❊ บุหงารำไป ❊ บทที่ 3 ผู้มาเยือนยามวิกาล [update 19/01/63]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ❊ บุหงารำไป ❊ บทที่ 3 ผู้มาเยือนยามวิกาล [update 19/01/63]  (อ่าน 997 ครั้ง)

ออฟไลน์ RAINYDAY

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1247/-5
    • FB page
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม





-----------------
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2021 18:53:01 โดย RAINYDAY »

ออฟไลน์ RAINYDAY

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1247/-5
    • FB page
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2021 19:45:27 โดย RAINYDAY »

ออฟไลน์ RAINYDAY

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1247/-5
    • FB page
หน้าสารบัญ >> Click <<


❊ บุหงารำไป ❊

บทที่ 1 ดอกไม้กลางคืน





เด็กชายยืนอยู่กลางสะพานใหญ่ มองออกไปยังแม่น้ำสายยาวที่ทอดตัวคดเคี้ยวคล้ายงูยักษ์ตัวดำมะเมื่อม

เงาสะท้อนของจันทร์เต็มดวงบนผิวน้ำกระเพื่อมไหว ริ้วสีเหลืองนวลขยับพลิ้ว แมกไม้ริมธารบ้างโน้มเอียงลงสู่ผิวน้ำเป็นเส้นโค้งอันอ่อนช้อย บ้างแผ่กิ่งก้านเกี่ยวกระหวัดเป็นรูปร่างแปลกตา บ้างยืนหยัดแทงยอดขึ้นสู่ผืนฟ้าอย่างเย่อหยิ่ง กลางแสงจันทร์คืนเพ็ญ ยังเห็นหิ่งห้อยอวดแสงวิบวับดวงเล็ก ๆ ฉวัดเฉวียนอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ริมฝั่ง เกิดเป็นทิวทัศน์งดงามจนแทบลืมหายใจ ผสานกลิ่นอายวังเวงชวนหวาดหวั่น

กลิ่นดอกไม้กลางคืนหอมเย็นโชยมากับลมรำเพย พัดเอาไอเย็นจากแม่น้ำต้องผิวกาย แม้ไม่ใช่ฤดูหนาว แต่เขากลับรู้สึกเย็นเยือกไปถึงกระดูก

เด็กน้อยห่อไหล่ เสื้อผ้าและเส้นผมเปียกชุ่มน้ำแนบลู่ไปกับผิว เนื้อตัวสั่นระริก พยายามข่มความหวาดกลัวที่คล้ายเป็นเงามืดคอยติดตาม ราวกับมีงูยักษ์เลื้อยคลานอย่างเงียบงันในความมืดจดจ้องอยู่ข้างหลัง พร้อมฉกกระชากและลากเขากลับลงไปยังก้นบึ้งดำมืดของแม่น้ำสายนั้นที่แสงจันทร์ไม่อาจส่องถึง

สถานที่แห่งนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย คล้ายกับว่าเคยเจอเรื่องเลวร้ายอันเป็นบาดแผลใหญ่ของชีวิตที่นี่...ในบรรยากาศเช่นนี้ จนจิตใจด้านหนึ่งที่ยังดิ้นรนอยากอยู่ต่อพยายามปฏิเสธจะรับรู้ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริง แต่จิตวิญญาณกลับไม่อาจลืมความหวาดกลัวเหล่านั้นได้ ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นจนเดินต่อไม่ไหว

“กลัว?” เสียงนุ่มนวลเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้าง ปัดเป่าเงามืดสายหนึ่งออกไป ง่ายดายเหมือนเป็นแค่ควันที่ลอยมาแล้วถูกลมพัดหาย

เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มดวงหน้าสะอาดสะอ้าน ไฝเล็ก ๆ บนแก้มซ้ายดูเด่นชัดขึ้นมาบนผิวยามต้องแสงจันทร์ ริมฝีปากอิ่มคล้ายพกพารอยยิ้มบางเบาอยู่ตลอดเวลา ขณะนี้นัยน์ตาดำขลับทอประกายอ่อนโยนทอดไปยังร่างเล็กข้างกาย

เห็นสายตาเช่นนั้น เด็กชายกลับเม้มปาก ส่ายหน้าเร็ว ๆ อย่างไม่ยอมรับ

อีกฝ่ายคลี่ยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะแผ่วเบากับคำตอบที่ขัดกับกิริยาอาการในคราวแรก แต่ไม่ได้เปิดโปงเจ้าตัวเล็ก “หรือว่าหนาว”

‘หนาว’ ฟังดูเข้าทีกว่า ‘กลัว’ ในความคิดของเด็กน้อย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจพยักหน้า

ชายหนุ่มพยักหน้าเออออตามเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว ไม่ได้กล่าวคำใดต่อ เพียงแต่ย่อตัวลง ถอดเสื้อคลุมของตัวเองออก ห่อรอบไหล่เด็กชายไว้ชั้นหนึ่ง ก่อนจะรวบทั้งคนทั้งเสื้อคลุมเข้ามาในอ้อมกอด แล้วอุ้มขึ้นทั้งอย่างนั้น

เสียงนกแสกร้องแทรกเสียงเสียดสีดังหวีดหวิวของกิ่งไม้ยามต้องลม เงาดำที่มองไม่ออกว่าเป็นของอะไรวูบไหวอยู่รอบกาย สิ่งมีชีวิต—หรืออาจจะเคยมีชีวิต—ยามค่ำคืนคล้ายกำลังเคลื่อนตัวเงียบเชียบในเงาไม้ที่แสงจันทร์ส่องไม่ถึง ชะโงกมองพวกเขาด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้

เด็กชายเบือนหน้าหนีจากทิวทัศน์งดงามทว่าแฝงกลิ่นอายความตายเบื้องหน้า ขดตัวในอ้อมแขนชายหนุ่ม เอียงแก้มเย็นเฉียบและเปียกชื้นแนบแผ่นอกอีกฝ่าย

“ไม่หนาวแล้วนะ”

เขาพยักหน้าหงึกหงัก

...อุ่น...

แว่วเสียงหัวเราะเบา ๆ นุ่มหูอีกครั้ง เขาขดตัวลงอีกจนแทบเป็นก้อนกลม จมหายเข้าไปในอ้อมอกนั้น

หอม...

เป็นกลิ่นหอมที่เขาไม่รู้จัก

เมื่อครู่เขาอาจจะกำลังกลัวอยู่จริง ๆ แม้จะไม่ยอมรับ แต่ตอนนี้ก็ไม่กลัวแล้วจริง ๆ

ไม่กลัว และไม่หนาว

“กลับกันเถอะ”

คนผู้นี้อุ้มเขาออกเดิน

เขาหลับตา เงี่ยหูฟังยังคงได้ยินเสียงแมลงกลางคืน เสียงนก เสียงลม เสียงน้ำ เสียงกิ่งไม้ไหว

ทว่าไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า

เขาไม่รู้ว่าจะถูกพาไปที่ใด แต่น่าแปลกที่ความกลัวเมื่อครู่กลับจางหายไปแค่เพียงเขาซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดนี้

จิตใจเขาค่อย ๆ สงบลง

ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าเคลิ้มหลับไปตอนไหน









...หอม...

เป็นกลิ่นหอมที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่เวลาล่วงเลยไปนานหลายปี กลิ่นหอมนี้กลับกลายเป็นคุ้นเคยต่อฆานประสาทอย่างยิ่ง

ดอกไม้แห้ง กำยาน แก่นจันทน์

บุหงารำไป

เขาลืมตาขึ้นในแสงสลัวของคืนเพ็ญ ม่านตรงหน้าต่างกระจกข้างเตียงไม่ได้ปิดไว้ มองออกไปเห็นผืนฟ้าประดับดาวล้อมดวงจันทร์กลมโตลอยเด่น ครั้นเลื่อนสายตาลงมา มองเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้แสงจันทร์สีเงินยวง

เด็กหนุ่มขยับตัวขึ้นนั่ง จับจ้องแผ่นหลังคุ้นตาจนครู่ใหญ่ผ่านไป

คนคนนั้นคล้ายรู้ตัวว่ากำลังถูกมอง ดวงหน้าสะอาดสะอ้านหันกลับมาทางนี้ ริมฝีปากคล้ายประดับรอยยิ้มบางเบาเช่นทุกที ผิวขาวต้องแสงจันทร์ชวนให้เคลิบเคลิ้ม คล้ายกับคืนที่ได้พบกันครั้งแรก

เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มกว้าง เอื้อมมือเปิดหน้าต่างกระจก แขนขาที่เริ่มยาวเก้งก้างกลับทำให้ปีนหน้าต่างและกระโจนออกไปได้ง่ายขึ้น ไม่ถึงนาทีก็ไปยืนยิ้มเผล่อยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย

“อาจารย์” เขาทำเสียงอ่อนออเซาะ ด้วยรู้ว่าอาจจะโดนดุเอาได้จากพฤติกรรมเมื่อครู่

อีกฝ่ายคล้ายรู้ทัน แต่ไม่ได้เปิดโปงอีกเช่นเคย ทำเพียงส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างอ่อนใจ

“ทำไมยังไม่นอนครับ” ไหน ๆ ไม่ถูกว่ากล่าว จึงถือโอกาสเปลี่ยนเรื่องพลางขยับเข้าไปใกล้ ได้กลิ่นหอมคุ้นเคยอันชวนให้ใจสงบ

“พระจันทร์สวย อยู่ว่าง ๆ เลยออกมาดูสักหน่อย”

เขาพยักหน้าเห็นด้วย

ที่ว่า อยู่ว่าง ๆ นั้น ไม่ใช่แค่คำกล่าวลอย ๆ แต่อย่างใด หากจะจัดอันดับศิษย์อาจารย์ที่ว่างที่สุดในโลก พวกเขาต้องติดอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย นับจากวันที่เขา ตาย ไปแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนอาจารย์จะพาเขาที่เนื้อตัวเปียกปอนขึ้นมาจากริมน้ำ ดึงเขาออกจากความเหน็บหนาวและมืดมิดซึ่งราวกับจะไร้ที่สิ้นสุด อุ้มเขาเดินข้ามสะพานออกจากสถานที่แห่งนั้น...สถานที่ซึ่งแสงแห่งชีวิตของเขาดับมอดลงอย่างเงียบงันและอ้างว้างเมื่อหลายปีก่อน

ความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตก่อนของเขาเลือนราง และคาดว่าความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตก่อนหน้านี้ของอาจารย์—หากคนผู้นั้นมีช่วงเวลาที่เรียกว่าชีวิตก่อนหน้านี้—คงจะเลือนรางเช่นกัน หรือไม่อีกฝ่ายก็ปกปิดมันไว้เป็นอย่างดี เพราะตลอดเวลาหลายปีที่เขาติดตามคนผู้นี้ กินนอนใช้ชีวิตร่วมกัน ก็ยังไม่เคยได้รู้แน่ชัดว่าเดิมทีอีกฝ่ายเป็นใคร มาจากไหน มีชีวิตอยู่มานานเท่าไรแล้ว

ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อที่แท้จริง

สิ่งที่รู้คือเขาแทบไม่รู้อะไรเลย

เขาเองจำชื่อตัวเองไม่ได้ แต่อาจารย์เรียกเขาว่า ‘รำไป’

อาจารย์บอกว่า รำไป เป็นภาษาชวา หมายถึง ผสมสิ่งต่าง ๆ หลาย ๆ อย่าง

ครั้นถามว่าทำไมถึงผสมสิ่งต่าง ๆ หลาย ๆ อย่าง อาจารย์กลับเพียงแต่ยิ้มแล้วกล่าว “ก็ผสม ๆ สิ่งต่าง ๆ หลายอย่าง จึงออกมาเป็นรำไป” โดยไม่อธิบายเพิ่ม

ส่วนชื่อของอาจารย์เองนั้นกลับยิ่งลึกลับซับซ้อน ทว่าความลึกลับทั้งปวง สุดท้ายจบที่คำเดียวว่า “ไม่รู้สิ”

“แล้วต้องเรียกกันอย่างไร” เขาเคยถาม

“รำไปเรียกแทนตัวเองว่า ผม ก็ได้” อาจารย์อุ้มเขาเมื่อครั้งยังตัวเล็กแกร็นกว่านี้ขึ้นนั่งตัก สองมืออ้อมมากอดเขาไว้หลวม ๆ “ส่วนฉันจะเรียกเธอว่า รำไป” ว่าแล้วก็หัวเราะคิก ก้มลงจนหน้าผากซบบนกระหม่อมของเขา กลิ่นหอมจรุงลอยเตะจมูก

“ผม” เขาลองออกเสียงตาม พบว่าสะดวกปากดีเหมือนกัน “ผม จะเรียกเธอว่าอะไร” เขาถาม

“เรียกฉันว่า เธอ ไม่ได้สิ” อีกฝ่ายแย้ง

“ถ้าอย่างนั้น ชื่อล่ะ”

ชายหนุ่มทำท่าครุ่นคิด

“ไม่มีเหมือนกันหรือ?”

“ไม่รู้สิ”

เกิดความเงียบอึดใจหนึ่ง สุดท้ายเป็นคนโตกว่าที่เอ่ยปากก่อน “เรียกว่า อาจารย์ ก็ได้”

“อาจารย์?” เขาแหงนหน้าขึ้นมอง

ใบหน้าของคนด้านหลังก็กำลังก้มลงมองเขาอยู่เช่นกัน รอยยิ้มละไมกับไฝเม็ดเล็กบนแก้มซ้ายปรากฏชัดในลานสายตา

“ใช่ อาจารย์” ฝ่ายนั้นว่า “เป็นลูกศิษย์ฉันไม่ดีหรือ? เป็นเจ้าหนูรำไปตัวน้อย ๆ”

“ผสมสิ่งต่าง ๆ หลาย ๆ อย่าง” เขาเอ่ยทวนความหมายชื่อตัวเองที่เพิ่งได้รับ รู้สึกมันฟังดูประหลาดพิกล แต่อีกฝ่ายกลับดีอกดีใจ ทำท่าทางเอ็นดูเขาประหนึ่งเห็นเป็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อย ๆ โน้มหน้าแนบแก้มลงกลางศีรษะเขาแล้วถูไปมาเบา ๆ กลิ่นหอมจางยิ่งชัดเจนในความชิดใกล้

“...หอม” เขาพึมพำ เอนตัวซบแนบอกอีกฝ่าย อย่างที่เคยทำเมื่อครั้งฝ่ายนั้นอุ้มเขากลับมา ลองเอ่ยปากเรียกเบา ๆ “...อาจารย์ อาจารย์”

เรียกไม่ยาก คล่องปากกว่าที่คิด ฟังดูเข้าทีอยู่เหมือนกัน

“อาจารย์” เขาเอ่ยซ้ำ ราวกับกำลังสะกดจิตตัวเอง

“อืม” คนตั้งตนเองเป็นอาจารย์ส่งเสียงพออกพอใจในลำคอ หยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ลักษณะเป็นห่อผ้าโปร่งเล็ก ๆ มีวัตถุสีน้ำตาล เหลือง แดง ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ข้างใน ด้านบนมีปมเชือกปมน้อย ปล่อยปลายเชือกร้อยหินสีอันจ้อยแกว่งไปมา ดูน่ารักน่ามองอย่างยิ่ง

เมื่ออาจารย์ยื่นมันเข้ามาใกล้ใบหน้าเขา กลิ่นหอมกรุ่นก็โชยจากห่อผ้านั้น

เป็นกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนร่างกายอีกฝ่าย

“อันนี้ฉัน...อืม...อาจารย์ให้”

เขารับมาจ้องมอง ยื่นจมูกเข้าไปดมกลิ่นของมันใกล้ขึ้นอีก “หอม..”

“ใช่ไหมล่ะ”

“มันคืออะไร”

“พูดเพราะ ๆ หน่อยสิ”

“เพราะ ๆ แบบไหน”

ชายหนุ่มถอนใจ กอดเขาหมับจนแน่นครั้งหนึ่งเหมือนมันเขี้ยวเหลือประมาณแล้วค่อยคลายมือออก พึมพำกับตัวเองว่า “คงต้องค่อย ๆ สอนกันไป” จากนั้นเริ่มต้นบทเรียนแรกในฐานะศิษย์อาจารย์ ว่าด้วยเรื่อง ‘การพูดกับอาจารย์เพราะ ๆ’

สอนกันไปมายาวเหยียด สุดท้ายผลงานนับว่าเป็นที่น่าพอใจ

“เข้าใจแล้วครับ” รำไปผงกศีรษะอย่างว่าง่าย กล่าวคำลงท้ายไพเราะรื่นหู เอนตัวซบอาจารย์อีกครั้งอย่างออดอ้อน ไออุ่นและกลิ่นหอมที่ติดตามร่างกายอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกสบายใจ

“สิ่งนี้คืออะไรครับ” เขาถามอีกครั้ง ชูถุงเล็ก ๆ ในมือขึ้นมา สายตาจับจ้องใบหน้าอาจารย์อย่างรอคอยคำตอบ

“บุหงารำไป” อาจารย์กล่าว อธิบายเพิ่มช้า ๆ “บุหงาคือดอกไม้ ส่วนรำไป—”

“คือผสมสิ่งต่าง ๆ หลาย ๆ อย่าง” เขาเจื้อยแจ้วต่อให้ จำความหมายชื่อตัวเองที่ได้รับมาจนขึ้นใจ

“ใช่” อาจารย์คลี่ยิ้ม “ดังนั้นบุหงารำไป คือเอาดอกไม้หลาย ๆ อย่างมารวมกัน ปรุง อบร่ำด้วยเครื่องหอมต่าง ๆ”

ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาชอบมันมาก

“เอาไว้จะทำให้อีก”

รำไปพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น ถามต่อด้วยแววตาเป็นประกาย

“อาจารย์ไม่มีชื่อจริง ๆ หรือ?”

อาจารย์เงียบไปครู่หนึ่ง จึงค่อยคลี่ยิ้มน้อย ๆ

งดงาม สงบนิ่ง เศร้าสร้อย ปล่อยวาง หรือไม่แยแส เขาไม่รู้ควรตีความรอยยิ้มนั้นอย่างไร

“ชื่อจริง ๆ นั้นลืมไปแล้ว” อาจารย์ตอบเสียงเบา เหมือนเพียงแค่เอ่ยกับตัวเอง เงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ซ่อนอยู่หลังเมฆครึ่งดวง “บางทีอาจไม่มีก็ได้ มีแต่ชื่อที่คนอื่นเรียก”

เขาจับจ้องใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายนิ่งงัน

ราวกับห้วงเวลาของพวกเขาทั้งสองหยุดนิ่งลงชั่วขณะ แม้ลมยังรำเพยพัด แต่ถ้อยคำถูกกลืนหายไปกับเสียงหรีดหริ่งเรไร

“แต่ช่างเถอะ” ครู่หนึ่งเจ้าตัวก็หันกลับมายิ้มอ่อนโยนดังเดิม “ไม่ต้องมีก็ได้”

“บุหงา” เขากระซิบแผ่วเบา

“หืม?”

“เปล่าครับ” รำไปวาดรอยยิ้มกลับ จับจ้องดวงหน้านวลกระจ่างของอีกฝ่ายไม่วางตา “ไม่มีอะไร”

โกหกตาใสเป็นเช่นนี้เอง

ไม่สิ...ถ้าไว้ค่อยบอกวันหลัง ก็อาจไม่นับว่าโกหกกระมัง





✣✾✣✾✣✾✣



โปรดติดตามตอนต่อไป



------------------------



สวัสดีค่ะ RainyDay เองค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ จริง ๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยลงนิยายในเล้า แต่หายไปอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนี้กลับมาพร้อมกับเรื่องใหม่ค่ะ เขียนมาได้สักพัก มีเก็บไว้ 12-13 ตอน ดังนั้นน่าจะลงได้สม่ำเสมอระยะหนึ่งค่ะ (ส่วนหลังจากนั้นคือตามสภาพสารร่าง ฮา) ตอนแรกที่ไม่ได้มาลงเล้าเพราะล็อคอินไม่ได้ นึกว่าไม่ได้เข้านานจนโดนลบแอคเคานท์ไปแล้ว ปรากฏลงดูอีกทียังเข้าได้อยู่ น้ำตาจะไหลค่ะ

ธีมเรื่องเป็นแฟนตาซี เมะลูกหมายักษ์ เคะแก่ (แก่มาก ๆ) คาบเกี่ยวอดีตและปัจจุบันอยู่หน่อย ๆ เพราะความแก่ของตัวละคร--แค่ก ๆ และ shapeshifter ค่ะ
ดังนั้นถึงแม้ชื่อเรื่องจะเป็น "บุหงารำไป" แต่โพสิชั่นจริง คือ "รำไปบุหงา" นะคะ 5555


ของแถมท้ายตอน คุณอาจารย์(ที่แอบโดนเรียกว่าบุหงา)ของเจ้าเด็กน้อยค่ะ ได้มีนายเอกผมยาวกับเขาบ้างสักที (เราแพ้พวกไฝบนหน้ามาก ๆ เลยค่ะ ใจบาง)


ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ พบกันตอนหน้าค่า  ^__^

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-01-2021 15:29:48 โดย RAINYDAY »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ BlueCherries

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4093
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-17
rainyday การันตีผลงาน

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 464
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-0
รอนานมากกกกก นึกว่าจะไม่เขียนนิยายแล้ว
ชอบทุกเรื่องเลย โดยเฉพาะเรื่อง แมว หมา ดอกไม้และพี่ชายข้างบ้าน :mew1:

มาต่อไวๆ น๊าาาาาา :impress2:

สวัสดีปีใหม่นะครับ :L2:

ออฟไลน์ RAINYDAY

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1247/-5
    • FB page
หน้าสารบัญ >> Click <<


บทที่ 2 จันทร์วันอมาวสี

 

ใกล้รุ่งสางแล้ว

เขาก้มลงมอง สิ่ง ที่อยู่ในอ้อมแขน ขณะจมอยู่ในห้วงความคิด

เมื่อสักครู่ใหญ่ก่อนหน้านี้ ที่ตนกอดอยู่ยังเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง ขดตัวชิดแผ่นอกเขาแนบแน่น มือเล็ก ๆ กำเสื้อคลุมของเขาที่ห่อร่างเจ้าตัวเอาไว้ไม่ปล่อย ยามเขาขยับตัวเตรียมวางร่างน้อย ๆ นั้นลง อีกฝ่ายกลับทำท่าทางคล้ายผวาหาที่ยึดเกาะทั้งยังไม่ลืมตา ท่าทางน่าสงสารเช่นนั้นชวนให้ใจอ่อนจนขนาดจะปล่อยมือวางลงบนเตียงยังทำไม่ลง

ทว่าร่างเด็กน้อยในคราวแรก บัดนี้กลับกลายเป็นก้อนขนมอมแมมกระหย่อมหนึ่งซึ่งถูกผ้าห่อไว้ เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เจ้าตัวสวมอยู่ก่อนหน้า เมื่อขนาดร่างกายย่อเล็กลง ก็ร่วงร่นลงไปกองอยู่กลางลำตัวที่ปกคลุมไปด้วยขนสัตว์เปรอะโคลน

ครั้นเพ่งสายตาดูให้ดี ใต้คราบดินโคลนหนาเตอะจนเห็นเป็นสีเทาบ้าง ดำบ้าง เลอะเทอะกระดำกระด่าง ยังพอสังเกตเห็นสีแท้จริงของเส้นขนเล็กละเอียดเหล่านั้น

สีเงิน?

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ รู้สึกผิดคาดอยู่บ้าง แม้ใคร่ครวญแล้วก็ยังมีความเป็นไปได้ เขาเองใช่ว่าไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิต—เรียกสิ่งมีชีวิตคงพอไหว—ลักษณะนี้มาก่อน เพียงแต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเป็นตัวเองที่อุ้มกลับมาหน้าตาเฉย

ก้อนขนในอ้อมแขนส่งเสียง “งี้ด” เบา ๆ จมูกเล็ก ๆ เปื้อนโคลนแห้งกรังยื่นออกมาจากเสื้อคลุม น่าเอ็นดูจนอดใจไม่อยู่ เผลอยื่นนิ้วไปเขี่ย

เจ้าตัวน้อยพลันทำจมูกฟุดฟิดอย่างน่ามันเขี้ยว

เขาหัวเราะแผ่วในลำคอ

เอาเถอะ พากลับมาแล้ว คงมีแต่ต้องรับผิดชอบ

แสงทองเริ่มจับกลีบเมฆทางทิศตะวันออก ท้องฟ้าฟากหนึ่งสว่างขึ้นทีละน้อย อรุณรุ่งที่แสนธรรมดาสามัญอีกวันหนึ่งเริ่มต้นขึ้นเช่นนี้

ชายหนุ่มค่อย ๆ ลุกยืน อุ้มร่างเล็กกระจ้อยร่อยแนบอกไปด้วย เดินออกจากบ้านตรงไปยังลำธารใกล้ ๆ ยามนี้คิดแต่ว่าจะเป็นตัวอะไรก็ต้องจับอาบน้ำให้สะอาดเสียหน่อยจึงพอดูออก

หูข้างหนึ่งของเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนโผล่พ้นผืนผ้าออกมา แสงสว่างยามเช้าทำให้เห็นดินโคลนหนาเตอะที่พอกอยู่ชัดขึ้น เมื่อเขี่ยผ้าออกดู พบว่าข้างในนั้นสภาพดูไม่ได้ยิ่งกว่าคาด เหมือนเขาไปเก็บก้อนดินจากริมแม่น้ำมาห่อไว้แล้วอุ้มกลับบ้าน ตอนยังเป็นเด็กน้อยเมื่อคืนก็ไม่ทันสังเกตว่าจะมอมแมมขนาดนี้แท้ ๆ

เขาเม้มปาก ท่าทางจะไม่ใช่งานง่ายแล้ว

ลมอ่อนสายหนึ่งโชยต้องผิว อากาศกำลังสบาย

หูเล็ก ๆ ข้างนั้นกระดิกสองสามครั้ง เศษโคลนแห้งกรังร่วงกราว

เห็นแล้วทนไม่ได้เอาจริง ๆ!

ชายหนุ่มมุ่งมั่นอยู่ในใจ เป้าหมายของวันนี้ ต่อให้ต้องถลกหนัง ก็ต้องขัดสีฉวีวรรณเจ้าตัวซกมกนี่ให้สะอาดเอี่ยมให้ได้!

 

เวลาเกือบทั้งครึ่งเช้า ถูกใช้ไปกับการอาบน้ำลูกสัตว์อะไรสักอย่างด้วยประการฉะนี้ หลังจับล้างเนื้อตัวไปสามน้ำแล้ว สภาพค่อยพอดูได้ขึ้นมาบ้าง

ขนสีเงินล้อแสงแดดที่ทอทอดผ่านยอดไม้ มันเรียบลู่ไปกับลำตัวผอมแห้ง ยิ่งเปียกน้ำยิ่งเห็นชัดว่าเจ้าเด็กน้อย—เจ้าลูกสุนัขน้อยตัวนี้ ขนาดร่างกายเล็กจ้อยขนาดไหน มีเพียงท่อนขาหน้าหลังและอุ้งเท้าสีชมพูขนาดใหญ่เทียบกับสัดส่วนร่างกาย ที่ทำให้นึกคาดเดาคร่าว ๆ ได้ว่าหากเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ดี อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ วันหน้าคงกลายเป็นหมาป่าตัวใหญ่ที่งดงามมากทีเดียว

ขณะครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อย มือก็ยังทำงานต่อ ชายหนุ่มอุ้มเจ้าลูกหมาแช่น้ำรอบสุดท้าย จับแกว่งไปมา เกือบจะเข้าข่ายกลั่นแกล้งอยู่เล็กน้อย

เจ้าเด็กขี้เซาไม่มีทีท่าจะตื่นสักนิด มีแค่บางครั้งหากไปแตะถูกแผลตามขาหรือท้องเข้าจึงค่อยสะดุ้ง ส่งเสียงร้องหงิงอย่างน่าสงสาร เมื่อแหวกขนดูตามเนื้อตัวโดยละเอียด ก็พบว่ามีรอยขีดข่วนน้อยใหญ่อยู่จำนวนหนึ่ง บางส่วนคล้ายแผลใหม่ บางจุดก็เป็นแผลที่ใกล้หาย ไม่รู้ไปโดนอะไรมาเยอะแยะนัก

กระทั่งถูกเขาจับอาบน้ำจนเนื้อตัวสะอาดสะอ้านอย่างกับเป็นคนละตัวกับตอนแรก เจ้าลูกหมาก็ยังเคลิ้มหลับบต่อได้อีก จนถูกจับเช็ดตัว หรือจะถูกแกล้งจับพาดราวไม้เหมือนตากผ้า ก็ยังคงหนักแน่นในการนอน หลับปุ๋ยอย่างกับซ้อมตาย ท่าทางคงจะเพลียไม่น้อย ระหว่างเจ้าตัวเล็กหลับไม่รู้เรื่อง ยังโดนเขาแกล้งบีบจมูก นวดแก้ม เกาพุงแฟบ ๆ ไปหลายหน

ชายหนุ่มหัวเราะ หันไปค้นกุกกักในลิ้นชักใกล้ ๆ คว้าได้ถุงบุหงารำไปขึ้นมาอันหนึ่ง จับพลิกไปมาเห็นว่าสภาพพอใช้การได้ จึงเอาเชือกร้อยแล้วลองคล้องรอบข้อเท้าหน้าของเจ้าหมาน้อยที่หลับเป็นตายเอาไว้หลวม ๆ ส่วนตัวเองขยับออกมานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ไม่ไกล คว้าหนังสือนิยายร่วมสมัยมาเอกเขนกอ่านพลางลอบสังเกตอีกฝ่ายไปด้วย

เกือบสามชั่วโมงผ่านไป อ่านนิยายได้ราวครึ่งเล่ม จากหางตาเห็นการเปลี่ยนแปลงบนร่างกายเจ้าตัวเล็ก

เขาวางหนังสือลง หันไปนั่งมองอีกฝ่ายอย่างตั้งอกตั้งใจ

ขนสีเงินที่ปกคลุมร่างกายราวกับจะเรืองแสงขึ้นมาแวบหนึ่ง จากนั้นค่อย ๆ เลือนหายช้า ๆ

ศีรษะและใบหน้าของลูกสุนัขกลับเปลี่ยนรูปร่างและสีสันไปจนกลายเป็นดวงหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กชาย ศีรษะปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำ เหมือนอย่างตอนพวกเขาพบกันครั้งแรก พร้อมกับที่ขาหน้าและขาหลังเปลี่ยนรูปร่างเป็นแขนขาอย่างมนุษย์ ข้อมือข้างซ้ายของเด็กชายมีเชือกห้อยบุหงารำไปห่อเล็ก ๆ คล้องอยู่

อีกครู่ใหญ่หลังจากนั้น กลีบดอกไม้แห้งในถุงผ้าโปร่งที่ข้อมือเด็กชายกลับป่นลงเงียบ ๆ จนกลายเป็นผงในท้ายที่สุด มองเผิน ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบคล้ายเป็นภาพถ่ายวิดีโอที่ถูกเร่งความเร็วเพื่อให้เห็นการเสื่อมสลายของสสารชัดเจนขึ้น ใช้เวลาไม่นาน กลีบดอกไม้ในถุงนั้นก็กลายเป็นผุยผง บางส่วนยังรั่วออกทางรูเล็ก ๆ ของผ้าโปร่งแล้วปลิวหายไปกับสายลม

ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบคาง จ้องมองภาพเบื้องหน้า แววตาครุ่นคิด

ดูเหมือนจะเก็บเด็กที่ไม่ธรรมดาเอามาก ๆ มาเสียแล้ว

 
 
✣✾✣✾✣✾✣



รำไปมีร่างกายสองแบบ

นั่นเป็นเรื่องที่เด็กชายได้รู้เกี่ยวกับตัวเอง หลังจากใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์ได้สักระยะหนึ่ง

ครั้งแรกนั้น—เขายังไม่ทันรู้ตัว—เป็นอาจารย์ที่มาเล่าให้ฟังในภายหลัง เกี่ยวกับขนสีเงินของเขาที่เปรอะเปื้อนโคลนเปียกแล้วไม่ได้ทำความสะอาดให้ดีจนมันแห้งติดเป็นสังกะตัง

ขน...ใช่แล้ว ขน

ขนสัตว์

อาจารย์กล่าวว่ามันพันกันอีนุงตุงนังไปหมด แล้วยังสกปรกจนทนดูไม่ได้ ต้องจับอาบน้ำอยู่นานมากกว่าจะสะอาดเอี่ยมเป็นที่น่าพอใจ และทั้งที่จับขัดถูเนื้อตัวอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาก็ยังแทบไม่ตื่นเต็มตาขึ้นมาเลย กระทั่งหลังเสร็จสิ้นกระบวนความ ยังหลับไปอีกหนึ่งวันเต็ม ๆ

แต่หลังจากนั้น เป็นอาจารย์อีกเช่นกันที่กล่าวว่าขนของเขานุ่มมาก สีสวยมาก เหมือนแสงของพระจันทร์

รำไปได้ยินแล้วดีใจจนหางนุ่มฟูโบกไปมาอย่างควบคุมไม่ได้...และเริ่มเรียนรู้ความรู้สึกบางอย่างที่น่าจะเป็น...ความเขินอาย

ส่วนใหญ่เขาอยู่ในร่างกายที่มีสองแขน สองขา เหมือนกับอาจารย์ เดิน วิ่ง หยิบจับสิ่งของ เคลื่อนไหวแบบเดียวกัน รู้สึกว่าตนเองควบคุมการแสดงออกของร่างกายในรูปลักษณ์แบบเดียวกับอาจารย์ได้ดีกว่าร่างสัตว์สี่ขาขนฟูซึ่งถูกเรียกว่าเจ้าลูกหมาน้อย ที่หูคอยจะกระดิก และหางคอยจะโบกไหวทุกครั้งที่เข้าใกล้ฝ่ายนั้น

เขาควบคุมการเปลี่ยนแปลงไปมาของร่างกายตัวเองไม่ได้

แต่อาจารย์บอกว่าอีกหน่อยเขาจะทำได้

“ระหว่างนี้ก็ห้อยเจ้านี่ไว้”

เขาก้มลงมองตาม มันเป็นถุงดอกไม้หอมบุหงารำไปที่เล็กกว่าปกติ ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือเท่านั้น คล้องด้วยเชือกถักสีแดงทำเป็นสร้อยแขวนคอ

เขากุมมันไว้ในมือ มองอีกฝ่ายด้วยตาเป็นประกาย “สิ่งนี้ช่วยให้ผมอยู่ในร่างที่ต้องการได้หรือครับ”

อาจารย์ยักไหล่ “หอมดี” ทำท่าทางอย่างกับว่า ประโยชน์ของมันก็มีแค่หอมเท่านั้นละ

แต่หลังจากนั้น ก็ดูเหมือนว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ในร่างกายแบบมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ติดสอยห้อยตามอาจารย์ด้วยร่างเด็กมนุษย์ ใช้ชีวิตในบ้านต้นไม้ใกล้ลำธารต้นน้ำอย่างมีความสุขจนแทบลืมวันเวลา

อาจารย์เรียกที่แห่งนี้ว่าบ้านต้นไม้ เนื่องด้วยตัวบ้านที่ดูเหมือนจะสร้างจากไม้ปนอิฐฝั่งหนึ่งนั้นแทบจะถูกกลืนไปกับต้นไม้ใหญ่สองหรือสามต้นรอบ ๆ กิ่งก้านของพวกมันกอดเกี่ยวกันไปมาหนาแน่น เขาพยายามเพ่งดูก็ยังแยกไม่ค่อยออก แต่เดาว่าน่าจะเป็นสามต้น

ในบ้านหลังนั้น แรกเริ่มเดิมที อาจารย์จัดห้องเล็กแยกไว้ให้เขา สำหรับเป็นห้องนอนส่วนตัว

แต่คืนเดือนดับคืนหนึ่ง รำไปเข้านอนด้วยร่างเด็กชายมนุษย์อายุราวหกถึงเจ็ดขวบ แต่แล้วกลับสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกในร่างลูกสุนัขขนฟู เสื้อผ้าร่วงลงไปกองที่สะโพก

ข้างนอกลมพัดแรงจนได้ยินเสียงลมอื้ออึงเข้ามาถึงในห้อง ท่าทางเหมือนกำลังจะมีพายุฝน

เขาเหลียวมองซ้ายขวา รู้สึกไม่สบายใจนัก กระโจนแผล็วลงจากเตียง วิ่งเหยาะ ๆ ออกจากห้องตัวเอง แล้วไปตะกุยประตูห้องอาจารย์ ร้องงี้ดไปด้วยไม่หยุด กระทั่งประตูบานนั้นเปิดออก

“...รำไป?” เสียงชายหนุ่มงัวเงีย มือหนึ่งขยี้ตา อีกมือผลักบานประตูให้เปิดกว้าง จากนั้นย่อตัวลง พอดีกับที่เขากระโจนใส่อีกฝ่าย
แม้จะมีท่าทางง่วงงุน แต่อาจารย์ก็อ้าแขนรับตัวเขาไว้ได้พอดิบพอดี

“ทำไมไม่นอน”

เขาอยากจะตอบว่า ‘ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ขอนอนด้วยได้ไหมครับ’ แต่กลับมีเพียงเสียง “งี้ด ๆ” ออกจากปาก หางเป็นพวงส่ายไปมาอย่างยากจะห้าม

ทว่าอาจารย์ดูเหมือนจะเข้าใจ ก้มมองเขาครู่หนึ่งอย่างพิจารณา สุดท้ายโคลงศีรษะเบา ๆ อุ้มเขาลุกขึ้นยืนแล้วปิดประตูไว้ดังเดิม พากลับไปที่เตียงด้วยกัน วางเขาไว้ด้านในก่อนจะขยับตามขึ้นมา เอนตัวลงนอนด้านข้าง

กลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นที่ชวนให้ใจสงบลอยบางเบาใต้ปลายจมูก ไม่รู้ว่ามาจากเครื่องนอนหรือจากร่างกายอีกฝ่าย

รำไปขยับตัวเข้าใกล้อาจารย์ ยื่นศีรษะมุดลอดแขนชายหนุ่ม ดันหน้าผากถูเบา ๆ ใต้คางคงที่กำลังตาปรือใกล้หลับเต็มที ท่าทางเช่นนี้รู้สึกเหมือนถูกกอดจึงค่อยสบายใจขึ้น ก่อนเขาจะถูกกอดจริง ๆ เมื่ออาจารย์ขยับแขนโอบรอบหลังเขา ลูบไปมาแผ่วเบาพลางพึมพำว่า “เด็กดี นอนได้แล้ว”

หางฟูฟ่องของเขาฟาดลงบนเตียงดังตุบ ๆ อย่างพออกพอใจ จากนั้นค่อยขยับช้าลง...ช้าลง... กระทั่งนิ่งสนิท เมื่อพวกเขาเคลิ้มหลับไปในที่สุด
 
 
รุ่งเช้าวันถัดมา รำไปตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างเด็กมนุษย์ดังเดิม

เขารู้สึกหนาวเล็กน้อย จึงขยับตัวเบียดเข้าหาความอบอุ่นจากร่างกายด้านข้างให้มากขึ้น แอบหรี่ตามองเห็นว่าอีกฝ่ายยังหลับอยู่

ลมหายใจสม่ำเสมอ แพขนตายาวสีดำสนิททาบลงบนผิวขาวนวล ใต้ลงมามีไฝเม็ดเล็ก ๆ บนปรางแก้มซ้าย ปลายเส้นผมดำขลับคลอเคลียอยู่แถวต้นคอ

รำไปเพิ่งสังเกตว่าที่ลำคออีกฝ่ายยังมีไฝอีกหนึ่งจุด มองดูน่ารักเป็นอย่างยิ่งบนผิวเนียนละเอียดนั้น

กำลังมองอยู่เพลิน ๆ อีกฝ่ายกลับลืมตาขึ้นมาพอดี

ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบาง ยกมือขึ้นยีผมเขาเบา ๆ “อ๊ะ เป็นสีดำแล้ว”

เด็กชายจ้องอาจารย์ตาแป๋ว เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงเส้นผมสีดำในร่างคน และเส้นขนสีเงินในร่างสุนัข

“อาจารย์ชอบสีดำหรือสีเงิน” เด็กชายถาม น้ำเสียงประจบแกมซุกซน

ชายหนุ่มเพียงหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ตอบ

รำไปไม่เซ้าซี้เรื่องเดิม แต่ถามคำถามใหม่ที่คาใจมาสักพักหนึ่งแล้ว

“อาจารย์ก็มีสองร่างเหมือนกันหรือเปล่าครับ” เขาไม่เคยเห็นอีกร่างหนึ่งของอาจารย์เลย แต่คิดไปเองว่าหากเขามีร่าง ‘เจ้าหมาน้อย’ บางทีอาจารย์อาจมีเหมือนกันก็ได้

ทว่าอีกฝ่ายกลับโคลงศีรษะ

“ไม่เชิง”

“ไม่เชิงยังไงครับ”

“อืม จะว่าอย่างไรดี” ชายหนุ่มทำท่าทางครุ่นคิด พยายามเลือกคำเหมาะ ๆ ที่เข้าใจง่าย “ตอนนี้เราอยู่ในร่างกายที่เรียกว่ามนุษย์ใช่ไหม ส่วนของรำไปก็มีอีกร่างที่เป็นเจ้าตัวน้อยขนฟู แต่ว่าของอาจารย์น่ะเป็นอีกอย่าง”

เด็กชายพลิกตัวนอนคว่ำ เอียงคอเกยบนแขนอีกฝ่าย รอฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

“...ของอาจารย์มันเหมือนกับว่ามีสองแบบ คือ มีร่างเนื้อ หรือไม่มีร่างเนื้อ”

รำไปกะพริบตาปริบ ๆ พยายามทำความเข้าใจแต่ไม่สำเร็จ

“ดังนั้นอีกร่างจึงเป็นแบบจับต้องไม่ได้” ชายหนุ่มอธิบายเพิ่ม

“เอ๋?”

“อะไรประมาณนั้น” ว่าพลางทำท่าเออออกับตัวเอง

เจ้าตัวน้อยได้แต่อ้าปากหวอ นึกไม่ออกว่าจะเริ่มถามต่อตรงไหนดี จับเจอใจความแค่ว่าอาจารย์มีอีกร่างที่จับต้องไม่ได้ พลันรู้สึกว่าให้มีแค่ร่างเดียวที่จับต้องได้แบบนี้น่าจะดีกว่า

“เอาล่ะ!” คนโตกว่าตัดบทตรงนั้น ดึงแขนสองข้างของเด็กชายแล้วหิ้วปีกให้ลุกขึ้นมานั่ง

เห็นสภาพลูกศิษย์ที่เนื้อตัวเปล่าเปลือยนั่งจ๋องบนเตียงเขา ทั้งร่างมีแค่สร้อยถักคล้องถุงบุหงารำไปห้อยคอ แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ หากมีแขกไม่ได้รับเชิญบังเอิญมาเห็นภาพเช่นนี้เข้า เกรงว่าเขาจะถูกลากตัวเข้าคุกตามกฎหมายยุคปัจจุบันข้อหากระทำอนาจารผู้เยาว์เข้าแล้ว

ถูกจ้องมองเช่นนั้น จู่ ๆ รำไปก็รู้สึกเขินขึ้นมา ใบหน้าร้อนอยู่นิดหน่อย ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว พลางอ้อมแอ้มบอก “เมื่อคืนผมกังวลเกินไปหน่อย เลยมาตัวเปล่า”
 
ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ไม่ถือสาหาความ ลุกจากเตียงก่อน พลางบอกให้เขารีบแต่งตัวดี ๆ แล้วตามออกไป
“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว วันนี้มาหัดคัดลายมือกันต่อ”

รำไปพยักหน้าขึงขัง รวบผ้าผวยห่อรอบตัวเองแล้วปีนตามลงจากเตียง วิ่งตื๋อกลับห้อง เป็นเด็กดีไม่มีอิดออดแม้แต่น้อย

ฝึกคัดลายมือกับอาจารย์เป็นเรื่องที่เขารอคอย เพราะอีกฝ่ายมักจะอุ้มเขานั่งตัก อ้อมแขนโอบรอบตัวเขาจากด้านหลัง และจับมือค่อย ๆ ฝึกเขียนหนังสือทีละตัว กลิ่นดอกไม้อ่อนละมุนโชยต้องจมูกทุกครั้งที่ชิดใกล้ และดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลา บางครั้งคล้ายดอกมะลิ บางคราวเหมือนเป็นกลิ่นกุหลาบ กล้วยไม้ กระดังงา และหลายหนก็เป็นกลิ่นหอมที่เขาไม่รู้ว่าเป็นของดอกไม้หรือพืชพรรณชนิดใด แต่ทั้งหมดนั้นล้วนอวลด้วยกลิ่นอายแบบเดียวกันซึ่งไม่เหมือนสิ่งใดที่เขาเคยได้กลิ่น นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับอาจารย์ที่รำไปรู้สึกว่าช่างลึกลับและน่าสงสัย

ครั้นอ้าปากถามออกไป อาจารย์กลับหยิบถุงบุหงารำไปหลายชนิดหลากสีสันออกมาให้ดูถึงที่มาของกลิ่น

ทว่ารำไปก็ยังคงสงสัยต่อไป

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานพอสมควร จมูกเขาเริ่มแยกแยะได้ว่ากลิ่นดอกไม้เหล่านั้นกับกลิ่นกายอาจารย์มีความต่างกันอยู่บ้าง และมั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าประสาทการรับกลิ่นของตนดีกว่าอีกฝ่ายแน่นอน เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เชื่อมั่นว่าตนเหนือกว่าอาจารย์ ใครให้เขามีอีกร่างเป็นสุนัขป่าเล่า

เพียงแต่หากอาจารย์ไม่อยากเปิดโปงตัวเอง เขาก็ไม่อยากขุดคุ้ยมากจนน่ารำคาญเช่นกัน
 


 
ถัดจากคืนนั้นที่ไปขอนอนด้วยสำเร็จ รำไปก็หอบที่นอนหมอนมุ้งไปขอนอนห้องอาจารย์ถี่ขึ้นอีกหน่อย

“คืนนี้ด้วยหรือ?” อาจารย์เลิกคิ้ว จ้องมองเขาที่กอดหมอนยืนทำท่ากระมิดกระเมี้ยนเจือออดอ้อนอยู่หน้าห้อง

แล้วก็ถี่ขึ้นอีกนิด

“นอนคนเดียวไม่ได้สักที แล้วเมื่อไหร่จะโตละนี่” อีกฝ่ายล้อเลียนทีเล่นทีจริง อุ้มเขานั่งตักแล้วหวีผมให้ก่อนเข้านอน

จนแทบจะกลายเป็นทุกคืน

“คืนนี้ผมหวีให้นะครับ” รำไปว่า พลางส่งรอยยิ้มประจบ ถือหวีไม้อันโปรดของอาจารย์อยู่ในมือ เครื่องนอนไม่ต้องขนมาเพิ่มอีก เพราะทั้งหมดอยู่ประจำที่บนเตียงชายหนุ่มเรียบร้อยแล้ว

และสุดท้ายก็กลายเป็นทุกคืนไปจริง ๆ

กิจวัตรก่อนนอนของเขาคือสรุปบทเรียนจากหนังสือที่อาจารย์สอน หรือเรื่องที่ตัวเองศึกษาเพิ่มมาในแต่ละวันให้อีกฝ่ายฟัง พลางบีบนวดไหล่ให้อย่างเอาอกเอาใจ ต่อด้วยเจื้อยแจ้วเจรจานอกเรื่อง ระหว่างสางผมนุ่มนิ่มสีดำขลับที่ระต้นคอขาวเนียน ระหว่างนั้นยังมักลอบมองไฝเม็ดเล็ก ๆ ตรงลำคออาจารย์อย่างมีความสุข

ปรนนิบัติอาจารย์อย่างศิษย์น้อยผู้ว่านอนสอนง่ายเสร็จแล้ว ค่อยไปตรวจตราว่าไม่ลืมดับตะเกียงดวงไหนในบ้าน (อาจารย์สอนให้เขารู้จักไฟฟ้า แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะชอบใช้ตะเกียงมากกว่า) ท้ายสุดก่อนปีนขึ้นเตียงจริง ๆ เด็กชายจะคอยดูความเรียบร้อยของเครื่องนอนว่าอยู่ในสภาพดี ไม่มีแมลงสัตว์อะไรซุกซ่อนอยู่ให้รำคาญใจระหว่างนอน ช่วงหลังมานี้ยังย้ายฝั่งจากที่เคยนอนด้านใน เปลี่ยนเป็นตนเองมานอนด้านนอกแทน หากมีอะไรเกิดขึ้น (“จะมีอะไรได้” อาจารย์ว่าอย่างนั้น แต่เขาขอไม่ประมาทไว้ก่อนดีกว่า) ก่อนจะไปถึงอาจารย์ ก็ยังต้องผ่านเขาไปก่อน

รอจนอาจารย์เอนตัวลงนอนแล้ว เด็กชายค่อยดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงอกอีกฝ่าย ตรวจดูชายผ้าว่าห่มคลุมได้เรียบร้อยหรือไม่ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ลอบภาคภูมิใจกับตัวเองว่าได้ทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งในแต่ละวันจบลงอย่างสวยงาม

ชายหนุ่มลอบขำ มองเจ้าตัวเล็กที่โตวันโตคืน ซึ่งขณะนี้กำลังปีนตามขึ้นมานอนฝั่งด้านนอกของเตียง

เขายกมือขึ้นตบเตียงที่ว่างข้างตัวปุ ๆ เด็กน้อยทิ้งตัวลงนอนไม่มีอิดออด ขยับตัวเข้าใกล้อย่างออเซาะทันที

บางคืนรำไปจะเปลี่ยนร่างเป็นลูกหมาขนสีเงินสว่าง บ่อยครั้งเป็นในคืนเดือนดับ ราวกับจะทดแทนแสงจันทร์ที่หายไปในวันอมาวสี*

ร่างหมาป่านั้นโตไวยิ่งกว่าร่างเด็กมนุษย์เสียอีก ทั้งกอดอุ่นและนุ่มมือเป็นที่สุด ตนเองที่มักถูกดวงจันทร์ดึดดูดความสนใจได้อย่างง่ายดาย ก็คล้ายจะถูกเจ้าก้อนขนสีเงินอย่างกับแสงจันทร์ตัวนี้ดึงดูดไปด้วย ศิษย์น้อยเปลี่ยนเป็นลูกหมาป่าทีไร เขามักตื่นสาย แล้วยังเผลอกอดร่างขนฟูฟ่องนั้นไว้เสียแน่น

เจ้าหนูรำไปก็ช่างนอนให้กอดอย่างว่าง่ายจนพากันตื่นสายทั้งศิษย์อาจารย์อยู่เรื่อย

เวลาผ่านไปอีกเป็นปี ๆ จากเด็กที่ต้องจับมือเขียนหนังสือ ตอนนี้เด็กชายที่เริ่มจะกลายเป็นเด็กหนุ่มเขียนอ่านคล่องแล้ว ร่างกายที่ประเดี๋ยวเป็นคน ประเดี๋ยวเป็นหมาป่า ก่อนหน้านี้เคยควบคุมไม่ได้ว่าตอนไหนจะเป็นอย่างไร พักหลังเขาเริ่มระแคะระคายว่าเจ้าตัวอาจจะเริ่มเปลี่ยนร่างไปมาตามใจได้มากขึ้น เพราะเห็นยามใดตั้งใจจะออดอ้อนเอาอะไรสักอย่าง เจ้าก้อนขนฟูฟ่องสีเงินมักโผล่ออกมาได้จังหวะอยู่เรื่อย คลอเคลียได้ไม่เท่าไรเขาเป็นต้องใจอ่อนเสียทุกที จนทุกวันนี้ บางครั้งก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าตนเลี้ยงศิษย์ช่างออเซาะหรือเลี้ยงลูกหมาช่างประจบกันแน่

เขาเอียงใบหน้ามองเด็กหนุ่มที่หลับตาพริ้มข้างกาย แต่ริมฝีปากยังคงรอยยิ้มทะเล้น ดูเอาเถอะ ตัวเริ่มโตขึ้นจนจะเต็มเตียงแล้ว ควรต้องคุยกันใหม่อีกสักครั้งเรื่องแยกห้องนอน

ด้านนอกท้องฟ้ามืดมิด คืนเดือนดับเวียนกลับมาอีกหน

“อาจาย์ว่ารำไปก็เริ่มโตแล้ว” เขาเกริ่นเบา ๆ รู้ว่าเจ้าลูกศิษย์แค่หลับตาแต่ยังไม่หลับจริง “น่าจะแยกห้องสักที”

พูดได้เท่านั้น ร่างเด็กหนุ่มด้านข้างกลับถูกแทนที่ด้วยหมาป่าวัยรุ่นตัวหนึ่ง ขนสีเงินสว่างราวกับจะเปล่งแสงได้ ขนตาสีเดียวกับสีขนเรียงตัวสวยราวกับรูปวาด เปลือกตาเจ้าหมาป่ายังหลับพริ้มเช่นเดียวกับเจ้าหนุ่มมนุษย์คนเมื่อครู่ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หางเป็นพวงตวัดขึ้นวางพาดบนเอวเขา คล้ายตั้งใจ คล้ายไม่ตั้งใจ

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ มั่นใจขึ้นมาแปดเก้าส่วนแล้วว่าศิษย์ตัวแสบคงจะควบคุมการเปลี่ยนร่างตัวเองได้แล้วเป็นแน่

เขาผ่อนลมหายใจ กึ่งขำกึ่งฉิว สุดท้ายก็คิดว่าช่างเถอะ ขยับแขนขึ้นกอดตัวอุ่น ๆ ที่ปกคลุมด้วยขนสีเงินไว้หลวม ๆ ซุกหน้าเข้ากับแผงคอหนานุ่มของเจ้าลูกหมาที่เริ่มจะไม่เหมือนเจ้าลูกหมาเข้าไปทุกที เกาหลังหูอีกฝ่ายไปด้วยเบา ๆ ได้ยินเสียงครางอย่างพออกพอใจในลำคอฝ่ายนั้น

เรื่องแยกห้องนอน เอาไว้ค่อยคุยวันหลังแล้วกัน

แปดปีผันผ่าน ศิษย์อาจารย์คู่หนึ่งใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสุขสงบเช่นนี้เอง
 
 


 
โปรดติดตามตอนต่อไป

 

*อมาวสี, อมาวสุ, อมาวาสี: น. วันดับ, วันที่พระจันทร์และพระอาทิตย์ร่วมราศีและองศาเดียวกัน ตรงกับแรม ๑๕ ค่ำหรือแรม ๑๔ ค่ำในเดือนขาด. (อ้างอิง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔)





ของแถมท้ายตอน

รูปอาจารย์ที่เคยวาดเล่นไว้เวอร์ชั่นแรกค่ะ แต่รู้สึกว่ายังไม่นิ่ง ยังไม่ถูกใจเท่าไหร่ แต่คร่าว ๆ ก็ราว ๆ นี้ ได้วาด/เขียนถึงนายเอกผมยาวสักที ดีจังเลยค่ะ อยากเขียนถึงมานาน 555




ส่วนข้างล่างนี้ ลองวาดคร่าว ๆ ไว้ หมาน้อยรำไปเวอร์ชั่นเด็กน้อย/หนุ่มน้อยค่ะ ยังไม่นิ่งเหมือนกัน ไว้ค่อยปรับ ๆ นะคะ ไม่ได้วาดรูปเล่นนาน แหะ ๆ


ย้ำอีกทีว่าเป็น รำไป*บุหงา นะคะ เมะลูกหมาค่ะ (ลูกหมาจริง ๆ) รอน้องโตก่อน ฮา


สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังทุกท่านนะคะ ขอให้ประสบความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรง ช่วงนี้โควิดระบาด รักษาสุขภาพ ดูแลป้องกันตัวเอง ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาจมูกปาก แคล้วคลาดปลอดภัยค่ะ

พบกันตอนหน้า ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยือนค่ะ *รวบกอด*
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-01-2021 15:32:15 โดย RAINYDAY »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ RAINYDAY

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1247/-5
    • FB page
หน้าสารบัญ >> Click <<



บทที่ 3 ผู้มาเยือนยามวิกาล



“เมื่อคืนหลับเป็นอย่างไรบ้าง”

หลังแยกห้องนอนกันคืนแรก (อีกครั้ง) เช้ามาได้ยินคำถามน้ำเสียงนุ่มนวลนั้น รำไปลอบสะเทือนใจอยู่นิดหน่อย แม้สองมือจัดสำรับอาหารไม่ขาดตกบกพร่อง แต่บนดวงหน้าน้อย ๆ นั้นหากสังเกตให้ดี จะเห็นแก้มอูมขึ้นมาเป็นก้อน แฝงอารมณ์น้อยอกน้อยใจ


“กระสับกระส่ายนิดหน่อยครับ” เด็กหนุ่มตอบ ช้อนสายตามองอาจารย์ไปด้วย น้ำเสียงก็พลอยตัดพ้ออยู่บางส่วน “ไม่ค่อยสบายใจนัก”

ไม่รู้อีกฝ่ายจับสังเกตไม่ได้ หรือตั้งใจมองข้ามกันแน่ จึงเพียงแต่พยักหน้ารับ คลี่ยิ้มน้อย ๆ แล้วนั่งลง เริ่มต้นกินอาหารเช้าด้วยท่าทางเป็นปกติเช่นทุกที

“เมื่อคืนฝนตกแรง” รำไปว่าต่อ นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม สายตาจับจ้องใบหน้าสงบนิ่งที่คล้ายมีรอยยิ้มบางทาทาบบนริมฝีปากตลอดเวลานั้น “กลัวว่าอาจารย์จะหนาว”

คราวนี้ชายหนุ่มเงยขึ้นจากจานข้าว เอียงคอมองเขา กะพริบตาปริบ ๆ คล้ายคาดไม่ถึงอยู่บ้าง รำไปเห็นแล้วให้คันยุบยิบในอกพิกล เหมือนมีอุ้งเท้าแมวข่วนเบา ๆ อยู่ในนั้น บรรยายไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกเช่นไรกันแน่

“ไม่หนาว” อาจารย์ว่า ระบายยิ้มกว้างขึ้น เอื้อมมือมาลูบผมเขาเบา ๆ ท่าทางเอ็นดูเหลือแสน “ว่าแต่รำไปหนาวหรือเปล่า ผ้าห่มพอไหม ถ้าไม่พออาจารย์ยังมีที่เก็บไว้อยู่ในตู้”

เด็กหนุ่มโคลงศีรษะทันที “ผมไม่หนาว” ต่อท้ายอีกนิดเสียงเบาหวิว “แต่เหงาอยู่เหมือนกัน”

ทว่าหลังพลั้งปากออกไปเช่นนั้น จึงเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรน่าขายหน้าเข้าแล้ว ใบหน้าเขาร้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง ชั่วขณะนั้นเผลอหลบตาอาจารย์ อ้อมแอ้มกับจานข้าวแทน

“นอนด้วยกันอุ่นใจกว่ามาก”

“อ้อ...” อีกฝ่ายตอบรับ ค่อยตามด้วยถ้อยคำกระเซ้า “แสดงว่าไม่ได้หนาวกาย แต่หนาวใจ”

ผิวหน้าเขาที่ร้อนอยู่แล้วจึงยิ่งร้อนไปกันใหญ่ ไม่ทราบด้วยเหตุอันใด

“ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกประหลาดอะไร” ชายหนุ่มว่าต่อ “อีกหน่อยก็จะชิน”

รำไปครุ่นคิด เขาจะชินจริง ๆ หรือ

“เด็ก ๆ ในเมืองหลายคนอยากมีห้องเป็นของตัวเองมากเลยนะ” อาจารย์เสริม ท่าทางชวนเชื่อ ไม่รู้แล้วว่าพูดจริงหรือจงใจเย้าแหย่ต่อ

“มันดีอย่างไรหรือครับ”

อีกฝ่ายยิ้มน้อย ๆ “โตขึ้นแล้ว ไม่ว่าใครก็มักอยากมีพื้นที่ส่วนตัวอยู่บ้าง ห้องส่วนตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น”

“หมายความว่าอาจารย์เองก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัวใช่ไหมครับ”

“ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตละนะ”

“หรือว่าผมทำให้อาจารย์รำคาญ”

ชายหนุ่มชะงัก มองลูกศิษย์ตัวน้อยที่หากตอนนี้อยู่ในร่างเจ้าลูกหมาป่า คงกำลังหูลู่หางตกเป็นแน่

“ไม่ใช่อย่างนั้น” สองมือเขาวางช้อนส้อมลง เบี่ยงตัวออกจากโต๊ะอาหารเล็กน้อยแล้วกวักมือเรียกเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่อีกฝั่ง ก่อนจะกางแขนสองข้างออกเป็นเชิงเชื้อเชิญ

รำไปเหลือบมองกล้า ๆ กลัว ๆ อึดใจหนึ่งจึงลุกจากเก้าอี้ตัวเอง เดินตรงเข้าไปในอ้อมแขนที่กางออกรอ เห็นว่าอาจารย์ไม่ได้มีท่าทางรังเกียจก็รีบกอดตอบหมับ ซุกหน้าบนต้นคอคนที่นั่งอยู่อย่างออดอ้อน

“อยากนอนกับอาจารย์มากกว่า แต่ถ้าอาจารย์อยากให้แยกห้อง รำไปก็จะเชื่อฟังอาจารย์”

ได้ยินศิษย์น้อยเรียกแทนตัวเองด้วยชื่อ ‘รำไป’ ที่เขาตั้ง ใจคอยจะอ่อนยวบอย่างไรพิกล

ชายหนุ่มพ่นลมออกจมูกเบา ๆ ลูบหลังเจ้าเด็กขี้อ้อนที่เกาะหนึบไปด้วย

“พูดจาน่าสงสารอะไรขนาดนี้”

“แล้วไม่สงสารหน่อยหรือครับ”

คนโดนตัดพ้ออดหัวเราะหึ ๆ ในลำคอไม่ได้ แท้จริงแล้วเขาให้เจ้าลูกหมานี่แยกห้องนอน หรือว่าเอาอีกฝ่ายไปปล่อยทิ้งให้ถูกภูติผีปีศาจจับกินอยู่กลางป่ากันแน่หนอ

ครั้นก้มลงเห็นแก้มตุ่ย ๆ ของเด็กหนุ่ม พร้อมทั้งรอยยิ้มเผล่ที่ซุกซ่อนไว้ไม่มิดตรงต้นคอตัวเอง ค่อยจับได้ว่าเจ้าตัวแสบทำกระเง้ากระงอดไปอย่างนั้นเอง เป็นท่าเรียกคะแนนสงสารโดยแท้ จึงยกมือขึ้นดึงแก้มกลม ๆ ข้างหนึ่งอย่างมันเขี้ยว

“เอาละ กลับไปกินข้าวดี ๆ”

ทั้งสองฝ่ายต่างคลายอ้อมกอด แต่เป็นรำไปที่อ้อยอิ่งกว่านิดหน่อย จนโดนดีดเข้าที่กลางหน้าผากทีหนึ่งเบา ๆ เป็นการทำโทษ จึงค่อยกระโดดโหยงเหยงกลับไปประจำที่นั่งตัวเอง

“ทำตัวดี ๆ” อาจารย์กำชับ ตักกับข้าวที่ส่วนใหญ่เป็นพืชผักใส่จานลูกศิษย์ “อีกไม่กี่วัน เดี๋ยวจะให้กินของอร่อย”
รำไปพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น แม้อันที่จริง อาหารการกินทุกวันนี้ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขาแต่อย่างใด อาจารย์กินอะไร เขาก็กินอย่างนั้น อาหารส่วนใหญ่มักเป็นพืชผักที่หาได้จากในละแวก หรือมาจากแปลงผักด้านหลังบ้านของพวกเขาเอง

รำไปสังเกตว่าอาจารย์ดูจะชอบเห็ดเป็นพิเศษ ตนจึงพลอยเชี่ยวชาญเรื่องการแยกชนิดเห็ดที่กินได้หรือไม่ได้ไปด้วย ไม่นับเรื่องเคยใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองกินเห็ดที่ไม่รู้จัก สุดท้ายไปเจอเห็ดพิษเข้า โชคดีที่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายร้ายแรง แต่ก็ทั้งปวดท้อง ทั้งอาเจียนไปเป็นวันจนเดือดร้อนอาจารย์ต้องมาคอยดูแล ภายหลังยังขนตำราเกี่ยวกับเห็ดจากไหนไม่รู้มาหนึ่งกองใหญ่สำหรับเขาโดยเฉพาะ เข้าใจไปเองว่าเขาโปรดปรานรสชาติเจ้าสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรเห็ดรานี้เป็นพิเศษ

‘ถ้าชอบมาก เอาไว้จะพาไปเก็บตรงที่ที่มีเห็ดอร่อย ๆ ขึ้นนะ’ อาจารย์ว่าอย่างนั้นพลางลูบหลังเขาที่อาเจียนโอ้กอ้ากจนหมดสภาพ

ส่วนอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ นอกจากปลาที่เขานำไซซึ่งสานจากไม้ไผ่ด้วยตัวเองไปดักไว้ ยังมีไข่ หรือสัตว์เล็ก เช่นไก่ นกที่เขาจับมาได้ (มักจะด้วยร่างสุนัขป่า) โดยรวมแล้ว เรื่องอาหารถือว่าอุดมสมบูรณ์ทีเดียว รำไปยังคิดอยากลองทำอาหารหลาย ๆ อย่างขึ้นโต๊ะ แต่คงต้องขอเวลาฝึกฝนเพิ่มอีกสักหน่อย หากไม่มั่นใจว่ารสชาติดีเยี่ยมจริง ๆ ก็จะไม่เอามาให้อาจารย์กินสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด

“ของอร่อยที่ว่าคืออะไรครับ”

แม้เรื่องกินไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด แต่เมื่อออกจากปากอีกฝ่ายแล้ว รำไปก็ยังอดสงสัยใคร่รู้ไม่ได้

“บอกก่อนเดี๋ยวไม่สนุก” ชายหนุ่มอมยิ้ม ดวงหน้ากระจ่างแฝงนัยพออกพอใจ






เนื่องด้วยตอนเช้าถูกจู่โจมด้วยท่าทางเซื่อง ๆ อย่างกับลูกสัตว์ตัวน้อยถูกรังแก เห็นแล้วทั้งสงสารทั้งเอ็นดู ดังนั้นตกกลางคืนตอนจะเข้านอน ชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าเด็กรำไปไปส่งถึงเตียงในห้องนอนของเจ้าตัว

หลังจากนั้นยังถูกจ้องด้วยตาใสแจ๋ว ถูกแก้มอูม ๆ น่าหยิกหลอกล่อ ถึงกับตกปากรับคำไปเรียบร้อยว่าจะนอนเป็นเพื่อนจนกว่าอีกฝ่ายจะหลับ

ชายหนุ่มรับปากอย่างไม่คิดอะไรมาก ที่ผ่านมาตอนนอนด้วยกันเห็นว่าออกจะหลับง่ายดาย ดึงมากอด ๆ โอ๋ ๆ หน่อยก็หลับอุตุแล้ว คืนนี้และอีกสักสองสามคืนถัดไปคิดว่าคงไม่ต่าง ดังนั้นเมื่อส่งเจ้าลูกศิษย์ตัวดีขึ้นเตียง ตามด้วยขยับขึ้นไปนอนเบียดอยู่ด้านนอก จึงทำแค่อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้จัดท่าทางตัวเองให้พร้อมนอนยาวแต่อย่างใด คาดว่าไม่นานรำไปคงหลับปุ๋ย

ทว่าผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็แล้ว หนึ่งชั่วโมงก็แล้ว กระทั่งสองชั่วโมงผ่านไปแล้ว ทำไมเจ้าลูกหมายังนอนตาแป๋วอยู่ได้

เขากระแอมเบา ๆ พลิกตัวตะแคงเข้าหาอีกฝ่าย สบเข้ากับดวงตาวาววับใต้แสงสลัวของตะเกียง

“ทำไมยังไม่นอน”

เด็กหนุ่มไม่ตอบ แต่กระเถิบเข้ามาใกล้ ท่าทางคล้ายจะขดตัวลงให้เป็นก้อนน่ากอด เห็นอย่างนั้นมือข้างหนึ่งก็ยื่นไปโอบรอบแผ่นหลังเล็กนั่นโดยอัตโนมัติ

“ไม่ง่วงหรือ”

“อาจารย์ง่วงแล้วหรือครับ” ยังมีหน้ามาถาม “ถ้าอาจารย์ง่วง จะหลับก่อนก็ได้นะครับ”

เขาเลิกคิ้ว รู้สึกมีอะไรไม่ถูกต้อง บอกไม่ถูกว่าตรงไหน แต่ก็ตอบไปตามจริง “ง่วงนิดหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นก็นอนเถอะครับ” รำไปว่าพลางผุดลุกขึ้นมา กุลีกุจออ้อมตัวเขาทางด้านปลายเท้าออกมาอยู่ฝั่งนอกของเตียง แล้วดันหลังเขาเบา ๆ ให้ขยับเข้าไปข้างใน ปากก็เจื้อยแจ้วไปด้วยอย่างน่ารักน่าชัง

“สงสัยว่าตอนนอนกับอาจารย์ ผมชินกับการนอนด้านนอก อาจารย์ขยับเข้าไปด้านในดีไหมครับ”

ชายหนุ่มเอี้ยวตัวกลับมามอง เห็นดวงหน้าเยาว์วัยของเด็กหนุ่มดูใสซื่อชวนให้ใจอ่อน เผลอเออออตามลูกศิษย์ ขยับเข้าไปชิดข้างในเหมือนตอนนอนบนเตียงตัวเองด้วยกันคืนก่อน ๆ

รำไปจัดผ้าห่มใหม่ ตลบชายผ้าขึ้นมาคลุมตัวเขาไว้อย่างอย่างเรียบร้อย คล่องแคล่วคุ้นเคยด้วยเคยทำเช่นนี้มาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ตรวจดูว่าไม่มีแขนขาส่วนใดใต้ลำคอลงไปพ้นผืนผ้า ค่อยทำหน้าพึงใจเหมือนเพิ่งทำเรื่องสำคัญสำเร็จ ปีนลงจากเตียงไปทำท่าจะดับตะเกียง

ตอนนั้นชายหนุ่มจึงได้เอะใจ ร้องทักขึ้นมา

“ยังไม่ต้องดับก็ได้ เผื่ออาจารย์เดินกลับห้อง”

ศิษย์รักหันมายิ้มอ้อน “แต่แสงมันแยงตา นอนลำบากนะครับ”

เขาชะงักไป คงเพราะอย่างนี้ถึงได้ไม่ยอมหลับยอมนอนกันสักที สุดท้ายจึงพยักหน้าหนหนึ่ง คิดว่าอาศัยความเคยชินเดินในความมืดกลับห้อง ความจริงก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับตน

ดับตะเกียงเป็นที่เรียบร้อย ครู่หนึ่งฟูกนอนฝั่งด้านนอกก็ยวบลงตามน้ำหนักคนที่เพิ่งเอนตัวตามลงมาบนเตียง

ร่างข้างกายขยับยุกยิกสองสามครั้งก็กระเถิบเข้ามาใกล้ และเช่นเคย เหมือนเป็นไปเองด้วยความเคยชิน แขนเขาวาดขึ้นโอบรอบตัวเด็กหนุ่มไว้หลวม ๆ ขณะที่ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นขยับมาซุกแถวอก

“...เหมือนมะลิ...บุหงา” รำไปงึมงำ เลิกถามถึงที่มาของกลิ่นแล้ว “หอม”

“จะได้หลับสบาย” เขาเองก็ไม่ได้ชี้แจงที่มาของกลิ่นเช่นเดียวกัน เพียงแต่ลูบหลังเจ้าลูกหมาในร่างหนุ่มน้อยเบา ๆ
พักใหญ่หลังจากนั้น กระทั่งเสียงลมหายใจดังขึ้นสม่ำเสมอ แผ่นอกเด็กหนุ่มขยับเป็นจังหวะช้า ๆ ตามลมหายใจเข้าออก สายตาเขาคุ้นชินกับความมืดแล้ว คิดว่าควรกลับห้องตัวเองเสียที

ทว่าเมื่อขยับตัวจะลุก กลับพบว่าแขนอีกฝ่ายที่พาดเอวเขาอยู่นั้นเกาะเกี่ยวไว้แน่นหนากว่าคาด กอดแน่นอย่างกับปลาหมึก ครั้นจะยกแขนยาวเก้งก้างข้างนั้นออก เจ้าของแขนกลับทำท่าผวา หัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างกับกำลังฝันร้าย พึมพำเรียก “อาจารย์...” เสียงอ่อน

“...อาจารย์ครับ”

ชายหนุ่มบอกตัวเองให้แข็งใจไว้

“...อย่าทิ้งผม”

เขาชะงัก ค้างอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ก้มมองใบหน้ายามหลับของอีกฝ่าย เครื่องหน้าในวัยดรุณผุดผาดเพลินตาแม้ในความมืดที่มีเพียงแสงริบหรี่จากดวงจันทร์ด้านนอก คาดได้ว่าอนาคตคงเติบโตเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเป็นแน่ ติดตรงบัดนี้หัวคิ้วย่นเข้าหากันอย่างน่าสงสาร เห็นแล้วเกินต้านทานจริง ๆ

สุดท้ายจึงเอนตัวลงนอนตามเดิม ยื่นนิ้วหัวแม่มือไปนวดเบา ๆ ตรงหว่างคิ้วนั้นให้คลายออก จากนั้นดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างทั้งตัวเองและลูกศิษย์ ตัดสินใจว่าไหน ๆ ตะเกียงก็ดับไปเรียบร้อยแล้ว นอนที่นี่สักคืนคงไม่เป็นไร ครุ่นคิดไปว่าพ่อแม่มนุษย์ที่เลี้ยงเด็กสักคน ตอนแยกห้องนอนช่วงแรกมันลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้กันทุกคนหรือเปล่า

รำไปบ่นงึมงำไม่ได้ศัพท์ในลำคออีกสองสามคำ เขาฟังแล้วได้แต่โคลงศีรษะอ่อนใจ โอบอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้แนบอกดังเดิม

ใครให้เขาอุ้มเด็กคนนี้กลับมาเองเล่า จนกว่าจะโตพอปกป้องตัวเองได้ แล้วโบยบินจากไปใช้ชีวิตของตัวเอง ก็คงต้องเป็นเขาที่ควรโอบอุ้มค้ำจุนให้ตลอดรอดฝั่ง

ด้านนอกบ้านต้นไม้ ลมราตรีโชยอ่อน หอบเอากลิ่นหอมเย็นของดอกไม้กลางคืนเคล้าคลอกับสายลม อ่อนโยนราวจะปลอบประโลมจิตวิญญาณของเหล่าสิ่งมีชีวิตโดยรอบ

ในห้องนอนเล็กของรำไป กลิ่นหอมอีกชนิดอวลจรุงอยู่ในอณูอากาศ ละม้ายทว่าผิดแผกจากกลิ่นบุปผาราตรีที่ดารดาษในผืนป่า กลิ่นหอมนั้นอ้อยอิ่งอยู่บนผิวกาย อยู่ใต้ปลายจมูก อยู่บนหว่างคิ้วและริมฝีปาก แล้วยังคล้ายจะกำซาบสู่ทุกหลืบเร้นในหัวใจ ชวนให้สุขสงบแต่มิวายเจือกลิ่นอายรัญจวน อ่อนละมุนทว่าแฝงนัยเย้ายวนเฉกเช่นเดียวกับความงดงามของพระจันทร์






สามวันหลังจากนั้น...

รำไปพองลมไว้ในแก้ม ล้างเห็ดที่เพิ่งเก็บมาสด ๆ ด้วยท่าทีซึมเซาอยู่นิดหน่อย

ต่อให้อาจารย์จะใจดีด้วยอย่างไร แต่ลูกไม้เดิมใช้ซ้ำไม่ได้เสียแล้ว

คืนถัด ๆ มา เขาทั้งใช้สายตาเว้าวอน ไม่ว่าจะในร่างเด็กหนุ่มที่อาจารย์เคยชมว่าน่ามองไม่น้อย หรือร่างก้อนขนสีเงินฟูฟ่องที่อาจารย์ชอบมากอด ๆ ลูบ ๆ ตั้งแต่หูถึงหางอย่างเพลิดเพลินใจ ล้วนไม่ได้ผลทั้งสิ้น หนักเข้าอาจารย์ถึงขั้นประกาศว่าต่อให้ขนเห็ด (ของโปรด) มาหมดป่า อย่างไรก็ต้องแยกห้องนอนกันจริง ๆ ให้ได้ เขาจึงได้แต่ยอมรับชะตากรรมอย่างหงอย ๆ ทั้งที่ใจยังค้านอยู่เสมอ ว่าไม่เห็นอยากชินกับการนอนคนเดียวโดยไม่มีอาจารย์อยู่ด้วยเลย

“เลี้ยงลูกก็คงจะต้องใจแข็งสักหน่อยแบบนี้เอง”

รำไปแอบได้ยินอีกฝ่ายพึมพำพลางถอนหายใจเฮือกกับต้นไม้ดอกไม้ ฟังแล้วคิดได้แค่ว่าตนเองนอกจากจะอยู่ในฐานะลูกศิษย์ คราวนี้ยังดูเหมือนจะถูกเห็นเป็นลูกจริง ๆ ไปเสียแล้ว

จะว่าน่ายินดีก็ใช่ แต่กลับรู้สึกยินดีไม่สุดสักเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะไม่อยากทำตัวมีปัญหาให้อีกฝ่ายลำบากใจ แม้ตอนกลางคืนจะนอนเหงา ๆ อยู่บ้าง แต่เช้ามาหากรีบตื่นก็จะได้เจออาจารย์อยู่ดี หลังผ่านค่ำคืนที่ต้องพลิกไปพลิกมากว่าจะหลับลงได้หลายคืนเข้าจึงปรับตัวได้ในที่สุด

คืนนี้จันทร์เต็มดวงกลางผืนฟ้างดงามเป็นพิเศษ ส่องสว่างเสียจนแสงดาวแทบกลายเป็นแสงหิ่งห้อย ข้างนอกลมพัดค่อนข้างแรง ได้ยินเสียงกิ่งไม้ไหวดัง ซ่า...ซ่า... เข้ามาถึงข้างใน

เขากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง สายตาจับจ้องกระต่ายในพระจันทร์ดวงโตนอกหน้าต่าง

หนังสือนิทานเล่มหนึ่งบอกว่ามีกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์ แต่หนังสือดาราศาสตร์อีกเล่มบอกว่านั่นเป็นลวดลายจากพื้นผิวของดวงจันทร์ต่างหาก ส่วนอาจารย์หัวเราะ และบอกว่าเป็นอะไรก็ได้ สุดแล้วแต่รำไปอยากให้เป็น และเขาชอบคำตอบนั้นมากทีเดียว

ชมจันทร์จนดึกดื่น จนคิดว่าคนอีกห้องหนึ่งคงไม่ออกมาเดินเล่นดูพระจันทร์เต็มดวงอย่างที่ชอบทำแล้วในคืนนี้ เขากำลังเตรียมหลับตานอน พลันเห็นเงาดำสายหนึ่งวูบไหวอยู่บนกิ่งไม้สูง ณ มุมหนึ่งในลานสายตา

รำไปชะงัก เพ่งมองไปยังจุดนั้น

เงาร่างของ ‘บางสิ่ง’ ที่ไม่ใช่กิ่งไม้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ มันโผนทะยานจากกิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งอย่างปราดเปรียวจนแทบมองไม่ทัน

เสียงใบไม้ไหวยังเป็นเช่นเดิม การเคลื่อนไหวว่องไวนั้นกลับไม่ทำให้เกิดเสียงเพิ่มเติมสักนิด หากแต่กลิ่นแปลกปลอมที่เขาไม่คุ้นเคยเจือกลิ่นดอกไม้กลางคืนลอยเตะปลายจมูก

หัวใจเขาเต้นโครมคราม กระโจนลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ถลามาย่อตัวอยู่ใต้บานหน้าต่างที่เปิดม่านทิ้งไว้อย่างระแวดระวัง ลอบชะเง้อมองผ่านกระจกออกไป เม็ดเหงื่อผุดซึมขึ้นตามไรผม

สิ่งนั้น พุ่งตรงเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว จุดสีเหลืองสองจุดในตำแหน่งคล้ายลูกตาสว่างวาบ

เขากำลังคิดว่าจะกระโจนเข้าไปจับตัวไว้หรือทำอะไรสักอย่างเลยดีหรือไม่ กลับพบว่า มัน ไม่ได้มุ่งเข้ามายังบานหน้าต่างห้องเขา

แต่พุ่งตรงไปทางหน้าต่างห้องอาจารย์!





จบบทที่ 2



มีของแถมท้ายตอนรีพลายถัดไปค่ะ
 
v
v
v
v

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-01-2021 19:41:24 โดย RAINYDAY »

ออฟไลน์ RAINYDAY

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 423
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1247/-5
    • FB page
❊ บุหงารำไป ❊ Minidoujin 1, 2 [update 19/01/63]
«ตอบ #9 เมื่อ19-01-2021 19:39:49 »

ของแถมท้ายตอนค่ะ
วาดโดจิน/ดูเดิ้ล ไว้บ้าง เลยเอามารวมไว้นิดหน่อย
(เนื่องจากวาดไว้ในหลายช่วงเวลา และใช้ app/program ต่างกัน เส้นเลยไม่ค่อยนิ่ง ถือว่าดูขำ ๆ นะคะ ^_^)



01 - เมื่อไหร่จะแยกห้องนอนได้










02 - อย่าเปลี่ยนร่างไปมาบ่อยนักสิ









พบกันครั้งถัดไปค่ะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

❊ บุหงารำไป ❊ Minidoujin 1, 2 [update 19/01/63]
« ตอบ #9 เมื่อ: 19-01-2021 19:39:49 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ evz

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 289
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-0
สวัสดีปีใหม่ค่าคุณเรนนี่ ทางนี้ก็ได้ฤกษ์มาอ่านเรื่องใหม่ของคุณเรนนี่สักที
รำไปนี่ไม่ธรรมาดานะคะมีคิดแผนนู่นนี่ออดอ้อนอาจารย์แต่เล็ก ตัวขึ้นอาจารย์ก็น่าจะรับมือเหนื่อยอีกเป็นเท่าตัว
รอรำไปโตไม่ไหวแล้วค่ะ อยากรู้รำไปจะหาวิธีไหนมาออดอ้อนอาจารย์อีก :-[

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด