#เจษอย่าร้าย mpreg // 16. อาการที่เรียกว่าหึง 09.04.65
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: #เจษอย่าร้าย mpreg // 16. อาการที่เรียกว่าหึง 09.04.65  (อ่าน 2775 ครั้ง)

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0




_____________




#เจษอย่าร้าย




เจษนิพัทธ์ (28) x ​​​จิรายุ (22)


จิรายุ แปลว่าผู้มีอายุยืน แม่ตั้งชื้อนี้ให้เขาเพราะหวังจะให้ลูกชายได้มีอายุยืนยาวสักหน่อย ตั้งแต่แม่เสียไปเป้าหมายสูงสุดในการมีชีวิตอยู่ของเขาคือการได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ทว่าความฝันนั้นก็พลันต้องสลายไปเพียงเพราะการก้าวเข้ามาของใครบางคน



⚠️Warning / คำเตือน!⚠️

Mpreg - Non-con / Rape - Dub-con / Dubious Consent - Sexual Harassment - Toxic Relationship - Manipulate









Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09-04-2022 22:35:55 โดย คุณรักโกรธ »

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#เจษอย่าร้าย mpreg // 1.อารัมภบท 12.03.65
«ตอบ #1 เมื่อ12-03-2022 22:32:28 »


#เจษอย่าร้าย

อารัมภบท

 



 

 

 

 

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

เสียงเคาะประตูหยุดลงพร้อมกับบานประตูที่เปิดเข้ามา ร่างสูงโปร่งในชุดลำลองเดินเข้ามาในห้องทำงานของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดา จิรายุมองข้ามสายตาคุณผู้หญิงของบ้านที่กราดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างตำหนิติเตียน เพราะถูกเรียกมาอย่างกะทันหันจึงทำให้ชายหนุ่มแต่งตัวไม่เรียบร้อยนัก

 

เจ้าของร่างสะโอดสะองเดินมานั่งยังเก้าอี้เดี่ยวซึ่งเป็นที่ว่างเดียวที่ยังเหลืออยู่ในห้องนี้ เบื้องหน้าเป็นบิดาที่กำลังนั่งหน้าเครียด ใบหน้าอิดโรยและไหล่ที่งุ้มลงดูแตกต่างจากชายที่เขาเคยรู้จัก นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้เผชิญหน้ากันตรงๆ คุณไตรทศในความทรงจำของเขาคือชายผู้มากด้วยอำนาจ ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยความสง่าผ่าเผย ทว่าตอนนี้กลับดูแก่ลงไปหลายปีไร้ซึ่งสง่าราศีอย่างที่เคยเป็นมา

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

"คุณคะ" แรงเขย่าจากคนที่นั่งเคียงกันเรียกเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จากผู้ที่เป็นประมุขของบ้าน นัยต์คมเฉี่ยวยีนส์เด่นเพียงอย่างเดียวที่ถูกถ่ายทอดมาสู่จิรายุตวัดขึ้นมองหน้าลูกชายเพียงคนเดียวที่เกิดจากภรรยาในสมรส ความหนักอึ้งส่งผ่านจนผู้ถูกมองรู้สึกได้

 

"คุณ.. มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะครับ" จิรายุเอ่ยเร่งเมื่อฝ่ายนั้นไม่มีท่าทีว่าจะพูดอะไรออกมาสักที เขาไม่อยากนั่งอยู่ตรงนี้นานนัก สายตาเสียดแทงจากผู้หญิงคนนั้นและลูกของเธอทำให้เขาอึดอัดจนอยากหลบไปให้พ้นจากตรงนี้เสียที

 

จิรายุไม่เข้าใจว่าทำไมสองแม่ลูกนั่นถึงได้จงเกลียดจงชังกันนักทั้งที่พวกเขาเองก็ได้ทุกสิ่งที่ต้องการไปหมดแล้ว

 

ด้วยคุณไตรทศเกรงว่าบ้านที่ขาดบ่อน้ำหล่อเลี้ยงอย่างคุณหญิงนฤนาทไปจะไม่กลายเป็นบ้านเหมือนดังเก่า จึงได้รับภรรยาคนนี้เข้ามาทั้งที่แม่ของเขาเพิ่งเสียไปได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ จิรายุในตอนนั้นอายุเพียงสิบขวบ เด็กน้อยกอดตุ๊กตาตัวโปรดที่ผู้เป็นมารดาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้ามองบิดาโอบกอดหญิงสาวแปลกหน้าและเด็กชายที่โตกว่าเขาไม่กี่ปีเดินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เธอถูกกล่าวแนะนำกับเด็กน้อยว่านี่คือคนที่จะมาเป็นแม่ของเขา ให้เขาเชื่อฟังเธอเหมือนกับที่เคยเชื่อฟังมารดาบังเกิดเกล้า ในใจเด็กชายพลันต่อต้านกับสิ่งที่ถูกยัดเยียดมาให้อย่างไม่ต้องการ ทว่าภายนอกกลับไม่แสดงกิริยาใดอันแสดงให้เห็นว่าเด็กน้อยกำลังไม่พอใจนอกเสียจากการเดินหนีเข้าห้องไปเงียบๆ แต่ใครจะรู้ว่าหลังประตูบานนั้นเด็กชายตัวน้อยนั่งกอดตุ๊กตาร่ำไห้ปานจะขาดใจ

 

มารดามักบอกกับเขาเสมอว่าการรักษากิริยาเป็นสมบัติของผู้ที่เจริญแล้ว ต่อให้ภายในใจจะโกรธเกลียดหรือไม่พอใจจนอยากกรีดร้องออกมามากสักแค่ไหนก็ควรเก็บมันไว้เพื่อให้เป็นผลดีกับตัวของเขาเอง จิรายุในวัยเด็กไม่ใคร่จะเข้าใจนัก ทว่าเพราะเป็นคำสอนของมารดาเขาถึงได้ยึดมันเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติเสมอมา เขาไม่เคยแสดงท่าทีโกรธเคืองต่อหน้าคนอื่น ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นแม้แต่คนในครอบครัว เป็นอย่างนั้นเสมอมาตั้งแต่ครั้นยังเด็กจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

 

"ที่เรียกมาวันนี้เพราะฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องแก" นานทีเดียวกว่าประโยคนั้นจะถูกเอ่ยออกมาจากผู้เ​ป็นประมุขของบ้าน จิรายุขมวดคิ้วกับสิ่งที่ได้ยิน ​​​​​​คนคนนั้นใช้คำว่าขอร้องกับเขาอย่างนั้นเหรอ


 

"จะพูดว่าขอร้องก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอกนะ เพราะมันเป็นเรื่องที่ลูกอย่างแกควรจะทำเพื่อตอบแทนบุญคุณบุพการีบ้าง ไม่ใช่สักแต่จะล้างผลาญไม่คิดช่วยอะไร" เพ็ญนีจีบปากจีบคอพูด เธอเกลียดลูกชายคนนี้ของสามีเข้ากระดูกดำ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่สวยหวานเหมือนแม่ กระทั่งกิริยามารยาทมาดผู้ดีที่ถูกส่งต่อกันมา ท่วงท่าสง่างามสูงส่งที่ไม่ว่าเธอจะพยายามลอกเลียนแบบเพียงใดก็ไม่อาจเทียบได้กับลูกของนังผู้หญิงคนนั้น

 

"เรื่องอะไรกันครับ" จิรายุพยายามใจเย็น เขาเมินวาจากระแนะกระแหนเสียดแทงของผู้หญิงคนนั้น สายตาเต็มไปด้วยคำถามส่งไปถึงบิดาที่นั่งหน้าเครียด ซึ่งฝ่ายนั้นก็กำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าลำบากใจไม่ต่างกัน

 

ไตรทศรู้ดีว่าตัวเองละเลยลูกชายคนนี้ไปมาก สิบกว่าปีที่ผ่านมาเขามอบหมายเรื่องภายในบ้านให้ภรรยาดูแล เขารู้ว่าเพ็ญนีไม่ใคร่จะชอบใจลูกชายคนนี้นักจึงให้จิรายุย้ายไปอยู่เรือนเล็กทางด้านหลัง และหากไม่มีความจำเป็นอะไรก็ไม่เรียกขึ้นมาให้เป็นที่ขุ่นข้องหมองใจผู้เป็นภรรยา

 

แต่ถึงจะไม่ได้รับความใส่ใจจากพ่ออย่างเขาเท่าที่ควรจิรายุก็เติบโตมาอย่างดี ชายหนุ่มเรียนจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งและกำลังจะได้เข้าทำงานกับบริษัทรับออกแบบภายในที่มีชื่อเสียงติดอันดับประเทศตามที่ฝัน ทว่าในตอนนี้กลับเป็นพ่ออย่างเขาที่กำลังจะฉุดรั้งอนาคตของลูกไว้เพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเอง

 

แต่หากต้องให้เลือกระหว่างลูกชายเพียงคนเดียวที่ไม่ใครจะใส่ใจมาตั้งแต่ต้นกับบริษัทที่เขาลงแรงลงทุนทุ่มเทสร้างมากับมือจนมาถึงทุกวันนี้ได้ไตรทศย่อมรู้ดีว่าสิ่งไหนสำคัญกับเขามากกว่า

 

"ตอนนี้บริษัทของเรากำลังแย่..."

 

 

 

 

 

 

 

จิรายุฝืนพาร่างกายที่แทบจะไร้แรงยืนเข้ามาในบ้าน นัยน์ตาคมสวยเหม่อลอยเนื่องมาจากเรื่องที่เพิ่งรับรู้มามันหนักหนาเกินกว่าที่เขาจะรับไหว

 

เขาเคยวางแผนอนาคตหลังเรียนจบเอาไว้ว่าจะเก็บเงินสักก้อนแล้วย้ายออกไปอยู่ข้างนอกคนเดียว ใช้ชีวิตอิสระโดยไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้นามสกุลที่พ่วงท้ายชื่อต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงตามถ้อยวาจาที่ถูกค่อนแคะจากคนในบ้านใหญ่อยู่เนืองๆ

 

ครืดดดด

 

แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือเรียกให้คนที่กำลังเหม่อลอยหันมอง รายชื่อเพื่อนสนิทโชว์หรา จิรายุมองมันอยุ่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจกดรับ

 

/เจียอยู่ไหนแล้วออกมารึยัง เพื่อนๆ มาครบกันหมดแล้วนะ เหลือแค่คุณหนูเจียแล้ว/ เสียงทะเล้นของอัญญา เพื่อนสนิทดังเจื้อยแจ้วออกมาตามสาย

 

เขาลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้มีนัดฉลองวันรับปริญญากับเพื่อนๆ ใช่ วันนี้เป็นวันรับปริญญาของเขา เป็นวันที่จิรายุมีความสุขมากที่สุด เขายิ้มจนเต็มแก้ม หัวเราะจนตาหยีโค้งโดยไร้ความกังวลมาทั้งวันแม้ไร้เงาของญาติหรือครอบครัวไปร่วมแสดงความยินดี จนกระทั่งเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

 

'คุณเจษเขาอยากได้แก'

 

'หมายความว่ายังไงครับ' คิ้วสวยมุ่นลงอย่างไม่เข้าใจ

 

'เขาต้องการทายาทแล้วฉันก็เสนอแกให้เขาไป แลกกับการที่เขาจะช่วยเทคโอเวอร์บริษัทของเรา แกก็รู้ว่าฉันสร้างบริษัทนี้ขึ้นมาด้วยความยากลำบากขนาดไหน ฉันทนเห็นบริษัทที่สร้างมากับมือถูกรุมทึ้งจากพวกแร้งกาไร้สามัญสำนึกพวกนั้นไม่ได้' คำพูดที่เหมือนโดนไม้หน้าสามตีแสกหน้าทำให้จิรายุอึ้งไป

 

ผู้ชายคนนี้...ทนเห็นบริษัทที่สร้างมาล้มละลายไม่ได้แต่ทนเห็นลูกชายแท้ๆ ของตัวเองถูกย่ำยีจากใครที่ไหนก็ไม่รู้ได้อย่างนั้นสินะ

 

'ก็แค่ไปนอนทอดกายให้เขาไม่กี่ครั้งแลกกับความอยู่รอดของคนในครอบครัวจะไปยากอะไรนักหนา ตัวเองก็ใช่ว่าจะสะอาดบริสุทธิ์ซะเมื่อไหร่' เพ็ญนีกระแนะกระแหน แววตาสาแก่ใจจนปิดไม่มิดยามมองใบหน้าสวยหวานเหมือนมารดาของลูกชายนอกไส้ ในเมื่อแม่มันทำให้เธอตกอยุ่ในสถานะเมียน้อยเธอก็จะทำให้มันตกอยู่ในสถานะเดียวกันหรือตำกว่า อย่างการตกเป็นเมียบำเรอนั่นอย่างไร ไร้ศักดิ์ศรียิ่งกว่าเมียน้อยเสียอีกกระมัง

 

'เพ็ญนี เงียบเสีย' คุณไตรทศเอ่ยปรามเสียงขุ่น ก่อนจะหันมาพูดกับลูกชาย 'ถือเสียว่าตอบแทนบุญคุณที่ฉันเลี้ยงแกมาก็แล้วกัน หลังจากนี้ฉันจะไม่ขออะไรแกอีก ส่วนคอนโดของคุณนาถที่แกเคยขอไว้ฉันจะยกมันให้ถ้าแกตอบตกลง' จิรายุมองผู้เป็นพ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แต่ไหนแต่ไรเขาเคยคิดว่าพ่อไม่รักแต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไร้เยื่อใยต่อกันถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายรู้ว่าเขาต้องการคอนโดนั่นเพราะมันเป็นสมบัติเพียงไม่กี่ชิ้นที่มารดาเหลือไว้ให้ถึงได้ยกมันมาบีบบังคับเขาให้ไร้ซึ่งหนทางปฏิเสธ

 

 

 

 

 

 

 

"เราคงไปไม่ได้แล้วล่ะอัญพอดีที่บ้านมีเรื่องน่ะ ฝากขอโทษทุกคนด้วยนะ" เขาพูดเท่านั้นแล้วกดวางสายไม่รอให้เพื่อนสนิทได้ปฏิเสธ

 

จิรายุปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ปล่อยให้หยาดน้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไหลกระทบผิวแก้มนวล ของขวัญวันรับปริญญาจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของเขา กลับกลายเป็นต้องไปนอนทอดกายให้ใครก็ไม่รู้ย่ำยี

 

 

 

 

 

 

TBC...

 

 

 

ฝากไอ้โบ้อีกคนไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ

#เจษอย่าร้าย

 

 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-03-2022 22:36:13 โดย คุณรักโกรธ »

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

#เจษอย่าร้าย







"เจีย! ทางนี้ๆ"

จิรายุยิ้มให้หญิงสาวหน้าตาสะสวยที่กำลังโบกไม้โบกมือมาให้ เธอชื่ออัญญาเป็นเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนที่เขามี

"โทษที เราตื่นสายนิดหน่อย" เพราะเรื่องที่คุยกับบุพการีเมื่อตอนหัวค่ำทำให้จิรายุคิดไม่ตก เขานอนร้องไห้จนเวลาล่วงเลยมาถึงเช้าวันใหม่ ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็เกือบสิบโมงทั้งที่วันเขานี้มีนัดกับเพื่อนสนิทตอนสิบโมงครึ่ง

"ไม่เป็นไรๆ นี่เหนือก็เพิ่งโทรมาบอกว่าอาจจะมาสายหน่อยเพราะต้องแวะไปส่งน้องสาวเรียนพิเศษก่อนน่ะ" เหนือนทีเป็นเพื่อนสนิทอีกคนของเขา อันที่จริงเขากับอีกฝ่ายจบโรงเรียนมอปลายมาจากที่เดียวกัน ทว่าในตอนนั้นไม่ได้สนิทกันมากนัก จิรายุไม่ชอบสุงสิงกับใครพอๆ กับที่เหนือนทีน่ากลัวเกินไปจนไม่มีใครกล้ายุ่ง ที่มาสนิทกันได้ก็เพราะตอนรับน้องเขากับอีกฝ่ายบังเอิญได้เป็นบัดดี้กัน พอได้มีโอกาสพูดคุยและทำความรู้จักกันจิรายุก็คิดว่าคนคนนี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เหนือนทีก็แค่คนพูดไม่เก่งเข้าหาใครไม่เป็น แต่เมื่อไหร่ที่เขามีปัญหาก็มักจะได้อีกฝ่ายช่วยไว้เสมอ สุดท้ายก็กลายเป็นสนิทกันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

"งั้นเราขึ้นไปสั่งอะไรรอก่อนไหม" ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมง จิรายุที่ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อเย็นวานชักเริ่มจะหิวขึ้นมานิดหน่อย

"อื้ม ไปเถอะ กว่าเหนือจะมาอาหารที่สั่งคงได้พอดี" เมื่อตกลงกันได้สองเพื่อนซี้จึงพากันเดินไปที่ลิฟ เพราะร้านอาหารที่พวกเขาจองไว้อยู่เกือบชั้นบนสุดของห้าง

ในจังหวะนั้นเองที่ร่างโปร่งก้มมองโทรศัพท์จึงทำให้ไม่ทันได้มองว่ามีคนเดินสวนออกมา แรงปะทะทำให้ร่างเพรียวบางเกือบจะล้มลงก้นจ้ำเบ้าถ้าไม่ติดว่าคู่กรณีคว้าตัวเขาเอาไว้ได้ทัน

"โอ๊ะ ขอโทษครับผมไม่ทันระวัง" จิรายุรีบเอ่ยขอโทษขอโพยเมื่อได้สติ ใบหน้าสวยหวานที่ถอดแบบมาจากมารดาแหงนมองคู่กรณีอย่างขอลุแก่โทษ และได้รู้ว่าตัวเองสูงแค่อกอีกฝ่ายเท่านั้น

จิรายุเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ส่วนไหนที่สมควรมีเนื้อหนังเขาก็มี ร่างเพียวคิดมาตลอดว่าส่วนสูงของตนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานชายไทย แต่พอมาเทียบกับผู้ชายตรงหน้านี้แล้วจิรายุก็แทบจะกลายเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยไปเลย

"อืม" ร่างสูงครางรับในลำคอ พินิจใบหน้าสวยหวานในระยะประชิดอย่างรวดเร็วโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้รู้ตัว ก่อนที่แขนแกร่งจะคลายออกจากเอวบางเมื่อฝ่ายนั้นยกมือขึ้นดันหน้าอกของเขาเบาๆ อย่างกลัวเสียมารยาท

จิรายุก้มหัวให้อีกฝ่ายเล็กน้อยยามที่ใครคนนั้นเดินผ่านไป เมื่อกี้ เขาไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าท่าทางของอีกฝ่ายตอนจะปล่อยมือจากเอวเขามันดูอ้อยอิ่งอย่างไรชอบกล

"นั่นมันคุณเจษรึเปล่า?" อัญญาขมวดคิ้วมองตามหลังคู่กรณีของเพื่อนอย่างใช้ความคิด เป็นจิรายุเสียเองที่ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของใครบางคนจากปากเพื่อนสาว

แต่คงไม่หรอกมั้ง คนชื่อเจษไม่ได้มีคนเดียวสักหน่อย มันคงไม่บังเอิญขนาดนั้น

"อัญรู้จักเขาด้วยหรอ"

"เหมือนจะเคยเจอครั้งนึงตอนไปออกงานกับคุณพ่อน่ะ คุณเขาเล่นหน้าตาดีขนาดนั้นใครจะไปลืมลงว่าไหม" เธอว่าพลางหัวเราะคิกอย่างซุกซน จิรายุเห็นท่าทางขี้เล่นของเธอแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ทุกที เพราะความสดใส เห็นอะไรเป็นเรื่องสนุกไปหมดของเพื่อนคนนี้เขาถึงได้เปิดรับอีกฝ่ายเข้ามาในโลกของเขาได้อย่างง่ายดาย

สองเพื่อนซี้เลิกสนใจคนแปลกหน้าที่เพิ่งได้เจอ พวกเขาพากันขึ้นลิฟท์เพื่อขึ้นไปยังร้านอาหารชั้นบนตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก เสียงหัวเราะแผ่วเบาจากคนทั้งสองคลอไปตลอดทางเมื่ออัญญานำเรื่องงานเลี้ยงเมื่อคืนมาเล่าให้ฟัง ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กสถาปัตย์ถ้าดื่มเหล้าแล้วไม่เมาจนเรื้อนย่อมเป็นไปไม่ได้




คล้อยหลังสองเพื่อนซี้เพียงไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มเจ้าของส่วนสูงกว่าร้อยแปดสิบแปดเซ็นติเมตรพลันชะงักเท้าจนเลขาที่ก้าวตามหลังมาติดๆ แทบเบรกตามไม่ทัน ตาคมรับกับคิ้วเข้มที่พาดเฉียงในองศาพอเหมาะจับจ้องไปยังลิฟท์ตัวเดิมที่เพิ่งเดินออกมา แววตาสีรัตติกาลลึกล้ำยากจะคาดเดาว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไร

"โทรบอกนายไตรทศว่าฉันขอเลื่อนเวลาเป็นวันพรุ่งนี้" นัยน์ตาคมกริบเผยประกายบางอย่างยามนึกถึงร่างเพียวบางของใครบางคนที่เขามีโอกาสได้กอดรัดไว้อย่างไม่ตั้งใจเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของอีกฝ่ายยังติดอยู่ที่ปลายจมูก

ดวงตาคมสวยเหมือนตาเหยี่ยวรับกับจมูกรั้นและริมฝีปากอิ่ม กอรปกันเป็นใบหน้าสวยหวานที่เห็นเพียงครั้งเดียวก็ยากจะลืม ไหนจะรูปร่างเพรียวบางทว่าสมส่วนเหมาะมือนั่นอีก แค่คิดเจษนิพัทธ์ก็แทบจะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ไม่ไหว

"ครับบอส"







จิรายุกลับมาถึงบ้านในเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม เขาก้าวเข้าไปในบ้านที่เปิดไฟสว่างโร่ด้วยความรู้สึกหวิวสั่นในอกเล็กน้อย เรือนเล็กหลังนี้แทบจะไม่มีใครย่างกรายเข้ามานอกจากเขา และแน่นอนว่าไฟในบ้านไม่สามารถเปิดได้ด้วยตัวมันเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็เดาได้ไม่ยากหรอก ว่าใครที่กล้าถือวิสาสะเข้ามาในบ้านของเขาโดยไม่คำนึงถึงมารยาท ก็เจ้าของบ้านตัวจริงนั่นอย่างไร

"กว่าจะเสด็จกลับมาได้นะพ่อคุ๊ณ ฉันกับพ่อแกมารอตั้งแต่บ่ายจนนี่มันกี่โมงกี่ยามเข้าไปแล้วยะ ทำตัวเละเทะเหลวแหลกแบบนี้ระวังจะท้องไม่มีพ่อเข้าสักวัน แล้วฉันโทรไปทำไมไม่รู้จักรับสาย คิดจะเล่นแง่อะไรของแกห๊ะ" เสียงแหลมบาดหูและถ้อยคำดูถูกจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคุณผู้หญิงของบ้านพรพิทักษ์ ทำให้จิรายุต้องปิดเปลือกตาลงอย่างข่มใจ เขาไม่อยากใส่ใจกับคำพูดถากถางของหล่อนเพราะรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้เกลียดเขามากแค่ไหน

"ขอโทษครับ ผมปิดเสียงไว้เลยไม่ได้ยิน ...พวกคุณเถอะ มีเรื่องอะไรทำไมถึงได้มาถึงที่นี่"

จิรายุพยายามใจเย็น ถึงจะเดาได้ว่าเรื่องใดเป็นเหตุผลให้บิดาเขาย่างกรายเข้ามาเหยียบที่แห่งนี้ได้ แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าพวกเขาจะมาทำไมอีกในเมื่อตัวเขาเองก็ยอบรับข้อเสนอแสนใจร้ายนั่นไปแล้ว และกว่าจะถึงเวลาที่เขาจะต้องไปหาคุณเจษอะไรนั่นมันก็เหลือเวลาอีกตั้งสามวัน

"แกไปก่อเรื่องอะไรมาทำไมคุณเจษเขาถึงได้โทรมาหาฉัน เร่งจะให้แกไปหาเขาพรุ่งนี้" ไตรทศกล่าวออกมาในที่สุด คิ้วเข้มกดลงอย่างไม่พอใจ เมื่อคิดว่าลูกชายตัวดีไปสร้างปัญหาจนทำให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจ

 อย่างไรเสียที่พึ่งเดียวที่มีอยู่ตอนนี้ของเขาก็คืออีกฝ่าย หากทำอะไรให้คุณเขาไม่พอใจแล้วล้มเลิกสัญญาขึ้นมาคนที่เขาจะลงไม้ลงมือด้วยก็คงไม่พ้นลูกชายที่ไม่ใคร่จะใส่ใจคนนี้

"อะไรนะครับ?" จิรายุมองบิดาอย่างไม่เข้าใจ เขาไม่เคยเจอคุณเจษอะไรนั่นเลยด้วยซ้ำแล้วจะให้เขาไปก่อนเรื่องให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจได้อย่างไร

"หึ ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ พอเห็นว่าเขาหน้าตาดีหน่อยก็ระริกระรี้รีบแจ้นไปหาเขาถึงที่ล่ะสิท่า ไปอ่อยเขาอิท่าไหนล่ะเขาถึงได้ติดอกติดใจจนต้องโทรมาเร่งให้ส่งตัวแกไปให้เสียวันนี้วันพรุ่งนี้" เพ็ญนีเกลียดลูกนอกไส้คนนี้นัก ภายนอกวางท่าเฉยชาเย่อหยิ่งทำเป็นไม่สนใจ แต่ภายในใจจริงๆ กลับระริกระรี้อยากได้เขาจนตัวสั่นล่ะไม่ว่า สันดานเหมือนแม่มันไม่มีผิด

หล่อนไม่รู้จะดีใจหรือสมเพศดีที่ลูกชายนอกไส้คนนี้เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติทางร่างกายอย่างร้ายกาจ จิรายุเป็นผู้ชายที่สามารถตั้งครรภ์ได้ เรื่องนี้ทุกคนในบ้านต่างรู้ดีและพยายามปกปิดมันไว้เพราะกลัวว่าถ้าเรื่องหลุดรอดออกไปจะไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูล อย่างไรเสียตระกูลพรพิทักษ์ก็นับว่าเป็นที่รู้จักในแวดวงธุระกิจอยู่พอสมควร ถึงจะไม่ได้เป็นตระกูลใหญ่แต่ก็ใช่ว่าใครๆ จะมองข้ามได้

คุณไตรทศไม่เคยมองข้อบกพร่องนี้ของลูกชายเป็นเรื่องดีกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ความผิดปกติที่เขามองว่าเป็นข้อบกพร่องมาตลอดของจิรายุกลับกลายเป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อเขาสามารถใช้มันต่อรองกับผู้นำตระกูลใหญ่อย่างโรจบรินทร์รักษ์ได้สำเร็จ และฝ่ายนั้นก็ดูจะสนใจจิรายุไม่น้อย

ลูกชายของเขาคนนี้แทบจะถอดแบบความงามของคุณนฤนาถมาทุกกระเบียดนิ้ว จะมีก็แต่ดวงตาคมเฉี่ยวคู่นั้นที่ได้จากเขาไป อีกทั้งจิรายุยังมีรูปร่างสูงเพรียวสมส่วน ผิวขาวราวน้ำนม จัดว่าเป็นผู้ชายที่ใครหลายๆ คนกล้าชมว่าสวยได้อย่างไม่ระคายปาก

"ผมเปล่า..." จิรายุส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ

แต่ในจังหวะนั้นเองภาพเหตุการณ์ที่เขาเดินชนเข้ากับใครบางคนที่หน้าลิฟท์ก็ปรากฏขึ้น หรือว่าผู้ชายคนนั้น!?

​​​​​​แต่เขาไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจกัน?

"ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกจะไปทำอะไรมา แต่ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้แล้วแกก็รีบเก็บของซะ พรุ่งนี้คุณเจษเขาจะส่งคนมารับตอนหกโมงเย็น" ไตรทศพูดเท่านั้นแล้วก็เดินกลับขึ้นเรือนใหญ่ไป

จิรายุได้แต่มองตามแผ่นหลังของบิดาอย่างตัดพ้อ เขาชินชากับการที่ถูกอีกฝ่ายละเลยมาตั้งแต่เด็กก็จริง แต่ก็ไม่คิดว่าคนคนนั้นจะไร้ซึ่งน้ำใจต่อกันถึงเพียงนี้ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นลูกคนนึงไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงได้ใจร้ายกับเขานัก

"ฉันได้ยินมาว่าคุณเจษคนนี้ค่อนข้างอารมณ์รุนแรง แกก็อย่าไปขัดใจเขาล่ะ เขาอยากได้อะไร หรือต้องการอะไรก็พยายามตอบสนองให้มันถึงใจเขาสักหน่อย ยังไงก็งานถนัดของแกอยู่แล้วนี่ จริงไหม" เพ็ญนีแสยะยิ้มมองใบหน้าที่เริ่มเผือดสีลงของลูกชายนอกไส้อย่างสาแก่ใจ

ไม่บ่อยนักที่จิรายุจะเต้นไปตามคำพูดของเธอ อีกฝ่ายมักจะวางท่านิ่งเฉยจนเธอเสียเองที่เป็นฝ่ายดิ้นเร้าๆ อย่างเจ็บใจที่คำพูดเจ็บแสบไม่สามารถทำอะไรจิรายุได้ เธอเกลียดท่าทางสงบนิ่งเหมือนแม่ของมัน เกลียดท่าทีจองหองเย่อหยิ่งราวกับว่าตัวเองสูงส่งนักหนา เธออยากรู้นักว่าคนที่วางตัวสูงส่งอย่างมันหากถูกดึงลงมาบดขยี้จนไร้ซึ่งศักดิ์ศรียังจะมีหน้าอะไรมาชูคอใส่เธอได้อยู่อีก เพียงแค่คิดเพ็ญนีก็อารมณ์ดีจนเก็บกลั้นมันไว้ไม่ไหว

เสียงหัวเราะอย่างสาแก่ใจดังห่างออกไปพร้อมกับที่ตรงนี้ที่เหลือเพียงแค่จิรายุ ร่างระหงทิ้งตัวลงกับโซฟาตัวยาวอย่างหมดแรง แขนเรียวเสลากอดเข่าทั้งสองข้างที่คู้เข้าหากันราวกับกำลังสร้างปราการให้ตนเอง

ริมฝีปากสีสดขบกันจนขึ้นสีช้ำจากการกลั้นสะอื้น เขาไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้ใครได้เห็น

จิรายุก็แค่อยากใช้ชีวิตให้ดีตามความปรารถนาสุดท้ายของมารดา ตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยกลั่นแกล้งหรือรังแกใครก่อน ไม่เคยพูดจาให้ร้ายหรือแม้แต่ทำตนให้กลายเป็นที่ขุ่นข้องหมองใจ แล้วทำไมโลกถึงได้ใจร้ายกับเขานัก แค่อิสระในการเลืองทางเดินชีวิตของตัวเอง คำของ่ายๆ เท่านี้ให้เขาไม่ได้เลยจริงๆ หรือ







จิรายุนั่งประสานมือบนตักอยู่บนรถยนต์คันหรูที่มาถึงตรงเวลาเป๊ะจนเขานึกค่อนขอดในใจ ใบหน้าสวยหวานนิ่งสงบผิดกับภายในใจที่กำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เขาปฏิเสธอย่างเลื่อนลอยเมื่อคนขับรถถามว่าต้องการอะไรไหมตอนที่ขับผ่านห้างสรรพสินค้าชื่อดัง

ผ่านไปไม่นานนักในความรู้สึกรถคันนี้ก็พาเขามาถึงคอนโดหรู จิรายุถูกพามายังห้องห้องหนึ่งที่อยู่เกือบชั้นบนสุดของโรงแรม

"บอสติดธุระกับลูกค้าคนสำคัญอาจจะเข้ามาดึกสักหน่อย คุณเจียตามสบายเลยนะครับ สั่งอะไรมาทานก่อนก็ได้เบอร์โทรศัพท์ผมวางไว้ให้ตรงนั้น ขาดเหลือหรือต้องการอะไรแจ้งแม่บ้านได้เลยนะครับ" จิรายุพยักหน้ารับพลางเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายเสียงเบา

ประตูปิดลงพร้อมกับความเงียบเข้าปกคลุกพื้นที่ ดวงตาเรียวสวยกวาดมองบริเวณรอบๆ อย่างไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำอะไรดี เขาไม่รู้สึกหิวแม้จะไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน ทุกอย่างมันตื้อไปหมด

สองขาพาตัวเองมาหยุดอยู่ตรงผนังห้องที่กรุด้วยกระจกทั้งแผ่นตลอดแนว จากตรงนี้เขาสามารถมองเห็นความสวยงามของมหานครในยามค่ำคืนได้อย่างสุดลูกหูลูกตา ครั้งหนึ่งจิรายุเองก็เคยคิดอยากมีห้องที่สามารถมองเห็นวิวสวยๆ แบบนี้เหมือนกัน มือบางทาบลงบนกระจกใส สายตาทอดออกไปอย่างเลื่อนลอยไม่ได้โฟกัสตรงจุดใจเป็นพิเศษ

เสี้ยวความคิดหนึ่งที่แสนเพ้อเจ้อจิรายุคิดว่าถ้าตัวเองบินได้ก็คงจะดี ท่ามกลางสายลมที่โอบอุ้มอย่างอิสระ เขาจะบินไปทุกที่ที่อยากไป ทำทุกอย่างที่อยากทำโดยไม่ต้องสนภาระหน้าที่ที่ถูกโยนโครมลงตรงหน้าให้แบกรับไว้โดยใช้คำว่ากตัญญูมาเป็นข้ออ้าง

นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เจ้าของร่างเพรียวบางปล่อยให้ความคิดล่องลอยอยู่อย่างนั้น ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู


กริ๊ก

ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวเข้ามา


กว่าจิรายุจะรู้สึกตัวว่าไม่ได้อาศัยอยู่ในห้องชุดสุดหรูนี้เพียงลำพังก็ตอนที่หันกลับไปแล้วตกอยู่ในอ้อมกอดแข็งแกร่งของใครบางคน










TBC...





เราพิมพ์ในโทรศัพท์อาจจะมีบางคำที่สะกดพลาดหรือนิ้วเบียด ต้องขออภัยด้วยนะคะ

#เจษอย่าร้าย





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-03-2022 18:12:34 โดย คุณรักโกรธ »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
รอครับผม

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

#เจษอย่าร้าย













"ขอโทษครับผมไม่ทันระวัง" จิรายุรีบเอ่ยออกไปเมื่อได้สติ เหตุการณ์คล้ายเดิมหากต่างสถานที่และสถานะทำให้เขาทำตัวไม่ถูก มือบางยันอกแกร่งของอีกฝ่ายเบาๆ หวังให้อ้อมแขนนี้คลายออก



ทว่าเจษนิพัทธ์กลับทำตรงกันข้าม เขารั้งเอวบางแน่นเข้าจนแนบชิดไร้ช่องว่าง สร้างความตื่นตระหนกให้เจ้าของร่างเพรียว จิรายุตัวเบากว่าที่คิดมาก เอวก็บางจนเขารวบเอาไว้ได้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว



"รู้หรือเปล่าว่าตัวเองมาที่นี่เพื่ออะไร" เสียงทุ้มชิดริมหูจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว จิรายุกลืนน้ำลายอย่างฝืดกลัว เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองจึงได้แต่วางสายตาไว้ที่อกแกร่งของอีกฝ่าย



"ครับ" เขารู้ดีว่าตัวเองมาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร เขาก็แค่ต้องการเวลาทำใจอีกสักหน่อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกลับมาเร็วกว่าที่คิด



"รู้แล้วทำไมถึงยังยืนอยู่ตรงนี้อีก ที่ของเธอไม่ใช่ว่าต้องนอนแก้ผ้ารอฉันอยู่บนเตียงหรอกเหรอ"



จิรายุหน้าชากับถ้อยคำใจร้ายนั่น เขาแหงนหน้ามองคนพูดให้ชัด เพื่อพบกับรอยยิ้มสมใจอย่างคนที่เหนือกว่า แม้ไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายทำดีกับตน แต่ลึกๆ แล้วเขาก็แอบคาดหวังว่าคนคนนี้จะให้เกียรติกันสักหน่อย อย่างน้อยเราก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางขุ่นเคืองต่อกัน แต่ดูแล้วเขาคงจะหวังมากไป



"ผมรู้ครับ แต่ผมมีเรื่องจะตกลงกับคุณก่อน ..คุณ ปล่อยก่อนได้ไหมครับ" จิรายุว่าอย่างใจเย็น พยายามขืนกายออกจากวงแขนแกร่ง แต่นอกจากจะไม่เป็นผลแล้วยังถูกอีกฝ่ายรัดแน่นเสียยิ่งกว่าเดิมจนรู้สึกเจ็บ ไม่แน่ว่าหากเพิ่มแรงกว่านี้อีกหน่อยร่างของเขาคงได้แหลกคามือ



"เธอมีสิทธิ์นั้นด้วยหรือไง" เจษนิพัทธ์พูดชิดริมหูขาวสะอาด สูดกลิ่นหอมอ่อนจากกายบางเข้าจนเต็มปอดโดยที่เจ้าของร่างไม่ทันได้รู้ตัว ริมฝีปากที่เพิ่งพ่นวาจาร้ายกาจแนบชิดลำคอเรียวระหงอย่างถือวิสาสะ ปัดผ่านเพียงแผ่วพริ้วทว่าคนโดนสัมผัสกลับสะดุ้งสุดตัว



จิรายุคล้ายถูกไฟช็อต ร่างโปร่งแทบจะไร้แรงขืนเมื่อเอวบางถูกรั้งเข้าหาจนสองเท้าเล็กนั่นแทบเกยขึ้นมาอยู่บนปลายเท้าของร่างสูงใหญ่



เจษนิพัทธ์รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังตื่นกลัว ร่างในอ้อมแขนเกร็งจนสัมผัสได้ แต่ใครสนกันล่ะ? ไม่ใช่ว่าเขาจะทำอะไรกับร่างกายนี้ก็ได้หรอกหรือ ในเมื่อเป็นฝ่ายนั้นเองที่เสนอตัว



"ครับ ผมรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ต่อรอง ผมแค่ต้องการรู้เวลาที่แน่ชัดว่าผมต้องอยู่ตรงนี้เป็นเวลานานแค่ไหน" จิรายุพยายามอย่างมากเพื่อที่จะบังคับเสียงไม่ให้สั่น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขากำลังกลัวคนตรงหน้า ทั้งท่าทีคุกคาม และบรรยากาศแสนอันตรายรอบตัวของคนคนนี้ มันทำให้จิรายุรู้สึกกลัวจนเผลอกลั้นหายใจ



แต่ถึงจะกลัวจนตัวสั่นเขาก็ยังอยากรู้กำหนดเวลาที่แน่นอน อย่างน้อยก็เพื่อนับวันรอที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ใช่การอยู่ไปโดยไร้ซึ่งจุดหมาย



"หึ พ่อเธอบอกฉันว่าเธอท้องได้เหมือนผู้หญิง ถ้าอย่างนั้นก็เอาเป็นจนกว่าเธอจะท้องลูกของฉันเป็นไง?" น้ำเสียงหยอกล้อกับแววตาพราวระยับราวกับกำลังพบเจอเรื่องสนุกของคนตรงหน้าทำให้จิรายุรู้สึกโกรธขึ้นมา ผู้ชายคนนี้เห็นชีวิตเขาเป็นเรื่องสนุกหรือยังไง ใจร้ายเกินไปแล้ว



"คุณเห็นชีวิตคนอื่นเป็นเรื่องล้อเล่นเหรอครับ การปล่อยให้เด็กคนนึงเกิดมาโดยไร้ซึ่งความรักของพ่อและแม่มันเป็นเรื่องเจ็บปวดมากนะ ผมไม่อยากให้ลูกต้องเกิดมาเจอเรื่องแบบนั้น" อาจเพราะจิรายุรู้ดีว่าการเกิดมาโดยปราศจากความรักของคนในครอบครัวมันแย่มากแค่ไหนเขาถึงได้กล้าพูดออกไป แววตาที่เคยสั่นไหวกลับแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างที่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว



ทว่าเจษนิพัทธ์เห็นมันทั้งหมด ความแข็งกร้าวที่อีกฝ่ายใช้ปิดบังความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ส่วนลึกในแววตาคู่นั้น แต่ก็แค่ชั่วขณะเดียวเมื่อเจ้าตัวรีบปิดมันลงราวกลับกลัวว่าสิ่งที่ซุกซ่อนไว้ภายในจะถูกพบเห็น



ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการให้รู้เขาก็จะไม่ก้าวก่าย ความเจ็บปวดของจิรายุไม่ใช่เรื่องของเขา ตอนนี้เจษนิพัทธ์กำลังมีเรื่องที่น่าสนใจมากกว่า



"หมายความว่าเธอท้องได้จริงๆ งั้นสิ?" คิ้วเข้มเลิกขึ้นรอคอยคำตอบ



ในตอนที่บิดาอีกฝ่ายนำเรื่องนี้มากล่าวอ้างนั้นเขาไม่ได้ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็น และไม่ได้นำมันมาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจเสียทีเดียว สำหรับนักธุรกิจอย่างเจษนิพัทธ์แน่นอนว่าผลประโยชน์ย่อมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาตอบรับข้อเสนอของฝ่ายนั้นเป็นเพราะภาพถ่ายใบหน้าหวานที่กำลังยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ และลักยิ้มที่บุ๋มลงไปทั้งสองข้างแก้ม นัยน์ตาสีรัตติกาลเป็นประกายสดใสจนเชื่อว่าหากใครต่อใครได้เห็นก็คงเผลอยิ้มตามได้อย่างไม่ยากเย็น



ในตอนนั้นเขาเพียงแต่คิดว่าหากใบหน้านี้แปลเปลี่ยนเป็นเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาก็คงจะน่าดูชมไม่น้อยไปกว่ากัน



"..." ทว่าคนที่ตกเป็นรองกลับเม้มปากแน่น จิรายุไม่แม้แต่จะมองหน้าของอีกฝ่าย ใบหน้าสวยผินมองไปทางอื่นอย่างพยายามสงบอารมณ์



ความเงียบจากเจ้าของร่างเพรียวไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนอย่างเจษนิพัทธ์ เขาคลายอ้อมกอดที่แสนอึดอัดสำหรับจิรายุออก แต่ก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระเสียทีเดียว แขนแกร่งยังโอบประคองเอวบางไว้หลวมๆ



"หึ ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร เพราะฉันจะเป็นคนพิสูจน์มันเอง"



!!!!



ไม่ทันขาดคำ เจษนิพัทธ์ก็อุ้มอีกฝ่ายขึ้นจนตัวลอย

"นี่คุณ! จะทำอะไร ปล่อยผมลงนะ!"



แรงดิ้นที่เหมือนสะกิดของจิรายุไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา สองขาแกร่งก้าวเข้ามาในห้องนอนอย่างมั่นคง ก่อนจะโยนร่างเพรียวบางลงบนที่นอนขนาดคิงไซส์อย่างไม่ใคร่จะนุ่มนวลนัก



จิรายุมองท่าทางคุกคามของอีกฝ่ายอย่างตื่นกลัว กายบางถดหนีให้ห่างจากร่างสูงใหญ่ตรงหน้าทันทีที่เป็นอิสระ ทว่ายังไม่ทันพ้นขอบเตียงข้อเท้าทั้งสองข้างก็ถูกกระชากกลับมาจนทั้งร่างหงายราบไปกับที่นอนนุ่ม แววตาตื่นตระหนกเบิกขึ้นเมื่อฝ่ายนั้นพาร่างกายใหญ่โตตามลงมาทาบทับจนไร้ช่องว่างระหว่างกัน



"...ผมยังไม่พร้อม" จิรายุบอกเสียงสั่น นัยน์ตาแวววาด้วยหยาดน้ำใสที่เจ้าตัวพยายามกลั้นอย่างสุดกำลังไม่ให้ไหลออกมา เขากำลังกลัวมากจริงๆ



"เธอควรจะพร้อมตั้งแต่ยอมรับข้อเสนอของฉันแล้วเด็กน้อย"



เจษนิพัทธ์ไม่ใช่คนดี การที่ต้องสู้รบกับญาติพี่น้องในตระกูลเพื่อถีบตัวเองให้ขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดอย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เผชิญหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนแข็งกระด้าง ตั้งแต่เด็กเขาถูกพร่ำสอนว่าห้ามแสดงความอ่อนแอออกมาเด็ดขาด เพราะในโลกใบนี้มีเพียงคนที่แข็งแกร่งพร้อมด้วยอำนาจเท่านั้นถึงจะอยู่รอด



หากเปรียบกับวัฏจักรของผู้ล่าแล้ว เจษนิพัทธ์ถือว่ายืนอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารเขามีพร้อมทุกอย่าง ทั้งอำนาจและพละกำลัง



ผิดกับร่างน้อยที่กำลังสั่นเทาภายใต้กายแกร่ง ที่คงเป็นได้เพียงแค่เหยื่อรอเวลาให้นักล่าอย่างเขาบดขยี้



"เลือกเอาว่าจะยอมให้บริษัทของพ่อเธอล้มไม่เป็นท่า หรือจะนอนอ้าขาให้ฉัน"













TBC.....




เราพิมพ์ในโทรศัพท์อาจจะมีบางคำที่สะกดพลาดหรือนิ้วเบียด ต้องขออภัยด้วยนะคะ

#เจษอย่าร้าย






ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#เจษอย่าร้าย













"เลือกเอาว่าจะยอมให้บริษัทของพ่อเธอล้มไม่เป็นท่า หรือจะนอนอ้าขาให้ฉัน"



เจษนิพัทธ์เมินเฉยต่อแววตาตัดพ้อที่คนใต้ร่างส่งมา มือหนาข้างหนึ่งไล้ไปตามกรอบหน้าเนียน ปัดผ่านริมฝีปากอิ่มสีเรื่อที่ถูกเจ้าของมันขบกัดจนขึ้นสีช้ำจาง ชายหนุ่มมองอย่างขัดใจเล็กน้อย รอยช้ำที่เกิดกับร่างขาวเนียนตรงหน้าควรมาจากเขามากกว่า



"ต้องนานแค่ไหนครับ" จิรายุเอ่ยออกมาในที่สุด มือบางยื้อข้อมือของคนที่กำลังใช้ปลายนิ้วบดคลึงกลีบปากของตนไว้ ตาคู่สวยมองสบกับอีกฝ่ายอย่างรอคอยคำตอบ



"จนกว่าฉันจะพอใจ"

"ผมอยากได้เวลาที่แน่ชัด"

"เผื่อเธอยังไม่รู้นะเด็กน้อย เงินที่ฉันเสียไปกับบริษัทของพ่อเธอไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย ไม่มีอะไรมาการันตีด้วยซ้ำว่าพ่อเธอจะมีปัญหามาคืนจนครบทุกบาททุกสตางค์หรือเปล่า เธอในฐานะลูกที่ถูกส่งมาประวิงเวลาก็ควรจะให้อะไรที่มันสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย ว่าไหม?"



ในฐานะนักธุรกิจเจษนิพัทธ์ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองถูกเอาเปรียบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงทุนไปเขาต้องได้กำไรกลับคืนมามากว่าเป็นสองเท่า ครั้งนี้ก็เช่นกัน ในเมื่อฝ่ายนั้นยินยอมที่จะก้าวเข้ามาอยู่ในจุดนี้เองก็ไม่มีสิทธิ์มาต่อรองอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เขาเป็นผู้กำหนด



"ฉันไม่ชอบเด็กดื้อสักเท่าไหร่ ถ้าเธอยอมทำตัวเป็นเด็กดีสักหน่อยฉันอาจจะปล่อยเธอไปเร็วๆ นี้ก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเธอเอง จิรายุ"



ทำตัวเป็นเด็กดีอย่างนั้นเหรอ ถ้าเขาไม่ดื้อก็จะได้อิสระคืนมาเร็วขึ้นใช่ไหม ถ้าเขาทำให้อีกฝ่ายพอใจก็จะได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระตามที่ฝันไว้ใช่หรือเปล่า

จิรายุปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกล ภาพในหัวโลดแล่นไปถึงตอนที่ตนได้ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่หวัง เขาจะทำงานเก็บเงินให้มากหน่อยเพื่อที่เวลาแก่ตัวไปจะได้ไม่ลำบาก จากนั้นจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เป็นของตัวเอง รับงานเขียนแบบบ้างเพื่อไม่ให้ความรู้ที่สู้อุตส่าเรีบนมาตั้งห้าปีเสียเปล่า

จิรายุไม่เคยคิดอยากมีลูก เขาเพียงแต่อยากใช้ชีวิตให้ดี ได้ทำทุกอย่างตามแต่ใจตนปรารถนาแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับคนอย่างเขา



"อ๊ะ!.." เจษนิพัทธ์บีบเอวบางแรงๆ หนึ่งทีเรียกสติที่หลุดลอยไปไกลของร่างระหงให้กลับคืนมา เขาไม่ชอบใจนักหากอีกฝ่ายจะคิดถึงใครทั้งที่กำลังนอนอยู่ใต้ร่างเขา



"อยู่กับฉันก็ควรมองแค่ฉัน"



จิรายุหายใจสะดุดไปช่วงหนึ่ง เปิดโอกาสให้ร่างหนาได้ลิ้มชิมกลีบปากอิ่มที่หมายตาไว้ตั้งแต่แรก ขบกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ก่อนจะสอดลิ้นผ่านเข้าไปสำรวจพื้นที่ใหม่ตรงหน้า



หวานล้ำ กว่าที่คิด



ลิ้นร้อนถูกสอดลึกเข้าไปอีกเมื่อริมฝีปากหนาบดเบียดแนบชิดยิ่งกว่าเดิม มันเร่าร้อนและรุนแรงเหมือนจะดึงดูดเอาวิญญาณทั้งมวลออกจากร่างเสียให้สิ้น



ความร้อนแรงที่ไม่เคยได้สัมผัสทำให้จิรายุเผลอคิดไปว่าเขาอาจจะตายได้ เพราะจูบที่เหมือนกับดูดชีวิตทั้งหมดนี่ไป



กางเกงทั้งชั้นนอกและในถูกปลดออกไปโดยคนที่ช่ำชองกว่า ใบหน้าหวานแดงซ่านเมื่อพบว่าตอนนี้ร่างกายของตนเปลือยเปล่าผิดกับร่างสูงใหญ่ที่กำลังเคลื่อนกายเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างขา เจษนิพัทธ์ยังอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแลคขายาว มีเพียงกระดุมและเข็มขัดที่ถูกปลดออกลวกๆ



"เคยนอนกับใครมาก่อนหรือเปล่า"



จิรายุเม้มปากก่อนจะส่ายหน้า ท่าทางนั้นเรียกรอยยิ้มพึงใจให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคร้ามเข้ม หากเพียงเสี้ยววินาทีก็หายไป แทนที่ด้วยจูบแสนเอาแต่ใจที่ทาบทับลงมา



จิรายุหลับตาปี๋รับริมฝีปากที่จูบซับไปทั่วใบหน้าแล้ววนกลับมาผสานกันอีกครั้ง ปลายลิ้นร้อนแลบเลียไปตามกลีบปากที่ปิดแน่น ก่อนจะฝังลิ้นเข้าไปควานหาความหวานล้ำภายใน ทั้งลากไล้ ฉกชิม ดูดเม้มอย่างตะกรุมตะกรามจนแทบไม่มีส่วนไหนที่ปลายลิ้นจะไม่เข้าไปสัมผัส



“อ๊ะ..”



เสื้อเชิ้ตเนื้อดีถูกกระชากจนรังดุมหลุดกระจายเมื่อเจ้าของมันรีบร้อนเกินกว่าจะปลดออกดีๆ พอกันกับกางเกงสแลคที่ถูกสลัดออกไปกองอยู่ที่ไหนสักที่เมื่อยามนี้ไร้ซึ่งความสลักสำคัญ



ความกระสันอยากตีตื้นขึ้นอย่างรุนแรงจนแม้แต่เจ้าตัวเองยังตกใจ จิรายุหอมหวานกว่าที่คิด ร่างเพรียวระหงขาวเนียนไปหมดทุกส่วน โดยเฉพาะตุ่มไตเล็กๆ ทั้งสองข้างที่กำลังชูชันล่อสายตา

เจษนิพัทธ์ไม่รอช้า เขาก้มลงละเลงลิ้นกับเม็ดทับทิมสีสวยตรงหน้าทันที ทั้งขบกัด ดูดดุนอย่างตะกรุมตะกรามจนเจ้าของร่างบิดเร้า



"อ้าขาอีกสิ" เสียงทุ้มพร่าเอ่ยชิดริมหูขาว ขบเม้มแผ่วเบาราวกำลังหยอกล้อ ก่อนจะลงลิ้นแลบเลียเรียกขนอ่อนบนกายขาวให้ลุกซู่

มือหนาลูบไล้ไปตามเอวคอดเหมาะมือ บีบคลึงผิวเนื้อเนียนลื่นทุกตารางนิ้วที่ลากผ่าน ไล้ไปตามเส้นโค้งเว้าของร่างกาย ก่อนแรงสัมผัสจะหนักมือขึ้นยามลากไล้ไปถึงบั้นท้ายงามงอน บีบขย้ำก้อนเนื้อนุ่มจนแทบปลิ้นติดมือ



"ตรงนี้ของเธอ แฉะได้เหมือนผู้หญิงหรือเปล่า"

'ตรงนี้' ที่เจษนิพัทธ์หมายถึงคือช่องทางเร้นลับที่เขากำลังใช้ปลายนิ้วนวดคลึงไปมา



อีกครั้งที่จิรายุหายใจสะดุด สัมผัสจากปลายนิ้วหยาบเรียกขนอ่อนบนกายให้ลูกชัน เขารู้สึกตื่นตระหนกระคนตื่นเต้นหากแต่มันมีอีกความรู้สึกที่มากกว่านั้นแทรกเข้ามาด้วย เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน  มันแปลกแต่ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด



"ผมไม่รู้.."

"งั้นฉันคงต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง ...ผ่อนคลายหน่อย" เสียงทุ้มเอ่ยบอกคนที่เกร็งร่างขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อปลายนิ้วพยายามรุกล้ำ ขาเรียวหุบเข้าหากันโดยลืมไปว่าที่ตรงนั้นมีร่างหนาแทรกกายกั้นอยู่



เจษนิพัทธ์ก้มลงไปจูบร่างข้างใต้อีกครั้งเมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นเริ่มกัดปากแน่นอีกทั้งยังเกร็งจนปลายนิ้วเขารุกล้ำเข้าไปไม่ได้ ปลายลิ้นร้อนแลบเลียจนกลีบปากอิ่มเผยออ้าถึงได้สอดลิ้นเข้าไปฉกชิมความหวานภายใน กวาดต้อนลิ้นเล็กที่กำลังถดหนีไปทั้วโพรงปาก ดึงความสนใจจากปลายนิ้วแกร่งที่กำลังสอดแทรกเข้าไปสำรวจเส้นทางเร้นลับภายใน



"อื้อ!" มือหนารวบข้อมือบางทั้งสองข้างแล้วกดไว้ด้วยกันเมื่อร่างเพรียวเริ่มต่อต้าน ปลายนิ้วยังคงรุกรานเข้าไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนว่าอีกคนจะรู้สึกเช่นไร



จิรายุน้ำตาคลอ พยายามถดกายหนีความแข็งแกร่งที่แทรกเข้ามา แต่ไม่ง่ายเลยเมื่อแขนทั้งสองขางถูกอีกฝ่ายกดไว้ แม้แต่ริมฝีปากที่อยากร้องประท้วงว่าเขาเจ็บยังถูกปิดกั้นด้วยจูบร้อนแรง



“เจ็บ ไม่เอา” เขาบอกเสียงแผ่วทันทีที่กลีบปากเป็นอิสระ แต่ก็แค่ช่วงลมหายใจเดียวก่อนที่ริมฝีปากจะถูกดูดกลืนอีกครั้ง จิรายุหอบเหนื่อยเหมือนคนใกล้หมดแรง พยายามบิดกายหนีการรุนรานแต่เหมือนยิ่งเข้าทางของอีกฝ่าย เพราะนอกจากจะไม่หยุดแล้วชายหนุ่มกลับส่งนิ้วเพิ่มเข้ามา จากหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม และเริ่มขยับเข้าออก หมุนวนขยับขยายช่องทางให้พรั่งพร้อมสำหรับอะไรที่มีขนาดใหญ่กว่า



“อ๊ะ!!” เสียงครางที่หลุดออกมาทำให้เจษนิพัทธ์ยกยิ้มอย่างพอใจ เขาขยับนิ้วไปมาที่ตำแหน่งเดิมจนคนใต้ร่างเริ่มบิดเร้า เสียงครางกระเส่าหลุดออกมาเป็นระรอกเมื่อจุดกระสันภายในถูกปลายนิ้วกระทุ้งเข้าใส่รัวๆ ความเปียกลื่นฉ่ำแฉะภายในที่ได้สัมผัสเป็นคำตอบของคำถามก่อนหน้านี้



"ตรงนี้ของเธอแฉะได้เหมือนผู้หญิงจริงๆ ด้วย ...ดูสินิ้วฉันเปียกไปหมด"

เหมือนกลัวร่างบางไม่เชื่อถึงได้ยกมือขึ้นมาชูตรงหน้าให้ดู จิรายุพลันหน้าแดงซ่าน เขามองตามปลายนิ้วอีกฝ่ายที่มีน้ำสีใสหยดยืดลงมา แล้วรีบผินหน้าไปทางอื่น ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะของร่างเบื้องบนก็แทบอยากจะมุดหนีหายไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด



เจษนิพัทธ์หัวเราะในลำคอกับท่าทางน่าเอ็นดูของอีกฝ่าย อดใจไม่ไหวจนต้องก้มลงไปมอบจูบแสนหวานให้เป็นรางวัล



"พร้อมนะ" มือหนาจับขาเรียวแยกออกกว้างเมื่อเขาเองก็เริ่มปวดจนแทบทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

ส่วนปลายแข็งขืนจ่อวนหน้าช่องทางเปียกชุ่ม จิรายุจิกเล็บกับไหล่หนาแน่นเมื่อร่างกายกำลังถูกสอดแทรกด้วยส่วนที่ใหญ่โต เพียงแค่ส่วนหัวถูกกดเข้าไปความเจ็บปวดราวกับร่างถูกแยกก็ทำให้เขาเกร็งตัวบิดร่างอย่างทรมาน ลืมความเสียดเสียวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ไปเสียสิ้น



​​​​“ชู่วว ใจเย็นๆ ผ่อนคลายหน่อย” มือหนาเกี่ยวขาทั้งสองข้างของเขาให้ยกขึ้นสูง ก่อนจะเคลื่อนกายเข้ามาทาบทับอย่างเชื่องช้า พรมจูบไปตามลาดไหล่ขาวเนียน ลำคอเรียวระหง ขบกัดทิ้งรอยแดงจาง กว่าจะรูู้ตัวว่าถูกหลอกล่อสองแขนก็ถูกอีกฝ่ายรวบไว้เหนือหัวด้วยมือเพียงข้างเดียวเสียแล้ว



 "เจ็บ! ผมเจ็บ อื้อ!!" ความใหญ่โตที่ดึงดันเข้ามารวดเดียวจนสุดทำร่างบางกรีดร้องลั่น ก่อนที่เสียงนั้นจะถูกดูดกลืนด้วยจูบของคนเอาแต่ใจ น้ำตาที่พยายามเก็บกลั้นมาตั้งแต่ต้นพลันไหลออกมาเป็นสาย เปรอะเปื้อนไปทั่วหน้าเมื่อยามนี้ไม่มีความรู้สึกใดนอกจากความเจ็บแสบ

เจ็บเหมือนจะตาย



"พอเถอะครับ ผมเจ็บ" เขาแทบจะยกมือไหว้ขอร้อง หากทว่าข้อมือทั้งสองข้างยังถูกพันธนาการแน่น ยิ่งอีกฝ่ายเริ่มเคลื่อนกายเข้าออกความเจ็บปวดก็เหมือนยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นร้อยเท่าพันเท่า

"ฮึก ผมเจ็บ หยุดเถอะนะ"

"ไม่ทันแล้วเจีย เด็กดีมองฉัน หายใจเข้าลึกๆ อย่างนั้น อืมมม เธอรัดแน่นมากที่รัก"

หนึ่งคนสุขสม อีกคนเหมือนจะตาย



เจษนิพัทธ์จูบซับไปตามผิวแก้มเนียนที่เปรอะไปด้วยหยาดน้ำตา เสียงสะอื้นแผ่วคล้ายระรอกคลื่นดังอยู่ข้างหู ไม่เคยมีใครขึ้นเตียงกับเขาแล้วร้องไห้เหมือนจะขาดใจอย่างนี้มาก่อน เซ็กส์ที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นฝ่ายถูกเอาอกเอาใจอยากได้แบบไหนก็แค่เอ่ยปาก ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่ต้องมาพูดจาหวานหูปลอบประโลมคู่นอนแบบนี้



แต่เอาเถอะ เห็นแก่ครั้งแรกของอีกฝ่ายเขาจะยอมใจดีด้วยหน่อยก็แล้วกัน



"..อ๊ะ" จิรายุครางออกมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อส่วนอ่อนไหวถูกกระตุ้นด้วยฝ่ามือหนา ลาดไหล่และซอกคอกขาวถูกจูบไซ้ไม่หยุด จากความเจ็บปวดเริ่มมีความรู้สึกอื่นแทรกซ้อนเข้ามาจนร่างกายสั่นสะท้าน



เจษนิพัทธ์รับรู้ได้ถึงอาการสั่นไหวของคนในอ้อมกอดได้ดี ทว่าครั้งนี้มันเป็นอาการสั่นที่แสดงออกถึงความพึงพอใจอย่างที่เขาคุ้นเคย ร่างหนากดจูบลงบนกลีบปากอิ่มที่เริ่มบวมช้ำอีกครั้ง พร้อมกับสะโพกแกร่งที่เริ่มเคลื่อนไหวในจังหวะเร็วขึ้น



"ฮะ อ๊ะ อ๊า!" เสียงครางรื่นหูหลุดจากริมฝีปากของร่างบางตามจังหวะการโจนจ้วงของกายแกร่ง ความเร่าร้อนที่ไม่เคยได้สัมผัสผลักดันความคิดแตกกระเจิงจนสมองขาวโพลน จิรายุปล่อยร่างกายให้อีกฝ่ายกระทำตามใจ เขาไร้ซึ่งแรงขัดขืนแม้จะถูกจับพลิกคว่ำพลิกหงายในท่วงท่าน่าอายแล้วจับกระแทกจนตัวโยกโยน



"มะ ไม่ไหว อึก อ๊ะ อ๊า!!" เสียงครางดังผสานกับเสียงทุ้มต่ำในลำคอหนา หยาดเหงื่อไหลรินตามเนื้อตัว กลิ่นกามารมณ์คละคลุ้ง สุดท้ายเมื่อร่างกายไม่อาจต้านกระแสของความหฤหรรษ์ที่ถาโถม ร่างเพรียวก็บิดเกร็งและปลดปล่อยความสุขสมออกมาจนหมดสิ้น จิรายุหอบหายใจถี่ราวคนขาดอากาศ มือทั้งสองข้างจิกลงบนบ่าของคนที่ยังกระแทกกระทั้นกายเข้าหาเขาไม่หยุด



“อืมม ซี๊ดดดด” เมื่อจิรายุไปถึงฝั่ง ร่างเบื้องบนก็ยิ่งโหมแรงกระแทกกระทั้นหนักหน่วง เจษนิพัทธ์ครางต่ำในลำคอ สะโพกหนาเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เขารับรู้ได้ถึงการเกร็งกระตุกของแก่นกายภายใน เสียงคำรามดังก้องเป็นครั้งสุดท้าย มือหนารั้งต้นคอของคนใต้ร่างขึ้นมารับจูบอย่างรุนแรงก่อนที่ร่างกายจะเกร็งกระตุกปลดปล่อยทุกหยาดหยดเข้าสู่ช่องทางคับแน่น

จิรายุถอนหายใจโล่งคิดว่าทุกอย่างจบลงแล้ว หากแต่นั้นเป็นความคิดของเขาเพียงคนเดียว เพราะเมื่อร่างเบื้องบนเริ่มขยับอีกครั้ง ความเร่าร้อนที่มากกว่าเดิมก็ถูกจุดขึ้น

















TBC.....







เราพิมพ์ในโทรศัพท์อาจจะมีบางคำที่สะกดพลาดหรือนิ้วเบียด ต้องขออภัยด้วยนะคะ



#เจษอย่าร้าย













ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 5.ติดใจ 27.03.65
«ตอบ #7 เมื่อ27-03-2022 15:33:12 »


#เจษอย่าร้าย















จิรายุรู้สึกตัวตื่นในเวลาเกือบเก้าโมง ร่างโปร่งค่อยๆ หยัดกายขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก ส่วนล่างเจ็บแปลบทันทีที่ถูกกระทบกระเทือนจากการเปลี่ยนอิริยาบถ เขากัดริมฝีปากแน่นข่มความเจ็บไม่ให้หลุดปากร้องออกมา ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศตกกระทบผิวกายจนขนลุกซู่



ตาคู่สวยมองไปรอบห้องนอนที่สว่างด้วยแสงแดดอ่อนที่ส่องผ่านผ้าม่านผืนใหญ่ที่ถูกปิดไว้เพียงครึ่งเดียว ในห้องนี้โล่งกว่าที่คิด นอกจากเตียงนอนหลังใหญ่แล้วก็มีเฟอร์นิเจอร์อีกเพียงไม่กี่ชิ้น ทุกอย่างดูเรียบง่ายผิดกับภาพลักษณ์เจ้าของห้องที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะเขาเองก็ยังไม่อยากจะเจอผู้ชายใจร้ายคนนั้นสักเท่าไหร่



เมื่อคืนกว่าอีกฝ่ายจะปล่อยให้เขาเป็นอิสระก็ล่วงเลยวันใหม่มาแล้ว จิรายุบอบช้ำไปหมดทั้งตัว คนคนนั้นไม่คิดจะปราณีกันเลยสักนิด ทั้งที่รู้ว่านั่นเป็นครั้งแรกของเขาก็ยังดึงดันเอาแต่ใจ เขาบอกให้หยุดก็ไม่ฟัง บอกว่าไม่ไหวแล้วก็ยังเอาแต่โหมกายเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง เพียงแค่คิดนัยน์ตาสีรัตติกาลก็แวววาวไปด้วยหยาดน้ำสีใสที่รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ความเจ็บร้าวของร่างกายผสมปนเปกับความปวดหน่วงในอกจนน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลอาบแก้มเนียนในที่สุด มือบางรีบเช็ดมันออกลวกๆ จิรายุสูดหายใจลึก พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ร้องไห้ เขาต้องเข็มแข็งให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย



จิรายุก้มมองร่างกายที่จำได้ว่าก่อนจะหมดสติไปยังเปลือยเปล่าและเหนอะหนะ ทว่าตอนนี้กลับมีเสื้อคลุมสีขาวสะอาดคลุมร่างและความเหนอะหนะนั้นก็หายไปแล้ว ทั้งผ้าปูที่นอนที่เคยเลอะไปด้วยคราบอะไรต่อมิอะไรก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด จิรายุไม่คิดว่าจะเป็นฝีมือของคนใจร้ายนั่น อีกฝ่ายคงให้ใครสักคนเข้ามาจัดการให้กระมัง เอาเถอะ ยังไงก็ต้องขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้เขานอนไปทั้งอย่างนั้น



คิดได้ดังนั้นร่างโปร่งก็พ่นลมหายใจออกมาเป็นครั้งที่สอง ตอนนี้เขาทั้งเพลียทั้งหิวหากนับรวมๆ แล้วเป็นเวลาเกือบสองวันทีเดียวที่ไม่มีอะไรตกถึงท้อง



ก๊อก ก๊อก ก๊อก

แต่ยังไม่ทันที่ร่างเพรียวจะคิดอะไรต่อเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เปิดเข้ามา อีกฝ่ายเป็นหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดี เธอส่งยิ้มน้อยๆ มาให้เมื่อเห็นว่าเขานั่งมองอยู่ก่อนแล้ว



"ตื่นแล้วหรือคะ ป้าชื่อป้าน้อมนะคะเป็นแม่บ้าน คุณเจษให้ป้ามาคอยอำนวยความสะดวกแล้วก็ดูแลคุณ ขาดเหลืออะไรหรือต้องการอะไรบอกป้าได้เลยนะคะ" เธอกล่าวแนะนำตัว



"ขอบคุณครับ เรียกผมว่าเจียก็ได้"

"ค่ะคุณเจีย ป้าเตรียมอาหารเช้าไว้ให้อยู่ข้างนอก จะให้ยกเข้ามาเลยไหมคะ"

"ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมออกไปทานข้างนอกเองดีกว่า" จิรายุว่าพลางขยับจะลงจากเตียง ทว่าความเจ็บปวดจากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อคืนก็แล่นริ้วเข้าจู่โจมจนเผลอนิ่วหน้า



"มาค่ะป้าช่วย ไหวไหมคะ" ป้าน้อมเข้ามาช่วยพยุงเด็กหนุ่มที่นั่งน้ำตาเล็ดอยู่บนเตียง สภาพอ่อนปวกเปียกอีกทั้งร่างกายบอบช้ำที่ได้เห็นเมื่อคืนทำให้เธออดสงสารไม่ได้ ตัวก็เล็กแค่นี้ไม่รู้จะทนไม้ทนมือเจ้านายเธอไปได้อีกสักเท่าไหร่กัน



"รบกวนช่วยพยุงผมไปห้องน้ำก็พอครับ" หญิงวัยกลางคนยิ้มรับอย่างใจดี เธอพาจิรายุมาส่งไว้ในห้องน้ำอีกทั้งยังเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ให้เสร็จสรรพ ก่อนจะขอตัวออกไปเตรียมอาหารให้เขา



เมื่อกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้งจิรายุก็พาตัวเองมายืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่  มือบางค่อยๆ ปลดชุดคลุมอาบน้ำออกอย่างเบามือ ร่องรอยบอบช้ำบนร่างกายสะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัด ตั้งแต่ลาดไหล่บางไปจนถึงต้นขาขาวเนียน แทบไม่มีจุดไหนที่คนใจร้ายนั่นไม่ได้สัมผัส ริ้วแดงที่เกิดจากฝ่ามือหนาปรากฏอยู่แทบทุกจุดที่ฝ่ามือนั้นเคลื่อนผ่าน โดยเฉพาะตรงบั้นเอวและต้นขาด้านในที่ยามนี้ปรากฏรอยช้ำเด่นชัด



จิรายุพ่นลมหายใจยาวระบายความอัดแน่นในอก สภาพเขาในยามนี้ไม่ต่างจากตุ๊กตาที่ถูกเล่นจนพังยับเยิน ดูสกปรกไร้ค่าไร้ราคาจนนึกสมเพชตัวเองขึ้นมาครามครัน เสี้ยวนึงในความคิดเขานึกโกรธคนที่สร้างร่องรอยแสนอัปยศนี่ขึ้นมา โกรธที่อีกฝ่ายทำราวกับร่างกายเขาเป็นอะไรสักอย่างที่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ จะรุนแรงแค่ไหนป่าเถื่อนเพียงใดก็ได้ โดยไม่แคร์ว่าเขาจะรู้สึกยังไง หากแต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เจษนิพัทธ์กระทำต่อเขาก็ถือเป็นสิทธิ์์ที่เจ้าตัวพึงมีไม่ใช่หรือ ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายพาตัวเองมายืนอยู่ในจุดนี้เองแล้วจะมีสิทธิ์ไปเรียกร้องอะไร



เนิ่นนานกว่าที่เปลือกตาสีน้ำนมจะปิดลงอย่างพยายามสงบใจ เสียงในหัวดังก้องซ้ำไปซ้ำมาคล้ายกำลังสะกดจิตตัวเองว่า เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เดี๋ยวก็ได้ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองแล้วนะ เขาเพียงแต่ต้องอดทนอีกนิด อดทนอีกนิดเดียว ไม่ยากเลยใช่ไหมก็แค่อดทนเหมือนที่ผ่านมา











"กินข้าวกินยาแล้วก็หลับไปตั้งแต่บ่ายแล้วค่ะ นี่ป้าเพิ่งเข้าไปเช็ดตัวให้ เห็นคุณเธอตัวรุมๆ"

คำบอกเล่าของแม่บ้านทำให้ร่างสูงเจ้าของนัยน์ตาสีรัตติกาลพาตัวเองมานั่งอยู่บนเตียงเดียวกันกับคนป่วย เขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยปอยผมออกจากหน้าผากมนก่อนจะทาบฝ่ามือลงไปเพื่อวัดอุณหภูมิ แค่รุมๆ ไม่ถึงกับร้อนมาก คงเป็นเพราะแม่บ้านเพิ่งจะเช็ดตัวให้ กินยาอีกไม่กี่วันก็คงหาย



เมื่อสำรวจอุณหภูมิจนพอใจแล้วเจษนิพัทธ์ก็เริ่มสำรวจใบหน้ายามหลับของคนป่วยอีกครั้ง จิรายุในยามหลับไม่ต่างจากตอนตื่นนัก เหมือนเด็กที่ยังไร้เดียงสาที่เอาแต่เฝ้าวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้า

ทั้งที่ตกอยู่ในอ้อมกอดเขาก็ยังเอาแต่ร่ำร้องหาอิสระที่ไม่มีจริง



ฝ่ามือหนาไล้ไปตามกรอบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว ร่องรอยความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังแจ่มชัด ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ริมฝีปากอิ่มที่ถูกเขาขบกัดอย่างเอาแต่ใจกว่าค่อนคืนก็มีสภาพไม่ต่างกัน ไม่นับรวมร่องรอยที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ร่มผ้านั่นอีก



แต่จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ใครใช้ให้ร่างบางนี่หอมหวานไปหมดทุกส่วนจนเขาไม่อาจยั้งมื้อ ปากบอกไม่แต่ร่างกายกลับโอนอ่อนไปกับทุกสัมผัสที่ถูกปลุกเร้า เสียงครางหวานที่ยิ่งร้องห้ามมากเท่าไหร่กลับยิ่งเหมือนกำลังเรียกร้องให้เขาโหมกายเข้าหาเสียมากกว่า



เจษนิพัทธ์กำลังหลงใหลการตอบสนองอย่างไร้เดียงสาที่ทำเอาเขาแทบคลั่ง หากเปรียบเป็นอาหาร จิรายุในยามนี้คงไม่ต่างไปจากอาหารจานโปรดที่เขาอยากกินมันทุกวัน



ที่ผ่านมาเขาชื่นชอบเซ็กส์ที่ค่อนข้างเร่าร้อนติดจะรุนแรง ไม่ถึงกับเป็นพวกสายเอสแต่ก็ถือว่ารุนแรงกว่าคนปกติทั่วไปมาก แต่ไหนแต่ไรเซ็กส์สำหรับเขาคือกิจกรรมที่มีไว้สำหรับปลดเปลื้องอารมณ์ระบายความตึงเครียด คู่นอนที่เขาเลือกมาจึงมีแต่พวกเจนสนาม เพียงแค่มองตาก็รู้ว่าต้องทำอะไร



จะมีก็แต่เด็กที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ตรงหน้า ทั้งที่ไร้ซึ่งประสบการณ์และเอาแต่เรียกร้องให้หยุด ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้ติดใจนัก โดยเฉพาะใบหน้าเปื้อนน้ำตายามที่เขาตอกอัดส่วนใหญ่โตเข้าหานั่น  ตรึงตราจนยากจะสลัดให้หลุดจริงๆ











TBC...







เราพิมพ์ในโทรศัพท์อาจจะมีบางคำที่สะกดพลาดหรือนิ้วเบียด ต้องขออภัยด้วยนะคะ

#เจษอย่าร้าย




ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#เจษอย่าร้าย



//คำเตือน//

มีฉากที่กระกระทำของตัวละครไม่เหมาะสมในด้านพฤติกรรม ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ











"ถ้าเรื่องแค่นี้ยังจัดการกันไม่ได้ก็ลาออกไปซะ ฉันไม่รับเลี้ยงพวกไร้ประโยชน์" เขากดตัดสายแล้วโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานอย่างไม่สบอารมณ์ ก็แค่พวกเหลือบไรที่กำลังสิ้นไร้ไม้ตอก หากเรื่องแค่นี้ยังจัดการไม่ได้เขาก็ไม่รู้ว่าจะยอมเสียเงินค่าจ้างสูงลิ่วไปเพื่ออะไร



ถึงจะบอกว่าเป็นนักธุรกิจแต่งานที่ทำก็ใช่ว่าจะขาวสะอาดไปหมดเสียทีเดียว ฉากหน้าเขาเป็นเพียงนักธุรกิจด้านอสังหาฯ ก็จริง หากแต่ฉากหลังที่ดำมืดลงไปกว่านั้นเขาเป็นผู้กุมบังเหียนผับบาร์และบ่อนกาสิโนที่ขึ้นชื่อทั้งในและนอกประเทศอีกหลายสิบแห่ง ในแวดวงผู้มีอิทธิพลไม่มีใครไม่รู้จัก เจษนิพัทธ์ โรจนบดินทร์ ต่อให้ไม่เคยเจอหน้าหากได้ยินชื่อของชายหนุ่มก็ต้องมีความเกรงใจไม่น้อยกว่าเจ็ดหรือแปดส่วน ทว่าในยามนี้กลับมีคนคิดลองดีกับเขา นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวโรจขึ้นมา



ความหงุดหงิดทำให้เจษนิพัทธ์ไม่อาจสงบใจลงได้โดยง่าย ผิดกับผู้ร่วมห้องอีกคนที่หลับสนิทมาตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา เขาสืบเท้าเข้าไปใกล้เตียงนอนหลังใหญ่ นัยน์ตาสีรัตติกาลทอประกายล้ำลึกก่อนจะกระชากผ้าห่มออกจากกายบางจนคนที่ถูกรบกวนเปล่งเสียงอืออา หากแต่เปลือกตายังปิดสนิท



เสื้อเชิ้ตเนื้อดีถูกปลดออกอย่างใจเย็น รวมทั้งกางเกงชั้นนอกและชั้นใน เจษนิพัทธ์ทำมันทั้งที่สายตาไม่ละไปจากใบหน้าของคนที่กำลังหลับตาพริ้มราวกับโลกนี้มันโหดร้ายนักหนาจนไม่อยากตื่นลืมตาขึ้นมาพบกับมันอีก ก่อนที่กายหนาจะเคลื่อนตัวขึ้นทาบทับร่างของคนป่วยและเริ่มรุกรานกลีบปากบวมช้ำอย่างเอาแต่ใจ เขาเพิ่มแรงบดเบียดมากขึ้นจนอีกฝ่ายครางประท้วง ดูดกลีบปากบวมช้ำแรงๆ ก่อนจะส่งลิ้นร้อนเข้าไปสำรวจพื้นที่ภายใน อุณหภูมิร่างกายที่สูงเกินกว่าปกติไม่ได้ลดทอนความหวานล้ำแม้แต่น้อย กลับกันยิ่งเพิ่มความร้อนให้ผู้รุกรานอีกเท่าทวี



"อืออ.." เสียงครางแผ่วเมื่อยอดอกถูกรุกราน

เจษนิพัทธ์บีบคลึงตุ่มไตสีเรื่อทั้งสองข้างด้วยปลายนิ้วแกร่ง ก่อนจะก้มลงไปฉกชิมด้วยปลายลิ้นหลังจากปล้นเอาจูบหวานล้ำจากอีกฝ่ายจนพอใจ เขาดูดดึง ขบกัดสลับบดบี้ด้วยปลายนิ้วจนมันแข็งเป็นไตก่อนจะใช้ลิ้นแลบเลียเป็นครั้งสุดท้ายราวกับปลอบประโลม เสื้อยืดตัวบางถูกถอดออกไปพร้อมกับที่จิรายุรู้สึกตัวตื่น ดวงตาบวมช้ำหรี่มองมาที่เขาอย่างสับสนระคนมึนงง ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้อีกคนได้คืนสติเต็มที่ เขามอบจูบร้อนแรงให้ร่างบางอีกครั้ง และอีกครั้งจนกระทั่งฝ่ามืออ่อนระโหยโรยแรงประท้วงด้วยการผลักเข้าที่บ่า



 ร่างบางหอบหนัก ส่ายหน้าหนีจูบที่ร้อนแรงราวกับจะสูบวิญญาณของอีกฝ่ายพลันวัน ทว่านั่นกลับเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างเบื้องบนได้รุกรานซอกคอขาว กลิ่นหอมละมุนกับผิวเนื้อขาวผ่องกำลังพาให้เจษนิพัทธ์ลุ่มหลง



"อย่าครับ..." เสียงร้องห้ามปนเปไปกับเสียงสะอื้นแผ่วไม่ได้ทำให้เขาหยุด เจษนิพัทธ์ทั้งจูบไซ้ ขบกัดก่อนจะดูดดึงสร้างรอยตีตรา ฝ่ามือหนาเคลื่อนผ่านไปตามส่วนเว้าโค้ง บีบเคล้นผิวเนื้อนุ่มตามแรงอารมณ์โดยไม่สนว่าคนใต้ร่างจะรู้สึกอย่างไร



ใช่.. มันไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องสนว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร ในเมื่อหน้าที่ของจิรายุคือเป็นที่ระบายความใคร่ ยามใดที่เขาอยากอีกฝ่ายก็ควรพร้อมสนอง และตอนนี้เขาก็อยากปลดปล่อยเข้าไปในโพรงอุ่นร้อนของอีกฝ่ายจนแทบจะทนไม่ไหว



"ฮึก คุณเจษ อย่าทำ ฮือ.."

"เด็กดี แค่นิดเดียวเท่านั้น" เขาปลอบประโลมเสียงอ่อน จุมพิตไปตามกรอบหน้าอย่างอ่อนโยน ผิดกับปลายนิ้วที่กำลังดึงดันสอดแทรกเข้าไปในโพรงนุ่มอย่างเอาแต่ใจ  จิรายุร้องไห้จนน้ำตาไหลเปรอะทั่วใบหน้า กายบางบิดหนีความทรมานที่เพียรขยับเข้าออกอยู่ในช่องทางคับแน่น



ใจร้าย คุณเจษใจร้ายมากๆ เขาเจ็บจะตายอยู่แล้วทำไมถึงไม่ฟังกันบ้างเลย ทำไมถึงไม่หยุด

จิรายุได้แต่ตัดพ้อในใจเมื่อริมฝีปากบวมช้ำถูกดูดกลืนอีกครั้ง ฝ่ามือที่ไร้กำลังพยายามเค้นแรงทั้งหมดที่มีเพื่อผลักดันอีกฝ่ายออกแต่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งรับรู้ถึงส่วนแข็งขืนที่กำลังจดจ่ออยู่หน้าปากทางร่างกายก็ยิ่งสั้นสะท้านด้วยความหวาดกลัว



ทั้งที่เขากำลังป่วย แต่คนคนนี้กลับไม่คิดปราณีกันสักนิด



"อื้ออ!!!" เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังอื้ออึงอยู่ในลำคอเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ ความแข็งแกร่งที่ดึงดันสอดแทรกเข้ามาสร้างความเจ็บปวดให้ร่างบางเป็นอย่างมาก จิรายุทุบไหล่อีกฝ่ายด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่มี เขาทั้งจิก ทั้งข่วนหวังให้ร่างใหญ่โตนี้ถอยออกไปแต่ก็เท่านั้น เรี่ยวแรงของคนป่วยหรือจะสู้คนปกติที่แสนเอาแต่ใจ แค่ขนาดของร่างกายแม้ในยามปกติก็ยังยากจะเอาชนะยิ่งยามนี้ป่วยไข้ไร้เรี่ยวแรงยิ่งไม่ต้องพูดถึง



"ชู่วว เด็กดีผ่อนคลายหน่อย เธอรัดฉันแน่นเกินไปแล้ว"

"ออกไป ฮืออ.. คุณเจษ ฮึก ผมเจ็บ เอาออกไปเถอะนะ..."

ความอุ่นร้อนที่กำลังโอบรัดลำกายทำให้เจษนิพัทธ์ครางออกมาอย่างสุขสม จิรายุทำให้เขาลืมเลือนความหงุดหงิดใจได้อย่างชะงัด



"ฮึก พอเถอะนะครับ ฮืออ คุณเจษหยุดเถอะนะ.." ต่างกับอีกคนที่ร้องไห้ปานจะขาดใจ

ทุกจังหวะที่อีกฝ่ายเคลื่อนกายเข้าออกมีแต่ความเจ็บปวด จิรายุปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยล้า เขาไม่อาจทนมองหน้าคนใจร้ายได้อีกต่อไป ในหัวพลันคิดว่าเมื่อไหร่จะหยุด เมื่อไหร่นรกโลกันตร์ขุมนี้จะผ่านพ้นไปเสียที เขาเจ็บจนแทบจะตายอยู่แล้ว



เนิ่นนานที่ร่างเบื้องบนเสือกไสแก่นกายเข้าออกในโพรงนุ่มอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จิรายุถูกจับให้อยู่ในท่วงท่าน่าอายทั้งที่ร่างกายอ่อนเปลี้ย ร่างเพรียวบางโยกโยนไปตามแรงกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ใบหน้าหวานเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาซุกซบลงกับเตียงนอนนุ่ม กลีบปากบวมช้ำขบกันแน่นปิดกลั้นเสียงครางไม่ให้หลุดรอดออกมา



เสียงเนื้อกระทบกันฟังดูหยาบโลนดังก้องไปทั่วห้องนอนขนาดใหญ่ เครื่องปรับอากาศที่ปรับไว้ในอุณหภูมิต่ำไม่อาจลดทอนหยาดเหงื่อที่กำลังไหลรินของคนทั้งคู่ กลิ่นกามารมณ์คละคลุ้งยิ่งกระตุ้นความกระสันอยากพวยพุ่ง มือหนาพลิกกายคนที่นอนคว่ำหน้าหมดแรงขึ้นมา สองขาเรียวถูกจับพาดบ่าก่อนที่สะโพกแกร่งจะเริ่มทำหน้าที่อีกครั้ง จังหวะเน้นหนักจนคนใต้ร่างหัวสั่นหัวคลอน จิรายุในยามนี้หลับตาแน่น ใบหน้าสวยหวานบิดเบ้ด้วยความทรมานหากแต่นั่นกลับยิ่งไปกระตุ้นอารมณ์แก่ผู้พบเห็น เจษนิพัทธ์คำรามลั่น เขาจับเอวบางของอีกฝ่ายยกสูง โจนจ้วนแก่นกายที่ใกล้ปลดปล่อยเต็มทีเข้าสู่โพรงนุ่มอย่างบ้าระห่ำ



"อาา.. เจีย เด็กดีของฉัน" ร่างกายของจิรายุสร้างความสุขสมให้เขาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งที่ไร้เดียงสาไม่เป็นงานแต่กลับทำให้เขาลุ่มหลงจนอารมณ์พุ่งทะยานได้ถึงเพียงนี้ ร่างแกร่งเร่งจังหวะเมื่อรับรู้ถึงการเกร็งกระตุกของแก่นกายที่อยู่ภายใน เขาเสือกกายเน้นหนักอีกไม่กี่ครั้งก่อนจะปลดปล่อยน้ำคาวขุ่นจากความหฤหรรษ์เข้าสู่ช่องทางคับแน่นทุกหยาดหยด มันมากมายจนบางส่วนไหลย้อนออกมายามที่เขาถอนแก่นกายออก



หากร่างน้อยนี่ท้องได้จริงตามที่พ่อของเจ้าตัวว่า ไม่แน่ว่าตอนนี้ภายใต้หน้าท้องแบนราบนี่...

เจษนิพัทธ์สะบัดหัวไล่ความคิดเพ้อเจ้อของตัวเอง ผู้ชายที่ไหนจะท้องได้กัน หรือถ้าหากท้องได้จริงๆ เด็กแค่คนเดียวคนระดับเขาย่อมไม่มีปัญหาในเรื่องการเลี้ยงดูแน่อยู่แล้ว ส่วนแม่เด็ก... เขาอาจจะให้เงินไปตั้งตัวสักก้อนแล้วแยกย้ายทางใครทางมัน เพราะไม่แน่ว่ากว่าจะถึงวันนั้นเขาคงเบื่อหน่ายร่างกายหอมละมุนนี่ไปแล้ว













TBC....




ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 7. กลัว 30.03.65
«ตอบ #9 เมื่อ30-03-2022 20:44:01 »

#เจษอย่าร้าย










จิรายุเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็งมาโดยตลอด เขาเสียมารดาผู้เป็นที่รักไปตอนอายุสิบขวบ จากนั้นไม่นานบิดาก็พาภรรยาและลูกชายอีกคนเข้ามาในบ้าน บ้านที่เคยเปรียบเสมือนที่พักพิงเพียงหนึ่งเดียวกลับแปลเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่เด็กชายไม่อยากย่างกรายเข้าไปมากที่สุด



ในวันเกิดอายุครบสิบสามขวบปีบิดาขับไล่เขาไปอยู่เรือนเล็กท้ายสวนเพียงเพราะผู้หญิงคนนั้นเอ่ยปากว่าไม่อาจทนมองหน้าเขาได้อีกต่อไป เด็กชายจิรายุในตอนนั้นไม่ต่อต้านอย่างที่เคย เขาไม่มีความคิดเห็นใดนอกจากก้มหน้าเก็บข้าวของเครื่องใช้ของตนลงกระเป๋าอย่างเงียบๆ โดยมีเพียงป้าสาย แม่นมที่เคยเลี้ยงดูกันมาตั้งแต่ยามที่คุณนฤนาทยังมีชีวิตคอยช่วยเหลือ จิรายุในวัยสิบสามใช้ชีวิตในเรือนหลังน้อยด้วยความยากลำบาก ถึงจะมีแม่นมค่อยช่วยเหลือแต่ด้วยอำนาจของคุณผู้หญิงของบ้านก็ทำให้เธอช่วยอะไรได้ไม่มากนัก



กระทั่งขึ้นมอปลาย เขาเริ่มหารายได้ให้ตัวเองโดยการรับวาดภาพและออกแบบผลิตภัณฑ์โดยมีอาจารย์ประจำชั้นที่เป็นเพื่อยเก่ากับมารดาคอยช่วยเหลือ ด้วยฝีมือและไอเดียที่เรียกได้ว่าไม่เป็นสองรองใครจึงทำให้เขาผ่านชีวิตช่วงนั้นมาอย่างไม่ลำบากนัก เขามีเงินมากพอสำหรับส่งตัวเองเรียนในคณะที่ชอบแม้ว่าคณะที่เลือกเรียนนั้นจะขัดใจคุณไตรทศจนผู้เป็นบิดาเคยประกาศกร้าวว่าจะไม่ส่งเสีย จิรายุมองดูท่าทางโกรธเกรี้ยวของบิดาอย่างสงบ เขาชินชาเสียแล้วกับการพึ่งพาตนเอง จนไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงเมื่อได้ยินประโยคนั้น หากแต่คุณไตรทศก็ไม่ได้ทำอย่างที่พูดเอาไว้ ชายคนนั้นส่งเสียเขาจนเรียนจบปริญญาตรี ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้มาร่วมยินดีในวันที่เขาเรียนจบแต่ก็ไม่เป็นไร เขาชินเสียแล้วกับการทำอะไรด้วยตัวเอง ดีใจก็แค่หัวเราะกับตัวเอง ผิดหวังเสียใจก็แค่ร้องไห้กับตัวเอง จะไปคาดหวังอะไรในเมื่อทั้งชีวิตเขาก็มีแค่ตัวเองมาโดยตลอด



ครืดดดด

จิรายุมองรายชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ นี่คงเป็นสายที่สิบได้แล้วที่อัญญากับเหนือนทีสลับกันกระหน่ำโทรเข้ามาหาเขา ในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างน้อยก็ยังมีสองคนนี้ที่คอยเป็นห่วงเขาเสมอมา โชคดีในชีวิตของเขาเพียงอย่างเดียวคงเป็นการมีเพื่อนที่ดีอย่างสองคนนี้กระมัง



/ฮัลโหลเจีย! เจียอยู่ไหนทำไมติดต่อไม่ได้เลย เรากับเหนือไปหาเจียที่บ้านพวกเขาบอกว่าเจียไปทำงานกับคุณเจษ หมายความว่ายังไงหรอเจีย แล้วที่ GIX ที่เราตกลงกันไว้ล่ะเจียจะไม่ไปทำที่นั่นแล้วเหรอ แล้วตอนนี้เจียอยู่ไหนเรากับเหนืออยู่ห้าง C ว่างหรือเปล่าออกมาเจอกันหน่อยไหมหรือจะให้เราไปหาก็ได้/



น้ำเสียงร้อนรนของเพื่อนสนิทดังออกมาตามสาย จิรายุหลุดยิ้มออกมาเมื่อคิดถึงท่าทางของเพื่อนสนิท ไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าตอนนี้อัญญาคงคว้ากุญแจรถมาถือไว้ในมือเป็นที่เรียบร้อย



"อัญใจเย็นๆ ก่อน หายใจเข้าลึกๆ ถามเยอะขนาดนั้นจะให้เราตอบคำถามไหนก่อนดีเนี่ย"



/ไม่ต้องมาเฉไฉเลยนะ ตอบมาให้หมดนั้นแหละ ตอนนี้เจียอยู่ไหน หมายความว่ายังไงที่บอกว่าไปทำงานกับคุณเจษ? เจียรู้จักกับเขาด้วยเหรอ/ จิรายุชะงักไป เขาไม่รู้ว่าคนที่บ้านใหญ่บอกอะไรกับทั้งสองคนไปบ้าง



"เรา.. ตอนนี้เรายังบอกอะไรมากไม่ได้ ขอโทษนะ แต่เราสบายดี อัญกับเหนือไม่ต้องเป็นห่วงนะ ไว้ทุกอย่างเรียบร้อยค่อยนัดทานข้าวด้วยกันดีไหม"



/หมายความว่ายังไง แล้วนี่อยู่ที่ไหน/ เป็นเสียงทุ้มเอกลักษณ์ของเหนือนทีตอบกลับมา



จิรายุเผลอกัดปากอย่างใช้ความคิด กับเพื่อนคนนี้เขาโกหกไม่เคยได้ ยิ่งเรื่องเฉไฉไม่ต้องพูดถึง เหนือนทีถนัดนักเรื่องต้อนคนอื่นให้จนมุม ทางเดียวที่จะรอดพ้นจากเพื่อนคนนี้มีอยู่อย่างเดียวคือ...หนี



"เอ่อ ขอโทษนะเหนือ แต่เราต้องวางแล้วไว้เราจะติดต่อกลับไปนะ" จิรายุกดตัดสายทันทีที่พูดจบ เขายังไม่พร้อมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ใครฟัง โดยเฉพาะเพื่อนทั้งสองคนที่เป็นห่วงเขาเสียยิ่งกว่าพ่อแท้ๆ ของตัวเอง ร่างบางได้แต่ขอโทษขอโพยเพื่อนสนิททั้งสองคนอยู่ในใจ



ก๊อก ก๊อก ก๊อก

"ตื่นแล้วหรือคะ ยังปวดหัวอยู่ไหม" คนที่เปิดประตูเข้ามาเป็นแม่บ้านคนเดิม เธอเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงใช้มืออังหน้าผากเนียนของจิรายุอย่างที่ทำมาตลอดสามวัน



ใช่ กว่าสามวันที่เขานอนซมเพราะพิษไข้จากการกระทำเลวร้ายของใครบางคน



จิรายุตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการหวาดผวาจนแม้แต่หมอที่เข้ามาดูอาการก็ไม่อาจเข้าใกล้ ผู้ชายคนนั้นไม่ได้อยู่ด้วยในตอนที่เขารู้สึกตัวตื่น รอบกายมีเพียงป้าน้อมและหมออีกคนที่กำลังทำอะไรบางอย่างกับร่างกายเขา ร่างเพรียวกรีดร้องราวกับคนบ้า เขาขว้างปาสิ่งของทุกอย่างที่อยู่ใกล้มือใส่ทุกคนที่พยายามเข้าหา ความปวดร้าวทั่วร่างไม่อาจเอาชนะความหวาดกลัว จิรายุตวาดทุกคนที่เข้าใกล้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



ภาพจำของเขาในตอนนั้นมีเพียงคนใจร้ายที่กำลังเคลื่อนกายเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง เขาทั้งกรีดร้อง ดิ้นรนหวังให้หลุดพ้นจากความทรมาน หากทุกการกระทำกลับสูญเปล่าเมื่อสิ่งที่อีกฝ่ายหยิบยื่นคืนมาให้กลับกลายเป็นความทรมานยิ่งกว่าเดิมอีกเท่าทวี



"ดีขึ้นมากแล้วครับ" เขายิ้มบางตอบกลับไป ยอมรับว่าการได้คุยกับเพื่อนสนิททำให้สภาพจิตใจดีขึ้นไม่น้อย อาการป่วยไข้ทางร่างกายก็ดีขึ้นจนแทบหายสนิท



"งั้นรับอาหารเช้าเลยไหมคะ วันนี้ป้าทำข้าวต้มกุ้งไว้ให้"

"ครับ ผมขออาบน้ำได้ไหม" จิรายุส่งสายตาออดอ้อนโดยไม่รู้ตัว

"ไว้ถ้าเย็นนี้ไม่มีไข้แล้วป้าจะให้อาบนะคะ" ร่างบางหน้าหมองลงเล็กน้อยเมื่อถูกปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ยอมลงให้คนแก่กว่าตามนิสัย



จิรายุเลือกที่จะนั่งทานข้าวในครัว ป้าน้อมตักข้าวต้มมาให้เสียชามใหญ่ไม่รู้ว่ากลัวเขากินไม่อิ่มหรือตั้งใจจะขุนให้อ้วนกันแน่

"ถ้าไม่อิ่มบอกนะคะ เดี๋ยวป้าตักเพิ่มให้" เธอบอกอย่างใจดี

"กินหมดนี่ผมคงได้ท้องแตกเป็นชูชกแน่เลยครับ" จิรายุยิ้มแหย เรียกรอยยิ้มเอื้อเอ็นดูจากคนแก่กว่า ป้าน้อมอยู่พูดคุยกับเขาอีกสองสามคำก่อนจะขอตัวออกไปทำงานที่ทำค้างเอาไว้



ท่ามกลางความเงียบมีเพียงเสียช้อนกระทบกันแผ่วเบา คล้ายกับว่าที่แห่งนี้มีเพียงแค่เขากับแม่บ้านวัยกลางคน ร่างบางไม่ได้เอ่ยถามถึงคนที่หายไปเลยพอกันกับที่ป้าน้อมไม่ได้เอ่ยถึง เขาคิดว่าถ้าอีกฝ่ายหายไปได้ตลอดเลยก็คงจะดี คิดแล้วก็ได้แต่ทอดถอนหายใจในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และเพราะนั่งหันหลังให้ประตู เขาจึงไม่รับรู้ว่ามีใครบางคนกำลังจับจ้องมาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา









"ถึงแล้วครับบอส" เสียงคนสนิทเอ่ยบอกคนที่นั่งพักสายตาอยู่เบาะหลัง

เจษนิพัทธ์ยกมือขึ้นนวดหัวตาเล็กน้อย การทำงานติดต่อกันเป็นเวลาเกือบเจ็ดสิบสองชั่วโมงสูบพลังงานเขาไปอย่างมหาศาลจนรู้สึกปวดกระบอกตา เพราะปัญหาที่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กกลับบานปลายเมื่อฝ่ายนั้นมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังจนเขาต้องลงไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง สภาพของผู้นำตระกูลโรจนบดินทร์จึงมีสภาพอ่อนล้าอย่างที่เห็น

"บอกอาทิตย์จัดการที่เหลือให้เรียบร้อย อย่าให้ฉันเห็นว่ามันยังมีหน้าโผล่มาที่กาสิโนได้อีก" น้ำเสียงเย็นเยียบทำเอาคนฟังขนลุกซู่ ไม่บ่อยนักที่ร่างสูงจะลงมาจัดการเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง  ส่วนใหญ่ความรับผิดชอบตรงนี้จะเป็นของมือขวาคนสนิทที่มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องอย่างอาทิตย์เสียมากว่า แต่เพราะอีกฝ่ายต้องบินไปสะสางงานที่ประเทศจีนแทนเขา เจษนิพัทธ์จึงต้องลงมาจัดการตรงนี้ด้วยตัวเอง

"ครับบอส" ก้องเกียรติรับคำแข็งขันก่อนจะลงไปเปิดประตูให้ผู้เป็นนาย







เสียงพูดคุยเจือเสียงหัวเราะแผ่วเบาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในที่แห่งนี้มาก่อนทำให้ร่างสูงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เจษนิพัทธ์เดินตามเสียงนั้นจนมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องครัว พบว่าเป็นแม่บ้านและคนของเขาที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส

จิรายุในยามนี้แตกต่างจากทุกคราที่เคยเห็น บรรยากาศรอบตัวของร่างบางดูสงบและผ่อนคลายจนคนมองอย่างเขาเผลอรู้สึกสบายใจไปด้วยชั่วขณะ  เขาส่งสายตาให้แม่บ้านที่เหลือบมาเห็นเข้าพอดี ก่อนจะส่งสัญญานให้เธอออกไปจากที่ตรงนี้อย่างเงียบเชียบ

เช้าวันนั้น เขาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์จากลูกน้องคนสนิท ฝ่ายนั้นรายงานว่าโกดังเก็บสินค้าที่ภูเก็ตถูกมือดีเผาถึงสองแห่งด้วยกันและคนลงมือหนีรอดไปได้ เจษนิพัทธ์โมโหจนเลือดขึ้นหน้า ทว่าไอร้อนที่สัมผัสได้จากร่างในอ้อมแขนก็ไม่อาจมองข้าม จิรายุไข้ขึ้นสูงจนน่ากลัวว่าจะช็อค ใบหน้าซีดเซียวมีเหงื่อผุดพรายทั้งที่อุณหภูมิในห้องเรียกได้ว่าเย็นจัด เขาโทรตามหมอให้มาดูอาการทันที เมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรมากนอกจากร่างกายที่อ่อนเพลียจากบทรักรุนแรงของเขา เจษนิพัทธ์จึงได้กำชับให้แม่บ้านคอยดูแลก่อนจะรีบร้อนออกไปจัดการเรื่องงานของตัวเอง

ร่างสูงทิ้งสะโพกพิงประตูข้างหนึ่ง มือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีผ่อนคลาย มองสิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่กำลังละเลียดชิมข้าวต้มตรงหน้าอย่างเชื่องช้า ดูเหมือนจะอาการดีขึ้นมากแล้ว

จิรายุอยู่ในชุดนอนตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นเนื้อบาง ส่วนหนึ่งของเสื้อที่ใหญ่กว่าตัวหลุดลงเปิดเปลือยผิวเนื้อบางส่วนที่เต็มไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบที่เขาฝากฝังรอยตราเอาไว้ เจ้าตัวดูไม่ใคร่ใส่ใจจะดึงมันขึ้นสักเท่าไหร่ หรืออันที่จริงต้องเรียกว่าไม่รู้ตัวเสียมากกว่า

เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นอีกนิดจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผ่นหลังเล็ก จิรายุก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้ตัว กระทั่งเขาวางฝ่ามือลงบนไหล่เกือบเปลือย เสียงทุ้มพูดชิดติดริมหูขาวสะอาด

"ตักให้ฉันสักถ้วยสิ"

ปฏิกิริยาที่ได้กลับมาคือการเกร็งตัวขึ้นอย่างอัตโนมัติของร่างเพรียว ดวงตาคมสวยเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อหันมาเห็นเขาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวฉายชัดในแววตา จิรายุนิ่งงันราวกับคนที่ช็อคไปแล้ว ยิ่งเขาขยับเข้าใกล้มากเท่าไหร่ใบหน้าทีซีดเซียวอยู่แล้วก็แทบจะไร้สีเลือดมากขึ้นเท่านั้น

และก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ทำอะไรกระต่ายตัวขาวตรงหน้าก็โดดแผล๊วดีดตัวเองออกไปเสียไกล จิรายุเบียดตัวเองเข้ากับเคาเตอร์ครัวราวกับมันเป็นเกราะกำบัง ท่าทางตื่นกลัวฉายชัดยามมองมาที่เขา จนร่างหนามุ่นคิ้วไม่พอใจ

"เป็นบ้าอะไรของเธอ มานี่" เขาพูดอย่างใจเย็น มองคนที่กำลังยืนตัวสั่นไม่คิดจะขยับตัวแม้แต่ครึ่งก้าวแล้วจึงเป็นฝ่ายสืบเท้าเข้าหาเสียเอง

"อย่าเข้ามานะ!" เสียงหวานแผดลั่น สองแขนยกขึ้นโอบกอดตัวเองแน่น ปลายเล็บจิกลงบนต้นแขนเรียวโดยไม่รู้ตัว เจษนิพัทธ์ขมวดคิ้วมองท่าทางนั้น เด็กนี่กำลังกลัวเขา?

ท่าทางที่เจ้าตัวแสดงออกมาเป็นคำตอบได้อย่างดี จิรายุในยามนี้ไม่ต่างไปจากกระต่ายน้อยที่กำลังบาดเจ็บสาหัส สองแขนสร้างเป็นปราการโอบล้อมตัวตนที่คล้ายว่าจะแตกสลายลงได้ทุกเมื่อ ดวงตาคมสวยเหมือนตาเหยี่ยวหลุกหลิกมองเขาอย่างระแวดระวัง

"เจียเด็กดี มาหาฉัน" เขาหยุดเดินแล้วเปลี่ยนเป็นออกคำสั่งอย่างใจเย็น มือหนายื่นไปตรงหน้าคนที่ยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ตาคมสวยเหลือบมองมือนั้นนิ่ง กลีบปากบางเม้มเข้าหากันไม่มีทีท่าว่าจะทำตามคำสั่ง

"...."

"อย่าให้ต้องโมโหนะเจีย" หากแต่เขาเองก็ไม่ใช่คนที่มีความอดทนมากนัก ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายชั่วโมงกำลังเข้าโจมตีเจษนิพัทธ์ไม่ต่างกัน จากที่คิดว่าจะมานอนกกกอดร่างหอมกรุ่นให้หายล้าแต่กลับต้องมาเจอท่าทางงี่เง่าบ้าบอของอีกฝ่ายแทน ก็ชักจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา

"...."

ความอดทนหมดลงเมื่อความเงียบคือคำตอบ เจษนิพัทธ์สืบเท้าไม่กี่ก้าวก็เข้าถึงคนที่ยืนตัวสั่น มือหนากระชากข้อมือเรียวบาง ทว่าอีกฝ่ายก็รีบสะบัดหนีราวจับต้องของร้อนจนเขาต้องรวบตัวบางๆ นั่นมากอดไว้ทั้งตัว

"ปล่อยนะ! ปล่อยผม ปล่อย!!" จิรายุดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ทั้งทุบตี จิกข่วน ฝ่ามือบางฟาดไม่ยั้งลงบนแผ่นหลังของคนใจร้าย ยิ่งอีกฝ่ายแสดงออกอย่างคุกคามก็ยิ่งหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ไม่ ไม่ เขารับไม่ไหวแล้วถ้าต้องเจอแบบนั้นอีก มันเจ็บเหมือนจะตายลงให้ได้เลย เพียงแค่คิดน้ำตาก็รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ พยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนที่บีบแน่นราวคีมเหล็ก

"เป็นบ้าอะไรของเธอห๊ะ!" ร่างบางถูกจัับเขย่าจนหัวสั่นคลอน ก่อนจะทั้งร่างจะถูกดันเข้ากับผนังเมื่อเขายังเอาแต่กรีดร้องไม่หยุด แววตาของคนตรงหน้านิ่งเรียบหากแต่เต็มไปด้วยความดุดัน

"อื้อ!" ใบหน้าเรียวสวยถูกบีบให้แหงนเริ่ดด้วยฝ่ามือใหญ่ก่อนริมฝีปากได้รูปจะทาบทับลงมา สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงจนคนได้รับรู้สึกเจ็บ หยาดน้ำสีใสไหลลงมาตามแก้มเนียนเมื่อเจ้าของมันกลั้นเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

"หายบ้าได้หรือยัง" เสียงทุ้มเอ่ยชิดริมฝีปากสวย คลอเคลียไม่ห่างราวกับพร้อมจะประกบลงไปใหม่ได้ทุกเมื่อ หากไม่ใช่เพราะร่างน้อยนี่กำลังแสดงออกว่ากำลังหวาดกลัวเขาราวกับจะขาดใจลงเสียให้ได้

"ฮึก อย่าทำอะไรผมเลยนะ ผมขอร้อง ฮึกก มันเจ็บ มันเจ็บมากเลย.." ร่างหนามองคนที่กลั้นสะอื้นจนตัวโยนแล้วพ่นลมหายใจออกมา เปลือกตาปิดลงอย่างพยายามระงับอารมณ์ก่อนจะลืมขึ้น

"ไม่ได้จะทำอะไรแล้ว หยุดร้องเถอะ" เขาพูดปลอบ น้ำเสียงอ่อนลงจนแม้แต่ตัวเองยังแปลกใจ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ผุดขึ้นในใจถูกปัดทิ้ง เขาก็แค่รู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เด็กนี่กลัวจนเกือบจะช็อคไปก็เท่านั้น เจษนิพัทธ์บอกตัวเอง

จิรายุถูกดึงเข้าสุ่อ้อมแขนแกร่งอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ต่างไปจากเดิม ไม่มีท่าทีคุกคามเหมือนที่ผ่านมา มีเพียงสัมผัสอ่อนโยนคล้ายกำลังปลอบประโลมเท่านั้น ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้สัมผัสทำให้ร่างเพรียวโอนอ่อนโดยไม่รู้ตัว หลงลืมไปแม้กระทั่งว่าเจ้าของสัมผัสนี้คือคนเดียวกับที่ทำให้ตนเจ็บปวดจนร้องไห้ปานจะขาดใจ

กว่าจะได้สติอีกครั้งก็ตอนที่แผ่นหลังกระทบกับเตียงนอนนุ่ม ร่างกายพลันเกร็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อถูกวางลงบนที่นอนพร้อมกับร่างหนาที่ตามขึ้นมาทาบทับ

"ชู่วว ไม่ต้องกลัวแค่กอดเท่านั้น" เสียงทุ้มรีบเอ่ยปลอบ พร้อมกับฝ่ามือที่ลูบแผ่นหลังเล็กไปมา ก่อนทั้งร่างจะถูกรวบเข้าสู่อ้อมอกของคนที่ทิ้งตัวนอนลงข้างกัน จิรายุถูกกกกอดเสียจนจมอก เขาไม่กล้าดิ้นเพราะกลัวจะทำให้คนตรงหน้าโมโหแล้วทำร้ายกันอีก กระหม่อมบางกรับรู้ถึงสัมผัสที่กดลงมาหนักๆ ก่อนที่สัมผัสนั้นจะหายไปพร้อมกับลมหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอของใครบางคน

ทิ้งไว้เพียงความสับสนในแววตาของกระต่ายตัวน้อยที่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับความว้าวุ่นภายในใจของตัวเองอย่างไรดี























TBC....







เงียบเหงามากเบย มันโอเคไหมทุกคนคือเราก็เพิ่งหัดแต่งภาษาอาจจะแปลกๆ ขัดๆ ยังไงก็แนะนำกันได้นะคะ

เราพิมพ์ในโทรศัพท์อาจจะมีผิดพลาดหรือนิ้วเบียด ต้องขออภัยด้วยนะคะ

#เจษอย่าร้าย






CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 7. กลัว 30.03.65
« ตอบ #9 เมื่อ: 30-03-2022 20:44:01 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

#เจษอย่าร้าย





กว่าเจษนิพัทธ์จะรู้สึกตัวตื่นก็เกือบสี่โมงเย็นเข้าไปแล้ว ร่างหนายกมือขึ้นนวดขมับพลางลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้นอนเต็มอิ่มแบบนี้ ตาคมมองไปทั่วห้องนอนใหญ่หาร่างหอมกรุ่นที่นอนกกกอดมาหลายชั่วโมงทว่าไม่พบ เขาไม่ได้ร้อนใจอะไรเพราะคิดว่ายังไงกระต่ายขาวตัวนั้นก็ไม่กล้าไปไหนอยู่แล้ว

เจษนิพัทธ์เข้าไปอาบน้ำอย่างใจเย็น เขาแวะสั่งงานลูกน้องผ่านอีเมลอีกเล็กน้อย ก่อนจะเดินเปลือยอกสวมกางเกงผ้าฝ้ายเพียงตัวเดียวออกมาหาคนที่คิดว่าน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในเพนท์เฮ้าส์แห่งนี้

"ต้องค่อยๆ จีบแบบนี้ค่ะอย่าให้มีรอยขาด"

"พอได้ไหมครับ" น้ำเสียงไม่มั่นใจของคนที่กำลังมองหาดังแทรกขึ้นมา เจษนิพัทธ์ไม่รอช้าเขาเดินตรงไปหาที่มาของเสียงนั้นทันที ร่าวขาวกำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรสักอย่างโดยมีแม่บ้านของเขาเป็นคนช่วยสอน ท่าทางดูตั้งอกตั้งใจจนต้องหยุดมอง

"ไหนป้าดูสิคะ... อื้ม สวยเลยค่ะ ทำครั้งแรกจริงหรือคะเนี่ย" คำชมจากป้าแม่บ้านทำเอาคนถูกชมเผยยิ้มจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ โผล่ออกมา

"ป้าน้อมก็ชมเกินไป เจียแค่ทำตามที่สอนเองครับ" จิรายุถ่อมตัว

"ตอนป้าหัดทำครั้งแรกยังไม่เนียนเท่านี้เลยค่ะ"

"สงสัยเจียคงได้ครูดีมั้งครับ" เจ้าตัวว่าอย่างทะเล้นเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคนสูงวัยกว่า ท่าทางของจิรายุยามนี้ดูมีชีวิตชีวากว่าครั้งไหนๆ

กระทั่งตาคมสวยบังเอิญหันมาสบกับคนที่ยืนกอดอกพิงประตูมองอยู่ก่อนแล้ว รอยยิ้มหวานจึงค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกก็เงียบลงไปด้วย กลับกลายเป็นเจ้าของห้องตัวจริงเสียอีกที่รู้สึกทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา ร่างหน้ายืนละล้าละลังอยู่หน้าประตู เขาอยากเห็นคนตัวขาวในเวอร์ชั่นช่างจ้อเหมือนเมื่อกี้มากกว่าเอาแต่เงียบเป็นเป่าสาก แต่จะทำอย่างไรในเมื่อเหตุผลที่ทำให้จิรายุเก็บปากเก็บคำกลับเป็นตัวเขาเสียเอง

"กำลังทำอะไรอยู่" ร่างหนาตัดสินใจก้าวเข้าไปในครัว เอ่ยถามคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาปั้นแป้งในมือ

"เสี่ยวหลงเปาครับ"

"ทำเป็นด้วยหรือ"

"ป้าน้อมสอนให้ครับ" ถามคำก็ตอบคำ แม้แต่หน้าก็ไม่ยอมเงยขึ้นมาให้เห็น เจษนิพัทธ์ส่งสายตาไล่แม่บ้านทางอ้อม คนสูงวัยกว่าเข้าใจสายตานั้นเป็นอย่างดีจึงค่อยปลีกตัวออกไปอย่างเงียบๆ เมื่อในครัวเหลือกันอยู่แค่สองคนแล้วคนที่เงียบอยู่แล้วก็ยิ่งเงียบลงไปอีก จิรายุก้มหน้าก้มตาปั้นก้อนแป้งในมือ ทำราวกับว่าไม่มีร่างสูงใหญ่ของใครอีกคนอยู่ในห้องนี้

"ฉันรู้มาว่าเธอสมัครงานที่ GIX ไว้ เขาให้ไปเริ่มงานได้เมื่อไหร่" มือที่กำลังปั้นแป้งหยุดชะงักลงแทบจะทันที จิรายุเหลือบมองร่างที่สูงกว่าเกือบหนึ่งช่วงหัวอย่างนึกระแวง

ถึงจะตกลงกับตัวเองแล้วว่าจะข่มความกลัวที่มีต่อคนคนนี้ไว้แล้วใช้ชีวิตที่เหลือให้ดี แต่ทว่าในความเป็นจริงเขาก็ยังหวาดระแวงอีกฝ่ายจากเหตุการณ์นั้นอยู่ กลัวว่าจะถูกบังคับให้ทำอย่างนั้นอีกทั้งที่สภาพร่างกายยังไม่พร้อม

"ต้นเดือนหน้าครับ" จนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีคุกคามถึงได้ยอมตอบออกไป

"อืม ก็อีกเกือบๆ สองอาทิตย์"

"คุณ... ให้ผมไปทำงานได้ใช่ไหมครับ" เขาถามอย่างไม่มั่นใจนัก ในข้อตกลงที่บิดาให้มาบอกเพียงว่าเขาต้องมาอยู่กับเจ้าตัวเท่านั้น เรื่องอื่นไม่ได้พูดถึง รวมทั้งระยะเวลาสิ้นสุดสัญญา อย่างเดียวในนั้นที่เขียนไว้ชัดเจนคือสิทธิ์ขาดในตัวเขาขึ้นอยู่กับคนคนนี้ เขาอ่านแล้วได้แต่คิดว่านี่มันสัญญาทาสชัดๆ ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้ยินยอมเซ็นรับอย่างง่ายดาย แต่ก็ช่างเถอะ เรื่องมาถึงขั้นนี้เขาก็ไม่อยากคิดอะไรมากแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นทุกข์ สู้ปรับตัวเข้ากับปัจจุบันที่เป็นอยู่แล้วพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุขเท่าที่จะทำได้ดีกว่า

"ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะทำให้ฉันพอใจได้มากน้อยแค่ไหน"

"ผมต้องทำยังไง" ท่าทางกระตือรือร้นเรียกร้อยยิ้มบางจุดขึ้นที่ริมฝีปากของร่างหนา เขาทำหน้านิ่ง คิ้วย่นเข้าหากันเหมือนกำลังใช้ความคิด ลอบมองปฏิกิริยาของคนที่อยากรู้จนไม่เก็บอาการ ดวงตาใสแจ๋วจ้องมาที่เขาอย่างรอคอยคำตอบ ท่าทางน่าเอ็นดูจนคนมองเกือบเผลอหลุดยิ้มออกมา

"อย่าขัดใจฉัน"

แล้วเขาเคยขัดใจอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ จิรายุอยากจะเถียงออกไปนัก ร่างเพรียวพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ หนึ่งที กลีบปากยู่เข้าหากันอย่างลืมตัว แต่ก็ยอมพยักหน้าหงึกหงักครางรับในลำคอเป็นอันว่ายอมรับข้อตกลง

"แล้วผมออกไปหาเพื่อนบ้างได้หรือเปล่า" จิรายุในยามนี้เหมือนคนได้คืบจะเอาศอก แต่ออกไปหาเพื่อนแค่นี้คงไม่ถึงศอกกระมัง ไม่ได้คิดจะหนีไปไหนเสียหน่อย เรียกว่าได้คืบขออีกคืบคงจะเหมาะกว่า

"ลองทำให้ฉันพอใจสิ" เจษนิพัทธ์กดยิ้มมุมปาก เลิกคิ้วมองกระต่ายขาวตรงหน้าอย่างท้าทาย พลางคิดว่าจิรายุที่กล้าพูดกล้าคุยแบบนี้ก็ดูน่าสนใจไม่หยอก

คนถูกท้าทายเงียบลง คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ดวงตาสีรัตติกาลกรอกไปมาก่อนจะหยุดลงที่ก้อนแป้งขาวตรงหน้าพร้อมประกายบางอย่างที่ฉายผ่านแววตา มือบางค่อยๆ จับประคองก้อนที่คิดว่าปั้นได้สวยที่สุดขึ้นมา

"คุณชอบกินเสี่ยวหลงเปาหรือเปล่าครับ" เจษนิพัทธ์หรุบตามองคนที่กำลังเอียงคอน้อยๆ เงยหน้ามองเขาอย่างรอคอยคำตอบ ตาคมเหลือบมองก้อนแป้งขาวในมือบางอย่างไม่แน่ใจนัก

"ก็กินได้" ชายหนุ่มตอบอย่างไว้เชิง ในใจใคร่รู้ว่ากระต่ายขาวตัวนี้จะสรรหาอะไรมาสร้างความพอใจให้กับเขา

"นี่ไงครับ ผมทำให้คุณเองกับมือเลยนะ สวยหรือเปล่า คุณพอใจไหม" เสี่ยวหลงเปาในมือถูกยื่นไปตรงหน้าชายหนุ่ม จิรายุพยายามอย่างยิ่งที่จะพรีเซนต์เจ้าก้อนแป้งขาวในมือให้อีกฝ่ายสนใจ

"หึ คิดว่าฉันจะพอใจกับเรื่องง่ายๆ แค่นี้หรือไง" เจษนิพัทธ์เกือบหลุดขำ ทว่าเขาต้องฮึบไว้เพราะอยากแกล้งคนตรงหน้านี้อีกสักหน่อย ไม่คิดว่าคนที่เอาแต่ทำหน้านิ่งๆ จะทำตัวน่าเอ็นดูได้มากขนาดนี้ ช่างเป็นความขัดแย้งที่น่าค้นหา เขาชักอยากจะรู้แล้วว่าภายใต้หน้านิ่งๆ นี่ยังจะมีอะไรซ้อนอยู่อีก

ไม่รู้ทำไม แต่เขาอยากจะรู้ให้มากกว่านี้

"ความสุขของคนเราก็ขึ้นอยู่กับเรื่องง่ายๆ แค่นี้ไม่ใช่หรือครับ" นัยน์ตาสีรัตติกาลเฉกเช่นเดียวกับของเขามองมาอย่างซื่อตรง เจษนิพัทธ์รู้สึกเหมือนกลายเป็นใบ้ไปชั่วขณะเมื่อได้สบกับดวงตาคู่นั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดพลันก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะปัดมันทิ้งไปโดยไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจ

"ความสุขของฉันคือการมีอำนาจที่ไม่ว่าใครก็ยากจะปฏิเสธอยู่ในมือ ฉันสามารถทำอะไรก็ได้ที่ฉันอยากทำ หรือแม้แต่สั่งให้เธอจูบฉันเดี๋ยวนี้ก็ได้ถ้าฉันต้องการ"

"ความพอใจของคุณคือการบังคับให้คนอื่นทำเรื่องที่ฝืนใจหรือครับ" จิรายุมองสบตาคมกริบของอีกฝ่าย พยายามมองลึกเข้าไปให้ถึงจิตใจของคนคนนี้ และก็พบว่ามันว่างเปล่า ไม่มีอะไรนอกจากความสนุกและสะใจที่ได้ใช้อำนาจเหนือกว่ากดข่มให้คนที่ด้อยกว่าในทุกๆ ด้านอย่างเขากระทำตามใจสะท้อนกลับมา

"ใช่ และฉันก็อยากให้เธอจูบฉัน ตอนนี้"

ดวงตาสีรัตติกาลสองคู่สบกันอย่างไม่มีใครคิดยอมแพ้ เนิ่นนานกว่าเจ้าของร่างเพรียวจะเป็นฝ่ายผละออก จิรายุวางเสี่ยวหลงเปาลงบนจานอย่างเบามือ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ก็แค่จูบ เขาบอกตัวเองก่อนจะตัดสินใจหันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของดวงตาสีรัตติกาลเฉกเช่นเดียวกันอีกครั้ง

"ฉันไม่ชอบรอ" เสียงทุ้มเอ่ยกดดัด เจษนิพัทธ์ทิ้งสะโพกกับเค้าเตอร์ครัวด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย สองแขนยกขึ้นกอดอก จ้องมองใบหน้าครุ่นคิดของกระต่ายตัวขาวอย่างรอคอย กระทั่งร่างหอมกรุ่นเดินมาใกล้ในระยะเอื้อมถึง เขารั้งเอวบางเข้าแนบชิดแล้วโอบไว้ด้วยแขนข้างเดียว จิรายุเกร็งตัวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ตาคมสวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไรออกมา

"แค่จูบ... ใช่ไหมครับ"

"ขึ้นอยู่กับความพอใจของฉัน เร็วเข้าสิ" เขาเอ่ยเร่งอีกครั้งเมื่อเห็นว่าร่างเพรียวยังโอ้เอ้

จิรายุพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้งอย่างยอมจำนน ฝ่ามือวางทาบลงบนต้นขาแกร่งของคนที่กึ่งนั่งกึ่งยืนพิงอยู่กับเค้าเตอร์ครัว ก่อนที่กลีบปากนุ่มจะค่อยๆ แตะลงบนริมฝีปากของอีกฝ่าย ผิวเผินเหมือนเจ้าตัวยังไม่ค่อยมั่นใจในการกระทำนัก เจษนิพัทธ์รอคอยอย่างใจเย็น เขาลูบแผ่นหลังเล็กไล่เรื่อยไปถึงเอวบางสลับบีบคลึงด้วยสัมผัสแผ่วเบาคล้ายปลอบประโลม ไม่นานสัมผัสนุ่มนิ่มก็กดลงมาอีกครั้ง เน้นหนักอยู่ชั่วขณะลมหายใจ แล้วผละออกเช่นเดียวกับร่างน้อยในอ้อมแขนที่พยายามดันตัวออกห่างจากเขา แต่ไม่ง่ายนักเมื่อเจ้าของอ้อมกอดนั้นไม่ยอมปล่อย ซ้ำยังรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม

"นั่นเรียกจูบ?" ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม กระชับเอวบางเหมาะมือให้แน่นขึ้นอีกหน่อย เพราะอีกฝ่ายเอาแต่ดิ้นรนอย่างไม่ยอมแพ้แม้จะตกเป็นรองเขาอยู่ก็ตาม จนเขาเพิ่มแรงบีบหนักๆ ลงบนสะโพกเพรียวเป็นการเตือนถึงได้ยอมนิ่ง

"ครับ" จิรายุตอบไม่ยอมเงยหน้ามองอีกฝ่าย เขามองไปเรื่อยตั้งแต่ก้อนแป้งขาวเนียน จานชามที่ถูกเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ มองไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ใบหน้าคมเข้มของจอมเผด็จการนี่

"ไม่ได้เรื่อง" เจษนิพัทธ์กดยิ้มมุมปากเมื่อคนที่ไม่ยอมมองหน้ากันตั้งแต่แรกหันมาค้อนใส่เขาอย่างลืมตัว "จูบจริงๆ เป็นยังไงฉันก็เคยทำให้ดูไปแล้วไม่ใช่หรือ?"

เขาเอ่ยชิดใบหูขาว กดจูบลงไปเบาๆ แต่กลับทำเอาอีกคนสะดุ้ง แววตาสั่นไหวเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจนดูน่าสงสาร ทว่าไม่ใช่กับเจษนิพัทธ์ เพราะยิ่งเขาเห็นกระต่ายขาวตัวนี้หวาดกลัวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากไล่ต้อนให้จนมุม แล้วลงมือขย้ำมากขึ้นเท่านั้น ถึงเขาจะชอบรอยยิ้มหวานๆ นี่มาก แต่ยามที่ใบหน้านี้อาบไปด้วยคราบน้ำตาก็ตราตรึงใจไม่น้อยไปกว่ากันเลย

เจษนิพัทธ์ประคองใบหน้าเนียนให้แหงนเงยขึ้นในองศาพอเหมาะ จมูกโด่งไล้ไปตามกรอบหน้า สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำกายของร่างเพรียวบางอย่างหลงใหล เขาชอบกลิ่นกายของจิรายุมากจริงๆ มันไม่ได้หอมเหมือนพวกน้ำหอมราคาแพง แต่กลับให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายยามได้กลิ่น

"อ้าปาก" เอ่ยชิดกลีบปากอิ่มที่เอาแต่เม้มเข้าหากันแน่น ปลายลิ้นไล้เลียไปตามสบฟัน ขบกัดเบาๆ แล้วสอดแทรกเข้าสู่ภายในเมื่ออีกฝ่ายเผลอเปิดปาก ความหวานล้ำที่ได้สัมผัสทำให้เขายิ่งรุกไล่ปลายลิ้นเล็กหนักเข้าไปอีก ยิ่งหดหนีก็ยิ่งอยากไล่ตาม ปลายลิ้นชื้นปัดป่ายไปทั่วเพดานปาก เกี่ยวกระหวัดเข้ากับลิ้นเล็กดูดดึงเอาความหวานล้ำจนอีกฝ่ายไร้ซึ่งเรี่ยวแรงต่อต้าน

"อื้อ!" จิรายุหอบหนัก มือขย้ำกางเกงผ้าของอีกฝ่ายจนยับยู่ เนิ่นนานกว่าจูบที่เหมือนกับสูบเอาวิญญาณเขาไปด้วยจะผละออก

"แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าจูบ" เสียงทุ้มพร่าเอ่ยชิดริมฝีปากอิ่ม กดจูบเน้นหนักลงไปอีกครั้งอย่างอดใจไม่ไหว เขาแทบอยากจะกลืนกินเจ้าของกลิ่นหอมละมุนนี่เข้าไปทั้งตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้ ทว่าความหิวไม่เคยปราณีใคร ตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้วที่ไม่มีอะไรตกถึงท้อง จึงไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะรู้สึกหิวมากขนาดนี้

เจษนิพัทธ์ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ แน่นอนว่าพอหลุดจากกรงเล็บเขาไปได้เจ้ากระต่ายขาวตัวนี้ก็โดดแผล๊วออกห่างไปเสียไกล เอาเถอะ เขายังมีเวลารุกไล่ร่างขาวๆ นี่อีกทั้งคืน

"ฉันหิวแล้ว" เขาบอกพลางส่งสายตาไปยังเสี่ยวหลงเปาที่ยังไม่ได้นึ่งตรงหน้า ทว่าคนฟังเพียงไหวไหล่เล็กน้อยเท่านั้น ท่าทางราวกับจะแสดงออกว่าแล้วยังไง พาให้คนมองนึกหมั่นเขี้ยวจนอยากจับฟัดขึ้นมาครามครัน "ถ้าภายในสามสิบนาทีนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง เธอนั้นแหละเจีย ที่จะกลายเป็นอาหารเสียเอง"

ร่างสูงเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเดินตัวปลิวออกจากครัวไป ทิ้งให้คนที่ยังอยู่ส่งค้อนประหลับประเหลือกบ่นงึมงัมตามหลัง 

คนบ้า ทั้งเอาแต่ใจ บ้าอำนาจ แล้วยังเผด็จการเป็นที่สุด อย่าให้ถึงทีเขาบ้างนะ จิรายุมาดหมายไว้ในใจ แต่พอคิดได้ว่าคงไม่มีวันนั้นจิตใจที่ฮึกเหิมขึ้นมาได้ไม่ทันไรก็ห่อเหี่ยวลงไปยิ่งกว่าเดิม แน่สิ คนอย่างเขาจะมีปัญญาไปทำอะไรคนอย่างนายเจษนิพัทธ์ได้กัน ไม่ว่าจะมองทางไหนก็ไม่เห็นทางที่จะเอาชนะได้เลย แค่เสมอยังยาก คิดแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ

แล้วนี่ป้าน้อมไปไหน ป้าไม่อยู่แล้วใครจะทำอาหารให้คนบ้าอำนาจนั้นกัน











TBC....






























ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 9. ปรับตัว 30.03.65
«ตอบ #11 เมื่อ30-03-2022 20:49:18 »

#เจษอย่าร้าย







เป็นอีกวันที่จิรายุตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับพบว่าตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน ความเหนื่อยล้ากัดกินไปทั่วร่างจากกิจกรรมที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาทำให้เขาไม่อยากลุกไปไหน แต่เพราะวันนี้มีนัดกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมากว่าสามอาทิตย์ เขาจึงจำต้องฝืนร่างที่แทบเรียกได้ว่าหมดสภาพของตัวเองให้ลุกขึ้นมา

แต่ก่อนอื่นเขาจะทำยังไงให้ตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมแขนแกร่งราวคีมเหล็กที่รัดเอวไว้เสียแน่นทั้งที่คนยังหลับสนิทนี่ดี

จิรายุมองใบหน้าคมคร้ามของคนที่กำลังผ่อนลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอแล้วให้นึกโมโห เมื่อคืนเขาอุตส่าห์หลงดีใจคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่แวะเข้ามาเพราะดึกมากแล้ว ซ้ำก่อนหน้านั้นก็ยังได้ยินว่าต้องไปงานเลี้ยงอะไรสักอย่าง ที่ไหนได้กลับโผล่มาตอนเกือบค่อนคืน แล้วยังมาปลุกเขาที่หลับไปแล้วให้ตื่นขึ้นมาทำเรื่องอย่างนั้นอีก กว่าอีกฝ่ายจะยอมสงบแล้วปล่อยให้เขาได้นอนอีกครั้งเวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบถึงเช้าวันใหม่ เขาจำได้รางๆ ว่าตัวเองหลับไปแทบจะทันทีที่ปลดปล่อยรอบสุดท้ายออกมา ร่างกายอ่อนล้าเพราะถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักจากคนเอาแต่ใจที่แม้จะเห็นว่าเขาแทบไม่ไหวแล้วก็ยังเสือกไสกายเข้ามาไม่หยุด ไม่รู้ว่าไปอดกลั้นมาจากไหนทั้งที่ก็ทำอยู่แทบทุกคืน

ตั้งแต่ปลงตกกับชีวิตตัวเองได้จิรายุก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตภายใต้ร่มเงาของผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้ลำบากมากนัก เจษนิพัทธ์อนุญาตให้เขาออกไปเจอเพื่อนหรือทำธุระส่วนตัวข้างนอกได้ตามแต่ใจ เพียงแต่เขาต้องพร้อมเสมอในยามที่อีกฝ่ายเกิดมีความต้องการขึ้นมา แล้วช่วงนี้ก็ไม่รู้ว่าคุณเขาเป็นบ้าอะไรถึงได้เรียกหาเขาไม่หยุดจนแทบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลย เรี่ยวแรงของคนก็ใช่ว่าจะมีน้อยๆ เสียเมื่อไหร่ ทำแต่ละทีตัวเขาช้ำไปอีกสี่ห้าวัน คิดแล้วก็ได้แต่นึกโมโหอยู่ในใจ

แต่ก็ช่างเถอะ นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว อีกไม่นานเจษนิพัทธ์ก็คงจะเบื่อแล้วปล่อยกันไปนั่นแหละ ชีวิตที่เพียบพร้อมไปด้วยอำนาจและเงินตราอย่างคนคนนี้มีใครบ้างไม่อยากเข้าหา อีกอย่างเจษนิพัทธ์ก็ดูไม่ใช่คนที่จะทนอยู่กับอะไรได้นาน วันก่อนเขายังเห็นว่ามีข่าวควงนางแบบสาวชื่อดังไปดินเนอร์ด้วยกันออกมาอยู่เลย

คงอีกไม่นานแล้วล่ะ ตอนนี้เขาก็แค่อดทนใช้ชีวิตของตัวเองไป รอวันที่ผู้ชายคนนี้เบื่อแล้วปล่อยกันไปจริงๆ เสียที

จิรายุพยายามอย่างมากที่จะพาตัวเองออกจากอ้อมกอดที่อุ่นจนร้อนโดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวตื่น แต่เหมือนจะไม่เป็นผล เพราะเพียงแค่เขาขยับตัวนิดเดียวเปลือกตาที่เคยปิดสนิทก็เปิดปรือขึ้นเสียแล้ว

"เพิ่งได้นอนไม่ใช่หรือไง ทำไมตื่นเช้านัก" เสียงพร่าติดจะงัวเงียเอ่ยถาม พร้อมกับแรงที่กระชับช่วงเอวบางแน่นขึ้น ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปมาบนผิวเนื้อเปล่าเปลือย หนักเข้าก็บีบขย้ำลงมาจนเจ้าของร่างรู้สึกเจ็บ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจษนิพัทธ์มือหนักเกินไปหรือกระต่ายขาวตัวนี้ไวต่อสัมผัสกันแน่

"วันนี้ผมมีนัดกับเพื่อนครับ" จิรายุตอบอู้อี้เพราะใบหน้าถูกกดแนบอยู่กับอกแกร่ง

"งั้นหรือ"

"คุณปล่อยก่อนได้ไหมครับ ผมจะลุกไปอาบน้ำแล้ว"

"เพิ่งหกโมงจะรีบไปไหน นอนต่ออีกหน่อยเถอะฉันง่วง" ว่าจบก็รวบเอาคนที่กำลังดิ้นขลุกขลักมากอดไว้ทั้งตัวจนร่างเพรียวบางแทบจะหายใจไม่ออก

"แต่.."

"เลือกเอาว่าจะนอนให้ฉันกอดดีๆ หรือจะให้ฉันฟัดเธอจมเตียงจนลุกไปไหนไม่ได้" เหมือนคำประกาศิต จิรายุหุบปากฉับ พร้อมกับที่ร่างกายยอมโอนอ่อนในอ้อมกอดที่รัดแน่นดั่งคีมเหล็ก

ผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าจะวันไหนก็เอาแต่ใจไม่เปลี่ยนเลย มีความสุขมากนักหรือไงที่ได้เห็นเขาพ่ายแพ้ให้อยู่เรื่อย

"ปล่อยก่อนได้ไหมครับ คุณรัดแน่นเกินไปผมหายใจไม่ออก" จิรายุต่อรองเสียงอ้อมแอ้ม กลัวเหลือเกินว่าคนคนนี้จะบ้าจี้ทำแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ ทั้งที่เมื่อคืนก็ทำไปตั้งขนาดนั้นแล้ว ถ้ามีอีกรอบเขาคงไม่มีแรงออกไปเจอเพื่อนแล้วจริงๆ

"ทีเมื่อคืนตรงนี้ของเธอรัดฉันแน่นจนแทบแตกฉันยังไม่ว่าอะไรเลย" ไม่ว่าเปล่า มือหนายังตะปปลงมาที่ 'ตรงนี้' จนเจ้าของร่างเพรียวสะดุ้ง จิรายุรีบคว้ามือปลาหมึกที่เริ่มซุกซุนไปตามเนื้อตัวเปลือยเปล่าของตนไว้แน่น โดยเฉพาะบั้นท้ายกลมกลึงที่ร่างหนาดูจะถูกใจมากเป็นพิเศษ เพราะเอาแต่วนเวียนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ทั้งบีบทั้งขย้ำไม่ออมแรงจนขึ้นรอยมือเสียเด่นชัด

"ไหนว่าง่วงไงครับ นอนเถอะนะ" เขาพูดออกไปเท่านั้น แม้ในใจจะมีคำด่าอยู่ร้อยแปดพันเก้า จิรายุไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่ายนักเพราะยิ่งต่อความยาวสาวความยืดก็กลับเป็นตัวเขาเองทุกทีที่แพ้ไม่เป็นท่า

เจษนิพัทธ์ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีกนอกจากเสียงหัวเราะในลำคอกับสัมผัสหนักๆ ที่กดลงบนเรือนผมนุ่ม แรงกอดรัดที่คลายลงเป็นอันว่าการต่อรองของเขาเป็นผลสำเร็จ จิรายุระบายลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะข่มตาหลับบ้าง

เอาเถอะ อีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด นอนต่ออีกหน่อยก็คงไม่เป็นไร เพราะเขาเองก็เพลียเกินกว่าจะฝืนเปลือกตาไว้ได้แล้วจริงๆ









"เรื่องมันเป็นมายังไงเล่ามาให้หมดเลยนะ"

จิรายุไม่เคยคิดอยากหายตัวได้เท่านี้มาก่อน สายตาสองคู่ของเพื่อนสนิททั้งสองคนจดจ้องมาที่เขาอย่างเอาเรื่อง ราวกับจะบอกกันว่าถ้าไม่พูดออกมาก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากตรงนี้ เขาจึงจำต้องเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นให้เพื่อนทั้งสองคนฟัง แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดถึงงานที่ทำจริงๆ

"มีปัญหาอะไรทำไมไม่ชอบบอก" เป็นเหนือนทีที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกึ่งดุ ทว่าแววตาที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงอย่างชัดเจนก็ทำให้จิรายุเถียงไม่ออก "หรือคิดว่าพวกฉันมันพึ่งพาไม่ได้เลยเหรอ"

"เปล่าสักหน่อย เราแค่กลัวว่าเหนือกับอัญจะเป็นห่วง.."

"แล้วคิดว่าเงียบหายไปเฉยๆ แบบนี้พวกฉันจะไม่ห่วงหรือไง โตแล้วนะเจีย ทำไมยังชอบคิดอะไรไม่เข้าท่าอยู่อีก"

"เราขอโทษ" จิรายุพูดเสียงอ่อย เขาทำให้เหนือนทีโกรธอีกแล้ว ดูท่าว่าคราวนี้จะโกรธมากเสียด้วย แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อปัญหาที่เขาต้องเผชิญมันเกิดจากครอบครัวของเขาเอง เขารู้ว่าโดยนิสัยของเพื่อนทั้งสองคนแล้วจะต้องพยายามหาทางช่วยแน่ถ้าเขาเอ่ยปาก แต่นั่นมันคือปัญหาของเขา แล้วจะให้ดึงเพื่อนรักที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเกี่ยวได้ยังไงกัน

"ช่างเถอะๆ เจียไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว พวกเราก็แค่เป็นห่วงเห็นอยู่ดีๆ ก็หายไปเลย ทีหลังไม่เอาแบบนี้แล้วนะ มีปัญหาอะไรให้รีบบอกกันเข้าใจหรือเปล่า" หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวพยายามพูดให้บรรยากาศดีขึ้น เธอเข้าใจความรู้สึกของเหนือนทีเป็นอย่างดี เพราะเป็นห่วงมากถึงได้รู้สึกโกรธมาก เธอเองก็ไม่ต่างกันนัก แต่พอเห็นหน้าจ๋อยๆ ของเพื่อนตัวบางแล้วก็อดสงสารขึ้นมาไม่ได้ จิรายุเจอเรื่องหนักๆ มามากพอแล้วเธอไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเครียดเพราะความเป็นห่วงจนเกินไปของพวกเธออีก

แต่ยังไม่ทันที่จิรายุจะตอบอะไรกลับไปก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

"โอ๊ะโอ ดูสิว่าฉันบังเอิญเจอใครเข้า"

เมื่อเห็นว่าตนตกเป็นที่สนใจของพวกเขา คนมาใหม่ก็ส่งยิ้มยียวนมาให้ พร้อมกับถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างๆ จิรายุ "ไง ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยเหรอน้องชาย"​​​​​

"ไม่จำเป็น แล้วถ้าคุณยังรู้จักคำว่ามารยาทก็ควรจะลุกออกไปจากตรงนี้เสีย" จิรายุพูดอย่างใจเย็น เขาไม่อยากจะเสวนากับคนคนนี้แม้แต่ครึ่งคำ เพราะนอกจากวาจาหยามเกียรติและพยายามกดเขาให้ต่ำลงแล้วก็ไม่มีเรื่องดีๆ ที่ผู้ชายคนนี้จะพ่นออกมาได้เลย

หากจะให้เปรียบ คำพูดที่ว่าต้นไม้หล่นไม่ไกลต้นคงจะเหมาะกับคนข้างๆ เขามากทีเดียว แม่เป็นอย่างไรลูกชายก็ไม่ต่างกันนัก ใช่ ผู้ชายไร้มารยาทคนนี้คือลูกชายของเพ็ญนี ทศพล พี่ชายต่างแม่ของเขาเอง เพราะอีกฝายมีใบหน้าละม้ายคล้ายบิดาอยู่เจ็ดถึงแปดส่วนคุณไตรทศถึงได้รักลูกชายคนนี้นัก ผิดกับเขา...

"หึ ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะมึง นึกว่าไปเป็นอีตัวให้เศรษฐีแล้วจะลดความปากดีลงมาบ้างเสียอีก" ถ้อยคำหยามเหยียดนั่นไม่ได้ทำให้จิรายุเก็บมาใส่ใจ เขาไม่เถียงเพราะมันคือเรื่องจริง แต่แล้วอย่างไร ที่เขาต้องตกอยุ่ในสภาพนี้ก็ไม่ใช่เพราะต้องช่วยครอบครัวหรอกหรือ

"ออกไป"

"ทำไม กูพูดเรื่องจริงแล้วรับไม่ได้เหรอ นี่เพื่อนมึงรู้หรือเปล่าว่ามึงไปเป็นอีตัวให้เขาน่ะ ชื่ออะไรนะไอ้เศรษฐีนั่น ..อ้อ เจษนิพัทธ์ใช่ไหม กูได้ยินมาว่ามันชอบเล่นแรงๆ แต่ดูจากสภาพมึงก็ไม่ได้แย่นี่หว่า สงสัยลีลาไอ้เศรษฐีนั่นจะถู-!!"

พลั๊วะ!

"โอ้ย!! ไอ้เชี่ย ทำเหี้ยอะไรของมึงวะ!!" เป็นเหนือนทีที่ทนไม่ไหว เขาซัดกำปั้นใส่หน้าคนที่เอาแต่พ่นวาจาโสมมออกมาจนอีกฝ่ายหงายหลังตกเก้าอี้ จิรายุกับอัญญามีท่าทีตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ห้ามเพื่อนสนิท เพราะคิดว่าสมควรโดนแล้ว

"กูจะทำยิ่งกว่านี้อีกถ้ามึงยังไปหุบปากแล้วไสหัวออกไป"

"หึ มึงเป็นผัวมันหรือไงถึงได้เสนอหน้ามาสอด!"

พลั๊วะ!

อีกครั้งที่ชายหนุ่มปล่อยหมัดออกไปโดยไม่คิดจะยั้งมือ เหนือนทีย่างสามขุมเข้าหาคนที่กำลังก่นด่าเขาไม่หยุด มือหนากระชากคอเสื้ออย่างแรงจนร่างของทศพลแทบลอยติดมือขึ้นมา

"ไอ้เหี้ยแม่ง เอาไงวะไอ้สัด!"

"มึงจะไสหัวออกไปดีๆ หรือจะแดกตีนกู" แววตาจริงจังจนคนฟังคนลุกซู่ หากเทียบสรีระแล้วถือว่าเหนือนทีเป็นต่ออยู่มาก คนที่สูงเพียงระดับส่ายตาอีกฝ่ายถึงได้แต่ลนลานแล้วรีบตะเกียกตะกายออกไป

"ฝากไว้ก่อนเถอะมึง"

ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ทันทีเมื่อตัวปัญหาออกไปแล้ว จิรายุพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมา พลางลอบมองเพื่อนสนิททั้งสองคนที่ตอนนี้กำลังตีหน้าเครียด อัญญายังไม่เท่าไหร่ แต่คนที่เพิ่งต่อยหน้าทศพลไปนี่สิ เหนือนทีในตอนนี้เขาดูก็รู้ว่ากำลังโกรธเสียยิ่งกว่าโกรธ

"สั่งอะไรมากินก่อนเถอะ เห็นบ่นว่าหิวกันไม่ใช่หรือไง" กลับเป็นเหนือนทีที่ทำลายความเงียบขึ้นมา ชายหนุ่มเรียกบริกรมาพร้อมกับสั่งอาหารในส่วนของตัวเองเสร็จสรรพ จนเข้ากับอัญญาต้องรีบสั่งตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ กระทั่งบริกรเดินออกไปแล้ว จิรายุถึงได้เอ่ยขึ้น

"เหนือ..."

"ถ้าไม่สบายใจที่จะเล่าก็ยังไม่ต้องเล่า ฉันไม่ได้โกรธอะไร แค่เป็นห่วง" เหนือนทีตัดบท เขารู้จักจิรายุมานานพอที่จะมองออกว่าร่างเพรียวตรงหน้ากำลังลำบากใจมากแค่ไหน ถึงจะโกรธแต่เขาก็ไม่คิดคาดคั้น ไว้อีกฝ่ายทนไม่ไหวขึ้นมาเมื่อไหร่ก็คงจะเปิดปากออกมาเอง

"อื้ม ไว้เจียพร้อมเมื่อไหร่ค่อยเล่าก็ได้ แต่ถ้ามีปัญหาอะไรให้ช่วยต้องรีบบอกนะ อย่าเก็บไว้คนเดียวเข้าใจไหม" อัญญาเอ่ยสมทบ ดึงมือของจิรายุไปกุมไว้ บีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

"ขอบคุณนะ" ร่างเพรียวกล่าวได้เพียงเท่านั้น นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองเพื่อนสนิททั้งสองคนอย่างตื้นตัน ความโชคดีไม่กี่อย่างในชีวิตของเขา หนึ่งในนั้นคงจะเป็นการมีเพื่อนสนิทที่เข้าใจอย่างสองคนนี้กระมัง

 











TBC...








ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 10. วันเกิด 30.03.65
«ตอบ #12 เมื่อ30-03-2022 20:54:52 »


#เจษอย่าร้าย





"ช่วยแวะร้านขายยาข้างหน้าให้ผมทีนะครับ" จิรายุบอกคนขับรถที่ใครบางคนส่งมารับเขาถึงที่ห้าง ทั้งทีบอกไปแล้วว่าจะกลับเอง แต่อีกฝ่ายก็ยังลำบากให้คนออกมาอีก ช่างเป็นคนที่เอาแต่ใจไม่สนคนอื่นเสมอต้นเสมอปลายเสียจริง

"ผมอยากได้ยาคุมน่ะครับ" เขายื่นแผงยาตัวอย่างให้เภสัชกรดู เธอรับไปแล้วไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก ใช้เวลาไม่นานร่างเพรียวก็พาตัวเองกลับขึ้นรถพร้อมกับของที่ต้องการ จิรายุเก็บมันไว้ในกระเป๋าอย่างดี ไม่มีใครรู้ว่าเขากินยานี่แม้แต่คนที่นอนอยู่ด้วยกันแทบทุกคืน เขาไม่แน่ใจว่าเจษนิพัทธ์คิดยังไงกับเรื่องที่เขาเป็นผู้ชายท้องได้ แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองท้องลูกของผู้ชายคนนั้นเด็ดขาด

จิรายุไม่เคยคิดอยากมีลูก ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่เคยคิดอยากจะลงหลักปักฐานกับใคร เขากลัวความผิดหวังแม้ว่าจะเผชิญกับมันมาทั้งชีวิตแล้วก็ตาม เขากลัวความรักที่เอาแต่สร้างความเจ็บปวด ที่แม่ต้องมาเสียไปก็เพราะตรอมใจเพราะความรัก

เขาไม่อยากเป็นเหมือนแม่จึงเลือกที่จะไม่รัก



ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะกลับมาถึงห้องพัก จิรายุเปิดประตูเข้าไปเพื่อพบว่าใครบางคนกำลังนั่งจิบไวน์อยู่บนโซฟากลางห้องรับแขก เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ใส่อยู่ถูกปลดกระดุมออกไปหลายเม็ด เปิดเปลือยแผ่นอกกว้างสู่สายตา แขนเสื้อถูกพับขึ้นมาไว้บริเวณข้อศอกดูคล่องตัว ดวงตาคมกำลังจับจ้องมาที่เขา จิรายุมุ่นคิ้วมองเจ้าของห้องอยากแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่จะเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีผ่อนคลายอย่างนี้ ทำราวกับมีเรื่องอะไรน่ายินดีนักหนา

"อารมณ์ไหนของคุณ" อดถามออกไปไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายเอาแต่จ้องเขาอยู่อย่างนั้น

"มานั่งดื่มด้วยกันสิ"

จิรายุเลือกที่จะนังลงบนโซฟาเดี่ยวอีกตัวแทนพื้นที่ว่างข้างตัวที่อีกฝ่ายเต็มใจขยับให้ ถึงใจจะไม่อยากอยู่ตรงนี้แต่เขารู้ดีว่าต่อให้ปฏิเสธไป คนคนนี้ก็ต้องหาวิธีมาไล่ต้อนเพื่อให้เขายอมทำตามที่อีกฝ่ายต้องการอยู่ดี

"ขอบคุณครับ" เขาไม่รู้ว่าเจษนิพัทธ์จะมาไม้ไหน แต่ก็ยอมรับไวน์ที่อีกฝ่ายรินส่งมาให้อย่างไม่อิดออด ร่างสูงไม่ได้พูดอะไรนอกจากพยักพเยิดให้เขาดื่มเครื่องดื่มในมือ

"วันนี้ ไปทำอะไรมาบ้าง" เนิ่นนานกว่าเสียงทุ้มจะเปล่งออกมา อีกฝ่ายเอนตัวพิงพนักโซฟาด้วยท่วงท่าสบายๆ น้ำเสียงที่ส่งมาก็ไม่ได้มีความกดดันอะไร เหมือนกำลังถามไถ่เรื่องทั่วไปเสียมากว่า

"ก็.. ไปทานข้าวกับเพื่อนครับ เดินซื้อของทั่วๆ ไป แล้วก็ดูหนัง"

หลังจากทานข้าวเสร็จอัญญาก็ลากทั้งเขาและเหนือนทีไปเป็นเพื่อนเจ้าตัวเดินช้อปปิ้งอยู่นาน จากนั้นพวกเขาก็พากันไปดูหนังที่เหนือนทีเคยเปรยๆไว้ว่าอยากดูตั้งแต่มีเทลเลอร์ออกมา กระทั่งหนังจบถึงได้แยกย้าย นี่ถ้าเพื่อนตัวสูงไม่ต้องรีบกลับเพราะต้องไปงานเลี้ยงกับที่บ้านอัญญาก็คงชวนพวกเขาไปต่ออีกแน่ เขาเองกว่าจะแยกตัวออกมาได้ก็โดนเพื่อนสาวงอแงใส่อยู่เป็นนาน

"งั้นหรือ"

จิรายุมองท่าทางของอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจนัก เจษนิพัทธ์ยกไวน์ขึ้นจิบ สีหน้าดูเหมือนคนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัว แต่จะให้เขาคาดเดาความคิดของอีกฝ่ายคงเป็นไปได้ยาก เพราะตอนอยู่กับเขา นอกจากเรื่องเซ็กส์แล้วก็ไม่เห็นว่าผู้ชายคนนี้จะคิดอะไร

"ถ้าคุณไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวเข้าไปอาบน้ำก่อนนะครับ" ร่างบางเอ่ยบอกเมื่อไวน์แก้วที่สองหมดลง อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับมา จิรายุจึงคิดเอาเองว่าเขาคงอนุญาตแล้วถึงได้ลุกขึ้นยืนเตรียมจะกลับเข้าห้อง

ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงทุ้มแทรกขึ้นมาเสียก่อน

"อันที่จริง..วันนี้เป็นวันเกิดฉัน''

"ครับ?" เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า แต่เมื่อมองหน้าอีกฝ่ายก็เห็นว่าเจษนิพัทธ์กำลังส่งสายตาดุๆ มา ราวกับจะบอกว่า เขาได้ยินมันชัดเจนและอีกฝ่ายจะไม่พูดมันออกมาเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน

นี่ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายกำลังเขินหรอกนะ แต่เดี๋ยว เขินเนี่ยนะ? ให้ฟ้าถล่มเถอะ เขาไม่อยากจะเอาคำนี้มาใช้กับผู้ชายอย่างเจษนิพัทธ์เลยจริงๆ

"ช่างเถอะ เธอจะเข้าไปอาบน้ำก็ไปไป" ไม่บ่อยนักที่ร่างสูงจะเป็นฝ่ายหลบตาก่อน จิรายุมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เจษนิพัทธ์คนนั้น คนที่เอาแต่ใจ บ้าอำนาจและเผด็จการเป็นที่สุดคนนั้น ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกว่าน่าเอ็นดูขึ้นมา

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เจ้าของร่างเพรียวเผลอยิ้มออกมา เจษนิพัทธ์ในยามนี้ดูแตกต่าง ใบหน้าคมคร้ามยังคงนิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรก็จริง แต่การที่อีกฝ่ายหลบตาเขาทั้งที่ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้มันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ

จากตอนแรกว่าจะพาตัวเองไปอาบน้ำ แล้วทำไมเขาถึงมาโผล่ที่ห้องครัวได้ล่ะเนี่ย

จิรายุยืนงงกับตัวเอง อันที่จริงเมื่อก่อนตัวเขาไม่ได้ให้ความสลักสำคัญอะไรกับสิ่งที่เรียกว่าวันเกิดนักหรอก แต่กับเพื่อนสนิททั้งสองคนไม่ใช่ ตลอดห้าปีที่เป็นเพื่อนกันมาไม่มีปีไหนที่วันเกิดของเขาจะผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนทั้งสองมักจะมีเซอร์ไพรส์และของขวัญมาให้กันเสมอ เขายอมรับว่ามันรู้สึกดีมากที่ได้รับความใส่ใจจากใครสักคน จากที่ไม่เคยให้ความสำคัญเขาก็กลับเฝ้ารอวันนั้นด้วยใจจดจ่อ

เจษนิพัทธ์ก็คงจะเหมือนกันล่ะมั้ง

เอาเถอะ เห็นแก่ที่ช่วงนี้ปล่อยให้เขาได้ทำอะไรตามใจ เขาจะยอมมีน้ำใจด้วยสักวันก็แล้วกัน

ร่างเพรียวเปิดตู้เย็นออกดูเพื่อนสำรวจว่ามีอะไรที่พอจะเอามาทดแทนเค้กวันเกิดได้บ้าง เขาไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเจษนิพัทธ์ต้องการอะไรถึงได้แสดงออกมาอย่างนั้น คนอย่างเจษนิพัทธ์หากต้องการจัดงานวันเกิดให้ตัวเองขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แล้วมีเหตุผลอะไรถึงได้พาตัวเองมานั่งเงียบเหงาอยู่กับเขาที่นี่กัน

แต่จะยังไงก็ช่างเถอะ เขาไม่อยากคิดอะไรมากแล้ว ผู้ชายคนนั้นกำลังคิดอะไร หรือจะทำอะไรก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขา แต่ว่า ทำไมในตู้ไม่มีอะไรพอจะทำเค้กได้เลยล่ะ นัยน์สีรัตติกาลกรอกไปมาอย่างใช้ความคิด เขามองของที่เหลืออยู่ในตู้เย็นอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจกับตัวเอง

ตามมีตามเกิดก็แล้วกัน



เจษนิพัทธ์มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกคันยุบยิบในอก เขาบอกไม่ถูกว่าตัวเองกำลังรู้สึกยังไง และกำลังทำหน้าตลกแค่ไหนเมื่อได้เห็นเค้ก? เขาก็ไม่แน่ใจนัก ว่าไอ้การที่เอาผักนานาขนิดมาตกแต่งลงบนจานแล้วปักเทียนลงไปมันเรียกว่าเค้กได้หรือเปล่า

"อธิฐานแล้วก็เป่าสิครับ เดี๋ยวเทียนก็ละลายหมดหรอก" เจ้าของเค้กหน้าตาปะหลาดเอ่ยเร่ง นัยน์ตาสีรัตติกาลต้องแสงเทียนเป็นประกายกำลังจับจ้องมาที่เขา มากไปกว่านั้นคือความตื่นเต้นที่กำลังฉายชัดผ่านแววตาอย่างปิดไม่มิด จิรายุในยามนี้ดูสดใส ท่าทางเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังตื่นเต้นไปกับทุกอย่าง

นี่คงเป็นสาเหตุแท้จริงของอาการคันยุบยิบในอกเขากระมัง

เจษนิพัทธ์มองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรแบบนี้ให้ มันอยู่เหนือความคาดหมายไปหน่อย อันที่จริงวันนี้เขาเพียงแต่อยากมานั่งดื่มไวน์เงียบๆ หยอกกระต่ายตัวขาวให้ตื่นตูมพอกรุบกริบ จากนั้นก็ค่อยลากอีกฝ่ายขึ้นเตียงจบค่ำคืนนี้ลงด้วยการมีเซ็กส์กับร่างหอมละมุนแบบถึงอกถึงใจ

ทว่าจิรายุกลับทำทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด

"คุณเจษเป่าเร็ว" เสียงหวานเอ่ยเร่งอีกครั้ง "อธิษฐานด้วยสิครับ"

เปลือกตาปิดลงก่อนจะลืมขึ้น เขาไม่ได้อธิษฐานอะไรตามที่ร่างระหงตรงหน้าคะยั้นคะยอ แต่ไหนแต่ไรเขาเชื่อแค่ความสามารถและอำนาจในมือของตัวเอง เขาไม่เคยขอพร ไม่เคยวิงวอนต่อพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาบันดาลขึ้นมาได้ด้วยมือคู่นี้ของเขาเอง แต่กับจิรายุคงไม่ใช่

เอาเถอะ เห็นแก่ความตั้งใจของอีกฝ่าย

ฟู่ว

เทียนดับลง พร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสวที่ถูกส่งมาให้จากคนตรงหน้า รอยยิ้มที่ส่งมาเพื่อเขา

เจษนิพัทธ์มองรอยยิ้มนั้นพร้อมกับเสียงหนึ่งที่สะท้อนออกมาจากใจ

'ขอให้รอยยิ้มนี้อยู่คู่กับเธอไปตลอด'

"สุขสันต์วันเกิดนะครับ"

และนั่นคือการขอพรครั้งแรกของเจษนิพัทธ์




จิรายุคิดว่าตัวเองกำลังเมา เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองดื่มไปมากเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าจะดื่มไปมากแค่ไหนของเหลวในแก้วก็ไม่พร่องลงเลยสักนิด เกินกว่าจะรู้ตัวโซฟาที่นั่งอยู่ก็เหมือนจะเอียงกระเท่เร่ไปเสียแล้ว

"เธอเมาแล้ว...เด็กดี" เสียงทุ้มเหมือนดังมาจากที่ไกลๆ จิรายุปรือตามองเจ้าของเสียงนั้น ทั้งที่ดื่มไปมากกว่าเขาตั้งเท่าไหร่ทำไมถึงยังดูปกติอยู่อีก แล้วนั่นอะไร กำลังยิ้มเหรอ มีเรื่องอะไรน่ายินดีกัน

อ๋อใช่ เพราะเป็นวันเกิดก็เลยดีใจใช่ไหม ดีจัง ดีใจแล้วจะใจดีกับเขาด้วยหรือเปล่านะ เขาจำที่อีกฝ่ายเคยพูดไว้ได้ ว่าถ้าเขาเป็นเด็กดี ไม่ดื้อ คนคนนี้ก็จะใจดีกับเขา

"ผมเป็นเด็กดี อีก แล้วเมื่อไหร่ คุณถึงจะปล่อยผมไป.." จิรายุงึมงำจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ด้วยความเงียบและระยะห่างเพียงหนึ่งไม้บรรทัดใครอีกคนจึงได้ยินมันชัดเจน

เจษนิพัทธ์มองคนเมาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก มือหนาวนแก้วที่มีน้ำสีอำพันบรรจุอยู่เกือบครึ่งก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด เขาวางแก้วในมือลง ตาคมยังจดจ้องใบหน้าสวยที่ตอนนี้ขึ้นริ้วแดงด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ไม่ละไปไหน ตาเหยี่ยวฉ่ำปรือ เอียงคอมองมาที่เขาอย่างรอคอยคำตอบ

แต่น่าเสียดาย ที่ตัวเขาในยามนี้ยังไม่มีคำตอบใดให้อีกฝ่าย

ชายหนุ่มหยัดกายขึ้นเต็มความสูง ไวน์แค่นี้ไม่ได้ทำให้เขาเมาเลยสักนิด ผิดกับอีกคนที่แทบจะคอพับไปกับพนักโซฟาแล้ว จิรายุในยามนี้แทบไม่ต่างอะไรไปจากของเหลว ร่างกายโงนเงนพยายามลุกตามเขาแต่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์จึงทำได้ไม่ง่ายนัก เกือบจะล้มลงไปถ้าไม่ได้แขนแกร่งคว้าไว้เสียก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดึงดันจะออกจากอ้อมกอดเขาเสียให้ได้

"อย่าดื้อ" เขาดุ

"ผมเปล่าดื้อนะ"

เถียงทั้งที่แค่จะยืนให้ตรงยังทำไม่ได้ นี่ไม่ใช่กำลังดื้ออยู่หรือไง เจษนิพัทธ์พ่นลมหายใจออกมา แขนแกร่งช้อนอุ้มคนเมาแล้วพาเดินเข้าห้องนอนโดยไม่สนใจเสียงโวยวายอ้อแอ้ของอีกฝ่าย จนถึงเตียงกว้างถึงได้วางร่างเพรียวบางให้นอนลงดีๆ ทว่าคนเมาก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมานั่งจ้องหน้าเขาเสียอย่างนั้น

แล้วนั่นอะไร ท่าทางที่กำลังเบะปากเหมือนจะร้องไห้ กับน้ำวาวๆ ที่ฉ่ำอยู่รอบดวงตานั่นน่ะ จิรายุอยากให้เขารังแกคนเมานักหรือยังไง

"คุณเจษใจร้าย อึก อย่ามาใกล้นะ"

"ฉันใจร้ายตรงไหน" ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองคนที่อยู่ดีๆ ก็กล่าวหากัน นอกจากอุ้มอีกฝ่ายเข้ามาโดยไร้ความยินยอมจากคนเมา เขาก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยสักนิด

"ชอบทำแรงๆ อึก ผมเจ็บรู้ไหม ห้ามก็ไม่ยอมฟังเลย ชอบบังคับด้วย ฮือ ใจร้ายที่สุด"

"จริงหรือ... ฉันเห็นเธอครางลั่นก็นึกว่าจะชอบเสียอีก" เจษนิพัทธ์เอ่ยเย้าเมื่อได้ฟังเหตุผลที่แท้จริง กายหนาขยับเข้าหาคนเมาที่กำลังตัดพ้อเขาด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาที่ปริ่มจะไหล่ในทีแรกค่อยๆ รินรดผ่านแก้มเนียนที่ยามนี้แดงก่ำ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น

กระต่ายขาวของเขา ไม่ว่าจะมีสติหรือตอนเมาก็ช่างน่ารักแก

"งั้นครั้งนี้ให้เธอทำเองดีไหม เธอชอบแบบไหนก็ทำอย่างนั้นฉันจะไม่บังคับ" เจษนิพัทธ์ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นพวกชอบฉวยโอกาสกับคนเมากระทั่งตอนนี้ เขาหลอกล่อชิดใบหูขาวสะอาด ขบเม้มเบาๆ แล้วแกล้งเป่าลมเข้าไปให้คนเมาขนลุกซู่ กว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวก็เสียท่าถูกพลิกกายให้ขึ้นคร่อมอยู่บนตักแกร่งเสียแล้ว

เจษนิพัทธ์นั่งเอนกายพิงกับหัวเตียง หรี่ตามองกระต่ายตัวขาวที่ยามนี้แดงก่ำไปทั้งตัว กลีบปากอิ่มเม้มเข้าหากัน ดวงตาฉ่ำน้ำปรือมองเขาคล้ายกำลังออดอ้อน ถ้าเป็นจิรายุในยามปกติคงยากที่จะได้เห็น อดยอมรับไม่ได้ว่าจิรายุในยามนี้กำลังสร้างความตื่นเต้นให้กับเขามากกว่าทุกทีที่ผ่านมา

เนิ่นนานในความรู้สึกกว่ามือเรียวสวยคู่นั้นจะค่อยๆ เอื้อมมาปลดกระดุมเสื้อเขาออกทีละเม็ด ทุกอย่างดูเชื่องช้าจนน่าขัดใจ ทว่าเจษนิพัทธ์ก็ยินยอมที่จะรอ

เขาอยากรู้ว่ากระต่ายตัวนี้จะจัดการกับราชสีห์อย่างไร

"ผม.." คนเมาเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง ทว่าเสียงนั้นก็ถูกเก็บคืนไป จิรายุวางมือลงบนบ่ากว้าง ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย นัยน์สีรัตติกาลจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากหนา กลายเป็นความลังเลที่ปรากฏขึ้นมาในแววตาฉ่ำน้ำ

คนเมามีสีหน้าครุ่นคิด ท่าทางคล้ายกำลังไม่มั่นใจในการกระทำของตัวเอง หรือในหัวสมองน้อยๆ นั่นกำลังคิดอะไรก็สุดจะคาดเดา

"อื้อ.." กลับเป็นเจษนิพัทธ์เสียเองที่สร้างความมั่นใจให้โดยการแนบริมฝีปากลงไป เขาไม่ได้รุกล้ำ เพียงกดจูบแล้วดูดดึงเบาๆ ในเมื่อพูดแล้วว่าจะให้ร่างน้อยนี่เป็นคนเริ่มเขาก็จะทำตามนั้น เพียงแต่จิรายุด้วยประสบการณ์เกินไปกับการเป็นฝ่ายรุกไล่ เขาเพียงแต่ใจดีนำร่องให้คนด้อยประสบการณ์ก็เท่านั้น

รอยยิ้มพึงใจกดลึกบนใบหน้าคมเข้มเมื่อกระต่ายตัวขาวเริ่มกลายเป็นฝ่ายรุกไล่ มือบางเลื่อนขึ้นมาโอบรอบคอแกร่ง ระเรื่อยไปตามท้ายทอยแล้วสอดแทรกลงบนกลุ่มผมนุ่ม ลิ้นเล็กที่มักจะเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่เสมอเริ่มรุกล้ำเข้าหาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เจษนิพัทธ์ลูบไล้ฝ่ามือไปตามแผ่นหลังเล็กสอดผ่านผ้าเนื้อบางเข้าสัมผัสผิวเนื้อภายใน ทั้งปลอบประโลมและปลุกเร้าอยู่ในที สะโพกเพรียวถูกประคองไว้ด้วยมืออีกข้าง ชักนำให้บดเบียดเข้าหาอย่างแนบเนียนจนอีกฝ่ายแทบไม่รู้ตัว

เขาปล่อยให้ร่างบางเป็นฝ่ายรุกไล่ ให้ลิ้นเล็กได้สำรวจจนพอใจ ก่อนจะเป็นฝ่ายกลืนกินความนุ่มหยุ่นนั้นเสียเอง

พริบตาเดียวเสื้อเชิ้ตเนื้อดีถูกปลดออกไป เปิดเปลือยเนื้อตัวหนั่นแน่นให้ปรากฏต่อสายตา จิรายุมองประติมากรรมมนุษย์ตรงหน้าพลางลอบกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ มือบางถูกจับให้ลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อแน่นตึง จากอกกว้าง ไล่เรื่อยลงไปถึงหน้าท้องแกร่งที่ปรากฏลอนคลื่นของกล้ามเนื้อชัดเจน ผิวเนื้อลื่นมือทำให้ร่างบางเผลอไผล เกือบจะลากไล้ต่ำลงไปกว่านั้นหากไม่ขืนมือเอาไว้เสียก่อน

"เด็กดี ...ไม่ต้องกลัว" คล้ายน้ำคำหลอกล่อ แต่คนเมากลับเชื่อไปแล้วหมดใจ

 กายบางถูกพลิกหงาย ตกเป็นฝ่ายรองรับอยู่ใต้ร่างเสียเอง ลมหายใจถูกช่วงชิงไปอีกครั้ง พร้อมกับกางเกงที่ถูกอีกฝ่ายถอดทิ้งไปอย่างไม่ใยดี เขาถูกจูบไซร้ไปทั่วหน้า ระเรื่อยไปจนถึงลาดไหล่และลำคอขาว ริมฝีปากแสนร้ายกาจสร้างรอยตราแทบทุกตารางนิ้วที่เคลื่อนผ่าน

"อึก.. อ๊ะ"

ร่างกายคล้ายถูกกระแสไฟแล่นผ่านยามยอกอกทั้งสองข้างถูกโจมตีพร้อมกันด้วยริมฝีปากและปลายนิ้วแกร่ง แผ่นอกแอ่นหยัดเข้าหาลิ้นชื้น ป้อนให้อีกฝ่ายโลมเลียได้ถนัดถนี่โดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วสอดแทรกตามเรือนผมดกดำ จิกทึ้งระบายอารมณ์ที่ถูกจุดขึ้นอย่างง่ายดายจนฉุดไม่อยู่

จิรายุผวาร่าง มองตามคนที่อยู่ดีๆ ก็ผละตัวออกไปด้วยสายตาละห้อย

"ชู่วว ใจเย็นที่รัก"

ร่างหนากำลังถอดประการด่านสุดท้ายของตัวเอง ไม่นานส่วนกลางกายที่กำลังแข็งขึงก็ปรากฏต่อสายตา เจษนิพัทธ์กดยิ้มเจ้าเลห์ ในขณะที่สายตาไม่ละใปจากใบหน้าของคนเมาที่กำลังมองเขากลับมาอย่างออดอ้อนไม่รู้ตัว

จิรายุในยามนี้ช่างน่าเอ็นดูกว่าครั้งไหน

"จัดการมันสิ มันเป็นของเธอ"

ความประหม่าเกิดขึ้นกับเจ้าของกายหอมกรุ่นยามสิ่งนั้นถูกเปิดเปลือยอยู่ต่อหน้าในระยะเอื้อมถึง เป็นครั้งแรกที่จิรายุได้เห็นเจ้าสิ่งนี้เต็มตาทั้งที่มันเคยเข้ามาอยู่ในตัวเขานับครั้งไม่ถ้วน มันดูแข็งกร้าวและน่ากลัว เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกครั้งที่มันเข้ามาถึงได้เจ็บปวดนัก

"ของผม.."

เขากลัว แต่ก็อยากลองสัมผัสมันดูสักครั้ง มันอะไรกันนะ ความรู้สึกบ้าๆ นี้

เจษนิพัทธ์เอนกายพิงหัวเตียงอีกครั้ง ก่อนจะยกเอวบางขึ้นมานั่งคร่อมทับบนหน้าขาแกร่ง บีบคลึงไปตามส่วนโค้งเว้าของร่างแสนเย้ายวน

"ไม่ต้องกลัว เธอก็รู้ว่ามันชอบเธอแค่ไหน" เสียงทุ้มกระซิบชิดใบหู ปลุกเร้าเจ้าของกายบางด้วยปลายลิ้นร้อน ลากเลียไปตามกรอบหน้า ขบเม้มใบหูขาวสะอาด ลากไล้ผ่านซอกคอหอมกรุ่น ไล่เรื่อยไปถึงลาดไหล่ขาวเนียนที่ยามนี้ปรากฏรอยตราสีช้ำประปราย ชักนำมือบางให้สัมผัสกับส่วนร้อนผ่าวแข็งขืน คนเมาสะดุ้งเล็กน้อยเกือบจะชักมือกลับหากแต่ยังถูกกอบกุมไว้ด้วยฝ่ามือหนาจึงทำไม่ได้อย่างใจนึก

"อืมมม เด็กดี" ฝ่ามือถูกจับให้รูดขึ้นลงตามการชักนำของร่างสูง จิรายุเหลือบมองคนที่กำลังหลับตาพริ้มครางเสียงต่ำในลำคอสลับกับส่วนร้อนผ่าวในมือ ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัว ไม่รู้เป็นเพราะความเมาหรืออะไรกันแน่ แต่เขาอยากจะลองทำมันดูสักครั้ง

แรงขืนจากฝ่ามือที่กำลังกอบกุมทำให้เจษนิพัทธ์เปิดเปลือกตาขึ้น ทว่าภาพที่กำลังเห็นตรงหน้ากลับทำให้เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า ใบหน้าหวานใสที่ยามนี้อยู่ห่างจากส่วนใหญ่โตของเขาไปไม่ถึงคืบ ลมหายใจพลันสะดุดเมื่อได้สบเข้ากับนัยน์ตาสีเดียวกัน จิรายุเหลือบมองเขาเพียงเล็กน้อยก่อนจะก้มลงไปให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ลิ้นเล็กค่อยๆ แลบเลียตรงส่วนหัวอย่างไม่มั่นใจนัก แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกเสียงคำรามต่ำจากผู้ที่ถูกกระทำอย่างไร้เดียงสา เจษนิพัทธ์สูดลมหายใจเข้าลึก มือหนาเลื่อนไปลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างปลอบประโลม

"เจีย.. เด็กดีของฉัน" เจษนิพัทธ์แทบไม่กล้าจะหลับตาลง ส่วนใหญ่โตของเขากำลังผลุบเข้าออกในโพรงปากอุ่นตามการควบคุมของร่างเพรียวบาง ถึงจะดูเงอะงะไปบ้างเพราะเป็นครั้งแรก แต่ตาฉ่ำๆ กับปากวาวๆ นั่นกลับกระยิ่งกระตุ้นอารมณ์ให้เขายิ่งกว่าครั้งไหน

"อึก อื้อ!"

เสียงร้องประท้วงอื้ออึงอยู่ในลำคอเมื่อร่างหนาไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ จิรายุมองค้อนคนที่กดหัวเขาไว้แน่น มิหนำซ้ำยังสวนเอวขึ้นมาจนแทบสำลัก พอไม่รู้จะเอาคืนยังไงคนเมาจึงได้แต่ดูดสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในปากแรงๆ จนอีกฝ่ายขึ้นกับซี้ดปากขึ้นมาด้วยความเสียวเสียว

"อ่าาา เจีย ซี้ดด เบาก่อนเด็กดี" เจษนิพัทธ์รีบดึงตัวคนที่ตั้งหน้าตั้งตาดูดกลืนส่วนร้อนผ่าวของเขาขึ้นมา ถ้าขืนยังปล่อยให้อีกฝ่ายทำต่อไปคนที่ทนไม่ไหวคงไม่พ้นตัวเขาเอง เขาอย่างปลดปล่อยในช่องทางสีหวานนี่มากกว่า ถึงเขาจะชื่นชอบยามที่ตัวตนถูกกลืนกินด้วยริมฝีปากนี้ แต่ภาพที่จิรายุกำลังขยับโยกอยู่บนตัวเขาก็คงน่าดูชมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

แค่คิด ส่วนกลางกายก็เหมือนจะปวดหนึบขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหวแล้ว

เจษนิพัทธ์มอบจูบให้ร่างในอ้อมแขนอีกครั้ง มือหนาเคล้นคลึงไปตามผิวเนื้อเนียนละเอียด ไล้ผ่านเอวบางลงไปจนถึงบั้นท้ายกลมกลึง ฟอนเฟ้นก้อนเนื้อนุ่มเต็มมือ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาๆ ลงบนรอยจีบสร้างความรู้สึกปั่นป่วนให้ผู้ถูกรุกรานหลุดเสียงครางหวานออกมา

"อ๊า คุณเจษ" ความเปียกชื้นที่ได้สัมผัสยามสอดแทรกปลายนิ้วผ่านเข้าไปทำให้เจษนิพัทธ์รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมีอารมณ์ สะโพกสวยบิดส่ายยามปลายนิ้วแทรกเข้าออกราวกับกำลังเรียกร้องหาอะไรที่มากกว่านั้น

"ว่าไงเด็กดี เธอต้องการอะไร"

"อึก อ๊ะ.. เจษ ต้องการคุณเจษ"

จิรายุที่เปิดเปลือยความรู้สึกของตัวเองโดยไร้การเก็บกลั้นอย่างนี้เขาไม่เคยเห็น ถึงจะรู้ว่าน้ำเมาสามารถเปลี่ยนนิสัยคนได้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำให้คนที่วางท่าเฉยชาแม้แต่ยามอยู่บนเตียงกลายมาเป็นคนร่านราคะได้มากขนาดนี้ น้ำเสียงออดอ้อน และสะโพกเพรียวที่กำลังบิดร่อนอยู่บนตักเขาเป็นหลักฐานชั้นดี

หากว่ากันตามตรงเขาชอบที่อีกฝ่ายเป็นแบบนี้ ชอบที่จิรายุรู้จักเป็นฝ่ายเรียกร้องหาเขาอย่างหน้าไม่อาย

"เธอจะทำให้ฉันคลั่งหรือไง หืมม เจีย" เจษนิพัทธ์ซุกไซร้ซอกคอหอมกรุ่ม ดูดเม้มจนขึ้นรอยเรียงเสียงครางแว่วหวาน ความต้องการพุ่งทะยานจนไม่อาจเก็บกลั้น

“อึก อ๊ะ...” ริมฝีปากเล็กถูกขบกัดจนแทบห้อเลือดเมื่อสะโพกเพรียวถูกกดรั้งให้กลืนกินส่วนร้อนผ่าวที่เริ่มเบียดแทรกเข้ามา ความเสียดแน่นเข้าเล่นงานจนต้องสูดหายใจเข้าลึก พยายามผ่อนคลายตามคำบอกที่คอยกระซิบอยู่ข้างหู

ลิ้นร้อนตวัดเลียติ่งหูเล็ก แกล้งแหย่เข้าไปภายในให้ขนลุกเล่น ดึกความสนใจของคนที่กำลังทำหน้าบิดเบ้เพราะความเจ็บ เจษนิพัทธ์ยังไม่ได้เคลื่อนไหว เขารอกระทั่งร่างด้านบนเริ่มผ่อนคลายลง

"เด็กดี อย่างนั้น อืมม ค่อยๆ กดลงมา" ภาพที่เขาอยากเห็นกำลังปรากฏขึ้นตรงหน้า สะโพกเพรียวกำลังขยับขึ้นลงอยู่บนตัวเขา แม้แรกเริ่มจะเป็นไปเพราะการชักนำของมือหนา ทว่ายามนี้กลับพริ้วไหวไปตามอารมณ์ จิรายุเชิดหน้าหอบหายใจ มือบางค้ำยันอยู่บนหน้าท้องแกร่งที่ยามนี้เกร็งแน่นจนเห็นไลน์กล้ามเนื้อชัดเจน

"อึก ..ฮะ" เสียงครางแผ่วหลุดรอดยามเมื่อจุดกระสันภายในถูกกระทั้นสวนขึ้นมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว กลายเป็นมือหนาต้องช่วยจับประคองสะโพกไว้ไม่ให้ร่างบางทรุดฮวบลงไปเสียก่อน

ความเสียวซ่านพุ่งโจมตีเป็นระลอกคลื่นเมื่อร่างข้างใต้ยึดสะโพกไว้แล้วสวนกายขึ้นมาอย่างไร้ปราณี ใบหน้าสวยแหงนเริ่ด ร้องครางไม่เป็นส่ำ จากที่ตอนแรกเป็นผู้กระทำกลับกลายเป็นฝ่ายโอนอ่อนไปตามความร้อนแรงที่ถูกมอบให้โดยไร้แรงขัดขืน

"อ๊ะ คุณ ฮะ อ๊า! มะ ไม่ไหว"

สะโพกสอบเร่งจังหวะรัวเร็วเมื่อเสียงครางหวานดังขึ้นเรื่อยๆ ภายในความอุ่นร้อนตอดรัดจนเจษนิพัทธ์ต้องกัดฟันแน่น สันกรามนูนเด่น เส้นเลือดข้างขมับและลำคอปูดโปนอย่างคนอดกลั้น

หยาดเหงื่อไหลซึมไปทั่วร่างจนแทบแยกไม่ออกว่าของใครเป็นของใครทั้งที่ในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นกามารมณ์คละคลุ้ง เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องเคล้าไปกับเสียงครางกระเส่า แรงตอดรัดที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เจษนิพัทธ์พลิกกายบางให้เป็นฝ่ายรองรับอยู่เบื้องล่างแล้วเสือกไสกายแกร่งเข้าหาถี่รัว

"อ๊ะ อ๊า!" จิรายุสะบัดหน้าไปมา มือบางจิกทึ้งผ้าปูที่นอนแน่น เสียงหวานร้องครางปานจะขาดใจ เขาล็อกเอวบางไว้ ตอกอัดท่อนเอ็นแข็งขืนเข้าสู่โพรงนุ่มถี่กระชั้น ยิ่งช่องทางรักตอดรัดเขาแน่นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเสือกกายเข้าหาเท่านั้น

"ฮึก มะ อ๊า ไม่ไหว ฮะ อ๊า!!"

อารมณ์แสนเชี่ยวกรากดำเนินมาจนวินาทีสุดท้าย เจษนิพัทธ์กระทั้นกายเข้าหากระต่ายขาวที่ชิงปลดปล่อยไปก่อนอย่างบ้าคลั่ง กายแกร่งกระตุก เส้นเลือดปูดนูนตามข้างขมับและลำคอ เขากระแทกกายเน้นๆ อีกสองสามครั้ง กระทั่งเอ็นอุ่นภายในเกร็งกระตุกปลดปล่อยทุดหยาดพันธุ์เข้าสู่ช่องทางอ่อนนุ่มทุกหยาดหยด

"อ่าา"

จิรายุหอบหายใจ ฝ่ามือขาวยกขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มของคนที่ทิ้งตัวลงมาทาบทับอยู่บนตัวเขาทั้งที่ส่วนนั้นยังค้างคาอยู่เบื้องล่างราวกับไม่รู้ตัว เสียงหายใจหอบไม่ต่างกันดังอยุ่ข้างหู เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะปิดลง

"อืมม" เจษนิพัทธ์หลับตาลง ปล่อยให้สัมผัสแผ่วของอีกคนแจ่มชัดใจความรู้สึก ความอิ่มเอมที่ได้รับในวันนี้ทำให้เขาอารมณ์ดีเกินกว่าจะเก็บกลั้นเอาไว้ได้ รอยยิ้มประหลาดถึงได้จุดขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว

"สุขสันต์วันเกิดนะครับ"

และรอยยิ้มนั้นก็แจ่มชัดยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้รับคำอวยพรเป็นครั้งที่สองจากคนที่ยามนี้ไม่สามารถฝืนสติให้ตื่นอยู่ได้อีก จิรายุหลับไปแล้วหลังจากอวยพรให้เขาด้วยน้ำเสียงงึมงำ หลับไปทั้งที่เพิ่งทิ้งความสับสนและอาการคันยุบยิบในอกไว้ให้ใครบางคน















TBC....



หมดแรงงง

เขียยฉากแบบนี้ไม่ค่อยเก่งแต่ก็รั้นจะเขียนอ่ะคนเราา แงงงงง


























ออฟไลน์ BaGgYsOdA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 10. วันเกิด 30.03.65
«ตอบ #13 เมื่อ03-04-2022 11:27:49 »

โห่ เขียนได้ดีมาก ๆ ครับ เป็นกำลังใจให้ครับ รออ่านตอนต่อไปครับ
 o13

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 10. วันเกิด 30.03.65
«ตอบ #14 เมื่อ03-04-2022 13:43:19 »

 :z3: :z2:

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

#เจษอย่าร้าย





จิรายุสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนเกือบๆ เที่ยงด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังลั่นห้อง ความปวดเมื่อยและความเจ็บปวดตรงช่องทางด้านหลังทำให้เขาขยับตัวได้อย่างยากลำบาก หนักไปกว่านั้นคืออาการปวดตุบๆ ที่ศรีษะซึ่งไม่ได้สัมผัสมานาน เขากำลังตกอยู่ในอาการที่เรียกว่าแฮงค์นั่นเอง

จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เมาหัวทิ่มและตื่นมาพร้อมกับอาการปวดหัวคือวันทึ่ไปฉลองกับเพื่อนหลังส่งโปรเจคจบ แล้วหลังจากนั้นเขาก็เข็ดขยาดกับการเมาหัวทิ่มจนแทบไม่แตะแอลกอฮอล์อีกเลย กระทั่งเมื่อคืน เพียงแค่คิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปใบหน้าที่ซีดเซียวก็พลันแดงซ่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ จิรายุยกมือขึ้นปิดหน้า สะบัดหัวไล่ความจริงที่แล่นเข้ามาเป็นฉากๆ เมื่อคืนนี้เขา.. ทำเรื่องน่าอายไปมากมายเหลือเกิน

Rrrrr

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง จิรายุดันกายลุกขึ้นนั่งด้วยความลำบาก มือบางเอื้อมไปคว้าเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมา รายชื่อที่โชว์หราอยู่บนนั้นทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความแปลกใจ ก่อนจะกดรับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน

"สวัสดีครับ"

/นี่แกไม่คิดจะติดต่อที่บ้านบ้างเลยหรือยังไงห๊ะ คิดว่าตัวเองไปเสวยสุขอยู่คนเดียวส่วนพ่อแกจะเป็นยังไงก็ช่าง ไม่คิดจะมาดูดำดูดีเลยใช่ไหม ไอ้ลูกอกตัญญู!/ เป็นเสียงแหลมๆ ชวนให้ปวดหัวของเพ็ญนีที่ดังออกมาจากปลายสาย จิรายุถอนหายใจออกมา เขาไม่แน่ใจว่าคุณไตรทศอยู่ด้วยกันตรงนั้นกับหล่อนหรือเปล่า เพราะเบอร์ที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ของผู้ชายคนนั้น

"พูดธุระของคุณมาเถอะครับ"

/หึ มัวแต่นอนกกผู้ชายจนลืมไปแล้วหรือไงว่าที่บ้านก็ต้องมีค่าใช้จ่ายน่ะห๊ะ ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ทั้งค่าจ้างแม่บ้านคนสวนคนขับรถ แกจะให้พ่อแกเอาเงินที่ไหนมาจ่ายทั้งที่บริษัทขาดทุนย่อยยับอย่างนี้ ไม่คิดจะช่วยเหลือจุนเจือพ่อแกบ้างเลยหรือไงมีสมองก็คิดบ้างสิย๊ะ/

"นั่นมันความรับผิดชอบของพวกคุณนี่ครับ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับผมตรงไหน"

/แกกล้าพูดแบบนี้ได้ยังไงห๊ะ แกไม่เห็นหัวพ่อแกแล้วใช่ไหม หรือเห็นว่าตัวเองโชคดีมีผัวเลี้ยงแล้วคิดจะถีบหัวส่งพวกฉัน แกมันอกตัญญูเลี้ยงเสียข้าวสุข ไอ้..!!"

เขากดตัดสายโดยไม่รอฟังว่าฝั่งนั้นจะพ่นคำพูดอะไรมาอีก ถ้าสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดมันไม่ซึบซับเข้าไปในจิตใจของคนพวกนั้นแม้แต่น้อยเขาก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพูดอะไรกันอีก เขาเสียสละมามากพอแล้ว มากแล้วจริงๆ กับทั้งหมดที่ทำลงไปโดยที่คนพวกนั้นไม่เห็นค่า อกตัญญูอย่างนั้นเหรอ เป็นคำพูดที่นึกอยากจะปาใส่ใครก็ได้หรืออย่างไร ไหนๆ ก็ไม่เคยมองว่าเขามีความชอบอะไรอยู่แล้ว หากอยากรู้ว่าอกตัญญูจริงๆ เป็นยังไงเขาก็จะทำให้เห็นกันไปเลย

จิรายุปิดเปลือกตาลง ตอนนี้เขาเหนื่อยเกินกว่าจะเก็บคำพูดให้ร้ายของเพ็ญนีมาใส่ใจ ส่วนผู้ชายคนนั้น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันยามนึกถึงหน้าผู้เป็นบิดา หากอยากให้เขาช่วยจริงๆ ก็ควรมาพูดกับเขาด้วยตัวเอง อย่างไรเสียก็มีศักดิ์เป็นพ่อจะไม่ให้ดูดำดูดีเลยเขาก็ยังใจไม่แข็งถึงขั้นนั้น อันที่จริงจิรายุพอมีเงินเก็บอยู่บ้างจากการทำงานมาตั้งแต่สมัยเรียน ถึงจะไม่ได้มากมายแต่ก็คงพอช่วยให้สถานการณ์ที่บ้านในยามนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างไม่ลำบาก แต่หากจะให้เขาเสนอตัวช่วยเหลือผู้หญิงคนนั้นโดยไม่คิดอะไร เขายังไม่บรรลุถึงขึ้นนั้นจริงๆ

​​​​​

จิรายุกินข้าวไปได้นิดหน่อยแม้ว่าเขาจะหิวมากก็ตาม ไม่ใช่ว่ากับข้าวฝีมือป้าน้อมไม่อร่อย เพียงแต่เป็นเพราะร่างกายของเขาเองที่ต่อต้าน ยิ่งกินเข้าไปมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งอยากอาเจียนออกมา ป้าน้อมเห็นเขากินได้น้อยจึงได้ปอกผลไม้มาไว้ให้เสียหลายอย่าง จิรายุได้แต่ยิ้มขอบคุณก่อนจะหยิบไอแพดมานั่งทำงานที่เดย์เบดตัวใหญ่กลางห้องรับแขก ป้าน้อมเห็นอย่างนั้นก็ขนทั่งหมอนทั้งผ้าผ่มมาให้เสียยกใหญ่ จนกลายเป็นว่าตอนนี้เขานั่งอยู่ท่ามกลางกองหมอนและผ้าห่มแสนนุ่มสบาย จากที่จะทำงาน ไปๆ มาๆ ก็อ้าปากหาวไปสามสี่รอบ สุดท้ายก็ทนความง่วงงุนไม่ไหวหลับไปทั้งที่มือยังจับปากกาอยู่อย่างนั้น

เสียงแกร๊กๆ เหมือนใครกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ข้างหูปลุกให้คนที่กำลังจมอยู่ในห้วงนิทรารู้สึกตัวตื่น เปลือกตาสีน้ำนมกระพริบถี่ปรับโฟกัสการมองเห็น บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดแม้แต่เสียงที่ได้ยินในทีแรก

"ตื่นแล้วเหรอ" จนเสียงทุ้มแสนคุ้นเคยดังแทรกขึ้นมา จิรายุหันไปตามเสียงนั้น พบว่าร่างสูงเจ้าของห้องกำลังเอนกายเอกเขนกมีแม็กบุ๊ควางบนตัก อยู่บนเดย์เบดตัวเดียวกันกับเขา นี่สินะต้นเหตุของเสียงรบกวน

"กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ" ถามออกไปทั้งที่ยังมึนงง พร้อมกับอ้าปากหาวออกมาเสียคำใหญ่ เจษนิพัทธ์เห็นท่าทางนั้นแล้วก็หลุดยิ้มออกมา ก่อนจะยื่นมือไปบีบจมูกรั้นๆ นั่นอย่างอดใจไม่อยู่ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เด็กคนนี้ทำอะไรก็ดูจะน่าหมั่นเขี้ยวไปหมดในสายตาเขา

"อื้อ เจ็บนะคุณ" จิรายุปัดมือนั้นออกแล้วมองอีกฝ่ายตาขุ่น

"หึ ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้าล้างตา เดี๋ยววันนี้จะพาออกไปข้างนอก"

"ไปไหนครับ" จิรายุเลิกคิ้วมองอย่างสงสัย ร้อยวันพันปีนอกจากบนเตียงก็ไม่เห็นจะเคยพาเขาไปไหน นึกยังไงถึงได้มาชวนออกไปข้างนอก

"ฉันให้คนเตรียมชุดไว้ให้แล้ว วางอยู่บนเตียง" นอกจากจะไม่ตอบคำถามแล้วยังปิดประโยคด้วยการมัดมือชกกันอีก ร่างเพรียวมองคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับแม็กบุ๊คบนตักแล้วเผลอย่นจมูกใส่โดยไม่รู้ตัว คนเอาแต่ใจก็ยังเอาแต่ใจอยู่อย่างนั้น เขาน่าจะทำใจให้ชินเสียที คิดอย่างปลงๆ ก่อนจะพาตัวเองเดินเข้าห้องไป



จิรายุกำลังคิดว่าตัวเขามาทำอะไรอยู่ที่นี่กันแน่ ความรู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางทำให้ทุกการขยับตัวเต็มไปด้วยความอึดอัด งานเลี้ยงสุดหรูและผู้คนมากมายในแวดวงธุรกิจ นอกจากคนที่มาด้วยกันเขาก็แทบจะไม่รู้จักใครเลย แตกต่างจากเจษนิพัทธ์ที่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็พร้อมจะมีคนเข้ามาทักทายอยู่เสมอ แล้วสายตานั้นก็เผื่อแผ่มาถึงเขา พร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆ จิรายุไม่ใคร่จะชอบใจนักที่ถูกมองด้วยสายตาอย่างนั้น สายตาที่เหมือนกำลังประเมินสินค้ามากกว่ามนุษย์ด้วยกัน ไหนจะมือหนาที่กอดเอวเขาไว้ตลอดเวลาตั้งแต่เดินเข้างานมาพร้อมกันนี่อีก หากเข้าใจไม่ผิด สถานะของเขาในยามนี้คงเรียกได้ว่าเป็นคู่ควงของเจษนิพัทธ์กระมัง

ตาคมสวยกวาดมองไปเรื่อยอย่างเบื่อหน่าย เขาไม่ชอบเข้าสังคมมาแต่ไหนแต่ไร หากเลือกได้ก็ขออยู่เงียบๆ ในพื้นที่ของตัวเองดีกว่า แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีสิทธิ์นั้น จึงจำต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มให้กับคนที่เข้ามาทักทายคนข้างๆ และเผื่อแผ่มายังเขาอย่างเสียไม่ได้ ถึงจะไม่ชอบเข้าสังคมยังไงเขาก็พอจะรู้จักมารยาทอยู่บ้าง อีกอย่างเจษนิพัทธ์ก็ดูจะเป็นคนสำคัญของงาน หากเขาที่รับบทคู่ควงของเจ้าตัวแสดงอาการปั้นปึ่งออกไปก็คงจะไม่เหมาะ จิรายุลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ  เขาเห็นมุมหนึ่งมีอาหารถูกจัดไว้ละลานตา แต่ละอย่างเรียกน้ำย่อยให้เต้นระบำได้ชะงัด ไว้ค่อยหาโอกาสปลีกตัวออกไปก็แล้วกัน

ในขณะที่จิรายุกำลังคิดว่าจะหาทางปลีกตัวออกไปจากที่ตรงนี้ยังไงดี เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง พร้อมกับร่างสะโอดสะองของหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงที่กำลังส่งยิ้มหยานหยดมา

"เจษคะ.. ไม่เห็นคุณบอกเมนี่เลยว่าจะมางานนี้ด้วย"

เธอพูดพร้อมกับเบียดกายเข้าหาร่างสูง มือบางคล้องแขนแกร่งอีกข้างอย่างถือวิสาสะ จิรายุจึงใช้จังหวะนั้นพาตัวเองออกห่างจากร่างใหญ่มาอยู่ในระยะที่อีกฝ่ายจะเอื้อมไม่ถึง เจษนิพัทธ์มองตามการกระทำนั้นของเขาด้วยสายตาดุๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา คงเพราะสาวสวยคนนั้นกำลังรั้งความสนใจจากชายหนุ่มเอาไว้

"อืม พอดีลูกค้าเลื่อนประชุมน่ะ ผมว่างก็เลยมา"

"ดีจังค่ะ เมนี่มากับคุณป๊านี่ท่านก็แยกไปคุยธุรกิจ เมนี่ไม่รู้จักใครเลยนอกจากคุณขอเมนี่อยู่ด้วยนะคะ" เธอช้อนมองด้วยใบหน้าออดอ้อน มือบางลูบไล้ไปตามแขนแกร่งพร้อมกับเบียดกายเข้าหาแนบชิด หากมองจากภายนอกคงคิดว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา จิรายุเห็นว่าเจ้าของร่างสูงใหญ่ไม่ได้ว่าอะไรซ้ำยังยืนนิ่งให้ฝ่ายนั้นกกกอด จึงคิดว่าเจษนิพัทธ์คงตอบตกลงแล้ว ถ้าอย่างนั้นเขาก็คงไม่จำเป็นสำหรับอีกฝ่ายแล้วกระมัง

เสียงร้องประท้วงของกระเพาะอาหารทำให้ร่างเพรียวเผลอย่นจมูกออกมาโดยไม่รู้ตัว คงเพราะเมื่อตอนบ่ายเขากินเข้าไปได้แค่นิดเดียว เมื่อเย็นก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตอนนี้ก็เลยรู้สึกหิวมากขนาดนี้ ตาเหยี่ยวเหลือบมองไปทางร่างสูงก็เห็นว่ามีกลุ่มคนสองสามคนเข้ามาคุยกับเจษนิพัทธ์พอดี งั้นคงไม่เป็นไรถ้าเขาจะไปหาอะไรกินสักหน่อย ไหนๆ ก็หมดหน้าที่แล้ว เขาอยู่ตรงนี้ต่อไปก็รังแต่จะไร้ประโยชน์อยู่ดี

คิดได้ดังนั้นก็พาตัวเองเดินมาในโซนที่มีอาหารจัดไว้เรียงราย แต่ในขณะที่กำลังคิดว่าจะกินอะไรอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง

"สวัสดีครับ"

"ครับ?" คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นมองคนแปลกหน้าที่กำลังส่งยิ้มมาให้ จิรายุมองซ้ายมองขวาเห็นว่าไม่มีใครนอกจากตัวเขาที่ยืนอยู่ตรงนี้จึงได้ขานรับไป

"โทษทีครับ ผมเอกภพ" อีกฝ่ายแนะนำตัวด้วยชื่อที่ฟังยังไงก็นึกไม่ออกว่าเขาเคยรู้จักกับคนคนนี้

"เอ่อ จิรายุครับ"

"ผมเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้าเหนือ ..เหนือนทีน่ะครับ ถ้าเผื่อคุณจำได้ เราเคยเจอกันครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว" ชายหนุ่มตรงหน้าอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นท่าทางงุนงงของร่างเพรียวบาง

"ขอโทษจริงๆ ครับ ผม.. ไม่คุ้นเลย"

"ไม่เป็นไรครับเพราะมันก็นานแล้วจริงๆ พอดีผมเห็นคุณหน้าคุ้นๆ ก็เลยเข้ามาทัก โชคดีจริงๆ ที่จำคนไม่ผิด"

จิรายุไม่รู้ว่าจะตอบยังไงจึงได้แต่ส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ตาคมล่อกแล่กมองหน้าอีกฝ่ายสลับกับอาหารที่ละลานตาอยู่ตรงหน้าอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี เขาหิวมาก แล้วกระเพาะก็ส่งเสียงร้องประท้วงไม่หยุด โชคดีที่เสียงจอแจในงานดังมากพอที่จะกลบเสียงน่าอายจากกระเพาะน้อยๆ เอาไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงได้ขายขี้หน้าแล้ว

"ถ้าอย่างนั้นคุณจิรายุหาอะไรทานก่อนก็ได้ครับ ผมแค่เข้ามาทักทายเท่านั้น ขอโทษด้วยที่รบกวน"

"อ่า ครับ ผมหิวนิดหน่อยน่ะ คุณเอกภพทานด้วยกันไหมครับ"

"เรียกพี่เอกก็ได้ครับถ้าเจียไม่รังเกียจ เจ้าเหนือก็เรียกแบบนั้น" เอกภพแนะนำตัวอย่างสนิทสนม เขาจำเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องคนนี้ได้ดีเพราะอีกฝ่ายมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นชวนสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เคยเอ่ยปากกับเหนือนทีไปแล้วหลายครั้งว่าเขาสนใจจิรายุแต่ไอ้น้องเวรนั่นก็กันท่าตลอด ไม่คิดว่าวันนี้จะบังเอิญโชคดีมาเจอกับอีกฝ่ายเข้าที่นี่

พอได้มองใกล้ๆ อย่างนี้ยิ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจิรายุเป็นผู้ชายที่สวยมากจริงๆ

"ครับ พี่เอก" จิรายุส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ยังไงก็เป็นญาติของเหนือนที คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง อีกอย่างเขาอยู่ในงานนี้ก็ไม่รู้จักใครมีอีกฝ่ายมาคุยเป็นเพื่อนจะได้ไม่รู้สึกเก้อกระดากเกินไปนัก

จิรายุตักอาหารที่ถูกจัดไว้เป็นชิ้นพอดีคำพลางคุยกับร่างสูงไปพลาง เอกภพคุยเก่งมากจริงๆ ไม่เหมือนกับญาติผู้น้องอย่างเหนือนทีที่มักจะเก็บปากเก็บคำ จิรายุทานไปฟังที่อีกฝ่ายเล่าถึงตอนที่เจอเขาครั้งแรกไป ความประหม่าที่เคยมีเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่คุ้นชินก็ค่อยๆ หายไปด้วย

"จริงเหรอครับ ผมจำไม่ได้เลยจริงๆ"

เหตุการณ์ที่อีกฝ่ายกล่าวถึงคือช่วงที่เขากำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ วันนั้นเหมือนรถของเหนือนทีจะเสียจึงได้รบกวนญาติผู้พี่คนนี้มาส่งถึงที่มหาลัยเพราะต้องหอบเอาโมเดลบ้านมาส่งด้วยจึงไม่สะดวกเดินทางด้วยรถสาธารณะ แต่ถึงอย่างนั้นจิรายุก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าเคยเจอกับอีกฝ่ายมาก่อน

"เลอะแล้วครับ" ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเศษอาหารที่ติดอยู่บนผิวแก้มเนียนออกให้ ร่างเพรียวสะดุ้งเล็กน้อย ถึงจะไม่ชอบใจในการกระทำที่ดูจะอุกอาจเกินไปสักหน่อยแต่ก็ไม่ได้ปัดมือที่ถือวิสาสะของอีกฝ่ายออก จนเมื่อมือนั้นผละไป เขาถึงได้ถอยหลังเว้นระยะห่างออกมาโดยไม่ให้ดูเป็นการเสียมารยาทจนไปนัก

"ขอบคุณครับ" จิรายุยิ้มให้อีกฝ่ายเป็นการขอบคุณ เขาพยายามมองข้ามสายตาวิบวับนั่นไปโดยการแสร้งทำเป็นเดินดูอาหารตรงหน้า โดยไม่รู้ว่าการกระทำทั้งหมดของพวกเขาตกอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตั้งแต่ต้น





"ว่ายังไงคะเจษ"

"ครับ?" แรงกระตุกเบาๆ ทำให้ตาคมจำต้องละสายตาจากภาพความสนิทสนมของคนสองคนที่กำลังมองอยู่ คิ้วเข้มขมวดลงอย่างไม่รู้ตัวยามต้องหันกลับมาให้ความสนใจกับคนที่ยืนอยู่ข้างกัน

"เมนี่ถามว่าคุณมีธุระที่ไหนต่ออีกหรือเปล่าคะ พอดีวันนี้เมนี่มากับคุณป๊า ไม่อยากรบกวนท่านให้วนรถไปส่ง ถ้ายังไงคุณไปส่งเมนี่ที่คอนโดได้ไหมคะ นะคะเจษเมนี่คิดถึงคุณ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ดวงตากลมโตที่ถูกแต่งเติมจนดูสวยเฉี่ยวช้อนมองเขาอย่างยั่วเย้า เนินเนื้ออวบอิ่มบดเบียดเข้าหาจนชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงอะไรๆ ที่เคยได้สัมผัส

เมนี่เป็นหนึ่งในคู่ควงของเขาที่ค่อนข้างมีภาษีดีกว่าคนอื่นๆ พอสมควร เพราะก่อนหน้านี้มีธุรกิจบางส่วนที่เจษนิพัทธ์กับพ่อของเจ้าหล่อนร่วมลงทุนด้วยกัน แล้วนิสัยของเธอก็ไม่ได้น่ารำคาญจนเกินไปนัก เขาถึงได้ควงเธออยู่พักใหญ่ๆ จนเมื่อไม่นานมานี้ที่เธอเริ่มเอาแต่ใจและก้าวก่ายชีวิตเขามากขึ้น เจษนิพัทธ์ไม่ชอบให้ใครก้าวล้ำเข้ามาเกินกว่าเส้นที่เขาขีดไว้ เพราะเมื่อใดที่มีคนกล้าก้าวเข้ามานั่นก็แปลว่าพวกหล่อนพร้อมแล้วที่จะถูกเขาเขี่ยทิ้ง

"โทษทีวันนี้ผมมีธุระต้องกลับไปจัดการ เดี๋ยวผมให้คนรถไปส่งคุณก็แล้วกัน"

ชายหนุ่มปฏิเสธพลางแกะแขนเรียวเสลาที่กอดเกี่ยวอยู่ออก ในใจเขารู้สึกคันยุบยิบเหมือนมีอะไรมาข่วนจนแทบคุยกับใครไม่รู้เรื่องตั้งแต่เห็นใครบางคนเข้ามาคุยกับกระต่ายขาวตัวนั้นด้วยท่าทีสนิทสนม ยิ่งเห็นว่าคนของเขาพูดคุยกับอีกฝ่ายด้วยท่าทียิ้มแย้มความรู้สึกหงุดหงิดก็ยิ่งพุ่งขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

ขายาวก้าวไปตามอารมณ์โดยไม่สนใจเสียงแหลมเล็กที่เอ่ยเรียกอยู่ด้านหลัง จิรายุเป็นสมบัติของเขาหากไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่รอยยิ้มกระต่ายขาวตัวนั้นก็ไม่มีสิทธิ์มอบมันให้ใคร

"โอ๊ะ ..คุณเจษ" ตาเหยี่ยวเบิกขึ้นอย่างตกใจเมื่ออยู่ดีๆ ก็ถูกรวบตัวเข้าหาด้วยแขนแกร่งของคนที่ไม่คิดว่าจะมาโผล่ตรงนี้ จิรายุนิ่วหน้าเล็กน้อย เงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจเมื่อมือที่เกี่ยวเอวอยู่นั้นเพิ่มแรงบีบลงมา เป็นบ้าอะไรของเขาอีกเนี่ย

"กลับ" เสียงทุ้มเอ่ยสั้นๆ เขาตวัดสายตามองคนที่มีส่วนสูงพอกันเล็กน้อยก่อนจะดันหลังร่างในอ้อมแขนให้ออกเดิน ทว่าจิรายุกลับขืนตัวไว้ ตาดุๆ นั่นจึงได้เปลี่ยนเป้าหมายมาอยู่ที่ร่างเพียวระหงแทน

"เดี๋ยวครับ ผมขอเก็บนี่ก่อน" จานเล็กในมือถูกชูขึ้นตรงหน้า เจษนิพัทธ์พ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะคว้าจานในมืออีกฝ่ายให้กับบริกรที่เดินผ่านมาพอดี เมื่อหมดข้ออ้างร่างเพรียวจึงจำต้องเดินตามแรงลากกึ่งจูงของอีกฝ่ายไป จิรายุไม่มีโอกาสได้เอ่ยลาชายหนุ่มอีกคนเพราะเจษนิพัทธ์ไม่เปิดโอกาสนั้นให้เลย เขาจึงทำได้แต่ค่อมหัวให้อีกฝ่ายเป็นการขอลุแก่โทษ

"เป็นอะไรของคุณเนี่ย หงุดหงิดอะไรมาครับ" จิรายุพยายามใจเย็น เขาเอ่ยถามขึ้นในตอนที่เราทั้งคู่เดินผ่านประตูเข้างานมาแล้ว แรงบีบที่ข้อมือยังไม่คลายลง มันแน่นจนรู้สึกเจ็บแต่เขาก็ไม่ได้โวยวายออกไป

เจษนิพัทธ์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขากึ่งลากกึ่งจูงร่างเพรียวจนมาถึงรถคันหรูที่มีคนขับรถจอดรออยู่ จิรายุถูกดันเข้าไปนั่งเบาะหลังเช่นเดิมกับขามา โดยมีคนที่กำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดซึ่งไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุก้าวตามขึ้นมา

บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบไม่มีใครกล้าขยับตัว จิรายุลอบมองคนที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างไม่เข้าใจ หรือต้นตอของความหงุดหงิดจะมาจากสาวสวยคนนั้น แล้วเหตุใดจึงต้องเอาอารมณ์มาลงที่เขาซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย นอกจากจะเอาแต่ใจ บ้าอำนาจไม่ฟังใครแล้วยังพาลไปทั่วอีก ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขายังไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะมีข้อดีอะไร

จิรายุพ่นลมหายใจออกมา ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเซ้าซี้ เจษนิพัทธ์จะเป็นบ้าอะไรก็ไม่เห็นเกี่ยวกับเขา

ไม่สิ ถ้าคนตรงหน้าโมโหขึ้นมาคนที่ต้องรองรับอารมณ์บ้าๆ นั่นก็คงจะไม่พ้นเขาไม่ใช่หรือ คิดได้ดังนั้นจากที่ตอนแรกจะอยู่เฉยๆ ไม่วุ่นวาย จิรายุคิดว่าเขาควรรีบทำอะไรสักอย่างให้เจ้าของใบหน้าทะมึงนี่คลายความหงุดหงิดลงสักหน่อย

"คุณเจษ เป็นอะไรครับ หงุดหงิดอะไร" มือบางเอื้อมไปแตะแขนอีกฝ่ายเบาๆ นัยน์สีรัตติกาลช้อนมองสบกับนัยน์คมดุสีเดียวกันอย่างรอคอยคำตอบ

 ไม่ทันตั้งตัว แขนเรียวเล็กก็ถูกกระชากอย่างแรงจนถลาขึ้นไปนั่งบนตักกว้าง จิรายุตกใจกับการกระทำนั้นจนเผลอร้องอุทานออกมา พยายามทั้งดิ้นทั้งสะบัดเพื่อให้หลุดจากพันธนาการทว่าอีกคนกลับล็อกกายขาวไว้แน่น

"คุณเจษปล่อ.. อื้อ!" จิรายุดิ้นขลุกขลัก ก่อนที่ใบหน้าเล็กจะถูกจับให้แหงนเงยพร้อมกับริมฝีปากถูกบดขยี้ลงมาอย่างไม่ปรานี สัมผัสที่ถูกมอบให้เต็มไปด้วยความรุนแรงจนรู้สึกเจ็บแสบไปทั้งริมฝีปาก จิรายุเจ็บจนน้ำตาคลอ ปลายคางถูกล็อกไว้แน่น เหมือนยิ่งพยายามดิ้นหนีมากเท่าไหร่เจษนิพัทธ์ก็ยิ่งรุกไล่มากขึ้นเท่านั้น

“อื้อ!” จนกระทั่งริมฝีปากนั้นถอนออกไป จิรายุหอบหนัก หน้าแดงก่ำ ริมฝีปากฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำลายจากพิษจูบที่ทั้งเอาแต่ใจและกักขฬะ เจษนิพัทธ์ทำราวกับต้องการระบายอารมณ์ผ่านจูบนี้

แต่เขาผิดอะไร หรือแค่เพราะอยู่ตรงนี้ในเวลาที่อีกฝ่ายต้องการระบายอารมณ์เท่านั้นน่ะหรือ

ร่างบางพยายามดิ้นรนลงจากตักกว้างอีกครั้ง ทว่าแขนแกร่งกลับล็อกไว้แน่น จิรายุทั้งโกรธทั้งโมโห ไม่ว่าครั้งไหนๆ ทำไมต้องเป็นเขาที่พ่ายแพ้ให้กับคนคนนี้ตลอด แค่จะพาตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการของอีกฝ่ายยังทำไม่ได้เลย จิรายุอัดอั้นจนน้ำตาไหล เขาหมดแรงดิ้นจนได้แต่นั่งให้อีกฝ่ายกอดอยู่อย่างนั้น

"นิ่งเสีย" เจษนิพัทธ์เกยคางไว้ที่บ่าเล็ก ปลายจมูกแตะเบาๆ ที่ซอกคอขาว หลับตาลงสูดกลิ่นกายหอมกรุ่นที่มักจะให้ความรู้สึกผ่อนคลายเสมอเมื่อได้อยู่ใกล้ เพียงแค่ได้กลิ่น ความรู้สึกคุกรุ่นภายในอกก็คล้ายจะคลายลง

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกโกรธมากขนาดนั้น ก็แค่กระต่ายขาวที่เป็นสิทธิ์ของเขาตัวนี้ยิ้มให้คนอื่น ตาคมวางโรจน์ขึ้นมาเมื่อนึกถึงชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้น อ้อมแขนแกร่งพลันกระชับแน่นขึ้น แต่หากจะให้เจษนิพัทธ์มานั่งหาสาเหตุของอาการที่เป็นอยู่คงต้องรอให้ฟ้าถล่มลงมาเสียก่อน













TBC....



















ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ nut2557

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 112
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#เจษอย่าร้าย







ทันทีที่ประตูเปิดออกและปิดลงอย่างรวดเร็วริมฝีปากของจิรายุก็แทบจะไม่ได้รับอิสระ เจษนิพัทธ์ในยามนี้ดูเคร่งขรึมและน่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ จนเขาไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงออกมา กายบางถูกดันชิดผนังห้องพร้อมกับริมฝีปากร้อนกดแนบลงมา อาภรณ์เนื้อดีถูกปลดเปลื้องง่ายดายด้วยมือหนา เนื้อตัวถูกกอดรัดจนแทบหลอมละลายอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง

ร่างหนาเกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็กและรุกไล่ไปตามแนวฟัน เขาประเคนจูบรุ่มร้อนให้อีกฝ่ายจนแทบไม่ได้หายใจหายคอ จิรายุแทบไม่รู้ตัวว่าแผ่นหลังตนเองแตะเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ ทว่าพอได้สติและเมื่อคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปทั้งที่อีกฝ่ายยังมีอารมณ์รุนแรงอย่างนี้ เขาก็อยากจะร้องไห้ออกมา

 กายบางถูกจับให้นอนคว่ำ สะโพกเพรียวยกสูงในท่วงท่าน่าอาย ก่อนที่นิ้วแกร่งจะแทรกดันเข้ามาโดยไม่ถามความสมัครใจกันสักนิด เขาอยากจะร้องไห้ โวยวายออกมาให้สมกับความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้สอนให้เขารู้แล้วว่าต่อให้กรีดร้องจนแทบขาดใจคนคนนี้ก็จะไม่มีทางปล่อยเขาไปอยู่ดี

จิรายุไม่ดิ้นรนขัดขืน ยอมให้อีกคนเคลื่อนไหวอยู่บนตัวเขา ปล่อยให้สะโพกสอบกระแทกกระทั้นเข้ามาอย่างตามใจ มือเล็กๆ ทั้งสองข้างจิกผ้าปูที่นอนไว้แน่น กลีบปากบวมช้ำขบกันกลั้นเสียงสะอื้นแผ่ว เขาไม่อยากให้คนใจร้ายได้ยินเสียงน่าอายของเขา มันน่าอาย ทั้งที่ถูกย่ำยีโดยไม่เต็มใจ แต่จิรายุกลับไม่สามารถโกหกตัวเองได้เลย ว่าทุกครั้งที่ส่วนปลายแข็งขืนกระแทกเข้ากับจุดกระสันภายในมันทำให้เขารู้สึกดีจนแทบบ้า

“อ๊ะ อ๊า" บั้นท้ายกลมกลึงถูกบดคลึงและบีบเคล้นจนแทบปลิ้นติดมือ เจษนิพัทธ์ถอนกายออก  มือหนาจับยึดเอวบางไว้แน่น กดหน้าท้องแบนราบเข้าหาตัว ก่อนส่งแรงกระแทกเข้าไปเน้นๆ จนคนใต้ร่างหวีดลั่น แข้งขาสั่นจนแทบทรงตัวไว้ไม่อยู่

"อ่า เด็กดี เธอรัดฉันแน่นเกินไปแล้ว"  ยิ่งช่องทางคับแน่นตอดรัดมากเท่าไหร่สะโพกสอบก็ยิ่งบดควงเข้าหา อัดกระแทกแก่นกายเข้าใส่จุดกระสันภายในย้ำๆ เสียงฉ่ำแฉะจากจุดที่เชื่อมกันยิ่งกระตุ้นความกระสันอยากให้โหมกระพือ

เขาชอบจิรายุในยามนี้เหลือเกิน ร่างน้อยสั่นสะท้านอยู่ภายในอ้อมกอดเขา ทอดกายอยู่ใต้ร่างเขา เป็นของเขา อ้าขาโอบรัดตัวตนของเขาไว้แน่นราวกับขาดมันไม่ได้ ฟันคมขบกัดลงบนหลังคอขาว ดูดดึงจนขึ้นรอยช้ำสีกุหลาบ รอยยิ้มพึงใจกดลึกบนใบหน้าเมื่อเห็นว่าผิวเนื้อส่วนนั้นปรากฏรอยตราเด่นชัดด้วยน้ำมือตน

เมื่อตีตราร่างขาวจนพอใจแล้วสะโพกที่เอาแต่หมุนควงอยู่ในทีแรกก็ค่อยๆ กระทั้นเข้าออกให้เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นการกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรง ก้อนเนื้อนุ่มถูกขย้ำจนขึ้นรอยมือ เขาแหวกมันให้อ้าออกก่อนส่งท่อนร้อนเสือกไสเข้าไปในจังหวะรัวเร็ว ทุกสัมผัสเน้นหนัก มันเร่าร้อน รุนแรง จนช่องทางฉ่ำแฉะแทบจะลุกเป็นไฟ

"อ๊า อ๊ะ มะ ไม่ไหว อึก อ๊าา" จิรายุไม่อาจเก็บกลั้นเสียงครางได้อีกต่อไป เมื่อความเสียดเสียวเข้าโจมตีหนักหน่วง ใบหน้าสวยเกลือกกลิ้งไปกับที่นอนนุ่ม อ้าปากหอบครางเสียงกระเส่า สะโพกมนส่ายร่อนรองรับแรงกระแทกกระทั้นอย่างไร้ปราณีของร่างเบื้องบน

อีกครั้ง และอีกครั้ง เนิ่นนานจนแทบขาดใจ แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววว่าความหฤหรรษ์นี้จะไปจบลงที่ใด





ร่างบางหลับไปแล้ว เหลือเพียงชายหนุ่มเจ้าของห้องที่ยังลืมตาในความมืด เจษนิพัทธ์ลูบฝ่ามือไปตามผิวเนียนนุ่ม ไล้วนอยู่บนสะโพกเพรียวก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปกว่านั้น มือหน้าบีบคลึงก้อนเนื้อนิ่มอย่างเพลินมือ เขายอมรับว่ากำลังหลงไหลในร่างกายนี้ จิรายุสวยมาก ทั้งใบหน้าหมดจดและผิวเนื้อเนียนละเอียด ไม่ว่าเขาจะลูบจะจูบ หรือจับไปส่วนไหนก็ไม่มีจุดใดให้ต้องระคายมือ

เขาจำไม่ได้ว่าร่วมรักกับอีกฝ่ายไปกี่รอบ ปลดปล่อยเข้าไปในช่วงทางคับแน่นกี่หน ร่างกายแสนเย้ายวนถูกเขาตอกตรึงเข้าหาด้วยท่อนเอ็นอุ่นจนนับครั้งไม่ถ้วน แก่นกายใหญ่โตที่กำลังผลุบเข้าผลุบออกในช่องทางฉ่ำแฉะช่างยั่วอารมณ์ จิรายุดูดกลืนเขาอย่างเร่าร้อน รัดรึงจนแทบขยับไม่ได้ กายบางผวาตามทุกครั้งที่เขาถอดถอนท่อนแข็งออก และอ้ารับอย่างเต็มใจในตอนที่เขาเสือกไสกายเข้าหา จิรายุที่เคยไร้เดียงสาในยามนี้กลับทำตัวไม่ต่างไปจากโสเภณีร่านรัก เปิดเปลือยอารมณ์กฤษณาให้เขาตักตวงโดยไม่รู้จักพอ

เวลานับเดือนที่อยู่ร่วมกันมาไม่มีคืนไหนที่เขาจะปล่อยให้ร่างน้อยได้เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างเป็นสุข จิรายุทำให้เขามองว่าเซ็กส์กลายเป็นกิจวัตรที่ต้องทำอยู่ทุกค่ำคืน กระต่ายขาวของเขาหอมหวานไปทุกส่วน ยิ่งได้ครอบครองก็ยิ่งหลงมัวเมา เท่าไหร่ก็ไม่พอ ไม่เคยพอ มีแต่จะต้องการมากขึ้น และมากขึ้น

ฝ่ามือหนาไล้วนขึ้นมาหยุดอยู่ที่หน้าท้องแบนราบ กระหวัดคิดไปถึงยามที่นายไตรทศเล่าอ้างถึงสรรพคุณของลูกชายราวกับอีกฝ่ายเป็นสินค้าชั้นดี หากนับตั้งแต่คราแรกที่เขาได้ย่ำยีร่างขาวจวบจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเกือบครบเดือนแล้ว หากจิรายุท้องได้จริงดังที่บิดาอีกฝ่ายกล่าวอ้างไม่แน่ว่าในตอนนี้ ภายใต้หน้าท้องแบนราบนี่อาจจะกำลังมีเลือดเนื้อของเขาก่อกำเนิด

เพียงแค่คิดความรู้สึกประหลาดก็พลันจู่โจมเข้าที่กลางอก

เจษนิพัทธ์มองใบหน้าของคนที่กำลังนอนหลับอย่างเป็นสุข ไล้ข้อนิ้วไปตามโครงหน้าสวยได้รูป ตาคู่นี้ที่มักจะมองเขาด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากนี้ที่เอาแต่ร่ำร้องหาอิสรภาพ จิรายุเป็นของเขา เป็นกระต่ายขาวที่เขาถือกรรมสิทธิ์ครอบครอง หากเขาไม่ได้เป็นคนเขี่ยทิ้งใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง ...เขาไม่รู้ว่าจิรายุเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน แต่ดูจากที่นายไตรทศซึ่งเป็นบิดาแท้ๆ โยนอีกฝ่ายเข้ามาในกรงให้เขาขย้ำเองกับมือโดยไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใดๆ ก็ดูจะไม่ได้เป็นครอบครัวที่ดีนัก

เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ในเมื่อตอนนี้เป็นคนของเขาแล้วเขาก็จะไม่ปล่อยให้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ตราบใดที่เขายังหลงใหลในร่างกายนี้ และตราบใดที่อีกฝ่ายยังเป็นคนโปรด

เขาก็แค่สงสาร ไม่ได้มีความรู้สึกใดมากไปกว่านั้น

เจษนิพัทธ์ให้คำตอบแก่ตนเอง พลันเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่ในใจก็คล้ายจะสลายไป เหลือทิ้งไว้เพียงตะกอนเศษเล็กๆ ที่แทบไม่มีผล เขาก็แค่สงสารจิรายุเท่านั้น ชายหนุ่มเน้นย้ำกับตัวเองจนสลักลึกลงในใจ

เขารวบกอดร่างน้อยเข้าแนบอก กดจูบลงบนริมฝีปากอิ่มช้ำ ฟังเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ปล่อยให้ตัวเองจมเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับความสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน




ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศส่งผลให้ร่างเล็กขยับกายเข้าหาความอบอุ่นที่กอดแนบมาทั้งคืน ความง่วงงุนยังมีอยู่มากทำให้เขาไม่อาจเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้แม้จะรำคาญใจกับแสงแดดที่ส่องเข้ามาเพียงใดก็ตาม ใบหน้าเนียนซุกซบเข้าหาอกกว้าง กอดแนบหาไออุ่นแสนคุ้นเคยทั้งที่ไม่รู้ตัว

จิรายุสูดกลิ่นกายแสนคุ้นชินเข้าจนเต็มปอด มันเป็นความรู้สึกประหลาดแต่ก็รู้สึกดีไปพร้อมกัน ทั้งที่ไม่ควร แต่ไม่รู้ทำไม เขารู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดนี้ ปลอดภัย และสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับมันเป็นที่ของเขา ร่างบางขยับกายเล็กน้อยหาท่าสบาย จมูกรั้นปัดผ่านผิวเนื้อเปล่าเปลือย ไม่นานลมหายใจก็ค่อยๆ กลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง

ต่างจากเจษนิพัทธ์ที่ร่างในอ้อมแขนขยับเพียงนิดเดียวก็รู้สึกตัวตื่น แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ใช่คนหลับลึก เพราะก่อนหน้านี้ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดระแวงจึงต้องรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ แต่ถึงจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตมาแล้วนิสัยนี้กลับแก้ไม่หาย จนเมื่อไม่นานมานี้เองที่เขาพอจะได้นอนเต็มอิ่มอยู่บ้าง เหตุผลก็คงไม่พ้นคนในอ้อมกอด เจษนิพัทธ์เหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนัง ตอนนี้ยังเช้าอยู่มากคงไม่เป็นไรถ้าเขาจะปล่อยให้กระต่ายน้อยขี้หนาวซุกตัวอยู่ในอ้อมอกอีกสักหน่อย

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มเคยชินกับการมีร่างแบบบางอยู่ในอ้อมแขนในทุกๆ เช้าและก่อนเข้านอน แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยแม้แต่จะกกกอดคู่นอนหลังเสร็จกิจ มีแต่พวกหล่อนที่พยายามเอาตัวเข้ามาออดอ้อนคลอเคลียร้องขอให้อยู่ต่อ แต่ก็เท่านั้น ชายหนุ่มจะกลับทันทีเมื่อหมดธุระกับพวกหล่อน มีเพียงเช็คในราคาสมน้ำสมเนื้อที่ทิ้งไว้ให้ จะมีก็แต่กระต่ายขาวตัวนี้ ที่ดูจะได้อภิสิทธิ์มากกว่าคู่นอนคนอื่นๆ

 เขาก็แค่ถูกใจ เจษนิพัทธ์บอกตัวเองอย่างนั้น

แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจที่แท้จริงของชายหนุ่มคิดอะไรหรือรู้สึกแบบไหนเพราะแม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังคร้านจะหาคำตอบ



จิรายุตื่นขึ้นมาในเวลาเกือบเก้าโมง ในห้องเหลือเพียงแค่เขาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง พื้นที่ข้างกันยังมีไออุ่นหลงเหลืออยู่ นั่นหมายถึงใครบางคนคงเพิ่งลุกออกไปได้ไม่นาน

ร่างบางนอนเอื่อยอยู่บนเตียงได้ไม่นานก็ลุกไปอาบน้ำ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมชุดลำลองสบายๆ วันนี้เขามีแพลนจะเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จเพราะอีกไม่กี่วันก็จะได้เริ่มงานที่ GIX แล้ว จิรายุรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เขาชื่นชมและอยากทำงานที่บริษัทนี้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ โชคดีที่เขามีโอกาสได้เข้าฝึกงานที่นั่นแล้วยังได้สร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ เมื่อเรียนจบแล้วกลับไปยื่นใบสมัครทางบริษัทถึงได้รับเข้าทำงานโดยง่าย

"ตื่นแล้วหรือคะ ป้าทำข้าวต้มไว้ คุณเจียจะรับเลยไหมคะ" จิรายุยิ้มให้แม่บ้านที่กำลังทำความสะอาดห้องนั่งเล่นอยู่พอดีในตอนที่เขาเดินออกมา พร้อมกับส่ายหัวให้อีกฝ่ายเป็นการปฏิเสธ

"เดี๋ยวเจียเข้าไปทานในครัวเองครับ ป้าน้อมทำงานต่อเถอะ"

ถึงจะรู้ว่าเป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายแต่จิรายุก็ไม่อยากรบกวนคนอื่นเกินไปนัก อะไรที่ทำเองได้เขาก็อยากทำเองมากกว่า แต่ไหนแต่ไรเขาก็ดูแลตัวเองมาตลอด กระทั่งหนึ่งเดือนมานี้ที่การดำเนินชีวิตในแต่ละวันดูจะสะดวกสบายเกินไปจนบางครั้งเขาก็นึกกลัว จิรายุกลัวความเคยชิน เขากลัวว่าถ้าวันนึงสิ่งที่เคยได้รับมันไม่มีแล้วคนที่ลำบากก็คงไม่พ้นตัวเขาเอง เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้อยากพึ่งพาตัวเองให้มากหน่อย

"แล้ว...คุณเจษล่ะครับ" จิรายุถามออกไปแล้วก็นึกตกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ทำไมเขาถึงต้องอยากรู้ความเป็นไปของผู้ชายเอาแต่ใจคนนั้นด้วยนะ เจษนิพัทธ์จะไปไหนหรือทำอะไรก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเขาสักหน่อย คงเป็นเพราะที่นอนที่ยังอุ่นอยู่ ในใจลึกๆ จึงคิดว่าใครอีกคนคงยังอยู่ในห้องนี้

"เพิ่งออกไปก่อนหน้าที่คุณจะตื่นนี่เองค่ะ"

"งั้นเหรอครับ"

ตั้งแต่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มาเกือบเดือนจิรายุยังไม่เห็นว่าเจษนิพัทธ์จะมีวันหยุด จะมีก็แค่บางวันที่อีกฝ่ายตื่นสายหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังออกไปทำงานอยู่ดี ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายขยันเกินไปหรือเป็นเพราะช่วงนี้ชีวิตเขาว่างเกินไปกันแน่

 จิรายุไม่ได้พูดอะไรอีก เขาปล่อยให้ป้าน้อมทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ส่วนตัวเองก็เข้าครัวไปจัดการมื้อเช้าง่ายๆ เสร็จแล้วถึงได้หอบอุปกรณ์ทำงานมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนเดย์เบดตัวเดิม จนเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมงโทรศัพท์ที่วางอยู่ไม่ไกลก็ปรากฏสายเรียกเข้า จิรายุมองชื่อคนที่โทรเข้ามาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกดรับ

"ครับ?"

/ตื่นแล้วหรือ/ เป็นเจษนิพัทธ์ที่โทรเข้ามา  เขารู้สึกแปลกประหลาดเล็กน้อยกับการได้ยินเสียงของอีกฝ่ายผ่านโทรศัพท์

"ครับ"

/เตรียมของใช้จำเป็นกับเสื้อผ้าสักสองสามชุด อีกครึ่งชั่วโมงฉันจะให้คนไปรับ/

"ไปไหนครับ"

/ภูเก็ต/

สายถูกตัดไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ได้ปฏิเสธเช่นเคย ไม่ว่าจะคุยกันต่อหน้าหรือผ่านสายโทรศัพท์ จิรายุควรชินกับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย แต่ภายในใจก็แอบมีความไม่พอใจอยู่ลึกๆ ชีวิตที่ไม่ได้เป็นของตัวเองอีกต่อไปสร้างความอึดอัดใจให้กับร่างบางไม่น้อย แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเขาเลือกที่จะมาอยู่ในจุดที่ต้องตกเป็นรองอีกฝ่ายด้วยตัวเอง

จิรายุมาถึงตัวเมืองภูเก็ตในอีกสามชั่วโมงให้หลัง เขาถูกพามาส่งไว้ที่บ้านพักตากอากาศบนเนินเล็กๆ ติดทะเลแห่งหนึ่งโดยคนขับรถของเจษนิพัทธ์ ส่วนเจ้าตัวแยกไปกับเลขาคนสนิทตั้งแต่ถึงสนามบิน ร่างสูงบอกให้เขารออยู่ที่นี่โดยไม่ได้แจกแจงรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน หรือจะกลับมาเมื่อไหร่ ทิ้งไว้เพียงความสงสัยในท่าทางรีบเร่งของอีกฝ่ายเท่านั้น

ร่างเพรียวใช้เวลาไม่นานก็จัดของเจ้าตู้เสร็จ เรียบร้อย พร้อมกับเผื่อแผ่ไปยังกระเป๋าเสื้อผ้าของใครอีกคน เขาไม่ได้เอาอะไรมามากมายมีเพียงชุดลำลองสองชุดและกึ่งทางการอีกหนึ่งชุดเผื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น เพราะดูท่าแล้วอย่างเจษนิพัทธ์คงไม่ได้แค่ใจดีพาเขามาเที่ยวเฉยๆ แน่

จิรายุใช้เวลาที่เหลืออยู่เดินสำรวจรอบบ้านหลังน้อย การตกแต่งภายในเรียบง่ายแต่ก็ดูทันสมัยให้บรรยากาศผ่อนคลายสมกับเป็นสถานที่พักผ่อน โดยเฉพาะห้องนอนที่เขาอยู่ในตอนนี้ผนังด้านหนึ่งกรุด้วยกระจกทั้งแผ่นเป็นแนวยาว ทำให้มองเห็นบรรยากาศของท้องฟ้าสีครามและท้องทะเลที่กว้างออกไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศรอบนอกมีพรรณไม้นานาพันธุ์รายล้อมตัวบ้านผสมผสานกันอย่างลงตัว เพียงแค่เปิดหน้าต่างออกไปก็ได้ยินเสียงลมเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง ชวนให้รู้สึกปลอดโปร่งผ่อนคลาย

เขาชอบที่นี่ ไม่ว่าเจษนิพัทธ์จะพาเขามาด้วยเหตุผลอะไร ถึงตอนนี้ก็ไม่สำคัญแล้ว

จิรายุยิ้มให้กับสายลมแสงแดด รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเลย นานแล้วที่ไม่ได้มาเที่ยวทะเล จำได้ว่ามาครั้งล่าสุดก็ตอนรับน้องสมัยยังเรียนอยู่ปีหนึ่ง หาดเล็กๆ เต็มไปด้วยเสียงของนักศึกษาหลายชั้นปี บรรยากาศเฮฮาไม่ได้เงียบสงบเหมือนกับตอนนี้ แล้วก็ไม่สวยเท่าที่นี่ เพียงแค่เห็นหาดทรายขาวๆ นั่นจิรายุก็อยากจะลงไปเอาเท้าย่ำใจจะขาด ติดที่ตอนนี้แดดยังร้อนเกินไปนัก รออีกสักชั่วโมงให้ร่มกว่านี้อีกสักหน่อยเขาจะไม่พลาดแน่ๆ กระต่ายขาวหมายมาดไว้ในใจ













TBC....



มันเป็นขาดเขาไม่ได้อ่ะเนาะ ไปไหนก็ต้องพกไปด้วย หึ่ยย

เราพิมพ์ในโทรศัพท์อาจจะมีผิดพลาดหรือนิ้วเบียดต้องขอโทษด้วยนะคะ

#เจษอย่าร้าย














ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

#เจษอย่าร้าย







โครงการเอาเท้าย่ำทรายของจิรายุจำต้องพับไปเมื่อใครคนบางคนกลับมาพร้อมกับอาการบาดเจ็บ เจษนิพัทธ์ถูกยิง ถึงจะแค่ถากๆ แต่เลือดที่ไหลอาบตั้งแต่หัวไหล่ลงมาถึงปลายนิ้วก็ทำเอาร่างบางตกใจจนหน้าซีด

จิรายุได้แต่ยืนนิ่งมองคนเจ็บที่กำลังนั่งให้ลูกน้องทำแผลอยู่บนโซฟาด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร ในหัวน้อยๆ พลันมีความคิดเรื่องของคนๆ นี้ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด เจษนิพัทธ์เป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาไม่ใช่หรือ หรืออีกฝ่ายไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจเข้า แต่ทำไมถึงไม่ตกลงพูดคุยกันดีๆ ล่ะ ทำไมถึงต้องใช้ความรุนแรงกันขนาดนี้ ในหัวจิรายุมีแต่คำว่าทำไม ทำไม เต็มไปหมด ยิ่งคิดคิ้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน จนเผลอแสดงสีหน้ายุ่งยากออกมาโดยไม่รู้ตัว

"..เจีย" คนถูกเรียกกระพริบตาปริบๆ เหมือนเพิ่งได้สติ ตาคมสวยมองหน้าคนเจ็บก่อนจะเลื่อนไปยังบาดแผลที่ไหล่ซ้าย

เจษนิพัทธ์มองเจ้าของร่างเพรียวบางที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล ใบหน้าเนียนในยามนี้ดูซีดเซียว ยิ่งเห็นว่าเขามีเลือดไหลออกมามากเท่าไหร่ ใบหน้าที่แทบจะไร้สีเลือดอยู่แล้วก็ยิ่งซีดลงๆ จนเขานึกกลัวว่าจะเป็นลมขึ้นมา

"มานี่มา" เจษนิพัทธ์กวักมือเรียกอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ ซึ่งอีกคนก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย เดินมาทิ้งตัวลงข้างเขาราวคนไร้สติ จิรายุเอาแต่นั่งมองชายหนุ่มทำแผลอยู่อย่างนั้น กระทั่ง​ทุกอย่างเสร็จสิ้นและภายในห้องรับรองเหลือเพียงพวกเขาแค่สองคน​​​

"คุณ...เจ็บมากไหม" เสียงหวานสั่นเครือ

 เจษนิพัทธ์ไม่เข้าใจว่าแผลแค่นี้ทำไมถึงได้ดูเป็นเรื่องใหญ่สำหรับจิรายุนัก ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทั้งที่คนเจ็บมันคือเขาไม่ใช่หรือไง บาดแผลแค่นี้สำหรับเขาไม่นับว่าเป็นอะไรด้วยซ้ำ ก็แค่รอยกระสุนถาก เจ็บกว่านี้เขาก็เคยผ่านมันมาแล้ว

"เธอเป็นห่วงฉันหรือ" จิรายุเม้มปาก เขาไม่ได้ตอบออกไปเพราะไอ้อาการที่เป็นอยู่ตอนนี้ เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน "แล้วนี่ร้องไห้ทำไม หรือเสียใจที่ฉันไม่ตาย"

คล้ายเป็นคำพูดหยอกเย้า แต่คนฟังกลับรู้สึกโมโหขึ้นมา ดวงตาแดงก่ำตวัดมองหน้าคมคร้ามของอีกฝ่ายด้วยความขุ่นเคือง

"พูดอะไรของคุณ ความเป็นความตายมันใช่เรื่องที่จะเอามาล้อกันเล่นหรือครับ" ถึงจะไม่ชอบแต่เขาก็ไม่ได้เกลียดจนถึงขั้นอยากให้อีกฝ่ายตายลงเสียหน่อย ทำไมคนคนนี้ถึงได้พูดราวกับเขาเป็นคนไร้น้ำใจนัก

จิรายุไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังร้องไห้ กระทั่งมือหนาเอื้อมมาปาดมันออก

เจษนิพัทธ์ไล้ปลายนิ้วไปตามกรอบหน้าเนียน ปาดเช็ดหยาดสีใสที่ดูเหมือนยิ่งเช็ดออกเท่าไหร่ก็ยิ่งไหลออกมาราวกับจะท้าทายกัน

"เด็กดี ฉันไม่เป็นไรเลย อย่าร้อง"

เจษนิพัทธ์กำลังยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มที่แปลกไปจากทุกครั้ง รอยยิ้มปกติที่เขาเคยได้รับมักจะเป็นรอยยิ้มที่แสนเจ้าเล่ห์และเย้ยหยัน ไม่ใช่รอยยิ้มที่ดู... อ่อนโยนและอบอุ่น

จิรายุมองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกที่แปลกออกไป ในใจพลันมีความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกที่ตัวเขาเองไม่อยากยอมรับ ..ความรู้สึกที่ว่าเขากำลังเป็นห่วง ห่วงผู้ชายที่มีนิสัยเอาแต่ใจอย่างแสนร้ายกาจคนนี้

"ชอบที่นี่หรือเปล่า" เจษนิพัทธ์เบี่ยงประเด็นเมื่อเห็นว่าอีกคนยังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ไม่เลิก

จิรายุอยู่ในชุดลำลองแสนสบายอย่างเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังจะลงไปเดินเล่นที่ชายหาดในตอนที่เขากลับมาพอดี เดาว่าคงสำรวจพื้นที่ทั้งในและรอบตัวบ้านไปแล้ว

"ชอบครับ" จิรายุบอกไปตามตรง บรรยากาศที่เงียบสงบคล้ายกับกำลังถูกโอบกอดไว้ด้วยธรรมชาติ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทะเลจนสุดลูกหูลูกตา มีเพียงเสียงคลื่นลมกระทบฝั่ง ตั้งแต่มาถึงที่นี่ยังไม่มีตรงไหนเลยที่เขาไม่ชอบ ยกเว้นก็แต่คนตรงหน้ากับบาดแผลที่ได้มาโดยไม่รู้ที่มาที่ไปนี่

"ดีแล้วที่ชอบ"

"คุณ... เล่าให้ฟังได้ไหมครับว่าแผลนี่ ไปได้มาได้ยังไง" จิรายุได้แต่มองบาดแผลที่ถูกพันไว้อย่างดีด้วยความเป็นห่วง เขาไม่กล้าแตะแม้แต่ปลายนิ้วลงไปเพราะกลัวว่าจะทำให้อีกคนเจ็บ

"ฉันแค่ประมาทมากเกินไปหน่อย" ก็แค่พวกหมาจนตรอกที่หมดหนทางจนต้องใช้วิธีสกปรก เขาส่งพวกมันไปนอนเล่นใต้ทะเลหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องกังวน "เธอเถอะ เป็นห่วงฉันมากเลยหรือ"

"...ผมเปล่า" ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ แต่จิรายุก็เลือกที่จะโกหก

"ถ้าอย่างนั้นเธอจะร้องไห้ทำไมถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วงฉัน"

"ผมไม่ได้ร้อง น้ำตามันไหลออกมาเองต่างหาก"

"หึ งั้นหรือ" กระต่ายขาวของเขา ไม่รู้ตัวเลยหรือไรว่าโกหกไม่เก่ง จิรายุคิดอะไรทำไมเขาจะไม่รู้ ในเมื่อทุกอย่างล้วนแสดงออกมาทางสีหน้าและแววตาชัดเจนออกอย่างนั้น แต่เอาเถอะ เห็นแก่ตาแดงๆ นั่น ในเมื่อเจ้าตัวไม่อยากยอมรับเขาก็จะยังไม่คาดคั้น

"คุณหิวไหม เดี๋ยวผมไปทำอะไรง่ายๆ ให้ทานดีกว่าคุณจะได้ทานยาแล้วก็พักผ่อน" จิรายุทำท่าจะลุกไป แต่เจษนิพัทธ์มือไวกว่า เขาดึงแขนเรียวบางนั่นทีเดียวร่างเพรียวระหงก็เซถลาลงมานั่งบนตักกว้างทันที จิรายุรีบเกร็งตัวขึ้นโดยอัตโนมัติเขาหลุดเสียงร้องออกมาอย่างตกใจกลัวว่าตนจะชนเข้ากับบาดแผลของอีกฝ่าย จนทำให้แผลได้รับการกระทบกระเทือน

"ทำอะไรครับ เกิดโดนแผลขึ้นมาจะทำยังไง" ใบหน้าเนียนถึงกับมองหน้าคนที่เล่นไม่รู้เวล่ำเวลาอย่างดุๆ

เจษนิพัทธ์ยิ้มกับท่าทางนั้น รวบคนที่เอาแต่นั่งตัวเกร็งไว้ด้วยแขนข้างเดียว ใบหน้าคมคร้ามซุกลงกับซอกคอขาว สูดกลิ่นหอมที่แสนคุ้นเคยเข้าเสียเต็มปอด

"ฉันให้คนจัดการแล้วเธอไม่ต้องไปหรอก มาช่วยฉันอาบน้ำดีกว่า มีแผลอย่างนี้ฉันอาบไม่ถนัด"

"งั้นเช็ดตัวเอาไหมครับ แผลคุณห้ามโดนน้ำนี่"

"หึ เธอจะเช็ดให้ฉันหรือไง" ชายหนุ่มมองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ทว่าอีกคนกลับรีบพยักหน้าจนผมฟุ้ง

"ได้ครับ มาเถอะ" เจษนิพัทธ์เดินตามร่างเพรียวที่กึ่งลากกึ่งจูงเขาเข้าห้องด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย จิรายุดูซื่อจนเขานึกเอ็นดู ไม่รู้เจ้าตัวจะรู้หรือเปล่า ว่าแววตายามที่พูดคุยกับเขามันมีแต่ความห่วงใยสะท้อนอยู่ข้างในนั้น




จิรายุกำลังคิดว่าตัวเองทำพลาดไปตรงจุดไหนหรือเปล่า ทำไมสถานการณ์มันถึงได้มาจบลงที่ความกระอักกระอ่วนจนนึกอยากหายลงทะเลไปซะให้รู้แล้วรู้รอดอย่างเช่นตอนนี้

"ถอดสิ เธอยืนมองเฉยๆ มันก็ไม่หลุดออกมาเองหรอกนะ"

แววตาพราวระยับนั่นมันอะไรกัน จิรายุได้แต่ค้อนลมค้อนแล้งให้กับความพูดไม่คิดของตัวเองก่อนหน้านี้ ยิ่งเห็นหน้าระรื่นของคนเจ็บก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาหลงกลคนเจ้าเล่ห์เข้าไปเต็มเปา ร่างบางพ่นลมหายใจออกมา กลีบปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปปลดเข็มขัดและกระดุมของคนที่กำลังยืนนิ่งให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี

จิรายุใจเต้นไม่เป็นส่ำ ถึงจะเห็นมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แนบชิดกันมาจนไม่รู้กี่หนเขาก็ยังไม่ชินกับร่างกายของอีกฝ่ายอยู่ดี ยิ่งมายืนใกล้กันอย่างนี้ก็ยิ่งเห็นถึงความต่างของสรีระร่างกายได้อย่างชัดเจน จนคนที่เคยภูมิใจกับส่วนสูงตามมาตรฐานชายไทยของตัวเองถึงกับรู้สึกห่อเหี่ยว เขาน่ะปกติ ต้องโทษที่เจษนิพัทธ์ตัวใหญ่เกินไป

เจษนิพัทธ์มองแก้มที่ค่อยๆ ขึ้นสีของคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกยุบยิบในอก เขาขยับตัวเพียงนิดเดียวกางเกงสแลคเนื้อดีก็หลุดพ้นปลายเท้าออกไป จิรายุยามนี้แก้มแดงก่ำ ริมฝีปากขบเข้าหากันจนนึกกลัวว่ามันจะช้ำไปเสียก่อนชายหนุ่มจึงถือวิสาสะใช้ปลายนิ้วลูปคลึงมันเบาๆ นัยน์ตาสีรัตติกาลเฉกเช่นเดียวกันเงยขึ้นสบมองอย่างตื่นตระหนกระคนตกใจ แต่เมื่อเห็นว่าร่างสูงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้นจิรายุก็ปล่อยให้ริมฝีปากถูกบดคลึงด้วยสัมผัสอ่อนโยนต่อไปโดยไม่ได้ทักท้วง

"ชั้นในด้วยสิ ถ้าไม่ถอดออกให้หมดจะเช็ดได้ยังไง" กระทั่งเสียงทุ้มเอ่ยเย้าขึ้นมา

จิรายุปัดมือหนาของอีกฝ่ายออกแทบจะทันที ไม่รู้ว่าตอนนั้นอะไรดลจิตดลใจให้เขาอาสาเช็ดตัวให้คนเจ้าเล่ห์นี่กันนะ ถ้าปฏิเสธไม่ช่วยแล้วตอนนี้ยังจะทันหรือเปล่า คิดมากไปก็เท่านั้น เพราะตอนนี้จากคนที่ลากคนเจ็บเข้าห้องมาด้วยความกระตือรือร้นกลับเป็นฝ่ายถูกคนเจ็บลากเข้าห้องน้ำไปเสียเอง

"เดี๋ยวครับ" จิรายุรีบขืนกายไว้ "ผมว่าคุณน่าจะพออาบเองได้ เดี๋ยวผมออกไปเตรียมเสื้อผ้าให้ดีกว่า"

"ฉันอาบเองไม่ได้" ทว่าเจษนิพัทธ์กลับหน้ามึนกว่าที่คิด คิ้วเข้มย่นเข้าหากันพลางบุ้ยปากไปทางบาดแผลที่หัวไหล่ "ขยับมากเกิดแผลปริขึ้นมาจะทำยังไง ไม่ใช่ว่าต้องลำบากให้คนมาทำแผลให้อีกรอบหรือ"

จิรายุเบ้ปาก นึกหมั่นไส้คนเจ็บอยู่ในใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ในที่สุดเมื่อเจอสายตาที่ดูคล้ายจะออดอ้อนอยู่ในทีของชายหนุ่ม ออดอ้อนอย่างนั้นหรือ ไม่ได้ดูเข้าท่าเลยสักนิด แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงเลิกขืนกายแล้วยอมเดินตามอีกฝ่ายเข้าห้องน้ำไปโดยไม่คิดอิดออด

เจษนิพัทธ์ไม่ได้ทำอะไรแปลกๆ อย่างที่เขานึกกลัว ชายหนุ่มยืนนิ่งปล่อยให้เขาขัดถูร่างกายหนั่นแน่นของเจ้าตัวได้ตามสบาย จะมีก็แต่ร่างเพรียวที่ขัดไปก็หน้าแดงไปจนคนมองนึกกลัวว่าแก้มแดงๆ นั่นจะระเบิดออกมาหรือเปล่า แต่มันก็ไม่ได้ระเบิดออกมาอย่างที่คิด

"ยกแขนหน่อยครับ" ร่างสูงทำตามอย่างว่าง่าย จิรายุจึงใช้ผ้าเช็ดตัวซับน้ำจากกายแกร่งก่อนจะใช้มันพันรอบเอวสอบปกปิดส่วนที่กำลังหลับไหลให้พ้นสายตา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยคนที่ร้อนจนหน้าแทบไหม้จึงได้พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก



มื้อเย็นผ่านไปอย่างเรียบง่ายเจษนิพัทธ์ไม่ได้ทำอะไรให้เขารู้สึกลำบากใจ ชายหนุ่มทานข้าวทานยาตามที่จัดไว้ให้อย่างว่าง่าย ก่อนจะไล่ให้เขาเข้ามาอาบน้ำ ส่วนเจ้าตัวก็แยกออกไปคุยงานกับลูกน้องและเลขาคนสนิท แต่เมื่อจิรายุกลับออกมาอีกครั้งภายในห้องรับรองกลับว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เงาของคนเจ็บ

ในจังหวะที่กำลังจะหันหลังกลับเข้าห้องนั้นเองแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังมองหาก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน มีเพียงแสงสว่างจากดวงจันทร์ตกกระทบระรอกคลื่น มองจากตรงนี้เจษนิพัทธ์ช่างดูราวกับภูเขาที่ตั้งตระหง่าน แผ่นหลังยืดเหยียดอย่างมั่นคง ดูแข็งแกร่ง ทรงอำนาจ แต่ก็ดูอ้างว้างจนน่าใจหาย

จิรายุรู้ดีว่าเขาไม่ควรรู้สึกแบบนี้ เขาควรจะโกรธ จะเกลียด หรืออะไรก็ตามแต่ที่ไม่ใช่ความรู้สึกที่กำลังเป็นอยู่เช่นตอนนี้ ทั้งที่ถูกบังคับข่มเหงโดยไม่เต็มใจ แต่เขากลับเป็นห่วงผู้ชายคนนั้นเพียงเพราะอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บกลับมา

จิรายุไม่เข้าใจตัวเอง เขาไม่อยากจะเข้าใจ

เจษนิพัทธ์ทั้งใจร้าย บ้าอำอาจเผด็จการและเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ มีเหตุผลอะไรกันที่เขาจะต้องไปเป็นห่วงเป็นใยคนที่วางตนไว้เหนือห่วงโซ่อาหารพรรค์นั้น เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย

"มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้" ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แผนหลังกว้างหายไปจากครรลองสายตา กว่าจะรู้ตัวคนที่ตกอยู่ในห้วงความคิดก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว

"เปล่าครับ"

จิรายุเผลอย่นจมูกเมื่อได้กลิ่นนิโคตินจากร่างที่อยู่ห่างไปแค่ช่วงไม้บรรทัด มันไม่ได้เหม็นฉุนเพราะเป็นบุหรี่ราคาแพง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ชอบใจอยู่ดี

"มาเถอะ" ร่างสูงเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะจับจูงอีกคนเดินเข้าห้องไปด้วยกัน

 จิรายุไม่ได้ขัดขืนเขาเดินตามอีกฝ่ายเข้าห้องไปอย่างว่าง่าย พลางสังเกตคนข้างกายที่ดูเหมือนจะนิ่งขรึมลงไปกว่าเมื่อเย็นอย่างเห็นได้ชัด คิ้วเข้มของเจษนิพัทธ์ขมวดเข้าหากันจนเขาสังเกตได้

"เครียดอะไรครับ มีเรื่องอะไรที่คุณจัดการไม่ได้ด้วยเหรอ" กว่าจะรู้ตัวก็เผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปเสียแล้ว

"เป็นห่วงฉันหรือ" เจษนิพัทธ์เลิกคิ้วถาม รอยยิ้มเล็กๆ จนแทบมองไม่เห็นจุดขึ้นที่ริมฝีปากเมื่อเห็นแววตาที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างปิดไม่มิดของกระต่ายน้อยตรงหน้า

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่จิรายุกล้าจะเปิดเผยสีหน้าและอารมณ์ให้เขาเห็น ไม่ใช่จิรายุที่พยายามปั้นหน้าเรียบเฉยเย็นชาใส่กันอย่างเมื่อครั้งพบกันแรกๆ แววตาที่แสดงออกชัดเจนว่ากำลังหวาดกลัวแต่เจ้าตัวพยายามปกปิดมันไว้เขายังจำได้ขึ้นใจ ความเข้มแข็งที่พยายามแสดงออกมาทั้งที่ภายในเปราะบางออกอย่างนั้น ช่างชวนให้น่าเอ็นดูและอยากรังแกไปพร้อมๆ กัน แต่ไม่ว่าจะเป็นจิรายุแบบไหน ก็คือกระต่ายขาวในกรงของเขาอยู่ดี เพียงแต่ยามนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นจึงทำให้ดูน่าแกล้งขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว

"ก็ถ้าคุณอารมณ์ไม่ดีคนซวยก็คือผมไม่ใช่หรือไง"

"หึ ฉันอารมณ์ไม่ดีแล้วเธอเดือดร้อนอะไร หืมม"

"ก็คุณ.." ก็คุณมักจะเอาอารมณ์บ้าๆ นั่นมาระบายลงกับร่างกายผมไม่ใช่หรือไง จิรายุแค่คิดแต่ไม่ได้พูดออกไป กลีบปากบางเม้มเข้าหากันปิดกลั้นคำตอบ เขารู้ว่าเจษนิพัทธ์รู้ดีว่าเขาหมายความว่ายังไง คนคนนี้ก็แค่อยากจะแกล้งเขาเท่านั้น

"ฉันทำไม"

"ช่างเถอะครับ คุณเจ็บอยู่ก็ควรจะรีบนอนพักผ่อน อย่ามามัวต่อปากต่อคำกับผมอยู่เลย" จิรายุรีบตัดบท ดันกายแกร่งให้นั่งลงบนเตียง ซึ่งอีกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจนน่าแปลกใจ แต่ในจังหวะที่กำลังจะผละออก คนมือไวก็รีบคว้าเข้าที่แขนเรียวบาง กระตุกเบาๆ ร่างเพรียวก็หล่นตุ้บลงมานั่งอยู่บนตักโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย

นั่นอย่างไร จิรายุถึงกับพรูลมหายใจออกมา เขาไม่กล้าดิ้นเพราะกลัวว่าจะไปโดนแผลอีกฝ่ายเข้า จึงได้แต่นั่งนิ่งปล่อยให้คนเอาแต่ใจกอดเกี่ยวอยู่อย่างนั้น

"เจีย" คนถูกเรียกไม่ได้ขานรับ มีเพียงดวงตาที่กำลังจับจ้องมาเป็นเชิงบอกว่ากำลังรอฟังอยู่ ชายหนุ่มถึงได้พูดต่อ "ฉันกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่จริงๆ นั่นแหละ"

จิรายุมองอีกฝ่ายตาโต เพียงแค่เห็นแววตาพราวระยับก็เข้าใจความหมายที่ร่างสูงต้องการจะสื่อเป็นอย่างดี แต่หากเลือกได้เขาจะเลือกไม่เข้าใจมันเลยดีกว่า ถ้าต้องเข้าใจแล้วมานั่งหน้าไหม้อยู่อย่างนี้

เจษนิพัทธ์ เขาลืมไปได้ยังไงว่าผู้ชายคนนี้ร้ายกาจแค่ไหน ขนาดเจ็บตัวอยู่ก็ยังไม่คิดละเว้น

"คุณเจ็บอยู่"

"เธอก็ทำให้ฉันสิ ด้วยตรงนี้"

'ตรงนี้' ที่อีกฝ่ายว่าก็คือริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่าของจิรายุนั่นเอง











TBC....



ยังไงพ่อ เจ็บอยู่ก็ยังไม่เว้น ขอให้พระลงโทษอย่างหนักกก

ขอบคุณทุกๆ คนที่หลงเข้ามาติดตามนะคะ แงงง เราลงให้สองตอนอย่าลืมเลื่อนๆ ขึ้นไปอ่านตอนข้างบนด้วยนะคะ












CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 13. หวั่นไหว 05.04.65
« ตอบ #19 เมื่อ: 05-04-2022 18:18:26 »





ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
 :o8: :-[ :impress2:

ออฟไลน์ BaGgYsOdA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 87
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ขอให้แผลอีพ่อฉีก 555555

ออฟไลน์ Oploy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :-[ :-[ :-[

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0


#เจษอย่าร้าย









จิรายุตื่นขึ้นมาในเวลาเช้ามืด เขาพยายามขยับตัวให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้คนที่กำลังกอดก่ายกันมาทั้งคืนรู้สึกตัวตื่น ความตั้งใจแน่วแน่ของเขาคือการออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้น จิรายุกลัวว่าถ้าหากคนเอาแต่ใจตื่นขึ้นมาโครงการนั้นของเขาจะต้องถูกพับเก็บไป เขาเดาใจเจษนิพัทธ์ไม่ถูก ถึงจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยแต่สำหรับผู้ชายคนนี้อะไรก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ทั้งนั้นถ้าหากเจ้าตัวไม่ถูกใจขึ้นมา

เมื่อคืนเจษนิพัทธ์ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั่งนิ่งๆ ให้เขาจัดการส่วนนั้นให้ จิรายุคิดว่าด้วยนิสัยของอีกฝ่ายแล้วมันคงจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น ทว่าเจษนิพัทธ์กลับทำแค่กอดเขาไว้ในอ้อมแขน มอบจูบที่แสนนุ่มนวลให้ ก่อนจะกดจูบลงมาบนกระหม่อมบางเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมเสียงกระซิบบอกให้จมสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกัน

ความอ่อนโยนที่ไม่คิดว่าจะได้รับจากใครอีกคนทำให้นัยน์สีรัตติกาลเต็มไปด้วยความสับสน คนอย่างเจษนิพัทธ์น่ะหรือ คนที่เอาแต่ใจไม่ฟังใครคนนั้นไม่มีทางที่จะแสดงออกอย่างนี้ไปได้ตลอดหรอก

มันก็แค่ความรู้สึกในช่วงเวลาหนึ่ง อย่าได้เผลอไปรู้สึกอะไรกับคนร้ายกาจนั่นเด็ดขาด จิรายุเตือนตัวเอง เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนปลายทางก็มีแต่ความเจ็บปวดเท่านั้นที่รออยู่

จิรายุหลุดจากอ้อมแขนของใครบางคนมาได้ในที่สุดโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกตัวตื่น อาจเป็นเพราะยาแก้ปวดที่ทานไปจึงทำให้เจษนิพัทธ์หลับลึกกว่าที่เคย ร่างเพรียวพรูลมหายใจออกมา ค่อยๆ ก้าวขาลงจากเตียงด้วยความพยายามที่จะทำให้เกิดเสียงน้อยที่สุด จิรายุหยิบเสื้อคลุมในตู้ออกมาสวมทับเสื้อยืดเนื้อบางก่อนจะพาตัวเองออกจากบ้านไปด้วยความเงียบเชียบ

เสียงคลื่นลมกระทบฝั่งเรียกรอยยิ้มบางจากคนที่ไม่ได้สัมผัสกับทะเลมานาน เขามองผ่านชายชุดดำที่ยืนอยู่ประจำจุดต่างๆ ด้วยความแปลกใจในทีแรก แต่ในเมื่อคนเหล่านั้นไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกับการปรากฏตัวของเขาจิรายุก็ไม่ได้สนใจอีก ก็คงจะเป็นคนของเจษนิพัทธ์นั่นแหละ

ร่างโปร่งเดินเอื่อยไปตามแนวหาดทรายขาวปล่อยให้เท้าเปลือยเปล่าได้สัมผัสกับความสากระคายของธรรมชาติอย่างที้ตั้งใจไว้ในคราแรก ความมืดมิดยังคงครองคลุมพื้นที่ มีเพียงแสงจากพระจันทร์ดวงใหญ่ที่คอยให้ความสว่าง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคนอย่างเขา

จิรายุชอบกลางคืน เขารักในความมืดและหลงใหลในความเงียบสงบมาแต่ไหนแต่ไร

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทันทีที่ผู้ชายคนนั้นก้าวเข้ามา กลางคืนของเขาก็ไม่ได้มีเพียงความเงียบสงบอีกต่อไป ทุกค่ำคืนอบอวนไปด้วยความเร่าร้อนจากห้วงอารมณ์แห่งราคะ ความเงียบสงบถูกกลืนกินด้วยเสียงครางกระเส่า กลิ่นกามารมณ์คละคลุ้งอบอวนในห้วงนิทรา ไม่มีคืนไหนที่เขาจะหลับไปอย่างเป็นสุข

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น ทั้งที่เขาควรจะโหยหาช่วงเวลาอันเงียบสงบของตัวเอง แต่ไม่รู้ทำไม จิรายุถึงได้รู้สึกว่าทุกสิ่งที่กำลังเป็นไปอยู่ในตอนนี้ต่างหากคือช่วงเวลาทั้งหมดของเขา

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มชินชาไปกับอ้อมกอดและสัมผัสของคนใจร้าย ทั้งที่ไม่ควร แต่เขากลับคล้อยตามไปกับทุกสัมผัสที่ถูกมอบให้ มันไม่ได้อ่อนโยน เจษนิพัทธ์ไม่เคยอ่อนโยนเลยสักครั้ง แต่ทุกสัมผัสกลับติดตรึงจนยากสลัด กลับกลายเป็นทุกสัมผัสนั้นสลักลงทุกอณูความรู้สึกของเขาไปเสียสิ้น

เขาเกลียดความเคยชินก็เพราะแบบนี้ มันน่ากลัวยิ่งกว่าความรักเสียอีก

จิรายุยืนนิ่งบนหาดทรายขาว ปล่อยให้สายลมปะทะใบหน้าพัดพาเอาความกังวนใจให้หลุดลอยไป นานแค่ไหนแล้วที่ชีวิตไม่ได้อยู่ท่ามกลางความเงียสงบแบบนี้ เมื่อได้สัมผัสมันอีกครั้งเขากลับยิ่งรู้สึกโหยหาจนนึกภาวนาให้ช่วงเวลานี้ยืดยาวออกไปอีกสักหน่อย

นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่จิรายุเอาแต่นั่งทอดอารมณ์อยู่อย่างนั้น ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่คิดจะขยับลุกไปไหน กระทั่งเริ่มมองเห็นแสงสีส้มทอประกายที่ค่อยๆ ปลายกฏขึ้นอีกปลายด้านของท้องทะเลกว้าง จิรายุปล่อยวางทุกสิ่ง เขาปล่อยให้ความงามของธรรมชาติช่วยกล่อมเกลาความว้าวุ่นภายในจิตใจให้กลับคืนสู่ความเงียบสงบ ปล่อยให้เสียงคลื่นลมโอบกอด ปลอบประโลมความสับสนอย่างไร้ที่มาที่ไป คลื่นลูกแล้วลูกเล่าซัดเข้าชายหาด เขายื่นปลายเท้าออกไปปล่อยให้ฟองคลื่นโลมไล้ผิวเนื้อปลื่อยเปล่า สัมผัสเย็นชื้นทำให้รู้สึกดีจนอยากอยู่อย่างนี้ไปอีกนาน จิรายุยิ้มให้กับธรรมชาติที่ขับกล่อม

แค่ช่วงเวลานี้ที่เขาขอมอบความสุขให้กับตัวเองสักหน่อย ขอเพียงแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น เพราะเขาไม่รู้เลยว่าถ้าผ่านช่วงเวลานี้ไปแล้วจะมีโอกาสได้รับมันอีกครั้งเมื่อไหร่





จิรายุกลับเข้ามาในบ้านหลังจากที่พระอาทิตย์พ้นเส้นขอบฟ้าขึ้นมาได้ทั้งดวง ความรู้สึกสับสนที่เคยวิ่งวนคล้ายถูกคลื่นลมหอบพัดออกไปด้วย ยามนี้ใบหน้าสวยจึงถูกแต่งแต้มไว้ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ อย่างเป็นสุข ชายชุดดำที่เขาเคยเห็นตอนออกไปไม่อยู่แล้ว จิรายุไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าเช้าแล้วคนพวกนั้นก็คงหมดหน้าที่

ทว่าเพียงแค่เปิดประตูห้องนอนเข้าไปใครบางคนที่คิดว่าหลับอยู่ตอนนี้กลับกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่บนเตียง แต่นั่นยังไม่เท่ากับของที่อยู่ในมือหนาและกระเป๋าเดินทางของเขาที่เปิดอ้าซ่าอยู่บนพื้น

ใบหน้าเปื้อนยิ้มของจิรายุพลันซีดลง

"บอกฉันมาสิเจีย ว่านี่มันหมายความว่ายังไง"

"...!!"

ยิ่งเห็นใบหน้าทะมึงนั่นเขาก็ยิ่งอยากหายตัวไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าสองขากลับแข็งค้าง ทั้งตัวชาวาบจนแทบไม่รู้สึก เจษนิพัทธ์ในยามนี้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ สิ่งที่เขาพยายามปกปิดมาตลอด เจษนิพัทธ์ได้รับรู้มันทั้งหมดพร้อมหลักฐานที่อยู่ในมือ จิรายุเม้มปากแน่น สองขาก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

"อธิบายมาสิ" ทว่าเจษนิพัทธ์กลับดูใจเย็นกว่าที่คิด ตาคมมองสบมาอย่างต้องการค้นหาคำตอบ แต่ถึงอย่างนั้นไอความกดดันที่แผ่ออกมาก็ทำเอาจิรายุกลัวจนตัวสั่น ร่างบางหาเสียงของตัวเองอยู่นาน

"ผม.. ผมท้องได้ จริงๆ"

"แล้วทำไมเธอต้องปิดบังฉัน ไหนจะยานี้อีก เธอรู้หรือเปล่าว่าเหตุผลจริงๆ ที่ฉันยอมรับตัวเธอมามันเพราะอะไร เพราะพ่อเธอบอกว่าเธอท้องได้ เธอสามารถมีลูกให้ฉันได้ไงเจีย!" เจษนิพัทธ์หยัดตัวขึ้น แผ่นอกเปลือยเปล่าสะท้อนขึ้นลงอย่างระงับอารมณ์

"...!"

"แล้วดูสิ่งที่เธอทำสิเจีย เธอโกหกฉัน ปกปิดฉันแล้วไหนจะไอ้ยาบ้าๆ นี่อีก!"

"อึก.." ยิ่งฟังสิ่งที่ร่างสูงพูดน้ำตาของจิรายุก็พาลจะไหลออกมา เจษนิพัทธ์คิดว่าเขาอยากจะมีร่างกายที่แสนบกพร่องนี่นักหรือไง คิดว่าเขาจะดีใจเหรอที่เกิดมาเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ดันท้องได้เหมือนสตรีเพศ เลือกได้เขาก็อยากจะมีร่างกายที่ปกติ ใช้ชีวิตแสนเรียบง่ายของตัวเองไปวันๆ เท่านั้นเอง

"เธอจะร้องไห้ทำไม! ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลย!" ชายหนุ่มย่างสามขุมเข้าหา ใบหน้าทะมึนจนจิรายุตัวสั่นไปหมด

"ฮึก ผม ..ไม่ได้อยากร้องสักหน่อย ฮือ... คุณคิดว่าผมอยากท้องได้นักหรือไง เลือกได้ผมก็อยากมีร่างกายปกติเหมือนคุณ ฮึก นั่นแหละ ฮือ อย่าเข้ามานะ" เจษนิพัทธ์มองคนตัวบางที่ยามนี้ร้องไห้จนสะอึกสะอื้นไปแล้วทั้งที่เขายังไม่ได้แตะเจ้าตัวแม้แต่ปลายนิ้ว ยิ่งขายาวก้าวเข้าหามากเท่าไหร่จิรายุก็ยิ่งถอยกรูด จนเขาต้องรีบเข้าไปตะครุบไว้เมื่อเจ้าตัวทำท่าจะโดดแผล็วออกไปทางประตู

ยังคุยกันไม่ทันรู้เรื่องก็จะเอาแต่หนีอีกแล้ว ช่างเป็นกระต่ายขาวที่ขี้ขลาดจริงๆ

"เด็กบ้านี่! หยุดร้อง" เจษนิพัทธ์กอดร่างในอ้อมแขนไว้แน่น เขาไม่ได้คิดทำร้ายอย่างที่จิรายุหวาดกลัวไปก่อน เพียงแต่อยากถามให้กระจ่างในสิ่งที่ร่างบางนี่เป็น

แรกเริ่มเขาไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พอได้เห็นสิ่งที่เจ้าตัวเก็บซ่อนไว้ด้วยความบังเอิญความรู้สึกประหลาดก็พลันเข้าโจมตีเข้าที่กลางอก เจษนิพัทธ์ไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกแบบไหนกันแน่ เขานั่งทบทวนมันระหว่างรอให้กระต่ายขาวตัวนี้กลับมา และเมื่อได้เห็นสีหน้าตื่นตะลึงราวเด็กที่กระทำความผิดแล้วถูกจับได้ของอีกฝ่ายเขาก็พาลคิดไปว่าความรู้สึกที่ปะทุขึ้นมาคือความโกรธเคือง โกรธที่จิรายุปกปิดเขา ซ้ำยังแอบกินยาคุมกำเนิด

ใช่ เขาควรจะโกรธจิรายุ

โกรธที่อีกฝ่ายโกหกปิดบัง หรืออะไรก็ตามแต่ มันไม่สมควรเป็นความรู้สึกยุบยิบในอกเพียงแค่เห็นอีกฝ่ายร้องไห้จนน้ำตานองหน้าอย่างนี้

นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เจษนิพัทธ์ปล่อยให้คนในอ้อมกอดร้องไห้อยู่อย่างนั้น จนเมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลงเขาถึงได้ค่อยๆ ผละตัวออกแล้วจับจูงอีกฝ่ายให้มานั่งคุยกันดีๆ จิรายุขัดขืนในทีแรก แต่เพราะสู้แรงไม่ไหวจึงจำต้องยอมแต่โดยดี

"บอกฉันมาสิ เหตุผลที่เธอปิดบัง" เขาถามอย่างใจเย็น

เจษนิพัทธ์นึกทึ่งตัวเอง นี่เขากลายเป็นคนใจเย็นขนาดนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่?

"ผมไม่อยากมีลูก"

"ทำไมล่ะ หรือเธอไม่ชอบเด็ก" จิรายุส่ายหน้า "งั้นทำไม.."

"ผมเคยบอกคุณไปแล้วนี่ครับ ผมไม่อยากให้ลูกเกิดมาแล้วเป็นเหมือนผม การที่เกิดมาโดยปราศจากความต้องการของพ่อและแม่มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย"

"แล้วถ้าฉันบอกว่าต้องการล่ะ" เจษนิพัทธ์ประคองใบหน้าที่ยังมีคราบน้ำตาหลงเหลือให้เงยขึ้น นัยน์สีรัตติกาลสบกัน ก่อนที่สัมผัสอ่อนโยนจากปลายนิ้วจะปาดเช็ดคราบที่เหลือออกให้

"...."

"มีลูกให้ฉันได้ไหมเจีย ใช้ความพิเศษของเธอมอบเขาให้ฉัน"

"...."  จิรายุมองหน้าคนพูดอย่างตะลึงงัน ความพิเศษอย่างนั้นเหรอ นอกจากมารดาที่เสียไปก็ไม่เคยมีใครบอกว่าสิ่งที่เขาเป็นมันพิเศษ ทุกคนเอาแต่บอกว่าร่างกายของเขามันผิดปกติ ทั้งหมดทั้งมวลมันคือความบกพร่อง จนเขาจำมันฝังใจและนึกเกลียดร่างกายที่แสนบกพร่องของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่เจษนิพัทธ์กลับบอกว่ามันพิเศษ..

"ถ้าเธอยอมมีลูกให้ฉัน ฉันจะปล่อยเธอไป ให้เธอได้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ ดีไหม" เสียงทุ้มเอ่ยชิดใบหู จิรายุปล่อยให้อีกฝ่ายลากไล้ปลายนิ้วไปตามกรอบหน้าอย่างเลื่อนลอย

"...."

"ใช้ความพิเศษของเธอทำให้ตัวเองเป็นอิสระซะสิเจีย.."







"นี่มันอะไรกันตาทศ!"

เพ็ญนีแหวใส่ลูกชายเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เอกสารประกอบการกู้ยืมทั้งที่ผิดและถูกกฏหมายโดยมีลายมือของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเซ็นกำกับอย่างชัดเจน

"ก็ตามที่เห็นนั่นแหละแม่ กับอิแค่เงินไม่กี่ล้านจะตกใจอะไรนักหนา" ทศพลตอบกลับไปด้วยท่าทีเบื่อหน่าย เขานั่งไขว่ห้างเอนหลังพิงพนักโซฟาสบายๆ ไม่ได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องที่ตัวเองก่อขึ้นมาเลยสักนิด

"นี่แกไม่รู้สถานะทางการเงินของที่บ้านเลยหรือไงห๊ะ ที่บริษัทขาดทุนย่อยยับจนพ่อแกหัวหมุนอยู่ทุกวันนี้แกไม่รู้เรื่องเลยหรือยังไง! ทำไมถึงยังกล้าสร้างเรื่องอีกตาทศ แกไม่สงสารพ่อกับแม่บ้างหรือไงหา"

"บริษัทก็มีไอเศรษฐีนั่นช่วยเทคโอเวอร์แล้วไม่ใช่หรือไง แม่ยังจะห่วงอะไรอีก แค่เงินเจ็ดแปดล้านแม่พูดไม่กี่คำพ่อก็ให้แล้วจะมาโวยวายอะไรนักหนา ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสักกน่อย"

เพ็ญนีแทบจะล้มทั้งยืน หากเป็นเมื่อก่อนเงินเท่านั้นไม่ใช่ปัญหาดังที่ลูกชายหล่อนว่า หากแต่ยามนี้ ยามที่ครอบครัวกำลังตกอยู่ในวิกฤตทางการเงินจนเกือบจะเข้าสู่คำว่าล้มละลาย แม้แต่เงินจะจ่ายค่าจ้างพวกแม่บ้านคนสวนก็แทบจะไม่พอ ยังจะให้หล่อนใจเย็นอยู่ได้อย่างไร หล่อนจะกล้าแบกหน้าไปขอสามีได้อย่างไรในเมื่อตัวคุณไตรทศเองก็แทบจะเอาตัวเองกับบริษัทไม่รอด เพ็ญนีรู้ดีว่าสามีฝากความหวังไว้กับลูกชายคนนี้มากแค่ไหน เพราะถูกวางไว้ในตำแหน่งทายาท ตั้งแต่เด็กทศพลอยากได้อะไรมีหรือที่คุณไตรทศจะเคยขัด แล้วจะให้เขามารับรู้เรื่องชั่วๆ ที่ลูกชายหล่อนทำได้อย่างไร

"นี่แกกลับไปเล่นพนันอีกแล้วใช่ไหมห๊ะตาทศ ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกๆ ทำไมแกยังกล้ากลับไปเล่นอีก ทำไมไม่ฟังที่แม่บอก ทำไมไม่ฟังที่แม่สอนบ้าง"

"แม่เลิกบ่นได้ป่ะ จะอะไรกันนักกันหนา บอกมาแค่ว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย ถ้าไม่ช่วยผมจะได้กลับถึงตอนนั้นเจอผมนอนเป็นศพเพราะถูกกระทืบอย่ามาร้องไห้เสียใจทีหลังก็แล้วกัน"

เพ็ญนีมองลูกชายอย่างตัดพ้อ ไม่รู้เธอเลี้ยงทศพลผิดพลาดตรงที่ใดลูกชายถึงโตมาไม่ได้เรื่องได้ราวเช่นนี้ ไม่สร้างผลงานก็แล้วไป นี่ยังนำความเดือดร้อนมาให้ครอบครัวอีก กี่ครั้งที่เธอปกปิดสิ่งเลวๆ ที่ลูกชายทำไม่ให้ผู้เป็นสามีได้รู้ แต่ทศพลกลับวิ่งหาแต่เรื่องมาให้เธอแก้ไม่รู้จบ

หญิงวัยกลางคนทอดถอนใจอย่างอัดอั้น คุยกับลูกชายเพียงไม่กี่คำก็คล้ายว่าร่างกายจะแก่ลงไปอีกหลายปี ทำไมนะลูกชายหล่อนถึงไม่ใฝ่ดีอย่างจิรายุบ้าง ลูกของนางผู้หญิงแพศยาคนนั้น ทั้งที่ถูกเธอกดข่มและตัดโอกาสตั้งมากมายก็ยังไฝ่รู้ไฝ่ขวานขวายจนพาตัวเองประสบความสำเร็จ ผิดกับลูกชายเธอที่ไม่ว่าจะประเคนทุกอย่างให้เท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนเอาไปละลายลงในแม่น้ำ

เพ็ญนีได้แต่นั่งน้ำตาตกใน เงินตั้งมากมายขนาดนั้นเธอจะไปหามาจากที่ไหนกัน









TBC...





























ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 15. ปล่อยใจ 08.04.65
«ตอบ #25 เมื่อ08-04-2022 10:52:02 »


#เจษอย่าร้าย







เกือบชั่วโมงที่ร่างบางเอาแต่นั่งเหม่ออยู่บนเนินหญ้าเล็กๆ หน้าบ้าน จิรายุนั่งหันหน้าเข้าหาทะเล คู้เข่าทั้งสองข้างเข้าหากันแล้วโอบกอดมันไว้ด้วยสองแขนราวกับว่ามันเป็นเกราะกำบังชั้นดี ตั้งแต่จบประโยคนั้นของเขาร่างบางก็เอาแต่ยืนนิ่ง จิรายุไม่พูดอะไร มีเพียงแววตาสีรัตติกาลคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความสับสน เจษนิพัทธ์ไม่ได้เร่งเร้าต่อเขาปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีเวลาคิดเพราะถึงยังไงทางเลือกของจิรายุก็มีไม่มาก และถ้าหากอีกคนเลือกที่จะปฏิเสธเขาก็มั่นใจว่าจะหาทางไล่ต้อนจนกระต่ายขาวตัวนั้นยินยอมได้แน่ ไม่มีอะไรให้ต้องกังวนในเมื่อทุกย่างก้าวของจิรายุแทบจะวางอยู่บนฝ่ามือเขา

"คุณท่านจะรับอาหารเช้าเลยไหมครับ"

เจษนิพัทธ์ละสายตาจากแผ่นหลังบอบบาง เขาอยากจะปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งทอดอารมณ์ต่อไปอยู่หรอก หากไม่ใช่เพราะเวลาที่ล่วงเลยมาจนเกือบเก้าโมง จิรายุยังไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เช้า เขาเองก็เช่นกันจนชักเริ่มหิวขึ้นมาอยู่หน่อยๆ แต่รอแล้วรอเล่ากระต่ายขาวของเขาก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับเข้ามา

ชายหนุ่มพยักหน้าให้พ่อบ้านก่อนจะหยัดกายขึ้นเต็มความสูง

"อืม จัดโต๊ะเถอะ"





"แดดเริ่มแรงแล้ว เข้าบ้านเถอะ"

จิรายุละสายตาจากท้องทะเลกว้างหันไปมองยังต้นเสียงจากทางด้านหลัง ร่างสูงอยู่ในชุดลำลองสบายๆ อย่างกางเกงผ้าฝ้ายขาสามส่วน ทว่าท่อนบนกลับเปลือยเปล่า เส้นผมสีดำสนิทที่มักจะถูกเซ็ทให้เข้าทรงอยู่เสมอยามนี้ถูกปล่อยตามธรรมชาติจนบางส่วนปรกลงมาล้อมรอบกรอบหน้า เจษนิพัทธ์ในลุคนี้ดูลดอายุลงไปหลายปี ใบหน้าที่มักจะมีความดุดันอยู่เสมอกลับดูผ่อนคลายจนจิรายุเผลอจ้องร่างนั้นไม่วางตา

จนกระทั่งร่างสูงทรุดกายลงข้างกันเขาถึงได้เบือนหน้าจากร่างกายสมส่วนนั้นกลับไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า นานนับชั่วโมงที่เขาเอาแต่นั่งทอดอาลัยให้กับชีวิตของตัวเองอยู่ตรงนี้ จิรายุตัดขาดจากทุกอย่าง ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจจมอยู่กับธรรมชาติ อดยอมรับไม่ได้ว่าที่แห่งนี้ทำให้เขาตกหลุมรักเข้าอย่างจัง ทั้งบรรยากาศและความเงียบสงบ หากไม่ตกกระไดพลอยโจนจนได้มาอยู่กับเจษนิพัทธ์เขาก็ไม่แน่ใจว่าต่อให้ใช้ทั้งชีวิตเขาจะมีโอกาสได้มาสัมผัสกับสถานที่แบบนี้หรือเปล่า

จิรายุพยายามมองทุกอย่างให้เป็นเรื่องดี เขาไม่อยากเอาแต่จมอยู่กับความเศร้าและความสับสนที่เอาแต่คอยวิ่งวนจนหาทางออกไม่ได้ ในเมื่อร่างกายเขาไม่อาจจะไปไหน อย่างน้อยๆ ก็ขอให้จิตใจได้ล่องลอยไปในทิศทางที่ต้องการ

"เข้าข้างในเถอะ ฉันให้คนเตรียมอาหารเช้าไว้ให้เดี๋ยวจะชืดซะก่อน" เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้ง จิรายุอยากจะปล่อยเสียงนั้นให้ผ่านไป เขายังอยากนั่งอยู่ตรงนี้อีกสักหน่อย อยากปล่อยใจให้ไปที่ไหนสักที่ แหงนหน้ารับลม หรือแม้แต่สูดดมเอากลิ่นของทะเล

“ฉันจะไม่พูดเป็นครั้งที่สามนะเจีย”

ทว่าเรื่องเล็กๆ แค่นั้นเขาก็ไม่อาจทำได้ จิรายุปิดเปลือกตาลง สูดหายใจรับเอากลิ่นอายของธรรมชาติเข้าจนเต็มปอด แม้แดดจะเริ่มแรงแต่ที่ตรงนี้ก็มีร่มเงาจากธรรมชาตินั่นจึงไม่ใช่ปัญหาหากเขาจะนั่งอยู่ต่ออีกสักชั่วโมงหรือสองชั่วโมง

แต่กับเจษนิพัทธ์ไม่ใช่ เพราะทันทีที่ความอดทนหมดลงเขาก็กระชากร่างที่เอาแต่เมินเฉยใส่กันให้หันกลับมาปะทะอกกว้าง

"ไปเถอะครับ ผมหิวแล้ว" จิรายุพูดออกมาทันทีที่ตกอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง ร่างเพรียวไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไรเพราะแอบเดาได้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็แค่นึกอยากลองทำอะไรบ้าๆ อย่างเช่น การทดสอบความอดทนของเจษนิพัทธ์ขึ้นมาก็เท่านั้น

แล้วก็เป็นดังคาด คนอย่างเจษนิพัทธ์ไม่เคยอดทนกับอะไรได้นาน ชายหนุ่มยังคงใจร้อน เอาแต่ใจ และชอบใช้อำนาจกดข่มคนที่อ่อนแอกว่า หากมองจากมุมนี้ ไม่มีตรงไหนที่อีกฝ่ายดูเหมาะสมพอที่จะเป็นพ่อคนได้เลย แล้วอย่างนี้จะให้เขาวางใจได้อย่างไร

"รีบตามมาสิครับ เดี๋ยวอาหารชืดหมดนะ" จิรายุหันกลับไปเรียกคนที่ยังยืนอยู่ที่เดิม

เพราะเผลอฟาดมือไปโดนแผลอีกฝ่ายเข้าอย่างจังก่อนที่ริมฝีปากร้ายกาจนั่นจะทันได้ทาบทับลงมา ทำให้เจษนิพัทธ์ชะงักไปเล็กน้อยและเผลอคลายกอดออก เขาจึงใช้โอกาสนั้นพาตัวเองออกห่างจากอ้อมแขนแกร่ง

"แสบนักนะ" ได้ยินเสียงทุ้มบ่นตามหลัง ทว่าจิรายุไม่ได้หันกลับไปให้ความสนใจ ในเมื่อเลือกแล้วว่าจะปล่อยวางทุกสิ่ง เขาก็จะทำให้ได้ดังนั้น

เริ่มจากปล่อยใจให้สบาย เสพบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติให้ฉ่ำปอด โดยไม่ต้องสนใจผู้ร่วมทริปอีกคนเป็นอย่างไร



"ชอบไหม" เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่นั่งทานไปได้สักพัก

จิรายุไม่ได้ตอบในทันที เขาจิ้มกุ้งทอดราดซอสมะขามฉ่ำๆ เข้าปากแล้วเคี้ยวจนแก้มตุ่ย ท่าทางมีความสุขจนคนมองเผลอกระตุกยิ้ม ไม่ต้องพูดออกมาก็พอจะเดาได้ไม่ยากเลยว่าเจ้าตัวชอบมากแค่ไหน

"มีอีกไหมครับ นี่น่ะ" จิรายุชี้ไปยังจานที่มีกุ้งตัวสุดท้ายนอนอยู่ แทนคำตอบเจษนิพัทธ์โบกมือเรียกพ่อครัวออกมาแล้วสั่งเมนูที่ดูจะเป็นของโปรดของร่างบางเพิ่มให้ เพราะเจ้าตัวแทบจะไม่แตะอาหารจารอื่นเลยนอกจากกุ้งทอสราดซอสมะขาม จากนั้นจึงหันมาให้ความสนใจกับคนที่กำลังละเลียดกุ้งตัวสุดท้ายในจานราวกับกลัวว่ามันจะหมดลง

"ชอบมากเลยหรือ"

"ครับ อร่อยดี"

จิรายุยอมรับอย่างไม่เกี่ยงงอน จำได้ว่าตอนเด็กๆ เขาชอบเมนูนี้มาก เพราะมารดามักจะทำให้ทานอยู่บ่อยๆ พอโตขึ้นได้มีโอกาสลองทานตามร้านอาหาร แต่กลับไม่มีร้านไหนเลยที่มีรสชาติอย่างที่เคยทานในวัยเด็ก จนกระทั่งวันนี้ รสชาติที่แสนคุ้นเคยทำให้จิรายุเผลอคิดถึงมารดาขึ้นมา

"ไว้จะขอสูตรไปให้ป้าน้อมทำให้"

จิรายุเหลือบมองคนพูดอย่างแปลกใจ ทว่าเจษนิพัทธ์กลับไม่ได้มีท่าทีอะไรมากไปกว่านั้น เจ้าตัวเพียงยกกาแฟขึ้นจิบและสไลด์หน้าจอไอแพดต่อไปราวกับเรื่องที่เพิ่งพูดออกมาไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ

"ขอบคุณครับ"

ก็แค่ความใส่ใจเล็กๆ ที่อีกฝ่ายพูดออกมาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

อย่าเผลอไปรู้สึกอะไรเชียว ...จิรายุเตือนตัวเอง





"อยากไปไหนหรือเปล่า" เจษนิพัทธ์เอ่ยถามคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาขีดเขียงลงบนไอแพดมานับชั่วโมง

หลังจากทานข้าวเสร็จจิรายุก็แยกตัวไปอาบน้ำก่อนจะหอบเอาไอแพดที่เจ้าตัวพกมาด้วยมานั่งจุ้มปุ้กลงบนเดย์เบดสีขาวกลางบ้าน แต่นั่งไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เหมือนกับจะไม่พอใจอะไรสักอย่างถึงได้หายลับเข้าไปในห้องนอนก่อนจะออกมาพร้อมกับหมอนและผ้าห่มกองโต พอได้สิ่งที่ต้องการแล้วเจ้ากระต่ายขาวก็ราวกับจะตัดขาดจากโลกภายนอก ขนาดว่าเขาแสร้งทำเป็นเดินผ่านอยู่สองสามหนก็ยังไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมาสนใจกัน เป็นเจษนิพัทธ์เสียเองที่ทนถูกเมินไม่ไหวจนต้องพาตัวเองขึ้นไปเบียดบนเดย์เบดตัวเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะได้รับความสนใจ

"วันนี้ฉันว่าง เธออยากไปไหนฉันจะพาไปดีไหม"

"...." จิรายุปล่อยให้เสียงนั้นผ่านไป งานนี้เป็นงานสุดท้ายที่เขารับมา แล้วก็รับปากลูกค้าไปแล้วว่าจะเสร็จให้ทันภายในวันนี้ ถึงจะเป็นแค่งานวาดภาพปกประกอบนิยายราคาไม่กี่พันแต่เขาก็อยากจะทำมันออกมาให้ดีที่สุด

"เจีย"

"...." เหลือแค่เก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อย ที่เหลือก็แค่ส่งให้ลูกค้าดูว่าพอใจหรือไม่ เผื่อจะต้องปรับแก้ตรงไหนอีก

แต่จิรายุคงลืมไปว่าคนที่อยู่ด้วยกันในตอนนี้มีความอดทนต่ำและเอาแตใจมากแค่ไหน เพราะทันทีที่ความอดทนหมดลง เจ้าของร่างเพรียวบางก็ถูกผลักให้นอนราบไปกับผ้าห่มนุ่ม จิรายุเบิกตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะปิดลงอย่างรวดเร็วเมื่อร่างหนาทาบทับตามลงมา ปลายคางถูกบิดให้เชิดขึ้น ก่อนที่ริมฝีปากร้อนผ่าวจะตามมาแนบชิดกับอวัยวะส่วนเดียวกัน

"เธอคิดจะทดสอบความอดทนของฉันอยู่หรือไงเจีย" เจษนิพัทธ์เอ่ยชิดกลีบปากอิ่ม จงใจให้ริมฝีปากสัมผัสกันยามเอ่ยถ้อยเจรจา

"...." จิรายุไม่ได้เมินหน้าหนี เขาเพียงแต่จ้องลึกเข้าไปในแววคมกล้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยประกายแห่งความสนุกสนาน สนุกที่ใช้กำลังกดเขาให้อยู่ใต้อาณัติได้

"เธอก็รู้ว่าฉันไม่ใช่คนที่จะอดทนกับอะไรได้นาน" กลีบปากบางเม้มเข้าหากัน จิรายุพยายามจะเบี่ยงหน้าหนีทว่ามือหน้ากลับล็อกปลายคางเขาไว้แน่น

ทำไม่เขาจะไม่รู้ว่าคนตรงหน้ามีความอดทนต่ำแค่ไหน เขารู้ดียิ่งกว่าใครเลยล่ะ แต่พอได้เห็นเจษนิพัทธ์เหมือนจะเป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาเพราะความเมินเฉยของเขา ความสะใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นมันก็พาให้รู้สึกดีจนห้ามตัวเองไม่ได้

ถึงหลังจากนั้นมันจะจบไม่ค่อยสวยก็เถอะ

เจษนิพัทธ์บีบปลายคางเล็ก จูบซับไปตามกรอบหน้าเนียน แกล้งเป่าลมเบาๆ ใส่ใบหูขาว ก่อนจะวกมาที่ริมฝีปากสวยอีกครั้ง ทว่าจิรายุกลับเม้มปากแน่นไม่ยอมให้ปลายลิ้นชื้นเข้ารุกราน

เจษนิพัทธ์ลอบยิ้มกับท่าทางนั้น การต่อต้านเล็กๆ น้อยๆ ของจิรายุเหมือนกับยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากสัมผัสอีกฝ่ายมากขึ้น ฝ่ามือเริ่มลูปไล้ไปตามเรือนร่างหอมละมุน สูดดมความหอมจากลำคอเรียวระหง ไล้เล็มไปตามลาดไหล่ กระทั่งได้ยินเสียงครางแผ่วจากร่างข้างใต้จึงได้ใช้โอกาสนั้นฉกวูบเข้าที่กลีบปากอิ่มและแทรกเรียวลิ้นเข้าไปควานหาความหวานล้ำภายในโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว

 จิรายุออกแรงขัดขืนในทีแรก แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรอยเลือดที่ซึมออกมาจากบาดแผลของอีกฝ่ายจึงได้ค่อยๆ สงบลง เปลือกตาสีน้ำนมปิดลงอย่างจำนน ปล่อยให้จูบแสนเอาแต่ใจดำเนินไปตามแต่ที่คนใจร้ายอยากให้เป็น กระทั่งอีกฝ่ายพอใจและยอมผละออก

"ดูเหมือนว่าเธอจะชอบนอนคุยมากกว่านั่งคุยกับฉันนะ ว่าไหม" แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง กดจูบเน้นย้ำในบางครั้งและแผ่วเบาในบางคลา

"ลุกออกไปก่อนได้ไหมครับ แผลคุณเหมือนจะปริแล้ว" จิรายุบอกด้วยความหวังดี ทว่าคนเจ็บกลับยกยิ้มมุมปากด้วยท่าทางร้ายๆ ราวกับไม่ใส่ใจ ฝ่ามือหนายังไล้วนอยู่กับเอวบางราวกับหยอกเย้า หนักเข้าก็ลงน้ำหนักมือบีบเคล้นจนร่างข้างใต้เผลอเบ้หน้าด้วยความเจ็บ

"หึ ฉันยังไม่เดือดร้อนแล้วเธอจะมาเดือดร้อนอะไรหืม"

"งั้นก็ช่างคุณเถอะครับ ปล่อยให้เลือดไหลให้หมดตัวไปเลย" จิรายุสะบัดหน้าไปทางอื่น ทว่ากลับยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนเบื้องบนได้มีโอกาสโลมไล้ซอกคอขาว

เจษนิพัทธ์จูบซับไปตามลำคอ สูดดมกลิ่นหอมละมุนประจำกายขาวที่เขาชื่นชอบเข้าจนเต็มปอด เลาะเล็มไปตามปลายคางและกรอบหน้า ก่อนจะมาหยุดชิดที่ใบหูขาวสะอาด เพียงเป่าลมเข้าไปเบาๆ คนใต้ร่างก็ขนลุกเกรียว

"ต่อปากต่อคำก็เป็นแล้วนี่ นึกว่าจะเอาแต่เงียบไปทั้งวันเสียอีก แต่ไม่เป็นไรหรอก เพระถึงเธอจะเงียบฉันก็มีวิธีง้างปากเธออยู่ดี จริงไหม"

"ลุกออกไปได้แล้วครับ" เขาพูดเสียงนิ่ง ทว่าเจษนิพัทธ์กลับลอยหน้าลอยตา

"ฉันว่าอยู่ท่านี้ก็สบายดี" ไม่ว่าเปล่า ใบหน้าคมกลับก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวพร้อมกับเบียดกายช่วงล่างเข้าหาจนจิรายุหน้าตาตื่น

"คุณเจษนี่มันกลางบ้านนะ อื้อ อย่าครับ"

"ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก"

ทว่าคนเอาแต่ใจยังไงก็เอาแต่ใจอยู่วันยังค่ำ ฝ่ามือหนาเริ่มบีบเคล้นไปตามเนื้อตัวนุ่มนิ่ม ลากไล้ต่ำลงไปยังบั้นท้ายกลมกลึง จิรายุพยายามบิดกายหนีการรุกรานทว่าอีกคนกลับไม่ยอมอ่อนข้อ กางเกงขาสั้นถูกปลดออกไปด้วยความเชี่ยวชาญจนไม่อาจรั้งไว้ได้ทัน ก่อนที่ลำตัวหนาจะแทรกกายเข้ามาอยู่ระหว่างกลาง

จิรายุหน้าแดงก่ำ ทั้งเขินทั้งฉุน กลางวันแสกๆ ซ้ำยังอยู่กลางบ้านเจษนิพัทธ์ก็ยังไม่คิดละเว้น

"คุณเจษ.. อื้มมม" ริมฝีปากถูกทาบทับด้วยอวัยวะส่วนเดียวกัน ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้คนใต้ร่างได้ปฏิเสธ บดเคล้าเข้าหาทั้งบนและล่างจนคนถูกปรนเปรอเริ่มสติพร่าเลือน

"เธอหอมไปหมดทั้งตัว"

ราวกับกลัวว่าอีกคนจะไม่เชื่อ เจษนิพัทธ์ถึงได้ยืนยันคำพูดของตัวเองด้วยการกระทำจนร่างเพรียวบางอ่อนระทวยไปหมดทั้งตัว

"อ๊ะ.." เสียงครางผะแผ่วยามเมื่อริมฝีปากอุ่นแนบเนาไปตามผิดเนื้ออ่อน ไม่มีส่วนไหนบนร่างกายที่ถูกละเว้นแม้แต่ซอกขาด้านใน เจษนิพัทธ์จูบฟัดจนมันขึ้นรอยตราสีกุหลาบ เขามองภาพนั้นอย่างพึงใจ จิรายุหอบหนัก อ่อนระทวยอยู่ภายใต้ร่างเขา เนื้อตัวเปล่าเปลือยเต็มไปด้วยร่องรอยสีช้ำ แค่มองส่วนกลางกายก็ขยายเหยียดโดยไม่ต้องปลุกเร้า

เจษนิพัทธ์เคลื่อนตัวขึ้นไปจุมพิตลงบนซอกคอขาว ก่อนจะมอบจูบดูดดื่มให้กับร่างข้างใต้อีกครั้ง ปลายนิ้วแตะคลึงลงบนช่องทางแสนเร้นลับก่อนจะเบียดแทรกเข้าไปเพื่อขยับขยายช่องทาง

"อึก.. อ๊ะ"

"แค่นิ้วเอง อย่าเพิ่งรัดแน่นนักสิ"

เสียงทุ้มพร่าเอ่ยเย้า เขาแทรกนิ้วเพิ่มเข้าไป เป็นสอง และสาม จิรายุน้ำตาคลอ นัยน์สีรัตติกาลมองสบมาอย่าตัดพ้อ ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ร่างกายของเขาก็ต้องยอมศิโรราบให้กับคนคนนี้อยู่ร่ำไป

ทว่าเจษนิพัทธ์กลับมองท่าทางนั้นอย่างชอบใจ นัยน์สีรัตติกาลเฉกเช่นเดียวกันเผลอมองอีกฝ่ายด้วยความเอื้อเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว แม้แต่มือที่กำลังปลุกเร้าไปตามเรือนกายแบบบางก็ผ่อนแรงลงจนแทบจะเรียกได้ว่าอ่อนโยน จิรายุน่ารักน่าใคร่จนเขาอยากครอบครอง อยากฝังกายเข้าไปและกระแทกกายเข้าออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้พอ

มือหนาเลื่อนลงไปปลดปราการของตัวเองลง ท่อนเนื้อขนาดใหญ่ดีดผึงตั้งขนานกับพื้น มันทั้งแข็งกร้าวและร้อนระอุ เขาลูบไปตามความยาวของท่อนเนื้อเบาๆ ก่อนจะแนบเนาความแข็งขึงเข้ากับร่องสะโพก จิรายุตัวสั่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นยามส่วนหัวค่อยๆ ดุนดันเข้ามา

"ฮึก อึ๊.."

"อ่าา เจีย" ช่องทางคับแคบกระตุกตอดอย่างบ้าคลั่ง เจษนิพัทธ์สูดปากเบาๆ พร้อมกับแทรกกายเข้าไปเรื่อยๆ มันนุ่มนวลกว่าครั้งแรกและอ่อนโยนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ จิรายุปิดเปลือกตาแน่น รับรู้เพียงความแข็งขืนที่ค่อยๆ แทรกลึกเข้ามา มันไม่ได้เจ็บปวด แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกปั่นป่วนจนเขาต้องสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่ให้พรึงเพริดไปกับสัมผัสชวนอ่อนไหว

จิรายุไม่อยากรู้สึก เขาไม่อยากยอมรับว่ากำลังรู้สึกดีไปกับสัมผัสของเจษนิพัทธ์จนร่างกายแทบดิ้นพล่าน ยิ่งยามสะโพกสอบเริ่มขยับเคลื่อนไหวจนส่วนที่แช่ค้างอยู่ภายในกระแทกกระทั้นเข้ากับจุดหวามไหว จิรายุก็แทบอยากจะดิ้นตายลงเสียตรงนั้น

"เสียวไหม หืม ชอบให้ฉันทำแบบนี้หรือเปล่า"

แบบนี้ของชายหนุ่มคือการเคลื่อนกายเข้าออกอย่างเชื่องช้า ทว่าเน้นหนักในทุกสัมผัส หมุนควงก่อนจะบดขยี้เข้าหาซ้ำๆ ราวกับจะแกล้งกันให้ขาดใจ

"ฮึก มะ ไม่ไหว อ๊ะ อ๊า" จิรายุจิกทึ้งผ้าห่มจนนิ้วขึ้นข้อขาว ทำได้เพียงเริ่ดหน้าครางกระเส่า ปล่อยให้อีกคนเคลื่อนกายเข้าหาอย่างตามใจ ช่องทางกระตุกตอดคล้ายเป็นสัญญาน เจษนิพัทธ์เสือกกายเข้าออกก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างข้างใต้ปลดปล่อยออกมา

"ฮะ อ๊าา" จิรายุหอบถี่ปลายเท้าจิกเกร็งเพราะความเสียวซ่านจนไม่อาจทานทน สองขาสั่นระริกจนแทบจะร่วงลงไปกองกับผ้าห่มนุ่ม ทว่าชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น เจษนิพัทธ์ช้อนขาเรียวขึ้นมาพาดไว้กับบ่ากว้าง ก่อนกระแทกกายย้ำเข้าไปในช่องทางที่กำลังตอดรัดอีกหลายต่อหลายครั้ง จวบจนช่วงสุดท้ายของความหฤหรรษ์มาถึง ท่อนเนื้อภายในกระตุกถี่ สะโพกสอบเสือกไสเข้าไปอีกสองสามครั้งความอุ่นร้อนก็ถูกปลดปล่อยเข้าสู่ช่องทางสีหวานทุกหยาดหยด

"ลุกออกไปได้แล้วครับ" จิรายุบอกทั้งที่ลมหายใจยังไม่เป็นปกติ ส่วนอ่อนไหวที่ยังเชื่อมต่อกันก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดจนอยากพาตัวเองให้หลุดออกไปจากสถานการณ์ในตอนนี้

"ฉันเหนื่อยขอพักหน่อยไหมได้หรือ"

ร่างขาวได้แต่พ่นลมหายใจออกมาทั้งที่ในใจอยากตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายว่า อย่างคุณเหนื่อยเป็นด้วยหรือ

แต่ความในใจก็ปล่อยให้มันอยู่ในใจต่อไปนั่นแหละดีแล้ว จิรายุปล่อยให้ร่างใหญ่โตทาบทับอยู่อย่างนั้นจนกระทั้งลมหายใจกลับมาเป็นปกติ แต่จนแล้วจนรอดคนที่บอกว่าตัวเองเหนื่อยนักหนากลับไม่แม้แต่จะขยับตัว แม้แต่ส่วนที่อ่อนตัวลงแล้วก็ยังไม่คิดถอดถอนจนจิรายุต้องเป็นฝ่ายขยับกายหวังให้ส่วนเชื่อมต่อหลุดออกไปเสียที

"อยากต่ออีกรอบหรือ" ทว่าเจษนิพัทธ์กลับคิดไปอีกทาง ผงกหัวขึ้นมาถามพร้อมกับใบหน้าเจ้าเล่ห์จนจิรายุอ่อนใจ เขาไม่ได้โต้ตอบเพียงแต่ผลักไปที่อกกว้างเบาๆ น่าแปลกที่ครั้งนี้คนเอาแต่ใจกลับยอมถอยให้อย่างง่ายดาย ส่วนอ่อนไหวถูกถอนออกไปแล้ว จิรายุพรูลมออกมาอย่างโล่งอก เขาหยัดกายลุกขึ้น คว้าเสื้อยืดที่ถูกทิ้งไว้ข้างเตียงขึ้นมาสวม ก่อนจะมองหากางเกง พบว่าเจษนิพัทธ์เหวี่ยงมันออกไปไกลกว่าที่คิด

"ฉันทิ้งไปแล้วนะ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น จิรายุเหลือบมองอย่างไม่เข้าใจ "ยาของเธอ" ก่อนที่ประโยคต่อมาจะทำให้ทุกอย่างกระจ่าง

จิรายุไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดี เขาปลงที่ตัวเองต้องมาอยู่ในจุดนี้ก็จริง ทว่าเรื่องที่อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอมานั้นยังไม่อาจตัดสินใจ หากยอมมีลูกให้เจษนิพัทธ์ตามที่อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอ เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าถึงตอนนั้นจะยอมยกลูกให้กับคนตรงหน้าได้หรือไม่

มีลูกเพื่อแลกกับอิสรภาพอย่างนั้นหรือ เจษนิพัทธ์ประเมินเขาต่ำเกินไปแล้ว









TBC...


























ออฟไลน์ Oploy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 15. ปล่อยใจ 08.04.65
«ตอบ #26 เมื่อ08-04-2022 13:11:33 »

รอพระเอกเป็นไอ้โบ้เลย  :z3:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 15. ปล่อยใจ 08.04.65
«ตอบ #27 เมื่อ08-04-2022 15:25:46 »

 :hao6: :hao7:

ออฟไลน์ namtarn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 3
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: #เจษอย่าร้าย mpreg // 15. ปล่อยใจ 08.04.65
«ตอบ #28 เมื่อ09-04-2022 07:57:27 »

แบบว่า อ๊ากกกกกรอตอนต่อไปไม่ไหวแล้วววสสสววว:impress2: :sad4:

ออฟไลน์ คุณรักโกรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

#เจษอย่าร้าย









จิรายุมองเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกบานใหญ่ด้วยความรู้สึกแปลกตา ร่างสูงเพรียวในยามนี้อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว สวมทับด้วยสูทลำลองสีอ่อน ผมยาวระต้นคอถูกเซ็ตให้เข้าทรง เปิดเผยใบหน้าเนียนกระจ่าง ที่แทบจะถอดพิมพ์จากผู้เป็นมารดาแทบทุกกระเบียดนิ้วให้เด่นชัดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

"เสร็จแล้วทำไมยังไม่ออกมาอีก"

จิรายุหันกลับไปมองร่างสูงใหญ่ของคนที่กำลังยืนเอามือเท้ากรอบประตูห้องน้ำ เจษนิพัทธ์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทสวมทับด้วยสูทสีเดียวกัน ทรงผมซอยสั้นถูกเช็ตขึ้นเปิดเผยใบหน้าคมคร้าม นัยน์ตาคมสีรัตติกาลกำลังจับจ้องเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาล้ำลึกยากจะอ่านความนัย ก่อนที่มุมปากแสนร้ายกาจจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มพร้อมกับที่อีกฝ่ายค่อยๆ สืบเท้าเข้ามา

แม้จะรู้สึกหวั่นไหวจนก้อนเนื้อในอกเร่งอัตราการเต้นขึ้นมาหนึ่งจังหวะ ทว่าจิรายุกลับไม่คิดขยับหนี เขามองตามร่างสูงใหญ่ไม่ละสายตาจนกระทั่งอีกฝ่ายเบียดตัวเข้าแนบชิดพร้อมกับรวบเอวบางไว้ในอ้อมแขน นัยน์ตาพราวระยับจนคนที่ทำเป็นใจกล้าชักเริ่มหวั่นใจขึ้นมา

"คิดจะทำอะไรของคุณ"

"หึ เพิ่งนึกกลัวขึ้นมาหรือไงเด็กน้อย"

"ผมเปล่า" ปฏิเสธเสียงเบาเพราะเจษนิพัทธ์ไม่พูดเปล่ายังโน้มใบหน้าลงมาเสียชิด จิรายุกรอกตาพยายามไม่หวั่นไหวไปกับสัมผัสแผ่วที่ไล่ไปตามขมับ

"ไม่ดิ้นหนีหน่อยหรือไง" จิรายุเผลอค้อนเข้าให้ ดิ้นไปก็ใช่ว่าเจ้าตัวจะปล่อยเขาไปไม่ใช่หรือไง

"ปล่อยได้แล้วครับ ไหนคุณบอกว่ารีบ"

"ก็แค่นัดทานข้าวธรรมดา มันเลื่อนกันได้" เจษนิพัทธ์ไหวไหล่ราวกับไม่ยี่หระ

จิรายุเหลือบมองใบหน้าคมคร้ามก็พบว่าฝ่ายนั้นมองมาที่ตนอยู่ก่อนแล้ว เมื่อสบตากัน มุมปากได้รูปของร่างสูงก็หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มล้อเลียน ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอหนาก็ยิ่งมั่นใจว่าถูกอีกฝ่ายแกล้งเข้าให้แล้ว

"หึหึ มาเถอะ ถ้าขืนอยู่ในนี้นานอีกหน่อยฉันคงได้เลื่อนนัดจริงๆ" อ้อมแขนคลายออก ก่อนที่เรือนกายสูงใหญ่จะผละห่างออกไปเล็กน้อย จิรายุมองตามฝ่ามือหนาที่เลื่อนมาเกาะกุมมือเขาเอาไว้แล้วกระตุกเบาๆ ให้ออกเดินไปพร้อมกัน ความไม่เข้าใจปรากฏขึ้นในแววตาคู่สวย ทว่าร่างบางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรนอกจากเดินตามแรงรั้งออกไปแต่โดยดี

นี่เขากำลังคาดหวังอะไรอยู่กันนะ





บรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองภูเก็ตเต็มไปด้วยกลิ่นอายความครึกครื้นสมกับเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับ จิรายุมองบรรยากาศร้านรวงและผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ผ่านกระจกรถคันหรูที่กำลังเคลื่อนผ่านด้วยความสนอกสนใจ ไม่บ่อยนักที่จะได้ออกมาเปิดหูเปิดตาพบเจอโลกภายนอกแบบนี้  อัญญามันจะพูดเสมอว่าเขาเป็นพวกอินโทรเวิร์ส เขาไม่ได้เถียงแม้ในใจจะปฏิเสธว่าตนไม่ใช่คนที่มีโลกส่วนตัวสูงขนาดนั้น เขาก็แค่ชอบหมกตัวทำเรื่องที่ชอบอยู่ในห้อง มีความสุขอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ของตัวเอง ซึ่งเขาเชื่อว่าหลายๆ คนก็เป็นแบบนั้น ใช่ว่าความสุขของทุกคนจะเป็นการออกไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย

กระทั่งรถยนต์คันหรูเครื่อนตัวมาถึงจุดมุ่งหมาย จิรายุเดินตามคนสูงกว่าขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุดของโรงแรม บริกรออกมาต้อนรับพร้อมกับพาพวกเขาเดินเข้าไปในภัตตาคารหรูบนดาดฟ้า ฝ่ามือหนาเลื่อนมาแตะบริเวณเหนือสะโพกคล้ายกำลังโอบไว้กลายๆ เขาเหลือบมองหน้าของเจษนิพัทธ์ก็เห็นว่าฝ่ายนั้นมีสีหน้านิ่งสนิท แววตาที่พักหลังมานี้มักจะมีแววกยอกล้ออยู่เสมอกลับราบเรียบซ้ำยังดูดุดันจนไม่กล้าเอ่ยแย้งอะไร

บริกรพาพวกเขาเดินมาถึงจุดหนึ่งก่อนจะแยกตัวออกไป เบื้องหน้ามีชายชุดดำสามคนยืนอยู่ประจำจุด แต่สิ่งที่สะดุดตาจิรายุกลับเป็นแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังยืนหันหลังให้พวกเขา ก่อนที่เจ้าของแผ่นหลังนั้นจะหันกลับมา ใบหน้าที่ละหม้ายคล้ายกับเจ้าของฝ่ามือบนสะโพกอยู่หลายส่วนสร้างความแปลกใจให้กับจิรายุจนร่างบางเผลอจ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่นานโดยไม้รู้ตัว

"นายช้านะพี่ชาย"

"งั้นหรือ"

เจษนิพัทธ์โบกมือเบาๆ คนของชายหนุ่มก็เดินไปอยู่ประจำจุด ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างขยับยิ้ม ทว่าบรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความกดดันจนจิรายุแทบไม่กล้าหายใจ

พี่ชายอย่างนั้นหรือ

นี่มันเป็นการพบเจอของพี่น้องแบบไหนกัน

"ว่าแต่หนุ่มน้อยคนนี้.." ดวงตาที่คล้ายจะถอดมาจากเจษนิพัทธ์ไม่มีผิดเพี้ยนเลื่อนมาหยุดที่จิรายุ พร้อมกับมือหนาที่รั้งเอวบางเข้าหาตัวในจังหวะเดียวกัน "หึ ถ้าเบื่อเมื่อไหร่โยนมาให้ผมต่อได้นะ"

อีกฝ่ายพูดเท่านั้นก่อนจะขยับมือเรียกบริกรให้เข้ามาเสิร์ฟอาหาร เจษนิพัทธ์สังเกตอาการเกร็งของคนข้างกายได้เป็นอย่างดีทว่าชายหนุ่มกลับไม่พูดอะไรนอกจากดุนแผ่นหลังบางให้นั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนที่ชายหนุ่มจะทิ้งตัวลงบนที่ว่างข้างกัน

"พ่อบ่นคิดถึงพี่ มาถึงนี่แล้วไม่คิดจะไปเยี่ยมตาแก่นั่นบ้างหรือไง"

"ไม่จำเป็น"

"ใจร้ายชะมัด --กับคุณเขาก็ใจร้ายแบบนี้หรือเปล่าครับคนสวย อ๋อ ผมฉัตรรินทร์นะครับ คุณน่าจะอ่อนกว่าผมหลายปีจะเรียกว่าผมว่าพี่ฉัตรก็ได้" ฝ่ายนั้นแนะนำตัวด้วยแววตาพราวระยับราวกับกำลังทำเรื่องสนุก จิรายุนึกไม่ชอบสายตานั้นอยู่ในใจ เขาเหลือบมองเจษนิพัทธ์เห็นฝ่ายนั้นเอาแต่นั่งทำหน้าทะมึนไม่คิดจะพูดอะไรจึงเบนสายตากลับมาหาคนที่รอคอยคำตอบอยู่เบื้องหน้า

"เจียครับ"

"ชื่อน่ารักจัง เบื่อเขาเมื่อไหร่มาหาผมได้เสมอนะครับ ถึงจะเป็นพี่น้องกันแต่ผมมั่นใจว่าตัวเองอ่อนโยนกว่าหมอนั่นแน่ๆ" รอยยิ้มเล็กๆ ติดจะขี้เล่นถูกส่งมาให้ พลันบรรยากาศรอบกายก็คล้ายว่าจะผ่อนคลายลงจนจิรายุเผลอลดอาการเกร็งโดยไม่รู้ตัว

พอยิ้มออกมาแบบนี้คนตรงหน้าก็ดูจะไม่มีส่วนไหนคล้ายเจษนิพัทธ์เลย ดูเข้าถึงง่ายกว่า แล้วก็ดูเหมือนจะใจดีกว่า กลิ่นอายก็ดูคล้ายว่าจะกดดันน้อยกว่ามากทีเดียว คงมีเพียงเค้าโครงหน้าและตาคมๆ คู่นั้นที่เหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก

"พูดธุระของแกมาสักที"

"หึหึ ผมไม่ได้มีธุระต่อที่ไหนน่า ทานข้าวเสร็จก่อนค่อยพูดคุยกันก็ไม่เห็นจะเป็นไร --น้องเจียหิวหรือยังครับ" ประโยคหลังคนพูดเบนสายตามาหยุดที่จิรายุ แต่ก่อนที่ร่างบางจะได้ตอบอะไรกลับไปคนข้างกายเขาก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

"แต่ฉันรีบ"

"ซุปหูฉลามของที่นี่ขึ้นชื่อมาก น้องเจียลองทานดูครับ อ่ะ พี่ตักให้"

ใบหน้าคมคร้ามคล้ายจะทะมึนขึ้นมาอีกหลายส่วนเมื่อถูกคนที่มีศักดิ์เป็นน้องชายแท้ๆ เมินกันซึ่งหน้า นั่นยังไม่เท่ากับการที่อีกฝ่ายตักอาหารให้กับจิรายุและคะยั้นคะยอให้เจ้าของร่างบางลองชิมดูด้วยท่าทางกระตือรือร้นจนน่าหมั่นไส้

"ขอบคุณครับ" เสียงพึมพำดังมาจากคนข้างกายก่อนที่มือบางจะตักหูฉลามที่ฝ่ายนั้นบรรจงตักให้ขึ้นจรดกับกลีบปาก

"เป็นยังไงบ้างครับ"

"อร่อยครับ" จิรายุตอบไปตามมารยาท ทว่านั่นกลับยิ่งเป็นการกระตุ้นให้คนที่ไม่สบอารมณ์อยู่แล้วยิ่งทวีความหงุดหงิดขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

ฉัตรรินทร์ลอบสังเกตอาการของพี่ชายแท้ๆ พร้อมกับกดความตื่นเต้นไว้ในใจ แต่ไหนแต่ไรไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ดูจะไม่กระเทือนแม้แต่ปลายนิ้วของพี่ชายคนนี้ เจษนิพัทธ์มักจะมีท่าทีนิ่งขรึมและเย็นชาอยู่เสมอแม้แต่กับคนในครอบครัว หากไม่ใช่เรื่องธุระกิจก็แทบจะไม่มาให้น้องชายอย่างเขาได้เห็นหน้า

 ดูท่าการพบเจอกันคลานี้จะมีเรื่องสนุกให้เขาได้รับชมยิ่งกว่าการเจอกันครั้งไหนๆ ยิ่งเรื่องสนุกที่ว่ามีตัวเองเป็นหนึ่งในคนที่เข้าร่วมการละเล่นด้วยแล้วยิ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนชอบปั่นประสาทพี่ชายมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถึงจะไม่รู้ว่าร่างขาวผ่องนั้นเป็นใครและมีส่วนเกี่ยวข้องยังไงกับเจษนิพัทธ์ ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนตรงหน้าคงมีอิทธิพลต่อพี่ชายของเขาไม่น้อย

​​​​​อย่างเช่นอาการที่แสดงออกว่าหึงจนแทบบ้าอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับคู่ควงคนไหนมาก่อนของพี่ชายสุดที่รักนั่นอย่างไร



​​​​​​มื้ออาหารเต็มไปด้วยความสนุกสนาน หมายถึงสำหรับฉัตรรินทร์คนเดียวน่ะนะ ใบหน้าของอีกฝ่ายแทบจะมีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่พี่ชายตวัดตาขุ่นขวางมาให้คล้ายจะเก็บอาการไม่อยู่ คนตรงหน้าจิรายุก็แทบจะระเบิดหัวเราะออกมาดังๆ

"จะพูดธุระของแกมาได้หรือยัง" เจษนิพัทธ์ที่ข่มกลั้นอารมณ์มาตลอดมื้ออาหารแผ่รังสีกดดันออกมาแทบจะทันทีที่คนข้างกายยกน้ำขึ้นดื่มเป็นการจบมื้ออาหาร ส่วนตัวชายหนุ่มนั้นแทบจะไม่แตะอะไรนอกจากแอลกอฮอล์ที่บริกรคอยเติมให้เป็นระยะ ใบหน้าคมคร้ามเรียบตึงบ่งบอกอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายใน

"โอเคๆ" ฉัตรรินทร์แบมือทั้งสองข้างแล้วชูขึ้นระดับไหล่เป็นการยอมแพ้

"งั้นผมไปเข้าห้องน้ำนะครับ" จิรายุแทรกขึ้น เขาไม่ได้อยากรู้เรื่องธุรกิจ หรืออะไรก็ตามแต่ของเจษนิพัทธ์ แล้วก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายอยากให้เขารับรู้มันด้วยหรือเปล่า จึงคิดว่าการพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ ให้สองพี่น้องได้คุยกันเป็นการส่วนตัวคงจะดีกว่า

"อืม ไปเถอะ" เจษนิพัทธ์มองตามแผ่นหลังบาง ก่อนจะส่งสายตาให้ลูกน้องคนสนิทตามไปห่างๆ ทว่าคิ้วเข้มกลับต้องเลิกขึ้นเมื่อหันกลับมาพบกับใบหน้าทะเล้นของคนที่มีศักดิ์เป็นน้องชาย "อะไร"

"ผมถามจริงนะ กับคนนี้พี่จริงจังเหรอ"

"ไร้สาระ พูดธุระของแกมาสักที" ชายหนุ่มบอกปัด

จริงจังงั้นหรือ ไม่เคยมีอยู่ในเสี้ยวความคิดของเขาเลยแม้แต่น้อย กับกระต่ายขาวตัวนั้นเขาก็แค่ถูกใจมากกว่าคนอื่นๆ จิรายุเป็นแบบที่เขาชอบ ทั้งหน้าตา ผิวพรรณ โดยเฉพาะกลิ่นหอมๆ จากกายขาวเนียน แต่ใครจะรู้ว่าลึกๆ แล้วสิ่งที่ถูกใจชายหนุ่มยิ่งกว่าอะไร กลับเป็นท่าทางปฏิปักษ์ที่แสดงออกราวกับยินยอมแต่ก็เหมือนไม่ยินยอมนั่น เป็นความขัดแย้งที่น่าค้นหา และท้าทายให้เอาชนะอยู่ในที มันทำให้เขาอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้แทบทุกครั้งที่เข้าใกล้จิรายุ อยากทำให้กระต่ายขาวตัวนี้ยอมศิโรราบอยู่ใต้ร่างเขา

"ดูๆ ไปน้องเจียก็น่ารักไม่หยอก ที่บอกว่าถ้าพี่เบื่อแล้วส่งต่อให้ผมได้อ่ะ ผมไม่ได้พูดเล่นนะ พี่ก็รู้ว่าแบบนี้โคตรสเป็คผมเลย ถึงจะเคยผ่านมือพี่มาก่อนก็ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ" ฉัตรรินทร์ยิ้มพลางจ้องสบใบหน้าทะมึนของพี่ชาย เขาไม่ได้พูดเล่นเรื่องที่ร่างบางนั้นตรงสเป็ค จิรายุเป็นแบบที่เขาชอบและคิดว่าคนตรงหน้าเองก็ชอบไม่ต่างกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่จ้องเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"เป็นเจ้าพ่อรังนกมันสบายไปสินะ งั้นแกก็คงจะว่างจนพอมีเวลาบินไปดูงานที่ฮ่องกงสักเดือนสองเดือน"

"โว้วๆ ไม่เอาน่าผมก็แค่ล้อเล่นนิดเดียว" คนที่คิดว่าตัวเองมีแต้มต่อถึงกับยกมือยอมแพ้ แค่คิดว่าต้องไปเจอใครบางคนที่รับหน้าที่นั้นอยู่ก่อนแล้วฉัตรรินทร์ก็ทำหน้าเหยเกขึ้นมาทันที

"ถ้าไม่พูดก็กลับไปซะ" เจษนิพัทธ์ทำหน้าจริงจัง เขาแกว่งแก้วในมือเล็กน้อยก่อนจะยกมันขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด รสชาติขมเฝื่อนของแอลกอฮอล์ไม่ได้ทำให้สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

 "โอเคๆ เรื่องเกาะที่พี่ให้ผมไปติดต่อทางนั้นเขาบอกว่าจะยอมยกให้ก็ต่อเมื่อพี่ล้มเลิกการสร้างกาสิโนสาขาใหม่ที่มาเก๊า"

เจษนิพัทธ์มุ่นคิ้วลงเมื่อได้ยิน กาสิโนที่ว่าเขาสร้างไปแล้วกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ฝ่านนั้นยื่นข้อเสนอมาแบบนี้เท่ากับเป็นการปฏิเสธกลายๆ หรือไม่พวกมันก็คงเห็นว่าตัวเองมีแต้มต่ออยู่มากถึงกล้าเอาเรื่องนี้มาต่อรองกับเขา แน่นอนว่าพวกมันคิดถูก เพราะเจษนิพัทธ์ต้องการครอบครองเกาะแห่งนั้นมากทีเดียว

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางอื่น

"ไม่ใช่ว่าลูกชายมันเป็นลูกค้าประจำของเราอยู่หรือไง"

สองพี่น้องสบตากันก่อนที่ฉัตรรินทร์จะเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเมื่อเห็นแววตาล้ำลึกของพี่ชาย สำหรับเจษนิพัทธ์ไม่เคยมีอะไรที่เขาอยากได้แล้วไม่ได้ แม้วิธีที่ได้มาจะไม่ใช่วิธีที่ใสสะอาดแต่แล้วยังไง สำหรับเขาแค่ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว





"ไว้เจอกันใหม่นะครับน้องเจีย ท่าเหงาก็แวะมาหาพี่ได้ ภูเก็ตมีที่ให้เที่ยวอีกเยอะพี่ยินดีเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ให้นักท่องเที่ยวที่น่ารักเสมอ" จิรายุมองคนที่ขยิบตาให้กันอย่างขี้เล่น ก่อนจะยิ้มตอบอีกฝ่ายไปตามมารยาท เขามองตามแผ่นหลังกว้างที่หายขึ้นรถไป จนเมื่อแรงกอดรัดที่เอวกระชับแน่นขึ้นถึงได้หันกลับมา เพื่อพบว่าเจ้าของฝ่ามือนั้นมองกันอยู่ก่อนแล้ว เจษนิพัทธ์มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ ซ้ำยังมองเขาราวกับไม่พอใจ

"งานมีปัญหาหรือครับ" เขาถามออกไปตามที่คิด ทว่าฝ่ายนั้นกลับพรูลมหายใจออกมาแรงๆ เจษนิพัทธ์ไม่ได้พูดอะไรนอกจากดุนหลังเขาให้ขึ้นรถ ก่อนที่อีกฝ่ายจะตามขึ้นมา หงุดหงิดอะไรอีกแล้ว

"ชอบมันหรือไง" เสียงทุัมเอ่ยขึ้นหลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมได้สักพัก จิรายุเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ชอบ? หมายถึงฉัตรรินทร์น่ะหรือ?

"หมายถึงคุณฉัตรเหรอครับ" ตาคมที่ตวัดมองมาอย่างไม่พอใจเป็นคำตอบให้กับคำถามนั้นได้อย่างดี "ก็ดีครับ คุณฉัตรคุยสนุก"

เขาพูดไปตามจริง ถึงแรกเริ่มที่เจอกันจะนึกไม่ชอบใจสายตาที่อีกฝ่ายมองมา ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด ฉัตรรินทร์คุยสนุก ดูมีเสน่ห์น่าเข้าหา ซ้ำยังเอาใจเก่ง หากเป็นผู้หญิงแล้วโดนอีกฝ่ายหยอดไม่พักทั้งยังเอาอกเอาใจอย่างนั้นคงได้มีอ่อนระทวยกันบ้าง ทว่าจิรายุเป็นผู้ชาย นอกจากชื่นชมสเน่ห์อันเหลือล้นของอีกฝ่ายแล้วเขาก็ไม่ได้คิดเป็นอื่น

"หึ เธอคงอยากไปอยู่กับมันมากกว่าฉันงั้นสิ เสียใจด้วยที่ต้องทำให้ผิดหวัง เพราะตราบใดที่ฉันยังไม่เบื่อเธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้น!" ทว่าเจษนิพัทธ์กลับเข้าใจไปคนละทาง ใบหน้าคมคร้ามถึงได้บึ้งตึงขึ้นมาอีกหลายส่วน

"พูดบ้าอะไรของคุณ" เขาเคยพูดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าอยากไปอยู่กับฉัตรรินทร์ จิรายุมุ่นคิ้ว แหงนมองใบหน้าคมคร้ามอย่างไม่เข้าใจ นึกไม่ออกว่าตนไปแสดงท่าทางอย่างที่ถูกอีกฝ่ายกล่าวหาตั้งแต่เมื่อไหร่

"ฉันจะบอกอะไรให้นะเด็กน้อย ไอ้ฉัตรมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากฉันนักหรอก หลงคารมมันเข้าไปสิสุดท้ายคนที่ต้องเสียใจก็คือเธอ เพราะคนอย่างมันไม่เคยรักใครจริงนอกจากตัวเอง"

"เหมือนคุณใช่ไหมครับ" คิดถึงแต่ความต้องการของตัวเองโดยไม่สนว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง "อ๊ะ!" จิรายุนิ่วหน้าด้วยความเจ็บเมื่ออีกฝ่ายกระชากต้นแขนเรียวอย่างแรงจนร่างบางถลาเข้าไปใกล้

"อย่าปากเก่งให้มากนักนะเจีย ฉันไม่ได้ใจดีอย่างที่เธอคิด" เสียงเข้มเอ่ยรอดไรฟัน จิรายุอยากจะแค่นหัวเราะออกมากับคำกล่าวนั้น หากเจษนิพัทธ์นิยามการกระทำที่ผ่านมาของตนว่าใจดี เขาก็คิดไม่ออกเลยว่าความใจร้ายของอีกฝ่ายจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

"ปล่อยครับ"

"จำเอาไว้ว่าเธอเป็นของฉัน เป็นเมียฉัน หน้าที่ของเธอคือมีลูกให้ฉันแล้วหลังจากนั้นเธออยากจะไปทอดกายให้ใครต่อใครก็เรื่องของเธอ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่ร่างกายเธอยังเป็นสิทธิ์ขาดของฉัน!"

"ปล่อยผม"

จิรายุหลับตาลง เขาไม่อยากมองหน้าของเจษนิพัทธ์อีกต่อไป ทว่าแรงบีบที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้เขาจำต้องเปิดเปลือกตาขึ้นสบกับนัยน์สีรัตติกาลเฉกเช่นเดียวกันอีกครั้ง

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจษนิพัทธ์ไปโมโหอะไรมา แล้วทำไมคนที่ต้องมารองรับอารมณ์บ้าๆ นี่ถึงต้องเป็นเขาอยู่เรื่อยเลย

"เข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า"

"ผมเข้าใจแล้ว ปล่อยสักที ..ผมเจ็บ" ประโยคสุดท้ายแผ่วเบาราวเสียงกระซิบ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น เขารู้สึกว่าบริเวณหัวตาร้อนผ่าว จนต้องกระพริบมันถี่ๆ เพื่อให้ความร้อนนั้นทุเลาลง จิรายุยกมือขึ้นมาลูบต้นแขนที่เพิ่งเป็นอิสระ ร่องรอยความเจ็บปวดยังเด่นชัดเพราะอีกฝ่ายเพิ่งผละไปได้ไม่นาน

เด่นชัดพอๆ กับคำพูดร้ายกาจที่อีกฝ่ายจงใจตอกย้ำมันให้สลักลึกลงในใจคนฟังจนยากจะสลัดออก

เขารู้หน้าที่ของตัวเองดี เพียงแต่ไม่คิดว่าความจริงที่ออกมาจากปากของเจษนิพัทธ์จะทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดได้มากขนาดนี้

ใบหน้าหม่นเศร้าผินไปอีกทาง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความอุ่นร้อนกลั่นเป็นหยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า ก่อนที่เขาจะปาดมันออกเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ใครเห็นหลักฐานความความอ่อนแอแม้แต่ตัวของเขาเอง

นี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของเจษนิพัทธ์

ผู้ชายที่เอาแต่ใจไม่คิดถึงคนอื่น เผด็จการ บ้าและอำนาจเป็นที่สุดคนนั้น ความอ่อนโยนที่ผ่านมาก็แค่กลลวงที่อีกฝ่ายใช้หลอกล่อให้เขาตกหลุมพลาง

เพราะฉะนั้นจำไว้นะจิรายุ

จำไว้ว่าอย่าได้หลงไปหวั่นไหวกับความจอมปลอมนั่นอีกเชียว









TBC...

อิเจษษ!!!!

เอาเลอ เริ่มเลอ หยุมหัวอิเจษได้แต่อย่าหยุมหัวเรานะคะ // กอด


















 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด