คนละความรู้สึก(รัก) ความรู้สึกที่ 5.2 100% [11/7/2565]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: คนละความรู้สึก(รัก) ความรู้สึกที่ 5.2 100% [11/7/2565]  (อ่าน 642 ครั้ง)

ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

******************************************************************************
บทนำ


ผมมักจะคิดว่าชีวิตคนเราก็เหมือนเครื่องเล่นเพลง
แต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไปมีทั้งเพลงเศร้า และเพลงรัก
ตั้งแต่ผมได้เจอกับเขาชีวิตผมก็มีแต่เพลงรัก
แต่เมื่อผมได้รู้จักเขาทำไมถึงมีแต่เพลงเศร้ากันนะ...

************************************************************************************

"บางทีคนเราอาจจะชอบความรู้สึกการได้รักใครบางคนที่ไม่รู้จักมากกว่า"
เป็ดยางสีเหลือง ได้กล่าวไว้

#รักในวัยทำงานนะคะ แต่งสนองนี้ดตัวเองค้า

คำเตือนที่ 1 นิยายเรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีหรือทำร้ายใคร ตัวละคร และเรื่องราวเป็นเพียงแค่เรื่องสมมุติเท่านั้น!!
คำเตือนที่ 2 มีการอัปช้ามากถึงมากที่สุด เนื่องจากต้องรอตัวพระ-นางมาเข้าฝัน
ถึงจะเดินเรื่องต่อได้
[/size]

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-07-2022 01:38:20 โดย [ฟoงครีม] »

ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ความรู้สึกที่ 1 ใจที่กระตุก


เสียงเสื้อผ้าเสียดสีไปมากับผ้าห่มหนา ๆ ขณะที่ร่างสูงโปร่งของผู้ชายผิวขาวเหลืองบนเตียงขนาด 6 ฟุต ขยับลุกออกจากที่นอน เดินเข้าห้องน้ำไปเพื่อเตรียมตัวไปทำงานเหมือนอย่างทุกวัน ร่างสูงโปร่งเดินมาหยุดล้างหน้าหน้าอ่างน้ำ เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เห็นชายหนุ่มหน้าหน้าตาพอดูได้ สะท้อนออกมาจากกระจก มือเรียวที่จับขอบอ่างยกขึ้นเสยผมสั้นสีดำที่เปียกน้ำ จนมันปรกหน้าขึ้นทำให้ผมยิ่งดูยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นร่องรอยความคล้ำใต้ขอบตาแม้มันจะเล็กน้อยก็ตาม ปากหนาสีชมพูซีด ๆ ขบเม้มเข้าด้วยกันตามความรู้สึกไม่ชอบใจของเจ้าของ

สวัสดีเช้าวันจันทร์ที่แสนจะน่าเบื่อ ไม่อยากไปทำงานเลย ให้ตายเถอะ เมื่อคืนฉันยังมีความสุขไปพร้อมกับฉากบู้ล้างผลาญของตัวเอกในนิยายอยู่เลย

ติน หรือ ตฤณ (ตริน) เหลือบมองขอบตาคล้ำอีกครั้ง ก่อนจะก้มตัวล้างหน้า และไปอาบน้ำต่อ คงเป็นเพราะนอนไปได้เพียง 3 ชั่วโมง ต้นเหตุก็มาจากนิยายที่ถอยมาใหม่ และยอมนอนน้อย เพื่อให้ได้อ่านจนจบ ผลก็คือ ตื่นเช้ามาด้วยอาการมึน ๆ และไม่สดชื่นเลยสักนิด เฮ้อ


หลังจากออกมาจากคอนโดเขาก็แวะที่ร้านกาแฟหน้าบริษัท ร้านประจำที่เขามักจะสั่งไวท์ช๊อกโกแลตมอคค่าเพื่อนำไปกินระหว่างวัน ร่างกายไม่ได้รับคาเฟอีน เหมือนไม่ได้เอาวิญญาณมาทำงาน ระหว่างรอก็จะนั่งอ่านนิยายที่ได้อัพตอนล่าสุดเมื่อคืนนี้ ขณะที่กำลังก้มอ่านอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นรถยี่ห้อหรูที่ลดกระจกด้านหลังลงมาจนสามารเห็นชายคนหนึ่งที่นั่งไถไอแพดอยู่ในรถ คาดว่าอาจจะกำลังรอเครื่องดื่มจากร้านนี้เช่นกัน ผมสีดำสั้นที่ถูกเซตมาอย่างลวก ๆ มีผมด้านหน้าบางส่วนตกลงมาปิดหน้าผาก เนื่องจากร้านกาแฟที่เขานั่งอยู่เป็นร้านแบบยกสูงเหนือพื้นประมาณครึ่งเมตร เขาจึงสามารถมองเข้าไปในรถได้ และเห็นว่าชายหนุ่มหุ่นดีในชุดสูทสีเข้มคนนั้นกำลังนั่งไขว้ห้าง มือหนึ่งจับไอแพด และอีกมือกำลังท้าวแขนกับเบาะกลางที่นั่งท่าทางเช่นนี้ทำให้ผู้ชายคนนั้นดูดีราวกับนายแบบที่กำลังโพสท่า ด้วยท่าทางที่ดูดีเป็นอย่างมาก รวมกับออร่าแปลก ๆ ทำให้เขาเผลอมองอยู่สักพักใหญ่ แต่เมื่อตั้งสติได้ และกำลังจะละสายตาไปมองสมารท์โฟนของตัวเองต่อ ชายคนนั้นก็เปลี่ยนท่าทางมาเป็นกอดอก หันหน้ามองนอกหน้าต่างรถ และสายตาก็ประสานเข้ากับเขาอย่างพอดี 

เมื่อถูกมองมาด้วยสายตานิ่ง ๆ ใจของเขาแอบกระตุกไปวูบหนึ่ง เนื่องจากชายที่อยู่ในรถนั้นหน้าตาหล่อร้ายกาจมาก เมื่อตั้งสติได้อีกครั้ง จึงพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นการทักทาย ก่อนจะก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟนในมือต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งหลังได้ยินเสียงพนักงานขานชื่อ ก็ไม่พบร่างสูง และรถคันนั้นแล้ว ตินเดินไปรับเครื่องดื่มก่อนจะเดินออกนอกร้านไป แต่ก็ไม่วายเหลือบสายตาไปยังตำแหน่งที่เคยมีรถหรูอยู่


...


“สวัสดีตอนเช้าครับคุณพิม คุณบี” ผมกล่าวทักทายพนักงานหน้าห้องผู้จัดการ ก่อนจะเดินไปรับเอกสารที่ส่งให้ผู้จัดการลงนามรับรองเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อนำมาดำเนินการต่อ

“เช่นกันนะจ้า”

“สวัสดีจ้า ขยันแต่เช้าเลยนะ”

“พรุ่งนี้ถึงกำหนดส่งรายงานความก้าวหน้าน่ะครับ เอกสารผมก็ยังไม่เรียบร้อยเลย” ผมตอบคุณบีพลางเช็คเอกสารในมือว่าเรียบร้อยหรือไม่

“เดี่ยวก็เสร็จแล้ว ตินทำงานเร็วจะตายไป แล้วเมื่อไหร่จะเลิกเรียกคุณสักทีนะเรา นี่เราเห็นหน้าเห็นตากันมาจะปีแล้วนะ” คุณบีหยอกล้อ ผมก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยิ้ม และพยักหน้าให้ทั้งสองคน และขอตัวลา


เมื่อถึงโต๊ะทำงานของตัวเอง วางแก้วกาแฟไซส์แกรนเดไว้บนที่รองแก้ว และนั่งทำรายงานความก้าวหน้าที่ต้องส่งภายในพรุ่งนี้ทันที

“อ้าว ทำไมมาเช้าจังวะ” เสียงทักทายดังขึ้นอยู่เหนือหัว แค่ฟังเสียงก็รู้ว่าเป็นใคร จึงไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปดู เสียงแบบนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากหนุ่มหล่อประจำแผนก พี่เตอร์ พี่ที่สนิทที่สุดขณะนี้

“หวัดดีตอนเช้าพี่ พี่ก็มาเช้าเหมือนกันนี่”

“รายงานที่ต้องส่งพรุ่งนี้ยังไม่เสร็จเลยนี่หว่า เลยต้องรีบมาปั่นนี่ละ อย่างบอกว่าเหมือนกัน”

“ตามนั้นพี่ ชะตาเดียวกัน”

“เอ้อ ดี สู้ๆ เว้ย” จากนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำงาน


ผ่านช่วงครึ่งวันเช้าไป กาแฟที่กินไปได้ครึ่งแก้ว ก็เริ่มจืดจาง ผมพักเอนหลัง และยืดแขน ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาอ่านนิยายระหว่างพัก ย้อนนึกถึงชายที่นั่งอยู่บนรถนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเองก็ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวจริง ๆ หากเป็นในนิยายชายคนนั้นคงเป็นถึงพระเอก และตัวเขานั้นก็คงเป็นเพียงตัวประกอบ แต่ยังดีที่อย่างน้อยเขาก็เป็นตัวประกอบที่ดูดี?

“ไอ้ตินไปกินข้าวกัน” พี่เตอร์มาชวนไปกินข้าว ระหว่างที่เดินไปยังศูนย์อาหารของบริษัท พี่เตอร์ก็เล่าถึงข่าวที่ไปได้ยินมาจากกลุ่มพนักงานสาวที่นั่งข้างกันให้ฟัง

สรุปใจความได้คร่าว ๆ ว่า ตอนนี้บริษัทกำลังพยายามดึงนายทุนรายใหญ่ให้มาร่วมลงทุนโปรเจ็คใหม่ที่จะมีขึ้นในปีหน้า โดยนายทุนรายนี้เป็นนายทุนหน้าใหม่ที่อยู่ ๆ ก็โผล่มาเมื่อสามสี่ปีที่ก่อน และเป็นนายทุนที่ไม่ว่าลงทุนอะไรก็ประสบความสำเร็จอย่างทล่มทลาย ผลตอบรับดีไปหมด มีข่าวว่าโครงการหรือโปรเจ็คไหนที่นายทุนท่านนี้จับ ไม่มีทางที่จะขาดทุน เพราะฝ่ายนั้นมองการณ์ไกลไว้แล้วว่าจะไปรอดหรือไม่ บางบริษัทจึงเชิญให้นายทุนท่านนี้ไปเป็นที่ปรึกษาเกียรติกอทศักดิ์

“เห็นว่าวันนี้ประธานใหญ่ ถึงกับรอต้อนรับนายทุนคนนี้เองเลยนะ” พี่เตอร์พูดเสียงเบาเมื่อต้องเอ่ยถึงประธานใหญ่ของบริษัท

“โครงการนี้ทีมเราจะได้เอี่ยวไม่อะพี่ ผมก็อยากลองจับโปรเจ็คใหญ่ ๆ ดูบ้าง” เขาคิดว่าตัวเองก้มีความสามารถพอที่จะรับผิดชอบงานใหญ่ ๆ ได้ ถ้าสามารถทำได้ดี อาจจะได้โอกาสเลื่อนตำแหน่งด้วย

“ถ้าได้นายทุนแล้ว เดี่ยวเร็ว ๆ นี้ ก็คงมีประชุมเพื่อเลือกทีมมาดูแลงานนี้ละมั้ง”

“ไม่ใช่ว่า เขาล๊อคทีมไว้อยู่แล้วหรอพี่” โดยปกติงานโปรเจ็คใหญ่ ๆ มักจะเลือกทีมที่มีลูกคนใหญ่คนโตไว้ก่อนแล้ว ถึงจะมีความสามารถขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ใช้จะมีประโยชน์อะไรกัน

“เอ็งไม่รู้อะไร ถ้าเป็นนายทุนคนนี้นะ เขาจะทำการเลือกทีมด้วยตัวเอง ต้องเป็นผลงานที่เข้าตาเท่านั้นเว้ย ไม่แน่เราอาจจะโชคดี” ผมมองพี่เตอร์ที่พูดไปหัวเราะไป แล้วก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก็ไม่แน่ โลกนี้มีความยุติธรรมที่ไหน บางทีอนาคตที่ดีก็อาจจะต้องมาพร้อมกับพื้นหลังที่ดีด้วย เพราะถ้าทุกคนมีชีวิตได้ดีเพียงเพราะมีความสามารถ และความพยายาม ผมก็คงจะมีตำแหน่งดีกว่านี้แน่นอน 

“ก็ขอให้เป็นอย่างที่พี่ว่า...” 

ระหว่างคุยกันไปมาเราก็มาถึงศูนย์อาหารพอดี พี่เตอร์แยกไปซื้ออาหารของตัวเอง ส่วนผมแยกไปร้านประจำ เมื่อกินอาหารกันเสร็จแล้วก็พากันออกจากศูนย์อาหาร ผมขอตัวไปห้องน้ำก่อนที่จะไปนั่งทำงานต่อ ขณะเดินผ่านหน้าลิฟท์ ก็เห็นชายหนุ่มอายุประมาณเดียวกันถือเครื่องดื่มหยุดรออยู่หน้าลิฟท์ เอียงหัวเพื่อหนีบโทรศัพท์แนบหู ปากก็พูดขานรับจากในสาย มือข้างหนึ่งถือเครื่องดื่ม อีกข้างกำลังเปิดสมุดโน๊ตจดอะไรบ้างอย่าง มือที่ถือแก้วเครื่องดื่มทำท่ายกขึ้นเพื่อกดปุ่มลิฟท์ แต่ก็ดูลำบาก ผมจึงเข้าไปกดให้ ทางชายคนนั้นก้มตัวขอบคุณเขา ผมจึงพยักหน้าและยิ้มให้ เพื่อสื่อว่าไม่เป็นอะไร ระหว่างที่กำลังจะเดินผ่านไปแล้ว ประตูลิฟท์ก็ค่อย ๆ เปิดออก ปรากฏเป็นร่างสูงใหญ่ของผู้ชายในชุดสูทสีเข้มมือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือถือสมาร์ทโฟนแบรนด์ผลไม้ราคาแพง

เมื่อเห็นประตูลิฟท์เปิดคนที่กำลังก้มหน้าเล่นมือถืออยู่ ก็เงยหน้าขึ้นพอดี ทำให้ไปสายตาของเขาสบเข้ากับผมโดยบังเอิญ ผมทำได้เพียงพยักหน้าให้ตามมารยาท และเดินจากไป ในตอนนั้นผมจึงได้รู้ว่าร่างสูงที่เห็นในรถหรูเมื่อเช้า แท้จริงแล้วตัวสูงจนน่ากลัว และหน้าตานั้นก็หล่อเหลาจนใจกระตุกเช่นกัน...

****************************************************************************

"ความรักกับความบังเอิญเป็นของคู่กัน" เป็ดยางสีเหลือง ได้กล่าวไว้
[/size]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-05-2022 04:06:27 โดย [ฟoงครีม] »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ความรู้สึกที่ 2 แค่ประหม่าเท่านั้น



เวลาผ่านไปไม่นานทางบริษัทก็ประกาศข่าวดีออกมา โปรเจ็คใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองนั้นได้รับการตกลงจะร่วมจากนักลงทุนรายนั้นแล้ว โปรเจ็คใหญ่ในครั้งนี้ คือ หมู่บ้านจัดสรรใจกลางเมือง บนที่ดินแปลงใหญ่ โดยจะจัดให้เป็นหมู่บ้านสำหรับคนรุ่นใหม่ และมีความครอบคลุมความต้องการทั้งหมด โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ลูกค้าไฮเอน ธุรกิจพันล้าน     
                                                 
และในช่วงนี้พนักงานในบริษัท หลายทีม หลายแผนก ต่างมีไฟลุกท้วมตัว รวมถึงผมด้วย เพราะทุกคนต่างหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในโปรเจ็คนี้ ในบริษัทอสังหารมทรัพย์ของเขานั้นมีโครงการมากมายที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โดยโครงการหมู่บ้านจัดสรรในครั้งนี้นั้น เป็นโปรเจ็คที่ใหญ่ และกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มชนชั้นสูง ทีมที่ต้องมาดูแลจึงต้องมีการคัดเลือก และคัดกรองอย่างดี โดยจะตัดสินที่ผลงานที่ผ่านมา ซึ่งในความคิดของเขา ไม่ว่าจะงานไหน ๆ ก็ตัดสินจากผลงานทั้งนั้น ถ้าคนนั้นมีผลงานที่ดีได้ผลตอบรับดี มักจะมีภาษีสูงกว่าอยู่แล้ว แล้วอย่างไรล่ะ ถ้าเกิด คนที่มีภาษีน้อยกว่าไม่เคยได้มีโอกาสที่จะพิสูนจ์ความสามารถของตัวเอง

เขานั้นทำงานในฝ่ายประสานงาน ที่เป็นตัวกลางในการประสานงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร และดูแลจัดการเอกสาร เมื่อนึกถึงโปรเจ็คที่ผ่านมาเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เขายังคงเจ็บใจไม่หาย เขารึอุสาห์เป็นคนประสานงานกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายตลาด และฝ่ายสำรวจตั้งแต่โครงการยังเป็นเพียงเม็ดถั่วเขียว แต่พอถูกประเมินว่าเป็นโครงการมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้ ผู้จัดการฝ่ายกลับเคลมงานของเขาไปให้พนักงานฝ่ายประสานงานอีกคนได้ดิลงานต่อ แล้วพนักงานคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพนักงานที่เป็นรุ่นเดียวกับเขา จีน่า ลูกคนใหญ่คนโตในบริษัท แต่ก็แค่ลูกของหุ้นส่วนรายเล็กเท่านั้นล่ะ ผู้จัดการฝ่ายยกเหตุผลว่า จีน่านั้น สื่อสารได้คล่องตัวกว่า เมื่อต้องคุยงานกับองค์กรต่างประเทศ มีแนวโน้มประสบความสำเร็จกว่าผม เหอะ แล้วผมจะไปสู้อะไรเด็กจบนอกได้ละ

ครืน ครืน

สมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นขึ้น ผมกดเซฟงานในแมคบุ๊คแล้วจึงกดรับสาย มองหน้าจอก่อนจะเอาแนบหู

“ว่าไงพี่ มีไรเปล่า?”

“เอ็งอยู่ไหน อยู่ข้างนอกเปล่าวะ จะฝากซื้อกาแฟหน่อย”

“อ่อ ได้ๆ ผมอยู่ร้านหน้าบริษัทเนี่ย”

“เอาเหมือนเดิม ขอบใจมาก”

“โอเคพี่ เดี่ยวจะขึ้นไปละ” แล้วสายก็วางไป ผมลุกไปสั่งเมนูก่อนจะกลับมานั่งทำงานต่อ ระหว่างเดินกลับมาก็สั่งเกตุเห็นร่างสูงที่ไม่ได้เจอเลยหลังจากวันที่เจอกันในลิฟท์ เขากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ และเมื่อหันหน้ามาทางผม เราจึงสบตากันอีกครั้ง ผมไม่ได้สนใจเพียงแค่ยิ้มให้อีกฝ่ายเป็นเชิงทักทาย และเดินไปนั่งที่ของตัวเอง  ผ่านไปสักครู่ผมได้เครื่องดื่มที่สั่งไว้จึงลุกออกจากร้านไป พอมองไปที่ตำแหน่งหนึ่ง ก็ไม่พบคนที่เคยนั่งแล้ว


“ว้าย แกกก นั่นไง ๆ คนนั้นๆ คนนั้นไงคุณ...อ่ะ”
เสียงของพนักงานในแผนกร้องกรี๊ด ชี้ไม้ชี้มือไปทางทางเดินที่มีผนังกระจกกั้น ผมเงยหน้าตามความวุ่นวายด้วยความสนใจ จึงเห็นกลุ่มผู้บริหารที่กำลังเดินไปทางห้องประชุมกลาง ในกลุ่มนั้นมีร่างสูงที่เด่นออกมาจากกลุ่มอย่างชัดเจน ทันทีที่เห็นผมก็แอบใจกระตุกเล็กน้อย และรู้ได้ทันทีว่านั้นเป็นต้นเหตุของเสียงกรี๊ดในแผนก เมื่อคณะผู้บริหารเดินผ่านไปจนพ้นสายตาก็เกิดเสียงซุบซิบดังทั่วห้อง

“เฮ้ยๆ หล่อใช่เล่นเลยนี่หว่า” พี่เตอร์ที่กำลังมาช่วยดูงานอยู่ที่โต๊ะผมพูดขึ้น พร้อมกับมองไปทางนั้น

“นั่นใครหรอพี่...” แม้ช่วงนี้ผมจะรู้สึกว่าได้พบชายที่ถูกกล่าวถึงในตอนนี้บ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นใคร หรือชื่ออะไร

“คนที่หล่อ ๆ นั่นน่ะหรอ คนนั้น ก็ นักลงทุนรายใหญ่ไง”

“....”

“หล่อจนใจพี่ยังสั่นเลยว่ะ ฮ่าๆ อิจฉาว่ะ หน้าตาแบบนั้น ยืนเฉยๆ ผู้หญิงก็คงมาหาถึงที่”

“พี่ก็ใช่หล่อน้อยซะเมื่อไหร่” ผมบ่นก่อนจะก้มหน้าทำงานตามเดิม ไม่ได้สนใจภายนอกอีก

“ไม่หวั่นไหวหรอกนะเว้ย” พี่เตอร์แซว ผมก็ได้แต่ทำหน้าเอือมใส่ “เอ้อ แล้วแฟ้มผลงานได้ยื่นไปหรือยัง” น่าจะหมายถึงแฟ้มผลงานของผม ที่ยื่นให้คณะบริหารเพื่อคัดเลือกเป็นหนึ่งในทีมของโปรเจ็คใหญ่

“เรียบร้อยแล้วครับ พี่ละ”

“พี่ถือโปรเจ็คอื่นไปแล้ว ไม่อยากเสียเวลาไปแข่งขันกับใครว่ะ” ผมพยักหน้ารับรู้ “ขอให้ได้ให้โดนนะเว้ย” พี่เตอร์ตบบ่าอย่างให้กำลังใจ

“ขอบคุณพี่ นี่ก็ลุ้นอยู่เหมือนกัน หวังว่าจะไม่โดนปาดหน้าเค้กเหมือนเดิม ฮ่าๆ” ผมหัวเราะ

“ขำไปเถอะเอ๊ง รอบก่อนก็หงอยเป็นอาทิตย์” รอบนั้นคือเสียใจจริง ๆ เพราะเป็นคนคุยงานตั้งแต่เริ่มโครงการ พอเริ่มเป็นรูปร่าง ก็โดนย้ายซะอย่างนั้น

“ก็มันไม่ยุติธรรมจริง ๆ นี่พี่”

“เอาน่า แค่อาจจะต้องพยายามมากกว่าเดิม” ผมเงยหน้ามองพี่เตอร์ ราวกับจะบอกให้พี่แกรับรู้ถึงความพยายามที่มากกว่าคนอื่นขนาดไหนของผม พี่เตอร์ตบบ่าสองสามครั้งก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของแก

ผ่านมาเดือนแล้วหลังมีการประกาศผลการคัดเลือกเบื้องต้นก็ออกมา อย่างไรก็ตามในโปรเจ็คนี้มีคำสั่งจากกรรมการฝ่ายบริหารว่า พนักงานสามารถนำเสนอผลงานของตัวเองได้โดยตรง เพราะนักลงทุนรายนี้ตัดสินใจจะจัดทีมด้วยตัวเอง และหากผ่านการคัดเลือก ต้องมานำเสนอผลงานของตนในการประชุมที่จะถึงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งผลออกมา คือ โปรไฟล์ของผมนั้นผ่าน และขณะนี้ผมกำลังเตรียมทำแผนงานเพื่อนำเสนอ โดยที่ต้องไปนำเสนอมักจะเป็นผลงานที่ผ่านมา และคอนแท็คต่าง ๆ ที่ ผมมี ว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อโครงการมากแค่ไหน ผมมีความสามารถพอที่จะรับผิดชอบโปรเจ็คนี้ได้หรือไม่ ในการประสานงานโครงการนี้ มีทีมประสานงานที่เป็นทีมหลักอยู่แล้ว และหัวหน้าที่ยืนหลักนั้นคือคุณเอมที่มีผลงานโดดเด่น เป็นพนักงานดีเด่น และอยู่กับบริษัทมาอย่างยาวนาน และมีพนักงานอีกหลายคนในทีมประสานงานนี้ แต่การประชุมในครั้งนี้จะตัดสินว่าผมจะเป็นหนึ่งในทีมประสานงานนี้หรือไม่

ตลอดหนึ่งเดือนกับการเตรียมตัวสำหรับนำเสนอตัวเอง และผลงานผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมทำการบ้านสำหรับโปรเจ็คใหญ่นี้หนักอยู่พอสมควร พยายามหาคอนแท็คต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมกับคอนเซ็บนี้ ผมมักจะมานั่งเตรียมเอกสารในตอนเช้าที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ ที่เลือกทำเอกสารในช่วงเช้าเพื่อไม่ให้กระทบกับงานที่มีในแต่ละวัน และบางครั้งผมต้องออกไปคุยงานกับลูกค้า หรือบริษัทที่ร่วมโครงการในตอนเย็น ตอนเช้าจึงเป็นเวลาสำหรับการเตรียมตัว และวันนี้ก็เป็นวันที่ต้องนำเสนอตัวเองของผมมาถึง

“คุณตินรับเครื่องดื่มเหมือนเดิมไหมครับ”
 
“ครับ ขอบคุณ” ผมรับคำพนักงาน ก่อนจะหันมาส่องสายตาหาที่นั่ง เมื่อเห็นว่าโต๊ะที่นั่งเป็นประจำตอนนี้ถูกจับตองโดยคู่รักวัยทำงาน ผมจึงเดินไปอีกมุมนึงซึ่งไม่เคยนั่งมาก่อน ผมเลือกโต๊ไม้หวายที่อยู่มุมในสุดซึ่งหันข้างสามารถมองเห็นวิวสวนข้างร้านได้เช่นเดียวกับที่นั่งปกติของผม วางเครื่องส่งสัญญาณรับเครื่องดื่มไว้บนโต๊ะ ก่อนจะวางกระเป๋าใบหนักบนที่เก้าสำหรับวางกระเป๋า เห็นว่าอีกสักพักกว่าจะได้เครื่องดื่ม ผมจึงไปเข้าห้องน้ำก่อน หลังทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ผมเดินก้มหน้าจัดทรงเสื้อขณะเดินกลับมาที่โต๊ะ เมื่อเงยหน้าขึ้นผมก็พบชายร่างสูงที่มีหน้าตาเป็นอาวุธ ที่สำคัญกว่านั้นทำไมเขาถึงมานั่งอยู่โต๊ะของผมได้ละ…


ที่เก้าอี้อีกฝั่งตรงกันข้ามกับผม มีร่างของชายฉกรรหน้าตาหล่อเหล่านั่งอยู่ ผมชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขาคือนักลงทุนรายใหญ่ที่กำลังก้มหน้าก้มตาเล่นไอแพดในมือไม่สนใจสิ่งเคลื่อนไหวใด ๆ ผมถอนหายใจอย่างกดดัน ขณะเดินไปที่โต๊ะ ก็ครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ควรย้ายโต๊ะไหม แล้วถ้าทำอย่างนั้นจะดูว่าเรารังเกียจเขาหรือไม่ แล้วถ้านั่งไปด้วยเลย เขานั้นละจะรังเกียจเราไหม ผมคิดไม่ตก แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะย้ายโต๊ะ เพราะถ้าให้ผมนั่งอยู่กับนักลงทุนที่เป็นคนสำคัญของบริษัท และมีออร่าทำลายร้างขนาดนี้ ผมก็คงจะอึดอัดเหมือนกัน

ผมค่อยๆเดินไปที่โต๊ะอีกตัวที่ติดกัน และนั่งเก้าอี้ที่ติดกับเก้าอี้ที่ผมวางกระเป๋า จากนนั้นก็ค่อย ๆ เอือมหยิบกระเป๋า เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว ผมจึงรู้สึกหายใจได้โล่งขึ้น

“เฮ้อ แล้วทำไมเราต้องทำราวกับทำอะไรผิดด้วยเนี่ย” ผมบ่นกับตัวเองเบา ๆ อย่างอดไม่ได้

ครืน ครืน แต่แล้วเสียงสั่นของเครื่องส่งสัญญาณให้ไปรับเครื่องดื่มก็ดังขึ้น

อ่า ให้ตายสิ ฉันลืมมันไปได้อย่างไง

ผมค่อยๆ หันกลับไปมองโต๊ะตัวเดิม ที่ตอนนี้มีเครื่องรับสัญญาณสั่นอยู่ และสายตาคมที่จ้องมา ผมรีบลุกขึ้น และเดินมาหยิบเจ้าตัวการ ก่อนจะยิ้มและพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย

“ขอโทษด้วย...ที่แย่งที่นั่งของคุณ”เสียงแหบทุ้มดังขึ้น พร้อมกับใจที่กระตุกเบา ๆ ของผม ร่างสูงตรงหน้าเปลี่ยนอริยบทเล็กน้อย ซึ่งขณะนั้นเองที่กลิ่นโคโลจน์ หรือ น้ำหอมราคาแพง ลอยมาเตะจมูกของผม และนั้นก็ทำให้ใจผมกระตุกอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นโต๊ะสาธารณะอยู่แล้ว” ผมว่าก่อนจะทำทีเดินไปรับเครื่องดื่ม และไม่ลืมที่จะหยิบกระเป๋าไปด้วยเพื่อเตรียมออกจากร้านเลยเมื่อได้เครื่องดื่ม ผมไม่ได้หนีเพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมคิดว่าผมน่าจะแค่ประหม่าเท่านั้น...



**************************************************************************

"หน้าตาความรักของคนส่วนใหญ่ มักจะเป็นความรัก(ที่)หน้าตาดี" เป็ดยางสีเหลือง ได้กล่าวไว้

ใจกระตุกบ่อยจนกลัวเป็นโรคหัวใจ :o8:

จริงๆ วางพอตเรื่องไว้ด้วยเหตุและผลนะคะ อยากเดินเรื่องแบบเรียลๆ หน่อย แต่ผลที่ได้คือ อารมณ์เป็นที่ตั้งเสมอเลยค่ะ
ฟิลเรื่องคือ ทุกอารมณ์ในชีวิต แต่ไม่รู้ว่าฟิลอ่านไปแล้วหัวเราะได้เนี่ยจะมีไหม อุ๋ย
ยังไงคืนนี้ฝันดีนะคะ ภาวนาให้ตินจับมือพระเอกมาเข้าฝันเรานะ อยากรู้ตอนต่อไปเหมือนกัน งื้อออ :-[
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-05-2022 00:02:21 โดย [ฟoงครีม] »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ความรู้สึกที่ 3 รู้สึกว่ามันยุติธรรมไหมละ



การนำเสนอผลงานเพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมทีมรับผิดชอบโปรเจ็คใหญ่ กำลังจะเริ่มในอีกไม่ถึง 30 นาทีข้างหน้า ผมตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แม้จะเตรียมตัวมาอย่างดีแล้วก็ตาม แต่เหมือนว่าสติสตังของผมจะหายไปกับเหตุการณ์ที่พึ่งจะประสบพบเจอในร้านกาแฟร้านประจำเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

หลังจากที่ผมรีบเดินหนีออกมาจากร้าน ผมก็ได้หยุดคิดกับตัวเองอย่างสงสัยว่า จะหนีทำไม? แต่ผมก็สลัดความคิดที่จะหาเหตุผลนั้นทิ้งไป และมุ่งหน้ามาที่บริษัทเพื่อเตรียมตัวนำเสนอผลงาน

“พร้อมไหมเอ็ง” พี่เตอร์เดินเข้ามาถาม

“พร้อมเท่าที่พร้อมแหละพี่”

“เอ้อ ๆ ดี เดี่ยวเย็นนี้พี่พาไปเลี้ยงฉลอง”

“ไม่ต้องรอผลออกก่อนหรอพี่ ฮ่าๆๆ” เหมือนรีบ ผมยังไม่ได้นำเสนอ และผลก็ยังไม่ออกด้วยซ้ำ แต่พี่เตอร์ก็จะพาไปเลี้ยงฉลองเสียแล้ว

“ฮ่าๆๆ ได้อยู่แล้ว เชื่อพี่ โอเคนะ เดี่ยวเราไปฉลองเลยเย็นนี้”

“โอเคครับ ตามแต่ใจคนเลี้ยง”ผมยิ้มให้อีกฝ่าย

“เอ้อ เกมือนว่าวันนี้เขาจะมาสัมภาษณ์เองเลยนะ” พี่เตอร์พึมพำกับตัวเองเบา ๆ 

“เขา?” เขาไหน

“ก็คุณ...” แต่ยังไม่ทันที่พี่เตอร์จะได้บอกว่าคือใคร ก็ถูกเรียกไปซะก่อน

“อะ อ้าว แล้วตกลงเขา นี่คือใครกันละ หรือว่าจะหมายถึงเขา...” ภาพของร่างสูงที่ผมเจอเมื่อเช้าก็เด้งเข้ามาในความคิดทันที เขาน่าจะมีส่วนร่วมกับการเสนอผลงานในครั้งนี้อยู่แล้ว เพราะหากไม่เกี่ยวกับโปรเจ็คใหม่นี้ก็คงไม่เห็นเขาเป็นแน่ ช่างมันล่ะกัน ถ้าเป็นเขาแล้วมันจะทำไม คงไม่ต่างไปจากเดิมหรอก ว่าแล้วผมก็เดินเข้าห้องประชุมไป


ผมคิดผิด

เพราะมีเขานี่แหละมันเลยโคตรต่างไปจากเดิม ตอนนี้ภายในห้องประชุมบรรยากาศช่าง กด ดัน

ในห้องมีเพียงเสียงของกระดาษที่พลิกไปมา ผมมองตรงไปยังบุคคลที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะประชุม ร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลากำลังก้มหน้าอ่านแฟ้มผลงานของผมอยู่ ผมเหลือบตาขึ้นไปมองบนจอมอนิเตอร์ ก็เห็นหน้าผู้บริหารสองสามคน และเลขาที่อยู่ในโปรแกรมประชุมแบบออนไลน์ อย่างไรก็ตามตลอดห้านาทีที่ผ่านมาไม่มีใครพูดอะไรเลย และดูเหมือนว่าหากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ก็จะไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาเช่นกัน

ผมเบนสายตาไปทางอีกหนึ่งคนที่นั่งอยู่ในห้องเช่นกัน ต้องขอบคุณเลขาท่านนี้เพราะถ้าไม่มีเขา ผมคงต้องนั่งจนตะคริวกินตลอดการสัมภาษณ์นี้แน่นอน เมื่อเขาเห็นว่าผมมอง เขาก็ส่งยิ้มอ่อนๆ มาให้ ผมจึงยิ้มกลับไปให้ตามมารยาท ในใจก็แอบขอบคุณคุณเลขาอย่างมาก ก็ยังดีที่ไม่ได้อยู่ในห้องนี้ กันเพียงแค่สองคน

แต่แล้วผมก็ต้องกลั้นหายใจเมื่อได้ยินเสียงปิดแฟ้ม

“คุณทำการบ้านมาดีนะ” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับสายตาคมที่จ้องกลับมาที่ผม ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตื่นเต้นในการสัมภาษณ์ หรือเป็นเพราะการได้เจอคนตรงหน้าที่ทำให้ผมใจเต้นแรงจนรู้สึกแน่นหน้าแกไปหมด

“ขอบคุณครับ” พูดกันเพียงแค่นั้น แล้วทุกอย่างก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีเสียงของปากกาที่เคาะลงกับแฟ้มอย่างเป็นจังหวะ เสียงนั้นเพิ่มความกดดันให้ผมขึ้นไปอีก เหมือนร่างสูงกำลังใช้ความคิด ก่อนที่จะเริ่มถาม

“คุณ...”

“ครับ?”

“มีคอนแท็คที่ดี ออแกไนซ์กับบริษัทรับเหมาที่คุณเสนอมามีความเชี่ยวชาญตรงกับคอนเซ็ปของผมเลยทีเดียว” ร่างสูงเน้นคำว่าของผม จนผมต้องกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ มันก็ดีแล้วนี่ ใช่ไหม?

“แต่ผมจำได้ว่า...ผมไม่เคยบอกใครว่าผมมีความต้องการต่อโปรเจ็คนี้ยังไง?”

“ผม...” ผมมองคนตรงหน้าที่หยุดเคาะปากกาแต่เอามาหมุนเล่นแทน เขาก้มมองปากกาในมือก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม แววตาที่มองมาราวกับจะคว้านอวัยวะผมออกมากองข้างหน้า แต่สายตานั้นไม่ทำให้ผมใจหล่นได้เท่ากับประโยคต่อมา

“คุณพอจะไขข้อสงสัยให้ผมได้ไหม?” ใช่ ทุกคนรู้เพียงแค่ว่าโปรเจ็คนี้เป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรรครบวงจรที่อยู่ในกลางเมืองเท่านั้น และเขาจะลงทุนในโปรเจ็คนี้ แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องมีคอนเซ็ปของเขาอยู่ในโปรเจ็คนี้ด้วย ซึ่ง ยังไม่มีใครทราบคอนเซ็บนั้นแม้แต่ผู้บริหารก็ตาม เขาคงสงสัยว่า แล้วผมทราบได้อย่างไร?

อ่า แล้วผมจะต้องตอบยังไง บอกว่าผมแอบฟังเขาคุยโทรศัพท์ขณะที่เขานั่งพักผ่อนในร้านกาแฟน่ะหรอ นั้นถือเป็นอาชญากรรมเลยนะ

“ผมศึกษาเกี่ยวกับโปรเจ็คที่ผ่านมาของคุณอยู่บ้างครับ” ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริง ที่ผมศึกษาข้อมูลของเขา? และโปรเจ็คที่เขาร่วมลงทุนมาอยู่บ้าง

“ครับ คงจะเป็นอย่างนั้น” ร่างสูงพยักหน้ารับก่อนจะเขียนอะไรบางอย่างลงบนแฟ้มของผม และยื่นให้เลขาที่นั่ง ๆ ข้าง ๆ เขา

“โอเคครับ คุณตฤณ วันนี้จบเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ”เลขาที่หน้าตาใจดี กล่าวกับผม เป็นอันรู้กันว่าผมเสร็จธุระในห้องนี้แล้ว ผมยืนคุณกล่าวขอบคุณทั้งสองคน รวมถึงผู้บริหารในจอมอนิเตอร์ และออกจากห้องไป



***************


“เป็นไงบ้างว่ะ มีแววไหม”พี่เตอร์รินเบียร์ แล้วส่งมาให้ผมที่พึ่งย่อนก้นลงกับเก้าอี้

“ขอบคุณครับ” ผมรับแก้วมาแล้วกระดกไปหนึ่งที  “ไม่รู้ว่ะพี่ ท่านทั้งหลายก็ไม่เห็นพูดอะไรนะ อาจจะไม่มั้ง” ตอบแล้วกวาดสายตาไปรอบตัว ตอนนี้ผมและพี่เตอร์อยู่ร้านอาหารกึ่งบาร์ที่อยู่ใกล้กับคอนโดของผม แค่สี่ช่วงตึก

“มาๆ ไม่ต้องคิดมาก ฉลองๆ”พี่เตอร์ยกแก้วมาตรงหน้า ผมยิ้มอย่างอ่อนใจก่อนจะยกแก้วชนกับแก จริงๆ แกไม่ได้กะฉลงฉลองอะไรให้ผมหรอกครับ เพราะแกก็คงไม่คิดว่าผมจะได้งานนี้หรอก เส้นสายเส้นใหญ่ในบริษัทเยอะขนาดนี้ เผลอๆ แกอยากจะพาผมมาปลอบใจล่วงหน้ามากกว่า

“มาๆ สุดสัปดาห์เลยเว้ย”

“นี่เราจะกินกันแค่สองคนหรอพี่”

“ถ้ากินกันหลายคน แล้วพี่จะเงินที่ไหนมาจ่ายละว่ะ”

“ฟังดูเศร้าวะ เดี่ยวผมช่วยออก พี่จะเรียกเพื่อนพี่มากินด้วยก็ได้นะ” ปกติผมไม่ค่อยชอบกินหรืออะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่ถ้ามากับเพื่อนหรือคนที่สนิทนานๆทีก็ได้อยู่ แต่ถ้าให้เลือกวิธีคลายเครียดผมเลือกนอนอ่านนิยาย หรือดูซีรีย์อยู่ห้องดีกว่า

“ไม่ต้องเลย คราวก่อนก็เนียนหนีกลับก่อน”

“ผมบอกพี่แล้วเหอะ ว่าจะกลับแล้ว”

“ตอนนั้นพี่โดนเพื่อนมอมแค่ลำพังคุยกับพวกมันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว แล้วจะไปมีสติรู้เรื่องตอนเอ็งบอกได้ยังไง”

“อ้าว นั้นก็ความผิดพี่ไง”

“ไม่รู้เว้ย ช่างมันๆ วันนี้ตั้งใจจะนั่งหล่อๆ ส่วนเรื่องเงินน้องคนเดียวพี่เลี้ยงไหวอยู่แล้ว มาๆ พามาฉลองนะเนี่ย เอ็งห้ามหนีนะเว้ย” พี่เตอร์พล่ามใส่ผมยาวๆ แต่สายตาพี่แกไม่ได้สนใจผมเลย

“แหม่ พี่ครับคุยกับผมก็มองผมนิดนึงครับ นี่ผมนึกว่าพี่คุยกับสาวโต๊ะนั้นเสียอีก” พี่เตอร์หันกลับมาหัวเราะให้อย่างอารมณ์ดี


เราดื่มไปคุยไป ส่วนมากคนที่พูดก็คือพี่เตอร์ที่ตอนนี้หน้าแดงคอแดงเหมือนคนแพ้แอลกอฮอล์ ราวกับพี่แกมีเรื่องที่อัดอั้นตันใจมานาน ตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาพี่แกพูดไม่หยุดเลย ผมรับฟังพี่เตอร์บ่นเรื่องงาน และเรื่องครอบครัว ในใจก็คิดว่าทุกคนต่างก็มีปัญหาเป็นของตัวเองจริงๆ ดูอย่างพี่เตอร์ที่ภายนอกดูจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ รูปหล่อ มีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บ มีครอบครัวที่รักกันดี แต่ความเป็นจริงเพราะหน้าตาดี มีบ้าน มีรถ มีเงิน แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ไม่จริงใจสักคน แม้แต่เพื่อน ก็เข้าหาเพราะพี่เตอร์มีเงิน มีฐานะ หวังจะใช้ประโยชน์ ส่วนครอบครัวพี่เตอร์นั้นในความคิดผมเขาก็ไม่ได้ดูเป็นปัญหาในชีวิตพี่แกเท่าไหร่นะ เพียงแค่พ่อแม่รักลูกมากไปเท่านั้นเอง รักมากจนลูกไม่มีความเป็นส่วนตัว และอึดอัด จะพูดจะทำอะไรก็อึดอัดไปหมด

“เฮ้อ ขอโทษที่ให้เอ็งมาฟังอะไรแบบนี้นะ ไร้สาระเนอะ อุสาพามาฉลองแท้ๆ”

“ไม่หรอกครับ ผมเข้าใจ ใครๆ ต่างก็มีความทุกข์ของตัวเองทั้งนั้นแหละ” แม้แต่ผมเองก็ด้วย
ผมทำทีถามเรื่องงานที่พี่แกดูแลอยู่ตอนนี้ เพื่อให้บรรยากาศมันดีขึ้น แต่ก็เหมือนว่าปัญหาเรื่องงานก็ไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน ผมเลยทำได้แค่ยิ้มแหยะๆ แล้วนั่งฟังแกระบายต่อไป

“คราวก่อนเอ็มโดนเคลมงานไปใช่ไหม ชื่ออะไรน่า น่า นะ”

“จีน่าครับ”

“เอ้อ นั้นแหละ จำไม่ได้นี่หว่า ก็ไม่เห็นเข้าออฟฟิศ ทำงานฝ่ายเดียวกันแท้ ๆ อย่างกับทำคนละหน้าที่”

“งานประสานเขาคงเยอะแหละ อาจจะต้องไปหลายที่”

“หนึ่งในนั้นก็น่าจะมีอดีตลูกค้าเอ็งด้วยนะ” พี่เตอร์น่าจะหมายถึงงานที่ผมถูกเคลมไป

“ฮ่าๆๆ ผมไม่สนใจหรอกพี่ โลกนี้มีความยุติธรรมที่ไหน” ใครบอกว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น หรือทำสิ่งใดได้สิ่งนั้นกัน ผมไม่เชื่อหรอก เพราะเรื่องบางเรื่องผมไม่ได้ก่อ แต่ทำไมต้องเป็นผมที่ต้องชดใช้

“เอ้อ ทำไมเอ็งชอบพูดอย่างนี้ว่ะ ชีวิตมันไม่แฟร์ขนาดนั้นเลยหรอวะ” 

“ฮ่าๆๆ ก็มันจริงนี่พี่ พี่คิดว่าถ้าพี่ให้ดอกไม้คนอื่น แล้วทุกคนที่พี่ให้ เขาจะให้ดอกไม้พี่กลับมาทุกคนเลยหรอ ทุกอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ที่เรานะ มันขึ้นอยู่กับคนอื่นด้วย เหมือนพี่ไปรดน้ำให้หินเพราะหวังว่ามันจะโตอ่ะ” อาจจะเป็นเพราะผมเริ่มเมา ผมถึงได้พูดอะไรยาวๆ ขนาดนี้ได้

“อ้าว ก็นั้นมันหินนะเว้ย มันจะโตได้ไง”

“แต่หินบางก้อนมันก็เป็นดินที่มีเมล็ดพืชอยู่ในนั้นนะพี่ บางทีมันอาจจะโตถ้าพี่รดน้ำมันเรื่อยๆ”

“เอ๊ะ ตกลงว่าเราควรรดน้ำให้หินหรือไม่ควรรดว่ะ นี้พี่ไม่เมาเลยไม่เข้าใจ หรือเอ็งเมาแล้วพูดไม่เข้าใจกันแน่”

“ผมถึงได้บอกไงว่าทุกอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา มันอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง”

“แล้วมันเกี่ยวกับแฟร์ ไม่แฟร์อย่างไงว่ะ”

“ไม่รู้สิพี่ สำหรับผมนะ ผมคิดเสมอว่ามันไม่มีอะไรที่แฟร์หรอก และเพราะผมคิดแบบนี้ ผมถึงต้องดิ้นร้นทำอย่างอื่นแทนเพื่อให้ผมพอใจกับมันแทนมากกว่า”

“งงว่ะ”

“พูดไงดี เอาเป็นว่าบางคนก็ไม่ได้อยากเกิดมาจนถูกไหม?”

“เอ้อ”

“มันก็ไม่แฟร์กับคนเหล่าใช่ไหมล่ะ เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแท้ ๆ แล้วทำไมเราต้องเกิดมาลำบากด้วย เพราะเกิดมาลำบากเลยต้องลำบากกว่าคนอื่นเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้น”

“บางทีอาจจะเป็นกรรมที่เคยทำมาในอดีต”

“อืมมม มันก็อาจจะใช่นะ แต่เอาจริงๆ เวรกรรมก้ไม่แฟร์เหมือนกันนะ คนรวย และคนจน ฆ่าคนเหมือนกัน คนรวยไม่ติดคุก คนจนติดคุก พี่คิดยังไง ในเมื่อมันก็ทำกรรมเหมือนกัน”

“อาจจะเป็นบุญสะสมในชาติก่อน”พี่เตอร์ทำหน้าลังเล

“น่ะมันแฟร์ที่ไหนละ เพราะผมทำบาปมาในชาติก่อนชาตินี้ต้องชดใช้ แล้วถ้าชาตินี้มีคนมาทำร้ายผม แล้วบังเอิญเพราะบุญในชาติที่แล้ว เลยทำให้เขาค่อยไปชดใช้ในชาติหน้า พี่ว่ามันแฟร์กับผมหรอ” พี่เตอร์เงียบผมจึงพูดต่อ

“ผมถึงได้บอกไงว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรม เผลอๆ ที่พี่คิดว่าที่พี่เจอเรื่องแย่ๆ เพราะพี่ทำบาปในชาติก่อน พี่อาจจะโดนยมทูติใส่ร้ายมาก็ได้ แล้วทำให้ประวัติพี่ไม่ดีอ่ะ ฮ่าๆๆ” ผมหยอก

“เอ๊ะ ไอ้นี้ เอ้อๆๆ ถือว่าเข้าใจแล้วกัน”

“บางทีที่ผมยังมีชีวิตอยู่ก็เพราะไม่ได้หวังอะไรกับความยุติธรรมในชีวิตเลยวะพี่...” ผมพูดเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะกระดกเบียร์ไปหนึ่งอึก
ซึ่งพี่เตอร์ไม่มีทางได้ยินประโยคที่ผมพูดได้เลย



************************************************************************


"ความทุกข์ของนกที่ปลาไม่มีวันเข้าใจ ฉันใด ความทุกข์ของฉัน...เธอก็ไม่มีวันเข้าใจ ฉันนั้น" เป็ดยางสีเหลือง ได้กล่าวไว้


ชี้แจง : 1. ตอนนี้มีการกล่าวถึงความเชื่อ และความคิดเห็นเกี่ยวกับทางศาสนา และการใช้ชีวิตตามปัจเจกบุคคล ไม่ได้มีเจตนาเสียดสีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ดราม่านะคะ  :o8:

        : 2. ไม่ได้ผ่านการตรวจภาษา และแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น อาจจะเจอจุดที่รำคาญสายตาไปบาง หากไม่เป็นการรบกวน ช่วยแจ้งมาได้นะค้าาาา :-[

ขอให้สนุกกับนิยายค้า// ขอบคุณนักอ่านทุกคนนะคะ  :impress2:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
วันนี้ วันที่ 6 เดือน 6

รออ่านอยู่นะ

ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ความรู้สึกที่ 4 ทั้งเหงาทั้งอิจฉา


ผมแบกร่างที่เมาเกือบไม่ได้สติของพี่เตอร์ออกมารอเพื่อนของพี่แกที่กำลังจะมารับ

“มันวันศุกร์ก็จริง แต่ถ้าจะเมาขนาดนี้ก็เกินไปนะพี่” บ่นคนเมาไปที ก็ถอนหายใจยาว

ผมมองไปที่ถนน มีรถวิ่งแน่นถนนแม้ตอนนี้จะเป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้วก็ตาม สมกับเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลจริงๆ  วันนี้เป็นวันศุกร์บางคนก็คงจะมาคลายเครียดเหมือนอย่างพวกเขา เวลาผ่านไปไม่นานพี่ทีเพื่อนของพี่เตอร์ก็มาถึง รถเก๋งสีดำเข้ามาจอดตรงหน้า แล้วพี่ทีก็เดินลงจากรถมาตรงมาหา

“ขอบใจๆ แล้วทำไมมึงถึงเมาอย่างหมาเลยว่ะเนี่ย”พี่ทีเข้ามาช่วยประคองร่างของพี่เตอร์ “เดี่ยวเอามันไว้หลังเลย” ผมกับพี่ทีจึงช่วยกันหอบร่างเข้าประตูหลังไปอย่างทุลักทุเล

“แล้วรถพี่เตอร์ล่ะครับ”

“ก็ทิ้งไว้นี่ล่ะ ไม่เป็นไรหรอก กุญแจกับของอยู่ที่มันใช่ไหม”

“อ่อ ของทั้งหมด...นี่ครับ” ผมส่งกระเป๋าสะพายของพี่เตอร์ให้พี่ที

“เอ้อๆ ขอบใจ แล้วนี่กลับยังไงล่ะ”

“ผมขับรถมาครับ”

“โอเค งั้นเดี่ยวพี่ไปล่ะ แม่งภาระจริงๆเพื่อนเวรนี่”

“ครับ ขับรถปลอดภัยครับ” ผมรอจนรถหายไปจากสายตา จึงเดินไปทางลานจอดรถเพื่อขับรถตัวเองกลับที่พัก มองหารถตัวเองสายตาก็ไปสะดุดกับคนที่คล้าย ๆ ว่าอาจจะรู้จัก นั่นมันคุณเลขาของ... ทำไมถึงมาเจอกันที่นี้ได้นะ ก็คงจะมาสังสรรคืกับเพื่อนนั่นแหละ ทางฝั่งคุณเลขาเหมือนว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ ท่าทางมองซ้ายมองขวา แล้วก้มหน้าโทรหาใครสักคน แล้วเหมือนว่าปลายสายจะไม่สามารถติดต่อได้ แล้วก็เงยหน้ามองซ้ายมองขวาเช่นเดิม ถึงจะเจอกันตอนสัมภาษณ์แต่ผมก็ไม่ได้รู้จักเขาขนาดจะทักทายได้ แต่พอกำลังจะเดินหนีทางนั้นก็บังเอิญหันมาเห็นผมพอดี ผมเลยต้องเข้าไปช่วยเพราะในภายภาคหน้าอาจจะต้องทำงานร่วมกันก็ได้ จึงเพราะเขาเห็นผมแล้ว ถ้าผมไม่แสดงน้ำใจ ผมก็คงดูไม่ดี

“มีอะไรให้ช่วยหรือปล่าวครับ?”

 “อ้ะ คุณพนักงานบริษัททรีตเตอร์นี่เอง ก็ว่าหน้าคุ้น ๆ” คุณเลขาเป็นชายอายุพอๆกับเขา ดูเป็นคนสุภาพ หน้าตาจัดได้ว่าดีไม่น้อยหน้าเจ้านายของตัวเอง แต่ถ้ายืนคู่กันสาว ๆ ก็คงเทไปอีกทางมากกว่า

“อ่า ครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหม”

“ขอบคุณครับ แต่ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ผมแค่ติดต่อเพื่อนไม่ได้เท่านั้น แต่รออีกสักพักน่าจะมาแล้ว”

“อ่อ โอเคครับ งั้นผมไปก่อนนะ กลับบ้านดี ๆ นะครับ” ผมยิ้มให้ตามมารยาทแล้วเดินออกมา ทางนั้นไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือ ไปช่วยจะกลายเป็นสอดเรื่องคนอื่นมากกว่า อีกฝ่ายกล่าวขอบคุณอีกครั้ง

ผมเข้ามานั่งในรถตัวเอง กดเช็กมือถือ ข้อความคนที่บ้านส่งมาตั้งแต่หัวค่ำ ถึงจะเห็นแล้วแต่ตอนนั้นผมไม่ได้เปิดอ่านเพราะรู้สึกขี้เกียจคุย ข้อความก็บอกเพียงว่าเสาร์อาทิตย์นี้ให้กลับบ้าน 

ผมไม่ได้อยู่กับครอบครัว เพราะย้ายออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย และก็อยู่คนเดียวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งทำงาน แต่ก็จะแวะกลับบ้านบ้าง ไปให้พ่อแม่พี่น้องเห็นหน้าบ้างในช่วงวันหยุด อาจจะเดือนล่ะครั้งสองครั้ง แต่นี่ก็เกือบจะสองเดือนแล้วที่ผมไม่ได้กลับบ้านเลย เผลอถอนหายใจเมื่อนึกถึงภาพตัวเองนั่งร่วมรับประทานอาหารกับที่บ้าน แค่คิดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว ยิ่งถ้ามีข้อความตามแบบนี้ คงจะได้เจอแบบครบองค์ประชุมแน่นอน ผมเก็บโทรศัทพ์และเริ่มขับรถกลับคอนโดของตัวเอง ระหว่างที่ขับรถออกจากลานจอดรถ มันต้องผ่านจุดของคุณเลา ซึ่งเขาก็ยังคงอยู่ที่เดิม อาจจะเป็นเพราะมีจิตสำนึกที่ดี แม้เขาจะไม่รู้ว่านี่คือรถของผม เพราะฟิลม์มันมืด แต่ผมก็ลดกระจกเพื่อถามอีกฝ่าย

“เพื่อนคุณยังไม่มาหรอครับ”

“อ่า ตอนนี้มีปัญหานิดหน่อย” ท่าทางร้อนรนของอีกฝ่าย ทำให้ผมตัดสินใจถามไปอีกรอบ

“ให้ผมช่วยอะไรไหมครับ ไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอโทษนะครับ ผมรบกวนคุณช่วยไปส่งผมที่คอนโด...”เมื่อได้ยินชื่อคอนโดจากปากของอีกฝ่าย ผมก็แปลกใจเล็กน้อย

“ได้ครับ ไม่มีปัญหา ผมก็กำลังไปที่นั้นเหมือนกัน”

“อ่อ ดีเลย งั้นต้องรบกวนด้วยนะครับ”

“ครับ ไม่เป็นไรครับ ขึ้นมาเลย” ผมออกรถทันทีที่พอคุณเลขาขึ้นรถมา

“ขอบคุณมากเลยครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็คนพอรู้จักกัน แล้วคุณเลขาพักอยู่ที่คอนโดนี้หรอครับ?”

“อ่อ เปล่าครับ ไม่ใช่ผมเป็นเจ้านายผมครับ” ผมหันไปมองคนพูดอย่างตกใจ อ้าว งั้นหรอเนี่ย ไม่เคยรู้มาก่อนเลยแฮะ “แล้วคุณตินล่ะครับ ก็อยู่คอนโดนี้หรือครับ?” ผมไม่แปลกใจที่เขารู้จักผม เพราะตอนผมแนะนำตัวเขาก็อยู่ด้วย

“ใช่แล้วครับ” หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยกัน จนถึงคอนโด ผมเข้าไปจอดที่ช่องจอดของผม ซึ่งข้าง ๆ มีรถแบรนด์ยุโรปสีขาวจอดอยู่ข้าง ๆ เนื่องจากลิฟท์ที่ให้บริการแก่ลูกบ้านในส่วนของลานจอดรถ เป็นลิฟท์ส่วนตัวการทำงานของลิฟท์จึงส่วนตัวแบบสุด ๆ คือ ไม่สามารใช้บริการหลายชั้นพร้อมกันได้ จะเป็นการใช้งานชั้นล่ะรอบเท่านั้น แต่ก็มีลิฟท์ให้บริการสองตัว จึงไม่มีปัญหาในการรอ ผมสังเกตเห็นว่าคุณเลขากดชั้นVIP ซึ่งเจ้าของชั้นจะต้องกดอนุญาตลิฟท์จึงจะสามารถลงมารับ หรือว่ามีคีย์การ์ดจึงจะสามารถขึ้นไปได้ เราเอ่ยลากันหน้าลิฟท์ ผมก็แยกไปขึ้นลิฟท์อีกตัว


เมื่อถึงห้องอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ผมก็มานั่งหานิยายอ่านก่อนจะนอน การอ่านหนังสือ และการนอนสำหรับผมเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด อ่านไปได้สักพัก ก็คิดได้ว่าเหตุการณ์ในช่วงนี้ทำให้ผมนึกถึงฉากที่นิยายทุกเรื่องต้องมี นั้นคือความบังเอิญที่มาพร้อมกับพรหมลิขิตของเหล่าตัวเอก สำหรับเรื่องที่คุณนักลงทุนคนนั้นอาศัยอยู่บนหัวผม ก็คือเรื่องบังเอิญที่ผมว้าวสุด ๆ มันบังเอิญมากจริง ๆ อีกทั้งช่วงนี้เราพบเจอกันบ่อย ๆ แต่นั้นก็เพราะบริษัทของผมกับเขาทำงานร่วมกันมันเลยไม่ค่อยแปลกถ้าเราจะพอเจอกันบ่อยขึ้น

“หวังว่าความบังเอิญเหล่านี้คงไม่ได้มีส่วนให้ชีวิตผมลำบากมากขึ้นหรอกนะ”


…..

ผมตื่นมาในตอนเช้า เย็นวันนี้ผมมีนัดกินข้าวกับที่บ้าน ในช่วงกลางวันผมจึงเก็บเกี่ยวเวลาแห่งความสุขในการอ่านหนังสือ อ่านนิยายของผมอย่างหวงแหนต่อไป แต่แล้วช่วงบ่ายก็มีสายจากคนในบริษัท

“ฮัลโหลครับ ว่าไงครับพี่บี”พี่บีเลขาของผู้จัดการนั่นเอง

“ติน พี่มีเรื่องรบกวนหน่อยจ้า ตินว่างคุยไหม” ไม่ว่างครับ

“ว่างครับ เรื่องอะไรหรอครับพี่” แต่ความเป็นจริงมันจะตอบแบบที่อยากตอบได้อย่างไง

“พอดีคุณจีน่าอยากได้ข้อมูลทีมซัพพลายเออร์ของบริษัทA น่ะ” จีน่า? ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเริ่มเข้าใจอะไรบ้างอย่าง

“ผมส่งข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็คนั้นให้ผู้จัดการไปแล้วนะครับ ข้อมูลนั้นก็รวมอยู่ในนั้นด้วย”

“คุณเมษไปต่างจัดหวัด ไม่สะดวกส่งข้อมูลให้คุณจีน่า เลยให้มาขอทางตินแทนน่ะจ้ะ”เสียงพี่บีเริ่มเบาลงเรื่อย ๆ

“คุณจีน่าต้องการใช่ไหมครับ งั้นก็ให้คุณจีน่าติดต่อที่ผมมาเองนะครับ”

“เอ่อ แต่ตินจ้ะ...”

“แค่บอกคุณจีน่าตามที่ผมบอกครับ พี่บีไม่โดนอะไรหรอก” ผมรู้ว่าเธอกลัวอะไรจึงได้บอกไปว่าผมเป็นคนพูดเอง

“อะ งั้นหรอ โอเคจ้ะ งั้นแค่นี้นะติน” พี่บีวางสายไปแล้ว ข้อมูลที่ทางนั้นต้องการเป็นข้อมูลของโปรเจ็คเก่าที่ผมโดนเคลมไป

ผมพึ่งเริ่มทำงานที่บริษัทนี้ได้ไม่นานนัก ยังไม่ถึงปี มีหลายๆจุด หลายๆอย่างที่ผมอยากจะลาออก แล้วไปทำงานที่อื่นซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่ต้องยอมรับว่าบริษัตทรีตเตอร์เป็นบริษัทอสังหาฯอันดับต้น ๆ ของประเทศ และยังติดอันดับห้าสิบอันดับบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในโลก สวัสดิการก็ดี ใครๆ ต่างต้องการมายืนในที่ของผม อีกอย่างถ้าผมออกจากที่นี้ ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าที่ใหม่มันจะดีกว่านี้ มันอาจจะดีกว่า หรือแย่กว่าก็ได้ ผมก็ไม่รู้ แต่ผมอยากจะลองพยายามให้ถึงที่สุดก่อน เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ตัวเอง แต่ถ้าความพยายามของผมมันวนอยู่แต่เรื่องเดิม ๆ ผมก็คงต้องมอบโอกาสให้ตัวเองได้ใช้ความพยายามในเหตุการณ์ใหม่ ๆ บ้าง

ผมไม่เคยเชื่อประโยคที่บอกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น หากเราใช้ความพยายามผิดที่ผิดทางมันก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จหรอก อย่างเช่นเรื่องการโดนแย่งงาน อาจจะเป็นเพราะมันเป็นครั้งแรก ผมจึงยังพยายามที่จะทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าเก่า แต่ถ้ามันยังคงมีเหตุการณ์แบบนี้อีกสองครั้ง ผมคงพอกับบริษัทนี้จริง ๆ เพราะต่อให้ผมพยายามขนาดไหน ทำดีกว่าคนอื่นขนาดไหน ผลงานเข้าตาขนาดไหน ผมก็ไม่สามารถรักษางานของผมไว้ได้ มันหมายถึงผมควรพอ ไม่ควรเอาเวลามาลงกับสิ่งที่เปล่าประโยชน์ และบริษัทนี้ก็ไม่คู่ควรกับความพยายาม และผลงานของผม

เพราะผมรู้ดีว่าความพยายามของผมมันไม่สามารถชนะคำว่าชนชั้นได้ โดยเฉพาะบริษัทนี้ แต่เอาเถอะรอให้เหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นแล้วต่อยว่ากัน ทุกวันนี้ผมแค่พยายามให้ชีวิตตัวเองมีความสุขก็พอแล้ว

แล้วเวลาที่ผมต้องกลับบ้าน เพื่อไปกินข้าวพบปะครอบครัวก็มาถึง ผมกะเวลาออกจากห้องให้พอดีกับช่วงเวลากินข้าวกับครอบครัว เพื่อจะได้ไม่ต้องไปสนทนากันเยอะแยะ ไปถึงก็กินข้าวเลย เมื่อผมมาถึงจึงมีคนนั่งรอรับประทานอาหารแล้ว

“ไง จำทางกลับบ้านได้แล้วหรอ” ผมหันไปมองพี่พิมเจ้าของเสียงหวาน แล้วก็นั่งเก้าอี้ข้าง ๆ กัน

“ก็เกือบลืมไปเหมือนกันครับ”ผมว่านิ่ง ๆ

“จ้ะ!! นี่ถ้าไม่ตาม ก็คงไม่โผล่หน้ามาให้เห็นหรอกมั้งเนี่ย” พี่พิมพูดอย่างน้อยใจ

“ช่วงนี้งานเยอะครับ แล้วพี่พิมเป็นอย่างไงบ้าง”

“ก็ตามที่เห็น สบายดี แต่แกดูผอมลงนะ งานหนักมากเลยหรอ”

“ก็ไม่หนักขนาดนั้นหรอก”

“ไม่คอยได้กินข้าวหรอ เนี่ยเห็นไหมบอกแล้วให้กลับมาอยู่บ้าน อย่างน้อยก็มีคนดูแลเรื่องปากท้องให้”

“ผมก็กินครบสามมื้อนะ แต่มันไม่อ้วนเอง”

“งั้นว่าง ๆ ไปตรวจสุขภาพบ้าง”

“ครับ” ผมและพี่พิมหยุดสนทนากัน เพราะพ่อและแม่มาถึงโต๊ะอาหารแล้ว

“สวัสดีครับพ่อ สวัสดีครับแม่ สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างครับ”

“อื้ม ก็ดี”พ่อทัศน์ขานตอบ “แล้วแกละ ลาออกหรือยัง”

“...”สิ้นสุดประโยคคำถามของพ่อทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบ

“มาๆ กินข้าวกันดีกว่า” เพราะเห็นว่าบรรยากาศเริ่มไม่ดีแม่พุฒจึงเอ่ยทำลายความเงียบ จากนั้นทุกคนก็เริ่มรับประทานอาหาร บ้านผมจะไม่นิยมให้คุยกันระหว่างรับประทานอาหาร จะคุยกันก็หลังทานเสร็จ ระหว่างที่ทานอาหารกันก็มีเสียงโวยวายดังเข้ามาภายในบ้าน

“พี่ตินนนนนน” เสียงเรียกชื่อผมดังขึ้นพร้อมกับร่างบางของชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหน้าหล่อเหลาก็วิ่งเข้ามาหาผม แต่เมื่อเห็นทุกคนกำลังกินข้าว เจ้าตัวจึงเงียบเสียงลงและยิ้มกว้างมานั่งข้างผมแทน

“วันนี้ผมขอนั่งตรงนี้นะ”ผู้มาใหม่เอ่ยบอกกับพ่อและแม่ก่อนจะนั่งลงข้างผมโดยไม่รอคำอนุญาต จากนั้นก็รีบทานข้าวจนเหมือนว่าได้กินอาหารมื้อแรกในชีวิต

ผมกินเสร็จเป็นคนแรก เพราะไม่ค่อยอยากอาหารนัก และตามมาติด ๆ ด้วยชายหนุ่มในชุดนักศึกษา ทันทีที่กินเสร้จร่างบางก็หันหน้ามายิ้มกว้างให้ผมก่อนจะกอดเอวและซุกหน้าถูไปมาที่ไหล่

“พี่ติน ไม่เจอตั้งนาน ผมคิดถึง”ผมมองน้องชายที่แสนจะขี้อ้อน เอามือดันอีกฝ่ายออกเล็กน้อย

“ปล่อยได้แล้ว เสียมารยาทคนอื่นทานข้าวอยู่นะ”ผมพูดเบา ๆ

“ก็คนมันคิดถึงไม่เจอตั้งสองเดือน จะไปหาพี่ก็ไม่ให้ไป” ร่างบางงอนอย่างน่ารัก คุณเป็นเด็กผู้ชายที่หล่อและน่ารักในเวลาเดียวกัน ท่าทางราวกับคุณชายน้อยทำอะไรก็ดูน่าเอ็นดูไปซะหมดในสายตาคนอื่นน่ะนะ

“เวลาพี่ต้องไปทำงานต่างจังหวัดหลายเดือนกลับมาคุณไม่เห็นอ้อนพี่แบบนี้บ้างเลย น่าน้อยใจจัง”พี่พิมเช็ดปาก แล้วเท้าคางมองมาที่ผมและคุณ

“ก็นาน ๆทีผมจะได้เจอพี่ติน พี่พิมเจอทุกวันจนเบื่อแล้ว”

“นี่กล้าเบื่อพี่เลยหรอห้ะเรา”

“อ้ะ ล้อเล่นครับ ล้อเล่น ไม่เบื่อๆ ใครจะกล้าเบื่อคนสวยที่สุดของบ้านกัน”
“อ้าว แล้วแม่ล่ะ แม่ไม่สวยหรอ” แม่แหย่ขึ้นมา

“แม่พุฒก็สวยที่สุดในบ้านเหมือนกันครับ”

“แล้วไป ไม่งั้นคุณอาจจะอดได้รถที่ไปดูกับคุณแม่ซะแล้ว”

“อ๊า รถ! ขอบคุณครับ! คุณแม่ดีที่สุด” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะไปกอดแม่ที่นั่งอยู่อีกฝั่ง

“ฮ่าๆ เจ้าเด็กคนนี้นี่” แล้วเสียงหัวเราะของสาวทั้งสองคนในบ้านก็ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้น คุณเล่าเรื่องที่มหาลัยของตัวเอง เล่าถึงเหตุการณ์ตลกๆในคณะ ซึ่งคุณเรียนคณะวิดศวะ พี่พิม และแม่นั่งฟังไปหัวเราะไป บางครั้งพ่อก็พยักหน้าเห็นด้วย บางครั้งก็ยิ้ม ผมมองดูภาพตรงหน้าราวกับคนนอก รู้สึกเหมือนว่าตรงนี้ไม่ใช่ที่ของเรา ผมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะย้ายสายตามาพิจารณาอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ตรงหน้าตัวเอง กับข้าวสี่ห้าอย่าง มีปลาทอดสมุนไพรเมนูโปรดของพี่พิม แกงส้มของโปรดคุณพ่อ เป็ดคลุกซอสของคุณแม่ แกงมัสมั่นไก่ของโปรดของคุณ และผัดผักกุ้ง... ที่ไม่ใช่ของโปรดผมแน่นอน และที่สำคัญผมแพ้กุ้ง? ผมละสายตาและหยิบเครื่องดื่มที่เป็นน้ำสมุนไพรมาจ่อที่ปาก คิ้วขมวดเล็กน้อย แต่เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น ผมยกดื่มเล็กน้อยก่อนจะวางแก้วลงที่เดิม มันคือน้ำเก็กฮวย และผมก็โคตรเกลียดน้ำเก็กฮวย ผมหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

“พี่ตินครับ พี่พิมบอกว่าพี่งานหนักจนไม่มีเวลากินข้าว แล้ววันนี้กินไปแค่นั้นอิ่มหรอ นี่แม่ให้ทำของโปรดพี่ด้วยนะ”

“ของโปรดของตินหรอ? พี่ก็เห็นตินโปรดไปซะทุกอย่างนะ”พี่พิมว่า คิ้วผมกระตุกเล็กน้อย

“ก็แกงมันสมั่นไง พี่ตินชอบเหมือนผมนะ เห็นพี่ตินทานตลอดเลย”ก็จริงอย่างที่คุณบอก ผมจะกินมันทุกครั้งที่ผมกลับบ้าน มันก็พอจะกินได้ แล้วผมจะได้กินเฉพาะเวลาได้ทานข้าวกับครอบครัวเพราะผมไม่เคยคิดที่จะกินแกงนี้ที่อื่นเลย 

ผมยิ้มให้กับความเข้าใจผิด และก็ไม่ได้คิดจะแก้ไขอะไร

“เดี่ยวผมจะกลับแล้วนะครับ” ผมลุกขึ้นและบอกลาทุกคน

“อ้าว จะกลับแล้วหรอ นี่ก็ดึกแล้วพี่ไม่นอนนี่หรอครับ”

“ไม่ดึกมากหรอกกลับได้” ผมว่า

“แต่...”

“พรุ่งนี้มีประชุมด่วนน่ะครับ”ผมโกหกไป เพราะไม่อยากค้างที่บ้านจริง ๆ

“ผมยังไม่หายคิดถึงพี่ตินเลย”คุณทำหน้าเศร้า ๆ “ผมไปหาพี่ตินที่คอนโดบ้างได้ไหม”

“อย่าเลยพี่ไม่ค่อยได้อยู่ห้องน่ะ”

“อ่า ครับไม่เป็นไร”

“แกนี่ก็ทำไมเย็นชากับน้องจังเลย”แม่ว่าขึ้นมา ผมมองหน้าหญิงวัยกลางคนที่หน้าตาคล้ายผมถึงสามส่วน ก่อนจะหันมองพ่อที่กำลัมองผมอย่างไม่ค่อยจะพอใจเช่นกัน หน้าของผมนั้นคล้ายกับพ่อมากราวกับถอดกันออกมา หน้าตาเหมือนกันขนาดนี้ก็คงเป็นลูกจริง ๆ แหละ?

“นั่นสิ” พี่พิมพูดเสริม

“มันไม่อยากอยู่ก็ไม่ต้องไปรั้ง ลูกนอกคอก”พ่อพูดขึ้นนิ่ง ๆ ผมยิ้มให้ก่อนกล่าวลากับทุกคนอีกรอบ กำลังจะออกจากบ้านแม่ก็เอ่ยขึ้นมา

“คอนโดนั้นเดี๋ยวคุณก็ต้องย้ายไปอยู่นะ เพราะมันใกล้กับมหาลัยน้อง น้องจะได้เดินทางสะดวก”

“อะ ผมอยู่บ้านก็ได้ครับแม่ มันไม่ลำบาก...”คุณเอ่ยด้วยสีหน้าลำบากใจ

“บ้านกับมหาลัยไกลกันขนาดนี้ มั่วแต่เสียเวลาเดินทาง อยู่คอนโดนั้นแหละลูกใกล้ ๆ คุณจะได้ไม่เหนื่อยไง“แม่เอ่ยกับคุณ

“แล้วพี่ติน...”

“ได้ครับ ผมย้ายคอนโดมาสักพักแล้ว”ผมนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะผมทำเรื่องย้ายคอนโดตั้งแต่ที่เรียนจบ

“แล้วทำไมไม่รีบบอกจะได้ให้น้องย้ายไปอยู่ตั้งนานแล้ว”

“ขอโทษครับพอดีไม่มีใครถามผมเลยไม่ได้บอก”

“เอ๊ะ แกนี่!” แม่ทำท่าจะพูดต่อ แต่ผมก็สวนขึ้นมาก่อน

“งั้นผมลาแล้วครับเดี่ยวมันจะดึกกว่านี้ สวัสดีครับคุณพ่อ คุณแม่ พี่พิม พี่ไปก่อนนะคุณ” ผมขับรถออกจากบ้าน และตรงกับที่พักทันที่ ผมส่ายหัวเบา ๆ อย่างปลง ๆ เพราะนี่ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกที่ผมเจอ ดังนั้น ผมก็ควรจะชินกับมันได้แล้ว

ควรจะชินได้แล้ว...

แต่ทำไมมันถึงไม่ชินสักที หรืออาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น


ผมกลับมาถึงคอนโด ตอนนี้เป็นเวลาประมาณสามทุ่มกว่า ๆ ผมตัดสินใจยกแม็คบุ๊คไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟร้านประจำใกล้ ๆ บริษัท ก็ไม่เชิงว่าทำงาน แต่แค่อยากหาอะไรทำแต่ไม่ได้อยากทำอยู่ที่ห้องมากกว่า

ผมเลือกที่นั่งที่ประจำ สามารถมองเห็นถนนที่มีรถวิ่งไปมาได้ คนในร้านมีไม่มาก แต่ก็พอมี เนื่องจากเป็นร้านที่เปิด 24 ชั่วโมง  และอยู่ในย่านที่มีบริษัทน้อยใหญ่มากมาย และมหาวิทยาลัยใหญ่ จึงมีคนมาใช้บริการตลอด แต่บริเวณที่ผมนั่งเป็นโซน VIP จึงไม่ได้มีคนมาใช้บริการส่วนนี้มากนัก ผมไม่ได้เปิดเพลงเพราะมีเพลงของร้านที่เข้ากับเทสต์ของผมอยู่แล้ว ผมเปิดแม็กบุ๊ค แต่ก็มองออกไปทางท้องถนนแทน ในหัวก็คิดอะไรไปทั่ว ผมคิดว่ามันจะมีคนที่นั่งมองอะไรแบบนี้เหมือนผมไหม แล้วชีวิตของเขามีปัญหาหรือเปล่า เขาหาทางแก้ไขมันได้ไหม เขาสบายใจขึ้นได้ยังไง เขามีวิธีอะไรจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เขาเหงาบ้างไหม เหงาทั้ง ๆ ที่มีผู้คนอยู่รอบตัวมากมาย

ในขณะที่ผมกำลังนั่งเหม่อมองถนน ผมเห็นผู้หญิงคนนึงที่กำลังเดินอยู่ริมถนน เดาว่ากำลังกลับบ้าน เธอแบกกระเป๋าและของเต็มมือ ดูเหนื่อยล้ามาก เธอเดินมานั่งตรงจุดรอรถโดยสารและมองเหม่อไปที่ถนนเหมือนผมก่อนหน้านี้ ท่าทางแบบนั้นผมเหมือนเห็นตัวเอง ทำให้ผมรู้ว่าทุกคนก็คงมีปัญหาของตัวเอง แล้วอยู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้ ผมไม่รู้ว่ามันเป็นปัญหาอะไรถึงทำให้คน ๆ นึงร้องไห้ได้โดยที่มีคนอยู่รอบกายมากขนาดนั้น เธอไม่ได้ปล่อยโฮ เธอร้องออกมาแบบไม่มีเสียง แต่ผ่านไปไม่นานก็มีผู้ชายเดินลงจากรถและวิ่งเข้ามากอด ทันทีที่เข้าสู่อ้อมกอดผู้หญิงคนนั้นก็ปล่อยโฮออกมาราวกับเขื่อนที่แตก ผู้ชายคนนั้นกอดเธอไว้และลูบหลังไปมา ผมมองดูภาพนั้นด้วยความว่างเปล่า ก่อนหน้านั้นผู้หญิงคนนั้นช่างคล้ายผม แต่ตอนนี้เธอไม่คล้ายผมแล้ว เพราะเธอมีคนที่อยู่ข้างเธอจริง ๆ ในขณะที่ผมไม่มีใครเลย...


และภาพนั้นทำให้ความรู้สึกบ้างอย่างในใจมันชัดขึ้น...

ความเหงาในใจผมชัดขึ้น...

มันรู้สึกทั้งเหงาทั้งอิจฉาผู้หญิงคนนั้น

ผมไม่หวังให้โลกนี้ยุติธรรมกับผมจริง ๆ นะ แต่แค่ช่วยเห็นใจผมกว่านี้ได้หรือไม่?

อย่างน้อยก็ขอแค่ใครสักคนที่ไม่ทำให้ผมโดดเดี่ยวไปมากกว่านี้

ผมก็อยากร้องไห้ให้สุดเสียงเหมือนผู้หญิงคนนั้นเหมือนกันนะ...


******************************************************************


"ไม่ใช่เราคนเดียวที่พบเจอปัญหา เพียงแต่ที่เห็นคนอื่นดูสดใสเพราะเขาซ่อมมันไว้หรือปล่าว"เป็ดยางสีเหลืองได้กล่าวไว้


เดือนนึงพอดี แต่ก็มานะ งื้อออออออออออ ขออภัยที่ให้รอนานนะคะ อารมณ์มันไม่ได้จริง ๆ
เรื่องนี้เป็นสีเทาหม่น ๆ นะคะ ดราม่าแน่นอนเพราะเราชอบชีวิตที่มีปัญหา ดูสิ้นหวังดี ฮ่าๆๆ :o8:
ช่วงต้น ๆ อาจจะปูพื้นของตัาละครนะคะ แต่ไม่น่าเบื่อหรอกเนอะ  :impress2:




ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
:hao6: :hao7:


มาแล้วววววววว :sad4:


วันนี้ วันที่ 6 เดือน 6

รออ่านอยู่นะ


มาต่อแล้วค้าาาาา งื้อออออ :o8:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ความรู้สึกที่ 5.1 โคตรรู้สึกดี

เที่ยงคืนแล้ว

แต่ผมก็ยังคงนั่งมองเหม่อออกไปภายนอกร้านเช่นเดิม รถและคนเริ่มบางตาลง ไฟทางก็เริ่มปิดลง รอบตัวผมยังคงมีพนักงานบริษัท และนักศึกษานั่งอยู่ปะปลาย แต่ทุกคนก็จมอยู่กับธุระตัวเอง เสียงเพลงภายในร้านที่ผมเคยคิดว่ามันช่วยผ่อนคลาย แต่เวลานี้มันกลับทำให้ใจหวิวแปลก ๆ

ภาพที่เห็นเริ่มเปลี่ยนไป จากภาพรถเต็มท้องถนน คนเดินสวนกัน ร้านค้าข้างทาง ตอนนี้แสง สี เสียง มันค่อยๆ หายไป ทุกอย่างค่อย ๆ มืดลง ความเงียบค่อย ๆ เพิ่มขึ้น พุ่มไม้สีเขียวในตอนกลางวันตอนนี้กลายเป็นสีดำ ถนนที่มีรถก็เริ่มไม่มีรถ บนทางเดินไม่มีคน ผมหยุดมองข้างนอก และมองตัวเองในกระจกสีดำ สิ่งที่เห็น คือ มีผมเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ ทุกอย่างที่เห็นในนั้นล้วนเป็นสีดำ มันราวกับว่าได้หลุดเข้าไปอยู่อีกโลก และมีผมอยู่คนเดียวในโลกนั้น มันไม่ใช่ความสงบ แต่มันเป็นความเหงา

...ไม่มีใครเลย ข้างๆ ผมไม่มีมีใครเลยจริง ๆ หรือผมควรออกไปหาใครสักคนนะ แต่อีกใจต้องการให้ใครคนนั้นเป็นฝ่ายเข้ามาผมเอง ไม่ใช่...ผมที่ต้องพยายามไขว้คว้าหาใครสักคน

จริง ๆ นะ ขอแค่ใครสักคนที่เขายินดีเข้ามาอยู่ข้าง ๆ ผม โดยที่ผมไม่ต้องใช้พยายาม พยายามเข้าไปอยู่ในชีวิตของใคร เหนื่อยที่จะจต้องพยายามเพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา ผมเหนื่อยมากจริง ๆ

ดังนั้น ได้โปรด ขอเพียงใครสักคนที่อยู่ต้องการอยู่ข้าง ๆ ผมด้วยความเต็มใจของเขาเอง... ใครสักคน...

ขณะนั้นเองก็มีเงาคนๆหนี่ง เพิ่มเข้ามาในสายตาของผม คนๆนั้นเดินผ่านผมเข้าไปนั่งโต๊ะตัวถัดไป นั่งลงบนเกาอี้ที่หันหน้าเข้าหาผม ผมหันไปมองด้วยความดีใจ ในที่สุดก็ไม่ได้มีเพียงผมคนเดียวในกระจกบานนี้ คนตรงข้ามหันหน้ามาทางนี้พอดี เมื่อเห็นว่าเป็นใครใจผมก็กระตุกโดยอัตโนมัติ ทำไม...ถึงเป็นเขา

ผมเผลอมองร่างสูงเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาอย่างตกใจ คนตรงข้ามพยักหน้าให้ ทันทีที่ได้สติผมจึงพยักหน้าตอบ และก้มหน้าหนีในหัวก็ครุ่นคิดอย่างหนัก มันก็ไม่แปลกที่เจอเขาในร้านกาแฟแห่งนี้ แต่แปลกใจทำไมถึงเจอในเวลานี้? ในเวลาที่ผมต้องการใครสักคน

ผมตัดสินใจเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง เขายังคงดูสงบและเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง แต่เป็นความสงบที่ทำให้ผมสบายใจ มันจะแปลกไหมถ้าผมดีใจที่ได้เจอเขา รู้สึกขอบคุณจริง ๆ แม้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจมาเจอผมก็ตาม แต่ผมก็ดีใจที่คืนนี้ผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว ผมหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง บรรยากาศที่เงียบเหงาหายไป ผมส่งสายตาไปรอบ ๆ เห็นนักศึกษานั่งคุยกัน มีเสียงหัวเราะเบา ๆ คลอมากับเพลง ที่ตอนแรกฟังแล้วใจหวิวๆ แต่ตอนนี้ก็กลับมาผ่อนคลาย และเพลินหูเช่นทุกวัน เงยหน้ามองเพดานก็เห็นว่าไฟในร้านนั้นสว่างมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้รู้สึกว่ามันไม่ได้สว่างขนาดนี้ ผมหันไปมองคนตรงหน้าอีกครั้ง เห็นร่างสูงนั่งก้มหน้าอ่านหนังสือด้วยท่าทางผ่อนคลาย ผมก็ยิ้มและก้มหน้ามองหน้าจอแมคบุ๊คที่ดับลง ภาพของผมสะท้อนกลับมา มีรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าที่คุ้นเคย ผมหัวเราะอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี และตัดสินใจเปิดเครื่องเพื่อเริ่มทำงาน


เสียงพลิกกระดาษ เสียงกดคีย์บอร์ด และเสียงเปียโนเบา ๆ

มันก็เงียบนะ

แต่เป็นความเงียบที่...


...โคตรรู้สึกดีเลย


*****************************************************


เที่ยงคืนเหมือนกันเลย

แอบมาลงนิดนุง ตินจะได้ไม่เหงานาน เอ็นดู

 :impress2:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-06-2022 23:59:37 โดย [ฟoงครีม] »

ออฟไลน์ RedQueen

  • Memois Of A Calamity Queen
  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 219
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
เพลงรักมันก็มีหลายแบบนะ มันก็ไม่ได้ดูสดใสทุกเพลง อิอิ :hao3:

ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ความรู้สึกที่ 5.2 [100%] โคตรรู้สึกดี

ถึงเวลาที่ต้องกลับแล้ว เหลือบมองนาฬิกาที่ผนัง บอกเวลาว่าอีกไม่กี่นาทีก็ตีสอง สายตาตกไปอยู่ที่คนตรงข้ามด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ร่างสูงยังคงนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ เช่นเดิม

เขายังไม่กลับหรอ? หรือเป็นปกติที่เขาออกมานั่งอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟแบบนี้ แต่อย่างไงวันนี้ต้องขอบคุณที่อีกฝ่ายเข้ามานั่งในร้านกาแฟเวลานี้ แม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม แต่มันช่วยผมได้เยอะ

ขณะที่กำลังลุกออกจากที่นั่ง ก็รู้สึกเหมือนมีสายตามองมา ผมมองกลับตามความรู้สึก ทำให้เราสบตากัน ในแววตาคู่คมนั้นทั้งสงบและมั่นคง

“อ่า...สวัสดีครับ” เพราะสายตาที่มองมาทำให้ผมทำตัวไม่ถูก จึงเลือกกล่าวทักทายออกไป แต่พึ่งจะสวัสดีตอนที่กำลังจะกลับเนี่ยนะ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงพยักหน้ากลับมาให้ตามมารยาท และสายตานั้นก็ยังไม่ยอมละไปจากผม แววตาเข้มนั้นมืดราวกับท้องฟ้าตอนกลางคืน ทำให้ผมนึกถึงชื่อของอีกฝ่ายขึ้นมา “คราม” หรือ “รัตติกาล” เป็นชื่อที่เหมาะกับผู้ชายคนนี้จริง ๆ ผู้ชายที่สงบ ลึกลับราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

ผมต้องพูดอะไรต่อไหม ผมควรชวนเขาสนทนาหรือปล่าว แต่ต้องคุยข้ามโต๊ะนะ มันจะเหมาะสมหรอ หรือลุกออกไปเลยดี
มีคำถามมากมายวนอยู่ในหัว ผมที่ไม่รู้ว่าต้องแสดงออกอย่างไง กับคนที่อยู่ระดับเดียวกับผู้บริหารของผม
“คุณมาทำงานที่นี้เวลานี้บ่อยหรอ?” ไม่ต้องรอให้ผมคิดนาน เขาก็เอ่ยขึ้นมาก่อน ผมรีบเดินไปที่โต๊ะของเขา และขออนุญาตินั่งเพราะน่าจะเหมาะสมกว่า

“อ่ะ ครับ ก็บางครั้ง”

“...ขยันจริงเชียว” ร่างสูงพูดนิ่ง ๆ ตาสีเข้มหลุบมองหนังสือในมือ

“...”นี่เขาเหน็บแหนมผมหรือป่าว? ผมนั่งตัวหลีบ

“ผมไม่ได้เหน็บคุณหรอก แต่ก็หวังว่าโปรเจ็คใหญ่นี้คุณจะขยันเหมือนกันนะ”

“อ้ะ คุณครามหมายความว่า...ผมได้...หรอครับ”ที่เข้าพูดหมายความว่าไงน่ะ หมายความว่าผมได้ร่วมทีมโปรเจ็คนี้หรอ!

“ใช่”

“ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ ผม ผมจะตั้งใจทำงานครับ”จริงหรอเนี่ย ผมยิ้มกว้าง และก้มหัวขอบคุณอีกฝ่ายไม่หยุด

ไม่อยากจะเชื่อ ไม่นึกเลยว่าคนที่ตัวหลีบๆ ไม่มีพื้นหลังอย่างผมจะได้รับโอกาสนี้ ถ้าพี่เตอร์รู้ต้องกรี๊ดแน่ ๆ ฮ่า ๆ สมแล้วที่ผมพยายามเตรียมตัวมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

“ขอบคุณนะครับที่เลือกผม ทั้ง ๆ ที่ตัวเลือกก็เยอะขนาดนั้น”ท้ายประโยคผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่เหมือนว่าคนตรงหน้านอกจากหน้าตาดีและก็ยังหูดี

“ผมเลือกเพราะคุณมีความสามารถ และผมชอบความขยันของคุณ” คุณครามพยักหน้าและยิ้มมุมปากส่งมาให้ “เลือกคุณน่ะเหมาะสมแล้ว” ทั้งรอยยิ้ม และประโยคของเขาทำให้ผมถึงกับนิ่งไป

ผมน่ะหรอเหมาะสมแล้ว อ่า...เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนบอกว่า เพราะเป็นผมน่ะดีแล้ว เหมาะสมแล้ว ผมเงยหน้ามองคนตรงหน้า รู้สึกได้ถึงขอบตาที่เริ่มร้อน ผมน้ำตาคลอเพราะมันรู้สึกดี ดีมากจริง ๆ รู้สึกดีจนใจเจ็บไปหมด มันเป็นเพียงแวบหนึ่งที่ใบหน้าของพ่อที่ถามว่า ลาออกจากงานหรือยัง ลอยเข้ามาในความคิด

ทั้ง ๆ ที่ก็เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็ก แต่ผู้ชายคนนั้นไม่เคยเห็นถึงความสามารถ หรือความพยายามของผมเลย
แต่ผู้ชายคนนี้ได้เจอ และได้รู้จักกันไม่นาน เขากลับมองเห็น…

“ขอบคุณ ขอบคุณจริง ๆ ครับ” ผมก้มหน้าหลบสายตาที่มองมาเพราะน้ำตาเริ่มไหลออกมามากขึ้น ขอบคุณสำหรับโอกาสที่ให้ผมได้เติบโต และได้พิสูจน์คุณค่าของตัวเอง

นี่คือก้าวแรกของผม ผมจะพิสูนจ์ในพ่อเห็นว่า ผมเลือกถูกแล้ว ไม่ต้องพึงพ่อ ผมก็อยู่ได้

“อื้ม ยินดีด้วย” เสียงแหบทุ้มมีเอกลักษณ์น่าฟังกล่าวยินดีด้วยเสียงนิ่ง ๆ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดา

“ขอบคุณครับ” คืนนี้มีเรื่องให้รู้สึกขอบคุณเขามากมายจริง ๆ และเหตุนี้เองที่เป็นต้นเหตุทำให้ชีวิตของผมขาดเขาไม่ได้


“เห็นไหมล่ะ พี่บอกแล้วว่าตินได้รับเลือกอยู่แล้ว” พี่เตอร์พูดกับผมอย่างอารมณ์ดี หนุ่มหล่อประจำแผนกกล่าวยินดีกับผมทันทีที่รู้ข่าวในตอนเช้า พร้อมทั้งย้ำอยู่นั่นว่าแกรู้อยู่แล้วละว่าผมได้อยู่แล้ว

“ครับ ๆ”ผมก็ได้แต่ยิ้มรับด้วยความยินดี

“ฮ่า ๆ ไม่ได้การ ต้องไปฉลองอีกรอบ” พี่เตอร์พูดด้วยสีหน้าขึงขัง

“วันศุกร์พี่ยังไม่สมใจอีกหรอครับ” เมาเหมือนหมาเลยคืนนั้น

“ฮ่าๆๆ ก็ล้อเล่นไปงั้นแหละ คราวที่แล้วโดยบ่นจนหูชา นี่แค่นึกถึงก็คันหูแล้วเนี่ย”  พี่เตอร์ที่แสดงท่าทางตัวสั่นกลัวแบบโอเวอร์
“ฮ่า ๆ” มองแล้วก็ตลกดี ผู้ชายตัวหนา ๆ หน้าตาหล่อเลา ยืนโอบกอดตัวเองเป็นสาวน้อย

“ตินจ้ะ ว่างหรือป่าว ผู้จัดการเรียกพบน่ะ” เสียงเรียกของพี่บีดังขึ้น ผมกับพี่เตอร์หยุดคุยและสบตากัน ในใจทั้งคู่รู้ว่ามีปัญหาแน่นอน พี่เตอร์ และพี่บีพยักหน้าให้กำลังใจ

ผมเดินผ่านประตูบานที่เปิดรออยู่ เมื่อก้าวพ้นประตู ก็เห็นชายร่างท้วม หน้าตาใจดี นั่งก้มหน้าเซ็นต์เอกสารอยู่

“มาแล้วหรอ ปิดประตูด้วย” ชายวัยกลางคนเงยหน้ามาพูดกับผม ผมเอื้อมปิดประตู ในใจก็คิดว่าเรื่องอะไรที่ต้องคุยกันแบบส่วนตัว หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะ

“ทำไมคุณไม่ให้ข้อมูลทีมซัพฯกับคุณจีน่า” นั่นไง

“ผมไม่ได้จะไม่ให้ครับ เพียงแค่ให้คุณจีน่ามาขอเอง”

“มันต่างกันตรงไหน ใครจะขอมันก็เหมือนกัน”

“แต่...”

“อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่สิคุณติน” คุณเมษพูดสวน ...แต่...มันไม่มีมารยาท นี่คือประโยคที่ผมจะพูด ซึ่งตอนนี้ทั้งคุณจีน่า และคุณเมษนั้น...ทำตัวเหมือนกันเลย

“ครับ” ผมพยักหน้ารับ

“เฮ้อ ผมล่ะเหนื่อยกับอคติของคุณจริง ๆ คุณยังไม่ยอมรับเรื่องที่ต้องถอนมือออกจากโปรเจ็คคราวที่แล้วอีกหรือ ผมว่าผมได้ชี้แจงเหตุผลไปแล้วนะว่าทำไมถึงให้คุณจีน่ามาดูแลแทน” ใช่ครับ ชี้แจงไปแล้ว แล้วไงล่ะ เหตุผลเรื่องภาษา ซึ่งผมก็มีความสามารถเช่นกันคุณจีน่านั้นล่ะครับ

“ครับ”

“เอาเถอะ คุณออกไปได้ แล้วอย่าลืมส่งข้อมูลทีมซัพฯให้คุณจีน่าด้วย”

“...”

“ผมเข้าใจคุณนะคุณติน แต่ผมขอแนะนำว่าอย่าพยายามทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคุณอยากมีอนาคตที่ดีในที่นี่ อะไรยอมได้ก็ควรยอม” คุณเมษกล่าวยิ้ม ๆ หน้าตาใจดีสวนทางกับคำพูด ดูราวกับเจ้านายที่เข้าอกเข้าใจลูกน้อง

“ครับคุณเมษ ผมเข้าใจแล้ว”

ผมออกมาจากห้องของผู้จัดการ เดินมานั่งโต๊ะตัวเอง เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของพี่เตอร์ผมจึงยิ้มและส่งสัญญาณว่าไม่มีอะไรต้องกังวล

“โอเคใช่ไหม”

“โอเคครับพี่” ผมยิ้ม ๆ ก้มหน้าเตรียมทำงาน แต่สายตาเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ที่โต๊ะ “นี่เอกสารใคร ทำไมมาวางไว้ที่โต๊ะ...”

“อ่อ อันนั้นหรอ เห็นว่าเป็นเอกสารที่ตินต้องเซ็น แล้วก็ฝากตินเอาไปให้คุณตี๋เลย”

“คุณตี๋?”ใครน่ะ? พยายามนึกว่ามีใครที่ชื่อตี๋บ้าง

“เลขาคุณรัติกาลไง” อ่ออ ผมพยักหน้าเข้าใจ เพราะช่วงบ่ายจะมีประชุมทีมงาน ค่อยเอาเอกสารนี้ไปให้ตอนนั้นได้

“แล้วใครฝากมาหรอครับ” หันมาถามพี่เตอร์

“คุณน้อยหน่าแวะมาตอนผู้จัดการเรียกตินพอดี” อ่อ คุรน้อยหน่า คือคนที่เป็นหัวหน้าทีมการตลาด

“แล้วคุณน้อยหน่าฝากบอกอะไรผมไหมครับ”

“ไม่มีนะ” ผมพยักหน้าให้ก่อนจะหันกลับมาเช็กข้อความ และเตรียมเอกสารเพื่อประชุมตอนบ่าย การประชุมนี้เป็นการประชุมทีมงาน ทุกฝ่าย เพราะรวมทุกฝ่าย มันถึงมีคนที่ผมรู้จัก และไม่รู้จักบ้าง จึงตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ก็แค่เตรียมตัวไปให้พร้อมเหมือนที่ผ่านมาก็คงไม่มีปัญหาอะไร

การประชุมเริ่มขึ้นการประชุมครั้งแรกสำหรับโปรเจ็คนี้ ก็มีเพียงแค่การเสนอคอนเซ็ป และวางงบ โดยส่วนงานของผมจะเริ่มเมื่อคอนเซ็บคลอดออกมาแล้ว และผมทำหน้าทีดิลกับทุกทีมอีกที ซึ่งตอนนี้ผมทำได้แค่เก็บข้อมูลบุคคลในแต่ละทีม เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น

เมื่อพูดถึงคอนเซ็บของโปรเจ็คนี้ ผมก็นึกถึงคุณคราม เพราะการประชุมวันนี้มีความต้องการของทางนั้นใส่เข้ามาด้วย ทำให้คณะกรรมการต้องวางคอนเซ็บใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ความต้องการทั้งสองฝ่ายไปด้วยกันได้ ก็งานยากเหมือนกัน เพราะจากที่ฟังวัตถุประสงค์ของโปรเจคอย่างได้หมู่บ้านที่ครบวงจรในใจกลางเมือง แต่คุณครามอยากได้แนวที่เป็นไพรเวท ส่วนตัว ลึกลับ ตัดขาดจากเมือง ซึ่งความหมายของคำว่าครบวงจร คือ หมู่บ้านอยู่ใกล้ หรือสถานที่ที่จำเป็น เช่น ห้าง โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น จึงจำเป็นต้องอยู่ใจกลางเมืองที่มีความเจริญ

ในที่สุดก็ได้มติในที่ประชุม ว่าควรมีการนำคอนเซ็บมาเสนอในครั้งหน้า วึ่งจะมีการเชิญคุณครามมาร่วมประชุมด้วย ซึ่งทางเลข หรือคุณตี๋ก็รับหมายการประชุมในครั้งถัดไปเรียบร้อย จบการประชุมทุกคนก็แยกย้าย ผมเดินถือซองเอกสารไปให้คุณตี๋

“คุณตี๋ครับ นี่เอกสารครับ จากคุณน้อยหน่าฝ่ายการตลาด”

“อ่อ ขอบคุณมากครับ อันนี้ลงนามครบหรือยังครับ”

“เรียบร้อยครับ” ผมน่าจะเป็นคนสุดท้าย

“ครับ คุณตินเลิกงานเลยหรือป่าวครับ”

“วันนี้หรอ... ครับ วันนี้น่าจะกลับที่พักเลย”

“มีนัดอะไรไหมครับ ผมขอเลี้ยงมื้อเย็นนะครับ เป็นการขอบคุณเรื่องเมื่อวันนั้น”

“ไม่เป็นไรเลยครับ ไม่รบกวนเลย ยังไงผมก็ไปที่นั้นอยู่แล้ว”

“ไม่ได้ครับ ผมเกรงใจจริง ๆ ถ้าวันนั้นไม่รีบ ผมคงไม่รบกวนคุณตินแน่ ๆ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าตาจริงจังว่าต้องตอบแทน ผมจึงยอมที่จะให้อีกฝ่ายเลี้ยงแต่เปลี่ยนจากมื้อเย็นเป็นเลี้ยงอย่างอื่น

“งั้นเอาเป็นเลี้ยงกาแฟสักแก้วก็พอครับ”

“ตอนนี้น่ะหรือครับ คุณตินจะไม่นอนหรอครับ” เอ้อ เนอะ นั่นสิ กินกาแฟเย็นนี้ตาคงได้สว่างยันเช้าพอดี

“เอาเป็นเช้าวันไหนก็ได้ครับ ถ้าให้มากกว่านี้ผมก็เกรงใจเหมือนกันนะครับ” ผมว่าอย่างลำบากใจ

“โอเคครับ งั้นเอาเป็นวันพุธก่อนเริ่มงานไหมครับ คุณตินสะดวกไหม พอดีคุณครามมีนัดที่ทรีตเตอร์ ผมก็คงจะมาด้วย” อื้มคุณครามจะมาที่นี้วันพุธงั้นหรอ ใบหน้าหล่อเหลาแวบเข้ามาในหัว

“อ่า งั้นเป็นร้านกาแฟหน้าบริษัท ที่คุณครามชอบไป ดีไหมครับ”

“ดีเลยครับ คุณตินก็ชอบร้านนั้นใช่ไหมครับ ผมมักจะเห็นคุณตินที่ร้านนั้นบ่อย ๆ”

“ฮ่าๆ โอเคครับ งั้นตกลงตามนี้ จริงๆ ก็ไม่ต้องลำบากคุณตี๋เลย ผมยินดีช่วยอยู่แล้ว”

“ไม่ได้ครับ ไม่ได้ ผมเกรงใจ” หลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายหนักแน่นมาก ผมก็ยอมแพ้ เราแยกกันไป ผมตรงกับโต๊ะ เพื่อเก็บของกลับห้อง

ระหว่างขับรถเข้าช่องจอดรถ ก็เห็นคุณครามกำลังเดินลงจากรถหรูที่อยู่ช่องตรงข้าม และเดินไปทางลิฟท์ เมื่อเห็นดังนั้นผมรีบลงจากรถและวิ่งตามร่างสูงไป

“อะ อ้าว สวัสดีตอนเย็นครับคุณคราม” ร่างสูงหันกลับมามองมองเล็กน้อย

“นี่พึ่งเลิกงานหรอครับ?” ผมยังคงทักททาย และเดินตามอีกฝ่ายต่อไป

“ครับ” คุณครามตอบกลับมาสั้น ๆ และขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำให้ผมไม่คิดจะเซ้าซี้ต่อ ผมยิ้มให้ และเดินไปที่ลิฟท์อีกตัว และกดชั้นของตัวเอง ก่อนจะเข้าลิฟท์ก็ก้มตัวให้ร่างสูงไปหนึ่งที

“ดีนะที่ลิฟท์เราเป็นลิฟท์ส่วนตัว ไม่งั้นอึดอัดแย่” พูดกับตัวเอง คนรึอุสาห์รีบวิ่งลงจากรถเพื่อมาทักทาย แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยยินดีจะคุยด้วย ไม่อารมร์เสียมาจากไหนกันล่ะ


ผมถึงห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย และเปิดคอมพ์ทำงานต่อ สายตาก็ไปสะดุดที่นิตยสารธุรกิจ ที่มีรูปของคุณครามอยู่บนหน้าปก และเขียนว่าบทสัมภาษณ์พิเศษตัวหนา ๆ ที่หน้าปก

ผมเปืกไปที่หน้าของบทสัมภาษณ์ดังกล่าว เมื่ออ่านจบก็รู้สึกชื่นชมอีกฝ่ายเล็กน้อย

“ทำไมเขาถึงมาได้ไกลขนาดนี้นะ”

คุณครามเป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวที่น่าอิจฉา ตระกูลของฝ่ายแม่มีเชื้อสายขุนนางราชวงค์อังกฤษที่เก่าแก่ ส่วนพ่อเป็นเจ้าของตลาดเครื่องประดับ แฟชั่น ที่มีบริษัทในเครือมากกว่า 20 แห่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นแบรนด์ชั้นนำของโลก แต่ชีวิตต้องพลิกผันเมื่ออายุได้เพียงสิบสอง พ่อ และแม่ประสบอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ทำให้ต้องกำพร้าพ่อแม่ และเนื่องจากยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงไม่มีสิทธิในการครอบครองทรัพย์สมบัติใด ๆ แม้มันจะเป็นชื่อตนก็ตาม เพราะปัญหาการแบ่งผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว คุณครามจึงต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับญาติทางฝั่งแม่ แต่ก็ไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีนักเพราะแม่ของเขานั้นแต่งออก และตัดขาดจากครอบครัว มีเพียงป้าที่เต็มใจรับเขามาดูแล แต่ป้าก็ทำงานหาเช้ากินค่ำ จึงพูดได้ว่ามีชีวิตวัยเด็กที่ลำบาก แต่เจ้าตัวไม่เคยยอมแพ้ ยังดีที่พินัยกรรมนั้นจัดการเรื่องการศึกษาให้ โดยไม่ต้องผ่านมือใคร คุณครามจึงยังได้เรียนหนังสือ และเมื่อบรรลุนิติภาวะคุณครามก็เริ่มทำธุรกิจ และเริ่มลงทุนในประเทศต่าง ๆ และดูแลบริษัทต่อจากผู้เป็นบิดา เพียง 8 ปี เท่านั้น ทุกอย่างก็อยู่ภายใต้ฝ่ามือจองเขาแล้ว

“ทั้งๆ ที่อายุก็ห่างกันไม่มาก แต่คุณครามดูโตมากเลย”และเก่งมากอีกด้วย เมื่อนึกถึงร่างสูง ที่ชอบทำหน้านิ่งๆ และมักจะอ่านหนังสือ หรือไม่กดทำงานในไอแพด ก็ไม่คิดว่าเขาจะอายุเพียง 27 เท่านั้น ห่างกันเพียงแค่ 3-4 ปี ทำไมเขาถึงดูมีอนาคตจัง ผมก็ได้แต่หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีแบบเขาบ้างนะ


ในเช้าวันพุธผมเดินเข้าร้านมา และพบว่าคุณตี๋กำลังโบกมือมาให้ผม ข้างๆ กันคือเจ้านายหน้านิ่งที่เงยหน้าจากไอแพดขึ้นมอมองผมนิดนึง ก่อนจะก้มไปเหมือนเดิม
อะไรจะเย็นชาปานนั้น

“สวัสดีครับคุณคราม สวัสดีครับคุณตี๋”

“สวัสดีครับ นั่งเลย ๆ สั่งที่ผมได้เลยครับ ผมกำลังจะไปเคาน์เตอร์” หลังจากบอกชื่อเมนูไปคุณเลขาก็ลุกขึ้นไปสั่งออเดอร์ แต่ผ่านไปสักพักก็ไม่ได้เดินกลับมา ผมเงยหน้ามองคุณครามที่ยังคงเท้าคางมองไอแพดเหมือนเดิม ไม่ได้สนใจโลกภายนอก ผมจึงพยายามมองหาคุณตี๋ แต่ก้ไม่เห็นชายหนุ่มเลย นี่เขาปล่อยผมไว้กับเจ้านายของเขาเนี่ยนะ
ผมตัดสินใจนั่งอ่านนิยายในมือถือ ระหว่างรอ แต่สายตาก็แอบเหลือบมองคนตรงข้ามด้วย แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องที่อยากขอคำปรึกษาอยู่พอดี

“เอ่อ คุณครามครับ”

“ครับ”ใบหน้าหล่อเลาเงยหน้าขึ้นมา

“ผมขอรบกวนเวลาสักหน่อยนะครับ อยากปรึกษาเรื่องทีมสถาปนิกน่ะครับ”

“อ่อ ได้ครับ”คุณครามพยักหน้า ก่อนจะยืดตัวขึ้น และหันมาสนใจผม

“คือ ทีมที่ผมใส่ไปในแฟ้มเสนอผลงานตอนสัมภาษณ์ คุณตินต้องการเป็นทีมนี้เลยไหมครับ?”

“...แล้วทีมบริหารของคุณว่ายังไงบ้าง”

“อ่า ผมเคยยื่นเรื่องทีมนี้ไปแล้ว แต่ยังไม่ผ่านมติครับ เพราะคอนเซ็บยังไม่สรุป แต่ผมอยากทราบก่อนว่าคุณมีทีมที่อยากได้ หรือมีในใจไว้แล้วหรือยัง ผมจะได้ประสานและยื่นเข้าที่ประชุมด้วย”

“ผมโอเคกับทีมที่คุณเลือก”

“แต่ผมคิดว่าทีมสถาปนิกอาจจะมีหลายทีม เลยถามเผื่อคุณมีเสนอน่ะครับ”

“ทางผมยังไงก็ได้” ผมพยักหน้าให้กับคำตอบ แล้วก็เห็นคุณเลขาเดินถือเครื่องดื่มเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะ แล้วเดินออกไปอีกครั้ง ครั้งนี้ผมเห็นว่าเขาออกไปคุยโทรศัพท์ที่นอกร้าน

“อ่อ โอเคครับ แล้วเรื่อง....” จากนั้นผมก็ถามคำถามอื่น ๆ อีกมากมาย ผมถามเรื่องคอนเซ็บที่ต้องการคราว ๆ เพื่อที่จะได้เตรียมข้อมูลให้ทีมอื่น และเตรียมหาทีมมาร่วมโปรเจ็คได้ตามวัตถุประสงค์ ระหว่างที่ผมปรึกษาคุณคราม ผมพบว่า เขาเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีมาก ไม่ได้กดดันผมเหมือนอย่างผู้บริหาร หรือหัวหน้าที่ผมเคยเสนองานให้ แต่เขาเคารพความเห็นของผมอย่างกับเราอยู่ระดับเดียวกัน เมื่อผมเสนอแนวทางใหม่ ๆ เขาก็รับฟังและบอกจะเก็บไปพิจารณา แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วยเขาจะบอกที่มา และเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วย

“ขอบคุณคุณครามมากครับที่ให้คำปรึกษา” ผมกล่าวขอบคุณ และคุณครามก็พยักหน้ารับ จากนั้นผมก็ขอตัวเข้างาน

หลังจากวันนั้นผมก็จะเจอกับคุณครามที่ร้านกาแฟในช่วงเช้าก่อนเข้างานบ้างในบางวัน และตอนกลางคืนในวันเสาร์เป็นบางครั้ง เรายังคงนั่งคนล่ะโต๊ะ และไม่ได้คุยกัน ยังคงไม่สนิทกันเหมือนเดิม มีบ้างครั้งที่ผมเป็นฝ่ายทักทายก่อน แต่ช่วงนี้เราเจอกันบ่อยอาจจะเป็นเพราะโปรเจ็คเริ่มเข้มข้นขึ้น ผมมีประสานงานกับทางคุณเลขาคุณครามบ่อยขึ้น

อาจเป็นเพราะหน้าตา รูปร่าง ทัศนคติที่คุณครามมี มันเลยเป็นเสน่ห์ที่ลึกลับ จนบ้างครั้งผมก็เผลอมองจนเพลินตา ผมเริ่มรู้สึกว่ามองหาร่างสูงเจ้าของนัยตาสีเข้มบ่อยขึ้น และกระตือรื้นร้นที่จะเจอกับเขาบ่อยขึ้น

ผมเคยมีความรัก และแน่นอนความรู้สึกในครั้งนี้ไม่ใช่ความรักแน่นอน อาจจะแค่เป็นความถูกใจล่ะมั้ง
ก็เขาทั้งหล่อ รูปร่างดี เสียงก็เพราะ แถมยังเก่ง ทัศนคติก็ดี ที่สำคัญเขามักจะเข้ามาในเวลาที่ผมโคตรจะต้องการใครสักคน


มีอยู่ครั้งหนึ่งผ่านมาไม่นานผมทะเลาะกับพี่สาวเรื่องที่ผมไม่ยอมกลับไปบ้านเลย จนพี่สาวถึงกับบุกมาหาที่คอนโด เรามีปากเสียงกันนิดหน่อย และพี่พิมก็เอาแต่โทษว่าผมใจแคบที่ไปอิจฉาน้องชายอย่างคุณ แต่ให้ตายเถอะครับผมไปอิจฉาตอนไหน เป็นคุณที่ขับรถคันใหม่มาอวดผม ผมก็ยินดีด้วย คุณชวนผมไปนั่งรถตันใหม่เล่นด้วยกัน แต่ผมไม่ไป เจ้าคุณก็หน้าเศร้ากลับบ้าน แล้วทุกคนในบ้านก็คิดกันไปเองว่าผมว่าน้อง อิจฉาน้อง ไม่มีใครถามผมสักคำ ขณะนั้นผมพยายามอธิบายให้พี่พิมฟัง แต่เพราะผมมีอารมณ์นิดหน่อย จึงเสียงดังใส่ทำให้พี่พิมฝากร้อยมือไว้ที่แก้ม ผมเบื่อนิดหน่อยจึงไปนั่งโง่ ๆ ที่บาร์ในคอนโด ขณะที่กำลังจะโทรเรียกใครสักคนมาอยู่ด้วย คุณครามไม่รู้โผล่มาจากไหนก็มานั่งไม่ไกลจากผมมากนัก แต่จากที่เห็นเหตุการณ์เหมือนว่าเขาแค่มาสั่งเครื่องดื่ม แล้วก็ลุกออกไป เขาไม่น่าจะเห็นผมด้วยซ้ำ แต่แล้วไง ก็ผมเห็นเขานี่น่า เวลาที่ต้องการใคร เขาก็เข้ามาในสายตาพอดี



แล้วจะไม่ให้ผมรู้สึกดีได้ยังไง

*******************************************************************


 :o8:

ออฟไลน์ [ฟoงครีม]

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เพลงรักมันก็มีหลายแบบนะ มันก็ไม่ได้ดูสดใสทุกเพลง อิอิ :hao3:

ใช่เลยยยยย แล้วผู้เขียนก็ชอบเสพเพลงเศร้ามาก ๆ  :o8:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 686
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
วันนี้ อัพนิยายเหมือนราคาน้ำมันประเทศไทยเลย (ลงตั้ง สี่บาท)

คราวหน้า จะอัพเหมือนราคาน้ำมันอีกไหมหนอ? (ขึ้นหนึ่งบาท ลงสี่สิบสตางค์)

ชอบนิยาย วัยทำงาน


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด