⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 5 ขอโทษที่กวนใจเธอ
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 5 ขอโทษที่กวนใจเธอ  (อ่าน 1051 ครั้ง)

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ


3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป


12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail


16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


*****************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-11-2021 19:18:11 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ไทม์แมชชีน
«ตอบ #1 เมื่อ26-10-2021 21:15:42 »

แนะนำเรื่อง

เมื่อสองหนุ่มใหญ่กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากกันไปในยุค 90 ความผูกพันในอดีตจะสานรักใหม่ได้หรือไม่ หรือต้องใช้ไทม์แมชชีนช่วยย้อนเวลากลับไป



นิยายเรื่องนี้ จะพาผู้อ่านย้อนกลับไปสัมผัสความสุขแห่งวันวานของวัยรุ่นยุค 90 ยุคที่เพลงไทยเติบโตสุดขีด เพลงคือบันทึกความทรงจำของชีวิตวัยรุ่นของเรา ทุกเพลงที่เคยฟังในวันนั้นมีความหมาย มีเหตุการณ์ให้จดจำ มีคนที่เคยพบ เคยรัก เคยผิดหวังหรือเคยพูกพัน มีสถานที่ มีบรรยากาศ มีเรื่องราวเก่า ๆ ที่เคยประทับใจและฝังใจจำ

ยุค 90 ยุคที่ไม่มีโซเชียลมีเดีย ความทรงจำของเราจึงมีค่ายิ่ง เพราะเมื่อไหร่ที่จากกัน เราไม่เคยรู้เลยว่าต้องรออีกนานแค่ไหน ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เราจะพบกัน แต่ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้ จำความรู้สึกนี้ เราจึงลึกซึ้งกับความคิดถึง เมื่อไหร่ที่ผ่านมาเจอที่ที่คุ้นเคย ก็อยากให้เธออยู่ตรงนี้เหมือนที่เป็นเช่นวันนั้น

เราจึงคอยมองฟ้า ฝากความรักไปกับลม ฝากความคิดถึงไว้กับดาว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อเธออยู่ตรงนั้นจะเห็นดาวดวงเดียวกันกับฉันไหม ถ้าหากเธอรับรู้ได้ ฉันก็อยากบอกเธอว่ากลับมาพักตรงที่เดิม ที่มีฉันรอเพียงลำพัง หากเธอเหงาและเหนื่อยล้าเมื่อไหร่ ก็ขอให้ใจของฉันได้แบ่งเรื่องทุกข์ทนเมื่อเธอไม่มีใคร

หากยังคิดถึงกันอยู่ในวันนี้ ขอเพียงหลับตานานๆ คิดถึงวันเก่าจะยังมีเราสองคน แม้ว่าวันหนึ่งโชคร้าย ไม่ได้กลับมาเจอกันอีกแล้ว ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ

มาติดตามเรื่องราวความรักในยุค 90 ของอาร์ตกับม่อน สองหนุ่มใหญ่ที่โคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งในยุคนี้กันนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-11-2021 22:26:51 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 1 อยากให้เธออยู่ตรงนี้


สิงหาคม 2561

"อยากให้เธออยู่ตรงนี้ เหมือนที่เป็นเช่นวันนั้น แม้ว่าสองเราต้องห่างเหินกัน ไกลแสนไกล อยากบอกเธอว่ายังรักเธอ"

ทันทีที่ผมก้าวขาเข้ามาในซูเปอร์มาร์เกตแห่งหนึ่ง เสียงเพลงของนักร้องดังยุค 90 คนหนึ่งก็ดังขึ้น ผมได้ยินตอนท่อนฮุกพอดิบพอดี

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ผมไม่ได้ยินเพลงนี้มาเป็นสิบปีแล้ว หลังจบมหาลัย ชีวิตของผมก็หมดไปกับงานเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีเวลาฟังเพลงมากนัก อีกอย่างก็เริ่มรู้สึกห่างเหินกับเพลงสมัยใหม่ด้วย ถ้ามีเวลาฟังก็จะฟังเพลงยุค 90 เพราะชวนให้นึกถึงตอนเป็นวัยรุ่น มันคือช่วงชีวิตที่สวยงามที่สุด เรามีเวลาที่จะสนุกกับเพื่อน เพ้อฝันไปกับความรัก ค้นหาตัวเองและสำรวจโลกกว้าง ทั้งหมดนี้จะค่อยๆ หายไปเมื่อเราโตขึ้น ก็ฟังดูน่าเศร้า แต่ก็เป็นความจริงของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมจำได้ดีว่าฟังเพลงนี้ครั้งแรกตอนอายุสิบสาม จำได้แม้กระทั่งว่าฟังที่สนามกีฬาสมโภช 700 ปีเมืองเชียงใหม่ เพราะผมไปดูกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18 กับเพื่อนที่นั่น เอาซาวอะเบาท์ไปด้วย แม่เพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด

แน่นอนว่าเรื่องราวคงไม่ได้มีแค่นี้หรอก ที่ผมจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้หลายอย่างเพราะมันไปเกี่ยวข้องกับใครคนหนึ่งต่างหาก

พี่อาร์ต...

ผู้ชายคนหนึ่งที่ผมเคยแอบรัก คลั่งไคล้ หลงใหลตามประสาเด็กวัยรุ่น แต่ผมก็ไม่สมหวังหรอก ในยุค 90 สังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่องชายรักชายมากนัก ซีรี่ส์วายเหมือนสมัยนี้ก็ไม่มี ถ้ามีก็จะเป็นหนังซึ่งจบไม่สมหวังสักเรื่อง ผมเคยดูหนังเรื่องแฮปปี้ทูเกตเตอร์ที่เลสลี่จางเล่นในปี 2540 ก็จบเศร้าเหมือนกัน จนผมเองก็สงสัยว่าเกย์มีความสุขกับความรักไม่ได้หรือไง

แต่ไม่น่าเชื่อว่าผ่านยุค 90 มาไม่ถึงสิบปี นิยายวายและซีรี่ส์วายก็ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย ต้องขอบคุณคนเขียนเรื่อง “เซ็งเป็ด” ในพันธุ์ทิพย์เมื่อปี 50 เขาเล่าประสบการณ์ชายรักชายด้วยสำนวนการเขียนฮาๆ อ่านสนุก ใครๆ ก็อ่านได้ มันก็เลยเกิดกระแส คนก็เริ่มสนใจ ไม่นานนิยายวายก็ผุดเป็นดอกเห็ด ผมก็ตามอ่านบ้างเป็นบางเรื่อง บางเรื่องก็กลายเป็นซีรี่ส์ ทุกวันนี้มันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ขนาดพี่สาวผมยังเคยติดซีรี่ส์วายเลย

คงเป็นเพราะเพลงนี้ ผมจึงเกิดอยากรู้ว่าพี่อาร์ตเป็นยังไงบ้าง เราไม่ได้เจอกันตัวเป็นๆ นานมากเหลือเกิน เขาจบมอหกที่เชียงใหม่ในปี 2542 แล้วก็ไปเรียนต่อที่ไต้หวัน ผมไม่ได้เจอเขาอีกเลยตั้งแต่นั้น

นี่ก็สิบเก้าปีผ่านมาแล้ว แต่เรื่องราวเก่าๆ ก็ยังหลงเหลือในความทรงจำอยู่บ้าง แม้รายละเอียดจะเลือนราง แต่ก็พอจำเหตุการณ์สำคัญๆ ได้ แม่เคยพูดกับผมบ่อยๆ ว่าต่อให้เราจำเรื่องราวในอดีตกับคนคนหนึ่งได้ไม่หมด แต่สิ่งที่เราจะจำได้ไม่ลืมก็คือความรู้สึกที่เรามีต่อคนคนนั้น แม่ก็เลยจำฝังใจกับสิ่งที่พ่อผมทำ ไม่เคยให้อภัยเขาอีกเลยจนวันตาย

เอาเถอะ นั่นก็คือเรื่องของแม่ แต่สิ่งที่แม่เคยพูดไว้ก็จริงไม่น้อย ผมจำเรื่องราวเก่าๆ ของผมกับพี่อาร์ตได้ไม่หมดก็จริง แต่สิ่งที่จำได้แม่นจนถึงทุกวันนี้ก็คือความรู้สึกที่ผมมีต่อเขา ตั้งแต่ความรู้สึกตอนเจอกันครั้งแรกไปจนถึงวันสุดท้ายที่จากลา

ผมจำวันแรกที่เจอพี่อาร์ตได้ จำได้แม้กระทั่งวันที่ เพราะมันใกล้วันเกิดของผม และอยู่ในช่วงที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18 ด้วย ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาเกือบ 23 ปีแล้ว

ย้อนไปวันนั้น…

8 ธันวาคม 2538 ณ สนามกีฬาสมโภช 700 ปีเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

“ส่งใจไปซ้อม ฝากใจไปแข่ง ชีพจรเต้นแรง เชียร์คนเก่งคนไทย ร้อยพ่อพันแม่ แต่เพื่อเมืองไทย เพื่อความยิ่งใหญ่ ผูกใจเป็นหนึ่ง…”

ผมกับเพื่อนชั้นมอหนึ่งอีกสองคนนั่งรถแดงมาถึงที่นี่ตอนเก้าโมงเช้า มาถึงเราก็ได้ยินเสียงเพลงของอัสนี-วสันต์ดังไปทั่วงาน ส่วนคนอยู่บ้านก็จะได้ยินผ่านโฆษณาทีวีทุกวันในช่วงนั้น

วันนี้เราตั้งใจมาหาซื้อของที่ระลึกงานกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18 ครั้งนี้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ งานจริงจะเริ่มระหว่างวันที่ 9 ถึง 17 ธันวาคม 2538

แม้ว่าวันนี้จะยังไม่ใช่พิธีเปิด แต่คนก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างล้นหลาม ทั้งคนเชียงใหม่ คนต่างถิ่นและคนต่างชาติ ต่างก็สวมเสื้อกันหนาวหลากสีสันกัน เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเชียงใหม่จะหนาวมากในช่วงหน้าหนาว

เราสามคนตรงดิ่งไปที่ร้านขายของที่ระลึกทันที ของที่ระลึกที่ผมกับเพื่อนอยากได้มากที่สุดคือตุ๊กตาแมวซีเกมส์พูดได้ ชื่อจริงๆ ของมันก็คือแมวสวัสดี ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เอามาเท่าไหร่ก็ขายหมด ใครอยากได้ต้องมาแต่เช้า วันนี้จะขายเป็นรอบสุดท้าย ถ้าพลาดแล้วก็จะพลาดเลย แน่นอนว่าผมจะไม่ยอมพลาดอย่างเด็ดขาด

ระหว่างที่เดินไป ผมก็ฟังเพลงจากซาวอะเบ้าท์ไปด้วย แม่เพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อวานหรือวันที่ 7 ธันวาคม ผมเห่อมากเลยล่ะ เพราะใครมีแล้วก็จะดูเท่มากในยุคนั้น

พอเทปหมดผมก็เปลี่ยนมาฟังรายการวิทยุ มีอยู่ช่วงหนึ่งดีเจแนะนำว่ามีเพลงใหม่มาให้ฟัง เป็นนักร้องหญิงหน้าใหม่ของแกรมมี่ อยู่ๆ ก็มาร้องเพลงประกอบละครพริกขี้หนูกับหมูแฮม ทั้งที่ยังไม่เคยมีใครเห็นหน้าเธอมาก่อน คงต้องมีดีและไม่ธรรมดาเป็นแน่ ไม่งั้นแกรมมี่คงไม่เลือกมาเป็นนักร้อง ชื่อเพลงอยากให้เธออยู่ตรงนี้ นักร้องคนนั้นก็คือ...

พี่โบ สุนิตา ลีติกุล นักร้องคนโปรดของผมในยุค 90

แค่ได้ฟังครั้งแรกผมก็รู้สึกชอบ เสียงของนักร้องคนนี้ช่างเพราะจับใจผมเหลือเกิน แถมเพลงก็ยังฟังง่าย ร้องง่ายและติดหู ส่วนความหมายนั้นไม่ต้องพูดถึง เพลงยุค 90 ของผมนั้นกินขาดในเรื่องนี้อยู่แล้ว

"อยากให้เธออยู่ตรงนี้ เหมือนที่เป็นเช่นวันนั้น แหมว่าสองเราต้องห่างเหินกัน ไกลแสนไกล อยากบอกเธอว่ายังรักเธอ..."

ผมฟังเพลงนี้จนมาถึงร้าน คนแน่นมากและต่างก็เบียดเสียดแย่งกัน พวกเราสามคนก็ต้องไปเบียดแย่งกับผู้ใหญ่ด้วย ค่าที่ตัวเล็กพวกเราก็เลยเบียดสู้ไม่ค่อยได้ พวกผู้ใหญ่ต่างก็คว้าแมวสวัสดีหมับๆ ไปคนละตัวสองตัวจนผมกลัวว่ามันจะหมดเสียก่อน

ทว่าก็มีอยู่ตัวหนึ่งที่ผมเหลือบไปเห็นพอดี ผมจึงรีบคว้ามันมา แต่สัมผัสแรกกลับดูแปลกๆ เพราะมันไม่นิ่มเหมือนตุ๊กตาเลย แต่กลับแข็งๆ คล้ายกระดูก ไม่ถึงวินาทีผมก็เห็นว่าเป็นมือของใครสักคนนั่นเอง

"ของพี่นะน้อง"

เจ้าของมือเรียกแทนตัวเองว่าพี่ เมื่อผมหันไปดูก็เห็นผู้ชายหน้าตี๋ ผิวขาว ปากแดงคนหนึ่ง แม้จะใส่กันหนาวแต่ผมก็เห็นปกเสื้อนักเรียนขาวๆ อายุน่าจะมากกว่าผมสองสามปี เขาอยู่ใกล้ผมมาก ตัวเบียดกันเลยล่ะ เพราะเรากำลังแย่งของชิ้นเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ผมตะลึงก็คือ พี่เขาหล่อมาก ทำเอาเด็กอายุสิบสามอย่างผมใจสั่นเลย ผมรู้ตัวเองว่าไม่ได้ชอบผู้หญิงมาหลายปีก่อนนั้นแล้วล่ะ

"ผมเห็นก่อน พี่มาทีหลังผมนะ" ผมใช้อีกมือที่ว่างอยู่ดึงหูฟังออก ปล่อยให้พี่โบร้องเพลงอยากให้เธออยู่ตรงนี้ไปคนเดียวพลางๆ ก่อน

"ก็ดูสิว่าใครจับก่อน" คนตัวโตกว่าบุ้ยปากให้ผมมองดูมือของเรา

ผมรีบหันไปมองดูมือของตัวเองที่จับอยู่ ปรากฏว่าผมกุมมือพี่เขาไว้ แปลว่าเขาจับมันได้ก่อนผมเพียงเสี้ยววินาทีนั่นเอง

เมื่อจำนนด้วยหลักฐานผมก็เอามือออก แม้จะเสียดายแค่ไหนแต่ก็ต้องยอมปล่อยตุ๊กตาตัวนั้นไปแต่โดยดี เพื่อนผมอีกสองคนรีบเดินเข้ามาดู พวกมันรู้จักพี่อาร์ตด้วย ไอ้วิทย์ก็เลยร้องทักเป็นคนแรก

"พี่อาร์ต"

"อ้าว ไอ้วิทย์ ไอ้ดั๊ก มาด้วยเหรอ" คนชื่ออาร์ตเรียกชื่อเพื่อนผมอย่างคุ้นเคย พวกมันสองคนพยักหน้า

"พี่อาร์ตมาคนเดียวเหรอ" วิทย์ถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงความสนิทสนม

"แล้วมึงเห็นกูมากี่คนล่ะ" คนถูกถามย้อนกวนๆ

"ใครเหรอวะ" ผมหันไปถามดั๊ก

"พี่อาร์ตไง เรียนโรงเรียนเดียวกัน อยู่มอสาม มึงไม่เคยเห็นพี่เขาเหรอ เขาเรียนห้องเดียวกับพี่มึงนั่นแหละ" ดั๊กหันมาตอบเสียงเบา

"ไม่เคย" ผมส่ายหน้าไปมา ขณะที่สายตาก็มองพี่อาร์ตอย่างสังเกต หน้าตี๋ๆ บ่งบอกว่าน่าจะเป็นลูกจีนแท้ๆ ไม่ใช่คนเหนืออย่างผมหรอก

"เหลือตัวเดียวเหรอพี่" วิทย์ยื่นหน้ามาดูของที่อยู่ในมือของรุ่นพี่

"เออ เหลือแค่นี้แหละ เกือบไม่ได้แล้วเนี่ย" พี่อาร์ตยิ้มดีใจ แน่นอนว่าใครหาซื้อได้ก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา เพราะมันหายากเสียยิ่งกว่าทองในเวลานี้

"ซื้อไปให้ใครเหรอพี่" ดั๊กยิ้มมีเลศนัย

"เสือกอะไรวะมึง" พี่อาร์ตเอาแมวตัวนั้นทุบหัวดั๊กเบาๆ จากนั้นก็เดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ส่วนผมกับเพื่อนก็แห้วกินไปตามระเบียบ

จ่ายเงินเสร็จ พี่อาร์ตก็เดินมาหาพวกเราซึ่งได้แต่มองไปทั่วร้าน แต่ของที่อยากได้ก็หมดแล้ว สงสัยว่าคงต้องซื้อพวกหมวก แก้ว โปสต์การ์ดและตราไปรษณีย์แก้ขัด

“เป็นน้องเมี่ยงเหรอ” พี่อาร์ตหันมาทางผม สงสัยจะได้ยินที่ผมคุยกับดั๊กเมื่อกี้ ผมก็เลยพยักหน้า

“แปลก ทำไมไม่เคยเห็น” พี่อาร์ตเอียงคอมอง คล้ายกับพยายามนึกว่าเคยเจอผมหรือเปล่า

“เมื่อก่อนมันเรียนอยู่หางดงน่ะพี่ มันเพิ่งย้ายมาเรียนมอต้นที่นี่” ดั๊กถือโอกาสตอบแทน

พี่อาร์ตพยักหน้ารับรู้ “อ๋อ ถึงว่าล่ะ ไม่เคยเห็นเลย”

“พี่อาร์ตจะไปไหนต่อล่ะครับ ไปดูกีฬากันไหมพี่” วิทย์ถือโอกาสชวน มันคงเห็นว่าพวกเราสามคนเด็กเกินไป ถ้ามีรุ่นพี่ไปด้วยก็น่าจะดี

“เออ ก็ดีเหมือนกัน” พี่อาร์ตตอบตกลงอย่างว่าง่าย พลางก็เอาตุ๊กตาแมวซีเกมส์ตัวนั้นใส่กระเป๋าเป้ รูดซิปแล้วก็เอามาสะพายหลังตามเดิม

ตอนนั้นผมยังเคืองพี่อาร์ตอยู่ ก็เลยเดินตามเขาไปเงียบๆ แต่ก็คอยสังเกตเขาตลอด ก็เลยรู้ว่าพี่อาร์ตพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก เวลาเจอชาวต่างชาติเขาจะชอบเข้าไปคุยด้วย ผมรู้สึกทึ่งมากเลย จนนึกอยากเก่งภาษาอังกฤษอย่างเขาบ้าง

ไอ้ดั๊กเอากล้องถ่ายรูปมาด้วย พวกเราก็เลยได้ถ่ายรูปด้วยกันไว้บ้าง แต่เนื่องจากเรามีฟิล์มแค่สองม้วน ม้วนหนึ่งถ่ายได้แค่สามสิบกว่ารูป วันนั้นเราก็เลยไม่ได้ถ่ายเยอะ เพราะจะเก็บเอาไว้ถ่ายงานพิธีเปิดพรุ่งนี้และวันอื่นๆ รวมถึงถ่ายกับนักกีฬาที่เราชื่นชอบด้วย

ผมกับเพื่อนตระเวนถ่ายรูปกับนักกีฬาเป็นว่าเล่นเลยในช่วงนั้น มีรูปถ่ายกับนักกีฬาดังๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณฉลามนุก รัฐพงศ์ ศิริสานนท์ คุณแว่น สิริรัตน์ ยลโยธินกุล คุณซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง คุณอัลเฟรด เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ และอีกหลายๆ คน ล้วนแต่เป็นนักกีฬาที่สาวๆ กรี๊ด บางคนก็เจอตอนซ้อม บางคนก็เจอโดยบังเอิญ

ผมได้ถ่ายรูปกับพี่อาร์ตตอนนั้นไว้บ้างสองสามรูป แต่ถ่ายรวมกับเพื่อนๆ ทุกวันนี้ผมก็ยังเก็บไว้ที่บ้านที่เชียงใหม่ แต่ก็แทบไม่เคยเอามาเปิดดูเลย

นั่นแหละ ภาพจำภาพแรกของพี่อาร์ต ผู้ชายหน้าตี๋ ผิวขาว ปากแดงซึ่งมาพร้อมกับเพลง "อยากให้เธออยู่ตรงนี้"

แน่นอนว่าเรื่องราวของเราไม่ได้มีแค่นี้หรอก หลังงานกีฬาซีเกมส์เราก็เจอกันบ่อยขึ้น ช่วงนั้นพี่อาร์ตทะเลาะกับแฟนจนเลิกกัน แฟนพี่อาร์ตเอาตุ๊กตาแมวซีเกมส์มาคืนให้ เขาก็เลยเอามาให้ผมเพราะเห็นว่าผมอยากได้ หลังจากนั้นเราก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้น เขาติวภาษาอังกฤษให้ผมด้วย ที่ผมได้ทำงานที่ใช้ภาษาอังกฤษทุกวันนี้ก็เพราะพี่อาร์ตนี่แหละ

แต่ปัญหาก็คือ ยิ่งสนิทกัน ผมก็ยิ่งชอบเขามาก แต่ชอบแล้วก็ใช่ว่าจะบอกได้ ก็เลยได้แต่ทนเจ็บ พี่อาร์ตเองยิ่งโตก็ยิ่งเจ้าชู้ ผมเคยเห็นเขานัวเนียกับผู้หญิงโดยบังเอิญครั้งหนึ่ง ทำเอาผมร้องไห้และซึมเศร้าไปหลายวันเลย จนพี่เมี่ยงสงสัย ผมก็เลยสารภาพว่าชอบพี่อาร์ต พี่สาวผมตกใจไม่น้อยเลยล่ะ แต่เขาก็รับได้ เพราะแม่กับพี่สาวน่าจะดูออกนานแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครพูด

เอาเป็นว่าผมก็ไม่เคยบอกความรู้สึกของตัวเองให้พี่อาร์ตรู้หรอก ส่วนเขาจะรู้หรือเปล่าผมก็ตอบไม่ได้ แต่ก็มีบางอย่างที่ค้างคาใจผมมาตลอด แม้ว่าตอนนี้ไม่อยากรู้แล้ว แต่ตอนนั้นผมก็อยากรู้เหลือเกินว่าพี่อาร์ตคิดกับผมยังไง เสียดายที่เขาก็หายจากชีวิตผมไปโดยที่ผมไม่เคยรู้คำตอบเลย ทิ้งผมให้คร่ำครวญหาอยู่หลายปี จนวันหนึ่งก็ทำใจได้ไปเอง

เมื่อถึงวันนี้ สิบเก้าปีก็ผ่านไปแล้ว ผมไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องราวในวันนั้นแล้ว ก็เป็นแค่ความทรงจำ ก็แค่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เคยมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและน้ำตาให้กัน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่หลงเหลือความผูกพันใดๆ ไม่มีเลยจริงๆ

นี่แหละความรักในยุค 90 ของผม มันไปได้แค่นี้จริงๆ

ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ผมจะคิดถึงเรื่องพี่อาร์ตได้ยาวขนาดนี้ เป็นเพราะพี่โบแท้ๆ สงสัยกลับไปคอนโดเย็นนี้คงต้องไปหาเพลงพี่โบและเพลงเก่าๆ ที่เคยฟังในช่วงนั้นมาฟังบ้างแล้ว ผมห่างหายจากการฟังเพลงไปนานเหลือเกิน

เมื่อไม่มีอะไรต้องคิดถึงอีกผมก็ซื้อของต่อไปตามเดิม แต่สักพักก็ถามตัวเองว่าถ้าวันหนึ่งเจอพี่อาร์ตโดยบังเอิญ ผมจะดีใจไหม เขาจะจำผมได้ไหม เขาจะอยากคุยกับผมหรือเปล่า เพราะวันนี้พี่อาร์ตเป็นดาราดังไปแล้ว แม้วัยจะใกล้สี่สิบแต่ก็ยังดังอยู่

เราก็คงพูดคุยทักทายตามประสาคนเคยรู้จักกันนั่นแหละ คุยจบก็จากกันไปตามทางของตัวเองเหมือนเดิม อาจจะติดตามกันบนเฟสบุ๊กบ้าง แต่คงไม่มีโอกาสได้กลับมาใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนวันนั้น

ถ้าวันนี้พี่โบยังร้องเพลงอยู่ ผมจะขอให้พี่โบร้องใหม่ว่า “ไม่อยากให้เธออยู่ตรงนี้ เหมือนที่เป็นเช่นวันนั้น”

... ... ...

สามทุ่มกว่าแล้ว อยู่ๆ ผมก็รู้สึกหิวขึ้นมาอีกทั้งที่เพิ่งกินข้าวไปหยกๆ ที่จริงมีของที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาเกตที่พอกินได้อยู่บ้าง แต่ผมก็ขี้เกียจเอามาทำอาหารกินเอง ก็เลยว่าจะลงไปซื้ออะไรกินนิดๆ หน่อยๆ ที่เซเว่นข้างล่าง คิดแล้วผมก็เดินไปหยิบคีย์การ์ดและลงไปข้างล่างเดี๋ยวนั้นเลย

เมื่อได้ของที่ต้องการผมก็กลับขึ้นมาบนห้อง ขณะที่กำลังเดินออกจากลิฟต์ไปที่ห้องของตัวเองอยู่นั้น ผมก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินมาตามโถงทางเดินด้วยกัน เข้าใจว่าน่าจะเป็นแฟนกันนั่นแหละ ผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่น่าดู ส่วนผู้ชายก็หล่อใช้ได้

ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอก เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับผมแม้แต่น้อย แต่พอเดินผ่านสองคนนั้นไปสองสามก้าว ผมก็หยุดเดิน มุ่นคิ้วเข้าหากันและหันไปมอง ผู้ชายคนนี้ช่างเหมือนดาราดังคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก ผมจึงลองเรียกชื่อดู ถ้าไม่ใช่ก็แค่หน้าแตก ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก

"พี่อาร์ต"

สองหนุ่มสาวหยุดเดิน ฝ่ายชายหันมามองผมก่อน ตามด้วยฝ่ายหญิง คนที่ผมเรียกว่าพี่อาร์ตขมวดคิ้วสงสัย ไม่รู้ว่าเขาจำผมได้หรือเปล่า เขาอาจจะคิดว่าผมอยากได้ลายเซ็นก็ได้ แต่ผมเพ่งดูไม่นานก็รู้ว่าใช่ เขาคือพี่อาร์ตแน่นอน

"พี่อาร์ตจำผมไม่ได้เหรอพี่"

ผมเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มดีใจ แม้ว่าเจอพี่อาร์ตในทีวีบ้าง แต่ผมก็พบว่าตัวเองรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้เจอตัวจริง ไม่คิดเลยว่าโลกกลมๆ จะใช้เวลาเกือบสองทศวรรษพาเรากลับมาเจอกันจนได้ เพิ่งนึกถึงอยู่แท้ๆ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันไวขนาดนี้

พี่อาร์ตเอียงคอ ดูเหมือนพยายามคิดอย่างหนักว่าเคยเจอผมหรือเปล่า แน่นอนล่ะ การจะจำคนที่เคยเจอกันเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วคงไม่ง่าย ต่อให้สนิทกันขนาดไหนก็เถอะ

“น้องชายพี่เมี่ยง ยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่” ผมบอกชื่อพี่สาวและชื่อโรงเรียนมัธยมที่เราเคยเรียนด้วยกัน ถ้าเขาจำไม่ได้ก็คงเป็นโรคความจำเสื่อมแน่นอน

"ม่อน"

พี่อาร์ตยิ้มดีใจสุดขีดเมื่อจำผมได้ เขารีบผละจากผู้หญิงคนนั้นและเดินมากอดผมหนักๆ ทำเอาผมถึงกับทำตัวไม่ถูกไปเลย เพราะไม่คิดว่าพี่อาร์ตจะดีใจถึงขนาดนี้

เมื่อกอดจนพอใจพี่อาร์ตก็ปล่อย "ม่อนจริงๆ เหรอเนี่ย พี่ก็นึกอยู่ว่าหน้าคุ้นมาก เหมือนเคยเจอที่ไหน ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกเลยนะเนี่ย"

"ทำไมล่ะพี่ ไม่อยากเจอผมเหรอ" ผมแซวเล่นขำๆ

"เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น มันนานมากไง นี่เราไม่ได้เจอกันกี่ปีแล้วเนี่ย" พี่อาร์ตทำท่าคิดเลข ผมก็เลยรีบเฉลยให้เพราะคิดคำนวณมาก่อนหน้านี้แล้ว

"สิบเก้าปีแล้วพี่ พี่จบมอหกตอนปีสี่สอง"

"เออใช่ ตั้งแต่จบมอหกพี่ก็ไม่ได้เจอม่อนอีกเลย ม่อนสบายดีไหม"

"สบายดีครับพี่ ผมเจอพี่ในทีวีมาหลายปีแล้ว ดังใหญ่เลยนะพี่ อ้อ พี่เมี่ยงดูทุกเรื่องที่พี่เล่นเลย เขาปลื้มพี่มาก" ผมพูดถึงพี่สาวในตอนท้ายด้วยน้ำเสียงติดตลก

"เมี่ยงเป็นไงบ้าง สบายดีไหม ตั้งแต่ไปไต้หวันพี่ก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย”

“สบายดีพี่ ตอนนี้เป็นหมออยู่ที่เชียงใหม่ ลูกสองแล้ว”

“แล้วแม่ล่ะ”

“ไปสบายแล้วล่ะพี่”

"หมายความว่าไง" พี่อาร์ตทำหน้าสงสัย แต่ผมคิดว่าเขาก็น่าจะพอเดาความหมายได้

"แม่เพิ่งเสียเมื่อปีที่แล้วครับ" บอกไปแล้วผมก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย เมื่อไม่มีแม่ ก็เหลือแค่ผมกับพี่สาวสองคน ส่วนพ่อ…เราก็ตัดขาดกันไปแล้ว

พี่อาร์ตคงจำเรื่องราวดราม่าของผมกับครอบครัวได้ เขาก็เลยทำสีหน้าเห็นใจ "พี่เสียใจด้วยนะม่อน เสียดาย...พี่ไม่รู้เรื่องเลย” พี่อาร์ตยกคิ้วสูงขึ้น เปลี่ยนจากเศร้าเป็นสงสัย “อ้อ ว่าแต่...ม่อนมาทำอะไรที่นี่ล่ะ อยู่กรุงเทพเหรอ มาอยู่นานหรือยัง"

"เพิ่งมาถึงวันนี้แหละพี่ ช่วงหลังๆ ผมก็อยู่เชียงใหม่ตลอด พอดีผมมาเรียนต่อโทที่จุฬาฯ น่ะครับ"

"เหรอ แล้วจะมาเรียนกี่ปีล่ะ"

"ปีเดียวพี่ มันเป็นหลักสูตรปีเดียว กะว่าจบแล้วจะเอาไปสมัครงานที่เวียงจันทน์"

"แล้วม่อนจะไปทำอะไรที่เวียงจันทน์ล่ะ" พี่อาร์ตถามอยากอย่างรู้ ดูเหมือนจะลืมไปแล้วว่าสาวสวยที่รออยู่เริ่มกอดอกมองอย่างไม่พอใจ

"เรื่องมันยาวน่ะพี่ ว่าแต่พี่อาร์ตจะออกไปเที่ยวไหนหรือเปล่าครับ"

ผมชายตาไปยังหญิงสาวที่ยืนรอพี่อาร์ตอยู่ พี่อาร์ตคงจะรู้ตัวก็เลยยิ้มเขินๆ

"ไปเหอะพี่ นัดกันแล้วไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวเขาโกรธเอา" ผมพูดยิ้มๆ

พี่อาร์ตหันไปมองสาวน้อยคนนั้นอีกรอบด้วยสีหน้าครุ่นคิด ไม่นานก็หันมาบอกผมด้วยสีหน้าเกรงใจ

"เดี๋ยววันหลังพี่มาหานะม่อน อยู่ที่นี่ใช่ไหม ห้องอะไรล่ะ"

"ห้าสามหกครับ" ผมตอบโดยไม่ลังเล

"พี่ขอเบอร์ไว้หน่อยสิ"

พี่อาร์ตยื่นโทรศัพท์มาให้ผมกดเบอร์ ผมจึงกดเบอร์ของผมให้ เสร็จก็ส่งให้พี่อาร์ต อึดใจหนึ่งเขาก็โทรเข้าเครื่องผม พอมีเสียงเรียกเข้า ผมก็หยิบโทรศัพท์ออกมาดู

"นี่เบอร์พี่นะ มีอะไรก็โทรหาได้ ไม่ต้องเกรงใจเลย แต่พี่อาจจะไม่ค่อยว่างรับสายเท่าไหร่เวลามีงาน" พี่อาร์ตหัวเราะแหะๆ

เรื่องนั้นผมไม่มีปัญหาหรอก เป็นดาราดังก็คงยุ่งเป็นธรรมดา อีกอย่างผมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะโทรไปหาทำไม

"ครับพี่ เที่ยวให้สนุกนะครับ" ผมถือโอกาสร่ำลาเสียเอง เพราะเกรงใจสาวคนนั้นที่ชักจะตาเขียวขึ้นทุกที

"โอเค เดี๋ยวเจอกัน ได้เจอกันแน่นอน พี่มีอะไรอยากคุยกับม่อนเยอะเลย เกือบยี่สิบปี เราต้องอัปเดตกันหน่อย"

"ครับพี่" ผมพยักหน้า แม้ว่าไม่รู้สึกมั่นใจนักว่าเขาจะอยากคุยกับผมมากขนาดนั้น

พี่อาร์ตเดินกลับไปหาสาวคนนั้นแล้ว ผมก็เลยถือโอกาสเดินกลับห้องของตัวเอง ไม่ได้คิดหรอกว่าเราจะได้เจอกันอีกเร็วๆ นี้ อย่างมากก็อาจจะได้คุยไลน์กันหรือนานๆ โทรมาที ดีหน่อยก็อาจจะนัดกินข้าวกันสักมื้อ ไม่น่ามีอะไรมากกว่านั้น ผมต้องเรียนหนังสือ เรียนปอโทงานเยอะแน่นอน ส่วนพี่อาร์ตก็คงทำงานและเฉิดฉายในแวดวงของเขา คนธรรมดาอย่างผมไม่น่าจะเข้าถึงเขาได้ง่ายๆ หรอก

ผมอดส่ายหัวไปมาไม่ได้ที่เห็นพี่อาร์ตมากับสาวน้อยคนหนึ่งเมื่อกี้ อีกสองปีพี่แกก็จะสี่สิบแล้ว แต่ก็ยังเจ้าชู้ไม่เลิก จะว่าไปมันก็น่าสงสัยไม่น้อยว่าทำไมเขาครองตัวเป็นโสดนานขนาดนี้ สงสัยจะชอบอิสระไม่ผูกมัดกับใครล่ะมั้ง

หลังๆ มานี้ผมก็ไม่อยากคบใครจริงจังแล้วเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะไม่สมหวัง แต่หาคนที่จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันยาก ครั้งหนึ่งผมก็เคยจะตกล่องปล่องชิ้นกับผู้ชายคนหนึ่งไปแล้ว เขาเป็นคนเวียดนาม แต่พอเขาต้องกลับไปทำงานที่ฮานอย เขาก็ขอเลิกกับผม เพราะไม่ว่ายังไงครอบครัวเขาก็รับไม่ได้ สังคมเวียดนามยังไม่เปิดรับเรื่องนี้

ผมก็เลยตัดสินใจที่จะเป็นโสด นี่ก็โสดมาสองปีได้แล้วมั้ง ไม่เคยโสดนานขนาดนี้มาก่อนเลย ถามว่าอยากมีแฟนอีกไหม บางทีก็อยากมี บางทีก็รู้สึกเบื่อ เพราะมีแฟนทีไรก็ต้องปรับตัวทุกครั้ง ผมว่ามันไม่สนุกเท่าไหร่ มันต้องแลกนั่นแหละ ถ้าไม่อยากเหงาก็ต้องแลกกับชีวิตที่อิสระน้อยลง แต่ถ้าอยากอิสระมากก็ต้องทนเหงาให้ได้ ผมก็ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตตัวเองตอนนี้เหมือนกัน

เอาเป็นว่า…ก็โสดไปเรื่อยๆ ก่อนละกัน จนกว่าจะอยากให้ใครสักคนมาอยู่ตรงนี้

TBC…

https://www.youtube.com/watch?v=JZkbT5vWqR8
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-11-2021 22:26:26 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ Brithday

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :hao7:อยากอ่านต่อแล้วเริ่มเรื่องมาก็คือดีมาก

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 2 หลับตา (โต๋)


“ชีวิตขีดเส้นทาง ไว้ให้เราเจอกัน ขีดทางที่ผกผัน ให้มีวันห่างไกล หลับตานานๆ คิดถึงวันเก่า จะยังมีเราสองคน”

ระหว่างขับรถกลับ ท่อนฮุกของเพลงนี้ก็ลอยเข้ามาในหัว ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้ฟังเพลงนี้ เพลงที่ผมเคยบอกใครคนหนึ่งก่อนที่ผมจะจากไปว่า…

“วันไหนม่อนคิดถึงพี่ก็ฟังเพลงนี้นะ”

ผมชอบเพลงนี้มาก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะออกมาในช่วงปี 2535 ตอนนั้นผมเพิ่งอยู่ปอหก ยังไม่สนใจฟังเพลงแบบนี้หรอก แต่ได้ฟังในช่วงที่โตเป็นวัยรุ่นแล้ว

“ปิดเทอมแล้วพี่อาร์ตต้องกลับมาหาผมนะ”

“พี่ก็อยากทำอย่างนั้น แต่ป๊าน่ะสิ เขาอยากให้พี่กลับมาทีเดียวตอนเรียนจบเลย”

ผมจำได้ว่าคุยกับม่อนประมาณนี้แหละ ถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะพาเขาไปนั่งคุยกันที่สนามกีฬา 700 ปีเมืองเชียงใหม่ ผมอัดเพลงหลับตาโต๋ใส่เทปให้ม่อนเก็บไว้ฟัง เพราะผมไม่รู้เลยว่าจะได้กลับมาเจอเขาอีกหรือเปล่า

“หลิวครับ หาเพลงหลับตาโต๋ในสป็อตติฟายให้พี่หน่อยได้ไหมครับ”

ผมยื่นโทรศัพท์ผมให้สาวที่นั่งข้างๆ สีหน้าของเธอยังคงบูดบึ้ง เพราะเคืองที่ผมพากลับก่อน ผมอ้างว่ามีงานด่วนพรุ่งนี้เช้า อยู่ดึกไม่ได้

“ค่ะ”

หลิวรับโทรศัพท์ของผมไปอย่างสะบัดสะบิ้ง ค้นหาไม่นานเธอก็เจอเพลงที่ผมอยากฟัง

“กดฟังเลย” ผมบอกเมื่อเห็นหลิวมองคล้ายกับจะถามว่าจะให้ทำยังไงต่อ เธอก็ทำตามแต่โดยดี

ไม่นานเพลงที่ผมอยากฟังก็ดังขึ้นผ่านลำโพงในรถ รถของผมรุ่นนี้มีบลูทูธ การเชื่อมต่อกับมือถือจึงไม่ใช่เรื่องยาก

แค่อินโทรของเพลงผมก็ขนลุกแล้ว เพลงยุค 90 มีดนตรีและความหมายกินใจ ฟังทีไรก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตว่าตอนนั้นทำอะไร อยู่ที่ไหน เรียนชั้นอะไร มีเหตุการณ์สำคัญอะไร

ทว่าผมก็พยายามไม่แสดงความรู้สึกมากนัก ปกติจะต้องร้องตามด้วย แต่พอมีคนอยู่ด้วยผมก็เลยนั่งฟังและขับรถไปเงียบๆ ส่วนหลิวก็ยังงอนอยู่ เพราะเธออุตส่าห์ชวนเพื่อนมาเจอกันที่ผับตั้งหลายคน แต่ก็ต้องยกเลิกกะทันหันเพราะผม

ผมขับรถไปส่งหลิวที่คอนโด ไปส่งถึงห้องนอนเลย ที่จริงก็แอบเสียดายเหมือนกัน เพราะตั้งใจว่าคืนนี้จะปลดปล่อยให้เต็มที่หลังจากกรำงานถ่ายละครเรื่องใหม่จนจบ

ที่จริงผมไม่ได้มีธุระอะไรพรุ่งนี้เช้าหรอก แต่พอเจอม่อนแล้วผมก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่น ผมอยากมาเจอเขา อยากมาคุยกับเขา ก็เลยต้องทำแบบนี้

ออกจากห้องหลิวได้ผมก็ตรงไปที่ห้องของม่อนทันที ช่างบังเอิญเหลือเกินที่อยู่ชั้นเดียวกัน ไม่งั้นผมคงไปหาไม่ได้เพราะคีย์การ์ดให้ไปได้แค่ชั้นของตัวเองเท่านั้น

ระหว่างที่เดินไปผมแอบกังวลเล็กน้อย ผมเดาว่าม่อนน่าจะรู้ข่าวฉาวเมื่อเร็วๆ นี้ของผมแน่ๆ ทั้งที่ก็อุตส่าห์ระวังตัวอย่างดี แต่ก็ดันหลุดออกมาจนได้ พวกผู้หญิงรู้ทั้งนั้นแหละว่าผมชอบอิสระ ส่วนใหญ่พวกเธอก็พอใจและยินดีคบกับผมแบบไม่ผูกมัด

ทว่าก่อนหน้านี้ไม่นานผมก็เจอดีจนได้ เพราะสาวคนหนึ่งที่ผมคบด้วยนึกอยากจะจับผมขึ้นมา ผมรู้ว่าเธอพยายามหาวิธีมีลูกกับผม แต่ผมก็ระวังตัวสุดฤทธิ์ พอรู้ว่าผมไม่หลงกลง่ายๆ เธอก็เลยเล่นสกปรกด้วยการเอารูปที่เธอแอบถ่ายกับผมไปปล่อยให้นักข่าว ไม่ถึงชั่วโมงก็ว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ต ผมนี่โกรธจนแทบจะฆ่าเธอเลย

มีเรื่องฉาวเมื่อไหร่ คนก็จะยิ่งขุดคุ้ย เรื่องที่ควรจะลับก็ไม่ลับอีกต่อไป ผมนี่โดนแฉแหลกเลย บางอย่างก็จริง บางอย่างก็ใส่สี มีสำนักข่าวบางแห่งเอาไปซุบซิบว่าพระเอก อ. ชอบซาดิสม์ เวลาจะมีอะไรกับผู้หญิงจะต้องตบหน้า บีบคอ พูดคำหยาบและฉีกเสื้อผ้า แถมยังชอบเซ็กซ์โฟนเป็นชีวิตจิตใจ ขนาดทำงานอยู่ก็ยังโทรไปเซ็กซ์โฟนกับผู้หญิง ว่างเมื่อไหร่ก็ชอบไปใช้บริการพริตตี้ ดูเป็นคนมีความต้องการสูงตั้งแต่เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอนและตื่นนอน แถมยังทำอย่างดุดันและหนักหน่วงอีกต่างหาก

เขายังเขียนต่ออีกว่าพฤติกรรมส่วนตัวของพระเอก อ. ช่างขัดกับภาพลักษณ์เวลาออกสื่อ เพราะพระเอก อ. พูดจาดี นุ่มนวล แววตาดูอ่อนโยน ยิ้มละมุนละไม ชอบพูดเรื่องธรรมะ เรื่องเวรกรรม แต่เวลาถูกถามเรื่องผู้หญิงมักจะคิดนานก่อนตอบ มักจะตอบว่าเรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ เขาก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่ง ที่ผ่านมาก็มีคบหลายคน ปัจจุบันก็คุยๆ กับคนนั้นคนนี้บ้าง ส่งข้อความไปคุยบ้าง เวลาถามถึงผู้หญิงที่เป็นข่าวด้วยก็มักจะตอบว่ารู้จักกันแบบพี่น้อง ลงท้ายด้วยการขอโทษว่าไม่สามารถเป็นในสิ่งที่ทุกคนคาดหวังได้ทุกอย่าง คนเราก็มีดีบ้างไม่ดีบ้างปน ๆ กันไป

แม่ม! ประชดประชันเก่งเหลือเกิน ผมล่ะอยากเห็นหน้าคนเขียนข่าวจริงๆ

นี่ถ้าไม่กลัวเสียภาพลักษณ์ผมคงจะฟ้องหมิ่นประมาทไปแล้ว แต่มันทำไม่ได้ ทำเมื่อไหร่ก็เท่ากับแสดงตัวว่าเป็นพระเอก อ. ทันที แล้วผมจะกล้าไหมล่ะ ก็เลยได้แต่กัดฟันกรอดๆ

ถ้าม่อนรู้เรื่องพวกนี้ เขาจะมองผมยังไงหนอ แต่จะว่าไปม่อนก็อายุย่างสามสิบหกแล้ว อายุขนาดนี้คงรับได้แหละ แต่ไม่แน่ เขาอาจจะคิดว่าผมอายุขนาดนี้แล้วไม่น่าทำตัวแบบนี้ก็ได้

ช่างเถอะ อย่าไปสนใจเลยว่าม่อนจะคิดอะไร ตอนนี้ผมอยากคุยกับเขา อยากอัปเดตชีวิตที่ผ่านมาให้เขาฟัง เอาแค่นี้ก่อนดีกว่า

เมื่อมาถึงห้องของม่อน ผมก็กดกริ่งเรียก ไม่นานเจ้าตัวก็เดินมาเปิดประตูให้ เขาคงรู้ว่าเป็นผมจากช่องตาแมว กระนั้นเจ้าตัวก็ทำหน้าแปลกใจ หรือไม่ก็คิดว่าผมมาผิดห้อง

"อ้าว พี่อาร์ต มาหาผมเหรอ"

"อือ พี่มายืนหน้าห้องม่อนก็ต้องมาหาม่อนสิ จะให้มาหาใคร" ผมถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องของอีกฝ่ายและมองสำรวจ "ห้องนี้ก็ใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย"

"สู้ห้องพี่ไม่ได้หรอก" ม่อนปิดประตูและเดินตามผมมา เจ้าตัวอยู่ในชุดกางเกงบ็อกเซอร์ขาสั้นสีฟ้าอ่อนกับเสื้อยืดสีขาวซีด

"เคยเห็นเหรอ" ผมขมวดคิ้ว

"เคย พี่เมี่ยงเคยชวนดูรายการที่เขาไปเยี่ยมบ้านพี่ไง ใหญ่เบ้อเริ่มเลย"

"อ๋อ" ผมพยักหน้ารับรู้

"ทำไมกลับมาไวล่ะครับ" ม่อนเดินนำผมไปที่โซฟา ก่อนผายมือเชื้อเชิญให้ผมนั่ง “ตามสบายเลยนะครับพี่”

ผมนั่งลงตามคำเชิญ เมื่อผมนั่งแล้วม่อนก็นั่งตาม เจ้าตัวอยู่ไม่ห่างจากผมมากนัก

"พี่ไม่มีอารมณ์จะเที่ยวแล้ว อยากมาคุยกับม่อนมากกว่า เนี่ย...เหล้าก็ไม่ได้กิน อะไรก็ไม่ได้ทำ คิดดูละกันว่าอยากคุยกับม่อนขนาดไหน" ผมพูดยิ้มๆ เขาไม่ใช่เด็กแล้วก็คงรู้ว่าผมหมายถึงอะไร

"คนนี้แฟนเหรอพี่" ม่อนทำท่าสนใจ

ผมก็เลยรีบส่ายหน้า "แฟนเฟินอะไร คนที่ว่าจะคบด้วยก็เพิ่งมีเรื่องกันไปเมื่อไม่กี่วันนี่เอง เขาเพิ่งออกมาแฉพี่ไม่เห็นเหรอ ว่าแต่ม่อนได้ตามข่าวพี่บ้างหรือเปล่า"

"ได้ยินผ่านๆ น่ะพี่ แต่ผมไม่ค่อยรู้อะไรหรอก ผมเลิกบ้าดารานานแล้ว" ม่อนหัวเราะเขินๆ เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยบ้าดารานักร้องมาก

เมื่อพูดเรื่องดารานักร้อง ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าจะมีคอนเสิร์ตของนักร้องที่ม่อนเคยชอบในปีนี้พอดี "พี่โบเขาจะมีคอนเสิร์ตครบรอบยี่สิบสามปีโบ สุนิตาช่วงปลายปี ม่อนอยากไปดูไหม เดี๋ยวพี่จะหาบัตรให้"

“อยากครับพี่” ม่อนพยักหน้า แต่ก็ขำระคนเขิน "พี่อาร์ตยังจำได้อีกเหรอว่าผมชอบพี่โบ"

"จำได้สิ พี่ยังจำเพลงแรกของพี่โบที่ม่อนชอบได้เลย” พูดจบผมก็ร้องเพลงนั้นเสียเลย “อยากให้เธออยู่ตรงนี้ เหมือนที่เป็นเช่นวันนั้น"

ม่อนหัวเราะคิกคักชอบใจ แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ใช่วัยรุ่นเหมือนวันนั้น แต่ผมว่าก็ดูน่ารักไปอีกแบบ

"ถ้าม่อนอยากดูเดี๋ยวพี่หาบัตรให้” ผมอาสาเป็นมั่นเหมาะ เรื่องนี้ไม่เกินความสามารถผมหรอก พูดถึงพี่โบแล้ว ผมก็นึกถึงปี 39 ที่ผมพาม่อนไปดูคอนเสิร์ตพี่โบครั้งแรก “พี่ยังจำได้เลยนะว่าพี่น่ะพาม่อนไปดูคอนเสิร์ตพี่โบแถวท่าแพ ปีสามเก้า ช่วงหน้าหนาว สนุกมากเลยตอนนั้น ถ้าเรามีไทม์แมชชีนก็น่าจะดีนะ พี่อยากย้อนกลับไปช่วงนั้นอีก ชีวิตโคตรมีความสุขเลย"

"แล้วตอนนี้ไม่ดีเหรอพี่ เป็นดาราดัง มีเงินเยอะ มีชื่อเสียง น่าจะมีความสุขมากกว่าตอนนั้นอีกนะผมว่า” ม่อนทำหน้าแปลกใจ ดูเหมือนเจ้าตัวจะเป็นคนช่างสังเกต ผมพูดแค่นี้เขาก็จับพิรุธในคำพูดผมได้แล้ว

"แรกๆ มันก็ดีอยู่หรอก แต่หลังพี่ว่ามันวุ่นวายไปหน่อย ข่าวฉาวชักจะเยอะไปแล้ว ไว้ใจใครไม่ได้เลย อาทิตย์ที่แล้วผู้ใหญ่ก็เพิ่งเรียกไปเตือน" ผมส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ

"แล้วข่าวมันออกมาได้ไงล่ะพี่" ม่อนเขยิบเข้ามาใกล้เหมือนจะอยากรู้

ผมพ่นลมหายใจยาว ชั่งใจไม่นานก็เล่าให้ม่อนฟัง "ก็พวกผู้หญิงที่เคยคบกับพี่นั่นแหละ พี่ก็ไม่ได้ไปบังคับขืนใจใครนะ เขาเต็มใจมาหาพี่เอง ที่สำคัญ อยากได้อะไรพี่ก็ให้ ไม่ได้เอาฟรีหรอก แต่บางคนเขาอยากจับพี่ไง ก็เลยพยายามหาทางต้อนให้พี่จนมุม บางคนเนี่ย…ถ้าเขาเงียบๆ พี่ก็อาจจะคบจริงจังก็ได้ แต่หลังๆ เริ่มแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากไปหน่อย พี่ก็เลยไม่โอเค"

ม่อนนั่งฟังเงียบๆ แต่ผมคิดว่าเขายังไม่เชื่อผมเต็มที่หรอก แววตามันบอก แต่ก็ไม่แปลก เขาฟังจากผมคนเดียว ผมจะเข้าข้างตัวเองยังไงก็ได้

"อ้อ พี่มารบกวนม่อนหรือเปล่า พรุ่งนี้มีเรียนไหม" ผมทำท่าเกรงใจเมื่อนึกได้

"อ๋อ ไม่มีพี่ ผมมาก่อนอาทิตย์หนึ่ง จะได้มีเวลาปรับตัว ผมไม่ค่อยชินกับกรุงเทพเท่าไหร่ มันวุ่นวายน่ะพี่ มาหลายครั้งแล้วก็ยังไปไหนไม่ค่อยถูก”

"งั้นม่อนก็มาหาถูกคนละ พี่นี่รู้จักทุกซอกมุมของกรุงเทพ จะไปไหนถามพี่ได้เลย พี่บอกได้หมด” ผมพูดติดตลก ขณะเดียวกันก็คอยจับสังเกตแววตาของอีกฝ่ายไปด้วย ผมว่าเขามีอะไรบางอย่างในแววตา

“ว่าแต่...ม่อนอยู่เชียงใหม่ตลอดเลยเหรอ พี่ก็ไปงานที่เชียงใหม่บ่อยนะ แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาไปไหนหรอก เสร็จงานก็กลับ ไม่ได้ไปหาม่อนเลย เมี่ยงด้วย" ผมทำหน้ารู้สึกผิด เพราะที่จริงผมก็รู้ว่าม่อนอยู่ไหน เวลาไปเชียงใหม่ทีไรผมก็นึกถึงเขาตลอด แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปหาเลย

"ผมก็อยู่ที่เดิมแหละพี่ ส่วนพี่เมี่ยงเขาก็ย้ายไปอยู่กับแฟนตั้งแต่แต่งงานแล้ว แต่ก็อยู่ไม่ไกลจากผมเท่าไหร่"

ผมไม่แสดงอาการแปลกใจนักเมื่อรู้ว่าเมี่ยงแต่งงานแล้ว พี่สาวของม่อนอายุเท่าผม ไม่แปลกที่จะแต่งงานและมีลูก มีแต่ผมนี่แหละที่แปลกกว่าเพื่อนคนอื่นๆ จนป่านนี้ก็ยังไม่ลงเอยกับใคร

“ม่อนส่งเบอร์เมี่ยงมาทางไลน์ให้พี่หน่อยนะ พี่จะโทรไปคุยกับเขาหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะเมี่ยงเนี่ย พี่กับม่อนก็คงไม่มีโอกาสสนิทกันหรอก” ผมนึกถึงตอนนั้นพลางอมยิ้ม

“อ๋อ ได้ครับ เดี๋ยวผมส่งให้ พี่อาร์ตโทรไปตอนเย็นๆ นะครับ กลางวันเขาไม่ค่อยว่างคุยหรอก”

“ได้ๆ” ผมพยักหน้า ก่อนสบตาม่อนนิ่งค้างไว้สักครู่ เขาคงรู้ตัวว่าคราวนี้จะถูกถามบ้าง “แล้วม่อนล่ะ แต่งงานหรือยัง”

“ยังเลยพี่” ม่อนส่ายหน้าพลางขำ “ผมว่าจะอยู่เป็นโสดแล้วเนี่ย ชีวิตคู่นี่มันโคตรยากเลย”

น่าแปลกที่ผมรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่รู้ว่าม่อนยังไม่แต่งงาน สงสัยจะรู้สึกดีที่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกันยังโสดเป็นเพื่อน เพราะเพื่อนผมเกือบทั้งหมดทิ้งความโสดไปนานแล้ว

“เดี๋ยวผมไปเอาน้ำมาให้นะพี่ มัวแต่คุยเพลินจนลืมเลย” ม่อนตำหนิตัวเองไม่จริงจังนัก ก่อนจะกุลีกุจอไปหาน้ำหาท่ามาวางให้ผมหนึ่งแก้ว

"ไม่ต้องต้อนรับขนาดนี้หรอก คนกันเอง" ถึงจะพูดอย่างนั้น ผมก็ยังยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มจนหมด เมื่อวางแก้วลงผมก็ถามถึงเพื่อนซี้ของม่อน "ได้เจอไอ้วิทย์กับไอ้ดั๊กมั่งไหม เป็นไงกันมั่ง”

“อ๋อ ไอ้ดั๊กไปอยู่ดูไบพี่ รวยไปแล้ว มันไปทำร้านอาหารไทยที่นั่นน่ะพี่ มีเมียแล้ว เป็นคนไทยนี่แหละ ส่วนไอ้วิทย์ก็ไปอยู่กับเมียที่อุดร ขายพวกหมูยอ แหนมเนือง อยู่ในตัวเมืองเลย ผมเคยไปอุดหนุนอยู่ คนแน่นร้านเลย นั่นก็รวยเหมือนกัน”

ม่อนเล่าถึงเพื่อนด้วยแววตามีความสุข แปลว่าความสัมพันธ์กับสองคนนี้น่าจะยังดีอยู่ แม้จะอยู่ไกลกัน แต่ก็เชื่อว่ายังติดต่อกันผ่านเฟสบุ๊คหรือโซเชียลมีเดียอยู่บ้าง มีแต่ผมนี่แหละที่ไม่เคยคิดจะติดต่อม่อนทางโซเชียลมีเดียเลย

“โห ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะเนี่ย วันไหนไปอุดร พี่จะแวะไปหาไอ้วิทย์มันหน่อย ส่วนไอ้ดั๊กเนี่ย ปีนี้พี่ยังไม่มีแพลนว่าจะไปแถวยูเออี แต่ถ้าไปเมื่อไหร่พี่ก็จะไปหามัน ม่อนส่งคอนแทคให้พี่ด้วยละกัน”

“ได้ครับพี่” ม่อนพยักหน้าและยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามผมบ้าง “แล้วพี่อาร์ตไปเรียนหมอที่ไต้หวันเป็นไงบ้างครับ แล้ว…ทำยังไงถึงจับพลัดจับผลูมาเป็นดาราล่ะพี่”

เมื่อถูกถามเรื่องนี้ ผมก็หน้าเสียนิดหน่อย น้อยคนนักที่จะรู้เรื่องราวชีวิตของผมช่วงนี้ มีแค่คนที่บ้านเท่านั้น แต่ผมก็ตัดสินใจว่าจะเล่าให้ม่อนฟัง เพราะมั่นใจว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ บางอย่างบอกผมว่าเขายังเป็นแบบนั้นอยู่

“เรื่องยาวเลยนะเนี่ย แต่ถ้าจะให้พูดสั้นๆ พี่ก็ต้องบอกว่าชีวิตช่วงนั้นของพี่…โคตรบัดซบเลย”

ม่อนดูจะตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินผมใช้คำรุนแรง ทว่าเขาก็รอฟังโดยไม่ถามละลาบละล้วง ผมว่าผมชอบนะ เมื่อก่อนเขาก็เป็นแบบนี้แหละ แสดงว่ามีหลายอย่างที่เขายังเหมือนเดิมอยู่

“พี่เรียนไม่จบหรอก” ผมเกริ่นด้วยสีหน้าเครียดๆ นึกถึงช่วงนั้นทีไรผมก็ได้แต่สมเพชตัวเอง “นอกจากเรียนไม่จบแล้ว พี่ก็ทำผู้หญิงท้อง เรามีลูกด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอก พ่อแม่เขาไม่โอเคกับพี่อย่างแรงเลย เขาไม่อยากให้ลูกสาวของเขามาอยู่กับคนไม่เอาไหนอย่างพี่ เพราะพี่เรียนไม่จบ”

ผมหยุดเล่าชั่วคราว พยายามนึกว่าจะเล่ายังไงดีไม่ให้ยืดเยื้อ ไม่งั้นคืนนี้ม่อนคงไม่ได้นอน

“พี่น่ะอยู่ไต้หวันตั้งแต่อายุสิบเก้า จนถึงยี่สิบห้าพี่ก็ยังเรียนไม่จบ มันยากมาก พี่ไม่มีหัวทางด้านนี้เลยม่อนก็รู้ พี่ก็เลยตัดสินใจกลับตอนอายุยี่สิบห้า ยอมให้ที่บ้านด่า พี่ก็ต้องยอมให้ด่าแหละ” ผมขำตัวเองเบาๆ แล้วก็พ่นลมหายใจยาวอีกครั้ง

“ตอนนี้ลูกสาวพี่อายุสิบสี่แล้ว พี่จะบินไปหาเขาปีละครั้ง ตั้งแต่เป็นดาราพี่ก็ส่งเสียเรื่องการเรียนการอยู่ของเขาตลอดแหละ ไม่เคยทิ้งเขาหรอก”

ผมหันไปสบตาม่อน เขาดูเหมือนจะเห็นใจผม แววตามันบอก ผมไม่ค่อยได้เจอแววตาแบบนี้จากใครมากนัก ไม่เคยมีใครแสดงความรู้สึกอย่างนี้กับผมหรอก แต่ม่อนส่งผ่านความรู้สึกนั้นมาให้ผมได้ น่าจะเป็นเพราะเขาเคยรู้จักผม เคยรู้ว่าผมเป็นคนยังไง มีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร เคยมีความหวังความฝันอะไร ครอบครัวเป็นยังไง

ว่ากันว่าเพื่อนมัธยมจะเป็นเพื่อนที่เข้าใจกันลึกซึ้งที่สุด เพราะในวัยนั้นเราจะคบเพื่อนในแบบที่เพื่อนเป็น ไม่ต้องเสแสร้ง เราจะมีความจริงใจต่อกันมาก แต่ทุกวันนี้ผมไม่มีเพื่อนมัธยมคนไหนที่ยังติดต่อกันเลย ห่างเหินกันไปหมด

“ดีแล้วพี่ที่พี่ไม่ทิ้งเขา” ม่อนยิ้มบางๆ เหมือนจะให้กำลังใจ

“ก็ถือว่าเป็นการไถ่บาปให้เขานั่นแหละ เพราะก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลกน่ะ พี่เคยบอกแฟนพี่ให้ทำแท้งด้วย เขาโกรธพี่มาก เขาด่าพี่ใหญ่เลย ด่าเป็นภาษาจีน ถ้าแปลเป็นไทยก็ประมาณว่า…หมามันยังรู้จักรักลูก ทำไมถึงคิดอะไรชั่วร้ายแบบนี้ ถ้าไม่อยากเลี้ยงก็ไม่ต้องเลี้ยง เขาจะเลี้ยงลูกเขาเอง”

ผมถอนหายใจยาวอีกครั้ง แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่นึกถึงทีไรก็เจ็บปวด ที่จริงผมก็ไม่จำเป็นต้องเล่าให้ม่อนฟังขนาดนี้หรอก แต่เมื่อเล่าแล้วก็อยากให้เขาเข้าใจให้มากที่สุด นี่คือตัวจริงของผม มีไม่กี่คนในโลกนี้หรอกที่ผมอยากให้รู้จักผมลึกขนาดนี้ แต่หนึ่งในนั้นผมให้เป็นม่อน บางทีม่อนอาจจะโกรธที่ผมหายไปจากชีวิตเขา แต่ชีวิตผมตอนนั้นมันไม่ได้มีอะไรดีเลย ก็แค่ผู้ชายเลวๆ คนหนึ่ง

“พอชีวิตมันเป็นแบบนี้ พี่ก็เลยไม่อยากติดต่อใคร พอกลับไทยพี่ก็ไปช่วยป๊าทำร้านขายอะไหล่ที่อุทัยธานี พี่โดนป๊าด่าทุกวันเลยว่าเป็นลูกไม่เอาไหน เป็นลูกชายคนเดียวของที่บ้านแท้ๆ แต่กลับสร้างแต่ปัญหา เรียนก็ไม่จบ หวังพึ่งอะไรไม่ได้ มีแต่เจ๊เอ้ที่คอยประคับประคองธุรกิจของครอบครัว พี่เครียดมากเลยตอนนั้น เครียดกว่าตอนอยู่ไต้หวันอีก พี่ไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิต ก็เลยลองไปวัด ฟังเทศน์ฟังธรรม มันช่วยให้พี่สงบจิตใจได้เยอะเลยนะ ถ้าม่อนตามข่าวพี่ ม่อนก็จะเห็นว่าพี่ชอบไปทำบุญ ชอบไปวัด เพราะพี่รู้สึกว่าวัดช่วยชีวิตพี่ไว้ ไม่งั้นพี่อาจจะฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้”

ม่อนพยักหน้ารับรู้ แสดงว่าเจ้าตัวก็น่าจะพอทราบข่าวทำนองนี้ของผมอยู่บ้าง ที่จริงผมก็มีข่าวดีๆ มาตลอดแหละ เพิ่งมีช่วงหลังๆ ที่ข่าวฉาวเริ่มถี่ขึ้น แต่จะโทษใครล่ะ ก็ผมเจ้าชู้เอง

“พออายุยี่สิบแปด พี่ก็เริ่มหาทางหนีจากที่บ้าน มันอยู่ไม่ได้น่ะ มันร้อน มันไม่มีความสุขเลย พอดีพี่อ่านหนังสือพิมพ์เจอข่าวประกวดนักแสดงชายไทย พี่ก็เลยลองส่งใบสมัครไป ก็ไม่คิดว่าเขาจะเรียกไปหรอก แต่ปรากฏว่าเขาเรียก พี่ก็เลยเข้ากรุงเทพ เขาให้ไปเข้าแคมป์การแสดงก่อนอาทิตย์หนึ่ง จากนั้นก็ให้ลองแสดงจริง โชคดีมากที่เขาเลือกพี่ พี่ก็เลยได้ไปแสดงหนังพีเรียดเรื่องหนึ่ง ก็ไม่ดังมากหรอก แต่มันทำให้พี่ค้นพบว่าพี่ชอบการแสดง อยากเก่งด้านนี้ คนที่เขาชวนพี่มาก็เลยพาพี่ไปฝากฝังกับผู้ใหญ่หลายช่อง จนพี่ได้เล่นเป็นพระรองเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ยังไง คนชอบกันมากเลย นั่นแหละ มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้พี่เข้ามาในวงการบันเทิง”

ผมเล่าจบแล้ว ม่อนไม่พูดอะไร แต่มองผมด้วยแววตาที่บ่งบอกว่าเขาเข้าใจ เขาไม่ตัดสิน ไม่ต่อว่าผม เขารับได้ คิดไม่ผิดเลยที่ผมเล่าให้เขาฟัง

เมื่อหมดเรื่องที่จะเล่า ผมก็เลยถามเรื่องเขาบ้าง เดี๋ยวเขาจะหาว่าผมสนใจแต่ตัวเอง “เรื่องของพี่ก็ประมาณนี้แหละ แล้วม่อนล่ะ พอพี่ไปแล้ว ม่อนเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพี่” ม่อนพูดด้วยเสียงเรียบๆ แต่แววตาก็ครุ่นคิด “พอเรียนจบมอปลาย ผมก็เอ็นติดที่ มช. ชีวิตแทบจะไม่ได้ไปไหนจากเชียงใหม่เลย”

“ม่อนเรียนคณะอะไร” ผมขัดจังหวะเพราะอยากรู้

“มนุษยศาสตร์ครับ เพราะพี่อาร์ตเลยนะเนี่ย ผมเลยเก่งภาษาอังกฤษ” ม่อนชมพร้อมกับยิ้มตาหยี ไม่นานก็เล่าต่อ

“เรียนจบแล้วผมก็ได้งานทำในบริษัทท่องเที่ยวในเชียงใหม่ แต่ทำได้ห้าปีก็เริ่มเบื่อ อยู่แต่ออฟฟิศ ไม่ค่อยได้ไปไหนเลย พอดีเจอประกาศสมัครงานของเอ็มอาร์ซี ผมก็เลยลองไปสมัครดู ปรากฏว่าได้”

“เอ็มอาร์ซีคืออะไร” ผมขัดจังหวะอีกครั้งเพราะไม่คุ้นกับคำย่อนี้

“อ๋อ มันย่อมาจาก Mekong River Commission ภาษาไทยเขาเรียกว่า…คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ดูแลเรื่องการจัดสรรแล้วก็ใช้ประโยชน์แม่น้ำโขงของทุกประเทศที่แม่น้ำโขงไหลผ่านน่ะครับ”

ผมพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็ปล่อยให้ม่อนเล่าต่อ

“พอได้งานที่นั่น ผมก็ย้ายไปอยู่เวียงจันทน์ เพราะว่าสำนักงานใหญ่มันอยู่ที่นั่น แต่ก็มาประชุมที่กรุงเทพกับเชียงใหม่ทุกปี ปีละหลายครั้ง ตอนนั้นพี่เมี่ยงเขาก็แต่งงานมีครอบครัวแล้วล่ะ ผมก็เลยไม่ห่วง ห่วงก็แต่แม่ แต่พี่เมี่ยงก็รับปากว่าเขาจะดูแลแม่เอง เขาแวะมาหาแม่บ่อยๆ ได้ ผมก็เลยค่อยสบายใจ ก็เลยอยู่ที่เวียงจันทน์แปดปีเลย” ม่อนระบายยิ้มเต็มหน้าเป็นเชิงบอกว่าขำตัวเอง จากนั้นก็เล่าต่อ

“ที่จริงผมก็ว่าจะทำไปเรื่อยๆ เพราะว่าผมชอบงานนี้มาก สนุกดี ไม่ต้องอยู่แต่ออฟฟิศ ได้ไปต่างประเทศบ่อยๆ ด้วย แต่พอดีแม่ป่วย พี่เมี่ยงก็เริ่มจะดูแลไม่ไหว เพราะต้องดูแลครอบครัวของตัวเองด้วย ผมก็เลยต้องลาออกมาดูแลแม่ ดูแลได้ปีกว่าๆ แม่ก็เสีย แต่ผมก็ยังไม่ได้กลับไปทำงานที่เดิมหรอก ช่วงนั้นชีวิตผมเสียศูนย์ไปพอสมควร แล้วก็มีปัญหากับคนที่คบกันด้วย ก็เลยยังอยู่เชียงใหม่ต่อ ดูแลโฮมสเตย์ของป้าไปพลางๆ แต่ก็เริ่มคิดถึงงานที่เวียงจันทน์ ทางนั้นเขาก็คอยถามผมตลอดว่าจะกลับไปไหม ผมก็ได้แต่บอกว่าจะไปๆ ตอนนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไป แต่ขอเรียนต่อโทก่อน นั่นแหละ…วันนี้ผมก็เลยมาอยู่กรุงเทพ”

ม่อนเล่าจบแล้วก็เหยียดยิ้ม ชีวิตเขาฟังดูเรียบๆ ไม่มีอะไรมากเหมือนผม แต่ก็มีบางช่วงชีวิตที่ลำบากเหมือนกัน ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกได้ว่าม่อนเลี่ยงที่จะเล่าเรื่องความรัก ค่าที่อยากรู้และปากไวผมก็เลยถาม

“แล้วแฟนของม่อนล่ะ ที่ม่อนบอกว่ามีปัญหากันน่ะ ยังคบกันอยู่หรือเปล่า”

ม่อนดูเหมือนจะสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขาก็พยายามสำรวมกายใจและตอบด้วยท่าทางปกติ “ไม่ได้คบกันแล้วพี่ เขากลับไปอยู่ฮานอย แล้วก็หายไปเลย”

ผมมุ่นคิ้วด้วยความสงสัย “อ้าว ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ”

ม่อนส่ายหน้าไปมา ดูเหมือนจะเศร้าหน่อยๆ “ไม่รู้เหมือนกันครับพี่ อยู่ดีๆ ก็หายไปเลย”

“เจอกันที่เอ็มอาร์ซีเหรอ”

ม่อนพยักหน้า “ครับ ทำงานด้วยกัน คบกันตั้งแต่ผมไปทำงานที่เวียงจันทน์ใหม่ๆ เลย ผมก็หวังว่าเขาจะเป็นคนสุดท้าย แต่สุดท้ายก็ไม่มาตามนัด”

ม่อนแค่นหัวเราะ ผมก็ได้แต่เห็นใจ แต่ผ่านมาแล้วก็คงช่วยอะไรไม่ได้

“ก็น่าเสียดายเหมือนกันนะ ไม่งั้นม่อนก็คงมีลูกๆ มาวิ่งเล่นแข่งกับพี่เมี่ยงไปแล้ว”

ผมพูดไปอย่างนั้นเพราะเข้าใจว่าม่อนมีแฟนเป็นผู้หญิง ทว่าม่อนก็รีบส่ายหน้าและบอกผมตรงๆ ก่อนที่ผมจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่

“แฟนผมไม่ใช่ผู้หญิงหรอกพี่อาร์ต นี่ก็ปีสองพันสิบแปดแล้ว ผมจะไม่ปิดบังพี่ละกัน พี่ก็น่าจะรับได้ใช่ไหมครับ…ถ้าผมไม่ได้ชอบผู้หญิง”

ผมอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็อย่างที่ม่อนบอก ปีสองพันสิบแปดแล้ว ทุกวันนี้ซีรี่ส์วายเต็มบ้านเต็มเมืองจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา พลอยทำให้ความคิดต่อเรื่องนี้ของผมเปลี่ยนไปด้วย ผมจึงไม่ได้มองเรื่องนี้เหมือนยุค 90 อีกแล้ว

“ม่อนชอบผู้ชายเหรอ”

“ครับ ไม่แปลกใช่ไหมพี่” ม่อนถามยิ้มๆ

“ไม่แปลกหรอก พี่ก็ไม่ใช่คนโลกแคบขนาดนั้น นี่ก็ว่าจะรับเล่นซีรี่ส์วายกับเขาบ้าง เผื่อจะดังอีกสักเรื่อง” ผมสัพยอก เราขำด้วยกันทั้งคู่

กลายเป็นว่าผมนั่งคุยกับม่อนนานมาก นานจนลืมไปเลยว่าดึกมาก ง่วงแค่ไหนผมก็ยังอยากคุยต่อ การได้คุยกับใครสักคนที่เขาเคยรู้จักเราตอนวัยรุ่นมันให้ความรู้สึกดีมากๆ เลย จนนึกอยากจะมีไทม์แมชชีนย้อนกลับไปตอนนั้น…ที่สนามกีฬาสมโภช 700 ปีเมืองเชียงใหม่

ที่ผ่านมาผมได้ไถ่โทษให้ลูกสาวไปแล้ว ทำให้ป๊ากับม่าเลิกห่วงไปนานแล้ว ก็เหลือแค่คนเดียวที่ผมยังไม่ได้มีโอกาสไถ่โทษให้เลย ผมอยากชดเชยความรู้สึกผิดที่หายไปจากชีวิตเขาตั้งหลายปี แต่ผมจะทำอะไรให้เขาดีล่ะ

เมื่อมองไปรอบๆ ห้องของม่อนผมก็เริ่มนึกออก ก็เลยอาศัยจังหวะที่ผมกำลังจะร่ำลากลับบ้านถามเขาตรงๆ เลย พออายุมากแล้วผมก็ไม่ค่อยชอบพูดอ้อมไปอ้อมมาหรอก

“ม่อนไปอยู่บ้านพี่ไหม ไม่ต้องเช่าคอนโดให้เปลืองเงินหรอก เอาเงินไว้เรียนหนังสือดีกว่า บ้านพี่มีหลายห้อง ไม่มีคนอยู่หรอกนอกจากพี่ นานๆ ทีเจ๊เอ้จะขึ้นมาหา แต่ก็มาอยู่แค่อาทิตย์เดียวแล้วก็กลับ ไปไหม”

ม่อนดูจะตกใจไม่น้อย เจอกันวันแรกผมก็จะชวนไปอยู่บ้านด้วยกันเสียแล้ว ถ้าผมเป็นม่อน เจอคนแบบนี้ก็คงไปไม่เป็นเหมือนกัน

แต่เอาเถอะ ยังไงผมก็ถามไปแล้ว เขาจะไปหรือไม่ไปผมก็ไม่บังคับเขาหรอก

TBC…

เพลงหลับตา (โต๋)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-11-2021 22:26:01 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 2 หลับตา (โต๋)
«ตอบ #6 เมื่อ29-10-2021 15:38:23 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Brithday

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 2 หลับตา (โต๋)
«ตอบ #7 เมื่อ29-10-2021 21:08:42 »

 :hao7: สนุกมาก

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 2 หลับตา (โต๋)
«ตอบ #8 เมื่อ31-10-2021 10:31:18 »

ตอนที่ 3 ไม่กล้าบอกเธอ


“What is development?”

คำถามง่ายๆ ของอาจารย์คาร์ลทำให้นิสิตปริญญาโทต่างก็มุ่นคิ้ว นั่นสิ การพัฒนาคืออะไร ผมเองก็ทำงานด้านการพัฒนาลุ่มน้ำโขงมาตั้งหลายปี แต่ทำไมถึงไม่สามารถหานิยามที่ตรงใจได้และตอบได้ทันที ตอนแรกผมว่าจะให้คนอื่นตอบก่อน แต่ทั้งห้องเงียบสนิท ผมก็เลยอาสาตอบเป็นคนแรก ช่วยลดบรรยากาศอึดอัดให้อาจารย์แกหน่อย

“การพัฒนาคือการทำให้ชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น มีรายได้ที่พอเพียง มีแหล่งทรัพยากรที่ยั่งยืน ที่สำคัญ ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับทุกๆ การพัฒนาที่มีผลต่อพวกเขาครับ”

ผมตอบอาจารย์คาร์ลไปเป็นภาษาอังกฤษ หลักสูตรที่ผมเลือกเรียนนั้นเป็นหลักสูตรนานาชาติ ค่าเทอมแพงสุดๆ แต่ผมก็ต้องลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเอง

“ตอบได้ดีมากเลยม่อน”

โจนาธานหันมาชมผมเบาๆ เป็นภาษาอังกฤษพร้อมกับยิ้มให้ เพื่อนใหม่ของผมคนนี้เป็นคนเมียนมาร์ อายุเพียงยี่สิบห้า น้อยกว่าผมสิบเอ็ดปี หน้าตาหล่อเหลาใช้ได้เลย เขาบอกว่าเขาพูดไทยได้เพราะทำงานในไทยมาหลายปีแล้ว

“ขอบคุณครับ ผมก็ตอบไปตามงานที่ผมได้เรียนรู้จากงานนั่นแหละ”

ผมยิ้มบางๆ ให้หนุ่มน้อยที่นั่งข้างๆ เจ้าตัวเป็นคนเลือกมานั่งกับผมเอง เขาดูเป็นคนสบายๆ บุคลิกคล้ายๆ กับฮอง ซอน แฟนเก่าของผมนิดๆ ปกติคนที่ทำงานเอ็นจีโอก็จะมีบุคลิกประมาณนี้แหละ เราต้องทำตัวสบายๆ เพราะต้องทำงานกับชาวบ้าน

“ผมว่าการพัฒนามันมีทั้งด้านดีและไม่ดีนะครับ มีคนได้ประโยชน์ แล้วก็มีคนเสียประโยชน์ อย่างเช่น ถ้าเราสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง เราก็อาจจะได้ขายไฟฟ้า ประเทศมีรายได้ก็จริง แต่มันก็ทำให้ระบบนิเวศน์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เสียไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ วิถีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ปลายน้ำก็ได้รับผลกระทบ”

โจนาธานตอบไปบ้าง เขาตอบได้ดีทีเดียว อาจารย์คาร์ลถึงกับชมว่าเยี่ยม ส่วนผมร้องว้าวเบาๆ ด้วยสีหน้าทึ่ง ทว่าหนุ่มน้อยก็หันมายกความดีความชอบให้ผม

“ผมก็ได้คำตอบจากที่ฟังม่อนเล่าให้ฟังก่อนเข้าเรียนนั่นแหละ”

เช้านี้ผมมาถึงไว ก็เลยได้คุยกับโจนาธานอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ผมเล่าให้เขาฟังไปว่าผมเคยทำอะไรมาบ้าง เขาก็เล่าเรื่องของเขาให้ผมฟังเช่นกัน จึงได้รู้ว่าเขาทำงานกับองค์กรเอ็นจีโอแห่งหนึ่งที่แม่สอด ดูแลแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาร์

“ฉันเห็นด้วยกับโจนาธานและม่อนค่ะ แต่อยากเพิ่มไปด้วยว่าเราไม่ได้ห้ามไม่ให้มีการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องวางแผนให้ดี ต้องทำให้มีผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด ถ้ามีคนที่ได้รับผลกระทบ รัฐก็ต้องเยียวยาหรือหาทางช่วยให้สมเหตุสมผล”

หญิงสาวร่างผอมบางฝั่งตรงข้ามกับผมตอบบ้าง เธอชื่อตาล เป็นคนไทย อายุสามสิบ ในห้องผม นอกจากมีคนไทยเกือบครึ่งแล้วก็มีนิสิตจากหลายเชื้อชาติ เช่น เวียดนาม พม่า ลาว เยอรมัน อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์และอเมริกา อ้อ ก่อนเข้าห้องผมพยายามคุยกับสาวลาวคนหนึ่งด้วยสำเนียงลาวเวียงจันทน์ แต่เธอดูไม่ค่อยไว้ใจผมเท่าไหร่ ก็ไม่แปลกหรอก ผมเจอคนลาวหลายคนที่คิดลบกับคนไทย

ผมหันไปยิ้มให้ตาลด้วยแววตาชื่นชม เธอยิ้มอายๆ เล็กน้อย จากนั้นคนอื่นๆ ก็ตอบจนหมดห้อง แค่คำถามเดียวก็มีคำตอบให้ชวนคิดหลายมุม หลายๆ มุมก็เชื่อมโยงกัน การพัฒนาจึงมีหลายมิติและมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา

เรียนวันแรกผมก็ชอบหลักสูตรนี้แล้ว เพราะผมชอบการถกแถลง ชอบฟังหลายๆ มุมมองความคิดเห็น เห็นตรงเห็นต่างบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าเรียนแบบนี้ตลอดหลักสูตรก็น่าจะดี ผมไม่ชอบจดเลคเชอร์อย่างเดียวเพราะมันน่าเบื่อ แถมจำได้ไม่หมดด้วย

หมดคาบเช้าเราก็ลงไปกินอาหารเที่ยงที่โรงอาหาร ผมไปกับโจนาธาน ตาลและติ๋งห์ คนชื่อติ๋งห์เป็นหนุ่มเวียดนาม น่าจะเพิ่งจบมหาลัยมา เจ้าตัวพูดไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว

หลังอาหารเที่ยงพวกเราก็แยกย้ายไปทำธุระตามความสนใจของตัวเอง ผมแวะไปซื้อกาแฟที่ร้านอะเมซอนใต้ตึกเรียน โจนาธานตามมาด้วย ระหว่างยืนรอคิว พี่สาวผมก็โทรมาหา ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร ปกติจะโทรมาช่วงเย็นๆ

พอผมรับสายพี่เมี่ยงก็ถามก่อนเลย “เป็นไงม่อนเรียนวันแรก”

“ก็ดีพี่ สนุกมากเลย ได้กลับมาเป็นนักศึกษาอีก ได้เพื่อนใหม่หลายคนเลย หลายชาติด้วย”

“ก็น่าสนุกดีนะ เออ…แล้วอาร์ตล่ะ”

“วันนี้เขาไปถ่ายโฆษณาแอร์น่ะพี่ เย็นๆ ก็น่าจะเสร็จ” ผมบอกด้วยเสียงเรื่อยๆ

“แล้วม่อนโอเคไหม”

เมื่อวานพี่เมี่ยงก็ถามเรื่องนี้ วันนี้ก็โทรมาถามอีก แสดงว่าคงเป็นห่วงผมมากจริงๆ ผมจึงต้องย้ำอีกครั้งให้พี่เมี่ยงสบายใจ

“ไม่มีอะไรหรอกพี่ เรื่องมันตั้งนานแล้ว”

“แน่ใจนะ”

“แน่ใจสิพี่”

“เออ พี่ก็เป็นห่วงไง ตอนนั้นม่อนเสียใจอยู่ตั้งหลายปี กลัวจะเป็นขึ้นมาอีก”

“โหพี่ ผมลืมไปหมดแล้ว จะยี่สิบปีแล้วนะพี่เมี่ยง ไม่ต้องห่วงผมหรอก” ผมยืนยันหนักแน่น

สาเหตุที่พี่สาวผมเป็นห่วงก็เพราะผมย้ายมาอยู่บ้านพี่อาร์ตนี่แหละ ที่จริงผมก็คิดหลายวันกว่าจะตกลง เหตุผลหลักเป็นเรื่องเงิน เพราะช่วงที่แม่ป่วยผมหมดเงินเก็บไปเยอะ ธุรกิจโฮมสเตย์ที่ป้าทิ้งไว้ให้ก็ไม่ค่อยมีกำไร ผมเองก็ทำไม่ได้เต็มที่เพราะห่วงดูแลแม่ เงินที่เอามาเรียนก็เป็นเงินเก็บก้อนสุดท้ายแล้ว ประหยัดอะไรได้ก็ต้องประหยัด เพราะช่วงที่เรียนผมจะไม่ได้ทำงานเลย

พี่อาร์ตคงโทรไปคุยกับพี่เมี่ยง ก็เลยรู้เรื่องนี้ เขาก็เลยคะยั้นคะยอให้ผมย้ายมาอยู่ด้วย แต่ก็ทำให้พี่สาวผมเป็นห่วงว่าแผลเก่าจะกำเริบ

พอใกล้ถึงคิวจ่ายเงินผมก็บอกลาพี่สาวและวางสายไป โจนาธานซึ่งยืนอยู่ข้างหลังจึงถือโอกาสถาม

“เย็นนี้พี่ม่อนไปไหนไหมครับ”

“อืม” ผมทำท่าครุ่นคิด “ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน กลับบ้านมั้ง โจนาธานล่ะ”

“ไปหาอะไรกินกันที่จามจุรีสแควร์ไหมพี่ ชวนตาลกับติ๋งห์ไปด้วย”

“เอาสิ”

ผมพยักหน้าตกลงโดยไม่คิดอะไรมาก การผูกสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่เป็นเรื่องสำคัญ ผมจัดเวลาให้ได้ ตอนนี้การบ้านยังไม่เยอะ พอไปได้

… … …

ช่วงบ่ายเราเรียนเรื่อง Globalisation หรือโลกาภิวัฒน์ อาจารย์ที่มาสอนเน้นบรรยายมากไปหน่อย แต่ก็ได้ความรู้เยอะเลย

หมดคาบบ่ายผมก็ลงมาที่ใต้ตึกเรียน ระหว่างรอเพื่อนอีกสามคนที่ไปห้องน้ำ ผมหยิบมือถือขึ้นมาฟังเพลง มีอยู่เพลงหนึ่งที่ผมอยากฟังมาก อยู่ดีๆ มันก็มันวนเวียนเข้ามาในหัวตอนเรียนคาบบ่าย

“จะบอกว่ารัก เธอจะซึ้งหรือเปล่า อยากเอ่ยเรื่องราวที่มันยังคั่งค้างใจ ถ้าบอกกับเธอ เธอจะรักหรือไม่ ได้แต่ถามใจ เก็บเอาไว้ ไม่กล้าบอกเธอ”

เพลงนี้ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งก่อนพี่อาร์ตจะจบมอหก เขาชวนเพื่อนๆ และผมไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน ตอนแรกแฟนพี่อาร์ตว่าจะไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไปไม่ได้ ผมจำไม่ได้แล้วว่าเพราะอะไร รู้แต่ว่าผมดีใจมาก

ภาพที่ผมจำได้ไม่ลืมคือผมกับพี่อาร์ตปั่นจักรยานชมดอกบัวตองด้วยกันไปตามถนนลูกรังสีแดงๆ มองไปข้างหน้าจะเห็นท้องฟ้าสีครามเข้มตัดกับสีเหลืองจัดของดอกบัวตอง แม้แดดแรงแต่อากาศก็หนาว ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่กับคนที่ชอบในบรรยากาศแบบนี้ ในสายลมหนาวใต้ฟ้าสีคราม รายล้อมไปด้วยทุ่งดอกไม้ โรแมนติกสุดๆ

ช่วงหนึ่งเราสองคนไปยืนอยู่ตรงที่สูงๆ มองเห็นได้ไกลๆ พี่อาร์ตหันมายิ้มให้ผม ผมก็ยิ้มเขินๆ ตอนนั้นผมตัดสินใจแล้วว่าจะบอกรักพี่อาร์ต ผมจำไม่ได้ว่าผมเข้าเรื่องยังไง รู้แต่ว่าใจสั่น ปากสั่น พูดไม่รู้เรื่องเลย จนพี่อาร์ตทำหน้างงและหัวเราะ สุดท้าย…ผมก็ล้มความตั้งใจนั้น

ก็ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้บอก ไม่งั้นความทรงจำที่ทุ่งบัวตองของผมคงจบไม่สวย เพราะก่อนไปไต้หวัน พี่อาจพูดบางอย่างที่ทำให้ผมเสียใจไปหลายปีเลย เขาพูดประมาณว่า…

“เรื่องบางเรื่อง ถ้าแค่รู้สึก…มันก็พอได้ แต่เราก็ต้องรู้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรมีสิทธิ์ อะไรไม่มีสิทธิ์ ผู้ชาย…ก็ต้องเป็นผู้ชาย ถ้าเลิกได้…ก็เลิกซะ”

พี่อาร์ตคงรู้ว่าผมคิดอะไรกับเขา คำพูดประโยคนั้นก็คือการปฏิเสธดีๆ นั่นเอง ที่จริงเขาไม่พูดก็ได้ ก็แค่จากลากันด้วยความรู้สึกดีๆ แต่เขากลับเลือกที่จะทำให้ผมเสียใจ

เพลง “ไม่กล้าบอกเธอ” ออกมาตอนผมอยู่มอหก ช่วงนั้นผมฟังบ่อยมาก เคยโทรไปขอเพลงนี้ให้พี่อาร์ตหลายครั้ง ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่อยู่แล้ว ขึ้นมหาลัยผมก็ยังฟังอยู่ ไปคาราโอเกะทีไรก็จะร้องเพลงนี้

เจ็บแค่ไหนผมก็ไม่เคยลืมเขา ไม่เคยลืมภาพที่เราปั่นจักรยานเคียงคู่กันไปในทุ่งบัวตอง ไม่เคยลืมสนามกีฬา 700 ปีที่เราชอบไปนั่งคุยกัน ไม่เคยลืมความรู้สึกดีๆ ที่ผมมีให้เขาเลย

ผมรู้สึกขนลุกเมื่อฟังมาถึงท่อนโซโล่ เสียงกีตาร์ในท่อนนี้ฟังดูเหงาและอ้างว้างเหลือเกิน อดนึกสงสารตัวเองตอนนั้นไม่ได้ เพราะได้ยินโซโล่เพลงนี้ทีไรก็น้ำตาซึม เสียดายโอกาสที่ไม่เคยได้บอกรักใครคนนั้น จะบอกตอนนี้เขาก็ไม่อยู่แล้ว ได้แต่คิดถึงเขาจับจิตจับใจ คิดถึงอยู่นานหลายปีเลย เพราะเขาเป็นรักแรกก็เลยฝังใจมาก กระทั่งจบมหาลัยแล้วก็ยังไม่คิดจะมีแฟน

“พี่ม่อน”

ผมได้ยินเสียงชายหญิงเรียกชื่อผมพร้อมกัน ก็เลยตื่นจากภวังค์ ผมรีบเอาหูฟังบลูทูธออก เมื่อหันไปทางต้นเสียงก็เห็นว่าเป็นเพื่อนๆ ที่นัดกันไว้นั่นเอง

“ไปเลยไหมครับ” โจนาธานเดินเข้ามาถาม ส่งรอยยิ้มสดใสมาให้

ผมพยักหน้า “จะกินอะไรกันดี”

“โจนาธานเขามีร้านจะแนะนำค่ะพี่ โจนาธานเอารูปให้พี่ม่อนดูสิ เผื่อพี่ม่อนจะรู้จักร้านนี้” ตาลบอก

“นี่ครับพี่ม่อน ร้านนี้ ผมเคยไปกินมาแล้วตอนมาสมัครเรียน อาหารอร่อยมาก แต่เสียดายผมจำชื่อร้านไม่ได้”

โจนาธานพูดพลางเปิดภาพร้านที่เขาเคยไปมาให้ผมดู เป็นภาพอาหารที่เขาถ่ายมาเอง เขาคงกลัวผมไม่เห็นก็เลยเขยิบเข้ามาใกล้จนชิด ชิดขนาดที่ว่าได้กลิ่นกายกันเลยทีเดียวล่ะ แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก

“พี่ม่อนเคยไปกินไหมครับ” โจนาธานหันมาถาม ใบหน้าเขาอยู่ใกล้ผมมากจนผมต้องเขยิบออกเล็กน้อย

“ไม่เคยไปเลย” ผมส่ายหน้าเดียะ “พี่ไม่ใช่คนกรุงเทพ ไม่รู้จักร้านพวกนี้หรอก แต่ว่าน่าจะหาไม่ยากนะ ลองถามคนแถวนั้นดูก็ได้”

“มันอยู่ชั้นสองครับ อยู่ใกล้ๆ กับลิฟต์ น่าจะหาไม่ยาก” โจนาธานยิ้มให้ผมอีก ทำเอาผมใจสั่นๆ เหมือนกัน

หลังจากที่ได้แนวทางเบื้องต้น พวกเราก็ออกเดินทางกันเลย แต่ก้าวขายังไม่พ้นตึกดีก็มีรถเก๋งสีดำคันหนึ่งวิ่งมาจอดเทียบฟุตบาท พวกเราได้แต่มองด้วยความสงสัย แต่พอเจ้าของรถยนต์หรูไขกระจกลงเท่านั้น โจนาธานกับตาลก็ถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนติ๋งห์ไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเขาไม่เคยติดตามวงการบันเทิงไทย

“พี่อาร์ต” ตาลอุทานคล้ายกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“ครับ พี่มารับม่อนน่ะครับ” พี่อาร์ตยิ้มให้เพื่อนๆ ผม ก่อนหันมาถามผมว่า “ม่อนเลิกเรียนแล้วใช่ไหม”

“ครับพี่ เพิ่งเลิกเมื่อกี้ครับ” ผมตอบพี่อาร์ตแล้วหันไปมองเพื่อนๆ ก็เห็นว่าทุกคนมองมาที่ผมอยู่แล้วด้วยแววตาสงสัย

"พี่ม่อนรู้จักกับพี่อาร์ตด้วยเหรอคะ" ตาลทำเสียงตื่นเต้น ผมก็เลยพยักหน้า แต่คงไม่เล่าอะไรมากตอนนี้

“จะไปไหนกันหรือเปล่า” พี่อาร์ตกวาดตามองทุกคนด้วยความสงสัย

“ผมว่าจะไปกินข้าวกับน้องๆ ในคลาสน่ะครับพี่อาร์ต” ผมทำหน้าไม่แน่ใจ เมื่อเช้าผมจำได้ว่าไม่ได้บอกให้พี่อาร์ตมารับ ผมกลับรถไฟฟ้าเองได้เพราะบ้านพี่อาร์ตอยู่ไม่ไกลจากบีทีเอสบางจาก

“อ๋อ งั้นก็ไปด้วยกันเลยไหมล่ะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง ขึ้นมาเลย พี่จอดนานไม่ได้” พี่อาร์ตเร่ง

พวกเราใช้เวลาคิดไม่นานนักก็กรูกันเข้าไปในรถของพี่อาร์ต ผมนั่งหน้า ส่วนอีกสามคนนั่งข้างหลัง แต่รถของพี่อาร์ตก็กว้างขวางและนั่งสบาย

หลังขับออกไปได้สักพัก พี่อาร์ตก็หันไปคุยกับเพื่อนๆ ของผมทางด้านหลัง “ชื่ออะไรกันบ้างครับเนี่ย”

เพื่อนผมแต่ละคนแนะนำตัวด้วยภาษาไทย ยกเว้นติ๋งห์ที่ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะหลังจากนั้นพี่อาร์ตก็ชวนคุยเป็นภาษาอังกฤษเสียเลย เขาชอบอยู่แล้ว

ช่วงแรกๆ เพื่อนๆ ถามผมกันใหญ่ว่าผมกับพี่อาร์ตรู้จักกันได้อย่างไร ผมตอบแค่ว่าเคยเรียนมัธยมด้วยกันที่เชียงใหม่ ใครถามอะไรมาผมกับพี่อาร์ตก็จะตอบกว้างๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเราก็แค่เคยเจอกันเท่านั้น เพื่อนๆ จึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นในเวลาไม่นาน

“ละครที่คุณเล่นดังมากเลยนะครับที่เมียนมาร์ แม่ผมชอบดูมาก ผมก็เลยดูตาม ก็เลยจำคุณได้” โจนาธานเล่าขำๆ ดูเหมือนเจ้าตัวตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้เจอดาราไทย

“จริงเหรอ ผมไม่เคยรู้เลยว่าที่เมียนมาร์ก็ดูละครไทยด้วย เรื่องไหนเหรอครับที่ดัง” พี่อาร์ตถามขณะเลี้ยวรถออกจากประตูรั้วมหาลัย

“บุพเพสันนิวาส” โจนาธานตอบเป็นภาษาไทย

“เรื่องนี้ดังมากนะโจนาธาน โดยเฉพาะที่ประเทศจีน คนจีนชอบมาก”

ตาลทำเสียงสูงตอนท้าย เธอน่าจะปลื้มพี่อาร์ตกว่าใครในบรรดาสามคนนี้ มีแต่ติ๋งห์เท่านั้นที่ดูจะงงๆ โจนาธานกับตาลก็เลยต้องช่วยกันอธิบายให้ฟัง คราวนี้ติ๋งห์ก็เลยตื่นเต้นบ้าง ถึงกับบอกว่าจะต้องไปหาละครเรื่องนี้มาดูให้ได้

ผมนั่งเงียบๆ และปล่อยให้พี่อาร์ตคุยกับเพื่อนๆ ของผมไป ระหว่างนั้นผมก็สังเกตคนนั่งข้างๆ ไปด้วย ตอนนี้พี่อาร์ตดูภูมิฐานมาก ออร่าดาราฉายชัดผ่านผิวพรรณ เสื้อผ้า รสนิยมการแต่งกาย น้ำหอมที่ใช้ ข้าวของเครื่องประดับและรถที่ขับ ดูแตกต่างจากคนทั่วไปมาก ยืนตรงไหนก็จะโดดเด่นจากฝูงชน ใครเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นดารา

ด้วยความที่เป็นเกย์ ผมก็อาจจะชอบดูแลตัวเองบ้าง แต่ก็ยังสู้พี่อาร์ตไม่ได้หรอก หน้าเขาดูใสมาก น่าจะดูแลดีกว่าผมหลายเท่า เขาจึงดูเหมือนคนอายุยี่สิบปลายๆ แม้จะผิวขาวและตาตี่แต่ก็หล่อเข้ม ขณะที่ผมมักมีคนทายว่าน่าจะเพิ่งสามสิบต้นๆ เอาเถอะ ไม่ทายเกินอายุจริงก็ดีแล้ว

แต่ไม่ว่าจะยังไง ผมก็ว่าพี่อาร์ตในวัยมัธยมมีเสน่ห์มากที่สุด เขาดูหล่อใสและน่ารักตามแบบฉบับหนุ่มตี๋ สาวกรี๊ดกันทั้งโรงเรียน ที่ผมชอบเป็นพิเศษคือเขามีลักยิ้ม เวลายิ้มทีทำเอาผมแทบละลาย ผมว่าเขาหล่อพอที่จะเป็นดาราเกาหลีได้เลยล่ะ

เมื่อมาถึงจามจุรีสแควร์ ผมก็รีบสลัดความคิดในอดีตทิ้ง เตือนตัวเองว่าต้องอยู่กับปัจจุบัน เรื่องราวในอดีตจบไปแล้ว เก็บเอาไว้แค่คิดถึงเป็นบางครั้งก็พอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ใช่ความจริงของวันนี้

… … …

ประมาณสามทุ่ม ผมกับพี่อาร์ตก็กลับมาถึงบ้านที่บางจาก เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำ ตั้งใจว่าจะลงมานั่งคุยกันข้างล่างก่อนนอนเสียหน่อย แม้ว่าจะคุยกันมาในรถบ้างแล้วก็ตาม

ผมไม่ใช่คนอาบน้ำนานก็เลยใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที แต่คนที่อาบนานกว่าก็คือพี่อาร์ต ระหว่างรอผมก็นั่งเล่นเฟสบุ๊คไปพลางๆ โจนาธานทักแชทมาคุยด้วย วันนี้ผมคุยกับเขาเยอะมาก แต่เขาก็ยังหาเรื่องมาคุยกับผมได้ตลอด

ระหว่างแชทกับโจนาธานอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงคนมากดกริ่งหน้าบ้าน ก็เลยวางโทรศัพท์ไว้และเดินออกไปดู ไม่นานก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวดูดีพอจะเป็นดาราได้เลยทีเดียว น่าจะเป็นคนรู้จักของพี่อาร์ตแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาดึกป่านนี้

“พี่อาร์ตอยู่ไหมคะ” เธอคนนั้นร้องถามมาจากช่องประตูเล็กที่มีไว้สำหรับคนเข้าออก

ผมเพ่งมองไม่นานก็ตอบ “ใช่ครับ มาหาพี่อาร์ตเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ คุณเป็นใครคะ ทำไมฉันไม่เคยเห็นเลย”

“อ๋อ ผมเป็นเพื่อนพี่อาร์ตครับ เพิ่งมาอยู่”

“ฉันเป็นแฟนพี่อาร์ต ช่วยเปิดประตูให้หน่อยได้ไหมคะ” หญิงสาวคนนั้นร้องขอ

ผมลังเลในตอนแรก เพราะไม่รู้เลยว่าเธอเป็นใคร แต่ถ้ารู้ว่าเจ้าของบ้านชื่ออะไรก็คงจะรู้จักกันจริงๆ นั่นแหละ ก็เลยยอมเปิดประตูเล็กให้เธอเข้ามา

“พี่อาร์ตกำลังอาบน้ำอยู่ครับ” ผมบอกหญิงสาวคนนั้น

“อ๋อค่ะ เดี๋ยวฉันขึ้นไปหาเขาเอง ฉันชื่อผิงนะคะ” ก่อนจะเดินไป หญิงสาวที่ชื่อผิงก็หันมาแนะนำตัวให้ผมรู้จัก

“ผมชื่อม่อนครับ” ไม่รู้ว่าเธออยากรู้จักผมหรือเปล่า แต่ผมก็บอกชื่อตัวเองไป

ผิงเดินเข้าไปในบ้านราวกับคุ้นเคยดี แสดงว่าน่าจะเคยมาแล้ว ผมก็เลยค่อยรู้สึกสบายใจหน่อย ระหว่างนั้นก็ปิดประตูบ้าน พอผมเข้ามาในบ้านก็ไม่เห็นเธอแล้ว สงสัยจะขึ้นไปหาพี่อาร์ตบนห้อง

ผมยืนหันรีหันขวาง เพราะไม่แน่ใจว่าจะรอพี่อาร์ตต่อ หรือว่าจะขึ้นไปบนห้องของตัวเองดี แต่ดูๆ แล้วพี่อาร์ตไม่น่าจะลงมาได้ ถ้าเขาอยากคุยก็ไปหาผมที่ห้องเองละกัน คิดอย่างนั้นผมก็เลยเดินขึ้นบันไดไป

ก่อนจะเข้าห้องของตัวเองผมก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน ไม่รู้ว่าเรื่องใหญ่หรือเล็ก แต่ก็ดังพอสมควร ดังมาจากห้องพี่อาร์ตนั่นแหละ ตอนแรกผมก็แอบเป็นห่วง แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรเข้าไปยุ่ง จึงเดินเข้าห้องของตัวเองไป

ผมหยิบชีตมาอ่านบนโต๊ะทำงาน อ่านจบก็อ่านงานวิชาการเล่มหนึ่งที่อาจารย์คาร์ลให้มา ชื่อเรื่อง Dependency Theory หรือทฤษฎีภาวะพึ่งพิง เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกซึ่งทำให้เกิดภาวะทรัพยากรจากประเทศยากจนไหลเข้าสู่รัฐที่ร่ำรวยกว่า นานไปประเทศที่อยู่ตรงกลางก็ยิ่งรวยขึ้น ขณะที่ประเทศชายขอบที่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือกลับยิ่งจนลง

การรวมรัฐที่ยากจนเข้าสู่ระบบโลก มีแต่ทำให้รัฐยากจนสูญเสียทรัพยากรไปให้รัฐที่ร่ำรวยมากขึ้น เพราะรัฐที่ยากจนบริหารจัดการทรัพยากรเองไม่ได้ หรือไม่มีสิทธิ์เนื่องจากเงื่อนไขที่ผู้ล่าอาณานิคมสร้างไว้

ด้วยความเชื่อว่าหากประเทศที่รวยอยู่แล้วยิ่งรวยขึ้น ก็จะฉุดให้ประเทศที่จนกว่าให้ค่อยๆ รวยขึ้นตามมาด้วย แน่นอนว่าย่อมมีข้อถกเถียงกันมากมายว่าการกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นจริงแค่ไหน ผมก็เลยอ่านเพลิน ลืมเรื่องพี่อาร์ตไปเลย

… … …

เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า ผมก็อาบน้ำแต่งตัวไปเรียนหนังสือ แต่ก่อนจะไปผมก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่าพี่อาร์ตตื่นหรือยัง แม้เขาจะบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิน เขาจัดการเองได้ แต่ผมก็ว่าจะขึ้นไปถามเสียหน่อยว่าวันนี้เขาจะไปไหนหรือเปล่า อีกอย่างจะบอกด้วยว่าไม่ต้องไปรับ

จังหวะที่ผมเดินไปหยิบรองเท้าที่ชั้นวาง สายตาก็เหลือบไปเห็นรองเท้าของผู้หญิงคนนั้น ผมก็เลยชะงัก แสดงว่าคนชื่อผิงยังอยู่ในห้องพี่อาร์ตตั้งแต่เมื่อคืน อย่างว่า ตามประสาคนเป็นแฟนกัน ก็มีเรื่องระหองระแหงกันบ้าง แต่เมื่อคืนเขาคงจะคุยกันเข้าใจแล้ว คงไม่ต้องถามต่อว่าหลังจากนั้นเขาทำอะไรกัน

เมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็เลยว่าจะไม่ขึ้นไปรบกวน ทว่าขณะที่ผมกำลังหยิบรองเท้ามาใส่ ผมก็ได้ยินเสียงคนเดินลงบันไดเร็วๆ มา พี่อาร์ตนั่นเอง เขาอยู่ในชุดกางเกงบ็อกเซอร์และเสื้อยืดสีขาว ผมเผ้าหวีพอให้เป็นทรง กระนั้นก็ยังดูดีแบบดารา

“ม่อน จะไปเรียนแล้วเหรอ” พี่อาร์ตร้องถามช่วงที่กำลังจะพ้นบันไดขั้นสุดท้าย

ผมยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าให้กับคนที่เดินมาหา “ครับพี่”

พี่อาร์ตเดินปราดมาหาผมแล้วก็ถามอีก “กินอะไรหรือยังล่ะ เดี๋ยวพี่ทำให้เอาไหม”

“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่อาร์ต เดี๋ยวผมไปกินที่มหาลัย พี่อาร์ตไม่ต้องห่วงผมเรื่องนี้หรอก” ผมรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ พี่อาร์ตดูชะงักเล็กน้อย

“เอางั้นเหรอ”

“ครับพี่ พี่ไปดูแลแฟนพี่เถอะ ผมจัดการตัวผมเองได้” ผมบอกยิ้มๆ

พอผมพูดถึงแฟน สีหน้าของพี่อาร์ตก็เจื่อนลง แถมยังดูครุ่นคิดอย่างหนัก ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร

“ม่อน…โกรธพี่หรือเปล่า” พี่อาร์ตถามด้วยท่าทางประหม่า

“โกรธเรื่องอะไรเหรอครับ” ผมทำหน้าฉงน

“ก็เรื่อง…” พี่อาร์ตหยุดคิดชั่วครู่ ไม่นานก็พูดต่อ “ก็เรื่องที่…พี่ให้ผู้หญิงมานอนที่บ้านไง”

คราวนี้ผมยิ่งไม่เข้าใจ ก็เลยขมวดคิ้วเป็นปื้น “ผมจะโกรธพี่ทำไมล่ะครับ นี่บ้านพี่อาร์ต ไม่ใช่บ้านผมสักหน่อย พี่อาร์ตใช้ชีวิตตามปกติของพี่เลย ผมไม่มีปัญหาหรอก”

“แต่ว่า…” พี่อาร์ตเงียบไปอีก ไม่รู้ว่ามีเรื่องหนักใจอะไรกันแน่ เพราะสีหน้าดูไม่สบายใจเลย จึงทำให้ผมเริ่มสงสัยว่าผมทำให้พี่อาร์ตลำบากใจหรือเปล่า

“ผมมารบกวนพี่หรือเปล่าครับเนี่ย”

“ไม่เลยม่อน ไม่ใช่อย่างนั้น ม่อนไม่ได้กวนอะไรพี่เลย พี่ไม่มีปัญหาเลยที่ม่อนมาอยู่ด้วย” พี่อาร์ตรีบปฏิเสธ ทว่าสีหน้าก็ยังดูเครียดๆ เหมือนเดิม “แต่ว่า…”

“แต่ว่าอะไรเหรอครับ” ผมหรี่ตามองผู้อาวุโสกว่าเพียงสองปี คราวนี้พี่อาร์ตอึกอักไม่นานก็ยอมเผยเรื่องที่คิดในใจ

“พี่ไม่รู้จะบอกม่อนยังไง เอาอย่างนี้ละกัน ต่อไป…พี่จะไม่พาผู้หญิงมาที่บ้านอีก”

แต่ยิ่งฟังผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ จนต้องกะพริบตาปริบๆ “ทำไมล่ะพี่ ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยนะพี่อาร์ต ผมบอกแล้วไงว่าที่นี่เป็นบ้านพี่อาร์ต ไม่ใช่บ้านผม พี่อาร์ตจะทำอะไรก็ได้”

“ถ้าอยู่คนเดียว…มันก็ได้แหละ” พี่อาร์ตพูดสวนทันที เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งจึงพูดต่อ “แต่ตอนนี้…ม่อนมาอยู่กับพี่แล้ว พี่ไม่ควรทำแบบนี้ให้ม่อนเห็น”

“พี่อาร์ต ผมว่าผมต้องมารบกวนพี่แน่ๆ เลย พี่บอกผมตรงๆ ได้นะครับ ผมไม่โกรธหรอก ผมกลับไปอยู่ที่เดิมได้นะพี่ ผมยังไม่ได้คืนห้อง” เมื่อพี่อาร์ตบอกไม่หมด ผมก็เลยยิ่งมั่นใจว่าผมกำลังสร้างความไม่สะดวกใจให้เขาแน่ๆ แต่เขาแค่ไม่กล้าพูดตรงๆ เท่านั้น

“ไม่ใช่ม่อน ไม่ใช่อย่างนั้น” พี่อาร์ตยังคงปฏิเสธอย่างเดิม แต่ผมไม่เชื่อแล้วว่าพี่อาร์ตพูดจริง

“พี่อาร์ต ผมเข้าใจชีวิตคนโสดนะพี่ ถ้าผมอยู่ที่นี่แล้วทำให้พี่ทำอะไรไม่สะดวกเหมือนเดิม ผมกลับไปอยู่ที่เดิมก็ได้พี่ พี่ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก พี่บอกผมมาตรงๆ เลย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะม่อน” พี่อาร์ตทำสายตาขอความเห็นใจ แต่ก็ดูลังเลที่จะพูดมาให้หมด

“ตกลงพี่อาร์ตมีปัญหาอะไรเหรอครับ บอกผมตรงๆ มาเลยดีกว่า” ผมใช้น้ำเสียงที่ทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมกำลังจะหมดความอดทน

แต่เมื่อรอฟังอยู่พักใหญ่พี่อาร์ตก็ยังเงียบ ผมก็เลยเอี้ยวตัวหลบ ตั้งใจว่าจะขึ้นไปเก็บของบนห้องตัวเอง จังหวะนั้นพี่อาร์ตก็ดึงข้อมือผมไว้ ก่อนฉุดแรงๆ และดึงผมเข้าไปกอดไว้ ทำเอาผมถึงกับตะลึงจนตัวแข็งทื่อ นี่คือกอดแรกในรอบเกือบ 20 ปี นี่คือสัมผัสที่ผมไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว อีกอย่าง ตั้งแต่เลิกกับแฟนชาวเวียดนาม ผมก็ไม่เคยสัมผัสอะไรแบบนี้อีกเลย

“ม่อนอยู่กับพี่ที่นี่แหละ พี่อยากให้ม่อนอยู่กับพี่ ม่อนไม่ต้องไปไหน ถ้าพี่ไม่อยากให้ม่อนมาอยู่ด้วย พี่จะคะยั้นคะยอให้ม่อนมาอยู่ด้วยทำไมตั้งหลายครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ม่อน ปัญหามันอยู่ที่พี่ เอาเป็นว่าพี่จะไม่พาผู้หญิงมาค้างที่บ้านอีก อะไรที่ม่อนไม่ชอบ พี่จะไม่ทำนะ” พี่อาร์ตอธิบายเสียงสั่น ดูเหมือนเขาจะประหม่าหรือตื่นเต้นมาก

“ผมยังไม่เคยบอกพี่อาร์ตเลยนะครับว่าผมไม่ชอบ ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่มีปัญหา” ผมยืนยันความคิดเดิม แต่บอกตรงๆ ว่าผมไม่เข้าใจพี่อาร์ตในตอนนี้เลย

“นั่นแหละ ชอบหรือไม่ชอบพี่ก็จะไม่พามา ม่อนก็เหมือนกันนะ ม่อนอย่าพาใครมาได้ไหม โดยเฉพาะ…โจนาธาน”

ผมผละออกจากอ้อมกอดของพี่อาร์ตทันทีที่ได้ยินแบบนี้ คิ้วของผมขมวดเข้าหากันเป็นปื้นใหญ่กลางหน้าผาก ที่จริงผมก็ไม่ค่อยอยากแสดงอารมณ์หนักๆ บนใบหน้าตัวเองหรอก เพราะมันจะมีผลต่อริ้วรอย

“พี่อาร์ตพูดอะไรน่ะครับ ผมไม่เข้าใจ โจนาธานมาเกี่ยวอะไรด้วยครับ ผมกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย แต่ถึงจะเป็น ผมก็ไม่พาเขามานอนนี่หรอก ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร”

พี่อาร์ตหน้าเสีย เพราะดูเหมือนว่ายิ่งพูดก็ยิ่งทำให้เข้าใจกันผิดมากขึ้น หากคราวนี้อธิบายไม่ชัดเจนตรงประเด็น ผมคงต้องขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าแน่ๆ พูดกันไม่รู้เรื่องแบบนี้ผมคงอยู่ด้วยไม่ได้

ดูเหมือนพี่อาร์ตจะรู้ตัวว่าชักช้าไม่ได้ ทว่าเขาก็ใช้เวลาค่อนข้างนานก่อนตัดสินใจ ก่อนจะพูดเขาก็ถอนหายใจแรงหนึ่งครั้ง

“พี่ชอบม่อน”

ผมอ้าปากค้าง ไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า แต่ถ้าพี่อาร์ตพูดจริง ผมก็นึกไม่ออกว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง มันเร็วไปหรือเปล่า ที่น่าตลกก็คือ เมื่อยี่สิบปีที่แล้วผมไม่เคยกล้าบอกเขาเลย แม้ว่าจะทั้งรักทั้งหลงจนล้นใจมากขนาดไหน แต่วันนี้...พี่อาร์ตกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันบอกความรู้สึกนี้กับผมตรงๆ

นี่มันอะไรกัน พี่อาร์ตชอบผมเหรอ ชอบได้ยังไง ชอบแบบไหน ผมงงไปหมดแล้ว ผมควรจะตอบยังไงดี ผมควรจะรู้สึกยังไง ผมจะต้องทำตัวยังไง ผมควรจะอยู่ที่นี่ต่อไปไหม ที่สำคัญ ผมจะไว้ใจเขาได้แค่ไหน

TBC…

ป.ล. EP4 มาวันที่ 7 พ.ย. เวลา 10.30 น.

เพลงไม่กล้าบอกเธอ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-11-2021 22:25:36 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 611
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
จะรอวับ

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 4 อุ่นใจ


เช้านี้ผมตื่นเร็วเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้ผมไม่ได้ไปไหนจึงเข้านอนเร็ว วันไหนไปก็มักจะรีบกลับ ตั้งแต่ม่อนมาอยู่ด้วย ผมก็อยากอยู่บ้านมากขึ้น ไม่ค่อยออกไปกับสาวๆ แล้ว

วันนี้ผมว่าจะไม่ไปไหน ตั้งใจจะวาดรูปที่ค้างไว้ให้เสร็จ เพราะอีกไม่ถึงเดือนจะมีงานประมูลเอาเงินไปทำบุญ ผมรับปากทางช่องว่าจะวาดภาพรูปให้ ทว่าก็ไม่ค่อยมีเวลาทำมากนักในช่วงที่ผ่านมา

ผมยืนมองตัวเองหน้ากระจกบานใหญ่ ยิ้มพอใจเมื่อเห็นว่าหน้าท้องของผมยังเป็นวีเชพ ไร้พุง มีกล้ามพองาม มีไรขนอุยที่สาวๆ บอกว่าเซ็กซี่สุดๆ มันเลื้อยต่ำและหายไปตรงขอบกางเกงในยี่ห้อ "ซาลิเกีย" สีเดนิมทรงบรีฟของผม

เมื่อมองด้านหน้าจะเห็นเป้านูนเด่น รู้ทันทีว่าพ่อให้มาไม่อั้น เมื่อเอียงตัวมองด้านข้าง จะเห็นสะโพกงอนโค้งเว้าตามแนวขอบกางเกงใน ทุกอย่างยังดูแน่นตึงสมส่วน แม้ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน

ตั้งแต่เป็นดารา ผมพิถีพิถันในการดูแลตัวเองมาก ต้องกินอาหารดีๆ ต้องดูแลผิวพรรณด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ต้องออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองดูโทรมหรืออ้วนเลย

ถ้าม่อนเห็นหุ่นผม เขาจะชอบหรือเปล่านะ

เมื่อไม่กี่วันนี้ผมเพิ่งบอกว่าชอบเขาไป แต่เขากลับดูเฉยๆ จนผมชักร้อนรนเสียเอง จึงต้องคิดหาวิธีเรียกร้องความสนใจแบบนี้

ผมมองร่างเกือบเปลือยเปล่าของตัวเองอีกครั้ง มั่นใจว่าม่อนน่าจะชอบ เพราะเก้งกวางในกองถ่ายแอบมองผมประจำ ที่สำคัญ สาวไหนได้มาอยู่ในที่ลับตากับผม ต่างก็หลงใหลในรสสัมผัสที่ผมมอบให้ทั้งนั้น ผมให้พวกเธอได้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา เซ็กซ์ที่ยอดเยี่ยม การดูแลเอาใจ ความอบอุ่น เงิน ยกเว้น...

ความรัก

เมื่อลงมาข้างล่างผมก็เข้าครัว ตั้งใจว่าจะทำอาหารเช้าให้ม่อนกินเสียหน่อย ค่าที่เป็นลูกคนจีน ผมจึงเลือกทำข้าวต้มแบบที่เคยกินเป็นประจำตอนเด็กๆ กินกับไข่เค็ม ผักกาดดอง ถั่วทอด กานาฉ่าย ไชโป๊วผัดไข่และผัดใบปอ ทำง่าย อร่อยด้วย ช่วงไหนมีเวลาผมก็จะทำกินเอง

ผมทำไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย กำลังว่าจะไปตามม่อนพอดี เจ้าตัวก็โผล่หน้าเข้ามาในครัวเสียก่อน พอเห็นชุดที่ผมใส่ เขาก็ยืนตะลึง ทำหน้าอย่างกับโดนผีหลอก

“อ้าวม่อน มาพอดีเลย มากินข้าวต้มกัน สูตรบ้านพี่เลยนะจะบอกให้” ผมก้มมองชุดที่ตัวเองใส่ ก่อนเงยหน้ามายิ้มเขินๆ “ก็ม่อนบอกพี่ว่าให้ใช้ชีวิตตามปกติ นี่แหละปกติของพี่ เวลาอยู่บ้านพี่ใส่แค่นี้แหละ”

ม่อนยังคงยืนนิ่ง ผมจึงเดินไปรุนหลังและพามานั่งที่โต๊ะกินข้าว “มา มากินข้าวกัน เดี๋ยวพี่ตักข้าวต้มให้”

“ครับ” ม่อนกวาดตามองดูอาหารบนโต๊ะแล้วก็ยิ้ม “น่ากินจังเลยครับพี่อาร์ต พี่อาร์ตทำเองเหรอ ผมรบกวนพี่หรือเปล่าเนี่ย”

“ไม่รบกวนหรอก วันไหนว่างๆ พี่ก็จะทำแบบนี้กินเป็นประจำแหละ วันนี้พี่ว่าง” ผมพูดขณะตักข้าวต้มใส่ชาม เสร็จแล้วก็เอาไปวางให้อีกฝ่าย ก่อนจัดการของตัวเองบ้าง

ไม่นานเราสองคนก็ได้นั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน ม่อนใช้ตะเกียบไม่ค่อยเก่งนัก เขาก็เลยใช้ช้อนแทน ส่วนลูกคนจีนอย่างผมไม่มีปัญหาเรื่องตะเกียบอยู่แล้ว

“อร่อยไหม” ผมถามขณะใช้ตะเกียบคีบไชโป๊วผัดไข่ใส่ชามข้าวต้มให้ม่อน “ไชโป๊วผัดไข่ก็อร่อยนะ หวานเค็มกำลังดี”

ม่อนตักใส่ปากเคี้ยวกรุบๆ พอกลืนหมดก็ยิ้มพอใจ “อร่อยมากเลยครับพี่อาร์ต ที่บ้านพี่กินแบบนี้ทุกวันเหรอครับ”

“ก็เกือบทุกวันน่ะ บางทีก็เปลี่ยนเครื่องเคียงนิดๆ หน่อยๆ แต่หลักๆ ก็จะมีแค่นี้แหละ ทำง่าย กินง่าย เมื่อก่อนพี่ไม่ค่อยมีเวลาทำกินเองหรอก แต่หลังๆ งานมันน้อยลง พี่ก็เลยมีเวลาทำกินเองบ่อยขึ้น”

“ทำไมงานน้อยลงล่ะครับ” ม่อนหยุดกินและมองด้วยแววตาอยากรู้

ผมรู้สาเหตุดีอยู่แล้ว จึงตอบได้ทันที “อย่างแรก พี่ก็อายุมากขึ้น สู้ดาราหน้าใหม่ไม่ได้ เขาก็จ้างพี่น้อยลง อย่างที่สอง พออยู่นานคนจะเกรงใจเรา เขารู้ว่าเรามีฝีมือ ต้องหาบทดีๆ ให้เล่น ไม่ให้เล่นก๊องๆ แก๊งๆ เหมือนเมื่อก่อน แต่ปีหนึ่งก็มีแค่เรื่องสองเรื่อง อย่างที่สาม พี่เลือกเองว่าจะทำงานน้อยลง เมื่อก่อนพี่รับงานเยอะจนควบคุมคุณภาพไม่ได้ สุขภาพก็เริ่มแย่ด้วย”

ม่อนพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ “ถ้ารับงานน้อยลง แปลว่าต้องได้ค่าตัวเยอะใช่ไหมพี่”

ผมพยักหน้ายิ้มๆ “ก็พอได้อยู่ เล่นเรื่องเดียวอยู่ได้ทั้งปี”

“ขนาดนั้นเลยเหรอพี่” ม่อนทำตาโต ท่าทางดูอยากรู้อยากเห็นเหมือนเด็กน้อย

ผมพยักหน้า “ก็ประมาณนั้น พี่ว่ามันก็ดีนะ ทำน้อยแต่ได้มาก ดีกว่าทำมากแต่ได้น้อย เมื่อก่อนพี่ต้องตะลอนๆ รับงานเล็กๆ น้อยๆ แทบทุกวัน แทบไม่เคยได้หยุดพักเลย เคยยุ่งถึงขนาดที่ว่า…เช้าอยู่ใต้ บ่ายอยู่อีสาน ตกเย็นไปอยู่เหนือ รับงานไปทั่วเลย แต่พอเริ่มดังมากขึ้น พี่ก็ค่อยๆ ลดงานพวกนี้ลง แก่แล้ว เดินทางเยอะๆ ไม่ไหว” ผมขำตัวเองเบาๆ ตอนท้าย

“ปกติเรื่องหนึ่งพี่ได้เงินเท่าไหร่ครับ” ถามแล้วม่อนก็ทำหน้าคล้ายเกรงใจ “ตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะพี่”

ถ้าเป็นคนทั่วไปผมคงไม่ตอบ แต่สำหรับม่อนผมบอกได้ “ก็หลักล้าน รวมโฆษณากับออกงานสำคัญๆ ปีหนึ่งก็หลักสิบล้าน”

“โห พี่อาร์ตทำงานชิ้นเดียวยังได้มากกว่าเงินเดือนผมสิบปีเลยมั้ง” ม่อนขำตัวเองเบาๆ

“แต่มันก็ต้องทุ่มเทนะม่อนกว่าจะได้แบบนี้ วงการบันเทิงไม่ง่าย คู่แข่งเยอะ มีทั้งคนชอบ คนไม่ชอบ ไม่ชอบเฉยๆ คงไม่เท่าไหร่ แต่บางคนไม่ชอบแล้วแกล้งกันก็มี เตะตัดขาทุกวิถีทาง อย่างเรื่องล่าสุดที่พี่เพิ่งปิดกล้อง มีคนพยายามดันเด็กของตัวเองมาเล่นแทนพี่ จะให้ผู้จัดเอาพี่ออกให้ได้ หาว่าพี่แก่มั่ง มีข่าวฉาวเยอะมั่ง แสดงไม่ดีมั่ง แต่โชคดีที่ผู้จัดไม่เปลี่ยนใจ แต่ยังไงๆ พี่ก็ต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้บ้าง เพราะพี่เป็นพระเอกตลอดไปไม่ได้หรอก อายุสี่สิบพี่ก็จะเฟดตัวออกจากวงการบันเทิงแล้วล่ะ”

“แล้วพี่อาร์ตจะไปทำอะไรล่ะครับ”

“วาดรูป” นี่คือเรื่องแรกที่ผมตอบได้ทันที ก่อนทำท่านึกว่าน่าจะทำอะไรเพิ่มได้อีก “ทำเกษตรก็ดีนะ พี่ซื้อที่แถวอุทัยธานีไว้หลายไร่ วันไหนม่อนว่างพี่จะพาไปเที่ยว”

“พี่อาร์ตยังวาดรูปอยู่เหรอครับ” ม่อนทำหน้าแปลกใจ

“วาดสิ ที่เรียนไม่จบก็เพราะชอบวาดรูปนี่แหละ” ผมขำเบาๆ เป็นเชิงหยันตัวเอง “เสียดาย พี่เคยวาดรูปม่อนไว้ตอนอยู่ไต้หวัน แต่พี่ทำหายไปแล้ว”

“รูปผม…รูปอะไรเหรอครับ” ม่อนทำท่าเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังผิด

“อ๋อ ตอนอยู่ไต้หวัน พี่เอารูปม่อนติดไปด้วยรูปหนึ่ง รูปที่ทุ่งบัวตอง จำได้ไหม”

ม่อนพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับ ไม่นานผมก็เล่าต่อ

“พี่ไม่เคยไม่คิดถึงม่อนนะ ตอนที่พี่ไป พี่ก็รู้ว่าพี่ทำอะไรไม่ดีกับม่อนเอาไว้หลายอย่าง แต่…” ผมนึกได้ว่าไม่ควรพูดเรื่องเครียดๆ ตอนกินข้าว จึงตัดบท “ตอนนี้อย่าเพิ่งคุยเรื่องเครียดๆ เลย เอาไว้ม่อนกลับมาตอนเย็นๆ พี่จะเล่าให้ฟังอีกทีละกัน กินข้าวก่อนดีกว่า”

ม่อนพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ แต่แววตาก็ยังดูเสียดาย เขาคงอยากรู้ไม่น้อย “ได้ครับ วันนี้ผมมีเรียนเช้า บ่ายไม่มีเรียน ว่าแต่…พี่อาร์ตไปไหนไหมครับวันนี้”

ผมส่ายหน้า “วันนี้พี่จะวาดรูปให้เสร็จน่ะ พี่วาดรูปดอยสุเทพค้างไว้ จะเอาไปประมูลหาเงินทำบุญเดือนหน้า”

เมื่อรู้ว่าผมจะวาดรูป ม่อนก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ก่อนไปเรียน ผมไปดูรูปที่พี่อาร์ตวาดได้ไหมครับ”

“ได้สิ” ผมยิ้มและจ้องตาม่อนค้างไว้ ทว่าไม่นานม่อนก็หลบตาผมไปเอง

… … …

หลังอาหารเช้า ผมพาม่อนไปยังห้องที่ผมเอาไว้วาดรูป เขาดูตื่นตาตื่นใจกับผลงานของผมมาก ผมติดไว้ตามผนังบ้าง บางส่วนวางอยู่บนขาตั้ง

“นี่แหละ ห้องทำงานของพี่ วันไหนว่างๆ พี่ก็จะขลุกอยู่ในนี้ทั้งวัน ถ้าม่อนอยากใช้ห้องนี้ทำงานก็ตามสบายนะ” ผมผายมือให้ม่อนดูโต๊ะกับเก้าอี้ทำงานที่อยู่ตรงมุมห้อง ม่อนหันไปดูตาม แต่ไม่นานก็หันกลับมาสนใจภาพวาดต่อ

“โห…ฝีมือพี่อาร์ตดีขึ้นเยอะเลยนะครับเนี่ย มืออาชีพมาก ผมเห็นพี่เป็นดารา นึกว่าพี่จะไม่ได้วาดรูปแล้วซะอีก”

“ตอนแรกก็เคยคิดอย่างนั้นแหละ แต่มันก็อดใจไม่ไหวทุกที ก็เลยวาดมาเรื่อยๆ เมื่อหลายปีก่อนพี่หาคนมาสอนที่บ้าน พี่ไม่มีโอกาสได้เรียนโดยตรงไง ก็เลยต้องใช้วิธีนี้”

ม่อนพยักหน้ารับรู้ “แล้วพี่อาร์ตเคยจัดนิทรรศการงานศิลปะของตัวเองไหมครับ”

“ก็เคยนะ แต่ไม่บ่อย พี่ไม่ค่อยมีเวลาวาด กว่าจะได้แต่ละคอลเลคชั่นมันใช้เวลาเยอะ พี่จัดไปแค่สองสามครั้งเอง”

ม่อนพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นผมก็ปล่อยให้เขาเดินดู ผ่านไปสักพักใหญ่ผมก็ร้องเตือน

“ไปเหอะม่อน เดี๋ยวไปเรียนไม่ทัน วันนี้ให้พี่ไปส่งไหม”

“ไม่เป็นไรครับ” ม่อนหันมาปฏิเสธด้วยท่าทางเกรงใจ

“งั้นเอางี้ ให้พี่ไปส่งม่อนที่บีทีเอสละกัน ไม่ต้องเกรงใจพี่หรอก พี่อยากดูแลม่อนบ้าง พี่ไม่ได้ดูแลม่อนมาตั้งนาน ม่อนรู้ไหมว่าพี่ดีใจมากที่ม่อนมาอยู่ใกล้ๆ พี่เหมือนตอนนั้น”

ผมยิ้มตาหวาน กะว่าอีกฝ่ายจะเขินเสียหน่อย ทว่าก็เปล่าเลย ม่อนดูเฉย ไม่ยินดียินร้าย ผมจึงยิ้มเก้อ

“ได้ครับ” ม่อนยิ้มสดใส

“โอเค งั้นไปกันเลย” ผมยิ้มดีใจและทำท่าจะเดินออกไป ทว่าก็หยุดชะงักเมื่อม่อนร้องเตือน

“พี่อาร์ตจะไปชุดนี้เหรอ”

ผมก้มมองชุดที่ตัวเองใส่แล้วก็ยิ้มเขิน “เออว่ะ ดีนะที่ม่อนเตือนซะก่อน ไม่งั้นพี่ถูกตำรวจเรียกแน่ๆ งั้น ม่อนรอแป๊บหนึ่งนะ พี่จะขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”

“ครับพี่”

ม่อนยิ้มเขิน ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ตัวว่าคอยชำเลืองมอง “อาร์ตน้อย” ของผมอย่างสนใจหลายครั้ง ม่อนเริ่มสนใจผมบ้างแล้ว แม้ว่าจะเป็นความสนใจที่เสียวๆ ไปหน่อย แต่ก็เอาเถอะ อายุป่านนี้แล้ว สปาร์กขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จัดไปเลยละกัน ไม่จำเป็นต้องเหนียมอายเหมือนตอนเด็กๆ หรอก

… … …

เมื่อม่อนกลับมาถึงบ้านในตอนบ่าย เขาก็มาขลุกกับผมที่ห้องวาดรูป ซื้อขนมและของกินติดมือมาด้วย หนึ่งในนั้นเป็นขนมกุยช่าย ของโปรดสมัยเรียนมัธยมของผมเลย ม่อนยังอุตส่าห์จำได้ ส่วนผมแทบไม่เคยซื้อกินตอนหลังๆ เพราะไปเดินตลาดทีไรก็มีคนมารุมล้อมทุกที

หลังพักกินขนม ผมก็กลับมาวาดรูปต่อ ส่วนม่อนนั่งทำงานที่โต๊ะทำงาน เขาเอาโน๊ตบุ๊กมาพิมพ์งานส่งอาจารย์ด้วย

“ม่อนฟังเพลงไปด้วยก็ได้นะ พี่เอาลำโพงบลูทูธมาให้แล้ว” ผมหันไปบอกม่อนก่อนจะเริ่มทำงานของตัวเอง

“รบกวนพี่อาร์ตหรือเปล่าครับ” ม่อนทำหน้าไม่แน่ใจ

“ไม่รบกวนหรอก ตามสบายเลย” ผมหยิบพู่กันมาถือไว้ ก่อนหันมาสนใจงานของตัวเองต่อ

ไม่นานก็มีเสียงเพลงดังขึ้น เพลงส่วนใหญ่ที่ม่อนเปิดเป็นเพลงยุค 90 ที่พวกเราเคยชอบนั่นแหละ ส่วนใหญ่เป็นเพลงช้าแบบอีซีลิสเซนนิ่ง มีเพลงเร็วๆ สลับมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

“พรุ่งนี้หรือว่าเมื่อไหร่ หรือว่าวันใด เธอยังคงเหมือนเดิม ไม่เคยต้องมีคำสัญญา ไม่ต้องบอกรักก็เข้าใจ ไม่เห็นต้องเหมือนคนอื่น ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่เคยต้องมีคำพูดใด แค่มองไปไกลไกลเห็นเธอ ก็อุ่นใจ”

พอได้ยินเพลงอุ่นใจของพี่ติ๊นา หรือคริสติน่า อากีลาร์ ผมก็ฟังอย่างตั้งใจ เมื่อก่อนผมเฉยๆ กับเพลงนี้ เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยฟังเพลงพี่ติ๊นาหรอก วิธีร้องและเนื้อหาน่าจะถูกจริตผู้หญิงหรือเกย์มากกว่า แต่ท่อนหนึ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจก็คือท่อนที่ร้องว่า

“แค่มองไปไกลๆ เห็นเธอ ก็อุ่นใจ”

มันช่างตรงกับความรู้สึกของผมตอนนี้เหลือเกิน เพราะเมื่อผมหยุดวาดรูปและหันไปมองข้างหลัง ผมก็จะเห็นม่อนอยู่ไม่ไกล มันให้ความรู้สึกอุ่นใจดีไม่น้อย

ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงม่อนก็ทำงานของตัวเองเสร็จ เขาเดินมานั่งลงข้างๆ และมองดูผมวาดรูปด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น

“ระวังสีเปื้อนเสื้อผ้านะม่อน” ผมหันไปเตือนเมื่อเห็นเขานั่งโดยไม่ระวัง

ม่อนแยงมองซ้ายขวา เมื่อไม่เห็นอะไรผิดปกติเขาก็หันมาถามผม

“พี่อาร์ตจะขายเท่าไหร่”

“ห้าหมื่นก็น่าจะพอได้นะ”

“โห เงินเดือนทั้งเดือนของผมที่ลาวเลยนะนั่น” ม่อนทำหน้าทึ่ง

“ประมูลไปเรื่อยๆ อาจจะได้หลักแสนนะ คราวที่แล้วพี่ได้หกแสนแน่ะ”

“จริงเหรอพี่” ม่อนทำตาโต

“แค่นี้ไม่แพงหรอก ถ้าพี่ฝีมือดีๆ อย่างอาจารย์ถวัลย์ น่าจะได้เป็นล้านหรือหลายล้านด้วยซ้ำ”

“หกแสนก็เยอะแล้ว ถ้าเอาไปทำบุญก็ช่วยคนได้เยอะเลย แล้วพี่จะเอาไปช่วยที่ไหนบ้างครับ”

“ทางช่องเขาน่าจะเอาไปช่วยหลายที่นะ มีทั้งวัด โรงพยาบาล แล้วก็มูลนิธิที่เกี่ยวกับเด็กพิการ เด็กยากจน เด็กไร้สัญชาติ ประมาณนี้แหละ”

“มีเงินเยอะๆ นี่มันก็ดีนะพี่ ช่วยคนอื่นได้ แต่ถ้ามีไม่เยอะ ก็ดูแลได้แค่ตัวเองหรือไม่กี่คน” ม่อนทำเสียงเศร้าๆ ไม่รู้ว่ารู้สึกอะไรกับเรื่องนี้หรือเปล่า

ผมพยักหน้าเห็นด้วย “แรกๆ พี่ก็ยังไม่คิดแบบนี้หรอก พี่หาเงินได้เยอะก็จริง แต่หมดไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเยอะมาก ทั้งกินทั้งเที่ยว ซื้อเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้แพงๆ รถแพงๆ คอนโดหรูๆ แต่พออายุมากขึ้นก็เริ่มเบื่อ พอมีคนมาชวนไปทำบุญ พี่ก็เลยลองไปดู ปรากฏว่าชอบ ก็เลยทำเรื่อยมา โดยเฉพาะวัด แต่หลังๆ พี่จะช่วยวัดที่ทำงานพัฒนาชุมชนหรือช่วยเหลือสังคมนะ ไม่เน้นสร้างศาสนวัตถุเท่าไหร่”

“ก็ดีแล้วพี่ ผมว่าเอามาช่วยคนดีกว่า บางวัดเงินเยอะ แต่ไม่เคยเอามาทำประโยชน์ให้ชุมชนเลย แถวบ้านผมสร้างโบสถ์ฝังลูกนิมิตเป็นว่าเล่น”

“ก็ธรรมดาแหละ พี่ไม่ได้ต่อต้านทั้งหมดหรอก ศาสนวัตถุบางอย่างก็เป็นประโยชน์กับชุมชน อย่างเช่น พระพุทธรูปขนาดใหญ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ชาวบ้านเข้าไปขายของหรือทำงานบริการในวัดได้ เขาก็มีอาชีพ ถ้ามาแนวนี้พี่ก็ยินดีช่วย”

ม่อนพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย “อืม ก็ถูกของพี่อาร์ต ผมไม่เคยมองมุมนี้เลย”

ผมยิ้มให้ม่อนด้วยความรู้สึกเอ็นดู จังหวะนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นข้างๆ ตัว พอเห็นว่าใครโทรมาผมก็ลังเล เธอกวนผมตั้งแต่เช้าแล้ว ถ้าไม่พูดให้เด็ดขาดคงไม่เลิก ผมก็เลยหยิบโทรศัพท์มาและเดินออกไปรับสายนอกห้อง

“พี่อาร์ตวาดรูปเสร็จหรือยัง” เสียงใสถามทันทีที่ผมรับสาย

“ยังเลยหลิว” ผมตอบไปสั้นๆ

“หลิวไปหาที่บ้านพี่อาร์ตได้ไหม”

“วันนี้พี่ไม่สะดวกครับ ถ้าสะดวกพี่จะไปหาหลิวที่คอนโดเอง ไม่ต้องมาหรอก” ผมปฏิเสธด้วยเสียงที่นุ่มนวล

“อ้าว ทำไมล่ะคะ เมื่อก่อนหลิวยังไปหาได้เลย หลิวว่าช่วงนี้พี่อาร์ตดูแปลกๆ มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีอะไรหรอก พี่อยากพัก หลิวก็รู้ว่าช่วงถ่ายละครพี่ทำงานหนักมาก”

“ให้มันจริงละกัน ไม่ใช่อยู่กับคนชื่อผิงล่ะ” หลิวสะบัดเสียงเล็กน้อย

“ตอนนี้พี่อยู่กับม่อน เรื่องผิงมันจบไปแล้ว เขาทำพี่ขนาดนี้ พี่ไม่ให้อภัยง่ายๆ หรอก”

“แล้วเขาจะยอมจบง่ายๆ เหรอคะ”

“จบสิ คนอย่างพี่…จบก็คือจบ แค่นี้ก่อนนะหลิว พี่ตั้งใจจะวาดรูปให้เสร็จคืนนี้เลย” ผมรีบตัดบท เพราะไม่งั้นหลิวก็จะชวนคุยไปเรื่อย

“อ้าว แล้วที่บอกว่าจะพาหลิวไปเที่ยวหลังปิดกล้องล่ะ หลิวรอมาตั้งหลายวันแล้วนะพี่อาร์ต วันนั้นก็เบี้ยวหลิวกลางทางไปทีหนึ่งแล้ว” หลิวบ่นกระปอดกระแปด แต่ก็ยังไม่กล้าโวยวายมาก ขืนทำอย่างนั้นเมื่อไหร่ เธอรู้ดีว่าผมจะทำยังไง

“เอาไว้พี่วาดรูปเสร็จก่อนนะหลิว พี่รับปากทางช่องไว้แล้ว พี่ไม่อยากผิดคำพูด” ผมย้ำประโยคท้ายอย่างหนักแน่น

“ค่ะ”

หลิววางสายไปทันที ผมรู้ว่าเธอไม่พอใจ แต่บางทีผมก็ต้องปฏิเสธบ้าง ชีวิตที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า การตอบรับไปทั่วทำให้เราไม่มีเวลาทำสิ่งสำคัญของตัวเอง ตอนนี้…สิ่งสำคัญของผมเปลี่ยนไปแล้ว

ผมเดินกลับเข้ามานั่งวาดรูปต่อ ม่อนยังคงนั่งพินิจดูภาพวาดดอยสุเทพของผมอย่างสนใจ ผมก็เลยถาม

“วันไหนว่างๆ เราไปเที่ยวเชียงใหม่กันไหมม่อน ม่อนมีช่วงปิดเทอมไหม”

ม่อนหยุดดูและหันมาพยักหน้ากับผม “มีครับ แต่หยุดแค่อาทิตย์เดียวเอง”

“อาทิตย์หนึ่งก็ไปได้ ไปรำลึกความหลังกันหน่อยดีไหม”

“ได้ครับ เดี๋ยวรู้วันปิดเทอมแล้วผมจะบอกพี่อาร์ตอีกทีนะครับ”

ผมพยักหน้า จากนั้นก็หันมาวาดรูปต่อ ม่อนนั่งดูสักพักเขาก็ชวนผมคุยต่อ

“ช่วงนี้พี่อาร์ตไปหาหลิวบ้างไหมครับ”

ผมหยุดชะงักเล็กน้อยและหันไปมองคนถาม “ไม่ได้ไปหลายวันแล้ว”

“เหรอครับ” ม่อนหยุดและทำท่าเหมือนอยากถามบางอย่าง แต่ดูเหมือนไม่กล้าถาม

“จะถามอะไรก็ถามมาเลย นี่พี่อาร์ต ม่อนจะเกรงใจทำไม” ผมบอกอย่างรู้ทัน

ม่อนหัวเราะแหะๆ เขานิ่งไปพักหนึ่งก็ถามเรื่องที่อยากรู้ “พี่อาร์ตคิดจะแต่งงานหรือเปล่าครับ หรือว่า…จะอยู่เป็นโสดไปเรื่อยๆ”

“คิดสิ” ผมตอบไปทันทีเพราะคิดเรื่องนี้มานานแล้ว “แต่มันยังหาคนที่ใช่ไม่เจอไง พี่น่ะวางแผนไว้แล้วว่าจะแต่งงานตอนไม่เกินสี่สิบ นี่ก็เหลืออีกแค่สองปี”

ผมขำเบาๆ เมื่อนึกได้ว่าเหลือเวลาไม่มาก แปลว่าผมควรต้องเจอคนที่ใช่ได้แล้ว สองปีนี้จะได้คบหาดูใจกันก่อน ถ้าดีก็จะได้ตกลงแต่งงานกันเลยตอนอายุสี่สิบ หากเจอช้ากว่านี้ก็จะไม่มีเวลาคบหาดูใจกันเท่าไหร่

เมื่อพูดเรื่องนี้แล้วผมก็นึกถึงผิงขึ้นมาทันที “เอ่อ…ม่อน…จำผู้หญิงที่มาบ้านพี่เมื่อสองวันที่แล้วได้ไหม”

“จำได้ครับ” ม่อนมองผมด้วยแววตาสงสัย

“คนนี้แหละที่เขาพยายามจะจับพี่ แล้วก็เอาภาพแอบถ่ายพี่ไปปล่อยในเน็ต จำได้ใช่ไหม”

ม่อนพยักหน้า ผมเคยเล่าให้เขาฟังแล้วคืนที่เจอกันครั้งแรก เพียงแต่ไม่ได้บอกชื่อ

“เขาก็ใช้ได้อยู่นะ พี่ยังคิดเลยว่าน่าจะเป็นคนนี้แหละ แต่เขาเองก็เพิ่งจบมหาลัย ช่องว่างระหว่างวัยมันเยอะ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ผู้หญิงอายุใกล้ๆ กับพี่หรือม่อนเขามีครอบครัวกันหมดแล้ว พี่ก็เลยต้องคบกับผู้หญิงอายุน้อยกว่า บางคนเป็นลูกสาวพี่ได้เลย” ผมหัวเราะเบาๆ

ม่อนขำตามและแซวผมไปด้วย “กินเด็กจะได้สดชื่นไงพี่”

“เรื่องนั้นพี่ไม่เถียง แต่พออายุห่างกันมากๆ มันก็คุยกันไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ช่างเหอะ ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก ปัญหาของผิงก็คือ…เขาอยากรวบรัด แต่พี่ไม่ชอบให้ใครมากดดัน ยิ่งใช้วิธีไม่ดีแบบนี้พี่ยิ่งไม่ชอบ พี่ก็เลยเปลี่ยนใจ เขาก็เล่นแรงเลย วันนั้นที่เขามา เขาจะมาขอโทษนั่นแหละ มาขอคืนดีด้วย แต่พี่ไม่เอา จบก็คือจบ”

“เอ…แต่คืนนั้นเขาก็ไม่ได้กลับใช่ไหมครับ” ม่อนทำหน้าไม่แน่ใจ

“ม่อนคิดว่าพี่นอนกับเขาเหรอ” ผมทำหน้าแปลกใจและขำเบาๆ “ใช่ เขาไม่ได้กลับ พี่ก็เลยย้ายไปนอนอีกห้อง เช้าอีกวันพี่ก็บอกเขาว่าไม่ต้องมาอีก”

ม่อนพยักหน้ารับรู้ ส่วนผมหยิบพู่กันขึ้นมาค้างไว้ ทำหน้าครุ่นคิด “ม่อนเปิดเพลงอุ่นใจให้พี่ฟังหน่อยสิ”

“อ๋อ ได้ครับ”

ม่อนมองผมงงๆ ทว่าก็ลุกขึ้นและเดินไปที่โต๊ะทำงานแต่โดยดี เขาเปิดคอมของตัวเองอีกครั้ง จากนั้นก็เปิดเพลงที่ผมขอเมื่อกี้ให้ฟัง ผมหันกลับมาวาดรูปต่อ ไม่นานม่อนก็เดินมานั่งลงข้างๆ ผมตามเดิม

“เวลาพี่อาร์ตวาดรูป พี่อาร์ตใส่เกงในตัวเดียวอย่างนี้ทุกครั้งเลยเหรอครับ” ม่อนมองผมด้วยแววตาเอ็นดู

“อือ มันสบายไง อีกอย่าง จะได้ไม่ต้องกลัวเสื้อผ้าเปื้อนด้วย” ผมตวัดปลายพู่กันลงไปบริเวณยอดพระธาตุดอยสุเทพอย่างระมัดระวัง ตรงนี้เป็นจุดไฮไลท์ ต้องละเอียดเป็นพิเศษ

“ถ้าพี่อยากให้ผมช่วยถ่ายรูปเบื้องหลังให้ บอกได้นะพี่ เผื่อพี่จะเอาไปลงไอจีให้แฟนๆ เห็นภาพเบื้องหลัง” ม่อนสัพยอกอย่างอารมณ์ดี

ผมรีบหันไปห้ามแทบไม่ทัน “เฮ้ย สภาพนี้ไม่ได้”

เราสองคนต่างก็ขำ อึดใจหนึ่งผมก็หันมาวาดรูปต่ออย่างขมีขมัน ส่วนม่อนนั่งดูอย่างสนใจ เราคุยกันสารพัดเรื่องโดยไม่มีเบื่อ พร้อมกับมีเสียงเพลงยุค 90 คลอเบาๆ

พอถึงสี่โมงเย็นผมก็หยุด กะว่าจะพาม่อนไปว่ายน้ำที่สระว่ายน้ำหลังบ้าน เสร็จแล้วก็จะพาไปกินข้าวเย็นข้างนอก ทว่าพอจะลุกขึ้นผมก็ร้องโอดโอยเบาๆ

“อูย เหน็บกินขาแล้ว ม่อนช่วยพี่หน่อย”

ผมยื่นมือไปให้ม่อน เจ้าตัวรีบลุกขึ้นและยื่นมือมาฉุดผมยืนขึ้น ตอนแรกผมก็ว่าจะยืนขึ้นดีๆ แต่ค่าที่แสดงละครมาหลายเรื่อง อยู่ๆ ผมก็นึกถึงฉากที่พระเอกนางเอกล้มทับกันขึ้นมา ก็เลยนึกสนุก

ลุกขึ้นยืนได้แล้วผมก็แกล้งเซ ม่อนตกใจรีบจับตัวผมไว้ จังหวะนั้นผมก็ทิ้งตัว ม่อนล้มตามแรงผมมา ก่อนร่างจะถึงพื้นผมก็เหวี่ยงตัวให้ตัวเองเป็นฝ่ายอยู่ด้านบน ผมกดทับร่างม่อนไว้ จ้องลึกลงในแววตาหวั่นไหวของเขา

“พี่อาร์ตทำอะไรน่ะ” ม่อนทำหน้าตกใจ ทว่าก็ไม่ดิ้นหนี

“ที่พี่พูดวันนั้นน่ะ พี่พูดจริงนะม่อน พี่ชอบม่อน พี่ไม่ได้พูดเล่น พี่ไม่ได้ละเมอ” ผมพูดด้วยเสียงสั่นๆ แม้มีประสบการณ์โชกโชน แต่ไม่รู้ทำไมคราวนี้ถึงตื่นเต้น

“ไม่เชื่อพี่เหรอ” ผมถามย้ำเมื่อม่อนยังนอนนิ่ง แต่สักพักก็ทำหน้ายุ่งยากใจ

“ชอบแล้วยังไงครับ พี่อาร์ตเป็นผู้ชาย ไม่ได้เป็นแบบผม อีกอย่าง…ผมมันก็แค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งนะพี่”

“พี่ก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งเหมือนกัน” ผมรีบบอก

“แต่…” ม่อนทำหน้าเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

“ครั้งหนึ่งพี่คิดถึงม่อนมากรู้ไหม ตอนอยู่ไต้หวัน พี่เอารูปม่อนติดตัวไปด้วยรูปหนึ่ง เป็นรูปที่พี่ถ่ายให้ที่ทุ่งบัวตอง พี่หยิบมาดูบ่อยๆ เวลาพี่คิดถึงม่อน วันหนึ่งพี่ก็เอามาวาด พี่ใช้เวลาวาดรูปม่อนอยู่ตั้งหลายวัน วาดเสร็จก็นั่งดู ม่อนคิดว่า…พี่จะคิดถึงผู้ชาย วาดรูปผู้ชายอย่างม่อนไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะ…”

ผมหยุดเพื่อดูปฏิกิริยาของคนข้างล่าง แน่นอนว่าเขาดูตกใจมากทีเดียว

“พี่ชอบม่อนตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ที่พี่พูดอย่างนั้นไป ก็เพราะว่าพี่ไม่รู้จะทำยังไงกับความรู้สึกของตัวเอง ยุคนั้น…เราทำแบบนี้ไม่ได้ไง”

“แต่มันจบไปตั้งนานแล้วนะพี่อาร์ต”

“พี่รู้ แต่พี่อยากขอโทษม่อนไง พี่รู้สึกผิดมาตลอดเลยรู้ไหม พี่อยากให้ม่อนรู้ว่าพี่เคยชอบม่อน พี่เคยเจ็บ พี่เคยคิดถึง ถึงตอนนี้พี่ไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่ม่อนก็ยังอยู่ในใจพี่ พี่ไม่เคยลืม วันแรกที่พี่ได้เจอม่อนที่คอนโดหลิว ม่อนรู้ไหมว่าพี่ดีใจมาก คืนนั้นที่เราคุยกัน พี่มีความสุขที่สุดเลย ยิ่งคุยพี่ก็ยิ่งคิดถึงวันเก่าๆ คิดถึงความรู้สึกที่พี่ไม่เคยบอกม่อน ม่อนเชื่อไหม แค่รู้ว่าเป็นม่อนพี่ก็เปิดใจพี่ให้ม่อนหมดเลย ม่อนชอบพี่ไม่ใช่เหรอ พี่รู้ตั้งนานแล้วว่าม่อนชอบพี่”

“แต่ตอนนี้…” ม่อนพยายามจะเถียง ทว่าก็หยุดไปเฉยๆ

“ตอนนี้ม่อนก็ชอบพี่ พี่รู้”

“ไม่ครับ ผมไม่รู้สึกอะไรแล้ว มันจบไปตั้งนานแล้วนะพี่อาร์ต ผมไม่โกรธ ไม่โทษพี่อาร์ตเลย”

“หนังสือที่ม่อนอ่านจบแล้ว ม่อนหยิบมาอ่านใหม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

“แล้วทำไมผมจะต้องอ่านใหม่ด้วยล่ะครับ หนังสือบางเล่มผมก็ไม่ได้อยากอ่านอีกซะหน่อย” ม่อนแย้งเสียงสั่น

“ก็ไม่เป็นไร พี่รอได้ พี่มั่นใจว่าม่อนชอบพี่ มันไม่เร็วไปหรอก เพราะเราสองคนไม่ใช่เพิ่งรู้จักกันวันสองวันนี้ พี่จะบอกให้ว่าตอนนี้พี่ไม่กลัว ใครจะมองยังไงก็ช่าง ต่อให้คนทั้งประเทศรู้ว่าพี่มีแฟนเป็นผู้ชาย พี่ก็โอเค พี่เชื่อว่าคนสมัยนี้รับได้”

ม่อนนอนนิ่ง ดูเหมือนว่าเจ้าตัวกำลังคิดหนักเลยทีเดียว แต่ในระหว่างนั้นสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเจ้าน้องชายของผมดันตื่นตัวขึ้นมากะทันหัน ม่อนน่าจะรู้สึกถึงการขยายตัวนั้นได้ เขาจึงทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ ผมได้แต่ยิ้มเขินๆ ช่วงนี้ผมไม่มีความสัมพันธ์กับสาวๆ มาหลายวันแล้ว มันคงสงสัยว่าทำไมไม่ค่อยใช้งานมัน

“พี่อาร์ตเนี่ย”

ม่อนดิ้นหนีและเบี่ยงตัวออกจากการเกาะกุมของผม คราวนี้ผมยอมปล่อยง่ายๆ ม่อนลุกขึ้น หน้าแดงจัด ส่วนผมยังนอนคว่ำอยู่อย่างนั้น เพราะเจ้าน้องชายของผมยังไม่ยอมสงบ

“ม่อนไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่ตามไป” ผมหันไปบอกอย่างเขินๆ

“แล้วพี่อาร์ตลุกได้หรือเปล่า” ม่อนยังมีแก่ใจเป็นห่วง

“ได้ ม่อนออกไปก่อนเลย ไม่งั้นก็หันหน้าไปทางนู้น” ผมบุ้ยหน้าไปทางประตู

ม่อนจึงหันหน้าไปทางที่ผมบอก ผมจึงอาศัยจังหวะนี้ลุกขึ้น ยืนกุมเป้าตัวเองไว้ ม่อนหันแวบมาดูด้วยสีหน้าเขินๆ ที่จริงเจ้าตัวคงจะโกรธไม่น้อย แต่พอเจอแบบนี้เจ้าตัวก็ไม่รู้จะโกรธหรือขำดี ผมเพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้เองว่าเวลาม่อนเขิน เขาดูน่ารักมาก

“พี่ไม่เคยมีอารมณ์แบบนี้กับผู้ชายเลยว่ะม่อน” ผมสัพยอก รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับมาอายุสิบหกสิบเจ็ดอีกครั้ง

ม่อนหันตัวกลับมามองผม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด สับสน เขาก้มมองมือที่ผมกอบกุมส่วนนั้นเอาไว้สักพัก เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองผมใหม่ เขาก็ปราดเข้ามากอดและจูบผมอย่างหนักหน่วงหิวกระหาย ผมถึงกับเสียวสะท้านเมื่อม่อนคว้าหมับเข้าที่ส่วนนั้นของผม มันดันโด่งจนแทบทะลุกางเกงในออกมาแล้ว

แม้ผมยังไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจ แต่ถ้าม่อนต้องการให้พี่คนนี้มอบความสุขสุดยอดให้ ผมก็ยินดี แม้ไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายมาก่อน แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้ ผมก็พร้อมจะเลยตามเลย เพราะมันตื่นเต้นดีเหลือเกิน แค่เริ่มก็ยังเสียวตัวแทบลอยแล้ว

TBC…

EP5 มาวันที่ 14 พ.ย. เวลา 10.30 น.

เพลงอุ่นใจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-11-2021 22:25:10 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 4 อุ่นใจ
«ตอบ #12 เมื่อ07-11-2021 11:32:18 »

 :pig4:
 o13

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 611
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 4 อุ่นใจ
«ตอบ #13 เมื่อ08-11-2021 22:19:11 »

น้ำลายหก :hao6:

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 4 อุ่นใจ
«ตอบ #14 เมื่อ08-11-2021 22:35:13 »


ตอนต่อไปจะมาในชื่อตอน "ขอโทษที่กวนใจเธอ" เอาตัวอย่างมาให้อ่านเรียกน้ำย่อยครับ พบกัน 14 พ.ย. นะครับ ขอบคุณทุกคนที่มาติดตามครับ

“ก็พี่อาร์ตบอกผมเองนี่ว่าไม่ต้องมายุ่ง” ผมลั่นเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้าตา คราวนี้เสียงเพลง “ขอโทษที่กวนใจเธอ” ของพี่นัท มีเรีย ดังลั่นในหัวเลย

“อยากให้เธออภัยสิ่งที่กระทำ เพราะนั่นคือความจริงใจ สิ่งที่ทำลงไปเพียงคิดไปเอง เข้าข้างตัวเองว่ารักกัน แต่ไม่เคยมองเธอให้ชัดนานๆ ให้รู้ความจริงข้างใน ก็บอกตรงๆ ว่าเสียใจ เมื่อรู้ว่ากวนใจเธอ นับจากวันนี้ จะไปไกลๆ ไม่มาเจอ นี่คือสิ่งเดียว เป็นสิ่งที่หวังว่าเธอนั้น คงจะพอใจ”

“เรื่องแค่นี้เองเหรอ ที่หายไปสองอาทิตย์เพราะเรื่องแค่นี้เองเหรอ” พี่อาร์ตเขย่าไหล่ผมแรงขึ้น แววตาของเขามีคำถามร้อยพันที่จะต้องเค้นเอาคำตอบให้ได้

“แล้วพี่อาร์ตจะสนใจทำไมล่ะครับ น้องก็ไม่ใช่ เพื่อนก็ไม่ใช่ แฟนก็ไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย” ผมตัดพ้อ น้ำตาเริ่มไหลพรากๆ เพราะห้ามไม่ไหวแล้ว ทั้งที่ไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าผู้ชายด้วยกันเลย

“คิดอย่างงั้นเหรอ พี่อุตส่าห์เป็นห่วงม่อน แต่ม่อนมาพูดกับพี่แบบนี้นี่นะ” พี่อาร์ตตัดพ้อ แววตาดูผิดหวังจนผมรู้สึกใจหาย

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 4 อุ่นใจ
«ตอบ #15 เมื่อ12-11-2021 12:31:11 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
Re: ⏲⏲⏲Time Machine - ตอนที่ 4 อุ่นใจ
«ตอบ #16 เมื่อ13-11-2021 19:11:23 »

ตอนที่ 5 ขอโทษที่กวนใจเธอ


ในที่สุดผมก็พลาดจนได้ ทั้งที่ไม่ต้องการให้เลยเถิด ตอนนั้นผมแค่สงสัยว่าพี่อาร์ตพูดจริงหรือเปล่า เขามีแฟนเป็นผู้หญิงมาตลอด แต่อยู่ดีๆ ก็บอกว่าชอบผม ให้บอกคนทั้งโลกว่ามีแฟนเป็นผู้ชายเขาก็ทำได้ บอกตรงๆ ว่าผมไม่เชื่อแม้แต่น้อย เขาพูดเพราะเขายังไม่รู้มากกว่า

นั่นแหละ ผมก็เลยแกล้งเดินเข้าไปจูบเขา จับตรงนั้นของเขา เพื่อให้เขารู้ว่า สัมผัสของผู้ชายไม่เหมือนของผู้หญิง ผมกะว่าเขาจะตกใจ ขยะแขยง และผลักผมออก ที่ไหนได้เขากลับชอบ

สุดท้ายก็มาจบที่เตียงพี่อาร์ต ไม่รู้ว่าเจ้าตัวติดใจอะไรถึงกับขอสองรอบ แม้ว่าเจ้าตัวจะยังทำกับผู้ชายไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ แต่ผมก็ยอมรับว่าเซ็กซ์ของพี่อาร์ตสุดยอดมาก ผมไม่เคยเจอใครปรนเปรอให้สุขสมจนแทบขาดใจอย่างนี้เลย

ผมค่อยๆ ดึงผ้าห่มออกจากตัวและเลื่อนปลายเท้าลงมาแตะที่พื้นห้อง หันไปดูพี่อาร์ตอีกครั้งให้แน่ใจว่าเขายังไม่ตื่น เขายังนอนหลับตาพริ้มสบายอยู่ ผมจึงค่อยๆ ลุกจากเตียง ทั้งตัวมีเพียงกางเกงในตัวเดียวเท่านั้น ผมเดินย่องไปเก็บเสื้อผ้าตัวเองที่หล่นกระจายตามพื้นมาถือไว้ จากนั้นก็ออกไปจากห้องพี่อาร์ต

เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ผมก็ออกไปมหาลัย วันนี้ไม่มีเรียนหรอก แต่ผมนัดเพื่อนร่วมกลุ่มเอาไว้สิบโมงเช้าที่ห้องสมุดคณะรัฐศาสตร์ ตั้งใจจะแบ่งงานกันทำนั่นแหละ

ระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้า ผมก็อดคิดถึงเรื่องเมื่อคืนไม่ได้ ทำไมพี่อาร์ตถึงกล้าเลยเถิดกับผมขนาดนี้หนอ ผู้ชายที่ไม่เคยมีอะไรกับผู้ชาย ไม่น่าทำแบบนี้ให้ผมได้ หรือว่าแค่อารมณ์พาไป แต่ผมก็สัมผัสได้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น

เฮ้อ…ไม่ว่ายังไงผมก็กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอยู่ดี ผมไม่อยากกลับไปร้องเพลง “ขอโทษที่กวนใจเธอ” อีกแล้ว ครั้งหนึ่งผมก็เคยละเมอเพ้อพกว่าพี่อาร์ตคิดอะไรกับผม แต่วันหนึ่งฝันกลางวันของผมก็พังครืนไม่มีชิ้นดี

ตอนนั้นผมอยู่มอสี่ พี่อาร์ตอยู่มอหก ช่วงนั้นเราสองคนสนิทกันมาก จนใครๆ ก็นึกว่าเราเรียนชั้นเดียวกัน แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะสนิทกันขนาดไหน พี่อาร์ตก็มีแฟนเป็นผู้หญิง เธอชื่อต่าย ตอนนั้นอยู่มอห้า

วันหนึ่งพี่อาร์ตกับเพื่อนชวนกันไปเที่ยวน้ำตกแม่สาที่อำเภอแม่ริม เขาชวนผมกับพี่ต่ายไปด้วย ผมไม่พลาดเพราะชอบไปเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาไปกับพี่อาร์ตแม่จะค่อนข้างวางใจ ก็เลยขอแม่ได้ง่าย

ขณะที่พวกเราเล่นน้ำตกกันอย่างสนุกสนาน พี่อาร์ตกับพี่ต่ายกลับนั่งคุยกันบนโขดหินสองคน สีหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าทะเลาะกันหรือเปล่า ด้วยความหวังดีว่าพี่อาร์ตจะไม่ได้เล่นน้ำ ผมก็เลยเดินไปชวนเขามาเล่นด้วยกัน ทว่าพี่อาร์ตกลับหันมาเหวี่ยงใส่ผม

"อย่าเพิ่งมากวนตอนนี้ได้ไหมม่อน"

พอโดนด่าผมก็งอน ไม่ไปยุ่งกับเขาอีก จนใกล้เวลากลับนั่นแหละ ผมจึงเริ่มสังเกตว่าสองคนนั้นหายไป ด้วยความเป็นห่วงจึงไปเดินตามหา เมื่อหาในน้ำไม่เจอก็ขึ้นไปหาบนฝั่ง ไม่นานก็เจอของดีที่ทำเอาผมช็อกตาตั้ง สองหนุ่มสาวกำลังกอดจูบลูบคลำกันอยู่หลังสุมทุมพุ่มไม้อย่างเร่าร้อน ผมจำได้ติดตาว่าพี่อาร์ตเอามือบีบขยำตรงหน้าอกเปลือยเปล่าของพี่ต่าย ทั้งคู่หยุดและผละออกจากกันเมื่อรู้ว่ามีคนเดินมา ผมหันกลับและจ้ำอ้าวหนีทันที อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก

ขากลับผมไม่พูดกับพี่อาร์ตเลย ไม่มองหน้าเขา หลังจากนั้นก็คอยหลบหน้าหลบตา ถ้าเขาโทรมาผมก็ให้พี่เมี่ยงบอกว่าผมไม่อยู่ จนพี่เมี่ยงสงสัยว่ามีปัญหาอะไรกัน ผ่านไปสองอาทิตย์ พี่อาร์ตก็มาดักเจอผมที่บ้านตอนผมกลับจากโรงเรียน

“หายไปไหนมาม่อน” พี่อาร์ตเดินเข้ามาถามขณะที่ผมกำลังจะจูงมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดในบ้าน

“เปล่าครับ” ผมหยุดมองคนที่มาหาด้วยสีหน้ามึนตึง

“เปล่าเหรอ” พี่อาร์ตหรี่ตา “แต่พี่ไม่ได้เจอม่อนสองอาทิตย์แล้วนะ โทรหาก็ไม่รับ ตกลงเป็นอะไรกันแน่”

“ช่วงนี้การบ้านเยอะ” ผมตอบสั้นๆ ไม่เต็มเสียง

“พี่ไม่เชื่อ” พี่อาร์ตจ้องตาผมคล้ายจะจับพิรุธ

ผมไม่อยากเถียงก็เลยเงียบ นึกถึงภาพบาดตาบาดใจที่น้ำตกทีไรก็เจ็บ ถ้าเขากอดจูบกันขนาดนั้น แปลว่าคงไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว

เมื่อผมไม่ตอบ พี่อาร์ตก็ตรงมาเขย่าไหล่ผมแรงๆ “เป็นอะไร มีปัญหาอะไร หลบหน้าพี่ทำไมน่ะม่อน”

“ก็พี่อาร์ตบอกผมเองนี่ว่าไม่ต้องมายุ่ง” ผมลั่นเสียงสั่นอย่างเหลืออด น้ำตาคลอเบ้า คราวนี้เสียงเพลง “ขอโทษที่กวนใจเธอ” ของพี่นัท มีเรีย ดังลั่นในหัวเลย

“อยากให้เธออภัยสิ่งที่กระทำ เพราะนั่นคือความจริงใจ สิ่งที่ทำลงไปเพียงคิดไปเอง เข้าข้างตัวเองว่ารักกัน แต่ไม่เคยมองเธอให้ชัดนานๆ ให้รู้ความจริงข้างใน ก็บอกตรงๆ ว่าเสียใจ เมื่อรู้ว่ากวนใจเธอ”

พี่อาร์ตเขย่าไหล่ผมแรงขึ้น แววตาของเขามีคำถามร้อยพันที่จะต้องเค้นเอาคำตอบจากผมให้ได้ “เรื่องแค่นี้เองเหรอ ที่หายไปสองอาทิตย์เพราะเรื่องแค่นี้นี่นะ”

“แล้วพี่อาร์ตจะสนใจทำไมล่ะครับ น้องก็ไม่ใช่ เพื่อนก็ไม่ใช่ แฟนก็ไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย” ผมตัดพ้อพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากๆ ทำเอาพี่อาร์ตตกใจพอสมควร

“คิดอย่างงั้นเหรอ พี่อุตส่าห์เป็นห่วงม่อน แต่ม่อนมาพูดกับพี่แบบนี้นี่นะ” พี่อาร์ตตัดพ้อบ้าง แววตาดูผิดหวังจนผมรู้สึกใจหาย

นั่นแหละ ผมจึงได้สติ ก็เลยเงียบและหันหน้าไปทางอื่น

“พี่มาตามม่อนถึงบ้านเนี่ย ม่อนคิดว่าเพราะอะไร ถ้าไม่ห่วง พี่จะมาไหม” พี่อาร์ตพูดด้วยเสียงที่อ่อนลง

ผมหันมามองเขาอีกครั้ง เขาตามมาง้อถึงบ้านแล้ว ผมก็คงต้องยอมแพ้ “ผมขอโทษ”

สิ้นคำขอโทษของผม พี่อาร์ตก็ดึงผมเข้าไปกอดไว้ ทำเอาผมตกใจไม่น้อยเพราะไม่เคยโดนผู้ชายกอดแบบนี้มาก่อน โชคดีว่าตอนนั้นพี่เมี่ยงกับแม่ออกไปตลาดพอดี

“อย่าหายไปแบบนี้อีกนะม่อน” พี่อาร์ตพูดด้วยเสียงที่ฟังดูอ่อนโยน ทำเอาผมเคลิ้มไปเลย

อ้อมกอดของพี่อาร์ตช่างอบอุ่นเหลือเกิน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะหวงเอาไว้คนเดียว แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมทำได้เพียงทนดูเขาเอาสิ่งนี้ไปให้คนอื่น

นี่ก็ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว แม้ไม่เจ็บ ไม่โกรธ ไม่รู้สึกอะไรอีก แต่ผมกลับจำมันได้ และฝังใจเจ็บกับมันเงียบๆ

… … …

เมื่อได้หนังสือที่พอจะเอาไปใช้ประโยชน์ในการทำงานกลุ่มได้ พวกเราสามคนก็กลับมานั่งคุยกันที่โต๊ะตัวหนึ่งในห้องสมุด แต่แทนที่จะคุยเรื่องงานวิชาการ โจนาธานกลับสนใจเรื่องส่วนตัวของผม พอหย่อนก้นลงเขาก็หันมาชวนคุย

“พี่ม่อนแต่งงานหรือยังครับ”

“ยัง” ผมลากเสียงสูงเล็กน้อย นึกสงสัยว่าทำไมเขาอยากรู้ “แล้วโจนาธานล่ะ”

“ยังพี่ ผมเพิ่งจะยี่สิบห้าเอง” โจนาธานวางหนังสือลงบนโต๊ะ ก่อนหันไปถามเพื่อนอีกคน “แล้วพี่ตาลล่ะ”

“ลูกสองแล้วจ้า” ตาลบอกยิ้มๆ ก่อนเปลี่ยนเป้าหมายมาที่ผม “ทำไมพี่ม่อนถึงยังไม่แต่งงานล่ะคะ”

“ก็อยากแต่งอยู่ แต่เจอคนถูกใจทีไร ก็มีอันต้องแคล้วคลาดกันทุกที” ผมพูดให้ฟังดูขำๆ สองหนุ่มสาวมองผมอย่างสนใจ

“หมายถึงเลิกกันเหรอครับ” โจนาธานทำหน้าไม่แน่ใจ เขาน่าจะไม่เข้าใจคำว่า “แคล้วคลาด” แน่ๆ

“ประมาณนั้น” ผมพยักหน้าและหันมองออกไปข้างนอก ชมสีเขียวของแมกไม้ผ่านบานกระจกของชั้นสี่

ผมอดคิดถึงเหงียน ฮอง ซอนไม่ได้เลย จะว่าไปเขาก็ใจร้ายมาก เขาตัดขาดการติดต่อกับผมไปสองปีแล้ว แต่ผมก็ปล่อยวาง ไม่ตาม ไม่ห้าม ไม่ขวาง เพราะรู้อยู่แล้วว่าสักวันมันจะเป็นแบบนี้

ฮอง ซอน อายุน้อยกว่าผมสี่ปี เรียนจบก็ได้มาทำงานที่เอ็มอาร์ซีเลย ผมทำงานกับเขาเจ็ดปี แต่ก็มาเป็นแฟนกันช่วงสามสี่ปีหลังแบบหลบๆ ซ่อนๆ ช่วงหลังๆ เขาเล่าให้ผมฟังว่าที่บ้านเริ่มถามแล้วว่าทำไมยังไม่แต่งงาน ทั้งที่ก็ใกล้จะสามสิบ เท่านี้ผมก็รู้ว่าต้องเตรียมใจ และในที่สุดสิ่งที่ผมคิดก็เป็นจริง

ผมก็เสียใจนะ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ตอนผมทำงานบริษัททัวร์ที่เชียงใหม่ ผมก็เคยมีแฟนเป็นผู้ชาย เขาอายุน้อยกว่าผมสองปี แต่คบกันได้ไม่นาน เขาก็ไปมีแฟนเป็นผู้หญิงเฉยเลย หลังจากนั้นผมก็มีคนที่คบด้วยอีกสองสามคน แต่ความสัมพันธ์ก็จบลงในเวลาไม่นานด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน

“ผมถามพี่ม่อนตรงๆ ได้ไหมครับ” โจนาธานเกริ่นอย่างเกรงใจ ดูเหมือนว่าตาลก็อยากรู้ด้วยเช่นกัน

“ได้สิ จะถามว่าพี่ชอบผู้ชายหรือผู้หญิงใช่ไหม” ผมยกยิ้มอย่างรู้ทัน มั่นใจว่าทั้งสองคนต้องสงสัยเรื่องนี้แน่นอน โจนาธานกับตาลถึงกับทำหน้าเหลอหลา แสดงว่าผมเดาไม่ผิด

“เอาเป็นว่า…พี่ไม่เคยมีแฟนเป็นผู้หญิง แต่ก็เคยมีผู้หญิงมาชอบนะ โดยเฉพาะตอนเรียนมหาลัย” ผมยิ้มภูมิใจนิดๆ ทว่านึกไปก็รู้สึกตลก เวลามีผู้หญิงมาชอบและตามตื๊อมากๆ มันก็อึดอัดไม่น้อย

สองหนุ่มสาวรุ่นน้องทำหน้าทึ่ง คงไม่คิดว่าผมจะกล้าบอกตรงๆ แบบนี้ แต่หลังๆ มานี้ผมไม่ปิดบังหรอก กล้าถามก็กล้าบอก แต่คงไม่ถึงกับเอาป้าย “ผมเป็นเกย์” มาแขวนคอ

“แล้วมันมีส่วนทำให้พี่ม่อนยังไม่แต่งงานหรือเปล่า” ตาลถามต่อจากเรื่องเดิม สีหน้าเกรงใจหายไปแล้วเมื่อเธอรู้ว่าผมกล้าเปิดเผยตัวตน

“ก็มีส่วนนะ” ผมพยักหน้า “สมัยนั้นมันไม่เหมือนสมัยนี้ไง ความรักของเกย์ตอนนั้น…จบไม่สวยหรอก ผู้ชายสมัยนั้นถูกคาดหวังจากครอบครัวและสังคมเยอะ เขาต้องแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกมีหลาน ไม่ว่าพี่จะคบใคร เขาก็จะจากไปด้วยเหตุผลแบบนี้ทั้งนั้น”

“จริงเหรอพี่” ตาลทำหน้าเห็นใจ “แล้ว…พี่อาร์ตเขารู้หรือเปล่าว่าพี่ม่อนเป็น…”

“รู้สิ”

“รู้นานหรือยังคะ” ตาลโน้มตัวมาใกล้ด้วยความอยากรู้

“รู้ตั้งแต่ตอนอยู่เชียงใหม่แล้ว”

“แสดงว่าพี่อาร์ตนี่ก็เปิดกว้างเหมือนกันนะคะ” ตาลพูดด้วยสีหน้าชื่นชม

ผมพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนหันไปทางโจนาธานบ้าง เจ้าตัวดูตั้งใจฟังบทสนทนาของผมกับตาลมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเข้าใจมากแค่ไหน ผมก็เลยถามเป็นภาษาอังกฤษ

“เมื่อกี้โจนาธานฟังเข้าใจทั้งหมดไหม”

“80%” โจนาธานตอบเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นก็เล่าเรื่องในประเทศของเขาให้พวกเราฟัง “ผมว่าประเทศไทยเปิดกว้างเรื่องแอลจีบีทีมากกว่าเมียนมาร์นะ ที่เมียนมาร์มีกฎหมายมาตรา 377 ที่ห้ามไม่ให้คนเพศเดียวกันมีกิจกรรมทางเพศด้วยกัน ถ้าถูกจับได้ อาจจะติดคุกสิบปีหรือตลอดชีวิต”

“ถึงกับติดคุกเลยเหรอ” ตาลทำท่าตกใจ

“ใช่ แต่ว่าก็ไม่ค่อยบังคับใช้กฎหมายนี้เท่าไหร่หรอก ผมยังไม่เคยเจอคนติดคุกเพราะกฎหมายนี้เลย แต่ว่ามันก็เป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ เอามาบังคับใช้เมื่อไหร่ก็ได้ มีกลุ่มแอลจีบีทีในเมียนมาร์เคลื่อนไหวให้ยกเลิกกฎหมายนี้เหมือนกัน แต่กลุ่มก็ยังไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าไหร่ ผมว่ากลุ่มแอลจีบีทีในไทยเข้มแข็งกว่า”

ตามประสาคนทำงานเอ็นจีโอ การคุยกันเรื่องแนวคิดการพัฒนาหรือการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่เราก็พยายามอยู่กลางๆ ไม่เอียงซ้ายหรือขวามากเกินไป ถ้าเจอพวกซ้ายจัดแบบคอมมิวนิสต์ ขวาจัดแบบฟาสซิสต์ หรือพวกแนวคิดสุดโต่ง คุยกันทีไรก็วงแตก

“แต่ถึงยังไงฉันก็ว่าสังคมไทยยังมีความไม่เท่าเทียมอยู่เยอะ การเลือกปฏิบัติกับแอลจีบีทีก็ยังไม่หายไป” ตาลหันไปเน้นกับโจนาธานเป็นภาษาอังกฤษ “อย่างบางโรงแรมก็ไม่ให้คนแอลจีบีทีเข้าพัก เพราะคิดว่าจะมาขายตัว ที่ทำงานบางที่ก็ไม่รับ คนไทยบางคนยังมองเขาเป็นตัวตลก กฎหมายให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ก็ยังไม่มี อีกนานเลยกว่าสังคมไทยจะเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง พวกไดโนเสาร์มันเยอะ รอให้พวกนี้ตายหมดก่อนละกัน”

ตาลหัวเราะหึๆ เป็นเชิงหยันในตอนท้าย เธอร่ายยาวมาหลายปัญหา หนักๆ ทั้งนั้น แน่นอนว่ายังมีอยู่จริง ทว่าเธอก็ไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรอก ผมต่างหาก

“ตอนอายุน้อยๆ ผมก็เคยโกรธแค้นสังคมแบบนี้แหละ แต่พอโตขึ้นมุมมองชีวิตมันก็เปลี่ยน” ผมเกริ่นเรียกความสนใจ เมื่อทั้งคู่หันมามองผมก็พูดต่อด้วยภาษาอังกฤษ “ไม่ใช่เพราะผมชอบที่จะอดทนกับความไม่เป็นธรรมหรือความไม่เท่าเทียมในสังคมหรอก แต่ผมอดทนเพราะอยากให้สังคมเรียนรู้และเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงมากกว่า ใช้เวลาหน่อย แต่มันคุ้มค่า สังคมควรเปลี่ยนเพราะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เปลี่ยนโดยการบังคับ หรือยุแหย่ให้คนลุกขึ้นมาต่อสู้ทำลายกัน”

“แล้วมันจะไม่นานไปเหรอครับ” โจนาธานเอียงคอมองผม

“ถ้ามันต้องใช้เวลานานก็ต้องใช้” ผมย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ในยุค 90 คนแอลจีบีทีอย่างผมก็อาจจะต้องอดทนมากหน่อย เพราะสังคมไม่เข้าใจเรา แต่โชคดีว่ามีหลายๆ ฝ่ายช่วยกันสร้างความเข้าใจกับสังคมอย่างต่อเนื่อง ปลายๆ ยุคสองพันเราก็มีนิยายและซีรี่ส์วายมาช่วย สื่อช่วยได้เยอะเลยล่ะ สุดท้ายมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาแค่ยี่สิบปีเอง ยังไม่ดีที่สุดหรอก แต่ก็ดีกว่าแต่ก่อนมาก ที่สำคัญ มันเปลี่ยนได้โดยที่เราไม่ต้องทำร้ายกัน” เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ผมก็นึกถึงตอนไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กัมพูชา เหตุการณ์เขมรแดงนี่แหละที่ทำให้ผมคิดได้ จึงอยากเล่าให้อีกสองคนฟัง

“ขนาดเขมรแดงฆ่ากันตายไปสองล้านคนเพราะต้องการความเท่าเทียม แต่ผ่านมาสี่สิบกว่าปี ความเหลื่อมล้ำในกัมพูชาก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ต่อให้ตอนนั้นกัมพูชากลายเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่มีการแบ่งชนชั้น ทุกคนเท่าเทียมกันหมด แต่เชื่อหรือว่าคนแอลจีบีทีในกัมพูชา จะได้รับการยอมรับในสังคมคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริง”

ตาลกับโจนาธานคิดไม่นานก็พร้อมใจกันส่ายหน้า ผมยิ้มพอใจแล้วพูดต่อ

“ผมก็คิดว่าไม่ เพราะถึงเป็นคอมมิวนิสต์ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเข้าใจปัญหาของทุกคน ความเท่าเทียมมันเกิดจากความเข้าใจ ไม่ใช่ระบบคิดหรือสำนักคิดเพียงอย่างเดียว สุดท้าย…มันก็ต้องทำความเข้าใจกันอยู่ดี มันถึงต้องใช้เวลา เพราะแต่ละคนเข้าใจได้ไม่เท่ากัน แล้วเชื่อไหม ผ่านไปอีกร้อยปีมันก็จะยังมีคนไม่เข้าใจอยู่ เราไม่สามารถกำจัดคนที่คิดต่างกันได้หมดหรอก”

สองหนุ่มสาวพยักหน้า ไม่รู้ว่าเห็นด้วยบางส่วนหรือทั้งหมด แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมหรอก หลังๆ มานี้ผมเลิกพยายามทำให้คนคิดเหมือนผมแล้ว เหนื่อยเปล่า

เราสามคนแลกเปลี่ยนประเด็นความไม่เท่าเทียมต่อสักพัก จากนั้นก็ลงไปกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร ตกบ่ายก็มานั่งคุยกันต่อในร้านกาแฟใต้ตึกเรียน คุยกันไปคุยกันมาตาลก็แซวผมกับโจนาธาน ไม่รู้นึกยังไงถึงแซวอย่างนั้น

“โจนาธานไม่สนใจเป็นแฟนที่ม่อนบ้างเหรอ เห็นสนิทกัน โจนาธานก็ยังไม่มีแฟน พี่ม่อนเขาชอบมีแฟนเด็กนะ ช่วยพี่ม่อนโปรโมตเรื่องความเท่าเทียมหน่อยสิ”

โจนาธานทำหน้างงเล็กน้อย คงมีหลายประโยคภาษาไทยที่เขาไม่เข้าใจ แต่เขาน่าจะเข้าใจคำว่า “แฟน” จึงหันไปทำสัญลักษณ์มือโอเคกับตาล

“Sure thing!”

โจนาธานบอกว่า “ได้เลย” เขาเอามือโอบไหล่ผมและบอกให้ตาลถ่ายรูปให้ ผมรู้ว่าเขาทำเล่นๆ ก็เลยเล่นด้วย

“ส่งรูปให้ผมกับพี่ม่อนด้วยนะ” โจนาธานกำชับเมื่อตาลถ่ายรูปเสร็จ เมื่อตาลส่งมาให้แล้ว เขาก็หันมาบอกผม “พี่ม่อนเอาขึ้นเฟสบุ๊กนะ แล้วบอกเราเพิ่งเป็นแฟนกัน ผมก็จะเอาขึ้นเฟสบุ๊กของผมด้วย”

ผมหน้าเหวอ เนื่องจากผมเองก็มีคนรู้จักเยอะในเฟสบุ๊ก ทั้งคนไทยและต่างชาติ ถ้าโพสต์จริงก็คงจะมีคนมาถามกันใหญ่

“เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมครับ” โจนาธานบอกเป็นภาษาอังกฤษยิ้มๆ แต่พอเห็นผมยังลังเลก็รีบบอก “ค่อยเฉลยทีหลังก็ได้ครับว่าเราเป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นเรียนกัน”

เมื่ออยู่กับเด็ก ผมก็อาจจะต้องเล่นเหมือนเด็กบ้าง จะได้เข้ากับพวกเขาได้ ผมจึงอัปโหลดรูปที่ตาลส่งมาให้ขึ้นเฟสบุ๊กโดยไม่ขัดข้อง พร้อมกับคำบรรยายทั้งไทยและอังกฤษ

“Guess what! I have a new boyfriend!? แฟนใหม่ผมครับ ชอบมีแฟนเด็กเพราะมันสดชื่น อิๆ”

แล้วก็เป็นดังคาด คนรู้จักผมต่างก็เข้ามาถามกันใหญ่ พี่เมี่ยงถามด้วยว่าจริงหรือเปล่า โจนาธานก็มีคนถามมาเยอะพอกัน ผมกับเพื่อนๆ นั่งขำกันใหญ่

… … …

เมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนบ่ายแก่ๆ ผมก็เห็นพี่อาร์ตยืนเท้าสะเอวรออยู่ด้วยสีหน้าบึ้งตึง เขาแต่งตัวเหมือนกับจะออกไปข้างนอก พอผมย่างเท้าเข้ามาในบ้าน เขาก็เอาโทรศัพท์มายื่นให้ดูและถามเสียงดุ

“ม่อนหมายความว่าไง”

ผมชะงักกึกเมื่อเห็นภาพในมือถือของพี่อาร์ต เป็นภาพผมกับโจนาธานนั่นเอง ผมก็ลืมคิดไปเลยว่าพี่อาร์ตจะเห็น “ไม่มีอะไรครับ น้องๆ ที่มหาลัยเขาชวนโพสต์กันเล่นๆ”

“เล่นอะไร” พี่อาร์ตสวนเสียงเขียว เขาเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกงและเอามือมาบีบไหล่ผม แม้ไม่เจ็บแต่ก็รู้ว่าบีบแรงพอสมควร “จะโพสต์อะไรก็คิดถึงความรู้สึกของพี่บ้างสิ”

“ไม่มีอะไรจริงๆ ครับพี่อาร์ต เดี๋ยวผมจะลบโพสต์ทิ้ง”

“ลบทิ้งแล้วไง คนอื่นเขาก็เข้าใจไปแล้วว่าม่อนเอาแฟนใหม่มาอวด ถามจริง ชอบมันเหรอ พี่สังเกตเห็นตั้งแต่วันนั้นแล้ว ชอบมีแฟนเด็กกว่าล่ะสิ” พี่อาร์ตบีบไหล่ผมแน่นขึ้น พอเห็นผมยังเงียบเขาก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น “เออ กูมันแก่นี่ อยู่ด้วยแล้วมันไม่สดชื่น ขนาดเมื่อคืนนอนด้วยกันแท้ๆ แต่ตื่นมาก็หายไปไหนไม่รู้ เบื่อหน้าคนแก่อย่างกูมากใช่ไหม”

“ผมว่าพี่อาร์ตชักจะไปกันใหญ่แล้วนะครับ ผมบอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร” ผมบอกอย่างใจเย็น เพราะไม่อยากสาดไฟเพิ่มเข้าไปในกองอารมณ์โกรธ

“ไม่มีอะไรจริงเหรอ พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือไง ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วไปโพสต์อย่างนั้นทำไม มีอะไรกับพี่ขนาดนี้แล้ว ยังจะไปโพสต์อะไรแบบนั้นอีก โพสต์เพื่อ!” พี่อาร์ตกระแทกเสียง แถมบีบไหล่ผมแน่นจนรู้สึกเจ็บ

“เอาไว้พี่อาร์ตใจเย็นๆ แล้วค่อยมาคุยกันดีไหมครับ” ผมเริ่มใส่อารมณ์บ้าง

พี่อาร์ตชะงักและหรี่ตามอง “อ๋อ ได้ ม่อนคงไม่อยากคุยกับคนแก่ๆ อย่างพี่สินะ อยากคุยกับไอ้หมอนั่นมากใช่ไหม อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้นะว่าม่อนคุยกับมันเป็นชั่วโมงๆ คงจะสดชื่นมาก งั้นก็คุยกับมันไปเลย”

ตะโกนใส่แล้วพี่อาร์ตก็เดินดุ่มๆ ออกไปที่โรงจอดรถ ไม่นานก็ขับออกไป ส่วนผมได้แต่ยืนทำตาปริบๆ ด้วยความงุนงง นี่พี่อาร์ตหึงผมหรือเปล่า ดูท่าจะหึงโหดเสียด้วยสิ

ชักจะไปกันใหญ่แล้ว ตกลงผมคิดถูกหรือคิดผิดที่ยอมให้เรื่องเมื่อคืนเกิดขึ้น

… … …

ราวๆ เที่ยงคืนก็มีเสียงบีบแตรดังขึ้นที่หน้าบ้าน ผมรีบลงไปดูเพราะยังไม่นอน เป็นห่วงพี่อาร์ตนั่นแหละ พอเยี่ยมหน้าออกไปดูตรงประตูเล็กก็เห็นว่าไม่ใช่รถพี่อาร์ต

“น้องๆ เปิดประตูให้หน่อย พี่พาอาร์ตมาส่งน่ะ มันเมามากเลย” เจ้าของรถยื่นหน้าออกมาตะโกนบอก ผมรู้สึกคุ้นหน้าแต่ก็นึกไม่ออกว่าชื่ออะไร อาจจะเป็นดาราก็ได้

ผมรีบเอารีโมตมาเปิดประตูให้ เมื่อรถคันนั้นเข้ามาเรียบร้อย ผมก็ปิดให้อีกที ก่อนตามมาดูที่โรงรถ พี่ผู้ชายคนนั้นกำลังพยุงร่างหนักๆ ของพี่อาร์ตเข้าไปในบ้าน

ผมกลัวคนที่มาส่งจะพยุงไม่ไหว ก็เลยตรงเข้าไปช่วยพยุงปีกอีกข้าง ได้กลิ่นเหล้าหึ่งจนต้องย่นจมูก พี่อาร์ตหันมามองทันที เขาน่าจะรู้ว่าเป็นผม ก็เลยผลักผมออกเท่าที่พอมีแรง

“ไม่ต้องมายุ่งกับกู ไปอยู่กับแฟนเด็กของมึงโน่น”

ผมก็เลยไม่กล้าเข้าไปช่วย ได้แต่เดินตามห่างๆ ไม่รู้ว่าคนที่มาส่งสงสัยหรือเปล่าว่าพี่อาร์ตพูดอะไรเมื่อกี้ ไม่งั้นเขาก็คงคิดว่าพี่อาร์ตเมาจนพูดไม่รู้เรื่อง

เมื่อพี่คนนั้นเอาคนเมาขึ้นไปนอนบนเตียงได้แล้ว เขาก็เดินมาถามผม “น้องเป็นญาติอาร์ตเหรอ พี่ไม่เคยเห็นเลย”

“เปล่าครับ เป็นคนรู้จักกัน พี่อาร์ตให้ผมมาพักด้วยชั่วคราวครับ” ผมตอบขณะที่สายตาคอยมองคนเมาอย่างเป็นห่วง

“อ๋อเหรอ” พี่คนนั้นพยักหน้ารับรู้ ก่อนทำท่าสงสัย “เอ…น้องรู้ไหมว่าช่วงนี้อาร์ตมันมีปัญหาอะไรกับสาวๆ หรือเปล่า มันเหมือนคนอกหักเลย ไม่รู้ไปโดนใครหักอกมา”

ผมทำหน้ายุ่งยากใจ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดมาจากสาวๆ หรอก แต่เกิดจากหนุ่มที่เริ่มเหลือน้อยคนนี้นี่แหละ

“ไม่รู้เหมือนกันครับพี่”

“ช่างเหอะ เดี๋ยวพี่จะถามมันเองทีหลัง ตอนนี้มันคุยไม่รู้เรื่อง ให้มันหายเมาก่อน”

“ครับ เดี๋ยวผมดูแลพี่อาร์ตให้เองพี่ ไม่ต้องห่วงนะครับ”

“พี่ฝากมันหน่อยละกัน เดี๋ยวพี่จะกลับบ้านละ อ้อ พี่ชื่อเพชรนะ รู้จักพี่ใช่ไหม”

“ครับ” ผมพยักหน้า พอเขาบอกชื่อแล้วผมก็พอจำได้

“เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะมาดูมันอีกที ฝากดูแลมันหน่อย พี่ไม่เคยเห็นมันเป็นแบบนี้เลย สงสัยครั้งนี้จะรักจริง ใครนะทำให้มันเป็นขนาดนี้” พี่เพชรยิ้มเอ็นดู ก่อนลงไปก็ไม่ลืมหันมาถามชื่อผม “อ้อ แล้วน้องชื่ออะไรล่ะ”

“ม่อนครับ”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“เช่นกันครับ” ผมยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็เดินลงไปส่งพี่เพชร

กว่าจะได้กลับขึ้นมาอีกครั้งก็ผ่านไปเกือบสิบนาที พี่อาร์ตยังนอนแผ่หลาและพูดอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์เหมือนเดิม ผมจึงไปหาผ้าชุบน้ำหมาดๆ มาเช็ดตัวให้ ถอดเฉพาะท่อนบนเท่านั้น ส่วนท่อนล่างผมเพียงแต่ปลดเข็มขัดให้พอสบายตัว

ตอนแรกผมว่าจะกลับไปนอนที่ห้องตัวเองเลย แต่นึกได้ว่าคนเมาอาจจะอ้วกอีก จึงว่าจะนั่งเฝ้าข้างเตียงสักพัก ระหว่างนั้นผมก็ช่วยถอดกางเกงเขาออก เพราะกลัวเขาจะเดินเข้าห้องน้ำไม่สะดวก เขายังใส่กางเกงในยี่ห้อ “ซาลิเกีย” เหมือนเดิม วันนี้เป็นสีขาว มีลายริ้วขอบทองแลดูเรียบหรู น่าจะเป็นของแพง

แล้วก็เปิดดังคาด ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ต้องพาพี่อาร์ตไปอ้วกในห้องน้ำสองรอบ รอบสุดท้ายผมเช็ดตัวให้เขาอีกครั้ง จนกระทั่งหน้าแดงๆ อ่อนสีลง เขาจึงเริ่มพูดรู้เรื่อง

“ม่อนทำอะไรร้อนๆ ให้พี่กินหน่อยสิ” พี่อาร์ตบอกด้วยเสียงเบาและแหบพร่า แม้ฟังไม่ชัดทุกคำแต่ก็พอจับใจความได้

“ได้ครับ พี่อาร์ตรอแป๊บหนึ่งนะครับ”

ผมลุกขึ้นจากเตียง จากนั้นก็เดินลงไปทำข้าวต้มกุ้งในครัวให้คนเมา ผมพอทำอาหารเป็นบ้าง ตอนแม่ป่วยผมดูแลอาหารการกินให้แม่ทุกอย่าง

ไม่นานผมก็เอาข้าวต้มร้อนๆ มาให้พี่อาร์ตนั่งกินบนเตียง ถาดที่ผมเอามาใช้เป็นแบบมีขาตั้งแบะออก จึงวางบนเตียงได้โดยไม่ต้องกลัวล้ม

ระหว่างพี่อาร์ตตักกินข้าวต้มผมก็ไปหาน้ำมาให้ พอขึ้นมาอีกทีก็เห็นเขาก้มหน้าก้มตากินจนหมดชาม แสดงว่าน่าจะหิว

“น้ำครับพี่อาร์ต”

ผมยื่นแก้วน้ำให้และยิ้มน้อยๆ พี่อาร์ตรับไปดื่มจนหมดและคืนแก้วให้

“เดี๋ยวผมเอาของไปเก็บก่อนนะพี่”

ผมวางแก้วน้ำลงบนถาดใส่ข้าวต้ม จากนั้นก็ยกลงไปล้างทำความสะอาดที่ห้องครัว ผมไม่ชอบทิ้งจานชามค้างคืน ดึกแค่ไหนก็จะต้องล้างเก็บให้เรียบร้อย ได้มาจากที่แม่สอนนั่นแหละ หากไม่ทำก็จะนอนไม่หลับ เพราะเสียงของแม่จะคอยเตือนให้ไปล้างจานทุกที

เมื่อเข้ามาในห้องพี่อาร์ตอีกครั้ง ผมก็แปลกใจที่ไม่เห็นพี่อาร์ตนอนอยู่ ตอนแรกผมนึกว่าเขาไปเข้าห้องน้ำ แต่พอจะเดินไปดูก็มีคนเข้ามาสวมกอดผมจากทางด้านหลังเสียก่อน ผมสะดุ้งตกใจ แต่พอได้ยินเสียงผมก็รู้ว่าเป็นพี่อาร์ตนั่นแหละ ไม่รู้ไปหลบอยู่ตรงไหน

“ม่อนนอนกับพี่อีกนะครับคืนนี้ พี่อยากตื่นมาเจอม่อน ได้ไหมครับ”

น้ำเสียงนั้นฟังดูเว้าวอนเหลือเกิน แต่ผมก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่าอย่ายอมง่ายๆ เพราะยิ่งเผลอใจก็จะยิ่งยุ่งยาก แต่ครั้นจะปฏิเสธก็กลัวเขาจะน้อยใจอีก

“ม่อนไม่ชอบคนแก่จริงๆ เหรอ” พี่อาร์ตถามด้วยเสียงที่ฟังดูน่าสงสาร คราวนี้ผมรีบหันไปปฏิเสธทันที

“พี่อาร์ตอย่าพูดอย่างนี้สิ ผมไม่เคยชอบใครที่อายุหรอก”

“งั้นพี่ยังมีสิทธิ์ใช่ไหม” พี่อาร์ตทำหน้าเศร้า แววตาวิงวอนนั้นพานจะทำให้ผมใจอ่อนเอาง่ายๆ

“ก็แล้วแต่” ผมแบ่งรับแบ่งสู้ไม่เต็มเสียงนัก แต่ก็ทำให้พี่อาร์ตยิ้มพอใจ

“พี่ว่า…พี่ไม่ได้แค่ชอบม่อนแล้วล่ะ พี่ว่าพี่รักม่อน พี่อยากอยู่กับม่อน พี่อยากมีความสุขด้วยกันกับม่อน พี่อยากตื่นมาเจอม่อนทุกวัน ที่ผ่านมาพี่ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าพี่เหงา ม่อนทำให้พี่รู้ว่า…ชีวิตของพี่มันโคตรเหงาเลย ม่อนเหงาเหมือนพี่หรือเปล่า”

ผมรู้สึกตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินคำว่ารัก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจดีไหม เพราะทุกอย่างมันเร็วไปหมด แต่ถ้าผมได้ยินคำนี้เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ผมคงไม่ลังเลที่จะตอบตกลงเลย

พี่อาร์ตคงรู้ตัวว่ากดดันผมมากไป เขาจึงออกตัว “พี่ขอโทษด้วยนะถ้าพี่กวนใจม่อน แต่พี่รักม่อนไปแล้ว ไม่รู้จะทำยังไง คราวนี้รักจริง เกิดมาไม่เคยรู้สึกรักใครแบบนี้มาก่อนเลย ม่อนไม่รังเกียจผู้ชายแก่ๆ อย่างพี่ใช่ไหม”

ผมเกือบหลุดหัวเราะเมื่อพี่อาร์ตยังไม่เลิกเอาเรื่องความแก่มาอ้อน นี่ผมฝันไปหรือเปล่า คนหน้าตาธรรมดาๆ อย่างผม จะทำให้พระเอกอันดับต้นๆ ของเมืองไทยหลงรักได้ขนาดนี้เลยหรือ มันจะเป็นไปได้ยังไง

“ไม่รังเกียจหรอกครับ”

พี่อาร์ตดึงผมเข้าไปจูบทันทีที่ผมพูดจบ เมื่อเบียดกันแน่นขึ้น อาร์ตน้อยในซาลิเกียสีขาวก็เริ่มตื่น ทำเอาผมถึงกับครางเสียวจนตัวงอ

แม้ว่าคำตอบในใจผมยังไม่ชัด แต่กายมันพร้อมจะยอมพลีให้ ผมเองก็จนปัญญาจะดับไฟความต้องการในตอนนี้ เพราะรสรักของพี่อาร์ตเมื่อคืนวานยังตราตรึงใจไม่หาย

TBC…

EP6 มาวันที่ 21 พ.ย. เวลา 10.30 น.

เพลงขอโทษที่กวนใจเธอ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2021 10:33:19 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ Y-Lamoon

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 9
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนนี้ได้อ่านไวกว่าปกติ 1 วัน เพราะว่าพรุ่งนี้ผมจะไม่สะดวกทั้งวันเลย ก็เลยเอามาลงให้อ่านก่อนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-11-2021 19:19:39 โดย Y-Lamoon »

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 611
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ขอบคุณมากๆครับ

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 611
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
รออยู่นะครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด