It's Friend เพื่อนรัก / รักเพื่อน : 18 มึงชอบปกหรือเปล่า (15/10/2021)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: It's Friend เพื่อนรัก / รักเพื่อน : 18 มึงชอบปกหรือเปล่า (15/10/2021)  (อ่าน 1948 ครั้ง)

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
สารบัญ
19 กูหวง
20 ถ้าเป็นเราละ
21 ปก : ช่วยหลีกทางให้กู
22 โบ๊ท : เงา
23 หนังที่อยากดู

แนะนำตัวละคร
***คือรูปที่ผมเอามาใช้เป็นรูปนักแสดงที่ผมชื่นชอบเป็นการส่วนตัวแล้วไม่ได้มีเจตนาพาดพิง
ตัวละครทุกตัวและทุกสถานที่เป็นเห็นการที่แต่งขึ้นมาทั้งสิ้น
ไปติดตามน้องๆ ตัวจริงกันได้ ในIG ที่ผมแนบไว้ได้นะครับ***

น้ำ

นัท
ปก

จริงๆ เรื่องนี้ผมเคยเขียนไว้ที่นี้แล้วเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว แต่เขียนไม่จบ
แล้วได้กลับมานั่งอ่านต้นฉบับในคอม เลยคิดถึงตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา
เลยมีการปรับปรุงเนื้อหา ที่เป็นปัจจุบันหน่อย แล้วก็ลบสถานที่บางแห่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง
เริ่มรู้สึกว่าอยากพัฒนาฝีมือการเขียนให้มากขึ้น ยังไงสามารถแนะนำ ติชมได้นะครับ

รอบนี้สัญญาว่าจะเขียนให้จบ

-05nov-

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทุ้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรือ่งบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสแรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................           
                     
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-10-2021 20:19:42 โดย carbon10011 »

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
บทนำ
  การแอบรัก มันน่าจะเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดของความรู้สึกแล้วมั้ง แต่แม้ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ดี แต่จริงๆ แล้วมันคงเป็นความรู้สึกที่ทรมานปนอยู่ด้วย เคยได้ยินมานะครับ ว่าการแอบรัก น่าจะเรียกว่าความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดแล้ว เพราะคนที่เป็นฝ่ายแอบชอบหรือแอบรัก มันจะมีความสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างต่อการกระทำของอีกฝ่าย โดยหวังเพียงเล็กๆ ให้เค้าหันมาเจอสิ่งที่เราทำให้เท่านั้นเอง

  มันแปลกนะครับที่ความหมายของคำๆ นี้เป็นการรวมตัวของ 2 ความรู้สึก คือคำว่าแอบ ที่หมายถึงการหลบซ่อน ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่อยากให้ใครเห็น กับอีกคำคือคำว่ารัก ที่หมายถึงความรู้สึกที่เราอยากให้รู้ อยากให้เค้าสัมผัสได้มากที่สุด ความทรมานแบบนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่หลายๆ คน ชอบสัมผัสหรือรับรส เหมือนกาแฟรสขม ที่หลายคนรู้ว่ามันขมแต่กลับมองว่ามันอร่อย
   
  การแอบชอบ หรือแอบรัก บางคนหวังเพียงแค่ได้รู้สึกดีๆ ต่อคนๆ นึงเท่านั้นเอง แต่สำหรับบางคน ก็อาจจะมีความรู้สึกที่มาก มากจนอยากให้อีกฝ่ายรับรู้ อันนี้มันก็คงแล้วแต่คน หรือแล้วแต่ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ถ้าคนๆ นั้น ไม่ค่อยมีผลกับชีวิตเรามากนัก เราอาจจะรู้สึกอยากลองเสี่ยง ที่อยากจะพัฒนาความกล้า จากที่เพียงแค่แอบมอง แอบรัก แอบดูแลอยู่ห่างๆ ขยับเข้ามาใกล้มากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ว่าเรานั้นรู้สึกอย่างไร แต่กับบางคน ที่ใกล้ชิดเรามากเกินไป มากจนกลัวว่าถ้าเราเผยความรู้สึกนั้นไป มันอาจจะทำให้อะไรๆ ที่เรามองว่ามันก็ดีอยู่แล้ว กลับแย่ลงไปก็ได้
   
  ยิ่งการแอบรักคนใกล้ตัวที่เรียกได้ว่า เพื่อนสนิท มันยิ่งทำให้ความรู้สึกมีแต่คำว่าลำบากใจ คำว่าเพื่อนสนิท คำๆ นี้ มันอาจจะเป็นอุปสรรค์ชิ้นโต ที่จะทำให้ความรู้สึกแอบชอบแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะสามารถพัฒนาต่อ บางคนก็อาจจะคิดอยู่ในใจว่า ก็แค่พูดออกไป จะไปยากอะไร มันก็คงไม่ยากสำหรับบางคน ถ้าไม่ใช่เพื่อนที่สนิท เพื่อนที่ดันคบกันมาแล้วกว่า 8 ปี แม้ว่าจะมีอะไรหลายๆ อย่าง ที่คนสองคนต่างรู้กันดีว่าบางอย่างที่เค้าต่างทำให้ต่อกัน มันก็เหมือนจะเกินคำว่าเพื่อน บางอย่างที่เพื่อยธรรมดาคงไม่จำเป็นต้องทำให้กัน เค้าทั้งสองก็ทำให้ แต่สุดท้ายต่างรู้ดีที่สุดว่าเค้าทั้งสองเป็นเพื่อนที่ดีของกันและกัน แล้วมันยิ่งแล้วใหญ่ ที่เพื่อนทั้งสองคนที่กำลังพูดถึง เค้าเป็นผู้ชายเหมือนกันทั้งคู่ด้วยนะซิ

-05nov-
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-09-2021 20:30:22 โดย carbon10011 »

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
จริงๆ เรื่องนี้ผมเคยเขียนไว้ที่นี้แล้วเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว แต่เขียนไม่จบ
แล้วได้กลับมานั่งอ่านต้นฉบับในคอม เลยคิดถึงตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา
เลยมีการปรับปรุงเนื้อหา ที่เป็นปัจจุบันหน่อย แล้วก็ลบสถานที่บางแห่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง
เริ่มรู้สึกว่าอยากพัฒนาฝีมือการเขียนให้มากขึ้น ยังไงสามารถแนะนำ ติชมได้นะครับ

รอบนี้สัญญาว่าจะเขียนให้จบ

-05nov-

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 01 อยู่กับมึงชีวิตกูน่าจะดี   

        “มึง กูว่ากูจะซิ้วไปเรียนใหม่วะ”
   
   เสียงปลายสายที่เป็นฝ่ายโทรมาหาผม บอกจุดประสงค์ของการโทรมาทันทีโดยไม่ต้องกล่าวคำทักทายแบบคนอื่น เพราะคนที่โทรมาคือเพื่อนสนิทของผมนั้นเอง ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือผมพอจะเดาออกครับว่าเพื่อนคนนี้จะต้องมีปัญหาอะไรให้ผมช่วยแก้อีกแน่ๆ เพราะเกือบตลอด 8 ปีที่รู้จักกันมา แทบจะไม่มีครั้งไหนเลย ที่เพื่อนคนนี้จะโทรมาโดยไม่มีปัญหาอะไรมาให้ผม
   
   เพื่อนของผมคนนี้คือเพื่อนสนิทที่สุดของผมเองครับ ชื่อว่านัท หรือว่านาย ณัฐกานต์ เจนกิจโสภณ เรารู้จักครั้งแรกก็ตอนเข้าเรียนชั้น ม.1 จนเรียนจบ ม.6  และทุกสายชั้นเราก็เรียนห้องเดียวกันมาตลอด จะด้วยเรื่องบังเอิญ หรือเพราะเกรดเราอยู่ในระดับใกล้ๆ กัน เลือกเรียนสายเดียวกัน เรียกว่าผ่านร้อน ผ่านหนาวมาด้วยกัน ตั้งแต่ละอ่อน จนตอนนี้ก็ไม่อ่อนแล้วครับ หลายๆ อย่างในชีวิตของเราก็จะคล้ายๆ กัน เลยทำให้คุยอะไรได้เกือบทุกเรื่อง แต่ก็เหมือนชะตาฟ้าแกล้งอะไรบางอย่าง ที่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องต่างกันมาก นั้นก็คือเรื่องความสูง ความสูงของผมหยุดอยู่ที่ 170 ซม. เท่านั้น ส่วนมันนะหรอ สูง 188 เวลาเดินไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนมอง เพราะด้วยความสูงของมันเท่านั้นแหละครับ ส่วนเรื่องหน้าตา ก็แค่หล่อเข้ม  แต่เรื่องโครงหน้า จมูกโด่ง ผิวแทนๆ หน่อยๆ อันนี้ก็คงไม่ค่อยต่างกันซะเท่าไหร่ หน้าตาผม ก็ออกแนวคล้ายๆ กับนัทเหมือนกัน จนบางคนก็ทักว่าเราเป็นพี่น้องกันหรือเปล่า และโดยส่วนมาก ผมก็จะโดนทักว่าผมเป็นน้อง อันนี้ผมยอมได้ครับ ผมไม่อยากหน้าแก่กว่ามัน แต่ถ้าให้ผมบอกว่ามันหล่อ ผมก็จะรู้สึกกระดากปากซักนิดอะครับ เราเองก็รู้จักกันมานาน เห็นพัฒนาการของหน้าตา รูปร่างกันมาตลอด จะให้ชมกันเองว่าเพื่อนผมคนนี้หล่อ มันก็แอบจะรู้สึกแปลกๆ อยู่นะครับ แต่ก็นั้นแหละครับ แม้ว่าจะอยู่ด้วยกันนาน และเรียกว่าแทบจะรู้ใจไปซะทุกอย่าง แต่คงมีอย่างนึง ที่นัทมันคงไม่รู้ใจผม

นั้นคือ ผมชอบมัน ชอบแบบที่ไม่ใช่เพื่อนชอบเพื่อน แต่ผมดันคิดเกินเลยไปกว่านั้น แต่ก็ช่างเหอะ ผมแอบชอบมันจนกลายเป็นเรื่องชิน และมองว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและความรู้สึกของผมไปแล้ว แม้ว่าลึกๆ แล้วจะ อยากให้ความรักของผมและนัท มีหวังบ้าง ซักเล็กน้อยก็ตาม แต่ผมเองที่ไม่กล้ามากพอที่จะเสี่ยงบอกความในใจกับมันไป ผมกลัว กลัวว่าวันที่ผมได้บอกมันไป แล้วทุกๆ อย่างจะไม่เหมือนเดิม

   “แล้วแกจะย้ายไปเรียนที่ไหน จะเปลี่ยนคณะหรือเปล่า คิดไว้ยัง”
   “กูว่ากูจะไปเรียนที่เดียวกับมึง”
   “มาเรียนนิเทศนี้นะ แกอยากเรียนหรือ ไม่ใช่ว่าเรียนง่ายนะเว้ย”
   “ไม่ใช่ ก็ย้ายไปเรียน ม.B ที่นั้นก็มี คณะวิศวะเหมือนกันไม่ใช่หรือ ก็เรียนเหมือนเดิมแหละ แค่ย้ายมหา’ลัยเท่านั้นเอง คิดๆ ดูแล้วถ้าจะย้าย ก็ย้ายไปอยู่กับมึงดีกว่า ชีวิตกูน่าจะดีขึ้น”
   “แกแน่ใจแล้วนะที่ตัดสินใจซิ้ว แน่ใจว่ามันมันจะดีขึ้นจริง เพราะสุดท้าย ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับแกทั้งนั้น เราเองก็ไม่ได้รู้เรื่องวิศวะอะไรเลย”
   “แต่มึงก็ยังช่วยดึงกูได้อยู่ดีไง ก็อยู่ใกล้ๆ กัน เวลากูขี้เกียจก็ให้มึงด่าไง กูกลัวมึงด่ามากกว่าแม่กูซะอีก”
   “เออ แล้วแต่แล้วกัน แล้วนี้ถามที่บ้านหรือยัง ไปตกลงกับที่บ้านก่อนเลย แล้วค่อยมาบอกเรา เรื่องสมัครเรียนอะ ไม่ใช่เรื่องยากหรอก”

นัทมันไม่ใช่คนหัวไม่ดีอะไรหรอกครับ เพียงแค่ว่ามันเป็นคนขี้เกียจแล้วก็ติดเล่นเท่านั้นเอง ตั้งแต่เรียนสมัยมัธยม ช่วงจังหวะที่จะต้องเข้า ม.ปลาย นัทมันก็เกือบที่จะเลือกเรียนสายอาชีวะ ผมไม่ได้ดูถูกว่าสายอาชีวะไม่ดีนะ แต่ผมแค่คิดว่า ถ้านัทเรียนที่เดียวกับผม ก็น่าจะดีกว่าต่อตัวมัน และจริงๆ ก็คงดีต่อใจผมเหมือนกัน เพราะผมก็จะได้คอยอยู่ใกล้ๆ นัท เหมือนเดิม นัทเป็นคนหัวไวกว่าเพื่อนๆ ครับ ถ้าเทียบในห้องเรียนแล้ว มันก็คือเด็กหลังห้องดีๆ นี้เอง แต่ดันเป็นเด็กหลักห้องในห้องคิง ก็คิดดูซิครับ ว่าขนาดมัน ไม่ตั้งใจเรียน หลับตอนเรียนบ้าง โดดไปซ้อมดนตรีบ้าง ตอนเย็นแทนที่จะรีบกลับบ้าน ก็แตะบอลกับเพื่อนๆ ต่อ แต่ผลการเรียนของนัท ก็ไม่ได้ต่ำว่า 3 ซักเทอม มันชอบบอกกับผมว่าที่มันได้คะแนนดี เพราะมีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ แต่จริงๆ มันเองที่มีความสามารถอยู่แล้ว แค่เพียงมันเป็นคนไม่ค่อยมันใจในเรื่องนี้เท่านั้นเอง

ตอน ม.5 วันที่โรงเรียนมีกิจกรรมให้รุ่นพี่ที่เรียนคณะต่างๆ เป็นตัวแทนในการกลับมาเล่าประสบการณ์การเรียนในมหาวิทยาลัย นัทมันบอกผมอย่างตื่นเต้นว่ามันอยากเรียนวิศวะ เพราะตัวมันอยากเป็นคนสร้างเครื่องบิน และฟังจากที่รุ่นพี่ที่กำลังเรียนก็รู้สึกว่าต้องสนุกแน่ๆ จากที่มันไม่ค่อยเรียน มันก็กลับมาสนใจอ่านหนังสือมากขึ้น ทำกิจกรรมน้อยลง แม้ว่าจะไม่งดไปซะทีเดียว แต่ผมก็รับรู้ได้ว่ามันตั้งใจกับการสอบครั้งที่จะถึงนี้มาก สุดท้าย นัทมันก็ได้คณะที่มันอยากได้

“น้ำ กูสอบติด วิศวะฯ การบิน มหาวิทยาลัย K ด้วยเว้ย”

มันรีบวิ่งมาบอกผมหลังจากที่มันรู้ผลสอบทันที ผมก็ได้แต่ดีใจไปกับมันครับ

“แกอะเก่งอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่มั่นใจในตัวเองเท่านั้นเอง เห็นปะละ ถ้าตั้งใจก็ทำได้”

ส่วนผมตอนนั้น แม้ว่าจะไม่ได้เรียนที่เดียวกับนัท แต่อย่างน้อยก็อยู่กรุงเทพเหมือนกัน แค่นั้นสำหรับแค่นั้นผมก็ถือว่าดีแล้ว หลังจากแยกย้ายกันเรียนคนละที่กันแล้ว ชีวิตของเราก็  ก็เจอกันน้อยลง ผมเองที่มีกิจกรรมรับน้อง และมีเพื่อนใหม่ที่เข้ามาในชีวิต ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากนัทซักเท่าไหร่ แม้ว่าผมจะบอกว่าผมแอบชอบมันมากแค่ไหน แต่ระหว่างเรียนผมก็ลองคบหากับคนอื่น ผมก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองเหี่ยวแห้งไปซะทีเดียวนะ แล้วอีกอย่างก็เผื่อที่จะลืมมัน ยอมรับครับว่า ตอนที่คุยกับคนอื่น หรือตกลงเป็นแฟนกับใคร ก็มีลืมมันไปบ้าง แต่สุดท้ายมันก็จะมีเรื่องให้ผมต้องคุย ต้องคอยแก้ปัญหาให้มันอยู่เรื่อย ความคิดเรื่องเดิมๆ ก็จะกลับมาบ้างเป็นครั้งคราว

แต่ในบางจังหวะชีวิต นัทก็ก็ไม่เคยที่จะคิดห่างผม นั้นก็คือจังหวะชีวิตที่มันเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นครั้งหนึ่งที่มันลากสาวที่เจอที่ผับแล้วบังเอิญเธออยู่มหาลัยเดียวกับผม ห้องพักของเธอก็อยู่ระแวกเดียวกับผมพอดี ตอนเจอกันฝ่ายหญิงก็บอกว่าโสด ไม่มีใคร แต่มันก็ต้องรีบหนีออกมาจากห้องผู้หญิงเพราะแฟนหนุ่มตัวจริงของสาวคนนั้นมาหาและกำลังใกล้จะถึงห้องแล้วนั้นเอง หรือจะเป็นเหตุการณ์ที่ต้องให้ผมต้องนั่ง Taxi ไปหามันตอนกลางคืนเพราะว่ามันเสียใจที่เลิกกับแฟนสาวที่เพิ่งคบกัน แล้วไม่อยากนอนคนเดียว เพื่อนๆ ที่ม. ที่อยู่ใกล้ๆ ตอนนี้ก็กลับบ้านกันหมด

“มึงมานอนเป็นเพื่อนก็หน่อยน่า กูไม่มีใครแล้วเนี้ยะ” มันโทรมาทำเสียงอ้อนใส่
“แล้วทำไมกูต้องไปนอนกับมึง แล้วต้องออกไปตอนเกือบเที่ยงคืนอย่างนี้ด้วย”
“ก็มึงเป็นเพื่อนคนเดียวที่กูร๊าก ไงครับ นะครับคุณน้ำ นะครับคุณสายธาร มานอนกับกูนะจ๊ะเมียจ๊า”

คิดว่าเจอคำแบบนี้แล้วผมจะไปง่ายๆ หรือ

“เออ เดียวเก็บของแปป เดี่ยวไป”

สุดท้ายผมเองนั้นเละ ที่ผลาดเอง ผลาดที่ยอมมันอย่างนี้ทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะใครเลย เพราะมันคนเดียวเลย ปกติผมก็ไม่ได้เป็นคนใจดีกับคนอื่นหรอกครับ แต่กับนัท บางทีผมก็คิดกับตัวเองนะ ‘ทำไมต้องยอมมันขนาดนี้ด้วย’ จริงๆ มันก็ไม่ได้อะไรหรอกครับ ทุกครั้งที่มันเลิกกับผู้หญิงของมัน หรือเวลาที่เหงามันก็จะลากผมไปที่ห้องมันไปแบบนี้เสมอ จบสุดท้าย มันก็เปิดเบียร์กินกันที่ห้อง นั่งคุยกันจนเกือบเช้า แล้วก็นอนหลับ

แต่ครั้งล่าสุดท่าจะหนักเลยทีเดียว เพราะผู้หญิงคนนี้ มันคบนานที่สุดเท่าที่ผมรู้ และด้วยเหมือนจะจริงจัง แต่สุดท้าย เค้าก็หลอกให้มันซื้อของให้โน่นนี้นั้นจนตอนนี้มันไม่มีข้ออ้างในการขอเงินที่บ้านแล้ว ผู้หญิงเค้าก็เลยถอยหนีไปมีคนใหม่

นัทมันเป็นคนรูปร่างหน้าตาดี มีเสน่ห์ เหมือนจะมีดีทุกๆ อย่าง ยิ่งภายนอกเหมือนน่าจะเป็นคนเจ้าชู้ เจนจัดเรื่องความรักนะครับ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าจริงๆแล้ว มันถูกผู้หญิงบอกเลิกทุกคน บุญมีที่ได้ฟันผู้หญิง แต่ก็มีกรรมที่ผู้หญิงก็ฟันคืน และคนนี้ก็น่าจะเป็นสาเหตุให้ชีวิตของมันเป๋หนักขนาดที่คิดจะย้ายที่เรียนเลยทีเดียว

เรื่องความรักที่แย่ บวกกับการชอบเที่ยวชอบเข้าสังคมของมัน ก็เลยทำให้ผลการเรียนตกต่ำมาก ถึงขนาดที่มันบอกว่า ตอนนี้วิชาฟิสิกส์หลักของมันที่เรียนทุกตัวตอนนี้ได้ F หมดเลย ผมละปวดหัวกับมันจริงๆ นี้มันเรียนวิศวะจริงปะเนี้ย ดันตกวิชาเอกหมดเลย แล้วจะไม่ให้ผมบ่นมันยิ่งกว่าแม่มันได้ไงละ
 :z3: :z3: :z3:
-05nov-
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-09-2021 20:30:59 โดย carbon10011 »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
หลังจากที่นัทตัดสินใจแน่วแน่ และผมก็ถามเพื่อยืนยันความต้องการอย่างชัดเจนอีก 2 ถึง 3 ครั้งว่า แน่ใจแล้วนะที่ตัดสินใจจะออกมาเรียนที่เดียวกับผม เพราะซิ้วแล้วมันก็เหมือนเริ่มต้นใหม่ ทั้งเพื่อนฝูง และรวมไปถึงการเสียเวลาไปถึง 1 ปีด้วย ผมเองก็รู้อยู่แล้วแหละครับว่านัทมันเป็นคนเข้ากับคนง่าย ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากในเรื่องการเปลี่ยนที่เรียน แต่ก็แค่หนักใจที่จะต้องคุยกับที่บ้านของนัทเรื่องหาเหตุผลให้มันย้ายมาเรียนที่เดียวกับผม

ผมเองต้องกลายเป็นผู้ปกครองจำเป็น ทั้งต้องเป็นฝ่ายที่ต้องคุยกับพ่อแม่ของนัท เรื่องจะช่วยควบคุมพฤติกรรม ให้นัทดีขึ้น พยายามสร้างความมั่นใจให้กับท่าน แม้ในใจลึกๆ ก็กลัวว่าถ้ามันพังขึ้นมาอีก พ่อแม่ของนัทต้องพาลไม่ไว้ใจผมไปด้วยแน่ๆ หลังจากเคลียปัญหาที่บ้านเสร็จเรียบร้อย

ก็ถึงเวลาพามาสมัครเรียน แม้ว่าจะไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่นัทเคยเรียน แต่ก็มาเที่ยวหาผมหลายครั้ง แถมยังมีสาวๆ ที่คุยอยู่มหาวิทยาลัยนี้อยู่ไม่น้อย ก็เลยค่อนข้างจะเคยชินไม่งงทิศงงทางซักเท่าไหร่ อย่างที่บอกว่านัทมาหาผมที่ มหาวิทยาลัยหลายครั้ง เพื่อนๆ ของผมเลยพอที่รู้จักหน้าตา แม้ว่าจะไม่เคยคุยกันอย่างจริงจังก็ตาม

สมัครเรียนเสร็จ ก็ถึงคราวต้องหาที่พักต่อ ที่พักตอนแรก นัทบอกว่าอยากชวนผมไปอยู่ ย้ายไปอยู่ห้องใหญ่ด้วยกันเลย แต่ผมไม่เอาหรอก เกิดมันพาสาวๆ มาที่ห้องคนที่จะช้ำใจตายก็คงไม่ใช่ใครก็ต้องเป็นผมนี้แหละ จะแสดงอาการออกมาก็ไม่ได้อีก ส่วนผมนะเหรอ เผื่ออยากพาหนุ่มๆ ขึ้นห้อง ก็ไม่อยากรู้สึกผิดกับมันไง แม้ว่าเปอร์เซ็นต์ฝั่งผม น่าจะน้อยกว่าฝั่งมันก็ตาม
   
วันแรกของการเปิดเทอม ผมก็ไปเรียนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ ก็คือ ตอนนี้นัทมันกำลังนั่งกินข้าวอยู่กับกลุ่มเพื่อนของผมด้วยนะซิ ก็บอกแล้วว่ามันนะเข้ากับใครง่ายซะหมด ไม่ว่าจะขี้เก๊กมาจากไหน ถ้าเจอพี่นัทของผมไป ก็ต้องยอมสยบ กับการปรับตัวเข้าหาได้อย่างไร้ที่ติ ก็ถือว่าไม่ได้แปลกใจมากหรอกครับ เพราะก่อนหน้าหน้าเมื่อปีที่แล้ว เวลามหาวิทยาลัยผมมีกิจกรรมอะไร ไม่ว่าจะเป็นลอยกระทง ปีใหม่ Open house มันก็จะขอตามผมมาเที่ยวด้วยเสมอ แม้ว่าตอนเข้ามาใน มหาวิทยาลัยมันจะเข้ามากับผม แต่ไม่เกิน ครึ่งชม. มันก็สามารถหายไปกับสาวๆ ได้เสมอ ผมว่ามันน่าจะมีคอนเน็คชั่นกับสาวๆ ทุกมหาวิทยาลัยแน่ๆ ด้วยจากเข้ามหาวิทยาลัยวันแรก เพื่อนๆ ในคณะก็คงยังไม่ได้รู้จักกัน ผมเองก็คงต้องยอมรับชะตากรรมที่ช่วงนี้มันคงต้องอยู่ตัวติดผมไปอีกสักพัก

ตอนนี้นัทกำลังคุยกับปกเรื่องผลการแข่งขันฟุตบอลเมื่อคืนนี้อย่างออกรส ปก หรือ ปกป้อง โยธาบดี หนุ่มลูกครึ่งเกาหลี ส่วนสูงก็ไล่เลี่ยกับนัท แต่ความหล่อ และความขาว ทะลุจอ 4K มากครับ ปกเป็นเพื่อนที่เรียนนิเทศด้วยกันกับผม ตอนนี้มีพ่วงตำแหน่งเชียร์ลีดเดอร์คณะนิเทศศาสตร์อีกด้วย ปกเองก็เป็นคนที่ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็มีแต่คนหันมามอง เพราะปกก็เป็น กึ่งๆ เน็ตไอดอล มีคนตาม IG เกือบครึ่งแสน แต่มันก็ดีนะครับที่ไม่ได้ทำตัวหยิ่ง หรือพยายามทำตัวเป็นดาราดัง จริงๆ แล้วมันก็มีงานโฆษณาให้เห็นตามหน้าทีวีหรือ สื่อออนไลน์ต่างๆ แถมยังเคยเดินแบบ แล้วก็ถ่ายแบบตามนิตยสารด้วย ปกเคยเล่าว่ามีคนติดต่อให้ปกไปเล่นซีรี่กับค่ายดังด้วย แต่ปกเลือกที่จะปฏิเสธ เพราะไม่ชอบให้คนรู้จักเยอะ บอกแค่อยากหาเงินค่าขนมขำๆ ไม่อยากให้ใครมารู้จักชีวิตส่วนตัวมากเกินไป แปลกคนดีครับ ถ้ามีคนมาติดต่อผมนะ ผมจะรีบตอบตกลงเลย ไม่ให้พลาดโอกาสนี้ไปหรอก แต่หันมาดูยอดติดตามใน IG ของผม ที่มีจำนวนแค่ครึ่งพัน แล้วก็ท้อครับ จะเอาอะไรไปสู้เขา ปกเป็นคนนิสัยดี ตลกเฮฮา กวนส้นตี แต่เป็นคนเอาใจใส่เพื่อน แล้วก็ชอบเรียน ชอบทำงาน ก็เลยกลายเป็นที่รักของเพื่อนๆ ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของผมที่ได้มาอยู่กลุ่มเดียวกับปกตั้งแต่ ปี1 ก็งงเหมือนกันครับว่าทำไมถึงกลายมาอยู่กลุ่มด้วยกันได้ แต่ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่อยู่กลุ่มเดียวกันไปแล้ว

ส่วนคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามผม ก็คือโบ๊ท ดล และนุ้ย ที่กำลังนั่งดูคลิปตลกใน Tiktok และหันไปมองคนอื่นๆ ในโรงอาหาร แล้วคอยแซวคนที่พอจะรู้จักที่เดินผ่านไปผ่านมา

โบ๊ท หนุ่มตี๋ หน้าตาที่มองเห็นตั้งแต่ระยะ 100 เมตรว่ามีเชื้อจีนแน่ๆ เป็นคนสนุกสนาน แล้วเป็นตัวชง คอยติดต่อคนโน้นคนนี้ให้กับเพื่อนๆ ซึ่งโบ๊ทเองก็จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีนะครับ ก็ถ้าใครชอบสายตี๋ก็ต้องมีหลง หุ่นก็ดี เพราะเป็นคนชอบวิ่ง ทำให้รูปร่างของโบ๊ทเป็นคนผอมสูง แต่ไม่ได้ดูขี้โรคนะ แต่ก็แปลกที่ผมไม่เคยเห็นเหมือนกันว่าคนตลก ที่คุยกับใครได้ไปเรื่อยอย่างโบ๊ท จะมีคนคุยเป็นจริงเป็นจังกับเขาสักที

ดล คนนี้น่าจะเป็นเพื่อนเกย์คนแรกของผมในชีวิตเลยครับ เพราะก่อนหน้านี้ช่วงมัธยม แม้ว่าผมจะอยู่กับนัทแต่จริงๆ ในกลุ่มของผม มีทั้งชายและหญิง ก็โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนสห นี้ครับ กลุ่มผมปกติไปไหนก็จะไปด้วยกันหมด หรือไม่ก็ไปกันเฉพาะเพื่อนผู้ชาย ตัวผมเองที่สามารถทำกิจกรรมอะไรเหมือนกับเพื่อนๆ ได้หมด เพื่อนๆ มันก็เลยไม่ได้รู้สึกลำบากใจที่มีผมอยู่ในกลุ่มด้วย ดลเลยเป็นเพื่อนที่เป็นคนเปิดโลก ในโลกของ LGBTQ+ คนแรกของผมเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเรื่องของการมีแฟนหรือการเที่ยว ตอนนี้ดลเองก็มีแฟนแล้วครับชื่อพี่คำ เป็นรุ่นพี่ของพวกเราหลายปี พวกผมเองก็เลยไม่ค่อยได้เจอพี่คำบ่อยหรอกพี่เขาต้องไปทำงาน

นุ้ย อีกหนึ่งสาวที่นั่งร่วมโต๊ะของพวกเราตอนนี้ นุ้ยเอง ต้องเรียกว่าขาเม้าท์ประจำกลุ่ม เป็นผู้หญิงแท้ ที่มีจริตกะเทยแท้เหมือนกัน ยิ่งรูปร่างหน้าตาไม่ต้องพูดถึง เป็นคนที่สวยแบบยูนีค สวยไม่เหมือนใคร ที่พูดไม่ได้ประชดนะครับ แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่สูงเกือบ 180 ซม. เป็นสาวเหนือ แต่ผิวเข็มซอยผมสั้น ทาปากแดง บางวันก็นุ่งกระโปรงสั้นมาก พร้อมรองเท้าส้นสูง 4 นิ้ว แต่บางวันก็แต่งตัวเป็นลุคทอมบอย บางวันก็แต่งตัวเซอร์ ก็เดาอารมณ์ไม่ถูกเหมือนกันว่านุ้ยจะต้องอยู่ในหมวดหมู่ไหน แต่สิ่งที่ผมชอบในตัวนุ้ยก็คือ ไม่ว่านุ้ยจะทำอะไรก็ดูเป็นคนที่มีความสุขกับตัวเองเสมอ แต่ลักษณะอย่างหนึ่งที่เธอไม่เคยเปลี่ยนก็คือ นุ้ยเป็นสาวขาเม้าท์ โดยเฉพาะเรื่องดารา เซเลปต่างๆ เรื่องราวไหนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ นุ้ยจะต้องรู้เรื่องให้ได้แบบไม่มีข้อสงสัย ถ้าจะไม่นอนเพราะต้องคอยตามเรื่อง นุ้ยก็พร้อมทำ และด้วยนิสัยอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ใครหลายๆ คนกลัว และไม่กล้าเข้ามาจีบ คือ ความตลก และชอบลวนลามผู้ชายเป็นที่สุด นั้นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาจีบๆ แต่ในความเป็นจริงที่น้อยคนจะรู้คือ นุ้ยเองเป็นสาวเวอร์จิ้น ผมเคยถามว่าทำไมถึงทำตัวแก่นซ่าขนาดนี้ นุ้ยก็เลยบอกว่า ถึงจะเป็นอย่างนี้ก็อยากเก็บเซ็กส์ครั้งแรกห้กับคนที่มันรักจริงๆ นุ้ยยังบอกว่าจริงเรื่องเซ็กส์สำหรับนุ้ยไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพียงแค่ว่าอยากให้เป็นกิจกรรมที่มันเกิดมาจากความรู้สึกดีของทั้งสองคน ไม่ใช่เพราะแค่อยากก็มีอะไร แต่ใครที่คิดแบบนั้น นุ้ยเองก็ไม่เคยจะไม่ว่า ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะหรือไม่เหมาะ เพราะนั้นมันก็เรื่องส่วนตัวของเค้า แล้วที่ทำเป็นกล้า บ้า อย่างนี้ ก็ทำให้ไม่ค่อยมีคนมายุ่งเหมือนกัน แต่ในความคิดผมนะ คนอย่างนุ้ยอนาคตต้องมีแฟนเป็นฝรั่งชาวต่างชาติแน่

***บทนี้เหมือนมาแนะนำรู้จักเพื่อนๆ ในกลุ่มก่อนนะครับ



ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
นัทหัวกรวย      พรุ่งนี้เรียนเสร็จกี่โมงอะคร๊าบบ
นัทหัวกรวย      ว่าจะชวนมึงไปกินข้าวที่ ห้างใกล้ๆ ซักหน่อย
นัทหัวกรวย      ตอนเย็น ว่างเปล่าคร๊าบ

ตอนนั้นผมอ่านข้อความที่นัทส่งมาแล้วก็รู้สึกสงสัยว่า นัทส่งมาถูกคนหรือเปล่า หรือถ้าตั้งใจส่งมาหาผมจริงๆ ก็ยังงงอยู่ดี แม้ว่าปกติจะชวนไปกินข้าวกันบ้าง แต่การชวนไปกินข้าว แล้วมาพูดจาเพราะขนาดนี้ ก็ไม่น่าจะใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแบบความตั้งใจชวนกินข้าวแค่นั้นแน่ๆ

Water_naam     พรุ่งนี้เรียนเสร็จบ่าย แต่น่าจะคุยงานกับพวกเพื่อนๆ ต่ออีกแป๊ปนะ
Water_naam     แกจะไปกี่โมงละ แล้วอารมณ์ไหนเนี้ยะ มาชวนแดกข้าวห้าง
Water_naam     ถูกหวยหรอ หรือว่าไปหลอกอะไรที่บ้านมาอีก แล้วจะให้เราสมรู้ร่วมคิดด้วยหรอ

ตอนพิมพ์ส่งไปแล้ว ก็ได้แต่แอบภาวนาว่า อย่าให้นัทส่งมาผิด จริงๆ คิดจะชวนคนอื่น แล้วเผลอกดส่งมาให้ผม ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นดีใจฟรีเลยนะ

นัทหัวกรวย        สัด กูอาจจะเป็นคนเลวนะ
นัทหัวกรวย        แต่กูก็เป็นคนเลวนะ เห้ย!
นัทหัวกรวย        สารภาพก็ได้ กูจะชวนมึงไปเจอน้องมิ้น เด็กคนล่าสุดที่กูคุยอยู่ตอนนี้คร๊าบ
Water_naam     กูเป็นแม่มึงหรอ ถึงต้องให้กูไปดูตัวเมียมึงด้วย

ตอนนี้แม้ว่าจะรู้แล้วว่าข้อความที่ส่งมานั้น คือตั้งใจส่งมาให้ผมจริงๆ แต่ก็แอบเคืองเล็กๆ เหมือนกัน ที่นัทมามุขนี้อีกแล้วแล้ว นี้เอาตรงๆ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับ ที่นัทให้ผมไปดูหน้าว่าที่แฟนแล้วจะถามผมว่า เป็นไงบ้าง ดีเปล่า แล้วจะให้ผมตอบยังไงละ ไม่ดี คบกับกูดีกว่า นัท กูชอบมึง คบกับกูดีที่สุด ให้ถามอย่างนี้หรอ เว้ย ปวดกบาลกับมันจริง

นัทหัวกรวย       ไม่ใช่แม่แต่ก็ไม่ต่างจากแม่แล้วเนี้ย ด่ากูถี่กว่าแม่กูอีก
นัทหัวกรวย       มาเป็นเพื่อนกูหน่อยน่า
นัทหัวกรวย       น้องมิ้นคนนี้ เด็กมหาลัย R นี้เองแถมเป็นลีดมหา’ลัยด้วยนะเว้ย มีเพื่อนกูที่มหา'ลัยนั้นแนะนำมาให้รู้จัก
นัทหัวกรวย       เข้าใจกูหน่อยน่า กูโสดมา 2 เดือนแล้วนะ แถมที่สำคัญ 2 เดือนนี้กูได้แต่ปล่อยลูกกูในห้องน้ำอย่างเดียว มึงไม่สงสารหลานมึงหรอ
Water_namm   เออ ไปก็ไป แต่ทำกับอย่างว่าเราไปแล้วถ้าเราไม่ชอบน้องเค้า แกจะยอมถอยออกมาละ
นัทหัวกรวย       555+ มึงต้องชอบอยู่แล้ว
นัทหัวกรวย       ขอบคุณคร๊าบที่รัก
นัทหัวกรวย       รักมึงนะ จุ๊บๆ

ตาของผมยังคงมองไปที่ประโยคที่ว่า ‘ที่รัก’ และ ‘รักมึงนะ จุ๊บๆ ’ ความหมายที่ส่งมาก็ไม่ได้มีความหมายในเชิงชู้สาวแต่อย่างใด แต่มันก็ทำให้ผมใจสั่นได้ไม่น้อย ยิ่งมันอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่ให้มันย้ายมาอยู่ที่เดียวกับผม

นัทเองมันดีที่หน้าตาก็จริง แถมยังมีสาวเข้ามาติดมันเรื่อยๆ และมันก็ยังชอบอวดอ้างสรรพคุณว่าที่สาวติดเพราะนัทน้อยของมันใหญ่โต ลีลาเด็ด เรื่องใหญ่โตผมคงไม่เถียง แต่เรื่องลีลานี้ผมก็ไม่รู้เพราะก็ยังไม่เคยลองแบบที่สาวๆ เค้ามีอะไรกับมันด้วยนะซิ แต่นัทมันก็ไม่รู้ไปทำเวรทำกรรมอะไรมา ถ้าสาวคนไหนที่นัทไม่ได้จริงจัง กะคบสนุกๆ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าคนไหนที่นัทเองเริ่มคิดจริงจัง ก็จะมีแต่ปัญหาเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง หรือว่าถูกสาวคนนั้นสวมเขา คนเรานี้ก็แปลกนะครับ ดีอย่างแต่ก็มีเสียอย่าง มันจะมีคนที่เกิดมาแล้วชอบใคร คนนั้นก็รับรักแล้วก็อยู่กันจนชั่วฟ้าดินสลายเหมือนในนิทานหรือเปล่า

Water_naam     งั้นพรุ่งนี้ 5 โมงเย็นได้หรือเปล่า จะได้ไม่ต้องรีบคุยงาน เผื่อคุยงานกันทั้งบ่าย ตอนเย็นๆ ได้ออกไปหา
นัทหัวกรวย        ได้เลยคร๊าบคุณแม่
นัทหัวกรวย        งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะมึง
นัทหัวกรวย        รักมึงที่สุดเลย

มันคงไม่รู้จริงๆ ว่าคำบางคนที่มันพูดออกมา แม้จะเป็นเพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่มันโคตรทำให้ผมหวั่นไหวเลย คำบอกรักของนัท มักจะออกมาเวลาที่นัทอยากขอช่วยให้ผมทำอะไรสักอย่าง แล้วประโยคนั้นก็ทำให้ผมใจอ่อนได้เสมอ คำว่ารักของนัทไม่ได้หมายความว่ารัก แต่มันหมายถึงการขอบคุณ แต่แค่คำพูดนั้น ก็ทำให้ผมนอนหลับฝันดีได้เหมือนกัน

-วันถัดมา-

ตอนนี้เพิ่งจะบ่าย 3 กว่าๆ ผมเพิ่งเสร็จจากการนั่งประชุมเรื่องงานที่ต้องส่งอาจารย์ เลยนั่งเล่นกันฆ่าเวลากับเพื่อนๆ ที่ยังไม่รีบกลับบ้าน ส่วนผมคิดว่า น่าจะซัก 4 โมงเย็นคงค่อยออกไปหน้ามหา’ลัยเพื่อนั่งแท็กซี่ไปห้าง ตามเวลาที่นัดกับนัท

“น้ำ เย็นนี้แกไปไหนเปล่าวะ พวกเราว่าจะไปหาอะไรกินกันในซอยหอ จะกลับพร้อมกันเลยเปล่า”

ปกที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามผมถามขึ้นมา ระหว่างที่ผมนั่งเล่นมือถือไม่ได้พูดจาอะไร

“ไม่อะปก เดี่ยวเย็นนี้เรามีนัดไปกินข้าวกับไอนัทที่ฟิวส์อะ วันนี้พวกแกไปกินกันก่อนเลย โทษที ไว้วันหลังนะ”
“ไปกัน 2 คนหรือคะ อะไรยังไง พวกแกเป็นแค่เพื่อนสนิทจริงหรือเปล่าคะเนี้ย”

นุ้ย เจ้าแม่เรื่องข่าวฉาวที่แท้ทรู รีบแทรกถามขึ้นมา ก็อย่างที่บอกครับ ว่าเรื่องไหนที่เป็น Talk of the town นุ้ยต้องรู้ ขนาดเรื่องชาวบ้านนุ้ยยังสงสัย ไม่ก็ไม่แปลกเลยที่เรื่องของเพื่อนในกลุ่มแท้ๆ นุ้ยจะไม่อยากรู้

“เปล่าเว้ย” ผมรีบค้าน เผลอร้องเสียงหลงเลย

“นัทมันบอกว่าจะพา สาวที่มันคุยอยู่ตอนนี้มาให้เจอ จะได้ช่วยดู ช่วยสกรีน แค่นั้นเอง”

นุ้ยหัวเราะกับท่าทางของผม ที่ผมทำตัวโคตรจะมีพิรุธ ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็แค่มองมาอย่างสนใจที่ผมเสียงดังมากกว่าจะสนใจว่าทำไมถึงไปกินข้าวกับนัทแค่ 2 คน ส่วนปก ที่ตอนนี้ยังคงมองหน้า พร้อมกับยิ้มเบาๆ คือถ้าผมคิดไปเอง ก็คือมีความรู้สึกได้ว่า ปกจับได้ว่าผมรู้สึกยังไงกับนัท แต่คงไม่หรอกมั้ง

“เออ ยังไงก็แล้วแต่แกแล้วกัน ถ้ากลับมาแล้วยังไม่ได้กินอะไรก็โทรมาหาเราได้ เผื่อเราหิวกลางคืนอีก จะได้ลงไปหาอะไรกินด้วย”

ปกพูดเสร็จก็กลับไปก้มเล่นโทรศัพท์ต่อ ส่วนผมนั่งเล่นตรงนั้นอีกสักพักก็ถึงเวลาที่ผมควรต้องออกไปหารถไปห้างได้แล้ว เพื่อนๆ เลยเห็นด้วยเลยลุกขึ้นกันออกกันออกมา

นัทเองจริงๆ มันก็เป็นที่รักของเพื่อนๆ ผมนะ ช่วงแรกที่มันเข้ามาเรียน หลังจากมันเริ่มมีเพื่อนๆ แล้วแต่มันก็ไม่อยากเข้ากิจกรรมรับน้อง แต่โชคดีที่มหาวิทยาลัยนี้ไม่ซีเรียสเรื่องการรับน้อง ใครอยากเข้าก็เข้า ไม่อยากเข้าก็ไม่ต้องเข้าก็ได้ ส่วนมันคงไม่อยากไปทำกิจกรรมเต้นๆ เหมือนตอนสมัยปีที่แล้ว พวกซิ้วเองส่วนใหญ่ก็จะเดาออกว่ากิจกรรมแบบนี้จะให้ทำอะไรบ้าง อีกอย่างนัทมันก็มีพวกผมอยู่แล้ว เพื่อนๆ ในคณะไปเข้ากิจกรรมรับน้อง มันก็เลยหนีมาอยู่กับพวกปี 2 อย่างพวกเราแทน แต่ที่ยิ่งกว่านั้นเพื่อนๆ สาวๆ ในสาขา ก็ต่างกรี๊ดกร๊าดมันใหญ่โต โดยเฉพาะนุ้ย เพราะเหมือนเจอคนคอเดียวกัน พูดจาลามก ทะลึ่งได้สุด นุ้ยเองก็เป็นผู้หญิงที่ไม่ถือตัว สามารถเอาหน้าอก เอาก้นตัวเองถูตัวผู้ชายได้ ซึ่งผู้ชายคนอื่นก็จะถอยหนีนุ้ยซะส่วนใหญ่ แต่ผิดกับนัท ที่มันทั้งเล่นด้วย เรียกว่า ทะลึ่งมา ทะลึ่งกลับ

ถึงเวลาตามนัดผมก็มารอหน้าร้านที่มันส่งมานัดเมื่อเช้าตรงตามเวลาเป๊ะ ก็ขี้เกียจมายืนรอมัน อีกอย่างถ้ามันมาก่อน ก็คงไม่เป็นอะไรเพราะมันคงมีสาวส่วนผมถ้ามารอ ก็ยืนเหงาไปเลยสิครับคนเดียว

Water_naam    อยู่ไหนแล้ว เรารอหน้าร้านแล้ว
นัทหัวกรวย        เออเพิ่งมาถึงเหมือนกัน เดี่ยวเดินไป

ผมส่งไลน์ไปหานัท แล้วก็ยืนรออีกไม่น่าเกิน 5 นาที ก็เห็นตัวมันเดินยิ้มมาแต่ไกล แต่ที่แปลกคือ มันเดินมาคนเดียวนั้นซิครับ

“อ้าว แล้วไหนน้องมิ้นละ ทำไมมาคนเดียว”

มันมองหน้าผมแล้วอมยิ้มยังไม่ยอมตอบอะไร ก่อนที่มันจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม แล้วพูด

“ไม่มี มิ้น เมิ้นอะไร กูแค่อยากมากินข้าวกับมึงไง ไม่ได้หรอ”

มันตอบพร้อมรอยยิ้มแบบนี้ ผมนี้หน้าชาทำตัวไม่ถูกเลย ในหัวคือ โล่งว่างเปล่า คือจะยิ้มดีเปล่า หรือจะพูดอะไรต่อดี เหมือนในละครที่ผมเคยดูเลยครับตอนนั้น คือโล่ง ไม่มีตัวอักษร ไม่มีภาพอะไร มีแต่ภาพหน้านัทที่อยู่ตรงหน้า และเสียง วิ๊ง! อยู่เต็ม 2 หูผม มันหลายอารมณ์มากครับ ไม่รู้จะอธิบายให้เห็นภาพยังไงดี แต่ที่รู้ก็คือ ภาพตรงหน้าคือ คนที่เราแอบชอบมาเกือบ 10 ปี หรือว่าจริงๆ มันจะรู้ ว่าผมคิดอะไรกับมัน

รอยยิ้มของมันค่อยๆ คลี่ยิ้มออกกว้างขึ้น พร้อมเสียงหัวเราะอีก

“กูหลอกเว้ย” เสียงขำตอนนั้นมันดูสะใจที่ได้แกล้งผมมาก แน่ละผมเกือบยิ้มหวานไปให้มันแล้วไม่ละ นัทเดินเข้ามาโอบคอผม แล้วก็ลากไปในร้าน พร้อมบอกพนักงานต้อนรับว่า 3 ที่ งั้นก็แสดงว่า น้องมิ้นคนนั้นกำลังเดินทางมานั้นเอง

“มิ้นกำลังมาครับผมคุณน้ำ เนี้ยะเมื่อกี้ส่งข้อความมาหาแล้วว่ากำลังลงแท็กซี่มาเลยให้กูเข้ามารอในร้านเลย เพราะว่าน้องเค้าไม่อยากให้มึงรอคนเดียว”

นัทบอกผมเรื่องที่ไม่ได้มาพร้อมน้องมิ้นเลยทันทีหลังจากเราได้โต๊ะนั่งเรียบร้อยแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ได้พูดอะไร ได้แต่หยิบโทรศัพท์มาเล่น

“โกรธกูปะเนี้ยะ”

นัทที่ตอนนี้นั่งตรงข้ามกับผมยืนหน้าเข้ามาถาม สายตาลูกอ้อนมันกำลังทำงานต่อผมอีกแล้ว

“กูจะโกรธทำไม ไม่ได้มีอะไรให้โกรธสักหน่อย”
“หรอ”

นัทยังคงทำเสียงอือ ออ เหมือนกำลังใช้ความคิด

“งั้นแสดงว่าถ้ากูชวนมึงมากินข้าวด้วยกันแค่ 2 คนแบบวันนี้ มึงก็มาดิ”
“ก็มาดิ แล้วต่างอะไรกับกินข้าวใต้หอละ”
“นั้นดิเนอะ”

พูดเสร็จมันก็หยิบมือถือมาดู แต่ถ้าผมไม่ได้รู้สึกคิดเข้าข้างตัวเองอะไร ผมว่าผมแอบเห็นรอยยิ้มมันนิดๆ หรือว่าจริงๆ ผมคิดไปเองวะ ด้วยผมไม่อยากจะคิดอะไรให้มันมากไป ผมเลยต้องเล่นมือถือต่อไปแก้เก้อ เพราะกลัวว่าอาการเขินของผมจะชัดจนนัทเองมันเห็นได้

“พี่นัทคะ ขอโทษทีนะที่ให้รอ มารอกันนานยังคะเนี้ย สวัสดีคะ นี้พี่น้ำใช่ปะคะ พอดีรถติดตรงทางออกมหา’ลัยนิดหน่อย เลยทำให้มาช้าเลย”

ผมหันไปมองผู้หญิงเจ้าของเสียที่กำลังทำท่าทางขอโทษ ตอนนั้นในใจผมต้องอุทานเลยครับ ‘เชี้ย!’ คนอะไรจะสวยได้ขนาดนี้ น้องมิ้นผู้หญิงเอวบางร่างน้อย หุ่นดีสุดๆ ถ้าบอกว่าผู้หญิงคนนี้ทำงานในวงการบันเทิง หรือดารา ผมก็ยังเชื่อนะ แถมชุดที่ใส่เป็นชุดนักศึกษาที่โคตรจะรัดไปทุกส่วน แต่ไม่ยักจะดูโป๊ แต่มองเลยเพลินจริงๆ ขายาวแล้วยังใส่ส้นสูง ถือกระเป๋าแบรนด์เนม หน้าตาดูสะอาด แต่งหน้าไม่จัด ปากนิดจมูกหน่อย ผมม้วนลอนมากำลังพอดี คนแบบนี้ตกมาถึง ไอนัทได้ยังไงวะ
 :katai1: :katai1: :katai1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-09-2021 15:23:38 โดย carbon10011 »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ผ่านเวลามาแล้วกว่า ชม. แล้วที่ตอนนี้พวกผม นัท และมิ้น นั่งกินข้าวกันอยู่ภายในร้านอาหารกลางห้าง แม้ว่าจะมีบ้างที่นัทมันหันมาคุยกับผม แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องบอก ว่ามันย่อมสนใจน้องมิ้นแน่นอนมากกว่าแน่นอน จนผมเริ่มคิดในใจว่า ‘กูมาทำอะไรตรงนี้วะเนี้ย’ เพราะตอนนี้นอกจากจิ้มอาหารกินอย่างไม่ได้มีอารมณ์ร่วมใดๆ ผมยังต้องมานั่งฟังมันพูดจาหวานๆ ใส่กันไปมากันอีก จะด่าว่าเป็นความผิดนัทอย่างเดียวผมว่าก็ไม่ใช่ มันต้องเป็นความผิดผมด้วย ไม่ใช่ว่าที่ผมเบื่อนี้คือผมหึงนะ เพราะปกตินัทเลามีแฟนหรือคนที่มันคิดจะจริงจังมันก็จะพามาให้ผมรู้จักเสมอๆ ตั้งแต่สมัยมัธยม จนขึ้นมหาวิทยาลัย แต่คงจะมีสาวๆ จำพวกที่กินกรุ๊บ อันนั้นถ้าต้องพามาให้รู้จักผมทุกคน ก็คิดว่าคงเหนื่อยแย่ ถ้ามีผู้หญิงซักคนเดินมาบอกว่านัททำเธอท้อง ตรงๆ นะ ผมก็ไม่คิดที่จะแปลกใจ แต่นี้ยังโชคดี ที่มันบอกผมเสมอว่า ถึงจะทั่วถึงแค่ไหน แต่ถุงยางไม่เคยพลาด

“พี่น้ำกับพี่นัทเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่หรือคะ แล้วตอนนี้พี่เรียนคณะอะไรหรือ”

น้องมิ้นคนสวยหันมาคุยกับผมบ้าง คงเพราะเห็นผมเงียบ และกำลังกดมือถือแก้เบื่อเพราะเริ่มอิ่มแล้วก็รอย่อย ผมเลยต้องรีบหันไปตอบ เพราะอารมณ์สดใส เผื่อน้องจะไม่รู้ว่าผมเบื่อมากตอนนี้

“พี่กับนัทเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ ม.1 แล้วละ ตอนนี้ก็ 8 ปีแล้วครับ ไม่ใช่เพราะคบมันเพราะมันนิสัยดีนะ สงสารต่างหาก ไม่ค่อยมีใครอยากคบมันซักเท่าไหร่ ตอนนี้พี่เรียนนิเทศ มิ้นก็เรียนนิเทศเหมือนกันใช่ปะ นัทเล่าด้วยว่ามิ้นเป็นลีดคณะด้วย”

“ใช่แล้วคะพี่น้ำ แล้วที่พี่นัทบอกว่าพี่เป็นเกย์เรื่องจริงหรือเปล่าคะ ถ้าไม่บอก ก็ดูไม่รู้เลยนะ”
“ฮะ! ออ ใช่ครับ”

ยอมรับเลยครับว่าไปต่อไม่ถูกเลย หน้าชาเบาๆ คือไม่ใช่ว่าผมไม่อยากบอกใคร หรือไม่อยากให้ใครรู้ แต่แค่คิดว่าทำไมมันต้องคุยเรื่องนี้ของกูด้วยวะ เรื่องอื่นไม่มีให้คุยกันแล้วหรอเนี้ยะ ตอนนั้นก็แอบเหลือบมันเบาๆ แล้วน้องมิ้นก็คงเห็นอาการของผม เลยรีบพูดต่อ

“พี่โกรธหรือเปล่าอะคะที่ถามเรื่องนี้ คือ มิ้นไม่ได้ตั้งใจว่าอะไรนะ แค่มิ้นคิดว่ามิ้นแนะนำเพื่อนของมิ้นให้พี่น้ำได้รู้จักได้ไงคะ พี่ชอบคนแบบไหน เพื่อนมิ้นมีหลายคนเลยนะที่เป็นเกย์ แถมยังไม่มีแฟนด้วย เออ แล้วตอนนี้พี่นัทมีแฟนหรือยังคะ”

ท่าทางน่ารักแบบนี้ ก็ไม่แปลกหรอกที่ผู้ชายคนไหนเห็นแล้วจะไม่ชอบ ขนาดผมยังโกรธไม่ลงเลย
   
“ออ ไม่โกรธเลย ถามได้ เรื่องนี้พี่ไม่ได้ซีเรียสเพราะก็ไม่ได้ปิดบังอะไรด้วย ถามว่าตอนนี้มีคนคุยหรือเปล่า ก็มีบ้างแต่ไม่ได้จริงจังอะไรเลย ก็แค่ทักกันไปกันมา ส่วนแฟนก็ตั้งแต่เลิกไปเมื่อปีที่แล้ว ก็ยังไม่ได้มีแฟนใหม่เลยอะ”
“ห๊ะ เลิกกับแฟน มึงไปมีแฟนตอนไหนวะ”

นัทมันก็ตะโกนออกมาเบาๆ แต่เมื่อผมและมิ้นหันไปมองนัทพร้อมกัน มันก็ทำท่าเหมือนไม่ได้ตกใจอะไร แบบที่เป็นเมื่อสักครู่

“มึงมีแฟนตอนไหนกูไม่เห็นรู้เรื่อง”

มันพูดอีกครั้งด้วยเสียงที่เรียบกว่าเก่า ก็จริงอย่างที่มันว่าครับ เรื่องที่ผมมีแฟน ถ้าเป็นเพื่อนเก่าแทบจะไม่มีใครรู้ จะรู้แต่ก็เพื่อนใหม่ที่ มหา’ลัย ส่วนทำไมไม่บอก ก็ไม่รู้เหมือนกัน คงไม่อยากให้นัทมันรู้มั้ง

“แล้วทำไมเราต้องบอกแก? ”

ผมหันไปมองหน้ามัน ทำหน้าเฉยชาสุดๆ แต่จริงๆ ใจตื่นเต้นมากกับคำถามนี้ ผมเองแหละที่ตั้งใจปิดบังเรื่องนี้ไว้กับมัน ว่าไปแล้วก็เลยรีบหันไปหาน้องมิ้นเพื่อตอบคำถาม ทำตัวไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรกับคำถามที่เพิ่งตอบไป

“ส่วนสเปกเมื่อก่อนก็มีนะ แต่พอมันเป็นแฟนกันจริง บางอย่างก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เลยไม่อยากคาดหวังอะไรมาก แค่อยากเจอคนที่เขารู้จักเราดีพอ แล้วก็ยอมรับกับสิ่งที่เราเป็น อยู่ด้วยแล้วสบายใจ กวนตีนหน่อยๆ ก็ดีเหมือนกันนะ อยู่ด้วยกันจะได้ไม่เบื่อ ห้าๆ เหมือนจะไม่เยอะ แต่ที่พูดมาก็เยอะอยู่ดี”

“เชี้ย นั้นมันกูเลยนะนั้น”

นัทพูดเหมือนภูมิใจในตัวเอง และเหมือนรอให้คำตอบของผมเป็นชื่อมันเลยด้วยซ้ำ โดยลืมไปว่าตอนนั้นมันไม่ได้คิดในใจ แต่มีผมและมิ้นนั่งอยู่ด้วย เราสองคนก็เงียบกริบเลยครับ นัทเองมันก็หันมาทางผมที ทางมิ้นที มันก็คงทำอะไรไม่ถูก

“แต่ไม่ได้แล้วเนอะ เพราะตอนนี้พี่นัทมีน้องมิ้นอยู่ตรงนี้ทั้งคน”

นัทหันไปทำเสียงอ้อนๆ ใส่น้องมิ้น

“ส่วนมึงนะเป็นแม่กูเนอะ ใช่ปะ”

“เออ”

ผมได้แค่ตอบไปอย่างนั้นจริงๆ เพราะก็ไม่รู้จะให้พูดยังไง อีกอย่างผมก็ไม่ได้มาในฐานะเมียหลวงที่กำลังมาดูตัวเมียใหม่ของผัว แต่นี้มันแฟนใหม่ของเพื่อนสนิทที่ตัวเองกำลังเองชอบเท่านั้นเอง พูดเสร็จผมก็ได้แต่นั่งจิ้มอาหารในจากที่ยังเหลือน้อยนิดเข้าปาก แก้เขิน เอาจริงๆ ถ้ามาผมกำลังมองตัวเองจากข้างนอก คิดว่า ตัวเองโคตรมีพิรุธเลย ส่วนนัทเองผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงพูดอะไร ไม่เข้าใจด้วยว่าตอนนี้มันกำลังคิดอะไร

หลังจากตกลงที่จะแยกย้ายกันกลับ นัทมันเลยแยกไปกับมิ้นเพื่อที่จะไปส่งที่ห้องของน้องมิ้น ส่วนผมก็กลับคนเดียวตามระเบียบ ซึ่งก็เป็นอันทำใจไว้แล้วเนืองๆ มาก็มาเอง กลับก็ต้องกลับเอง ตลอดระยะทางที่ผมนั่งอยู่ในรถระหว่างกลับมาที่ห้อง ผมก็คิดแต่เพียงเรื่องที่นัทพูดว่า สเปคของผมคือมัน ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงคิดว่า สเปคแบบนั้นต้องเป็นมันกันแน่

ก่อนหน้าช่วงมัธยม หลังจากที่เพื่อนๆ ในกลุ่มทุกคนรู้แล้วว่าผมชอบผู้ชาย ก็จะมีหลายๆ ครั้งที่จะคอยมาแอบถามว่า ชอบใครบ้าง คุยกับใครบ้าง ผมก็ได้แต่ตอบไปปัดๆ ว่า ‘ถ้าคุยนะไม่มี แต่ถ้าชอบนะมีแล้ว’ เพราะก็ไม่ได้โกหกอะไร ส่วนเพื่อนๆ ก็คงงงต่อไปว่าผมจะไปชอบใครได้ เพราะผมเองก็ไม่ได้ออกไปไหนกับคนอื่น วันๆ ก็อยู่แต่กับพวกมัน จนแยกย้ายเข้ามหาวิทยาลัย เจอเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ ก็มีคนเข้ามาจีบบ้าง ก็เลยลงเปิดใจดูสักครั้ง จนได้ตกลงเป็นแฟนกับเพื่อนร่วมคณะคนหนึ่ง ที่เจอกันตอนกิจกรรมรับน้อง ตอนนั้นแค่คิดว่าคนนี้เหมือนนัทดีนะ รูปร่างสูง นิสัยกวนตีน แต่เรื่องหน้าตาอันนี้ผมว่า ฝั่งแฟนผมคนนี้หล่อกว่านัทเยอะเลย แต่ที่คบกันก็ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกครับ เวลาเพื่อนๆ เก่านัดรวมตัวกัน ผมก็จะไปคนเดียวไม่ได้พาแฟนไป ลึกๆ ก็ไม่อยากให้เจอกับนัท แม้จะรู้ก็ตามว่า เจอไปนัทมันก็คงชวนคุยได้ดี และที่สำคัญมันก็ไม่ได้คิดอะไรกับผมอยู่แล้ว แต่มันคงติดที่ปัญหาของผมนี้เละ ส่วนโซเชียลถ้าผมจะโพสต์รูปที่ติดแฟนก็จะเป็นรูปกลุ่มใหญ่กันซะมากกว่า เรียกว่าแทบจะไม่มีรูปคู่หลุดมาเลยจนสุดท้ายก็เลิกกัน แล้วยิ่งหลังจากเลิกกัน ผมก็กลับไปลบรูปทั้งหมดที่เคยมีแฟนคนนั้นอยู่ด้วย ตอนนี้เรียกว่ารื้อประวัติไม่ได้เลยครับ

กลับมาถึงซอยหอพัก ผมก็เลือกที่จะเดินเข้าไปในหอเองแทนกันนั่งรถไป เพราะตัวเองก็ไม่รู้จะรีบกลับขึ้นห้องไปทำไม ขึ้นห้องไปก็อยู่คนเดียวอยู่ดี อาจจะเพราะอาการเบื่อๆ เลยเลือกที่จะเดินเล่นดีกว่า เผื่อเจอเพื่อนๆ จะได้หยุดคุย หยุดทักทายกันได้ แล้วระหว่างที่เดินผ่านกลุ่มนักศึกษาที่นั่งกินข้าวตามร้านต่างๆ สักพัก ก็มีสายโทรเข้ามาที่โทรศัพท์ของผม หยิบมาดูขึ้นชื่อว่า ปก

“ฮัลโหล ว่าไงปก เนี้ยเราเพิ่งถึงในซอยนี้เอง”

“เออ มองมาข้างบนดิ เราอยู่ที่ระเบียงห้องเนี้ย เห็นแกเดินอยู่หน้าหอเราพอดีเลยโทรไปหา เมื่อกี้ตะโกนเรียกตั้งหลายครั้งไม่เห็นได้ยิน เดินใจลอยระวังรถชนนะเว้ย”

ตอนนั้นผมได้แต่แหงนหน้าโบกไม้โบกมือทำ แกล้งทำตัวร่าเริง

“อ้าวเหรอ บ้า! ใจลอยอะไร แกเรียกเราเบาหรือเปล่า เสียงข้างล่างตรงนี้ดังด้วย”

ก็ต้องเถียงหน่อย กลัวเพื่อนจับอาการได้

“เบาห่าอะไรครับ คนข้างๆ แกหันมองเราหมดเลย มีแต่แกคนเดียว ที่ไม่หันมา แล้วกินข้าวมายัง”
“กินมาแล้ว โคตรอิ่มเลย เลยเดินย่อยนี้ไง แล้วแกละกินยัง”
“กินแล้ว ก็ที่ไปกินเมื่อตอนเย็นนั่นแหละ ตอนนี้กำลังนั่งกินเบียร์คนเดียวเนี้ยะ ขึ้นมากินปะละ”
“เชี้ย! นึกครึ้มอะไรครับคุณปก ถึงได้มานั่งแดกเบียร์คนเดียวตรงระเบียง เหงา หรือย้อมใจครับเนี้ยะ”
“ย้อมใจเชี้ยไร ขึ้นมาเลย ไม่ต้องปฏิเสธด้วย แล้วก็ฝากซื้อถั่วแล้วก็กับแกล้มจากร้านใต้หอขึ้นมาด้วย แต่เบียร์ไม่ต้องซื้อเพิ่มนะ ที่ห้องมีเป็นโหล”

พูดเสร็จแล้วปกก็วางสายไป แล้วก็โบกไม้โบกมือเป็นความหมายให้รีบขึ้นมาทั้งๆ ที่ผมยังยืนงงอยู่ แต่ก็เออ มันคงมีเรื่องไม่สบายใจบ้างเละ ถึงได้นั่งกินเบียร์คนเดียว ผมก็คงต้องไปเป็นเพื่อนที่ดีเป็นการตอบแทนช่วยปลอบประโลมหัวใจเพื่อนซะหน่อย

 :เฮ้อ:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
:pig4:
 :3123:

แค่นี้ก็เป็นกำลังใจแล้วครับ
ขอบคุณนะครับ
ติชมได้เลยนะครับ

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
:laugh: o18

ขอบคุณนะครับ
แค่นี้ก็ถือว่าเป็นกำลังใจแล้ว
ติชม และ คอยติดตามด้วยนะครับ

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
วางหูไปก็เดินไปร้านขายของช้ำใต้ตึกแบบงงๆ และคิดว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนอย่างปกต้องนั่งดื่มเบียร์คนเดียวในห้อง คนอย่างปกแทบจะแสดงอาการความกังวลออกมาให้เพื่อนๆ เห็นน้อยมาก ผิดกับเพื่อนๆ และรวมไปถึงผม ที่กังวลอะไรก็จะแสดงออกมาเลย หรือแม้แต่บางครั้งแต่ผมคิดว่าเก็บอาการได้ดีแล้วแท้ๆ แต่ปกเองก็เซ้นส์แรง จนพวกเราเคยคุยกันว่า หรือว่าปกแอบเลี้ยงกุมารไว้วะ เพราะเหมือนจะรู้ใจเพื่อนๆ ไปซะหมด ปกเป็นผู้ชายอบอุ่นนะจากที่ผมมองไป ปากร้ายก็จริง แต่จริงๆ เป็นคนใจดีมาก ส่วนความหล่อก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก อย่างที่บอกคือเป็นลูกครึ่งเกาหลี แถมมีชื่อเกาหลีด้วยนะ ปาร์ค หยอง ซู แต่เพื่อนๆ ก็ไม่มีใครเรื่องชื่อเกาหลีหรอกครับ แต่แอบได้ยินปกคุยภาษาเกาหลีกับพ่อบ้างเวลาคุยโทรศัพท์กับที่บ้าน ตอนนี้ปกอยู่ที่ไทยเป็นหลักครับ ส่วนแม่เป็นแม่บ้านอยู่ที่ไทย พ่อก็มีธุรกิจส่งออกจากไทยไปเกาหลี เลยทำให้ไปๆ มาๆ ระหว่างไทย เกาหลีอยู่เสมอ ผมเห็นรูปในเฟสบุ๊คของปกก็อิจฉาเพราะทุกๆ ปี ปกจะไปเกาหลีอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อไปเยี่ยมญาติฝั่งโน้น ส่วนผมนะหรือ เด็กใต้ แม้จะไม่ได้ดำเหมือนเพื่อนๆ คนอื่นๆ แต่พอมาอยู่กรุงเทพ ผมว่าผมกลายเป็นคนผิวเข้มไปเลยนะ แต่ทุกครั้งเวลาที่ผมบอกว่า บ้านผมอยู่สตูล เพื่อนๆ ที่กรุงเทพก็บอกว่า อยากไปเที่ยวมาก โดยเฉพาะปก ที่บ่นอยากไปหลีเป๊ะ ตลอดเวลา คิดว่าถ้ามีโอกาส ก็คงได้รวมตัวเพื่อนๆ พากันไปเที่ยวบ้านผม แล้วไปเที่ยวเกาะกันอย่างแน่นอน

เห็นปกหล่อๆ อย่างนั้น แต่เรื่องสาวๆ ผมก็ยังไม่เคยเห็นมันคบกับใครนะ เห็นแต่ฝั่งสาวๆ มากกว่า ที่วนเวียนเข้ามาจีบ ทอดสะพานให้ปกซะมากกว่า หรือว่าจริงๆ มันมีแฟน แล้วยังไม่เปิดตัวกันแน่ แต่ก็เกินไปหรือเปล่า ที่แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างพวกเราจะไม่รู้เลยทีเดียวว่าปกกำลังคบกับใครกัน เพราะขนาดตอนผมมีแฟน ปกยังรู้เรื่องของผม แล้วตอนที่เลิก ปกนั้นเละที่คอยอยู่ข้างๆ ผม เอ๊ะ! หรือว่าที่มันกินเบียร์คนเดียววันนี้เพราะมันมีปัญหาหัวใจ งั้นไอน้ำนี้แหละ จะช่วยเป็นที่ปรึกษาหัวใจให้กับน้องปกเองครับ

‘มึงจะเอาอะไรไปให้คำปรึกษาเค้าตัวเองยังเอาไม่รอดเลย’ เสียงในหัวของผมเองแหละครับที่กำลังด่าตัวเอง แต่พูดเลยถ้ามันบอกว่าชอบผู้ชายเหมือนกันนะผมคนนี้แหละจะเข้าไปจีบมันเองเลย ห้าๆ ปากดีเหมือนกันนะเรา ไม่กล้าหรอก ขนาดคนเหี้ยๆ อย่างไอนัทยังไม่กล้าไปบอกชอบ ทนแอบรักมา 8 ปี มึงจะเอาความกล้าตรงไหนไปบอกชอบปก ที่แสนจะเป็นคนดีขนาดนั้น

ซื้อของเรียบร้อยแล้วก็เดินขึ้นไปบนห้องของปก โดยปกติแล้วห้องนี้เป็นห้องกลางสำหรับเพื่อนๆ ในกลุ่ม เพราะว่าห้องปกมีครบทุกอย่างที่พวกเราต้องการ ไม่ว่าจะเกม หรือ ของกิน แล้วปกก็ไม่เคยหวงที่เราเล่นหรือกินของในห้องจนหมด เพราะไม่ว่าวันนี้จะหมดพรุ่งนี้ก็จะมีของมาเติมต่อ เหมือนฮอกวอตตอนดับเบิ้ลดอร์เสกของให้กับนักเรียนกินกันตอนมื้ออาหารเลยครับ ก็เลยสะดวกและสบายมากสำหรับเพื่อนๆ ตอนนี้มาถึงหน้าห้องก็เคาะเรียกมัน สักพักมันก็มาเปิดประตูห้อง เสียงเพลงเศร้าที่เปิดไว้เบาๆ ก็ดังลอยออกมาให้ผมได้ยิน

“เอานี่กับแกล้มครับคุณปก แล้วเป็นยังไงครับเนี้ย ถึงได้นั่งดื่มอยู่คนเดียว โบ๊ท กับนุ้ยละ ไม่ชวนมานั่งกินด้วยละ”

ระหว่างจัดจานจัดของที่ซื้อมา ผมก็เริ่มถามอาการคนไข้ก่อนเลย อีกอย่างต้องชิงถามก่อน ก่อนที่มันจะรู้ว่าเรากำลังนอยด์เรื่องนัทกับน้องมิ้น

“ออ นุ้ยมันไปเที่ยวกับแก๊งผู้หญิงอะ ส่วนโบ๊ทก็คงไปด้วยมั้ง ตอนนี้คงกำลังแต่งตัวอยู่มั้ง แต่กูขี้เกียจไป เลยนั่งแดกเองที่ห้องดีกว่า”

มันต้องมีปัญหาอะไรในใจแน่ๆ

“แล้วเป็นไงบ้าง วันนี้ไปกินข้าวกับนัท ไม่กลับมาด้วยกัน มันไปต่อกับหญิงมันหรือ”

ไม่ทันได้ถามคำถามต่อ มันก็ดันชิงถามคำถามจี้จุดผมมาซะงั้น ผมหันไปมองหน้าปกตอนนี้ คิดว่าคงเริ่มเมานิดๆ แล้วไม่ว่าจากคำพูด หรือจากขวดเบียร์เปล่าที่ตั้งอยู่ข้างๆ ที่หมดไปก่อนหน้าผมจะมาแล้วครึ่งโหล

“อืม ก็แยกกันตอนกลับ มันไปส่งน้องเค้าต่อ แต่ไม่รู้ว่าจะนอนที่นั่นเลยหรือเปล่า เราว่าคงนอนกับน้องเค้าแหละมั้ง หุ่นน้องมิ้นโคตรน่าฟัดขนาดนั้น อย่างมันไม่น่าจะปล่อยให้ผลาดไปง่ายๆ ขนาดเรามอง เรายังว่าน้องเค้าสวยเลย”

“เหรอ สวยขนาดนั้นเลยเหรอ”

ปกพูดถามมาแบบนี้ผมก็เลยเล่าถึงรูปร่างหน้าตาของน้องมิ้นว่า สวยมากแค่ไหน ตอนเล่าก็แค่คิดถึงสิ่งที่ได้เจอมาเมื่อกี้นะ จนพักจิบเบียร์ ปกมันเลยยื่นหน้ามาจ้องหน้าผม

“น้ำ”

มันเรียกชื่อผมอย่างจริงจัง จริงจังมากจนกลัว

“แกหึงนัทมันใช่ปะ”

ตอนนั้นคือกำลังจะกระดกเบียร์ แต่ถึงขั้นค้างเลยครับ ตอนนั้นรู้ตัวเลยว่าร่างกายกำลังกลืนน้ำลายยากมาก แต่พยายามกลืนน้ำลายลงไปให้ได้
   
“แกจะบ้าหรือปก เราจะหึงนัทมันไปทำไมละ มันเพื่อนเรานะ”

เสียงตอนนั้น สะดุดเป็นแฟนซีดีมีรอยเลยกู

“เราดูแกออกน่า ว่าแกนะชอบมัน แล้วแกก็พยายามแสดงออกว่า ไม่ได้คิดอะไรเกินกว่าเพื่อน ใช่ปะละ”

มันพูดออกมาตรงทุกอย่างเลยเว้ย! ผมว่าปกมันต้องเลี้ยงกุมารแน่ๆ ไม่ต้องไปสืบให้ยุ่งยาก

“ไม่เว้ย จะชอบมันได้ไง เพื่อนก็คือเพื่อนสิ พอๆ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า แดกๆ เบียร์ในมืออะ รีบกินๆ ให้หมดไปเลย ยุงจะเข้าไปวางไข่แล้ว มาถามอะไรกูก็ไม่รู้”

ก็ไม่รู้จะตอบมันยังไง โวยวาก่อนเลยดีกว่า ใครเสียงดังกว่าคนนั้นชะเว้ย

“แล้วแกละ วันนี้อารมณ์ไหน ถึงมานั่งแดกเบียร์คนเดียว แถมยังฟังแต่เพลงเศร้าอีก อกหักหรือครับ”

“เปล่า ไม่ได้เป็นไร และไม่ได้อกหักด้วย ทำไมกินเบียร์ฟังเพลงเศร้ามันต้องอกหักเหรอ แถมตอนนี้เราก็ไม่ได้นั่งกินคนเดียวแล้วด้วย แกก็นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยแล้วไง”

มันพูดพลางหัวเราะในลำคอ แล้วก็กระดกเบียร์เข้าไปอึกใหญ่ ก่อนหยิบกับแกล้มขึ้นมากิน แล้วหันมาทางผมพร้อมกับทำท่าคิ้วขมวด เหมือนมันกำลังคิดอะไรในหัวมันซักอย่า แล้วจึงพูดกับผมต่อ

“ออ! ไอทีน เด็กการแสดง เราว่าแล้วตอนเจอนัทครั้งแรก ว่าทำไมมันถึงคุ้นตาคนแบบนี้จังวะ แต่ตอนนั้นนึกไม่ออกซะทีว่านัทมันเหมือนใครที่เรารู้จักวะ ทีนมันเหมือนกับนัทนั้นเอง”

ทีนที่ปกกำลังพูดถึง ก็คือแฟนเก่าของผมนั้นเองครับ ตอนนี้มันกำลังหยิบแก้มเบียร์ขึ้นมาจูบ พร้อมหันมายิ้มเจ้าเล่ห์มาทางผม

“ขอบคุณนะจ๊ะเบียร์จ๊าที่ทำให้สมองของปก จำอะไรดีๆ ได้”

บอกแล้วครับว่าปก มันไม่ได้เป็นคนดีอะไร มันนะโคตรกวนตีน แล้วตอนนี้ผมก็งงไปหมด ว่ามันกำลังคิดจะพูดอะไรของมัน แล้วทีนไปเกี่ยวอะไรกับนัท อีกอย่าง 2 คนนั้นก็แทบจะไม่มีความเหมือนกันซะหน่อย หรือจริงๆ เหมือนกันวะ เพราะเหมือนที่ตอนเล่าให้น้องมิ้นฟังเรื่องนิสัยคนที่ชอบ นัทเองมันยังบอกเลยว่าเหมือนมัน

“เหมือนอะไร นัทกับทีนเนี้ยะนะ ไม่เหมือนเว้ย! ทีน ทั้งหล่อ ทั้งขาว”
“เออ หน้าตามันไม่เหมือนเว้ย แต่นิสัยเนี้ยะ ใช่เลย จริงๆ เราว่ามันต่างกันแค่หน้าตาเท่านั้นแหละ เพราะหุ่นก็คล้ายๆ ผอมๆ สูงๆ จำได้ว่าทีนมันเป็นนายแบบด้วยนิ มีงานจบของรุ่นพี่แฟชั่นที่เราไปเดินเมื่อปีที่แล้ว มันก็ไปเดินด้วย ตอนนั้นยังคบกับแก ก็ยังคุยกับเราดีๆ แต่พอเลิกกัน ตอนนี้เจอกันยังไม่ทักเราเลย”

ปกพูดไปหัวเราะไป แถมกระดกเบียร์ในมือเรื่อยๆ ตอนนี้ปกดูสนุกกับการแกล้งผมมากการนั่งดื่มเบียร์แล้วแหละ ผมละอยากให้แฟนคลับมันมาเห็นมุมนี้ของมันจริงๆ

“นิสัยกวนตีนก็คล้ายๆ กัน นิสัยพูดมากก็คล้ายๆ กัน อีกอย่างตอนนั้นที่แกเลิกกัน เราก็ไม่อยากถาม แล้วทำไมตอนนั้นถึงเลิกกันละ”

ใช่แล้วครับตอนนั้นคนที่อยู่ข้างๆ คอยเป็นคนฮีลหัวใจที่มันบอบช้ำจากแฟนคนแรก แทบจะตลอดเวลาก็คือปกคนนี้นั้นเอง
 :hao5: :hao5: :hao5:


ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
“ขอบใจนะที่ครั้งนึงเธอเคยยอมฝืนใจตัวเอง
ขอบใจนะฉันรู้ว่าเธอทำดีที่สุดแล้ว
อย่างน้อยครั้งหนึ่ง ที่พยายามทุ่มเท
อดทนให้กัน แค่นั้นก็ดีมากมาย” ***เพลง ขอบใจ จากแพรว คณิตกุล***

เพลงที่ถูกเปิดคลอบรรยากาศตอนที่เรา 2 คนนั่งเงียบๆ จิบเบียร์กันคนละแก้ว แก้วนี้เป็นแก้วที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ผมเองก็ไม่ได้นับ เพราะทุกครั้งที่เบียร์หมดแก้ว ปกเองก็จะรินเพิ่มโดยไม่ถามสุขภาพของผมสักคำ

“แล้วกะนัท มึงชอบมานานยังวะ”

อยู่ๆ มันก็ถามเรื่องนี้อีก เสียงเพลงที่ยังคงบรรเลงเป็นเสียงคลออยู่ภายในห้อง ผมนึก แล้วยิ้มให้กับตัวเอง แล้วหันไปตอบคำถามปก

“นานแล้ววะ เกือบ 10 ปีแล้ว ชอบตั้งแต่ ม.ต้น”

แล้วหันไปมองหน้ามันที่กำลังมองหน้าผม มันทำหน้านิ่งแล้วจิบเบียร์ช้าๆ ต่อ

“นานปะละ”

รอยยิ้มมุมปากของผมยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ ใจตอนนี้คือคิดว่าจะอวดปกในความมั่นคงในจิตใจผมมาก แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของปก และสายตาที่มันมองมาที่ผม นั้นทำให้นึกออกมาได้ ‘กูกำลังพูดอะไรออกไป’ แต่ว่าตอนนี้ไม่ทันแล้ว เพราะรอยยิ้มอันชั่วร้ายของมันกำลังเผยออกมาอย่างเต็มที่ วันนี้มันวันซอยอะไรของผมนักหนา เมื่อเย็น นัทมันเพิ่งมาหลอกให้ผมดีใจเล่น ตอนนี้ปกก็มาหลอกให้ผมบอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ผมชอบนัท ‘น้ำมึงไม่คิดจะทันคนเลยเหรอวะ!’

“ไอเชี้ยปก มึงหลอกให้กูพูดอะไรออกไป”

ผมตะโกนลั่นห้อง ที่ตอนนี้ผสมกับเสียงหัวเราของปกที่ดังไม่แพ้กัน ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่า มันเมาจริง หรือเมาหลอก มีสติ หรือไม่มีสติ แต่ผมนี้สิ ขาดสติแล้วแน่ๆ ตอนนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปแทรกไว้ตรงไหน

“ปก มึงห้ามบอกใครเรื่องนี้นะเว้ย กูขอร้อง”

อาการตอนนั้นผมน่าจะเหมือนคนบ้าสิ้นสติ เพราะได้แต่ยกมือไหว้ ปก ที่กำลังขยับตัวหนี แต่ยิ่งหนีไปมุมไหนของห้องผมก็วิ่งไล่ตามมัน ทั้งๆ ที่มันยังคงหัวเราะ แม้จะเบาลงก็ตาม

“มึงว่ากูเป็นคนเป็นคนปากสว่างหรือเปล่าละ เรื่องนี้กูไม่ไปบอกใครหรอก แค่กูอยากรู้เท่านั้นเอง ไม่ต้องไหว้กูขนาดนี้ก็ได้”

พูดเสร็จมันก็เติมเบียร์ในแก้วผมแล้ว ส่งมาให้ผมดื่มต่อ ส่วนมันตอนนี้เดินลุกไปเข้าห้องน้ำ ตอนนั้นผมได้แต่นั่งนิ่ง นั่งจิบเบียร์ เหมือนลูกแมวตัวน้อยเลยครับ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อดี คือจะรู้สึกผิดก็ไม่ใช่เพราะก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แม้ในใจลึกๆ ตอนนี้จะแอบรู้สึกดีที่มีคนรู้ความลับนี้ซะที เพราะผมเองก็อึดอัดมานานที่ต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้กับตัวเองนานเกือบ 10 ปี แล้วมันยิ่งดีเข้าไปอีก ที่คนที่รู้คือปก นั่งคิดอะไรเงียบๆ ไม่นานปกมันก็เดินออกมาจากห้องน้ำมานั่งข้างๆ และตอนนี้ผมเองก็เริ่มที่จะใจเย็นลงแล้วด้วย

“แกสัญญานะว่าจะไม่พูดเรื่องนี้กับใคร
“เออ กูสัญญา กูจะไปพูดกับใครได้วะ เอ๊ะ! หรือว่ากูไปบอกนุ้ยดี นุ้ยรู้นุ้ยจะเก็บความลับนี้ไว้ได้ปะวะ”

พูดเสร็จมันก็หัวเราะเบาๆ พร้อมกับหันหน้ามาทางผมที่เกือบจะร้องไห้แล้วตอนนั้น

“เออ ไม่พูด กูพูดไปก็เท่านั้นแหละ มึงนั่นแหละที่ต้องสัญญากับกูว่าถ้ามีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็ต้องมาคุยกับกู อย่าเก็บเงียบคนเดียว”

มันพูดพร้อมกับเหลือบตามองมาที่ผม ผมได้แต่พยักหน้าให้แทนคำตอบ

“แล้ววันนี้มึงโอเคปะวะ ที่ไปเจอเด็กใหม่ของนัทมัน”
“ก็โอเค ที่สำคัญคือชินแล้ววะ มันก็เป็นแบบนี้ตลอด พาผู้หญิงที่มันชอบมาเจอ มาให้รู้จัก ส่วนเรื่องเรากับมัน เราไม่ได้หวังอยู่แล้ว เพราะเรื่องนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ ความรู้สึกที่เรามีให้มันนั้นอยู่มานานมากแล้วด้วย เราอยู่ตรงนี้ของเรา เป็นเพื่อนกับมัน คอยหวังดีกับมัน คอยช่วยเหลือเมื่อมันต้องการ แค่นี้ก็พอแล้วมั้ง”

“จะเฝ้ามองเธอและเขานั้นรักกันจากตรงนี้
เป็นผู้ชมที่ดีไม่เข้าไปวุ่นวายอะไร
แม้อยากจะใกล้เธอขนาดไหน
จะฝืนทนมองภาพเธอและเขารักกันต่อไป
คนที่มองไกลไกลอย่างฉันคงทำได้เพียง
แอบรักข้างเดียวเรื่อยไป” ***เพลง ผู้ชมที่ดี - MEAN***

“มึงชินหรือวะ ดีจัง แต่ทำไมกูไม่เห็นจะชินเลย กูว่ากูทรมานวะ ก็หวังดีกับเค้านะ บางทีก็รู้สึกว่า ไม่อยากคิดไปไกลไปกว่านี้ เพราะตอนนี้ก็ได้เป็นเพื่อนกับเค้าแล้ว บางทีถ้ากูบอกชอบเค้าไป กูกลัวคำตอบจะไม่เป็นแบบที่กูอยากให้เป็น แล้วเกิดเค้าไม่อยากกลับมาเป็นเพื่อนกับกูละ กูต้องทำไงวะ”

ปกผู้ที่แสนจะสมบูรณ์แบบในสายตาของใครหลายๆ คน รวมไปถึงผมด้วยนั้น ตอนนี้กำลังพูดถึงเรื่องการที่เค้ากำลังแอบชอบคนคนหนึ่งข้างเดียวอยู่ ทำให้ผมแทบไม่อยากเชื่อว่า มันจะมีคนที่ไม่อยากได้ปกเป็นแฟนด้วยเหรอ ถ้าใครปฏิเสธ ผมบอกได้เลย เค้าคนนั้นต้องโง่มากๆ แต่วันนี้คงถึงที่สุดแล้วมั้ง ถึงทำให้ปกถึงได้พูดขึ้นมา

“อย่างน้อยแกก็ได้ชอบเค้าไง แกได้ทำดีกับเค้า เราว่าแค่นี้เค้าก็เป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดแล้วเว้ย”

พูดเสร็จก็มีเสียงไลน์จากมือถือของผมดังขึ้นมา เลยหยิบขึ้นมาเปิดดู

นัทหัวกรวย คืนนี้กูกลับห้องนะ เมิงต้องกลับมาอธิบายเรื่องแฟนเก่าให้กูฟังด้วย ทำไมกูไม่เห็นรู้เรื่อง

อ่านข้อความที่ส่งมาจากนัทก็ได้แค่สงสัยว่ามันจะอยากรู้เรื่องแฟนเก่าของผมไปทำไม แล้วทำไมคืนนี้มันไม่นอนห้องน้องมิ้น เพราะถ้าปกติมันไม่น่าจะยอมให้พลาดโอกาสกับสาวสวยขนาดนี้ อุตส่าห์ไปส่งเค้าถึงหน้าห้องทำไมไม่นอนห้องเค้าวะ

“มึงรู้ได้ไงว่าคนที่กูกำลังชอบเป็นผู้หญิง” มันเว้นวรรคไปแปปก่อนจะพูดต่อ “คนที่กูชอบ คนนั้นเค้าเป็นผู้ชาย”
สิ้นเสียงของคนที่กำลังพูดที่ตอนนี้ผมว่า มันคงใช้ความกล้ามากพอตัวที่จะพูดเรื่องนี้ให้ผมฟัง ตอนนี้มันกำลังกระดกเบียร์ที่เพิ่งเต็มแก้วหมดในคราวเดียว วันนี้มันวันอะไรของผมครับเนี้ย มีแต่เรื่องให้ช็อก

“แป๊บนะ เมื่อกี้ปกว่ายังไงนะ”

ไม่แน่ใจว่าคำพูดที่ปกพูดคือสิ่งที่ผมได้ยินจริงๆ หรือว่ามันคือฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ผมดื่มไป ปกกำลังบอกว่าคนที่ปกแอบชอบคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิง แต่คนนั้นคือผู้ชาย ก็แฟนเก่าของปกที่ผมเคยเห็นในเฟสบุ๊ค ก็เป็นผู้หญิงนิ แล้วคนที่เข้ามาทักทายในเฟส ในไลน์ เท่าที่รู้ก็มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น หรือคนคนนั้นจะเป็นเพื่อนสมัยมัธยม เพราะปกเองจบจากโรงเรียนชายล้วน ปกบอกว่าไม่อยากเสียเพื่อน ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ

“แกกำลังจะบอกเราว่า คนที่แกกำลังแอบชอบ ไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นผู้ชาย เราเข้าใจถูกเปล่า”

ผมทวนประโยคคำพูดของปกเพื่อให้เข้าใจตรงกับที่ปกต้องการจะสื่อสารออกมา เมื่อปกเงียบไม่ได้พูดอะไร ผมเองก็คงต้องเลือกทำลายความเงียบนั้นซะเอง ปกมองหน้าของผมอีกครั้งแล้วสูดหายใจลึกก่อนจะก้มต่ำมองพื้นแล้วจะเงยหน้ามามองหน้าผมพร้อมกับถอนหายใจ

“ใช่ ตอนนี้เรากำลังแอบชอบผู้ชายด้วยกัน และก็เป็นผู้ชายคนแรกที่เราชอบด้วย”
“ออ อย่างนี้นี่เอง จะเอาไงดีละ เราก็ไม่เคยให้คำปรึกษาเรื่องความรักกับใครด้วยซิ อีกอย่างเรื่องตัวเองก็ไม่ค่อยจะรอดเลย งั้นอย่างนี้ดีกว่า แกมีอะไรไม่สบายใจก็มาพูดกับเราได้นะ เราพร้อมฟัง”

ก็ผมไม่รู้จะช่วยยังไงจริงๆ เรื่องตัวเองยังไม่รอดเลย แล้วจะเอาอะไรไปให้คำปรึกษาคนอื่นเค้าอีกละ แต่นั่งฟังปกมันระบายก็ยังดีวะ ตอนนี้ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี กลัวว่าพูดไปแล้วเรื่องราวจะแย่ลงไป ได้แค่นึกว่ารอบๆ ตัวพวกเราที่มีความเป็นไปได้ที่ปกจะแอบชอบได้ เป็นใครบ้าง แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก หมดปัญญาผมแล้วจริงๆ ก็เลยได้แค่ตบบ่าเบาๆ เป็นการให้กำลังใจแล้วกัน ปกหันมายิ้มแล้วยกเบียร์ขึ้นมาจิบต่อ ผมเลยได้โอกาสที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบข้อความที่นัทมันส่งมา

Water_naam    อธิบายอะไรของมึง ไม่มีอะไรจะต้องอธิบาย อีกอย่างตอนนี้กูนั่งกินเบียร์ห้องปก ไม่ว่างไปคุยกับแกหรอก

“ปก แกมีอะไรก็คุยกับเราได้จริงๆ นะ เราขอโทษที่เมื่อกี้ทำท่าทางตกใจซะใหญ่โต แกไม่ผิดหรอกเว้ย ว่าแกจะชอบใคร ไม่ว่าคนนั้นเค้าจะเป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชาย”

ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ที่ปกกำลังเผชิญตอนนี้อยู่หรอกครับ แม้ว่าผมจะชอบผู้ชายเหมือนที่ปกบอกว่าชอบผู้ชาย แต่ในกรณีของผม คือรู้ตัวเอง และยอมรับตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ เพื่อนๆ และสังคมรอบตัวรับรู้เรื่องรสนิยมของเรา และโชคดีที่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้มาทำให้กวนใจ แต่กับปก ที่ก่อนหน้านี้มีแฟนผู้หญิง ตอนนี้ปกเองน่าจะกำลังลำบากใจกับความรู้สึกตัวเองมากๆ แล้วยิ่งคนๆ เป็นเพื่อนที่ปกน่าจะให้ความสำคัญไม่น้อย มันก็ยิ่งสร้างความลำบากใจให้ปกแน่นอน

นัทหัวกรวย เออ ยังไง กูถึงห้อง กูส่งข้อความไปหาแล้วกัน

ผมได้แต่อ่านข้อความที่นัทส่งมาแต่ไม่ได้ตอบอะไร หันไปมองหน้าปกที่ตอนนี้มันส่งสัญญาณคำถามว่าใครส่งมา

“นัทมันส่งมา บอกจะกลับมานอนที่ห้อง แล้วก็มีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อย”

ตอนนี้ความเครียดของผมมันมีมากกว่าตอนสอบปลายภาคซะอีก ฝั่งหนึ่งก็อยากได้คำตอบเรื่องที่ผมไม่ได้บอกเรื่องมีแฟน ส่วน อีกฝั่งก็กำลังมีปัญหาเรื่องความรัก แล้วอย่างนี้ผมจะแก้ปัญหายังไงดีละเนี้ย

“ไปหามันก่อนก็ได้ มันคงมีเรื่องสำคัญคุยกับแกจริงๆ ”
“ได้ งั้นเรานั่งเป็นเพื่อนแกก่อน อีกสักพัก กว่ามันจะมาถึง ตอนนี้คงเพิ่งออกจากหอน้องมิ้น”

พูดเสร็จผมก็รินเบียร์ใส่แก้วของผมพร้อมจิบไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ตอนนี้ในห้องไม่มีเสียงพูดคุยกันแล้ว มีเพลงเสียงเพลงที่ดังคลอ บรรยากาศตอนนี้แม้จะไม่ได้พูดคุย แต่มันก็ไม่ได้ชวนอึดอัด ผมและปกก็คงคิดเหมือนกันคือ แค่ต้องการใครสักคนที่นั่งอยู่เงียบๆ ข้างๆ กันในเวลาที่มีปัญหาแบบนี้ แค่นี้ก็พอ

“ขอบใจนะ”

นั่งมาสักพักใหญ่ๆ ปกก็เลือกที่จะทำลายความเงียบในห้องนั้นลง ผมได้เพียงหันไปมองหน้าปก

“ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อนไง ถ้าไม่มีมึง ตอนนี้กูอาจจะพุ่งออกนอกระเบียงไปแล้วก็ได้”

พูดเสร็จมันก็หัวเราะออกมาเบาๆ

“แกบ้าปะเนี้ย พูดอย่างนี้คืนนี้ไม่ไปไหนแล้ว อีกอย่างแกยังแค่แอบชอบ เค้าคนนั้นยังไม่รู้เรื่องเลย อย่าเพิ่งยอมแพ้ดิ”
“มึงซิบ้า ใครจะไปทำแบบนั้น ไม่ต้องห่วงกูหรอก คนอย่างกูไม่ใช่ไม่เคยอกหักซะหน่อย เรื่องแค่นี้เล็กน้อยเว้ย มึงไปทำธุระเถอะ ที่สำคัญอย่างที่มึงพูด กูยังไม่ได้บอกเค้าเลย”
ปกพูดพร้อมรอยยิ้ม แม้ว่ารู้ว่ามันปนไปด้วยความกังวลใจ แต่มันก็คงรู้สึกดีขึ้น ที่ได้พูดกับใครสักคนเหมือนที่ผมเล่าเรื่องที่ผมชอบนัทให้ปกฟัง จังหวะเดียวกันนั้น นัทก็ส่งข้อความมาบอกว่าตอนนี้ถึงห้องแล้ว ผมเลยลุกขึ้นเก็บข้าวของเพื่อกลับไปลุยกับศึกอันใหญ่หลวงข้างหน้าต่อ ส่วนฝั่งนี้ ตอนนี้ก็คงต้องไว้ใจและไม่ต้องเป็นห่วงอย่างที่เจ้าตัวยืนยัน ไว้ปกพร้อมเมื่อไหร่ ตอนนั้นคงจะบอกผมเอง ว่าผู้ชายที่โชคดีคนนั้คือใคร

“งั้นเจอกันพรุ่งนี้ ที่มหา’ลัยนะ”

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
“แล้วกับนัท มึงชอบมานานยังวะ”

ผมลองถามน้ำมันดูอีกสักครั้ง หลังจากที่เมื่อกี้ผมแซวเรื่องหึงแล้วมันไม่ยอมรับก็ตาม แต่อาการของมันก็แสดงออกมาชัดเจนว่าสิ่งที่ผมคิดเป็นเรื่องที่ถูก แล้วยิ่งตอนนี้ที่มันโดนผมม็อมเบียร์ไปด้วย ผมเลยคิดที่จะหลอกถามดูอีกสักครั้ง แล้วคำตอบที่ได้ก็เป็นเหมือนที่ผมคิด

“นานแล้ววะ เกือบ 10 ปีแล้ว ชอบตั้งแต่ ม.ต้น”

พูดเสร็จมันก็ยักคิ้วหลิ่วตาเหมือนจะอวดความสามารถในการแอบชอบของมันให้ผมอีก ผมที่ฟังและได้แต่อึ้งกับคำตอบได้เพียงจิบเบียร์เบาๆ ไม่แสดงท่าทีตกใจเพราะกลัวฝั่งตรงข้ามจะรู้ว่าผมกำลังเสียใจที่รู้คำตอบนั้น แต่สักพักหน้ามันเริ่มถอดสีเพราะคงเริ่มคิดได้ว่า จริงๆ แล้วกำลังพูดเรื่องที่ไม่ควรพูด

ก่อนหน้านี้ตอนมันมีแฟน ผมก็พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด คอยอยู่ข้างๆ เหมือนเดิม ไม่ให้มันรู้หรอกครับว่าจริงๆ ผมก็แอบสืบเรื่องของทีนแฟนของน้ำเหมือนกัน ว่าเป็นคนยังไง มีแฟนมาแล้วกี่คน เพราะเท่าที่รู้จัก เค้าก็ดูเป็นคนดี แต่ก็เป็นเฟรนลี่ใช่ได้พอตัว เข้ากับพวกผมได้เป็นอย่างดี ผมก็เลยไม่ได้ติดใจอะไร ได้แต่เงียบๆ ดูอยู่ห่างๆ จนมารู้ว่าเลิกกับทีน ตอนนั้นผมดีใจมาก คอยอยู่ดูแลไม่ห่าง หลายๆ ครั้งอยากจะสารภาพออกไปว่าผมชอบน้ำแค่ไหน แต่พอถึงเวลาจริงๆ ตัวผมเองก็ไม่กล้ามากพอที่จะพูดออกไป

“ปก มึงห้ามบอกใครเรื่องนี้นะเว้ย กูขอร้อง”

ผมเข้าใจความรู้สึกดีครับว่าการแอบชอบมันทรมานมากแค่ไหน มันยากที่จะแสดงอาการใดๆ ความกังวลต่างๆ ที่มันอยู่ภายในใจ ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่นผมคงอยากหาวิธีในการช่วยให้ความรักของเพื่อนสำเร็จ แต่นี่คือน้ำ น้ำคนที่ผมกำลังแอบชอบ ถ้าเค้ารักกันจริง คนที่ต้องผิดหวังก็คือผมสิ

ในจังหวะหนึ่งที่ผมกำลังมองน้ำที่กำลังก้มขอร้องผมอย่างไม่คิดชีวิต ส่วนผมที่แกล้งหัวเราะ น้ำตามันก็ไหลออกมาเองโดยไม่ทันตั้งตัว แต่จังหวะนั้นน้ำคงไม่ทันสังเกตผมเลยรีบลุกขึ้นไปในห้องน้ำ ทันที

มองตัวเองในกระจก ที่ตอนนี้แม้จะไม่มีเสียงสะอึกสะอื้น แต่น้ำตามันก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ในเมื่อคนที่อยู่ข้างนอกนั้น เพิ่งจะสารภาพกับผมว่าเค้าชอบเพื่อนสนิทของเค้า ส่วนผมที่อยู่ในฐานะเพื่อนคนนึง ดันกำลังแอบชอบเค้าอยู่ ผมควรจะหยุดแค่นี้ หรือลุยต่อดี
 :m15:

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
08 เล่ามาสิ

หลังจากพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็แยกย้ายออกมา ตรงมาที่ตึกที่ผมพัก เข้าไปเก็บของที่ห้องแล้วถึงเดินขึ้นไปห้องของนัทที่อยู่ถัดไป 1 ชั้น เคาะประตู รอสักพักประตูตรงหน้าก็เปิด ภาพที่เห็นก็คือ นัท ที่นุ่งบ็อกเซอร์ตัวโปรดที่แสนจะย้วยเอวหลวมจนแทบจะหลุดมากองบนพื้นได้ ไม่สวมเสื้อผ้า ส่วนในมือยังถือผ้าเช็ดตัวเช็ดหัว ในปากคาบซองขนมไว้ แล้วมันก็เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบครีมมาทาหน้า ส่วนผมก็เดินตามเข้าไปโดยไม่รอให้เจ้าของห้องเชิญเพราะความคุ้นชิน

“อย่าลืมล็อกประตูด้วย”

ผมสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเข้าห้องแล้วก็ควรที่จะล็อกห้องซึ่งเป็นปกติ ที่จริงแล้วการที่ผมมายังห้องนัท หรือนัทไปห้องผมมันเป็นเรื่องปกติกันมากครับ เราต่างคนต่างมีกุญแจของกันและกัน หลักๆ ก็เพื่อกันว่าอีกฝ่ายลืมกุญแจจะได้ไม่ต้องรบกวนทางนิติของหอพัก ตอนนี้ผมนั่งลงไปยังเตียงที่คุ้นเคย นั่งดูทีวีที่กำลังเปิดหนังค้างไว้ ส่วนนัทตอนนี้กำลังยืมทาครีมหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ไม่นานมันก็เดินมานั่งข้างผมโดยที่ยังสวมเพียงแค่บ็อกเซอร์ตัวเดิมแค่ตัวเดียว

“แกไม่คิดจะใส่เสื้อเหรอ”
“ใส่ทำไม เดี๋ยวก็นอนแล้ว แล้วเมื่อกี้ไปกินเบียร์ห้องปกมา เมามาปะ” สายตามันที่ตอนนี้กำลังสำรวจหน้าผผ พร้อมเอามือมาขยี้หัวผมเหมือนผมเป็นเด็กอย่างนั้นแหละ
“แกเห็นเราเมาปะละ เราไม่ได้เมาง่ายๆ แล้วนะเว้ย”
“เหรอ คอแข็งว่างั้น” นัทมันยิ้มประชด เพราะจริงๆ มันรู้ดีว่าผมนะไม่ได้คอแข็งอย่างที่อวดไป
“มึงจะเล่ากูมาได้ยัง”
“เล่าเรื่องอะไร เรื่องแฟนเก่าอะนะ ก็เลิกไง ตอนนี้กลายเป็นแฟนเก่า ถ้าไม่ยังไม่เลิกก็แสดงว่ายังเป็นแฟนปัจจุบันอยู่ ไม่เห็นจะยาก แกก็เคยมีแฟนแล้วเลิก ไม่เห็นจะต้องเข้าใจอะไรยาก แถมเยอะซะด้วย”

ผมก็อยากจะเฉไฉนะ แต่ก็รู้ว่ายังไงมันก็คงอยากรู้เรื่องนี้ให้ได้ก็เลยตอบไปแค่นั้นพอ พูดเสร็จแล้วผมก็หันไปมองหนังที่กำลังฉายต่อ

“ไม่เอาดิ ลงรายละเอียดหน่อย มันชื่ออะไร เรียนที่นี่หรือเปล่า แล้วมึงรู้จักมันได้ยังไงวะ แล้ว… แล้วทำไมเรื่องนี้กูถึงไม่รู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นก็ช่วยดูให้แล้วว่ามันดีหรือไม่ดี เห็นปะละมันทำมึงอกหักเลย”

ยิงคำถามมาเป็นชุดเลย เวลามันอยากรู้อะไรสักอย่างมันก็เป็นแบบนี้ทุกทีแหละครับ

“ใครบอกว่าเราโดนหักอก เราเป็นคนบอกเลิกมันก่อนเว้ย” เสียงโคตรภูมิใจเลย ทั้งยิ้มมุมปาก ยักคิ้วให้มันด้วย
“เออ เล่าก็เล่า มันชื่อทีน เรียนนิเทศนี้เละ แต่เรียนการแสดง รู้จักกันตั้งแต่รับน้องตอนปี 1 เป็นเพื่อนกลุ่มแรกๆ ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ แล้วมันก็มาขอกูเป็นแฟน ก็คบกันมาจนถึงปลายเทอมก่อนสอบ กูจับได้ว่ามันมีคนอื่น ก็เลยทะเลาะกัน กูไม่อยากโดนสวมเขา เลยเป็นฝ่ายบอกเลิก แค่นั้น” เล่าเท่านี้ก็พอ เรื่องนิสัยไม่อยากบอก เพราะเดี๋ยวมันจะรู้ว่านิสัยมันกับทีนดันคล้ายกันอีก
“แล้วมันหล่อปะ ทำไมถึงยอมเป็นแฟนกับมันง่ายจังวะ”
“หล่อหรือเปล่า ไม่รู้วะ แต่ถ้าเทียบกับแก ก็คือหล่อกว่า” พูดไปก็หันไปหัวเราะใส่มัน มันทำหน้าหงิกใส่ผม คราวนี้จ้องมาที่หน้าผมแล้วเอาหน้าเข้ามาใกล้ผมจนต้องขยับหลังหนี
“แล้วมึงกับมัน ใครผัวใครเมีย” ทำหน้าซะจริงจัง คำถามอะไรของมันวะ
“แกจะรู้ไปทำเหี้ยไร จะเป็นอะไรก็ได้เว้ย”
"มึงเป็นเมียแน่ๆ เพราะถ้ามึงเป็นผัว มึงจะต้องรีบบอกกูแล้ว ใช่ปะละ” มันหัวเราะลั่นห้องเลยครับตอนนี้ ผมที่ได้แต่นั่งเขินหน้าแดง
“เออ แล้วไง กูเป็นเมีย ผัวกูจวยใหญ่กว่าของมึงแล้วกัน” ความอยากเอาชนะ เลยเผลอพูดไปโดยไม่ทันได้คิด
   “อ้าวแล้วไง มึงอย่ามาดูถูกลูกชายกูนะ ที่มึงได้เห็นนะมันยังงัวเงียอยู่เว้ย มันยังไม่ตื่นเต็มที่ พูดเลยถ้าตื่นแล้ว แข็งฟาดปากแตกได้เลยน่า” ไม่พูดเปล่า มันลุกขึ้น แกว่งเป้ามันไปมาให้ผมดู แล้วทำท่าเหมือนจะดึงกางเกงที่แสนจะย้วยลงมาอีก จนผมต้องห้ามไว้ จังหวะที่ผมกับมันชุลมุนไม่นาน มันเดินไปหยิบน้ำแล้วหันมาถามผมต่อ
“อีกอย่าง ทำไมถึงไม่บอกกู แล้วพวกเพื่อนๆ ที่บ้านรู้กันหรือเปล่า ไม่ใช่ว่ารู้หมดนอกจากกูนะ”
“ไม่มีใครรู้เว้ย ตอนนั้นแกก็อยู่กรุงเทพอยู่ใกล้เรา เรายังไม่ได้บอกเลย คนอื่นก็ไม่ได้บอก เวลาที่พวกเรานัดเจอกัน เราก็ไม่ได้พาไปเจอด้วย รูปในเฟส ก็ไม่ค่อยได้ถ่ายลง อีกอย่างคือ ไม่ได้เป็นแฟนนานเลย แค่ 3 ถึง 4 เดือนเอง ไม่ทันได้เจอใครหรอก เลิกกันซะก่อน”

มันมองหน้ามาฟังผมขณะที่ผมพูดอย่างตั้งใจ และเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ แต่มันไม่ได้พูดออกมา หลังจากที่ผมอธิบายเสร็จแล้ว มันก็หันไปยืนดูทีวีโดยไม่สนใจอะไร แต่ผมสิ ที่ตอนนี้เปลี่ยนความสนใจจากหน้ามา มาเป็นเป้ากางเกงที่มันนูนเด่นสะดุดตาผมมาก แขนที่มีริ้วเอ็นขึ้นอย่างชัดเจน หน้าท้องที่เป็นกล้ามหน้าท้องบางๆ จะให้ทำไงได้ ยังไงซะมันก็คือคนที่ผมแอบชอบอยู่ดี แล้วอีกอย่างผมก็ไม่ใช่คนประสีประสาเรื่องอย่างว่าซะหน่อย หลายๆ ครั้งผมก็คิดนะว่ามันตั้งใจที่จะอ่อยผม

“แล้วตอนนี้ไม่มีแฟน หรือคุยบ้างหรือวะ” มันพูดทั้งๆ ที่ตายังมองอยู่ที่ทีวี ส่วนผมก็ต้องรีบหันหน้าไปมองที่อื่น ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะสังเกตได้ว่าผมกำลังมองน้องชายมันอยู่
“ไม่มีทั้งแฟน ไม่มีทั้งคนคุย ใครจะเหมือนแกละ หนุ่มฮอต มีคนมาให้คุยด้วยตลอดเวลา เก็บแต้มไปเรื่อย ถ้าวันหนึ่งมีผู้หญิงเดินอุ้มเด็กแล้วมาบอกว่าเด็กคนนั้นคือลูกของแกนะ เราก็ไม่แปลกใจ” มันหัวเราะกับท่าทางประชดประชันของผม แต่ก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดอะไร
“พอๆ กูได้คำตอบแล้ว มึงไปอาบน้ำได้แล้ว กูอยากนอนแล้ว ง่วงเว้ย” มันหันมาสั่งให้ผมอาบน้ำพร้อมเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่มันเพิ่งใช้ไปเมื่อกี้มาให้ผม
“ไม่เป็นไร เรากลับไปอาบน้ำที่ห้องเราก็ได้ จะได้ง่ายๆ ด้วย” ผมหันไปบอกไปอย่างที่คิด
“ไม่ต้องเลย คืนนี้นอนนี้แหละ แปรงสีฟันมึงในห้องกูก็มี ส่วนเสื้อก็หยิบในตู้ได้เลย คืนนี้นอนที่นี่แหละ ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับไปเปลี่ยนชุดนักศึกษาก่อนไปเรียนก็ยังทัน ห้องมึงอยู่แค่นี้เอง ที่สำคัญ มึงทำให้กูไม่ได้นอนกับน้องมิ้น มึงนั้นเละต้องนอนเป็นเพื่อนกูเลย เร็วๆ กูง่วงแล้ว”

มันพูดเสร็จแล้วก็ทำเป็นไม่สนใจ หันไปดูหนังในทีวีต่อ ผมเลยต้องเดินไปอาบน้ำตามที่มันสั่ง ที่ผมนอนที่นี่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกพอๆ กับที่เรามีกุญแจห้องกัน บางทีผมมีหนังเรื่องดีๆ มันก็จะมาดูห้องผม บางทีมันก็ชวนกินเบียร์ห้องมันแล้วผมก็จะนอนห้องนี้เลย อีกอย่างต่อให้ภายนอกของนัทดูเป็นคนสนุกสนาน หรือมีเพื่อนเยอะยังไง แต่มันก็หวงความเป็นส่วนตัว และก็มีมุมขี้เหงาที่น้อยคนนักที่จะรู้ ผมเองก็คือหนึ่งในนั้น ระหว่างอาบน้ำไป ก็ได้แต่สงสัยว่า ทำไมมันถึงพูดว่า เพราะผม มันถึงไม่ได้นอนกับน้องมิ้น หรือเพราะมันสงสัยเรื่องนี้มาก ขนาดที่ยอมกลับมาที่ห้องเพื่อคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ

“น้ำมึงว่าน้องเขาเป็นยังไงบ้างวะ” นัทมันถามผมถามกลางความมืดที่เราสองคนอยู่บนเตียงแล้วตอนนี้
“สวย สวยมาก สวยจนมึงเป็นหมาเลย ห้าๆ นิสัยก็ดี เท่าที่กูเห็นวันนี้ กูชอบนะ”

กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วครับที่ผมจะกลายมาเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจให้กับนัท ผมไม่รู้หรอกครับว่ากับน้องมิ้น มันจะจริงจังแค่ไหน หรือน้องเขาจะยอมตกลงเป็นแฟนอย่างที่มันคาดไว้หรือเปล่า แต่ในฐานะเพื่อนสนิท ก็คงต้องให้กำลังใจ และค่อยอยู่ดูแลกันไปแบบนี้ต่อไป พูดเหมือนกำลังเชียร์นะ แต่จริงๆ ก็ได้แต่ภาวนาให้มันหันมามองผมเหมือนที่มันมองสาวๆ บ้าง ผมอยากที่จะมีความกล้ามากพอที่จะบอกนัทว่าผมคิดอะไรกับมัน ชอบมันมากแค่ไหน

“น้ำ ถ้ามึงมีแฟน มึงต้องบอกกูนะ มึงคอยช่วยกูมาตลอด กูอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมึงมาก แต่อย่างน้อยกูก็อยากฟังมึงเพ้อแบบที่กูเพ้อให้มึงฟังได้บ้าง”
“เออ ไว้มีคนนั้นเมื่อไหร่เราจะบอก”

ท่ามกลางความมืด เราสองคนนอนกันเงียบๆ เหมือนคนหลับแล้ว แต่ผมยังคงนอนคิดถึงเรื่องที่ผมคิดว่าถ้าผมสารภาพรักกับนัทไป แล้วสถานะของเราจะเป็นแบบไหน ถ้าไม่เป็นแบบที่หวังความเป็นเพื่อนของเราจะยังอยู่ไหม

“น้ำ” มันเรียกชื่อผมเบาๆ หลังจากพลิกตัวหันมาทางผมที่กำลังนอนหงาย
“มึงหลับยัง”
“อือ ว่าไง” ผมตอบไปด้วยเสียงเบา เพื่อแสร้งว่าหลับไปแล้ว
   “ไม่มีไร”

นัทเงียบไปไม่ถึงนาทีหลังจากตอบ นัทขยับตัวเข้ามาใกล้ผมจนผมได้ยินเสียงและสัมผัสกับอากาศอุ่นๆ จากลมหายใจของนัท

“กูขอนอนกอดมึงนะ”

นัทไม่รอให้ผมตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง เอาแขนข้างหนึ่งสอดมาที่ใต้คอผมทำให้ผมย้ายจากหนอนหนุนหมอนตอนนี้เปลี่ยนมานอนหนุนแขนนัทแทน แล้วเอาแขนอีกข้างสวมกอดผมเบาๆ ตอนนี้ผมอยู่ในท่าเอาหน้าซุกหน้าอก กลิ่นครีมทาตัวที่นัททาก่อนนอนเมื่อกี้ ยังคงเป็นกลิ่นเดิมที่ผมจำได้ดี เราสองคนนอนกอดกันในท่าทางที่ไม่ได้ขัดเขินเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เราทำ หรืออาจจะเรียกว่าทุกครั้งที่เราได้นอนด้วยกัน 2 คน ผมไม่ได้ขัดขืน และทุกครั้งนัทก็จะเป็นคนที่เริ่มต้นเอง

“ฝันดีนะมึง”

พูดเสร็จนัทก็ก้มจูบหัวของผมเบาๆ กระชับให้ผมแนบตัวมันมากขึ้น แม้ว่าจะไม่รู้ว่าตอนนี้ผมกับนัท จะต้องอยู่ในสถานะไหน แต่ตอนนี้ผมมีความสุขมากๆ มากจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ผมเลยยังไม่สามารถตัดใจจากนัทมันได้สักที ไม่ได้จะโทษนัทเพียงฝ่ายเดียวเพราะผมเองก็ไม่ได้ขัดขืน และผมก็รู้ตัวดีว่าตื่นมาวันพรุ่งนี้ มันก็จะเป็นสิ่งที่เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น และไม่เคยถูกพูดถึงจากเราสองคน

“ฝันดีเหมือนกัน


ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอน09 แฟนคนแรก
ปี 1
ถึงแม้ชีวิตจะผ่านการแอบชอบคนคนหนึ่งยาวนานมาถึง 7 ปี แต่การเลิกกับแฟนคนแรกก็เจ็บไม่ต่างกันเลยนะครับ จะบอกว่าไม่ต่างก็ไม่เชิงค แต่ว่าถ้าจะบอกว่าเหมือนกันก็คงไม่ใช่ ความทรมานนั้นมันต่างกันมาก แอบชอบ มันทรมานที่ไม่ได้บอก แต่ความสัมพันธ์ หรือสิ่งที่เราคาดหวังในตัวเขามันยังเหมือนเดิม ถ้าเราไม่คิดจะไปควบคุมเขาเหมือนที่ผมรู้สึกกับนัท วันนี้เราต่างแยกกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง เราเรียนคนละมหาวิทยาลัย แม้ว่าจะไม่ได้ไกลกันมาก แต่สำหรับผม ก็ยังได้ใช้ชีวิตของใครของมัน จริงๆ ต้องบอกว่าผมได้ใช้ชีวิตของตัวเองดีกว่า เพราะผมไม่เห็นนัทจะใช้ชีวิตผูกติดกับผมเลยด้วยซ้ำ มันยังคงมีแฟนเรื่อยๆ มาแต่ไหนแต่ไร แถมยังแนะนำให้ผมรู้จับแทบทุกคน ส่วนผมแทบจะไม่มีใครเลย จนมาเจอคนที่เพิ่งเลิกกันนี้เละครับ

ทีน เพื่อนร่วมคณะแต่คนละสาขา ทีนเรียนเอกการแสดง ส่วนผมเรียนวิทยุโทรทัศน์ เราเลยมีโอกาสเจอกันครั้งแรกตอนกิจกรรมรับน้องของคณะ อาจจะเพราะต้องการให้เป็นกิจกรรมที่ทำให้รุ่นน้องได้เพื่อนคนละสาขาด้วยนั้นเอง ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด การเข้ามาเรียนที่นี่ก็เรียกว่าต่างที่ต่างทางมาก แทบจะไม่รู้จักใครเลย และทุกอย่างใน มหาวิทยาลัยตอนนี้ถือว่าใหม่มาก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ หรือว่า เป็นเรื่องเพื่อนๆ

วันแรกที่เรารู้จักกัน ก็ไม่ได้ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ แต่เพราะผมรู้จักทีนแทบจะเป็นคนแรกๆ ของมหาวิทยาลัย นั้นเลยทำให้ทุกครั้งที่ผมไปร่วมกิจกรรมรับน้องในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ผมก็จะมองหาทีนก่อนเป็นลำดับแรก ตอนนั้นเพียงเพราะต้องการหาเพื่อนคุยด้วยเท่านั้นเอง

ทีนเอง เป็นคนรูปร่างดีมาก สูงกว่าผมเกือบ 20 เซ็น ผิวขาว หน้าตาหล่อ แถมบ้านเองก็น่าจะมีฐานะ เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ รวมถึงรถที่มันขับ ก็ยิ่งทำให้เป็นคนที่เด่นคนหนึ่งในรุ่นของผมเลย และแน่นอน ไม่ว่าจะรุ่นพี่สาวแท้ สาวเทียม หรือแม้แต่เพื่อนๆ รุ่นเดียวกับพวกเรา ก็ต่างมองทีนด้วยสายตาหวานเยิ้มตลอดเวลา ยิ่งการพูดการจาของทีน ที่อ้อนเก่ง หยอดเก่ง นั้นยิ่งไม่แปลกเลย ที่รุ่นพี่สาวๆ จะรักมาก ส่วนรุ่นพี่ผู้ชายนะหรือ ก็จะขยันแกล้งนะซิ แถมบางทีไม่พอ ก็ทำให้ผมและเพื่อนๆ ที่ร่วมกิจกรรมรอบตัวมันโดนรุ่นพี่ลงโทษแกล้งไปด้วย

ยิ่งรู้จัก เราก็ยิ่งสนิทกัน แม้ว่าจะไม่ได้เรียนสาขาเดียวกัน แต่ก็ยังนัดเจอกันหลังจากเรียนเสร็จเสมอ การดูแลของทีนที่มีต่อผม ทำให้ตอนนั้นบางครั้ง ผมก็นึกถึงนัทเลย ความใส่ใจอะไรบางอย่าง ที่เวลาเราอยู่ด้วยกัน ทีนจะแสดงออก แต่ถ้าอยู่ภายนอก หรือนั่งรวมตัวกับเพื่อนๆ ทีนเองก็แทบจะเป็นเหมือนเพื่อนปกติธรรมดาผนังห้อง มีพูดหยาบ มีเล่นหัวกัน หรือบางทีก็มีจีบสาว หรือแม้แต่หนุ่มๆ ให้ผมเห็นไม่ขาดสาย
   
เข้าสู่เทอม 2 อย่างไม่ยากเย็นมาก ปิดเทอมที่ผ่านมา ผมไม่ได้กลับบ้านที่ใต้ เพราะระยะเวลาที่ปิดเทอมนั้นน้อย เลยคิดว่างั้นก็อยู่กรุงเทพยาวๆ เลยดีกว่า ไว้ปิดเทอมใหญ่ค่อยกลับบ้านทีเดียว แม้ว่าเพื่อนๆ ของผมอย่าง โบ๊ท นุ้ย หรือปก จะเลือกกลับบ้าน เพราะบ้านพวกเขาอยู่ในกรุงเทพกัน แต่พวกเราก็ยังติดต่อกันตลอด มีนัดเจอกันกินข้าวบ้าง แล้วก็มีนัดเที่ยวกลางคืนกันด้วยแล้วแต่โอกาส แต่นอกเหนือจากเพื่อนของผมเหล่านี้ คนหนึ่งที่จะแอบตามมาบ้างถ้ามีโอกาสนั้นก็คือ ทีน และอีกอย่างที่โบ๊ตและนุ้ยคอยกระซิบบอกผมตลอดเวลาก็คือ ทีนนะชอบผม ไม่งั้นมันไม่มาอยู่ด้วยกับผม เมื่อมีโอกาสแบบนี้แน่นอน ถามว่าผมรู้สึกมั้ย ตรงๆ ผมก็รู้สึกนะ แต่ก็ไม่อยากคิดไปเอง และไม่มีความกล้ามากพอที่จะเริ่มจีบอีกฝั่งก่อน

วันนี้ยังคงอยู่ในสัปดาห์แรกของการเปิดเทอม ทีนนัดผมว่าจะพาไปกินข้าว แล้วก็อยากหาเวลาพัก เพราะช่วงนี้ เด็กปี 1 ของสาขาการแสดง ต้องเข้าไปช่วยรุ่นพี่ปี 4 ทำ thesis จบ ทีนเองก็ต้องช่วยรุ่นพี่อย่างหนัก แต่วันนี้เป็นวันพักของทีมงานที่ไปช่วย เลยถือโอกาสชวนผมออกไปกินข้าวนั้นเอง

ระหว่างทางกลับจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่ ซอยหอข้างมหาวิทยาลัยที่ตอนนี้ผมและเพื่อนๆ กำลังมุ่งหน้าไปร้านอาหารประจำเพื่อไปกินข้าวเย็นกัน และก่อนจะแยกย้ายกันกลับหอใครหอมัน

“พวกแก เราไปที่ร้านด้วยแต่เราไม่ได้กินข้าวกับพวกแกนะ” ผมบอกเพื่อนๆ ระหว่างเดิน
“อ้าว แล้วทำไมไม่กิน" ปกถามขึ้นมาคนแรก
“เอ๊ะ หรือว่ารอไปกินข้าวกับใครคะ” คนรู้ทันคนนแรกคือนุ้ยนั้นเองครับ เป็นนักสืบปะเนี้ย
“อือ เดี๋ยวจะไปกินข้าวกับทีน พอดีวันนี้มันไม่ได้ช่วยงานรุ่นพี่ วันว่างมัน มันเลยชวนไปกินข้าว”
“ออกเดตว่างั้น” นุ้ยยังคงเดินไปข้างหน้าพร้อมกับหางตาที่มองมาทางผมเหมือนผมกำลังทำอะไรผิด
“ก็แค่ไปกินข้าวปกตินั้นเละ”
“กินกับพวกกูก็ได้ ไปกัน 2 คนนั้นเละ ที่เขาเรียกว่าออกเดต ทำอย่างกับทีนมันไม่เคยกินข้าวกับพวกเรา” นุ้ยรีบเถียงผมมาเลย
“เออ ก็ไม่อยากเรียกว่าออกเดตปะ ก็คนมันไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย”
“กูว่าทีนมันอยากเป็นวะ” คราวนี้คนที่แทรกพูดบ้างคือโบ๊ท และทั้งปก และนุ้ยก็พูดพร้อมกัน “ใช่”
“ก็คนมันยังไม่เคยมีแฟนนี้นา จะไปรู้ได้ไง เกิดคิดไปเองคนเดียว เราไม่หน้าแตกเหรอ”
“แล้วถ้าไม่ถามก็จะรู้หรือเปล่าละ ถ้ามึงไม่ถาม มันไม่พูด ก็ไม่ต้องได้กันซะทีซิ ถ้ามึงอยากรู้แล้วมันไม่ถาม มึงก็แค่เริ่มถามก่อน แต่ถ้ามึงรอให้มันถาม ก็เป็นอารมณ์แบบตอนนี้แหละ คือไม่ได้คำตอบสักที เพราะกูคิดแทนทีนมันไม่ได้ว่ามันรู้สึกยังไง แต่เท่าที่กูเห็นกับตา กูว่ามันชอบมึง และมันก็อยาก เอา มึง ตรงพอปะ” โบ๊ทมันเป็นคนพูดตรงครับ จริงๆ ผมคิดว่ามันน่าจะอยากพูดตรงมากกว่านี้ แต่ก็แอบเกรงใจคนที่เดินสวนไปสวนมา เกิดเขาได้ยินก็คงตกใจแย่
“มึงก็ตรงไป เออ ไว้ว่ากัน ไปรอมันที่ร้านกับพวกแก แล้วค่อยคิดอีกที” ผมก็ได้แต่ตอบไปแบบนั้นเท่านั้นเอง
“กูว่ามึงไม่ต้องรอแล้วเละ รถสีเทาที่จอดหน้าร้าน รถมันใช่ปะ”

ปกพูดพร้อมทำหน้าเป็นสัญลักษณ์ให้หันหน้าไปทางรถที่เข้ามาจอดหน้าร้าน ก่อนที่เราจะเดินมาถึงหน้าร้านไม่นาน ซึ่งนั้นก็คือรถของทีนจริงๆ ด้วยครับ จอดรถเรียบร้อย ทีนก็ลงมาหาพวกเราที่กำลังเดินมาถึงทั้งที่ยังไม่ดับเครื่อง ทักทาย และพูดคุยกันนิดหน่อย ผมและทีนก็เลยขอตัว แยกย้ายกับเพื่อนๆ โดยระหว่างที่ผมอยู่ในรถ ผมก็ไม่รู้นะครับว่า ปลายทางที่เราจะไปคือที่ไหน แต่ผมเห็นได้คือ ทีนเริ่มขับรถออกมาไกลจากกรุงเทพเรื่อยๆ ที่พูดนี้คือไม่ได้รู้สึกกลัวนะ แต่แค่เริ่มหิวข้าวเย็นแล้ว ออกจากซอยข้างมหาวิทยาลัยใช้เวลาอยู่บนรถประมาณ ชม.ครึ่งก็ถึงร้านอาหารริมทะเลบางแสนแล้วครับ ร้านที่มากินบรรยากาศดีมากเลย เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาที่บางแสนด้วย ก็เลยแอบตื่นเต้นจนแสดงอาการออกมา

“ตื่นเต้นที่ได้เห็นทะเลหรือน้ำ” ทีนพูดไปพร้อมกับหัวเราะไป
“บ้าเหรอ ตื่นเต้นกับที่นี่ต่างหาก ทะเลที่บ้านเราก็มี สวยกว่าที่นี้อีก เรามาที่นี่ครั้งแรกเลย”
“ดีที่ชอบ ไปกินข้าวกัน”

หลังจากกินข้าวพร้อมบรรยากาศพระอาทิตย์ตก สำหรับผมมื้ออาหารมื้อนี้ก็ถือเป็นมื้อที่บรรยากาศดีที่สุดในชีวิตผมตอนนั้นด้วย เพราะได้มานั่งกินกับคนที่ชอบกับอาหารอร่อยๆ บรรยากาศดีๆ ไม่นานเราก็กินข้าวเสร็จ ทีนชวนมานั่งรถชอบวิวทะเลบางแสนต่อ ตอนนั้นก็ขับรถไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่เป็นที่พักรถ เราสองคนเลยเดินลงไปเล่นทรายและน้ำริมทะเลกันนิดหน่อย แล้วมานั่งหลบมุมหน้าชายหาดที่มีเราแค่สองคนฟังเสียงคลื่นทะเลด้วยกัน

“ชอบเปล่า”
“ชอบสิ”

ตอนนั้นที่พูดไปก็ยังมองไปที่ทะเล พอฟังเสียงทะเลแบบนี้แล้วมันก็พานทำให้คิดถึงที่บ้านเหมือนกัน แม้ว่าบ้านผมจะไม่ได้ติดทะเลขนาดที่ได้ยินเสียงคลื่นแบบนี้

“แล้วชอบเราเปล่า”

ผมหันไปมองหน้าทีน ที่ตอนนี้กำลังมองมาทางผมพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่ผมจะหันไปมองด้วยซ้ำ

“ชอบ”
“งั้นเป็นแฟนกันนะ”
“อืม”

คำตอบสั้นๆ พร้อมร้อยรอยยิ้มที่ส่งไป ตอนนั้นเข้าใจถึงความหมายคำว่า Butterflies in your stomach หรือที่เค้าว่า ความรู้สึกผีเสื้อบินในท้องเลยครับ มันตื่นเต้น รู้สึกร้อนที่แก้ม รู้สึกทำตัวไม่ถูกที่มีคนมาพูดแบบนี้ แล้วยิ่งเป็นคนที่เรารู้สึกดีด้วย ก่อนหน้านี้ที่ผมชอบนัท มันก็ดีแบบที่มันเป็น แต่ผมรู้ตัวเลยว่าผมคงไม่สามารถไปยืนในจุดที่นัทสามารถบอกว่าชอบผมได้เต็มปากแน่ๆ แม้ว่าจะเข้าใจสถานะตรงนั้นดีก็ตาม แต่ตรงนี้มันไม่ใช่ ตรงนี้เหมือนเข้ามาเติมเต็ม ทำให้ผมรู้ว่าการมีแฟนเป็นอย่างไร แม้ว่ามันจะแค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง หลังจากผมตอบตกลงคำสั้นๆ ไป ทีนเองก็เอาหน้าเข้ามาใกล้แล้วก็เริ่มเอาปากประกบปากผม เริ่มจากจูบเบาๆ เบาๆ แล้วเราเริ่มมีการใช้ลิ้น ล่วงล้ำเข้าไปสำรวจทักทายกันและกัน แต่ไม่นานผมก็ถอยออกมาอย่างช้าๆ เพราะแม้ว่าตรงนี้จะมีแค่เราสองคนและอยู่ท่ามกลางความมืดก็ตาม แต่นี่ก็ยังเป็นสถานที่สาธารณะ ซึ่งผมก็คงยังไม่อยากหาความตื่นเต้นกับแฟนคนแรก โดยการเริ่มต้นกิจกรรมบางอย่างในที่สาธารณะแน่นอน แต่ผมก็นั่งเอาหัวพิงไหล่ของทีนแล้วเราสองคนก็จับมือกันฟังเสียงคลื่นกันอยู่ซักพัก จึงตกลงที่จะขับรถกลับห้องกัน

“คืนนี้นอนห้องเรานะ พรุ่งนี้มีเรียนเปล่า” ทีนพูดขึ้นมาตอนที่ขับรถเข้าใกล้บริเวณทางเข้าซอยเข้าหอพัก
“พรุ่งนี้มีเรียนบ่าย แต่เราไม่มีชุดนะสิ แล้วก็ของใช้อีก”
“ชุดนอนก็ใส่ชุดเรานอนก็ได้ ส่วนของใช้ก็แวะซื้อที่ร้านสะดวกซื้อ จะได้เก็บไว้ที่ห้องเราชุดหนึ่งเลยไง เพราะไงต่อไปก็ต้องมานอนบ่อยๆ อยู่แล้ว อีกอย่างที่สำคัญคืนนี้ไม่น่าจะได้ใส่อะไรนะเราว่า”

ทีนพูดเสร็จก็หันไปขับรถต่อพร้อมรอยยิ้ม ตอนนั้นทั้งเขิน ทั้งอาย และก็ทั้งกลัว แม้มันไม่ใช่ครั้งแรกของการมีเซ็กส์ แต่มันก็ครั้งแรกที่ผมกำลังจะมีเซ็กส์กับคนที่ได้ชื่อว่าแฟน มันก็ต้องกลัวว่า ถ้าเขาได้กับเราแล้วเขาจะทิ้ง หรือเขาจะแกล้งทำลืมเรื่องของเราในคืนนี้ไปหรือเปล่า ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่ก็ช่างมันเหอะ จะลองมีความแฟนจริงๆ ซักครั้งดูก็คงไม่เสียหายซักเท่าไหร่หรอก

เข้ามาถึงห้องของผู้ที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนมาเป็นแฟน เดินเข้าไปในห้องตามหลังเจ้าของห้อง จากสายตาห้องที่ผมกำลังยืนอยู่ภายในมีขนาดใหญ่กว่าห้องที่ผมไม่มากนัก แต่ที่ต่างกันก็คงเป็นอุปกรณ์ทุกอย่างที่มันครบครัน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า แอนเตอร์เทนเม้นต่างๆ เครื่องเกม ชั้นวางซีดีเกมหรือแม้แต่ชั้นรองเท้าสูงที่วางเรียกกันเต็มผนังห้องฝั่งหนึ่งอย่างเป็นระเบียบ แม้ว่าของในห้องจะเยอะ แต่ไม่ได้ทำให้ห้องดูเล็ก อาจจะเพราะจัดวางได้อย่างเหมาะสมกับตำแหน่งที่มันควรจะอยู่ ผิดกับห้องของผมที่ของน้อยกว่านี้เยอะมาก แต่ทำไมมันถึงดูรกกว่าห้องนี้ได้ ยิ่งทำให้รู้ถึงความเนี้ยบของทีนได้มากกว่าเก่า มันก็เหมือนเราได้รู้จักคนๆ เพิ่มมากขึ้นมาอีกขั้นด้วยนั้นเอง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมมาห้องนี้ครับ ก็อย่างที่บอกกัน แม้ว่าเราจะสนิทกัน แต่เราก็อยู่ในฐานะเพื่อนต่างคณะ และแม้ว่าผมจะไปเที่ยวด้วยกัน ไม่ว่าจะกลับมาดึกดื่นแค่ไหน ผมก็จะกลับมาที่ห้อง และทีนเองก็ไม่เคยรั้งไว้ หรือชวนขึ้นห้องอย่างจริงจังซะที เพราะตอนนั้นผมมัวแต่คิดว่า ห้องเราก็อยู่ไม่ไกล กลับห้องไปนอนห้องตัวเองยังไงซะก็สบายกว่าอยู่แล้ว รู้อย่างนี้มานอนห้องนี้ดีกว่า สบายกว่าห้องผมเยอะเลย


เข้ามาในห้อง ฝ่ายเจ้าของห้องเดินเข้ามาไปหยิบน้ำจากตู้เย็นมาให้ผมดื่ม แล้วจัดการวางกุญแจรถ กระเป๋าสะพาย ทุกอย่างดูเป็นที่เป็นทางไปหมด มองแบบนี้ผมก็แอบอมยิ้มออกมาเลย

“ยิ้มอะไรเหรอ”
“เปล่า ไม่ได้มีอะไรหรอก แค่เพิ่งเห็นความเจ้าระเบียบของทีนก็วันนี้”
“เราเป็นพวกบ้า ถ้าจัดวางอะไรตรงไหนก็ชอบให้มันอยู่ที่เดิมตลอดเวลา จนบางทีเพื่อนๆ ที่มาห้องเราเขาก็รำคาญนะ แต่ว่านี้มันห้องเรา เราก็ต้องทำได้สิ แต่เราไม่ได้เป็นแบบนี้กับข้างนอกนะ เป็นเฉพาะในพื้นที่ของเราเท่านั้นเละ”ทีนพูดหัวเราะเบาๆ
   “ผิดกับเราเลย นี้ถ้ากลับมาถึงห้องคือทุกอย่างโยนบนเตียงก่อนเลย ค่อยว่ากันอีกทีว่าจะเก็บหรือนอนทับมันไปเลย” ผมก็พูดพลางนั่งลงบนเตียงที่ถูกปูด้วยผ้าปูเตียงที่สัมผัสได้ถึงคุณภาพของเนื้อผ้า รู้เลยครับว่าราคามันไม่น่าจะราคาถูกเหมือนผ้าปูเตียงของผมแน่นอน
“อาบน้ำกันปะ เราเหนียวตัวมากเลย ลมจากทะเลเหนียว”

ไม่พูดเปล่าตอนนี้ทีนก็ถอดเสื้อผ้าออกหมด เหลือแต่บ็อกเซอร์ตัวบางเพียงแค่ตัวเดียว แล้วเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่ตกไว้ตรงมุมห้อง แล้วเดินไปหยิบผ้าขนหนูใหม่อีกตัวที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า

“อาบก่อนเลย” ผมเบิกตากว้างตกใจเลยครับ นี้คือทีนต้องการให้ผมอาบน้ำพร้อมกับทีนเหรอ
   “อาบพร้อมกันเลยซิ เร็วจะได้อาบให้ เขินเหรอ”
“ใช่ซิ ไม่เขินก็แปลกแล้ว เราไม่เคยอาบน้ำพร้อมคนอื่น”
“แต่เราไม่ได้เป็นคนอื่นกันแล้วน่า ตั้งแต่วันนี้ไป เราก็เป็นแฟนกันไง”

ไม่พูดปล่าวทีนก็จับผมถอดเสื้อผ้าออกหมดเลยครับ ตอนนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มีแรงขัดขืนอะไรนะ ใจหนึ่งก็รู้สึกดีที่จะได้อาบน้ำด้วยกัน แต่ใจนึกก็นึกประหม่าเพราะไม่เคยอาบน้ำกับใคร แล้วยิ่งตอนนี้ทั้งตัวเหลือแต่เพียงกางเกงในตัวจิ๋วตัว ยิ่งทำให้เขินเข้าไปใหญ่เลย




ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ห้องน้ำที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก และร่างกายของเราทั้งคู่ที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าปกคลุม ผมยอมเดินตามเข้าไปในห้องน้ำแต่โดยดีโดยไม่ได้ขัดขืนอะไร ก็บอกแล้วว่าไม่ได้กลัว แถมยังอยากทำแบบนี้มานานแล้วด้วย แต่มันเขินนี้นา ก็คนข้างหน้าเราตอนนี้มันคือคนที่เรารู้สึกดีด้วย แถมตอนนี้เขาเข้ามาหอมแก้มผม เราจูบกันแล้วด้วย แย่แน่ๆ น้ำ ‘มึงเสร็จเขาตั้งแต่อยู่ในห้องน้ำแน่ๆต่างๆ นานา คิดในใจตอนนั้นก็ทำให้หัวใจเต้นรัวๆ ทีนไม่ได้เพียงแค่จูบเท่านั้น แต่มือข้างหนึ่งก็ดันมาลูบที่หน้าอกตรงจุดยุทธศาสตร์ของผม นั้นยิ่งทำให้ตอนนี้มันแข็งเป็นไตขึ้นมา สู้มือของคนที่กำลังลวนลาม แถมมืออีกข้างก็กำลังลูบคลำบริเวณใจกลางลำตัวที่ยังซ่อนตัวอยู่ภายใต้กางเกงในของผม เขิน ดันตื่นสู้มือเขาด้วย ก็ยังไงละผมมันก็วัยรุ่นชายสุขภาพสมบูรณ์คนหนึ่งนะ แต่แค่น้องชายผมมันเล็กเท่านั้นเอง

แล้วตอนนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่ทีนเริ่มดึง กางเกงในของผมลงไปแล้วมันก็ตื่นมาชี้โด่ ผมก้มลงไปมองหน้าทีนที่กำลังเหมือนยิ้มทักทายกับน้องชายของผม แล้วเงยหน้ามามองหน้าผม

“น่ารักจัง”
“น่ารักอะไรเหล่า อย่ามองแบบนี้สิ ไหนบอกเข้ามาอาบน้ำไง”
“ก็เดี๋ยวอาบน้ำไง แต่ทำอย่างอื่นก่อน”
   
ทีนพูดเสร็จพร้อมกับจับน้องชายตัวน้อยของผมเข้าปากไปในทันดี ตอนนั้นยอมรับเลยครับว่ารู้สึกดีมาก มันรู้สึกที่ได้ปลดปล่อยความรู้สึกนั้นออกมา ทำไม่นาน สักเรื่องนก็จับผมหันหลังแล้วใช้ปากและลิ้นสัมผัสกับประตูหลังของผมเข้าไป นี้เป็นครั้งแรกของผมเลยที่โดนอะไรแบบนี้ ตอนแรกมันเหมือนจะรู้สึกไม่ดี แต่แล้วไม่ว่าจะด้วย ทีนมันตั้งใจที่จะทำให้เรารู้สึกดี หรือเพราะทีนเองก็คงเชี่ยวชาญเรื่องอย่างว่า ผมก็แทบตัวลอยเลยได้ทีเดียว

ไม่นานฝ่ายบุกก็ลุกขึ้นยืน กางเกงบ็อกเซอร์ที่ถอดไปตอนไหนผมก็ไม่รู้ ทำให้น้องชายที่ทั้งใหญ่ และยาว สมกับที่ผมเคยโดนดลแซวว่า ทีนนะคนอีสานด้วยนะแก ผมก็ถามว่าทำไมหรอคนอีสาน ‘ก็ใหญ่ ยาวและอึดมากแก’ ตอนนี้น้องชายของทีน ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าพี่ชายซะเลยด้วยซ้ำ มันตื่นตัวอย่างเต็มที่และด้วยความสูงของผมที่สูงแค่ไหลของทีน ทำให้น้องชายทีนตอนนี้อยู่บริเวรณท้องของผมซึ่งทีนก็เหมือนกำลังรู้ว่าผมตกใจในขนาดก็ยิ่งซนถูไปถูมา

“ของเค้าเล็กนิดเดียวนะ”
“เล็กอะไรละ ใหญ่มาก”

คำพูดคำนั้นมันก็เหมือนกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายให้ลุกโชนขึ้นอีก ตอนนี้อีกฝ่ายกระชับผมเข้าไปกอดแล้วก็จูบหนักหน่วงมาก เราต่างเหมือนกำลังต่อสู้กันอย่างในหนังจีนสักเรื่องหนึ่ง แต่แค่นั้นไม่พอ เพราะมือที่กำลังกอดเอวไว้นั้นก็เลือนลงมาที่บริเวณก้นน้อยๆ ของผมแล้วใช้นิ้วแหวกผ่านช่องแคบแล้วทักทายเคาะประตูหลังบ้าน นั้นยิ่งทำให้เรี่ยวแรงของผมมันหมดไปโดยไม่รู้ตัว รู้แต่เพียงว่า ไม่อยากให้หยุด แต่ไม่พอ ฝ่ายรุกล้ำเหมือนจะรู้ความในใจ กำลังใส่นิ้วเข้าไป จาก 1 นิ้ว ก็เป็น 2 นิ้ว นิ้วเรียวยาวนั้นทำให้ผมเริ่มรู้สึกอึดอัดเลยเริ่มที่จะร้องออกมา เหมือนจะรู้เลยหยุดไว้แค่นั้น แม้มือข้างหนึ่งยังอยู่กับร่างกายผม แต่เขาก็สามารถใช้มือข้างหนึ่งที่เหลือในการเปิดฝักบัวเพื่ออาบน้ำได้อย่างไม่รู้สึกเกะกะแต่อย่างใด ส่วนร่างกายผมตอนนั้นที่ยังอยู่ในท่าอย่างไม่มีเรี่ยวแรงมือสองข้างยังคงเกี่ยวคออีกฝ่ายไว้ โดยไม่มีท่าทีจะปล่อยแต่อย่างใด จะบอกว่ารู้สึกดี ก็ใช่ แต่จะรู้สึกไม่ดีก็ไม่เชิง แต่ที่สำคัญก็คือไม่อยากให้หยุด น่าจะใช่ที่สุด

ตอนนี้เราสองคนมาอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า มีเพียงการเช็ดตัวไล่ความเปียกจากการอาบน้ำเมื่อครู่ไปเท่านั้นเอง ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าควรจะอยู่ในท่วงท่าไหน หรือควรทำอะไร ได้เพียงนอนคุ่ดคู่เอาหน้าหลบไปที่หมอนด้วยความความเขินอาย ส่วนอีกฝ่ายที่ตอนนี้เข้ามาประชิดจนสัมผัสได้ถึงแก่นกายที่ตอนนี้แข็งและอุปฏิเสธภูมิที่ร้อนระอุ จนไม่อยากคิดว่านั้นคืออวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย คนเราก็แปลกนะครับ ธรรมชาติได้สร้างร่างกายให้มีอวัยวะจำนวนเท่าๆ กัน แต่ทำไมทำให้สัดส่วนถึงไม่เท่ากัน แม้ว่าผมจะตัวเล็กคนคนที่เข้ามากอดผมอยู่ด้านหลังไม่ได้น้อย แต่ขนาดของน้องชายผมนั้นมันช่างต่างกันลิบลับ

กอดมาได้สักครู่ หลังจากที่คิดว่าผมคงไม่ได้ทำอะไร เขาเลยเริ่มจัดการเริ่มปฏิบัติการก่อนโดยการไล่จูบผมทั้งแผ่นหลัง ลงมาเรื่อยๆ จนถึงแก้มก้น กัดเม้มเบาๆ แทนที่จะรู้สึกเจ็บแต่ทำไมการโดนกัดครั้งนี้มันกระตุ้นอารมณ์กำหนัดของผมยิ่งกว่า มือก็ไม่ได้อยู่เปล่า จับขาสองข้างที่ผมแนบสนิทให้อ้าออก ซึ่งผมก็ทำตามแต่โดยดี ไม่ได้ ขัดขืนแต่อย่างใด ทำให้บั้นท้ายของผมเผยช่องทางลับ หลังจากโดนกัดอีกครั้งผมก็เด้งบั้นท้ายขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่แล้วความรู้สึกเย็นวาบ ก็ปะทะเข้ากับช่องทางหลังบ้าน ด้วยอวัยวะที่นิ่มแต่แสนจะแข็งแรง ตอนนั้นยอมรับว่าตกใจ ไม่ได้กลัวในสิ่งที่เขากำลังทำ แต่แค่กลัวว่าเขจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า หน้าของที่ซุกไซ้อยู่บริเวณหลังบ้านคงผมจนเปียกชุม ตอนนั้นได้แต่ครางในลำคอ เพื่อส่งสัญญาณถึงความกระสัน มันเป็นความรู้สึกที่ทรมาณแต่มีความสุข มันเป็นครั้งแรกของผมจริงๆ กับการได้รับการกระทำแบบนี้

หลังจากที่ผมโดนทรมานจนสาแกใจ อีกฝ่ายยืนขึ้นผมจับผมให้นั่งชันเข่าพร้อมก็จับมือผมาให้ไปจับแก่นกายกลางลำตัวของเค้าที่ตอนนี้ เปียกชุมด้วยความกระหาย ตอนนั้นด้วยสัญชตญาน ผมรับรู้ทันทีว่าผมต้องจัดการกับเจ้าสิ่งที่อยู่ในมือผมยังไง ผมค่อยๆ เข้าไปมอง สลับกับมองหน้าเจ้าตัวที่ตอนนี้ยิ้มน้อยๆ

ผมก้มลงไปใช้ปากครอบแก่นกายที่แสนแข็งแกร่ง มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดที่การกระทำเหล่านี้ มันปลุกสัญชาตญาณดิบ และความต้องการที่ธรรมชาติสร้างมา มันทำให้ผมไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ในหัวมีเพียงต้องทำให้ได้ แม้ว่าจะมีความกลัวเจือปนมาเล็กน้อยก็ตาม

ผมจัดการน้องชายของทีนจนชุ่มด้วยน้ำลาย ทีนก็พยุงตัวผมขึ้นมาจูบ ตอนนี้ผมไม่ได้ทำตัวเหนียมอายเหมือนตอนที่จูบที่ริมทะเล หรือแม้แต่ในห้องน้ำแล้ว เพราะตอนนี้ภายในร่างกายของผมเองก็เหมือนมีไฟเร่าร้อน ที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้หมดสิ้น

“เขาจะใส่ละนะ”
“อืม”

ตอนนั้นผมได้แค่ตอบแค่นั้นไปจริงๆ เพราะในหัวที่อื้ออึง มันมีแค่ความกระหายที่ต้องการอย่างถึงที่สุด ผมไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ ผมเองที่เหมือนคนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ทีนจับผมให้นอนคว่ำยกบั้นท้ายให้ลอยขึ้นมานิดหน่อยโดยใช้หมอนหนุนมาช่วยรอง โดยบอกว่าท่านี้จะช่วยให้มันเข้าไปข้างในได้สะดวกขึ้น ผมก็ทำตามโดยง่ายได้แบบไม่สงสัยจะหาคำตอบว่าจริงหรือไม่ เพราะเดี๋ยวผมก็คงได้คำตอบที่แน่นอนอยู่แล้ว

เมื่อฝ่ายนั้นจัดการสวมอุปกรณ์เรียบร้อยเขาก็ไม่ลืมที่จะหยิบเครื่องมือช่วยหล่อลื่น เพราะขนาดที่เอาเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ ประตูหลังบ้านของผมคงต้องชำรุดเสียหายหนักแน่นอน ไม่นานผมก็อ้าขาออกด้วยตัวเอง แม้ว่าใจก็เต้นโครมครามจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง แล้วยิ่งมีอะไร ถูบริเวณปากทางเข้า ผมก็ยิ่งตื่นเต้นจนเก็บเสียงครางเอาไว้ไม่อยู่ ตอนนี้แก่นกายที่ร้อนเหมือนเหมือนไฟ กำลังค่อยๆ เข้าไปในร่างกายของผมแล้ว ตอนนั้นยอมรับเลยครับว่าเจ็บมาก เจ็บจนกลัวจะเกิดการบาดเจ็บได้

“เจ็บ” ผมร้องออกไป
“ครับ เดี่ยวเขาจะค่อยๆ นะหรือว่าจะไว้ทำกันวันหลัง” ผมหยุดคิดไปแป๊บ ก่อนคิดว่ามาถึงตอนนี้แล้ว ก็คงต้องไปให้สุดแล้วละ
“ไม่ต้องหยุดหรอก แต่เบาๆ ก่อนนะ”

หลังจากนั้นเราสองคนก็ค่อยเริ่มดำเนินการกิจกรรมต่อเนื่อง ตอนนั้นคือหลายความรู้สึกมากเลยครับ ทั้งเจ็บ บางจังหวะก็มีทรมาน แต่หลายๆ จังหวะที่รู้สึกว่ามีความสุขจัง ด้วยอาจจะเป็นครั้งแรกของเราสองคนกิจกรรมก็เลยทำต่อไปได้ไม่นานจนแล้วเสร็จ

“เมื่อกี้เป็นไงบ้าง ที่ร้องนะ คือเจ็บหรือมีความสุข” ทีนหันมาถามผมที่นอนอยู่ในอ้อมแขน
“ก็เจ็บนะ แต่มีความสุขมากกว่า ห้าๆ จะไม่เจ็บได้ไง ใหญ่ขนาดนั้น”
“เอาน่าเดี๋ยวต่อไปทำทุกวันก็ชินไปเอง”
“บ้าเหรอ”

ผมลุกขึ้นมองหน้า แล้วก็ตีเบาๆ ไปที่หน้าอก พร้อมกับก้มจูบแล้วจึงชวนกันไปอาบน้ำอีกรอบ แล้วจึงกลับมานอนกันจริงๆ สักที แล้วตอนเช้านั้น ที่ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการระบมประตูหลัง จนต้องให้ทีนลงไปซื้อยาแก้ปวด และผมก็ส่งข้อความไปบอกในกลุ่มว่าไม่สบายขอไม่ไปเรียน 1 วัน เพื่อนๆ ก็ถามใหญ่ว่าเป็นอะไร แล้วบอกว่าตอนเย็นจะมาเยี่ยม ผมเลยต้องหาข้ออ้างต่างๆ นานา ที่จะไม่ให้เพื่อนมาหา สรุปวันนั้นผมก็นอนต่อห้องของฝ่ายที่กระทำผมให้ต้องนอนไข้ต่ออีก 1 คืนแต่คืนนั้นร่างกายของผมไม่สามารถมีอะไรต่อได้เพราะไข้มีไข้อ่อนๆ ต่อเนื่องไปตลอดคืน

หลังจากวันแรกที่ทีนขอเป็นแฟนกับผม แล้วคืนนั้นเราก็มีอะไรกัน ตอนแรกผมก็กลัวว่าหลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเราจะเปลี่ยนไป เพราะทีนเองก็เป็นคนที่มีคนเข้ามาจีบไม่น้อย ก็คงมีตัวเลือกอื่นๆ อีกที่เข้ามา แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิด ตลอดเทอม 2 เกือบทั้งเทอม เราก็ยังคบหากัน แม้ว่าทีนเค้าจะไม่ได้มีเวลาว่างเหมือนผม เพราะสาขาการแสดง น้องปี 1 จะต้องช่วยรุ่นพี่ปี 4 ทำละครจบ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฎิบัติอยู่แล้ว แต่เราก็ยังไปๆ มาๆ ด้วยกัน ไม่ว่าเค้าจะมานอนห้องผม หรือผมไปนอนห้องเค้า วันไหนที่ผมมีเที่ยวกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ทีนก็จะไม่ได้ไปกับพวกผม มีเพียงมานั่งกินข้าวเที่ยง หรือยิ่งเป็นการรวมตัวของเพื่อนที่สตูล เพื่อนสมัยมัธยม งานนี้ผมยิ่งไม่ได้พาทีนไปด้วย อาจจะเป็นเพราะไม่อยากให้เพื่อนๆ ล้อ เพื่อนกลุ่มนั้นเลยแทบจะไม่มีใครรู้ว่าผมมีแฟนแล้ว โดยเฉพาะนัท ที่เจอกันผมก็ยังทำตัวปกติ เหมือนทุกๆ ครั้ง

จนแล้ววันหนึ่งช่วงก่อนสอบไฟนอล คืนนั้นผมไปนอนที่ห้องของทีนช่วงนี้ผมสังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ทีนจะหยิบโทรศัพท์มาแชตบ่อยครั้ง และก็เมื่อพิมพ์เสร็จก็จะคว่ำหน้าโทรศัพท์ไม่ให้ผมเห็น ซึ่งผมก็ไม่เคยคิดจะถาม เพราะถือว่าเรื่องส่วนตัว จนวันหนึ่งที่ฝ่ายเจ้าของห้องกำลังอาบน้ำอยู่นั้น ผมเลยถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์ที่ผมรู้รหัสอยู่แล้วแต่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยคิดจะเช็คมือถือ เพราะว่าถือเรื่องความไว้ใจกันเป็นหลัก เข้าไปดูโปรแกรมแชตก็มีข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อเปิดอ่าน จึงได้รู้ว่าเป็นคนที่ทีนกำลังแอบคุยอยู่ และมีข้อความที่บ่งบอกว่าเขา 2 คนเคยเจอกันแล้ว และถึงขั้นไปนอนด้วยกันแล้วเพราะมีข้อความนัดหมายให้ไปหาที่ห้องมาก่อนที่จะมาเจอผม 2-3 วัน ช่วงที่ทีนบอกว่าไม่ว่างนั้นเอง ผมเองตอนนั้น รู้สึกช็อก จนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่า ควรจะต้องทำอย่างไรต่อดี เพราะไม่คิดว่าเขาคนนี้ จะหักหลังเราแบบนี้ได้ แต่เมื่อผมได้ยินเสียงปิดฝักบัวซึ่งหมายถึงกำลังอาบน้ำเสร็จ เลยรีบวางโทรศัพท์ไว้ตำแหน่งเดิม

วันนั้นหลังจากที่ผมรู้ว่าเขากำลังมีคนอื่น ในขณะที่เรา 2 คนนั่งกินข้าวกันในร้านอาหาร ผมไม่แม้แต่จะพูดสักคำ ภายในใจตอนนั้นคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร ควรจะปรึกษาเพื่อนดีหรือเปล่า หรือว่าปล่อยไปอย่างนั้น แล้วทุกอย่างมันคงจะดีขึ้นเอง แต่ไม่รู้จะด้วยฝ่ายนั้นจับสังเกตอาการของผมออก หรือว่า เห็นว่าข้อความที่ส่งมาถูกอ่านไปโดยที่คนอ่านไม่ใช่เจ้าของมือถือ เขาเลยหันมาทางผม

“น้ำเปิดมือถือดูหรือเมื่อกี้ตอนเขาอาบน้ำ”

ตอนนั้นผมตกใจกับท่าทีโมโหของอีกฝ่ายนึกมาก แม้ว่าจะไม่ได้แสดงออกมากมายแต่ แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องโมโหกับเรื่องแค่นี้ด้วย ถ้า มันไม่มีอะไร

“ใช่ แล้วทีนทำอะไรไว้ละ”

ฝ่ายที่นั่งตรงข้ามของผมตอนนี้แสดงอาการออกมาอย่างชัดเจนว่าโมโหที่ผมล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว

“ไม่ไว้ใจเขาหรือ ถึงได้เปิดดูโทรศัพท์ รู้นะว่ารู้รหัส แต่ก็ควรรู้ว่า ไม่ควรเปิดโทรศัพท์คนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต”

อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นร้านที่เราไปนั่งกินยังไม่มีใคร นอกจากแม่ครัวที่อยู่บริเวณหน้าร้านที่ไม่น่าจะได้ยินสิ่งที่เรากำลังพูดกัน เสียงฝั่งตรงข้ามที่เริ่มดังเพิ่มขึ้น นั้นยิ่งทำให้ผมเถียงกลับไปดังกว่า เราเถียงกันไปกันมาสักพักหนึ่ง มันคงถึงขึ้นขีดสุดของอีกฝ่าย ที่ได้คว้าเอาขวดซอสพริกที่อยู่ใกล้มือ มาง้างวงแขนทำท่าทีจะฟาดมาทางผม

เพียงเสี้ยววินาทีที่ผมปิดตาแล้วคิดว่ายังไงก็คงโดนฟาดหน้าด้วยขวดซอสพริกที่แม้แต่หล่นพื้นยังไม่แตก กะโหลกผมคงไม่เหลืออะไร แต่เมื่อเปิดตามา อีกฝ่ายยังค้างมือไว้ท่าเดิม ตอนนั้นผมไม่ได้ทำอะไร เราจ้องมองตากันซักพัก เขาก็วางขวดซอสลงบนพื้นโต๊ะกินข้าว เราทั้งสองต่างเงียบไม่พูดจาอะไรจนพนักงานในร้านเดินเอาอาหารที่เราสั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ผมเลยตัดสินใจลุกขึ้นกลับห้องของทีนทันที

ผมนั่งอยู่ในห้องคนเดียวโดยคิดทบทวนว่าควรจะทำอย่างไรกับเรื่องราวนี้ดี จริงๆ อาการเหล่านี้ผมก็สังเกตได้สักพักแล้ว แต่มันก็คงไม่เป็นปัญหาอะไรสำหรับคู่เราในก่อนหน้านี้ จนช่วงหลังๆ ที่ผมจะไปนอนที่ห้องทีนหรือผมชวนทีนมานอนที่ห้อง กลับได้รับการปฏิเสธโดยอ้างว่ายังต้องช่วยรุ่นพี่ทำงาน แต่ซึ่งจริงๆ แล้วกิจกรรมต่างๆ ที่ปี 1 ต้องช่วยรุ่นพี่มันหมดไปแล้ว เพราะตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาสอบปลายภาคแล้ว แล้วถ้าเขากลับมาทำตัวเหมือนไม่มีอะไรขึ้น ผมควรจะทำอย่างไร หรือถ้าเขาไม่กลับแล้วไปอยู่กับฝั่งโน่น จะทำอย่างไร ตอนนั้นได้แต่คิดเรื่องนี้วนไปวนมา และภาวนาให้เขากลับมาง้อผม ผมก็พร้อมที่จะให้อภัยแล้วก็เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง แต่แล้วผมก็รอจนถึงเที่ยงคืนเขาก็ยังไม่กลับ จะผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหา เสียงรอสายดังไม่นานปลายสายก็รับ

“ฮัลโหลอยู่ที่ไหนเหรอ” ผมถามโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูด
“คืนนี้เรานอนห้องโจ้ แต่น้ำจะนอนที่ห้องเราก็ได้นะ หรือคืนนี้จะกลับห้องไปนอนห้องของน้ำก่อนก็ได้ ค่อยเจอกันวันหลังดีกว่า” ผมเงียบไปสักพัก น้ำตามันก็ไหลออกมาดังไม่สามารถบังคับให้หยุดได้ แต่ไม่มีเสียงสะอื้นใดๆ
“ถ้าทีนไม่กลับ เราเลิกกันดีกว่า”
“อืม แล้วแต่แล้วกัน แต่คืนนี้เราไม่กลับ”

พูดเสร็จทีนก็ตัดสายไปทันที ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกครับว่าทีนมันอยู่กับโจ้ที่เป็นเพื่อนมันจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าอยู่กับคนคนนั้นที่ผมเห็นเค้าแชตคุยกัน แล้วอีกอย่างผมแค่คิดว่า ถ้าเราต้องทนอยู่อย่างนี้ วันนี้ยังง้างขวดซอสขึ้นมาได้ แล้ววันที่โกรธกันจริงๆ จังๆ มากกว่านี้ วันนั้นผมคงไม่จบที่โรงพยาบาลเลยหรือ คิดได้แบบนั้นก็ตัดสินใจเก็บข้าวของที่ผมทิ้งไว้ห้องทีนทั้งหมด แล้วก็ทิ้งกุญแจสำรองที่ทีนสำรองให้ผมอีก 1 ชุด ไว้ในห้องนั้นเลย แล้วคืนนั้นก็กลับมาที่ห้องตัวเอง แต่จะด้วยความบังเอิญหรืออะไรไม่ทราบ ที่ปกมาเห็นผมหอบของพะรุงพะรัง เดินมุ่งหน้าไปที่ตึกหอพักของตัวเอง เจ้าตัวเลยโทรมาหาผมทันทีผมเลยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วก็บอกถึงการตัดสินใจที่จะเลิกรา กับฝ่ายนั้นทันที

“แล้วคืนนี้แกโอเคเปล่า ที่จะนอนคนเดียว ให้เราไปนอนเป็นเพื่อนเปล่า หรือจะมานอนห้องเราก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรหรอกปก คืนนี้เราขออยู่คนเดียวดีกว่า เดี๋ยวไว้วันหลังถ้าเราไม่ไหว เราจะบอกแกนะ”

ผมได้แต่ยืนยันที่จะนอนคนเดียว และต้องแสดงอาการว่าไม่เป็นไร เพราะไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเป็นห่วง แม้ว่าตอนนั้นผมอยากจะร้อง อยากจะบ่น ให้ใครสักคนฟังมากเพียงใดก็ตาม ครั้งนี้เป็นคนแรกที่ผมต้องเผชิญกับการเลิกราจริงๆ ก่อนหน้านี้ ผมเคยแต่เจอความไม่สมหวังจากนัท แม้มันจะเจ็บแต่มันก็เจ็บแบบไม่ทรมาน เพราะรู้สึกว่านั้นมันไม่มีหวัง การแอบชอบใครสักคนน่าจะมีความสุขมากกว่า การต้องรักแล้วมาเลิกรา คืนแรกของการเลิกราผมนอนร้องไห้คนเดียว นั่งดูข้อความที่เขาเคยส่งมาให้ผม ย้อนอ่านไปจนถึงวันแรกที่เราตกลงเป็นแฟนกัน แม้ว่าจริงๆ ระยะเวลาที่เราคบกันมันไม่ได้ยาวนาน จนกลายเป็นบาดแผลใหญ่ แต่มันก็คือครั้งแรกของผม

หลังจากวันนั้น ผมก็ได้ตัดสินใจที่จะบอกเพื่อนเรื่องที่ผมเลิกรากับทีน แม้ว่าอีกวัน ทีนจะโทรมาง้อก็ตามผมเองก็ตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่หันกลับไปเป็นเหมือนเดิมเด็ดขาด ขนาดวันที่เขายังบอกรักผม เขายังทำได้ แล้ววันที่เราหมดรักเราละ เขาจะทำอะไรที่ยิ่งกว่าสิ่งที่ผมเจอหรือเปล่า เอาเป็นว่าพอแค่นี้เถอะ จริงๆ ไม่กี่วันผมก็ทิ้งอาการคิดมากได้ เว้นจะเดินเจอกันระหว่างทางไปเรียน หรือเจอกันที่โรงอาหาร ต่อหน้าผมจะทำตัวเข้มแข็ง แต่พอมานั่งกับเพื่อนผมก็แทบจะไม่คุยอะไร ได้แต่นั่งเงียบๆ ฟังเพื่อนคุยกันแทน

แม้ว่าเพื่อนคนอื่นๆ จะแสดงท่าทีที่ห่วงผมบ้าง แต่เมื่อผมยืนยันที่ว่า ไม่เป็นอะไรจริงๆ ไม่ว่าจะโบ๊ต ดล หรือนุ้ยก็จะเงียบๆ กันไปเอง แค่คอยสร้างเสียงหัวเราะเวลาอยู่ด้วยกันเท่านั้น แต่กับปกไม่ใช่ เพราะคนคนนี้จะคอยมาถามผมว่าเป็นไงบ้าง แม้ว่าผมจะตอบว่าสบายดี แต่ปกเองก็ยังเปลี่ยนเรื่องคุย รวมไปถึงยังชวนผมไปดูหนังเรื่องที่ผมรอดูอยู่ด้วย ช่วงเวลาที่บอบบางของผม ถ้าตอนนั้นไม่มีปกอยู่ข้างๆ ผมก็ว่าผมคงแย่ไปเหมือนกันนะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
:pig4:
 :3123:
ขอบคุณครับที่เข้ามาคอมเม้น เล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็ถือว่าเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่แล้วครับ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
11 อารมณ์ดี
เช้านี้ผมตื่นมาพร้อมกับเสียงรายการข่าวตอนเช้า หันไปหยิบมือถือที่อยู่บริเวณหัวเตียง ตอนนี้ เวลา 07.30 น. ได้ยินเสียงฝักบัวจากห้องน้ำและเสียงเพลงเบาๆ เลยรู้ทันทีว่าเจ้าของห้องกำลังอาบน้ำอยู่นั้นเอง ผมลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจเก็บข้าวของเล็กน้อยลงกระเป๋าสะพายประจำตัวเพื่อจะลงไปยังห้องตัวเองเพื่ออาบน้ำไปเรียนบ้าง

“นัท เดี๋ยวกูลงไปอาบน้ำก่อนนะ”
“เห้ย น้ำ”

มันไม่พูดเปล่า มันเปิดประตูห้องน้ำ ทั้งที่ฟองสบู่ยังเต็มตัวมันอยู่เลย และแน่นอน จู๋มันผมก็เห็นเต็มๆ ไม่มีอะไรมาให้เซนเซอร์แต่อย่างใด

“วันนี้มึงมีเรียนปะ”
“ไอเหี้ย มึงจะออกมาทำไมเนี้ย”
“กูยังไม่ได้ออกไปเลย กูแค่เปิดประตูคุยกับมึงเท่านั้นเอง”

มันไม่พูดเปล่า มันก็ถูสบู่ฟองไข่ พลางยิ้มให้กับผมหน้าระรื่น แต่ไม่รู้จะด้วยอะไร จู๋มันก็พองตัวขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ได้ตื่นมาเต็มกำลังสูบก็ตาม ซึ่งมันก็ไม่ได้สนใจอะไร
   
“ไอสัด มึงตะโกนออกมาก็ได้ ไม่ต้องเปิดประตู เออ วันนี้กูมีเรียนเช้านี้แหละ”
“เหมือนกัน งั้นไปพร้อมกันนะ เสร็จแล้วเจอกันข้างล่าง ใครถึงก่อนก็ส่งข้อความมาแล้วกัน”

ว่าแล้วมันก็ปิดประตูเข้าไปอาบน้ำต่อ ปล่อยให้ผมยังจำภาพนัทน้อยของมันอยู่เต็มตา พวกผมจริงๆ ก็ไม่ได้เขินอายอะไรขนาดนั้นหรอกครับ เพราะทั้งกลุ่มสมัยเรียนอยู่ที่ใต้ กลุ่มผู้ชายของผมก็เคยแก้ผ้าอาบน้ำกันมาทั้งกลุ่มแล้ว แม้ว่าพวกมันจะรู้ก็ตามว่าผมเป็นเกย์ อีกอย่างผมก็ยืนยันชัดเจนว่าผมไม่ได้ชอบใครในกลุ่มแน่นอน พวกมันก็เลยไว้ใจ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือโกหกนั้นเอง

ผมกลับมาอาบน้ำที่ห้องผม แต่ภาพในหัวตอนนี้ยังมีภาพที่ผมเพิ่งเห็นไปเมื่อสักครู่นี้เอง แม้ว่าผมจะเคยเห็นตอนมันตื่นตัวเต็มที่แล้วก็ตาม แต่เมื่อคืนผมเองก็เพิ่งผ่านเรื่องราวที่ทำให้ผมรู้สึกดี ทำให้ลูกชายผมมันตื่นตัวเต็มที่แล้วเหมือนกัน ผมเคยคิดฝันถึงการได้มีอะไรกับนัทบ่อยครั้ง และทุกครั้งมันก็ทำให้มีความสุขได้เหมือนกัน ตอนนี้มือของผมลูบไล้ร่างกายอันว่างเปล่า ที่มีเสียงน้ำจากฝักบัวคอยปิดกันเสียงลมหายใจที่แรงขึ้นมาเรื่อยๆ มือของผมเริ่มจับน้องชายของตัวเอง ในหัวก็จินตนาการ ถึงการจูบริมฝีปากกับนัท การลูบไล้ หน้าท้องที่แข็งแรง ลูบแขนที่มีเส้นเอ็นขึ้นอย่างชัดเจน จินตนาการถึงการลูบไล้น้องชายของนัท แม้ว่าผมจะชอบบอกมันว่าของมันนะไม่ใหญ่เท่าคนอื่นๆ แต่จริงๆ ของมันทั้งใหญ่และยาว สมกับคำที่เขาว่า คนใต้ของใหญ่ ส่วนผมนะหรือ ตรงข้ามทุกอย่าง ตัวก็เล็กกว่า ส่วนลูกชายผมหรือ ก็หนอนน้อยดีๆ นี้เอง ไม่นานหลังจากคิดถึงหน้านัท นั้นก็ทำให้อารมณ์ถึงฝั่งฝัน อารมณ์ที่ติดค้างออกจากเมื่อคืนก็ได้ถูกระบายออกไป เลยหันไปอาบน้ำล้างตัวต่อทันที

เดินลงมาถึงข้างล่างผมก็เห็นมันยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าตึกแล้วครับ แม้จะไม่ชอบให้มันสูบเพราะว่าห่วงสุขภาพ แต่ภาพที่มันยืนสูบ นัทมันดูเท่ จริงๆ นะครับ

“ถึงนานยัง แล้วทำไมไม่ส่งข้อความมาบอกว่าลงมารอข้างล่างแล้ว จะได้รีบลง”
“เพิ่งมาถึงเหมือนกัน กะว่าจะมาสูบก่อนซักมวน ถ้าแกยังไม่ลงมาก็ค่อยส่งข้อความไปหาไง”

พูดแล้วมันก็เดินนำผมไปที่วินมอเตอร์ไซต์หน้าตึกที่พักเพื่อนั่งเข้าไปใน มหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนี้รถมอเตอร์ไซต์รับจ้างเหลืออยู่แค่คันเดียว

“งั้นก็ไปพร้อมกันเลย” นัทมันพูดขึ้นมาก่อนที่ผมจะว่าอะไรแล้วนั่งหลังคนขับเลยทันที
“แกนั่งหลังไปเลย แกลงก่อนเรา”
“ไม่ต้องเลย เดี๋ยวนมมึงโดนหลังพี่เขา กูหวง”

พี่คนขับวินถึงขั้นหันมามองหน้าเราสองคนแล้วก็หัวเราะเบาๆ เราเลยจัดท่านั่งเสร็จแล้วพี่วินก็ขับไปส่งในมหาวิทยาลัยเลยทันที มาถึงตึกวิศวะ นัทที่ต้องลงก่อนอย่างที่ว่า

“ตั้งใจเรียนแล้วกัน เดี๋ยวว่ากันมึง”
“เราตั้งใจอยู่แล้ว แกนะแหละที่ต้องบอกตัวเอง”

พูดแล้วพี่ขับวินก็บิดรถออกไปส่งผมต่อที่ตึกคณะนิเทศ นัทมันยืนมองผมจนผมออกไประยะหนึ่งมันถึงเดินเข้าไปในตึก ทุกครั้งที่มีโอกาสไปไหนมาไหนกับนัท ไม่ว่าจะ 2 คน หรือเป็นกลุ่ม ถ้าเป็นผมที่ต้องแยกตัวกลับก่อน นัทมันจะคอยดูอย่างนี้ทุกครั้ง ที่ผมประทับใจอาจจะเป็นเพราะ นัทมันไม่ใช่เพียงแค่คนที่ผมแอบชอบเท่านั้น แต่มันเป็นทั้งเพื่อนสนิท บางครั้งก็ยังเป็นเหมือนพี่ชายที่คอยดูแลผม

พี่วินมาถึงหน้าตึก จังหวะเดียวกับที่โบ๊ทลงมาจากรถบัสเวียนรอบ มหาวิทยาลัยมาส่งหน้าตึกพอดี

“เป็นไงบ้างคุณ มาพร้อมนัทเหรอ เมื่อกี้เห็นหน้าตึกวิศวะ”
“ใช่ๆ เมื่อคืนไปนอนห้องมันมา แล้วเช้านี้มันก็มีเรียนด้วย”

โบ๊ททำท่าชี้มาที่หน้าของผม

“อะไรยังไงครับคุณน้ำ สรุปพวกคุณเป็นแค่เพื่อนสนิท หรือเป็นมากกว่านั้นวะ มีไปนอนที่ห้องด้วย ได้ข่าวว่าห้องแกก็อยู่ชั้นล่างห้องมันไม่ใช่หรือ”

โบ๊ททำท่าเหมือนรู้ทัน

“เพื่อนสนิทเว้ย เมื่อคืนไปคุยธุระกันนิดหน่อยหลังจากที่มันไปหาสาวมัน แล้วมันดึก เลยนอนที่ห้องมันไง ก็ปกติ ไม่ได้มีอะไร”

“ก็แล้วแต่ เพื่อนก็เพื่อน แต่ถ้าเราไม่รู้จักพวกแกสองคน เมื่อกี้ที่เราเห็นพวกแกยืนส่งหน้าตึกวิศวะ แล้วนัทมันก็ยืนมองแกจนรถมอเตอร์ไซต์ที่แกนั่งออกไป มันถึงค่อยเดินเข้าไปเรียน โคตรเหมือนแฟนยืนส่งกันเลยเว้ย”

ไปต่อไม่ถูกเลยครับ ได้แต่เดินเงียบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี แต่โชคดีที่เห็นปกและนุ้ย ยืนโบกไม้โบกมือเรียกอยู่ที่หน้าลิฟต์เลยรีบวิ่งไปหา กะว่าจะให้เป็นตัวช่วย ไม่งั้นโดนโบ๊ทมันต้อนจนมุมแน่ผม เข้ามาในลิฟต์ก็รีบเบียดเข้ามาหาผม

“น้ำ การบ้านวิชาอาจารย์กบ เสร็จยังวะ”
“ที่ให้ทำสคริปต์รายการอะนะ เสร็จแล้ว พวกแกละ”
“เสร็จแล้วค่ะ แต่ทำไมวันนี้ดูอารมณ์ดีแปลกๆ มีอะไรหรือเปล่า”

นุ้ยถามผมมาอีกคน ตอนนี้ผมเห็นหน้าโบ๊ทที่กำลังยิ้มมาให้ผม แล้วก็หันหน้าไปเล่นมือถือต่อเป็นเชิงความหมายว่า ‘กูช่วยอะไรมึงไม่ได้อาการมึงออกขนาดนี้’ ผมเลยส่งสายตาไปหาปก เหมือนเป็นการขอความช่วยเหลือ

“โอเคขึ้นก็ดีแล้ว เห็นอย่างนี้ค่อยสบายใจหน่อย” อย่างนี้มันยิ่งสุมไฟเข้ากองฟืนแล้วปก
“เราไม่มีอะไรอยู่แล้ว แกต่างหากที่โอเคหรือเปล่า” ผมยิ้มให้กับปก เพราะอย่างน้อยตอนนี้ผมก็รู้ความลับว่าปกกำลังมีคนที่แอบชอบ แม้จะไม่รู้ก็ตามว่าคนนั้นเป็นใคร แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าเขาเป็นผู้ชาย คงเป็นการต่อรองได้หน่อย เผื่อปกคิดจะแกล้งผม
“อือ ดีแล้ว เราก็ไม่ได้เป็นอะไร แค่นี้สบายมาก” ผมและปกต่างยิ้มหัวเราะเบาๆ เหมือนรู้เชิงกัน ส่วนนุ้ยที่ตอนนี้กำลังหันมองหน้าผมที หันไปทางปกที ก็เริ่มหงุดหงิด
“เดี๋ยวนะคะ การที่ดิฉันไปเที่ยวเพียงแค่คืนเดียว กูพลาดอะไรไปค่ะเนี้ยะ”
“เปล่า” ผมและปกต่างหันไปพูดกับนุ้ยพร้อมกัน
"โบ๊ทแกอีกคนไม่ใช่มีเรื่องอะไรที่พวกแกรู้แล้วฉันไม่รู้นะยะ" นุ้ยหันไปหาโบ๊ท
"เปล่า" โบ๊ทปฏิเสธเสียงสูง พูดให้เหมือนว่ากำลังโกหกนุ้ยอยู่

พวกเราทั้ง 4 เลยหัวเราะพร้อมกัน จะด้วยวันนี้ผมเจอเรื่องดีๆ ตั้งแต่เช้า หรือเพราะอยู่กับเพื่อนที่น่ารักของผม ได้เรียนวิชาที่อาจารย์ก็แสนจะน่ารักอีก วันนี้เลยกลายเป็นวันดีๆ ของผมอีก 1 วันเลย

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
วันนี้ก็ยังคงเป็นวันปกติธรรมดาของผมเหมือนทุกๆ วัน ตื่นเช้ามา อาบน้ำ หาข้าวกินร้านแถวหอ แล้วก็มาเรียนที่มหาวิทยาลัย กิจกรรมปกติที่แสนจะธรรมดา มาถึงมหาวิทยาลัย ก็ขึ้นรถเวียนรอบมหาวิทยาลัยที่ส่งตามตึก นั่งคิดอะไรเพลินๆ ระหว่างที่รถขับไปเรื่อย แล้วรถมาจอดหน้าตึกคณะวิศวะ ข้างหน้าตึกฝั่งตรงข้ามที่ผมนั่งอยู่ในรถราง คนที่ผมเห็นกำลังกุลีกุจอ ลงจากมอเตอร์ไซต์รับจ้างคือ นัท และ น้ำ ที่เป็นเพื่อนสนิทของผม น้ำบอกพวกเราเสมอว่า เขากับนัทเป็นเพียงเพื่อนสนิทกันเท่านั้น แต่จากที่ผมสังเกตเห็นอาการแต่ละครั้ง ที่เจอน้ำอยู่กับนัท ผมดูออกได้ทันทีเลยว่า น้ำเองนั้นกำลังมีใจให้กับเพื่อนผู้ชายคนนี้แน่นอน

รถรางที่ผมนั่งออกตัวพร้อมกับรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างที่มีน้ำซ้อนท้าย ปลายทางคงไม่ได้ต่างจากผม นั้นคือตึกนิเทศศาสตร์ ผมหันไปมองนัท ที่ยังคงยืนมองรอส่งจนอีกฝ่ายเกือบลับสายตา ฝั่งนั้นถึงได้เดินเข้าตึกของคณะตัวเองไป ถ้าให้ผมเดา ผมว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกดีไม่ได้ต่างจากฝ่ายเพื่อนผมซะเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ทำไม ถึงไม่ยอมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาซะที

ถึงหน้าตึกผมเห็นน้ำยืนอยู่เลยเข้าไปทักทาย และถามถึงการมาพร้อมกันของทั้งคู่ แม้ว่าน้ำเองจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตาม แต่แววตา และท่าทางผมก็ดูรู้ทันทีว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“ก็ถ้าไม่รู้ว่าเป็นเพื่อนกัน เราก็คิดว่าพวกแกเป็นแฟนกันแล้วเว้ย” แซวไปหน่อย หน้าอีกฝ่ายที่กำลังโดนผมต้อนหน้าแดงขึ้นหนักกว่าเดิม แต่ไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่ม เพื่อนผม ปก และนุ้ยที่ตอนนี้ยืนอยู่หน้าลิฟต์ก็กวักมือเรียก เลยต้องหยุดการถามอะไร

ภายนอกของผมเพื่อนๆ มักจะมองว่าเป็นคนเฮฮา กล้าแซว กล้าคุยกับคนไปทั่ว แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน จริงๆ แล้วกับคนที่ชอบ ผมแทบจะไม่กล้าแม้แต่ทำความรู้จัก เรื่องแบบนี้ผมก็ไม่รู้จะต้องไปปรึกษาใคร อาจจะยังไม่ได้เป็นปัญหาด้วยแหละมั้งครับ

ทุกครั้งที่ผมเห็นท่าทางของน้ำที่มีต่อนัท ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกที่นัทบังเอิญเจอพวกที่ไปเที่ยวผับเดียวกัน หรือแม้แต่ทุกๆ ครั้งที่นัทมาเที่ยวมหาวิทยาลัยพร้อมน้ำก่อนที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ น้ำเองก็มีท่าทีที่แปลกไป จากปกติ มีอาการเขินอายอะไรบ้างอย่างที่พวกผมเองก็สัมผัสได้ แม้แต่แฟนเก่าของน้ำเองผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้ำจะมีอาการเขินขนาดนั้น แต่น้ำก็ยืนยันมาตลอด ว่าระหว่างเขาและเพื่อนสนิทเป็นเพียงแค่เพื่อนกัน พวกเราเองก็เลยไม่ได้อยากคาดคั้นอะไร
   
ทุกๆ ครั้งที่ผมมองเขาสองคน ผมก็จะอิจฉาเสมอว่า แม้ว่าสองคนนั้นจะไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่อย่างน้อย ก็ได้ดูแลกัน ได้แสดงความห่วงใยออกมาอย่างที่ใจนึกคิด ต่างจากผม เพียงแค่คนรู้จักยังไม่เคยได้เป็น การมาเรียนที่นี่ นอกจากอยากจะมาเรียนคณะที่ตัวเองอยากเรียนแล้ว ยังมีอีก 1 เหตุผลที่ผมไม่เคยได้บอกใคร นั้นคือ การที่ผมมาเรียนที่เดียวกับคนที่ผมแอบชอบตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม คนคนนั้นเป็นรุ่นพี่ที่ผมได้เพียงแค่แอบมองไกลๆ เขากับผม แทบจะไม่มีทางมาเจอกันได้ง่ายๆ แต่วันนี้ จะด้วยความบังเอิญ หรือพรหมลิขิตหรืออะไรก็แล้วแต่ เขาคนนั้นตอนนี้อยู่หอเดียวกับผมแล้ว ที่สำคัญคืออยู่ชั้นเดียวกับผมด้วย แต่เพียงแค่ว่าเขาอยู่กับแฟนสาวเท่านั้นเอง

“ชั้น 12 ด้วยครับ” เสียงคำพูดที่มักพูดกับผมอยู่เป็นประจำ ตอนอยู่ในลิฟต์ แค่นั้นเลยจริงๆ และแม้ว่าผมจะรู้อยู่แล้ว แต่เมื่อผมเข้าไปในลิฟต์กับเขาทุกครั้งผมก็ต้องแกล้งถาม อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเหมือนได้พูดคุยกันแล้ว นอกจากสิ่งที่รู้มาว่าเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ ผมยังรู้อีกด้วยว่าเขา เป็นนักดนตรีที่ผมที่ผมไปเที่ยวเป็นประจำ วงที่เค้าเล่น จะเล่น วัน พุธ พฤหัส ศุกร์ และเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์คิดว่าวง น่าจะไปเล่นอีกร้านที่ผมยังไม่ทราบ นั้นเลยทำให้เป็นสาเหตุที่ผมมักจะชวนเพื่อนไปเที่ยวยังร้านเดิมๆ วันเดิมๆ ได้มองอยู่ห่างๆ อย่างนี้ก็คงพอใจแล้ว

รุ่นพี่คนนี้ชื่อว่าไมค์ครับ ผมเจอพี่ไมค์ครั้งแรกตอนผมอยู่ ม.4 ส่วนพี่เขาอยู่ ม.6 เป็นคนตัวสูงใหญ่ ทรงนักเลง ผมไม่เคยเห็นเค้าตัดผมทรงไหนเลยนอกจากสกินเฮด กิจกรรมที่ผมเห็นเป็นประจำก็คือ เล่นกีตาร์ กับเตะฟุตบอลหลังเลิกเรียน เราสองคนมักเจอกันประจำ ตอนโดนลงโทษที่มาโรงเรียนสายเสมอ ผมรู้เลยครับว่าพี่ไมค์ไม่มองผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว

หลังจากพี่เขาจบไปแล้ว ผมเองก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลย จนวันที่ผมเข้ามาเรียนที่นี่ วันที่ผมเข้าไปที่หอพัก วันแรก ระหว่างที่ผมขนของอย่างทุลักทุเล ก็มีคนคนหนึ่งช่วยเปิดลิฟต์แล้วหยิบของเข้ามาไว้ในลิฟต์ นั้นก็คือพี่ไมค์นั้นเอง วันนั้นเลยทำให้ผมรู้ว่า พี่ไมค์ก็อยู่ชั้นเดียวกับผมเช่นกัน แม้จะไม่ได้คุยกันเหมือนเดิม พี่ไมค์ก็คงไม่ได้ใส่ใจผมเหมือนเดิม แถมหลังจากนั้นก็รู้ว่า เขาอยู่กับแฟนสาวด้วย นั้นเลยยิ่งทำให้ผม ทิ้งความคิดที่จะรู้จักไปอีกได้เพียงไปมอง เวลาเล่นกีตาร์อยู่บนเวที ในเวลาที่ผมไปกินเหล้ากับเพื่อนเท่านั้นเอง

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2076
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ Koyokid16

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :n1: กลับไม่ได้ แต่จะไปถึงไหม แต่ละคู่ !
น้ำ+นัท หรือ น้ำ+ปก ? ยังเดาทางไม่ถูกเลยจร้า
มารอ มารอนะค่ะ สนุกมาก

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
:n1: กลับไม่ได้ แต่จะไปถึงไหม แต่ละคู่ !
น้ำ+นัท หรือ น้ำ+ปก ? ยังเดาทางไม่ถูกเลยจร้า
มารอ มารอนะค่ะ สนุกมาก

เรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องของความสับสนในความรู็สึก ระหว่าง คนที่เรารัก หรือ คนที่เรารักเรา เราควรจะเลือกอะไรดี
ฝากติดตามนะครับ
กลัวเขียนแล้วคนไม่เข้าใจ แอบกังวล
ติชมได้เลยนะครับ
ขอบคุณมากๆ ที่เข้ามาคอมเม้นท์

ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
13 เที่ยงนี้กินข้าวด้วยกันปะ

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่อาจารย์ยกเลิกคาบเพราะติดไปทำธุระ แต่ผม ปก โบ๊ท นุ้ย ที่ไม่มีเรียน ก็ยังต้องนัดรวมตัวกันเพื่อที่จะมานั่งทำโปรเจคที่จะต้องส่งอาจารย์กันในสัปดาห์หน้า เช้านี้เลยนั่งกินข้าวกันที่โรงอาหารกัน ก่อนที่จะไปทำงานกันที่หอสมุด ระหว่างผมที่กำลังดื่มน้ำฝรั่งของโปรดของผมอยู่นั้น นุ้ยมันก็หันมาเรียกทุกคนให้หันไปคุยกับมัน

“พวกแกเคยมีความรู้สึกแอบชอบใครกันปะ”

ผมหันเงยหน้าขึ้นมามองหน้านุ้ยที่หันมาทางพวกผมที่เคยหน้าแทบจะพร้อมๆ กัน ก่อนที่ผมจะหันไปมองหน้าปกที่กำลังอมยิ้ม ส่วนโบ๊ทที่ตอนนี้กำลังมองหน้านุ้ยพร้อมกับหูที่แดงขึ้นมาอย่างผิดสังเกต เอ๊ะหรือว่าโบ๊ทมันกำลังแอบชอบใครอยู่หรือเปล่า

“ใครบ้างไม่เคยแอบชอบละ”

ปกเป็นคนตอบคำถามแทนผมและโบ๊ท ที่ตอนนี้พยักหน้าเป็นการร่วมเห็นด้วย

“นั้นนะซิเนอะ คืออย่างนี้ ตอนนี้กูกำลังแอบชอบรุ่นพี่ปี 4 อยู่วะ พวกมึงช่วยคิดหน่อยซิ ว่ากูควรจะทำอย่างไร”

งานหยาบแล้วปะครับ เรื่องตัวเองยังไม่รอด แล้วจะไปให้คำแนะนำใครได้ แต่ด้วยเพื่อนมาปรึกษา มันก็ต้องช่วยคิดหาคำตอบนะซิ

“ไหนแกเล่าเรื่องรุ่นพี่คนนั้นมาหน่อย เพื่อกูจะช่วยได้” โบ๊ทหันไปถามบ้าง
“เป็นรุ่นพี่ปี 4 คณะเรานี้แหละ กูเห็นครั้งแรก ตอนที่พวกปี 3 มาหาเรา แล้วพี่เขายืนอยู่ข้างหลังไง ตอนนั้นก็ว๊าวมาก คนไรวะ เท่จัง แล้วพอหลังจากนั้นก็ไปสืบมาว่า เค้าเป็นประธานชมรมโฟโต้ด้วย เงียบๆ เนิร์ดๆ ดีกูชอบ”
“มึงก็เข้าไปที่ชมรมโฟโต้ซิ ก็จะได้ใกล้ชิดเขาไง” ผมเสนอไอเดียบ้าง
“ไม่เอา จริงๆ เคยเข้าไปแล้วเมื่อตอนปี 1 แต่ตอนนั้นแรดออกมาซะก่อน อีกอย่างตอนนี้กูทำงานกับพวกสโมสรด้วย คือถ้าเข้าไปจริงๆ ก็ต้องจริงจังใช่ปะ แต่กูจริงจังไม่ได้ เพราะจะทิ้งฝั่งนี้ก็ไม่ได้อีก ปกทำไงดี” มันหันไปหาปก ที่ดูน่าจะฉลาดที่สุดในกลุ่ม
“แล้วแกได้เคยทัก หรือทำความรู้จักกับพี่เขาหรือยังละ”
“จริงๆ ก็แอดเฟสบุ๊คไปแล้วนะ แต่ก็ไม่กล้าทัก ขนาดกดไลค์กูยังไม่กล้าเลย”
“เขาก็รับแอดแกแล้ว แสดงว่าจริงๆ เขาก็คงจำแกได้”
“มันเด่นซะทุกกิจกรรมขนาดนี้ เราว่าถ้าคนจำไม่ได้ซิแปลก”

โบ๊ทบอก ก็ทำให้พวกเราทุกคนในโต๊ะหัวเราะ เพราะนุ้ยมันเหมือนตัวโจ๊กฝั่งผู้หญิงครับ แล้วก็ชอบโดนรุ่นพี่แกล้ง หรือบางทีจะเรียกว่ามันไปแกล้งรุ่นพี่ซะมากกว่า ถ้าให้ทำอะไร นุ้ยไม่เคยอาย ทำได้หมด

“งั้นแกก็ทักไปแนะนำตัว แล้วบอกว่า ถ้าทางชมรมมีกิจกรรม ถ่ายรูป หานางแบบ แกบอกเลยว่าแกอาสาช่วยได้”

แต่เห็นบ้าๆ แบบนี้ นุ้ยมันมีงานเสริมคือนางแบบนะครับ ด้วยความสูงยาวเข่าดี แฟขั่นวีคที่ผ่านมาก็มีเดินแบบให้กับแบรนด์ดังๆ ด้วย เวลาเดินแบบหรือถ่ายงาน เวลาพวกเราเห็นงานมันนะ คือคนละเรื่องกับตัวจริงที่พวกเราเห็น แถมมีงานที่ทำให้ช่วงหนึ่งมีคนทักตลอดคือ งานโฆษณา กาแฟลดน้ำหนัก ที่ให้ผู้หญิงหน้าเก๋ หุ่นดี มาเดินสวยๆ ในชุดธรรมดา

“เออ ความคิดอันนี้ดีคะปก แต่กูเขินอะพวกมึง”

ผมก็ไม่เคยเห็นมันเขินแบบนี้สักครั้ง คนนี้สงสัยมันคงจะชอบจริง แต่ไม่ทันอะไรมันก็กรี๊ด เบาๆ ก้มหน้าก้มตาบอกว่า พี่เขากำลังเดินมา พวกเราเลยหันหลังไปมองพร้อมกันทั้ง สามคน
   
“อีพวกเหี้ย มึงก็มองแบบนั้นไม่ทักพี่เขาเลยละ”

มันด่าพวกเราที่หันไปพร้อมกันครับ พี่คนที่นุ้ยหมายถึงคือ รุ่นพี่ปี 4 สูงน่าจะประมาณ 180 รูปร่างดีเลยทีเดียว ส่วนหน้าตาเขาจะออกนิ่งๆ ดูไม่ได้สนใจอะไรรอบข้าง ก็แปลกนะครับ ที่คนอย่างนุ้ย สาวเปรี้ยวซ่า จะมาตกหลุมรักผู้ชายนิ่งๆ แบบนี้

“พี่เขาชื่ออะไรวะ” โบ๊ทหันไปถามนุ้ยที่ตอนนี้ก้มหน้าไปกับโต๊ะไม่กล้าจ้องหน้าตรงๆ
“พี่เอก ทำไมวะ” นุ้ยตอบพอดีกับที่จังหวะของพี่เอก เดินมาตรงกับพวกเราพอดี
“พี่เอก สวัสดีครับ” โบ๊ทมันตะโกนลั่นเลย พวกเราทั้งโต๊ะ เลยต้องยกมือไหว้รุ่นพี่ไปตามระเบียบ
“ออ สวัสดีครับ กินข้าวเช้ากันหรือ เดียวพี่ไปเรียนก่อนนะ” พี่เอกตอบพร้อมกับยิ้มให้ทุกคนในโต๊ะ แต่เมื่อพี่เอกเดินไป นุ้ยที่ตอนนี้ลุกขึ้นจากการก้มหน้าก้มตาไปที่ใต้โต๊ะ หันมาหยิกแขนโบ๊ท แล้วด่าอีกเป็นชุด
“มึงรู้จักพี่เอกหรือ”
“ไม่ กูเพิ่งรู้ชื่อพี่จากมึงไง แต่กูจำพี่ได้แล้ว พี่เขาเป็นตากล้องประจำคณะเราไง แกจะมาประชุมแล้วก็ถ่ายภาพเบื้องหลังบ้าง”
“แล้วมึงไปทักพี่เขาแบบนั้นทำไม แล้วทำไมพี่เขาทักมึงกลับละ”
“มารยาท รู้จักเปล่าครับ พวกเราอุตส่าห์ยกมือไหว้ซะขนาดนั้น ถ้าจะเดินผ่านไปโดยไม่ได้พูดอะไรไป มันก็เหี้ยไปปะ อย่างแรกที่ข้อมูลมึงถูกต้องคือ พี่เค้าชื่อเอก”

ทั้งโต๊ะตอนนี้หัวเราะ ทั้งวิธีการของโบ๊ท และหัวเราะท่าทางของนุ้ย ที่ผิดหูผิดตาพวกเรา จากสาวที่ก๋ากั่น กลายเป็นสาวน้อยไร้เดียงสาขึ้นมาทันที พวกเราเลยตกลงว่า ให้นุ้ยทักไปหาพี่เอกก่อน เป็นการแนะนำตัว จะได้ทำความรู้จักกันได้ คือถ้าเค้าไม่สนใจพี่เค้าก็จะไม่สนใจอะไร แต่ถ้าพี่สนใจเค้าก็จะชวนคุยต่อเอง นุ้ยมันก็เลยตกลงที่จะลองไปทำดู

หลังจากนั้นพวกเราก็ขึ้นมาทำงาน ที่ห้องสมุด นั่งทำไปงานไปสักพัก มือถือผมที่ปิดเสียงไว้ ก็สั่นเป็นความหมายของข้อความเข้า เลยหยิบขึ้นมาดู

นัทหัวกรวย     วันนี้มีเรียนเปล่า
Water_naam     ไม่มีอะ แต่ตอนนี้อยู่หอสมุด มานั่งทำงานกับเพื่อนๆ
นัทหัวกรวย    เออ ดี งั้นตอนเที่ยงมากินข้าวที่โรงอาหารคณะกูเปล่า
Water_naam     งั้นเดี๋ยวกูถามปก โบ๊ท นุ้ย ก่อนนะ ว่าพวกมันจะไปไหนกันเปล่า
นัทหัวกรวย    เออ ได้ๆ บอกมาแล้วกัน

“พวกมึง นัทมันชวนไปกินข้าวที่โรงอาหารคณะมันเที่ยงนี้ พวกมึงจะไปกันปะ”

ผมหันไปถามเพื่อนๆ เพราะไม่อยากตัดสินใจด้วยตัวเอง เกิดเพื่อนๆ ไม่อยากไป หรืออยากไปที่ไหนกันต่อ เดี๋ยวจะเป็นการบังคับเกินไป

“ได้ซิ ไม่ได้ไปกินที่โรงอาหารนั้นนานแล้วเหมือนกัน”

ปกหันไปหานุ้ย และโบ๊ท ไม่มีการคัดค้านอะไร ก็เลยตอบมาทันที

Water_naam     เดี๋ยวพวกเราไปกินที่โรงอาหารแก เที่ยงเจอกันที่นั่นเลยก็ได้
นัทหัวกรวย    งั้นถ้าแกไปถึงก่อนก็ไปนั่งรอแถวซุ่มประจำเรานะ แกจำได้ใช่ปะ
Water_naam     จำได้ เดี๋ยวเจอกัน
นัทหัวกรวย     จุ๊บๆ

อยากจะด่ามันว่าให้เลิกทำแบบนี้คิดถึงหัวใจคนอ่านด้วย แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับ ผมกับมันไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำบาปร่วมกันมามาก ตัดยังไงก็ตัดไม่ขาด อีกอย่างคือคนที่รู้สึกก็คือผมอยู่ฝ่ายเดียวนั้นเอง เหมือนที่นุ้ยถามว่า เคยแอบชอบคนเปล่า อยากจะพูดดังๆ ‘กูนี้แหละมนุษย์แอบรักตัวพ่อ’

ถึงเวลาเที่ยงพวกเราก็เลยขนขบวนกันไปยังโรงอาหารตึกวิศวะกัน ไปถึงนัทและเพื่อนๆ ที่นั่งรออยู่แล้วก็โบกมือทักทาย พวกเราเลยเลือกที่จะนั่งโต๊ะข้างๆ ชื่อว่าโรงอาหารวิศวะก็จริงครับ แต่ว่าจริงๆ มันคือโรงอาหารของ คณะวิศวะ และคณะศิลปกรรมศาสตร์ เพราะโรงอาหารนี้ตั้งอยู่ตรงกลางพอดี ส่วนใหญ่คนที่กินข้าวที่นี่เลยจะเห็นผู้ชายซะส่วนใหญ่ และแน่นอน คนที่ดูมีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นนุ้ยที่ตอนนี้กลับมาเป็นนุ้ยคนเดิม ไม่ใช่นุ้ยคนที่เขินอายบิดม้วนเหมือนเมื่อเช้าที่พวกเราเห็น

“คิดถึงเค้าละซิที่รัก เลยนัดมากินข้าวเที่ยงแบบนี้”

นุ้ยคนเดิมกลับมาแล้ว เจอนัทปุ๊บก็เข้าไปกอด ลูบแก้มลูบหน้าอกนัทมันเลยทันที ซึ่งฝั่งนั้นเองก็ไม่ได้หนี หรือมีท่าทีกลัวแต่อย่างไร กลับกัน จับนุ้ยมันไปหอมแก้มฟอดใหญ่ซะด้วยซ้ำ นุ้ยมันก็กรี๊ดออกมาพอประมาณ แต่เพื่อนๆ รอบตัว ก็คือต่างหัวเราะและก็ส่ายหัว ให้ความทะลึ่งของทั้งคู่ ถ้าผู้ใหญ่เดินผ่านไปผ่านมา ก็คงต้องปวดหัวของเด็ก 2 คนนี้แน่นอน

“นัท บอกเพื่อนๆ หน่อยซิ ว่าอย่ามองเราแบบนี้ เราเขินนะ”
“ต้องขอโทษแทนเพื่อนเราด้วยนะ เพื่อนเราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้”
“แบบนี้นะแบบไหนหรือ นางฟ้าแบบเค้าหรือเปล่า”
“เอาที่นุ้ยสบายใจเลยจ้า นุ้ยมีความสุขแบบไหน ผัวคนนี้ก็มีความสุขด้วยเสมอ”

สองคนนั้นก็เล่นกันไปเรื่อยแบบนี้เสมอทุกครั้งที่เจอกันแหละครับ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ผมคิดภาพวันที่นัทมันเดินมาบอกว่า นัทกับนุ้ยตัดสินใจที่จะตกลงคบกันนะ นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ

หลังจากตั้งของอะไรกันแล้ว ผมก็สังเกตว่าเพื่อนๆ ของนัททุกคนมีจานข้าวของตัวเองแล้วหมดทุกคน เว้นแต่ของนัทเพียงคนเดียวที่ยังไม่มี พวกผมและนัทก็แยกย้ายกันไปหาซื้อข้าวกิน

“แล้วแกยังไม่ได้ซื้อข้าวอีกหรือ เพิ่งมาถึงหรือ”
“เปล่า ก็รอซื้อพร้อมแก แกจะกินอะไรละ”

พูดเสร็จมันก็ยักคิ้วใส่ผม ผมก็ได้แต่ยิ้มให้มัน แล้วก็เดินไปซื้อข้าว เสร็จแล้วก็มาวางจานที่โต๊ะ นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้ซื้อน้ำเลยทำท่าจะลึกไปซื้อน้ำ แต่นัทที่เดินถือจานข้าว พร้อมน้ำแดงของมัน แล้วน้ำอีกแก้วยื่นมาให้ผม

“น้ำฝรั่งของมึง” นัทยื่นมาให้แล้วก็ลงไปนั่งที่โต๊ะเดียวกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างๆ
“ขอบใจ เลี้ยงกูใช่ปะ”
“เออ แค่นี้เอง เลี้ยงมากกว่านี้ยังได้” นัทมันหันมาพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“แหมๆ อะไรกันคะ ซื้อน้ำกันให้ด้วย อะไรยังไงคะเนี้ย” เสียงนุ้ยแซวมาจากอีกฝั่งโต๊ะ ก็ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ผมและนัทไม่ได้อยู่กันแค่ 2 คน
“ไม่ได้ดิ เมียหลวงต้องดูแลให้ดีหน่อย ต้องดูแลให้ดีจนตายใจ เราก็จะได้ไปมีเมียน้อยต่อไง”

มันพูดเสร็จก็นั่งลง พวกเราตอนนั้นก็หัวเราะกับมุขที่มันพูด ระหว่างนั้นผมก็หันไปเจอปกที่กำลังส่งสายตาเป็นความหมายว่า ‘โอเคหรือเปล่า’ ผมได้เพียงพยักหน้าไปเป็นคำตอบว่าไม่ได้คิดมากอะไร ผมดีใจนะที่มีเพื่อนสนิทขนาดที่มองหน้าแล้วรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร ถามตอบในใจ ก็แปลกดีนะ พวกเรานั่งกินข้าวกัน เล่นกันสักพัก นุ้ยมันก็สะกิดชี้ให้มองผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังยืนซื้อข้าวอยู่ร้านข้างหน้าโต๊ะที่พวกเรานั่ง

“พวกมึง นั้นมันพี่ที่เล่นกีตาร์วงที่เล่นที่ร้านที่เราไปมาปะ”
“อืม” โบ๊ทเป็นคนตอบ
“อ้าว เรียนที่นี่ด้วยหรือวะ นึกว่าเรียนที่อื่นซะอีก ตอนกลางวันเขาก็หล่อไปอีกแบบหนึ่งเนอะ ใส่เสื้อช็อปศิลกรรมด้วย พี่เขาชื่อไรวะ”
“ชื่อไมค์ เรียนศิลกรรม” โบ๊ทมันตอบพร้อมกับสายตาที่ยังไม่ละสายตาจากผู้ชายคนนั้นเลย
“มึงรู้จักพี่เขาหรือ” นุ้ยถามด้วยความสงสัย จริงๆ ผมเองก็สงสัย เพราะท่าทางผมว่าโบ๊ทน่าจะรู้จักเขาด้วย แต่โบ๊ทก็เหมือนเพิ่งจะรู้ตัวที่ถูกถามแบบนั้นเลยหันมาหาพวกผมที่รอคำตอบ
“เขาเป็นรุ่นพี่สมัยมัธยมนะ แล้วก็อยู่หอเดียวกับกูด้วย แต่ไม่น่าจะจำกูได้”
“ออ” นุ้ยตอบกลับไป แล้วก็หันไปสนใจอย่างอื่นต่อ ส่วนผม ที่ตอนนี้เห็นว่าโบ๊ทยังแอบมองพี่เขาไปนั่งกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนๆ อีกฟากหนึ่งของโรงอาหาร ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตอนนี้โบ๊ทกำลังรู้สึกอย่างไร

กินข้าวกันเสร็จแล้วฝั่งผมก็กำลังจะไปทำงานต่อที่ห้องสมุด ส่วนฝั่งนัทก็ต้องขึ้นไปเรียนในคาบบ่ายต่อ ก่อนจะลุกออกไปได้คุยกันว่าเย็นนี้น่าจะทำหมูกระทะกินกัน นุ้ยเลยบอกให้ผมชวนนัทที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ไปกินด้วยกันเย็นนี้

“เย็นนี้พวกเราจะกินหมูกระทะกันอะ ไปกินด้วยกันเปล่า”
“ไปดิ เย็นนี้ไม่ได้ไปไหน” นัทตอบแทบจะทันทีที่ผมถาม ส่วนเพื่อนๆ ของนัทก็ขอตัวไม่ไปกินกับพวกเรา เพราะพวกเขามีธุระกัน ตอนนั้นยอมรับเลยครับว่าดีใจมาก

4 โมงเย็น พวกเรากำลังเก็บข้าวของเพื่อออกจากห้องสมุด ผมเลยหยิบโทรศัพท์เพื่อส่งข้อความหานัท เป็นการนัดแนะเวลาที่จะต้องมาเจอกันเพื่อกินหมูกระทะกัน

Water_naam     พวกเราเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะไปซื้อของ แล้วเอาของไปทำกินกันที่ห้องปก แกจะมากี่โมงหรือ

ตอนนี้ข้อความในมือถือ ขึ้นว่า Read แต่ก็เงียบไป ประมาณ เกือบ 5 นาที นัทมันก็ส่งข้อความตอบกลับมา

นัทหัวกรวย    มึง กูไปไม่ได้แล้วอะ มิ้นชวนกูไปกินข้าวเย็นนี้ กูไม่อยากปฏิเสธวะ ฝากบอกเพื่อนๆ ด้วยนะ ว่ากูขอโทษ ไว้เดี๋ยวคราวหน้าไม่เบี้ยวแน่นอน
Water_naam    โอเค ไม่เป็นไร งั้นไว้คราวหน้า :)


ออฟไลน์ carbon10011

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
เจ็บจนชิน

Water_naam   โอเค ไม่เป็นไร งั้นไว้คราวหน้า : )

ส่งข้อความไปให้นัทแล้ว ผมก็หันไปบอกเพื่อนๆ เรื่องนัทไม่ได้ไปกินข้าวเย็นนี้กับพวกเรา เพื่อนๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วหันไปคุยเล่นกันต่อ ส่วนหน้ายิ้มที่ส่งไปมันก็แค่ตัวอักษรเท่านั้นครับเพราะภายในใจของผมตอนนี้ คือเศร้ามาก แต่ก็เท่านั้น เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องทำใจให้ได้ครับ นัทมันไม่ได้ผิดอะไร ก็แค่มันกำลังไปหาคนที่มันชอบ เป็นเรื่องที่ผมต้องทำใจเท่านั้นเอง ระหว่างที่กินหมูกระทะกับเพื่อน หรือไปกินข้าวกับแฟนสาว เป็นผมก็ต้องเลือกไปกินกับแฟน แบบนั้นถึงจะถูกต้องที่สุด
   
พวกเรานั่งกินหมูกระทะที่ทำกินกันเองในห้องของปก เพื่อนๆ ก็กำลังดูหนังที่อาจารย์สั่งให้พวกเราดูเพื่อไปพูดคุยกันในคาบวิจารณ์หนัง ตอนนี้ในห้องต่างมีเสียงเนื้อที่จี่ไปกับเตาร้อนๆ เสียงโทรทัศน์ที่กำลังเปิด และเสียงวิจารณ์ของเพื่อนๆ แต่ผมเอง แทบจะไม่มีกระจิตกระใจในการทำอะไรเลย เลยหยิบมือถือขึ้นมาไถฟีดหน้าเฟสบุ๊คไปเรื่อยๆ ก็มีเสียงข้อความเตือนที่ผมตั้งค่าไว้ว่า ถ้านัทโพสต์อะไร ก็ให้มาแจ้งเตือนที่ผมด้วย เมื่อจิ้มไปที่ข้อความที่แจ้งเตือนภาพที่เห็นตรงหน้าก็เป็นภาพที่พอจะเดาได้ ภาพใบหน้าที่ยิ้มกว้างพร้อมกับข้างๆ คือใบหน้าที่สุดแสนจะน่ารักของน้องมิ้นนั้นเอง ถ้ารูปที่เห็นตอนนี้เป็นรูปภาพของเพื่อนคนอื่น ผมคงเข้าไปคอมเม้นท์แซว เหมือนที่ตอนนี้คอมเม้นท์แซวเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ผมได้เพียง กดไลค์ และพิมพ์

:  )

พิมพ์ได้แค่เท่านี้จริงๆ หลังจากพิมพ์ข้อความไปแล้ว ก็ได้แต่ย้อนมาดูรูปหน้ามันซ้ำๆ แต่ใจนึกก็กลัวเพื่อนๆ จะจับสังเกตได้ เลยปิดจอโทรศัพท์ แล้วก็หันไปสนใจหนังกับเพื่อนๆ

“น้ำ ไปซื้อของกินมาเพิ่มเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ” ปกหันมาทักผมมาขณะที่ผมกำลังมองหนังในจอ
“ได้สิ แกจะเอาอะไรเดียวเราไปซื้อให้เองก็ได้”
“ไปด้วยกันนี้แหละ”

ปกยืนยันสายตาตอนที่มองมาที่ผม ก็ทำให้รู้ได้ทันทีว่าผมน่าจะรู้ว่าผมกำลังรู้สึกอะไรอยู่เลยอยากชวนออกมาเดินข้างนอกแทนนั่งอยู่ที่ห้องกับเพื่อนๆ ผมหันไปหาเพื่อนๆ เพื่อถามว่าอยากได้อะไร แล้วก็เดินออกจากห้องพร้อมกับปก
“แกกำลังนอยด์เรื่องรูปคู่อยู่ใช่ปะ ก็สวยจริง ๆ อย่างที่แกว่า”
“เปล่า ไม่ได้นอยด์ซะหน่อย จะนอยด์ทำไม ก็เมื่อกี้เราดูหนังอยู่ไง เลยไม่ได้พูดอะไร หนังอินดี้ขนาดนั้น ไม่ตั้งใจ
ดูจะเข้าใจได้ไง”
   
ผมหันไปพูดกับมัน รู้ทั้งรู้ว่ามันดูออกว่าผมกำลังรู้สึกยังไง แต่ก็ไม่อยากแสดงอาการอะไรให้มันเห็นมาก แต่ที่สงสัยคือ มันเห็นรูปของนัทด้วยหรือ

“แกมีเฟสนัทมันหรือ ถึงได้เห็นรูปที่มันโพสต์” ปกหันมายิ้มอย่างคนชนะ เพราะผมดันหลุดสงสัย
“มันแอดเฟสเรามาตั้งแต่ตอนเข้ามาใหม่ ๆ แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยได้กดไลค์อะไร แกก็รู้ว่าเราไม่ค่อยเล่นเฟส”

ก็จริง ปกมันมีเฟสเฉพาะกับเพื่อนที่มันสนิทๆ เท่านั้น ผมไม่ค่อยเห็นมันโพสต์อะไรเลยด้วยซ้ำ

“เราสังเกตแกมาตั้งแต่ตอนที่แกบอกพวกเราแล้วว่ามันจะไม่มากินด้วย แล้วเมื่อกี้ดันเห็นภาพคู่อีก ก็ไม่แปลกหรอกที่จะนอยด์”
“ที่เราไม่อยากให้แกรู้เรื่องนี้ก็เพราะแบบนี้ไงปก แกเป็นคนเก่ง ไขคดีเป็นโคนันเลย เออ ยอมรับก็ได้ เรากำลังคิดถึงเรื่องมัน แต่เดี๋ยวก็หาย ไม่ต้องซีเรียสเรื่องนี้หรอก เคยเป็นปะ เจ็บจนชิน เจ็บจนชา”
“เคยสิ ที่เจ็บ แต่ทำไมเราไม่เห็นชินซะทีวะ แต่เอาน่า อย่าไปคิดมาก ซื้อเบียร์ขึ้นไปกินด้วยดีกว่า”

ปกพูดแล้วก็เดินนำผมเข้าร้านสะดวกซื้อ แต่แค่ผมคิดถึงคืนวันนั้นที่มันหลอกให้ผมกินเบียร์จนเผยความลับที่ผมเก็บมาตลอด 8 ปี ให้มันได้รู้ ผมก็กลัวการกินเบียร์กับปกมันแล้วครับ สรุปที่เดินลงมาเพราะปกอยากให้ผมได้เดินออกมาจากบรรยากาศตรงนั้น แล้วก็คงอยากให้ผมได้ระบาย ตอนนี้ในมือเลยถือขนม พร้อมกับแกล้ม แล้วก็เบียร์อีก ครึ่งโหล กลับไปด้วย ระหว่างเดินไปปกมันก็ไม่ได้พูดอะไรนะครับ จนผมเป็นฝ่ายทำลายความเงียบตรงนั้นซะเอง

“วันนี้จริง ๆ เราก็ดีใจนะ ที่มันบอกว่าจะมากินข้าวกับพวกเรา แล้วพอมาเจอมันเทไปกินข้าวกับน้องมิ้น เราก็เลยแอบเสียใจนิด ๆ กลับมาถึงมันก็ต้องมาถามว่าทำยังไงให้ได้น้องเค้าเป็นแฟนดี จีบน้องเค้ายังไง เอาใจน้องเค้ายังไง แล้วเราเองก็ต้องช่วยมันคิดหาวิธีต่าง ๆ จริง ๆ เราก็รู้ตัวว่าเราเหมาะที่จะเป็นแค่เพื่อนมันเท่านั้น แต่แค่ตอนนี้เรายังมูฟออนเป็นวงกลมเท่านั้นเอง”

ระหว่างนั้นปกก็เดินฟังเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร ก่อนที่เราสองคนจะหยุดหน้าห้อง ปกหันมามองหน้าผม

“มีอะไรก็บอกได้เราตลอดนะ เราก็ยังขอยืนยันคำเดิมว่า พร้อมรับฟัง”

ผมยิ้มให้เพื่อเป็นการตอบแทนคำว่าของคุณ เปิดประตูเข้าไป ก็ไปนั่งดูหนังกับเพื่อน ๆ เหมือนเดิมพูดคุยกันเรื่องหนัง เรื่องต่าง ๆ กลับมาตอนนี้ผมก็คลายความเครียดลงไปหน่อย จากการออกไปเดินกับปกเมื่อครู่ จนล่วงเลยมาถึงเกือบ 5 ทุ่ม ตอนนี้พวกเราทุกคนเลย ตกลงกันที่จะแยกย้ายกันกลับห้องใครห้องมัน

ระหว่างเดินกลับห้องอยู่นั้น เสียงมือถือก็ส่งเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้ามา เลยหยิบขึ้นมาดู

((ปก))   ที่เราบอกเป็นห่วงนะ เราเป็นห่วงจริง ๆ นะ
((ปก))   ถ้าไม่สบายใจ ไม่อยากนอนคนเดียวก็มานอนกับเราได้นะไม่ต้องเกรงใจ

ผมได้แต่ยิ้มเมื่อเห็นข้อความนั้น ผมละอิจฉาคนคนนั้นที่ปกชอบจริง ๆ นะ เขาต้องเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ แน่ ๆ ที่คนอย่างปกแอบชอบได้ เพราะต่อให้ปกมันหยาบกับเพื่อนบ้าง แต่จริง ๆ มันก็คอยเป็นห่วงเพื่อนๆ ทุกคนเสมอ

Water_naam  ขอบคุณมากนะปก วันนี้เราโอเค ถ้าเราไม่ไหวจริง ๆ เราไปรบกวนแกแน่ ๆ

ผมต้องขอบคุณโชคชะตาหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้ผมได้เจอเพื่อน ๆ ดี ๆ แต่ผมเองก็เป็นคนที่แปลกอย่างหนึ่งครับ คือยิ่งถ้ามีปัญหาอะไรไม่สบายใจ โดยเฉพาะเรื่องหัวใจ ผมจะมักจะอยู่กับตัวเองเงียบ ๆ มากกว่าไปรบกวนเพื่อน ๆ เพราะคิดว่านี้เป็นปัญหาส่วนตัว ไม่อยากให้เพื่อนต้องมานั่งปวดหัวกับปัญหาของเรา อยู่คนเดียวได้นั่งคิดทบทวนอะไรต่าง ๆ แล้วมันก็จะหายไปเองในทุกครั้ง ภายนอกของผมอาจจะเป็นคนสนุกสนานต่อหน้าเพื่อน ๆ ดูเหมือนเป็นคนไม่กังวล หรือคิดอะไรมากมายเวลาเจอปัญหา สามารถหัวเราะให้กับปัญหานั้นได้ แต่ผมก็เหมือนคนอื่น ๆ นั่นแหละครับ ที่มีปัญหาทั้งเรื่องการเรียน เรื่องครอบครัว หรือแม้แต่ปัญหาหัวใจ

กลับมาถึงห้อง ระหว่างกำลังจัดการเก็บของต่างๆ และกำลังถอดเสื้อผ้าเพื่อจะไปอาบน้ำแล้วจะนอน พรุ่งนี้วันเสาร์ด้วย ได้นอนตื่นสายซะหน่อย พรุ่งนี้ก็คงอยากแอบไปดูหนังคนเดียวสักเรื่อง พอดีมีหนังเรื่องที่อยากดูเพิ่งเข้าโรงพอดีด้วยเลย แต่ไม่ทันที่จะเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย เสียงเตือนข้อความเข้ามา ผมเลยเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง

นัทหัวกรวย กูกำลังจะกลับห้อง มึงอยู่ที่ไหนอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-10-2021 07:34:18 โดย carbon10011 »

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด