To Dear (My) Diary บันทึกลับเฉพาะของ Mr. Perfect [New - Chapter14! 09/08/65]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: To Dear (My) Diary บันทึกลับเฉพาะของ Mr. Perfect [New - Chapter14! 09/08/65]  (อ่าน 968 ครั้ง)

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0


ตัวละครจะอัพเดทภาพหลังจากนี้



หมายเหตุ - นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายสายบรรยาย(และยังไม่ผ่านการพรูฟ) ทางนักเขียนต้องขออภัยล่วงหน้า ที่สำคัญ นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายชายรักชาย หากท่านใดไม่ประสงค์อ่านหรือไม่มีรสนิยมในด้านนี้โปรดกดปิดเพื่อความสะดวกใจของนักอ่านและตัวผู้เขียนเอง ขอขอบคุณล่วงหน้า



*ข้อควรระวัง* นิยายเรื่องนี้มีการระบุถึงเรื่องโรคซึมเศร้าซึ่ง 95 เปอเซนเป็นข้อมูลจริงทั้งหมดหากว่าการกระทำของตัวละครในเรื่องนี้สามารถช่วยคุณหรือแนะนำคุณนักอ่านไปให้กำลังใจคนรอบข้างได้ทางผู้แต่งจะยินดีมาก ผู้เขียนเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและไบโพล่าร์ผู้เขียนเป็นบุคคลที่ทางแพทย์ไม่สามารถบอกได้ว่าเราจะหายดีหรือไม่เพราะเกิดจากกรรมพันธุ์และผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาไม่ดีต่อผู้ป่วยเป็นโรคนี้ พากมีข้อผิดพลาดประการใดจึงขออภัยล่วงหน้าหากอาการไม่เหมือนกัน



Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-08-2022 12:34:35 โดย S_oKiss »

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0


Intro





                ร่างสูงเพรียวของเจ้าของร้านคนใหม่กำลังยืนกอดอกมองรูปโฉมร้านแบบใหม่อย่างพอใจ ในตอนแรกร้านแห่งนี้เป็นคาเฟ่ที่มีพื้นที่ปานกลางขึ้นชื่อเรื่องความเงียบสงบเหมาะกับการมานั่งชิลถ่ายภาพหรือทำงานนอกสถานที่ของเหล่านักศึกษาหรือเหล่าพนักงานทั้งฟรีแลนซ์และออฟฟิช แน่นอนว่าจากที่กล่าวมาร้านแห่งนี้นั้นมีลูกค้าขาประจำมากมายอยู่แล้ว แต่ด้วยเจ้าของใหม่ที่มาดูแลร้านแห่งนี้อยากเพิ่มพื้นที่สำหรับคออ่านหนังสือทั้งหลายตามรสนิยมส่วนตัว นั่นทำให้ร้านกาแฟปกติแห่งนี้ต้องปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อรีโนเวท จนร้านกาแฟปกติกลายเป็น Book’s Cafe แน่นอนว่าโซนใหม่นั้นคือพื้นที่สำหรับนักอ่านที่เหล่าลูกค้าสามารถเข้าไปเที่ยวชมและยืมหนังสือต่าง ๆ ได้





                แต่จะให้พูดว่าเจ้าของร่างเพรียวที่กำลังยืนสั่งพนักงานให้เรียงหนังสือตามประเภทว่าเป็นเจ้าของร้านคนใหม่ก็ไม่ถูกนักเพราะคน ๆ นี้คือน้องชายสุดที่รักของเจ้าของร้านคนเดิมหรือเรียกง่าย ๆ ว่าเจ้าตัวมาดูแลกิจการของที่บ้านแทนพี่ชายตนนั่นเอง





                ดังนั้นผมจึงขอแนะนำตัวเองหลังจากทุกท่านทราบเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ผม ‘นายนิรันดร ศศิดลทัศน์ หรือทิวไผ่’ แต่หลาย ๆ คนจะเรียกผมว่าไผ่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลยันจบปริญญา ร้านกาแฟแห่งนี้เป็นร้านที่พ่อกับแม่ของผมสร้างขึ้นในตอนแรกมันเป็นร้านครอบครัวเล็ก ๆ จนเวลาผ่านไปพ่อและแม่ของผมก็ซื้อพื้นที่โดยรอบของร้านต่อเติมจนเป็นร้านขนาดกลาง แน่นอนว่ามันยังเหลือพื้นที่อยู่อีกพอสมควร ดังนั้นการที่ต่อเติมพื้นที่สำหรับคออ่านหนังสืออย่างผมมันไม่ได้ลำบากไปสักเท่าไหร่นัก แถมมันเป็นการช่วยเหลืออาชีพอีกอาชีพหนึ่งของผมด้วย นั่นก็คือนักเขียนคอลลัมนิตยาสารรายเดือน






                โซนอ่านหนังสือจะถูกเปิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ แน่นอนว่างานจัดเรียงหนังสือนั้นยังไม่เสร็จดีนัก แต่โชคยังดีที่ระบบตรวจจับหนังสือหรือระบบการยืมหนังสือเสร็จไปแล้วไม่งั้นได้วุ่นวายยิ่งกว่านี้แน่นอน ผมยืนสั่งพนักงานไปอีกครู่ใหญ่ ๆ แต่ในตอนสุดท้ายผมก็ทนไม่ไหว ลงไปร่วมวงจัดหนังสือด้วยอยู่ดี





การที่ได้อยู่ท่ามกลางหนังสือทั้งหลายเป็นสิ่งที่ผมชอบดังนั้นผมก็อยากมีสถานที่ให้คนที่รักการอ่านเหมือนกับผมนั้นได้มีพื้นที่เงียบ ๆ ทำงานเขียนหรือได้อ่านหนังสืออย่างมีความสุข แน่นอนว่าผมไม่ใจดีกับพวกคนที่ชอบทำร้ายหนังสือนะ ระบบร้านโซนนี้มันจะคล้าย ๆ ร้าน Co-Work office ที่จ่ายเป็นรายชมหรือรายวัน และมีค่าปรับสำหรับคนที่ทำให้หนังสือเสียหาย ผ่านไปสองชม.ในที่สุดผมก็ทำงานเสร็จสักที ในที่สุดพรุ่งนี้ร้านตรงส่วนนี้ก็จะได้เปิดแล้ว รอยยิ้มบางระบายไปทั่วใบหน้า ก่อนที่ผมจะบอกให้เด็ก ๆ กลับบ้านเตรียมตัวเปิดโซนใหม่ในวันพรุ่งนี้และเป็นที่แน่นอนว่าผมไม่ลืมค่าทำงานล่วงเวลาของพวกเขาหรอก





หลังจากที่พนักงานทุกคนกลับบ้านไปจนหมด ตัวผมก็เป็นคนเชคประตูของร้านเป็นรอบสุดท้ายก่อนจะเดินทางกลับบ้านไปท่ามกลางความยินดี





....................





รุ่งเช้าร่างเพรียวเดินทางมายังร้านตั้งแต่เช้าเพื่อนเตรียมของในร้าน เมนูเค้กและขนมปังต่าง ๆ ถูกจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เหลือแค่หั่นแบ่งชิ้นและเอาเข้าตู้โชว์เท่านั้น พวกนี้เป็นเบเกอรี่โฮมเมดที่ทำโดยที่บ้านของผมอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องรสชาติไม่ต้องกังวลที่สำคัญของที่เครียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนร้านเราจะขายแค่ตอนเที่ยงและนำของใหม่ที่ทำตอนเช้าเข้ามาวางแทน ไหนจะพวกกาแฟและเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่ถูกคัดสรรเป็นอย่างดี ถ้าลูกค้าไม่ติดก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว พนักงานแต่ละคนเริ่มมาเข้างาน จนในที่สุดนาฬิกาดิจิตอลเปลี่ยนตัวเลขเป็น 09.00 น. นั่นหมายความว่าได้เวลาเปิดร้านแล้ว





ขาเรียวยาวเดินไปพลิกป้ายหน้าร้านเป็นคำว่า ‘เปิด’ ก่อนจะไปประจำที่เคาท์เตอร์แคชเชียร์ ใจจริงตัวของเขาไม่ค่อยอยากนั่งตรงนี้สักเท่าไหร่แต่วันแรกที่มาบริหารร้านแทนพี่ชาย ดังนั้นเขาต้องต้อนรับแขกคนแรกของร้านแล้วค่อยไปสิงสถานที่ศักดิ์สิทธิของผมซึ่งนั่นคือเคาท์เตอร์โซนหนังสือ ลูกค้าหลายคนต่างให้ความสนใจกับโซนใหม่ของร้านจนเวลาผ่านไปเพียงแค่ 30 นาที โต๊ะที่ถูกจัดเรียงไว้ในโซนหนังสือก็ถูกจับจองจนเต็ม ผมนี่คือยิ้มแก้มปริด้วยความยินดี ลูกค้านอกจากจะชอบโซนใหม่แล้วยังกล่าวชมอีกด้วย





เวลาล่วงเลยไปสิบโมงเช้า ลูกค้าก็เริ่มซาลงเพราะพนักงานบริษัทเริ่มเข้าทำงานจะเหลือก็มีแค่นิสิตนักศึกษาที่นั่งทำงานรอเวลาเรียนอยู่ จากที่ได้ฟังพี่ชายเล่าร้านของเราจะเป็นที่นิยมมากในหมู่วันรุ่นรวมไปถึงวัยกลางคน แล้วนี่ยิ่งมีโซนใหม่เปิดเพิ่มมันน่าจะช่วยเรียกกลุ่มลูกค้าคนอื่น ๆ เพิ่มได้อีก เจ้าของใบหน้าหล่อที่ค่อนข้างออกจะไปทางสวยเอียงคอคิด พลันประตูร้านก็ถูกเปิดออก ปรากฏร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่สะพายกระเป๋าโน้ตบุคเข้ามาในร้าน ทิวไผ่ยอมรับเลยว่าเขานั้นว่าสูงแล้ว ชายคนนี้กลับสูงกว่าเขาเสียอีก ร่วม ๆ สิบเซนติเมตรเลยมั้ง นัยน์ตาโตจ้องมองชายคนนั้นจนกระทั่งเสียงทุ้มเอ่ยสั่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้านกับอเมริกาโน่เย็นแก้วหนึ่ง





นั่นจึงทำให้สติของเขากลับมา โอเคยอมรับว่าหล่อดูดีจนชวนตะลึง แต่เขาดูเหมือนไม่ใช่ฐานลูกค้าของร้านเราเลยสักนิด แต่ความคิดนั่นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงของพนักงานประจำของร้าน “พี่ภพมาแล้วเหรอ วันนี้มาสายนะพี่อดไปดูโซนใหม่ของร้านแล้วหละคนเต็มเลย เอาเป็นโต๊ะตัวเดิมด้านในสุดของร้านแล้วกันพี่ ผมเตรียมไว้ให้แล้ว” วาโยพนักงานคนสำคัญของร่างเอ่ย ทำเอาผมต้องเบนสายตาไปมองเขาด้วยความงุนงง





ก็จะไม่ให้ผมงงได้ยังไงวาโยเป็นผู้จัดการร้านแล้วนี่ไปกั๊กโต๊ะของร้านอีกมันไม่ควรทำ ผมหันไปมองวาโยด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อยก่อนเจ้าตัวจะขอตัวพาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะประจำ ไม่นานผู้จัดการร้านที่ควบตำแหน่งญาติผู้น้องก็เดินกลับมาและผมขอคำอธิบายเกี่ยวกับลูกค้าหล่อเกินมาตรฐานคนนั้น





“โหยพี่ไผ่ คนนี้อ่ะลูกค้าประจำร้านเลยนะผมไม่กั้กที่ให้จะทำไงได้ ที่สำคัญพี่ภพอ่ะตัวเรียกแขกอีกคนเลยนะพี่เพราะที่นั่งประจำแกคือมุมเงียบ ๆ ด้านในสุดชิดฝั่งกระจก ผมยอมรับหละว่ากั้กที่ให้เขาแต่มันเป็นประโยชน์กับร้านมากเลยนะพี่ไผ่ สาว ๆ เข้าร้านมาเพราะพี่ภพเยอะมากจนพี่ขุนยอมกั้กโต๊ะให้พี่ภพ แล้วเขามาร้านเราทุกวันเลยนะพี่สนิทกับพี่ขุนมากบอกเลย” พี่ขุนที่เจ้าวาโยบอกคือพี่ชายแท้ ๆ ของผมเอง แต่พี่ภพของวาโยเนี่ยตัวเรียกแขกของร้านเหรอ ถ้าจำไม่ผิดพี่ขุนมักจะโม้บ่อย ๆ ว่าตัวเองเป็นคนเรียกแขก ให้ตายเหอะผมเชื่อคำโกหกของพี่ชายได้ยังไงกัน





ผมปรายตามองไปยังมุมที่ดีที่สุดของทางร้าน ร่างสูงนั่นหยิบโน๊คบุคขึ้นมาวาง ไอแพทกับสมาร์ทโฟนก็ถูกนำออกมาวางข้าง ๆ คิ้วเรียวยาวขมวดเป็นปมด้วยความสงสัยก่อนจะหันไปเห็นพนักงานในร้านของตัวเองกำลังเป่ายิงฉุบว่าใครจะได้ไปเสริฟอาหารที่โต๊ะนั้น มันทำให้ผมรู้สึกรำคาญพนักงานตัวเองพอสมควร จนท้ายที่สุดผมนี่หละที่ยอมถอยจากแคชเชียร์ฝากให้เจ้าโยดูแลแทนและเอาอาหารที่ร่างสูงคนนั้นสั่งไปเสริฟเอง แน่นอนว่าพนักงานสาว ๆ ต่างร้องโอดโอยกันทุกคนแต่ก็บ่นอะไรไม่ได้เพราะสายตาพิฆาตของผมจนทำให้หลังร้านที่วุ่นวายเพราะสาว ๆ หยุดลงก่อนเปลี่ยนเป็นการร้องโอดโอยแทน เพราะผมสั่งว่าถ้าแขกคนนี้มาอีกไม่ว่าจะกรณีอะไรก็ตามคนไปเสริฟต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นและถ้าผมไม่ยุ่งผมจะเป็นคนไปเสริฟเอง หลังร้านจะได้ไม่วุ่นวายแบบนี้อีก





ซึ่งความคิดนี้เจ้าโยมันเป็นคนคิดไม่ใช่ว่ามันจะอิจฉาหรืออะไรมันแค่รำคาญสาว ๆ ในร้านมากไม่ต่างกับผมตอนนี้ และยิ่งอยู่ในช่วยเวลาที่ยุ่งที่สุดของวันก็ยังมาแย่งกันอีกเหตุผลก็เพราะอยากจะไปอยู่ในสายตาลูกค้าประจำสุดหล่อ มันเลยให้ผมปรามเด็ก ๆ เสียบ้างจะได้ไม่เสียระบบ





ผมเดินเข้าหลังร้านพร้อมกับเตรียม เมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่เป็นแซนวิสครัวซองแฮมชีสพร้อมครีมรสเค็มที่มีความเผ็ดผสมใส่ถาดก่อนจะวนไปรับอเมริกาโน่ที่เคาท์เตอร์ร้านและเดินตรงไปหาร่างสูงที่ดูเหมือนจะเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เสียงถาดวางลงบนโต๊ะมือเรียวขาวหยิบจานอาหารวางตามด้วยอเมริกาโน่เย็น ผมไม่คิดว่าเสียงมันจะดังจนรบกวนร่างสูงให้หันมามอง





นัยน์เนตรสีเข้มจ้องมองผมตอนก้มตัววางแก้วน้ำก่อนร่างสูงจะสะดุ้งสุดตัวจนทำของที่อยู่ในมือของตัวเองหล่นลงพื้น แน่นอนพนักงานที่ดีต้องเก็บของให้ลูกค้าเสมอ ผมย่อตัวเก็บสมุดเล่มนั้นขึ้น พลันสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ปกของมันก่อนจะลุกขึ้นหันไปมองร่างสูงแบบเต็ม ๆ ตา





จะไม่ให้ผมมองเขาได้ยังไง นิยายเรื่องนี้คือเรื่องที่ผมชอบมากที่สุด และนิยายที่นักเขียนคนนี้เขียนนั้นผมมีทุกเล่ม แถมถ้ารีปรินท์ผมก็ซื้อมาเก็บ ไม่ว่าหน้าปกจะเปลี่ยนหรือจะรีไรท์ใหม่ผมก็ซื้อ แล้วนี่คือนิยายเรื่องล่าสุดของนักเขียนคนนั้น ซึ่งผมจำได้จากชื่อเรื่องแต่นี่เขามีเล่มสำเร็จ แถมภายในยังมีการวงจุดที่เขียนผิด บางจุดก็ขีดตัดคำบางประโยคไว้ และนี่ก็ทำใหเผมเข้าใจได้ในทันทีเลยว่า คุณข้ามภพคนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับคุณนักเขียนใสนดวงใจผมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนั่นเอง





“คุณ...” ผมรู้สึกตื่นเต้นจนพูดไม่ออก ร่างสูงที่มองผมแสดงสีหน้าสงสัยก่อนที่ตัวผมจะถลาเข้าไปจับมือเขาไว้แน่น “คุณข้ามภพใช่ไหมครับ ผมทิวไผ่ เรียกผมว่าไผ่ก็ได้ คือผมอยากรู้ว่าคุณข้ามภพเกี่ยวข้องอะไรกับนักเขียนเรื่องลำนำรัติกาลครับ”





ผมกอดหนังสือเล่มต้นฉบับเอาไว้แน่น แน่นอนว่าผมจะไม่คืนถ้าเขาไม่ตอบ ผมยิ้มพลางลูบหนังสือเล่มนั้นไปมาจนท้ายที่สุดคุณข้ามภพก็ยอมตอบคำถามผม





“ผมกำลังรีไรท์ครับ พอดีธาราเป็นนามปากกาของผมเอง” เท่านั้นหละผมแทบจะเป็นลม ถ้าแบบนี้เขาก็คือไอดอลด้านการเขียนของผม ยิ่งไปกว่านั้นผมต้องแบกหนังสือของเขาทั้งหมดมาให้เขาเซนลายเซนแล้วหละ





“อ่า......คุณข้ามภพครับถ้าผมจะขอให้คุณเซนลายเซนบนหนังสือได้ไหมครับเดี๋ยวผมจะขับรถไปเอาจากที่บ้านมาให้คุณเซนเดี๋ยวนี้เลย” พอพูดจบร่างสูงก็หลุดหัวเราะกับท่าทางของผมก่อนจะยกมือมาลูบหัวของผมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเบา ๆ





“ผมมาที่ร้านคุณทิวไผ่ทุกวันครับไม่ต้องรีบไว้พรุ่งนี้ก็ได้ครับ เรียกผมว่าภพก็พอ แต่ดูจากอายุแล้วผมน่าจะเป็นพี่งั้นเรียกผมพี่ภพเหมือนเจ้าโยมันก็ได้ส่วนคุณทิวไผ่ผมขอเสียมารยาทเรียกไผ่แล้วกันนะครับ” มาประโยคนี้นายนิรันดรตายไปแล้วครับ





แต่ทำไมพี่ภพถึงลูบหัวผมกันนะหรือเขาจะมองผมเหมือนที่พี่ชายมองผมตอนที่ผมกำลังอ้อนอยากได้อะไรบางอย่าง แต่ก็ดีลูกอ้อนของเขาหนะไม่เคยมีใครทนได้ทั้งนั้น แม้พี่ขุนเขาจะบอกว่าเหมือนลูกหมาพันธุ์มอลทีสตาแป๋วกระดิกหางไปมาก็เหอะ





TBC




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 1





                สวัสดีตอนเช้าครับผมนายนิรันดรคนเดิมเพิ่มเติมคือหนังสือนับสิบเล่มในมือ คงจะงงกันมากสินะครับว่าผมเอาหนังสือมาทำไมอีกเยอะแยะในเมื่อโซนใหม่ของร้านจัดเสร็จพร้อมเปิดให้บริการเรียบร้อยแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือนั่นคือส่วนของร้านอันนี้ส่วนของผม ผมเป็นนักสะสมหนังสือตัวยงคนหนึ่งเลยนะ แน่นอนว่าหนังสือของนักเขียนนามปากกาธาราหรือพี่ภพนั้นเป็นหนังสือที่ผมรักมากเป็นพิเศษและผมอยากได้ลายเซนของพี่เขามาก ๆ แม้ว่ามันจะดูน่าเกลียดแต่ก็ครั้งหนึ่งในชีวิตนะ ไม่ใช่ว่านักเขียนที่ชอบจะมาเป็นลูกค้าประจำร้านของตัวเองทั้งหมดนี่





                กองหนังสือถูกยกขึ้นมากองไว้บนโต๊ะด้านในสุดซึ่งเป็นที่ประจำของร่างสูงก่อนผู้ที่เป็นเจ้าของมันจริง ๆ จะยิ้มอย่างพอใจ ผมละจากหนังสือพวกนั้นก่อนจะมุ่งตรงเข้าไปในส่วนครัวของร้าน อย่างที่บอกไปว่าผมเกรงใจเขาเอามากดังนั้นผมอยากจะเตรียมเมนูพิเศษให้เขา มันไม่ใช่เมนูซิกเนเจอร์ของร้านแต่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของผมเองมันเป็นสูตรอาหารที่มีแต่คนในครอบครัวของผมได้ทานเท่านั้น





                ไข่ไก่ถูกหยิบออกมาวางไว้บนเคาท์เตอร์ครัว รวมถึงวัตถุดิบต่าง ๆ ก็ถูกนำมาวางเรียงไว้เช่นกัน ความจริงแล้วทางร้านของเราไม่มีอาหารคาวเป็นจริงเป็นจังหรอกครับ แต่นี่คือเมนูซิกเนเจอร์ของผมที่ผมเชื่อว่าผมทำได้อร่อยที่สุดในโลก ผมเลยจะทำมันตอบแทนถือว่าเป็นมื้อเที่ยงให้กับเขา ผมไม่อยากจะอวดหรอกครับว่าผมปรับปรุงสูตรมาตลอดจนเวลานี้ไม่ว่าใครถ้าอยากกินจะมาขอให้ผมทำให้ทานมากกว่าไปร้านเพื่อซื้อมัน การทำอาหารเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งของผม แต่ไม่ใช่ว่าผมจบด้านทำอาหารมานะ ผมหนะจบคณะที่ทุกคนกล่าวขานว่าไม่เรียนจบก็โดนไทร์ออกไปเลย เดา ๆ กันออกใช่ไหมครับว่าคณะอะไรผมคงไม่ต้องเฉลยเนอะ





                หม้อขนาดกลางถูกยกขึ้นมาวางไว้บนเตาก่อนผมจะใส่กระดูกที่เตรียมไว้เพื่อเพิ่มรสชาติ เคี่ยวมันสักหน่อยให้ห้อมก่อนตะใส่พวกแครอทและมันฝรั่งลงไป ผมไม่ได้หั่นชิ้นใหญ่นักทำให้ตอนที่น้ำซุบเข้าที่เจ้าของพวกนี้ก็จะนุ่มจนทำให้คนไม่ชอบทานแทบจะไม่รับรู้ว่ามันถูกใส่เข้ามาในจาน หลังจากนั้นผมก็คว้าเจ้าก้อนอเนกประสงค์ไม่ใช่ผงปรุงรสนะครับมันเป็นก้อนผงแกงกะหรี่อัดแข็งผมใส่ไปมากพอสมควรและรอมันละลาย สุดท้ายผมก็ได้น้ำซุบแกงกะหรี่รสชาติเยี่ยมที่เตรียมรอปรุงรสในขั้นต่อไป สรุปคือผมจะทำออมเลตแกงกะหรี่ให้เขาทานนั่นเอง ซึ่งขั้นตอนการทำออมเลตผมก่ะว่าจะทำตอนพี่ภพมาครับ





                หลังจากเมนูพิเศษถูกจัดเตรียมเสร็จ ผมก็หันไปสนใจกับพวกเค้กและอาหารมื้อเช้าของร้าน จริง ๆ ผมยังอธิบายเกี่ยวกับร้านเรายังไม่ครบดี ร้านของเราเป็นคาเฟ่ที่มีอาหารเช้าที่เป็นเมนูเบา ๆ ประจำวันทุกวันและแต่ละวันจะไม่ซ้ำกันและพอเวียนครบ 1 อาทิตย์ เมนูก็จะถูกวนมาใหม่ อย่างเมื่อวานเป็นเมนูครัวซองแฮมชีสซิกพร้อมซอสสุดพิเศษ วันนี้ก็เป็นเมนูข้าวต้มปลากระพงขาวหรือลูกค้าจะสามารถเลือกเป็นเนื้ออย่างอื่นได้ และนี่คือหนึ่งเหตุผลที่ผมตัดสินใจทำแกงกะหรี่ใหฟ้พี่ภพทานในวันนี้ เพราะผมไม่ต้องหุงข้าวแล้วแบกมาจากบ้าน และพวกเครื่องเครียงที่อยากใส่ในแกงกะหรี่ก็เอามาจากร้านได้ แต่วันนี้จะพิเศษหน่อยตรงที่มีเขาคนเดียวที่จะได้กินเมนูนี้ ผมบอกเลยเจ้าโยญาติผู้น้องของผมก็ไม่เคยได้กินมาก่อนนะครับ ถ้ามันรู้น่าจะโวยวายจนผมหูแตกแน่นอนทำไงได้ผมเตรียมไว้สำหรับคนสองคนคือผมกับนักเขียนสุดที่รัก ถ้าเจ้าโยอยากกินต้องเอาข้าวไปคลุกในห้องแล้วกินแล้วหละครับ หม้อขนาดกลางถูกยกออกจากเตาพร้อมกับหม้อขนาดใหญ่ที่หอมกลิ่นน้ำซุปต้มกระดูกหมูมาแทนที่ไฟถูกจุดขึ้นและนั่นหละกลิ่นหอมที่แตกต่างเรียกเหล่าพนักงานที่เตรียมพร้อมจะเปิดร้านวิ่งมาเกาที่เคาท์เตอร์ครัวเป็นแถว





                “ผมรักพี่ไผ่กว่าพี่ขุนก็วันนี้หละพี่” วาโยผู้จัดการร้านสุดฮอตพูดพร้อมชะโงกหน้ามองลงไปในหมอ ผมรู้เลยที่มันบอกรักผมเพราะว่าพี่ขุนแกไม่เคยทำเมนูอาหารเช้าในร้านเลยส่วนมากคนทำคือผมและผมจะทำไว้จำกัดมากสำหรับการขายผมไม่อยากให้มันเหลือมากเกินไปเลยทำมาแบบพอขายช่วงเช้านั่นคือ 09.00 – 11.00 น. เท่านั้น





                แต่นี่ผมเล่นทำหม้อใหญ่มาก แน่นอนว่าผมทำไว้เผื่อพวกเด็ก ๆ ในร้านนี่หละครับ “ข้าวเช้าก่อนเปิดร้านใครอยากกินเข้าแถวเลย” ผมพูดพร้อมรอยยิ้มกว้างพนักงานกะเช้าของวันนี้โดยมีแกนนำคือเจ้าโยยืนถือถ้วยชามประจำตัวเข้าแถวอย่างพร้อมเพียง แต่ละคนได้ข้าวต้มชามใหญ่กินกันจนจุใจ





                ผมรู้นะครับว่ามีร้านไม่มากที่จะทำอาหารเช้า กลางวันให้พนักงานทานแบบนี้แต่สำหรับผมนี่ถือว่าเป็นน้ำใจอย่างหนึ่ง ผมมาทำงานที่ร้านนี้แค่วันเดียวผมก็ดูออกครับว่าแต่ละคนตั้งใจทำงานมากขนาดไหน แต่ก็นะกว่าจะผ่านด่านพี่ขุนสุดเนี้ยบมาได้ก็แทบกรีดร้องราวกับได้รางวัลเป็นเหรียญทองโอลิมปิกแล้วหละครับ แน่นอนว่าพี่ชายจะปล่อยให้ผมมาทำงานแทนผมก็โดนเขี้ยวเข็ญมาอย่างยากลำบาก ยังดีที่ผมเป็นคนดูแลเรื่องเมนูอาหารทั้งหมด พี่ชายเลยไว้ใจไปแล้ว 50 เปอเซน ส่วนที่เหลือนั้นต้องดูเดือนแรกครับ ที่สำคัญโซนใหม่ที่เป็นโซนหนังสือกว่าผมจะได้รับการอนุมัติจากพี่ชายคือแก้ไปหลายสิบรอบขนาดผมเป็นคนวาดแบบเองวางโครงสร้างคำนวนอะไรเองทั้งหมดพี่เขายังไม่ให้ผมผ่านสักทีเลยครับ





                สรุปแก้ไปเกือบ 20 รอบถึงได้โครงสร้างหลักและอีก10รอบกับการตกแต่งภายใน พี่ขุนเขาเป็นอินทีเรียครับการตกแต่งเลยต้องเปะแต่คุณก็รู้ใช่ไหมว่าอินทีเรียกับวิศวกรโยธาเป็นอริกัน นั่นหละครับคุยเรื่องร้านทีไรตีกันตลอดจนพ่อกับแม่คอยห้ามทัพกันประจำ





                “เอาหละถ้าอิ่มแล้วก็ตั้งใจทำงานกันนะ ถ้ามีเวลาตอนเช้ามาก ๆ ไว้พี่จะทำให้กินอีก ส่วนหม้อนั้นห้ามใครแตะต้องพี่ทำเมนูซิกเนเจอร์ส่วนตัวของพี่เอาไว้ให้พี่ภพเขา” คำพูดของผมทำทุกคนในร้านงง แต่พอพวกเขาหันไปเห็นกองหนังสือของผมที่นำไปวางไว้ทุกคนก็เข้าใจทันที พนักงานทุกคนรู้ว่าผมบ้าหนังสือขนาดไหน แล้วยิ่งเจอนักเขียนในดวงใจแบบนี้ไม่แปลกที่ผมจะสติแตก





                “พี่ไผ่อย่าบอกนะว่ามันคือแกงกะหรี่เที่ยงคืน” วาโยเองถามผมยิ้มตอบกลับแล้วพยักหน้า คราวนี้เจ้าโยโอดครวญหนักมากเลยครับเพราะมันทานข้าวต้มปลาจนจุกไปแล้ว ผมหลุดหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะไล่ให้มันไปเปิดร้านเพราะมันได้เวลาแล้ว พนักงานแต่ละคนเดินไปยืนตามจุดที่ตัวเองได้รับการมอบหมาย ไม่นานลูกค้าคนแรกก็เดินเข้ามา เด็กผู้หญิงตัวสูงเท่าเคาท์เตอร์ร้านเดินเข้ามาพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ของเธอก่อนจะเอ่ยทักทายกันอย่างไม่เขินอาย ผมโบกมือให้เธอก่อนจะหันไปบริการต่อ แน่นอนว่าเมนูช่วงเช้าที่ขายดีที่สุดมันไม่พ้นเมนูอาหารเช้าซิกเนเจอร์ประจำร้านที่เปลี่ยนวนเวียนกันไปในแต่ละวัน





                “ข้าวต้มเครื่องรวมมิตรทะเลสามที่แล้วก็น้ำเปล่าสามแก้วนะครับ” ผมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะกดเครื่องคิดเงินและมอบใบเสร็จให้แก่พวกเขา ช่วงเปิดร้านเป็นอะไรที่วุ่นวายมากครับเด็ก ๆ ทุกคนวิ่งวุ่นกันไปทั่วจนสิบโมงภาวะภายในร้านก็เข้าที่ และแน่นอนว่าตอนสิบโมงเช้านั้นเป็นเวลาที่คุณข้ามภพจะมาที่ร้าน ผมแอบถามเจ้าโยหลาย ๆ เรื่อง จนได้ข้อมูลมาประมาณหนึ่ง





                ข้อแรกคุณข้ามภพจะมาช่วงตอนที่แขกภายในร้านไม่แอดอัดซึ่งเวลานั้นก็คือช่วงเวลาสิบโมงกว่าและเขาจะไม่เคยมาเลยเวลาตอนสิบเอ็ดโมงเช้าเพราะช่วงนั้นเมนูอาหารเช้าจะหมดไปแล้วดังนั้นถ้ามาเลยเวลาไปแล้วแสดงว่าวันนั้นเขาจะไม่มา





                ข้อสองเขาจะนั่งอยู่จนร้านปิด แน่นอนว่าไม่ได้หมายตาพนักงานในร้านแต่เขามักจะเอางวานมาทำที่ร้านตลอดและฝากท้องที่ร้านตลอดแต่ด้วยที่เขาสนิทกับพี่ขุน การนำอาหารนอกร้านเข้ามาทานพี่ขุนจะยกเว้น ข้อนี้ทำเอาผมตกใจเลยหละครับปกติพี่ขุนเขาเป็นคนที่เคร่งมากนี่ต้องสนิทกันขนาดไหนเนี่ย แต่ถ้าสนิทกันขนาดนั้นทำไมผมไม่รู้จักหละผมเป็นน้องแท้ ๆ พี่ขุนเลยนะ





                ข้อสามพนักงานทุกคนรู้ว่าห้ามไปรบกวนเขาไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม จะไปเสริปอาหารก็ต้องเสริฟแบบเงียบ ๆ เจ้าตัวเป็นนักเขียนถ้าเสียงดังจะทำให้เขาหลุดจากสมาธิง่ายมากแต่เจ้าตัวไม่ค่อยต่อว่าอะไรหรอกแต่พี่ขุนบอกว่ามารยาท





                ข้อสี่พี่ภพอยู่คอนโดหรูไม่ห่างจากร้านของเรามากนัก และเขาเป็นลูกค้าประจำตั้งแต่พ่อกับแม่ของผมยังลงมาดูแลร้านด้วยตัวเอง





                ข้อที่ห้าโต๊ะด้านในสุดติดกระจกเป็นที่นั่งของพี่ภพเท่านั้นอันนี้พี่ขุนเขาได้บอกเอาไว้





                คุณข้ามภพทำผมตกใจไปหลายเรื่องแล้วนะ ที่เป็นข้อยกเว้นของพี่ขุนแกได้เยอะขนาดนี้ แต่เท่าที่ดูเมื่อวานก็พอจะเข้าใจได้หละ ถึงจะนั่งนานก็สั่งอาหารไม่ขาด ลูกค้าสาว ๆ เข้ามาแล้วโปรยสายตาให้ตลอด พี่ขุนเห็นเพื่อนตัวเองเป็นคนเรียกแขกนั่นเอง





                มือเรียวยกขึ้นมาเท้าคางสายตาปรายมองไปรอบ ๆ ร้าน จะเลยสิบเอ็ดโมงแล้วสงสัยไม่มาแล้วมั้งน่าเสียดายจัง ผมพึมพำเบา ๆ แต่ประตูร้านก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงที่หอบเล็กน้อยจนทำเอาผมหันไปดูว่าใครเข้ามา พลันรอยยิ้มยินดีก็ระบายไปทั่วใบหน้า ผมกล่าวต้อนรับเขาอย่างมีความสุข





                “สวัสดีครับพี่ภพ ที่เดิมเมนูเหมือนเดิมนะครับ” ผมเอ่ยพร้อมหลุดขำเมื่อเจ้าตัวเหนื่อยจนพยักหน้ารัว ๆ แทนคำพูด น่าจะเหนื่อยเอาเรื่องเลยสินะแต่ทำไมถึงรีบแบบนี้หละ





                “โยมาดูแคชเชียร์แทนพี่ที” ผมเรียกวาโยมาหลังจากที่เจ้าตัวว่างงานแล้วและพาร่างสูงสง่านั่นเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำ ผมออกจะเขินอายเล็กน้อยที่แบกหนังสือมาเยอะแยะขนาดนี้แต่จะให้ทำยังไงได้หละก็ขาเป็นไอดอลของผมที่สำคัญเป็นคนทำให้ผมชอบด้านการเขียนด้วย ผมลืมบอกอะไรไปใช่ไหมคือความจริงแล้วผมไม่ได้ทำงานตรงสายที่เรียนมาหรอกคุณก็น่าจะสัมผัสได้ว่าผมไม่ใส่ใจในสิ่งที่เรียนมาเลย ไม่งั้นคงไม่มาขอดูแลร้านของครอบครัวแบบนี้หรอก นอกจากนั้นผมก็มีอาชีพเป็นนักเขียนคอลลั่มในนิตยสารรายเดือนเป็นฟรีแลนซ์หนะ แม้ผมอยากจะเขียนนิยายหรือเขียนหนังสือเป็นเล่ม ๆ ของตัวเองก็เหอะ





                “ผมขอโทษนะครับที่มันเยอะไปหน่อยพอดีผมติดตามงานของพี่มานานแล้ว และไม่คิดว่าพี่จะอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้” ผมพูดพร้อมหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย อีกฝ่ายดูเหมือนจะอึ้งไปเล็กน้อยแต่ก็หลุดหัวเราะออกมา แน่นอนว่าเขาพยายามรักษามารยาทโดยการหยุดขำแต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุเขาหยุดหัวเราะไม่ได้ในท้ายที่สุดก็กลายเป็นยิ้มเอ็นดูออกมาแทน





                ให้ตายสิถ้าไม่ใช่คุณธารานักเขียนในดวงใน เขาคงกำหมัดแน่นเตรียมต่อยไปแล้วแต่นี่ใคร คุณธารานักเขียนเบสเซลเลอร์เลยนะ ถ้าเกิดต่อยไปแล้วอีกฝ่ายสติไม่ครบเหมือนดิมคนที่ซวยจะเป็นเขาเอานี่หละ ท่องไว้ทิวไผ่ นั่นนักเขียนในดวงใจนายนะเจ้าบ้า





                “ขอบคุณครับ วันนี้ครัวผอมเชียวเมนูวันนี้เท่าที่ทราบเป็นข้าวต้มสินะครับก่อนคุณไผ่จะมาดูแลร้าน กลิ่นมันไม่หอมมากขนาดนี้นะ” ร่างสูงกว่าเอ่ยทักในตอนที่ตัวเองนั่งลงกับเก้าอี้และไอประโยคเปิดบทสนทนาแบบนี้กำเอาผมพูดจ้อเลยสิครับ ถึงอีกคนจะไม่ได้ชมเรื่องงานเขียนหรืออะไรแต่ชมเรื่องกลิ่นอาหารเชิญชวนให้น่ากินแบบนี้ผมก็ต้องของอวดความสามารถหน่อยแล้วหละ





                “พี่ขุนทำให้ข้าวต้มหอมขนาดนี้ไม่ได้หรอกครับตัวเองก็วุ่นจะตายมาดูแลร้านไม่ทั่วอาหารทั้งหมดรวมถึงพวกเค็กผมทำเตรียมไว้ที่บ้านทั้งนั้นหละ ช่วงเช้าร้านเราจะนำขนมที่ทำจากเมื่อคืนวานมาวางหลังจากเที่ยงร้านเราก็จะนำเอาของพวกนั้นออกแล้ววางขายของใหม่ที่ทำตอนเช้าแทน จริง ๆ แล้วไม่เคยได้เอาออกเลยหละครับเพราะขายหมด ตอนแรกผมก็รับน่าที่ทำขายทั้งเช้าทั้งบ่ายแต่นี่ผมมาดูแลร้านผมเลยมาดูแลอาหารเช้าแบบเต็มตัวแทน พวกขนมช่วงบ่ายก็จะเป็นหน้าที่พ่อกับแม่ผมทำหละครับ” ผมคุยจ้อไม่หยุดจนสายตาหันไปสบตาเข้ากับเนตรคมบอกเลยว่าจุด ๆ นี้ตกใจปนเขิน ใครใช้ให้พี่ภพยิ้มได้ละมุนขนาดนี้ เขายกมือเท้าคางมองตอนผมพูดเจื้อยแจ้วโดยไม่ขัดจังหวะ ซ้ำยังดูเหมือนชอบฟังมากด้วยให้ตายเถอะคุณข้ามภพผมเป็นผู้ชายแต่ผมก็เขินเป็นนะครับ





                “งั้นแสดงว่าอาหารในร้านนี้เป็นฝีมือของไผ่หมดเลยเหรอครับ” ร่างสูงเอ่ยสวนจนผมพยักหน้าตอบรับรัว ๆ ให้ตายแก้มแดงไปหมดแล้วถ้ายังโดนถามโดนมองอยู่แบบนี้ต้องขาดใจตายแน่ ๆ ผมพึมพำเบา ๆ ไม่ให้อีกคนได้ยินเสียงในท้ายที่สุดคนที่ช่วยให้ความอึดอัดก็เข้ามาแทรกนั่นก็คือเจ้าโยที่ยกอาหารมาเสริฟ ข้าวต้มร้อน ๆ กับอเมริกาโน่เย็น แถมมันยังกระซิบแบบทุกคนได้ยินว่าบ่ายวันนี้มีเมนูพิเศษให้กับพี่ภพแกด้วย





                ถ้าผมไล่เตะญาติตัวเองคงไม่มีใครว่าใช่ไหมครับ ผมลุกขึ้นไปหมายจะหนีไปจากสถานการณ์นี้ แต่อีกคนก็เป็นฝ่ายพูดออกมาทำเอาอาการติ่งนักเขียนของผมครอบงำสติสัมปชัญญะไปหมเ





                “ไผ่อย่าพึ่งไปพี่อยากรู้ความคิดของคนอ่าน จริง ๆ พี่ไม่ค่อยเปิดเผยตัวแต่ไหน ๆ เรารู้แล้วพี่ถามหน่อยแล้วกันแต่ขอเป็นตอนทานข้าวกับเซนหนังสือพวกนี้ให้หมดก่อนนะ” โอยหัวใจของผมแทบละลาย คุณเคยชอบใครมาก ๆ ไหม มันอารมณ์นั้นหละครับ อันนี้ไม่ได้พูดในแง่เชิงชู้สาวอย่างเดียวนะครับ ผมพูดในแง่ของพวกพ้อง หรือศิลปินดารา ถ้าไอดอลมาพูดแบบนี้ใส่คุณ คงไม่มีใครปฎิเสธได้หรอก ผมขอบอกเอาไว้เลย เพราะในตอนนี้ผมนั่งลงตรงหน้าอย่างว่าง่ายพร้อมสั่งเมนูโปรดตัวเองให้ลงบัญชีร้านเอาไว้เรียบร้อย





                ผมนั่งดื่มอิตาเลี่ยนโซดาจ้องมือและนิ้วเรียวยาวจรดปลายปากกาลงบนหน้าหนังสือ ผมคิดว่ามันเป็นภาพที่งดงามมาก ไม่ใช่ว่าผมโรคจิตนะ ผมแค่ชอบสังเกตมือของคนยิ่งนิ้วเริวยาวแล้วหละก็ผมเพลินมากที่จะได้จ้อมองมัน แล้วนี่ยิ่งเป็นมือของนักเขียนที่ผมชอบมาก แน่นอนอาการคลั่งปนสติแตกนิด ๆ ทำเอาผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพมือของพี่ภพที่กำลังเซนลายเซน





                “แชะ” เสียงกล้องถ่ายภาพจากโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูดังขึ้น แน่นอนผู้โดนถ่ายภาพเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยความงุนงง ส่วนตัวผมหนะ...หน้าแดงไปโลกหน้าแล้วครับผมพยายามเอ่ยของโทษพร้อมกับลุกหนี ท่าทางลนลานของผมทำเอาร่าสูงกว่าหลุดขำออกมาอีกรอบ ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมา





                “ถ้าอยากถ่ายภาพบอกพี่ก่อนก็ดีนะครับ พี่จะได้แอ๊คท่าถ่ายภาพให้หล่อกว่านี้” ผมนี่ควันออกหัวรีบขอโทษแล้วเดินหนีไปหลังร้านเลย





                ในใจผมกร่นด่าตัวเองยาวเหยียด ทำไมผมถึงทำเรื่องที่เสียมารยาทขนาดนั้นได้นะถึงจะเป็นไอดอลของตัวเองก็ควรที่จะขออนุญาติเขาดี ๆ หรือไม่ก็ไม่ควรทำเลย ร่างสูงเพรียวเดินไปเดินมาด้านหลังร้านจนญาติผู้น้องเวียนหัว “พี่ไผ่ ผมรู้ว่าพี่ชอบหนังสือของพี่ภพมาก และพอได้เจอไอดอลตัวเองเลยสติแตกเผลอทำเรื่องเสียมารยาทไป แต่แทนที่พี่จะไปขอโทษแล้วขอบคุณเรื่องที่เขาเซนหนังสือให้ กลับมาเดินวนไปวนมาในห้องแบบนี้เหรอโดนเขาเกลียดให้แล้วหละมั้ง”





                สิ้นประโยคของวาโยผมนี่น้ำตาคลอทันทีเลยครับ ผมลนลานยิ่งกว่าเดิมและเจ้าโยหลังจากที่เผลอพูดอะไรรุนแรงใส่ก็กลายมาเป็นฝ่ายปลอบผมที่น้ำตาคลอจวนเจียนจะร้องไห้แทน





                ทุกคิดว่าอาการของผมแปลก ๆ ไหม ถ้าคุณคิดว่าอาการที่ผมแสดงออกไปแบบนี้แปลกผมบอกเลยว่าคุณคิดถูกแล้วเพราะผมเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและมีอาการวิตกกังวลต่อคนรอบข้าง และหากมีเรื่องอะไรกระทบจิตใจเบาสุดคือสลดรู้สึกผิดน้ำตาซึม กลาง ๆ หน่อยร้องไห้จนหลับ หนักสุดก็คิดสั้น





ผมรู้ว่าตัวเองแตกต่างจากเพื่อนแต่ไม่คิดว่าจะเป็นอะไรมาก แต่ยิ่งทิ้งไว้อาการผมก็หนักวันคะแนนออกคือวันร้องไห้ของผมยิ่งเกรดออกไม่ได้อย่างที่หวังผมยิ่งรู้สึกผิดกับครอบครัว และอาการที่ขึ้นขั้นสูงสุดคือตอนทำงานผมทำงานตรงสายที่เรียนได้แค่สามเดือนเท่านั้นหลังจากนั้นผมก็เข้าโรงพยาบาลและตัดสินใจลาออกจากบริษัท และเหตุนี้มันกลายเป็นเหตุผลหลักที่ผมไม่สามารถทำงานตามสายที่เรียนได้ หลังจากออกจากโรงพยาบาลชีวิตของผมโดยส่วนมากก็คืออยู่กับบ้านนั่งอ่านหนังสือหลากหลายแนวจนได้เจอนักเขียนนามปากกาว่าธาราเจ้าของคอลเลคชั่นหนังสือนิยายหลายสิบเล่มของผม





ดังนั้นการได้เจอนักเขียนในดวงใจผมย่อนแสดงอาการตื่นเต้นเกินกว่าเหตุและลนลานไปหมด แต่นี่เจ้าโยบอกว่าผมทำแบบนี้ไปเขาคงเกลียดผมแล้ว





                ยิ่งคิดยิ่งน้ำตาคลอ ผมพยายามหยุดที่จะสะอื้น แต่ทำไงได้ยิ่งคิดว่าเขาเกลียดผมแล้วยิ่งน้ำตาไหล “พี่ไผ่ผมพูดเล่นไม่เอาไม่ร้องดิเดี๋ยวพี่ขุนมาฆ่าผมไม่ร้องนะ ๆ” เรื่องที่ผมป่วยคือรู้กันทั้งบ้านรวมถึงญาติสนิทมิตรสหายผมไม่เคยปิดบังแต่ก็ไม่เคยเปิดเผย ปกติผมจะรู้ลีมิตของตัวเองแต่อันนี้ผมเจอเจ้าโยพูดออกมาแบบไม่ได้ทันตั้งตัว อาการเลยออก





                ร่างสูงโปร่งของวาโยเดินไปยังกระเป๋าสะพายที่ผมพบมาจากบ้าน มันล้วงหาบางอย่างภายในนั้นอยู่นานสองนานก่อนจะเจอยาประจำตัวที่พี่ขุนแกบอกให้ผมพกติดตัวเอาไว้ ญาติผู้น้องของผมหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะยื่นยามาให้





                “กินก่อนพี่ แล้วค่อยเอาข้าวแกงกะหรี่ของพี่ไปขอโทษพี่ภพเขาผมว่าพี่เขาไม่ว่าอะไรพี่หรอก เมื่อกี๋ที่ผมพูดไปคือผมแค่หยอกเล่น” ผมรับยามาทานทั้งน้ำตาก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบา ๆ ผมทราบดีครับว่าเจ้าโยมันหยอกแต่ความรู้สึกของผมมันเกินลีมิตบางทีแค่คำง่าย ๆ อย่างทำว่าเกลียดมันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าคนอื่นโดนพูดใส่หลายเท่าตัว แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมต้องรีบหยุดร้องไห้แล้วนำเมนูอาหารที่ผมตั้งใจทำไปให้เขาอย่างน้อยก็แทนคำขอโทษที่ทำเรื่องเสียมารยาทลงไป





                ทว่ากว่าที่ผมจะหยุดร้องก็ปาไปชั่วโมงนึงแล้ว และกว่าจะปรับสภาพจิตใจเพื่อไปขอโทษเขาก็ปาไปอีกครึ่งชั่วโมงผมเดินวนไปวนมาในครัวของร้านก่อนก่อนจะตัดสินใจว่าส่วนของผมผมจะให้เขากินแทนทั้งหมดเลย เตาถูกจุดขึ้นอีกครั้งก่อนผมจะนำน้ำสต๊อกที่เตรียมไว้มาอุ่นและเติมวัตถุดิบลงไป 





                ผมใช้เวลาไม่นานข้าวสวยร้อน ๆ โป๊ะหน้าด้วยออมเลตสมทบกับแกงกะหรี่ตัดเลี่ยนก็เสร็จพร้อมทาน ผมเชื่อว่าถ้าผมทำขายนะเมนูนี้จะเป็นเมนูที่ขายดีอันดับ 1 ของร้านแน่นอน แต่มันใช้เวลานานไปหน่อยดังนั้นปัดตกไปเถอะครับ (ขนาดพี่ขุนบอกให้ผมทำเข้าร้าน ผมยังดื้อไม่ทำเลยดังนั้นให้มันเป็นเมนูอาหารลับแลต่อไปเหอะครับ)





                ถาดอาหารถูกวางไว้บนโต๊ะตัวในสุดติดริมหน้าต่าง กลิ่มหอมเครื่องเทศตีโชยเข้าจมูกจนเนตรคมกริบถูกทอดมองผ่านเลนซ์ถนอมสายตา ผมยิ้มแห้ง ๆ ตอบให้กับเขาก่อนจะโค้งตัวยกมือไหว้ขอโทษอีกคนแบบ 90 องศา “ผมขอโทษนะครับคุณข้ามภพ ผมดีใจเกินไปหน่อยที่ได้เจอไอดอล นิยายของคุณทำให้ผมอยากเป็นนักเขียนครับ ประจวบกับที่คุณข้ามภพเซนลายเซนลงบนหนังสือให้ผมเลยเผลอกดถ่ายภาพมือของคุณ ผมไม่ได้หน้าใบหน้าของคุณนะครับสาบานได้ แต่ถ้าไม่สบายใจผมพร้อมที่จะลบมันทันที”





                ผมบอกได้เลยว่าผมพูดแบบไม่มีการเว้นช่องหายใจ หลังจากนั้นก็คว้ามือถือมาปลดลอครหัสส่งให้อีกฝ่ายดูภาพที่ผมเผลอถ่ายภาพไป ผมไม่กล้ามองหน้าเขาตรง ๆ และยังไม่กล้าเงยหน้ามองเขาด้วย การกระทำของผมมันค่อนข้างจะเรียกความสนใจคนในร้าน แต่ผมไม่เงยหน้าหรอกนะถ้าเขายังไม่ยกโทษให้





                ร่างสูงสง่ามองการกระทำผมอีกเพียงชั่วครู่ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ไม่เป็นไรครับพี่บอกแล้วไงว่าให้เรียกพี่ว่าพี่ภพ ส่วนเรื่องถ่ายภาพไม่เป็นไรเราไม่เอาไปบอกใครก็พอเพราะพี่ยังไม่เคยแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของนามเขียนแล้วก็นะถ้าอยากถ่ายภาพของพี่เซลฟี่ดี ๆ ก็ได้ครับ”





                คนอะไรมารยาทดีแบบสุด ๆ ผมเงยหน้ายืนเต็มความสูงก่อนจะก้มตัวขอบคุณอีกรอบ แต่ดูเหมือนตากับจมูกแดง ๆ เรียกความสนใจเขาให้เสียแล้ว





                “ร้องไห้เหรอ...เกิดอะไรขึ้น” เสียงทุ้มแสดงความกังวลออกมา โอยพ่อคุณจะเป็นคนดีอะไรขนาดนั้นแต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่หรอกครับไอคนผิดคือเจ้าโยญาติของผม





                “ปะ...เปล่าครับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกแล้วก็ผมทำเมนูลับมาตอบแทนผมให้สองจานเลยนะครับ” ผมขอให้เขาอย่าพูดอะไรมากกว่านี้นะถ้าพูดมากกว่านี้น้ำตาผมไหลอีกแน่ ๆ ไม่ได้ไหลเพราะรู้สึกผิดแต่ไหลเพราะรู้สึกแฮปปี้ที่มีคนเข้าใจ





                “ถ้าไม่เป็นไรก็อย่าเสียงสั่นแล้วน้ำตาคลอ” ดูเหมือนเขาจะเก็บทุกรายละเอียดการแสดงออกของผมเลยนะ นักเขียนทุกคนเป็นแบบนี้หมดเลยเหรอทำไมช่างสังเกตุอะไรขนาดนี้ พี่ภพครับผมแค่เป็นโรคซึมเศร้า! แล้วผมไปโดยไอโยมันพูดอะไรบางอย่างใส่ ผมแค่เซนซีทีฟ! ไม่ได้ขี้แยโอเคไหมครับพี่!





                “ผมแค่เซนซีทีฟนิดหน่อยครับ พอดีผมทำเรื่องเสียมารยาทกับพี่ไว้เมื่อกี๋แล้วไอโยมันพูดกระทบจิตใจนิดนึงผมเลยเผลอร้องไห้ออกมา” ผมพูดปนหัวเราะ ขาทั้งสองข้างพยายามเดินถอยหลังก่อนจะกลับไปด้านหลังร้าน พลันเสียงทุ้มก็เอ่ยชวนผมเสียก่อนแน่นอนว่ามันเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากให้ผมช่วยจัดการอาหารอีกจานนั่นเอง





                “ช่วยพี่ทานอีกจานหน่อยสิเราทำมาเยอะมากเลยพี่ทานไม่หมด” ละมุนกว่านี้ก็พุดดิ้งสูตรออริจินอลของร้านเราแล้วครับ พี่จะเป็นคนมารยาทดีแบบนี้กับผมไม่ได้ ผมทำเรื่องเสียมารยาทกับพี่ไว้เยอะเลยนะอย่าส่งยิ้มส่งสายตาแบบนั้นมัน...มันจะทำให้ผมปฎิเสธพี่ไม่ได้ พี่ต้องเข้าใจติ่งสิครับ





                ในท้ายที่สุดผมก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพี่ภพพร้อมกับนั่งทานอาหารฝีมือตัวเองอย่างเอร็จอร่อย แน่นอนว่าไออาการก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นหายไปหมดแล้ว คงเหลือไว้เพียงแต่อาการน้ำมูกไหลเพราะแกงกะพรี่เจ้ากรรมดังเผ็ดกว่าที่คิดเอาไว้เยอะมาก ผมแทบจะคำนับขอโทษพี่ภพสักล้านทีเพราะดันทำอะไรที่เดือดร้อนกระเพาะของเขาแต่ดูเหมือนพี่เขาจะชอบอาหารรสจัดนะครับ ทานได้ชิว ๆ แบบไม่ต้องกินไปดื่มน้ำไปแบบผม





                ทิชชู่ม้วนใหม่ถูกวาโยนำมาเปลี่ยน เจ้าตัวมองสภาพผมด้วยแววตาสงสารจนผมต้องลากคอมันมานั่งทานแทน อยากกินใช่ไหมมาช่วยฉันกินซะดี ๆ





                วาโยนั่งลงด้วยความงุนงงก่อนจะเข้าใจความหมายตอนที่ผมดันจานไปให้มัน สายตาของผมบอกความนัยว่า “กินให้หมดอยากกินไม่ใช่เหรอ กินไม่ไหวก็ยัดมันเข้าไป” บอกเลยคืนนี้มันทรมานท้องแน่นอน มีหรือว่าผมจะไม่รู้ว่ามันชอบกินรสชาติแบบไหน มันหนะกินเผ็ดแทบไม่ได้เลย





                “ผมกินเผ็ดมากไม่ได้ขอโทษด้วยนะครับเลยทานเป็นเพื่อนแบบเต็มที่ไม่ได้ วาโยน้องรักเลยจะทานแทนเจ้านี้บ่นเอา ๆ ว่าอยากกินฝีมือผม” พูดพร้อมรอยยิ้มหวานฉ่ำ แต่คำพูดนี่เฉือนเนื้อเจ้าโยนแบบเลือดเย็น คำแรกที่มันตักเข้าไปหน้าแดงก่ำ คำที่สองกระดกน้ำตาม คำที่สามพนมมือพร้อมบอกให้ผมปล่อยเขาไปเถิด แต่มีหรือที่ผมจะยอมไหนบอกว่าอยากกินก็กินไปให้หมดไอหนู!





                “เมนูใหม่เหรอครับ อร่อยมากเลย” ร่างสูงตักอาหารเข้าปากแบบไม่พักและเมื่อหมดจานเขาก็กล่าวชมไม่ขาดปาก





                “ถ้าชอบไว้รอบหน้าผมจะทำให้ทานอีกนะครับพี่ภพ แต่อาจจะรสจัดน้อยกว่านี้ พอดีผมกะไม่ค่อยถูกอาจจะรสเข้มไปบ้างทำให้ไม่สบายท้อง” ร่างสูงพยักหน้าตอบกลับก่อนจะดันจานไปด้านข้างแล้วแทนที่ด้วยหนังสือที่ผมนำมาให้เขาเซน ทุกเล่มถูกเซนหมดเรียบร้อยที่สำคัญเขายังเขียนคำอวยพรที่มีชื่อผมอยู่





                อ่า...นี่มันหนังสือสำหรับผมโดยเฉพาะเท่านั้น มือเรียวยาวเปิดหนังสือทีละเล่มทีละเล่มก่อนผมจะเงยหน้ายิ้มกว้างที่สุดในรอบหลายปีให้กับพี่ภพ “ขอบคุณมากเลยครับพี่ภพผมจะรักและดูแลมันเป็นอย่างดีเลย”





                จนในท้ายที่สุดพี่ภพก็เป็นฝ่ายหันหน้าหนีผมเองซะอย่างนั้น เอาเป็นว่าตอนนี้ผมแฮปปี้ พี่ภพแฮปปี้ เจ้าโยทรมานจบครับ





TBC



หมายเหตุ ทิวไผ่อาจจะดูขี้แยเกินไปแต่พลอยสังเกตุจากตัวเองคือเวลาเจออะไรสะเทือนใจ น้ำตานี่นำออกมาเลยค่ะ พลอยเขียนจากประสบการณ์ของตัวเองนะ 555 (ที่หายไปจากการเขียนออริก็เพราะรักษาตัวรักษาใจอยู่ค่ะ)




ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 2





                บางทีผมคิดว่าผมต้องทักทายท่านผู้อ่านแบบนี้ตลอดเลยหรือเปล่าแต่ยังไงก็สวัสดีนะครับ ยินดีที่ได้พบทุก ๆ คนอีกครั้ง ผมนายทิวไผ่คนเดิมเพิ่มเติมคือบอกแค่ชื่อเล่น วันนี้ก็เหมือนกับทุก ๆ วันนะครับผมเดินทางมาเปิดร้านเตรียมเมนูอาหารเช้าซิกเนเจอร์เหมือนทุกวัน และแอบเตรียมเมนูพิเศษให้กับไอดอลของผม ถ้าให้นับตั้งแต่วันแรกที่ผมได้รู้จักกับพี่ภพมันก็ผ่านมาราว ๆ 1 เดือนแล้วหละครับ รวมไปถึงผลประกอบการของร้านที่เปิดโซนใหม่สำหรับนักอ่านก็ออกมาแล้วเช่นกัน





                ถ้าจะให้อธิบายคร่าว ๆ ก็คือยังไม่คืนทุนแต่ก็ไม่ได้ขาดทุน รายได้ยังคงเข้ามาเรื่อย ๆ และมีคนสนใจร้านของเราเยอะมากกว่าเดิมครับสาเหตุก็มาจากนักรีวิว หรือยูทูเบอร์ทั้งหลายที่แวะมาพร้อมถ่ายคลิปถ่ายภาพ ส่วนหนึ่งผมเรียกพวกเพื่อน ๆ ที่เคยเรียนที่เดียวกันมาด้วยครับ การบอกปากต่อปากเป็นกลวิธีการขายอีกส่วนหนึ่ง ไหนจะรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยที่สนิทกัน เวลาเด็ก ๆ อยากมาทำงานส่งอาจารย์ หรืออยากมาติวกันร้านผมก็ยินดีต้อนรับครับแอบกระซิบเลยว่าช่วงเด็ก ๆ สอบผมจะยอมปิดร้านดึกเลยหละ ผมเข้าใจดีว่าไปหอเพื่อนมันจะมักไม่ได้ติวอย่างที่หวังเอาไว้หรอกเพราะมันจะกินกับนอน





                ร่างเพรียวบางเดินตรวจเชครอบ ๆ ร้านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินไปหันป้ายเปิดร้านพร้อมกับกระดานดำที่เพิ่มขึ้นมาเพราะเอาไว้เขียนพวกโปรโมชั่นหรือเมนูอาหารเช้าประจำร้าน ไม่นานนักแขกคนแรกก็เข้ามาภายในร้าย รอยยิ้มบางคลี่ยิ้มอย่างยินดีทุกวันนี้ลูกค้าคนแรก ๆ ของร้านดันกลายมาเป็นพี่ภพแล้วหละครับ





                “พี่ภพสวัสดีครับมาซะเร็วเลยเอาเมนูเดิมแบบพิเศษใช่ไหมครับ” ผมเท้าค้างถามเขาด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าเก่าและแน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ยิ้มตอบกลับมา “เชิญนั่งที่เดิมเลยครับคุณลูกค้าเดี๋ยวพนักงานเสริฟคนนะจะนำของโปรดคุณลูกค้าไปให้ครับ”





                ผมกลั้วหัวเราะแล้วเดินเข้าไปในหลังร้านเมนูประจำวันวันนี้เป็นสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าเพิ่มแฮมและเห็ด ไม่นานกลิ่นอหารก็อบอวนไปทั่วทั้งครัวและกำลังจะถูกนำออกไปเสริฟให้กับลูกค้า แอบกระซิปเลยนะเมนูอาหารเช้าผมทำให้กับพี่ภพคนเดียวเท่านั้นหละครับ ส่วนของลูกค้าคนอื่นผมให้เด็กในร้านทำ ยังไงผมก็ปรุงไว้เรียบร้อยแล้วแค่ลวกเส้นให้สุกจากเดิมและพัดกับครีมซอสที่ผมปรุงไว้





                “อาหารเช้ามาแล้วครับคุณลูกค้า” ผมวางจานในมือลงบนโต๊ะและทรุดตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา ดูเหมือนว่าการกระทำของผมแสดงให้เห็นว่าผมกับพี่ภพสนิทกันมาก แต่จริงๆ ก็สนิทกันขึ้นมานิดนึงเท่านั้นหละครับแบบเพิ่มวันละนิดอะนะ





                “คุณเจ้าของร้านไม่ทานด้วยเหรอครับ” และแน่นอนว่าจากที่ผมเริ่มที่จะสนิทและพูดคุยเรื่องหลาย ๆ เรื่องของเขาผมก็ได้ทราบว่าพี่ภพก็กวนประสาทเก่งเอาเรื่องเลยครับ





                “ผมเป็นเจ้าของร้านน้า จะให้ผมทานเป็นเพื่อนพี่ขุนโผล่มาผมจะโดนฆ่าปาดคอเอาแล้ว” สิ้นเสียงพี่ภพก็หัวเราะออกมาเสียงดัง แน่นอนว่าเขาสำลักน้ำลายไปอีกหนึ่งยกจนผมต้องดันแก้วน้ำไปตรงหน้า ผมมองท่าทางของเขาจนเผลออมยิ้ม





พลันความรู้สึกแปลก ๆ ก็ตีรวนขึ้นมาในอกจนต้องหันหน้าหนี ผมเป็นบ้าอะไรไปเนี่ยทำไมผมถึงคิดว่าถ้าใครได้พี่ภพไปเป็นคนรักมันต้องหน้าอิจฉามากแน่ ๆ ผมคิดจนเหม่อลอยก่อนเสียงทุ้มเข้มน่าฟังของอีกฝ่ายจะดังแทรกเข้ามาในหู “เรานี่กลัวพี่ชายจริง ๆ เลยนะ” มือกร้านยกขึ้นเช็ดปากหลังจากดื่มอเมริกาโน่เย็นไปอึกสองอึก





“พี่ก็รู้ว่าร้านนี้พี่ขุนรักมากขนาดไหนมันเป็นมรดกของครอบครัวเลยนะพี่ยิ่งตอนพี่ขุนเรียนจบใหม่ ๆ ลงมาออกแบบร้านนี้เองทั้งหมดถึงคนในครอบครัวจะช่วยบ้างแต่คนที่ลงมือลงแรงจริง ๆ ก็พี่ขุนนั่นหละ” ผมพูดพลางปรายตามองไปยังเคาท์เตอร์กาแฟหินอ่อนสุดหรูที่วางเครื่องทำกาแฟสีขาวที่ดูปแปลกตากว่าร้านอื่น ๆ ร้านของเราตกแต่งด้วยสไตล์มินิมอลเน้นโทนสีขาว สีเงินและสีทอง พื้นประเบื้องสีสะอาดและชุดโต๊ะเก้าอี้ที่สั่งทำให้เข้ากันกับสไตล์ของร้าน ทั้งหมดนี่มาจากการลงมือลงแรงของพี่ชายของผมทั้งสิ้น การลองผิดลองถูกจากสูตรกาแฟหลากหลายแหล่งที่มา ไหนจะเป็นเมนูอาหารและขนมที่ถูกเนรมิตเพิ่มเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน





แม้เราจะมีลูกค้าประจำตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ทำ พี่ขุนยังไม่พอใจเขาต้องการดึงดูดกลุ่มลูกค้าอื่น ๆ อีกด้วยเพราะส่วนใหญ่ร้านที่ลูกค้ามักจะเลือกเข้ามาใช้บริการมันมาจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่แค่รูปลักษณ์ภายนอกมันช่วยได้แค่ครู่เดียวเท่านั้นหละ เพราะปัจจัยหลักที่จะทำให้ร้านค้าคงอยู่ได้ยาวนานและไม่ถูกปิดไปอย่างรวดเร็วก็คือคุณภาพของสินค้าและการให้บริการของพนักงาน





ผมยกแก้วโกโก้ร้อนขึ้นมาดื่มแล้วมองหน้าชายที่กำลังขมวดคิ้วตรงหน้าเครื่องโน๊คบุคของตัวเอง คน ๆ นี้ก็คงเป็นหนึ่งคนที่ถูกร้านนี้ดึงดูดให้เข้ามาสินะ “พี่ภพเป็นลูกค้าประจำตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” ผมเผลอพูดออกไป จนทำให้ร่างสูงกว่าเงยหน้าออกจากงานของตัวเอง





“อืม...ก็เป็นช่วงที่อยากหาที่สงบ ๆ เขียนงานหละมั้งถ้านับย้อนไปก็ก่อนเรียนจบก่อนร้านจะรีโนเวทใหม่หมดสัก4-5 ปีหละมั้ง” งั้นพี่ภพก็ต้องเคยเห็นร้านกาแฟแบบดั้งเดิมของร้านที่ทำจากไม้ทั้งหมด “ตอนนั้นร้านยังเป็นไม้ทั้งร้านอยู่เลยพูดไปก็คิดถึงนะ ร้านสไตล์เก่า ๆ กับพ่อแม่ของเราหนะ” ถ้าให้ผมนับเวลาก็นานกว่าสิบปีเพราะร้านรีโนเวทใหม่หมดตอนที่พี่ขุนเรียนจบ





“ถ้างั้นพี่ภพชอบร้านแบบไหนมากกว่ากันเหรอครับ” ผมมีความลังเลใจในการถาม เพราะบางคนที่เป็นลูกค้าเก่ามักจะยึดติดอะไรกับเดิม ๆ และชอบเปรียบเทียบระหว่างสองแบบ แม้ลูกค้าเก่าจะเป็นเจ้าถิ่นสร้างสภากาแฟมาก่อน แต่ลูกค้าที่เป็นคลื่นรุ่นใหม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน





ซึ่งในตอนแรกพี่ขุนแบ่งโซนด้านนอกร้านไว้ให้กับลูกค้าขาประจำมานั่งสนทนาตามประสาผู้ใหญ่เกษียณอายุ แต่เมื่อเวลาผ่านไปยุคสมัยก็เปลี่ยนดังนั้นการที่ผมขอทำโซนอ่านหนังสือ มีการแบ่งเป็นล๊อคให้คนกลุ่มเล็ก ๆ นั่งสนทนากัน หรือจะเป็นโซนติวหนังสือส่วนตัวก็ได้ ในรอบแรกผลประกอบการมันก็ดีขึ้นตามลำดับแล้วตอนนี้มาเจอการเปลี่ยนแปลงอีกรอบผมก็อยากรู้ว่ามันโอเคไหมกับสิ่งที่ผมคิด





“พี่ปฎิเสธไม่ได้นะว่าบางทีก็คิดถึงร้านแบบเก่า ๆ นะ ไม่ใช่ว่าแบบใหม่ไม่ดี ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามยุคสมัยการไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยอาจจะทำให้ร้านของเราโดนร้านที่เปิดใหม่ ๆ กลบ แต่พี่ห็ปฎิเสธไม่ได้อีกเหมือนกันหละว่ารูปแบบที่เปลี่ยนไปของร้านมันทำให้พี่ชอบมากเหมือนกัน” สิ้นเสียงทุ้มใจผมก็ฟูฟ่องทันที ผมไม่เคยกล้าถามคำถามนี้กับใครแต่พอได้ยินลูกค้าประจำที่เคยเห็นร้านมาถึงสามรุ่นมันทำให้ผมมีความสุขมาก ๆ แม้ตอนแรกจะรู้สึกหวาดเสียงที่พี่เขาบอกว่าคิดถึงร้านแบบเก่าก็เหอะ





“ค่อยโล่งใจหน่อย” ผมยิ้มกว้างกับคำตอบที่ได้ยิน ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่คิดไปแง่ลบกลัวนั่นกลัวนี่ไปหมดแม้การปรังปปรุงร้านครั้งนี้พ่อกับแม่ยินดีให้ผมทำ แต่พี่ขุนที่พูดว่าก็ทำไปดิมันทำให้ผมหวาดเสียวเล็กน้อยว่าพี่เขายินดีหรือไม่ยินดี แต่พอได้ยินความเป็นไปจากเสียงลูกค้าเก่าแบบนี้มันทำให้ความกังวลหายไปครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งมันหายไปตั้งแต่เห็นยอดรายได้ของร้านแล้วหละครับ





ผมกลัวว่าทุกคนจะไม่ชอบความคิดของผม แม้ลงมือทำไปแล้วผมก็ยังคงกังวล รายได้ในเดือนแรกแม้จะเกินความคาดหมายผมก็ยังคงกังวล จนได้ยินคำพูดจากลูกค้าเก่าแก่ อย่างคุณลุงสมาชิกสภากาแฟที่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้า เด็กน้อยที่มากับผู้ปกครองเพราะชอบของหวานที่ผมทำ เหล่านักเรียนนักศึกษาที่นัดกันมาทำงาน หรือพนักงานออฟฟิชที่ชอบมาฝากท้องในตอนมื้อเช้าผมมักจะแอบไถ่ถามตลอด ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรภายในร้านไหม





จนกระทั่งคนสุดท้ายที่ผมถามคนที่เป็นลูกค้าขาประจำร้านเราเป็นสิบปีผมถึงจะสบายใจ ความกดดันที่แบกรับต่อจากพี่ขุนมันทำให้ผมรู้สึกเบาบางลง เพราะบางครั้งผมก็คิดว่าถ้าคงร้านไว้แบบเดิมมันจะดีไหมนะไม่ว่ายังไงลูกค้าก็มากันเต็มร้านอยู่แล้วเราไม่ต้องลงมือทำอะไรเพิ่มเราแค่นั่งเก็บเงินและให้เหล่าพนักงานบริการลูกค้าไป แต่ผมย้อนกลับไปมองในสิ่งที่พี่ขุนตัดสินใจทำ ผมก็อยากจะเปลี่ยนแปลงร้านให้มีกลิ่นไอของตัวผมอยู่





“เป็นเรื่องที่กังวลอยู่ตลอดเลยใช่ไหมเนี่ยเรื่องร้านหลังจากที่เราเข้ามาดูแลแทนขุนเขา” พี่ภพเอ่ยได้แทงใจผมสุด ๆ เพราะอย่างที่บอกผมกังวลจริง ๆ





“แล้วพี่จะให้มันเจ้งในมือของตัวเองเหรอ ร้านของครอบครัวเลยนะ” ผมพูดพร้อมสะบัดหน้าหนีจนพี่ภพต้องเอาของมาขอโทษซึ่งนั่นก็คือหนังสือเล่มใหม่ของเขาที่กำลังจะตีพิมพ์ผมเห็นรอบปั้มข้างหนังสือด้วยหละว่าเป็นของสมนาคุณของสำนักพิมพ์ห้ามขาย นี่มันแรร์ของในแรร์ชัด ๆ ผมตาลุกวาวอีกครั้งมือพลางเอื้อมไปหมายจะคว้าหนังสือเล่มนั้นมาฟัด การมีไอดอลเป็นลูกค้าประจำนี่มันโคตรดีจริง ๆ เลยหละครับ





แต่ก่อนที่หนังสือเล่มนั้นจะอยู่ในมือผมพี่ภพก็ดึงหนังสือไปก่อน ใบหน้าหล่อเหล่าจนน่าอิจฉา (เพราะผมคิดว่าผมหล่อมากอยู่แล้ว และมั่นใจว่าหล่อไม่แพ้ใครด้วย) คลี่รอยยิ้มร้ายออกมาเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักกัน “ถ้าอยากได้พี่อยากได้เพื่อนคิดไอเดียเขียนงานเพิ่มแต่ตอนนี้ยังไม่มีพลอตเลยช่วยพี่ไปหาแรงบรรดาลใจในการแต่งหน่อยได้ไหม”





โหยคำขอร้องแบบนี้ จากไอดอลที่เถิดทูนด้วยชีวิตขนาดนี้ปฎิเสธก็บ้าแล้วหละครับ ผมพยักหน้าตอบรัว ๆ ก่อนจะรับหนังสือเรื่องใหม่เข้ามาสู่ในอ้อมกอด แก้มนวลไถลงบนปกหนังสือก่อนบรรจงเปิดหน้าหนังสือ บอกได้เลยว่ามันต้องเป็นเบสเซลเลอร์ ต้องได้ตีพิมพ์ซ้ำ มันต้องขึ้นชาร์ทอันดับหนึ่งของร้านหนังสือทุกร้านรวมถึงอีบุคด้วย





ในขณะที่ผมรู้สึกดี้ด้ากับหนังสือพี่ภพพลางส่ายหัวไปมา ผมรู้หรอกน่าเวลาผมดีใจมันเหมือนลูกหมามอลทีสสะบัดหาง แต่ขอหน่อยเถอะได้งานเขียนที่สมบูรณ์แบบมาครอบครองก่อนวางขายต่อให้เป็นตัวอะไรผมก็ยอมหมดนั่นหละ นี่มันหนังสือในตำนานเลยนะ





“อ่อช่วงนี้พี่จะไม่ค่อยว่างนะ อาจจะไม่ได้มาสักหนึ่งอาทิตย์พอดีต้องเตรียมพิมพ์หนังสือหนะถึงจะพรูฟงานเสร็จหมดแล้วยังต้องเข้าไปคุยเรื่องจำนวนในการตีพิมพ์วางแผนการตลาดอีก” ผมละความสนใจจากหนังสือก่อนจะเงยหน้ามองพี่ภพด้วยแววตาลูกหมาโดนแย่งของเล่น





“แล้วพี่ภพจะทานอะไรหละ ปกติพี่ภพมาฝากท้องที่ร้านเสมอเลยนะ งั้นเอาแบบนี้ดีไหมเดี๋ยวผมทำอาหารไปให้ตอนเช้าแล้วพี่ก็เวฟเอา” ผมเอ่ยข้อเสนอออกไปเพราะผมกลัวว่าเขาจะทานอาหารไม่ถูกปากแล้วกินไม่อิ่มเท่านั้นนะ อะไรนอกเหนือจากนั้นไม่มีเลยจริง ๆ ไม่ได้หวังจะไปเห็นห้องของนักเขียนในดวงใจเลยสักนิด





โอเคผมสารภาพก็ได้ผมอยากเห็นสภาพห้องของไอดอลตัวเอง มันก็เหมือนเพื่อนอยากไปบ้านเพื่อนก็เท่านั้นหละไหน ๆ มันก็อยู่ไม่ไกลกันมากนี่นา เขาไม่อยู่ผมเอาไปแขวนไว้หน้าประตูหรือฝากประชาสัมพันธ์เอาก็ได้ แต่ดูเหมือนผมจะละลาบละล้วงเขาเกินไปท้ายที่สุดผมก็เป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษเขาก่อน ดันลืมตัวไปซะได้ว่าบางครั้งอาการของผมก็มักจะดูเยอะเกินไปจนทำอีกฝ่ายอึดอัด





“ผมขอโทษครับที่พูดแบบนั้นพี่อาจจะไม่สะดวกใจ ผมเสียมารยาทเองหละ” ร่างของผมลุกขึ้นแล้วโค้งตัวขอโทษเหมือนกับวันแรกที่เราเจอกันก่อนจะวิ่งหลบไปหลังร้าน นี่ผมทำเขาไม่สะดวกใจแล้วยังทำเขาลำบากใจด้วยรู้สึกไม่ดีเลยสักนิด อยากร้องไห้ชะมัด





แต่บางครั้งไม่ต้องอยากผมก็ร้องไห้ออกมาเอง ผมยกมือปาดคราบน้ำตาออกจากดวงตาทั้งสองข้างผมใช้เวลาสักพักในเวลาสงบสติอารมณ์ตัวเอง ก่อนจะออกไปยืนที่แคชเชียร์ เช้านี้ผมละเลยหน้าที่ไปนานแล้ว ลูกค้าถยอยเข้ามาภายในร้านเรื่อย ๆ นิ้วก็กดเครื่องคิดเงินรัว ๆ การดูร้านเป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้สมองไม่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย





จนกระทั่งบ่ายโมงความวุ่นวายของร้านก็หยุดลง พนักงานออฟฟิชกลุ่มสุดท้ายเพิ่งซื้อกาแฟเกือบสิบแก้วไปฝากเพื่อน ๆ บนออฟฟิช ผมก็ถึงเวลาพักเสียทีผมลุกขึ้นเดินไปด้านหลังร้านโดยไม่ลืมที่จะฝากแคชเชียร์ให้เจ้าโยดูแลแทน ผมอยากไปนั่งเฉย ๆ สำนึกความผิดจะแย่อยู่แล้ว





ร่างไร้วิญญาณของผมเดินลากขาไปยังห้องครัวอาหารมือกลางวันอย่างง่ายถูกเอาออกมาเข้าเตาอบ แค่ขนมปังโง่ ๆ สักสองแผ่นก็คงพอ ตอนนี้ผมไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น หลังจากเตาอบร้องเตือนผมก็คว้าขนมปังสองแผ่นเข้าปากเดินเลยไปยังห้องพักพนักงาน ร่างอ่อนแรงทิ้งตัวลงนอนไปบนโซฟายาวและเริ่มต้นสะอื้นอีกรอบ ผมไม่ได้อยากจะร้องไห้สักหน่อย มันไหลออกมาเอง ไอขนมปังนี่ก็ไม่อร่อยเลยสักนิดแต่ขี้เกียจทำอย่างอื่นกินแล้วด้วย ดีนะที่ทำอาหารให้น้อง ๆ ในร้านหมดแล้วหลับเลยก็แล้วกัน ซึ่งผมก็หลับไปอย่างที่พูดไว้จริง ๆ หละครับ ผมไม่รู้ว่าผมหลับไปนานแค่ไหนพอตื่นมาอีกทีก็มีผ้าห่ม (ที่ทางร้านเตรียมไว้เผื่อใครอยากนอนพักที่ร้าน) ห่มเอาไว้





มือข้างหนึ่งขยี้ตาที่บวมแดง อีกข้างป้องปากหาว ร่างเพรียวบางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินออกไปด้านหน้าร้าน และในที่สุดความชิบหายของผมก็โผล่มาครับ พี่ขุนเขาเข้าร้านครั้งแรกหลังจากที่ผมรับปากว่าจะดูแลร้านให้อย่างดียุงไม่ให้ไต่ไร่ไม่ให้ตอมจะเฝ้าร้านตลอดเวลาไม่ให้การบริการติดขัด





ซึ่งผมทำตามที่พูดไม่ได้เลยสักอย่าง วาโยดูเหมือนจะช่วยผมอย่างเต็มที่แล้วโดยการอ้างว่าผมไม่สบายขึ้นมา แต่เมื่อเช้ายังกินข้าวกันด้วยอยู่เลยพี่ขุนมันจะเชื่อเหรอครับยิ่งเห็นตากับจมูกผมแดงยิ่งรู้ว่าโกหก “พี่ขุน ไผ่ผิดเองผิดหมดเลยอย่าว่าเด็ก ๆ ถ้าว่ามาว่าไผ่ แล้วไปคุยหลังร้านเหอะ” ผมพยายามเลี่ยงจุดสนใจ นั่นมันหน้าร้านแถมลูกค้ายังมีอยู่และสำคัญไปกว่านั้นพี่ข้ามภพอยู่ด้วย ผมไม่อยากบอกเรื่องที่ผมร้องไห้เพราะอะไรให้พี่ขุนฟังเพราะกลัวว่าพี่ขุนจะไปหาเรื่องเขาหรือเป็นผมที่โดนดุเอง แค่ผมพูดว่าผมอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เช้าน่าจะเพียงพอกับเหตุผล





ถึงพี่ขุนเขาจะดุ เจ้าระเบียบ ทำอะไรต้องทำให้ได้อย่างใจทุกอย่างต้องเปะ แต่หลังจากผมป่วยพี่ขุนก็แทบจะสร้างข้อยกเว้นทุกอย่างให้กับผม พี่ขุนมักจะโทษตัวเองเสมอที่ทำให้ผมป่วยทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ผมก็แค่รับแรงกดดันมากไม่ได้เท่านั้นเองและช่วงนั้นมันเจออะไรผ่านเข้าตัวมาเยอะแยะไม่แปลกที่ผมจะอ่อนแอจนต้องเก็บตัวไปเป็นปี ๆ





“ไผ่ทิ้งงานเอง พี่ขุนไม่ต้องไปว่าน้อง ๆ ไผ่รู้สึกแย่ตั้งแต่ก่อนกินข้าวเช้าแล้วมาทำงานลูกค้าเยอะเลยเหนื่อยก็เลยแอบไปร้องไห้” ผมแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ในขณะที่พวกเราอยู่กันสองคน ตอนแรกพี่ขุนก็ดูท่าจะไม่เชื่อแต่ผมยืนยันนอนยันตะแคงยันพี่ขุนก็ยอมเชื่อ แต่ในความชิบหายมันมีความชิบหายหนักกว่าแทรกอยู่ในนั้น





ทันทีที่พี่ขุนลูบหัวปลอบผมบานประตูห้องที่เขียนว่าเฉพาะเจ้าหน้าที่ก็เปิดออกพร้อมกับร่างที่สูงใหญ่พอ ๆ กับพี่ขุน แน่นอนมันเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่ภพต้นเหตุที่ทำให้ผมตาบวมจมูกแดง





“ขุนเรื่องนี่ ฉันผิดเองอย่าว่าน้องเลย” และนี่หละคือความชิบหายที่หนักกว่าที่ผมได้กล่าวไว้ งานนี้ต้องมีใครโดนไล่ออกจากร้านไปข้างและคนที่โดนไล่ก็ต้องเป็นผมเพราะลูกค้าคือพระเจ้าครับสำหรับพี่ขุน





“ไผ่ ไหนเมื่อกี๋บอกว่าเครียดคนเยอะเลยร้องไห้ แล้วทำไมไอ้ภพมันบอกว่าเป็นเพราะมัน” สรรพนามเรียกนี่ทำให้เห็นว่าสนิทกันจริง ๆ ด้วยครับ และคำถามนี้เป็นคำถามปาดคอผมเอง เชื่อเลยว่าข้อห้ามสารพัดจะถูกยกขึ้นมาอีกข้อห้ามที่ทำให้ผมต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านแบบไม่ได้ไปพบใครที่ไหนเป็นปีและคราวนี้ผมอาจจะโดนห้ามนานกว่านั้นจนกว่าหมอจะบอกว่าอาการผมดีขึ้น





“มีเรื่องเข้าใจผิดกันหนะ แล้วฉันทำให้น้องรู้สึกไม่ดีขอโทษด้วยนะ ไผ่พี่ขอโทษเราด้วยที่คุยกันพี่ไม่ได้รู้สึกไม่ดีเลยนะพี่แค่ไปไม่เป็น” ผมน้ำตาเริ่มคลออีกครั้งทำไมต้องมาปกป้องทั้งที่ตัวเองไม่ผิดด้วย ทำไมต้องทำเหมือนผมอ่อนแอเกินไปที่จะอยู่บนโลกใบนี้ ยิ่งเขาพยายามปกป้องผมผมยิ่งรู้สึกผิดในสิ่งที่ผมทำ สิ้นประโยคนั้นพี่ไผ่ทำท่าจะเดินเข้าไปเอาเรื่องพี่ภพแค่ผมรั้งแขนเขาเอาไว้ ใบหน้างามส่ายหัวทั้งน้ำตา





“ไผ่ผิดเอง ไผ่ไปรบกวนพี่ภพทุกวันเลย เวลางานไผ่ก็ไปคุยก่ะพี่ภพ เพราะรู้ว่าพี่เขาเป็นนักเขียน พี่ขุนเขาก็รู้นี่ไผ่อยากเจอไอดอลของไผ่ขนาดไหน ทันทีที่รู้ไผ่ก็ทำตัวไม่ดีต่องานที่พี่ตั้งใจฝากฝังไว้ แถมลำเอียงแถมนั่นทำนี่ให้พี่ภพอีก แล้ววันนี้ไผ่ก็ทำตัวแย่มาก ๆ ด้วยพี่ภพไม่ผิดนะพี่ขุนว่าไผ่เหอะไผ่อขอ” สิ้นประโยคร้องขอทั้งน้ำตาของผม ร่างผมก็ถูกพาออกจากร้านทันที วาโยถูกแต่งตั้งให้ดูแลร้านแทนผมส่วนผมก็นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ พี่ขุนตลอดทางกลับบ้าน





และเมื่อทุกคนในบ้านรับรู้เรื่องนี้ชะตาของผมก็ไม่ต่างอะไรไปจากเมื่อสองสามปีก่อนเวลาผมจะไปไหนผมต้องขออนุญาตพ่อ แม่ แล้วก็พี่ขุนก่อน และต้องให้พี่ขุนเป็นคนพาไปเท่านั้น บานประตูห้องนอนใหญ่ถูกปิดลง พร้อมกับร่างของผมที่นอนทิ้งตัวลงบนเตียงทั้งน้ำตา





ผมก็แค่...อยากเอาใจใส่ไอดอลของผมเท่านั้นเอง ผมแค่คิดเร็วไปคิดว่ามันจะเป็นผลดีกับทุกคนโดยที่ผมลืมไปว่าอีกฝ่ายมีโอกาสที่จะคิดไม่เหมือนผม



TBC

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 3





                การพบกันเหมือนเป็นโชคชะตาแต่ชะตาของผมนายข้ามภพกับน้องเขาใช้เวลาร่วม 10 ปีถึงจะได้รู้จักกันแถมมันดันเกิดขึ้นกับคนที่ไม่เชื่อเรื่องโชคชะตามาก่อนจะให้เกริ่นเรื่องอะไรก่อนดีหละเอาเป็นจุดเริ่มต้นของทุกเรื่องก็แล้วกัน





ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นของทุกเรื่องคงต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกอยากเขียนเรื่องราวอะไรอย่างหนึ่งผมเริ่มเขียนนิยายมาทั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยมันออกจะแปลกไปสักหน่อยที่นิยายเรื่องแรกที่ผมแต่งเสร็จก็ดันผ่านพิจารณากับสำนักพิมพ์ทันที นั่นทำให้ตัวผมมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ความสามารถรวมไปถึงการผูกเรื่องไม่น่าจะแพ้นักเขียนที่มีชั่วโมงบินสูงมีหนังสือขายหลาย ๆ เรื่อง แต่หลังจากที่นิยายเรื่องนั้นได้ถูกวางในร้านหนังสือชั้นนำไฟในการเขียนของผมก็มอดดับไป แม้จะยังคงเขียนอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่มีเรื่องไหนที่ดีเท่าเรื่องแรกไม่ก็เขียนไม่จบสักทีจนจวบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เดิมตัวผมหวังว่าจะเรียนคณะวารสารศาสตร์ตามพรสวรรค์ที่มี แต่ความมั่นใจถูกบั่นทอนจากผลงานที่ไม่ประสบความสำเร็จ เส้นทางที่ผมเลือกเดินจึงเปลี่ยนไปผมเลือกเรียนด้านบริหารโดยตั้งใจว่าจะช่วยเหลือบริษัทของที่บ้านตามความมั่นใจเดิม





ผมย้ายเข้ามาที่คอนโดหรูใจกลางเมืองเพื่อเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อเพราะว่าระหว่างบ้านผมกับมหาวิทยาลัยมันไปกลับลำบากเพื่อความสะดวกสะสบายพ่อแม่ของผมก็ซื้อคอนโดใจกลางเมืองให้ ข้าวของถูกย้ายเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยระหว่างรอแม่บ้านจัดห้องให้เสร็จผมก็เดินสำรวจบริเวณที่พักสักหน่อย ถ้าให้อธิบายผมว่าทุกคนค่อนค่างจะไม่เข้าใจแผนผังเมืองตอนนี้หรอกครับถ้าย้อนกลับไปสิบปีก่อนมันไม่มีคอนโดขึ้นสูงแบบนี้ ไม่มีมินิมาร์ทที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีเพียงตึกแถวที่ต่อกันยาว ๆ ผมยังคงเดินสำรวจไปเรื่อยจนไปพบกับร้านกาแฟแบบหนึ่งที่ค่อนข้างจะดูหรูในระดับหนึ่ง ตัวร้านยังคงแบบดั้งเดิมเหมือนร้านเก่าแก่ย่านนี้แต่ที่พิเศษกว่าร้านอื่นมาก ๆ ก็คือร้านเป็นร้านที่ติดแอร์ร้านเดียวในแถบนั้นและหลังจากที่ได้สำรวจจนหมดผมก็ได้เลือกร้านกาแฟเป็นร้านประจำของผม





                ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเป็นเหล่าผู้สูงอายุหรือเรียกว่าสมาชิกสภากาแฟ ตัวผมเข้าไปนั่งคุยกับพวกเขาบ่อย ๆ หลากหลายเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาทำให้ผมเริ่มอยากจะแตะสิ่งที่เรียกว่างานเขียนอีกครั้ง ผมไม่รู้หรอกว่าทำไมตอนนี้ผมถึงเขียนมันได้คล่องเหลือเกิน จากหนึ่งเล่มกลายเป็นสองเล่มสองกลายเป็นสาม ตลอดจนผมจบมหาวิทยาลัยนามปากกาของผมก็ขึ้นติดอันดับเบสเซลเลอร์ไปหลายรอบ แน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะนำมันส่งมอบให้กับสองสามีภรรยาเจ้าของร้านทันทีที่ได้ยินว่าลูกชายคนเล็กของเขาชอบอ่านหนังสือมาก





ผมได้เห็นเขาแค่ครั้งสองครั้งตลอดระยะเวลา 5 ปี ครั้งแรกที่ผมเห็นเขายังคงเป็นเด็กมัธยมต้นใบหน้านั้นระบายไปด้วยรอยยิ้มกว้าง และครั้งที่สองคือตอนเขามาช่วยงานที่ร้านตอนมัธยมปลายโครงหน้าเรียวยังคงสวยและดึงดูความสนใจของคนอื่นแบบเดิม ทว่าเจ้าตัวดูเหมือนจะไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองมีเสน่ห์กับทุกเพศทุกวัยรวมถึงผมด้วย





แต่ดูเหมือนชะตาฟ้าไม่เข้าข้างผมสักเท่าไหร่เพราะหลังจากวันนั้นผมก็ไม่เจอน้องเขาอีกเลย เหมือนโดนปิดฉากรักแรกทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เริ่ม ผมไม่ได้ชอบผู้ชายทุกคนหรอกนะขอบอกไว้ก่อนตั้งแต่สมับเรียนมัธยมจนเข้ามหาลัยผมคบกับผู้หญิงมาตลอดจนกระทั่งได้มาเจอเด็กน้อยแก้มป่องคนนี้นี่หละ ความรู้สึกที่เรียกว่าตกหลุมรักอีกฝ่ายแบบไร้เหตุผลผมก็ได้เข้าใจมันพร้อม ๆ กับความรู้สึกอกหักทันทีที่รู้ใจตัวเอง





หลังได้รู้เรื่องความรักรวมถึงอกหักในทีเดียวกันจากนั้นสไตล์งานเขียนของผมเริ่มเปลี่ยนไปผมไม่ได้ละทิ้งสไตล์เดิม ผมแค่เพิ่มฉากที่แสดงออกเกี่ยวกับความรักเพิ่มลงไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตัวละครของผมเริ่มมีมิติขึ้นไหนจะการฝึกฝนที่ไม่ได้ขาดการบรรยายกับตัวละครที่เสมือนจริงทำให้หนังสือของผมยิ่งขายดีรวมไปถึงมีการตีพิมพ์ซ้ำสองสามรอบ





เวลาผ่านมาเป็น 10 ปี ร้านกาแฟยังคงเหมือนเดิมเพิ่มเติมแค่เปลี่ยนคนดูแล ชวกรลูกชายคนโตของบ้านได้เข้ามามีบทบาดแทนที่พ่อแม่ที่เริ่มอายุมากขึ้น ขุนเขาคือชื่อเล่นของเขาผมได้ทราบหลังจากเขาวนเข้าวนออกร้านไปราว ๆ 1 เดือน ขุนเขาเพิ่งเรียนจบหมาด ๆ จากคณะสถาปัติและกำลังออกแบบร้านใหม่ทั้งหมด เรียกได้เลยว่าผมน่าจะต้องไปหาร้านอื่นสิงสถิตแทนชั่วครู่ ผมชอบร้านกาแฟแบบเดิมนะ แต่ก็รู้แหละว่าร้านพวกนี้ยิ่งนานวันยิ่งงอกเป็นดอกเห็ดหากไม่ทำอะไรบางอย่างร้านของเขาก็จะถูกกลืนหายไปตามกาลเวลา





การทุบร้านและสร้างใหม่ทำให้ผมตกใจมากพอสมควรที่จะไม่ได้เห็นร้านค้าเก่าอีกต่อไป จนเวลาผ่านไปสองเดือนตัวตึกรวมถึงการตกแต่งภายในก็เสร็จเสียที มันดูไวกว่าที่คาดไว้เยอะพอสมควร แต่ดูจากคอนเน็คชั่นของขุนเขา





บอกเลยว่าไม่แปลกใจ เด็กสถาปัติดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประทานสโมสรนักศึกษา รองประทานชมรมค่ายอาสา ถ้าเขาไม่รู้จักใครเลยผมก็คงตกใจมากน่าดู ขุนเขาใช้เวลาแค่สองเดือนในการปรับปรุงร้านในท้ายที่สุดผมก็ได้ที่สิ่งสถิตเดิมกลับมา โต๊ะตัวในติดหน้าต่างเป็นที่ประจำที่ผมเลือก ผมยังคงใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตื่นเช้า มาที่ร้านกาแฟ ร้านปิดก็กลับบ้านแล้วนอนมันวนหลูบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ผมไม่ได้นับหรอกว่ามันผ่านมากี่ร้อยกี่พันวัน ไม่ได้คิดที่จะเดินเลี้ยวข้างร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ใกล้คอนโดกว่า





สรุปผมก็โดนขุนเขาเซอร์ไพรส์ด้วยการให้ดูแลน้องชายให้ที ผมก็สงสัยว่ามันมีน้องที่ไหนเพิ่ม ก่อนจะรู้ ว่ามันฝากฝังน้องคนเดียวของมันนั่นหละ ร่างสูงโปร่งที่ตอนนี้เรือนผมสั้นนั้นยาวประบ่านัยน์ตากลมโตกับจมูกเชิ้ดรั้นก็กลับมา น้องชายของขุนเขา... ทิวไผ่คือคนที่จะเข้ามาดูแลร้านเป็นคนต่อไป





นับจากการเจอครั้งสุดท้ายในตอนเขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ตอนนี้เขาสูงกว่าเดิมมากพอสมควร แต่เสน่ห์ที่มีอยู่ยังไม่เคยเลือนหาย รอยยิ้มที่มักจะมอบให้ทุกคนแต่ผมก็ไม่รู้เลยว่าเขาได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนไปมากจากหน้ามือเป็นหลังมือ





....................





หลังจากที่ทิวไผ่เข้ามาดูแลร้านเต็มตัว โซนใหม่ของร้านก็ถูกสร้างขึ้นถือเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยที่ตัดสินใจทำแบบนั้นผมชมเขาในใจ สายตาที่มุ่งมั่นของทิวไผ่ทำให้ผมเริ่มหวนกลับไปนึกถึงเรื่องสมัยก่อนเจ้าเด็กแสบที่ทำให้ผมหวั่นไหวกลับมาแล้ว ผมเข้ามาในร้านที่คับคั่งไปด้วยผู้คน โต๊ะประจำของผมยังคงมีการจองเอาไว้แบบเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือแคชเชียร์จากวาโยญาติของขุนเขาเปลี่ยนเป็นทิวไผ่ เจ้าตัวเท้าคางเหม่อลอยจนผมกระแอ้มไอแกล้งไปครั้งหนึ่ง ร่างเล็กกว่าสะดุ้งตกใจขึ้นมา นิ้วเรียวลนลานกดออเดอร์ก่อนวาโยจะพาผมไปนั่งที่โต๊ะ





เจ้าโยกระซิบบอกผมยาวเหยียดเลยหละว่าพี่ไผ่ของมันชอบนิยายของพี่มากถ้าพี่ให้พี่ไผ่รู้รับรองพี่ของมันต้องสติแตกและทำอะไรที่ดูเยอะ ๆ ใส่ผมแน่นอน ดังนั้นมันจึงเตือนให้ผมอย่าเผยตัวตนว่าเป็นนักเขียนนิยาย โดยเฉพาะเรื่องที่ผมเป็นนักเขียนนิยายในดวงใจของทิวไผ่ แวปแรกคือผมสงสัยแต่ก็ตัดสินใจเปิดเผยตัวตนออกไป ผมหยิบนิยายต้นฉบับที่ต้องตรวจหาจุดผิดขึ้นมา ไม่นานอาหารที่ผมสั่งก็ถูกเสริฟ โดยไม่ทันตั้งตัวร่างเพรียวบางก็ถามผมน้ำเสียงมีความสั่นประมาณว่ากำลังตื่นเต้นที่จะได้รับคำตอบ





ซึ่งคำตอบก็คงสมใจเขาหละครับเพราะผมบอกไปว่านามปากกาของผมชื่ออะไรทิวไผ่ก็รัวคำพูดให้ผมฟังมือนุ่มจับมือของผมเขย่าไปมาด้วยความยินดี รอยยิ้มหวานระบายไปทั่วใบหน้าที่นิ่งสนิทก่อนหน้านี้ก่อนจะยกนิ้วก้อยขึ้นมาให้ผมเกี่ยวสัญญา “ว่าผมต้องเซนหนังสือนิยายให้เขา” ความน่ารักปนตลกของเขายังไม่จบแค่นี้ เขาสั่งให้ผู้จัดการร้านดูแลทุกอย่างแทนและตัดสินใจมานั่งคุยกับผม บทสนทนาไม่มีท่าทีจะหยุดลงเลยสักนิดดูเหมือนจะเพิ่มมากกว่าเก่า เป็นแบบที่วาโยบอกจริง ๆ ด้วยสินะ ถ้าพูดในสิ่งที่ตัวเองชอบจะพูดไม่หยุด





ผมจ้องมองใบหน้าสวยที่ยังคงพูดเจื้อยแจ้ววิจารณ์งานของผมในแต่ละเล่ม รวมถึงแนะนำหลาย ๆ อย่างให้ผมฟัง เขาเก็บรายละเอียดได้หมดและดูเหมือนว่าจะรู้สึกถึงจุดที่ไม่สมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องได้ดีกว่าคนเขียนอย่างผม ในฐานะคนทำงานเขียน ผมขอบอกได้เลยครับว่าเขาเหมาะสำหรับการเป็นกองบรรณาธิการมาก





หลังจากผมกับทิวไผ่คุยกันจนเวลาล่วงเข้าช่วงบ่ายร่างเพรียวก็นึกถึงหน้าที่ของตัวเองได้ เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วยกมือไหว้ผมแล้วเดินเข้าหลังร้านไป ดูเหมือนจะเข้าไปเอาขนมลอตใหม่มาเติม ไม่นานร่างนั้นก็เดินถือถาดเค้กขนาดใหญ่ออกมาหน้าร้านของหวานนานาชนิดถูกเติมจนเต็มตู้อีกครั้ง ดูเหมือนของในตู้โชว์จะมีของใหม่ที่เจ้าตัวบอกว่าลองทำวันนี้เป็นวันแรกด้วย แต่ไม่ทันที่ผมจะได้เดินไปสั่งมาทานเพิ่ม พนักงานของร้านก็นำเค้กมาเสริฟทั้งหมดที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเป็นคำสั่งของคนตัวเล็กหละมั้ง ถึงจะไม่ชอบของหวานแต่ผมขอไม่ปฏิเสธความหวังดีแล้วกัน เค้กมะพร้าวอันแสนน่าทานถูกส่งเข้าปาก ครีมที่ปาดหน้ามีกลิ่นหอมของมะพร้าวน้ำหอม เนื้อเค้กไม่กระด้างไปและไม่ได้นุ่มเกินไป คำชมที่สมควรพูดดเกี่ยวกับเค้กชิ้นนี้คือสมบูรณ์แบบ เขาหวังว่าแฟนคลับหนังสือคนนี้จะไม่ทำเขาน้ำหนักขึ้นเพราะติดใจในรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงคนทำเค้กชิ้นนี้ด้วย





ใบหน้าหล่อเข้มก้มลงมองนาฬิกาบนข้อมือตนแล้วเก็บของที่วางเกะกะอยู่บนโต๊ะ วันนี้บก.ของเขาจะมาคุยเรื่องงานที่ให้แก้นั่นก็คือนิยายที่ทำให้ทิวไผ่รู้ว่าเขาเป็นนักเขียนในดวงใจนั่นหละ ไอแพทถูกนำออกมาวางแทนโน๊คบุค หนังสือที่ภายในถูกวง ถูกขีดฆ่าทิ้งก็ถูกมาวางไว้ข้าง ๆ กัน





เอาตรง ๆ ไหม ถ้าให้เทียบกับการเขียนนิยายกับการคุยกับบก.ของตัวเอง ผมคิดว่าการคุยกับบก.เหนื่อยกว่าการเขียนนิยายให้จบ 1 เรื่องเสียอีก จริง ๆ ยกให้สองเรื่องเลย แต่คราวนี้ดีหน่อยที่มีคนคอยช่วยบอกจุดดีจุดบอดของหนังสือแล้วงานนี้เขาอาจจะเถียงชนะบก.สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ได้





…………………





กระเป๋าใบใหญ่ถูกโยนทิ้งไว้บนโซฟาไม่ต่างกับร่างสูงที่ทิ้งตัวลงนอนเช่นเดียวกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเถียงบก.ชนะ ข้อแนะนำของคนตัวเล็กกว่าเยี่ยมยอดทีเดียว แต่เพราะตกลงเรื่องรูปเล่มใหม่ได้ไวจัดทำเอาเขาแทบจะต้องโต้รุ่งแก้งานเหมือนกับโดนบก.แก้แค้นที่เขาเถียงชนะในวันนี้ พูดมาได้ว่าถ้าแก้ไม่เยอะจะเอางานพรุ่งนี้ตอนสิบโมงบ้าไปแล้วเหอะ โต้รุ่งก็โต้รุ่งวะ





‘แต่ดันรับปากไว้แล้วว่าจะไปหาจะไปได้หรือเปล่านะ’ ผมคิดพลางนึกถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดีของอีกคน ถ้าผิดสัญญาคงโดนงอนแน่ ๆ ใบสมองพลางคิดไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฎขึ้นคือชื่อของคุณขวกรหรือรุ่นน้องคนสนิทที่โทรมาไม่วายถามเรื่องร้านแน่ ๆ ก็นะ เขาเป็นลูกค้าประจำตั้งแต่ร้านยังเป็นเก้าอี้ไม้จนตอนนี้ตัวร้านใหญ่จนแทบจะจำแบบออริจินอลไม่ได้





“ไง มีอะไรไม่ว่ามีงานต้องแก้แบบอย่างด่วน” เสียงทุ้มเอ่ยกับคู่สนทนาแน่นอนว่าปลายสายก็ตอบมาห้วน ๆ ไม่ต่างกัน





“ถ้าไม่มีธุระคือโทรไม่ได้? เล่าเรื่องวันนี้ให้ฟังหน่อยเอาเร็ว ๆ รวดรัดได้ใจความไม่เอาน้ำเอาเนื้อ แค่อ่านนิยายของพี่ ผมก็ได้น้ำมากพอแล้ว” ไม่วายจิกกัดผมเอาเหอะปลายสายคือขุนเขาที่ตอนนี้หมดเวลางานแล้วความห่วงน้องชายจึงกลับมาแทนที่ความเปะ เอาตรง ๆ ขุนเขาห่วงน้องชายมากจนผมคิดว่ามันน่าจะมากเกินปกติแต่เขาก็ตามใจน้องชายคนนี้มากเช่นเดียวกัน





“พูดได้เจ็บดี ก็ไม่มีอะไรมาก ทิวไผ่เฟรนลี่กับลูกค้ามากดูแลร้านดีอาหารอร่อยถูกปากมากสมกับคำเล่าลือของนายหละนะ” ผมเอ่ยจบแล้วคิดภาพของคนถือสายอีกฝั่งได้เลย ปากนนี้ยิ้มไปโลกหน้าแล้วหละ ท่าทางคงยืดอกพอใจในความสามารถของน้องชายด้วยหละมั้งเท่าที่ผมเดาจากน้ำเสียง





“แล้วน้องรู้หรือยังว่าคุณข้ามภพเป็นคนเดียวกับนักเขียนนามธารา ซึ่งถ้ายังไม่รู้มันจะดีมาก” คำพูดเหมือนหยอกล้อนะแต่ความจริงคือนายชวกรเน้นประโยคหลัง แต่คงต้องทำให้ผิดหวังแล้วหละเพื่อนรุ่นน้อง เข้ามาในร้านแค่ 10 นาทีก็ถูกจับได้เรียบร้อยแล้ว





“เผลอเชคงานต่อหน้า ผลออกมาก็ไม่เหลือ งานเงินไม่ต้องถามนายก็รู้จักน้องชายนายดี แต่เขาก็ช่วยงานฉันได้เยอะนะ สนใจกลับไปดูแลร้านกาแฟแล้วส่งน้องชายนายมาเป็นผู้ช่วยฉันไหมต้องการมาก ๆ เลยหละ ทุกอย่างตรงตามความอยากได้พอดี” ผมตอบพลางไหวไหล่ไปมา ถ้าอีกฝ่ายเห็นท่าทางไม่สนใจโลกของผมคงไล่เตะแน่นอนแต่ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายออกแบบไม่น่าจะทำอะไรหนึ่งในคณะผู้บริหารได้หรอก อย่างน้อยก็ตอนทำงานนะถ้านอกเวลางานคงไม่เหลือซาก





ผมเชื่อว่าทุกคนคงสงสัยอะไรคือคณะผู้บริหารอะไรเวลาทำงาน โอเคผมอธิบายให้ฟังแล้วกันบริษัทที่ขุนเขาทำงานอยู่เป็นบริษัทของบ้านผมและผมคือว่าที่ผู้สืบทอดบริษัท แม้ตอนนี้ยังจะเป็นแค่คณะกรรมการที่มีสิทธิแค่ลงเสียงโหวตเลือกอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เหอะ





จากที่ผมพูดหลาย ๆ คนคงรู้จักนิสัยของผมแล้วหละครับ การพูดการจาของผมไม่เหมือนกับตอนที่ผมพูดกับทิวไผ่เลยใช่ไหมหละ แน่นอนสิครับผมนี่เลือกปฎิบัติสุด ๆ ยิ่งคนที่ต้องปฎิบัติด้วยคือขุนเขามารยาทผมคือไม่มีเหลือ เพราะมันก็เป็นคนที่เลือกปฎิบัติสุด ๆ ไม่ต่างจากผมหรอกครับ ใครทำดีด้วยผมทำดีกลับ ใครมีน้ำใจให้ผมผมก็มีน้ำใจตอบกลับ ยิ่งเรื่องการเชื่อใจแล้วเรื่องนี้สำคัญมากสำคัญที่สุด





การไว้วางใจใครสักคนมันน่ากลัวนะครับแต่สำหรับสองพี่น้องคู่นี้สิบกว่าปีสำหรับผมคงมากกว่าเชื่อใจแล้วหละ ถึงผมจะไม่เจอทิวไผ่บ่อยเท่ากับขุนเขา แต่เจอกับเจ้าขุนก็ไม่ต่างจากเจอทิวไผ่หรอกเรื่องของหมอนี่ไม่เคยพูด พูดแต่เรื่องน้องชายตัวเองพร้อมแนบภาพประกอบการบรรยาย จนบางทีผมก็อยากอัดคลิปทิ้งไว้เผื่อส่งให้น้องชายของมันดู แต่หลัง ๆ ผมไม่ค่อยได้เจอขุนเขาและพอได้เจอขุนเขาก็เลี่ยงที่จะพูดเรื่องทิวไผ่เหมือนแต่ก่อน ผมไม่รู้เหตุผลหรอกนะแต่ในเมื่อไม่สะดวกใจจะพูดผมก็จะไม่ไปรบกวนในส่วนนั้น





“ให้ตายเหอะ พี่แม่มโคตรแย่ผมบอกแล้วไงว่าอย่าบอกมันเดี๋ยวมันสติแตกไม่เป็นอันทำงาน แล้วนี่มันขอให้พี่เซนลายเซนบนหนังสือมันใช่ไหม เมื่อกี๋มันดี้ด้าเข้าบ้านพร้อมรอยยิ้ม ให้ตายเหอะนี่พี่รู้ไหมพี่หาเรื่องให้แม่บ้านของผมต้องทำงานหนักอีกแล้วเสียว ๆ โดนมันไล่อีก” บางทีผมก็อยากจะมอบรางวัลพี่ชายดีเด่นให้ขุนเขานะครับ มันรู้ใจน้องมันหมดแต่ก็น่าสงสารที่น้องชายไม่รู้ใจมันเลยแถมกลัวจนหน้าซีดตัวสั่นถ้าเอ่ยถึง แต่เด็กคนนี้ด่าใครเป็นด้วยเหรอดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นฝ่ายโดนด่าเสียส่วนมาก





“สภาพมันดูเหมือนด่าใครไม่เป็นใช่ไหม ใช่มันด่าใครไม่เป็นมันทำเป็นแต่ไล่ออกหนังสือมันหนะห้ามใครแตะ แต่มันก็ไม่อยากเก็บเข้าชั้นคนที่จัดได้ก็คือพี่เลี้ยงมันแล้วพี่เลี้ยงมันแต่พี่เลี้ยงมันลาออกไปแล้ว” ผมคิดว่าผมอาจจะเป็นคนไปช่วยจัดหนังสือของเขาได้นะถ้าเสนอตัวไปจะโดนพี่ชายหวงน้องฆ่าไหม





“ฉันว่าฉันช่วยได้นะให้ช่วยไหม” ผมบอกได้เลยว่าหลังจากประโยคนี้ขุนเขาต้องเบ้ปากมองบนแน่นอน บางทีถ้าอยู่ใกล้ ๆ กัน ผมคงโดนหมอนหรือหนังสือหนัก ๆ ปาอัดหน้าเสริมเป็นแน่





“ขอปฏิเสธเดี๋ยวผมจัดการเอง พี่อ่ะตัวอันตรายสุด ๆ ไปห่าง ๆ น้องชายผมเลยนะ” ปฏิเสธได้อย่างไร้เยื่อใยแถมเห็นภาพตอนมันพูดในหัวออกเลย แต่พอเข้าใจได้นะมันเป็นคนหวงน้องมาก แต่ขุนมันก็โดนผมหลอกถามเรื่องน้องจนหมดเปลือกไป แต่ถึงไม่ถามมันก็เล่าออกมาจนเกลี้ยงอยู่ดีแม้ช่วงหลัง ๆ ไม่ได้อัพเดทข่าวคราวเท่าไหร่เพราะเวลาไม่ค่อยจะตรงกัน ต่อให้เจอก็วิ่งวุ่นเรื่องงานกันอยู่ดี





“นายจะให้ฉันดูน้องนายให้ แต่มาว่าฉันแบบนี้เนี่ยนะไม่กลัวว่าฉันจะเปลี่ยนใจเหรอ” ผมเอ่ยตอกกลับ ยังไงตอนนี้ผมก็เป็นต่ออีกคนไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ แม้ที่ร้านจะมีวาโยแต่ก็เป็นลูกไล่ของทิวไผ่ตลอดคนที่คอยดูแลได้ก็มีแค่เขาคนเดียว ที่เหลือไม่ผ่าน1ใน10ข้อเวลาต้องดูแลน้องของมันได้





“ถ้าไม่จนอับหนทางผมไม่ให้พี่ดูแลหรอก แล้วอย่าทำมันเสียใจนะผมฆ่าพี่แน่ ๆ ถ้ามันร้องไห้สักแอะผมไม่ให้พี่เจอมันอีกแน่ ๆ” ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่มันพูดสักเท่าไหร่ น้ำตา? ร้องไห้? คืออะไรผมต้องการคำอธิบายแต่ปลายสายไม่ให้ช่องไฟผมได้พูดเลย ท้ายที่สุดผมก็ต้องเงียบปากจนเจ้าตัวเขาวางสายไป สมาทโฟนเคลื่อนที่ออกจากหูแล้วจ้องหน้าจอด้วยสายตายากจะคาดเดา บางทีถ้าเขาโทรกลับไปอีกฝ่ายจะยอมรับไหมหรือโทรไปเจ้าเด็กผีนี่จะตัดสายทิ้งเลยหรือเปล่า





ผมถอนหายใจออกมายาวเหยียดก่อนจะทิ้งโทรศัพท์ลงข้างตัว ในสมองเต็มไปด้วยความสงสัยคำว่าห้ามทำให้ทิวไผ่เสียน้ำตา มันหมายความว่ายังไง





และผมก็สงสัยได้ไม่นานไอข้อห้ามที่โดนสั่งมาอย่างดีนั่นผมทำมันเกมส์ตั้งแต่เดือนแรก น้องนั่งร้องไห้ต่อหน้าผมด้วยสาเหตุผมเงียบสนิทตอนที่น้องเขาเสนอตัวทำอาหารให้ บอกเลยว่าผมไม่ได้อึดอัดใจออกจะดีใจมากด้วยซ้ำแต่เหมือนจะดีใจมากเกินไปหน่อยร่างเพรียวบางลุกขึ้นกลั้นสะอื้นแล้ววิ่งไปหลังร้าน





มุมที่น่าจะสงบที่สุดเกิดความวุ่นวาย วาโยวิ่งมายังโต๊ะที่ผมนั่งสายตาเบนมองไปยังร่างบางที่เดินเข้าหลังร้านสลับมามองที่ผมที่กำลังตกใจ วาโยอธิบายพร้อมกับบอกว่าเรื่องนี้เป็นความลับจากทุกคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวหรือญาติแต่ผมได้เจอกับอาการของทิวไผ่แล้วโยถึงอธิบายเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ผมฟัง “พี่ไผ่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า” อธิบายได้สั้นสุด ๆ แต่มันก็ทำให้ผมเข้าใจแจ่มแจ้ง





ผมไม่ได้คิดที่จะปฎิเสธนะ กำลังจะพยักหน้าตกลงเลยแต่ในตอนนั้นผม ตอบอีกฝ่ายช้าไปหน่อยน้องเลยเข้าใจผิด วาโยบอกให้ผมรอสักพักแล้วค่อยเข้าไปคุยกับน้องหลังร้าน ผ่านไปสองชั่วโมงเสียงร้องไห้ในห้องก็เงียบลงผมจึงเดินเข้าไปให้ห้องร่างสูงเพรียวหลับสนิทบนโซฟาในมือมีผ้าห่มที่เด็ก ๆ ในร้านยัดใส่มือให้ ผมกางผ้าและห่มให้คนตัวเล็ก และไม่นานความชิบหายที่สุดก็เกิดขึ้น





ชวกรเจ้าร้านครั้งแรกในรอยเดือนกว่า ๆ และดันเข้ามาในวันที่ผมทำน้องร้องไห้เพราะความเข้าใจผิด โอเคผมคิดว่าผมหนะดวงซวยแล้ว แต่นี่ยิ่งกว่าซวยเพราะเจ้าตัวตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้ซ้ำอีกรอบ แม้น้องจะบอกว่าทุกอย่างเป็นความผิดของตัวเองแต่มันเป็นความผิดร่วม ถ้าน้องจะโดนลงโทษผมต้องโดนด้วย ไม่ทันที่จะได้อธิบายให้เข้าใจข้อมือบางก็ถูกพี่ชายของเขาดึงออกไปจากร้าน ในขณะที่สองพี่น้องกำลังเดินผ่านตัวผมขุนเขาใช้สายตาบอกผมสั้น ๆ ง่าย ๆ





‘ค่อยคุยกันรับ พี่ไม่รอดแน่’ เอาเป็นว่าเกมส์... อนาคตต่อจากนี้ผมนายข้ามภพกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัวครั้งแรก





ไปทำน้องเขาร้องไห้ แล้วดันเพิ่งรู้ว่าน้องป่วยเป็นอะไร ที่แอบแวป ๆ ไปหลังร้านแล้วกลับมาตาแดงคือแอบไปร้องไห้มาสินะ ถ้าขุนเขาจะเอามีดมาแทงผมตามจำนวนหยดน้ำตาของน้องชายของเขาผมไม่รอดแน่นอน

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 4





                หลังจากที่เกิดเรื่องดราม่าเข้าใจผิดเวลาก็ผ่านไปร่วมสองอาทิตย์แล้ว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมไม่ได้ออกไปจากอณาเขียนของรั้วบ้าน จะให้พูดให้ถูกก็คือไม่ได้เดินออกจากอณาเขตของตัวบ้านเลยมากกว่า แรก ๆ ผมก็ยังคงเดินขึ้นลงไปไหนต่อไหนในบ้าน จุดประสงค์ที่ทำแบบนั้นก็คือผมจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนเข้าใจผิด แต่ไม่มีใครเชื่อไม่แม้แต่จะฟังคำพูดของผมเลยสักนิด ผมเลยเลือกที่จะเก็บตัวในห้องเป็นการประท้วงกลาย ๆ แม้ผมจะรู้ว่าตัวผมยังไม่หายจากโรคบ้า ๆ นี่ แต่ก็ไม่ได้ต้องการถูกปกป้องมากมายขนาดนี้





                ผมรู้หละครับว่าครอบครัวหนะรู้สึกผิดกับผมและไม่ต้องการให้ผมทุกทรมานกับมันไปมากกว่านี้ แต่การหวังดีนี่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับโลกใบนี้ วันเวลาที่ผ่านมาผมเดินผ่านมันไปด้วยความยากลำบาก จนหมอประจำตัวบอกว่าผมอาการดีขึ้นมากจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ทันทีที่ได้ยินผมดีใจมาก แต่กว่าผมจะรู้ตัวผมว่าผมยืนถือเทียนอยู่ในความมืดมิดนี้เพียงคนเดียวมันก็สายไปแล้ว





                การเอาใจใส่ผู้ป่วย คอยดูแลอย่างดีเป็นหน้าที่ของครอบครัวแต่สำหรับผมเขาทำมากเกินไปผมไม่กล่าวโทษอะไรพวกเขาและไม่คิดที่จะบอกออกไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมมันมาจากพวกเขา





                ตั้งแต่จำความได้ผมไม่เคยเห็นพี่ชายสอบได้อันดับอื่นนอกจากอันดับที่ 1 ในตอนนั้นผมมองเขาด้วยสายตาภาคภูมิใจโดยไม่มีความริษยาเจือปน ผมยังมองเขาเป็นไอดอลและทันทีที่เข้าเรียนชั้นอนุบาลผมก็ไม่ลืมที่จะใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีเรียนให้ดีที่สุดและคว้าอันดับที่ 1 มา





                ในเวลานั้นผมสนุกกับการเรียนจนไม้รู้สึกว่าทั้งครอบครัวและตัวผมกำลังกดดันตัวเอง สามารถของผมยังคงเป็นที่ 1 ในชั้นเรียนจวบจนจบชั้นประถมและหลังจากเข้าชั้นมัธยม ตัวผมที่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง มั่นใจว่าอันดับที่ 1 จะได้มาอย่างง่ายดายเหมือนกับการสอบครั้งก่อน ๆ ก็ถูกทำลายลง ครั้งนั้นผมไม่ได้สอบได้ที่ 1 เหมือนอย่างเก่าที่สำคัญไม่ติดแม้แต่ 10 อันดับแรก ผมตกใจมากมากเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะตกใจได้แม้ว่าห้องเรียนของผมคือห้อง 1 ที่รวมสุดยอดหัวกะทิของเด็ก ๆ เอาไว้แต่ผม ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะหลุดมาไกลขนาดนี้





                ในตอนที่ผมรับคะแนนสอบกลางภาคมารอยยิ้มก็ระบายไปทั่วใบหน้า ผมได้คะแนน 28/30 นับว่าเป็นคะแนนที่สูงมากสำหรับผม แต่คำว่าสูงมากของผมไม่ได้เสี้ยวของเพื่อน ๆ เพราะห้าในสามสิบคนได้คะแนนเต็มอีกเจ็ดคนผิดไปคนละหนึ่งคะแนนเท่ากับว่าคะแนนของผมอยู่ลำดับที่13หรือมากกว่านั้น จากเด็กอันดับหนึ่งถูกผลักออกจากหัวแถวกลายเป็นเด็กที่มีความสามารถปานกลางไม่โดดเด่นเหมือนแต่ก่อน ผมพยายามปลอบใจว่าตัวเองยังปรับตัวไม่ได้และผมยังมีสอบไฟนอลให้แก้ตัว แต่ไฟนอลแล้วยังไงหละ เกรด 4 ที่เรียงยาวกันอย่างสวยงามมันจะมีค่าอะไรถ้าผมไม่ได้อันดับต้น ๆ ของห้อง





                หลังจากไฟนอลผมก็ยังคงเป็นเด็กที่มีผลการเรียนปานกลางคนเดิมต่างจากพี่ชายที่แม้จะเป็นกรรมการนักเรียนชั้นมัธยมต้นในตอนนั้นก็ยังคงสอบได้ที่ 1 รวมถึงสอบเข้าเรียนต่อได้ที่ 1 ในโรงเรียนชั้นมัธยมปลายระดับท๊อปของประเทศ การมีพี่ชายชายเก่งเป็นเรื่องที่ดีแต่มันก็สร้างความกดดันให้ผม แม้จะตั้งใจเรียนมากเท่าไหร่คะแนนของผมก็ไม่เคยขึ้นไปติดอันดับ 1 อีกเลยมากที่สุดก็แค่ 1 ใน 3 ผมพยายามรักษามาตรฐานนี้ไว้ ทุกครั้งที่ผมต้องแสดงผลการเรียนให้กับที่บ้านเห็นพวกเขาจะกล่าวชมในความสามารถ แต่เมื่อพี่ชายผมกลับมาพร้อมกับใบเกรดทุกความสนใจก็ยังคงมุ่งตรงไปที่พี่ชายเหมือนเดิมรางวัลต่าง ๆ นานา ที่ตั้งโชว์ในบ้านบางชิ้นมันก็มาจากพี่ชายของผมบางชิ้นมันก็มาจากผมแต่ก็เหมือนเดิมจำนวนที่ผมได้มันน้อยกว่าพี่ชายและต่อให้ได้รางวัลผมก็ไม่ใช่ที่ 1





                เหมือนกับว่าเลข 1 มันไม่ใช่เลขสำหรับผมอีกต่อไป ผมยังคงพยายามตั้งใจเรียนเหมือนเดิมแต่คะแนนไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจอีกต่อไปผมเลือกที่จะไม่สนใจและเมินเฉยมัน ผมขอแค่เรียนให้มันจบ ๆ เทอมไปก็พอ





                การเรียนชั้นมัธยมต้นเป็นเหมือนกับสิ่วที่เคาะให้ผมเริ่มแตกร้าวและพอเก้าเข้าชั้นมัธยมปลายผมตัดสินใจที่จะไม่สอบเข้าที่เดียวกับพี่ชาย แต่ด้วยสายตาคาดหวังของพ่อกับแม่และพี่ชายผมก็จำใจสอบเข้าโรงเรียนแห่งนั้น โดยตอนนั้นทางโรงเรียนเปิดโปรแกรมเรียนแบบใหม่ขึ้นมาสำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แน่นอนว่าผมสอบติดอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่พรสวรรค์ของผมมันมีไม่มากพอเท่ากับคนอื่นรวมถึงไม่มากพอเท่ากับพี่ชายของผม





                เขายังคงเป็นที่ 1 เขายังคงเรียนได้ดีอย่างไม่มีที่ติแม้จะเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว จะให้พูดยังไงดีหละเรียนดีกิจกรรมเด่นคงพูดแบบนี้ก็ได้ ไม่มีสิ่งไหนที่เขาทำได้ไม่ดี ต่างจากผมที่พรสวรรค์ไม่ได้มากเท่าคนอื่นแม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเรียนห้องเด็กที่มีความสามารถโดดเด่นแต่ผมก็ยังอยู่ใต้คนอื่น และเกรดที่เคยเรียงกันเป็นเลข 4 อย่างสวยงามก็เปลี่ยนไป ผมไม่ได้เรียนได้เกรด 4 ล้วนอีกต่อไปแล้ว





                ในเวลานั้นผมตกใจ ทุกข์ใจ และสิ้นหวัง แม้จะมีคนในครอบครัวปลอบคอยพูดว่าไม่เป็นไรห้องเรียนที่ผมเข้าเรียนหนะมันยากถ้าเป็นพี่ชายก็เกรดอาจจะตกลงได้เหมือนกัน แต่ผมก็รู้สึกแย่อยู่ดีแย่เพราะเอาผมไปเปรียบเทียบกับพี่ชายทั้ง ๆ ที่รู้กันอยู่แล้วว่าถ้าพี่ชายได้เข้าเรียนโปรแกรมนี้เลขในใบเกรดก็จะเรียงสวยแบบเดิม ตัวตนผมถูกสิ่วกะเทาะอีกครั้ง เปลือกที่หุ้มร่างกายไว้เริ่มแตกออก บางจุดเริ่มโดนสิ่งภายนอกทำลายทำให้ตัวตนของผมยิ่งเปราะบางมากกว่าเดิม





                แม้จะทรมานมากเท่าไหร่ก็พูดออกไปไม่ได้ คำว่าไม่คาดหวังของพวกเขาเป็นคำที่ทำลายความรู้สึกผมไปเรื่อย ๆ ไม่ต่างจากเกรดที่ดิ่งลง ความรู้สึกแปลกในใจเริ่มจับตัวกันเป็นก้อน มันอึดอัด ปวดร้าวและเหมือนกับว่าตัวตนตัวเองจะสลายไป





                และทันทีที่ผมเหยียบย่างเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีที่ทุกคนต้องแข่งขันกันเพื่อเข้าเรียนสถาบันที่ดี มันเป็นการแข่งขันกันทั่วประเทศและคำว่าแข่งขันกันนั้นก็เป็นคำที่ทำร้ายผมอีกครั้ง โรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในประเทศ คือภาระอีกชิ้นที่แบกไว้บนบ่านอกจากนั้นคำว่าต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศให้ได้ก็คือภาระอีกก้อนที่ผมต้องแบกมัน





                ผมเทียวสอบ เทียวยื่นคะแนนตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยเว้นไว้เพียงแค่มหาลัยเดียวนั่นคือมหาวิทยาลัยที่พี่ชายของผมเรียนอยู่ แต่ด้วยคำพูดของพ่อกับแม่ผมก็ต้องยื่นคะแนนเข้าเรียนสถาบันแห่งนั้นอย่างช่วยไม่ได้ แน่นอนว่าผมสอบติด แต่คณะที่ติดคนละคณะกับพี่ชายของผม





                ทันทีที่ผมบอกพวกเขาพ่อกับแม่ตกใจ ส่วนพี่ชายของผมขมวดคิ้ว มันแปลกมากเลยสินะที่ผมไม่ยื่นเข้าเรียนในคณะที่ตัวเองอยากเรียน ผมอ้างเหตุผลร้อยแปดประการเพื่อให้พวกเขาเชื่อว่าผมตั้งใจเข้าอีกคณะเพราะสนใจมันมากกว่า แต่ความจริงแล้วผมไม่อยากเรียนคณะเดียวกับพี่ชายเลย ผมไม่อยากโดนเปรียบเทียบอีกต่อไป ถ้าไปเรียนคณะเดียวกันกับเขาอาจารย์ที่สอนจะต้องเคยสอนพี่ผมผมไม่อยากเจอเหตุการณ์พวกนั้นผมเหนื่อยกับการถูกเปรียบเทียบและกลายเป็นฝ่ายแพ้ ที่สำคัญไปกว่านั้นชื่อของพี่ผมมันเป็นที่จดจำไปทั่วคณะ ถ้าผมเข้าไปผมจะไม่ถูกจดจำในชื่อของ ‘ทิวไผ่’ แต่จะถูกจกจำในชื่อ ‘น้องของขุนเขา’





                เรื่องนี้ถูกผมบ่ายเบี่ยงไปได้ง่าย ๆ เพราะคณะที่ผมเรียนก็ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถเช่นกัน ช่วงเวลาที่เรียนในชั้นมหาวิทยาลัยผมคงพูดได้ว่ามีความสุขมาก เพราะผมเอาเรื่องต่าง ๆ มาอ้างจนบางทีก็ไปพักที่หอเพื่อน โกหกว่าทำรายงานเสร็จช้าจะกลับบ้านอีกวัน เพื่อนทุกคนทำให้ผมรู้สึกสบายใจมากกว่าการอยู่บ้าน จวบจนพี่ชายผมมีงานเยอะเพราะขึ้นปีสูง พ่อกับแม่ก็ให้พี่ชายไปพักที่ร้านกาแฟที่ใกล้มหาวิทยาลัยมากกว่าตัวบ้านที่เราพักอยู่แถมเพื่อน ๆ ในกลุ่มก็มาทำงานด้วยกันได้





นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก ผมไม่ได้เกลียดใครในครอบครัวไม่มีความรู้สึกพวกนั้นเลยสักนิด เพราะความรู้สึกในตอนนั้นผมก็แค่รู้สึกด้อยค่าและตัวเองไม่มีประโยชน์ถ้าไม่อยู่สักคนก็ไม่มีใครรู้สึกเสียใจ





                ปีหนึ่งผ่านไป ปีสองผมเริ่มเข้ากิจกรรมของมหาวิทยาลัยแม้จะเหนื่อยแต่ก็สนุก ที่บ้านยังคงมีบรรยากาศแบบเดิมแต่ผมมีสถานที่ให้พักใจ ผมเริ่มมีความสุขเวลาอยู่กับเพื่อนมากกว่าการอยู่กับบ้าน สโมสรนักศึกษากลายเป็นที่นอนประจำของผม ไม่ว่าตอนนั้นผมจะออกไปดื่มกับเพื่อนจนเมา หรือเที่ยวเล่นจนดึกดื่นผมก็ตัดสินใจมานอนที่สโมโดยอ้างกับทางบ้านว่างานเยอะ จะสอบแล้ว ทำกิจกรรมเชียร์ รุ่นพี่ให้อยู่ดึก โดยเฉพาะช่วงกิจกรรมของมหาลัย กิจกรรมคณะ ผมพักที่คณะเป็นอาทิตย์ ๆ โดยไม่คิดที่จะกลับบ้าน





                อย่างที่เห็นตอนเรียนมหาลัยผมออกนอกลู่นอกทางไปเยอะ โดยเฉพาะกับชีวิตช่วงปี 1 ผมคิดว่าการทำตัวไม่ดีแบบนั้นน่าจะทำให้เกรดผมตกลงไปอีกแต่กลับว่ามันพลิกผันไปเป็นอีกแบบหนึ่ง เกรดของผมสวยงามจนน่าตกใจ คะแนนมิดเทอมแรกเขาไม่ท๊อปก็รองท๊อปทุกวิชา พอเกรดออกมาก็ไม่มีต่ำกว่า B+ เท่าที่จำได้ชีวิตที่ผมใช้ในช่วงนั้นคือวนเวียนอยู่กับกลุ่มเพื่อนเวลาสอบก็ช่วยเพื่อน ๆ ติว หรือบางเรื่องที่ตัวเองไม่แม่นเพื่อนก็ช่วยเหลือผม ท้ายที่สุดก็จบปีสองเสียที





                พอเข้าปีสามเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ก็เริ่มมีเข้ามาเกี่ยว ผมมีแฟนเธอน่ารักและแสนดี และที่สำคัญว่าเธอเป็นที่พักใจของผม แต่ดวงความรักผมออกจะแย่ไปเสียหน่อยคบกันได้ไม่นานเธอก็ได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอกรักระยะไกลมันลำบากกลายเป็นว่าความรักนั้นก็จบลง ผมที่สมควรจะเสียใจกลับไม่ได้เสียใจอย่างที่คาดเดาไว้ แค่ความรู้สึกเหมือนเพื่อนย้ายโรงเรียนไปเท่านั้น





                ปิดเทอมใหญ่ตอนปีสามก็เข้าสู่การฝึกงาน การยื่นเรื่องทำงานนั้นช่างง่ายดาย ผมกับเพื่อนอีกสองคนได้ฝึกกับบริษัทใหญ่มันแปลกไปหน่อยสำหรับผมเกรดของผมด้านนี้ไม่ได้เด่นเท่าอีกด้านหนึ่งแต่เราได้บริษัทใหญ่ถือเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะมันเปิดทางสู่อนาคตให้กับเรา วันแรกคือออกไปดูงานข้างนอกเพราะเฮดที่จะดูแลพวกผมคือออยู่ไซค์งานมะรืนนี้ถึงจะเข้าบริษัทเขาเรียกให้พวกผมไปรับงานที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้ งานที่ได้รับมาไม่ยากอย่างที่คิดแต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน ผมนับถือคนออกแบบตึกนี้มาก ๆ ทุกจุดไม่เสียเปล่าทุกพื้นที่ถูกออกแบบให้จัดจ่ายใช้สอยได้หมด ผมชื่อชมเขาในใจจนกระทั่งผมรู้ว่าคนที่ออกแบบตึกตัวนี้เป็นนิสิตจบใหม่ไฟแรงและนี่คือโปรเจคแรกของเขาและลางสังหรณ์ว่างานนี้จะเป็นงานของคนใกล้ตัวผมมันก็ไม่ผิดพลาด พี่ชายของผมเป็นคนออกแบบงานนี้และวันนี้เป็นวันที่เขาจะเข้ามาดูผังชั้นล่างที่เริ่มวางเสาเข็มก่อกำแพง





ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่เรายังเรียนมัธยมปลายผมกับพี่ชายที่เคยเจอหน้ากันแทบจะทุกวัน ทว่าสามปีให้หลังนี้เดือนนึงคือนับครั้งได้ที่ผมจะเจอเขา ถ้าเขาไม่ยุ่งกับงานที่ต้องทำจนต้องนอนที่คอนโดผมก็หนีไม่ยอมนอนที่บ้าน พี่ชายผมวนพักไปมาสองทีจนกระทั่งเรียนจบและเข้ารับปริญญา วันที่เราสองคนจะเจอกันยิ่งยากกว่าเก่า ไม่ใช่แค่นั้นผมได้ทำเรื่องแย่กว่านั้นเข้าไปอีกเพราะผมรับปากกับที่บ้านแล้วว่าจะไปงานรับปริญญาของพี่ชายวันไหนวันหนึ่งนี่หละทุกคนถามผมแน่นอนว่าผมบ่ายเบี่ยงจนวันสุดท้ายผมก็ไม่ได้บอกว่าจะไป กลายเป็นว่าทุกคนเตรียมตัวฉุกละหุกเพื่อนที่จะไปงานในวันจริง โดยบอกให้ผมต้องโผล่หน้าไป แต่ผมก็ไม่ได้ไปและไม่คิดที่จะไปด้วย วันนั้นผมโดนพ่อกับแม่ต่อว่ายาวเหยียดพร่ำบ่นว่าผมทำให้พี่ชายเสียใจและรู้สึกแย่มาก แต่ก่อนที่ผมจะโดนว่ามากไปกว่านี้พี่ชายผมก็ตัดบทและให้ผมขึ้นห้องนอนไป





จะให้พูดตรง ๆ ผมก็ไปงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยนะ แต่ไม่โผล่ไปคณะของพี่ชายไม่เฉียดเข้าใกล้ และก็ปิดโทรศัพท์ไม่ให้ใครรบกวน ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็ยอมทำตามคำขอร้องผมโดยผมพยายามหลอกพวกนั้นว่าจะแอบไปเซอร์ไพรส์เอง





…………………





                ทันทีที่เขาเดินเข้ามาใกล้ผมก็เบนหน้าหนี และในท้ายที่สุดเขาก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับรุ่นพี่ที่ไกค์งานให้กับพวกผมและประโยคแรกที่เขาพูดทำให้ผมตกใจจนกำมือแน่น “เป็นไงคนที่ฉันแนะนำระดับท๊อปของคณะทั้งนั้น นายติดหนี้ฉันแล้ว” พี่ชายเป็นคนเลือกผมให้เข้ามาฝึกงานที่นี่งั้นเหรอ คิดว่าเรื่องนี้ผมต้องพึ่งพาเขาตลอดเลยหรือไง





                “ผมลาออกจากการฝึกงานเดี๋ยวผมฝึกที่อื่นปีหน้า ขอบคุณครับ” ผมพูดจบและเดินออกจากไซค์งาน และแน่นอนว่าทันทีที่ได้แตะคอมพิวเตอร์ผมก็จัดการกดดรอปมันซะ วันต่อมาผมโดนโทรเรียกจากอาจารย์ที่ปรึกษาถามถึงเหตุผลที่เกิดขึ้นโดยภายในห้องมีพี่ชายของผมอยู่เขามาเป็นตัวแทนของบริษัท ผมโดนกล่อมให้ยอมฝึกงานต่อไปเพราะหากลาออกจะทำให้เครดิทของมหาวิทยาลัยเสียมันเลยขอเปลี่ยนกลุ่มฝึกงาน โดยให้เหตุผลว่าการทำงานกับพี่ชายตัวเองมันดูไม่ดีและที่ผมตัดสินใจลาออกจากการฝึกงานมันเหมือนพี่ชายช่วยให้ผมฝึกงานผ่าน





                ผมชักแม่น้ำทั้งห้ามาเถียงและโชคดีที่ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมามันกลายเป็นข้อสนทนาใหม่ให้กับพวกเรา แม้อาจารย์จะชอบใจที่นิสิตในปกครองได้ฝึกงานกับบริษัทใหญ่แต่คนที่ให้การฝึกและคนที่คุมงานนามสกุลเดียวกันมันน่าเกลียด อาจารย์จึงขอให้พี่ชายโยกย้ายงานให้ผมไปอยู่อีกกลุ่มที่ตัวพี่ขุนเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท้ายที่สุดผมก็ฝึกงานจนเสร็จและโชคดีที่ผมเรียนต่ออีกแค่เทอมเดียวผมก็เรียนจบ





                สามปีครึ่งคือช่วงเวลาที่ผมเรียน ใช่ผมเรียนจบก่อนพวกเพื่อน ๆ ถึงครึ่งปี ไม่นานผมก็ได้งานเป็นชิ้นเป็นอัน และพอเงินเดือนเดือนแรกออก ผมก็บอกกับครอบครัวว่าผมจะไปเช้าห้องอยู่แค่คนเดียว ไม่มีใครรั้งผมได้แม้วันที่น่ายินดีของผมอย่างเช่นวันรับปริญญา ผมก็ไม่ให้พวกเขามาเข้าร่วมเพราะผมตัดสินใจที่จะไม่เข้าไปรับ ช่วงเวลาการทำงานแรก ๆ นั้นเรื่อย ๆ ค่อนข้างออกไปทางสบายแต่พอผลงานเริ่มเข้าตาหัวหน้าตัวผมก็ถูกรุ่นพี่เขม่น





                จนท้ายที่สุดผมก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่เหนือกว่าทุกคน ว่ามันเจ็บไม่แพ้การอยู่ใต้ล่างคน ๆ เดียวที่ตัวเองไม่อาจจะเอาชนะได้ ผมโดนบีบทุกทางในการทำงาน บอกเดธไลน์ผิดบ้าง บอกเวลาประชุมผิดบ้าง สามในห้าวันผมจะต้องถูกเรียกเข้าไปต่อว่า พอออกมาก็เจอสายตายิ้มเยาะของพวกรุ่นพี่ ในตอนนี้ผมไม่สามารถปรึกษาเรื่องนี้กับใครได้ เพื่อน ๆ ผมยังคงเรียนไม่จบ กับครอบครัวก็อย่าหวัง จนบางครั้งผมเหนื่อยเกินกว่าที่จะตื่นไปทำงาน





                ผมพอจะได้ยินมาว่าสังคมในการทำงานบริษัทมันมีทั้งดีและไม่ดี แต่ผมเข้ามาอยู่ในจุดที่ไม่ดีเหมือนกับว่ามันเป็นการลงโทษผมที่ทำตัวแย่ ๆ มาตลอด 3-4 ปี ความเครียดที่โดนกลั่นแกล้งและโดนต่อว่าทำเอาผมต้องลางานบ่อยจนท้ายที่สุดวันที่ทุกอย่างถาโถมเข้ามาจนตัวผมพังทลายก็เกิดขึ้น ผมโดนเรียกไปต่อว่าเช่นเดิม แต่ครั้งนี้เป็นคำต่อว่าที่สะกิดความรู้สึกที่เจ็บปวดที่สุดในใจผม





                ‘คุณอย่างคุณมันไร้ค่า ผมคาดหวังกับคุณมากเห็นตอนแรกทำงานดี ๆ หลัง ๆ ก็เหลวไหล จริง ๆ ผมก็เวทนาคุณนะเห็นว่าทะเลาะกับที่บ้านนี่ ตอนนี้ไม่มีที่ไปบ้านก็คงไม่มีใครเอา ผมพอจะเข้าใจคนที่บ้านคุณอยู่นะ นิสัยแบบนี้คงไม่อยากมีใครยุ่งด้วยทั้งแกล้งคนอื่น นินทา แกล้งบอกเวลาส่งงานผิดเพราะอยากส่งงานก่อนใคร แต่กลายเป็นตัวเองส่งช้าเอง เอาเป็นว่าวันนี้คุณถูกไล่ออกเชิญออกจากบริษัทผมไป ไม่น่าคิดเลยว่าคุณจะเป็นคนยอดเยี่ยมเหมือนพี่ชายของคุณ’





                คำที่ผมโดนต่อว่ามันเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้ทำเลยสักนิด ไหนจะคำเลวร้ายพวกนั้นอีกผมกันฟันแน่น ขอบน้ำตาเริ่มมีความรู้สึกร้อน ๆ คลออยู่ผมกำลังจะร้องไห้ สิ้นเสียงของหัวหน้าผมก็เดินหนีออกจากห้องยังดีที่ผมยังทำงานได้ไม่นานของเลยมีไม่เยอะ ผมรวบ ๆ กองงานทั้งหมดมาถึงเอาไว้แนบอก แต่ก่อนที่ผมจะได้ออกไปคนในทีมงานของผมก็ต่างพากันหัวเราะเยาะ บางคนที่ให้ร้ายผมก็ตะโกนบอกว่าอย่าไปแกล้งคนอื่นอีกนะ ไม่เว้นแม้แต่คนที่ให้กำลังใจผมก็หน้าไหว้หลังหลอกเหมือนกัน





                ผมแอบร้องไห้อยู่ในห้องน้ำชั้นอื่นจนมืดถึงจะเดินออกมาขึ้นรถเมล์ใช้เวลาเดินทางแค่สองป้ายก็ถึงหอพักกลางเก่ากลางใหม่ของผม ขาทั้งสองข้างพาร่างของผมไปยังห้องที่ได้เช่าไว้และหลังจากนั้นผมก็ไม่ออกจากห้องเลยตลอดหนึ่งอาทิตย์





                ในตอนสายของวันที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ผมเดินทางออกไปซื้อของทานกับแวะร้านขายยา ผมได้ยามาหลายประเภทกับเครื่องดื่มแอลกอฮอลจำนวนหนึ่ง





                คืนนั้นผมนั่งดื่มทั้งน้ำตา ในสมองของผมมีคำหลายคำตีกันในหัว ไหนจะคำด่า คำดูถูก คำชมของพ่อแม่ ถ้าผมยอมลงให้กับพี่ชายคงจะดีกว่านี้เหรอ ผมทำได้แค่ใช้ชื่อของพี่ชายเป็นใบเบิกทาง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงานเพื่อเรียนจบหรือการเข้าทำงาน





ผมควรพูดไปเรื่อยใช่ไหมว่าผมคือใคร ผมน้องชายคนเก่งของคุณชวกร ศศิดลทัศน์ เรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์โดยใช้เวลา 3 ปีครึ่ง นอกจากนั้นยังคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งถึงจะไม่มีเหรียญทองแบบพี่ชาย แต่ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวกะทิของรุ่น





ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ยาพารากระปุกใหญ่ถูกเทออกมาจากขวดผมไม่รู้หรอกมันออกมากี่เม็ด นอกจากยาแก้ปวดหัวแล้วต้องมียาลดน้ำมูกด้วย แล้วก็ยานอนหลับผมนอนไม่ค่อยหลับเลยนี่สิ ยาหลากชนิดหลายสีสันไหลลงคอพร้อมแต่ของเหลวที่ควรดื่มจากน้ำเปล่ากลายเป็นเครี่องดื่มแอลกอฮอล ผมยังคงดื่มไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ดัง





ผมยืนเต็มความสูงก่อนเดินไปหาโทรศัพท์ที่ชาร์ทไว้แต่ดูเหมือนร่างกายของผมจะเกินขีดจำกัด บางทีมันน่าจะเกินมานานแล้ว ผมจำไม่ได้แล้วหละว่าวันไหนบ้างที่ผมนอนอย่างสบายใจโดยที่ไม่ร้องไห้ ทันทีที่กดรับทราบขาทั้งสองข้างก็ไร้เรี่ยวแรงเสียงโครมครามดังขึ้นจนปลายสายตกใจ และหลังจากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย





“ไผ่...ไผ่! ทิวไผ่เป็นไงบ้าง ไผ่นายเป็นอะไรบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไผ่คุยกับพี่สิ! ไผ่!”




ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 394
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
มาต่อไวๆน๊าาาาา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 5





หลังจากที่ผมล้มหมดสติไปจากการทานยาเกินขนาดพ่วงด้วยดื่มของมึนเมา ร่างของผมก็ถูกส่งไปโรงพยาบาลแน่นอนว่าผมถูกเข็ญเข้าห้องฉุกเฉินและทำการล้างท้องโดยทันที ซึ่งตอนถึงโรงพยาบาลผมก็ฟื้นขึ้นมารอบหนึ่งแต่อาการของผมในตอนนั้นอยู่ในขั้นวิกฤติความดันตกและอันตรายการเต้นของหัวใจเป็นดิ่งลงเช่นกัน หมอและพยาบาลรุมล้อมเตียงของผม ท่อล้างท้องและเครื่องช่วยหายใจโดนใส่อย่างเร่งรีบก่อนจะส่งเข้าไปในแผนกผู้ป่วยชาย หลังจากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยจนกระทั่งบ่ายของวันต่อมา





ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องเดี่ยวพิเศษของโรงพยาบาลโดยเครื่องมือช่วยชีวิตต่าง ๆ ยังคงติดตัวของผมอยู่ผมค่อย ๆ ยันตัวขึ้นมานั่งพร้อม ๆ กับบานประตูที่เปิดออก โดยคนที่เดินเข้ามานั้นไม่ใช่ใครอื่นพ่อกับแม่ของผมนั่นเอง ส่วนพี่ชายของผมยังคงนอนหลับด้วยความอ่อนเพลียหลังจัดการเรื่องทั้งหมดรวมถึงเฝ้าไข้ผมจนเช้าอีกวัน 





ทันทีที่พวกท่านเห็นผมฟื้นทั้งสองคนก็ถลาเข้ามากอดผมทันที ในเวลานั้นผมงุนงงเล็กน้อยนะครับว่าทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ทำไมผมไม่ตื่นขึ้นที่ห้องพัก ผมก็แค่เครียดและกินยาแก้ปวดหัวเข้าไปเองนะมันหนักหนาอะไรขนาดนี้เลยหรือยังไง ก็แค่หมดสติไม่ได้ตายสักหน่อย





“ผมอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ประโยคแทนตัวสุดห่างเหินทำเอาแม่ผมน้ำตารื้น แต่ก็ไม่มีใครดุว่าผมพวกท่านปลอบผมด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน ‘ไม่เป็นไรนะลูก เรื่องร้าย ๆ ได้ผ่านไปหมดแล้ว’ ผมไม่เข้าใจที่เขาพูดสักเท่าไหร่ว่าเขาหมายความว่ายังไง เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นผมไม่ได้ปริปากเล่าให้ใครฟัง พลันหมดหันหน้าไปมองพี่ชายที่กำลังตื่น เขาลุกขึ้นนั่งและสมุดปกหนังเล่มหนึ่งก็ร่วงลงกระทบกับพื้น





มันเป็นแพลนโน้ตของผม ส่วนใหญ่จะจดเกี่ยวกับวันรับงานและวันส่งงาน ซึ่งช่วงหลัง ๆ โดนขีดฆ่าไปเยอะเพราะโดนคนในบริษัทหลอกเรื่องเดธไลน์ วันและเวลาประชุม ที่สำคัญไปกว่านั้นในหน้าจดชอตโน้ตมันเต็มไปด้วยความรู้สึกของผมที่มันมากมายจนล้น ผมไม่มีใครให้คุยด้วย ไม่มีใครคอยรับฟังปัญหา การเขียนระบายเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผมตัดสินใจทำ พี่เขาคงเห็นมันวางอยู่ข้าง ๆ ตัวผมหละมั้งเลยเก็บมันขึ้นมาอ่าน คราวนี้ได้บรรลัยของจริงและไอที่บรรลัยไม่ใช่ผมแต่เป็นบริษัทเวรของผมนั่นหละ





“ผมจะกลับห้อง” ผมพูดพร้อมถอดสายเครื่องช่วยหายใจออก ต่อด้วยท่อล้างท้องแต่ดูเหมือนพี่ชายของผมไม่ยอมเขาลุกขึ้นพร้อมกับตบหน้าผมไปหนึ่งที ทันใดนั้นน้ำตาของผมก็เอ่อคลอขึ้นมาทันที ถึงผมจะเคยถูกตีสมัยเด็ก ๆ แต่ คนทำไม่ใช่เขาไง พี่ชายของผมไม่เคยตีผมเลยสักครั้งแม้กระทั่งเรื่องโกรธก็ไม่เคย แต่ครั้งนี้ผมโดนเขาตบจนหน้าหันไปอีกข้าง พ่อกับแม่ตกใจกับการกระทำนั่นแต่ก็ไม่คิดจะห้ามปราม ก็ใช่สิใครจะกล้าว่าสุดยอดพี่ชายอย่างเขาได้





“ออกไปให้หมด ออกไปเดี๋ยวนี้เลย” ผมพูด หยดน้ำตาหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย มือพลางดันพี่ชายพ่อและแม่ให้ถอยห่าง ภายในห้องวุ่นวายจนทำผมปวดหัวอีกครั้งร่างเพรียวทิ้งตัวลงนอนขุดคู้ จนคนในห้องกดกริ่งเรียกพยายามเข้ามาในห้อง ทั้งสามคนถูกดันให้ออกจากห้อง ผมเหลือบตามองไปที่บานประตูก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง





ผมอยากนอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลยแต่ผมก็ต้องลืมตาขึ้นมาเจอกับความจริง โคยคนแรกที่ผมเจอคือหมอเฉพาะทางเจ้าของไข้ผมและก่อนจะวินิจฉัยอาการ เอกสารแบบทดสอบถูกนำมาประเมินและผมออกมาก็คือผมเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ในระยะน่าเป็นห่วงไม่สิอยู่ในระยะวิกฤติ ยิ่งสอบถามอาการในด้านต่าง ๆ ยิ่งเหมือนการขุดคุ้ยอดีตและผมก็ไม่รู้เป็นอะไรบอกความรู้สึกของตัวเองไปทั้งหมด ทั้งอดีตที่ตัวเองเจ็บปวดกับมันมา และความสุขที่ได้รับในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยและจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาการแย่จนคิดสั้นนั่นก็คือบริษัทที่ผมทำงาน 





ยิ่งครอบครัวผมได้ยินเรื่องเล่าพวกเขายิ่งร้องไห้แม่ผมถูกพ่อปลอบ ส่วนพี่ชายผมยืนทำหน้าเครียดและเมื่อประเมินอาการเสร็จก็เข้าสู่ช่วงเย็น หมอก็สั่งยาชุดใหญ่ให้ผม ไม่ว่าจะเป็นยาที่เกี่ยวกับการล้างท้องและยาโรคซึมเศร้า





ผมหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะฤทธิ์ยาจนเช้าของอีกวันหนึ่ง ห้องพักของผมก็เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งเพื่อนมัธยมเพื่อนมหาลัย และเมื่อพวกมันเห็นผมตื่นต่างคนต่างถลาเข้ามาเกาะเตียง ไอคนที่เรียนหมอพอออกจากเวรเยินก็รีบมาเยี่ยมผมยิ้มออกมาด้วยความยินดี พวกเพื่อน ๆ ทั้งดุ ทั้งต่อว่าผม แน่นอนผมก็ทำได้แค่ยิ้มจาง ๆ ตอบกลับ หลังจากถามไถ่อาการกันเสร็จ ก็เข้าสู่การวางแผนเอาคืนบริษัทเวรนั่น ตอนผมได้ยินผมนี่หลุดขำทั้ง ๆ ที่สอดท่อช่วยหายใจและท่อล้างท้องอยู่ 



 

ผมบอกแล้วไงว่าเพื่อนผมแสบแน่นอนว่าแต่ละตัวนี่ตบเท้าเขียนใบสมัครเข้าบริษัทนั่นกับไปเกินครึ่งโหลละ ท่าทางมีแววไล่คนเก่าคนแก่ออกด้วย จะทำยังไงได้หละได้เด็กระดับท๊อปไปทำงาน กับพวกแก่ ๆ มีดีแต่ตำแหน่งสูงแต่ไร้ผลงานก็ถูกไล่ออกไปซะ ผมนี่ขำไหล่สั่นยิ่งกว่านั้น พวกมันบอกอีกว่าคงวางแผนอัดคลิปตอนพวกนั้นใส่ร้ายป้ายสีหรือกลั่นแกล้งแล้วยื่นฟ้องให้จ่ายค่าเสียหายจนบริษัทล่มจมไปเลย





ทุกคนแทคมือพร้อมกันเตรียมตัวกันทำตามแผน จนผมอยากถามว่าตอนพวกมึงสอบมึงตั้งใจกันขนาดนี้ไหมถ้ามึงตั้งใจขนาดนี้คือมึงเกียรตินิยมอันดับ 1 ตามกูมาหมดทุกคนแน่ ๆ 





จวบจนช่วงเที่ยงกระเช้าขอโทษก็ถูกส่งมาจากบริษัทเวรนั่น ผมสงสัยนะว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ความสงสัยก็หายไปเกือบจะในทันที พี่ชายลากคอไอแกนนำที่ใส่ร้ายผมมา รวมทั้งผู้จัดการใหญ่ของสาขานี้ หน้าตาพี่ขุนเขาเหี้ยมเกรียมจนน่ากลัว ทุกคนแทบกราบแทบเท้าผมอ้อนวอนให้ผมยกโทษให้ แต่แล้วยังไงหละ สภาพผมขนาดนี้ใครมันจะยกโทษให้ หลังจากไล่คนพวกนั้นให้ไสหัวไปจนหมดแล้วสองสามวันต่อมาพี่ชายของผมก็บอกว่าสาขานั้นเปลี่ยนพนักงานใหม่ทุกคนเรียกได้ว่าเททิ้ง พนักงานชุดเก่าโดนไล่ออกจนเรียบและไอเด็กหัวกะทิอย่างเพื่อนของผมก็ไม่ยอมเข้าไปเซนสัญญาตามที่ตกลงไว้ สถานการณ์ตอนนี้บริษัทเวรนั่นเสียหายหนักมาก หลังจากนั้นคู่ค้ายกเลิกสัญญา หุ้นถูกถอนจนต่ำเตี้ย โดนตรวจสอบจากทางรัฐจนเอาตัวแทบไม่รอบ ดูท่าคนรอบตัวผมนี่จัดหนักมากพอสมควร ไม่ใช้อำนาจพ่อก็อำนาญญาติ ไม่ใช้ญาติก็อำนาจเงิน 





ดูเหมือนจะเล่นงานหนักแต่ก็ไม่มีใครทำอะไรพวกนี้ได้รวมถึงพี่ชายผมด้วย รายนี้ต้องใช้ตำแหน่งแบนไอบริษัทนี้แน่ ๆ ส่วนเพื่อน ๆ นามสกุลบ่งบอกความรวยสุด ๆ ไม่รวยก็มีอิทธิพลด้านนี้ บริษัทเล็ก ๆ แบบนั้นโดนเพื่อนผมบีบได้ไม่ยากหรอกครับ ทายาทแต่ละบริษัทยังนั่งไขว้ห้างแกะส้มของเยี่ยมไข้ของผมกินอย่างไม่เกรงใจคนป่วยที่นอนหัวโด่อย่างผม ที่สำคัญผมลืมบอกไปอย่าง กระเช้าขอโทษจากคนพวกนั้นผมไม่ได้รับนะครับขอโทษก็ไม่เพราะผมรับคำขอโทษเป็นเงินเท่านั้น ดังนั้นค่ารักษาพยาบาลรวมถึงการฟ้องร้องเรื่องหมิ่นประมาท ใส่ร้ายจนทำให้เสียเชื่อเสียง ตอนนี้คนในบริษัทสาขานั้น นอกจากจะตกงานยังมีความซวยอีกอย่างคือไม่มีงานทำแต่โดนผมเรียกร้องค่าเสียหายกันจบแทบจะล้มละลาย จะไปสมัตรบริษัทอื่นก็โดนหมายหัว 





ไอคนหมายหัวก็พวกนั่งกินส้มเล่นไผ่ทำลายมิตรภาพกันอยู่ ผมเห็นพวกมันอูโน่มาครึ่งชั่วโมงแล้วแต่ยังไม่มีใครชนะตานี้สักที ถ้ามันจบตานี้ผมว่าจะลงไปเล่นกับมันหน่อย ตอนนี้ผมไม่ได้สอดท่อล้างท้อง ไม่ต้องสวมเครื่องช่วยหายใจแล้วแต่ยังคงให้น้ำเกลืออยู่ ยาบางตัวก็ถูกใส่ผ่านสายน้ำเกลือและที่ผมยังคงอยู่ในโรงพยาบาลก็เพราะ บ้านคือสถานที่หนึ่งทำให้ผมลำบากใจ คอนโดที่พ่อกับแม่ซื้อให้ผมกับพี่ชายก็คืออีกหนึ่งความลำบากใจ ส่วนห้องเช่าผมพี่ชายไปสั่งคนเก็บของออกมาหมดแล้ว ดู ๆ แล้วผมน่าจะต้องย้ายกลับไปอยู่ที่บ้าน โดยตอนนึครอบครัวผมกำลังเรียนรู้เรื่องโรคนี้และพยายามปรับตัวตามอาการของผม





โดยที่ผมไม่รู้เลยว่าไอคำว่าปรับตัวของพวกเขาเพื่อช่วยเหลือและทำให้อาการของผมดีขึ้น ทำเอาผมเหมือนเจ้าหญิงราพันเซล โดนขังในหอคอยมองได้แค่วิวผ่านบานหน้าต่าง ยังดีที่ออกไปข้างนอกได้แต่ไม่ดีตรงที่ต้องมีคนในครอบครัวไปด้วย พ่อไม่ว่างแม่ไป แม่ไม่ว่างพ่อไป ถ้าทั้งสองคนไม่ว่างก็กลายเป็นพี่ขุนเขาพาไป





อ่อ... มีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องอธิบายจุดเริ่มต้นของโรคของผมมันมาจากความกดดัน ที่บ้านไม่มีใครต้องการให้ผมเก่งและยอดเยี่ยมเท่ากับพี่ชาย ต่างคนต่างมีดีต่างกัน ข้อดีของพี่ชายผมไม่มีและข้อดีของผมพี่ชายของผมก็ไม่มีเช่นเดียวกัน ต่างคนต่างมีความสามารถที่โดดเด่นเป็นของตัวเอง แต่เรื่องนี้ก็ไม่มีใครเป็นคนผิดเพราะแต่ละคนไม่อาจเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ ยิ่งเรื่องความรู้สึกยิ่งเป็นเรื่องยากจะคาดเดา 





พ่อกับแม่ก็มีโทษตัวเองบ้างที่ไม่ได้มองว่าผมเปลี่ยนไป ส่วนพี่ขุนเขาผมยังไม่ได้คุยกับเขาเลยตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นขึ้นมา ผมใข้มือเท้าคางรอเป้าหมายท้ายที่สุดเขาก็มา จริง ๆ ตอนนี้เป็นเวลาที่เพื่อนผมจะเข้ามาเยี่ยมตามที่ตกลงกับพ่อและแม่ไว้แต่ผมฉวยโอกาสให้พวกมันมาเลตสักชั่วโมงเพื่อคุยกับพี่ขุนเขา





“มาช้านะ ไผ่หิวแล้ว” ผมแทนตัวเองด้วยชื่อเหมือนกับแต่ก่อน สายตาปรายมองไปยังกล่องข้าวที่อีกฝ่ายหิ้วเข้ามา มีเหรอผมจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือทำกับข้าวให้ผมทาน ถ้าให้เทียบเรื่องฝีมือทำอาหารของบ้านผมคือที่หนึ่ง แม่คือที่สอง พี่ชายผมคือที่สาม ส่วนพ่อทำไม่เป็น ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องพักของผมก่อนจะเทข้าวต้มปลาใส่จาน 





“เก่งขึ้นนะ แต่ยังไม่เก่งเท่าแม่หรือว่าไผ่” ผมพูดพลางตักข้าวต้มใส่ปาก รสชาติไม่เหมือนกันเพราะพี่ชายมักจะรีบทำเพราะติดงานที่บริษัทน้ำต้มซุบก็เลยยังไม่เข้ากันดี ส่วนของแม่รมชาติกล่มกล่อมแต่ไม่สุด ส่วนผมมักจะต้มกระดูกไว้ข้ามคืนตอนเช้าอุ่นเพิ่มยิ่งทำให้รสชาติถูกดึงออกมา





เมื่อก่อนผมทำบ่อยแต่หลังจากที่เข้ามหาวิทยาลัยชีวิตของผมก็เปลี่ยนไป แต่เรื่องฝีมือนี่บอกเลยว่ายังไงก็ไม่มีใครเทียบได้ เพราะผมก็ทำให้เพื่อน ๆ กินบ่อยฝีมือไม่ตกแน่นอน





นี่อาจจะเป็นการคุยกันดี ๆ ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ของผมกับพี่ชายเลยหละมั้ง ผมยอมที่จะละทิ้งความฐิธิของตัวเองและเริ่มเปิดใจให้กับครอบครัวอีกครั้ง แม้ตอนนี้ผมจะยังขออยู่โรงพยาบาลต่อเพราะยังมีความรู้สึกกลัวในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปอยู่ แต่ในสถานการณ์ครอบครัวตอนนี้กลับสู่ปกติแล้วนะครับสำหรับพ่อกับแม่หละนะ ส่วนพี่ชายผมว่าผมจะคุยวันนี้ ถ้าเคลียร์ได้ลงตัวก็คงเก็บกระเป๋ากลับบ้านพรุ่งนี้เลย ผมนอนโรงพยาบาลมาเป็นอาทิตย์แล้ว (ต่อให้นอนต่อบ้านผมก็ไม่ใช่คนจ่ายอยู่ดีทั้งนั้นถ้าวันนี้เคลียร์ไม่จบก็พรุ่งนี้เอาให้มันจบแล้วกัน)





“ก็เป็นเป็นเมนูใหม่ของร้าน” พี่ขุนเขาพูดห้วน ๆ ในมือถือชามข้าวต้มพร้อมลากโต๊ะทานอาหารสำหรับผู้ป่วย กลิ่นหอมกรุ่นโชยเข้าจมูก ทำเอาผมย้อนกลับไปคิดถึงเมื่อก่อน ครอบครัวของเรานั่งทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา โดยผม พี่ชายและแม่เวียนกันทำอาหารเช้า แต่ผมกลับทำลายความทรงจำพวกนั้น ความรู้สึกผิดเข้ามาเกาะกินจิตใจอีกครั้ง ผมไม่ได้อยากคิดแบบนี้แต่ในสมองผมมันคิดออกมาเอง อาจจะเป็นเพราะผมรู้ตัวว่าคนที่ทำให้เรื่องนั้นเกิดก็คือตัวของผมเอง





ร่างสูงกว่าผมกำลังจะเดินไปนั่งที่โซฟาทว่ามือของผมเอื้อมไปจับชายเสื้อของพี่ขุนเอาไว้ เสียงขอโทษเบา ๆ ถูกเอ่ยออกมาถึงแม่ร่างสูงจะไม่ได้ยินแต่เขารับรู้นั่นหละว่า น้องชายตัวน้อยนั้นกลับมาแล้ว มือบางเปลี่ยนจากจับชายเสื้อกลายเป็นกอดเอวผู้เป็นพี่เสียงสะอื้นดังไปทั่วทั้งห้อง 





ริมฝีปากสีสดพูดขอโทษออกมาหลายสิบหลายร้อยครั้ง ขอโทษในวิ่งที่ทำไปโดยไม่รู้และไม่ตั้งใข ส่วนคนเป็นพี่ก็ได้แต่ลูบหัวปลอบแต่ถ้าหากผมเงยหน้าตอนนั้นสักนิดผมคงได้เห็นพี่ชายน้ำตาไหลเช่นกัน ทุกอย่างนั้นได้ถูกแก้ไขให้กลับมาในเส้นทางที่ถูกต้อง





ยกเว้นเรื่องหนึ่งคือผมไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกต่อไป ผมไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นแบบแต่ก่อนได้ ในตอนนี้จิตใจผมไม่อาจจะทนได้กับสถาวะกดดัน ทุกครั้งที่ต้องแบกรับอะไรตัวผมก็จะแตกสลายเป็นผง จนท้ายที่สุดผมก็ขอลาออกจากบริษัทและนอนหมดอาลัยตายอยากอยู่กับบ้าน บางทีก็หางานออนไลน์ทำเอา จนในที่สุดผมก็เริ่มติดการอ่านหนังสือ ในห้องนอนของผมที่โล่ง ๆ ไม่มีอะไรมาก ผมก็สั่งชั้นหนังสือขนาดใหญ่มาวางไว้จากหนึ่งชั้นเป็นสองชั้นจนตอนนี้ผมแทบจะยึดห้องว่างข้าง ๆ ห้องนอนผมไปเป็นห้องของตัวเอง 





การอ่านหนังสือเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง จนผมได้พบกับนักเขียนที่มีนามปากกาว่าธารา ผมไล่ตามอ่านเรื่องราวของเขาทั้งแต่เรื่องแรกจนเรื่องล่าสุด เขาเป้นนักเขียนที่ดึงเสน่ห์ของคำว่านิยายออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้ตัวผมอยากเดินเส้นทางงานเขียนเหมือนเขาเช่นกัน ซึ่งในขณะที่ผมหัดเขียนผลงานพี่ขุนเขาก็แบกหนังสือตั้งแต่เล่มแรกยันเล่มล่าสุดมาให้ผม ไม่รู้ว่าเขาไปจับฉลากหรือเสี่ยงดวงอะไรมา ถึงได้มีหนังสือเก่าแต่สภาพดีเยี่ยมแบบนี้ 





แน่นอนว่าผมยินดีมากจนละเลยการฝึกนิดหน่อยเพราะเอาเวลาไปอ่านผลงานของนักเขียนในดวงใจ ผมอ่านวนซ้ำหลายรอบจนจำได้ขึ้นใจ ในช่วงแรก ๆ เขาก็เป็นนักหัดเขียนแบบผม แต่พอเล่มใหม่ ๆ จากนักหัดเขียนเข้าสู่เส้นทางนักเขียนเบสเซลเลอร์ได้ผมคิดว่ามันสุดยอดมาก จนยกเข้าให้เป็นไอดอลผมจะพยายามเก่งให้มากเท่าครี่งหนึ่งของเขาให้ได้ พอคิดแล้วก็ขำตัวเองถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงทำตัวแบบผมต้องเหนือกว่าเขา แต่ตอนนี้ผมรู้จักเคารพตนเองและคนอื่น รู้ความสามารถตัวเองแม้จะไม่ได้เก่งกาจแต่ก็ต้องทำให้เต็มที่ไม่ต้องฝืนเพราะวันไหนที่เราฝืนทำสิ่งนั้นเราจะไม่มีความสุขอีกต่อไป





หลังจากผมออกจากโรงพยาบาลผมเรียนรู้คำหลายคำ โดยส่วนใหญ่มาจากเพื่อนฝูงที่แวะมาเยี่ยมเยียนกันที่บ้าน แต่ละคนทำงานทั้งตรงสายที่เรียนและไม่ตรงบ้างก็เข้าไปเป็นผู้บริหารของบริษัทที่บ้าน แต่มีอย่างหนึ่งที่พวกมันไม่เคยทิ้ง นั่นคือมิตรภาพที่พวกเราสร้างด้วยกันมา ผมป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็ไม่มีคนดูถูกหรือรังเกียจ แต่ละคนล้วนแต่ให้กำลังใจ พวกมันก็รู้แกใจหละว่าผมไม่สามารถเดินไปตามเส้นทางที่เดินได้แล้วซึ่งมันมีทั้งคนเห็นใจและสมน้ำหน้า มันก็เลยแนะนำหลายคำถ้ามีใครที่ดูถูกผมให้คิดเอาไว้ อย่างคำว่าช่างแม่ง ถ้าหนักหน่อยก็ให้บอกไปว่าผมไปเต้นซุมบ้าบนหัวพ่อมันเหรอ ผมหัวเราะจนตัวงอ ให้ตายเพื่อนของผมช่างมีความคิดที่ไม่เหมือนใครเอาตรง ๆ คำพวกนี้ผมก็ใช้เป็นอยู่นะ แต่ไม่ค่อยอยากใช้เพราะช่วงหลัง ๆ ผมกังวลเรื่องความรู้สึกคนอื่นเหมือนกัน แต่ด้วยไฟแค้นของเพื่อนผมตอนวันงานเลี้ยงรุ่นมัธยมต้น เพื่อน ๆ ในกลุ่มได้ยินคนนินทาผมมันเลยด่าไปเสียยกใหญ่แถมทับถมไปอีก





บางทีพวกมันไม่ต้องสอนคำพูดหรือคำด่าอะไรให้ผมหรอกเพราะมันทำหน้าที่ด่าแทนให้แล้ว แม้วันนั้นจะจบลงด้วยการเดินออกมาจากงานก่อนเวลา แต่พวกเราก็เลือกไปนั่งดื่มร้านที่ไม่ห่างจากบ้านผม โดยแต่ละคนโทรรายงานพี่ชายผมกันเกิดปัญหาอะไร แน่นอนว่าเรื่องที่เกือบจะวิวาทกันที่งานเลี้ยงรุ่นพวกเรารูดซิบปากสนิท





การใช้ชีวิตเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าสู่ปีที่สาม ผมที่อยู่บ้านเฉย ๆ พอคิดมันก็เหมือนหายใจทิ้งไปในแต่ละวัน หนำซ้ำพี่ชายผมเลือกเรียนต่อป.โท การดูร้านเลยยุ่งยากมากกว่าเก่าผมเลยเห็นโอกาสเหมาะและอยากบอกพ่อกับแม่ว่าตัวผมดีขึ้นแล้วแม้จะยังไม่หายขาดแต่ผมดีขึ้นมากแล้วจริง ๆ 





ผมอ้อนพวกเขาเป็นอาทิตย์จนในท้ายที่สุดก็ได้รับคำอนุญาต โดยมีข้อแม้ว่าถ้าเกิดเรื่องกระทบจิตใจอะไรผมอีกพ่อแม่ของผมจะกลับมาดูแลร้านเองเหมือนเดิม ผมพยักหน้าขึ้นลงเป็นคำตอบพร้อมวิ่งไปร่างผังร้านใหม่ในสิ่งที่ผมต้องการต่อเติม 





หลังจากเถียงเรื่องโครงสร้างและการตกแต่งกับพี่ขุนเขาอยู่นานสองนานร้านกาแฟก็ได้ถูกปรับปปรุงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ปิดร้านเป็นเพียงการกั้นสถานที่ไม่ให้ลูกค้าเข้าไปจนกระทั่งเสร็จงานกำแพงก็ถูกทุบให้เป็นประตูเชื่อมกัน ผมตัดสินใจแบ่งสองฝั่งอย่างชัดเจน เพราะเมื่อก่อนร้านแบบนี้หายากยิ่งพื้นที่สำหรับติวหนังสือใกล้มหาวิทยาลัยยิ่งหายากผมเลยเนรมิตมันขึ้นมาเอง





มันเป็นไปด้วยสวยเลยหละแต่แค่เดือนเดียวเท่านั้น ผมก็ต้องมานอนซังกะตายอยู่ที่บ้าน อยากร้องไห้ก็อยากแต่กลัวคนที่บ้านเข้าใจผิดว่าผมร้องไห้เพราะทะเลาะกับพี่ภพ ผมไม่ได้ทะเลาะอะไรกับเขาเลยผมแค่รู้สึกแย่ที่ก้าวก่ายเขามากเกินไปจนทำเขาอึดอัดเลยแสดงความเสียใจออกมา แสดงความเสียใจกับรู้สึกเสียใจมันต่างกันนะ!





ผมนอนไถมือถืออ่านสเตตัสในทวิตเตอร์ ช่องInbox มีคนทักผมมาไม่ขาดสายแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้อยู่ดูแลนร้านแล้ว พอผมอธิบายทุกคนก็อยากจะมาเคลียร์กับคนที่บ้านให้ แต่มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ พี่ขุนยังคงโกรธพี่ภพอยู่ และท่าทางว่าอีกนานกว่าจะหายโกรธขนาดผมพยายามจะแก้ไขเรื่องเข้าใจผิด เขายังบอกว่าผมแก้ตัวให้พี่เขา ไอนั่นมันเป็นนักเขียนต้นแบบที่ผมอยากเป็นแต่ไม่ใช่ว่ามันจะทำผมร้องไห้ได้ 





ครับผมเลยต้องปิดปากเงียบ สองอาทิตย์ที่ผมไม่ได้เข้าร้านทำเอาทุกคนวุ่นวายพอสมควรเพราะผมวางแบบโครงสร้างร้านใหม่ รวมไปถึงโซนใหม่ที่ดูแลยากสุด ผมพยายามที่จะอ้อนวอนขอกลับไปดูร้านแต่ได้รับการปฏิเสธทุกกรณี ถ้าจะพูดก็โดนเปลี่ยนเรื่อง





จนตอนนี้ตัวผมเริ่มเครียดขึ้นมาอีกแล้วและผมก็รู้ดีว่าอาการของผมแย่ลงถึงจะไม่เท่าตอนแรกแต่ก็แย่ลงกว่าตอนตัดสินใจดูแลร้าน แต่ก็ยังดีหน่อยที่วันพรุ่งนี้ผมจะต้องออกไปที่สำนักพิมพ์เพื่อคุยรายละเอียดงานชิ้นใหม่ที่ผมต้องรับผิดชอบเพิ่ม





บางทีผมควรขอโทษพ่อกับแม่รวมถึงพี่ชายล่วงหน้าเพราะผมคิดจะหนีออกจากบ้านเหมือนครั้งตอนมหาวิทยาลัยอีกรอบ ขอโทษนะครับชีวิตเด็กหนุ่มวัย 24 ปีมันไม่ควรถูกจำกัดไว้ภายในบ้าน แม้ผมจะเปราะบางแต่การเจอกับโลกก็ช่วยทำให้ผมรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นมาได้นะ




ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 6





ผมเฝ้ารอเช้าวันจันทร์ที่จะมาถึง มันเป็นวันที่ผมวางแผนว่าจะหนีออกจากบ้าน ความจริงผมไม่ได้อยากจะทำเลยสักนิดนะไม่ได้อยากให้คนในครอบครัวเป็นห่วง แต่ถ้าผมอยู่บ้านโดยมีสายตาของพ่อแม่และพี่ขุนจับตาดูทุกฝีก้าว ผมจะบ้าตายมากกว่าอาการดีขึ้น ผมรู้ว่าตัวเองรับสิ่งไหนได้มากทนต่อสิ่งไหนได้น้อย ตลอดระยะเวลาสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาผมนี่ชักทุกแม่น้ำมาอธิบายให้พวกเขาฟังแต่ไม่มีประโยชน์ 





คือครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อน ที่ผมต้องการเก็บตัวอยู่กับบ้านเพราะมันเป็นที่สบายใจที่สุดของหัวใจที่บอบช้ำจากการโดนคนภายนอกครอบครัวทำร้าย ในตอนนั้นผมต้องการถูกปกป้องเพราะบ้านคือสถานที่ที่ผมอยู่แล้วโอเคที่สุด ผมใช้เวลาพักฟื้นมาเก็บช่วงเวลาที่ขาดหายไป แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อ่ะผมบอกได้เลยนะตอนนี้ที่บ้านดูแลผมดีมากจนผมอึดอัดเหมือนเด็กทำอะไรไม่เป็นแล้วอ่ะ 





ผมไม่ได้อยากเป็นคนทำอะไรไม่เป็นสักหน่อย ผมก็อยากให้ทุกคนรู้ว่าผมสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติคนนึงได้แล้วเพียงแต่ความรู้สึกผมอ่อนไหวมากกว่าคนอื่นนิดนึงเท่านั้น





เสียงเรียกดังขึ้นหน้าประตูพี่ขุนเรียกให้ผมลงไปทานข้าวข้างล่างก่อนจะเดินทางไปคุยงาน โชคดีที่พี่ขุนมีงานประจำเขาเลยตั้งใจจะทิ้งผมไว้ที่บริษัทแล้ววนไปทำงานเที่ยงแล้วถึงจะมารับพากลับบ้าน มือข้างหนึ่งหิ้วกระเป๋าที่ดูเหมือนเป็นกระเป็นใส่เอกสารและโน๊ตบุค แต่ความจริงแล้วผมยัดเสื้อผ้าไปจำนวนหนึ่งเงินสดอีกนิดหน่อยให้พอเลี้ยงตัวเองได้สักสองสามวัน อย่าว่าผมเลยนะครับว่าผมทำแบบนี้แล้วนรกจะกินหัวตอนนี้มันกินหัวไปนานแล้วครับ มากกว่านี้คงไม่เป็นอะไรหรอก





“มาแล้วครับวันนี้ฝีมือใครทำเนี่ย” ผมในชุดไปรเวทสบาย ๆ เดินมายังโต๊ะทานข้าว กระเป๋าที่พยายามทำให้มันเนียนเป็นกระเป๋าเอกสารวางอยู่ที่เก้าอี้ข้าง ๆ ไหว้ละอย่าจับได้เลย





“ตาขุนเป็นคนทำพรุ่งนี้น้องไผ่เป็นคนทำนะรู้ไหม” คุณแม่ผมกล่าวด้วยรอยยิ้ม นี่แม่ไม่คิดว่าผมจะวางยานอนหลับคนทั้งบ้านแล้วหนีออกไปเลยเหรอครับ





“งั้นน้องไผ่ต้องทำให้สุดฝีมืออยู่แล้ว” แต่พรุ่งนี้ถ้าแผนผมสำเร็จผมก็คงไม่ได้อยู่ทำให้กินนะครับคุณแม่ ข้าวสวยถูกตักใส่จานแกงจืดฝักใส่เห็ดหอม กับไข่ต้มยางมะตูมเป็นมื้อเช้าของวันนี้ ผมค่อย ๆ นั่งทาน โดยพยายามไม่ให้ตัวเองแสดงอาการพิรุจอะไรออกมาไม่นานพวกเราก็ทานเสร็จพี่ขุนกับผมขอตัวออกจากบ้านมากันสองคนก่อน พี่ขุนจะขับรถพาผมไปยังที่ทำงาน 





จริง ๆ ผมมีเรื่องจะสารภาพนิดหน่อยแต่พวกคุณอย่าไปบอกครอยครัวผมนะ คือไอเรื่องเข้าไปคุยงานหนะความจริงแล้วผมคุยเสร็จไปตั้งนานแล้ว วันศุกร์มั้งที่ผมเคลียร์งานทั้งหมดเสร็จแล้วเริ่มวางแพลนเดินทางเที่ยวรอบประเทศไทยถ้าหนีออกจากบ้านได้ แต่อย่าเชื่อผมนะครับไอเที่ยวรอบประเทศไทยหนะผมล้อเล่น ผมคิดว่าผมจะหนีออกจากบ้านจนถึงวันที่นัดพบคุณหมอครั้งต่อไปเพื่อตรวจเชคอาการของโรคที่ผมเป็นแน่นอนว่าผมหวังให้ทุกคนเห็นอาการต่อต้านของผมและไปโรงพยาบาลด้วย ผมต้องโดนคุมตัวแบบหนีไปไหนคนเดียวไม่ได้แน่นอนแล้วทันคือประเด็นที่ผมตั้งใจให้มันเกิดขึ้น หมอของผมนัดวันศุกร์นี้ พ่อกับแม่รู้วันและเวลานัดเดาไม่ยากก็รู้ว่าต้องไปดักเจอผมที่โรงพยาบาล ทว่าสมองอันชาญฉลาดของผม... ผมได้เตี้ยมคุณหมอเจ้าของไข้ผมแล้วรวมไปถึงเล่าสถานการณ์ที่บ้านให้ท่านฟัง อาการช่วงแรก ๆ ของผมต้องได้รับการเอาใจใส่อย่างดี แต่ตอนนี้ไม่ต้องมากขนาดนั้นแล้ว





ท่านบอกว่าผมเหมือนคนปกติสามารถใช้ชีวิตได้ทั่วไป จะมีบางอย่างที่แตกต่างจากคนอื่นคืออารมณ์ที่เซนซีทีฟเกินไปหากมีคะมาสะกิดแผลใจหรือถ้าอยู่ในสถาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกผมก็จะแสดงออกด้วยอาการร้องไห้ ก็คนมันเสียเซล์ฟใครมันจะไปทนได้หละ เพราะเสียเซล์ฟเรื่องพี่ข้ามภพผมเลยร้อง ผมทำตัวเองด้วยซ้ำทำไมไปว่าพี่เขาก็ไม่รู้





ร่างของผมแทรกตัวเข้าไปนั่งที่ข้างคนขับมือเรียวยาวทั้งสองข้างกอดกระเป๋ากลัวว่ามันจะหายไปไหน ผมเชคดีแล้วหนะว่าไม่มีเครื่องติดตามด้วยมือถือนี่แทบจะฟอแมทเครื่องลบแอ๊พทิ้งไปเกลี้ยง และหนังจากถึงสนพ.ผมจะตั้งเป็นโหมดเครื่องบิน เงินก็คือพร้อมกดรอทิ้งไว้นานแล้ว ตอนนี้ผมนายนิรันดรเตรียมตัวหนีออกจากบ้านรอบที่สองในชีวิต





รถยนค์คันหรูสีดับจอดเทียบฟุตบาทขาเรียวยาวก้าวลงจากรถพยามยาม ทำตัวให้ปกติที่สุดรับคำพี่ชายทุกคำแต่หารู้ไม่ที่เขาเดินเข้าตึกไป่ผมจะแอบออกไปทางประตูหลังหรือลานจอดรถ โทรศัพท์มือถือถูกยกขึ้นมาดูเวลา ‘ตีเนียนสักสามสิบนาทีคงไม่ทำให้ที่บ้านสงสัยหรอก’ ผมคิดแล้วย้ายร่างไปนั่งกอดกระเป๋าตรงเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธุ์ 





พนักงานสอบถามผมด้วยความสงสัยแต่ผมก็ยื่นนามบัตรไป ว่าผมเป็นนักเขียนขาจรให้กับสนพ. แห่งนี้เธอก็เชิญผมไปนั่งพักในห้องพิเศษ แต่ในขณะที่ตัวผมจะขึ้นลิฟท์ไปด้วยความจนใจ ใบหน้าของผมก็กระแทคเข้ากับแผ่นอกของคนตัวสูงกว่า มือเรียวคลำจมูกตัวเองเบา ๆ เงยหน้าหมายจะว่าอีกคน แต่ทันทีที่เจอหน้าระเบิดเวลาในหัวผมก็ถูกนับถอยหลังจน ตู้ม! มาทั้งน้ำตาและมือที่เหนียวหนึบ





ผมชนพี่ภพครับนี่คือการเจอครั้งแรกในรอบสามอาทิตย์ และที่ผมร้องไห้คือดีใจมากที่ได้เจอ นึกว่าโดนพี่ขุนแกฆ่าทิ้งไปแล้ว ร่างสูงลนลานเล็กน้อยพยายามจะวิ่งไปขอยืมทิชชู่มาให้ผมซับน้ำตาแต่ด้วยความมือปลาหมึกผมเลยคว้าแขนอีกคนมากอดแทนจับมือ สถานการณ์ค่อยข้างวิกฤติทุกคนมองผมนักเขียนโนเนมกับนักเขียนอันดับหนึ่งของสำนักพิมพ์ ไปมาก่อนร่างสูงจากพาร่างของผมไปยังลานจอดรถใต้ดิน ร่างสูงให้ผมขึ้นไปนั่งพื้นที่ด้านข้างคนขับก่อนรถยนต์คันหรูจะทะยานออกจากลานจอด





ผมที่สงบใจได้ประมาณหนึ่งเริ่มหยุดร้องไห้มือผมยังจับชายเสื้อของร่างสูงเอาไว้ พี่ภพขับรถไปได้ไม่นานก่อนจะเข้าจอดยังลานจอดรถของสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง 





“ทิวไผ่เป็นอะไรไปครับ” น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนเหมือนเคยผมทำท่าจะร้องไห้อีกครั้งแต่พี่ภพคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาหมายจะโทรหาพี่ขุนผมเลยรีบยึดมือถือไว้ 





“ถ้าอยากยังมีชีวิตอยู่ดีอย่าโทรหาพี่ขุน” เอ่ยพร้อมปรายสายตาไปมองเขา ผมพยายามทำหน้าดุนะแต่มันไม่ได้ผลเพราะพี่ภพหลุดหัวเราะออกมา มันใช่เรื่องตลกไหมเนี่ยความเห็นความตายเลยนะถ้าพี่ขุนรู้ตายคู่แน่นอน “อย่าทำแผนผมเสียพี่ ผมแค่หนีออกจากบ้าน”





สิ้นประโยคพี่ภพถลึงตามองผมด้วยความตกใจ พร้อมกับเอ่ยปากห้ามปรามแถมจะพาผมกลับไปส่งที่บ้านด้วยผมเลยใช้มือปิดปากพี่ภพเอาไว้ แล้วอธิบายเรื่องราวหม้พี่แกฟัง โดยสุดท้ายผมย้ำเอาไว้ว่าถ้าพี่ภพหลุดเรื่องผมพี่ขุนไม่ได้มาฆ่าพี่คนเดียวแน่ผมก็จะลงมือด้วย นั่นจึงทำให้อีกฝ่ายหยุดเสียงลง





“แล้วไผ่จะไปพักที่ไหนการตามตัวเรามันไม่ได้ยากเลยนะ” อีกฝ่ายพูดให้ผมคิดริมฝีปากบางเม้นจนแทบจะเป็นเส้นตรง ในท้ายที่สุดสมองผมก็คิดเรื่องแผลง ๆ ได้ 





“คอนโดพี่พอจะมีห้องว่างไหมผมขอไปอยู่ด้วยดิ ห้องไม่ว่างโซฟาก็ได้พี่” ผมพูดด้วยดวงตากระกายวาววับ ถ้าจะซ่อนก็ต้องซ่อนในที่ที่(ครอบครัวผมคิดว่า)อันตรายที่สุด แผนนี้เลิศเลอมากบอกเอาไว้ก่อนเลย และเมื่อผมเห็นพี่ภพเริ่มหาทางปฏิเสธผมก็เลยเอ่ยขู่เขาไป อย่าลืมนะครับผมเป็นน้องของใครถึงสิสัยจะไม่เหมือนกันผมก็มีความอำมหิตอยู่ในตัวมากพอสมควรนะ





“ถ้าไม่ช่ววคลิปในลานจอดรถที่พี่พาผมออกมาจากสนพ.น่าจะถูกเอาไปยื่นกับตำรวจว่าผมโดนพี่ลักพาตัวมาแน่ ๆ” ขอโทษนะครับพี่ภพผมต้องใช้วิธีนี้จริง ๆ เอาเป็นว่าถ้าได้ที่พักผมจะอธิบายให้ฟังอีกรอบและไอภาพที่ผมเกาะแขนพี่เขาก่อนจะขึ้นรถก็ใช้เป็นพยานหลักฐานอะไรไม่ได้หรอกเพราะผมดูเต็มใจเดินไปกับเขามาก เรื่องนี้ตำรวจไม่มาเกี่ยวข้องแน่นอนแต่ไอคนที่น่ากลัวกว่าตำรวจอ่ะมี พี่ชายผมยังไงหละ





“เรามีทางเลือกให้พี่ด้วยเหรอ” อีกฝ่ายนั่งคิดไปนาน จนสุดท้ายก็ยอมแพ้ ผมเลยกดโทรศัพท์หาบก. ที่ช่วยดูงานของผมให้ช่วยเข้ามาร่วมชะตากรรมด้วย





และอย่าลืมว่าผมไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ อีกต่อไปแล้วนะ ไอการหนีไม่กล้าสู้หน้าครอบครัวมันไม่มีอีกแล้วกล้าที่จะหนีออกจากบ้านก็ต้องกล้งที่จะ...บอกเขาก่อนเราหนี! ตอนนี้ก็เข้าช่วงพักเที่ยงแล้วผมเลยรีบส่งข้อความหาพี่ขุนก่อนที่เจ้าตัวจะเดินทางมายังที่ทำงานของผม 





‘เรียนกพี่ขุนที่เคารพรัก ด้วยผมอึดอัดมากเวลาอยู่บ้านทุกคนทำเหมือนผมเป็นเจ้าหญิงราพันเซล ผมทราบดีว่าทุกคนอยากปกป้องผม อยากให้ผมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแต่ผมไม่เหมือนทิวไผ่คนนั้นแล้ว ผมเปลี่ยนไปแล้ววอนเข้าใจผมด้วย ผมขอหนีไปพักใจสักแป๊ปแล้วเจอกันวันศุกร์วันที่หมอนัดผมไปติดตามอาการ และหากพี่ขุนพ่อหรือแม่ตามหาผมในช่วงเวลาที่ผมกำลังพักผ่อนผมจะหนีออกจากบ้านจริง ๆ แน่ อย่าลืมว่าผมเป็นน้องชายพี่ ด้วยรักจากทิวไผ่’





ผมมองข้อความที่ส่งไปด้วยความกล้าหาร ไม่ถึงสามสิบวิโทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นผมเลยกดรับ ปลายสายบอกให้ผมกลับบ้านมาเดี๋ยวนี้ ผมปฏิเสธและตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่ลืมที่จะเปิดโหมดเครื่องบินไม่ให้พวกเขาหาผมได้ ความแสบสันของผมถูกพี่ข้ามภพมองด้วยสายตาอึ้ง ๆ แน่อนว่าต้องตกใจเพราะเด็กน้อยน่ารักอย่างผมไม่เคยเปิดเผยตัวตนให้พี่แกเห็นเลย ตอนนี้เขาน่าจะเห็นเขาปีศาจกับปีกเดวิลน้อย ๆ งอกจากตัวผมแล้วหละ จริง ๆ น่าจะเห็นตั้งแต่ผมขู่เขาแล้วหละ แถมบังคับให้เปิดบ้านรับแขกอีก 





“ป่ะพี่กลับบ้านพี่กันเดี๋ยวกลับไปผมจะเล่าให้ฟังหมดเลย รวมถึงตอนที่ผมหายไปด้วย โอยได้ออกจากบ้านในรอบสามอาทิตย์ วันนี้เจออะไรสนุกเยอะแยะไปหมดเลยฝากด้วยนะพี่” ผมตบบ่าเขาเบา ๆ ก่อนปรับเก้าอี้เพื่อเอนหลัง พี่ภพชอคกับท่าทางของผมไปสักพักก่อนจะดึงสติกลับมาได้และขับรถไปยันจุดหมาย คอนโดหรูใจกลางเมืองที่ไม่ห่างจากร้านของครอบครัวผมมากนัก





แต่รู้อะไรไหมที่ ๆ อันตรายที่สุดมันมักจะปลอดภัยที่สุด แถมพี่ภพยังเป็นบุคคลอันตรายที่พี่ชายผมบอกไม่ให้เข้าใกล้อันดับ 1 ในตอนนี้เลย





“โหยพี่ภพคอนโดพี่โคตรหรูอะ” ผมเดินซุกซนไปทั่วพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นโซนห้องสรรทนาการหรือโซนทำงาน ไหนยังจะมีพวกโซนฟิตเนต สระว่ายน้ำแล้วยังมีโซนจิปาถะทั้งหลายที่สำคัญคอนโดนี้สามารถเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วยมันจะเป็นคอนโดหรูอเนกประสงค์เกินไปละ และพอพี่ภพพามาหน้าลิฟท์ผมก็ต้องร้องโหขึ้นมาอีกครั้ง ลิฟท์ฝั่งละ สี่ห้าตัว ตอนแรกผมคิดว่าจะเข้าลิฟท์ตัวไหนก็ได้ แต่มันไม่ใช่ครับเพราะว่าลิฟท์พวกนี้จะส่งตรงยังห้องพักเลย อธิบายง่าย ๆ คือถ้าลิฟท์เปิดก็จะเห็นประตูห้องพักของตัวเองเลย โตจนที่จะมีความเป็นส่วนตัวมาก พี่ภพเดินออกไปเปลี่ยนรองเท้า เขากวักมือเรียกผมให้เดินตามออกมา น้ำลายอึกใหญ่ถูกกลืนลงคอก่อนจะสาวเท้าตามเข้าไป





รองเท้าผ้าใบถูกเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะใส่ในบ้านก่อนจะสาวเท้าเข้าไปด้านใน ห้องพักของพี่ภพผมคิดว่ามันน่าจะเป็นห้องที่หรูเกือบที่สุดของคอนโดไม่ก็หรูที่สุดแล้วหละถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าพี่ภพอยู่ชั้นไหนแต่มองจากวิวคือสูงปรี้ด ไหนจะเป็นห้องมุมด้านในของตึกอีกทำให้บ้านมีพื้นที่เพิ่มมรการสร้างระเบียง ผมร้องว้าวในหรูหราและเมื่อผมเดินไปยังระเบียงผมถึงเข้าใจว่าห้องพี่ภพอยู่ชั้นบนสุดและทั้งชั้นมีแค่สองห้องคือห้องฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ที่น่าตกใจไปมากกว่านั้นมีสระส่ายน้ำในตัวและยังมีบันไดขึ้นไปชั้นสองของตัวห้องอีก





ไม่คิดว่าจะรวยขนาดนี้ นักเขียนเบสเซลเลอร์รวยขนาดนี้เลยเหรอ ผมเกาะกระจกมองวิวทว่าก่อนจะได้เดินเปิดระเบียงออกไปด้านนอก เสียงดระดิ่งสั่นไหวดังเข้ามาใกล้ก่อนจะเจอสิ่งมีชีวิตที่โคตรนะจ่ารักวิ่งออกมารับแขก สุนัขตัวจิ๋วพันธุ์มอลทีส ผมนี่หันไปมองพี่ภพเลยแต่เจ้าตัวหันหน้าหนีผมจึงก้มลงอุ้มน้องหมาขึ้นมาแนบอกก่อนจะจุ๊บทักทายมันไปหนึ่งที 





“ผมจะไม่ถามถึงเรื่องน้องตัวนี้นะครับแต่ชื่อที่เขียนพี่ภพพอจะอธิบายได้ไหมครับ” ผมพูดพร้อมพลิกป้ายชื่ออ่าน จะไม่ให้ผมถามยังไงหละในเมื่อเจ้าตัวนี้ชื่อแบมบู แปลเป็นภาษาไทยคือไผ่ 





ผมเชื่อว่าทุกคนคงสงสัยกันหมดหละครับว่าทำไมผมถึงย้อนถามพี่แกไปแบบนั้น อันดับแรกเลยผมเคยคุยกับพี่ภพว่าพี่ชายชอบมองผมเหมือนหมาพันธุ์นี้ โดยเฉพาะเวลาตื่นเต้นสุด ๆ หรือเวลาเจ้าเล่ห์ สายตาลูกหมาคือซิกเนเจอร์ของผม ไหนชื่อจะแปลว่าไผ่ นี่พี่ภพเลี้ยงหมาแทนเลียงตัวผมหรือยังไง เฮ้อจะให้โกรธก็โกรธไม่สุด จะให้ดีใจก็ดีใจไม่ได้





เอาเป็นว่าเรื่องน้องหมาสุดน่ารักตัวนี้เอาไว้ค่อยเคลียร์ ตอนนี้ผมคงต้องเล่าเรื่องราวให้พี่ภพฟังก่อน น้อยคนนักจะได้ฟังอดีตของผม เพราะส่วนมากผมมักจะนึกกลับมาโทษตัวเองทุกครั้งเวลาย้อนกลับไปคิดเลยปิดผนึกไว้ไม่คิดจะเอามันมาบอกต่อ ทว่าพี่ภพเป็นข้อยกเว้นได้ยังไงก็ไม่รู้ผมตั้งใจจะเล่าแค่ผมป่วยเป็นโรคอะไรและทางบ้านของผมปกป้องผมมากเกิดความจำเป็นแค่ไหน และต้องการให้เขาช่วยอะไรบ้าง





แต่นี่คืออดีตตั้งแต่จำความได้ยันวินาทีที่อยู่ตอนนี้ผมเล่าออกไปหมดเกลี้ยง ผมร้องไห้ไปเล่าไปอยู่สองถึงสามชั่วโมง ซึ่งเวลาครึ่งหนึ่งคือผมกร่นด่าถึงความแย่ของตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นคำปลอบของพี่ภพ เนื้อหาใจความมันใช้เวลาเล่าออกมาไม่ถึงสามสิบนาทีเสียด้วยซ้ำ พอผมสงบลงเลิกที่จะร้องไห้พี่เขาก็ให้เวลาผมโดยไม่ถามอะไรต่อ เขาเดินนำไปยังห้องนอนรับแขกบนชั้นสองและบอกให้ผมพักผ่อนให้เต็มอิ่มตอนเย็นจะพาไปทานของอร่อย ผมเดินเข้าห้องกับเจ้าหมาที่มีชื่อเดียวกับผมผมนั่งเล่นกับมันชั่วครู่หนึ่งก่อนจะเผลอหลับไป





ในขณะที่ผมนอนหลับผมไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าเจ้าของห้อง ๆ นี้แอบเปิดประตูมาดูแลผม ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นถูกวางไว้บนตา เครื่องปรับอากาศปรับไว้ให้รู้สึกเย็นขึ้นนิดหน่อยซึ่งมันส่งผลดีกับการนอนหลับของคนตัวเล็กกว่า





....................





ข้ามภพถอยออกจากห้องนอนรับแขกก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองจำนวนมิสคอล ดูเหมือนพี่ชายของคนตัวแสบจะรู้ตัวแล้วหละครับว่าน้องชายของเขาอยู่กับใคร ผมหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาโทรกลับไปที่ปลายสาย น้ำเสียงของทางนั้นร้อนรนจนตัวเขารู้สึกได้ แถมยังคิดว่าผมแนะนำให้น้องชายของเขาหนีออกจากบ้านเสียอีก ไอรุ่นน้องคนนี้มันน่าเตะไหม หรือผมควรลดตำแหน่งมันดี 





“ถ้ายังไม่หยุด ฉันจะให้เงินน้องชายนายไปอยู่ต่างประเทศตลอดชีวิต บ้านนายไม่ต้องดูแลแล้วฉันดูแลให้เอง” ผมพูดสวนกลับไป แน่นอนการที่ผมพูดแบบนี้อีกคนก็รู้แล้วหละว่าทิวไผ่อยู่ที่ไหน แต่คิดหรือว่าที่ผมพูดออกไปอีกฝ่ายจะยอมอยู่เฉย มีแววบุกขึ้นคอนโดผมแน่แต่โชคดีนะครับที่ผมเพิ่งย้ายคอนโดเพื่อความสะดวกสบาย(ที่จริงมันเป็นโครการใหม่ของบริษัทบ้านผมผมเลยย้ายเข้ามาอยู่ซึ่งมันไม่ได้ห่างจากคอนโดเดิมมากมายอะไรผมยังสามารถเดินไปร้านคาเฟ่ได้เหมือนเดิมจะเดินง่ายกว่าเดิมด้วยเพราะไม่ต้องข้ามสะพานลอย โดยห้องใหม่พื้นที่มีขนาดกว้างกว่าคอนโดเดิมหลายเท่า รวมถึงยังสะดวกในการเลี้ยงสัตว์ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับว่าที่ซื้อลูกหมามอลทีสมาเพราะมันเหมือนคนตัวเล็กกว่าอีกคนที่นอนหลับอยู่ ไม่งั้นมันคงไม่ได้ชื่อเจ้าแบมบูหรอก





“นายไม่คิดเหรอว่าที่ทำอยู่มันเกินไป ขังน้องไว้ในบ้านอะนะ จะไปไหนมาไหนพ่อแม่หรือนายต้องเป็นคนไปรับไปส่ง” ผมกรอกเสียงตอบกลับไป อีกฝ่ายก็โวยวายตอบกลับอ้างเรื่องโน้นเรื่องนี้ขึ้นมา ผมไม่เห็นเลยว่าเด็กหนุ่มอายุ 24 ปี มีความจำเป็นต้องมีผู้ปกครองพาไปไหนมาไหน น้องควรเลือกอะไรด้วยตัวเองได้แล้ว





เรื่องเล่าของไผ่ผมบอกเลยว่าตอนผมฟังผมยังรู้สึกทรมานแทน เพียงแค่ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ ทำให้ชีวิตพังจนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้ ผมเข้าใจที่น้องชอบบอกว่าตัวเองเป็นคนเซนซีทีฟแล้วมักจะหลุดร้องไห้บ่อย ๆ แต่ผมดูออกนะว่าน้องมีอะไรผิดปกติ แต่น้องเขาแข็งแรงพร้อมที่จะยืนด้วยขาของตัวเองแล้ว ตอนผมลองเชิงเรื่องงานเขียน ทิวไผ่บอกว่าเขาเริ่มฝีกงานเขียนตั้งแต่สองปีก่อน เขาเปิดเพจและเขียนความรู้ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนที่เขาไม่มีทางได้หยิบมาใช้อีกแล้วหรือข้อคิดดี ๆ และแนวทางการคิดบวกคนแบบนี้เหรอจะกลับไปอาการหนักแล้วคิดฆ่าตัวตาย แถมเส้นทางนักเขียนของเขาไม่ได้เป็นการส่งงานเข้าพิจารณาแต่ทางสนพ.ติดต่อไปคุยแล้วยื่นขอเสนอให้เลยต่างหาก





ทิวไผ่มีพรสวรรค์ในงานเขียนผมยืนยันได้ รวมไปถึงความสามารถในการหาจุดบอดของนิยายเรียกได้ว่าถ้าเป็นนักเขียนคือดี เป็นบก.ก็ยอดเยี่ยม





“นายจะบอกว่าฉันเป็นคนนอกที่ไม่รู้เรื่องอะไรเหรอ ให้ตายเหอะไอขุนแกหนะไม่รู้อะไรสักเรื่อง! น้องเล่าให้ฉันฟังหมดแล้วเรื่องที่แกพร่ำบ่นใส่ฉันเนี่ยฉันรู้จากปากน้องหมดแล้ว และฉันยอมรับเลยว่าน้องอยู่ที่บ้าน แต่ตอนนี้แกไม่มีสิทธิเอาตัวน้องกลับไป ไผ่บรรลุนิติภาวะแล้วนะ แกคิดอะไรแทนน้องไม่ได้แล้ว หยุด...อย่างเพิ่งเถียง! ฉันขอพูดในฐานะคนโตกว่าแกเลยนะ เรื่องโรคพวกนี้ฉันรู้ดีกว่านายและครอบครัวเยอะฉันไม่ใช่หมอแต่ฉันรู้ว่าวิธีการที่ครอบครัวแกทำมันผิด น้องไม่ได้อ่อนแอจนทุกคนต้องปกป้องน้อง นี่แกจะว่าฉันไม่ใช่คนในครอบครัวไม่มีสิทธิมาคิดแทนน้องงั้นเหรออยากให้ถามน้องเลยไหมว่าตอนนี้เขาอยากอยู่กับใครมากกว่ากัน” ครับผมทะเลากับขุนเขาอยู่และน่าจะอีกยาวถ้าทางนั้นไม่ฟัง อันที่จริงคนรอบข้างผมไม่มีใครป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรอกครับ แต่ผมศึกษามาเยอะพอสมควรเพราะบางทีต้องหยิบมาใช้ในนิยายบ้าง ช่วงแรก ๆ ของคนป่วยคือต้องให้เวลากับเขาให้เขาปรับตัวปกป้องเท่าที่อีกฝ่ายอยากและปล่อยให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำ แต่ตอนนี้ผมปวดหัวกับรุ่นน้องผมมาก แค่น้องร้องไห้ก็คิดว่าน้องอาการกำเริบถึงจะรู้ว่าครอบครัวเกือบจะสูญเสียเขาไปแล้ว แต่ทิวไผ่เขาโตขึ้นแล้วเขาแข็งแกร่งพร้อมที่จะยืนได้ตัวคนเดียว หากเขาสะดุดก็แค่ไปประคองเท่านั้น





จะบอกว่าเฝ้าดูอาการเพราะกลัวน้องทำอะไรบ้า ๆ ลงไป เป็นไงหละน้องก็หนีออกจากบ้านแบบนี้ไง แถมไอเรื่องที่อีกฝ่ายโดนสั่งห้ามกักบริเวณคือเรื่องเข้าใจผิด ผมก็แค่ตกใจน้องจนตอบช้า น้องมันเลยคิดว่าผมไม่สะดวกใจที่ให้อีกฝ่ายเข้ามายุ่งกับชีวิต ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ตอนนั้นผมจะตอบไปเลยว่ายินดีมากเลยครับน้องไผ่ 





“ขุนเขาแกไม่ต้องเอาหมอมาอ้างว่าทุกคนในครอบครัวต้องช่วยเหลือน้อง แกกลับไปคิดนะการให้น้องอยู่แต่ในบ้าน จะไปไหนมาไหนพ่อแม่หรือแกต้องไปส่งมันคือการดูแลหรืออะไร ใบขับขี่น้องก็มี อย่าพูดถึงเรื่องรถยนต์แกยังเคยเอามาพูดเลยว่าน้องชายได้รถเป็นของขวัญวันเรียนจบต่อจากนี้จะได้สบายใจสักทีเรื่องการเดินทางของน้องเพราะน้องกลับบ้านมืด ฉันไม่อยากสอนครอบครัวแกนะเว้ยคุณน้าทั้งสองฉันรู้จักดีรวมถึงแกด้วย ฉันว่าเอาเรื่องหนีออกจากบ้านของน้องไปคิดก่อนเถอะว่าสาเหตุมาจากอะไร ห้ามบอกว่าเพราะเจอฉันน้องเลยอยากหนี ที่สำคัญถ้าแกใส่ใจน้องแกจริง ๆ น้องคงไม่หนีออกจากบ้านมา ไม่เตรียมเสื้อผ้าใส่กระเป๋ามาแทนเอกสารงานแบบนี้หรอก ฉันรับฝากน้องไว้จนถึงวันศุกร์เดี๋ยวพาไปหาหมอให้ไม่ต้องห่วง แล้วถ้าแกจะมาอย่าลืมพาพ่อแม่มาด้วย ให้หมอเขาแนะแนวการดูแลน้องใหม่อีกทีถ้าพ่อแม่แกไม่ปรับการดูแลน้องใหม่ฉันจะดูแลให้แทน” แค่นั้นผมก็กดวางสายและไม่คิดจะคุยกับมันอีกเลย 




ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 7





                ผมตื่นขึ้นมาในช่วงบ่ายของวันแขนทั้งสองข้างยกขึ้นไปมาคลายความเมื่อล้า สายตาก็ไปอยู่ที่เจ้าลูกหมาตัวเล็กที่หลับสนิทเป็นเพื่อนผม ร่างเล็กพลิกตัวนอนคว่ำปลายนิ้วเรียวยาวจิ้มไปบริเวณหน้าผากของเจ้าก้อนขนสีขาว ไม่นานมันก็ตื่นขึ้นและถลามาเล่นกับผมราวกับว่ารู้จักกันมาชาติหนึ่ง หางที่ขนยาวเป็นพวงสะบัดไปมาก่อนกระโดดขึ้นหลังผมแล้วขดนอนอีกครั้ง ลูกหมานี่นะมันจะทำอะไรได้นอกจากกินและนอน ผมยังคงนอนคว่ำให้เข้าแบมบูนอนเล่นนอนหลับบนหลัง แต่เวลาผ่านไปไม่นานนักผู้เป็นเจ้าของห้องที่แท้จริงก็รับรู้ว่าผมตื่นแล้ว น่าจะรู้จากเจ้าก้อนขนตัวนี้หละมั้ง พอผมจะบ่นมันก็กระโดดนลงจากหลังของผมใสนอนแนบแก้มของผมแทน หลังจากนั้นไม่นานพี่ภพก็เปิดประตูเข้ามา ผมก็หันไปยิ้มกว้างให้กับเขาทั้ง ๆ แต่ผมไม่รู้ว่าผมไปทำอีท่าไหนเจ้าของห้องถึงหันหน้าหนีใบหูเขาขึ้นสีน้อย ๆ





                “พี่ภพเป็นอะไรเหรอครับไม่สบายเหรอหน้าแดงแบบนี้” ผมลุกขึ้นพร้อมกับเดินไปหาร่างสูงในมือผมยังอุ้มเจ้าแบมบูตัวน้อยเอาไว้ ผมยกเจ้าก้อนขนขึ้นมาบังบริเวณใบหน้าก่อนจะถามคำถามด้วยเสียงสอง





                “ปะป๊าข้ามภพฮะ...เป็นอะไรไปเหรอฮะทำไมไม่มองหน้าแบมบูเลย” ผมพูดพร้อมกับเอนหัวออกมามองคนตัวสูงกว่าช้อนมองอีกฝ่ายตาแป๋วไม่แพ้เจ้าแบมบูที่อยู่ในมือ “ถ้าไม่ตอบแบมบู พี่ก็ตอบทิวไผ่ก็ได้ครับผมพร้อมช่วยเหลือเต็มที่” ผมเอ่ยพร้อมกับทุบอกตัวเองแสดงความมั่นใจ





                แม้ตอนนี้จะแอบเอาตัวเองไม่รอด แต่พี่ภพนี่ให้ที่พักพิงผมเลยนะจะทำใจไม่ช่วยไม่ได้หรอกผมเดือดร้อนพี่ภพก็ช่วย คราวนี้พี่ผมเหมือนจะเป็นไข้ผมก็ต้องดูแลสิ





                “เปล่าครับไผ่ พี่แค่ได้ยินว่าเราตื่นแล้วเลยจะมาถามว่าหิวไหมจะพาไปทานข้าว” สิ้นประโยคผมหันไปมองนาฬิกาบนหัวเตียง ถึงร่างกายผมจะรับรู้ว่ามันไม่ใช่ช่วงเช้าแล้วแน่ ๆ แต่ไม่คิดว่าจะเย็นขนาดนี้ พี่แกต้องรอทานข้าวพร้อมผมแน่ ๆ แต่ก่อนที่ผมจะได้คิดไปทางด้านลบมากกว่านี้ ร่างสูงก็พูดออกมาทำให้ความรู้สึกผิดนิด ๆ นั่นหายไป





                “พี่กินขนมปังรอจนท้องอืดไปหมดแล้วครับไปกินข้าวกันได้แล้วนะครับพี่หิวแล้ว” ผมหลุดหัวเราะเพราะคำพูดของเขา เอาตรง ๆ ท่าทางอ้อนคนแบบนี้ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายที่มีความสูงร่วม 190 เซนหรอกนะ แต่ก็น่ารักดีไม่หยอกเหมือนกัน และถ้าผมโดนมองเป็นลูกหมามอลทีสพี่ภพก็เหมือนไซบีเรี่ยนฮัสกี้ตัวแสบนั่นหละ มือเรียวยกขึ้นไปลูบศีรษะอีกฝ่ายริมปีปากบางยิ้มออกมาอย่างยินดี





                “พี่ภพนี่เหมือนน้องไซบี้เลยนะครับ” ผมเผลอหลุดพูดออกไปก่อนจะรีบเอามือปิดปากแต่ไม่ทันแล้วหละร่างสูงหันมามองผมที่โคตรพยายามยิ้มกลบเกลื่อนในใจภาวนาให้เขาได้ยินไม่ขัด เราทั้งสองคนจ้องหน้ากันก่อนร่างสูงจะพูดสวนตอบกลับว่า “ท่าทางพี่ต้องไปซื้อสัตว์เลี้ยงเพิ่มแล้วหละแบบนี้”





                แค่ประโยคนี้สมองของผมก็ระเบิดดั้ง บึ้ม! ไหนจะเสียงทุ้มเข้ม ไหนจะรอยยิ้มร้ายเพราะเขาคิดว่าตัวเองเหนือกว่า ไหนจะมือที่มาหยิกแก้มย้วย ๆ ของผม ผมขอบอกว่าพี่ภพเป็นบุคคลอันตรายที่สุดคนหนึ่งเลยครับ อันตรายอะไรหนะเหรอก็เข้าหนะ ‘อันตรายต่อใจของผม’ สุด ๆ ไปเลย





                แต่เราสองคนไม่ได้หยอกล้ออะไรกันไปมากกว่านี้ เสียงท้องร้องของผมก็ดังขึ้น แค่รอยยิ้มพี่ภพอันตรายต่อใจแล้วท้องดันมาร้องแข่งอีกน่าอับอาย นี่มันน่าอับอายที่สุด ผมกร่นด่าตัวเองในใจก่อนจะเงยหน้ามองอีกคน เอาเป็นว่าไปหาอะไรกินดีกว่า “ไปทานข้าวกันเถอะครับในห้องพี่ภพมีอะไรให้ผมทำไหมหรือมีแต่ตู้เย็นโล่ง ๆ หรืออาหารประจำชาติอย่างมาม่า”





                ผมหาทางเลี่ยงไม่ให้อีกคนเลิกให้ความสนใจกับท้องของผมแต่การเฉไฉคงช่วยไม่ได้มาก พี่ภพเลือกที่จะพาผมออกไปทานอาหารด้านนอกแล้วค่อยแวะให้เราไปซื้อของเข้าบ้าน คำว่าบ้านทำหัวใจผมเต้นแรงพี่ภพใช้คำว่าบ้านกับผม โอยคุณไอดอลที่ทำมาทั้งหมดมันไม่ดีต่อใจเลยนะครับ





                “พี่ว่าท้องเราน่าจะรอไม่ไหวเอานะ เดี๋ยวไปทานที่ร้านอาหารก่อนแล้งค่อยพาเราไปซื้อของเข้าบ้าน พี่รู้ดีหละว่าเราทำอาหารเก่งแต่มื้ออื่นแล้วกันนะ” สิ้นเสียงทุ้มเขาก็ลูบหัวผมกลับก่อนจะจูงมือผมออกจากห้อง ในอ้อมแขนของผมมีเจ้าแบมบูอยู่ ซึ่งพี่ภพก็เอาเชือกจูงมาสวมให้กับเจ้าตัวเล็กก่อนเราทั้งสองคนเพิ่มด้วยน้องหมาหนึ่งตัวออกจากห้องพักไป ลิฟท์เลื่อนลงไปยันชั้นลอบบี้ พวกเราเดินผ่านพื้นที่ส่วนกลางของคอนโด





                ในตอนนี้ลูกบ้านเริ่มกลับมาจากการทำงาน รวมไปถึงพนักงานที่เฝ้าดูแลคอนโดในส่วนต่าง ๆ ก็มีมากกว่าตอนที่พี่ภพพาผมมาในตอนสาย ในเวลานั้นพนักงานทุกคนโค้งตัวเคารพพี่ภพจนผมคิดไปว่าพนักงานที่นี่ถูกอบรมมารยาทมาดีแต่ตอนนี้ผมเห็นถึงความแตกต่างแล้วหละครับเพราะเขาไม่ได้โค้งให้กับลูกบ้านทุกคน คือเขาโค้งให้กับพี่ภพคนเดียว ผมหันไปมองหน้าอีกฝ่าย แน่นอนว่าเจ้าของใบหน้าหล่อเหลานั้นกำลังเหงื่อแตก ผมว่ามันต้องมีอะไรแล้วหละคุณไอดอลของผม





                “พอดี...คอนโดโครงการนี้เป็นของครอบครัวพี่เอง” อ่อเป็นธุรกิจของที่บ้าน เอาจริงดิ! คนอะไรจะเพอเฟกในทุกทางอย่างงี้ บ้านรวยจนไม่รู้จะนิยามยังไงอภิมหาโคตรรวยได้มั้งแถมความสามารถก็โคตรเยี่ยม เท่าที่เคยคุยพี่ภพก็เรียนจบมาจากมหาลัยเดียวกันกับผมและพี่ขุน ถึงแม้จะไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งแต่เขาได้อันดับสองครับ คนบ้าอะไรจะสุดยอดขนาดนี้ ผมมองเขาด้วยสายตาอึ้งแบบสุด ๆ จนพี่ภพต้องยกมือขึ้นมาโบกบริเวณใบหน้ารวมถึงเจ้าแบมบูที่อยู่ให้อ้อมกอดรองหงิงเบา ๆ นั่นจึงทำให้ผมดึงสติกลับมาได้





                ให้ตายเหอะครับพี่ แต่ถ้าบอกว่าโครงการคอนโดเป็นของครอบครัวพี่งั้นแสดงว่าไอคอนโดสุดแพงที่ขึ้น ๆ หลายโครงการรวมไปถึงห้างและหมู่บ้านถ้าพี่แกไม่ได้เป็นเจ้าของก็เป็นคนสร้างผมขอยาดมแปป แต่ผมคิดว่าผมควรมีเรื่องอะไรที่ต้องรู้มากกว่านี้ ร่างเพรียวหันไปมองหน้าอีกฝ่ายน้ำเสียงเย็น ๆ ถูกเอ่ยขึ้น





                “งั้นพี่ขุนก็ทำงานกับบริษัทบ้านพี่ใช่ไหมครับ หนังสือที่พี่ภพเขียนที่ผมมีพี่ภพให้พี่ขุนเอามาให้ผมใช่ไหมครับ แล้วพี่ก็รู้ก่อนแล้วว่าผมชอบงานของพี่มาก” รอยยิ้มหวาน ๆ ผมมอบให้พี่ภพอีกฝ่ายก็ยิ้มแล้วพยักหน้าตอบกลับ แกล้งหูตกหางลู่ก็ไม่ช่วยอะไรหรอกครับ





                “แล้วพี่ทำไมไม่บอกผมแต่แรกกกกกก!” ผมเม้มปากก่อนจะเดินหนีอีกฝ่าย ให้ตายผมทำเรื่องหน้าอายไปโคตรเยอะ พี่ภพโคตรแย่ผมโกรธแล้วด้วยแต่ว่าไม่ทันที่ผมจะเริ่มงอนร่างสูงก็เดินมาข้าง ๆ พร้อมกับบอกว่า คราวหน้าจะจองร้านโอมากาเสะเอาไว้แทนคำขอโทษ แน่นอนว่าต้องเป็นคอสแพงที่สุดดีที่สุด เพราะร้านนั้นตั้งอยู่ในตึกที่บ้านพี่ภพเป็นเจ้าของจริง ๆ แล้ววันนี้ตั้งใจจะจองหละแต่กระทันหันเกินไปเลยไม่ทัน ผมอยากจะถามว่าพี่รู้ได้ยังไงว่าผมชอบกินอาหารญี่ปุ่นมันเป็นอาหารที่ผมเลิฟที่สุดและผมทำไม่เป็น (ใครมันจะแล่ปลาตัวเป็นพันโลได้หละครับผมแค่ทำของกินเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง)





แต่พอมานั่งคิด...พี่เขาต้องรู้เรื่องผมเกือบจะทุกเรื่องเพราะได้ยินจากปากพี่ชายผมแน่นอน เพื่อนคนอื่นของผมเคยแอบกระซิบว่าพี่ขุนเขาโคตรโอ๋ผมเลยเห็นนิ่ง ๆ ในใจคือชูป้ายทิวไผ่แฟนคลับ ถ้ามีแท่งไฟพี่ขุนก็น่าจะโบกแท่งไฟให้ผมแล้ว แน่นอนว่าผมไม่ได้คิดจะเชื่อหรอกครับในตอนนั้น ทว่าตอนนี้ผมเริ่มเอาทฤษฎีนั้นมาคิดแล้วถ้าย้อนกลับไปคิด เขาไม่เคยโกรธผมยกเว้นตอนนั้น ผมอยากได้อะไรซื้อมาให้ตลอด อยากกินอะไรก็พาไป ขนาดช่วยเหลือผมลับหลังก็ยังทำ ไหนจะสนับสนุนเรื่องงานเขียนของผม พร้อมกับขอหนังสือของพี่ภพมาให้ทุกเล่ม ผมควรดีใจใช่ไหมที่เริ่มเข้าใจพี่ชายตัวเองบ้างแล้ว





มันก็โอเคนั่นหละที่พี่ชายโอ๋ (ในเวอร์ชั่นแบบเพิ่งร้าสึกตัว) แต่ห่วงเกินไปแบบนี้ผมก็ไม่ไหวจริง ๆ เพราะถึงผมจะยังไม่หายป่วย ยังคงต้องกินยาประคองอาการแต่ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ดีขึ้นเลย ผมดีขึ้นมาก ๆ หลังจากรักษามาสามปี และจะดีขึ้นเรื่อย ๆ สามารถตั้งสติรัสู้กับปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้น





“ไปเหอะเดี๋ยวจะหิวไปมากกว่านี้” ร่างสูงเดินนำผมไปยังชั้นลานจอดรถ ผมขออธิบายตึกนี้เล็กน้อยนะครับอาจจะงงว่าทำไมเราลงลิทฟ์หลายครั้งจัง ชั้นแรกของคอนโดเป็นลอบบี้สำหรับนั่งรถและเป็นทางออกสำหรับลูกบ้านที่ไม่มีรถยนต์ หรือไม่ต้องการใช้รถยนต์ หลังจากนั้นชั้น 2 ขึ้นไปถึงชั้น 6 จะเป็นชั้นลานจอดรถ โดยลูกบ้านที่ต้องการพื้นที่ในการจอดต้องแจ้งไว้ตั้งแต่จะย้ายเข้ามาเขาก็จะสำรองที่ไว้ให้ ส่วนพี่ข้ามภพเป็นกรณีพิเศษครับ





และจากชั้น 7 จนถึงชั้น 10 จะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะฟิตเน็ต ห้องโยคะ ห้องสปา ห้องแช่ออนเซน รวมไปถึงสระว่ายน้ำและสวนลอยฟ้า และแบ่งส่วนไว้เป็นพื้นที่สำหรับวางลิฟท์เอาไว้ให้ลูกบ้านขึ้นไปยังชั้นห้องพัก แน่นอนว่าห้องพี่ภพก็คือยกเว้นทุกอย่าง ลูกเจ้าของ ผมหมดคำจะบรรยายในความอภิสิทธิ์ ยังดีที่ไม่มีลิฟท์ส่งรถพี่แกขึ้นไปจอดข้าง ๆ ห้องแกถ้าถึงขั้นนั้นเป็นง่อยแน่นอน ทุกวันนี้ก็จะไม่ได้เดินกันอยู่แล้ว





พี่ภพพาผมไปยันชั้นหกซึ่งเป็นชั้นที่จอดรถยนต์ของเขา ร่างสูงเดินนำไปจนเลยรถคันที่ผมเคยขึ้น “พี่ภพนี่รถพี่ไม่ใช่เหรอ” ผมเอ่ยท้วงก่อนพี่ภพจะตอบตามประสาคนรวยว่า





“พี่จะพาเราไปนั่งอีกคันหนะ” พี่ครับไอคันนี้ก็แพงจะตายอยู่แล้วแตะ ๆ สองล้านสามล้านเลยนะ แล้วคันที่จะให้ผมนั่งจะเป็นคันไหนซึ่งพี่ภพไม่ให้ผมสงสัยนานนักหรอกเพราะร่างสูงเลี้ยงเข้าไปยังที่นั่งข้างคนขับเปิดประตูรอให้ผมขึ้นเรียบร้อย อ่อ...BM นี่เอง...แล้วอย่าบอกนะว่าเฟอร์รารี่ข้าง ๆ ก็รถพี่อ่ะ ผมปรายตาไปมองที่รถสปอร์ตคันหรูแล้วหรี่ตามองอีกคน





“อ่อคันสีไวน์แดงนี่เหรอไว้พี่พานั่ง วันนี้นั่งคันนี้ก่อนนะพี่มีธุระกกระทันหันนิดหน่อยต้องใช้พื้นที่ในรถเยอะ” แล้วพี่ก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธผมเลยเหรอ ให้ผมชอคในความรวยพี่ไปถึงไหนหะ ผมนี่รู้สึกยากจนไม่มีจะกินเลยหละครับตอนนี้ รวยไปไหน แบ่งเงินให้ผมใช้บ้างได้เปล่าพี่ เอ่อ...พูดเล่นนะอย่าให้จริง





“ครับพี่” ผมตอบพร้อมกับอุ้มเจ้าตัวเล็กเข้าไปในรถ ผมจับแบมบูน้อยนั่งบนตักส่วนร่างสูงสง่าของพี่ภพก็เดินไปยังที่นั่งคนขับ รถ BMW สีดำเมททาลิคทำเอาผมใจสั่นและยิ่งมันโฉบเฉี่ยวบนถนนผมยิ่งร้องว้าว แม้ผมจะขับรถไม่เก่งแต่ก็มียี่ห้อรถในดวงใจนะ แต่ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีบุญได้ขับไหม ผมเอนตัวพิงกับพนักพิงมือก็เกาคาเกาหน้าเจ้าก้อนขนไปด้วย ในสมองผมคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันเกิดเรื่องราวมากมายและที่สำคัญนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเปิดใจเล่าอาการของตัวเองให้ใครสักคนฟัง





อันนี้ผมพูดจริงนะครับเพราะว่าเพื่อนสนิทของผมหนะรู้ว่าผมป่วยจากที่ทำงาน แต่จริง ๆ แล้วผมป่วยมาก่อนหน้านั้นเยอะ ซึ่งพวกมันทุกคนก็ให้เกียรติผมโดยมันไม่ถามอะไรให้ผมรู้สึกเจ็บปวดอีก วันนี้พี่ภพรู้จักผมเกือบจะทั้งชีวิตแล้วแต่ทำไมผมรู้สึกว่าเสียเปรียบแปลก ๆ วะ ผมต้องลืมอะไรบางอย่างแน่ ๆ ผมพยายามนั่งคิดใจท้ายที่สุดก็คิดออก ผมแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพี่ภพเลยสักเรื่อง ที่รู้ ๆ ก็แค่ บ้านทำธุรกิจอสังหาและเป็นเจ้าของตึกน้อยใหญ่ทั่วประเทศ และอีกอย่างคือเขาเป็นนักเขียนเบสเซลเลอร์ นอกจากนั้นไม่รู้อะไรเลย





พอคิดได้ผมก็พึมพำออกมาเบา ๆ โดยไม่คิดว่าอีกคนไม่น่าจะได้ยินแต่ด้วยความแพงของรถเครื่องยนต์และแอร์นั้นช่างทำงานได้เงียบเสียเหลือเกินจนอีกฝ่ายได้ยินเสียงของผมถึงจะไม่ปะติดปะต่อแต่ก็ถือว่าได้ยิน ร่างสูงถามว่าผมกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ผมเลือกที่จะไม่ตอบในครั้งแรกไล่บอกไปว่าไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับพี่ภพแต่ผมพูดกับเจ้าแบมบูต่างหาก พี่ท่านก็บอกว่าไม่เชื่อผมเขามองเห็นผมเบ้ปากใส่ตัวเขา





โอเคครับถ้าอยากรู้มากก็บอก ๆ ไปเลยแล้วกัน “ผมแค่คิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่พี่ภพรู้เรื่องของผมเกือบหมดแต่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพี่เลย ขนาดพี่ขุนเขาพ่อกับแม่ผมยังรู้จักพี่มากกว่าผมเลย คือถ้าพี่อยากรู้อะไรมากกว่านี้พร้อมบอกวันเกิดเวลาตกฟากคือพี่รู้เรื่องทั้งชีวิตผมแล้วนะ เราควรมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหน่อยอย่างน้อยผมจะได้รู้จักพี่มากขึ้นไงแบบนี้ก็เท่าเทียบกันแล้ว” ริมฝีปากสีสดบ่นอุบอิบมือทั้งสองข้างกระชับกอดเจ้าตัวน้อยแน่น





ทันทีที่พี่ภพได้ยินในสิ่งที่ผมพูดเขาก็หันมามองผมด้วยสายตาออกตะอ่อนโยนหละมั้ง “เดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง แต่ทิวไผ่ต้องตอบคำถามพี่ก่อนนะ ว่าอยากรู้จักพี่ในความหมายแบบไหนแบบคนทั่วไปหรือว่าคนสำคัญ” น้ำเสียงอ่อนโยนและสายตาที่แอบคาดหวังกับคำตอบ ผมถึงกับจ้องหน้าเขาตรง ๆ ไม่ได้ เจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนช่างเป็นตัวช่วยที่โคตรดี ผมแกล้งเฉไฉพาเจ้าแบมบูไปมองข้างทางเพื่อหลบสายตาจริงจังของเขา





ทว่าพี่ภพเขาตัดสินใจเลี้ยวรถจอดข้างทางพร้อมกับหันมาจ้องหน้าผมใช้สายตาที่จริงจัง (กึ่ง ๆ) บีบบังคับจนผมถอยล่นไปที่ประตูรถอีกด้าน ก้อนขนสีขาวถูกใช้บังใบหน้าของผมกับพี่ภพเอาไว้ จนกระทั่งผมทนไม่ไหวเลยบอกคำตอบออกไป งานนี้โดนล้อตายแน่นอน “คนรู้จักก็เป็นกันแล้ว คนสำคัญผมยังไม่รู้ว่าถึงระดับขั้นนั้นไหม แต่รู้ว่าผมพึ่งพี่ได้และสบายใจเวลาอยู่กับพี่ แล้วแบบนี้พี่คิดว่าคำว่าความรู้สึกผมแบบนี้มันอยู่ในระดับขั้นไหนของพี่หละ”





สิ้นประโยคพี่ภพก็หันหน้าหนีรถยนต์สุดหรูทะยานตัวไปบนถนนอีกครั้ง และเชื่อว่าคราวนี้ปลายทางจะไม่ใช่ข้างทางเพราะผมหิวอย่างจริงจังแล้วหละครับ อยู่กับพี่ภพสองต่อสองมันใช้พลังงานมากขนาดนี้เลยหรือไง หายใจเข้าออกเว้ยทิวไผ่นายอย่ายอมเป็นลูกไล่ให้เขาแกล้งเราต้องแข็งแกร่งตอบกลับไป





แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงไม่กล้าหันไปมองหน้าเขาตรง ๆ เห็นเพียงแค่ใบหูที่มีสีแดงอ่อน ๆ และใบหน้าของผมร้อนมาก ๆ เหมือนกินเหล้าไปเป็นขวดแบบนี้หละ นายนิรันดรนายจะปวกเปียกแบบนี้ไม่ได้นายต้องาสู้สายตาเขา แต่ทันทีที่เผลอหันไปสบสายตากันผมก็แทบจะดึงเบลออกแล้วถลาออกไปนอกรถ ถ้าไม่ติดว่ากลัวตายอะนะ





.....................





เมื่อรถยนต์คันหรูเคลื่อนที่ผ่านการจารจรในประเทศที่ขึ้นชื้ออันดับต้น ๆ เรื่องรถติด ไม่ช้าไม่นานร่างของผมก็นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่โดอยมีเจ้าก้อนที่อนาคตรู้ว่ามันต้องอ้วนขึ้นแน่ ๆ จากการกินขนมทุกอย่างที่ผมป้อนให้ ครับตอนนี้เราอยู่คาเฟ่สัตว์ชั้น 1 โซนสุนัข มิน่าพี่ภพถึงพาเจ้าก้อนนี้มาด้วย กินไม่หยุดเดี๋ยวท้องแตกตายเข้าสักวันนะเจ้าแบมบู!





เราสองคนนั่งรอไม่นานเท่าไหร่นักอาหารก็ถูกเสริฟลงบนโต๊ะ ปกติแล้วช่วยเย็นผมจะไม่ค่อยทานอะไรหนักท้องเท่าไหร่นักส่วนมากจะเป็นพวกสลัดหรือซุปข้น แต่ตอนนี้ผมหิวไม่ไหวแล้วครับพวกนั้นหนะไม่น่าทำให้ผมอิ่มท้องได้แน่นอน ดังนั้นเมนูแนะนำของร้านก็ถูกเสริฟจนเต็มโต๊ะ เจ้าแบมบูถูกพาไปบริเวณที่ฝากเลี้ยงผมสั่งมันเสียงดุว่าอย่ากินอะไรอีกนะเดี๋ยวท้องจะแตกเอาท่าทางนั้นทำเอาพนักงานและพี่ภพหัวเราะออกมาจนผมต้องหน้าขึ้นสีอีกรอบ





ในท้ายที่สุดผมก็ได้เริ่มทานอาหารเสียทีเมนูแรกเป็นออเดิฟ ซุปใสทำให้ไม่เลี่ยนตั้งแต่เมนูแรก รสชาติที่เข้ามาในปากนั้นนุ่มลึกพอสมควรแต่จะบอกอะไรให้ผมทำได้อร่อยกว่านี้อีกน้า อย่าหาว่าผมอวดก็ผมทำได้จริง ๆ นี่ ออเดิฟจานแรกไม่เคยทำให้อิ่มท้องและผมก็หิ้วมากถึงมากที่สุดเมนคอร์ส ผมเลยเบิ้ลสามมาเลยอย่างแรกคือสเต็กพอชช๊อปชิ้นหนาติดมันเล็กน้อยมันถูกราดด้วยน้ำสต็อกที่เคี่ยวมากว่าครึ่งวัน อย่างที่สองเป็นสปาเก็ตตี้ผัดซอสกุ้งที่อยู่ในจานขนาดกลางโรยหน้าด้วยเห็นทรัฟเฟิลเพราะผมคิดว่ามันน่าจะเลี่ยนเลยสั่งจานกลางมา ส่วนอย่างสุดท้ายคือพิซซ่าโฮมเมดซอสเผ็ดจัดจ้านท๊อปด้วยเครื่องซีฟู้ดที่ไม่ใส่สัปปะรดซึ่งเป็นผลไม้ที่ผมไม่ทาน





เมนครอสสามอย่างคิดเหรอว่าผมจะกินหมด...คุณเดาสิครับว่าผมกินมันหมดไหม หลายคนน่าจะเดาว่าไม่หมดแต่ขอโทษครับผมกินหมดแบบกินคนเดียวหมดเลย พี่ภพมองผมด้วยสายตาตกใจก่อนจะแหย่ผมด้วยการบอกว่า กินขนาดนี้ถ้าไม่ใช่พี่ก็คงไม่มีใครเลี้ยงเราไปตลอดชีวิตได้แน่ ๆ มันทำเอาผมสำลักน้ำส้มที่ผมกำลังดื่มเกือบพุ่งใส่หน้าร่างสูงกว่า ทิชชู่ถูกดึงออกมาเช็ดคราบที่หกบนโต๊ะด้วยความเร่งรีบ





“ตลกหละพี่ ผมมีงานการทำนะไม่ต้องให้พี่ดูแลก็ได้” พูดจบผมก็ปาทิชชู่ในมือไปโดนเสื้อของพี่เขา แต่อีกฝ่ายดันยิ้มแทนที่จะโกรธ รอยยิ้มกว้างจากริมฝีปากหนาทำเอาผมเริ่มหน้าแดงก่อนจะยกเมนูขึ้นมาบังหน้าตัวเองเอาไว้ “ผมจะกินของหวานแล้ว! ถ้าพี่จะกินสั่งเองเลยนะ”





อย่าถามนะครับว่ากินขนาดนั้นแล้วทำไมถึงกินของหวานได้อีก คุณต้องเชื่อเรื่องคนเรามีสองประเพาะนะครับกระเพาะแรกเอาไว้ทานของคาว อีกอันเอาไว้สำหรับของหวาน เรื่องนี้ไม่ได้มีเฉพาะผู้หญิงครับผู้ชายอย่างเราก็มีโดยมนุษย์ที่ชอบทานของหวานมากอย่างผม กระเพาะสองใหญ่กว่ากระเพาะแรกอีกครับ





เมนูของหวานของร้านนี้อร่อยดีครับไม่หวานมากเหมาะสำหรับคนไม่ชอบทานหวานแบบผม ตามที่บอกว่าผมชอบกินของหวานแต่ไม่ชอบกินอะไรที่หวานเกินไปผมว่าไอติมของร้านนี้อร่อยมากเลยหละครับเพราะผมเบิ้ลเป็นถ้วนที่สองแล้วและตามประสาคนทำร้านคาเฟ่ผมถามไปแล้วว่าสั่งเจ้าไหนคำตอบที่ได้มาทำเอาผมตกใจเลยครับว่าไอติมโฮมเมดคุณเจ้าของร้านมีเพื่อนที่ทำร้านไอศครีมอยู่ถ้าอยากสั่งก็สามารถติดต่อได้นามบัตรร้านถูกยื่นมาให้ผมก่อนไอติมถ้วยที่สองถูกตักเข้าปาก





ผมใช้เวลาเคลียร์ขนมหวานมากมายบนโต๊ะไม่นาน ท้ายที่สุดผมก็อิ่มจนท้องจะแตก พนักงานเก็บจานชามทั้งหลายออกไปพี่ภพเรียกเช็คบิลและให้พยักงานนำเข้าแบมบูมาคืนสู่งอ้อมแขน ขาทั้งสองข้างพาผมเดินออกจากร้านพลันสายตาก็หันไปเห็นร้านเพ็ดช๊อฟของทานคาเฟ่ ผมพาเจ้าตัวน้อยเข้าไปโดยไม่รอพี่ภพเลย ผมเลือกของกินเล่นเสื้อผ้ารวมไปถึงรถเข็นสำหรับน้องหมาขนาดเล็ก แต่สิ่งที่โคตรสะดุดตาผมนั่นก็คือเจ้าหมาหน้าตาร้ายกาจมีลายวงกลมตรงตาทั้งสองข้างเหมือนมันกำลังสวมแว่นซ้ำตายังสองสีอีกด้วย ร่างเพรียวบางนั่งยอง ๆ มองหน้ามันก่อนจะเอานิ้วไปจิ้มที่จมูกเล็ก ๆ นั่น อันที่จริงผมก็อยากพามันกลับบ้านไปด้วยกันนะแต่ผมยังเอาตัวรอดเองยังยากเลยแล้วชีวิตสัตว์ผมจะเลี้ยงมันรอดได้ยังไง ผมไม่รู้หรอกว่าพี่ภพกำลังมองท่าทางแบบนั้นของผมอยู่ไม่นานผมก็ผละออกจากมันและเดินไปถือถุงต่าง ๆ ที่ชอปปิ้งให้เจ้าแบมบู มันดูท่าอยากจะกลับไปกับผมอยู่นะ แต่ทำไงได้หละตอนนี้ปัญหาชีวิตของผมเองยังแก้ไม่ได้เลย แล้วจะเพิ่มสิ่งมีชีวิตให้มาลำบากด้วยได้ยังไงหละ รถเข็นขนาดเล็กที่ซื้อให้แบมบูถูกแกะใช้และทันทีที่ร่างของลูกหมาตัวเล็กสัมผัสเบาะมันก็หลับโดยไม่เซย์กู้ดไนท์ผมเลย ภาพน่ารัก ๆ นั่นทำเอาผมอมยิ้มก่อนจะพามันไปนอกร้านเพราะกลัวว่าร่างสูงนั้นจะรอนาน

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 8





                หลังจากทานอาหารมื้อหรูจนจุกท้องชอปปิ้งเสียทรัพย์จนกระเป๋าแห้ง พี่ภพก็พาผมกลับคอนโดระหว่างทางที่กลับมารถยังคงติดเหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมคือผมนอนหลับคารถครับตอนออกไปมันก็ ห้าโมงกว่าหกโมงช่วงเวลาคนเริ่มกลับบ้านหลังทานข้าวเสร็จพวกเราก็ออกมาจากร้านราว ๆ ทุ่มนึงและถนนในกรุงเทพรถมันก็ติดเป็นอัมพาตตลอดเวลาพวกคุณทุกคนก็ทราบดี ดังนั้นการที่ผมจะหลับคารถมันก็เป็นเรื่องปกติ แต่แอบอายพี่ภพนิดหน่อยเรื่องนอนแม้เพราะว่าผมไม่รู้ว่าตัวเองแอบกรนหรือละเมออะไรออกมาหรือเปล่านแแแแต่ก็ไม่กล้าถามหรอกครับ





พี่ภพเขย่าปลุกผมในขณะที่รถจอดอยู่ในที่จอดรถประจำซึ่งแต่ละลอคจะมีเลขทะเบียนรถเขียนไว้อยู่เป็นการบอกว่าที่จอดรถนี้เป็นที่จอดของคันไหน ของส่วนใหญ่ที่พวกเราซื้อมาถูกขนลงจากรถโดยฝีมือพี่ภพแล้วหน้าที่ที่ผมต้องทำก็มีแค่อุ้มเจ้าแบมบูลงจากรถแล้วพาไปนอนในกรงบนห้อง นัยน์ตาทั้งสองข้างของผมยังคงปิดสนิทอยู่ก่อนร่างผมจะเดินชนเข้ากับหลังพี่ภพหลายครั้ง พอดีผมใช้มือนึงจับชายเสื้อพี่ภพอีกมืออุ้มเจ้าแบมบูเอาไว้ครับ พี่ภพเลยเป็นเครื่องนำทางของผมไปปริยาย ใช้เวลารถลิฟท์เคลื่อนที่ไม่นานพวกเราก็ขึ้นมาถึงห้อง พี่ภพเดินนึงผมไปที่โซฟาแล้วปล่อยให้นั่งหลับไปแบบนั้น ส่วนแบมบูโดนอุ้มไปตั้งแต่กระตูกเปิดแล้วหละครับผมเอนตัวก่ะนอนลงไปกับโซฟาแต่มีมือพี่ภพดันเอาไว้ก่อน





ร่างสูงนั่นบอกให้ผมไปอาบน้ำก่อนซึ่งผมก็ยอมทำตาม ชายเสื้อของพี่ภพถูกผมจับอีกครั้งก่อนร่างจะโดนพาไปยังห้องนอนแขกที่ผมใช้นอนเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา การอาบน้ำของผมเรียกว่าเป็นการเดินผ่านน้ำก็ได้ครับเพราะจะผมเปิดน้ำแล้วเดินผ่าน ก่ะว่าอาบน้ำให้ไวที่สุดเพราะง่วงจะตายอยู่แล้วแต่ก็ถูกพี่ภพพูดดักเอาไว้ก่อนพร้อมบอกว่าน้ำอุ่น ๆ ถูกเปิดเอาไว้จนเต็มอ่างแล้วเข้าไปแช่น้ำเสียหน่อยมันช่วยคลาดเครียดได้ดีนะ





ดังนั้นจากการจะวิ่งผ่านน้ำกลายเป็นว่าผมเข้าไปนอนแช่อ่างอาบน้ำแทน บาธบอมที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่งซื้อมาอย่างรีบร้อนวางเอาไว้เป็นแพคดูเหมือนจะเป็นกลิ่นที่ผมชอบถูกโยนลงไปในอ่างเรียบร้อย ผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนที่ยืมพี่ภพมาถูกวางเอาไว้ที่ราวตากก่อนขาทั้งสองข้างจะพาร่างที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวันทิ้งตัวลงนอนแช่ในอ่าง





“น้ำอุ่น ๆ นี่มันดีจริง ๆ” ผมพึมพำก่อนจะวักน้ำขึ้นมาถูบริเวณลำคอและไล่ลงไปช้า ๆ ไม่นานผมก็คิดว่าร่างกายของผมก็สะอาบดี แต่ด้วยความที่เป็นอ่างน้ำอุ่นความอุ่นมันก็ดึงดูดได้ดีไม่แพ้กับอากาศเย็นร่างของผมค่อย ๆ ไหลลง ศีรษะถูกพิงไว้กับขอบอ่างนัยน์ตาทั้งสองข้างหลับลงกับจมูกที่อยู่เหนือน้ำขึ้นมาไม่ถึง 1 นิ้ว





แต่อย่างที่รู้ ๆ กันต่อให้อ่างอาบน้ำจะสบายมากแค่ไหนแต่มันก็สบายสู้เตียงนุ่ม ๆ ไม่ได้หรอก ไม่นานผมก็สะดุ้งตื่นก็เลยใช้โอกาสนี้ทำความสะอาดร่างกายตัวเองด้วยน้ำเปล่าอีกรอบแล้วออกไปนอน และเหมือนปปพระเจ้าจะเล่นตลกกับผมได้เก่งมาก เพราะผมเอาทุกอย่างมากครบยกเว้นยาตัวเดียวคือยานอนหลับ ยาตัวอื่นมันก็ช่วยให้นอนหลับได้หละแต่ดูจากวันนี้ที่ผมนอนไปราวกับตัวสลอต คืนนี้มีแววได้โต้รุ่งชัวร์ ผมถอนหายใจก่อนจะสวมเสื้อผ้าที่ยืมมาจากพี่ภพแล้วตัวนี่ก็ใหญ่แบบไม่ได้มองขนาดตัวผมเลย เสื้อยืนขานสั้นกลางเป็นแขนสามส่วนชายสวมควรจะยาวแค่สะโพกมันยาวปิดต้นขาส่วนกางเกงยับดีที่มันมัดเชือกได้ ความที่เป็นคนตัวเล็กนี่มันลำบากจริง ๆ





เมื่อร่างเพรียวบางสวมเสื้อผ้าเสร็จร่างนั้นก็กระโดนขึ้นไปนอนบนเบาะนุ่ม ๆ ผ้าห่มถูกดึงมาคลุมหน้าเอาไว้เหลือช่องให้ผมหายใจนิดนึงส่วนข้างล่างบอกเลยครับว่าโล่งผมไม่ค่อยชอบนอนห่มผ้าที่ขาสักเท่าไหร่ นาฬิกาดังบอกเวลาห้าทุ่มตรงก่อนผมจะพยายามหลับตานอน





แต่อย่างที่บอกไปนอนกลางวันไม่พอนอนในรถแล้วในอ่างอาบน้ำอีกมันจะง่วงได้ยังไง แถมยาที่ช่วยให้นอนหลับก็ลืมไว้ที่บ้าน ผมมีแต่ยาประคองอาการซึมเศร้าเท่านั้นแหละ นั่นจึงทำให้ร่างกายของผมที่ควรจะหลับตั้งแต่สิบนาทีแรกที่ปิดไฟ ปิดมือถือ กลายเป็นตาแข็งค้างนอนไม่หลับมาร่วมชั่วโมงนึงแล้ว ให้ตายเหอะครับดันมาตาแข็งตอนเที่ยงคืนตีหนึ่งผมไม่ใช่คนกลัวผีผม เพราะสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือการนอนไม่หลับเพราะมันส่งผลต่อผมหลายด้าน ไม่ว่าจะลดประสิทธิภาพในการทำงาน ทำเอาผมมึนหัว ง่วงนอนตลอดเวลา และกว่าอาการพวกนี้มันจะหายมันใช้ยาแก้อาการไม่ได้ด้วยครับที่สำคัญ ถ้าอยากหายคือต้องหลับไปสักวันนึงเต็ม ๆ อาการถึงจะกลับมาเป็นปกติ





ไม่หลับ ควรทำอะไรดีวะ นี่คือคำถามแรกที่เกินขึ้นในสมองของผม ร่างเพรียวดีดลุกขึ้นนั่งก่อนจะยกมือขยุมผมตัวเองเพื่อคิดหาทาง สารภาพไม่เคยจนหนทางมากเท่านี้มาก่อน ผมก็ไม่อยากจะเบลอ ๆ ตอนอยู่บ้านคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว อันที่จริงก็คือไม่อยากเป็นภาระใครครับ (แม้ว่าตอนนี้โคตรจะเป็นภาระของพวกเขามากพอแล้ว) ถ้านึกไปแล้วช่วงเวลาที่ผมนอนไม่หลับผมมักจะแอบลงไปนั่งห้องนั่งเล่นแล้วเปิดทีวีดูซีรีส์ไปยาว ๆ แต่ชิบหายหละ ห้องนั่งเล่นพี่ภพไม่มีทีวี ในห้องนอนที่ผมกำลังนอนก็ไม่มีเช่นกัน ส่วนโทรศัพท์มือถือตอนนี้เป็นเครื่องมือที่ต้องปิดตายไปจนกว่าประท้วงหนีออกจากบ้านจะสิ้นสุดลง





แต่เมื่อผมไม่มีทางเลือกอะไรอีกต่อไปยิ่งนอนยิ่งนอนไม่หลับ ปฏิบัติการย่องออกจากห้องก็เกิดขึ้น ผมลุกออกจากเตียง บานประตูห้องนอนถูกเปิดและปิดเสียงให้เบาที่สุด ใบหน้าสวยหันไปมองยังห้องมาสเตอร์เบดรูมก่อนจะถอนหายใจออกมา เท้าสองข้างย่าวก้าวลงบันไดและปัจจัยที่น่าจะทำให้พีภพตื่นก็กระโดดตะกายกรง ไอเจ้าหมาก้อนขนสีขาว ไอเจ้าหมาไม้ม๊อบ! แกทำให้ฉันตกใจโว้ย





ถึงในใจจะด่าไปยาวเหยียดแต่ท่าทางคือ ผมรีบย่องไปหามันนิ้วชี้ถูกยกมาปิดที่ริมฝีปาก ก่อนจะฉวยโอกาสคว้าก้อนขนก้อนนั้นมาอุ้มเอาไว้ ‘ถ้าเห่าคือแกโดนขังแยกอดขนมแน่ เพราะขนมของแกฉันเป็นคนซื้อ!’





ผมพูดในใจแล้วใช้สายตาอำมหิตมองไปที่มันและเหมือนว่ามันจะรู้ตัวว่าผมคาดโทษอะไรมัน เจ้าตัวเล็กก็ไม่ส่งเสียงอะไรออกมาอีก และเลือกที่จะนอนนิ่ง ๆ ในอ้อมแขนผมเอง





ซึ่งหลังจากออกมาในระยะปลอดภัยแล้วผมก็เริ่มเปิดประตูหาห้องที่คิดว่าในคอนโดหรู ๆ แบบนี้ต้องมีขึ้น นั่นก็คือห้องเทียร์เอเตอร์รูม พอผมเปิดเข้าไปก็รับรู้ได้ถึงความจนอย่างรุนแรง พระเจ้าอย่างกับห้องดูหนังส่วนตัวตามที่ห้างดัง ๆ มี สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ห้องก่อนจะหันไปเจอรีโมทเปิดทีวี พอเปิดเท่านั้นแหละ





ตาแทบบอด! มึงจะสว่างไปไหน ส่วนเจ้าแบมบูคือหันหน้าซุกลงกับพุงของผมไปแล้วครับ ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะปรับได้ ท้ายที่สุดผมก็จับมือถือเลือกแอพพลีเคชั่นสุดฮิตที่เขาไม่ได้จ่ายค่าโฆษณาให้ผมดังนั้นผมก็จะไม่เอ่ยถึงมัน ขึ้นมานิ้วเรียวเลื่อนไปมาตามปุ่มกดเป็นตัวอักษรแน่นอนว่าอะไรที่ฮิตที่สุดในตอนนี้คำตอบก็คือ ‘ซีรีส์เกาหลีและซีรีส์จีน’





ถ้าจำไม่ผิดผมมีซีรีส์เกาหลีทียังดูไม่จบอยู่เรื่องนึง แต่ถ้าจะดูเฉย ๆ คงจะเบื่อแย่ ผมเลยออกจากห้องตรงไปยังห้องครัวที่อยู่ห่างจากห้องพี่ภพมากที่สุดแล้วทำเมนูทานง่าย ๆ มา 1 เมนู กับกาน้ำเก็บความเย็นที่ใส่น้ำส้มผสมน้ำแข็งไว้เต็มเปี่ยม ทีนี้เราก็ได้เวลาดูหนังโต้รุ่งแล้ว จริง ๆ ก็แค่เป็นการช่วยให้ผมนอนหลับได้มากกว่าอะนะ





มินิแซนวิสที่ผมทำถูกส่งเข้าปากไปทีละชิ้นสลับกับเสียงเอ่ยพูดด่ากับนางเอกว่า ‘ฮยอนอา อดทนไว้ ไอพระเอกมันโง่ไปหาพระรองเหอะ โว้ย!!ฉันหงุดหงิดก่ะเธอมามากพอแล้วฮยอนอา เปลี่ยนเรื่องดูดีไหมเนี่ย นาเอกโง่พระเอกโง่ไม่น่าเลือกดูเลย แต่ถ้าดูไม่จบมันก็มีอะไรติดใจอ่ะ โว้ยยหงุดหงิด ฉันะจะเชียร์ให้พระเอกได้กับนางร้ายแล้วนะถ้าจะโง่ขนาดนี้ ไม่รู้ไงว่ามันจัดฉาก โธ่ไอพระเอก’





ผมพึมพำแบบนี้ไปจนเริ่มง่วงนอนและไม่รู้ว่าเวลาไหนสมองผมก็หยุดคิดถึงเรื่องแม่ ฮยอนอา นางเอกของเรื่องแล้วเผลอหลับไป สาบานว่าผมฝันอะไรไปเยอะแยะมากเลยจนกระทั่งพี่ภพปลุกผมด้วยน้ำเสียงตื่น ๆ เมื่อผมลืมตาตื่นจนเต็มตา บิดซ้ายบิดขวาให้ร่างกายเข้าที่เข้าทางก่อนจะกล่าวอรุณาสวัสพี่ภพพร้อมร้อยยิ้มกว้าง ๆ หนึ่งที





“ไงพี่มีไรเหรอ หลับเต็มอิ่มเลย” และนั่นหละทำให้ผมสีหน้าและปฏิกิริยาแปลก ๆ ของพี่ภพ เหงื่อเต็มหน้า สภาพที่กำมือถึงของตัวเองกับมือถือของผมไว้ “เกิดอะไรขึ้น มีอะไรเหรอพี่บอกผมได้เดี๋ยวผมไปช่วย”





ผมตกใจกับท่าทางของพี่ภพมากเลยนะเพราะพี่เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แต่ดูเหมือนผมจะไม่จำเป็นต้องช่วยพี่ภพหาอะไรแล้ว เพราะร่างสูงทรุดตัวนั่งลงตรงหน้าผมหอบหายใจดังจนน่ากลัว ไอตัวผมก็อยากจะสะกิดพี่แกแล้วถามว่าเป็นอะไรมากไหมหรือว่าเกิดอะไรขึ้นถึงมีสภาพแบบนี้ แต่พอคิดไปคิดมาผมเงียบไว้ดีกว่าเพราะท่าทางแบบนี้ผมอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้





ผมได้แต่นั่งเจียมตัวอยู่ข้าง ๆ พี่ภพ โทรศัพท์ของผมยังไม่ถูกเปิดเครื่องซึ่งมันเป็นเรื่องดี แต่ผมดันทำไม่ดีกับเจ้าของห้องไปแล้ว แต่ก็สมควรผมหายไปจากเตียงทิ้งไว้แค่มือถือถ้าเป็นคนอื่นที่เจอห้องหรูขนาดนี้พวกเขาคงขนของออกจากห้องไปนานแล้ว การที่ผมหายก็คงทำให้พี่ภพตกใจมากน่าดู ริมฝีปากบางพยายามจะเอ่ยคำขอโทษ แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยพูดอะไรออกไปก่อนเสียงทุ้มเข้มก็เอ่ยสวนตัดหน้ามาก่อน





“ถ้าจะไปไหนต้องบอกพี่ก่อนรู้ไหมทิวไผ่” และร่างของผมก็ถูกอีกฝ่ายดึงเข้าไปกอดเอาไว้แน่น มือใหญ่สั่นประหนึ่งคนเสียขวัญ แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งนิ่ง ๆ ให้พี่เขากอด ผมจับต้นชนปลายยังไม่ถูก สมองยังคงประมวณคำพูดไม่ทันร่างสูงก็เอ่ยซ้ำออกมา





“เราหายไปจากห้องพี่เป็นห่วงจนแทบบ้า จะไปไหนบอกพี่ก่อนขอร้องหละ” การพูดของพี่ภพทำให้ผมรู้สึกเขินเล็กน้อยไหนจะอยู่ในอ้อมกอดเขาอีก





ผมทำตัวไม่ถูกไปเลยหลังจากได้ยินคำพูดพร้อมอ้อมกอด วงแขนของพี่ภพรัดแน่นเหมือนคนที่กลัวว่าผมจะหายไปไหนอีก จนตอนนี้ผมคิดว่าเรื่องราวระหว่างผมกับพี่ภพมันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่นอน เหมือนกับว่าสำหรับพี่ภพผมไม่ใช่แฟนคลับนิยายอย่างเดียว ผมยังมีอิทธิพลในความหมายอื่น ๆ ของเขาด้วย แต่เท่าที่จำได้ผมเพิ่งเคยเจอพี่แกเมื่อสองสามเดือนก่อน และระยะเวลาก่อนหน้านั้นพี่แกไม่เคยอยู่ในความทรงจำของผมเลย





.....................





ผมข้ามภพในตอนนี้กำลังกอดน้องทิวไผ่ราวกับเขาจะหายไปจากโลกใบนี้ หลังจากที่เมื่อช่วงสายผมเข้าไปปรุกแล้วไม่เห็นน้องเขา ผมบอกได้เลยว่าใจเสียไปแล้ว 70 เปอเซน ผมวุ่นวายหาน้องทุกที่ไม่ว่าจะเป็นชั้นไหน ๆ ของคอนโดหรือจุดไหนที่น้องบอกว่าชอบแล้วอยากจะลองลงมานั่งเล่น จนไม่ได้นึกเลยว่าน้องไม่สามารถออกจากห้องได้ถ้าไม่มีบัตรแสกนหรือลายนิ้วมือของผม และกว่าผมจะรู้สึกตัวว่าน้องไม่สามารถหายไปไหนได้ก็ผ่านมาคครึ่งชมและตัวผมอยู่ชั้นล่างสุดของคอนโดในสภาพชุดนอน





พอนึกได้ผมก็รีบสาวเท้าเดินกลับไปที่ลิฟท์ แล้วมุ่งตรงไปยังห้องอย่างรีบร้อนพนักงานที่ว่างจากการให้บริการลูกบ้านคอนโด ถูกผมเกณฑ์ให้ช่วยกันหาน้องกันจนป่วนไปหมดและเมื่อสติมาผมไล่ดูแต่ละห้องในคอนโด จากห้องนอนจนชั้นล่างท้ายที่สุดก็เจอน้องกอดเข่านอนหลับอยู่กับแบมบูในห้องเทียร์เอเตอร์





ผมปลุกเจ้าตัวให้ตื่น เปลือกตาที่ก่อนหน้านี้ปิดสนิทลืมตื่นก่อนจะกระพริบแพขนตาเบา ๆ แล้วอมยิ้มให้กับผม เขากล่าวทักทายแต่ไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยคร่างเพรียวบางก็ถูกแขนของผมกระชากเข้ามาในอ้อมกอด





ทั้ง ๆ ที่ควรจะโกรธน้องแต่ผมรู้สึกโล่งอกมากกว่า ไม่รู้ว่าผมรู้ตัวว่าน้องไม่สามารถหายไปไหนจากห้องเองได้ หรือผมดีใจที่น้องยังเลือกที่จะพึ่งพิงผม แต่ผมดีใจมากกว่าโกรธน้องจริง ๆ





ร่างเล็กถูกปล่อยออกจากอ้อมแขน นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสงสัยแต่เจ้าตัวก็โดนผมลูบหัวแล้วกดศีรษะให้ก้มลงไปมองที่พื้นเพื่อไม่ให้เขาเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของผม “ทีหลังไม่เอาแล้วนะถ้าจะไปไหนเขียนโน๊ตบอกพี่หรือส่งข้อความให้พี่ก่อนอย่าทำแบบนี้อีก ไม่ได้มีแค่ครอบครัวเราที่ห่วงไผ่ พี่ก็ห่วง เพื่อน ๆ เราก็ห่วง แล้วน้อง ๆ ที่ร้านอีกหละพวกเขาคิดถึงไผ่มากเลยนะ แต่ละคนกำลังรอไผ่กลับไปดูแลร้านเหมือนเก่าถึงแม้เรายังดูแลทุกคนได้ไม่นานแต่เขาก็รักเรามาก ทิวไผ่สัญญากับพี่นะครับ”





ผมขอให้น้องสัญญาซึ่งร่างเล็กกว่าก็พยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ แทนคำตอบพอเห็นไผ่รับปากความร้อนรนในใจของผมมันก็หายไปแม้ความรู้สึกกังวลจะยังคงอยู่แต่ใจก็ชื้นไปเปราะหนึ่ง พวกคุณอยากให้ผมพูดตามความจริงไหมครับว่าตอนไม่เจอน้องที่อยู่ในห้องผมรู้สึกยังไง





ตอบเลยว่าผมแทบบ้า ถึงแม้ผมจะศึกษาผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคนี้มาบ้างด้วยความต้องใช้อ้างอิงในงานเขียนแต่ก็ไม่ได้รู้ลึก เมื่อวานน้องร้องไห้หนักมาก แถมไม่ยอมปล่อยมือจากผมตลอดเวลาที่เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง น้องสะอึกสะอื้นจนน่าสงสาร แม้ผมจะรู้ความจริงบางส่วนมาบ้างแล้ว แต่สภาพน้องตอนเล่าออกมาคือน่าสงสารมาก ริมฝีปากพลางท่องว่ามันคือความผิดของเขาคนเดียวพ่อแม่แล้วก่ะขุนเขาไม่ได้ปิดเลย และเรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้เจ้าตัวก็ขอโทษผมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ดันไปเซนซีทีฟกระทันหันทำให้ผมกับขุนเขาทะเลาะกัน





ผมอยากพูดปลอบเขานะ อยากทำทุกทางให้เขาคลายกังวลลงไปบ้างเพราะบางครั้งที่น้องร้องไห้ถึงจุดพีคสุด ๆ เขามีอาการหายใจเข้าออกถี่มันจึงทำให้ออกซีเจนในปอดมีมากเกินไปจนเกิดอาการไฮเปอร์เวนติเวชั่นจนอาจจะชักขึ้นมาได้ พอปรับอารมณ์ได้ค่อย ๆ ยอกให้เขาหายใจช้า ๆ กลายเป็นเจ้าตัวร้องไห้จนหายใจไม่ทัน สองอาการนี้เป็นอาการของโรคเดียวกันทั้งคู่ แต่โชคดีที่น้องไม่ได้เป็นเพราะอาการหอบหืดแต่เป็นเพราะเจ้าตัวเจอเหตุการณ์กระทบกับจิตใจจนทำให้มีอาการพวกนี้ขึ้นมา





และการที่จะปลอบผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ดีที่สุดไม่ใช่การพูดปลอบหรือเห็นด้วยกับทุกคำพูดของคนป่วยว่าคนนั้นคนนี้ผิด หรือตามใจคนป่วยทุกอย่าง การจะปลอบผู้ป่วยที่กำลังจิตตกและร้องไห้คือการรับฟัง นั่งเคียงข้างเขาและฟังความรู้สึกของเขาทั้งหมด คุณไม่จำเป็นต้องพูดอะไรสักคำแค่ทำให้เขารู้ว่าเราอยู่เคียงข้างเขาไม่ว่าจะกรณีอะไร แค่ให้เขารู้ว่าเราจะไม่มีวันทอดทิ้งเขาแค่นั้นก็พอ





การพูดมันดูเหมือนจะง่ายแต่แท้จริงแล้วมันยาก ยิ่งกับคนนอกแบบผมแต่ตอนนี้คนในครอบครัวของเขาทำให้ไผ่อึดอัด ก่อนหน้านี้นเขาต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการหลบซ่อนจากความจริงไม่ผิดที่จะให้เขาอยู่แต่ในบ้านหรือไปไหนมาไหนพร้อมกับครอบครัวเพราะนั่นคือเกราะกำบังที่ดีที่สุด ทว่าตอนนี้ไผ่ดีขึ้นมากถ้าเทียบกับตอนแรกกับตอนนี้ผมคิดว่าเขาไม่มีความคิดใด ๆ ที่จะทำร้ายตัวเอง เท่าที่จำได้ไผ่ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายตนเองแม้ตอนแรกเจ้าตัวจะต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะทานยาเกินขนาดพร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล แต่ทิวไผ่บอกว่าที่เขากินเพราะเขาปวดหัวมาก ๆ พร้อมยังมีอาการนอนไม่หลับ เขาแค่อยากนอนหลับอย่างสบายใจเพราะในตอนที่หลับเขาไม่จำเป็นต้องคิดอะไร แต่มันกลายเป็นว่าอาการของเขาดังวิกฤติทำให้เขาเกือบที่จะตายจนต้องเข้ารับการล้างท้อง หลายคนฟังอาจจะไม่เชื่อแต่ผมขอเชื่อในสิ่งที่เขาพูด





ผมเคยคุยกับเพื่อนนะครับเกี่ยวกับคนที่ทานยาเกินขนาด ส่วนใหญ่จะไม่เสียชีวิตเพราะช่วยเหลือได้ทันการทานสารพิษทำให้ตายง่ายกว่า ซึ่งที่อาการของไผ่หนักเพราะเจ้าตัวดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลตั้งแต่ก่อนทานยาและหลังทานยาทำให้เกิดอาการขึ้นมา การทานยากับเครื่องดื่มแอลกอฮอลทำให้เกิดสารตัวใหม่ขึ้นมาได้และมันอาจจะส่งผลให้ร้ายให้กับคนทานยาเข้าไปยังดีที่ยาที่เขาทานไม่ได้ส่งผลร้ายต่อระบบประสาท แต่มันก็ยังอันตรายมากอยู่ดีถ้าทานเข้าไปมาก ๆ พร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล





“ไปทานข้าวเช้ากัน ไม่ต้องทำหน้าซึมด้วยเรานี่นะ” เมื่อผมสบายใจผมจึงเอ่ยชวนเขาไปทานข้าวเช้าแม้ตอนนี้เวลาจะเลยช่วงสายไปแล้วก็ตาม ผมควรจะทำเมนูง่าย ๆ ให้ไผ่กินหรือเปล่าหรือควรพาไปทานข้างนอกดี ร่างเล็กยืนขึ้นและเดินตามผมเข้ามาในครัว ทิวไผ่เดินเข้าไปเปิดตู้เย็นก่อนเขาจะเริ่มคุ้ยข้าวของในตู้ที่ผมบอกได้เลยว่ามันแทบจะไม่มีอะไรอยู่ด้านใน นิ้วแกร่งถูกยกขึ้นมาเกาแก้มเบา ๆ จะบอกว่าอายก็ว่าได้ แต่ผมก็มีสิ่งที่น่าอายกว่านั่นก็คือท้องผมร้องโอดครวญว่าหิวข้าวแล้ว ใบหน้าน่ารักหันมามองผมด้วยความตกใจก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเสียยาวเหยียด ถ้าไม่ติดว่าผมโตกว่าหรือผมเป็นไอดอลด้านงานเขียนของเขาไผ่น่าจะลงไปนอนดิ้นหัวเราะแล้ว





“ไม่ไหวแล้วหายใจไม่ทัน ไผว่าพี่ภพไม่น่าจะรอไผ่ทำอาหารไหวไปหาอะไรทานข้างนอกเหอะครับ” คนตัวเล็กพูดในขณะที่ยังคงหัวเราะหน้าดำหน้าแดง ส่วนตัวผมพยักหน้าตกลงง่าย ๆ แทนคำตอบ





คนตัวเล็กเดินนำไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ตขนาดใหญ่กว่าตัวเองขึ้นมาสวมก่อนจะเดินนำไปรอที่ประตู ใจจริงผมอยากให้ไผ่อาบน้ำก่อนนะครับแต่ดูจากอาการท้องร้องที่ตามมาของเขาเราสองคน คาดว่าคงต้องลงไปหาอะไรทานที่มินิมาร์ทด้านล่างคอนโดก่อน แล้วยกทัพไปซื้อของเข้าตู้เย็นที่ซุบเปอร์มาร์เก็ท





ลิฟท์เคลื่อนที่ลงไปชั้น G ซึ่งเป็นชั้นล่างสุดของคอนโด ไม่ไกลจากตัวอาคารมีมินิมาร์ทขนาดใหญ่ ทิวไผ่พุ่งตรงไปหยิบเครื่องดื่มกับของทานเล่นจนเต็มอ้อมแขน ส่วนผมเดินตามไปเป็นคนหิ้วตะกร้าให้เขา ร่างเล็กยืนมองอยู่ตรงตู้แช่เย็นที่ขายอาหารสำเร็จรูป ใบหน้าสวยหันมาส่งรอยยิ้ม





“เดี๋ยวไผ่ทำเมนูง่าย ๆ ให้พี่ทานแล้วกัน พี่ภพไปเลือกมาม่าก่อนเลยเอารถไหนก็ได้ที่พี่ชอบ ส่วนของผมพี่เอารสต้มยำน้ำข้นยี่ห้อไหนก็ได้ให้ผมนะ” นัยน์ตากลมเปล่งประกายก่อนจะออกปากสั่งผม และหน้าที่ของผมก็คือทำตามเขาในขณะที่ผมกำลังเดินเลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่นั้น ทิวไผ่ก็หยิบอาหารแช่เย็นต่าง ๆ แทบจะทุกชนิด ท้ายที่สุดตะกร้าที่สองที่อยู่ในวงแขนของไผ่ก็เต็ม คนตัวเล็กกว่าเดินมาหาผมเขามองของในตะกร้าแล้วขมวดคิ้ว มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกสี่ห้าห่อ แล้วลากผมไปแผนกเบเกอรี่เพื่อกวาดขนมเกือบจะทุกอย่างลงในตะกร้า





“พี่ภพอย่าลืมสิว่าไผ่กินจุ แค่นี้ไม่พอหรอกนะครึ่งวันก็หมดแล้ว แล้วอย่าลืมนะพี่ภพบอกว่ามีพี่ภพคนที่เดียวเลี้ยงไผ่ไปตลอดชีวิตไหวดังนั้นพี่ภพไปจ่ายเงินกันเถอะ หลับกินเสร็จบ่าย ๆ ไปซุปเปอร์ด้วยนะมื้อเย็นไผ่จะทำชาบูให้กิน” พูดจบคนตัวเล็กก็เดินนำผมไปที่เคาท์เตอร์ แล้วผมหนะเหรอส่ายหัวกับความน่ารักของอีกคนนั่นหละ

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter 9





                “ทั้งหมด 597 บาทค่ะ รับคุ๊กกี้เป็นไหมคะใช้สิทธิแลกซื้อได้นะคะ” พนักงานมินิมาร์ทเอ่ยยอดเงินที่ต้องจ่ายพร้อมกับนำเสนอโปรโมชั่นชวนให้เสียเงินเพิ่มแต่ไม่ได้กินผมหรอกครับ เพราะผมว่าจะทำให้พี่ภพทานเองหลังจากไปซื้อของเข้าคอนโดที่ซุปเปอร์ ใบหน้าสวยส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ ก่อนร่างสูงด้านข้างจะยื่นแบงค์สีเทาไปให้กับพนักงาน สายตาของเธอนี่เล่นหูเล่นตากับพี่ภพสุดชีวิตจนพี่ภพต้องยกมือขึ้นมาโอบบ่าของผมแล้วดันให้ร่างของผมเซไปซบแผ่นอกกว้าง แค่นั้นหละครับ เธอหลุบตามองต่ำทันที





                ผมหันหนีคนตัวสูงกว่าไปด้านข้างก่อนจะมองสภาพตัวเองกับกระจกใส ผมยาวประบ่ามัดรวบครึ่งหัว แถมเสื้อคือตัวใหญ่ที่คลุมไปทั้งตัวยาวปิดต้นขาอารมณ์สาวเอาเสื้อแฟนมาใส่ สภาพคือโคตรสาวน้อยอะสาวน้อยกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แล้วพอผมเห็นสภาพตัวเองบอกได้เลยว่าผมดันตัวเองออกจากพี่ภพแล้วเดินหนีเลยครับ





ส่วนสูงผมมาตราฐานชายไทยนะทำไมมันดูเด็กน้อยกว่าพี่ภพขนาดนั้น ผมยืนกอดอกรอพี่ภพหน้าร้านไม่นานพี่ภพก็เดินออกมาพร้อมถุงผ้าลดโลกร้อน ร่างสูงกว่าเอื้อมมือมาจูงมือผมที่อยู่ในสภาพงอนเต็มที่ให้เดินเข้าตัวคอนโดไปอีกครั้ง ลิฟท์วิ่งขึ้นสู่ชั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนผมจะพูดบางสิ่งที่อยู่ในใจออกมา





                “จะเล่นละคอก็บอกกันดี ๆ ครับพี่ แถมเลือกเวลาเล่นละครได้โคตรเหมาะสภาพผมโคตรชวนเข้าใจผิดมากเลย” ผมบ่นอุบอิบก่อนจะยอมเดินตามแรงลากของร่างสูงกว่าเข้าไปในห้องพักเมื่อเราทั้งสองคนขึ้นมาถึงชั้นที่พัก มือของผมเอื้อมไปหยิบถุงผ้าลดโลกร้อนมาจากพี่ภพก่อนจะเดินนำไปยังห้องครัว แต่รู้สึกเหมือนอีกคนไม่อยากให้ผมเข้าครัวคนเดียวเลยเดินพาร่างตัวเองเดินตามแรงดึงมา





                “พี่ไม่เอาไม่เล่น หิวจะตายอยู่แล้วอ่ะ” ผมพูดแต่อีกคนไม่ยอมปล่อยเรายื้อของกันไปกันมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนผมจะยอมแพ้อยากช่วยให้ได้ก็ช่วยเลยดีเสียอีกจะได้มีลูกมือทำงาน





“ถ้าอยากช่วยโน่นไปหยิบกระทะกับหม้อมาเลยเติมน้ำลงไปสักครึ่งนึงพี่จะลวกเส้นมาม่า” ผมสั่งเจ้าของห้องพลางมุดใต้เคาท์เตอร์หาผ้ากันเปื้อน จนในที่สุดสีน้ำตาลเข้มก็ถูกค้นเจอผมสวมมันอย่างรวดเร็วก่อนจะหยิบอีกผืนให้พี่ภพสวน และผู้เป็นเจ้าของคอนโดนี้จะไม่ยอมสวมเองนะครับ ผมกรอกตามองบนอีกครั้งแล้วเขย่งสวมสายคล้องคอ ตอนนี้ใบหน้าของเราเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกัน ผมมองใบหน้าของพี่ภพแล้วนึกอิจฉา แน่นอนว่าผมหล่อแต่ไม่เท่าพี่ภพ แค่โครงหน้าก็แพ้แล้วครับ(แต่ถ้าเทียบกับพี่ขุนก็สูสีอยู่นะหมายถึงผมเหรอตอบเลยไม่ใช่ผมหมายถึงพี่ขุนกับพี่ภพครับที่สูสีแต่ส่วนสูงคือยังแพ้อยู่อีกมากแต่ในฐานะชายไทยพี่ขุนเกินมาตรฐานไปมากแล้ว) ไหนจะดวงตาคมคิ้วเข้มหนาที่เข้ากับรูปหน้า จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางคมเฉียบให้ตายเหอะโลกนี้มีอะไรที่ยุติธรรมกับผมไหม





เมื่อก่อนพี่ชายผมเป็นคนหล่อตามมาตรฐานของผม ซึ่งเพื่อนบอกว่าไผ่นั่นคือความหล่อมาตรฐานของมึงเหรอนั่นเจ้าชายน้ำแข็งของสาปัตเลยนะเฮ้ย ยังไงอะก็คิดว่าถ้าเทียบพี่ขุนได้ถึงจะหล่อ แต่ตอนนี้ความคิดผมเปลั้ยนไปแล้วครับเพราะตั้งแต่รู้จักพี่ภพเขาก็กลายเป็นความหล่อมตราฐานสำหรับผมไปแล้ว





ผมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองจ้องมองใบหน้าคมเข้มไปนานเท่าไหร่พลันจมูกของเราก็แตะกันผมถึงรู้สึกตัวว่าเราสองคนใบหน้าเข้าใกล้กันมาก ก่อนจะเด้งตัวหนี ริมฝีปากส่งเสียงกระแอ้มไอเบา ๆ “หันหลังครับพี่เดี๋ยวผมผูกที่เอวให้” ร่างสูงกว่าทำตามที่ผมสั่งแต่โดยดี แต่ถ้าหากผมสักเกตุอีกนิดผมก็จะทราบว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่รู้สึกเขินจนใจสั่นร่างสูงกว่าก็มีอาการเขินเช่นเดียวกันมองได้จากใบหูและหลังคอที่แดงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว มือทั้งสองข้างจับปลายเชือกทั้งสองข้างขึ้นมาแล้วมัดเงื่อนกระตุกไว้





ผมละความสนใจไปที่งานครัว หม้อกับกระทะที่ดูเหมือนจะไม่เคยถูกใช้งาน แต่ถ้าให้พูดตามความคิดห้องครัวนี้มีแค่สองสามอย่างที่ถูกใช้งานจากเจ้าของห้อง นั่นคือตู้เย็นละหนึ่ง ไมโครเวฟละอย่างที่สอง เตาไฟฟ้าไว้ต้มน้ำร้อนคืออย่างทมี่สาม ส่วนเครื่องครัวยยังหนักใจอยู่ครับเพราะป้ายราคายังไม่แกะเลย ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะแกะป้ายออก นำหม้อขนาดกลางไปใส่น้ำและขึ้นเตาต้มให้เดือด ส่วนกระทะผมเทน้ำมันขวดเล็กที่ซื้อมาแก้ขัดลงไปไม่มาก่อนใช้ทิชชู่เช้ดออก เกี้ยวซ่า เกี้ยวกุ้งหลายแบถึงหยิบออกมาจากถุง





“พี่ภพเอาแบบไหน” ผมเอ่นพร้อมยกถุงขึ้นมาให้เขาเลือก แต่เหมือนเขาจะรู้ดีว่าผมอยากกินอันไหนเขาเลยเลือกเกี้ยวหมูไปส่วนผมก็เป็นเกี้ยวกุ้ง ผมพยักหน้าเบา ๆ เป้นคำตอบก่อนจะนำเกี้ยวห้องชิ้นในห่อวางเรียงยบนกระทะ แน่นอนว่าไม่ลืมอีกห้าชิ้นของผมด้วย





ปกติพวกนี้จะถูกอุ่นด้วยไมโครเวฟแล้วทานแต่อันนี้ผมอยากลองทอดให้มันกรอบเด้ง ซึ่งก็ไม่เคยทำมาก่อนแต่ก็อย่างลองดู และเมื่อเกี้ยวเหลืองกรอบน้ำต้มสุกก็ถูกตักออกมาเล็กน้อยแบ่งใส่กระทะทอดเกี้ยว ฝาหมดที่จำใจต้องมาเป็นฝากระทะถูกปิดลงไปแล้วรอเวลา อันนี้ผมทำตามสูตรบ้านผมนะครับไม่รู้ว่าจะอร่อยเหมือนกับที่บ้านนทำไหมไส้ไม่เท่าไหร่แต่เนื้อแป้งคือสิ่งที่ผมหนักใจ รอไม่นานผมก็เปิดฝาออกแล้วปรับไฟรอให้น้ำมันงวดจนหมดแล้วนำไปวางบนหน้ามาม่าที่ผมสมมุติว่ามันเป็นราเม็งแล้วกัน





ผมหันไปมองพี่ภพที่ต้มมาม่าเสร็จเรียบร้อย ด้วยท้องร้องกันแบบนี้ต้องเบิ้ลกันเป็นสองห่อ ผมยกนิ้วแตะคางครุ่นคิดก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้ ผมซื้อไส้กรอกมาหลายแบบเลยผัดไส้กรอกกับซอสพิเศษราบด้วยสลัดแล้วกัน ผมเดินไปคุ้ยถุงผ้าอีกรอบก่อนจะเจอเป้าหมายของทั้งหมดถูกเตรียมขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะและสกิลการใช้มีดอย่างคล่องแคล่วก็ถูกงัดมาใช้งาน เตาที่ใช้ต้มมาม่าถูกยกออกไปแล้วก่อนจะแทนที่ด้วยกระทะใบใหญ่น้ำมันขวดจิ๋วขวดเดิมถูกเทลงไปเมื่อมันได้ที่ไส้กรอกก็ถูกเทลงไปตามด้วยซอสพริกกับซอสมะเขือเทศมันถูกผัดให้เข้ากันและสลัดและน้ำสลัดถูกเทตามลงไปและท๊อปด้วยชีสแผ่นแบบเต็ม ๆ ฝาหม้อถูกหยิบมาใช้อีกครั้งก่อนผมจะปิดเตาทั้งสองเตามาม่าถูกจัดใส่ถ้วย เกี้ยวทอดร้อน ๆ ถูกตักใส่ชามเช่นเดียวกัน





มาม่าท๊อปด้วยเกี้ยวทอดร้อน ๆ กับผัดไส้กรอกซอสพิเศษท๊อปหน้าด้วยชีสยืด ๆ แบบไม่กั้กก็วางอยู่ตรงหน้าของเราสองคน เมนูอาหารเช้าทำง่ายกินง่ายสวยหรูระดับอาลาคราสแต่ราคาตลาดนัดก็เสร็จ และไม่มีใครรีรอช้อนส้อมถูกนำออกมาใช้จัดการอาหารในจานทักที เกี้ยวกุ้งชิ้นแรกถูกจิ้มใส่ปาก ความรู้สึกคือมันกรอบมากแต่ด้านในชุ่มฉ่ำมากน่าจะเป็นเพราะตัวไส้เข้ามีไข้มันหมูผสมเวลาลงกระทะมันเลยละลายซึมอยู่ในไส้ของเกี้ยว มือใช้มืออีกข้างเอื้อมไปตักไส้กรอกยืด แน่นอนว่ามันเกือบจะทำให้โต๊ะเลอะแต่ผมก็นำมันเข้าปากมาได้ขอบอกได้เลยว่าชีสเค็มก็จริงแต่ความหวานของซอสสามซอสตัดได้ดี มีความอมเปรี้ยวอมหวาน





ถึงได้บอกไงว่าเมนูอาลาคราสแต่ราคาตลาดนัด ผมยิ้มดีใจกับการทำอาหารโดยใช้ของในรานสะดวกซื้อโดยไม่ได้ดูอีกคนเลยที่มองมายังผมแล้วอมยิ้มเช่นเดียวกัน “พี่ภพถ้าไม่กินเส้นมันจะอืดนะ” ผมร้องทักจนทำให้อีกคนก้มหน้าก้มตากิน แพลนเช้าวันนี้คงจบแค่นี้หละครับส่วนมื้อเที่ยง มื้อเย็นผมอยากออกไปซุปเปอร์แล้วซื้อของเข้ามาตุนในตู้เย็นตอนเช้าพี่ภพจะได้ไม่ต้องตื่นเช้าพาผมไปทานข้าวที่ร้านไหน หรือรีบลงมาหาเมนูเร่งรีบอย่างวันนี้





“พี่ภพบ่านนี้พี่ว่างไหมครับ” ผมหันไปถามขณะที่ของในชามพร่องไปเกือบหมด ซึ่งพี่ถพก็พยักหน้าแทนเป็นการตอบแววตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ผมปล่อยให้เขางงไม่นานหรอกเพราะทันทีที่เขาตอบกลับผมก็เอ่ยชวนพี่ภพออกไปเที่ยวเล่นกันเป้าหมายคือซุปเปอร์ที่ไม่ไกลจากบ้านของพี่เขา





“หลังจากนี้เราไปซุปเปอร์กันไหมครับ ผมว่าจะทำเมนูขอบคุณพี่ภพที่ยอมให้ผมอาศัยบ้านอยู่” ผมพูดพลางยิ้มแห้ง ๆ เพราะรู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองเป็นภาระของพี่ภพอยู่ แต่ที่ตัดสินใจแบบนั้นเพราะผมก็ไม่อยากรบกวนพี่เขาเฉย ๆ ไหน ๆ พี่ภพชอบทานอาหารที่ร้านของบ้านโดยเมนูอาหารเช้าในร้านเป็นเมนูที่ผมทำ ดังนั้นการตอบแทนพี่ภพที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็อาจจะเป็นการทำอาหารให้เขาทานแทน





“ไปทำไมเหรอ” ร่างสูงเอ่ยตอบหลังจากเจ้าตัวจัดการอาหารจนหมดจาน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่อิ่มเท่าไหร่เพราะมือข้างหนึ่งเอื้อมออกไปจิ้มผัดไส้กรอกชีสยืดมาใส่จาน เห็นแบบนั้นผมเลยดันมันไปตรงหน้าเขาแสดงให้เห็นว่าผมทานอิ่มแล้ว แต่ดูท่าอีกคนจะเขินที่กินไม่อิ่มผมเลยพูดขู่ฟ่อไป “ถ้าทานไม่หมดจะไม่ทำให้ทานอีกนะครับ” โอเคสิ้นประโยคทุกอย่างโดนตักเข้าปากอย่างรวดเร็วจนเกลี้ยงชีสเชิสไม่มีเหลือติดจานเลยครับ





ผมนี่หัวเราะออกมาเสียงดังกุมท้องน้ำตาเล็ดเลยครับ ก็ไม่ได้ตั้งใจให้พี่เขากวาดทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะลงท้องแบบนี้ แต่ไม่ทันแล้วหละมั้งแม้แต่น้ำขลุกขลิกในจานพี่ภพก็ทานไม่เหลือ “ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ครับพี่ผมก็แค่ล้อเล่น” ผมพูดไปหัวเราะไป น้ำหูน้ำตาไหลนี่ไหลไปหมด ส่วนพี่ภพยกทิชชู่ขึ้นมาซับคราบอาหารบริเวณปากแก้เขินเบา ๆ





“งั้นล้างจานเสร็จเราไปกันนะครับ” ผมพูดแบบไม่ให้พี่ภพตอบ มือสองข้างเก็บจานทั้งหมดอย่างรวดเร็วไปยังซิงล้างจาน มือเรียวปั้มน้ำยาล้างจานใส่ฟองน้ำและเริ่มขัดคราบต่าง ๆ ออกจากอุปกรณ์ทั้งหมด ผมคิดว่าพี่ภพจะไปอาบน้ำแต่งตัวแต่กลายเป็นว่าร่างสูงนั้นเดินมายืนข้างผมช่วยล้างฟองออกจากน้ำ





“ไว้รอบหน้าพี่จะซื้อเครื่องล้างจานมาติดครัวแล้วกัน” อีกฝ่ายพูดต่อขนาดที่ผมขัดก้นหม้ออย่างขมักเขม่นเหมือนพี่ภพไม่อยากให้ผมลำบากแต่บางทีการช่วยกันล้างจานแบบนี้ก็ไม่ได้เหนื่อยสักเท่าไหร่หรอก





....................





หลังจากที่เราล้างจานเสร็จก็แยกย้ายกันไปเตรียมตัวผมหยิบชุดส่วนตัวที่พกมาตอนมีความคิดที่จะหนีออกจากบ้านขึ้นมาสวม เสื้อสีฟ้าพาสเทลตัวโคร่งกระดุมคู่กับกางเกงขายาวสีขาวรองเท้าเป็นรองเท้าหนังคู่เดียวกับที่ใส่เมื่อวานผมหมุนตัวดูหน้ากระจกอีกรอบเพื่อความเรียบร้อยก่อนจะหยิบถุงผ้าสีอ่อนที่เข้าคู่ออกมาจากห้อง ทรงผมยังคงเป็นเหมือนเดิมคือมัดหนังยางครึ่งศีรษะแต่มันถูกจัดทรงจนไม่เหมือนสาวน้อยอย่างเมื่อเช้าแล้ว และที่สำคัญไปกว่านั้นผมไม่เหทือนเด็กน้อยเอาเสื้อพ่อมาใส่แล้วหละ





“พี่ภพเสร็จแล้วเหรอครับ ไวจัง” ผมเอ่ยเมื่อเห็นร่างสูงนั่งรออยู่บริเวณโซฟาด้านล่าง ใบหน้ารูปไข่แสดงอาการตกใจก่อนละรีบลงบันไดมา





“ไม่ต้องรีบครับไผ่ พี่เป็นคนแต่งตัวไวอยู่แล้ว” ร่างสูงเอ่ยตอบแต่ตัวของผมก็รู้สึกไม่โอเคอยู่ดี ให้ผู้ใหญ่กว่ารอมันใช้ได้ที่ไหนหละ หรือว่าผมแต่งตัวช้าไปรอบหน้าคงต้องทำให้ไวกว่านี้แล้วหละ เมื่อเราทั้งสองเตรียมตัวเสร็จสิ้นผมก็เดินไปตรวจดูอาสหารและน้ำของเจ้าแบมบูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะบอกลามัน “เจอกันเย็นนี้นะแบมบู” มือเล็กถูกยกขึ้นมาบ้ายบายโดยที่เจ้าหมาน้อยยังคงนอนหลับตาพริ้มหลังจากกินมื้อเช้าอิ่มไป





ลิฟท์ค่อย ๆ เคลื่อนที่ลงมาช้า ๆ และในขณะที่เรายังอยู่ในลิฟท์ร่างสูงก็เอ่ยชวนผมไปเที่ยวที่อื่นก่อนที่จะไปซุปเปอร์ผมหันไปมองพี่ภพด้วยความสงสัย นัยน์ตาเต็มไปด้วยคำถามและไม่นานผมก็ยิ้มกว้างตอนตกลงอีกคนไป ผมอยากไปมานานแล้วหละแต่ไม่มีโอกาสเสียที พอว่างก็ไม่มีคนไปด้วย ยิ่งตอนแรกไม่มีรถก็ไม่อยากไปแต่นี่คือโชคดีมากที่มีคนชวนไป พวกเราทั้งคู่ตัดสินใจตรงกันว่าไปรถไฟฟ้ากันดีกว่าเพราะจากที่เคยเปิดดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเอารถไปไม่น่าจะมีที่จอด





แต่ผมโคตรสบประมาทความรวยของพี่ภพมากเกินไปผมคิดว่าพี่ท่านไม่มีรถขนาดเล็ก แต่ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าดูคาติสีดำคันใหญ่ ถ้าไม่รู้จักดูคาติผมอธิบายสั้น ๆ เลยว่ายืนอยู่หน้าบิ้กไบท์สีดำเมทาลิก มือหนึ่งของผมถือหมวกกันน๊อคเอาไว้ ส่วนพี่ภพคือตอนนี้ขึ้นคร่อมไปเรียบร้อยแล้ว มื้อกร้านเอื้อมขึ้นไปเปิดกระจกหน้าของของหมวกกันน๊อคก่อนพยักหน้าให้ผมปีนขึ้นไปนั่ง





ความจริงผมมีเรื่องอยากจะบอกพี่ภพนะครับ พ่อกับแม่แล้วก็พี่ขุนไม่เคยยอมให้ผมนั่งรอมอไซส์หรืออะไรที่เป็นสองล้อเลยครับเพราะเขาห่วง แต่นี่พี่เล่นบิ้กไบท์หวังว่าผมจะฝากชีวิตไว้กับพี่ได้นะ หมวกกันน๊อคในมือถูกสวมก่อนร่างเพรียวบางปีนขึ้นไปนั่งข้างหลังของพี่ภพ ร่างสูงกดสตาร์ทเครื่องและบิทออกรถผมนี่แทบจะร้องลั่นลานจอดก่อนจะไถลไปเกาะเอวพี่ภพเอไว้แน่น อย่างน้อยตอนนี้พี่ภพเป็นสิ่งยืนยันเพียงอย่างเดียวว่าผมจะปลอดภัยจากการเดินทางครั้งนี้ หวังว่าจะไม่คิดผิดนะ





นัยน์ตากลมหลับตาผีก่อนร่างสูงจะพาตัวรถลงมาและขับออกไปยังถนนหน่อยใหญ่ความคิดแรกของผมก็คือมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ ผมไว้ใจเจ้ารถยนต์สองล้อนี้ไวเกินไปไหม แต่ผมสามารถบอกได้เลยว่าตอนนี้คนที่ผมกำลังกอดเอวอยู่ไว้ใจได้มากที่สุด ณ ตอนนี้เลย





แม้ว่าบิ้กไบท์จะขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและแรงขนาดไหน แต่พี่ภพขับประหนึ่งสกู้ตเตอร์ความเร็ว 20 แต่ด้วยเพราะการจารจรติดขัดจึงทำให้ใช้ความเร็วได้เท่านี้พอถนนเริ่มโล่ง รถก็เคลื่อนที่เร็วมากขึ้นแต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวอย่างที่จินตนาการเอาไว้ อาจจะเป็นเพราะพี่ภพระมัดระวังตอนขับเอามาก ๆ ด้วยหละมั้งครับ





การเดินทางใช้เวลาไม่นานมากก็ถึงตลาดวังหลัง ใช่แล้วครับตลาดวังหลังคือสถานที่ที่พี่ภพชวนผมมา ซึ่งตัวผมไม่เคยมาเลยครับแม้มันจะอยู่ไม่ห่างจากสถานศึกษาเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่เคยได้เหยียบย่างมาสักนิด ส่วนมากชอบเดินตลาดนัดในม. ไม่ก็ไปร้านเหล้าตั้งแต่เย็นหละครับ





พี่ภพขับรถซอกแซกไปหาจุดบริการฝากรถ ซึ่งดีมากที่มันอยู่ไม่ไกลจากตัวตลาดถึงแม้มันจะต้องเสียเงินแต่ จ่าย ๆ ไปเหอะครับ เล่นมาเสียเกือบบ่าย ไอที่จอดรถทำเลดีไม่เสียเงินโดนจับจองไปหมดแล้ว





ผมเลือกที่จะลงมารอพี่ภพก่อนและปล่อยให้เขาเข้าไปหาที่จอดขาเรียวยาวที่คิดว่ามันยาวกว่าคนอื่นอยู่แล้วพยายามยันกับพื้นเอาไว้แต่ด้วยที่นั่งด้านหลังคนขับมันยกสูงผมนี่ใช้พยายามขั้นสุดในการลงไปยืนกับพื้น ในกรณีนี้พี่ภพก็ช่วยผมไม่ได้ครับท้ายที่สุดเท้าทั้งสองข้างก็แตะลงกับพื้นสภาพทรงผมกับเสื้อผ้าที่จัดมาอย่างดียุ่งเล็กน้อยแต่ไม่เป็นไรยังพอจัดให้มันดูดีเหมือนเดิมได้ เมื่อพี่ภพขับรถเข้าไปยังจุดรับฝากไม่นานร่างสูงก็เดินออกมาออร่าคือสุด





พี่ภพอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมมีเชื้อสีแจ็คเก็ตสีเข้มสวมทับกับกางเกงยีนขายาว ทรงผมที่ไม่ได้เซทเหมือนกับทุก ๆ วันถูกมือแกร่งเสยขึ้นเพราะมันปรกหน้าจนน่ารำคาญ โอเคครับหล่อกว่านี้ไม่มีอีกแล้วแต่งตัวได้แบบไม่เกรงใจอากาศของเมืองไทยแต่เหมาะกับพี่เขาไหมคือมาก หลายคนมองพี่ภพจนหน้าหัน





ส่วนผมควรทำยังไงดีหละคือผมก็หน้าตาดีประมาณหนึ่ง(ผมไม่กล้าใช้คำว่าหล่ออีกเลยตั้งแต่เจอพี่ภพ) เพราะตอนนี้ตัวผมก็เป็นจุดสนใจเหมือนกันก่อนที่พี่ท่านจะเดินมาหาผมโดนสาว ๆ ทักไปหลายคนแล้วเหมือนกันขอไลน์บ้างขอเบอร์บ้างตามความสะดวกของเขาแต่ผมไม่ได้ให้ไปนะครับไม่สะดวกใจคุยกับคนที่ไม่รู้จัก แล้วลองคิดว่าถ้าพี่ภพมายืนด้วยหนะ จุดสนใจคูณสองเลยครับ





ผมยกมือมาปิดตาไม่นานร่างสูงก็เดินมาอยู่ข้าง ๆ ผม “เป็นอะไรไปเหรอไผ่” ร่างสูงถามด้วยความเป็นห่วง ส่วนผมรู้สึกหนักใจสุด ๆ โดนมองแบบนี้มันประหม่านะรู้ไหม





ผมเลยเลือกที่จะไม่สนใจพี่ภพแล้วเดินหนีไปก่อน แต่ไม่ทันที่จะได้เคลื่อนที่ไปห่างจากร่างสูงมือข้างหนึ่งก็ถูกจับเอาไว้ แล้วคนที่จับก็เป็นทำหน้าที่เป็นไกค์นำทางแทน





ยิ่งกว่าเป็นจุดสนใจเอาไงเอากันวะ มาถึงขนาดนี้ไม่ต้องแคร์สายตาคนรอบข้างมันแล้วครับ จับมือก็จับกันแล้วมีอะไรน่าสนใจมากกว่านี้อีกหละ ผมมองมือของตัวเองแล้วถอนลมหายใจ มือข้างหนึ่งไถมือถือดูว่าร้านค้าในตลาดวังหลังมีอะไรน่ากิน มีร้านไหนเป็นร้านแนะนำที่ต้องไม่พลาดเป็นอันขาด





และในขณะที่นิ้วมือก็ไถหน้าจอไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าถุงผ้าขนาดกลางค่อนข้างไปทางใหญ่ที่ผมสะพายเอาไว้ให้มันเข้าชุดกับเสื้อที่สวมก็ถูกร่างสูงเอาไปถือไว้เรียบร้อย





ที่จริงสกิลอิกนอร์ต่อสิ่งรอบข้างของผมสูงมากครับตอนนี้ความสนใจของผมอยู่ที่เพจแนะนำร้านที่ไม่ควรพลาดจนเราทั้งสองเดินมายังทางเข้าตลาดวังหลังซอย 1 ถ้าจะเดินก็เอาตั้งแต่ซอยแรกยังซอยสุดท้ายไปเลยแล้วกัน “พี่ภพไม่เดินทุกซอยไม่กลับบ้านนะครับ” ผมพูดพลางหัวเราะส่วนร่างสูงได้แต่เกทัพผมกลับ





“ถ้าเดินไหวพี่ก็ไม่ขัดข้องกับไผ่” สิ้นประโยคผมที่ทำแก้มป่องใส่พี่ภพทันที คิดว่าผมไม่มีแรงเหรอ! ไม่อยากจะอวดแค่มีคำว่าของกินมาล่อผมก็เดินได้ทั้งวันแล้วนะ!




ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter10





                จากตอนที่แล้วผมถูกพี่ภพชวนมาเดินเล่นที่ตลาดวังหลัง ในตอนแรกผมก็อยากให้พี่ภพไปจอดรถอีกฝั่งหนึ่งแล้วให้พวกเราข้ามเรือมา แต่เมื่อพี่ภพถามผมว่าผมว่ายน้ำเป็นไหมแล้วผมบอกปฏิเสธไป นั่นจึงทำให้พี่ภพตัดสินใจถอยเจ้าดูคาติสีดำเมทาลิคมาขับแทนแต่ในใจผมก็อยากจะบอกพี่ภพนะครับว่าข้ามเรือกับนั่งรถสองล้อผมกลัวการนั่งรถสองล้อมากกว่าแต่ทำยังไงได้หละครับตอนนี้ผมนั่งมาถึงจุดหมายแล้ว และคิดว่าหลังจากนี้การขึ้นรถสองล้อมันเป็นเรื่องง่ายสำหรับผมแล้วหละครับแต่ขอคนขับที่ไว้ใจได้นะ





เอาหละเรากลับมาที่ปัจจุบันกันดีกว่าตอนนี้ผมไถสมาทโฟนหาร้านเด่นร้านดังในตลาดวังหลังซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมไม่เคยเหยียบย่างมาก่อน สายตาอ่านกระทู้และเพจดังแนะนำร้านรวงต่าง ๆ ว่ามีร้านอะไรบ้างที่พลาดไม่ได้ และร้านที่ใกล้สุดในสายตาก็คงเป็นอาหารญี่ปุ่นที่เขาว่ามีเมนูหลายอย่าง บางทีอาจจะมีแตะถึงร้อยเมนู ผมถึงกับร้องว้าวออกมาหลังจากที่มองเมนูแนะนำของร้าน แล้วหันไปมองด่านแรกที่ผมต้องห้ามใจเอาไว้และคิดว่าห้ามได้หรือเปล่าขอตอบเลยว่าไม่ เจ้าก้อนกลม ๆ ที่กลิ้งอยู่ในกระทะเฉพาะของมัน กลิ่นดึงดูดใจแม้ว่าก่อนหน้านี้จะทานข้าวเช้าอะไรมาก่อนแล้วแต่คิดเหรอว่าแค่นั้นจะทำให้กระเพาะผมเต็มได้และต่อให้เต็มผมก็จะเดินให้มันหายย่อยแล้วค่อยกลับมาซื้อ หึ!ร้านใกล้ที่จอดรถจะตายเดินมาอีกนิดเดียวก็ซื้อได้แล้ว ผมคิดก่อนจะเดินลากร่างสูงกว่าไปที่หน้าร้านและยกนิ้วสั่งทาโกยากิไส้ออริจินอลมาทานรองท้องก่อน เอาเบา ๆ ก่อนแล้วกันสักสี่ลูก





หลังจากเรารอทางร้านเพียงครู่หนึ่งของที่สั่งไปก็มาอยู่ในมือผมยิ่งราดซอสโรยเครื่องต่าง ๆ ยิ่งทำให้มันหอมยิ่งขึ้นผมจ่ายเงินให้กับทางร้านก่อนจะขอใบติ้กเมนูมาแผ่นหนึ่ง เผื่อจะโทรสั่งให้ทางร้านทำเตรียมไว้กันคนเยอะ แต่ดูท่าทางคนไม่น่าจะเยอะเท่าไหร่เพราะวันนี้มันวันธรรมดา แต่กันไว้ดีกว่าแก้ครับและเรื่องจะเอาซูชิร้านนี้ทานเป็นอาหารเย็นพี่ภพก็ตกลงแล้วดังนั้นไฟเขียวครับ





ผมกวาดสายตามองเมนูไปยิ้มไปไม่นานกระเพาะที่สองของผมก็เรียกร้องของหวานแล้วหละครับ ผมควรมุ่งไปที่ขนมหรือเอาชานมไข่มุกมารองท้องก่อนดีนะ สายตาหันไปมองร่างสูงกว่าที่คอยเป็นคนจ่ายเงินให้ “พี่ภพวันนี้ยังไม่ได้ดื่มกาแฟใช่ไหมครับไปหานร้านกาแฟกินกันก่อนดีไหม” ผมถามคนข้างกาย แต่ร่างสูงมองผมกลับมาด้วยสายตาแปลก ๆ สงสัยพี่แกน่าจะคิดว่าผมจะเป็นปรปักกับร้านนี้ร้านอื่นแน่ ๆ เลย





แต่โทษทีครับพี่ความสุขของผมนอกจากหนังสือ การเขียน การทำอาหารและขนมผมยังมีความสุขที่ได้ไปกินร้านที่ขึ้นชื่อว่าอร่อย ห้ามพลาดเด็ดขาด หรือเป็นพวกเมนูแนะนำต้องไปลองชิม ดังนั้นผมจึงไม่คิดมากกับการไปซื้อของร้านอื่นมาทาน และทุกคนก็คงคิดว่าผมจะเปรียบเทียบเมนูพวกนั้นกับกันเมนูในร้านตัวผมเองหรือเปล่าผมบอกเลยว่าไม่ครับ ผมเชื่อว่าแต่ละร้านมีซิกเนเจอร์ของเขาอยู่





การวิจารณ์รสชาติโดยการเปรียบเทียบผมคิดว่าไม่ควรทำ เพราะถ้าคุณไม่ชอบคุณก็แค่ไม่ซื้อร้านนั้นอีกเท่านั้นเอง ในชีวิตตลอดจนผมอายุเท่านี้ผมก็ทำแบบนั้นมาตลอด เมนูในร้าน 100 เมนู ผมไม่ชอบแค่ 20 ใช่ว่าอีก 80 ผมจะเกลียดบางที 5-6 จานใน 100 จานนั้นมันถูกใจ ผมก็เลือกที่จะไปทานร้านนั้นต่อและผมรู้ว่าเมนูไหนถูกปากผมผมก็สั่งเมนูนั่นมาทานต่อเท่านั้นเอง





บางคนเลือกที่จะไม่เข้าร้านนั้นอีกเลยเพราะทำเมนูนี้ไม่อร่อยไม่ดี แต่ผมแตกต่างครับก็ตามที่บอกว่ามีร้อยเมนูเกลียดแค่ยี่สิบ แล้วทำไมต้องเลิกทานในเมื่ออีกแปดสิบอย่างเราทานได้ และมีห้าหกจานที่เราชอบ เทสคนเราไม่เหมือนกันไม่ว่าจะเรื่องไหน ๆ ก็ตาม





ผมเดินลากร่างพี่ภพที่ยังคงจับมือผมอยู่ก่อนเดินนำไปยังร้านชานมไข่มุกที่ในเพจเขียนว่าเด็ดต้องมาลองให้ได้ จริง ๆ มันมีหลายร้านครับแต่ผมหิวน้ำ เจอร้านนี้เป็นร้านแรกเลยขอแวะก่อน ผมบอกได้เลยทุกร้านที่แนะนำกันไม่เหลือ





ไม่เหลือในความหมายไปทัวร์มันทุกร้านแน่นอน เพราะถ้าไม่ดีจริงไม่อร่อยจริงหลายเวปคงไม่เอามาลงไว้ ผมสั่งเมนูประจำให้กับพี่ภพซึ่งเป็นอเมริกาโน่หวาน 50% ให้กับพี่ภพ ส่วนของผมก็ต้องไม่พ้นเมนูที่ทุกคนบอกว่าต้องลองชิมให้ได้ในชีวิตนี้และพิเศษท๊อปด้วยวิปครีมจุก ๆ ครับ ใช้เวลาไม่นานทั้งสองแก้วก็อยู่ในมือผม เมนูร้อนมีแล้วเมนูเย็นก็มีแล้ว





ต่อให้ปากพองก็ทานน้ำเย็นไปแล้วกันผมยื่นแก้วอเมริกาโน่ให้พี่ภพส่วนตัวเองพยายามเปิดกล่องทาโกยากิร้อน ๆ ขึ้นมาหมายจะชิมแต่มือมันดันไม่พอหนะสิ พี่ภพเลยกลายเป็นถือน้ำสองแก้วและผมยืนแกะกล่องอยู่บริเวณพื้นที่โล่ง ๆ ไม่เกะกะหน้าร้านใคร และเมื่อกล่องมันเปิดผมก็ไม่รอที่จะลิ้มรสมัน ดูแล้วมันมันชิ้นใหญ่มาก ๆ เลยแหะ





ผมกัดเข้าปากไปครึ่งลูกแก้มนุ่มเคี้ยวตุ้ย ๆ สัมผัสรสชาติที่ถูกหลายต่อหลายเพจยกนิ้วให้ และผลของการประกอบการก็คือ ถ้าวันหน้าผมมันเยือนวังหลังอีกผมต้องกลับมาจัดมันอีกรอบและวันนี้ผมจะจัดกล่องใหญ่กลับบ้านแบบไม่คิดครับ นี่ขนาดเริ่มเย็นบ้างแล้วนะเนี่ยยังอร่อยอยู่เลย ผมตาลุกวาวหมายจะเอามันเข้าปากต่อแต่เสียงทุ้มของพี่ภพก็ดังขึ้น





“ไม่ให้พี่ลองชิมมั่งหรอ ใจร้ายจัง” หลังจากดื่มด่ำกับความอร่อยผมก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองลืมพี่ภพไปเสียสนิท พอเจออะไรอร่อย ๆ ผมจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง แต่เห็นแบบนี้ผมเป็นคนอ้วนยากนะครับ ผมหันหน้าไปมองใบหน้ากร้านคมก่อนจะยื่นกล่องทาโกยากิไปให้ แต่เหมือนผมจะลืมไปมือพี่เขาไม่ว่างท้ายที่สุดผมก็ต้องป้องเขานั่นหละ ผมกินลูกที่อยู่ในมือนั่นหมดก่อนจะจิ้มลูกต่อไปใส่ปากพี่ภพไป





หน้าตาของพี่ภพตอนนี้ทำเอาผมหลุดหัวเราะออกมา ถึงแม้มันจะไม่ร้อนจัดเหมือนตอนที่มันออกจากเตาแต่ใช่ว่ามันจะไม่ร้อน ร่างสูงสูดลมหายใจเข้าปากเพื่อทำให้มันหายร้อนแต่ดูเหมือนจะยากดังนั้นเจ้าอเมริกาโน่เย็นในมือพี่ภพคือตัวช่วง ผมหัวเราะตัวงอก่อนจะจิ้มมันขึ้นมาทานอีกลูก ขอบอกเลยว่าของร้อนพวกนี้เด็ก ๆ สำหรับผม เพราะถ้าคุณโดนกาฟลวกลิ้นมาแล้วจะเริ่มเข้าใจ





ก่อนที่ผมจะได้ดูแลร้านผมนี่โดนลวกมานับครั้งไม่ถ้วน เราจะเป็นคนขายกาแฟเราต้องรู้จักกาแฟก่อน ดังนั้นทุกเมนูในร้านไม่ว่าจะร้อนหรือเย็นผมเจอมาหมดแล้วโดยเฉพาะไอที่ร้อน ๆ นี่เจอจนชินชา ผมกลืนลูกที่อยู่ในปากลงท้องก่อนจะจัดการอีกลูกที่อยู่ในกล่อง เท่านี้ก็สบายแล้วหละผมหาถังขยะทิ้งกล่องในมือก่อนจะคว้าแก้วที่มีวิปครีมโปะอยู่มาทาน ปลายหลอดที่มีช้อนหรือที่ผมเรียกแบบสะดวก ๆ ก็คือหลอดน้ำปั่น ถูกยกขึ้นมาตักวิปครีมเข้าไป จริง ๆ จะเรียกว่าตักก็ดูไม่ค่อยเหมาะ เรียกว่าโกยเข้าปากดีกว่า แน่นอนการกินแบบนี้ทำให้ปากผมเลอะจนพี่ภพต้องเอาทิชชู่มาเช็ดมุมปากให้





ผมมองหน้าอีกฝ่ายแล้วใบหน้าค่อย ๆ แดงขึ้นเรื่อย ๆ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดหรอกว่าเรากำลังโดนมองผมแค่เขินที่ตัวเองทำอะไรเหมือนเด็ก ๆ แต่พอเริ่มเบนสายตาหลบอีกคน ก็ไปเจอกลุ่มสาวน้อย สาวใหญ่ไม่เว้นแม่ค้าพ่อค้าในตลาดมอง เท่านั้นหละบรรลุทันทีว่าตัวเองทำอะไรลงไป ตั้งแต่แกล้งพี่ภพเรื่องทาโกยากิร้อน ๆ ไหนจะไอการเช็ดปากให้กันอีก นี่มันโคตรนิยายสาวน้อยเลย!





น่าอายที่สุด ผมอยากจะร้องไห้ออกมาตอนนี้อยากหาทางออกไปจากตรงนี้ ผมเงยหน้ามองพี่ภพที่คาดว่าเจ้าตัวน่าจะเขินเช่นเดียวกับผมแต่เจ้าตัวกับยกยิ้มร้ายทำเอาตัวผมต้องเขินอีกรอบเพราะสายตาคมนั้นดูเหมือนพอใจที่ผมเขินประหนึ่งบอกว่าพี่เอาคืนเราได้แล้วนะ ร้ายกาจที่สุดผมดันหลังร่างสูงให้เดินนำแต่เจ้าตัวก็ทำตัวหนักแล้วหัวเราะออกมา





ดูเหมือนจะมีความสุขมากที่แกล้งผมคืนได้ครั้งนี้จะยอมไปก่อนแล้วกันเพราะผมไปแกล้งพี่แกก่อน โดนแกล้งกลับก็ไม่แปลกถึงว่าคนละ 1-1 เจ้ากันไปก็แล้วกัน แต่ถ้าหลังจากนี้แกล้งอีกผมจะไม่ทนแล้วยนะ





ท้ายที่สุดพวกเราก็ย้ายที่ได้สักทีชานมในมือผมพร่องไปเกือบจะหมดแก้วส่วนของพี่ภพยังไม่ลดลงไปสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะรสชาติที่ไม่คุ้นหละมั้งพี่แกเลยไม่ทาน ผมลิสไว้ในหัวว่าร้านนี้ทำเมนูไม่ถูกใจพี่ภพ ส่วนแก้วของผมโอเคเลยขาดความมันไปนิดแต่รสชาติไม่เลวเลยครับ





ผมเดินไปตามเส้นทางที่ผู้คนไม่หนาแน่นนักสายตาพลางกวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดตรงร้านขายพวกเครื่องหนังเครื่องถัก พอมองของในร้านมันก็ทำเอาผมจำได้ขึ้นมาว่ามีบางสิ่งยังคงนอนอยู่ในกล่องเก็บของรักส่วนตัวของผม แน่นอนว่าผมพยายามแทบตายแค่ไหนเพื่อให้ได้มันมา แต่ตอนนี้ชีวิตของผมไม่ได้เดินไปตามเส้นทางนั้นแล้ว ของชิ้นนั้นมันถูกเก็บจนลืมไปแล้วว่าผมเคยใส่มันคล้องคอตลอดเวลา จนกระทั่งวันนั้นใบหน้าที่ยิ้มแย้มในตอนแรกนิ่งสนิทก่อนพี่ภพจะเอ่ยขึ้นยุติความเงียบในสมองผม





ร่างสูงหยิบกำไลสองชิ้นที่ตกแต่งตัวโลหะสีเงินเหมือนกันขึ้นมาก่อนจะจ่ายเงิน ผมมองอีกคนด้วยความสงสัยว่าทำไมหยิบมาสองชิ้นก่อนคำถามจะถูกเฉลยออกมา “พี่ไม่ถามนะว่าทำไมเรามองพวกนั้นแล้วทำหน้าแบบนี้” ร่างสูงพูดไปก่อนจะเงียบเสียงลงครู่หนึ่ง ท่าทางเขาเหมือนกับลังเรียบเรียงความคิดในสมองก่อนจะกลั่นกรองมันออกมาเป็นคำพูด





“แต่ของชิ้นนี้ให้เราคิดว่าเป็นของรางวัลลักกี้แฟนคลับของนักเขียนที่ชื่อว่าธาราแล้วกัน” เขาพูดพร้อมกับสวมมันให้กับผมและเช่นเดียวกันเขาก็ยื่นมาให้ผมสวมให้





พี่ภพคงรู้ว่าอะไรเป็นยังไงก็ผมจ้องมันไปซะขนาดนั้น สิ่งที่บ่งบอกว่าเราคือเด็กวิศวะที่ผมถอดมันทิ้งไว้ในส่วนลึกสุดของที่เก็บของ ก็ปกติผมใส่มันทุกวันจนกระทั่งวันนั้นหละ แต่ช่างมันเถอะผมได้ของชิ้นใหม่มาแล้ว ในฐานะแฟนคลับคนพิเศษของนักเขียนธารา





นัยน์ตาคู่งามก้มมองสิ่งที่อยู่บนข้อมือแล้วอมยิ้มน้อย ๆ ถึงสิ่งที่ห้อยเอาไว้จะไม่มีความหมายอะไรมากแต่ผมจะถือว่ามันเป็นสิ่งสำคัญของผมสำหรับการก้าวเริ่มต้นใหม่ และบางครั้งสักวันหนึ่งผมอาจจะกลับไปหยิบสิ่งนั้นออกมาสวมอีกรอบก็ได้ เวลาที่ผ่านไปมันคงช่วยรักษาบาดแผลที่ฝังลึกได้บ้าง





กำไลที่ผมสวมอยู่ที่มือด้านซ้ายของผมด้วยความที่ผมเป็นคนถนัดขวาส่วนพี่ภพถูกใส่ไว้ในมือขวาเพราะพี่ภพถนัดมือซ้าย จะว่าไปผมก็เพิ่งรู้นะครับว่าพี่ภพถนัดซ้าย แต่เจ้าตัวก็บอกว่าเขาใช้ได้ทั้งสองข้างเพราะฝึกตั้งแต่เด็ก ทว่าเรื่องการใส่กำไลคู่กันมันทำให้ผมรู้สึกเขินกับสายตาคนรอบช้างอีกรอบ คือถ้าสวมกันปกติก็ไม่แปลกอะไรใช่ไหม แต่ใส่แล้วจูงมือกันที่สำคัญมันเหมือนกันด้วย ถ้าเป็นแบบนี้คนอื่นที่มองมาต้องคิดอะไรแน่ ๆ เขินมากเขินแบบไม่ไหวแล้ว แก้มนวลขึ้นสีเรื่อง และต่อให้ตนพยายามกระตุกแขนบอกอีกคนมากแค่ไหนก็ได้คำตอบกลับมาว่า ‘เดี๋ยวหลงทางหรอก’





พี่ภพครับนี่มันปีอะไรแล้วโทรศัพท์ สมาร์ทโฟนเขามีกันหมดแล้ว ต่อให้หลงทางก็หาทางมาเจอกันได้หรือต่อให้ผมไม่มีเงินมันก็มีระบบจ่ายเงินผ่านมือถือนะผมจำชื่อคอนโดพี่ได้น่า คำแก้ตัวฟังไม่ขึ้นเลยสักนิดแต่จะว่าเขาอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะผมก็รู้สึกว่าการที่โดนอีกฝ่ายกอบกุมมือไว้แบบนี้มันก็ทำให้เขารู้สึกดีเช่นกัน





เมื่อไหร่พี่ภพที่ผมเพิ่งรู้จักได้ไม่นานถึงกลายเป็นอีกสถานที่พังพิงความรู้สึกของผมได้กันนะ ทำไมเขาเข้ามาในกำแพงได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งจูงมือผมออกไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ผมควรเรียบเรียงความรู้สึกใหม่ดีไหมว่าพี่ภพอยู่ในจุดไหนในขอบเขตความรู้สึกของผม





เราเดินวนตลาดวังหลังทุกซอกทุกมุมจนผมซื้อของขึ้นชื่อว่าห้ามพลาดมาได้ครบหมดทุกร้านและตอนนี้เรากำลังวนไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นร้านแรก โดยผมก็ลิสเมนูสั่งเขาไปเรียบร้อย เวลาตอนนี้ยังไม่เย็นมากนักเพิ่งเข้าใกล้บ่ายสามโมงครึ่ง แต่พวกเราไม่รู้สึกหิวเลยสักนิดเพราะไหนจะกินมาตลอดทาง แถมยังซื้อกลับบ้านอีกมันคงทำให้พวกเราไม่รู้สึกหิว เราทั้งสองคนมายืนอยู่หน้าร้านซูชิซึ่งเป็นร้านแรกที่เราซื้อ กระดาษที่ผมลิสไว้ถูกพนักงานหยิบไปไม่นานทางร้านก็ถือถุงบรรจุอาหารมาให้ ผมรับมันมาเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วกอดไว้แน่น





บอกแล้วใช่ไหมครับว่าผมชอบทานอาหารญี่ปุ่นมาก ต่อให้เป็นซูชิข้างทาง 5 บาท 10 บาทผมก็ทานได้หมดแถมนี่คือร้านขึ้นชื่อเสียอีกเรื่องความอร่อยคงไม่ผิดหวัง เรื่องความสดคงเทียบกับเมนูแพง ๆ ในร้านอาหารใหญ่ ๆ ไม่ได้แต่แค่นี้ก็หายอยากแล้วหละครับ





พี่ภพเดินหิ้วของไปเก็บที่รถในส่วนที่สามารถยัดใส่เบาะท้ายรถได้ส่วนที่ยัดไม่ได้ผมก็นำมันใส่ถุงผ้าที่สะพายมา ยืนรอไม่นานร่างสูงก็ขับออกมารับผมหมวกกันนอคถูกยื่นมาให้ผมสวมเหมือนเดิมก่อนร่างของผมจะปีนขึ้นไปนั่งข้างหลัง พี่เขายังคงขับรถอย่างระมันระวังไม่เร็วไปและช้าเกินไป พี่ภพกับผมตกลงกันว่าจะเข้าไปเก็บของที่ซื้อมากันที่คอนโดก่อนแล้วใช้รถยนต์ไปซื้อของอีกทีเพราะไม่จำเป็นต้องห่วงว่าจะไม่มีที่จอดรถ นอกจากนั้นเรายังไม่มีที่ให้วางของในบิ้กไบท์แล้วด้วย คงต้องไปเก็บที่คอนโดก่อนแล้วค่อยว่ากัน





ดูคาติสีเข้มเคลื่อนที่เข้าสู่ลานจอดรถ พี่ภพให้ผมนั่งรอที่ลอบบี้โดยเขาบอกว่าจะเอาของไปเก็บที่ห้องเองจะได้ไม่เสียเวลาไป ๆ มา ๆ ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ไม่รู้ว่าวันนี้พี่ท่านจะเอารถคันไหนไป แค่เมื่อเช้าผมก็สบประมาทพี่เขาไปรอบ คราวนี้ผมควรสบประมาทเขาอีกไหม แต่ต่อให้รวยยังไงทั้งลานจอดชั้นหกคงไม่ใช่รถของพี่ภพแกหมดหรอก แม้ลานจอดชั้นนี้จะมีขนาดแค่ครึ่งหนึ่งจากลานจอดชั้นอื่นก็เหอะ





ผมนั่งรอพี่ภพอยู่ชั่วครู่หนึ่ง โดนคนในคอนโดจับ ๆ จอง ๆ มาสักพักสุดท้ายพี่ภพก็มาเสียที และโล่งอกที่พี่ภพเอากุญแจรถคันแรกที่ผมเห็นมา (คันที่ไม่ใช่ BMW ไม่ใช่เฟอร์รารี่หนะครับ) ถึงมันจะยังดูหรูแต่ในท้องถนนมันหาดูง่ายกว่าเจ้าสองสามคันที่เหลือ





ผมเดินเข้าไปหาพี่ภพก่อนจะรับถุงผ้าใบเดียวกับเมื่อเช้ามาสะพาย แน่นอนว่าเอามาเพราะมันเข้ากับเสื้อผ้าของผมแต่ไม่คิดว่าตอนไปวังหลังมันช่วยได้มากจริง ๆ เพราะของที่ซื้อมาเกือบครึ่งถูกยัดลงในกระเป๋าใบนี้ และคนที่ถือมันไปตลอดทางคือพี่ภพ ผมแค่ถือตอนรอพี่แกมารับแล้วสะพายขึ้นบ่าตอนนั่งบนบิ้กไบท์เท่านั้นหละ





“ไปกันครับ จะได้รถไม่ติด” ผมยืนขึ้นพยักหน้าตอบรับคำพี่ภพ ก่อนจะเดินตามอีกคนไปแต่มีเหรอครับว่าพี่ภพจะให้ผมยอมเดินตามไม่มีวันเพราะเมื่อรู้ตัวว่าผมเดินตามเขาไม่ทันเจ้าตัวก็ชะลอฝีเท้าตัวเองรอจนผมเดินตามทันและคาดว่าถ้าผมยังเดินตามไม่ทันอีกพี่ภพคงยืนนิ่งหยุดรอผมแล้วหละครับ





รถยนต์เคลื่อนที่ออกจากตัวตึกด้วยการที่คอนโดของพี่ภพอยู่เกือบจะกลางเมืองดังนั้นในเวลาเลิกงานรถจึงติดเอามากแม้ว่าผมกับเขาจะกะเวลากันมาแล้วแต่กว่าจะถึงห้างสรรพสินค้าก็เกือบจะหกโมงอยู่แล้ว ผมนั่งตูดชาในรถไปชั่วโมงกว่าแถมอยู่ในรถกับพี่ภพ ถึงจะไม่รู้สึกอึดอัดอะไรแต่เวลาคุยเราทั้งสองจะมีอาการขัดเขินกันตลอดเวลา แล้วคิดว่าผมมองหน้าเขาติดไหมตอบเลยว่าไม่ ต่อให้ลงจากรถแล้วก็ยังมองหน้าเขาไม่ติดอยู่ดี





เราสองคนตัดสินเดินลงไปชั้นใต้ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของซุปเปอร์มาร์เก็ตเป้าหมายของเรา พี่ภพรับหน้าที่เข็นรถเข็นส่วนผมรับหน้าที่เลือกของ โทรศัพท์มือถือถูกยกขึ้นมาอีกครั้งคราวนี้ไม่ได้หาแผนที่หรือรอยแทงของอร่อย มันเป็นลิสของที่ผมจะซื้อไปทำอาหาร ผมใช้เวลาว่างตอนนั่งรอพี่ภพไปเก็บของคิดเมนูหลาย ๆ อย่างแล้วลิสวัตถุดิบเอาไว้จะได้ไม่ลำบากตอนไปเลือกซื้อเป็นระเบียบดีใช่ไหมหละครับ ขอพื้นที่ให้ผมชมตัวเองหน่อยเถอะครับ





ผมเดินนำไปแผนกผักผลมไม้ที่ตั้งอยู่เกือบจะหน้าทางเข้า ในลิสผมจำเป็นต้องซื้อมันฝรั่งผมเลือกวี่ห้าหัวใส่ถุงเอาไว้เพราะมันเก็บไว้ได้ แล้วก็แครอทอีกสามสี่หัว พวกพริกแต่ละประเภทก็ถูกหยิบใส่ถุงนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะทิ้งไว้นาน ๆ มันจะเหี่ยวจนเน่าได้ ส่วนผักอื่น ๆ ก็ของสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดไว้เผื่อจะผัดอะไร ต้มอะไร หัวใช้เท้า กระหล่ำปลี ฟัก ผั่วฝักยาวก่อนผมจะปลายตาไปเห็นถั่วแระญี่ปุ่น พลันสมองก็นึกไปถึงเมนูที่จะทานกันเย็นนี้ใบหน้าสวยก็คลี่รยอยยิ้มออกมา ถ้าจะกินอาหารญี่ปถ้นแล้วไม่มีถั่วแระเย็นฉ่ำก็คงไม่ครบรส ผมเลือกผักต่าง ๆ ใส่ถุง ก่อนบอกให้พี่ภพไปชั่งน้ำหนัก ส่วนผมเหรอไปหาถั่วแระสุดที่รักก่อนแล้วกัน ขาทั้งสองข้างเดินไปยังชู้แช่ก่อนจะหยิบตัวแระญี่ปุ่นที่แบ่งเป็นแพคไว้ออกมาสามแพค ผมบอกไงครับว่ากินอะไรต้องไปให้สุด และเมนูถั่วแระมันก็มีของกินเข้าคู่มันอยู่นั่นก็คือเบียร์ แม้จะกินเบียร์สดไม่ได้เอาเบียร์แบบขวดไปก็ได้แล้วกัน ผมเดินกลับไปหาพี่ภพที่ยืนรออยู่ที่รถเข็นก่อนจะ เดินนำไปยังแผนกเครื่องดื่มแอลกอฮอล แต่ไหน ๆ มันผ่านแผนกเครื่องเทศก็หยิบมาไว้ก่อนแล้วกันผมก็เลยจัดการหยิบที่ต้องใช้งานมา





ของสดผมก็ไม่ลืมที่จะซื้อ ซื้อทั้งเก็บไว้กินและทำกับแกล้มคืนนี้เลย จะบอกว่าผมขี้เหล้าก็ไม่ได้นะครับก็คนมันไม่ได้ดื่มมานานแล้วอย่างน้อยก็ของครบเครื่อง ๆ หน่อยแล้วกันนะ แล้วยิ่งกินไปดูซีรีส์ไปเชื่อเถอะว่าไม่มีอะไรจะฟินไปกว่านี้อีกแล้ว





ผมนึกก่อนร่างของตนจะเดินมายังแผนกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล พี่ภพนี่จะหันหัวรถเข็นหนีอย่างเดียว แต่ผมอยากดื่มนี่นาไม่ต้องเบียร์ก็ได้เอาคอกเทลก็ได้นะแอลกอฮอล 5 เปอเซนเอง คือหลาย ๆ คนอาจจะกังวลเรื่องที่ผมทานยาเกี่ยวกับระบบประสาทแล้วทานแอลกอฮอล จริง ๆ มันก็ไม่ดีหรอกครับถ้าทานมันด้วยกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วผมไม่แนะนำหละเพราะผมก็เกือบตายเพราะมันมาแล้วรอบหนึ่งแต่แบบ ผมไม่ได้กินยาเยอะเกินขนาดจนมันไปทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอลจนกลายเป็นสารพิษสักหน่อยนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า





ผมอธิบายให้พี่ภพฟังก่อนร่างสูงจะยินยอมแต่ยอมให้ผมไปหยิบชนิดที่แอลกอฮอลไม่เกิน 5 เปอเซน จะดื่มผมยังน่าสงสารขนาดนี้ น้ำตานี่ตกในเลยครับ แต่พี่ภพไม่จำกัดจำนวนนี่นา ดังนั้นผมก็หยิบพวกน้ำสีแบ๋ว ๆ มาและแอบเอาโซจูมาสามสี่ขวด ผมคลี่ยิ้มให้กับพี่ภพเมื่อมาถึงรถเข็ญ ร่างสูงส่ายหัวไปมาให้กับความดื้อของผมก่อนจะพากันไปจ่ายเงิน


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5386
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
ยังไงพี่ภพก็ยอมน้องไผ่อยู่ดีแหละ

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0
Chapter11



                ของมากมายถูกขนขึ้นมาวางไว้บนห้องแถมเราทั้งสองคนต้องเดินวนลงไปที่รถอีกรอบเพราะตอนแรกเราทั้งสองคนขนมาไม่ผม อันที่จริงพี่ภพจะลงมาคนเดียวแต่ผผมดูเหมือนจะเอาเปรียบพี่แกเกินไปเลยขอลงมากด้วย ดูเป็นคนดีใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ แล้วก็คือถ้าพี่ภพลงมาคนเดียวไอโซจูที่มีแอลกอฮอลเกิน 5 เปอเซนของผมมันจะถูกเจอเข้าหนะสิ ผมเลยต้องไปแย่งมาถือเอง และกว่าจะขึ้นมาถึงชั้นบนได้นี่คือเหนื่อยสุด ๆ



                ผมเดินนำเจ้าของห้องเข้าไปในครัวผักผลไม้ถูกแกะออกมาล้างน้ำทันทีก่อนจะถูกผมแบ่งใส่ถุงซิบสูญญากาศที่เพิ่งซื้อมาเนื้อสัตว์ก็เช่นเดียวกันแต่ผมเลือกที่จะหั่นพวกมันเป็นชิ้นพอดีทานแล้วใส่ถุงแทนที่จะใส่เป็นชิ้นใหญ่ ๆ และส่วนที่ต้องเก็บแบบแบ่งชิ้นไม่ได้อย่างพวกเนื้อทำสเต็กอันนี้ต้องหมักก่อนถึงจะเก็บได้ ผมเลยจัดการเอาเครื่องปรุงที่เพิ่งซื้อจากซุปเปอร์หมาด ๆ ขึ้นมาปรุงรสทันที้ต้องหมักกอนแลวคอยเกบ



                ห้องพี่ภพมีแต่พวกเครื่องมือทำอาหารครับส่วนพวกเครื่องปรุงนี่ไม่มีเลยสักนิดรวมไปถึงของทำอาหารที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้ เครื่องมือทุบเนื้อให้นุ่มถูกหยิบขึ้นมาก่อนผมใส่แรงเข้าไปเต็มที่เพื่อทำให้มันนุ่มและน่ากิน เสียงมันออกจะดังไปเสียหน่อยจนพี่ภพที่เล่นกับแบมบูอยู่ชะโงกหน้ามามองแต่ผมปัดมือบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนจะลงแรงทุบอีกครั้ง ก็นะผมซื้อมาหลายชิ้นเลยนี่นาก่ะว่าผมเลิกหนีออกจากบ้านแล้วพี่เขาจะได้เก็บไว้ทำกินต่อแต่บอกก่อนนะครับว่าผมไม่กินสัตว์ใหญ่กินแต่น้องหมูกับน้องไก่



และเมื่อเห็นว่าหมูแต่ละชิ้นเข้าที่ดีแล้วผมก็หยิบสัปปะรดขึ้นมาหั่นใส่ลงไปในกาลามังสแตนเลสตามด้วยเนื้อและเครื่องปรุง คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วรอสักสามสิบนาทีก็แบ่งเข้าช่องฟรีส ซึ่งสามสิบนาทีนี้ผมก็ไม่ปล่อยให้มันเสียเปล่าไหน ๆ วันนี้ก็จะดื่มแล้ว เพิ่มกับแกล้มนิดนึงคงไม่เป็นไรคราวนี้ผมเลือกเป็นข้อไก่ที่หมักไว้ก่อนหน้าสเต็กพอน้ำมันที่ตั้งไว้เดือดก็เทมันลงไป เสียงซู่ซ่าดังพร้อมกับกลิ่นหอมโชยขึ้นมา ทำให้ตอนนี้ในครัวไม่ได้มีแค่ตัวผมคนเดียวแล้วเพราะมีร่างสูงกับเจ้าแบมบูเดินเข้ามาสมทบเพิ่ม พี่ภพเอื้อมมือไปหมายจะหยิบเศษสัปปะรดที่เหลือจากการหมักเนื้อบนเขียงขึ้นมากินแต่ก็โดนผมตีมือก่อน “ไม่ใช่สัปปะรดสำหรับกินครับวางลงเลยน ผมเลือกลูกที่ยังไม่สุกมากมาหมักสเต็กถ้าจะกินไปหยิบเอาในตู้เย็นครับผมเอาแช่ไว้แล้ว”



ผมพูดโดยไม่หันไปมองอีกคนก่อนจะยกตะหลิวขึ้นชี้ไปที่ตู้เย็นที่ตั้งอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่ ผมลดมือลงมาคนในกระทะและปล่อยทิ้งไว้ให้มันเหลืองขึ้นมาสักระดับหนึ่งแล้วตักมันขึ้นมาใส่จานที่รองด้วยแผ่นซับน้ำมัน และไหน ๆ ก็มีน้ำมันไว้ทอดแล้วผมก็ตัดสินใจทำกุ้งทอดกระเทียมอีกอย่างเอาไว้แกล้มกับแอลกอฮอล ใช้เวลาไม่นานเมนูทั้งหมดก็เสร็จ ส่วนพี่ภพตอนนี้ยืนล้างจานอยู่ครับเพราะหลังจากเอาของที่ต้องหมักต้องปรุงเข้าตู้เย็นแล้วเรายังเหลือภาชนะที่ใส่หน้าที่ล้างจานก็เลยตกเป็นของพี่ภพ



ก็ดีอยู่นะครับทำกับข้าวไม่เป็นแค่ช่วยล้างจานเป็นพ่อบ้านที่ดีได้ ผมละความสนใจจากร่างสูงแล้วหยิบจานของทานเล่นไปยังห้องเทียร์เอเตอร์และวางเมนูต่าง ๆ ไว้โต๊ะกระติกน้ำแข็งที่เพิ่งซื้อมาใหม่เริ่มทำหน้าที่ของมัน ผมใช้กรรไกรตัดถุงน้ำแข็งที่ซื้อมาพร้อมกันนั่นหละใส่กระติกจนมันเต็มก่อนจะจัดเรียงเจ้าแอลกอฮอลแสนรักที่ไม่ได้ดื่มมานานหลายปี หัวเราะญี่ปุ่นถูกจัดใส่จานแล้วอันนี้จะทานแบบเย็นหรือแบบอุ่นก็ได้นะครับตามรสนิยมคนทานเลยเพราะมันอร่อยทั้งสองแบบจริง ๆ



ไม่นานพี่ภพก็เดินตามเข้ามาในห้อง โดยในมือของเขามีจานแบนที่สามารถวางซูชิหลายสิบคำ เกือบลืมไปเลยมัวแต่ทำของแกล้มเหล้า แอลกอฮอลมันทำให้ลืมทุกสิ่งได้จริง ๆ แฮปปี้อ่ะ ผมพยักหน้ามองพี่ภพก่อนจะเปิดค๊อกเทลขวดแรกดื่ม แน่นอนว่าสไตล์ทิวไผ่เหล้าเพียว ๆ ก็จัดเป็นประจำ หมายความว่าเมื่อก่อนตอนยังเรียนอยู่นะ ดังนั้นแค่ห้าเปอเซนไม่อาจทำร้ายผมได้ น้ำแข็งพร้อมคอกเทลพร้อมทีวีเปิด เอาหละดูซีรีส์ที่ค้างไว้ได้ละ



ผมใช้ตะเกียบคีบซูชิเข้าปากบ้างก็คีบของตาวอื่น ๆ ที่ผมทำขึ้นมาและหลังจากดื่มไปอึกตามด้วยถั่วหวาน ๆ นี่มันสุดแสนจะชื่นใจ ใบหน้าสวยคลี่รอยยิ้ม ก่อนจะจัดการทุกอย่างบนโต๊ะต่อ พี่ภพมองผมด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อยแต่มีโอกาสดื่มทั้งที ขอดื่มหน่อยนะไม่เมาหรอกและมันไม่น่าจะมีผลอะไรกับยาที่กินอยู่ ผมเปิดเครื่องดื่มแอลกอฮอลขวดแล้วขวดเล่าจนท้ายที่สุดก็เหลือโซจู ผมหยิบมันขึ้นมาเปิดแต่ไม่ทันที่จะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้นมือที่ถืออุปกรณ์เปิดขวดก็โดนมือแกร่งรั้ง



“พี่ขอดูส่วนผสมมันหน่อย” เสียงทุ้มพูดเย็น ๆ ก่อนจะฉวยขวดโซจูทั้งหมดไปดู พลันสายตาดุก็จ้องมาที่ผมก่อนที่เขาจะลุกขึ้นและนำมันไปนอกห้อง ผมนี่กอดเข่านั่งเงียบเลยครับ คือแบบจะให้อธิบายยังไงดีหละครับคือผมก็ไม่ได้ดื่มเร็วนะค่อย ๆ ดื่มจนซีรีส์จบไปหลายตอน แต่ตอนที่จะเปิดมันขึ้นดื่มในทีวีมันมีขวดโซจูยี่ห้อที่ผมหยิบมาหนะสิ! บอกได้คำเดียวเลยว่าชิบหายแล้วทิวไผ่ แกโดนเตะออกจากคอนโดพี่ภพแน่



ผมวิตกอยู่นานเลยหละครับ และอีกฝ่ายก็หายไปนานเหมือนกันไม่รู้ว่าพี่แกไปเก็บเสื้อผ้าผมแล้วเตรียมไล่ผมออกจากบ้านหรือเปล่า และในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมาพี่ภพก็เข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำอัดลมหลายสีหลากยี่ห้อ โดยทุกขวดไม่มีแอลกอฮอลเจือปน ครับรู้แล้วครับว่าหายไปไหนหายไปญี่พวกนี้นี่เอง แต่คิดว่าตลอดสามสิบกว่านาทีที่พี่แกหายไปผมดูซีรีส์รู้เรื่องบ้างไหม คำตอบคือรู้เรื่องก็บ้าสิครับ



ผมยิ้มแห้ง ๆ ให้พี่ภพก่อนมือจะเอื้อมไปหยิบเครื่องดื่มน้ำอัดลมทั่วไปมาเทใส่แก้ว โถ่วโซจูลูกรักของพ่อ พ่อไม่ได้ดื่มหนูมานานแล้ว แวปออกจากบ้านมาได้กะจะดื่มสักหน่อยแต่ก็อดอยู่ดี แล้วหากอยากรู้ว่าผมเมาไหม ตอนแรกก็ไม่เหมาหรอกครับพอพี่ภพกลับเข้ามานั่งดูซีรีส์กินกับแกล้มกันใหม่อีกรอบความมึนหัวมันก็เกิดขึ้นเสียงั้น ผมนั่งอยู่ที่พื้นพรม ร่างของผมค่อย ๆ ไถไปพิงกับโซฟา ใบหน้าเริ่มแดงแต่ยังคงพูดรู้เรื่องอยู่นะครับ แต่เรื่องที่พูดอ่ะเป็นเรื่องที่ตอนไม่เมาไม่คิดจะพูดออกมาเลยสักนิด ผมไม่ได้เมาแค่ใจกล้านิดหน่อยตอนดื่ม!



“พี่ภพครับพี่รวยเกินไปแล้วนะ” ผมพูดพร้อมกับหันหน้าไปมองอีกคน “รวยจนอยากไปฝากตัวเป็นลูกบ้านพี่อีกคนอ่ะรถแต่ละคันโคตรเท่ห์ ถึงดูคาติคันนั้นจะทำผมกลัวในตอนแรกแต่ตอนได้นั่งแล้วรู้สึกสนุกมาก” ซึ่งฝ่ายที่สนทนาด้วยนั้นไม่ได้เอ่ยอะไรตอบกลับมา เพราะคำพูดผมเหมือนประโยคบอกเล่ามากกว่าคำถาม



“แต่มีเรื่องที่ไผ่อยากรู้พี่ภพบอกน้องได้ไหม” น้ำเสียงผมยังปกติอยู่นะแต่คำถามมันไม่ปกติเท่าไหร่นี่สิ “พี่ภพรู้จักพี่ขุนมานานแล้วเหรอแล้วที่ใจดีกับผมคือเพราะผมเป็นน้องพี่ขุนใช่ม่ะ ถ้าใช่แสดงว่าพี่ภพชอบพี่ขุน” ครับแล้วเจ้าพ่อแห่งการพูดเองตอบเองรวมไปถึงคิดเองเออเองก็เข้าประทับร่าง



“ใครที่อยากใกล้ชิดผมส่วนใหญ่ก็อยากรู้จักพี่ขุนหมดอ่ะ สาว ๆ บางคนยังเอาตัวผมไปเป็นสะพานทอดไปหาพี่ขุนเลย” ผมเปลี่ยนท่านั่งกอดเข่ามือข้างหนึ่งยังถือแก้วน้ำอัดลมสีดำเอาไว้อยู่ “แล้วถ้าพี่ภพจะเอาผมไปเป็นสะพานทอดถึงพี่ขุนบอกเลยนะว่าไผ่ไม่ยอมด้วย” ดวงเนตรทั้งสองข้างหลบตาลงก่อนจะมีโยคนึงที่เอ่ยขึ้นมาในใจ ‘ผมไม่ยอมยกให้พี่ขุนหรอกนะคราวนี้’



คำพูดของผมทำเอาร่างสูงกว่าไปต่อไม่ถูกและยิ่งผมขมวดคิ้วอีกฝ่ายที่ตอนแรกยังคงทำทีเป็นดุเริ่มไปไม่เป็น ใบหน้าน่ารักหันหนีก่อนจะบ่นอุบอิบออกมาอีก “ว่าแล้วว่าพี่ภพต้องชอบพี่ขุน ไผ่นี่คอยรับของขวัญแทนพี่ขุนอยู่ตลอดเลยนะรู้ไหม แล้วนี่ที่มาใจดีด้วยเพราะว่าอยากให้พูดก่ะพี่ขุนอะสิว่าไม่เอาแล้วเฟรนด์โซน” ผมพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่คนตัวสูงกว่า และเหมือนอีกคนจะเริ่มรู้ตัวแล้วหรืออาจจะหายจากอาหารชอคเพราะคำพูดผม ก็รู้สึกตัวสักทีว่าผมเริ่มมึน ๆ ขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว



โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนพูดตรง ๆ ด้วย แต่ในตอนที่พูดเมื่อสักครู่มีการไม่พอใจใส่ลงไปนิดหน่อย ถึงจะติดหนี้พี่ภพเยอะแต่เรื่องใกล้จนทำเอาหวั่นไหวแล้วเทไปหาพี่ภพอันนี้ไผ่ไม่โอเคสุด ๆ



“นี่เมาแล้วใช่ไหมไผ่” พี่ภพสวนกลับทำท่าจะลุกขึ้นเตรียมเก็บของแต่ผมก็ยังคงไม่หยุดพูดกับเขาอยู่ดี ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่เขาเลยแล้วไหนบอกจะเล่าให้ฟัง เท่าที่รู้ก็คือเขาเป็นนักเขียนเบสเซลเลอร์ บ้านรวยโคตร ๆ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหา เป็นเจ้านายพี่ขุน เรียนจบมาจากสถาบันเดียวกัน ชอบกาแฟและอาหารของร้านเรามากจนไปฝากท้องทุกวัน เนี่ยรู้แค่นี้เองแต่ทำไมพี่ภพรู้เรื่องของผมเยอะกว่าอ่ะพี่ภพแทบจะรู้เรื่องทั้งชีวิตของผมอยู่แล้วนะแบบนี้โคตรจะไม่ยุติธรรม



แต่พอคิดว่าไม่ยุติธรรมน้ำตามันก็พาลไหล ผมเริ่มสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะกลายเป็นปล่อยโฮออกมาเลย คุณเชื่อเรื่องเวลาคนเราเมาแล้วจะมีอาการแปลก ๆ ไหม ถ้าไม่ผมขอให้ดูผมเป็นตัวอย่างเวลาผมเมาอะไรมาสะกิดคือร้องไห้ แล้วด้วยสาเหตุที่ตัวเองป่วยด้วย ตอนไม่เมาน้ำตามันก็ไหลง่ายเหมือนกันแต่ก็ยากกว่าตอนเมานิดหน่อย “ไม่ยุติธรรมอ่า น้องไผ่เล่าเรื่องของน้องไผ่ให้พี่ภพฟังผมแล้ว เล่าเรื่องที่ตัวเองทำนิสัยไม่ดีด้วยแต่น้องไผ่ไม่รู้เรื่องของพี่ภพเลย”



แต่บางทีการร้องไห้ก็ยังไม่สุดนะครับเพราะว่านอกจากผมจะร้องไห้แล้วสรรพนามแทนตัวเองจะเปลี่ยนไปจากไผ่เป็นน้องไผ่ อย่าให้พูดถึงตอนที่ผมไปดื่มกับเพื่อนแล้วเมา เจ้าพวกนั้นคลิปคือยังไม่ลบเวลามาเจอกันเอามาล้ออยู่ได้ตลอดเวลา และถ้ามันมีความกล้าสักนิดมันคงเอาไปให้พี่ขุนดูแล้วครับ



พี่ภพเริ่มทำอะไรไม่ถูกโทรศัพท์มือถือถูกยกขึ้นมาหมายจะโทรหาตัวช่วยแต่น้ำเมาทำให้เรากล้า ผมเดินเซน้อย ๆ ไปตว้ามือถือขอพี่ภพเอาไว้แล้วโยนมันไปหลังโซฟา “จะโทรหาพี่ขุนอะสิใช่ไหมหละ น้องไผ่ไม่ให้โทรหรอกนะถ้าอยู่กับน้องไผ่ต้องสนใจน้องไผ่คนเดียว ถ้าไม่ทำตามน้องไผ่จะงอนแล้วนะ”



เมายังไงให้ไปสุดทางให้ถามผม บอกเลยวิธีไปให้สุดคือกระดกดื่มรัว ๆ เหมือนกับว่ามันเป็นน้ำเปล่าเท่านั้นเอง แล้วถามว่าทุกอย่างที่พูดไปคือจำได้ไหม ขอตอบตามความจริงว่าจำได้ทุกคำ มันดูเหมือนจะมีสตินะครับ แต่มีสติแค่เรื่องความจำแต่การยั้งคิดไม่มีเหลือ แต่นี่ก็แอบแปลกใจนิดหน่อยที่ตัวเองดันน้อยใจพี่ภพที่ไปสนใจพี่ขุนมากกว่า คือตอนผมเมาผมไม่เคยน้อยใจใครเลยนะครับใครจะพูดว่าสนิทก่ะพี่ขุนยังไง ขอให้คุยก่ะพี่ขุนให้หน่อยผมก็เฉย ๆ ไม่งองแงแค่ไม่รับปาก แต่นี่คืออะไรทิวไผ่ตัวตนนายหายไปไหน Come on กลับสู่ร่างสักทีเหอะ



ยิ่งผมเข้าไปใกล้ยิ่งผมพูดพี่แกยิ่งเลิ่กลั่ค ถามว่าวงสารไหมคือบอกเลยว่ามาก ในตอนที่สติอยู่ครบนะตอนนี้คือน้อยใจไปร้อยเปอเซนละ ยังไงก็ตามถ้าไม่ได้ยินว่าพี่แกใส่ใจผมมากกว่าพี่ขุนผมไม่ยอมกลับไปนั่งที่เฉย ๆ หรอกนะครับ ดังนั้นบอกมาสักทีสิพี่ภพ มือทั้งสองข้างจับคอเสื้อของร่างสูงกว่าแล้วเขย่าไปมา ช่วยสวดมนต์ให้ผมด้วยนะครับว่าพรุ่งนี้ผมจะไม่โดนเตะออกจากคอนโดนี้ แต่ก่อนที่จะได้คำตอบตามใจหวังของที่อยู่ในท้องเริ่มตีกลับ มือทั้งสองข้างปล่อยร่างสูงกว่าแล้ววิ่งไปหาโถชักกโครกทันที



ไม่ต้องถามกันนะครับว่าทำอะไร คำตอบก็คือมาอ้วกไงสวัสดีชักโครกตอนนี้นายเป็นเพื่อนรักฉันหละ ผมโก่งคออ้วกอีกสองสามครั้งก่อนจะพาร่างออกมาจากห้องน้ำ แน่นอนผู้ปกครองจำเป็นของผมก็เดินตามมาด้วยซึ่งตอนนี้ผมกับเขายืนประจันหน้ากันอยู่ แกล้งเป็นลมตอนนี้ทันไหมแต่เหมือนกับว่าจะไม่ทันแล้วร่างสูงกว่าอุ้มผมขึ้นบ่าพาไปชั้นสอง เขาเปิดน้ำอุ่นค่อนข้างไปทางเย็นให้ในอ่างก่อนจะสั่งให้ผมแช่น้ำให้สร่างเมาส่วนตัวเขาจะไปเก็บของแล้วเตรียมเสื้อผ้าให้



บางทีพรุ่งนี้พี่ภพไม่ต้องไล่ผมไปหรอกครับผมนี่ขอเต็มใจออกไปเองแล้วกัน เป็นผู้ชายแต่ถูกอุ้มลอยยังดีที่ไม่ใช่ท่าเจ้าสาวไม่งั้นคงอับอายมากกว่านี้ ผมแช่น้ำไม่นานก็ลุกออกมาสวมเสื้อผ้า เส้นผมที่เปียกอยู่มันเป็นอุปสรรคต่อการนอนแต่ถ้าไม่เช็ดผมก็ไม่ดี ผมทรุกนั่งลงกับพื้นในห้องนอนก่อนจะเช็ดผมตัวเองช้า ๆ สติค่อย ๆ หลุดลอยก่อนจะเผลอหลับไปทั้งแบบนั้น



ทว่าผมดันไม่รู้เลยว่านอกจากพี่ภพจะอุ้มผมขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วยังมีอีกคนที่นั่งเฝ้าผมตลอดคืนก่อนที่จะแอบกลับไปตอนรุ่งสาง



....................



ผมข้ามภพที่ตอนนี้เดินหิ้วโซจูสามสี่ขวดที่เด็กตัวแสบแอบหิ้วมา ถ้าให้ผมพูดตามตรงผมบอกเลยนะว่าไม่อยากให้ไผ่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลเลยเพราะมันไม่ดีต่อสุขภาพและยิ่งไผ่กินยาเรื่องระบบประสาทยิ่งไม่สมควรจะดื่ม แต่ดูท่าทางแล้วเหมือนเขาไม่ได้ดื่มมานานมากอ้อนขอจนผมใจอ่อนให้เขาหยิบค๊อกเทลขวดเล็ก ๆ สามสี่ขวดแต่นี่เล่นมาเป็นโหลแต่ผมไม่คิดว่าไผ่จะแอบจะปนของดีกรีสูงแบบนี้มาด้วย มิน่าตอนลงไปเอาของอีกรอบไผ่ถึงขอถือเอง



และด้วยสาเหตุข้างบนตอนนี้ผมกำลังรัวนิ้วลงบนโทรศัพท์เพื่อโทรหาเพื่อนรุ่นน้องอย่างขุนเขาที่เป็นพี่ชายของทิวไผ่ โดยเตรียมใจเอาไว้ว่าต้องโดนอีกฝ่ายด่าแน่นอนบางทีมันอาจจะมาเอาเลือดหัวผมออกเลยก็เป็นได้ แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อผมไม่เคยรู้อาการของไผ่เวลาทานเหล้ากับยาลงไปพร้อมกัน ผมฟังเสียงรอสายไปสักครู่หนึ่ง ไม่นานน้ำเสียงที่แสดงความรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างชัดเจนก็ตอบกลับ



“มีไร ไผ่สบายดีใช่ไหมถ้าสบายดีก็ดีไปส่วนที่บ้านตอนนี้กำลังวุ่นได้ที่ นายควรให้คำตอบฉันนะไม่ใช่มาเงียบใส่หลังจากโทรมา” อีกฝ่ายทั้งบ่นทั้งว่าผมแต่ผมเข้าใจครับพี่ชายที่รักน้องมากจนแบบแทบตายแทนได้โดนน้องโกรธจนหนีออกจากบ้านแบบไม่อธิบายอะไร ที่สำคัญยังเลือกเพื่อนตัวเองซึ่งนั่นก็คือตัวผมที่ทำให้เจ้าตัวร้องไห้จนตาบวมมากกว่าพี่แท้ ๆ ที่จริงผมก็บอกขุนเขาไปบ่อยนะครับว่าน้องกลัวแกเลิกทำหน้าดุเวลาน้องมาคุยสักที แต่มันไม่เคยทำได้ไอมุมปากของมันจะยกยิ้มสักนิดยังยากแต่ผมที่สนิทก่ะมันรู้ดีครับว่ามันแฮปปี้ขนาดไหนตอนน้องมันชวนคุย



ผมรู้ดีถึงความทุกข์ใจของมันด้วยตอนที่มันห่างจากน้องชายแม้มันไม่พูดแต่การแสดงออกมันแตกต่างกัน แล้วพอมันได้น้องกลับคืนมามันก็ยิ่งหวงน้องขึ้นไปอีกซึ่งตอนนี้มันก็พยายามหักห้ามใจไม่ให้บุกมาที่คอนโดของผมอยู่ “ไผ่ขอดื่มแอลกอฮอลแล้วฉันให้แต่ไผ่แอบเอาโซจูยัดใส่เข้ามาด้วยไม่รู้ดื่มไปบ้านหรือยังเพราะจากที่เห็นว่างไปหลายขวดอยู่”

 

สิ้นเสียงพูดปลายสายเงียบไปชั่วขณะหนึ่งก่อนจะมีสีดังโครมครามดังลอดมา แม้จะไม่ได้เปิดวีดีโอคอลข้ามภพก็รับรู้ได้ว่าปลายสายกำลังทำอะไร รายนั้นคงวิ่งคว้ากุญแจรถแล้วรีบขับมาคอนโดผม และผมในตอนนี้ต้องหาทางให้น้องอาเจียนหรือถ่ายเอาแอลกอฮอลที่กินไปออก ดังนั้นผมจึงตัดสินใจไปซื้อของที่มินิมาร์ทข้างล่าง น้ำอัดลมทุกยี่ห้องทุกรสชาติผมหิ้วมาอย่างละขวดแล้วขึ้นไปบนห้อง



ไผ่ไม่มีอาการเมาให้เห็นสมกับคำล่ำลือที่ผมได้ยืนมาจากขุนเขาว่าไผ่คอแข็งมาก ๆ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะยังไหวแบบเก่าไหม ร่างเล็กกว่านั่งกอดเข่ามองจอที่ฉายอยู่แล้วบ่นพึมพำอะไรออกมายาวเหยียด ที่สำคัญเหมือนมันจะเป็นการตัดเพ้อผมน้อย ๆ ที่ไม่ว่าใครก็อยากให้ไผ่ช่วยจีบพี่ชายตัวเองให้ รวมถึงคิดไปว่าผมชอบขุนเขา สารภาพตรง ๆ เลยนะครับต่อให้บนโลกเหลือแค่มันกับผมสองคนผมยอมฆ่าตัวตายแล้วทิ้งให้มันอยู่คนเดียวบนโลกอะ ไม่ก็ผมจะไปอีกฝากหนึ่งของโลก เพราะการอยู่กับมันหรือไม่อยู่ก็เหมือนกัน



โทรศัพท์ผมสั่นบ่งบอกว่าพี่ชายของทิวไผ่มาถึงแล้ว แต่คนที่อวดว่าตัวเองไม่มีทางเมาแน่นอนตอนนี้เดินโซเซมาปัดมือถือผมแล้ว บางครั้งผมก็อยากจะบอกสองพี่น้องนี้นะครับว่าผมเลือกอะไรได้บ้าง แต่ก่อนที่ผมจะได้เลือก ทิวไผ่ก็เกิดอาการของไหลย้อนกลับ วิ่งโกยแนบไปอ้วกที่ห้องน้ำส่วนผมหยิบโทรศัพท์ที่แพดร้องไม่หยุดขึ้นมารับ



“ช้าโว้ย ลงมารับขึ้นไปเองไม่ได้” ไม่ทันให้ผมได้พูด ขุนเขาก็ตะโกนให้ผมลงไปรับเพราะเจ้าตัวไม่สามารถขึ้นมาบนห้องเองได้ ตามที่เคยบอกคอนโดผมมีแค่ลายนิ้วมือ กับบัตรที่จะทำให้เราสามารถขึ้นห้องได้ แต่ก็มีอีกวิธีหนึ่งสำหรับแขกที่ไม่ได้สนิทมาก คือการบอกรหัสกับประชาสัมพันธ์แล้วทางนั้นจะเป็นคนขึ้นมาส่งเอง



“ส่งโทรศัพท์ให้พนักงานฉันต้องบอกรหัสเขาจะได้พานายขึ้นมาได้” ผมพูดและไม่ทันจบประโยคดีพนักงานก็ถามถึงเลขแน่นอนว่าเจ้าของมือถือคือหัวร้อนแล้ว แต่ตามหน้าที่ของพนักงานมันต้องมีการสอบถามก่อน ผ่านไปห้านาทีขุนเขาก็ขึ้นลิฟท์ แต่เจ้าตัวก็ยังต้องมารอให้เจ้าของบ้านเปิดประตูให้อีก



“พี่แม่งโคตรช้า ไผ่อยู่ไหน” คนตัวสูงเพรียวเดินแทรกเข้ามา อีกฝ่ายเดินวนหารอบห้องของผมแต่ก็ไม่เจอ เป้าหมายต่อไปคือชั้นสองที่เป็นส่วนของห้องนอน นัยน์ตาคมจ้องข้ามภพตาขวางแทนคำพูดที่ว่า ‘มึงไม่ได้ทำอะไรน้องกูใช่ไหมไอพี่ข้ามภพ’



บอกเลยครับว่าเห็นสายตาแบบนั้นผมคือไปไม่เป็นเลยคือทำอะไรก็ไม่ได้ทำแค่เนียนจับมือน้องมันตลอดการเดินเที่ยว ช่วยเช็ดผมนิดหน่อยแล้วอุ้มน้องขึ้นเตียง หมายถึงอุ้มให้ตัวไปอยู่บนเตียงหนะครับไม่ได้มีความหมายอะไรมากกว่านั้น



“ห้องนอนแขกชั้นสองเชิญ ไปดูเองเลย” ผมผายมือให้ขุนเขาก่อนจะเดินตามอีกคนไปติด ๆ ประตูห้องเปิดกว้างออกพร้อมกับภาพคนตัวเล็กนอนหลับอย่างมีความสุข ผมหายใจเข้าออกช้า ๆ บ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังหลับลึกและไม่น่าจะมีอะไรปลุกได้ง่าย ๆ



“ไผ่อ้วกแล้วใช่ไหม” ขุนเขาถามเพื่อความแน่ใจก่อนร่างสูงกว่าจะพยักหน้าตอบ เท่านี้คนเป็นพี่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “กลับไปนอนห้องตัวเองไป ฉันดูแลเองถ้าจะให้ดีก็มาปลุกตอนตีสี่หรือตีสี่ครึ่งด้วยจะได้กลับไปก่อนเจ้าตัวแสบตื่น”



น้องเสียงที่ขุนเขาเอ่ยถึงน้องชายมันให้ความรู้สึกนุ่มละมุนแต่ผมก็พอจะเข้าใจเพราะผมเองก็เป็นเช่นเดียวกันกับเขา “แล้วก็หักคะแนนความประพฤตินายห้าคะแนน ใจอ่อนเกินไปดูแลเจ้าไผ่ไม่ได้แน่ ๆ”



ครับตามนั้นหละตอนนี้ผมกำลังเพิ่มแต้มอยู่แต้มอะไรงั้นเหรอ ก็แต้มความไว้วางใจจากพี่ชายว่าจะให้เปิดเผยความรู้สึกกับน้องของมันเมื่อไหร่ไงหละครับ





หมายเหตุ แต่งจบแล้วค่ะจะมาอัพเรื่อย ๆ นะคะ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0


หมายเหตุไม่ต้องกลัวว่านักเขียนจะเขียนไม่จบนะคะ นักเขียนเขียนจบเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอให้นักเขียนขยันลงก็พอ 5555



Chapter12





                ผมตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นและเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานผมจำได้ทั้งหมดนะแต่ผมไม่รู้ว่าผมขึ้นมานอนบนเตียงได้ยังไงเพราะเท่าที่จำได้ก่อนจะวูบหลับผมนั่งเช็ดผมอยู่ที่พื้นเอาเป็นว่ามันอาจจะไม่สบายตัวแล้วผมละเมอปีนเตียงขึ้นมานอนแล้วกัน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคืนผมฝันดีมากด้วยแม้ว่าผมคิดว่ามันไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจริง ๆ บนโลกนี้ได้ก็เหอะ อยากรู้ความฝันผมไหม แต่ถึงไม่อยากรู้ผมก็อยากเล่านะ เมื่อคืนผมฝันว่าพี่ขุนแกมานั่งเฝ้าและคอยจับมือผม เหมือนกับตอนนั้นเมื่อสองสามปีก่อนที่พี่ขุนจับมือผมตอนหลับตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเรื่องความฝันอะไรพวกนั้น



                เพราะว่าตอนนี้ผมควรทำตัวยังไงดีกับพี่ภพมารยาทที่ผมทำใส่พี่แกไปเมื่อวานคือโคตรแย่ ไหนจะเข้าใจผิดแล้วโวยวาย โยนมือถือพี่แกทิ้ง แล้วดื้อดื่มแอลกอฮอลนี่ยังไม่รวมเรื่องที่แอบหิ้วซูจูเข้าห้องพี่แกนะ โอยนี่มันแย่สุด ๆ ไม่รู้ว่าผมจะโดนไล่ออกจากคอนโดไหม ถ้าโดนนี่ผมไม่มีที่ไปเลยนะเงินที่พกมาคือเปย์เจ้าแบมบูไปเกือบเกลี้ยง เงินที่เหลืออยู่ก็เช่าโรงแรมอยู่ได้ไม่นานถ้าเป็นแนวโรงแรมแคปซูนอาจจะอยู่ได้ยาวแต่ผมเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงไม่ชอบอยู่กับใคร คืออยู่ได้ในบ้านเดียวกับห้องเดียวกันแต่ขอนอนแยก แค่ข้อนี้โรงแรมแคปซูนก็ไม่ผ่านแล้วครับเพราะมันนอนรวมยังไงหละ ที่สำคัญในกรุงเทพมันมีโรงแรมราคาเบา ๆ ที่ไหนไหนจะค่ากินค่าอยู่ ถ้าโดนไล่คือชิบหาย แต่ทำไงได้ทำเจ้าของห้องไม่พอใจไปแล้ว พูดไปก็อยากจะร้องไห้ พอมีคนตามใจผมก็...เอาแต่ใจมากเกินไปหละครับ...



                บานประตูห้องนอนแขกเปิดออกใบหน้าสวยโผล่ออกมามองซ้ายมองขวาเมื่อมองไม่เห็นเจ้าของห้องเขาก็ย่องออกมาแล้วตรงไปยังห้องครัว ตอนนี้ผมไม่รู้จะทำอะไรไถ่โทษแล้วไงข้าวเช้าแล้วกันนะพี่ภพ เมื่อวานซื้อกระดูกอ่อนมาประมาณหนึ่งแบ่งมาทำข้าวต้มกระดูกหมูแล้วกัน มือเรียวยกเปิดตู้เย็นแล้วหยิบถุงซิบที่แพคไว้เมื่อวานออกมา หัวใช้เท้าและแครอทถูกหยิบออกมาหนึ่งหัวก่อนจะถูกปอกและหั่นอย่างเชี่ยวชาญ น่าเสียดายที่ผมไม่ได้เคี่ยวน้ำต้มกระดูกข้ามคืนมันเลยดึงรสชาติที่แท้จริงของกระดูกหมูออกมาไม่ได้ ดังนั้นผมเลยใช้ผักมาทดแทน รสชาติของผักสองชนิดนี้ช่วยทำให้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น ดังนั้นในอีกสิบห้านาทีต่อมาหลังจากเคี่ยวกระดูกอ่อนในหม้อหัวใจเช้ากับแครอทที่ถูกหั่นก็ลงหม้อสมทบไป



                กลิ่นหอมกระจายไปทั่วทั้งห้องแล้วยิ่งตอนที่คนตัวเล็กทอดกระเทียมเจียวสิ่งนี้ยิ่งทำให้ความหอมทวีคูณขึ้นไปอีก พลันเสียงบานประตูห้องมาสเตอร์เบดรูมดังขึ้น ผมหันไปมองอีกคนที่เดินลงจากบันไดมา แต่เขาเลือกที่จะไม่เดินเข้ามาในห้องครัวเพราะพี่ภพหยิบกุญแจรถและออกจากห้องไป ผมบอกได้เลยว่าหงอยสนิทถ้าผมมีหูมีหางคือลู่ไปหมดแน่ ๆ ผม เคี่ยวกระดูกหมูจนได้ที่ ข้าวสวยถูกใส่ชามเอาไว้ก่อนจะจะตักน้ำต้มกระดูกหมูลงไป ผมจัดเตรียมไว้สองชามและในห้องยังคงมีให้เติมอีกถ้าเกิดอยากจะเบิ้ลถ้วนที่ 2 หรือ 3



                ผ่านไป 5 นาทีผมเริ่มชะโงกหน้ามองไปที่ประตูหาคนตัวสูง นาทีที่ 10 ผมเริ่มร้อนรนในใจ จนท้ายที่สุดผมไปยืนรอพี่ภพหน้าห้องรอให้ร่างสูงเดินเข้ามา ผ่านไป 15 นาทีท้ายที่สุดพี่แกก็กลับเข้าห้องมาในมือถือถุงผ้าเข้ามาด้วยเหมือนกับว่าพี่แกลงไปซื้อของอะไรบางอย่าง ใบหน้าคมมองผมด้วยสายตานิ่งสนิทก่อนจะยื่นเครื่องดื่มแก้แฮงค์ให้ คำพูดสั้น ๆ ถูกเอ่ยออกมาจากริมผีปาก บ่งบอกได้เลยว่ามันโคตรห่างเหินจนผมใจสั่น



                “ดื่ม แก้ปวดหัว” เข้าพูดแค่นั้นแล้วเดินเข้าห้องครัวไป ตู้เย็นถูกเปิดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลและน้ำผลไม้ถูกใส่เข้าตู้เย็นจนหมด ขนมทานเล็กถูกวางไว้กลางโต๊ะกินข้าวและพี่ภพก็นั่งลงทานข้าวต้มที่ผมทำให้ จนทำเอาผมต้องรีบวิ่งไปนั่งกินตาม ตลอดเวลามื้อเช้าไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากปากของพี่ภพเลย เขานิ่งเงียบจนเหมือนผมอยู่คนเดียวในห้อง แม้จะมีเสียงของเจ้าแบมบูเห่าหรือเสียงเล็บของมันกระทบพื้นตอนวิ่งก็ไม่ช่วยให้บรรยากาศในห้องดีขึ้น ร่างสูงเมินผมเหมือนเป็นอากาศแบบนั้นผมก็ได้แต่ก้มหน้าสำนึกผิด แม้รู้ว่าควรพูดคำไหนออกไปแต่ถ้าพูดไม่พ้นร้องไห้แล้วตัดพ้ออีกคนแน่ ๆ



                เรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดพี่ภพ มันเป็นความผิดผมแต่ผมไม่กล้าขอโทษไม่กล้ายอมรับผิด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าพี่ภพแกต้องการอะไร ผมตัดสินใจง้อพี่ภพแทนที่จะใช้การขอโทษ วิธีนี้มันไม่ใช่วิธีที่ดีเลยสักนิดแต่ผมจนปัญญาจริง ๆ ทุกการง้อพี่ภพตอบกลับด้วยความเงียบ แม้จะใช้เจ้าแบมบูตัวแสบร่างสูงก็ไม่สนใจผมเริ่มน้ำตาคลอแต่พอนึกว่ามันเป็นความผิดที่ผมต้องรับผิดชอบก็ได้แต่ปาดน้ำตาทิ้งง้อพี่ภพต่อไป



                กระทั่งร่างสูงหยิบโน้ตบุคเครื่องประจำขึ้นมาและเริ่มทำงาน นั่นจึงทำให้ผมทำอะไรไม่ได้อีกเลย ผมนั่งกอดเข่าโดยมีเจ้าแบมบูซุกอยู่ในอ้อมแขน ผมพยายามก้มหน้าหนีไม่ให้อีกคนรู้ว่าผมกำลังสะอื้น จนท้ายที่สุดผมตัดสินใจลุกขึ้นแล้ววิ่งกลับห้องนอนแขก



                ผมทำให้เจ้าของบ้านอึดอัดขนาดนี้ผมก็ไม่กล้าอยู่บ้านเขาแล้วหละครับ นั่นจึงทำให้ผมตัดสินใจอาบน้ำเก็บข้าวของเตรียมออกจากห้องเสียงเปิดปิดประตูดังขึ้นจนร่างสูงที่เมินผมหันมามอง จมูกและดวงตาผมแดงก่ำขาทั้งสองข้างพาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของตัวเองลงมาชั้นล่าง ผมเอ่ยเบา ๆ กับพี่ภพเพื่อให้พี่แกลงไปส่งผมชั้นล่างเพราะผมรู้สึกผิดจนไม่กล้ามองหน้าพี่ภพ



                ตอนที่ผมนั่งกอดเข่าผมนั่งคิดนะครับว่าทำไมพี่ภพโกรธขนาดนั้น เหตุผลก็คือผมไม่ห่วงชีวิตตัวเองเลยเครื่องดื่มแอลกอฮอลมันเคยทำผมเกือบตายมาแล้ว และต่อให้ผมบรรลุนิติภาวะแล้วแต่ผมอาศัยบ้านพี่ภพอยู่ถ้าเกิดอะไรขึ้นคนรับผิดชอบก็คือพี่ภพ แค่นี้ผมก็ไม่มีหน้าอยู่บ้านเขาแล้ว ทำอะไรไม่คิดมีแต่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น



ผมไม่ได้น้อยใจพี่ภพเลยนะต้องบอกไว้ก่อนบางคนคงแบบมึงน้อยใจหละสิ หรือไม่ก็ร้องไห้เพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ความจริงแล้วน้ำตาที่ไหลคือความรู้สึกผิดล้วน ๆ ผมรู้สึกผิดที่ทำให้พี่ภพลำบาก นี่คือความรู้สึกจากใจจริง กระบวนการคิดของผมค่อนข้างจะซับซ้อนและไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไปแน่นอนว่าบางอย่างทำไปก็คือไม่ได้ติดเลยก็มีอย่างเช่นเรื่องเมื่อวาน ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องดื่มต่าง ๆ มันนับรวมไปถึงการซื้อของกินแบบบ้าคลั่งแล้วกินไม่หมดยังดีที่พี่ภพคอยช่วยและกินของส่วนใหญ่ นั่นจึงทำให้ของที่ซื้อมาไม่เสียของ ผมคิดว่าผมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก ๆ แล้ว แต่พอเจอคนตามใจก็กลับไปเป็นเด็กน้อยแบบเดิม



“ผมสร้างความลำบากให้พี่ภพผมว่าผมกลับบ้านหรือไปอยู่ที่อื่นดีกว่า” ผมพูดเสียงเบามาก แต่ผมเชื่อว่าพี่ภพได้ยินเขาเหลือบตามองผมแต่ไม่ยอมลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ ผมเม้มปากแน่นแม้จะเอ่ยอีกรอบเขาก็ไม่ยอมขยับจากจุดที่นั่งอยู่เลยแถมยังคงทำงานไปด้วยราวกับเสียงของผมไม่ทะลุเข้าโสดประสาทของเขาเลยสักนิด มือทั้งสองข้างกำสายกระเป๋าเอาไว้แน่น แม้จะรู้ตัวว่าควรพูดคำไหนออกไปแต่ผมก็ยังไม่กล้าพูด ผมรู้ว่าการยอมรับผิดมันเป็นเรื่องที่ควรทำมากที่สุดตอนนี้ แต่ถ้าคุณเคยฝังใจอะไรกับคำว่าขอโทษ คุณอาจจะไม่กล้าพูดออกมา



จะบอกว่าผมไม่เคยพูดคำขอโทษเลยเหรอผมก็ตอบได้ว่าไม่ใช่ แต่มันเป็นคำที่ฝังใจผมมากจริง ๆ ในสถานการณ์ปกติผมสามารถพูดมันออกมาได้อย่างง่ายได้เหมือนกับขอโทษพี่ภพในตอนแรกที่เสียมารยาทรบกวนเขาในตอนนั้นเรารู้จักกันแค่ผิวเผินและไม่คิดว่าเราทั้งสองจะสนิทกันมากและเมื่อยิ่งสนิทมากคนเราก็ยิ่งระวังตัวและไม่อยากทำอะไรผิดต่อหน้าคน ๆ นั้นซึ่งผมกับพี่ภพกำลังเผชิญสถานการณ์นี้อยู่ เพราะสนิทกันพอสมควรผมเลยจะระวังมากเรื่องที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีหรือเดือดร้อน แต่พอเราพยายามแล้วผิดพลาดทั้ง ๆ ที่ระวังมากแล้วมันจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่สองกรณีนั่นก็คือ ขอโทษออกไปแล้วเลิกคบกัน กับอีกกรณีคือยกโทษให้แต่ก็ยังมีเรื่องค้างคาในใจอยู่ ผมกลัวทั้งสองแบบกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นกับเรา



เนตรคมปลายตามองผม แววตานั้นไม่มีความอ่อนโยนเหลืออยู่เลย สถานการณ์เหมือนกับว่าผมกำลังเป็นเด็กที่ถูกผู้ใหญ่จับผิด เรายืนมองกันอยู่นานจนอีกคนเป็นฝ่ายยอมพูดออกมา แต่มันก็ไม่ใช่คำปลอบหรือคำพูดยกโทษให้



“ถ้าทำผิดไผ่ไม่ควรหนีปัญหาแบบนี้ มันมีอะไรที่ง่ายกว่านั้นและไผ่ควรทำมันออกมา คนเราไม่มีใครไม่พลาดแม้พี่จะรู้ว่าคำที่ต้องพูดมันจะทำเราเจ็บแค่ไหนแต่ในกรณีที่ต้องพูด ไผ่ก็ต้องพูดมันออกมาบางทีคำพูดที่ฝังใจนั่นถูกพูดออกมามันอาจจะคลายปมบางปมในใจเราออกมาก็ได้” พี่ภพพูดออกมาได้ถูกทุกอย่างจนทำเอาผมจุก แต่มันก็คือความจริง คำว่าขอโทษมันเป็นคำฝังใจที่ผมไม่กล้าเอ่ยออกมาผลกลัวว่ามันจะทำลายมิตรภาพของเราสองคน ผมกลัวว่าขอโทษแล้วจะโดนเขาเลิกคบเลิกติดต่อ หรือขอโทษไปแล้วก็ไม่สนิทใจแบบเดิมผมกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นระหว่างผมกับพี่ภพ



โดยไม่คิดเลยว่าการปล่อยให้มันค้างคาแบบนี้มันจะส่งผลเสียกับเราสองคนมากกว่า พี่ภพเป็นคนมีเหตุผลมากพอที่จะฟังเรื่องราวทุกเรื่องด้วยความเป็นกลาง



“ฮึก...ฮึก...ผะ...ไผ่ขอโทษที่เอาแต่ใจตัวเอง” อะไรที่กลั้นเอาไว้คือปล่อยมันออกมาเต็มที่ น้ำตงน้ำตา เสียงร้องไห้ผมปล่อยออกมาหมดเลย และพอผมพูดคำนนั้นออกไป ใบหน้าดุก็เปลี่ยนเป็นยิ้มอ่อนโยนโน้ตบุคถูกนำไปวางไว้ข้างตัวก่อนร่างสูงจะอ้าแขนกว้าง และผมก็ทิ้งตัวไปกอดเขาทั้งน้ำตา ปากพร่ำบอกคำขอโทษแล้วขอให้เขายกโทษให้ ขอให้เขาไม่โกรธผมอีก ขอให้เขาใจดีกับผมแบบเดิม ผมร้องไห้ขอทุกสิ่งทุกอย่างคืนทั้งหมด จนอีกคนได้แต่ลูบหัวปลอบและใช้บ่าของตัวเองเป็นที่รองน้ำตาให้ผม



เราอยู่สภาพนี้อยู่นานพอสมควรเลยหละครับ พี่ภพเป็นคนแรกนอกจากครอบครัวที่ผมเปิดใจให้มากขนาดนี้ ความจริงแล้วผมใช้ชีวิตแบบคนไม่เคยทำความผิดไม่ได้หรอกครับใครจะไปทำได้กันหละ แล้วถ้าเกิดเรื่องเหมือนกับตอนนี้หละผมจะทำยังไง ถ้าให้ตอบแบบแย่ ๆ เลยนะครับคือผมเลือกคบเลิกคุยไปเลยตัดเขาออกจากชีวิตไปเลย มันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันดีที่สุดแล้วสำหรับผม แต่กรณีพี่ภพมันเหมือนกับข้อยกเว้น เราจะมีข้อยกเว้นอะไรมากมายให้กับใครบางคนและพี่ภพคือหนึ่งในข้อยกเว้นของผม



หลังจากผมหยุดร้องไห้ผมก็ผละออกจากอีกคน มือยกขึ้นมาเช็ดคราบต่าง ๆ บนใบหน้า ก่อนเราทั้งสองคนจะยิ้มให้กันผมเขยิบไปนั่งข้าง ๆ พี่ภพแล้วอุ้มเจ้าแบมบูมากอด ส่วนคนที่นั่งข้าง ๆ กดเซฟงานที่ทำมาตลอดครึ่งวันแล้วปิดคอมพิวเตอร์ไป



“ขอบคุณที่ไผ่ขอโทษออกมานะ” พี่ภพเอ่ยขึ้นซึ่งมันทำเอาผมสับสนมากพอสมควรเพราะจริง ๆ แล้ว ผมควรที่จะขอบคุณพี่ภพมากกว่า “ขอบคุณที่ยังให้พี่อยู่ในชีวิตของเรา” พอพี่ภพพูดผมถึงกับน้ำตาคลออีกรอบ



ที่ผมไม่ขอโทษไม่ใช่ว่าผมจะตัดพี่เขาออกจากชีวิตเหมือนกับที่ทำแบบคนอื่น ๆ เพื่อความสบายใจของตัวเอง เพราะที่ผมไม่กล้าขอโทษพี่ภพเพราะผมต่างหากที่กลัวจะเสียพี่เขา ผมส่ายหัวทั้งน้ำตาก่อนจะบอกอีกคนไป “ที่ไผ่ไม่กล้าพูดเพราะไผ่กลัวพี่ตัดผมออกจากชีวิตของพี่มากกว่า”



แค่นั้นหละเราต่างมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา สรุปต่างคนต่างเข้าใจผิดพี่ภพกลัวดุผมแล้วผมจะเตลิดหนีไปไม่ยุ่งกับเขาอีก ส่วนผมกลัวว่าถ้าผมขอโทษผมต้องพูดคุยกับเขาเพื่ออธิบายแล้วงเราจะทะเลาะกัน ถ้ามองมุมนอกมันเหมือนเรื่องขำ ๆ นะครับ แต่ตอนยืนมองกันคือมันขำไม่ออกเลยสักนิด ต่างคนต่างกลัวสิ่งที่จะเกิดง่ายก็คือกลัวนำไปก่อนแล้วค่อยวางใจทีหลัง



มันตลกอยู่นะครับแต่พอผมรู้ว่าพี่ภพรับข้อเสียหนัก ๆ ข้อแรกของผมได้พลันใบหน้าก็แดงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย จนพูดไปถึงอาหารเมื่อช่วงสาย “ข้าวต้มไผ่อร่อยไหมมีเติมนะ”



ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องและอีกฝ่ายดูอยากจะเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยนั่นจึงทำให้พี่ภพตอบกลับอย่างไม่คิด ถ้าพี่เขาไม่ตอบกลับผมอาจจะตัวแดงแบบกุ้งที่โดนน้ำร้อนแน่ ๆ ง่ายก็คือสุก



“อืมมอร่อยนะ พี่อยากชมตอนนั้นอยู่นะแต่ต้องเก็กไว้ ไม่อยากให้เด็กแถวนี้เหลิง ทั้ง ๆ ที่ทำความผิดอยู่ ตอนนี้ก็ชมได้สักทีว่าอร่อยมากเด็กอะไรไม่รู้ทำอาหารเก่งจริง ๆ” พี่ภพพูดพร้อมหัวเราะ นั่นทำให้ผมฟาดบ่าแกร่งไปทีหนึ่ง และเมื่อยังเห็นอีกคนไม่ยอมหยุดหัวเราะผมก็รัวมือไปอีกสองสามทีจนอีกฝ่ายยอมแพ้ ยอมแพ้แค่คำพูดนะครับแต่ท่าทางคือไม่ใช่เลย หน้าผมร้อนไปหมด ไม่รู้ว่ามันแดงเพราะโกรธหรือเขิน



“ไม่รู้ด้วยแล้ว นี่ไผ่หิวแล้วนะ พี่ภพอยากทานอะไรไหมเดี๋ยวไผ่ทำให้” ผมเริ่มทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเปลี่ยนเรื่อง แต่ก่อนที่ตัวผมจะได้เหนื่อยจากการทำอาหารเที่ยง+เย็น พี่ภพก็เสนอให้ไปกินข้างนอก ผมนี่ถลึงตามองพี่แกประหนึ่งถามคำว่า ‘อีกแล้วเหรอพี่’



“สี่โมงกว่าพอดีพี่ไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วนั่งรถไฟฟ้าไปเดินเยาวราชเล่นกันของกินอร่อยเยอะมากเลยนะตอนกลางคืนเราไม่เคยไปนิดไม่ควรพลาดนะบอกไว้ก่อนเลย” พี่ผมเสนอจนผมน้ำลายไหล แต่เยาวราชตอนกลางคืนผมก็ไม่เคยไปจริง ๆ หละครับ พอดีบ้านไกลพอออกมาอยู่คนเดียวก็ยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไรหลังจากนั้นก็สิงอยู่บ้านยาว ๆ จนตอนนี้นี่หละที่โดนพี่ภพพาไปไหนมาไหนบ่อยได้เปิดโลกบ้าง



“น่าไปอ่ะแต่ไปกินนอกบ้านตลอดเปลืองเงินนะพี่” ผมพูด แต่ผมคงจะลืมไปว่าผมพูดอยู่กับใคร ไม่อยากจะร่ายยาวความสามารถและความรวยของเขา ดูได้จากรถยนต์กับคอนโดคือพอ แต่คราวนี้ดูไปแบบติดดินเพราะพี่เขาตัดสินใจไปรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ก็พอเข้าใจหละว่าทำไมเลือกเดินทางไปแบบนั้น เพราะถ้าหาที่จอดรถได้ยากมาก



พี่ภพลุกขึ้นและเดินไปยังห้องพักของตัวเองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนผมที่ตอนนี้สวมชุดเต็มยศก็นั่งรอพี่แกอยู่ที่โซฟา เล่นกับเจ้าแบมบูไปเล่นไอแพคของพี่ภพไป(เพราะลืมของตัวเองไว้ที่บ้านออกมาแต่ตัวนี่นา) ขอสารภาพตามตรงเลยว่าผมยึดไอแพทพี่ภพตั้งแต่วันจันทร์แล้วหละครับ เอาไว้ทำอะไรก็คือเอาไว้ใช้ติดต่อกันเพราะผมไม่ได้เปิดมือถือมาหลายวันแล้วและยังไม่คิดอยากจะเปิด แต่คิดไปคิดมากผมอาจจะเจอพ่อแม่แล้วก็พี่ขุนวันศุกร์นี้ก็ได้



เพราะวันนั้นเป็นวันที่หมอนัดผมที่โรงพยาบาลและผมต้องไป แต่พอคิดว่าจะต้องไปเจอแล้วโดนคุมตัวอยู่ที่บ้านอีกก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา การมาอยู่กับพี่ภพแค่สองสามวันทำเอาผมรู้เรื่องอะไรหลาย ๆ อย่างเลยครับ ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้เอง นั่นคือการไม่พูดกันให้รู้เรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ดีการเปิดใจคุยกันเป็นเรื่องที่ดีกว่าเงียบแล้วเลิกคบกันไป แต่มันก็ใช้กับคนที่เข้าใจเรามากประมาณหนึ่งหรือรู้จักเราโดยไม่ได้ฟังคำพูดของคนอื่นแล้วมาตั้งแง่กับเรา



การเรียนรู้ไม่ได้จบลงแค่ในรั้วมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน เพราะบนโลกนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เราเรียนรู้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นประวัติ บุคคล สิ่งของ หรือกระทั่งจิตใจของคนข้างตัว นอกจากนั้นเราต้องรู้วิธีที่เราจะวางตัวยังไงกับใครด้วยเช่นกัน แต่อะไรที่มันเยอะเกินจนอึดอัดใจก็ไม่ต้องทนครับ ถ้าเราให้เกียรติเขาแล้วเขาเลือกจะไม่ให้เกียรติเราก็ต่างคนต่างอยู่ดีที่สุด มันเป็นการสร้างความสบายใจอย่างหนึ่ง ถ้าเก็บทุก ๆ อย่างมาไว้ในหัวสักวันมันคงจะระเบิดแน่



ดังนั้นการปล่อยวางคือหนทางที่ดีที่สุดแต่ถ้าเราโดนหาเรื่องเราก็ต้องตอบโต้ให้สุดเหมือนกัน แต่ตอบโต้อย่างฉลาดนะครับไม่ใช่ตอบโต้ไปแล้วเราเสียเอง ผมว่าผมหยุดพูดเรื่องน่าปวดหัวพวกนี้ดีกว่าถ้าพูดไปมากกว่านี้มันอาจจะเครียดขึ้นมาแทนสนุก



ผมนั่งลูบหัวเจ้าก้อนขนไปอีกมือก็ไถไอแพทไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างสูงก็ลงมาในชุดที่เรียบง่ายแต่ดูดี จริง ๆ แล้วต้องพูดว่าพี่ภพใส่อะไรก็ดูดีครับ ส่วนผมคือต้องเชคแล้วเชคอีกผมก็ต้องเซท พอเห็นคนหล่อจนหาที่ติไม่ได้ก็น้อยใจพระเจ้านิด ๆ เพอเฟกไปซะหมด



พี่ภพลงมาด้วยชุดเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์แขนสั้นสีชมพูพาสเทลเข้าชุดกับเสื้อของผม ส่วนกางเกงก็ใส่ขาสั้นแต่ราคาคงไม่สั้นตามความยาวของกางเกง ส่วนผมตามที่บอกอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตยูนิเซ็กสีชมพูดพาสเทลแขนสั้น ข้างล่างเป็นกางเกงสีขาวขายาวครับ มองการแต่งตัวแล้วดูยังไงของบนตัวพี่ภพก็แพงกว่าของบนตัวผมเยอะแค่ราคาเสื้อของเขาก็น่าจะซื้อทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้าผมได้แล้ว



แต่ถ้าให้ผมไปสวมเสื้อพี่ภพก็คงบอกได้ว่าทุกคนมองว่าของก๊อปทั้งตัวแน่นอน พอเห็นแบบนั้นก็เสียใจนิดนึงการกระทำของผมดูจะเห็นชัดเกินไปหน่อยพี่ผมที่เดินมายืนตรงหน้าผมก็ยกขึ้นมาหยิกแก้มที่ผมเผลอทำแก้มป่องไปตอนไหนก็ไม่รู้ ผมพยายามส่ายหัวให้อีกฝ่ายปล่อยแต่อีกคนดันไม่ยอมนี่สิ



นั่นเลยกลายเป็นหยิกแก้มแข่งกันซะอย่างงั้นแต่ก็รู้นี่ครับว่าผมเตี้ยกว่าพี่ภพโคตร ๆ ผลออกมาคือโดนรังแกอยู่ฝ่ายเดียว เสียงนาฬิกาเตือนดังขึ้นนั่นจึงทำให้พี่ภพหยุดแกล้งผม “ไปเหอะเดี๋ยวรถไฟฟ้าคนแน่น”



พี่ภพพูดส่วนผมกรอกตามองบน ถ้าคนมันจะเยอะก็เพราะพี่ภพมัวแต่ดึงแก้มผมนั่นหละ แต่มันเป็นเรื่องที่ผมบ่นในใจแต่พี่ภพก็น่าจะรู้เพราะปากผมพึมพำเบา ๆ พอเห็นแบบนั้นเขาก็ยกแขนขึ้นมายีหัวผมเล่น ให้ตายเพิ่งแต่งทรงมานะครับพี่ภพอย่าทำมันยุ่งสิ ผมหันมองไปทางอื่นแสดงท่าทางไม่สนใจอีกคน แต่ผมไม่สนใจได้แค่ไม่กี่นาทีหรอกเพราะเมื่อลิฟท์เปิดออกมือแกร่งก็ยกพาดบ่าของผมแล้วดันร่างให้ผมเดินข้าง ๆ เขา



ในตอนนี้เราทั้งสองคนยืนอยู่หน้าคอนโดดวงอาทิตย์ของบ่ายแก่ ๆ ไม่ได้ทำให้ร้อนเท่ากับช่วงกลางวันแต่ถ้าโดนมันก็ร้อนอยู่ดี ในใจผมอยากบอกว่าท้อมากเลยครับนี่เราต้องเดินลุยแดดไปขึ้เนรถไฟฟ้าเหรอ แต่ไม่ทันที่จะได้บ่นรถตู้ก็ขับมาเทียบ ผมงงมากว่าใครวะโคตรใจดีเลยแต่พี่ภพแอบมากระซิบผมว่ามันเป็นรถของคอนโดที่ไว้บริการลูกบ้านเขาจะขับไปรับไปส่งระหว่างคอนโดกับสถานรถไฟฟ้า ผมนี่ตาโตหันไปมองร่างสูง คอนโดหรู บริการดี ส่วนกลางดีเยี่ยม อยากได้สักห้องอ่ะทำไงดี



รถตู้จอดรอลูกบ้านไม่นานก็ขับรถออกไป ดูเหมือนว่ารถจะออกเป็นรอบ ๆ ซึ่งก็ดีมากสำหรับคนเร่งรีบ ผมมองถนนรอบข้างที่รถเริ่มเยอะก่อนจะไปเผชิฐชะตกรรมต่อในรถไฟฟ้าใต้ดิน

ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0
Chapter13

   หลังจากเราสองคนกระโดดลงจากรถรับส่งของคอนโดเป้าหมายต่อไปคือสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งเราสองคนมีบัตรอยู่แล้วเลยตัดปัญหาเรื่องเสียเวลาต่อแถว แต่ก่อนเราจะลงไปที่ชานชลาผมขอกระซิบหน่อยว่าตอนนั่งรถตู้กันผมเห็นร้านตัวเองด้วยหละครับคนยังแน่นเหมือนเคยและน้อง ๆ แต่ละคนก็ทำงานอย่างแข็งขัน จนผมรู้สึกว่าถ้าผมได้กลับไปดูแลอีกครั้งผมคงเพิ่มเงินเดือนให้หรือเพิ่มกล่องทิปบ๊อกตรงหน้าเคาท์เตอร์ให้ แต่เอาไว้ก่อนครับตอนนี้ลงไปขึ้นรถไฟก่อนดีกว่าใกล้จะช่วงคนที่เยอะที่สุดของวันรอบเย็นแล้วครับตอนนี้

   ผมยืนเข้าแถวรอกันพี่ภพเราสองคนหันหน้าคุยกันในขณะที่รอ ทางหางตาผมเห็นกลุ่มเด็กสาวพยายามดันเพื่อนให้เดินมาทางพวกผม จริง ๆ ก็ไม่ได้ยินเขาพูดกันหรอกครับตอนนี้แต่ผมได้ยินตอนสาวเจ้าเขาเดินผ่านและคนที่เขาเล็งจะมีใครได้นอกจากพี่ภพ ทั้งสูง ทั้งหล่อ ทั้งรวย

แต่ถ้ามองภายนอกแล้วเขาอาจจะเป็นคนที่ดูสมบูรณ์แบบไปหมด ผมไม่ปฎิเสธนะเพราะนอกจากสามข้อนั้นแล้วพี่ภพมีข้อดีเยอะมาก ๆ แต่ผู้ชายคนนี้กำลังหลอกลวงคุณอยู่ในบางเรื่องครับจะให้ผมนินทาพี่ภพผมว่าตลอดสามวันที่อยู่ด้วยกันมาบอกได้เลยครับว่ามีหลายข้อ บางข้อถ้าอยู่ในตัวผมมันจะธรรมดาไงแต่อยู่ในตัวพี่ภพมันโคตรจะไม่เข้า อยากรู้ข้อเสียใช่ไหมหละครับผมไม่ขัดศรัทธาที่จะเล่านะ

เอาที่มันดูเหมือนข้อเสียก่อนแล้วกัน คุณรู้ไหมว่าพี่ภพโคตรเรื่องมากเรื่องกินคือแบบจะอธิบายยังไงดี ยกตัวอย่างเราซื้อก๋วยเตี๋ยวต้มยำมาจากสองเจ้าร้านนึงเป็นร้านที่พี่ภพชอบ กับอีกร้านเป็นร้านที่พี่แกเคยชอบ แกจะกินแต่ร้านที่แกชอบตอนนี้ส่วนร้านที่เคยชอบจะกลายเป็นของไม่ถูกปากอีกเลย เหมือนเจออะไรที่อร่อยกว่าซึ่งอะไรพวกนี้จะเกิดขึ้นตอนที่เพื่อน ๆ หรือบก.ของแกพาไปทาน ซึ่งร้านกาแฟของผมก็ถูกพี่ภพเลือกด้วยวิธีนี้เหมือนกัน ซ้ำแกบอกว่าตอนแกเห็นว่ามีเมนูอาหารเช้าเพิ่มเข้ามาหลังปรับปรุงร้านพี่ภพยิ่งแฮปปี้เพราะไม่ต้องไปหาอะไรทานอีกเพราะอาหารจากทางร้านอร่อยมาก และยิ่งอร่อยมากขึ้นหลังจากที่ผมตัดสินใจเป็นพ่อครัวให้กับร้านที่บ้าน

ตอนนี้พี่ภพบอกว่าจำรสเก่าไม่ได้แล้วเพราะชินรสมือผมไปแล้ว แต่เวลาโดนเชิญไปทานอาหารก็ทานนะครับแต่ทานแค่มารยาทเพราะมันไม่ถูกปาก เวลาคุยงานเลยชอบพาไปร้านประจำมากกว่านั่นก็คือร้านผม แล้วมันก็จะมีปัญหาเข้ามาครับว่าอาหารเย็นพี่แกจะกินอะไร ผมเพิ่งรู้ครับว่าพี่ภพซื้อชุดอาหารเช้าสองชุดอีกชุดเจ้าวาโยใส่กล่องข้าวให้พี่แก หรือไม่ก็สั่งแซนวิสแฮมอะไรพวกนั้นเอากลับไปกินที่คอนโด ควรดีใจไหมที่มีคนชอบรสชาติอาหารของผม นอกจากนี้พี่ภพยังเป็นนักชิมตัวยงในใจวางแผนว่าจะไปไหนแล้วบอกเลยว่าวางแผนที่ไว้เรียบร้อยหมดแล้วเหลือรอพาคนไปเท่านั้น

ข้อเสียข้อที่สองที่ไม่สามารถนับเป็นข้อเสียได้คือพี่ภพเป็นคนที่ตื่นสายมากครับผมเพิ่งรู้ว่าทุกวันที่ไปร้านกาแฟบ้านผมแกตื่นตอนเก้าโมงสี่สิบห้านาทีใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวแค่สิบนาทีส่วนที่เหลือเป็นเวลาเดินไปที่ร้านแล้ววันไหนที่แกมาช้าเกินสิบโมงนั่นคือแกตื่นสายจนมาไม่ทันอาหารรอบเช้า พอไม่ทันก็ขี้เกียจออกเลยสั่งแกร๊บมาทานโดยกดสั่งร้านเดิมรัว ๆ นั่นหละ นอกจากพี่ภพจะตื่นสายเก่งแล้วยังไม่ชอบอาบน้ำตอนเช้าด้วยอันนี้พี่แทคทีมกับผมได้เลยครับผมก็ไม่ชอบอาบตอนนอนมันไม่ได้เน่าอะไรขนาดนั้นนี่ไม่ต้องอาบตอนเช้าก็ได้

ต่อมาอันนี้คุณอาจจะมองไม่เห็นในตัวเขา แต่ผมเผชิญมาแล้วครับหน้าตาเทพบุตรแบบนั้นแต่เป็นปีศาจร้ายเอาเรื่องนะครับไม่รู้ว่าพูดไปคุณจะเชื่อไหม ผมบอกเลยว่าผมเคยเห็นเจ้าแบมบูโดนพี่ภพงับหัวเข้าปากไปแล้วคือพี่แกเป็นคนที่ปากกว้างมากครับชอบแกล้งเจ้าแบมบูบ่อย ๆ นอกจากจะใช้มันแกล้งเจ้าแบมบูแล้วนั้นยังใช้แย่งของกินอีกนะสมมติผมทำป๊อปคอร์นมากินตอนดูซีรีส์ตอนแรกมันก็จะอยู่ในมือผมดี ๆ นั่นหละ แต่ห้านาทีหลังจากนั้นไปอยู่ในมือพี่ภพและปริมาณของมันจะเหลือแค่ 1 ใน 3 ผมต้องลุกออกไปทำใหม่ แถมไม่ยอมให้ผมสต๊อปซีรีส์อีกผมเลยต้องรีบทำรีบวิ่งกลับห้อง ผมยกฉายาให้เลยครับว่าคำเดียวไม่มีอยู่จริงในจักรวาลพี่ภพ ยิ่งไปกว่านั้นที่ทำมาใหม่ก็โดนแย่งกินอีก

และอย่างสุดท้ายความสามารถในการเฉยเมยต่อสิ่งรอบตัว ผมขอบอกเลยว่าอย่าทำพี่ภพโกรธเพราะแกเมินได้เก่งมาก ตัวเราจะเบาบางกว่าไฮโดรเจนที่เป็นธาตุที่เบาที่สุดในตารางธาตุอีกครับ ฟีลแบบมีเยอะนะในชั้นบรรยากาศแต่มันเบาไวเลยไม่เห็น และในตอนนี้พี่ภพกำลังอยู่ในสภาวะเมินเฉยต่อสิ่งรอบข้างเพราะกำลังฟังผมพูดเล่นอยู่
กลุ่มสาว ๆ ที่ดูเหมือนจะตกลงกันได้แล้วว่าใครจะเป็นตัวแทน ท้ายที่สุดสาวผมยาวแต่งตัวน่ารักมากโคตร ๆ ก็เดินเข้ามาใกล้เรา “พี่คะ คือขอไลน์หน่อยได้ไหมคะพอดีพี่หล่อมาก ๆ เลยค่ะ” เสียงหวานนุ่มหูพูดพร้อมกับโทรศัพท์มือถือที่ยกขึ้นมาระหว่างเราสองคน พี่ภพไม่ปรายตามองเลยแม้แต่น้อยส่วนผมก็นิ่งสนิท

การขอเบอร์ขอไลน์ผมเจอมาแล้วครับแต่ไม่เคยเจอคนโดนขอที่เมินได้เก่งชิบหายแบบนี้มาก่อน อากาศธาตุให้เข้าสิ่งร่างน้องแล้วหละครับ พี่ภพนิ่งอยู่สักครู่ก่อนจะปรายตาหันไปมองหญิงสาวนัยน์ตาคมหลับตาลงก่อนจะปฏิเสธอย่างสุภาพหะมั้ง คิดว่าสุภาพสุด ๆ แล้วหละ

“ไม่ควรยื่นมือถือให้คนไม่รู้จักกันสิครับ” โคตรเจ็บบ่งบอกเลยว่าไม่อยากจะรู้จักด้วยแต่เธอคนนั้นไม่ยอมหยุดอยู่แค่ตรงนี้ พี่ภพไม่ได้ดังนั้นเป้าหมายใหม่เลยมาที่ผมแทน ร่างเล็กหันหน้ามามองผมก่อนจะยื่นเข้ามาใกล้กว่าเดิม

“พี่คนนี้ก็ได้ค่ะเพื่อนหนูคนโน้นบอกว่าพี่น่ารักมากเธอชอบเลยอยากขอไลน์ค่ะ” ผมหันไปทางที่เธอชี้ภพกับเด็กผู้หญิงที่ตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่มกำลังก้มหน้าหน้าแดง เธอเหลือบตาขึ้นมามองผมบ้างก่อนจะหลุบตาลง ตอนนี้การขอเบอร์พวกผมเป็นอะไรที่น่าสนใจกว่าการรอรถไฟฟ้าแล้วหละครับเพราะว่ารถไฟเที่ยวที่มาถึงเขาประกาศไม่ให้ขึ้นเพราะคนเต็มเราเลยต้องใช้เวลายืนรอที่ชานชลาอีกพักใหญ่ ๆ

ผมพยายามหาทางปฏิเสธพวกเธอแต่พอเลือกตามองเด็กคนนั้นผมก็ตั้งใจปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไม่ลงพี่ภพเลือบมองผม ส่วนผมเหรอตาลายแล้วครับมองหน้าพี่ภพที มือถือตรงหน้าทีแล้วก็สาวคนนั้นที จนท้ายที่สุดผมก็ปฏิเสธไม่ได้มือกำลังจะหยิบมือถือมาพิมพ์ไลน์ให้ แต่พี่ภพกลับไวกว่าเขายกมือขึ้นมาจับข้อมือผมแล้วดึงด้วยผมให้เอนไปซบเขา แต่ก่อนผมจะกระแทคเขากับตัวเขาผมก็โดนร่างสูงขโมยหอมแก้มไปฟอดใหญ่ เวลานั้นบอกได้คำเดียวสมองโล่งก่อนคำสถบก็ลอยเคว้งไปมาในหัว แม่งเอ้ยเขินชิบหายคนเยอะด้วย ไอคุณพี่ภพทำอะไรลงไปครับ! ทำแล้วไม่พูดด้วยเหมือนให้ไปคิดกันเอาเอง แน่นอนว่าหลังจากภาพกีฬามัน ๆ จบลงเธอก็เดินกลับไปหาเพื่อนตัวเองทันทีแถมหันหลังหนีด้วย

ผมนิ่งค้างไปพักใหญ่ ๆ ในหัวคือไม่รับรู้สิ่งใดรอบข้างตัวอีกแล้วและสิ่งที่ทำให้สติของผมกลับมาคือเสียงประกาศจากรถไฟฟ้าที่บอกว่าใกล้จะถึงชานชลาแล้ว นั่นหละครับผมก็คัวปลิวตามแรงลากของพี่ภพส่วนสาว ๆ ที่ตอนแรกยืนอยู่ไม่ห่างมากจากแถวเรา พวกเธอคือเปลี่ยนโบกี้ที่ยืนเลยครับ ผมก็อยากจะเปลี่ยนเหมือนกันนะเพราะสายตาตอนนี้เหมือนกับตอนนั่งในห้องประชุมเชียร์ตอนปีหนึ่งเลยครับ ในใจคือภาวนาให้รถไฟฟ้าถึงสถานีไว้ ๆ จะได้ลดสายตาคนมองและจะยิ่งดีมากถ้าสถานีต่อไปคือสภานีเป้าหมายที่เราจะลง แต่ความต้องการมันสวนทางกับชะตาชีวิตผมเสมอ ยืนผ่านไม่ว่าจะกี่สถานีผมก็ยังไม่พ้นโดนมองนอกจากจะโดนมองแล้วผมก็ยิ่งต้องตัวหดลงและใกล้ชิดกับพี่ภพมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเวลานี้มันเวลาเลิกงานของคนกรุงเทพชีวิตที่สดใสครับ

ผมหหันข่างตัวเกือบจะแนบชิดไปกับประตูพี่มีภพยืนจับราวสแตนเลสอยู่ข้าง ๆ ทำไมรู้สึกโชคดีที่เมื่อวานสระผม แล้วทำไมผมต้องรู้สึกดี ก็ตอนนี้พี่ผมแทบจะเอาจมูกฝังลงผมหัวผมแล้วครับ โชคดีมากที่สระหัวเมื่อคืน สถานการณ์อึดอัดทั้งร่างกายและจิตใจยังคงดำเนินไปแต่ก็ไม่นานอย่างที่คิดเพราะเรามาถือสถานีเยาวราชเรียบร้อยแล้ว ผมโคตรอยากจะกระโดดลงจากรถไฟฟ้าแล้วขึ้นไปบนพื้นดินทันทีด้วยก้าวเดียว
แต่แค่หลุดพ้นจากสายตาคนก็สบายใจแล้วหละครับ แต่ตอนนี้ก็กำลังจะไม่สบายใจอีกรอบเพราะพี่ภพใช้อภิสิทธิ์คนเยอะจับมือกันหลง ครับมือผมก็ไปอยู่ในมือแกร่งและกำลังโดนลากไปยังทางออก แน่นอนว่าสถานีเยาวราชเป็นสถานีที่น่าเชคอินมาก แต่ด้วยความที่ผมไม่มีมือถือ ผมเลยขโมยหรือเรียกว่ายืนมาจากพี่ภพเครื่องหนึ่ง (พี่ภพมีสองเครื่องครับไว้ติดต่อเรื่องงานหนึ่งเครื่องและเอาไว้ใช้ส่วนตัวหนึ่งเครื่องผมเอาเครื่องส่วนตัวมาใช้ครับแล้วอย่าถามว่าโทรศัพท์ผมไปไหน สั้น ๆ คือ ปิดตายไประยะหนึ่งก่อนพร้อมแล้วค่อยเปิด)

สมาร์ทโฟนเครื่องแพงถูกยกขึ้นสูงก่อนผมจะกดถ่ายภาพ ซึ่งมันติดภาพพี่ภพที่ยืนกอดอกมองจุดอื่นอยู่ผมหัวเราะเบา ๆ เพราะมีคนโดนแอบถ่ายและไอเสียงหัวเราะของผมทำให้พี่ภพหันมามองกล้องสักที ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้แล้วยีหัวผมเบา ๆ ภาพที่กดชัตเตอร์ค้างไว้เลยได้ภาพหัวยุ่ง ๆ ของผมติดมาด้วย ท้ายที่สุดผมก็ยอมถ่ายรูปดี ๆ กับพี่เขาเป็นรูปเซลฟี่ที่ดูไม่ใกล้ชิดอะไรมากแต่ก็ดูน่ารักมากในสายตาผม มือเรียวเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าก่อนจะพากันเดินออกมาตรงถนน ผมควรพูดว่า ‘Welcome to เยาวราช’ ไหม แค่เดินออกจากสถานีมันก็รู้สึกเหมือนอยู่ในย่านชุมชนคนจีนสมัยก่อน ผมชอบความอนุรักษ์บรรยากาศเดิม ๆ นะครับ แม้บางจุดมันจะไม่เหมือนเดิมเพราะถูกปรับปรุงหรือต้องย้ายสถานที่ขายตามคำสั่งรัฐ แต่ก็ยังเหมือนเยาวราชสมัยเด็ก ๆ ที่ผมเคยมาเที่ยวหรือตอนพ่อกับแม่มาซื้อทองอยู่ดี พอคิดแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ ผมเคยหลงทางในเยาวราชนะครับแต่หลงทางในคราวนั้นทำผมเดินเป็นทุกย่านเลย แต่ครั้งนี้ที่ผมมาเป็นครั้งแรกที่ผมมาเพื่อทัวร์กิน

พูดแล้วอยากจะร้องไห้เพราะพี่ภพทำเอาน้ำหนักผมขึ้นนิดหน่อยโชคดีที่เสื้อผ้าที่เอามาผมยังคงสวมได้แต่ถ้าน้ำหนักขึ้นมากกว่านี้ก็คงสวมแล้วดูไม่ดีแล้วหละครับ เสื้อมันเป็นเสื้อโอเวอร์ไซส์แล้วจะให้รู้สึกดีได้ยังไงถ้าสวมแล้วมันพอดีตัว แบบนั้นผมคนอ้วนตุ๊ต๊ะแล้วครับ

เราทั้งสองคนเดินออกมาจากตัวสถานี ก่อนจะสาวเท้าเดินไปตามทางร้านอาหารโต้รุ่งข้างทางยังไม่ค่อยเปิดสักเท่าไหร่นักผมกับพี่ผมเลยตกลงว่าจะไปเดินเล่นสถานที่ที่พวกเรามักจะไปยามเด็ก ซึ่งตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมสักเท่าไหร่แล้วหละครับเพราะเมื่อก่อนมันเป็นสถานที่ขายของที่มีคนแน่นขนัดและเด็กนักเรียนมัธยมในตอนนั้นอย่างผมก็คือวิ่งไปซื้อแผ่นเกมส์กับเครื่องเล่นมาเล่นกัน แน่นอนว่าจุด ๆ นั้นคือสะพานเหล็ก หรือตอนนี้ควรเรียกว่าคลองโอ่งอ่างดีหละ

พอโดนจัดระเบียบร้านค้าแล้วก็ดูโล่งไปถนัดตา ร้างค้าหลายร้อยร้านหายไปเปลี่ยนไปเป็นทางเดินเล่นและมีพวกงานสตรีทอาร์ตตกแต่ง แล้วถ้าถามว่าร้านค้าเดิมเขาไปอยู่ที่ไหนผมก็อยากจะชี้ไปที่ตึกไม่ไกลให้ทุกคนได้เห็นแต่พอดีได้แต่อธิบายผมบอกชื่อตึกแล้วกันตึกที่เป็นสถานที่ตั้งของสะถานเหล็กแห่งใหม่ก็คือตึก Mega Plaza ครับ แต่ผมก็ไม่ได้มานานแล้วนะ เพราะส่วนใหญ่ผมซื้อเกมส์ออนไลน์เอา ส่วนพวกของสะสมฟิกเกอร์อะไรพวกนี้ก็คือสั่งตรงมาลงที่บ้านครับ ยกเว้นจะมาหาตัวหายากเท่านั้น ก็ยอมรับครับว่าเป็นเด็กติดเกมส์ ติดอ่านการ์ตูนมีสะสมบ้างแต่ไม่หนักเท่าเกมส์ ยิ่งช่วงนี้ต้องแย่งชิงกันจองเครื่องเกมส์รุ่นใหม่ของ Sony ผมยิ่งไม่อยากเข้าไปให้เจ็บช้ำเพราะผมจะจองหลายทีแล้วแต่มันเต็มใจชั่ววินาทีครับ รอมามาหลายรอบแล้วก็นกไปหลายรอบแล้ว

พี่ภพเห็นผมหันไปมองตึงสูงที่ตั้งอยู่ไม่ไกลเขาก็หันมาถามผม “อยากไปเหอะยังพอมีเวลานะแวะก่อนไหม” ร่างสูงเอ่ยแต่ผมเลือกที่จะปฏิเสธ บอกแล้วไงว่ามันเจ็บ!

“ไปหาอะไรทานรองท้องก่อนดีกว่าไหมครับเราไม่ได้ทานอะไรตอนเที่ยงกันเลยนะแถมผมหิวนิด ๆ แล้วด้วย” ผมเอ่ยกับเขาพลางลูบท้องตัวเอง ร่างสูงกว่าเห็นท่าทางแล้วหลุดขำท้ายที่สุดก็จูงมือผมไปร้านที่เป็นเป้าหมายแรก บอกเลยครับว่าเปิดมาร้านแรกก็รู้สึกถึงแคลรอลี่ที่จะได้รับเกินกว่าที่ร่างกายต้องการภายใน 1 วัน

มันมีไม่กี่อย่างหรอกครับว่าอะไรที่แคลรอลี่สูงดังนั้นผมแนะนำของอย่างแรกเข้าชิงครับข้าวขาหมูร้านเด็ดที่ทุกคนบอกว่าต้องมาจัดกันสักครั้ง แล้วผมไม่อยากจะบอกว่าผมชอบกินหนังมากกว่าเนื้อไม่ต้องบวกแคลรอลี่ให้ผมนะครับ วันนี้ถ้ามันทะลุหมื่นแคลผมไม่แปลกใจ ตอนนี้ยังเย็นอยู่ร้านเด็ดที่เปิดเวลากลางคืนยังไม่มากัน แต่ถ้าผมกินข้าวจานนี้เสร็จร้านก็น่าจะเปิดแล้วหละครับเพราะผมจ้องมองไปอีกฝั่งของถนน ปาท่องโก๋ ขนมปังสั่งขยานมสดคือมาเข็ญรถมาแล้ว ตอนนี้กำลังเอาปาท่องโก๋ลงทอดเลยครับ ไม่ห่างกันมีหมูสะเตะกำลังย่างอยู่ แน่นอนว่าพี่ภพวิ่งไปสั่งเรียบร้อย

พร้อมกับการันตรีว่าต้องทานให้ได้อร่อยมาก ผมก็หันไปมองพี่เขานะครับและที่มองคืองงว่าทำไมเจ้าตัวถึงรู้จักร้านอาหารอร่อยมากมายได้ขนาดนี้ ผมขมวดคิ้วมองร่างสูงที่วิ่งกลับมา

“พี่สั่งของทั้งสองร้านเอาไว้แล้วนะกินเสร็จแล้วค่อยไปเอาน่าจะเสร็จพอดี” คนตัวสูงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มแล้วตักข้าวทานต่อส่วนผมเหรอ หยุดตั้งแต่พี่แกวิ่งไปสั่งแล้วหละถึงผมจะมีหลายกระเพาะแต่ผมไม่ควรกินเยอะตั้งแต่ร้านแรก ผมต้องเตรียมตัวเตรียมท้องไว้รองรับอาหารอีกเยอะ ผมเลยเลือกกินแต่เนื้อโดยเหลือข้าวไว้ความจริงผมเป็นคนไม่ชอบทานอะไรเหลือที่สุดครับ แต่ถ้าอยากให้ตัวเองอยู่รอดยันตีสาม(ตามที่พี่ภพบอกไว้ว่าร้านข้างทางในเยาวราชจะปิดตีสองตีสาม) ผมควรถนอมพื้นที่ในกระเพาะให้ร้านอื่นบ้าง ผมรวบช้อนก่อนจะนั่งมองร่างสูงกินอาหารอย่างอเร็ดอร่อย ใช้เวลาไม่นานหรอกครับเพราะส่วนหนึ่งพี่ภพน่าจะหิวด้วยเลยกินหมดจานไวกว่าที่คิด

พอมองหน้าคนเคี้ยวอะไรตุ้ย ๆ แล้วเพลินดีเหมือนกันครับ แต่พออีกคนจับได้ว่าแอบจ้องผมก็เลิ่คลั่กหนักมากครับแล้วหันหนีไปมองร้านสองร้านที่พี่ภพไปสั่งเอาไว้ ตอนแรกคนยังไม่เข้าไปซื้อแต่ตอนนี้คือ...รู้สึกคิดถูกที่ไปสั่งเอาไว้ก่อน อยากจะกระซิบบอกนะครับว่าพี่ภพโทรสั่งบางเจ้าเอาไว้แล้วด้วย เหตุผลคือซี้กันมาก เขาบอกว่าอย่างน้อยสองอาทิตย์จะมาทัวร์กินสองถึงสามครั้ง ผมนี่ถลึงตามองพี่ภพตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยครับ มันดูไร้มารยาทแต่ถ้าเป็นผมก็จะเข้าใจ กินโคตรเก่งแต่ไม่มีไขมันส่วนเกินเลยสักนิด ถ้าไม่ติดว่าอยู่นอกบ้านผมเอามือไปลูบที่ท้องเขาแล้วครับว่าเป็นก้อนหรือเป็นซิกแพค แต่ผมเลือกอย่างหลัง แม้จะเคยเห็นแค่ด้านหลังแต่พี่ภพเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อเรียงกันสวยมากจนน่าอิจฉา ส่วนผมลดแล้วลดอีก สร้างกล้ามเนื้อให้ตายยังไงก็ไม่มีกล้ามท้องโผล่ จนยอมแพ้ไปแล้วตอนนี้เริ่มมีพุงน้อย ๆ แล้วด้วย พูดแล้วผมอยากจะร้องไห้

เมื่อเราทั้งสองเคลียร์ค่าอาหารร้านแรกแล้วเราก็ไปต่อร้านสองและสามกันทันที พี่ภพไปเอาหมูสะเตะส่วนผมเดินไปรับปาท่องโก๋ชุดใหญ่มาถือเอาไว้ และด้วยกลิ่นที่โคตรจะน่ากินผมก็เลยแกะทานทันที บอกได้เลยว่าอร่อยน้ำตาไหลผมทำแป้งปาท่องโก๋ยังไม่ได้ขนาดนี้เลยนะ คือมันอร่อยมาก ๆ ผมซาบซึ้งในรสชาติของปาท่องโก๋ก่อนร่างสูงจะเดินมาสะกิดบ่าผม แน่นอนว่าผมหันไปด้วยแววตาลุกวาวก่อนจะยื่นขนมที่อยู่ในมือไปให้อีกคน ร่างสูงกว่ามองด้วยความงุนงงผมเลยบอกให้เขาทาน “พี่ผมกินสิ ไผ่ลองกินแล้วโคตรอร่อยเลย อยากซื้ออีกชุดกลับบ้านอ่ะ” ผมพูดแล้วยื่นมือไปใกล้ร่างสูงอีกนิดจนท้ายที่สุดเขาก็อ้าปากงับขนมในมือผม ริมฝีปากหนาชนกับปลายนิ้วผมเผลอชักออกด้วยความประหม่าก่อนจะสำนึกได้ว่านี่กูอยู่กลางถนนและอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ยืนรอซื้อต่อยาวเหยียด...

มุดลงท่อตอนนี้ทันไหมครับแก้มผมแดงก่ำก่อนจะเดินหนี ส่วนพี่ภพหันไปคุยกับคุณป้าขายปาท่องโก๋ก่อนจะหิ้วออกมาอีกชุดแล้วเดินตามผมมา แก้มของผมกำลังจะระเบิด คนต่อแถว 2 ร้าน ไม่รวมอีกฝั่ง สายตาเกือบร้อยคู่แน่ ๆ ไผ่อยากจะร้องไห้ร้องตอนนี้ทีนไหมครับแต่ผมว่ามันไม่น่าจะทันแล้ว ผมเลยตัดสินใจสาวเท้าเดินให้ไวอีกแต่ช่วงเวลาเราเร่งรีบหรือพยายามจะหนีอะไรบางอย่างมันชอบมีมารมาผจญ

โดยมารผจญตอนนี้ของผมก็คือฝาท่อคอนกรีต ผมสะดุดเต็มที่เลยครับและเมื่อตัวกำลังจะจูบพื้นวงแขนแกร่งก็โอบเอวบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยไขมันของผม แน่นอนว่ามันไม่ใช่แขนของใครอื่นเพราะคำตอบคือพี่ภพนั่นเอง ใบหน้าคมดูตระหนกเล็กน้อย “ค่อย ๆ เดินสิครับไผ่ถ้าพี่รับไม่ทันคือเราเจ็บตัวไปแล้วนะ”

ร่างสูงสง่าบ่นผมก่อนจะรั้งตัวผมให้ยืนขึ้นเขาเช็ดดูท่าทางของผมหลายจุดก่อนจะลูบหัวเบา ๆ “ไม่เป็นอะไร ดีมากไปร้านต่อไปกันเถอะพี่สั่งเอาไว้แล้ว” สิ้นเสียงทุ้มเข้มเขาก็จับมือผมเดินนำไปเลย คราวนี้ใช้เวลาเดินสักพักท้ายที่สุดเราก็ไปถึงร้านขนมปังเจ้าอร่อยเด็ด คุณอ่านไม่ผิดครับ นี่คือชื่อร้านจริง ๆ และแถวยาวมากสมชื่อว่าร้านขนมปังเจ้าอร่อยเด็ดจริง ๆ ผมไม่ได้บูลลี่เขานะแต่ร้านชื่อนี้จริง ๆ ไม่เชื่อผมไปถ่ามพี่ภพเลยเพราะตอนแรกผมก็ยืนงงเหมือนกันจนมาเจอป้ายร้านถึงเข้าใจเพราะเขาใช้ชื่อแบบนั้นจริง ๆ

ซึ่งพอเราทั้งสองคนมาถึงร้านเราก็ได้รับขนมปังมาทานทันที โดยรูปแบบของขนมเป็นแบบขนมปังปอนด์หั่นตรงกลางแล้วใส่ไส้ไว้เยิ้ม ๆ พี่ภพสั่งไส้มาหลายไส้แต่ที่ดูเหมือนจะถูกจริตพี่ภพสุดก็คือไส้เนยนมก็เนยสังขยาไข่ และสำหรับผมสองรสนี้ก็โดนใจผมจริง ๆ ขอเพิ่มไส้เนยชอคโกแลตไปด้วยอีกหนึ่งแล้วกัน เรายืนกินไม่ห่างจากร้านสักเท่าไหร่จนกระทั่งมันหมดร้านต่อไปก็ถูกยกขึ้นมาเหมือนกับว่ามาที่นี่มันต้องซื้อขนมแบบนี้กลับบ้านผมโดนพี่ภพพาลัดเลาะถนนมาแถวย่านตลาดที่ขายของกินผลไม้ และที่มาที่นี่เพราะเราจะมาซื้อขนมที่ผมไม่รู้จักชื่อ รู้แค่ว่ามันเป็นสีเขียวโรยงานแล้วราดด้วยน้ำเชื่อมหวาน ๆ

ขนมชนิดนี้เป็นชิ้นแรกที่พี่ภพไม่เลือกร้าน เพราะพี่ท่านบอกว่าอร่อยทุกร้านแต่อยู่ที่จริตเราว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบเท่านั้นเอง แน่นอนว่าผมชอบนะ แต่ขอราดน้ำน้อย ๆ ดีกว่า ท้ายที่สุดเราก็ซื้อมาทานกันสองเซทในราคาสบายกระเป๋า ซึ่งผมก็ชวนคุณป้าที่ขายคุยนะครับแล้วถามถึงชื่อขนมและนั่นทำให้ผมบรรลุสักทีว่ามันเรียกว่าอะไร ‘จุ๋ยก๋วย’ หรือชื่อไทยคือขนมถ้วนจีนโบราณ บอกได้คำเดียวว่ากลับบ้านไปน่าจะจำไม่ได้

หลังจากได้เข้าขนมสีเขียวนี้มาใส่ในถุงผ้าแล้วนั้นเราก็จะลืมอีกอย่างหนึ่งที่เป็นของขึ้นชื่อของเยาวราชไม่ได้ครับเพราะเราต้องไปซื้อเกาลัคคั่วสดด้วย อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากผมเคยอยากทำเค็กเกาลัดด้วยนะแต่เมนูที่อยู่ในร้านก็เยอะอยู่แล้ว และด้วยความแปลกใหม่กลัวคนเขาจะไม่กล้าทานกันเพราะอะไรบางอย่างที่คนชอบก็คือชอบเลย อะไรที่คนไม่ชอบก็คือไม่ชอบ
หลังจากเกาลัดคั่วถูกบรรจุลงในกระเป๋าถือ ฟ้าก็มืดสนิทจนทำเอาผมต้องยกโทรศัพท์มือถือที่ยืมมาดูเวลา มันเกือบจะทุ่มนึงแล้ว และตอนนี้ท้องคือไม่รู้สึกอิ่มแต่ก็ไม่รู้สึกหิวมันเป็นเครื่องบ่งบอกแล้วหละครับว่าผมควรกินข้าวมื้อเย็นได้แล้วหละ



ออฟไลน์ S_oKiss

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 163
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-0




Chapter14



                ผมกับพี่ภพที่ทัวร์กินกันจนจุกจนต้องร้องขอชีวิต ในตอนนี้กำลังมองหน้าหาทางกลับคอนโดกันโดยเวลาตอนนี้อย่าไปถามถึงรถไฟฟ้าที่ใช้เดินทางขามา เพราะตอนนี้คือปาไปตีสามนิด ๆ แล้ว ผมไม่อยากจะบอกนะครับว่าพี่ภพเป็นสายแดกยิ่งกว่าผมอีกครับ



เห็นร่างกายมีกล้าม มีซิกแพคก็เถอะอย่าให้มันหลอกตาเอาได้นะครับผมบอกเลยว่าพี่แกกินเก่งมาก ๆ กินเก่งจนผมคิดว่าเดือนนึงเขาหมดเงินกับค่ากินไปเท่าไหร่ อย่าให้ผมร่ายยาวว่าพี่ภพซื้ออะไรกลับบ้านมั่งถ้าให้พูดแล้วคุณจะตกใจแบบผม แล้วซื้อกลับบ้านไม่ได้ซื้อแบบน้อย ๆ นะครับพี่แกซื้อเหมือนชีวิตนี้จะไม่ได้วนกลับมากินอีกแล้วทั้ง ๆ ที่ผมคิดว่าถ้าซื้อทิ้งไว้เยอะขนาดนี้วันต่อ ๆ ไปมันต้องไม่อร่อยเหมือนตอนกินที่ร้าน แต่พี่ภพไม่สนใจเท่าไหร่แต่พอเข้าใจเพราะแถว ๆ คอนโดพี่แกหาของแบบนี้กินยากมาก ก็ส่วนใหญ่มันเต็มไปด้วยคอนโดสูง ๆ นี่นะ ร้านสะดวกซื้อถึงจะมีแต่มันก็ไม่อร่อยเท่าต้นฉบับที่การันตีด้วยป้ายต่าง ๆ



                และยิ่งเป็นของโปรด พี่แกจะซื้อมาตุนไว้ในตู้เย็นจนน่ากลัวเลยหละ (ผมแอบกระซิบเลยวันแรกที่ผมเข้าครัวพี่ภพคือภายในมันไม่มีของสำหรับทำอะไรทานก็จริงแต่พวกของที่ซื้อมาตุนพี่ภพยกให้ไปหนึ่งชั้นและผมนี่หละคือคนเคลียร์ตู้เย็นให้พี่เขา) ยกตัวอย่างรังนก ตอนไปกินที่ร้านคืออร่อยมาก เป็นรังนกเกรดสูงคุณภาพดีพี่แกสั่งใส่ถุงมาแช่ตู้เย็นไปหกถุง เกาลัดที่ซื้อไปไม่อยากบอกว่ามากันสองคนกดไปสองสามโล ผมแย้งแล้วนะว่าเกาลัดคั่วทิ้งไว้แล้วมันไม่หอมเหมือนกันซื้อมาวันแรกแต่ไม่สนใจครับสั่งมาแล้วใส่กล่องแล้วผมนี่ถอนหายใจไปหลายยก ไหนจะพวกทับทิมกรอบหรือขนมน้ำแบบไทยผสมจีนแบบ เต้าทึง บัวลอย ครองแครง น้ำแข็งไส ลอดช่องน้ำกะทิ คือถ้าผมไม่รั้งไว้คือพี่แกซื้อทุกเมนูที่มีในร้านไปแล้ว



                และพอเดินออกจากร้านขนมหวานก็ดันไปเจอร้านขึ้นชื่ออีกร้านแม้ชื่อจะขายข้าวขาหมูแบบที่ผมกับพี่ภพกินเป็นเมนูแรกที่มาที่แห่งนี้แต่ร้านนี้มีเมนูเด็ดอยู่ที่ซุปเยื่อไผ่ และเกาเหลาเลือดหมูแน่นอนว่าพี่ภพไม่พลาดที่จะแวะกินโดยสั่งมาถ้วยหนึ่งแบ่งกันชิม อร่อยไหมคืออร่อยมาก แต่ซื้อกลับบ้านมันไม่อร่อยเท่ากินในร้านนะเฮ้ย ยัง...ไม่หมดแค่นี้นะครับเพราะก่อนจะมาไกลขนาดนี้เราไปทานอาหารซีฟู้ดชื่อดังแถวเยาวราชมาแล้วบอกได้เลยว่าโคตรอิ่มผมตั้งใจว่าหลังจากนี้คงกินของหวานอย่างเดียวแล้วหละแต่ไม่ใช่ครับเราเข้าอีกหลายร้านเลยไอพวกของหนักท้องหนะ ส่วนของหวานก็ไม่แพ้กัน ตอนนี้ผมหิ้วถุงต่าง ๆ จนเจ็บมือไปหมดแล้ว ส่วนคนคนที่กำลังเดินสั่งอาหารไปตามถนนเยาวราชยังคงเพลินอยู่ ตอนนี้ระเบิดกำลังจะลงแล้วหละครับ ผมเริ่มง่วงยายังไม่ได้ทานแต่ติดอยู่อย่างเดียวคือเมื่อวานผมดื้อกับพี่ภพผมเลยไม่กล้างองแง คนมันมีชนักติดหลังอยู่อะเนอะ แต่ในที่สุดก็เดินมาสุดทางถนนของตลาดกลางคืนที่ทอดยาว นี่คือร้านสุดท้ายที่ผมเห็นแม้จะหันจนคอเคล็ดก็ไม่เห็นร้านอื่นแล้ว ผมกู่ร้องด้วยความยินดีและของต่าง ๆ ในมือพี่ภพก็เปาไปถือเองเกินขึ้นของผมมีนิดหน่อยแต่ใส่ในกระเป๋าผ้าไว้



แต่ก็อย่างที่เล่าไปตอนแรกเราจะเดินทางกลับยังไงดี สภาพผมคือหาวไม่หยุดจนพี่ภพตัดสินใจใช้ตุ๊ก ๆ ในการเดินทางกลับ วินาทีแรกที่ขึ้นรถบอกได้เลยว่านรกมาเยือนผมแน่นอนเพราะผมไม่เคยนั่งมาก่อนในชีวิต



                ต้องขอโทษด้วยที่ทำตัวเป็นลูกคุณหนูนะครับแต่ผมไม่เคยนั่งรถตุ๊ก ๆ จริง ๆ พี่ผมให้ผมนั่งด้านในที่มีราวกั้นส่วนพี่แกนั่งด้านนอกผมนี่เกาะตัวรถแน่นเลยครับกลัวตกนี่นา



                แต่ผมยอมรับเลยนะว่าการที่ได้ใช้ชีวิตกับพี่ภพในตอนนี้มันทำให้ผมเปิดโลกอะไรใหม่ ๆ ได้เยอะเหมือนกัน ผมไม่เคยนั่งมอเตอร์ไซค์ ยิ่งบิ้กไบท์ก็คือไม่เคยมาก่อน เมื่อวานก็ได้นั่ง รถตุ๊ก ๆ นี่ก็ครั้งแรก ที่สำคัญไปกว่านั้นผมเพิ่งเคยเห็นคุณชายไม่รักษามาดเป็นครั้งแรก วินาทีแรกที่เจอกันคือพี่แกเดินเข้ามาในร้านคาดว่าถ้ามีจักรยานและรถยนต์ไม่เยอะพี่แกคงปั่นมาแล้ว นี่มาตุ๊ก ๆ อีก



เท่าที่ผมเคยเห็นเพื่อน ๆ ที่รวยมาก ๆ มันไม่มีทางทำแบบนี้เด็ดขาดถ้าขับรถไม่ได้มันก็เรียกคนรถมารับยันหน้าคณะ รถไฟฟ้าใต้ดินบนดินไม่มีการขึ้นแท็กซี่โอนลี่ แต่พี่ภพคือบุคคลที่ทำให้ผมมองลูกคนรวยแตกต่างไป ไม่ใช่ว่าเพื่อนผมมันไม่ดีนะมันดีทุกคนแต่ไม่มีใครติดดินเท่าพี่ภพ ดูเหมือนพี่แกจะไม่ค่อยอยากจะเปิดเผยตัวกับอื่น ๆ ด้วย ยกตัวอย่างได้เลยว่าในคอนโดพี่ภพมีคนที่รู้ว่าพี่ภพเป็นผู้บริหารและเป็นเจ้าของโครงการคอนโดที่พักอยู่แห่งนี้ไม่กี่คน มีแต่พนักงานระดับผู้จัดการหรือรองผู้จัดการขึ้นไปถึงจะรู้จัก และพี่ท่านไม่เคยไปเบ่งใส่ใคร



ผมเคยเข้าฟิตเนสของคอนโดนี้ตอนเดินทัวร์เล่น บางคนมองผมแบบหัวจรดเท้าเลยครับว่ามาจากไหนมาทำอะไรในคอนโดหรูที่ฉันพักอาศัยอยู่ ครับถูกมองแบบน้ำทำเอาหัวร้อนได้เหมือนกัน แต่สภาพผมก็คืออยู่ในเสื้อยืดกางเกงขาสั้นที่เพิ่งซื้อมาจากซุปเปอร์คงแปลกตาพวกเขา ชุดนอนจะให้ซื้อราคาแพงทำไมหละ คำว่านอนคือต้องสวมอะไรให้ตัวเองสบายที่สุดเพื่อที่จะได้นอนหลับดี   หลังจากเห็นหน้ากับสภาพแต่ตัวของผมลูกบ้านก็เรียกประชุมกันโดยมีนิติบุคคลที่ทำหน้าเสียอยู่ (เพราะนิติบุคคลรู้ไงว่าผมมากับพี่ภพแล้วเขารู้ว่าเนี่ยเจ้าของคนหนึ่งของคอนโด)



โดยประเด็นที่เรียกประชุมก็คือจะแบ่งสัดแบ่งส่วนการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ของคอนโด เรียกอีกอย่างว่าจัดระดับของผู้ใช้บริการในส่วนต่าง ๆ ที่เป็นส่วนกลาง โดยคน ๆ นั้นบอกว่าผมเป็นพวกโลวคราสอยู่ชั้นล่างแต่มายุ่งกับคนที่อาศัยชั้นสูง ๆ อย่างเขา มันเป็นการเสียมารยาทผมไม่ควรได้รับสิทธิในการใช้ห้องส่วนกลางต่าง ๆ เพราะผมก็เป็นแค่ผู้เช่าอยู่ไม่มีปัญญาซื้อเงินสด หรือจ่ายราคาเดาวน์ในระคาสูง ๆ



ผมนี่เบ้ปากเลยครับ ลูกบ้านหลายคนที่อยู่ชั้นสูง ๆ มองผมแล้วซุบซิบกัน บางคนก็ได้แต่จำใจเหมือนคนพวกนี้กดขี่พวกคนที่จนกว่าตัวเอง ผมโดนว่าไปหลายยกอยู่ครับแน่นอนว่าเกือบโดนโยนออกนอกคอนโดแล้วเพราะผมไม่มีบัตรไม่มีอะไรที่จะยืนยันตัวว่าอาศัยอยู่ที่คอนโดแห่งนี้ แล้วสภาพผมที่ขึ้นมายังพื้นที่ส่วนกลางได้ก็คือเป็นขโมยแน่ ๆ ให้ตายเหอะคนพวกนี้มองพวกใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นเป็นพวกไม่มีเงินหมดเลยหรือไง ผมจะออกตัวแรงไปโวยวายแต่ก็โดนลูกบ้านคนอื่นรั้งตัวไว้ เขาส่ายหน้าไปมาเป็นการบอกให้ผมไม่ควรมีเรื่องกับพวกเขาเพราะจะเป็นผลเสียและเผลอ ๆ อาจจะถูกไล่ออกจากคอนโดก็ด้ำก็ถูกกลั่นแกล้ง ท่าทางจะเคยโดนขู่กันมาก่อนสินะให้ตายเหอะผมไม่อยากอยู่นิ่ง ๆ เห็นคนรวยกว่ากดหัวคนที่ด้อยกว่าตัวเองเลย



ผมไม่รู้นะว่าทำไมถึงกำหนดว่าคนที่อยู่ชั้นคอนโดต่ำกว่าจะไม่มีเงินเหมือนคนอยู่ชั้นสูง ๆ คือก็รู้หละว่าชั้นบน ๆ มันเป็นอะไรที่แปรผันตามราคาที่สูงขึ้น แต่ไอคนซื้อชั้นสูง ๆ ซื้อสดเหรอ บางทีคนที่คนพวกนี้หละซื้อผ่อนแต่คนชั้นล่างเขาพอใจกับความสูงเท่านี้พื้นที่ห้องประมาณนี้และเงินเขาพอที่จะจ่ายสดได้อย่างสบายใจ



ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความไปหาพี่ภพไม่ทันเว้นช่วงหายใจข้อความก็ถูกส่งกลับมา ผมไม่อยากรบกวนพี่เขาเลยเพราะผมรู้ว่าตัวเขาปกปิดตนไม่อยากให้ใครรู้อยากอยู่เงียบ ๆ แต่ถ้าคอนโดเขามีปัญหา Toxic แบบนี้มันไม่จัดการไม่ได้ไง ผมก้มอ่านข้อความในมือถือพอเงยหน้ามาอีกทีทุกคนที่บอกว่าตัวเองเป็นพวกชนชั้นสูงในคอนโดนี้ก็ยกมือกันพร้อมหน้าพร้อมตา ผมมองด้วยความงุนงงก่อนพี่ชายคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผมตบบ่าผมเบา ๆ แล้วบอกว่า “ดีแล้วที่ไม่โดนไล่ออกจากคอนโดนะ พวกนี้มีแต่ลูกหลานของเจ้าของคอนโดนี้เราจะเดินไปไหนมาไหนก็ระวังหน่อยแล้วกัน”



ผมมองคนที่พูดกับผมด้วยความ งุนงง ก่อนจะหันไปจ้องมองคนพวกนั้น แน่นอนว่าดูแล้วรวยแต่คงไม่เท่ากับแบคของผมหรอก ลูกหลานของเจ้าของคอนโด ผมรู้จักแค่คนเดียวอะที่นามสกุลเหมือนกับเจ้าของบริษัทที่สร้างคอนโดนี้แล้วคนที่ตกแต่งดีไซน์ห้องแต่ละห้องก็นามสกุลเดียวกับผม ผมยืดกำหมัดอดทนต่อคำต่อว่าของคนพวกนั้นไม่นานพี่ภพก็เดินตามมาแน่นอนว่าเขาอยู่ในชุดนอนไม่ต่างจากผม ดูเซอร์กว่าผมด้วยซ้ำครับ แต่พอเขาเข้ามาคนที่เป็นหัวหน้าฝ่ายนิติบุคคลก็ก้มหัวให้กับเขารวมไปถึงหัวหน้าผู้ดูแลส่วนต่าง ๆ ของพื้นที่ส่วนกลางก็โน้นตัวก้มหัวให้ ท่าทางแบบนั้นเอาพวกคนที่มองผมในทางไม่ดีอ้าปากค้าง



ถึงฝ่ายนิติบุคคลจะไม่รู้จักผมแต่เขาะต้องรู้จักพี่ภพแน่นอน เพราะพวกหัวหน้าจะทำงานบริการหรือให้ความสะดวกคนในชั้นสูง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีห้องพี่ภพอยู่และเป็นห้องที่โคตรจะพิเศษด้วย ห้องลูกเจ้าของคอนโดกวาดไปแทบทั้งชั้นยังดีที่เหลือบันไดหนีไฟ ช่องทิ้งขยะ ข่องเก็บของทำความสะอาดของแม่บ้าน ง่ายๆ สมมติแบ่งคอนโดเป็น 5 ส่วน สี่ส่วนเป็นพื้นที่ห้องและสระว่ายน้ำส่วนตัวของพี่ภพ ส่วนอีกส่วนเป็นอะไรจิปาถะที่ไม่เกี่ยวกับตัวห้อง ซึ่งต้องใช้ลิฟท์ตัวอื่นขึ้นไปดังนั้นระดับหัวหน้าเท่านั้นถึงจะขึ้นไปชั้นเกือบจะบนสุดได้ แล้วราคาไม่อยากจะบอกนะว่า ร้อยล้านยังได้ห้องต่ำกว่าห้องพี่ภพเลย



“เกิดอะไรขึ้นครับ” เสียงทุ้มที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดเอ่ยตอนนี้พี่ผมทำหน้ายุ่งผมฟูเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่นแต่พนักงานแต่ละคนไม่กล้าตอบได้แต่ก้มหัวเหมือนกับการขอโทษอยู่แบบนี้ “ผมถามไม่ได้ให้คุณมาเงียบใส่” พี่ภพเอ่ยซ้ำก่อนกลุ่มชนชั้นสูงจะออกตัวว่าพี่ภพก่อนเรื่องมารยาท แต่แค่นี้ก็ทำให้พี่ภพเข้าใจเรื่องทุกอย่าง ไม่ใช่คอนโดแห่งนี้แห่งเดียวหรอกที่มีการแบ่งแยกกัน ทุกคอนโดมีหมดหละครับแค่มีมากหรือมีน้อย



ร่างสูงไม่คิดจะสนใจฟังคำพูดคำว่าของคนพวกนั้นเขาขอมือถือในมือของผมก่อนต่อสายตรงไปหาใครสักคนที่น่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจมากที่สุด พนักงานแต่ละคนทรุดนั่งขอโทษพี่ภพก่อนจะบอกว่าพวกเขาจะไม่ทำแบบนี้อีกต่อไปแล้ว ดูเหมือนไม่ใช่แค่คนอาศัยที่จะแบ่งแยกการให้บริการลูกบ้านในพื้นที่ส่วนกลาง นิติบุคคลน่าจะรู้เห็นเป็นใจไปด้วยไม่งั้นคงไม่มีใครบอกให้ผมยอมพวกเขาแน่ ๆ



ได้โบกมือลางานนี้ตลอดชีพแน่ ๆ แต่ก็ทำตัวเองแท้ ๆ นิติบุคคลอย่างแรกคือต้องให้ความเป็นธรรมกับลูกบ้านแต่นี่เข้าข้างคนรวยกว่า ไม่เห็นหัวคนจนสมควรโดนไล่ออกหละนะ



หลังจากพี่ภพวางสายเขาก็เรียกผมให้เดินตาม แน่นอนว่าจุดที่เราจะไปกันคือลิฟท์สำหรับชั้นพิเศษ เพราะมันมีลิฟท์ตัวเดียวเท่านั้นหละที่จะขึ้นไปถึงห้องพี่แกได้และมีคนน้อยมาที่ได้ใช้ลิฟท์ตัวนี้ แต่ในขณะที่พวกเรากำลังเดินไปที่ลิฟท์ก็มีคนกระชากคอเสื้อผมไว้จนผมปลิวทรุดลงนั่งกับพื้นเสียงร้องเพราะความตกใจของผมดังลั่น แน่นอนว่าผมเจ็บตัวดีที่หัวไม่กระแทคพื้น ไม่งั้นจากที่บ้าอยู่แล้วคงจะบ้าหนักกว่านี้ แต่เสียงร้องของผมทำให้พี่ภพหันมาจ้องกลุ่มคนที่กำลังยืนล้อมผมด้วยสายตาน่ากลัว



ร่างสูงรีบปรี่เข้ามาใกล้แล้วรีบช่วยให้ผมลุกขึ้น สายตาคมมองรอบ ๆ ร่างกายผมก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก “ดีที่ไม่เป็นอะไรมากนะ ส่วนคุณหัวหน้านิติบุคคลถ้ายังอยากรักษาหน้าที่การงานอยู่เตรียมรายชื่อคนพวกนี้ให้ผม เอาคนที่มีปัญหาและเสนอให้คนอยู่ชั้นต่ำกว่าชั้นอะไรสักชั้นไม่ให้ใช้พื้นที่ส่วนกลางเพราะเป็นพื้นที่ของคนมีเงินจ่ายค่าส่วนกลางมาให้ด้วย เพราะเท่าที่ผมทราบก็คือทุกคนทุกห้องจ่ายกันแล้วทำไมถึงมีคนที่ไม่ได้ใช้พื้นที่ที่ทางคอนโดเตรียมไว้ ผมให้เวลาคุณ 10 นาที เอาชี่อคนที่มีปัญหาทั้งหมดมาให้ผม”



พี่ภพดุมากเลยหละครับตอนนั้น และนั่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคอนโดครั้งใหญ่โดยมีจุดเริ่มต้นคือผมแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไหร่ เพราะพวกเราถูกเปิดเผยตัวตนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับคอนโดแห่งนี้ และทุกคนก็ดูหวั่นเกรงพวกเราไปเลยไม่เว้นแต่คนที่พูดให้ผมเงียบ ๆ แล้วยอมทนไป ส่วนพวกหัวสูงหนะเหรอพี่ภพแกเล่นอะไรแผลง ๆ นิดหน่อยทำเอาตอนเช้าของอีกวันหุ้นแกว่งไปหมดเลยครับ ผมนี่น้อมรับความร่ำรวยที่โคตรติดดินกับพี่ภพเลย



เอาหละเรากลับมาหาผมในตอนปัจุบันที่กำลังเกาะเสารถตุ๊ก ๆ กรีดร้องอยู่ มันไม่ได้น่ากลัวอะไรมากขนาดนั้นแต่ด้วยความเร็วแล้วมันแกว่งมันเลยทำให้ผมตกใจจนนึกว่าตัวเองลอยตกจากรถไปแล้ว ท่าทางของผมทำพี่ภพขำหนักมาก พี่คนขับก็ไม่แพ้กันแถมถามผมด้วยนะว่านี่คือนั่งครั้งแรกเหรอ ไอตัวผมก็พยักหน้ารัว ๆ เป็นคำตอบหวังว่ามันจะช่วยให้พี่เขาปราณีไม่ขับรถเหวี่ยงไปมากกว่านี้ แต่ผิดคาดครับเหมือนคนเขามีความสุขในการแกล้งคนรถยิ่งเริ่งแรง ตอนนี้ผมน้ำตาไหลเกาะเสารถไปแล้ว และไม่นานพระเจ้าก็ส่งโปรดผมตอนนี้เรายืนกันอยู่กันหน้าคอนโดของพี่ภพแล้ว



และภาพของผมคือเกือบอ้วก มอไซค์คือน่ากลัวแล้วตุ๊ก ๆ นี่น่ากลัวกว่าในความคิดผม พี่ภพที่เห็นท่าของผมไม่ดีเขาเลยรีบพาผมขึ้นห้องพัก และในระหว่างขึ้นลิฟท์ ผมก็รู้สึกโหวงในช่วงท้องนิดหน่อยจนต้องหลับตา แต่ก็ต้องขอบคุณลิฟท์ของคอนโดแห่งนี้ที่เร็วทันใจ ไม่นานผมก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาในห้องรับแขก เจ้าแบมพูที่เห็นพวกผมเข้าห้องกันมามันก็วิ่งมาหาโดยมันตะกายโซฟาบริเวณหน้าผม



ดูเหมือนเราจะทำเจ้าตัวเล็กนี่คื่น ผมเลยลูบหัวและช่วยดันมันขึ้นมาบนโซฟา เจ้าตัวน้อยเลียหน้าเลียตาจนจักจี๋ไปหมด ผมหัวเราะคิกคัก ก่อนจะยกเจ้าหมาน้อยจนตัวลอย จับฟัดเล่นสักเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้ก้อนขนมันนอนบนพุงผม พี่ภพที่หายเข้าครัวไปไม่นานก็เดินออกมาพร้อมกับน้ำส้มคั้นสดใส่น้ำแข็งที่เราซื้อกันที่ตลาดกลางคืน



คิดไม่ผิดที่ซื้อกลับมาตอนนี้มันช่วยผมได้เยอะเลยอะไรที่เปรี้ยวอมหวานแบบนี้ ผมลุกขึ้นนั่งและใช้เวลานิดเดียวจัดการของเหลวที่อยู่ในแก้วจนหมด สดชื่นจนอยากทานอีกแก้วเลยผมเลยเดินปรี่ไปที่ห้องครัวพร้อมกับแก้วในมือ ขวดน้ำส้มยังคงเปิดอยู่ผมนำมาเทใส่แก้วจนเกือบครึ่ง



ทง่าหางตาของผมกลับหันมองไปที่พี่ภพที่ตอนนี้เริ่มเอาของเข้าตู้เย็นได้มั่วที่สุดในชีวิต ผมจับมือร่างสูงแล้วไล่ให้ไปนั่งก่อนตัวเองจะทยอยเอาของต่าง ๆ ออกมา แน่นอนว่าอีกฝ่ายงงกับการกระทำของผม แต่ผมทำใจไม่ได้ที่เห็นกระเพาะปลาน้ำแดง หูฉลามน้ำแดงรวมไปถึงซุปเยื่อไผ่อยู่ในช่องฟรีซไม่ได้ ไหนจะรังนก ครองแครงขนมหวานต่าง ๆ ตรรกะพี่ภพคืออะไร



สิ่งที่อยู่ในช่องฟรีสคือจะอยู่ได้ตลอดไปงั้นเหรอ ผมจะเป็นลม “พี่ภพของพวกนี้ใส่ช่องฟรีซก็เสียรสชาติหมดทำแบบนี้ตลอดเลยใช่ไหม มิน่าตอนไผ่มาเห็นตู้เย็นวันแรกเลยต้องเคลียร์ของออกให้หมดแบบนี้” คนเพอเฟกก็มีเรื่องที่ไม่เก่งและไม่เข้าใจเหมือนกันผมพยายามท่องเอาไว้ในใจ ทุกวันนี้ภาพแรกที่ผมเห็นพี่ภพกับตอนนี้ เหมือนกับว่าพี่ภพในตอนแรกเริ่มมลายหายไปจากหัวผมแล้วครับ ตอนนี้ผมเหมือนกับมองคนทำอะไรเปิ่น ๆ น่ารัก ๆ ไปแล้วครับ



ถ้าจะเอาของเข้าตู้เย็นเริ่มแรกก็ต้องดูก่อนว่าอะไรแช่งแข็งได้อะไรไม่จำเป็นต้องแช่และอะไรคือห้ามแช่ อย่างแรกเลยพวกขนมต่าง ๆ เข้าฟรีซไป มันจะนอนตายอยู่ในนั้นอีกเป็นชาติแน่นอน ดังนั้นใส่ในลิ้นชักชั้นธรรมดาเอาตรง ๆ ผมยังกลัวว่ามันจะแข็งไปตอนอุ่นกินเลยครับขนมไฟพวกนี้ถ้าไม่ใช่พวกกินเย็นมันควรจะกินเลยมากกว่าแต่ทำยังไงได้หละครับเหมามาเกือบทุกเมนูถ้ากินให้หมดท้องเสียตายแน่ ๆ ผมถอนหายใจก่อนจะเอากับข้างต่าง ๆ  วางในช่องธรรมดา และแบ่งบางส่วนไว้ด้านนอกเพราะจะเอาไว้ทานเช้านี้เลย



แล้วก็พวกน้ำผลไม้คั้นสดไม่ค่อยมีมานอกจากน้ำส้มของโปรดหมดผมจัดการใส่มันไว้ตรงประตู ขวดน้ำอัดลมต่าง ๆ ถูกผมใส่ไว้ในกล่องจัดระเบียบ แน่นอนว่าเมื่อวันที่ไปซุปเปอร์ผมไปซื้อมันมาทิ้งไว้เพราะคู้เย็นของพี่ภพคือเละเทะมากครับ คนทำอาหารมองแล้วทำใจไม่ได้จริง ๆ โค้กอยู่ส่วนโค้ก เครื่องดื่มชนิดอื่นก็อยู่ในช่องของตัวเองไป



ไหนจะนมสดที่ยกลังมาแทนกาซื้อเป็นขวดลิตร เนยทำอาหารหรือเครื่องปรุงที่ต้องแช่เย็นไว้ผมจัดคู้เย็นอยู่นานสองนานก่อนที่จะหมดแรง ยอมแพ้ไปก่อนแล้วค่อยจัดใหม่อีกวัน คือที่มันดูเยอะคือผมจัดของที่ซื้อมาจากซุปเปอร์เมื่อวานด้วยครับ พอดีมันเกิดเรื่องก่อนผมเลยยังไม่ได้เอามันแช่ตู้เย็น เพิ่งมาจัดมันตอนนี้แต่เวลานี้ผมง่วงเต็มทนแล้วหละ



มือเรียวยาวป้องปากหาวส่วนพี่ภพที่เล่นกับแบมบูอยู่ตอนนี้เท้าแขนหลับไปแล้ว ผมหันไปหมายจะเรียกอีกคนพลันความรู้สึกว่าภาพตรงหน้าน่ารักมากก็เกิดขึ้น สมาร์ทโฟนพี่ภพถูกยกขึ้นมาถ่าย ผมรัวไปหลายภาพเลยหละแน่นอนว่าปิดเสียงเอาไว้ด้วยนะ ก่อนจะใช้มือถือเครื่องนี้นี่หละส่งภาพผ่านเมลไปที่เมลของผม แน่นอนว่าไม่ลืมที่จะทำลายหลักฐานที่เกิดขึ้นแน่นอน รูปที่ถ่ายไว้ทั้งหมดก็กดลบสิครับ แต่ดูเหมือนผมลืมไปว่าถึงแม้จะลบทิ้งไปแล้วมันก็ถูกกู้คืนขึ้นมาได้ง่าย ๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันอัพโหลดสำรองไว้บนอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว



ผมเดินไปนั่งข้าง ๆ พี่ภมที่กำลังหลับอยู่ นิ้วเรียวยื่นไปดันจมูกโด่งเล่นแล้วหัวเราะคิกคักคนเดียวเบา ๆ ก่อนที่มือจะเคลื่อนที่ไปจุดอื่นรอบ ๆ ใบหน้าดวงเนตรคมสีเข้มก็ลืมตาตื่น แน่นอนว่าผมชักมือกลับไม่ทัน มือพี่ภพกุมมือของผมเอาไว้ได้ก่อน หลักฐานตอนแรกไม่มีแต่ตอนนี้คือไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ที่ฟังขึ้นแล้ว ดวงตาของเรามองกันและกันก่อนที่ผมจะ...บิดมืดตัวเองออกจากการกอบกุมของเขาแล้ววิ่งหนีไป แน่นอนเป้าหมายคือห้องพักของผม



แล้วเหตุผลที่ผมวิ่งหนีเหรอครับ ถ้าบอกว่าผมง่วงจะคิดว่าผมโกหกไหม มันดูโกหกงั้นเหรอครับ สารภาพก็ได้ว่าโดนพี่เขามองตรง ๆ แล้วรู้สึกทำอะไรไม่ถูกครับ แล้วตอนนั้นแกล้งพี่แกไปด้วยเลยยิ่งมีชนักติดหลังวิ่งหนีเข้าห้องนอนเลยน่าจะเป็นทางที่ดีกว่า เอาเป็นว่าวันนี้ราตรีสวัสดิ์นะครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด