กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
1


Train to fondness<โลกอีกอีกใบกับนายอีกคน>
ตอนที่ 15 กลับมาได้มั้ย





     "เฮ้อเจ้านั่นมันจะไปอยู่ที่ไหนกับใครนะ"วินด์พูดพลางก็หงุดหงิดขึ้นมา "แม่งเอ่ยทำไมมันหงุดหงิดอย่างนี้วะ กูไม่คิดแม่งแล้ว"วินด์พูดก่อนที่จะเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเพื่อที่จะข่มตานอนแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะกว่าจะหลับก็เกือบเช้าแต่โชคดีที่เขามีเรียนตอนบ่าย

     PART WATA(10.00 PM.)

     เมื่อมาถึงบ้านของธาราวาตะก็ค่อยๆเปิดประตูเข้าไปโชคดีที่ธาราไม่ได้ล็อคประตูไว้

     "อ่าวคุณวาตะกลับมาแล้วหรอครับ ผมรอคุณอยู่ต้องนานแหนะ"ธาราพูดพูดพลางเดินเข้ามาหาวาตะ

     "เอ่อ...คือเราไปทำธุระมาน่ะ"

     "คงสำคัญมากสินะครับ เล่นวิ่งออกไปแบบนั้นทำเอาผมห่วงแทบแย่"ธาราบอก

     "คือเราขอโทษนะ"วาตะบอกก่อนที่จะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เขาคุ้นเคย(เอาอีกแล้วความรู้สึกแบบนี้มัน...มันเหมือนกับ...)

     "คุณวาตะคงเหนื่อยสินะครับ ถ้างั้นมานั่งนี้ดีกว่าผมทำอาหารไว้รอคุณเยอะเลย"ธาราบอกก่อนที่จะพาวาตะไปนั่งที่โต๊ะ

     (คงไม่ใช่หรอกมั้งเราคงคิดมากไปเอง)วาตะคิดก่อนจะเดินไปตามที่ธาราจูง"ว้าว...อาหารน่ากินเยอะเลย"

     "ใช่มั้ยหล่ะครับ ถ้าชอบก็กินเยอะๆเลยนะ"ธาราบอกพลางยิ้ม เมื่อกินข้าวเสร็จวาตะจึงแยกย้ายเข้าไปอาบน้ำและนอนด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคย(ทำไมกันนะ)วาตะคิดก่อนที่จะหลับไป

     วาตะลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยความรู้สึกที่แปลกไปจากเดิมเขารู้สึกเหมือนกับมีคนที่เขารักและคุ้นเคยอยู่ที่นี้ ใครสักคนที่เขาก็บอกไม่ได้ว่าคือใคร แต่มันเป็นอะไรที่คุ้นเคยมากเกินกว่าที่เขาจะบอกได้ว่าไม่เคยรู้จักคนคนนั้น และในขณะนั้นเองวาตะรู้สึกเหมือนกับคนคนนั้นกำลังเรียกให้เขาไปหา (อะไรกัน...ความรู้สึกที่เหมือนกับใครคนนั้นอยู่ไม่ไกลนี้มันคืออะไรกัน)วาตะลุกขึ้นแล้วเดินตามที่หัวใจและสัญชาตญาณของเขาบอกแล้วในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของธารา(ทำไมกัน)วาตะคิดอย่างไม่แน่ใจก่อนที่จะเอื่อมมือไปจับที่ลูกบิดประตูแล้วเปิดมันออก

     ในขณะนั้นเองก็มีทั้งลมความสดชื่น ความชื้นและความเย็นที่เขาคุ้นเคยพุ่งออกมาจากห้องนั้น "พี่วาริ!"วาตะตะโกนออกมาด้วยออกมาสุดเสียงเมื่อเขารู้สึกเหมือนกับพี่สาวของเขาอยู่ที่นี้แต่มันคงเป็นไปไม่ได้เพราะ...พี่สาวของเขาได้เสียชีวิตไปนานแล้ว เมื่อวาตะมองไปรอบๆห้องก็เห็นวาตอนนี้ธาราไม่อยู่เพราะคงจะลงไปเตรียมอาหารเช้าให้เขาวาตะค่อยๆเดินเข้าไปในห้องธาราก่อนที่จะพบเข้ากับขวดๆหนึ่งที่มีน้ำสีฟ้าอมเขียวอยู่ในนั้นวาตะค่อยๆเดินเข้าไปหาขวดนั่นด้วยความพิศวง...

     "คุณวาตะทำอะไรน่ะครับ"ธาราถามขึ้นเมื่อเห็นวาตะกำลังเดินเข้าไปใกล้ขวดของเขา

     "เออ...คือเรา"

     "ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับพอดีผมได้ยินเสียงคุณร้องขึ้นก็เลยรีบวิ่งขึ้นมาดู"ธาราถามน่าเจื่อนๆ

     "เราไม่เป็นอะไรแค่ตกใจนิดหน่อยน่ะ"วาตะบอก "ว่าแต่นั่นขวดอะไรน่ะ"วาตะถามก่อนที่จะชี้ไปที่ขวดที่บรรจุน้ำสีสวยนั่นอยู่

     "อ๋อขวดน้ำบลูฮาวายน่ะครับอย่าไปสนใจเลย"ธาราตอบปัดๆ "ผมว่าเรารีบลงไปกินข้าวกันดีกว่า ว่าแต่วันนี้คุณจะไปมหาลัยกับผมมั้ยครับ"

     "อื้อไปสิ"วาตะบอกก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องของธารา

     "ธารา"วาตะเรียกขึ้นในขณะที่ธารากำลังขับรถอยู่

     "คือเราขอไปอยู่ที่อื่นซักพักได้มั้ย"วาตะถาม

     "ฮึ คุณจะไปไหนครับ"ธาราถาม

     "คือเพื่อนของเราเขาไม่สบายน่ะ เราอยากไปดูแลเขาซักหน่อยอย่างน้อยเขาก็เคยช่วยเรา"วาตะบอก

     "ใครครับ คุณมีเพื่อนคนอื่นด้วยหรอทำไมผมไม่เห็นรู้จักเลย"

     "...ก็คนเดียวที่เราเคยเล่าให้นายฟังนั่นแหละ"วาตะบอกเสียงอ่อมแอ่ม

     "อย่าบอกนะว่าไอ้คนที่เคยไล่คุณออกจากบ้านน่ะ"ธาราถามขึ้นเสียงดัง

     "..."วาตะไม่ตอบพลางพยักหน้า

     "ไม่ได้ครับผมไม่ยอมเด็ดขาด ผมจะไม่ให้คุณไปอยู่ไอ้คนที่มันไม่เห็นค่าของคุณโดยเด็ดขาด"ธาราพูดพลางโมโห

     "แต่เขาเคยช่วยเรานะ"วาตะพูดเสียงเบาไม่กล้าเถียง

     "ไม่มีแต่ครับ คนที่ทำกับคุณแบบนั้นคุณยังจะห่วงมันอีกหรอ ผมไม่ยอมให้คุณถูกทำร้ายอีกเด็ดขาด"ธารายื่นคำขาด

     "ชนะลมเขาก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นหรอกนะ"(ถึงแม้เขาจะโมโหร้ายไปหน่อยก็ตามแต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายกายเราเลย)

     "เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะครับคุณบอกว่าไอ้บ้านั่นมันชื่ออะไรนะ"ธาราถามกลับอย่างไม่แน่ใจ

     "ชนะลมไง"วาตะบอก

     (คงไม่ใช่ไอ้เด็กที่มาถามเราเรื่องโลกคู่ขนานบ่อยๆหรอกนะ)ธาราคิดในใจ

     "จริงสิเราเคยเห็นชนะลมเข้าไปเรียนในสิ่งปลูกสร้างโบราณที่นายเข้าไปสอนด้วยนะ"วาตะบอก

     (นั่นไงใช่จริงๆด้วย แต่จะว่าไปเจ้านั่นก็ไม่น่าจะใจร้ายหนิ อย่างว่ามองคนที่พายนอกไม่ได้จริงๆ)"งั้นผมขอคิดดูก่อนแล้วกัน"ธาราบอกก่อนที่ทั้งสองจะไม่ได้คุยกันอีกตลอดทาง

     PART WIND

     วินด์เดินมาที่คณะด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยสมประกอบนักก่อนที่จะพบเข้ากับวาตะที่เดินมากับธาราอาจารย์สอนวิชาจิตวิทยาของเขา

     (นี้มันอะไรกันวะ)วินด์มองอย่างไม่พอใจและไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่ธาราอาจารย์ของเขาจะรู้เรื่องของโลกวาตะดีขนาดนี้ (คงเล่าให้กันฟังหมดแล้วสินะทีอยู่กับเรามาต้องนานไม่เห็นเล่าอะไรเลย)

     "ชนะลม!"วาตะพูดขึ้นเสียงตกใจ(อะไรกันทั้งที่เจ็บหนักขนาดนนี้ยังจะมาเรียนอีกหรอ) "นายเป็นยังไงบ้าง"

     "ก็อย่างที่เห็นยังไม่ตาย"(ทำไมกูต้องอารมณ์เสียด้วยวะ)

     "ทำไมพูดแบบนี้ล่ะครับคนเขาอุส่าถาม"ธาราแทรกขึ้น

     (ยุ่งอะไรด้วยวะ)วินด์คิดในใจ

     "แล้วนายมาเรียนทำไม ทำไมไม่พักผ่อน"วาตะถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

     "ถ้าไม่มาจะเห็นหรอว่านายไปอยู่กับใครมา"วินด์พูดหงุดหงิดนิดๆ

     "อ๋อนี้ธารา..."

     "รู้แล้ว"วาตะบอกยังไม่ทันจบก็โดนวินด์แทรกขึ้น

     "อ่าวรู้จักกันแล้วหรอ"วาตะถามงงๆ

     "อ๋อ...นี้เองหรอครับคนที่คุณวาตะเคยไปอยู่ด้วย"ธาราพูดพลางมองวินด์อย่างพิจารณา

     (ไอ้นี้จะยั่วโมโหกันหรือยังไงวะ)วินด์คิด

     "คือเราขอธาราแล้วว่า..."

     "ไปเรียนก่อนนะ"วินด์พูดแทรกขึ้นก่อนที่จะเดินเข้าไปในตึกด้วยท่าทางกระโผลกกระเผลกโดยที่ไม่สนใจวาตะ

     (จะเป็นอะไรหรือเปล่านะ)วาตะคิดพลางมองตามวินด์ด้วยความเป็นห่วง

     "ผมได้คำตอบแล้วล่ะครับว่าจะให้คุณไปดูแลผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า"ธาราพูดขึ้นก่อนที่จะเดินตามวินด์เข้าไปในตึกวาตะจึงตัดสินใจเดินตามไปด้วย

     ในวันนี้มีคลาสที่วินด์ต้องเรียนกับธาราพอดีซึ่งนั่นทำให้วินด์ต้องนั่งเรียนอย่างไม่สบอารมณ์นักเพราะเห็นวาตะเอาแต่นั่งมองตอนที่ธารากำลังสอนอย่างตั้งใจ

     (มันน่าสนใจตรงไหนวะ)วินด์คิดอย่างหงุดหงิด

     "ไอ้วินด์มึงเป็นอะไรวะ ทำไมทำหน้าแบบนั้น"ธีถามขึ้นเหมื่อเห็นเพื่อนของตัวเองมองไปที่เก้าอี้ว่างหน้าห้องกับอาจารย์ที่กำลังสอนสลับกัน

     "ดูหมามันเห่อเจ้าของใหม่"วินด์พูดอย่างอารมณ์เสียเหมื่อเห็นวาตะหัวเราะให้กับมุกฝืดๆของธาราโดยที่เขาก็ไม่รู้เลยว่าธาราก็กำลังแอบมองและหัวเราะให้กับท่าทีของเขาอยู่

     "เอาล่ะถ้างั้นวันนี้ก็แค่นี้ครับอาทิตย์หน้าอย่าลืมเอารายงานมาส่งผมด้วย"ธาราบอกพลางทำท่าทางบอกให้ทุกคนออกจากห้องโดยที่มีวินด์มองมาที่เขาแล้วออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก "คุณวาตะยังอยากไปดูแลชนะลมอยู่หรือเปล่าครับ"ธาราถามขึ้นเมื่อทุกคนออกไปจากห้องจนหมดแล้ว

     "อื้อ"วาตะตอบเสียงอ้อมแอ่มเพราะกลัวจะโดนธาราดุเหมือนเมื่อเช้าอีก

     "ถ้างั้นก็ไปเถอะครับ"ธาราบอกออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก

     "นายพูดจริงหรอ"วาตะถามพลางเดินไปหาธารา

     "ครับ ถึงแม้เจ้าหมอนั่นมันจะปากร้ายแต่ก็คงจะไม่เลวร้ายอะไร"ธาราบอกก่อนที่จะเห็นวินด์เปิดประตูเข้ามาในห้องอีกครั้ง

     "ขอบใจนะธารา"วาตะบอกพลางวิ่งไปกอดคอธารา

     "คุณวาตะอยากรู้มั้ยครับว่าชนะลมเขาคิดกับคุณยังไง"ธารากระซิบเมื่อเห็นวินด์เดินเข้ามาใกล้ด้วยใบหน้าบึ่งตึง

     "หมายความว่ายังไง..."วาตะกระซิบกลับ

     "อยู่นิ่งๆนะครับ"ธาราบอกก่อนที่จะผละตัวออกจากกอดของวาตะแล้วโน้มหน้าเข้าไปใกล้หน้าของวาตะ ทำให้วาตะตกใจอย่างมาก

     "นี้นายจะทำอะไรน่ะธารา"วาตะถามด้วยความตกใจ

     "อยู่เฉยๆเถอะครับเชื่อผม"ธาราบอกพลางขยับหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้น

     ผลั๊ว!

     "ทำอะไรของนายน่ะชนะลม"วาตะร้องขึ้นด้วยความตกใจเหมื่อเห็นวินด์กระชากธาราออกไปชกจนลงไปนอนกองอยู่กับพื้น

     "ก็มัน..."วินด์บอกอย่างโมโห

     "หยุดเลยนะออกมานี้เดี๋ยวนี้"วาตะว่าพลางลากวินด์ออกมาจากห้องด้วยความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน

     (หึงโหดเหมือนกันนี่หว่า)ธารายิ้มอย่างพอใจ

     "นายทำอะไรลงไป"วาตะถามด้วยอารมณ์โกรธ

     "ก็เห็นอยู่ว่ามันทำอะไรนาย"

     "เขาไม่ได้ทำอะไรเรา"วาตะเถียง

     "แล้วเมื่อกี้จะทำอะไรกัน"วินด์ถามกลับ

     "..."

     "อ๋อ...แบบนี้สินะถึงไปอยู่กับมัน บ้านมันก็หลังไหญ่อยากไปไหนมันก็พาไป อาหารก็เยอะแยะแถมยังมีเรื่องอย่างว่าด้วยสินะ"วินด์พูอย่างดูถูก

     "นายพูอะไรของนายชนะลมเลอะเทอะไปใหญ่แล้ว"วาตะพยายามอธิบาย

     "ถ้าฉันเชื่อก็บ้าแล้ว"

     "งั้นเราไม่พูดกับนายแล้วยิ่งพูดอยิ่งไม่รู้เรื่อง"วาตะว่าพลางจะเดินหนี

     "ขอโทษ"วินด์พูดทำให้วะตะชะงักกึก "กลับมาอยู่ด้วยกันได้มั้ย"วินด์ถามเสียงเบา

     "นายว่าอะไรนะ"

     "ฉันถามว่า กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมได้มั้ย"วินด์บอกวาตะทำให้วาตะถึงกับใจสั่น

     (ความรู้สึกนี้มันอะไรกันรู้สึกเหมือนมีคนเอาไฟมาช็อตหัวใจแถมยังรู้สึกเหมือนพึ่งจะวิ่งเสร็จมาเลยใจของเรามันเต้นแรงมาก)"ระ...เราไปก่อนนะ"

     "คุณวาตะงั้นผมกลับก่อนนะครับ"ธาราบอกขณะที่เดินสวนออกมาจากห้อง      "เอ่อธารา..."      "ไม่เป็นไรหรอกครับไปดูแลเขาเถอะ เห็นว่าเจ็บหนักหนิ"ธาราพูดพลางหันไปมองวินด์ที่ตอนนี้ทำหน้างงๆ      "แต่..."      "ผมกลับก่อนนะครับ"ธาราบอกแล้วเดินจากไปทันที      (นายจะทำแบบนี้ไม่ได้นะธาราเราไม่อยากไปแล้ว)วาตะคิดในใจ      "นี้มันอะไรกันน่ะ"วินด์ถามขึ้น      "เฮ้อ..."วาตะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย "ก็เมื่อกี้เราไปของธาราไปดูแลนายไงแล้วเขาก็อนุญาติแล้วด้วย"      "แล้ว..."      "แล้วนายก็ไปชกเขาไงล่ะ"วาตะพูดใส่อารมณ์      "แล้วทำไม่ต้องเอาหน้าเข้าไปใกล้กันขนาดนั้นด้วยเล่ามันจำเป็นด้วยหรอ"วินด์ใส่อารมณ์กลับบ้าง      "เราก็ไม่รู้...แต่ธาราบอกว่าถ้าอยากรู้ว่านายคิดยังไงกับเราให้ทำแบบนี้"วาตะบอกทำให้วินด์ถึงกับหน้าร้อน      (หนอยไอ้ครูบ้านี้แผนสูงนักนะ)      "แล้วมันหมายความว่ายังไงหรอชนะลม"วาตะถามขึ้น      "ไม่รู้โว่ย"วินด์โวยเขินๆก่อนที่จะเดินหนี      (อะไรของเขากันนะ ชนะลมนี้แปลกคนจริง)วาตะคิดในใจ      "จะกลับมั้ยบ้านเร็วสิ"วินด์เรียกวาตะด้วยความรู้สึกที่แปลกไปจากทุกครั้งเขารู้สึกว่าตัวของเขาในตอนนี้มันมีความสุขเป็นพิเศษ      "อือ!"วาตะตอบก่อนที่จะวิ่งตามไป            WIND ROOM

     "ว้า...คิดถึงลูซี่กับโคโค่จัง"วาตะว่าพลางวิ่งไปที่ระเบียงห้องวินด์      (อะไรกันเจ้านี้มันคิดถึงหนูกับแมลงสาบมากกว่า...คนอีกงั้นหรอ)วินด์คิด      "ตอนแรกนึกว่าชนะลมจะเอาลูซี่กับโคโค่ไปทิ้งแล้วนะเนี่ยโชคดีที่ยังเหลือความเป็นคนอยู่"วาตะพูดขึ้น      "เห็นฉันเป็นคนยังไงกันฮะ แล้วที่พูดนี้ชมใช่มั้ย"วินด์ถามฉุนๆ      "เนาะจริงมั้ย โคโค่กับลูซี่ก็คิดเหมือนกันหรอ"      (เดี๋ยวเถอะเจ้าพวกนี้ เดี๋ยวพ่อก็เชือดทิ้งซะหรอกเลี้ยงเสียเข้าสุกจริงๆ)"โอ้ย!"วินด์ร้องขึ้นขณะที่ถอดเสื้อ      "เป็นอะไรน่ะชนะลม"วาตะถามพลางวิ่งเข้าไปดู      "ก็เจ็บแขนน่ะสิถามได้"วินด์โวยออกมา      (อะไรกันตอนนั้นยังต่อยธาราได้อยู่เลย)วาตะคิด      "จะช่วยมั้ยเนี่ย"วินด์โวยขึ้นอีก      "เออ ก็ช่วยน่ะสิ"วาตะบอก "จะให้ทำอะไร"ถามอย่างไม่พอใจ      "ถอดเสื้อให้หน่อยดิเจ็บแขน"วินด์บอกอย่างเจ้าเล่ห์ทำให้วาตะมองอย่างลังเลใจ "จะไม่ช่วยก็ได้นะถ้าลำบากใจ"วินด์บอกเสียงเศร้า      "อะไรของนายชนะลมเรายังไม่บอกเลยว่าจะไม่ช่วย"วาตะพูดก่อนที่จะแกะกระดุมให้วินด์ทีละเม็ด(เดี๋ยวๆฉากนี้มันคุ้นๆนะ) "เอ่า เสร็จแล้ววาตะบอกเขินๆ"      "นี้เขาเรียกว่าปลดกระดุมเฉยๆถอดด้วย"วินด์บอกเสียงจริงจังก่อนจะมองพลางยิ้มให้กับท่าทางที่ไม่พอใจของวาตะ      "เอ่าเสร็จแล้ว"      "กางเกงด้วยสิ"      "มันจะเกินไปแล้วนะชนะลม! เรารู้นะว่านายแกล้งเราอยู่ขนาดเมื่อเช้านายยังใส่ได้เลยแล้วตอนนี้เกิดจะเจ็บอะไรของนายขึ้นมา"วาตะโวยอย่างรู้ทัน      "พูดอะไรของนายเนี่ยวาตะ ไร้สาระจริงๆเลยไปอาบน้ำดีกว่า"วินด์พูดไขสือก่อนที่จะเข้าไปในห้องน้ำแล้วแอบยิ้มคนเดียว       (นี้เราคิดถูกหรือคิดผิดเนี้ย)วาตะคิดในใจ      "วาตะ!"เสียงวินด์เรียกออกมาจากห้องน้ำ      "อะไร"      "เอาผ้าเช็ดตัวมาให้หน่อยสิลืม"วินด์บอก      (อะไรกันเนี้ย)"ตอนเข้าไปทำไมไม่เอาไปด้วยฮะ!"วาตะโวยออกมา      "หรือถ้าอยากให้ฉันแก้ผ้าเดินออกไปก็ได้นะ"วินด์บอกออมาอย่างหน้าไม่อาย      "หยุดความคิดหน้าไม่อายของนายไว้เลยนะเดี๋ยวเอาไปให้"วาตะบอกก่อนที่จะเดินไปหยิบเอาผ้าขนหนูแล้วไปเคาะประตูห้องน้ำ      "เข้ามาเลยไม่ได้ลอก"      "ไม่เอา"วาตะบอก      "ฉันสระผมอยู่ออกไปเอาไม่ได้"      "แล้วทำไมไม่สระให้เสร็จก่อนค่อยบอกเล่า"      "เข้ามาเถอะน่าจะอายอะไรก็เคยเห็นแล้วไม่ใช่หรอ"วินด์พูดออกมาอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร      "นี้!เลิกพูดจาหน้าไม่อายแบบนั้นซักทีเถอะชนะลม"วาตะบอกพลางหน้าร้อนผ่าว "เราจะเอาผ้าเช็ดตัวแขวนไว้ที่ลูกบิดนี้ถ้าไม่เอาก็แล้วแต่นาย"วาตะบอกก่อนที่จะเดินไปนั่งรอแล้วไปนั่งคุยกับโคโค่และลูซี่ แต่ก็ไม่วายโดนเจ้าเพื่อนตัวเล็กทั้งสองแซ็วจนวินด์ออกมาจากห้องน้ำวาตะเลยเข้าไปอาบน้ำบ้างแต่พอออกมาก็เห็นวินด์ยังไม่เช็ดผมซึ่งวินด์ก็ให้เหตุผลว่าเจ็บแขนเช็ดไม่ได้เลยรอให้วาตะมาเช็ดผมให้      "สบายจัง"วินด์บอกขณะที่วาตะเช็ดผมให้วาตะจึงแกล้งเช็ดแรงๆ"วาตะคนที่นายไปอยู่ด้วยคือเจ้าบ้าธารานั่นจริงๆหรอ"วินด์ถามขึ้น      "ทำไม่นายเรียกเขาแบบนั้นล่ะเขาเป็นอาจารย์ของนายนะ"วาตะพูดดุๆ      "ชั่งฉันเถอะน่า"วินด์โวยกลับเหมื่อเห็นวาตะปกป้องธารา "นายคงเล่าเรื่องโลกของนายให้มันฟังจนหมดแล้วสินะ"พูดงอนๆ      "ไม่นะเราไม่เคยเล่าอะไรเกี่ยวกับโลกของเราให้ธาราฟังเลย"      "ฉันไม่เชื่อหรอก"วินด์สวนขึ้น      "เราไม่ได้พูดจริงๆ"วาตะยืนยัน      "แล้วเจ้านั่นมันจะรู้เรื่องโลกของนายได้ยังไงกันหล่ะฉันเห็นมันเอามาเล่าเล่นตั้งหลายครั้ง"วินด์พูดพลางมองจับผิดวาตะ      "เราไม่ได้พูดจริงๆนายไม่เชื่อเราหรือยังไง"วาตะพูดพลางมองค้อน      "งั้นนายลองเราเรื่องโลกของนายให้ฉันฟังหน่อยสิ"วินด์บอก      "ได้สิและจำไว้ด้วยว่านายเป็นแรกที่ได้ฟังจาปากเรา"วาตะยืนยันอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มเล่า"เราอยู่ในโลกที่ชื่อว่าเอเลเมนท์แพลนเนต เรื่องราวเกี่ยวกับโลกของเรามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน ในยุคที่เทคโนโลยีของโลกเราอยู่ในจุดสูงสุดแต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติก็อยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุดเช่นกันผู้คนเริ่มห่างไกลออกจากธรรมชาติและก็ยังไม่ลืมที่จะทำลายมัน ซึ่งจะว่าไปนั่นก็เป็นกิจวัตรของมนุษย์อยู่แล้ว คนในยุคนั้นสบายกันมากแต่เฉพาะคนรวยนะ แต่คนจนนี้น้ำสอาดจะกินยังแทบไม่มี ส่วนธรรมชาติเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ฝนไม่ตกตามฤดูกาล และเคยไม่ตกเลยนานถึงหนึ่งปี ผู้คนล้มตายกันมากมายทั้งโรคระบาด น้ำที่เน่าเสียและอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ และในขณะนั้นเองคนที่เคยสบายก็เริ่มลำบาก พลังงานในตอนนั้นเริ่มขาดแคลน และอากาศก็แย่มากเกินกว่าที่เครื่องจักรจะกรองได้ จนในวันนั้น วันที่ต้นไม้ต้นสุดท้ายถูกโค่นลง สงครามก็ได้เริ่มต้นขึ้นเพื่อความอยู่รอดผู้คนต่างเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงอาหาร น้ำสอาด และอากาศบริสุทธิ์ที่มีคนนำมาเก็บไว้ในขวด หมู่บ้านหลายหมู่บ้าน เมืองหลายเมืองเริ่มรกล้างจากการฆ่าฟันกันและการอพยพเพื่อหนีออกจากความเลวร้ายที่ธรรมชาติได้มอบให้อย่างสาสม และในเมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่รกร้างและสิ้นหวังที่สุดในโลกนั้นเอง ก็มีหญิงคนหนึ่งเธอได้ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดสองคนที่มีการมิวเทชั่นเข้าหาธรรมชาติ คนแรกเป็นผู้ชายเด็ก​  เด็กคนนั้นตั้งแต่แรกเกิดเขาก็ทำให้พ่อแม่และญาติของเขาทุกคนประหลาดใจเพราะลมหายใจของเด็กคนนั้นมันช่างบริสุทธิ์และสดชื่นเหลือเกินราวกับว่าเขาหายใจออกมาเป็นออกซิเจนซึ่งนั่นมันก็เป็นความจริง​ และเป็นความจริงที่นับว่าแสนจะมหัศจรรย์และเขาก็ได้กลายเป็นความหวังของโลกใบนี้ นับวันเด็กคนนั้นเกิดมาก็ยิ่งทำให้อากาศที่หมู่บ้านแห่งนั้นเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆแม่ของเขาจึงตั้งชื่อของเขาว่าชามัลชูซึ่งแปลว่าสายลม และแฝดคนน้องเธอเป็นหญิงตอนแรกคนในบ้านคิดว่าเธอก็เป็นเด็กปกติทั่วไปจนกระทั้งเธอมีอายุสามขวบเป็นครั้งแรกที่เธอเดินลงไปในแอ่งน้ำอันแสนสกปรกและปนเปื้อนไปด้วยสารพิษที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่พ่อแม่และทุกคนในครอบครัวต่างห้ามไม่ให้เธอเข้าไปใกล้แต่ในครั้งแรกที่เธอได้ทำตาสัญชาตญาณของตัวเองนั้นเอง เธอก็ได้พบว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดาเธอเป็นอีกคนที่มีการมิวเทชั่นเข้าหาธรรมชาติเพราะหลังจากที่เธอลงไปในแอ่งน้ำนั้น เธอก็ทำให้ทุกคนถึงกับตะลึงเพราะเธอไม่ตายจากการปนเปื้อนด้วยสารพิษที่อยู่ในน้ำแถมเธอยังทำให้น้ำในแอ่งน้ำนั้นกลายเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ได้อีกด้วย หลังจากนั้นมาทุกคนในหมู่บ้านนั้นก็เริ่มมีความหวังจนในที่สุดหมู่บ้านแห่งนั้นก็มีต้นไม่ต้นแรกเกิดขึ้นจนกลายเป็นป่าสัตว์ป่าเริ่มกลับมาธรรมชาติดีขึ้นจวบจนปัจจุบัน"      (ทำไมเรื่องมันเหมือนกันขนาดนี้วะ)วินด์คิดขึ้นในใจเมื่อนึงถึงเรื่องที่ธาราเคยเล่าในคลาสเรียน"นายแน่ใจนะว่านายไม่ได้เผลอเล่าไปน่ะ"      "นายเห็นเราเป็นคนแบบไหนกันฮะชนะลม เราบอกว่าไม่ได้พูดก็ไม่ได้พูดสิ"วาตะพูดอย่างมีอารมณ์เพราะวินด์ไม่ยอมเชื่อเขา      "เปล่าไม่ใช่ไม่เชื่อแต่มันเหมือนกันเกินไปไงระหว่างเรื่องที่นายเล่ากับเรื่องที่เจ้านั่นเล่ามันแทบจะไม่ต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว"วินด์บอกพลางใช้ความคิด      "จะว่าไปตอนที่เราไปอยู่บ้านของธาราก็มีเรื่องแปลกๆเหมือนกันนะ"วาตะบอกทำให้วินด์เริ่มสนใจ      "เรื่องอะไรหรอ"      "ไม่รู้สิ มันมีแต่ความรูสึกคุ้นเคยเหมือนมีคนที่เรารักอยู่ที่นั่น"      "วาไงนะ"วินด์ตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความไม่พอใจ      "จริงๆนะ..."      "นายรักมันหรอ"วินด์ถามโกรธๆ      "ไม่ใช่เราไม่ได้รักธารา แต่เรารู้สึกเหมือนมีคนที่เรารักอยู่ที่นั้น"      "แล้วใครล่ะ"      "พี่วาริ พี่สาวเราเอง"วาตะบอก      "ฮะนายมีพี่สาวด้วยหรอ"      "มีสิแต่ตายไปนานแล้วตอนที่ไปผจญภัยนะ คนที่อยู่บนเรือบอกว่ามีพายุลูกใหญ่เกิดขึ้นตอนที่ล่องเรือแล้วพี่วาริตกจากเรือไป"      "นายไม่เคยเห็นบอกฉันเรื่องนี้เลย"      "ก็นายไม่เคยถามเราหนิแล้วอีกอย่างเราก็ไม่อยากจะเล่าหรอกเรื่องแบบนี้"วาตะพูดพลางกลั่นน้ำตา      "คือ..."      "เราไม่เป็นไรหรอกเราแค่เสียใจว่าทำไมคนเอเลเมนท์น้ำอย่างพี่วาริถึงต้องมาตายเพราะน้ำด้วย"วาตะพูดพลางสั่นก่อนจะปล่อยน้ำตาออกมาอย่างกลั่นไม่ได้      "ทำไมล่ะคนเอเลเมนท์น้ำจะตายเพราะน้ำไม่ได้หรอ"      "มันไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่เอเลเมนท์น้ำทุกคนเขาสามารถหายใจในน้ำได้ เราเลยไม่คิดว่าพี่วาริจะตายเพราะสาเหตุนี้ แต่ถึงจะบอกว่าไม่เชื่อยังไงก็เถอะ ก็ไม่มีใครเคยได้เห็นศพของพี่วาริอีกเลย"วาตะบอกก่อนที่จะซบที่อกของวินด์เพราะต้องการกำลังใจซึ่งวินด์ก็ไม่ได้ผลักสัยแต่อย่างใด

     ก่อนที่ทั้งสองคนจะเข้านอนวาตะทำท่าจะกลับเข้าไปในตู้แต่ก็ต้องโดนวินด์สั่งให้หยุดแล้วมานอนที่เตียงด้วยกัน โดยที่ให้เหตุผลว่าไม่อยากเอาเปรียบวาตะและตอนที่วาตะไปอยู่บ้านของธาราก็คงจะได้นอนที่นอนนุ่มๆเหมือนกัน(ไม่อยากน้อยหน้า) แต่วาตะก็แทบจะนอนไม่หลับเพราะรู้สึก...ประหลาดยังไงไม่รู้ที่ต้องมานอนกับวินด์บนเตียงเดียวกันแบบนี้รวมทั้งมีหลายครั้งที่วินด์แอบนอนดิ้นแล้วเมามือมากอดวาตะนั้นทำให้วาตะใจสั่นอยู่ไม่น้อย...











     อัพอีกทีวันที่ 26 กุมภา ดึกๆนะคะ
2
ตกลงจบแล้วเหรอ
3
 :pig4: :pig4: :pig4:

ทำไมพี่หินผาถึงรีบทักแชทมาหาหว่า?  แค่นุ้งสายน้ำกดถูกใจทู้เตตัสเก่า ๆ แค่นั้นเองนะ

หรือว่า...พี่แกแอบสนใจนู๋สายน้ำอยู่เอ่ย?
4
Boy's love story / Re: 'เจ้า' ชีวิต ตอนที่ 22 Their fault ​P.23 20/02/2019
« กระทู้ล่าสุด โดย taroni เมื่อ 20-02-2019 22:25:27  »
อ่านไปก็ลุ้นไปจะเจออะไร  พีคขึ้นเรื่อยๆ  :a5:
5
ดีงาม..มมมมมม     o13 o13 o13
6
เจอทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่แสบแบบนี้ต้องเอาให้อยู่หมัดนะเพทาย สู้ๆ :serius2:
7

say-hi ในทวิตเตอร์ ฝากติด #เมื่อหินผาจรดสายน้ำ ด้วยนะคะ
ไม่ขออะไรมาก คอมเมนต์ให้กำลังใจกันหน่อยก็ดีจ้า
อย่าเป็นนักอ่านเงาเลย คนแต่งหมดกำลังใจเนอะ






ครั้งที่ | “2”





❖ ❖ ❖ ต่อค่ะ 100% ❖ ❖ ❖





การซ้อมประกวดดาวเดือนเป็นไปอย่างจริงจังและค่อนข้างหนักเพราะหลังเลิกเรียนในแต่ละวันสายน้ำกับน้ำรินก็ต้องมาซ้อมร้องเพลง ซ้อมเดินร่วมกับดาวเดือนจากแต่ละคณะอยู่เกือบสองชั่วโมง เสร็จจากตรงนี้ก็ต้องไปซ้อมรำสำหรับการแสดงความสามารถพิเศษอีก กว่าจะเลิกซ้อมก็ค่ำมืด กลับถึงห้องแล้วก็ยังไม่ได้พักเพราะงานที่อาจารย์สั่งก็ยังกองรอให้ต้องกลับไปทำ



ตารางชีวิตประจำวันในช่วงนี้ทำให้สายน้ำรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดนิด ๆ ที่ยอมรับตำแหน่งนี้มา นอกจากเวลาเรียนเขาแทบไม่ได้เจอกับเพื่อนในกลุ่มเลย ไม่มีเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ด้วย กิจกรรมรับน้องก็ไม่ได้เข้าเพราะต้องไปซ้อมเพื่อการประกวด จะมีก็แค่บางวันที่เลิกเรียนเร็ว มีเวลาก่อนถึงเวลานัดให้ได้อยู่กับเพื่อน ๆ บ้าง



เจ้าของร่างเดือนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่หนึ่ง ลุกจากโต๊ะทำงานหลังจากที่เขาเพิ่งจะปิดคอมพิวเตอร์ไป บิดคอ บิดตัวเพื่อไล่ความเหมื่อยขบ เสียงกระดูกลั่นจนต้องร้องออกมาเบา ๆ ร่างการของเขาล้ามากทีเดียว



โชคดีที่ในวันรุ่งขึ้นเขามีเรียนตอนบ่าย เพราะคาบเช้าอาจารย์ส่งข้อความเข้าไลน์กลุ่มเพื่อบอกยกเลิกคลาส เขาเลยมีเวลานอนหลับให้ร่างกายในพักผ่อนในช่วงเช้า คิดได้แบบนั้นก็แย้มยิ้มออกมาอย่างชอบใจ เดินเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะพาร่างสูงของตัวเองมาบนเตียงนอนหลังใหญ่แล้วซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนานุ่ม



หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นไปเรื่อย ๆ ในเฟซบุ๊กมีคนแท็กภาพของเขาเข้ามาค่อนข้างเยอะ ดู ๆ แล้วน่าจะเป็นบรรดารุ่นพี่ในทีมกองประกวดดาวเดือน เพราะภาพแต่ละภาพเป็นตอนที่เขากำลังซ้อมร้องเพลงแล้วก็ซ้อมเดินทั้งนั้น



ส่วนภาพตอนขำฝึกรำไทยนั้นไม่มีเลย การแสดงความสามารถนั้นค่อนข้างเป็นความลับที่จะไม่เปิดเผยออกไป



“หือ...” ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเพื่อเห็นการแจ้งเตือนในเฟซบุ๊ก ชื่อของคนที่เขาแอดขอเป็นเพื่อนไปตั้งแต่วันก่อน... ตอนนี้ขึ้นว่าได้กดรับเขาเป็นเพื่อนแล้ว



ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนที่ปลายนิ้วจะเลื่อนไปกดที่ชื่อของคนที่ยอมรับเขาเป็นเพื่อน นั่งดูสเตตัสแล้วก็รูปไปเรื่อย ๆ อีกฝ่ายไม่ค่อยอัปสเตตัสอะไร แต่มีโพสต์รูปบ้าง แม้จะไม่เยอะแบบที่มีทุกวันแต่ในหนึ่งสัปดาห์ก็มีสองหรือสามรูปที่อีกฝ่ายโพตส์ลง แล้วที่เหลือก็เป็นสเตตัสที่เพื่อน ๆ แท็กหา



สายน้ำขำเบา ๆ ตอนที่ไล่อ่านคอมเมนต์บนสเตตัสของอีกฝ่ายที่แชร์เพลงรักเอาไว้ ดูท่าแล้วน่าจะเป็นแฟนคลับที่เข้ามาคอมเมนต์ถามพร้อมกับโอดครวญว่าเพลงรักที่แชร์ไปเพราะชอบหรือต้องการส่งให้ใครกันแน่ แต่ละคอมเมนต์ก็ตลก ๆ ทั้งนั้น



แต่เพลงที่อีกฝ่ายแชร์ก็น่าคิดไปในเชิงว่าส่งถึงใครสักคนจริง ๆ นั่นแหละ



นั่งคิดไปเพลิน ๆ เหม่อ ๆ ก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อโทรศัพท์ในมือสั่นจากการแจ้งเตือน ก่อนที่ข้อความของใครบางคนจะเด้งขึ้นมาให้สายน้ำตาโตอีกรอบ



HinPaa
แอบส่องเฟซพี่เหรอเรา




SAINAM karp
เปล่านะครับ
*สติ๊กเกอร์ทำหน้าตกใจ*


HinPaa
ขี้โม้นะเรา
มันขึ้นแจ้งเตือนพี่มาเนี่ยว่าเรากดถูกใจโพตส์พี่
แถมเป็นโพตส์ตั้งนานแล้วด้วย
แบบนี้ไม่เรียกว่าส่องได้ยังไงกัน




SAINAM karp
อ่า...
ผมก็ดูไปเรื่อย ๆ แหละครับ



สายน้ำส่งข้อความตอบโต้อีกสามสี่ครั้งบทสนทนาก็หยุดลงเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยให้เขาไปนอนพร้อมทิ้งท้ายเอาไว้ว่าฝันดี เขาเลยไม่รู้จะส่งอะไรตอบกลับไปดีนอกจากนั่งมองข้อความนั้นอยู่แบบนั้น ก่อนจะตัดสินใจส่งข้อความกลับไปว่าฝันดีบ้าง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ส่งอะไรกลับมา เขาจึงเปลี่ยนไปเล่นเฟซบุ๊กต่อ



ตอบข้อความของเพื่อนในกลุ่มที่พรุ่งนี้นัดกินข้าวกลางวันกัน เขาเองก็ตอบตกลงตามคำชวนของเพื่อน ๆ นัดแนะเวลากันเรียบร้อยก็แยกย้าย หลังจากเปิดเทอมมาได้ไม่นานสายน้ำก็ได้เพื่อนเพิ่มนอกจากแบงก์กับตั้มที่บังเอิญเจอกันตอนวันปฐมนิเทศ ก็มีอีกสองคนเป็นผู้หญิงทั้งคู่คือเบลกับมะนาว ได้มาเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกันเพราะคาบแรกนั่งใกล้กันแล้วอาจารย์ให้จับกลุ่มพอดี หลังจากนั้นเลยกลายเป็นว่าสนิทกัน



ดูเวลาอีกทีก็พบว่าเข้าสู่วันใหม่มาแล้วเรียบร้อย เห็นแบบนั้นก็คิดว่าถึงเวลาที่เขาจะต้องนอนสักทีจะได้นอนหลับได้ยาว ๆ พอคิดว่าจะนอนก็รู้สึกง่วงจนต้องหาวออกมา สายน้ำลุกไปปิดไฟในห้อง ก่อนจะอาศัยแสงสว่างจากโทรศัพท์ส่องพาตัวเองมาถึงเตียง



ตวัดผ้าห่มมาคลุมตัวเอง พลิกตัวเพื่อหาท่าที่สบายที่สุดแล้วจึงหลับตาลง



ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนอนผิดเวลาหรือเปล่าเลยทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาเสียอย่างนั้น สายน้ำเป็นบ่อย เวลานอนปกติของเขาจะไม่เกินเที่ยงคืน ซึ่งถ้าหากวันไหนนอนหลังเที่ยงคืนเขาจะกลายเป็นคนหลับยากไปทันที กว่าจะหลับได้บางทีก็น่าจะนานร่วมชั่วโมงเหมือนกัน แถมยังหลับไม่สนิทด้วย



ถอนหายใจออกมาเมื่อรู้ตัวว่าอาการนี้กำลังกลับมาอีกครั้ง ร่างกายอ่อนล้าอยากพักผ่อน แต่เหมือนกับว่าดวงตาและสมองของเขามันยังทำงานอยู่จึงไม่สามารถหลับได้



มือหยิบโทรศัพท์มากดอีกรอบเพื่อหาเพลงฟัง หลายครั้งที่เขาให้วิธีเปิดเพลงฟังไปเรื่อย ๆ จนเผลอหลับไป คืนนี้เห็นทีว่าคงต้องใช้วิธีนี้อีก ปลายนิ้วที่กำลังกดหาชื่อเพลงชะงัก พลางนึกไปถึงชื่อเพลงที่ใครบางคนแชร์เอาไว้แล้วเขาก็เผลอไปกดถูกใจแบบไม่ทันตั้งตัว



เขาไม่เคยฟังเพลงนั้น คิดว่าอยากจะลองฟังสักหน่อย... เลยจัดการพิมพ์ชื่อเพลงนั้นลงไป กดเพิ่มเข้าเพลย์ลิสส่วนตัวและเปิดฟังวนซ้ำ ๆ ไปแบบนั้น



เพลงเล่นวนซ้ำไปได้สองรอบคนที่คิดว่าไม่น่าจะหลับได้ง่าย ๆ ก็ผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย โดยมีเสียงเพลงดังคลอไปตลอดคืนเหมือนต้องการกล่อมให้สายน้ำนอนหลับฝันดี







หากฟ้ามีดวงดาวเพื่อให้ฉันนับดาว
จะนับดาวที่มีบนฟ้ากับใคร
หากสายลมเยือกเย็นจะมีให้ฉันรออ้อมแขนอุ่น
เธอ คือเธอคนเดียว แล้วเธออยู่ไหน


หากหัวใจมีคำหนึ่งคำที่ฉันต้องเอ่ย
บอกให้ใครสักคนเข้าใจความหมาย
หากหนทางยาวไกลจะมีให้ฉันได้คิดถึงใคร
เธอ คือเธอคนเดียว แล้วเธออยู่ไหน


การเดินทางยาวไกลที่เราตามหา
ใครสักคนนั้นได้สิ้นสุดลง เมื่อได้มาพบเธอ
กับทุกความฝันที่เคยมี จะวางตรงนี้ไว้คู่กับเธอ
และพร้อมจะทำเพื่อเธอ เพื่อเธอคนนี้ที่ฉันรอคอย


จบค่ำคืนยาวนานกับการที่ฉันเฝ้ารอ
จากนี้ไปคงมีแต่เธอเท่านั้น
จะนับดาวที่มีมากมายบนฟ้าในอ้อมแขนอุ่น
เธอ คือเธอคนเดียวที่ใจต้องการ


จบหนทางยาวไกลที่เดินเงียบเหงาผู้เดียว
จากนี้คงมีเธอคอยถามเหนื่อยไหม
และถ้อยคำในใจก็คงมีเธอให้ฉันได้บอก
เธอ คือเธอคนเดียวที่ใจต้องการ




-----------------------------------------------
เพลง : เดินทาง นับดาว รอคอย / ศิลปิน : เชษฐา ยารสเอก – วรรธนา วีรยวรรธน






❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖ ❖

มีความคุยโต้ตอบกันทางแชทของเฟซบุ๊กด้วยน้า
น้องไม่ได้ตั้งใจจะกดถูกใจ แต่เลื่อนเพลิน ๆ มือเลยไปโดน
พี่ก็ทักเร็ว เห็นน้องกดก็เข้ามาทักเลยจ้า
คืนนี้น้องสายน้ำคงนอนหลับฝันดี
แล้วคนอ่านจะนอนหลับฝันดีเหมือนน้องไหมน้าาาาาา

#เมื่อหินผาจรดสายน้ำ
8
 :pig4: :pig4: :pig4:

เอ...แบบนี้แสดงว่า  อิพี่เติร์กออกตัวแรงว่าสนใจมันซ์นะเนี่ย  อิอิ  (ป.ล. เพื่อนสนิทก็รู้กันหมดแหละนะ)

ว่าแต่...ตอนอิพี่เมาเรื้อนเนี่ย  เมาจริงหรือแกล้งเมาหว่า?
9
Boy's love story / Re: เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้ | Not today, he said. [CH 16 update!] (19/02/19)
« กระทู้ล่าสุด โดย songte เมื่อ 20-02-2019 22:11:12  »
คดีพลืกคิดว่าก้องปกติกว่ากลายเป็นว่าป่วยกว่าเดิมแบบไม่รุ้ตัวไปอีก แต่ก็ดีใจนะในที่สุดก็ไปบำบัดกันทั้งคู่
หนังสือเรื่องที่สามนี่จะช่วยอะไรได้มั้ยนะ จะรักกันยังไงเดาใจไม่ออกเลย
10
Boy's love story / Re: ❖ SECRECY ❖ ลับรัก [Chapter Nineteen.] : 20/02/2562 p.13
« กระทู้ล่าสุด โดย ex-soulL เมื่อ 20-02-2019 22:06:47  »
Chapter Nineteen.

“ขอโทษนะที่วันนี้ไม่ได้ไปหาฝุ่น” บลูเอ่ยกับคนปลายสายด้วยความรู้สึกผิด ด้านคนฟังซึ่งรับรู้ได้ก็รีบตอบกลับมาในทันใด

(ไม่เป็นไรเลย)

“แต่ยังไงพรุ่งนี้เราก็จะไปหา ยังอยู่ที่ระยองอีกหนึ่งวัน”

(อื้อ บลูพักผ่อนเถอะ)

“โอเค แล้วเดี๋ยวเราโทรหาอีกทีนะ”

พอฝุ่นรับคำสายโทรศัพท์ก็ถูกตัดให้บทสนทนาทางไกลนั้นจบลง

ร่างเล็กในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งหมุนตัวกลับไปมองคนที่นอนทอดกายจิบกาแฟในตอนสายอย่างสบายอารมณ์แล้วยู่ปากใส่น้อยๆ

สาเหตุที่ไปหาฝุ่นไม่ได้ก็เพราะคนแก่แสนหื่นนี้ไงล่ะ...เล่นซะสะโพกยอกเลย

“อารมณ์ดีจังเลยนะครับ”

แก้วกาแฟในมือหนาถูกวางลงบนโต๊ะก่อนกัญจน์จะหันไปยกยิ้มใส่เด็กน้อย

“แน่นอน”

“งั้นก็เชิญคุณกัญจน์อารมณ์ดีต่อไปเลยครับ บลูไปอาบน้ำแล้วดีกว่า”

“มาพักผ่อนทั้งที ทำตัวขี้เกียจสักวันคงไม่เป็นไรหรอก”

คนที่ตั้งท่าจะหยัดกายขึ้นหยุดชะงัก พอลองคิดไปคิดมาบลูก็เห็นด้วยกับคนข้างกาย ความตั้งใจจะไปอาบน้ำจึงแปรเปลี่ยนเป็นเอนกายลงนอนเพื่อทอดมองวิวทิวทัศน์ที่นอกระเบียงตรงหน้า ปล่อยใจไปกับความสงบสุขเล็กๆ จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพไว้

“เย็นนี้คุณกัญจน์จะพาบลูไปไหนเหรอครับ”

“ก็ดินเนอร์กันปกติ นานๆ จะได้เที่ยวที”

ใบหน้าเล็กกดลงรับพร้อมทั้งเลื่อนเฟซบุ๊กดูนั่นดูนี่ แล้วก็ต้องสะดุดกับกระทู้ข่าวในเพจที่ตัวเองติดตาม

‘สามีเซเลปสุดสวย แก้ม มทิรา ลาออกจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วเรียบร้อย หรือข่าวลือที่ว่าทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันแล้วจะเป็นเรื่องจริง!’

ดวงตาคู่สวยเลื่อนไปมองคนที่นอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวอีกตัวก่อนจะพบว่าคุณกัญจน์กำลังพักสายตา ถึงอย่างนั้นบลูก็ยังรับรู้ได้ถึงความรู้สึกผ่อนคลายบนใบหน้าคร้ามคม

‘ข่าวในวงการการเมืองพัดโหมกระหน่ำ แต่ทางเราคงจะไม่สนใจอะไรหากไม่ใช่เรื่องของ กัญจน์ ศิวะเกียรติ สามีของเซเลปหญิงคนดังที่หลายคนติดตาม เอ๊ะ ไม่รู้ว่าการลาออกนี้จะเกี่ยวกับเรื่องของการหย่าร้างหรือไม่ หรือว่าการไปเที่ยวของคุณแก้ม มทิรา จะเป็นการไปพักใจและหลบนักข่าวกับประเด็นที่แสนหนาหูว่าทั้งสองได้จดทะเบียนหย่ากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่มีใครสามารถคอนเฟิร์มเรื่องนี้ได้ คนชอบเผือกอย่างเราๆ คงต้องรอคุณแก้มกลับมาจากต่างประเทศ แล้วฟังคำสัมภาษณ์จากปากเจ้าตัวเอง’

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเมื่ออ่านเนื้อหาข่าวจนจบขณะที่ในหัวก็เกิดคำถาม

คุณกัญจน์หย่ากับภรรยาแล้วหรือยัง...

บลูหันไปมองคุณกัญจน์อีกครั้ง จับจ้องเสี้ยวหน้าคร้ามคมของคนวัยสี่สิบสองปีอยู่อย่างนั้น กระทั่งเปลือกตาหนาเปิดขึ้นจึงดึงสายตาไปมองทางอื่น

“ร้อนหรือเปล่า” เสียงทุ้มถามขึ้นเมื่อเห็นว่าแดดเริ่มแรง แม้ตรงนี้จะเป็นมุมที่ไม่โดนแสงแต่อุณหภูมิรอบตัวก็สูงไม่น้อย

“ไม่ครับ” คนถูกถามส่ายหน้าน้อยๆ

“มานี่ซิ”

บลูจำต้องเบือนหน้ากลับไปมองคนเรียก เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับตัวให้ข้างกายมีพื้นที่ทั้งยังตบมือบอกให้ไปหาจึงพาตัวเองไปตรงนั้น

“สบาย” กัญจน์เอ่ยขึ้นยามวาดแขนพาดผ่านเอวเล็กแล้วกระชับอีกคนเข้าหาตัว

“คุณกัญจน์ไม่อาบน้ำง่ายเหรอ” บลูถามขึ้นเมื่อคนข้างกายซึ่งยังคงอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำไม่มีทีท่าว่าจะลุกไปทำอะไร

“ไม่ล่ะ ขี้เกียจ”

ได้ฟังคำตอบแล้วคนร่างเล็กก็ลอบถอนหายใจ

ในเมื่อคุณกัญจน์อยากอยู่แบบเน่าๆ สักวันก็ตามนั้น

--

“มีอะไรอยากจะถามฉันหรือเปล่า” ผ้าเช็ดปากถูกคลี่วางลงบนตักแกร่งยามกัญจน์เอ่ยปากถามคนตรงหน้าขึ้น

ท่าทางครุ่นคิด ทั้งยังอึกอัก เหมือนมีอะไรตลอดทั้งวันนั้นทำให้คนที่ผ่านอะไรมามากรับรู้ได้ไม่ยาก

“...” บลูบีบมือเข้าหากันอย่างไม่กล้าพูดสิ่งที่ตัวเองสงสัยใคร่รู้

“พูดออกมาเถอะ เห็นเธอทำท่าเหมือนมีอะไรแล้วฉันพลอยอึดอัดไปด้วย”

ดวงตาคมจับจ้องไปที่เด็กน้อย พร้อมทั้งสื่อสายตาว่าให้พูดมันออกมา

“ทำไมพาบลูมาดินเนอร์ซะหรูเลยล่ะครับ เนื่องในโอกาสอะไรหรือเปล่า”

“แน่ใจนะว่าเป็นคำถามนี้”

คนถูกรู้ทันกัดริมฝีปากล่างด้วยความสั่นไหว ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองคนอายุมากกว่าแล้วก็หลุบมองจานอาหารบนโต๊ะสลับกันไปมาอยู่อย่างนั้น กระทั่งสุดท้ายก็ตัดสินใจสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกลั้นใจเรียบเรียงคำพูดออกไปอย่างเชื่องช้า

“...มีข่าวลือว่า...คุณกัญจน์หย่ากับ...คุณแก้มแล้ว” ดวงตาสั่นไหวมองเพียงอาหารตรงหน้า

“ข่าวลืองั้นเหรอ เว็ปไหนหรือว่าเพจไหน ทำไมเขียนข่าวแบบนั้น”

ได้ยินดังนั้นบลูก็เหลือบสายตาขึ้นมองคนพูด เห็นความไม่พอใจเจืออยู่ในดวงตาคมแล้วในอกก็เกิดความวูบโหวง

“แสดงว่ามันไม่ใช่ความจริง...เหรอครับ”

“ไม่ใช่ข่าวลือ แต่เป็นเรื่องจริง” ริมฝีปากได้รูปบิดยิ้ม ต่างจากสีหน้าบลูที่เหมือนยังคงสับสนมึนงง “ฉันหย่ากับแก้มตั้งแต่เดือนที่แล้วแล้ว...แล้วนี่ก็คือโอกาสของการดินเนอร์ในครั้งนี้”

เสียงดนตรีแผ่วเบาแสนสุนทรีย์เหมือนดังไม่เข้าหูบลูเมื่อได้ยินคำว่าหย่า ทั้งที่ไม่ควรจะรู้สึกอะไรแต่ใจกลับเกิดความยินดีอย่างไม่อาจห้าม

“ความจริงก็ว่าจะหาโอกาสบอกเด็กแถวนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็เพิ่งมีโอกาสดีๆ”

“คุณกัญจน์...” คนเรียกไม่รู้ตัวเรียกอีกฝ่ายทำไม เรียกแล้วก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อจากนั้น

“ฉันว่าจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ”

“...”

“เธอสนใจหรือเปล่า”

ใจที่หล่นวูบไปในวินาทีแรกถูกกระชากกลับมาที่เดิมจนบลูแทบตั้งตัวไม่ทัน

คะ คุณกัญจน์ชวนไปอยู่ด้วยกันงั้นเหรอ

“ถ้าบลูบอกว่าไม่ล่ะ” ถึงน้ำเสียงจะสั่นไหวทว่าบลูก็ยังแกล้งลองเชิงว่าคนตรงหน้าจะตอบอย่างไร

“ฉันก็จะอุ้มเธอขึ้นฮอฯไป”

คนฟังระบายยิ้มกว้าง มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ อีกทั้งดวงตายังร้อนผ่าว ในอกอิ่มเอมกับสิ่งที่ตัวเองได้รับ

คนที่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่มอต้นกำลังจะได้อยู่เคียงข้างคนมีเกียรติอย่างคุณกัญจน์งั้นเหรอ

“คุณ...ไม่รังเกียจเด็กขายตัวคนนี้เหรอครับ”

“เลิกคิดอะไรไร้สาระ ถ้ารังเกียจฉันจะอยู่กับเธอมาขนาดนี้ไหม” คิ้วเข้มขมวดมุ่นขณะที่น้ำเสียงก็เข้มดุขึ้นเพราะความคิดที่ไม่สมควรนั้น

“งั้นก็อยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะครับ”

บลูกะพริบตาถี่ไล่หยดน้ำ ทั้งยังระบายยิ้มอย่างออดอ้อน

อยู่ในสถานะไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่ได้อยู่กับคุณกัญจน์

“ก็ขึ้นอยู่ว่าเธออยากอยู่กับคนแก่ๆ แบบฉันไหม” คนแก่เองก็ยิ้มได้ไม่ต่างกัน

ชีวิตที่กัญจน์เลือกแล้ว...มันสุขใจเหลือเกิน

“คุณก็รู้อยู่แล้ว”

“ทีเธอยังไม่รู้ คิดอะไรว่าฉันจะรังเกียจ”

“ก็บลูเป็นแค่เด็กที่มีหน้าที่ดูแลคุณ” คนร่างเล็กเอ่ยเสียงเบา

“ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นกันแบบไหนมันก็ไม่สำคัญเท่ากับจะไปต่อกันยังไง...ฉันแก่แล้ว ไม่มานั่งพูดอะไรให้มากความหรอกนะ”

เพียงเท่านั้นเด็กที่แอบคิดอะไรไร้สาระมาโดยตลอดก็สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วยิ้มให้กว้างเท่าที่จะสามารถทำได้

“เข้าใจแล้วครับ”

“ระหว่างนี้ก็เที่ยวเมืองไทยให้เต็มที่ หมดปีนี้แล้วคงจะนานๆ ได้กลับมาที”

“บลูอยู่ได้ทุกที่ ขอแค่มีคุณ” พอมีโอกาสบลูก็หยอดให้คนแก่ไปต่อไม่เป็น สุดท้ายกัญจน์เลยต้องเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นพร้อมทั้งพยายามเก๊กหน้าสุดความสามารถ

 “หึ ทานข้าวเถอะ”

มือหนาหยิบมีดกับส้อมขึ้นมาจัดการกับอาหารตรงหน้า ระหว่างนั้นก็อดลอบมองบลูที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่แทบจะตลอดเวลาไม่ได้

กัญจน์ไม่เคยคิดว่าตัวเองตัดสินใจอะไรถูกเท่านี้มาก่อน

ต่อให้เขาต้องโดนญาติต่อว่า

ต่อให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์จะหุ้นตก

ต่อให้ต้องสูญเสียอะไรหลายอย่างไปแต่มันก็คุ้มแล้วที่ได้ชีวิตตัวเองกลับคืนมา

ชีวิตที่เขาอยากใช้มันมาตลอด

--

“คุณปินจะเข้าห้องน้ำหรือเปล่าครับ”

“ไม่ครับ” ปารินทร์เอ่ยตอบคนขับรถพร้อมรอยยิ้มบาง

“ถ้าอย่างนั้นรอผมสักครู่”

“ตามสบายเลยครับ”

เสียงประตูเปิดและถูกปิดลงดังขึ้นก่อนที่รถแวนจะเหลือเพียงร่างสูงที่นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียว

ระยองงั้นเหรอ...

ปินเคยมาทำงานที่นี่หลายครั้ง แต่ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะได้มาเพราะจุดประสงค์อื่น

‘หมอบอกว่าอาการปินดีขึ้น...งั้นนี่ก็ตามที่สัญญา’

กระดาษแผ่นหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้า แถมมาด้วยรูปแอบถ่ายของคนที่อยู่ในทุกห้วงลมหายใจ

‘ฝุ่นย้ายไปอยู่ระยอง อยู่ชานเมืองหน่อยแต่ก็ยังเป็นอำเภอใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซื้ออาคารพาณิชย์สามชั้นอยู่ ข้างล่างเปิดเป็นร้านข้าวแกง’

ดวงตาเรียวรีที่เหม่อมองไปนอกรถถูกดึงกลับมามองรูปถ่ายในมือที่ดูมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง จับจ้องคนในรูปที่แสนคิดถึงอยู่อย่างนั้นยามที่หัวใจก็ค่อยๆ เต้นถี่รัวขึ้นมา

วันนี้แล้วที่จะได้เห็นฝุ่นด้วยตาตัวเอง...

--

“พี่ฝุ่น ออเดอร์จ้า”

มือบางเอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นเล็กจากเด็กสาววัยมัธยมปลายพร้อมทั้งส่งยิ้มให้ก่อนจะหันกลับมาตักอาหารใส่จานแล้วนำไปเสิร์ฟ

“เพิ่งจะบ่ายสองเองแต่กับข้าวจะหมดซะแล้ว พี่ฝุ่นไม่คิดจะทำเพิ่มเหรอ”

คนถูกถามส่ายหน้าไปมาช้าๆ

“เท่านี้ก็พอแล้วล่ะ ทำแค่พออยู่พอกิน”

“เดี๋ยวลูกค้าก็มาทำหน้าเสียดายใส่อีก” มะตูมที่มารับจ็อบเสริมในวันหยุดเสาร์อาทิตย์พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ผสมแอคติ้งเข้าไปอีกหนึ่งระดับ

“ก็มีไม่เยอะหรอก”

ปากที่กำลังจะอ้าเพื่อเถียงกลับว่าไม่เยอะซะที่ไหนเป็นอันต้องชะงักเมื่อมีคนเดินเข้าร้านมา แล้วดวงตาของมะตูมก็หรี่ลงมอง พิจารณาคนตรงหน้าอยู่ในใจ

คนนี้อีกแล้ว...

“วันนี้ต้มยำขาหมูหมดแล้วเหรอครับ” คนร่างสูงถามขึ้นเมื่อชะโงกมองกับข้าวในตู้แล้วพบว่าเมนูเด็ดไม่มี

“ครับ เหลือแต่อย่างอื่น”

“เสียดายจัง วันนี้ผมไม่น่ามาช้าเลย” ฝุ่นยิ้มรับคำพูดนั้นตามมารยาท จากนั้นอีกคนจึงเปลี่ยนไปเลือกเมนูอื่น “งั้นเอาเป็นต้มข่าไก่กับไข่ลูกเขยแล้วกันครับ”

“ทานนี่ใช่ไหมครับ”

“ครับ”

“งั้นเชิญข้างในเลยครับ”

ลูกค้าของร้านยิ้มรับ ทว่าก็ไม่ได้เดินไปในทันทีจนฝุ่นต้องทำเป็นหันไปตักข้าวถึงได้เดินต่อเข้าไป

“พี่สุดหล่อเขามาอีกแล้ว มาทุกอาทิตย์เลย ต้องชอบพี่ฝุ่นแน่ๆ” มะตูมโน้มตัวมากระซิบให้ฝุ่นโคลงหัวใส่ด้วยความอ่อนใจ

“มะตูมก็พูดไป เอาน้ำแข็งไปเสิร์ฟด้วยนะ”

“รับทราบค่ะ...แต่ว่ามะตูมไม่ได้พูดเล่นนะ สายตาที่เขามองพี่ฝุ่นมันเป็นแบบนี้เลย” พูดแล้วก็ทำสายตาใส่จนฝุ่นหลุดหัวเราะ แล้วเด็กสาวท่าทางแก่นเซี้ยวก็ผละออกไปตักน้ำแข็งใส่แก้วเพื่อเอาไปเสิร์ฟให้คนที่มาใหม่

“เอ่อ...”

ฝุ่นเงยหน้าขึ้นมองลูกค้าซึ่งยืนอึกอักอยู่ตรงหน้าหลังจากที่ทำออเดอร์เมื่อกี้เสร็จเรียบร้อย

“รับอะไรดีครับ”

“อะไรเป็นเมนูฮิตครับ” คนไม่เคยมาทานถามเสียงเบา ทว่าฝุ่นยังไม่ทันเอ่ยตอบมะตูมที่เดินกลับมาก็ชิงอธิบายแทน

“เมนูฮิตของร้านก็คือต้มยำขาหมู แต่วันนี้หมดแล้วค่ะน้า รับอย่างอื่นไปแทนได้นะ อร่อยเหมือนกัน”

“มะตูม เอาจานนี้ไปเสิร์ฟไป” เจ้าของร้านปรามคนพูดมากพร้อมทั้งมอบงานให้ทำ ตรงนี้จึงกลับมามีความเงียบอีกครั้ง

“งั้นผมเอาทุกเมนู อย่างละกล่องแล้วกันครับ”

คิ้วคู่สวยขมวดเข้าหากันน้อยๆ แต่สุดท้ายฝุ่นก็ยิ้มรับคำแล้วเชิญให้ลูกค้าเข้าไปนั่งรอในร้าน

“ได้ครับ นั่งรอข้างในก่อนสักครู่นะครับ”



“มีขายอยู่หกเมนู เปลี่ยนไปทุกๆ วัน แต่ว่าตอนที่ผมไปเหลือแค่ห้าเพราะเห็นบอกว่าเมนูฮิตหมดแล้วครับ”

ปารินทร์ทอดมองคนร่างเล็กที่กำลังตักอาหารใส่จานอยู่อีกฝั่งด้วยดวงแววตาที่สั่นระริก

ความคิดถึง โหยหา อยากก้าวลงจากรถไปดึงฝุ่นเข้ามากอดมันประทุรุนแรงจนต้องกำมือแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองทำอย่างนั้น

มันยังไม่ถึงเวลา...ปินพร่ำบอกประโยคนี้เป็นรอบที่ล้าน

“เมนูฮิตคืออะไรครับ”

“ต้มยำขาหมู”

กึก

แล้วคำตอบนั้นก็ทำให้ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างเกร็งแน่น เกิดความหวงแหนเนื่องจากคนอื่นได้กินสิ่งที่ตัวเองโปรดปรานจนอยากปิดร้านฝุ่นลงวันนี้

“แล้วร้านเปิดกี่โมงครับ” ลมหายใจวูบโหวงถูกผ่อนออกมาช้าๆ ก่อนจะถามในสิ่งที่ให้คนขับไปสืบ

“เปิดอังคารถึงอาทิตย์ เวลาสิบเอ็ดโมงถึงสี่โมงเย็นครับ แต่เห็นเด็กเสิร์ฟบอกว่าบ่ายสามอาหารก็หมดแล้ว โดยเฉพาะต้มยำขาหมูที่จะหมดเร็วมาก”

ปารินทร์จับจ้องอีกคนโดยไม่วางตา ยิ่งเห็นลูกค้าผู้ชายหน้าตายืนคุยกับฝุ่นนานเกินกว่าที่ควรยิ่งอยากลงไปแสดงตัว

ไม่ว่าจะยังไงฝุ่นก็เป็นของเขาแค่คนเดียว...

“พี่หวานครับ...ติดต่อขอซื้ออาคารพาณิชย์ฝั่งตรงข้ามฝุ่นให้ผมที” ปินกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์เพื่อบอกสิ่งที่ต้องการไปยังปลายสาย

(ปินรู้ใช่ไหมว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร)

“ผมรู้ครับ”

(เฮ้อ แต่เท่าที่พี่รู้มาแถวนั้นมีคนอยู่เต็มหมดแล้วนี่)

“เสนอเงินจนกว่าจะมีคนขาย”

(โอเคปิน พี่จะจัดการให้) น้ำเสียงนั้นมีความอ่อนใจเจืออยู่แต่สุดท้ายภาวิดาก็ยอมรับปาก

“แล้วก็ซื้อรถคันใหม่ด้วยนะครับ”

(...ได้)

“ขอบคุณครับพี่หวาน”

--

เฮ้อ

ลมหายใจแห่งความเหนื่อยล้าถูกพรูออกทางปากหลังจากที่ฝุ่นอาบน้ำเสร็จแล้วเดินมาทิ้งตัวลงบนเตียงนอน
เปลือกตาสีอ่อนหลับลงให้การมองเห็นมีเพียงความมืด แล้วภาพของใครบางคนก็เด่นชัดขึ้นมาเหมือนดั่งทุกครั้ง

คิดถึงปิน...

เมื่อความคิดถึงเกิดขึ้นตัวก็พลิกไปหยิบโทรศัพท์มากดเข้าอินสตาแกรม พอไม่เห็นการอัปเดตใดๆ จากอีกคนฝุ่นก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง

กว่าครึ่งปีแล้วสำหรับการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง มันเหนื่อยหนักหนาอย่างที่ใครหลายคนบ่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้ทรมานกลับไม่ใช่ความเหนื่อยนั้นแต่เป็นความคิดถึงที่มีต่ออีกคน

อยากมีปินคอยกอดเวลาเหนื่อยล้า

เผลอคิดถึงสัมผัสอบอุ่นแล้วน้ำตาก็ไหลมาคลอหน่วยโดยที่ฝุ่นไม่รู้ตัว

มือบางยกขึ้นมาเช็ดน้ำออกจากหน้า ทว่ายิ่งเช็ดกลับยิ่งไหล สุดท้ายฝุ่นจึงปล่อยมันไปทั้งอย่างนั้น

แล้วก็เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่หลับไปพร้อมน้ำตา

--

‘มาแล้วสำหรับซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดจากนักร้องสุดฮอต ปิน ปารินทร์ กับเพลงที่มีชื่อว่า เธอที่แสนไกล เรียกได้ว่าปล่อยออกมาคืนเดียวยอดคนดูก็ทะลุถึงห้าล้านวิว อีกทั้งยังขึ้นอันดับหนึ่งของทุกชาร์ตทุกคลื่นวิทยุแล้วเรียบร้อย นอกจากกระแสเพลงจะมาแรงแล้ว กระแสข่าวซุบซิบเรื่องความสัมพันธ์กับนางเอกเอ็มวีก็มาแรงไม่แพ้กันเลยค่า’

‘เหมือนเดิมครับ...ไม่มีอะไร’

‘คนจะจับตามองว่าไม่มีอะไรเพราะเป็นเกย์หรือเปล่า’

‘เคยพูดไปแล้วครับว่าแล้วแต่ความคิดของทุกคน’

‘งั้นกับไอด้ามีโอกาสพัฒนาไหม’

‘ไม่ขอตอบเรื่องส่วนตัวเหมือนเดิมครับ คุยเรื่องเพลงกันดีกว่า’



คนที่ยืนจัดร้านอยู่เผลอยืนนิ่งงันจนมะตูมเดินมาหยุดอยู่ข้างตัว

เป็นครั้งแรกที่อยากให้ปินพูดถึงเรื่องส่วนตัวบ้าง...

“พี่ฝุ่นเป็นแฟนคลับพี่ปินเหมือนกันเหรอ”

“ปะ เปล่า...พี่ก็ดูอะไรไปเรื่อย” ฝุ่นหันมาตอบคนข้างตัว

“แต่มะตูมเป็นแฟนคลับพี่ปินนะ คนอะไรทั้งหล่อแล้วก็เสียงดีมาก นี่เมื่อคืนก็นอนฟังเพลงเธอที่แสนไกลทั้งคืนเลย พี่ฝุ่นฟังหรือยัง”

“ฟังบ้างแล้วล่ะ”

เพราะฟัง...เช้านี้ถึงต้องเอาน้ำแข็งประคบตาและลงรองพื้นเพื่อกลบความบวมช้ำ

“เพราะเนอะ ถึงจะออกแนวเศร้าๆ หน่อยก็เถอะ”

คนอยู่ตรงนั้นเป็นอย่างไร
คนอยู่ตรงนี้แทบจะขาดใจ
คิดถึง...ต่อให้เธอนั้นจะอยู่ไกลแสนไกล
ไม่อาจไขว่คว้า เหนี่ยวรั้ง อ้อนวอนให้เธอไม่ไป
ฉันนั้นเลยเพียงทำได้ ก้มหน้าแล้วยอมห่างไกลใจตัวเอง


ฝุ่นไม่อยากคิดเข้าข้างว่าปินแต่งเพลงนี้เพราะตัวเอง

“ร้านเปิดหรือยังครับ”

เสียงที่ดังขึ้นเรียกให้คนทั้งสองหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นลูกค้าที่แวะเวียนมาแทบทุกอาทิตย์มะตูมจึงร้องทักออกไป

“คุณน้ามาอีกแล้ว!”

ตลอดระยะเวลาประมาณสี่เดือนคุณน้าคนนี้ก็แวะมาซื้อกับข้าวที่ร้านอยู่เรื่อยๆ

“เปิดแล้วครับ เพิ่งเปิดพอดีเลย”

ฝุ่นขยับเก้าอี้ให้เข้าที่อีกเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมารับลูกค้าพร้อมรอยยิ้ม

“เอาเหมือนเดิมครับ”

“ทุกเมนูอย่างละกล่อง ยกเว้นต้มยำขาหมูที่เพิ่มเป็นสองกล่อง ใช่ไหมคะ?” มะตูมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ กระทั่งอีกฝ่ายตอบรับกลับมาเด็กสาวก็ยิ้มแฉ่ง

“นั่งรอก่อนนะครับ”

ฝุ่นผายมือเชิญจากนั้นจึงเดินไปทางหน้าร้าน โดยมีลูกมืออย่างยะตูมคอยตักข้าวใส่กล่องให้

“คุณน้าย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เหรอคะ เห็นซื้อกับข้าวเสร็จก็เข้าไปตรงนั้นตลอดเลย” มะตูมถามขึ้นขณะที่ส่งถุงกล่องข้าวทั้งสองถุงไปให้อีกฝ่าย

“อ๋อ เจ้านายน่ะครับ เขามาพักผ่อนที่นี่”

“เจ้านายชอบทานกับข้าวร้านพี่ฝุ่นเหรอคะ” คนช่างจ้อถามไปเรื่อย

“ครับ”

“มาเป็นครอบครัวเลยเหรอคะ ซื้อหลายกล่องเชียว”

“เอ่อ...” คนที่คิดคำตอบไม่ทันได้แต่ลากเสียงอยู่ในลำคอ

“มะตูม ถามคุณน้าเยอะไปแล้ว...ไม่รบกวนแล้วดีกว่าครับ”

ดั่งเป็นเสียงช่วยชีวิตของคนขับรถวัยกลางคน ธนาระบายยิ้มอย่างโล่งอกกับการไม่ต้องคิดหาคำตอบนั้น

“ครับ ไว้เดี๋ยวจะมาอุดหนุนใหม่นะครับ”

“ขอบคุณครับ” ฝุ่นเอ่ยขอบคุณพร้อมทั้งส่งยิ้มให้ แล้วลูกค้าประจำที่แวะเวียนมาเป็นระยะก็เดินเข้าไปที่อาคารพาณิชย์ฝั่งตรงข้ามอย่างเคย

--

2 ปีผ่านไป

‘ทำไมปินถึงไม่ต่อสัญญากับค่ายเดิมคะ มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า’
‘ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันครับ คุยกันด้วยดี’
‘แล้วอย่างนี้จะเซ็นสัญญากับค่ายใหม่หรือเปล่าคะ ได้ยินข่าวมาว่ามีหลายค่ายตามจีบ’
‘ไม่ครับ เป็นนักร้องอิสระ’
‘ทำไมล่ะคะ’
‘ไม่อยากให้ใครมามีผลกระทบกับการกระทำของตัวผมเอง ในอนาคตก็อาจจะทำอะไรที่เป็นตัวเองมากขึ้น ลองนู้นลองนี่ ก็ไม่อยากให้ค่ายมาแบกรับความเสี่ยงตรงนี้ไปด้วย’
‘แล้วเมื่อไหร่จะมีคอนเสิร์ตเดี่ยว’
‘เมื่อวันที่รู้สึกว่าตัวเองพร้อมครับ’
‘ปินก็เป็นนักร้องมาจะเจ็ดปีแล้ว มันยังติดตรงไหนยังไง’
‘ไม่ได้ติดตรงไหนยังไงหรอกครับ แค่รอเวลาที่เหมาะสม รอเวลาที่ใจผมบอกว่าใช่...ยังไงก็จะมีแน่ๆ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ติดตามมาตั้งแต่มอต้นจนตอนนี้มะตูมขึ้นมหาลัยแล้ว เฮ้อ เก็บตังรอไปคอนเสิร์ตพี่ปินจนราจะขึ้นแล้วเนี้ย”

เด็กสาวที่กลายเป็นสาวเต็มตัวในวัยยี่สิบปีพร่ำเพ้อกับโทรทัศน์พร้อมทั้งเช็ดโต๊ะไปด้วย

“ขนาดนั้นเลยเหรอมะตูม” ฝุ่นที่เก็บเก้าอี้ไปเรียงกันไว้ด้านข้างเดินกลับมาถาม

“ขนาดนั้นเลยพี่ฝุ่น อยากเห็นพี่ปินร้องเพลงสดๆ อยู่ตรงหน้า ตอนนี้ไปตามที่เซ็นทรัลระยองได้ฟังพี่ปินร้องแค่ไม่กี่เพลงเอง” แฟนคลับปินตัวยงหันมาตอบด้วยท่าทางจริงจัง

“แค่ไม่กี่เพลงก็ยังเอามาเพ้อไปเป็นอาทิตย์”

“ก็เสียงพี่ปินทั้งทุ้ม แล้วก็นุ่มนี่นา”

“พอเลย เพ้ออยู่นั่นเดี๋ยวก็ไปตลาดให้แม่ไม่ทันหรอก...เดี๋ยวที่เหลือพี่เก็บต่อเอง”

“ไม่เป็นไร มะตูมช่วยแป๊บเดียว ค่อยซิ่งไปตลาดให้แม่ทีหลัง”

แล้วร่างมีน้ำมีนวลก็ขยับทำนู้นทำนี่ให้รวดเร็วขึ้น จนไม่กี่นาทีต่อมาร้านก็ถูกเก็บจนเรียบร้อย เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดในวันต่อไป

“มะตูมไปแล้วนะพี่ฝุ่น เดี๋ยวอาทิตย์หน้ามาช่วยงานใหม่”

“อื้ม ตั้งใจเรียนล่ะ”

“ค่า สวัสดีค่ะ”

ฝุ่นโคลงหัวอย่างอ่อนใจยามมองตามมะตูมที่เดินไปสตาร์ทมอเตอร์ไซด์แล้วขับออกไปด้วยความรวดเร็ว

กี่ปีก็แก่นเซี้ยวไม่เปลี่ยน

ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นจากอีกด้านเรียกให้ฝุ่นหมุนตัวกลับมาจากการมองตามมะตูม ก่อนจะเตรียมเอ่ยปากบอกลูกค้าว่าร้านปิดแล้ว

“ร้านปิดละ...”

ประโยคนั้นไม่อาจเอ่ยจนจบเมื่อหันไปเห็นคนตรงหน้าเต็มตา

แม้จะมีหมวกและแมสก์ปิดหน้าแต่รูปร่างและดวงตาเรียวรีคู่นั้นก็ทำให้ฝุ่นรู้ได้ทันที

ปิน!!



TBC.

อุ๊ยยยย เขาเจอกันแล้วน้าาา
ตอนหน้ามาลุ้นกันว่าปินจะมาหาฝุ่นในแบบไหน อิอิ
เป็นกำลังใจให้หมาปินกับแมวฝุ่นด้วยนะคะะะะ
แล้วก็แอบบอกว่าเล่มกำลังอยู่ในกระบวนการ
หยอดปุกหมูกันได้เล้ย
#secrecyลับรัก


   
หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด