กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
1
ทำตัวสมชื่อซะทีนะนังพระ แต่เราต้องR.I.Pสมชาติป่ะ?
2
Boy's love story / Re: Matryoshka [[มาโตรชก้า]] : Chapter 6...21/7/2018
« กระทู้ล่าสุด โดย Amo เมื่อ 21-07-2018 12:13:07  »
Chapter 6





   อภิทัตมองตามรัสเซียที่กำลังเดินออกจากโรงอาหารไป เขาจึงลุกออกจากกลุ่มเพื่อนที่กำลังเฮฮาแกล้งน้องปี 1 กันอยู่อย่างสนุกสนาน เขาเห็นรัสเซียเดินไปรอรถรางของมหา’ ลัย จึงรีบเดินย้อนกลับมาที่กลุ่มเพื่อนอีกครั้ง

   “เฮ้ยไอ้ยู กูยืมรถมึงหน่อย”

   “ไปไหนวะ?”

   “ไปธุระแถวนี้ เดี๋ยวกูมา”

   “ธุระอะไรของมึงว่ะ?”

   “เออน่า เดี๋ยวกูค่อยกลับมาเล่าทีหลัง เร็ว!! เดี๋ยวไม่ทัน”

   “เออๆ เอาไป” ไอ้ยูส่งกุญแจรถจักรยานยนต์ให้ เขาก็รีบวิ่งออกไปเอารถทันที เมื่อออกมาจากลานจอด รัสเซียก็ยังคงยืนรอรถอยู่ที่เดิม เขาจึงเข้าไปจอดเทียบตรงหน้า

   “น้องเซียจะไปไหนครับ”

   “เออ...พี่ทัตมีอะไรรึเปล่าครับ”

   “ไม่มีอะไรหรอก นี่ยืนรอรถรางอยู่ไม่ใช่เหรอ?”

   “ครับ”

   “ไปไหนล่ะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

   “ผมไปเองได้ครับ ไม่เป็นไร” น้องดูประหม่ามาก หางเสียงติดจะสั่นๆ เล็กน้อย

   “น้องเซียกลัวพี่เหรอ”

   “เปล่าครับ” เขาเห็นรัสเซียมองไปรอบ ๆ อย่างประหม่าดังเดิม “ผมแค่...”

   “ไม่ทันแล้วล่ะ ถึงน้องเซียจะไม่อยากเป็นจุดสนใจ แต่ก็เป็นไปแล้วล่ะครับ”

   “ผม...”

   “มาเถอะไม่ต้องคิดมาก ยิ่งยืนคุยอยู่ตรงนี้นาน ๆ คนจะยิ่งมองมากขึ้นนะครับ”

   “ถ้าอย่างนั้น รบกวนด้วยนะครับ”

   “ซ้อนท้ายมาเลย แล้วเราจะไปไหนครับ”

   “ไปหอสมุดกลางครับ”

   “เกาะแน่น ๆล่ะ” เขาบอกคนที่ซ้อนท้ายเขาอยู่ ดูจะเกร็ง ๆ ไม่ใช่น้อย ก่อนค่อย ๆ ขี่รถออกไปจนมาถึงจุดหมาย

   “ขอบคุณครับที่มาส่ง” รัสเซียยกมือไหว้เขาจนเขาเกือบจะรับไหว้ไม่ทัน ทันทีที่ลงจากรถ

   “ไม่เป็นครับ” รัสเซียกำลังหันหลังจะเดินไป “น้องเซียครับ เดี๋ยวพี่ไลน์หานะ”

   “พี่ทัตไม่ต้องไลน์มาก็ได้ครับ แค่แกล้งน้องปี 1 เฉยๆ ไม่ใช่เหรอครับ แล้วก็...เรียกผมตือ เหมือนคนอื่น ๆ เถอะครับ ถือว่าผมขอร้อง”

   “ก็พี่ชินนี่ มันติดปากเรียกแบบนี้นี่”

   “ติดปาก?” เขาเห็นรัสเซียขมวดคิ้วนิดหน่อยก่อนคลายออก “อย่าเรียกผมแบบนี้เพราะชื่อเดียวกันกับคนที่พี่รู้จักเลยครับ” รัสเซียพูดจบก็เดินเข้าหอสมุดไป

   รัสเซียจำเขาไม่ได้ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาแกล้งน้องไว้มากมายขนาดนั้น แล้วยังสภาพที่เห็นตรงหน้าอีก เมื่อมองใกล้ ๆ ชัดๆ แบบนี้เขาก็รู้ว่าน้องใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นสีดำ ทำไมรัสเซียต้องปกปิดสีตา และสีผมของตัวเองด้วย แล้วอาการประหม่าตลอดเวลานั่นอีก

.........................................................................

   ผมรีบเดินหนีพี่ทัตเข้าหอสมุดมา เห็นหน้าเห็นตากันมาตั้งนาน อยู่ๆ ก็เข้ามาคุยด้วย ทำดีด้วยแถมเขายังเรียกผมว่าน้องเซียนั่นอีก เพื่อนๆ กันก็มีแต่ไอ้จิลที่นาน ๆ จะเรียกผมแบบนี้สักที นอกจากนั้นก็จะมีแต่คนที่บ้านผมเท่านั้นผมรู้สึกไม่ชินที่คนอื่นมาเรียกผมแบบนี้

   โดยส่วนตัวแล้วผมกับพี่ทัตแทบจะไม่รู้จักกันเลย ไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ การที่เขาเข้ามาเพราะว่ารูปร่างที่เปลี่ยนไปของผมอย่างนั้นเหรอ

   “ไอ้ตือ ทางนี้” ผมเห็นรี่โบกมือเรียกผม ผมพยักหน้าให้แล้วรีบเดินไปที่โต๊ะ

   “ไอ้ตือ แกมากับพี่ทัตได้ไงว่ะ?” จิลถามเมื่อผมนั่งลง

   “แกเห็น?”

   “เปล่า!! ”

   “อ่าว? แล้วแกรู้ได้ยังไงวะ?”

   “ก็สาว ๆ กลุ่มนั้นไง” รี่ชี้ไปที่โต๊ะอีกมุมหนึ่ง มีสาวๆ รวมกลุ่มนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ “เขาเห็นพี่ทัตพาหนุ่มหน้าหวานคนดังซ้อนท้ายมาส่งที่นี่”

   “คนดัง?” ผมทวนคำ

   “ใช่ แกดูนี่เลย” รี่ส่งโทรศัพท์ของเธอให้กับผม หน้าจอปรากฏรูปผมกับไอ้นิวที่กำลังเดินกลับหอด้วยกัน

   “รูปเรากับไอ้นิว ทำไมเหรอ”

   “รูปนี้มีคนถ่ายแล้วเอาไปลงเพจมหา’ ลัย แกดูยอดไลค์ซะก่อน ไหนจะคอมเม้นต์อีก” ผมรับกลับมากดดูอีกที ยอดไลค์ 700 กว่า ส่วนคอมเม้นต์

   sakui หืมม. โดนใจ ใช่เลย

   kaew @Ni New ใครว่ะ มีไอจีไหม กูขอ

   Inla NY งื้ออออ ดาเมจแรง

   wanrat โอ้ยยยยยยละลายยยยยย

   แล้วก็อีกหลายคอมเม้นต์ที่ผมขี้เกียจอ่าน ผมส่งโทรศัพท์คืนรี่ไป ก่อนที่มันจะส่งกลับมาให้ผมอีกที

   “นี่ล่าสุดเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง” รี่บอกผม ภาพที่ลงเป็นรูปผมยืนคุยกับพี่ทัตที่หน้าโรงอาหารวิทยาฯ

   nokha ช่วยด้วยยยยยย แพ้แบบนี้

   TL run พี่ทัตเปิดตัวแฟนใหม่????

   Pim ง่อวววว. สายตาา ช๊อตนี้ตูตาย

   kui งุ้ยยย. อิจแรงมากก

   “พี่ทัตเขาแค่อาสามาส่งเราเฉยๆ”

   “ทั้งที่ไอ้พี่มันไม่เคยจะคุยกับมึงเลยเนี่ยนะ” ไอ้จิลโวย

   “กูก็แปลกใจไม่แพ้มึงหรอก ตอนอยู่หน้าโรงอาหารกูก็ปฏิเสธเขาไปแล้ว”

   “ไอ้ตือ แกไม่คิดจะจัดหนักแปลงร่างจากตือโป้ยก่ายเป็นรัสเซียไปเลยล่ะ” รี่พูดแล้วยังยื่นหน้าเข้ามาหาผมอย่างนึกสนุก ผมเห็นสายตาของมันที่ดูเหมือนจะมีแผนการอะไรในหัว

   “ไม่อ่ะ เราอยู่ของเราแบบนี้ล่ะดีแล้ว”

   “ไอ้ตือ ตอนนี้แกเป็นจุดสนใจของคนในมหา’ ลัย เพราะทุกคนแม่งจำแกไม่ได้ ถ้าแกไปช่วยฝันที่ชมรมลีลาศ แกรู้ใช่ไหมว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น”

   “อือ...” ผมเข้าใจที่ไอ้จิลมันพูดครับ คนส่วนมากคิดว่าผู้ชายที่เต้นลีลาศมักจะเป็นเกย์ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้น ส่วนประเด็นสำคัญที่สุด คงไม่พ้น ความเป็นห่วงที่มันมีให้กับผม เพราะมันรู้ดีว่าผมกลัวอะไรมากที่สุด

   “อย่าเพิ่งคิดมาก นี่งานส่วนของแกที่ต้องทำ รี่มันแบ่งงานไว้ให้แล้ว”

   “อืม”

   “รี่ แกเองก็ไม่ต้องวางแผนอะไรให้มากนัก แกสนิทกับไอ้ตือมันที่สุดก็น่าจะรู้นิสัยของมันดี”

   “รู้แล้วๆ นี่แกเป็นทอมหรือเป็นแม่กันแน่ย่ะ?”

   “ฟังที่ฉันพูดบ้าง ไอ้รี่”

   “เอ่อน่า...ก็แค่อยากจะแกล้งไอ้ตือของเราก็เท่านั้นเอง ยิ่งตอนนี้มันโอเมะซะขนาดนี้ ยิ่งน่าแกล้งเข้าไปใหญ่”

   ผมฟังไอ้จิลเถียงกับรี่อยู่พักหนึ่งก็ลุกไปหาหนังสือที่ต้องค้นคว้า สำหรับทำงานกลุ่มในส่วนที่รี่แบ่งงานไว้ให้ ส่วนเรื่องพี่ทัต กับลีลาศ...ช่างมันก่อนแล้วกัน

.........................................................................

   รธีร์ได้ยินเสียงซุบซิบของนักศึกษาที่อยู่ ๆ ก็ดังขึ้นมา จนทำให้เขาต้องเงยหน้าจากเอกสารที่อ่านอยู่ เขาเห็นกลุ่มนักศึกษามองไปยังแถวชั้นหนังสือด้วยท่าทางตื่นเต้น จนบรรณารักษ์ต้องส่งสายตาปราม เขาจึงละความสนใจ และกลับมาจดจ่อกับเอกสารตรงหน้าดังเดิม

   นั่งอ่านอยู่ไม่นานโทรศัพท์ของเขาก็สั่นขึ้นมา จนเขาต้องลุกไปยังมุมที่สามารถคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่รบกวนนักศึกษาคนอื่น ๆ ภายในห้องสมุด

   “ถือสายรอพี่แป๊บหนึ่งนะทัต” เขาบอกคนปลายสายก่อนจะเร่งเดินลัดผ่านชั้นหนังสือที่เรียงรายอยู่ และสายตาของเขาก็หันไปพบร่างที่คุ้นตา ยืนมองหาหนังสืออยู่ในแถวของชั้นหนังสือแถวหนึ่ง

   เขาชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติ เขาเพ่งพินิจมองคนตรงหน้าอย่างพิจารณา ผมหยิกเป็นลอนสีดำสนิทตัดกับผิวสีขาวเกือบซีด จมูกเล็กโด่งบนโครงหน้ารูปไข่ มองยังไงก็คล้ายมาก

   ‘ไอ้พี่ธีร์ มึงยังอยู่เปล่าว่ะ? ’ เขาตกใจเสียงที่ลอดออกมาจนต้องรีบเดินเลี่ยงไปรับสาย ทิ้งความสงสัยเอาก่อน

   “ขอโทษที พี่อยู่ที่ห้องสมุดน่ะ เลยต้องเดินออกมารับสายข้างนอก”

   ‘ไม่มีใครเขามารยาทดีอย่างมึงหรอก ใครๆ เขาก็รับสายในห้องนั้นกันทั้งนั้น’

   “แต่พี่เป็นอาจารย์ พี่ก็ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาสิ”

   ‘เออ กูขี้เกียจเถียงกับมึงเรื่องห้องสมุดแล้ว’

   “ทัตมีอะไรรึเปล่า ไม่มีเรียนรึไง”

   ‘วันนี้ไม่มีเรียนแล้ว เลยว่าจะถามมึง ว่ามึงว่างรึเปล่า กูจะชวนไปแดกเหล้ากับพวกเพื่อนกู’

   “กินกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดเลยเนี่ยนะ”

   ‘กูนัดพวกมันไว้ทุ่มนึงโว้ย แต่กูมีเรื่องจะคุยกับมึงก่อน’

   “อืม พี่ติดงานอยู่นิดหน่อย เสร็จแล้วพี่จะไปหา แล้วจะให้พี่ไปเจอทัตที่ไหนล่ะ?”

   ‘กูกลับไปรอที่หอก็แล้วกัน’

   “ได้ เสร็จแล้วเดี๋ยวพี่ไปรับ”

   ‘เดี๋ยวก่อน มึงว่ามึงอยู่ที่ห้องสมุด ที่ไหนนะ? ’

   “ห้องสมุดกลาง”

   ‘งั้นเดี๋ยวกูไปหาที่นั่น แค่นี้นะ’

   เขายังไม่ทันตอบรับอะไร อภิทัตก็วางสายไปซะแล้ว เขาได้แต่ส่ายหน้าก่อนเดินกลับเข้าไปยังโต๊ะที่เขานั่งทำงานอยู่ก่อนหน้า โดยระหว่างเดินผ่านชั้นหนังสือสายตาก็ไม่วายมองหานักศึกษาคนนั้น

   เขาเห็นเด็กหนุ่มเดินกลับไปนั่งร่วมกลุ่มกับเพื่อนๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหญิงสาวคนที่เขามักจะเห็นทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกัน เสียดายที่เขานั่งอยู่ในมุมที่ไม่สามารถจะลอบมองหนุ่มคนนั้นได้

.........................................................................

   อภิทัตเอารถไปคืนวรัญญูเรียบร้อย ก็เตรียมแยกตัวไปหอสมุดกลางอีกครั้งเพื่อพบกับรธีร์ ระหว่างที่เขาทยอยเก็บของเข้ากระเป๋า ก็เอ่ยปากบอกเพื่อนไปด้วย

   “เดี๋ยวคืนนี้ไปเจอกันที่ร้านเลยนะโว้ย กูจะไปกับไอ้พี่ธีร์”

   “พี่ธีร์จะไปด้วยเหรอว่ะ?” ไอ้ยูที่มารอเอากุญแจรถคืนถามขึ้นมา

   “มันก็ยังไม่รับปาก แต่กูจะลากมันไปด้วย”

   “แล้วเมื่อกี้มึงเอารถกูไปทำธุระที่ไหนมาว่ะ?”

   “ไปส่งว่าที่พี่สะใภ้”

   “ห๊ะ!! พี่ธีร์มีแฟนแล้วเหรอว่ะ?” ไอ้น้ำทำท่าทางตกใจ

   “เดี๋ยว ๆ อย่าบอกนะว่าคนที่พี่ธีร์พาไปกินข้าวเมื่อคืน ใครกันว่ะ?” ไอ้ยูพูดขึ้นมาทำให้คนอื่นพยักหน้าเหมือนเห็นด้วยกับมัน

   “ไม่ใช่”

   “แล้วใครวะ เดี๋ยวนะมึงพี่ธีร์มีแฟนเป็นเด็กมหา’ ลัยเราเหรอว่ะ?”

   “ยังไม่ใช่ แต่ว่าที่พี่สะใภ้กูไม่รอดไอ้พี่ธีร์แน่”

   “เชดดดดด พี่ธีร์แม่ง เห็นสุภาพๆ แต่แม่งร้ายว่ะ?” ไอ้ดลดูจะยิ้มชอบใจ

   “แล้วใครวะ ว่าที่พี่สะใภ้มึงอ่ะ” ไอ้ไม้ถามอย่างอยากรู้

   “ทัตๆ” ใบหม่อนเดินมาหาพวกเขา “ทัตเห็นนี่รึยัง” ใบหม่อนส่งโทรศัพท์ให้เขาดู หน้าจอปรากฏภาพที่เขายืนคุยกับรัสเซียอยู่หน้าโรงอาหารวิทยาฯ

   “ไหน อะไรวะหม่อน” ไอ้ไม้ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้แล้วชะโงกหน้ามาดู “เชี่ย อย่าบอกนะว่านี่คือธุระมึง!! ”

   “นี่ใช่คนที่ทัตให้น้องปีหนึ่งไปขอไลน์รึเปล่า” ใบหม่อนถามเขา

   “อืม...”

   “เราขอไลน์เขาด้วยได้ไหม แล้วเขาชื่ออะไร เรียนคณะไหน แล้วเรียนอยู่ปีไหนเหรอ?”

   “หม่อนอยากรู้ไปทำไมล่ะ”

   “ก็หล่อน่ารักขนาดนี้ ใครๆ เขาก็ชอบ รู้ไหมว่าตอนนี้เขาดังมากในเพจมหา’ ลัยเลยนะ”

   “เราให้หม่อนไม่ได้หรอก ถ้าหม่อนอยากได้ หม่อนคงต้องไปขอกับเจ้าตัวเองแล้วล่ะ”

   “ทำไมละ ไม่เป็นไรหรอกนะ ถ้าทัตกลัวว่าเขาโกรธ เดี๋ยวเราบอกเขาเองก็ได้ว่าเราบังคับเอาจากทัตเอง”

   “เราให้เธอไม่ได้ เพราะคนคนนี้เป็นของเรา”

   “เชี่ย!!! ” ไอ้ไม้ ไอ้ดล ไอ้น้ำ และไอ้ยูอุทานออกมาแทบจะพร้อมกัน ส่วนใบหม่อนนั้นคงตกใจ ดูเธอจะช็อกไปกับสิ่งที่ได้ยิน เขาจึงเลี่ยงเดินออกมา ไอ้ 4 คนที่เหลือก็เดินตามเขาออกมาเป็นพรวน

   “เชี่ยทัต รอพวกกูก่อน” ไอ้ไม้เรียกเขา

   “กูจะรีบไปหาไอ้พี่ธีร์ พวกมึงมีอะไร”

   “ก็มึงไปพูดกับหม่อนเขาอย่างนั้นได้ยังไงวะ” ไอ้น้ำว่าเข้าให้ ทำให้เขาต้องหยุดเดินและหันไปเผชิญหน้ากับพวกเพื่อนที่เดินตามหลังมา

   “แล้วทำไมกูจะพูดแบบนั้นไม่ได้”

   “ก็ไอ้น้องตือมันไปเป็นของมึงตั้งแต่เมื่อไร แล้วที่มึงบอกว่าไปส่งว่าที่พี่สะใภ้ แต่ในรูปนั่นมันไอ้น้องตือชัดๆ” ไอ้ไม้เริ่มโวยวาย

   “น้องเซียมันเป็นของกูมาตั้งนานแล้ว”

   “เชี่ย กูแม่งงงไปหมดแล้ว มึงช่วยพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ไหมว่ะ?” ไอ้ยูบ่น

   “ถ้ามึงไม่เครียกับพวกกูให้รู้เรื่อง มึงไม่ได้ไปหาพี่ธีร์แน่” ไอ้ไม้ยื่นคำขาด

   “ถ้ากูเล่า มึงจะช่วยกูไหม?”

   “ช่วยอะไรวะ”

   “ไม่ช่วยงั้นกูไปล่ะ” ไอ้ยูมือไว คว้าตัวเขาไว้ได้ก่อนที่ไอ้ดลจะตามมาล็อกคอเขา

   “พวกกูแค่ถาม ยังไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยเลย...สาดดดด”

   “เล่ามาเลย พวกกูอยากเผือกเต็มที่แล้ว” ไอ้น้ำเข้ามาขวางเขาไว้

   “เอ่อๆ พวกมึงรับปากกูแล้วนะ”

   “เออ พวกกูรับปาก”

   “ปล่อยกูสิวะ” เขาดันแขนของไอ้ดลที่ล็อกคอเขาอยู่ออกไป “มันเป็นเรื่องตอนที่กูอายุสัก...”

TBC
3
ตอนที่ 9 ความลับ


นัยน์สีดำสนิทจับจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งปรากฏตัวเลขสิบตัว มันคือหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้มาจากภาณุ หลังจากที่เขารีบบึ่งรถมาที่บ้านของอีกฝ่ายโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ทำเอาสองสามีภรรยาแปลกใจไม่น้อย ตั้งจะมาถามหาของสำคัญที่พี่สาวคาดคะเนว่าน่าจะติดมากับลังใส่หนังสือบริจาค แต่เมื่อมาถึงก็พบว่ามันไม่อยู่เสียแล้วเพราะนคินทรแวะเข้ามาเอาและเพิ่งจากไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน


“ลองโทรไปสิ เห็นม่อนบอกว่าไปทำธุระกับเพื่อนแล้วค่อยกลับ เผื่อยังอยู่แถวนี้จะได้ไปเอา” ภาณุที่ตามออกมาส่งเอ่ยขึ้น


“โทรแล้ว แต่ไม่รับ” พายุพัดตอบ แม้น้ำเสียงจะราบเรียบแต่ความกังวลนั้นกลับส่งผ่านออกมาทางดวงตา


“เดี๋ยวเห็นก็คงโทรกลับแหละ ว่าแต่ของอะไรวะ สำคัญมากเลยเหรอ ถึงต้องเอาคืนให้ได้”


“อือ” นักกีฬาหนุ่มตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนจะกดโทรออกอีกครั้ง รอจนสายตัดไปเองจึงพูดขึ้น “เรากลับก่อนนะ”


“เออ โชคดี ไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งดื่มอะไรเย็น ๆ ที่ร้านได้นะ” ภาณุกล่าวพลางมองคนหน้านิ่งที่เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ ไม่นานซูบารุ ฟอเรสเตอร์สีดำก็เคลื่อนจากไป


พายุพัดกลับมาที่บ้านด้วยใจหวังว่าจะได้พบของสำคัญในห้องเก็บของซึ่งยังไม่ได้เข้าไปค้นหา แต่สุดท้ายเมื่อรื้อทุกอย่างจนกระจุยกระจายความหวังที่เคยมีก็เหือดหาย ชายหนุ่มเดินหลบเลี่ยงแขกกลุ่มใหม่ที่เพิ่งมาถึงไปยังเรือนหลังสุดท้ายชายทุ่ง เท้าก้าวช้า ๆ ปล่อยให้สายลมพัดปะทะร่างเพื่อคลายความร้อนทั้งกายและใจ กระทั่งมาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องพักซึ่งติดป้ายเหนือกรอบประตูว่า “บ้านปลายนา” ลองเอื้อมบิดลูกบิดและพบว่าสามารถเปิดเข้าไปภายในได้ คงเพราะคนงานยังไม่ได้มาทำความสะอาด เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านกรอบประตูเข้าไปจึงเห็นว่าคนเข้าพักได้พับผ้าห่มวางไว้ที่ปลายเตียง เรียงหมอนไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยที่หัวนอนก่อนจะจากไป


สายลมเย็นพัดผ่านช่องประตูบานเฟี้ยมที่แง้มไว้พาให้ม่านสีขาวปลิวไสว พายุพัดนั่งบนฟูก วางโทรศัพท์ลงกับพื้นแล้วดึงหมอนใบนุ่มมาไว้บนตักพลางใช้มือลูบเบา ๆ ราวกับตรงหน้าคือแก้วบางที่พร้อมจะแตกสลายยามเมื่อถูกสัมผัส ทำเช่นนั้นอยู่เนิ่นนานก่อนจะใช้สองมือประคองยกหมอนขึ้นพร้อมกับโน้มลงสูดกลิ่นหอมที่ยังไม่จางหาย จำได้แม่นยำว่าเป็นกลิ่นเดียวกับที่ปลายจมูกได้สัมผัสเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ชายหนุ่มเอนกายนอนหนุนหมอนอีกใบในขณะที่สองแขนยังกอดอีกใบไม่ยอมปล่อย ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มในขณะที่เปลือกตาปิดลงช้า ๆ บดบังภาพจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้าแต่ในหัวกลับปรากฏภาพเสมือนของใครคนหนึ่งขึ้นชัดเจน...


เมื่อเวลาผ่านไป หนุ่มนักกีฬาก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงดังครืด ๆ ใกล้หู เขาลืมตาแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นดู ตกใจเมื่อเห็นตัวเลขแสดงเวลาบ่ายคล้อย แต่ที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าก็คือชื่อของคนที่โทรเข้ามา พายุพัดสูดลมหายใจเข้าจนลึกเพื่อเรียกความกล้าก่อนจะกดรับสาย แต่แทนที่จะกล่าวทักทายเขากลับนิ่งเงียบ


“สวัสดีครับ”


“...”


“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าได้ยินไหมครับ”


“...”


“สงสัยสัญญาณไม่ค่อยดี ถ้าอย่างนั้นผมวางสายแล้วนะครับ”


ได้ยินคนที่ปลายสายกล่าวเช่นนั้น จึงรีบเอ่ยขึ้น “ด...เดี๋ยวก่อนม่อน นี่เราเอง”


“เราเอง...เราไหน”


“พาย”


“อ๋อ มีอะไรหรือเปล่า เห็นโทรมาตั้งหลายครั้ง พอดีเรามัวแต่ซื้อของก็เลยไม่ได้ยินน่ะ” นคินทรกล่าวเสียงใส


“ถ...ถึงบ้านหรือยัง”


“ใกล้แล้วละ มีอะไรหรือเปล่า คงไม่ได้โทรมาแค่จะถามว่าเราถึงบ้านแล้วหรือยังหรอกนะ” คนพูดหัวเราะ   


“ค...คือ” ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกไป “คือเราจะขอของคืนน่ะ”


“ของ? ของอะไรเหรอ”


“ลังใส่หนังสือบริจาค อ..เอ้อ ไม่ใช่ เราแค่จะขอของที่ติดไปคืนน่ะ”


“ได้สิ”


“ถ้าอย่างนั้น...ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่ามีกล่องกระดาษสีน้ำตาลติดไปด้วยหรือเปล่า”


“ได้ ๆ รอเดี๋ยวนะ ดูให้เดี๋ยวนี้แหละ” นคินทรกล่าว


พายุพัดได้ยินเสียงโวยวายของชายหนุ่มอีกคนที่คาดว่าน่าจะเป็นคนขับรถปะปนไปกับเสียงโครมครามจากการรื้อค้น ครู่หนึ่งปลายสายก็ตอบกลับ


“เฮ้อ...กว่าจะเจอ อยู่เกือบก้นกล่อง ข้างในมีอะไรเนี่ย...”


ยังพูดไม่ทันจบ เจ้าของก็โพล่งขึ้น “ห้ามเปิดดูนะ”


“ไม่เปิดหรอก แล้วจะให้เราเอาไปให้ไหม”


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปเอาเอง ช่วยส่งพิกัดมาให้ก็พอ”


“ได้ เดี๋ยวเราส่งให้ ถ้าอย่างนั้นแค่นี้นะ”


“ม...ม่อน เดี๋ยวก่อน”


“ว่าไง”


“สัญญานะว่าจะไม่เปิดดู”


“รู้แล้วน่า มีความลับอะไรนักหนา” นคินทรบ่นอย่างไม่จริงจังนักก่อนจะวางสาย


....


ซูบารุ ฟอเรสเตอร์สีดำลัดเลาะเส้นทางคดเคี้ยวผ่านหมู่บ้านกระทั่งสองข้างทางแปรเปลี่ยนเป็นเพียงทุ่งนาและไร่ข้าวโพดบนเนินเขา ไม่นานรถก็เลี้ยวเข้าทางคอนกรีตแคบ ๆ จนมาถึงโรงเรียนแห่งหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ชายหนุ่มขับอ้อมไปด้านหลัง จนระบบบอกพิกัดแจ้งเตือนว่าขณะนี้ถึงที่หมายแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถ มองไปยังบ้านไม้ชั้นเดียวยกใต้ถุนสูงสำหรับจอดรถ รออยู่ไม่นานเจ้าของบ้านก็เปิดประตูเดินลงบันไดมาพร้อมกับกล่องกระดาษสีน้ำตาลใบใหญ่เกือบเท่ากระดาษสำหรับพิมพ์เอกสาร 


“นี่ใช่ไหม” นคินทรถามพลางยื่นของให้


คนถูกถามพยักหน้าแล้วรับมาถือไว้


“มาเสียเย็นเชียว ที่จริงวันเสาร์หน้าเราเอาไปให้ก็ได้ ยังไงเราต้องแวะไปหาหมอกอยู่แล้ว”


“ไม่เป็นไร เรามาเอาเองดีกว่า”


จบประโยคของพายุพัด ต่างคนต่างเงียบจนกระทั่งเสียงกริ่งจักรยานดังขึ้น
   

“พี่ม่อน พี่จะเอาของในรถไปเก็บที่โรงเรียนเลยไหม ผมจะได้ช่วยขน”
   

เห็นอีกฝ่ายสวมชุดบอลเต็มยศจึงกล่าว “พี่ขนเองได้ พิงจะไปเตะบอลก็ไปเถอะ”


“เอาอย่างนั้นก็ได้พ..พี่...” อ้าปากค้างเมื่อเหลือบไปเห็นอีกคน “พ...พี่คือฉลามพาย ฉลามพายใช่ไหมพี่” พิทักษ์ละล่ำละลัก แทบลืมวิธีลงจากจักรยาน


ร่างล่ำสันจอดจักรยานอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เดินตุปัดตุเป๋ราวกับขาไร้เรี่ยวแรง ฉีกยิ้มเสียกว้างแล้วกล่าว “ค...คือ ผมเป็นแฟนคลับพี่เลย ตอนที่รู้ข่าวว่าพี่ประสบอุบัติเหตุน่ะผมตกใจแทบแย่ ดีจังที่พี่ไม่เป็นไร ตัวจริงพี่หล่อกว่าในหนังสือพิมพ์ตั้งเยอะ”


พายุพัดสบตาคนข้าง ๆ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ชายหนุ่มที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก
   

“ผม...ผมขอถ่ายรูปกับพี่ได้ไหมพี่”
   

“ได้สิ” หนุ่มนักกีฬาตอบ
   

“เอ่อ...คือ จะเป็นไรไหมครับ ถ้าผมจะขอกลับไปเปลี่ยนชุดก่อน”
   

“ทำไมล่ะ ชุดนี้ก็ไม่เป็นจะเป็นไรเลย” นคินทรมุ่นคิ้วสงสัย
   

“โธ่...พี่ม่อน มันไม่เข้าอะ นี่พี่ฉลามพายนะ ไม่ใช่เมสซี่เจ ดูพี่ฉลามพายซิใส่เสื้อเชิ้ตมาอย่างหล่อ แล้วดูผม”
   

คนฟังได้แต่ส่ายหัว กำลังจะหันไปถามความเห็นจากอีกคน แต่พายุพัดก็พูดขึ้นเสียก่อน
   

“ได้สิ พี่ไม่ได้รีบไปไหน”
   

“ถ้าอย่างนั้นพี่รอผมแป๊บนะพี่” พูดจบพิทักษ์หันไปคว้าจักรยาน ปั่นสุดชีวิตกลับไปที่บ้านพักของตน
   

“นั่งก่อนไหม หรือจะขึ้นไปดื่มน้ำบนบ้าน” นคินทรเอ่ยขึ้น
   

“เรานั่งรอข้างล่างก็ได้” พายุพัดตอบ เปิดประตูเพื่อเอาของเก็บในรถแล้วเดินไปนั่งที่ม้านั่ง มองน้ำในลำธารที่ขณะนี้เริ่มขุ่นเล็กน้อยเหตุเพราะฝนที่ตกในป่าคงชะหน้าดินไหลลงมารวมกัน


ครู่หนึ่งก็รู้สึกคล้ายมีบางอย่างวนเวียนอยู่ที่ขา เมื่อก้มลงมองก็พบลูกแมวกำลังเอาหัวถูไถไปกับขากางเกง มันเกือบจะเป็นสีขาวทั้งตัวหากไม่มีกระจุกขนสีเหลืองบริเวณโคนหาง เจ้าแมวรุ่นท่าทางปราดเปรียวเงยหน้าขึ้นมองตาแป๋วก่อนจะส่งเสียงร้องเหมียว ๆ พลันอีกตัวที่ตัวใหญ่กว่าก็กระโดดขึ้นนั่งใกล้ ๆ พายุพัด


“ซ่าหริ่มพาลูกลงมาทำไม” นคินทรเอ่ยขึ้นก่อนจะอุ้มเจ้าสามสีขึ้นแล้วนั่งลงแทนที่ จากนั้นจึงวางมันบนตัก
พายุพัดละสายตาจากใบ้หน้าระบายยิ้มของคนข้าง ๆ โน้นตัวลงแล้วลูบหัวเจ้าตัวเล็กเป็นการทักทาย


“ม่อนบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้พาตะโก้ลงมาข้างล่าง”


คนฟังลอบอมยิ้มทั้งที่มือยังคลอเคลียอยู่กับเจ้าตัวเล็ก ได้ยินเสียงร้องของแม่แมวจึงยืดตัว หันกลับไปมอง เห็นนคินทรยกตัวเจ้าเหมียวขึ้นกลางอากาศจึงถือโอกาสลอบมองเจ้าของแมวโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว


เจ้าซ่าหริ่มดิ้นขลุกขลักจนนคนิทรต้องรีบปล่อยมันลงด้วยเกรงว่ามือของตนจะเป็นที่ฝนเล็บชั้นดี เมื่อสี่เท้าสัมผัสพื้นมันก็เดินเข้าไปเลียเจ้าตัวเล็กโดยไม่สนใจผู้เป็นเจ้านายอีกเลย 


“ทำไมไปเปลี่ยนเสื้อผ้านานจังวะ” นคินทรบ่นพลางชะเง้อมอง “เดี๋ยวเราโทรตามให้นะ” กำลังจะดึงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าก็ต้องหยุดเมื่ออีกคนพูดขึ้น


“ปล่อยเขาเถอะ เราบอกแล้วไงว่าไม่ได้รีบไปไหน” เมื่อพายุพัดพูดจบก็พอดีกับที่พิทักษ์ขี่จักรยานกลับมา


“มาแล้วคร้าบบบ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างกระตือรือร้น ปลดเป้วางในตะกร้าหน้ารถ


“โอ้โห! นี่ถึงขนาดไปอาบน้ำประแป้งมาเลยเหรอ” นคินทรเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายกลับมาในชุดใหม่ แถมหวีผมทาแป้งเสียหอมฟุ้ง


“ผมก็ต้องให้เกียรตินักกีฬาในดวงใจของผมหน่อยสิพี่” ครูหนุ่มกล่าวพลางจอดจักรยานพิงกับต้นไม้


“ถ้าอย่างนั้นเอาโทรศัพท์มา เดี๋ยวพี่ถ่ายให้”   


“ขอบคุณครับพี่ม่อน” พูดจบพิทักษ์ก็ยื่นโทรศัพท์ให้ก่อนจะเดินไปยืนข้างพายุพัด


“ยิ้มนะ” ตากล้องจำเป็นบอกก่อนจะนับ 1-3 กดบันทึกภาพไป 3-4 ภาพก็ส่งโทรศัพท์ให้เจ้าของ “ดูก่อนนะว่าชอบไหม ถ้าไม่ถูกใจเดี๋ยวพี่ถ่ายให้ใหม่”


พิทักษ์รับโทรศัพท์คืน ใช้ปลายนิ้วเลื่อนรูปไปก็ยิ้มไป “ดีทุกรูปเลยพี่ แต่เสียดายพี่ฉลายพายไม่ยิ้มเลยสักรูป แต่ไม่เป็นไรครับ แบบนี้เท่ดี สมกับฉายาฉลามหิน”


ได้ยินเช่นนั้นเจ้าของชื่อถึงกับทำหน้าไม่ถูก ส่วนนคินทรเองก็ได้แต่กลั้นหัวเราะ


“ขอบคุณครับพี่ม่อน ขอบคุณครับพี่ฉลามพาย”


“เรียกพายเฉย ๆ ก็ได้” พายุพัดบอก


“ครับพี่พาย” ว่าแล้วก็หันไปหาอีกคน “พี่ม่อนไม่ยักบอกกันบ้างเลยว่าเป็นเพื่อนกับนักกีฬาดัง”


“ก็...มันนานมาแล้วนี่นา เคยเรียนด้วยกันตอนม.ปลาย ไม่คิดว่าจะได้เจออีก” นคินทรตอบตามจริง


“อ้าว นี่เพิ่งได้เจอกันหรอกเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมถ่ายรูให้พวกพี่บ้าง” พิทักษ์ว่า กำลังจะยกโทรศัพท์ พายุพัดก็ขัดขึ้น


“เอาเครื่องพี่ก็ได้” พูดจบก็ดึงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงส่งให้คนรับอาสา


“ยืนชิด ๆ กันหน่อยครับ”


ได้ฟังดังนั้นสองคนจึงขยับเข้าไปยืนเคียงข้างกัน


“ยิ้มหน่อยนะครับพี่พาย” พูดจบนิ้วหนาก็แตะลงบนหน้าจอสัมผัสเพื่อบันทึกภาพก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนให้พายุพัด


“ขอดูหน่อย” นคินทรพูดขึ้น รั้งโทรศัพท์จากมือของอีกฝ่าย เมื่อเห็นรูปก็หลุดหัวเราะ “กลัวถูกหาว่าเป็นฉลามหินเหรอ ยิ้มเสียกว้างเชียว”


“ไม่ใช่สักหน่อย” พายุพัดมุ่นคิ้วเก้อ ๆ ดึงโทรศัพท์กลับคืนก่อนจะใส่ลงในกระเป๋า


“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปเตะบอลก่อนนะพี่” พิทักษ์บอกทั้งที่นิ้วยังเขี่ยหน้าจอ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นยกมือไหว้สองคนที่อาวุโสกว่าแล้วจึงขี่จักรยานจากไป


“จะกลับเลยไหม เราจะเดินไปส่ง”


“นายจะเอาหนังสือไปเก็บที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวเราช่วยขน”


“ไว้พรุ่งนี้ให้เด็ก ๆ ช่วยกันขนก็ได้”


“ไม่เป็นไร เราช่วยเอง” พูดจบพายุพัดก็เดินไปที่รถซึ่งจอดอยู่ใต้ถุนบ้าน “เปิดรถสิ”


นคินทรปลดล็อกพลางมองเจ้าของร่างสูงที่เอื้อมมือดึงเปิดประตูด้านหลัง


“เยอะขนาดนี้เลยเหรอ”


“อือ ท้ายรถก็ยังมีอีก เราว่าจะคัดแยกก่อน เพราะมีทั้งหนังสือสำหรับเด็กแล้วก็หนังสือสำหรับผู้ใหญ่ปน ๆ กันมา ถึงบอกว่าพรุ่งนี้ให้เด็ก ๆ มาช่วยกันขนก็ได้”


“พอแยกแล้วจะเอาไปไหนเหรอ” นักกีฬาหนุ่มถามพลางดึงหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นพลิกดู


“เราจะเอาหนังสือสำหรับเด็กไปไว้ที่ห้องสมุดของโรงเรียนน่ะ แต่ถ้าเป็นหนังสือสำหรับผู้ใหญ่ก็ว่าจะเอาไปให้ที่ห้องสมุดประชาชนของหมู่บ้าน”


“ต้องเอาขึ้นไปบนบ้านก่อนใช่ไหม”


“อือ”


“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราช่วย” พูดจบก็วางหนังสือลงแล้วดึงกล่องใบใหญ่ออกจากรถ “ไปเปิดประตูบ้านเถอะ”


นคินทรพยักหน้า รีบเดินขึ้นไปเปิดประตู จากนั้นสองคนก็ช่วยกันขนหนังสือจำนวนมากขึ้นไปบนบ้าน กว่าจะคัดแยกเรียบร้อยก็เกือบค่ำ โชคดีได้กินบะหมี่ที่พิทักษ์ซื้อฝากเมื่อขากลับจากเตะบอล ไม่เช่นนั้นคงจะหิวไส้กิ่วไปตาม ๆ กัน


“เราไม่คิดว่ามันจะเยอะขนาดนี้นะเนี่ย” เจ้าของบ้านบ่นพลางยืดตัวบิดขี้เกียจแล้วหันไปเกาพุงเจ้าซ่าหริ่มที่นอนตีหางขึ้นลงอยู่บนกองหนังสือที่มัดด้วยเชือกฟางซึ่งผ่านการคัดแยกแล้ว


พายุพัดผูกเชือกกับหนังสือกองสุดท้าย ยกขึ้นวางซ้อนกับกองตรงหน้า พลันความรู้สึกเจ็บปวดก็แล่นจากช่วงบ่าข้างขวาลงไปถึงปลายมือ ชายหนุ่มขบฟันแน่นค่อย ๆ เอื้อมมืออีกข้างขึ้นบีบนวดหวังให้คลายอาการ


“เป็นอะไรหรือเปล่า”


“เปล่า” หนุ่มนักกีฬาตอบสั้น ๆ แล้วลุกขึ้น “เรากลับก่อนนะ”


“ที่จริงค้างด้วยกันก็ได้นะ ขับรถมืด ๆ มันอันตราย”


“ไม่เป็นไร เราขับกลับได้” พายุพัดยังคงยืนยันความตั้งใจเดิม


“ถ้าอย่างนั้นรอเดี๋ยวนะ” นคินทรลุกขึ้นก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว ในขณะที่พายุพัดเดินไปนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือที่เต็มไปด้วยสมุดการบ้านของนักเรียน


ครู่หนึ่งเจ้าของบ้านก็กลับออกมาพร้อมกับกะละมังใส่น้ำร้อนและผ้าขนหนู


“ถอดเสื้อสิ”


คนฟังหันขวับ มองอีกคนที่กำลังวางกะละมังลงบนโต๊ะ


“ถ...ถอดทำไม”


“เดี๋ยวเราประคบร้อนให้จะได้ขับรถสบายขึ้น”


“ต...แต่”


“เร็ว ๆ เข้า”


พายุพัดกลืนน้ำลาย หันหลังกลับ ค่อย ๆ ปลดกระดุมแล้วรั้งเสื้อลงเผยให้เห็นบ่ากว้างและต้นแขนที่มีมัดกล้ามนิด ๆ ชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งเฮือกเมื่อมืออุ่นแตะลงบนผิวเนื้อ จู่ ๆ หัวใจก็เต้นระส่ำขึ้นมาเสียอย่างนั้น


“ตรงนี้ใช่ไหม”


“ช...ใช่”


นคินทรพยักหน้ากับตัวเองก่อนจะคลี่ผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมลงบนบ่าของคนตรงหน้า จากนั้นจึงใช้อีกผืนจุ่มน้ำ บิดจนหมาดแล้ววางทับลงไป


“ร้อนไปหรือเปล่า ถ้าร้อนไปบอกได้นะ”


พายุพัดไม่ได้ตอบเนื่องจากความร้อนยังคงอยู่ในระดับที่เขาสามารถทนได้ และยิ่งมีผ้าขนหนูรองอีกชั้นป้องกันไม่ให้ความร้อนสัมผัสผิวเนื้อโดยตรงก็ยิ่งทำให้สบาย แต่มือที่จุ่มลงไปในน้ำเมื่อครู่คงร้อนน่าดู


“เดี๋ยวเราไปเปลี่ยนน้ำก่อนนะ” นคินทรเอ่ยขึ้นหลังจากทำแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง


เห็นคนพูดเตรียมจะยกกะละมังจึงคว้ามือเอาไว้ “ม่อน พอแล้วละ เราดีขึ้นแล้ว”


“จริงเหรอ”


“จริงสิ” พายุพัดตอบพร้อมกับค่อย ๆ คลายมือออก เขารั้งผ้าขนหนูลงจากบ่าแล้ววางคืนในกะละมัง จากนั้นจึงดึงเสื้อขึ้นแล้วติดกระดุม เมื่อเรียบร้อยก็ไม่ลืมที่หันกลับมาขอบคุณเจ้าของบ้านก่อนจะขอตัวกลับ...


แม้นาฬิกาติดฝาหนังจะบอกเวลาเกือบเที่ยงคืน แต่ไฟบนห้องนอนชั้นสองก็ยังคงเปิดสว่าง ร่างสูงนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง ทอดตามองบนหน้าจอโทรศัพท์ซึ่งปรากฏข้อความ “เราถึงบ้านแล้วนะ” ซึ่งเป็นข้อความที่ส่งไปบอกให้อีกคนตามที่ได้รับปากเอาไว้ ที่ทำเอาตาสว่างนอนยิ้มไม่หุบมาจนกระทั่งตอนนี้เห็นทีจะเป็นการ์ตูนรูปแมวกับข้อความ “OK” และ “ฝันดี” ที่ถูกส่งกลับมา


พายุพัดวางโทรศัพท์ลงที่หัวเตียง พลิกตัวนอนคว่ำแล้วดึงกล่องกระดาษสีน้ำตาลมาตรงหน้า เมื่อเปิดฝากล่องออกก็พบว่าของข้างในยังอยู่ครบ มีทั้งเหรียญทองจากการแข่งขันว่ายน้ำรายการเล็ก ๆ รายการหนึ่ง ปลอกคอสำหรับลูกแมวสองเส้น ซึ่งทั้งหมดวางทับอยู่บนสมุดเล่มหนึ่ง มือใหญ่หยิบสมุดนั้นขึ้นมาพลางกวาดมองตัวอักษรเป็นระเบียบที่ถูกเขียนด้วยปากกาลูกลื่น ตรงชื่อวิชามีข้อความ “แบบฝึกหัดเสริมวิชาเคมี” ส่วนชื่อผู้ที่เป็นเจ้าของคือ “นายนคินทร ปฐวิพัฒน์”


พายุพัดพลิกกระดาษไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็หยุดที่หน้าหนึ่งซึ่งอยู่เกือบท้ายเล่ม ตาคมไล่อ่านข้อความที่มีอยู่เกือบเต็มหน้า พลันรอยยิ้มก็ยิ่งระบายชัดขึ้นราวกับถูกย้ำด้วยปลายพู่กัน ชายหนุ่มโคลงหัวน้อย ๆ ยกมือขึ้นลูบต้นคอ หากจะถามหาตัวคนเขียนก็ไม่ยาก เพราะที่บรรทัดสุดท้ายนั้นปรากฏชื่อเจ้าของลายมือและลงวันที่กำกับชัดเจน


...

(มีต่อค่ะ)
4
สนับสนุนให้ไปเรียนต่อ ..
5
Boy's love story / Re: • ใบ้ • Up บทนำ. วนันต์ วิริยธนเดชา 20/07/61
« กระทู้ล่าสุด โดย unicorncolour เมื่อ 21-07-2018 12:02:52  »
เพิ่งเริ่ม..มันก็จะงงหน่อย ๆ  :a5:

ตามจ้า  o13
6
Boy's love story / Re: • ใบ้ • Up บทนำ. วนันต์ วิริยธนเดชา 20/07/61
« กระทู้ล่าสุด โดย Leenboy เมื่อ 21-07-2018 11:54:12  »
 :hao4:
7
Boy's love story / Re: สวัสดีครับ! คุณธนิก ตอนที่ 2 20/07/2018
« กระทู้ล่าสุด โดย lizzii เมื่อ 21-07-2018 11:49:19  »
เค้าคุยกันละมุนจังเลยค่ะ
8
ปรับความเข้าใจ
9
Boy's love story / Re: S-E-A-L <<รัก>> ลับๆ = เผยความลับครั้งที่ END [20/7/18]
« กระทู้ล่าสุด โดย Leenboy เมื่อ 21-07-2018 11:44:46  »
 :sad11: ดีใจกับทั้งคู่
10
Boy's love story / Re: *-*-*-*-*-*-INTERNAL LOVE-*-*-*-*-*-* #แฟนหมอแมน (Mpreg) อัพบท36 19/7/61 p67
« กระทู้ล่าสุด โดย Yara เมื่อ 21-07-2018 11:42:29  »
ที่หมอเพลิงตัดสินใจไปเชียงใหม่เพราะพ่อกับแม่ยอมรับเมืองแมนแล้วใช่มั้ย
หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด