กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
1
นิยายที่โพสจนจบแล้ว / Re: [นิยาย] ผู้ชายหัวใจทมิฬ
« กระทู้ล่าสุด โดย miniminiXD เมื่อ 02-11-2026 22:55:21  »
ถึง คุณ Alex (ผู้แต่ง)
แก่ไปด้วยกันนะคะ
 :กอด1:
2
ตอนที่ 5 : แสงแดด หาดทราย และฝันร้าย


หลายเดือนผ่านไป ผมปรับตัวได้ดีกว่าที่คิด อาการคล้ายคนถูกบีบคอไม่ได้เด่นชัดเหมือนช่วงแรก และผมเริ่มคุ้นชินกับ ‘เงา’ ที่ติดตามผมไปทุกที่ทุกเวลา เราไม่ได้ตั้งการ์ดใส่กันเหมือนแต่ก่อนแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นคุยกันเล่นกันแบบเพื่อน ... เหมือนเราเริ่มจับจังหวะลมหายใจของอีกฝ่ายได้มากขึ้นเฉย ๆ

‘ไฟลท์ลงหาดใหญ่สิบโมง นั่งรถไปท่าเรือแล้วค่อยเดินทางต่อไปยังเกาะ ให้เพลิงไปด้วยคนเดียวก็พอ ยิ่งไปกันหลายคนยิ่งตกเป็นเป้าสายตา’ น้ำเสียงของพ่อเมื่อคืนยังดังวนอยู่ในหัว

ผมได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง

เครื่องบินแตะรันเวย์อย่างนุ่มนวล เสียงกัปตันประกาศต้อนรับสู่สนามบินนานาชาติแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ดังขึ้นผ่านลำโพง ผมลุกจากที่นั่ง พาดแจ็กเก็ตสูทไว้บนแขน ก่อนจะก้าวเท้าตามแผ่นหลังสูงใหญ่ของเพลิงเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร

กลิ่นอากาศชื้นปนกลิ่นแดดแรง ๆ แบบที่ไม่มีในลอนดอนหรือกรุงเทพฯ ลอยแตะจมูก

“เหนียวตัวฉิบหาย” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ อากาศร้อนอบอ้าวทำให้ผมเหงื่อออกมากกว่าปกติ

เพลิงในชุดเสื้อยืดสีดำทับด้วยเชิ้ตแขนยาวผ้าบาง กางเกง tactical สีเข้ม รองเท้าบู๊ตคู่เดิมยืนเด่นประกบข้างผมตลอดเวลานับตั้งแต่ก้าวขาออกจากเครื่องบิน แม้จะมีท่าทีสงบนิ่งแต่ผมรับรองได้ว่าหลังแว่นกันแดดทรงนักบินที่บังดวงตาสีน้ำผึ้งเอาไว้ เขากำลังสแกนทุกมุมในสนามบินอย่างเป็นระบบ

ไม่นาน SUV สีดำติดฟิล์มทึบจอดรออยู่ด้านหน้า พอขึ้นมานั่งข้างหลัง ผมก็เอาแต่มองทิวทัศน์ข้างทางอย่างคนที่ไม่ได้ออกจากกรุงเทพมานาน ผมไม่เคยมาทะเลใต้ แต่ได้ยินมครต่อใครบอกว่าทะเลฝั่งอันดามันของไทยนั้นสวยไม่แพ้ชาติใดในโลก ... จากถนนลาดยางคดเคี้ยวผ่านบ้านไม้ ป่าปาล์ม สวนยาง มายังท่าเรือ จากนั้นผมก็เปลี่ยนยานพาหนะ จนในที่สุดรองเท้าผ้าใบก็สัมผัสกับหาดทรายขาวละเอียด ที่มีแนวทะเลสีครามทอดตัวออกไปยาวสุดลูกหูลูกตา

“คุณกานต์ครับ เราสายกว่ากำหนดการเดิมมากแล้วนะครับ ...” บอดี้การ์ดร่างสูงเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าผมยืนนิ่งอยู่บนสะพานมาซักระยะ

“... ถ้าประชุมเสร็จเร็ว คุณกานต์น่าจะยังมีเวลาเหลือให้ได้เดินริมหาดก่อนพระอาทิตย์จะตกนะครับ”

“คุณทำเหมือนเราเป็นเด็กประถม ที่ต้องเอาของขวัญมาล่อเพื่อให้ตั้งใจทำการบ้าน” ผมตอบกลับเพลิง แต่ก่อนจะก้าวขาเดิน ปลายสายตาของผมก็เห็นมุมปากเพลิงกระตุกขึ้นเพียงเล็กน้อย

ตลอดช่วงบ่ายของวันถูกใช้ไปกับการนั่งฟังตัวเลข ยอดหนี้ และแผนรีแบรนด์จากผู้จัดการรีสอร์ตที่พ่อสนใจจะซื้อกิจการต่อ เพื่อมาปรับโครงสร้างหนี้และ rebrand ... เสียงคลื่นกระทบฝั่งลอดเข้ามาเป็นแบ็กกราวด์ด้านหลังคำว่า ‘ROI’ และ ‘potential’

ผมนั่งฟังไป ยิ้มไป ลูบขอบแก้วน้ำเย็นในมือเล่น พลางลอบมองเพลิงที่ยืนปักหลักอยู่ใกล้ประตู ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทำงานอยู่ตลอดเวลา... สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องแค่ทางเข้าออก แต่กวาดมองสแกนไปทั่ว ทั้งบานหน้าต่าง กลุ่มคนที่เดินขวักไขว่ ก่อนจะวนกลับมาหยุดอยู่ที่ผมเป็นระยะ ๆ เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าผมยังปลอดภัยดี แล้วจึงเริ่มกวาดสายตาสำรวจรอบใหม่อีกครั้ง





“เพลิง”

“ครับ”

“คุณคิดว่าเราไม่รู้จริงๆ เหรอว่าทำไมพ่อถึงอยากได้ที่นี้”

“ผมไม่ทราบครับ หน้าที่ผมคือดูแลความปลอดภัยของคุณกานต์” ผมอมยิ้มให้กับคำตอบ น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเพลิงต้องตอบแบบนี้ คนอะไรตอบคำถามเหมือนถูกโปรแกรมมา

“ROI ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น สถานที่ก็เก่า โครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำไฟ เป็นของเดิมตั้งแต่เริ่มต้นสร้าง ถ้ารวมค่า renovate เข้าไปด้วย ROI จริง ๆ ไม่รู้จะเหลืออยู่เท่าไหร่ ...”

“... ไม่คุ้มหรอกที่จะซื้อมาเพื่อทำโรงแรม ... แต่ถ้าใช้ทำคาสิโนละก็ ไม่เกิน 3 ปีก็คืนทุนแล้ว หรืออาจจะเร็วกว่านั้น”

“เพลิง”

“ครับ”

“เราอยากลงไปเดินหาด ...” ผมหันไปบอก เดินไปเท้าแขนกับราวระเบียง

“… คุณสัญญากับเราแล้ว” เพลิงมองหน้าผมผ่านเลนส์แว่นกันแดดอยู่สองสามวินาที ก่อนจะพยักหน้ารับ

ไม่นานนัก ผมก็ถอดรองเท้า ทิ้งเท้าเปล่าลงบนทรายที่ยังอุ่นจากแดดทั้งวัน ขากางเกงสแลคถูกพับขึ้นเล็กน้อยให้พ้นระดับคลื่นที่ซัดเข้ามา ลมทะเลพัดเอากลิ่นเกลือทะเลมาแตะ ปลายผมปรกหน้าผากเล็กน้อย ผมเดินไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้คลื่นซัดข้อเท้า เปลือกหอยแตกยิก ๆ ใต้ฝ่าเท้า โดยมีเงาของเพลิงทอดประกบอยู่ด้านหลังห่างออกไปราวสองก้าว

“ไม่เจอทะเลแบบนี้มานานแล้วเหมือนกัน” ผมพึมพำออกมา

“ตอนอยู่อังกฤษไม่ได้ไปเที่ยวเหรอครับ” เสียงเพลิงดังมาจากด้านหลัง

“ไปดิ แต่ทะเลที่นั้นไม่สวยเหมือนที่นี้ ไหนจะหนาวจนอยากขดตัวอยู่แต่ในผ้าห่มมากกว่า”

เราเดินผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังก่อกองไฟย่างซีฟู้ด กลุ่มเด็กวิ่งเล่นตามคลื่น หญิงสาวสองสามคนกำลังถ่ายรูปด้วยมือถือ ยืนหันหลังให้ทะเล

“เดี๋ยวผมขอวนไปดูด้านหลังแนวต้นมะพร้าวหน่อยนะครับ แป๊บเดียว...” เสียงเพลิงเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง

“... คุณรอผมอยู่แถวนี้” ผมพยักหน้า เหลือบมองเขาเดินเฉียงออกไปตามแนวต้นไม้ด้านในชายหาด

ผมยืนอยู่ที่เดิม ปล่อยให้น้ำทะเลซัดกระทบปลายเท้า และดื่มด่ำกับท้องฟ้าสีวานิลลาตรงหน้า

“ขอโทษนะครับ พี่ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยได้ไหม” ผมหันกลับไปตามเสียงเรียก ผู้หญิงในกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังยื่นมือถือของเธอมาให้ผม หน้าจอเปิดฌหมดกล้องพร้อมสำหรับถ่ายภาพ

“ได้ครับ” ผมยิ้มก่อนจะรับมือถือมา นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนขอให้ผมช่วยถ่ายรูปแบบไม่รู้ว่าผมเป็นใคร

ผู้ชายอีกคนเดินอ้อมไปด้านหลังผมเล็กน้อย เหมือนจะจัดคอมโพสิชั่นให้ตรง เขาชี้ไปทางโขดหินที่ยื่นออกไปในทะเล

“ถ้าขยับไปตรงนั้นอีกนิด วิวจะสวยกว่านะครับ มีหิน มีคลื่น ซ้อนกันพอดีเลย” ผมขมวดคิ้วนิด ๆ แต่ก็เดินตามไป แล้วในจังหวะที่จะยกมือถือขึ้นเตรียมกดถ่าย แรงดึงจากด้านหลังก็โถมกระแทกเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว

“เฮ้---!”

เสียงของผมขาดห้วงไปทันที เมื่อฝ่ามือปริศนาพุ่งเข้ามาตะปบปิดปากแน่นจากด้านข้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเสียจนสมองประมวลผลไม่ทัน สัญชาตญาณสั่งให้ผมดิ้นหนีสุดชีวิต แต่แรงที่ล็อคตัวผมไว้นั้นแข็งแกร่งและแม่นยำ... ราวกับคีมเหล็กของคนที่ถูกฝึกมาอย่างดี

ในวินานั้น เสียงคลื่นทะเลเหมือนถูกตัดขาดไป เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามดังลั่นอยู่ในหัว

“กานต์!!!”

เสียงคำรามคุ้นเคยตัดผ่านอากาศมาพร้อมแรงกระชากมหาศาลที่ข้อแขน ผมทรุดฮวบลงไปกับพื้นทรายแบบไม่ทันตั้งตัว มือที่พยายามจะปิดปากผมถูกสะบัดหลุดออกไป

จากมุมมองต่ำ ผมเห็นเงาร่างของเพลิงพุ่งเข้ามาระหว่างผมกับคนสองคนนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ... และเงียบเชียบจนน่ากลัว หมัดแรกของเพลิงกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังผมอย่างจัง ไม่ใช่การชกมั่วซั่ว แต่เป็นการโจมตีจุดตายที่ทำให้อีกฝ่ายตัวงอเป็นกุ้ง หยุดหายใจทันที ตามด้วยศอกกลับที่ฟาดเข้าที่ขมับซ้ำจนร่างนั้นร่วงลงไปกองกับพื้นทรายแน่นิ่งไปเหมือนคนเมาหลับ

อีกคนพยายามจะคว้าอะไรบางอย่างจากเอว เงาโลหะวาบกับแสงแดด เพลิงไม่ถอย แต่กลับพุ่งเข้าประชิดตัว มือหนาตะปบเข้าที่ข้อมือของศัตรู แล้วบิดหมุนทวนข้ออย่างแรง

กร๊อบ!!!

เสียงเอ็นฉีกและข้อต่อหลุดดังขึ้นเบา ๆ แต่น่าสยดสยอง ชายคนนั้นอ้าปากจะร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่เพลิงไม่เปิดโอกาส เข่าหนัก ๆ กระทุ้งเข้าที่ชายโครงจนเสียงร้องจุกอยู่ที่คอหอย ตามด้วยสันมือที่สับลงบนต้นคออย่างแม่นยำเพื่อตัดสัญญาณประสาท

ร่างที่สองร่วงลงไปกองกับพื้น ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งมองมาเหมือนเห็นแค่คนเมาทะเลาะกันแล้วล้มพับไปเอง ไม่มีเลือดสาดกระเซ็น ไม่มีการหักคอโชว์โหดเหมือนในหนัง แต่เป็นการจัดการที่รวดเร็วและเด็ดขาดจนน่าขนลุก เพลิงไม่ได้สนใจจะซ้ำคนที่ล้มไปแล้ว สัญชาตญาณของเขาสั่งให้พาผมหนี เขาหันขวับมาทางผม ดวงตาสีน้ำผึ้งที่เคยมองนิ่ง ๆ เหมือนเครื่องสแกน ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“เจ็บตรงไหนไหมครับ” เขาถามเสียงต่ำ สายตากวาดมองสำรวจร่างกายผมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงตัวผมให้ลุกขึ้นบังไว้ด้านหลัง

“มะ ... ไม่ เราไม่เป็นอะไร” ผมส่ายหัว ทั้งที่หายใจยังไม่ค่อยเป็นจังหวะ มือไม้สั่นไปหมด

“คุณเดินไหวไหม ... เราต้องรีบไปจากตรงนี้” เพลิงกระชับมือผมแน่น เขาไม่รอคำตอบ แต่พยายามดึงผมให้เดินเร็ว ๆ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงคน ก่อนที่ใครจะทันสังเกตเห็นความผิดปกติ

ผมพยักหน้ารับ พยายามจะก้าวขาตาม

“... กานต์!! ...!” เพลิงถลาเข้ามาประคองตัวผมไว้ เพราะทันทีที่ก้าวขา ผมก็เข่าอ่อนจนทรุดตัวลงกับพื้นอีกครั้ง ความกลัวที่เพิ่งไล่ตามมาทันทำให้ขามันไม่มีแรงเอาดื้อๆ

“... ขออนุญาตนะครับ” เพลิงไม่รอช้า เขารวบตัวผมขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวทันที แขนแกร่งโอบรัดตัวผมไว้แน่นจนผมได้ยินเสียงหัวใจเขาที่เต้นรัวเร็วพอ ๆ กับผม

“พ ... เพลิง ... ของ ... เราต้องกลับไปเก็บของที่ห้อง” ผมพึมพำเสียงสั่น ซบหน้าลงกับอกกว้างที่ชื้นเหงื่อ

“ไม่ได้ครับ!!! ...”

เพลิงตอบเสียงเฉียบขาด ขายาวก้าวฉับิ ๆ พาผมเดินตัดแนวต้นมะพร้าวไปยังทิศทางของล็อบบี้ แต่เขาไม่ได้เดินเข้าไปข้างใน

“... ห้องพักคือจุดแรกที่พวกมันจะดักรอ เรากลับไปไม่ได้แล้ว”

“แล้วเราจะไปไหน?”

“ท่าเรือครับ …” เขาหันมาสบตาผมแวบหนึ่ง สายตานั้นหนักแน่นจนผมคลายความกังวล

“... เราต้องข้ามฝั่งไปแผ่นดินใหญ่เดี๋ยวนี้”

ณ ท่าเรือส่วนตัวของรีสอร์ต เพลิงไม่ได้รอเรือเฟอร์รี่รอบปกติ เขาตรงดิ่งไปเจรจากับคนขับสปีดโบ๊ทรับจ้าง ยัดเงินสดปึกใหญ่ใส่มือคนขับเพื่อให้เร่งเครื่องออกทันทีโดยไม่ต้องรอผู้โดยสารคนอื่น ทันทีที่เรือกระชากตัวออกจากฝั่ง ลมทะเลแรงปะทะเข้าหน้าผมจนแสบ ผมยังคงตัวสั่น ... ทั้งจากความหนาวและจากความกลัวที่เพิ่งเจอมา เพลิงขยับตัวเข้ามานั่งซ้อนด้านหลังผมทันที เขาไม่ได้พูดอะไร นอกจากใช้วงแขนกว้างโอบกอดผมไว้จากด้านหลัง ดึงผมเข้าไปชิดกับอกแกร่งเพื่อใช้ร่างกายตัวเองเป็นกำแพงกันลมและละอองน้ำเค็มให้

“หนาวไหมครับ?” เสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างหู แข่งกับเสียงเครื่องยนต์เรือที่คำรามลั่น

“อือ...” ผมพยักหน้า เผลอเบียดตัวเข้าหาความอบอุ่นนั้นอย่างโหยหา

“... ขอบคุณนะ” เพลิงไม่ได้ตอบ แต่กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือข้างหนึ่งกุมไหล่ผมไว้ ส่วนสายตาคมกริบยังคงจ้องมองไปยังระลอกคลื่นด้านหลังเรืออย่างไม่วางตา คอยระวังหลังให้ผมจนวินาทีสุดท้าย

2 ชั่วโมงต่อมาเราก็กลับเข้ามาในตัวเมือง เพลิงเลือกโรงแรมระดับ 5 ดาวกลางใจเมืองที่มีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่นที่สุด เขาใช้บัตรเครดิตสำรองเปิดห้องพักชั้นบนสุด ทันทีที่เข้ามาในห้อง เพลิงก็รีบสำรวจความเรียบร้อยภายใน ก่อนจะปิดประตู ลงกลอนแน่นหนา และปิดผ้าม่านทุกบานอย่างรวดเร็ว

“ผมติดต่อกับนายท่านแล้วครับ ...” เพลิงลดโทรศัพท์ลงหลังจากคุยกับพ่อผมเสร็จ

“... ทีมรักษาความปลอดภัยชุดใหญ่ของพ่อคุณกำลังตามมา คืนนี้เราจะพักที่นี่ พอทีมมาถึงพรุ่งนี้เช้าเราค่อยบินกลับกรุงเทพฯ ครับ”

ผมพยักหน้าอย่างอ่อนล้า ทิ้งตัวลงนั่งบนปลายเตียง

“แล้วคุณล่ะ ... จะนอนไหน?” เพลิงลากเก้าอี้อาร์มแชร์ตัวใหญ่มาวางขวางหน้าประตูห้อง แล้วนั่งลงลยเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ถอดปืนพกออกมาวางไว้บนตักเตรียมพร้อม

“ผมนั่งตรงนี้ครับ คุณพักผ่อนเถอะ”

“เพลิง ...” ผมเรียกเขาเสียงเบา

“...มานั่งนี่เถอะ” ผมตบที่ว่างบนเตียงข้างๆ ตัว

“ไม่ได้ครับ ผมต้องเฝ้า”

“นี่เป็นคำสั่ง ...” ผมสวนกลับทันควัน แต่แววตาผมวิงวอน

“... เรา ... เรากลัว ...” เพลิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เหน็บปืนไว้ที่ซองข้างเอว แล้วเดินมานั่งลงข้าง ๆ ผม ทันทีที่เขานั่งลง ผมก็เขยิบตัวเข้าไปใกล้

“... อย่าไปไหนนะ ...” ผมพึมพำ

“... คืนนี้ขอแค่คุณอยู่ตรงนี้ ก็พอแล้ว” มือหนาของเพลิงวางลงบนศีรษะผม ลูบเส้นผมที่ยุ่งเหยิงอย่างอ่อนโยน ผิดกับความดุดันตอนหักกระดูกคนร้ายลิบลับ

“ครับ ...” เขาตอบรับคำสัญญาหนักแน่น

“... ผมจะไม่ไปไหน แม้แต่ก้าวเดียว”
4
Boy's love story / Re: ทีเซอร์ ๔๑. In Love We Trust :จันทร์เต็มดวง: Moonlight 31/10/2569
« กระทู้ล่าสุด โดย KADUMPA เมื่อ 31-10-2026 00:00:03  »


“คุณนิราณีใช่มั้ยครับ” ทันทีที่หญิงสาวในชุดออกกำลังกาย เดินมาจนเกือบจะถึงหน้าบ้านหลังนั้น “ผมเจ้าหน้าที่พิเศษพชร” หญิงสาวมองพชรที่ทักทายเธอก็จริง แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่พิเศษหนุ่มยกมือขึ้นห้ามเธอ ไม่ให้เดินเข้าไปใกล้กับบ้านหลังนั้น ที่ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่อีกคน กำลังใช้เทปกั้นสถานที่เอาไว้ “ใช่ค่ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ” เสียงของหญิงสาวแสดงถึงความตกใจและประหลาดใจไปพร้อม ๆ กัน

 

“คุณนิราณีอาศัยอยู่ที่ที่หรือเปล่าครับ” พชรถามคำถามกับหญิงสาวอีกครั้ง “ใช่ค่ะ ฉันอยู่ที่นี่ นี่มันบ้านของฉันเอง คือ บ้านของสามีน่ะค่ะ ใช่ค่ะ ฉันอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้” ลักษณะท่าทางของนิราณียิ่งดูสับสนมากยิ่งขึ้น เหมือนกับไม่รู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นที่หน้าบ้านของเธอกันแน่ “สามีของคุณคือ คุณชายชาติใช่มั้ยครับ” เจ้าหน้าที่พิเศษพชร ถามหญิงสาวกลับไปอีกครั้ง

 

“ใช่ค่ะ คุณชายชาติคือสามีของฉันเอง แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือคะ ทำไมมีคนเต็มหน้าบ้านไปหมด แล้วนี่คุณชาติอยู่ที่ไหนคะ ขอฉันเข้าไปในบ้านหน่อย คุณชาติเป็นอะไรหรือเปล่า คุณชาติปลอดภัยมั้ย” พชรต้องห้ามนิราณีเอาไว้อีกครั้ง โดยพูดกับเธอออกไปว่า “ใจเย็น ๆ ก่อนครับ ผมว่า ตอนนี้ผมขอความร่วมมือจากคุณนิราณี ให้ใจเย็น ๆ เอาไว้ก่อน” พชรพูดกับนิราณีออกไป ก่อนจะบอกเธอไปอีกครั้งว่า

 

“เกิดเหตุไม่ดีขึ้นกับคุณชายชาติ” แทบจะทันทีที่นิราณีได้ยินเจ้าหน้าที่หนุ่มพูดแบบนั้น “ไม่จริง เกิดอะไรขึ้น ไม่นะคุณชาติ นี่มันเรื่องอะไรกัน” นิราณีโวยวายออกมาดังลั่น ก่อนจะร้องไห้ฟูมฟาย เมื่อพชรเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสามีของเธอ “มันจะเป็นการดีมากเลยนะครับ ถ้าคุณนิราณีจะไปให้ข้อมูลต่าง ๆ กับทางเจ้าหน้าที่ ที่สำนักงานพิเศษ เพื่อเป็นผลดีทางด้านคดี” พชรพานิราณีที่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น เดินไปขึ้นรถของทางสำนักงานพิเศษ

 

“คุณนิราณี ตอนนี้โอเคขึ้นมั้ยครับ” หลังจากที่เจ้าหน้าที่พานิราณีมาที่สำนักงานพิเศษ และเข้ามานั่งรออยู่ในห้องสืบสวนได้สักหพัก จนนิราณีดูมีท่าทีสงบลง ไม่ร้องไห้ฟูมฟายแล้ว และดูพร้อมจะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แล้ว พชรจึงเริ่มถามเธอออกไป “ค่ะ” นิราณีรับคำ เสียงยังคงมีแววสั่นเครืออยู่ เธอยกขวดน้ำขึ้นจิบ “คุณนิราณีเจอคุณชายชาตครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ” นิราณีฟังคำถามของพชร ในมือถือขวดน้ำดื่มเอาไว้

 

“เมื่อเช้านี้ค่ะ ก่อนที่ฉันจะออกไปฟิตเนสเพื่อออกกำลังกาย” นิราณีตอบคำถามนั้นในทันที “คุณสังเกตเห็น หรือมีอะไรที่ผิดสังเกตไป เกี่ยวกับคุณชายชาติบ้างมั้ยคับ” พชรถามคำถามถัดไปกับนิราณี หญิงสาวส่ายหน้า ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ไม่มีนะคะ ฉันบอกกับคุณชาติว่าจะไปฟิตเนส และหลังจากนั้นก็จะไปทานบรั๊นช์กับเพื่อน ๆ ผู้หญิงก๊วนโยคะด้วยกัน ที่ห้องอาหารในโรงแรม นี่ไงคะ” นิราณีหยิบเอาสลิปบัตรเครดิตของเธอ ที่จ่ายค่าอาหารไป ให้พชรดู

 

“แล้วคุณชายชาติเอง มีศัตรูที่ไหน หรือมีปัญหาอะไรกับใครบ้างมั้ยครับในช่วงนี้” นิราณีมีท่าทีหนักใจและดูไม่สบายใจขึ้นในทันที ที่ได้ยินพชรถามแบบนั้น “คุณชาติทำอาชีพเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ มันเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ ที่จะไม่สร้างศัตรูทั้งในที่ลับ หรือในที่แจ้ง” กับการที่ธุรกิจที่ทำอยู่ อาจจะต้องตัดหน้า ตัดราคา หรือต้องทำให้ใครต่อใครไม่พอใจ “แต่ขนาดถึงกับต้องฆ่าแกงกันเลยหรือคะ” นิราณีน้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง พชรยืนกระดาษเช็ดหน้าให้กับหญิงสาว นิราณีรับมา ก่อนจะใช้มันเช็ดน้ำตาป้อย ๆ



“แล้วคุณนิราณีพอจะรู้จักคนคนนี้มั้ยครับ” เจ้าหน้าที่พิเศษพชร ยื่นรูปภาพของเจ้าหน้าที่พิเศษกุลฉัตรให้กับนิราได้ดู “ไม่รู้จักเลยค่ะ ใครหรือคะ ฉันไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนเลย” นิราณีปฏิเสธอย่างแข็งขัน ว่าเธอไม่เคยเห็นหรือรู้จักกับเจ้าหน้าที่กุลฉัตรมาก่อน “ถ้าอย่างนั้น” เจ้าหน้าที่พชรจึงหยิบภาพของอีกคนยื่นให้นิราณีดู “แล้วคนคนนี้ล่ะครับ” พชรยื่นรูปอีกใบให้ดู ที่เป็นของเจ้าหน้าที่พิเศษเอกชัย

 

เจ้าหน้าที่พิเศษกุลฉัตรก้าวออกจากรถ ก่อนจะค่อย ๆ สืบเท้าช้า ๆ เดินเข้าหากับผู้หญิงวัยกลางคน ที่ตอนนี้กำลังยืนตัวเปลือยเปล่าอยู่กลางถนนในหมู่บ้าน ไร้เสื้อผ้าใด ๆ ปกปิดร่างกาย จากการสังเกตของกุลฉัตร สายตาเหม่อลอยไม่โฟกัสไปที่จุดใดจุดหนึ่งของผู้หญิงคนนี้ อาจจะเป็นไปได้ว่า เธอกำลังอยู่ในภาวะที่เกิดขึ้นทางสภาพจิตใจ หรือเป็นไปได้ว่า เธออาจจะอยู่ภายใต้ฤทธิ์ของยาอะไรบางอย่าง



“ช่วยกลับเข้าไปในบ้านก่อนนะครับ” กุลฉัตรจะโกนบอกกับผู้หญิงอีกคน ที่เปิดประตูบ้านออกมาดู และทำท่าว่าจะเดินมาทางที่ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ “พี่เวียง ออกมายืนแก้ผ้ากลางถนนอีกแล้ว” ผู้หญิงคนที่เพิ่งออกมาจากบ้าน ร้องตะโกนออกไป เจ้าหน้าที่พิเศษกุลฉัตรรับเอาข้อมูลใหม่นั้นเข้ามา หลังจากที่ได้รับแจ้งมาก่อนหน้านี้ว่า มีผู้หญิงที่แก้ผ้าเดินอยู่กลางหมู่บ้าน และในมือเหมือนกับว่ามีอาวุธถืออยู่ด้วย

 

“คุณเวียง ได้ยินผมพูดมั้ย” กุลฉัตรตะโกนถามอีกฝ่ายออกไป แต่ไม่มีคำตอบรับจากพี่เวียง แต่สิ่งที่กุลฉัตรเห็น คือพี่เวียงนั้น กำลังพูดพึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเอง แต่จับใจความไม่ได้ในตอนแรก จนกุลฉัตรขยับเดินเข้าไปใกล้อีกนิด จึงรู้ว่า พี่เวียงนั้นกำลังพูดตอบโต้ไปมากับตัวเอง เหมือนกับถามตอบกับตัวเองแบบเป็นเรื่องเป็นราว



“ใช่ไง ก็ฉันบอกเธอแล้ว ข้างบนนั้นต่างหากที่ส่งฉันลงมา แต่ใครจะขึ้นไป มันต้องผ่านฉันก่อนทุกคน” กุลฉัตรพยายามจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ได้ยินพี่เวียงพูด เผื่อจะเข้าใจเกี่ยวกับสภาพทางจิตใจของผู้หญิงคนนี้ที่มีในตอนนี้ “ไม่ถูกต้องสิ ทุกคนต้องทำให้ถูก แต่ถ้าผิด มันก็ต้องมีคนรับกรรม มันต้องมีคนต้องรับผิดชอบ” กุลฉัตรที่กำลังค่อย ๆ เดินขยับเข้าไปใกล้กับพี่เวียง ค่อย ๆ เอ่ยถามพี่เวียงออกไป



“พี่เวียงครับ พี่เวียงได้ยินที่ผมพูดใช่มั้ยครับ พี่เวียงมีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับ” คำพูดของเจ้าหน้าที่พิเศษกุลฉัตร ทำให้พี่เวียงนั้น หยุดชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตากับกุลฉัตร “คุณช่วยฉันด้วย” พี่เวียงพูดออกมา ก่อนน้ำตาจะไหลอาบแก้ม กุลฉัตรหันไปทำท่าว่าขอผ้าห่มหรือเสื้อคลุมอะไรก็ได้จากผู้หญิงคนที่เปิดประตูบ้านออกมาดูเหตุการณ์ กุลฉัตรรับผ้าห่มผืนนั้นมาถือเอาไว้ในมือ

 

“พี่เวียงใช้ผ้าห่มคลุมตัวก่อนนะครับ ค่ำแล้ว น้ำค้างเริ่มลง เดี๋ยวจะไม่สบาย” สุดท้ายแล้ว เจ้าหน้าที่กุลฉัตรก็สามารถเอาผ้าห่มคลุมร่างให้กับพี่เวียงได้ จังหวะเดียวกันกับที่มีรถของเจ้าหน้าที่พิเศษอีกคน ขับมาจอดพอดี “เดี๋ยวพี่เวียงเข้าไปนั่งในรถของผมก่อนนะครับ มีอะไรให้ผมช่วย เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน” กุลฉัตรบอกกับพี่เวียงออกไปแบบนั้น ในขณะที่พี่เวียงก็ยังพูดย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ว่าให้ช่วยเธอด้วย “ช่วยผมพาเธอเข้าไปนั่งในรถก่อน” แม้จะสงสัยว่าเจ้าหน้าที่พิเศษอีกคนมาทำอะไรที่นี่ แต่กุลฉัตรก็ยังไม่ทันได้ถามเจ้าหน้าที่พิเศษเอกชัยออกไป

 

“ฉันต้องการให้มันตาย จะด้วยวิธีไหนก็ตาม ก็แค่ให้มันตาย ๆ ไปสักที” นิราณีพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “คุณทำมันได้ใช่มั้ย เพราะเอกชัยบอกว่า คุณคือมือหนึ่ง ฝีมือดีกว่าใคร ๆ” นิราณีมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าด้านคนขับ ที่พยักหน้าตบรับเธอ “ถือว่านี่คือเงินดาวน์” นิราณียัดแหวนแต่งงานของตัวเธอใส่มือของอีกฝ่าย ที่สามีสวมให้เธอ มันคือแหวนที่ตกทอดมาในครอบครัวของชายชาติ จากรุ่นปู่ย่า มาถึงพ่อและแม่ของเขา และชายชาติกับนิราณี “หลังจากงานสำเร็จ เรื่องค่าจ้างไม่ต้องห่วง ฉันจ่ายเต็มจำนวนแน่นอน” คลิปที่เจ้าหน้าที่พิเศษพชรเปิดให้นิราณีได้ดู จบลงตรงนั้น



“คนที่คุณจ้างวานฆ่าสามีของตัวเอง คือเจ้าหน้าที่พิเศษกุลฉัตร” พชรพูดออกไป นิราณีนั้นพยายามปฏิเสธ แต่คลิปนั้นก็เป็นหลักฐานชั้นยอด ที่ทำให้เธอดิ้นไม่หลุด โดยที่ทางทีมเจ้าหน้าที่พิเศษนั้น วางแผนซ้อนแผน เพื่อที่จะจัดการรวบตัวทั้งนิราณีและเจ้าหน้าที่พิเศษเอกชัยพร้อมกันในคราวเดียว “และที่สำคัญ” พชรหยุดพูด ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องสอบสวน นิราณีมองตามออกไป มองเห็นชายชาติยืนมองเธอเข้ามาในห้อง ชายชาติน้ำตาไหลนองใบหน้าด้วยความเสียใจอย่างที่สุด



“พี่ชาติ พี่ชาติยังไม่ตาย พี่ชาติยังปลอดภัย ราณีดีใจเหลือเกิน พี่ชาติมาหาราณีเร็วเข้าค่ะ พี่ชาติ เข้ามาหาราณีสิคะ พี่ชาติ พี่ชาติจะไปไหน พี่ชาติจะเดินหนีราณีแบบนี้ไม่ได้นะ ราณีไม่รู้อะไรด้วยเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ราณีถูกใส่ร้าย ราณีถูกปรักปรำ คนพวกนี้มันจัดฉากให้ราณีมาติดกับ พี่ชาติต้องเชื่อราณีนะ พี่ชาติ พี่จะไปไหน กลับมาเดี๋ยวนี้นะ พี่ชาติ พี่ชาติ” นิราณีได้แต่กรีดร้องโวยวาย มีน้ำหูน้ำตา ในขณะที่เจ้าหน้าที่นั้น ได้อ่านสิทธิ์ในการถูกจับกุมตัวให้เธอฟัง

 

“ต่อไปก็ถึงเวลาของเจ้าหน้าที่พิเศษเอกชัย” พชรบอกกับทีมสืบสวน ก่อนจะได้ความว่า ที่สำนักงาน ไม่มีใครหาเอกชัยเจอ และไม่ทันได้สังเกตว่า เอกชัยหายไปจากสำนักงานตอนไหน นั่นทำให้เจ้าหน้าที่พิเศษพชรถึงกับหัวเสีย เพราะรู้ดี ว่าเอกชัยนั้นมีความสามารถทำอะไรได้บ้าง “เขาต้องไปจัดการกุลฉัตรแน่นอน” พชรเองนั้น ก็ไม่แน่ใจว่า แผนที่ทำการซ้อนเอาไว้อย่างแนบเนียนนั้น หลุดรอดไปให้เอกชัยไหวตัวก่อนจะถูกจับกุมได้อย่างไร

 

“พระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์เต็มดวงสีเลือด” พี่เวียงที่นั่งอยู่ที่เบาะด้านหลังของรถหน่วยสืบสวนพิเศษ พูดวนซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น ตั้งแต่กุลฉัตรขับรถออกมา เพื่อนำพี่เวียงกลับไปที่สำนักงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินถึงสภาพร่างกาย ว่าควรจะส่งให้หน่วยทางการแพทย์หน่วยไหน เป็นผู้มารับช่วงต่อไป และนั่นทำให้เจ้าหน้าที่พิเศษเอกชัยที่ทนความน่ารำคาญนั้นไม่ไหว หันกลับไปตะคอกใส่พี่เวียงด้วยความหงุดหงิดเหลือกำลัง

 

“เงียบ ๆ หน่อยได้มั้ยวะ พูดวนไป ซ้ำมาซ้ำไป อยู่ได้” กุลฉัตรนั้น ที่เขาเองก็กำลังประเมินท่าทีของเอกชัยอยู่เช่นกัน เพราะค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า ที่เอกขัยให้เขาขับรถออกมาที่ชานเมือง แล้วขับรถวนเข้าออกซอกซอยต่าง ๆ นั้น เพราะเอกชัยกำลังจะหาที่เหมาะ ๆ เปลี่ยว ๆ ที่คงจะใช้เวลาหลายวันพอสมควร ได้การพบเจอร่างที่ปราศจากลมหายใจ อย่างน้อยก็ร่างของกุลฉัตร หากว่าจะไม่รวมพี่เวียงเข้าไปด้วย



“เราแค่ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง” กุลฉัตรเองก็ไม่แน่ใจว่า การพูดให้เอกชัยได้รู้สึกตัว ให้ได้สติคืนมา ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรโง่ ๆ ลงไป จะได้ผลแค่ไหน “มึงไม่ต้องพยายาม” เอกชัยรู้วิธี รู้เทคนิค แท็กติกต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่พิเศษดี จึงไม่หลงกลอย่างง่าย ๆ นี้แน่นอน แถมตอนนี้ หลักฐานการสมรู้ร่วมคิดของเขากับนิราณี ทางทีมสืบสวนของพชร ก็คงรวบรวมเอาไว้ได้อย่างแน่นหนามากแล้ว

 

“พระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์สีเลือด พระจันทร์กินเลือด” เสียงของพี่เวียงตอนนี้ แทบจะเป็นการตะโกนออกมา “เดี๋ยวมึงได้เป็นรายต่อไป ต่อจากไอ้กุลฉัตรนี่ อีบ้า อีห่านี่” ทั้งความเครียด ทั้งสถานการณ์ที่รุมเร้า มันทำให้เอกชัยคุมอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่แล้ว กุลฉัตรที่ขับรถไปตามถนนที่เปลี่ยว ที่แทบไม่มีแสงไฟตามถนน ไม่มีบ้านเรือนตั้งอยู่ ข้างทางคือป่าหญ้าคาที่สูงรกทึบ กุลฉัตรมองออกไปที่กระจกด้านหน้า เมฆหนาที่บังดวงจันทร์อยู่เมื่อก่อนหน้านี้ ลอยหายไป ทำให้พระจันทร์ส่องแสงนวลผ่องสว่างได้อย่างน่าประหลาดใจ

 

“เฮ้ย” ทันใดนั้น อยู่ ๆ ก็เหมือนกับมีอะไรบางอย่าง พุ่งเข้าชนตัวรถ ด้านเดียวกับที่เอกชัยนั่งอยู่ ทำให้ตัวเขาร้องเสียงหลงออกมา กุลฉัตรที่ตกใจไม่น้อยเช่นกัน พยายามประคองพวงมาลัยรถ แต่ก็ทำได้ดีที่สุดเพียงไม่ให้รถพลิกคว่ำ แต่ก็ไถลลื่นไปจนชนต้นเสาไฟต้นหนึ่งที่ข้างทาง “พระจันทร์กินเลือด” เสียงพี่เวียงที่มีเลือดอาบนองใบหน้าจากการชนอย่างแรงเมื่อครู่ พูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา เหมือนกับกำลังจะขาดลมหายใจ

 

“พี่เวียง” กุลฉัตรพยายามจะขยับตัวออกจากรถ เพื่อไปช่วยพี่เวียง แต่ประตูรถด้านของเขาถูกเบียดติดกับเสาไฟฟ้า ดีที่พวงมาลัยที่บิดผิดรูป เบี้ยวไปค้ำกับเสาไฟ พอดีกับการเกิดช่องให้พอดีกับตัวของกุลฉัตรพอดี ฝั่งของเอกชัยนั้น กำลังควานหาปืนที่เขาใช้บังคับกุลฉัตรให้ขับรถออกมาที่นอกเมืองนี้ แต่ควานหายังไงก็ไม่เจอ เมื่อมันหลุดมือไปตอนที่รถถูกชน กุลฉัตรเองก็พยายามจะหาทางออกจากรถ แต่ทางเดียวคือ ต้องออกไปทางประตูด้านที่เอกชัยนั่งอยู่


 
แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ทำอะไรต่อไป เสียงกระจกประตูด้านของเอกชัยก็แตกดังลั่น พร้อมกับเสียงเล็บตะกุยประตูให้เปิดออก ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างที่สุดของเอกชัย เมื่อคมเขี้ยวฝังลงบนไหล่ของเขา กุลฉัตรเองก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น แววตาสีแดงของสัตว์ร่างใหญ่นั้น จ้องมาสบตากับเขาพอดี และมันทำให้เขาเย็นไปทั้งตัว เมื่อรู้สึกว่า แววตาของสัตว์ตัวใหญ่นั้น มันช่างดูคุ้นเสียเหลือเกิน

 

“โอ๊ย ช่วยด้วย ช่วยด้วย” เสียงร้องโหยหวนของเอกชัยดังได้เพียงแค่นั้น หลังจากที่สัตว์ร่างใหญ่นั้น ใช้ฟันที่กัดขย้ำซ้ำลงบนหัวไหล่ของเอกชัย ก่อนจะลากกระชากร่างของเขาให้ออกมาจากรถ และบนถนนนั้น สัตว์ร่างใหญ่ที่กุลฉัตรมองเห็นว่ามันดูคล้ายกับสุนัข ก็กัดขย้ำลงบนคอของเอกชัยจนขาด ก่อนที่กุลฉัตรจะได้ยินเสียงสัตว์ตัวนั้น เงยหน้าขึ้นร้องคำราม และหอนออกมาอย่างโหยหวนชวนขนลุก

 

“กุลฉัตร กุลฉัตร” เสียงของเจ้าหน้าที่พิเศษพชร ตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่าย เมื่อขับรถตามสัญญาณจีพีเอสของรถที่กุลฉัตรขับมาจนเจอ ก่อนจะสาดกระสุนยิงไปที่สัตว์ร่างใหญ่ที่ยืนตระหง่าน คร่อมร่างของเอกชัยที่นอนอยู่กลางถนนนั้น พชรมองเห็นสัตว์ร่างใหญ่นั้นหันมามองด้วยดวงตาสีแดงเกรี้ยวกราด พชรยิงปืนใส่สัตว์ร่างใหญ่นั้นซ้ำไปอีกหลายนัด และครั้งนี้เขามั่นใจว่า มันถูกยิงเข้าที่ช่วงไหล่ของมันเข้าอย่างจัง สัตว์ตัวใหญ่นั้นคำรามร้องลั่น มันขยับตัวที่จะพุ่งเข้าใส่พชร แต่พอเห็นว่ากุลฉัตรกำลังพยายามดันตัวให้ออกมาจากรถคันนั้น มันก็ส่งเสียงคำรามใส่พชร ก่อนที่มันจะหันหลัง แล้วกระโจนตัว พุ่งหายไปในความมืด พชรจังหวะนั้น วิ่งตามเจ้าสัตว์ร่างใหญ่ตัวนั้น พร้อมยิงปืนตามไปอีกหลายนัด ภายใต้แสงจันทร์เพ็ญเต็มดวงนั้น

************************************************

คำแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

เพื่อเธอ ตลอดไป - amp. da.

https://www.youtube.com/watch?v=t0hOmO1_v6A


อาจยังไม่เห็น

May not yet see

ว่ารักมากมาย

Much love there is

อาจยังสงสัยผู้ชายคนนี้

Still in doubts a man like me

อาจยังไม่เห็น

May not yet see

สายตาแห่งความหวังดี

A set of eyes with well wishes

แต่เธอก็คงเข้าใจ

But you may understand it

มันสักวัน

One day


อาจมีใครใคร

May be other people

ที่เขาดีกว่า

They are way better

อาจจะมีคนที่เธอใฝ่ฝัน

May be others who you dream of

แต่จะมีใคร

Yet, no one else

ให้เธอหมดใจอย่างฉัน

Giving all for you like me

และมันจะมีให้เธอ

And I am giving this

เพียงคนเดียว

Just only for you


อยู่มาจนวันนี้เพื่อเจอเธอ

I have lived this long to meet you

จะอยู่เพื่อเธอตลอดไป

I'll stay for you, for always

จะเอาความรักที่มีเก็บไว้

This love I have had is to keep

เพื่อรอคอยวันที่เธอมองผ่านมา

Waiting for the day you look my way

อาจจะมีเวลาที่เธอต้องการ

There's a chance for the time you'll need it


อีกนานแค่ไหน

No matter how long from now

รักนี้ก็ยังอยู่

This love remains

อยู่เป็นรักแท้เพื่อเธอเท่านั้น

It's your true love to belong only to you

ด้วยใจที่พร้อมให้เธอ

With my heart that's ready for you

จากคนอย่างฉัน

From a man like me


กับวันเวลาที่ยาวนาน

With all days and times

คงจะพอให้รอเธอ

May be enough to long for you

และคงจะทำให้เธอ

To make you, my sweetheart


ได้รู้

To know
7
Boy's love story / Re: The Power of Lyrics;Story of MEN'sLove เรื่องผู้: พัน กอง หมวด (16) 27-10-69
« กระทู้ล่าสุด โดย KADUMPA เมื่อ 27-10-2026 19:25:01  »


“หมายเลขห้องเริ่มต้นจาก” พลอยพึมพำกับตัวเอง สายตามองไล่จากประตูหน้าห้อง ฝั่งที่เธอยืนอยู่ใกล้ที่สุด “ห้องที่สิบเอ็ด” ก่อนจะไล่สายตาไปมองห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน “ฝั่งนั้นห้องที่สิบสอง” ก่อนจะเห็นว่าเลขที่สิบสามคือห้องถัดไปที่อยู่สลับฝั่งกัน “ถ้าอย่างนั้นห้องถัดไปก็ต้อง” พลอยที่เดินดันรถเข็นอุปกรณ์ต่าง ๆ เลยห้องเลขที่สิบสามมา ต้องขมวดคิ้วกับตัวเองเล็กน้อย ที่ห้องพักของผู้ป่วยห้องถัดไป คือห้องที่อยู่สุดทางด้านไกลโน่นเลย

 

“ห้องเลขที่สิบหก” นั่นคือหมายเลขห้องที่พลอยเข็นรถมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้า พลอยมองกลับไปที่ช่องว่างระหว่างห้องหมายเลขสิบหก กับทางเดินที่เหลือ ห้องที่ติดกับห้องนี้ คือห้องเก็บของ ห้องเก็บยา และห้องของแม่บ้าน พลอยเองก็ไม่เคยเห็นเลย์เอาท์ห้องแบบนี้มาก่อน ตั้งแต่ทำงานนี้มา แต่ศูนย์พักพิงนี้ พลอยเพิ่งถูกหัวหน้าขอให้มาช่วยเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งพลอยเห็นว่ามันเดินทางไปกลับสะดวก เพราะอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเธอ พลอยจึงตกปากรับคำกับหัวหน้าไป

 

พลอยก้มลงมองดูเอกสารระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคนไข้ที่พักอยู่ภายในห้องหมายเลขสิบหกนี้ ก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้อ่านข้อความเหล่านั้น คนไข้หญิงอายุแปดสิบเก้าปี มีข้อมูลระบุว่า คนไข้เชื่ออย่างฝังหัว ว่าเป็นอดีตศาสดาในศาสนาหนึ่ง ที่กลับชาติมาเกิด และมีภารกิจที่ต้องจัดการรออยู่ในอนาคต แต่นอกเหนือไปจากนี้แล้วนั้น คนไข้หญิงสูงวัยคนนี้ ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือคุกคามเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ยกเว้นเพียงแต่ว่า

 

“พลอย” เสียงเรียกชื่อนั้นดังขึ้นมาจากด้านหลัง พลอยหันไปมองตามเสียงเรียกนั้น “คะพี่แนน” พลอยตอบรับกลับไป เมื่อเจ้าหน้าที่รุ่นพี่ ที่ขอให้เธอมาเป็นผู้ช่วยในห้องหมายเลขสิบหก เหมือนกับว่า จงใจเรียกให้พลอยนั้นหยุด ก่อนที่ทันจะได้เปิดประตูห้องนั้นเข้าไปด้านใน “พลอยอ่านรายละเอียดคนไข้ห้องนี้แล้วใช่มั้ย” ไม่เพียงแค่ถามเท่านั้น แต่สายตาของพี่แนนที่มองมายังพลอย ราวกับกำลังประเมินท่าทีของพลอยพร้อมไปด้วย

 

“ค่ะพี่” พลอยตอบกลับไป จากที่เธอทำงานนี้มาจนถึงตอนนี้ ความแปลกใจกับอาการของผู้ป่วยที่พลอยได้พบเจอมา มันไม่ได้ทำให้พลอยแปลกใจอะไรมากมาย เหมือนตอนเริ่มทำงานนี้แรก ๆ แล้ว “พลอยคิดว่ายังไง” พี่แนนถามกลับมาอีกครั้ง “พลอยว่า พลอยจัดการได้ค่ะพี่แนน” พลอยเองก็คิดว่า เธอก็จะทำอย่างที่เธอเคยได้รับการเทรนอบรมมา ในการรับมือคนไข้ที่อาจจะดูแลยาก

 

“โอเค ดีใจที่พี่ได้ยินพลอยพูดแบบนี้ แต่ว่าทีนี้” พี่แนนใช้น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเป็นความจริงจังในทันที “มันมีข้อปฏิบัติในการเข้าไปในห้องนี้อยู่บางข้อ” พลอยเห็นท่าทีได้ชัดว่า พี่แนนไม่ได้กำลังพูดเล่นหรือแกล้งอำแต่อย่างใด “ถ้าจะเข้าไปในห้องนี้ ห้ามเข้าไปคนเดียว ให้เรียกใครอีกคนเข้าไปเป็นเพื่อนด้วยเสมอ” พลอยนั้นรู้ดีว่า หากเป็นคนไข้ที่มีประวัติความรุนแรง นี่คือวิธีปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว “ถ้าคนไข้ห้องนี้ถามคำถามอะไรเรามา” พี่แนนเม้มริมฝีปาก ก่อนจะพูดต่อไปว่า

 

“อย่าตอบอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเราเป็นอันขาด” ได้ยินพี่แนนพูดเตือนมาแบบนั้น ด้วยความจริงจัง ที่บ่งบอกว่าพี่แนนนั้นไม่ได้พูดเล่นอย่างแน่นอน “พี่ย้ำเตือนนะพลอย” พี่แนนสบตากับพลอย ก่อนจะมองไปที่ประตูห้องหมายเลขที่สิบหก “เด็ดขาด” พี่แนนนั้นพูดจบ ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ “และข้อนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน” พี่แนนพูดก่อนจะจับมือลงไปบนลูกบิดประตู “ห้ามให้ผู้ชายเข้ามาในห้องนี้” พูดจบพี่แนนก็หมุนลูกบิด ก่อนจะดันประตูเปิดเข้าไปด้านใน

 

“คุณยายสุนีย์ วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ” พี่แนนเอ่ยถาม ก่อนจะเดินนำเข้าไปที่เตียงนอนตรงกลางห้อง “ฉันยังอยู่ดี ฉันยังไม่ตาย ฉันยังต้องอยู่อีกนาน” เสียงตอบกลับมาของหญิงชรานั้น แม้ไม่ได้ฟังดูห้วน แต่ก็ไม่ได้ฟังดูเป็นมิตรแต่อย่างใด “แล้วเธอเข้ามากับใครวันนี้ นุ่น” ตอนนั้นเอง ที่พลอยรับรู้ว่า สิ่งที่พี่แนนบอกเธอตอนอยู่กันที่หน้าห้องนั้น ไม่ใช่เรื่องอำ เรื่องโจ๊กแต่อย่างใด เมื่อตอนนี้พี่แนน คือพี่นุ่น เมื่ออยู่ในห้องนี้ “มีน้องใหม่มาช่วยน่ะค่ะคุณยายสุนีย์” พี่แนนตอบเสียงสดใส ก่อนจะปรับระดับสายน้ำเกลือที่ข้างเตียงคนไข้

 

“แล้วเธอชื่ออะไร เธอคนที่เพิ่งมาใหม่” จังหวะที่คุณยายสุนีย์ถามนั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หญิงชราหันขวับมามองทางพลอย และมองจ้องมาได้อย่างแม่นยำ ว่าพลอยนั้น แม้ว่าจะเดินเข้ามาในห้องนี้พร้อมกับพี่แนน แต่เธอก็ยังไม่ได้ส่งเสียงดังอะไรออกไป ให้หญิงชรารู้ว่า เธอนั้นยืนอยู่ตรงไหน และที่มันน่าสงสัยมากยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คุณยายสุนีย์ไม่น่าจะรู้ตำแหน่งจุดที่พลอยยืนอยู่ได้เลย เพราะว่าหญิงชรานั้นตาบอดทั้งสองข้าง

 

“พิมค่ะ หนูชื่อพิม” พลอยตอบคำถามของหญิงชราออกไป เมื่อพี่แนนเอง ก็มองสบตาพลอยอยู่ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ ส่งสัญญาณมาว่า ที่พลอยตอบกลับไปนั้นดีแล้ว แทนคำพูดใด ๆ ที่ตอบกลับไป คุณยายสุนีย์หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก อย่างคนที่รู้ทันคู่สนทนา แสดงให้เห็นว่าหญิงชรานั้น ไม่ได้โง่อย่างที่คนอื่น ๆ คิด “นุ่นรึ พิมรึ” เสียงหัวเราะในลำคอดังมาจากหญิงชรา “พวกเธอสองคนเนี่ยนะ” รอยยิ้มที่มุมปากของคุณยายสุนีย์ บ่งบอกได้เลยว่า เชื่อหรือไม่เชื่อกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน

 

“พิมมาช่วยพี่นุ่นดึงสายนี่หน่อย” พี่แนนเรียกพลอยให้เข้าไปช่วยจับสายระบายของเสียของผู้ป่วย พลอยเดินเข้าไปหาพี่แนนที่ข้างเตียง ก่อนจะหยิบเอาสายระบายนั้นเอามาถือไว้ แต่ดูเหมือนว่าสายระบายเส้นนั้น จะไปเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง ทำให้มันดึงไม่ออก ไม่สามารถวางราบไปตามรางได้ “หนูขอโทษนะคุณยาย หนูขอขยับขาคุณยายหน่อยนะคะ คุณยายสุนีย์ช่วยหนูยกขาขึ้นนิดหนึ่งค่ะ” ทันทีที่พลอยสัมผัสมือลงบนขาของคุณยายสุนีย์ “ผู้ชาย ห้ามผู้ชายเข้ามาในห้องนี้ ทำไมให้ผู้ชายเข้ามาในห้องนี้” เสียงกรีดร้องโวยวายของคุณยายสุนีย์ดังลั่นห้องขึ้นมาในทันที

 

“คุณยายสุนีย์คะ ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะ” พี่แนนพยายามเข้าปลอบหญิงชราที่ตอนนี้กำลังกรีดร้องออกมาอย่างไม่พอใจอย่างที่สุด “ไม่มีผู้ชายเข้ามาในห้องนี้นะคะคุณยาย มีแค่หนูกับน้องผู้หญิงอีกคน มีแค่เราสองคนเท่านั้นค่ะ” พี่แนนพยายามพูดให้คุณยายสุนีย์เข้าใจ แต่ก็ดูจะไม่เป็นผลแต่อย่างใด แนนจึงได้บอกกับพลอย ให้พากันออกมาจากห้องนั้นกันก่อน โดยที่พอทั้งสองออกมาที่ด้านนอกห้องแล้ว ก็ได้แต่มองหน้ากัน โดยไม่มีคำอธิบายกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น

 

เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องพักผู้ป่วยหมายเลขสิบหกของคุณยายสุนีย์นั้น ถูกพูดกันไปจนทั่วแผนก แม้แต่หัวหน้าแผนกเองยังต้องมาพูดกับพลอย ในฐานะเด็กใหม่ของศูนย์ฯ ว่า ไม่อยากให้พลอยคิดอะไรมาก เพราะคุณยายสุนีย์มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์หลายประการ ที่อาจจะนำมาซึ่งอาการดังกล่าวในฉับพลันได้โดยไม่ทันคาดคิด อีกทั้งหญิงชราเองก็ได้รับยาเพื่อคงอาการมาอย่างต่อเนื่อง และนั่นอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุดังกล่าว แถมคุณยายสุรีย์เองก็มองไม่เห็นอาจจะเข้าใจผิดตอนได้ยินเสียงพูด แล้วทึกทักเอาว่าคนที่เข้าห้องมา เป็นผู้ชายก็เป็นได้

 

“พลอยโอเคค่ะหัวหน้า” เธอตอบหัวหน้าแผนกไปแบบนั้น แบบที่พอจะเข้าใจในเหตุการณ์อยู่ ส่วนพี่แนนที่กำลังจะออกจากกะ ในเย็นวันนั้น บอกให้พลอยไปช่วยพี่อีกคนดูแลคนไข้ห้องอื่นแทน ซึ่งพลอยเองนั้น ก็ช่วยดูแลคนไข้ที่เหลือได้เป็นอย่างดี และไม่มีเหตุการณ์แปลก ๆ หรือน่ากังวลใด ๆ เกิดขึ้น ตลอดเย็นของวันนั้น พลอยดันรถเข็นเก็บเข้าที่ ก่อนจะเดินไปหยิบเอาข้าวกล่องที่เตรียมมาจากบ้าน เพื่อเป็นมื้อเย็นของวัน

 

“มีใครว่างบ้างคะ” พลอยร้องถามขึ้น ก่อนจะลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ ที่ตอนนี้ทั้งแผนก มีเธอเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ ในขณะที่ปุ่มกดเรียกฉุกเฉินจากห้องหมายเลขสิบหก จะติดขึ้นมาให้เห็น “พี่ ๆ คะ ห้องสิบหกกดเรียกฉุกเฉินค่ะ ห้องคุณยายสุนีย์ต้องการการช่วยเหลือด่วนค่ะ” พลอยลุกขึ้นยืน มองไปทั่วห้อง แต่ไม่มีใครเลยที่อยู่ตรงนั้น “พี่คะ ห้องหมายเลขสิบหกต้องการการช่วยเหลือด่วนค่ะ” พลอยที่หากว่าปกติแล้ว คงจะรีบไปที่ห้องคนไข้ในทันที แต่พอพี่แนนบอกกฎเอาไว้ ว่าห้ามเข้าไปในห้องหมายเลขสิบหกเพียงคนเดียวลำพัง พลอยจึงเรียกหาพี่ ๆ ในแผนก แต่ก็ไม่มีใครเลยที่อยู่ตรงนั้น

 

“คุณยายสุนีย์คะ เกิดอะไรขึ้นคะ คุณยายโอเคหรือเปล่าคะ” พลอยคิดว่าเธอคงรอช้าไม่ไปมากกว่านี้ไม่ได้ หญิงสาวรีบไปที่ห้องหมายเลขสิบหก แล้วเปิดประตูเข้าไปในทันที พลอยร้องถามหญิงชราในทันที พลางเอามือคลำหาสวิตช์ไฟที่ผนังห้อง เพื่อจะเปิดไฟในห้องให้สว่างชัดขึ้น “อย่าเปิดไฟ” พลอยคิดว่าตัวเองได้ยินเสียงพูดนั้นชัดเจน และมันไม่ใช่เสียงของคุณยายสุนีย์ที่พลอยได้ยินเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

“คุณยายโอเคหรือเปล่าคะ” อาศัยแสงไฟจากด้านในห้องน้ำที่ลอดออกมา รวมกับโคมไฟที่โต๊ะข้างเตียงคนไข้ พลอยมองเห็นคุณยายสุนีย์นั่งหลังตรง หันหน้ามามองเธอ ดวงตาที่เป็นฝ้าขาวทั้งสองข้าง จ้องพลอยเขม็ง “เธอเข้ามาใกล้ ๆ ฉันหน่อยได้ไหม” เสียงถามนั้นแปร่ง พลอยได้ยินเหมือนเสียงของคนสองคนพูดออกมาพร้อมกัน เสียงหนึ่งเป็นเสียงของคุณยายสุนีย์ แต่อีกเสียงนั้น คือเสียงของใครอีกคน ที่บอกให้พลอยอย่าเปิดไฟ

 

“หนูเห็นคุณยายกดเรียกปุ่มฉุกเฉิน” พลอยพูดออกไป ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเท้าเดินเข้าไปใกล้กับเตียงคนไข้ แต่ก็เป็นไปแบบระมัดระวังตัว “เธอกลัวฉันหรือ” คำถามนั้นที่ดังออกมาจากปากของคุณยายสุนีย์ ทำให้พลอยหยุดคิด พร้อมกับหยุดเดินด้วยเช่นกัน “เข้ามาใกล้ ๆ เดินเข้ามาอีก” ทันทีที่พลอยมาหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียงคนไข้ คุณยายสุนีย์ก็คว้าข้อมือของพลอยเอาไว้จนแน่น ก่อนจะดึงตัวของเธอโน้มลง แล้ววางมืออีกข้าง ลงบนหน้าท้องของพลอย

 

“เธอท้อง” เสียงพูดของคุณยายสุนีย์กลั้วเสียงหัวเราะคิกคัก ฟังดูน่ากลัวมากกว่าจะน่าขบขัน “คุณยายปล่อยหนูก่อน” พลอยบอกกับหญิงชรา พยายามดึงข้อมือให้หลุดออกการจับเอาไว้จนแน่นเกินกำลังของหญิงชราอย่างคุณยายสุนีย์ “นี่เอง ผู้ชายที่เข้ามาในห้อง อยู่ในท้องของเธอ” เสียงของคุณยายสุนีย์แปร่งและฟังดูแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย “ปล่อยค่ะคุณยาย หนูบอกให้ปล่อย” พลอยหมุนบิดข้อมือของตัวเองสุดแรง จนหลุดออกจากมือของหญิงชราได้

 

“ถึงว่าสินะ สิ่งที่เคยอยู่กับเธอ มันถึงได้ไม่ช่วยอะไรเธอแล้ว” เสียงหัวเราะของคุณยายสุนีย์หวีดแหลม “เพราะเธอเสียความบริสุทธิ์ให้กับผู้ชายคนนั้นไปแล้ว” พลอยขยับเท้าเดินออกห่าง ที่อยู่ ๆ เธอก็เห็นหญิงชราหันตัวมานั่งห้อยขาได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนจากเตียงนอนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีใครพยุง มิหนำซ้ำ ในรายงานทางการแพทย์ที่พลอยได้อ่าน คุณยายสุนีย์เดินไม่ได้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้แล้ว

 

“เธอยกลูกของเธอให้ฉันต้องแต่ตอนนี้เลย ดีกว่ามั้ย” เสียงถามของหญิงชรา เพื่อให้พลอยยกลูกในท้องของเธอนั้น ทำให้พลอยขนลุกไปทั้งตัว แถมที่คุณยายสุนีย์ยังล่วงรู้ว่าพลอยท้อง ทั้ง ๆ ที่พลอยไม่ได้บอกใครในแผนกเลยด้วยซ้ำ อีกเรื่องที่ทำให้พลอยเริ่มกลัวจับใจ คือเรื่องที่คุณยายสุนีย์รู้ได้อย่างไร ว่ามีอะไรหรือใครที่เคยคุ้มครองปกป้องเธอมาตลอด แต่หลังจากที่พลอยตั้งครรภ์ พลอยก็ไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งนั้นได้อีกเลย

 

“สิ่งนั้นมันจะไม่ปกป้องดูแลลูกชายของเธอหรอก มันจะกัดกินลูกของเธออย่างทรมานที่สุด เธอยกลูกให้ฉัน ให้ฉันได้ลิ้มรสอันโอชะนั้นจะดีกว่า” คุณยายสุนีย์ขยับเดินเข้าหาพลอย ที่ตอนนี้หญิงสาวถอยเท้ารวดเดียว หลังของเธอก็พิงกับประตูห้อง “พลอย พลอยอยู่ในนั้นหรือเปล่า ล็อกประตูทำไม เปิดประตูเดี๋ยวนี้” เสียงชายหนุ่มด้านนอกห้อง ทั้งทุบ ทั้งกระแทก ทั้งดันประตูบานนั้นให้เปิดออก แต่ก็ไม่เป็นผล พลอยเห็นคุณยายสุนีย์ที่ตอนนี้ดวงตาเป็นสีแดงก่ำ ทำท่าจะพุ่งเข้าหาเธอ แต่ก็ถูกรั้งเอาไว้ด้วยเชือกที่ผูกตัวของหญิงชราติดเอาไว้กับเตียง

 

“จากที่ส่งต่อกันมาเป็นทอด ๆ จากรุ่นก่อนจนถึงรุ่นเธอ สายเลือดที่ได้รับสืบต่อกันมา มีเพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ลูกของเธอมันเป็นผู้ชาย ครอบครัวเธอจะหายนะ เธอและพ่อของมันจะต้องย่อยยับอับจน เธอเอามันมาให้ฉัน เธอเอามาป้อนให้ฉันกินให้อิ่ม เอามา เอามันมา เอามันมาให้ฉัน” เสียงของคุณยายสุนีย์แผดดังลั่นห้อง นาทีเดียวกันที่ทัศน์ใช้ไหล่กระแทกประตูห้องหมายเลขสิบหกจนเปิดออก ชายหนุ่มรีบดังตัวพลอย ภรรยาของเขาเข้ามากอดเอาไว้ อย่างที่พร้อมจะปกป้องทั้งเธอและลูกน้อยในท้องนั้นด้วยชีวิต

 

“ขอกินมั่งสิ หวงจัง กินด้วย” ผู้หมวดจับมือของตัวเล็กให้อยู่นิ่ง ๆ ก่อนจะกัดปลาหมึกย่างออกจากไม้เสียบย่าง ที่ตัวเล็กถืออยู่ “หูย อร่อยมาก” ผู้หมวดเคี้ยวกร้วม ๆ ด้วยรสชาติถูกใจที่กำลังแผ่ซ่านกระจายอยู่ในปาก “แต่น้ำจิ้มเผ็ดจัง” ปากบ่นไปแบบนั้นก็จริง แต่ดวงตากลับเป็นประกายว่าถูกใจผู้หมวดเป็นอย่างมาก “แล้วเมื่อกี้ ตอนอยู่ที่ร้าน ทำไมบอกว่าไม่เอา ไม่กินปลาหมึก” ตัวเล็กบ่นอีกฝ่ายเข้าให้ เมื่อถูกผู้หมวดมาแย่งขออร่อยกินแบบนั้น

 

“เผ็ด ขอกินน้ำแตงโมปั่นหน่อย แก้เผ็ด ป้อนด้วย” ผู้หมวดอ้าปากกว้างรอ ให้ตัวเล็กยื่นหลอดในแก้วแตงโมปั่นนั้นมาให้ “นี่ก็อีก ไหนบอกว่า จะกินแต่น้ำเปล่า โอ๊ย เบา ๆ น้อย ๆ เลย ครึ่งแก้วแล้วเนี่ย” ตัวเล็กโวยวายเมื่อผู้หมวดดูดน้ำแตงโมรวดเดียว หายไปเกือบครึ่งแก้ว “โอ๊ย เย็นมาก จี๊ดขึ้นสมอง” ผู้หมวดทำหน้าเหยเก เมื่อความเย็นจากเครื่องดื่ม แล่นพรวดพราดขึ้นตาขึ้นหน้าผาก “สมน้ำหน้า” ตัวเล็กสำทับพร้อมหัวเราะ “พูดมากน่า ตามมา” ไม่พูดเปล่า ตัวเล็กต้องรีบเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด เมื่อผู้หมวดคว้ามือของตัวเล็ก ให้เดินตามกลับห้องไปด้วยกัน

***********************************************************

คำแปลเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ โดย Jay J

 หนึ่งในไม่กี่คน - โบ สุนิตา

https://www.youtube.com/watch?v=eMqpRoaElmA


ไม่กี่คนที่จะเคียงข้างกัน

Not many to stay beside me

ไม่กี่คนที่จะคอยร่วมทุกข์ใจ

Not many to go through rough times

และไม่ทิ้งฉันไว้ลำพัง

And not leaving me right behind

ไม่ว่าเจอเรื่องร้ายใดใด

Even though how bad things are

ก็พร้อมเดินไปกับฉัน

Always ready to walk next to me


ไม่กี่คนที่จะรักฉันจริง

Not many to love me truly

ทำให้ยิ้มในชั่วโมงที่เหงาใจ

Make me smile in the hours of loneliness

ในชีวิตที่ล่วงเลยมา

And my life that has been

ไม่กี่คนที่ฉันไว้ใจ

Not many that I really trust

ให้กุมมืออยากฝากชีวิต

Lay down my life in those hands


และหนึ่งในนั้น

And one of those people

ก็คือเธอคนดี

It's you, my darling

ที่ฉันนั้นโชคดี

I am that lucky

ที่เราได้พบกัน

That we have met


จากหนึ่งในร้อย

One among hundreds

หนึ่งจากในล้าน

One in a million

ได้มาร่วมทางเดิน

That we are now travelling together

ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดีดี

That allows my heart to know this good love


ไม่กี่คนที่จะคอยหวังดี

Not many to wish all the good things

มีแค่เพียงไม่กี่คนให้เชื่อใจ

Not many to make me feel secure

ในชีวิตที่ล่วงเลยมา

And my life that has been

ไม่กี่คนที่ฉันให้ใจ

Not many I'll give my heart

แค่บางคนที่อยากบอกรัก

This is just one I want to say love


และหนึ่งในนั้น

And one of those people

ก็คือเธอคนดี

It's you, my darling

ที่ฉันนั้นโชคดี

I am that lucky

ที่เราได้พบกัน

That we have met


จากหนึ่งในร้อย

One among hundreds

หนึ่งจากในล้าน

One in a million

ได้มาร่วมทางเดิน

That we are now travelling together

ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดีดี

That allows my heart to know this good love


และหนึ่งในนั้น

The one and only

ก็คือเธอคนดี

Now it's you, baby

ที่ฉันนั้นโชคดี

To make me feel lucky

ที่เราได้พบกัน

To have met you


จากหนึ่งในร้อย

Found from hundreds

หนึ่งจากในล้าน

One in those millions

ได้มาร่วมทางเดิน

To continue our journey side by side

ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดีดี

For my one heart introduced with true love


อยากบอกว่าฉัน

I will say this

รักเธออีกครั้ง

That again I love you


คนดี

My sweetheart
8
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแท็กติกการเพรสซิ่งสูง (High Pressing) และการจัดโครงสร้างยืนตำแหน่งยามครองบอล (Positional Play) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของสโมสรแถวหน้าในเกาะอังกฤษ การบีบพื้นที่แดนบนและการตัดเกมสวนกลับอย่างรวดเร็ว ทำให้การเจอกับทีมเล็กไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป และสร้างความแตกต่างในตารางคะแนนได้อย่างชัดเจน

การทำความเข้าใจระบบการเล่นและการปรับหมากของผู้จัดการทีมระดับท็อป จะทำให้การรับชมฟุตบอลของคุณสนุกและมีมิติยิ่งขึ้น สำหรับใครที่ชอบเกร็ดแท็กติกเชิงลึกและบทวิเคราะห์ฟุตบอลแดนผู้ดี สามารถแวะไปชมข้อมูลดีๆ ได้ที่ วิเคราะห์บอลอังกฤษ เพื่อเพิ่มพูนมุมมองการอ่านเกมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
9


สำหรับใครที่ทำธุรกิจไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ระบุเอาไว้ หรือต้องการ จดเพิ่มวัตถุประสงค์ ต่อการขยายธุรกิจ ทาง นรินทร์ทอง จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจดเพิ่มวัตถุของบริษัทเอาไว้ในบทความนี้

อยากรู้ว่า จดเพิ่มวัตถุประสงค์บริษัท มีขั้นตอนอย่างไร ?อ่านเพิ่มเติมคลิกเลย!


การ จดเพิ่มวัตถุประสงค์ คือ


    กำหนดแบบกว้าง ถือว่าเป็นการกำหนดที่สร้างความคล่องตัวในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการแก้ไขอีกครั้ง แต่การที่วัตถุประสงค์กว้างอาจทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสับสน
    กำหนดแบบแคบ เรียกได้ว่าเป็นการกำหนดแบบจำกัด จะช่วยให้คุณเห็นวัตถุประสงค์หรือประเภทของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการจดเพิ่มวัตถุประสงค์มีอะไรบ้าง?

ขั้นตอนที่ 1 : ออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น
หากตัดสินใจแล้วว่าต้องการเพิ่มวัตถุประสงค์ของบริษัท เพราะเห็นว่ากิจการที่กำลังดำเนินอยู่เริ่มไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ให้คุณออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องแจ้งให้กับทางผู้ถือหุ้นได้ทราบ จากการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ 1 ครั้ง, ส่งหนังสือให้ทางไปรษณีย์เพื่อตอบรับ หรือส่งมอบให้ผู้ถือหุ้นกับตัว โดยต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วัน และไม่นับวันที่ประกาศกับวันที่ประชุม
ขั้นตอนที่ 2 : จัดประชุมผู้ถือหุ้น
ในการประชุมจะมีวาระที่ให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัท และแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อที่ 3 หรือวัตถุที่ประสงค์ของบริษัท โดยมีมติลงคะแนนแบบเสียงข้างมากที่ต้องไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมด แต่ถ้าต้องการเพิ่มวาระอื่นๆ ที่อยากจะพูดคุยก็สามารถดำเนินการต่อได้
ขั้นตอนที่ 3 : ยื่นคำขอจดทะเบียน
หลังจากที่ได้ข้อสรุปจากการประชุมเรียบร้อยแล้ว สามารถดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับได้ โดยผู้ที่มีอำนาจในการจัดทำคำขอคือกรรมการ ที่ต้องทำรายการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อที่ 3 แล้วยื่นคำขอให้กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายในระยะเวลา 14 วัน (นับจากวันที่มีมติ)
อ่าน รายละเอียดการเตรียมเอกสารเพิ่มเติมคลิก!
เพิ่มวัตถุประสงค์บริษัท ราคาเท่าไหร่?


การเพิ่มวัตถุประสงค์ ไม่เกิน 20 รายการ โดยทีมงานช่วยดำเนินการด้านเอกสารและขั้นตอนการจดทะเบียนให้
สำหรับลูกค้าที่ต้องการความสะดวกแบบครบวงจร สามารถเลือก แพ็กเกจเหมาจ่าย 5,500 บาท ซึ่งครอบคลุมการแจ้งข้อมูลการเพิ่มวัตถุประสงค์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หากต้องการตรวจสอบรายละเอียดบริการและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สามารถดูข้อมูล เพิ่มวัตถุประสงค์บริษัท ราคา หรือสอบถามทีมงานนรินทร์ทองเพื่อประเมินรายละเอียดก่อนดำเนินการ
หมายเหตุ: แพ็กเกจเหมาจ่าย 5,500 บาท ให้บริการเฉพาะพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล
สนใจ จดเพิ่มวัตถุประสงค์บริษัท กับ นรินทร์ทองคลิกที่นี่
อยากให้การจดทะเบียนเพิ่มสาขาเป็นเรื่องง่าย ต้องที่ นรินทร์ทอง !
บริษัท นรินทร์ทอง จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชี และภาษี รวมไปถึงการจดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน ด้วยประสบการณ์ที่ให้บริการมากกว่า 20 ปี โดยมีบริการให้คุณได้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น
    การส่งภาษีอากร ทางเราสามารถยื่นภาษีให้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องยุ่งยากกับการจัดเตรียมเอกสาร รวมไปถึงรับจัดทำรายงาน และให้คำปรึกษาทางด้านภาษี
    รับจดทะเบียนบริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทของคุณ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการจดทะเบียน เพราะเราสามารถช่วยคุณได้
    งานทางด้านการเงิน จะเป็นการดำเนินเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบเงินเดือน และประกันสังคมของพนักงานที่ทำงานอยู่ภายในบริษัท
    ให้บริการรับทำบัญชี หากใครที่กำลังรู้สึกว่าการทำบัญชีนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมากมายภายในบริษัท ทางเราพร้อมที่จะดูแลคุณ
นรินทร์ทองอยากให้ธุรกิจของคุณพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด
และรู้ทุกการเคลื่อนไหวทางการเงิน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างรวดเร็ว


สำหรับใครที่ต้องการปรึกษาสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่…
Facebook : NarinthongOfficial
E-mail : narinthong.acอย่าแสดงเมลบนบอร์ด
Line : @Narinthong
Tel : 081-627-6872 , 02-404-2339
10


สำหรับใครที่ทำธุรกิจไปสักระยะหนึ่งแล้วรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ระบุเอาไว้ หรือต้องการ จดเพิ่มวัตถุประสงค์ ต่อการขยายธุรกิจ ทาง นรินทร์ทอง จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจดเพิ่มวัตถุของบริษัทเอาไว้ในบทความนี้

อยากรู้ว่า จดเพิ่มวัตถุประสงค์บริษัท มีขั้นตอนอย่างไร ?อ่านเพิ่มเติมคลิกเลย!


การ จดเพิ่มวัตถุประสงค์ คือ


    กำหนดแบบกว้าง ถือว่าเป็นการกำหนดที่สร้างความคล่องตัวในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการแก้ไขอีกครั้ง แต่การที่วัตถุประสงค์กว้างอาจทำให้ผู้ประกอบการเกิดความสับสน
    กำหนดแบบแคบ เรียกได้ว่าเป็นการกำหนดแบบจำกัด จะช่วยให้คุณเห็นวัตถุประสงค์หรือประเภทของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการจดเพิ่มวัตถุประสงค์มีอะไรบ้าง?

ขั้นตอนที่ 1 : ออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น
หากตัดสินใจแล้วว่าต้องการเพิ่มวัตถุประสงค์ของบริษัท เพราะเห็นว่ากิจการที่กำลังดำเนินอยู่เริ่มไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ให้คุณออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องแจ้งให้กับทางผู้ถือหุ้นได้ทราบ จากการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่ 1 ครั้ง, ส่งหนังสือให้ทางไปรษณีย์เพื่อตอบรับ หรือส่งมอบให้ผู้ถือหุ้นกับตัว โดยต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วัน และไม่นับวันที่ประกาศกับวันที่ประชุม
ขั้นตอนที่ 2 : จัดประชุมผู้ถือหุ้น
ในการประชุมจะมีวาระที่ให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัท และแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อที่ 3 หรือวัตถุที่ประสงค์ของบริษัท โดยมีมติลงคะแนนแบบเสียงข้างมากที่ต้องไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมด แต่ถ้าต้องการเพิ่มวาระอื่นๆ ที่อยากจะพูดคุยก็สามารถดำเนินการต่อได้
ขั้นตอนที่ 3 : ยื่นคำขอจดทะเบียน
หลังจากที่ได้ข้อสรุปจากการประชุมเรียบร้อยแล้ว สามารถดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับได้ โดยผู้ที่มีอำนาจในการจัดทำคำขอคือกรรมการ ที่ต้องทำรายการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อที่ 3 แล้วยื่นคำขอให้กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายในระยะเวลา 14 วัน (นับจากวันที่มีมติ)
อ่าน รายละเอียดการเตรียมเอกสารเพิ่มเติมคลิก!
เพิ่มวัตถุประสงค์บริษัท ราคาเท่าไหร่?


การเพิ่มวัตถุประสงค์ ไม่เกิน 20 รายการ โดยทีมงานช่วยดำเนินการด้านเอกสารและขั้นตอนการจดทะเบียนให้
สำหรับลูกค้าที่ต้องการความสะดวกแบบครบวงจร สามารถเลือก แพ็กเกจเหมาจ่าย 5,500 บาท ซึ่งครอบคลุมการแจ้งข้อมูลการเพิ่มวัตถุประสงค์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หากต้องการตรวจสอบรายละเอียดบริการและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สามารถดูข้อมูล เพิ่มวัตถุประสงค์บริษัท ราคา หรือสอบถามทีมงานนรินทร์ทองเพื่อประเมินรายละเอียดก่อนดำเนินการ
หมายเหตุ: แพ็กเกจเหมาจ่าย 5,500 บาท ให้บริการเฉพาะพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล
สนใจ จดเพิ่มวัตถุประสงค์บริษัท กับ นรินทร์ทองคลิกที่นี่
อยากให้การจดทะเบียนเพิ่มสาขาเป็นเรื่องง่าย ต้องที่ นรินทร์ทอง !
บริษัท นรินทร์ทอง จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านบัญชี และภาษี รวมไปถึงการจดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน ด้วยประสบการณ์ที่ให้บริการมากกว่า 20 ปี โดยมีบริการให้คุณได้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น
    การส่งภาษีอากร ทางเราสามารถยื่นภาษีให้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องยุ่งยากกับการจัดเตรียมเอกสาร รวมไปถึงรับจัดทำรายงาน และให้คำปรึกษาทางด้านภาษี
    รับจดทะเบียนบริษัท เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทของคุณ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการจดทะเบียน เพราะเราสามารถช่วยคุณได้
    งานทางด้านการเงิน จะเป็นการดำเนินเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบเงินเดือน และประกันสังคมของพนักงานที่ทำงานอยู่ภายในบริษัท
    ให้บริการรับทำบัญชี หากใครที่กำลังรู้สึกว่าการทำบัญชีนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมากมายภายในบริษัท ทางเราพร้อมที่จะดูแลคุณ
นรินทร์ทองอยากให้ธุรกิจของคุณพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด
และรู้ทุกการเคลื่อนไหวทางการเงิน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างรวดเร็ว


สำหรับใครที่ต้องการปรึกษาสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่…
Facebook : NarinthongOfficial
E-mail : narinthong.acอย่าแสดงเมลบนบอร์ด
Line : @Narinthong
Tel : 081-627-6872 , 02-404-2339
หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด