เมื่อดาวอังคารเคลื่อนเข้าใกล้โลก >> 04 - เงื่อนไขเจ้าหนี้ : 27/11/21
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อดาวอังคารเคลื่อนเข้าใกล้โลก >> 04 - เงื่อนไขเจ้าหนี้ : 27/11/21  (อ่าน 374 ครั้ง)

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ


*******************************************


{ เมื่อดาวอังคาร...เคลื่อนเข้าใกล้โลก }

by....KalongKongkaeng


********************************

จากคนที่วิ่งตามเมื่อวันนั้น
กลับกลายเป็นคนถูกวิ่งตามในวันนี้
เคยชอบ..ไม่ได้แปลว่ายังชอบอยู่ซะหน่อย !! พี่เก็ทปะ




ยีราฟ
X ชิบะ


o13 o13


CONTENT

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-11-2021 16:26:29 โดย KonglongKongkaeng »

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ระยะที่ 00

อินโทรดักชั่น

 

 

วิถีโคจรของโลกกับดาวอังคาร

 

 

ดาวอังคารนั้นเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 4 ในระบบสุริยะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต (Habitable Zone) ระยะทางระหว่างโลกกับดาวอังคารเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาขึ้นอยู่กับตำแหน่งวงโคจร

 

โดยปกติดาวอังคารจะเคลื่อนเข้าใกล้โลกโดยเฉลี่ยทุก ๆ ประมาณ 2 ปี 2 เดือน ลักษณะวงโคจรที่มีความรีค่อนข้างชัดเจนทำให้ดาวอังคารอยู่ห่างจากโลกไม่เท่ากันในการเข้าใกล้แต่ละครั้ง

 

นั่นคือวิถีของธรรมชาติ

 

 

หากจะเปรียบให้คุณคนที่ทำให้ผมตกหลุมรักเป็นอะไรสักอย่าง ก็คงจะเป็นเหมือนดาวอังคารส่วนผมก็คงเป็นโลก โลกที่มีวิถีการโคจรย้อนแย้งกับหลักการของระบบสุริยะอันกว้างใหญ่ โลกที่กำลังเคลื่อนเข้าไปหาดาวอังคารเพราะต่อให้จะมีดาวเคราะห์น้อยใหญ่อยู่ใกล้มากแค่ไหน

 

ดาวอังคารก็ยังคงเป็นดาวเคราะห์เดียวที่โลกอยากให้ชิดใกล้...

 

ทว่าเมื่อวิถีการเคลื่อนที่อย่างใจหวังไม่เป็นไปตามระบบการการโคจรของธรรมชาติที่กำหนด

 

ยิ่งผมพยายามเข้าใกล้พี่มากเท่าไหร่แต่กลับยิ่งห่างออกไปมากขึ้นเท่านั้น

จนคล้ายกับว่าตอนนี้ผมแทบจะหลุดออกจากวงโคจรที่เคยหวังเอาไว้นั้น

 

และคงไม่มีทางได้อยู่ในวิถีที่ปรารถนาอีกแล้ว .....

 

 



#เมื่อดาวอังคาร..เคลื่อนเข้าใกล้โลก

 เปิดเรื่องไว้ก่อนช่วงนี้งานเยอะมากกก แต่จะมาอัพบ่อยๆ  ^^ ขอกำลังใจกันเยอะๆน๊า ทุกคน
:ruready :ruready
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-11-2021 15:05:46 โดย KonglongKongkaeng »

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ระยะที่ 01

ฮาวทูลืม




อยากจะรู้วิธีลืมใครสักคนต้องทำอย่างไร?





ตอนชอบว่ายากแล้ว....

แต่ตอนเลิกชอบนี่ยากยิ่งกว่า!!!



อะไรที่ใครว่าทำแล้วได้ผลผมก็ลองมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะฟังพ็อดแคสท์ช่องดังเอย โทรไปปรึกษาพี่ฉ้อยพี่ออดเอย หรือแม้กระทั่งโทรไปหาพี่จิวจิตสัมผัสก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักอย่าง ไม่มีวิธีไหนที่เวิร์คเลยจริงๆ ทำไมการลืมใครสักคนที่เราพยายามจะลืมมันช่างยากเย็นอะไรเบอร์นี้



แต่ก็ยังดีที่ตลอดเวลาที่ผมพยายามจะตัดใจจากใครสักคนผมไม่ได้ทำอยู่คนเดียวยังมีเพื่อนคอยเป็นที่ปรึกษาอยู่เสมอ คงจริงอย่างที่ใครว่าการมีเพื่อนดีก็เหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง



ปึก!!



หนังสือฮาวทูเลิกชอบของนักเขียนดังถูกโยนมาจากไอ้เพื่อนรักที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้โต๊ะทำงานพุ่งตรงมาถึงผมที่นั่งพิงอยู่ตรงหัวเตียง

“ขอบ”

“มึงไม่ต้องมาขอบใจกู นี่เพื่อนรักมึงมากกว่านี้ก็ทำได้”

ไอ้มายด์ยกมือขึ้นโบกส่ายไปมาเพื่อท้วงห้ามผมไม่ให้ขอบอกขอบใจมันอะไรทำนองนั้น แต่เปล่าเลย...

“ขอบปกเนี่ยไอ้ทราม มึงโยนมาหาพ่องหรอ หน้าผากกูปูดไปหมดแล้วมั้ง”

“แฮ่ๆ โทษทีหวะ”

มันยิ้มแก้เขินขณะที่ผมยกมือขึ้นลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนสนิทกันมานานแถมมันยังคอยอยู่กับผมทั้งในเวลาที่มีความสุขและทุกข์ร่วมกันคงได้มีงัดกันบ้างแหละงานนี้



“นี่เป็นวิธีสุดท้ายแล้วในโลกใบนี้หนังสือนี่กว่ากูจะได้มากูต้องพรีออเดอร์เป็นเดือน”

“โห...ขายดีขนาดนั้นเลยหรอวะ”

“เปล่า..เขาผลิตแค่สิบกว่าเล่ม”



ผ่าม!! เล่นอะไรไม่ดูหน้าเพื่อนมึงเลยจริงๆ



“กูขอคนไม่เล่น กูต้องการคนจริงจัง”

“โอเค ได้เลยเพื่อน ถ้างั้นเราจะเข้าสู่ปฏิบัติการ อยากจะรู้วิธีลืมใครสักคนต้องทำอย่างไร ณ บัดนี้”



เห็นสัญญาณมาแต่ไกล....

สัญญาณที่จะลืมใครสักคนนะหรอ

หึ..สัญญาณแห่งความฉิบหายเนี่ยแหละ แต่เอาวะเริ่มก็เริ่มสองหัวยังไงก็ดีกว่าหัวเดียว





ข้อที่หนึ่ง - พยายามไม่คุยกับเขา

การหายออกไปจากชีวิตของใครสักคนอย่างถาวรบางทีอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะการไม่ต้องคุย ไม่ต้องเจอ จะทำให้ความรู้สึกที่มีค่อยๆ จางลงจนหายไปจากความทรงจำในที่สุด



“ข้อนี้มึงทำได้แน่นอน เพราะตอนนี้พี่ยีราฟบล็อกมึงหมดทุกช่องทางแล้ว ไม่มีวันที่จะได้คุยกันหรอก”



กึก!! ไอ้มายด์ไอ้ฆ่าผมด้วยดาบที่เรียกว่าความจริงเสียแล้ว ...



นับตั้งแต่วันนั้นวันที่ผมควรจะมีรอยยิ้มเต็มหัวใจแต่กลับกลายเป็นคราบน้ำตาเอ่อนองปราดเปรื้อนเต็มสองหน้าเพราะพี่ยีราฟหายออกไปจากชีวิตผมอย่างไร้ร่องรอย ที่โรงเรียนจากเดิมเราจะเจอกันบ่อยตามที่ต่างๆ ก็ไม่มีแม้แต่เงาราวกับพี่เขาไม่ได้เรียนที่นั่นแล้ว เบอร์ที่เคยโทรหากลับติดต่อไม่ได้ ไลน์ที่เคยส่งข้อความคุยกันกลับขึ้นห้องแชทว่าง โซลเชี่ยลก็หายไปหมดทุกอย่าง



ดังนั้นข้อนี้ข้ามได้เลย...เพราะถึงผมอยากคุยกับพี่มันแค่ไหนก็ทำไม่ได้อยู่ดี

ไอ้เวรกูเสียใจ!!

“ฮึกๆ ”

“มึงไหวปะเนี่ยไอ้ชิ”

“กูไหวแหละ ..ฮึก” ปากบอกไหวแต่น้ำตาไหลถึงตีนซะอย่างนั้น

“ไหวแล้วมึงร้องไห้หาพ่อมึงเหรอ......”

ไอ้ห่ามายด์มึงไปไกลๆ กูเลย กูเกลียดมึง!!





ข้อสอง – คิดถึงข้อเสียของเขา



ตราบใดที่เรายังเห็นข้อดีของเขาเขียนนั่นแปลว่าเรายังจะรู้สึกดีกับเขาทุกครั้งที่นึกถึง แต่หากเรามองเห็นแต่ข้อเสีย เราจะรู้สึกไม่ชอบและตัดใจได้ง่ายขึ้นเพราะเวลานึกถึงจะเจอแต่สิ่งแย่ๆ ลิสต์บนกระดาษออกมาเป็นข้อๆ เพื่อย้ำเตือนเมื่อเผลอใจ



“พี่ยีราฟพูดจาไม่เพราะชอบพูดหยาบคาย เป็นคนเจ้าอารมณ์”

ไอ้มายด์เริ่มต้นเปิดประเด็นเพราะมันก็รู้จักพี่ยีราฟเหมือนกัน ไม่สิใครๆ ก็รู้จักพี่มันเพราะเป็นคนดังของโรงเรียนขนาดนั้น

“ก็จริง...”

“จดเลยๆ คนแบบนี้ไม่น่าคบเพราะถ้ามึงอยู่ด้วยมึงจะโดนสาดอารมณ์ใส่ ไม่ดีๆ”

“แต่...พี่มันไม่เคยหยาบคายใส่กู ไม่เคยใช้อารมณ์กับกู ไม่เคยทำไม่ดีกับกูสักอย่าง”

“ห๊ะ จริงปะเนี่ย”

“อือ”

พี่ยีราฟขึ้นชื่อความดุ ความเกรี้ยวกราด ความหัวร้อน และหยาบคายแต่กระนั้นตั้งแต่ที่เราได้รู้จักกันพี่มันไม่เคยหยาบคายใส่ผมสักครั้ง ไอ้คำเรียกแทนมึงกูเนี่ยไม่มีหรอกพี่มันเรียกแทนตัวเองว่าผม แล้วก็เรียกผมว่าคุณ

แง้ง..คิดแล้วก็วูบโหวงแปลกๆ เหมือนเสียงแรก “คุณ” กับใบหน้านิ่งนั้นยังอยู่ตรงหน้า

“พี่ยีราฟเป็นคนเจ้าชู้ หล่อขนาดนั้นไม่มีทางที่จะเป็นคนดี”

ส่วนไอ้เพื่อนสนิทผมมันก็ยังไม่หยุดที่จะขุดข้อเสียของพี่ยีราฟออกมาเพื่อให้ผมลิสท์

“พี่ยีราฟไม่เคยมีแฟน ไม่สนใจคนที่มาจีบแล้วจะเจ้าชู้ได้ยังไง”

“เออหวะ”

หล่อแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตพี่มันได้สักคนมากสุดก็แค่ตามปลื้มไอ้ที่ว่าจะจีบนะหรอไม่มีทาง แค่เฉียดเข้าไปใกล้ก็จะโดนสายตาคมกริบฟันฉับขาดเป็นสองท่อน ไม่ก็เสียงดุๆ ส่งกลับมาจนหัวหดวิ่งหนีแทบไม่ทัน

หลังจากนั้นไอ้มายด์ก็ไล่ข้อเสียของพี่ยีราฟอีกเป็นหลายสิบข้อและทุกข้อก็จะจบลงด้วยการหาข้อมูลมาขัดแย้งจากผิดกลายเป็นถูก

“โอเคนัมเบอร์วันนะน้องพี่ยีราฟไม่มีข้อเสีย ถ้าดีขนาดนี้ก็ไปบวชเถอะ สภาพ”

“สาธุ”

สุดท้ายการพยายามจดข้อเสียของพี่มันกลับกลายเป็นได้ข้อดีที่ซ่อนอยู่ในข้อเสียมาเยอะเต็มไปหมดเกือบทำได้แล้วแต่สุดท้ายก็กลับมาที่จุดเดิม



จุดที่กลับไปคิดถึงเจ้าของรอยยิ้มและความสูงโปร่งนั้นอีกจนได้



ข้อสาม – ทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้

ถ้าเรายุ่ง สมองก็จะลืมว่าเคยคิดถึงใคร



รุ่นพี่บอกว่าพอขึ้นมอปลายเวลาที่เล่นสนุกจะเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ นั่นคงเป็นเรื่องจริงๆ เพราะจนถึงตอนนี้ผมแทบจะไม่มีเวลาทำอะไรอย่างอื่นเลย นอกจากอ่านหนังสือเตรียมสอบสลับกับไปเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัย



แต่ในความยุ่งนั้นก็มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ... ผมแทบไม่มีเวลามานั่งคิดถึงพี่เขาได้มากอย่างเมื่อก่อน

จนกระทั่ง...



“ไอ้ชิสรุปมึงจะเข้าคณะอะไร”

“กูจะเข้าคณะวิศวะ...”



คล้ายกับคำพูดต่อจากนั้นได้สิ้นสุดลงทั้งที่ยังไม่จบประโยคดี เมื่อใบหน้าของคนที่พยายามจะลืมย้อนกลับเข้ามาในห้วงความทรงจำ จู่ๆ ขอบตาก็ร้อนผ่าว ปากเบะแล้วร้องไห้ออกมาราวกับมีใครเปิดก๊อก



“เห้ย กูถามแค่นี้เองมึงร้องไห้ทำไม”

“ฮึก.. ฮึก พี่ยี พี่ยีราฟก็เคยบอกว่าจะเข้าคณะนี้ เราอยากเรียนวิศวะเหมือนกัน”

“ไอ้ฉิบหาย กูไม่น่าถามมึงเลยจริงๆ”



ร้องไห้อ๋าๆ เป็นหมาเลยกู!! หมดกันสามปีที่ไอ้ชิพยายามจะลืมพี่มัน



วิธีสุดท้าย - อยู่ห่างจากพื้นที่ความทรงจำ

ว่ากันว่ากันที่เรายังลืมใครสักคนไม่ได้นั่นอาจเป็นเพราะเรายังต้องเจอ ต้องอยู่กับอะไรเดิมๆ พอจะลืมก็กลับจำเมื่อพบเจอสถานที่ซึ่งคุ้นเคยมากระตุ้นกล่องความทรงจำ การไม่ต้องพบ ต้องเจอไม่ต้องเห็นจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ดังนั้น....



ก็หนีไปเรียนกรุงเทพเลยสิครับ!!!



เพิ่งจะรู้ว่าการย้ายของเข้าหอวันแรกของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่งจะเหนื่อยและใช้พลังงานได้สุดตรีนแบบนี้ นี่ขนาดพ่อกับแม่อยู่ช่วยจัดบ้างบางส่วนก่อนกลับแล้วผมยังใช้เวลาเกือบมืดกว่าจะจัดทุกอย่างให้เข้าที่อย่างเป็นระเบียบ



โชคดีที่มอเราไม่ได้บังคับว่าจะต้องอยู่หอในผมจึงใช้ชีวิตได้ตามแต่ใจจะไขว่คว้า ไม่ต้องกลัวไปเที่ยวแล้วกลับดึก ไม่ต้องกลัวหิวตอนตีสามแล้วจะทนจนถึงเช้า



อิสรภาพที่โหยหาได้คัมทูมายไลฟ์ไอ้ชิแล้วโว้ยยยย!!



“ยิ้มหน้าบานเชียวนะมึง”

“มาช้านะไอ้สัด ปล่อยให้กูโดนลวนลามทางสายตาอยู่ได้ตั้งนาน มึงก็รู้ว่ากูหล่อยั่วเพศแค่ไหน”

“ขากกกก”

“ใจเย็นเพื่อน ของแบบนี้มันคุยกันได้ อย่างวู่วาม”



ยกมือปิดปากจนมันต้องกลืนทุกอย่างลงคอโดยอัตโนมัติมาถึงก็ทรามใส่กูเลยนะไอ้สัด ถึงจะอยากได้อิสรภาพมากแค่ไหนแต่ผมก็ควรมีเพื่อนสนิทสักคนไว้เป็นที่รองมือรองตรีนถูกไหมครับ มิตรภาพของผมกับไอ้มายด์เริ่มต้นตั้งแต่มอหนึ่ง เรียกได้ว่าเติบโตมาด้วยกันเลยก็ว่าได้ จนผ่านไปหลายปีเพิ่งรู้ว่าการเติบโตของเราไม่เท่ากันจริงๆ ให้ตายเถอะ



เพราะยิ่งนับวันเพื่อนผมจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุเพดาน 180 เซนติเมตรไปแล้วแถมยังตัวโตหนาอีกต่างหาก ส่วนผมนะหรอหยุดกึกเป็นไฟแดงเสียที่แยกไหนสักแห่งในกรุงเทพไว้ที่ 165 เซนติเมตร เวลาเดินไปไหนมาไหนความสนใจก็มักตกที่มันเสมอแถมยังถูกชอบจิ้นว่ามันเนี่ยโพผัวส่วนผมโพเมีย



ไหนแม่บอกว่ากินนมแล้วจะสูงไง .. นี่ผมก็กินมาตั้งแต่มอหนึ่งทำไมสูงได้แค่นี้หละแม่



ฮ่วย!! ชิไม่เก็ท



แต่ก็ยังดีที่ถึงแม้จะสูงไม่เท่ามันแต่หน้าตาผมกินขาด แบบฟาดน็อคเลยหล่ะพ่อเอ๊ย...

“หวังว่าการย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ จะทำให้มึงลืมพี่มันได้นะเว้ย”

“กูก็หวังว่าแบบนั้นแหละ สี่ปีนี้กูต้องลืมได้สิวะ”

อีกไม่นานคุณดาวอังคารตัวสูงโปร่งก็จะไม่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผมแล้ว ทุกอย่างจะกลายเป็นความทรงจำสีเทา จะไม่มีความทรงจำแรกที่เราพบกัน จะไม่มีความทรงจำแรกที่ผมเดินไปคุยกับพี่มัน จะไม่มีความทรงจำวันที่เราเดินเล่นด้วยกัน



และจะไม่มีความทรงจำสุดท้ายที่ผมแสนจะเจ็บปวดจนเหลือคณา

อีกแค่ไม่นานผมจะลืมพี่ยีราฟแบบเดียวกันกับที่พี่มันทำ



“ไอ้ชิ”

“หืม”

ครั้งที่หนึ่งแก้วกำลังจะถึงปากต้องยกลงแล้วรอมันพูดแต่แล้วก็กลายเป็นเงียบ

“ไอ้ชิ”

“ห๊ะ”

ครั้งที่สองปากผมงับแก้วแล้วเหล้ากำลังโดนลิ้นต้องชะงักกึกยกลงแล้วรอมันพูด แต่แล้วก็กลายเป็นเงียบ

“ไอ้ชิ”

“อะไรของมึงไอ้มายด์ มึงจะเรียกชื่อกูให้ครบพันครั้งแล้วปลดล็อกสกิลทองคำหรอไอ้เวร”

เรียกอยู่นั่นแหละ คนกำลังจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มก็ต้องชะลอแล้วขานรับมือแล้วก็เสือกไม่พูดอะไรนอกจากเรียกซ้ำ เดี๋ยวพ่อก็โบกให้ล้มซะหรอก

“ถ้ามึงเจอพี่ยีราฟตอนนี้มึงจะยังรู้สึกแบบเดิมอยู่ปะวะ”



กึก!!



เพื่อนว่าคำถามนี้มันน่าถามมั้ยอ่ะ เป็นกูไม่ถามนะมารยาทนิดหนึ่งเนอะ



ผมเลี่ยงจะตอบโดยใช้ความเงียบแทนอยู่นาน แต่อีกฝ่ายมีท่าทีแปลกๆ เอ่ยทวนคำถามซ้ำอีกครั้งชวนให้ใจผมกระตุกตามเมื่อหวนคิดถึงเจ้าของชื่อ ใบหน้า และความสูงนั้น



“อย่าพูดเรื่องนี้ แล้วก็อย่าพูดชื่อนี้ให้กูได้ยินอีก”

“ตอบกูก่อน เร็วๆ”

พ่นลมอย่างหน่ายใจที่จะเปิดกรุความทรงจำเก่านั้นออกมาแล้วตอบคำถามที่ไม่ว่าจะคำถามซักกี่พันครั้งคำตอบก็ยังคงเป็นแบบเดิมไม่มีวันเปลี่ยน



“ไม่มีทางอะ เลิกชอบก็คือเลิกมันจบไปนานแล้วมึง”

.

“ก็ดีแล้วที่มึงคิดได้แบบนั้น”

“เออดิ ว่าแต่มึงถามทำไมเนี่ย”

.

“ก็เพราะตอนนี้พี่ยีราฟยืนอยู่โน่นไง”



ห๊ะ!!!



อะไรกันวะเนี่ย ......

อยู่ไม่ได้แล้วกู



“แล้วนี่มึงจะไปไหนไอ้ชิ”

ผมไม่รู้ว่าตอนนี้พียีราฟอยู่ตรงไหนของร้าน ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าถ้าบังเอิญเจอกันตอนนี้พี่มันจะหน้าตาเป็นยังไงแล้วเราควรจะเริ่มพูดประโยคแรกกันว่าอะไร เพราะสิ่งเดียวที่ชิรู้ตอนนี้คือชิต้องหนี หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนความวูบโหวงที่แม้เพียงได้ยินชื่อของพี่มันจะทำให้ใจอยู่ไม่เป็นสุขได้มากขนาดนี้

“กูจะกลับแล้ว”

“ไหนมึงบอกไม่ได้คิดอะไรกับพี่ยีราฟแล้วไง มึงจะหนีทำไม”

“กูไม่ได้หนี แค่กูไม่อยากเจอ เก็ทนะ”

“กูก็ไม่เก็ท เพราะกูเพิ่งมาถึงไอ้เวร”

ถามว่าผมสนใจคำพูดของไอ้มายด์มั้ยคำตอบคือไม่สนใจอยู่แล้วครับเพราะตอนนี้ผมก้มต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วพาสองขาอันสั้นวิ่งออกมาทางหลังร้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ผ่านคนมากหน้าหลายตาที่พบผ่านแล้วมองผมเป็นตาเดียวพร้อมคำถามว่า



“มึงเป็นเหี้ยอะไร จีบไปตายที่ไนห” อะไรเทือกนั้นแหละ

ผมซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำเหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน เหม็นก็เหม็น ไอ้ฉิบหายใครท้องเสียได้เวลากูมาหลบขนาดนี้วะเนี่ยขมขอไปหมดแล้ว ผ่านไปเกือบสามสิบนาทีรอเวลาจนมั่นใจว่าพี่ยีราฟคงกลับไปแล้วจึงปลดล็อกแล้วเปิดประตูออกมา



แกร๊ก!!



โผล่หัวออกมาจากห้องน้ำด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ มองลอดกระจกเล็กๆ ตรงประตูห้องน้ำบานหลัก ไม่มียีราฟอยู่ว่าแต่นี่กูมาหลบพี่มันในนี้เพื่ออะไร ทำไมกูไม่วิ่งไปเอารถแล้วขับออกไป โอ๊ยนี่ลนลานจนถึงขั้นสมองเบลอหนักแล้วหล่ะไอ้ชิ



แต่ช่างแมร่งเถอะพี่ยีราฟคงไปแล้วแหละ ...



“หลบใคร”

“พี่ยีราฟนะสิ” ชะเง้อมองอีกรอบเอาให้ละเอียด ไม่มีพี่ยีราฟมีแต่คนยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงลานหลังร้านทางสะดวกชิจะได้วิ่งไปแบบเชิ่ดๆ

“หลบทำไม”

“ก็กูหนีไง ไม่อยากเจอ ไม่อยากเป็นประเด็นด้วย ถามแปลกๆ” แล้วไอ้เวรตะไลที่ถามกูอยู่เนี่ยมันเป็นใครวะ

“อ่อๆ”

แต่เดี๋ยวนะ ...ทำไมเสียงคุ้น

อย่าบอกว่าหันไปเป็นพี่ยีราฟ ซิทคอมเลยนะมึง

หนึ่ง...สอง...สาม



ขวับ!!!



“พี่ยีราฟ”

“อือผมเอง คุณหนีผมทำไม”

“เปล่าครับ ผมขอตัวนะครับ”



เป๊ะ!! ยิ่งกว่าปล่อยคิว มายืนสูงตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย



“ผมจำคุณได้หน้าคุณเหมือน..”

“พี่จำคนผิดแล้วครับ นี่พี่กำลังจะบอกผมว่าหน้าผมเหมือนมิกซิวใช่มั้ยครับ ใครๆ ก็บอกแบบนั้น”

ผมแกล้งขำกลบเกลื่อนทั้งที่ไม่มีเรื่องเหี้ยอะไรให้น่าขำเลยแถมเสียงหัวเราะกูเนี่ยยังฝืดสุดๆ รางวัลนาฏราชสาขารีแอคยอดเยี่ยมต้องเข้าแล้วแหละไอ้ชิปีนี้

“เปล่า..หน้าคุณเหมือนหมา”

ไอ้ฉิบหาย กูไม่น่าเล่นให้ตัวเองโดนด่าเลย หัวเราะแห้งแฮ่ๆ แล้วรีบเปิดประตูห้องน้ำวิ่งหน้าตั้งออกมาด้วยความเร็วสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง สาบานสิว่านี่กูวิ่งแล้ว





แล้วอะไรคือการที่หนีมาไกลข้ามจังหวัดขนาดนี้แล้วยังเสือกโคจรมาเจอกันอีกแบบนี้วะเห้ย

หมดกันปฏิบัติการ อยากจะรู้วิธีลืมใครสักคนต้องทำอย่างไรของไอ้ชิ

พังพินาศศศศศศศศ





#เมื่อดาวอังคาร..เคลื่อนเข้าใกล้โลก



เปิดเรื่องมาด้วยความฟีลกู๊ดและความวุ่นวายของไอ้ต้าวชิบะ ^^

:serius2: :m20:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-11-2021 15:05:22 โดย KonglongKongkaeng »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ระยะที่ 02



โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ






ไม่มีความบังเอิญ ไม่มีโชคชะตา ไม่มีทฤษฎีโลกกลมอะไรทั้งนั้น

มีแค่ซวย ซวย ซวย ที่ได้มาเจอคนที่ไม่อยากเจอ



หากจะถามว่าพี่ยีราฟเป็นใคร

ก็คงต้องบอกว่า..พี่เขาคือคนที่ผมเคยแอบชอบ



พี่ยีราฟเคยเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผมชอบมากที่สุดในโลก เคยเป็นทั้งความสุขและทุกข์ของผม

ผมยังจำวันนั้นได้ดี วันที่ผมเจอเจ้าของหัวใจของผมวันแรกลงมาจากยานไหนละพ่อทำไมหล่อราวกับไม่ใช่คน…



ทว่าสำหรับคนแอบรักแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า

การได้อยู่ใกล้ชิดคนที่เรารู้สึกดีด้วยหรอก



ไม่อยากเป็นเจ้าของ

ไม่ต้องคาดหวัง

ขอแค่ได้มองห่างๆ เท่านี้ก็พอ





พลานุภาพของการแอบรักใครสักคนมันช่างขับเคลื่อนให้คนเราสามารถทำทุกอย่างได้ แม้กระทั่งสิ่งที่ยากแค่ไหนก็ตาม ทั้งเรื่องเรียน เรื่องทำงาน หรือกิจกรรมต่างๆ เราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้เขามองเห็นเราในสายตาเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว



ผมจึงพาตัวเองไปทุกทีที่มีพี่ยีราฟ....



ตอนมองสอง-ผมเป็นคทากรของโรงเรียน

ใช่ครับ..ผมเป็นคทากรของมหาวิทยาลัยเพราะพี่ยีราฟเป็นไม้หนึ่ง ปีก่อนยีราฟว่าหล่อแล้ว ปีนี้ยิ่งหล่อหนักเข้าไปใหญ่ หล่อวัวตายควายล้ม ยิ่งถือไม้คทาแล้วเดินหลังตรงหน้านิ่ง แบบนั้นด้วยละก็



พ่อเอ๊ย...นี่คนใช่มั้ยทำไมใช้คำว่าหล่อได้เรี่ยราดแบบนั้น



“ชิ”

“หืม”



โป๊ก !!



“โอ๊ยยยยยยยยยย”



มัวแต่ยืนตกหลุมความหล่อของยีราฟจนไม่ทันระวังไม้คทาที่ไอ้ว่านโยนซ้อมอยู่ข้างๆ ผลที่ได้คือตกใส่กลางกระบาลเต็มๆ เลยแมร่งเอ๊ยไม่รู้ว่าแตกหรือเปล่าหัวกู



กำลังจะร้องไห้ออกมาแล้วแต่ต้องกลั้นไว้เพราะยีราฟที่อยู่ไม่ไกลวิ่งเข้ามาในทันทีที่เกิดเรื่อง



ฮึบไอ้ชิฮึบ.....อย่าพี่ให้ยีราฟเห็นว่าเราอ่อนแอ



“เจ็บไหม”

“สบายมากครับพี่” ผมส่งยิ้มกว้างกลบเกลื่อนออกไป

“ดูหน่อย” พี่ยีราฟดึงผมเข้าไปใกล้ในขณะที่ยังไม่ทันได้ระวังตัวจับหัวของผมให้โค้มต่ำลงมือหนานุ่มแหวกไปตามเส้นผมจนทั่วบริเวณที่ไม้คทาตกใส่ ใจผมสั่นตึกๆ จนแทบจะทะลุออกมาอยู่แล้วแต่ต้องข่มเอาไว้ให้ดูปกติมากที่สุด



“ระวังหน่อย” ยีราฟหันไปดุไอ้มอส



“กูขอโทษนะไอ้ชิ” ไอ้มอสยกมือไหว้ประหลกๆ

“กูไม่เป็นไร”

“ระวัง” คราวนี้เสียงนิ่งที่ไม่ได้มีความดุนั้นเอ่ยบอกผม

“ครับผม ไม่ต้องห่วงผมยังไหว ซ้อมต่อเถอะครับ”





ปากบอกไหว....แต่น้ำตาไหลถึงตีน



เหี้ยเอ๊ยยย เจ็บฉิบหาย





มอสาม-ผมทำค่าย

ไม่คิดว่าการออกค่าอาสามันจะเหนื่อยขนาดนี้ ทั้งร้อน ทั้งฝุ่น ทั้งเหนื่อย ลำบากฉิบหาย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จะทนถ้าผลคือการได้อยู่ใกล้ชิดพี่ยีราฟก็ถือว่าคุ้ม

“ไอ้ชิ มึงไหวนะหน้าดูซีดๆ ” ไอ้เบ๊นซ์ที่ยืนสับดินอยู่ข้างๆ ผมเอ่ยถาม

“ได้อยู่” ผมตอบมันออกไปทั้งๆ ที่เหงื่อออกท่วมตัวและคอแห้งผาก



ได้อยู่.. ที่แปลว่า !



“เหี้ย..ไอ้ชิเป็นลมช่วยด้วย” เสียงแว่วดังอยู่ไม่ไกลจากตัวผมก่อนที่ร่างจะถูกยกขึ้นจากพื้นหญ้าร้อนระอุพร้อมสติที่ขาดหาย เนิ่นนานกว่าทุกอย่างจะกลับมาสู่สภาวะปกติพร้อมความเย็นที่สัมผัสอยู่ตรงบริเวณใบหน้า



ค่อยๆ ขยับตัวลืมตากะพริบถี่ปรับการรับแสงเพื่อพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องพยาบาลของอนามัยและไอ้มายด์ที่นั่งเล่นเกมเฝ้าผมอยู่



“ไงมึง ดีขึ้นยังวะ”

“อือ..ดีขึ้นแล้ว แล้วนี่ไอ้เบีนซ์อยู่ไหนกูจะขอบคุณมันซะหน่อย”

“ขอบคุณเรื่องอะไรวะ” ไอ้มายด์ทำหน้างง

“อ้าว ก็มันอุ้มกูมาส่งที่ห้องพยาบาลไม่ใช่หรอวะ”

“เหอะ ไม่ใช่” มันส่ายหัวพรืด

“แล้วใคร..มึงหรอ”

“เปล่า..พี่ยีราฟเป็นคนอุ้มมึงมา”

“จริงหรอ”

“อือ”



ขอเป็นลมอีกรอบนะ กูไม่ไหวอะไรคือการเป็นลมต่อหน้าคนที่เราชอบ อ่อนแอสัดๆ พี่ยีราฟไม่ควรเห็นมุมนี้ของเราเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ



มุแง้ !!





โว้ยยยยยยยยยยยยย !!



ตีสามแล้วก็ยังข่มตานอนไม่หลับ ทั้งๆ ที่ปกติแค่หัวถึงหมอนก็ฝันจนตื่นมานับไม่ทันซะด้วยซ้ำว่ากี่เรื่องแล้ว ทว่าวันนี้ข่มตายังไงก็ยากจะฝืนให้หลุดเข้าสู้ห้วงนิทราได้โดยง่าย



ภาพวันวานเก่าๆ ตามหลอกหลอนราวกับหนังผีที่ดูแล้วหลอนติดตาต่างกันตรงที่หนังผีมันวนเวียนอยู่ในหัวแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่เรื่องของเขามันฉายซ้ำๆ ยิ่งกว่าละครรีรันที่วนไม่รู้จักจบสิ้นเสียอีก



ทั้งที่เรื่องมันผ่านมานานมาเกือบสี่ปี พยายามทุกอย่างเพื่อให้ลืมความรู้สึกทั้งหมดจนตอนนี้เกือบลบออกไปได้ตั้งในระดับ 98 เปอร์เซ็นต์แล้วเหลืออีกแค่ สองเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ทุกอย่างจะจบแล้วปิดผนึกล็อกกุญแจสิบสามล้านชั้นซ่อนมันเอาไว้ในส่วนลึก



เคยคิดว่าหากกลับมาเจอกันอีกครั้งผมคงจะ ‘เฉยๆ ’

แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมกลับ ‘สั่นๆ’

ชิไม่เก็ท !!



“คงบังเอิญเจอแค่ครั้งเดียวนั่นแหละ”

บอกตัวเองแบบนั้นว่าการที่เจอพี่มันที่นั่นเป็นความบังเอิญและผมจะไม่ไปที่ร้านนั่นอีกเด็ดขาด ผุดลุกออกจากเตียงคว้าผ้าเช็ดตัวตรงเข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำใช้ความเย็นเข้าสู้ปลุกให้ตื่นเพื่อพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมวันแรกก่อนจะเปิดเทอม



ปัดผมสีน้ำตาลอ่อนด้วยแวกซ์ให้เข้าทรง ทาครีมกันแดดซะหน่อย ทาสติ๊กดับกลิ่นน้อนเต่า โลชั่นสักนิดเพื่อผิวชุ่มชื้น ลิปมันไม่เปลี่ยนสีเพื่อความสดใสของริมฝีปาก ฉีดน้ำหอมกลิ่นผู้ชายอ่อนๆ เพื่อเสริมความมั่นใจเป็นอันจบ



ถึงแม้ขอบตาจะคล้ำก็ไม่เป็นไร ช่างแมร่ง!!



“เห้ยย มึงอะคนในกระจก ทำไมหล่อ”

ทักทายคนในกระจกสักหน่อยจะได้รู้ว่าคนหล่อขนาดนี้ไม่ควรจมจ่อมกับเรื่องราวในอดีต เพราะสิ่งใดที่ผ่านมาแล้วควรผ่านไปโดยไม่ต้องหวนกลับมาใหม่ คว้ากระเป๋าเข้าไหล่หยิบโทรศัพท์กับกุญแจรถปิดไฟก้าวออกจากห้องเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตนิสิตวันแรก



ขึ้นคร่อมนวลอนงค์เวสป้าสีครีมคันเก่าคู่ใจที่ให้พ่อเอาขึ้นรถกระบะมาให้เพื่อใช้ขับไปเรียน ผมรักของผมมากเพราะเป็นสมบัติเก่าที่พ่อยกให้ถึงจะไม่ได้ทันสมัยอย่างใครแต่ก็ภูมิใจทุกครั้งที่ได้ขับโลดแล่นบนท้องถนนพร้อมกับเสียง





แถ๊ดๆๆๆๆๆๆ

ทั้งที่เร่งสุดแรงแต่หมาก็ยังวิ่งแซงได้อีก ห่าเหว!!

ทำไมโลกไม่เอื้อกับการคูลของคนหล่อบ้างเลย ชิไม่เก็ท โว๊ะ



ผมเลือกหอพักที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนักขับรถแค่ไม่ถึงสิบนาทีเท่านั้นเองเป็นหอราคากลางๆ ห้องสี่เหลี่ยมสตูดิโอที่มีห้องน้ำในตัว ส่วนไอ้มายด์มันอยู่อีกที่หนึ่งถึงจะสนิทกันขนาดไหนเราสองคนต่างต้องการพื้นที่ส่วนตัวซึ่งกันและกันเพื่อจะได้มีเวลาให้ทำอย่างอื่นบ้างเพราะไอ้นั่นมันชอบมีเด็กอยู่ตลอดเวลาตามประสานักล่าและผมก็ไม่สะดวกที่จะหลบอยู่ในตู้หรือออกไปกลางดึกเวลามันพาใครมาเยเย่มารูเกะที่ห้อง อีกประเด็นที่สำคัญคือลดข้อกังขาที่ตัวติดกันจนคนอื่นเข้าใจว่าเป็นผัวเมียกันหมดแล้ว



ดื่มด่ำกับอากาศที่คลาคล่ำไปด้วยมลพิษตามแบบฉบับของเมืองหลวง รถยนต์บนถนนเข้าแถวเรียงหนึ่งราวกับเป็นโชว์รูมรถย่อมๆ สองข้างทางคนเริ่มออกมายืนรอรถประจำทาง สลับกับร้านขายของบนฟุตบาทจนแทบไม่มีที่ยืน สายไฟพันกันยุ่งเหยิงช่างเข้ากับความวุ่นวายของสังคมเมือง



นี่แหละชีวิตดีดีที่ลงตัว!! ซึ่งผมกระเสือกกระสนอยากจะเข้ามาอยู่เพื่อให้หลุดพ้นจากอะไรเดิมๆ ที่นั่น

ที่ที่มองไปทางไหนก็เจอภาพความทรงจำมากมาย



ขับเข้ามาจนกระทั่งถึงเขตมหาวิทยาลัยบรรยากาศข้างในนี้ราวกับคนละโลก ต้นไม้เยอะจนทำให้ตึกสูงนั้นดูสบายตาไม่แออัดจนเกินไปมองหาตึกเรียนของตัวเองไปเรื่อยๆ พร้อมรถความเร็วของนวลอนงค์ให้อยู่ในระดับคงที่ก่อนจะเลี้ยวเข้ามายังถนนเส้นหนึ่งตาชะเง้อมองหาตึกตัวเองพลางล้วงโทรศัพท์จะกดออกโทรหาไอ้มายด์พลันรถเก๋งสีดำก็เลี้ยวออกจากซอยแล้วขับตรงออกมาด้วยความเร็วจนผมตกใจเร่งบิดคันเร่งหักหลบ



โครม !!!



นวลอนงค์พาผมล้มลงนอนอยู่บนถนนความเจ็บตรงข้อศอกวิ่งแล่นขึ้นเมื่อพยายามพยุงทั้งคนทั้งรถให้ลุกขึ้นมาเหลียวกลับไปมองข้างหลังเมื่อเริ่มนึกได้ว่าเวสป้าคู่ใจปะทะกับของแข็งสักอย่างจนทำให้ล้ม



ใจหายวาบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เพราะในลำคอรู้สึกแห้งผาก ความชาวูบราวกับโดนไฟฟ้าช็อตวิ่งแล่นตั้งแต่หัวจรดหัวนิ้วโป้งตีน สั่นยิ่งกว่าโทรศัพท์มือถือเมื่อยี่สิบปีก่อนรุ่นที่มันตั้งแล้วเดินเองได้เสียอีกผิดกันแค่ว่าตอนนี้ผมเดินไม่ได้สองขามันอ่อนแรงแทบล้มทั้งยืน



บีเอ็มสีดำรุ่นใหม่กระจกฝั่งคนขับห้อยต่องแต่ง ยังแค่นั้นยังไม่วายป่วงเท่ากับมีรอยครูดจากแฮนด์รถที่ลากยาวทั้งแต่ประตูรถจนถึงกระโปรง ฉิบหายแล้วนวลอนงค์พาปะทะกับพี่บีเอ็มแต่เช้าวันเปิดเทอมเลยกู



และยิ่งมีอาการหายใจจติดขัดกว่าเดิมเมื่อประตูรถสีดำเปิดออกพร้อมกับเจ้าของรถที่ค่อยๆ เผยช่วงขาให้พ้นตามมาด้วยความสูงเต็มอัตราเกินกว่าจะหาใครเหมือน



เจ้าของบีเอ็มคู่กรณีเดินตรงมาหาผม..

พร้อมกับภาพทับซ้อนในวันวานครั้งแรกที่ผมเจอเขา...



ผู้ชายสูงโปร่งตั้งหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร รูปร่างสมส่วน ผิวขาว หน้าตาหล่อเหลาฉบับลูกครึ่งอเมริกาญี่ปุ่น ผู้ชายที่หล่ออย่างร้ายกาจและเต็มไปด้วยออร่าราวกับพกสปอตไลต์ส่วนตัวมาด้วย



สามปีก่อนว่าหล่อแล้ว...ตอนนี้ยิ่งหล่อเข้าไปใหญ่



“เศษเหล็กคุณชนรถผม”

แค่เอ่ยปากพูดเท่านั้นแหละความหล่อที่มีก็หมดลงไปโดยปริยาย เสียงนิ่งเรียบกับดวงตาคมกริบนั้นฉายแววไม่พอใจ ไม่มีสักนิดที่พี่มันจะตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นผม



ต่างกันสิ้นดี !!



“ผะ..ผะ...ผมขอโทษ”

ผมรีบยกมือขึ้นไหว้ประหลกๆ แทนที่การกลับมาเจอกันจะเริ่มทักทายกันด้วยประโยคที่ดีกว่านี้

“ขอโทษแค่นั้นหรอ”

“แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง ในเมื่อมันเป็นอุบัติเหตุนี่ครับ”

“มันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เพราะคุณประมาท โน่นดูป้ายสิครับขับเข้ามาได้ยังไง”

มองไปตามทิศทางที่พี่มันชี้ป้ายกลมๆ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้ ป้ายจราจรที่ขึ้นเครื่องหมายลูกศรสีดำพื้นขาวในกรอบวงกลมที่แดงที่หมายความว่า ‘ให้เดินรถทางเดียวไปข้างหน้า’ ซึ่งมันคนละทางกับที่ผมขับสวนมา

“ผมเพิ่งเคยขับมาในมอครั้งแรกนี่ครับ แต่ยังไงก็ขอโทษจริงๆ ครับพี่”

“คุณมีประกันไหม” ช่วยดูสภาพรถด้วยครับผม เอาประกันไหนมาก่อนช่างกล้าถาม

“เงียบแบบนี้แปลว่าไม่มี งั้นอย่าพึ่งไปเดี๋ยวผมโทรเรียกประกันก่อน”



ไม่นานพี่เจ้าหน้าที่ประกันก็มาถึงจุดเกิดเหตุขอใบขับขี่ของผมกับพี่ยีราฟ เดินวนดูรอบรถของทั้งคู่แล้วถ่ายรูปส่งประเมินความเสียหายกับทางบริษัท ก่อนจะเดินเข้าไปคุยกับเจ้าของบีเอ็มอยู่นานสีหน้าเคร่งเครียดเกินบรรยายโดยมีคู่กรณีส่งสายตาคมมาดุผมเป็นระยะ ทางนี้ก็ตุ้มๆ ต่อมๆ ลุ้นว่าต้องเสียค่าซ่อมมากน้อยแค่ไหนหมดกันเงินที่เก็บจะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่หายวับไปกับกระจกมองข้างบีเอ็ม



งือออ ชิอยากร้องไห้....



“ค่าเสียหายเท่าไหร่ครับ”

ผมถามทันทีเมื่อพี่เจ้าหน้าที่ประกันเดินมาหาโดยมีพี่มันยืนกอดอกมองดูอยู่ไม่ห่าง ภาวนาเป็นพันครั้งอยู่ในใจด้วยบุญกุศลที่เคยเลี้ยงข้าวไอ้มายด์ ที่เคยพาไอ้มายด์หนีกิ๊ก ล้างกระทะหมูกระทะให้แม่ หาที่ซ่อนตังค์พ่อให้แม่ ช่วยดลบันดาลให้ผมแคล้วคลาด

“ค่าซ่อมบวกทำสีประมาณสามหมื่นนะครับ”

“ห๊ะ สามหมื่น” ผมอุทานเสียงดังลั่นด้วยความตกใจและกลืนคำว่าปลอดภัยลงคอเพราะที่ตั้งจิตอธิษฐานไปนั้นไม่ได้ช่วยส้นอะไรเลยแม้แต่น้อย

“ใช่ครับ”

คนตัวสูงโปร่งที่สวมเสื้อช็อปวิศวะยืนกอดอกยิ้มอย่างผู้ชนะ แค่ค่าเสียหายก็แพงฉิบหายแล้วยังจะเสือกเรียกค่าเสียเวลาอีกทำด๋อยอะไรหละ มันแกล้งกันชัดๆ แบบนี้

“น้องสะดวกโอนจ่ายเลยไหมครับ”

“ตะ..ต้องจ่ายเลยหรอครับ”

“ใช่ครับ ต้องจ่ายเลยครับเดี๋ยวพี่แจ้งเลขบัญชีของทางบริษัทให้ครับ น้องสามารถโอนได้เลยครับ”



สามหมื่น !!

สามหมื่น !!



เงินในบัญชีมีแค่หมื่นกว่าบาทนั่นเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเลยนะ จะยืมไอ้มายด์ก็คงไม่มีให้เยอะมากขนาดนั้นหรอก หรือจะโทรหาแม่ก็โดนด่าแหงมๆ จะร้องไห้อยู่แล้วเนี่ยหน้าเสียไปหมดเลยกู



ทำไงดี!!



“ผมไม่มีเวลามายืนรอคุณตัดสินใจนานหรอกนะ ผมรีบ”

ดุฉิบหายแทบจะไม่ใช่ยีราฟแล้วแทบจะเป็นหมาตัวหนึ่งอยู่แล้ว

“ผมไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอกครับ”

สุดท้ายจึงต้องยอมรับออกไปตรงๆ จะดุขะขู่ยังไงผมก็ไม่มีให้จริงๆ เจ้าของรถมองหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะเบือนหน้าถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกลับไปคุยกับพี่ประกันอีกครั้ง

“เอาเลขที่บัญชีมา เดี๋ยวผมโอนแทน”

“หืม”

“คุณไม่มีไม่ใช่หรอ ผมให้ยืมก่อนแล้วค่อยผ่อนใช้คืน”

แบบนี้ก็ได้หรอวะเจ้าของรถให้ยืมเงินใช้หนี้ นี่กูงงหรือกูฝันจะขอให้พี่มันตบหน้าเรียกสติก็กลัวสลบทรงนี้ไม่น่ามือเบา

“แต่ว่า...”

“อย่าเงื่อนไขเยอะ บอกแล้วว่าผมรีบ”

“ก็ได้ครับ”



ผมกลืนคำพูดต่อจากนั้นลงคอแล้วปล่อยให้พี่มันจัดการโอนเงินคุยกับประกันอีกนิดหน่อยจากนั้นก็แยกย้ายกันไป เหลือแค่ผมกับคนตัวสูงโปร่งที่ยังคงคีพหน้าดุเช่นเดิมเดินกลับมา

“นั่นคุณเลือดออกหรอ”

“ผมไม่เป็นไร”

มองข้อศอกที่มีสีแดงซึมออกมาเป็นวงกว้างบนเสื้อนักศึกษาสีขาวสะอาด ถึงว่าเจ็บชิบหายแต่ช่างมันเถอะคิดซะว่าฟาดเคราะห์แล้วกันแค่ฟาดหนักไปหน่อย ทั้งเจ็บตัวทั้งรถพังทั้งเสียเงินแล้วไหนจะมาเจอคนที่ไม่อยากเจออีกต่างหาก

“เรื่องเงินผมจะรีบหามาใช้คืนให้นะครับ ขอผ่อนเป็นรายเดือนได้มั้ย”

“เดือนละกี่ร้อยดี”

ดูถูกสุดๆ คนระดับไอ้ชิไม่มีทางจะพูดในหลักร้อยแค่นอน

“เดือนละพันได้ปะครับ”

เป็นไงหล่ะ..ข้อเสนอผมเข้าท่าใช่มั้ยพี่มึงถึงได้ยิ้มเหยียดออกมาซะขนาดนั้น

“เดือนละพัน สามหมื่นก็สามสิบเดือนนี่คุณจะผ่อนสองปีกว่าเลยหรอ”

“แต่ถ้าเดือนไหนผมได้ค่าขนมเพิ่มจะโอนให้เยอะกว่านั้น”

“เอาที่คุณสะดวกเถอะ”

“ขอบคุณมากครับ”

หลังจากนี้คงต้องประหยัดให้มากขึ้นแล้วมั้ง ค่าขนมลดลงเดือนละหนึ่งพันตั้งสามสิบเดือน ฮือ..แค่คิดก็ท้อตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มผ่อนเลยด้วยซ้ำ



ซวย ซวยมาก ซวยชิบหาย!!



ไอ้ที่ว่าซวยเรื่องที่ขับรถชนนั่นว่าหนักแล้ว แต่ดันมาชนคนที่ไม่อยากเจอแล้วต้องข้องเกี่ยวกันทั้งที่พยายามหนีมาตลอดแบบนี้ด้วยแล้วมันโคตรจะบรมซวยเลยให้ตายเถอะ

“เอาเบอร์คุณมา ไลน์ด้วย เฟสบุ๊ค ที่อยู่หอ ผมจะได้ตามถูกเวลาคุณหนีหนี้ผม”

ถ้าจะขอรายละเอียดขนาดนี้พี่ไม่พาผมไปอำเภอแล้วปริ้นท์ทะเบียนราษฎร์เลยหล่ะครับ นั่นคือส่วนของความคิดอันย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่ผมพิมพ์ช่องทางการติดต่อของตัวเองทุกอย่างลงไปในมือถือของคนตัวสูงโปร่งที่ยืนจ้องผมไม่ละสายตาก่อนจะส่งคืนโทรศัพท์ราคาแพงลิบนั่นให้กับเจ้าตัว

“จะจ้องหน้าผมอีกนานปะ ไม่ไปทำกิจกรรมกับเพื่อนหรือไง”

“อ่อๆ ผมไปละครับ”

“เดี๋ยว” คนตัวสูงโปร่งเอื้อมมาแตะแขนผมไว้เบาๆ

“อะไรอีกครับ”

“เอาไปซับเลือด”

มือหนานั้นล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีฟ้ายื่นส่งมาให้ผม อึกอักลังเลอยู่ชั่วขณะว่าควรรับดีหรือเปล่ากระทั่งเห็นสายตาคมกริบราวมีดซามูไรส่งฟันฉับลงมานั่นแหละถึงฉวยรับเอาไว้อย่างไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่

“ขอบคุณครับ ไว้ผมจะซักมาคืนให้นะครับ”

“ไม่ต้องอะ สกปรก”

ไอ้เหี้ย!! ผมด่าคำนั้นได้แค่ในใจใส่หลังของคนตัวสูงโปร่งที่เดินกลับไปยังรถก่อนจะพาบีเอ็มที่กระจกฝั่งคนขับห้อยต่องแต่งเคลื่อนตัวออกจากตรงนี้ผมหัวใจของผมที่มัน



เกิดความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายออกมาไม่ถูก ....

หรือเพราะกับคนบางคนการเสียไปอาจจะน่าดีใจ...กว่าการได้กลับมาเจอกัน






#เมื่อดาวอังคาร..เคลื่อนเข้าใกล้โลก



ได้เจอกันอย่างเป็นทางการสักทีนะ แม้จะเริ่มต้นไม่ค่อยสวยแต่หวังว่าคราวหน้าจะดีขึ้น


:katai5: :katai5: :katai5:


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ระยะที่ 03



เมื่อแรกพบ


 



ใครอยากเป็นเศรษฐี ฉันนะสิ ฉันนะสิ

ใครอยากได้ยาดม ฉันนะสิ ฉันนะสิ





‘เมื่อแรกพบ’



เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้น้องเฟรชชี่ปีหนึ่งได้พบกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ปีสูงในคณะ รวมถึงกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ของคณะอีกด้วย กิจกรรมแรกของวันนี้คือการลงทะเบียนเพื่อรับป้ายชื่อที่แบ่งสีตามสาขารวมถึงรับเสื้อสีตามสาขาเวลาทำกิจกรรมจะได้ง่ายต่อการรวมพล ของผมเป็นสีชมพูพริ้ง อ่านปากอีกทีนะครับชมพูพริ้ง



เหอะๆ หมดกันความคูลของไอ้ชิ!! หวานเชียวมึงเอ๊ย





ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง โป๊ะ โป๊ะ ตึ่ง

ตึ่ง ตึ่ง โป๊ะ โป๊ะ ตึ่ง

โป๊ะ ปะ โล๊ะ ปะ โล๊ะ โป๊ะ ตึ่ง

เสียงกลองตีจังหวะดังสนั่นไปทั่วห้องประชุม น้องๆ ปีหนึ่งนั่งอยู่ในแถวตบมือไปตามจังหวะ รุ่นพี่สันทนาการต่างพากันเต้นเรียกเสียงหัวเราะขบขันดังมาจากทุกทิศสร้างบรรยากาศและเพื่อเป็นการละลายพฤติกรรม

ผมเดินเข้ามานั่งที่แถวของสาขาวิศวอุตสาหการเป็นคนสุดท้ายหลังจากลงทะเบียนรับป้ายชื่อเรียบร้อยแล้ว โดยมีไอ้มายด์โบกมือไปมาส่งสัญญาณว่านั่งอยู่ตรงนั้น



“ทำไมมึงมาเกือบสายวะ หรือมัวนอนฝันถึงพี่ยีราฟอยู่”



ทำรูปปากด่าคำไม่สุภาพออกไปจนมันหัวเราะด้วยความกวนส้นกลับมาเบาๆ ยิ่งพูดถึงชื่อนี้ผมยิ่งปรี๊ดหนักเข้าไปใหญ่ ภาพที่ไอ้โย่งนั่นยืนกอดอกนิ่งๆ มองผมด้วยสายตาที่ไม่รู้ความหมาย แต่ผมเดาเองว่ามันกำลังกวนประสาทผม



“กูมีเรื่องนะสิ”

“อะไรยังไงซิ”

“กูขับนวลอนงค์ไปชนรถพี่ยีราฟ”

“เอ๋....”



เมื่อเห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือ ผมจึงเริ่มต้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดแถมเติมอรรถรสนิดหน่อย โดยมีไอ้มายด์ที่นั่งฟังอย่างตั้งใจกับการเรียนไม่เห็นว่ามันจะตั้งใจมากขนาดนี้แต่พอเป็นเรื่องเสือกกลับทุ่มเทซะอย่างนั้นไอ้เวร



“แปลว่าพี่ยีราฟเรียนที่นี่”

“ก็เออสิ กูว่ากูหนีมาแล้วนะยังเสือกมาเจอที่นี่อีก”

“พรหมลิขิตชัดๆ”

“กรรมลิขิตสิไม่ว่า” อะไรกันวะเนี่ย ทำไมยิ่งหนียิ่งเจอ ยิ่งลืมกลับยิ่งทำแบบนั้นกันเล่า



“ถึงมึงไม่อยากเจอ แต่ยังไงกูว่าเราก็ต้องเจอมึงบอกว่าพี่มันใส่ช็อปใช่มั้ยเดี๋ยววันนี้รู้เรื่อง”

“เออหวะ”



คำพูดของไอ้มายด์สะกิดต่อมความฉลาดของผมที่ถูกทับถมด้วยความตกใจที่ได้เจอพี่มันจนลืมไปสนิทว่าวันนี้พี่ยีราฟใส่เสื้อช็อปของคณะ นั่นแปลว่าพี่มันต้องเรียนวิศวะแบบผมที่สำคัญพี่มันต้องเป็นรุ่นพี่ผมแหงมๆ



“ผมรีบ” นั่นแปลว่าไอ้ที่ว่ารีบก็คือรีบมาที่นี่อย่างนั้นหรอ

โว้ยยยย



เสียงกลองเงียบลงไปแล้วเมื่อนักศึกษาปีหนึ่งทุกคนเข้ามานั่งในแถวครบถ้วนตามจำนวน รุ่นพี่ปีสูงต่างเดินเข้ามายืนโอบล้อมน้องๆ เอาไว้แลดูอบอุ่น ก่อนที่พี่ผู้หญิงทรงแบบพริตตี้คนหนึ่งจะถือไมค์เดินมาประจำจุด



“สวัสดีนิคะ พี่ชื่อพี่ลี่เป็นประธานปีสองนิคะ”

“วู๊ววววว”

“วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันก่อนนิคะ เริ่มจากน้องๆ สวัสดีพี่ปีสี่ของเราก่อนค่ะ”

“สวัสดีครับพี่ปีสี่”

เสียงดังกระหึ่มห้องประชุมพร้อมตามด้วยเสียงกลองที่ตีทำนองดังสนั่น จากนั้นก็ไล่มาเป็นพี่ปีสาม ปีสองและสวัสดีปีหนึ่งต่างสาขา ค่อยโล่งใจไปเมื่อกวาดสายตาไปทั่วแล้วทั้งกลุ่มปีสอง ปีสาม ปีสี่ไม่พบคนที่ไม่อยากเจออยู่ในนั้น

“และที่ขาดไม่ได้พี่ขอแนะนำสโมรนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ของเราก่อนนะคะ ขอเสียงโห่ เอ๊ย ขอเสียงปรบมือเกรียวกราวพร้อมเสียงกรีดร้องให้กับ เทพบุตรสโมของเราด้วยนิคะ จุดจุดนี้”

“กรี๊ดดดดดด”

“โห่ หิ้วววว วู๊ววววว” สิ้นเสียงประธานปีสองตัวเล็กดัดฟันคนสวยแล้ว เสียงกลอง เสียงโห่วสร้างบรรยากาศจึงเริ่มดังขึ้นประกอบการทำกิจกรรมพร้อมการปรากฎตัวของเหล่าเทพบุตรสโมทั้งสามคน

“สวัสดีครับ พี่เอ็มนิครับ จุดจุดนี้ เป็นรองประธานสโมนิครับ” พี่คนที่ชื่อเอ็มแนะนำตัวด้วยเสียงและสำเนียงเลียนแบบพี่ลี่เล่นเอาคนสวยปีสองมองค้อนขวับแทบจะทันที พี่เอ็มเป็นหนุ่มตี๋ที่ไว้หนวดแต่ท่าทางโคตรมุ้งมิ้งย้อนแย้งในตัวเองฉิบหาย

“สวัสดีครับพี่ชื่อว่านฉาย เป็นเลขาสโมครับ” พี่ว่านไฉออกแนวสปอร์ตแมนแต่ท่าทางกวนไม่ต่างจากพี่เอ็มดูจากตอนที่แปะมือกันช่วงล้อเลียนพี่ลี่นั่นก็พอเดาได้

“สวัสดีครับพี่โชคนะครับ เป็นเหรัญญิกครับ” คนนี้เบาสุดดูเนิร์ดๆ ติสท์แต่ขยับแว่นบ่อยเหลือเกินจนอยากจะพาไปใส่คอนแทรคแทน ทั้งสามคนแนะนำตัวเสร็จแล้วแต่ทำไมสโมสรไม่มีนายกหรือว่านายกยังไม่มางี้หรอ

“ส่วนใครที่มองหานายก ไม่ต้องรอนะครับมันขี้อยู่เดี๋ยวเสร็จแล้วจะตามมา” โอเครู้เรื่องช่างหาเวลาขี้ได้เหมาะสมเหลือเกินตอนเปิดตัว



วันนี้เป็นการเข้าห้องเชียร์เป็นวันแรกกิจกรรมไม่มีอะไรมากนอกจากมาทำความรู้จักรุ่นพี่ปีสูง และตารางกิจกรรมของตลอดทั้งเทอมนี้



โชคดีที่ปีนี้ไม่มีการรับน้อง คงเหลือไว้แค่การซ้อมเชียร์สำหรับงานฟุตบอลคณะสัมพันธ์ การคัดเลือกดาวเดือนในงานเฟรชชี่ไนท์ และงานจับสายรหัสเท่านั้น

หลังจากนั้นเราก็ทำกิจกรรมจับกลุ่มล่ารายชื่อเพื่อนจากป้ายชื่อกันอีกนิดหน่อย กระทั่งมาถึงไฮไลท์ของงานกับกิจกรรมที่ผมต้องจำไปชั่วลูกชั่วหลานบวชกันเลยทีเดียว

“เอาหล่ะคะ ณ จุดจุดนี้วันนี้เกมมาให้น้องๆ เล่นนะคะนั่นคือแดนซ์แบทเทิลค่ะ”

เอาจริงผมว่าพี่ลี่เนี่ยอาชีพเสริมน่าจะเป็นเอ็มซีตามห้างอะไรเทือกนั้นแหละ ณ จุดจุด นี้บ่อยซะเหลือเกิน ผมไม่เท่าไหร่หรอกไอ้มายด์นี่สิหลุดขำทุกครั้งที่จุดจุดนี้หลุดออกจากปากพี่ลี่คนสวย

พี่ลี่อธิบายกติกาว่าจะให้แต่ละสาขาส่งตัวแทนออกไปแข่งกันเต้น ซึ่งผมมองแล้วว่าในแถวเราคนที่ควรจะออกไปก็คือไอ้มายด์เพื่อนผมไม่ก็ได้แม็คเพื่อนใหม่ที่รู้จักตอนทำกิจกรรมกลุ่มเมื่อครู่นี่แหละ

“ดังนั้นตัวแทนที่จะออกมาพี่มีรายชื่อแล้ว และคนที่จะมาแดนซ์แบทเทิลก็คือคนที่มาเข้าแถวกิจกรรมวันนี้เป็นคนสุดท้ายของแต่ละสาขานิคะ จุดจุดนี้”



ใจผมหล่นวูบ .. นี่มันกติกาหรือกติแกง เพราะคนที่มาสุดท้ายของสาขาคือผม

ไอ้ฉิบหาย!!



“ไอ้ชิถึงเวลาที่มึงจะได้แสดงศักยภาพแล้วเพื่อน เต้นให้เต็มที่กูจะหัวเราะเป็นกำลังใจให้”

หัวเราะพ่องไอ้เพื่อนเวรแทนที่จะเห็นใจกูไม่มีหรอก

“ถ้ารู้ตัวแล้วเชิญลุกขึ้นมาได้เลยค่ะ”

ถอนหายใจแรงส่งไปแล้วลุกขึ้นพร้อมกับตัวแทนไม่สิตัวไม่อยากแทนเรียกแบบนี้น่าจะถูกของแต่ละสาขาเดินออกไปยังหน้าแถว คนอื่นยิ้มแย้มพร้อมเต็มที่ส่วนผมทำหน้าเหมือนกำลังนอนสบายแล้วมีใครดึงหมอนออกแล้วตกใจตื่นอะไรเทือกนั้นแหละ

“น้องสาขาอุตสาหการ ทำหน้าให้มันๆ หน่อยค่ะ”

ทำหน้ามันเท่าที่จะทำได้แต่ไหงกลายเป็นเพื่อนในแถวหัวเราะแซ่ซ้องกันขนาดนี้หล่ะครับชิจะไม่เก็ทแล้วนะเพื่อนๆ จากนั้นเสียงกลองก็เริ่มทำหน้าที่อีกครั้งเอาจริงในชีวิตนี้ไม่เคยขนาดเสียงกลองครั้งไหนเท่าครั้งนี้มาก่อนเลยให้ตายเถอะพระเจ้าช่วยกล้วยทอด

“ไก่ย่างถูกเผา ไก่ย่างถูกเผา มันจะถูกไม้เสียบ เอ๊า มันจะถูกไม้เสียบ” เพลงมาตรฐานเชียร์สัดๆ ผมเต้นแบบไม่มีวิญญาณเพื่อจะได้ตกรอบแต่เสือกเข้ารอบเฉยเอาไรมาเป็นเกณฑ์กันหละเนี่ยเต้นไปเรื่อยๆ จนคัดผู้แพ้ออกทีละคณะซึ่งมาถึงตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าไอ้แดนซ์แบทเทิลเนี่ยไม่มีจริง เพราะมันคือเกมส์วัดดวงชัดๆ ยังไงหนะหรอก็คือพอเต้นเสร็จรุ่นพี่จะเอากล่องใส่ชื่อสาขามาสุ่มจับได้ใครก็ปัดตกรอบไปเรื่อยๆ เพื่อเหลือผู้ชนะหนึ่งเดียว



จนกระทั่งถึงเพลงสุดท้ายและเหลือผมคนสุดท้ายเช่นกันก่อนที่จะปล่อยให้กลับแถว

“และสาขาที่ชนะเกมนี้ได้รับกิฟวอชเชอร์จากร้านนมปั่นหลังมอคนละสองร้อยบาทก็คือสาขาอุตสาหการค่ะ”

“กรี๊ดดดดด สุดยอดเลยชิ” เพื่อนร่วมสาขาผมลุกขึ้นกระโดดดีใจประหนึ่งผมแข่งโอลิมปิกแล้วได้เหรียญทองกลับมา เอิ่มนี่ผมกลายเป็นฮีโร่แล้วหรอเนี่ย แต่ยังไงก็ตามเกมจบแล้วผมจะได้กลับไปนั่งที่หลังจากหน้าชามานานเหลือเกิน



“ผมกลับเข้าแถวได้เลยใช่มั้ยครับ”

“ยังค่ะ สำหรับผู้ชนะเรามีเพลงส่งท้ายให้อีกหนึ่งเพลงค่ะ”

“ห๊ะ” ผมอุทานลั่นแต่พี่ลี่ก็ไม่ได้สงสารผมเลยส่งยิ้มกว้างให้แล้วพูดต่อหน้าตาเฉย

“เอาแล้วนิคะ จุดจุดนี้ ถ้าน้องชิพร้อมแล้ว เรามาสร้างตำนานวันแรกพบได้เลยค่ะ จุดจุดนี้”

“กรี๊ดดด ชิสู้ๆ น๊า”



เสียงเรียกชื่อผมดังระงม เชียร์อะไรก่อนเต้นอยู่คนเดียวเนี่ย



ถ้าพร้อมแล้ว...เริ่ม !!



“ใครอยากเป็นเศรษฐี”

“ชินะสิ...ชินะสิ”



ฮิ้ววววววววว !!





" ใครเป็นน้องเฟรชชี่ "

“ชินะสิ...ชินะสิ”



ต๊าชชชมากกกก!!





" ใครแอบชอบ รุ่นพี่ "

“ชินะสิ...ชินะสิ”



กรี๊ดดด น่ารัก !! ทำไมผมว่าเนื้อเพลงมันแปลกๆ





"ใครอยากเป็นแฟนนายก"

“ชินะสิ...ชินะสิ”



เริ่ดดดดดดด กรู๊วววววว !! เห้ยเนื้อเพลงแปลกจริงๆ นะเว้ยแก



.

.





"ได้ยินแล้วเนาะพี่ยีราฟ"

"ห๊ะ"



ผมสะดุ้งโหยงก่อนจะหันหลังกลับไปแล้วรู้สึกว่าเนื้อตัวชาวาบ ตาเบิกกว้าง อ้าปากค้างและหูที่อื้ออึงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมา



เมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่ผมเพิ่งตะโกนออกไปปาวๆ ว่าชอบเขา



เจ้าของชื่อที่อยู่ในเพลงเมื่อสักครู่ยืนนิ่งมองผม ใบหน้าที่หล่ออย่างร้ายกาจกับความสูงที่ผมต้องเงยหน้ามองทุกครั้งที่คุยกัน



และถ้าหากว่าคุณคิดว่านั่นคือความฉิบหายที่สุดของผมแล้วละก็คุณคิด

ผิดครับ!!



"และขอแนะนำให้น้องๆ รู้จักนายกสโมสรนักศึกษาของคณะวิศวะอย่างเป็นทางการ "



ตึก ตึก



"พี่ยีราฟค่ะ"



ไอ้ฉิบหาย ถ้าโลกจะกลมขนาดนี่ช่วยเพิ่มอีกอย่างเป็นสูบผมออกไปจากตรงนี้แล้วโผล่นอกโลกทีเถอะ ชิไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้วครับ



"พะ พะ พี่มายืนอยู่นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ "

" สักพัก "

สายตาคมกริบนั้นฟาดตวัดลงมาที่ร่างของผมจนแทบขาดออกเป็นสองท่อน ก่อนนัยน์ตาคู่สวยนั้นจะฉายแววพอใจบางอย่างขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ยากยิ่งที่ใครจะได้เห็น



แต่ตอนนี้มันกลับปรากฏตรงหน้าผมอย่างง่ายดาย!



" แล้วได้ยินอะไรบ้างครับ

" คุณอยากเป็นแฟน นายกจริงหรอ "

" ปะ ปะ เปล่าครับ "

" งั้นเริ่มจาก...เย็นนี้ไปทานข้าวกัน "

" กรี๊ดดดดดดด "

" ห๊ะ "



และดูเหมือนสิ่งที่ผมพูดจะไม่เป็นผลเมื่อพี่มันสรุปทุกอย่างไปด้วยความเผด็จการของตัวเองเสียแล้ว

นี่แทบจะไม่ใช่วันแรกพบแล้ว แทบจะเป็นวันหายนะวันหนึ่งแล้ว



ฮ่วย!! แล้วนั่นยืนจ้องยิ้มทำไมเล่า ..



ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง โป๊ะ โป๊ะ ตึ่ง

ตึ่ง ตึ่ง โป๊ะ โป๊ะ ตึ่ง

โป๊ะ ปะ โล๊ะ ปะ โล๊ะ โป๊ะ ตึ่ง



หยุดตีกลองเถอะผมขยาดดดดด





ห้าโมงกว่าแล้วเป็นเวลาเดียวกันที่กิจกรรมล่วงเลยมาจนถึงช่วงสุดท้าย พี่ลี่แนะนำตารางประจำเทอมนี้ว่าพวกผมต้องเข้าร่วมทำกิจกรรมของทางคณะและมหาวิทยาลัยอะไรกันบ้าง ก่อนจะนัดแนะสำหรับการคัดตัวดาวเดือน คทากรของคณะสำหรับงานกีฬาคณะสัมพันธ์ที่จะถึงในช่วงปลายเทอม



และการจับสายรหัสซึ่งจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้านี้แล้ว!!



ผมชะเง้อมองหาพี่ยีราฟคนที่ชวนผมไปทานข้าวเย็นด้วย กระสับกระส่ายหันซ้ายหันขวาไปมาอยู่ไม่สุขเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ไอ้ตัวต้นเรื่องไปอยู่ที่ไหน ตอนบ่ายยังนั่งอยู่แถวๆ สแตนด์เชียร์ทว่าตอนนี้หายไปแล้ว นั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่าพอพี่ลี่ปล่อยปุ๊บผมก็จะวิ่งพรวดออกไปด้วยความเร็วแสงเต็มกำลังที่ขาอันสั้นของผมจะทำได้



“ไอ้มายด์ถ้าพี่ลี่ปล่อยปุ๊บกูไปเลยนะ”

“ที่มึงยุกยิกเป็นหมาโดนหมัดนี่คือมองหาพี่ยีถูกมั้ย”

“เออสิ” เรื่องพี่ยีราฟไม่เท่าไหร่ เสือกมาว่ากูเป็นหมาโดนหมัดเดี๋ยวพ่อโบกทิ่ม

“ไอ้พี่ยีราฟนี่ก็แปลกออกตัวแรงอะไรก่อน ชวนมึงกินข้าวเย็นงี้ กูว่าไม่ปกตินะแบบนี้”

“พี่มันจะแกล้งกูนะสิ เพราะกูชนรถมันเมื่อเช้าไง”

“ในโลกใบนี้ไม่มีใครโง่เกินมึงจริงๆ กูยอม”



ผมไม่ได้ตอบอะไรไอ้เพื่อนสนิทผมกลับไป เพราะตอนนี้สายตากำลังกวาดหาพี่มันอีกครั้งและทันทีพี่ลี่ประกาศว่าสิ้นสุดกิจกรรมของวันนี้ผมก็เด้งลุกพรวดพึ่งขึ้นมาเป็นคนแรก



ก่อนจะสาวเท้าวิ่งปะปนกับเพื่อนสาขาอื่นออกไป...



“ทุกคนกลับได้ยกเว้นรหัส 2154 คณะอุตสาหการ”



กึก!!!

ผมและเพื่อนๆ ที่อยู่รอบตัวหยุดกึกเมื่อสิ้นเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนที่ผมก็รู้ว่าใครประกาศจบ ก่อนทุกสายตาจะจ้องมาที่ผมเป็นจุดโฟกัสเดียวกันราวกับมีใครนัดหมาย



แง้ง..นั่นมันรหัสน้องเอง



“เพราะคุณมีนัดทานข้าวกับผมครับ”

“วู้วววววววววววววว”





ไอ้ฉิบหาย กูว่าวันนี้สีเสื้อไม่มงคลแหงมๆ ใส่ชมพูปุ๊บงานเข้าไอ้ชิรัวๆ เลยโว้ยยยย

แล้วไอ้นายกตัวโย่งเนี่ยจะยืนถือไมค์ยิ้มหาพ่องงงงง

มีความสุขมากนักนะที่ได้แกล้งกู



ฮ่วยยย ชิไม่เก็ท!!




#เมื่อดาวอังคาร..เคลื่อนเข้าใกล้โลก



เปิดตัวนายกสโมสรคณะวิศวะอย่างเป็นทางการ ต๊าชมากกก นิคะ จุดจุดนี้

 :hao7: :katai1: :hao3:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 415
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0
จีบเนียนๆเลยน๊าาาาาา :hao7:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KonglongKongkaeng

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ระยะที่ 04



เงื่อนไขเจ้าหนี้





ห้ามทวงหนี้เกินวันละครั้ง ห้ามทวงหลังสองทุ่ม ห้ามขู่เป็นหมา

และที่สำคัญห้ามทำให้หวั่นไหว!!





“กูว่าไอ้พี่ยีราฟแมร่งไม่ได้อยากแดกข้าวหรอก”

“อะไรของมึงอีก”

“มันคงอยากแดกหมามากกว่า”

ผมเดินออกจากห้องประชุมพร้อมไอ้มายด์หลังจากเกิดเรื่องจริงผ่านมอเมื่อครู่ ช็อกยังไม่หายกับเสียงที่ประกาศกร้าวร้าวไปถึงกะโหลกส่วนในและสายตากระทั่งรอยยิ้มกรุ้มกริ่มทิ่มทรวงอกจากเพื่อร่วมคณะแล้วหลังจากนั้นทุกคนก็แซวผมแทบจะทันที



เหอะ..เป็นการเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยที่กูต้องจารึกมั้ยอะมึงว่า



“แวะซื้อถุงยางด้วยนะ”

“ยางพ่อง ไปไกลๆ ตีนกูเลยไป”

ผมเงื้อมือจะตบกะโหลกมันแต่ไอ้เวรนี่เสือกหลบเก่งราวกับศิษย์กังฟูแพนด้าจนผมต้องส่งสายตาค้อนขวับไปให้แทนไม่มีหรอกจะให้กำลังใจเพื่อนหรือช่วยกันไอ้พี่ยีราฟออกไปให้พ้นมีแต่ผลักไสกูให้ไปกับพี่มัน



“อย่าไปทำขายหน้าต่อพี่มันนะ ถ้าพี่ยีพามึงไปคอนโดมึงต้องรีบโทรบอกกู”

“มึงจะรีบมาช่วยกูใช่ปะ”

“เปล่า กูแค่อยากรู้เฉยๆ”

“ไอ้เหี้ย”

แล้วผมกับมันก็เดินแยกกันเมื่อออกจากลิฟต์มาระหว่างทางเดินไปยังลานจอดรถหน้าตึก ผมโคตรตื่นเต้น ทั้งๆ ที่เหนื่อยแทบหมดแรง แต่ตอนนี้กลับรู้สึกตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าจนเกินไปค่อยเดินช้าๆ ไม่เร่งรีบใจจริงอยากให้ระยะทางเพิ่มขึ้นกว่านี้สักสิบเท่าทว่าในความเป็นจริงไม่เป็นแบบนั้นเพราะตอนนี้ผมเดินมาถึงจุดนัดหมายแล้ว



“สั่งเสียเพื่อนอยู่หรอ นี่ไปกินข้าวนะไม่ได้พาไปออกรบ”



คนตัวสูงโปร่งที่ยืนพิงรถในมือจับโทรศัพท์แต่กลับไม่ได้มองหน้าจอสี่เหลี่ยมในมือเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นจับจ้องผมยิ่งกว่ารายการสาระแนตั้งแต่เดินหลุดโค้งมุมตึกกระทั่งมายืนตรงหน้าพี่มัน



“ขึ้นรถได้แล้วผมหิว”

“ครับ” ครับของผมคือกูจะขึ้นได้ยังไงพี่มึงยังไม่ปลดล็อกเลยไอ้โย่ง พี่ยีราฟเดินไปฝั่งคนขับเปิดประตูโดยมีผมกล้าๆ กลัวๆ เปิดประตูมุดเข้าไปนั่งด้วยความเกร็งร้อยเปอร์เซ็นต์อยากบอกพี่เหลือเกินว่ากูเดินไปก็ได้นะแมร่งอึดอัดจริง

“คุณอยากกินอะไร” พี่ยีราฟหันมาถามหลังปรับแอร์ให้หันมาทางผม

“แล้วแต่พี่เลยก็ได้ครับผมกินอะไรก็ได้” มากับพี่ก็ต้องเป็นคนง่ายๆ

“กินชาบูไหม”

“เอ่อ..มันจะหนักไปมั้ยครับ” มันเย็นแล้วกลัวจะอิ่มเกินไปแถมราคาน่าจะแพง

“ซูชิก็ได้อะ” พี่ยีราฟไม่ละความพยายามกับคนที่อะไรก็ได้แบบผม บอกแล้วว่าเป็นคนกินง่าย

“ผมไม่ชอบกินของดิบครับ”

“พิซซ่าได้ปะ”

“ปกติไม่กินจั๊งฟู๊ดครับ” น้องเป็นคนกินง่ายจริงๆ ครับแค่บางอย่างไม่กินเท่านั้นเอง

“เหนื่อย”

“เหนื่อยเพราะทำกิจกรรมทั้งวันหรือครับ” เป็นถึงนายกสโมฯก็น่าจะทำงานหนักแหละเนาะ

“เหนื่อยกับคุณเนี่ยแหละ เคยมีคนบอกปะว่ากินยากโคตรตกลงจะกินอะไรไล่มาจนจะครบทั้งจักรวาลแล้วเนี่ย”

แง้งงง..ดุโคตรๆ ตกใจจนจะกระโดดลงรถอยู่แล้วกู

“เร็วๆ สิ”

“ผมหิวข้าวครับ กินข้าวก็ได้ครับ”

“ก็แค่นี้แหละ ให้เดาอยู่ได้ตั้งนาน”

แล้วรถก็เคลื่อนออกจากไฟแดงพร้อมกับคำถามที่ยังคาใจว่าคนอย่างชิเนี่ย..แดกยากตรงไหนเอาปากกามาวงสิ









ถ้าจะถามว่าบนโลกอันกว้างใบนี้ใครคือคนที่น่าแกล้งมากที่สุดสำหรับพี่มันคำตอบก็คงไม่พ้น ไอ้ชิคนนี้นี่แหละครับเพราะหลังจากจบกิจกรรมวันเมื่อแรกพบแล้วผมก็ถูกนายกสโมฯหน้านิ่งหิ้วมากินข้าวเย็นด้วยกับเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยจะขึ้นที่ว่า



" เพื่อนผมไม่ว่าง "



เหอะ..ไม่ว่างอะไรก่อนเพื่อนพี่มันก็ยืนอยู่กันเต็ม ประเด็นคงไม่ใช่เรื่องเพื่อนหรอก แต่คงอยากหาเรื่องแกล้งผมมากกว่า



" สั่งได้เลยเต็มที่ มื้อนี้คุณจ่าย”

โยนแผ่นเมนูลงบนโต๊ะแทบไม่ทันทั้งที่กำลังจะเลือกอาหารที่แพงที่สุดในร้านมาซักสามสี่อย่าง แต่ตอนนี้ขอเปลี่ยนเป็นข้าวไข่เจียวธรรมดาแทนแล้วกัน

“ผมล้อเล่น เดี๋ยวผมเลี้ยงคุณสั่งได้เลย”

ตาเป็นประกาย หูกระพรือพรึ่บพรั่บ ยกยิ้มส่งไปให้คนตรงหน้ารัวๆ ส่วนพี่มันส่ายหัวส่งมาให้แทน

“จริงนะครับ”

“จริง”

“ไม่หลอกผมนะ”

“เออ”

เมื่อพี่มันยักคิ้วแบบคิ้วท์ๆ ส่งมาผมเองก็ไม่อาจจะเสียมารยาทได้เลยจิ้มไอ้สิ่งที่ตั้งใจจะจิ้มไว้เมื่อครู่จนครบให้กับพี่พนักงานแล้วนั่งลิ้นห้อยรออาหารมาเสิร์ฟ

อาหารทยอยมาเสิร์ฟจนครบถ้วนส่วนคนตรงหน้าก็เริ่มต้นทานข้าวไปแล้วดูท่าแล้วคงจะหิวจริงขณะที่ผมเหมือนโดนสะกดเอาไว้ให้จ้องมองการกระทำทุกอย่าง การเคลื่อนไหวในทุกท่วงท่าที่แสนจะเป็นธรรมชาติของพี่มัน หากจะถามว่านี่เป็นการทานข้าวตามลำพังของเราสองคนหรือเปล่าก็คงไม่ใช่เพราะเมื่อก่อนเราทานข้าวด้วยกันบ่อย



และตอนนั้นผมก็ชอบนั่งมองพี่มันเคี้ยวตุ้ยๆ แบบนี้เช่นกัน

ต่างกันแค่เวลา สถานที่ และสถานะเท่านั้นเอง



“มองขนาดนี้จะเริ่มกินตรงไหนก่อนดี”

“ห๊ะ”

“อก เอว ขา น่อง หรือ เขายีราฟดี”

ไอ้ส่วนอื่นๆ เนี่ยผมพอเข้าใจ แต่เขายีราฟมันคืออะไรหว่า และเร็วเท่าความคิดเหมือนพี่มันกำลังอ่านใจผมออก จู่ๆ แมร่งก็เฉลยสิ่งที่ผมครุ่นคิดในใจออกมา



คำที่ทำเอาผมเห่อร้อนไปทั่วทั้งใบหน้าตลอดจนชาดิกไปทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า



“เขายีราฟ ก็อยู่ระหว่างขาไง”

ไอ้ฉิบหาย ต้องยาวขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเขาได้วะนั่น คิดดีไม่ได้เลยไอ้ชิเอ๊ย

“พี่เป็นนายกสโมสรหรอครับ”

หลังจากจมจ่อมกับความเงียบและบรรยากาศชวนเสียวสันหลังอยู่นาน ผมจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายชวนคุยเรื่องอื่นแทนทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วเพราะพี่ลี่ประกาศออกไมค์ดังไปทั่วทั้งห้องประชุมตลอดจนหูซ้ายทะลุหูขวาของผมขนาดนั้น แต่ขอทีเหอะเพื่อเป็นการยืนยันว่านี่คือเรื่องจริง ว่าพี่ยีราฟคนที่ไม่ชอบทำกิจกรรมอะไรเลยเมื่อหลายปีก่อนตอนนี้กลายเป็นคนมีตำแหน่งในมหาวิทยาลัยซะแล้ว

“ก็เออดิ” พี่ยีราฟตอบ เขากินเสร็จแล้วรวบช้อนส้อมก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วเพ่งมองมาที่ผม

“ทำไม อย่างผมเป็นนายกสโมไม่ได้หรือไง”

“เปล่าซะหน่อย ก็แค่...” ก็แค่ถ้าเป็นเมื่อก่อนพี่คงไม่เป็นไงหล่ะครับ

“แค่อะไร”



เอ่อ....

“แค่ผมอิ่มแล้วครับ เรากลับกันเถอะ”

ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดเรื่องเก่าๆ ซึ่งผ่านมานานและจบไปแล้ว ผ่านไปหลายปีพี่ยีราฟก็คงจะโตขึ้นตามวัยซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดี

“อือ”

“ครับ”

“แล้วที่คุณบอกว่าอยากเป็นแฟนนายกนี่ เรื่องจริงปะ”



พรวด!!



น้ำพุ่งทะลักออกแทบจะทันทีดีที่ยกมือขึ้นปิดปากได้ทันไม่อย่างนั้นหละก็พี่ยีราฟเปียกแน่นอนผมรับประกัน นึกว่าพี่มันจะลืมเรื่องเมื่อกลางวันไปแล้วเสียอีก



“มันเป็นกิจกรรมนะครับ พี่เขาให้ผมเต้นไปตามเพลงก็เท่านั้นเองครับ” ส่งคำตอบออกไปตามจริงพลางใช้ทิชชูเช็ดปาก

“แบบนั้นเองหรอแล้วถ้าไม่ใช่กิจกรรมหล่ะคุณอยากเป็นหรือเปล่า” คำถามกึ่งเล่นกึ่งจริงนั้นกระตุกใจผมหล่นวูบราวกับตกจากที่สูงขณะมือที่วางทาบตรงขาลูบวนไปมาราวกับต้องการสะกดความไม่ปกติของตัวเองเอาไว้

“ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้อยากเป็นแฟนนายกครับ” พี่สบายใจได้

ชิงตอบคนตัวสูงกว่ากลับไปก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคนั้นจบ ด้วยไม่อยากให้คนตรงน่าอึดอัดเพราะภาพครั้งเมื่อวันวานอาจทำให้พี่มันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่

เรื่องมันจบไปตั้งนานแล้วและตอนนี้ผมกำลังมูฟออนชีวิตพี่ยีราฟเองก็เช่นกัน เราทั้งคู่ควรทิ้งทุกอย่างไว้เป็นเพียงความทรงจำในวัยเยาว์เท่านั้น



แม้ลึกๆ ในใจผมจะหวั่นไหวแค่ไหนก็ตามที!!



พี่ยีราฟเรียกพนักงานมาคิดเงินก่อนจะเดินนำผมออกจากร้านมาที่รถ กระชับกระเป๋าของตัวเองให้พอดีตัวเพื่อเตรียมแยกกับพี่มันนั่งแท็กซี่กลับไปเอานวลอนงค์ที่มอ

“ขอบคุณสำหรับมื้อเย็นนะครับ ยังไงผมขอตัวก่อนสวัสดีครับ”

ยกมือขึ้นไหว้คนอายุเยอะกว่าเตรียมจะเดินออกไปทว่ากับมีแรงควายดึงกระเป๋าของผมเอาไว้ให้หยุดกึกไปต่อไม่ไหว

“ขึ้นรถผมจะไปส่ง”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวผมกลับเอง”

“ขึ้นรถ ผมมีเรื่องหนี้จะคุยกับคุณ”

ชะอุ้ย!! พูดเรื่องหนี้ปุ๊บผมนี่มวนท้องมวนไส้กันเลยทีเดียว ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้จึงจำใจมุดเข้ารถเบ๊นซ์ของพี่มันไปตามระเบียบ รถบ้าไรจะรวยขนาดนี้พอบีเอ็มกระจกพังปุ๊บในตอนเช้าตกเย็นเปลี่ยนเป็นขับเบ๊นซ์เฉย ไม่อยากจะบอกว่าตอนมาไอ้ชิคนนี้นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นกันเลยทีเดียว



กลัวจะไปทำอะไรในรถพี่มันพังแล้วหนี้จะเพิ่มขึ้นอีกอันเก่ายังไม่ได้เริ่มผ่อนเลย



“พี่จะทำสัญญาหนี้หรือเปล่าครับ”

ผมเอ่ยถามขึ้นเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากจุดจอดเข้าสู่ถนนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เผื่อพี่ยีราฟจะทำสัญญาเพื่อเป็นหลักประกันว่าผมจะไม่เบี้ยวหนี้ เพราะกว่าจะผ่อนหมดพี่มันคงเรียนจบไปทำงานถึงไหนต่อไหนแล้ว

“ไม่อะ”

“อ้าว แล้วที่บอกจะคุยเรื่องหนี้นี่มันยังไงหรอครับ”

“ก็ไม่ยังไง”

งงไปหมดแล้วเนี่ยมองด้านข้างของคนตัวสูงโปร่งที่ยังคงนิ่งโฟกัสแต่ถนนตรงหน้าทิ้งช่วงไว้นานกว่าริมฝีปากสวยนั้นจะกลับมาขยับอีกครั้ง

“ผมแค่มีเงื่อนไขนิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่ก่อนอื่นคุณช่วยทำตัวให้มันเป็นคนหน่อยได้มั้ย นั่งนิ่งเป็นหินเลยผมอึดอัด”

ผมขยับตัวเล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้นจริงๆ แบบนิดหนึ่งอะ และเหมือนคุณเขาจะยังไม่พอใจตวัดสายตาคมกริบส่งมารัวๆ จนสุดท้ายผมจึงผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

“เงื่อนไขของผมคือ ระหว่างผ่อนหนี้คุณต้องทำในสิ่งที่ผมขอสามอย่าง”

“ห๊ะ” ผมอุทานลั่นอย่างลืมตัว

“ใช่ แค่นั้นแหละส่วนจะให้ทำอะไรตอนนี้ผมยังไม่มีสิ่งที่ต้องการ ไว้มีแล้วผมจะใช้สิทธิ์”

อยากจะเถียงออกไปเหมือนกันนะว่าไอ้เงื่อนไขบ้าๆ นี่มันประหลาดพิกล แต่ทำไงได้ในเมื่อผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรองอะไรได้ทั้งนั้นเลยต้องจำใจยอมรับสภาพไปโดยปริยาย และหวังว่าพี่มันจะไม่ขอให้ผมทำในสิ่งที่ยากเกินไป

“แต่ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างที่ผมขอจะมีแต่เรื่องดีเท่านั้น ผมทำเพื่อเรา”



ทำเพื่อเรา? ทำไปทำไมกัน?



[-- Rrr—Rrrr--]



เสียงโทรศัพท์พี่มันดังขึ้นก่อนที่เจ้าของจะกดรับสายเพื่อใช้งานผ่านระบบบลูทูธของรถ



“ไอ้ยีมึงอยู่ไหนเนี่ยลักพาตัวน้องปีหนึ่งแล้วหายเงียบเลยนะไอ้เวร”

ปลายทางโพล่งออกมาดังทั่วไปทั้งรถ เข้าใจว่านี่รถพี่มันจะคุยยังไงก็ได้แต่พี่ยีราฟคงลืมไปว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียวมีผมนั่งอยู่ด้วยกัน และไอ้เรื่องที่กำลังพูดถึงก็เกี่ยวกับผมเต็มๆ

[เสือก]

“ไอ้นี่ กูถามดีดีคืนนี้มึงจะออกไปเที่ยวกับพวกกูมั้ยไอ้ว่านให้ถาม”

[แปบ] พี่ยีราฟละสายตาจากถนนหันมาหาผมอย่างเร็ว

“คืนนี้ผมจะไปเที่ยว ให้ไปมั้ย”

เอ๋.. เดี๋ยวนะแล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมหล่ะเนี่ย

“ก็ไปสิครับพี่จะมาถามผมทำไมกัน”

[ไปก็ได้แต่กูขอไปส่งน้องก่อนนะเสร็จแล้วจะตามไป]

“เออ กูได้ยินหมดแล้ว มึงรีบมาแถลงเรื่องน้องปีหนึ่งเดียวนี้ แล้วอะไรคือเที่ยวทุกคืนไม่เห็นต้องขอใคร คืนนี้เสือกขอ...”



ตึ๊ดดดดด!! ก็ตัดสายเพื่อนไปเลยสิครับ



รถหรูเริ่มลดรระดับความเร็วลงเมื่อเข้าสู่เขตของมหาวิทยาลัย จนกระทั่งหยุดจอดตรงลานจอดมอเตอร์ไซต์หน้าตึกรวมของคณะวิศวะ ผมไม่รีรอที่จะปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยเพื่อเตรียมตัวลงเพราะรู้ว่าพี่ยีราฟมีนัดกับเพื่อนต่อเขาจะได้ไม่เสียเวลามาก

“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ”

“อือ ขับรถดีดีหล่ะ อย่าไปชนกระจกใครเขาอีก”

เอิ่ม.....

จี้จุดเก่งที่หนึ่ง

“เหอะๆ” ขยับตัวเตรียมเปิดประตูลงจากรถเพราะตอนนี้กูเกร็งจนตะคริวแดไปครึ่งซีกแล้วมึงเอ๋ย

“เดี๋ยว” ผมชะงักกึกหันกลับมาตามเสียงของพี่มัน ก่อนจะมีกระดาษคล้ายการ์ดสะสมแต้มตามร้านกาแฟอะไรเทือกนั้นแหละแต่เป็นสามช่องส่งมาให้

“บัตรสะสมสิทธิ์ผม ไว้ถ้าผมใช้แล้วคุณก็เซ็นต์ได้เลยจะได้รู้ว่าครบแล้วหรือยัง”

จับบัตรพลิกไปมาอีกครั้งเป็นอันเข้าใจว่าไอ้บัตรเนี่ยมีไว้เพื่อเตือนสติผมว่า เห้ย..มึงอะเป็นลูกหนี้กูอยู่นะ รู้สึกดีเชียวหนี้ก็ต้องผ่อนแถมยังตกเป็นคนที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขแปลกๆ นั่นอีกต่างหาก



ไอ้ชิบหายเสียทั้งขึ้นทั้งล่องเลยกู!!



“นอนบนรถเลยมั้ย ลงสิผมจะไปเที่ยวต่อ”

“ครับๆ ผมลงแล้วครับ”



ปิดประตูรถพี่มันแล้วตรงปรี่ไปหานวลอนงค์ที่จอดเด่นอยู่คันเดียว ก่อนจะสตาร์ทแล้วขับกลับหอโดยมีเสียงแถดๆๆ ดังตลอดทางตามเดิมเป็นเอกลักษณ์ ผ่านป้อมยาม ผ่านสี่แยก เพียงไม่กี่นาทีก็เลี้ยงเข้าสู่เขตของอพาร์ทเมนท์ที่อาศัยอยู่



ติ๊ง!!!

เสียงข้อความจากแอพสีเขียวดังขึ้น



P’ Giraffe : ถึงแล้วก็รีบขึ้นห้องไปพักผ่อน



ห๊ะ!!! พี่มันรู้ได้ไงว่าผมถึงแล้ว หันขวับกลับไปมองยังหน้าอาร์ทเมนท์ นั่นมันรถพี่ยีราฟนี่หว่าขับตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ยทำไมผมไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ



P’ Giraffe : ฝันดี ผมไปละ

Shiba Inu : ขับรถดีดีครับ



แล้วรถหรูสีดำก็ขับออกไปคงเหลือทิ้งไว้แต่คำถามมากมายที่เกิดขึ้นในใจของผมว่าพี่มันทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน แต่พอมาสรุปทุกอย่างได้แล้วคำตอบก็คงมีอย่างเดียว



คงอยากรู้ว่าลูกหนี้พักอยู่ที่ไหนจะได้ตามถูกนั่นแหละ!!

คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้แน่นอน


#เมื่อดาวอังคาร..เคลื่อนเข้าใกล้โลก



เงื่อนไขหรือข้ออ้างให้ได้อยู่ใกล้น้อง ... ใครู้บ้างบอกไอ้ต้าวชิบะหน่อย


 :katai5: :katai5: :katai5:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด