สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper  (อ่าน 2219 ครั้ง)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #30 เมื่อ08-02-2021 22:55:33 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตอนที่ 10 วันงงๆของคนแอบชอบ


"อือ" ผมส่งเสียงเบาๆในลำคอ ขยับตัวเล็กน้อย ชูแขนทั้งสองข้างขึ้น บิดตัวซ้ายขวาเนื่องจากรู้สึกเมื่อยตัวจากการนอนท่าเดิมเป็นเวลานาน


นอนเหรอ? ผมชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ ร่างกายที่กำลังบิดซ้ายขวาชะงักนิ่ง คิ้วทั้งสองข้างขมวดแน่นเข้าหากัน ผมจำได้ว่าเมื่อกี้ยังนั่งดูหนังกับพี่ภูผาอยู่เลยเเล้วผมนอนได้ยังไง


พี่ภูผา ใช่เเล้วพี่ภูผาอยู่ในห้องของเรานี่น่า เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็รีบดีดตัวขึ้นนั่งทันที


โป้ก!

"โอ๊ย!"

"โอ๊ย!"

ผมส่งเสียงร้องออกมาเมื่อหน้าผากของผมกระเเทกกับอะไรบางอย่างอย่างเเรง ผมหันหน้าไปทางเสียงร้องโอ๊ยของใครอีกคนที่ดังออกมาพร้อมๆกัน ก็เจอกับพี่ภูผากำลังใช้มือจับๆลูบๆอยู่ที่บริเวณคางของตัวเอง

"พี่ภูผาเจ็บมากไหมครับ" ผมรีบขยับตัวเข้าหาพี่ภูผาอย่างรวดเร็วอย่างลืมตัว ทำให้ตอนนี้ผมกับพี่ภูผานั่งใกล้กันมากๆ

"ผมขอดูหน่อยครับ" ผมจับมือของพี่ภูผาออก ก่อนจะใช้มือของตัวเองไปสัมผัสบริเวณคางที่มีรอยสีเเดงเด่นชัดขี้นมา "เจ็บมากไหมครับ ผมขอโทษ" ผมมองรอยเเดงบริเวณคางด้วยความรู้สึกผิด "แดงหมดเลย"


ผมที่กำลังยุ่งวุ่นวายกับคางของพี่ภูผาอยู่นั้นเริ่มรับรู้ได้ถึงความเงียบเเละความผิดปกติของคนตรงหน้า ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพี่ภูผาเป็นอะไรหรือเปล่า จึงเงยหน้าขึ้นมองพี่ภูผาก็เห็นว่าอีกฝ่ายจ้องมองมาที่ผมอยู่เเล้ว สายตาของเราทั้งสองประสานกัน ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ผมอยู่ใกล้กับพี่ภูผาขนาดนี้เลยเหรอ


ทุกครั้งที่ผมได้มองตาที่ภูผา มันเหมือนราวกับว่าผมโดนมนต์สะกดก็อย่างไรอย่างนั้น ดวงตาสีนิลสวยที่ชวนให้หลงใหล ทำให้ไม่สามารถหนีไปจากมันได้เลยสักครั้ง ทุกครั้งที่ได้สบตากันมันทำให้ผมไม่อยากจะละสายตาไปไหน และสายตาของพี่ภูผาที่มองมายังผมมันทำให้ผมรู้สึกร้อนๆหนาวๆกับสายตาของอีกฝ่ายเสมอ ผมเลยเลือกที่จะหลบสายตาของพี่ภูผาอยู่บ่อยๆ


และตอนนี้ผมรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นมันอยู่ใกล้ๆกับผมมากๆ มากจนผมเห็นมันชัดมากกว่าครั้งไหนๆ ไม่สิ ไม่ใช่เเค่ดวงตาที่เห็นชัดขึ้น เเต่ตอนนี้หน้าของพี่ภูผาผมก็เห็นชัดขึ้น ใบหน้าของเราอยู่ใกล้ๆกันมาก จมูกของเราเเทบจะชนกันอยู่เเล้ว ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร และผมก็ไม่มีความคิดว่าจะหลบหนีหรือถอยออกไปเช่นกัน ผมยังคงมองตาของอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา


หน้าของพี่ภูผาใกล้เข้ามาอีกนิด อีกนิด เเละอีกนิด ปลายจมูกของเราชนกันเบาๆ พี่ภูผาเอียงหน้านิดหน่อย เเละทันใดนั้นเอง


ครืดครืด~     ครืดครืด~     ครืดครืด~


เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะทำให้เราสองคนดีดตัวออกห่างกันโดยอัตโนมัติ

"อะเเฮ่ม! อืม!" พี่ภูผาส่งเสียงกระเเอมออกมา หันหน้ามองซ้ายทีขวาทีราวกับว่ากำลังประหม่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อีกอย่างที่ผมสังเกตเห็นเหมือนว่าหูของพี่ภูผาจะเเดงนิดๆด้วย หนาวหรือเขินนะ

"เอ่อ เอ่อ" ผมก็รู้สึกประหม่าไม่ต่างจากอีกฝ่าย จากเหตุการณ์เมื่อครู่มันทำให้ความรู้สึกของผมตีวนปะปนสับสนกันอยู่ในหัว เเต่สิ่งหนึ่งที่โชว์เด่นอยู่บนใบหน้านั้นคือความเเดงที่เกิดจากความเขินอาย

ผมยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเบาๆเพื่อขับไล่ความประหม่าเเละความเขินอายที่มีอยู่เเต่เหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไรเลย

"พะ พี่ภูผาเจ็บมากไหมครับ ขอโทษนะครับที่ทำให้พี่ภูผาเจ็บตัว" ผมรวบรวมความกล้าอันน้อยนิดที่มีอยู่ในตัวถามอีกฝ่ายออกไป พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด

"ไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดเราสักหน่อย อีกอย่างพี่ก็ไม่ได้เจ็บอะไรมาก"พี่ภูผาหันหน้ามาตอบผม

"ว่าเเต่ทำไมหัวเราถึงชนกันได้นะ" ผมบ่นกับตัวเองเบาๆด้วยความสงสัย เเต่เหมือนว่าคนข้างๆจะหูดีเกินไป

"พอดีพี่เห็นเรานอนโงนไปเงนมา พี่เลยจับเรามานอนตักพี่แทน" พี่ภูผาหันมาบอกผมด้วยหน้าตานิ่งๆ

"นะ นอนตักเหรอครับ" ผมตาโตด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้นอนบนตักของคนข้างๆ

"ใช่ครับ" พี่ภูผาตอบผมก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นหน้าของผมที่กำลังเหวอให้กับเรื่องที่พูดก่อนหน้า "ทำหน้าอะไรของเรา ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ" พี่ภูผาว่าพร้อมกับยื่นมือมาวางบนหัวผม

"โอ๊ย ซี๊ด!" ผมรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาเมื่อมือของพี่ภูผาโดนเข้ากับบริเวณที่กระเเทกกับคางของคนตรงหน้า

"เป็นอะไรครับ เจ็บเหรอ ไหนขอพี่ดูหน่อย" พี่ภูผามีสีหน้าตกใจ ขยับหน้าเข้ามาใกล้ๆกับผม ใช้มือของตัวเองลูบบริเวณหน้าผากของผมอย่างแผ่วเบา




ผมมองหน้าของคนตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินจนความเจ็บที่มีก่อนหน้าไปซะหมด ใบหน้าของพี่ภูผาที่ตอนนี้คิ้วขมวดจนแทบจะเป็นปม สายตาก็จับจ้องไปยังบริเวณหน้าผากของผมพร้อมกับมือที่ยังลูบอยู่เบาๆนั้น มันทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ เจอเเบบนี้ยาไม่ต้อง ประคบเย็นไม่เอา ขอมือคู่นั้นมาประคบหน้าผากผมแทนได้ไหมครับ ฮ่าๆ เหมือนจะเก่ง แต่ก็เก่งได้เเค่ในความคิดเท่านั้น น่าสงสารจริงๆนะตัวเรา


"สีเทียน"

"สีเทียนครับ"

"สีเทียน! "

"คะ ครับ" ผมหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเองเมื่อรับรู้ถึงเเรงเขย่าบริเวณต้นแขน

"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เจ็บมากไหม ไปหาหมอไหมครับ พี่ว่าเราดูไม่ค่อยโอเคนะ เรียกตั้งนานก็ไม่ตอบ"

พี่ภูผายิงคำถามใส่ผมมาเป็นชุด เเบบนี้เขาเรียกว่าเป็นห่วงใช่ไหม เป็นห่วงใช่หรือเปล่านะ เป็นห่วงเเหละเนอะ ขอเข้าข้างตัวเองสักนิดจะผิดไหม

"ไม่เป็นไรครับผมเเค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย"

"แน่ใจนะ" พี่ภูผาถามย้ำผมอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ยังติดกังวลอยู่

"แน่ใจครับ" ผมตอบคนตรงหน้าด้วยความหนักเเน่น อีกฝ่ายพยักหน้ากลับมาและมีสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้น


"ถ้าอย่างนั้นพี่กลับก่อนดีกว่า ดึกมากเเล้วเราจะได้พักผ่อนต่อ" อีกฝ่ายว่าเสร็จก็เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือกับกุญเเจรถที่วางอยู่บนโต๊ะ

ส่วนผมที่ได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าดึกมากเเล้ว รีบหันหน้าไปมองยังนาฬิกาที่เเขวนอยู่กับฝาผนังทันที เมื่อเห็นเข็มนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาตอนนี้ก็แทบอยากจะหันไปตีคนข้างๆแรงๆสักที



"ทำไมพี่ภูผาไม่ปลุกผมครับ นี่มันจะห้าทุ่มเเล้วนะครับ" ผมหันหน้าไปถามคนข้างๆด้วยสีหน้าพร้อมมีเรื่องเต็มที่

"ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่เห็นเรากำลังนอนนอนสบายเลยไม่อยากปลุก"

"ไม่เป็นไรไม่ได้ครับ มันดึกมากๆเลย" ผมมุ่ยหน้าใส่คนตรงหน้า "ขับรถดึกๆมันอันตรายนะครับ"

"เป็นห่วงเหรอครับ" พี่ภูผาถามผมด้วยน้ำเสียงประมาณว่าจะเเซวเล่นเเต่สำหรับคือไม่เล่นครับ

"ครับ ผมเป็นห่วง" ผมบอกคนตรงหน้าด้วยเสียงที่ดังฟังชัด

พี่ภูผาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินประโยคที่ผมพูดออกไป ก่อนจะยิ้มนิดๆบริเวณมุมปาก สายตาที่มองมาราวกับว่ากำลังดีใจอยู่

"คราวหน้าไม่เอาเเบบนี้เเล้วนะครับ"

"โอเคครับ" พี่ภูผายื่นมือมาลูบหัวผมเบาๆ ส่งยิ้มที่อ่อนโยนมาให้ผม "ไปกันครับ ถ้าดึกกว่านี้จะมีเด็กงอนพี่อีก" ว่าเสร็จพี่ภูผาก็ลุกออกจากโซฟาเดินนำผมไป

"ผมไม่ได้งอนสักหน่อย" ผมบ่นเบาๆก่อนจะลุกเดินตามอีกฝ่ายไป


ผมเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ คีการ์ดเเละกุญเเจบ้านที่วางอยู่บนโต๊ะทานข้าว ก่อนจะเดินมาหาพี่ภูผาที่รอผมอยู่ที่บริเวณหน้าประตู

"จริงๆส่งพี่ที่หน้าประตูก็ได้"

"มีคีการ์ดเหรอครับ"

อีกฝ่ายยกมือยอมเเพ้เพราะตัวเองไม่มีคีการ์ดของคอนโด จากนั้นก็เอื้อมมือไปเปิดประตูเดินออกจากห้องไปพร้อมๆกัน


เราสองคนเดินตรงมายังบริเวณลานจอดรถหน้าคอนโดที่มีรถของพี่ภูผาจอดอยู่ พี่ภูผาที่กำลังเปิดประตูรถชะงักค้างไว้ ก่อนจะหันหน้ามามองผม

"หน้าผากของเราแดงมากเลยไม่รู้จะปูดหรือเปล่า ถ้าปูดอย่าลืมหาน้ำเเข็งมาประคบด้วยนะ"

ผมยกมือขึ้นจับหน้าผาตัวเองทันทีที่พี่ภูผาพูดเสร็จ

"ครับ"

พี่ภูผาพยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ผม "ถ้าอย่างนั้นพี่กลับก่อนนะ" พี่ภูผาว่าจบก็เตรียมตัวจะเข้าไปนั่งไปรถ

"เดี๋ยวครับพี่ภูผา"

พี่ภูผาชะงักตัวเองหันหน้ามามองผม เลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นเป็นเชิงถามว่ามีอะไร

"คือ คือว่า" ผมสูดหายใจเเรงๆเข้าเต็มปอดหนึ่งครั้ง ก่อนจะพูดรัวๆออกไป "ขอโทษนะครับที่ทิ้งพี่ภูผาไว้คนเดียว ส่วนตัวเองก็หลับสบายเลย เเถมพอตื่นมาก็ทำให้พี่ภูผาเจ็บตัวอีก" ผมมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิด "อีกอย่างผมยังสร้างความลำบากด้วยการไปนอนบน เอ่อ บนตักพี่ภูผาอีก" ผมรู้สึกเขินกับประโยคหลังที่พูดไป บีบมือตัวเองที่กำลังจับกันอยู่

"ไม่เป็นไรครับ" พี่ภูผาส่งยิ้มที่ดูเเล้วอบอุ่นส่งมาให้ผม ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นทันทีที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น


และต่อไปผมกำลังจะใช้ความกล้าหลอดสุดท้ายของวันนี้ออกไปกับประโยคที่ว่า


"วะ ไว้วันหน้ามาทานข้าวอีกนะครับ ผมจะทำอาหารอร่อยไว้ไถ่โทษเเละขอบคุณ" พูดไปแล้ว พูดออกไปแล้ว

"ตกลงครับ"

"ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านดีๆนะครับ" ผมส่งยิ้มกว้างให้กับพี่ภูผา "แล้วก็ ถึงบ้านเเล้วส่งข้อความมากบอกด้วยนะครับ" ประโยคหลังผมพูดออกมาด้วยความไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ เพราะไม่เเน่ใจว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร

"โอเคครับ" ว่าจบพี่ภูผาก็เข้าไปนั่งตำเเหน่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์ ผมที่คิดว่าพี่ภูผาจะขับออกไปเลยก็ต้องงงๆเมื่ออีกฝ่ายลดกระจกฝั่งข้างๆคนขับ พี่ภูผาเอี้ยวตัวมายังเบาะข้างๆคนขับ เพื่อลดระยะห่างของเราสองคนให้ได้คุยกันใกล้ขึ้น

ส่วนผมก็ขยับตัวไปใกล้ๆกับกระจกเพราะไม่เเน่ใจว่าอีกฝ่ายลืมอะไรหรือเปล่า

"พี่ภูผาลืมอะไรหรือเปล่าครับ"

"เปล่าครับพี่จะบอกว่า จริงๆของไถ่โทษไม่ต้องก็ได้นะครับ เพราะว่าพี่ได้จากเรามาเเล้ว นิ่มดี " พี่ภูผาส่งรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์มาให้ผม "ไว้เจอกันนะครับ ถึงบ้านพี่จะส่งข้อความมาบอกนะครับ เราก็กลับขึ้นห้องได้เเล้วนะครับ"

เมื่อว่าประโยคยาวๆจบพี่ภูผาก็ปิดกระจกและขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ทิ้งให้ผมงงกับคำว่า นิ่มดี ของอีกฝ่ายอยู่ที่เดิม อะไรของเขานะที่บอกว่านิ่มดี ผมยกมือขึ้นเกาหัวอย่างงงๆ สะบัดหัวตัวเองสองสามทีเพื่อสลัดคำนั้นทิ้งเพราะไม่รู้จริงๆว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอะไร


ผมหมุนตัวกลับหลังเดินกลับเข้าไปในคอนโดเมื่อเห็นว่ารถของอีกฝ่ายวิ่งห่างออกไปจนสุดสายตา

"หนูเทียน"

"ครับคุณลุง" ผมชะงักฝีเท้าที่กำลังเดิน และหยุดเดินลงเมื่อคุณลุงยามเอ่ยเรียกชื่อผม "มีอะไรหรือเปล่าครับ" ผมถามลุงยามออกไป

"พอดีเมื่อเย็นมีคนมาฝากเอกสารไว้ให้" ลุงยามยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลมาให้ผมพร้อมรอยยิ้ม

"ขอบคุณครับ" ผมยื่นมือไปรับซองเอกสารมาจากมือคุณลุง จากนั้นก็พลิกซองไปมาเพื่อจะดูว่าใครส่งมาเเต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีชื่อบ่งบอกที่มาที่ไป มีเเต่ชื่อของคนรับอย่างเดียว "เขาบอกไหมครับว่าส่งมาจากใคร"

" อืมม ไม่นะ ตอนนั้นเขาถามเเค่ว่าที่คอนโดมีคนที่ชื่อสีเทียนใช่ไหม เเล้วก็บอกลักษณะมา ลุงเห็นว่าเป็นหนูเทียนเลยบอกว่าใช่ จากนั้นเขาก็ยื่นซองเอกสารมาเเล้วบอกว่าฝากให้หนูเทียนด้วย มีคนฝากส่งมาให้"

"อ่อ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณนะครับ"


ผมเดินถือเอกสารขึ้นมาบนห้องพร้อมกับความสงสัยว่าใครส่งอะไรมา หรือจะเป็นภาพเขียนส่งอะไรมาให้เเล้วลืมโทรฯมาบอก ผมถือซองพลิกไปมาก่อนจะเปิดประตูเข้าห้อง เเละเดินตรงเข้าไปยังห้องนอนทันทีเพื่อจะหยิบคัตเตอร์มาตัดซองออกดูเอกสารด้านใน


ตึ๊ง  ตึ๊ง  ตึ๊ง  ตึ๊ง  ตึ๊ง  ตึ๊ง  ตึ๊ง  ตึ๊ง


ผมที่ตอนเเรกตั้งใจว่าจะเปิดซองดูก่อน ต้องยอมเเพ้ให้กับข้อความที่เข้ามาถี่ยิบ ผมละความสนใจจากซองเอกสาร หยิบมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะมาไว้ในมือเเทน ก่อนจะเดินไปล้มตัวนอนลงบนเตียงเพื่อจะคุยกับบุคคลที่ส่งข้อความเข้ามารัวๆ


Khanom 555 : ไอ้สี สีเว้ย สี

     สี ไอ้สี

     สีเพื่อนร๊ากกกก


October20 : มึงจะรัวทำไมเนีย


Khanom 555 : ก็กูอยากเสือกอ่ะ


ผมอ่านข้อความที่ค้างอยู่ตั้งเเต่เมื่อเย็นของขนมกับตุลาจนถึงข้อความล่าสุดที่ขนมทักผมมารัวๆ ผมส่ายหัวน้อยๆ ให้กับขนม ก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งกลับไป


สีเทียน : *ส่งสติกเกอร์ลิงสวัสดี*


Khanom : ไอ้เชี่ยสี หายไปไหนมาวะ

     กูคิดว่ามึงย่อยสลายไปแล้วนะสัส


สีเทียน : ขนมพูดไม่เพราะ

   * ส่งสติกเกอร์ลิงโกรธ*


Khanom : ใช่เวลาบ่นกูไหมสี

    อย่างไรครับคุณสี วันนี้อย่างไรครับ

     แฮปปี้สวนสัตว์เดย์ป้ะครับวันนี้


October20 : ความเสือกมึงมันเด่นชัดมาก

   ชัดจนทะลุออกมานอกจอ

    มึงเห็นคำว่าเสือกวิ่งทับซ้อนตัวอักษรมึงป้ะหนม


ผมหลุดหัวเราะออกมาทันทีเมื่อเห็นข้อความล่าสุดที่ตุลาส่งมา ถ้าให้ผมเดาป่านนี้ขนมคงคันปากยิบๆ อยากจะสวนตุลากลับเต็มเเก่เเล้วเเน่ๆ


สีเทียน : ไม่มีอะไรหรอก

     ก็ไปเที่ยวกันปกติ



ตึ๊ง  ตึ๊ง


ในขณะที่ผมกำลังตอบข้อความเพื่อนๆ อยู่ ก็มีข้อความของใครสักคนส่งเข้ามาในเวลาเดียวกัน ผมเลื่อนดูก็เห็นเป็นชื่อของพี่ภูผา ผมรีบออกจากช่องเเชทของเพื่อนๆทันทีทั้งๆที่ยังคุยกันไม่จบ เพื่อไปคุยกับบุคคลที่ส่งข้อความเข้ามาใหม่ ผมหวังว่าการกระทำนี้เพื่อนๆจะเข้าใจเเละเห็นใจผมนะ


PP : พี่ถึงบ้านเเล้วนะครับ

    เราทำอะไรอยู่


ผมยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เห็นข้อความที่ส่งมาของพี่ภูผา ผมม้วนตัวกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียง ดีใจที่พี่ภูผายอมทำตามที่ผมบอกด้วย ก่อนจะตั้งสติพิมพ์ตอบกลับไป


สีเทียน : โอเคครับ

   ผมกำลังคุยกับพวกเพื่อนๆอยู่ครับ

   พี่ภูผารีบไปอาบน้ำนะครับ

   จะได้พักผ่อน

   วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันเลย


ผมส่งข้อความไปรัวๆไปให้พี่ภูผา


PP : โอเคครับ

   เราก็อาบน้ำด้วยนะ


สีเทียน : ครับ

    พี่ภูผาครับ


PP : ครับ?


สีเทียน : สำหรับวันนี้ขอบคุณมากนะครับทุกๆอย่างเลย

  *ส่งสติกเกอร์กระต่ายขอบคุณ*


PP : ด้วยความยินดีเเละเต็มใจครับ

  *ส่งสติกเกอร์หมียิ้มกว้าง*


สีเทียน : ถ้าอย่างนั้นพี่ภูผาฝันดีนะครับ


PP : ฝันดีครับ


สีเทียน : *ส่งสติกเกอร์กระต่าย good night*


PP : *ส่งสติกเกอร์หมี good night*


ผมวางโทรศัพท์มือถือไว้เเนบอก พลิกตัวไปมาซ้ายขวาด้วยความเขินอายและดีใจ จนผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ เมื่อพลิกตัวจนเหนื่อยหอบก็นอนหงายนิ่งๆเพื่อพักให้หายเหนื่อย เเต่ในตอนที่นอนอยู่นิ่งๆหัวสมองผมก็คิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนดึกที่หน้าของเราอยู่ใกล้ๆกัน

"พี่ภูผาจะทำอะไรนะ" ผมบ่นออกมาเบาๆ  "หรือว่า......"

"อ๊ากกกกกก!" ผมส่งเสียงดังออกมาให้กับความคิดที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ของตัวเอง ใช้เท้าเกี่ยวผ้าห่มที่อยู่บริเวณปลายเตียงขึ้นมาคลุมตัว วางโทรศัพท์มือถือไว้บนเตียง จากนั้นก็ม้วนตัวเองไปมากับผ้าห่มเพราะความเขินอายที่มีมันล้นจนต้องหาทางระบายเเละสภาพผมตอนนี้ก็ไม่ต่างมัมมี่ที่โดนห่อเลย


ผมสะบัดหน้าพยายามดึงสติของตัวเองให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง จากนั้นก็ลุกไปอาบน้ำเเละเข้านอนทันที ก่อนจะนอนผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองจะลืมอะไรไปหรือเปล่านะ แต่ก็คงไม่หรอก เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็ล้มตัวลงนอนเข้าสู่ห้วงนินทราอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่รู้เลยว่ามือของผมที่เผลอกดไปโดนปุ่มปิดเสียงไว้ทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า มีข้อความจากเพื่อนที่ชื่อว่า ขนม ส่งเข้ามาอย่างล้นหลาม ขนม สีเทียนซอรี่นะ



เสาร์อาทิตย์ผ่านไปไวเหมือนหก เช้านี้เป็นเช้าวันจันทร์ที่ไม่ค่อยสดใสสักเท่าไหร่ เพราะเหมือนว่าท้องฟ้าจะมีเมฆฝนเข้าปกคุลมจนพาลให้อากาศรู้สึกร้อนอบอ้าวไปด้วย สงสัยวันนี้ฝนคงจะตกอีกเเน่ๆเลย


ตอนนี้ผมกำลังยืนรอพี่ภูผาอยู่ด้านล่างคอนโด เนื่องจากพี่ภูผาส่งข้อความมาบอกว่าใกล้จะถึงเเล้วผมที่เเต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเเล้วจึงรีบลงมาทันทีเพราะไม่อยากให้อีกคนรอนาน


เอี๊ยดดด!

ผมส่งยิ้มเข้าไปในรถเมื่อรถของพี่ภูผามาจอดสนิทใกล้ๆกับผม ผมไม่รู้ว่าอีกคนในรถทำสีหน้าอย่างไรเนื่องจากรถพี่ภูผาติดฟิล์มสีดำสนิท ตอนค่ำคงขับรถลำบากเเน่ๆ ไม่รู้ว่าจะติดให้มืดสนิทขนาดนี้ทำไม


ผมเอื้อมมือไปเปิดประตูเเละเข้าไปนั่งประจำตำเเหน่งที่นั่งข้างๆคนขับ ก่อนจะวางของที่หอบหิ้วมาอย่างพะรุงพะรังให้เข้าที่เข้าทาง

"สวัสดีครับ" ผมเอ่ยทักทายออกไป

"ครับ" อีกฝ่ายตอบรับพร้อมกับขับรถออกไปจากบริเวณคอนโด "หัวไม่ปูดหนิ" อีกฝ่ายพูดขึ้นหลังจากจ้องมองมายังบริเวณหน้าผากของผม

"อ่า ครับ"

"เอาอะไรมาเยอะเเยะเลย"

"อ่อ" ผมก้มตัวลงไปหยิบของที่อยู่ในถุงมาให้พี่ภูผา "นี่ครับ"

อีกฝ่ายเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

"ผมทำเเซนวิสมาฝากครับ"

"ฝากพี่เหรอครับ"

"ใช่ครับ" ผมนำเเซนวิสมาวางไว้บนตักของตัวเอง "พอดีว่าผมเห็นพี่ภูผาชอบทานอาหารเช้าเป็นกาแฟเเค่เเก้วเดียว ซึ่งผมว่ามันไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่" ผมบอกอีกฝ่าย "จะเป็นไรไหมครับถ้าผมจะขอให้พี่ภูผากินกาแฟกับเเซนวิสอันนี้ อย่างน้อยๆก็ดีกว่ากินแต่กาแฟอย่างเดียว" ผมมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเเกมขอร้อง อยากให้อีกฝ่ายรับฟังคำขอร้องของผม

"ตกลงครับ"

"หือ! จริงเหรือครับ" ผมอดที่จะตกใจไม่ได้ที่อีกฝ่ายตกลงอย่างง่ายดาย

"จริงสิ "

"ทำไมพูดง่ายจังครับ"

"ก็เราคือสีเทียนเลยนะ" พี่ภูผาว่าเสร็จก็หันมาส่งยิ้มให้ผม

"อ่า! ครับ" ผมไม่ค่อยเข้าใจประโยคที่พี่ภูผาพูดสักเท่าหร่ ว่าเป็นผมเเล้วมันทำไม เเต่จากสายตของพี่ภูผาที่เหลือบมามองผมมันทำให้ผมรู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก


แต่เช้าเลย พี่ภูผาไม่อ่อนโยนต่อหัวใจเเต่เช้าเลย


ใช้เวลาบนท้องถนนไม่นาน เราสองคนก็มาถึงมหาลัยโดยสวัสดิภาพ

"รอพี่ด้วยครับ เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง" พี่ภูผาตะโกนบอกผมในขณะที่มือก็กดล็อคประตูรถ

"ไม่เป็นไรครับ พวกขนมอยู่ใกล้ๆนี่เอง"

"ไม่ดื้อนะครับ" พี่ภูผาไม่สนใจคำคัดค้านของผมเดินตรงมาเเย่งของที่อยู่ในมือผมไปถือเอง

"ผมถือเองก็ได้ครับ" ผมตกใจที่จู่ๆอีกคนก็เเย่งถุงไปถือเองซะอย่างนั้น รีบพุ่งตัวหมายจะไปจับถุงในมือของพี่ภูผาเพื่อจะเเย่งกลับมาถือเอง เเต่ก็ต้องคว้ามาได้เพียงแค่อากาศเพราะพี่ภูผาเบี่ยงหลบไปอีกทาง

"ไปครับ รีบเดิน เดี๋ยวฝนจะตก"


ผมจำใจยอมทำตามที่พี่ภูผาว่ามาเเละปล่อยให้พี่ภูผาถือถุงของผมแทน เราสองคนเดินมาเรื่อยๆตามทางเดินฟุตบาท เวลานี้ในมหาลัยนักศึกษายังคงบางตาอยู่เพราะว่ายังเป็นช่วงเช้า จากเมื่อกี้ที่อากาศรู้สึกว่าอบอ้าว เเปรเปลี่ยนเป็นเย็นๆชื้นๆ สายลมเย็นๆที่เกิดจากความชื้นของอากาศพัดมาปะทะกับใบหน้าของผม พาลทำให้รู้ขนลุกชันขึ้นมา ลืมเอาเสื้อเเขนยาวมาด้วยสิ ได้นั่งหนาวตายในห้องเรียนเเน่


ผมเหลือบสายตามองคนที่เดินอยู่ข้างๆเป็นระยะๆ อดคิดไม่ได้ว่ามาไกลมากเเล้วนะสีเทียน วันนี้ได้เดินข้างๆกันเเล้วนะ ถึงเเม้ว่าจะยังเป็นเเค่สถานะคนเเอบชอบเเละเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันเหมือนเดิม เเต่อย่างๆน้อยๆ ก็ได้สนิทกันมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้น ขอบคุณตัวเอง ขอบคุณคนข้างๆ ขอบคุณทุกๆอย่างที่ทำให้มาถึงขั้นนี้ได้ ถึงจะเคยคิดว่าอยากเดินข้างๆกันเเบบนี้ดูบ้างเเต่ไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าจะมีโอกาสสมหวัง


เราสองคนเดินกันไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน มีเเค่ความเงียบ สายลมที่พัดมา ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม เสียงฟ้าร้องที่ดังเป็นครั้งคราว นักศึกษาที่เดินสวนทางไปมา น้องเเมวตัวอ้วนที่เดินผ่านหน้า มอไซค์ที่ขับด้วยความเร็ว รถยนต์ที่จอดให้นักศึกษาข้ามถนน เสียงพูดคุยของผู้คนที่ดังผ่านหูเป็นระยะๆ


ผมมองไปรอบๆกับบรรยากาศที่เกิดขึ้นในเช้านี้ก่อนจะหยุดสายตาที่คนข้างๆ พี่ภูผาก็หันมามองผมเช่นกัน เมื่อตาของเราทั้งสองประสานกันก็เกิดเป็นรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าของเราทั้งคู่ ก่อนจะเดินกันเรื่อยๆจนใกล้จะถึงบริเวณที่พวกเพื่อนๆของผมนั่งอยู่


"ภู! น้องเทียน!"

ผมกับพี่ภูผาหันไปตามเสียงเรียกของผู้หญิงคนนึงที่ตะโกนเรียกเสียงดังอยู่ฝั่งตรงข้าม หันไปมองก็เจอกับพี่เบลล์กำลังกระโดดโบกมือให้พวกผม ก่อนจะบอกให้พวกผมรอก่อน จากนั้นพี่เบลล์ก็ข้ามถนนมาหาผมกับพี่ภูผา

"ไงทั้งสองคน ทำไมมาด้วยกันได้เนีย" พี่เบลล์ถามผมด้วยสายตาที่ยิ้มกรุ่มกริ่ม

"คะ คือว่า" ผมรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

"ฮ่าๆๆ ใจเย็นๆ" พี่เบลล์เอื้อมมือมาตบบ่าผม "เพื่อนของเราเดี๋ยวนี้ธรรมดาซะที่ไหน" พี่เบลล์ตวัดสายตาไปทางพี่ภูผา

"ยุ่งน่าเบลล์" พี่ภูผาบอกพี่เบลล์ด้วยน้ำเสียงติดรำคาญนิดหน่อย "ทำวันนี้มาเช้าได้" พี่ภูผาถามพี่เบลล์ต่อ

"มาเคลียร์เรื่องค่ายกับวา เนียมันก็อยู่ที่ห้องประชุมเล็กอ่ะ ไปด้วยกันป้ะ"

"ไปส่งน้องก่อน"

"อ่ะจ้า ยอมละจ้า ถ้าจะขนาดนี้" พี่เบลล์ว่าพร้อมกับถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว "งี้สาวๆที่รอมาสารภาพรักในทุกๆวันจะทำยังไงละเนีย"


หืม! พี่ภูผามีคนมาสารภาพรักทุกๆวันเลยเหรอ คือผมเเค่คิดว่าพี่ภูผามีคนมาชอบนะ เเต่ไม่คิดว่าจะชอบเยอะขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะมีสักคนที่พี่ภูผาชอบก็ได้ ผมกำลังใช้ความคิดอย่างหนักจนเผลอขมวคิ้วออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว


"อย่าไปฟังเบลล์ มันพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีหรอกสารภาพรักทุกวัน" พี่ภูผาหันหน้ามาบอกผม

"มีเเต่วันเว้นสองวัน ฮ่าๆๆ" พี่เบลล์ว่าจบก้หัวเราะออกมา

"จะหยุดได้ยัง" พี่ภูผาถามพี่เบลล์ด้วยน้ำเสียงนิ่ง

พี่เบลล์เม้มปากเข้าหากัน ก่อนจะหันหน้ามาทางผม "พี่เเซวเล่นอย่าคิดมาก งั้นพี่ไปก่อนนะน้องเทียน เจอกัน" พี่เบลล์ยกมือขึ้นบ๊ายบายผม

"ไม่ได้คิดมากใช่ไหม" พี่ภูถามขึ้นมาหลังจากที่พี่เบลล์เดินห่างไปไกลเเล้ว

"ครับ?"

"เรื่องที่เบลล์มันพูด"

"อ่อ ไม่ครับ"

"เเน่ใจนะ" พี่ภูผาถามย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่จริงจัง

"เเน่ใจมากๆครับ" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักเเน่น

จะว่ายังไงดีนะ ความรู้สึกของผมตอนนี้กังวลมากกว่า ไม่ได้รู้สึกคิดมากอยู่เเล้วกับสิ่งที่พี่เบลล์พูดว่าพี่ภูผามีคนมาชอบ มาสารภาพรักเยอะเลย เเต่ผมกังวลกลัวว่าพี่ภูผาจะหนีไปมีเเฟนซะก่อน ก่อนที่ผมจะจีบติดนะสิครับ เพราะตอนนี้ผมยังไม่ได้จีบอีกคนอย่างจริงๆจังๆเลย

ไม่ได้เเล้วนะสีเทียน จะชักช้าไม่ได้เเล้ว วันนี้กลับบ้านไปต้องไปศึกษา How to การจีบให้ได้ผล



"ขอบคุณครับพี่ภูผาที่มาส่ง" ผมกล่าวขอบคุณพี่ภูผาพร้อมกับยื่นมือไปรับถุงที่พี่ภูผายื่นมาให้

"วันนี้เราอยู่ถึงเย็นใช่ไหม"

"ครับ"

"ถ้าอย่างนั้นรอกลับพร้อมกัน"

"ครับ"

"เเล้วเจอกันนะครับ

"ครับ"

พี่ภูผาบอกลาผมเสร็จก็หันไปพยักหน้าลาตุลากับขนมที่นั่งอยู่

"อ้อ สีเทียน"

"ครับ?"

"นี่" พี่ภูผายื่นเสื้อเเขนยาวมาให้ผม

"ให้ผมเหรอครับ"

"ใช่ วันนี้อากาศคงหนาว นั่งในห้องเเอร์นานๆไม่มีเสื้อเเขนยาเดี๋ยวจะเป็นหวัดนะ"

"เเต่ว่า"

"มไม่มีเเต่ครับ" พี่ภูผาว่าด้วยน้ำเสียงดุ

"ขอบคุณครับ" ผมเอื้อมมือไปรับก่อนจะกล่าวขอบคุณ พี่ภุผาส่งยิ้มให้เเละเดินออกไปยังทางเข้าตึกคณะ


*มีต่อนะคะ*

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
***ต่อตอนที่ 10***

ผมมองตามอีกฝ่ายที่เดินจากไปจนสุดสายตา ก่อนจะเดินทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมไปยังโต๊ะที่มีขนมหันหน้ามามองผมอย่างไม่วางตา

"ไงน้องสีเทียน"

"ขะ หนมมมมมมม" ผมเรียกชื่อเพื่อนอย่างออดอ้อน

"ไม่ต้องมาอ้อนวอน กูไม่ให้อภัย เพื่อนเหี้ยหายไปเลย ส่งข้อความก็ไม่ตอบ วันอาทิตย์ก็หายไปเลย กูคิดว่ามึงย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยไปแล้วนะ"

"ไม่โกรธกันนะ" ผมส่งยิ้มกระพริบตาปริบๆให้ขนม "นี่ ขนมเราเอาเเซนวิสไส้ทูน่ามาให้ขนมด้วย เราทำเองเลยนะ"

ผมส่งเเซนวิสที่เพิ่งหยิบออกมาจากในถุงให้ขนม

"มีของกูไหมสี"

"มีอยู่เเล้ว" ผมล้วงมือเข้าไปในถุงอีกรอบ พร้อมกับหยิบเเซนวิสอีกสองชิ้นออกมา "นี่ของตุลาไส้แฮมเเละชีสใส่มะเขือเทศเยอะๆ" ผมยื่นให้ตุลาพร้อมส่งยิ้มหวานๆไปหนึ่งที

"ขอบใจ"

"มึงคิดว่าทำเเซนวิสมาเเล้วกูจะหายงอน?" ขนมว่าเเต่มือก็เอื้อมมาหยิบเเซนวิสไปแกะ

"เปล๊า เราไม่ได้ทำดีหวังผลอะไรเลยนะ ไม่มี๊ ไม่มี๊จริงๆ" ผมส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ

"เรื่องเสือกอ่ะไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือมึงหายไปโดยที่ไม่บอกสักคำ เเถมวันอาทิตย์ทั้งวันมึงก็หายไปอีก อย่างน้อยๆก็บอกกันบ้างไม่ใช่คิดจะหายก็หายไปเลย ถ้าไม่ได้คุยกันก่อนหน้าก็คงไม่เป็นไร เเต่นี่กำลังคุยกันอยู่เเล้วจู่ๆมึงก็หายไป ไม่ตอบข้อความ ไม่รับโทรศัพท์ทำเเบบนี้มันไม่ถูกต้องเข้าใจไหม คนอื่นเขาเป็นห่วงมึงรู้บ้างไหมเนียสีเทียน ยังดีที่ส่งข้อความมาบอกในตอนเย็นไม่งั้นกูคงไปแจ้งความคนหายเเล้ว" ขนมบ่นผมออกมาเป็นชุด เเววตาเเฝงไปด้วยความน้อยใจเเละเป็นห่วง มันทำให้ผมรู้สึกผิดมากๆ

"เราขอโทษ วันหลังจะไม่หายไปแล้ว เราขอโทษตุลาด้วย" ผมหันหน้าไปมองตุลาที่กำลังกัดเเซนวิสอยู่ ตุลาส่งยิ้มมาให้ผมเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร

"ดี วันหลังอย่าให้มีอีก เเล้วนี่มึงเอามาเเต่เเซนวิสอย่างเดียว ไม่คิดจะมีน้ำอะไรให้กูกินเเก้ติดคอบ้างเหรอ" ขนมถามขึ้น เเละเหมือนว่าจะกลับมาเป็นขนมคนเดิมของผมเเล้ว

"มีสิ" ผมล้วงเข้าไปในถุงอีกรอบเพื่อหยิบนมจืดสำหรับตุลา เเละนมช็อคโกเเลตสำหรับขนมออกมา "นี่ไง" ผมวางนมไว้ตรงหน้าทั้งสองคน

"ถือว่าวางเเผนมาดีสำหรับการง้อในครั้งนี้ กูให้อภัย" ขนมว่า เอื้อมมือมาหยิบนมไปเจาะก่อนจะดูดไปสองอึกใหญ่ๆ

"คนรู้ตัวว่ามีความผิดก็งี้เเหละมึง" ตุลาว่าขึ้น เอื้อมมือมาหยิบนมไปดูดเช่นกัน

"ว่าเเต่เป็นไงบ้างวะทริปกระชับความสัมพันธ์ที่สวนสัตว์" ขนมถามขึ้นหลังจากจัดการของกินตรงหน้าเสร็จเรียบร้อย

"ก็ปกติเลย ไม่ได้มีอะไร พี่ภูผาเก่งมากเลยไม่บ่นสักคำ" ผมบอกเพื่อนๆด้วยความตื่นเต้น

"ธรรมด๊า จะบ่นได้ไง" ขนมพูดขึ้นมา

"แค่นี้เองเหรอวะสีความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น" ตุลาถามขึ้น


ผมหยุดคิดเเป็บนึงว่าจะพูดดีไหมเรื่องที่พี่ภูผาขอไปกินข้าวเย็นบนห้องเเต่บอกไปคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง


"ก็หลังจากนั้นตอนเย็นพี่ภูผาขอขึ้นไปกินข้าวบนห้องเพราะว่าหิวเเละอยากกินอาหารที่เราทำอีก"

"เเล้วมึงก็ยอม" ขนมถาม

"พี่ภู เเม่ง! ร้ายจริง" ภูผายกยิ้มมุมปากและส่ายหน้าเบาๆ

ผมพยักหน้ารัว เม้มปากเข้าหากัน "ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย"

"ตอนนี้กูอยากได้ก้านมะยมมาก"

"มึงเอาไปทำไรวะหนม"

"เอามาฟาดเพื่อนมึงไงลา"

"ทำไมวะ"

"ไปเที่ยวกับเขาแค่ครึ่งวัน ก็ให้ผู้ชายขึ้นห้องอย่างง่ายดายเเล้ว มันน่าฟาดให้น่องลาย" ขนมตวัดสายตามาทางผม ส่วนผมก็ทำได้เพียงเเค่ส่งยิ้มเเห้งๆกลับไป

"แล้วมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกไหม" ขนมยังคงถามต่อ

 เมื่อได้ยินประโยคที่ขนมถามขึ้นมันก็พาลให้ผมคิดถึงเหตุการณ์ที่พี่ภูผาขยับหน้ามาใกล้ๆ ผมสะบัดหน้าสองทีเพื่อไล่ความคิดแปลกๆให้ออกไป หน้าขึ้นสีเเดงโดยอัตโนมัติ

"ไอ้สีมึงหน้าเเดง ยังไงสีเทียนมันมีอะไร" ตุลาที่สังเกตเห็นเเก้มเเดงๆของผมถามขึ้น

"ไม่มี๊ ไม่มีอะไรเลย จะมีอะไรละ กินข้าวเสร็จดูหนัง พี่ภูผากลับบ้าน นอน สบายใจเลย" ผมยกมือปฏิเสธพัลวัน

"มึงเห็นความมีพิรุธนี้ไหมไอ้ลา"

"เออ กูไม่สามารถมองข้ามมันไปได้เลย"

"บ้าน่า ทั้งสองคนคิดมาก พิรุธที่ไหน ใครมี เราธรรมชาติมาก"

"หึ" "หึ" เพื่อนทั้งสองคนส่งเสียงออกมาพร้อมกัน สายตาที่จับจ้องมองมาทางผม ทำให้ผมรู้สึกร้อนๆยังไงก็ไม่รู้

"ปะ ไปเรียนกันดีกว่าเนอะ ไป สายเเล้ว เดี๋ยวอาจารย์ด่า ลุกสิลุก" ผมลุกออกจากเก้าอี้พร้อมกับเร่งให้เพื่อนๆลุกตามมา

"ได้! วันนี้กูจะปล่อย เเต่คราวหน้ามึงอย่าหวังว่าจะรอดนะสี" ว่าเเล้วทั้งขนมเเละตุลาก็เก็บของลงใส่กระเป๋า เดินก้าวตามผมมา

ผมได้เเต่ถอนหายใจเบาๆที่อย่างน้อยๆวันนี้ก็รอดเเล้ว


วันนี้ผมว่าบรรยากาศรอบๆตัวผมมันชวนให้รู้สึกเเปลกๆ ผมรู้สึกว่าวันนี้ผมโดนมองมากเป็นพิเศษ บางครั้งมีรุ่นพี่เดินเข้ามาถามว่าผมไปเที่ยวมาสนุกไหม ซึ่มันทำให้ผมรู้สึกงงมากๆว่าพวกพี่เขารู้ได้อย่างไรว่าผมไปเที่ยวมา บางคนรู้เเม้กระทั่งว่าผมไปเที่ยวสวนสัตว์มา หรือพวกพี่ๆเขาก็ไปเที่ยวเหมือนกันเเล้วบังเอิญเจอผมเเต่ผมไม่เห็นพวกพี่ๆ บางครั้งเดินผ่านโต๊ะพวกผู้หญิงก็จะโดนสายตามองมาราวกับว่าจะทิ่มเเทงให้ตายกันไปข้าง บางสายตาก็มองมาด้วยความสนใจใคร่รู้มองเสร็จก็หันหน้าไปซุบซิบกัน ที่น่าตกใจสุดก็น่าจะเป็นโต๊ะของพวกเจ้ๆสาวประเภทสองที่ถามผมว่ารู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้ของดีไปครอบครอง ผมก็ได้เเต่ยืนงงๆเเล้วยิ้มเเห้งๆกลับไป อะไรคือการได้ของดีไปครอบครอง ขนาดน้องเมฆก็ยังมาถามผมว่าไปสวนสัตว์ทำไมไม่บอกกันบ้าง ตัวเองก็อยากไป รอบหน้าถ้าไปให้ชวนด้วย คือเรื่องนี้ผมไม่ได้บอกใครจริงๆ แล้วเขารู้กันได้ไง อย่างน้องเมฆอาจจะเป็นเพราะตุลาไม่ก็ขนมบอกเเต่เอาเวลาตอนไหนไปบอก ส่วนคนอื่นรู้มาจากใครพี่ภูผาเหรอ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลย


"เฮ้ออออออออออออออ!" ผมถอนหายใจออกมายาวๆ วางหนังสือไว้บนโต๊ะก่อนจะซบหน้าลงไป

"เป็นไรอีกอ่ะ" ขนมละสายตาจากเอกสารตรงหน้ามาถามผม

วันนี้พวกผมเรียนกันเสร็จเเล้วเเละขณะนี้เป็นเวลาประมาณห้าโมงเย็นเเล้ว ซึ่งผมเเละเพื่อนๆกำลังนั่งทำงานที่คั่งค้างอยู่ตรงโต๊ะนั่งบริเวณข้างๆตึกคณะ

"เราว่าวันนี้มันแปลกๆ" ผมเด้งตัวขึ้นมานั่งตัวตรงๆ

"แปลกยังไงวะ" ตุลาถามขึ้น ขนมก็มีสีหน้าที่สงสัยไม่ต่างกัน

"ไม่รู้สิ" ผมมองออกไปยังบรรยากาศรอบๆบริเวณที่ผมนั่งอยู่ นักศึกษาที่ส่วนมากเป็นเด็กคณะบริหารเดินไปมาขวักไขว่ บางครั้งผมก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมองมาทางนี้บ้างเป็นบางครั้ง ผมมองออกไปทั่วบริเวณก่อนจะเบนสายตากลับมายังเพื่อนทั้งสอง

"วันนี้เรารู้สึกว่ามีคนมองเราเยอะผิดปกติ มองด้วยสายตาที่หลากหลาย" ผมพูดด้วยความจริงจัง "เเล้วก็นะ บางครั้งเราก็เจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ถามคำถามเเปลกๆด้วย"

"เช่น?"

"เช่นอะไรเหรอ ขนมคิดดูนะจู่ๆก็มีคนมาถามเราไปเที่ยวเป็นไงบ้าง ไปสวนสัตว์สนุกไหม ขนมไม่คิดว่ามันเเปลกเหรอ"

"มันแปลกยังไงวะ" ขนมทำหน้าไม่เข้าใจ

"เออ มันแปลกยังไงวะสี"

"เอ้า! ก็เราไม่ได้บอกใครเลยนะ"

"โถ่ๆๆ เเมงกระพรุนน้อยของพี่" ขนมยื่นมือมาลูบหัวผม ผมทำหน้างงๆกับคำเรียกของขนม

"ทำไมต้องแมงกระพรุนวะหนม"

"กูอยากเรียกมึงจะทำไม" ขนมตอบตุลา เเต่ผมก็พยักหน้าด้วยเช่นกันเพราะผมก็สงสัยเหมือนกันทำไมต้องเเมงกระพรุน

"ส่วนมึงนะไอ้สี ที่คนอื่นถามมึงอ่ะมันไม่แปลกหรอก ก็นะพี่....."


"สวัสดีครับน้องๆ"

ยังไม่ทันที่ขนมจะพูดจบประโยคเสียงทักทายอันคุ้นหูก็ดังขึ้น เราสามคนหันไปมองยังต้นเสียงก็เจอกับพี่ธูปที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆโต๊ะ พี่วากับพี่ภูผาเดินมาใกล้จะถึงโต๊ะเเล้ว

"โอ๊ะ ขัดจังหวะคนอื่นเขาจริงๆ" ขนมบ่นอุบอิบอยู่คนเดียว

"ขัดจังหวะไรวะ" เเต่คนหูดีมากมีอยู่จริง

"มาทำไมพี่มึง"

"ไม่ได้มาหามึงก็เเล้วกัน"

"เออ เเล้วใครอยากให้มาหา"

"เออ กูก็ไม่อยาก....."

"หยุดเลยทั้งสองคน" นาทีนี้ผมอยากขอบคุณพี่วามากๆที่เข้ามาห้ามศึกของทั้งสองคน ไม่อย่างนั้นศึกครานี้ต้องกินเวลานานเป็นเเน่เเท้

"ทำอะไรกันอยู่เนีย ว่างกันไหม" พี่วาถามขึ้น

"ก็ว่างนะพี่" ขนมตอบออกไป

"แต่เห็นกองชีทเต็มเลย"

"เเค่นั่งทำฆ่าเวลา ตอนนั่งเป็นเพื่อนไอ่สีรอพี่ภูเองพี่" ตุลาว่าพร้อมกับเก็บชีทที่กระจัดกระจายอยู่มาไว้ในมือ

"ดีเลย งั้นไปเดินตลาดกัน พี่อยากกินเค้กของคณะคหกรรมอ่ะ"

"ตลาดหลังมหาลัยเหรอพี่" ขนมถามขึ้น

"ใช่"

"ไปๆๆ ผมไปกินเค้กด้วย" ขนมตอบรับข้อเสนอพี่วาอย่างรวดเร็ว "รีบเก็บของดิพวกมึงไปตลาดกันกูก็อยากกินเค้ก" ก่อนจะหันมาเร่งให้พวกผมเก็บของ


ผมกับตุลารีบเก็บของตามคำเร่งของขนม ไม่นานพวกเราทั้งหมดก็มาถึงตลาดที่ตั้งอยู่บริเวณหลังมหาลัย ตลาดนัดนี้เป็นตลาดที่มีไว้ให้นักศึกษาของมหาลัยมาขายของอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นของกิน สิ่งของ เครื่องใช้ เรียกว่ามีครบเเทบทั้งหมด ตลาดนี้สร้างมาเพื่อให้นักศึกษาสามารถหารายได้เสริมจากการขายของได้ ซึ่งตลาดจะมีในวันจันทร์ วันศุกร์เเละวันเสาร์



บรรยากาศภายในตลาดวันนี้ค่อนข้างที่จะคึกคัก มีผู้คนมาเดินซื้อของกันอย่างหนาตา อาจจะเพราะบรรยากาศที่มีลมพัดเย็นๆ ข้างๆตลาดเป็นสวนไว้ให้นั่งพักผ่อนหรือนั่งรับประทานอาหารได้จึงทำให้ตลาดหลังมหาลัยได้รับความนิยมในหมู่นักศึกษา เสียงพ่อค้าเเม่ค้ากำลังเรียกเเขกกันอย่างสนุกสนาน เเต่ละซุ้มเเต่ละร้านมีสไตล์การขายที่เเตกต่างกันออกไปในการเรียกลูกค้า


เราทั้งหกคนเดินไปเรื่อยๆโดยมีเป้าหมายเเรกคือซุ้มร้านค้าของคณะคหกรรม ซุ้มนี้จัดโดยนักศึกษาคณะคหกรรมที่ผลัดกันมาตั้งซุ้มขายของ โดยจะเน้นขายเค้กซะส่วนใหญ่เเละเค้กของเขาก็อร่อยมากๆ


"เราอยากไปร้านไหนเป็นพิเศษไหม" เสียงคนที่เดินข้างๆผมถามขึ้น

"อืมมม" ผมหยุดคิดนิดหน่อยก่อนจะยิ้มออกมา "ร้านขายต้นไม้ครับ"

"ไว้ไปดูกัน"

"ครับ"


"ถึงเเล้วร้านเค้ก เค้กจ๋าเค้ก " ขนมรีบเดินเข้าไปภายในซุ้มทันที ก่อนจะกวักมือเรียกพี่วาให้รีบๆเดินไปหาเพราะภายใน้ร้านเค้กใกล้จะหมดเต็มทีเเล้ว

"สักวันไอ้ขนมมันต้องเป็นเบาหวานตายแน่ๆ" พี่ธูปยืนบ่นข้างๆผม

"ที่บ่นเพราะเป็นห่วง?" พี่ภูผาหันไปเลิกคิ้วถามพี่ธูป

"ใครจะไปห่วงมัน เเค่สงสารพ่อเเม่มันที่ต้องคอยพามันไปโรงพยาบาลตามนัด"

"เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นมาก" พี่ภูผาตอบกลับพี่ธูปด้วยน้ำเสียงที่ผมฟังยังไงมันก็คือการประชด  ส่วนพี่ธูปก็มองเเรงกลับมา

"เราไม่กินกับเขาเหรอ" พี่ภูผาหันมาทางผม

"รอกินกับขนมก็ได้ครับ ยังไงก็ต้องมีตกมาถึงผมอยู่เเล้ว" ผมพูดไปยิ้มไปก็ขนมเวลาที่ซื้อของกินที่ตัวเองชอบไม่เคยมีคำว่าพอดีเลยเพราะอะไรๆก็น่ากินไปเสียหมด

"จริง มันซื้อมาเเต่ละทีผมคิดว่ามันจะซื้อไปถมที่" ตุลาที่กลับมาจากซื้อน้ำมะตูมร้านข้างๆกล่าวสมทบคำพูดของผม

รอไม่นานทั้งพี่วาเเละขนมก็เดินกลับมาพร้อมกับถุงใบใหญ่ที่อยู่ในมือที่ข้างในเต็มไปด้วยเค้กเเละสารพัดขนม เห็นไหมละครับผิดกับที่ผมพูดซะที่ไหน ยิ่งปล่อยให้สองคนนี้เขาไปซื้อด้วยกันเเล้วยิ่งไปกันใหญ่


หลังจากที่ได้เค้กเเล้ว พวกเราก็เดินกันไปเรื่อยๆ เเวะซื้อของซุ้มนู่นซุ้มนี้จนตอนนี้ได้ของกันจนเเทบจะล้นมืออยู่เเล้ว พวกเราเดินกันมาเรื่อยๆจนมาถึงซุ้มของพวกพี่ๆที่เรียนคณะเดียวกับพวกผม

"ไอ้ภูมาอุดหนุนร้านกูเลย"

"มึงด้วยไอ้วา"

"ไอ้ธูปมึงต้องเหมานะเว้ย"

เสียงของพวกพี่ๆที่ตอนนี้รับหน้าที่เป็นพ่อค้ากำลังตะโกนเรียกกึ่งบังคับให้พี่ภูผาเข้าไปอุดหนุน พี่ภูผาเเละเพื่อนๆเห็นเช่นนั้นก็เดินเข้าไปในซุ้มทันที

"คิดไงวันนี้ถึงมาขายข้าวโพดอบเนย ไม่ได้เข้ากับพวกมึงเลยสัส" พี่ธูปเอ่ยถามเพื่อนๆตัวเอง

"เอ้าคนเราก็ต้องทำงานหารายได้เสริมกันบ้างสิครับ"

"เออ พูดมากจัดไปคนละถ้วยเลยพวกมึงอ่ะ"

"เรากินด้วยไหมครับ" พี่ภูผาหันหน้ามาถามผม เเละยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไรเสียงเเซวจากพวกพี่ๆก็ดังขึ้น


วี๊ดวิ้ว วี๊ดวิ้ว กิ้วกิ้ว

"ธรรมดาที่ไหนละคนนี้"

"น้องสีเทียนคนน่ารักนี่เอง"

"สวนสัตว์สนุกไหมครับ"

"อยากเป็นลิงจังเยยยยย"

"อยากเป็นลิงเหรอครับ เเต่พี่ว่าน้องไม่เหมาะกับการเป็นลิงเเต่เหมาะกับการมีซัมติงกับพี่มากกว่านะครับ"

"ถ้าพี่อยากรู้เรื่องสัตว์รบกวนน้องสีเทียนหน่อยได้ไหมครับ เพราะพี่ไม่ถนัดเรื่องสัตว์ เเต่ถ้าเป็นเรื่องรักมาปรึกษาพี่ได้นะคร้าบบบบบบ"

"สวนสัตว์อยู่เขาเขียว รักเดียวใจเดียวคือเขาเอง"

"ไอ้สัส เนียนโปรโมทตัวเองเลยนะมึง"


ผมได้เเต่มองทุกคนด้วยสีหน้างง ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หรือใครเป็นคนพูดประโยคไหน เพราะเสียงเเซวที่ดังขึ้นมาไม่ขาดสาย


"จะขายไหม ถ้าไม่ขายกูจะได้ไป"

ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบเมื่อพี่ภูผาพูดขึ้นมา

"ขายสิครับ ใจร้อนจริงๆ เอากี่ถ้วยดีครับ"

"6 "

"จัดไปครับ"

"ของผมขอหวานๆนะพี่" ขนมตะโกนบอก

"มึงจะติดหวานเกินไปแล้วนะ" พี่ธูปเอ่ยเเย้งขนม

"เอ้า ก็คนชอบกินหวานอ่ะ"

พวกเราทั้งหมดได้เเต่ยืนมองทั้งสองคนเถียงกันอย่างเงียบๆ

"เอ่อ ตรงนั้นทะเลาะกันเสร็จยังครับ กระผมจะได้คลุกข้าวโพดให้ครับ"

ทั้งขนมเเละพี่ธูปหันไปมองพี่พ่อค้าก่อนที่พี่ธูปจะยอมเเพ้เเละขนมได้กินหวานอย่างที่ใจต้องการ



ตอนนี้เราออกจากซุ้มของพี่ๆข้าวโพดเเล้ว เมื่อกี้ตอนที่พวกพี่ๆเเซวมามันก็ไม่วายทำให้ผมรู้สึกงงกับคำเเซวของพวกพี่ๆ ทำไมใครเขาก็รู้กันหมดว่าผมไปไหนมา เขารู้ได้ไงนะ ผมงงจริงๆนะ ผมยื่นมือไปสะกิดขนมยิกๆ ตอนนี้ผมยืนรอคนอื่นๆกับขนมสองคนส่วนคนอื่นๆเเยกกันไปซื้อของ

"อะไรมึง สะกิดจนกูจะถลอกอยู่เเล้ว"

"ขนมเห็นไหมเมื่อกี้ ที่พวกพี่ๆพูดกัน ทำไมพวกพี่ๆถึงรู้ละว่าเราไปเที่ยวสวนสัตว์มา เรางงไปหมด"

"มึงยังไม่หายงงอีกเหรอสี มากูจะเฉลยความงงเเละความข้องใจมึงให้เอง" ขนมว่าเสร็จก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ก่อนจะเลื่อนๆทีสองที เเล้วส่งมันมาให้ผม



ผมเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์มือถือที่ขนมส่งมาให้ ก่อนจะตาโตยิ่งกว่าไข่ห่านเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ นั่นมันรูปของผมตอนที่อยู่ที่กรงลิงหนิ พร้อมกับมีสเตตัสว่า

'มีเด็กอย่างเป็นลิง    *อีโมจิลิงปิดหน้า*'

"ขะ หน๊มมมม! ผมหันหน้าไปเรียกขนมเสียงหลง

"ทีนี้รู้ยัง" ขนมถามพร้อมกับยื่นมือมาดึงโทรศัพท์กลับไปถือไว้ในมือ


ผมได้เเต่ยืนยิ้มอย่างคนบ้า พี่ภูผาลงรูปผมด้วย นี่มันคือเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นที่สุดในชีวิตผม ทำไมพี่ภูผาถึงลงรูปผมหล้ะ ถ้าอยากบอกให้คนอื่นรู้ว่าไปเที่ยวสวนสัตว์มาลงรูปอื่นก็ได้นี่น่า หรือลงเพราะไม่ได้คิดไรอยู่เเล้วผมก็เเค่คนๆนึงที่ติดเข้าไปในรูป เเต่จากสเตตัสที่พี่ภูผาตั้งมันหมายถึงผมชัดๆ


ช่างมัน! จะเพราะอะไรก็ไม่รู้ รู้เพียงเเต่ว่าตอนนี้หัวใจของผมมันพองโตจนคับเเน่นอยู่ในทรวงอก ผมจะไม่ถามหาเหตุผลในสิ่งที่พี่ภูผาทำก็เเล้วกันเพราะการกระทำครั้งนี้มันทำให้ผมมีความสุข ไม่ว่าจะลงรูปภาพด้วยสถานะไหน มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่พี่ภูผาสนิทด้วยในระดับนึง ดูจาการที่พี่ภูผาไม่ค่อยจะลงรูปใครเลยนอกจากคนที่สนิทจริงๆ


ก้าวเข้าไปใกล้เเล้วจริงๆสินะ จากไม่มีตัวตน กลายเป็นเริ่มมามีตัวตนในชีวิตของอีกคนเเล้ว ผมมองตรงไปยังซุ้มน้ำซุ้มนึงที่มีพี่ภูผายืนต่อเเถวซื้อน้ำอยู่ ไม่นานก็เห็นพี่ภูผากำลังเดินกลับมาหาผม ผมสบตากับพี่ภูผาก่อนจะส่งยิ้มไปให้ อีกคนเมื่อเห็นผมส่งยิ้มไปให้ก็ส่งยิ้มกลับมาให้ผมเช่นกัน


พี่ภูผาเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆและใกล้ผมเรื่อยๆ และในตอนที่พี่ภูผาเดินมาได้ประมาณครึ่งทางผมเองก็ตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน

"น้ำครับ"

"ขอบคุณครับ"

<<< TBC >>>

ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านเเะลติดตามนะคะ

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตอนที่ 11 วันวุ่นๆของคนแอบชอบ


บรรยากาศช่วงสายภายในโรงอาหารใต้ตึกคณะบริหาร มีนักศึกษา คณาจารย์ ทั้งในเเละนอกคณะ เดินไปมาอย่างหนาตาเพื่อเลือกซื้ออาหารที่ขายภายในโรงอาหารเเห่งนี้เเละเหมือนกับว่าร้านอาหารตามสั่งจะขายดีกว่าร้านไหนๆ สังเกตได้จากเเถวยาวๆที่ตอนนี้หางเเถวอยู่ตรงร้านขายน้ำที่ตั้งข้างๆกัน ผมอยากจะตะโกนบอกว่า 'ก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยนะครับ ไม่ต้องรอนานด้วย' เเต่กลัวโดนเขาด่าว่า 'ยุ่ง' กลับมา

โต๊ะนั่งมีนักศึกษาจับจองนั่งกันจนเกือบเต็มทุกโต๊ะ บ้างก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็กำลังเคร่งเครียดอยู่กับกองเอกสารเเละโน๊ตบุ๊คที่วางอยู่เต็มโต๊ะ บ้างก็กำลังกินข้าวไปเล่นโทรศัพท์ไปทั้งๆที่มีเพื่อนๆนั่งอยู่ด้วยกันแต่พวกเขาไม่คิดจะคุยกันบ้างหรือไงนะ มือจับโทรศัพท์กันทุกคนเลย  บางโต๊ะก็มีคู่รักที่กำลังจีบกันหวานชื่น มีป้อนข้าวกันด้วย เห็นเเล้วอดที่จะเขินไม่ได้ ดีจังเลยนะ คนมีความรักและสุขสมหวังเนีย หือ! ผมว่าผมไม่ชมดีกว่าเพราะผมยังชมไม่ทันขาดคำผู้หญิงก็ตีพี่ผู้ชายดังป้าบเเล้วก็หันหน้าหนีทันที อ่า! สู้ๆนะครับ ถือว่ารสชาติของชีวิต ส่วนโต๊ะของผมนั้น

"ไอ้หนม กูบอกเเล้วอย่าวิ่งออกไป มันมีคนอยู่บ้านหลังนู่น"

"ก็กูไม่รู้อ่ะว่าหลังไหน"

"ก็กูมาร์คตำแหน่งให้เเล้วไง"

"ก็กูไม่เห็นอ่ะ"

"มึงนี่มันจริงๆเลย วิ่งไปแบบนั้นก็ตายห่ากันหมด"

"ไอ้ล๊า กูโดนยิง ชุบกูหน๊อย"

"โอ๊ยยย! ไอ้ไส้เดือนเอ้ย"

ปั๊ก! ปั๊ก! เเละเเล้วทั้งสองคนก็โยนโทรศัพท์ไปด้านหน้าของตัวเองอย่างพร้อมเพรียงกัน

"กูบอกเเล้วว่าอย่าออกไป" ตุลาหันหน้ามาโวยวายใส่ขนม

"เอ้า! ก็กูไม่รู้อ่ะ มึงบอกบ้านหนังนู่นหลังนั้น หลังไหนของมึง มีตั้งเป็นสิบหลัง" ขนมเถียงกลับอย่างไม่ยอมเเพ้

"แล้วมึงจะพกปืนลูกซองมาแห่นางเเมวอะไร ถนัดก็ไม่ถนัด" ตุลาก็เถียงกลับอย่างไม่ยอมเหมือนกัน

"เลิก! เลิกเลย กูจะลบเกมส์ทิ้ง ไม่เล่นกับมึงเเล้ว " ขนมมุ่ยหน้าใส่ตุลาอย่างงอนๆ

"มึงนี่มัน..."ตุลายกนิ้วชี้หน้าขนม ก่อนจะเก็บนิ้วชี้กลับเข้าที่ทำหน้าตาอย่างเหลืออดราวกับว่าไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาสู้รบด้วย



"แล้วมึงนั่งอ่านอะไรทั้งวี่ทั้งวัน กูเห็นเอาเเต่จ้องหน้าจอโทรศัพท์มาสองสามวันเเล้ว" ขนมเปลี่ยนเป้าหมายจากตุลามาทางผมเเทน

ผมนั่งมองขนมตาปริบๆ เราผิดอะไรเนียขนม เฮ้อ! คนพาลมีอยู่จริง!

"เรากำลังนั่งศึกษาหาข้อมูลอยู่" ผมตอบขนมออกไป

"หือ! ข้อมูลไรวะ อาจารย์สั่งงานใหม่เหรอ ทำไมกูไม่เห็นรู้เรื่อง" ขนมหันหน้าไปถามตุลา

"กูก็ไม่รู้" ตุลาเเบมือยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้น "ข้อมูลอะไรวะสี" ก่อนจะหันหน้ามาถามผมอีกคน

นี่คือทั้งสองคนหายหัวร้อนเเละคืนดีกันเเล้วใช่ไหมเนีย บทจะหายหัวร้อนก็หายง่ายกันจริงๆ บทจะหัวร้อนก็ทำอย่างกับจะฆ่ากัน สีเทียนเหนื่อยเหลือเกิน



ผมยื่นโทรศัพท์ของตัวเองไปตรงกลางโต๊ะ ขนมกับตุลาโน้มตัวเเละยื่นหน้ามามองยังหน้าจอโทรศัพท์ของผม ผมเลื่อนข้อมูลที่ตัวเองกำลังนั่งอ่านอยู่ให้ขนมกับตุลาดู

"How to จีบ อย่าง ไร ให้ ได้ ผล" ขนมอ่านหัวข้อของกระทู้ที่ผมอ่านเน้นๆชัดๆที่ละคำ "หือ! สี" ขนมเอื้อมมือของตัวเองมาหยิบโทรศัพท์จากมือของผมไป ก่อนจะกลับไปนั่งตัวยืดตรง ตรงที่นั่งของตัวเอง สไลด์หน้าจอโทรศัพท์ของผมไปมา

"จีบอย่างไรให้กลายเป็นที่น่าจดจำ,ขอวิธีการจีบผู้ชายนิ่งๆให้ได้ผลหน่อย, 9 วิธีมัดใจฝ่ายตรงข้ามให้อยู่หมัด, วิธีพิชิตใจคนที่แอบชอบให้หันมามองเรา,ถ้าเขาไม่สนใจเรารวบหัวรวบหางเลยดีไหม หือ! ไอ้สี" ขนมหันมามองหน้าผมตาโตเมื่ออ่านถึงหัวข้อกระทู้อันล่าสุดที่ผมเปิดค้างไว้ "คือตลอดสองสามวันที่ผ่านมา คือ อ่านอันนี้" ขนมชี้มือไปยังโทรศัพท์ของผม

"ใช่เเล้ว เเต่อันล่าสุด มือเรากดไปโดนเฉยๆนะ" ผมตอบรับพร้อมกับเอื้อมมือไปจับโทรศัพท์ของตัวเองคืนมา

"สาบาน?"

"ไม่ดีหรอก ช่วงนี้ฝนตกบ่อย" พูดเสร็จก็เเลบลิ้นใส่ขนมหนึ่งทีก่อนจะหันหน้ากลับมามองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง

"เดี๋ยวนี้เด็กมันร้าย" ขนมยื่นมือมาผลักหัวผมเบาๆหนึ่งที

"แล้วเป็นไงสรุปใจความได้ว่าไงบ้าง" ตุลาที่นั่งเงียบอยู่นานถามขึ้นมาบ้าง

"สรุปได้ว่า ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป อ่อยบ้างเป็นครั้งคราว สม่ำเสมอ ไม่วุ่นวายจนเกินไปจนเกิดความอึดอัด มีความกล้า เป็นตัวของตัวเอง ที่สำคัญคือ ความจริงใจ" ปากบอกตุลาไป มือก็ขยับนับนิ้วตามได้วย "ประมาณนี้"



"แล้วสีหน้าที่มีความกังวลปะปนอยู่ตอนนี้หมายความว่าไง" ตุลาว่าพร้อมกับจิ้มนิ้วมายังหน้าผากของผม

"ก็ ก็" ผมอึกอักที่จะตอบคำถาม เงยหน้ามองทั้งสองคนที่กำลังตั้งใจฟังมองมายังผม "เราอ่านไปเจอบางกระทู้ เมื่อได้ลองอ่านเเล้วเเบบ เราก็รู้สึกกลัว"

"ถ้าให้กูเดา มึงคงไปอ่านกระทู้เเนวแอบชอบของใครหลายๆคนเเต่ส่วนมากที่มึงเจอคือสุดท้ายก็พบเจอกับความผิดหวังใช่ไหม" ตุลาถามผมด้วยสีหน้าที่จริงจัง ผมพยักหน้าตอบรับอย่างจำยอมเพราะสิ่งที่ตุลาพูดมามันถูกทั้งหมด

"สีเทียน กูจะไม่บอกมึงว่าอย่าไปกลัวเพราะเรื่องเเบบนี้ทุกคนย่อมมีความกลัวเกิดขึ้นในใจอยู่เเล้ว ต่อให้เก่งเเค่ไหนพอเจอคนที่เราอยากจะจริงจังด้วยจริงๆ ความกลัวก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เเต่ในเมื่อมึงเลือกที่จะก้าวเเล้วกูอยากให้มึงเก็บความกลัวไว้ให้ลึกสุดใจ เเละก้าวต่อไปด้วยความกล้าหาญ มึงอ่านบทความหรือกระทู้ต่างๆเป็นเเนวทางได้ มึงสามารถอ่านเรื่องราวความรักของคนอื่นได้มันไม่ผิด เเต่อย่าเอามายึดติดกับความรักของตัวเอง ความรักของตัวเรา เราก็ต้องดำเนินเรื่องของเราเอง เลิกกังวล เเล้วเก็บเอาเเต่คำเเนะนำดีๆ สิ่งดีๆมาปรับใช้ดีกว่า เข้าใจคำว่าปรับใช้ใช่ไหม ปรับใช้ไม่ใช่หมกมุ่นทำตามเเต่ทฤษฎีที่ศึกษามาหรือยึดติดกับคำเเนะนำจนลืมความเป็นตัวของตัวเองไป"

ผมตั้งใจฟังสิ่งที่ตุลาพูดอย่างตั้งใจ สายตาจับจ้องยังหน้าของตุลาโดยที่ไม่หลบสายตาไปไหน

"ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป เป็นตัวของตัวเอง เเสดงความจริงใจให้เขาเห็น ในเมื่อเลือกเเล้วว่าจะก้าวเข้าไปหาเขาก็พยายามให้เต็มที่ เอาเเบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจในทีหลัง ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร อย่างน้อยๆถ้าเราทำมันเต็มที่เเล้วจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เข้าใจที่พูดไหมสี"

"เราเข้าใจ"

"เข้าใจเเน่นะ" ตุลาถามย้ำผมอีกครั้ง

"เข้าใจจริงๆ" ผมพยักหน้ายืนยันอย่างหนักเเน่น

"ไหนเข้าใจว่าอะไรสรุปมาให้ฟังสักสองบรรทัดสิ" ตุลายังคงหาทางยืนยันความเข้าใจของผม

"ความรักของเราเราต้องกำหนดเอง ความสุขความผิดหวังเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่ายึดติดกับความรักของคนอื่นจนทำความรักของตัวเองพัง เเค่เลือกเอาเเต่คำเเนะนำดีๆมาปรับใช้ก็พอ เมื่อเลือกที่จะสู้เเล้วต้องทำให้เต็มที่จะได้ไม่เสียใจทีหลัง" ผมส่งยิ้มกว้างให้กับตุลา

"เก่งมาก" ตุลายื่นมือมาขยี้หัวผมเบาๆ

"ไอ้ลา" ขนมเรียกชื่อตุลา พร้อมกับมีสีหน้าอึ้งๆ

"อะไรของมึง"

"ทำไมวันนี้มึงดูเป็นคนจังวะ"  ว่าเสร็จก็โน้มตัวมามองหน้าตุลาใกล้ๆ

"ไอ้สัส" ตุลาผลักหัวขนมเเรงๆ จนเจ้าตัวเซกลับไปนั่งตรงที่ของตัวเอง

"สี สิ่งที่ลาพูดมามันก็ถูกนะเว้ย อ่านได้ ดูเป็นเเนวทางได้ เเต่สุดท้ายเเล้วความรักของเราก็กำหนดเอง ทำเอง ผลลัพธ์ก็ใช่ว่าจะเศร้าเสมอไป เพราะฉะนั้น สู้ๆ ทำให้เต็มที่ กูกับไอ้ลาจะคอยเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆมึงเอง"

"ใช่ เพราะฉะนั้นเลิกกังวลได้เเล้ว"

"เออ เก็บความกังวลไว้ร้องไห้ตอนจีบพี่ภูไม่ติดดีกว่า"

"ขน๊มมมมมมมมมมมมม" ผมเรียกชื่อขนมเสียงหลงเมื่อฟังประโยคของอีกฝ่ายจบ

"กูหยอกเล่นน่า มึงคือสีเทียนเลยนะ ยังไงมันต้องออกมาดีอยู่เเล้ว"

"อื้ม สาาาาาาาาาาาาา ธุ " ผมพนมมือยกขึ้นเหนือหัวรับพรของขนมพร้อมกับลากเสียงคำว่าสาธุยาวๆ



ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยเมื่อฟังสิ่งที่ตุลากับขนมพูด จริงสินะ ความรักของผม มันก็เเค่เพิ่งเริ่ม ยังไม่ได้จบสักหน่อย ปลายทางจะเป็นอย่างไรช่างมันคิดไปก็เสียกำลังใจเปล่าๆ ทำปัจจุบันกับระหว่างทางให้ดีที่สุดก็เเล้วกัน





พวกผมนั่งคุยกันไปเรื่อยๆเพื่อรอเวลาเข้าเรียน ขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรส ก็ต้องชะงักเเล้วหันหน้าไปยังต้นเสียงที่ส่งเสียงเรียกชื่อพวกผม

"พี่ตุลา พี่ขนม พี่สีเทียน" น้องเมฆเรียกชื่อพวกผมมาตั้งเเต่ไกล พร้อมกับรอยยิ้มกว้างชนิดที่ว่าเห็นฟันครบ 32 ซี่ "สวัสดีครับ ทำอะไรกันอยู่ครับ" เมื่อเดินมาถึงโต๊ะน้องเมฆก็ยกมือไหว้ทักทายพวกผม ก่อนที่จะนั่งลงข้างๆกับตุลา

"กำลังวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่" ขนมเป็นคนตอบคำถามของน้องเมฆ

"พี่ขนมไม่ได้เกลียดผมเป็นการส่วนตัวใช่ไหมครับ" น้องเมฆถามด้วยน้ำเสียงติดหัวเราะ

"เเล้วมึงมานั่งทำไมตรงนี่ เพื่อนๆมึงนั่งอยู่ตรงนู่นไม่ใช่ไง" ตุลาหันหน้าไปยังโต๊ะที่มีเพื่อนๆของน้องเมฆนั่งกันอยู่

"เนีย ทำไมใครๆก็ไล่ผม พี่เทียนครับช่วยผมด้วย" น้องเมฆหันมาทำหน้าอ้อนๆให้ผม

"พอเลยมึง ไม่ได้น่ารักสักนิด น่าถีบมากกว่า" ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไรออกไป ขนมก็เเย่งพูดไปเสียก่อน

"พี่ขน๊มมมมมมมมม"



"เสียงดังอะไรกันวะ"

เสียงของผู้มาใหม่ทำให้พวกเราทั้งหมดหันไปมองพร้อมๆกัน ก็เจอกับพี่ธูปที่เเต่งตัวไม่ค่อยจะเรียบร้อยเท่าไหร่ ยืนอยู่ตรงหัวโต๊ะ

"มาอีกคนเเล้วคนขี้เสือก" ขนมบ่นออกมาเบาๆ เเต่ผมว่าทุกคนได้ยินนะ

"ขนม" ผมยื่นมือไปตีขนมเบาๆหนึ่งทีเพื่อเป็นการเตือน สองคนนี้นี่เจอหน้ากันไม่ได้เลยจริงๆ จะต้องมีการปะทะคารมเกิดขึ้นเสมอ

พี่ธูปก็ไม่ได้สนใจคำของขนมเเม้เเต่น้อยเเถมยังดึงเก้าอี้ที่ว่างข้างๆขนมออกมา ก่อนจะนั่งลงไป ขนมเมื่อเห็นดังนั้นถึงกับหันขวับไปมองอีกฝ่ายราวกับจะฆ่ากัน ทำให้ผมอดคิดไม่ได้เลยว่า ใครคนใดคนหนึ่งเเอบไปปล่อยลมยางรถของอีกคนหรือเปล่า จนเกิดเป็นความเเค้นขึ้นมาในใจของทั้งสองคน

"พี่ธูป ทำไมวันนี้มาคนเดียวอ่ะ" น้องเมฆถามขึ้น

"หรือที่ไอ้ภูมันพูดมันจะจริงวะ เกี่ยวกับสายรหัสของกู"

"ยังไงอ่ะพี่ธูป" น้องเมฆผู้มีความสงสัยเหมือนกับผมถามขึ้น

"ขี้เสือก เหมือนกันหมดไง"

"ฮ่าๆๆๆ"

ทุกคนบนโต๊ะหัวเราะออกมาพร้อมๆกันเมื่อได้ยินคำพูดของพี่ธูป

"อย่างผมเขาเรียกถามไถ่ สารทุกข์สุกดิบต่างหาก สรุปเเล้วทำไมมาคนเดียวครับ พี่ภูกับพี่วาล่ะครับ"

"เดี๋ยวพวกมันก็มา นู่นไงมานู่นเเล้ว" พี่ธูปบอกพร้อมเพยิดหน้าไปตรงทางเข้าอาคาร พวกเราทั้งหมดหันไปมอง ก็เจอกับพี่วาเเละพี่ภูผากำลังเดินมาทางนี้ โดยที่พี่วายิ้มมาเเต่ไกล ส่วนพี่ภูผานั้น หน้าจะนิ่งไปไหนครับเนีย



เมื่อมาถึงโต๊ะไม่พูดพร่ำทำเพลง พี่ภูผาดึงเก้าอี้ตัวที่ว่างข้างๆผมออก ก่อนจะนั่งลงโดยไม่ถามใดๆทั้งสิ้น

"เมื่อเช้าเรามายังไงครับ" เมื่อนั่งเสร็จก็ยิงคำถามใส่ผมทันที

เนื่องจากเช้านี้ผมไม่ได้มากับพี่ภูผาเนื่องจากเมื่อคืนพี่ภูผาไปนอนที่คอนโดของพี่ธูปเนื่องจากมีงานที่ต้องเคลียร์กัน ผมคิดว่าต้องดึกเเน่ๆ เลยบอกอีกฝ่ายว่าไม่ต้องมารับ พี่ภูผาออกอาการงอเเงนิดหน่อย เเต่สุดท้ายก็ยอมจำนนเเต่โดยดี

"นั่งวินมอเตอร์ไซค์มาครับ"

พี่ภูผาขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำตอบของผม "ทำไมถึงนั่งวินมาครับ มันอันตรายนะ"

"พอดีว่าผมตื่นสาย กลัวมาไม่ทันเลยนั่งวินมาครับ"

"เเล้วทำไมไม่ส่งข้อความมาบอกกันเลยว่าถึงเเล้ว" น้ำเสียงของพี่ภูผาที่ส่งมาถึงผมมันผสมความน้อยใจอยู่ในนั้นด้วยนิดนึง

"โอ๊ะ ขอโทษครับ" ผมรีบขอโทษอีกคนทันทีเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองทำผิดกับคนข้างๆ "พอดีมาถึงเเล้วมีเรื่องต้องทำจนผมลืมไปซะสนิทเลย ขอโทษนะครับ" ผมขอโทษคนข้างๆด้วยความรู้สึกผิด

"พี่เป็นห่วงรู้ไหมครับ"

ให้ตายเถอะ! พี่ภูผาพูดอะไรออกมาเนีย ทำไมพูดมันออกมาได้หน้าตาเฉยขนาดนั้น ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองมีความผิดเเต่ผมก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้มได้เลย  ผมพยายามซ่อนความดีใจอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น เมื่อพี่ภูผาจะเล่นกับสีเทียนเเบบนี้ ผมนับ 1 2 3 ใจใน เรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะพูดกับคนข้างๆว่า

"ผมขอโทษนะครับ พี่ภูผาไม่โกรธกันนะครับ นะ" ผมส่งยิ้มหวาน กระพริบตาปริบๆให้อีกฝ่าย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อน  เเละเหมือนการกระทำของผมจะเข้าเป้าเต็มๆ นั่นไง! เห็นไหมครับ มันได้ผล ผมเห็นพี่ภูผาเเอบยิ้มเเถมหูก็ขึ้นสีเเดงนิดๆด้วย รอบนี้ 1 : 1

"เรานี่มันจริงๆเลย" พี่ภูผาว่าพร้อมกับเอื้อมมือมาขยี้หัวผมเบา ผมปล่อยให้อีกคนขยี้ผมจนพอใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงอยู่บนใบหน้า คล้ายกับน้องหมาที่กำลังดีใจเวลาที่เจ้าของกำลังเล่นด้วย


"พวกมึงว่าเรายังมีตัวตนกันอยู่ไหมวะ" พี่ธูปคือคนแรกที่พูดขึ้น

"เขาคิดว่าโลกนี้มีเพียงเราสองครองบัลลังก์เหรอวะ" ตามมาด้วยขนม

"บางครั้งเพื่อนภูก็ออกตัวเเรงไป" พี่วาก็ร่วมสมทบด้วย

"ส่วนเพื่อนสีผม ก็ไม่มีเบรกเเถมยังเร่งเครื่องอีกต่างหาก" ตุลาก็ไม่พลาดที่จะเเซวผมอีกคน

"ทำไมผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน เเละเหมือนว่าผมกำลังตกข่าวอะไรบางอย่าง" เเละเป็นน้องเมฆที่พูดขึ้นมาคนสุดท้าย


ผมได้เเต่ก้มหน้าเขินอายจากการกระทำของตัวเอง เเละคำเเซ็วของคนอื่นๆ ตอนทำก็ลืมคิดไปเลยว่ามีคนอื่นนั่งอยู่ด้วย เขินไม่ไหวเเล้ว สีเทียนเขิน


"จะเลิกเเซ็วกันได้ยัง" พี่ภูผาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆทำให้ทุกคนที่กำลังพูดอยู่ถึงกับเงียบ "น้องเขินจนตัวเเดงไปหมดเเล้วไม่เห็นเหรอ" ว่าเสร็จก็หันหน้ามาล้อเลียนผม ยิ่งทำให้ผมเขินจนตัวเเดงเข้าไปใหญ่ คนอื่นๆบนโต๊ะก็ส่งเสียงเเซ็วกันเจี๊ยวจ๊าวยิ่งกว่าเก่า


"ภูค่ะ"

เสียงทุกเสียงบนโต๊ะเงียบสนิท เมื่อมีเสียงของใครบางคนเเทรกเข้ามา ทำไมวันนี้ใครๆก็เดินมายังโต๊ะผมกันนะ ผมหันหน้าไปตามเสียงที่เรียกชื่อพี่ภูผาก็เห็นพี่อิงฟ้าคนสวยยืนอยู่ โดยข้างๆมีพี่เบลล์ยืนยิ้มเเห้งๆอยู่ข้างๆเมื่อเห็นสายตาของพี่ภูผามองไปยังตัวเอง

"เราไม่รู้เรื่อง เจอกันหน้าตึก เลยเดินมาด้วยกัน" พี่เบลล์รีบอธิบายอย่างรวดเร็ว

"อิงมาทำอะไรที่นี้เหรอ" พี่ภูผาถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ติดเย็นชาหน่อยๆ ถ้าพี่ภูผาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงเเบบนี้ผมคงร้องไห้ออกมาเเน่ๆ

"ทำไมอิงจะมาไม่ได้" ว่าเสร็จพี่อิงฟ้าก็เดินมายืนอยู่ข้างหลังผม "น้องช่วยลุกไปนั่งตรงอื่นได้ไหม พี่มีธุระจะคุยกับภูหน่อย"

"อ่า ครับ" ผมกำลังจะลุกเพื่อให้พี่อิงฟ้านั่ง ต้องชะงักเมื่อพี่ภูผาเอื้อมมือมาดึงผมให้กลับไปนั่งที่เดิม

"จะไปไหน นั่งตรงนี้เเหละดีเเล้ว ไม่อยากนั่งข้างพี่เหรอครับ" พี่ภูผาพูดพร้อมกับส่งสายตาอ้อนๆมาให้ผม พี่ภูผาครับ มันใช่เวลามาอ้อนกันตอนนี้ไหมครับ

"อิงจะนั่งก็ไปนั่งตรงที่ว่างๆ ไม่ใช่มาไล่คนอื่นเเบบนี้"

"ภู!"

"อิงจะตะโกนทำไม ยืนห่างกันเเค่นี้"

พี่อิงฟ้าสะบัดตัวเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ที่ว่างข้างๆพี่ธูปตรงกันข้ามกับพี่ภูผา ก่อนจะกระเเทกตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเเรง ส่วนพี่เบลล์ก็ไปหยิบเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆมานั่งข้างกับน้องเมฆที่ตอนนี้ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม

"ลมอะไรหอบน้องอิงคนสวยมาถึงที่นี้ได้ครับ" พี่ธูปเอ่ยถามขึ้นเมื่อพี่อิงฟ้านั่งลงเรียบร้อยเเล้ว

"พอดีว่าเราว่าง เเล้วรู้ว่าภูอยู่ที่นี้ เราไม่เจอภูหลายวันเลยอยากมาหา อีกอย่างก็...."พี่อิงฟ้าลากเสียงยาวๆก่อนจะหันหน้ามาจ้องหน้าผม "เราอยากจะมาดูหน้าใครบางคนให้ชัดๆด้วย" พี่อิงฟ้ายังคงจ้องมองผมอย่างไม่ละสายตา เป็นผมเองที่ต้องก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้นของพี่อิงฟ้าที่มองมา

"ภูค่ะ วันพรุ่งนี้อิงไปทานข้าวเย็นที่บ้านด้วยนะคะ ภูรู้หรือยัง คุณป้าโทรฯมาชวนคุณเเม่เมื่อวาน"

"พรุ่งนี้ผมไม่ว่าง"

"ไม่ว่างได้ยังไง คุณป้าบอกว่าวันเสาร์นี้ภูว่างนี่ค่ะ"


ผมฟังบทสนทนาของทั้งคู่อย่างเงียบๆ ได้ใจความว่าครอบครัวของทั้งคู่คงสนิทกันมากน่าดูเลย เเต่ก็นะทั้งคู่เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งเเต่เด็กๆนี่น่า จะสนิทกันก็คงไม่แปลก


"พอดีว่าผมต้องไปซื้อของก่อนจะไปค่ายวันพุธนี้"


จริงสิ วันพุธนี้ถึงเวลาที่พวกเราชาวบริหารจะไปค่ยกันเเล้วนี่น่า ผมก็ยังไม่ได้ไปซื้อของเลย


"ไปซื้อของเหรอคะ ให้อิงไปเป็นเพื่อนไหมคะ"

"ไม่เป็นไร พอดีว่าผมนัดกับคนอื่นไว้เเล้ว"



หือ พี่ภูผามีนัดเเล้วเหรอ  พี่ภูผาไปซื้อของกับใครนะ



"ใครคะ" พี่อิงฟ้าถามพี่ภูเสียงเเข็งเมื่อรู้ว่าพี่ภูผาจะไปกับคนอื่น

"ไปกับสีเทียน"

หือ ผมเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำตอบของพี่ภูผาที่ตอบพี่อิงฟ้าไป ผมไปนัดกับพี่เขาตอนไหน ทำไมผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย

"ใช่ไหมสีเทียน วันเสาร์นี้เรามีนัดไปซื้อของด้วยกัน"

"ผะ ผมเหรอครับ" ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงงๆ

"ใช่ครับ เราจะลืมนัดพี่ไม่ได้นะ วันเสาร์ไปซื้อของกัน " พี่ภูผาว่าพร้อมกับส่งยิ้มที่ละลายใจมาให้ผม

"คะ ครับ" เเละสุดท้ายรอยยิ้มนั่นก็ทำให้ผมเเพ้พ่ายดังเช่นเคย



"พี่ภูเล่นงี้เลยเหรอ" เสียงขนมถามขึ้น

"มึงก็ออกตัวเเรงจัด" พี่ธูปว่าขึ้น



ผมเงยหน้าขึ้นเเต่สายตาก็ดันไปสบตากับพี่อิงฟ้าอย่างไม่ตั้งใจ พี่อิงฟ้าจ้องผมตาเขม็ง ผมทำได้เเต่หลบสายตาของคู่นั้นไปมองคนอื่นเเทน



"เอ่อ เอ่อ จะถึงเวลาเข้าเรียนกันเเล้วนี่หว่า เเยกย้ายๆไปเรียนกันดีกว่าไหม"พี่วาพูดขึ้น เมื่อเห็นบรรยากาศบนโต๊ะมันดูแปลกๆไป "อิง ไม่มีเรียนเหรอ"

"อืม"

"เเล้วยังไงจะกลับบ้านเลยไหม หรือไปไหนต่อ" พี่วายังคงถามต่อ

"ก็คงกลับเลย รู้สึกเหมือนความอดทนจะพุ่งเต็มหลอด หึ! อย่าได้ใจไปนะ " พี่อิงฟ้าตอบคำถามพี่วา เเต่สายตายังมองมาทางผมกับภูผา "งั้นเรากลับดีว่า ไว้เจอกันใหม่" ว่าจบเจ้าตัวก็ดันเก้าอี้อย่างเเรงจนเก้าอี้ล้มลงไปนอนกับพื้น พร้อมกับสะบัดตัวเดินจากไปโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น



"นี่เเหละข้อดีของอิงฟ้า ถึงจะดูเเรงๆ งี่เง่า เอาแต่ใจ เเต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับไอ้ภูอิงจะระงับสติอารมณ์ของตัวเองได้ดีเสมอ ก็ได้เเต่ภาวนาว่าอย่าให้สติอิงหลุดก็แล้วกัน" พี่ธูปพูดขึ้นเมื่อพี่อิงฟ้าเดินจากไปแล้ว

"พี่อิงฟ้าชอบพี่ภูเหรอพี่ธูป" ขนมถามขึ้นด้วยความอยากรู้

"ก็คงใช่มั้ง" เเต่เป็นพี่วาที่ตอบเเทน "อิงเคยบอกชอบไอ้ภู เเต่ไอ้ภูก็ตอบปฏิเสธชัดเจนนะ ทำทุกอย่างชัดเจนมาก ว่าเป็นได้เเค่เพื่อนกันเท่านั้น เเต่เหมือนอิงจะยังคงตื้อเเละเชื่อว่าสักวันไอ้ภูจะยอมเปิดใจให้กับตัวเอง"

"จะว่าไปพี่อิงฟ้าก็น่าสงสาารนะครับ" ตุลาพูดขึ้น

"เออ จะโทษไอ้ภูก็ไม่ได้ด้วยเรื่องนี้" พี่ธูปว่า

"พลังของความรักน่ากลัวจังเลยเนอะ"

ทุกคนหันไปมองยังคนที่พูดขึ้นมา ก็เจอกับน้องเมฆที่ยังคงนั่งยิ้มหน้าตาสดใสอยู่ตรงที่เดิม

"มึงยังอยู่อีกเหรอ" ขนมเป็นคนถามขึ้น

"เรื่องมาอยู่ตรงหน้า ถ้าผมหนีไปก็เสียชื่อหลานรหัสพี่ธูปหมด"

"ไอ้เด็กเลว" เเละน้องเมฆก็ได้รับพรจากพี่ธูปไปเต็มๆ


"จะเลิกนินทากันได้ยัง" พี่ภูผาที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยถามขึ้น

"นินทาที่ไหนเขาเรียกเล่าสู่กันฟัง เนอะขนม"

"ใช่ นินทาตรงไหน" ผมมองพี่ธูปสลับกับขนมไปมา สรุปคือสองคนนี้ไม่เถียงกันเองเเล้วใช่ไหมครับเนีย

"เฮ้อ กูละท้อใจกับพวกมึงสองคนจริงๆ น่าจะกลับไปเถียงกันเหมือนเดิมนะ" พี่ภูผาส่ายหัวอย่างระอา "ถึงเวลาเรียนเเล้วไม่ใช่เหรอ มึงไม่ไปเรียนหรือไงเมฆ"

"ไปค้าบบบบบ"

"แล้วมึงอะวาไหนบอกกูว่าถึงเวลลาเรียนเเล้ว เเต่มานั่งนินทาคนอื่นอยู่เลย"

"เอ้า ไอ้เหี้ยภู"

"มึงก็ด้วยไอ้ธูป"

"กูผิดอะไร"

"เบลล์อย่าคิดว่านั่งเงียบๆเเล้วจะรอด"

"ว๊า ไม่รอดเหรอ"

"ขนม เราก็อย่าไปบ้าตามไอ้ธูปเยอะ"

"ผมเหรอพี่ภู"

"ส่วนตุลา อย่าปล่อยให้คนพวกนี้กลืนกิน"

"ฮ่าๆๆ พี่ภู๊ ผมจะระวังครับ ฮ่าๆ"



"เรามีเรียนตอนกี่โมงครับ" เมื่อบ่นทุกคนเสร็จพี่ภูผาก็หันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่เเตกต่างไปจากคนอื่นๆ

"ไอ้สัสเอ้ย ทีกับน้องเทียนละเสียง 12 เเม่ง!" เเละก็ตามมาด้วยเสียงโวยวายของคนอื่นๆตามมาอย่างไม่ขาดสาย

"อย่าไปสนใจเสียงวัวเสียงควาย"

ผมเผลอหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินประโยคที่พี่ภูผาบอกกับผม

"ผมมีเรียนตอน 11.15 น. ครับ"

"เวลาเดียวกันเลย งั้นไปกันครับ ใกล้ถึงเวลาเรียนเเล้ว"

"ครับ" ผมจัดการเก็บของที่วางอยู่บนโต๊ะใส่ลงในกระเป๋า

"ตอนเย็นรอกลับพร้อมกันนะ"

"ครับ"


พวกผมทั้งหมดต่างเเยกย้ายกันไปเมื่อถึงเวลาเรียน ผมที่เดินมาพร้อมๆกับพวกพี่ภูผาก็ต้องเเยกย้ายกันตรงหน้าบันไดเนื่องจากพี่ภูผามีเรียนที่ชั้นสอง ส่วนผมมีเรียนที่ชั้นสาม

"พี่ไปก่อนนะ ไว้เจอกัน"

"เดี๋ยวครับพี่ภูผา" ผมเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อพี่ภูผาไว้หลวมๆ อีกฝ่ายหันหน้ามาพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้น "คือที่พี่ภูผาพูดกับพี่อิงฟ้า เอ่อ เรื่องไปซื้อของวันเสาร์"

"พี่พูดจริงครับ วันเสาร์นี้เราต้องไปซื้อของเป็นเพื่อนพี่ ตกลงไหมครับ" ผมที่ยังถามไม่จบอีกฝ่ายก็ตอบคำถามกลับมาให้ผมหายสงสัย

"ตกลงครับ!" ผมตอบรับด้วยความเต็มใจเพราะไม่คิดที่จะปฏิเสธอยู่เเล้ว เเถมยังภาวนาอยู่ในใจด้วยซ้ำว่าให้เรื่องที่พี่ภูผาพูดเมื่อกี้เป็นเรื่องจริง เราจะได้ไปซื้อของด้วยกันอีกเเล้ว ผมส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะขอตัวไปเรียนเช่นกัน


***มีต่อค่ะ***
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-02-2021 19:28:32 โดย Vivichan »

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
***ต่อ ตอนที่ 11 ***

"พี่ภูมาเเล้วใช่ไหม" ขนมถามขึ้นเมื่อยกข้อมือดูนาฬิกาเเล้วเห็นว่าตัวเองใกล้จะสายเเล้วเต็มทีเเล้ว

หลังจากเลิกเรียนตุลาก็ขอตัวกลับก่อนเนื่องจากต้องไปรับน้องสาวที่สนามบิน ตอนนี้จึงเหลือเเค่ผมกับขนมผู้ที่มีนัดเช่นกันเเต่บอกว่าจะมายืนรอพี่ภูผาเป็นเพื่อนผมก่อน

"เราบอกขนมเเล้วว่ากลับไปก่อนเลย เดี๋ยวโดนคุณน้าดุนะ" ผมบอกขนมออกไป เนื่องจากคุณน้าหรือก็คือคุณเเม่ของขนมให้ขนมซื้อของไปให้ที่ร้าน เนื่องจากตอนนี้ที่ร้านกำลังวุ่นวายกับการทำขนมสำหรับการงานเลี้ยงของบริษัทเเห่งหนึ่งในวันพรุ่งนี้

"เอางั้นเหรอ" ขนมมีสีหน้าลังเล

"ไม่เป็นไรจริงๆ พี่ภูผาบอกว่าไม่เกินห้านาที ขนมอย่ากังวลเกินไปสิ" ผมยืนยันเพิ่มความมั่นใจให้กับอีกฝ่าย

"เออ ก็ได้ เเต่ถ้ามีไรเกิดขึ้นมึงโทรฯมาหากูทันทีเลยนะสี ถ้ามีน้องหมามาใกล้ๆมึงวิ่งหนีเลยนะ ไม่ก็ขู่เลยหรือถ้าสุดๆเเล้วก็ตะโกนเรียกให้คนอื่นมาช่วยนะ" อีกฝ่ายยังไม่วายหันมาย้ำผมอีกรอบก่อนไป

"เรารู้เเล้ว ขนมเหมือนภาพเขียนเข้าทุกวัน เราโตเเล้วนะ" ผมมุ่ยหน้าใส่อีกฝ่าย

"เออๆ กูไปก่อนนะ แล้วเจอกัน" ขนมยกมือขึ้นโบกลาผม ก่อนจะวิ่งไปยังทางลานจอดรถมอเตอร์ไซค์

ผมมองตามขนมไปจนสุดสายตา ก่อนหันหน้ากลับมายังถนน พร้อมกับอมยิ้มเเละส่ายหน้าน้อยๆให้กับความขี้เป็นห่วงอันเกิดเหตุของขนม ตุลาก็อีกคนกว่าจะไปรับน้องสาวได้ ก็ย้ำกับขนมซ้ำเเล้วซ้ำเล่าจนเกือบจะได้วางมวยกัน ยังไงกันนะสองคนนี้ ยังเห็นผมเป็นเด็กๆอยู่หรือไง



ผมยืนเล่นโทรศัพท์ระหว่างที่รอพี่ภูผา เเต่จู่ๆก็รู้สึกได้ถึงเเรงสะกิดจากทางด้านหลัง ผมหันหน้ากลับไปมองด้านหลังก็เจอกับผู้ชายคนนึงที่ผมไม่คุ้นหน้าคุ้นตายืนยิ้มให้ผมอยู่

"มีอะไรหรือเปล่าครับ"

"คือมีคนฝากอันนี้มาให้ครับ" ผู้ชายคนนั้นยื่นกระดาษใบนึงมาให้ผมพร้อมกับรอยยิ้ม

"ให้ผมเหรอครับ"

"ครับ"

"อ่า ขอบคุณครับ" ผมยื่นมือไปรับกระดาษมาไว้ในมือ "ว่าเเต่ใครฝากมาเหรอครับ"

"อ่อ พี่ผู้หญิงตรงนู่น อ้าว หายไปไหนเเล้ว" น้องชี้นิ้วไปยังมุมต้นไม้มุมหนึ่ง ผมมองตามไปแต่ก็ไม่เจอใคร "เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนั้นอยู่เลย" น้องหันหน้ามาบอกผม

"แล้วเขาบอกหรือเปล่าครับว่าชื่ออะไร"

"อ่อ เปล่าครับเขาเเค่บอกว่า รบกวนช่วยเอาเอกสารให้คนที่อยู่อยู่บนฟุตบาทหน่อย พอดีว่าพี่เขาต้องรีบไปที่อื่นต่อ"

"อ่อ ครับ ขอบคุณมากนะครับ" ผมกล่าวขอบคุณคนตรงหน้าพร้อมกับส่งยิ้มให้

"ครับ" ผู้ชายคนนั้นส่งยิ้มให้ผมก่อนจะเดินไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนตัวเองที่ยืนรออยู่


ผมเปิดกระดาษเอสี่พับครึ่งที่อยู่ในมือออก ก่อนจะเห็นข้อความที่อยู่ด้านในที่ทำให้ผมรู้สึกเสียววาบตั้งเเต่หัวลงไปสู่เท้า 'หาย ไป ซะ สี เทียน' เมื่ออ่านข้อความที่อยู่บนกระดาษเสร็จ ผมก็หันหน้ากลับไปมองยังบริเวณมุมต้นไม้อีกครั้ง เเต่กลับไร้วี่เเววของคนที่น่าจะเป็นเจ้าของจดหมายฉบับนี้ ใครกันนะที่ส่งมา เเล้วเขาต้องการอะไร ทำไมถึงบอกให้ผมหายไป เเล้วให้ผมหายไปจากอะไร

ทำไมความรู้สึกผมถึงบอกว่า ความวุ่นวายเเละความยุ่งยากกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้นะ



ปรื้น! ปรื้น! ผมสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียงบีบเเตรของรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างๆ เมื่อหลุดจากภวังค์ก็เห็นว่าพี่ภูผามาถึงเเล้ว ผมรีบพับกระดาษใส่กระเป๋าสะพายข้างของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรถเพื่อเดินทางกลับไปยังคอนโดของตัวเอง



ผมขอพักเรื่องราวชวนให้ปวดหัวก่อนก็เเล้วกัน ไว้ค่อยปรึกษาพวกขนมกับตุลาวันหลัง  ช่วงนั่งรถกลับบ้านเป็นเวลาของการกอบโกยความสุขเพราะฉะนั้นความมทุกข์จงไปรออยู่ที่คอนโดเราก่อนนะ เดี๋ยวเรากลับไปหา


การใช้ชีวิตช่วงเย็นของผมกับพี่ภูผาก็เหมือนเดิมในทุกๆวัน ก่อนจะกลับคอนโดก็จะเเวะกินอาหารเย็นให้เสร็จเรียบร้อย มันเป็นเเบบนี้เเทบทุกวันจนวันไหนที่ไม่ได้ทานข้าวเย็นด้วยกัน มันจะเกิดความรู้สึกวูบโหวงขึ้นมาภายในอกของผม พี่ภูผามาทำให้ผมเคยชินกับเรื่องเเบบนี้เเล้วต่อไปผมจะทำอย่างไร ถ้าเกิดว่าวันนึงพี่ภูผาต้องหายไป แล้วผมจะกลับมากินข้าวคนเดียวได้เหมือนเดิมไหมนะ เฮ้อ! คิดเเต่เรื่องเเย่ๆอีกเเล้วนะสีเทียน ปลายทางไม่รู้ ช่วงนี้กอบโกยไปก่อนก็เเล้วกัน




หลังจากกลับมาถึงห้องเรียบร้อยผมก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยพร้อมนอน ผมเปิดเพลงคลอเบาๆเพื่อไม่ให้ห้องเงียบเหงาเกินไป  สายตาผมจ้องมองไปยังแผ่นกระดาษเอสี่ที่วางอยู่ไปโต๊ะ กระดาษใบนั้นทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจวิ่งพลุกพล่านอยู่ภายในใจของผม จนต้องเปิดเสียงเพลงคลอเบาๆภายในห้อง เพราะวันนี้ความเงียบของห้องมันทำให้ผมรู้สึกกังวลเหลือเกิน


นี่มันเรื่องอะไรกันนะ



ตึ๊ง! ตึ๊ง!

เสียงข้อความที่ดังขึ้นทำให้ผมเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางข้างๆตัวมาดูว่าเป็นใครที่ส่งข้อความมา เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่ความอบอุ่นก็เข้าปกคลุมที่หัวใจ จนความกังวลจางหายไปเกือบครึ่ง

PP : นอนหรือยังครับ



      สีเทียน : ยังเลยครับ



PP : ทำอะไรอยู่ครับ

   ง่วงหรือยัง



      สีเทียน : นอนเล่นครับ

       ยังเลยครับ

       พี่ภูผาล่ะครับ ง่วงยัง



PP : ยังเลยครับ



ในตอนที่ผมกำลังยิ้มกว้างกับการคุยกับพี่ภูผา สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นกระดาษเอสี่เจ้าปัญหาเข้าอีกครั้ง ความกังวลแทรกเข้ามาอีกครั้ง  เฮ้อ! ผมถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย จะนอนหลับไหมเนียคืนนี้ ถ้ายังมีความกังวลวิ่งเเล่นอยู่เต็มหัวเเบบนี้ ทำไงดีนะ หรือว่า....



     สีเทียน : ผมขอนุญาตโทรฯหาได้ไหมครับ



ผมนั่งลุ้นมากเมื่อเห็นว่าอีกฝั่งอ่านข้อความของผมเเล้ว พี่ภูผาจะยอมให้ผมโทรฯหาไหมนะ



ครืดครืด   ครืดครืด    ครืดครืด

เสียงสั่นของโทรศัพท์ที่อยู่ในมือทำให้ผมตาโตเมื่อเห็นว่า 'พี่ภูผา' เป็นคนโทรฯเข้ามา ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดรับสาย

"สวัสดีครับ"

("ไง")

"ผมรบกวนพี่ภูผาหรือเปล่า"

("เปล่าเลย ว่าเเต่เราเป็นอะไรหรือเปล่า จู่ๆก็อยากโทรฯคุยกับพี่ขึ้นมา")

"เอ่อ พอดีว่าผมมีเรื่องกังวลนิดหน่อยครับ" ผมเว้นจังหวะไว้แป็บนึงจึงพูดต่อ "เเต่พอได้คุยกับพี่ภูผาก็รู้สึกสบายใจขึ้น เลยคิดว่าถ้าได้ยินเสียงคงจะดีกว่า" ผมบอกไปตามความรู้สึกจริงๆของตัวเองอย่างไม่ปิดบัง

("เราไม่สบายใจเรื่องอะไรเหรอ มีอะไรให้พี่ช่วยไหม") พี่ภูผาถามมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน จนทำให้ผมเผลอยิ้มออกมา

"อยากช่วยเหรอครับ"

("ใช่ ถ้าพี่ช่วยได้ เเละมันทำให้เราสบายใจขึ้น") พี่ภูผาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ถ้าอย่างนั้นช่วยคุยเป็นเพื่อนจนกว่าผมจะหลับได้ไหมครับ" ผมพูดบอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเเกมขอร้อง ตอนนี้ความอายต้องพับเก็บเเละงัดเอาความกล้าขึ้นมาก่อน เพราะความกังวลที่มีมันส่งผลให้ผมกล้าขออะไรเเบบนี้กับคนที่อยู่ปลายสายออกไป

("หึหึ สำหรับสีเทียนเเล้ว ด้วยความยินดีครับ")

ผมยิ้มกว้างให้กับคำตอบที่ได้รับ เราทั้งสองคนยังคงพูดคุยกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ลืมเรื่องนัดของเราสองคนที่จะไปซื้อของกันในวันพรุ่งนี้ คุยไปได้สักพักความง่วงงุนก็เริ่มเข้าครอบงำผมจนเหมือนว่าตาจะปิดอยู่รอมร่อ ตั้งเเต่ที่ผมได้คุยกับพี่ภูผาความกังวลใจก็หายสิ้น จนผมลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ผมกังวลใจมากเพียงใด ความอบอุ่นใจ ความสบายใจเข้ามาเเทนที่ ดีจังเลยนะ การมีพี่ภูผาอยู่ข้างๆ เเละไม่นานผมก็จมเข้าสู่ห้วงนินทราอย่างง่ายดาย

("สีเทียนครับ สีเทียน หลับเเล้วเหรอครับ หึหึ! ฝันดีนะครับน้องสีเทียนของพี่ภูผา")




"อื้อออออ"

ผมบิดขี้เกียจเมื่อรู้สึกตัวตื่นจาการโดนเเสงเเดดที่ลอดผ่านหน้าม่านมาเเยงตาของผม

ฟึ่บ! เมื่อสติเข้าที่เข้าทาง ผมก็ดีดตัวขึ้นนั่งบนเตียงนอนเมื่อคิดได้ว่าวันนี้มีนัดกับพี่ภูผา เเละเมื่อคืนผมคุยกับพี่ภูผาค้างอยู่ เเถมเผลอหลับไปตั้งเเต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมกดปลดล็อคหน้าจอโทรศัพท์อย่างรวดเร็วเเต่เมื่อเห็นว่าพี่ภูผาวางสายของผมไปตั้งเเต่เมื่อคืนก็รู้สึกโล่งใจ

"เฮ้อ! นึกว่าจะยังคาสายอยู่"

ผมมองนาฬิกาก็ต้องตกใจตาโตอีกรอบ เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลานัดของผมกับพี่ภูผาเเล้ว ผมรีบกุลีกุจอพาตัวเองไปอาบน้ำ ก่อนจะคว้าเสื้อผ้ามาใส่เเบบไม่ได้พิถีพิถีนในการเลือกสักเท่าไหร่ การเเต่งตัววันนี้คือ เสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์รัดรูปสีซีด บวกกับกระเป๋าคาดอกสีดำอีกหนึ่งใบ ตบท้ายด้วยรองเท้าผ้าใบสีขาวเป็นอันเสร็จเรียบร้อย


ผมรีบวิ่งลงจากคอนโดอย่างรวดเร็วหลังจากได้รับข้อความจากพี่ภูผาว่าตอนนี้มารออยู่ใต้คอนโดเเล้ว ผมวิ่งมายืนหอบ แฮกๆ อยู่ข้างๆรถ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งที่นั่งข้างคนขับอย่างคุ้นชิน

"ขอโทษครับที่มาช้า"

"ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลย" พี่ภูผาหันหน้ามาส่งยิ้มให้ผม "เมื่อคืนนอนหลับสนิทไหมครับ" อีกฝ่ายส่งสายตาล้อเลียนมาให้ผม

"อ่า ขอโทษนะครับ ผมทิ้งพี่ภูผาอีกเเล้ว" ผมหลบสายตาก้มหน้ามองมือของตัวเองที่ประสานกันบนตัก

"ไม่เป็นไรครับ" มือขอพี่ภูผายื่นมาลูบหัวผม "เเล้วพี่พอจะเป็นความสบายใจให้เราได้ไหม"

"ครับ พี่ภูผาเป็นได้อย่างไม่มีข้อเเม้เลยครับ" ผมเงยหน้ามองอีกฝ่าย พร้อมกับรอยยิ้มจริงจังที่ต้องการยืนยันคำพูดของตัวเอง  พี่ภูผาไม่ได้ตอบอะไรกลับมา มีเพียงเเค่รอยยิ้มเท่านั้นที่ส่งมาให้ผม


ใช้เวลาไม่นานเราสองคนก็เดินทางมาถึงห้างห้างนึงที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดนของผมสักเท่าไหร่ เราสองคนตัดสินใจว่าจะหาอะไรกินกันก่อนที่จะเดินไปเลือกไปซื้อของกัน


บรรยากาศภายในห้างในวันหยุดเเบบนี้ค่อนข้างที่จะคึกคัก มีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินไปมากันขวักไขว่ ห้างเป็นสถานที่นึงที่เป็นทางเลือกในการนัดเจอกัน เดินเล่น หรือซื้อของ เเละอากาศที่ค่อนข้างจะร้อนในวันนี้ เเอร์เย็นๆภายในห้างจึงเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ผู้คนหนีร้อนมาพึ่งเย็นในสถานที่เเห่งนี้



เราสองคนเลือกทานอาหารร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่ง เลือกสั่งเซ็ทเมนูง่ายๆมาทานกัน รอไม่นานอาหารที่สั่งไปก็มาเสิร์ฟ เราสองคนไม่รอช้าจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว



หลังจากทานอาหารเสร็จก็ถึงเวลาไปซื้อของสำหรับการไปค่ายที่จะถึงในวันพุธนี้

"พี่ภูผาได้จดมาหรือเปล่าครับว่าจะซื้ออะไรบ้าง"

อีกฝ่ายส่ายหน้ากลับมาเป็นคำตอบ

"เเล้วอย่างนี้จะรู้ไหมครับว่าขาดอะไรบ้าง ทำไมถึงไม่เตรียมพร้อมเลย" ผมอดที่จะบ่นคนที่กำลังเข็นรถอยู่ข้างๆไม่ได้

"ก็พี่ไม่เคยจัดกระเป๋าเดินทางหรือซื้อของเอง"

"ห๊ะ!" ผมหันขวับไปมองหน้าคนข้างๆทันทีที่ได้ยินคำตอบ จะลูกคุณหนูเกินไปหรือเปล่าเนีย

"พี่พูดจริงๆ ปกติคุณเเม่จะจัดกระเป๋าให้ตลอด เเต่ครั้งนี้พี่อยากจัดเองบ้าง" อีกฝ่ายตอบกลับผมหน้าตาย

"เเล้วเเบบนี้จะรอดไหมครับ"

"เพราะเเบบนี้พี่ถึงชวนเรามาไงครับ มีสีเทียนทั้งคนพี่ก็ไม่ต้องกังวลเเล้วครับ"

"ใครบอกว่าผมจะช่วยพี่ภูผาในการเลือกซื้อของครับ" ผมบอกอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้ หลังจากเห็นท่าทางเล่นหูเล่นตาของอีกคน

"เราไม่ใจร้ายกับพี่หรอก พี่เเน่ใจ"

"เเน่ใจไปหรือเปล่าครับ ผมไม่ช่วยครับ จัดการเองเลย" ผมตีหน้านิ่งใส่อีกฝ่าย

"เราพูดจริงเหรอ"

"จริงครับ" ผมยังคงยืนยันหนักเเน่น อยากจะเเกล้งอีกฝ่ายนานๆ

"สีเทียนค้าบบบบบบ ช่วยพี่เลือกซื้อของหน่อยนะครับ นะ"

ผมยืนมองพี่ภูผาตาค้างเมื่อเห็นการกระทำที่ไม่ค่อยจะได้พบเจอของคนตรงหน้า ยอมครับ ยอมเเพ้ครับ เจอเเบบนี้ยอมเเพ้ครับ พี่ภูผาจะจัดสักกี่กระเป๋าครับ ให้ผมไปจัดให้ทุกครั้งที่พี่ภูผาจะเดินทางก็ได้นะครับ ถ้าพี่ภูผาจะพูดเเละทำหน้าตาออดอ้อนขนาดนี้

"ขะ เข็นรถตามาเลยครับ" ผมอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินนำพี่ภูผาออกไปเพราะไม่อยากให้พี่ภูผาเห็นอาการเขินเเก้มเเดงๆของตัวเอง


"พี่ภูผาใช้สบู่ตัวไหนอยู่เหรอครับ" ผมหันหน้าไปถามคนที่เข็นรถตามหลังอยู่

"กลิ่นไหนก็ได้เราเลือกมาเลย"

"ครับ"



"พี่ภูผาครับ ใช้แปรงเเบบนี้ดีไหมครับ"

"ตามใจเราเลยครับ"


"พี่ภูผาครับ ยาสีฟันเเบบไหนดีครับ"

"เเล้วเเต่เราเลยครับ เเต่ซื้อไปอันเดียวก็พอใช้ด้วยกัน"

"หือ?"

"จะได้ช่วยกันประหยัดไง เราใช้คนเดียวหมดหรอกห้าวัน"

เฮ้อ! เชื่อเขาเลยจริงๆ


"พี่ภูครับ ครีมกันเเดดตัวนี้ดีไหมครับ"

"ถ้าเราว่าดีพี่ก็ดี"

"พี่ภูผาครับ" ผมกอดอกมองคนที่ยืนอยู่หลังรถเข็น "จะไม่ช่วยออกความคิดเห็นหน่อยเหรอครับ บางครั้งผมก็อยากได้ความคิดเห็นนะครับ"

"ก็พี่ไม่เคยซื้อของ พี่คิดว่าสีเทียนคงถนัดกว่า พี่ผิดเหรอครับ"

"เฮ้อ! ผมจะทำยังไงกับพี่ภูผาดีครับ"

"ไม่ยากเลย ถ้าเรามาซื้อของก็ชวนพี่มาด้วยทุกครั้ง เเล้วสอนพี่เลือกซื้อของ พี่จะได้เก่งๆ เเต่กว่าจะเก่งคงใช้เวลาอีกนานเลย" พี่ภูผาว่าเสร็จก็ยิ้มเเป้นเเล้นให้กับคำพูดที่พูดเองเออเองของตัวเอง


ผมเหนื่อยที่จะเถียงกับคนดื้อเเบบนายภูผาเเล้ว จึงจัดการเลือกซื้อสิ่งของของผมกับของอีกคนโดยไม่ได้ถามความคิดเห็นของคนที่กำลังจับรถเข็นอยู่ พอผมไม่ถามเจ้าตัวก็ดันเข้ามาวุ่นวาย อยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเสียอย่างนั้น สิ่งของบางอย่างเจ้าตัวก็ให้ซื้อมาเพียงเเค่ชิ้นเดียวเเล้วบอกว่าให้ใช้ด้วยกันจะได้ประหยัด ผมที่คิดว่าไหนๆก็ไหนๆเเล้วยอมรับข้อเสนอของอีกคนก็เเล้วกัน จะได้ประหยัดด้วย อีกอย่างใช้ด้วยกันก็ไม่ได้เสียหายอะไร ว่าเเต่ ผมกับพี่ภูผามาถึงจุดนี้กันได้ยังไงครับเนีย ให้ตายเถอะ!



"พี่ภูผาครับเดี๋ยวผมขอไปซื้ออหารสดไว้ติดตู้เย็นหน่อยนะครับ " ผมบอกอีกคนเนื่องจากตอนนี้ผมจัดการซื้อของที่จำเป็นสำหรับการไปค่ายเรียบร้อยเเล้ว

"ได้สิ เเต่มีข้อเเม้นะ"

"หือ?"

"เราต้องทำอาหารเผื่อพี่สำหรับเย็นนี้ด้วยนะครับ"

"ติดใจฝีมือผมก็บอกมาตรงๆครับ" ผมเเซ็วอีกคน

"นั้นสิ สงสัยคงจะติดใจมากๆจนไปไหนไม่ได้เเล้วเเน่ๆ" สายตาเเวววาวของอีกฝ่ายที่ส่งมาทำให้ผมทำสีหน้าไม่ถูก

"ปะ ไปซื้อของกันดีกว่าครับ"



ผมรีบเดินนำพี่ภูผาไปยังโซนอาหารสด เลือกซื้อของที่ต้องการเสร็จก็ถึงเวลาที่ต้องจ่ายเงิน เราสองคนต่อเเถวรอจ่ายเงินนานหน่อย เนื่องจากมีคนมาซื้อของกันเยอะในวันนี้ ทำให้เเต่ละเคาน์เตอร์มีคนยืนรอเเถวจ่ายเงินกันยาวเหยียด มีเด็กเล็กวิ่งเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวระหว่างที่รอพ่อเเม่ต่อเเถวจ่ายเงิน บางคนก็ยืนคุยกันอย่างสนุกสนานเพื่อรอเวลา บางคนก็ก้มหน้ามองจอโทรศัพท์อย่างไม่วางตา รอสักแป็บก็ถึงคิวของพวกผม ตอนเเรกผมจะเเยกจ่ายเเต่พี่ภูผาไม่ยอมบอกว่าค่อยไปเคลียร์กันที่ห้องดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเลือกของ คนต่อเเถวเยอะ ผมที่หันไปมองก็เห็นว่ามีคนต่อเเถวเยอะจริง เลยยอมเลยตามเลย ค่อยไปเคลียร์ทีหลังก็ได้



"พี่ภูผาครับ ผมขอเข้าห้องน้ำก่อนได้ไหมครับ ปวดฉี่ไม่ไหวเเล้ว"

ผมบอกพี่ภูผาที่กำลังเข็นรถตามมาหลังจากที่จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยเเล้ว

"ให้พี่ไปเป็นเพื่อนไหม"

"ไม่ต้องครับ พี่ภูผารอข้างหน้าก็ได้จะได้เฝ้าของด้วย เดี๋ยวของหาย ผมไปแป็บเดียว"

เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าตอบตกลง ผมก็รีบวิ่งไปห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ผมจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยก็ไม่ลืมที่จะล้างมือของตัวเองให้สะอาด ระหว่างที่ผมกำลังล้างมืออยู่นั้น ใครบางคนก็เปิดประตูห้องน้ำออกมายืนล้างมือข้างๆผม



"ไงครับ บังเอิญจังเลย น้องสีเทียน"

"พี่เท็น" ผมมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย

"มาคนเดียวเหรอ"

"เปล่าครับ"  ผมรีบล้างสบู่ที่ฟอกอยู่ตรงมือออก ก่อนจะไปดึงทิชชู่มาเช็ดมือ ขว้างกระดาษทิ้งลงถังขยะ

"ผมขอตัวก่อนนะครับ" ผมหันไปบอกลารุ่นพี่เตรียมตัวจะเดินออกจากห้องน้ำ เเต่คำถามของพี่เท็นทำให้ผมหยุดเดิน เเละหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่าย

"เราคบกับภูผาอยู่เหรอ"

"เปล่าครับ"

"คิดดีเเล้วที่จะยุ่งกับภูผา"

"ทำไมเหรอครับ" ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

"หึ ถ้าคิดจะยุ่งกับภู ก็ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ คนที่เป็นที่หมายปองมักมีมือมืดที่มองไม่เห็นคอยมองอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนดีเเบบที่เราเห็นนะ"

ผมขมวดคิ้วเเน่นเมื่อได้ยินประโยคที่พี่เท็นพูดออกมา

"พี่เท็นหมายความว่ายังไงครับ"

"ก็......"


"สีเทียน"

ยังไม่ทันที่พี่เท็นจะได้ตอบอะไรผม คนที่เป็นหัวข้อสนทนาก็เปิดประตูโผล่เข้ามา

"ครับ" ผมขานรับผู้มาใหม่

"พี่เห็นเราเข้ามานานเเล้วยังไม่ออกไป เลยเข้ามาตาม"


"ไง ภู"

"สวัสดีครับพี่เท็น" พี่ภูผาหันหน้าไปทักทายพี่เท็น เเต่สีหน้าที่เเสดงออกมานั้นมันช่างสวนทางกับคำทักทาย

"ก็คิดว่ามากับใคร ที่เเท้ก็มากับภูนี่เอง พี่ว่าจะเสนอตัวไปส่งสีเทียนสักหน่อย เสียดายจัง" ถ้าฟังอย่างไม่อคติผมว่ามันก็เป็นคำพูดปกติทั่วไป เเต่ทำไมผมถึงมองว่าพี่เท็นกำลังยั่วยุเเละหาเรื่องพี่ภูผาอยู่

"ขอบคุณในความหวังดีครับ เเต่น้องมากับผมเพราะฉะนั้นคนอื่นไม่จำเป็นต้องมายุ่ง คนของผมผมดูเเลได้"

"ก็ดูเเลให้ดีให้ตลอดก็เเล้วกัน"

เมื่อจบประโยคของพี่เท็น สายตาของทั้งสองคนก็ปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนเเทบจะมีเสียง เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! ออกมา ผมมองคนทั้งสองคนสลับไปมาอย่างปลงตก เฮ้อ! ทำไมช่วงนี้ชีวิตมันถึงดูวุ่นวายขนาดนี้ เเต่ก่อนที่มันจะบานปลายไปกว่านี้

สีเทียนเอ้ย! ห้ามศึกก่อนเถอะ สู้เว้ย!


<<< TBC >>>

ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านเเละติดตามนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-02-2021 19:28:11 โดย Vivichan »

ออฟไลน์ Sorrowkung

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #35 เมื่อ10-02-2021 17:39:28 »

หูย มีคนจ้องทำร้าย :serius2:

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตอนที่ 12 ระหว่างทางการไปค่ายของคนแอบชอบ


"น้องๆคนไหนที่มาเเล้วรบกวนมาเซ็นชื่อตรงนี้ด้วยนะครับ"

เวลาตีห้าของเช้าวันพุธอันแสนสดใส นักศึกษาคณะบริหารกว่าร้อยชีวิตมารวมตัวกันยังลานกว้างบริเวณหน้าตึกคณะเพื่อเช็กชื่อสำหรับการไปค่ายอาสาที่จัดขึ้น สายลมเย็นอ่อนๆตอนหัวรุ่งพัดผ่านมาเป็นระยะ ท้องฟ้าโปร่งใสถือเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดี

"ตอนเซ็นชื่อรบกวนน้องๆดูหมายเลขรถที่ตัวเองต้องขึ้นด้วยนะครับ อย่าขึ้นรถผิดคันนะครับ"

เสียงประกาศของรุ่นพี่ตะโกนดังขึ้นเป็นระยะ  น้องนักศึกษาบางคนก็ดูตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้มาก บางคนก็มาทั้งที่ตายังปรืออยู่เลย แต่ละคนมีกระเป๋าใบเล็กใบน้อยวางอยู่ข้างๆ บางคนก็เตรียมความพร้อมด้วยการสวมหมอนรองคอไว้ที่คอ มีทั้งส่วนที่ยืนจับกลุ่มคุยกัน เเละบางส่วนก็เดินไปมาจนดูเป็นเช้าที่วุ่นวายอยู่ไม่น้อย

เนื่องจากระยะทางในการเดินทางไกลพอสมควร ทำให้ต้องนัดรวมตัวกันตั้งเเต่ตะวันยังไม่โผล่ขึ้นท้องฟ้า เพราะจะได้ไปถึงปลายทางไม่ค่ำจนเกินไป


"ฮ๊าววววววว เหี้ยเอ้ย ง่วงนอนชิบหาย" ขนมที่ยืนอยู่ข้างๆผมอ้าปากกว้างหาวออกมาโดยที่ไม่ได้เอามือปิดปากเเต่อย่างใด ขอให้เเมลงวันบินเข้าปากด้วยเถอะ

"เมื่อคืนนอนดึกหรือไงมึง" ตุลาที่ยืนจิบกาแฟอยู่ถามขึ้น ว่าเเต่ตุลาไปเอากาเเฟมาจากไหนนะ

"เมื่อคืนดูหนังเพลินไปหน่อย รู้ตัวอีกทีก็ตีสองเเล้ว"

"ทนหน่อยนะขนม เดี๋ยวค่อยไปนอนบนรถเอา" ผมบอกขนมที่ตอนนี้ยืนตาจะปิดอยู่รอมร่อ

"เออเดี๋ยวค่อยไปนอนบนรถ ตอนนี้มึงช่วยกระปรี้กระเปร่าเเละดูเเลความเรียบร้อยให้น้องๆก่อน เร็ว!" ตุลาว่าพร้อมกับลากขนมตรงไปยังหมายเลขรถที่พวกผมมีหน้าที่รับผิดชอบดูเเล

ผมยืนยิ้มส่ายหัวให้กับภาพตรงหน้า ขนมมีท่าทียึกยื้อยึกยือไม่ยอมเดิน ตุลาก็หันมาทำหน้าดุๆก่อนจะกึ่งดึงกึ่งลากขนมไปยืนประจำตำเเหน่ง จากนั้นตุลาก็ยื่นเเก้วกาแฟไปให้ขนมถือ ส่วนตัวเองวิ่งไปเอาแผ่นรายชื่อจากรุ่นพี่มาถือไว้เพื่อเช็กน้องๆอีกทีนึง ผมที่เห็นว่าทั้งสองคนพร้อมเเล้วก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังเพื่อนๆทั้งสองคนเพื่อจะช่วยดูเเลความเรียบร้อยของน้องๆอีกเเรง


"น้องๆครับ ใครที่ได้เลขรถหมายเลข 3 เตรียมพร้อมมาขึ้นรถทางด้านนี้เลยนะครับ" ตุลาตะโกนบอกน้องๆปี 1 ที่กำลังยืนจับกลุ่มคุยกัน

น้องๆหันหน้ามาตามเสียงเรียกของตุลา คนที่ได้หมายเลขรถหมายเลข3 ก็ทยอยเดินมาทางที่พวกผมยืนอยู่ จากนั้นก็มีผู้ดูเเลคนอื่นประกาศเรียกสมาชิกในรถของตัวเองบ้าง



"ไงอุปกรณ์เครื่องเขียน"

คำเรียกแปลกๆเเบบนี้ที่ผมไม่ได้ยินมาเนิ่นนาน ทำให้ผมต้องหันไปมองยังต้นเสียงด้วยความเร็วจนคอเเทบจะหลุดออกจากบ่า

"พี่โก้!" ผมเรียกชื่ออีกคนเสียงดังด้วยความตกใจ

"จะตะโกนทำไมเนียอุปกรณ์เครื่องเขียน" พี่โก้หันมาบ่นผมเบาๆ

"ก็ผมตกใจที่อยู่ๆก็เจอพี่ที่นี่" ผมบอกอีกคนไปทั้งที่ตัวเองยังมีสีหน้าตกใจไม่หาย


ถ้าทุกคนจำได้พี่โก้เป็นพี่รหัสของผมเองครับ  เเต่เป็นพี่รหัสที่ผมนี่เเทบไม่เจอเลย นานๆถึงจะเจอหน้ากันสักครั้ง เเต่พี่เขาก็ยังมาเรียนเป็นประจำนะครับฟังจากที่พวกพี่ๆคนอื่นๆบอกมา ส่วนผมเจอครั้งล่าสุดก็ตอนเปิดเทอมวันเเรกของปี 2 ส่วนหลังจากนั้นก็ไม่เจอเลย พี่โก้เป็นคนที่นิสัยดีนะครับ ถึงจะเจอกันไม่บ่อยเเต่ผมสัมผัสได้ จุดเด่นพี่เเกก็คงเป็นเรื่องเข้ากับคนง่าย พูดจาเก่ง ชวนคุยเก่ง เป็นกันเองครับ   ส่วนการเรียกชื่อเเบบนี้ก็เกิดขึ้นตั้งเเต่ครั้งเเรกที่เจอกันเล้วครับ เมื่อผมบอกชื่อของตัวเองเสร็จเรียบร้อย พี่เขาก็เรียกผมเเบบนี้เลย


"พี่โก้ผมถามจริง เรียกมันว่า 'สี' 'เทียน' หรือ'สีเทียน' ไม่ง่ายกว่าเหรอ" ขนมถามขึ้น

"เอ้า! ก็กูจะเรียกเเบบนี้มีปัญหาไรไม่ทราบครับ คุณขนมหวาน"

"ไอ้คุณพี่โก้" ขนมโวยวายทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อตัวเองเเบบนั้น พี่โก้ก็ไม่ได้สลดกับคำอวยพรยามเช้าของขนมสักนิด ยืนทำหน้ายั่วยุอารมณ์ของขนมให้พุ่งขึ้นด้วยความสนุกสนาน

"เดือนสิบ คนครบยังคันนี้"

ไม่ต้องบอกก็รู้ชื่อเรียกว่า เดือนสิบ ที่พี่โก้พูดขึ้นหมายถึงใคร

"ยังเลยครับ ยังขาดอีกนิดหน่อย" ตุลาเงยหน้าจากการดูรายชื่อน้องๆมาตอบพี่โก้

"พี่จะเรียกชื่อให้ถูกสักคนไม่ได้เลยใช่ไหม" ขนมผู้ที่ยังขัดข้องใจกับคำเรียกชื่อของรุ่นพี่ตรงหน้าถามขึ้น

"ได้ เเต่กูไม่อยากเรียก มีปัญหาอะไรไหมครับคุณขนมหวาน" ว่าเสร็จพี่โก้ก็ใช้นิ้วชี้ดันหน้าผากขนมหวานเเรงๆหนึ่งทีจนทำให้ขนมเซนิดหน่อย

"พี่โก้ก็ไปค่ายด้วยเหรอครับ"

"เอ้าคุณอุปกรณ์เครื่องเขียนครับ เห็นมายืนเสนอหน้าอยู่เเบบนี้ไม่ไปมั้งครับ"

ผมได้เเต่ยืนอ้าปากค้างกับคำตอบของพี่รหัสตัวเอง ผมก็เเค่ถามเองอ่ะ ก็ใครจะไปรู้บางทีพี่โก้อาจจะมาส่งเฉยๆก็ได้นี่น่า ผมทำเพียงเเค่ยืนมุ่ยหน้าให้พี่รหัสตัวเองหลังจากได้ยินคำตอบ เพราะถ้าจะให้ไปเถียงด้วย ผมสู้ไม่ได้หรอก รู้ชะตากรรมตัวเองเลยว่าต้องเเพ้ราบคาบเเน่ๆ

"ไม่น่าเชื่อ ร้อยวันล้านปีไม่เคยพบเจอหน้า คิดยังไงถึงไปค่ายด้วยครับคุณพี่โก้" ขนมถามขึ้น

"กูก็มามหาลัยทุกวัน พวกมึงไม่มาหากูเอง"

"เเล้วทีพี่ละทำไมไม่มาหาพวกผมบ้าง ผมคิดว่าไอ้สีมันไม่มีพี่รหัสกับเขาเเล้วนะ"

"ถึงตัวกูไม่อยู่ เเต่ใจกูส่งถึงน้องรหัสกูเสมอนะครับ" พี่โก้เเสระยิ้มมุมปากพร้อมกับยักคิ้วข้างนึงให้ขนม


ที่พี่โก้พูดมาก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะพี่โก้มักจะฝากหนังสือเรียนหรือเอกสารโน๊ตย่อต่างๆมาให้ผมเสมอ ซึ่งบางครั้งมันก็ช่วยผมได้มากเลยทีเดียว จากที่ผมอ่านเอกสารต่างๆของพี่โก้ทำให้ผมรู้ข้อนึงว่า พี่โก้ก็เรียนเก่งในระดับนึงเช่นกัน เเละช่วงที่เราจะได้เจอกันบ่อยคงเป็นช่วงสอบ พี่โก้จะคอยวนเวียนมาหา มาสอน มาเเนะนำการทำข้อสอบให้ผมเสมอ



"นั่นดิพี่โก้ ผมเองก็สงสัยนะพี่ไปไหนอ่ะ ทำไมผมไม่ค่อยเจอพี่ในมหาลัยเลย ตอนประชุมเรื่องค่ายพี่ก็ไม่มา" ตุลาที่เช็กชื่อน้องๆที่ต่อเเถวคนสุดท้ายเสร็จถามขึ้นมาบ้าง

"พวกมึงนี่มันขี้เสือก ขี้สงสัยจริงๆ รำคาญ!" พี่โก้ส่ายหัวเล็กน้อย "กูไปดีกว่า" ว่าเเล้วเจ้าตัวก็หมุนตัวเดินออกไปโดยที่ปล่อยให้พวกผมยืนงงๆกันอยู่ที่เดิม



"เฮ้ย พวกไอ้ภูอยู่ไหนวะ ไม่เห็นหน้าสักตัว" ถึงตัวจะจากไปเเต่เสียงตะโกนอันดังกังวาลของพี่โก้ก็ยังคงมีอยู่ "ไอ้เหี้ยธูปมึงอยู่ ณ แห่งหนใด" พี่โก้ก็ยังตะโกนบ่นไปเรื่อยๆ เมื่อไม่รู้ว่าบุคคลที่ตนเองต้องการเจออยู่เเห่งหนใด

"เพื่อนธู๊ปปปปป~ เลี้ยงกาแฟเพื่อนโก้หน่อย"

"มึงแหกปากโวยวายถามหากูเพราะเเค่อยากให้กูเลี้ยงกาแฟเนียนะ"

"ช่ายยยยยยยยยยยยยยยย"

และเเล้วพี่โก้ก็โดนพี่ธูปถีบเน้นๆไปหนึ่งที ทำให้พี่โก้ถึงกับเซเล็กน้อย ก่อนจะยกมือชี้หน้าด่าพี่ธูปเเละเดินไปหาเพื่อนคนอื่นๆเเทน


ผมใช้สายตามองผ่านพี่ธูปไปก็เจอกับพี่ภูผาที่กำลังนั่งกอดอกหลับตารอเวลาเดินทางอยู่อยู่ข้างๆพี่ธูป อุตส่าห์บอกให้รีบเเท้ๆเมื่อคืน ดูสิ ตอนนี้จึงต้องมานั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้เลย เห็นเเล้วอยากจะไปนั่งข้างๆ เเล้วจับหัวให้มาพิงไหล่ จะได้หลับสบายขึ้น


ผมไม่รู้ว่าตัวเองจ้องมองอีกฝ่ายนานเเค่ไหน รู้สึกตัวอีกทีก็เป็นตอนที่พี่ภูผาลืมตาขึ้นมามอง ผมที่หลบสายตาไม่ทันจึงทำใจดีสู้เสือส่งยิ้มไปให้ พี่ภูผาที่เห็นผมส่งยิ้มไปให้ก็ส่งยิ้มกลับคืนมา ก่อนจะบิดขี้เกียจสองสามทีเเละเดินไปหาพี่วาที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการตรวจเช็กชื่อของนักศึกษาคนอื่นๆ


การไปค่ายครั้งนี้หน้าที่หลักๆจะตกเป็นของปีสองเเละปีสาม ที่ต้องคอยดูเเลความเรียบร้อยให้กับน้องๆปีหนึ่ง ส่วนพี่ปีสี่ไม่มีความจำเป็นต้องไปก็ได้เเต่ก็มีคนไปบ้างสามสี่คนโดยให้เหตุผลมาว่า 'ปีสี่มันเครียดขอหากิจกรรมอะไรทำผ่อนคลายสักหน่อย' ในส่วนของการดูเเลความเรียบร้อยเเละกิจกรรมปีสี่จึงจะไม่เข้ามายุ่ง พวกพี่ๆเขาจะไปช่วยออกเเรงเเละเก็บเกี่ยวบรรยากาศกันเท่านั้น


ในส่วนของปีสองเเละปีสามก็ไม่ได้มากันทุกคนเนื่องจากข้อเเม้หลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณทำให้เราต้องจำกัดจำนวนคนให้มันพอดีเเละลงตัว  เเล้วถ้าจะถามว่าเเล้วพวกปีสองปีสามที่เหลือละทำยังไง ก่อนหน้านี้เรามีการจัดกิจกรรมหาเงินบริจาค เตรียมของ หาซื้ออุปกรณ์ ดำเนินการเรื่องต่างๆ คนที่เหลือมาทำทดเเทนในส่วนนี้กันครับ


แสงตะวันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าในเวลาหกโมงเช้า นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทยอยกันมาเกือบครบทุกคนเเล้ว รถบางคันจำนวนนักศึกษาที่ขึ้นก็ครบตามจำนวนเตรียมพร้อมเดินทางเเล้ว เเต่รถของผมยังขาดน้องนักศึกษาปีหนึ่งอีกหนึ่งคน เเละจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก


"น้องรหัสกู ไม่เคยมีสักครั้งที่มันจะตรงเวลา โผล่หน้ามาเมื่อไหร่กูจะตบให้มันเห็นนาฬิกาบนหัวเลย" ตุลาบ่นน้องรหัสตัวเองอย่างเซ็งๆ

"มาเเล้วค้าบบบบ มาเเล้ว" น้องเมฆวิ่งหอบมาเเต่ไกล ดูจากสภาพของเจ้าตัวเเล้วคล้ายกับว่าเพิ่งตื่นนอนอย่างไงอย่างงั้น

"น้องเมฆมารายงานตัวเเล้วครับผม" หลังจากไปเซ็นชื่อเเละดูหมายเลขรถมาเสร็จ เจ้าตัวก็ยิ้มหน้าเเป้นเเล้นเดินตรงมายังพวกผมที่ยืนรออยู่

"น้องพ่อง รีบขึ้นรถเลยมึงอ่ะ มาสายเเล้วยังจะพูดมาก เพื่อนเขามากันตั้งเเต่ตีห้า เคยสำนึกในความผิดบาปบ้างไหม"

"พี่ตุล๊า~" น้องเมฆเรียกตุลาเสียงหลงเมื่อได้รับคำด่ายาวๆจากตุลา "ก็เขานัดเส้นตายคือ 6.30 ไม่ใช่เหรอครับ นี่ผมมา 6 โมงไม่ถือว่าสายนะ"

"ยังมีหน้ามาเถียงอีก ไปขึ้นรถเลย ให้ไว!"

"ค้าบๆๆๆๆๆ" น้องเมฆรีบเอากระเป๋าไปใส่ไว้ตรงช่องเก็บของก่อนจะวิ่งขึ้นรถด้วยความรวดเร็ว


เมื่อตรวจดูจำนวนคนบนรถเรียบร้อยพวกผมก็เดินไปยังโต๊ะกลางที่มีอาจารย์นั่งอยู่ ตุลาเดินไปรายงานความเรียบร้อยกับอาจารย์ก่อนจะกลับมายืนรวมกับพวกผม ใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อยลงตัว ก็ถึงเวลาที่พวกรุ่นพี่เเบบเราๆจะเเยกย้ายกันขึ้นรถตามหมายเลขที่ตัวเองต้องดูเเลรับผิดชอบกันบ้าง


"เดี๋ยวค่ะ รอก่อนค่ะ"

พวกเรามองตามเสียงของผู้มาใหม่ก็เห็นเป็นพี่อิงฟ้าที่เดินลากกระเป๋าเดินทางใบโตเดินตรงมาทางนี้ ผมกับขนมหันหน้ามองกันโดยไม่ได้นัดหมาย

"อิงมาทำไม" พี่ธูปถามขึ้น เมื่อพี่อิงฟ้าเดินมาถึงโต๊ะที่พวกเรายืนล้อมรอบอยู่

"ทำไมจะมาไม่ได้ ในเมื่ออิงก็จะไปด้วย"

"ไปไหน"

"ไปค่าย"

"อิงอ่ะนะ" พี่ธูปมีสีหน้าตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน นิ้วก็ชี้ไปยังคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

"ใช่ ธูปมีปัญหาอะไร"

"เเต่นี่มันเป็นกิจกรรมของคณะบริหารนะอิง"  พี่วาที่ยืนเงียบอยู่นานพูดขึ้นมาบ้าง

"แล้วยังไงละ วันนี้อิงมาในนามของตัวเเทนของคุณพ่อที่เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดค่ายครั้งนี้ ไม่ใช่นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์สักหน่อย"

เมื่อได้ยินพี่อิงฟ้าตอบกลับมาเช่นนั้น พี่วาก็มีท่าทียอมเเพ้ ถอยกลับมายืนข้างๆพี่ภูผาเช่นเดิม


พี่อิงฟ้าเป็นลูกสาวของอธิการบดีมหาลัยครับ เนื่องจากงบที่ได้รับมามันไม่เพียงพอ ทำให้พวกเราต้องหางบประมาณจากที่อื่นด้วยหนึ่งในนั้นคือหาผู้สนับสนุนเพิ่มเติม เเละท่านอธิการบดีก็เป็นผู้สนับกระเป๋าหนักที่สุดในการออกค่ายครั้งนี้ครับ จะเรียกว่าเกิดจากการใช้เส้นสายความสนิทของพวกพี่ภูผาเป็นส่วนช่วยด้วยก็ว่าได้ เเต่ผมก็ไม่คาดคิดว่ามันจะทำให้พี่อิงฟ้าใช้เป็นข้ออ้างในการมาร่วมค่ายครั้งนี้ด้วย


"อ่า งั้นเเยกย้ายเนอะ เเยกย้าย ไปรถประจำตำเเหน่งของเเต่ละคนเลยครับ" พี่โก้พูดขึ้น ทุกคนจึงทยอยเเยกย้ายไปยังตำเเหน่งของตัวเองที่ได้รับมอบหมาย


"ภูนั่งคันไหนคะ อิงจะไปคันเดียวกับภู" พี่อิงฟ้าว่าพร้อมกับลากกระเป๋ามาหาพี่ภู

"รถคันเราเต็มเเล้ว อีกอย่างในรถก็มีเเต่ผู้ชาย ถ้าอิงจะไปด้วยก็ไปนั่งกับเบลล์" พี่ภูว่า มือก็ชี้ไปยังพี่เบลล์ที่ยืนข้างๆพี่โก้

"เราเหรอ" พี่เบลล์ถามกลับด้วยสีหน้างง นิ้วมือชี้เข้าหาตัวเอง

"ไม่ค่ะ อิงจะนั่งกับภู" พี่อิงฟ้ายังคงมีสีหน้าที่ดื้อดึง

"งั้นก็ตามใจ ถ้าจะเรื่องมากก็ไม่ต้องไป ถ้าจะไปก็ไปนั่งกับเบลล์รถคันเรามีเเต่ผู้ชายทั้งนั้น เบลล์ฝากอิงด้วย" ประโยคหน้าพี่ภูผาพูดกับพี่อิงฟ้า ก่อนจะหันไปพูดประโยคหลังกับพี่เบลล์

"ไปครับสีเทียน ถึงเวลาขึ้นรถแล้ว เดี๋ยวตกรถนะ" ผมที่ยังคงยืนงงๆ ก็โดนพี่ภูผาลากออกไปอย่างง่ายดาย

"ภู ภูค่ะ ภู!"

เสียงพี่อิงฟ้าตะโกนเรียกชื่อพี่ภูดังไล่หลังมาติดๆ


"เดี๋ยวครับ" ผมใช้มืออีกข้างดึงเเขนพี่ภูผาไว้เพื่อให้พี่ภูผาหยุดเดิน พี่ภูผาหันหน้ากลับมาเอียงคอมองผมเล็กน้อย

"พี่ภูผาไปรถคันเดียวกับผมเหรอครับ" ผมถามคนที่ยืนตรงหน้าออกไป

"ใช่ครับ"

"ทำไมผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย" ผมบ่นอุบอิบเบาๆ

"ทำไมครับ เราไม่อยากนั่งรถคันเดียวกับพี่เหรอ" พี่ภูผาเเสร้างทำหน้าเศร้ามาทางผม

"มะ ไม่ใช่นะครับ" ผมรีบปฏิเสธออกไปอย่างด่วนจี๋

"งั้นไปกัน คนอื่นขึ้นนั่งประจำที่กันหมดเเล้ว ไปครับเดี๋ยวขึ้นรถไม่ทันไม่ได้ไปค่ายนะ" พี่พูดขึ้นพร้อมกับมือที่กระขับข้อมือผมเเน่นก่อนจะกระตุกข้อมือเป็นสัญญาณให้ผมก้าวตามไป

"กลัวไม่ได้ไปค่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ" ผมเอ่ยเเซวคนข้างหน้าออกไป

"ใช่ครับ เพราะการไปค่ายมันทำให้พี่สามารถเจอเราได้ตลอด 24 ชม.เลยนี่น่า" พี่ภูผาหันหน้ามายิ้มให้ผม ก่อนจะหันหน้ากลับไปทางเดิม


ผมที่ได้ยินประโยคชวนให้ดีใจของคนตรงหน้า ก็อดที่จะหัวใจเเรงไม่ได้ ความเขินพุ่งทะยานขึ้นสู่ใบหน้าพาลให้ใบหน้าขึ้นสีเเดงระเรื่อเล็กน้อย ไม่ดีเลย เเบบนี้ไม่ดีเเน่ๆ


ผมที่เบี่ยงหน้าหันไปมองด้านข้างเพื่อจะขจัดความเขินอายของตัวเองให้หายไป สายตาก็พลันไปสบเข้ากับพี่เท็นที่กำลังจะก้าวขึ้นรถหมายเลขสี่พอดี พี่เท็นส่งยิ้มที่ดูไม่มีพิษไม่มีภัยมาให้ผม ผมเมื่อเห็นดังนั้นจึงโน้มตัวเล็กน้อยเป็นการทักทายเเละส่งยิ้มกลับไปให้อีกฝ่ายเช่นกัน


เห็นพี่เท็นก็อดที่จะคิดถึงเหตุการณ์ภายในห้างเมื่อวันเสาร์ไม่ได้ กว่าจะลากพี่ภูผาออกมาได้เล่นเอาเลือดตาเเทบกระเด็น เเถมอีกฝ่ายก็มีสีหน้าหงุดหงิดจนเห็นได้ชัด กว่าจะทำให้กลับมาอารมณ์ดีได้เล่นเอาซะเหงื่อไหลไคลย้อยกันเลยทีเดียว เเตกต่างจากพี่เท็นที่ดูสบายๆ สามารถยิ้มได้ไม่เดือดร้อนอะไร เเต่ยิ่งพี่เท็นมีการเเสดงออกเเบบนั้นมันเหมือนเป็นการกระตุ้นพี่ภูผาให้หงุดหงิดเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ ผมอยากจะบอกให้พี่เท็นหุบยิ้มเเละเลิกทำท่าทางสบายๆได้เเล้ว เเต่ก็ไม่กล้า กลัวจะด่ากลับมา



"ลากกันออกมาก่อนกู เเต่ทำไมมาถึงหลังกู" พี่ธูปเอ่ยทักทันทีที่เราสองคนขึ้นมาบนรถ

รถคันที่พวกผมนั่งเป็นรถสองชั้น โดยที่ชั้นบนจะเป็นน้องๆปีหนึ่งทั้งหมดที่นั่งอยู่ ส่วนชั้นล่างจะเป็นปีสองกับพี่สามที่นั่งกัน ซึ่งชั้นล่างก็จะเป็นเบาะคู่เรียงกันเหมือนกับด้านบน ไม่ได้เป็นเเบบโซฟาเเต่อย่างใด  เเละรถคันนี้ไม่มีอาจารย์นั่งมาด้วยสักคน

"ยุ่งน่า" พี่ภูผาตอบกลับพี่ธูป ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบเเละดันผมให้เข้าไปนั่งยังเบาะด้านในเเถวหลังสุด ส่วนตัวเองก็ตามานั่งตรงเบาะข้างๆผม

"มึงไม่คิดจะถามความสมัครใจของน้องหน่อยเหรอว่าอยากนั่งข้างมึงไหม" พี่วาที่นั่งเบาะข้างหน้าผมโผล่หน้าขึ้นมาถาม

"นั่นดิพี่ภู บางทีได้สีมันอาจจะอยากนั่งกับผมก็ได้นะ" ขนมผลักพี่ธูปให้ชิดเบาะส่วนตัวเองก็ยื่นหน้าออกมาถามพี่ภูผา

"เราไม่อยากนั่งกับพี่เหรอครับ" พี่ภูผาหันหน้ามาถามผมด้วยสีหน้าออดอ้อนทันทีที่ขนมถามเสร็จ เเละเเน่นอนครับถ้ามีภูผาน้ำด้วยน้ำเสียง สีหน้า เเละเเววตาเเบบนี้คำตอบเดียวของผมที่อยู่ภายในใจนั่นคือ

"อยากนั่งครับ"

"จบนะ" คนที่นั่งข้างผมยิ้มพอใจในคำตอบ ก่อนจะหันหน้าไปพูดกับอื่นๆ


"โหย พี่ภูเล่นถามเเบบนั้น ไอ้สีจะตอบอะไรได้" ขนมยังคงโวยวายออกมา

"นั่งนิ่งๆไปมึงอ่ะ บ่นมาก"  พี่ธูปยื่นมือไปดันหัวขนมให้กลับไปนั่งตัวตรงเช่นเดิม

เดี๋ยวนะเเล้วทำไมพี่ธูปกับขนมถึงนั่งด้วยกันได้ละเนีย ผมหวังว่าทั้งสองคนจะไม่ตีกันตายก่อนที่จะถึงค่ายนะ


ในที่สุดเวลาของการเดินทางก็มาถึง รถเคลื่อนตัวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปตามทางถนนเรื่อยๆ เช้าๆเเบบนี้รถไม่ค่อยเยอะสักเท่าไหร่ทำให้การจราจรลื่นไหล บรรยากาศภายในรถยามเช้าเเบบนี้เงียบสงบเเทนที่จะคึกคัก อาจจะเพราะต้องตื่นตั้งเเต่หัวรุ่งทำให้ยามนี้หลายๆคนเลือกที่จะหลับตาพักผ่อนเอาเเรงกันก่อน


"กูไม่คิดเลยจริงๆว่าอิงจะตามไปค่ายด้วย" เสียงพี่ธูปที่ดังขึ้นทำให้ผมละสายตาจากการมองวิวนอกกระจกไปมองพี่ธูปแทน

"เออ ปกติไม่เคยเห็นจะตามไป" พี่วาที่นั่งเบาะข้างหน้า ยืดตัวคุกเข่าบนเบาะเเล้วหันหน้าไปยังทางพี่ภูผา

"ก็รอบนี้มันมีตัวกระตุ้นนี่หว่า" พี่ธูปว่า

"นั่นดิ กูว่ารอบนี้อิงบุกหนักไม่ปล่อยไอ้ภูไปแน่" พี่วากล่าวสมทบ

"หยุดเลยพวกมึงทั้งคู่" พี่ภูผาเอ่ยปากห้ามเพื่อนทั้งสอง ก่อนจะหันมามองทางผม "พูดอะไรเกรงใจน้องบ้างเดี๋ยวน้องคิดมาก"


ผมรีบก้มหน้าหลบสายตาของพี่ภูผาทันทีที่ได้ยินพี่ภูผาพูด คิดมากอะไรกันเล่า!


"แต่มันต้องพูดเเละปรึกษาเว้ย จะได้รับมือได้ จริงไหมวา"

"กูเห็นด้วยกับไอ้ธูป" พี่วายกมือเเตะกับพี่ธูป ก่อนจะหันมายิ้มให้ผม "เราก็อย่าคิดมากนะ พี่เเค่ปรึกษาถึงความน่าจะเป็นกันเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก"

"อ่า ครับ" ผมไม่รู้จะตอบอะไรออกไป ทำได้เพียงเเค่ส่งเสียงตอบรับเบาๆในลำคอ


ผมไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ดี จริงๆผมกับพี่ภูผาไม่ได้เป็นอะไรกันด้วยซ้ำ เเต่จากที่พี่ๆพูดมามันเหมือนกับว่าผมกับพี่ภูผา..... บ้าไปแล้ว คิดเเล้วก็เขิน เรื่องเพ้อเจ้อขอให้บอก


"ปล่อยอิงไปเถอะสักวันเดี๋ยวก็เหนื่อยเอง" พี่ภูผาว่าขึ้น

"ถ้าอิงจะเหนื่อย อิงคงเหนื่อยไปนานเเล้วไหมไอ้ภู" พี่ธูปแย้งขึ้น

"เเต่อิงก็ต้องยอมรับความจริง ว่ากูไม่ได้ชอบเขาเเบบชู้สาวสักนิด กูเห็นอิงเป็นเเค่เพื่อนที่ดีคนนึงเท่านั้น"

"มึงก็เลยเลือกที่จะพูดจาไม่ค่อยใส่ใจเเละทำตัวเย็นชาใส่เขาว่างั้น" พี่วาเป็นอีกคนที่เเย้งขึ้นมา

"เเล้วมึงจะให้กูทำยังไง กูไม่อยากให้ความหวังเเละอีกอย่างตอนนี้" พี่ภูผาเว้นจังหวะไว้แป็บนึงก่อนจะหันหน้ามามองผมส่งยิ้มเบาๆมาให้ ก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนๆของตัวเองเเละพูดว่า "กูมีคนที่กูต้องเเคร์เขาให้มากๆนี่หว่า"

"ส่งมาขนาดนี้ กูว่าจะไม่ชง เเต่เอาสักหน่อย" พี่ธูปยิ้มสายตากรุ่มกริ่มมองมาทางผม "ใครคนนั้นเป็นใครเหรอครับเพื่อนภูบอกเพื่อนธูปหน่อยได้ไหมคร้าบบบบ"

"ก็..." พี่ภูลากเสียงยาวๆ ตวัดสายตามองมาทางผม อมยิ้มสายตาเจ้าเล่ห์มาให้ผม "ใครสักคนที่นั่งข้างๆกูอยู่ตอนนี้"

"ฮิ้วววววววววววววววววววววววว" เสียงโห่ร้องผสมผสานดังขึ้นทันทีที่พี่ภูผาพูดเสร็จเเม้เเต่ขนมที่ตอนเเรกผมเห็นว่าหลับไปแล้วก็ยังลุกมาทำสีหน้าล้อเลียนใส่ผมเช่นกัน เเต่คนที่ทำให้ผมตกใจคงหนีไม่พ้น พี่โก้ พี่โก้มาอยู่บนรถคันนี้ได้ไง เเล้วมาตั้งเเต่เมื่อไหร่เนีย

"มึงอยู่คันนี้ด้วยเหรอไอ้โก้" พี่ธูปผู้ที่มีความสงสัยเช่นเดียวกับผมถามคนที่เดินมาจากเบาะหน้า มานั่งลอยหน้าลอยตาอยู่ตรงที่พักเเขนตรงเบาะของตุลา

"กูนอนอยู่ตรงเบาะหน้าสุดอยู่คนเดียว ไม่มีใครคิดจะสนใจกูสักคน" พี่โก้หันหน้าไปด่าเพื่อนตัวเอง ก่อนจะมองมาทางผม "เเล้วไงอุปกรณ์เครื่องเขียน ไอ้ภู มึงสองคน คิดว่ามารถส่วนตัวกันหรือไง หวานไม่เกรงใจใครเลยนะ น้ำตาลกูจะพุ่งเเล้วเนีย"


ยิ่งมีคนเเซ็วมากเท่าไหร่ ความร้อนก็ยิ่งพุ่งทะลุจนใกล้ถึงจุดเดือดมากเท่านั้น ใบหน้าผมเห่อร้อนอย่างห้ามไม่อยู่ เเละตอนนี้หน้าผมคงเเดงยิ่งกว่าลูกตำนึงสุกเเน่ๆ ผมได้เเต่ก้มหน้าซ่อนความเขินอายไว้ ไม่กล้าจะสู้หน้าใครทั้งนั้น ผมไม่ได้เตรียมตัวมาเจอกับอะไรเเบบนี้ด้วยสิ เเล้วที่พี่ภูผาพูดออกไปหมายความว่าไงนะ เเบบนี้สามารถคิดเข้าข้างตัวเองได้เเล้วใช่ไหม



"เเคร์ใครสักคนของมึงมันก็ดี เเต่อย่าเผลอทำร้ายจิตใจคนอื่นจนเกินไปนะ ยังไงอิงก็เพื่อนกันมาตั้งเเต่เด็กๆ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก็เยอะ บางครั้งเวลาเห็นมึงพูดจาเย็นชาใส่กูยังเจ็บแทน" พี่ธูปเอื้อมมือมาตบบ่าพี่ภูผาสองถามที พี่ภูผาไม่ตอบอะไรทำเพียงเเค่พยักหน้าตอบรับไป


ผมนั่งฟังสิ่งที่พี่ธูปพูดนิ่งๆ ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่ธูปพูดกับพี่ภูผา พี่ภูผาค่อนข้างที่จะใจร้ายกับพี่อิงฟ้ามากเลยทีเดียว สังเกตจากหลายๆเหตุการณ์ที่ผมเคยเห็น บางทีพี่อิงฟ้าอาจจะเเค่ต้องการเวลาก็ได้ การให้เลิกชอบใครสักคนมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งตอนนี้พี่ภูผาไม่คิดจะคบใครจริงจังด้วย พี่อิงฟ้าก็คงคิดว่าตัวเองยังคงมีหวัง ผมเชื่อว่าสักวันนึงพี่อิงฟ้าจะต้องตัดใจได้เเน่ๆถ้าเกิดเห็นว่าพี่ภูผามีคนที่รักอย่างจริงใจเเละจริงจัง ผมค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าพี่อิงฟ้าจัดอยู่ในกลุ่มเเอบชอบที่ดี ความรู้สึกของผมมันบอกเเบบนั้น เเต่พี่อิงฟ้าเเค่อาจจะยังไม่คุ้นชินกับการเปลี่ยนเเปลงบางอย่างเเละเเสดงออกผิดวิธีไปบ้างก็เท่านั้น อีกทั้งพวกพี่ๆเขาก็เป็นเพื่อนสนิทที่ดีต่อกันมาตั้งเเต่เด็กๆ เเละถ้าคนที่นั่งข้างๆพี่ภูผาตอนนี้ที่พี่ภูผาพูดถึงป็นหนึ่งในตัวเเปรของพี่ภูผาเเล้วละก็......


"พี่ภูผาครับ"

ผมที่นั่งฟังเงียบๆอยู่นานตัดสินใจเรียกชื่ออีกคนออกไป พี่ภูผาหันหน้ามามองผมเป็นเชิงถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

"เรื่องพี่อิงฟ้า"

เมื่อพี่ภูผาได้ยินชื่อพี่อิงฟ้า คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที ผมสังเกตเห็นพวกพี่ๆกับเพื่อนๆ หยุดพูดคุยกัน เเละคล้ายกับว่ากำลังตั้งใจฟังบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างผมกับพี่ภูผาเเบบเนียนๆ

"พี่ภูผาชอบพี่อิงฟ้าไหมครับ"

"ไม่ครับ อย่างที่พี่เคยบอกเราไปพี่กับอิงฟ้าเป็นได้เเค่เพื่อนกันเท่านั้น" พี่ภูผาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักเเน่น

"ครับ ถ้าอย่างนั้นผมอยากจะบอกพี่ภูผาว่า คนที่นั่งข้างๆพี่ภูผาไม่คิดมากหรอกครับ" ผมส่งยิ้มให้อีกคน

"ก็พี่ภูผาบอกเองหนิครับว่าไม่ได้ชอบ เเค่นั้นก็เพียงพอเเล้วครับ คนที่นั่งข้างๆพี่ภูผาเชื่อใจพี่ภูผามากกว่าที่พี่ภูผาคิดนะครับ เพราะฉะนั้นพี่ภูผาสามารถทำหน้าที่เพื่อนที่ดีให้พี่อิงฟ้าได้โดยไม่ต้องกังวลนะครับว่าจะมีใครคิดมาก คนที่นั่งข้างๆพี่ภูผาไม่อยากให้พี่ภูผากลายเป็นคนใจร้ายหรอกนะครับ" ผมส่งยิ้มกว้างไปให้คนที่นั่งข้างๆพร้อมเเววตาที่เชื่อมั่นในตัวอีกฝ่าย ทุกคำพูดที่ผมพูดออกไปมันสื่อออกมาจากภายในใจของผมทั้งหมด ไหนๆก็มีสิทธิ์คนนั่งข้างๆก็ขอใช้หน่อยนะครับ

น่าน! คิดเองเขินเองนักเลงพอ

"เด็กดี" พี่ภูผายื่นมือมาลูบหัวผมเบา พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่อ่อนโยนมาให้ผม เเต่มันดันไม่อ่อนโยนต่อใจผมเลยสักนิดเดียว ใจผมตอนนี้เหลวยิ่งกว่าน้ำอีกครับ


"กูเกลียด กูเกลียดบรรยากาศเเบบนี้" เป็นพี่โก้ที่โวยววายขึ้นมา

"เป็นอะไรอีกอ่ะพี่โก้" ขนมถามขึ้น

"ก็กูอิจฉา เเม่ง! กูจะไปนอน ใครอย่าส่งเสียงดังให้กูต้องตื่นมาพบเจอสถานการณ์เเบบนี้อีกนะ ไม่งั้นกูจะจุดธูปสาปแช่งจริงๆด้วย" ว่าเสร็จเจ้าตัวก็เดินไปยังเบาะด้านหน้าที่ตัวเองจากมา


"เราก็นอนเหอะไอ้พี่ธูป บรรยากาศชวนคันยิกๆ"

"ทำไมวะหนม"

"ก็หวานจนมดเเห่กันมาตอมเเล้วไง"

ว่าเสร็จขนมก็หยิบหูฟังขึ้นมาเสียบกับโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะยัดหูฟังใส่หูตัวเอง เเต่ก็โดนพี่ธูปเเย่งไปหนึ่งข้าง จากนั้นพี่ธูปก็เอนหัวพิงเบาะ โดยที่ไม่สนใจคำโวยวายของขนม จนในที่สุดขนมก็ยอมเเพ้ไปเอง


"ตุลาฟังเพลงกับพี่ไหม เผื่อเเบบไม่อยากได้ยินคำพูดอะไรที่เป็นมลพิษต่อโสตประสาทการรับรู้"

"ฮ่าๆ ไม่เป็นไรครับพี่วา ผมคิดว่าเป็นเเค่เสียงหนูเสียงเเมววิ่งผ่านก็เเล้วกัน"



ผมที่รู้สึกขัดเขินกับคำพูดของตัวเอง ไม่รู้จะทำยังไงเลยเลือกที่จะหันหน้าหนีพี่ภูผาออกไปมองบรรยากาศด้านนอกเเทน


"ถ้าง่วง ไหล่พี่พร้อมให้เราซบตลอดนะ ไม่ต้องเกรงใจ"

ผมสะดุ้งตกใจเมื่ออีกคนขยับมาใกล้ๆเเละพูดข้างๆหูผม ผมหันไปมองพี่ภูผาเป็นจังหวะที่พี่ภูผายื่นมาหาผมพอดี ทำให้ปลายจมูกของเราเฉียดกันเพียงเสี้ยววินาที ผมตกใจรีบถอยหน้าหนีคนตรงหน้าทันที เเก้มตัวเองก็ขึ้นสีเเดงระเรื่อ


นี่มันยังไม่ถึงครึ่งวันเลยนะ ทำไมผมรู้สึกว่าพลังงานในร่างกายของผมมันเเทบจะหมดหลอดอยู่เเล้ว เเต่ต่อให้ร่างกายรู้สึกเหมือนโดนสูบพลังงานเเต่วันนี้มันก็เป็นวันที่ดีจริงเเหละนะ


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันทำให้ผมรู้สึกว่า สีเทียนคนนี้มีความหวัง ดังนั้นสีเทียนสู้ตาย จะปีนภูผาให้ได้เลย เอาให้ถึงยอดภูผาเลย


เพราะฉะนั้นเเล้วตอนนี้ขอนั่งหลังตรง หาวนิดหน่อย พิงตัวไปด้านหลัง หลับตา เเละค่อยๆเอียงตัวไปหาคนข้างๆ จากนั้นก็วางหัวไว้ตรงไหลกว้างๆของคนข้างๆ ก็พี่ภูผาเปิดโอกาสให้ผมเองนี่น่า สีเทียนคนนี้ขอรับไว้นะครับ ไหล่กว้างดีจังเลยนะ


**มีต่อค่ะ**

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
**ต่อ ตอนที่12**

การเดินทางยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ มีการจอดเเวะปั๊มเพื่อให้นักศึกษากินอาหารเที่ยง โดยมีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงในการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนจะกลับขึ้นไปประจำตำเเหน่งบนรถของตนเอง


วิวสองข้างทางตอนนี้เปลี่ยนเป็นธรรมชาติที่เขียวขจี มีภูเขาอยู่ตลอดทางสองฝั่งถนน ผมไม่ได้เห็นบรรยากาศเเบบนี้มานานมากเเล้ว ทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่เเต่ในเมืองเห็นเเต่บรรยากาศของตึกราขนาดใหญ่สูงทัดฟ้า บ้านช่องที่ตั้งกันเบียดเสียด มลพิษรอบทิศทางที่ต้องพบเจอ พอได้มาเห็นบรรยากาศเเบบนี้เเล้วพาลให้ปอดชุ่มชื่น เเม้ว่าตัวเองจะยังนั่งอยู่บนรถก็ตาม


ขนมผู้ที่นอนเเล้วนอนอีก ตอนนี้มีสีหน้าที่เบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากว่าบนรถไม่มีกิจกรรมอะไรให้ได้ทำมากนัก นอกจาก กิน นอน พูดคุย

การเดินทางของเราไม่มีการอนุญาตให้ลุกขึ้นมาเต้นรำ ตีกลอง โยกย้าย หรือเปิดเพลงเสียงดังๆครับ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมา มันจะเสี่ยงต่อทุกๆคนอยู่บนรถ กันไว้ดีกว่าแก้ครับ ลูกเขามีพ่อมีเเม่ เอามาเเล้วก็ต้องเอาไปคืนในสภาพที่ครบเหมือนเดิมครับ อดทนสักนิดหน่อยเเล้วค่อยไปปลดปล่อยเมื่อถึงค่ายดีกว่า เพราะพวกอุปกรณ์สร้างความบันเทิงขนไปครบครัน


เวลาประมาณสี่โมงเย็นนิดๆ พวกเราก็เดินมาถึงจุดจอดรถส่งนักศึกษา พวกเราจะต้องลงที่ตรงบริเวณจุดจอดรถตรงนี้หลังจากนั้นก็ต้องเดินเท้ากันไปเเองอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เพราะรถใหญ่ไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้ ทุกๆคนทยอยลงจากรถเเละไปหยิบกระเป๋าของตัวเองมาถือไว้ในมือ


เเต่ยังถือว่ามีความโชคดีอยู่บ้างที่มีรถกะบะของชาวบ้านจำนวนสามคันที่สภาพเก่าไปตามกาลเวลาเเละการใช้งาน มาช่วยขนกระเป๋าของนักศึกษาไปยังที่พัก อาจารย์สาโรจน์หนึ่งในอาจารย์ผู้ดูเเล เดินเข้าไปทักทายกับกลุ่มชาวบ้านสี่ห้าคนที่มารอรับ โดยมีพี่โก้กำลังยิ้มหน้าเเป้นเเล้นพูดคุยกับชาวบ้านราวกับรู้จักกันมาก่อน



"น้องๆทุกคนครับเดียวเราจะเอากระเป๋าไปตั้งไว้ตรงใต้ต้นไม้ตรงนู่นนะครับ" ทุกคนหันไปมองยังต้นไม้ใหญ่ตามการชี้ของพี่โก้ "เดี๋ยวพี่ๆเขาจะเป็นคนกระเป๋าไปให้เรา เเต่อะไรที่พอเเบกเองไปได้ก็เเบกไปนะครับ ช่วยๆกัน ตกลงไหมครับ"

"ค่ะ / ครับ" น้องๆทยอยเดินไปยังทางต้นไม้ใหญ่เเละวางกระเป๋าของตัวเองไว้ โดยบางคนก็สะพานไปเองเพราะพาเสื้อผ้ามาไม่เยอะ กระเป๋าใบเล็กใบน้อยก็ช่วยกันถือ

"ใครที่วางกระเป๋าเสร็จเเล้วรบกวนมาช่วยกันขนอุปกรณ์ต่างๆ เเละของบริจาคลงจากรถด้วยนะครับ ช่วยกันจะได้เสร็จเร็วๆ" พี่โก้ยังเป็นคนที่ป้าวประกาศเช่นเดิม

น้องๆทุกคนช่วยกันอย่างไม่มีอิดออด รุ่นพี่คนอื่นก็ร่วมด้วยช่วยกัน ไม่นานของทุกอย่างก็ลงมากองอยู่ตรงพื้นเป็นที่เรียบร้อย

"ขอบคุณทุกคนมากๆนะครับ" พี่โก้พูดขอบคุณทุกๆคนด้วยรอยยิ้ม


"น้องๆครับ เดี๋ยวเราต้องเดินกันไประยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ทางอาจจะเป็นเนินบ้าง ขรุขระบ้างระวังกันด้วยนะครับ" พี่วาถือโทรโข่งพูดอยู่ข้างๆพี่โก้ "โดยจะมีพี่ดำ" พี่วาชี้ไปที่ผู้ชายคนนึงที่ยืนอยู่ "เป็นคนนำทางนะครับ แล้วก็ระหว่างทางดูเเลเพื่อนข้างๆด้วยนะครับ"


"พี่ภูผาไม่ต้องครับ ผมถือเองก็ได้" ผมพยายามเเย่งกระเป๋าของตัวเองมาถือเอง เเต่คนที่เดินอยู่ข้างๆเหวี่ยงหลบไม่ยอมส่งมันกลับมาให้ผม

"พี่ถือให้"

"มันไม่ได้หนักเลยนะครับ ผมถือเองได้" ผมมีสีหน้าดื้อดึงเมื่ออีกคนไม่ยอมส่งมาให้ผมถือเเต่โดยดี

"เเต่ในนี้มีของของพี่ด้วย เพราะฉะนั้นพี่จะช่วยถือ" พี่ภูผาก็ดื้อดึงไม่ต่างกัน

"แค่แปรงสีฟันอันเดียวเนียนะครับ" ผมเลิกคิ้วถามอีกคน

"ครับ ไปเร็วรีบเดิน อย่ามัวเเต่บ่นพี่อยู่ เดี๋ยวเดินไม่ทันเขานะ" พี่ภูผาว่าพร้อมกับดึงเเขนผมให้เดินตามไป

ผมได้เเต่ถอนหายใจกับความดื้อดึงของคนตรงหน้า ถึงคราวจะดื้อก็ดื้อจนเอาไม่อยู่จริงๆคนคนนี้


"ถ้าอยากถือนักมาถือกระเป๋ากูนี้ไอ้สี" ขนมที่เดินตามหลังมาพูดขึ้น

"ถือไปเองเลยมึงอ่ะ ขนอะไรมาเยอะเเยะกูคิดว่าจะย้ายบ้าน" พี่ธูปว่าขึ้น

"ในกระเป๋าของมัน 90% คือขนมเเละของกินทั้งนั้นพี่ธูป สงสัยกลัวจะอดตาย" ตุลาเอ่ยเสริมขึ้น

"เหมือนกันเลยขนม ในกระเป๋าพี่ 99% คือขนมทั้งนั้นเลย" พี่วาพูดกับขนมด้วยสีหน้าดีใจที่มีคนเหมือนตัวเอง



"ไอ้พวกข้างหน้ารีบเดินดิ๊ มัวเเต่คุยกันอยู่นั้นล่ะ มึงกะว่าจะเดินไปถึงที่พักพรุ่งนี้หรือไง" พี่โก้ที่เดินรั้งท้ายขบวนกับพี่สินที่เป็นชาวบ้านที่นี้ตะโกนด่าขึ้น



กลุ่มของพวกผมเดินรั้งท้ายขบวนโดยมีพี่สินที่เป็นชาวบ้านชำนาญทางเป็นคนเดินคุมหลังอีกทีนึง หน้าขบวนเป็นพี่ดำ พี่เบลล์เเละคนอื่นๆที่เดินนำหน้า ส่วนอาจารย์ที่มาด้วย พวกเรามีความเห็นว่าควรให้ท่านๆนั่งรถไปกับชาวบ้านดีกว่า ดูจากอายุอานามเเล้วเดี๋ยวต้องคอยถามหายาคลายเส้นตอนดึกเเน่ๆถ้าให้เดินไป โดยที่มีพี่อิงฟ้านั่งรถไปด้วย



ใช้เวลาไม่นานพวกเราทั้งหมดก็มาถึงที่พักกันอย่างสวัสดิภาพ ระหว่างทางที่เดินมาบรรยากาศโดยรอบล้อมรอบไปด้วยภูเขา ป่าไม้ อากาศยามเย็นค่อนข้างที่จะเย็นๆหนาวๆ พวกเราเดินผ่านหมู่บ้านเล็กๆเพื่อไปยังโรงเรียนหนึ่งที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเราจะมาช่วยกันซ่อมเเซมเเละบริจาคสิ่งของ รวมทั้งยังเป็นที่นอนสำหรับพวกเราตลอดเวลาของการมาค่ายครั้งนี้ด้วยเช่นกัน



"น้องๆทุกคนมากันครบเเล้วนะครับ" พี่วาถือโทรโข่งยืนอยู่บนเก้าอี้ "วันนี้ก็เย็นมากเเล้ว เราจะให้ทุกคนเเยกย้ายกันเข้าที่พัก เดี๋ยวเราจะเเบ่งกันนอนโดยที่หอประชุมใหญ่จะเป็นน้องๆผู้หญิงนะครับ ส่วนห้องประชุมเล็กกับห้องเรียนต่างๆให้พวกน้องๆผู้ชายเเยกกันไปนอนนะครับ โดยพวกเราจะมีรุ่นพี่ไปนอนด้วยประมาณสองสามคนตามขนาดห้องนะครับ ผมให้เวลาทุกคนสามสิบนาทีในการเอาของไปเก็บนะครับ น้องผู้ชายจำได้ใช่ไหมครับว่าตัวเองนอนตรงไหน ใครจำไม่ได้มาขอดูรายชื่อตัวเองตรงโต๊ะที่อาจารย์ยุพินนั่งอยู่นะครับ ส่วนปีสองปีสาม รอก่อนนะครับ"



เมื่อพี่วาพูดจบทุกคนก็กระจัดกระจายกันไปยังที่พักของตัวเอง เพื่อนำสัมภาระที่เอามาไปเก็บไว้ยังที่พัก



"ปีสองปีสามเดี๋ยวเราจะหยิบฉลากกันนะเพื่อความเสมอภาค เนื่องจากที่พักไม่เพียงพอ อย่างที่บอกไปต้องมีเเบ่งกันกางเต็นท์นอนด้านนอก เต็นท์ละสองคน โดยเรามีทั้งหมดสิบเต็นท หมายถึงมี 20 คนที่จะได้นอนในเต็นท์ตลอดการอยู่ค่าย ฉลากมีหมายเลขกำกับไว้เเล้ว ตามเวรตามกรรมนะครับ ใครได้หมายเลขอะไรรบกวนเก็บเงียบนะครับ จะได้เซอร์ไพร์ มาครับ ตามเวรตามกรรมกันครับ อ้อ ผู้หญิงไม่ต้องนะจ้ะ ให้ไปนอนกับน้องๆผู้หญิงที่หอประชุมได้เลยจ้ะ"

หลังจากจบคำพี่โก้ พวกผู้ชายที่เหลือก็ทยอยกันจับฉลาก ผมที่เเอบมองรายละเอียดข้างในก็ได้เเต่ถอนหายใจ ได้นอนเต็นท์ตลอดทริปเลยเหรอเนีย ผมเเอบกระซิบถามขนมกับตุลาก็เห็นว่าทั้งสองคนก็ได้นอนเต็นท์เช่นเดียวกัน เเต่คนละหมายเลขกัน



"ทุกคนได้ที่นอนกันเเล้วนะจ้ะ ไปจ้ะไปหาที่อยู่ของตัวเอง รีบๆนะจ้ะ อย่ามัวเเต่ดีใจหรือจีบกันในเต็นท์นะ เสนอหน้ามาทำอาหารเย็นให้น้องๆด้วย เเยกย้ายเลยจ้ะ" พี่โก้ตะโกนบอกหลังจากที่จับฉลากกันเสร็จเรียบร้อย



ผมที่กำลังจะเดินไปที่เต็นท์ต้องชะงักเมื่ออาจารย์ยุพินกวักมือเรียกให้ผมไปเอาเอกสารไปให้อาจารย์สาโรจน์หน่อย ผมจึงบอกให้พวกเพื่อนๆเดินไปก่อน เมื่อจัดการส่งเอกสารเรียบร้อยผมก็เดินตรงไปยังลานกว้างที่มีต้นไม้รอบๆเห็นเต็นท์วางเรียงเเถวกันอย่างสวยงาม ถัดไปไกลๆ ก็เห็นเป็นเต็นท์ของพี่ๆปีสี่ที่พกพามาเองกำลังกางเต็นท์กันอย่างขมักเขม้น ดูเเตกต่างจากเต็นท์ของพวกผมมาก

ผมเห็นตุลายืนอยู่กับพี่โก้ตรงเต็นท์หมายเลข 6 พี่ธูปกับขนมนั่งอยู่ในเต็นท์หมาย 4 ส่วนพี่วายืนกับพี่ตินเพื่อนอีกคนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน เเล้วพี่ภูผาอยู่ไหนนะ หรือว่าไปนอนในอาคาร ผมเดินตรงไปยังเต็นท์หมายเลข 5 ซึ่งเป็นเต็นท์ที่ผมต้องใช้เป็นที่หลับนอนตลอดการมาค่าย เต็นท์ผมมีการขยับเล็กน้อยเเสดงว่าคนที่ผมต้องนอนด้วยมาเเล้วสินะ

"สวัสดีครับ"

ผมไม่รู้ว่าภายในเต็นท์มีใครอยู่จึงเลือกกล่าวคำทักทายออกไป ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงประตูเต็นท์ขึ้น เมื่อเห็นหน้าคนที่นั่งยิ้มสดใสรออยู่ในเต็นท์ใจของผมก็เต้นโครมครามจบเเทบจะไม่เป็นจังหวะ


 สีเทียนไม่ได้เตรียมใจมาพบเจออะไรเเบบนี้นะ



"สวัสดีครับ สี่คืนจากนี้ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ"


พี่ภูผามาได้ยังไง เเล้วสี่คืนนับจากนี้ผมจะนอนหลับให้สนิทได้อย่างไรกันครับเนี๊ย


<<< TBC >>>
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านเเละติดตามนะคะ

ออฟไลน์ Sorrowkung

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #38 เมื่อ13-02-2021 03:27:00 »

บุกถึงเต๊นต์แล้ว :hao6:

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตอนที่ 13 ความโลภของคนแอบชอบ


เอ้กอี๊เอ้กเอ้ก!  เอ้กอี๊เอ้กเอ้ก!

เสียงไก่ขันดังขึ้นเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นเเล้ว อากาศหนาวในช่วงเช้าบนดอยสูงพาลทำให้ขนลุกชัน ร่างกายขยับเข้าหาความอบอุ่นอย่างอัตโนมัติ ขยับนิดหน่อยก็เจอกับความอบอุ่นที่ตามหา มือเลื่อนไปจับผ้าห่มที่พาดอยู่ประมาณอกให้สูงขึ้นเสมอคอ รอยยิ้มบนใบหน้าเเต่งเเต้มขึ้นเล็กน้อย


อุ่นจังเลยนะ!


"อือ" เเรงเขย่าเบาๆทำให้ผมที่เพิ่งจะได้นอนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย "ขนมเราขออีก 10 นาทีนะ"


เมื่อผมพูดความต้องการออกไปคนที่ผมเข้าใจว่าเป็นขนมก็หยุดเขย่า ผมกระชับมือตัวเองที่กำลังกอดคนที่นอนข้างๆเเน่นขึ้น จนแทบจะสิงร่างของเขาอยู่เเล้ว ผมเพิ่งรู้วันนี้เองว่าขนมก็กอดอุ่นเหมือนกัน


"อากาศหนาวจังเลยเนอะขนม กอดขนมอุ่นจังเลย" ผมที่รู้สึกตัวตื่นเเต่ตายังคงปิดสนิทอยู่เหมือนเดิมเอ่ยทักทายกับคนที่ตัวเองกำลังนอนกอดอยู่

"ตื่นเเล้วเหรอครับ"

เสียงที่เปล่งออกมาของคนข้างๆ ทำให้ผมตัวแข็งทื่อราวกับโดนแช่เเข็ง ผมลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว พลันสายตาก็ไปสบเข้ากับเจ้าของเรือนร่างที่ตัวเองกำลังกอดเเน่นอยู่ในตอนนี้

"พี่ภูผา!" ผมตะโกนเรียกชื่อคนข้างๆอย่างลืมตัว

"ครับ?"

ผมรีบดึงเเขนของตัวเองกลับมา พร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรพี่ภูผาก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาซะก่อน

"สงสัยอากาศคงจะหนาวมากจริงๆ คนแถวนี้เลยกอดพี่เเน่นเชียว"

ผมที่ได้ฟังคำพูดของอีกฝ่ายก็ทำได้เพียงเเค่ก้มหน้ามองดูผ้าห่มของตัวเองด้วยความรู้สึกเขินอาย ผมลืมไปได้ยังไงนะว่าผมกับพี่ภูผาได้นอนด้วยกัน รู้สึกอายเป็นบ้า ไปกอดเขาซะเเน่นเลย ไอ้สีเทียนเอ้ย มันน่าตีมือจริงๆเลย

"ผมขอโทษนะครับ พอดีผมคิดว่าเป็นขนม มันเป็นความคุ้นชิน ผมไม่ได้ตั้งใจ" ผมรีบอธิบายกับคนตรงหน้า เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดคิดว่าผมฉวยโอกาส



ที่ผมพูดไม่ได้ต้องการที่จะเเก้ตัวนะครับ เพราะปกติถ้าจะมีใครสักคนนอนข้างๆผมก็มักจะเป็นขนมเสมอ มันเป็นความเคยชินของผมจริงๆ อีกอย่างผมก็รู้สึกเพลียมากด้วย ไหนจะเพลียจากการเดินทาง ยังจะมาเพลียกับการเต้นของหัวใจที่ทำงานหนักซะเหลือเกินตั้งเเต่เปิดประตูเต้นท์มา เเล้วเจอกับพี่ภูผาส่งยิ้มที่ชวนใจเหลวมาให้ หลังจากจัดการเรื่องต่างๆเสร็จกลับมาที่เต้นท์เพื่อจะพักผ่อน ก็เจอกับร่างสูงที่รออยู่ในเต้นท์เเล้ว แค่บังคับสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติก็เต็มกลืนเเล้วครับ กว่าจะสงบสติตัวเองได้นาฬิกาก็เลยวันใหม่มาหลายชั่วโมงเเล้ว


"พี่ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย" พี่ภูผามองผมด้วยสีหน้าติดรอยยิ้มขำ "พี่เข้าใจว่าอากาศมันหนาวมากจริงๆ เพราะพี่ก็รู้สึกหนาวมาก ดังนั้นเเล้วขอบคุณนะครับสีเทียนที่มอบความอบอุ่นให้กัน"

"อ่า ครับ" ผมตอบรับเสียงเบา รู้สึกทำตัวไม่ถูกกับคำพูดเเละสายตาอ่อนโยนของพี่ภูผาที่มองมา ทำได้เพียงนั่งขยำผ้าห่มตัวเองไปมา

"ไปครับ ไปล้างหน้ากันดีกว่า" พี่ภูผาพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี "วันนี้มีงานรออยู่เยอะเลย ป่านนี้พวกไอ้โก้ก็คงไปเตรียมอาหารเช้ารอเเล้ว" พูดเสร็จมือก็เหวี่ยงผ้าห่มของตัวเองไปกองๆอยู่บนหมอนโดยไม่สนใจที่จะพับมันสักนิด

"พับด้วยสิครับ" ผมที่เป็นพวกค่อนข้างที่จะเรียบร้อยสักหน่อยจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นคนข้างๆ

"เดี๋ยวตอนค่ำก็ต้องกลับมานอนต่ออยู่ดีไม่ใช่เหรอ จะเสียเวลาพับๆคลี่ๆทำไม"

ผมมุ่ยหน้าให้คนตรงหน้า เมื่อได้ฟังเหตุผลของเจ้าตัวเเล้วก็ไม่รู้จะเถียงยังไงดี ผมจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มของอีกคนมาพับให้เรียบร้อยเเทน อย่าหาว่าผมจุ้นจ้านเลยนะครับ เเต่ขอนิดนึง มันเห็นเเล้วคันไม้คันมือ

"ขอบคุณครับ" พี่ภูผาเอ่ยขอบคุณตอนที่เอื้อมมือมารับผ้าห่มที่ผมพับเสร็จเเล้วไปวางไว้บนหมอนของตัวเอง

"ไม่เป็นไรครับ" ผมส่งยิ้มให้พี่ภูผา จัดการกับผ้าห่มของตัวเองบ้างก่อนจะหันไปรื้อพวกขันน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน โฟมล้างหน้าผ้าผืนเล็กสำหรับเช็ดหน้า ให้พร้อม


"พี่ภูผาจะไปล้างหน้าเลยไหมครับ"

"ไปสิ" พี่ภูผาว่าพร้อมกับตัวเองที่กำลังจะออกจากเต้นท์เเต่เป็นผมที่เอื้อมมือไปดึงไว้ก่อน  พี่ภูผาหันหน้ามามองผม เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามว่ามีอะไร

"พี่ภูผาจะไปล้างหน้ามือเปล่าเหรอครับ"

"ก็แปรงอยู่กับเราเเล้วไง" ทุกคนฟังไม่ผิดครับแปรงของพี่ภูผาอยู่กับผมจริงๆเเต่ไม่ใช่ว่าใช้อันเดียวกันนะครับ ตอนไปซื้อของอีกฝ่ายให้หยิบเเพ็คคู่มาเเล้วก็ฝากไว้ในกระเป๋า

"แล้วไม่หยิบ เเบบพวกผ้าเช็ดหน้าไปหน่อยเหรอครับ"

"พี่ไม่ได้เอามา" พี่ภูผาตอบได้หน้าตายมาก

"เฮ้อ! จริงๆเลยนะคุณคนนี้" ผมบ่นกระปอดกระแปด มือก็รื้อกระเป๋าอีกรอบก็เจอกับสิ่งที่ตามหา ผ้าสำหรับเช็ดหน้าผืนเล็กสีเหลืองลายหมีพูห์ถูกยื่นไปตรงหน้าพี่ภูผา

พี่ภูผาไม่พูดอะไรทำเพียงเเค่เลิกคิ้วทำหน้างงๆส่งมาให้ผม

"รับไปสิครับ เอาไว้ใช้เช็ดหน้า ผมมักจะพกมาเผื่ออยู่เเล้ว ผมให้พี่ภูผายืมใช้ก่อนก็ได้ครับ"

"สีเหลือง?"

ผมพยักหน้ารับ

"ลายหมีพูห์ด้วย"

"ห้ามบ่นครับ" ผมรีบยัดผ้าใส่มืออีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ยกนิ้วชี้ขึ้นมาพร้อมกับทำสีหน้าดุๆใส่อีกฝ่าย

"พี่ไม่ได้จะบ่น เเค่จะบอกว่าเลือกลายได้เหมือนกับเราดี"

ผมเลิกคิ้ว เอียงคอเล็กน้อยมองอีกคนที่กำลังมองมา "เหมือนยังไงเหรอครับ"

"ก็ผ้าลายนี้มันน่ารักดี"

"ครับ"

"ก็เหมือนกับเราไง น่ารักดี"  ไม่พูดเปล่าพี่ภูผาใช้นิ้วชี้ของตัวเองมาจิ้มเเก้มผมสองจึ๊ก ให้พอได้จั๊กจี้หัวใจเล่นด้วย

พูดเสร็จเจ้าตัวก็ออกจากเต้นท์ไปโดยทิ้งให้ผมหูอื้อกับสิ่งที่ได้ยิน นั่งมึนๆงงกับตัวเองอยู่ภายในเต้นท์เพียงลำพัง



หลังจากนั่งดึงสติของตัวเองให้กลับมาอยู่กับตัวเองได้แล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องออกจากเต้นท์เสียที ผมก้าวออกมาจากเต้นท์ด้วยความมั่นใจ ก่อนจะต้องรีบนั่งยองๆกอดตัวเองลูบเเขนไปมาอย่างรวดเร็วเมื่อลมหนาวยามหัวรุ่งตอนตี 5 พัดมากระทบผิวกาย

"ฮึ๊ย  หนาว! หนาว! ไม่ไหว ทำไมหนาวจัง" ผมก้มหน้าบ่นงึมงัมกับตัวเอง

"สีทำไรวะ เหรียญหายเหรอ"

ผมเงยหน้ามองคนที่กำลังเดินมา ขนมมีสีหน้าที่งัวเงียสุดๆ  บ่งบอกว่าเจ้าตัวเพิ่งตื่นนอนได้ไม่นาน

"ไม่ใช่สักหน่อย เราหนาวต่างหาก ขนมไม่หนาวเหรอ"

"หนาว?"

ผมพยักหน้าหงึก ในขณะที่กำลังนั่งยองๆกอดเข่าอยู่ที่เดิม

ขนมนิ่งไปแป็บนึง "ไอ้เชี่ย หนาวจริงด้วย ฮึ๋ย มึงทักทำไมเนียสี กูก็มัวเเต่ง่วง" ขนมยกมือขึ้นลูบเเขนตัวเองบิดขาไปมา



"สีเทียน!" ผมหันไปตามเสียงเรียก ก็เจอกับพี่ภูผาที่กำลังมาทางผม "ทำอะไรอยู่ พี่รอเราตั้งนาน"

"รอผมเหรอครับ"

"ใช่สิ ก็ทั้งเเปรง ทั้งยาสีฟันอยู่ที่เราหมดเลย" พี่ภูผาว่าขึ้น "แล้วทำไมถึงลงไปนั่งเเบบนั้น"

"เอ่อ คืออากาศมันหนาวหน่ะครับ"

"ไปครับ" พี่ภูผายื่นมือมาตรงหน้าผมพร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้

ผมเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนตรงหน้า ก่อนจะค่อยๆยื่นมือไปจับอีกฝ่าย ผมในตอนเเรกที่คิดว่าพี่ภูผายื่นมือมาเพื่อจะช่วยดึงให้ผมลุกขึ้นยืนได้ง่ายๆ กลับต้องก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มของตัวเองไว้เมื่อพี่ภูผากระชับมือผมเเน่นขึ้น จูงมือผมเดินไปตลอดการเดินไปห้องน้ำ

"จะได้อุ่นๆเนอะ"

ถ้าพี่ภูผาจะไม่อ่อนโยนต่อหัวใจขนาดนี้ อย่างนั้นก็

"ครับ"  ผมตอบกลับพี่ภูผาพร้อมกระชับมือของตัวเองให้เเน่นขึ้นกว่าเดิม 



"มายืนเอ๋อเเดกอะไรตรงนี้"

"พี่ธูป ทำไมผมรู้สึกเหมือนผมเป็นเเค่อากาศธาตุที่ไร้ซึ่งตัวตน"

"เพ้อเจ้ออะไรเเต่เช้าของมึงเนียหนม ไปล้างหน้าไป!"

"รู้เเล้วน่า ฮึ๊ย!"







"เล่ามาสีกูพร้อมฟังเเล้ว" ขนมพูดขึ้นเมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่ผมนั่งรออยู่ก่อนเเล้ว พร้อมกับจานอาหารเช้าในมือ จากนั้นก็นั่งลงตรงที่ว่างตรงข้ามกับผม

"เดี๋ยวนะมึงจะให้มันเล่าเรื่องอะไร" ตุลาที่นั่งข้างๆผมถามขึ้น

"ไม่รู้อ่ะ เเต่กูว่ามันต้องมีเรื่องเล่า" ขนมพูดไปมือก็ตักข้าวเข้าปากไป "เมื่อคืนมันได้นอนเต้นท์เดียวกับคนที่เเอบชอบเลยนะเว้ย ยังไงมันก็ต้องมีอะไรให้ยุบยิบหัวใจบ้างล่ะวะ ใช่ไหมสี"

"บ้าน่าขนม จะมีอะไร ไม่มีหรอก" ผมส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆจนผมสะบัดเเทบจะเสียทรง

"ไม่มีอะไรเเล้วทำไมเเก้มมึงถึงเเดง"

ผมรีบยกมือทั้งสองข้างของตัวเองมาปิดเเก้มทันทีหลังจากจบประโยคของขนม "อากาศมันร้อนไง"

"ร้อนก็เหี้ยเเล้ว" ขนมเอื้อมมือมาผลักหัวผมเบาๆ "ให้ไวสี กูดูหน้ามึงก็รู้เเล้วว่าเจอเรื่องดีๆมาจนอยากจะเเบ่งปัน"

"บ้าน่า ขนมก็ว่าไป คือว่าอย่างนี้นะ" ผมเว้นจังหวะหายใจไปแป็บนึงเพื่อรวบรวมคำพูดที่จะเล่าออกมา "ขนมกับตุลาก็รู้ใช่ไหมว่าที่นี้ตอนกลางคืนอากาศมันหนาวมาก"

"เออ" ขนม

"รู้" ตุลา

"เเล้วเมื่อคืนคือพอเราได้หลับเราก็หลับสนิทเเบบหลับเอาตายเลย เนื่องจากเราก็เพลียจากอะไรหลายๆอย่าง เเถมกว่าจะสงบสติอารมณ์ข่มตาหลับได้ก็ดึกมากเเล้ว"

"อ่าฮะ"

"เเล้วขนมก็รู้ว่าปกติถ้าจะนอนกับใครสักคน คนคนนั้นมักจะเป็นขนมเสมอ"

"เเล้วมันยังไงสี"

"ตุลาก็รู้ว่าเราไม่ค่อยชอบอากาศหนาวมากๆสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยเยียวยาให้ความหนาวของเราลดลงได้ก็คือ......"

"ไอ้สี อย่าบอกนะว่ามึง" ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบขนมก็พูดเเทรกขึ้นมาก่อน เเถมยังทำตาโตๆใส่ผมอีก

"อือ เเบบนั้นเเหละ"  ผมรู้สึกถึงหน้าของตัวเองที่มีอุณภูมิสูงขึ้น "เราเผลอไปกอดพี่ภูผาเเน่นเลยอ่ะตุลา" ผมมุดหน้าลงกับไหล่ของตุลาด้วยความเขินอาย

"แล้วพี่มันรู้ไหมว่าโดนมึงกอด"

ผมพยักหน้ารับ

"เเล้วพี่มันว่าอะไรมึงป้ะ"

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ

"เเล้วมึงรู้สึกไงบ้างสีที่ได้กอดพี่ภู" ตุลาเป็นฝ่ายถามบ้าง

"อุ่น อุ่นมากๆเลยตุลา อุ่นจนเราไม่อยากคลายอ้อมกอดจากพี่เขาเลย เป็นไปได้ก็อยากจะกอดพี่ภูผาเเบบนี้ไปทุกๆวัน"



ถึงเเม้ในตอนเเรกผมจะตกใจเเละรู้สึกอายกับการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจของตัวเอง เเต่พอได้สติความตกใจเเละความอายก็เเปรเปลี่ยนเป็นความสุขอย่างง่ายดาย ผมได้กอดคนที่เฝ้าเเอบชอบมาตลอดหนึ่งปีเลยนะครับ เเละดูเหมือนว่าตอนนี้ความโลภจะเริ่มเข้าครอบงำผมซะเเล้ว ตอนที่ไม่ได้กอดก็ไม่เป็นไรหรอกครับเเต่เมื่อได้กอดเเล้วก็อยากจะกอดอีก กอดไปเรื่อยๆ กอดทุกๆวัน


ไม่น่าเลยสีเทียน ไม่น่าไปเผลอตัวกอดพี่ภูผาเลย เเล้วอีกสามคืนที่เหลือจะห้ามใจยังไงไม่ให้ไปทำเนียนกอดพี่ภูผาที่นอนอยู่ข้างๆละเนีย

ถ้าอ้างว่าลืมตัวเพราะคิดว่าเป็นขนมตลอดทั้งสามคืนจะดีไหมนะ




หลังจากทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยเเล้วก็ถึงเวลาของพวกเราชาวค่ายลงมือบำงรุง ซ่อมเเซม ปรับปรุง โรงเรียนเเห่งเดียวของหมู่บ้านอันห่างไกลนี้ ก่อนจะเเยกย้ายกันไปทำงานพวกเราทุกคนจะได้รับการมอบหมายงานในส่วนต่างๆให้ได้รับผิดชอบกัน งานหนักๆที่ต้องใช้เเรงส่วนมากก็จะตกเป็นของพวกผู้ชาย พวกผู้หญิงจะให้ทำงานเบาๆ ไม่โลดโผนจนเกินไป เเต่ก็อาจจะมีบ้างบางคนที่ถึก ทน เก่ง เเละเเรงดีมากๆจนผมยังอึ้งเลย พวกรุ่นพี่ปีสองปีสามก็จะกระจายกำลังกันไปตามส่วนต่างๆ ช่วยกันดูเเล สอดส่อง โดยไม่ได้เเบ่งหน้าที่ชัดเจน ก็เรียกได้ว่าทำหมดทุกหน้าที่เลยครับ



ส่วนอาหารการกิน พวกเราก็จะเเบ่งเวรกันทำครับ ทุกคนจะมีส่วนร่วมในการช่วยกันทำอาหาร อาจจะได้เป็นหน่วยหาวัตถุดิบ หน่วยหั่นผัก ปรุงอาหารก็ว่ากันไป อารมณ์มาค่ายของพวกเรานั้นเน้นการช่วยเหลือซึ่งกันเเละกันไม่ใช่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มนึงทำอยู่ฝ่ายเดียว รุ่นน้องรุ่นพี่ช่วยกันทำทุกๆอย่าง ร่วมด้วยช่วยกันทำ

จะมีก็เเค่การเเบ่งงาน การวางเเผน จะมีรุ่นพี่เป็นดูเเลความเรียบร้อยเเละเเบ่งงานให้ทำ ซึ่งหัวเรือใหญ่ครั้งนี้เป็นพี่โก้กับพี่วา เเละอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญของรุ่นพี่คือการดูเเลความปลอดภัยของน้องๆปีหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ลูกเขามีพ่อมีเเม่เพราะฉะนั้นเราจึงต้องช่วยกันดูเเลเขาให้ดีที่สุดตลอดการมาค่าย


หลังจากฟังการมอบหมายงานเสร็จก็ถึงเวลาเเยกย้ายกันไปทำงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย อากาศตอนนี้ไม่ได้หนาว เเต่ก็ไม่ได้ร้อนมาก เเต่ถ้ายืนกลางเเดดนานๆก็พาลให้เหงื่อไหลได้เหมือนกัน


"ระวังสีเข้าตาด้วยนะครับ เข้าใจไหม" พี่ภูผาพูดกับผมเมื่อรู้ว่าพี่โก้บอกให้ผมไปช่วยน้องๆผู้หญิงกลุ่มนึงทำป้ายห้องเรียนเเละป้ายห้องสมุดใหม่ ส่วนพี่ภูผาเเน่นอนครับรูปร่างเเบบนี้หน่วยเเบกหามเเละใช้เเรงงานอย่างเเน่นอน

"ครับ"

"จะหยิบจับอุปกรณ์อะไรต้องระวัง ถ้าอะไรที่หนักมากๆก็ให้คนอื่นมาช่วยยก ห้ามฝืนยกเองเด็ดขาด เเล้วก็....."

"โอ๊ย ไอ้เหี้ยภู ไอ้อุปการณ์เครื่องเขียนมันไปทำป้ายไหม มันไม่ได้ไปกู้ระเบิดนะมึง" พี่โก้พูดขึ้น

"เออ เป็นห่วงพวกกูเนีย ถือมีด ถือเลื่อย ถือค้อน อันตรายกว่าเป็นไหนๆ" พี่ธูปว่าพร้อมกับชูอุปกรณ์เเหลมคมในมือให้ดู

"นิ้วมือก็มีตั้งสิบนิ้ว โดนตัดไปสักนิ้วพวกมึงก็ไม่ตายหรอก" พี่ภูผาหันไปพูดหน้าตายใส่เพื่อน

"โหย ไอ้เลว " "ไอ้เพื่อนเหี้ย" เเละเเน่นอนสิ่งที่พี่ภูผาได้รับกลับมาคือคำอวยพรจากเพื่อนๆนั่นเอง



"พี่ภูผาก็ระวังตัวด้วยนะครับ อย่าปล่อยให้ตัวเองเจ็บตัวนะ" ผมส่งยิ้มให้และมองอีกคนด้วยสายตาที่เเฝงไปด้วยความเป็นห่วง เพราะงานพี่ภูผาค่อนข้างจะอยู่กับของมีคม ผมรู้ว่าอีกคนเก่งเเต่ก็ไม่อยากให้ประมาท ผมไม่อยากเห็นพี่ภูผาเจ็บจริงๆนะครับ

"รับทราบครับ" พี่ภูผาส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้พร้อมกับเอื้อมมือมาขยี้หัวผม

ฟึบ! จู่ๆก็มีหมวกสานปีกกว้างใบนึงมาอยู่บนหัวผม

"ใส่อันนี้ไว้ด้วย อากาศค่อนข้างร้อน เดี๋ยวเราจะไม่สบาย"

"ขะ ขอบคุณครับ" ผมเขินจนพูดตะกุกตะกัก



"ไอ้ภู ไอ้อุปกรณ์เครื่องเขียนมันอยู่เเต่ในร่ม"

"ไอ้เหี้ยเอ้ย หมู่บ้านนี้ขายหมวกไหมวะกูจะไปเหมา"

"กูอยากชื่อสีเทียนบ้าง"

"ใส่หมวกได้ทีละใบ ใส่ใจได้ทีละคนนะคร้าบบบบบบบ!"

"ฮิ๊ววววววววววววววววววววว!"

"โอ๊ย ผมก็ร้อนเหมือนกันนะพี่ อยากได้หมวกบ้าง" ขนมก็ร่วมด้วยช่วยกันเเซ็วกับเขาด้วย



ผมมั่นใจมากๆเลยว่าตอนนี้ตัวเองคงแก้มเเดงมากเเน่ๆ เพราะผมเขินจนเเทบจะเเทรกเเผ่นดินหนีอยู่เเล้ว พวกพี่ๆก็ขยันเเซ็วกันซะเหลือเกิน ไม่สงสารใจของผมบ้างเลย

เเต่คนอย่างสีเทียนเมื่อตั้งใจไว้เเล้วว่าจะปีนภูผา ในเมื่อพี่ภูผาเล่นเเบบนี้สีเทียนก็ขอสู้ขาดใจ

"เเต่พี่ภูผาทำงานกลางเเจ้ง พี่ภูผาควรเก็บไว้ใส่ดีกว่านะครับ"

"ไม่เป็นไร"

"เเต่เดี๋ยวหน้าพี่ภูผาจะไหม้เเดดนะครับ"

"ก็บอกเเล้วไงครับว่าไม่เป็นไร"

"ถ้าอย่างนั้นแป็บนึงนะครับ" ผมล้วงมือเข้าไปหยิบครีมกันเเดดหลอดเล็กที่พกติดกระเป๋าไว้ออกมา "พี่ภูผาทาครีมกันเเดดหน่อยนะครับ" ผมบอกอีกคนพร้อมกับยื่นครีมกันเเดดไปให้ตรงหน้า

"พี่ก็อยากทานะเเต่มือพี่ไม่ว่างเลย" พี่ภูผาว่าพร้อมกับชูมือทั้งสองข้างของตัวเองที่ถือเเค่ถุงใส่ตะปูกับค้อนหนึ่งอันให้ผมดู

ซึ่งสีเทียนคนนี้ได้สังเกตเห็นเเล้วว่ามือของพี่ภูผาไม่ว่างเเละพี่ภูผาต้องให้ผมทาให้เเน่ๆ เเต่ในใจก็มีเเอบลุ้นเหมือนกันกลัวพี่ภูผาจะวางของเเละเอื้อมมือมาหยิบครีมกันเเดดไปทาเอง เฮ้อ! โล่งอก ไม่งั้นอดได้สัมผัสหน้าพี่ภูผาเเน่ๆ

"ขอโทษนะครับ" ผมเอ่ยขอโทษอีกคน ก่อนจะป้ายครีมกันเเดดที่บีมออกมาจากหลอดลงบนหน้าของพี่ภูผาค่อยๆบรรจงเกลี่ยครีมไปทั่วหน้าอย่างช้าๆ โดยไม่ลืมที่จะสำรวจหน้าของอีกฝ่าย

หน้านิ่มจังเลย  ไม่มีสิวเลยด้วย  ขนตาก็ยาว  จมูกก็โด่ง  ปากก็สีชมพู  คิ้วก็เท่   

สรุปคือส่วนผสมทุกอย่างมันลงตัวมากๆเลย ผมเผลอสำรวจหน้าของพี่ภูผาอย่างลืมตัว เเละลืมรอบข้างไปซะสนิทมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงคนอื่นๆตะโกนเเซ็วขึ้นมา



"พี่วาผมไม่อยากอยู่ตรงนี้เเล้ว" นี่มันเสียงตุลานี่น่า

"พี่ก็ว่างั้น เราไปหาลุงผู้ใหญ่กันเถอะ เบื่อการเป็นอากาศเเล้ว"

"ทำไมกูต้องมาเจออะไรเเบบนี้เเต่เช้า"

"เเม่งเอ้ย ใครมีครีมกันเเดดบ้างวะ เอามาสาดใส่หน้ากูที

"อยากมีคนทาครีมกันเเดดให้บ้าง"

"ไม่ได้ชื่อภูผาก็ลำบากกันหน่อยนะทุกคน"

"กูรับไม่ได้ เมื่อวานกูก็เจอเเบบนี้ วันนี้กูมาเจออีก กูรับไม่ได้ เเยกย้ายไปทำงาน กูขอร้องล่ะ เเยกย้ายเถอะ ก่อนที่มันจะหวานไปมากกว่านี้" พี่โก้ตะโกนขึ้นพร้อมกับบอกให้ทุกคนรีบเเยกย้ายเพราะมีเเค่กลุ่มพวกเรากลุ่มเล็กๆประมาณสิบคนที่ยังยืนอยู่ตรงที่เดิม



"ขอบคุณนะครับ"

"มะ ไม่เป็นไรครับ" คนที่ตอนทำกล้าหาญ เเต่หลังจากทำเเล้วใจเหลือเท่ามดมีอยู่จริงยืนอยู่ตรงนี้เองครับ

ผมได้เเต่ยืนก้มหน้ามองพื้นอยู่นิ่งเพราะไม่มีความกล้าเหลือพอที่จะให้เงยมามาสบตากับคนรอบๆข้างหรือเเม้กระทั่งสบตากับพี่ภูผาก็ตาม

"ผมขออนุญาตพาเพื่อนผมไปทำงานก่อนนะพี่ วันนี้พอเท่านี้ก่อน เดี๋ยวเพื่อนผมจะเขินตัวเเตกตายไปซะก่อน ไปกันสี" ขนมพูดกับพี่ภูผาก่อนจะเดินมาโอบคอผมเเละลากให้เดินตามไป

"เดี๋ยวไอ้หนม"

"อะไรวะไอ้พี่ธูป" ขนมหันหลังกลับไปมองคนที่เรียกชื่อตัวเองด้วยสีหน้ายุ่งๆ

"เอานี่ไป" จากนั้นก็มีหมวกใบนึงมาอยู่บนหัวของขนมเป็นที่เรียบร้อย

"ให้ผมทำไม" ขนมถามออกไป ผมที่กำลังจ้องหน้าขนมอยู่จึงเห็นสายตาที่วูบไหวของขนมที่ปรากฏขึ้นเสี้ยวนึงเเล้วก็หายไป

"ใส่ไปเหอะน่า กูบอกเเล้วให้เอาหมวกมาด้วยไม่เอามา ยิ่งป่วยง่ายอยู่ด้วยมึงอ่ะ โดนเเดดเดี๋ยวก็ไม่สบายตายห่าพอดี ลำบากคนอื่นอีก"  ผมละสงสัยจริงๆเเค่พี่ธูปพูดออกมาว่า เป็นห่วง มันยากขนาดนั้นเหรอครับ

"เหอะ! ขอบคุณ" ขนมพูดขอบคุณพี่ธูปเเบบเสียงกระชาก ซึ่งพาลให้ผมรู้สึกไม่ดีไปด้วย ไม่อยากให้คนอื่นมองขนมไม่ดี เพราะอย่างน้อยๆพี่ธูปก็ดูเป็นห่วงถึงจะพูดจาไม่ค่อยรื่นหูสักเท่าไหร่ เเต่ก็น่าจะขอบคุณดีๆกว่านี้สักหน่อย

"ไปกันเถอะสี" ขนมลากผมให้เดินต่อไปยังกลุ่มของน้องๆที่กำลังทำป้ายกันอยู่หน้าระเบียงห้องเรียนห้องหนึ่ง

"ขนมน่าจะพูดขอบคุณพี่ธูปดีๆหน่อย พี่เขาเป็นห่วงนะ เเถมยังให้หมวกมาอีก"

"เป็นห่วงก็บ้าเเล้ว คงกลัวกูเป็นภาระมากกว่า" ขนมหน้ายุ่งทันทีที่พูดถึงพี่ธูป

เฮ้อ! ผมล่ะเชื่อสองคนนี้เลยจริงๆ


***มีต่อค่ะ***

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
***ต่อ ตอนที่ 13***

การทำงานในวันเเรกผ่านไปอย่างราบรื่น ทุกคนขยันขันเเข่งในการช่วยกันทำงานเพื่อให้มันเสร็จทันเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด


ผมใช้สายตามองไปยังใครคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังเลื่อยไม้อย่างตั้งใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งใกล้ๆกับสนาม เเดดช่วงบ่ายสามค่อนข้างที่จะทำให้อากาศอบอ้าว อาจจะทำให้เหงื่อไหลจนรบกวนสมาธิ สังเกตได้จากการยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อของพี่ภูผาเเล้ว คงจะร้อนเเละเหนื่อยน่าดู ก็เล่นทำงานเเทบไม่ได้พัก ตอนเที่ยงก็เห็นรีบๆกินข้าวเพื่อจะไปขนไม้มาเพิ่ม



"มองขนาดนี้ไม่เดินเข้าไปหาเลยล่ะ"

"บ้ามองอะไรเราไม่ได้มอง ขนมพูดมั่ว"

"เออ กูเชื่อว่ามึงไม่มอง ไม่มองเลย"

ผมมุ่ยหน้าใส่ขนมไปหนึ่งทีก่อนจะกลับมาสนใจการลงสีป้ายห้องสมุดอีกครั้ง

"ร้อนน่าดูเลยพี่ภู หิวน้ำบ้างไหมนั้น ทำงานไม่ได้หยุดเลย"

"คงไม่หิวหรอกมั้ง เราเห็นมีหลายๆคนเอาน้ำไปให้ พี่ภูผาปฏิเสธทุกคนเลย"

"เเหม คนไม่ได้มอง" ขนมหันหน้ามาเเซะผม "เเต่กูว่าบางทีพี่ภูอาจจะกำลังรอน้ำจากใครเเถวนี้อยู่ก็ได้นะ"

"ใครคนนั้นอาจไม่ใช่เรา"

"พนันไหม"

"ขอเหตุผลที่เราต้องพนัน"

"เอ้าสี มึงคิดดูนะเว้ย ถ้าสมมุติว่ามึงเอาน้ำไปให้เเล้วพี่ภูผาของมึงรับน้ำไป มึงเตรียมตัวฟินไปสามเดือนได้เลยนะเว้ย สุขใจไปอีกหนึ่งปี มึงมันคือความรู้สึกพิเศษที่จะได้รับเลยนะ"

"เเล้วถ้าพี่ภูผาไม่รับขึ้นมาเราก็ต้องช้ำในตายไปอีกสามเดือน ผิดหวังไปอีกหนึ่งปี"

"กูเอาหัวเป็นประกันเลย ถ้าพี่ภูไม่รับน้ำจากมึง กูจะยอมพูดเพราะๆกับไอ้พี่ธูปสามเดือนเลยเอ้า เเต่ถ้าพี่ภูรับน้ำจากมึงมึงจะต้องหอมเเก้มพี่ภูโชว์กูหนึ่งฟอดดังๆ"

"จะบ้าเหรอขนม จู่ๆให้ไปหอมเเก้มได้ไง"

"พี่ภูชอบมึงเชื่อกู อีกอย่างมึงมั่นใจไม่ใช่เหรอว่าพี่ภูจะไม่รับ มึงจะไปกลัวอะไรวะ"

ผมเริ่มคล้อยตามสิ่งที่ขนมพูด ผมสังเกตเห็นว่าพี่ภูผาจะไม่รับน้ำจากใคร ถ้าหิวจะเดินไปหยิบมากินเองตลอด อีกอย่างก่อนหน้านี้พี่ภูผาก็เพิ่งดื่มน้ำไป ก็มีสิทธิ์เพิ่มขึ้นที่จะไม่รับน้ำจากผมเพราะไม่กระหายเเล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นขนมอาจมีสิทธิ์ที่จะเเพ้ เเละต้องทำตามข้อตกลงไว้ ก็ดีเหมือนกันผมอยากให้ขนมพูดจาเพราะๆกับพี่ธูปบ้าง เพราะบางครั้งสองคนนี้ก็ดูพูดจาที่ค่อนข้างจะรุนเเรงใส่กัน เดี๋ยวจะกลายเป็นความบาดหมางที่เกิดขึ้นภายในใจเเบบไม่รู้ตัว

"ก็ได้ เราตกลง"

"จัดไป"



ผมกับขนมหันไปบอกน้องๆว่าเดี๋ยวจะกลับมาช่วยต่อ ขอไปกินน้ำก่อนแป็บนึง จากนั้นก็เดินตรงไปยังถังเเช่น้ำเย็นๆ หยิบขึ้นมาหนึ่งขวด โดยมีเป้าหมายเป็นชายผู้ที่กำลังเลื่อยไม้ด้วยท่าทางเท่ๆอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

เมื่อใกล้ถึงผมก็ยืนรวบรวมความกล้าอยู่แป็บนึงก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหา เเต่เหมือนว่าผมจะช้าไปเสี้ยววินาทีนึงเพราะมีผู้หญิงคนนึงมาปาดหน้าส่งน้ำให้พี่ภูผาไปเสียก่อน

"ภู กินน้ำหน่อยไหม เราเอามาให้ เหงื่อไหลเต็มเลย" พี่เบลล์ยื่นขวดน้ำไปตรงหน้าพี่ภูผา

"เราไม่หิว เบลล์กินเลย ขอบใจ" พี่ภูผาเงยหน้าขึ้นมามองพี่เบลล์เเว้บนึงจากนั้นก็ก้มหน้าตั้งใจเลื่อยไม้ต่อ

"กินหน่อยเหอะน่าภู เดี๋ยวก็เป็นลมกันพอดี" พี่เบลล์พูดจบก็มีเเต่ความเงียบจากฝ่ายตรงข้ามตอบกลับมา

"เอามานี่มาเบลล์ไอ้ภูไม่กิน กูกินเอง หิวน้ำชิบหายเลยตอนนี้" พี่ธูปเป็นฝ่ายพูดขึ้นทำลายความเงียบ เดินมาหยิบน้ำจากมือพี่เบลล์ก่อนจะเปิดฝาเเละกระดกดื่มอย่างรวดเร็ว



นั่นไง ได้ยินเต็มหูทั้งสองข้างเลย อย่างนี้น้ำเปล่าของผมได้กลายเป็นน้ำเเห้วไปอีกขวดนึงเเน่ๆ ไม่น่ารับคำท้าขนมเลย ในใจก็เเอบหวังว่าจะฟินสามเดือน เเต่คงได้ความช้ำใจตลอดสามเดือนมาเเทนเเน่ๆ เฮ้อออออออออออ! ถอนหายใจยาวๆไปเผื่ออีกสามเดือนเลย



"เอ้า! น้องเทียน มาทำอะไรตรงนี้ครับ" ตาดีจริงๆเลยนะครับพี่ธูป

"คือว่าผมจะเอาน้ำมาให้" ผมพูดเสียงเบาๆ ชี้นิ้วไปที่ขวดน้ำสลับกับชี้ไปหาพี่ภูผา

ผมค่อยๆขยับเดินเข้าไปบริเวณร่มเงาของต้นไม้ใหญ่โดยที่มีขนมเป็นฝ่ายดันอยู่ข้างหลัง

พี่ภูผาเงยหน้าขึ้นมามองผม จากนั้นก็วางงานทั้งหมดที่กำลังทำอยู่ เดินตรงมายังทางที่ผมยืนอยู่

"เราเอาน้ำมาให้พี่เหรอ"

"ครับ" ผมตอบรับเสียงเบาๆ "เเต่ถ้าพี่ภูผาไม่หิวก็ไม่เป็น...."

"ขอบคุณครับ" ผมที่ยังพูดไม่จบก็โดนคนตรงหน้าดึงขวดน้ำออกไปจากมือ เปิดฝา ยกกระดกดื่มราวกับคนที่กระหายน้ำเเทบขาดใจ "พี่กำลังหิวน้ำพอดีเลย"  รอยยิ้มพิฆาตถูกส่งมาให้ผมอีกเเล้ว โอ๊ยหัวใจ

ขนมที่ยืนอยู่ข้างหลังผมใช้มือสะกิดผมยิกๆจนรู้สึกเเสบๆหน่อยๆ

"กูบอกมึงเเล้ว กูบอกมึงเเล้ว ไอ้เหี้ยเอ้ย พี่ภูเเม่ง!" ขนมกระซิบที่ข้างๆหูผมอย่างตื่นเต้น



"พวกมึงสองคนมาทำอะไรตรงนี้เนีย" เสียงผู้มาใหม่ทำให้ผมรีบหันไปมอง

"ตุลา"

"เออ มาทำไรกัน งานเสร็จเเล้วไง"

"ไอ้สีมันเอาน้ำมาให้พี่ภู"

"หึ!" ตุลาไม่พูดอะไรมากใช้เพียงสายตาล้อเลียนส่งมาให้ผมรู้สึกเขินเล่นๆ

"เเหม่ภู ไม่ได้เลยนะ ตอนเรานะปฏิเสธเสียงเเข็งเชียว เสียใจนะเนีย" พี่เบลล์เดินมาใกล้ๆพี่ภูผาพร้อมกับกำหมัดยื่นไปต่อยไหล่พี่ภูผาสองสามที

"เราชัดเจนอยู่เเล้ว" พี่ภูผาตอบกลับพี่เบลล์ออกไป

"ยอมเเล้วจ้า เราไปดีกว่า หนีน้องๆมานานเเล้ว เจอกันนะน้องเทียน" พี่เบลล์โบกมือส่งท้ายก่อนจะเดินตรงไปยังกลุ่มของน้องๆที่กำลังนั่งทำงานกันอยู่ไม่ไกล



"เป็นไงบ้างครับเหนื่อยไหม"

"ไม่ครับ"

"ร้อนมากเลยเหรอ เหงื่อไหลเต็มเลย" พี่ภูผาไม่ได้ทำเพียงเเค่พูดเฉยๆ มืออีกข้างของเจ้าตัวที่ไม่ได้ถือขวดน้ำยื่นมืออกมาเช็ดเหงื่อผมบริเวณตรงขมับอย่างเเผ่วเบา

พี่ภูผ๊า ต้องให้ผมบอกอีกสักกี่ครั้งครับว่าใจผมก็เท่ามด มันเป็นความอ่อนโยนที่ไม่อ่อนโยนเลยสักนิด

"ขอบคุณครับ"

ผมช้อนตามองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่อาจปิดมันไว้ได้ สายตาที่บ่งบอกว่า ชอบไม่ไหวเเล้ว ใจเหลวไปหมด ตกหลุมรักซ้ำๆย้ำๆอยู่เรื่อยไป



"เอ่อ ก็ไม่ได้อยากจะขัดอะไรคนจีบกันหรอกนะ เเต่มึงกรุณาช่วยกลับมาเลื่อยไม้ต่อได้ไหมครับเหี้ยภู ของมันต้องใช้นะเว้ย" พี่ธูป

"เออจริง ถ้าอยากจะสวีตหวานก็เก็บไว้หวานในเต้นท์กันสองคนในค่ำคืนนี้เถอะครับ" พี่วา

"พวกมึงสองคนควรไปเกิดใหม่เป็นฝอยขัดหม้อ ขัดกูเก่งชิบหาย" พี่ภูผาหันหน้าไปด่าเพื่อนๆ

ผมเผลอหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อได้ยินคำด่าของพี่ภูผา

"ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะครับ"

ผมเอ่ยลาพวกพี่ๆก่อนจะเดินกลับไปทำงานในส่วนของตัวเองที่ทำค้างไว้อยู่ โดยมีขนมคอยพูดกรอกหูตลอดการเดินกลับด้วยคำว่า' เห็นไหมกูบอกเเล้ว' 'กูชนะนะสี' 'มึงอย่าลืมนะว่าถ้ามึงเเพ้ต้องทำอะไร' เเค่คิดถึงบทลงโทษของคนเเพ้ผมก็เริ่มที่จะไม่ไหวเเล้ว ผมจะไปกล้าหอมเเก้มพี่ภูผาได้ยังไง จู่ๆไปหอมเเก้มเขาถ้าเกิดโดนเขาต่อยกลับมาจะทำยังไงล่ะครับ

เเต่ก็นะอย่างๆน้อยๆที่ขนมบอกว่าจะรู้สึกฟินไปสามเดือน มีความสุขไปหนึ่งปีก็อาจจะเป็นจริงก็ได้ ก็ตอนนี้หน้ะสีเทียนคนนี้ยังไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย พี่ภูผารับน้ำจากผมด้วยล่ะ มันดี ดีมากจริงๆ ดีที่สุดเลย





วันนี้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวันจากการทำงานจนเเทบไม่มีเวลาพัก หลังจากจัดการมือเย็นกันเรียบร้อยในที่สุดเวลาของการพักผ่อนก็มาถึงทุกๆคนเข้าประจำตำเเหน่งของตัวเองเพื่อพักผ่อนสำหรับเก็บเเรงไว้ในการทำงานของวันพรุ่งนี้ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันที่ตอนนี้กำลังอยู่ในเต้นท์เดียวกับคนที่แอบชอบมาตลอด

"วันนี้เป็นไงบ้างครับ" พี่ภูผาถามขึ้นเมื่อล้มตัวลงนอนข้างๆผม

"สนุกดีครับ ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ พี่ภูผาเหนื่อยมากไหมครับ"

"ไม่เท่าไหร่ครับ สงสัยได้กินน้ำขวดพิเศษเลยมีพลังมากเป็นพิเศษ" พี่ภูผาหันหน้ามามองผมที่หันไปมองพี่ภูผาอยู่ก่อนเเล้ว

ผมรีบหันหน้ากลับมาเพราะสายตาที่ดูเจ้าเล่ห์นิดๆทำให้ผมไม่สามารถสู้สายตานั้นได้ เลยเลือกที่จะไม่มองมันดีกว่า

"นอนกันดีกว่าครับ พรุ่งนี้ต้องทำงานหนักกันอีก พี่ภูผาฝันดีนะครับ

"ฝันดีครับ"

ผมหลับตารอเวลาไม่นานก็รู้สึกว่าคนข้างๆน่าจะหลับสนิทเเล้วดูจากลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอ ผมค่อยๆขยับตัวเองเข้าไปใกล้คนข้างๆอย่างค่อยๆ ไม่อยากให้อีกคนนึงตื่น

"พี่ภูผาครับ จะเป็นอะไรไหมครับถ้าผมจะขอเป็นคนโลภในการนอนกอดพี่ภูผาในทุกๆคืน ตลอดสามคืนที่เหลืออยู่ เพราะผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กอดพี่ภูผาอีก หวังว่าตื่นเช้ามาพี่ภูผาจะยอมฟังเหตุผลเเย่ๆของผมเเละไม่โกรธผมนะครับ" ผมพูดกับคนตรงหน้าเบาๆ เเม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ยินเเต่ผมก็อยากที่จะพูดมันออกมา

ผมขยับตัวเข้าไปใกล้มากกว่าเดิมก่อนจะค่อยๆวาดเเขนไปบนตัวอีกคน เเม้จะลำบากไปสักนิดก็ไม่เป็นไร

"ชอบ ผมชอบพี่ภูผามากจริงๆนะครับ" เเละนั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมพูดก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดาย


<<< TBC >>>

ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านเเละติดตามนะคะ

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตอนพิเศษ วันวาเลนไทน์

***ตอนนี้เป็นตอนพิเศษที่เขียนขึ้นเนื่องในวันวาเลนไทน์ เนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกับตอนหลักนะคะ***


14 กุมภาพันธ์ของทุกๆปีคือวันวาเลนไทน์หรือจะเรียกอีกอย่างนึงว่าวันเเห่งความรัก วันที่คนมีคู่หลายๆคนรอคอย เพราะเป็นวันพิเศษที่เหมาะสำหรับการทำอะไรที่พิเศษๆให้กับคนที่เรารัก


ผมก็เป็นหนึ่งคนที่ค่อนข้างรู้สึกตื่นเต้นกับมันนิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆนะครับ เนื่องจากวันวาเลนไทน์ปีนี้เป็นปีเเรกของผมกับพี่ภูผาเเละเป็นปีเเรกที่ผมมีคู่ในวันวาเลนไทน์ เเต่สิ่งที่ทำให้ผมคิดไม่ตกก็คือของขวัญที่จะมอบให้อีกคนนี่เเหละครับ ผมอยากจะให้อะไรสักอย่างกับพี่ภูผาเเต่ก็ไม่รู้จะให้อะไร ก็คนมันไม่เคยมีเเฟนมาก่อนนี่น่า พอลองถามเจ้าตัวตรงๆเจ้าตัวก็บอกว่าไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น เเค่เราอยู่ด้วยกันในทุกๆวันก็เป็นสิ่งที่พิเศษเเล้ว งื้อ สีเทียนใจละลาย


เเม้พี่ภูผาจะยืนยันเเบบนั้นเเต่เป็นสีเทียนคนนี้นี่เองที่ยังอยากจะทำอะไรให้พี่ภูผาสักนิดก็ยังดี ตอนเเรกตั้งใจจะทำอาหารจัดโต๊ะใต้เเสงเทียนเเต่ผมว่ามันดูยิ่งใหญ่ไปหน่อย อีกอย่างอาหารผมก็ทำเเทบทุกวันอยู่เเล้ว หัวข้อนี้จึงโดนปัดตกไปอย่างง่ายดาย


ครั้นโทรฯไปปรึกษาขนมกับตุลา ก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้คำตอบอะไรให้ชุ่มชื่นหัวใจเลยสักนิด เฮ้อ! สีเทียนท้อใจ


วันนี้จริงๆเเล้วผมกับพี่ภูผาตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยกันทั้งวันในห้องไม่ไปไหน เเต่พี่ภูผาดันมีงานเข้ากะทันหัน บอกว่าจะกลับมาตอนเย็นๆเลย ซึ่งผมก็เข้าใจ ไม่มีอาการงอเเงใดๆทั้งสิ้น เพราะยังไงตอนเย็นก็ได้เจอกันอยู่เเล้ว กลางดึกก็ได้นอนกอดกัน เพราะฉะนั้นสีเทียนโอเค


"จริงด้วย อันนั้นไง ที่ยังไม่ได้ทำมาตลอด" ในขณะที่นั่งเพลินๆผมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


ผมรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบลงไปโบกเเท็กซี่เพื่อกลับบ้านของตัวเองเเต่ก็ยังไม่ลืมที่จะโทรฯบอกพี่ภูผาก่อน เดี๋ยวมารู้ทีหลังจะงอนอีก


เมื่อมาถึงบ้านผมรีบเปิดประตูรั้วเเละไขกุญเเจเข้าบ้านทันที


"ไม่มีใครอยู่จริงๆด้วย" ก็คิดไว้เเล้วว่าวันนี้คงไม่มีใครอยู่บ้าน เเม่คงจะอยู่ที่ร้านเพราะว่าวันนี้เป็นวันพิเศษจะมีลูกค้ามาใช้บริการมากกว่าปกติ ส่วนภาพเขียน คงไปตามหาหัวใจมั้งครับ ช่างเรื่องคนอื่นดีกว่า ผมรีบวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของตัวเองทันที

"อยู่ไหนนะ" ผมพึมพำกับตัวเองเมื่อของที่ผมกำลังตามหาอยู่ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

"ไม่มี ตรงนี้ก็ไม่มี นี่ก็ไม่มี เฮ้อ!" ผมทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดเเรงเมื่อหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ "จริงสิ ห้องเก็บของ" เมื่อคิดได้ดังนั้นผมรีบวิ่งลงไปห้องเก็บห้องทันที

"อยู่ไหนน่า อืม อืม อ๊ะ เจอเเล้ว ฟู่วว เเค่กๆ" ผมสำลักฝุ่นที่ตัวเองเป่าลมออกไปจนมันกระจาย จากนั้นก็ใช้มือปัดกล่องสีเหลี่ยมที่อยู่ในมือเเผ่วเบา ก่อนที่จะยิ้มออกมาด้วยความดีใจ




"พี่ภูผาครับ" ผมเอ่ยเรียกพี่ภูผาที่กำลังนั่งจ้องไปยังทีวีที่กำลังฉายหนังแอคชั่นเรื่องนึงอยู่ เเละเราทั้งสองก็จัดการทานมื้อเย็นกันเรียบร้อยเเล้ว

"ครับ" พี่ภูผาละสายตาจากจอทีวีตรงหน้า หันมามองผมพร้อมกับส่งยิ้มมาให้

"ช่วยเปลี่ยนเสื้อเป็นตัวนี้ให้หน่อยได้ไหมครับ" ผมยื่นเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโตไปตรงหน้า

"หืม มีอะไรหรือเปล่า"

"ห้ามถามครับ" ผมส่งน้ำเสียงดุๆออกไป


อีกฝ่ายรับเสื้อไปอย่างงงๆเเต่ก็ยอมถอดเปลี่ยนอย่างง่ายดาย เเต่เดี๋ยวครับ! พี่จะเล่นถอดเสื้อกลางบ้านเเบบนี้ไม่ได้ ผมรีบหันหน้าหนีทันที ต่อให้เห็นบ่อยเเค่ไหนก็ไม่ชินสักที ใจมันเต้นตึกตักรู้สึกร่างกายมันจะกระตุก


"ยังไม่เลิกเขินอีกเหรอ กลางคืนพี่ก็ถอดเเทบจะทุกคืน"

"พี่ภู!" ผมส่งเสียงดุอีกคนออกไป เเต่มีเหรอครับที่นายภูผาจะกลัว ยืนยิ้มเเววตาเป็นประกายมองมาทางผมจนดูน่าหมั่นไส้

เพี๊ยะ!

"โอ๊ย ตีพี่ทำไมครับ"

"ผมตีเบาๆ พี่ภูผาไม่เจ็บหรอก ไม่ต้องเล่นใหญ่เลยนะ"

"ไม่สงสารสักนิดเหรอครับ"

"เปลี่ยนเสื้อเสร็จก็นั่งลงเลยครับ เดี๋ยวผมมา"

ผมเลิกให้ความสนใจกับคนที่กำลังงอเเง รีบวิ่งไปยังห้องนอนเพื่อหยิบของบางอย่างออกมา

"หืม อะไรครับ พี่บอกเเล้วไงว่าไม่ต้องซื้ออะไรให้ เเค่มีเราอยู่ด้วยก็เป็นของขวัญที่ดีที่สุดของพี่เเล้ว" พี่ภูผาดึงผมให้ลงไปนั่งบนตักตัวเองทันทีที่พูดจบ

"คือผมไม่ได้ซื้อครับ ไม่สิจะบอกว่าไม่ซื้อก็ไม่ได้ คือผมซื้อครับเเต่เมื่อนานมาเเล้ว" ผมส่งยิ้มน้อยๆไปให้อีกคน

"ยังไงเหรอครับ" อีกฝ่ายว่าพร้อมกับยื่นมือมาปัดผมเบาๆให้เข้าทรง

"ของพวกนี้" ผมพูดพร้อมกับเปิดฝากล่องออก "เป็นของที่ผมซื้อไว้ตั้งเเต่สมัย ม.ต้นเเล้วครับ ทุกๆปีในวันวาเลนไทน์จะมีพวกร้านขายของมาตั้งหน้าโรงเรียน ทุกอย่างมันดูสีชมพู สีเเดงไปซะหมด บรรยากาศภายในโรงเรียนก็ครึกครื้นเเละคึกคัก บางคนได้เป็นเเฟนกัน บางคนก็อกหักในวันนี้ เเละมันก็เป็นวันที่ดีในการบอกชอบใครสักคน" ผมเงยหน้าจากกล่องมามองคนตรงหน้า ใบหน้าของผมมีรอยยิ้มเเต้มอยู่ตลอดเวลา

"ของชิ้นเเรกที่ผมซื้อคือดอกกุหลาบดอกนี้ครับ" ผมหยิบดอกกุหลาบปลอมสีขาวขึ้นมา "ตอนที่ผมซื้อขนมถามผมว่าจะซื้อไปทำไม ผมเลยบอกจะซื้อไปให้คนที่แอบชอบ ขนมตกใจจนตาโตเลยครับ รีบวางดอกไม้ที่ตัวเองเลือกอยู่หันมาคาดคั้นเอาคำตอบกับผมยกใหญ่" ผมหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

"เเล้วตอนนั้นเราตอบขนมไปว่าไงครับ" ดวงตาที่อ่อนโยนที่ผมมักจะได้รับเสมอส่งมาให้ผมอีกครั้ง

"ผมตอบขนมไปว่า ก็อยากซื้อถือเท่ๆเเบบคนอื่นเขาบ้าง เผื่อเดินไปเจอคนที่ถูกใจจะได้ยื่นให้เลย เเต่ตลอดทั้งวันจนกลับบ้านดอกกุหลาบดอกนั้นก็ยังคงอยู่ในมือผมตลอด ผมจึงตัดสินใจเก็บมันไว้เพื่อที่สักวันผมจะสามารถมอบมันให้กับคนที่ควรจะได้คนที่ควรจะเป็นเจ้าของมัน ดังนั้นเเล้ว พี่ภูผาครับ ดอกกุหลาบที่ผมซื้อดอกเเรกในวันวาเลนไทน์ ผมให้พี่ภูผาครับ " ผมยื่นดอกกุหลาบให้พี่ภูผา

"ขอบคุณครับ" อีกคนยื่นมืออกมารับพร้อมกับเอ่ยของคุณ เเถมจูบตรงขมับผมอีกหนึ่งที

"ในที่สุดก็หาเจ้าของเจอเเล้วนะ" ผมหันไปพูดกับดอกกุหลาบ


จากนั้นผมก็หยิบของขวัญออกมาอีกห้าหกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด การ์ดทำมือ พวงกุญเเจคู่ตุ๊กตาหมีตัวเล็กๆ ล้วนเเล้วเเต่เป็นของที่ผมซื้อในวันวาเลนไทน์ทั้งนั้น จนมาถึงอีกอย่างที่ผมอยากจะทำมันมาตลอดเเต่ไม่มีโอกาสสักที


"พี่ภูผาครับ คือว่า ผมขอเขียนอะไรลงบนเสื้อพี่ภูผาหน่อยได้ไหมครับ" ผมพูดพร้อมกับเขย่าปากกาที่อยู่ในมือ

"เขียนเสื้อ?"

"ครับ ได้ไหมครับ"

"ได้อยู่เเล้ว"

เมื่อได้รับคำอนุญาต ผมจึงรีบลุกออกจากตักของพี่ภูผา ก่อนจะบอกให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน

"พี่ภูผารู้ไหมครับ" ผมพูดในขณะที่กำลังเขียนเสื้ออีกคน "ที่โรงเรียนผมจะมีการเขียนเสื้อในวันวาเลนไทน์ด้วยนะครับ ผมอยากจะเขียนให้ใครสักคนนึงมาตลอด เเต่ก็ไม่เคยเจอคนนั้นสักที เเต่วันนี้ผมเจอเเล้ว ดังนั้นผมขอเขียนสิ่งที่อยากเขียนตลอดมาลงไปนะครับ"

ผมใช้เวลาเขียนไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย เมื่อเห็นผลงานตัวเองก็ได้เเต่ยิ้มกว้าง

'สีเทียนรักภูผานะ'

'แอบหลงรักมาตลอด'

'ถ้าคิดเหมือนกัน......'

'โทรฯมานะ 099-xxx-xxxx'

นี่คือสิ่งที่ผมเขียนลงไปบนเสื้อของพี่ภูผา

ในทุกๆปีผมจะได้เเต่มองเสื้อของคนอื่นที่เต็มไปด้วยคำบอกชอบ คำสารภาพรัก คนนู่นเขียนให้คนนั้น คนนั้นเขียนให้คนนี้ ผมก้อยากเขียนให้ใครมาตลอดเเต่ผมก็ไม่เคยเจอใครที่ทำให้ผมรู้สึกอยากไปฝากคำสารภาพรักของตัวเองสักที ก็ได้เเต่คิดว่าสักวันคงจะเจอเองเเหละ ถ้าเจอจะไม่ปล่อยผ่านเเน่ๆ


ส่วนถ้าใครสงสัยว่าเเละผมไม่ได้รับของขวัญบ้างเหรอ เเล้วเสื้อละไม่มีคนอยากเขียนบ้างเหรอ ผมจะพูดเเค่สองพยางค์เเล้วทุกคนจะเข้าใจครับ 'ภาพเขียน' จบนะครับ



"ส่วนนี้คือสิ่งสุดท้ายสำหรับของขวัญในวันนี้ครับ" ผมหยิบสติกเกอร์รูปหัวใจที่มักจะขายอยู่หน้าโรงเรียนขึ้นมาให้อีกฝ่ายดู สิ่งนี้ก็เป็นอีกอย่างที่ได้รับควมนิยมไม่เเพ้กัน ผมเเอบซื้อมาแผ่นนึงเเต่จนเเล้วจนรอดก็ไม่ได้ติดให้ใครสักที

"สติกเกอร์อันนี้เปรียบเสมือนหัวใจของผม มันมีทั้งหมดร้อยดวง" ผมดึงมันออกมาหนึ่งดวง ก่อนจะเดินไปเเปะมันลงบนเสื้อของพี่ภูผาตำเเหน่งเดียวกับหัวใจของอีกคน ก่อนจะค่อยๆจูบลงไปเบาๆหนึ่งที "วันนี้ผมขอฝากหัวใจของผมด้วยนะครับ เเละมันก็เหลืออีก 99 ดวง พี่ภูผาครับ หัวใจของผมทั้งหมดมีไว้เพื่อนายภูผา ชลอนันตร์เท่านั้น ดังนั้นเเล้ว พี่ภูผาอยู่ให้ผมมอบหัวใจให้พี่ภูผาในวันวาเลนไทน์ทุกๆปีได้ไหมครับ"

สิ้นเสียงของผม ตัวของผมก็ถูกใครอีกคนรวบไปกอดทันที

"ต่อให้เราไม่ให้อยู่พี่ก็จะอยู่ เเล้วก็หัวใจทั้งหมดนั้นเป็นของพี่คนเดียว พี่จะมาทวงมันทุกๆปีในวันวาเลนไทน์ ห้ามมันหายไปไหนเเม้เเต่ดวงเดียวเข้าใจไหมครับ เพราะหัวใจของสีเทียนเป็นของพี่ทั้งหมด ของพี่เเค่คนเดียว"

"ครับ ใจของสีเทียนเป็นของภูผาเพียงคนเดียวครับ อื้อ" สิ้นเสียงของผม พี่ภูผาก้มลงมาฉกชิมความหวานจากปากผมไปโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว ผมตกใจเพียงไม่นานก็โอนอ่อนให้กับความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้จนเเทบหมดลมหายใจ

"พอก่อนครับ เดี๋ยวมันจะไม่จบเพียงเเค่จูบ" พี่ภูผาพูดทั้งที่ริมฝีปากของตัวเองยังคงคลอเคลียอยู่ที่บริเวณริมฝีปากของผม "พี่มีเรื่องต้องทำ เรารอบเเป๊บนึงนะครับ"

"พี่ภูผาชอบของขวัญที่ผมให้ไหมครับ"

"ชอบครับ ชอบมาก ขอบคุณนะครับ รอพี่ตรงนี้แป๊บนะ"

ผมพยักหน้าอย่างงง มองอีกคนเดินหายเข้าไปในห้อง เเละไม่นานโทรศัพท์ของผมก็ส่งเสียงดังขึ้น

เมื่อเห็นรายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอก็ทำให้ผมยิ้มกว้างขึ้นมาทัน

'ภูผาของสีเทียน'

"สวัสดีครับ"

("ใช่เบอร์ของสีเทียนหรือเปล่าครับ")

"ใช่ครับ ไม่ทราบว่าใครโทรฯมาครับ"

("ภูผาเองครับ เห็นข้อความที่เขียนไว้บนเสื้อเเล้ว เลยอยากจะโทรฯมาบอกว่า ภูผาก็รักสีเทียนนะ")

"พี่ภูเล่นอะไรครับเนีย" ผมถามอีกคนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู

("พี่บอกรักเราเเล้ว เราไม่คิดจะบอกพี่หน่อยเหรอครับ")

"งอเเงเหรอครับ ผมก็บอกไปบนเสื้อเเล้วไงครับ"

("สีเทียนครับ")   ทำเสียงอ้อนอีกเเล้ว

"สีเทียนรักภูผานะ ขอบคุณนะที่โทรฯกลับมา ขอบคุณที่รักผม ขอบคุณนะครับคุณภูผา ชลอนันตร์"

("สีเทียนครับ เราจะยอมเดินเข้ามาในห้องเองหรือให้พี่ออกไปอุ้มครับ")

"พี่ภู๊" ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงหลง

("พี่จะนับ หนึ่งถึงสาม")

("หนึ่ง")

("สอง")

"โอเคครับเดี๋ยวผมเดินเข้าไปเอง

 เมื่อผมพูดจบประโยคอีกฝ่ายก็วางสายผมทันที ผมสูดลมหายใจเรียกขวัญเเละกำลังใจให้ตัวเอง ก่อนจะค่อยๆเดินไปยังห้องนอนของเราสองคนที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคืนนี้ผมคงแทบจะไม่ได้นอนอีกเช่นเคย......



สวัสดีวันวาเลนไทน์ครับ



--------------------------------------------------------------------

สวัสดีวันวาเลนไทน์นะคะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #42 เมื่อ15-02-2021 00:10:13 »

 :pig4:
 :L1:

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตอนที่ 14 สิ่งที่กลัวของคนโดนชอบ

***เมื่อวานลงตอนที่13 กับตอนพิเศษ 2 ตอนนะคะ เผื่อใครยังไม่ได้อ่าน***



ภูผา พาร์ท

ป๊อก! ป๊อก! ป๊อก!

เสียงของค้อนที่กระทบกับตะปูและเเผ่นไม้ ดังขึ้นเป็นจังหวะสลับสับเปลี่ยนไปตามจังหวะการเคาะของเเต่ละคน เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำงานค่าย ซึ่งตลอดหลายวันที่ผ่านมาทุกอย่างถือว่าดำเนินการเสร็จไปกว่า 90% เเล้ว พรุ่งนี้ก็ถึงเวลาบอกลาสถานที่เเห่งนี้เเล้ว เวลานี้ทุกคนจึงเร่งมือร่วมด้วยช่วยกันทำในส่วนที่เหลือเพื่อให้งานเสร็จทันเวลา จากที่ผมสังเกตดูเเล้ว อีกไม่นานทุกอย่างก็คงเสร็จเรียบร้อย เพราะเหลือเเค่เก็บรายละเอียดงานอีกนิดๆหน่อยๆเท่านั้น


"วู้! เสร็จสักที" ไอ้ธูปที่ใช้ค้อนตอกตะปูลงบนเเผ่นไม้เเผ่นสุดท้ายพูดขึ้น "ทำไมตอนบ่ายมันร้อนอย่างนี้วะ เเม่งเอ้ย" ปากก็บ่นไปส่วนมือข้างที่ว่างก็ยกขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากที่กำลังจะไหลเข้าสู่ดวงตา


อากาศเวลาบ่ายๆเเบบนี้ร้อนมากเเบบที่ไอ้ธูปบ่นเลยครับ ซึ่งเเตกต่างกับตอนกลางคืนที่หนาวจนตัวสั่น ถ้าจะถามว่าตอนนี้ร้อนขนาดไหนก็คงร้อนมากพอที่จะทำให้เสื้อของพวกเราเปียกชุ่มจนดูเหมือนว่าเพิ่งไปโดดลงคลองมา ทั้งที่จริงๆเเล้วมันเป็นเหงื่อทั้งนั้น


"มึงบ่นเก่งจังว่ะ" เสียงไอ้วาที่ยืนรอส่งแผ่นไม้กับตะปูให้ไอ้ธูปอยู่พูดขึ้น

"เออจริง อายุยี่สิบต้นๆบ่นขนาดนี้ถ้าอายุสี่สิบปลายๆมึงจะบ่นขนาดไหนเนีย" เสียงไอ้โก้ที่ยืนหลบเเดดยืนโม้อยู่ข้างๆถังน้ำตะโกนมาร่วมสมทบด้วย "มึงดูไอ้ภูเป็นตัวอย่างบ้าง มันก็ร้อนอยู่ข้างๆมึงอ่ะ ไม่เห็นจะเเหกปากบ่นตลอดเวลาเเบบมึงเลย"

"มึงก็พูดได้ดิไอ้เหี้ยโก้ ตัวเองหลบอยู่เเต่ในร่ม ลองมาปีนบันไดตอกหลังคาซุ้มเเบบกูบ้างไหม" ไอ้ธูปตะโกนด่ากลับไอ้โก้ ก่อนจะตวัดสายตามามองทางผม "ส่วนไอ้ภูมันจะบ่นได้ไง ตรงนี้มันทำเลดี มองเห็นชัดเจนขนาดนี้ ร้อนจนไหม้มันก็ไม่บ่นหรอก"


ผมส่ายหน้าให้กับคำพูดของไอ้ธูป ไอ้นี้ก็พูดซะเว่อร์เลย ผมก็ร้อนเป็นนะครับ เเต่เเค่ไม่รู้จะบ่นทำไมให้มันเหนื่อยเพิ่มขึ้น เลยเลือกที่จะทำงานไปเงียบๆให้เสร็จเร็วๆดีกว่า ตอนนี้ผมกับไอ้ธูปและน้องปีหนึ่งหลายๆคน กำลังช่วยกันซ่อมเเซมซุ้มไม้เก่าๆที่หลังคาไม้หลุดบ้าง เป็นรูบ้าง ให้มีสภาพสามารถใช้งานได้ดีกว่าเดิม อย่างๆน้อยเวลาฝนตกก็ทำให้สามารถหลบฝนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าฝนจะรั่วหล่นลงใส่หัว ไม่ต้องกลัวว่าเเดดจะส่งลงมาตรงรูช่องว่างจนร้อน


ถึงเเม้ว่าพวกผมจะไม่ใช่มืออาชีพ เเต่ทั้งหมดที่ทำเราก็ทุ่มเเรงกาย เเรงใจลงไปเต็มที่เพื่อให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้


ผมจัดการตอกตะปูลงบนเเผ่นไม้เป็นครั้งสุดท้าย ตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจในผลงานของตัวเอง


"ส่งค้อนมาเลย" ผมก้มลงมองตามเสียง ก็เจอกับไอ้วาที่กำลังยื่นมือมารอรับค้อนจากผมไป ผมยื่นค้อนส่งให้วา ส่วนตัวเองก็ยังคงยืนอยู่บนบันไดเช่นเดิม


ผมวาดสายตามองไกลๆไปยังอาคารเรียนเล็กๆอาคารหนึ่งที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ในตอนเเรกที่พวกผมมาถึง สภาพของตัวอาคารค่อนข้างที่จะเก่าเเละทรุดโทรม คุณครูใหญ่บอกว่าพยายามทำเรื่องของบประมาณเเล้วเเต่ก็ล่าช้า บางปีก็โดนปัดตกหรือปฏิเสธมา ถึงจะได้งบมาก็เป็นเพียงงบอันน้อยนิด อาจจะเพราะเป็นโรงเรียนเล็กๆที่อยู่ห่างไกลความเจริญด้วยส่วนนึง ที่ทำให้พวกผู้ใหญ่ที่มีอำนาจมองผ่านไปและไม่ให้ความสำคัญ โดยอาจจะไม่ได้คำนึงถึง ว่าเเม้จะเป็นโรงเรียนเล็กๆที่ห่างไกลความเจริญเเต่ก็ยังมีพวกเด็กเล็กๆที่ต่อไปจะกลายเป็นอนาคตของชาติ ต้องการจะเรียนหนังสือเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เเละเป็นสิทธิพื้นฐานที่พวกเขาควรจะได้รับ เเต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกคนในหมู่บ้านจะนิ่งดูดาย บางครั้งพวกเขาก็รวบรวมเงินไปซื้อของมาช่วยซ่อมเเซมโรงเรียน เเต่เงินที่รวบรวมได้นั้นก็ไม่ได้มากมายอะไร บางครั้งครูใหญ่ก็สละเงินเดือนของตัวเองบางเดือนมาใช้ในส่วนต่างๆของโรงเรียน เเละตอนนี้ผมเองก็รู้สึกดีมากๆที่พวกเราชาวค่ายได้มีโอกาสมาบำรุง ซ่อมเเซม โรงเรียนเเห่งนี้ให้ดีขึ้นกว่าเก่า ผมหวังว่าเด็กๆจะชอบเเละดีใจกับการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนในครั้งนี้


ผมพุ่งสายตามองตรงไปยังบริเวณบันไดทางขึ้นอาคารเรียนที่ตอนนี้มีเด็กผู้ชายคนนึงที่หน้าตาน่ารักๆ เเก้มป่องๆกำลังนั่งคุยกับน้องๆเเละเพื่อนสนิทที่ชื่อขนมด้วยใบหน้าที่หลากหลายอารมณ์ เเต่ส่วนมากจะเห็นว่าน้องจะเป็นผู้ฟังซะมากกว่า เพราะจากท่าทางเเล้วเหมือนว่าขนมจะผูกขาดการพูดอยู่คนเดียว ว่าเเต่คุยอะไรกันนะ เจ้าเด็กขี้เขินของผมถึงได้ยิ้มกว้างซะขนาดนั้น


'ชอบ ผมชอบพี่ภูผามากจริงๆนะครับ'


จู่ๆประโยคที่น้องพูดกับผมเมื่อสองคืนก่อนก็วิ่งเเล่นเข้ามาในหัวผมเสียดื้อๆ และมันทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผมได้เเต่ส่ายหัวให้กับความบ้าบอของตัวเองที่พอคิดถึงประโยคนี้ทีไรพาลให้ปากมันห้ามไม่ให้ยิ้มไม่ได้จริงๆ


น้องคงคิดว่าตลอดหลายคืนที่ผ่านมาผมคงหลับสนิทไปแล้ว เลยคิดทำการใหญ่โดยการที่ตัวเองจะรอให้ผมหลับก่อน เมื่อตัวเองเเน่ใจว่าผมหลับเเล้ว ก็ค่อยๆขยับเข้ามาหาผมทีละนิด ทีละนิด สุดท้ายก็ขยับมาซบที่อกของผม วาดมือมากอดผมไว้ จากนั้นตัวเองก็หลับไปอย่างง่ายดาย พอตื่นเช้ามาน้องก็จะทำหน้ามึนๆโดยอ้างเหตุผลเดิมๆว่า ตัวเองเคยชินเเละคิดว่าผมเป็นขนม ดูเหตุผลของเจ้าตัวสิ มันน่าบีบปาก เเล้วจับจูบเสียจริงๆ โทษฐานที่ทำตัวน่ารักเกินไปจนความอดทนของผมเริ่มจะหมดลงทุกวัน ผมจึงได้เเต่หักห้ามใจโดยการเบี่ยงมือจากปากไปขยี้ผมน้องแทน หมั่นเขี้ยวจังโว้ยยยยยยย!


ผมกล้าพูดได้ตรงนี้เลยว่า การมาค่ายในครั้งนี้ของผมมันโครตดี อยากจะไปขอบคุณไอ้โก้กับไอ้วาจริงๆที่มันช่วยกันล็อคหมายเลขเต้นท์ไว้ให้ผม มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะล็อคหมายเลขเเต่มันก็ไม่ได้อยากเกินความสามารถของผมหรอกครับ สำหรับน้องอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เเต่ก็นะ ความบังเอิญมันไม่เกิดขึ้นง่ายๆหรอก บางครั้งก็ต้องมีตัวชี้นำกันบ้าง ทำไงได้ผมก็อยากใกล้ชิดกับน้อง เเละผมขอสารภาพอย่างคนบาปเลยครับว่าผมก็คิดการใหญ่ในการจะตีเนียนนอนกอดน้องเหมือนกัน เเต่ถึงจะผิดเเผนไปหน่อยเเต่เเบบนี้ก็รู้สึกดีมากๆเหมือนกันครับ


ผมมองน้องต่ออีกแป็บนึง เมื่อเห็นว่าน้องๆปีหนึ่งลุกออกไปเเล้ว เหลือเเค่ขนมกับน้องที่นั่งอยู่ตรงนั้น ผมจึงคิดว่าจะลงจากตรงนี้เเละเดินไปหาน้องซะหน่อยรู้สึกทำงานหนัก อยากได้กำลังใจชะมัด ผมก้าวขาลงจากบันไดทีละขั้น เเต่ในขณะที่กำลังไต่ลงจนจะถึงขั้นสุดท้าย สายตาของผมก็ดันไปสะดุดกับใครบางคนที่กำลังเดินตรงไปยังบริเวณที่น้องนั่งอยู่


ไอ้พี่เท็น


ความไม่พอใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าของผม ผมลงจากบันไดมายืนอยู่ข้างๆเเทน มือกอดอกของตัวเองใช้ลิ้นดันกระพุ้งเเก้ม คิ้วก็ขมวดเข้าหน้ากันเเน่น สายตายังพุ่งตรงไปยังบันไดอาคารเรียนที่ตอนนี้มีไอ้พี่เท็นยืนคุยบางอย่างกับน้องอยู่


"กูคิดว่าจะนอนบนบันไดซะเเล้วคืนนี้" ไอ้ธูปที่ไม่รู้ว่ามาจากทางไหนพูดขึ้น

"อืม"

"เป็นไรวะ"

"นู่น" ผมพยักหน้าไปทางสีเทียน ไอ้ธูปหันหน้ามองตามการชี้นำของผม

"ไอ้พี่เท็นนี่มันยังไง"

"ยังไง?"

"กูว่าพี่มันต้องสนใจน้องเทียนเเน่ๆ"


ผมตวัดสายตามองไอ้ธูปทันทีที่ได้ยินประโยคที่ชวนให้เคืองหู


"ไอ้สัส อย่ามองอย่างนั้นดิ กูก็พูดไปตามเนื้อผ้า"

"ผ้ามึงคงมีเเต่รู พูดจาไม่เข้าหูชิบหาย"

"เเต่กูเห็นนะว่าพี่มันชอบมองน้องเทียนบ่อย"


ยิ่งได้ยินคำพูดไอ้ธูปคิ้วผมยิ่งขมวดเข้าหากันมากกว่าเก่า


"ใช่! กูก็เห็น"

"ไอ้เชี่ยวา กูตกใจหมด"

"หน้าตาอย่างมึงนะไอ้ธูป ไม่น่าขวัญอ่อน" เมื่อจบประโยคของไอ้วา ไอ้ธูปก็จัดการส่งนิ้วกลางให้ไอ้วาทันที เเต่ไอ้วาก็ไม่ได้สนใจ เลือกที่เบะปากใส่ไอ้ธูปเเล้วหันมาคุยกับผมต่อ "กูว่าไอ้พี่เท็นอ่ะมันตั้งใจจะจีบน้องเทียนเเน่ๆ"

"มึงรู้ได้ไง" ผมหันหน้ามาถามไอ้วาอย่างเอาคำตอบ

"เดาจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น คืองี้ไอ้โก้อ่ะมันไปชวนไอ้พี่เท็นไปค่าย เเต่พี่มันปฏิเสธหนักเเน่นเลยว่าไม่ว่างไปไม่ได้ เเต่พอตกเย็นวันถัดมา พี่มันก็มาถามไอ้โก้ว่าน้องเทียนไปด้วยเหรอ พอไอ้โก้บอกว่าไปด้วย ไอ้พี่เท็นก็ลงชื่อไปค่ายด้วยทันที สีหน้านี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะมึงตอนเซ็นชื่อ กูเห็นกับตา"


เมื่อฟังคำบอกเล่าของไอ้วาจบ ผมยังคงยืนนิ่งใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง ไม่ได้ตอบกลับอะไรเพื่อนไป


"ทำหน้าอย่างนี้คืออะไร ถ้าไม่เชื่อมึงไปถามไอ้โก้ได้เลย กูพูดเรื่องจริง"

"จริง! กูยืนยันเลย"

"เชี่ย!" "ไอ้สัสโก้!"

"ตกใจเกินไปนะพวกมึง"

"มึงมาจากรูไหนของมึงเนีย"  ผมก็สงสัยเหมือนที่ไอ้ธูปสงสัยเลย มันมาจากรูไหนของมัน

"เออ ช่างกูเถอะ กูบอกไว้เลยนะไอ้ภู ไอ้พี่เท็นไม่ธรรมดา เล็งใครไว้เเม่งต้องได้และตอนนี้ไอ้อุปกรณ์เครื่องเขียนคือคนที่มันหมายตาหมายใจอยู่เเน่ๆ ญาณพิเศษกูบอกมา"


ยิ่งฟังผมยิ่งหงุดหงิด ส่วนพวกเพื่อนเวรไม่ช่วยอะไรเเถมพาเครียดยิ่งกว่าเดิม


"ไอ้พี่เท็น!"

"เชี่ย" "เฮ้ย" "เดือนสิบ!

"พวกพี่ตกใจอะไรกันเนีย"

"กูตกใจจนเหนื่อยมากวันนี้" ไอธูปยกมือขึ้นจับหน้าอกตัวเอง

"งี้เเหละมึง เวลานินทาคนอื่นเราจะตกใจง่ายเป็นพิเศษ" ไอ้วายื่นมือไปตบบ่าไอ้ธูปเบา

"ไอ้เด็กเวรนี้ก็มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง" ไอ้โก้ยกมือขึ้นผลักหัวตุลาเบาๆหนึ่งที

"อะไรของพวกกพี่เนีย" ตุลายกมือลูบหัวตัวเองเบา จากนั้นก็พุ่งสายตาไปยังทางเดียวกับผม สีหน้าของตุลาออกอาการหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด "ไอ้พี่เท็นเเม่ง!" น้องมันพูดอย่างหงุดหงิดก่อนจะก้าวขาออกไป เเต่ยังเดินไม่ถึงก้าวก็โดนไอ้โก้จับเเขนไว้

"มีไรพี่โก้"

"มึงจะไปไหน"

"ไปลากไอ้สีออกมาไง"

"ทำไมต้องไปลากออก"

"ก็ไอ้พี่เท็น มันจ้องจะงาบเพื่อนผมอยู่อ่ะ" ตุลาว่า ก่อนจะตวัดสายตามามองทางผม "จะทำไรก็ทำเถอะพี่ภู ไอ้พี่เท็นดูท่าเเล้วใช่เล่น วันก่อนในห้องสมุดก็ทีนึงละ"

"ในห้องสมุดมันทำไม" ผมถามตุลาออกไปด้วยเสียงนิ่งๆ เเละบ่งบอกว่ผมต้องการคำตอบ

"ก็ไอ้สีมันจะหยิบหนังสือ เเต่หยิบไม่ถึง ผมมาเห็นพอดีก็ตอนที่ไอ้พี่เท็นซ้อนหลังไอ้สี เเล้วเอื้อมมือหยิบหนังสือให้ เเละส่งสายตาเเพรวพราวอย่างกับจะจับเพื่อนผมกินยังไงยังงั้น"

"สัส" ความหงุดหงิดของผมตอนนี้พุ่งทะยานเต็มปรอทไปเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว

"หึงหรอ"

"หวงอ่ะดิ"

"เออ!" ผมกระเเทกเสียงตอบไอ้ธูปกับไอ้วาด้วยความหงุดหงิด


"พี่ภูชอบพี่สีเทียนจริงๆด้วย"

ผมกับพวกเพื่อนๆมองไปตามเสียงที่ดังอยู่ข้างๆอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็เจอกับเจ้าเด็กเมฆ ที่เป็นสายรหัสของไอ้ธูปกับตุลา ยืนกอดอก ยกยิ้มข้างเดียวอย่างผู้ชนะ  ว่าเเต่มันจะยืนทำท่าโชว์เหนือเหมือนผู้ชนะทำไมวะ

"มึงมายังไงอีกเนีย กูเริ่มกลัวเเล้วนะ เราเเยกย้ายกันไหม กูว่าเดียวคงโผล่มาทีล่ะคนจนครบหมดทั้งค่ายอ่ะ"

"ว่าเเต่มึงไม่ตกใจเเล้วหรอไอ้ธูปรอบนี้"

"กูตกใจจนหายตกใจละ ให้กูพักบ้างเถอะเพื่อนโก้"

"พี่เท็นเขาโดนคัตเตอร์บาดเพราะตัดกระดาษพลาดครับ" จู่ๆไอ้เด็กเมฆก็พูดออกมาเเบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

"โง่ชิบหาย ไม่ระวัง ภาระ"

"มึงไม่ได้เกลียดเขาส่วนตัวใช่ไหมวะไอ้ภู" ผมเกลียดสีหน้าท่าทางที่กวนตีนของไอ้วาตอนนี้ชิบหาย ถีบมันสักทีดีไหม

"พี่มันโดนคัตเตอร์บาดเเล้วมันยังไงวะ ไอ้สีเกี่ยวไรด้วย" ขอบคุณมากตุลาที่ถามคำถามเเทนใจ

"ก็ไม่รู้สิครับ เเต่เห็นพี่เท็นบอกว่า มีเรื่องให้คุยกับใครบางคนโดยที่เขาไม่ระเเวงเเล้ว จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกไป ตอนเเรกผมก็ไม่รู้ว่าพี่เขาหมายถึงใคร เเต่ตอนนี้ผมรู้เเล้วครับ"

"แม่ง! มันตั้งใจพลาดหรือเปล่าวะ น่าจะตัดพลาดให้นิ้วขาดไปสักนิ้วสองนิ้ว"

"เพื่อนมึงเป็นเอามากนะไอ้วา"

"มันก็เพื่อนมึงนะไอ้โก้"

"บ้า กูอ่ะเพื่อนผ่านๆ"



"ไอ้เชี่ย! พี่มันยื่นมือออกไปให้น้องดูด้วย สีหน้าน้องก็ดูกังวลนิดๆนะ"

"ไอ้สีมันขี้สงสารพี่"

"ยังดีที่มีขนมอยู่ตรงนั้นด้วย"


"พวกมึงใครมีคัตเตอร์บ้าง เอามาให้กูหน่อย"

"มึงจะเอาไปทำอะไรวะ" ไอ้โก้หันมาถามผม ก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง

"เอามากรีดนิ้วของตัวเอง" เมื่อผมตอบคำถามมือของไอ้โก้ที่กำลังส่งคัตเตอร์มาให้ก็ชักกลับไป เอาคัตเตอร์ใส่ในกระเป๋าดั่งเดิมทันที

"ไอ้สัสภู จะหึง หวง โหด อะไร ก็ให้มันมีสติหน่อย มึงจะทำร้ายตัวเองเพื่อไปเรียกร้องความสนใจจากน้องไม่ได้ อย่าเอาเเต่ใจตัวเอง จนเล่นกับความรู้สึกเป็นห่วงของน้องเขาสิว่ะ" ไอ้ธูปหันมาด่าผมด้วยสีหน้าจริงจัง

"เออ โทษที กูหงุดหงิดมากไปหน่อย ขอบใจที่เตือน"


ปึก!

"โอ๊ย! " ไม่ต้องถามหาว่าเสียงนั้นเป็นของใคร เสียงร้องนั้นมาจากผมเองครับ ผมยกมือขึ้นจับหน้าผากตัวเองทันทีเมื่อรับรู้ถึงความเจ็บเเละความเเสบที่เกิดขึ้น

"น่านนนน!  สมใจอยากไหมละมึง ได้เเผลของจริง" ไอ้ธูปส่ายหน้า พร้อมกับทำสีหน้าเอือมระอาใส่ผม

"เดินโง่ชิบหาย"

ผมตวัดสายตามองเเรงไปให้ไอ้วา ผมไม่ได้เดินโง่นะครับ เเค่ระดับของเหลี่ยมซุ้มมันตรงกับหน้าผากของผมพอดี ปกติผมจะก้มนิดหน่อย เเต่เมื่อกี้เผลอตัวไปหน่อย จึงชนเข้ากับมันเต็มๆเเรง


"พี่ภูผาครับ!" เสียงเรียกและเสียงหอบที่ดังอยู่ใกล้ๆ ทำให้ผมรีบหันหน้าไปยังที่มาของเสียงทันที เเละก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นสีเทียนมายืนหอบอยู่ตรงหน้าผม

"เรามาได้ไง"

"วิ่งมาครับ" เอิ่ม อันนี้คือน้องไม่ได้กวนตีนผมอยู่ใช่ไหม

"ไอ้สี ไอ้เพื่อนเหี้ย เห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน" ขนมด่าเพื่อนของตัวเองทันทีที่เจ้าตัววิ่งมาทันเพื่อนของตัวเอง

"เราขอโทษ"

น้องหันหน้าไปขอโทษขนม ก่อนจะหันมามองผม เเละสายตาของน้องตอนนี้จ้องไปยังบริเวณหน้าผากของผมด้วยสีกังวลจนปิดไม่มิด

น้องค่อยๆขยับตัวเดินมาหยุดอยู่ข้างหน้าผม โดยที่เรายืนห่างกันไม่ถึงหนึ่งก้าว น้องเขย่งตัวขึ้นนิดหน่อย จากน้องก็ยื่นมือมาสัมผัสบริเวณหน้าผากที่เจ็บเเสบของผมอย่างเเผ่วเบา

"เจ็บไหมครับ" น้องลดสายตามาสบตากับผม โดยที่สายตาของน้องเเฝงไปด้วยความเป็นห่วงอย่างเต็มเปี่ยม

"ไม่เจ็บครับ" ความเจ็บ ความหงุดหงิดที่ผมมีก่อนหน้านี้มันได้หายไปทันทีเหมือนกับว่าเรื่องราวความหงุดหงิดก่อนหน้าไม่เคยมีมาก่อน เพียงเเค่เห็นสายตาของความเป็นห่วงที่ถูกส่งมาเเละคำถามที่ถามว่า 'เจ็บไหมครับ'ของน้อง มันก็ช่วยเยียวยาผมได้จนหายเป็นปกติเเล้วครับ

"รีบวิ่งมาหาพี่เหรอ เหงื่อไหลเต็มเลย" ผมยื่นมือไปเช็ดเหงื่อน้องที่ไหลลงตามกรอบใบหน้าอย่างเเผ่วเบาเเละเหมือนน้องจะรู้สึกตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป เเก้มทั้งสองข้างที่ว่าเเดงอยู่เเล้วเพราะความร้อนยิ่งเเดงเข้าไปใหญ่ จนผมเผลออมยิ้มออกมา ยื่นมือไปขยี้ผมน้องเบาๆด้วยความหมั่นเขี้ยว เจ้าเด็กขี้เขินเอ้ย!

"คะ คือว่า"

"เป็นห่วงพี่เหรอครับ"

น้องก้มหน้ามองเท้าของตัวเอง พยักหน้าเเทนการพูด หูทั้งสองข้างขึ้นสีเเดงระเรื่อ

"แล้วเรารู้ได้ไงครับว่าพี่เดินชนจนเจ็บตัว"

"โอ๊ยพี่ภู จะไม่รู้ได้ไงก็ไอ้สีนะ เอาเเต่มองพี่แทบจะตลอดเวลา โอ๊ย!" เสียงร้องของขนมเกิดจากการที่โดนเพื่อนสนิทหยิกเข้าบริเวณสะเอว "หยิกกูทำไมเนียสี"

"ขนมจะพูดทำไมเล่า!"

ผมยิ้มให้กับเหตุการณ์ตรงหน้า ก่อนจะเบี่ยงสายตาไปยังจุดที่น้องเดินมา ก็ยังเห็นว่าไอ้พี่เท็นยังคงยืนอยู่ที่เดิม เเละสายตาของพี่มันก็กำลังมองตรงมาทางนี้ หึ! ผมก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ เเค่รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าอยู่มาก มุมปากเลยกระตุกเหยียดยิ้มข้างเดียวไปให้อีกฝ่ายอย่างห้ามไม่ได้


หลังจากโดนน้องบังคับไปทายาและยืนอู้งานกันอยู่นานก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องเเยกย้ายกันไปดูเเลความเรียบร้อยตรงส่วนต่างๆให้เสร็จทันก่อนห้าโมงเย็น เพราะวันนี้หนึ่งทุ่มพวกเรารุ่นพี่ก็มีกิจกรรมนันทนาการเล็กๆน้อยๆไว้ให้น้องๆได้สนุกกันหลังจากที่ทำงานหนักหนามาตลอดหลายวัน


"ภู มาทำไรตรงนี้เนีย"

ผมที่กำลังยืนคุยกับกลุ่มน้องผู้ชายปีหนึ่งหันไปตามเสียงเรียกชื่อก็เจอกับเบลล์ที่เดินยิ้มกว้างมาเเต่ไกล

"มาดูว่าพวกน้องๆเรียบร้อยดีไหม"

"อ่อ ขยันจริงๆเลยนะเราเนีย"

ผมทำเพียงเเค่ยิ้มให้เบลล์นิดหน่อย จากนั้นก็หันกลับมาคุยกับพวกน้องๆต่อ เพราะเมื่อกี้ยังพูดค้างกันอยู่



"มันมีจริงเหรอวะมึงคนที่กลัวหมาขนาดนั้น"

"นั่นดิ กูว่าการเเสดงเเน่ๆ"

"เหมือนกับเรียกร้องความสนใจเลยเนอะหรือว่าพี่เขาจะอ่อยเมฆ"

"บ้า! ไม่หรอกมั้งมึง เเต่ก็ดูกระเเดะเกิ๊น"

"ฮ่าๆๆๆ"

เสียงหัวเราะของน้องๆผู้หญิงกลุ่มนึงกำลังจะเดินผ่านผมไป เเต่ผมสะดุดกับประโยคที่พูดถึงการกลัวหมาของใครบางคน ทำให้คิ้วของผมกระตุก

"เดี๋ยวก่อน" ผมส่งเสียงเรียกพวกเธอไว้

"คะ?" น้องผู้หญิงคนนึงในกลุ่มเป็นคนหันมาตอบผมด้วยสีหน้างงๆ "พี่ภูผามีอะไรหรือเปล่าคะ"

"เรื่องที่เราพูดเมื่อกี้"

"เรื่องไหนคะ"

"เกี่ยวกับหมา"

"อ่อ พี่สีเทียน"

ผมไม่รอฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น เท้ารีบวิ่งยาวๆไปตามทางที่คนพวกนั้นเดินมา ใจจริงผมอยากจะอยู่อบรมระบบความคิดของพวกเขาใหม่นะ เพียงเเต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลามากพอ เพราะใจของผมตอนนี้มันกระวนกระวายอยากเจอกับน้องให้เร็วที่สุด


ผมวิ่งมาหยุดอยู่ตรงจุดที่มีน้องหมาประมาณสี่ตัวที่กำลังส่ายหางเล่นอยู่กับเจ้าเด็กเมฆ โดยที่มีเบลล์วิ่งตามมาติดๆ ผมกวาดสายตามองไปยังรอบๆบริเวณเเต่ก็ไม่เจอกับคนที่ผมกำลังตามหา


"ภู"

"อิง" ผมค่อนข้างที่จะตกใจที่เจออิงอยู่ที่นี้เพราะตลอดสองสามวันมานี้ อิงทนความลำบากของการมาค่ายไม่ไหว เลยย้ายตัวเองไปนอนโรงเเรมเเทน เเละไม่ได้กลับขึ้นมาบนนี้อีกเลย  คิดว่าจะเจอกันพรุ่งนี้ซะอีก เพราะอิงนัดพวกเราไว้ว่าจะรอกลับพร้อมๆกัน เเล้วทำไมวันนี้ถึงยอมกลับขึ้นมาบนนี้ได้

"ภูมาหาอิงหรอคะ"

"เปล่า ผมมาหาสีเทียน"

"เหอะ!"

ผมส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจเมื่อเจอกับปฏิกิริยาของอิงฟ้า ก่อนจะเดินตรงยังเจ้าเด็กเมฆ

"สีเทียนไปไหน"

"วิ่งร้องไห้ไปทางนู่นครับ" เมฆชี้นิ้วยังไปทางเดินไปโรงครัว

"ร้องไห้?" ใจผมกระตุกวูบขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าน้องร้องไห้

"ก็เเค่หมาจะมาเล่นด้วย ไม่รู้จะกลัวอะไรนักหนา ดูก็รู้ว่าเรียกร้องความสนใจมากกว่า เหอะ! คงอยากมีความกลัวเเปลกๆติดตัวให้ตัวเองดูเด่นละมั้ง"

"อิง ทำไมว่าน้องสีเทียนเเบบนั้นละ น้องเขาอาจจะกลัวจริงๆก็ได้" เบลล์หันไปต่อว่าอิงฟ้า


ครั้นเมื่อได้ยินคำพูดที่พูดจาต่อว่าคนอื่นของอิงฟ้าในครั้งนี้มันทำให้ผมไม่สามารถปล่อยผ่านมันไปได้ ต่อให้คนคนนั้นไม่ใช่น้องเเต่อิงฟ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปต่อว่าหรือตัดสินคนอื่นเเบบนั้น


"อิง อิงจะเป็นยังไงเราไม่เคยเข้าไปยุ่ง เเต่ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งเเต่เด็กๆ ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะ เราขอพูดในฐานะเพื่อนคนนึงที่หวังดีหน่อยนะ ว่าความคิดของอิงโครตเเย่ ความกลัวไม่ใช่เรื่องตลก อิงไม่ผิดที่อิงไม่กลัว เเละคนอื่นก็ไม่ผิดที่เขาจะกลัว ต่อให้เรื่องที่เขากลัวมันจะดูบ้าบอที่สุดเท่าที่เคยเจอมา เเต่ถ้ามันคือความกลัวสำหรับคนที่กลัวเเล้ว มันคือสิ่งที่เลวร้ายมากๆสำหรับเขา ถ้าไม่รู้เรื่องราวที่เขาพบเจอมาก็อย่าไปตัดสินเขา หรือต่อให้รู้เรื่องราวเเล้วก็ไม่ควรไปล้อเล่นหรือแซะความกลัวของคนอื่นอีกเช่นกัน ใจเขาใจเราอะ อิงเคยสัมผัสเเละรู้จักกับมันบ้างหรือเปล่า"

ผมพูดเสร็จก็เดินออกมาจากตรงนั้นทันทีโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าเเต่ละคนจะมีสีหน้า ท่าทาง อย่างไร เพราะในใจผมตอนนี้คิดเเค่ว่าอยากเจอกับน้องให้เร็วที่สุด

ผมเดินตรงไปยังบริเวณหลังโรงครัว สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ก็เจอกับใครคนนึงที่กำลังนั่งพิงต้นไม้หันหน้าออกไปยังบ่อปลาที่ทางโรงเรียนขุดไว้เพื่อใช้เลี้ยงปลาไว้เป็นอาหาร เเละยังมีสวนผักสวนครัวใกล้ๆกันด้วย

ผมเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ เเละนั่งลงข้างๆกับน้อง น้องดูมีสีหน้าที่ตกใจพอสมควรที่หันมาเจอผม

"ไง"

"พี่ภูผา" น้องเรียกชื่อผมด้วยเสียงที่เเผ่วเบา

"เป็นอะไร" ผมถามน้องออกไปด้วยเสียงที่อ่อนโยน

"เปล่าครับ" น้องปฏิเสธ ส่ายหน้าเเรงๆ

"เป็นเด็กเป็นเล็กริอาจโกหกหรอ" ผมยื่นมือไปบีบจมูกน้องเบาๆ "เป็นอะไรบอกพี่ได้หรือเปล่าครับ" ถึงผมจะพอรู้มาบ้างว่าน้องเจอเหตุการณ์เเบบไหนมา เเต่ผมก็ยังอยากได้ยินจากปากของน้องเองมากกว่า

"เมื่อกี้โดนน้องหมามาล้อมครับ ผมกำลังจะเดินไปหาขนมเเต่เจอกับน้องหมาที่กำลังพักผ่อนกันอยู่ เมื่อเห็นผมเดินไปน้องหมาก็หันมาเเล้วชวนเพื่อนอีกสามตัวเดินมาทางผม ตอนนั้นบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลย อาการกลัวของผมก็กำเริบขึ้นมาอย่างหนักเพราะจำนวนของหมาเกือบเท่ากับตอนที่ผมโดนรุมกัด ผมเผลอร้องไห้ออกมาโดยไม่ตั้งใจ โชคดีที่เมฆมาช่วยไว้ จากนั้น ........." ผมปล่อยให้น้องได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยที่ตัวผมนั่งฟังอย่างเงียบๆ

"พี่ภูผาครับ" น้องเรียกชื่อผมอีกครั้ง

"ครับ"

"พี่ภูผาว่า ผมกระเเดะไหมครับ ผมเป็นผู้ชายเเต่ดันกลัวหมาตัวเล็กนิดเดียว มันดูทุเรสมากเลยใช่ไหมครับ" เเววตาเเละน้ำเสียงของน้องที่สื่อออกมา เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดีว่าเจ้าตัวรู้สึกเเย่กับสิ่งที่ตัวเองเผชิญอยู่ขนาดไหน

ผมส่งยิ้มให้กับคนตรงหน้า เอื้อมมือไปวางไว้บนศรีษะของน้อง "ไม่เลยครับ ต่อให้เรากลัวมดที่ตัวเล็กกว่าหมามันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยครับ เราห้ามคนอื่นหรืออธิบายให้ทุกคนเข้าใจไม่ได้หรอก เราก็รู้ใช่ไหม"

น้องพยักหน้าตอบรับ

"ดังนั้นเเล้วอย่าเก็บคำพูดเเย่ๆของคนที่โลกเเคบมาใส่ใจเลยนะ คนเรามีปากก็พูดกันไป ถ้าเก็บทุกคำพูดของทุกคนมาใส่ใจมีเเต่จะทำให้เรารู้สึกเเย่ยิ่งกว่าเดิม เเค่ต่อสู้กับความกลัวของตัวเองก็หนักมาเเล้วไม่ใช่เหรอ อย่าเอาคำพูดเเย่ๆมาเเบกเพิ่มอีกเลย ตัวก็เเค่เนี๊ยะ" ผมขยี้หัวน้องเบาๆ

และในที่สุดรอยยิ้มของน้องก็กลับมาอีกครั้ง ถึงเเม้จะเป็นรอยยิ้มที่ยังเเฝงความเศร้าอยู่บ้าง เเต่อย่างๆน้อยๆน้องก็ยิ้มได้นิดนึงเเล้ว

"แล้วพี่ภูผา มีเรื่องที่กลัวมากๆไหมครับ"

"สิ่งที่กลัวเหรอ"

"ครับ"

"อืมมมมมม......" ผมทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มออกมา " สิ่งที่พี่กลัวคือ เวลาที่รอยยิ้มบนใบหน้าของสีเทียนหายไปครับ"

ฮ่าๆๆๆ ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าผมจะกลับมาเป็นเจ้าเด็กขี้เขินโดยสมบูรณ์แบบเเล้ว เพราะตอนนี้นั้นเเก้มขาวๆของน้องเปลี่ยนเป็นสีเเดงจัดเป็นที่เรียบร้อยเเล้วครับ



ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มซึ่งผมได้มายืนทำหน้างงๆอยู่ตรงลานกว้างบริเวณหน้าเสาธง ที่ผมงงไม่ใช่อะไรครับ ไอ้พวกเพื่อนๆผมมันไปเตรียมการตกเเต่งสถานที่ ของกิน กันตอนไหน ตอนนี้สถานที่ประดับตกเเต่งไปด้วยของประดับหลากหลายชนิด มีอาหารวางตั้งเรียงกันอยู่ใกล้ๆ มีพวกขนม น้ำอัดลมเยอะเเยะเต็มไปหมด เรียกได้ว่า คนพร้อม อาหารพร้อม สถานที่พร้อม กลองพร้อม เครื่องดนตรีพร้อม เตรียมปาร์ตี้กันได้เลย

หลายๆคนอาจจะกำลังคิดว่า นายภูผาเเล้วนายไม่ได้ช่วยเพื่อนเตรียมสถานที่เหรอ คำตอบคือใช่ครับ เเต่ว่า! อย่าเพิ่งด่าว่าผมเเล้งน้ำใจนะครับ เพราะผมก็ได้รับหน้าที่เข้าไปในตัวหมู่บ้านเพื่อคุยรายละเอียดต่างๆกับผู้ใหญ่บ้านเเละคุณครูใหญ่ เพิ่งกลับมาถึงโรงเรียนเมื่อกี้เองครับ

บรรยากาศที่มีลมหนาวเย็นๆพัดมาเเบบนี้ ถ้าได้นั่งกับคนรู้ใจคงรู้สึกดีน่าดู คิดได้ดังนั้นสายตาผมก็กวาดหาคนที่นั่งอยู่ในใจทันที เเต่มองหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เจอก็เเต่ขนมกับตุลาที่กำลังนั่งสนุกกับกิจกรรมที่กำลังเล่นกันอยู่ในตอนนี้


สีเทียนหายไปไหน


***มีต่อค่ะ***

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
***ต่อ ตอนที่ 14 ***

"สีเทียนล่ะ" ผมเดินตรงไปนั่งที่ว่างข้างๆของตุลา

"มันไปหยิบอะไรก็ไม่รู้อ่ะพี่ เดี๋ยวคงมา"

"ไปนานเเล้วเหรอ"

"เพิ่งไปเมื่อกี้เองพี่" ขนมตอบผมเเต่สายตายังคงจับจ้องกับการเล่นเกมส์ของน้องๆ ที่มีไอ้โก้เป็นพิธีกรดำเนินรายการ


ตัวผมเองที่ไม่รู้จะทำอะไรเพราะตัวเองก็ไม่ค่อยถนัดกับกิจกรรมนันทนาการพวกนี้สักเท่าไหร่ จึงทำเพียงเเค่นั่งดูกิจกรรมตรงหน้า ระหว่างรอคอยใรบางคนกลับมา


ผมยกนาฬิกาข้อมือดูเมื่อเห็นว่าตั้งเเต่ที่ผมมานั่งจนถึงตอนนี้ มันมากกว่า 15 นาทีเเล้วที่น้องไปเอาของ ใจของผมเริ่มกระวนกระวายเเละความรู้สึกเป็นห่วงน้องอย่างบอกไม่ถูก

"มีไรหรือเปล่าพี่ภู หน้าเครียดๆ"

"สีเทียนไปนานเกินไปแล้ว" ผมหันหน้าไปบอกตุลา

"มันอาจจะช่วยคนอื่นๆยกของอยู่หรือเปล่า เพราะพวกพี่เบลล์ยังทยอยยกของกันอยู่เลยพี่"

"อืม" ผมพยักหน้า พยายามคิดในเเง่ดีเข้าไว้ว่าน้องคงกำลังช่วยใครทำอะไรบางอย่างอยู่ถึงยังไม่มา


30  นาทีผ่านไปก็ยังไม่เห็นวีวี่เเววของสีเทียน ผมมองไปยังบริเวณหย้าเสาธงก็เห็นเบลล์กำลังนั่งหัวเราะกับการโต้เถียงของไอ้โก้กับไอ้วา เเละคำถามนี้ก็โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง


สีเทียนหายไปไหน

ใจผมตอนนี้เริ่มร้อนรน ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วเเละรีบก้าวเท้ายาวๆเดินอ้อมไปข้างหลังเพื่อไปหาเบลล์ที่กำลังนั่งอยู่

"มีไรหรือเปล่าภู"

"เบลล์เห็นสีเทียนไหม"

"น้องเทียนเหรอ ก่อนหน้านี้เจอกันอยู่นะ น้องเทียนยังจะมาช่วยยกของอยู่เลย เราเลยบอกว่าไม่ต้องให้กลับไปรวมกับคนอื่นๆเลย เพราะมีคนช่วยเเล้ว เหมือนน้องจะเดินกลับมาเเล้วด้วยนะ"


คิ้วหนาของผมขมวดเข้าหากันเเน่นทันที หลังจากฟังคำบอกเล่าของเบลล์ เเละความรู้สึกของผมตอนนี้มันกำลังบอกว่า มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นกับน้องอย่างเเน่นอน

"มีไรว่ะไอ้ภู" ไอ้ธูปเดินมาถามผม

"สีเทียนหายไป"

"น้องไปเข้าห้องน้ำหรือเปล่า"

"น้องบอกเพื่อนว่าจะไปเอาของ เเต่นี้มันมากกว่าครึ่งชั่วโมงเเล้ว เบลล์ก็บอกว่าเห็นน้องเดินกลับมาทางนี้เเล้วด้วย"

"เเล้วจะเอาไง" ไอ้ธูปถามผมด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น

"ตามหา เเต่คงต้องตามหากันเองเพราะยังไม่เเน่ใจ ไม่อยากให้บรรยากาศของคนอื่นๆพัง เพราะน้องๆก็เหนื่อยกันมาเยอะเเล้ว"

"ตามนั้น"



"ไม่เจอวะพี่ภู ไอ้สีมันหายไปไหนวะ ตายๆๆๆพี่ภาพ ฆ่ากูตายเเน่ๆ"

"มึงก็ใจเย็นๆก่อน"

"เพื่อนผมหายทั้งคนนะเว้ยพี่ธูป" ขนมหันไปโวยวายเอาเรื่องจากไอ้ธูปเเต่เจอสายตาดุๆกลับไปเจ้าตัวเลยยอมเงียบไป

"คนอื่นล่ะ"

"ยังไม่กลับมาเลย"

ผมออกไปตามหาน้องตามที่เเบ่งกับเพื่อนๆเเล้วเเต่ผมหาน้องไม่เจอเลยมารอเพื่อนๆตรงจุดนัดพบ พวกเราเเบ่งทีมกันหา โดยมีขนมไปกับไอ้ธูป ตุลาไปกับเมฆที่จู่ก็เดินมาถามเพราะเห็นความกังวลบนใบหน้าของผมจนน่าสงสัย ไอ้วาไปกับไอ้ตั้มเพื่อนรุ่นเดียวกัน เเละยังมีเพื่อนของเจ้าเด็กเมฆอีกสองคนที่คนนึงเป็นน้องรหัสของสีเทียนที่ผมไม่ค่อยได้เห็นหน้าเท่าไหร่ ส่วนไอ้โก้กับเบลล์ให้ทำหน้าสร้างความสนุกสนานให้คนที่เหลือเช่นเดิม

"ทางผมก็ไม่เจอเหมือนกันพี่" สิ้นเสียงของคู่สุดท้ายที่ออกไปตามหาน้องยิ่งทำให้ผมหัวเสียมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

"โถ่เว้ย!" ผมเตะถังน้ำที่อยู่เเถวนั้นกระเด็นออกไปเพื่อระบายความหงุดหงิดของตัวเองออกมา

"เฮ้ย ไอ้ภูใจเย็น" ไอ้ธูปเข้ามาจับเเขนผมไว้

"เออ มึงอย่าเพิ่งสติเเตก ตั้งสติก่อน"

ผมยกมือลูบหน้าตัวเองเเรงๆเพื่อเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา

"พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับสีเทียน กูเเม่ง! เฮ้อ!"

"น่า ใจเย็นๆก่อน มาช่วยกันคิดดีกว่าว่ามีตรงไหนที่น่าจะเป็นได้บ้าง"

"หรือว่าไอ้สีจะเดินเข้าไปในหมูบ้าน"

"ไม่มีทางอ่ะ ในหมู่บ้านมีหมา ไอ้สีกลัวหมา มันไม่มีทางไปคนเดียวเเน่" ขนมเอ่ยเเย้งตุลา

"หรือจะมีคนพาน้องเทียนไป"

สิ้นข้อสันนิฐานของไอ้วาความวูบไหววิ่งเเล่นจากสมองลงสู่ปลายเท้าทันที ความคิดเเย่ๆวิ่งเข้ามาในสมองผมไม่มีหยุด

"ถ้าไม่เข้าในหมู่บ้านก็เหลือเเค่ในบ่อน้ำเเล้วล่ะ"

ความเงียบเข้าครอบงำทุกคนหลังจากได้ฟังข้อสันนิษฐานของไอ้ตั้ม ขนมหน้าเบะทันที จนไอ้ธูปต้องเดินเข้าไปลูบหัว  ส่วนผมนั้นตอนนี้ในใจมันร้อนไปหมดเเล้ว

"ไปดูกัน" ผมบอกกับทุกคนพร้อกับเดินนำออกไป


ระหว่างทางที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังบ่อน้ำที่อยู่หลังสุดของโรงเรียน ยิ่งใกล้บ่อน้ำมากเท่าไหร่ ใจผมก็ยิ่งเต้นรัวเเละเร็วมากขึ้นเท่านั้น ความกลัวเข้ากัดกินหัวใจกลัวว่าน้องจะได้รับอันตรายขั้นร้ายเเรง


พวกเราทั้งหมดมองลงไปยังบ่อน้ำเเต่ก็ไม่เจอกับความผิดปกติอะไร รอบๆบ่อน้ำก็ไม่พบรอยเท้าคนหรือรอยลื่นใดๆบริเวณปากบ่อ พาลทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาหน่อยๆว่าน้องคงไม่ได้อยู่ในน้ำเเน่ๆ


"ใช่พี่"

"ใช่อะไรของมึง"

"ก็หลังสวนผักอ่ะ มันจะมีโรงเก่าๆที่เมื่อก่อนเขาใช้เก็บข้าวอยู่ด้วยนะ" เด็กเมฆว่าขึ้น

"ใช่ครับพี่ พวกผมเคยเดินไปสำรวจกันมาเเล้ว เเต่ตอนนี้คงมืดมากเพราะตรงนั้นก็ค่อนข้างที่จะเปลี่ยวเเละรกหน่อยๆ" เพื่อนของเด็กเมฆพูดยืนยันอีกเสียง

"งั้นไปดูกัน"


ผมไม่รอช้ารีบเดินนำทุกคนออกไป ตอนนี้ต่อให้เจอสัตว์ร้าย สัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ ผมก็ไม่มีกระจิตกระใจไปกลัวเเล้วครับ ตลอดการเดินผมได้เเต่ภาวนาว่าขอให้ผมเจอน้องด้วยเถอะ เพราะดูเหมือนจะเหลือที่นี้เป็นที่สุดท้ายเเล้ว ถ้ายังไม่เจอน้องอีกผมคงต้องได้เป็นบ้าเเน่ๆ

เดินไปจนสุดสวนผักสวนครัวก็เจอกับโรงเก็บของเล็กๆที่ทำจากไม้เเละมีสภาพที่เก่ามากๆ เป็นโรงเก็บของที่เหมือนจะสร้างขึ้นมาเเบบรีบๆเพราะดูไม่ได้พิถีพิถันในการวางไม้เเละเลือกไม้สักเท่าไหร่

"มันล็อคเเม่กุญเเจวะ" ผมหันไปบอกทุกคน

ปัง! ปัง! ปัง! ผมเคาะประตูลงไปเเรง

"พี่ภูผาเหรอครับ"

"สีเทียน?"

"พี่ภูผา ฮือ~~  อึก! พี่ภูผาช่วยผมด้วย ได้ อึก ได้โปรด ข้างในนี้มันน่ากลัวเกินไป ฮืออออออ~~" น้องตะโกนออกมาจากด้านในด้วยน้ำเสียงสะอื้นที่ผสมไปด้วยความกลัวอย่างน่าสงสาร

"รอพี่เเป๊บนะ" ผมหันซ้ายหันขวามองหาวิธีที่จะช่วยน้องออกมา

"ไอ้สี อึก! มึงอยู่ในนี้หรอ ไอ้สี" ขนมตะโกนถามทั้งที่หน้าตาของตัวเองเปื้อนไปด้วยน้ำตา

"ขนม ฮือออออ~~~"

เสียงปล่อยโฮของน้องดังออกมาถึงข้างนอก มันยิ่งบีบหัวใจของผมให้เจ็บมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว คำถามมากมายเกิดขึ้นในสมองของผมในตอนนี้ เเต่ผมไม่มีเวลามากพอที่จะคิดหาคำตอบ เพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำน้องออกมาจากห้องนั้น

"ถีบประตูเลยไหมไอ้ภู ในหนังเห็นเขาทำกันบ่อย" ไอ้ตั้มเสนอความคิด

"เออ เอาไงก็เอา" ไอ้ธูป

"มาร่วมด้วยช่วยกันถีบ ประตูก็เก่าขนาดนี้ ถีบไปเดี๋ยวก็เปิดได้เอง" ไอ้วา

"สีเทียนออกห่างจากประตูก่อนนะ เดี๋ยวพวกพี่จะถีบประตูเข้าไป"

"อึก อึก ครับ"


ตึง! ตึง! ตึง!

พวกเราช่วยกันถีบประตูย้ำๆอยู่หลายทีในที่สุดก็เปิดออกได้ เเต่เป็นเเผ่นไม้ที่หักนะครับ อาจจะเป็นเพราะความเก่า ความบางของเเผ่นไม้ เเละความผุของไม้ เมื่อมาเจอกับเเรงควายๆเเบบพวกผมไม่นานก็หักออกจากกัน

ผมใช้มือไปดึงแผ่นไม้นั้นออกจากกันโดยที่ผมก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองเอาเเรงมากมายเเบบนั้นมาจากไหน ในที่สุดผมก็สามารถจัดการกับเเผ่นไม้ได้สำเร็จเเละมีช่องว่างมากพอที่จะพาตัวเองเข้าไปด้านในได้ ผมไม่รอช้ารีบก้าวเข้าไปด้านในทันที

ผมเห็นน้องยืนจ้องมองมาทางผม เนื่องจากในที่นี้ค่อนข้างมืดจะมีก็เพียงเเสงสว่างจากไฟฉายของพวกด้านนอกที่ลอดผ่านช่องไม้มาเท่าน้้น เเม้ว่ามันจะมืดเพียงใดเเต่สิ่งนึงที่ผมเห็นชัดเจนในตอนนี้คือ ดวงตาของน้องที่เต็มไปด้วยน้ำตา สะท้อนให้ผมเห็นยามที่มันกระทบกับเเสงไฟ

เจ็บ ใจของผมมันเจ็บไปหมด น้ำตาของน้องเป็นอีกสิ่งที่ผมกลัว เพราะน้ำตาของน้องมันทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่าการเอามีดมาเเทงผมเสียอีก

"สีเทียน"






ตัดภาพกลับไปยังช่วงบ่ายหลังจากที่ภูผาต่อว่าอิงฟ้าเเละเดินจากไป


อิงฟ้าเมื่อโดนภูผาต่อว่าต่อหน้าคนอื่นก็รู้สึกเสียใจเเละน้อยใจ จนต้องหนีมาเเอบร้องไห้อยู่ในห้องน้ำเพียงลำพัง

"เรื่องของเรามันคงเป็นไปไม่ได้จริงๆสินะ ทั้งๆที่อิงเฝ้ารอเเละอดทนมาตลอด ทำไมถึงเป็นอิงไม่ได้นะภู"


อิงฟ้ายังคงร่ำไห้อย่างหนัก ยิ่งยกมือขึ้นปาดน้ำตาก็เหมือนกับว่าไม่ได้ช่วยอะไร ยิ่งปาดเท่าไหร่น้ำตายิ่งไหลเพิ่มขึ้นเท่านั้น


นานกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าที่อิงฟ้าจะสามารถควบคุมตัวเองได้ จัดการเช็ดหน้าเช็ดตาตัวเอง ตั้งใจว่าจะออกไปล้างหน้าด้านนอก เมื่อเอื้อมมือจะไปเปิดประตูก็ต้องชะงักเมื่อประตูไม่สามารถเปิดออกได้


"ใครอยู่ข้างนอกอ่ะ"

"อย่าเพิ่งโวยวายไปอิงฟ้า" เสียงของใครบางคนที่พยายามบีบจมูกเเละปรับเสียงของตัวเองดังขึ้น

"เเกเป็นใคร"

"อย่ากลัวไปฉันมาดีนะ"

"แกต้องการอะไร"

"ต้องการเพื่อนร่วมทีม เเละฉันคิดว่าเธอกับฉันจะร่วมมือกันได้"

"ฉันไม่เข้าใจ"

"อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า เธอเองชอบภูผาไม่ใช่เหรอ อยากได้มาครอบครองไหมล่ะ มาร่วมมือกับชั้นสิ กำจัดไอ้เด็กสีเทียนนั้นออกไป ไม่มีมันสักคนอะไรอะไรจะได้ดีกว่านี้"

"ไม่จำเป็น"

"เเน่ใจนะอิงฟ้าว่าเธอต้องการเเบบนั้น เธอก็เห็นสิ่งที่ภูผาทำกับเธอวันนี้เเล้วหนิ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีไอ้เด็กสีเทียนเข้ามาทุกอย่างมันดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ" น้ำเสียงที่พูดแฝงไปด้วยความเกลียดชังเเละโกรธเเค้น

"ถึงยังไงฉันก็ไม่บ้าไปกับแกด้วยหรอก"

"เเล้วเเต่เธอก็เเล้วกัน เธอก็รู้ว่าภูผาชอบไอ้เด็กนั่น อย่างเธออ่ะไม่มีโอกาสเเล้วละอิงฟ้า  ไปละ"

"แกเป็นใครอ่ะ กลับมานะ กลับมา!" ร่างสวยในห้องน้ำตะโกนอย่างสุดเสียง มือก็ทุบประตูรัวๆด้วยความโกรธ


"แก" ทันทีที่ประตูเปิดออกอิงฟ้าก็พุ่งออกจากห้องน้ำหมายจะฟาดมือลงบนหน้าของคนคนนั้นสักที

"อะไรของเธอเนียอิงฟ้า" เบลล์ที่เป็นคนเปิดประตูถามขึ้นหลังจากที่หลบฝ่ามือของอิงฟ้าได้

"เธออยู่ที่นี้ตลอดหรือเปล่า"

"ไม่นะ ฉันเพิ่งเดินมาพร้อมน้องปีหนึ่งเพราะเอาแปรงมาล้าง"

"เเล้วเธอเห็นใครบ้างหรือเปล่าก่อนเข้ามา"

"ก็ไม่นะ มีอะไรหรือเปล่า"

"ไม่มีอะไร"

เเล้วอิงฟ้าก็เดินจากไป เบลล์ได้เเต่ส่ายหัวเพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะเดินไปช่วยน้องๆที่กำลังล้างเเปรงอยู่บริเวณก็อกน้ำแทน


<<< TBC >>>

ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านเเละติดตามนะคะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #45 เมื่อ16-02-2021 17:06:19 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 308
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #46 เมื่อ21-02-2021 10:00:28 »

 :mew1: :o8:

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตอนที่ 15

ความเงียบเข้าปกคลุมไปรอบๆ บริเวณ ความมืดมิดที่เกิดขึ้นภายในโรงเก็บของท้ายสวนผักทำให้ความรู้สึกกลัวของผมยิ่งทวีคูณเพิ่มมากขึ้นกว่าเก่า เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องดังระงมพาลให้รู้สึกวังเวงอย่างบอกไม่ถูก มองลอดผ่านระหว่างช่องไม้เล็กๆ ไปยังด้านนอกก็เห็นเพียงเเสงสลัวๆ ของดวงจันทร์เท่านั้น

ผมได้เเต่นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ตรงมุมหนึ่งของโรงเก็บของเเห่งนี้ ที่มีเเต่ฝุ่นเต็มไปหมดจนรู้สึกแสบจมูกเเสบคอ เเถมสภาพยังเก่าจนทรุดโทรมบ่งบอกว่าสถานที่เเห่งนี้ไม่ได้ถูกใช้งานมานานมากเเล้ว ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงที่เเห่งนี้นานแค่ไหน โทรศัพท์ก็ไม่ได้พกติดตัวไว้เนื่องจากสัญญาณไม่ค่อยจะมี ผมเลยเลือกที่จะเก็บมันไว้ในเต้นท์แทน


ผมพยายามที่จะร้องเรียกขอความช่วยเหลือ เเต่มันก็ไม่เป็นผล อาจจะเป็นเพราะบริเวณนี้ห่างไกลจากผู้คนเเละไร้ซึ่งคนสัญจรผ่านไปมา ผมพยายามงัด เเงะ เเซะ ส่วนต่างๆ ที่คิดว่าจะทำให้ออกไปได้ก็ล้มเหลว ตอนนี้ผมจึงทำได้เเค่ต้องเก็บเเรงเเละนั่งรอ รอการช่วยเหลือจากใครสักคน

"ต้องมีเเน่ๆ ต้องมีคนมาช่วยเเน่ๆ ใจเย็นๆนะสีเทียน สติ จงมีสติ อย่าฟุ้งซ่าน ทุกอย่างเป็นเพียงเเค่ความคิดเเละจินตนาการของเราเท่านั้น ใจเย็นๆ ไม่เป็นไร มีสติๆ " ผมก้มหน้าซบกับเข่าพร่ำพูดประโยคเดิมๆ ซ้ำไปมาเพื่อให้กำลังใจตัวเอง

ยิ่งดึกมากเท่าไหร่ ความเงียบสงัดยิ่งมีมากเท่านั้น เเม้จะพร่ำปลอบใจตัวเองมากเเค่ไหนก็เหมือนกับว่าไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นสักนิด ยิ่งอยู่ในที่เเห่งนี้นานเท่าไหร่ ความกลัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การโดนขังอยู่ในที่ที่มืดสนิทเพียงลำพัง โดยที่เรามองอะไรไม่เห็น เเถมไม่รู้เลยว่าจะออกไปจากที่เเห่งนี้ได้เมื่อไหร่ จะมีคนมาช่วยไหม คนพวกนั้นจะกลับมาอีกหรือเปล่า เราจะปลอดภัยสักเเค่ไหน มันทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวเเละสั่นสะท้านไปทั้งตัวเเละหัวใจ เพียงเเค่ได้ยินเสียงนกบินผ่านหลังคา ร่างกายผมก็กระตุกด้วยความกลัวเเล้ว

"ฮึกก! " ผมพยายามกลั้นน้ำตาที่ตอนนี้มันคลอจนเต็มดวงตาไม่ให้ไหลออกมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่ผมจะโดนขังก็สร้างความหวาดกลัวให้ผมมามากพอเเล้ว เเล้วตอนนี้ยังต้องมาต่อสู้กับความกระวนกระวายใจในความมืดเเบบนี้อีก


ถ้าผมร้องไห้มันจะดูอ่อนเเอเกินไปไหม ผมร้องไห้ให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่า ผมจะดูกระเเดะไหม ผมเป็นถึงผู้ชายเลยนะ เเต่ผู้ชายก็สามารถร้องไห้เเละอ่อนเเอได้ไม่ใช่เหรอครับ ผมกระชับเเขนตัวเองที่กำลังกอดเข่าตัวเองอยู่ให้เเน่นขึ้นกว่าเดิม

เวลาผ่านไปสักพักผมได้ยินเหมือนมีเสียงคนคุยกันดังอยู่ไกลๆ เเต่ผมได้ยินไม่ชัดขนาดที่จะรับรู้ได้ว่าเป็นใคร ผมลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เอาหูไปแนบกับประตูที่มีกุญเเจคล้องอยู่ เพื่อฟังดูว่าเป็นใคร ผมหวังว่าคงจะไม่ใช่พวกที่ทำให้ผมตกอยู่ในสภาพนี้ย้อนกลับมาทำร้ายผมหรอกนะ

ผมได้ยินเสียงใครคนหนึ่งคล้ายๆ กับวิ่งมาด้วยความเร็ว มาหยุดอยู่ที่ประตู เเละหลังจากที่ใครคนนั้นพูดขึ้น น้ำตาของผมที่ผมพยายามอดกลั้นไว้ก็ไหลออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป

"มันล็อคเเม่กุญเเจว่ะ"

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงเคาะประตูอย่างเเรงดังขึ้น ทำให้ผมที่มัวเเต่ยืนดีใจจนสติไม่อยู่กับตัวสะดุ้งตกใจ

"พี่ภูผาเหรอครับ" ทั้งๆ ที่ผมรู้อยู่เเล้วว่าคนที่อยู่หน้าประตูตรงนั้นคือพี่ภูผาเเน่ๆ เเต่ผมก็ยังเลือกที่จะถามออกไปเพื่ออยากจะได้ยินชัดๆ ว่าเป็นพี่ภูผาจริงๆ ที่ตามหาผมจนเจอ

"สีเทียน? "

""พี่ภูผา ฮือ~~ อึก! พี่ภูผาช่วยผมด้วย ได้ อึก ได้โปรด ข้างในนี้มันน่ากลัวเกินไป ฮืออออออ~~" หมดเเล้วความเข้มเเข็งที่พยายามสร้างมา อุตส่าห์บอกตัวเองไม่ให้ร้องไห้ เเต่เพียงเเค่ได้ยินเสียงของพี่เขา ผมก็ไม่อยากที่จะฝืนตัวเองอีกต่อไปแล้ว เลยได้เเต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ผมฝืนว่าตัวเองไม่เป็นอะไรไม่ไหวเเล้ว

"รอพี่แป๊บนะ"

"ไอ้สี อึก! มึงอยู่ในนี้เหรอ ไอ้สี"

"ขนม ฮือออออ" ยิ่งได้ยินเสียงขนมเสียงร้องไห้ของผมยิ่งดังขึ้นกว่าเก่า

ผมยังคงยืนร้องไห้อยู่ด้านในเพียงเเค่ไม่ได้ปล่อยโฮออกมาดังๆ ทำเพียงเเค่หลบมายืนน้ำตาไหลอยู่กลางห้อง เนื่องจากพี่ภูผาบอกว่าให้ผมขยับห่างจากประตูเพราะพวกพี่เขาจะพังประตูเข้ามา เสียงของเท้าที่กระทบกับประตูในเเต่ละครั้ง ทำให้ผมใจกระตุกตามไปด้วยตลอด จนในที่สุดแผ่นไม้ข้างๆประตูที่เป็นแผ่นไม้บางๆ ผุๆ ก็หักออกจากกัน มือของใครบางคนกำลังหมุนๆ ดึงๆ มันอยู่ เเละไม่นานก็ทำสำเร็จ ทำให้มีช่องว่างมากพอที่จะเอียงตัวเข้ามาได้ ใครคนนั้นหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม

ข้างในห้องที่มีเพียงเเสงสลัวจากไฟฉายของเพื่อนๆ ที่ช่วยกันส่องเข้ามา อาจจะทำให้มองเห็นไม่ชัดว่าเป็นใคร เเต่สำหรับผมคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ชัดเจนเสมอในสายตาผม ต่อให้มีหยาดน้ำตาคลออยู่เต็มดวงตา ก็ไม่อาจบดบังเขาได้เลย

"สีเทียน! "

"พี่ภูผา"

ผมพุ่งตัวเองเข้าไปกอดอีกคนอย่างลืมความอายที่เคยมีมาตลอด นาทีนี้ผมไม่สนใจอะไรอีกเเล้ว กระชับมือทั้งสองข้างที่กอดเอวพี่ภูผาเเน่นขึ้น เสียงสะอื้นยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ไม่เป็นไรเเล้วนะครับ ไม่เป็นไรเเล้ว" พี่ภูผาพูดประโยคเดิมซ้ำๆ พร้อมกับมือข้างหนึ่งที่ยกขึ้นลูบหัวผมอย่างเเผ่วเบา

ผมปล่อยตัวเองให้ร้องไห้อยู่ในอ้อมเเขนของพี่ภูผาอยู่เเป๊บนึงก็ผละตัวออกมา ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้า พี่ภูผายกฝ่ามือทั้งสองข้างมาประคองใบหน้าของผมและใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างเช็ดคราบน้ำตาให้ผมอย่างเเผ่วเบา

"ไม่เป็นไรเเล้วนะ พี่อยู่ตรงนี้เเล้ว ปลอดภัยเเล้ว เรากลับด้วยกันนะ"

ผมพยักหน้าอย่างว่าง่าย พี่ภูผายื่นมือตัวเองมาประสานกับมือของผม ก่อนกระชับให้มันเเน่นขึ้น เเละดึงเบาๆเพื่อให้ผมเดินตามไป พี่ภูผาเป็นฝ่ายเอียงตัวออกไปก่อน ตามด้วยผม

เมื่อออกมาได้ผมกับเจอกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ยืนรออยู่ ทุกคนหันมามองผมอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยสีหน้าของเเต่ละคน มีความกังวลอยู่บนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด

"ไอ้สี! "

ขนมตะโกนเรียกชื่อผมเสียงดัง ก่อนจะวิ่งเข้ามากอดผมเเน่นๆทันที พี่ภูผาปล่อยมือออกจากผม เพื่อที่จะให้ผมสามารถยกมือไปกอดตอบขนมได้อย่างถนัด จากนั้นพี่ภูผาก็ขยับตัวเองไปยืนข้างๆพี่ธูป ตุลาเดินเข้ามาลูบหัวผมเบาๆ ผมเงยหน้าจากไหล่ของขนมไปสบตากับตุลาเเละส่งยิ้มบางเบาไปให้ ตุลาส่งยิ้มอ่อนโยนตอบกลับมา เเต่เเววตาของตุลาไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลย


"มึงเป็นไงมั้ง กูโครตเป็นห่วงมึงเลย" ขนมผละตัวออกจากอ้อมเเขนของผม จับผมหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อดูว่าผมบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า "กูน่าจะไปเป็นเพื่อนมึง ฮึก! กูขอโทษนะสี กูขอโทษ" ขนมร้องไห้อีกครั้ง

"มันไม่ใช่ความผิดของขนมสักหน่อย ขนมไม่ได้ผิดอะไรเลย อย่าร้องไห้สิ" ผมเดินเข้าไปกอดขนมอีกครั้ง ยกมือขึ้นตบหลังขนมเบาๆเป็นการปลอบ

"เเล้วจะเอาไงกับเรื่องนี้ดี กูว่ามันเเปลกๆ เราควรจะบอกอาจารย์ไหม" เสียงพี่ธูปดังขึ้น

ผมคลายอ้อมเเขนจากขนมหันไปตามเสียงพูดของพี่ธูป

"กูว่าพรุ่งนี้ดีกว่า วันนี้ให้น้องได้พักก่อน ดูท่าคงจะขวัญเสียน่าดู" พี่ภูผาพูดด้วยน้ำเสียงเครียดๆ

"เออ กูเห็นด้วยนะ วันนี้น้องเจออะไรมาเยอะ ให้น้องไปพักดีกว่า" พี่วาเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่ภูผาเสนอ

"พี่เทียนโอเคไหมครับ" น้องเมฆหันมาถามผม สีหน้าเเละเเววตาเเฝงไปด้วยความเป็นห่วงอย่างชัดเจน

"พี่โอเค ขอบคุณเมฆมากนะที่มาช่วยพี่" ถึงเเม้ในความรู้สึกของผมจะไม่ค่อยโอเค เเต่เมื่อเห็นสีหน้าของน้องเมฆเเล้วผมไม่อยากให้น้องต้องมีความกังวลเพิ่มมากขึ้น

"ผมขอบคุณทุกๆ คนมากนะครับ" ผมกวาดสายตามองทุกๆคนด้วยสายที่บ่งบอกว่า ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนมากจริงๆ

"เรากลับกันเถอะ" พี่ภูผาบอกกับทุกคน ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือผมไว้เช่นเดิม

พี่ภูผาจับมือผมเเน่นไม่ยอมปล่อย ขนาดว่าตอนนี้พวกเราเดินมาถึงเต้นท์นอนเเล้วพี่ภูผาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือจากผม ทุกๆคนที่เดินกลับมาด้วยกันล้วนเเต่บอกให้ผมพักผ่อน ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นค่อยว่ากันพรุ่งนี้ เพราะดูจากสภาพผมเเล้วคงไม่พร้อมจะพูดอะไร ซึ่งมันก็จริงอย่างที่ทุกๆคนว่ามา ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ใครฟังเลยเเละผมก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าจากตรงไหนดี

ทุกๆคนเเยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองดังเดิม พี่วา พี่ธูป พี่ตั้ม ต้องกลับไปดูเเลน้องๆต่อ ถึงจะไม่ค่อยสบายใจเเต่มีหน้าที่ก็ต้องไปทำ ขนมโดนพี่ธูปบังคับให้นอนรอยู่ที่เต้นท์เเต่ขนมไม่ยอมขอตามไปด้วยเพราะถ้าอยู่ที่เต้นท์คนเดียวคงฟุ้งซ่านเเน่ๆ เเละสุดท้ายพี่ธูปก็เเพ้ไป ยอมให้ขนมไปด้วยกัน ตุลาก็เดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่นพร้อมกับพวกน้องเมฆ ส่วนพี่ภูผานั้น ไม่ยอมไปไหน บอกว่าจะอยู่ดูเเลผม จะไม่ให้ผมอยู่คนเดียวเด็ดขาด เเละทุกๆคนก็เห็นดีด้วย

"พี่ว่าเราไปอาบน้ำดีไหมจะได้รู้สึกสดชื่นเเละสบายตัว" พี่ภูผาถามขึ้น

ใจจริงผมก็อยากอาบน้ำนะครับเเต่ถ้าจะให้ผมไปอาบคนเดียวผมก็ไม่กล้าไป เเละเหมือนพี่ภูผาจะรับรู้ถึงความคิดของผม

"ไม่ต้องกลัว พี่ไม่ปล่อยให้เราไปคนเดียวหรอก"

"ครับ" ผมรู้สึกเบาใจ จึงตอบตกลง ก่อนจะเอี้ยวตัวไปควานหาอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ

ผมทำใจอยู่นานกว่าจะเข้าไปอาบน้ำ เนื่องจากต้องเข้าไปอาบน้ำที่เป็นห้องๆ มันต้องปิดประตูเเละค่อนข้างจะเเคบ ความรู้สึกกลัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้าของผมยังคงมีอยู่ เเต่สุดท้ายก็ได้พี่ภูผาช่วยพูดปลอบให้กำลังใจ ทำให้ผมต้องฮึบตัวเองเเละรีบอาบน้ำให้เสร็จ ผมคิดว่าผมอาบน้ำเร็วเเล้วนะ เเต่เมื่อเปิดประตูออกมาก็เจอกับพี่ภูผาที่อาบน้ำเสร็จเเล้วยืนรอผมอยู่

ตอนนี้ผมกับพี่ภูผากลับเข้ามาในเต้นท์เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว เราสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน ผมก้มหน้าหลบสายตา ส่วนพี่ภูผานั่งจ้องหน้าผมนิ่งๆโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ความเงียบเข้าปกคลุมภายในเต้นท์อยู่สักพัก จนเป็นผมเองที่ทนไม่ไหว

"พี่ภูผา"

"นอนไหม พี่ว่าเรานอนดีกว่านะ วันนี้เราเจออะไรมาเยอะเเล้ว พักสักหน่อย"

"ครับ"

ผมตอบตกลงอีกคน เเละยอมนอนลงเเต่โดยดีเนื่องจากผมก็รู้สึกเพลียมากๆเช่นกัน เเต่เมื่อผมหลับตาลงทุกอย่างก็มืดสนิท ความรู้สึกกลัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้าวิ่งเข้ามากัดกินผมอีกครั้ง จนทำให้ผมต้องรีบลืมตาขึ้นมา สีหน้าของผมคงเป็นตัวบ่งบอกเป็นอย่างดีว่าคืนนี้คงไม่มีทางที่ผมจะนอนหลับสนิทอย่างเเน่นอน


เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เจอกับพี่ภูผาที่นอนหันหน้ามาทางผม กำลังจ้องมองผมไม่ละสายตา

"นอนไม่หลับเหรอ"

"ครับ พอปิดตาเเล้วสมองดันคิดถึงเรื่องที่เพิ่งเจอมา จนรู้สึกกลัวขึ้นมานิดหน่อยครับ"

"เเล้วถ้าอย่างนี้ล่ะ"

ผมที่กำลังจะถามว่าอย่างไหน ต้องหยุดชะงักคำถามไป เมื่ออีกคนใช้เเขนเเกร่งเข้ามาโอบกอดผมให้เข้ามาชิดกับอกของเจ้าตัว จากนั้นเจ้าตัวก็กระชับอ้อมกอดขึ้น


"ถ้าคืนนี้พี่กอดเราไว้เเบบนี้มันจะช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัยขึ้นไหม"

ผมขอสารภาพตรงนี้เลยครับ ว่าอ้อมกอดของพี่ภูผาคือสิ่งที่ผมต้องการมันมากที่สุดในตอนนี้ เเล้วเเบบนี้ผมจะปฏิเสธมันได้อย่างไรกัน

"ขอบคุณครับ" ผมบอกขอบคุณอีกคน ละทิ้งความอายเอาไว้ด้านหลัง ขยับตัวเองเข้าไปใกล้พี่ภูผามากกว่าเดิม ซุกหน้าลงกับอกเเกร่งที่ตอนนี้มีเสียงหัวใจของพี่ภูผากำลังเต้นอยู่คล้ายกับเป็นจังหวะที่ช่วยขับกล่อมให้ผมนอนหลับได้ง่ายขึ้น

"พี่ขอโทษ" หลังจากที่เงียบไปนาน จู่ๆพี่ภูผาก็พูดคำขอโทษออกมา

"ขอโทษเรื่องอะไรครับ" ผมละหน้าออกจากอก เงยหน้าขึ้นมองพี่ภูผา

"เรื่องที่พี่ดูเเลเราไม่ดีพอ จนเราต้องเจอกับเหตุการณ์เเย่ๆ" พี่ภูผาก้มหน้ามามองตาผม สายตาของพี่ภูผาที่มองผมมามันวูบไหวเเละเเฝงไปด้วยความรู้สึกผิดเเละเสียใจ

"มันไม่ใช่ความผิดของพี่ภูผาสักหน่อยครับ" ผมส่งยิ้มอ่อนๆให้อีกคน

"ผิดสิ พี่ผิด" พี่ภูผายังคงดึงดันที่จะเป็นคนผิดให้ได้

"งั้นคนละครึ่งไหมครับ เเบ่งความผิดกันคนละครึ่ง เพราะผมก็ผิดเหมือนกันที่ดูเเลตัวเองไม่ดีพอ"

"ไม่เลย เราไม่ผิดเลย"

"ห้ามเถียงนะครับ" ผมทำสีหน้าดุๆใส่อีกฝ่าย

"โอเคครับ ไม่เถียงเเล้วครับ คนละครึ่งก็คนละครึ่งครับ" พี่ภูผายอมเเพ้ในที่สุด เจ้าตัวโอบกอดผมแน่นขึ้น จนผมต้องเอาหน้าของตัวเองไปซบกับอกของเจ้าตัวอีกครั้ง

"มันคงน่ากลัวมากใช่ไหม กับสิ่งที่เราต้องเจอ"

"ฮึก!" ผมในตอนเเรกที่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำให้พี่ภูผาเป็นห่วงก็ต้องล้มเหลว

"ไม่เป็นไรเเล้วนะ พี่อยู่ตรงนี้เเล้ว"

"ฮึก!"

"เราเข้มเเข็งและเก่งมากๆเลยนะรู้ตัวหรือเปล่า"

"ฮือออออออ" ความอดทนของผมสิ้นสุดลงทันทีทีีฝ่ามือหนายกขึ้นมาลูบหัวผมอย่างเเผ่วเบา "มัน อึก! มันน่ากลัวมากๆเลยครับ ฮึก!" ผมพยายามเค้นคำพูดของตัวเองออกมาอย่างสุดความสามารถ

"ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร วันนี้ร้องให้เต็มที่เลยนะ พี่จะคอยกอดเราเอง เเต่พรุ่งนี้เเละวันต่อๆไปพี่ขอให้เราไม่ร้องไห้ได้ไหมครับ"

"ทะ ฮึก! ทำไมครับ"

"เพราะยิ่งพี่เห็นน้ำตาเรามากเท่าไหร่ ใจพี่ยิ่งเจ็บเท่านั้น ตอนนี้พี่เจ็บจนจะตายอยู่เเล้วสีเทียน"

"ฮือออออออออออออออ" การปล่อยโฮของผมในครั้งนี้มันมีความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกันเต็มไปหมด

ผมร้องไห้อยู่นานจนในที่สุดก็สามารถหยุดร้องไห้ได้ ตอนนี้ผมรู้สึกปวดตามากๆ เเละคิดว่าตาคงจะบวมน่าดูเพราะผมร้องไห้หนักมากจริงๆ

พี่ภูผาขยับหน้าออกห่างผมเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ผมอย่างเเผ่วเบาอีกครั้ง

"ขอบคุณนะสีเทียน ขอบคุณที่เรายังยู่ตรงนี้เเละปลอดภัยดี"

"ผมก็ขอบคุณนะครับพี่ภูผา ขอบคุณที่ไม่ทิ้งผม"

สิ้นสุดคำพูดของผม ริมฝีปากร้อนของคนตรงหน้าก็โน้มลงมาทาบทับริมฝีปากของผมอย่างแผ่วเบา ผมตกใจจนตาเบิกกว้างเพราะไม่คิดว่าอยู่ๆตัวเองจะโดนจูบเเบบนี้

พี่ภูผาสัมผัสผมเเค่เพียงภายนอกเท่านั้นไม่ได้รุกล้ำเข้ามาภายในเเต่อย่างใด พี่ภูผาขยับริมฝีปากของตัวเองเล็กน้อย บางจังหวะก็ใช้ริมฝีปากของตัวเองขบเม้มริมฝีปากล่างของผมคล้ายกำลังหยอกล้อ

จูบเเรกของผม

จูบเเรกระหว่างผมกับพี่ภูผา

จูบที่เหมือนกับว่าต้องการปลอบประโลมเเละขอบคุณ

จูบเเรกที่รู้สึกดี อบอุ่น ปลอดภัย เเละอ่อนโยน

"ทำหน้าตาน่ารักอีกเเล้ว" พี่ภูผาพูดขึ้นหลังจากถอนริมฝีปากออกไปแล้ว

"คะ คือ คือว่า "

"ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว" พี่ภูผายื่นมือมาลูบเเก้มผมอย่างอ่อนโยน "วันนี้เราเหนื่อยมากเเล้ว พรุ่งนี้ก็มีเรื่องรอเราอีกเยอะเเน่ วันนี้เรานอนนะ ไม่ต้องคิดเเละไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นเพราะคืนนี้พี่จะคอยกอดเราทั้งคืนเอง กอดของพี่จะช่วยปกป้องเราจากฝันร้ายเอง ตกลงไหมครับ"

ผมไม่ได้พูดอะไรทำเพียงพยักหน้าตอบรับกลับไป หลังจากได้ยินน้ำเสียงที่อบอุ่นของพี่ภูผา มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจจนเเทบจะร้อนเลย

"หลับฝันดีนะครับ"

"พี่ภูผาก็หลับฝันดีนะครับ"

"ครับ จุ๊บ!"

ผมตกใจตาค้างอีกครั้งเมื่อคนตรงหน้าโน้มตัวมาจุ๊บผมเร็วๆหนึ่งที พี่ภูผาทำหน้านิ่งๆเหมือนตัวเองไม่ได้ทำอะไรที่เเปลกไป เจ้าตัวที่เห็นว่าผมยังตัวเเข็งทื่อกับเหตุกาณ์เมื่อกี้ ก็อมยิ้มออกมาน้อยๆ จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบหัวผมคล้ายว่าเจ้าตัวกำลังกล่อมผมให้นอนหลับ

"นอนได้เเล้วครับ"


วันนี้ผมจะยอมเป็นเด็กดีเชื่อฟังพี่ภูผาเเต่โดยดีก็เเล้วกัน เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมขอวางมันไว้ก่อนก็เเล้วกัน  จากตอนเเรกที่คิดว่าตัวเองคงมีปัญหากับการนอนเเน่ๆ ตอนนี้ปัญหานั้นมันหมดไปแล้วครับ ผมมั่นใจว่าคืนนี้ผมคงนอนหลับสนิทไปถึงเช้าได้เเน่ๆ ก็เพราะผมมีอ้อมกอดที่อบอุ่นเเละปลอดภัยคอยโอบกอดผมไว้ตลอดทั้งหนิครับ

เสียงไก่ขันดังขึ้นอีกครั้งในเวลาเดิม บ่งบอกให้รู้ว่าเวลาของการออกไปใช้ชีวิตในเช้าวันใหม่มาถึงเเล้ว

"อือ" ผมส่งเสียงเบาๆในลำคอ ขยับเข้าหาความอบอุ่นเพราะรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อยๆตัวยังไงก็ไม่รู้

"ตื่นได้เเล้วครับ"  เสียงปลุกที่นุ่มนวลดังขึ้นใกล้ๆหูของผม

"ขอนอนต่ออีกหน่อยได้ไหมครับ"

"อ้อนเหรอ"

"หือออ" ผมไม่ได้อ้อนอย่างที่โดนกล่าวหานะครับ เเต่ผมเเค่รู้สึกเพลียๆ หนักๆตัว จนอยากนอนต่ออีกนานๆก็เท่านั้นเอง

"ตื่นเถอะครับ วันนี้จะได้กลับบ้านเเล้วนะ"

ผมยอมตื่นลืมตาในที่สุด ทันทีที่ผมลืมตาก็เจอกับหน้าหล่อๆของคนที่นอนกอดผมมาตลอดทั้งคืน ส่งยิ้มชวนใจละลายมาให้

"อรุณสวัสดิ์ครับ"

"อะ อรุณสวัสดิ์ครับ"

ตอบกลับพี่ภูผาเสร็จ ผมก็รีบหลบสายตาไปทางอื่นทันที ไม่ไหวหรอก ปกติตื่นเช้ามามีเเค่ผมที่ทำหน้ามึนๆใส่พี่เขา เพราะตัวเองเป็นคนทำเนียนไปกอดพี่เขาเอง เเต่เช้านี้มันเเตกต่างออกไปตรงที่เราสองคนรู้ตัวทุกอย่าง เเละพี่ภูผาเป็นฝ่ายที่กอดผมเเทน เเถมตื่นเช้ามายังมีคำทักทายเเบบนี้อีก


ไม่ไหวหรอกครับเจอเเบบนี้ หมายถึงใจผมอ่ะครับ ไม่ไหวหรอก


เมื่อคืนผมยอมรับว่ากลัวมากจนเผลอทำอะไรที่เหนือความคาดหมายของตัวเองไปมาก เเต่เมื่อสมองได้รับการพักผ่อน จิตใจได้รับการปลอบโยน ความรู้สึกของผมตอนนี้จึงกลับมาเป็นผมคนเดิมเป็นที่เรียบร้อยเเล้วครับ เเละเมื่อสีเทียนคนเดิมกลับมา ความอายก็วิ่งเข้าเล่นงานผมเต็มๆ เเค่เรื่องกอดอ่ะไม่เท่าไหร่ เเต่เรื่องจูบนี้สิ ยังไงดี ผมจะเอาความกล้าจากที่ไหนมาต่อสู้กับคนตรงหน้า เเล้วผมจะยังกล้าสบตากับพี่ภูผาอยู่ไหม ผมหวังว่าพี่ภูผาจะปล่อยผ่านเเละไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ไม่ใช่อะไรหรอก ถ้าพี่เขาพูดถึงเรื่องนี้ผมคงเขินจนอยากจะขุดหลุมฝั่งกลบตัวเองเเน่ๆ


"ไม่ไหวหรอก!" ผมเผลอส่งเสียงเเละดีดตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างลืมตัว เมื่อในสมองมันคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืน เเละความยุ่งเหยิงที่ตบตีกันเรื่องที่โดนจูบ จนอยากจะร้อง อ๊ากกก! ออกมาดังๆ เข้ามาเล่นงานผมจนควบคุมตัวเองไม่อยู่

"เป็นอะไร" เเววตาของความเป็นห่วงถูกส่งมายังผม จนทำให้ผมรู้สึกผิด ที่ทำให้อีกฝ่ายป็นห่วงอีกเเล้ว

"คะ คือ คือผมปวดฉี่จนอั้นไม่ไหวเเล้วครับ" ผมไม่รู้จะบอกกับพี่ภูผาอย่างไรว่าที่ตะโกนออกมาเพราะความฟุ้งซ่านของตัวเอง เลยเลือกที่จะพูดอะไรเเบบนั้นออกไปแทน ขอโทษนะครับพี่ภูผา

"อ่อ งั้นไปครับ ไปห้องน้ำกัน" พี่ภูผาปัดผ้าห่มของตัวเองออก ก่อนจะพับมันวางไว้บนหมอนอย่างเรียบบร้อย ซึ่งเมื่อเห็นดังนั้นก็ทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ปกติเคยพับซะที่ไหน สงสัยวันนี้คงไม่อยากให้ผมบ่นเจ้าตัวเเน่ๆ

"มองอะไรครับ พี่ก็พับเป็นนะ ที่ไม่ยอมพับก็เพียงเเค่อยากเห็นเราบ่นก็เเค่นั้น เพราะเวลาได้เห็นเวลาเราบ่นเเล้วมันน่ารักดี"

ผมหุบยิ้มทันทีหลังจากได้ฟังประโยคเมื่อกี้ ความเห่อร้อนวิ่งเข้ามาบนใบหน้าเเละบริเวณหู

"เขินอีกเเล้ว" พี่ภูผามองผมด้วยเเววตาขบขัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายตาเจ้าเล่ห์ที่ทำให้ผมรู้สึกเสียววาบ "แปลกจังแค่ชมว่าน่ารัก เราเขินจนหน้าเเดง เเต่เมื่อคืนโดนจูบไม่เห็นเราจะเขินจนหน้าเเดงเลยเลย หรือว่าาาาาาา....."

"พี่ภูผา!" ผมหยิบหมอนปาใส่พี่ภูผาเบาๆเพราะกลัวพี่ภูผาจะเจ็บ ก่อนจะรีบพาตัวเองออกมาจากเต้นท์อย่างรวดเร็ว เเละไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะของพี่ภูผาดังตามหลังมาอีกด้วย

"นิสัยไม่ดี พี่ภูผานิสัยไม่ดีสุดๆ" ผมเดินหน้างอ บ่นพึมพำคนที่กำลังเดินตามมา ไอ้เราก็อุตส่าห์ไม่นึกถึงเเล้วเชียว พูดขึ้นมาทำไมก็ไม่รู้

**มีต่อค่ะ**

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
**ต่อตอนที่ 15 **
"อุปกรณ์เครื่องเขียน"

"พี่โก้ ทุกๆคน" ผมหันหน้าไปตามเสียงเรียกก็เจอกับพี่โก้เเละคนอื่นๆกำลังนั่งล้อมวงอยู่บนพื้นดิน บริเวณหน้าเต้นท์นอนของพี่โก้ที่อยู่ติดกับเต้นท์ของผม

"มาๆ มานั่งก่อนๆ มาๆๆๆ" พี่โก้กวักมือให้ไปนั่งข้างกับตัวเอง

"ครับ"

"ตื่นมาทำเหี้ยไรกันเเต่เช้า" น้ำเสียงติดรำคาญนิดๆของพี่ภูผาดังขึ้นถามทุกๆคน

"ตื่นมาก็ไม่น่าคบหาเลยนะมึง"

พี่ภูผายักไหล่ ไม่สนใจกับคำด่าของพี่วา ก่อนจะเคลื่อนตัวเองมานั่งลงข้างๆผม ผมหันไปมองนิดหน่อยเเล้วก็หันกลับมาทางพี่โก้ตามเดิม ไม่คุยด้วยหรอกกับคนนิสัยไม่ดี เพราะตอนนี้ผมกำลังอายอยู่

"มึงเป็นไงบ้างวะอุปกรณ์เครื่องเขียน กูโครตตกใจเเละเป็นห่วงมึงมาก เเต่เพราะต้องคอยดูเเลน้องๆคนอื่นจึงไปช่วยตามหามึงไม่ได้"

"พี่โก้ไม่ต้องขอโทษครับ ไม่เป็นไรเลยครับ เเละตอนนี้ผมโอเคมากๆเเล้วครับ"

"แน่ใจนะไอ้สี"

"จริงๆ ขนมหายห่วงได้เลย"

"จะชมว่ามึงเก่งหรือเป็นเพราะได้คนดูเเลดีเนีย"

"มะ ไม่ใช่สักหน่อย ตุลาพูดอะไรเนี๊ยะ" ผมพูดตอบตุลาด้วยเสียงอ้อมเเอ้ม

"แล้วมึงไปติดอยู่ในนั้นได้ไงวะอุปกรณ์เครื่องเขียน กูถามได้ใช่ไหมวะ" พี่ธูปมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ลังเลเเละไม่เเน่ใจว่าควรจะถามผมดีหรือเปล่า

"ได้ครับ ไม่เป็นไร ผมโอเคเเล้วจริงๆ" ผมยืนยันคำตอบของตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักเเน่น "คือตอนนั้นผมจะเดินไปหยิบเสื้อเเขนยาวที่เต้นท์เพราะอากาศมันค่อนข้างหนาว ผมเลยบอกตุลากับขนมว่าจะไปเอาของ ตุลาเเละขนมจะไปเป็นเพื่อนเเต่ผมห้ามไว้ เพราะมันอยู่ใกล้ๆ เเต่ตอนนั้นผมก็อยากเข้าห้องน้ำด้วย เลยตัดสินใจเดินไปเข้าห้องน้ำก่อน ระหว่างที่เดินกลับมาจากเข้าห้องน้ำผมก็เจอกับพี่เบลล์เเละคนอื่นๆกำลังยกของกันอยู่ เลยคิดว่าจะไปช่วยยก เเต่พี่เบลล์ปฏิเสธเเละให้ผมเดินกลับมาก่อน เเละจากนั้นผมที่กำลังเดินไปทางเต้นท์ก็เจอกับพี่อิงฟ้า พี่อิงฟ้าเรียกผมไว้เเละบอกว่าอาจารย์ให้ไปหาที่ห้องพักคุณครูเดี๋ยวนี้ ผมก็ตอบตกลงเเละรีบเดินไปทันที เเต่เมื่อเดินไปถึงบริเวณที่ค่อนข้างจะอับสายตาคน จู่ๆผมก็ถูกใครบางคนดึงไว้"

"มีคนมาดึงเหรอ"

"ใช่ครับพี่วา สามคน"

"ใครมาดึงไว้เหรอครับน้องเทียน"

"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับพี่ธูป เพราะเขาสวมหน้ากาไอ้โม่งบังหน้าไว้"

"สวมหน้ากาก?"

"ใช่ เเละเขาก็ถามเราด้วยนะขนม ว่าเราใช่คนที่ชื่อสีเทียนไหม ตอนนั้นเราอ่ะตกใจมากๆเลย ว่าคนพวกนี้เป็นใคร เเละตามหาเราทำไม เลยเผลอพยักหน้าตอบไป"

"เเล้วเราได้ถามเขาไปไหมว่าต้องการอะไร"

"ถามครับพี่ภูผา"

"เเล้วพวกนั้นตอบว่าไง"

"อืมมมมม.....เขาถามเรากลับมาว่าเราไปเหยียบหางใครไว้ล่ะ ซึ่งเราก็ไม่รู้จริงๆนะตุลา ว่าเขาหมาถึงอะไร"

"เเล้วจากนั้นยังไงต่อวะ อุปกรณ์เครื่องเขียน"

"อ่อ หลังจากนั้น ผมก็รู้สึกถึงอะไรเเหลมๆเย็นจี้เข้ามาที่เอวครับ เขาบอกผมว่าห้ามส่งเสียงดัง เเล้วเดินตามมาดีจะได้ไม่ต้องใช้กำลัง"

"จี้เลยเหรอวะ" พี่ธูปว่าขึ้น

เเละตอนนี้สีหน้าของทุกๆคนฉายเเววความกังวลเเละความเครียดออกมาอย่างเปิดเผย

"เเต่ผมว่าพวกเขาเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ผมเจ็บนะ เหมือนเเค่ต้องการให้เกิดความกลัวมากกว่า"

"ยังไงวะสี"

"ก็พวกเขาพูดข่มขู่ เเละจี้เราก็จิง เเต่พวกเขาก็ไม่ได้รุนเเรงอะไรกับเราเลยนะ"

"ยังไงของมึงกูเริ่มงง"

"ไม่รู้สิ พอมาคิดๆดูเเล้วพวกเขาทำเหมือนไม่ได้เต็มใจทำ ยังไงดีอย่างเช่นตอนที่พวกเขาพาเราเดินไปที่โรงเก็บของ ระหว่างทางจะมีหญ้าขึ้นเต็มใช่ไหม หนึ่งในนั้นบอกให้เราระวังด้วยนะ เเละก็ก่อนที่พวกเขาจะขังเราเเละเดินจากไปพวกเขายังบอกเราด้วยว่า อดทนหน่อย เดี๋ยวตอนเช้าจะกลับมาปลดกุญเเจให้ที่ทำก็เพื่อขมขู่ให้เรากลัวเท่านั้น เเต่ตอนนั้นเรากลัวมากเกินไปจนไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้ มัวเเต่กลัวจะถูกทำร้าย สมองคิดเเต่สิ่งเเย่ๆ เรายอมรับเลยว่าตอนนั้นเราไม่มีสติจริงๆ เพราะในชีวิตเราไม่เคยเจอเหตุการณ์เเบบนี้มาก่อน มาเริ่มตั้งสติได้ก็ตอนโดนขังเรียบร้อยเเล้ว"

"กูว่าเรื่องนี้มันมีกลิ่นเเปลก" พี่ธูปพูดกับพวกเพื่อนๆของตัวเอง โดยที่คนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วยกับพี่ธูปเช่นกัน

"แล้วพวกมันพูดอะไรอีกหรือเปล่าสี"

"อืมมมมมม.... อ้อ! ตอนนั้นเราได้ยินพวกเขาพูดอะไรสักอย่างเหมือนจะกลัวกับสิ่งที่ทำลงไปด้วย"

"เเสดงว่าต้องโดนบังคับมาเเน่ๆ" พี่วาว่าขึ้น

"ไม่ก็โดนว่าจ้างมา" ตุลาเสริม

"เเบบที่มึงว่าก็เป็นไปได้นะเดือนสิบ บางทีอาจเป็นวัยรุ่นเจ้าถิ่นที่อยากได้เงิน เเต่พอลงมือทำเกิดใจเสาะขึ้นมา เพราะดูท่าทางเพิ่งทำครั้งเเรกเเน่ๆ"

"แล้วที่บอกว่าน้องเทียนไปเหยียบหางใครบางคน มันหางใครวะ"

"เออ ใครวะที่ทำถึงขนาดนี้"

"ช่วงที่ผ่านมาเกิดเรื่องอะไรแปลกๆกับเราบ้างหรือเปล่า" พี่ภูผาหันหน้ามาถามผม

"ไม่นะครับ ทุกอย่างปกติดี เเละผมก็ค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าไม่ได้มีศรัตรูที่ไหนเเน่ๆ"

"มึงอ่ะไม่มี เเต่เขามีกับมึงไง" ขนมหันมาทำหน้าดุๆใส่ผม

"เเต่จะว่าไปก็แปลก อิงเนียนะจะยอมคุยกับน้องเทียน"

"กูสงสัยเหมือนมึงเลยวา"

"ใช่ไหมโก้ เเล้วเเบบอะไรจะบังเอิญขนาดนั้น เหมือนชี้โพรงให้กระรอกเลย"

"พอเลยพวกมึง อย่าเพิ่งกล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐานดิ" พี่ธูปว่าขึ้น

"กล่าวหาที่ไหน มันเป็นเเค่ข้อสันนิษฐานต่างหาก เนอะโก้เนอะ"

"เนอะ"

"ผมว่าเราลองไปถามอาจารย์กันไหมครับว่าเมื่อคืนได้เรียกหาไอ้สีจริงหรือเปล่า"

"เป็นความคิดที่ดีเดือนสิบ"

"ไอ้สี ต่อไปนี้มึงต้องระวังให้มากๆนะเว้ย ห้ามห่างจากกูเด็ดขาด ห้ามไปไหนคนเดียวด้วย ต้องหนีบใครสักคนไปด้วยเสมอเข้าใจไหม" ขนมส่งสายตากดดันมาให้ผม จนผมต้องตอบตกลงกลับไป

"เเล้วเราจะเอายังไงต่อ เเจ้งความไหม หรือตามหาคนที่รังเเกเราไหม หมู่บ้านไม่ใหญ่พี่ว่าน่าจะหาไม่ยาก"

"เออที่พี่ภูว่าก็น่าสนใจนะมึง หมู่บ้านเล็กนิดเดียว"

ผมหยุดนิ่งคิดแป๊บนึงก่อนจะส่ายหน้า "ไม่ดีกว่า"

"มึงจะปล่อยไปแบบนี้เหรอ!"

"ก็เราไม่อยากให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ เเละต่อให้หาเจอจะทำยังไงต่อละ เเล้วคนอื่นๆละ ก็ต้องยุ่งวุ่นวายกันไปหมด ถือว่าฟาดเคราะห์ไปก็เเล้วกัน"

"ฟาดเคราะห์ก็เหี้ยเเล้ว มันทำมึงขวัญหนีขนาดนั้น"

"ขนมอย่าหัวร้อนซี"

"ก่อนจะห้ามกูมึงหันไปดูหน้าพี่ภูก่อน จะเเดกคนได้ทั้งหมู่บ้านเเละ"

ผมหันไปมองตามคำบอกขนมก็เจอกับพี่ภูผาที่ทำหน้าตาโหดพร้อมกระโดดถีบคนทั้งโลกอยู่ข้างๆ

"พี่ภูผาครับ" ผมเอื้อมมือไปเตะเเขนพี่ภูผาเบาๆ "อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิครับ ผมไม่เป็นไรจริงๆนะ"

"เเต่เมื่อคืน"

"ผมยอมรับครับว่ากลัว ขวัญหนีดีฟ่อจริงๆ เเต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว"

"เเล้วถ้ามีเรื่องร้ายๆเกิดกับเราอีกล่ะ ถ้าเราไม่ตามล่าหาต้นตอ"

"ไม่รู้สิครับความรู้สึกของผมมันบอกว่าต้นตอต้องอยู่ในกลุ่มชาวค่ายเราเเน่ๆ เเละถ้าผมต้องเจอเหตุการณ์เเบบนั้นอีก พี่ภูผาบอกผมเองนี่ครับ ว่าจะคอยปกป้องผมให้ปลอดภัยเองไม่ใช่หรอครับ เพราะฉะนนั้นถ้ามีพี่ภูผาอยู่ข้างๆ ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ" ผมส่งยิ้มอ่อนออกไป

"เรานี่นะ" พี่ภูผายื่นมือมาขยี้หัวผมเบาๆอย่างที่ชอบทำ

"อ่ะ ไอ้สัส บรรยากาศตึงเครียดเมื่อกี้หายวับกับตา" พี่โก้ว่าขึ้น

"จริงพี่โก้ เเม่ง จากหนังบู๊กลายเป็นหนังรักไปซะงั้น" ขนม

"กูเเม่งปรับอารมณ์ตามเเทบจะไม่ทัน" พี่ธูป

"เออ กูว่าเเยกย้ายไปถามอาจารย์กันดีกว่ามะ ก่อนที่มันจะหวานไปมากกว่านี้" พี่วา

หลังจากนั่งคุยกันสักพักใหญ่พวกเราก็เเยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว เเละเดินไปรวมตัวกับคนอื่นๆเพื่อกินอาหารเช้า พี่โก้ได้ประกาศให้ทุกคนรู้ว่า หลังจากกินอาหารเสร็จให้เเยกย้ายกันไปเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย ส่วนพวกที่นอนเต้นท์ก็ให้เก็บเต้นท์ด้วย เเละนัดรวมตัวกันหน้าเสาธงตอน 11  โมง

หลังจากที่ผม ขนม เเละตุลากินอาหารเช้าเสร็จ ก่อนที่จะไปเก็บของ ตุลาก็เสนอว่าให้ไปถามอาจารย์ก่อนดีกว่าว่าเมื่อคืนได้เรียกหาผมจริงๆไหม พวกเราจึงเดินไปถามอาจารย์ก่อนจะได้คำตอบว่าอาจารย์เรียกหาผมจริง เเละทำให้เราได้รู้ว่าพี่อิงฟ้าไม่ได้โกหก


ระหว่างเดินไปนู่นไปนี้ผมจะมีคนประกบติดตามด้วยตลอดเสมอ ทุกๆคนเรียกว่าไม่ยอมปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวอย่างที่บอกไว้จริงๆ  ส่วนน้องเมฆเมื่อเห็นผมก็เดินเข้ามาถามเรื่องราวไม่หยุด จนขนมต้องเข้ามาห้ามเเ้วบอกว่าค่อยกลับไปคุยกันที่มหาลัย เดี่๋ยวขนมเล่าให้ฟัง น้องเมฆจึงยอมล่าถอยไป

เมื่อถึงเวลารวมตัว พวกเราชาวค่ายทุกคนก็มารวมตัวกันบริเวณหน้าเสาธง เพื่อจะร่วมกันส่งมอบของที่พวกเราได้เตรียมมาให้กับโรงเรียน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกหนังสือ อุปกรณ์เครื่องเขียน เเละอุปกรณ์สำหรับเล่นกีฬา มีขนมเเซมมานิดๆหน่อยๆ โดยที่มีอาจารย์เป็นตัวเเทนมอบ เเละมีพี่โก้เป็นพิธีกรสร้างความครื้นเครง  หลังจากส่งมอบของบริจาคเสร็จเรียบร้อย คุณลุงผู้ใหญ่บ้านกับคุณครูใหญ่ก็กล่าวขอบคุณพวกเรา น้ำเสียงเเละสายตาของท่านบ่งบอกว่าขอบคุณพวกเรามากจริงๆ จนทำให้ผมน้ำตาคลอเลยทีเดียว

ในที่สุดเวลาของการเดินทางกลับก็มาถึง พวกเราเดินลงมายังสถานที่ที่รถบัสเคยเอาเรามาส่งไว้ เดินมาถึงก็เจอกับรถบัสรอจอดพวกเราเรียบร้อยเเล้ว มีคนในหมู่บ้านบางส่วน คุณลุงผู้ใหญ่ คุณครูใหญ่ก็มาส่งพวกเราด้วย เอาเข้าจริงพอถึงเวลาต้องกลับผมก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้

พวกเราใช้เวลานานหลายชั่วโมงบนรถบัส จากท้องฟ้าที่สว่างจ้าในตอนเเรก ตอนนี้ท้องฟ้าเเปรเปลี่ยนเป็นสีดำเเล้ว พวกเรากลับมาถึงมหาวิทยาลัยประมาณ 5 ทุ่ม  ทุกคนรีบทยอยลงจากรถบัส ซึ่งผมคิดว่าทุกคนคงคิดเหมือนกันว่าอยากกลับถึงบ้านเร็วๆ อยากหัวถึงหมอนเเล้วนอนหลับไปเลย


"ไอ้สี กลับกับกูไหมเดี๋ยวกูไปส่งมึงก่อน" ตุลาถามผมที่กำลังเดินถือกระเป๋าอยู่

"ไม่เป็นไร ตุลารีบกลับไปพักผ่อนนะ เดี๋ยวเรานั่งแท็กซี่ไปเอง"

"ไม่ได้ มันดึกเเล้ว อันตราย"

"แต่"

"เดี๋ยวกูไปส่งสีเทียนเอง" เสียงของผู้มาใหม่ทำให้ผมเเละตุลาต้องหันไปมอง

"พี่ภูผา"

"ไปครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง" พี่ภูผาไม่รอฟังคำตอบของผม ดึงกระเป๋าที่อยู่ในมือผมออกไปถือเองเเละเดินนำไปยังรถของเจ้าตัวทันที

"ไปเถอะ ถ้ามึงกลับกับพี่ภู กูก็สบายใจ"

"งั้นเราไปก่อนนะ ตุลาขับรถกลับบ้านดีๆนะ"

"พี่ภูผาจะกลับบ้านเลยไหมครับ"  ผมเอ่ยถามผู้ชายตัวโตที่นั่งอยู่บนโซฟานานกว่าครึ่งชั่วโมงเเล้ว

หลังจากมาถึงคอนโดของผม พี่ภูผาก็ขอขึ้นมาเข้าห้องน้ำ จากนั้นเจ้าตัวก็บอกว่าหิวผมเลยทอดไข่เจียวหอมๆให้เจ้าตัวไปหนึ่งจาน ข้าวก็กินเสร็จนานเเล้วเเต่ตอนนี้เจ้าตัวยังงอเเงไม่ยอมกลับบ้านง่ายๆ

"ไล่พี่อีกเเล้วเหรอ"

"ไม่ได้ไล่ครับ เเต่ผมเห็นว่ามันดึกมากๆเเล้ว ขับรถดึกๆมันอันตราย อีกอย่างพี่ภูผาจะได้รีบกลับไปพักผ่อน"

"งั้นพี่นอนที่นี้ดีไหม จะได้ไม่ต้องขับรถกลับดึกๆ ให้เราต้องเป็นห่วง"

"จะ จะนอนได้ไงครับ"

"เเล้วทำไมจะนอนไม่ได้ละครับ" พี่ภูผาไม่ว่าเปล่า ยังเก้าเท้ามาหาผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์จนผมรู้สึกประหม่า

"ก็ ก็......"

"ก็อะไรครับ หืม เรานอนด้วยกันมาตั้งหลายคืนเเล้วนะ"  เจ้าตัวเดินมาประชิดตัวผมจนตัวของผมลีบจนเเทบจะสิงกับกำเเพงอยู่เเล้ว

"คือ...."

ปึก! เสียงหนังสือที่วางอยู่ใกล้ๆหล่นลงพื้นเสียงดัง ซองเอกสารเล็กๆซองหนึ่งกระเด็นออกมา ผมเหลือบไปเห็นก็ต้องเเปลกใจ เพราะไม่รู้ว่ามันคือซองอะไร

"ขมวดคิ้วทำไม"

"ผมเเค่สงสัยว่าซองอะไรมาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ทำไมผมไม่คุ้น"

เมื่อจบคำพูดของผม พี่ภูผาก็เลิกเเกล้งผม เเล้วก้มลงหยิบซองเอกสารเล็กๆนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะพลิกซ้ายขวาหน้าหลัง เพื่อดูว่าเป็นซองอะไร

"ไม่เห็นมีอะไรจ่าหน้าซองไว้เลย"

"ขอดูหน่อยครับ" ผมรับซองจากอีกฝ่ายมาดู รู้สึกคุ้นๆ จนในที่สุดก็คิดออกจนได้

"จริงสิ มีคนฝากไว้ให้นี่น่า ผมก็ลืมไปเลยว่ามีซองเอกสารอันนี้อยู่ด้วย งั้นผมเเกะเลยดีกว่า" วันนั้นผมตั้งใจจะเเกะอยู่เเล้ว เเต่สุดท้ายก็ไม่ได้เเกะเเละลืมมันไป

ผมเปิดซองเอกสารออก ก็เจอกับกระดาษเอสี่เเผ่นนึงพับครึ่งอยู่ด้านใน เมื่อเห็นข้อความที่เขียนอยู่บนกระดาษ ความชาวาบวิ่งผ่านร่างกาย ผมยืนตัวเเข็งทื่อ ละสายตาจากข้อความในกระดาษ มามองพี่ภูผาที่ยืนอยู่ตรงหน้า เมื่อพี่ภูผาเห็นปฏิกิริยาที่เเปลกไปของผม พี่ภูผาจึงเดินเข้ามาใกล้ๆเเล้วโน้มตัวมาอ่านข้อความที่เขียนอยู่บนกระดาษ

'นี่คือคำเตือน หาย ไป ซะ สีเทียน'


<<< TBC >>>

ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านเเละติดตามนะคะ

ออฟไลน์ Sorrowkung

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #49 เมื่อ26-02-2021 17:07:27 »

 :a5: มีผู้ร้ายปริศนาด้วย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
« ตอบ #49 เมื่อ: 26-02-2021 17:07:27 »





ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #50 เมื่อ11-03-2021 09:13:16 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ตอนที่ 16 แก้มอ้วนๆของคนแอบชอบ

'นี่คือคำเตือน  หาย ไป ซะ สีเทียน'

เมื่อสิ้นเสียงของพี่ภูผาที่อ่านข้อความที่เขียนไว้บนกระดาษขนาดเอสี่จบ ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสนิท สีหน้าของพี่ภูผาตอนนี้แปรเปลี่ยนจากแววตาหยอกล้อเเละเจ้าเล่ห์ที่มีก่อนหน้า เป็นสีหน้าที่เคร่งขึมเเละเเววตาที่ดุดันเเทน

ส่วนสีหน้าของผมนั้นไม่ต้องเดาเลยครับ ตอนนี้หน้าของผมซีดยิ่งกว่าไก่ต้มอีกครับ ก็ข้อความบนกระดาษชวนเสียวสันหลังวาบเเบบนั้น สีเทียนคนนี้ไม่ร้องไห้ออกมาก็ถือว่าเข้มแข็งมากๆเเล้วครับ อยากปรบมือรัวให้ตัวเองเลย

"เหมือนว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันยาวๆนะครับ"

หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่นานในที่สุดคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นลง พร้อมกับมือที่ยังคงกำกระดาษใบนั้นไว้แน่น

"ครับ"

เมื่อจบคำตอบรับของผมพี่ภูผายื่นมือมาจับข้อมือของผมพร้อมกับดึงเบาๆให้ผมเดินตามไป โดยที่ผมก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย

"มาคุยกันครับ"

คำพูดที่แฝงไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังของคนข้างๆถูกส่งมายังผมทันทีที่เราสองคนนั่งลงบนโซฟาหน้าทีวีเป็นที่เรียบแล้ว

"เราได้ไอ้จดหมายนี้มายังไงครับ" พี่ภูผาชูกระดาษที่ถืออยู่ในมือโบกไปมา

"อืมมมม" ผมครุ่นคิด ถึงที่มาของจดหมายฉบับอยู่แป็บนึงก่อนจะนึกออก "อ้อ! ลุงยามครับ"

"ลุงยาม?"

"ครับ ผมจำได้ว่าเหมือนจะมีคนมาฝากไว้กับลุงยามที่ด้านล่างคอนโดครับ"

"แล้วเราได้ถามลุงยามไหม ว่าใครเป็นคนฝากมา"

"ถามครับ ลุงยามบอกว่าเป็นพนักงานส่งของของบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งครับ"

"เเล้วเราได้มันมาตั้งเเต่เมื่อไหร่ครับ"

"ผมก็ไม่เเน่ใจว่านานเท่าไหร่ แต่ก็น่าจะนานพอสมควรครับ"

เมื่อได้ยินคำตอบของผมคนข้างๆผมก็ยิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดมากกว่าเดิมอีกหนึ่งระดับ

"พี่ภูผา" ผมเอ่ยเรื่องคนข้างๆเบาๆ

"ครับ?"

"พี่ภูผาไม่เป็นไรนะครับ"

"พี่ไม่เป็นไรครับ แต่คนที่เป็นน่าจะเป็นเรามากกว่านะ"

เมื่อได้ยินคำตอบของพี่ภูผา ความกังวลก็ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ จริงอย่างที่ภูผาบอกเลยครับ ตอนนี้ผมคิดว่าผมคงโดนคนหมายหัวเเล้วจริงๆละครับ เเต่ผมก็คิดไม่ออกจริงๆว่าผมไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจขนาดนี้ ทั้งๆที่ชีวิตผมในขณะนี้มีเเค่การทำอาหาร นอนเล่นที่ห้อง ไปเรียน นั่งคุยกับขนมตุลา เเละก็แอบรักพี่ภูผาในทุกๆวัน ก็เท่านั้นเอง

เฮ้อ! มันจะมีอะไรร้ายเเรงอีกไหมนะ ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะโดนขังไป กลับมาปุ๊บก็มีเรื่องให้กังวลต่อแทบจะทันที ไม่ใช่ว่าหลังจากนี้ผมจะโดนผลักตกจากบันไดจนขาหักหรอกนะ แบบนี้มันคล้ายๆกับสุภาษิตไทยที่ว่า 'ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก' หรือเปล่านะ

"พี่ขอเก็บกระดาษแผ่นนี้ไว้ได้หรือเปล่าครับ"

"ครับ ว่าแต่พี่ภูผาจะเอาไปทำไมเหรอครับ"

"ไม่ใช่เรื่องของเด็กครับ" ว่าเสร็จเจ้าตัวก็พับกระดาษใส่กระเป๋ากางเกงทันที

"ผมไม่ใช่เด็กสักหน่อย แก่กว่าปีเดียวขยันคุยจัง" ผมมุ่ยหน้าใส่คนข้างๆอย่างลืมตัว

"โอเคครับ ไม่เด็กก็ไม่เด็กเนอะ"


ผมยิ้มให้พี่ภูผาทันทีเมื่ออีกฝ่ายยอมรับว่าผมไม่ใช่เด็กแล้ว


"นอกจากครั้งนี้เเล้วเราเคยได้รับพวกจดหมายเเนวๆนี้หรือเกิดเหตุการณ์อะไรที่แปลกๆอีกหรือเปล่า"

"จดหมายแนวๆนี้เหรอครับ"

"ใช่"

"อ้อ เคยครับ!" ผมยืดตัวตรง ยกมือขึ้นเหนือหัวอย่างลืมตัว เมื่อตัวเองนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะค่อยๆลดละดับมือตัวเองลงเเละมาวางไว้บนตักเช่นเดิม "คือผมเคยได้รับจดหมายมาก่อนหน้านี้ครั้งนึงครับ ตอนนั้นผมกำลังรอพี่ภูผาที่กำลังไปเอารถ แล้วจู่ๆก็มีคนมาสะกิดบอกว่ามีคนฝากกระดาษใบนั้นมาให้ พอผมถามว่าใครเขาก็ชี้ให้ดูมายืนอยู่ตรงต้นไม้ เเต่เมื่อพอหันไปมองก็ไม่เจอใครเเล้วครับ"

"เเล้วข้อความในกระดาษเขียนว่าไงครับ"

"เขียนคล้ายๆกันเลย ว่าให้ผมหายไปซะ"

"ใช่วันที่เราขอให้พี่คุยเป็นเพื่อนจนกว่าจะหลับไปหรือเปล่า"

"ชะ ใช่ครับ"

"เเล้วทำไมวันนั้นเราถึงไม่บอกพี่ครับ" น้ำเสียงดุๆของคนข้างๆถามขึ้น

".................." ผมก้มหน้ามองต่ำเพราะไม่กล้าสบตาด้วยก็พี่ภูผาตอนนี้ ก็สีหน้าเหมือนของพี่ภูผาในตอนนี้อย่างกับคนที่ถ้าผมตอบคำถามไม่ตรงใจ เจ้าตัวก็พร้อมจะจับผมทุ่มลงพื้นตลอดเวลาเลยละครับ

"สีเทียนครับ" การเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงนิ่งๆของใครอีกคนทำให้ผมเสียวสันหลังวาบในทันที

"พะ พี่ผา อย่าดุเราซี~~~~" และด้วยความกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อโดนข้างๆดุ ทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองของผมนั้นกลายเป็นการส่งน้ำเสียงเเละสายตาที่ออดอ้อนไปยังคนข้างๆอย่างอัตโนมัติ

"สีเทียนห้ามอ้อนครับ"

"ระ เรา เอ้ย ผมไม่ได้อ้อนซะหน่อย" เเม้ปากจะปฏิเสธ เเต่สายตาที่ส่งไปยังคงมีความเว้าวอนเเละขอความเอ็นดูจากคนข้างๆอย่างแรงกล้าผสมอยู่

"ที่เราทำอยู่ตอนนี้เขาเรียกว่าอ้อนครับ" พี่ภูผายกมือขึ้นกอดอก "เพราะฉะนั้นรบกวนห้ามอ้อนด้วยครับ เพราะมันจะทำให้พี่ใจอ่อนเเละดุเราไม่ลง เรามีความผิดอยู่นะครับ มาคุยกันก่อน"

"ก็ได้ครับ" ผมยอมจำนนต่อความผิดของตัวเองอย่างง่ายดาย

"ดีมากครับ" พี่ภูผายื่นมือมาลูบหัวผมสองสามทีก่อนจะชักมือกลับไป "ทีนี้บอกได้หรือยังครับว่าวันนั้นทำไมถึงไม่บอกพี่"

"คือผมไม่คิดว่าเรื่องมันจะใหญ่เเบบนี้ ผมคิดเเค่ว่าเป็นการเเกล้งเล่นกันก็เท่านั้นเอง"

"เเต่มันก็ทำให้เราไม่สบายใจไม่ใช่เหรอ"

"ครับ วันนั้นผมยอมรับว่าผมไม่สบายใจมาก เเต่ว่า..." ผมเว้นการพูดไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับพี่ภูผา มองตรงเข้าไปในดวงตา เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าสิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อจากนี้มันมาจากข้างในใจผมจริงๆ "เพราะวันนั้นมีพี่ภูผาคอยอยู่ข้างๆมันเลยทำให้ทั้งความกลัว เเละความกังวลใจที่มีอยู่มันหายไปหมดเลยครับ ผมสบายใจจนลืมมันไปจนสนิทเลย เหมือนกับตอนนี้ที่ผมก็รู้สึกกลัว เเต่เพราะมีพี่ภูผานั่งอยู่ตรงนี้ ความกลัวของผมเลยบางเบาลงไปมากเลยครับ"

"เราก็เป็นซะอย่างนี้ เเล้วพี่จะกล้าดุเราต่อไหม"

หลังจากที่ทำหน้าดุอยู่ตั้งนานในที่สุด พี่ภูผาก็อมยิ้มเเล้ว เเม้จะยิ้มเเค่นิดเดียวเเต่ก็ยิ้มละนะ

"งั้นก็อย่าดุสิครับ พี่ภูผาตอนดุน่ากลัวจะตาย"

"พี่น่ากลัวขนาดนั้นเลย"

"ครับ!" ผมตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น เเต่เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ผมจึงหดหัวกลับมาเล็กน้อย "แฮ่ นิดเดียวครับ น่ากลัวนิดเดียว เเต่ไม่ดุน่ารักกว่าเยอะครับ" ผมยกนิ้วโป้งจรดกับนิ้วชี้ให้คนข้างๆดูว่ามันนิดเดียวจริงก่อนจะยิ้มประจบเป็นการส่งท้ายแถมคำชมไปด้วยอีกนิดนึง

"พี่ก็ไม่ได้อยากจะดุเราหรอก เเต่ที่พี่ดุเพราะพี่แค่เป็นห่วงเรามากๆก็เท่านั้นเอง"

"ครับ"

"ดังนั้นเเล้ว วันหน้าถ้าเกิดเรื่องเเบบนี้อีกหรือมีอะไรที่ทำให้เราไม่สบายใจเเม้เพียงนิดเดียว สีเทียนบอกพี่ได้ไหมครับ" สายตาที่จริงจังถูกส่งมายังผม "พี่อยากเป็นความสบายใจของสีเทียนเเละเป็นคนที่สีเทียนสามารถพึ่งพาได้นะ"

น่านนนน! โดนเข้าเเล้วไงสีเทียน พี่ภูผาอย่ายิ้มละมุนใจเเบบนั้นนะครับ ได้โปรดดดด

ห้ามเขินนะ ห้ามหน้าเเดงนะ ฮึบไว้สีเทียน ฮึบไว้ บรรยากาศกำลังมาคุนายจะปลื้มปริ่มในใจไม่ได้นะ

"หน้าเเดงอีกเเล้ว"

ตี๊ด! ตี๊ด! ตี๊ด! ขออภัยด้วยครับกระบวนการฮึบของคุณล้มเหลว เพราะพลังทำลายล้างของฝ่ายตรงข้ามรุนเเรงต่อหัวใจจนเกินไป คุณเเพ้อย่างราบคาบครับ

เอิ่ม! ว่าเเต่พี่ภูผาครับ ล้ออย่างเดียว มืออย่าจิ้มเเก้มผมได้ไหมครับ ไม่งั้นผมได้ระเบิดตัวเองตายจริงๆ แน่ครับ

"อะแฮ่ม อืม ผะ ผมร้อนต่างหากครับ" ผมเอียงหน้าเล็กน้อยเพื่อให้หลุดจากการโดนนิ้วชี้ที่เรียวยาวของคนตรงหน้าจิ้ม ยกมือขวาขึ้นพัดไปมาบริเวณหน้าของตัวเอง

"ครับ ร้อนก็ร้อน" ดูจากสีหน้าของพี่ภูผาเเล้วมันมีส่วนไหนที่บ่งบอกว่าเชื่อผมกันครับ


หลังจากนั้นผมก็โดนพี่ภูผาซักถามเรื่องราวต่างๆ ต่ออีกสักพัก เราสองคนกลับเข้าสู่โหมดจริงจังกันอีกครั้ง พี่ภูผามีสีหน้าของความกังวลฉายชัดบนใบหน้า ส่วนผมมีทั้งความกังวล ความกลัว ความสงสัย ความอยากรู้ ผสมปนเปอยู่เต็มไปหมด เเละสิ่งหนึ่งของความรู้สึกที่ชัดเจนคือความปลอดภัย ถึงเเม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูไม่น่าจะปลอดภัย เเต่เพราะมีพี่ภูผาคอยนั่งอยู่ใกล้ๆ ความรู้สึกปลอดภัยจึงก่อตัวขึ้นมา ถ้าตอนนี้ผมอยู่แค่ตัวคนเดียวคงจะนั่งจิตตกเเละร้องไห้ขี้มูกโป้งแล้วเเน่ๆครับ


ถาม-ตอบ กันไปสักพัก ก็หมดเรื่องที่จะถาม เเละได้ข้อสรุปว่า พรุ่งนี้คงต้องปรึกษาเพื่อนๆด้วย เพราะเรื่องราวดูไม่น่าไว้ใจ ให้ทุกๆรับรู้เเละช่วยสืบ ส่อง เสาะ หา ดูเเล น่าจะดีกว่า ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะต่อให้โดนสั่งห้ามไม่ให้บอกใคร ยังไงผมก็ไม่มีทางปิดบังขนมกับตุลาเเน่ๆเเละเหมือนพี่ภูผาจะเข้าใจถึงจุดนี้ดี


"กลัวไหมครับ"

ผมที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเงยหน้าขึ้นมองคนที่ตอนนี้ยื่นมือมาลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน เเละน้ำเสียงอบอุ่นที่เปล่งออกมา ทำให้ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปสบตากับคนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก ตอบออกไปตามความรู้สึกภายในจิตใจของตัวเอง

"ถ้างั้นก็ไปครับ ไปนอนกัน"

"หืออออ! " ผมอดที่จะทำสีหน้าตกใจออกไปไม่ได้ อะไรคือความเชื่อมโยงของเหตุการณ์นี้ครับ เมื่อกี้เราสองคนกำลังเครียดๆ กันอยู่ จากนั้นก็เเทนที่ด้วยความเป็นห่วงที่อ่อนโยน เเล้วทำไมถึงมาจบที่การชวนไปนอนได้ละครับ ผมยังอยากนั่งสัมผัสความเป็นห่วงอันอ่อนโยนต่ออีกนิดนะครับ

"ตกใจอะไรของเรา" อีกฝ่ายว่าด้วยสีหน้าขำๆ

"ก็ ก็ผมปรับอารมณ์ตามไม่ทันหนิครับ"

"พี่เเค่อยากให้เราพักผ่อน วันนี้นั่งรถมาทั้งวัน เเถมยังมาเจอเรื่องเเบบนี้อีก ยังไงพรุ่งนี้เราก็ได้เครียดเเน่ครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ เวลานี้ เราไปนอนเอาเเรงกันก่อนครับ"

"เรา? " ผมเน้นย้ำเป็นเชิงถามถึงความหมายของคำว่าเรา

"ใช่ครับ เรา ที่หมายถึง พี่ กับ สีเทียน"

"พะ พี่ภูผาจะนอนที่นี้เหรอครับ"

"ใช่ ตอนเเรกพี่ก็กะว่าจะกลับบ้าน เเต่พอเจอเหตุการณ์เเบบนี้พี่คิดว่าไม่ควรปล่อยเราให้อยู่คนเดียว พี่หวังว่าเราจะเข้าใจถึงความเป็นห่วงของพี่เเละไม่ไล่พี่ให้ขับรถกลับบ้านเวลานี้ใช่ไหมครับ" น้ำเสียงออดอ้อนนิดๆ ของพี่ภูผาทำให้ผมใจอ่อนยวบ

"ได้เเน่นอนอยู่เเล้วครับ! " ผมรีบตอบออกไปด้วยเสียงที่ดังฟังชัด อ่า! มันไม่ดูดีใจจนเกินงามใช่ไหมนะ เเล้วไอ้หน้าที่กำลังอมยิ้มน้อยๆ ของตัวเองเมื่อไหร่จะหุบลงได้ละเนีย


หลังจากที่ได้ข้อสรุปว่าวันนี้เราจะพักเอาเเรงกันก่อนเเล้วค่อยไปเครียดกันต่อในวันพรุ่งนี้ จากนั้นพี่ภูผาก็ลงไปเอาเสื้อผ้าของตัวเองที่อยู่ในรถ ก่อนจะไปอาบน้ำจัดการตัวเองเรียบร้อยเเละตอนนี้พี่ภูผาก็กำลังนอนอยู่บนเตียงผมเเละเล่นโทรศัพท์ด้วยท่าทางสบายๆ

"เอิ่ม พะ พี่ภูผาจะนอนบนเตียงด้วยกันเหรอครับ"

"ใช่ครับ"

"มะ ไม่มีความคิดเเบบ เดี๋ยวพี่ไปนอนโซฟาเองอะไรทำนองนี้เหรอครับ" ผมลองถามอีกฝ่ายออกไป เพราะตัวเองรู้สึกเขินๆกับการนอนเตียงเดียวกันยังไงก็ไม่รู้ อีกอย่างปกติเเล้วถ้าเจอเเบบนี้ ถ้าจะให้ดูโรเเมนติกเเละประทับใจอีกฝ่ายต้องเสียสละตัวเองไปนอนที่โซฟาไม่ใช่เหรอ

"ไม่มีครับ พี่อยากนอนแบบสบายๆมากกว่าไปนอนทรมานบนโซฟาครับ"

ตอบเสียงดัง หนักเเน่นเเละเหตุผลมาเต็มขนาดนี้ ก็คงต้องยอมเขาเเหละเนอะ

"อ่า ครับ ผมปิดไฟเลยนะครับ"

ผมที่ทำอะไรไม่ได้ก็ได้เเต่เอื้อมมือไปปิดไฟอย่างจำนน เเละเดินตัวลีบตรงไปยังเตียงนอน ก่อนจะค่อยๆหย่อนตัวเองลงเตียงอย่างเเผ่วเบา ราวกับกลัวว่าความยวบของเตียงจะไปรบกวนคนข้างๆ ค่อยๆสอดตัวเองเข้าไปในผ้าห่ม เเละดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงคอ เเละความจริงที่ผมได้ค้นพบอีกหนึ่งข้อของคืนนี้คือ นอกจากนอนเตียงกันเเล้ว ผ้าห่มก็ห่มผืนเดียวกันอีกด้วย 

ผีบ้านผีเรือนได้โปรดช่วยสีเทียนด้วย! ไม่ทันเตรียมใจเลย


"นอนตัวเเข็งทื่อเเบบนั้น เดี๋ยวก็เมื่อยตัวหรอก"

"ไม่เมื่อยหรอกครับ"

"เรากลัวพี่เหรอครับ "

"มะ ไม่ใช่นะครับ"

"ถ้าไม่ใช่ก็นอนดีๆครับ เราทำเเบบนี้พี่จะคิดว่าเรารังเกียจพี่"

"ผะ ผมไม่ได้รังเกียจเลยนะครับ คะ เเค่ เเค่รู้สึกแปลกๆนิดหน่อยที่นอนเตียงเดียวกัน"

"หืม จะรู้สึกแปลกทำไม ก่อนหน้านี้ก็นอนด้วยกันตั้งหลายคืน เเถมยังละเมอกอดพี่ทุกคืน"

เพราะมีเเค่เเสงสลัวที่มาจากหน้าต่างเท่านั้นทำให้ตอนนี้ผมไม่สามารถเห็นได้ว่าอีกฝ่ายทำหน้าเเบบไหนเเต่จากน้ำเสียงที่พูดมา ผมค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าล้อเลียนผมอยู่เเน่ๆ

"ถ้างั้นคืนนี้ผมจะกระโดดขึ้นไปทับพี่ภูผาทั้งคืนเลยครับ"

"ถ้าอย่างนั้นขึ้นมาตอนนี้เลยครับ" ไม่ว่าเปล่าอีกฝ่ายก็เอื้อมมือมากระชากเเขนผม จนทำให้ตอนนี้ผมแทบจะขึ้นไปอยู่บนตัวพี่ภูผาจริงๆ

"ผะ ผมพูดเล่นครับ"

"แต่พี่ทำจริงครับ"

"นะ นอน นอนกันดีกว่าครับดึกเเล้ว นอนครับ นอน" ผมว่าเร็วๆขยับตัวออกมานอนบนหมอนตัวเองตามเดิม ดึงผ้าห่มมาคลุมหัวตัวเองจนมิด

คิดจะสู้กับคนอย่างนายภูผา ชลอนันตร์ ไม่ง่ายจริงๆด้วย เฮ้อ! จะไหวไหมเนียสีเทียน

เวลาผ่านไปซักพักผมที่ยังคงนอนไม่หลับก็รับรู้ถึงลำเเขนหนักๆของคนที่นอนข้างๆพาดผ่านตัวผม ผมหันหน้าไปมองคนข้างๆ ก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปบนเเก้มเบาๆสองสามที

"อันนี้ละเมอหรือเเกล้งกันเเน่ครับ" รอยยิ้มขบขันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผม


เเต่ไม่ว่าพี่ภูผาจะละเมอหรือตั้งใจ ยังไงมันก็ดีมากๆเลย ผมขยับตัวเองเบาๆเข้าไปใกล้พี่ภูผามากขึ้นกว่าเดิม จนตอนนี้ผมเเทบจะขึ้นไปนอนทับพี่เขาจริงๆอย่างที่พูดไว้ก่อนหน้าเเล้ว ผมรู้สึกถึงเเรงกระชับของอ้อมเเขนที่เเน่นขึ้นของคนข้างๆ ผมนอนตัวเกร็งทันทีเพราะกลัวว่าคนข้างๆจะตื่นขึ้นมา เเต่นับว่าผมยังมีความโชคดีอยู่บ้างที่คนข้างๆไม่ตื่นขึ้นมา


ก็อ้อมกอดนี้มันอบอุ่น มีโอกาสก็ขอใช้หน่อยก็เเล้วกันนะครับ


จากที่มัวเเต่กังวล คิดสับสนจนในหัวมันตีรวนจนนอนไม่หลับ เเต่เพียงเเค่ได้รับอ้อมกอดจากคนข้างๆก็ทำให้ความคิดยุ่งเหยิงหายไปแทบทั้งหมด เเละรู้สึกง่วงขึ้นมาจริงๆ

เเม้คืนนี้จะมีเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจ เเต่ก็มีเรื่องที่ทำให้สุขใจเช่นกัน

ขอบคุณที่คอยเป็นห่วง เเละอยู่ข้างๆ

ขอบคุณอ้อมกอดที่ช่วยปลอบประโลมให้ทุกอย่างเบาบางลงนะครับ

ผมสัญญาว่าผมจะตั้งใจจีบพี่ภูผาให้ติดนะครับ รอผมหน่อยนะครับ

อ้อมกอดนี้เก็บไว้ให้ผมก่อนนะครับ อย่าเพิ่งเอาไปให้คนอื่น

ส่วนเรื่องราวความยุ่งเหยิง เจอกันพรุ่งนี้นะครับ วันนี้สีเทียนขอพักก่อนนะ




"ทำไมกูไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนว่ามีเหตุการณ์เเบบนี้เกิดขึ้นกับมึง" น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความน้อยใจของผู้พูดเป็นอย่างดีดังขึ้น


หลังจากที่มาถึงมหาลัย ผมก็เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้คนที่นั่งร่วมโต๊ะ โดยประกอบไปด้วย ผม ขนม ตุลา พี่วา พี่ธูป พี่ภูผา เเละอีกคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยคือพี่โก้ ตอนที่ผมมาถึงที่โต๊ะเล่นเอาผมตกใจจนเเทบช็อกเลยครับ เพราะปกติเเล้วผมแทบไม่ได้เจอพี่โก้ในมหาลัยเลย เมื่อสิ้นเสียงของผมที่เล่าเรื่องราวต่างๆจบลงก็เป็นขนมคนเเรกที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวน้อยใจเเละงอนผมมากๆ


"เราขอโทษ ขนมอย่าโกรธเราเลยนะ" ผมหันไปทำสีหน้าอ้อนวอนเพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆ

"ถ้าไม่เกิดเรื่องเเบบนี้ขึ้น มึงก็ไม่คิดที่จะบอกพวกกูเลยใช่ไหมสี"

"มะ ไม่ใช่เเบบนั้นนะตุลา"

"เเล้วมันเเบบไหน"

"คือเราไม่อยากให้ขนมกับตุลาเป็นห่วง และอีกอย่างเราก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่เเบบนี้"


ถึงเเม้ว่าผมจะเตรียมใจมาบ้างเเล้วที่จะโดนเพื่อนสนิททั้งสองคนโกรธ เเต่พอมาเจอเเบบนี้จังๆก็ทำให้ผมใจเสียไม่น้อยเลย


"ต้องรอให้มึงโดนกระซวกไส้ทะลักก่อนหรือไง มันถึงจะเป็นเรื่องใหญ่พอสำหรับมึง"

"ขน๊มมมมม เราผิดไปเเล้ว ขนมอย่าโกรธเราเลยนะ" ผมขยับตัวเข้าไปใกล้ขนม ยื่นมือไปคล้องเเขนขนมเอาไว้ ใช้หน้าถูไถกับเเขนของขนมไปมา "เรารู้สึกผิดเเละเสียใจจริงๆนะ"

"เฮ้อ มึงนี่นะ ทำผิดเเล้วก็ชอบมาอ้อนให้กูใจอ่อน"

ผมฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ให้ขนม เมื่อรู้ว่าตอนนี้เพื่อนของตัวเองกำลังจะใจอ่อนให้ผมเเล้ว

"มึงอย่ามายิ้มเเบบนั้นนะ ไอ้สีเทียน" ขนมหันมาดุผมเบาๆ "กูเป็นห่วงมึงมากนะเว้ย เเล้วก็เสียใจด้วยที่มีเรื่องขนาดนี้เเต่มึงก็ไม่บอกกู ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมึงกูจะทำยังไง กูอยากเป็นเพื่อนอยู่กับมึงทั้งทุกข์เเละสุข ไม่ใช่เเค่สุขอย่างเดียว มึงเข้าใจกูไหม"

"เรารักขนมมากๆนะ" ผมยังคงส่งยิ้มให้ขนมอยู่ "กับตุลาเราก็รักมากๆเหมือนกันนะ ตุลาอย่าโกรธเรานะ"

"มึงนี้มันจริงๆเลยไอ้สี" ตุลาเอื้อมมือมาผลักหัวผมเบาๆ "ที่ไอ้หนมมันพูดมาก็ถูกนะ กูก็อยากเป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมึงนะ ไม่ใช่เพื่อนที่อยากจะสุขอย่างเดียว ถึงเราจะเจอกันไม่นาน เเต่สำหรับกูมึงเป็นเพื่อนที่กูรักมากๆคนนึงเลยนะ" เมื่อสิ้นคำพูดของตุลานั่นยิ่งทำให้ผมยิ้มกว้างขึ้นไปอีก

"เราขอโทษทั้งสองคนจริงๆนะ เราคิดน้อยไปเอง ขนาดที่ว่ามีจดหมายส่งมาขู่เเต่เราก็เงียบเฉย มัวเเต่พะวงว่าจะทำให้ทั้งสองคนเป็นห่วง โดยไม่ได้คำนึงเลยว่าถ้าสองคนมารู้ทีหลังจะรู้สึกเเย่เเค่ไหน ขอโทษจริงๆนะครั้งหน้าเราจะบอกทั้งสองคนทันทีเลยนะ"

"คิดได้ก็ดี" ขนม

"ให้มันจริงอย่างที่พูด" ตุลา

"รักที่สุด" สัญลักษณ์บอกรักถูกส่งไปให้ทั้งสองคน

"น้องเทียนไม่บอกรักพี่ธูปบ้างเหรอครับ"

"เงียบไปเลยมึงอ่ะ"

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไรพี่ธูปออกไป พี่ภูผาก็เเย่งพูดขึ้นมาซะก่อน

"ไม่ได้เลยนะมึงไอ้ภู นิดๆหน่อยๆไม่ได้เลย"

"พวกมึงเลิกเถียงกัน เเล้วมาคุยกันเรื่องของไอ้อุปกรณ์เครื่องเขียนก่อนไหม" พี่โก้ที่เงียบอยู่นานว่าขึ้น

"จริง กูฟังเรื่องที่น้องเทียนเล่า เเล้วรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ" พี่วาว่าขึ้น

"น้องเทียนสงสัยใครเป็นพิเศษไหมครับ"

"ไม่เลยครับพี่วา ผมไม่รู้จริงๆว่าใครที่ต้องการให้ผมหายไป"

"เเล้วทำไมใครคนนั้นถึงต้องการให้มึงหายไปด้วยวะสี"

"ขนมถามเราเเล้วจะให้เราไปถามใครเนีย"

"พี่ภู"

"ว่า?"

"ผมไม่ได้เรียกพี่สักหน่อย"

"ไม่เรียกเชี่ยรัยเดือนสิบ เมื่อกี้กูได้ยินมึงเรียกชื่อไอ้ภูอยู่"

"ไม่ คือผมกำลังจะบอกว่า พี่ภู"

ตอนนี้ทั้งโต๊ะหันไปมองตุลากันเป็นตาเดียว เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ตุลาต้องการจะสื่อออกมา

"ผมว่าบางที อาจจะเป็นใครสักคนที่ชอบพี่ภู"

"เป็นไปได้" พี่วาเอ่ยเห็นด้วย

"เออ ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ เพราะถ้าลองคิดดีๆ เหตุการณ์มันเริ่มเกิดขึ้นตอนที่ไอ้ภูเข้าหา..... เอ้ย ตอนที่ไอ้ภูกับน้องเทียนสนิทกันเเล้ว"

"ถ้างั้นก็งานยากเลยนะไอ้ธูป"

"ยากยังไงอ่ะพี่โก้"

"มึงคิดดูนะขนมหวาน ว่าถ้าเป็นเเฟนคลับไอ้ภูจริงๆ เเล้วเราต้องตามหาต้นตอว่าเป็นใคร เราไม่ต้องหากันตาเหลือกเหรอวะ แฟนคลับไอ้ภู แม่ง ปาไปครึ่งค่อนมหาลัย"

เมื่อฟังคำที่พี่โก้พูดผมก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที เพราะสิ่งพี่โก้พูดมันไม่ได้เกินไปหรอกครับ

ผมนั่งฟังคนอื่นๆพูดคุยกันไปเรื่อยๆ โดยที่ตัวผมเองทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี เนื่องจากตัวเองไม่สามารถหาช่องไฟในการเข้าเเทรกได้เลย เเค่ขนมคนเดียวผมก็เเย่เเล้ว เจอพี่ธูป พี่โก้ เข้าไปอีก เจอเเบบนี้นั่งฟังเเละคอยตอบคำถามทั้งสามคนดีกว่าครับ

นั่งฟังไปได้สักพักจู่ๆสมองผมก็คิดอะไรขึ้นมาได้

"ทุกคน!" ผมตะโกนออกไปเสียงดัง เพื่อให้ทุกคนหยุดนิ่งเเละหันมาทางผม ซึ่งมันได้ผล ตอนนี้ทุกคนหันมามองผมอย่างพร้อมเพรียงกัน

"เป็นไรของมึง"

"คือ ขอโทษนะ เเต่เราคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้"

"เรื่องอะไรเหรอครับ" พี่ภูผาถามขึ้น

"คือว่า พี่ภูผาจำวันที่เราไปซื้อของเเล้วไปเจอพี่เท็นในห้องน้ำได้ไหมครับ"

พี่ภูผาพยักหน้าตอบรับ

"วันนั้นก่อนที่พี่ภูผาจะเข้ามาตามผมในห้องน้ำ ผมได้มีโอกาสยืนคุยกับพี่เท็นอยู่แป็บนึง เเละมีประโยคแปลกๆที่พี่เท็นพูดออกมาด้วยครับ"

"พูดว่าไรวะสี"

"พี่เท็นบอกเราว่า ถ้าคิดจะยุ่งกับพี่ภูผา ก็ให้เราระวังตัวเอาไว้สักหน่อย คนที่เป็นที่หมายปอง มักมีมือที่เรามองไม่เห็นคอยมองอยู่ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนดีเเบบที่เราเห็นนะ"

"หรือว่าไอ้พี่เท็นมันจะรู้อะไร" พี่ธูปพูดขึ้น

"หรือกูไปหลอกถามไอ้พี่เท็นดี" พี่วาเสนอไอ้เดีย

"อย่าเพิ่ง" พี่ภูผาเอ่ยห้ามเพื่อนของตัวเอง

"ทำไมวะ"

"เออนะ"

"โอเค"


เเค่คำว่า 'เออนะ' ของพี่ภูผาเเค่คำเดียว ทำให้พี่วายอมเเพ้ไป พร้อมกับพยักหน้าราวกับว่าตัวเองเข้าใจคำว่า 'เออนะ' ของพี่ภูผาอย่างเเจ่มเเจ้ง


"กูเริ่มกลัวเเทนมึงเเล้วนะไอ้สี" สีหน้าที่จริงจังของเพื่อนสนิทอย่างขนมหันมามองผม

"นั่นสิ ถึงขั้นรู้ที่อยู่ของมึงด้วยนะ กูว่าไม่ปลอดภัยมากๆ"

"เออ จริงอย่างที่ไอ้ลาว่า มึงย้ายมาอยู่กับกูไหมสี"

"ถ้ามึงไม่อยากไปอยู่ห้องสกปรกๆของไอ้หนม มาอยู่กับกูก็ได้นะ"

"เดี๋ยว ทั้งสองคนใจเย็นๆก่อน"


ผมยิ้มน้อยๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเพื่อบอกให้ทั้งสองคนหยุดก่อนเเละให้ใจเย็นๆ


"เย็นได้ไงว้า มึงไม่เข้าใจกู" คนดื้อเเละขี้น้อยใจมีอยู่จริง

"ขนมอย่าเพิ่งงอน เราว่าคงไม่มีอะไรหรอก อีกอย่างคอนโดเราก็ใช่ว่าใครๆจะเข้าได้ง่ายๆสักหน่อย"

"ไม่รู้อ่ะ ยังไงกูก็ไม่สบายใจกับการปล่อยมึงอยู่คนเดียว"

"ใช่ กูว่าช่วงนี้มึงมาอยู่กับพวกกูสักพักดีกว่า ไม่งั้นพวกกูคงไม่เป็นอันทำอะไรเพราะมัวเเต่เป็นห่วงมึงเเน่ๆไอ้สี"

"ถ้าไม่อยากไปอยู่กับไอ่สองคนนั้น น้องเทียนสนใจมาอยู่กับพี่ เอ้ย! สนใจมาอยู่กับเพื่อนพี่ไหมครับ" สิ้นเสียงของพี่ธูปความเงียบก็กลับมาสู่โต๊ะผมอีกครั้ง

"เอ้าเงียบกันทำไมครับทุกคน"

 "เราส่งจะลูกลิงไปอยู่กับหมาป่าไม่ได้นะเว้ยไอ้พี่ธูป ไอ้สีต้องมาอยู่กับผม"

"มึงอย่าขัดขวางดิว่ะไอ้หนม ถ้ามึงอยากได้เพื่อนนอน เดี๋ยวกูไปนอนเป็นเพื่อนเอง"

"ใครจะอยากไปนอนกับพี่ว่ะ" ขนมเเยกเขี้ยวขู่พี่ธูปฟ่อๆ ส่วนพี่ธูปก็ทำเพียงเเค่ยักไหล่ ไม่ได้มีความกลัวสักนิดเดียว

"อะ เออ เอ้อ ดีเลยความคิดมึงไอ้ธูป ดีเลย ยังไงน้องเทียนก็มามหาลัยพร้อมกับไอ้ภูอยู่เเล้ว อีกอย่างคอนโดไอ้ภูก็มีตั้งสองห้อง สะดวกกว่าเยอะ เเถมอยู่กับไอ้ภูก็ปลอดภัยเเน่นอน" เมื่อพูดเสร็จผมสังเกตเห็นพี่วาตวัดสายตาไปมองพี่ภูผาเเบบเคืองๆก่อนจะก้มเอามือไปลูบหน้าเเข้งตัวเอง โดนมดกันหรือเปล่านะ

"จริง จริงเลย ที่ไอ้ธูปกับไอ้วาพูดมามีเหตุผล ใช่เลย! ไปเลยอุปกรณ์เครื่องเขียน มึงไปอยู่กับไอ้ภูเลย กูรับรองความปลอดภัยเลย"

"เดี๋ยวพี่โก้ ทำไมทำท่าทางเเปลก"

ผมอยากจะขอบคุณขนมมากๆที่ถามคำถามนี้เเทนผม ท่าทางของพี่โก้ดูมีพิรุธจนชวนให้สงสัย

"อะไร๊ ขนมหวาน มึงคิดไปเอง" ยิ่งพูดเหมือนจะยิ่งมีพิรุธนะคนคนนี้ เเล้วอะไรคือการที่พี่รหัสของผม หันซ้ายหันขวา มีอารมณ์ชมนกชมไม้ตอนนี้ครับ

"ก็ดีนะสี" ตุลาว่าขึ้น "อยู่กับพี่ภูกูจะได้ค่อยสบายใจหน่อย"

"เเต่กูจะเครียดยิ่งกว่าเดิม ตอนเเรกห่วงจะโดนทำร้าย ทีนี้ต้องมาห่วงว่าจะโดนเเดกเเทน" ขนมตวัดสายตาไปมองพี่ภูผาด้วยหน้าตาที่ชวนหาเรื่องสุดๆ

"มึงจะเอาไงสี เเต่เรื่องที่จะให้มึงอยู่คอนโดคนเดียวกูขอคัดค้าน" ตุลาหันกลับมาถามความคิดเห็นของผม

"คะ คือเรา............."


**มีต่อด้านล่างนะคะ**

ออฟไลน์ Vivichan

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 34
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
**ต่อ ตอนที่ 16**

"ไอ้เด็กไม่รักดี ใช่สิ ตอนนี้โตขึ้นเเล้วหนิ พร้อมจะออกเรือนเเล้วไง มึงเคยคิดถึงหัวอกคนที่เขาคอยฟูมฟักมึงมาตั้งเเต่เด็กไหม ว่าเขาจะรู้สึกยังไง ไม่ทันไรก็จะหนีตามไปอยู่กับผู้ชายซะเเล้ว"


ตั้งเเต่เมื่อเช้าที่ผมตัดสินใจที่จะไปรบกวนขออยู่กับพี่ภูผาสักระยะ จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาในตอนบ่ายเเล้ว ขนมยังคงตัดพ้อผมไม่หยุด


"กูจะไปเด็ดก้านมะยมข้างตึกวิทย์มาตีน่องมึง คอยดู"


ผมไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรำคาญขนมเลยสักนิด เพราะรู้ดีว่าเพื่อนบ่นไม่ได้จริงจังสักเท่าไหร่ เเต่ความเป็นห่วงที่ผสมมาในคำบ่นคือของจริง เหตุผลที่ผมตัดสินใจไปอยู่กับพี่ภูผาก็คือ เพราะผมอยากอยู่ครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ ไม่ใช่ว่าอยู่กับเพื่อนไม่ดีนะครับ อยู่กับเพื่อนมันก็ดี เเต่อยู่กับคนที่ชอบก็ย่อมดีกว่าไม่ใช่เหรอครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อโอกาสมายืนโบกมือทักทายอยู่ตรงหน้าขนาดนี้เเล้ว ถ้าไม่คว้าเอาไว้ก็เสียชื่อสีเทียนหมดสิครับ นี่สิครับที่เขาว่ากันว่า ในวิกฤต ยังมีโอกาส มันเป็นเเบบนี้นี่เอง ผมก็หวังว่าเพื่อนๆจะเข้าใจผมนะ


ส่วนข้อสรุปของการย้ายที่อยู่ในวันนี้นั้นก็คือ ย้ายถิ่นที่อยู่ชั่วคราวในวันนี้เลยครับ ตอนเเรกผมบอกจะขอเวลาเก็บเสื้อผ้าสักคืน เเต่ดูเเล้วพี่ภูผาเหมือนจะใจร้อนหรือยังไง บอกผมว่าเดี๋ยวจะเข้าไปช่วยเก็บเเละย้ายไปที่คอนโดพี่ภูผาวันนี้เลย ตอนเเรกผมนัดพี่ภูผาไว้ตอนเย็น เเต่เนื่องจากอาจารย์ยกเลิกคลาสเรียนในตอนบ่าย ตอนนี้ผมจึงมานั่งรอพี่ภูผาอยู่ตรงที่นั่งข้างๆโรงอาหาร


"ขนมหิวน้ำไหม เราหิวน้ำจังเลย อยากกินน้ำอบเชยจังเลย เราไปซื้อน้ำดีกว่า เดี๋ยวเราซื้อน้ำมาเผื่อนะ" รู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี จำไว้นะครับทุกคน ผมพูดรัวๆเร็วๆโดยที่ไม่มีช่องว่างให้ขนมพูดเเทก จากนั้นก็รีบวิ่งไปซื้อน้ำทันที

"ไอ้สี" ผมได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเองตะโกนตามหลังมา เเต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมองเเต่อย่างใด ก็หนีออกมาได้เเล้วนี่เนอะ


"น้ำอบเชยเเก้วนึงครับ"

"หนูเทียน มาทันเเก้วสุดท้ายพอดีเลยลูก"

"เย่ ดีใจจังเลยครับ" ผมยืนยิ้มแป้นเเล้นมีความสุขกับการได้รับน้ำอบเชยเเก้วสุดท้ายมาไว้ในมือ

ในเวลาบ่ายเเบบนี้ผู้คนในโรงอาหารค่อนข้างที่จะหนาตา ทำให้บางจังหวะก็มีการเดินเบียดเสียดกันบ้างเล็กน้อย


ซ่าาาาาาาาาา

"เฮ้ย!" ไม่ต้องสงสัยว่าเสียงใคร เสียงของผมเองครับ

"ขะ ขอโทษนะคะ"  น้องผู้หญิงที่เซมาชนผมจนน้ำอบเชยที่ผมถืออยู่ในมือมันหกมารดเสื้อนักศึกษาของผมจนเปียกเลอะเทอะไปหมด กล่าวขอโทษด้วยสีหน้าตื่นตระหนกตกใจเเละรู้สึกผิด

"ไม่เป็นไรครับ" ผมส่งยิ้มสุภาพให้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าผมไม่เป็นไรจริงๆ

"ขอโทษจริงๆนะคะ พี่สีเสียน"   หืม รู้จักเราด้วยเหรอเนีย "คือหนูก็โดนเบียดมาเหมือนกันเเต่ไม่ทันมองว่าใครเบียดเพราะคนเยอะ หนูขอโทษจริงๆนะคะ"

"ไม่เป็นไรครับ พี่เข้าใจ"

"ขอโทษอีกครั้งนะคะ" น้องผู้หญิงยกมือไหว้ผมด้วยสีหน้าที่ยังรู้สึกผิดไม่หาย

"ครับ อย่าคิดมากนะ พี่ขอตัวไปล้างตัวก่อนนะ"

"ค่ะ"


"อ้าว! น้องเทียน ไปโดนอะไรมาเนีย"

"พี่เบลล์สวัสครับ"

"ไปเล่นน้ำที่ไหนมาเนีย" พี่เบลล์ว่าพลางสายตาก็สำรวจเสื้อผมที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำอบเชย

"พอดีว่าเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยครับ"

"อ่อ เเล้วเราไม่เป็นอะไรใช่ไหม"

"ครับ เเต่ผมขอตัวไปล้างก่อนนะครับ รู้สึกเหนียวตัวมากเลย"

"จ้าๆๆๆ ระวังตัวดีๆนะ" พี่เบลล์ยกมือขึ้นโบกลาผม พร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส

"ครับ"



"ไอ้สี มึงไปโดนอะไรมาเนีย" ขนมมีสีหน้าที่ตกทันทีที่เห็นสภาพของผม

"ขน๊มมมมมมมมมมมมม" ผมเบะปากออก

"ทำไม มึงเจ็บตรงไหนหรือเปล่าสี" ตุลารีบเข้ามาจับผมหมุนซ้ายหมุนขวา คิ้วก็ขมวดกันเเน่นจนจะผูกเป็นโบว์ได้อยู่เเล้ว

"ตุล๊าาาาาาาาาาา"

"อะไร อะไรมึง" ยิ่งผมเรียกชื่อของตุลา ขนมยิ่งมีสีหน้าที่ตื่นตระหนกมากขึ้นกว่าเดิม

"เราซื้อน้ำอบเชยมายังไม่ทันได้กินเลย เเต่โดนคนเบียดมาชนจนน้ำเราเหลือเเค่ก้นเเก้วเอง เเล้ววันนี้เราก็ยังไม่ได้กินน้ำอบเชยเลย"  ผมชูเเก้วน้ำอบเชยที่ตัวเองยังถืออยู่ในมือให้ทั้งสองคนดู เหมือนเป็นการฟ้องกลายๆว่า 'เราโดนชนจนน้ำเราเหลือครึ่งเเก้วเลยนะ ทั้งสองคนช่วยเราด้วย'

"ไอ้สี" ไอ้เชี่ยสี"

"ทั้งสองคนเรียกเราทำไม"

"กูควรจะทำยังไงกับมึงดีเนีย" ขนมว่าพร้อมกับยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง

ผมผิดอะไรอีกครับเนีย ผมก็เเค่เสียดายน้ำอบเชยที่เพิ่งไปซื้อมาเเล้วยังไม่ได้กินก็เเค่นั้น ของโปรดมาหกเเบบนี้เป็นใครก็ต้องเศร้าใจกันทั้งนั้นเเหละครับ

"ทั้งสองคนไม่เข้าใจ มันเป็นเเก้วสุดท้ายของวันนี้เลยนะ"

"เเม่งเอ้ย! เมื่อไหร่พี่ภูจะมาพามันกลับไปวะ"

ตุลาไม่อ่อนโยนกับผมสักนิด เเล้วไอ้สีหน้าของคนที่เหมือนกับเหนื่อยใจมากๆเเบบนั้น มันหมายความว่ายังไงกัน



"รอนานไหมครับ"

เมื่อได้ยินเสียงทักทายที่คุ้นเคย ผมที่ยืนหันหลังอยู่ก็รีบกลับหลังหันไปมองบุคคลที่มาใหม่ทันที เเต่ยังไม่ทันที่จะตอบอะไรออกไป น้ำเสียงนิ่งๆของคนมาใหม่ก็พาลทำให้รอยยิ้มของผมหุบฉับลงทันที

"เกิดอะไรขึ้นครับ"

"คะ คือ น้ำอบเชยหกใส่เสื้อครับ พอดีคนมันเยอะผมไม่ทันระวัง เลยโดนชนครับ"

พี่ภูผาไม่พูดอะไร ได้เเต่มองเสื้อผมด้วยเเววตานิ่งๆเหมือนคนที่กำลังใช้ความคิด ก่อนจะมองเลยไปยังด้านหลังผมที่มี ขนมกับตุลานั่งอยู่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน ผมเห็นเพียงเเค่พี่ภูผาพยักหน้าสองสามครั้ง ก่อนจะเดินมายืนข้างๆผม


"กลับกันครับ เดี๋ยวเราจะเเวะเข้าไปเก็บของเลยนะครับ"

"ครับ"

ผมหันไปบอกลาเพื่อนๆทั้งสองคน ก่อนจะคว้ากระเป๋าเเละเดินตามพี่ภูผาไปขึ้นรถที่จอดอยู่ใกล้ๆอาคารเรียน


ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงคอนโดของผม ผมขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเพราะรู้สึกเหนียวตัวมากๆ จากนั้นก็มาจัดการรื้อพวกเสื้อผ้า หนังสือ เเละของใช้ที่จำเป็นลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เเละลังกระดาษอีกหนึ่งลัง ตอนเเรกผมกะว่าจะเอาของไปไม่เยอะ เเต่พอหยิบไปหยิบมา มันเยอะจนเหมือนกับว่าผมจะย้ายบ้านไปอยู่กับพี่ภูผาอย่างถาวรซะงั้น


หลังจากที่เก็บของเเละขนของขึ้นรถเสร็จก็ถึงเวลาเดินทางไปยังคอนโดของพี่ภูผาเเล้วครับ การเดินทางครั้งนี้ของผมมันชวนให้ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ก็จะไม่ให้ผมตื่นเต้นยังไงไหวละครับ ผมได้ไปเหยียบห้องของคนที่ชอบเป็นครั้งเเรกเลยนะครับ


แกร๊ก! เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นเป้นสัญญาณที่บอกว่าตอนนี้ประตูห้องได้เปิดเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ผมพยายามระงับความตื่นเต้นของตัวเอง ค่อยๆเดินเข้ามาภายในห้องของพี่ภูผา ผมถอดรองเท้าวางไว้ตรงหน้าประตู ส่วนมือก็ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาหยุดอยู่กลางห้อง เมื่อมาหยุดยืนอยู่กลางห้องของพี่ภูผา ผมก็อดที่จะตื่นตะลึงกับความกว้างของมันไม่ได้ ผมว่าห้องที่ผมอยู่กว้างเเล้วนะ เเต่ห้องของพี่ภูผากว้างยิ่งกว่า มีการเเบ่งโซนชัดเจน มีห้องนอนสองห้อง การตกเเต่งจะเเต่งเเนวเรียบง่าย มินิมอลๆ ทั้งห้องมีเเค่สีเทา ดำ ขาว เท่านั้น

"จะยืนอ้าปากค้างอีกนานไหมครับ"

ผมไม่รู้ว่าตัวเองเผลออ้าปากค้างอย่างที่อีกคนว่าหรือเปล่า เเต่เมื่อได้ยินดังนั้นผมก็เม้มริมฝีปากของตัวเองทันที เเละเป็นตอนที่ผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของคนข้างๆ มันก็ทำให้ผมรับรู้ได้ในทันทีว่า ผมโดนพี่ภูผาเเกล้งอีกเเล้ว 

ผมอมลมไว้ในปาก มองอีกคนด้วยสายตาค้อนๆเเกมงอนนิดๆ เเละเหมือนพี่ภูผาจะรู้ตัว เจ้าตัวจึงเดินมาใกล้ๆ ก่อนจะยื่นนิ้วชี้มาจิ้มเเก้มผม จนลมที่อยู่ในปากค่อยๆหลุดออกมา

"ปกติก็เเก้มอ้วนอยู่เเล้ว ยิ่งอมลมไว้เเบบนี้ยิ่งอ้วนเข้าไปใหญ่"

"ใครแก้มอ้วนกันครับ" ผมกอด อก มองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เอียงหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย อมยิ้มมุมปากนิดๆ ก่อนจะพูดว่า "พี่ภูผาไม่รู้อะไร คนมีแก้มอ่ะน่ารักจะตาย หอมมั่วๆยังไงก็โดน" ผมยักคิ้วไปสองจึ๊กให้คนตรงหน้าหลังจากพูดจบ

ฟอดดดดดด!

"จริงด้วย ขนาดพี่ลองหอมมั่วๆยังโดนเลย" อีกฝ่ายยกยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับยักคิ้วสองจึ๊กกลับมาให้ผม

ส่วนสภาพผมในตอนนี้คือ ทำได้เเค่ยืนอ้าปากค้างพะงาบๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเเบบไม่ทันตั้งตัว นี่ผมเสียเอกราชเเก้มให้พี่ภูผาไปแล้วเหรอเนีย

แก้มผมมันใช่ที่ลองไหมครับเนีย


เเล้วทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงเต้นเเรงขนาดนี้ละ 

ขนม ตุลา ช่วยเราด้วยยยยยยยยยยยยยยยยย~~~

สีเทียนไม่ไหว ใครไหวนำหน้าไปก่อนได้เลยครับ


<<< TBC >>>
ขอบคุณทุกๆคนที่ติดตามและเข้ามาอ่านนะคะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1939
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #53 เมื่อ25-03-2021 21:41:06 »

 :pig4:
 :3123:

ออฟไลน์ Sorrowkung

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #54 เมื่อ25-03-2021 22:39:56 »

 :pighaun:
เริ่มต้นก็หอมแก้มแล้ว คืนนี้ไม่รอดแน่นอน

ออฟไลน์ กัณฐ์ตังค์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #55 เมื่อ14-04-2021 22:53:22 »

สนองนีดเเหละ555555 :-[ :-[ :o8:

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 308
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0
Re: สีเทียนจะปีนภูผา โดย Wallpaper
«ตอบ #56 เมื่อ18-04-2021 14:11:33 »

 :mew1: :-[ :impress2:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด