กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
1
มีนิยายที่พระเอกเล่นมุกกับนายเอกแล้วเพื่อนๆก็ตบมุกแบบโบ๊ะบ๊ะๆบ้างไหมคะอยากให้แนะนำมาเยอะๆยิ่งดีเลยค่ะ
2
Boy's love story / Re: แฟน║F̶R̶I̶E̶N̶D̶ WITH BENEFIT บทที่ -23-
« กระทู้ล่าสุด โดย -Piagpun- เมื่อ 21-09-2021 19:06:00  »
แฟน║F̶R̶I̶E̶N̶D̶ WITH BENEFIT

บทที่

-23-

แล้วมันจะผ่านไปด้วยดี


แสงแดดยาวเช้าสาดส่องผ่านม่านสีขาวบางในห้องนอน คนข้างกายของผมไม่อยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อนผมคงต้องคิดหนักแน่ที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอเขา แต่เดียวนี้หากไม่เจอเขาบนเตียง ผมจะพบเขาได้ในครัว พร้อมกับอาหารเช้ากลิ่นหอม

ลุกขึ้นบิดขี้เกียจอีกสองสามที แล้วก้มหยิบเสื้อเชิ้ตที่พื้นขึ้นมาสวมแบบลวก ๆ คาดผมหูกระต่ายเมื่อคืนถูกใช้ไม่ให้ผมปรกหน้า แล้วเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา

ผมเดินออกมาเช็ดหน้าเช็ดตาเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกไป แต่ทว่าวันนี้กลับรู้สึกแปลกตา ไม่มีคนตัวโตยืนเตรียมอาหารอยู่ในครัว แถมยังไม่มีกลิ่นหอม ๆ ของอาหารเช้า ได้ยินเพียงเสียงพึมพำจากโซนนั่งเล่น

นิวมาเหรอ?

ผมสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้ ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับผู้หญิงตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างอชิตะ

“คุณนาย!” ผมว่าเสียงดังจนแม่หันกลับมามอง แม่กวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ผมรีบคว้าเอาคาดผมหูกระต่ายสุดแบ๊วบนหัวขว้างทิ้งอย่างไร้ทิศทาง ก่อนนึกขึ้นได้ว่าตัวเองสวมเพียงเสื้อเชิ้ตตัวเดียว

“สกายจะไปไหน มานั่งนี้สิ” จังหวะที่หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้อง น้ำเสียงเย็นเหยียบของแม่ก็ทำให้ผมเท้าทั้งสองหยุดชะงัก

ผมจำใจเดินก้มหน้าไปนั่งข้าง ๆ แม่ทั้งที่สภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยขมฟันของคนตัวโตที่นั่งอยู่ด้านข้าง

“โอ๊ย~ คุณนาย หยิกผมทำไม” ผมร้องเสียงหลงเมื่อแม่หยิกเอว

“โทรไปไม่เคยจะรับ มันเป็นยังไง”

“ผมขอโทษ คุณนายเลิกหยิกผมเถอะ อ๊ากกกกกก เจ็บบบบบบบ”

“แล้วนี่ยังไง! มีแฟนแล้วก็ลืมบ้านลืมช่อง ลืมแม่ไปเลยใช่ไหม” ผมไปมองหน้าแม่สลับกับหน้าอชิตะ ก่อนจะนั่งทำหน้าสลด

“เอ่อคือ...”

“ไม่ต้องมาเอ่อคืออะไรทั้งนั้น ถ้าอชิไม่บอก แม่จะได้รู้จากปากลูกตัวเองตอนไหนฮะ พูดแล้วมันก็น่าจะตีมันให้ตาย” ว่าจบแม่ก็เริ่มลงมือหยิกเอวผมอีกครั้ง

เสียงร้องโอดครวญเกิดขึ้นอีกหลายครั้งที่แม่เริ่มบ่น ช่วงก่อนมาเจออชิตะ ผมทำงานข้ามวันข้ามคืนจนเผลอลืมคนรอบตัวไปบ้าง เห็นแม่โทรมาตลอดนั่นแหละ ว่าจะโทรกลับแต่มันก็ลืมตลอด

“แม่แค่แวะมาถาม...พรุ่งนี้วันเกิดพ่อแก จะกลับบ้านหรือเปล่า” ผมชะงักไปนิดเมื่อแม่เริ่มพูดถึงพ่อ

หลังจากช่วงที่ผมจบมอหก ผมก็สารภาพกับพ่อตรง ๆ ว่าผมไม่ได้เรียนหมออย่างที่เขาตั้งใจไว้ และยังบอกเรื่องที่ผมชอบผู้ชายอีกด้วย

เราทะเลาะกันใหญ่โต ครั้งสุดท้ายที่ผมได้คุยกับพ่อ คือวันที่เขาตบหน้าผม แล้วบอกให้ผมไปให้พ้น แม่พาผมมาอยู่หอก่อนที่มหาลัยจะเปิดเทอม ช่วงเวลานั้นผมทั้งเคว้ง และเหงามาก โชคดีได้นิวค่อยมาอยู่เป็นเพื่อนบ่อย ๆ ผมเลยหยุดคิดฟุ้งซ่านได้บ้าง

จนถึงตอนนี้ผมกับพ่อก็ยังไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย เขาคงโกรธผมมากจริง ๆ ครอบครัวเราเป็นหมอกันหมด ลูกพี่ลูกน้องของผมตอนนี้ก็เป็นหมอ บางคนอยู่เมืองนอก มีผมที่ผ่าเหล่าผ่ากอออกมาคนเดียว

ผมยังจำประโยคนั้นได้เป็นอย่างดี พ่อบอกกับผมว่า ‘ผมคือความอับอายของวงศ์ตระกูล’

เพียงเพราะผมไม่เรียนหมอเหมือนญาติคนอื่น

เพียงเพราะผมแตกต่าง

ผมเลือกเกิดไม่ได้นี่ ผมก็แค่เด็กคนหนึ่งที่ต้องการให้ครอบครัวเข้าใจ และยอมรับสิ่งที่ผมเลือกก็เท่านั้นเอง...

“สกาย!” ผมสะดุ้งเฮือกออกจากภวังค์

“ครับ?”

“แม่อยากให้เราไปนะ”

“...”

“พ่อเป็นคนให้แม่มาถาม จริง ๆ พ่อโทรมาแล้วแต่ไม่มีคนรับสาย” ผมมองหน้าแม่นิ่ง ไร้เสียงตอบกลับ

พ่อเคยโทรหาผมด้วยเหรอ...

“อชิ...” แม่เรียกอชิตะ

“ครับ เดี๋ยวผมจะลองคุยให้”

“แม่ฝากด้วยนะ เดี๋ยวแม่ต้องรีบกลับก่อน”

“ครับ เดี๋ยวผมลงไปส่ง”

“ไม่เป็นไร อยู่เป็นเพื่อนสกายเถอะ”

“ครับ สวัสดีครับ”

แม่ลุกจากโซฟาตัวยาว สาวเท้าเดินห่างออกไป เสียงปิดประตูดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าแม่ออกไปเรียบร้อยแล้ว ผมเองก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้ามาในห้องนอนเงียบ ๆ

มือถือถูกหยิบขึ้นมา เพื่อเช็กดูข้อมูลการโทรเข้า โทรออก มีเบอร์ของพ่อโทรเข้ามาจริง ๆ อย่างที่แม่ว่า เป็นสายจากช่วงอาทิตย์ก่อน น่าจะเป็นวันที่ผมทะเลาะกับอชิตะ แล้วหนีไปห้องนิว วันนั้นผมลืมหยิบมือถือไปด้วย

“เธอ...ทำอะไรอยู่ครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม เดินเข้ามาสวมกอดจากด้านหลัง ก่อนจะฝังจมูกลงกลางศีรษะ แล้วกดลงมาที่แก้ม

“เปล่า...”

“เล่าให้ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่อยากเห็นเธอเป็นแบบนี้เลย รู้สึกไม่สบายใจไปด้วย”

“มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก”

“ถ้างั้นพรุ่งนี้เราไปไหว้คุณพ่อเธอกันดีไหม”

“...” เป็นอีกครั้งที่ผมเงียบ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากไป แต่พ่ออยากให้ผมไปจริง ๆ เหรอ

ผมกลัว...

กลัวว่าคำพูดเหล่านั้นจะกลับมาทำร้ายผมอีก สำหรับผมไม่มีคำพูดไหนเจ็บเท่าคำพูดของคนในครอบครัวอีกแล้ว...

“ไม่ต้องคิดมากนะคนดี พรุ่งนี้เราจะไปด้วยกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะอยู่ข้าง ๆ สกายเอง” น้ำตาเม็ดใสหยดลงมาอาบแก้มทั้งสอง คำพูดแสนธรรมดาแต่ทว่ากลับอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก



ช่วงเช้าอชิตะโทรบอกแม่ว่าวันนี้ผมจะเข้าไป สาย ๆ ของวันเขาเลยชวนผมออกไปซื้อของขวัญให้พ่อ เราช่วยกันเลือกอยู่นาน สุดท้ายก็ได้นาฬิกาโรเล็กซ์ตัวเรือนสีเงินมาหนึ่งเรือน

บ่ายคล้อยเราก็ออกเดินทาง บ้านที่ไม่ได้มานานจนจำแทบไม่ได้ แต่ทว่ามันยังคงเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมหยุดนิ่งอยู่หน้าบ้านคุ้นตา ก่อนจะสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ฝ่ามือ ผมหันกลับไปมองเจ้าของฝ่ามือหนา เขาฉีกยิ้มกว้าง กระชับมือให้แน่นขึ้น แล้วพาผมเดินเข้ามาในบ้าน

ก้าวแรกที่สัมผัสพื้นขาผมก็เริ่มสั่น แต่เพราะอชิตะยังคงกำมือผมเอาไว้แน่น เป็นการบอกว่าเขาจะอยู่ข้าง ๆ อย่างที่เคยบอกเอาไว้ ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง

เมื่อเดินเข้ามาในตัวบ้านภาพบรรยากาศเก่า ๆ ก็ย้อนกลับมา ข้างนอกบ้านว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแล้ว ในบ้านเองก็ยังเหมือนเดิม ราวกับว่าไม่เคยมีใครเคลื่อนย้ายมัน

“มากันแล้วเหรอ แม่กำลังจัดโต๊ะพอดี”

“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” อชิตะปล่อยมือผม แล้วเดินตรงไปยังแม่ ทิ้งให้ผมยืนอยู่กลางบ้าน

“สกายเดินเล่นก่อนก็ได้นะ อีกสักพักเลยกว่าจะเสร็จ”

“ครับ” ผมตอบเพียงสั้น ๆ แล้วเดินไปรอบบ้าน ทุกอย่างยังเหมือนเดิมจริง ๆ กรอบรูปผมตอนเด็กก็ยังแขวนอยู่ตรงที่เก่า รูปตอนที่ผมปั่นจักรยานครั้งแรก หรือแม้แต่รูปตอนที่ผมเต้นในงานของอนุบาลหมีน้อย

พอได้มาเดินดูแบบนี้ก็อดยิ้มตามไม่ได้ มันตลกดีนะที่ตอนเด็ก เราเฝ้าภาวนาทุกวันว่าอยากโตเป็นผู้ใหญ่ ดูผมตอนนี้สิ วิงวอนกับพระเจ้าขอให้ตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งก็ยังไม่ได้

เป็นผู้ใหญ่ไม่สนุกเลย เป็นเด็กเจ็บสุดก็แค่ไข่กระแทกกับอานจักรยาน

“สกาย” เสียงแม่ตะโกนเรียกผมให้หลุดจากภวังค์ “ขึ้นไปตามพ่อหน่อยแม่จัดโต๊ะเสร็จแล้ว” ผมมองกลับไปที่อชิตะ เขาเพียงแค่ฉีกยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ

ผมสาวเท้าขึ้นไปยังชั้นสองอย่างเชื่องช้า ทุกก้าวกำลังเดินผ่านความทรงจำ ภาพวันเก่า ๆ ไหลผ่านเข้ามาราวกับจอหนังกำลังฉายภาพยนตร์

จำได้ว่าห้องพ่อกับแม่อยู่มุมสุดของบ้าน ทุกครั้งที่จะไปห้องพ่อกับแม่จะต้องผ่านห้องของผมก่อน

ผมเดินผ่านห้องตัวเองไป ก่อนจะเดินถอยหลังกลับมาเพราะประตูเปิดอยู่ ผมชะโงกหน้าเข้าไป เห็นพ่อกำลังนั่งอยู่ที่ปลายเตียง เขากำลังเปิดดูสมุดอะไรบางอย่าง ผมเปิดประตูเพื่อเดินเข้าไปเงียบ ๆ เขากำลังนั่งดูสมุดอัลบั้มรูปของผม มันเป็นรูปที่ผมได้รางวัลต่าง ๆ จากช่วงที่เรียนมหา’ลัย ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเก็บไว้ อาจจะเป็นแม่อีกนั่นแหละ เพราะพ่อไม่เคยสนใจสิ่งที่ผมทำ

“พ่อ...” ผมเอ่ยเรียก ก่อนพ่อจะค่อย ๆ หันกลับมาอย่างเชื่องช้า

ทุกอย่างในบ้านยังคงเดิม แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปก็จริง แต่พ่อกลับดูแก่ลงอย่างเห็นได้ชัด รอยย่นบนหน้าผาก และรอยตีนกาที่หางตาขึ้นเป็นริ้ว เราไม่ได้เจอกันนานขนาดนั้นเลยเหรอ

“สกาย...ไหนแม่แกบอกว่าแกไม่มาไง”

“วันนี้วันเกิดพ่อนี่ครับ ผมก็ต้องมาสิ”

“...”

เราทั้งคู่ต่างเงียบใส่กันจนเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วน “แม่ให้ผมขึ้นมาตามครับ” ว่าจบผมก็เดินหมุนตัวออกมา แต่ยังไม่ทันก้าวขา เสียงของพ่อก็ฉุดรั้งให้เท้าผมเก้าไม่ออก

“สกายพ่อยอมแพ้แล้ว”

“...”

“ยกโทษให้พ่อได้ไหม...”

ผมหันกลับไปฉีกยิ้มกว้างทั้งใบหน้าเปื้อนน้ำตา ที่ผมร้องไห้ไม่ใช่เพราะผมเสียใจ แต่เป็นเพราะผมดีใจต่างหาก

“พ่อ...ผมขอโทษ” คนเป็นพ่อลุกขึ้นเดินเข้ามาสวมกอดผมเอาไว้ แล้วลูบหัวปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน “ผมทำให้พ่อผิดหวังใช่ไหม ผมขอโทษ ผมพยายามแล้ว”

“ไม่เอาสกาย อย่าร้อง พ่อผิดเอง พ่อปล่อยให้ความคิดของตัวเองอยู่เหนือทุกอย่าง จนลืมคิดถึงความรู้สึกลูก”

“...”

“สกายของพ่อเก่งมาก พ่อเห็นเราในข่าวบนอินเทอร์เน็ตเยอะมาก คนที่โรง’บาลพูดถึงลูกพ่อกันทั้งนั้น ทุกคนเห็นความสามารถของลูก มีแค่พ่อที่ถือทิฐิปิดหูปิดตาจนมองไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไร กระทั่งวันที่ลูกไม่อยู่แล้ว พ่อถึงได้เข้าใจทุกอย่าง”

“พ่อไม่โกรธผมจริง ๆ ใช่ไหม”

“สกายคือความภาคภูมิใจของพ่อนะ...”

คำ ๆ เดียวที่ผมเฝ้ารอฟังมาทั้งชีวิต ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ยินมันออกมาจากปากของพ่อ แต่วันนี้เขาพูดมันออกมาอย่างง่ายดาย ประโยคสั้น ๆ เหมือนปลดล็อกความกลัวใจของผมทิ้งจนหมดสิ้น ที่ผ่านมาผมเคยทำร้ายตัวเองด้วยการโทษตัวเองซ้ำ ๆ อยู่บนความไม่เข้าใจ และขาดความรู้

แต่วันนี้ผมเป็นความภูมิใจของเขา แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว...

เราทั้งคู่ลงมาชั้นล่างด้วยสภาพดวงตาแดงก่ำด้วยกันทั้งคู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผ่านการเสียน้ำตากันมาอย่างหนักหน่วงแค่ไหน

“ไงคู่นี้ดีกันแล้วล่ะสิ” แม่ว่า

“ไม่ได้โกรธกันสักหน่อย...เนอะพ่อ” พ่อไม่ได้ตอบกลับ เพียงแค่โยกหัวผมไปมา

“เอ่อ พ่อ... นี่จำอชิตะได้ไหม เพื่อนของเจ้าสกายน่ะ”

“สวัสดีครับคุณลุง” อชิตะยกมือขึ้นไหว้

“โอ้โฮ...มันโตแล้วสูงกว่าสกายอีกแหนะ เมื่อก่อนตัวนิดเดียว เดินตามสกายต้อย ๆ”

หึ! ตอนนี้เป็นผัวผมแล้ว พัฒนาแบบก้าวกระโดด -,,-

“แฟนเจ้าสกายมันแหละ” ผมชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปมองหน้าแม่เพราะไม่คิดว่าเขาจะพูดออกมาตรง ๆ

“...” พ่อพยักหน้ารับ “ฝากดูแลลูกพ่อด้วยล่ะ...”

ผมฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาว ในชีวิตนี้ผมไม่เคยยิ้มกว้างขนาดนี้มาก่อน พ่ออาจจะยังไม่ชินที่ผมมีแฟนเป็นผู้ชาย เลยทำตัวไม่ถูกต้องให้เวลาเขาอีกสักหน่อย


สงสัยผมต้องพาอชิตะมาหาพ่อบ่อย ๆ ถึงตอนนั้นผมเชื่อว่า พ่อจะรักอชิตะไม่ต่างจากที่ผมรักเขา

เราทั้งสี่คนนั่งทานอาหารกัน และพูดคุยกันอย่างครื้นเครง บรรยากาศเหล่านี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ ถึงจะช้าหน่อย แต่ครั้งหนึ่งเราก็ได้ใช้ความสุขร่วมกัน

ช่วงค่ำแม่ยกเค้กก้อนใหญ่ออกมา เราร้องเพลงฉลองกันตามธรรมเนียม เพลงจบก็รอให้พ่ออธิษฐานแล้วจึงเป่าเทียน

ผมหยิบกล่องของขวัญที่เตรียมมาส่งให้เจ้าของวันเกิด เขารับไว้ก่อนจะแกะออกดู ตอนแรกก็โดนดุนิดหน่อยเพราะเอาเงินไปซื้อของราคาแพง แต่สุดท้ายพ่อก็รับเอาไว้

ท่านอวยพรให้ผมกับอชิตะมีความสุขด้วยแหละ...



เมื่อคืนนเรานอนค้างกันที่บ้าน แล้วกลับในตอนเช้ามืดของอีกวัน ระยะทางจากบ้านไปคอนโด
ฯ ค่อนข้างไกลพอสมควร ถ้าอชิตะไม่มีงานเช้า ผมเองก็อยากอยู่ต่ออีกสักวัน

“อชิพาสกายกลับมาเยี่ยมพ่อบ่อย ๆ บ้างล่ะ”

“ได้ครับคุณพ่อ”

แหม...นั่งเล่นหมากรุกด้วยกันคืนเดียว เป็นพ่อเป็นลูกกันซะแล้ว

“ขับรถกลับกันดี ๆ สกายก็อย่าดื้อกับอชิให้มากละ”

“ผมไม่ดื้อสักหน่อย” อชิตะต่างหาที่ดื้อ พ่อจะไปรู้อะไร แต่ละคืนผมต้องเจอกับอะไรบ้าง

อันหลังผมคิดในใจกลัวพูดออกไปแล้วพ่อจะช็อกซะก่อน อีกอย่างผมสมยอมเองนี่นา พูดไปก็มีแต่จะโดนด่าซ้ำ

“ไป ๆ เดี๋ยวจะสาย”

“สวัสดีครับคุณพ่อ สวัสดีครับคุณแม่” อชิตะยกมือขึ้นไหว้

“ผมไปก่อนนะคุณนาย ผมไปก่อนนะครับพ่อ ไว้ผมจะมาหาบ่อย ๆ”

“เออเอาเถอะ แค่รับสายกันบ้างก็ดีใจแล้ว”

“ค่าบบบบบบบบ รับทราบแล้ว”

ผมรับปากกับพ่อเสร็จก็กระโดดขึ้นรถทันที อชิตะสตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วเคลื่อนตัวออกสู่ถนนกว้างในเวลาต่อมา ผมหันไปมองอชิตะระหว่างขับรถแล้วคิดอะไรเพลิน ๆ ช่วงที่รถไม่เยอะ อชิตะจะมองตอบกลับแล้วอมยิ้ม

“มองอะไร อยากลองในรถหรือไง”

“บ้าเหรอ เธอคิดแต่เรื่องหื่นจริง ๆ”

ทีอยู่ต่อหน้าพ่อกับแม่ผมนะ เรียบร้อยยิ่งกว่าผ้าผับไว้เสียอีก

“แล้วมองอะไรล่ะครับคุณนาย”

“มองแฟนตัวเองไม่ได้เหรอครับคุณผู้ชาย”

“ได้สิครับ แต่แค่มองเองเหรอ” ว่าจบเขาก็ป่องแก้มจนพองลม ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ แล้วฝังจมูกลงที่แก้มไว้สักพักก็ผละออก

ชีวิตผมแฮปปี้ แบบแฮปปี้ขั้นสุด มันดียิ่งกว่านิยายฟีลกู๊ดเสียอีก เพื่อนเอย ครอบครัวเอย ไหนจะแฟนที่ขี้อ้อนเหมือนแมวยักษ์นี่อีก

เฮ้อ~ แบบนี้สกายก็ฟินตายเลยล่ะ :’)











#แฟนwithbenefits



แล้วเจอกันบทส่งท้ายนะครับ ผมจะลงวันนี้พยายามจะไม่ให้ดึกมากน้า


รัก <3



ฝาก #แฟนwithbenefits ในทวิตด้วยนะครับ





-กำลังทยอยแก้คำผิด-
3

หลังจากผมพันเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำแล้ว ผมก็เดินไปเปิดไฟ เนื่องจากตอนที่ผมวิ่งเข้ามาตอนแรกด้วยความที่รีบจัดทำให้ผมลืมเปิดไฟ
ทันใดนั้น … ความหวาดกลัวอันไร้ซึ่งสาเหตุก็ถาโถมเข้ามาในจิตใจของผมราวกับน้ำที่ทะลักเข้ามา เสียงกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยินดังขึ้นในหัวของผม ผมกำลังกลัว … ทุกสิ่งที่อยู่รอบกายทำให้ผมกลัวไปหมด แม้กระทั่งตัวผมเอง
…ผมกลัวการอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดแบบนี้
ผมนั่งกอดเข่าตัวเองพร้อมกับซุกหน้ากับหัวเข่าของตนเองไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะเดินไปเปิดไฟ …
ขณะที่ผมวิ่งหนีมันออกมาจนถึงประตู ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง คล้ายๆกับเสียงโลหะถูกครูดไปตามพื้น แล้วยังไม่ทันที่ผมจะได้สังเกตอะไรไปมากกว่านั้น ร่างของผมก็ถูกกระชากอย่างแรง ไม่ใช่ที่ลำตัว !!! แต่เป็นที่ข้อเท้าต่างหาก
.
.
.
โซ่ !!!!
.
.
.
โซ่เส้นใหญ่มาก !!!
งง  อาบน้ำเสร็จออกมานั่ง โดนปล้ำ แล้วโซ่ไปอยู่ที่ข้อเท้าตรงไหน หรือโซ่วิเศษ

4
มีนิยายรักวัยมัธยม ที่ไม่problematic แนะนำไหมครับ แนวไหนก็ได้เลย ใสๆ ดราม่า อบอุ่นหัวใจ :katai2-1:
5
Boy's love story / Re: แฟนเด็กพี่ภาคิน ตอน 13
« กระทู้ล่าสุด โดย Oncloud69_ เมื่อ 21-09-2021 17:55:54  »
 EPISODE : 12 เวลาพิเศษของเรา



"รักคุยกับเพื่อนอยู่นะครับ" ผมยืนตัวเกร็งก็พี่เบียร์เล่นมาสวมกอดกันอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ผมซบหน้าบนไหล่พี่เบียร์เพราะต้องคุยกับเพื่อนในมือถือ พี่เขาจะฆ่าผมให้ตายหรือไงถึงได้มากอดกัน 

"รู้ครับ พี่แค่ง่วง ขอพิงไหล่นะ" ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ยอมนิ่งให้พี่เบียร์สวมกอดและพยายามซ่อนเร้นรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า บ้าเอ้ยแบบนี้ผมก็ตกอยู่ในอ้อมกอดพี่เบียร์แล้วสิ บ้าจริง ไม่ทันได้เตรียมใจไว้เลย 

"พี่เบียร์อย่ามายืนนอนแบบนี้สิครับ รักคุยกับเพ้นส์เสร็จแล้ว" ผมบอกเมื่อคุยกับเพ้นส์เสร็จเรียบร้อย มีแอบต่อเวลาหนึ่งนาทีให้พี่เบียร์ได้นอนกอดผมด้วยแหละ ก็ถ้าไม่ได้อยู่ในช่วงกำลังหักห้ามใจตัวเองผมคงเป็นลมกับการกระทำของพี่เบียร์แล้ว เมื่อคนคนนี้มีเจ้าของแล้วผมก็จะไม่ยุ่งเกี่ยว ผมให้คำมั่นกับตัวเองอย่างนั่น

"พี่ว่าเรามานอนกันดีกว่านะครับ" ร่างสูงว่าพร้อมขยับยกตัวผมให้ได้เหยียบบนเท้าของเขา บ้าไปแล้ว ผมจะเริ่มต้นเล่าให้เพื่อนฟังตั้งแต่ตอนไหนดีเพื่อนถึงจะเชื่อว่าพี่เบียร์เป็นฝ่ายเริ่มกอดผมก่อน แค่คิดผมก็หน้าแดงแล้ว ผมถูกพามายังเตียง ร่างหนาล้มตัวลงบนเตียงนุ่มโดยมีตัวผมนอนอยู่ข้างล่าง เราสองคนต่างสบตากัน อยู่ในท่านี้แล้วมันทำให้ผมหวั่นไหวมาก

"ไม่ต้องเลยครับ เรามาหาอะไรตัดกุญแจมือนี้ครับ" ผมเอามือยันตัวพี่เบียร์เมื่อหักห้ามใจตัวเองได้ ก็ผมไม่อยากเผลอใจให้พี่เบียร์อีกแล้ว ต้องเลิกรักให้ได้!

"แต่พี่ง่วงนะครับ เมื่อคืนนอนเฝ้าน้องหนูทั้งคืน" พี่เขาบอก นิ้วมือข้างที่ว่างก็เลื่อนมาเล่นจมูกของผม มาเล่นกับใจอย่างนี้ผมอยากตายแล้ว

"พี่อยากเฝ้าเอง รักไม่ได้ขอหนิครับ" แกล้งทำเสียงขรึมแล้วหันหน้าหนี ใบหน้าผมร้อนผ่าวทั้งที่ในห้องก็เปิดแอร์เย็นฉ่ำ

"หาอะไรมาตัดกุญแจแล้วหาของกินรองท้องเถอะครับ รักไม่อยากปวดท้องตอนเช้า" คนกินอาหารเช้าสม่ำเสมอไม่อยากทำร้ายระบบทางเดินอาหารของตัวเอง ผมเคยปวดท้องกระเพาะในตอนวัยเรียนมัธยม นับตั้งแต่นั้นก็พยายามกินข้าวทุกมื้อให้อิ่มและตรงเวลา ได้ยินเสียงพี่เบียร์เหมือนจะหัวเราะเบา ๆ ข้างหู

"ก็ได้ครับ ไปครับ" ผมผลักคนตัวโตให้ออกห่างและลากเจ้าของห้องให้เข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา แกร็ก ได้ยินเสียงเหมือนประตูล็อก ผมหันกลับหาพี่เบียร์โดนสายตาดุบอกผ่านสายตา

"ไม่ต้องปิดประตูเลยครับ เปิดกว้าง ๆ" คนถูกสั่งการยอมเปิดประตูห้องน้ำกว้างอย่างที่ผมต้องการ ทำไมผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกพี่เบียร์แกล้งก็ไม่รู้หรือผมจะคิดมากไปเอง 

"พี่ก็ปิดด้วยความชินมือเองครับ" ผมหันมองกระจกห้องน้ำ เห็นแปรงฟันสองชิ้นอยู่ในแก้วเดียวกันก็รู้สึกอิจฉาคนของพี่เบียร์ ผมลืมไปเลยว่าตัวเองไม่มีแปรงสีฟัน

"ห้องพี่คงไม่มีแปรงฟันสำรองให้รักยืมใช่ไหมครับ"

"ก็นั่นไงครับ พี่เตรียมไว้ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เรามานอนห้องพี่แล้ว" ผมมองแปรงสีฟันที่พี่เบียร์หยิบมา "เราบีบยาสีฟันนะครับเดี๋ยวพี่ถือแปรงให้ มือข้างซ้ายพี่ไม่ถนัดบีบ" ผมก้มหน้าหงุดแอบเขินกับบรรยากาศรอบตัว

ขอกลับไปหวีดพี่เบียร์อย่างเดิมได้ไหม พี่เบียร์ทำให้ใจผมเต้นเร็วมาก

"หน้าแดงเชียว เป็นอะไรไหมครับ" พี่เบียร์เหมือนจะเป็นห่วง 

"ครับ ? ไม่ ๆ" ว่าแล้วผมก็เลิกจมอยู่กับความคิดตัวเองแล้วเริ่มบีบยาสีฟันใส่บนแปรงสีฟันที่พี่เบียร์ยื่นรออยู่ก่อนหน้า นี่มันเหมือนแฟนกันมากเลยผมไม่อยากคิดไปเองคนเดียว

'ได้มีคนแปรงฟันร่วมกัน มันดีแบบนี้นี่เอง' ผมรู้สึกใจเต้นไปอีกเมื่อมือที่ถูกจับด้วยกันประสานกันแน่น ระหว่างแปรงฟันผมก็ถือโอกาสมองพี่เบียร์ตลอด

"แอบมองหรือเรา" คนชอบแกล้งถามผมทั้งที่ยังแปรงฟัน 

"รักเปล่า ชิ" แค่แอบมองนิดเดียวก็โดนจับได้ซะแล้ว พี่เบียร์เป็นพวกตาเหยี่ยวหรือไงถึงได้เห็นไวขนาดนั้น พี่เบียร์หัวเราะและหยอกเล่นจนผมต้องห้ามกว่าเราทั้งสองแปรงฟันเสร็จก็ใช้เวลานานไปนิด 

"ล้างหน้าเสร็จก็ออกเลยครับ" ผมบอกให้พี่เบียร์รู้

"แต่พี่ปวดฉี่"

"พี่เบียร์ก็อั้นไว้สิครับ"

"แต่พี่อั้นไม่ไหวนะครับ"

"พี่น่ะ" ผมปิดตา ปิดหูข้างหนึ่งไว้ เข้าใจว่าเหตุสุตวิสัยแต่มันควรเป็นพี่เเบียร์ที่ต้องอายไหม "รักจะไม่ดู รับรองพี่เบียร์ปลอดภัยครับ" ได้ยินคนฟังยิ้มขำด้วย ผมลากพี่เบียร์ออกมาจากห้องน้ำเมื่อเสร็จธุระส่วนตัวกัน พี่เบียร์เดินตามผมมาค้นตู้เย็น ผมหิวและไม่อยากคุยพี่เบียร์แล้ว

"โอ้ มีของตุนเพียบเลย" ผมแปลกใจมากกว่าที่เปิดตู้เย็นแล้วเจอของตุนไว้ในตู้เย็นเต็มตู้ เคยคิดว่าคนอย่างพี่เบียร์คงไม่เจียดครัวหรือทำอาหารกินเอง

"ก็ครับ วันหยุดพี่ก็ทำกินเอง" ผมอ้าปากค้าง พี่เบียร์มีเรื่องให้ผมได้ทำความรู้จักมากจริง ๆ ถ้าผมไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือกันก็คงไม่มีทางรู้ว่าพี่เบียร์ก็มีมุมนี้ด้วย 

"แปลกใจมาก รักนึกว่าพี่เบียร์จะทำอาหารไม่เก่ง" ร่างสูงระบายยิ้ม มือข้างที่ว่างลูบหัวผมคงเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของเจ้าตัว ผมรีบปัดมือนั้นออก ไม่ได้เป็นอะไรกันอย่าทำให้รู้สึกอะไรกันสิ

"สบประมาทกันแบบนี้ ต้องโชว์ฝีมือซะแล้ว" พี่เบียร์เปิดประเด็นท้าขึ้น ผมเองก็ทำอาหารเป็นอยู่บ้าง ไม่มีทางที่ผมจะแพ้เรื่องฝีมือปลายจวัก

"เอาสิครับ ทำข้าวผัดพอไหวไหมครับรักอยากกินข้าว เดี๋ยวรักทำไข่ม้วนเอง" ผมนึกเมนูในใจอยู่แล้ว มีโอกาสได้กินกับข้าวฝีมือพี่เบียร์แล้ว ตื่นเต้นไม่น้อย 

"ของกล้วย ๆ มาก ถ้างั้นมาแข่งกันไหมครับ ของใครอร่อยกว่าชนะ"

"ชนะแล้วได้อะไรครับ ขอรางวัลด้วยครับ" เมื่อมีการแข่งขันก็ต้องมีรางวัลมาล่อด้วยผมยิ่งกระหายความชนะ เพราะศึกครั้งนี้ผมกำลังแข่งกับพี่เบียร์ คนตัวโตทำท่าครุ่นคิดแปปเดียว

"อือ ได้ตั๋วพิเศษ ขออะไรก็ได้อีกฝ่าย" พี่เบียร์เสนอ มันก็น่าสนใจ

"ขอได้หมดเลยหรือครับ" ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจเพราะไม่อยากถูกหลอก พี่เบียร์พยักหน้ามั่นใจในข้อเสนอที่ตัวเองแนะนำ ผมไม่คิดว่างานนี้ตัวเองจะแพ้พี่เบียร์

"ก็ถ้าน้องหนูมั่นใจว่าจะชนะพี่ได้นะ"

"รักชนะแน่" จะขอตั๋วทดลองเป็นแฟนพี่เบียร์หนึ่งวันเลยคอยดู ผมมั่นใจสุด ๆ พี่เบียร์ก็มั่นใจมากว่าตัวเองต้องชนะเหมือนกัน เราเริ่มการแข่งกันเพราะไม่อยากรอช้า ผมเดินไปหยิบอุปกรณ์เพื่อจะได้ทำเมนูไข่ม้วนของตัวเอง แขนของผมถูกดึงเพราะคนตัวโต

"พี่เบียร์จะขยับไปไหนครับ รักจะไปเอาไข่" 

"แต่พี่ต้องเตรียมอุปกรณ์ทำข้าวผัดเหมือนกันนะครับ" พี่เบียร์บอก ผมก็ลืมไปเลยว่ามือของเราสองคนติดกัน 

"วุ่นวายจังเลยครับ" ถึงผมบ่นพี่เบียร์ก็ไม่ได้ว่าอะไร ออกจะขำจนน่าหมั่นไส้ด้วย ทำไมถึงได้ชอบยิ้มตลอดหรือหน้าผมมันตลก

"งั้นให้พี่ทำข้าวผัดก่อนนะครับเสร็จแล้วค่อยทำไข่ม้วนของน้องหนู ไข่จะได้ไม่หายร้อนด้วย" ผมมองคนเสนอแนะอีก ช่างคิดนั่นคิดนี่เร็วไปซะหมด

"ทำไมรักรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม" ปากเล็กหงึใส่แต่ก็ยังหลีกทางให้พี่เบียร์ได้เตรียมอุปกรณ์ทำข้าวผัดก่อน พอผมบอกอยากกินกุ้ง พี่เบียร์ก็ใจดีแกะกุ้งให้ด้วย ผมมองและช่วยพี่เบียร์โดยไม่ได้บ่นอีก ยืนมองพี่เบียร์ทำอาหารแล้วผมก็หยิบมือถือเพื่อถ่ายรูปไว้ ผมต้องการมีหลักฐานว่าพี่เบียร์ไม่ได้โกงการทำอาหาร

"จะถ่ายทำไมครับ พี่นะมืออาชีพอยู่แล้ว" คนมั่นใจเกินร้อยบอกแต่ผมก็ไม่สน เปิดโหมดวิดีโอเพื่อถ่ายเก็บเป็นที่ระลึก 

"ต้องถ่ายทุกขั้นตอนเผื่อพี่โทรฯสั่งแกร็บแล้วมาย้อมแมว" พี่เบียร์หันมาหากล้องด้วยรอยยิ้มสวย 

"ครับ หยิบน้ำตาลหน่อยครับ" พ่อครัวตัวโตสั่ง ผมหาที่ตั้งกล้องและก็หยิบน้ำตาลที่อยู่ใกล้มือส่งไปให้พี่เขา ฝีมือพี่เบียร์จะน่ากินขนาดไหน ผมลุ้นจนเกิดคำถามมากมายในหัว

"รักไม่กินหวานมากนะครับ ใส่น้ำตาลนิด ๆ พอ"

"ครับ เชื่อพี่เลยว่าปรุงได้กลมกล่อมแน่" พี่เบียร์รับทราบและเทน้ำตาลน้อย "เกลือ เตรียมรอได้เลยครับ" ผมเหมือนถูกให้เป็นผู้ช่วยเชฟยังไงก็ไม่รู้ 

"รักรู้แล้วน่า พี่เบียร์พูดมากจัง" และแล้วการทำอาหารเช้ามื้อแรกของวันก็เสร็จเรียบร้อยไป ผมสูดกลิ่นหอมของข้าวผัดในจานแล้วเกิดหิว พี่เบียร์จัดจานและตกแต่งได้น่าทาน

"เอาละ เสร็จเรียบร้อยครับ" ได้จานหลักไปแล้วก็ถึงตาผมที่จะได้ทำไข่ม้วนสักที

"เสร็จแล้ว ต่อไปตารักแล้ว อื้อพี่เบียร์จะไปไหน" ผมพูดไม่ทันจะจบพี่เบียร์ก็อุ้มผมมาเปิดม่านเพื่อรับเช้าวันใหม่ แดดส่องยามเช้าสวย ผมถูกพี่เบียร์อุ้มพามายังห้องครัวเพื่อทำไข่ม้วนที่ต้องทำ

"นี่พี่แกล้งรักใช่ไหม นี่แหนะ"

"กำหมัดแค่นี้ พี่เจ็บมากเลย" พี่เบียร์แซว รอยยิ้มยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้า ผมแกล้งตีอกเขาอีกหลาย ๆ ครั้ง 

"นี่แหนะ ๆ"

"ดุจังเลยครับ" ผมลงมือทำไข่ม้วนที่มั่นใจนักหนา โดยมีพี่เบียร์อยู่ช่วยเป็นลูกมือแต่โดยดี ระหว่างกำลังตั้งใจเข้าครัว ผมก็เห็นพี่เบียร์กำลังถ่ายวีดิโอผมเหมือนกัน มันน่านัก

"พี่เบียร์อย่ามัวแต่ถ่ายสิครับ จะกินไหมข้าวเช้า" ผมทำไข่ม้วนเสร็จแล้ว ขนาดเรามานั่งที่โต๊ะกินข้าวพี่เบียร์ก็ยังไม่หยุดถ่ายวิดีโอ

"เหมือนแฟนเด็กดุแต่เช้าเลย ฮ่า ๆ" ผมสตั้นไปสามวินาที เมื่อกี้ผมได้ยินอะไรผิดหรือเปล่า พี่เบียร์ว่าอะไรนะ แฟนดงแฟนเด็กอะไรผมไม่ได้เป็นแฟนเด็กของพี่เขาสักหน่อย

6
Boy's love story / Re: StrayLove [ร] รักอีกสักครั้ง
« กระทู้ล่าสุด โดย AkuaPink เมื่อ 21-09-2021 17:00:42  »
 :pig4:
 :3123:
7
 :pig4:
 :3123:
9
Boy's love story / Re: แฟน║F̶R̶I̶E̶N̶D̶ WITH BENEFIT [Yaoi]
« กระทู้ล่าสุด โดย AkuaPink เมื่อ 21-09-2021 16:57:11  »
 :pig4:
 :3123:
10
“กูจะให้มึงไปจูบกับผู้ชายคนนั้น …”
ทุเรศมาก ปัญญาอ่อน
หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด