阳鳳 หยางเฟิ่ง จอมบุรุษเคียงราชันย์ บทที่ 2 24-10-2020
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: 阳鳳 หยางเฟิ่ง จอมบุรุษเคียงราชันย์ บทที่ 2 24-10-2020  (อ่าน 344 ครั้ง)

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม







สวัสดีทุกคน.....

เพิ่งระลึกได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยแต่งเรื่องนี้เป็นพล็อตสั้นๆ ในปี 2018 โอ้โห ผ่านมา สองปีแล้ว ขอกลับมาแต่งตอนยาวให้ได้อ่านกันต่อเลยดีกว่า  เพื่อนนักอ่านที่ตามอ่านในสองปีก่อน ยังจำกันได้อยู่ไหมเอ่ย ขอโทษจริงๆที่เพิ่งคิดได้ พล็อตเรื่องไม่ต่างไปจากที่เคยเขียนไว้ เพราะมันจบสวยและดีที่สุดแล้ว จะพยายามแต่งออกมาให้อ่านง่ายที่สุดนะ


ปล. สำหรับนิยายเรื่อง สาปรักแดนสวรรค์ ขอเบรคไว้ก่อน เอาเรื่องนี้ก่อน คนรอ เขาจะลืมแล้ว ฮ่าๆๆๆ ขอโทษอีกครั้งขอโทษจริงๆจากใจของครามพิสุทธิ์


 :L1: :L1: :L1: :pig4: :pig4: :pig4: :L1: :L1: :L1:
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-10-2020 14:03:51 โดย ครามพิสุทธิ์ »

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
阳鳳
จอมบุรุษเคียงราชันย์

บทนำ



คำพังเพย กล่าวไว้ว่า
...ดอกไม้งามกลิ่นหอมเย้า ไม่แคล้วเหล่าภมรรุมตอมกลิ่น....


แต่ทว่า...เรื่องราวกลับยุ่งเหยิงเกินกว่าคาดคิด เพราะหากดอกไม้งามเหล่านั้นมิใช่หญิงสาว แต่กลับเป็นชายชาตินักรบเช่นนั้นแล้วคำพังเพยจะมีความหมายอันใด...


คำพังเพยยังมีอีกว่า
...จักรวาลไร้พรมแดน ไม่ต่างจากหัวใจถวิลหา ดอกเหมยงดงามตา พลิกชีวาชั่วนิรันดร์...

นั่นต่างหากที่อยากให้รู้  หัวใจดวงเล็กๆ แต่กลับสร้างความรู้สึกที่แผ่กว้างและซับซ้อนเกินพรรณนา ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย จึงไม่อาจถูกมองข้ามได้


แดนมังกรนั้นกว้างใหญ่ มากเผ่าหลายแคว้น หากแต่จะลืมสิ้นไม่ได้ ถึงศูนย์กลางแห่งประชาราช ‘ราชวังต้องห้าม’ หลังคาเหลืองสดงดงามอร่ามตาและยิ่งใหญ่ของต้าชิง  ยุคแห่งจักรพรรดิเกาอู่หลง  ยุคที่ปราศจากดินแดนคาวเลือด  แต่วังหลังกลับยุ่งเหยิง....

 
คำพังเพยกล่าวเอาไว้
...ดอกไม้หลากหลายพันธุ์ ต่างดอกต่างงดงามในตัว หากแต่จับใส่รวมตัว แทบชิงชังโดดเด่น จวบกระทั่งโรยยืนกิ่ง... 

สาวงามอยู่ร่วมรวมกัน มิอาจเป็นผลดีนัก แต่นี่หาใช่หญิงสาวแต่เป็นบุรุษล้วน



ในยุคจักรพรรดิเกาอู่หลงขึ้นครองบัลลังก์ ปีที่หก พระองค์ประสงค์ทรงโปรดชายาเป็นชาตรีมากกว่าสตรีใต้หล้า 


เหล่าชายทั้งหลายบุคลิกสงบนิ่ง ยากหยั่งถึงจิตใจ หากอ่อนข้อต่อโชคชะตา นั่นคือปรารถนาในความตาย เพราะฉะนั้น ในวังหลังแห่งนี้ หากหลวมตัวก้าวเข้ามาแล้ว ทางรอดมีเพียงหนึ่งเดียว คือฝืนชะตา และตัดชีวาคนอ่อนแอ เพราะนี่คือ “วังต้องห้าม”


หยางเฟิ่ง เด็กหนุ่มสายเลือดชาวแมนจูแท้ อายุสิบเจ็ดปีเศษ ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณขาวกระจ่าง สมเป็นลูกชายรองแม่ทัพ ภายใต้กองธงเหลืองอันสูงเกียรติ  กำลังนั่งมองปลาทองในสระน้ำหลังบ้าน  โดยมีคนรับใช้ยืนมองอยู่ห่างๆ ผ่านไปหลายชั่วยามแล้วเขายังคงมองชื่นชมอยู่เช่นนั้น


“ลูกเฟิ่ง เจ้านั่งดูปลาแบบนี้นานแล้วนะ ไม่เบื่อหรือไง”

“ท่านแม่...ข้าไม่เบื่อหรอก นี่...สีหน้าท่านไม่ดีเลย มีอะไรรึเปล่า”

“จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ ก็ไม่เชิง” ฮูหยินยิ่งพูดเช่นนี้ ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มอยากรู้

“ท่านพูดเช่นนี้ ข้าอยากรู้แล้วสิ”

“ท่านพ่อของเจ้า ถูกเรียกตัวเข้าพบฮ่องเต้ พร้อมขุนนาง แม่ทัพคนอื่นๆทั้งแปดกองธง เจ้าลองเดาดูสิว่าจะมีเรื่องอะไรอีก”

“เกิดศึกที่ชายแดนเหนือเหรอ ท่านแม่”

“จะเป็นไปได้ยังไง ฮ่องเต้กับท่านข่านเผ่าแดนเหนือกลมเกลียวปรองดองกันดี เรื่องศึกสงครามเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

“แสดงว่าที่ท่านกำลังจะสื่อคือ...”

“ใช่แล้ว ทุกๆสามปี ลูกชายลูกสาวขุนนางต่างๆ ต้องเข้าร่วมพิธีการรับเลือกให้เข้าวัง”

“ข้า...ข้าเพิ่งอายุสิบเจ็ด”

“หยางเฟิ่ง สิบเจ็ดไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ แม่เองก็ลำบากใจ แต่เจ้าคือลูกชายคนเล็กของแม่ที่อยากให้เจ้าออกเรือน เจ้าต้องช่วยแม่กับพ่อนะ”

“ท่านแม่ ข้าไม่อยากเข้าวัง”

“แม่ก็จนปัญญา แต่เรายังพอมีหวัง หากฮ่องเต้ไม่โปรดเจ้า เจ้าก็ได้ออกจากวัง แล้วกลับมาใช้ชีวิตอยู่เหมือนพี่ชายของเจ้า แต่งงานมีทายาทต่อไป”

ฮูหยินตระกูลหยาง มองดูลูกชายคนเล็กน้ำตาล้นเอ่อ หัวอกผู้เป็นแม่ย่อมรักและเป็นห่วงลูกตนธรรมดา ในวังหลวงการเป็นอยู่แก่งแย่งชิงดีแค่ไหน  ผู้ใดล้ม เท่ากับความตายมาเยือนถึงตัวแล้ว


หยางเฟิ่งหนักใจยิ่งนัก ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงสมชาตรี ทำให้แม่ทัพหยาง ผู้เป็นพ่อไม่อาจให้เขาเข้ารับการฝึกทหารในกองธงเหลืองเหมือนพี่ชายเขา อีกอย่างหยางเฟิ่งเป็นผู้ใบหน้าอ่อนหวานราวกับถอดแบบแม่มาไม่มีผิด ยากนักจะปฏิเสธได้ว่าฮ่องเต้เกาอู่หลงจะไม่โปรด

...

...
 

และแล้ววันแห่งการพลัดพรากก็มาถึงเหล่าทายาทขุนนางทั้งชายและหญิงถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อคัดตัวต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้และองค์ ฮองไทเฮา

...ดอกไม้งาม ยามจะโดนเด็ด  กลับอิดออดมิเบ่งบานให้เชยชม...


นี่ก็คงเช่นกัน หยางเฟิ่งผู้ร่าเริงและสดใส บัดนี้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์จอมจักรพรรดิ กลับยืนนิ่งมิกล้าสบตา ในใจอกสั่นขวัญแขวนนัก  ยากที่ใครจะเห็นได้ แม้โถงราชวังเบื้องหน้ายิ่งใหญ่งดงามก็มิอาจเรียกร้องความสนใจของเขา ที่ตื่นตระหนกต่อประมุขที่นั่งบนบัลลังก์ด้านในแม้แต่น้อย


“ลูกชายแม่ทัพหยางอี้ แห่งกองธงเหลือง เข้าเฝ้าฮ่องเต้และองค์ฮองไทเฮา”
เสียงของ กงกง เจ้าพิธีการหน้าประตูเรียกชื่อ เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าจะเจออะไรบ้าง


“หยางเฟิ่งถวายพระพรฮ่องเต้และองค์ฮองไทเฮา ขอจงมีพระวรกายที่แข็งแรงพะยะค่ะ”

“เจ้า...อายุเท่าไหร่” สุรเสียงอ่อนโยนขององค์ฮองไทเฮา ตรัสถามเขา

“สิบเจ็ดพะยะค่ะ”

“เงยหน้าขึ้น ให้ข้าดูหน่อยซิ” องค์ฮองไทเฮารับสั่ง หยางเฟิ่งผู้หวั่นกลัวค่อยๆเงยหน้าขึ้น อย่างกล้าๆกลัวๆ
ทันใดนั้นดวงตาของหยางเฟิ่งได้สบประสานกับองค์ฮ่องเต้เร็วพลัน 

...ดั่งดอกไม้บาน ส่งกลิ่นหอม เหล่าแมลงบินล้อมรองรับไม่ห่างหาย ผู้ใดเล่าจะปฎิเสธ...


“ฮ่าๆๆ ท่านแม่ ข้าขอเลือกหนุ่มน้อยผู้นี้” ฮ่องเต้รับสั่งด้วยความพึงพอใจ หัวเราะดังกังวาน

หยางเฟิ่งมองดูพระพักตร์องค์ฮองไทเฮา ทรงยิ้มแย้มสรวลราวกับเห็นดีเห็นงามกับองค์ฮ่องเต้

“หยางเฟิ่ง ลูกชายแม่ทัพหยางอี้  เกิดภายใต้กองธงเหลือง ชาติตระกูลสูงส่ง ได้รับคัดเลือก ประทานตำแหน่งสนมขั้นห้า  เป็นหยางกุ้ยเหริน ”

กงกงคนในราชพิธีแต่งตั้งคัดเลือกเหล่าสนม กล่าวเสียงดังฟังชัด หยางเฟิ่งได้ยินเช่นนั้นแทบล้มทั้งยืน


หยางกุ้ยเหริน อย่างนั้นหรอ...


นี่ข้า  ข้ากำลังจะเป็นสนมขององค์จักรพรรดิอย่างนั้นหรอ ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ ข้าจะทำอย่างไรดี



โปรดติดตามตอนที่ 1


****สิ่งที่ท่านควรรู้ ในราชวงศ์ชิง สมัยนั้นแบ่งยศนางสนมออกเป็น 7 ระดับ คือ
1.หวงกุ้ยเฟย (皇貴妃) มีได้เพียงคนเดียว รองจากฮองเฮาเท่านั้น
2.กุ้ยเฟย 貴妃 มีได้ 2 คน
ตำแหน่ง 1 กับ 2 ถือเป็นสนมขั้นสูง

3.เฟย 妃 มีได้ 4 คน
4.ผิน (嬪) มีได้ 6 คน

ตำแหน่ง 3 กับ 4 ถือเป็นสนมขั้นกลาง

5.   กุ้ยเหริน (貴人)
6.   ฉางจ้าย (常在)
7.   ต๊ะอิ้ง (答應)

ตำแหน่ง 5 ถึง 7 ถือเป็นสนมขึ้นต่ำ และมีได้นับไม่ถ้วน

 :L1: :L1: :L1: :L1: :L1:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7692
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
มาลองตามดู

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
บทที่ 1



...โบตั๋นเบ่งบานงามเด่น กลีบดอกเอนอ้ารับแสงตะวัน....


หรือนี่ คือจุดเริ่มต้นชีวิตอันโชติช่วง  ของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งต้องดำเนินต่อไป  ใจดวงน้อยสั่นระริกระรัว อยู่บนรถม้า ที่แล่นบนถนนขรุขระ มุ่งหน้าสู่ประตูฝั่งซ้ายของราชวัง ยิ่งใกล้จุดหมายปลายทาง หยางเฟิ่ง ยิ่งกลัดกลุ้มกังวลใจนัก


หากเป็นเช่นคำพังเพยกล่าวไว้ คงจะดีไม่น้อย ในสายตาเหล่าประชาราษฎร์ ผู้ถูกคัดเลือกคือผู้โชคดี ทรัพย์ อำนาจ วาสนา จะตกแก่วงตระกูลด้วย แต่สำหรับเขานั้น กลับคิดว่า ไม่ใช่   


ความสวยงามเบื้องหน้า ฉาบทาปกปิดบางสิ่งไว้ด้านในไม่ให้ใครเห็น จากกำแพงวังสีอิฐสูงใหญ่ตรงหน้า
ก่อนหน้านี้ ได้ยินมาบ้างว่า การคัดเลือกหนุ่มสาวเป็นสนมที่ผ่านมา มีอยู่แปดคนร่วมกัน ทั้งหมดล้วนเป็นชายหนึ่งในนั้นคือเขา แน่นอนว่าเขาไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัว แต่ก็พอจำตระกูลแซ่ ของผู้ถูกเลือกได้บ้าง


“หยุดดดดดด”


เสียงคนบังคับม้า ร้องตะโกนดัง จนมันไม่อาจเมินเฉยได้ ม้าสองตัวค่อยๆชะลอฝีเท้าลงจนกระทั่งล้อเกวียนหยุดนิ่ง ฝ่ามือซ้ายรีบแหวกผ้าม่านตรงหน้าต่างออก  หยางเฟิ่งใช้สายตากราดมอง สิ่งที่เห็นเด่นชัดอันดับแรกคือ กำแพงสีอิฐ


“คุณชาย ถึงวังหลวงแล้วขอรับ” ชายบังคับม้า คนของตระกูลเขาร้องบอกอีกครั้ง


หยางเฟิ่ง ค่อยๆลงจากรถม้าแล้วหยุดยืนมอง สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่เบื้องหน้า ประตูทางเข้าโอ่อ่า แม้จะเป็นเพียงประตูสำรอง  แต่มันสูงใหญ่พอที่จะพาช้างสารผ่านเข้าไปได้สบายเลยทีเดียว


“ถวายพระพรหยางกุ้ยเหริน ขอจงมีพลานามัยแข็งแรง” สุรเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ทักทาย  ถ้าหากดูจากการแต่งตัวแล้ว คงจะเป็น กูกู นางกำนันเก่าแก่มาคอยต้อนรับเขาแน่นอน

“ขอบคุณกูกู อย่ามากพิธีเลย ”

“หยางกุ้ยเหรินเดินทางมาเหนื่อยๆ รีบเดินทางไปตำหนักก่อนเถอะ”

“ช้าก่อนกูกู  คือข้า...”

“มีอะไรหรือเพคะพระสนม”

“ข้ากังวลเล็กน้อย ข้าพอจะรู้มาบ้าง ตำแหน่งของข้า ไม่สามารถมีตำหนักของตัวเองได้ แล้ว ตำหนักที่ข้าจะไปนั้น เจ้าของ
ตำหนักคือใครเหรอ”

“พระสนมเฉลียวฉลาด รู้กฎเกณฑ์ของวังหลังดี ที่กล่าวมาถูกต้องทั้งหมด และตำหนักที่พระสนมจะได้ไปอยู่ คือตำหนัก เสียนฝู  เจ้าของตำหนักคือ พระสนมเจียเฟย”

“เจียเฟยเหรอ แล้วพระองค์เป็นชายหรือหญิง” กูกู ได้ยินที่ถาม กลับยิ้มให้ ก่อนกล่าวตอบ

“ผู้ชายเพคะ”

หยางเฟิ่ง พยักหน้า ในใจคลายความกดดันลงไปบ้าง อย่างน้อยเจ้าของตำหนักก็เป็นผู้ชาย ฟังจากชื่อแล้วน่าจะเป็นคนดี เข้าถึงง่าย เขาหวังให้เป็นอย่างนั้น...


...เปรียบประกายไข่มุกแห่งทะเลลึก เปรียบหยกเนื้อเขียวสดงามก้อนใหญ่ ก็มิอาจเทียบความเรืองรองล้ำค่าของวังหลวงแห่งนี้....


ผมถักเปียยาวถึงสะโพกแกว่งไกวไปมาตามแรงย่างก้าว  กูกู นำทางเขาไป ผ่านทางเดินสลับซับซ้อน ผ่านตำหนัก และชาววังมากมาย บรรดาข้ารับใช้ หยุดยืนถวายพระพรเป็นช่วงๆ ราวกับทราบว่าเขาคือใคร แต่ทุกคนกลับไม่สบตาสายเขาแม้แต่คนเดียว หากเป็นเช่นนี้แม้คนจะมากมาย แต่จะหาความอุ่นใจที่ใดได้


“ถึงแล้วเพคะ”


ในที่สุด กูกู ก็พาเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูตำหนัก เสียนฝู  แผ่นป้ายติดตรงคานประตูพร้อมตัวอักษร ทั้งสูงใหญ่และสวยเด่น  บ่งบอกสถานที่  หยางเฟิ่งมองดูรอบๆตำหนัก ที่นี่สงบเงียบ และเย็นสบาย ห่างจากตัวพระตำหนักหลักขององค์ฮ่องเต้ว่าราชการ ไม่มากนัก


“พระสนม อันดับแรก ท่านต้องเข้าไปถวายบังคมต่อ พระสนมเจียเฟยก่อน  ตำหนักอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว อย่าลืมมารยาทที่หม่อมฉันสอนตลอดทางเดินเมื่อครู่ด้วยนะเพคะ”

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณกูกู มากที่ชี้แนะ”

“หมดหน้าที่ของกระหม่อมแล้ว ขอทูลลาเพคะ”

...

...

ที่นี่เงียบจริงๆ แต่กลับมีเสียงนกร้องดังเจื้อยแจ้วกลบความวังเวง  อาณาเขตตำหนักเสียนฝู ถือว่ากว้างขวาง ดอกไม้นานนาพันธุ์เบ่งบาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาตามลม ยั่วยวนเหล่าผีเสื้อปีกสวยมาดอมดมยิ่งนัก แสดงว่าเจ้าของตำหนักต้องชอบดอกไม้เป็นแน่...


“นั่น หยางกุ้ยเหริน สินะ?”


เสียงไพเราะทักทายดังมาทางฝั่งขวามือ หยางเฟิ่งไม่ทันสังเกต เอาแต่มองดูทิวทัศน์เพลิน จนลืมภารกิจตัวเองไปเสียแล้ว
พอเขาหันไปมองต้นเสียง ก็พบชายหนุ่มร่างเล็ก ใบหน้าอ่อนหวาน ในชุดฉลององค์ที่ใส่เป็นลวดลายนกเขาป่าเด่นมาแต่ไกล สีสันพื้นเนื้อผ้าน้ำเงินสดงดงามมาก การแต่งกายหาใช่ เหมือนหญิงสาว  ที่ต้องสวมชุดสตรีแมนจูชาววัง และพระมาลาดอกไม้ใหญ่ๆไว้บนหัว พระสนมชาย ยังคงสวมชุดดั่งชาตรีเหมือนองค์ชาย ทุกประการ เพียงแต่ลวดลายบนเนื้อผ้าไม่ใช่มังกร ก็เท่านั้น


“เอ่อ พระองค์คือ....ถวายพระพร พระสนมเจียเฟย ขอพระองค์ทรงมีพลานามัยแข็งแรง”

“ลุกขึ้นเถอะ”

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”

“ได้ยินมาว่า ฮ่องเต้โปรดปราณเจ้านัก ถึงขนาดเปล่งสุรเสียงอารมณ์ดีก้องท้องพระโรงตอนคัดเลือกเจ้า ใช่หรือไม่?”

“ทูลพระสนม ไม่ใช่อย่างหรอกพะยะค่ะ”

“ฮ่าๆ ช่างเถอะอันดับแรก อยู่ในตำหนักของข้า เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าพระสนมหรอก เรียกข้าว่า พี่เจียอี้”

“กระหม่อมมิบังอาจ”

“เจ้าเรียกข้าว่าพระสนม ถึงข้าจะมาอยู่ก่อนเจ้าสามปี แต่ไม่เคยเชยชินคำนี้เลย ข้าหวังเพียงใครสักคนที่จะพอเป็นเพื่อนข้าได้บ้าง  และแล้ววันนี้ของข้าก็มาถึง ข้ามีเจ้ามาอยู่เป็นเพื่อนแล้ว เรียกข้าว่าพี่เจียอี้เถอะนะ ”

“พะยะค่ะ”

“คำว่า พะยะค่ะ ก็ไม่ต้องพูดแล้ว  อยู่ภายในตำหนัก เราคือพี่น้อง เข้าใจไหม” หยางเฟิ่งพยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้ม



....ผีเสื้อ ลายปีกงาม สยายปีกบินถลารับลม ดมดอมเกสร เสียงนกในสวนไพเราะราวกระดิ่งสวรรค์ ขับผสานบทเพลงธรรมชาติให้ยลยิน....


“ว่าแต่เจ้าเถอะ ชื่อว่าอะไร”

“ทูลพี่เจียอี้ ข้าชื่อ เฟิ่ง แซ่หยาง ”

“อ้อ ลูกชายคนเล็กของแม้ทัพหยางอี้ กองธงเหลือง  ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าถูกพามาพำนักตำหนักนี้”

“พี่เจียอี้ ที่ท่านพูดมา มันดีหรือไม่ดีเหรอ ”

“ฮ่าๆ อย่าทำสีหน้าวิตกเช่นนั้น  ตำหนักเสียนฝู เดิมเคยเป็นที่อยู่ของกุ้ยเฟยองค์หนึ่งในรัชสมัยก่อน พระนางเป็นที่ทรงโปรดมาก
พระนางอ่อนโยนและงดงาม ดังนั้น ฮ่องเต้จึงล้วนคัดสรรสนมมาพำนักอยู่ต่อที่นี่ เพื่อให้เกียรติพระนาง ”

“แสดงว่า ตอนนี้ พระนางเป็นกุ้ยไท่เฟย แล้วใช่ไหม ”

“พอเปลี่ยนรัชสมัย ตามธรรมเนียมมันก็ใช่อยู่ แต่น่าเสียดายที่พระนางสิ้นพระชนม์แล้ว ได้ยินมาว่าพระนางเป็นเพื่อนคนสนิทของฮองไทเฮา องค์ปัจจุบันอีกด้วยนะ”

“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

“คราวนี้ไม่ต้องแปลกใจแล้วนะว่าเหตุใด เจ้าถึงได้มาอยู่ที่ตำหนักนี้”


ถึงเจียอี้ จะทวงถามความเข้าใจที่อธิบายให้ฟังเมื่อครู่  หยางเฟิ่งเองก็ไม่อาจเข้าข้างตัวเองว่าเป็นหนุ่มงามไปได้  แต่สำหรับสนมขั้น ‘เฟย’ อย่างเจียอี้แล้ว เขาไม่อาจปฏิเสธความงดงามในเรือนกายบุรุษได้เลย พระองค์งามราวเทพสวรรค์ก็มิปาน สมแล้วที่ได้อยู่ตำหนักนี้


“ข้าเข้าใจที่ท่านอธิบายดี แต่ข้า ไม่ใช่คนงดงามอย่างท่านหรอก”

“ความงาม นำพาเจ้ามาเป็นสนม แล้วความล้ำค่ากว่าอีกเจ็ดคนที่เข้าวังมาพร้อมเจ้า  ตำหนักเสียนฝู คือคำตอบแล้ว และข้าก็เชื่อ
ว่า เจ้ามีคุณสมบัตินั้นครบถ้วน” เจียเฟยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“พี่เจียอี้ชมเกินไปแล้ว”

“แต่จำไว้นะน้องหยางเฟิ่ง เป็นคนโปรดนั้นไม่ยาก แต่โปรดแล้วอยู่นานนี่สิของจริง” หยางเฟิ่งได้ฟัง ถึงกับขมวดคิ้ว อีกทั้งสีหน้า
แววตาที่งดงามของฝ่ายสนทนาก็เปลี่ยนไปด้วย

“ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพูด”

“มีสนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดมากมาย นับปีผ่านไป คนใหม่เข้ามา คนเก่านานวันยิ่งอายุมาก ฉะนั้น เจ้าจงอย่ายึดติด จงอยู่ในวังหลังแห่งนี้ด้วยความเรียบง่าย อย่าทำตัวโดดเด่น และอย่าทำตัวแย่งชิง เพราะไม่เช่นนั้น เจ้าจะหายไปจากโลกนี้ โดยยังไม่มีผู้ใดรู้ เสียด้วยซ้ำ”

“หมายความว่า...”

“วังหลังมีศาลเตี้ย อย่างไรล่ะ” เจียเฟยอธิบายหยางเฟิ่ง ด้วยความหนักแน่น จนเขารู้สึกหวั่นกลัว

“ดูเจ้าสิ ตัวสั่นไปหมดแล้ว”

“พี่เจียอี้ บอกข้าที ในวังหลังแห่งนี้ข้าควรระวังใคร  องค์ฮองไทเฮา หรือว่า ฮองเฮา”

“ชู่วววววว  อย่าเสียงดังไป ในวังหลัง หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ต่อไปเจ้าต้องระวังคำพูดด้วย”

เขารีบพยักหน้า  เมื่อเห็นว่ารอบๆบริเวณนี้ปลอดคน เจียเฟยจึงเริ่มขยับเข้ามาใกล้พร้อมด้วยเปล่งน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“ฮ่องเต้ ยังไม่ทรงโปรดสถาปนาใครเป็นฮองเฮา ตอนนี้ ผู้ปกครองวังหลังหกตำหนัก คือ หมิงกุ้ยเฟย”

“หมิงกุ้ยเฟย?”

“ใช่ พรุ่งนี้เจ้าจะได้ไปที่ตำหนักอี้คุนกง ไปถวายพระพรพระองค์ทุกเช้า เพราะที่นั่นคือที่ประทับของพระองค์ ”

“แล้วหมิงกุ้ยเฟย พระองค์เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันล่ะ”

“พระองค์เป็นผู้ชาย แต่จงระวังให้ดี หมิงกุ้ยเฟย องค์นี้เคร่งครัดในกฎระเบียบวังหลังนัก เจ้าอย่าประมาทเชียว”

“น่ากลัวเหลือเกิน พี่เจียอี้ ข้าเกรงว่าจะปฏิบัติบกพร่องต่อหน้าพระพักตร์เหลือเกิน”

“ไม่ต้องกลัว พระองค์เป็นชาวแมนจู เช่นเดียวกับข้าและเจ้า  พระองค์มักจะโปรดสนมที่เป็นสายเลือดทางตรง เป็นลำดับแรกเสมอ ข้าแค่เตือนเจ้าก่อนเท่านั้น เอาล่ะ ข้าจะพาเจ้าไปดูห้อง  ก่อนหน้านี้ข้าได้ให้คนของข้าจัดเตรียมไว้ให้เจ้า”

“ขอบพระทัยพี่เจียอี้”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก”

“พี่เจียอี้ ตำหนักของท่านกว้างใหญ่สวยงาม มีดอกไม้ มีลำธาร มีโขดหิน สถานที่สวยงามเช่นนี้มีสนมคนไหนพำนักที่นี่อีกไหมนอกจากข้า”

“ฮ่าๆ  ไม่มีหรอก  แต่ว่าข้าไม่เหงา เพราะข้ามีเพื่อนสนิทอยู่หนึ่งคน เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งผิน ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว นางชื่อ ฮวาผิน”

“อ้อ ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง  เอ๊ะ ฮวาผิน ชื่อเหมือนผู้หญิงเลย”

“ฮ่าๆๆ ก็ใช่นะสิ นางเป็นผู้หญิง ....อ่ะ ถึงห้องพักของเจ้าแล้ว เอาล่ะเด็กๆ เปิดประตู”

“พะยะค่ะ”


ขันทีน้อยสองคนเดินไปเปิดประตูออก  แสงสว่างจากด้านนอกสาดเข้าไป เห็นเก้าอี้  โต๊ะ ภาชนะประดับประดาล้ำค่า ทรวดทรงงดงาม จัดอยู่อย่างเป็นระเบียบ ช่างสวยกว่าสิ่งของที่จวนตระกูลหยาง เป็นอย่างมาก

“เป็นอย่างไร ชอบหรือไม่”

“ชอบมากพี่เจียอี้ หรูหรากว่าบ้านข้ามาก สวยขนาดนี้ข้าจะกล้านอนได้ยังไง”

“ฮ่าๆ  เจ้านี่นะ ที่แท้ก็ติดตลกเหมือนกันนะ  อ้อ จริงสิ ข้าลืมแนะนำ นี่คนรับใช้ส่วนตัวของเจ้า ....เจ้าสองคนเข้ามาคาราวะพระสนมของพวกเจ้าได้แล้ว”


สองขันทีน้อย เดินเข้ามาหาหยางเฟิ่ง พร้อมกับคุกเข่าถวายพระพร


“ข้อน้อย ไป่หลิว ถวายพระพรพระสนม”

“ข้าน้อย เหลียงจั่ว  ถวายพระพรพระสนม”


“ลุกขึ้นเถอะ ว่าแต่พี่เจียอี้ ข้าลืมสังเกตไป เหตุใดไม่มีคนรับใช้ผู้หญิงในตำหนักท่านเลยล่ะ”

“วังหลังเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใหม่ องค์ฮองไทเฮา  ทรงเห็นว่าฮ่องเต้มีพระสนมเป็นบุรุษ เพื่อป้องกันการให้กำเนิดทายาทของสนมกับคนรับใช้ ต้องเกณฑ์นางกำนันไปรับใช้ เพียงฮ่องเต้ ฮองไทเฮา เหล่าองค์ชาย องค์หญิงและเหล่าพระสนมอาวุโสไท่เฟย ไท่ผินในรัชสมัยก่อนที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่แทนนะสิ”


“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ขอบพระทัยท่านพี่ที่ทรงชี้แนะ”

“เอาล่ะ ยังมีกฎเกณฑ์อีกมากมายที่เจ้าต้องเรียนรู้เพิ่ม อ้อจริงสิ จงจำไว้ว่าพรุ่งนี้ชุดที่จะใส่ไปถวายพระพรต้องไม่ใช่สีเหลือง  สีส้มและสีแดง เพราะนี่คือสีต้องห้าม ”

“เรื่องนี้ข้าพอรู้มาบ้าง  องค์ฮ่องเต้และองค์ฮองไทเฮามักจะใส่สีเหลือง หรือส้ม แต่สีแดง เป็นสีต้องห้ามด้วยอย่างนั้นหรือ”

“เปล่าหรอก แต่สีแดง เป็นสีที่พระสนมหมิงกุ้ยเฟยโปรดปราณ ทีนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม”

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านพี่ที่ชี้แนะ”

“จริงๆเรื่องชุด ข้าได้เตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว วางใจเถอะ ทุกชุดล้วนแล้วแต่สีสุภาพและไม่ฉูดฉาด เหมาะกับยศตำแหน่งของเจ้าด้วย ข้าหวังว่าเจ้าจะชอบนะ”

“ขอบพระทัยท่านพี่ที่เสียสละเวลาจัดหาชุดให้ รบกวนท่านเสียแล้ว”

“อย่ากังวลไปเลย วันนี้ก็พักผ่อนเถอะนะ พรุ่งนี้เช้าจะได้สดชื่น ข้ามีภารกิจต้องไปปรนนิบัติฝ่าบาทยามสาย ต้องขอตัวก่อน”

“หยางเฟิ่ง น้อมส่งท่านพี่”

“น้องส่งพระสนม”



หยางเฟิ่งยืนส่งเจียเฟย จนลับสายตา ก่อนจะหันมาสนใจบรรดาขันทีน้อยทั้งสอง ที่ทำตาใสซื่อยิ้มแย้มให้อย่างเป็นมิตรละปรีดา


...

...

“ไป่หลิว เหลียงจั่ว”

“พะยะค่ะ พระสนม”

“ข้าเข้าวังมาตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรู้จัก โชคดีที่มีเจียเฟย อุปถัมภ์ ยังไงข้าขอฝากพวกเจ้าทั้งสองคนด้วยแล้วกันนะ”

“พระสนม อย่ากล่าวเช่นนั้น การปรนนิบัติพระสนม เป็นหน้าที่ยิ่งชีวิตของพวกกระหม่อมทั้งสอง ขอเพียงพระสนมต้องการสิ่งใด ให้บอกได้เลยพะยะค่ะ”

“ขอบใจพวกเจ้ามาก ว่าแต่ข้าสงสัยเรื่องของหมิงกุ้ยเฟยอยู่บางเรื่อง  พวกเจ้าจะช่วยตอบข้าได้ไหม”
ทั้งสองหันไปมองหน้ากันด้วยความกังวลและหวาดกลัว

“ระ...เรื่องอะไรเหรอพะยะค่ะ พระสนม”

“พระสนมเจียเฟยเตือนข้า ถึงความเคร่งในระเบียบของวังหลัง ข้ากังวลใจจริงๆ กลัวว่าพรุ่งนี้จะไปทำอะไรไม่ถูกเข้า ข้าจะโดนลงโทษไหม”

“โถ่ พระสนม เรื่องแค่นี้เอง กระหม่อมสองคนช่วยสอนพระองค์ได้ พรุ่งนี้การถวายพระพรหมิงกุ้ยเฟย จะต้องผ่านไปอย่างราบรื่นแน่นอนพะยะค่ะ”

“จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นมาสอนข้าที”


หยางเฟิ่ง รู้สึกโชคดีที่ได้คนรับใช้เป็นขันทีน้อยผู้มากความสามารถและจิตใจดี กฎระเบียบวังหลวงแห่งนี้มากมายนับไม่ถ้วน เขาต้องฝึกฝนอีกมาก เพื่อไม่ให้เป็นที่ไม่พอพระทัยของบรรดาชนชั้นสูงกว่าทั้งหลาย

การเรียนรู้ ดำเนินไปอย่างช้าๆในตำหนักพำนัก ขันทีเต็มที่กับการสอนมาก ในขณะเดียวกันหยางเฟิ่งเองก็ตั้งใจเรียนรู้มากเช่นกัน


“อย่างนั้นแหละพระสนม ถูกแล้วพะยะค่ะ การถวายพระพร จะต้องคุกเข่าสองข้าง เอาเข่าซ้ายลงก่อนแล้วตามด้วยเข่าขวา....อ้อ ใช่ๆพะยะค่ะ  อย่างนั้นแหละ ถูกต้องแล้ว พระสนมเก่งจริงๆพะยะค่ะ”

“เห้อ...ในที่สุดข้าก็ทำได้ ” เสียงถอนหายใจด้วยความเหนื่อย ทั้งครูและลูกศิษย์จำต้องหยุดการฝึกเพียงเท่านั้น



….ดวงตะวันลอยสูงเด่นกลางกระหม่อม  แม้อากาศสดใส กลับไร้ความชุ่มเย็นสบายกาย อีกทั้งความร้อนระอุนำพามาซึ่งโทสะ....



“ว้ายยยยยยย....”


เสียงร้องดังก้องนอกกำแพงรั้วตำหนักเสียนฝู ดูเหมือนพวกเขาสามคนจะได้ยินเสียงอุทานตกใจนั้นชัดเจน ด้วยความตื่นตระหนก จึงพากันออกมาดูหน้าตำหนัก


“ไป่หลิว เหลียงจั่ว นั่นเสียงอะไรกันน่ะ”

“เหมือนเสียงจะดังมาจากด้านจอกกำแพงนะพะยะค่ะ พระสนมรออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวกระหม่อมจะรีบไปดู” ว่าแล้วทั้งสองก็วิ่งใส่กำแพง

“ช้าก่อนพวกเจ้า นั่นมันกำแพงตำหนักนะ ประตูอยู่ทางนั้น” หยางเฟิ่งชี้ไปยังประตูด้านซ้ายมือถัดออกไป

ไป่หลิวและเหลียงจั่วได้แต่หัวเราะ พร้อมเอานิ้วชี้แตะที่ปาก เตือนว่าอย่าตะโกนเสียงดัง  ก่อนจะชี้ไปยังต้นไม้ต้นใหญ่สามต้นติดกำแพงที่ยืนต้นสูงลิ่ว  เมื่อรู้ความประสงค์ของขันทีทั้งสอง หยางเฟิ่งตกใจแทบแย่ นี่พวกเขาจะปีนต้นไม้เชียวเหรอ?

“กล้าดีอย่างไร เดินชนเครื่องเสวยของพระสนมหมิงกุ้ยเฟย อยากตายหรืออย่างไร”

ตรงบริเวณทางเดินเท้าด้านนอกตำหนักเสียนฝู นางข้าหลวงตำหนักอี้คุนกง กับนางกำนันสี่คนกำลังยืนเอาเรื่อง คู่กรณีที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงนางกำนันเล็กๆ  ข้าวของดังกล่าว หล่นตกกระจายเต็มพื้นไปหมด

“ท่านกูกู โปรดเมตตาด้วย ข้าไมได้ตั้งใจจริงๆ”

“ถึงไม่ได้ตั้งใจ แต่เจ้าก็ทำเครื่องเสวยยามกลางวันของพระสนมหล่นตกพื้นหมดแล้ว เจ้าคิดว่าเจ้า มีกี่ชีวิตกันเชียว  เจ้าจะชดใช้อย่างไรไหว เด็กๆ ลากตัวนางกำนันคนนี้ไปตำหนักอี้คุนกง ”

“เจ้าค่ะ กูกู”

"ไม่นะ  ได้โปรด กูกู ข้าผิดไปแล้ว อย่าทำข้าเลย ได้โปรด"


และแล้ว นางกำนันคนนั้นถูกนำตัวไปยังตำหนักอี้คุณกง ท่ามกลางสายตาเหล่าทหารยาม และข้าหลวงคนอื่นๆตลอดเส้นทาง ไร้การช่วยเหลือและเหลียวแล น่าหดหู่ใจยิ่งนัก

“ไป่หลิว เจ้าเห็นเหมือนที่ข้าเห็นไหม?”

“ชัดเจนเลยล่ะเหลียงจั่ว  โถ่เอ้ยสาวน้อยผู้อาภัพ”

“เจ้าว่า นางจะรอดไหมไป่หลิว?”

“ถามได้ คำตอบเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจดี รีบกลับลงไปทูลพระสนมเถอะ”


...

...


“ว่ายังไง ไป่หลิว เหลียงจั่ว เกิดอะไรขึ้น?”

“ทูลพระสนม มีนางกำนันคนนึงเดินไม่ทันดูทาง เผลอชนกับสำรับเสวยของหมิงกุ้ยเฟยเข้า ตอนนี้ถูกกูกูตำหนักอี้คุณกงนำตัวไปแล้ว”

“ตายจริง  น่าสงสารเหลือเกิน”

“ตายแน่ๆพะยะค่ะ ไม่น่ารอด”

“อะไรนะ ตะ...ตายเหรอ  ข้าแค่อุทานเท่านั้นเอง  ความผิดแค่นี้ นางกำนันผู้นั้นต้องตายเลยเหรอ? ”

“พระสนม หมิงกุ้ยเฟย มีทั้งอำนาจและบารมี พระองค์เป็นผู้ปกครองวังหลัง ตอนนี้นางกำนันผู้นั้นคงกำลังถูกศาลเตี้ยเล่นงานแล้วล่ะ ”

“ไม่ได้ เรื่องนี้มันเกินไป พระองค์ทรงทำเกินไป  ไป่หลิว เหลียงจั่ว  ข้าจะไปตำหนักอี้คุณกง พาข้าไปที...”

“พะ...พะ...พระสนม  ไมได้ล้อกระหม่อมเล่นนะพะยะค่ะ”

“ข้าพูดจริง นำทางไปเร็วเข้า”

สองขันทีผู้อารักษ์ รีบคุกเข่าต่อหน้าหยางเฟิ่ง แล้วก้มศีรษะกราบกรานขอร้องเขา

“พระสนม อย่าไปเลย ไม่คุ้มหรอกพะยะค่ะ”

“ใช่แล้ว อย่าไปเลย พระสนม ที่นั่นอันตรายมาก”

“แล้วนางกำนันคนนั้นล่ะ นางกำนันคนนั้นต้องตายนะ อย่าห้ามข้าเลย...ข้าจะไป อี้คุนกง”

“พระสนม!  อย่าไปนะพะยะค่ะ!”



โปรดติดตามตอนต่อไป


เกล็ดความรู้  หกตำหนักวังหลัง แม้จะเป็นคำเรียกติดปาก และเคยได้ยินในซีรี่ย์จีนโบราณ   แต่ในความเป็นจริง ตำหนักวังหลังของบรรดาสนมนั้น ได้แบ่งเอาไว้สองฝั่ง คือหกตำหนัก ฝั่งตะวัน และหกตำหนัก ฝั่งตะวันหก ในความจริงต้องพูดว่า สิบสองตำหนักถึงจะถูก ทั้งนี้ ผู้แต่งเอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรียกหกตำหนัก  ถ้าใครทราบ สามารถให้ความรู้เพิ่มได้เลยครับ

 :L1: :L1: :L1: :L1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-10-2020 20:36:49 โดย ครามพิสุทธิ์ »

ออฟไลน์ naumi

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-2
ยังไม่ทันไรเลย จะสร้างเรื่องละเรอะ!!! :mew5:

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 451
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
เพิ่งเข้าวังมาก็จะปะทะกับตัวแม่แล้ว :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7692
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
วันแรกก้อเอาเลยหลอนู๋ 555++

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0

ออฟไลน์ ครามพิสุทธิ์

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
บทที่ 2



เคยได้ยินมาบ้างว่า สัตว์เลี้ยงเยี่ยงแมวมีถึงเก้าชีวิต  เช่นนั้นแล้วนางกำนันผู้นั้นมีโอกาสเท่าแมวได้หรือไม่ แต่ทว่าการร้องขอจากเจ้าตำนัก อี้คุนกง  เป็นเรื่องยาก   ในวังหลังแห่งนี้มีผู้ใดจะกล้าก้าวก่ายร้องทุกข์แทนอย่างนั้นหรือ?


หึหึ...ทุกคนล้วนแต่หวงแหนชีวิตตัวเองทั้งนั้น

แต่...ไม่ใช่ หยางเฟิ่ง สนมหน้าใหม่ผู้นี้แน่!


ปลายผมถักเปียพลิ้วไหว แกว่งไกวซ้ายขวาตามจังหวะ สองเท้ารีบสาวก้าวออกจากประตูตำหนักเสียนฝู  ไปตามทางเท้า เรียบกำแพงชั้นใน โดยไม่อาจตอบคำถามได้แม้กระทั่งตัวเองว่า ตำหนัก อี้คุนกง อยู่แห่งใด  เห็นใครผ่านไปมาระหว่างทางจึงหยุดถามทัก หวังเพียงว่าจะไปถึงที่นั่นได้ทันเวลา


“พระสนม รอข้าน้อยด้วยพะยะค่ะ”

“พระสนม โปรดหยุดวิ่งก่อน พะยะค่ะ”


หยางเฟิ่งหันกลับไปมองด้านหลัง  ไป่หลิว เหลียงจั่ว สองขันทีน้อยวิ่งกระหืดกระหอบขนาบคู่ ต้อนตามหลังมาติดๆ 

แย่แล้ว...ใกล้จะตามมาถึงเต็มทีแล้ว  จะทำอย่างไรดีล่ะ


ในหัวของหยางเฟิ่งครุ่นคิดปะปนพันวัน  แต่แล้ว ก็พบที่ซ่อนตัว  เบื้องหน้าด้านซ้ายมือมีประตูบานใหญ่แง้มเปิดอยู่  ไม่มีเวลาคิดแล้ว เขาเลยตัดสินใจหลบเข้าไปในนั้นก่อน


ด้วยทางที่วิ่งมานั้น เป็น ทางเลี้ยวแยกซับซ้อนมากมาย แม้จะเดินตามกันมาติดๆก็อาจพลัดหลงได้โดยง่าย


“ช้าก่อนไป่หลิว  พะ...พระสนม หะ..หายไปแล้ว”

“เป็นไปไม่ได้ พวกเราวิ่งตามมาติดๆเช่นนี้ จะคลาดสายตาไปได้ยังไง?”

“หรือว่า พระสนมจะหลงทาง”

“อาจจะเป็นไปได้  ไอ้หยา...เหลียงจั่ว ถ้าเป็นแบบที่เจ้าว่าเรื่องใหญ่แน่  ไปตามหาตัวพระสนมต่อให้เจอเร็วเข้า”


เสียงไป่หลิว เหลียงจั่ว เงียบไปแล้ว....  พวกเขาคงไปแล้วจริงๆสินะ  คงไปแล้วแน่ๆ  หยางเฟิ่งได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหอบ  นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไมได้วิ่งหนักหน่วงและเร่งความเร็วขนาดนี้ 


ว่าแต่...ที่ที่เขาใช้หลบซ่อนตัวอยู่นี้ มันคือที่ไหนกัน?


หยางกุ้ยเหริน มองดูบรรยากาศโดยรอบ เบื้องหลังประตูสีแดงใหญ่บานเก่านี้ นำพาเขามาอยู่สถานที่แห่งใดกัน  มีเพียงกำแพงสูงหกเมตรกั้น  แต่ด้านในแตกต่างจากด้านนอกสิ้นเชิง


ที่นี่ทั้งเงียบ ทั้งเปลี่ยว  มีหญ้าล้มลุกขนาดเล็กแซมขึ้นตามรอยแตกแยกของพื้น เป็นหย่อมๆ  บ่งบอกว่าถูกทิ้งร้างไว้นาน  ไม่ได้รับการดูแลแน่นอน   อีกทั้งไม่มีใครอยู่เลย แม้แต่นางกำนัน  ขันที หรือแม้แต่ทหารวังหลวงสักคน   

ตัวอาคารที่ปลูกสร้างไว้สวยหรู  กลับถูกปล่อยให้ทรุดโทรม ช่างวังเวงพาใจคิดเป็นอื่นไกลยิ่งนัก 

บ้าจริงๆเชียว  บรรยากาศชวนให้ขนหัวลุกดีแท้ นี่เพิ่งกลางวันแสกๆนะ

ดูท่าทางคงจะไม่ดีแล้ว ต้องรีบออกไปจากที่นี่จะดีกว่า...



“นั่นใคร!?”


“!!!”


ขาที่กำลังจะเดินออกประตูบานเดิม  แข็งทื่อหยุดชะงัก เมื่อเสียงปริศนาทักดังก้องเหมือนว่าดังจากด้านหลัง?
เอ๋....จากด้านหลังจากนั้นเหรอ  หรือว่านี่ เขาจะเจอดีเข้าให้แล้วจริงๆ  หยางเฟิ่งทำใจดีสู้เสือรีบหันหลังกลับไปมองโดยเร็ว


ขวับ!


“เหวอออออ”  ร่างชายหนุ่มแทบเซถลาหงายหลังล้ม โชคยังดีรู้สึกเหมือนจะมีฝ่ามืออันแข็งแกร่งมาประครองไว้ตรงแผ่นหลังของเขา


ฝ่ามือนั้น คงไม่ใช่ของใครอื่นไกล แต่เป็นมือของชายปริศนาผู้หนึ่ง ถือวิสาสะมายืนประชันชิดเขาจากด้านหลังเมื่อครู่  หยางเฟิ่งสบสายตาคนผู้นั้นอย่างใกล้ชิด ใบหน้าห่างกันเพียงสองฝ่ามือเห็นจะได้


“เอ่อ...ข้าขอโทษ ”


ยังไม่ทันได้พินิจอันใดต่อ เสียงทุ้มหนักแน่นของผู้ก่อเหตุก็เปรยขึ้นเสียก่อน  เมื่อหยางเฟิ่งกลับมาทรงตัวยืนได้ดังเดิม  ชายผู้นั้นก็ถอยหลังห่างออกไปตามที่ควรจะเป็น



....เปรียบหยกเขียวเป็นหญิงงาม  เปรียบกระบี่หนึ่งด้ามเป็นวีรบุรุษ...


ตอนนี้เองเข้าได้เห็นองค์รวมของบุรุษเบื้องหน้า  ชายผู้นี้  จะว่าไปเรือนกายสูงใหญ่เยี่ยงชายชาติทหาร  อกผายไหล่ผึ่ง   ช่างสง่างามเหลือเกิน  หยางเฟิ่ง แม้มีความรู้ติดตัวมาน้อย แต่พอจะประเมินชายตรงหน้าได้ จากอาภรณ์ที่สวมใส ผ้าชั้นดีสีน้ำนม กับลวดลายปักมือรูปมังกรสีทอง โดดเด่นตัดเฉดสี  เขาคือคนของราชวงศ์ ชาติตระกูลอ้ายซินเจว๋หลัวเป็นแน่แท้


แต่ว่า....เพราะเหตุใดกัน ท่านอ๋องผู้นี้จึงปรากฏอยู่ในเขตวังหลัง แห่งนี้ได้ นับว่าผิดกฎธรรมเนียมนัก


“ถวายพระพร ท่านอ๋อง” แม้ไม่รู้จักพระนาม แต่สรรพนามที่แทนบุรุษตรงหน้าล้วนมั่นใจนัก ว่าคือพี่น้องฮ่องเต้

สองตาคมเพ่งมอง ราวกับกำลังประเมินคำพูดของหยางเฟิ่ง คิ้วเข้มน่าเกรงขามขมวดชิดแน่นขนัด  ไม่เพียงแค่หยางเฟิ่งที่กำลังใช้ความคิดไตร่ตรอง แต่ท่านอ๋องผู้ทรงเกียรติก็มองเขาเช่นกัน


ในพระทัยได้แต่คิด หลังจากปลายตามองพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า  ว่าเหตุใด จึงปล่อยให้คุณชายจวนขุนนาง มาเดินเพ้นพ่านในสถานที่ส่วนตัวของเขา แห่งนี้ได้ 


“เจ้า เป็นคนนอก เหตุใดมาอยู่เขตราชฐานในวังหลังแห่งนี้ได้ โดยเฉพาะ ตำหนักนี้!”


ตายจริง....หยางเฟิ่งได้แต่ตำหนิตัวเอง เมื่อก้มลงมองดูเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่  ยังคงเป็นชุดที่สวมออกมาจากจวนตระกูลหยางอยู่เลย  เสื้อผ้าที่พระสนมเจียเฟย ทรงเตรียมไว้ให้ ยังไม่ทันสวมเปลี่ยน ไม่แปลกนักที่ท่านอ๋องผู้นี้จะประเมินเขาเช่นนั้น


“ข้าขออภัยด้วยที่เสียมารยาท เดิมทีข้าเพิ่งเข้ามาวังหลวงวันแรก ยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุดของ เอ่อ....สะ..สนม พะยะค่ะ”

“หืม? สนมอย่างนั้นเหรอ  อ้อ สนมใหม่ที่ท่านพี่เพิ่งเลือกไปไม่กี่วันก่อนนี้ใช่หรือไม่”

“ใช่ พะยะค่ะ”

“ที่แท้ท่านก็คือ....” สายเลือกมังกรทองเว้นคำพูดไป เพื่อให้อีกฝ่ายเติมคำลงไปแทน

“เอ่อ นามของข้าคือ หยางกุ้ยเหริน ตำหนักเสียนฝู พะยะค่ะ”

“ตำหนักเสียนฝู  อ้อ ตำหนักพี่สะใภ้เจียอี้  ข้าเคารพเจียเฟยเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงใจดี และมีเมตตา วาสนาท่านแล้วที่ได้อยู่ที่นั่น  ”

“ขอบพระทัยที่ทรงชม” หยางเฟิ่งรู้สึกร้อนบนใบหน้า ไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใด อากาศที่ร้อนระอุยามกลางวัน หรือว่านี่จะเป็นสัญญาณว่าจะเป็นลมแดด

“ว่าแต่ท่านเถอะ เหตุใดถึงได้เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้  หากให้ข้าเดาส่งเดช ท่านกำลังหลบหนีผู้ใดอยู่”

“ปะ...เปล่านะ ข้าเปล่าหลบหนี ” หยางเฟิ่งรีบปฏิเสธ  อะไรกัน...จะเดาออกทุกเรื่องเลยหรืออย่างไร

“หึหึ เช่นนั้น บอกข้าทีซิว่า ท่านเข้ามาที่นี่ได้เพราะเหตุใด คนทั้งวังต่างรู้ดีว่าตำหนักนี้ คือตำหนักปิดตาย ไม่ควรเข้ามายุ่มย่าม แต่เห็นว่าท่านเป็นสนมของเสด็จพี่ ข้าจะละเว้นโทษท่านครั้งหนึ่ง”

“ละเว้นโทษเหรอ  ตะ...ตายแล้ว    ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ละเว้นโทษให้กระหม่อม”

“เอาล่ะๆ คำว่าตาย ในวังหลวงแห่งนี้ท่านอย่าพูดพร่ำเพื่อ ไม่เช่นนั้นท่านจะตาย จริงๆ   อืม...ข้าจะละเว้นโทษให้พระสนมก็ต่อเมื่อเล่าความจริงให้ข้าฟัง ว่าท่านหลบหนีอะไรอยู่”


นับว่าแววตาอ่านสถานการณ์ของอ๋องผู้นี้เฉียบขาดหลักแหลมนัก หยางเฟิ่งไม่อาจปกปิดวาจาใดๆกับเขาได้เลย หากไม่อยากให้ตนเดือดร้อน ควรเริ่มเล่าเรื่องราวให้ฟังจะดีกว่า 


แต่เอ๊ะ ไหนๆก็ต้องเล่าแล้ว สู้เสียให้อ๋องผู้นี้สานต่อเจตนารมณ์  ไปช่วยนางกำนันผู้นั้นแทน ไม่ดีกว่าหรือ?


“ข้า...คือข้าเห็นนางกำนันคนหนึ่งซุ่มซ่ามทำสำหรับ หมิงกุ้ยเฟย เสียหายไม่มีชิ้นดี แล้วถูกนำตัวไปลงโทษที่ตำหนักอี้คุน ข้าเป็นห่วงนางกำนันผู้นั้นมาก เลยวิ่งตามมา ระหว่างทางขันทีคนของข้าได้วิ่งตามด้วย ข้ากลัวว่าจะถูกขัดขวาง....”  ท่านอ๋องยกมือปรามเพื่อขอให้หยุดการเล่าเรื่อง ทั้งๆที่เล่าไม่ทันจบ สงสัยคงรู้แล้วสิ


“ศาลเตี้ย สำหรับวังหลังเป็นเรื่องธรรมดา หากพระสนมยังอยู่ที่นี่ต่อไป จะได้เห็นเช่นนี้มากขึ้น และจะชินไปเอง ”

“ชินเหรอ ท่านอ๋อง  ที่ท่านพูดมา ฟังดูชินชาเกินไปหรือเปล่า  นางกำนันผู้นั้นมีชีวิต มีเลือดเนื้อนะพะยะค่ะ”

“พระสนมหยางกุ้ยเหริน คงยังไม่เข้าใจชีวิตของวังหลังแห่งนี้  ”

“ท่านหมายความว่าอย่างไร”

“ผู้น้อย ไม่อาจเรียกร้องสิ่งใดได้ จากผู้ที่นั่งอยู่สูงกว่า  และหมิงกุ้ยเฟย เป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดในวังหลัง เป็นสนมผู้โปรดปราณของเสด็จพี่ อีกทั้งตระกูลหมิง มีความดีความชอบให้แก่ฝ่ายราชสำนัก ขุนนางพระญาติฝั่งซ้ายและขวา ทั้งบุ๋นทั้งบู้  อำนาจบารมีใหญ่นัก แม้แต่เสด็จพี่ที่เป็นถึงฮ่องเต้ยังต้องเกรงพระทัย”


“ฮึก...ชะ..เช่นนั้น นางกำนันผู้นั้น ต้องตายเหรอ พะยะค่ะ ฮึก ”

หยางเฟิ่งได้ฟังแล้วสะเทือนใจยิ่งนัก เขาไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเช่นนี้  อีกทั้งไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ เลวร้ายกว่านั้นคือ ต้องเห็นและทำใจให้ชิน


“พระสนม อย่าร้องไห้ไปเลย ท่านต้องเข้มแข็ง อย่างน้อยก็ห่วงตัวท่านเองบ้างเถิด  หากไปที่นั่น คนที่จะชะตาขาดคือท่าน มากกว่านางกำนันผู้นั้นเสียอีก  การแต่งกายของท่านเช่นนี้ หมิงกุ้ยเฟยได้ทอดพระเนตรอาจคิดว่าท่านหยามเกียรติ ไม่ให้เกียรติตำหนักพระองค์ด้วยซ้ำ ”


“ได้ ฮึกฮึก  ขะ...ข้าจะกลับตำหนักแล้ว...  หยางกุ้ยเฟริน ทูลลาท่านอ๋อง”


หยางเฟิ่ง เอามือปาดน้ำตา ก่อนจะผละการสนทนา  แม้จะไม่ทราบชื่อท่านอ๋อง แต่เขาจะไม่ลืมเลย อ๋องผู้นี้ได้อธิบายให้เขาฟังทุกอย่าง   จะมีประโยชน์อันใดกัน หากสถานที่สวยราวสวรรค์แห่งนี้ กลับมีคนใจร้ายฉีกเลือดกินเนื้อไม่ปราณีราวผักปลา


“ช้าก่อน พระสนม!”

“....”

“ก็ได้ๆ  ครั้งนี้ข้าจะไปช่วยนางกำนันผู้นั้น แทนท่าน  แต่ครั้งนี้ เพื่อเห็นแก่ความเมตตาอารีของท่านนะ ข้าเองก็ไม่อาจทนเห็นคนผู้น้อย ถูกลงทัณฑ์จนต้องปลิดชีวิตไปคนแล้วคนเล่า”

“จริงเหรอ ท่านอ๋องจะช่วยจริงๆเหรอพะยะค่ะ  ”

“อืม  พระสนมโปรดวางพระทัย กลับไปรอที่ตำหนักเถิด เสร็จการแล้วข้าจะให้ทหารวังหลวงคนของข้าส่งข่าวไปยังตำหนักเสียนฝู”

“ขอบพระทัยท่านอ๋อง  ขอบพระทัยท่านอ๋อง”

“พระสนมลุกขึ้น อย่าทำเช่นนี้ มันผิดกฎ  ท่านจะคุกเข่าคำนับน้องเขยอย่างข้าไม่ได้”

“ขออภัย แต่ขอให้ข้าได้ทำเถิด  ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไร ลำบากท่านแล้ว ที่เป็นธุระให้  ”

“อืม ข้าจะรีบไปอี้คุนกงเดี๋ยวนี้แหละ หวังว่าวันหนึ่งเราคงได้เจอกันอีก”

“พะยะค่ะ หยางกุ้ยเหริน ถวายพระพรท่านอ๋อง”


อ๋องผู้สง่า เดินจากไปแล้ว หยางเฟิ่งได้แต่ยืนส่งพระองค์ คงกำลังมุ่งไปที่อี้คุนกง การพบเจอโดยบังเอิญเช่นนี้ จะถือว่าเป็นโชคชะตาก็แล้วกัน

แต่...เรื่องที่พบท่านอ๋องในตำหนักเก่าร้างเช่นนี้ เขายังไม่เข้าใจอยู่ดี ที่แห่งนี้มีอะไร? 

หยางเฟิ่งเดินออกนอกประตู แล้วชำเลืองมองขึ้นไป ตรงคานประตูไม่มีแม้แต่ป้ายตัวอักษรบอกชื่อตำหนัก ที่แห่งนี้ต้องมีอะไร
บางอย่างเกี่ยวพันกับอ๋องผู้นี้แน่



ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ  เหม่อมองท้องฟ้า ฝูงนกบินข้ามผ่านศีรษะเพื่อกลับรัง  ระหว่างทางเขาได้แต่ยิ้มให้ตัวเอง มาเยือน
ถิ่นนี้วันแรกก็เกือบจะสร้างเรื่องให้ตัวเองเสียแล้ว  หากท่านพี่เจียอี้ทราบเรื่องจะลงโทษเขาหรือไม่นะ  เจ้าของตำหนักมีสิทธิ์ว่ากล่าวตักเตือนสนมยศต่ำในตำหนักตนได้นี่

แต่...หากไม่มีใครบอกท่านพี่  ก็คงไม่รู้เรื่องราวในวันนี้แน่  หยางเฟิ่งเดินต่อไปเรื่อยๆด้วยความอ่อนล้าจนกระทั่งกลับถึงตำหนักเสียนฝู ไม่คิดว่าเขาจะวิ่งออกมาจากตำหนักไกลขนาดนี้  ขากลับเลยต้องลำบากขาสองข้างพยุงตัวแล้วสิ


“เจ้าไปไหนมา หยางเฟิ่ง” สุรเสียง เรียบเปรยถาม ทันทีที่เดินเข้าประตูกำแพงตำหนัก

“ท่านพี่เจียอี้!”


เบื้องหน้า คือ เจียเฟย ยืนรอเฝ้า ประจันหน้าเขาเป็นคนแรก พอมองดูคนของตำหนักเสียนฝูที่เหลือ ต่างก้มหน้าก้มตา  อีกทั้งไป่หลิว เหลียงจั่ว ยังยืนยิ้มเจื่อนๆให้อีกด้วย

เพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่า  เหตุการณ์ตรงหน้า มีที่ไปที่มาเป็นอย่างไร


“พี่เจียอี้คง  ซะ...ทราบเรื่องแล้วเหรอพะยะค่ะ”  อีกฝ่ายไม่ตอบได้แต่ถอนหายใจ

“ตามข้าเข้าไปที่ตำหนักก่อน เร็วเข้า”

“พะยะค่ะ”

อะไรกัน ชายหนุ่มผู้แสนจะเรียบร้อย และแสนดี ตอนนี้ท่าทีเหล่านั้นได้หายไปหมดแล้ว  หรือว่าท่านพี่กำลังโมโห  พระสนมกำลังโกรธเขาเป็นแน่  นี่เขากำลังจะโดนตักเตือนครั้งแรกเหรอ


“พระสนม  ข้าน้อยผิดไปแล้ว  แต่ว่าข้ากับเหลียงจั่ว เป็นห่วงท่านมากนะพะยะค่ะ”

“ใช่แล้วพะยะค่ะ คิดอะไรไม่ออก เลยตัดสินใจไปทูลพระสนมเจียเฟยที่ตำหนักฝ่าบาท”

“ไม่เป็นไร ผิดครั้งนี้ข้าจะรับไว้ผู้เดียว พวกเจ้าไม่ผิดหรอก ขอบใจมาก กลับไปรอข้าที่ตำหนักก่อนเร็ว”

“พระสนม...”

“อย่าห่วงเลย พระสนมเจียเฟย ไม่ลงโทษข้ารุนแรงเหมือน หมิงกุ้ยเฟยแน่ วางใจเถอะนะ”

“พะยะค่ะ”


หยางเฟิ่ง เอาฝ่ามือตบไหล่ขันทีน้อยทั้งสองเพื่อให้หายกังวล  เขาทราบดีว่าที่นี่คือวังหลวง มีกฎเกณฑ์ กฎระเบียบมากมาย หากฝ่าฝืนก็ต้องรับโทษไปตามนั้น ตอนนี้เขาไม่ห่วงตัวเองแล้ว จะห่วงก็แต่นางกำนันสาวผู้นั้น หวังว่าท่านอ๋องปริศนาผู้นั้นจะไปช่วยได้ทันเวลา


คำพังเพยว่าไว้...จิตใจคนคดเคี้ยว ยากแท้หยั่งถึง...


ภายในตัวตำหนักที่ประทับพระสนมเจียเฟย  หยางเฟิ่งเดินเข้าไปภายใน เห็นท่านพี่นั่งอยู่ก่อน  มีขันทีหัวหน้าตำหนักเสียนฝูเพียงคนเดียวกำลังยืนรินน้ำชาสองถ้วย


“นั่งก่อนสิหยางเฟิ่ง”

“พะยะค่ะ”

“ข้าจะเตือนเจ้าครั้งสุดท้าย  อย่าคิดลองดีกับหมิงกุ้ยเฟย  ชีวิตของเจ้ามีแค่ลมหายใจเดียว อย่าเอาไปเสี่ยงกับเรื่องเช่นนี้  จำที่ข้าพูด หรือสอนเจ้าเมื่อเช้าไม่ได้หรืออย่างใดกัน”

“หยางเฟิ่งขอประทานอภัยจากท่านด้วย ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว”

“เอาเถอะๆ ลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว  เจ้านี่นะ ดื้อนักเชียว”

“ขอบพระทัยท่านพี่”

“แล้ววันนี้เจ้าวิ่งไปถึงไหน ไป่หลิว เหลียงจั่ว วิ่งตามหาเจ้าแทบทุกมุม ยังไม่พบ ”

“ข้า...”  จะทำอย่างไรดี จะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านพี่ฟังจะดีไหม  แต่ถ้าหากบอกไป ท่านอ๋องผู้นั้นจะถูกตำหนิ หรือโดนลงทัณฑ์ไปด้วยหรือเปล่า  โทษฐานที่เข้ามาในเขตราชฐานวังหลัง

“ว่ายังไง  อ้ำอึ้งอยู่ได้”

“ข้าไม่รู้ว่าไปที่ใดบ้าง  รู้แต่ว่าข้าวิ่งไปไกลมาก ”

“ฮ่าๆ  ข้าว่าเจ้าหลงทางแล้วล่ะ แต่ยังดีที่เจ้ากลับมาตำหนักถูก วังหลวงกว้างใหญ่เจ้าอย่าไปเดินซี๊ซั้วที่ไหนอีกนะ คิดจะเดินไปที่ใดก็ได้ตามใจหรืออย่างใดกัน”

“ข้ารับคำชี้แนะจากท่านพี่ ต่อไปจะไม่วู่วามอีกแล้ว”

“ดีแล้ว  เชื่อข้าแล้วชีวิตเจ้าในวังหลังแห่งนี้จะยืนยาวนะหยางเฟิ่ง  คืนนี้ให้ไป่หลิว เหลียงจั่วพาเจ้าแช่น้ำนมโรยกลีบกุหลาบ ขัดผิว ล้างตัวให้สะอาดนะ”

“ต้องขนาดนั้นเลยเหรอท่านพี่  เกิดมาข้าไม่เคยล้างตัวหรูหราเช่นนี้”

“นี่ยังน้อยไป ยิ่งเจ้าเป็นสนมของฝ่าบาท มีหรือที่การเป็นอยู่ปรนนิบัติจะด้อยค่า”

“ท่านพี่ข้ามีร้องจะทูลถามท่าน...” เจียเฟยสีหน้าไม่สบายใจ เพราะทุกครั้งที่หยางเฟิ่งถามมักเป็นเรื่องหนักใจทั้งนั้น

“ว่ามาเถอะ”

“มีสนมคนใดที่ฝ่าบาทไม่ทรงโปรดบ้างไหมพะยะค่ะ”

“หืม...มีสิ ว่าแต่เจ้าถามเช่นนี้ เพราะเหตุใด”

“หากไม่ได้รับการโปรดปราณแล้ว จะกลับไปใช้ชีวิตที่จวนเหมือนเดิมได้หรือเปล่า  เอ่อ...ข้าหมายถึงได้กลับบ้าน  กลับไปเป็นสามัญชน”

“ชู่วววววว  หยางเฟิ่ง  เจ้าพูดอะไรออกมา  อย่าพูดถึงบ้านเกิดอีกเป็นอันขาด เพราะวังหลวงแห่งนี้คือบ้านของเจ้า ที่นี่คือบ้านของเจ้า อย่าโหยหาสิ่งใดอีก นอกจากที่นี่”

“นี่ก็เป็นคำต้องห้ามอีกเหรอท่านพี่ แล้วสนมที่ไมได้รับการโปรดปราณแล้ว ฝ่าบาทจะทรงกักขังไว้ด้วยเหตุใด”

“ไม่มีคำตอบหรอก เพราะคนที่ฝ่าบาทคัดสรรมา ล้วนแล้วคือภรรยาของพระองค์ ส่วนจะทรงโปรดหรือไม่นั้น ก็ไม่อาจเลือกทางเดินชีวิตได้ เพราะชีวิตที่พระองค์ให้มานั้น ย่อมดีที่สุดแล้วในใต้หล้านี้”

“ท่านคิดอย่างนั้นเช่นกันหรือ”

เจียเฟย ไม่ตอบ ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาที่จดจ้องมองมาแน่วแน่ยิ่งนัก

“ท่านลำบากใจสักครั้งหรือไม่ ที่มีชีวิตเช่นนี้”

“ฟังข้านะ หยางเฟิ่ง  เกิดมาในตระกูลขุนนาง มีทางเลือกใดได้อีก หากตอนนี้ข้ามิใช่พระสนม  ข้าอาจจะต้องรับราชการ เป็นขุนนาง แม่ทัพ ไปอยู่ตามชายแดนแคว้นต่างๆ คิดไปคิดมา ข้าว่าชีวิตในวังหลวงตอนนี้ก็นับว่าดีแล้ว”

“ข้าหนักใจเหลือเกิน”

“เอาล่ะ เลิกคิดมากได้แล้ว กลับไปที่เรือนพักเจ้าเพื่อเตรียมการถวายพระพร หมิงกุ้ยเฟย พรุ่งนี้เถิด”

“พะยะค่ะ หยางเฟิ่งทูลลาท่านพี่”

หนุ่มน้อยหันหลังเดินออกจากตำหนักไป  สายตาเจียเฟยมองตามด้วยความเป็นห่วงไม่น้อย

“ทูลพระสนม หากหยางกุ้ยเหรินทำตัวเช่นนี้ต่อไป สักวันจะนำความเดือดร้อนมาให้ท่านแน่นอนนะพะยะค่ะ ”

ขันทีอาวุโสคนใกล้ชิดเจียเฟย ออกความเห็นด้วยความเป็นห่วงเจ้านายตน

“ข้าก็คิดเช่นเจ้า... แต่ไม่เป็นไร  ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป  หากรั้งไว้ไมได้ คงต้องปล่อยเขา วังหลวงแห่งนี้ หากไม่รักชีวิตตัว
เอง ย่อมตายเปล่า ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้”

“จริงแท้แน่นอนพะยะค่ะ  ฝ่าบาททรงชื่นชอบพระสนมที่เรียบร้อย อยู่ในโอวาท แม้แต่หมิงกุ้ยเฟยผู้ทะนงศักดิ์และน่าเกรงขาม ยังฉลาดเอาอกเอาใจ”

“อืม ข้าว่า...หยางเฟิ่ง หากยังกระทำตัวเช่นนี้  คงไม่ต่างจากสนมที่ไร้การโปรดปราณ  รังแต่จะได้รับโทษ แล้วเนรเทศเข้าไปอยู่ตำหนักเย็นสักวัน”

“พระสนมตรัสถูกต้องแล้ว  ทีแรกเห็นความสง่างามของหยางกุ้ยเหริน ข้าเป็นห่วงท่านนัก แต่พอเห็นกิริยาของสนมผู้นี้แล้ว  ข้าน้อยก็หายห่วง ท่านสบายใจได้”


เจียเฟย สบตากับขันทีคู่ใจ พร้อมรอยยิ้มมุมปากให้กันและกัน ก่อนจะหยิบถ้วยชาร้อนขึ้นมาจิบ   

ความเย็นของไอฝนภายนอกตำหนักเริ่มปกคลุมทั่วบริเวณ ดูเหมือนฤดูกาลกำลังจะผลัดเปลี่ยนเสียแล้ว...


โปรดติดตามตอนต่อไป



คริคริ ใครเงิบบ้างครับ ฮ่าๆๆ  เดี๋ยวมีเงิบอีกเรื่อยๆ  โปรดติดตาม...

ท่านอ๋องผุูู้นั้น มีบทบาทสำคัญมาก  ใบ้ได้แค่นี้ อิอิ

ปล. ตระกูล อ้ายซินเจว๋หลัว คือตระกูลดั้งเดิมของปฐมจักพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ชิง

 :mew1: :mew1: :mew1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-10-2020 14:19:07 โดย ครามพิสุทธิ์ »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3738
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 451
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
พระสนมเจียอี้จะร้ายเงียบหรือเปล่าเนี่ย :katai1:

ออฟไลน์ piakunaa

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-0
เจียอี้ งูพิษ ส่วนท่านอ๋องผู้นั้นคงเป็นพระเอกสินะ :katai3:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7692
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
มีแต่งูพิษ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด