กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
1
รัชสมัยจ้าวเหรินปีที่หก ปลายฤดูใบไม้ร่วง

ข่าวเก่ากลับมาสะพัดอีกหน เล่าลือว่าฮ่องเต้จ้าวเหรินโปรดปรานชายงามนอกกำแพงวังหลวงจะเป็นเรื่องจริงเข้าแล้ว มีผู้พบเห็นว่าฝ่าบาทอยู่กับบุรุษที่หอสังคีต ผนวกกับเพลาเดียวกันนั้นมีฎีการ้องเรียนถึงอวี้เทียนชิงและสือโม่เซียงเรื่องการทุจริตเครื่องเคลือบลายคราม หรือตำแหน่งของอวี้เทียนชิงจะสั่นคลอนเสียแล้ว

ช่วงเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่หน้าท้องพระโรง อวี้เทียนชิงกระสับกระส่ายอย่างยิ่ง แม้ว่าจะสงบท่าทีรักษาสีหน้าได้ดีเช่นเดิมแต่กลับรู้สึกพะอืดพะอมโดยตลอด หรือที่สกุลจางคิดโจมตีเขาก็เพราะเรื่องสือโม่เซียง ขณะที่เสนาบดีกรมพิธีการไฉเซียนหยู เข้ามาประจำตำแหน่งในท้องพระโรง

“หรือนี่คือไพ่ใบเด็ดของพระสัสสุระ”ฝ่ายนั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม อวี้เทียนชิงข่มอารมณ์ขุ่นเคืองเอาไว้ภายใน ก่อนจะตีหน้าเรียบเฉย

“ข้าไม่แน่ใจ ยังไม่เห็นแม้แต่ฎีกาของฝ่ายนั้น คงเป็นสักเรื่องที่ยกมาร้องเรียนข้ากระมัง”อวี้เทียนชิงรู้สึกโง่งม เมื่อเช้าสภาขุนนางประชุมโดยไร้ซึ่งเขา ในฐานะเสนาบดีกรมมหาดไทยถือว่าหักหน้ากันโดยตรง ราวกับฉากซ้ำรอยของใต้เท้าซู แต่อวี้เทียนชิงไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด หากให้พิสูจน์ตนเองเขาก็ยินดี

อวี้เทียนชิงนำป้ายงาช้างออกมาถือ ชำเลืองมองท่าทีของเหล่าขุนนางที่เงียบขรึมกันส่วนใหญ่ เสนาบดีกรมทั้งห้าก็ไม่ได้สนทนากับเขามากนัก ราวกับคิดจะตัดเขาทิ้ง อวี้เทียนชิงผุดยิ้ม คงเป็นคำชี้แนะจากราชเลขาเหยียนเป็นแน่

เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จ อวี้เทียนชิงหัวใจกระดอนออกจากอก เพิ่งรู้ว่าอาการหนาวไปทั้งกายเป็นเช่นไร ต่อให้เป็นแผนการของฮ่องเต้ แต่เขาอดรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง ในเมื่อถูกร้องเรียนเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ขุนนางหนุ่มมีแต่เสียชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้น

เขารู้หนทางข้างหน้าว่าราชเลขาเหยียนคิดลอยตัวเช่นไร เรื่องมอบเครื่องลายครามให้แก่ขุนนางชั้นสูงต้องถูกหยิบยกเอามาเป็นประเด็นเป็นแน่ โดยเฉพาะกับ...คิดเช่นนี้แล้วจึงเหลียวไปมองทางขวามือ เป็นตำแหน่งของเสนาบดีกรมคลัง ใต้เท้าหร่วน ผู้ไม่รักใคร่อวี้เทียนชิงแม้แต่น้อย

เหล่าขุนนางคำนับฮ่องเต้กันพร้อมเพรียง กระทั่งได้ยินเสียงจากตงกงกงขานบอก พวกเขาจึงลุกขึ้นยืน อวี้เทียนชิงเหลือบมองไปยังบัลลังก์มังกรของฮ่องเต้ เห็นพระองค์นั่งประทับอย่างผ่าเผย โต๊ะข้างกันนั้นมีฎีกาหลายฉบับวางไว้ เขากลืนน้ำลายอย่างยากเย็น เหงื่อกาฬไหลลงแผ่นหลัง

“เราเพิ่งได้รับข่าวสารหนึ่งมา ค่อนข้างทำร้ายจิตใจเราอย่างยิ่ง”จ้าวเหรินเริ่มเป็นจริงเป็นจัง ทอดสายตามองไปยังสภาขุนนาง จดจ้องไปที่อวี้เทียนชิง ก่อนจะหันไปหยิบฎีการ้องเรียนเสนาบดีกรมมหาดไทยออกมาอ่านทวน เป็นเรื่องหลักขุนนางที่ดี ในคัมภีร์ฉางต่วนจิง(ว่าด้วยการบริหาร การปกครอง) ได้จัดแบ่งประเภทของขุนนางเอาไว้

“รู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”

ท้องพระโรงเงียบเสียงลง แทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจดังนัก อวี้เทียนชิงชำเลืองมองไปยังเสนาบดีท่านอื่น ผู้ใดจะเริ่มก่อนหรือ ถึงเวลาสาดโคลนใส่เขาแล้ว

“เป็นเพราะเสนาบดีอวี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงแต่งตั้งเขาด้วยพระองค์เอง แต่ใต้เท้าอวี้กลับมีพฤติการณ์ไม่สุจริต”ราชเลขาเหยียนเป็นผู้อื่นออกหน้าแทน อวี้เทียนชิงเบะปาก

“ว่าอย่างไร ท่านพอจะรู้ถึงสถานการณ์ของตนเองหรือไม่ ใต้เท้าอวี้”คำเรียกขุนนางหนุ่มแปรเปลี่ยน อวี้เทียนชิงชะงักไปบ้าง ไม่คิดว่าฝ่าบาทจะเริ่มโดยเร็ว รอบกายรับรู้ความเคลื่อนไหวของเหล่าขุนนาง ขุนนางหนุ่มจึงก้าวออกไปด้านหน้า จ้องมองฮ่องเต้ด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่ทราบว่าฝ่าบาทคิดอ่านสิ่งใด  เขาไม่ทราบเนื้อความของฎีกาทั้งสองฉบับนั้นเอ่ยถึงเรื่องใดกันแน่ แต่คราวนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

ยิ่งนึกถึงวาจาของพระองค์ที่ตำหนักเทียนกงหลังนั้นแล้ว อวี้เทียนชิงเพียงทำหน้าที่ของตนเองให้ดี มองจากดวงตาเด็ดเดี่ยวของฝ่าบาทจึงเชื่ออย่างเต็มอกว่าพระองค์ไม่ผ่อนปรนให้เขา แม้ว่านี่คือบทละครเรื่องหนึ่ง…. หรืออาจไม่ใช่ก็เป็นได้ นี่อาจเป็นความจริง

“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”อวี้เทียนชิงเอ่ยบอก เสนาบดีทั้งห้าชำเลืองมองกัน ก่อนที่เสนาบดีกรมคลังจะร้องขออนุญาตขึ้นทูลฮ่องเต้

“ว่ามา”จ้าวเหรินมองเสนาบดีกรมคลังนิ่งๆ

“หากเสนาบดีอวี้ไม่รู้ตนเอง กระหม่อมทูลขอพระบรมราชานุญาติอธิบายคำร้องเรียนให้ฝ่าบาท เพื่อไม่ให้พระองค์รู้สึกย่ำแย่”ราวกับว่าคำกล่าวของใต้เท้าหร่วนเหน็บแนมทั้งอวี้เทียนชิงทั้งฮ่องเต้ ขุนนางหนุ่มปรายตามองชายเสื้อของเสนาบดีกรมคลังเงียบๆ เขากลายเป็นเป้าโจมตีของผู้อื่นไปเสียแล้ว คำเตือนของฮ่องเต้ถูกต้องอย่างยิ่ง

“ได้..เราให้เสนาบดีหร่วนเอ่ยได้ตามใจปรารถนา”

“เช้าวานที่ผ่าน สภาขุนนางได้รับฎีกาอยู่สองฉบับ ร้องเรียนถึงพฤิกรรมของเสนาบดีกรมมหาดไทย การแจกจ่ายเครื่องลายครามสกุลอวี้แก่ขุนนางขั้นสูงกว่า ซึ่งในคัมภีร์ฉางต่วนจิง(หลักบริหาร ว่าด้วยเรื่องขุนนาง) ขุนนางที่ดีไม่ควรทำตัวโฉด กะล่อน และปล้นชาติ ซึ่งการกระทำของเสนาบดีอวี้ถือว่าเข้าข่ายประเภทขุนนางที่เลว ต่อมา เรื่องการยักยอกเครื่องลายครามจากเตาหลวง ไปจำหน่ายยังโรงจำนำเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นทองแท่ง ให้แก่ขุนนางชั้นสูง เข่าข่ายติดสินบน ซึ่งในฎีกาฉบับดังกล่าวได้เขียนอธิบายการกระทำของเสนาบดีอวี้ไว้ครบ รวมถึงหลักฐานการนำเครื่องลายครามเหล่านั้นไปจำหน่ายไว้ที่โรงจำนำแห่งหนึ่งในฉางอาน”

ประโยคยืดยาวของเสนาบดีกรมคลังผ่านหูไปอย่างไม่รู้ความนัก อวี้เทียนชิงโกรธมาก ฎีกาฉบับนั้นใส่ความเขาได้เลวร้ายอย่างยิ่ง ไม่นับหลักขุนนางที่ดีที่เลว ทำให้เขารู้สึกอัปยศท้วมท้นหัวใจ รวมถึงการจำหน่ายเครื่องลายครามแก่โรงจำนำเพื่อแลกทองงั้นหรือ...สกุลอวี้เช่นเขาน่ะหรือต้องกระทำเช่นนั้น อยากหัวเราะงอหงายเสียตรงนี้ แต่เขาเพียงเมินเฉยต่อคำว่าร้ายที่ไม่ถูกพิสูจน์ แปลกนัก เหตุใดเรื่องของเตาทางการถึงถูกโยงมาที่ตัวเขา ทั้งที่ควรเป็นคนสกุลจางเช่นองค์หญิงสาม หรือแม้แต่จางฮองเฮาด้วยซ้ำ

“...ท่านปักใจเชื่อหรือ...สกุลอวี้มีเตาเผาของตนเองไยต้องยักยอกจากเตาทางการเพื่อนำไปแลกทองแท่ง”จ้าวเหรินใคร่หัวเราะ แต่ทำได้เพียงตีหน้าเคร่งขรึม ผู้ใดโง่งมเขียนฎีกาฉบับนี้หรือ… คนสกุลจางใส่ร้ายป้ายสี ข้อนี้เขาไม่ทราบมาก่อนว่าจะปรากฏกับอวี้เทียนชิง นี่หรือไพ่เด็ดจากพระสัสสุระ มองอย่างไรถือว่ากระทำโดยสะเพร่ามากกว่า

“กระหม่อมสืบทราบมาว่า เสนาบดีอวี้คิดทะเยอทะยาน เครื่องลายครามของราชสำนักแตกต่างจากลายครามสกุลอวี้ แน่นอนว่ารูปแบบการเขียนสีและการเผาแตกต่างจากเตาราษฎรอยู่มาก...เขาร่วมกระทำกับสือโม่เซียง การกระทำลักษณะนี้ถือเป็นการใช้เครื่องลายครามบังหน้า มอบของขวัญให้แก่ผู้อื่น แต่แท้จริงแล้ว มูลค่าของเครื่องลายครามถูกนำมาแลกเปลี่ยนเป็นทอง...”

คราวนี้อวี้เทียนชิงตระหนกจริง แท้จริงแล้ว ผู้ที่เขียนฎีกาใส่ร้ายขุนนางหนุ่ม อาศัยพฤติกรรมมอบเครื่องลายครามของเขา มาแต่งเติมจนกลายเป็นการติดสินบนและทุจริตไปเสียแล้ว

โรงจำนำ คือตัวกลาง ส่วนเครื่องเคลือบนั้นเป็นเพียงสิ่งแลกเปลี่ยน โดยปกติอวี้เทียนชิงเพียงมองของขวัญให้โดยเปล่า ทว่า ฎีกาฉบับนั้นมีเจตนาให้อวี้เทียนชิงติดสินบนเป็นทองแท่ง จากการแลกเปลี่ยนผ่านโรงจำนำ วิธีการเช่นนี้สกุลจางเสียมากกว่าที่เป็นผู้กระทำจริง เขานึกไปถึงคำเตือนของฮ่องเต้เมื่อห้าปีก่อน จะว่าไปก็นานพอควร เขาลืมไปหมดสิ้น

ขณะเดียวกันเสนาบดีหนุ่มหันมองใต้เท้าหร่วนอย่างไม่ชอบใจ หันมองป้ายงาช้างขณะที่คิดสิ่งใดไม่ออกนัก การยื่นฎีกาให้ฮ่องเต้รับทราบ แสดงว่าต้องเข้าการไต่สวน สู่กฎบ้านกฎเมือง

ย้อนนึกไปถึงฎีกาที่เขาให้เสมียนโจวนำไปปรึกษาแก่ก๊กบัณฑิตลำดับกลาง กล่าวถึงการพฤติกรรมไม่โปร่งใสของสือโม่เซียง แต่เหตุใดกลับกลายเป็นความผิดร่วมกันไปเสียได้ ก๊กบัณฑิตเหล่านั้นผิดพลาด หรือเจตนาหันมาโจมตีเขากันแน่

“เอาล่ะ ฎีกาฉบับสอง สมควรต้องสืบสวนก่อนว่ามีความผิดจริงหรือไม่...แต่ฎีกาฉบับแรก เราเห็นว่าเข้าข่ายจาริยธรรมของขุนนางด้วยเช่นกัน...”จ้าวเหรินเอ่ย จ้องมองอวี้เทียนชิงไม่วางตา ฝ่ายนั้นมีสีหน้าสงบนิ่ง

ท้องพระโรงเงียบอีกหน ฮ่องเต้หยิบฎีกาฉบับดังกล่าวออกมา การมอบเครื่องลายครามของอวี้เทียนชิงไม่ถือว่าเป็นการติดสินบน ทว่าหากนำมาเทียบกับคัมภีร์บริหาร ว่าด้วยเรื่องของขุนนางที่ดีแล้ว สามารถเอาผิดได้เช่นกัน แม้ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย แต่เป็นหลักปฏิบัติของขุนนางที่ดี และท้ายที่สุด อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่เขา

อวี้เทียนชิงไม่คิดว่าจะถูกโจมตีด้วยเรื่องเช่นนี้ เขาไม่ถึงกับว่าสั่นคลอนนัก เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้คณะบัณฑิตกลับร้องเรียนเขาเชียวหรือ ไม่ถูกชะตากับคนเหล่านั้นโดยแท้ ที่ผ่านมาเขาไม่เห็นสัญญาณในเรื่องนี้มาก่อน เสนาบดีหนุ่มได้แต่สูดหายใจเข้าลึกๆ

“ กระหม่อมไม่คิดว่าตนเองจะเป็นขุนนางที่เลว เข้าข่ายในสามประการดั่งที่ฎีกาฉบับนั้นเขียนเอาไว้จนเกินจริง”

“ขุนนางเลวมีอยู่ 6 ประเภท ใต้เท้าอวี้คิดว่าเข้าข่ายในข้อใดบ้างหรือ”จ้าวเหรินยิ้ม อวี้เทียนชิงเงยมองไปยังองค์จักรพรรดิ นิ่งงันไปครู่เดียว ขุนนางที่เลวงั้นหรือ เขาไม่ถึงขั้นว่าเลวเต็มตัวกระมัง

“...กระหม่อมไม่เข้าข่ายแม้แต่ในฎีการ้องเรียน ขุนนางกะล่อน แม้ทำงานเอื่อยเฉื่อย แต่ยังใส่ใจงานหลวง กระหม่อมไม่ได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น ขุนนางปล้นชาติถือว่าเลวร้าย กระหม่อม ไม่สร้างก๊กส่วนตัว ใช้อำนาจในทางไม่ชอบมาก่อน ไม่เคยแอบอ้างพระราชโองการหรือแม้แต่บารมีของฝ่าบาท เหตุใดกระหม่อมต้องรับคำว่าร้ายเช่นนั้น”..ในเมื่อเกือบครึ่ง มีขุนนางประเภทนี้อยู่ในราชสำนัก  แต่เขาไม่ได้เอ่ยออกไป ได้แต่คิดในใจ หากเอ่ยออกไปเกรงว่าจะไม่ควรนัก ยามนี้ควรนอบน้อมต่อองค์จักรพรรดิ หากอวี้เทียนชิงเป็นบุรุษที่เที่ยงตรง เขาคงคุกเข่าโขกศีรษะยอมรับความผิดของตนเองไปง่ายดาย

แต่นั่นไม่ใช่อวี้เทียนชิงผู้นี้ สิ้นชื่อเช่นนั้น ไม่มีทางทำให้เสื่อมเสียต่อสกุลอวี้

“ท่านไม่สำนึกงั้นหรือ”เสนาบดีกรมคลังหันมาปองร้ายด้วยถ้อยคำและสายตา

“กระหม่อมจะสำนึกผิดก็ต่อเมื่อมีหลักฐานมาวางต่อหน้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ชื่อเสียงของกระหม่อมจะแปดเปื้อนโดยไร้มูลเหตุไม่ได้...อีกประการ...ให้กระหม่อมได้พิสูจน์ความผิดของตนเองด้วยพ่ะย่ะค่ะ”อวี้เทียนชิงใช้กำลังในการกล่าวให้ขึงขัง ก่อนจะคุกเข่าลง พื้นท้องพระโรงเย็นเยียบกระแทกซึมถึงหัวเข่า เขาเจ็บแปลบขึ้นมาลามมาถึงขาทั้งสองข้าง

จ้าวเหรินกำมือแน่น เดาไม่ออกนักว่าอวี้เทียนชิงแสดงละครหรือเป็นความรู้สึกจริง เขาเผลอยกมือนวดขมับ กระทั่งเห็นตงกงกงส่งสายตามาให้ จึงรักษาท่าทีให้ดุดัน กวาดสายตามองไปยังเหล่าขุนนางโดยทั่ว วกกลับมายังเสนาบดีหนุ่มที่ยังคงคุกเข่าอยู่

“เอาล่ะ อย่างไร ก็ต้องทำตามกฎหมาย...ในเมื่อใต้เท้าอวี้ถูกร้องเรียน ท่านย่อมให้ศาลเป็นผู้พิจารณา จากฎีกาทั้งสองฉบับนี้จะถูกนำเข้าสู่การไต่สวน...รวมถึงอวี้เทียนชิงและสือโม่เซียงจะถูกพักราชการ”

หนนี้ขุนนางหนุ่มตระหนกจริง เงยมองฮ่องเต้โดยทันที ฝ่าบาทเพียงยิ้มเล็กน้อย มองจากเบื้องล่าง พระองค์ดูสูงส่งและกดดันเขาได้ดีอย่างยิ่ง

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”อวี้เทียนชิงขานรับ ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่แต่เดิมยังอ่อนล้าไม่คลาย กลับเพิ่มภาระมากยิ่งขึ้นจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า

“อ้อ...ตำแหน่งเสนาบดีกรมมหาดไทยยังเป็นของใต้เท้าอวี้ไปจนกว่าจะถูกพิสูจน์ว่าผิดจริง ไม่ต้องส่งฎีกาทวงถามเรื่องผู้ดำรงตำแหน่งคนใหม่ให้วุ่นวาย...อีกประการหนึ่ง...หากการทุจริตในเตาหลวงเป็นจริง นั่นหมายความว่าเราคงไม่เด็ดขาดพอ เราขอใช้การสืบสวนของกององครักษ์เสื้อแพรเพื่อความรวดเร็ว”ประกาศิตจากฮ่องเต้ทำให้เหล่าขุนนางกระสับกระส่าย อวี้เทียนชิงลอบถอนหายใจออกมา ฝ่าบาททรงขู่ขุนนางอีกแล้วหรือนี่ 

หลังจบว่าราชการหน้าท้องพระโรง อวี้เทียนชิงรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของตำแหน่งของตนเองในสภาขุนนาง แต่ไม่มากเท่าความสั่นคลอนของผู้ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ราชสำนักคงคิดว่าฮ่องเต้ไม่โปรดปรานขุนนางหนุ่มเสียแล้ว

คิดดู หากทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เขาคงโดนโทษสถานหนัก

 อวี้เทียนชิงข่มโทสะในใจ เพราะรู้ดีว่าฎีกาฉบับนั้นเป็นฝีมือผู้ใด สกุลจาง...สารเลวจริง ฉุดลากเขาลงมาให้ต่ำต้อยด้วยเช่นนั้นหรือ

         เป็นหนแรกที่อวี้เทียนชิงจะเหยียบย่ำเข้าโรงศาล เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง แม้รู้ว่าท้ายที่สุดจะเอาตัวรอดได้ แต่ระหว่างทางเล่า เขาไม่อยากคิดถึงนัก

หากฮ่องเต้ประสงค์ให้เชื่อมั่นในพระองค์ เขาเชื่ออย่างแท้จริง

แต่อวี้เทียนชิงรู้แจ้งแก่ใจดี ว่าฮ่องเต้เคยเอ่ยเตือนเรื่องเครื่องลายครามมาแล้วสองครั้งสองครา หรืออีกประการหนึ่ง ฝ่าบาทคิดใช้วิกฤติหนนี้สั่งสอนเขาในฐานะขุนนางงั้นหรือ

        เอาเถิด วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ยังมีเวลาให้ทวงคืน!


[Talk]

เผื่อคนงง ….  ขุนนาง → เครื่องลายคราม=ทองแท่ง → ขุนนาง =สินบน ,ทุจริต 

ฮ่องเต้ก็จะเล่นใหญ่หน่อยๆ 55 ตอนนี้เอ่ยถึงเรื่องในสกุลจางให้มากขึ้นหน่อย เดี๋ยวจะยืดเยื้อนานไป
อีกตอนสองตอนก็จะหมดเรื่องสกุลจางแล้ว…(สปอยล์ไว้เลย)






แปะลักษณะผังตำหนักเทียนกงไว้ รูปวาดง่อยๆของเราอย่าสนใจเลย 555 ดูให้พอเข้าใจว่ามุมไหนเป็นมุมไหนค่ะ

ขอบคุณทุกการติดตามจ้า ฝาก #จ้าวเหรินตี้
2
ตำหนักฮุ่ยเปียว ยามอุ้ย (13.00-14.59)

จ้าวเหรินหวนนึกถึงคณะบัณฑิตที่ถวายฎีการ้องเรียนถึงคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องของขุนนางที่ดีและเลว รายชื่อนั้นมีขุนนางอื่นด้วย รวมถึงอวี้เทียนชิง พออยู่ในสถานะที่ต้องชี้เป็นชี้ตายตัดสินบุรุษที่โปรดปรานแล้ว ตาชั่งในใจของเขาเอียงกะเท่เร่โดยทันที แต่ตามหลักแล้วมูลเหตุที่คณะบัณฑิตร้องเรียนมานั้นถือว่าสามารถนำเข้าท้องพระโรงได้ จ้าวเหรินมองฎีการ้องเรียนถึงอวี้เทียนชิงด้วยใจสงบนิ่ง

ขณะนั้นตงกงกงเดินเข้ามาหา ก่อนจะรายงาน “ฝ่าบาท พระพันปีขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

“ในยามนี้น่ะหรือ”จ้าวเหรินขมวดคิ้ว ยังอยู่ในเวลาราชการแท้ๆ พระนางรอให้พ้นเวลางานไปก่อนไม่ได้หรือไร สาเหตุที่เฟยลี่ฮองไทเฮาเข้าพบเขานั้นอยู่มีอยู่ไม่กี่ประการ

“หากฝ่าบาทไม่ประสงค์ให้พระนางเข้าเฝ้า...”ตงกงกงเอ่ยเชื่องช้าเพื่อรอดูท่าทีของฮ่องเต้ ชำเลืองมองสีหน้าเคร่งเครียดของฝ่าบาทแล้วเดาพระทัยของพระองค์ไม่ได้

“ไม่เป็นไร ให้เข้ามาได้”จ้าวเหรินเอ่ยเรียบๆ เก็บฎีกาวางไว้ที่ข้างโต๊ะ ขณะที่ทำใจปลอดโปร่งสำหรับการได้พบหน้าของเฟยลี่ฮองไทเฮา ผ่านมาหลายแรมเดือนแล้วที่เขาไม่ได้สนทนากับนาง เสียงของตงกงกงร้องบอกอยู่ด้านนอกห้อง กระทั่งเห็นเฟยลี่ฮองไทเฮาก้าวเข้ามาภายในตำหนัก พระนางดูไม่แก่วัยนัก คงเพราะเครื่องประทินโฉมและพระนางเองแทบไม่ได้ออกไปที่ใด นอกเสียจากตำหนักฝั่งตะวันออก

“เหรินเสวี่ย นานเท่าใดที่แม่ไม่ได้พบหน้าเจ้า”พระนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีเมตตา อิสสตรีสูงวัยที่กล้าเอ่ยเรียกตนว่า‘แม่’ เดินเข้ามายังโต๊ะทำงานของจ้าวเหริน เขาเพียงเชิญให้พระนางนั่งลง

“เราเองก็ลืมเลือนวันเวลาไปแล้ว...ว่าแต่เสด็จแม่ประสงค์สิ่งใดหรือ”

“แม่มาหาเจ้า ก็มีอยู่ไม่กี่เรื่อง...ไม่คิดเอ่ยมากความ ขอเพียงให้เจ้าละเว้นองค์หญิงสาม”พระพันปีใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาไม่ฉายแววเมตตาเหมือนแต่ก่อน หากปรากฏก็เป็นเพียงการแสร้งทำเท่านั้น จ้าวเหรินยิ้มนุ่มนวล ขณะที่เอื้อมไปหยิบถ้วยชา รินน้ำชาให้แก่พระนางอย่างเชื่องช้า

“เสด็จแม่เห็นเราใจร้ายเช่นนั้นเชียวหรือ น้องสามเป็นน้องสาวของเรา”

“เช่นนั้นเจ้าจะผ่อนปรนต่อฟางเอ๋อ”

“...แต่พฤติกรรมของนางกลับทำร้ายเราโดยอ้อม เสด็จแม่ทราบหรือไม่ ที่นางไปยักยอกเอาเครื่องลายครามมาใช้ส่วนตน เกิดช่องโหว่ให้ศัตรูเข้ามากอบโกยมากเท่าใด”ทีแรกจ้าวเหรินไม่คิดมีโทสะ แต่พอนึกถึงการกระทำไม่ยั้งคิดของน้องสามแล้วก่อคลื่นความขุ่นเคืองมากยิ่งขึ้น ยิ่งเห็นพระพันปีประทับอยู่ตรงหน้า ยิ่งทวีโทสะ

“ฟางเอ๋อยังเด็กนัก”

“หากเราละเว้นแม้แต่องค์หญิงสาม เกรงว่าเหล่าขุนนางคงติฉินนินทา”เพียงประโยคเดียว เฟยลี่ฮองไทเฮาราวกับขยับร่างกายไม่ได้ พระนางมีดวงตาที่น่ากลัวยิ่งนัก เยาว์วัยจ้าวเหรินเกรงกลัวนางไม่น้อย แต่พอโตขึ้นเขากลับกล้าสบตาแข็งกร้าวคู่นี้ได้อย่างไม่รู้สึกอันใด

“ฟางเอ๋อเพียงคิดน้อย ไยฝ่าบาทจึงคิดลงโทษนาง”

“เราจะลดหย่อนโทษให้น้องสาม อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับโดนสักหมึก”จ้าวเหรินเอ่ย องค์หญิงสามต้องถูกสอบสวนเพื่อโยงไยไปถึงพระสัสสุระ อย่างน้อยน้องสามต้องได้รับโทษ เพียงแค่สถานเบาก็ถือว่าหนักหนาสำหรับองค์หญิงน้อยเช่นนาง

“...หม่อมฉันเลี้ยงพระองค์มาตั้งแต่ยังน้อย เหตุใดถึงคิดร้ายต่อหม่อมฉันถึงขั้นนั้น หรือฝ่าบาทยังโกรธแค้นหม่อมฉันอยู่”เฟยลี่ฮองไทเฮาเปลี่ยนคำเรียกขาน น้ำเสียงของพระนางต่ำลงเช่นความอดทนของจ้าวเหรินด้วย

“...เปล่า เราเพียงทำตามกฎตามระเบียบ”

“ถ้าเช่นนั้น พระองค์ควรเข้าไปดูแลฝ่ายใน สามีปล่อยให้ภรรยาโดดเดี่ยวได้เช่นไร”

“ยามนี้เราหาใช่สามีของพวกนางเท่านั้น เราเป็นถึงเจ้าแผ่นดิน อีกประการ เรื่องฝ่ายใน เสด็จแม่ไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง”จ้าวเหรินเตือนอย่างสุภาพ แม้ว่าจะไม่พอใจนัก

“เหตุใดแม่จะเกี่ยวไม่ได้...จางฮองเฮากระทำสิ่งใดให้พระองค์โกรธเคือง หรือเพราะเป็นคนสกุลจางงั้นหรือ”

“เราให้ท่านเลือก องค์หญิงสาม หรือว่าจางฮองเฮา”จ้าวเหรินไม่คิดสนทนายาวยืด ตัดบทพระพันปีอย่างไม่สนใจนัก พระนางนั่งงันก่อนจะมีท่าทีโกรธเคือง

“เหรินเสวี่ย! ต่อให้เจ้าเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้ แต่เจ้ากลับอกตัญญูต่อบิดามารดา”ขณะที่นางเอ่ยโต้ตอบ จ้าวเหรินไม่อาจทนฟังได้จบ

“มารดาเราอยู่สบายที่วัดเต๋า...เสด็จแม่เคยไปเยี่ยมนางบ้างหรือไม่...”สังเกตเห็นใบหน้าของพระนางแข็งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย

“...ฝ่าบาท สกุลจางทำให้พระองค์ได้ครองบัลลังก์”

“หาใช่สกุลจาง แต่เป็นฝูชุนไห่ต่างหาก และเรามีสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์จากเสด็จพ่อตามกฎมลเฑียรบาลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นให้พวกท่านต้องคอยหนุนหลัง ตลอดรัชสมัยของเสด็จพ่อ คนสกุลจางมีท่าทีเช่นไร คิดว่าเราไม่รู้หรือ พอกันทีกับเรื่องเน่าเหม็นของพวกเขา”จ้าวเหรินกำมือแน่น ข่มอารมณ์ไม่ให้แสดงความโกรธกริ้วออกมา

“ราชสำนักก็เป็นเช่นนี้ อีกไม่กี่สิบปีก็เป็นเช่นเดิม พระองค์คิดจะปราบพวกขุนนางชั่วออกจากราชสำนักจนหมดงั้นหรือ”เฟยลี่ฮองไทเฮาหัวเราะ

จ้าวเหรินถอนหายใจอย่างสะกดอารมณ์

“เราไม่หวังให้หมดไป...เอาเถิด ไม่คิดสนทนากับเสด็จแม่นานนัก เพลานี้เราต้องทำงานอีกมาก เสด็จแม่ตัดสินพระทัยได้เมื่อไร ค่อยมาหาเรา”

“จ้าวเหรินเสวี่ย...เจ้ากดดันแม่ถึงเพียงนี้เพื่อการใด”

“เราถือว่าเสด็จแม่เข้าพระทัย...”จ้าวหรินเหนื่อยหน่ายเหลือเกิน เหตุใดพระนางถึงได้ดึงดันยิ่งนัก หลับตาลงเพียงชั่วขณะเพื่อจัดการกับความคิดและอารมณ์ที่ไม่เป็นระเบียบ

“...อย่าให้นางบาดเจ็บแม้แต่ปลายมือ”สุดท้ายผู้เป็นมารดาย่อมเลือกบุตรธิดาของตนเอง

“ฮึ...เลือดย่อมข้นกว่าน้ำไม่ใช่หรือ เสด็จแม่”จ้าวเหรินยิ้ม เฟยลี่ฮองไทเฮานิ่งงัน ใบหน้าคับแค้นใจ สิ่งประทินผิวไม่อาจบดบังความรู้สึกเหล่านั้นลงได้ พระนางเพียงผุดลุกจากที่นั่ง ไม่เอ่ยคำใดอีก คำนับอย่างเฉยชา ไม่ทันที่จะเดินพ้นประตูตำหนักไป จ้าวเหรินเอ่ยเตือนเป็นครั้งสุดท้าย

“อย่าเคลื่อนไหวโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน ไม่เช่นนั้นกององครักษ์เสื้อแพรจะเข้ามาสอบสวนน้องสาม เสด็จแม่ย่อมรู้ว่าพวกเขาไม่สนใจกฎระเบียบนักหรอก นอกเสียจากคำสารภาพ”จ้าวเหรินอย่างอย่างเฉยชา หันไปหยิบฎีกาเกี่ยวกับภาษีขึ้นมาอ่านแทน หาได้สนใจพระพันปีอีก เสียงฝีเท้าค่อยเบาลง ความเงียบเข้าคลอบคลุม เขาทอดถอนใจ ใจอ่อนในยามนี้คงไม่เกิดประโยชน์ใด…

 พลันนึกถึงอวี้เทียนชิงอีกหน แม้เป็นเรื่องที่คาดเดาไว้ก่อน แต่แท้จริงแล้ว จ้าวเหรินยังกังวลใจ คณะบัณฑิตกำลังเล่นเกมกับเขาอยู่ การมีเหล่าบัณฑิตเข้ามาช่วยสร้างสมดุลถือเป็นเรื่องดี ทว่ากลับมีเรื่องร้ายตามมา ต่อจากนี้คิดกระทำสิ่งใด พวกเขาจะเข้ามาวุ่นวายเกี่ยวกับการตัดสินใจของเขา แต่จ้าวเหรินไม่คิดให้พวกเขาได้ดั่งหวัง

ขณะที่หยิบกระดาษสีขาวกางออก แล้วฝนหมึกอยู่ไม่นาน เขียนจดหมายถึงอวี้เทียนชิง

‘เย็นวันนี้ ขอพบท่านที่หลังตำหนักซือจี๋กง...’



หลังเลิกราชการ อวี้เทียนชิงตรวจสอบเอกสารจนเรียบร้อย เสมียนโจวเตรียมตัวกลับเช่นกัน

“ใต้เท้าอวี้ เรื่องฎีกาที่ก๊กบัณฑิตสังกัดพิธีการเสนอไป ทำให้ท่านลำบากอย่างยิ่ง”

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยเปล่าหรอก...คิดว่าข้าไม่เตรียมใจไว้หรือ”อวี้เทียนชิงยิ้ม สะพายย่ามใส่ฎีกาไว้บนไหล่ เสมียนโจวกังวลจนใบหน้ายับย่น

“เรื่องสือโม่เซียง...เกรงว่าเขาจะไหวตัวทันก่อนที่จะมีการตรวจสอบ หากเป็นเช่นนั้น ท่านอาจโดนไต่สวนแทน”

“สำนักตงฉ่างจะมีไว้เช่นไรกัน หากว่าฝ่าบาทเชื่อแต่ข้อพิจารณาของสภาขุนนาง เรื่องของสือโม่เซียงจำต้องได้รับการสืบสวนเป็นขั้นตอนอยู่แล้ว”ขุนนางหนุ่มกล่าว ไม่ใช่ว่าเขาเขียนฎีกาไปเรื่อยเปื่อย เขาหาหลักฐานจากที่เก็บมาจากกรมพิธีการ การใช้จ่ายและความเคลื่อนไหวของเตาสือ ล้วนแต่มีข้อกังขา จำนวนดิน จำนวนผลผลิต ไม่สอดคล้องกัน ไม่นับเรื่องคุณภาพของฟืนไม้ ถ่านหินที่ใช้

หากสือโม่เซียงคิดไหวตัว ทำลายหลักฐานคงไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด เตาทางการที่ฝ่ายนั้นดูแลมีอยู่หลายโรง เชื่อว่าช่างศิลป์ในแวดล้อมต้องระแคะระคายอยู่บ้าง อวี้เทียนชิงคิดว่าฮ่องเต้มีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคลื่อนไหวเสียที 
โจวฉิวฟงนิ่งสักพัก ก่อนจะมีรอยยิ้มให้เห็น “เอาเถิด ถือว่าหนนี้ข้าน้อยช่วยเหลือท่านเต็มที่ หากถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ใต้เท้าอย่าผลักไสข้าน้อยก็แล้วกัน”

อวี้เทียนชิงหัวเราะ ถูกชะตากับอีกฝ่ายอยู่มาก ประโยคที่ว่าแฝงความหยอกล้อ ไม่เอาจริงเอาจังนัก เขาจ้องมองเสมียนโจวก่อนจะโบกมือลา

ก่อนหน้านั้นได้รับจดหมายจากฮ่องเต้ ให้เข้าพบที่ตำหนักส่วนพระองค์ ยามนี้ฝ่าบาทคงนึกผ่อนคลายอารมณ์กระมัง ขุนนางหนุ่มเดินผ่านประตูชั้นใน หลังยื่นตราขุนนางประจำตัวให้ทหารตรวจการณ์ ราวกับเป็นกิจวัตรไปเสียแล้วที่จะเห็นองครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นยืนรออยู่ริมกำแพง และเกี้ยวคันใหญ่

อวี้เทียนชิงสังเกตผู้คนภายในวัง ทุกสิ่งล้วนแปลกไป เขาเห็นว่ามีทหารหนาตามากขึ้น ไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้น เปิดม่านสนทนากับโจวฉีเฟย

“นี่...เกิดสิ่งใดขึ้นกัน เหตุใดทหารจึงเพิ่มจำนวนเช่นนี้”

“...ใต้เท้ากังวลหรือ”ฝ่ายนั้นกลับไม่ตอบคำ ย้อนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขุนนางหนุ่มถอนหายใจออกมา เป็นเช่นนี้เองหรือ เวลาผู้คนทำสีหน้าไม่ยินดียินร้ายใส่ ขณะที่เขามีความใคร่รู้นำหน้า

“ข้าเพียงแปลกใจ วันนี้ดูผิดหูผิดตาไปเสียหมด”

“ไม่มีเรื่องใดพิเศษ เพียงแต่ว่าเมื่อครู่ก่อนฝ่าบาทออกไปยิงธนูที่นอกพระราชวังอยู่หนึ่งชั่วยาม เพิ่งกลับมาประทับที่ตำหนักได้ไม่นาน ทหารจึงดูหนาตามากหน่อย”โจวฉีเฟยเอ่ย อวี้เทียนชิงผงกศีรษะตาม เดาไม่ออกว่าพระองค์ต้องการคลายความวิตกหรือว่าเป็นการแสดงความสำราญกันแน่ คิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว อวี้เทียนชิงเห็นว่าไม่ควรคิดให้มากความให้ปวดเศียรเวียนเกล้า

กระทั่งถึงหน้าตำหนักซือจี๋กง อวี้เทียนชิงลงจากเกี้ยว ตงกงกงก้มคำนับเช่นเคยก่อนจะพาขุนนางหนุ่มเข้าไปด้านใน อวี้เทียนชิงอ้าปากหาวนอนเล็กน้อย เพราะราชสำนักไม่นิ่ง เขาจึงนอนหลับไม่ลงนัก จึงมีอาการเช่นนี้โดยตลอดวัน

เมื่อเดินทะลุมาจนถึงท้ายตำหนัก อากาศโดยรอบเย็นลงเมื่อสัมผัสเข้ากับสวนอุทยาน ธรรมชาติและการจัดแต่งสวนทำให้ขุนนางหนุ่มจิตใจคลายความตึงเครียด

“ใต้เท้าอวี้เดินไปไม่กี่ก้าว ฝ่าบาททรงรออยู่ที่หน้าประตู”ตงกงกงหันมอง อวี้เทียนชิงมองตามไปยังแขนที่ผายไปทางประตูพระจัทร์ทรงกลม ท่ามกลางกำแพงยาวสีขาว ขุนนางหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเดินนวยนาด หยิบพัดออกมาโบกไปด้วย จดจ่ออยู่เบื้องหลังกำแพงจวนนี้จะเจอกับสิ่งใด

ฮ่องเต้คิดทำให้เขาตื่นตระหนกเสมอเชียวหรือ เป็นบุรุษที่ให้ทุกสิ่ง มากเท่าที่ให้ได้ เพราะฝ่าบาทเป็นโอรสสวรรค์จึงกระทำอย่างไม่ยากเย็น สองเท้าย่ำลงกับหินกรวดสีขาวแซมสีน้ำตาลเข้ม เมื่อเข้าใกล้กับประตูพระจันทร์ ในสายตาของอวี้เทียนชิงเห็นระเบียงไม้กว้างยาวไปสุดตา

ตำหนักไม้หรือ?

ขุนนางหนุ่มนึกถึงละงิ้วขึ้นมา ที่ว่าฮ่องเต้สร้างตำหนักให้แก่ขุนนางผู้เป็นที่รัก

เรื่องเช่นนี้ออกจะเกินจริง ทว่าเขากลับหน้าซีด ร่างกายเย็นเยือกขึ้นมาเสียได้

เมื่อเดินลอดผ่านซุ้มประตู จึงเห็นภาพเบื้องหน้าเต็มสายตา อวี้เทียนชิงคิดว่ากำลังยืนอยู่ที่หน้าจวนสกุลอวี้...ไม่สิ...เรือนเขียนสีของสกุลอวี้ ที่คราคร่ำไปด้วยเครื่องลายครามวางเต็มตู้สูงท่วมศีรษะติดระเบียงทางเดินกว้าง จัสตุรัสตรงกลาง มีลานหินเรียบสีอ่อน โต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่เด่น สองข้างขนาบด้วยเรือนไม้ทั้งหลัง ไม่ต่างจากจวนสกุลอวี้  แต่มีสิ่งที่ต่างออกไปคือ จวนหลักที่ตั้งตะหง่านเบื้องหน้ากลับมีม่านผ้าแพรสีครามเข้มกระทั่งไล่สีไปจนอ่อนสุด พลิ้วสะบัด รอยแหวกเมื่อยามต้องสายลมเผยให้เห็นบุรุษผู้เป็นหนึ่งในแผ่นดินยืนมั่นคงซ่อนเร้นอยู่หลังม่าน 

จ้าวเหรินยืนอยู่นาน จดจ้องมองอวี้เทียนชิงผ่านม่าน สังเกตท่วงท่าของบุรุษผู้นั้นโดยตลอด รอยยิ้มปรากฏที่มุมปาก เมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นดูจะเหลือเชื่อ ชั่ววูบหนึ่งความคะนึงถึงบ้านเกิดฉายให้เห็น จ้าวเหรินหมุนแหวนในมืออย่างใคร่ครวญ

เมื่อผ่านด่านนี้ไป… เชื่อว่าอวี้เทียนชิงจะทะยานไม่ต่างจากหงส์ ไร้จุดอ่อน… อดีตราชครูฝูชุนไห่คงหลั่งน้ำตา หากได้ทราบว่าเขาปฏิบัติตามคำสอนของฝ่ายนั้นไม่ว่างเว้น คำสอนสุดท้าย ท่านอาจารย์บอกให้กำจัดจุดอ่อน แต่จ้าวหรินไม่กระทำเช่นนั้น

“เสี่ยวชิง ไม่เชื่อสายตางั้นหรือ”จ้าวเหรินเปล่งเสียงให้ได้ยิน แหวกม่านสีครามออก ขณะย่างกายเข้าไปหาอวี้เทียนชิง ที่ก้าวเดินเข้ามาใจกลางลานจัตุรัส

“...ฝ่า...”

“ทำโทษท่านหนนี้อาจรุนแรงเสียจนไม่คาดฝัน”จ้าวเหรินว่า ฉับพลันบุรุษตรงหน้าเปลี่ยนท่าที ใบหน้าอ่อนเยาว์มีรอยยิ้มบางๆ นัยน์ตาหงส์ประกายสดใส ฝ่ายนั้นคลี่พัดออกโบกเป็นจังหวะก่อนจะเดินวนเวียนอยู่รอบตัวจ้าวเหริน

“เทียนชิงประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่สิ่งไหนไม่สำคัญเท่าเครื่องลายครามเหล่านั้น...ท่านนำมาจากสกุลอวี้หรือ”อวี้เทียนชิงหยุดอยู่ทางด้านหลัง จ้าวเหรินหมุนตัวไปหา ขุนนางหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้า กวาดสายตามองไปทั่วร่างของอีกฝ่ายแล้ว แม้อยู่ในชุดขุนนางทื่อๆ แต่หยกห้อยเอวประดับพู่และถุงหอมทำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น

“ใช่ เรานำมาจากเตาเผาของท่าน อ้อ เราจ่ายทองไปหลายชั่งกว่าจะเก็บเครื่องลายครามเหล่านั้นเต็มตู้”

“ฝ่า….เฉินเสวี่ยไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น”

อวี้เทียนชิงเผลอตัว กัดปากอย่างประหม่า ความรู้สึกถาโถมใส่รวดเร็วนัก กระตุ้นให้อวี้เทียนชิงไม่เป็นตนเอง คล้ายกับยืนไม่มั่นคง เขาจึงหันไปมองยังระเบียงทางเดินโล่ง ริมผนังตั้งตู้ไม้สูง

“เพื่อท่านทั้งนั้น เจิ้นให้ได้หมด”จ้าวเหรินสวมกอด บุรุษในอ้อมแขนนิ่งงันเป็นหุ่นไปโดยพลัน จึงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“...ท่านก็เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อย...มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือ ถึงได้ปฏิบัติดีผิดหูผิดตา”

จ้าวเหรินคลายอ้อมแขน ปล่อยให้เป็นอิสระก่อนจะจับมืออวี้เทียนชิงเข้าไปภายในตำหนักไม้หลังนี้ เดินผ่านม่านพลิ้วไหวเข้ามา จึงพบกับบานประตูที่เปิดกว้างไว้ ห้องรับรองมีฉากกั้นฉลุลายเป็นช่องเหลี่ยม จึงมองทะลุไปยังห้องหับด้านหลังได้ เห็นเตียงนอนใหญ่ไร้ตั่งสูง 

อวี้เทียนชิงเดินอ้อมฉากกั้น จึงเห็นว่าอีกฝากของฉากกั้นมีโต๊ะตั่งยาวสำหรับดื่มชา

“พอได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว...ท่านราวกับถอดมาจากร่างจริง”จ้าวเหรินเอ่ยเสียงต่ำ ขุนนางหนุ่มเงยมองดวงตาเจ้าเล่ห์อย่างฉงน ก่อนจะหันไปมองทางด้านหลัง ริมห้องมีภาพเขียนแผ่นใหญ่ เป็นภาพเขียนของอวี้เทียนชิงและฮ่องเต้ ช่างหลวงผู้นั้นมีฝีมือดี เมื่อคราวก่อน เขาไม่ทันได้เห็นภาพอย่างชัดเจนนัก เพราะช่างหลวงนั่งเขียนภาพอยู่บนโต๊ะไม้ คร่อมทับภาพอีกครึ่งเอาไว้ ภาพเขียนสีแผ่นใหญ่ฮ่องเต้กับอวี้เทียนชิงอยู่ในอริยาบถนั่งข้างกัน ขุนนางหนุ่มนั่งเขียนสีถือเครื่องดินเผาในมือ ส่วนฮ่องเต้นั้นทอดสายตามองขุนนางผู้นั้นอยู่ ราวกับว่าภาพเขียนมีชีวิต โดยเฉพาะกับแววตาของฝ่าบาท

“ที่ท่านทำทุกสิ่งก็เพื่อตำหนักหลังนี้น่ะหรือ”อวี้เทียนชิงซึมซับความดีของฮ่องเต้อย่างท่วมท้น จ้าวเหรินยกแขนกอดอกอย่างวางมาด

“ที่จริง แค่ตำหนักหลังเดียว ไม่ถือว่ามากมาย ที่ต้องการคืออยากให้ท่านรู้สึกเหมือนอยู่ที่จวนสกุลอวี้ หากคิดถึงบ้าน ท่านสามารถมาหาเราได้เสมอ”จ้าวเหรินว่า อวี้เทียนชิงผงกศีรษะ เคาะด้ามพัดลงฝ่ามือ ที่แท้ก็เป็นอีกหนึ่งประสงค์ของฝ่าบาท พระองค์คิดวางหมากเอาไว้ดิบดี ปฏิเสธได้ยากยิ่ง

“ถือเป็นพระมหากรุณาพ่ะย่ะค่ะ”อวี้เทียนชิงคำนับ กลับคืนสู่ฐานะขุนนางดังเดิม ฮ่องเต้เพียงเอื้อมมือมากุมไหล่แผ่วเบา

“เราตั้งชื่อว่าตำหนักเทียนกง”จ้าวเหรินเอ่ย สบตากับอวี้เทียนชิงอย่างสื่อความนัย เทียน หมายถึงสีคราม กง หมายถึงตำหนักใน ขุนนางหนุ่มยิ้มให้แก่ฝ่าบาทจากหัวใจ

“เทียนชิงขอบพระคุณฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

“...ท่านเชื่อในตัวเราใช่หรือไม่”จ้าวเหรินเข้าไปกุมไหล่ทั้งสองข้างของบุรุษหนุ่ม ใบหน้าของอวี้เทียนชิงชะงักค้างไปชั่วขณะ แต่ยังมีรอยยิ้มบางๆ

“ถูก กระหม่อมเชื่อมั่นในตัวฝ่าบาท”อวี้เทียนชิงเอ่ยหนักแน่น รับรู้ได้ส่วนหนึ่งว่าฮ่องเต้มีเรื่องกังวลใจ คงเป็นเรื่องราชสำนัก อาจเกี่ยวข้องกับตัวเขาด้วยกระมัง

“เราขออภัย หากเอ่ยคำนี้ให้ได้ยินอีกหน...รอเราอีกหน่อยนะเสี่ยวชิง เพียงไม่นานเท่านั้น”ฮ่องเต้เอ่ย ขณะที่น้ำหนักจากฝ่ามือของพระองค์แผ่มาถึงดวงใจเขาได้ ซึมซับความจริงจากประโยคหนักแน่นของฝ่าบาท อวี้เทียนชิงไม่คิดโกรธเคือง ไม่มีเรื่องใดให้โกรธเคืองมากกว่า ขุนนางหนุ่มส่ายศีรษะ วางมือข้างถนัดซ้อนทับกับมือของฮ่องเต้

“กระหม่อมเชื่อพ่ะย่ะค่ะ เชื่อในปรีชาของฝ่าบาท”อวี้เทียนชิงเอ่ย สบตากับเจ้าแผ่นดินไม่ห่าง ใจดวงนี้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของรัชสมัยของพระองค์ ขุนนางหนุ่มยิ้มเอ่ยชัดถ้อยคำ

“และข้าเชื่อในตัวเฉินเสวี่ยด้วยเช่นกัน กระทั่งปีแรก จนถึงปีที่หกนี้...ข้ายังเชื่อในตัวท่าน”

จ้าวเหรินยิ้ม เขารู้ว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนอ่อนแอไร้ศรัทธา

แม้ภายนอกอวี้เทียนชิงจะดูสงบนิ่ง ทว่าจิตใจนั่นสั่นคลอน หัวใจที่ไม่เหมือนเช่นเคยอีกต่อไป เอาเถิด หากฮ่องเต้คิดวางหมากในราชสำนักไว้เช่นไร เขาจะเดินตามหมากตัวนั้น ไม่ออกนอกลู่นอกทาง
3
Boy's love story / Re: #ผู้ชายในทินเดอร์ | 6.Impossible [23/09/18]
« กระทู้ล่าสุด โดย Key Mine เมื่อ 25-09-2018 04:08:08  »
เราขอสองพีทีละคนพอค่ะ 555555 ชอบนะ เขียนได้เรียลดีอะ มาต่อไวๆนะคะ
4
บทที่ 11 จุดอ่อน

“ท่านจะทำให้เรากลายเป็นฮ่องเต้ที่บ้ากามเช่นนั้นหรือ”จ้าวเหรินกระซิบ เมื่อครอบครองริมฝีปากของบุรุษผู้นี้จนเป็นที่พอใจ อวี้เทียนชิงยิ้มเล็กน้อย

“เป็นความผิดของอวี้เทียนชิงผู้นี้หรือนี่”ขุนนางหนุ่มขมวดคิ้ว จ้าวเหรินเห็นแล้วจึงอดใจไม่ไหว ดันร่างของบุรุษตรงหน้าให้นอนลงในอ้อมแขน ใบหน้าของอวี้เทียนชิงปรากฏความตระหนก เมื่อร่างกระแทกลงกับเรือนไม้โดยมีแขนของจ้าวเหรินรองรับไว้

“ฝ่าบาท!”อวี้เทียนชิงผลักฮ่องเต้ออกห่าง น่าตระหนกกว่าคือพระองค์ไม่คิดรักษาท่าที ทั้งที่หน้าต่างยังคงเปิดกว้างเช่นนี้แต่ยังกล้าฉุดรั้งบุรุษให้นอนลงอย่างไม่สะท้าน

“ทีนี้รู้ชัดหรือไม่ ล้วนเป็นความผิดของเสี่ยวชิง”จ้าวเหรินเอ่ย ยังคงไม่ปล่อยให้บุรุษในอ้อมแขนเป็นอิสระ โน้มหน้ากดจมูกลงไปสัมผัสแก้ม กลิ่นของคนผู้นี้ยังคงอบอวลอยู่เสมอ

“...เฉินเสวี่ยเป็นบุรุษเช่นนี้หรือ เมาสุรา แล้วหื่นกามอย่างยิ่ง”อวี้เทียนชิงเอ่ยปราม แววตาประกายดุดัน จ้าวเหรินหัวเราะออกมา ก้มประทับจูบที่หน้าผากอย่างไม่ใส่ใจ อวี้เทียนชิงตัวแข็งทื่อไปโดยทันที มองความเคลื่อนไหวของฮ่องเต้อย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าฝ่าบาทเพียงหยอกเล่นไม่คิดจริงจังที่จะกอดจูบลูบคลำบุรุษในหอสังคัต

“นั่นสิ...บุรุษวัยหนุ่มแน่นเช่นเราย่อมมีอารมณ์พลุ่งพล่านง่ายดาย”จ้าวเหรินเอ่ยได้อย่างไม่ติดขัด กวาดสายตาพินิจทั่วดวงหน้าของอวี้เทียนชิง บุรุษผู้นี้เริ่มก่อนแท้ๆ กลับเป็นเขาที่ถูกตราหน้าว่าหื่นกาม ขุนนางหนุ่มร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ถ้อยคำเหล่านี้ทวีความไหวหวั่นให้ดวงใจเต้นถี่

“เป็นท่านที่หมกหมุ่นเกินไปต่างหาก”อวี้เทียนชิงเอ่ยเบาๆ เลื่อนสายตามองไปทางหน้าต่างเพื่อหลบหลีกความร้อนระอุจากดวงตาของฮ่องเต้

“เจิ้นยอมรับ”
ฝ่าบาทยอมรับโดยไม่อาย กลายเป็นอวี้เทียนชิงที่ไม่คิดเอ่ยสิ่งใดอีก ไม่เช่นนั้นจะยิ่งกลบฝังตนเองเข้าไปเรื่อยๆ จ้าวเหรินยื่นมือไปสัมผัสแก้มของอวี้เทียนชิงอย่างอ้อยอิ่ง ก้มจูบอีกหน วนเวียนอยู่ภายนอกบนริมฝีปากล่างอย่างหยอกล้อ ขณะมีสัมผัสหนักแน่นที่สะโพก อวี้เทียนชิงจึงรู้ว่าฝ่าบาทเข้ามาจับที่สายรัด พยายามตั้งสติไม่เผลอตัวไปกับการชักนำของคนผู้นี้ ยกมือดันบ่าของพระองค์ออก

เมื่อสบโอกาสจึงร้องปราม ไม่ทันได้หายใจได้ยาว จ้าวเหรินเข้ามาจู่โจมรุกรานเข้ามาภายใน อวี้เทียนชิงหายใจติดขัด ยิ่งขัดขืนร่างกายของฮ่องเต้ยิ่งกักขังไม่ให้ขยับไปไหนได้อีก ริมฝีปากถูกช่วงชิงไปเสียแล้ว อาจรวมถึงดวงใจและจิตวิญญาณของเขาด้วย จึงยอมอ่อนข้อให้พระองค์ โต้ตอบเอาใจสักหนก่อนหาทางหนีทีไล่

“เฉินเสวี่ย...”

จ้าวเหรินหยุดชะงัก เพียงคำเดียวไม่รู้แน่ชัดว่าอวี้เทียนชิงคิดห้ามปรามหรือเชิญชวน สบตากับบุรุษในอ้อมแขนอย่างพิจารณา

“ปล่อยกระหม่อมเถิด”

“เราให้โอกาสพูดใหม่”จ้าวเหรินยิ้ม ดวงตาเป็นประกายชัด อวี้เทียนชิงเม้มปากโดยพลัน แววตาหลบหลีก นิ่งไปเงียบไปเพียงครู่ก่อนเอ่ยอ้อมแอ้ม จนต้องตั้งใจฟังให้ดี

“ขอเฉินเสวี่ยปล่อยข้าไปเถิด”

จ้าวเหรินหัวเราะ รักใคร่เอ็นดูบุรุษผู้นี้มากยิ่งขึ้น โน้มลงจูบแผ่วเบาอีกหนก่อนจะถอยออกห่างอวี้เทียนชิง เมื่อลุกขึ้นนั่งจึงเอื้อมไปดึงแขนให้ขุนนางหนุ่มลุกขึ้นมาอย่างไม่ยากเย็นนัก ฝ่ายนั้นนิ่งเงียบ แต่เห็นว่าออกอาการชัดเจน ขัดเขินโดยเงียบเชียบ จ้าวเหรินเอื้อมไปยกจอกสุราดื่มจนหมด ความอุ่นร้อนแผ่ซ่านไปทั่วลำคอก่อนจะรู้สึกลงมาที่ท้อง หันไปรินสุราให้อีกฝ่าย

“ถือว่าเราสนิมกันแล้ว...หากท่านยังเอ่ยมากพิธี เห็นควรมีบทลงโทษ”

อวี้เทียนชิงตวัดสายตาคมกริบมองไปยังฮ่องเต้ คนผู้นี้ช่างหาโอกาสใส่ตนได้ดียิ่ง “...ย่อมได้ หากท่านประสงค์เช่นนั้น”ขุนนางหนุ่มได้แต่เห็นตามด้วย ยกจอกสุราขึ้นดื่มไปเพียงครึ่งเดียว ก่อนประสานมือหากันด้วยดวงใจปั่นป่วน ฮ่องเต้เพียงหยิบตะเกียบคีบชิ้นหมูใส่จานให้อวี้เทียนชิง

“ค่ำคืนนี้ให้เราเอาใจเสี่ยวชิง”

อวี้เทียนชิงกลอกนัยน์ตา มุ่นหัวคิ้ว ที่ผ่านมาฮ่องเต้ก็เอาอกเอาใจเขามาโดยตลอด ค่ำคืนนี้จึงไม่ต่างกันนัก เว้นแต่ความรู้สึกกระมังที่แปรเปลี่ยนไป  

“ท่านอย่าดื่มมากจนมึนเมา”อวี้เทียนชิงเตือน เอื้อมไปจับตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้จิตใจผ่อนคลายตามเสียงดนตรีจากลานแสดงทีละน้อย เสียงกู่เจิงไล่เสียงเร็วและตามมาด้วยเสียงซอสั้นๆ อารมณ์สนุกสนานมากกว่าอารมณ์เศร้า อวี้เทียนชิงชำเลืองมองไปหาฮ่องเต้ ยังคงพบเจอสายตาของพระองค์อยู่ร่ำไป

จ้าวเหรินอารมณ์ดี เช่นนี้ถึงได้โปรดปรานดื่มสุราและชมบุรุษงามเช่นอวี้เทียนชิงอย่างไรเล่า น่าชมกว่าอิสสตรีเป็นไหนๆ


เข้ายามไฮ่(21.00-22.59) จ้าวเหรินกับอวี้เทียนชิงถึงได้กลับจากหอสังคีต เดินเคียงคู่ไปตามตรอกเงียบเชียบ ข้างทางสว่างด้วยโคมไฟไปตลอดทาง อวี้เทียนชิงสวมหมวกปิดบังใบหน้า ยังคงมองเห็นผ่านม่านที่ยาวปกคลุมมาถึงไหล่ ยิ่งดึกอากาศเริ่มหนาวเย็นมากขึ้น ระยะทางระหว่างกลับจวนของเขาอยู่ไม่ไกลจากตรอกแห่งนี้นัก จึงสะดวกที่จะเดินเท้ากลับได้ง่าย ฮ่องเต้อยู่ข้างกาย ใบหน้านุ่มนวลเห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดี ยังคงรู้สติไม่มึนเมา

“อากาศเริ่มเย็นแล้ว ท่านเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับเหมันต์ จะได้ไม่ป่วยไข้เอา”จ้าวเหรินเริ่มสนทนา ปีนี้ทางราชสำนักเตรียมรับมือกับช่วงเหมันต์หนาวสุดของปีไว้พร้อม ทั้งเสบียงและด้านการแพทย์ หากว่ามีชาวบ้านเกิดโรคหัด โรคปอดบวมขึ้นมา หากมีกองแพทย์เตรียมตัวไว้ก่อนจึงสามารถช่วยเหลือได้ทั่วถึง โดยเฉพาะทางตอนเหนือที่อากาศจะหนาวทรหดยิ่งกว่าหนานจิง

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม...อา เทียนชิงรับทราบ”อวี้เทียนชิงเปลี่ยนถ้อยคำฉับพลัน ฮ่องเต้หัวเราะออกมา หันมองด้วยความขบขัน

“ดี ดี เราชอบช่วงเหมันต์แรกยิ่งนัก หากได้ชมหิมะแรกคงประเสริฐมาก”

“จริงด้วย เนิ่นนานแล้วเช่นกันที่ไม่ได้รอคอยเพื่อชมหิมะแรก”อวี้เทียนชิงเอ่ย ไม่เคยรอคอยช่วงเหมันต์มาก่อน ปกติแล้วก็แค่ฤดูหนึ่งที่ทรมาณผู้คนไปทั้งแผ่นดิน ไม่คิดว่าหนนี้ฤดูเหมันต์จะทำให้อวี้เทียนชิงจดจ่อได้มาก หันมองฮ่องเต้ขณะก้าวเดินอย่างเหม่อลอย เมื่อเห็นว่าพระองค์เหลียวมอง เขาจึงกลับไปมองทางเดินเช่นเดิม

ระหว่างทางกลับไปยังจวนของอวี้เทียนชิง แม้ว่าบางช่วงไม่ได้สนทนากัน แต่ขุนนางหนุ่มไม่รู้สึกอัดอัดประการใด หรือเพราะการออกสำราญที่หอสังคีตจะสำเร็จผล คิดอย่างถี่ถ้วนแล้วเป็นเพราะใจของเขาเปิดรับฮ่องเต้เข้ามามากกว่า มองพระองค์ให้เหมือนที่มองเฉินเสวี่ยผู้นั้น ไม่ถือว่าติดขัดเท่าใด หากได้สนทนากันบ่อยขึ้น คงไม่มีความกระอักกระอ่วนอันใดอีก อวี้เทียนชิงยินดีอยู่มาก ความพิเศษเหล่านี้ฝ่าบาทมอบให้เขาแต่ผู้เดียว  

กระทั่งเดินผ่านพ้นสะพานเหมยฮวามา เดินไม่ไกลจึงเห็นจวนของอวี้เทียนชิง จ้าวเหรินมองบุรุษหนุ่มที่อยู่ใต้หมวกปีกกว้าง ม่านอ่อนพลิ้วไหวยามที่ก้าวเดิน เขายิ้มอย่างผ่อนคลาย ได้ออกกำลังขึ้นมาบ้างก็ไม่แย่ประการใด ค่ำคืนนี้เขาได้รับจากอวี้เทียนชิงมาหลายสิ่งจึงไม่คิดหาเรื่องกลั่นแกล้งอีกฝ่ายต่อ

“ขอให้เสี่ยวชิงเข้านอนอย่างเป็นสุข”

“ราตรีสวัสดิ์ ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”อวี้เทียนชิงคำนับ ก่อนจะส่งยิ้มให้ผ่านรอยแหวกของม่าน แล้วเดินไปเคาะประตูไปกี่ครั้ง ไม่นานเห็นไฟจากกำแพงจวนสว่างขึ้น ได้ยินเสียงบ่าวรับใช้รีบเข้ามาเปิดประตูต้อนรับ เมื่อเห็นจ้าวเหริน บ่าวรับใช้เพียงแค่มีสีหน้าประหลาดใจก่อนก้มคำนับตามมารยาท อวี้เทียนชิงเหลียวมองมาที่ฮ่องเต้อีกครั้ง ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม เห็นฝ่าบาทยังคงยืนมองอยู่ บุปผาในหัวใจคล้ายกับเบ่งบานจนทั่ว ขุนนางหนุ่มคำนับเป็นครั้งสุดท้ายจึงเดินเข้าไปในจวน

เมื่อประตูจวนปิดลงพร้อมกับความเงียบงัน สายลมยามค่ำคืนพัดกระทบร่างของจ้าวเหริน ทอดถอนใจออกมา ขณะที่มีความเคลื่อนไหวมาจากเงามืดทางกำแพงจวนอีกฝั่ง เป็นร่างขององครักษ์ประจำตัวของเขา จ้าวเหรินจ้องมองโคมไฟในจวนของอวี้เทียนชิงสว่างขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นจึงออกเดินกลับไปทิศทางเดิม เสียงฝีเท้าดังตามมาจากเบื้องหลัง

“เรื่องที่สั่งไป ดำเนินไปถึงไหนแล้ว”

“ฉิวฟงดำเนินการแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเขารับรู้แล้ว”โจวฉีเฟยเอ่ยเรียบๆมาจากด้านหลัง จ้าวเหรินผงกศีรษะ ยกแขนไพล่หลัง แหงนมองผืนฟ้าสีครามเข้มทะมึน ค่ำคืนนี้มีแต่ดวงดาวพราวราวกับเพชรเม็ดน้อย แต่มองไม่เห็นดวงจันทร์ เมฆดำลอยปิดความนวลกระจ่างเสียสิ้น

“ดี เชื่อว่าพวกเขาย่อมทัดทานเราเรื่องเสี่ยวชิง...”

“ฝ่าบาทแน่ใจแล้วหรือว่าจะกระทำเช่นนั้น”

เมื่อองครักษ์ประจำตัวเอ่ยเช่นนั้น จ้าวเหรินยิ้มออกมา หากคิดกระทำการยิ่งใหญ่ ต้องยิ่งมีความเสี่ยง ในกรณีนี้ก็เช่นกัน หากคิดโค่นล้มตัวการสกุลจาง ย่อมต้องแลกเปลี่ยนด้วยบางสิ่ง

“อืม...หาใช่เรื่องหนักหนาใด ที่จริง เราเองเคยเตือนเขาไปหลายหนแล้ว...ถือเสียว่าเป็นการตักเตือนอย่างจริงขังของเราก็แล้วกัน”

“หากพระองค์ประสงค์เช่นนั้น ถือว่าเหมาะสมแล้ว เพียงแต่ว่าหากเกิดแรงสั่นคลอนที่เกินควบคุมเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ฟังเช่นนี้ จ้าวเหรินหัวเราะออกมาหลายคำ ไม่คิดประมาทแต่ประการใด

“เราสำรวจความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว เกรงว่าราชสำนักคงได้แต่เอนเอียงมาทางเรา ส่วนพวกบัณฑิต เราให้ฉิวฟงคานอำนาจไว้ ไม่ให้พวกเขาส่งเสียงตามอำเภอใจ...เราเองรู้ดีว่าไม่ควรให้อำนาจแก่คณะบัณฑิตมากนัก ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะต่างอันใดกับขุนนางเล่า”

โจวฉีเฟยทำได้เพียงเงียบและเดินอารักขาให้องค์จักรพรรดิจากทางด้านหลังโดยเงียบเชียบ ตระหนักถึงเรื่องราวในอีกไม่กี่วันข้างหน้าด้วยความเห็นใจบุรุษผู้นั้นอยู่ไม่น้อย ถึงคราวที่เที่ยงตรง ฮ่องเต้ไม่คิดผ่อนปรนแม้แต่น้อย  


ยามซวี(19.00-20.59) จวนจางก๋อฟู (พระสัสสุระของฮ่องเต้)

ทั่วโต๊ะยาว รายล้อมด้วยเหล่าคนสกุลจาง นำประชุมด้วยจางก๋อฟู พระบิดาของจางฮองเฮา ถัดมานั้นเป็นผู้นำสกุลจางนับได้หกคน ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่พอใจในการกระทำของฮ่องเต้จ้าเหรินโดยทั่วกัน

“ใต้เท้าคิดทำสิ่งใดต่อ หากปล่อยไว้เช่นนี้มีแต่จะล่มจมไปกันหมด”หนึ่งในผู้นำสกุล มีอายุผ่านมาครึ่งคนแล้ว ศีรษะล้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราสีขาว จางก๋อฟูรับฟังแล้วทอดถอนหายใจออกมา

“เหรินเสวี่ยคิดตลบหลังพวกเราสกุลจาง จะยอมโดยง่ายคงเสียชื่อกระมัง”

“ใต้เท้ามีแผนการหรือ”

“...เราไม่ห่วงพระมเหสี เชื่อว่าพระพันปีสามารถเจรจาได้...เพลานี้ ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้อีก หากฝ่าบาทคิดไต่สวนสือโม่เซียงจำต้องลากเอาองค์หญิงสามลงมาด้วย คิดว่าไม่ง่ายดายนักหรอก”จางก๋อฟูเองก็รอดูท่าทีของฮ่องเต้มาหลายวัน พระองค์ยังนิ่งเงียบ

“...แต่ใต้เท้า ฝ่าบาทจะละเว้นพระนางหรือ...เกรงว่าจะยิ่งมีโทสะ เร่งทำการตรวจสอบ พวกท่านย่อมรู้ พวกตงฉ่างกำลังสืบเรื่องราว”หนึ่งในผู้นำสกุลจางเอ่ยขึ้น พวกเขาต่างถอนหายใจโดยพร้อมกัน จางก๋อฟูใบหน้าเขียวคล้ำ โกรธเคืองฮ่องเต้มากยิ่งขึ้น กระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะเสียงดัง

“ข้าไม่น่าสนับสนุนจ้าวเหรินเสวี่ยเป็นรัชทายาท คิดผิดโดยแท้ ยามนี้พระองค์คิดจะทอดทิ้งสกุลจาง ไม่ไว้หน้าแม้แต่บุตรสาวของข้า”

“ท่านเชื่อหรือว่าฝ่าบาท โปรดปรานอวี้เทียนชิงจริง”

“...นั่นสิ คำร่ำลือนี้อาจเป็นเรื่องเกินจริงไปบ้าง ฝ่าบาทไม่ใช่ว่าอยากมีพระโอรสธิดามากหรือ ที่พระองค์ไม่คิดเยี่ยมฝ่ายใน เป็นเพราะเรื่องของพระสนมเสียนเฟย..”

“อย่าเอ่ยออกมาโดยสะเพร่า ...จริงหรือไม่จริงนั้น มีคำตอบไม่ยาก...ท่านได้ให้บัณฑิตยื่นฎีกาเรื่องอวี้เทียนชิงไปแล้วหรือยัง”จางก๋อฟูไม่คิดใส่ใจคำพูดของผู้อื่น หันไปสนทนากับญาติคนสนิทแทน

“คิดว่ารุ่งขึ้นน่าจะได้ความ”

“ดี...อวี้เทียนชิงผู้นั้น แม้จะดูอ่อนเยาว์ไม่สมเป็นขุนนางเท่าไร แต่เหรินเสวี่ยคิดชมชอบบุรุษผู้นี้จริงหรือ...ชายงามมีเป็นร้อยเป็นพันในแผ่นดินใหญ่ หากเลือกที่งดงามกว่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ฝ่าบาทคิดโปรดขุนนาง...แสดงว่าต้องคิดใช้ประโยชน์จากเขามากกว่า”

จางก๋อฟูยังไม่ปักใจเชื่อเรื่องของจ้าวเหรินตี้กับขุนนางผู้นั้น อวี้เทียนชิง เขาเคยพบหน้าอยู่สองสามหน แม้จะสะดุุดตาเมื่อได้มองยามแรก แต่ไม่ถึงกับว่างดงามเทียบอิสสตรี เหรินเสวี่ยที่เขารู้จักนั้นไม่ใช่พวกต้วนซิ่ว(ชายรักชาย) จู่ๆจะนึกชอบบุรุษขึ้นมาคงเป็นไปไม่ได้ พระองค์เพียงปั่นหัวคนสกุลจาง คิดทำให้บุตรสาวของเขาชอกช้ำใจ

“แต่การกระทำของอวี้เทียนชิง ก็ยากที่จะลากเขาเข้าคุกได้นะใต้เท้า...เกรงว่ามูลเหตุจะอ่อนเกินไป”

“ไม่หรอก...คณะบัณฑิตไม่ชอบขุนนางเลว เจ้าว่าอวี้เทียนชิงเป็นขุนนางที่ดีหรือ คนเช่นเขาถือว่าพบเจอได้ทั่วไป หากได้มีอำนาจเหนือราชสำนักคงกอบโกยซึ่งหน้าเป็นแน่ สกุลอวี้ในหนานชางเองก็ร่ำรวย เครื่องลายครามของเขาถือว่าดีไม่แพ้สกุลต๋า อวี้เทียนชิงผู้นี้คิดหาประโยชน์เข้าตนเอง หากชี้ช่องให้คณะบัณฑิตเล่นงานเขาได้ เชื่อว่ามีช่องโหว่ให้โจมตี”

จางก๋อฟูร่ายยาว หากสกุลจางจะสิ้นชื่อ อย่างน้อยต้องลากเอาผู้ที่ฮ่องเต้หมายตามาด้วย อวี้เทียนชิงเองก็ดูแคลนสกุลจางมาโดยตลอด เท่ากับหมดสิ้นสกุลอวี้ในราชสำนัก อวี้เชียนแทนที่จะมีบุตรชายไว้งานในเตาเผากลับให้มาเสียชื่อในราชสำนักโดยเปล่าประโยชน์  

“ท่านสั่งคนให้ทำลายหลักฐานแล้วหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้วใต้เท้า หากคิดจะตามสืบคงไม่เจอร่องรอยที่มาถึงเราได้...เว้นแต่เสนาบดีผู้นั้น”ผู้นำสกุลจางมีรอยยิ้ม จางก๋อฟูมีสีหน้าพอใจ เอาเถิดจ้าวเหรินเสวี่ย คิดจะทอดทิ้งสกุลจางไปง่ายดายงั้นหรือ กระทำต่อสกุลจางไม่แค้นเคืองเท่าทำร้ายดวงใจของบุตรสาวอันเป็นที่รัก  


ช่วงเวลานั้นอวี้เทียนชิงยังคงเทียวไปเทียวมาระหว่างตำหนักน้อยหลวนเฉิน เพื่อให้ช่างหลวงเขียนภาพใช้เวลาสองวันจึงแล้วเสร็จ และเกิดความเคลื่อนไหวของก๊กบัณฑิตกลุ่มหนึ่งที่โจวฉิวฟงเป็นผู้นำได้นำฎีการ้องเรียนให้ตรวจสอบเตาสือ
บัณฑิตกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย แต่กลับสร้างคลื่นกระทบภายในสภาขุนนางพุ่งตรงมาที่อวี้เทียนชิง เขาเองคิดอยู่ก่อนแล้วว่าจะต้องมีบาดแผลบ้างไม่มากก็น้อย แต่ปรารถนาให้สภาขุนนางเคลื่อนไหวเสียที รอนานไม่ได้อีกแล้ว

เหล่าขุนนางเอ่ยถามไถ่ถึงฎีกาฉบับหนึ่งของก๊กบัณฑิตลำดับกลางโดยทันที

“การทุจริตหนนี้เกี่ยวกับเตาหลวงโดยตรง เป็นเรื่องที่ไม่อาจทำเป็นมองข้าม ข้าเองไม่ใช่คนดีขาวสะอาดอย่างท่านว่า แต่ข้าไม่เคยทุจริตโดยเอาประโยชน์เข้าตนเอง...หากสืบต่อท่านรู้หรือไม่ว่าการทุจริตนำไปสู่เรื่องใด”อวี้เทียนชิงเอ่ยเตือน ไม่กล้าคิดไปถึงต้นตอการทุจริตขององค์หญิงสามแม้แต่น้อย เหล่าเสนาบดีไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ ราชเลขาเหยียนเคาะมือลงกับโต๊ะ จับจ้องอวี้เทียนชิงโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

“เอาล่ะ...เรื่องทุจริตสมควรถูกแก้ไขไม่ใช่หรือ...สภาขุนนางไม่อาจเพิกเฉยเรื่องเหล่านี้”เสนาบดีไฉเวียนหยูเอ่ยช้า ๆ กวาดสายตามองไปยังเหล่าขุนนางในที่ประชุม มีเสียงถอนหายใจมาตามๆกัน

“ท่านคิดกระทำสิ่งใดแน่หรือ เสนาบดีอวี้”ใต้เท้าหร่วน เสนาบดีกรมคลังเอ่ยถาม น้ำเสียงกังขาชัดเจน อวี้เทียนชิงเริ่มอารมณ์ไม่ดีนัก

“ข้าหรือ เพียงแต่ต้องการความโปร่งใสในเตาทางการเท่านั้น ข้าเองก็คลุกคลีกับเครื่องลายครามมาแต่เล็กแต่น้อย ย่อมเห็นสิ่งผิดปกติเช่นนี้ ให้มองข้ามคงไม่ได้”

“ไม่ใช่ว่าท่านคิดผลักดันร่างกฎหมายของฝ่าบาทให้ผ่านไม่ใช่หรือ...สกุลอวี้ได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้...”ใต้เท้าหร่วนไม่ไว้หน้าอวี้เทียนชิง ขุนนางหนุ่มกัดฟันกรอด เขาเองมีน้ำอดน้ำทนต่อผู้อาวุโสกว่าเสมอ แต่เสนาบดีกรมคลังผู้นี้นับวันทำกริยาไม่ชวนให้เป็นมิตรด้วยสักน้อยเดียว

“อย่ากล่าวหาข้าโดยไร้หลักฐาน...หากเตาหลวงร่วมมือกับเตาราษฎร เป็นราชสำนักต่างหากที่ได้รับประโยชน์ ฝ่าบาทใช้พื้นที่ภาคกลาง ท่านยังมีใจคับแคบอีกหรือ...ข้ารู้สึกผิดหวังกับใต้เท้าหร่วนยิ่งนัก”อวี้เทียนชิงเอ่ยเย็นชา จดจ้องไปที่เสนาบดีผู้นั้นเช่นกัน

“เฮอะ สกุลอวี้มีแต่ได้ประโยชน์ คิดว่าข้ามองหมากของท่านไม่ออกหรือ...ชื่อเสียงและบารมีไงเล่า หากชื่อสกุลอวี้เลื่องลือในเตาทางการ มีหรือท่านจะไม่ยินดี ท่านหวังไว้เช่นนั้นไม่ใช่หรือท่านอวี้...”ใต้เท้าหร่วนเอ่ย

อวี้เทียนชิงโมโหมาก เสนาบดีกรมคลังกล่าวถูกต้อง เช่นนั้นมีสิ่งใดผิด สกุลอวี้ไม่คิดเข้าราชสำนักเล่นพรรคเล่นพวก มีแต่เขาผู้เดียวที่นั่งอยู่ในสภา เหตุใดคนหัวโบราณเช่นใต้เท้าหร่วนจึงคิดคัดค้าน ขัดแข้งขาเขาอยู่เรื่อย

ขณะเดียวกันในที่ประชุมไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแทรก ได้แต่ชำเลืองมองกันไปมา ราชเลขาเหยียนมีสีหน้าเรียบเฉย

“คิดว่าสกุลอวี้จะเป็นเหมือนสกุลจางหรือ...ท่านดูถูกข้าโดยอ้อมนะใต้เท้า งานราชการใดที่ข้าคิดกระทำเพื่อตนเองบ้างหรือ...ก็หามีไม่ แต่ท่านเอ่ยเช่นนี้ต่อคนสกุลอวี้โดยไร้ความรับผิดชอบไม่ได้”...สักวันท่านจะต้องเสียใจใต้เท้าหร่วน อวี้เทียนชิงจดชื่อของขุนนางผู้นี้เอาไว้ในใจ หากวันใดที่เขามีอำนาจมากพอ ใต้เท้าหร่วนจะได้รับการดูแลจากเขาเป็นอย่างดี ถึงเพลานั้นหากเอ่ยว่าเขาใจร้ายคงช่วยไม่ได้

“แม้ว่าท่านจะเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แต่อย่าลืมว่าท่านเองใช่ว่าจะขาดสะอาด กระทำการใดไว้อย่าให้หวนกลับมาทำลายตนเองเข้าก็แล้วกัน”คราวนี้เป็นราชเลขาเหยียนเอ่ยขึ้นมา อวี้เทียนชิงราวกับถูกตบหน้าซ้ำสองจากเสนาบดีกรมคลัง

“ท่านว่าข้ากระทำสิ่งใดหรือ”อวี้เทียนชิงถาม สีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าในใจอยากจะบีบคอราชเลขาผู้นี้เหลือเกิน  ผู้ใดเอนไปทางไหนก็เอนตามไปเสียหมด หากสภาขุนนางนำโดยราชเลขาเหยียนคงไม่แคล้วถูกจูงจมูกจากผู้มีอำนาจเหนือกว่าเป็นแน่ เอาเข้าจริงอวี้เทียนชิงไม่คิดอยากจะเลื่อยขาเก้าอี้ราชเลขาผู้นี้แม้แต่น้อย ไม่คิดกุมอำนาจในราชสำนัก หรือกระทำตนเป็นขุนนางที่เลว หรือแสร้งทำลอยหน้าลอยตามัวเมาหลงในอำนาจ แต่กลับกันก็ไม่อาจทะนงตนได้ว่าเป็นขุนนางที่ดี อวี้เทียนชิงยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก ครึ่งๆกลางๆไม่โอนเอนไปที่ใด

เขาไม่ทันได้โต้ตอบ เสนาบดีไฉเซียนหยูเข้ามาห้ามทัพ

“เอาเถิด ใจเย็นเถิดเสนาบดีทั้งสอง เพลานี้ไม่ควรมาทะเลาะเบาะแว้งกันเอง...กลับมาที่เรื่องของสภาดีกว่า”เสนาบดีกรมคลังโกรธเคืองอวี้เทียนชิงน่าดู เพราะใบหน้าของฝ่ายนั้นดุดัน ขบกรามแน่น บางทีขุนนางหนุ่มจี้ถูกจุดกระมัง

 'หวาดกลัวต่อสกุลอวี้'

อวี้เทียนชิงหว่านแห่ไปเช่นนั้นเอง ดังเช่นที่ผิงเยว่ซานเคยเอ่ยไว้ไม่มีผิด ทั้งที่บิดาของเขาไม่คิดข้องเกี่ยวกับการเมือง เพียงแต่ต้องการสร้างชื่อเสียงด้านงานช่างงานศิลป์ให้สกุลอวี้ก็เป็นพอ มีแต่อวี้เทียนชิงเท่านั้นที่คิดเลื่องชื่อในราชสำนัก เป็นขุนนางอย่างไรต้องมีใจทะเยอทะยานไม่ใช่หรือ ไม่ใช่นั้นจะเป็นขุนนางไปเพื่อการใด

เพื่อประชาชนอยู่ดีมีสุข... อวี้เทียนชิงไม่คิดว่าตัวเองจะมีใจเพื่อราษฎรเพียงนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของขุนนางที่ต้องสนใจ เขามีหน้าที่รับใช้ฮ่องเต้และราชสำนัก เรื่องประชาชนเป็นหน้าที่ของฮ่องเต้ต่างหาก  เขาเพียงแค่อยากให้สกุลอวี้เลื่องชื่อขึ้น สะสมบารมีเอาไว้ เพื่อผู้คนจะก้มหัวให้สกุลอวี้...

อวี้เทียนชิงราวกับสวมหน้ากากเอาไว้ เขาโป้ปดโดยไร้ความละอายไปแล้วหรือนี่ เอาเถิด ในเมื่อเจตนาของเขาหนักแน่นมาตั้งแต่ต้น เขาไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง
5
เราควรต้องขอบใจครามใช่ไหม
6


Nice To Meet U ตอนที่.1 : ก๋วยเตี๋ยวของเด็กน้อย


ที่ห้องประชุมสโมสรนักศึกษาคณะเกษตร

"รถบัส เชื่อกูสะดวกสุดละ"

"รถไฟ เชื่อกู เราต้องเปลี่ยนบ้าง จะได้ไม่จำเจ"

"ไอ้ยู มึงรู้ป้ะ รถไฟอ่ะมันเสียเวลา ลำบาก มันไม่สบายเหมือนรถบัสนะเว้ย แล้วค่ายเราไปเชียงรายนะครับรถไฟมันไม่ผ่าน"

"แต่ไปค่ายอาสาแบบนี้มันก็ต้องลำบากบ้างไม่ใช่หรอวะ"

"กูเข้าใจว่ามึงอยากให้ลูกค่ายรู้สึกถึงความลำบาก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลำบากตั้งแต่เดินทางนะเว้ย"


ปัง ปัง..!!

"โอเคๆ พอก่อนครับ หยุดก่อนครับไอ้คิม ไอ้ยู กูขอร้องหล่ะ หยุดเถียงกันก่อนครับ" ไอ้สพล ประธานค่ายตบโต๊ะ เพื่อห้ามทัพระหว่างผมกับไอ้คิม

ใช่ครับ พวกผมนักศึกษาคณะเกษตรชั้นปีที่3 กำลังประชุมกันเรื่องเตรียมงานทำค่ายอาสา ซึ่งเป็นค่ายประจำคณะของผม ชื่อว่า "ค่ายเกษตรอาสาสู่ชนบท" ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่25แล้วครับ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนักศึกษาชั้นปีที่3อย่างพวกผมที่จะต้องเป็นแกนนำในการทำค่ายครั้งนี้ ซึ่งพวกเราก็ได้สถานที่แล้วก็คือ หมู่บ้านแห่งหนึ่งบนดอยสูง ใน จ.เชียงราย ครับ


"โอเคนะ ไอ้ยู เรื่องที่มึงบอกว่าให้ไปรถไฟอ่ะ ตัดไปได้เลยเพราะเชียงรายรถไฟไปไม่ถึง คือกูเข้าใจความหวังดีของมึงนะ"

"ส่วนมึง ไอ้คิม มึงชนะละพอใจยัง แล้วตอนที่พวกพี่เค้าเสนอให้มึงเป็นประธานค่าย ทำไมมึงไม่เป็น ทำไมต้องโยนมาให้กูด้วย กูอยากเป็นแค่สพล ไม่ได้อยากเป็นประธานค่าย ไอ้เพื่อนเหี้ย" ไอ้สพลได้ทีระบายความในใจออกมาชุดใหญ่

เพราะตั้งแต่มันได้รับตำแหน่งประธานค่าย มันก็ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่เพื่อนๆทุกคนก็ยินดีที่จะเข้ามาช่วยให้ค่ายของพวกเราสำเร็จไปได้ด้วยดี

"ต่อไปนี้กูสพล ในฐานะประธานค่ายขอใช้อำนาจนี้สั่งมึงสองคนว่าให้สนใจแต่หน้าที่ของพวกมึงที่กูมอบหมายให้ ไอ้คิม มึงดูในส่วนของโครงสร้าง เรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวกับโครงสร้าง มึงเป็นคนจัดการกูให้มึงเป็นเฮดโครงสร้าง"

"ส่วนมึง ไอ้ยู กูให้มึงเป็นเฮดสวัสดิการ งานครัว บัญชีรายรับรายจ่าย งานพยาบาล เรื่องปากท้องของลูกค่ายและการเอนเตอร์เทนภายในค่าย มึงต้องดูแลไปฟอร์มทีมมา"

"ไอ้โอม งานขนส่ง เรื่องการเดินทางทั้งไปและกลับ การเดินทางภายในค่าย การขนส่งอุปกรณ์ต่างๆ กูให้มึงรับผิดชอบ หลักๆก็มีแค่นี้ ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆถ้าไอ้สามคนนี้ไปขอความช่วยเหลือในการทำงานก็ขอให้ ให้ความร่วมมือด้วยนะครับ ทุกคนรับทราบ"

"รับทราบครับ" ผม ไอ้คิม ไอ้โอม และเพื่อนคนอื่นๆพูดรับปากไอ้สพล  มันก็พยักหน้าและถอนหายใจออกมาที่สามารถสรุปการประชุมในวันนี้และสงบศึกระหว่างผมกับไอ้คิมลงได้

หลังจากประชุมเสร็จ พวกผมก็แยกย้ายกันกลับหอ เพราะตอนนี้ก็สี่ทุ่มกว่าๆแล้ว

"ไอ้ยู มึงรู้ป่ะ กูจะเลิกสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนละ" ไอ้สพลพูดกับผม

"ทำไมวะ" ผมถามมันกลับ แล้วหันไปมองไอ้คนตัวสูงที่เดินข้างๆผม

"ก็เพราะว่าทุกครั้งที่กูสวดมนต์ กูอฐิษฐานตลอดว่าขอให้มึงกับไอ้คิมหยุดทะเลาะกัน แต่เนี่ยตั้งแต่พวกเราอยู่ปีหนึ่งจนปีสามมึงสองคนก็ไม่เลิกทะเลาะกันซักที

" ไอ้สพลบอกผมแล้วก็ถอนหายใจออกม่พร้อมกับส่ายหัวด้วยความรู้สึกเบื่อ

แต่ผมกลับหัวเราะออกมา

"เชี่ยสพล มึงนี่นะขออะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ กูกับไอ้คิมไม่มีวันหยุดรบกันหรอก" ผมบอกไอ้สพล ไอ้คนตัวสูงก็หันมามองผม พร้อมกับคว้าเอากระเป๋าสะพายข้างของผมไปสะพายไว้เองเหมือนอย่างที่เคยทำทุกครั้ง


"เออ ไอ้ยู เดี๋ยวมึงรอกูอยู่ที่นี่ก่อนนะ กูไปส่งแพรที่หอก่อนเดี๋ยวกูกลับมารับมึง"

"ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวกูนั่งวินกลับเอง มึงไปส่งแพรเหอะ เจอกันที่หอละกันนะ จะกินไรป่าวเดี๋ยวกูซื้อไว้ให้ หรือจะไปกินข้าวกับแพร"

"อือ งั้นเดี๋ยวกูไปกินข้าวกับแพรก็ได้ มึงกลับดีๆหล่ะ" ไอ้สพลบอกผม ก่อนที่มันจะแยกไปส่งแฟนมันที่หอ

หลังจากแยกกับไอ้สพลแล้ว ผมก็เดินไปหน้าคณะ กะว่าจะนั่งวินมอเตอร์ไซค์กลับหอ แต่ตอนนี้ดึกแล้วไม่มีวินอยู่ที่ท่ารถเลย ผมก็เลยเดินเล่นเรื่อยๆ อากาศดี ลมพัดเย็นๆ เดินได้ไม่เหนื่อย

ผมเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย อยู่ๆก็มีมอเตอร์ไซค์มาจอดข้างหน้า

"เชิญขึ้นรถครับคุณยู" เป็นไอ้คิมที่หันมาบอกผม

"ไม่อ่ะ มึงไปเถอะ" ผมบอกไอ้คิมแล้วก็เดินหนีมันออกมา

"เลิกดื้อซักครั้งที่เจอกันได้ป่าววะ" เสียงไอ้คิมตะโกนว่าผม แต่ผมก็ไม่สนใจ ไอ้คิมก็ขับรถตามผมมาอีก

"คุณยูครับ ขึ้นรถเถอะ"

ผมหันไปมองไอ้คิม ด้วยความที่ขี้เกียจรำคานก็เลยขึ้นไปซ้อนท้ายมัน เพราะถ้าผมไม่ขึ้นมันก็คงจะตามตื้ออยู่อย่างนี้

"จอดตรงเซเว่นซอยหนึ่งนะ" ผมบอกไอ้คิม เพราะหอของผมอยู่ซอยนั้น และไอ้คิมมันก็อยู่ซอยเดียวกับผมแต่คนละหอ

"ได้ครับ" ไอ้คิมบอกผม

ซักพักไอ้คิมก็พาผมมาจอดหน้าเซเว่นซอยหนึ่งตามที่ผมบอก ผมลงรถแล้วก็ขอบใจมันตามมารยาท

"ขอบใจนะ" ผมพูดขอบใจไอ้คิมแล้วก็เดินข้ามฝั่งไปกะว่าจะซื้อนมอุ่นๆกินก่อนนอนซักแก้ว

"ป้าครับนมน้ำผึ้งอุ่นแก้วนึงครับ" ผมสั่งนมแล้วก็ล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบตังค์มาจ่ายค่านม

"เชี่ย" ผมพูดออกมาเบาๆ เพราะกระเป๋าตังค์ของผมอยู่ในกระเป๋าสะพายที่ไอ้สพลเอาไปด้วย

"นมน้ำผึ้งอุ่นได้แล้วจ่ะ"

"เอาแบบนี้อีกแก้วนึงครับป้า" ไอ้คิมเดินเข้ามาสั่งนมป้าพร้อมกับเอาแขนยาวๆของมันมากอดคอผม

"ไง กระเป๋าตังค์หายหรอ"

"ไม่หาย แต่ติดไปกับกระเป๋าที่สพลเอาไป" ผมบอกไอ้คิม

"สองแก้วครับป้า" ไอ้คิมจ่ายค่านมให้ผม

"ขอบใจนะเดี๋ยวพรุ่งนี้เอาตังค์ไปคืน" ผมบอกไอ้คิม แต่มันกลับทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ แล้วต่อรองกับผม

"ไม่เป็นไร กูเลี้ยงมึงก็ได้แค่นมแก้วเดียว" ไอ้คิมบอกผม

"กูไม่ได้อยากจะให้มึงเลี้ยง"

"ชอบขัดใจกูจริงๆ" ไอ้คิมบ่นออกมา

"มึงนั่นแหล่ะขัดใจกูทุกเรื่อง" ผมบอกไอ้คิม มันก็หัวเราะแล้วปรายหางตามามองผม

"กูหิวว่ะ ไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนหน่อยดิ"

"ไม่ กูง่วงนอน"

"อือ ไม่เป็นไร งั้นมึงกลับไปนอนเถอะ" ไอ้คิมบอกผมแล้วมันก็เดินแยกจากผมไป

ผมเดินเข้าไปในซอยเพื่อกลับหอ แต่ก็นึกไปนึกมา ไอ้คิมอุตส่าห์จอดรถรับผม แถมถ้าผมไม่ได้มันมาจ่ายค่านมให้ก็คงแย่ แค่ไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนมันคงไม่เป็นอะไร คิดได้อย่างนั้นผมเลยเดินกลับออกไป รถมอเตอร์ไซค์ของมันยังจอดอยู่ที่เดิม มันคงไปกินไม่ไกลจากแถวนี้ ผมก็เลยเดินหามันตามร้านข้าวแถวนั้น

ตึ้งตึ่ง...

เสียงไลน์ผมดัง เป็นไอ้คิมที่ส่งไลน์มาหาผม

คิม : เลิกตามหากูได้ละ กูอยู่ร้านเยนตาโฟร์

ผมเปิดอ่านแต่ก็ไม่ตอบอะไรมัน ได้แต่เดินไปหามันที่ร้านเยนตาโฟร์ที่มันบอก

ผมนั่งลงตรงข้ามไอ้คิม มันก็มองหน้าผมด้วยสายตานิ่งๆ

"กินไร สั่งดิ"

"ไม่กินอ่ะแค่มานั่งเป็นเพื่อน"

"ให้กูกินแล้วมึงมานั่งดู กูก็เขินดิ"

"อย่างมึงนี่นะ เขินเป็น"

"อ่าว คิมก็คนนะครับ"

"เดี๋ยวกูไปสั่งให้" ไอ้คิมบอกผมแล้วก็ลุกไปสั่งก๋วยเตี๋ยวให้ผม

ซักพักก๋วยเตี๋ยวก็มาเสิร์ฟ

"บะหมี่เยนตาโฟร์พิเศษของน้องคิม"

"ส่วนนี่ บะหมี่ลูกชิ้นน้ำใสไม่ผักของน้องยู ทำไมวันนี้น้องยูกินเหมือนเด็กเลยคะเนี่ย ปกติจะกินเยนตาโฟร์นี่นา" พี่เจ้าของร้านถามผม ผมก็ได้แต่ยิ้มให้

ไอ้เชี่ยคิมเล่นงานผมแล้ว แม่ง แกล้งสั่งก๋วยเตี๋ยวเด็กมาให้ผมกิน ผมคิดในใจ

"อ่าว ทำไมไม่กินอ่ะ ไม่ชอบหรอ"

"มึงแกล้งกู"

"อะไร ใครแกล้งมึง" ไอ้คิมยังมีหน้ามาตีหน้าซื่อถามผม

"ก็มึงสั่งก๋วยเตี๋ยวเด็กนี่มาให้กู" ผมบอกมันแล้วเลื่อนชามก๋วยเตี๋ยวบะหมี่น้ำใสไม่ผักไปให้มันดู

ไอ้คิมหัวเราะในลำคอ หึหึ

"กูสั่งมาถูกแล้ว ก็เนี่ยให้เด็กน้อยอย่างมึงกินไง"

"กูไม่ใช่เด็กนะ" ผมเถียงไอ้คิม

"ไม่ใช่เด็กเชี่ยไร มึงยิ่งกว่าเด็กอีก เด็กบางคนมันยังรู้เลยว่าเชียงรายไม่มีทางรถไฟ ทีหลังจะทำอะไรคิดให้ดีก่อน ไม่ใช่อยากจะเอาแต่ชนะ" ไอ้คิมได้ทีสั่งสอนผม ทำเอาผมจุกไปเหมือนกัน

"กูไม่กินละ" ผมบอกมัน แต่ความจริงเพราะรู้สึกเสียหน้ามากกว่าที่โดนไอ้คิมว่าเมื่อกี้

"กินไปเถอะน่า เร็วๆกูกินจะหมดแล้วเนี่ย ง่วงนอนละ" ไอ้คิมบอกผมพร้อมกับเลื่อนชามก๋วยเตี๋ยวมาตรงหน้าผม

"ให้กูปรุงให้ด้วยมั้ย"

"ไม่ต้องอ่ะ" ผมบอกไอ้คิมแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยวเด็กที่ไอ้คิมสั่งมาให้ผม

ฝากไว้ก่อนเหอะมึง ผมคิดในใจแล้วก็มองไอ้คนตรงหน้า ที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร

7
เพิ่งมีโอกาศไดอ่านเรื่งงี้ ฟินมากกกกกก  :katai2-1: :katai2-1: เสียดาไม่ได้ตามตั้งแต่ต้นเลยไม่ได้ให้กำลังใจคนเขียนเลย :hao5:
8
Boy's love story / Re: ——————[ 12% ]—————— 2 • 24 Sep 2018 •
« กระทู้ล่าสุด โดย B52 เมื่อ 25-09-2018 03:31:44  »
หวังว่าจะน่ารักกันอย่างนี้ไปตลอด กลัวดราม่าน้ำตาตกมาก นิยายของคุณ afterday ในแต่ละเรื่องชวนใจหวิวทั้งนั้น
9
Boy's love story / Re: ——————[ 12% ]—————— 2 • 24 Sep 2018 •
« กระทู้ล่าสุด โดย Josett เมื่อ 25-09-2018 03:04:31  »
แงงงง อ่านไปก็ได้แต่เรียกน้องงงง น่ารักอ้าาา ทำไมมันถึงได้น้องขนาดนี้
ถ้าเป็นเค้กจะจับมาฟัด เอ็นดูวววววว
10
Boy's love story / Re: Sunrise in the forest บทที่34 P36(240961)
« กระทู้ล่าสุด โดย jj เมื่อ 25-09-2018 02:52:42  »
ทีม เทพเสือโคร่งศิลาดำ
หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด