กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
1
ตอนที่ 34
" สายตาทั้งสองคู่ประสานกันก็ตอนนี้เอง "






“ แม่ครับ ผมไม่ได้เป็นมากอะไรซักหน่อย ไม่ต้องให้เขามาดูแลผมถึงขนาดนี้เลย ” เนตรเอ่ยอย่างจนใจ เมื่อเห็นแม่เขากระวีกระวาดให้นางพยาบาลคอยอยู่จัดการดูแลจิปาถะให้เขาตลอดตั้งแต่เขาฟื้นมา





“ ก็แม่กลัวนี่นา กว่าเนตรจะฟื้นได้ก็เล่นเอาแม่กับพ่อแล้วก็น้องใจหายใจคว่ำกันไปหมด ” แม่เขาโวยวายเล็กน้อย ผิดวิสัยที่ปกติจะใจเย็น เขาอึ้งไปนิดหนึ่งเพราะไม่ค่อยได้เห็นแม่เสียงดังกับเขาซักเท่าไหร่ สงสัยคราวนี้จะกลัวจริงๆ เขานอนพิงหัวเตียงที่ถูกปรับให้สูงขึ้นมาพอให้เขาสบายตัว มองแม่เขาที่มาหาเขาแต่เช้าและยังไม่ได้นั่งลงซักที เพราะวุ่นวายกับบรรดาของกิน ของเยี่ยมทั้งหลายที่เขาก็ไม่รู้ของใครเป็นของใครบ้าง เพราะหลายคนนั้นมาเยี่ยมเขาตอนที่เขายังไม่ได้สติ พอฟื้นขึ้นมาก็เห็นของเยอะแบบนี้แล้ว ก็ได้แม่แล้วก็เจ้านันท์นั่นแหละที่คอยทยอยขนกลับไป





“ แม่เขาดีใจมากฮะพี่เนตร พี่ต้องมาเห็นตอนที่พี่ยังไม่ฟื้น พอเสร็จจากเรื่องคดีแม่เขามานั่งเฝ้าไม่ยอมไปไหนเลย นั่งจนรากฝังลึกถึงชั้นใต้ดินแล้ว ” น้องชายเขาโผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำแล้วฟ้องเขารัวๆ





“ ตานันท์ เดี๋ยวเถอะนะ แซวแม่เหรอ ” แม่โวย





“ โอ้ย กระผมมิบังอาจหรอกคร้าบ ” เจ้านันท์ตะโกนมา เขาขำพรืดพอได้เห็นแม่ทำตาค้อนปะหลับปะเหลือกไปทางน้องชายจนกระเทือนแผล ร้องโอ้ยเบาๆ





“ เป็นอะไรลูก! เจ็บแผลเหรอ เรียกพยาบาลเร็วนันท์ ” และเป็นอีกครั้งที่เห็นแม่กระวนกระวายจนปล่อยของที่อยู่ในมือ เดินเร็วพรวดมาจนถึงเตียงเขา น้องชายเขาก็เดินออกมาจากห้องน้ำแทบจะทันที แต่เมื่อเห็นเขาหัวเราะแทนที่จะเจ็บ คนเป็นแม่ก็โวยวายอีกเล็กน้อย แล้วตีที่แขนเขาเบาๆ และแล้วเขาก็ร้องโอ้ยอีกครั้ง สรุปว่าทั้งสามคนก็หัวเราะไปตามๆ กันลั่นห้องพักฟื้น ทำให้ศรที่เฝ้าอยู่ภายนอกห้องได้ยินเสียง มองเข้ามาผ่านช่องกระจกประตู





แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ทอดแสงผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง โอบล้อมพวกเขาสามคนที่ยิ้มหัวเราะไปด้วยกัน บรรยากาศของความสุขที่กำลังอบอวลไปทั่วทำให้คนดูแลที่มองอยู่นั้นพลันคลายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หันกลับมาแล้วยิ้มเล็กน้อยพลางคิดในใจ





ต่อจากนี้ไปขอให้มีแต่ความสงบสุขซักทีนะ




















“ เป็นยังบ้างล่ะเนตร ” อาชัชที่เสร็จสิ้นจากคดีความของเขา แวะมาเยี่ยมหลังจากที่แม่กลับไปได้ไม่นานนัก ไม่แน่ใจว่าระหว่างทางได้เจอกันหรือเปล่า





“ ดีขึ้นเยอะแล้วครับ อยู่ในห้องจนเฉาไปหมดแล้ว ” เขาตอบน้ำเสียงขบขัน ทำให้อาชัชที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ไกลนักหัวเราะขึ้นมา





“ พักฟื้นเถอะหลานเอ้ย นี่พอพ่อเธอรู้เรื่อง แทบจะพุ่งมาถอนหัวหงอกอาเลยทีเดียว วางแผนลับหลังมัน ไปทำให้หลานบาดเจ็บ ”





“ ถ้าจะโทษก็โทษผมเถอะครับอา ผมเป็นคนขอร้องอาเอง ” เขายกมือไหว้ขอโทษคนอาวุโสกว่า





“ ขอท่งขอโทษอะไรกัน อาเต็มใจช่วย เห็นเป็นลูกเป็นหลาน แถมพ่อเธอยังเป็นเพื่อนของอา เคยช่วยเหลืออามาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ เรื่องแค่นี้ทำไมอาจะต้องปฏิเสธ ” คนเป็นอาโบกมือบอกปัด





“ ผม…ขอถามนิดหนึ่งได้ไหมครับ ” เขาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ แต่เหมือนอาชัชจะรู้ทันความนัยของเขา





“ เรื่องของคนคนนั้นใช่ไหม ” เขาพยักหน้าเบาๆ





“ อาของนนท์นทีได้รับโทษทางกฎหมาย ศาลตัดสินจำคุก 20 ปีไม่มีประกันตัว อันนี้น่าจะเป็นเพราะตัวของนนท์นทีตัดสินใจเองด้วยที่จะไม่ประกันตัว ส่วนเจ้าตัวตอนแรกก็โดนดำเนินคดีเหมือนกัน แต่พ่อเธอยอมความจึงได้รับการยกเว้น ”





“ แล้วตอนนี้เขาไปอยู่ไหนครับ ”





“ อืม เรื่องนี้อาก็ไม่แน่ใจ แต่ได้ยินพ่อเธอบอกอามาอยู่เหมือนกันว่าจะรับผิดชอบชีวิตเขาต่อไป เพราะตัวเองตั้งมั่นไว้มาตลอด ” เขานึกถึงตอนที่พ่อเคยบอกไว้ว่าลูกชายของอานัยไปอยู่ต่างประเทศ แล้วหลังจากนั้นพ่อก็ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ต่อจากนั้น เพราะครอบครัวฝ่ายนั้นปิดข่าว แทบจะสืบอะไรต่อไม่ได้เลย





“ ก็คงจะต้องทำตามสมควรนะครับ เรื่องนี้ผมไม่ได้เห็นว่ามันเป็นปัญหาอะไร เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ”





“ กลัวแต่ว่าทางนั้นเขาจะยอมรับไหมล่ะสิ ” ประโยคนายตำรวจใหญ่เอ่ยขึ้นเป็นสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ในใจเช่นเดียวกัน หากแต่ว่านนท์นทียอมรับ พ่อเขาก็คงวางใจเพราะตัวเองจะได้สานต่อได้จริงๆ แต่ถ้าเป็นอย่างที่เขากำลังคิดแล้วนั้น กลัวแต่ว่าฝ่ายนั้นจะปฏิเสธ และพ่อเขาก็จะต้องมานั่งกังวลอีกครั้ง





เขารู้มาตลอดว่าความทุกข์ในใจพ่อนั้นไม่สามารถวางไปเฉยๆ ได้ถ้ายังไม่ได้ทำตามที่ตนเองตั้งใจไว้ นั่นก็คือเรื่องของลูกชายอานัยคนนี้ แต่พอได้มารู้เรื่องราวทั้งหมดรวมถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้พ่อเขาเครียดอย่างเห็นได้ชัด ก็คงจะโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุทั้งหมดนี่ล่ะ แต่เขาก็คอยย้ำตลอดว่ามันไม่ใช่เพราะพ่อคนเดียว สิ่งที่หลอมรวมให้นนท์นทีมีความแค้นได้ขนาดนี้ ก็คงจะเป็นเพราะญาติฝ่ายนั้นด้วย ถึงแม้จะรู้ดีว่านั่นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายอย่างพ่อเขามีหรือจะไม่รู้





แต่ถึงอย่างนั้นพอได้รู้ว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือคนที่พ่อเขาพยายามตามหามาเนิ่นนานก็ยิ่งตอกย้ำให้ตัวเขารู้สึกผิดขึ้นมากไปอีก แต่เขาก็ยินดีที่เห็นพ่อไม่ได้โกรธแค้นอะไร กลับยิ่งจะรีบเร่งทำตามสิ่งที่ตนตั้งใจมาตลอด นั่นเป็นสัญญาณที่ดี ตัวเขานั้นเองก็ยินดีด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าตัวเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั้งหมด





เห็นทีแล้วเขาคงจะต้องเจอกับคนคนนั้นสักครั้ง เผื่อว่าฝ่ายนั้นจะยอมใจอ่อนตอบรับความช่วยเหลือของพ่อเขา ถึงแม้ตัวเขานั้นจะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่อะไรมากมาย แต่เรื่องนี้มันละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นพวกเขาต้องได้พูดคุยทำข้อตกลงกันก่อน





พอตัดสินใจได้แล้ว เขาก็รีบส่งข้อความให้เลขาเขาไปค้นข้อมูลที่อยู่ของนนท์นทีทันที





อาชัชกลับไปได้สักพักแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในห้องพักฟื้นคนเดียว คาดว่าเดี๋ยวอีกไม่กี่ชั่วโมง คนที่บ้านเขาก็คงจะมากันอีก เขายิ้มบางเมื่อนึกถึงครอบครัวตัวเอง ตอนนี้คงได้โล่งอกโล่งใจกันได้สักที ตัวเขาเองก็คลายใจลงไปเยอะเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาได้คลี่คลายลง เรื่องเจ็บตัวก็คงจะยุติลง เขาเบื่อโรงพยาบาลเต็มที อยากจะกลับไปทำงานจะแย่แล้ว





เสี้ยวหนึ่งของความคิด เขากลับนึกถึงใบหน้าของคนที่ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง ตลกดีที่ตอนนี้ตัวเขาสลับบทบาทกัน ก่อนหน้านี้ไม่นานเขายังต้องมาเฝ้าดูอาการของคนคนนั้นอย่างเงียบๆ และก็กลับไปอย่างเงียบๆ โดยแค่คิดว่าไม่อยากให้คนคนนั้นเดือดร้อนใจกับเรื่องร้ายๆ แต่ตอนนี้เขากลับเข้าใจความรู้สึกของคนที่คอยเฝ้ารอ เฝ้าคิดถึงตลอดแล้วล่ะ ว่ามันเป็นยังไง และก็แอบน้อยใจที่อีกฝ่ายไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลย





ตอนนี้เขาคิดถึงคนคนนั้นเอามากๆ เลยล่ะ





เขาถอนหายใจเบาๆ เมื่อคิดถึงตอนที่พ่อเขามาบอกว่าได้ยกเลิกสัญญาว่าจ้างกับรักไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เขายังไม่ฟื้น พอเขารู้แบบนั้นแล้ว มันเหมือนมีใครมาบีบหัวใจเลยซะจริงๆ ฟังดูเหมือนมันเกินจริง แต่พออยู่ในสถานการณ์ตอนนั้นแล้วมันไม่เกิดจริงเลยซักนิด เท่ากับว่าตอนนี้ระหว่างเขากับรักไม่มีอะไรมาเชื่อมโยงกันได้แล้ว เมื่อคิดได้แบบนั้นในหัวเขาพลันว่างเปล่าทันที ด้วยความที่ตัวเองยังบาดเจ็บ จึงทำให้เขาอ่อนไหวมากกว่าที่คิด ทุกคนที่มาเยี่ยมรวมถึงเพื่อนๆ เขาไม่ได้ติดใจอะไรในท่าทีเซื่อมซึมเล็กน้อยของเขา เพราะคิดว่าเขายังบาดเจ็บ





แต่ถึงอย่างนั้นใครไหนจะรู้เลยว่า ที่เจ็บน่ะไม่ใช่บาดแผลเลย





ตั้งแต่วันที่เขาฟื้นจนถึงตอนนี้ เขาได้แต่นั่งคิดทุกวันว่าต่อจากนี้เขาจะทำยังไงกับความสัมพันธ์ที่ยังไม่มีใครรู้นอกจากเขา รัก แล้วก็เพื่อนของรัก รวมถึงเจ้าของร้านกาแฟอย่างพี่อุ่นนี้ดี แต่ถึงอย่างนั้นในตอนนี้เขากลับนิ่งสงบมากขึ้น ไม่ได้ว้าวุ่นใจเหมือนตอนแรกๆ แล้ว แต่ก็คงยังไม่ได้วางใจหากยังไม่ได้เจอหน้ารักซักครั้ง ไม่รู้ตอนนี้เจ้าตัวจะร้องไห้น้ำมูกโป่งอยู่ หรือจะแฮปปี้ที่ชีวิตไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตกับเขาอีกแล้ว ถ้าเป็นอย่างหลังที่ตัวเขาคงเป็นคนที่ร้องไห้น้ำมูกโป่งแน่ๆ





รอให้ออกจากโรงพยาบาลก่อนแล้วกัน แล้วหลังจากนั้นเขาจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดเขาก็จะให้รักกลับมาหาเขาอีกให้ได้ เขาจะพยายาม





ใจเขาเหมือนกลับมาเต้นแรงอีกครั้งพอคิดว่าได้ต้องเจอรักในเร็วๆ นี้





เขาก็รีบเร่งอยากออกจากที่นี่ซะตอนนี้เลยจริงๆ



















และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ออกมาสัมผัสกับแสงแดดภายนอกจริงๆ สักที พอออกจากโรงพยาบาลเขาก็รีบกลับบริษัทเพื่อไปเคลียร์งานทั้งหลายแหล่ รวมถึงโปรเจ็คที่คั่งค้างไว้รอเขากลับมาสานต่อ ต่อให้โดนแม่ว่ายังไง แต่ด้วยความที่เขาร้อนใจย่อมยอมที่จะขัดใจแม่แล้วกลับไปทำงานทันที ถึงแม้คุณเลขาของพ่อ รวมถึงเลขาคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่รักจะจัดการเรื่องงานไปบ้างแล้วบางส่วน แต่มันก็มีหลายอย่างที่รอให้เขากลับไปอนุมัติอยู่เหมือนกัน ไหนจะต้องวางแผนสำหรับโปรเจ็คใหม่ต่อไปในอนาคตอีก จึงเป็นที่มาว่าทำไมเขายังไม่กลับไปหารักเลยซักที แถมยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับบ้าน ต้องนอนค้างที่บริษัทอยู่หลายวัน





จนถึงตอนนี้งานก็ได้เคลียร์ไปเกือบหมดแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้ถือว่าตัวเขาจะสามารถวางใจได้ แต่ก็โล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง





แต่ก็มีอีกเปราะหนึ่งใหญ่ๆ ที่ใจเขายังคลายไม่ได้ซักที





เขาเอามือบังแสงหรี่ตามองท้องฟ้า หลับตาสูดหายใจเหมือนเรียกกำลังใจให้ตัวเอง พลางคิดถึงคำพูดหลายๆ คำที่เตรียมพร้อมมาเพื่อการนี้ เครียดยิ่งกว่าโปรเจ็คงานก็คงเป็นวันนี้แหละ ตลกดีที่เมื่อก่อนตัวเขาออกจะเป็นคนที่มั่นใจตัวเองไปซะทุกอย่าง พร้อมลุยได้ทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะยากหรือง่ายตามประสาคนในวัยที่กำลังไฟแรง แต่พอได้มามีความรู้สึกดีๆ แบบนี้กับใครซักคน ตัวเองกลับกลัว (หรือให้เรียกกันง่ายๆ ก็คือ อาการป็อดนั่นแหละ) เอาซะง่ายๆ





เขายกมือขึ้นมาดูนาฬิกา ก็พบว่าอีกไม่นานจะถึงเวลาเลิกงานของรักแล้ว และตอนนี้เขาก็อยู่หน้าบ้านของเจ้าตัวด้วยเช่นกัน กำลังชั่งใจดีว่าจะกดกริ่งแล้วเข้าไปรอที่บ้านเลย หรือจะนั่งอยู่ในรถแล้วรอรักกลับมาดี





นอกจากปอดแหกเบาๆ เรื่องรักแล้ว ยังต้องมาเป็นบ้าอะไรไม่รู้กลับเรื่องแค่นี้ด้วย เขาล่ะหงุดหงิดตัวเองซะจริง





“ อ้าว คุณเจ้านายของรักนี่นา มาทำอะไรตรงนี้คะ ” เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เขาสะดุ้งนิดๆ แล้วรีบหันหลับไป ก็พบกับหญิงสาวที่เขาเคยพบมาก่อนหน้านี้แล้ว





“ สวัสดีครับคุณน้า พอดีผม… ” เขายกมือขึ้นสวัสดีแม่ของรักก่อนที่จะพูดต่อ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ อีกฝ่ายคงเห็นอาการเก้อกระดากของเขาจึงพูดขึ้นมากซะก่อน





“ มาหารักใช่ไหมคะ ” เธอตอบยิ้มๆ





“ เอ่อ ครับ ”





“ ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามารอในบ้านก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวอีกแปปนึงเขาก็กลับมาแล้วล่ะค่ะ ” เจ้าของบ้านพูดพลางไขกุญแจประตูรั้วหน้าบ้าน แล้วหันหลังมาโบกมือให้เขาตามเข้าไป ขาทั้งสองของเขาจึงขยับตามไป เดินเข้าไปถึงในตัวบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม่ของรักบอกให้เขานั่งรออยู่ที่โซฟาห้องรักแขก แล้วจึงกุลีกุจอเตรียมน้ำเตรียมของว่างมาให้เขา ถึงแม้เขาจะห้ามแล้วว่าไม่ต้องลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ยังห้ามคุณน้าผู้มีพลังเหลือล้นคนนี้ไม่ได้เลย เพราะตั้งแต่เข้ามาก็มีของกินเล่นมากมายมาวางให้ตรงหน้าโดยไม่ขาดสายเลยจริงๆ





“ เนี่ยนะ อันเนี้ยเจ้ารักมันชอบมากกก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน นี่น้าก็ซื้อไว้ให้มันเนี่ยแหละ แต่เห็นว่าหนูมา น้าก็เลยเอาออกมาให้กินก่อนละกัน มันคงไม่กล้าโวยวาย ” คุณน้ายังคงพูดเจื้อยแจ้วให้เขาฟัง เขาก็รับฟังยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่หากเขาก็ไม่ได้รำคาญอะไร เพราะรู้ด้วยว่าอีกฝ่ายเอ็นดูเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน





“ เอ้อ น้าก็มัวแต่พูดมากไปเรื่อยไม่ได้ถามหนูเลยว่ามาหารักมีเรื่องอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ”





“ ผม….มาเยี่ยมเขาเฉยๆ น่ะครับ เห็นว่าเขาไม่ได้ทำงานที่บริษัทผมแล้ว ” เขาตอบพลางหลบตาอีกฝ่ายไปมองกรอบรูปที่วางเรียงรายอยู่บนตู้โชว์แทน ใครจะได้กล้าบอกล่ะว่าคิดถึงเลยอยากมาหาลูกชายเขาน่ะนะ





“ แล้วตอนทำงานกับหนูลูกชายน้าไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรไว้ใช่ไหมจ๊ะ เห็นมันแบบนี้อ่ะนะ ข้างในมันก็เหมือนเด็กน้อยแหละ ขี้โวยวายเป็นที่หนึ่ง มีอะไรขอให้ได้โวยวายไว้ก่อน ” เขาหัวเราะนิดหนึ่งพอได้ฟังแบบนั้น ตัวเขาก็พอดูออกแหละว่าเจ้าตัวเป็นคนยังไง แต่ก็ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นปัญหาอะไร ออกจะขำซะด้วยซ้ำพอได้เห็นท่าทางแบบนั้น





“ ไม่หรอกครับ เขาก็ทำงานดีมาก ผมก็เลยสบายขึ้นหน่อยเพราะเขานี่แหละครับ ”





“ เฮ้อ อย่าว่าน้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ จนถึงป่านนี้แล้วมันก็ยังไม่เห็นมีฟงมีแฟนมากับเขาซักที นี่น้าก็กลัวๆ อยู่เหมือนกันว่ามันอาจจะอกหักช้ำใจจากแฟนคนก่อนจนไม่อยากมีไปแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้ ” คำว่า ‘แฟนคนก่อน’ นี่สะกิดใจเขาอย่างจัง เขาไม่เคยถามรักถึงเรื่องคนเก่าๆ ที่ผ่านมาเลย ตัวเขาก็ไม่เคยเล่าฝั่งของเขาด้วยเช่นเดียวกัน เหมือนต่างฝ่ายต่างมาไม่เคยรู้อดีตที่ผ่านมาเลย พอได้ยินแบบนี้เขาจึงอดที่จะคันยุบยิบในใจอยากรู้อยากเห็นไม่ได้





“ ผมถามได้ไหมครับว่าทำไมเขาถึงเลิกกัน ”





“ น้าก็ไม่ค่อยรู้ลึกถึงรายละเอียดเท่าไหร่นะ แต่แค่รู้มาจากพี่สาวเจ้ารักว่าเหมือนฝ่ายหญิงคงกลัวว่าในอนาคตรักจะดูแลเขาได้ไม่ดีพอ เลยบอกเลิกแล้วไปคบคนที่ดีกว่าน่ะนะ น้างี้นะโกรธมากเลยที่เขามาดูถูกลูกชายแม่ขนาดนี้ ” พอได้ฟังแบบนี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรักถึงมีท่าทีที่ไม่มั่นใจตลอดเวลาอยู่กับเขา อีกฝ่ายคงกลัวที่เขาจะทอดทิ้งเหมือนกันเลยพยายามที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด





“ แย่จริงๆ เลยนะครับ ” เขาพึมพำออกมาตามความรู้สึกจริงๆ





“ แล้วนี่ช่วงนี้ก็ไม่รู้มันเป็นอะไร ทำตัวเหมือนอกหักทั้งๆ ที่น้าก็ไม่เห็นมันมีใครเลย ”





“ รักเป็นอะไรเหรอครับ ”





“ ก็ซึมๆ น่ะ ไม่ค่อยร่าเริงเหมือนเดิม น้าก็ดูออกมาซักพักแล้วล่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้น ” หญิงวัยกลางคนเล่าให้เขาฟังพลางปลอกมะม่วงในมือให้เขา “ ตอนนี้มันก็ยิ่งหนักกว่าเดิมอีก ข้าวก็กินน้อยลง เหมือนคนตรอมใจอะไรแบบนั้นน่ะ ” นั่นทำให้เขาร้อนใจกับอาการของรัก ยิ่งไม่เห็นเจ้าตัวมาสักพักขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง พอได้ยินจากปากของคุณน้าเขาเลยเริ่มเป็นห่วงหนักขึ้นแล้วจริงๆ





“ แล้วถ้ารักเขามีแฟนขึ้นมาจริงๆ คุณน้าจะว่ายังไงครับ ”





“ ก็ไม่อะไรหรอก แค่ดูแลกันและกันได้ ไม่ทำให้ลูกชายน้าผิดหวังอีกก็เป็นพอแล้ว น้าไม่อะไรมากหรอก ” เขาพลันรู้สึกเหมือนมีชนักติดหลังยังไงชอบกลพอได้ฟังจากปากของคุณน้า ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่อะไรมาก แต่ถ้ามารู้ความจริงขึ้นมาจะรับได้หรือเปล่านั่นแหละ





เครียดยิ่งกว่างานที่บริษัทมีปัญหาก็เรื่องนี้นั่นแหละ





“ เพื่อนเจ้ารักก็อีกคน แสงน่ะ หนูรู้จักไหม ” เขาพยักหน้า “ รายนั้นก็เจ้าชู้เหลือเกิน เห็นรักมาเล่าให้ฟัง น้าก็สงสัยจริงๆ ว่าชีวิตนี้จะไปหยุดอยู่ที่ใครละนั่น ” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อคนที่นั่งอยู่ข้างเขาเอ่ยถึงเพื่อนของรักคนนั้น ดูหน้าก็รู้แล้วว่าเจ้าชู้ขนาดไหน หน้าหล่อคนเข้ม แถมฝีปากยังแพรวพราวขนาดนั้นเป็นหญิงคนไหนก็ชอบ ตอนที่เกิดเหตุกับรัก ขนาดไม่ได้รู้จักกับตัวเขามากมาย ยังสามารถคุยกับเขาได้เหมือนคนรู้จักกันเลย





เขากับคุณน้าสนทนากันต่อ ส่วนใหญ่จะเป็นพฤติกรรมแสบๆ ของรักในสมัยก่อน ทำให้เขารับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายในอดีตมากขึ้น เวลาผ่านไปไม่นานนักก็เริ่มมีเสียงความเคลื่อนไหวมาจากภายนอกบ้าน นั่นหมายความว่าคนที่เขากำลังเฝ้ารอกลับมาแล้วหรือเปล่า พอคิดได้แบบนั้น ใจเขาพลันเต้นรัวอย่างกับคนที่เพิ่งไปวิ่งรอบสวนลุมฯมาสิบรอบ





“ กลับมาแล้วม๊า อ้าวคุณ ” ทว่าคนที่โผล่หน้าเข้ามากลับไม่ใช่รัก เขาจึงแสดงสีหน้าผิดหวังออกไปอย่างไม่รู้ตัว





“ สวัสดีค่ะ มาหารักเหรอคะ ” เขายกมือไหว้รับคำสวัสดีของอีกฝ่าย





“ ใช่แล้วดี แล้วนี่ไอรักมันอยู่ไหน ทำไมยังไม่กลับมาซักที ที่คุณเขามารอนานแล้วเนี่ย คุยกับม๊าเพลินเลย ” คุณน้าตอบให้เขาพลางลุกขึ้นไปหยิบมะม่วงอีกลูกมาให้เขา





“ โอ้ย มันก็เอ้อระเหยของมันนั่นแหละม๊า นี่ก็ไม่รู้แวบไปเดินทอดน่องที่ไหนอีก ทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีไปได้พักนี้ ” พี่สาวของรักบ่นกระปอดกระแปด เดินเข้าไปที่ห้องครัว





“ รักเขาเดินกลับแบบนี้ทุกวันเลยเหรอครับ ” เขาสบโอกาสจึงถามขึ้น





“ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เป็นแบบนี้หรอกค่ะ ไม่รู้ช่วงนี้เป็นอะไรชอบเดินเหม่อๆ วันก่อนเพื่อนมันก็มาเล่าให้ฟังว่าเหม่อจนเกือบโดนรถเฉี่ยว ”





“ เฮ้ย ทำไมม๊าไม่เคยรู้เรื่องเลย อันตรายนะนั่น สงสัยต้องเรียกมาคุยหน่อยซะแล้ว ” ไม่ใช่แค่คุณน้า เขาก็ตกใจเช่นเดียวกัน แล้วนี่เดินทอดน่องกลับมาคนเดียว ไม่ใช่ว่าไปเดินเหม่อที่ไหนอีกหรอกนะ





“ งั้นผมขอตัวไปหาเขาก่อนนะครับ ” เขาลุกขึ้นทันที เอ่ยกับคุณน้าและพี่สาวของรัก ไม่ได้สนใจพวกเขาที่ห้ามปราม รีบเดินออกจากบ้าน ในขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูเพื่อเปิดอยู่นั้น ประตูก็เปิดออกมาก่อนโดยคนที่อยู่อีกฝั่งซะแล้ว





“ กลับมาแล้วคระ….. ” น้ำเสียงของคนมาใหม่หยุดชะงัก พร้อมกับตัวเขาที่ยืนเอื้อมมือนิ่งอยู่อย่างนั้น





สายตาทั้งสองคู่ประสานกันก็ตอนนี้เอง







โปรดติดตามตอนต่อไป



งุ้ยยยยยยย มันกร๊าวใจมาก คุณเค้าได้เจอกันแว้ววววว

 :impress2:

3
 :pig4:
 o13
4
Boy's love story / Re: แฟนเด็กพี่ภาคิน ตอน 32
« กระทู้ล่าสุด โดย Oncloud69_ เมื่อ 08-12-2021 09:32:07  »

 EPISODE : 32 หนึ่งวันกับพี่หมอ 



"พี่หมอครับ" หลังวุ่นวายกับเรื่องความรักของตัวเอง จนเมื่อเคลียร์การบ้านเรียบร้อยพอมีวันหยุดทั้งทีผมเลยหาโอกาสเพื่อแวะมาหาพี่ชายสุดที่รัก พี่หมอก็หายหน้าไปนาน ไม่แวะมาหาผมเมื่อมีเคสเข้ามาเยอะ พี่ชายแสนดีที่กำลังจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เงยหน้ามองผมด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

"อ้าวน้องมาได้ไง" ผมฉีกยิ้มกว้าง ใบหน้าอิดโรยของพี่ชายคนบ้างานนั้นเป็นอย่างนี้มาโดยตลอดตั้งแต่พี่เลือกเรียนสัตวแพทย์ พี่บอกว่ารักสัตว์และอยากดูแลสัตว์ทุกตัวให้มีชีวิตที่ดีตั้งแต่นั้นมาพี่ก็ทำตามความปรารถนาของตัวเองโดยมีครอบครัวของเราสนับสนุน พี่หมอจึงได้เป็นสัตวแพทย์และเพิ่งจะมีคลีนิกของตัวเองเมื่อสามปีก่อน

"รักก็แวะมาหาพี่ชายสุดที่รักยังไงละครับ" ผมบอกพี่ชาย อยากอ้อนอยู่หรอกแต่พี่เหมือนจะยังทำงานไม่เสร็จ ถ้าพี่ชายทำงานไม่เสร็จก็จะไม่หันสนใจอย่างอื่นเป็นอันขาด

"เรื่องนั้นพี่รู้ครับ พี่แค่แปลกใจว่าทำไมวันนี้น้องมาหาพี่ได้" คนสายตาสั้นขยับแว่นตาของตัวเองพลางมองผมให้ชัด พี่ชายก็น่ารักทุกอริยบทแค่พี่ชายขยับตัวผมก็ว่าน่ามองหมด

"ก็รักคิดถึงพี่หมอนี่ครับ" ผมบอกน้ำเสียงอ้อน พี่หมอมองผมแล้วหันไปสนใจงานในจอคอมพิวเตอร์อีก ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเป็นผมเองที่มารบกวนเวลาทำงานของพี่ชาย

"ไม่ใช่ว่ามีแฟนแล้วหายหน้าจนลืมหน้าพี่ชายคนนี้ไปแล้วเหรอครับ" ผมสะดุ้งที่ได้ยินพี่ชายพูดอย่างนั้น พี่หมอรู้เรื่องที่ผมกำลังดูใจกับพี่เบียร์แล้วงั้นเหรอ ไม่รู้ว่าพี่จะโอเคกับคนนี้ไหม

"แฟนอะไรครับรักยังโสด ยังเป็นน้องชายของพี่หมอเหมือนเดิม"

"ถึงพี่จะงานยุ่งแต่ก็มีเวลาเล่นโซเชียลนะครับ" ผมอมยิ้ม ไม่ได้อยากปิดบังอะไรพี่ชายอยู่แล้ว เว้นแต่คุณป๊ารายนั้นไม่ชอบเล่นโซเชียลอยู่แล้วผมเลยถือว่าโชคดี พี่หมอเงยหน้าขึ้นมามองผม "แล้วเขาไม่มาด้วยเหรอ"

"ใครครับ" ผมรู้ว่าพี่หมอถามถึงพี่เบียร์แต่วันนี้พี่เบียร์ติดเรียนผมจึงได้แวะมาหาพี่ชายด้วยตนเอง

"แฟนน้องไงครับ ชื่อภาคินเรียนวิศวะใช่ไหม"

"โหสืบเยอะเลยแฮะ" กลายเป็นผมที่ตกใจเพราะพี่ชายรู้เรื่องของพี่เบียร์ ผมยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพี่เพราะที่ผ่านมามันเป็นแค่การแอบรัก เมื่อตอนนี้สถานะหัวใจผมมันพัฒนามากกว่าเดิม ผมจึงอยากจะมาบอกพี่ชายให้รับรู้ด้วยตนเอง

"บนโปรไฟล์เขาบอกแค่นั้น พี่ดูรอบเดียวก็จำได้" พี่หมอรีบอธิบาย ผมกลับรู้สึกชอบมากกว่าที่พี่ชายใส่ใจเรื่องคนรักของผม

"ฮ่า ๆ ครับรักรู้ว่าพี่หมอไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น" เพราะปกติถ้าไม่ใช่คนสำคัญในชีวิตพี่หมอจะไม่สนใจสักนิด ถ้าจะให้พูดถูกก็คือพี่หมอสนใจพวกสัตว์ตัวน้อยมากกว่าคนเสียอีก "แล้วในสายตาพี่หมอพี่เบียร์เขาเป็นไงบ้างครับ"

"ก็..." พี่ชายผมพูดแล้วเว้นช่วงไปยาว ทำเอาคนอยากรู้อย่างผมลุ้น ก็ผมอยากรู้ว่าพี่ชายจะชอบพี่เบียร์บ้างหรือเปล่า

"ว่าไงครับพี่หมอ พี่เบียร์คนนี้ผ่านไหมครับ น้องแอบรักเขาตั้งแต่เทอมที่แล้วแล้วไม่คิดไม่ฝันว่าเทอมนี้จะได้ใกล้ชิดกันนะครับ" ผมคาดคั้นเพราะคาดหวังกับคำตอบของพี่ชาย อยากให้พี่ชอบพี่เบียร์เหมือนอย่างที่ผมชอบ

"ก็แสดงว่าตอนนี้สมหวังแล้วใช่ไหม"

"สมหวังนิดเดียวครับ เรายังไม่ได้ตกลงคบหากัน แค่ดู ๆ ใจกันก่อน" ผมบอกตามความเป็นจริง ขอแค่พี่ชายชอบคนนี้ผมจะได้โล่งใจ เวลาผมรักใครผมก็อยากให้ครอบครัวของผมได้รักคนนั้นบ้าง

"ดูใจกันก่อนก็ดี ถ้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องการทั้งสองฝ่ายจะได้เลิกกันไปได้ง่าย" เรื่องนั้นผมรู้

"แต่คนนี้รักจริงจังนะครับ ถ้าพี่หมอเจอคนที่ทำให้หัวใจเต้นรัวทุกครั้งที่เจอหน้าพี่หมอจะรู้ว่าเขาคือคนพิเศษ" แค่คิดถึงหน้าพี่เบียร์ความรู้สึกมายมากก็ถาโถมจนอยากเจอหน้ากันอีกแล้ว

"ครับ พอมีความรักแล้วพูดเก่ง" ผมคงพูดมากมากกว่าเดิม ก็มีแต่เรื่องพี่เบียร์นั่นแหละที่ผมพูดบ่อย "รอพี่แป๊ปเดียวนะ ใกล้จะเสร็จแล้ว"

"ครับ" ผมจำเป็นต้องนั่งรอพี่ชาย ระหว่างพี่หมอทำงานผมก็ถือโอกาสถ่ายรูปแล้วส่งให้น้องชายตัวดี เจ้าขาจะได้รู้ว่าวันนี้พี่ชายสุดรักถูกผมจองตัวหนึ่งวัน

ระหว่างนั้นมีลูกค้าเข้ามาในร้าน โดนที่มีคนรับใช้อุ้มสัตว์ตัวใหญ่ไว้ในอ้อมอก พี่หมอรีบลุกแล้วบอกให้พาเจ้าแมวไปข้างในห้องตรวจทันที

"คุณแม่" ผมแปลกใจมากเมื่อได้เจอคุณแม่ของพี่เบียร์ที่คลีนิคชองพี่ชายตัวเอง มันไม่บังเอิญเกินไปหน่อยเหรอ

"อ้าว น้องรักมาทำอะไรที่นี่คะ"

"รักมาหาพี่ชายครับ แล้วคุณแม่พาแมวมารักษาที่นี่ประจำเหรอครับ" ผมเอ่ยถามอย่างประหม่าและตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อบังเอิญเจอกับคุณแม่ของรุ่นพี่ที่กำลังดูใจกัน คุณแม่ของพี่เบียร์เดินมาใกล้พร้อมกับจับมือผม

"ใช่ค่ะ คุณแซม่อนไม่สบายอีกแล้วน่ะค่ะแม่เลยต้องพามาหาคุณหมออีก" น้ำเสียงดูกังวลเพราะเป็นห่วงสัตว์เลี้ยง แต่ผมมั่นใจในฝีมือของพี่ชายตัวเอง พี่หมอต้องรักษาคุณแซวม่อนได้แน่

"คุณหมอคนนั้นพี่ชายรักเองครับ ชื่อพี่เจ้าคุณ" 

"ตายจริง โลกกลมอีกแล้วนะคะ แล้ววันนี้น้องรักมาคนเดียวเหรอคะ" บอกออกไปแล้วคุณแม่ก็ประหลาดใจอีกรอบเมื่อพี่ชายที่ผมพูดถึงคือคุณหมอที่รักษาคุณแซวม่อน 

"ครับ พี่เบียร์มีเรียนผมคิดถึงพี่หมอก็เลยแวะมาครับ" 

"ค่ะ งั้นเดี๋ยวแม่มาคุยด้วยนะคะ"

"ครับ" ว่าแต่ทำไมผมต้องคิดถึงพี่เบียร์ด้วย บอกไปว่ามาหาพี่ชายก็จบจะไปพูดถึงพี่เบียร์ไปทำไม คุณแม่เดินเข้าไปข้างในด้วยสีหน้ากังวล ผ่านไปหลายนาทีคุณแม่ก็เดินออกมา ผมลุกขึ้นไปหาพร้อมถามอาการแมวตัวนั้น

"เป็นไงบ้างครับ คุณแซวม่อนปลอดภัยนะครับ"

"อาการแย่ลงค่ะแต่อยู่ในมือคุณหมอแล้วแม่ก็หายห่วงค่ะ" คุณแม่ยิ้มสู้แม้ว่าอาการคุณแซวม่อนจะไม่ได้ดีขึ้นมาในทันตา ผมพาคุณแม่พี่เบียร์มานั่งแล้วปลอบโยน คุณแม่คงรักเจ้าแมวมากแน่

"ครับ พี่หมอเขาเก่ง รักษาสัตว์ทุกตัวด้วยใจรักและจิตวิญญาณ รักว่ายังไงคุณแซวม่อนก็หายป่วยอีกครับ" ผมมั่นใจสุด ๆ คุณแม่ระบายยิ้มพลางสำรวจมองหน้าผมจนผมรู้สึกประหม่า

"ค่ะแม่ก็เชื่ออย่างนั้น แล้วช่วงนี้น้องรักเป็นยังไงบ้างคะไม่แวะไปที่บ้านอีกเลย" ได้ยินคุณแม่พูดแล้วผมก็รู้สึกตื่นเต้นกว่าเดิม คุณแม่พี่เบียร์ยินดีให้ผมไปที่บ้านอีก 

"ช่วงนี้ก็งานเยอะนิดหน่อยครับแล้วคุณแม่สบายดีนะครับ"

"สบายดีค่ะ แม่คิดถึงน้องรักนะคะถ้าว่างก็แวะไปหาที่บ้านได้เสมอ"

"ครับคุณแม่" แม้จะฟังดูแปลกไปหน่อยแต่ผมกลับชื้นใจที่คุณแม่ของคนที่แอบรักรู้สึกดีด้วย ผมนั่งมองไปยังประตูห้อง เฝ้ารอการออกมาของคุณหมอเพื่อบอกอาการของเจ้าแมวตัวนั้น ขอให้คุณแซวม่อนหายป่วยไว ๆ

"ว่าแต่ทานข้าวกันมาหรือยังคะ ชวนคุณหมอไปทานข้าวด้วยกัน นี่ก็ใกล้เวลาพักเที่ยงแล้ว" คุณแม่ใจดีชวนไปทานข้าวด้วย จะปฏิเสธผมก็เกรงใจเพราะตอนเช้ามาผมก็ทานแค่ซีเรียลกับนมแค่นั้น ตั้งใจว่าจะมาทานมื้อเที่ยงกับพี่หมอ

"รักยังไม่ทานเลยครับ แต่เรื่องจะไปทานข้าวด้วยกันรักคงต้องถามพี่หมอก่อนนะครับว่าสะดวกไปด้วยไหม" หากพี่หมอสบายใจจะไปทานข้าวด้วยกันมันก็ยิ่งดี เพราะผมเองก็อยากให้พี่ชายได้รู้จักกับคุณแม่ของพี่เบียร์ในฐานะคุณแม่ของคนที่ผมแอบรักไม่ใช่ในฐานะลูกค้าที่พาแมวมารักษา

"ค่ะลูก น้องรักถามคุณหมอก่อนก็ได้ค่ะถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรค่ะ"

"ครับ" นั่งรอจนพี่หมอรักษาคุณแซวม่อนเสร็จ คุณแซวม่อนปลอดภัยดีแล้วแต่ต้องอยู่รออาการที่คลีนิกก่อน ผมถามถึงเรื่องไปทานมื้อเที่ยงแม้จะโดนเขกหัวไปหนึ่งครั้งแต่สุดท้ายพี่หมอก็ยอมไปทานข้าวด้วย กลายเป็นว่าพี่เบียร์เห็นรูปผมทานข้าวกับแม่ของตัวเองด้วยความงุนงงจึงได้ทักมาหา



'อยู่ไหนแล้วครับ'

'อยู่ข้างนอกครับ'

'ทานข้าวกับใครอยู่เหรอครับ'

'พี่เบียร์พูดถึงเรื่องอะไรครับ'

'นั่นสิ พี่พูดถึงเรื่องอะไรอยู่'

'ส่งสติกเกอร์หน้ายิ้ม'

'ส่งรูปภาพ'

'แม่พี่อวดใหญ่เลยครับ ว่าแต่ไปเจอกันได้ยังไงครับ'

'ความลับครับ'

'ความลับอีกแล้วนะครับ' 

'พี่เบียร์มีเรียนอีกไหมครับ' 

'วันนี้หมดแล้วครับแต่พี่แวะมาร้านเฮียกับเพื่อนครับ ว่าแต่เราจะกลับมอ.เมื่อไหร่ครับ พี่คิดถึง' 

'ส่งสติกเกอร์ยิ้มกว้าง' 

'ทุ่มนึงครับพี่หมอไปส่ง' 

'โอเคครับ ฝากหอมแก้มคุณแม่พี่ก่อนจะกลับด้วยนะครับ บอกว่าพี่ฝากมา' 

'จะบ้าเหรอครับ รักไม่กล้าทำหรอก' 

'เป็นลูกชายสุดรักของคุณแม่พี่แล้ว เรื่องแค่นี้คุณแม่อนุญาตแน่ครับ' 



"นั่งยิ้มอยู่นั่น ข้าวล่ะเมื่อไหร่จะกิน" ผมละสายตาจากมือถือแล้วเงยหน้ามองพี่ชายกับคุณแม่ของพี่เบียร์ กลางโต๊ะอาหารที่มีผู้ใหญ่คุยกันแต่ผมกลับเสียมารยาทมาคุยแชทกับพี่เบียร์ 

"พี่หมออย่าดุสิครับ" พอโดนดุเข้าผมก็ใช้ไม้อ้อนเข้าสู้ คุณแม่ที่นั่งข้าง ๆ ถามผมด้วยรอยยิ้มหวาน 

"ว่าแต่คุยกับพี่เบียร์เหรอลูก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลย" 

"ครับ พี่เบียร์บอกว่าก่อนกลับฝากหอมแก้มคุณแม่แทนพี่เบียร์ด้วยครับ" ก็พี่เบียร์ฝากมาอย่างนั้นผมก็บอกไปถึงแม้จะรู้สึกเขินเล็กน้อย คุณแม่พี่เบียร์ก็ช่างน่ารัก นอกจากไม่ถือตัวแล้วยังทำตัวสนิทสนมกับผมด้วย แบบนี้ผมก็ยิ่งได้ใจนะซิ 

"เอาสิ ๆ ตาลูกคนนี้ก็ช่างร้ายนักนะไม่บอกแม่ก็รู้ว่าพี่เบียร์อยากให้น้องรักมาเป็นลูกแม่อีกคน" 

"รักไม่กล้าหรอกครับ" ผมส่ายหน้าเพราะความเขิน ยิ่งมีพี่ชายอยู่ด้วยผมก็ยิ่งเขิน กับคุณแม่ตัวเองที่นานครั้งจะเจอกันก็มีหอมแก้มกันบ้างแต่มาเป็นคุณแม่ของพี่เบียร์มาก็ขัดเขินเล็กน้อย 

"มา ๆ ขยับมาค่ะลูกเดี๋ยวแม่ถ่ายรูปอวดคนไม่มาค่ะ" 

"ครับ" และต่อมาพี่เบียร์ก็ได้รูปที่ผมหอมแก้มคุณแม่ส่งไปให้ หลังทานมื้อเที่ยงเสร็จคุณแม่ก็ขอตัวกลับเหลือเพียงผมกับพี่หมอแค่สองคน 

"โอ๊ย ๆ เจ็บจังเลย" ผมแกล้งร้องโอดครวญเมื่อถูกพี่ชายเขกหัวให้อีกรอบ ทำไมชอบเขกหัวผมก็ไม่รู้ พี่หมอส่ายหน้าคล้ายกับเอือมระอากับมุขเจ็บตัวของผม

"ทะเล้นละ พี่ไม่ได้มือหนักขนาดนั้น" 

"ฮา ๆ รักล้อเล่นครับ แล้วเราจะไปไหนกันต่อดีครับนานทีพี่หมอจะว่างมีเวลาให้น้องชาย" ก็เพราะเป็นพี่ชายที่รักเลยรู้ว่าผมแค่แกล้งเรียกร้องความสนใจ พี่หมอเช็ดแว่นตัวเองแล้วใส่กลับไปใหม่ ในบ้านของเราก็มีพี่หมอกับคุณแม่นี่แหละที่ใส่แว่นเพราะสายตาสั้น

"ว่างที่ไหนเรามาขโมยเวลาทำงานของพี่ต่างหาก"

"โห ปากคอเราะรายจัง" ผมยู่ปากเมื่อถูกพี่ชายบ่น แต่ผมก็มาขโมยเวลาทำงานของพี่หมอจริงนั่นแหละ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด 

"ไปดูหนังกันไหมหรือไปช็อปปิ้งดี" ผมครุ่นคิดหลังจากพี่ชายเสนอ ความจริงก็มีอีกหลายสถานที่ที่อยากไปเพราะผมเบื่อกับสองตัวเลือกนี้แล้ว

"รักอยากนั่งชมวิวมากกว่า แต่ช่วงบ่ายแดดแรง เราไปหอศิลป์ฆ่าเวลาแถมยังมีรูปอวดน้องเจ้าดีกว่านะครับ" ผมลองเสนอ ก็มันนานแล้วที่ไม่ได้เดินเล่นกับพี่ชาย ถ้ามีเวลาอีกหน่อยผมอยากพาพี่ชายไปสวนสนุกมากกว่า  

"เราน่ะนะ เป็นพี่น้องคลานตามกันมาแท้ ๆ ทำไมถึงได้ไม่ถูกชะตากัน" พี่ชายคนโตก็คงแปลกใจนั่นแหละว่าทำไมผมกับน้องเจ้าถึงได้ทะเลาะกันตั้งแต่เด็กจนโต

"ก็น้องเจ้านิสัยไม่ดี วันก่อนก็ยังมาป่วนทำให้รักกับพี่เบียร์ทะเลาะกัน" 

"จริงร้อยเปอร์เซ็นแน่นะ" ผมเห็นพี่หมอหรี่ตามอง คงรู้ดีอีกว่าผมกำลังใส่ร้ายน้องเจ้าอีก พอโดนจับไต๋ได้ผมก็ได้แต่บอกเสียงอ่อน จะหลอกพี่หมอหลอกไม่เคยจะได้เลย 

"ก็เจ็ดสิบเปอร์เซ็นส่วนอีกสามสิบเปอร์รักเติมแต่งเอง" พูดออกไปแล้วพี่หมอก็ดีดหน้าผากใส่หน้าผม "โอ๊ย พี่หมอ" 

"เห็นไหม เราน่ะคิดมากเรื่องเจ้าขา เป็นพี่น้องกันก็รักกันสิจะทะเลาะกันตั้งแต่เล็กจนโตหรือไง" พี่ชายบ่นผมเรื่องน้องเจ้าอีก รายนั้นเกิดมาแล้วทำให้ผมดูไม่ดีกับทุกคนเลย ยังโชคดีที่มีเพื่อนแสนดีทั้งสองคนเข้าใจผม ก็น้องเจ้ามาแกล้งผมก่อน

"ไม่รู้แหละถ้าน้องเจ้ายังแกล้งรัก รักก็ไม่ยอม" 

"นิสัยดื้อรั้นกันทั้งสองเลย" พี่หมอโอบกอดผมแทนเมื่อเราพากันเดินมายังรถ ถึงพี่หมอจะไม่เลือกเข้าข้างใครแต่พี่หมอเป็นพี่ชายที่ดีมาก ๆ รักน้องและไม่ชอบให้ผมกับเจ้าขาทะเลาะกัน 

"งั้นถ้าให้เลือกระหว่างรักกับน้องเจ้าพี่หมอรักใครมากกว่ากันครับ" ผมถามพี่ชายขึ้น ก็มันอยากรู้นี่น่า พี่หมอมุ่นคิ้วเล็กน้อย เท้าหยุดเดินเพื่อมาคุยกัน

"อย่าถามเหมือนให้พี่เลือกระหว่างคุณป๊ากับคุณแม่สิ พี่เลือกใครสักคนไม่ได้เพราะพี่รักทั้งสอง น้องของพี่สองคนพี่ก็รักเท่ากัน" ซีเรียสมากจนผมอดที่จะขำพี่ชายไม่ได้ พี่หมอช่างไม่รู้จักวิธีเอาใจเสียเลย

"พี่หมอนี่ไม่ได้เรื่องเลย เป็นรักล่ะก็ถ้าตอนนั้นใครถามก็บอกว่ารักคนนั้นครับ เพราะยังไงคนถามก็อยากได้คำตอบว่าเป็นตัวเองอยู่ดี" 

"อ้อ งั้นพี่ต้องตอบว่ารักน้องมากกว่าน้องเจ้าสินะ" เหมือนพี่หมอจะเพิ่งเข้าใจผมพยักหน้าทันที ก็ที่อยากได้ยินคือพี่หมอรักผมมากกว่าน้องเจ้านั่นแหละ ผมยิ้มพอใจทันทีเมื่อพี่ชายเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการ 

"ถูกต้องนะครับ พี่หมอพูดบอกรักรักใหม่นะครับ รักจะถ่ายวิดีโออวดน้องเจ้า" 

"ครับ ๆ" เมื่อพี่หมอยอมพูดบอกรักให้ผมได้ถ่ายวิดีโอเพื่อแกล้งน้องเจ้าเสร็จ เราก็เดินกันมาถึงรถของพี่หมอ ผมมัวแต่กดส่งวิดีโอและคุยแชทกับน้องเจ้าอย่างดุเดือด คอยดูวันนี้ผมจะอวดรูปส่งไปให้เจ้าขาได้กระอัดไปเลย มาแกล้งผมก่อนดีนัก จนเมื่อพี่หมอเปิดประตูจะขึ้นรถผมเลยเงยหน้าเรียก

"พี่หมอ" 

"ครับ" 

"ตอนนี้รักกำลังมีความรักนะครับ พี่หมออาจจะเคยเห็นรูปพี่เขามาบ้างแล้วและก็เพิ่งจะเจอคุณแม่ของพี่เบียร์เขาด้วย แต่กับคนนี้รักจริงจังนะครับ รักชอบพี่เขามากและอยากอยู่กับพี่เขาไปนาน ๆ" ผมบอกในเรื่องที่อยากจะบอกมานาน อย่างน้อยผมก็อยากให้มีคนในครอบครัวได้ยินดีกับความรักของผม แต่ก่อนที่คุณป๊าจะรู้เรื่องผมต้องบอกทุกคนเพื่อเป็นกำลังเสริมไว้ต่อกรกับคุณป๊า เมื่อตอนนี้น้องเจ้าขารู้แล้ว พี่หมอก็รู้ ก็เหลือแต่คุณแม่ ผมจะรีบหาโอกาสเหมาะเพื่อแนะนำคนที่ผมรักให้ เชื่อว่าคุณแม่ต้องรักพี่เบียร์เหมือนอย่างที่ผมรัก 

"อือพี่รู้แล้ว วันว่าง ๆ ก็พาเขามาแนะนำให้พี่รู้จักด้วยละ" 

"ครับ แต่พี่หมอห้ามบอกคุณป๊าเรื่องพี่เบียร์นะครับรักไม่อยากถูกคุณป๊าดุ" ผมเอ่ยขอเพราะหากคุณป๊ารู้เรื่องเมื่อไหร่ คนหวงลูกอย่างคุณป๊าคงไม่ยอมให้ผมได้คบหากับพี่เบียร์

"ได้สิ" 

"น่ารักที่สุด พี่ชายสุดที่รักของรักน่ารักกว่าใครเลย" ผมชอบพี่หมอก็ตรงนี้ ตามใจผมทุกอย่างไม่ขัดใจและชวนทะเลาะเหมือนน้องเจ้า เราต่างเปิดประตูรถแล้วขึ้นรถเพื่อออกเดินทางกัน

"น่ารักกว่าแฟนน้องหรือเปล่า" พี่หมอไม่วายล้อผมเรื่องพี่เบียร์

"ตอนนี้ยังไม่ใช่แฟนสักหน่อยครับ" 

"เดี๋ยวก็เป็น" ผมยิ้มกว้างเมื่อคิดว่าจะได้เป็นแฟนของพี่เบียร์อย่างที่พี่หมอบอก 

"พี่หมออย่าพูดให้ดีใจสิครับ ดีใจมาก ๆ รักก็คิดถึงพี่เขาอีก" 

"อาการหนักแล้ว" ฮา ๆ คงใช่อย่างที่พี่หมอว่านั่นแหละว่าแล้วผมก็หยิบมือถือมาแชทคุยกับเบียร์ ผมเชื่อแล้วว่าความคิดถึงมันฆ่าคนได้





5
Boy's love story / Re: เงารักใต้ปีกปักษา บทที่ 3 ดวงตาสีเขียวมรกต
« กระทู้ล่าสุด โดย yoome เมื่อ 08-12-2021 07:42:11  »
ชายหนุ่มแน่ใจว่าเรื่องที่เคเรสเล่าให้ฟังนั้นเป็นเรื่องปั้นเสริมเติมแต่งให้ดูน่าหวาดกลัวเข้าไว้
ไม่นานอัสมาก็แลเห็นแสงสว่างที่มาจากพระอาทิตย์เบื้องบน ตรงกลางป่าใหญ่มีบ้านเรือนของชาวเผ่าเขี้ยวสมิง มีผู้หญิงและเด็กตัวเล็ก ๆ หันมามอง หมู่บ้านแห่งนี้กว้างใหญ่นักและเต็มไปด้วยต้นไม้หลายคนโอบ เถาวัลย์หงิกงอเหมือนกับที่อยู่ในป่าหายไปหมด มีธารน้ำและป่าด้านบนก็เปิดกว้างให้แสงอาทิตย์ส่องมาถึง
หญิงสาวมองเห็นบ้านของเผ่าอสูรเป็นบ้านที่ก่อสร้างด้วยไม้อย่างแข็งแกร่ง มีเด็กและพวกผู้หญิงทำลังทำอาหารส่วนใหญ่ก็ซักผ้าในริมลำธาร พวกเขาต่างสวมชุดจากผ้าฝ้ายและหนังสัตว์ ผิวกายเป็นสีแทนไม่ขาวสะอาดเหมือนพวกเผ่าปีกนิลกาฬ เส้นผมและดวงตาเป็นสีดำ ด้านหน้าของหมู่บ้านนนี้มีกำแพงสูงชัน
อัสมาเดินไปยังทางเดินไปสู่ป่าใหญ่ แล้วเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมองเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ อายุประมาณเจ็ดขวบเห็นจะได้ เป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักทีเดียว ดูเหมือนเขาจะซ่อนอะไรไว้ทางด้านหลังด้วย
ชายหนุ่มรูปงามย่อตัวลงต่ำ แล้วยิ้มให้กับเด็กผู้นั้น
“มีอะไรหรือ !?”
“ท่านคือเผ่าปักษาใช่ไหม...ข้าเห็นท่านเคเรสช่วยท่านมาตั้งหลายวันแล้ว ท่านดูงดงามมากเลย ท่านสวยกว่าพี่สาวของข้าเสียอีก เขาว่ากันว่าเผ่าปักษามีรูปร่างหน้าตาที่สวยมากไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แล้วท่านล่ะ...ยังมีใครสวยไปกว่าท่านอีกหรือเปล่า”
“ไม่รู้สิ...ข้าไม่เคยสนใจเรื่องนั้น ข้ามีเรื่องต้องทำมากมาย เลยไม่มีเวลาสนใจเรื่องความงามมากนัก”
“แต่ข้าชอบท่าน...ข้าเอาดอกไม้มาถักเป็นพวงมาลัยไว้ให้ท่านด้วย” เด็กผู้หญิงก้มหน้าเขินอาย หยิบยื่นพวงมาลัยสีเหลืองทำด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม อัสมามองดูมันด้วยสายตานิ่งอึ้งอยู่พักใหญ่ แล้วก็ยิ้มออกมาหยิบเอาพวงมาลัยมาไว้กับตัวเอง
“ขอบใจเจ้ามากนะ เจ้าเป็นเด็กที่น่ารักมากเลย”
“ข้าไปก่อนล่ะค่ะ”
อัสมามองดูเด็ก ๆ ที่วิ่งผ่านไป ผู้คนที่นี่ล้วนใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ผู้ชายต่างฝึกการใช้ลูกธนู กับผู้หญิงที่ซักผ้าริมแม่น้ำ จะแตกต่างก็เพียงแต่สีผิวเท่านั้นเอง และเรือนที่พักเท่านั้นเอง ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทอง...ไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นานนัก เขาหมุนตัวเดินเข้าไปในป่าต้องห้าม
....โดยไม่คิดจะกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง
เคเรสเดินกลับมาจากการไปดูลาดเลาภายในป่า เมื่อเดินมาถึงก็เห็นคาลย์ออกมาข้างนอกกระโจม
“อัสมาเป็นอย่างไรบ้าง !?”
“เขาฟื้นแล้วขอรับ...ข้าอยากให้เขาพักผ่อนต่ออีกหน่อย”
“เขาฟื้นแล้วหรือ !? แล้วทำไมเจ้าไม่ดูเอาไว้ บ้าจริง”
เคเรสเปิดกระโจมเข้าไป ด้วยความงุนงงของสหายคนสนิท กลับพบเพียงความว่างเปล่า...สีหน้าของเขาเคร่งเครียด เดินออกไปจากภายในกระโจมด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“ท่านอัสมาไม่อยู่ข้างในหรือ”
“ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหม ว่าให้คอยดูดี ๆ” เคเรสเกือบจะตวาด คาลย์หน้าซีดเผือด เขามองหาไปรอบกายก็ไม่เห็นอัสมาเดินอยู่แถวไหนเลย มีเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เดินเข้ามา แล้วเคเรสก็ก้มลงลงมอง “มีอะไรหรือ !?”
“ข้าเพิ่งอยู่กับเขาเมื่อตะกี้...ข้าเห็นเขาเดินไปทางโน้น”
เคเรสก้มตัวลงมา จับไหล่เล็ก ๆ แล้วเอ่ยถามว่า
“เขาเดินไปทางไหน...”
“เขาเข้าไปทางป่ารัตติกาลค่ะ”
“ป่ารัตติกาลหรือ...” เคเรสกระซิบเสียงแหบพร่า “ขอบใจมากนะ แล้วเจ้าคาลย์ เอาไว้ข้าจะกลับมาลงโทษเจ้า โทษฐานที่ขัดคำสั่งของข้า รู้หรือเปล่าว่าตอนนี้อัสมาต้องการกลับไปเมืองปักษาแค่ไหน เจ้าไม่รู้เลยหรือ”
“โปรดลงโทษข้าด้วยเถอะท่านเคเรส” คาลย์คุกเข่ายอมรับโทษทัณฑ์ “ข้าไม่รู้จริง ๆ...”
เคเรสไม่ฟังเสียง เขาวิ่งเข้าไปภายในป่ารัตติกาล กระโดดไปยังก้อนหินและกิ่งไม้มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เด็กคนนั้นบอก...อัสมาเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดมิด ชายหนุ่มมองเข้าไปในภายในป่า...ดูเหมือนว่าสายตาของเขาจะไม่ได้ฝาดไป เพราะเขามองเห็นต้นไม้กำลังเคลื่อนไหว เปลี่ยนรูปร่างไปมา...ราวกับจะลวงให้ผู้คนที่เดินหลงเข้าไปไม่มีวันกลับออกมาได้
“นี่สินะที่เรียกว่าป่ารัตติกาล ที่เคเรสบอกว่าจะไม่มีศัตรูผู้ใดเข้ามาได้เลยแม้แต่ผู้เดียว”
อัสมาเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ชายหนุ่มไม่สนใจภายในป่าหรอก...เพราะที่ ๆ เขาจะไป มันอยู่เหนือป่าแห่งนี้ อัสมาหลับตา...พร้อมกับปีกสีขาวที่โผล่พ้นออกมาจากกลางหลัง มันห่อหุ้มตัวเขาเอาไว้ เพียงชั่วอึดใจที่เขาโบกสะบัด กระแสลมก็พัดพาให้ลมเปลี่ยนทิศ เวลานั้นเคเรสก็เข้ามาถึงพอดี สิ่งที่ปรากฏแก่ดวงตาสีทองของเขา ก็คือภาพของปักษารูปงาม กำลังจะโผบินขึ้นสู่ป่าแห่งรัตติกาล ก่อนจะโผบินขึ้นสู่ที่สูง
“อัสมา อย่าขึ้นไป”
...แต่ช้าไปแล้ว พออัสมาบินขึ้นไปจนจะพ้นป่า ป่าแห่งรัตติกาลก็ไหลไปรวมตัวกันที่ช่องว่างด้านบน จนกลายเป็นความมืดสลัวไร้ซึ่งแสงสว่าง และยิ่งไปกว่านั้นอัสมาก็ถูกปิดทางออก พร้อมด้วยเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามาพันไว้รอบกายของเขา อัสมาเบิกตากว้าง
“นี่มันอะไรกัน...”
“บ้าจริง...ไม่ฟังกันซะบ้างเลย” เคเรสกัดฟันแน่น จากนั้นเขาก็ต้องเลิกคิ้วเมื่อเห็นอัสมาชักมีดจากเอวข้างเอวขึ้นมาฟาดฟันเถาวัลย์จนมันขาดออกจากกัน
อัสมาหรี่ตาลงมองป่ารัตติกาล แล้วหมุนตัวฟันเถาวัลย์รอบ ๆ กาย แล้วหลังจากนั้นเขาก็ใช้ปีกห่อหุ้มตัวเองเอาไว้ แล้วก็กางปีกออกเกิดเป็นสายลมพัดหมุน...พัดพาจนป่าแห่งความมืดมิดปลิวไสวไปหมด ภาพชายหนุ่มที่กางปีกอยู่เหนือศีรษะ พร้อมกับพลังที่เจ้าตัวเก็บซ่อนเอาไว้ ช่างเป็นพลังที่รุนแรงและโหมกระหน่ำ จนทำให้เคเรสหยัดยิ้มและยืนพิงต้นไม้คอยดูว่าอีกฝ่ายจะเอาตัวรอดได้หรือไม่
“ดูท่าฝีมือจะไม่เลวเลยนี่”
อัสมาบินขึ้นไปบนช่องว่างเหนือศีรษะที่เปิดโล่งขึ้นมา แต่ป่ารัตติกาลก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว จนเขาฟันเถาวัลย์ได้ไม่หมด ประจวบกับอาการบาดเจ็บของเขาก็ยังไม่หายดี จึงทำให้อัสมานิ่วหน้า...แล้วบินลงมา ท่ามกลางลมหายใจที่หอบ ใบหน้าหวานเงยหน้าขึ้นไปมองผืนป่าที่ปิดสนิท
ป่ารัตติกาลแห่งนี้ ห้ามไม่ให้ผู้ใดได้ออกไปเลยหรือไง
ผู้ใดหลงเข้ามา...จะไม่มีวันออกไปได้เลยชั่วชีวิต
“ไม่เลวนี่...สมกับเป็นเจ้าชายแห่งเผ่าพันธุ์ปักษาเลยจริง ๆ” เคเรสปรบมือให้ แล้วหยัดยิ้มไปยังอัสมาที่ยืนแล้วหันมามองด้วยสายตาเย็นเฉียบ “เจ้าเกือบออกไปได้แล้ว ถ้าไม่บาดเจ็บเสียก่อนน่ะนะ”
“ทำยังไงข้าถึงจะออกไปได้ !?”
“เดินออกไปจากป่ายังไงล่ะ”
“คำพูดของท่านมันเชื่อไม่ได้...ท่านไม่เห็นหรือว่าผืนป่ามันเปลี่ยนไปแค่ไหน นับตั้งแต่ข้าเข้ามาต้นไม้ทุกต้นมันก็เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ข้าล่ะแปลกใจกับท่านเหลือเกินที่อุตส่าห์ตามหาข้าจนเจอ” อัสมาหรี่ตามองมายังเคเรส “ถ้าข้าเข้าใจได้ถูกต้อง คนที่จะออกจากป่านี้ไปได้ คงมีแต่พวกเผ่าเขี้ยวสมิงอย่างนั้นสินะ”
“ถูกต้องแล้ว มีแต่พวกเราเท่านั้นแหละ ข้าถึงได้บอกไง ว่าหากเป็นเผ่าพันธุ์อื่นหรือแม้แต่พวกมนุษย์ ก็ไม่มีใครเดินเข้ามาแล้วกลับออกไปได้หรอก มาเถอะ เจ้ายังไม่หายดี กลับไปพร้อมกับข้าเถอะอัสมา”
เคเรสเดินเข้าไปหาอัสมา แต่ครานี้ต้องชะงักกึกเมื่ออีกฝ่ายหันมีดสั้นเข้าใส่
“ข้าไม่กลับไปพร้อมกับท่านหรอก...ข้ามีเรื่องที่จะต้องทำ”
“เจ้าไปคนเดียว ก็เท่ากับจะไปตายเท่านั้น”
“มันเป็นเรื่องของเผ่าพันธุ์ปักษา ไม่เกี่ยวกับท่าน” อัสมาหรี่ตาลงมองด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “อย่ามายุ่งเกี่ยวกับข้า ถึงแม้จะเป็นท่านก็เถอะ”
“เอาล่ะ...ข้ารู้ว่าถึงแม้จะห้ามเจ้า เจ้าก็ไม่ฟังอยู่ดี ถ้าอยากจะออกไปนัก ก็เชิญตามสบาย” เคเรสยืนกอดอกพิงต้นไม้ อย่างไม่ใส่ใจนัก
“ท่านนั่นแหละที่ต้องพาข้าออกไป...”
“ช่วยไม่ได้ล่ะนะ...”
เจ้าของนัยน์ตาสีทองวาววับเปล่งประกาย แล้วก็พุ่งตัวเข้าหาอัสมาที่เบิกตากว้าง เขาพยายามบินขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับพุ่งมีดเข้ามา แต่หาได้เป็นอุปสรรคต่อเคเรสไม่ การเคลื่อนไหวของเขาช่างรวดเร็วยิ่งกว่าศัตรูคนไหน ๆ ที่อัสมาเคยเห็นมา ชั่วพริบตาข้อมือของเขาก็ถูกฝ่ามือใหญ่จับเอาไว้แน่นและออกแรงบีบเข้าหากันจนมีดหล่นลงกับพื้น ไหล่ของเขาถูกดันเข้าหาต้นไม้อย่างหนักหน่วง
อัสมาหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นเคเรสอยู่ใกล้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
ดวงตาสีทองของเขาเป็นประกายวาววับ จมูกโด่ง และเรียวปากที่แสยะยิ้มราวกับเสือที่กำลังจะขย้ำเหยื่อ มือทั้งสองข้างของเขาก็จับข้อมือบางของอัสมารวบเข้าหากันไว้เหนือศีรษะบนต้นไม้แน่น ส่วนอีกมือหนึ่งก็ดันต้นไม้ไม่ให้ชายหนุ่มได้หนี อัสมากลืนน้ำลายลงคอ...มองหน้าเคเรสด้วยสายตาเยือกเย็น
...แผ่นอกแกร่งจงใจแนบสนิทกับร่างบาง ในขณะที่ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้อัสมาเพียงแค่เอื้อม
“ท่านเป็นใครกันแน่...ฝีมือระดับนี้คงไม่ใช่แค่ผู้นำกระมัง”
“ข้าเป็นแค่คนพเนจร...ฝีมือของข้าเทียบกับเจ้าไม่ได้หรอก”
อัสมาขมวดคิ้ว ‘คำว่าเทียบไม่ได้’ คือชายหนุ่มต่างหาก
เขาพยายามดึงข้อมือออก...แต่ก็ไม่สามารถสู้เรี่ยวแรงของเผ่าพันธุ์เขี้ยวสมิงได้ เคเรสหยัดยิ้มหลุบตาลงต่ำมองดูเรียวปากแดงระเรื่อที่อยู่ใกล้เขาเพียงแค่เอื้อม...จนชายหนุ่มหวนคิดไปถึงรอยจูบหลายครั้งที่เขาป้อนยาให้กับอัสมาในตอนที่เขาหมดสติไป อา...มันจะหวานแค่ไหนนะ
เคเรสรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนระอุ...ที่ราดรดอยู่ใกล้ ๆ เรียวปาก
ชายหนุ่มก้มลงไปหอมเอาไออุ่นของอัสมา มันเต็มไปด้วยความหอมหวาน...เป็นกลิ่นที่ทำให้เคเรสรู้สึกผ่อนคลาย อัสมาขมวดคิ้วหน้าแดงก่ำ...เขาหันหน้าหนีไปทางอื่น และพยายามดึงมือออก มือของเคเรสที่ว่างอยู่ก็เช่นเดียวกัน เขาแทบไม่รู้ตัวเลยว่าได้ลูบไล้เนื้อตัวของเขาผ่านเสื้อผ้าอันแสนร้อนระอุ
“เคเรส...ท่านจะทำอะไร”
เคเรสไม่ตอบ...นั่นน่ะสิ เขาจะทำอะไร ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าทำไมตัวเองถึงปรารถนาในตัวอัสมาเผ่าพันธุ์ปักษามากขนาดนี้ จะว่าชายหนุ่มรูปงามยิ่งกว่าผู้หญิงนั่นก็ไม่น่าจะใช่...แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเคเรสมากเหลือเกิน ก็คือดวงตาสีเขียวมรกต ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่าย ๆ นั่น
มันช่างดึงดูดสายตาสิ้นดี...
“เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าตัวเองจะทำอะไรได้...เป็นแค่เผ่าปักษาตัวเล็ก ๆ ขึ้นไปต่อสู้กับเหล่ากบฏ ก็มีแต่จะไปตายซะมากกว่า อา...ข้าจะทำยังไงกับเจ้าดี ถึงขนาดจับตัวเจ้าชายเผ่าพันธุ์ปักษาแบบนี้เอาไว้ได้ ข้าจะใช้ประโยชน์จากเจ้าดีหรือไม่ หรือเอาไปต่อรองกับพวกกบฏเรียกร้องผืนดินแดนทางตอนเหนือดี ที่นั่นมีอาหารและน้ำตกอยู่มากมาย เจ้าว่าจะดีไหมอัสมา”
“ถ้าท่านคิดว่าพวกนั้นจะฟังท่าน...ก็เชิญเลย”
“เจ้าไม่กลัวการถูกทรมานเลยหรือ...”
“ถ้าข้ากลัว...ก็คงไม่มาอยู่ที่นี่หรอก” อัสมานัยน์ตาพราวระยับ “ถ้าเป็นท่าน...ท่านจะทำยังไง ในเมื่อพระบิดาอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ บ้านเมืองถูกรุกรานจากพวกกบฏ ท่านจะยอมอยู่เฉย ๆ อยู่ในป่าแห่งนี้เพียงคนเดียวได้อย่างนั้นหรือ ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่เจ้าชาย เป็นเพียงคนธรรมดา ข้าก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้หรอก ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้เคเรส”
“เจ้านี่มันดื้อด้านจริง ๆ ให้ตายเถอะ” เคเรสหยัดยิ้ม แล้วก้มลงเหมือนจะหอมแก้มอัสมาอีกครั้ง “ข้าชอบกลิ่นของเจ้า...มันมีกลิ่นหอมในแบบที่ข้าชอบเสียด้วย”
“บอกให้ปล่อยยังไงล่ะ” อัสมาหันหน้าหนีไปทางอื่น
“ปล่อยก็ได้” เคเรสปล่อยอัสมา...ทำให้ชายหนุ่มค่อยหายใจโล่งขึ้นหน่อย สายตาสีเขียวมรกตคู่นั้นจ้องมองเคเรสอย่างไม่เป็นมิตรนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากป่ารัตติกาลปิดทางเข้าออกไว้จนหมด “อย่าห่วงไปเลย เอาไว้รอให้บาดแผลของเจ้าหายดีแล้วก่อนเถอะ จากนั้นไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหน...ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
“ท่านน่ะหรือ..!?”
“ใช่...”
“ทำไม !? เท่าที่ข้ารู้เผ่าพันธุ์ปักษากับเผ่าเขี้ยวสมิงไม่เคยเกี่ยวข้องกันมานานนับร้อยปี แต่ทำไมท่านถึงต้อง..” อัสมาขมวดคิ้วเนื่องจากนึกไม่ถึง
“ถ้าเจ้าช่วยเหลือใครไว้สักคน...แล้วเขาจะต้องไปพบกับหายนะ แล้วเจ้าไม่คิดจะช่วยเหลือเขาเอาไว้หรือ ข้าเองก็เหมือนกัน ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าเหลือตัวคนเดียว ถึงแม้จะห้ามเจ้าก็ไม่เชื่อฟัง ถ้าอย่างนั้นข้าก็พร้อมที่จะไปกับเจ้าด้วย”
“แล้วเมื่อกี้ที่ว่าจะใช้ข้าเป็นเครื่องต่อรอง...”
“ถ้าข้าทำเช่นนั้น ก็ไม่คู่ควรกับเผ่าพันธุ์เขี้ยวสมิงแล้วล่ะ...ไปกันเถอะ” เคเรสหยัดยิ้ม แล้วจับมือของอัสมาเดินเข้าไปในป่ารัตติกาล ชายหนุ่มรูปงามขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่พูดอะไร...เพราะรู้ดีว่าในป่ารัตติกาล หากมือพลัดจากกัน ก็คงจะพลัดพรากจากกันไปชั่วนิจนิรันดร์

 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
6
Boy's love story / Re: [Omegaverse] Relationship || ใครอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร
« กระทู้ล่าสุด โดย meteexp เมื่อ 08-12-2021 00:45:09  »
 :katai4:
7
Boy's love story / Re: [Omegaverse] Relationship || ใครอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร
« กระทู้ล่าสุด โดย -Piagpun- เมื่อ 08-12-2021 00:00:21  »
อั ค นี ก ช ก ร

อัลฟ่า x โอเมก้า

22




สิงห์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาทั้งหมดให้ผมฟัง พอได้รับรู้ที่เกิดขึ้นแล้ว ผมล่ะอยากนั่งเรือออกจากเกาะไปชกทิกเกอร์ให้หน้ายุบติดฝาบ้าน หน้าตาใสซื่อหลอกผมได้ตั้งนาน หลงคิดว่าเป็นคนดี อวยไปตั้งหลายตอน ที่แท้ก็ดีแตก

แต่เรื่องนั้นก็ยังไม่ทำให้ผมแปลกใจเท่าตอนนี้...

“มึงจะแดกอีกนานไหมสิงห์” ผมว่า

“เดี๋ยวไปอยู่โน่นก็คิดถึงอาหารไทย”

“เออก็พอเข้าใจ แต่แดกกุ้งเป็นโล ๆ มันไม่เกินไปหน่อยเหรอวะ”

ผมนั่งมองซากกุ้งที่สิงห์กินเข้าไป ไม่รู้ว่ากระเพาะมันครากแล้วหรือไงกัน ถ้าไม่ติดว่าเขาเป็นเบต้าผมคงคิดว่าเขาท้อง

จะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกหรอก ก็ตอนที่ผมท้อง ผมกินอย่างกับคนตายอดตายอยาก กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกอิ่ม มันจะต่างกันก็ตรงที่ผมเป็นโอเมก้าเท่านั้น

“มึงไม่กินเหรอ” สิงห์ว่า

“ไม่ล่ะ เห็นมึงกินขนาดนี้กูก็อิ่มแล้ว” ผมปล่อยให้เขานั่งกินต่ออยู่ครู่ใหญ่ ต้นกล้าก็ขับรถมาจอดที่หน้าบ้านตามเวลานัดหมาย เขาตั้งใจจะไปส่งสิงห์ขึ้นเครื่องด้วยเช่นกัน

ผมตัดสินใจจะไปอยู่แอลเอกับสิงห์ เรื่องมันค่อนข้างกะทันหันไปหน่อย ผมจึงให้เขาเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ส่วนผมขอไปหาพี่ชายแล้วจะตามไป

ผมมาส่งสิงห์ขึ้นเครื่องกับต้นกล้าที่สนามบิน เราไม่ได้บอกลากันอะไรมากมาย เพราะยังไงพรุ่งนี้ผมก็ต้องออกเดินทางตามเขาไป

ต้นกล้ามาส่งผมที่บ้าน ผมจึงชวนเขาทานอาหารด้วยเป็นการขอบคุณและเลี้ยงส่ง ถึงจะเป็นเวลาไม่นาน แต่เขาก็ดูแลผมดีมากมาโดยตลอด เขาทำให้ผมหยุดคิดเรื่องอัคนีได้พักหนึ่งเลยล่ะ

แต่หลังจากนี้เราคงไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้ว...





หลังจากได้รับที่อยู่ของกชกรจากทิกเกอร์ ผมก็เตรียมของใช้สำหรับตาหนู “ไปอยู่กับลุงกรรณก่อนนะครับ” ผมอุ้มตาหนูใส่คาร์ซีทไว้ ก่อนจะสะพายกระเป๋าของใช้ จัดระเบียบในรถเรียบร้อย ก็พร้อมออกเดินทางไปยังร้านเฮียกรรณ

หลังจากที่กชกรหายไป เขาก็ไม่ยอมคุยกับผมอีก ผมสัญญาว่าจะตามหาน้องสาวเขาให้เจอ แต่หลานตัวน้อยไม่สะดวกเดินทางไกล ผมจึงจำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากเขา

ในร้านเงียบสนิทเพราะยังเป็นเวลากลางวัน เฮียกรรณนั่งอยู่คนเดียวที่บาร์ ในมือมีเครื่องดื่มสีอำพันหนึ่งแก้ว เพียงแค่เขาเห็นหน้าผมเขาก็กระแทกแก้วลงพื้นเสียงดัง

“มึงมาทำไม!” เขาโพล่งใส่ทันที

“เบา ๆ ก่อนครับ ตาหนูหลับอยู่”

“มึงออกไปเลยนะ น้องกูหายไปทั้งคน แต่มึงกลับมีข่าวแต่งงานแล้วยังมีหน้ามาเหยียบที่นี่อีกเหรอ”

“เรื่องนั้นผมอธิบายได้ แต่ตอนนี้ผมมีเรื่องสำคัญกว่านั้น”

“...” เขายอมหยุดฟัง ผมจึงเริ่มพูดต่อ

“ผมรู้แล้วว่ากชอยู่ที่ไหน ผมจะไปรับเขา ผมอยากฝากตาหนูไว้สักวันสองวันได้ไหมครับ”

“กชอยู่ไหน กูจะไปรับน้องเอง มึงเอาลูกกลับไปซะ” เขาคงโกรธผมมากจริง ๆ ไหนจะข่าวลือเรื่องงานแต่งที่พ่อต้องการกดดันผมอีก ที่เขาไม่เอาปืนมายิงไล่ผมก็ดีแค่ไหนแล้ว

“ผมรักกช ผมรักน้องพี่ อาจไม่เท่าที่พี่รักแต่ก็ไม่น้อยไปกว่าพี่แน่นอนครับ”

“...”

“ผมขอโอกาสได้ไหม ให้ผมไปรับเขา ถึงตอนนั้นถ้ากชยังเลือกที่จะไป ผมจะไม่มาวุ่นวายอีก”

“มึงพูดแล้วนะ ถ้าน้องกูไม่เลือกมึง มึงต้องไปอย่ากลับมาให้พวกกูเห็นหน้ามึงอีก”

“ผมสัญญา...”

เฮียกรรณยอมรับข้อเสนอก่อนซ้อเป่ยจะออกรับตาหนูทั้งสองไว้ อัคนีทิ้งตัวลงนั่งระนาบเดียวกับคาร์ซีท เขาใช้ปลายนิ้วลูบพวงแก้มใสอย่างเบามือ

“อยู่กับลุงอย่างอแงนะครับ เดี๋ยวป๊าจะไปตามหม่าม้ากลับมา” กรรณเสหน้าหนีไปทางอื่น ไม่ว่ายังไงเขาจะไม่ยอมรับว่าอัคนีรักกชกรเด็ดขาด “ผมไปก่อนนะครับแล้วจะรีบกลับมา”

“...” กรรณไม่ตอบเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น

อัคนีเดินออกมาจากร้านแล้วขับรถตรงไปยังสนามบินทันที เขาสั่งให้เลขาเตรียมไพรเวทเจ็ทรอไว้เรียบร้อย จึงทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง เขามาถึงที่เกาะในช่วงเย็นของวันนั้น

เพียงแค่เท้าเหยียบบนเกาะเขาก็ได้กลิ่นหอมของดอกโบตั๋นจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก

ไม่ผิดแน่เขาอยู่ที่นี่...

ผมนั่งรถต่อมาอีกหน่อยตามที่ทิกเกอร์ให้ที่อยู่เอาไว้ ไม่นานก็มาถึงหน้าบ้านไม้เล็ก ๆ หลังหนึ่ง ยังไม่ทันลงจากรถ คนข้างในบ้านก็ออกมาเสียก่อน

แต่ทว่าเขาไม่ได้ออกมาเพียงคนเดียว มีใครอีกคนเดินตามมาด้วย แล้วไอ้ตี๋นี่เป็นใครกัน คงไม่ได้มาจีบใช่ไหม

ถ้าเป็นอย่างนั้นเตรียมอายุสั้นได้เลย!

.

.

.

“กชเอาต้นเดซี่ไปสิกล้าให้”

ผมรับต้นไม้เอาไว้ในมือ “งั้นกชขอเอาไปให้พี่ชายได้ไหม พี่ชายคงโกรธมากที่กชมาอยู่ที่นี่แล้วไม่ได้บอก”

“เอาสิ”

“ขอบคุณนะครับ”

“งั้นเรากลับกันเลยเถอะ เดี๋ยวกล้าไปส่ง”

ผมเดินตามต้นกล้ามาที่รถ ที่จริงผมตั้งใจจะมาซื้อต้นไม้ไปง้อพี่กรรณ แต่กล้าไม่ยอมรับเงิน บอกเพียงแค่เป็นของขวัญ

“กลับดี ๆ นะครับ” ผมว่า

“เข้าบ้านเถอะมืดแล้ว”

“ครับ”

ผมเดินกลับเข้ามาในบ้านในเวลาต่อมา 

คืนนี้ผมต้องเก็บของ เพราะพรุ่งนี้ผมต้องออกจากเกาะแต่เช้าเพื่อเดินทางไปหาพี่กรรณ ปานนี้คงโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟแล้วแน่ ๆ

ฝ่ามือสัมผัสลูกบิดเย็นเฉียบ ผมก็รู้สึกได้ถึงบางอย่าง เหมือนผมได้กลิ่นคุ้นจมูก

จะเป็นได้เหรอ?

ผมเปิดประตูเข้าไป ในบ้านมืดสนิท กชกรเอื้อมมือไปเปิดไฟห้องทั้งห้องก็พลันสว่าง ผมกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

คงจะคิดมากไปล่ะมั้ง...

ผมเปิดประตูห้องนอนเข้าไปเพื่อเก็บของที่จำเป็นสำหรับพรุ่งนี้ แต่เพียงไฟในห้องนอนสว่างขึ้น ผมก็ได้เห็นใบหน้าของคนที่ไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่ง

ตุบ!

ดอกไม้ในมือร่วงลงพื้น ดินในกระถางหกกระจายทั่วห้อง ผมเริ่มก้าวเท้าถอยหลังทันที

“ไง ดอกไม้สวยดีนะ”

“มะ...มาได้ไง”

“เซอร์ไพรส์ ไม่ชอบเหรอ” ผมไม่ตอบคำถามอัคนี ณ ตอนนั้นผมรู้แค่ว่าผมต้องหนี “จะไปไหน!”

แรงข่มที่เขาปล่อยออกมาทำให้ขาทั้งสองสั่นจนแทบก้าวไม่ออก ร่างกายเขารู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก จะฮีทเหรอ กชกรนึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนที่ออกไปส่งสิงห์ เขาแวะร้านขายยาเพื่อซื้อยาระงับฮีทเอาไว้ เพราะช่วงนี้เขารู้สึกอาการไม่ค่อยดี ตั้งใจว่าคืนนี้จะกินก่อนออกเดินทาง

กชกรวิ่งไปที่หัวเตียง แล้วเปิดลิ้นชักออกเพื่อหายา ผมจำได้ว่าเก็บเอาไว้ในนี้นี่มันจะหายไปได้ไง

“หานี่เหรอ” กชกรหันกลับไปมองยังปลายเสียง อัคนีถือกล่องยาสีขาวเอาไว้ในมือ

“ขอผมเถอะ ผ...ม” ผมเกลียดร่างกายของโอเมก้า ผมเกลียดปฏิกิริยาที่ควบคุมไม่ได้ กลิ่นหอมเข้มข้นจากตัวเขากำลังกระตุ้นร่างกายผมให้เกิดความต้องการ ช่องทางหลังเปียกชื้นไปหมด

“เธอไม่จำเป็นต้องใช้มันหรอก ฉันก็อยู่ตรงนี้แล้วนี่ไง”

“อื้มม คุณเพลิง!” กชกรถูกช้อนตัวขึ้นจากพื้น ก่อนแผ่นหลังจะสัมผัสที่นอนนุ่ม

“ฉันใจดีกับเธอเกินไปใช่ไหม เธอถึงได้ทิ้งฉันกับลูก”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ” กชกรปฏิเสธเสียงแข็ง

“แล้วเธอจะให้ฉันคิดยังไง เธอหายไปไม่มีแม้แต่คำอธิบาย”

“คุณช่วยหยุดส่งกลิ่นสักที ผมจะไม่ไหวแล้ว”

“เธอก็ตอบฉันสิ” ว่าจบอัคนีก็โน้มตัวลงที่ซอกคอขาวก่อนจะแลบลิ้นเลียผิวเนื้อ เขาสูดดมเอากลิ่นหอมเข้าไปจนเต็มปอด

“...อื้อ”

“ตอบฉันว่าเธอคิดอะไรอยู่”

“อึก! ถ้าผมตอบ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า”

อัคนีงับซอกคอขาวเบา ๆ ก่อนจะใช้ฝันครูดกับผิวจนขึ้นสีแดงเชอร์รี่

“ตอบฉัน ฉันจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน” กชกรรู้ดีว่าเขากำลังมีอารมณ์ เพราะของแข็งที่กำลังดุดันเบียดเสียดท่อนขาของเขาอยู่

“ผะ...ผม อ๊า! อย่า...”

ยอดอกแข็งชันถูกคมกันกัดเบา ๆ ผ่านเสื้อตัวบาง ลิ้นร้อนโลมเลียจนเสื้อชื้นเห็นเป็นสีชมพูระเรื่อผ่านเสื้อสีขาว

“ทำไมไม่พูดละ”

“มัน...อื้อออ มันรู้สึกดี”

อัคนีถอดเสื้อตัวนอกของตัวเองเหวี่ยงลงบนพื้น ก่อนจะหันมาถอดเสื้อของคนตัวเล็กออก ตามด้วยกางเกงขาสั้น

ดวงตาโอเมก้าตัวเล็กปรือตามองอย่างเว้าวอน ก่อนอัลฟ่าแข็งแรงจะกดริมฝีปากแนบลงมา กลิ่นฝีโรโมนของทั้งสองลอยฟุ้งกระจายไปทั้งห้อง

อัคนีขยับปากอย่างเชื่องช้าขบเม้มทุกสัมผัสอย่างอ่อนโยน กชกรขยับตอบเป็นผู้ตามอย่างว่าง่าย

ริมฝีปากขยับลากลงมาจูบสัมผัสเรือนร่างขาวจนทั่ว รอยช้ำจากแรงดูดขึ้นเห็นสีชัดทุกที่ที่ริมฝีปากอัคนีลากผ่าน แก่นกายร้อนระอุปริ่มน้ำออกมาเหนียวข้น แต่ก็ไม่เท่ากับช่องทางหลัง สะโพกบางถูกโอบยกหวืดจากเตียงจนแก่นกายเล็กลอยเด่นขึ้นมา อัคนีขบขาด้านในจนขึ้นรอยฟัน กลิ่นหอมเย้ายวนกำลังทำให้ทั้งสองขาดสติ

ลิ้นร้อนสอดเข้ามาที่ช่องทางหลังอย่างอุกอาจเพื่อลิ้มรสชาติหวาน ใบหน้าขาวบิดเบ้สะกดอารมณ์ก่อนจะส่งเสียงครางหวานออกมาไม่เป็นภาษา

เมื่อเขาชิมจนพอใจ เขาจึงปล่อยให้คนตัวเล็กนอนกับเตียงอีกครั้ง

อัคนีหยิบถุงยางอนามัยที่ใช้สำหรับพกติดตัวเอาไว้ออกมา แก่นกายขนาดใหญ่ตื่นตัวเต็มที่สวมปราการป้องกันพร้อมสอดใส่

“รู้สึกดีหรือเปล่า” อัคนีถามขณะที่ค่อย ๆ ดันแก่นกายเขาไปทีละนิด

“...ครับ”

เขาดันเข้าไปจนสุดความยาวแล้วแช่ค้างเอาไว้อย่างนั้นครู่หนึ่ง เขาสอดแขนเข้าไปใต้ข้อพับขาคนตัวเล็ก ฝ่ามือหนาจับล็อกเอวบางให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุดก่อนจะขยับสะโพกออก

“อื้มม” กชกรกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ช่องท้องถูกเติมเต็มจนนูนขึ้นเห็นเป็นรูปร่าง

สะโพกสอบเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะค่อย ๆ เร่งจังหวะขยับเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ร่างบางบิดเร่าอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกมากมาย เขาจิกฝ่ามือลงมาที่ต้นขาของอัคนีเพื่อระบายอารมณ์

เสียงคลื่นกระทบชายฝั่งดังประสานกับเสียงครางหวานระงมไปทั้งห้อง

“อะ อะ คุณเพลิง...”

อัคนีปล่อยขาคนตัวเล็กให้เป็นอิสระ แล้วโน้มตัวลงมากดจูบริมฝีปากหยัก ขยับสอดแก่นกายเข้ามาลึกกว่าเดิม จังหวะที่ผละออกสายตาเราประสานกันครู่หนึ่ง

ความปรารถนาที่เก็บไว้มานานฉายแววออกมาอย่างชัดเจน

“กชกร...ฉันรักเธอ เป็นของฉันนะ”

“ผมก็รักคุณ”

สิ้นสุดประโยค กชกรก็ถูกคมฟันขาวฝังลงที่หลังคอจนจมเขี้ยว

“อ๊ะ!” แขนเล็กเหวี่ยงขึ้นโอบกอดร่างใหญ่เอาไว้แน่น เขารู้สึกเจ็บจนเขาต้องจิกเล็บลงที่หลังอัคนี ลากข่วนไปเป็นทางยาว ก่อนที่เขาจะหมดสติไป

พันธะเกิดขึ้นแล้ว ต่อจากนี้ไปกชกรจะไม่มีวันหนีเขาไปได้อีก เขาเป็นของอัคนีโดยสมบูรณ์...














เขางั่มกันแล้ว อ่าาาาาาาา~~~

(⊙‿⊙)

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

แท็กนิยายที่ใช้ในทวิตเตอร์ค่าบ #ใครอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

**กำลังทยอยแก้คำผิด**
8
Boy's love story / Re: [Omegaverse] Relationship || ใครอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร
« กระทู้ล่าสุด โดย -Piagpun- เมื่อ 07-12-2021 19:17:11  »
ทิ ก เ ก อ ร์ สิ ง ห์

อัลฟ่า x เบต้า

21




หนังสือพิมพ์เช้านี้พาดหัวข่าวที่ทำเอาผมต้องตกใจไม่น้อย 'อัคนีหนุ่มนักธุรกิจใหญ่ประกาศแต่งงาน กับลูกเจ้าของบริษัทนำเข้าส่งออกรายใหญ่ในประเทศ'

ผมว่าแล้วเชียว วันที่เห็นนามบัตรของอัคนีชื่อของเขาถึงได้คุ้น ที่แท้ก็ลูกของคนมีอำนาจทางธุรกิจ แล้วแบบนี้ทิกเกอร์ล่ะ ผมไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย ปกติก็ไม่ได้สนใจพวกข่าวแวดวงธุรกิจอยู่แล้วด้วย

แต่ตอนนี้ที่กังวลคือ กชกรจะเห็นข่าวนี้หรือยัง ผมไม่สามารถติดต่อเขาได้สักช่องทางนอกเสียจากจะบินไปภูเก็ตซะเอง สิ้นสุดความคิดสิงห์ก็หยิบกุญแจรถ แล้วสาวเท้าออกมาจากห้องทันที

“คุณสิงห์จะออกไปไหนครับ” บอดี้การ์ดคนสนิททิกเกอร์ถาม

“ผมจะไปมหาลัยน่ะ ถ้าทิกเกอร์กลับมาฝากบอกเขาที”

“ให้พวกผมไปส่งไหม”

“ไม่ต้อง” ว่าจบผมรีบสาวเท้าออกมาทันที

ระหว่างที่รถติดผมก็ซื้อตั๋วเครื่องบินไฟล์ที่เร็วที่สุดไว้ ผมใช้เวลานานหลายชั่วโมงเพื่อออกเดินทาง เมื่อถึงภูเก็ตผมแวะไปกดเงินเอาไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อเอาไว้ให้กชกรใช้ระหว่างอยู่ที่เกาะ

วินาทีแรกที่เห็นกชกร ผมก็โผกอดคนตัวเล็กเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง กชกรคงยังไม่รู้ข่าวของอัคนีแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ดูปกติเช่นนี้ 

จังหวะที่ผมกำลังคุยกันสายตาผมก็เหลือบไปเห็นผู้ชายแปลกหน้า และได้รู้ว่าเขาคือพี่ต้นกล้า รุ่นพี่ที่ตอนเด็ก ๆ เรามาเล่นด้วยกันบ่อย ๆ พี่ต้นกล้าเป็นคนน่ารัก อย่างน้อยผมก็รู้สึกเบาใจที่มีคนดี ๆ อยู่ข้างกชกรในตอนนี้

“โอเค ยังไงก็จะมาหา กูไปก่อนนะเดี๋ยวขึ้นเครื่องไม่ทัน” ผมบอกลาเพื่อนรักแล้วรีบตรงกลับมายังสนามบินในทันที

เมื่อเครื่องลงจอดผมก็รีบตรงกลับมาที่บ้านทันทีเพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธ แต่ทว่าวันนี้ในบ้านมีคนเยอะเป็นพิเศษ บอดี้การ์ดจำนวนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้าน ผมรู้สึกไม่คุ้นหน้าพวกเขาเท่าไหร่ เมื่อเดินเข้ามาในบ้าน ผมก็ได้เห็นผู้ชายดูมีอายุนั่งอยู่

“คุณเป็นใคร” ผมถาม

“อืม รสนิยมเจ้าทิกเกอร์ยังเหมือนเดิมเลยนะ” เขาว่างพลางฉีกยิ้มกว้าง แล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้

ผมได้แต่ยืนงงเพราะไม่รู้ว่าคนคนนี้คือใคร

“ลูกมาแล้วเหรอครับ” แล้วเสียงจากด้านหลังก็ดึงความสนใจทั้งหมดไป

เมื่อกี้เขาบอกว่าลูกงั้นเหรอ?

หรือว่านี่จะเป็นพ่อกับแม่ของทิกเกอร์

เพียงแค่คนตัวเล็กก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ผมก็ได้เห็นใบหน้าของเขา ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างด้วยความตกใจ เขามีความคล้ายคลึงกับผมเป็นอย่างมาก ผมกวาดสายตาไปจนทั่วใบหน้าของเขา

“ตกใจใช่ไหมล่ะ”

“ครับ?”

“เธอเองก็คงเป็นเบต้าล่ะสิ” มุมปากเขากระตุกยิ้ม ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม

ซิการ์ตัวใหญ่ถูกจุดจนส่วนปลายขึ้นสีแดงจัด ควันสีขาวลอยโขมงอยู่ในอากาศทั่วทั้งห้อง

นี่มันเรื่องอะไรกันผมสับสนไปหมด...

“ถูกมันเปลี่ยนหรือยังล่ะ หรือว่าใกล้จะโดนเขี่ยทิ้งแล้ว”

“คุณช่วยพูดอะไรที่ผมเข้าใจหน่อยได้ไหมครับ”

“เธอเป็นของเล่นชิ้นใหม่ของลูกชายฉันไม่ใช่เหรอ ไม่แปลกใจหรือไงทำไมเธอถึงได้คล้ายกับเมียฉัน”

“เมีย?” 

“ตลกนะว่าไหม ถึงลูกชายฉันจะฉลาดแค่ไหน แต่ก็ยังทำเรื่องโง่ ๆ อยู่ดี จะมีสักกี่คนที่เอาคนที่หน้าคล้ายคนที่เกลียดมาทำเรื่องบนเตียง เพื่อระบายอารมณ์ความเกลียดชัง”

“...” คำพูดยาวเหยียดของคนตรงหน้า เหมือนกำลังบีบหัวใจของผมให้รู้สึกแน่นไปหมด อะไรกันความรู้สึกนี้

“เขาจับเธอมัดหรือเปล่า เขาฟาดเธอด้วยของแปลก ๆ พวกนั้นใช่ไหม สำหรับเธอมันอาจเป็นเรื่องสนุก แต่สำหรับเขา เธอเป็นแค่ที่ระบาย”

ผมได้แต่ยืนนิ่งเงียบมองหน้าคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างพ่อของทิกเกอร์ มันจุกในอก พูดอะไรไม่ออก ผมหน้าคล้ายกับคนคนนั้นอย่างที่เขาว่า หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่เขาถูกใจผมงั้นเหรอ

ผมทำอะไรผิด...

“ไปซะ ออกไปจากชีวิตลูกชายฉัน เบต้าอย่างเธอไม่เหมาะสมกับอัลฟ่าหรอก ยังไงเขาก็ต้องคู่กับโอเมก้า เธอควรจะรู้ตัวได้แล้ว”

ประโยคเดิมที่ไม่ว่าฟังกี่ครั้งก็ยังไม่ชินเสียที่ ผมไม่คู่ควรงั้นเหรอ...

“หึ! ขอโทษนะครับ เผื่อคุณจะยังไม่รู้ ลูกชายคุณต่างหากที่เป็นของเล่นของผม วันที่ผมจะไปคุณรู้หรือเปล่าว่าเขาอ้อนวอนผมยังไง เขากอดรั้งผมแน่นแค่ไหนเพื่อขอให้ผมอยู่ อัลฟ่าสำหรับผมก็เป็นได้แค่สัตว์ป่าที่มีสัญชาตญาณดิบเท่านั้นแหละครับ”

“เก่งนี่...ทั้งที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกหมา แต่ก็ยังพูดออกมาได้ยาวขนาดนั้น”

“ขอบคุณสำหรับคำชมครับ ผมว่าผมหมดเรื่องที่จะพูดแล้ว ขอตัวล่ะ” ผมกำหมัดแน่น ในใจทั้งโกรธทั้งโมโหกับสิ่งที่ตัวเองต้องเจอ ผมหมุนตัวออกมาจากบ้านหลังนั้นอย่างไม่คิดจะหันกลับไป

จังหวะที่ขับรถออกมาจากบ้าน ผมก็เห็นรถของทิกเกอร์กำลังสวนเข้ามาพอดี ผมไม่คิดจะหยุดจอดเพื่อคุยอะไร ผมรู้แค่ว่าตัวเองต้องไป

ไปให้ใกล้จากคนใจร้ายพวกนี้ให้เร็วที่สุด...

.

.

.
Rrr…

“ว่า”

[เกิดเรื่องแล้วครับนายน้อย คือคุณท่านกับคุณสิงห์...]

“เดี๋ยวฉันรีบกลับ ตามดูสิงห์ไว้ห่าง ๆ”

[รับทราบครับ] ว่าจบผมก็กดตัดสายทันที

คิดไว้แล้วว่าสักวันพ่อผมต้องทำอะไรแบบนี้อีก ลูกไม้เดิม ๆ ที่ผ่านมาทิกเกอร์ไม่เคยสนใจว่าพ่อจะทำอะไรกับคู่นอนของเขา แต่กับสิงห์เขาต่างจากคนอื่น ๆ สิงห์เป็นมากกว่าคู่นอน

“เพลิงกูกลับบ้านก่อน” ผมหันกลับไปบอกเพื่อนรักที่กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอยู่

“อืม ขับรถดี ๆ ไม่ต้องรีบล่ะ”

“ใจมาก ส่วนเรื่องกชมึงรอฟังข่าวดีได้เลย” อัคนีพยักหน้ารับ ผมก็เดินออกมาจากห้องของเขาในเวลาต่อมา

ตั้งแต่ที่กชกรหายตัวไปทุกคนต่างพากันวุ่นวายไปหมด แต่มีอยู่คนเดียวที่ดูเฉยกับเรื่องนี้มาก ผมหมายถึงสิงห์นั่นแหละ เขาดูไม่เดือดร้อนที่เพื่อนเขาหายไป ผมเลยสั่งให้ลูกน้องจับตาดูสิงห์ไว้ ข้อมูลล่าสุดที่ผมรู้คือ สิงห์กดเงินเป็นจำนวนมากเพื่อเดินทางไปภูเก็ต ตอนนี้เขาคงเจอกับพ่อผมแล้ว และเขาต้องไปหากชกรแน่

ทิกเกอร์ขับรถอย่างไม่รีบร้อน เขารู้ว่ายังไงพ่อจะยังรออยู่ที่บ้าน หนนี้เขาเตรียมรับมือไว้หมดแล้ว เพราะคนที่พ่อกำลังเล่นด้วยคือคนสำคัญของเขา

ผมเดินผิวปากเข้าบ้านอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเดินผ่านเลยไปอย่างไม่สนใจคนที่นั่งรออยู่

“ยังไร้มารยาทเหมือนเดิมสินะ”

“ขอบคุณครับ” ผมหันกลับไปตอบ แล้วหมุนตัวเดินออกมา

“ทิกเกอร์ ฉันสั่งให้แกหยุด”

“...” ผมหันกลับมาเลิกคิ้วมองอย่างสนอกสนใจ

“เลิกทำตัวเหลวไหลซะ! แล้วอาทิตย์หน้าแกต้องไปดูตัว ถ้าขืนฉันปล่อยแกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ---” ทิกเกอร์ไม่ปล่อยให้คนเป็นพ่อพูดต่อ เขาสวนขึ้นมาทันควัน

“ทำไมเหรอครับจะอกแตกตายหรือเปล่า”

“ไอ้คนอวดดี แกทำให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ฉันเป็นห่วงแกแค่ไหนเคยเข้าใจบ้างหรือเปล่า”

“พ่อเป็นห่วงผมเหรอ? กลัวไม่มีคนสืบทอดตระกูลต่อมากกว่ามั้งครับ แล้วถ้าพ่ออยากได้มาก ก็บอกนังตัวดีที่นั่งอยู่ตรงนั้นสิ” ผมเอียงตัวไปมองคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนโซฟา

“แกพูดกับเขาแบบนี้ได้ยังไง เขามีศักดิ์เป็นแม่แกนะ!”

แตะต้องไม่ได้เลยสินะ

“หึ! ผมมีแม่คนเดียว”

จังหวะที่ผมเดินผละออกมา เสียงพ่อตะโกนไล่หลัง “มรดกทั้งหมดแกอย่าหวังว่าแกจะได้แม้แต่บาทเดียว”

“เหรอครับ นอนกอดสมบัติให้ได้จนวินาทีสุดท้ายล่ะ กลับแล้วก็ล็อกบ้านให้ด้วย ผมง่วง”

เพล้ง!

เสียงแก้วกระแทกลงพื้นเสียงดัง ก่อนจะได้ยินเสียงเขาเดินออกไป เมื่อไหร่เรื่องบ้า ๆ จะจบลงเสียที เมื่อไหร่ผมจะมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

“สิงห์อยู่ที่ไหน” ผมหันไปถามบอดี้การ์ดที่ยื่นประจำอยู่หน้าห้องนอน

“ตอนนี้คุณสิงห์อยู่ที่เกาะภูเก็ตครับ คุณกชก็อยู่ด้วย จะให้คนของเราพาตัวกลับมาเลยไหมครับ”

“ไม่ต้อง ฉันจะไปรับเขาเอง คอยรายงานฉันอย่าให้คาด”

ปล่อยให้เขาได้ใจไปก่อนสักพักก็แล้วกัน กชกรค่อนข้างรอบคอบมาก สัญญาณมือถือครั้งสุดท้ายสิ้นสุดที่โรงพยาบาล ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถานการณ์เงิน แต่ดันมาพลาดเพราะเพื่อนตัวเองเป็นคนไม่ค่อยระวังตัว ตอนนี้เขาก็คงไม่รู้ตัวสินะว่าถูกตามตัวอยู่

ขวดแก้วทรงสวยบรรจุบรันดีไว้เต็มขวดถูกยกขึ้นดื่ม นานแล้วที่ทิกเกอร์ไม่ได้ดื่มมัน

เมื่อก่อนสิงห์เป็นเพียงเครื่องมือระบายความต้องการ ที่ผ่านมาคู่นอนของเขาเป็นเบต้าซะส่วนใหญ่ เขาทำแบบนี้เพียงแค่ต้องการประชดพ่อ โดยทำอย่างที่พ่อเขาทำเท่านั้น

แต่ตอนนี้เรื่องมันเปลี่ยนไปแล้ว จากคนที่ไม่เคยกลัวอะไร ตอนนี้ผมกลับกลัวการสูญเสีย จากคนไม่คิดครอบครอง กลายเป็นว่าอยากซ่อนอีกฝ่ายไม่ให้ใครได้เห็น 

ต่อให้วันนี้เขาจะเกลียดผมแล้ว แต่ผมจะไม่มีวันปล่อยเขาไปเด็ดขาด...



“นายน้อยครับ คุณสิงห์กับคุณกชมีการเคลื่อนไหวแล้วครับ”

“อืม” ทิกเกอร์ยกกาแฟขึ้นจิบ

“มีรายงานว่าคุณสิงห์จะขึ้นเครื่องเดินทางไปแอลเอวันนี้ช่วงค่ำครับ ส่วนคุณกชเป็นเที่ยวบินของวันมะรืนครับ”

“สั่งคนเตรียมเครื่องบินให้ฉันด้วย ฉันจะไปแอลเอ สงสัยคงต้องไปคุยธุรกิจที่นั่นสักพัก”

“รับทราบครับนายน้อย”

หลังจากสั่งงานเรียบร้อย ผมก็ยกมือถือโทรหาอัคนีเพื่อบอกข่าวของกชกรทันที

“เมียมึงอยู่กับสิงห์ วันมะรืนนี้เขาจะไปแอลเอ...อืม...เดี๋ยวกูส่งที่อยู่ไปให้...โอเค”

ผมกดตัดสายจากอัคนีแล้วกดโทรออก...เรียกอะไรดีล่ะ หุ้นส่วน คู่ค้า หรือว่า

พ่อตา...

“สวัสดีครับคุณพ่อ”

[ว่าไงโทรมาซะดึกเลยเจ้าลูกเขย]

“น้องจะกลับแอลเอวันนี้เหรอครับ”

[เอ๊ะ! ทำไมเจ้าสิงห์ไม่เห็นโทรบอก]

“ผมกับน้องทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะครับ แล้วพอดีเห็นว่าน้องจองไฟล์บินเย็นนี้”

[ให้ตายเจ้าลูกคนนี้ เดี๋ยวพ่อโทรถามให้นะ]

“ไม่เป็นไรครับ ผมกำลังจะไปที่นั่น...”




9
Boy's love story / Re: ▶มัดใจ(เจ้า)คุณ◀---✿ UP!Chapter1 [14/01/64] ✿---
« กระทู้ล่าสุด โดย AkuaPink เมื่อ 07-12-2021 15:21:51  »
 :pig4:
 o13
10
Boy's love story / Re: Today,I have you วันนี้ฉันมีเธอ Ep 12
« กระทู้ล่าสุด โดย AkuaPink เมื่อ 07-12-2021 15:20:10  »
 :pig4:
 :katai2-1:
หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด