปรอแม่ที่บ้าน เรามีเรื่องต้องคุยกัน เข้าใจมั้ย ถ้วยฟู”

สั่งเรียบร้อย แล้วก็ยัดมือถือคืนผม ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไป ผมมองส่งจนแม่พ้นไปแล้ว ถึงได้หันมาจ้องหน้าไอ้คนที่ทำให้ผมซวยโดนแม่ลงโทษ

“เพราะมึงงงงงงงงงงงง!!!”

แม่ง! หงุดหงิดโว้ย!!!!!

…………………………….

ผมขอเรียกเดือนนี้ว่า ‘เดือนมหาวิปโยค’ ไม่เรียกแบบนี้ เห็นทีจะไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรซวยไปกว่านี้อีกแล้ว เอาเรื่องแรกก่อนเลย คือเดือนนี้ผมมีสอบปลายภาค สำหรับทุกผู้ทุกนามที่ผ่านวัยเรียนมา และยังไม่แก่เกินไปที่จะลืม ทุกท่านคงซาบซึ้งตรึงใจกับการสอบมานักต่อนักใช่มั้ยครับ ยิ่งโดยเฉพาะข้อสอบสมัยอยู่

มหา’ลัย เขียนตอบกันแบบชนิดถวายมือ แล้วมีอ้อนวอนกันเป็นของแถมให้อาจารย์

‘เห็นแก่ปากกาผมที่หมึกหมดเพราะเขียนคำตอบวิชาของอาจารย์ด้วยเถอะคร้าบบบบบ’

ส่วนเรื่องที่สอง คือการที่ผมถูกคัดตัว ผ่านออดิชั่นกันตั้งแต่ยังไม่ส่งใบสมัคร จนได้รับตำแหน่งกิตติมศักดิ์ หนึ่งปีมีคนเดียว ตำแหน่งมาสคอตประจำงานโอเพ่นเฮ้าส์ของวิศวะฯนั่นไง!! (เปลี่ยนเป็น โคลสท์เฮ้าส์ตอนนี้ยังพอทันมั้ยวะเนี่ย!!!)

และเรื่องที่สาม อันนี้น่าจะเรียกว่า โศกนาฏกรรม ทำตัวเอง ดันไปปากดีใส่นายธันวา สุดท้ายเลยต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า มานั่งทำกับข้าวงกๆอยู่ในครัว เพื่อเอามาให้หมอนั่นได้สวาปามเป็นมื้อกลางวัน ไม่ต้องสงสัยครับ ว่าถ้าวันไหนผมมีเรียนเช้าล่ะ นั่นก็ต้องตื่นเช้าแข่งกับไก่ ผัดไปหลับไป เวลาอยู่ในครัว

เส้นกราฟชีวิตของผมเดือนนี้มันคงตกเอา ตกเอา ฮวบๆยิ่งกว่าดัชนีดาวโจนท์เจอทุบค่าเงินบาท (เอ๊ะ ดูจะไม่เกี่ยว)

จะยังไงก็เหอะ ถึงดาวโจนท์จะไม่เกี่ยวกับค่าเงินบาท หรือตลาดหุ้นนิเคอิจะไม่ผูกกับค่าเงินด่องของเวียดนาม จะอะไรแบบไหน ก็ช่าง!! แล้วทำไมผม นายถ้วยฟูสุดหล่อคนนี้ ถึงต้องมาผูกสัมพันธ์กับไอ้ธันวาแบบนี้วะเนี่ย!! สัญญาใจว่าข้าวกล่องจะถึงปากทุกวันตอนเที่ยงเนี่ยนะ!!!

‘ก็เนื้อคู่ไง’

โอ้!! คำนี้ผุดขึ้นมาได้ถูกเวลามากๆ สมองส่วนซีรีบรัม ซีรีเบลลัม เมดัลลา พอนส์ และอีกหลายๆส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อครับ ช่วยดูสถานการณ์นิดนึง อย่าคิดอะไรตื้นๆขึ้นมาตอนสถานการณ์ห่วยๆ! กูเซ็ง!!!

“นี่มึงต้องทำให้พี่ธันกินทุกวันเลยเหรอวะ”

ไอ้เป้ถามผม เมื่อวันนี้ก็ยังเห็นผมมาพร้อมกับกล่องข้าวน้อยๆด้วยความหวาดกลัวว่ามันจะหก (แม่บอกว่าถ้าหกหนึ่งกล่อง เพิ่มเวลาไปอีกหนึ่งเดือน อ้วกแตกกันพอดี)

“เออดิ ตอนแรกว่าจะตั้งชื่อหมาขี้เรื้อนสักตัวว่าชื่อธัน กูจะได้ป้อนหมา ดีกว่าทำให้คน ที่ไหนได้ แม่ดันรู้ทัน ประกาศแต่แรก ว่าถ้าหมอนั่นโทร.มาฟ้องว่าวันไหนกับข้าวไม่ถึงมือ หรือรสชาติห่วยแตกกินไม่ได้ แม่จะตัดค่าขนมกูทั้งเดือนเลย” เล่าไปแล้วก็ยิ่งเจ็บใจ เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือถ้วยฟูยังมีคุณนายปานดาวเสมอ ฮึ๋ย!!

“สมแล้วที่แม่มึงขู่ตัดค่าขนม ถูกลงโทษขนาดนั้น ยังจะคิดไปตั้งชื่อหมาเป็นชื่อพี่ธันอีก แล้วมึงซ้อมเต้นถึงไหนแล้ว”

ผมพยักหน้ารับแกนๆเป็นคำตอบให้ไอ้โจ เป็นนัยว่าพอจะไปรอด บอกตามตรงว่าถ้าคนสอนไม่ใช่พี่ปอมที่แสนจะใจดีล่ะก็ ผมเผ่นตั้งแต่วันที่สองแล้ว แต่นี่พี่แกซื้อน้ำซื้อขนมมาเลี้ยงเรื่อย ก็เลย…ต้องไปช่วยกินขนมซะหน่อย

“แล้วปิดเทอมล่ะ ต้องมาซ้อมอีกมั้ยวะ”


มันถามต่อ ราวกับมีอะไรเป็นพิเศษ


“มา แต่คงมาบ้างไม่มาบ้าง ปิดเทอม ลูกค้าเยอะ กูจะช่วยงานที่ร้านด้วย มึงถามทำไมวะโจ”


“เปล๊า! ก็ถามดู อยากรู้ว่ามึงจะขยันได้สักเท่าไร เดี๋ยวนี้เห็นไปซ้อมทุกวัน ไม่มีโดด” คำว่าเปล่าของมันฟังดูแปลกๆ ไอ้โจมันมีอะไรปิดบังไว้รึเปล่าวะ

“แน่ดิ พี่ปอมแม่งโคตรใจดี ซื้อขนมเลี้ยงกูทุกวัน วันนี้ก็ว่าซ้อมเสร็จ กูจะพาพี่เขาไปกินข้าวที่ร้านด้วย”

“งั้นกูไปด้วย” ไอ้โจบอกทันที แบบไม่เสียเวลาคิด ฮั่นแน่! มันแปลกๆนะเนี่ย ตอนแรกไม่เห็นมีทีท่าจะไปไหน แล้วทำไมพอบอกว่าจะพาพี่ปอมไปกินข้าว มันถึงจะมาติดสอยห้อยตามไปด้วย??

ผมจิ้มหน้าผากไอ้ลูกครึ่งตัวโตไปที

“มึงอย่ามั่ว ไม่ได้สนิทอะไรกับพี่ปอมสักหน่อย จะไปทำไม”

“ก็…กูไปกินข้าวร้านมึงไง ไม่ได้ไปนานแล้ว ไอ้พวกนี้ก็ด้วย นี่มึงตั้งใจจะเลี้ยงพี่ปอม แต่ไม่เลี้ยงพวกกูเหรอวะ ใช้ได้เหรอแบบนี้ มึงรู้มั้ยว่าใครช่วยมึงติวตอนสอบ นี่ไอ้เป้! แล้วไอ้แป๊ะเอกก็ให้มึงนอนกอดทุกวัน เวลาไปเที่ยวกัน ส่วนกู…”

“ชอบเอากูใส่พานทองถวายให้ไอ้พี่ธัน” ผมรีบบอกคุณงามความดีของไอ้โจ ก่อนที่มันจะพล่ามต่อ เพียงเท่านั้นก็เหมือนไอ้ จ.โจ จ.เจริญ จะตระหนักได้ ว่าตัวเองไม่เคยทำบุญใดๆกับผมเลย

“ก็ได้ๆ เห็นว่าพวกมึงไม่ได้ไปกินที่ร้านนานแล้ว เดี๋ยวกูจะพาไปพร้อมพี่ปอม” เห็นแก่ลูกครึ่งตาน้ำตาลหน่อยก็ได้ พาไปกินฟรี เผื่อมันจะยอมคายความลับ ว่าทำไมถึงลุกลี้ลุกลนทันทีที่ได้ยินชื่อพี่ปอม

กำลังคุยเรื่องนัดกินข้าวกันเย็นนี้ แต่ปรากฏว่า ความสุขมักแสนสั้น…

“ดูเหมือนจะว่างนะ นายปวิน !!!”

เอ่อ… ท่าทางว่า ไปร้าน ‘เตาถ่าน’ รอบนี้ จะไม่ได้มีแค่ ผมกับเพื่อนอีกสามตัว และพี่ปอมซะแล้ว

มันต้องมีบางคนเสนอหน้าไปด้วยแน่ๆ

อะไรสักอย่างบอกผมแบบนั้นนะ สงสัยจะเป็นเซ้นท์ของลูกที่จะได้เห็นแม่นอกใจพ่อมั้ง

ทูบีคอนตินิ๊ววววว
……………

อ้า…  มีคนชอบน้องถ้วยฟู  ก็ถ้วยฟูน่ารักนี่เนอะ :-[

ขอบคุณทั้งการอ่าน และการคอมเม้นท์ค่ะ




NUKWUN

  • บุคคลทั่วไป
สนุกดี  o13 :laugh:รีบๆมาต่อน๊ารออยู่

ออฟไลน์ tutu

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +132/-2

originalprincessaae

  • บุคคลทั่วไป

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด