กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
1
นิยายที่โพสจนจบแล้ว / Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake
« กระทู้ล่าสุด โดย TrebleBass เมื่อ 22-05-2022 20:17:06  »
สนุกค่ะ  ขอบคุณที่เขียนเรื่องราวดีๆ นะคะ
2
Boy's love story / Re: The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling ตอนที่ 2 ก่อนคำลา
« กระทู้ล่าสุด โดย KADUMPA เมื่อ 22-05-2022 18:43:05  »
+The Power of Lyrics, the Moments of Storytelling



ตอนที่ 2. ก่อนคำลา



ผมนั่งมองผู้หญิงคนนี้มาร่วมชั่วโมง เธอมีใบหน้าที่สะสวย รูปร่างที่ดีผอมสมส่วนตามความชอบแห่งยุคสมัย ผิวพรรณดี ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบไปหมด เธอเกิดในตระกูลนักธุรกิจที่มั่งคั่ง เธอมีทุกอย่างที่เพียบพร้อม รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ทั้งข้าวของเงินทอง ทั้งชื่อเสียงในวงสังคม เทียบกับผมแล้ว มันไม่มีอะไรที่เทียบกันได้เลย

ผมชื่อเจษ เป็นผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง หากว่านี่เป็นไลฟ์สไตล์ของผมเอง คืนนี้ผมคงไม่คิดที่จะมานั่งอยู่ตรงนี้ เพราะมันห่างไกลจากเรื่องปกติที่ผมจะทำ ผมคิดทบทวนมันซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งนั่นทำให้ผมมานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ผมมองดูผู้หญิงคนนี้ จ้องเธอ จนเธอรู้ตัว ผมยิ้มให้เธอ และเธอก็ยิ้มตอบผมกลับมา ผู้หญิงคนนี้ เธอกำลังจะแต่งงาน ผมลุกขึ้นจากโต๊ะ และเดินตรงไปหาเธอ

ทิวมาถึงสถานที่ที่จะใช้จัดงานแต่งงานของเขาแต่เช้า พรุ่งนี้แล้ว ที่ทิวจะเข้าพิธีวิวาห์กับลูกสาวนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของประเทศ วันนี้เขาจึงต้องมาดูแลด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุกอย่างออกมาแบบสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ให้มีที่ติ งานแต่งงานนี้ถือว่าสำคัญกับเขามาก จะให้เกิดความผิดพลาดไม่ได้ ถึงใครจะพูดว่าเขาเป็นเจ้าบ่าว ที่ดูตื่นเต้นและจริงจังกว่าเจ้าสาวมากก็ตามเถอะ

คนงานหลายคนถูกทิวตำหนิเสียงดัง เมื่อทำเรื่องที่เขาสั่งได้ไม่ถูกใจ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม ทิวไม่ยอมให้มันเล็ดลอดไปได้ เวทีด้านหน้า ดอกไม้ประดับงาน ไฟแสงสี เครื่องเสียง แม้แต่ทีมงานออกาไนเซอร์ที่ทางครอบครัวเจ้าสาวจ้างมา ก็ยังเข้าหน้าทิวไม่ติด

“อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำเรื่องเดิม ๆ อีกนะครับ” ทิวพูดจบก็สะบัดหน้าเดินไป ทิ้งให้บรรดาทีมงานที่ถูกจ้างมา ต่างสุมหัวกันซุบซิบ เมื่อเห็นว่าเขาคล้อยหลังไปแล้ว ทิวเดินมาด้านหลังฉากที่ทำขึ้นเพื่อเป็นฉากบังตา สำหรับให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว และบรรดาญาติ ๆ ไว้เป็นที่เตรียมตัว จัดเครื่องแต่งกาย แยกออกมาเป็นสัดส่วน ไม่ประเจิดประเจ้อ โดยที่ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้ามาโดยเด็ดขาด

“มีปากก็สักแต่ว่าจะพูดกัน” ทิวบ่นพึมพำกับตัวเอง เขารู้ว่าทีมงานพวกนี้ พูดนินทาลับหลังเขาในเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่ฝ่ายหญิงต่างหาก ที่เป็นคนออกเงินเกือบทั้งหมด ในการจัดงานแต่งนี้ “นี่ถ้าไม่คิดว่ามันจะทำให้งานล่มนะ” ทิวพยายามข่มใจ ไม่อย่างนั้น เขาจะออกไปด่ากราด แล้วไล่คนพวกนี้กลับไปให้หมด เขาคิดแล้วก็ให้นึกโมโห

“นี่ก็อีก โทรไปก็ไม่รับสาย หายไปไหนวะ น่ารำคาญฉิบหาย” ทิวยัดโทรศัพท์มือถือของเขากลับลงไปในกระเป๋ากางเกงแบรนด์ชั้นนำ ที่เข้าชุดกันกับชุดที่เขาใส่ หัวจรดเท้า ก็ในเมื่อเขากำลังจะได้ลูกสาวของเจ้าสัวตระกูลมั่งคั่งมาเป็นภรรยา ภาพลักษณ์ที่คนอื่นได้เห็น มันก็ต้องเป็นสิ่งที่แพงที่สุด ดีที่สุดเท่านั้น

“อย่าเพิ่งหงุดหงิดไปเลยครับ” เสียงพูดนั้น ทำให้ทิวที่กำลังซับความมันบนใบหน้าของตัวเอง ต้องหันขวับไปมอง “เข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาตให้คุณเข้ามาในนี้” ทิวตวาดออกไปด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่า จะได้เจอเจ้าของเสียงนี้ ที่นี่ ใบหน้าของคนที่คุ้นเคยยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา

“เสียมารยาทจังเลยครับทิว พี่ก็แค่บอกทีมงานว่า พี่เป็นหนึ่งในเพื่อนเจ้าบ่าว และก็ให้พวกเขาดูรูปที่เราเคยถ่ายด้วยกัน ว่าเราสนิทสนมกันมากแค่ไหน แค่นั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร” ทิวมีสีหน้าวิตกกังวล เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องรูปที่เคยถ่ายด้วยกัน เรื่องความสนิทสนมที่มีในวันวาน เพราะเขาคิดว่า เขาเดินจากอดีตที่เขาจากมา และทิ้งมันเอาไว้เบื้องหลังหมดแล้ว

“เดี๋ยวสิ” ทิวสะบัดแขน เมื่ออีกฝ่ายดึงเขาไว้ได้ทัน ไม่ให้เขาเดินหนีไปได้ “ที่มานี่ ต้องการอะไรกันแน่” ทิวถามเสียงห้วน จ้องใบหน้านั้นอย่างระแวง เรื่องมันกำลังจะเป็นไปด้วยดี เขากำลังจะใช้ชีวิตใหม่ หน้าที่การงาน ธุรกิจที่จะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ก็กำลังจะรุ่งโรจน์

“พี่มีเรื่องต้องคุยกับทิว” ทิวรีบโบกไม้โบกมือ “ผมไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับคุณทั้งนั้น และถ้าคุณยังไม่ออกไปจากที่นี่ ผมจะเรียกให้คนมาลากคอคุณ แล้วโยนคุณออกไป” ทิวไม่คิดว่า เขาควรจะมาเสียเวลาพูดคุยอะไรกับคนตรงหน้าอีก

“ทิว ช่วยพี่เอาบ้านกลับคืนมาเถอะนะ” ทิวชะงักเมื่อได้ยินประโยคนั้น “มันเกี่ยวอะไรกับผม” ทิวถามกลับ ด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ทิว ทิวก็รู้ดีว่าพี่เอาบ้านไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาให้ทิวลงทุนทำธุรกิจ” คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าทิวพูดด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความเสียใจเอาไว้ไม่มิด

“ทิวเป็นคนขอให้พี่เอาบ้านไปจำนอง พี่ก็ไปพูดกับแม่ให้ บอกกับแม่ว่าทิวจะเอามาทำธุรกิจ แม่ก็เลยยอม” ทิวทำหน้าไม่ถูก เมื่อเขาได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้น “เพราะแม่รักทิว” คำพูดนั้น ทำให้หิวต้องหลบสายตา ก้มลงมองที่พื้น “แม่ยอม เพราะทิวเป็นแฟนพี่ เป็นคนรักของพี่” ทิวขบกรามแน่น เขาไม่อยากได้ยินอะไรแบบนี้อีก

“พอได้แล้ว กลับไปได้แล้ว” ทิวพยายามจะเดินหนีอีกครั้ง แต่คราวนี้อีกฝ่ายรวบตัวของทิวเข้ามากอด “ปล่อยนะ” ทิวร้องบอก พยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนนั้น “ทำไมล่ะทิว แต่ก่อนทิวชอบให้พี่กอดทิวเอาไว้แบบนี้ ไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงนั้นตัดพ้อ มันเจือไปด้วยความรู้สึกที่ขมขื่นใจ

“อย่ามาพูดเรื่องบ้า ๆ อะไรแบบนี้นะ” ทิวพยายามดันตัวออกจากอ้อมแขนที่ครั้งหนึ่ง มันเคยอบอุ่นที่สุด “แล้วนี่ ต้องมาทำตัวให้แมนเข้าไว้ เพื่อให้คนอื่นเขาไม่รู้ ว่าตัวตนจริง ๆ ของทิวเป็นยังไง อยู่กับพี่ ทิวจะเป็นยังไงก็ได้ พี่รักทิว แม่พี่รักทิว บ้านพี่มีแต่มอบความรักให้กับทิว ไม่เคยรังเกียจรังงอนอะไรทิวเลย” ทิวฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนมีดปักเข้าที่หัวใจ

“ก็มันไม่เหมือนเดิมแล้วไงล่ะ” ทิวดิ้นสุดแรงจนหลุดออกจากวงแขนนั้น ทิวหอบหายใจแรง ตาขวางมองอีกฝ่าย ภาพในวันวานย้อนกลับมาให้ทิวได้เห็นและจำมันได้อีกครั้ง “อยู่กับพี่แล้วยังไง แม่พี่รักทิวแล้วยังไง ความรักบ้าบออะไรพวกนั้น มันทำให้ทิวได้อย่างที่ทิวเคยฝันไว้มั้ย” ทิวแหวใส่อีกฝ่าย ด้วยน้ำเสียงและจริตที่ใกล้เคียงอิสตรี

“เงินที่พี่ให้ทิวไป มันก็ทำให้ทิวได้มีร้านเสื้อเป็นของตัวเอง” ทิวหัวเราะอย่างดูถูกเมื่อได้ยินประโยคนั้น “นั่นมันร้านตัดเสื้อข้างถนน แถมยังได้แต่ลูกค้ากระจอกงอกง่อย มันไม่มีความหวังอะไรเลย มันจะเทียบอะไรได้ กับร้านแบรนด์หรู ๆ ที่ทิวกำลังจะมี” ทิวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหยามหยัน ไม่อยากจะเชื่อว่า คนที่พูดยังจะคิดอะไรตื้น ๆ แบบนั้นอีก

“ที่ทิวยอมมาแต่งงานกับอีชะนีนี่ ก็เพราะมันรวย และมันก็โง่มากพอที่จะโอนเงินค่าทำร้านมาให้ทิวตั้งหลายล้าน” ทิวกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมที่เขาใฝ่ฝัน และมันก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม “ส่วนเรื่องเก๊กเป็นผู้ชาย มันจะไปยากอะไร ทีตอนแรกทิวยังเป็นฝ่ายเอาพี่ได้เลย” ทิวหัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ รู้ทั้งรู้ ว่าอีกฝ่ายรักเขามาก แม้ว่าที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น กับคนอื่นจะเป็นฝ่ายรุกมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกทิวขอ เขาก็ยอมให้

“ตอนนี้ทิวก็มีเงินมากพอที่จะช่วยพี่ ไถ่บ้านคืนแล้ว ขอร้องล่ะ มันเป็นบ้านของแม่พี่ ร้านไปไม่ไหว ลูกค้าไม่มีทิวก็ไม่พูด ไม่บอก เล่นส่งค่างวดบ้านไม่กี่งวด แล้วปล่อยให้มันค้าง ไม่ยอมจ่าย ไม่ยอมบอก พี่ถามเมื่อไร ทิวก็โกหกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่รู้อีกที เงินจากที่จำนองบ้านมา ทิวเอาไปใช้จนหมด ธนาคารก็จะยึดบ้านแล้ว ทิวไม่คิดจะรับผิดชอบเลยหรือ”

“หรือทิวคิดว่า มันคงผิดที่พี่เอง ที่ไว้ใจทิว” คำพูดนั้น มันเสียดแทงความรู้สึกทิว แต่เขาไม่ต้องการจะแสดงออกให้อีกฝ่ายรับรู้ “ช่วยไม่ได้” ทิวยักไหล่ “บ้านพี่ พี่ก็ไปหาทางเอาเอง จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรกับทิวตอนนี้ ทิวไม่รับรู้อะไรด้วยทั้งนั้นแหละ” ทิวต้องการจะกำจัดคนคนนี้ทิ้ง ทั้งจากตรงนี้และจากชีวิตของเขา ให้เร็วที่สุด

“พี่อย่าพยายามพูดอะไรอีกเลย ยื้อไปก็เท่านั้น เงินพี่ทิวไม่คืน บ้านแม่พี่ พี่ก็จัดการเอาเอง ไม่เกี่ยวกับทิว” ทิวพูดแบบคนที่ไม่เหลือเยื่อใยต่อกันอีกต่อไป “ทิวอาจจะขอเงินพี่ก็จริง แต่ถ้าพี่ไม่ให้ทิวตั้งแต่แรก พี่ก็ไม่ต้องเอาบ้านแม่ไปจำนองไง ก็คิดง่าย ๆ ก็ได้นี่พี่ ว่าพี่เคยติดทิวเอาไว้ แล้วพี่ต้องใช้คืน แค่เนี้ย และอีกอย่างนะ”

“ทิวไม่ได้รักพี่แล้ว” สิ้นเสียงพูดของทิว ทิวก็เห็นอีกฝ่ายหลับตาลง เหมือนกำลังจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะลืมตาขึ้น แล้วเอ่ยขึ้นว่า “เราจบกันจริง ๆ แล้วใช่มั้ย” อีกฝ่ายกลั้นใจถามออกไป “พี่ไม่เคยเข้าใจอะไรยากนี่ ทิวพูดชัดขนาดนี้แล้ว คงไม่เกินสติปัญญาพี่จะเข้าใจล่ะมั้ง พี่มาทางไหน ก็เชิญกลับไปทางนั้น อย่าให้ทิวต้องใช้กำลังโยนพี่ออกไป” ทิวพูด ก่อนจะเดินผ่านอีกฝ่ายไปด้านนอก

พอทิวเดินออกมา ที่หน้าเวทีนั้น ทั้งนักข่าว ทั้งครอบครัวฝ่ายของเจ้าสาวยืนกันอยู่เต็มไปหมด และที่สำคัญ จูน เจ้าสาวของทิว ก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทิวหน้าเหวอ ทำอะไรไม่ถูก หันกลับไปมองด้านหลัง ก็เห็นอีกฝ่ายค่อย ๆ ดึงเอาไมโครโฟนที่ซ่อนอยู่ออกมา

“จูนใจเย็นก่อนนะ ทิวอธิบายได้ คือ” ทิวพยายามจะพูดแก้ตัว แต่เขาไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อน จูนเดินเข้ามาตบหน้าทิวสุดแรง เธอนั้นทั้งเจ็บใจและทั้งอาย เมื่อเธอเชิญนักข่าวมา เพื่อที่จะทำสกู๊ปข่าว เรื่องร้านแบรนด์เสื้อผ้าใหม่ ที่กำลังจะเปิด ที่เธอลงทุนไปมากกว่าสิบล้านบาท แถมเรื่องที่ชวนญาติมา เพื่อหวังจะอวดความสำเร็จของเธอ เรื่องที่ไม่มีใครเชื่อ ว่าทิวนั้นรักเธอจริงและไม่ได้หวังที่จะปอกลอกเธอ

“มึงหลอกกูมาตลอดเลยใช่มั้ย” จูนด่าทิวออกไปด้วยอารมณ์โกรธ อย่างเหลืออด “กูให้หัวใจกับมึง ให้ความรักมึงไปจริง ๆ แต่มึงเสือกทำกับกูแบบนี้ มึงกล้าทำแบบนี้กับกูได้ยังไง” จูนไม่สามารถเก็บอาการเอาไว้ได้ ภาพลักษณ์ความเป็นลูกคุณหนูไม่หลงเหลืออยู่อีก คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเวทีกับเธอ ได้ยินเสียงสนทนานั้นทั้งหมด

“จูนฟังทิวก่อนนะ จูนต้องฟังทิว ไอ้นั่นมันไม่อยากให้ทิวมีความสุข มันไม่อยากเห็นทิวก้าวหน้า มันไม่ต้องการให้ทิวมีชีวิตที่ดีขึ้น จูนต้องเชื่อที่ทิวพูดนะ” ทิวที่เคยมองเห็นทุกอย่าง มากองสยบอยู่แทบเท้าเขา มันกำลังหลุดลอยออกจากชีวิตของเขาไป ต่อหน้าต่อตา

“มึงกับผัวของมึง” จูนที่ใช้มือปาดเช็ดน้ำตาอย่างเร็ว ๆ เพิ่งมองเห็นใบหน้าของคนที่เธอเรียกว่าเป็นผัวของทิวชัด ๆ “พี่รักเรามากนะทิว” เจษพูดกับทิว “เลิกพูดอะไรแบบนี้สักทีได้มั้ย ไม่เห็นหรือไงว่ามึงทำอะไรลงไปบ้าง” ทิวตะโกนด่าเจษจนสุดเสียง และเป็นจูน ที่ตอนนี้หน้าซีดเผือด พูดอะไรไม่ออก และก่อนที่หญิงสาวจะคิดอะไรได้ทัน ที่จอบนเวที คลิปที่ชัดทั้งภาพและเสียง ถูกเล่นผ่านจอภาพนั้น

มันเป็นคลิปวิดีโอ ที่ถูกถ่ายไว้จากห้องน้ำ ที่เห็นจูนกำลังกลืนกินน้ำรักของชายคนหนึ่งลงคอ อย่างหื่นกระหาย เธอเงยหน้ายิ้มชอบใจให้กับผู้ชายคนดังกล่าว จูนมองคลิปนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก่อนจะหันมามองหน้าเจษ แล้วถึงได้รู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ เมื่อเจษคือคนที่ตอบรับนัดของเธอในอินเทอร์เน็ตเมื่อคืนนี้

สุดท้ายแล้ว ผมก็ทำในสิ่งที่ผมตั้งใจเอาไว้ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นโชคดีของผม หรือมันเป็นกรรมของผู้หญิงคนนี้ ผมเจอแอคเคาน์ออนไลน์ของเธอ ในแอปพลิเคชันหนึ่ง มันเคยถูกตั้งค่าเป็นส่วนตัวเอาไว้ ผมกดขอรีเควสท์เธอไป ไม่คิดว่าเธอจะตอบรับผม เธอคงระวังตัวพอสมควร หลังจากเธอกดรับผม เธอซักถามผมหลายคำถาม ผมได้แต่คุยกับเธอทางออนไลน์ กว่าเธอจะตัดสินใจนัดกับผม เพื่อออกไปมีอะไรกัน

มันคงเป็นด้านมืดของเธอ ผมว่านะ เธอจะนัดผู้ชายไปนอนด้วย เฉพาะตอนที่เธอมีแฟน มันเหมือนเป็นแรงขับทางเพศอะไรบางอย่างของเธอ ที่จะกระตุ้นเธอให้ทำแบบนี้ ตอนที่เธอมีคนรักเท่านั้น เธอทำมันอย่างลับ ๆ เธอต้องมั่นใจว่า คนที่เธอนัดนั้น ไม่รู้จักเธอ ไม่ทิ้งหลักฐานว่าเคยเจอกับเธอ และไม่มีคลิปที่ยืนยันว่าเธอนอกใจ

เธอพลาด เมื่อเธอมาเจอกับผม คนที่ตั้งใจจะทำลายเธอตั้งแต่แรก เธอเมายาตอนที่ลากผมเข้าไปในห้องน้ำ แล้วใช้ปากเสร็จกิจให้ผม ตลอดเวลาที่เธอทำให้ ผมได้แต่นึกถึงภาพใบหน้าของทิว ว่าทิวเป็นคำกำลังทำมันให้ผม และมันก็ช่วยให้อวัยวะของผมแข็งตัว จนผมสามารถเก็บคลิปนั้นมาได้ โดยที่ตอนนั้น เธอไม่มีทีท่าว่าจะอิดออดแต่อย่างใด

จูนต้องกรีดร้องออกมาอย่างอับอาย เมื่อคลิปเล่นมาจนถึงฉากที่เธอกำลังร่วมรักกับชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างเร่าร้อน ก่อนที่จะเห็นเธอ ดึงเอาถุงยางที่ผู้ชายคนนั้นสวมอยู่ออก แล้วใส่ความแข็งขันชูชันนั้นกลับเข้าไปในตัวของเธออีกครั้ง ทิวถึงกับต้องอึ้ง เมื่อเขาจำรอยสักที่หน้าอกของผู้ชายที่ไม่เห็นหน้าในคลิป ได้เป็นอย่างดี มันเป็นรอยสักที่เคยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้ทิวอย่างที่สุด ทิวมองไปที่เจษอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

ผมต้องยอมใช้ยาเช่นกัน เพื่อช่วยกระตุ้นอารมณ์ ให้การร่วมรักกับผู้หญิงครั้งแรกของผม ผ่านไปได้ ผมไม่ได้สนุกไปกับมัน ผมไม่เคยต้องการจะมีอะไรกับผู้หญิง ผมแค่ปล่อยให้ธรรมชาติมันพาผมไป และแม้ว่าเธอจะยอมมีอะไรกับผมแบบไม่ป้องกัน ผมก็ปล่อยให้มันเป็นไป เธอยอมแม้กระทั่งให้ผมหลั่ง โดยไม่ขอให้ผมถอนตัวออก เธอบอกว่าเธอชื่นชอบแบบนั้น

“โธ่ ว่าแต่กู มึงก็กะหรี่ดี ๆ นี่เอง อีเหี้ย ถอดถุงเอง ปล่อยให้ผู้ชายแตกในเลยนะมึง จะแต่งงานอยู่แล้ว ยังร่านดอกทองออกไปให้ผู้ชายเอา ที่กูทนฝืนใจป้อนมึงทุกคืน ไม่เคยอิ่มเลยสินะ อีห่า” มาถึงนาทีนี้ ทิวไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่ต้องแอ๊บเป็นผู้ชายเต็มตัวแล้ว

“มึงอย่าพูดดีไป เงินที่มึงได้ไปจากกู กูจะเอาคืนมาให้ครบทุกบาททุกสตางค์ มึงมีผัวแล้ว แต่มาหลอกแต่งงานกับกู มึงเตรียมตัวไว้เลย กูจะฟ้องมึงให้เหลือแต่ขนอุย มึงคอยดูกู อีตุ๊ด อีวิปริต” เจษได้แต่มองดูทั้งสองคนใช้ผรุสวาทพ่นใส่กัน

ผมเดินทางมาจนถึงช่วงท้ายของโชว์นี้แล้วสินะ ผมหยิบเอาปืนที่พกมาด้วยออกมา เสียงกรีดร้องดังมาจากกลุ่มคนตรงนั้น คนวิ่งหนีหลบกันไปคนละทิศละทาง เมื่อผมเดินถือปืนเข้าไปหาผู้หญิงและผู้ชายคู่นั้น ทั้งสองยืนนิ่ง ตกตะลึง อาจจะคิดว่าวาระสุดท้ายของพวกเขามาถึงแล้ว ผมวางปืนลงบนโต๊ะ ที่พวกเขาใช้วางดอกไม้เซนเตอร์ พีซ ก่อนที่ผมจะหันหลังเดินช้า ๆ

ผมเดินจากตรงนั้นมาได้เพียงไม่กี่ก้าว ผมรู้จักทิว คนที่ผมเคยรักที่สุดในชีวิต เป็นดั่งดวงใจของผมดี และมันก็เป็นเช่นนั้น มันมีเสียงเดินตามผมมา ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงคลิกตั้งไกปืน เสียงที่ผมคุ้นเคย ที่ผมได้ยินมันหลายครั้ง เมื่อคิดจะปลิดชีวิตตัวเอง ความเย็นเฉียบของปลายกระบอกปืนกดเข้าที่หลังหัวของผม ผมหยุดยืนนิ่ง และหลับตาลง

ทิวยืนเอาปืนจ่อหัวผม มือของเขาสั่น แต่อย่างที่ผมบอก ผมรู้จักเขาดี เขาไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรขนาดนั้น คนที่จะหยิบเอามัจจุราช แล้วกดลูกโม่ให้กระสุนฝังเข้าไปในหัวผมหรอก มันไม่มีทางเป็นเขาไปได้ ทิวลดปืนลง เขาทำไม่ลง เพราะรู้ดี ว่าไม่มีใครรักเขามากเท่าผมอีกแล้ว ผมจึงได้เตรียมคนที่สามารถปลิดชีพของผมโดยที่จะไม่ลังเลเอาไว้แล้วไง

จูนที่ขาดสติยับยั้ง วิ่งมาจับมือของทิวที่ยังถือปืนอยู่ ลั่นไกปืนออกไปหนึ่งนัด ร่างของเจษล้มลงกองอยู่ที่พื้น เจษตัวกระตุกอยู่หลายที ก่อนจะแน่นิ่งไป ทิวโยนปืนทิ้งลงพื้น ก่อนจะหันมาเกรี้ยวกราดตวาดใส่จูน ว่าทำแบบนั้นทำไม จูนที่พอความโกรธจนหน้ามืดลดลง เธอก็เพิ่งจะคืนสติ และเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ที่มันไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรให้คืนกลับมาได้แล้ว

ทศกดปิดการเชื่อมต่อไฟล์ขึ้นไปบนจอเวที ก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น ทุกอย่างมันดูหนักอึ้งไปหมดสำหรับเขา ชายหนุ่มใจสลาย เมื่อเขารู้ดีว่า เจษไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ทศที่เข้ามาเป็นช่างเทคนิคของงานแต่งนี้ อาศัยความรู้ความชำนิชำนาญในเรื่องเทคโนโลยี ทำให้สิ่งที่เขารับปากกับเจษไว้ เป็นไปตามที่เจษต้องการ

“ช่างมันสิวะ พี่ปล่อยมันไป อย่าไปยุ่งอะไรกับเรื่องนี้อีก” ทศพูดขอร้องเจษ เมื่อเจษบอกข่าวร้ายกับเขาในเย็นวันหนึ่ง “ผมขอนะพี่ จะหนึ่งเดือน หรือแค่สัปดาห์เดียว ขอให้ผมได้อยู่กับพี่ อยู่กับพี่จนวันสุดท้าย” ทศน้ำตาคลอหน่วย สิ่งที่เขาต้องมารับรู้ มันเกินกว่าที่เขาจะรับไหว

“มันไม่มีประโยชน์หรอก สุดท้ายพี่ก็ตายอยู่ดี” เจษบอกกับทศไปแบบนั้น เมื่อมะเร็งสมองของเขาลุกลามจนเกินรักษา “ถ้าพี่จะเห็นแก่ตัว ขอให้ทศร่วมมือ ทำอะไรให้พี่ ทศจะยอมทำมันมั้ย” หมอวินิจฉัยว่า เขาจะอยู่ได้อีกแค่ไม่เกินเดือน ซึ่งแม้ว่าเจษจะไม่มีอาการใด ๆ แต่ระยะของโรคมันไม่ให้โอกาสเขาได้สู้ต่อแล้ว แถมแม่ของเจษ ก็ตรอมใจจนเสียชีวิตไปแล้ว เพราะเรื่องบ้าน ที่สุดท้าย บ้านก็ต้องถูกธนาคารยึดไป

“พี่อยากจะจากไปแบบไม่มีอะไรติดค้างในใจ” เจษบอกกับทศไปแบบนั้น “พี่จะอยากรู้ไปทำไม ว่าคนแบบนั้น คิดอะไรกับพี่ ยังรู้สึกอะไรกับพี่หรือเปล่า” ทศไม่เข้าใจ ว่าเจษยังอาลัยอาวรณ์คนพรรค์นั้นไปเพื่ออะไร “เหมือนอย่างที่เขาฮิต ๆ กันไง” เจษพูด ยิ้มเศร้า ๆ

“จุดแข็ง พี่รักคนยาก” เจษพูดพลางมองหน้าทศ “จุดอ่อน แต่ถ้าได้รักแล้ว พี่รักไม่เปลี่ยนใจ” ทศเห็นเจษฝืนยิ้ม หลังจากปล่อยมุกที่ฝืดที่สุด ที่ทศเคยได้ยินมา “แล้วทศล่ะ มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรกับเขามั้ย” เจษถามรุ่นน้อง ที่เพิ่งมาสารภาพรักกับเขาเมื่อไม่นานมานี้

“จุดแข็งของผม” ทศพูดขึ้น สบตากับเจษด้วยความรู้สึกรักพี่ชายคนนี้อย่างสุดหัวใจ “คือผมรักพี่” ทศพูด เจษน้ำตาคลอหน่วย เม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับรู้ “จุดอ่อนคือ พี่ไม่รักผม” เจษหลับตา แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลลงอาบแก้ม ทศโผเข้าหาเจษ กอดเจษเอาไว้ให้แน่นที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนที่ทศจะไม่มีโอกาสได้กอดเจษแบบนี้อีก และมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าหากว่าฟ้าจะให้เขาสองคนเจอกันเร็วกว่านี้

***************************************

Inspired by “เพลงคาใจ”

คำแปลเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=J4mdxo4VPG4

กลับมาหาเธอโดยรู้ดี

Got to come back to see you

ว่าวันนี้ต้องเจอเธอมีคนใหม่

See that you’ve been with someone new

เจอะเขาและเธออยู่เคียงข้างกาย

I can tell that you two are now intimate

แต่ยังไงก็คงต้องมา

Still, I really need to come here


ก็ยังคาใจข้างในลึกลึก

There’s something stuck on my mind

ที่เธอลืมกันไม่ทันพูดคำลา

You forgot about us, without a word to say

จืดจางกันไปไม่ทันพบหน้า

Love faded away, you didn’t want to stay

จึงต้องมา มาหาเธอ

I’ve gotta come see you today


บอกกับเค้าได้ไหมว่าให้หันไปก่อน

No need to be alarmed, giving your love peace of mind

อ้อนวอนขอให้เขาเห็นใจกันบ้าง

I’m begging of you a simple compassion

ที่ต้องการเพียงจะลา

All I want is just a nice goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

One more time, look into your eyes

อย่างลำพังโดยไม่มีคนอื่น

Without anyone, just the two of us


บอกคนของเธอให้เข้าใจ

You can say this to make your love understand

ว่าทำไมฉันจึงจงใจมา

Why I did intend to be here right now

แค่เพียงไม่นานคงไม่ว่า

It will not take long, be courteous

ให้เวลาได้ลาซักคำ

I’ll have a moment with you to bid a farewell


ก็ยังคาใจข้างในลึกลึก

There’s something stuck on my mind

ที่เธอลืมกันไม่ทันพูดคำลา

You forgot about us, without a word to say

จืดจางกันไปไม่ทันพบหน้า

Love faded away, you didn’t want to stay

จึงต้องมา มาหาเธอ

I’ve gotta come see you today


บอกกับเค้าได้ไหมว่าให้หันไปก่อน

No need to be alarmed, giving your love peace of mind

อ้อนวอนขอให้เขาเห็นใจกันบ้าง

I’m begging of you a simple compassion

ที่ต้องการเพียงจะลา

All I want is just a nice goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

One more time, look into your eyes

อย่างลำพังโดยไม่มีคนอื่น

Without anyone, just the two of us


บอกกับเค้าได้ไหมว่าให้หันไปก่อน

If you can, tell your loved one to turn the other way

อ้อนวอนขอให้เขาเห็นใจกันบ้าง

I’m asking for this simple sympathy

ที่ต้องการเพียงจะลา

I would love to say to you this goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

Look into your eyes just once

อย่างลำพังโดยไม่มีคนอื่น

Us alone without anybody else


ที่ต้องการเพียงจะลา

I would love to say to you this goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

Look into your eyes just once

อย่างลำพังโดยไม่มีคนอื่น

Us alone without anybody else


ที่ต้องการเพียงจะลา

Wish to say this goodbye

มองหน้าเธออีกครั้ง

Look you in the eye for one last time

เอ่ยคำลาคำที่มันคาใจ

Say the word that I have in mind
4
Boy's love story / Re: ❤Cafe to be loved รอคุณ...มารักกัน❤ บทที่ 27 จบ [22-05-22]
« กระทู้ล่าสุด โดย janeta เมื่อ 22-05-2022 16:45:20  »
บทที่ 27 (ตอนจบ)



เซนเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วหันไปมองคนรักที่กำลังพิถีพิถันจัดวางเทียนลงบนเค้ก จุดไฟ แล้วยกเค้กก้าวเดินมาหาเขา

“ขอให้พี่เซนมีความสุขมากๆ นะครับ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนา”

“ขอบคุณครับ” เซนยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ตั้งใจจะเป่าเทียนทั้งหมดในครั้งเดียว

“เดี๋ยวสิครับพี่เซน พี่ยังไม่ได้อธิษฐานเลยนะ”

เซนชะงัก จากนั้นยิ้มขำท่าทางของซีลที่ยกเค้กหนี “ก็ซีลอธิษฐานแทนพี่แล้วนี่ครับ ไม่มีพรไหนดีเท่านั้นแล้วล่ะ”

“แต่ว่า...”

“การมีซีลในชีวิตคือความสุขของพี่ และการได้เป็นแฟนซีลก็คือความปรารถนาของพี่ พี่ได้พรนี้มาแล้ว ไม่ได้อยากขออะไรอีก”

เซนเป่าเทียนจนดับทั้งหมดแล้วรับเค้กมาถือไว้เอง จากนั้นก็ตักเค้กกินอย่างมีความสุข โดยไม่ลืมป้อนคนรักสลับกันคนละคำสองคำ

ซีลแลบลิ้นเลียครีมที่เลอะมุมปากแล้วถอนหายใจ “อ่า...ดูเหมือนจะหวานไปหน่อยนะครับ”

เขาจำได้ว่าพี่เซนไม่ชอบทานรสหวาน จึงพยายามลดน้ำตาลลง แค่ทำไปทำมาก็รู้สึกยังหวานไม่พอเลยค่อยๆ เพิ่มทีละนิดจนใกล้เคียงรสเดิมที่เขาเคยทาน สุดท้ายก็หวานสุดๆ ไปเลย

จุ๊บ

สัมผัสนุ่มมาพร้อมความอุ่นร้อนที่ค่อยๆ แทรกเข้าในโพรงปากเพื่อชิมรสชาติที่เขาบอกว่าหวานเกินไป ใบหน้าซีลร้อนฉ่า ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยคาดไม่ถึงว่าจะถูกจู่โจมแบบนี้

เซนผละออกมาเล็กน้อยพอให้ดวงตาสองคู่ประสานกัน พลางกล่าวเสียงเบา “หวานจริงๆ นั่นแหละ ซีลของพี่หวานไปทั้งตัวเลย”

“พี่เซน...”

เซนยกยิ้ม ลูบหัวปลอบโยนคนหน้าแดงจากนั้นก็ดึงตัวคนรักเข้ามากอด “ดีจังวันนี้มีซีลอยู่ด้วย เป็นวันเกิดที่พี่ชอบที่สุดเลย”

“ผมก็ดีใจที่พี่เซนชอบครับ ปีหน้าและปีต่อไปผมก็จะจัดให้อีกนะครับ”

เซนนิ่งฟังคำสัญญานั้นเงียบๆ พลางกระชับกอดคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น “พี่จะทำทุกวันให้ดีที่สุด ถ้าซีลไม่ชอบอะไรต้องบอกพี่นะครับ พี่จะแก้ไขให้ พี่ไม่อยากให้เราไม่พูดกันจนทุกอย่างสายไป”

“พี่เซนก็เหมือนกันนะครับ ไม่ชอบอะไรในตัวผมก็ต้องบอก ผมอาจจะหัวไวเรื่องเรียน แต่กับเรื่องความสัมพันธ์ผมไม่เก่งเลย”

ซีลมีความรักครั้งแรก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะรักษาความสัมพันธ์นี้ไปได้นานอีกแค่ไหน อาจมีสักวันที่พี่เซนรับในตัวตนของเขาไม่ได้อีกต่อไป หรืออาจมีเหตุผลอีกมากมายที่เราต้องจบความสัมพันธ์กัน แต่อย่างน้อยเขาก็หวังว่าถ้าวันนั้นมาถึงพวกเราจะจากกันด้วยดี

“อือ พี่รู้” เซนนึกถึงความใจดีของคนรักที่ไม่ว่าอยู่กับใครก็ปรารถนาดีกับเขาด้วยไปหมด หากเขาเป็นคนใจแคบคงได้สร้างเรื่องทะเลาะกันจนทำร้ายจิตใจซีลไปแล้ว แต่จะบอกว่าเขาใจกว้างก็คงไม่ใช่ เซนยอมรับความลึกๆ เขาไม่ยินยอมให้ซีลอยู่ใกล้ชิดกับใคร แม้ว่าซีลจะไม่คิดอะไรกับคนพวกนั้นเลยก็ตาม

“คิดอะไรอยู่เหรอครับ” ซีลเงยหน้ามองคนรักที่จู่ๆ ก็เงียบไป

“เอ่อ...” เซนเม้มปาก ทั้งที่ขอให้ระหว่างเราไม่มีเรื่องปิดบังกัน แต่เขากลับไม่กล้าพูดออกไป

ซีลดึงมือพี่เซนมาจับไว้แล้วบีบมือให้กำลังใจเบาๆ “บอกผมมาเถอะครับ เราจะอยู่ด้วยกันไปอีกนาน ผมอยากให้พี่บอกนะ ทุกเรื่องที่พี่สงสัย ที่ข้องใจ ผมตอบพี่ได้ทุกเรื่อง”

“พี่...ไม่ชอบให้ใครอยู่ใกล้ซีล คือพี่รู้นะว่าซีลไม่ได้คิดอะไร แต่พี่ห้ามตัวเองไม่ได้ พี่ดู...งี่เง่าไปหรือเปล่า”

ซีลส่ายหน้า ตั้งใจรับฟังอย่างดี “ไม่หรอกครับ ถ้ามีคนมายุ่มย่ามกับพี่เซนผมก็คงไม่ชอบเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นผมจะพยายามไม่อยู่ใกล้คนอื่นเกินความจำเป็นนะครับ แต่ปกติผมกับเพื่อนๆ ก็ไม่ค่อยใกล้ชิดกันขนาดนั้นนะ”

“ชัทไง” เซนรีบหุบปากลงเมื่อรู้สึกว่าน้ำเสียงที่พูดออกไปฟังดูไม่ดีเท่าไรนัก

“อ่า...เราแค่สนิทกันน่ะครับ แต่ถ้าพี่เซนไม่สบายใจ ผมเว้นระยะห่างจากเขาได้นะ อืม ยืนห่างกันสองเมตรดีไหมครับ”

“ฮ่าๆ” ขณะที่เซนกำลังซีเรียสเพราะกลัวว่าซีลจะโกรธที่เขาใช้น้ำเสียงไม่พอใจเมื่อพูดถึงเพื่อนอีกฝ่าย กลับกลายเป็นว่าซีลรีบสร้างความมั่นใจให้เขาเสียอย่างนั้น

แล้วแบบนี้เขาจะใจแคบแบบนั้นได้อย่างไร ทั้งเขาและซีลต่างก็มีเพื่อน บางครั้งก็ช่วยเพื่อนปรับทุกข์ ให้ยืนห่างกันสองเมตรตะโกนเอ่ยปลอบใจก็ดูแปลกๆ

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก แค่บางทีพี่อาจเผลอแสดงท่าทีหึงหวงบ้าง แค่อยากให้รู้ว่าพี่ไม่ได้โกรธซีล”

ซีลพยักหน้ารับฟังอย่างดี จากนั้นยืดตัวขึ้นหอมแก้มคนรัก “ผมจะพยายามไม่ให้พี่เซนต้องหึงนะครับ ไม่ใช่เพื่อน ครอบครัว จะไม่ใกล้ชิดเกินไปเด็ดขาด”

“เด็กดี” เซนลูบหัวคนรักแล้วจูบลงบนหน้าผาก “ขอบคุณนะครับ”

ซีลกอดเอวคนรักพลางซุกใบหน้าแนบอกแล้วถูไถมา

“โชคดีจังที่ผมไม่ปล่อยพี่เซนไป” ซีลพูดเสียงเบาราวกับกระซิบ

“หืม...”

“ไม่มีอะไรครับ”

...........................

หลังถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ทั้งคู่ก็เก็บกวาดห้องซีลจนเรียบร้อยกลับเป็นสภาพเดิม เชฟหนุ่มกลับห้องไปปลุกเพื่อนให้กลับบ้านตัวเอง เขารอจนเพื่อนกลับไปจึงค่อยจัดการห้องตัวเอง โดยมีลูเซียเดินไปเดินมาราวกับเป็นเจ้าบ้านคอยสั่งเขาเก็บกวาด จากนั้นเจ้าแมวน้อยก็กระโดดขึ้นไปนอนบนโซฟาพลางแกว่งหางไปมาอย่างสบายอารมณ์

เซนส่ายหน้าให้กับเจ้านายตัวน้อยแล้วจัดการยัดกระป๋องเบียร์ใส่ถุงดำ ตั้งใจจะเอาไปทิ้งที่ถังขยะด้านล่าง

“แอด” เสียงประตูเปิดออก พร้อมกับร่างปุกปุยตัวน้อยที่รีบพุ่งตัวไปด้วยความเร็วสูงพลางใช้หัวคลอเคลียขาของคนที่เพิ่งก้าวเข้ามา

“เมี๊ยว”

“ลูเซีย~” ซีลรวบตัวแมวน้อยมากอดไว้อย่างทะนุถนอม “คิดถึงซีลไหมครับ”

“เมี๊ยว”

“คิดถึงใช่ไหมงื้อ~” ซีลฟัดพุงแมวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “หิวไหมครับ เดี๋ยวซีลเอาอาหารแมวให้”

“เมี๊ยว”

“โอเค” ซีลพยักหน้ารับพลางเดินไปที่ถ้วยอาหารแมวแล้วหยิบอาหารเม็ดมาเติมตรงกลางถ้วยพอให้แมวน้อยกิน

เซนยิ้มขำเมื่อเห็นท่าทางของทั้งคู่ เจ้าตัวเล็กก้มหน้าก้มตากิน ส่วนเจ้าตัวโตก็นั่งยองๆ อยู่ข้างแมวด้วยรอยยิ้มกว้าง พยายามส่งกำลังให้เจ้าแมวน้อยกินอาหารให้หมด

แมวเล็กกับแมวใหญ่ชัดๆ

ขณะที่เซนกำลังดึงผ้าปูที่นอนเดิมออกเพื่อจะเปลี่ยนใหม่ซีลก็เดินมาหยุดยืนข้างเขา

“ให้ผมช่วยไหมครับ”

“อืม...งั้นช่วยหยิบผ้าปูที่นอนใหม่ในตู้ให้ทีนะ” เซนชี้ไปที่ตู้เสื้อผ้าที่อยู่ใกล้ๆ ซีลพยักหน้ารับแล้วเดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้า เขากวาดตามองผ่านเสื้อผ้าที่ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเพื่อหาผ้าปูที่นอนผืนใหม่ ทันใดนั้นสายตาก็สะดุดเข้ากับหัวมาสคอตที่หันหน้ามาหาเขาพอดี เป็นกระต่ายขาวที่ดูคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

“หาเจอไหมครับ”

“เอ่อ...กระต่ายนี่ ของพี่เซนเหรอครับ” ซีลถามพลางหยิบหัวกระต่ายออกมาจากในตู้แล้วหันไปหาคนรัก

“อ้อ...เคยใส่ไปแจกใบปลิวช่วงก่อนเปิดร้านน่ะ” เซนหยิบมาถือไว้เองพลางมองใบหน้าโง่ๆ ของกระต่ายๆ แล้วสวมให้ซีลดู “มันดูตลกใช่ไหม”

ซีลรีบส่ายหน้าแล้วจับใบหน้านั้นให้หันมามองตัวเอง “ผมเคยเจอพี่เซนมาก่อนจริงๆ ด้วย แค่ตอนนั้นพี่เซนเป็นคุณกระต่าย”

“ห้ะ” เซนดึงมือซีลมาจับไว้ ชั่วขณะที่เขามองผ่านดวงตามาสคอตจนเห็นมือคู่นั้นของซีล เขาพลันนึกถึงคนใจดีที่ยื่นน้ำเปล่าให้ท่ามกลางอากาศร้อนจัด

“คุณกระต่ายคงร้อนแย่เลย” ใครบางคนยื่นขวดน้ำมาให้เขา “น้ำเย็นๆ ครับ”

“คาเฟ่ทูบีเลิฟ ชื่อน่ารักจังเลยนะครับ”

“เอ๊ะ อยู่แถวนี้เองเหรอ ไว้ผมจะไปอุดหนุนนะครับ”

เซนจำได้ว่าเขารอคุณคนนี้มาที่ร้านมาโดยตลอดเพื่อตอบแทนน้ำใจ แต่ก็ไม่เคยพบใครคนนั้นเลย

ไม่สิ...

ซีลเป็นคนแรกที่มาร้านของเขา เป็นคนเดียวที่ได้ทานเค้กชิ้นนั้นของเขา

เป็นแรกที่เข้ามาในใจเขา และเป็นคนเดียวที่เขาไม่อยากปล่อยไป

เซนจับมือคู่นั้นไว้แน่น พลางกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เป็นซีล...มาโดยตลอด”

“หืม...พี่เซนว่าไงนะครับ”

โป๊ก!

“อ้ะ...ต้องโขกหัวกันด้วยเหรอครับ” ซีลลูบหน้าผากที่จู่ๆ ถูกกระแทกจากหัวมาสคอตตรงหน้า

เซนดึงหัวมาสคอตออกแล้วโยนทิ้งไปอีกทาง

“เอ่อ...ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า” เห็นใบหน้าจริงจังของพี่เซน ซีลก็ก้าวถอยออกมาหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวพลางเม้มปาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไปให้คนรักโมโห

“เจ็บหรือเปล่า” เซนเปลี่ยนความคิดที่อยากจูบคนรักเป็นความกังวลเมื่อเห็นรอยแดงจางๆ บนหน้าผากซีล

นิ้วเรียวลูบเบาๆ พลางเป่าฟู่ๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บให้อีกฝ่าย เขาไม่ได้ตั้งใจให้ซีลต้องเจ็บตัวแบบนี้

ซีลมองภาพร่างสูงที่ขมวดคิ้วเป็นกังวลด้วยความอุ่นซ่านในใจ ยิ่งรู้สึกเชื่อมั่นในตัวพี่เซนกว่าเดิมว่าอีกฝ่ายจะไม่มีวันทำให้เขาต้องเสียใจ ดูสิ แค่หัวกระแทกอีกฝ่ายก็ทำหน้าเครียดขนาดนั้น จะใจร้ายทำร้ายเขาลงได้ยังกัน

“แค่นี้เอง ไม่เป็นไรครับ พี่เซนไม่โกรธอะไรก็ดีแล้ว”

“พี่ไม่ได้โกรธซีล เฮ้อ พี่โง่เองน่ะ” อยากจูบแฟนแต่ดันลืมว่าสวมหัวมาสคอตอยู่ ถ้าเผลอกระแทกแรงไป สมองซีลคงกระทบกระเทือนจนลืมคนรักโง่ๆ อย่างเขาไปแน่ๆ

“ยังไงเหรอครับ” ซีลเอียงคอถามด้วยความสงสัย

“เอ่อ...” เรื่องน่าอายแบบนั้นจะให้เขาพูดไปได้ยังไง “ไม่มีอะไรหรอก รีบเปลี่ยนผ้าปูที่นอนดีกว่า”

เซนเรีบคว้าผ้าปูที่นอนผืนใหม่แล้วเดินกลับไปที่เตียง ซีลมองตามท่าทางแปลกๆ ของคนรักจากนั้นก็เดินไปหยิบหัวมาสคอตคุณกระต่ายบนพื้น ปัดฝุ่นที่เลอะใบหน้าแล้วยิ้มออกมา เขาหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงสตอรี่ไอจี

‘ในที่สุดก็ได้เจอคุณกระต่ายอีกครั้ง’

สำหรับคนที่ติดตามเขามานานน่าจะเคยเห็นสตอรี่ที่เขาเคยโพสต์และเข้าใจความหมายของข้อความที่เขาพิมพ์

‘คุณกระต่ายน่ารักมากเลยครับ อย่าลืมไปอุดหนุนร้านคาเฟ่ทูบีเลิฟกันนะครับ’

นั่นคือข้อความแรกที่เขาโพสต์พร้อมกับภาพเคลื่อนไหวของกระต่ายตัวโตที่กำลังเดินแจกใบปลิวท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ตอนนั้นซีลคิดเพียงแค่อยากเป็นกำลังใจให้อีกฝ่ายเท่านั้น

คิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะได้รู้จักกันและกลายมาเป็นคนรักคนแรกของกันและกันแบบนี้

ซีลวางหัวมาสคอตเก็บไว้ที่เดิมแล้วเดินกลับไปหาคนรักที่ปูผ้าปูที่นอนใหม่เสร็จเรียบร้อย

เซนรั้งแขนคนรักขึ้นมานอนด้วยกันบนเตียง ตระกองกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขนพลางสบดวงตาคู่นั้นที่ยังคงเป็นประกายทุกครั้งเมื่อมองมาที่เขา เซนไม่ปรารถนาเกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความร่ำรวย ขอเพียงได้อยู่กับซีลแบบนี้ไปตลอดก็เพียงพอแล้ว

เขาก้มหน้าลงสัมผัสริมฝีปากอุ่นพลางบดเบียดอย่างช้าๆ ละมุนละไม จากนั้นก็เลื่อนไปจูบหน้าผาก เปลือกตา ปลายจมูก ข้างแก้ม ใบหู และจูบลงที่ริมฝีปากอีกครั้ง ให้ซีลรับรู้ถึงความรู้สึกทั้งหมดที่เขามี

“พี่จะเป็นโล่ให้ซีลเสมอ ซีลพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันไหม”

ซีลยิ้มแล้วจูบตอบไปทั่วทั้งใบหน้า ให้คำสัญญาแบบเดียวกับที่คนรักทำ “ถ้าพี่เซนอยากเป็นโล่ ผมจะเป็นดาบให้พี่เอง เราจะก้าวไปด้วยกันเสมอครับ”

“อื้ม...อยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ แม้พี่จะตอบไม่ได้ว่าคำว่านานของเราจะนานแค่ไหน แต่พี่หวังว่าช่วงเวลาที่เรารักกันจะเต็มไปด้วยความสุข”

“พี่พูดแบบนี้...ผมเชื่อว่าเราต้องอยู่ด้วยกันนานแสนนานแน่นอนครับ” ซีลกล่าวยืนยันคำพูดตนพร้อมบีบกระชับมือของพี่เซนแน่น

“เมี๊ยว”

ลูเซียกระโดดขึ้นมาบนเตียงแล้วย่างเท้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งคู่ ลิ้นชมพูเล็กๆ แลบเลียหลังมือของพี่เซนจากนั้นก็หันมาเลียหลังมือของซีล ราวกับเป็นผู้ประกอบพิธีแต่งงานให้พวกเขาอย่างเป็นทางการ

ดวงตาสองคู่สบกันพลางยิ้มให้กันอย่างมีความสุข สองมือลูบลงบนตัวลูกแมวตัวน้อยที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งสองได้รู้จักกัน

หากวันนั้นลูเซียไม่ปีนต้นไม้จนลงมาไม่ได้ ก็คงไม่มีเรื่องให้พวกเขาได้พบกัน

ทั้งคู่จูบลงบนหัวทุยๆ ของแมวน้อย ครอบครัวคนสำคัญของพวกเขาตลอดไป

“เมี๊ยว” ลูเซียร้องเสียงเบาอย่างพึงพอใจแล้วหลับตาลงด้วยความง่วงงุน

ซีลมองแมวน้อยหลับตาพริ้มด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะได้รับจูบจากคนตรงข้ามที่มีสีหน้าแบบเดียวกับเขา

เซนผละกลับไปนอนที่เดิม “ฝันดีครับซีล”

ซีลยิ้ม “ฝันดีครับพี่เซน”

ทั้งคู่หลับตาลง มือที่ลูบตัวแมวน้อยเปลี่ยนมากุมกันไว้ราวกับคำสัญญาว่าจะไม่มีวันปล่อยมือของกันและกัน

เรื่องของอนาคต ไม่มีใครตอบได้

ขอเพียงเชื่อมั่นในความรัก ทุ่มเทอย่างเต็มที่ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ประคับประคองกันในวันที่อีกฝ่ายล้ม เป็นให้กำลังใจกันในทุกวัน ความรักนั้นจะไม่มีวันจากไปไหน ต่อให้ผ่านไปสิบปี ยี่สิบปี ก็ยังคงอยู่ในใจเสมอ





END

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้เลยนะคะ ฮ่าๆ บอกแล้วว่าเป็นแนวใสๆ น่ารักๆ หวังว่าความน่ารักของทั้งคนและแมวน้อยจะทำให้ทุกคนมีความสุขนะคะ วันที่ท้อเศร้า กลับมาอ่านเรื่องนี้ได้ตลอดเลยน้า ~


รีบมาต่อนะคะ คิดถึงคนเขียน อิอิ :L1: :L1: :L1:
มาต่อแล้วววววว ขอบคุณที่ติดตามกันมาจบจบเลยนะคะ  :mew1: :กอด1: :L2: :pig4:

โอ้ยยยยจะสงสารวิทย์หรือจะขำดี  :laugh:

ฮ่าๆ ขำได้เลยค่าาาาาา เกือบแย่งแฟนเพื่อนแล้วเนี่ยยยยย   :z2:
ขอบคุณที่ติดตามเรื่องนี้มาจนจบนะคะ  :mew1: :L1:

สงสารพี่วิทย์มาอกหักตอนเพื่อนสนิทกำลังอินเลิฟ5555
อิอิ สักวันพีวิทย์เขาก็จะเจอนางฟ้าของเขาแน่นอน!!! ขอบคุณ คุณ kong6336 น้าาาา ติดตามกันมาตลอดเลย  :mew1: :กอด1: :L2:
5
Boy's love story / Re: (Mpreg)โซ่รักคล้อง(หัว)ใจ(นาย)EP.37 Vacation (ครึ่งแรก)
« กระทู้ล่าสุด โดย Love ewan เมื่อ 22-05-2022 16:22:58  »
 :pig4:
8


“แต่มันก็ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะแบบนั้น นั่นล่ะคือเรื่องที่กูรู้สึกผิด แต่ที่กูทำให้มึงอยู่ทุกวันนี้ ไปรับไปส่งไปหาพากินข้าว เพราะใจกูอยากทำ ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกอยากชดเชยอะไรหรอก แต่ถ้าจะให้กูชดเชย ก็ให้กูชดทั้งชีวิตกูไปเลยละกัน”



“นี่พี่จะขอผมเป็นแฟนหรอ”



“เปล่า”



“อ่า...” อ้าปากค้างกับคำพูดตรงๆ แบบนั้น เผลอคิดไปมากมายอีกแล้วไอ้น้องสมุทร หน้าอายฉิบหายเลยว่ะ พี่

พระจันทร์ยกยิ้มมุมปาก ท่าทางมีเลศนัยของเค้าทำให้ผมไม่เข้าใจ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่เค้าก็เอาแต่ทำอยู่แบบนั้น



“ยังไม่ใช่วันนี้ ... แต่เร็วๆ นี้รอหน่อยได้หรือเปล่า” หัวใจของผมเต้นตึกตักกับคำพูดแบบนั้นของเค้า



หมายความว่ายังไง หมายความว่าเค้าจะขอผมเป็นแฟนเร็วๆ นี้หรอ



“พี่หมายถึง...”



“ไม่บอก”



“พี่พระจันทร์อ่ะ” อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จนต้องยกมือขึ้นต่อยที่อกแกร่งแรงๆ หนึ่งทีอย่างไม่สบอารมณ์ คนที่ปั่นหัวปั่นอารมณ์ของผมให้ปั่นป่วนได้ขนาดนี้มันก็มีแค่เค้า พี่พระจันทร์หัวเราะออกมาแล้วเริ่มยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะดึงตัวผมเข้าไปฟัดอีกครั้ง



“ขอโทษที่ทำให้มึงต้องมาเห็นกูกับอัยย์วันนี้ ต่อจากนี้ถ้ามึงไม่อยากให้กูเจอ กูก็จะพยายามทำให้”



“แบบนั้นพี่จะทำให้ผมกลายเป็นคนที่บังคับและบงการความรู้สึกพี่นะครับ” แบบนั้นมันก็ไม่แฟร์สิ ถ้าใจเค้ายังอยากเจอ แต่เป็นเพราะผมสั่ง มันจะมีประโยชน์อะไร



“แค่พูดมาว่าอยากให้กูไปเจอไหม อยากให้กูไปเจอกับอัยย์อีกหรือเปล่า”



“ผม ...” สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ได้กลิ่นน้ำหอมประจำตัวที่พี่พระจันทร์ชอบใช้ สูดเข้าไปลึกๆ เพื่อซึมซับความรู้สึกนี้



“ผมคิดว่าควรเอาตามความรู้สึกที่พี่อยากทำเถอะ ถ้าพี่อยากไปหาพี่อัยย์ พี่ก็แค่ไปหาเค้า...แต่แค่ไม่ต้องให้ผมรู้ก็พอ”



“มึงพูดอะไรแบบนั้นวะ ถ้าทำแบบนั้น ความเชื่อใจของมึงที่มีให้กูมันก็จะหายไปทุกครั้งที่กูไม่อยู่กับมึงไม่ใช่หรอ ถึงแม้ว่ากูจะไปหาอัยย์หรือไม่ได้ไป แต่มึงก็คงคิดว่ากูต้องไปหาเค้าอยู่แล้ว จินตนาการมันน่ากลัวนะสมุทร”



สิ่งที่พี่พระจันทร์พูดออกมามันเป็นเรื่องจริงที่ผมลืมนึกถึง เพราะต่อให้ผมจะบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องมาบอกกัน แต่สุดท้ายผมก็คงคิดแบบนั้น คิดว่าเค้ากลับไปหากันอยู่ดี



“กูจะพยายามเจออัยย์ให้น้อยที่สุด และถ้าเจอ กูจะไม่อยู่กับเค้าแค่สองคน โอเคไหม...และอีกเรื่องที่กูสัญญากับมึงได้ คือกูจะไม่โกหกมึง”



“สัญญานะครับ” ผมช้อนตามองคนตรงหน้า คนที่พึ่งบอกกันว่าวันนี้เค้าก็ชอบผมเหมือนกัน ความรู้สึกฟูในใจมากขึ้นไปทุกทีๆ ในตอนที่นิ้วเรียวยาวของคนตรงหน้ายื่นมาเกี่ยวก้อยสัญญากับนิ้วก้อยของผม การทำตัวเป็นเด็กๆ ที่ไม่คิดว่าคนแบบพี่พระจันทร์จะทำ ทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้



“สัญญา”



“พี่พระจันทร์ ผมถามได้ไหม”



“อื้ม ถามสิ” วงแขนแกร่งที่โอบกระชับแผ่นหลังของผมแน่นๆ ทำให้ตัวของเราแนบชิดหากันมากขึ้นกว่าเดิม นิ้วเรียวสวยของพี่พระจันทร์ที่ลูบเบาๆ ไปตามแผ่นหลังเหมือนปลอบประโลมนั่นทำให้ผมรู้สึกดี รู้สึกดีจนกล้าที่จะถามคำถามนี้ออกไป



“พี่บอกว่าพี่ชอบผม แล้วกับพี่อัยย์ตอนนี้...”



“กับอัยย์ทำไม”



“ยังชอบอยู่ไหมครับ” พอถามออกไปแบบนั้น พี่พระจันทร์ก็ดึงตัวผมออกมาจ้องตากับเค้า



“สมุทร กูอาจจะเคยชอบอัยย์ และใช่ กูเคยชอบอัยย์มากที่สุด ตอนนี้กูอาจจะยังมีความรู้สึกดีๆ ให้กับอัยย์ แต่มันใช่ความรู้สึกที่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว อย่างน้อยๆ ในตอนนี้กูไม่ได้รู้สึกอยากอยู่กับอัยย์ เหมือนที่อยากอยู่กับมึง ไม่ได้รู้สึกห่วงอัยย์เหมือนที่ห่วงมึง ไม่ได้รู้สึกอยากกอดอัยย์เหมือนที่อยากกอดมึง” พี่พระจันทร์ใช้หน้าผากชนเข้ากับหน้าผากของผม สายตาสวยที่มีขนตางอนยาวจ้องตาผมไม่กระพริบ ก่อนจะพูดต่อออกมาว่า



“ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันพวกนี้ มันพอจะอธิบายให้มึงเข้าใจได้ไหม ว่ามึงแตกต่างกับอัยย์ยังไง”



“สมุทร...ตอนนี้คนที่ทำให้กูอยากเริ่มต้นใหม่และไปต่อได้ มันไม่ใช่อัยย์อีกแล้ว แต่มันคือมึง...เข้าใจหรือยัง”



“เข้าใจแล้วครับ” ผมพยักหน้าตอบรับ ความรู้สึกแย่ๆ ที่มีก่อนหน้านี้ถูกเป่าทิ้งไปเพราะคำพูดง่ายๆ ที่หนักแน่นและชัดเจนของพี่พระจันทร์แค่ไม่กี่ประโยค พี่พระจันทร์คลี่ยิ้มสวยแบบที่ผมไม่เคยได้รับ แล้วกอดกระชับโอบกอดตัวผมให้จมเข้าไปอยู่ในอกแน่นขึ้นไปอีกไม่ต่างจากตัวผมที่ก็กอดเค้าเอาไว้แน่นๆ ก่อนจะต้องสะดุ้งตกใจเมื่อฝ่ามือใหญ่ตีลงที่ก้นของผมจนสะดุ้งหน้าแดง



“โอ๊ย”



“แล้วไปกับไอ้ยอร์ชทำไม”



“ผมเปล่าไปกับพี่ยอร์ชนะ”



“ยังจะดื้อเถียงกูอีก ไปกับมันทำไม หึงนะ”



“พูดอะไรของพี่ครับเนี่ย น้องสมุทรก็ไปเพราะเรื่องของพี่ต่างหากล่ะ” บ่นออกมาอุบอิบก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าหลุดพูดถึงของขวัญออกไปซะแล้ว พอช้อนตามองคนตรงหน้าก็จ้องตากันแบบสงสัย ผมเม้มปากนิดๆ ส่วนพี่พระจันทร์ก็ยกยิ้มมุมปาก ยื่นหน้าเข้ามาเอาจมูกเข้ามาคลอเคลียที่ข้างแก้มกันจนผมหน้าแดง



“พี่พระจันทร์ ทำไรเนี่ย”



“ไหนล่ะคำตอบ มึงยังพูดไม่หมดเลย สรุปไปเพราะกู เพราะเรื่องอะไร”



“อ่า”



“จะตอบไหม” กระซิบออกมาเสียงพร่าแล้วกดปลายจมูกลงบนแก้มผมทีนึงจนผมสะดุ้ง มองซ้ายมองขวา ดีที่ว่าทุกบ้านในตอนนี้ปิดไฟเงียบกันไปหมดแล้ว



“พี่พระจันทร์อย่าแกล้ง” พยายามดึงตัวออกมาจากอกแกร่งแต่อีกฝ่ายก็ไม่ปล่อย ปลายจมูกได้รูปไล้มาตามกรอบหน้าจนมาถึงที่ลำคอ ผมขนลุกไปทั้งหลัง พยายามเม้มปากให้แน่นที่จะไม่สงเสียงแปลกๆ ออกไป แต่สุดท้ายที่ริมฝีปากสวยกดลงที่ลำคอจนสะดุ้ง ผมก็ยอมแพ้ตะโกนออกมาเสียงดัง



“ยอมแล้วๆ! น้องสมุทรไปซื้อของขวัญให้พี่พระจันทร์ไง!”



“หื้ม” ผละหน้าออกมาจ้องตากันพร้อมรอยยิ้มที่ชอบอกชอบใจและในตาสวยที่ผมมองเห็น มันกำลังบอกว่าเค้าดีใจ



“พังหมดเลยแผนการเซอร์ไพร์สของผม” บ่นออกมาแบบนั้นแต่พี่พระจันทร์กลับยิ้มกว้างแล้วส่ายหน้า



“รู้ก่อนแล้วไง แค่นี้กูก็ดีใจแล้ว สรุปไปซื้ออะไรมา” เค้าถามออกมาแบบนั้น ส่วนผมก็แค่ถอนหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะยื่นถุงกระดาษที่ผมถือเอาไว้อยู่แล้วส่งไปให้



“พี่พระจันทร์อาจมีทุกอย่างแล้ว แต่น้องสมุทรก็ยังอยากให้”



“หื้ม...น้ำหอม”



“ครับ น้ำหอมกลิ่นสมุทร” เลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ ซอกคอแกร่ง เอียงหน้าเป่าลมเบาๆ ลงที่ข้างหู รับรู้ได้ว่าพี่พระจันทร์ชะงักตัวไปนิดๆ เห็นแบบนั้นแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะพูดออกไปต่อว่า



“ฉีดแล้วจะได้รู้สึกเหมือนกอดน้องสมุทรอยู่ไง” บอกออกไปแบบนั้นและเหมือนกับกำลังท้าทายตัวเองที่สุดเท่าที่เคยทำมา ในตอนนี้ที่ผมตัดสินใจยืดตัวขึ้นไปจูบเบาๆ ที่สันกรามได้รูป ก่อนจะใช้ฝ่ามือเอื้อมลงไปลูบไล้เบาๆ ที่แกนกายอีกฝ่ายผ่านกางเกงนักศึกษาที่พี่พระจันทร์ใส่อยู่ รับรู้ได้ถึงการเกร็งสะท้านผ่านมือของผม ยิ้มออกมาน้อยๆ ในตอนที่ลูบไล้เน้นย้ำจนมันขึ้นรูปชัดเจน ก่อนจะผละออกมา



“สมุทร” เค้าว่าเสียงเข้ม จ้องตาผมด้วยสายตาวาววับ แต่ผมกลับถอยตัวหนี



“น้องสมุทรง่วงแล้วล่ะ พี่พระจันทร์กลับไปได้แล้วนะครับ” บอกแบบนั้นแล้วส่งยิ้มหวานไปให้ พี่พระจันทร์ชะงักแล้วมองผมอย่างคนทำอะไรไม่ถูก



“ไปๆ กลับๆ”



“มึงนี่มัน...”



“น้องสมุทรทำอะไรพี่ยัง”



“ทำ ทำเยอะเลยล่ะ...อย่าให้ถึงทีกูบ้างก็แล้วกัน” ว่าออกมาเบาๆ อย่างคนอดทนอดกลั้น ส่วนผมแค่ยักไหล่ทำทีเป็นไม่สนใจก่อนจะพูดต่อ



“ถือเป็นการทำโทษที่ทำให้ผมเสียใจไงล่ะ”



“เฮ้อ ก็ได้ ยอมหมดเลย ยอมมึงหมดเลยครับ” พี่พระจันทร์ว่าออกมาแบบนั้นแล้วยกมือขึ้นเสยผมแบบลวกๆ ท่าทางอึดอัดแต่ทำอะไรไม่ได้นั่นทำให้ผมยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม ยกมือขึ้นโบกมือบ๊ายบายให้คนตรงหน้าที่ทำท่าเดินละล้าละลัง เหมือนอยากกลับ แต่ก็อยากพุ่งเข้ามาขย้ำกันมากกว่า ท่าทางตลกแบบนั้นที่ทำให้ผมยิ่งอารมณ์ดี นานๆ ทีคนแบบพี่พระจันทร์จะไปไม่เป็น



“กูกลับก็ได้ ... เดี๋ยวพรุ่งนี้มารับไปเรียน”



“ฝันดีนะครับ”



“อืม ฝันดี” ว่าแบบนั้นแล้วในที่สุดก็ตัดใจหันหลังกลับไปที่รถอย่างยอมจำนน



“สมุทร”



“ครับ”



“ตอนนี้กูชอบมึง มีแค่มึง...ชอบแค่มึงจริงๆ ไม่มีใครแล้ว”



ผมยิ้มออกมาอีกครั้ง มองจ้องสายตาสวยที่มองตรงมาที่ผม น้ำเสียงหนักแน่นที่อยากบอกให้ผมมั่นใจ พยักหน้าตอบกลับไปเบาๆ และยิ้มออกมา เป็นความรู้สึกเบาใจที่ความกังวลความเสียใจก่อนหน้านี้หายเป็นปลิดทิ้ง ก็เพราะแค่คนนี้ คนที่ชื่อว่าพระจันทร์บอกว่าชอบกันอยู่คนเดียวในตอนนี้



“ครับ ผมก็รักเหมือนกัน”



#รักอยู่รู้ยัง



กรี๊ดดดด น้องสมุทรอย่าเล่นกับของใหญ่ลูก!!

ไฮ เฮลโหล อันยอง!!

มาแล้วเธอจ้า เรื่องราวบ้าๆที่หนูอยากให้(อ่าน) อิอ๊ะ

คิดถึงฉันไหมคนดี (ใครถึงมึงมุงเอ่ย)

คิดถึงแค่ไหนขอฟังงงงง (ก็คนอ่านบอกไม่คิดถึง เซ้าซี้อิไรท์คนนี้!)

ถึงไม่มีใครคิดถึง แต่แคทคิดถึงทุกคนนะคะ ขอโทษที่อาทิตย์ที่แล้วหายไปด้วยนะคะ

-------------------

ฝากคนอ่านเข้าไปเล่แทค #รักอยู่รู้ยัง ในทวิตเตอร์ด้วยนะคะ แคทตามอ่านทุกข้อความเลยค่ะ

แล้วสามารถเข้ามาทักทายพูดคุยกับแคทได้เช่นเดิมทาง

TWITTER: YoghurtCatty

FACEBOOK: YoghurtCatty

และใหม่ล่าสุดทาง

IG: yoghurtcatty จ้า

9

บทที่22



“สมุทร มึงโอเคป่ะวะ” ผมหันไปถามคนที่ตอนนี้นั่งเอาหัวพิงกระจกรถแล้วเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยอยู่ที่เบาะด้านหลัง ตั้งแต่ที่เดินออกมาจากห้างมันก็ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ผมกับสมุทรรู้จักกันมานานมากพอที่จะรู้ว่าตอนนี้เพื่อนผมมันไม่ปกติ ไม่มีเสียงร้องไห้สักแอะ หรือน้ำตาสักหยด ไม่มีอะไรจากมันเลยสักอย่าง มีแค่เพียงความเงียบที่ผมไม่คุ้นชิน ถ้าเป็นเมื่อสี่ปีก่อน เวลาที่มันเสียใจที่พี่พระจันทร์ไปเดตกับใคร หรือหายไปไหนกับพี่อัยย์สองคน มันก็ต้องมาโวยวายกับผมแล้ว



แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป ... ต่างออกไปจากทุกที



“อย่าคิดมากไปก่อนเลย กูว่ามึงรอคุยกับไอ้จันทร์เถอะ” คนข้างตัวผม ที่ตอนนี้กำลังทำหน้าที่เป็นคนขับรถพูดออกมาแบบนั้น คำพูดที่ทำให้ผมต้องหันหน้าไปมอง ก็ไม่เคยมองว่ามันจะเป็นคนดีขนาดเข้าข้างพี่พระจันทร์ได้



“มองไรกูไอ้มาร์ช”



“ตกใจในความดีของพี่มึง ที่อยู่ๆ ก็โผล่ออกมา เหมือนกูเจอบ่อน้ำกลางทะเลทรายเลย” ผมว่าออกมาแบบนั้นแล้วทำตาโตพร้อมยกมือขึ้นทาบอก



“มึงอย่าเว่อร์ได้ไหม” ปรายตามามองกันแล้วพูดแบบนั้น ผมที่แค่ยักไหล่ใส่มันไปแบบไม่แคร์แล้วกอดอกพูดต่อแบบหน้าตาเฉย



“เรื่องจริงเลย กูนี่ขนลุกไปหมด”



“ขนลุกอะไร มึงเสียวหรอ”



“สัด” หันหน้าไปถลึงตาใส่มันทันทีที่มันพูดจบ ด่าออกไปแบบนั้นก็เห็นมันหันมามองกันแล้วด้วยสายตาวาววับ สายตาที่บอกให้รู้ว่ามันกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่ควรพูดออกมาต่อหน้าเพื่อนผม ถ้าอยู่กันสองคนกูจะตบให้หัวมึงทิ่มติดพวงมาลัย โชคดีหน่อยที่ไอ้สมุทรดูจะไม่ได้สนใจกับคำพูดของเรา



“หิวกันไหม เมื่อกี้ก็ไม่ได้กินอะไรนี่” มันเปลี่ยนเรื่องพร้อมรอยยิ้มที่ถูกจุดอยู่ที่มุมปาก สายตาคมๆ ของมันที่เอาแต่มองไปที่กระจกมองหลัง นั่นทำให้ผมรู้ว่ามันไม่ได้ใส่ใจจะถามว่าผมหิวหรือเปล่า จริงๆ ก็คงเป็นห่วงไอ้สมุทรมันมากกว่าก็แค่นั้น



“สมุทรว่าไงมึง หิวไหม ถ้ามึงหิวปลาฉลาม ไอ้พี่ยอร์ชมันก็จะโดดลงทะเลไปจับให้มึงกินนะ” บอกออกไปแบบนั้น ไอ้พี่ยอร์ชก็แค่ปลายตามามองกันนิดหน่อย



“ไม่อ่ะ กลับบ้านเลยเถอะ” สมุทรมันตอบกลับมาด้วยเสียงเนือยๆ สภาพร่างกายที่ดูปกติดี แต่น้ำเสียงกลับดูอ่อนล้ามากเต็มที บางทีผมก็สงสัย มันจะมีวันนั้นไหม วันที่ไอ้สมุทรมันเหนื่อยกับการวิ่งตามคนๆ นึงมานาน จนรู้สึกไม่อยากทำอีกแล้ว



“เสียดายว่ะ กูอุตส่าห์นึกว่าจะได้ปล้นคนจะเลี้ยงสักหน่อย กูกำลังหิวพอดีเลย”



“เห็นแก่แดกนะมึงอ่ะ”



“เรื่องกูครับ” ตอบมันออกไปแบบนั้น ไอ้พี่ยอร์ชที่ส่ายหัวนิดๆ ให้กับคำตอบของผม ก่อนมันจะพูดประโยคต่อไปขึ้นมาทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว



“งั้นเดี๋ยวกูไปส่งสมุทร แต่ว่าบ้านมึงถึงก่อนบ้านไอ้สมุทรว่ะ งั้นเดี๋ยวกูส่งมึงก่อน”



“แล้วรถกูอ่ะ” ผมหันไปมองหน้าคนข้างตัวทันทีที่ได้ยินแบบนั้น จริงๆ วันนี้มันสัญยาว่าจะมารับผมไปเอารถที่ไปเปลี่ยนยาง แต่พอเจอไอ้สมุทรก็ผิดแผนจากที่คิดไปหมด จริงๆ ผมไปเอาเองก็ได้ แต่มันดันสัญญากันไว้ แล้วตอนนี้กลับจะทำแบบนี้ มันก็น่าหงุดหงิดไหมล่ะ



“เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไปเอาได้ป่ะวะ” หันมามองหน้าผมแบบขอความเห็น แต่เป็นความเห็นที่กูไม่เห็นด้วย



“แล้วพรุ่งนี้กูจะไปมอยังไง”



“มึงก็ไปบีทีเอสก่อนไม่ได้หรอวะ บ้านสมุทรมันตั้งไกล กูต้องวนไปวนกลับ”



“มึงนี่แม่ง” กระแทกเสียงใส่มันแบบนั้น อยู่ๆ ก็รู้สึกฉุนขึ้นมา ถ้ามันไม่บอกไม่สัญญากันเมื่อเช้าผมคงไม่รู้สึกไม่ดีขนาดนี้ ทำไมจะไม่เข้าใจว่าจริงๆ มันคงอยากอยู่กับไอ้สมุทร



“เฮ้อ งั้นเดี๋ยวกูวนกลับมารับมึง” อยากจะพูดออกไปว่ามันจะง่ายกว่าไหมถ้าตรงไปส่งไอ้สมุทรแล้วเลยไปเอารถผม แล้วเราค่อยแยกย้ายกันไป มึงจะทำให้เรื่องง่ายๆ ให้กลายเป็นยากทำไม แต่ผมไม่มีความรู้สึกอยากจะพูดอะไรกลับมันอีกแล้วในตอนนี้



“ไม่ต้อง”



“งั้นมึงจะเอายังไง”



“ไม่เอายังไง มึงไปส่งกูที่คอนโด แล้วจะไปไหนก็เรื่องของมึง”



“นี่มึงกำลังโมโหกูหรอวะ” ถ้ามึงเป็นเพื่อน กูคงพูดออกไปแล้วว่าสมองมึงไม่มีคิดเองหรอไอ้สัด แต่เพราะมันเป็นรุ่นพี่ที่ก็ไม่ได้สนิทอะไรมาก นอกจากที่เราเจอกันบ่อยๆ ตามผับ หรือที่ขยับมากขึ้นมาอีกหน่อยก็คงจะเป็นผู้ชายคนนึงที่ผมเผลอไปสแคลชไข่ช่วยกันให้เอาน้ำออก ... เรื่องราวระหว่างผมกับมันก็มีอยู่แค่นั้น แล้วจะไปโกรธมันทำไม



ผมไม่ตอบอะไรแค่หันหน้าหนีแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างรถแทน ... กูไม่มีอะไรจะพูดกับคนอย่างมึงแล้ว จบลงแค่นี้



“มาร์ช” มันกดเสียงต่ำพร้อมยื่นมือมาจับต้นแขนของผมเหมือนอยากให้ผมหันกลับไปคุยกับมันให้รู้เรื่อง แต่เป็นผมเองที่สะบัดออกมือของมันออก



“ขับรถมึงไป แค่นั้น”



“ก็ถ้ามึงจะเอางั้น” ได้ยินเสียงมันสบถหงุดหงิดออกมานิดหน่อย ก็ช่างหัวมึงสิ มึงมีสิทธิอะไรมาหงุดหงิดกู



เหมือนที่กูก็ไม่มีสิทธิโมโหมึงเหมือนกัน...



กำมือเข้าหากันให้แน่น แล้วลืมมันไปซะ กับไอ้คำสัญญาดีๆ ตอนที่เรานอนกอดกันแล้วมันจูบลงมาที่หน้าผากแล้วกระซิบบอกกันว่าจะพามาเอารถในตอนเช้าที่ผ่านมานั่น ... ลืมมันไปซะ



รถบีเอ็มคันหรูที่เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าโถงทางเข้าคอนโด ผมปลดเบลท์ออกทันทีที่รถมันยังไม่ทันจะจอดสนิทดี หันไปบอกลาไอ้สมุทรที่ดูท่าทางเหม่อๆ มันพยักหน้าตอบรับผมน้อยๆ แบบขอไปที ท่าทางที่กำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ของมัน ทำให้ผมไม่อยากเซ้าซี้ให้มันรำคาญใจ



“ถ้ามึงไม่สบายใจ โทรมาหากูได้นะ”



“ขอบใจนะ” มันที่ทำแค่พยักหน้าตอบรับผม แล้วลงจากรถมานั่งข้างหน้าแทนที่ของผม ผมหันหลังกลับออกมาจากตรงนั้นแล้วเดินตรงดิ่งเข้ามาในล็อบบี้ของคอนโดตัวเองทันที ตั้งใจจะขึ้นห้องไปเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ติดตรงที่ฝ่ามือหยาบของใครอีกคนที่มาคว้าข้อมือของผมเอาไว้ซะก่อน



“มาร์ช”



“มึงมีอะไรอีก” หันกลับไปมองมันพร้อมขมวดคิ้ว ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ากำลังรู้สึกอะไร ก็แค่ไม่อยากพูดกับมันในตอนนี้



“เดี๋ยวกูกลับมารับ” มันบอกแบบนั้น สายตาคมๆ ของมันมองสบเข้ากับตาของผม อ่านไม่ออกสักอย่างว่าไอ้คิ้วเข้มๆ ของมันที่กำลัวขมวดเข้าหากันอยู่ตอนนี้มันเป็นเพราะอะไร แล้วก็ไม่อยากทำความเข้าใจอะไรกับมันมากไปกว่านี้ด้วย ผมดึงแขนของตัวเองออกมาจากการเกาะกุมของมัน



“ไม่ต้อง กูจัดการเองได้”



“มึงจะไม่พอใจอะไรขนาดนั้นวะ ก็เดี๋ยวกูกลับมารับไง” ผมถอนหายใจออกมาหนักๆ แล้วจ้องหน้ามันเขม็งตอนที่ได้ยินมันถามออกมาแบบนั้น



“มึง ... กูจะไม่อะไรเลยนะ ถ้ามึงไม่บอกว่าจะมารับกูแล้วพากูไปเอารถ มึงสัญญากับกูไว้แบบนั้นไม่ใช่หรือไง”



“ก็ใช่ คือกูขอโทษ กูก็แค่...”



“มึงก็แค่อยากใช้เวลากับไอ้สมุทรเพิ่มอีกหน่อย จนลืมไปเลยว่าเมื่อเช้ามึงสัญญาอะไรไว้กับกู”



“เห้ยมาร์ช โอเคกูผิด กูไม่ได้คิดว่ามึงจะโมโหขนาดนี้” มันเดินเข้ามาใกล้ผมอีกหน่อย สีหน้าของมันไม่สู้ดี แต่กูไม่สน ไม่สนสีหน้าหรือคำพูดอะไรของมึงทั้งนั้นแหล่ะ



“ก็เพราะมึงแม่งไม่เคยคิดอะไรนอกจากความเห็นแก่ตัวของตัวเองไงมันเลยเป็นอยู่แบบนี้”



“ไอ้มาร์ช แรงไปนะมึง” มันขมวดคิ้วแน่นตอนที่โดนผมด่าแบบนั้น พอโดนด่าจากความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทำเป็นรับไม่ได้ ผมแค่นยิ้มออกมาทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากจะยิ้ม



“นี่มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับคนที่ไม่คิดจะรักษาสัญญาแบบมึง”



“มึงแม่งไม่เคยคิดจะรักษาอะไรเลย มึงถึงไม่เคยมีอะไรเหลือไว้กับตัวเองสักอย่าง ไม่ว่าจะความรัก หรือเพื่อนของมึงไง” พูดกับมันจบแค่นั้น อีกคนที่ยังดื้อดึงพยายามจะเอื้อมมือมาจับกันไว้ แต่ผมไวกว่า ยกขาขึ้นเตะลงไปที่ข้อพับขาของมันที่นึงจนคนตรงหน้าเข่าทรุดลงไปกับพื้น เห็นแบบนั้นแล้วเดินหนี เห็นรปภ.ประจำคอนโดวิ่งตรงเข้ามา แต่ผมแค่เดินผ่านออกไป มันไม่ใช่การทะเลาะวิวาท มันก็แค่การไม่พอใจของผมคนเดียวล้วนๆ ผมไม่ใช่ไอ้สมุทร ผมไม่มีนิสัยจะทนรับความเจ็บปวดเอาไว้ฝ่ายเดียวหรอก



ถ้ากูรู้สึกแย่ มึงก็ต้องรู้สึกแย่ไปด้วยกัน จำเอาไว้!



...



“ขอบคุณนะครับพี่ยอร์ช” ผมยกมือไหว้คนที่นั่งนิ่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับตอนที่รถของเค้าจอดเทียบลงที่หน้าประตูบ้านของผม มองเข้าไปด้านในบ้านที่เงียบสงบ คิดว่าทะเลกับแม่คงขึ้นห้องนอนแล้ว ละสายตาจากตรงนั้นหันกลับมามองหน้าคนข้างๆ ตัวอีกครั้ง ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรมากกว่าการส่งยิ้มบางๆ อย่างขอบคุณไปให้ พี่ยอร์ชพยักหน้ารับนิดๆ สายตาของพี่เค้าที่เอาแต่จ้องมองหน้ากัน ท่าทางที่เหมือนอยากจะพูดอะไรออกมาสักอย่างออกมา แต่สุดท้ายก็หุบปากลง พี่ยอร์ชดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในหัวตลอดตั้งแต่ตอนที่ขับรถออกมาจากคอนโดของไอ้มาร์ช จริงๆ ก็งงนิดหน่อยที่สองคนนี้ไปสนิทกันจนถึงขั้นรู้คอนโดกันได้ยังไง



ถึงสงสัยแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องของผม



เพราะผมในตอนนี้ก็มีเรื่องให้ตัวเองต้องคิดมากพอแล้ว



“งั้นผมไปก่อนนะ”



“สมุทร” และในตอนที่กำลังจะลุกออกไป เสียงทุ้มเข้มจากอีกฝ่ายก็ดังออกมาขัดกันไว้ซะก่อน



“ครับ” ผมตอบรับแล้วหันไปมองอีกครั้ง พี่ยอร์ชที่ทำหน้าชั่งใจ สุดท้ายเค้าก็ถอนหายใจออกมาหนักๆ เหมือนตัดสินใจอะไรได้สักอย่างก่อนจะส่ายหน้านิดๆ ใบหน้าหล่อเท่ของพี่ยอร์ชเสหน้าหันมองออกไปนอกรถอย่างที่ผมไม่เข้าใจว่าเค้าเป็นอะไร



“เคลียร์กับมันดีๆ” เค้าว่าออกมาแบบนั้น ผมมองตามสายตาเค้าออกไป ก็มองเห็นรถหรูอีกคันที่ผมคุ้นเคยดี มันถูกจอดเอาไว้ที่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของผม ละสายตากลับมาจากภาพตรงหน้านั่นแล้วพยักหน้าตอบรับพี่ยอร์ชนิดๆ ก่อนจะลงจากรถ ผมยืนส่งพี่ยอร์ช มองตามจนสุดสายตาแล้วจึงหันกลับมามองที่รถคันสีขาวที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ประตูฝั่งคนขับถูกเปิดออกมาพร้อมๆ กับขายาวของคนร่างสูงที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาดี มีเรื่องสงสัยแค่เรื่องเดียวว่าทำไมเค้าถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ในตอนนี้ เหมือนว่าเค้าจะมาถึงบ้านผมนานแล้วด้วยซ้ำ



ขายาวๆ ก้าวเดินตรงมาหาผมไม่ช้าไม่เร็ว ก้าวยาวๆ ที่ดูหนักแน่นและไม่มีเสียงทักทายระหว่างผมกับเค้า แตกต่างไปจากทุกทีที่ผมมักจะเอ่ยทักเค้าพร้อมรอยยิ้มเสมอ แต่ในครั้งนี้ เวลานี้ ผมทำไม่ไหว



“ทำไมถึงพึ่งมาถึง” พี่พระจันทร์ถามออกมาแบบนั้น เค้าจ้องหน้าผมนิ่ง มองผมแบบไม่ละสายตา ต่างจากผมที่ทนมองหน้าเค้าไม่ไหวจนต้องเสหน้าหนี



“กูมาถึงที่นี่เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว รอมึงมาครึ่งชั่วโมงแล้ว”



“แล้วยังไงล่ะครับ” ไม่รู้เพราะความน้อยใจ หรือภาพบาดตาผมตอนอยู่ที่ห้าง มันเลยทำให้ผมกล้าถามเค้าออกไปแบบนั้น ... พี่พระจันทร์มารอผมตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วยังไง ผมรอเค้ามาสี่ปีผมไม่เห็นจะมีสิทธิว่าอะไรเค้าสักคำ



“สมุทร”



“ผมบอกแล้วไงว่าถ้าพี่ไม่มีอะไรดีๆ จะพูดกับผมนอกจากเรียกชื่อ ก็อย่าพึ่งมาคุยกัน”



“แต่กูอยากคุยกับมึง”



“แล้วพี่จะอยากมาคุยกับผมทำไมวะ! คนที่พี่อยากคุยด้วยคือพี่อัยย์ไม่ใช่หรือไง ตอนนี้พี่ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ ไม่น่ามายืนอยู่ตรงหน้าผมเลยสักหน่อย” สุดท้ายก็เผลอตะคอกเสียงดังออกไป ผมช้อนตามองหน้าเค้า รู้สึกร้อนๆ ที่หัวตาตอนที่พูดออกไปแบบนั้น ได้ยินน้ำเสียงของตัวเองที่พูดออกไปชัดเจนทุกคำ ทั้งๆ ที่ผมก็พยายามห้ามตัวเองแล้ว แต่สุดท้ายน้ำเสียงนั่นก็ยังเจือความเสียใจน้อยใจของตัวเองจนปิดไม่มิด น้องสมุทรมึงแม่งไม่เก่งเลยว่ะ



เหมือนเป็นความเสียใจที่ไม่อยากพูดออกไป เหมือนว่าก่อนหน้าผมจะพยายามเก็บเรื่องราวเอาไว้ให้ถึงที่สุด มากที่สุดเท่าที่คนแบบน้องสมุทรจะทำได้ แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ผมเองก็เป็นแค่คนๆ นึง มีความรู้สึก และเสียใจเป็น ความรักมันมักจะทำให้เราคาดหวังเสมอ และเพราะว่าในทุกๆ วันก่อนหน้านี้ของเรามันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วผมก็เริ่มเผลอใจไปความสุขนั้น พอมาเจอเรื่องในตอนนี้ ผมเลยอ่อนไหวจนน่ารำคาญ



“ตอนนี้กูไม่มีอะไรจะคุยกับอัยย์แล้ว และกูก็ไม่ได้ตั้งใจจะไม่บอกมึง” พี่พระจันทร์พูดออกมาเสียงอ่อน



“ถ้าผมไม่บังเอิญไปเจอก็คงจะไม่บอกก็ได้อะไรแบบนั้นใช่ไหมล่ะ”



“ไม่ใช่แบบนั้น มึงฟังกันก่อนได้ไหม...สมุทร อย่าทำหน้าแบบนั้น” หน้าแบบนั้นคือหน้าแบบไหน



ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำหน้าแบบไหนออกไป แต่ฝ่ามืออุ่นของพี่พระจันทร์ก็เอื้อมมาจับที่ข้างแก้ม หัวแม่มือที่ลูบไล้ไปตามข้างแก้มของผมเบาๆ นั่นทำให้ผมอยากร้องไห้ออกมา



มันเป็นความอบอุ่นที่ผมชอบ แค่จับกันเบาๆ ผมก็รู้สึกว่าตัวของผมจะละลาย



เป็นเหมือนสัมผัสที่ผมโหยหาอยากได้ แต่ก็ไม่เคยได้มันจริงๆ สักที



บางครั้งผมก็เหนื่อย ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังฝืนหรือเปล่า แต่ถ้ายังอยากทำอยู่ก็คงจะไม่ฝืนหรอกจริงไหม



“ฟังกันก่อนได้ไหม” น้ำเสียงทุ้มที่ติดปลายเสียงเว้าวอนกันนิดๆ ผมช้อนตามองหน้าพี่พระจันทร์ก่อนจะหลับตาลงแล้วเอียงหน้าเข้ากับฝ่ามือที่ยังสัมผัสอยู่ที่แก้มของผม พยายามจะใจเย็นแบบที่เคยเป็น เป็นน้องสมุทรของพี่พระจันทร์ที่พร้อมจะรับฟังเค้าเสมอ



“กูไม่ได้ตั้งใจจะปิดมึงเรื่องวันนี้อยู่แล้ว กูแค่อยากไปเคลียร์กับอัยย์ให้จบ แล้วกลับมาเล่าให้มึงฟัง” ผมปรายตามองหน้าเค้าตอนที่พูดออกมาแบบนั้น



“จริงๆ กูไม่ได้คิดจะปิดมึงเลย” ฝ่ามืออุ่นที่ไล่จากกรอบหน้าของผม เลื่อนลงมาที่ลำคอ ต้นแขน แล้วหยุดลงที่ฝ่ามือ



“กูจะบอก ตั้งใจจะบอกมึงทุกอย่างเลย” พี่พระจันทร์พูดออกมาด้วยเสียงหนักแน่นและใจเย็น เหมือนเป็นครั้งแรกที่คนตรงหน้าผมไม่ใจร้อนใส่กัน



“ทุกอย่าง...” ผมทวนคำเหมือนคนโง่ ช้อนตามองสบสายตาคมที่มองมาที่ผมอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่เจอกันเค้าก็เอาแต่สบตาไม่ละสายตาไปไหน มีแต่ผมด้วยซ้ำที่เอาแต่หลบสายตานี่



“อืม ทุกอย่าง...ทุกอย่างจริงๆ เพราะงั้นช่วยฟังกันก่อนได้ไหม”



“......” ผมไม่มีคำพูดอะไรให้กับเค้า นอกจากความเงียบที่โรยตัวลงมาระหว่างเรา เพราะแบบนั้นคนตรงหน้าเลยเปิดปากพูดต่ออย่างใจเย็น



“จะโกรธกันก็ได้ แต่อยากให้มึงฟังก่อน ... นะ”



“ตอนแรกตั้งใจจะนัดเจอกันธรรมดาๆ ที่บ้าน ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปเดินเล่นที่ห้างกินข้าวหรืออะไรกันแบบที่มึงเห็น แต่อัยย์ไม่มีรถ และเค้าขอให้กูพาไป กูแค่คิดว่าถ้ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย กูก็ทำให้ได้”



“ครั้งสุดท้าย” ผมหลุดปากพูดออกไป จ้องตาพี่พระจันทร์ที่ยังคงนิ่งจ้องหน้าผมอย่างใจเย็น สายตาสวยของเค้าที่จ้องมองตรงมาที่ผมอย่างจริงใจ น้ำเสียงหนักแน่นและใจเย็นในทุกๆ คำพูดของเค้าทำให้ผมสั่นไหว เหมือนอะไรบางอย่างที่ถูกกดทับอยู่ในใจ มันกลับเบาลงเหมือนถูกเค้ายกมันออก



“ใช่ กูตั้งใจไปคุยอัยย์”



“คุย อะไรครับ”



“กูไปบอกกับอัยย์ ว่าตอนนี้กูจริงจังกับมึงอยู่ อยากให้เค้าเข้าใจว่ากูคงทำอะไรกับเค้าแบบที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว จริงๆ กูจะไม่ทำแบบนั้นก็ได้ แต่กูไม่อยากให้มึงรู้สึกว่ากูยังไม่จบกับอัยย์จริงๆ แต่ก็ยังมายุ่งกับมึง กูรู้ว่าเรื่องนี้มันสำคัญกับมึง สำคัญกับเราที่จะเริ่มต้นกันใหม่ เพราะแบบนั้นกูเลยไปเจออัยย์วันนี้” พูดพระจันทร์พูดมันออกมาง่ายๆ เหมือนตั้งใจมาบอกเล่า มาถ่ายทอดเรื่องราววันนี้ให้ผมฟังจริงๆ แต่ทุกถ้อยคำที่เค้าพึ่งพูดออกมาเมื่อกี้มันกลับทำให้ผมสับสน มึนงง และใจสั่น เค้ากำลังหมายความว่าเค้าแคร์กัน ที่พยายามทำอยู่คือทำเพื่อผมงั้นหรอ



“ล...แล้ว...ทำไมตอนนี้พี่ถึงมาอยู่ตรงนี้” พึ่งนึกขึ้นได้ว่าเค้าไม่ควรมาอยู่ตรงนี้สิ ผมออกมาจากห้างก่อนเค้าด้วยซ้ำ แต่ก็พึ่งมาถึง แล้วพี่พระจันทร์มาถึงก่อนผมได้ยังไง



“ก็กูรีบมาหามึง อยากมาอธิบายให้เข้าใจ แค่เห็นหน้ามึงที่ห้าง ก็รู้แล้วว่ากำลังคิดไปใหญ่โต”



“น้องสมุทรก็แค่...” ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ครุ่นคิดว่าควรจะพูดมันออกมาไหม ผมมีสิทธิจะพูดมันไหม



“หื้ม” พี่พระจันทร์ตอบรับด้วยเสียงทุ้มในลำคอ ใบหน้าหล่อที่ก้มมองต่ำลงมาที่หน้าของผมเพื่อหาคำตอบอย่างใจเย็น



“...น้องสมุทรแค่ไม่ชอบเห็นพี่อยู่กับเค้า ไปส่งเค้า เดินไปด้วยกันในที่ๆ ผมตามไปไม่ได้...” บอกออกไปเสียงเบา เม้มปากและกำมือเข้าหากันแน่นๆ ความรู้สึกบางอย่างเสียดขึ้นมาที่อก เวลาที่เห็นเค้าสองคนอยู่ด้วยกัน คนที่ผมรู้ดีอยู่เต็มอกว่าเค้าเคยรักมาก่อน ผมรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองอ่อนไหวมากเกินไป รู้สึกร้อนผ่าวที่ดวงตา และปลายจมูกก็แสบร้อนขึ้นมาเหมือนอยากจะร้องไห้แค่นึกถึง



“กูไม่ได้ไปกับเค้า กูไม่ได้ไปส่งอัยย์แล้ว”



“พี่หมายความว่ายังไง”



“กูโทรเรียกให้ไอ้อาทิตย์ไปส่งอัยย์”



“ได้ไง”



“ก็ทำไมจะไม่ได้ ยิ่งช้ามึงก็ยิ่งคิดมากไม่ใช่หรือไง” เขาเลือกจะกลับมาหาผม เพราะว่ากลัวว่าผมจะคิดมากอย่างงั้นหรอ ... หัวใจของน้องสมุทรมันก็เหมือนมหาสมุทร ที่แค่โดนหินก้อนเล็กๆ กระทบใส่ผิวน้ำ ก็กระเพื่อมแตกกระจายเป็นวงกว้าง แต่แค่คำพูดไม่กี่คำของคนตรงหน้า มันก็กลับมาสงบได้เหมือนเดิม



“ขอโทษที่ผมงี่เง่านะ” เลือกที่จะพูดออกไปแบบนั้น ไม่ชอบตัวเองในตอนนี้ ในตอนที่แสดงท่าทีแบบนี้แล้วใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล พี่พระจันทร์ขมวดคิ้วน้อยๆ มองหน้ากัน



“ใครบอกว่ามึงงี่เง่า”



“น้องสมุทรบอก...”



“แต่กูไม่ได้บอก กูเข้าใจที่มึงจะไม่พอใจ หรือไม่สบายใจที่เห็นกูอยู่กับอัยย์” ฝ่ามืออุ่นกระชับเข้ากับฝ่ามือของผมแน่นขึ้น ท่าทางที่พยายามจะทำให้ผมมั่นใจ



“มันก็เป็นความงี่เง่าไม่ใช่หรอครับ ก็ผมกับพี่เราไม่ได้...” ผมหยุดคำพูดของตัวเองเอาไว้แค่นั้นในตอนที่มองเห็นใบหน้าตรงหน้าขมวดคิ้วและจ้องตาดุ เค้าไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น แต่ผมก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังโดนดุ



“กูชอบมึง”



“...ครับ”



คำบอกชอบกันที่ถูกพูดออกมาแบบที่ผมไม่ได้เตรียมใจมารับฟัง ทำให้ความรู้สึกสับสนจนพูดอะไรไม่ออก เหมือนคนบื้อใบ้ที่ความเข้าใจสับสน พี่พระจันทร์จับจ้องทุกส่วนบนหน้าของผม ฝ่ามืออุ่นยกขึ้นลูบใล้ข้างแก้มของผมเบาๆ อีกที



“มันอาจจะช้าไปสักหน่อยที่จะมาพูดแบบนี้ แต่ตอนนี้กูชอบมึง และเพราะว่ากูชอบขนาดนี้ มึงจะเป็นคนที่ไม่มีสิทธิในตัวกูได้ยังไง”



“พี่พระจันทร์” รู้สึกว่าเสียงของผมสั่น ความรู้สึกกดดันเสียใจเมื่อช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่เคยเกิดขึ้นเหมือนมันไม่เคยมีอยู่จริง ฝ่ามือแกร่งที่ดึงตัวผมเข้าไปกอด และผมเองก็กอดตอบเค้ากลับไปเช่นกัน ไม่มีความรู้สึกสนใจว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน จะมีใครเห็นเราหรือเปล่า ...ผมไม่สน



“ขอโทษที่ให้รอนาน แต่ตอนนี้มึงไม่ต้องรอแล้วนะ ... ที่บอกว่าเริ่มต้นใหม่ กูไม่เคยล้อเล่น กูอยากเริ่มกับมึงจริงๆ”



“ฮึก...พี่ชอบผม”



“ใช่”



“พี่ ผม...”



“สับสนไปหมด ก็เพราะมึงเป็นแบบนี้ไง ถ้าขืนไม่พูดชัดๆ ออกไปก็ยังคงคิดว่ากูรู้สึกผิดอยู่ล่ะสิ”



“ก็พี่” ผมผละตัวออกมาจากอ้อมกอดของคนตรงหน้า ช้อนตาที่มีน้ำตาคลออยู่ขึ้นมอง พี่พระจันทร์ยิ้มออกมาบางๆ พร้อมส่ายหัว ก่อนจะส่งนิ้วเรียวมาเช็ดน้ำตาของผมให้หมดไป



“กูไม่ปฏิเสธว่ารู้สึกผิด ก็นั่นมันครั้งแรกของมึงไม่ใช่หรือไง”



“แต่ผมไม่ได้เสียใจ”


(มีต่อค่ะ)
10
ชอบมากๆเลยครับ เป็นอีกเรื่องที่ฉีกจากแนวเดิมๆที่เคยอ่านคนเขียนเก่งมากเลยครับ
หน้า: [1] 2 3 4 5 ... 10
สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด