I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 6th step
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 6th step  (อ่าน 376 ครั้ง)

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 6th step
« เมื่อ15-09-2020 12:49:14 »

เรื่องเก่ายังค้างคา 55 อยากได้ดราม่าแล้วอ่า เบื่อๆ ช่วงนี้

อ้อ เรื่องนี้คำหยาบเป็นระลอกนะคะทุกโคน

ความดราม่าเริ่มที่ตอน 2 ไปนาจา


Intro ก่อย

“ทศ! ไอ้ทศศศศ”

“? เฮ้ย!!” แล้วผมก็โดนมันกระโดดถีบขาคู่ ล้มกลิ้งกันไปบนเบาะ “ไอ้ห่านี่ เล่นอะไรของมึงเนี่ย”

ไอ้คนที่ถีบผมมันชื่อว่า เพจ ครับ เป็นเพื่อนที่รู้จักกันในโรงเรียนสอนคาราเต้ เพิ่งซ้อมกันเสร็จสักพัก ยังไม่ทันเปลี่ยนชุด มันที่อยู่คนละกลุ่มซ้อมกับผมในวันนี้ก็โผล่มาพร้อมท่าพิเรนท์ๆ นี่ แล้วก็ทำให้ตอนนี้ผมต้องนอนแอ้งแม้งบนเบาะ โดยมีมันนอนหงายทับท้องผมอยู่พร้อมเสียงหัวเราะสิบแปดหลอดของแม่ม

“ฮ่าๆๆๆ”

“ลุกไปได้แล้วโว้ย กูหนัก” ผมโวยวาย หน้าของผมคือเซ็งสุดไรสุด แล้วมันก็ลุกขึ้นครับ แต่ไม่ได้ลุกออกไปไหน แค่ลุกขึ้นนั่งทับท้องผม ก้มหน้าลงมาหาใกล้ๆ พลางแสยะยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะอ้าปากพ่นลมใส่หน้าผม

“เหี้ย...น้ำลายยยย” ผมกรีดร้องดิ้นพล่าน ผลักมันกระเด็นออกในที่สุด ไอ้ตัวดีหัวเราะลั่นอย่างชอบใจที่ได้แกล้งผม

“หน้ามึงแม่งโครตตลก จืดมาก ไอ้หน้าจืด”

“จืดบนหัวพ่อมึงมั้ยล่ะ ไอ้สัส” ผมด่ามันแล้วลุกขึ้นใช้แขนเสื้อเช็ดหน้า สกปรกฉิบ

“ปากคอเลาะร้ายนะเราอ่ะ ยังไม่กลับบ้านช่ะ ไปกินไอติมเป็นเพื่อนกูหน่อย” มันโผเข้ามากอดคอเกี่ยวเอวผม เกาะแกะเหมือนลูกลิง แล้วแม่งก็ตัวเล็กๆ หัวเกรียนๆ เหมือนลิงเข้าไปใหญ่ แต่จริงๆ เราก็ตัวพอๆ กันแหละ แต่มันผอมกว่าผม

“ไม่ ช่วงนี้กูลดน้ำหนักอยู่” ผมเดินตรงไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยมีมันเกาะหลังไปด้วย จากนั้นก็ถอดชุดสำหรับฝึกออกแล้วหยิบเสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่ใส่มาออกจากตู้ล็อคเกอร์ เปลี่ยนชุดไปคุยกับไอ้ลูกลิงข้างๆ ไป มันเองก็กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเหมือนกัน

“มึงไม่ต้องกินก็ได้ไง แค่ไปเป็นเพื่อนกู”

“เออๆ” ผมตอบเพื่อตัดรำคาญ เพราะรู้ว่ามันไม่มีทางยอมให้ปฏิเสธอยู่แล้ว พอหันไปก็เห็นเพจดึงกางเกงบอลขาสั้นขึ้นสวมพอดี นี่ขนาดเล่นกีฬาแล้ว มันก็ยังผอมแห้งอยู่เลย ขาดสารอาหารหรือเปล่าเนี่ย

เราแต่งตัวกันเสร็จก็จูงมือกันออกไปร้านไอศครีม ถุ้ยยย จูงกับผีสิครับ แค่เดินตามกันไปเท่านั้นแหละ ผมให้มันเดินนำ เพราะไม่รู้ทาง ว่ามันจะไปร้านไหน

“เข้ามหาลัย มึงก็จะยังเล่นคาราเต้มั้ยวะ แล้วเรียนจบไป ทำงานแล้ว มึงจะยังเล่นมั้ย” เพจถามตอนที่เรานั่งรอไอศครีมในร้านแล้ว ผมส่ายหน้า

“เลิกเล่นเลยเหรอ”

“ก็คงซ้อมเท่าที่อยาก แต่ไม่คิดจะเล่นจริงจังเป็นอาชีพอะไรนี่” ผมตอบ พอดีไอศครีมมาเสิร์ฟ เป็นดับเบิ้ลช็อคโกแลตฟัดจ์ ของโปรดของเพจมัน ไอศครีมสองลูกราดช็อคโกแลตโรยเกล็ดน้ำตาลและวิปครีมอย่างเยอะ ดูน่ากินมาก แต่ผมต้องอดใจไว้ เพราะก่อนหน้านี้กินกับมันบ่อยจนอ้วนแล้ว

“กูชอบเล่นคาราเต้กับมึงนะทศ” เพจตักไอศครีมเข้าปากคำใหญ่จนวิปครีมเลอะขอบปาก พร้อมกับพูดออกมาแบบนั้นด้วยรอยยิ้มกว้าง ถ้าไม่ติดว่าชอบกวนตีน มันก็น่ารักหรอก

“เออ” ผมตอบแค่นั้น มันหุบยิ้มทันที

“อะไรวะ มึงจะไม่พูดอะไรซึ้งๆ กับกูหน่อยเหรอ”

“อะไรซึ้งของมึง” ผมขมวดคิ้ว นั่งกอดอกมองมันกินต่อ ไอ้เพจหน้ามุ่ย

“ก็บอกว่าชอบเล่นคาราเต้กับกูไรงี้”

ผมพ่นลมออกทางจมูกเบาๆ แล้วพูดในสิ่งที่อยู่ในใจมาเป็นปี ตั้งแต่รู้จักกับมัน

“เออ กูชอบมึง”


Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-09-2020 10:04:02 โดย Lambosasha »

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] Intro +1+2
«ตอบ #1 เมื่อ15-09-2020 12:50:24 »

1
“ย่ะห์”

เสียงเด็กๆ ในโรงฝึกคาราเต้ดังต่อเนื่อง ช่วงแรกแค่วอร์มร่างกายด้วยการยืดเส้นยืดสาย แต่ก็ต้องตั้งใจกันด้วย ผมเดินดูว่าทุกคนตั้งใจกันเต็มที่หรือไม่ หากพบใครที่ไม่เต็มที่หรือเก้ๆ กังๆ กจะตักเตือนและให้คำแนะนำไปตามสมควร

จากวันนั้น ผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว ตอนนี้ผมเรียนจบมหาวิทยาลัยสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาและมาเป็นครูสอนคาราเต้ ในโรงเรียนเดิมที่เคยเรียนเมื่อตอนม.ปลาย แม้ทุกวันนี้คาราเต้จะไม่เป็นที่นิยมเท่าเมื่อก่อนก็ตาม

“กางแขนมากไปแล้ว” ผมจับแขนเด็กคนหนึ่งให้เข้าที่เข้าทาง พลางให้คำแนะนำ หลังวอร์มเสร็จ ก็จะให้เด็กๆ ซ้อมสู้จริง คาราเต้เป็นกีฬาที่ดุดันและเน้นการโจมตีเป็นหลัก มีบ้างที่ต้องตั้งรับ แต่ในชีวิตจริง เราจะลังเลไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว เมื่อถึงเวลาสู้ ก็ห้ามให้ศัตรูมีจังหวะโต้ตอบ

จากงานอดิเรกที่ผมลองเรียนเล่นๆ สมัยเด็ก กลับกลายเป็นอาชีพของผมในตอนนี้ ทั้งที่ผมไม่ได้มีใจรักมันเป็นพิเศษ แต่...เพราะมันทำให้ผมนึกถึง

ทำให้ผมคิดถึงมัน

ผมมองดูพวกเด็กๆ ที่เล่นเตะขากันหลังเลิกเรียน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะพวกนั้น ทำให้ผมคิดถึงเพจ...

ป่านนี้มันจะเป็นยังไงมั่งนะ

******

ผมนั่งอยู่บนเตียง ส่วนเพจกำลังเก็บของลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อยู่บนพื้นพรมในห้องของมัน สีหน้าของมันนิ่งมาก นิ่งจนผมรู้สึกใจหาย

“ไปแล้วก็ติดต่อมาบ้างนะเว้ย อย่ามัวแต่ควงฝรั่งจนลืมเพื่อนล่ะ” ผมแกล้งแซวมัน เพื่อทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดระหว่างเรา เพจยังคงนิ่งเงียบ เก็บของเสร็จก็นั่งค้างอยู่ตรงนั้น ผมก็บ่นๆ ของผมต่อ

“เสียดายเนอะที่มึงอดไปเรียนมหาลัยเดียวกับกู ไว้กูจะถ่ายรูปตอนใส่ชุดนักศึกษาไปให้ดู เออ แล้วที่นู่นเขาต้องใส่ชุดนักศึกษามั้ยวะ......”

ผมนิ่งอึ้งไปอึดใจ

กะว่าจะพูดไปเรื่อยเปื่อยเท่าที่คิดออก จนกว่ามันจะหันมาหา แต่กลายเป็นว่า ยังไม่ทันจะพูดไปถึงไหน ไอ้เพจก็ลุกพรวดมมาคว้าหน้าผมไป

แล้วมันก็...จูบผม

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมน้ำตาถึงไหล มันเองก็ด้วย เพจร้องไห้และจูบผม แค่ริมฝีปากเราสัมผัสกันเท่านั้น น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง อย่างกับเปิดก๊อก ฮะฮะ

“เพ...”

“ชู่ว”

พอผมอ้าปากจะพูด มันก็ส่งเสียงให้เงียบแล้วเอียงคอย้ำจูบที่หนักหน่วงกว่าเดิม มือของเพจสั่นน้อยๆ แต่ไม่ยอมปล่อยจากสองแก้มของผมเลย

ผมเงียบและหลับตาลง จับเอวมันไว้ พลางตอบรับรสจูบล้ำลึกที่มันมอบให้ด้วยความเต็มใจ

............
.........
......
...

“ไง มึง”

ผมยิ้มให้เพื่อนๆ ที่นั่งรออยู่ในร้านอาหารแล้ว วันนี้เหมือนนัดเลี้ยงรุ่นเพื่อนม.ปลาย จริงๆ ก็ว่างมาเจอกันแค่ไม่ถึง 10 คนนี่แหละ บางคนทำงานเข้ากะเย็นกะกลางคืน ก็มาไม่ได้ เพราะเวลานัดก็ทุ่มสองทุ่มเข้าไปแล้ว

“มากันนานยังวะ” ผมนั่งลงพลางถามพวกมัน

“เพิ่งมากันๆ นี่ยังขาดไอ้ยะกับอิฐ” คนที่นั่งข้างผมชื่อเบญ เป็นคนตอบ คนอื่นๆ ก็คุยกันบ้าง นั่งจิบเบียร์ไปพลางๆ บ้าง

ผมกวาดสายตามองอาหารที่พวกมันสั่งมารอล่วงหน้า พลันสายตาก็สะดุดที่ผัดฉู่ฉี่ปลาทู ของโปรดของใครบางคนที่ผมยังคงคิดถึงมันมาตลอด

ไปอยู่อังกฤษตั้งหลายปี สงสัยมันจะคิดถึงอาหารไทยเผ็ดๆ แย่แล้วแน่ๆ

“บูม มึงเป็นไงมั่งวะ ได้ข่าวว่าปีนี้เจอพิษโควิดยาว บริษัทยังไม่เปิดเลยนี่”

“เออ ก็ทำที่บ้านเอาอ่ะ แต่มันก็ชักขี้เกียจๆ”

“ออกมาเป็นฟรีแลนซ์อย่างไอ้ติดิ”

“ก็ดีนะ แล้วลูกมึงปีนี้กี่ขวบแล้วนะไอ้เชษ”

ผมนั่งฟังเพื่อนเก่าคุยกัน ทั้งเรื่องงานเรื่องครอบครัว มีสองสามคนที่แต่งงานมีลูกแล้ว นอกนั้นก็มีแฟนแล้ว ที่ยังโสดคงมีแค่ผมล่ะมั้ง

“แล้วมึงเป็นไงมั่งวะ ยังสอนคาราเต้อยู่เปล่า” เบญวกมาถามผมหลังคุยกันครบวง มีผมที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่คนเดียว เพราะไม่รู้จะคุยอะไร งานของผมก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ครอบครัวก็ไม่มี มีแค่หมาตัวเดียวที่บ้าน อ้อ แล้วก็น้องชายที่วันๆ ไม่ทำห่านอะไรอีกคน

“ยังสอนอยู่ เพิ่งกลับมาเปิดหลังปิดไปสามเดือนได้” ผมตอบพลางจิบเบียร์เย็นๆ ที่มีคนส่งมาให้เพิ่มเป็นแก้วที่ 3

“แล้วไอ้นั่นอ่ะ เพื่อนที่เรียนคาราเต้กับมึงตอนนั้น ที่มึงชอบพามาตอนกีฬาสี”

ผมรู้ทันทีว่าเบญหมายถึงใคร เพราะมีแค่คนเดียวที่ผมพาไปเยี่ยมที่โรงเรียนเป็นประจำ ไม่ใช่แค่เฉพาะงานกีฬาสีหรอก โรงเรียนของผมกับเพจอยู่ไม่ไกลกันมาก มันเลยชอบแวะมาหาตลอด เพราะเลิกเรียนแล้วไม่มีอะไรทำ ส่วนผมตอนนั้นอยู่ชมรมฟุตบอล เพจเลยชอบมาดู แล้วก็รอกลับบ้านด้วยกันบ่อยๆ

“ไม่รู้ดิ ไม่ได้คุยกันมา...สัก 5 ปีได้แล้วมั้ง” ผมนับนิ้ว ช่วงนั้นผมก็ยุ่งๆ เพราะเพิ่งเรียนจบและกำลังหางานทำ เพจเองก็คงเหมือนกัน เรียนต่างประเทศน่าจะยากและยุ่งมาก มันเลยไม่ค่อยติดต่อมา แล้วก็เริ่มหายหน้าไป จนไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย

“ป่านนี้ไม่กลับมาแล้วเหรอวะ ที่ว่าไปเรียนต่างประเทศ ที่ไหนนะ” เบญทำหน้านึก ผมเลยเฉลยให้

“อังกฤษ”

“เออๆ อังกฤษ แม่งโครตดีอ่ะ บ้านรวยอ่ะเนาะ กลับมาคงทำธุรกิจที่บ้านต่อ สบาย ไม่ต้องมาวิ่งวุ่นหางานอย่างเราๆ”

ผมพยักหน้ายิ้มๆ ยอมรับว่าเพจมันบ้านรวยจริง แต่ไม่ใช่ว่ามันจะมีความสุขเสมอไปหรอก มีอีกหลายเรื่องที่ไม่มีใครรู้ และผมไม่จำเป็นต้องเล่า

สักพักทุกคนก็มากันครบ ดื่มกันไปคุยกันไปเฮฮาครึกครื้น แต่ส่วนใหญ่จะขับรถมา เลยไม่ดื่มจนเมาเท่าไหร่ ผมคุยกับเบญบ้าง คุยกับคนอื่นบ้างเป็นระยะ บางคนบอกอยากให้ลูกมาเรียนคาราเต้กับผม ผมก็แนะนำไปตามสมควร ไม่ได้ขายของจนออกนอกหน้า เรากินเลี้ยงกันจนดึก ร้านปิดตี 2 เราก็อยู่กันจนร้านเกือบปิด วันศุกร์แห่งชาติทั้งที

“วันนี้เป็นยังไงมั่งครับ”

“อุ้ย คุณคิรากร สวัสดีค่ะ”

ผมชะงักเมื่อได้ยินชื่อนั้น

“วันนี้ยอดสาขาเรา...”

เสียงพนักงานผู้หญิงตรงแคชเชียร์คุยกับผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนหันหลังให้พวกเรา ผู้ชายคนนั้นสวมสูทสีเทา รูปร่างสูงสง่า แม้มองจากด้านหลังยังรู้ว่าต้องหน้าตาดีมากๆ

และน้ำเสียงของเขา แม้มันจะแปร่งๆ ไปเล็กน้อย แต่ผมจำได้ขึ้นใจ

ผมรีบหันหน้ากลับมาที่โต๊ะ หยิบสมาร์ทโฟนออกมาดู เบอร์ของเพจยังอยู่ในเครื่องมาตลอด แม้ผมจะไม่เคยได้โทรเลยสักครั้งตลอด 5 ปีที่เขาหายหน้าไป เพราะผมกลัวว่าจะรบกวนเขา

เราไม่มีเฟสบุ๊คหรือไลน์ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีใช้ พอมันมีให้ใช้ เราก็ไม่ได้ติดต่อกันไปแล้ว ผมเคยลองเอาชื่อของเขามาหาในเฟสบุ๊ค ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ แต่ไม่เจอ

ผมชั่งใจอยู่นาน จนเสียงพูดคุยด้านหลังเหมือนจะเงียบหาย เลยรีบกดโทรออก เสียงดังตรู๊ดๆ จากปลายสายทำให้หัวใจของผมเต้นรัว

เบญหันมามองหน้าผม พอเห็นว่ากำลังโทรศัพท์มันก็เลิกคิ้วราวกับจะถาม ก่อนจะชี้โบ้ชี้เบ้ว่าขอไปห้องน้ำ ผมก็พยักหน้าให้มัน พอดีกับที่เสียงดังตรู๊ดในปลายสายกำลังดังขึ้นและเงียบลงกลางครัน

[Hello]

ผมสะดุ้ง มือกำสมาร์ทโฟนแน่น ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก

[Hi, Can u hear me?]

ไอ้บ้าเพจ จะพูดเป็นภาษาอังกฤษทำไมก็ไม่รู้ ผมยิ่งฟังไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่ แถมยังอึ้งที่มันรับสายจนไม่กล้าตอบอีก โอ๊ยยย ผมจะระเบิดตัวแตกตายอยู่แล้ว อยากเจอ อยากหันไปหามันใจจะขาด

คิดถึงเหลือเกิน

[ไม่พูดกูวางนะ]

“ดะ เดี๋ยวๆๆ เพจ!” ผมตกใจรีบตะโกนออกไป เพื่อนหันมามองทั้งโต๊ะ แถมโต๊ะอื่นอีก

อายว่ะครับ

[ฮ่าๆๆ]

แม่งหัวเราะผมอีก ดูมันดิ ผมนี่หน้าแดงเถือกแน่ๆ อายจนไม่รู้จะมุดหน้าไว้ใต้รักแร้ดีมั้ย แต่ยังไม่ทันจะหาทางแก้เขินได้ เสียงไอ้เพจจากปลายสายก็เหมือนดังขึ้นกว่าเดิม

ใกล้กว่าเดิม

“อิ่มยัง? กลับบ้านกับกูเลยมั้ย”

ผมกะพริบตาปริบๆ เพราะเสียงมันเหมือน...มาจากข้างหลัง พลันหันไปมอง ก็เห็นมัน!

“ไอ้เพจจจจจ”

******

และผมที่เหมือนจะมึนๆ เมาๆ อาจเพราะฤทธิ์ของเบียร์ 4 ขวดที่ไม่รู้กินเข้าไปได้ไง ก็มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนเตียง...

บนเตียงของเพจ

ห้องของมันหรูหรามาก อยู่บนคอนโดริมน้ำชั้น 30 วิวแม่น้ำเจ้าพระยากระแทกเข้าตาเต็มๆ ตอนที่ผมเดินผ่านประตูบานใหญ่ระบบออโต้ล็อคเข้ามา ภายในห้องก็กว้างขวางมาก มีทั้งห้องนอนที่อยู่ชั้นลอย ห้องน้ำสองห้อง ห้องนอนเล็กอีกห้อง ห้องครัว ห้องนั่งเล่น

เพนเฮ้าส์สินะเนี่ย

“ไหวป่ะเนี่ย หน้ามึงเหมือนพร้อมนอนแล้วอ่ะ” เพจยื่นแก้วน้ำเปล่าเย็นๆ ให้ผมดื่มแก้เมา มันหัวเราะนิดๆ ตอนมองหน้ายุ่งๆ ของผม

“เออ พร้อมแล้ว พร้อมนอนกับมึงแล้ว” ผมไม่รับแค่แก้วน้ำ แต่กระชากแขนมันลงมานั่งบนตักด้วย

ก็คนมันคิดถึงจะตายอยู่แล้ว

“พูดบ้าอะไรของมึงเนี่ย ปล่อยกูก่อน” เพจหน้าขึ้นสีนิดๆ เอามือมาดันอกผมออก ถึงมันจะตัวสูงขึ้น แต่ก็ยังผอมเหมือนเดิม อาหารที่อังกฤษไม่ทำให้มันมีไขมันเพิ่มเลยเหรอเนี่ย

ผมกอดเอวมันไว้แน่น ซบหน้ากับบ่าอุ่นๆ ของมัน “คิดถึง”

เพจนิ่งไปเลย มันเงียบนานจนผมหวั่นใจ กับสิ่งที่ผมเผลอพูดออกไป แต่แล้วมันก็เอ่ยปาก ด้วยน้ำเสียงหวานๆ ที่ข้างหูของผม

“คิดถึงจริงๆ เหรอ”

ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อเพจขยับตัวขึ้นนั่งคร่อมบนตักของผม สองแขนของมันคล้องคอผมไว้ หน้าผากของเราแนบชิดกัน ผมมองสบสายตากับมันตรงๆ เป็นครั้งแรก แววตาของเพจเป็นประกายและสะท้อนแต่ภาพของผมในนั้น

ผมมองไล่ไปยังปลายจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากสีอ่อน

น่าจูบ

ผมกลืนน้ำลายอีกระลอก เพราะดันนึกถึงจูบแรกของเราในวันนั้น

“อือ คิดถึงมากด้วย” ผมตอบพลางเอียงคอ หมายจะจูบมันให้หายคิดถึง อีกนิดเดียวก็จะได้ลิ้มรสชาติหอมหวานนั้นแล้ว

ทว่า

“นี่แน่ะ”

“อื้อออ”

นึกภาพนะครับ ตอนที่ผมกำลังโน้มหน้าไปจะจูบแบบได้มู้ดสุดๆ ไอ้ห่านเป็ดนี่มันดันดึงแก้มผมจนยืด...ใช่ครับ แม่มดึงแก้มผมยืดยานแล้วหัวเราะสนุกสนานเหมือนเด็กปัญญาอ่อน

“พ่อง ไอ้เพจ กูเจ็บ!” ผมหมดอารมณ์ ปัดมือมันออกแล้วจับหน้าตัวเองที่เจ็บแปลบๆ ไปหมด “เล่นบ้าไรมึงเนี่ย”

“แก้มเยอะอ่ะเรา คิกๆ” มันหัวเราะคิกคักไม่หยุด น่าหมั่นไส้เป็นบ้า แถมยังจะมาดึงแก้มผมเล่นอีกรอบ ผมก็ปัดๆ ออก ช้ำไปหมดแล้วหน้าผมเนี่ย

“เซ็งมึง แม่ง” ผมบ่นแล้วทิ้งตัวลงนอนหงายท้องบนเตียง โดยที่ยังมีไอ้เพจนั่งทับบนท้องน้อย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงพอเก็บอาการได้แหละ แต่ไม่ได้เจอมานานแล้วไงไอ้ท่านี้ เลยไม่ค่อยชิน พอมันเอาบั้นท้ายมาทับ ลูกชายผมเลยเหมือนจะตื่น

ไอ้เพจแสยะยิ้ม “ของมึงแข็งว่ะ”

ผมหมดเวลาเขินแล้วครับ หมดอารมณ์จริงๆ แค่ร่างกายมันมีปฏิกิริยาตามธรรมชาติ แล้วยิ่งกับคนที่รักที่ชอบ ก็ไม่แปลกที่จะเป็นแบบนี้

“มึงก็ทำให้มันสงบสิ กูจะนอนละ”

“ทำไงอ่ะ ให้กูชักให้เหรอ หรือชอบแบบนี้” เพจมันว่าก่อนจะกระเถิบกระดึ้บไปกระดึ้บมาอยู่บนตัวผม...เอ่อ...บนลูกชายของผม

แล้วพวกคุณคิดว่าผมจะทำหน้าแบบไหนดีครับ

“ห่า กูเสียว ช่วยออกไปไกลๆ แล้วขอเข้าห้องน้ำด้วย” ผมสบถ เอาศอกยันตัวขึ้น พอผลักมันออกได้ ก็ลุกเดินไปทางห้องน้ำด้านข้าง ได้ยินเสียงเพจหัวเราะไล่หลังมาดังลั่น สะใจเหลือเกินที่แกล้งผมได้

รอให้มึงเผลอยอมกูก่อนเหอะ จะจัดให้ลุกไม่ขึ้นไปสามวันห้าวันเลย

***

อย่าเพิ่งจิ้น อาจสลับ

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] Intro +1+2
«ตอบ #2 เมื่อ15-09-2020 12:52:12 »

2
เพจกลับมาไทยเมื่อต้นปีที่แล้ว มันบอกว่าพอกลับมาก็ยุ่งเรื่องที่บ้าน เรื่องร้านอาหารที่กำลังจะเปิดสาขาเพิ่ม เลยไม่มีเวลาติดต่อผม

ก็นะ ผมมันก็แค่เพื่อนเก่า มันคงยุ่งจนลืมไปแล้วว่าผมรอมันอยู่

รอมาตลอด

“น่าๆ อย่างอนดิวะ กูพามาเลี้ยงข้าวแล้วเนี่ย งอนแก้มป่องอยู่ได้” เพจยื่นมือมาบีบแก้มผมเบาๆ พลางหัวเราะ

“ไม่ได้งอนเว้ย แก้มกูเป็นงี้อยู่แล้ว ไอ้เหี้ยนี่” ผมปัดมือมันออก

วันนี้เพจพาผมมากินข้าวที่ร้านสาขาใหม่ของมัน ซึ่งก็คือร้านอาหารที่พวกผมมาสังสรรกันเมื่อคราวก่อนนั่นแหละ ผมไม่รู้ว่าร้านนี้เป็นของบ้านมันหรอก อาจจะแค่บังเอิญ หรือถ้าจะให้ดูเน่าๆ หน่อยๆ ก็อาจจะเป็นเพราะพรหมลิขิตก็ได้

“ฮ่าๆ มึงแม่ง น่ารักเหมือนเดิม” มันว่าพลางลูบๆ ที่แก้มของผม ซึ่งคงจะแดงหรือไม่ก็ช้ำไปแล้วล่ะ เพราะมันเล่นบีบๆ ดึงๆ อยู่ได้

ระหว่างที่ผมกำลังกินโดยไม่สนใจมันที่นั่งอมยิ้มมองอยู่ตรงหน้า ก็มีพนักงานสาวคนหนึ่งเดินมาที่โต๊ะพวกเรา แล้วยื่นแฟ้มเอกสารให้เพจ

“คุณคิรากรคะ รายงานยอดวันนี้ค่ะ”

เพจหันไปยิ้มหวานให้หล่อน จนเจ้าหล่อนเขินแก้มแดง “ขอบคุณครับ”

ผมนี่คิ้วขมวดปม ไม่พอใจครับ ไม่ชอบให้มันยิ้มหวานแบบนั้นกับคนอื่น แต่ทำไงได้ มันเป็นเจ้าของธุรกิจบริการ ต้องยิ้มแย้มทั้งกับลูกค้าและพนักงาน แต่พอมันยิ้มให้เขา พวกผู้หญิงก็มักจะเขินอายกันไปหมด

ยอมรับแหละว่ามันหล่อ หล่อกว่าตอนหัวเกรียนอย่างกับคนละคน แต่ความเกรียนไม่เปลี่ยนเลย

“มีงานก็ไปทำได้นะ กูกินคนเดียวได้ ยังไงมึงก็ไม่กินอะไรอยู่แล้วนี่” พอเห็นมันนั่งอ่านเอกสารท่าทางเคร่งเครียด ผมก็เลยบอกไปแบบนั้น เพราะมันอาจจะอยากใช้สมาธิในห้องทำงาน มากกว่ามานั่งในที่ที่คนพลุกพล่านจอแจ แม้ว่าร้านจะใกล้ปิดแล้ว และไม่ค่อยมีลูกค้า แต่ก็มีพนักงานออกมาเก็บโต๊ะ ทำความสะอาด

“ไม่เป็นไร แค่อ่านแป้ปเดียว” มันตอบทั้งที่ยังอ่านรายงานอยู่ บุคลิกดูสุขุมนุ่มลึก สมเป็นผู้บริหารอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งใส่สูทแบบนี้ยิ่งดูดี มันหวีผมปัดไปด้านซ้าย เหมือนจะใส่เจลด้วย กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของมันค่อนข้างติดจมูกเลยล่ะ ผมเองก็ไม่ค่อยรู้จักของอะไรพวกนี้ แต่มันหอมแบบสมกับตัวมันมากๆ

เพจเปลี่ยนไปมากจริงๆ แหละ มันไม่ใช่เด็กหัวเกรียนคนเดิมอีกต่อไปแล้วจริงๆ

“กินเสร็จแล้ว” ผ่านไป 10 นาทีกว่าๆ ผมก็กินเสร็จพอดี เพจเงยหน้าขึ้นจากเอกสารในมือ ปิดแฟ้มดังปุบแล้วยิ้มหวานให้ผม

“งั้นกลับบ้านกันเลยมั้ย หรืออยากไปต่อที่ไหน”

ผมรู้สึกแสบตานิดๆ ไม่รู้เพราะแสงไฟจากรถยนต์ด้านนอกที่ส่องผ่านกระจกร้านเข้ามาหรือเพราะรอยยิ้มของมันกันแน่ พลางหรี่ตาตอบ

“พรุ่งนี้มีงานที่ฟิตเนสแต่เช้าว่ะ” ผมว่า วันนี้ไม่ใช่วันศุกร์แห่งชาติ แต่จริงๆ งานของผมหลักๆ เป็นเสาร์อาทิตย์นะ วันธรรมดาแค่ช่วงเย็น แต่บางวันก็มีพี่ที่รู้จักกันเรียกไปช่วยงานในฟิตเนส เป็นงานเสริม

“งั้นกลับเลยแล้วกัน” มันว่าพลางลุกขึ้นก่อน ผมเดินตามหลังมันออกไปทางหลังร้าน ที่มันจอดรถไว้

มาถึงที่คอนโดของเพจ ผมเหนื่อยล้าเกินกว่าจะอาบน้ำ อยากนอนทั้งแบบนี้ แต่เพจก็ไม่ยอมท่าเดียว มันลากผมเข้าไปในห้องน้ำ เล่นเอาหัวใจผมเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ คิดว่าจะได้เห็นมันแก้ผ้า แต่เปล่าเลยครับ มันไม่ถอดเสื้อผ้าสักชิ้น อ้อ ไม่สิ มันถอดแค่สูทตัวนอก กับดึงเนคไทออก แล้วก็พับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นไปไว้ตรงศอก กับพับขากางเกงสแลคสีดำขึ้นถึงเข่า แค่นั้นแหละ

“เหมือนเลี้ยงลูกเลยว่ะ” มันบ่นงึมงำอยู่ข้างหลัง ตอนที่กำลังขัดหลังให้ผมที่นั่งแช่น้ำอยู่ในอ่าง ห้องน้ำกว้างขวางมาก อ่างอาบน้ำเป็นแบบทรงกลม ผมนั่งหันหลังให้มัน ครึ่งล่างจมอยู่ในฟองสบู่ที่มันเอามาตีให้ฟูๆ ให้

“แล้วมึงไม่อาบเหรอ” ผมเอี้ยวตัวไปมองมันที่ตั้งอกตั้งใจถูหลังให้ผม ตั้งใจเกินไปเปล่าวะ ขัดใหญ่ อย่างกับจะขูดเอาเลข

“เดี๋ยวอาบไง”

“อ่างใหญ่ออก ลงมาพร้อมกันเลยก็ได้นี่” ผมทำปากยื่นปากยาว ไม่ได้อยากดูมันแก้ผ้านักหรอกน่า แหม่ ก็แค่จะได้ไม่เสียเวลาไง อาบพร้อมกันไปเลย จะได้รีบนอนกอดมัน ตั้งแต่เจอมันวันนั้น ผมก็มานอนที่ห้องมันแทบทุกคืน ก็มันมารับผมที่โรงเรียนเองอ่ะ ผมก็ไม่ปฏิเสธสิคร้าบ แต่เพจมันก็แค่ให้นอนกอด ไม่ได้ทำอะไรกันมากกว่านั้น

เพราะสถานะของพวกเรายังคงเป็นคำว่า “เพื่อน”

“มึงแน่ใจว่าอยากอาบกับกู” มันเอียงคอยกยิ้มที่มุมปากนิดๆ ดูกวนๆ แบบแบดบอย มึงไปหัดทำหน้าแบบนี้มาจากไหนวะไอ้เพจ แม่ม หัวใจผมจะละลายแล้ว หน้าร้อนวาบเลย

“ก็...แล้วแต่มึง” ผมหันหน้ากลับไปพลางเอ่ยเสียงแผ่ว หัวใจเต้นรัว เขินเกินกว่าจะมองหน้ามันได้อีก

เพจละมือไปจากแผ่นหลังของผมสักพัก จนผมสงสัยว่ามันไปไหน ก็เลยต้องหันไปดูอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ทำเอาผมเกือบลมจับในน้ำอุ่น

ก็ไอ้เพจแม่มมมมม กำลังถอดเสื้อผ้า

คือตัวมันดูผอมๆ แต่ก็มีกล้ามเนื้อพอสมควร หุ่นนายแบบสุดไรสุด มีไรขนอ่อนๆ ตรงนั้นด้วย ผมก้มมองของตัวเอง ก็ไม่ได้ต่างกันนักหรอกน่า

ผมรีบหันหน้ากลับ ทำเป็นเล่นฟองสบู่เล่นน้ำไป จนมันก้าวขาลงมาในอ่าง เลยเงยหน้าขึ้นมอง เพจนั่งลงข้างๆ ผม ผมอมยิ้ม

“ยิ้มห่าไร” มันขมวดคิ้วมองผม แขนยาวๆ นั่นโอบคอผมไว้ ทำให้ผมต้องเขยิบเข้าไปนั่งชิดกับมัน เอ๊ะ...เดี๋ยวๆ ภาพนี้มันแปลกๆ นะว่ามั้ย

“เปล่ายิ้ม” ผมทำหน้าตาย ไอ้เพจเอามือที่โอบบ่าผมมาลูบๆ ที่แก้มอีกแล้ว “หยุดยุ่งกับหน้ากูสัก 5 นาทีได้ป่ะ”

“ไม่ได้ว่ะ” มันหัวเราะ หยิกแก้มผมทีหนึ่งแล้วก็...

จูบ

“อื้อ” ผมครางในคอ เพราะมันเล่นคว้าผมไปจูบแบบไม่ทันตั้งตัว ผมหายใจไม่ทันเลยอ้าปากออก แล้วลิ้นร้อนๆ นั่นก็รุกเข้ามาในปากของผมอย่างรวดเร็ว

จูบเก่งเกินไปแล้วมึงงงง

ผมดิ้นๆ ทุบอกมัน เพราะยังปรับตัวไม่ทัน มันเลยยอมโอนอ่อนผ่อนปรน ถอนริมฝีปากออกแล้วเลียปากผมแทน ผมรีบหายใจโกยอากาศเข้าปอดสักพัก เมื่อมันเห็นว่าผมพร้อมแล้ว มันก็เอาปลายนิ้วโป้งดุนดันริมฝีปากล่างของผมให้อ้าออก ประกบปากดูดดื่มมาอีกครั้ง คราวนี้ผมรู้สึกเสียววาบที่ท้องน้อย เพราะมือร้อนๆ ของเพจไล้วนอยู่แถวนั้นด้วย

“อืม...” ผมหดตัวเล็กน้อยตอนที่มือของเพจแตะโดนส่วนกลางลำตัว รีบคว้ามือมันไว้ “ทำอะไร”

“ช่วยให้มึงหลับสบายไง” มันคลี่ยิ้ม ผมมั่นใจว่ารอยยิ้มแบบนี้ไม่มีใครได้เห็นแน่ นอกจาก...นอกจากอะไรวะ อา...คิดไม่ออก อืม...มือ...มือ...มัน...

“ฮะ...อา...เพจ...ช้า...หน่อย” ไอ้บ้านี่ แม่มชักรัว ยิ่งกว่าตอนที่ผมทำเองอีก แล้วมือของเพจก็โครตร้อน แถมยังนุ่มมากด้วย ผมเลยยิ่งมีอารมณ์ จากที่หดตัวหนีก็เริ่มแอ่นตัวให้มันเล่นกับลูกชายตัวเองที่แข็งปึ๋งปั๋ง

“แน่ใจว่าอยากให้ช้า?” ดูมันถาม แล้วยังยิ้มไม่เลิก ผมนึกเกลียดรอยยิ้มนี้ของมันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พอเห็นผมทำหน้ายุ่งใส่ มันก็โน้มหน้ามาจูบอีก แต่เรียกว่าดูดเลยน่าจะเหมาะกว่า เสียงมันดูดปากผมดังจ๊วบๆ ใจผมอ่อนยวบยาบ

ทำไมมันถึงช่ำชองอะไรขนาดนี้!

ภาพตัดมาที่ผมในชุดคลุมอาบน้ำ นอนแอ้งแม้งกางแขนขาอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์

อับอายมากครับ ทั้งชีวิตนี้ไม่เคยโดนใครรุกใส่แบบนี้มาก่อน ตั้งแต่ชอบมัน ผมก็รู้ตัวว่าผมชอบผู้ชาย ผมเป็นเกย์แน่นอน 100% ผมก็ผ่านผู้ชายมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนทำไง เพิ่งเคยโดนผู้ชายคนอื่นรุกใส่รัวๆ ก็ครั้งนี้แหละ แม่มเล่นชักเอาๆ จูบเอาๆ ไซร้ตรงนั้นตรงนี้ กัดมั่งดูดมั่ง ตัวผมเป็นรอยไปหมดแล้ว ส่วนผมน่ะเหรอ จะไปสู้อะไรมันได้ล่ะ ขนาดเล่นกีฬา ออกกำลังตลอด ยังสู้แรงไอ้กุ้งแห้งนี่ไม่ไหว คิดดู

ส่วนไอ้ตัวการน่ะเหรอ นั่งทำงานอยู่หน้าคอมฯ นู่น อยากลุกไปเตะตูดมันให้เด้งจากเก้าอี้สักที แต่ไม่มีแรงแล้ว โดนรีดน้ำจนหมดตัวไป 3 รอบ บอกให้หยุดเท่าไหร่มันก็ไม่ฟังเลย

แต่แค่ใช้มือนะครับ! อย่าเพิ่งคิดไปไหนต่อไหน ไอ้เพจมันแค่ช่วยใช้มือให้ผม เอ่อ มีปากมั่งนิดหน่อยมั้ง จำไม่ค่อยได้ รู้แต่ผมหัวหมุนติ้วๆ ในครั้งสุดท้าย แล้วก็สลบคาอกมันเลย ตื่นมาอีกทีก็บนเตียงนี่ไง

ผมนอนเหม่อมองเพดาน โคมไฟกลางเพดานส่องแสงสีนวลๆ ผมรู้สึกเหนื่อยและล้ามาก ไม่อยากขยับตัวอีกแล้ว

ผมสะดุ้ง ตอนที่รู้สึกถึงแรงยวบบนเตียง หันไปเห็นเพจที่สวมชุดนอนลายทางคลานเข่ามาหาบนเตียง มันชะโงกหน้ามาหาผม ผมเหล่ไปมองแค่ลูกตา

“ต่อมั้ย”

“พ่อง” ผมสบถด่า มันหัวเราะคิกอย่างชอบใจ มืออุ่นๆ ไล้ไปมาข้างแก้มของผม

“ชอบแบบไหนบอกกูนะ เพื่อนรัก” มันอมยิ้มกรุ้มกริ่ม หมายถึงว่า ถ้าผมอยากรุก มันก็จะยอมเหรอ

แต่สำหรับผม...ถ้าเป็นกับเพจ ไม่ว่าแบบไหนก็...

ผมพลิกตัวหันหลังหนีมัน พูดเบาๆ ในลำคอ “แล้วแต่มึงอ่ะ”

ผมคิดว่าเพจคงจะเลิกคิ้วคล้ายอยากถามให้แน่ใจ “แน่ใจเหรอ”

ผมไม่ตอบ ทำเป็นนอนหลับตานิ่งๆ และยังหันหลังให้มันอยู่ เพจเองก็เงียบไปนาน

รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มือของเพจโอบเอวผมไปกอดไว้ มันกอดแน่นมาก แผ่นหลังของผมแนบติดกับแผงอกของมันจนรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจ เพจสงบนิ่งกว่าที่คิด แล้วผมก็ต้องตัวเกร็ง เพราะมันกดริมฝีปากลงตรงซอกคอ จุดเดิมกับที่มันทำรอยไว้ตอนอยู่ในห้องน้ำเป๊ะ ซึ่งจุดนี้เป็นบริเวณที่ผมอ่อนไหวมากที่สุดก็ว่าได้

จะเอาเลยเหรอวะเนี่ย!!!

“เพจ...เฮ้ย” ผมพยายามจะพลิกกลับ ดันตัวมันออกห่าง เพจยอมผละออกไปแต่โดยดี ผมลุกขึ้นนั่งประจัญหน้ากับมัน

“ว่า?” มันจ้องมองผมด้วยดวงตาเป็นประกายสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ แผ่นอกของมันกระเพื่อมเล็กน้อย เหมือนกำลังปรับลมหายใจให้เข้าที่

“กูน่ะ...ชอบมึงนะ” ผมเน้นย้ำ เพียงแค่นั้น

เพจนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนมันจะคลี่ยิ้มบางๆ “อือ กูรู้แล้ว”

“แล้วมึงชอบกูเหรอ ถึงได้ทำแบบนี้”

“เราต้องมี sex กับคนที่ชอบเท่านั้นเหรอ” มันทำหน้านิ่งสวนกลับมา และคราวนี้เป็นผมที่ต้องเงียบ

นั่นสินะ สำหรับมัน ก็แค่ sex

“สำหรับกู...ก็ใช่” ผมว่าพลางกระชับเสื้อคลุม ดึงเชือกผูกเอวไว้อย่างแน่นหนา “เพราะงั้น กูจะไม่ให้มึงทำมากกว่านี้แล้ว”

“ทศ”

ให้ตาย แม่งมาเรียกชื่อกันด้วยเสียงกระเส่าข้างหูแบบนี้ได้ไงวะ ไอ้หน้าหมานี่

“ไม่ได้จริงเหรอ”

“ไม่ได้ก็คือไม่ พอแล้ว กูจะนอน” ผมเสียงแข็งกลับ แล้วทิ้งตัวลงนอนตะแคงหันหลังให้มัน ต้องไม่ยอมและไม่สนใจ ผมเคยยอมมันทุกอย่าง ไม่ว่ามันจะให้ทำอะไร จะลากพาไปไหน ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว

แต่เรื่องนี้เท่านั้นที่ผมจะไม่มีวันยอมให้มันได้มากไปกว่านี้อีก

“งั้น...” มันตามมากระซิบข้างหูผมที่หลับตาแน่น “ถ้าบอกว่าชอบล่ะ”

ผมนิ่งงัน

ไม่รู้สึกดีใจหรือปลื้มปริ่มอะไรเลยสักนิด กับคำบอกรักของมัน

“ถ้ากูบอกว่าชอบมึง ก็จะเอามึงได้ใช่มั้ยวะทศ”

ผลั่ก!

ขีดความอดทนของผมขาดผึง รู้ตัวอีกทีไอ้เพจก็ลงไปนอนกุมท้องอยู่กับพื้นแล้ว ผมกำหมัดแน่น อยากจะต่อยหน้ามันสักหมัด แต่เพราะใบหน้าคือส่วนที่ดีที่สุดของผู้ชายคนนี้ ผมเลยยั้งมือไว้ แล้วใช้แค่เท้าเปล่าๆ ถีบท้องมันจนตกเตียงแทน

“มึง...แม่ง” ผมตัวสั่น ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธและ...เสียใจ

ผมกัดฟันกรอด

“เหี้ยกว่าที่กูคิด”

tbc

กำลังทำงานไป แต่งนิยายเล่นไป แต่งเรื่องแนวหวานๆ ใสๆ ไม่ได้เลย ใจมันจะเอนไปดราม่าตลอด ก็เอาแบบนี้แหละ
ใครชอบไม่ชอบยังไงก็ติชมได้นะ

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] Intro +1+2+3
«ตอบ #3 เมื่อ15-09-2020 23:07:47 »

3
“ทศ! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว มึงจะกลับได้ไง! ไอ้ทศ!”

ผมเดินดุ่มๆ ไปกดลิฟท์ ไม่สนใจเสียงที่ดังตามหลังมา ลิฟท์แม่งก็มาช้าฉิบหาย จนไอ้เพจตามผมมาทัน มันกระชากแขนผมอย่างแรง แต่ผมก็ยื้อไว้ไม่ให้เซเข้าหามันตามแรงนั้น

โกรธมากอย่างที่ไม่เคยโกรธมันมาก่อนในชีวิต

และผมไม่ทน

“แล้วมึงจะกลับทั้งชุดนี้ได้ไงวะ แม่ง” มันสบถ พลางดึงแขนผม “กลับห้อง”

“ปล่อย...” ผมพูดลอดไรฟันอย่างอดกลั้น ก็จริงของมันแหละ ผมมาทั้งชุดคลุมอาบน้ำที่มันสวมให้ตอนที่ผมสลบไป ยังไงผมก็เป็นผู้ชาย จะต้องอายห่าอะไรนักหนา ต่อให้แก้ผ้า...เออ อันนี้ไม่ได้ครับ เดี๋ยวตำรวจจับ ลืมไป

“พรุ่งนี้เช้ามึงได้กลับแน่ คืนนี้นอนที่นี่ไปก่อน กูนอนอีกห้องก็ได้” น้ำเสียงของมันฟังดูร้อนรนไม่น้อย แต่แรงที่บีบข้อมือผมไม่ลดลงเลยสักนิด

ผมเองก็เกือบลืมไป ว่าเราเรียนคาราเต้มาด้วยกัน และมันกับผมเป็นคู่ต่อสู้ที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันมาตลอด

ผมสะบัดข้อมือออกสุดแรง “กูกลับได้ เรียกแกรบแล้ว” แล้วก็ชูหน้าจอสมาร์ทโฟนให้มันดูเป็นการยืนยัน ผมกดเรียกแกรบคาร์ตอนเดินมาที่ลิฟท์เมื่อกี้นี้เอง และเหมือนจะใกล้มาถึงแล้วด้วย

“กูไม่ให้กลับ” มันคว้าสมาร์ทโฟนของผมไป นิ้วจิ้มหน้าจอแล้วก็ชูกลับมาให้ผมดู พร้อมรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ “แคนเซิลแล้ว”

“ไอ้สัส ไอ้หน้าเหี้ย ไอ้เฮงซวย ไอ้...” ผมหมดคำจะด่ามัน เหนื่อยด้วย ง่วงก็ง่วง ทำไมต้องทะเลาะกันแบบนี้ด้วยวะ แม่งไร้สาระไปแล้ว นี่ก็จะตี 2 อยู่แล้ว กว่าจะได้นอนอีก แม่มเอ๊ย...

“เออๆ กลับไปนอนเหอะ ไหนบอกพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไง” มันโอบบ่าผมไปกอดไว้ ทำเป็นลูบปลอบ แล้วพาเดินกลับไปที่ห้อง

บอกตรงๆ ว่า ขี้เกียจสู้แล้วเหมือนกันอ่ะ เสียเวลาชีวิตฉิบ

ผมยอมเดินกลับไปที่ห้องกับมัน ดีที่ชั้นนี้มีแค่มันคนเดียว ถึงโวยวายกันแบบนี้ก็ไม่มีใครได้ยิน แต่เห็นมีประตูอีกฝั่ง น่าจะไม่มีคนอยู่ เพราะไม่เคยเจอใครเลย นอกจากไอ้เหี้ยนี่

“เพราะกูง่วงหรอกนะ ถึงยอมกลับมา พรุ่งนี้กูจะไม่มาห้องมึงแล้ว ลาขาด” ผมบ่นงึมงำตอนที่มันห่มผ้าให้ แล้วก็หลับไป

******

แล้วผมก็ไม่ไปที่ห้องมันจริงๆ ครับ ไม่ไปมาสองวันได้ละ พอมาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเสาร์ ผมมีสอนคาราเต้ตอนบ่ายให้พวกเด็กๆ สอนเสร็จก็ราวๆ 5 โมงเย็น ส่วนพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของผม

“พี่ทศ คืนนี้หน่อยมั้ยพี่” รุ่นน้องที่มาเป็นครูสอนคาราเต้ด้วยกันหลังเรียนจบเดินเข้ามาเอาศอกกระทุ้งสีข้างผม พร้อมกับทำท่ายกแก้วดื่ม

“พวกมึงไปเหอะ” ผมส่ายหน้า ไม่มีอารมณ์อยากเที่ยว แม้จะอยากเมา เพราะไม่อยากคิดถึงไอ้หน้าหมานั่นก็เหอะ

“ไม่ไปจริงดิพี่ โหย เสียดายเลยว่ะ เธนส์” ภูหันไปยักไหล่กับเอเธนส์ เพื่อนร่วมรุ่นของมัน ไอ้พวกนี้ตามผมมาสอนที่โรงเรียนนี้ และตามผมมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วล่ะ พอดีภู คนที่มาชวนผม เป็นน้องรหัส ส่วนเอเธนส์ ก็เพื่อนสนิทมันตั้งแต่ม.ต้นหรือไงเนี่ย

“ไอ้เธนส์มันอยากให้พี่ไปด้วย”

“แล้วไงวะ” ผมเหลือบมองหน้าเอเธนส์ มันมองผมอยู่แบบเรียกว่าจ้องก็ได้ จ้องมาตาโตเชียว น้องมันก็น่ารักดีนะ ผิวขาวอมชมพูผิดกับพวกนักกีฬาจริงๆ ไม่รู้มาเรียนวิทย์กีฬาและเป็นครูสอนคาราเต้ได้ไง ต่างจากพวกผมลิบลับ

“ก็ไอ้เธนส์มัน...”

“พูดมาก” จู่ๆ เอเธนส์ก็เอามือมาตะปบปากเพื่อนมันไว้ แล้วลากออกไปคุยกันข้างนอกห้องล็อคเกอร์ ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อไม่ได้ใส่ใจ ก่อนจะออกมาพร้อมกระเป๋าเป้ กะจะเอาชุดฝึกไปซักที่บ้านสักหน่อย

ผมบอกลาพวกน้องๆ เอเธนส์มองตามผมตาละห้อย ก็พอรู้แหละ ว่ามันชอบ แต่ผมไม่สนใจไง ถ้าสนใจผมจะเข้าหาเอง ลองคบ ถ้าไม่ใช่ก็เลิก แต่นั่นมันเป็นช่วงก่อนที่ไอ้หน้าหมาจะกลับมาไทยไง

ให้ตาย ไม่น่าไปคิดถึงมันบ่อยๆ เลยว่ะ

“หิวแล้วดิ เดี๋ยวกูเลี้ยงข้า...”

ผมแกล้งเดินเลยมันที่ยืนพิงรถคันหรูรออยู่หน้าฟิตเนส ซึ่งมีโรงเรียนสอนคาราเต้อยู่ด้วย วันนี้ผมเอารถมา ไม่ง้อหรอก

ผมเดินตรงดิ่งไปที่รถกระป๋องคันเก่าของผมที่พ่อทิ้งไว้ให้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย นานๆ จะเอามาใช้ที เพราะผมกลัวมันจะไม่รอด อาจจะต้องซื้อใหม่เร็วๆ นี้ แต่ยังไม่อยากเปลี่ยนไง

ผมเป็นคนที่ค่อนข้างยึดติด และชอบเก็บสะสม

แม้แต่ความทรงจำที่ไม่จำเป็นก็ยังอุตส่าห์สะสมมันไว้ในหัว

“ทศ...กูอุตส่าห์ให้เวลามึงนอยด์มา 2 วันแล้วนะ คุยกันดีๆ ได้แล้วมั้ยวะ” มันคว้าต้นแขนผมให้หยุด ก่อนที่ผมจะเปิดประตูรถ ผมเลยต้องหันไป

ผมมองหน้ามันนิ่งๆ ดูว่ามันจะพูดอะไรต่ออีก แต่มันก็แค่สบถเบาๆ แล้วนิ่วหน้าจ้องผมกลับ

“ไปกินข้าวที่ร้านกัน วันนี้มีเมนูพิเศษ กูทำเอง”

คิดว่ากูเห็นแก่กินเหรอ ไอ้หน้าหมา!

“เออ”

******

แล้วผมก็มานั่งกินข้าวในร้านมันอีกจนได้ วันนี้มันลงทุนเข้าครัวทำเมนูจานโปรดของผมให้เองกับมือ นี่เรียกว่าอะไรนะ ง้อเหรอ?

ไม่มีอะไรที่มันต้องง้อผมเลยสักนิด

“อร่อยมั้ยวะ”

“มึงเป็นเจ้าของร้านอาหารนะเพจ ถ้าทำไม่อร่อยก็ปิดร้านเหอะ” ผมว่าพลางเคี้ยวข้าวกับกับข้าวที่มันตักให้รัวๆ ที่มันนั่งมองผมกินทุกครั้ง เพราะมันไม่กินข้าวเย็นครับ มันจะดื่มแค่นมก่อนนอนแก้วเดียวเท่านั้น และอาหารที่มันทำ ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า โครตอร่อย

“กินกุ้งเยอะๆ เลย มีอีกเพียบ กูทำเพิ่มให้ได้” มันคลี่ยิ้มอย่างผ่อนคลาย เมื่อผมยอมคุยกับมันดีๆ ตอนนั่งรถมาด้วยกัน ผมยังแทบไม่พูดไม่จา

ทำไมต้องใจอ่อนกับคนอย่างมันก็ไม่รู้

โครตเกลียดตัวเองที่ต้องยอมมันอยู่แบบนี้

“เอาเบียร์เพิ่มมั้ย พรุ่งนี้หยุดไม่ใช่เหรอ” แล้วมันก็เรียกพนักงานมาสั่งเบียร์เพิ่ม ไม่รอให้ผมตอบด้วยซ้ำ อย่างนี้ทุกที

“มึงแดกเองนะ” ผมมองแก้วเบียร์ทรงสูงตรงหน้าแล้วโบ้ยให้มันแทน ไอ้เพจยักคิ้วหลิ่วตาทำหน้ากวนตีนใส่

“กลัวเมาแอ๋แล้วโดนกูปล้ำเหรอ”

“กูก็อยากรู้เหมือนกัน ว่ามึงกล้าเอากับคนเมาไม่รู้เรื่องได้” เอาสิ ผมไม่กลัวหรอก ถ้ามันกล้าลักหลับผมจริง ก็ไม่ต้องมาพูดกันอีกเลย ผมคว้าแก้วเบียร์มาดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ไม่เมาง่ายๆ หรอก วันนั้น 4 ขวดก็แค่มึน ปกติผมดื่มได้เยอะอยู่แล้ว นี่แค่ 2-3 แก้วเอง

“พรุ่งนี้ไปดูหนังกันมั้ย” จู่ๆ มันก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ผมถึงกับไปไม่ถูก กำลังประมวลผลอยู่ในสมองสักพัก ก่อนจะตอบ

“ขี้เกียจ”

“ดูอยู่บ้านงั้น มีโฮมเธียเตอร์” มันยักคิ้ว “อยากดูเรื่องไร เดี๋ยวกูซื้อในแอพให้เลย” แล้วมันก็เตรียมจะกดในสมาร์ทโฟน

“หนังผี” ผมบอกอย่างนั้น เพราะรู้ว่ามันไม่ชอบดูหนังผีและหนังสยองขวัญ “pet sematary 2019”

“ได้” มันว่าพลางกดปุ่มข้างสมาร์ทโฟนสองครั้งแล้วให้มันสแกนหน้าเพื่อซื้อหนังผ่านแอพ ผมมองมันนิ่งๆ แล้วกินต่อ ไม่ได้อยากดูเป็นพิเศษหรอก แต่เรื่องนี้น่าสนใจดี แมวในเรื่องก็น่ารัก แม้มันจะหลอนๆ ไปหน่อยก็เหอะ

“แล้วคืนนี้ นอนกับกู...เอ่อ นอนห้องกูมั้ย” พอเห็นผมชักสีหน้ากับคำว่านอนกับกู มันก็รีบเปลี่ยนประโยคใหม่ แต่ผมก็ส่ายหน้าอยู่ดีแหละ

“บอกน้องไว้ว่าจะกลับบ้าน”

“น้องมึงโตเป็นควายแล้วมั้ย มันอยู่คนเดียวได้ โทรไปบอกดิ” เพจทำหัวเสีย “กูอุตส่าห์ซื้อหนังที่มึงอยากดูแล้ว ดูคืนนี้เลย”

“ไหนมึงบอกพรุ่งนี้ไง” ผมขมวดคิ้วใส่ แม่งโครตเอาแต่ใจ

“ก็กูจะดูแล้วอ่ะ”

“เอาแต่ใจ” ผมพ่นลมหายใจอย่างเอือมระอา

“ไม่เถียง แต่มึงต้องนอนห้องกูคืนนี้ นะทศ” มันเสียงอ่อนลง พลางทำหน้าเหมือนลูกหมาอ้อนขออาหาร “นะครับ”

แล้วคิดว่าผมจะยอมมั้ยล่ะ

******
เรานั่งเบียดกันอยู่บนโซฟาเบดขนาดใหญ่ที่ใช้นอนได้ถึงสามคน จริงๆ มีแต่เพจแหละที่มาเบียดผม เพราะมันกลัวผี เกาะแขนผมแน่นเป็นเด็กๆ เลย ผมก็นั่งดูไปจิบเบียร์ไป ไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่ หนังก็สนุกดี ตื่นเต้นแบบไม่ตุ้งแช่มาก หลอนแบบค่อยๆ ไล่อารมณ์ไปเรื่อยๆ คือมันดีมากครับ ผมชอบแนวนี้มากกว่าพวกผีหลอกแบร่ๆ ไร้สาระ หรือหนังผีตลกเน้นฮา ไม่เน้นน่ากลัว

กว่าจะดูหนังจบก็เกือบตี 1 แล้ว

“กูนอนห้องข้างล่างเอง” ผมเตรียมจะเดินไปห้องนั้น คือห้องของเพจมีสองห้องนอน ห้องใหญ่อยู่บนชั้นลอย ห้องเล็กอยู่ชั้นล่างที่พวกเรานั่งดูหนังกันเมื่อกี้

“ไม่เป็นไร กูนอนเอง มึงนอนเตียงใหญ่สบายกว่า” เพจดึงชายเสื้อผมไว้

“มึงหาว่ากูตัวใหญ่เหรอไอ้เพจ”

“กูไม่ได้พูดสักคำ” มันนิ่วหน้า ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อน “มึงสอนเด็กมาเกือบทั้งวัน นอนที่สบายๆ ดีกว่า จะได้ไม่ปวดเมื่อย”

ผมไม่ว่าอะไร แต่ยอมเดินขึ้นไปชั้นบน แล้วให้มันนอนห้องเล็กที่เป็นเตียงควีนไซส์ตามที่มันขอ ว่าจะถามมันเหมือนกัน ว่าห้องนี้ราคากี่ล้าน ผมว่าน่าจะแตะที่ 20 แพงฉิบ

คืนนั้นผมนอนหลับสบายกว่าสองคืนก่อนเสียอีก

“ตกลงเราดีกันแล้วใช่มั้ย” เช้าวันต่อมา ไอ้เพจตื่นมาทำอาหารเช้าให้ผมแต่เช้าตรู่ เพราะผมตื่นมาแปดโมงกว่า ก็เห็นมันอยู่ในครัว และอาหารก็เสร็จพอดี

เป็นอาหารเช้าแบบฝรั่ง มีแฮม ไส้กรอก ไข่ดาว ขนมปัง เนยกับแยม และนมของมัน กับน้ำองุ่นของผม เหมือนมันจะจำได้ว่าผมชอบกินขนมปังจิ้มซุปข้าวโพด เลยมีซุปข้าวโพดให้ผมเป็นพิเศษด้วย

ผมนั่งลงกินอาหารเช้า “เรื่องอะไร”

“ก็วันนั้นมึงโมโห” เพจหน้าสลด “กูพูดอะไรแย่ๆ ออกไป มึงเลยโกรธกูไง”

“รู้ว่าแย่แล้วมึงพูดทำเหี้ยไร” ผมเริ่มขึ้นเสียง แต่ก็รู้ว่ามันไร้สาระ เลยพยายามสงบไว้

“ก็...มันไปตามอารมณ์นี่หว่า ตอนนั้นกู...”

“มึงเงี่ยนไงไอ้สัส” ผมกัดฟัน พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้โมโหอีก พอนึกถึงแล้วมันขึ้นครับ ไม่ใช่ว่ายกโทษให้หรือหายโกรธ แต่ผมแค่ไม่อยากทำตัวงี่เง่าเป็นเด็กๆ อย่างน้อยมันก็เหมือนจะสำนึกผิดมั้ง ผมก็ควรจะยอมๆ ไป

“ห้ามทำแบบนั้นกับกูอีก ไม่งั้นมึงจะไม่มีวันได้เจอกูอีก” ถ้ามันยังอยากเจออ่ะนะ

เพจกะพริบตาปริบๆ ดูน่าสงสาร “แค่...มือ ก็ไม่ได้เหรอ”

“ถ้ายังอยากเป็นเพื่อนกับกูต่อ” ผมจุ่มขนมปังในซุปแล้วกัดเข้าปาก

“แล้ว ถ้ากูบอกว่ากูชอบมึงล่ะ ทศ กูพูดจริงๆ นะ” มันปั้นหน้าจริงจังและน้ำเสียงก็จริงจังด้วย แต่ผมไม่เชื่อหรอก

ไม่มีวันเชื่อ

ผมยื่นมือไปแตะที่หน้าอกของมัน พลางส่ายหน้า

“เสียงหัวใจคนเรา มันไม่มีทางโกหกหรอก เพจ”

tbc

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] Intro +1+2
«ตอบ #4 เมื่อ15-09-2020 23:45:49 »

4
เวลาดูละครแล้วเห็นพระเอกร้ายๆ แบบที่ไม่สมควรได้รับความรักจากนางเอก มันจะรู้สึกหงุดหงิดเสมอ ผมไม่ค่อยชอบดูหรอก แต่เมื่อก่อน ตอนที่แม่ยังอยู่ ท่านชอบดูมาก แล้วก็บ่นว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

แต่ในความเป็นจริง ชีวิตคนเรามันไม่มีใครเป็นตัวเอกหรือตัวร้ายแบบในละคร

ผมไม่ใช่พระเอก ไม่ใช่นางเอก หรือนายเอกซีรี่ส์วาย ชีวิตของผมก็เหมือนคนทั่วไป หากเจอคนที่ใช่ คนที่ชอบ และเขาชอบเรากลับ ก็แฮปปี้ แต่ไม่เอนดิ้ง จนกว่าจะได้ศึกษาดูใจกัน อยู่ด้วยกัน มันจะเอนดิ้งได้ก็ต่อเมื่อเราอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายของชีวิต ได้จับมือกันไว้ในวันที่ต้องตายจากกัน

บางครั้งก็สงสัย ว่าทำไมบางคนถึงได้ชอบคนที่ไม่มีอะไรดีเลย ทำไมต้องชอบคนที่ทำเรื่องร้ายๆ แย่ๆ ใส่ คำตอบของแต่ละคนอาจจะต่างกันไป ผมเองก็คาดเดาไม่ได้ แต่ตัวผมนั้น ผมคิดว่าแค่ชอบคงไม่เสียหาย เพียงแต่ ผมอาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่ชอบ เพื่อทนอยู่กับมัน แต่เลือกคนที่อยู่ด้วยกันได้ เข้าใจกันได้ดีกว่า

Athens: พี่ทศเลิกงานยังครับ

ผมมองดูข้อความจากรุ่นน้องที่เคยเรียนด้วยกันและสอนคาราเต้ด้วยกันตอนนี้ หลังจากตกลงเป็นเพื่อนกับเพจตามเดิม แบบไม่มีเรื่องอย่างว่า ห้ามจูบ ห้ามจับ ก็ผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว ผมจึงเริ่มคุยๆ กับเอเธนส์ที่ดูจะชอบผมมาตั้งแต่สมัยเรียน

ตอนแรกอาจจะยังไม่ได้ชอบ แต่ถ้าคุยกันรู้เรื่อง เข้ากันได้ ผมก็จะลองคบดู เวลาที่อยู่กับใครแล้วสบายใจ มันก็จะกลายเป็นความรักความชอบได้เอง และหากผมตัดสินใจเลือกแล้ว ผมก็จะยึดติดอยู่กับเขาแค่คนเดียว ส่วนมากที่ผ่านมาก็เป็นแบบนั้นแหละ แต่พวกเขาเหล่านั้นมักจะมีเซ้นส์ดีเกินไป ที่ล่วงรู้ว่าในใจลึกๆ ของผมมีใครบางคนมาตลอด และมันจะไม่มีใครแทนที่ได้เลย

จนกว่าผมจะยอมลบมันออกไปเอง

Tossawat K: เลิกแล้ว กำลังออก

ผมพิมพ์ตอบไปสั้นๆ ห้วนๆ ตามสไตล์ เอเธนส์เป็นคนน่ารัก ว่าง่าย แม้จะไม่ค่อยพูดก็ตาม ถ้าผมเปิดใจสักหน่อย ก็จะมองเห็นข้อดีของเขาได้ไม่ยากหรอก ส่วนข้อเสีย ตอนนี้ยังไม่เจอเลยสักข้อ

วันนี้ผมมาสอนตามปกติช่วงเย็นวันธรรมดา เลิกตอนทุ่มตรง ส่วนเอเธนส์มีงานที่อื่น แต่เรานัดกันไว้ว่าจะไปกินข้าวด้วยกันที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า ซึ่งอยู่ระหว่างทางของพวกเราพอดี

“วันนี้มาไง ให้พี่ไปส่งมั้ย” หลังกินข้าวเย็นกันเสร็จ ผมก็ถามน้องเขา เพราะปกติเอเธนส์จะขี่มอเตอร์ไซค์มา ไม่ก็นั่งรถไฟฟ้า

“ผมมารถไฟฟ้า” เอเธนส์ตอบ “พี่ทศไป...ไปนอนห้องผมด้วยมั้ย”

ผมย่นคิ้ว น้องเลยมองผมเลิกลั่ก “เอ่อ ไม่เป็นไรมั้ง พี่ขับกลับได้” ผมว่า

เอเธนส์ทำหน้าเสียดายจนเห็นได้ชัด น้องคงแค่อยากนอนจับมือดูดาวกับผมมั้ง เหะๆ เออน่า ผมยังไม่พร้อมจะมีอะไรกับใครตอนนี้ และยังไม่ได้รู้สึกชอบเขามากขนาดนั้นด้วย ก็แค่รู้สึกดีเวลาอยู่ด้วยกัน แต่มันก็ดีแบบ...เหมือนเวลาอยู่กับไอ้วรรษมั้ง แม้เอเธนส์จะน่ารักและเรียบร้อยกว่าก็เหอะ แต่มันก็ไม่พ้นความเป็นพี่น้องเท่าไหร่

ทำไมผมถึงมีผู้ชายมาชอบง่ายๆ แบบนี้น่ะเหรอ? แหม เขาเรียกว่าผีเห็นผีมั้ง ไม่หรอก ผมเปิดเผยตั้งแต่อยู่มหาลัยแล้วว่าเป็นเกย์ ก็เลยเน้นคบแต่ผู้ชายมาตลอดตั้งแต่นั้น เพื่อนก็รู้ และไม่มีใครพูดว่าอะไรกับรสนิยมของผม แถมยังชอบเชียร์เด็กน่ารักๆ ให้ด้วย พ่อแม่ผมที่ตอนนั้นยังอยู่ก็รู้ และไม่เคยว่าอะไร

“พี่ทศจะไม่ค้างจริงๆ เหรอ พรุ่งนี้พี่ก็หยุดนี่” น้องอ้อนเสียงหวาน ช่างต่างกับไอ้หน้าหมาที่ชอบขู่บังคับผมสุดๆ

“ไม่ดีกว่า ไว้วันหลังนะเธนส์” ผมปฏิเสธอย่างนุ่มนวลที่สุด เอเธนส์ยังทำหน้าเสียดาย แต่ก็ไม่เซ้าซี้ต่อ พอส่งเขาเสร็จ ผมก็ขับรถกลับบ้าน

“ซื้อไรมาฝากกูกับบี๋มั่งป่ะเนี่ย” พอมาถึงบ้านปุ๊บ ก็เจอไอ้ตัวร้ายทันที ไอ้ศตวรรษ น้องชายคนเดียวของผมที่เรียนจบเมื่อสองปีก่อน แต่ดันมากลายเป็นนักแคสเกม หาเงินชิลๆ ไม่ยอมออกไปทำงานข้างนอกบ้านแล้ว ไอ้ที่ส่งๆ เรียนมา ก็แบบ...ไร้ค่านิดหน่อย แต่มันก็จบสายคอมพิวเตอร์มาล่ะนะ คงเกี่ยวกันอยู่แหละมั้ง

ส่วน “บี๋” ที่ไอ้วรรษพูดถึง ก็คือหมาของผมเองครับ เลี้ยงมาตั้งแต่ตอนม.ปลาย อายุมันยืนน่าดูเลย แต่ก็แก่มากแล้วล่ะ

บี๋อายุเท่ากับจำนวนปีที่ผมรู้จักกับไอ้เพจมา แต่บี๋ไม่เคยทิ้งผมและจงรักภักดีกับผมเสมอ

“มีของบี๋ ไม่มีของมึงว่ะ” ผมวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะอาหาร ไอ้วรรษทำหน้ายุ่ง

“กวนตีน ไหนมาดูดิ” แล้วมันก็แย่งถุงไปเขี่ยๆ ดู ผมซื้ออาหารจากร้านที่ไปกินห่อกลับมาให้มันด้วยอยู่แล้ว ของบี๋ต้องกินแต่อาหารเม็ดสำหรับสุนัขวัยชรานู่น

“ไอ้นี่น่ากินว่ะ ที่เหลือไว้กินพรุ่งนี้ละกัน พรุ่งนี้มึงหยุดป่ะทศ”

“เออ” ผมตอบพลางถอดเสื้อออก เปลี่ยนเป็นชุดนอน เพราะอาบน้ำมาจากฟิตเนสแล้ว

“ออกไปไหนมั้ยวะ” วรรษกินไปคุยไป เต็มปากไปหมดจนฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

“เปล่าอ่ะ”

“พักนี้ติดบ้านนะคุณทศวรรษ ไหนว่ามีเด็กมาติดพัน” ไอ้วรรษทำหน้าล้อเลียน ที่เรียกเขาว่าเด็กนี่ ได้ข่าวว่าอายุมากกว่ามันอีก

“เขาทำงาน หยุดไม่ตรงกัน” ผมนั่งลงบนโซฟาตรงห้องนั่งเล่นแล้วเปิดทีวีดู

บ้านหลังนี้ก็เป็นอีกหนึ่งมรดกที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้พวกเรา พวกท่านเสียไล่ๆ กันคนละปี พ่อของผมเสียก่อนด้วยโรคร้าย หลังจากนั้นแม่ก็ตรอมใจตามไป พอดีผมเรียนจบแล้ว เลยไม่ลำบากอะไรมาก ส่งเสียน้องเรียนต่อจนจบมาได้ เงินประกันของพ่อก็ยังเหลือนิดหน่อย

“เลิกคนนั้นปุ๊บ ก็มีคนใหม่เลยน้า พี่กู เสน่ห์แรงอิ๊อ๊างมาก หล่อโว้ย หล่อจริงจัง”

ผมนี่อดเดินไปเอานิตยสารตีมันไม่ได้เลย “เลิกล้อกูสักที มึงล้อกูเรื่องเดิมนี่มาหลายรอบละ ไอ้พวกย้ำคิดย้ำทำ ไปหาจิตแพทย์มั่งนะวรรษ”

“โหย ก็กูไม่รู้จะล้อมึงเรื่องอะไรแล้วอ่ะ พี่กูแม่งโครตเท่บาดใจ ใครๆ ก็ร้ากกกก แล้วคนใหม่นี่น่ารักป่ะวะ หรือว่าหล่อ”

“น่ารัก” ผมก็บ้าจี้ตอบมัน

“แสดงว่ามึงชอบหล่อๆ มากกว่า เพราะคนก่อนนี้มึงไปนอนค้างอ้างแรมกับเขาทุกคืน แต่คนนี้มึงไม่นอนด้วย”

“พ่อง” ผมด่ามันอย่างเหลืดอด ไม่รู้เหมือนกันว่ามันแทงใจดำตรงส่วนไหน แล้วไอ้คนหล่อคนก่อนหน้าที่มันพูดถึงก็คือเพจ มันเคยเห็นรูปเพจตอนโทรหาผมก่อนหน้านี้ ก็ถามใหญ่ว่าใคร ซึ่งจริงๆ ผมกับเพจก็ไม่ได้คบกัน เป็นแค่เพื่อน แต่ไอ้น้องตัวดีมันไม่เชื่อผมไง

“อายุก็ไม่น้อยแล้วนะทศ มึงควรหาเมียเป็นหลักแหล่ง ปักหลักกับใครสักคน กูกลัวมึงติดเอดส์”

“ไอ้สัสวรรษ”

“กูชื่อ สะ ตะ วัด เว้ย”

“......”

ผมล่ะหน่าย ขี้เกียจเล่นกับมันละ เล่นกับหมาหมาเลียปากจริงๆ ไปเล่นกับหมาอย่างบี๋เลยดีกว่า

“หรือพี่ควรจะหาแฟนจริงจังสักคนจริงๆ นะบี๋ อยากได้แฟนแบบบี๋จังเลยคร้าบบบ” ผมบ่นไปกอดเจ้าหมาแก่ตัวอ้วนไป พอได้เล่นกับบี๋ก็สบายใจ ทั้งเรื่องเพจและเรื่องเอเธนส์

กับเพจ มันหายหน้าไปนานแล้ว ตั้งแต่ที่ผมขอเป็นแค่เพื่อนธรรมดา ไม่ให้มันแตะต้องเกินเลยอีก มันก็ไม่ค่อยมาหาผมอีก ก็นะ ตามสันดานผู้ชายมักมาก พอไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ ก็ไปหาเหยื่อรายใหม่

ส่วนเอเธนส์ น้องเขาดีกับผมมาก ดีเกินไปด้วยซ้ำ เอาอกเอาใจผมทุกอย่าง ไม่ค่อยเรื่องมากหรือทำตัวน่ารำคาญ แต่ผมก็ยัง...ไม่ได้ชอบเขาขนาดนั้นจริงๆ

ผมรู้ว่าผมต้องเลือกใครสักคน เพื่อทำให้ลืมเพจ แต่ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมคบกับเอเธนส์ บางทีอาจจะต้องลองหาคนอื่น

******

เช้าวันอาทิตย์ที่สดใส จนร้อนอบอ้าว แดดแรงจังไร ไม่รู้จะร้อนอะไรนักหนา ตอนกลางวันนี่ ถ้าไม่เปิดแอร์แทบอยู่ในบ้านไม่ได้ ผมพยายามนอนนิ่งๆ ไม่ขยับตัว เพื่อไม่ให้ต้องร้อนรุ่มไปมากกว่านี้

ความขี้เกียจเกาะกุม

น้องชายที่รักยังหมกตัวอยู่ในห้องของมัน สงสัยว่าจะสตรีมเกมจนดึกดื่นไม่หลับไม่นอน กว่าจะตื่นก็คงบ่ายๆ ก็ดี เงียบหูไปได้ครึ่งวัน

เอเธนส์ส่งไลน์มาว่าเย็นนี้ไปเที่ยวกับเพื่อน ทั้งที่ผมก็ไม่ได้ถามหรืออยากเข้าไปยุ่มย่ามกับพื้นที่ส่วนตัวของน้อง เขาก็ยังคอยรายงานประหนึ่งผมเป็นคุณพ่อ ตรงจุดนี้ผมก็รู้สึกดีนะ เพราะเขาดูใส่ใจ

เออ จริงสิ ผมไม่มีไลน์หรือเฟสบุ๊คของเพจเลยนี่นา ลืมขอไว้ตอนที่เจอกันบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ เพราะอยู่ด้วยกัน เจอกันตลอด จนไม่ต้องเปิดผ่านโซเชี่ยล แล้วมันก็ชอบโทรมาโดยตรงหรือมาหาผมเลย

แต่พอต้องห่างกันแบบนี้ ผมก็เลยเพิ่งมานึกได้ว่า ควรจะขอเฟสบุ๊คไว้เป็นอย่างน้อย เพื่อจะได้ติดตามดูข่าวสารมันได้ หรือพวก IG อะไรแบบนั้นก็ยังดี คิดอะไรเพลินๆ สักพัก ก็ได้ยินเสียงออด

กิ๊งก่อง

เช้าแบบนี้ ใครมาวะ ผมนึกในใจก่อนจะลุกเดินโซเซออกไปดูหน้าบ้าน พลันต้องตาโต รีบวิ่งไปเปิดประตู

“มาได้ไงเนี่ย”

“กูความจำดีไง” ไอ้เพจว่า “เคยมาอยู่บ่อยๆ เมื่อก่อน”

“นั่นมันก็เป็นสิบๆ ปีแล้วมั้ยวะ” ผมย่นคิ้ว

“แต่บ้านมึงก็ยังตั้งอยู่ที่เดิมไง” มันว่าพลางยกยิ้ม เดินตามหลังผมเข้ามาในตัวบ้าน ส่วนรถของมันต้องจอดไว้หน้าบ้าน เพราะไม่มีที่แล้ว บ้านผมจอดได้แค่คันเดียว

“แล้วมีอะไร มาถึงนี่” ผมถามก่อนจะวางแก้วน้ำเย็นให้มันบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา ไอ้เพจยกดื่มอึกหนึ่งก่อนตอบ

“แค่คิดถึง มาไม่ได้เหรอ” มันยิ้มกวนตีน

หน้าผมคือ...

“อย่าทำหน้างั้นดิวะ แล้วไอ้วรรษอยู่เปล่า เรียนจบแล้วใช่มั้ย” มันยังจำน้องตัวดีของผมได้ ตอนนั้นหัวเกรียนเหมือนกันทั้งคู่ เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ผมไม่ได้บอกวรรษหรอกว่าผู้ชายในรูปที่มันเห็นโทรมาหาผม คือเพจ

“อยู่ ยังไม่ตื่นเลย บ่ายๆ นู่นแหละ” ผมตอบพลางนั่งลงที่โซฟาเดี่ยวอีกฝั่ง ไม่ได้นั่งข้างมัน

“อืม” เพจยกน้ำขึ้นดื่มอีกครั้งพลางพยักหน้า ผมชักสังหรณ์ใจแปลกๆ เลยอดไม่ได้ที่จะพูดออกไป แต่ไอ้เพจเกือบสำลักน้ำตาย

“ถามถึงน้องกูทำไม มึงอย่ามายุ่งกับมันเชียวนะ มันไม่ชอบผู้ชาย”

“แค่กๆๆ ไอ้เหี้ย จะบ้ารึไง กูจะไปยุ่งอะไรกับน้องมึง แค่ถามถึงเฉยๆ”

“ก็...กูกลัวมึงไม่ได้พี่จะเอาน้อง” ผมหัวเราะมันที่สำลักน้ำ

“ประสาท” เพจพึมพำ “ใครบอกว่ากูจะไม่ได้พี่มันวะ”

“อะไรนะ” ผมเหมือนได้ยินไม่ถนัด เลยเอียงหูไปฟังใกล้ๆ แต่จริงๆ ก็ได้ยินแหละ นั่งกันอยู่ใกล้แค่นี้ ต้องหูหนวกอ่ะถึงไม่ได้ยิน

“เปล๊า แล้วนี่มึงไม่มีนัดเดทกับใครเหรอ” เพจทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้พลางถาม

“ไม่อ่ะ แล้วมึงว่างงานหรือไง” ผมย้อนมันกลับ

“เดี๋ยวบ่ายก็เข้าร้าน เลยแวะมาหามึงก่อนไป” มันว่าพลางมองหน้าผมนิ่งๆ “ไปรอกูที่ร้านมั้ย”

ผมเงียบ ไม่ตอบ ไม่รู้ว่ามันมาไม้ไหน หายไปเป็นเดือน โผล่มาก็จะชวนไปด้วยทันที ทำเหมือนก่อนหน้านี้เป็นภาพลวงตา ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเรา ไม่มีความอึดอัดใจใดๆ ต่อกัน

“นะ ไปนะ ทศ” มันคะยั้นคะยอ เขย่าแขนจนตัวผมสั่นคลอนไปด้วย

แล้วสุดท้าย ผมก็แพ้มันทุกที

******

ผมนั่งดูซีรี่ส์เรื่อง Cobra kai ที่เกี่ยวกับคาราเต้ในเนตฟลิกไปพลางรอเพจไปพลางอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของมัน ส่วนเพจกำลังเคลียร์เรื่องสินค้ากับรายการอาหารในวันนี้ของร้านอยู่ในครัวกับพวกพนักงาน ผมรู้แค่เพจทำอาหารเก่ง และครอบครัวของมันที่มีธุรกิจร้านอาหารก็ยกให้มันดูแลกิจการส่วนนี้ทั้งหมด ร้านอาหารหลากสัญชาติ “ครัวอินเตอร์” ที่เพจดูแลตอนนี้มีทั่วกรุงเทพฯ 12 สาขา และตามจังหวัดใหญ่ๆ อีก 10 กว่าแห่ง หลังๆ มันต้องไปต่างจังหวัดบ่อยขึ้น และนั่นคือสาเหตุที่มันหายหน้าไปเป็นเดือน

“ผมอยากให้ลองคิดหน้าพิซซ่าแบบใหม่อีกสักสองแบบ เป็นพิเศษสำหรับช่วงเทศกาลฮาโลวีน แล้วก็พวกขนมด้วย สักสองสามอย่างก็พอครับ”

“ได้ครับคุณคิรากร ไว้ทำเสร็จแล้วผมจะให้ลองชิม”

“ดีครับ วันนี้รวบรวมยอดส่งให้ผมทางเมลนะครับคุณรุ่ง พอดีผมมีธุระ”

“ได้ค่ะ”

ผมดูหนังจบก็เลยลองเดินมาแอบดูมันตอนทำงานบ้าง เห็นเพจยืนคุยกับพวกพนักงานท่าทางจริงจังกันน่าดู ผมเห็นมันจากด้านข้าง วันนี้เป็นวันอาทิตย์ มันเลยไม่ได้สวมสูท ใส่แค่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีนส์พอดีตัวและเข็มขัดกับรองเท้าหนังแบบผูกเชือกแบรนด์ดัง ดูเป็นผู้ใหญ่สุดๆ ต่างจากผมที่อายุเข้าเลข 3 แล้ว แต่ยังแต่งตัวเหมือนเด็กมัธยม เสื้อยืดคอกลมลายการ์ตูน กับกางเกงยีนส์ขาดๆ และรองเท้าผ้าใบธรรมดา ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลยสักนิด

“งั้นวันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ ฝากทุกคนช่วยกันดูแลร้านของเราด้วย” เพจยิ้มหวานแบบการค้าสุดๆ พวกพนักงานก็ตอบรับกันขยันขันแข็ง

แล้วมันก็หันหน้ามาทางประตู เจอะกับผมที่ยืนแอบอยู่พอดี พนักงานคนอื่นมองเราด้วยรอยยิ้มแล้วหันไปทำงานกันต่อ ตอนมาถึงที่นี่ หลายคนก็ทักทายผมไปแล้วล่ะ เพราะจำได้ว่าผมมากินข้าวที่นี่กับเจ้าของร้านบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ บางคนเพิ่งเคยเจอ เพราะเป็นพนักงานใหม่ ผมก็มองๆ แล้วยิ้มให้ไป

“ไง ตอนทำงาน กูเท่มากเลยดิ ถึงต้องออกมายืนแอบมองตาเป็นมันแบบนี้” ไอ้เพจดีดนิ้วใส่หน้าผากผมเบาๆ แล้วยิ้มกวนตีนแบบที่มันชอบทำใส่ผมประจำ

ผมเบะปากนิดๆ มันดึงตัวผมไปโอบบ่าไว้

“ไปๆ เดี๋ยวกูพาไปเที่ยว แล้วค่อยกลับบ้านไปนอนดูหนังกัน”

“อ้าว? ไม่ได้จะกินข้าวเย็นที่นี่เหรอวะ” ผมหันไปมองใบหน้าด้านข้างของมันที่กำลังยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดี

“เปลี่ยนบรรยากาศมั่งสิวะ โธ่” มันว่าพลางกอดคอผมพาไปที่รถยนต์คันสีขาวของมัน ก่อนหน้านี้ใช้สีดำ แล้วก็สีน้ำเงิน นี่เปลี่ยนใหม่อีกแล้ว

“แล้วจะไปไหนล่ะ” ผมถามหลังขึ้นไปนั่งบนรถและคาดเข็มขัดแล้ว ส่วนเพจกำลังสตาร์ทรถและเริ่มขับออกจากลานจอด

“ไปที่ชอบๆ”

“พ่อง” ผมด่ามันทันที ไอ้เพจหัวเราะร่วน

“ล้อเล่นน่า ไม่พามึงไปฆ่าทิ้งหรอก แล้วดูจบยัง Cobra kai”

“จบแล้ว โครตพีคตอนจบอ่ะ กูอยากดูซีซั่นต่อมากแม่งเอ๊ย ค้างสุดไรสุด” ผมเล่าอย่างออกรสออกชาติ เพจหัวเราะในคอเหมือนเอ็นดูผม ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ไปได้ ยังไงผมก็เห็นมันเป็นเด็กเหมือนเดิมอยู่ดีแหละน่า...มั้งนะ

“ดูแล้วอยากเล่นคาราเต้เลยว่ะ มึงสอนกูได้มั้ย”

“อะไร มึงก็เป็นอยู่แล้ว จะให้กูสอนอีกทำไม” ผมหันไปมองมันที่กำลังขับรถ

“กูไม่ได้เล่นอีกเลยตั้งแต่ย้ายไปที่นั่น ร่างกายไม่ค่อยยืดหยุ่นแล้วว่ะ”

ผมนิ่งคิด ก็จริงแฮะ “เออ ได้ๆ ไว้ไปที่ยิมดีมั้ย”

“ไม่เป็นไร ฝึกที่ห้องกูก็ได้” มันว่า ผมก็พยักหน้ารับ ลืมไปว่าห้องมันกว้างขวาง กว้างกว่าบ้านทาวเฮ้าส์ของผมอีก ใช้โซฟาเบดที่เคยนอนดูหนังกันตอนนั้นแทนเบาะก็ได้

เย็นนั้น เพจพาผมไปกินข้าวในร้านอาหารของโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว สั่งแบบฟูลคอร์สด้วย ผมนี่กินจนพุงกาง ล่อไวน์ไปอีกหลายแก้ว ก็มันเลี้ยงเองนี่นา ผมเลยกินไม่ยั้งเหมือนเดิม นานๆ ทีไอ้เพจจะยอมกินข้าวเย็นด้วยทั้งที

พอกินข้าวเสร็จ เพจก็พาผมมาที่ห้องของมัน นั่งดูหนังเป็นการย่อยอาหารสักพัก มันก็ชวนผมออกกำลังกาย อ๊ะ อย่าคิดลึกครับผม แค่ซ้อมคาราเต้กัน เพจไม่ได้เล่นมานานแล้ว เลยต้องวอร์มอัพเบาๆ ก่อน จากนั้นก็ลองสู้กันดู

ผมยิ่งกำลังคึก เพราะเพิ่งดูซีรี่ส์ 2 ซีซั่นแรกจบ ในซีรี่ส์บอกว่า โจมตีก่อนได้เปรียบ ผมเลยชิงลงมือก่อน แต่ไอ้คนที่บอกว่าไม่ได้เล่นมานาน มันดันหลบลูกเตะมุมสูงของผมได้แล้วย่อตัวเตะตัดขาผม พอผมเสียจังหวะก็จับล็อคแขนไพล่หลังทันที ผมดิ้นจนทุ่มมันลงบนเบาะได้ แต่มันก็ดันพลิกตัวกลับขึ้นมา กดผมลงไปแทน

เราต่างหอบหายใจ มันก้มมอง จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม ราวกับกำลังค้นหาบางอย่างจากในนั้น ส่วนผม มีแค่เสียงหอบเหนื่อย และหัวใจที่เต้นรัว เสหลบตามันไปอีกทาง

“จู่โจมก่อนได้เปรียบ” มันว่าก่อนจะโน้มลงมาจะจูบผม ผมดิ้นรน ดึงแขนเสื้อมันหวังจะพลิกกลับ แต่แรงสู้มันไม่ได้ เลยเปลี่ยนมาผลักแทน

“กูบอกว่าไง ห้ามมึงทำแบบนี้อีกใช่มั้ย!” ผมรีบลุกขึ้นยืนตัวตรง จ้องมันเขม็งด้วยความโกรธ

มันนิ่งเงียบ ก้มหน้าเหมือนสำนึกผิดที่อาจจะลืมตัว?

“ขอโทษ...”

“เออ ห้ามเข้าใกล้กูแล้วนะคืนนี้ ไปอาบน้ำก่อนไป” ผมไล่ ในเมื่อมันขอโทษ ผมก็คิดว่าให้มันจบๆ ไปดีกว่า ไม่อยากทะเลาะกันให้สิ้นเปลืองพลังงาน จะคิดว่ามันทำเพราะลืมตัวไปแล้วกัน

เพจเดินคอตกเข้าห้องน้ำไป ผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางถอนหายใจยาว แล้วค่อยยกปลายนิ้วขึ้นแตะที่ริมฝีปาก เมื่อกี้ปากแตะกันนิดหน่อย แค่นิดเดียวก็เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นปลาบไปทั้งร่างแล้ว ถ้าผมเผลอไผลยอมมันอีก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจบที่ตรงไหน

tbc

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 154
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] Intro +1+2
«ตอบ #5 เมื่อ16-09-2020 11:48:21 »

 :katai1:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] Intro +1+2
«ตอบ #6 เมื่อ16-09-2020 13:10:11 »

เราไม่แน่ใจว่ามันดราม่าหรือเปล่าแฮะ แต่เราก็ไม่ค่อยอยากให้ยืดเยื้อเป็นละครหลังข่าว 55

5
Page’s part
ผมเป็นแค่เศษกระดาษแผ่นหนึ่ง เหมือนกับชื่อของผมเอง

ก็แค่กระดาษบางๆ ที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ เพียงแค่ฉีกเบาๆ

“ฉันจะให้แกไปเรียนต่อที่อังกฤษ”

ตอนที่พ่อพูดอย่างนั้น ผมทำได้แค่รับฟังและพยักหน้ารับ ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เพราะรู้ว่าพูดออกไปมันก็เท่านั้น พ่อกำลังจะหย่าขาดจากแม่และต้องการทิ้งผม เพื่อจะได้แต่งงานใหม่กับผู้หญิงอีกคนและมีลูกด้วยกัน และผมก็โตแล้ว ควรจะต้องอยู่ตัวคนเดียวให้ได้

ตอนนั้น ถ้าไม่มีเขา ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่ได้ยังไง

“เพจ! หน้ามึงไปโดนอะไรมา ไอ้พวกนั้นอีกแล้วเหรอ” ผมมองหน้าเขาที่ดูร้อนรนตอนที่เจอหน้าผม ทุกเย็นหลังเลิกเรียนผมจะต้องไปหาเขาที่โรงเรียนใกล้ๆ เพื่อรอกลับบ้านด้วยกัน แต่วันนี้ผมมาช้า เพราะติดธุระไร้สาระนิดหน่อย

ทศ เป็นเพื่อนที่รู้จักกันจากโรงเรียนสอนคาราเต้ ซึ่งเราเข้าเรียนพร้อมกันตอนม.4 มีแค่ผมกับเขาที่รุ่นเดียวกัน ก็เลยสนิทกันไปเอง ตอนนี้พวกเราอยู่ม.6 แล้ว เราเคยสัญญากันไว้ว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน

“ไปห้องพยาบาลก่อนเลย” ทศพลิกแขนผมดู เช็คทั้งหน้าตาและขา แล้วก็ดึงแขนผมเบาๆ ให้เดินตามไปที่ห้องพยาบาล

ผมนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ทศหยิบมาให้ มองเขาเดินไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลมาวางบนโต๊ะ อาจารย์ห้องพยาบาลน่าจะกลับบ้านไปแล้ว ทศเลยทำแผลให้ผมเอง จริงๆ ก็ไม่ได้มีแผลเยอะแยะอะไรนักหรอก แค่ที่หน้าโดนหนักหน่อย เพราะคนมันหล่อไง เลยมีพวกขี้อิจฉาอยากทำลายใบหน้าของผมตลอด คนหล่อเซ็งมากครับ

“ชอบมีเรื่องตลอดอ่ะมึง” ทศบ่นไปทำแผลไป ผมอมยิ้ม ชอบเวลาที่เขาเป็นแบบนี้ เขามักจะทำหน้าหงุดหงิดใส่ เหมือนรำคาญผม แต่ก็ดูแลผมเสมอ

“กูไม่ได้ชอบ แต่พวกมันมาหาเรื่องก่อน” ผมเถียง ทศจับผมเงยหน้า จุ่มยาฆ่าเชื้อมาเช็ดตรงมุมปากที่แตกให้

“หน้าเยินหมดเลย หน้าตามึงนี่สำคัญสุดนะ เพราะมีดีอยู่แค่นี้ ระวังหน่อยสิวะ” ทศบ่นไม่เลิกรา ผมได้แต่อมยิ้ม มีความสุข

ให้เลี่ยงเวลามีคนมาหาเรื่องก็เลี่ยงได้ แต่ผมอยากให้ทศดูแลไง เลยไม่เลี่ยง ลุยเดี่ยวกับคนเป็นสิบ ผมก็ลุยมาแล้ว ทักษะการต่อสู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ได้ผลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด ชีวิตจริงกับการสู้แบบกีฬามันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ผมพอเอาตัวรอดได้อยู่

“เสร็จแล้ว กลับบ้านกันดีกว่า หรืออยากแวะไหนก่อนมั้ย” ทศถามพลางเก็บอุปกรณ์ลงกล่องปฐมพยาบาล

“อยากกินไก่ทอดว่ะ”

“ชวนกูอ้วนอีกแล้ว แม่ม”

ผมหัวเราะ แล้วเราก็กอดคอกันออกจากโรงเรียนไปยังร้านไก่ทอดเจ้าประจำ และวันนี้ผมก็ตั้งใจว่าบอกทศเรื่องที่ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมเคยเล่าเรื่องที่บ้านให้ทศฟังแล้ว และเขาก็คอยรับฟังผมมาตลอด ถ้าไม่มีเขา ผมคงต้องเก็บกดมันไว้คนเดียว และอาจจะคิดอะไรสั้นๆ ไปนานแล้ว

ผมเคยรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย ทั้งพ่อและแม่ พวกเขาไม่ได้แย่งกันเพื่อจะเลี้ยงดูผมหลังหย่า แต่แย่งกันที่จะทิ้งผมไว้ พวกเขาบอกว่าผมอายุ 18 แล้ว โตพอจะอยู่คนเดียวได้แล้ว

ผมไม่ได้อยากไปไกลถึงอังกฤษ ไม่ได้อยากอยู่ห่างจากทศ แต่ถ้าไม่ไป พ่อก็คงโมโห แค่การมีตัวตนอยู่ของผมก็ทำให้ท่านไม่พอใจมากแล้ว

ตอนที่บอกออกไปอย่างนั้น ทศนิ่งไปนานมาก เหมือนเขากำลังเรียบเรียงความคิดอยู่ และในที่สุดเขาก็ยิ้มให้ผม

“ไม่เป็นไรนี่ ไม่กี่ปีก็กลับมาแล้ว” เขาว่า “กูจะรอมึงอยู่ที่นี่นะ”

ผมดีใจมากที่เขาพูดอย่างนั้น อย่างน้อยก็มีคนเห็นความสำคัญของผม มีคนที่รักและรอผม ผมรู้ว่าผมเห็นแก่ตัวมากเกินไป ผมไม่อาจตอบรับความรู้สึกรักของเขาที่เคยบอกผมก่อนหน้านี้ได้ แต่ผมกลับยังใช้ประโยชน์จากความรักของเขาที่มีให้ ทั้งที่ผมควรจะปฏิเสธตรงๆ แต่ผมกลับนิ่งเฉย ทำตัวเหมือนปกติ คอยมาให้เขาดูแล

ผมรู้สึกว่าผมขาดมัน ผมขาดความรัก และผมต้องการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายด้วยการมีเขาอยู่ข้างๆ ทั้งที่ผมยังไม่แน่ใจว่าผม “รัก” เขา อย่างที่เขา “รัก” ผมหรือเปล่า

“ไปแล้วก็ติดต่อมาบ้างนะเว้ย อย่ามัวแต่ควงฝรั่งจนลืมเพื่อนล่ะ”

ผมนั่งฟังเขาบ่นเรื่อยเปื่อยระหว่างกำลังเก็บของลงกระเป๋าเดินทาง วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้แล้ว คืนนี้ผมต้องไปสนามบิน และทศคงมาส่งผมได้แค่ที่บ้าน เพราะผมบินไฟลท์ดึก ที่บ้านของทศไม่ยอมให้ออกมาส่งดึกดื่นหรอก

“เสียดายเนอะที่มึงอดไปเรียนมหาลัยเดียวกับกู ไว้กูจะถ่ายรูปตอนใส่ชุดนักศึกษาไปให้ดู เออ แล้วที่นู่นเขาต้องใส่ชุดนักศึกษามั้ยวะ......”

ไม่รู้อะไรดลใจ ทำให้ผมลุกขึ้นไปคว้าสองแก้มของมันไว้แล้วจูบ

ทศน้ำตาไหล

ผมทำให้มันร้องไห้งั้นเหรอ?

มือของผมเริ่มสั่น เพราะไม่แน่ใจว่าทำแบบนี้ดีแล้วหรือเปล่า แต่ผมแค่ทำไปเพราะอยากให้มันเงียบก่อน อยากให้มันจดจำผมให้มากที่สุด จากสัมผัสที่ผมมอบให้ แม้ว่าเราจะต้องห่างกัน แม้ว่าอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ผมอยากให้ความเป็นตัวตนของผม หลงเหลืออยู่ในตัวของทศ

“เพ...”

“ชู่ว”

แล้วผมก็ปิดปากมันอีกครั้งด้วยจูบที่ล้ำลึกยิ่งขึ้น เป็นจูบแรกของทศและของผม

******

ผมตั้งใจว่าจะเรียนให้จบตามกำหนดและรีบกลับมาไทย ไม่ใช่แค่เพื่อรับช่วงต่อจากปู่หรือพ่อ แต่ผมอยากมาเจอทศ ผมอยากโตขึ้นกว่านี้ อยากเป็นผู้ชายที่ดีและเพียบพร้อม เป็นผู้ใหญ่ที่ทศพึ่งพาได้ ผมอยากดูแลเขาให้เหมือนที่เขาเคยดูแลผม

ช่วงก่อนเรียนจบ ผมเริ่มยุ่งกับโปรเจคจบที่แสนยุ่งยาก ไหนจะเรื่องกำแพงภาษา ขนาดอยู่มา 4-5 ปี ก็ยังมีบางส่วนที่ผมขาด ที่ยังสื่อสารได้ไม่ครบถ้วน ทำให้ผมขาดการติดต่อกับทศไป เขาเองก็คงยุ่งเหมือนกัน ระบบสื่อสารสมัยนั้นก็มีแค่ MSM ไฮไฟว์ กับโทรศัพท์ทางไกล ส่วนมากผมจะใช้เมลหรือไม่ก็โทรศัพท์หาเขาโดยตรง เพราะผมอยากได้ยินเสียงของทศ

“เฮ้ เพจ งานไปถึงไหนแล้ววะเพื่อน” เบนจี้ รูมเมทของผมล้มตัวลงนอนกลิ้งบนเตียงข้างๆ โต๊ะที่ผมทำงานอยู่ นี่ตี 2 กว่าแล้ว มันดูเมาๆ น่าจะเพิ่งกลับมาจากงานปาร์ตี้ที่บ้านของเด๊บบี้

“ใกล้แล้ว” ผมตอบพลางขยับแว่นตา บางครั้งผมก็สวมแว่นเวลาต้องอยู่ทำงานดึกๆ

“อา...ของฉันยังไม่ถึงไหนเลยว่ะ ทำไมงานเยอะจริง”

“ทำไงได้” ผมยักไหล่ สักพักเบนจี้ก็หลับคร่อก ผมทำงานต่ออีกนิดหน่อยก่อนเข้านอน

ชีวิตที่นี่ไม่มีอะไรต่างจากที่ไทยมากนักสำหรับผม เพราะผมก็มาแค่เพื่อเรียน อาจมีไปเที่ยวและปาร์ตี้บ้าง แต่ไม่บ่อยเท่าพวกเจ้าถิ่น และผมไม่เล่นยาเด็ดขาด

แต่ผมยอมรับเลยว่าตัวผมนั้นไม่ได้บริสุทธิ์สะอาด แรกๆ ที่มาอยู่ก็ไปปาร์ตี้และได้กับสาวๆ ที่ไม่รู้จักในงานนั่นแหละ เป็นการเปิดโลกก็ว่าได้ ผู้ชายก็มีมาสนใจบ้าง ผมเปิดกว้าง แต่ผมว่าผมไม่ใช่ไบเซ็กส์ชวล แต่เป็นเกย์เลยมากกว่า เพราะตอนมีอะไรกับผู้หญิง ผมรู้สึกไม่ค่อยอินเท่าไหร่ มันเป็นไปเพราะเมามากกว่า

และถ้าผมเป็นเกย์ ผมก็น่าจะชอบเขาได้ ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่ตอนที่เจอหน้าทศอีกครั้ง หลังจากไม่ได้เจอกันมานานเป็นสิบปี ผมกลับบอกไม่ได้ว่าผมรักเขา

เพราะความรู้สึกที่ผมมีต่อเขามันลึกซึ้งเกินกว่านั้นไปแล้ว

และผมไม่รู้ว่าจะบอกเขาอย่างไร ผมเลยทำได้แค่ใช้ประสาทสัมผัส เพื่อให้เขาเข้าใจความรู้สึกของผม แต่ชีวิตคนเรามันไม่ง่ายขนาดนั้น บางครั้งก็อาจจะต้องสื่อด้วยคำพูดมากกว่าการกระทำด้วย

แต่พอมองหน้าเขา ผมก็พูดไม่ออกว่า “รัก”

ผมไม่รู้จักความรักเลย

ผมไม่เข้าใจมันเลย

ผมไม่แน่ใจว่ามันใช่ความรักหรือเปล่า

ผมรู้แค่ผมต้องการเขามาก ผมอยากให้เขามีความสุข อยากเป็นที่พึ่งของเขา อยากทำทุกอย่างเพื่อเขา อยากอยู่เคียงข้าง

อยากกอดเอาไว้แบบนี้ไปตลอด

***
เดี๋ยวมาต่อพาร์ทของทศนะฮะ หลังๆ จะเริ่มไร้สาระ 555

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 5/1 PAGE
«ตอบ #7 เมื่อ16-09-2020 16:20:41 »

Toss’part
ผมรู้สึกอึดอัดก็เลยตื่น แล้วก็พบว่ามีไอ้ปลิงตัวยักษ์มารัดอยู่รอบเอว แขนยาวๆ ของไอ้เพจมันนั่นแหละ ย่องมานอนกับผมบนเตียงที่ชั้นบนตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แถมยังรัดผมซะแน่นเหมือนจะให้คายของเก่า...

“เพจ...เพจ...กูอึดอัดอ่ะ” ผมสะกิดเรียกมันพลางมองนาฬิกาบนผนัง ตี 3 กว่าแล้ว เหมือนอากาศเย็นลงกว่าตอนหัวค่ำมาก ข้างนอกน่าจะฝนตก แต่เพจมันปิดม่านไว้ เลยมองไม่เห็นนอกหน้าต่าง

เพจขยับตัวครางงึมงำ ผมเอี้ยวตัวไปมอง มันหลับตาพริ้มอย่างน่ารัก ผมอยากหอมแก้มมันสักฟอด อยากจูบมัน แต่ผมจะปล่อยให้อารมณ์พาไปอีกไม่ได้แล้ว ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อน

การอยู่ใกล้ๆ คนที่รักแต่ทำอะไรไม่ได้เลย แม้กระทั่งจะบอกมันว่ารักมากแค่ไหน เป็นอะไรที่โครตเจ็บปวด

เพจคลายวงแขน แต่ยังกอดเอวผมไม่ปล่อย ผมเลยได้พลิกตัวหันไปหามันบ้าง ผมเกลี่ยเส้นผมที่ยาวลงมาปรกหน้าผากของมัน ผมมันเป็นสีน้ำตาลอ่อนสวยดี ผมจำได้ว่าตอนที่มันย้ายไปอังกฤษใหม่ๆ มันโทรมาขอคำปรึกษาว่าอยากย้อมผม ให้ช่วยเลือกสีที่เหมาะๆ และผมก็เลือกสีนี้ให้มัน ไม่คิดว่าจนทุกวันนี้มันก็ยังย้อมสีนี้อยู่

ผมตีแก้มมันเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว “จะหล่อไปไหนวะ ยิ่งโตยิ่งหล่อนะมึง”

“หึ”

“ไอ้เพจ” ผมหน้าหงิกเพราะได้ยินเสียงมันหัวเราะในคอ แม่มแกล้งหลับชัดๆ “กวนตีนอีกแล้วนะ”

มันลืมตา “เพิ่งตื่นตอนมึงสะกิดนี่แหละ” แล้วมันก็กระชับอ้อมกอด รั้งร่างผมเข้าไปหาแนบชิด เอาคางมาเกยบนหัวผม

“กูว่า...มันพิลึก” ผมพยายามจะเงยหน้ามองมัน ก็เห็นแค่คอขาวๆ กับลูกกระเดือก

“พิลึกไรวะ”

“คือ กูว่าเราควรเลิกนอนกอดกันแบบนี้” ก่อนหน้านี้ผมเองก็ชอบมานอนกอดมัน แต่หลังจากที่ผมได้สติว่ามันไม่ได้ชอบผม ผมก็ไม่อยากทำแบบนี้หรือยอมให้มันทำแบบนี้อีก

“ทำไมล่ะ” ได้ยินแต่เสียงอู้อี้เหมือนคนง่วงของมัน กับภาพลูกกระเดือกที่ขยับไปมาตรงหน้า

ผมจะผลักมันออกก็ได้ แต่อยากให้มันยอมรามือไปเองมากกว่า

“เพื่อนกันไม่ต้องนอนกอดกันก็ได้ป่ะวะ” พอผมพูดจบ มันก็ขยับเลื่อนตัวลงมานอนจ้องหน้าผมในความมืดสลัว

ผมรู้ตัวว่าถ้ามองตามัน ผมจะต้องใจอ่อนแน่ๆ ผมหวั่นไหวเกินกว่าจะสบสายตามันตรงๆ และไม่ว่าจะพยายามตัดใจเลิกชอบมันแค่ไหน ก็ไม่เคยทำได้เลยสักครั้ง เพราะมันยังคงวนเวียนตามตอแยผมอยู่แบบนี้

“อย่าหลบตากูดิ” มันว่าพลางรั้งเอวผมเข้าไปหาอีก จนส่วนล่างจะซ้อนกันอยู่แล้ว ผมเลยต้องเอาขาข้างหนึ่งก่ายขามันไว้ หน้าผมร้อนวูบวาบไปหมด จะไม่ให้เขินได้ยังไง เล่นจ้องหน้ากันขนาดนี้

“มึงก็ปล่อยก่อนดิ” ผมขยับตัวจะหนี แต่มันก็ยังกอดผมแน่น แล้วจู่ๆ ก็พูดอะไรแปลกๆ ออกมา ผมเลยต้องหยุดฟังมัน

“กูไม่เข้าใจว่ะทศ”

“อะไร”

“ไม่เข้าใจว่ากูรู้สึกยังไงกับมึง”

เพราะมันพูดอย่างจริงจัง ผมเลยนิ่งเงียบไป ปล่อยให้มันพูดออกมาก่อน

“กูแค่อยากอยู่กับมึงแบบนี้ไปตลอด ไม่อยากปล่อยมือ แต่กูไม่เข้าใจว่าความรักมันเป็นยังไง กูรู้แค่กูอยากกอดมึง อยากจูบ...จริงอยู่ว่ามันเป็นสัญชาตญาณ กูอาจจะใช้อารมณ์มากไป เหมือนตอนที่กูมั่วไปทั่วตอนอยู่อังกฤษ”

มั่วไปทั่วเหรอวะ...แหม ผมล่ะอยากจะเบะปาก

“กูสับสนว่ากูแค่อยากนอนกับมึงเฉยๆ หรือว่ากูคิดอะไรกับมึงเกินเพื่อนกันแน่ และกูพยายามพิสูจน์แล้ว” มันยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ 

“กูก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี แต่กูไม่อยากให้มึงหายไป มันต่างจากคนอื่นที่กูนอนด้วย กับคนพวกนั้น กูไม่ได้สนใจว่าจะอยู่หรือไม่ เอากันแล้วก็จบๆ ไป”

“เยอะแค่ไหน” ผมรอจังหวะที่จะถาม มันทำหน้างง “ได้มากี่คนแล้ว”

“อ๋อ ก็...อืม” มันยกนิ้วขึ้นนับ ผมขมวดคิ้วฉับ แม่งเกินสิบแน่ๆ ของผมยังไม่ถึง 5 คนเลยด้วยซ้ำ

“พอๆ ไม่ต้องนับละ มันเรื่องของมึง” ผมว่าพลางผลักอกมันออก พอดีมันเอามือออกจากเอวผม ผมเลยขยับหนีแล้วพลิกตัวหันหลังให้มัน

“ทศ...” ผมจั๊กจี้ตอนที่มันก้มลงมากระซิบเรียกข้างหู ปลายจมูกของมันเหมือนไซร้อยู่แถวหลังใบหู ผมขนลุกซู่

“จะนอนน่า” ผมยกมือปัดๆ มันให้ไปไกลๆ

“ขอจูบหน่อยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ต้องมาทำเสียงแบบนั้นเลย” ผมดุ ก่อนจะต้องพลิกตัวหันหน้าไปจนได้ เพราะมันดันแนบริมฝีปากอุ่นๆ มาที่ต้นคอ จุดอ่อนของผมอีกแล้ว “ไอ้เพจ...”

ผมพยายามดันอกมันออก แต่มันคว้าข้อมือของผมทั้งสองข้างกดลงบนเตียง ผมมองมันที่คร่อมทับอยู่ด้านบน เวลาแบบนี้ เหมือนเห็นมันตัวใหญ่กว่าความเป็นจริง เลยใจเต้นแรงเป็นพิเศษ เพราะเคยแต่เป็นฝ่ายอยู่ข้างบนมาตลอด

เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวๆ ไม่ใช่เรื่องนั้นสิวะ

“เพจ กูไม่เล่นนะ” ผมเอ่ยเสียงแข็งเท่าที่ทำได้ เพราะตอนนี้ใจสั่นไปหมดแล้ว เสียงก็คงสั่นเหมือนกัน

“ช่วยบอกกูทีทศ ว่ากูรักมึงหรือเปล่า”

“เรื่องแบบนี้มึงต้องถามตัวเองสิวะ” ผมชักฉุนแทนแล้ว คนห่าอะไรสับสนในตัวเองอยู่ได้ หรือผมจะยอมให้มันสักที จะได้จบๆ ไป

“กูไม่เข้าใจ แต่กูก็อยากอยู่กับมึงนะ” มันทำเสียงอ่อน หน้าอ้อนตีนสุดๆ

“กูก็อยู่นี่ไง”

“มันไม่พอว่ะ”

“อ้าว? ไอ้เหี้ยนี่ แล้วมึงจะเอายังไง กูก็ไม่ได้จะทิ้งไปไหนแล้วไง ก็เป็นเพื่อนกันไปจนวันตายแม่งเลยเนี่ย”

“เป็นเพื่อนกัน มึงก็ไม่ยอมให้กูจูบ” มันส่งเสียงง้องแง้งเหมือนเด็กๆ ถึงตอนทำงานจะดูเป็นผู้ใหญ่แค่ไหน ภายในแม่มก็เด็กเหมือนเดิมล่ะวะ ไอ้ลูกหมาเอ๊ย

“เพื่อนกันเขาไม่จูบกันหรอกเพจ ไม่กอดกันบนเตียงด้วย แค่กอดทักทายพอได้อยู่” ผมสาธยายให้เด็กมันกระจ่าง “ที่มึงจูบกูตอนเด็กๆ ก็คงเพราะมึงสับสนสินะ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยรู้สึกรักชอบใคร แต่ก็มีอะไรด้วย มันเลยติดเป็นนิสัยไง มึงแค่เกิดอารมณ์เพราะตอนนี้ไม่มีคนอื่นนอกจากกูไง”

“งั้นจะให้กูทำไงวะ”

“มึงก็ลองไปเที่ยว หาเด็กมาออฟสักคนสิ จะได้หายอยาก” ผมแนะนำ “มึงน่าจะทำงานหนักจนอยากระบายมากกว่า”

“เหรอ” มันครุ่นคิด แล้วก็ยอมผละออกจากตัวผมไป นั่งขัดสมาธิเกาคางเหมือนคิดไม่ตก

“ไว้กูไปด้วยก็ได้” ผมลุกขึ้นนั่งข้างๆ มันแล้วลูบหัวไอ้เพจเบาๆ เหมือนเวลาลูบหัวเจ้าบี๋ที่บ้าน

เพจหันมามองหน้าผมอย่างเศร้าๆ “จูบไม่ได้จริงๆ เหรอ”

ผมทำหน้าเอือมๆ เขกหัวมันไปที ไม่ว่ามันจะส่งเสียงอ้อนยังไง ผมก็ไม่มีทางใจอ่อนอีกแล้ว แม้จะอยากจูบมันเหมือนกันก็ตาม

“นอนได้แล้ว”

“ทศอ่ะ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-09-2020 16:38:27 โดย Lambosasha »

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 5
«ตอบ #8 เมื่อ16-09-2020 23:41:59 »

6
ผมนั่งมองเพจกำลังแต่งตัวอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า ซึ่งมีบานกระจกติดอยู่บนประตูตู้ วันนี้เพจแต่งตัวเรียบร้อยกว่าทุกที สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดเรียบหรู ผูกเนคไทสีเข้มไม่มีลวดลาย กางเกงรีดจับจีบทรงแบบเป็นทางการ มันติดกระดุมที่ข้อมือเสร็จก็สวมสูทสีเข้มทับ เป็นสูททางการต่างจากแบบแฟชั่นที่ใส่ปกติตอนไปที่ร้าน ผมใส่เจลเรียบแปล้ แต่กลับทำให้หน้าตามันยิ่งโดดเด่น

“เอ้า อึ้ง อึ้ง วันนี้กูหล่อมากเลยช่ะ” พอมันรู้สึกถึงสายตาของผมที่มองอยู่ ก็หันมาเต๊ะท่าใส่

“เปล่า ดูแก่กว่าปกติต่างหาก” ผมหัวเราะ

เพจทำหน้าปลาตายใส่ ก่อนจะกวักมือเรียกผม “มาช่วยดูหน่อยดิ เรียบร้อยดียัง”

ผมขมวดคิ้ว แต่ก็ลุกไปเพื่อตัดรำคาญ ช่วยมันเช็คปกเสื้อ เนคไท และทรงผม ประหนึ่งเป็นเมียมัน เพจยืนยิ้มมองผมอย่างอารมณ์ดี

“เรียบร้อยดี” ผมว่าพลางถอยออกมามองมันอีกที เพจยังยิ้มกริ่ม

“วันนี้กูมีประชุมที่บริษัทใหญ่” มันเฉลยว่าทำไมถึงต้องแต่งตัวเป็นทางการ “ขอส่งมึงแค่สถานีรถไฟฟ้านะ”

“เออ” ผมขานรับ หมุนตัวจะไปนั่งบนเตียงที่เดิม แต่จู่ๆ ก็โดนแขนยาวๆ ของเพจตวัดมารัดรอบเอวไว้

“ไม่โกรธนะเว้ย วันนี้รีบจริงๆ” มันส่งเสียงอ้อนตอนท้าย ซุกหน้าลงบนลาดไหล่ของผมไซร้ไปมาเหมือนแมว

“ใครจะโกรธมึงเรื่องแค่นี้วะ ไร้สาระไอ้ห่า จะไปได้ยังล่ะ รีบไม่ใช่รึไง” ผมนิ่วหน้าอย่างหงุดหงิด ชอบก็ชอบนะ แต่อีกใจก็ไม่ชอบที่มันมาทำแบบนี้ ทั้งที่เราไม่ได้เป็นอะไรกัน

แม่งโครตเห็นแก่ตัว

มันคิดว่าเพราะผมรักมัน แล้วจะทำอะไรกับผมก็ได้งั้นเหรอ จะอ้อนจะออเซาะผมแค่ไหนก็ได้งั้นเหรอ ทำไมต้องทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดและอึดอัดแบบนี้ด้วยวะ

“ไปเลยๆ เย็นนี้กูไปรับเหมือนเดิมนะ ห้ามหนีกลับก่อนนะเว้ย” มันย้ำ แต่ผมตะหงิดๆ ว่ามีนัด

“เฮ้ย ไม่ได้ๆ วันนี้กูมีนัดแล้ว มึงกลับมารอที่ห้องเลย” ผมบอกมันพลางเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถสปอร์ตสีน้ำเงินคันหรู เพจมีรถสามคัน ซึ่งผมได้นั่งมาหมดแล้วล่ะ มีคันนี้ที่มันใช้บ่อยที่สุด น่าจะเป็นคันโปรด

“นัดใครวะ ที่ไหน กลับกี่โมง”

“มึงเป็นพ่อกูเหรอครับ คุณคิรากร” ผมกลอกตามองมัน พลางคาดเข็มขัดนิรภัย ไอ้เพจหน้ามุ่ย

“เป็นผัวไม่ได้ กูขอเป็นพ่อก็ยังดี”

“ส้นตีน” ผมด่ามันพร้อมกำหมัดทุบหลังมันแรงๆ ทีหนึ่ง อย่างหมั่นไส้ “ออกรถได้แล้ว เร็วๆ”

“คร้าบๆ คุณลูก” มันหัวเราะ ยังกวนตีนผมไม่เลิกรา เสียงสตาร์ทรถดังขึ้น พร้อมเสียงเพลงที่มันเปิดคลอไปด้วยในระหว่างเดินทาง เป็นเพลงเก่าสมัยเรายังเด็ก และผมยังจำได้เสมอ

เสียงกีต้าร์จากมือใหม่อ่อนหัดกับเสียงร้องหวานๆ ของมัน

“จะกอดเธอเอาไว้ อ้อนวอนด้วยหัวใจ เพื่อจะทำให้เธอเปลี่ยนใจ เพื่อจะทำให้เธอเห็นใจ เพื่อจะทำให้เธอไม่ไป...จากฉัน...” เพจร้องเพลงไปขับรถไป เสียงของมันยังเพราะเหมือนเดิม มันเคาะนิ้วกับพวงมาลัยเป็นจังหวะไปด้วยอย่างอารมณ์ดี

ยังไม่ทันจบเพลงดี รถของมันก็พาผมมาจนถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว มันจอดข้างทาง เพื่อจะส่งผมลงจากรถ แต่พอผมปลดเข็มขัดนิรภัยและจะก้าวลงจากรถ มันก็ดึงแขนผมไว้ ก่อนจะยื่นหน้ามาหอมแก้มแบบเร็วๆ แล้วปล่อยผมลงจากรถ

ผมนี่อึ้ง คือลงจากรถมาแบบงงมาก มือลูบแก้มตัวเองข้างที่โดนหอมป้อยๆ แบบจับต้นชนปลายไม่ถูก

คือไม่ให้มันจูบไง มันเลยหอมแก้มแทน...แม่มเอ๊ย ไอ้บ้าเพจ ไอ้หน้าหมา มันทำผมใจสั่นหวั่นไหวกับมันอีกแล้ว แบบนี้เมื่อไหร่ผมจะตัดใจได้สักทีล่ะวะ

******

เย็นวันนี้ ผมนัดไปกินข้าวกับเอเธนส์ พอดีเรามีสอนที่เดียวกัน เลิกพร้อมกัน ก็เลยกะว่าจะไปเดินเล่นหาอะไรกินในห้างฯ แถวๆ ฟิตเนส กับเอเธนส์ผมก็โอเคนะ อยู่ด้วยกันได้แบบไม่มีดราม่าเลยสักครั้ง เกือบเดือนแล้วด้วยที่ลองคุยจริงจัง น้องเขาน่ารักกับผมมากจริงๆ

“พี่ทศ คืนนี้ค้างมั้ย” ระหว่างกำลังเดินเที่ยวกัน เอเธนส์ก็เข้ามาเกาะแขนผมแล้วอ้อนถาม ดวงตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง

“เอ่อ” ผมนึกข้ออ้างยังไม่ออก คือวันนี้ไม่ได้กลับบ้านไง บอกว่าไปห้องเพื่อนก็ไม่น่าจะแปลกมั้ง “คืนนี้พี่...”

ยังไม่ทันจะอ้างอะไร เสียงสิบแปดหลอดของไอ้ตัวป่วนก็ดังลอยมาแต่ไกลจากด้านหลัง ผมรู้ทันทีว่ามันแอบตามผมมาตั้งแต่ออกจากฟิตเนสแน่ๆ

“อ้าววววว ไอ้ทศศศศศศ”

ผมหันไปหน้าตาบูดบึ้ง “พ่องตายไอ้สัสเพจ!”

“พี่ทศ...” น้องเอเธนส์ดูจะตกใจกับคำก่นด่าของผมไม่น้อย ปกติผมก็หยาบอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยด่าผรุสวาทติดกันขนาดนี้ไง

“อ่า โทษทีเธนส์ คือ นี่เพื่อน...”

“ผัว!”

“ไอ้เหี้ย!”

“ห๊ะ?” เอเธนส์ตาโต ด้วยความตกใจที่พวกเราตบมุกกันไปมาเหมือนตลกคาเฟ่ ผมกัดฟันกรอดหันไปทำหน้ายักษ์ใส่ไอ้ตัวดี ไอ้เพจเลยรีบหัวเราะกลบเกลื่อนแก้ตัว

“ฮ่าๆ โทษๆ ล้อเล่นๆ เพื่อนครับเพื่อน”

“เออ เพื่อนพี่เองชื่อเพจ ส่วนนี่เอเธนส์ รุ่นน้องสมัยเรียน ตอนนี้ทำงานด้วยกัน” ผมแนะนำทั้งสองคน เพจยิ้มหวานตามสไตล์คนทำงานบริการ เอเธนส์ก็ยิ้มนิดๆ ผงกหัวทักทายมัน

แล้วความเงียบก็บังเกิด

“อ่า เอ่อ เดี๋ยวพวกกูจะไปกินข้าวเย็น มึงไม่กินนี่ กลับบ้านไปดิ” ผมว่าพลางพยักเพยิดให้มันกลับ แต่ไอ้เพจเสือกทำหน้ากวนส้นใส่

“อ้าว? งั้นกูไปกินด้วยดิ วันนี้เกิดอยากขึ้นมาว่ะ”

ผมนิ่วหน้า กระชากแขนมันแล้วพาไปกระซิบกระซาบกันไกลๆ จากตรงที่เอเธนส์ยืนอยู่ “มึงไม่แดกข้าวเย็นไม่ใช่รึไง จะมาอยากกินอะไรวันนี้”

“เรื่องของกูมั้ยล่ะ ทีมึงยังมากินกับไอ้หน้าอ่อนนั่นเลย หรือกะจะกินอย่างอื่นที่ไม่ใช่ข้าวกันด้วย กูถึงไปไม่ได้” ไอ้เพจขมวดคิ้วกลับ

ผมหมดแรงจะเถียงกับมัน เลยสะบัดแขนมันออกจากมือ “เออ เรื่องของมึงแล้วกัน นั่งคนละโต๊ะนะ” แล้วก็เดินกลับไปหาเอเธนส์ที่ยืนรออยู่

เพจตามพวกเราเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่ง เลือกนั่งโต๊ะติดกัน ปกติเพจไม่กินข้าวเย็น ผมถึงได้เลือกร้านนี้ เพราะมีเมนูของว่างเบาๆ ให้ด้วย อย่างถั่วแระโรยเกลือหรือเต้าหู้เย็น กับพวกสลัดผักต่างๆ

และเพจมันก็สั่งแค่ถั่วแระกับสาเกมากินจริงๆ แต่แม่มล่อเหล้าไปสี่ห้าแก้วแล้ว ผมที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เหล่มองมันเรื่อยๆ กลัวมันเมาแอ๋ตั้งแต่สั่งแก้วที่ 4 แล้ว

“พี่ทศ คุณเพจเขาจะไหวมั้ยน่ะ” แม้แต่เอเธนส์ยังอดห่วงไม่ได้ ทั้งที่เพิ่งรู้จักมัน ไอ้เพจมันมีแรงดึงดูดผู้คนรอบตัวเสมอ “พี่พาเขากลับก่อนก็ได้นะ”

“อืม โทษทีนะเธนส์” ตอนแรกกะจะเดินซื้อของกันต่ออีกหน่อย แต่แบบนี้คงต้องพามันกลับบ้านก่อน ดีที่วันนี้ผมไม่ได้เอารถมา “แล้วเธนส์กลับรถไฟฟ้าใช่มั้ย”

“ครับ เดี๋ยวผมช่วยพาเขาไปที่รถนะ”

น้องช่างเป็นคนน่ารักอย่างนี้ ช่วยผมหิ้วปีกไอ้ตัวดีที่กระดกเหล้าไม่ยั้งไปเกือบ 10 แก้วไปส่งที่รถด้วย ผมล้วงหารีโมทรถของเพจจากในกระเป๋ากางเกงของมัน พอเจอก็กดเปิดประตู เอเธนส์ช่วยพยุงเพจให้นอนไปบนเบาะหลัง

“กลับดีๆ นะครับพี่ทศ” แถมยังอุตส่าห์ยิ้มแย้มโบกมือส่งพวกเราอีก ลำบากน้องจริงๆ เอเธนส์

“ขอบใจนะเธนส์” ผมโบกมือลา ก่อนจะขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ

พอมาถึงที่คอนโดของเพจ ก็มีลุงยามมาช่วยขนคนเมาขึ้นลิฟท์ จริงๆ เขาจะบริการส่งถึงห้องแบบเดลิเวอรี่ แต่ผมบอกไม่เป็นไร ผมพามันไปได้

กว่าจะเข้าห้องได้ก็ทุลักทุเลหน่อย ไอ้เพจทำตัวอ่อนเมาแอ๋ได้น่าเตะมาก

“เลิกงี่เง่าได้แล้วมั้งกูว่า” ผมเอาเท้าเขี่ยมันที่นอนก้นโด่งอยู่บนพื้นพรมหน้าห้อง ทำไมจะไม่รู้ว่ามันแกล้งเมา จริงๆ มารู้ตอนนั่งในรถเนี่ยแหละ เพราะตอนขับรถมา แม่งจ้องผมจากเบาะหลังตาแป๋วเลย

“ก็กูเมาอ่ะ” มันส่งเสียงครวญคราง  ทำท่าชูแขนจะให้ผมอุ้ม “พาไปนอนหน่อย”

“ตอแหล” ผมสบถด่ามันแล้วนั่งยองๆ มองมันที่กระดึ๊บๆ เป็นหนอนชาเขียวมาหา

“กูเมาจริงๆ นะทศ” มันอ้อนเสียงหวาน ทำตาปริบๆ มองหน้าผม

ผมท้าวคางมองมัน “เหรอ งั้นก็นอนบนพื้นไปนะ กูไปล่ะ” แล้วผมก็ลุกขึ้นเดินหนีมัน ปล่อยไอ้เพจไว้ตรงนั้น

ผมอาบน้ำอาบท่าสบายใจเฉิบ ก่อนจะเดินออกมาเตรียมตัวนอน ชุดประจำของผมก็คือชุดคลุมอาบน้ำนี่แหละ ใส่นอนสบายดี ผ้ามันเป็นขนๆ ฟูๆ นุ่มๆ

หมับ!

ผมสะดุ้งโหยง จู่ๆ ไอ้ผีบ้าก็โผล่มากอดจากข้างหลัง ทั้งที่ตอนแรกผมไม่เห็นมันบนห้องนอนเลย

“หอม” มันทำจมูกฟุดฟิดๆ ตรงซอกคอ มือก็ล้วงมาในเสื้อคลุม ลูบหน้าท้องของผม

“มึงจะมาหื่นกับกูไม่ได้ นี่เพื่อนมึงนะ” ผมกลอกตาอย่างเอือมๆ

“งั้นเลิกเป็นเพื่อนกันเหอะ” มันกระซิบเสียงกระเส่าข้างหูของผม แถมยังงับหูผมเล่นอีก มือก็ซนลูบไปลูบมาจนจะลงต่ำ ผมเลยรีบคว้าไว้ก่อน

“ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้กูต้องตื่นเช้า” ผมดุมันแล้วดึงมือมันออกจากเสื้อคลุม แต่พอจะเดินหนีไปที่เตียง ไอ้เพจก็ตามมากระชากผมไปกอดไว้แน่น มันทั้งกอดทั้งรัด หอมแก้มผมสลับไปมาทั้งสองข้าง

“ไม่ได้ยินอีกเหรอ ยังไม่ได้ยินอีกเหรอ” มันครางอยู่ข้างหู “มึงบอกว่าเสียงหัวใจไม่โกหกไง”

ผมเอียงคอหลบจมูกกับปากของมันที่ไล่สูดดมและงับใบหูกับลำคอของผม จริงสิ ผมเคยบอกมันไว้แบบนั้น ตอนที่มันบอกว่ามันชอบผม

มือของเพจล้วงเข้ามาในเสื้อคลุมของผมอีกครั้งอย่างถือดี มันเลื้อยสะเปะสะปะอยู่แถวอก และพอเจอสิ่งที่มันต้องการ ก็คว้าไว้พลางบีบคลึงเน้นแรง

“เหี้ยเพจ...” ผมเบ้หน้า พยายามตะปบมือมันไว้ “ปล่อย”

“มึงได้ยินเสียงหัวใจกูรึยัง” เสียงของมันแหบพร่า ผมงอตัวหนี เพราะดึงมือมันออกไม่ได้สักที ท่านี้ผมจับมันทุ่มหงายหลังได้แน่ แต่มันก็เหมือนจะรู้ทัน เลยชิงดันผมลงนอนคว่ำบนเตียงก่อน

“ไอ้เพจ! หยุด!” ผมเอี้ยวตัวไปตะโกนใส่มัน แต่มันก็ยังไม่ยอมหยุด มันกดหัวผมไว้ โน้มตัวลงมาแนบแผ่นอกที่หลังของผม

“ได้ยินมั้ย ทศ”

ผมนิ่งงัน

เพราะปกติมัวแต่ตีกัน ผมเลยไม่ทันรู้สึก ว่าหลังๆ มานี้ เสียงหัวใจของเพจดังแค่ไหน โดยเฉพาะตอนนี้ เวลานี้ ที่มันกำลังเต้นรัวอยู่ตรงหลังของผม

“กูไม่อยากให้มึงไปกับคนอื่นอีกแล้ว” มันซบหน้าลงกับแผ่นหลังของผม “อย่าทิ้งกูเลยนะทศ อยู่กับกู เป็นของกูคนเดียว”

แรงกดที่หัวคลายออก กลายเป็นน้ำหนักตัวของเพจทั้งตัวที่ทิ้งลงมาบนตัวผมแทน มันกอดผมไว้แน่น พึมพำอยู่ข้างหลัง

“ทศ...กูรักมึงนะ รัก...กูไม่ได้โกหก”

น้ำตาผมเหมือนจะไหล แต่ผมอั้นไว้สุดชีวิต

หัวใจของเพจเต้นแรงมาก ไออุ่นจากร่างกายของมันราวกับโอบล้อมร่างของผมไว้ด้วยความรักจริงๆ อย่างที่มันว่า

“กว่ากูจะเข้าใจตัวเอง กูก็เกือบเสียมึงไปหลายครั้งแล้ว เพราะงั้น...เชื่อกูเถอะนะ”

ผมพลิกตัวกลับไปหามัน เมื่อมันผละออกไป เพจคร่อมผมไว้ น้ำตาของมันไหลอาบแก้ม ความสับสนทั้งหมดหายไปในพริบตา ผมดึงคอเสื้อของมันลงมา เราสบตากันแค่ชั่วพริบตา ก่อนที่ริมฝีปากจะประกบกันอย่างดูดดื่ม

เพราะผมเชื่อ ในเสียงหัวใจของมันที่ดังแบบเดียวกับผม

“ตอนเห็นมึงไปกับไอ้เด็กนั่น กูแทบคลั่ง กูไม่อยากเสียมึงไป ไม่อยากมองดูมึงรักคนอื่นที่ไม่ใช่กู...”

ผมยันตัวขึ้น ประกบปากมันอีกที แล้วค่อยผละออกมาจ้องตามัน

“เลิกพล่ามได้แล้ว จะทำอะไรก็รีบทำ กูต้องตื่นเช้านะ”

***
ทศเชื่อคนง่ายอ่ะ 55

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 7 soon
«ตอบ #9 เมื่อ17-09-2020 09:14:18 »

7
แม่ง...เจ็บฉิบหาย

ผมนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงนอนคิงไซส์ของไอ้เพจเหมือนเมื่อคืน อยู่ท่าเดิมมาเป็นชั่วโมงแล้ว เพราะพลิกตัวขยับไปไหนไม่ได้ ขาล้าแขนเมื่อยไปหมด ไม่ได้มีเซ็กส์มาราธอนขนาดนี้มานานมากแล้ว และอันที่จริงก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลย อย่างมากก็รอบสองรอบ เพราะผมไม่ได้เป็นคนบ้ากาม ไม่ได้หื่นขึ้นตา อีกอย่าง กับคนอื่น ผมคงไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายด้วย มันเลยทำพอให้จบๆ ไป แล้วสุดท้ายก็ต้องเลิกราหลังจากนั้นทุกที แรกๆ ผมไม่มั่นใจเลย คิดว่าเป็นเพราะเซ็กส์ผมห่วยหรือเปล่า แต่คงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเวลาที่มีอะไรกับแฟนเก่าๆ พวกเขาเหล่านั้นคงรับรู้ได้ว่า ผมกำลังคิดถึงคนอื่นอยู่

แต่ตอนนั้นผมก็คิดถึงแค่ตัวเองเป็นฝ่ายทำนะ ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อโดนเอาแบบเน้...

“วันนี้ลาใช่มั้ยครับ คุณทศวรรษ” เสียงเพจดังเบาๆ อยู่ข้างหู ผมเลยหันหน้าหนีมันไปอีกทาง

“เออ”

“เดี๋ยวกูให้แม่บ้านมาดูแลมึงนะ หรืออยากให้เรียกหมอ”

“ไม่ต้องเลย แค่นี้ไม่ตาย” ผมส่งเสียงอู้อี้กับหมอน มันหอมหัวผมเสียงดังฟอด จูบเน้นๆ ที่หลังคออีกที

“กูแค่เป็นห่วงไง” แล้วมันก็โอบแขนกอดผมไว้ จับผมให้พลิกตัวหงายขึ้นมองหน้ามัน “หน้าซีดๆ เรียกหมอดีกว่ามั้ง”

“ก็มึง...” เล่นเอากูเกือบเช้า

ผมอยากจะโวยวายแบบนั้น แต่ไม่เอาดีกว่า มันเหมือนขุดหลุมฝังตัวเองเปล่าๆ อับอายที่ต้องมานอนซมเพราะเรื่องพรรค์นั้นเหมือนสาวน้อยเพิ่งโดนเปิดซิงครั้งแรก

ไอ้เพจคลี่ยิ้ม ปลายนิ้วอุ่นๆ ของมันเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผมออกแล้วจูบที่หน้าผากผมทีหนึ่ง

“ประชุมเสร็จแล้วจะรีบกลับครับ นอนพักไปนะ” มันมองผมตาหวานเยิ้ม ทำใจผมสั่นไปหมดแล้ว

“เออ รีบไปสักที” แต่ผมก็ยังทำซึ้งหวานแหววแบบที่มันทำกับผมไม่ได้อ่ะ ไม่ได้เขินนะ แค่มันไม่ชิน ไม่รู้ว่าไอ้เพจมันทำได้ไง ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยหรือไงวะ คือ เคยเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน จู่ๆ จะเปลี่ยนสถานะ แล้วมันก็จะหวานได้ทันทีเหมือนกดสวิตช์งั้นเหรอวะ

ผมถอนหายใจ ตอนที่เห็นเพจเดินลงไปชั้นล่างแล้ว ได้ยินเสียงมันทำอะไรกุกกักๆ สักพักก็ได้ยินเสียงประตูและระบบล็อคออโต้

เพจออกไปทำงานแล้ว ส่วนผมต้องลางานวันหนึ่ง จริงๆ ตอนนี้ก็เริ่มไม่ค่อยเจ็บมากแล้ว แต่เมื่อคืนแม่งโครตของโครตเจ็บ ด้วยความที่ผมไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจมาไง ตอนทำคนอื่นก็เห็นเขาฟินกันจัง สงสัยต้องไปขอความรู้จากแฟนเก่าๆ มั่งแล้วล่ะ ไอ้ที่อ่านๆ มาตามเนตก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่เลย ตอนทำจริงมันต้องใช้ความกล้าแบบสุดตัวอ่ะ สำหรับผมน่ะนะ

ผมเผลอหลับไปในระหว่างที่กำลังอ่านวิธีดูแลร่างกายตัวเองบนไอแพดของไอ้เพจ ตื่นมาอีกทีก็สัก 11 โมงได้ เหมือนได้ยินเสียงแม่บ้านมาแล้ว ได้กลิ่นอาหารหอมๆ ด้วย

“คุณทศคะ ดิชั้นเป็นแม่บ้านที่คุณเพจส่งมาดูแลวันนี้นะคะ ชื่อวลัยพร เรียกพรก็ได้ค่ะ”

คุณแม่บ้านขึ้นมาแนะนำตัวกับผม ตอนที่มาทำความสะอาดห้องนอนให้ เธอยิ้มมองผมอย่างเอ็นดู ก่อนจะเข้ามาช่วยประคองให้ลุกขึ้นนั่ง ทำอย่างกับผมเป็นคนท้อง...จะบ้าเรอะ ผมแค่เจ็บก้น

“เดี๋ยวยกอาหารขึ้นมาให้นะคะ”

“อ่า ครับ ขอบคุณครับ” ผมพยักหน้ารับ นั่งรอไม่นานป้าพรก็ยกถาดข้าวต้มร้อนๆ ขึ้นมาให้ เป็นข้าวต้มกุ้ง เพจมันคงสั่งไว้ เพราะผมชอบกินกุ้ง

“อยากได้อะไรเพิ่มอีกก็บอกนะคะ” แล้วป้าพรก็ลงไปชั้นล่าง ให้ผมได้กินข้าวต้มกับน้ำองุ่นของโปรด

พอกินเสร็จมันก็อยากยืดเส้นยืดสาย ผมเลยค่อยๆ ลุก และรู้สึกว่าไม่ได้เจ็บปวดอะไรมากแล้ว เลยเดินลงไปชั้นล่าง เห็นป้าพรทำความสะอาดครัวอยู่ เลยโผล่หน้าไปดู

“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับ”

“ตายแล้วคุณทศ ไม่สบายไม่ใช่เหรอคะ ไม่ต้องลงมาหรอกค่ะ นอนพักดีกว่า” ป้าพรรีบเข้ามาพยุงผม แต่คือ ผมก็ยืนเองได้ง่ะ

“ไม่เป็นไรครับ ผมดีขึ้นแล้ว อยากออกกำลังนิดหน่อย” ผมว่าพลางสะบัดแขนขาให้ดู

“โธ่ งั้นคุณทศนั่งดูทีวีก่อนก็ได้ค่ะ” ป้าพรยิ้มอ่อน คงไม่กล้าใช้ผมทำงานอะไรแน่ๆ ผมเลยไม่สนใจแล้วเข้าไปแย่งช่วยทำความสะอาดครัวเอง “คุณทศ! คุณทศ ไม่เอาค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ให้ผมช่วยนะ แป้ปเดียวก็ได้”

“คุณทศนี่ล่ะก็...งั้นแป้ปเดียวนะคะ ให้ทำนิดเดียว” ป้าพรถอนใจ

“ขอบคุณครับป้าพร” ผมยิ้มกว้าง

พอได้ออกแรงบ้าง ก็รู้สึกตัวเบาขึ้นเยอะ รู้ตัวอีกทีก็เกือบบ่ายสามแล้ว ทั้งห้องสะอาดเอี่ยมเหมือนใหม่ ด้วยฝีมือผมและป้าพร

“คุณทศนี่ดื้อกว่าคุณเพจเยอะเลยนะคะ”

“พูดเหมือนผมเป็นเด็กไปได้ ป้าพรก็...” ผมท้วง พลางยกขวดน้ำขึ้นดื่มดับกระหาย หลังจากทำความสะอาดจนเหงื่อตก

“ก็คุณทศเนี่ย บอกไม่ให้ทำ ก็ยิ่งทำใหญ่เลย คุณเพจนะคะ อยู่ที่บ้านใหญ่ ไม่เคยดื้อเลย คุณท่านวิชิตพูดอะไรก็เชื่อฟังหมดเลย คุณปู่ของคุณเพจน่ะค่ะ”

ผมเพิ่งเคยได้ยินเรื่องที่บ้านของเพจและเรื่องตอนมันเด็กๆ ครั้งแรก เลยสนใจเป็นพิเศษ พอเห็นผมตั้งอกตั้งใจฟัง ป้าพรก็เลยเล่าไปเรื่อยๆ ตามประสาคนช่างคุย

“คุณเพจไปอยู่กับคุณท่านตอนอายุประมาณ 8-9 ขวบได้แล้วล่ะค่ะ น่าสงสารคุณแกนะคะ พ่อแม่แยกกันอยู่ เลยต้องมาอยู่กับปู่ แต่แกเป็นเด็กดีมาก เรียบร้อยมาก ไม่ดื้อไม่ซน อยู่แต่ในห้องตัวเอง ลงมาแค่ตอนกินข้าว กับตอนคุณท่านเรียกหา เหมือนแกเจียมตัวอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ”

เพราะเพจคิดมาตลอดว่าพ่อแม่ไม่เคยต้องการ เลยไม่อยากโดนคนในครอบครัวทิ้งอีกล่ะมั้ง มันเคยเล่าให้ผมฟังบางส่วน ตอนนั้นผมเห็นใจเพจมากนะ คอยดูแลและรับฟังมันตลอด ดูแลมันจนติดเป็นนิสัยและกลายเป็นความรัก

ผมอยากให้เพจรู้ ว่าอย่างน้อยผมก็รักมัน และจะไม่ทิ้งมันไปไหน

อยู่ที่บ้านเพจเป็นเด็กดีจริงๆ แหละ ไม่ว่าปู่หรือพ่อมันจะให้ทำอะไรก็ทำ สั่งให้เรียนคาราเต้มันก็มาเรียนตลอด ไม่เคยขาด ตอนมันป่วยก็ไม่ยอมบอกที่บ้าน ผมนี่แหละต้องคอยดูแลให้ตลอด มันทั้งอดทนและเข้มแข็งมาก ไม่เคยขัดคำสั่งที่บ้านเลยสักครั้ง และตอนนี้ก็ทำงานตัวเป็นเกลียวให้เขาอีก

แต่อย่างน้อย ตอนนี้เพจก็ได้ออกมาใช้ชีวิตของตัวเองบ้างแล้ว

ตี๊ด

เสียงประตูออโต้ล็อคดังขึ้น เพจคงกลับมาแล้ว ผมรีบวิ่งไปดู เห็นเพจบอยเข็นรถมาส่งของให้ด้วย ไอ้เพจแอบไปช้อปมาเหรอเนี่ย

“ซื้ออะไรมาเยอะแยะวะ”

“ของใช้ของมึงไง” มันปลดเนคไทออกแล้วโผเข้ามากอดเอวผมไว้ ผมรีบดันมันออก

“ป้าพรยังอยู่ในห้องนะไอ้ห่า”

“แล้วไงอ่ะ?” ไอ้เพจเบะปากเป็นเด็กประถม จะว่าไป มันดื้อกับผมแค่คนเดียวเลยนี่หว่า นี่มึงรักกูแน่ป่ะเนี่ย

“มันประเจิดประเจ้อไงไอ้ควาย” ผมด่าพร้อมกับเขกหัวมันไปที ป้าพรเดินออกมาต้อนรับไอ้เพจด้วยน้ำเย็นพอดี

ป้าพรอยู่ทำอาหารเย็นให้ผมแล้วก็กลับบ้านใหญ่ไป ตอนนี้เลยเหลือแค่ผมกับเพจในห้องสองคนเหมือนเดิม มันก็เข้ามานัวเนียตามปกติ ก่อนหน้านี้ที่ยังเป็นเพื่อนก็ชอบทำแบบนี้อยู่แล้ว

“ฮึ่ย” ผมผลักหัวมันที่จ้องแต่จะงับคองับหู “รำคาญ คนจะดูหนัง”

“มาดูหนังสดกับกูดีกว่าน่า” มันว่าพลางดูดคอผมดังจ๊วบๆ แต่หน้าผมนี่มีอารมณ์มาก...ประชดนะครับ

“มึงจะหื่นมากไปมั้ยวะ ไม่ได้ทำมาเป็นปีแล้วรึไง”

“กับมึงเพิ่งเคยได้ทำไง แล้วก็ติดใจมากด้วย” มันแสยะยิ้มอย่างกับตัวร้าย จับหน้าผมให้หันไปรับจูบ ผมก็ยอมให้มันจูบไป แต่ตายังดูหนังอยู่ “อ้าปากหน่อยสิวะทศ”

ผมพ่นลมหายใจติดรำคาญ แต่ก็เผยอปากให้มันแลกลิ้น ตายังดูหนังต่อไป คือกำลังจะพีคแล้ว อีกเดี๋ยวไอ้เด็กนั่นจะโดนกระซวกพุงแล้ว

ส่วนผมเนี่ย กำลังจะโดน...

“เพจ บอกว่าจะดูหนังไง!” ผมโวยวายตอนที่มันอุ้มผมขึ้นนั่งคร่อมบนตักมัน หนังกำลังมันอยู่เลยเชียว อยากรู้ว่าคนต่อไปจะเอาตัวรอดยังไง ไอ้เวรเอ๊ยยยย แล้วกางเกงกูหายไปไหนวะ!?

ไอ้เพจไม่พูดไม่จา มันกัดหัวนมผมแล้วสอดนิ้วเข้าไปในร่องก้นพร้อมกัน รู้สึกลื่นๆ เย็นๆ มันหยิบเจลมาตอนไหนวะ ผมดิ้นขลุกขลัก แต่หนีไม่รอด เพราะรู้สึกร้อนวาบข้างในแล้ว

“อ่ะ เพจ...อย่าเพิ่ง...” ผมขยับตัวอย่างยากลำบาก เพราะมันสอดใส่แล้ว ช่องทางของผมร้อนและคับแน่นไปหมด ของไอ้เพจใหญ่ไม่สมตัวมันเลยสักนิด

“ยังเจ็บอยู่มั้ยวะ”

“ไม่ถามพรุ่งนี้เลยล่ะ สัส” ผมสบถ ทำไปแล้วยังมีหน้ามาถามว่ากูเจ็บมั้ย น่าต่อยสักเปรี้ยง แต่ไม่ทันได้ง้างหมัด ก็ต้องรีบคว้าคอมันไว้ เมื่อไอ้เพจเสือกทะลึ่งลุกขึ้นยืน ทั้งที่อุ้มผมอยู่ “มะ มึงงงง ไม่เอา กูกลัวตก” สองขาผมเกี่ยวเอวมันแน่น

“ไปที่เตียงดีกว่า” ไอ้เพจหอมแก้มผมแล้วอุ้มท่านั้นไปที่เตียงในห้องนอนเล็กชั้นล่างที่อยู่ใกล้ที่สุด ตอนมันเดินก็เสียดสีจนผมสะดุ้งหยิกมันไปหลายรอบ

พอวางผมลงบนเตียงปุ๊บ มันก็จูบแลกลิ้นกับผมอีกรอบ พลางค่อยๆ ขยับตัว มือข้างหนึ่งช่วยสาวลูกชายของผม อีกข้างจับขาผมให้ยกขึ้นพาดบ่าของมันไว้ มันยกยิ้มสบตากับผมนิ่งๆ แต่เอวซอยถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนผมตัวโยกคลอน เสียงเตียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด

“กูชอบตอนที่มึงทำหน้าแบบนี้ที่สุด” มันว่าพลางก้มลงจูบผมซ้ำๆ อย่างโหยหา ผมไม่รู้หรอกว่ากำลังทำหน้าแบบไหนอยู่ รู้แค่โคตรเสียว และใกล้ถึงแล้วด้วย

“เพจ...อ่ะ เร็วอีก จะออกแล้ว” ผมครางลั่น กอดคอมันไว้แน่น ขาของผมเหมือนไร้เรี่ยวแรงต้องปล่อยให้เพจช่วยยกไว้สูงๆ แล้วกระแทกตัวเข้าใส่เน้นๆ ย้ำๆ ไม่นานผมก็ปลดปล่อยในฝ่ามือร้อนๆ นั่น

แต่เหมือนเพจจะยังไม่เสร็จ มันไซร้คอผม ดูดบ้างกัดบ้าง สะโพกกระแทกลงมาเรื่อยๆ จนตัวผมสะท้านไหว ก่อนที่มันจะจับผมพลิกหันหลัง ยกสะโพกผมขึ้นแล้วกระทุ้งต่ออีกหลายยกกว่ามันจะเกร็งตัวปล่อยลูกๆ ของมันใส่ตัวผม ผมเพิ่งได้สติตอนที่ของเหลวพวกนั้นไหลย้อนออกมาตามง่ามขา

“อะ ไอ้เหี้ยเพจ! มึงไม่ใส่ถุง!” ก็ว่ามันร้อนๆ กว่าครั้งก่อน ผมพลิกตัวหันไปด่ามัน “ทำไมทำเหี้ยๆ แบบนี้ อุ๊บ”

มันไม่ยอมให้ผมโวยวายต่อ ประกบจูบปิดปากสอดลิ้นร้อนคว้านทั่วโพรงปากของผม ผมครางอือในคอ เพจคว้ามือผมที่จิกไหล่มันไว้ แล้วกดลงกับเตียง ไล่ต้อนผมด้วยรสจูบร้อนเร่าจนตัวผมอ่อนยวบ และเริ่มขยับข้างล่างอีกรอบ

“เพจ...ถุงยาง...ใส่ด้วยสิโว้ย” พอมันละปากออกไป ผมก็โวยต่อ มันก็กดจูบลงมาอีก ตะครุบปากผมแนบแน่น ก่อนจะผละออกมาพร้อมคำขู่ที่ทำให้ผมขนลุกเกรียวกราว

“พูดมากฉิบหายเลยมึงอ่ะ ถ้าพูดอีกกูจะเอายันเที่ยงพรุ่งนี้เลย”

แต่ผมก็อดโวยไม่ได้อยู่ดีอ่ะ “ไอ้ ไอ้เหี้ยเพจ! กูไม่ใช่ตุ๊กตายางนะเว้ย!” และพอผมยังโวยวายไม่เลิกรา มันก็ยกยิ้มมุมปาก

“โอเค กูจัดให้”

******

สภาพผมคงเหมือนโดนรุมโทรม หัวเหอยุ่งเหยิง ปากเยิน หน้ายับ รอยแดงช้ำเป็นจ้ำๆ เต็มตัว แถมยังมีคราบน้ำคาวของไอ้ตัวดีเลอะเต็มขา ยังดีที่มันทำจริงถึงแค่เช้า ไม่ยันเที่ยงตามที่ขู่

“หึหึ ลุกไหวมั้ยครับที่รัก”

ผมยกแขนขึ้นปัดไอ้ตัวดีที่มากระซิบเยาะเย้ยข้างหู มันแต่งตัวเตรียมไปทำงานแล้ว ส่วนผม คงต้องลาอีกวัน ดีที่หาคนมาเปลี่ยนแทนได้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นคงเดือดร้อนพี่ๆ เขาน่าดู

“อย่าลืมล้างให้สะอาดนะ บอกจะทำให้ก็ไม่เอา เหนอะหนะไปหมดเนี่ย” มันเอานิ้วมาปาดร่องก้นผมที่นอนคว่ำอยู่ ผมสะดุ้งรีบพลิกตัวขึ้นหันไปทุบมันสักที

“เพราะมึงไม่ยอมใส่ถุงยางไง ไอ้ควาย” โมโห หมั่นไส้ ถีบแม่งรัวๆ เลย

“โอ๊ยๆ เจ็บๆ พอแล้วทศ กูสำนึกผิดแล้วครับ” มันยกแขนขึ้นป้องกันเท้าของผม แต่เสือกหัวเราะสนุกสนาน ไม่ได้ดูสำนึกผิดจริงๆ เลยสักนิด

“มันสกปรกๆๆๆ รู้มั้ย คราวหลังไม่ใส่กูไม่ให้ทำแล้ว” ผมทุบมันทิ้งท้าย แล้วทิ้งตัวลงนอนต่อ

“ครับๆ เข้าใจแล้ว” ไอ้เพจทำเสียงอ่อน ตามมากอดผมที่นอนตะแคงหันหลังให้ มันจูบเบาๆ แถวต้นคอแล้วผละออกไป “กูไปทำงานก่อนนะ แล้วจะรีบกลับ”

พอมันออกไปแล้ว ผมก็นอนต่อสักพักก่อนลุกไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย เพราะทนเหนอะหนะไม่ไหว ทำเองก็ลำบากหน่อย แต่ที่ไม่ให้มันช่วย เพราะกลัวมันจะไม่ได้ไปทำงานไง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: I cannot understand you... [drama 18+] 7 soon
« ตอบ #9 เมื่อ: 17-09-2020 09:14:18 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 7 <17/09/21>
«ตอบ #10 เมื่อ17-09-2020 17:01:27 »

8
Page’s part
ในที่สุดผมก็เข้าใจตัวเอง ที่ผ่านมาผมสับสนและไม่รู้ตัว แต่พอใช้หัวใจมากกว่าสมอง ผมก็รู้ว่าผมรักทศมากแค่ไหน ยิ่งตอนที่เห็นเขาไปกับเอเธนส์ ผมร้อนรนเหมือนคนบ้า กลัวว่าพวกเขาจะคบกันแล้วทิ้งผมไป ก็ไอ้หมอนั่นมันน่ารักกว่าผมเป็นไหนๆ ไอ้ทศเป็นเกย์ก็จริง แต่เขาไม่ได้ออกสาว ไม่ได้ชอบแมนๆ ล่ำๆ ผมกลัวว่าจะแพ้ไอ้หน้าอ่อนนั่นจริงๆ ก็เลยเข้าไปขัดขวางทางรักของพวกเขา เรียกร้องความสนใจจากทศทุกวิถีทาง และมันก็ได้ผล แค่เห็นผมสั่งเหล้าเยอะ ทำท่าจะเมาแอ๋ เขาก็รีบพาผมกลับบ้านแล้ว เขาเป็นห่วงผมมาตลอด และไม่มีวันเปลี่ยน

แล้วผมก็ได้คบกับเขา ได้เป็นแฟนกัน ในคืนนั้นเลย

“บอสคะ ท่านประทานเรียกค่ะ” เลขาฯ ของผมที่ประจำที่สำนักงานใหญ่เพื่อดูแลงานในบริษัทแทนผม ในระหว่างที่ผมต้องไปตรวจตราร้านอาหารต่างๆ เดินเข้ามาบอก ผมพยักหน้ารับก่อนจะสวมสูทและเดินตามเธอออกไป

ในบริษัทนี้ ผมมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารรองจากปู่กับพ่อที่เป็นรองประธาน พนักงานทุกคนมักจะเกรงใจผมมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว แม้ผมจะพยายามยิ้มแย้มให้เป็นกันเอง ต่างจากพนักงานตามร้านอาหารสาขาที่ผมดูแล พวกนั้นจะค่อนข้างสนิทกับผมมากกว่า แม้จะไม่ได้สนิทขนาดเล่นหัวเหมือนเพื่อน แต่ก็ไม่เกร็งเวลาเจอผม แถมยังยิ้มให้ ทักทายอย่างเป็นปกติ มีแซวบ้านเวลาพาไอ้ทศไปกินข้าว ไม่ใช่สะดุ้งเวลาเจอหน้าแบบพนักงานในบริษัท

หรือหน้าผมจะดุไป? แต่ผมยิ้มแล้วนะ

ผมมองตัวเองในกระจกตอนเดินผ่านไปห้องท่านประธาน ยกยิ้มนิดๆ ให้ตัวเอง เพื่อจะดูว่าหน้าผมไม่ได้ดุ อืม...ก็ไม่ดุนะ ออกจะหล่อขนาดนี้ ผมว่าเวลาผมยิ้มนี่คือเฟรนลี่สุดไรสุด

แต่ไอ้ทศก็ไม่ค่อยชอบให้ผมยิ้มเหมือนกัน หรือผมจะยิ้มไม่สวยวะ?

ก๊อกๆ

ผมเคาะประตูเป็นสัญญาณ และพอได้ยินคำอนุญาต ก็เปิดประตูเดินเข้าไป ปู่ของผมนั่งอยู่บนโซฟา ไม่ใช่ที่โต๊ะทำงาน ผมเลยตรงไปหาท่าน และนั่งลงเมื่อท่านผายมือเชิญ

“มีอะไรครับคุณปู่”

“พ่อแกจะทำโครงการใหม่ แถวทองหล่อ” ปู่เป็นคนที่ไม่เคยอารัมภบท มีอะไรก็พูดเลยอย่างฉะฉาน

“ครับ ผมทราบแล้ว” ก็เพิ่งมาประชุมเรื่องนี้ไป พ่อแจ้งว่าจะสร้างคอนโดใหม่แถวนั้น ราคาน่าจะราวๆ 1,250 ล้าน

“ฉันจะให้แกรับผิดชอบโครงการนี้ด้วย ลองออกแบบฟาซิลิตี้และลงรายละเอียดเกี่ยวกับแต่ละยูนิตมา”

“ผมอยากเสนอให้ทำคอนโดที่เลี้ยงสัตว์ได้ครับ มีพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละประเภท ระเบียงแต่ละห้องไม่ติดกัน เพื่อจะได้เลี้ยงนกได้ด้วย”

“อืม” ปู่เกาเคราอย่างครุ่นคิด “ก็น่าสนใจดี สมัยนี้คนอยู่คอนโดหรูๆ ก็อาจจะอยากเลี้ยงสัตว์”

“ทุกชั้นระดับเพนเฮ้าส์ ในราคาพอจับต้องได้”

“เหมือนห้องที่แกอยู่น่ะเหรอ”

“ครับ” ใช่แล้วครับ คอนโดที่ผมอยู่ตอนนี้ก็เป็นของที่บ้านนี่แหละ ปู่ยกให้ผมเป็นของขวัญหลังเรียนจบปริญญาโท เพื่อผมจะได้กลับมาอยู่ที่ไทยและช่วยงานกิจการของครอบครัว แต่อีกไม่นาน น้องชายคนละแม่ของผมก็คงจะเรียนจบและมาช่วยงานเหมือนกัน

“แล้วเรื่องร้านเป็นยังไงมั่ง” ปู่หยิบเอกสารขึ้นมาอ่าน “กำไรดีเหมือนกันนี่ แต่สาขานี้...น่าจะต้องปรับปรุง”

“ผมเช็คมาแล้วครับ เหมือนจะมีคนรีวิวเรื่องความสะอาด ผมจะไปย้ำเรื่องนี้กับพนักงานอีกที”

“ดีๆ แกทำงานละเอียดรอบคอบแบบนี้ ฉันก็วางใจ ไว้จะให้ช่วยสอนงานเจ้าพลด้วย” ปู่พูดถึงน้องชายต่างแม่ของผม พีรพล ปีหน้าน่าจะเรียนจบและออกมาช่วยงานเต็มตัว ช่วงนี้คงส่งมาฝึกงานกับผมก่อน

“ครับ” ผมรับปากสั้นๆ เรื่องงานน่าจะหมดแค่นี้ แต่ปู่ก็ยังไม่บอกให้ผมกลับไปทำงานต่อ บ่ายนี้ผมกะจะไปสุ่มตรวจร้านสักสองสามแห่งแล้วกลับไปหาทศ เลยรออย่างใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่ปู่จะหมดธุระกับผม

แล้วปู่ก็มองหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยปาก “ได้ข่าวว่าแกมีแฟนแล้ว”

“ครับ?” ผมเลิกคิ้ว แล้วรีบปรับสีหน้าเป็นปกติ “ใช่ครับ”

เพิ่งคบกันเองนะ ปู่รู้ได้ไงวะเนี่ย

“ไม่คิดจะมีทายาทให้พวกฉันจริงๆ เหรอเพจ” น้ำเสียงของท่านราบเรียบ ไม่ได้มีแววตำหนิหรือไม่พอใจ พวกปู่รู้ว่าผมเป็นเกย์ ตั้งแต่ตอนอยู่ที่อังกฤษแล้ว พ่อเคยไปเยี่ยมผมครั้งหนึ่งกับลูกๆ ของพ่อ จริงๆ แค่ไปเที่ยวกันนั่นแหละ แล้วดันไปเจอผมกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้า เจอเฉยๆ ไม่เท่าไหร่ แต่เจอตอนกำลังจูบกันข้างทางเนี่ยสิ

“ผมรักเขาครับ แต่เขาคงมีลูกให้ไม่ได้”

“ฉันก็รู้” ปู่ถอนหายใจเบาๆ “พามาให้เจอบ้าง ฉันอยากรู้จักผู้ชายที่แกกล้าพูดว่ารัก”

ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก็จริงของปู่ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยพูดคำนี้เลย มีแค่บอกว่าคบๆ เล่นๆ แล้วก็เลิก ยังดีที่ผมมีน้องชายไง ถึงผมจะเป็นแบบนี้ พ่อกับปู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่ผมทำงานให้ดีก็พอแล้ว

ผมตอบรับคำปู่ แล้วขอตัวไปทำงานต่อ ระหว่างทางกลับห้องก็ครุ่นคิด คือทศมันเคยไปบ้านผมอยู่แล้ว รู้จักพ่อกับปู่อยู่แล้ว แต่พวกท่านก็คิดว่าเราเป็นเพื่อนกันแค่นั้นไง ถ้ารู้ว่าผมได้มันเป็นแฟนแล้ว ไม่รู้จะทำหน้าแบบไหน

“พี่เพจ ตรงนี้ดูยังไงนะครับ” หลังจากที่เข้าไปคุยกับปู่ผ่านมาสองวัน เจ้าพลก็มาช่วยงานผมตามคำสั่งของปู่ มันเป็นเด็กว่าง่าย ใครๆ ก็บอกว่าเหมือนผม

“ฉันจะสอนวิธีจำง่ายๆ ให้” ผมขีดๆ เขียนๆ ลงบนเอกสารตัวอย่างที่ให้น้องลองทำ อธิบายรายละเอียดและวิธีใช้งานสั้นๆ ง่ายๆ ให้พล น้องมันเรียนรู้เร็วเหมือนกัน สมเป็นเด็กยุค 5G

“โห เข้าใจง่ายกว่าเดิมเยอะเลย ขอบคุณครับ” พลยิ้มพลางหดคอนิดๆ เพราะผมลงน้ำหนักที่ฝ่ามือตอนลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู อายุเราห่างกันเป็นสิบปี แถมเคยเจอแค่ตอนมันเกิด ก่อนผมจะย้ายไปอยู่อังกฤษ แต่พอกลับมา พวกน้องๆ ก็ดูจะต้อนรับผมเป็นอย่างดี พลต้องช่วยงานผมจนกว่าจะเริ่มบริหารได้เอง พ่อบอกจะแบ่งร้านส่วนต่างจังหวัดให้น้องรับผิดชอบแทนผม งานผมจะได้อยู่ในบริษัทมากขึ้น เพราะตำแหน่งรองประธานคนต่อไปคือผม

ส่วนน้องสาวอีกคนยังอยู่ม.ปลาย รายนั้นออกจะห้าวๆ เหมือนผู้ชาย ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน

“เย็นนี้พี่เพจแวะเข้าร้านที่ทองหล่อมั้ย พลอยากตามไปดูด้วย” พลเปิดประตูเข้ามาหาผมในช่วงบ่าย วันนี้ผมว่าจะเข้าร้านเดียว เพราะนัดทศไว้ที่นั่น

“เอ่อ ก็...เข้าแหละ” ผมกระอักกระอ่วนนิดหน่อย เพราะมีนัด แต่น้องดันอยากตามไปดูการทำงาน

“งั้นพลติดรถไปด้วยนะครับ” พลยิ้มหวานให้ผม ผมเลยไม่รู้จะปฏิเสธยังไง จึงพยักหน้าเออออไป ช่างมันเหอะ ยังไงมันก็รู้ว่าผมเป็นเกย์อยู่แล้ว แค่ให้เจอแฟนผมคงไม่เป็นไร

สี่โมงเย็น ผมเตรียมตัวออกไปที่ร้านแถวทองหล่อ กะว่าจะแวะดูโครงการใหม่ของพ่อนิดหน่อยก่อนด้วย พลมารอผมที่หน้าห้องแล้ว ตอนที่ผมเดินออกมา

“ตื่นเต้นจังเลยพี่เพจ พลจะทำงานแบบพี่ได้มั้ยนะ” พลคาดเข็มขัดไปคุยไป แววตาของมันเป็นประกายสดใสเสมอ ต่างจากผมที่ดูหม่นหมองมาตลอด ยกเว้นแค่ตอนอยู่กับทศ ที่ผมจะร่าเริงขึ้นมาได้

“ได้ดิ” ผมว่าพลางสตาร์ทรถ “เปิดเพลงนะ เก่าหน่อย”

“ได้เลยพี่ พลชอบฟังเพลงเก่าๆ นะ” เจ้าพลยิ้มร่า

“งั้นพี่ให้เลือก” ผมโบ้ยให้น้องกดเลือกเพลง จะได้ขับรถ

พลจดๆ จ้องๆ เครื่องเล่นเพลงในรถอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วมันก็กดเลือกเพลงหนึ่งขึ้นมา เสียงดนตรีคุ้นหูทำให้ผมอดฮัมเพลงตามไม่ได้

มันเลือกเพลงเก่ามากจริงๆ แล้วก็โดนใจมากด้วย รสนิยมเดียวกันเลยแฮะ

ผมจอดรถเสร็จ ก็เดินนำพลเข้าไปในร้าน ทักทายพนักงานทุกคนอย่างเป็นกันเอง จนพลมันทำหน้างง ว่าต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ แต่มันก็ยอมทำตามผม ยกมือไหว้พี่เขาทุกคนตามที่ผมแนะนำ จนมีพนักงานคนหนึ่งมาแจ้งผมว่า

“คุณทศรออยู่ในห้องแล้วค่ะ”

ผมยิ้มกว้างออกมาทันที “ขอบคุณครับ” แล้วก็หันไปหาเจ้าพล “ไปเรียนรู้งานในร้านที่คุณตาลนะ ฝากน้องผมทีนะครับ”

คุณตาลรับคำและพาเจ้าพลไปดูงานหลังร้าน ส่วนผมรีบไปหาทศที่มารออยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่ชั้นสอง

“ทศศศศศ” เวลาอยู่กับเขา ผมมักจะเสียอาการแบบนี้ทุกที ทั้งที่พยายามเก๊กเท่ตลอด แต่ผมอยากอ้อนเขา พอโผเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยง ทศก็ตีแขนผม

“เบาหน่อยเว้ย กูยังปวดตัวอยู่นะ” ผมคงหนักมือไปหน่อย ทศเลยเบ้หน้า ช่วงนี้ผมจัดหนักให้เขาตลอด ก็คนมันอัดอั้นมานาน “ขนาดออกกำลังตลอด ยังแทบตาย เป็นคนอื่นคงกระดูกหักคาเตียงตายห่าไปแล้ว ไอ้ซาดิสม์” เขาหยิกจมูกผม

“อูยยย”

“วันนี้มีอะไรให้กินล่ะ ถึงได้นัดออกมาถึงนี่” แล้วเขาก็เปลี่ยนมาใช้มือสองข้างขยี้ๆ ข้างๆ หัวของผมพลางหัวเราะ “หัวยุ่งๆ แบบนี้ค่อยเหมาะกับมึงหน่อย”

ผมอมยิ้ม โอบเอวเขารั้งเข้าหาตัว โน้มใบหน้าลงเล็กน้อยเพื่อจะจูบ แต่...

“พี่เพจ...อ่า เอ่อ ขอโทษทีครับ” เจ้าพลมันโผล่มาตอนปากเกือบจะแตะกันพอดี ดูก็รู้ว่าผมกำลังจะทำอะไร มันเลยรีบขอโทษขอโพย แล้วปิดประตูดังปัง

ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆ เพราะทศผลักผมออกแล้วเดินหนีไปอีกมุมซะงั้น

“วันนี้กูพาน้องมาดูงานว่ะ เดี๋ยวแนะนำให้รู้จัก” ผมอธิบาย “ลูกแม่เลี้ยงกูไง”

“เออ” ทศพยักหน้าว่ารู้เรื่อง ผมเลยดึงมือมันมาจูบแทนปาก แล้วพาออกจากห้อง เจ้าพลยืนรออยู่หน้าห้องพอดี

“พล นี่พี่ทศ แฟนพี่” ผมเข้าเรื่องทันที ไหนๆ ก็เห็นอยู่ว่าจะจูบกัน “ส่วนนี่พล น้องกูเอง”

ทศยิ้มให้พล ส่วนเจ้าพลก็หน้าตาเลิกลั่ก รีบยิ้มตอบพร้อมยกมือไหว้สวัสดีอย่างนอบน้อม ทศเลยยกมือขึ้นรับไหว้มันแทบไม่ทัน

“จริงๆ ปู่ก็บอกให้กูพามึงไปเจอในฐานะแฟนนะ แต่ยังไม่มีโอกาส” เจ้าพลกลับไปคุยกับพวกพนักงานต่อ ส่วนผมพาทศไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะด้านในสุด โต๊ะประจำของพวกเรา

“อือ” ทศเคี้ยวไปครางรับในคอไปว่าฟังอยู่ “ปู่มึงรับได้เหรอวะ”

“ไม่ได้ก็ต้องได้ กูเรียนจบอย่างที่เขาหวัง ทำงานให้แล้ว และกูขอใช้ชีวิตของกูบ้าง ทำไมเขาจะไม่ให้”

“แต่เหมือนน้องมึง ตกใจน่าดูนะ”

อ่า...ผมนิ่งไป นึกถึงตอนที่พลมองทศอย่างประหม่า พวกมันเพิ่งเคยเจอกันไง เจ้าพลก็พอรู้ว่าผมชอบผู้ชาย แค่ไม่เคยเห็นผมพาผู้ชายคนไหนไปที่บ้านปู่หรือบ้านพ่อ ไม่เคยประกาศว่าใครเป็นแฟนเลยสักครั้ง

ทศดื่มน้ำไปครึ่งแก้ว แล้ววางลงบนโต๊ะ เขากอดอกมองผมนิ่งๆ ไม่ได้พูดอะไรอยู่นาน จนพลออกมาจากหลังร้าน

“น้องมึงไม่กินข้าวเหรอ จะสี่ทุ่มอยู่แล้ว” ปกติร้านของเราจะปิด 3 ทุ่ม แต่ร้านสาขาทองหล่อนี้พิเศษ เพราะหลังสี่ทุ่มไป จะกลายเป็นบาร์ พวกพนักงานกะดึกเริ่มทยอยมากันแล้ว พร้อมกับพวกนักดนตรี

“เดี๋ยวหิวมันก็หากินเองแหละ” ผมว่า “พล กลับแท็กซี่ได้มั้ย เดี๋ยวพี่จะกลับกับพี่ทศแล้ว”

พลทำหน้าเจื่อนๆ แต่มันก็ฝืนยิ้มแล้วยกนิ้วโอเคมาให้ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคิดยังไงกับการที่มีพี่ชายเป็นเกย์ แต่ผมไม่อยากสนใจมาก ก็แค่น้องคนละแม่ ถ้ามันแยกแยะเป็นและไม่กระทบเรื่องงานก็โอเค

แต่ผมอาจจะคิดผิดไปนิดหน่อยมั้ง

วันต่อมา ผมไปทำงานตามปกติ เจอหน้ากันพลมันก็ยังยิ้มทักเหมือนเดิม เข้ามาให้ผมสอนงาน ไม่ได้ถามเรื่องส่วนตัวอะไร ทุกอย่างเหมือนเป็นปกติดีมาก ไม่มีเรื่องที่ผมต้องกังวลเลย

แต่ตอนบ่ายวันนั้น ผมกำลังสอนงานพลเหมือนเดิม และมันมีเอกสารบางส่วนที่ต้องรื้อออกจากตู้ในห้องเก็บของ ผมกับพลเลยไปด้วยกัน

เราสองพี่น้องช่วยกันหาเอกสารในห้องเก็บของกันสองคน ในนี้ค่อนข้างเย็นจัดและเงียบมาก แค่เสียงลมหายใจก็ดังชัดเจนแล้ว

“เจอแล้วๆ พี่เพจ” พลร้องบอกเมื่อเจอเอกสารที่หาในชั้น มันพยายามงัดออกมา แต่เพราะมันเบียดกันแน่นตู้มากไป เลยดึงออกยาก แถมเล่มก็เก่ามาก ถ้าดึงไม่ระวังจะหลุดเอาได้ ผมเลยเดินไปช่วยดึง

และพอมือของผมแตะไปโดนมือมันเข้า พลมันก็รีบชักออกทันทีด้วยความตกใจ

ผมเองก็ตกใจเหมือนกันแหละ จู่ๆ ก็ดึงมือออก เกือบสะบัดโดนหน้าผมแล้ว

“ขะ ขอโทษพี่เพจ เดี๋ยวพลไปรอข้างนอกนะ” แล้วมันก็รีบวิ่งออกไป ทิ้งผมให้เก็บเอกสารที่หล่นพื้นขึ้นมาเอง

ก็เข้าใจแหละ ว่ามันคงอึดอัดกับรสนิยมของผม อาจจะ...กลัว แต่ผมเป็นเกย์นะ ไม่ใช่โรคติดต่อ คงต้องคุยกัน จะได้หายข้องใจกันไป แต่ไว้คราวหลังแล้วกัน

ผมเดินออกมาเจอพลรออยู่หน้าห้อง มันหันมามองผมอย่างรู้สึกผิดทั้งสีหน้าและท่าทาง แต่ผมก็ยิ้มให้มัน ยกแฟ้มเอกสารตีหัวมันเบาๆ

“มาทำงานต่อได้แล้ว”

พลเงยหน้ามองผมด้วยสีหน้าที่ยังไม่ดีขึ้นมากนัก แต่มันก็ยิ้มน้อยๆ แล้วเดินตามผมเข้าไปในห้องทำงาน กลับมาตั้งใจทำงานได้ตามปกติ ถือว่าแยกแยะได้ระดับหนึ่ง แต่อย่างว่านะ ผู้ชายปกติบางคนกว่าจะยอมรับและอยู่ร่วมกับคนที่ชอบผู้ชายด้วยกันอย่างผมได้ อาจจะใช้เวลาสักหน่อย

ขนาดตอนอยู่ที่อังกฤษ ก็ยังมีพวกเหยียดบางกลุ่มมาคอยหาเรื่องผมเลย แต่เพื่อนที่เป็นเกย์เหมือนกันก็คอยช่วยเหลือผมไว้ คนอื่นที่ดีกับผมโดยไม่สนใจเรื่องรสนิยมของผมก็เยอะอยู่ แต่คนอคติมันมีทุกที่ในโลกครับ อย่างน้อยผมก็รู้ว่าพลไม่ได้รังเกียจหรืออคติกับผม หรือเกย์ แค่มันอาจจะยังปรับตัวไม่ทันเท่านั้น

“คุณคิรากรคะ มีสายมาจากต่างประเทศค่ะ”

ผมหันไปมองคุณทิวา เลขาฯคนสวย แต่ก็อายุมากกว่าผมเกิน 10 ปีอ่ะนะ เจ้าพลหันตามเหมือนลูกหมา

“ใครครับ?” ผมว่าผมไม่มีธุรกิจที่ต่างประเทศนะ ยังไม่ไปไกลขนาดนั้น

“เขาบอกว่า เอ่อ อะไรแองเจิ้ลๆ นี่ล่ะค่ะ”

ผมชะงัก เจ้าพลมองผมด้วยสีหน้าสงสัย ส่วนคุณทิวาก็ต่อสายให้ผมทันที

Fallen Angel

เป็นชื่อเล่นของผมที่คนคนหนึ่งตั้งให้ตอนอยู่ที่อังกฤษ และมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่เรียกผมแบบนี้

ผมกดรับสายและเดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัว ทิ้งเจ้าพลให้นั่งงงอยู่ที่เดิมไปก่อน

“Hi…Bryn” ผมกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ที่แนบหูอยู่ แปลกใจนิดหน่อยที่เขาติดต่อมาที่บริษัทได้ถูก

[Hello my fallen angel] เสียงทุ้มต่ำดังผ่านมาจากปลายสาย เป็นเสียงของเขาจริงๆ

ไบรอัน

[Page]

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 8 <17/09/21> up
«ตอบ #11 เมื่อ17-09-2020 18:27:00 »

9 page's part

[I come to Bangkok yesterday and I miss you so much…maybe I miss your hardcore sex too haha]


ผมนิ่งเงียบกับคำพูดเหมือนจะติดตลกของเขา ไบรอันกับผมเคยเรียนปริญญาโทด้วยกันตอนอยู่ที่อังกฤษ และเราก็เหมือนจะคบๆ กันอยู่สักพักแหละ ประมาณเซ็กส์เฟรนส์ อะไรแบบนั้นน่ะ มันมาทำงานที่ไทยเมื่อสองปีก่อน ก่อนหน้าที่ผมจะกลับมา แต่อยู่ต่างจังหวัด แถวชลบุรีหรือไงเนี่ย และเราก็ไม่เคยติดต่อกันเลย คุณทิวาคงตกใจที่รับสายคนต่างชาติ เลยลืมดูว่ามันไม่ได้โทรจากนอกประเทศ

“umm what should I do for you?” ผมถามเสียงเรียบ ไม่ขำไปกับเขา แต่เดี๋ยวนะ มันมากรุงเทพฯ มาทำอะไรวะ

[Don’t you miss me? Hmm oh you have a boyfriend right?]

ผมถอนหายใจ “เออ มีแล้ว มีธุระอะไรตกลง”

[โหยยย ทำไมเสียงแข็งจังเลยมายแองเจิ้ล ฉันแค่คิดถึงไง นี่ไปหาเบอร์นายมาจากพวกเพื่อนเก่าในยูเลยนะ แต่ได้มาแค่เบอร์บริษัทนายเอง ไม่คิดถึงเราจริงๆ เหรอ]

มันใช้คำว่า US บ่งบอกว่าหมายถึงเรื่องระหว่างเรา

“ขอโทษนะไบรอัน แต่ฉันมีแฟนแล้ว ไม่มีคำว่าเราอะไรทั้งนั้น”

[You’re so mean!! Haha I’m kidding ล้อเล่นๆ น่า ไม่โมโหนะแองเจิ้ล จุ๊บๆ]

“ถ้าไม่มีธุระ ฉันวางนะ”

[Wait! Wait! มีสิ ออกมาเจอกันหน่อยได้มั้ย ตอนนี้ฉันอยู่ เอ่อ ที่...] แล้วมันก็บอกตำแหน่งที่พักมาให้ ขอไลน์ผมไปด้วย เพื่อจะได้แชร์โลให้ ขนาดทศผมยังไม่เคยให้เฟสบุ๊คหรือไลน์กับเขาเลย เพราะผมมีเบอร์เขาอยู่แล้ว และเราก็อยู่ด้วยกัน ผมเลยคิดว่ามันไม่จำเป็น

ที่จริงผมไม่ควรตอบรับคำชวนของไบรอันเลย ผมรู้ดี แต่ยังไงมันก็เป็นเพื่อนเก่า จะทิ้งมันให้เคว้งคนเดียวในเมืองหลวงก็สงสาร

“โทษทีว่ะทศ คืนนี้กูอาจจะไม่ได้กลับห้องนะ พอดีมีเพื่อนมาหา” ผมโทรบอกทศในเย็นวันนั้น ระหว่างเดินทางไปหาไบรอัน ผมบอกว่าเป็นแค่เพื่อนก็พอมั้ง ยังไงก็ไม่เคยเป็นอะไรกับมันสักหน่อย ก็แค่สนุกๆ ด้วยกันชั่วครั้งชั่วคราว

[เออ งั้นกูกลับไปนอนบ้านดีกว่า] เสียงของทศฟังดูปกติดี ไม่มีวี่แววว่าเขาจะงอนอะไรตรงไหน

“งั้นไว้พรุ่งนี้กูจะพามึงไปกินของอร่อยๆ นะ ล้างท้องรอเลย บุฟๆ” ผมเอาอาหารมาล่อทศ เขาชอบกินอาหารทะเล โดยเฉพาะกุ้ง เลยว่าจะพาไปกินบุฟเฟต์อาหารทะเลสักหน่อย

[เออ] ห้วนสั้นเหมือนเดิม คุณทศวรรษ แล้วเขาก็กดวางสายไป

ผมอมยิ้มมองรูปเขาในสมาร์ทโฟน แม่งน่ารักตลอด แค่ได้ยินเสียงผมก็มีความสุขแล้ว

“My Angelllll” เปิดประตูมาเจอหน้าผมปุ๊บ ไบรอันก็โผเข้ามากอดรัดเสียแน่น มันทำท่าจะจูบด้วย แต่ผมเบรคไว้ทัน มันทำหน้ามุ่ย

“อะไรกัน แค่ทักทายเอง”

“แค่กอดก็พอมั้ง”

“เย็นชา ใจร้าย”

“เออ จะด่าอะไรก็เรื่องของมึงเหอะ” อันนี้ผมพูดเป็นภาษาไทยครับ และมันฟังพอออก เลยยิ่งเบะปากใหญ่

แล้วไบรอันก็ยิ้มหวานเข้ามากอดแขนผมแน่น ลากผมไปที่เตียง อย่าไปคิดภาพว่ามันเป็นฝรั่งตัวเล็กตัวน้อย ผมทองตาฟ้าน่ารักแบ๊วๆ นะครับ มันตัวสูงพอๆ กับผมนี่แหละ (ผมสูง 184 ซม.) ผมสีน้ำตาลเข้ม ตาสีดำเหมือนคนเอเชีย เพราะมันเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น แต่หน้าจะออกไปทางอังกฤษเยอะหน่อย ตาโตหน้าคมเข้มมาก มีไรเคราบางๆ บนคาง

“คืนนี้อยู่กับฉันนะ แองเจิ้ล” มันคล้องแขนรอบคอผมแล้วรั้งให้ลงไปคร่อมตัวมันที่นั่งลงบนเตียง กะยั่วผมเต็มที่ เพราะใส่เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมสองเม็ดบนรอไว้แล้ว ท่อนล่างเหมือนจะมีแค่จีสตริงด้วย

“ฉันมีแฟนแล้ว ไบรอัน” ผมย้ำ เราสบตากันใต้แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซ้นส์ธรรมดากลางเพดานห้อง

“ก็แค่เซ็กส์เองน่า ไม่ได้นอกใจนี่” มันว่าพลางทิ้งตัวลงนอนราบบนเตียง ดึงผมตามไปทับไว้ ผมยันตัวขึ้น มองหน้ามันนิ่งๆ

“แค่ร่างกายก็ไม่เอา” ผมยืนกรานเสียงแข็ง “เลิกเล่นได้แล้ว มาที่นี่ทำไม”

“ก็คิดถึงไง อยากเจอ” มันขยิบตา มือเรียวสวยกระชากเนคไทของผมออกแล้วปลดกระดุมเสื้อผมทีละเม็ด ผมไม่ได้ห้าม เพราะรู้ว่ามันไม่ทำอะไรมากกว่านี้หรอก

“ถ้าจะใช้ฉันแทนใครก็ขอบอกว่าอย่าดีกว่า” ผมยกยิ้มมุมปาก ไบรอันหน้ายุ่ง เหมือนไม่พอใจที่ผมรู้ทัน

มันผลักผมออก “น่าเบื่อชะมัด ฉลาดนักล่ะกับเรื่องแบบนี้”

“เขาเรียกมีเซ้นส์” ผมว่าพลางติดกระดุมเสื้อเข้าที่ ดูท่ามันจะหนีใครมาแน่ๆ

“เฮอะ เบื่อๆๆๆ พาไปเที่ยวหน่อยสิ บาร์เกย์น่ะ” มันงอแงเกาะแขนผมเขย่ารัวๆ ผมก็เลยต้องยอมพามันไปเที่ยวให้หายอยาก

“พรุ่งนี้ฉันต้องทำงาน ไม่ดื่มเยอะนะ” ผมว่าเมื่อเรามาถึงผับแถวตรอกข้าวสาร ช่วงนี้นักท่องเที่ยวน้อยมาก เลยไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ ร้านที่เรามานั่งกันมีแขกเป็นคนไทยจำนวนหนึ่ง ต่างชาติที่ตกค้างประปราย ไม่ถึง 10 คน อาจจะเป็นพวกที่ทำงานในไทย

“อย่างนายแค่นี้ไม่เมาหรอกน่า ขอ 3 ชอตเลยเพ่” ประโยคหลังไบรอันพูดเป็นภาษาไทยกับบาร์เทนเดอร์ เรานั่งกันอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ มันชนแก้วชวนผมดื่มเรื่อยๆ แล้วก็บ่นเรื่องชีวิตตัวเองให้ฟัง

“เนี่ย...เขาทำแต่งาน ไม่เคยว่างมาหาเลย ไม่รู้ว่าฉันสำคัญมั่งมั้ย น่าเบื่อมากๆ ฉันโทรหาก็ไม่รับสายสักที ส่งไลน์ไปหาก็แล้ว สงสัยโดนทิ้งแน่ๆ เลยแบบนี้”

ผมไม่รู้หรอกว่ามันพูดถึงใคร ก็เลยแค่ฟังไปเงียบๆ ลูบไหล่มันเพื่อปลอบใจเป็นพักๆ

มันสั่งเหล้าเพิ่มและเริ่มเมาจนพูดอะไรแทบไม่รู้เรื่อง ผมบอกให้พอก็ไม่ยอม สงสัยจะหนักเอาการงานนี้ สุดท้ายเลยปล่อยจนมันหลับ แล้วก็ลากกลับห้อง คืนนั้นเลยต้องนอนค้างที่ห้องของไบรอัน

ครืดดด ครืดดด

เสียงโทรศัพท์สั่นจนสะเทือนโต๊ะข้างหัวเตียง ผมสะลึมสะลือตื่นมา จะควานหา แต่ไบรอันดันลุกพรวดขึ้นมาคว้าข้ามหัวผมไปก่อน

“I need to sleep stop your fucking calling”

“เฮ้ยยย ไอ้เหี้ยนี่ เอามา” ผมรีบแย่งสมาร์ทโฟนคืนมา ทศตกใจแย่แล้วที่โดนฝรั่งสบถใส่แต่เช้าแบบนี้ “ฮัลโหล ทศ?”

[เมื่อกี้เพื่อนมึงเหรอ เป็นห่าไรของมัน] อ่า น้ำเสียงหงุดหงิดเลย

“ขอโทษที มันนอนอยู่แล้วคงรำคาญเสียงสั่น นี่ก็นอนต่อไปแล้ว” ผมว่าพลางลุกขึ้น หนีบมือถือไว้ที่คอแล้วใส่กางเกงตัวเดิมกับเมื่อวาน หยิบเนคไทกับเข็มขัดและเตรียมจะออกจากห้อง

[เมื่อคืนนอนกับเพื่อนมึงเหรอ]

“แองเจิ้ลลลล จากลับแล้วหรา”

“เออ กลับแล้ว” ผมหันไปตะโกนบอกไบรอันที่คลานลงจากเตียงมาหา “เดี๋ยวๆๆ เฮ้ย”

[มีอะไรวะเพจ เกิดอะไรขึ้น]

“อื้อออ ปล่อย...เฮ้ยยย” ผมโวยวายเหมือนคนบ้าเมื่อไอ้ไบรอันมันพยายามจะจูบ จูบไปแล้วด้วยแหละ แต่ผมดันออก มือหนึ่งก็ต้องถือทั้งสมาร์ทโฟน ทั้งเนคไทและเข็มขัดอีก

“จูบลาโหน่ยยย”

“ไปตายซะ!” ผมโวยวายดันหน้าไอ้ไบรอันไว้ ไม่ให้มันจูบมาอีก กะจะบอกทศว่ากำลังจะกลับแล้ว แต่จู่ๆ สายก็ตัดไปเฉย

ตรู๊ดดด

“อ้าว? เฮ้ย ทศ! ปัดโธ่เว้ย” ผมมองหน้าจอที่ดับไปแล้ว ทศกดตัดสายทิ้งไปแล้ว สงสัยได้ยินเมื่อกี้แน่ๆ โอ๊ยยย ชีวิตกู ทำไมพังทันทีที่เจอไอ้ไบรอันเลยวะ! แม่งเอ๊ยยย มองหน้าไอ้ตัวการที่ลงไปนอนกองบนพื้นแล้วอยากกระทืบคนขึ้นมาเลย

******

วันนั้นผมพยายามติดต่อทศทั้งวัน แต่ก็รู้แหละว่าเขาไปทำงาน และคงยุ่งๆ เลยไม่รับสาย ผมกลัวว่าเขาจะโกรธผมเรื่องเมื่อเช้า นอนค้างห้องเพื่อนน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ดันมีเสียงจูบนี่สิ คือมันก็อาจจะไม่ได้ยินถึงขนาดนั้น เพราะแค่แป้ปเดียว แล้วผมก็ผลักไอ้ไบรอันออก แต่คำว่า Kiss ทศน่าจะได้ยินชัดเจนอยู่

“พี่เพจ หน้าเครียดๆ นะครับวันนี้” พลยังสังเกตเห็นสีหน้าของผม

“ไม่เกี่ยวกับงานหรอก อย่าห่วงเลย”

“เฮ้ยพี่ เรื่องอื่นก็ต้องห่วงครับ พี่เป็นพี่ของพลนะ”

ผมกะพริบตาปริบๆ มองหน้าน้องชายต่างแม่ พลยิ้มอ่อน

“เราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่ครับ พลจะห่วงพี่ก็ไม่เห็นแปลก”

ตั้งแต่พ่อกับแม่หย่ากัน พ่อมีครอบครัวใหม่ มีลูกคนใหม่ ก็ไม่เคยมีใครที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยผมเลย ยกเว้นทศ แต่ตอนนี้ ผมมีน้องชายและน้องสาวอีก 2 คน

พลวางมือบนบ่าของผม ผมเงยหน้ามองน้อง ที่ผมเคยเห็นแค่ครั้งเดียวตอนขวบเศษก่อนไปอังกฤษ และตอนนี้มันก็โตเป็นหนุ่มจนใส่สูทผูกเนคไทแบบผมแล้ว

“ถ้าไม่ละลาบละล้วงไป พี่จะเล่าให้พลฟังก็ได้นะ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-09-2020 18:57:13 โดย Lambosasha »

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 10 <17/09/21> page up
«ตอบ #12 เมื่อ17-09-2020 19:01:16 »

10 page's part

ตอนเด็กๆ ผมเอาเรื่องครอบครัวไปปรึกษาทศ เขาเป็นคนเดียวที่รับฟังผม แม้จะไม่มีคำแนะนำใด เพราะเขาเองก็ยังเด็กเหมือนผม แต่เขาก็คอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้าง ส่วนตอนนี้ เมื่อผมมีปัญหาเรื่องความรัก ผมก็มีน้องชายที่น่ารักคอยรับฟังและช่วยแนะนำ

ผมไม่เคยมีแฟนเลย เอาจริงๆ ก็เหมือนจะมีที่คบๆ บ้าง แต่ไม่เคยจริงจัง คบไม่กี่วันไม่กี่เดือนก็เลิก ส่วนมากเป็นแค่คู่นอน มีบางคน เช่น ไบรอัน ที่ผมสนุกด้วยบ่อยหน่อย แต่ก็แค่นั้น ผมไม่ได้รู้สึกรักหรือชอบมัน

แต่กับทศ ผมเคยสับสนว่าผมรักเขาหรือเปล่า เพราะมันไม่เหมือนที่รู้สึกกับคนอื่น ทศบอกว่าเสียงหัวใจคนเราไม่โกหก แต่ผมก็ไม่ได้ใจเต้นแรงเวลาอยู่กับเขา คงเพราะผมเคยชินกับการมีเขาอยู่ใกล้ๆ แต่ตอนที่เห็นทศกับคนอื่น ผมยอมรับตรงๆ ว่าหึง หวง อยากเข้าไปกระชากตัวเขากลับบ้านเดี๋ยวนั้นเลยด้วยซ้ำ ไม่อยากให้เขาดีกับใครนอกจากผม ผมต้องการให้เขาเป็นของผมคนเดียว รักผมสนใจผมคนเดียว และผมก็อยากรักทศแค่คนเดียวเท่านั้น

ครั้งแรกที่ผมใจเต้นแรงกับทศก็คือคืนนั้น คืนที่ผมกอดเขาและบอกรักเขา หลังจากที่รู้สึกหึงหวงจนหน้ามืด อยากทำให้เขาเป็นของผมตอนนั้นเลย

และผมไม่อยากเสียเขาไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

“กูขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้บอกว่ามันเคยเป็นเซ็กส์เฟรนด์” ผมยกมือไหว้ขอโทษขอโพยทศที่นั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ คนเดียวในห้องของผม เขามารอผมที่ห้องเหมือนทุกครั้ง

“เมื่อเช้ามันก็ยังเมาๆ อยู่ เลยเข้ามาจะจูบกูเล่นๆ แต่กูก็ไม่ได้ยอมนะ ไม่มีอะไรเลยจริงๆ” เพราะพลแนะนำว่าควรจะเล่าให้ทศฟังไปเลย จะได้ไม่ต้องค้างคาใจ ผมก็เลยทำตามที่น้องมันบอก แต่มันก็บอกแหละ ว่าผลที่ได้อาจจะไม่ดีอย่างที่คิด แต่ก็ดีกว่าหาข้ออ้างแก้ตัวหรือโกหก

ทศเงียบมาก เงียบจนผมใจหาย ผมมองเขาที่ลุกเดินไปหยิบน้ำองุ่นมาเติมใส่แก้วแล้วก็เดินกลับเข้าไปเก็บกล่องน้ำองุ่นใส่ตู้เย็น กินน้ำหวานมากๆ ไม่ดีนะครับเนี่ย ผมเคยบอกแล้วว่าน้ำตาลมันเยอะ แต่เขาชอบกิน ก็เลยให้นานๆ ที

“เซ็กส์เฟรนด์เหรอ” ทศทวนคำหลังจากดื่มน้ำองุ่นหมดแก้ว “ดูมั่วดีเนอะ”

“แต่พอเจอมึง กูก็ไม่มีอะไรกับใครเลยนะ ถึงตอนนั้นจะยังไม่ได้คบกัน กูก็ไม่มั่วเลย กูจดจ่ออยู่กับมึงแค่คนเดียวจริงๆ เชื่อกูนะทศ” ผมคลานเข่าเข้าไปหาเขา ทศนั่งไขว้ขาอยู่บนเก้าอี้

“ล้างจานดิ” เขาโยนช้อนลงในจานข้าวที่กินหมดแล้ว ผมรีบลุกขึ้นเอาจานไปล้างให้ทันที

ปุบ

ผมสะดุ้ง หันไปมองหน้าเขา ทศเข้ามายืนข้างๆ ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แถมเอามือมาตบตูดผมป้าบๆ

“แน่นดีเนอะ ไม่เคยใช้เลยสิ” หน้าเขานิ่งมากเลยครับ ผมนี่ชักใจคอไม่ค่อยดี

“เออ ก็...ไม่มีใครให้ใช้”

“งั้นให้กูดีมั้ยล่ะ” เขาบีบก้นผมอย่างแรง ผมถึงกับเบ้หน้าเอนตัวหนี

“ถ้ามึง...จะเอา” ผมกลืนน้ำลาย คือ ถ้าเป็นเขา ผมยังไงก็ได้นะ ตอนที่กลับมาเจอกันแรกๆ ผมยังยั่วเขาอยู่เลย แต่ก็ไม่มั่นใจหรอกว่าเขาจะชอบหรือเปล่า เพราะผมไม่ใช่ผู้ชายร่างบางตัวเล็กน่ารักหน้าหวาน ถ้าน่ารักๆ อย่างเอเธนส์ก็ว่าไปอย่าง

เขาทำหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากครัวไป ปล่อยให้ผมล้างจานต่อ

เหมือนจะหายโกรธแล้ว หรือเปล่านะ

ผมมองเขาที่นั่งดูหนังอยู่เป็นระยะ ไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อเช้าอีก ไม่มีท่าทีว่าจะทิ้งผมไปไหนด้วย แค่เงียบๆ ผิดปกติ แต่พอถามอะไรก็ตอบนะ สีหน้าของทศคือคาดเดาอารมณ์ไม่ได้เลย เขาหัวเราะบ้างทำหน้าเคร่งเครียดบ้างตามฉากในหนัง

ผมรู้ตัวว่าทำผิด มั้งนะ ก็เลยรอเขาดูหนังให้จบก่อน แล้วค่อยเข้าไปกอดไปหอม ทศไม่ได้ปัดป้องอะไร เขานั่งนิ่งๆ ยอมให้ผมกอด เอามือมาจับแขนผมไว้ด้วย

“หายโกรธแล้วยัง?” ผมกระซิบถามข้างหูของเขา ไล้ปลายจมูกเบาๆ ที่ข้างแก้ม

“กู?” เขาเอียงคอ “กูโกรธมึงเหรอ?”

“อ้าว? ไอ้ห่านี่ แล้วที่มึงเงียบๆ มาตลอดนี่คืออัลไลวะ”

“กูบอกเหรอว่าโกรธมึง”

“ไอ้ทศ” ผมนิ่วหน้า ส่วนเขาก็เอาแต่หัวเราะ ตบเข่าตัวเองป้าบๆ อย่างสะใจที่แกล้งผมให้หงอยได้ขนาดนี้ แต่อีกใจก็โล่งนะ ที่เขาไม่ได้โกรธจริงๆ

“รู้หรอก มึงเคยบอกแล้วนี่ว่าตอนอยู่ที่นั่นคบหลายคน” ทศยักไหล่ ดันตัวผมออก แล้วลุกเดินไปขึ้นบันไดวน ผมมองตามเขาไป แล้วจึงลุกบ้าง ท่าทีของเขานิ่งสงบผิดปกติ เหมือนมีเรื่องอะไรในใจ

“ไม่โกรธแน่นะ? มึงแปลกๆ อ่ะวันนี้”

“ไม่โกรธก็ไม่โกรธดิ อย่าเซ้าซี้ เดี๋ยวกูกลับบ้านเลย” มันหันมาขู่ แล้วก็สะบัดตูดเดินเข้าห้องไป ผมตามไปอย่างมึนๆ งงๆ ทศปัดๆ ที่นอน เตรียมจะนอน ก่อนทิ้งตัวลงนอน มันก็หันมาขู่ผมอีกรอบ ชี้นิ้วใส่หน้าด้วย “พรุ่งนี้ก็มีงานเช้า ห้ามกวน ไม่งั้นกูจะโกรธ”

แล้วผมที่เหมือนมีชนักติดหลังอยู่ จะกล้าหือเหรอ ก็ไม่ไง

“โอเคครับ...”

******

เช้าวันนี้ ทศตื่นก่อนผม อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็หาอะไรง่ายๆ กินอยู่ในครัว บรรยากาศรอบตัวเขายังแปลกๆ ผมเลยไม่กล้าเล่นมาก พออาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ลงมานั่งกินอาหารเช้าที่เขาทำเผื่ออย่างเงียบเชียบ

“ทศ เย็นนี้...”

“กูว่าจะกลับไปดูบี๋”

เขาแทรกขึ้นมากะทันหัน ผมเลยเงียบ ฟังเขาก่อน

“ไอ้วรรษโทรมาเมื่อวาน บอกว่าบี๋ป่วย...”

ผมลุกขึ้นคว้าตัวทศที่นั่งอยู่มากอดไว้ทันที เพราะน้ำเสียงของเขาเมื่อครู่นี้ฟังดูไม่ค่อยดีเอาเสียเลย ผมรู้ว่าเขารักบี๋มากแค่ไหน ผมเห็นมันมาตั้งแต่เป็นลูกหมาตัวเท่าฝ่ามือ ทศคอยเลี้ยงดูประคบประหงมมาตลอด จนมันเติบโตแข็งแรง อยู่มาตั้ง 10 กว่าปีแล้ว

ทศดึงเสื้อเชิ้ตของผมไปปิดหน้า ส่งเสียงอู้อี้ออกมา “กูเป็นอย่างนี้ทุกที ตอนพ่อ...กูก็ไปไม่ทันดูใจเขา เมื่อวาน กูพาบี๋ไปโรงพยาบาลแล้ว แต่อาการมันแย่มาก หมอก็บอกให้ทำใจไว้ก่อน แต่กู...กูทำไม่ได้”

ผมลูบหัวและหลังของเขาเบาๆ เขาตัวสั่นเทา ได้ยินเสียงสูดจมูกเป็นระยะ คงกำลังร้องไห้

“ช่วงนี้ กูไม่ค่อยได้กลับไปดูแลบี๋เลย กู...ไม่น่าทำตัวแบบนี้เลย”

“ไม่ใช่ความผิดมึงสักหน่อย บี๋มันแก่มากแล้ว” ผมปลอบ “เย็นนี้ไปเยี่ยมกัน”

ทศขานรับในคอพลางพยักหน้า ผมหยิบทิชชู่มาซับน้ำตาน้ำมูกให้เขา แล้วก็กอดปลอบอีกที

เย็นนั้น เราไปเยี่ยมบี๋ที่โรงพยาบาลด้วยกัน บี๋ยังนอนให้ออกซิเจนอยู่ในตู้อบ หมอบอกว่ามีอาการแทรกซ้อน ปอดของบี๋ไม่ค่อยดีแล้ว อาจจะไม่พ้นอาทิตย์นี้ ให้ตัดสินใจว่าจะพากลับบ้านหรือฝากไว้ที่โรงพยาบาล ทศเลือกพาบี๋กลับบ้าน พร้อมซื้อถังออกซิเจนไปด้วย อย่างน้อยก็จะยื้อชีวิตไว้ให้ถึงที่สุด ได้อยู่ด้วยกันในวาระสุดท้าย

ตั้งแต่วันนั้น ทศไม่ออกจากบ้านอีกเลย ถึงกับลางานยาวๆ เพื่อคอยเฝ้าดูแลบี๋ จนกว่าจะถึงวันสุดท้าย

ผมเองก็เปลี่ยนไปหาเขาที่บ้านทุกเย็นแทน เอาข้าวเอาน้ำจากที่ร้านไปฝากทั้งเขาและวรรษ เจ้าวรรษมันโตเป็นหนุ่มขึ้นเยอะ ตัวโตพอๆ กับผมเลย ไม่ใช่ไอ้เด็กขี้มูกโป่งหัวเกรียนแบบเดิมแล้ว มันไว้ผมยาวรุงรังเชียวล่ะ ไม่รู้วันๆ ออกไปข้างนอกมั่งหรือเปล่า สภาพนี่กระเซอะกระเซิงมากจริงๆ

“พี่เพจดูผู้ดีมากอ่ะ ต่างกับทศลิบลับ” เจ้าวรรษตาโตตอนที่ผมแนะนำตัวครั้งแรกว่านี่คือผม “คนที่อยู่ในโทรศัพท์ไอ้ทศคือพี่เพจจริงดิ? ตอนนั้นผมนึกว่าเป็นเมียใหม่มันซะอีก”

ผมยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรมาก ทศคงยังไม่ได้บอกวรรษว่าเราตกลงคบกันแล้ว ไว้ให้ทศพูดเองดีกว่า

“โหววว นี่รถพี่เพจเหรอ โครตเท่เลยยยยย” เจ้าวรรษตาวาวตอนที่เห็นรถผมตรงหน้าบ้าน พอดีช่วงนี้ผมขับสปอร์ตสีน้ำเงินคันโปรด

“เพราะเท่ไง ถึงได้ซื้อ” ผมว่าพลางกดรีโมท ที่ออกมานอกบ้านเพราะผมเห็นว่าวรรษควรจะปฏิวัติตัวเองหน่อยแล้ว ทศก็ไม่ดูแลน้องนุ่งเล้ย ปล่อยให้มันมีสภาพเหมือนโฮมเลสแบบนี้ได้เหรอวะ ผมเลยชวนวรรษออกไปตัดผม แล้วก็ซื้อของเข้าบ้าน พอดีวันนี้เป็นวันเสาร์ด้วย เราให้ทศอยู่ดูแลบี๋ไป

“โหวววว เจ๋งอ่ะ สุดๆ” พอขึ้นมานั่งในรถ วรรษก็ลูบๆ คลำๆ ไปทั่วด้วยความตื่นเต้น นี่มันไม่ออกมาข้างนอกเจอผู้คนหรือสิ่งของนอกจากในบ้านกี่ปีแล้วเนี่ย

“คาดเข็มขัดดีๆ” ผมว่าพลางสตาร์ทรถ วรรษเลยรีบดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด มันว่าง่ายกับผมเสมอล่ะ ก็เมื่อก่อนเราเคยสนิทกัน ผมมาที่บ้านทศบ่อยๆ เจอมันตลอด 

ผมพาวรรษไปตัดผมก่อนเป็นอย่างแรก มันทำตัวเหมือนเพิ่งเคยเข้าร้านทำผม มองไปทั่ว สนอกสนใจไปหมด อย่างกับเด็กๆ

“มึงไม่ออกจากบ้านมากี่ปีแล้ววะวรรษ อย่างกับคนป่าไอ้ห่า” ผมขยี้หัวยุ่งๆ ของมัน

มันเอามือมาปัดป้อง เบ้หน้าเพราะโดนผมยีหัวแรงไปหน่อย “โหยพี่ ก็ตั้งแต่เรียนจบมั้ง 2-3 ปีเอง”

ผมกลอกตา ตั้ง 2-3 ปี ไม่ออกมาเจอโลกภายนอก น้องกู...เป็นพวกฮิคิโคโมริ (พวกชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง) หรือไงวะ

“มึงไม่ทำงานเหรอ”

“ผมแคสเกมหาเงินอ่ะ ช่วงนี้เขาฮิตกัน รายได้ก็พออยู่นะ” มันนับนิ้ว “เดือนๆ นึงผมได้ค่าโฆษณา ค่าสปอนเซอร์ก็หลักหมื่นอยู่”

ผมพยักหน้า โลกเดี๋ยวนี้มีอาชีพใหม่ๆ ในอินเตอร์เนตเยอะแยะ และหนึ่งในนั้นก็คือ นักแคสเกม ทำรายได้ดีอยู่ถ้ามีคนชอบและติดตามเยอะ

“แล้วมึงไม่เหงาเหรอ อยู่แต่ในบ้าน” ผมชวนมันคุยต่อ หลังจากที่มันนั่งรอช่างมาตัดผม ร้านนี้เป็นร้านประจำของที่บ้านผมเอง ช่างก็เป็นพี่ที่ใช้บริการประจำ บอกให้เขาช่วยดูแลไอ้วรรษให้หนักๆ เลย เอาให้หล่อแบบผม

“ก็ไม่นะพี่ ผมเล่นออนไลน์ด้วย คุยกับเพื่อนผ่านดิสคอร์ดเอา”

ผมไม่ได้เล่นเกมแบบบ้าคลั่งอย่างมัน เลยไม่รู้จักไอ้ที่มันพูดๆ มาเท่าไหร่ แต่ก็พยักหน้าตาม

“นานๆ ทีพวกมันก็นัดกันมีทติ้งบ้าง ผมก็ไปมั่งไม่ไปมั่ง ทศมันไม่ค่อยอยู่บ้านอ่ะ ผมเลยต้องเฝ้าบ้าน” มันว่า

“บ้านมึงมีกุญแจ” ผมสวนให้ หาเรื่องขลุกอยู่แต่ในบ้านสิไม่ว่า ไอ้นี่

“โธ่ พี่เพจก็...” มันทำเสียงอ่อน พอดีพี่ช่างมาตัดผม ก็เลยไม่ได้คุยกันต่อ ผมไปนั่งอ่านนิตยสารรอหน้าร้าน ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีแต่เรื่องซุบซิบดาราไฮโซ พลิกไปพลิกมา มีรูปตัวเองอีก ผมนิ่วหน้า มันอยู่ในหัวข้อ จัดอันดับนักธุรกิจหนุ่มที่สาวๆ อยากกอด ใครแม่งคิดหัวข้อวะ รูปของผมอยู่ในสามอันดับแรกด้วย เห็นมั้ยล่ะ ผมไม่ได้หลงตัวเองนะ ผมหล่อจริงๆ

“เสร็จแล้วครับคุณเพจ น้องเขาผิวดีหน้าดี บำรุงเส้นผมหน่อยตัดออกมาก็หล่อเนี้ยบเหมือนคุณเพจแล้วครับเนี่ย” พี่แจ้ช่างตัดผม ก็เป็นเกย์เหมือนผมแหละ แต่เขาออกสาวหน่อย แม้จะยังพูดครับพูดผมก็ตาม

“ไหน ดูดิ” ผมจับไหล่ไอ้วรรษหมุนไปมาดูทรงผมที่พี่เขาเลือกให้ “หล่อดี หล่อกว่าพี่มึงอีก”

“แหงอยู่แล้วดิพี่เพจ ผมหล่อกว่าไอ้ทศมาตั้งนานแล้ว” ชมเข้าหน่อยคึกเลยมึง ผมหัวเราะ ยีหัวมันที่เพิ่งใส่เจลมา

“เออๆ ไปซื้อของต่อได้แล้ว”

“ต้องซื้ออะไรมั่งอ่ะพี่เพจ” วรรษมองไปรอบๆ ร้านที่ผมพามา เป็นร้านเสื้อผ้าครับ คือ พี่มันว่าแต่งตัวธรรมดาแล้วนะ น้องนี่ยิ่งกว่า เสื้อยืดกางเกงยีนส์ก็ยังโอเค เจ้าวรรษนี่เล่นเสื้อยืดคอกลมสีขาวที่ไม่เหลือความขาวแล้ว แถมยังมีรูบนไหล่อีก กางเกงขาสั้นลายการ์ตูนสีแสบๆ ลากรองเท้าแตะ หูรองเท้าขาดอีกต่างหาก คือ...มันไม่ออกนอกบ้านผมก็เข้าใจ ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ซื้อเสื้อผ้าแต่งตัวอะไรเลย ไม่แปลกที่จะไม่ค่อยอยากออกไปเจอเพื่อนเจอฝูง

“มึงนี่...” ผมพูดไม่ออกตอนพิจารณาชุดที่มันใส่อีกที เจอที่บ้านครั้งแรกหลังจากไม่เจอกันหลายปี ผมนี่ตกใจแทบช็อค คนชอบแต่งตัวอย่างผมยอมไม่ได้บอกตรงๆ พี่มันปล่อยมาได้ไง ไม่เข้าใจ

“อย่างน้อย ซื้อเสื้อใหม่กับรองเท้าผ้าใบดีๆ สักคู่ก็ยังดี” ผมว่าพลางช่วยมันเลือกเสื้อยืด ไม่ใช่ร้านหรูหราอะไรแบบนั้น แค่ยูนิโคลนี่แหละ มีพวกเสื้อยืดลายๆ เยอะ เผื่อมันจะชอบ

“เฮ้ยๆๆๆ พี่เพจๆ” มันกระตุกชายเสื้อของผมยิกๆ “ลายกันดั้มยูนิคอร์นอ่ะ โครตเท่เลย เฮ้ย นี่ก็สวย มีมิเนี่ยนด้วย”

“จะเอาตัวไหนก็หยิบใส่ตะกร้ามาเลย กูซื้อให้” น้องแฟนก็เหมือนน้องผมครับ เอ็นดูมันมาตั้งแต่เด็กแล้ว

“ผมมีเงินนะพี่ ไม่ต้องซื้อให้ก็ได้” มันแย้ง

“ไม่เป็นไร ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าของมึงไง ไม่ได้ให้มาหลายปีแล้ว ถือว่าย้อนหลังปีก่อนๆ ด้วย” เมื่อก่อนผมชอบซื้อเกมกับของเล่นให้มันประจำ พอว่าอย่างนั้น วรรษก็ตาวาว โผเข้ามาเกาะผมเป็นลูกลิง มันเหมือนเด็กไม่เปลี่ยนจริงๆ

“จำวันเกิดผมได้ด้วยเหรอ” มันเงยหน้ามองผมตาใส กอดแขนผมแน่นไม่ปล่อย เห็นแล้วนึกถึงตอนเด็กๆ ที่มันชอบมาขี่หลังผม

“ได้ดิ 16 พ.ย.” ส่วนของทศก็ 25 มกรา

วรรษอมยิ้มแก้มปริเหมือนเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่ แก้มมันนี่แดงปลั่งขึ้นมาเลย ผมเลยลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู ขนาดพลอายุน้อยกว่ามันตั้งเยอะ ยังไม่เคยมาเกาะแกะผมแบบนี้เลย

แล้วจากนั้นเราก็เดินเลือกเสื้อผ้ากันอีกสองสามร้าน รวมทั้งรองเท้าด้วย วรรษเกาะติดผมแจ กอดแขนผมตลอดทาง แยกกันแค่ตอนพาไปกินขนมแค่นั้น ผมรู้สึกเหมือนมีลูกอย่างบอกไม่ถูก

tbc
ช่วงหลังยังเป็นเพจอย่างต่อเนื่อง ใกล้จะมีดราม่าอีกระลอกแล้ว คราวนี้น่าจะดราม่าของจริงละ

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 9 <17/09/21> up
«ตอบ #13 เมื่อ19-09-2020 09:30:55 »

11
Page’s part
กลับมาถึงบ้านของพวกทศ ผมก็เข้าครัวทำอาหาร ทศยังดูซึมๆ ผมเองก็เป็นห่วง อยากจะเข้าไปกอดปลอบเขา แต่เพราะเรายังไม่ได้บอกวรรษเรื่องนี้ ผมเลยทำได้แค่ไถ่ถามและจับบ่าเขาไว้เพื่อให้กำลังใจ ไว้เข้าไปในห้องค่อยกอด ส่วนเจ้าวรรษก็ไปช่วยทศดูแลบี๋ สองพี่น้องรักบี๋มาก เพราะอยู่ด้วยกันมานาน บี๋คือหนึ่งในครอบครัวของพวกเขา

“คืนนี้พี่เพจค้างเหรอ ดีเลยๆ มาเล่นเกมกับผมมา” เจ้าวรรษเห็นผมอาบน้ำใส่ชุดนอนเดินออกมาจากห้องน้ำก็รู้ทันทีว่าผมจะค้าง เลยวิ่งมาเกาะแขนแจ

“เอ่อ แต่...พี่เล่นไม่เป็นนะเกมสมัยนี้” ผมหาข้ออ้างมาปฏิเสธ จริงๆ ก็ยังเล่นบ้าง แต่ไม่บ่อยแล้ว และผมไม่ค่อยเล่นพวกเกมออนไลน์ แล้วก็อยากไปหาทศจะแย่แล้วด้วย

“เมื่อก่อนพี่เพจเล่นเก่ง ผมสอนให้แป้ปเดียวเดี๋ยวก็ได้ ไปเล่นกันๆ” ผมหันไปมองทศที่ยังป้อนข้าวป้อนน้ำบี๋อยู่ ทศก็พยักหน้ายิ้มให้ ใจผมก็ห่วงเขามาก แต่เจ้าวรรษก็ดึงแขนเร่งรัวๆ ผมเลยต้องยอมเดินตามมันขึ้นบ้าน

วรรษสอนผมเล่นเกมออนไลน์และแนะนำผมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มของมันผ่านดิสคอร์ด หน้าตาคล้ายๆ พวกช่องแชทสมัยก่อน แต่นอกจากพิมพ์ได้แล้ว ก็เปิดไมค์คุยกันได้ มีแบ่งเป็นห้องๆ ให้เข้าร่วม ผมใช้ที่วรรษสมัครไว้ในคอมพิวเตอร์ของมัน คุยพร้อมกันทีเดียว

[หูยยยย พี่เพจโครตเทพ] เสียงเพื่อนๆ ของมันฟังดูตื่นเต้นกับการเล่นของผม บางทีน้องๆ มันก็แค่อวยไปงั้นแหละ

“ไม่ขนาดนั้นมั้ง” ผมว่า ก็แค่เล่นธรรมดา ผมยังไม่ค่อยรู้หลักเลยด้วยซ้ำ แค่ฟลุ๊คชนะมาสามตารวด “ได้ทีมดีก็งี้ พวกมึงแบกกูสุดๆ”

“แต่พี่ได้ MVP ตั้งแต่เล่นรอบที่สองเลยนะ...” เจ้าวรรษกะพริบตาปริบๆ มองหน้าจอที่มันสละให้ผมเล่น จริงๆ มันมีโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมด้วยอีกเครื่อง คอมพิวเตอร์ของมันมองดูก็รู้แล้วว่าหลักแสนแน่ๆ ไหนจะอุปกรณ์เสริมต่างๆ อีกมากมายเต็มห้อง มันคงเอาเงินมาลงกับของพวกนี้จนหมด

“แค่ฟลุ๊คมั้ง” ผมถ่อมตัว พวกมันก็ไม่ว่าอะไร บอกให้ผมลองเล่นต่ออีกสักสองสามตา ก็ยังชนะและผมก็ได้ MVP เหมือนเดิม คราวนี้เลยกราบไหว้กันยกใหญ่ ส่งเสียงลอดไมค์พันกันยุ่งเหยิงจนผมฟังไม่ทัน เหมือนพวกมันจะอยากให้ผมเข้าร่วมทีมตอนแข่งด้วย

“นะพี่เพจ มาอยู่ทีมพวกผมเหอะ” วรรษยกมือไหว้ปลกๆ ตอนนี้ผมเลิกเล่นแล้ว จะขอไปดูทศสักหน่อย แต่เจ้าวรรษยังตื้อไม่เลิก

“กูมีงานต้องทำ ไม่ว่างมาเล่นบ่อยๆ หรอก”

“ไม่ต้องซ้อมเลยก็ได้ พี่แม่งนอกจากฝีมือแล้วยังมีลัคด้วย” มากับดวงสินะ

ผมถอนหายใจ “จะดีเหรอวะ รบกวนคนอื่นเปล่าๆ ถ้าเกิดทำทีมล่มขึ้นมา”

“นะพี่ ลองแข่งแค่ครั้งเดียวก็ได้ ถ้าพี่ไม่ซ้อมแล้วแข่งแพ้ ก็ล้มเลิกเลย แต่ถ้าชนะ ผมขอพี่อยู่กับพวกผมยาวๆ โดยที่พี่ไม่ต้องซ้อมเลย” มันยกมือไหว้อีก ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วก็อยากรีบไปหาทศด้วย เลยยอมพยักหน้ารับไป และพอผมตกลง เจ้าวรรษก็เหมือนจะดีใจจัดจนโผเข้ามากอดแล้วก็หอมแก้มผมฟอดใหญ่อย่างลืมตัว ผมอึ้งนิดหน่อย ไม่คิดว่ามันจะดีใจขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะตอนเด็กๆ ผมก็ชอบหอมแก้มมัน ก็มันเป็นเด็กน่ารักเหมือนพี่มันนี่ แก้มเยอะพอกัน แต่ตอนนั้นยังหอมคนพี่ไม่ได้ไง

เล่นเกมกับเจ้าวรรษเสร็จ ผมก็รีบกลับไปหาทศ ช่วงนี้ทศนอนเฝ้าบี๋อยู่ข้างล่าง คงกลัวว่าจะไม่ได้อยู่ส่งกันในวาระสุดท้าย ตอนที่พ่อของเขาเสีย เขาต้องไปสอบ เลยไม่ทันได้ดูใจพ่อ เรื่องนั้นคงฝังใจเขามากมาตลอด และผมในตอนนั้นก็ไม่สามารถกอดปลอบเขาได้ เพราะเราอยู่กันคนละประเทศ

“บี๋เป็นไงมั่ง” ผมนั่งลงข้างๆ ทศ พลางลูบหัวบี๋เบาๆ เจ้าหมาอ้วนที่ตอนนี้ผอมลงมาก นอนอ้าปากพะงาบๆ มีสายออกซิเจนอยู่ตรงปาก มันพยายามจะทักทายผม แต่ผมก็ดันมันไว้ให้นอนลงไป “ไม่เป็นไร พี่รู้แล้วว่าบี๋จำพี่ได้”

“มันคิดถึงมึงนะ” ทศเอ่ยเสียงสั่น เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาที่ร่วงเผาะ การต้องเฝ้าดูความตายของคนหรือสัตว์เลี้ยงที่เรารักมากๆ มันคงทรมานน่าดู

ผมโอบบ่าเขาไว้ ให้ทศเอนตัวมาพิงหัวกับไหล่ของผม นั่งเฝ้าบี๋ไปด้วยกันอย่างนั้นเกือบทั้งคืน

เช้าวันต่อมา เป็นวันที่เศร้าที่สุดในชีวิตของผม ยิ่งกว่าตอนที่พ่อกับแม่ทิ้งผมไว้กับปู่เสียอีก เพราะผมต้องเห็นความตายของบี๋และฟังเสียงร้องไห้ฟูมฟายของทศ ปกติอย่างมากเขาก็แค่น้ำตาไหลออกมา เวลาที่เศร้าหรือซึ้ง แต่นี่คือร้องไห้เหมือนเด็กเล็กๆ เลย เขากอดร่างของบี๋ไว้แล้วร้องไห้อยู่นานมาก จนผมต้องบอกให้พาบี๋ไปฝังด้วยกัน เจ้าวรรษก็ตื่นเช้ากว่าปกติ เพื่อมาช่วยฝังศพบี๋ มันเข้มแข็งกว่าพี่มันหน่อย ตรงที่แค่สะอึกสะอื้นเบาๆ เหมือนทำใจไว้นานแล้ว

วันนั้นผมไม่ไปทำงาน อยากอยู่เป็นเพื่อนทศ เลยแคนเซิลงานทั้งหมด เหลือแค่ร้านที่ทองหล่อ ซึ่งผมกะว่าจะพาทศไปผ่อนคลาย

“อยากกินอะไรก็สั่งเลยนะ กูฝากเด็กในร้านช่วยบริการมึงแล้ว ขอกูไปทำงานแป้ปนึง เดี๋ยวมา” ผมไม่อยากทิ้งมันไว้ในห้องหรอก แต่ทำไงได้ มาแล้วก็ต้องทำงานบ้าง เป็นครั้งแรกที่เราอยู่ถึงตอนที่ร้านเปลี่ยนเป็นผับ เด็กกะดึกบางคนยังไม่รู้จักทศ ผมเลยต้องบอกไว้ว่าเขาเป็นแฟนผม

ห้องที่ผมพาทศมานั่งเป็นห้องกระจกบนชั้นสองของร้าน ข้างนอกมองไม่เห็นพวกเรา แต่เรามองเห็นบรรยากาศภายนอกได้ เผื่อว่ามองดูผู้คนพลุกพล่านในแสงสีแล้วเขาจะสบายใจขึ้นมาบ้าง

ทศพยักหน้ารับ ยังดูซึมเศร้าอยู่ ผมห่วงก็ห่วง แต่ก็ต้องยอมปล่อย ผมบีบไหล่เขาเบาๆ เพื่อบอกให้รู้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้เสมอ ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง เพื่อสะสางงาน

กว่าจะทำงานที่คั่งค้างเสร็จหมดก็เกือบตี 1 ผมรีบกลับไปหาทศที่ห้องนั้น

“โทษที งานลากยาวว่ะ มึงดีขึ้นมั้ย” ผมโผล่หน้าเข้าไปถามเขาทันที ทศเอนตัวพิงโซฟาอยู่ บนโต๊ะมีเหล้าสามขวดที่หมดไปแล้ว “กินเยอะไปป่ะเนี่ย เดี๋ยวก็ตับแข็งตายห่าหรอก”

ทศขยับตัวเงยหน้าขึ้นมองผมที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว “นานทีน่า”

“นานทีของมึงคือเบียร์เป็นลังก่อนหน้านี้กับเหล้าอีกหลายขวดตอนนี้” ถึงเขาจะเศร้า แต่เรื่องสุขภาพของเขาผมยอมไม่ได้ ถึงออกกำลังกาย แต่ใช้ชีวิตกับของไร้ประโยชน์พวกนี้มากๆ มีแต่จะตายเร็วกว่าเดิม ไม่เจอหลายปี เขาทั้งคอแข็งและดื่มจัดมาก ไหนจะพวกน้ำหวานอีก

“บ่นเป็นพ่อกูเลยนะ พามาคลายเครียดไม่ใช่รึไง ไหนบอกสั่งอะไรก็สั่งเลย”

“กูคิดว่ามึงจะแดกข้าว แดกน้ำธรรมดา มีเหล้าแกล้มนิดหน่อยไง ไม่ใช่แดกเป็นน้ำแบบนี้” ผมว่าพลางนั่งลงข้างๆ เขา ทศเข้ามากอดเอวผมทันที เขาซุกหน้าลงบนลาดไหล่ของผม จูบหัวไหล่ของผมเบาๆ

“น่า จะไม่กินเยอะแบบนี้อีกแล้ว กูยังอยากอยู่กับมึงอีกนานๆ”

ผมถอนหายใจ ยกมือขึ้นลูบหัวเขา “เออ รู้ว่าเครียด แต่ห่วงตัวเองด้วยนะ”

“ครับพ่อ” ยังมีหน้ามากวนตีนผมอีกแน่ะ

พลันผมก็ต้องสะดุ้ง เพราะจู่ๆ ทศก็จูบเข้าที่คอ ตั้งแต่คบกันจริงจัง เขาไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน มีแต่ผมที่อ้อนขอตลอด นี่สงสัยว่าจะเมาหนักอยู่มั้ง ผมเลยยอมนั่งนิ่งๆ ให้เขาทำตามใจชอบ

ทศไซร้คอผมพลางลูบไปตามลำตัว ค่อยๆ ปลดเสื้อผมออกเป็นอย่างแรก เขาขึ้นมานั่งคร่อมบนตักผม ก้มลงบดเบียดริมฝีปากเร่าร้อน ผมเลื่อนมือขึ้นช่วยปลดกางเกงให้เขา เพราะส่วนนั้นของเขาพองออกจนคับแน่นมากแล้ว พอสัมผัสแท่งเนื้อร้อนๆ นั้นด้วยมือเปล่า เขาก็ครางออกมา

“อา...เพจ...อื้อ” เขากัดปากตัวเองไว้เมื่อผมขยับมือรัวๆ ให้ สะโพกผายแอ่นเกร็งก่อนจะเริ่มขยับตามจังหวะมือของผม ทำให้บั้นท้ายของเขาถูไถไปกับส่วนล่างของผมที่นูนออกมาเหมือนกัน ผมแทบทนไม่ไหว อยากใส่เข้าไปเดี๋ยวนี้เลย แต่ก็อยากให้ทศเป็นคนเรียกร้องมากกว่า เขากำลังเศร้าอยู่ ผมอยากให้เขาเป็นคนตัดสินใจว่าจะทำถึงขั้นไหน

“เพจ...อื้อ จะออกแล้ว เพจ เพจ...” เวลาที่เขากำลังจะปลดปล่อย เขาจะครางเรียกชื่อผมแล้วกอดไว้แน่นๆ บางทีก็กัดไหล่กัดคอผมด้วย แต่ครั้งนี้กอดคอผมเฉยๆ

แล้วทศก็เกร็งตัว ปลดปล่อยในมือของผม เขากระตุกสั่นน้อยๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม ผมเลยจับคางเขาให้ก้มลงมารับจูบหวานๆ จากผม อยากให้เขาลืมช่วงเวลาแสนเศร้าให้หมด และมีความสุขอยู่กับผมในคืนนี้

“รักนะทศ รักมากด้วย” ผมเน้นย้ำทุกคำให้เขารับฟัง เราจูบกันซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง โดยที่ผมไม่ได้ทำอะไรต่อจากนั้น จนทศขยับตัวเหมือนอึดอัด ผมเลยถอนจูบออก ก่อนจะช่วยเลียมุมปากที่เลอะน้ำลายให้เขา ทศบีบไหล่ผม

“มะ...ไม่...ไม่ทำเหรอ” เขาเอ่ยเสียงพร่าทั้งน้ำตา มือก็บีบนวดไหล่ผมไปด้วย ด้านล่างก็ขยับอยู่บนลูกชายของผม แบบนี้แสดงว่าเขาอนุญาตแล้วสินะ แต่ผมก็ต้องถามก่อนให้แน่ใจ

“ถ้าทศต้องการ” ผมจูบซอกคอของเขาเบาๆ ทศตัวสั่นไปหมด จากบีบนวดเบาๆ กลายเป็นขยำหัวไหล่ผม

“เอาที” เขาร้องบอกเสียงสั่นด้วยความกระสัน คุกเข่ายกบั้นท้ายขึ้นแล้วอ้าขาออก ใช้มือข้างหนึ่งแหวกแก้มก้นตัวเองแล้วเทเจลราดลงไป หัวใจผมแทบทะลุออกมานอกอกกับภาพที่เห็น เพราะเพิ่งเคยเห็นทศเซ็กซี่ขนาดนี้ ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แล้วเลื่อนมือไปจับมือของเขาไว้ ช่วยให้เขาดันนิ้วตัวเองเข้าไป

“มึงแม่ง...ยั่วสุดๆ” ผมใจสั่นไปหมดแล้วตอนนี้ อยากเอาเขาแรงๆ ใจจะขาด แต่ก็ต้องทนไว้ คืนนี้ต้องทำกันแบบโรแมนติกหน่อยครับ ไม่รุนแรง ไม่หยาบกระด้าง

“ชอบมั้ยล่ะ” เขายกยิ้มยั่วยวน ผมเลยเผลอดันนิ้วตัวเองเข้าไปด้วยเลย “เพจ มันแน่น”

“แค่สามนิ้วเอง” ผมว่าพลางเอานิ้วตัวเองหนีบนิ้วชี้ของเขาไว้ ช่วยดันให้เข้าไปลึกๆ อีก พลางกระซิบบอก

“ของกูใหญ่กว่านี้ยังเข้าไปได้เลย”

หน้าของเขายิ่งแดงก่ำกว่าเดิม จากที่แดงอยู่แล้ว แทบจะแดงไปทั้งตัวเลยมั้งเนี่ย เขาส่ายก้นนิดหน่อยเมื่อผมเริ่มขยับนิ้ว สักพัก ดูเหมือนทศจะพร้อมแล้ว ผมก็ถอนนิ้วออก ทศหอบเบาๆ ขยับตัวลงจากตักของผม ลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นตรงหว่างขาผมแล้วปลดกางเกงผมออก ใช้ปากปลุกลูกชายผมให้ตื่นเต็มที่ก่อนจะกลับขึ้นมานั่งทับลงไป ช่างเป็นภาพที่น่าจดจำอะไรอย่างนี้...

“ถุงยางอยู่ในกางเกง” ผมบอกพลางไล่จูบทั้งใบหน้าและลำคอของเขา มือก็บีบคลึงบั้นท้ายอวบอิ่ม แต่ทศส่ายหน้า

“วันนี้อยากสด” เขายิ้มหวาน โครตกร้าวใจอ่ะบอกเลย ผมนี่มือไม้สั่น นานๆ ทีจะได้แบบไม่ต้องใส่ถุงครับ ใจเต้นรัวเลย แล้วทศก็ขยับตัวพร้อมกับจับลูกชายของผมให้ตั้งขึ้น แล้วค่อยๆ กดตัวลงมาหา

“อื้อ” เขาแหงนหน้าสูดปากเมื่อความร้อนแทรกผ่านเข้าไปในร่างกายอย่างช้าๆ ผมโครตทรมาน เพราะมันช้าเกินไป แต่ก็ต้องทน จนเขานั่งทับลงมาทั้งหมด กลืนกินของผมเข้าไปเต็มท้อง จากนั้นก็ขยับตัวเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะส่ายสะโพกรัวๆ สลับไป

ลีลาเด็ดยิ่งกว่าที่ผมเคยเจอมาอีก ไม่รู้ไปจำมาจากไหน

“จำมาจากน้องคนไหนสักคนที่กูเคยคบสมัยเรียนอ่ะ” ทศเฉลยข้อข้องใจของผมเมื่อคืนในเช้าวันถัดมาด้วยหน้าตาชื่นบาน ดูสดใสขึ้นแล้ว

“แล้วมึงเป็นไง ตื่นเต้นมากมั้ยตอนนั้น”

เขาส่ายหน้า “ไม่อ่ะ แค่ตกใจมากกว่า แล้วมึงอ่ะ”

ผมอมยิ้ม คว้าตัวมันมากอดไว้แน่น หอมหัวไปฟอดใหญ่ “ตกใจ แล้วก็ตื่นเต้นจนสั่นไปหมดเลยมึง เวลามึงยั่ว กูเหมือนจะตายให้ได้” เพราะผมรักมันไง ส่วนมันคงไม่ได้รักน้องอะไรนั่นเท่าไหร่

ทศทำหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ไม่ได้พูดออกมา ก่อนจะจูบปากผมเบาๆ กลับ

******

ผ่านไปสองสามอาทิตย์ สองพี่น้องก็ยังใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ไม่ได้เศร้าสร้อยหงอยเหงาอีกต่อไป พวกเขาเอารูปของบี๋ใส่กรอบและวางประดับไว้ในตู้กระจกรวมกับรูปครอบครัวด้วย

ชีวิตมันก็มีแค่นี้ สุดท้ายไม่ว่าใครก็ต้องตาย

“พี่เพจจจจจ” แล้วช่วงนี้ เวลาผมมาบ้านนี้ทีไร เจ้าวรรษก็เกาะติดแจ “เล่นเกมกันนะคืนนี้ นะนะ”

“เออๆ” ผมตอบรับแบบไม่ใส่ใจ เพราะกำลังทำอาหารอยู่ในครัว ส่วนทศอาบน้ำอยู่

ถึงจะบอกให้ผมไม่ต้องซ้อมกับทีมแล้วไปลงแข่งเลย แต่เวลามาบ้าน ก็โดนลากไปเล่นด้วยอยู่ดี ทศไม่ได้ว่าอะไร เพราะเห็นว่าวรรษมีเพื่อนเล่น ทำเหมือนไอ้วรรษอายุ 10 ขวบไปได้

คืนนั้น ทศเข้านอนก่อนเพราะมีงานเช้า แต่ของผมเป็นวันอาทิตย์ที่ไม่ค่อยมีงาน ยกเว้นผมจะอยากไปเยี่ยมตามร้านสาขาด้วยตัวเอง เจ้าวรรษก็เลยลากผมไปเล่นเกมด้วยอย่างยาว

“ไม่เอา” ผมปฏิเสธเสียงแข็ง เพราะพอเล่นกับทีมมันจบ ก็จะให้ผมลองเล่นเกมใหม่ เป็นออนไลน์แนวสยองขวัญ ให้เราหนีผีที่เป็นผู้เล่นเหมือนกัน

“มันก็แค่ยิงๆ ฆ่าผีที่ศัตรูส่งมาเองพี่” มันอธิบาย “ไม่น่ากลัว จริงๆ”

“แล้วถ้ามันน่ากลัวขึ้นมาล่ะวะ” ผมเกลียดมากครับ พวกหนังสยองขวัญ หนังผี เกมผีทั้งหลายแหล่ ทศก็รู้ แต่ก็ชอบชวนผมดูหนังผี ซึ่งมันจงใจแกล้งผมแหละ ผมรู้

“ไม่น่ากลัวจริงๆ พี่เพจ ถ้าน่ากลัวถีบผมได้เลย”

ในเมื่อน้องมันยอมให้ถีบ ผมก็เลยยอมเล่นกับมันก็ได้

“พี่แม่งน่ารักว่ะ ยังกลัวผีขึ้นสมองเหมือนเดิมเลย” ได้ยินเสียงเจ้าวรรษพึมพำๆ อยู่ใกล้ๆ แต่ผมไม่ได้สนใจ ตาจ้องหน้าจอ ระแวงไปหมดตอนเล่น “เฮ้ยๆ ต้องกดตรงนี้ก่อนครับ” แล้วมันก็ยื่นมือมาจับมือผมให้คลิกเม้าส์ตาม ตัวมันยืนอยู่หลังเก้าอี้ที่ผมนั่ง พอมันโน้มตัวมา หัวผมก็ชนอกมันพอดี มันเลยก้มลงมาอีก เอาคางมาวางเกยบนหัวผม

“ตรงนี้มีที่หลบ” มันสอนอย่างจริงจัง ผมก็มัวแต่มองหน้าจอและทำตามที่มันนำ ตั้งใจฟังที่มันบอกทุกอย่าง จนไม่ทันระวังตัวใดๆ ทั้งสิ้น

รู้ตัวอีกที ก็ตอนที่เจ้าวรรษมันจับเก้าอี้ให้หมุนไปหาแล้วเอาปากมาแตะปากผม

“เหี้ย!” ผมเด้งตัวลุกจากเก้าอี้ทันที ไอ้วรรษยิ้มเขินๆ เกาหัวแกรกๆ “ทำอะไรของมึงเนี่ย”

“ก็...จูบไง”

“กูรู้ มึงทำทำไม เมารึไง” แต่มันก็ไม่ได้กินเหล้ามานี่หว่า แม้ว่าหน้ามันจะแดง...ผมขมวดคิ้ว

“ก็...พอได้กลิ่นหอมๆ จากตัวพี่แล้วมันอดใจไม่ไหวนี่” มันสารภาพหน้าตาย เห็นแล้วอยากจะตบบ้องหูแม่งสักที

ผมนิ่งอึ้ง พี่น้องคู่นี้แม่งเถรตรงกันทั้งคู่ แบบนี้ก็ได้เหรอวะ ไหนทศบอกมันไม่ได้ชอบผู้ชายไง

“ขอโทษแล้วกันที่ทำพี่ตกใจ แต่พี่เพจ...ชอบผู้ชายใช่มั้ย”

“มึงรู้ได้ไง” ผมนิ่วหน้า มันเองก็จ้องผม ผมเลยเป็นฝ่ายหลบตาก่อน มันแปลกๆ ที่คุยเรื่องแบบนี้กับวรรษ คนที่ผมเห็นเป็นน้องชายมาตลอด

“หลายๆ อย่าง”

ผมงงกับคำตอบของมัน

“พี่เพจหล่ออย่างนี้ แต่ไม่มีแฟน ไม่เคยพูดถึงเรื่องผู้หญิง ไม่คุยเรื่องทะลึ่งเหมือนผู้ชายทั่วไป แต่งตัวเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว แต่งหน้า ทาครีม ใส่น้ำหอมผู้หญิงด้วย”

นั่นเพราะกูชอบกลิ่นนี้ต่างหาก แล้วที่ว่าแต่งหน้า ก็แค่ทาลิปมันป่ะวะ แต่ไม่เถียงเรื่องชอบผู้ชายนะ

“ไม่รู้สิ ไอ้ทศก็เป็นเกย์ แต่มันก็ทำตัวเหมือนผู้ชายทั่วไป แต่กับพี่ ผมรู้สึกว่าใช่ แล้วมันใช่มั้ยล่ะ”

“ก็...ใช่”

“งั้น” ไอ้วรรษยิ้มกว้าง

“ขอผมจีบนะ”

ฉิบหายแล้วกู

*****
 :sad11:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 11 [NC] <19/09/20>
«ตอบ #14 เมื่อ19-09-2020 12:23:13 »

12
toss's part

พักนี้เจ้าวรรษมันทำตัวแปลกๆ เวลาเพจมาที่บ้าน แล้วเพจเองก็แปลกๆ ไป ทุกทีจะต้องเล่นเกมด้วยกัน หาอะไรทำกันสองพี่น้อง ส่วนผมคนละแนวกัน ไม่ได้ชอบเล่นเกมแบบพวกมัน เลยเข้านอนก่อนตลอด แต่หลังๆ มานี้ เพจพยายามจะชวนผมไปที่ห้องเขา เหมือนไม่ค่อยอยากมาที่บ้าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกว่า อยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีผม หรือมันจะเบื่อที่ต้องคอยระวังตัวตอนไอ้วรรษอยู่ด้วย เพราะผมยังไม่กล้าบอกน้องเรื่องของเรา

วรรษมันชื่นชมไอ้เพจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว กับผมยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ามันรู้ว่าเพจเป็นเกย์เหมือนกัน มันจะคิดยังไงก็ไม่รู้ ผมเลยยังลังเลที่จะบอก กะจะให้มันค่อยๆ รู้เอง เพราะเพจก็ค่อนข้างเปิดเผยอยู่แล้ว ผมกลัวว่าน้องจะรังเกียจที่พวกเราคบกันเองด้วย

แล้วผมก็มาคิดอีกทีว่า มันจะรังเกียจพวกเราทำไมล่ะ ขนาดเจ้าพล น้องชายของเพจที่ตอนแรกเหมือนจะรับไม่ค่อยได้ ตอนที่เพจบอกว่าผมเป็นแฟน ตอนนี้เจอกันมันยังยกมือไหว้ทักทายปกติมาก แถมเรียกผมพี่สะใภ้อีก ไม่รู้ไอ้เพจไปเล่าให้ฟังยังไง ส่วนน้องสาวของเพจ น้องพรีน รายนั้นยิ่งสบาย เจอปุ๊บยอมรับปั๊บ เหมือนรายนั้นจะสายวายพอดี สงสัยได้รับอิทธิพลจากพี่ชายตัวดีแน่ๆ แต่ผู้หญิงก็มักจะรับเรื่องพวกนี้ง่ายกว่าผู้ชายอยู่แล้วล่ะนะ

“มึง บี๋ก็ไม่อยู่แล้ว กูปล่อยวรรษทิ้งไว้คนเดียวบ่อยๆ ไม่ได้หรอก” ผมขอเพจว่า จะกลับบ้านศุกร์เสาร์อาทิตย์พอ ยอมอยู่ห้องมันจันทร์-ศุกร์เลย แต่มันก็งอแง อยากให้ผมอยู่ด้วยทุกวันอีก

“มันโตแล้ว”

“ก็รู้ แต่ก็ห่วงไง ดูสภาพมัน มึงก็เห็น” ขืนผมไม่กลับไปดูมันบ้าง ไอ้วรรษอาจจะเป็นศพคาห้องก็ได้

แต่คุณชายรายนี้ก็งอแงชะมัด ดีดดิ้นเป็นเด็กๆ จะไม่ให้ผมกลับบ้าน ผมเลยชวนมันไปด้วยกัน มันก็ไม่เอาอีก

“บ้านกูมีผีหรือไงวะ มึงถึงได้กลัวนัก” ถ้าเป็นผีบี๋ ผมก็อยากเจอนะ

“ไม่ใช่เรื่องนั้น ก็กู...” มันพ่นลมหายใจออกจมูกอย่างเซ็งๆ สะบัดแขนผมออก “งั้นมึงก็กลับไปเลย กูอยู่คนเดียวก็ได้”

“อะไรของมึง ให้ไปด้วยก็ไม่เอา มีอะไรกันแน่” หรือมันจะทะเลาะกับไอ้วรรษ “มึงทะเลาะกันเหรอ กับวรรษ”

ไอ้เพจสะดุ้ง มันหันหลังให้ผม ยืนกอดอกทำเท่อีก “เปล่า แค่ไม่ค่อยอยากเจอแล้ว”

“มีอะไรวะ บอกกูได้มั้ย” ผมคาดคั้น รู้ว่าอาจจะยุ่งเรื่องของพวกมันมากไป แต่นี่ก็แฟน นั่นก็น้องไง

ไอ้เพจก็เงียบอีก ผมล่ะหน่าย มีอะไรไม่บอก แล้วผมจะไปตรัสรู้ได้ไง

“มึงมีอะไรก็บอกมาตรงๆ ถ้ามีปัญหากับวรรษ ก็ไปคุยกันให้เข้าใจ เรื่องเกมเหรอ ผิดใจอะไรกัน” ผมคว้าตัวมันมากอด วางคางเกยบนบ่ามัน

เพจถอนหายใจเสียงดัง “มึงรู้ไปก็เครียดเปล่าๆ”

“เอ้า ไม่รู้แบบนี้ กูยิ่งเครียดกว่านะ” ผมว่าพลางเอียงคอมองมันจากข้างๆ เพจยกไหล่ถอนหายใจอีกรอบ แล้วมันก็เล่าให้ผมฟังถึงสาเหตุที่ไม่อยากไปที่บ้านของผม

ต้นเหตุมาจากไอ้วรรษจริงๆ ด้วย

ผมได้ฟังจากปากของเพจ และยังนิ่งได้อยู่ ผมรู้ว่าที่เพจลำบากใจแบบนี้ เพราะไม่ได้ชอบไอ้วรรษ เลยอยากออกห่าง ให้มันตัดใจไปเอง แต่ไอ้วรรษไม่ใช่ผม มันไม่ใช่คนที่ถอดใจอะไรง่ายๆ กับแค่ทำเป็นไม่สนใจ บอกเลยว่า ถ้าไอ้เพจไม่สนใจ ไม่มาหาผมบ่อยๆ ก่อนหน้านี้ ผมคงตัดใจไปแล้ว

“ไว้มาคุยกันสามคนเลยดีกว่า กูว่ามันคงไม่ได้คิดจริงจังอะไรนักหรอก ไม่เคยเห็นมันคบใครเลยด้วยซ้ำ” ที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นวรรษมีแฟน แต่มันก็ชอบดูทีวีแล้วบอกว่าชอบผู้หญิงแบบนั้นแบบนี้ตลอดนะ

“ถ้ามึงว่างั้น ก็ตามนั้นแล้วกัน แต่บอกเลยนะ กูไม่ยอมให้มึงทิ้งกู เพื่อหลีกทางให้น้องนะเว้ย” มันโวยวาย ที่แท้ก็กลัวโดนผมทิ้ง ผมอมยิ้ม คว้าคอมันมากอดไว้

“เออๆ กูชอบมึงมาเป็นสิบปีขนาดนี้ กว่าจะได้มึงมาอีก จะทิ้งง่ายๆ ได้ไงวะ”

“จริงนะ” ไอ้เพจถามย้ำ “กูรักมึงนะทศ ห้ามทิ้งกูเด็ดขาด”

“เออน่า กูก็...ชอบมึง” เขินเลยทีนี้ ผมไม่ค่อยกล้าพูดว่ารักมันเท่าไหร่ มันอายๆ บอกไม่ถูก แต่ไอ้เพจมันพูดบ่อย ยิ่งเวลา...นั่นแหละ แม่งพูดจนผมหูชา

“พูดว่ารักไม่ได้เหรอ” นั่นไง มาอ้อนอีก มันเอาหน้ามาถูไหล่ผมพรืดๆ อย่างกับแมว

“ก็บอกไปแล้วไง”

“มึงบอกว่าชอบ ไม่ใช่รัก Like กับ Love ความหมายต่างกันเยอะเลยนะมึง” มันท้วง

“ต่างตรงไหนวะ ก็เหมือนกัน” ผมเถียงกลับ เพจหมุนตัวผมให้หันไปหา จ้องตาผม

“ไหนพูดสิ รักเพจจังเลยครับ”

“พ่อง” ผมสบถ รู้สึกหน้ามันร้อนๆ ทั้งที่หลังๆ มานี้แทบไม่เขินมันแล้ว มาบอกรักอะไรกันตอนนี้วะ

“มึงจะรักพ่อกูไม่ได้” แม่งกวนตีนอีก ผมกลั้นยิ้ม คือจะขำไง ไอ้เพจก็เล่นหูเล่นตาใหญ่ “เร็วๆ ดิ บอกรักกูหน่อย”

ผมยังกลั้นยิ้ม ที่พูดนี่เพื่อตัดรำคาญหรอกนะ “เออ รักมึง” โอ๊ย เขินว้อยยย

ไอ้เพจฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาวๆ ดึงตัวผมไปกอดไว้ แล้วก็บอกรักผมซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยจูบหวานๆ ของมัน

******

แล้วเราก็นัดกันว่าจะคุยกันเรื่องนี้ให้เคลียร์ ผมต้องบอกว่าเพจเป็นแฟนผม ให้เจ้าวรรษตัดใจไปซะ แต่คือ...ไอ้เพจมันจะพาน้องมันมาด้วยทำไมก็ไม่เข้าใจ

“มึงพาพลมาทำไรวะ” ผมกระซิบถามมัน เพจเอี้ยวตัวมากระซิบกลับ

“พอดีออกมาทำงาน เลยพามันมากินข้าวด้วย”

“อ๋อ” ผมพยักหน้าว่าเข้าใจ ลืมไปว่าเจ้าพลยังต้องติดสอยห้อยตามเพจไปทำงานหลายที่ นี่ก็นั่งกินข้าวอยู่ เหมือนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามาทำอะไรกันที่นี่

“มาแล้วคร้าบ” เสียงไอ้วรรษดังมาก่อนตัวอีก ไม่เคยอายครับน้องผม บ้ายังไงก็บ้าอย่างนั้น “พี่ๆ มากันเร็วจริง อ้าว แล้วนี่ใคร”

พอวรรษเดินมาถึงโต๊ะ มันก็ชี้ไปที่พล ซึ่งกำลังดูดเส้นราเม็งเข้าปาก เจ้าพลก็เงยหน้ามองมันอย่างงุนงง

“น้องกูเอง” เพจแนะนำ “มันแค่มากินข้าว”

“อ้อ” ไอ้วรรษเหล่มองพล แล้วนั่งลงข้างๆ เจ้าพลนั่นแหละ ก็ที่มันเหลือแค่นั้น พลก็เขยิบให้ พลางส่งยิ้มทักทาย แล้วก็กินต่อไม่ได้สนใจว่าเราจะคุยอะไรกัน เด็กนี่มันอยู่เป็นดีครับ

ว่าแต่ จะคุยกันต่อหน้าพลมันจริงดิ?

“ถามตรงๆ นะวรรษ มึงชอบเพจจริงๆ เหรอ” ผมเริ่มประเด็นหลักทันทีที่มันนั่งลง ไอ้วรรษกะพริบตาปริบๆ มองผม แล้วก็หันไปมองเพจ ส่วนพลเหมือนจะสำลักนิดหน่อย

“เรียกมาถามเรื่องนี้เนี่ยนะ? กลับไปคุยที่บ้านมั้ยวะ” วรรษขมวดคิ้ว

“ไม่อ่ะ ตรงนี้แหละ” ผมว่าพลางจ้องหน้ามัน ไอ้วรรษทำหน้าลำบากใจพลางเหล่มองคนข้างๆ พลก็ทำเป็นกินต่อไม่รู้ไม่ชี้

“ถ้ากูชอบจริงๆ แล้วมันทำไมวะ มึงก็น่าจะรู้นะ เรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้ ไม่เกี่ยวว่าเพศไหน”

“ไม่ทำไมหรอก แต่เพจเป็นแฟนกู”

“หา?” คราวนี้ไอ้วรรษถึงกับหน้าเบ้ มองพวกผมสลับกันไปมา แล้วก็มองพลที่ยังกินอยู่ พลก็พยักหน้า แบบว่า ผมรู้แล้วครับ

“กูขอโทษที่ไม่ได้บอกแต่แรก เพราะมัวยุ่งๆ เรื่องบี๋ แล้วก็เลยลืมไปว่าควรจะบอกมึงตั้งแต่แรก” ผมอธิบาย ไอ้วรรษนิ่วหน้าเหมือนหงุดหงิด

“เรียกกูมาเพื่อบอกว่าพวกมึงเป็นแฟนกัน ให้กูตัดใจจากพี่เพจงี้?”

“เออ” ผมก็พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ไม่ไว้หน้าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเพจเป็นของผม “ตัดใจเหอะ”

“เฮอะ” มันหัวเราะ แล้วลุกขึ้น “กูกลับล่ะ ไร้สาระเป็นบ้าพวกมึงอ่ะ”

ผมมองวรรษที่เดินดุ่มๆ ออกจากร้านไป มันคงโกรธที่พวกผมไม่บอกมันเรื่องสำคัญแบบนี้ ทำให้มันปล่อยไก่กับไอ้เพจ แล้วก็ลากมันมาตอกหน้าในที่แบบนี้ แต่เพจมาบอกทีหลังว่า ถ้าวรรษเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ การไปพูดคุยกันส่วนตัวที่บ้าน จะทำให้มันยิ่งไม่ยอม คนแบบนี้ต้องตอกหน้าหนักๆ ต่อหน้าคนอื่น (ไอ้พลนั่นเอง) มันจะได้เลิกรา แต่ก็อาจจะทำให้มันโกรธจัดด้วย ต้องยอมแลกกันไป

ผมไม่รู้ว่าที่ทำไปมันผิดหรือถูก มันดีแล้วหรือเปล่า และวรรษจะยอมตัดใจจริงมั้ย แล้วเราจะกลับมาเป็นพี่น้องที่สนิทกันเหมือนเดิมได้มั้ย แต่ผมก็เลือกที่จะทำตามที่เพจบอกไปแล้ว ผมเลือกเพจยิ่งกว่าสิ่งไหนทั้งนั้น

******

“หายนอยด์ยังวะ” ผมกลับมาบ้านเย็นวันเสาร์ เห็นเจ้าวรรษนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นหน้าทีวี โซฟามีก็ไม่นั่ง มันเมินผมเฉยเลยครับ ทำเป็นไม่ได้ยิน

“วรรษ”

“อะไรวะ” สุดท้ายก็ยอมพูด ผมอมยิ้ม นั่งลงบนโซฟาข้างหลังมัน มันกำลังดูทีวีอยู่

“โกรธเหรอ” ผมเอาเท้าเขี่ยๆ มัน

“กูจะโกรธทำไม” มันเงยหน้ามองผม “ถ้ากูไม่บอกจะจีบพี่เพจ มึงก็จะไม่บอกกูใช่มั้ยว่าคบกันอยู่”

ผมสะอึก “เอ่อ ก็...”

“บอกตรงๆ นะ กูรับไม่ได้หรอกที่พวกมึงไปรักกันแล้วไม่บอกกู ปล่อยให้กูคิดไปเองว่ามีโอกาส เพราะกูก็ชอบพี่เพจมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเหมือนกัน”

ผมนิ่งเงียบ

“เพราะงั้น ช่วงนี้กูขออยู่คนเดียว” แล้วมันก็ลุกหนีขึ้นชั้นบนไป ผมถอนหายใจ

คงต้องให้เวลามันสักพักแล้วล่ะ

END 1st part

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 1st step
«ตอบ #15 เมื่อ19-09-2020 15:19:14 »

13
พีรพลยืนมองทาวเฮ้าส์สองชั้นที่ค่อนข้างเก่าตรงหน้าพลางขมวดคิ้ว การที่เขามายืนอยู่ตรงนี้ มันไม่เกี่ยวกับงานเลยสักนิด แต่เป็นคำขอจากพี่ๆ

“ยังไงพลก็เคยเจอมันแล้ว ช่วยพวกพี่หน่อยแล้วกัน ทศกลับไปมันก็ไล่เอาๆ บ้านช่องมันก็ดูแลคนเดียวไม่ได้ พวกพี่ก็จนใจกับมันแล้วจริงๆ อย่างน้อยช่วยไปดูสภาพบ้านกับคนให้หน่อยก็ยังดี”

พลนึกถึงคำขอร้องของพี่ชายต่างแม่ กับแฟนของพี่ชาย ทั้งที่จริงตัวเขาไม่ได้รู้จักมักจี่กับน้องชายของแฟนพี่เลย เคยเจอกันแค่ครั้งเดียว ไม่ทันได้บอกชื่อแซ่หรือคุยกันสักคำ แต่กลับต้องมาเยี่ยมถึงบ้านแบบนี้...

เขากระชับเนคไทที่ผูกจนติดคอแล้วกดออดหน้าบ้าน กดอยู่นาน ก็ไม่มีใครออกมา พลเลยคิดว่าคงไม่มีใครอยู่ เลยล้วงหากุญแจสำรองที่ทศวรรษ แฟนของพี่ชายให้มา

เขาเปิดประตูรั้ว เดินผ่านรถยนต์คันเก่าไปถึงหน้าประตูบ้าน พอลองบิดลูกบิดดู ปรากฏว่ามันเปิดอยู่ เลยเปิดเข้าไป

“ขออนุญาตนะครับ” แม้จะไม่มีคน ก็ต้องขอ พลถูกสอนมาแบบนั้น เขากวาดสายตามองรอบๆ บ้าน มันรกน่าดู เสื้อผ้ากองระเกะระกะทั้งบนโซฟา บนพื้น รองเท้าก็กระจัดกระจาย กล่องอาหารทั้งจากร้านสะดวกซื้อและที่สั่งมากินกองสุมกันเต็มโต๊ะ ส่งกลิ่นเหม็นโชยมา จนพลต้องเบ้หน้า เอามือปิดจมูก

“โหย อยู่ได้ไงเนี่ย” หนุ่มน้อยวัย 22 ปีที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ เดินผ่านกองขยะที่สุมๆ อยู่เข้าไปในโซนที่จัดไว้สำหรับนั่งดูทีวี กางถุงขยะสีดำที่ติดมือมาด้วยจากที่บ้านออกแล้วลงมือเก็บกวาดขยะเน่าเสียก่อนเป็นอันดับแรก บางอย่างมีราขึ้นแล้วด้วย แม้จะขยะแขยง แต่พลก็ยังก้มหน้าก้มตาเก็บด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่พี่ๆ มอบหมายมาให้

“ยี้” เด็กหนุ่มใช้ตะเกียบไม้ที่ใช้แล้ว คีบบางอย่างขึ้นมาจากพื้น มันมีลักษณะเป็นยางสีชมพูอ่อนๆ ที่น่าจะมีกลิ่นสตรอเบอรี่ แต่กลิ่นหายไปหมดแล้ว เหลือแต่คราบของเหลวข้างใน แต่พอพลกำลังจะรีบยัดมันทิ้งลงถุงขยะ เสียงดุๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“มึงเป็นใคร เข้ามาได้ไง”

“เหวอ” พลตกใจจนทำเศษชิ้นส่วนเมื่อสักครู่หลุดมือ ร่วงลงบนพื้นตามเดิม พอหันไปก็เห็นเจ้าของบ้านยืนกอดอกจ้องเขม็งอยู่ ยังดีที่ไม่พุ่งเข้ามาต่อยก่อนคุย

“คะ คือ พล...เอ่อ ผมเป็นน้องชายพี่เพจไง เราเคยเจอกันแล้วครั้งหนึ่ง” เขารีบอธิบาย “พี่เพจกับพี่ทศให้ผมมาดูบ้าน”

“ดูบ้าน?” เจ้าของบ้านขมวดคิ้ว “ดูทำห่าไรวะ บ้านก็อยู่เหมือนเดิม” วรรษบ่นอุบอิบ

“นี่คือเหมือนเดิมเหรอครับ” พลเผลอพูดตามใจคิด พลันต้องสะดุ้งเฮือกกับแววตาดุดันของเจ้าของบ้านที่หันมามอง

“เออ”

“...ครับ” เหมือนก็เหมือนครับ พลคิดในใจ ก้มหน้าก้มตาเก็บขยะต่อ

วรรษยืนกอดอกพิงผนัง มองคนอายุน้อยกว่าที่ตั้งอกตั้งใจเก็บขยะที่ตนทำรกไว้ “มึงชื่อไรนะ”

“ครับ?” พลมัวแต่รีบเก็บขยะจนไม่ทันฟัง เลยต้องหันไปอีกรอบ พอสบตากันก็รู้สึกเกร็งๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะน้องชายของทศวรรษดูน่ากลัวมาก ต่างจากพี่ชายลิบลับ

“กูถามว่ามึงชื่ออะไร เป็นน้องพี่เพจ ก็อ่อนกว่ากู มึงต้องเรียกกูพี่นะ” วรรษรู้สึกดีนิดๆ ที่ได้ข่มเด็ก ยิ่งพลท่าทางแหยๆ ด้วย

“ครับพี่” พลก้มหน้างุดๆ แอบบ่นในใจนิดหน่อย แต่ก็เก็บขยะต่อ

“ตกลงมึงชื่ออะไรเนี่ย ไม่บอกสักทีเว้ย” วรรษชักหงุดหงิด เตะข้าวของที่กองเกะกะขวางทางเข้าไปนั่งบนโซฟา

“พะ พลครับ” พลสะดุ้งตอนที่วรรษนั่งลง เหล่ไปมองก็เห็นทำหน้าดุอีกแล้ว “พี่...วรรษ”

“เออ แค่นั้นแหละ” วรรษทำเสียงหงุดหงิด เอื้อมมือไปหยิบรีโมททีวีมาเปิดดูข่าวสารบ้านเมืองช่วงเย็น ไม่สนใจจะช่วยพลเก็บของเลยแม้แต่น้อย แต่สายตาก็มองพลเป็นพักๆ

พลเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาคล้ายพี่ชายอยู่ไม่น้อย แต่ตัวเล็กกว่าเพจ ก็หมายความว่าตัวเล็กกว่าเขาด้วย เขาหรี่ตามองพินิจพิจารณาเด็กหนุ่ม จนพลรู้สึกได้ เลยหันมามอง

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

วรรษเสมองไปทางอื่น “เปล่า เก็บเสร็จยัง”

พลอยากจะถอนหายใจออกมาดังๆ เยอะขนาดนี้จะเก็บยังไงให้หมดดีกว่า “ยังครับ”

“งั้นก็เลิกเก็บก่อน กูหิวแล้ว”

พลกะพริบตาปริบๆ หิวแล้วบอกทำไม งง

“อุ่นข้าวในตู้เย็นให้ที เอามาเสิร์ฟตรงนี้ด้วย”

ถึงพลจะค่อนข้างหวาดๆ วรรษไม่น้อย แต่พอโดนสั่งเหมือนมาเป็นคนรับใช้แบบนั้น ก็ชักจะไม่ไหวเหมือนกัน เด็กหนุ่มลุกพรวด

“ผมไม่ใช่คนใช้พี่นะ ทำเองครับ” พร้อมชี้นิ้วไปทางตู้เย็นที่เห็นอยู่หน้าครัวให้ด้วย “เชิญ”

“แต่พวกพี่มึงสั่งให้มาดูแลไม่ใช่เหรอ” วรรษเลิกคิ้ว พลหน้ามุ่ย

“ไม่ใช่แล้วครับ ให้มาดูบ้าน ดูสภาพพี่เฉยๆ ที่ผมเก็บกวาดให้ก็เกินพอแล้วครับ กรุณาดูแลตัวเองด้วย” แล้วพลก็นั่งยองๆ ลงเก็บขยะต่อ ไม่มีทีท่าว่าจะยอมทำตามที่สั่ง

วรรษยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ เห็นแหยๆ แต่พอเอาจริงก็กล้าน่าดู สมเป็นน้องชายของเพจ เขาชักจะถูกใจเจ้าหน้าอ่อนนี่ซะแล้ว

******

“อะไรนะวรรษ เอางั้นเหรอ ไม่รู้นะ เดี๋ยวกูถามให้แล้วกัน” ทศกดวางสายแล้วหันไปมองหน้าเพจที่นั่งทำงานอยู่บนเตียง ตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่แสนสบายของพวกเขา

“มีไร?” เพจเงยหน้ามอง

ทศเดินไปนั่งข้างๆ เพจ หน้าตาดูลำบากใจเล็กน้อยที่จะพูด “คือ ไอ้วรรษมันโทรมา”

“แล้ว?” เพจเลิกคิ้วถาม

“มันบอกว่า อยากให้พลไปช่วยมันทำความสะอาดบ้านอีก”

“หือ” เพจเองก็ยังทำหน้าเหมือนประหลาดใจ “กูว่าน้องมึงมีเป้าหมายใหม่ละ”

“เจ้าพลเหรอ สงสารน้องมึงจังว่ะ” ทศถอนหายใจ “เอาไงดีวะ”

“เดี๋ยวกูโทรบอกพลให้” เพจว่าพลางหยิบสมาร์ทโฟนมาต่อสายหาน้องชาย

และด้วยคำขอร้องจากพี่ชาย พีรพลคนซื่อก็ต้องมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้อีกครั้งจนได้

“ไง น้องพล” แต่วันนี้มาแปลก คราวก่อนยังหยาบคายใส่ทำเสียงดุอยู่เลย มาวันนี้ศตวรรษดูยิ้มแย้มใจดีผิดปกติ หรือแบบนี้คือปกติ วันนั้นอาจจะอารมณ์ไม่ดี พลเอียงคอน้อยๆ ด้วยความสงสัย แต่ก็คลี่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“สวัสดีครับพี่วรรษ วันนี้ผมซื้อข้าวมาฝากด้วย” เด็กหนุ่มชูถุงอาหารขึ้น

วรรษยิ้มรับ “ขอบใจนะ มาๆ เข้าบ้านก่อน”

พลใจชื้นขึ้นกว่าครั้งก่อน เพราะท่าทีที่ดูอ่อนลงของวรรษ เดินตามอีกคนเข้าบ้านและจัดอาหารใส่จานมาให้พร้อม

“ยังไม่ค่อยรกมาก พี่วรรษทิ้งขยะทุกวันใช่มั้ยครับ” พลวางจานอาหารลงบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา แล้วนั่งลงข้างๆ วรรษที่รีบคว้าจานมาแล้วลงมือกินทันที “หิวมากเลยเหรอครับ”

“อือ หิว” วรรษยิ้มให้ พลรู้สึกแปลกๆ กับสายตาคู่นั้น แต่พยายามจะไม่สนใจ พลนั่งรอสักพัก ก็ลุกขึ้น

“งั้นผมขอทำความสะอาดหน่อยนะครับ พี่วรรษกินตามสบายเลย”

วรรษพยักหน้ารับ พลจึงเริ่มทำความสะอาดจากครัวก่อนเป็นอย่างแรก ดีที่ขยะไม่มากเท่าครั้งก่อนแล้ว เลยทำความสะอาดได้สบายขึ้น วรรษกินเสร็จระหว่างที่พลยังทำความสะอาด เขาลุกมายืนแอบดูคนตัวเล็กกว่ากำลังตั้งอกตั้งใจทำงานที่พี่ชายมอบหมาย

“แล้วพลกินอะไรมายัง พี่ก็ลืมถามเลย” ทั้งวิธีพูดและน้ำเสียง ราวกับคนละคนกับคราวก่อน พลกะพริบตาปริบๆ อย่างอึ้งๆ

“กะ กินแล้วครับ”

“แล้วเย็นนี้อยากกินอะไรมั้ย พี่ว่าจะทำเอง”

พลอ้ำอึ้ง ไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้านี้ใช่คนเดียวกับที่เจอครั้งก่อนๆ หรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากคิดให้เปลืองสมอง “เอ่อ อะไรก็ได้ครับ”

เย็นนั้น พลได้อยู่กินข้าวกับวรรษเป็นครั้งแรก วรรษเข้าครัวทำอาหารง่ายๆ เป็นกะเพราหมูสับกับไข่ดาวคนละฟอง ระหว่างมื้ออาหารก็ได้พูดคุยกันมากขึ้น

“พี่วรรษเป็นนักแคสเกมเหรอ ดีจัง” ตาเป็นประกายของพลจับจ้องวรรษด้วยความชื่นชม “พลอ่ะ ต้องทำงานตามที่พ่ออยากให้ทำ ไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำเลย” ด้วยความที่ผ่อนคลายแล้ว พลก็เลยเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกตัวเองกับวรรษในตอนแรก ให้เหมือนเวลาคุยกับพวกเพจ

“จริงๆ แล้วพลอยากทำงานอะไรล่ะ” วรรษถามพลางรินเบียร์ใส่แก้วให้ พลผงกหัวขอบคุณ ยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบไปคุยไป

“ผมก็ไม่ได้มีอะไรอยากทำเป็นพิเศษหรอก ตอนม.ปลายเคยทำวงดนตรีกับเพื่อน ก็อยากทำต่อนะ แต่พ่อบอกให้เรียนบริหาร เพราะต้องมาช่วยงานที่บ้าน เกมผมก็ชอบเล่นนะ เป็นนักแคสเกมเวลาว่างๆ ก็น่าจะดี”

“งั้นมาลองเล่นกับพวกพี่มั้ยล่ะ ถ้าอยากลงแข่งก็เทรนให้ได้ เผื่อว่าได้เงินจากตรงนี้เยอะ ก็จะได้ขอพ่อออกมาทำอิสระ” วรรษเสนอ พลส่ายหน้า

“พ่อไม่ยอมหรอก เดี๋ยวไม่มีคนช่วยงานพี่เพจด้วย”

“งั้นแค่เล่นๆ กับพวกพี่ก็ได้ ว่างก็มา ลองมั้ย” วรรษพยายามชวน พลทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะตอบตกลง “งั้นคืนนี้ค้างที่นี่สิ เดี๋ยวพี่ให้ลงด้วย ไม่ซีเรียสนะ แค่เล่นขำๆ ลงทวิต ไม่ใช่ซ้อมแข่ง”

“ได้เหรอพี่วรรษ” พลเองก็ดูเหมือนจะอยากลองเล่นเกมแบบเป็นทีมที่วรรษว่า

“อยากทำอะไรก็ทำเลย ครั้งหนึ่งในชีวิตก็ยังดี เป็นคติของพี่น่ะ”

พลมองวรรษอย่างชื่นชมอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้า “อื้อ”

แล้วคืนนั้น พลก็ได้ค้างที่บ้านของวรรษ เพื่อจะลองเล่นเกมกับพวกเพื่อนๆ ของวรรษ

“เดี๋ยวพี่หาชุดให้ใส่ เข้าไปอาบน้ำได้เลย” วรรษบอกก่อนจะวิ่งขึ้นไปชั้นบนเพื่อรื้อหาเสื้อผ้าตอนวัยรุ่นมาให้พลใส่ เพราะพลตัวเล็ก ใส่ชุดของเขาตอนนี้ไม่น่าพอดี น่าจะใส่ได้แค่เสื้อ แต่อาจจะหลวมหน่อย

วรรษวางเสื้อผ้าไว้ให้พลตรงหน้าห้องน้ำ พอพลเดินออกมาก็หยิบไปเปลี่ยน ก่อนจะกลับออกมาอีกรอบด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ

“พี่วรรษ คือ กางเกงมันตัวเล็กไปมั้ยครับ” พลดึงเสื้อยืดตัวโคร่งที่วรรษให้มาลงมาปิดต้นขาที่โผล่พ้นกางเกงบอลขาสั้น เป็นกางเกงที่วรรษใส่ตอนม.ต้น

“ตัวอื่นนายก็ไม่น่าจะใส่ได้ คับไปมั้ย” วรรษหันไปมองคนตัวเล็กที่ยืนบิดไปมาอยู่หน้าห้องน้ำ ท่าทางขัดๆ เขินๆ ของพลกับขาขาวๆ ที่โผล่พ้นกางเกงออกมาทำเอาวรรษเกือบเลือดกำเดาพุ่ง

“มันก็ไม่คับหรอกครับ แต่มันสั้น...”

“งั้นเดี๋ยวพี่ขออาบน้ำแป้ปนะ ไปรอบนห้องก่อนก็ได้” วรรษเมินที่พลพูดมันซะอย่างนั้น ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำบ้าง

พลเลยยืนมึนอยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะเดินไป ดึงชายเสื้อไป ขึ้นไปบนห้องของวรรษ

พอวรรษอาบน้ำเสร็จก็ขึ้นไปหาพลบนห้อง เห็นคนตัวเล็กนั่งมองหน้าจอโน๊ตบุ๊คของตนอยู่ เขาอมยิ้ม เดินเข้าไปนั่งข้างๆ พลบนเตียง

“ยู เอ็น ไอ ซี โอ อาร์ เอ็น”

พลเงยหน้ามองวรรษ บนหน้าเหมือนมีเครื่องหมาย ?

“พาสเวิร์ดไง เปิดเครื่องดิ หรือจะเล่น PC”

“อ๋อ เล่นเครื่องนี้ก็ได้ครับ” พลว่าพลางกดพาสเวิร์ดเข้าเครื่องตามที่บอก “สอนผมด้วยนะพี่วรรษ”

“พี่จะสอนแบบจัดเต็มเลยครับน้องพล โหดหน่อยนะ บอกก่อน”
............
.........
......
...
ผ่านไป 1 ชั่วโมง

“เยส! ชนะอีกแล้วพี่วรรษ” หลังจากได้รับการสอนสั่งชี้แนะจากวรรษและเพื่อนๆ พลก็เล่นจนเอาชนะคู่ต่อสู้ทีมอื่นมาได้เรื่อยๆ แม้ช่วงแรกจะแพ้บ้างก็ตาม

“เออ เก่งๆ เก่งครับ” วรรษขยี้ผมม้าเต่อของพล

[ตระกูลพี่เพจนี่เขากินอะไรเป็นอาหารวะ เล่นเกมเก่งทั้งบ้านหรือไง]
[น้องพลเอาอีกตามั้ยครับ]
[น้องพลโครตสุภาพ จนพวกพี่นี่หยาบไม่ออกเลยครับ]

เสียงเพื่อนๆ ของวรรษดังลอดดิสคอร์ดออกมา ดูเหมือนทุกคนจะชอบพลไม่แพ้เพจ และพอได้รับคำชวนให้เล่นต่อ พลก็มองหน้าวรรษเป็นเชิงขออนุญาต หน้าตาเหมือนลูกหมาน้อยนั่นช่างน่ารักจนวรรษฟินแล้วฟินอีก ก็เลยยอมให้ยึดโน๊ตบุ๊คไปเล่นยาวๆ ส่วนวรรษใช้ PC เอา

[ว่างๆ เรามาจัดมีทติ้งกันหน่อยมั้ยวะ พี่อยากเจอน้องพลตัวเป็นๆ จังครับ]
[เออ นั่นสิ เสียงก็น่ารัก ตัวจริงคงโครตน่ารัก มาเจอพวกพี่หน่อยมั้ยครับ]

“เอ๊ะ มีทติ้งเหรอครับ ก็ได้นะ พลเลิกงานห้าโมง เดี๋ยวขอพี่เพจพักงานร้านวันนึง” พลก็ตอบรับแบบไม่ต้องคิด เพราะรู้สึกสนิทกับพวกพี่ๆ ในเวลาไม่นาน คุยกันแล้วเพลินดี

“เดี๋ยว พวกมึงไม่ชวนกูด้วยเหรอ ทำไมชวนแค่พลวะ” วรรษนิ่วหน้าขึ้นมาทันที

[กูรู้ไงว่ามึงไม่ชอบออกนอกบ้าน เลยไม่ชวน]

“กูไปครับ”

[ห๊า! มึงว่าไงนะวรรษ อะไรนะ กูขอฟังอีกที]
[มึงไม่ได้เพี้ยนใช่มั้ยวะ]
[ฝนตกแน่มึงงานนี้]

เสียงเพื่อนๆ ของวรรษดังแทรกกันเข้ามาจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่วรรษก็ยืนยันคำเดิม

“เออ กูไปแน่”

 :jul1:

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 1st step
«ตอบ #16 เมื่อ19-09-2020 17:58:52 »

14
วันงานมีทติ้งกลุ่ม Getout ที่ไม่รู้ว่าใครมันตั้งชื่อ เนื่องจากวรรษขับรถไม่เป็น พลเลยเป็นคนขับไปรับที่ปากซอยบ้านแล้วพากันไปยังจุดนัดหมาย ซึ่งเป็นร้านบุฟเฟต์เนื้อย่างแถวซอยอารีย์ จองที่ไว้ทั้งหมด 5 คน มีวรรษ พล กับเพื่อนในกลุ่มของวรรษอีก 3 คนที่คบกันมานานตั้งแต่สมัยมัธยม

“หวัดดีครับน้องพล” เพื่อนๆ ของวรรษยิ้มทักทายพลที่ยกมือไหว้ทุกคนเรียงตัวอย่างนอบน้อม

“ไม่ต้องไหว้พวกมันหรอก เสียมือเปล่าๆ” วรรษว่า พวกที่เหลือโห่กันใหญ่ ส่วนพลก็ยิ้มๆ หลังจากนั้นทุกคนก็แนะนำตัวกับพล

คนใส่แว่นชื่อ เต้ คนท้วมๆ หน่อยชื่อ ปิ่น และคนที่หน้าออกลูกครึ่งชื่อ เพลง

“น้องพลกินเนื้อมั้ยครับ พี่แนะนำเนื้อนิวซีแลนด์นะร้านนี้ แต่ถ้าชอบมันๆ ก็ฮารามิ” เพลงที่นั่งอยู่ด้านซ้ายของพล แบ่งเมนูให้พลดู ส่วนวรรษต้องนั่งอีกฝั่งกับปิ่น เพราะโดนเพื่อนจับแยกกับพล

“ปลาหมึกสดมากนะ น้องพลชอบมั้ย” เต้ที่นั่งอยู่ด้านขวาของพลแนะนำบ้าง

“พลกินได้หมดเลยครับ ขออย่างละที่ก่อนนะครับ” พลยิ้มรับอย่างร่าเริง มีพี่ๆ คอยเอาใจใส่แล้วรู้สึกดี เพราะปกติเพจจะไม่ค่อยใส่ใจเขามากนัก วรรษเองก็มองๆ เหมือนอยากจะพูดอะไร

“น้องพลเคยเล่นกีต้าร์เหรอ พี่ก็เคยเล่นนะ แต่นานมากละ เดี๋ยวนี้จับแต่เม้าส์” เพลงว่าพลางย่างเนื้อแล้วคีบมาใส่จานให้พล วรรษก็มองตามพลางขมวดคิ้ว เพื่อนในกลุ่มของเขาปกติไม่เคยสนใจผู้ชายด้วยกันมาก่อน ทำไมวันนี้ดูสนใจพลกันเหลือเกิน จะว่าเอ็นดูเป็นน้องนุ่งก็ไม่แปลกหรอก แต่มันก็สงสัยอยู่ดี

“พลก็ไม่ได้เล่นนานแล้วเหมือนกัน แหะๆ” พลแลบลิ้นนิดๆ พลางหัวเราะ ในสายตาพวกพี่ๆ ตอนนี้คือ น่ารักสุดๆ

พวกเขากินดื่มและคุยกันอย่างออกรสออกชาติ จนใกล้ครบเวลาที่ร้านกำหนด พลก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนกลับ พอพลลุกไปแล้ว พวกเพื่อนๆ ของวรรษก็แสยะยิ้มรุมมองเขาเหมือนจะแซว

“อะไรของพวกมึง” วรรษขมวดคิ้ว

“แน่ะๆๆ พวกกูรู้นะ มึงคิดอะไรอยู่” เพลงเปิดประเด็น “น้องเขาซื่อๆ มึงอย่าไปหลอกแดกเลยกูว่า”

“นั่นดิ น่าสงสารออกนะครับคุณวรรษ” เต้ขยับแว่นให้ดูทรงภูมิ แต่ไม่ได้ดูมีภูมิเลย

“พวกมึงพูดบ้าอะไร” วรรษหรี่ตา ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ปกติวรรษได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่นานๆ ทีจะมีผู้ชายที่เขาสนใจ

“พวกกูรู้หรอกว่านั่นน่ะ สเปคมึงเลย” ปิ่นชี้หน้าวรรษที่ตั้งท่าจะปฏิเสธ “อย่าเถียง”

“เพ้อเจ้อ นั่นน้องพี่เพจ กูก็แค่...” วรรษหาข้ออ้างไม่เจอเลยเงียบไป เพื่อนๆ ก็เลยยิ่งแซวกันสนุกปาก จนพลกลับมาที่โต๊ะ เลยเลิกพูดถึงเรื่องนี้ไป

ระหว่างทางกลับบ้าน วรรษก็นั่งคิดถึงที่เพื่อนพูด มันก็จริงที่เขาสนใจพล แต่ตอนแรกก็เพราะพลคล้ายเพจ เขาเพิ่งอกหักจากเพจมาไม่กี่เดือน จริงๆ ก็ยังทำใจไม่ได้เท่าไหร่ เพราะคนที่เพจเลือกดันเป็นพี่ชายตัวเอง พอเจอพลก็เลยกะจะแกล้งเล่นๆ แต่พลก็ช่างใสซื่อและทำตัวได้น่ารักมากจนแกล้งไม่ลง

“ไว้ไปเที่ยวที่นี่กันมั้ย”

“ไหน” พลที่กำลังเช็ดผมให้แห้งเขยิบมาใกล้ๆ วรรษ พลางโน้มตัวลงนิดหน่อยเพื่อจะดูหน้าจอโน๊ตบุ๊ค เป็นเวบเพจเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในเมืองไทย

วรรษเหลือบมองลงต่ำไปตามแนวคอเสื้อที่ค่อนข้างจะกว้างของพล ซึ่งเป็นเสื้อยืดที่เขาเลือกให้ใส่เองกับมือ เพราะคิดว่าพลใส่แล้วต้องเซ็กซี่แน่ๆ

“มีบันจี้จัมป์ด้วย น่าเล่นนะ”

“น่ากลัวออกพี่วรรษ” พลเบ้หน้า วรรษหัวเราะ

“ไม่น่ากลัวหรอกน่า ครั้งหนึ่งในชีวิตไง” เขาขยิบตาให้น้อง

หลังจากที่คุยกันเรื่องบันจี้จัมป์ไม่ทันไร วันนี้พลก็ต้องมายืนอยู่บนแท่นโดดบันจี้จัมป์สูงลิ่วเหนือแม่น้ำแล้ว พลไม่กล้ามองลงไปข้างล่างเลยด้วยซ้ำ มันเหมือนขาสั่นแทบยืนไม่อยู่ เลยเกาะวรรษไว้แน่น

“ไม่ต้องกลัว แป้ปเดียวจบเลย” วรรษว่าพลางแกะมือของพลออกจากเอว ส่วนเขาโดดไปแล้วก่อนหน้านี้ “โดดเร็ว เดี๋ยวหมดเวลานะ”

“ฮือออ” พลทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ยอมกระโดดลงไป วูบแรกพลเหมือนจะเป็นลม ยิ่งตอนที่มันเด้งไปมายิ่งเสียว แต่สักพักก็กลายเป็นรู้สึกสนุก พอลงมาก็หัวเราะลั่น

“ฮ่าๆๆ สุดเหวี่ยงเลยพี่วรรษ เสียวแต่มันมาก”

วรรษอมยิ้มมองพลอย่างเอ็นดู โอบบ่าพาน้องไปเที่ยวที่อื่นต่อ พลขอลางานกับเพจ 7 วัน เพื่อมาเที่ยวกับวรรษสองคน

“พลนึกว่าพวกพี่เพลงจะมาด้วยซะอีก” ตอนที่พลว่าอย่างนั้น วรรษก็ยักไหล่ทำไม่รู้ไม่ชี้ เขาไม่เคยพูดสักคำว่าจะชวนเพื่อนมา พลแค่คิดไปเองว่าจะมาเที่ยวกันเป็นกลุ่ม

“อยู่กับพี่วรรษแล้วสนุกสุดๆ เลย”

“ดีแล้ว” วรรษคลี่ยิ้ม ลูบหัวพลแรงๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
.........
......
...
ยามค่ำคืน สองคนพากันมานั่งเล่นริมน้ำ ที่พักของพวกเขาเป็นแพ และมีมุมสงบสำหรับนั่งแกว่งขาดูวิวกลางคืนด้วย วันธรรมดาไม่ค่อยมีคนมาเที่ยว เลยมีแค่สองคนที่มานั่งเล่นตรงนี้

วรรษเปิดกระป๋องเบียร์ยื่นให้พลดื่มก่อน พอพลดื่มเสร็จก็ส่งคืนให้เขาดื่มต่ออย่างไม่มีรังเกียจกัน

พวกเขานั่งแกว่งขาบนแคร่ไม้ริมน้ำ ปล่อยให้ความเงียบไหลผ่านไปกับสายลมและสายน้ำเบื้องล่าง

“พี่วรรษ” แล้วพลก็เป็นคนทำลายความเงียบนั้นก่อน “พลมีเรื่องอยากถาม”

“ว่า?” วรรษกระดกเบียร์ลงคอ

“คือ...” แล้วพลก็อ้ำอึ้ง เหมือนชั่งใจอยู่ว่าจะถามดีมั้ย “พี่วรรษ ยังชอบพี่เพจอยู่มั้ยครับ”

คราวนี้วรรษเป็นฝ่ายนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

“ไม่แล้ว”

แล้วต่างคนก็ต่างเงียบไป จนพลลุกขึ้นยืนก่อน

“พลง่วงแล้ว ไปนอนดีกว่าครับ” แต่เพราะรีบลุกมากไป แถมมีฤทธิ์ของเบียร์กรึ่มๆ ทำให้ร่างเล็กเซจะล้มหน้าคว่ำ วรรษเลยรีบลุกขึ้นคว้าไว้ เกือบล้มกลิ้งลงน้ำทั้งคู่เสียแล้ว

“ขะ ขอโทษครับ” พลเอ่ยเสียงเบา เกาะแขนวรรษตั้งหลัก

“ต้องขอบคุณไม่ใช่เรอะ” วรรษหัวเราะ พอปล่อยมือ พลก็ดึงชายเสื้อเขาไว้

“พลขอโทษที่ถามเรื่องเมื่อกี้” คนตัวเล็กก้มหน้างุด แก้มขาวๆ แดงระเรื่อ แม้มืดสลัวก็ยังเห็นได้ชัด “ทั้งที่มันเป็นเรื่องส่วนตัว”

 “ไม่เป็นไร พี่ไม่ถือ” วรรษลูบหัวพลเบาๆ “กับพล พี่ตอบได้ทุกเรื่อง”

พลอมยิ้มเมื่อได้ฟัง พลางหดคอเล็กน้อยเพราะน้ำหนักจากมืออุ่นๆ บนศีรษะ

หลังกลับจากทริปเที่ยวไทยในหนึ่งสัปดาห์กับวรรษ ทั้งคู่ก็สนิทกันมากขึ้น พลไปช่วยทำความสะอาดบ้านและนอนค้างที่บ้านของวรรษบ่อยขึ้น จากอาทิตย์ละครั้ง เป็นทุกศุกร์เสาร์อาทิตย์

“พี่วรรษ ไม่มีกางเกงแบบอื่นมั่งเลยเหรอ พลใส่แบบที่พี่ใส่ก็ได้นะ” เรื่องกางเกงขาสั้นของพลยังคงเป็นประเด็นหลักแทบทุกอาทิตย์ที่มาค้าง

“พลเอวเล็กแค่นั้น ใส่กางเกงพี่ไม่ได้หรอก” วรรษว่าพลางยกขวดน้ำขึ้นดื่ม สายตาก็เหล่มองขาของพลเหมือนเดิม เขาห้ามตัวเองแล้วไม่ให้มอง แต่มันอดไม่ได้ทุกที พลสมเป็นลูกผู้ดีมีฐานะ ผิวขาวผ่อง ขาสวยเนียนเรียบไร้ขนสักเส้น สวยกว่าขาผู้หญิงบางคนที่เขาเคยคบมาอีก แต่ปกติพลใส่แต่กางเกงขายาวสำหรับทำงาน ถ้าไม่มานอนค้างที่บ้านคงไม่มีทางได้เห็นขาอ่อน

พลบ่นอุบอิบเดินขึ้นชั้นบนไป นับวันยิ่งรู้สึกว่าโดนมองแปลกๆ แต่ก็พยายามจะไม่คิดอะไรมาก

กริ๊ง

“โอ๊ะ”

“มีอะไรเหรอครับพี่วรรษ” พลชะโงกหน้ามาดูวรรษที่ส่งเสียงร้องแปลกๆ และกำลังก้มมองใต้เตียง

“พี่ทำเหรียญกลิ้งไปใต้เตียงอ่ะ แต่มือมันล้วงไปไม่ได้” วรรษตอบ พยายามจะเอื้อมมือเข้าไปใต้เตียง แต่เหมือนแขนของเขาจะใหญ่เกินไป มันเลยเข้าได้แค่เลยข้อมือมานิดเดียว

“เดี๋ยวพลลองมั่ง” พลอาสา ก่อนจะกระโดดลงจากเตียงแล้วคุกเข่าโก่งโค้ง เหยียดแขนเข้าไปใต้เตียงจนสุดพลางกวาดไปมาเพื่อหาเหรียญที่ว่า

วรรษผละออกมานั่งมอง ด้วยความที่กางเกงมันสั้นมาก พอพลทำท่านี้มันเลยเลิกขึ้นมาจนเห็นขอบก้นขาวๆ วรรษพยายามจะไม่มอง แต่สายตามันอดไม่ได้ที่จะมอง เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“พะ พี่”

“เจอแล้วพี่วรรษ” พลโพล่งออกมาพร้อมกับหยิบเหรียญส่งคืนให้ด้วยหน้าตายิ้มแย้มไร้เดียงสา จนวรรษอดคิดไม่ได้ว่า น้องมันโตมาซื่อใสขนาดนี้ได้ยังไง

“อ่า ขอบใจ” วรรษรับเหรียญมาพลางเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นหันหลังให้พล

“เดี๋ยวพี่เข้าห้องน้ำแป้ป”

***

วรรษไม่ได้ตั้งใจให้น้องใส่กางเกงแบบนั้นหรอกนะ จริงๆ

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 2nd step
«ตอบ #17 เมื่อ19-09-2020 18:32:51 »

15
“ไอ้วรรษ ลุกเดี๋ยวนี้!”

ศตวรรษสะลึมสะลือปรือตาขึ้นเพราะรู้สึกเหมือนเจ็บๆ ที่ใบหู ทีแรกนึกว่าฝันร้าย แต่ไม่ใช่ เพราะเขากำลังโดนพี่ชายดึงหูจะลากลงจากเตียง วรรษตื่นเต็มตาทันที

“โอ๊ยยยย อะไรวะเนี่ย” เขาผุดลุกขึ้นแล้วก็ต้องรีบยืนทันที ก่อนจะล้มกลิ้งลงบนพื้น พอลงยืนแล้วก็หันไปมองหน้าพี่ชายอย่างเคืองๆ ทั้งที่ยังง่วง เหลือบมองนาฬิกาก็เพิ่ง 7 โมงเช้า

“มึงทำอะไรน้อง” ทศชี้ไปบนเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พยายามพูดเสียงเบาที่สุด แม้น้ำเสียงจะแข็งกร้าว

วรรษหันไปมองคนที่นอนอยู่บนเตียงกับเขามาทั้งคืน พลยังหลับตาพริ้ม

“ทำเหี้ยอะไร กูก็แค่นอน” วรรษขยี้หัวตัวเองพลางเปิดปากหาววอดๆ แต่แววตาของทศยังดุดันไม่ลดละ

“ออกมาคุยกันหน่อย”

ทศวรรษนั่งกอดอกอยู่บนโซฟาที่ชั้นล่าง พอวรรษล้างหน้าล้างตาลงมาหา ก็ส่งสายตาบอกให้มานั่งประจำที่ วรรษเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มส่งเสียงจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด เพราะพอจะเดาได้ว่าทศจะพูดเรื่องอะไร

“เพจบอกว่าพ่อมันโทรมา เจ้าพลชอบไปค้างนอกบ้านจนที่บ้านเขาเป็นห่วงกันหมดแล้ว” ทศเปิดประเด็นทันทีที่น้องชายตัวดีนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวด้านข้าง

“ลูกชายเขาอายุ 10 ขวบเหรอ จะห่วงอะไรนักหนา” วรรษทำหน้ายุ่ง

“มึงไม่เป็นพ่อแม่เขามึงก็ไม่เข้าใจหรอก พลมานอนที่นี่ทุกอาทิตย์เลยสินะ”

“เออ มันมาเล่นเกมกับพวกกู”

“แล้วมึงไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้นใช่มั้ย” ตั้งแต่ที่รู้ว่าวรรษชอบเพจ ทศก็เพิ่งรู้ว่าน้องตัวเองได้หมดทั้งหญิงชาย เลยเริ่มห่วงพลขึ้นมา แต่เพจก็บอกว่าไม่มีอะไรต้องห่วง พลดูแลตัวเองได้ ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อยากไว้ใจน้องตัวเองอยู่ดี

วรรษไม่เคยมีแฟนแบบเป็นตัวเป็นตน แต่ก็มีผู้หญิงมาติดพันบ้างตั้งแต่สมัยม.ต้นแล้ว และช่วงที่เพจไปเรียนเมืองนอก เพจคงไม่รู้วีรกรรมน้องชายของเขา ที่เกือบทำให้แม่หัวใจวายตาย เพราะมีผู้หญิงมาอ้างว่ามันไปทำเขาท้อง และแม้ว่าพลจะเป็นผู้ชาย ทศก็ไม่อยากให้วรรษไปยุ่งกับน้องของเพจ มันจะเป็นเรื่องยุ่งยากเปล่าๆ บ้านนั้นแค่เพจเป็นเกย์ก็ทำใจยากแล้ว

“จะให้กูทำอะไรล่ะ แค่นอนกอดกัน ไม่บุบสลายหรอกมั้ง” วรรษถอนหายใจ

“ถ้ามึงไม่คิดอะไรก็ดีแล้ว น้องมันซื่อๆ ดูแลกันดีๆ ด้วย” พลันทศก็ขมวดคิ้ว “ทำไมต้องนอนกอดกันวะ”

“มันกลิ้งมากอดกูก่อน กูไม่ได้ทำอะไร สาบานได้”

ทศนึกถึงภาพที่เห็นก่อนหน้านี้ ก็จริงที่เห็นว่าพลนอนก่ายบนตัววรรษเอง ไม่ใช่ว่าวรรษไปกอดหรือไปยุ่มย่ามอะไรเลย ทศถอนหายใจบ้าง เขาคงคิดมากเกินไป ระแวงกระทั่งน้องชายตัวเอง

“เออ ดีแล้ว ขอโทษที่โวยวายใส่มึง กูแค่ไม่อยากให้มันมีปัญหา”

“เออ กูจะระวังแล้วกัน” ประโยคหลังวรรษเอ่ยเสียงแผ่ว ไม่รู้ว่าพี่ชายจะได้ยินหรือไม่ แต่เขาแค่อยากเตือนตัวเองเท่านั้น

พลยังคงมาที่บ้านทุกอาทิตย์เหมือนเดิม กิจกรรมประจำของพวกเขาก็มีแค่ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร เล่นเกม บางครั้งก็ออกไปเที่ยวบ้าง วรรษเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบออกนอกบ้าน แต่ต้องไปช่วยพลซื้อของเข้าบ้าน จึงจำเป็นต้องออกข้างนอกอย่างช่วยไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้คิดว่ามันลำบากอะไร ได้อยู่กับพลก็มีความสุขดี สบายใจเวลาเห็นรอยยิ้มของพล

พลเองก็มีความสุขและสนุกที่ได้อยู่กับวรรษ เพราะที่บ้าน พ่อกับแม่ก็ค่อนข้างเข้มงวด น้องสาวก็ไม่ได้สนิทกันมาก พี่ชายก็มีแฟนแล้ว เลยไม่ได้มาคอยดูแลเอาใจใส่เท่าไหร่ แถมมาเจอกันตอนโตมากแล้ว ไม่เคยเล่นด้วยกันมาก่อน พลไม่รู้เลยว่าการมีพี่ชายที่เฮฮาสนุกสนานไปกับเราได้ มันดีขนาดนี้

“ตรงนั้น ข้างๆ พี่วรรษ มีอีกตัว”

“จัดไปไอ้น้อง”

สองพี่น้องคุยกันผ่านไมค์ในดิสคอร์ด ทั้งที่ก็อยู่ในห้องเดียวกัน เพราะต้องคุยกับคนอื่นๆ ในทีมด้วย ตอนนี้พลกลายเป็นสมาชิกตัวจริงของทีมไปแล้ว ทำให้พวกวรรษไม่ต้องคอยหาคนเพิ่มเวลาไปลงแข่ง เพราะทีมของพวกเขาขาดคนนึงพอดี

เพลง: [น้องพลบัฟพี่หน่อยครับ ติดสแตก]
ปิ่น: [จัดการแทงค์แม่งเลย]

“ครับๆ”

วรรษเหลือบมองพลที่นั่งเล่นเกมอยู่บนเตียง พลดูจริงจังกว่าที่คิด ตอนแรกคิดว่าจะสนใจแค่แป้ปเดียว ไม่คิดว่าจะเล่นกันมานานเกือบครึ่งปี แถมยังกลายเป็นสมาชิกถาวรเต็มตัวไปแล้ว แม้จะมาเล่นได้แค่ช่วงวันหยุดก็ตาม

“พี่วรรษ พี่วรรษ!”

“ฮะ?” วรรษสะดุ้ง มัวแต่มองพลเพลินจนไม่ได้ยินที่เรียก

“จบเกมแล้ว พลขอพักก่อนนะ บอกพี่ๆ แล้ว” พลมองเขาตาใส วรรษพยักหน้ารับ

แล้วพลก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวนี้พลเอาเสื้อผ้าของตัวเองมาไว้ที่บ้านแล้ว ของใช้ของพลในบ้านหลังนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาอยู่ด้วยกันจนกลายเป็นความเคยชิน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องกันจริงๆ

และวรรษก็รู้สึกนับถือตัวเองที่สุดตั้งแต่เกิดมา ที่ไม่ล่วงเกินหรือแตะต้องน้องจนมากเกินไป เว้นระยะห่างกันในแบบที่มันควรจะเป็น เพื่อจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ไปนานๆ ตั้งแต่พลมาอยู่ด้วย เขาแทบไม่พาใครมานอนที่บ้านเลย จริงๆ เขาไม่ชอบพาใครมาอยู่แล้ว แต่หลังจากที่อกหักจากเพจ และเขาบอกทศว่าอยากอยู่คนเดียว เขาก็เริ่มพาผู้หญิงมานอนที่บ้าน อาจเพราะอยู่คนเดียวมันเหงา แต่ก็ไม่อยากเจอหน้าพี่ชาย

พลคือคนที่เข้ามาเติมเต็มความเหงานั้น แม้แรกๆ เขาจะอดมองน้องด้วยสายตาแปลกๆ ตามประสาผู้ชายที่ยังมีกิเลสตัณหาไม่ได้ แต่นานวัน ความน่ารักและซื่อใสของพลก็ทำให้เขาพอจะระงับอารมณ์ตัวเองได้บ้าง

******

SONG: พรุ่งนี้เจอกันนะครับ ฝันดีนะเด็กน้อย

เขาไม่ได้อยากจะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของพล สาบานว่าไม่คิดจะแอบดูข้อความในไลน์ที่ดังรัวๆ นี่จริงๆ เพราะตอนนี้พลกำลังอาบน้ำอยู่ และสมาร์ทโฟนเครื่องหรูนี่มันก็สั่นไม่เลิกรา แม้ไม่ได้อยากดู แต่ตามันก็เหลือบไปเห็นแล้วว่าคนส่งคือใคร เขาเลยอดหยิบมาดูไม่ได้ และเห็นแค่ข้อความล่าสุดที่เด้งค้างอยู่บนหน้าจอซึ่งล็อคไว้

วรรษขมวดคิ้ว จ้องโทรศัพท์เหมือนจะให้มันระเบิดตายไปซะ ก่อนจะรีบวางลงเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู

“เสร็จแล้วพี่วรรษ อาบต่อได้เลยครับ”

“อือ” แล้ววรรษก็รีบเดินสวนกับพลเข้าห้องน้ำไป สักพักเขาก็แอบแง้มประตูออกมาดู เห็นพลกำลังอมยิ้ม พิมพ์ตอบข้อความในสมาร์ทโฟน

เด็กน้อย? เฮอะ เด็กน้อยอะไรวะ พลอายุ 22-23 แล้วนะเว้ย ใช่เด็กที่ไหน อ่อนกว่าพวกเราแค่ 3-4 ปีเอง ไอ้เพลงมันคุยไลน์กับพลตั้งแต่ตอนไหนวะ ตอนเล่นเกมด้วยกันก็ยังคุยกันธรรมดาอยู่เลย แล้วนัดกันไปไหน มาเรียกเด็กเดิกห่าอะไร ว้อย น่ารำคาญ

วรรษคิดวนไปมาในหัวพลางขัดตัวแรงๆ อย่างลืมตัว เขาหงุดหงิดบอกไม่ถูกที่เห็นเพื่อนมาแอบคุยไลน์กับน้อง ใช่ เขาหวงน้อง ก็ทศกับพี่เพจฝากเขาให้ดูแลพล แต่ไอ้เพลงก็ไม่เคยสนใจผู้ชายมาก่อน อาจจะแค่คุยกันธรรมดา

แล้วทำไมต้องเรียกพลว่า เด็กน้อย ด้วยวะ

ยิ่งคิดวรรษยิ่งหงุดหงิด และพอหงุดหงิดก็อารมณ์เสีย เขาเลยรีบเข้านอน โดยไม่ได้พูดคุยกับพล

“วันนี้พลจะออกไปข้างนอกหน่อยนะครับ น่าจะกลับค่ำๆ พี่วรรษอยากกินอะไรหรืออยากได้อะไรก็ไลน์ไปบอกไว้นะ”

วรรษนิ่วหน้า ยืนกอดอกพิงเสาหน้าประตูดูน้องกำลังสวมรองเท้าผ้าใบ วันนี้พลแต่งตัวน่ารักกว่าปกติ ใส่เสื้อกล้ามสีดำและสวมทับด้วยเสื้อกัน UV สีขาวกับกางเกงยีนส์ขาสามส่วน จริงๆ ก็เป็นชุดที่พลใส่ไปเที่ยวบ่อยๆ แค่วันนี้เขาหงุดหงิด เลยคิดไปเองว่ามันไม่เหมือนทุกที

“โทรไปไม่ได้รึไง ทำไมต้องไลน์”

พลกะพริบตาปริบๆ มองวรรษที่ดูหน้าตาดุดันเหมือนวันแรกๆ ที่เจอกัน “ก็...ได้นะครับ แล้วแต่พี่วรรษสะดวก” พลยิ้ม

“เออ” วรรษตอบสั้นๆ “ไม่เอารถไปเหรอ” เขาเบนสายตาไปทางรถเต่าสีขาวคันเล็กที่ดูเหมาะกับพล เห็นว่าเป็นรถที่ปู่ของพลซื้อให้ตอนเรียนจบ

“อ๋อ พอดีมีคนมารับครับ” พลยิ้มหวานขึ้นกว่าเดิม เหมือนดีใจอะไรสักอย่างมากๆ ทำให้วรรษยิ่งอารมณ์เสีย เขาไม่อยากหาเรื่องน้องด้วยเรื่องไร้สาระ เลยแค่พยักหน้าแล้วรีบกลับเข้าบ้านไป

ปิ่น: [อ้าว? วันนี้ไอ้เพลงไม่อยู่บ้าน]
เต้: [เห็นมันบอกมีนัด ไปเดทป่ะวะ]

“กูจะรู้มันเรอะ” วรรษคุยกับเพื่อนๆ ผ่านดิสคอร์ดเดิม วันนี้เหลือกันแค่ 3 หน่อ และวรรษก็ยังอารมณ์ไม่ค่อยดี เลยอยากเล่นแนวชู้ตติ้งยิงคนรัวๆ ให้สะใจ เป็นการระบายอารมณ์

[เฮ้ยๆๆ ไอ้วรรษ เย็นไว้ อย่าเพิ่งบุก ไอ้ห่า เดี๋ยวตาย!]

แต่วรรษก็ตะลุยเดี่ยว บุกยิงศัตรูไม่ยั้ง

เต้: [เป็นห่าไรของมึงเนี่ย ใจร้อนจังวะวันนี้]
ปิ่น: [นอยด์ที่น้องไม่อยู่เล่นด้วยป่าว]

“พูดมาก พวกมึงไปอยู่อีกทีมเลย กูจะยิงให้ดับให้หมด” วรรรษกระแทกเม้าส์ดังโครม เสียงลอดเข้าไปในดิสคอร์ดจนเพื่อนๆ ตกอกตกใจ

เต้: [มึงอย่ามาพาลเพื่อน]
ปิ่น: [โดนเด็กทิ้งก็งี้ ฮ่าๆ]

ปึ๊ง! แล้วคอมพิวเตอร์ก็ดับวูบ วรรษหลุดออกจากเกมกะทันหัน เพื่อนๆ แหกปากกันลั่นทุ่งอยู่หลังไมค์ เต้เป็นคนแรกที่โทรผ่านไลน์เข้ามาหาเขา

[ไอ้วรรษ มึงเป็นอะไร คุยกันดีๆ ดิ]

“ไม่ได้เป็นไร” วรรษเหมือนจะเย็นลงนิดหน่อยแล้ว หลังจากทำคอมดับ

[ไม่อยากให้เขาไปก็บอกเขาสิวะ มึงติดน้องมากเลยนะ ขนาดกับเพื่อนยังไม่เคยเห็นหัวเวลานัดกันไปไหน แต่กับน้องมึงออกไปด้วยตลอด]

“เกี่ยวอะไรกับพล”

[ทำไมพวกกูจะไม่รู้ คบกันมากี่ปีแล้ว] ปลายสายถอนหายใจเสียงดัง [มีอะไรก็คุยกันดีๆ มึงพาลแบบนี้ใส่น้อง ไอ้พลได้หนีกระเจิงแน่]

วรรษนิ่งเงียบ หัวค่อยๆ เย็นลง

“กูรู้ว่ามันนัดกับไอ้เพลง”

[เออ]

“ทำไมพวกมันต้องนัดกันลับหลังกูวะ”

[แล้วมึงเป็นใคร ทำไมเขาต้องรายงานมึงทุกเรื่องล่ะ]

ที่เต้พูดก็มีเหตุผล พลไม่จำเป็นต้องสาธยายเรื่องส่วนตัวให้เขาฟัง แล้วเขาก็ไม่เคยคิดจะถามด้วย แต่ทำไมครั้งนี้มันเจ็บจี๊ดๆ ในใจ

[มึงใจเย็นๆ แล้วลองคิดก่อนนะ ว่ามันเป็นอะไรกับมึง กับพี่เพจ ไอ้พลยังไม่ไปเล่าอะไรให้ฟังเลย แล้วมึงเป็นใคร พี่ก็ไม่แท้]

“เออ กูรู้ตัว มึงไม่ต้องย้ำ” วรรษสบถ ทิ้งตัวลงนอนกลิ้งบนเตียงอย่างอ่อนใจ เขาพยายามประคับประคองสถานะพี่น้องระหว่างตนกับพลไว้สุดกำลังแล้ว พลเองก็ไม่ได้ดูสนใจผู้ชายด้วยกัน

แต่การที่ยอมไปกับเพลง ซึ่งเขาไม่รู้หรอกว่าเป็นการเดทหรือแค่ไปด้วยกันเฉยๆ แต่ก็ไปกันแค่สองคน เพื่อนก็ยังไม่รู้ มันทำให้เขาใจคอไม่ดี เหมือนเพลงจะจีบพล แล้วพลก็ดูจะชอบ จากหน้ายิ้มแป้นนั่นตอนที่บอกว่ามีคนมารับออกไปเที่ยว

ทั้งที่ปกติ พลจะติดเขา พอๆ กับที่เขาติดพล

[ถ้าน้องมันกลับมา ก็คุยกันดีๆ ล่ะ พลมันไม่ใช่คนงี่เง่าเหมือนมึงหรอก แค่มึงถามไปตามปกติ มันก็บอกแล้ว]

“เออ” แล้ววรรษก็กดวางสาย พอหัวเย็นแล้วก็มานั่งคิด

ถ้าทศรู้ว่าเขาคิดอะไรเกินเลยกับพล มีหวังโดนด่าเช็ดอีกแน่ๆ แต่ถ้าจะต้องปล่อยให้พลไปกับผู้ชายคนอื่น แม้ไอ้คนนั้นจะเป็นเพื่อนรักของเขาเอง เขาก็ไม่อยากปล่อยไป ไม่อยากให้ใครหน้าไหนได้พลไปทั้งนั้น

แล้วเขาควรจะทำยังไงต่อไปดี

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 3rd step
«ตอบ #18 เมื่อ19-09-2020 20:51:51 »

16
วรรษนอนลืมตามองคนตัวเล็กที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่นอกระเบียงห้อง จากตรงนี้มองไม่เห็นว่าสีหน้าของพลเป็นอย่างไร แต่น้ำเสียงที่ได้ยินดังแว่วมากับเสียงหัวเราะเป็นระยะ ก็พอทำให้รู้ว่าพลกำลังมีความสุข

ทั้งที่เคยบอกว่าสนุกเวลาอยู่กับเขา แต่ตอนนี้ มีคนอื่นที่ทำให้พลรู้สึกสนุกและมีความสุขมากกว่าเขาแล้ว

พอคิดอย่างนั้น วรรษก็นิ่วหน้าให้กับความคิดของตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง และเหมือนพลจะคุยเสร็จกำลังจะเดินเข้ามาพอดี

“อ้าว พี่วรรษ พลเสียงดังหรือเปล่าครับ” น้องก็ยังคงเป็นน้องเสมอ มีมารยาทและเกรงใจเขาตลอด

“เปล่า พี่แค่ปวดฉี่” เขาตอบเสียงเรียบแล้วลุกขึ้นยืน พลที่ตัวเล็กกว่าเงยหน้ามองตามส่วนสูงของเขา มองจนเขาเดินเลี้ยวเข้าห้องน้ำไป

เช้าวันต่อมา

“วันนี้พลมีนัดนะครับ กลับค่ำๆ เหมือนเดิม” ช่วงนี้พลออกไปข้างนอกทุกวันเสาร์ ไปตั้งแต่ 9 โมงเช้าและกลับมาถึงตอนสองทุ่ม

เขารู้ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของพลกับเพลง เลยไม่อยากถามให้มากความ แต่มันก็คันยิบๆ ในใจมาตลอด

“พี่ถามได้มั้ย”

“ครับ?” พลที่กำลังนั่งสวมรองเท้าผ้าใบอยู่หน้าบ้าน เงยหน้าขึ้นมองเขาที่ออกมายืนอยู่ข้างๆ วรรษไม่ได้ก้มมองหน้าพลด้วยซ้ำ

“คบกับใครอยู่เหรอช่วงนี้ พลเหมือนมีแฟนแล้ว”

คนตัวเล็กขมวดคิ้วก่อนจะหัวเราะ “ไม่มีหรอกพี่วรรษ”

วรรษไม่ถามอะไรอีก เขาพยักหน้าว่าเข้าใจและปล่อยให้น้องออกไปเที่ยว ปล่อยให้ความค้างคาใจฝังตัวอยู่ลึกๆ ในใจต่อไป

บางทีพลอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย แต่อีกคนล่ะ? เขาก็เป็นเพื่อนกับเพลงมานาน ไม่มีวี่แววว่าเพลงจะชอบผู้ชายมาก่อนเลยจริงๆ มันอาจจะไม่มีอะไรอย่างที่เขาคิดก็ได้ วรรษทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในหัว แค่ข้อความเดียวที่เห็นวันนั้น ไม่ได้หมายความว่าเพลงจะจีบพลเสียหน่อย

หรือเขาจะไปถามเพื่อนตรงๆ เลย? เพราะถามพลไป ต่อให้เพลงคิดจีบจริง พลก็คงไม่มีทางรู้ตัวหรอก

******
“ถ้ากูจะจีบน้อง แล้วมึงจะทำไม” นานๆ ทีวรรษจะเป็นคนนัดเพื่อนออกมากินข้าวข้างนอกด้วยตัวเอง เพลงเลยตอบรับทันที แต่พอมาถึง เห็นแค่วรรษคนเดียว เขาก็เอะใจแล้วว่าจะต้องมีเรื่องส่วนตัวอะไรสักอย่างที่มันอยากถามตรงๆ

แล้วก็ใช่อย่างที่คิด

วรรษจ้องหน้าเพลง “พวกพี่เพจให้กูคอยดูแลน้อง กูก็ต้องเช็คก่อนไงว่ามึงมาไม้ไหน”

“แล้วมึงคิดว่ายังไงล่ะ” เพลงกอดอกเงยหน้านิดๆ หรี่ตาลงมองเขา ต่างคนต่างมองหน้ากันไม่ลดละ ไม่มีอะไรที่ต้องเกรงใจ ทั้งในฐานะเพื่อนสนิทและพี่ชายของพล

“มึงไม่เคยสนใจผู้ชายด้วยกัน”

“มึงอยู่กับกูตลอด 24 ชม.เหรอ”

“อย่ากวนตีน แค่บอกมาตรงๆ ว่ามึงกำลังทำอะไรอยู่ จะชอบหรือจะจีบน้องก็แค่บอก”

เพลงถอนหายใจ จริงๆ พลก็น่ารักดี แต่ถูกอย่างที่วรรษว่า เขาไม่เคยคิดจะสนใจผู้ชายด้วยกันในเชิงนั้น แต่แค่อยากแกล้งให้คนหัวร้อนให้มันลนลานเล่นเฉยๆ

“มึงนี่ยุ่งเนอะ เป็นอะไรกับพลกันแน่วะ อยากเป็นพี่ชายงี้? น้องเขามีพี่เพจอยู่แล้วมั้ย”

วรรษนิ่งไป แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะหวงจะห่วงอะไรพลนักหนา แต่มันหงุดหงิด มันกระวนกระวาย ตอนที่รู้ว่าเพลงแอบคุยกับพลในไลน์ แอบไปเที่ยวกันสองคน หรือจะไปทำธุระอะไรก็ไม่รู้แหละ แต่มันก็...

“ไม่รู้แหละ ยังไงตอนนี้พลก็อยู่กับกู กูต้องดูแล”

“น้องเขาโตแล้ว ถ้าจะมีแฟนหรือมีคนมาจีบ หรือจะไปจีบสาวที่ไหนเอง ก็เรื่องของเขามั้ยวะ”

เพลงพูดถูกอีกแล้ว วรรษเงียบกริบ คิ้วย่นหากันจนเป็นปม นั่นสิ พลอายุ 20 กว่าเข้าไปแล้ว ไม่ใช่เด็กประถมสักหน่อย ขนาดเพจ เป็นพี่ชายแท้ๆ ยังไม่เห็นจะหวงอะไร ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยให้มาอยู่กับเขาหรอก

“มึงคิดดีๆ นะวรรษ” เพลงยื่นหน้าไปพูดเบาๆ

“มึงคิดกับเขาแค่น้องจริงๆ เหรอ”

******

แล้วถ้าไม่ได้คิดแค่พี่น้อง จะให้ทำยังไง

วรรษนึกถึงที่ทศเคยบอกไว้ ว่าไม่ให้ยุ่งกับพล เรื่องระหว่างเขากับพลไม่มีทางเป็นไปได้ พลเป็นทายาทที่เหลือเพียงคนเดียวของตระกูลแล้ว ไม่อย่างนั้น อาจจะเดือดร้อนมาถึงเพจ และทศ

แล้วตัวเขาเองก็ยังรักผู้หญิงได้อยู่ เขาควรจะหยุดตัวเองก่อนที่มันจะไปไกลเกินกว่านี้ การสูญเสียบี๋ไป แถมพี่ชายก็มีแฟน ทำให้เขาต้องทนเหงาอยู่คนเดียว พอมีพลก็เลยยึดติดกับน้องไปหน่อย เพราะฉะนั้น เขาก็แค่หาแฟนสักคนเป็นตัวเป็นตน ก็จะหายเหงาและไม่ต้องยุ่งกับน้อง แค่นั้นเอง

“พี่วรรษ พลซื้อข้าวมาแล้วนะ ร้านที่พี่บ่นอยากกิน” พลชูถุงข้าวตามสั่งจากร้านแถวบริษัทที่เคยซื้อมาฝากแล้ววรรษบอกว่าอร่อย “หิวยังครับ”

“อือ” วรรษขานรับเหมือนคนไม่มีแรง เขานั่งเล่นแอพสำหรับหาคู่อยู่บนโซฟา เพราะตั้งใจว่าจะหาคนคุยสักคนสองคน เผื่อเจอใครที่เข้าตาและถูกคอ

“วันนี้ซ้อมเป็นไงมั่ง คืนนี้พลซ้อมด้วยนะ ต้องไปให้ถึงรอบชิงเลยนะพี่วรรษ” หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ พลก็เข้ามานวดไหล่ให้อย่างเอาอกเอาใจ พลางชวนคุยเรื่องการแข่งเกม สิ้นเดือนนี้เป็นรอบรองแล้ว คัดสองทีมสุดท้ายที่จะแข่งรอบชิง ทั้งที่พลก็มีงานที่บริษัทกับที่ร้านอาหาร แต่ก็ยังหาเวลามาคอยดูแลเขา แถมยังซ้อมกับทีมแทบทุกคืน

พลอ่อนกว่าเขาแท้ๆ งานก็ยุ่ง แต่ก็ไม่เคยทิ้งให้เขาต้องเหงาเลยสักครั้ง ยกเว้นที่ออกไปกับไอ้เพลงบางอาทิตย์ ซึ่งยังไม่รู้ว่าออกไปไหน ไปทำอะไร แต่พออยู่บ้าน พลก็เอาใจใส่เขาดีเหมือนเดิม คนแก่กว่าอย่างเขาควรจะทำตัวให้เป็นที่พึ่งของน้องมากกว่านี้หรือเปล่า เหมือนอย่างทศหรือพี่เพจ

“พี่ทศบอกว่า พี่จะหัดขับรถเหรอ ให้พลสอนก็ได้นะ” พลเสนอ แต่ก็มานึกได้ว่า ไม่ควรจะพูดแบบนั้น “อ่า ขอโทษครับ พลไม่ได้จะยุ่งอะไรนะ แค่อยากตอบแทนที่พี่สอนเล่นเกม จนมาไกลขนาดนี้”

วรรษมองรอยยิ้มของพลแล้วก็รู้สึกปวดในใจ

ทำไมต้องดีกับเขาขนาดนี้ พี่เพจกับทศวานให้มาช่วยดูแลบ้านแค่สองสามครั้ง หลังจากนั้นพลก็เต็มใจมาเองตลอด มาจนกลายเป็นบ้านหลังที่สอง ทำไมพลต้องทำขนาดนี้ ทำไมถึงอยู่กับคนอย่างเขา

วรรษลุกขึ้น พลเลยต้องเอามือออกจากบ่าของเขา

“ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวพี่ไปรอบนห้อง”

พลมองตามเขาที่กำลังจะเดินขึ้นชั้นสองอย่างงุนงง แต่ก็ขานรับว่า “ครับ” แล้วเข้าไปอาบน้ำตามที่บอก

ระหว่างที่อาบน้ำอยู่ พลก็ครุ่นคิด วันนี้วรรษดูอารมณ์ไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่าซ้อมแข่งเครียดเกินไปหรืออะไร วรรษเป็นคนจริงจังกับทุกเรื่อง ข้อนี้เขารู้ดียิ่งกว่าพี่ชายของวรรษเองเสียอีก เขาเห็นเวลาวรรษตั้งใจเล่นเกม ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง ตั้งใจทำในทุกๆ สิ่งที่ตัดสินใจทำเสมอ ไม่เคยมีคำว่ายอมแพ้สำหรับวรรษ

แต่วรรษกำลังจะต้องยอมพ่ายแพ้ให้กับเรื่องของพล

พวกเขาโตแล้ว ใช้ชีวิตของตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็นได้แล้ว แต่...บางครั้งก็ต้องคิดถึงคนรอบข้างกับครอบครัวด้วย วรรษไม่เท่าไหร่ เพราะพี่ชายไม่เคยมายุ่งเรื่องส่วนตัว อาจจะมีบ่นบ้างอะไรบ้างเวลาเขาทำตัวแย่ๆ แต่ไม่เคยบังคับ

แต่พลไม่ใช่ แม้จะเรียนจบจนทำงานได้แล้ว พ่อของพลก็ยังบังคับอยู่เนืองๆ เพราะไม่สามารถบังคับเพจที่ตนไม่เคยเลี้ยงดูได้ ทุกอย่างจึงมาลงที่พล

พลอาบน้ำแต่งตัวในชุดนอนที่เอามาจากบ้านแล้วเดินขึ้นไปบนห้องที่ชั้นสอง ห้องของวรรษที่นอนด้วยกันประจำ

เขายอมรับตรงๆ เลยว่า ชอบเวลาที่ได้อยู่กับวรรษ ถึงได้มาบ้านนี้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่เพราะอยากเล่นเกม ถ้าแค่นั้น เขาซื้อคอมใหม่ก็เล่นออนไลน์จากที่บ้านได้แล้ว

พลอยากมีพี่ชายแบบวรรษมานานแล้ว อยากมีพี่ที่เล่นด้วยกันได้ สนุกกันได้ทุกเรื่อง พูดคุยเล่นหัวกันได้เหมือนพี่น้องที่สนิทกันทั่วไป แม้เพจที่เป็นพี่ชายต่างแม่จะใจดีและอ่อนโยนกับเขาในบางครั้ง แต่เวลาทำงานเพจก็ดุอยู่ คงเพราะอยากให้งานออกมาสมบูรณ์ที่สุด พลเข้าใจดี

“พี่วรรษ มาแล้วครับ” พลเปิดประตูเข้าไป เห็นวรรษนั่งอยู่หน้า PC แล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าเกม เหมือนรอเขาอยู่

เพลง: [น้องพลมาแล้ว ออนเลยๆ]
ปิ่น: [คืนนี้ยาวไป]

“หวัดดีครับพี่ๆ เดี๋ยวพลออนแป้ปนะ” พลทักทายพวกพี่ๆ ในดิสคอร์ดตามปกติ ก่อนจะเปิดโน๊ตบุ๊คของวรรษและเข้าเกม

วรรษเองก็กดเข้าเกมรอแล้ว พอครบทีมก็เริ่มซ้อมรบกันจริงจัง คุยกันแต่เรื่องเกมและการแข่งขันสิ้นเดือนนี้ เรื่องอื่นไม่สำคัญเท่างานแข่งรอบนี้แล้ว เพราะวรรษอยากได้เงินก้อนใหญ่ เพื่อจะซื้อรถยนต์คันใหม่ให้ตัวเอง จริงๆ ให้ทศดาวน์ให้ก็ได้ แต่เขาอยากให้มันเป็นของเขาเองทั้งหมด

กว่าจะเลิกเล่นกันก็เกือบตี 1 ซ้อมนานกว่านี้ไม่ได้ เพราะพลต้องไปทำงานตอนสายๆ

“พี่วรรษ”

“หือ” วรรษที่นอนหันหลังให้ขานรับในคอ

“เครียดเรื่องแข่งเหรอครับ” พลเป็นห่วงเขามาก เพราะวันนี้เขาแปลกไปจริงๆ ไม่ค่อยพูดจาเหมือนเดิม

“เปล่า” วรรษตอบแค่นั้น เขาพยายามหลับตา แต่มันก็ไม่ง่วงสักที พลยังนั่งมองเขาอยู่ และเขารู้สึกได้ถึงสายตาของน้อง

แต่เพราะคำตอบของเขา ทำให้พลไม่กล้าถามต่อ แม้ใจจะยังห่วง ก็ยอมนอนลงข้างๆ เขาแล้วหลับไปในที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19-09-2020 21:10:42 โดย Lambosasha »

ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 4th step
«ตอบ #19 เมื่อ19-09-2020 23:01:04 »

17
“พี่วรรษ ผมเริ่มยาวแล้วนะ ไปตัดหน่อยมั้ยครับ” พลเอามือมาจับๆ ผมที่ยาวระคอของวรรษ ซึ่งกำลังนั่งหันหลังเล่นเกมอยู่หน้าโต๊ะคอมฯ

“ไว้ก่อน” เพราะแข่งผ่านรอบรองมาแล้ว และต้องซ้อมต่อรอรอบชิง วรรษเลยยังไม่อยากออกนอกบ้านช่วงนี้ เอาแต่หมกตัวเล่นเกมทุกวัน อีกอย่างคือ เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นให้รกหัวด้วย

“ถ้าไม่อยากออกไปร้าน พลตัดให้ก็ได้นะ”

“ตัดเป็นด้วยเหรอ” วรรษเงยหน้ามองน้องที่ยืนอยู่ข้างหลัง พอดีกับที่พลกำลังก้มลงมองเขา

สายตาสองคู่ประสานกัน พลยิ้มหวานให้ แต่เขากลับรีบหดคอกลับ

“เดี๋ยวพลไปเอากรรไกรแป้ป”

พอพลออกไปจากห้องแล้ว วรรษก็ถอนหายใจ ก่อนจะลืมไปว่า เปิดไมค์ทิ้งไว้

[แหม มีคนตัดผมให้]
[มีคนหาข้าวให้แดก]
[อีกหน่อยต้องอาบน้ำให้มั้ยวะวรรษ]

“สัส” วรรษสบถใส่ไมค์

เต้: [ตกลงยังไง พวกมึงเนี่ย เรื่องไอ้เพลงก็ไม่มีอะไรแล้ว ทำไมมึงไม่เดินหน้าต่อวะวรรษ]
เพลง: [มันเกี่ยวอะไรกับกูวะ แค่ชวนกันไปดูคอนเสิร์ต]
เต้: [มึงเงียบไปเลย ว่าไงวรรษ มึงจะเอายังไงกับพล]

พลเดินกลับมาพอดี แต่พอจะเปิดประตูเข้าไป ก็ได้ยินเสียงคุยกันจากข้างใน เหมือนจะเกี่ยวกับตัวเอง เลยขอแอบฟัง

“กูไม่ได้คิดอะไร ไม่เอายังไงทั้งนั้น”

เต้: [แน่ใจ? กูว่ามึงรู้ตัวนะ แค่มึงไม่ยอมรับ ทำไมวะ เพราะพี่ทศขู่ไว้เหรอ]
ปิ่น: [คนซึน 2020 รึไงมึง]

“พลไม่ได้คิดอะไรกับกูสักหน่อย จีบไปก็เท่านั้นป่ะวะ”

เพลง: [ของแบบนี้ก็เปลี่ยนใจกันได้]

“กูไม่อยากให้ที่บ้านน้องลำบากใจว่ะ เป็นพี่น้องกันแบบนี้แหละดีแล้ว”

แกร๊ก

วรรษสะดุ้ง หันไปมองหน้าประตู พลเปิดประตูและถือกรรไกรเดินเข้ามาพอดี คนตัวเล็กยังคงปั้นหน้ายิ้มแย้ม เหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

“ตัดผมก่อนพี่วรรษ”

วรรษมองหน้าพลที่ยังสดใสเหมือนเคย เลยคิดว่าน้องคงไม่ได้ยินที่คุยกัน เขาลุกไปนั่งเก้าอี้ที่ระเบียงนอกห้องแล้วเอาผ้าเช็ดตัวมาคลุมหลังไว้

“เอาหล่อๆ เลยนะพล” เขาเงยหน้ามองพลที่ช่วยเอาผ้าคลุมให้ พลยังยิ้มหวาน

“จัดไป”

ผ่านไป 30 นาที ช่างมือใหม่อย่างพลก็ตัดผมที่ยาวรุงรังให้เข้าที่เข้าทางจนได้

“ไม่แหว่งนะเว้ย” วรรษเอามือจับๆ ด้านหลัง พลเลยหยิบกระจกมาให้ส่อง

“ไปส่องข้างในสิครับ จะได้ดูด้านหลังได้ด้วย”

วรรษทำตามที่พลบอก เขาลุกไปส่องกระจกที่ตู้เสื้อผ้าและเอากระจกพับบานเล็กส่องด้านหลัง ให้มันสะท้อนเข้าบานใหญ่ข้างหน้า เพื่อจะได้ดูทรงผมที่พลตัดให้ทั้งหมด

“โห เก่งเหมือนกันนะเนี่ย สมเป็นน้องชายพี่เพจจริงๆ”

พลอมยิ้มอยู่ข้างหลัง ดีใจที่วรรษชอบฝีมือการตัดผมของตน

พลคิดมาตลอดว่าอยากได้วรรษเป็นพี่ชายจริงๆ อยากทำให้วรรษมีความสุข อยากช่วยกันทำงานบ้าน เล่นเกมด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน อยากให้มันเป็นแบบนั้นทุกๆ วัน

แต่พลก็รู้สึกใจเต้นแรงตอนที่ได้ยินว่าวรรษเหมือนจะชอบ

วรรษไม่ได้บอกออกมาตรงๆ สักคำ แต่ที่ว่าจีบไปก็เท่านั้น หรือเป็นพี่น้องกันดีแล้ว มันก็ทำให้ตีความหมายว่าวรรษอาจจะชอบ

และก็แปลกที่พลรู้สึกดี ไม่ได้ตกใจหรือระแวงใดๆ เลย เขาดีใจจนต้องพยายามเก็บอาการไว้แทบตาย

แต่มันก็ติดที่วรรษบอกว่าจะให้คงสถานะเดิมไว้แบบนี้นี่แหละ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไม

และยังไม่กล้าพอที่จะถามด้วย

แต่ความดีใจนั้นก็มลายหายไปในพริบตา ในคืนนั้น

ปกติพลจะมานอนค้างที่บ้านของวรรษตั้งแต่วันศุกร์-อาทิตย์ แต่ก็มีบางวันที่อยากมาหา เลยแวะมาบ้างกลางสัปดาห์ และคืนนั้น พลก็อยากจะมาเซอร์ไพรส์พี่ชายคนโปรดด้วยการซื้อขนมเค้กร้านที่วรรษชอบมาให้ วรรษชอบของหวานมาก กินได้ทุกอย่าง แถมยังไม่อ้วนด้วย

เพราะไม่คิดว่าน้องจะมากะทันหัน วรรษจึงชวนคนที่เคยนัดเจอกันสองสามครั้งแล้วมาที่บ้าน เขาตั้งใจจะลืมเรื่องที่ชอบพลให้ได้ อยากให้เป็นแค่พี่น้องต่อไป เลยอยากหาคนมาช่วยคลายเหงาเป็นครั้งคราว แต่พอดีคืนนี้มีนัดซ้อมแข่ง ก็เลยเรียกเธอคนนั้นมาที่บ้านแทน

“เดี๋ยวสิวรรษ มันจั๊กจี้” หญิงสาวร่างบอบบางหัวเราะคิกคักเมื่อถูกจู่โจมกะทันหันตั้งแต่ตรงโซฟา เพราะเขาไม่ชอบให้คนอื่นเข้าไปในห้อง ถ้าจะทำที่บ้านก็ต้องตรงนี้เท่านั้น

วรรษโอบเอวเธอไว้แล้วไซร้คอสูดกลิ่นน้ำหอมของเธอเหมือนคนอดอยากปากแห้งมานาน แต่ถึงจะพยายามแล้ว เขาก็ยังไม่ค่อยมีอารมณ์เท่าไหร่ ทั้งที่ไม่ได้ทำมานาน ขนาดช่วยตัวเองก็ยังไม่ค่อยได้ทำ

แต่เขาต้องทำ เพื่อจะได้รีบๆ ลืมเรื่องของพล เหมือนตอนที่ลืมเรื่องของเพจได้

เขาผลักเธอลงบนโซฟา ถกกระโปรงรัดรูปสั้นเสมอหูของเธอขึ้นแล้วใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเอากางเกงในตัวจิ๋วไปไว้ข้างๆ ก่อนจะถอดเข็มขัดและปลดกางเกงตัวเอง

ขี้เกียจเล้าโลมแม่งแล้ว รีบๆ ทำให้จบๆ ไปดีกว่า

นั่นคือสิ่งที่เขากำลังคิด และในขณะที่เกือบจะเข้าไป เสียงใสๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้น

“พี่วรรษ เซอร์ไพ...” พลที่ยืนชูถุงขนมอยู่นิ่งอึ้ง พลันหน้าก็แดงก่ำเหมือนแอปเปิ้ลสีแดงสด “ขะ ขอโทษครับ!”

“เฮ้ย...พล โอ๊ย” เพราะเขาทั้งตกใจและลนลาน เลยเกือบรูดซิปโดนของตัวเอง วรรษจะวิ่งตามพลออกไปนอกบ้าน แต่หญิงสาวก็คว้าแขนเขาไว้

“อ้าว? วรรษ จะไปไหนเนี่ย”

“ไม่เห็นรึไงว่าน้องผมมา” เขาตะคอกเจ้าหล่อนแล้วสะบัดแขนออกจากมือนั้น ก่อนจะรีบวิ่งตามพลไป

“พล เดี๋ยว อย่าเพิ่งไป” เขาเห็นพลกำลังจะเปิดประตูขึ้นรถเต่าคันสีขาวอยู่แล้ว เลยรีบตามไปคว้าแขนไว้ “เข้าบ้านก่อน”

“พะ...พลขอโทษที่มาขัดจังหวะพี่ พลกลับบ้านดีกว่า” พลก้มหน้าที่แดงก่ำงุดๆ วรรษดึงแขนไว้ไม่ยอมให้ขึ้นรถ

“เดี๋ยวพี่ให้เขากลับไป เข้าบ้านก่อนนะ”

“แต่...” พลไม่กล้าสบสายตากับวรรษแล้ว มันทั้งตกใจและเขิน

“นะพล”

แล้วพลก็ยอมเดินตามเขาเข้าบ้านไป เพราะทนน้ำเสียงอ้อนวอนนั้นไม่ไหว พอกลับเข้าไปในบ้าน ผู้หญิงคนนั้นก็แต่งตัวเรียบร้อยเหมือนเดิมแล้ว

“คืนนี้คุณกลับไปก่อน” วรรษบอกเธอที่นั่งรออยู่ เจ้าหล่อนมองพลแล้วก็ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แต่วรรษบอกว่าเป็นน้องชาย ก็เลยไม่อยากบ่นอะไรมาก ส่วนพลได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินเข้าครัว

“โอเคๆ” เธอว่าพลางลุกขึ้น ก่อนไปก็ยังเข้ามากอดบ่าของวรรษ ต่อหน้าพล “แล้วจะเจอกันอีกเมื่อไหร่ดีคะวรรษ”

“ไว้ผมจะติดต่อไป” เขาตอบแล้วผละออกห่างจากหล่อน หญิงสาวคว้ากระเป๋าสะพายเดินออกจากบ้านไปแล้ว เขาจึงเดินไปหาพลในครัว เห็นพลกำลังจัดเค้กใส่จานให้อยู่

“พล...ซื้อเค้กมาฝาก พอดีขับรถผ่านร้านที่พี่ชอบกิน เลย...” คนตัวเล็กพยายามควบคุมน้ำเสียงที่สั่นเอาไว้ ตอนที่เห็นวรรษกับผู้หญิงคนนั้นทำอะไรกัน หัวใจของพลเหมือนหล่นวูบ แล้วก็ถูกเหยียบจนแหลกเละ

“ขอบใจนะ” วรรษก็ฝืนยิ้มให้เหมือนเดิมเท่าที่ทำได้ ก่อนจะคว้าส้อมกับจานเค้กมาถือไว้ “เละนิดหน่อยแฮะ สงสัยตอนที่พี่ไปดึงแขนเราไว้เมื่อกี้”

พลมองวรรษยืนกินเค้กเหมือนคนหิวโหย พลางคิด

บางที การที่มีเขามาอยู่ด้วยบ่อยๆ วรรษอาจจะทำอะไรไม่ค่อยสะดวกก็ได้

“พลว่า...พลกลับดีกว่า”

วรรษเงยหน้าจากจานเค้ก “ทำไม”

“พี่วรรษน่าจะอยากมีความ...เอ่อ เป็นส่วนตัว อาทิตย์นี้พลซ้อมจากที่บ้านก็ได้”

ความเงียบเข้าปกคลุม จนพลหมุนตัวจะเดินออกไปจากครัว เพื่อจะกลับบ้านอย่างที่บอก พลันต้องสะดุ้ง

แกร๊ง

เสียงจานกระทบลงบนเคาน์เตอร์ครัวดังจนน่ากลัวว่ามันจะแตก พลจะหันไปมอง แต่ถูกกระชากแขนไปก่อน

กลิ่นหอมของซินนาม่อนและรสหวานฉ่ำของแอปเปิ้ลในเนื้อเค้กคละคลุ้งอยู่ในปาก ราวกับว่าพลเป็นคนกินเค้กชิ้นนั้นเสียเอง

คนตัวเล็กเบิกตาโพลง สองมือถูกรวบไว้ตรงอก มือหนาอีกข้างของพี่ชายคนโปรดกอดเอวไว้แน่นหนา และริมฝีปากที่บดเบียดลงมาคล้ายจะกลืนกินนั้น ทำให้หัวใจเต้นรัวจนปวดหนึบ

ขีดความอดทนของศตวรรษได้หมดลงแล้ว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 4th step
« ตอบ #19 เมื่อ: 19-09-2020 23:01:04 »





ออฟไลน์ Lambosasha

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 24
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: I cannot understand you... [drama 18+] 2nd part 5th step
«ตอบ #20 เมื่อ20-09-2020 10:03:47 »


18
คนตัวเล็กนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่บนเตียงของพี่ชายคนละสายเลือดเหมือนทุกครั้ง แต่ความรู้สึกมันต่างจากทุกครั้ง

หลังจากถูกจูบแบบไม่ทันตั้งตัว แถมยังเป็นจูบแบบดีพคิสที่พลไม่เคยทำมาก่อน วรรษก็ปล่อยเอวเขาแล้วบอกให้ไปอาบน้ำก่อน และพลที่ยังมึนๆ งงๆ ก็ทำตามอย่างว่าง่าย สุดท้ายก็มานั่งรอในห้องเรียบร้อย เพราะวรรษบอกให้มารอเล่นเกมพร้อมกัน ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทั้งที่...

“เปิดเครื่องเลย ไม่ต้องออนดิสนะ”

“...ครับ” พลพยักหน้าหงึก ยังไม่กล้าสบตาหรือมองหน้าวรรษตรงๆ

แต่ก็ดีใจนะที่พี่วรรษชอบเราจริงๆ อย่างที่ได้ยินวันนั้น ไม่สิ พี่วรรษไม่ได้พูดสักคำว่าชอบ อาจจะแค่อารมณ์ค้างก็ได้ พลตบตีกับตัวเองในใจ

“คืนนี้พี่จะเล่นอีกเกม” วรรษแย่งเม้าส์จากมือพลไปคลิกเปิดเกมใหม่ให้ เป็นเกมแนวยิงซอมบี้ที่มีแค่สองคนในทีม ช่วยกันล่าซอมบี้ที่เป็นแค่ AI ไม่ใช่คนอื่นเล่น

“ไม่ต้องซ้อมทีมเหรอครับ” พลสงสัย

“ไลน์ไปบอกพวกมันแล้ว” วรรษว่าพลางเลื่อนเม้าส์คืนให้ แล้วกลับไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะคอมฯ

วรรษนั่งหันหลังเล่นเกมเดียวกันเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้พลกลับรู้สึกถึงความอึดอัดที่ก่อตัวอยู่บางๆ

“ระวังกับดัก” วรรษคอยเตือนและนำทางน้องตามปกติ ทำเหมือนที่เคยทำมาตลอด

“ซ้ายมือมีที่ซ่อนพี่วรรษ” พลเองก็คอยซัพพอร์ทเหมือนที่เคยทำ

เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม เหมือนว่ายังเป็นแค่พี่น้องที่สนิทสนมกัน ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น

******

“ช่วงนี้ยอดสาขาสีลมดูตกๆ ไปนะ คงไม่ใช่ว่ามีคนมารีวิวแย่ๆ อีกล่ะ” เสียงทุ้มๆ ของชายวัยกลางคนร่างท้วมนิดๆ ก้องกังวานไปทั้งห้อง ตอนนี้พ่อของเพจได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทต่อจากปู่ที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว ส่วนเพจก็เป็นรองประธานต่อจากพ่อ พลยังคงทำงานกับเพจเหมือนเดิม

“พล แกไปเช็คมาสิ ว่าเกิดอะไรขึ้น” แล้วก็โยนเอกสารไปบนโต๊ะ ตรงหน้าพล

“ครับ” พลตอบหน้าหงอย สาขาสีลมเป็นสาขาที่เขารับผิดชอบประจำ แต่ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดเยอะจนไม่ได้ดูแลเท่าไหร่

“แล้วยังเล่นเกมอะไรนั่นกับพวกเจ้าวรรษอยู่อีกรึเปล่า” ท่านประธานยกศอกขึ้นท้าวโต๊ะ และเอาคางวางบนหลังมือ จ้องมองลูกชายคนรองด้วยแววตาดุดัน

พลพยักหน้า

“ฉันถามจริงๆ แกอยากทำงานที่นี่มั้ย หรืออยากออกไปทำเรื่องที่ตัวเองอยากทำ”

พลไม่กล้าตอบตรงๆ เขากลัวพ่อจะโกรธ กลัวปู่ผิดหวัง กลัวแม่ไม่พอใจและที่สำคัญคือ กลัวพี่ชายจะเดือดร้อน

“เอาเถอะ ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ แค่แกไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางมากนักก็พอ ถึงพี่แกจะเป็นอย่างนั้น มันก็ยังทำงานเก่ง ไว้ใจได้ แต่แก ยังไงก็ยังต้องดูกันไปอีกนาน อย่าทำให้ฉันกับปู่แกต้องผิดหวัง” 

แล้วพลก็ต้องก้มหน้ายอมรับในหน้าที่ของตัวเองต่อไป

ไหนจะเรื่องงานที่ไม่ได้อยากทำสักเท่าไหร่แล้วในตอนนี้ กับเรื่องของวรรษที่ดูผีเข้าผีออกอีก บางทีพลก็อยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ ไม่อยากคิดอะไรต่อไปแล้ว

******

“กูไม่น่าทำแบบนั้นกับน้องมันเลย” วรรษกระดกเบียร์ในกระป๋องเข้าปากพรวดๆ

เพลงมองกระป๋องเบียร์สี่ห้าใบและขวดเบียร์อีก 3-4 ขวดที่หมดเกลี้ยงแล้วบนพื้นห้อง วันนี้จู่ๆ วรรษก็ไลน์มาในกลุ่มเดิมที่เลิกใช้ไปนานแล้วตั้งแต่มีพลมาร่วมทีม บอกว่าจะขอพักเรื่องเกมสักระยะ ทำเอาตกอกตกใจกันหมด เพลงกับเต้เลยอาสามาดูใจเพื่อนที่บ้าน

“มึงทำอะไรล่ะ พวกกูจะรู้มั้ย” เต้นิ่วหน้ามองคนเมาแอ๋ที่นอนกองอยู่กับพื้นเหมือนกระป๋องเบียร์พวกนั้น แถมมันยังนอนกินซะด้วย หกราดตัวมันอย่างกับอาบ กลิ่นหึ่งไปหมดแล้ว

“ไอ้พลไม่มาแล้วสิ สภาพแบบนี้” เพลงว่าพลางช่วยเพื่อนเก็บขยะในห้อง เมื่อกี้ตอนมาถึงก็เจอกองขยะในครัวและทั่วไปในบ้าน เต้เองก็ช่วยเพลงด้วย ปากก็บ่นกับเพื่อนไป

“แม่งต้องไปพาลอะไรใส่น้องมันจนหนีกระเจิงแหง”

ใช่พาลใส่ที่ไหนล่ะว้อยยยย วรรษเถียงในใจ ขนาดนี้แล้วก็ยังมีสติอยู่ ไม่ได้เมาจนไม่รู้เรื่อง แต่ไม่รู้จะทำยังไงให้กลับมาเป็นปกติแล้ว พยายามแล้ว แต่ยิ่งทำก็เหมือนยิ่งไม่ปกติ จนพลหนีไปแบบนี้

“ไม่มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย ก็เห็นมันออนเกมเล่นอยู่ แล้วมึงก็เล่นกับมัน พวกกูเลยไม่รู้เรื่อง จนสองสามวันมานี้แหละที่พลมันหายไป แต่จากสภาพบ้านมึงแล้ว น่าจะไม่มาเป็นเดือน”

เพราะแข่งเกมจบไปแล้ว ไม่มีซ้อมอะไรเป็นพิเศษ พลก็เลยหายหน้าไปเป็นพักๆ แต่นี่หายไปสามวันติด พวกเพื่อนๆ ก็คิดอยู่แหละว่ามีอะไรแน่ๆ พลไม่เคยหายไปเฉยๆ แบบนี้

“ทะเลาะอะไรกันวะ” เพลงเอาเท้าเตะเพื่อนที่นอนกลิ้งไปมา ทำเหมือนว่าเมามากเหลือเกิน

“ฮือออออออออออออ” นั่นคือคำตอบที่พวกเขาได้รับจากวรรษ

วรรษนอนร้องไห้เหมือนเด็กอนุบาลจนเพื่อนเอือมระอา แต่ก็ทิ้งมันไม่ลง เพลงนั่งลงข้างซ้าย เต้ข้างขวา ช่วยกันหิ้วปีกไอ้เพื่อนขี้เมาให้ลุกขึ้นนั่งพิงปลายเตียง

“กูพยายามทำอย่างที่ไอ้ทศมันบอกแล้ว ว่าไม่ให้ยุ่งกับน้อง อย่าไปทำให้พลมันสับสน แต่กูพยายามไม่ไหวแล้ว”

“พวกกูก็แปลกใจแหละ คนอย่างมึงเนี่ย ไม่เคยเชื่อฟังอะไรพี่ทศเลย ทำไมงานนี้เชื่อจั๊ง แล้วเป็นไงล่ะ สบายดี?” เต้เบะปากใส่ พลางกวาดกระป๋องเบียร์ทั้งหมดลงถุงขยะแล้วมัด

“ไหนมึงบอกว่าอยากทำก็ต้องทำเลยไงวะ ไอ้หมา”

“เลิกแดกไอ้พวกนี้แล้วไปกินหมูกะทะกับไอ้ปิ่นไป มันไปรอแล้ว” เพลงกระชากแขนเพื่อนให้ลุกขึ้นยืน

“จะให้กูไปสภาพนี้?” วรรษถามน้ำตานองหน้า กลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้งไปทั่ว จนเพลงต้องเบ้หน้าหนี

“เดี๋ยวกูอาบให้เอง มานี่”

“ไอ้เพลงงงงงงงไม่อาววววว”

แล้ววรรษก็มานั่งอยู่หน้าเตาหมูกะทะที่ปิ่นกำลังย่างเนื้อย่างหมู สลับกับฉีกพวกผักลงน้ำซุป พอเห็นวรรษก็หัวเราะลั่น

“ฮ่าๆๆๆ”

“หัวเราะหาพ่อง” วรรษกระชากเสียงดุๆ ใส่เพื่อนตัวอ้วนแล้วนั่งลงข้างๆ มัน ให้ปิ่นคีบเนื้อกับหมูมาใส่จานให้

“โอ๋ๆ นะลูก ไม่เบะนะไม่เบะ” ปิ่นล้อไม่เลิก

“สัส” วรรษสบถก่อนจะดึงตะเกียบออกแล้วคีบอาหารเข้าปากอย่างหงุดหงิด คนอื่นไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ไอ้อ้วนนี่ตัวดี ชอบล้อเลียนเขาตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ไม่รู้ทำไมยังทนคบมันได้

ตลอดการกินหมูกะทะ ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องของพลอีก ไม่มีใครถามว่าวรรษไปทำอะไรมา ถึงมีสภาพแบบนี้ (แม้ว่าเพลงจะจับอาบน้ำแล้ว กลิ่นเบียร์มันก็ยังติดอยู่) พวกเขาคุยกันเรื่องทั่วๆ ไป เรื่องเกม เรื่องงานแข่งครั้งต่อไป เรื่องอนิเมที่ดูช่วงนี้...

“พระเอกแม่งงี่เง่ากูว่า ทำไมชอบเขาแล้วไม่บอกเขาวะ”

“ก็มันควายไง อยากให้หมาคาบไปแดกก่อนค่อยบอก แบบนี้เป็นกูกูก็ทิ้ง”

ใช่อนิเมที่ดูช่วงนี้เหรอวะ วรรษขมวดคิ้ว

“ทำตัวเป็นเด็กอ่ะ แม่งเชื่อพี่มันเกินไป มันต้องคุยกันตรงๆ แล้วป่ะวะ ไม่ได้เล่นนะไรงี้ ผมจริงจังนะครับพี่งี้”

“ก็ถ้าไม่จริงจัง มันคงไม่แทบดิ้นตายตอนเห็นนางเอกไปกับผู้ชายคนอื่นหรอก”

“เดี๋ยวๆ” วรรษทนไม่ไหว “พวกมึงคุยกันเรื่องอนิเมแน่เหรอ”

“เออสิ” ปิ่นว่า “เรื่องใหม่น่ะ เพิ่งมาในเนตฟลิก”

“มึงยังไม่ได้ดูล่ะสิ ไปหาดูซะนะ” เต้แสยะยิ้ม เพลงก็หัวเราะเบาๆ แต่วรรษทำหน้าเหมือนหมางง

“เรื่อง “ไอ้หมาวรรษ” ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

“พวกมึงงงงง!!!”

อยู่กับเพื่อนๆ แล้ววรรษก็ค่อยอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง คบกันมานาน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็คุยกับพวกมันได้หมด ขนาดกับพี่ชายอย่างทศ ยังไม่เคยคุยทุกเรื่องขนาดนี้เลย

วรรษยอมรับว่าจริงจังกับพล แต่ไม่รู้จะบอกพี่ยังไง ตั้งแต่พ่อแม่ตาย ก็มีแค่ทศที่คอยบ่นคอยด่ามาตลอด เขาจะดื้อด้านแค่ไหน ทศก็อดทนมาตลอด ส่งเขาเรียนจนจบ อยากเล่นเกมอยู่บ้าน พี่ก็ยอม ไม่บังคับอะไรเลย ยกเว้นเรื่องนี้ที่เหมือนทศจะเกรงใจที่บ้านของเพจมากไปหน่อย แต่คิดอีกที เรื่องที่เขาเคยทำพลาดไว้เมื่อก่อนมันก็หลายเรื่องอยู่ และทศต้องคอยจัดการให้ ครั้งนี้ก็คงกลัวว่ามันจะเป็นแบบนั้นอีกล่ะมั้ง

แต่คนนี้จริงจังนะเว้ย

เขาอยากจะไปตะโกนใส่หน้าพี่ชายแบบนี้จริงๆ

แต่ก็กลัวจะโดนตอกหน้ากลับมาแหละ พี่อาจจะไม่เชื่อใจเขาแล้วก็ได้

“หวัดดีครับ...พี่ๆ”

วรรษสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงที่แสนคิดถึง เขารู้ว่าพลยืนอยู่ข้างหลังและคงกำลังยกมือไหว้ไอ้พวกนี้เหมือนเคย แต่ไม่กล้าหันไปมองหน้า

เกิดมาเพิ่งเคยรู้สึกกังวลและกลัวขนาดนี้

กลัวว่าจะทนไม่ไหว

“ดีๆ นั่งเลยน้องพล ข้างไอ้หมาวรรษนั่นแหละ” ปิ่นสละเก้าอี้ ลุกขึ้นเดินไปนั่งที่หัวโต๊ะ “กินเต็มที่ พี่ปิ่นเลี้ยงเอง”

“ขอบคุณครับ” พลผงกหัวเล็กน้อย มองคนที่นั่งนิ่งข้างๆ แล้วก็ถอนหายใจ แต่ยังฝืนยิ้ม

ไม่ได้เจอกันเกือบเดือนได้แล้วมั้ยนะ ได้ยินแค่เสียงผ่านดิสคอร์ด แล้วหายไปไหนมาตั้ง 3 วัน ไม่เล่นเกม พี่นึกว่าเราจะหายไปจากชีวิตพี่แล้วซะอีก

วรรษอยากจะพูด อยากจะคุยกับพล อยากถามสิ่งที่สงสัย แต่ทำได้แค่เก็บมันไว้ในใจ

เขาไม่ใช่คนแบบนี้เลย แต่พอเป็นเรื่องของพล ใจมันก็ไม่กล้าขึ้นมา

“ช่วงนี้งานยุ่งน่ะครับ กลับบ้านก็ดึกแล้ว เลยเหนื่อยจนหลับไป” พลเฉลยข้อสงสัยของทุกคน

“ไม่เป็นไรๆ อย่างน้องพลไม่ซ้อมก็เอาอยู่” เพลงว่าพลางคีบหมูส่งให้ ส่วนเต้ก็รินโค้กให้ วันนี้งดแอลกอฮอล์ เพราะวรรษดื่มมามากพอแล้ว

“ไม่ได้หรอกครับ พลจะรีบเคลียร์งานนะ อยากเล่นเร็วๆ เหมือนกัน แหะๆ”

แล้วทั้งหมดก็คุยกันไปกินกันไป แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องของวรรษกับพลอีก

“ฝากไอ้วรรษด้วยนะ มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกันล่ะ” เพลงว่าพลางสตาร์ทรถ ได้คุยกันในไลน์มาบ้างแล้วว่าสภาพวรรษหนักแค่ไหน

“ได้ครับ” พลรับคำแล้วโบกมือให้พี่ๆ ก่อนจะเดินไปที่รถตัวเอง ซึ่งวรรษยืนรออยู่

“กลับบ้านครับพี่วรรษ เดี๋ยวพลไปส่ง”

“ค้างมั้ย” ไม่ทันขึ้นรถ วรรษก็ถามแทรกมาทันที พลทำหน้าลำบากใจ

“ไม่ดีกว่าครับ”

“ไม่อยากอยู่กับพี่ขนาดนั้นเชียว” วรรษบ่นเบาๆ ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถ

ระหว่างทางพวกเขาแทบไม่ได้พูดจากันเลย เวลาเหมือนผ่านไปนานมาก ทั้งที่จากร้านมาบ้านของวรรษก็ไม่ได้ไกล พวกเพื่อนๆ เลือกร้านที่ใกล้บ้านให้ กับพวกมัน ถึงจะตีกันบ้าง แหย่กันจนโมโหบ้าง แต่พวกเขาก็เป็นเพื่อนรักที่คอยดูแลเอาใจใส่กันและกันเสมอ

ในที่สุดความเงียบที่ยาวนานก็จบสิ้นลง เมื่อพลจอดรถตรงหน้าบ้านของวรรษ

“พลส่งแค่นี้นะครับ ไว้เจอกันในเกม”

“ทำไมพูดจาห่างเหินแบบนั้น” แต่วรรษไม่ยอมลงจากรถ เขาอยากคุยกับพลให้รู้เรื่อง ก่อนที่จะแย่ไปกว่านี้

เขาไม่อยากเสียพลไป ไม่อยากเลย...

“คนที่ห่างเหินก่อน มันคือพี่ไม่ใช่เหรอ” พลเอ่ยเสียงเบา “เข้าบ้านเถอะครับ ไว้พลจะมาวันเสาร์แล้วกัน”

เพราะพลพูดถูก เขาเองที่ทำตัวห่างเหินก่อน ไอ้ที่ว่าพยายามจะทำเหมือนพี่น้องกันปกตินั่นแหละ ที่มันห่างเหิน จนกลายเป็นแบบนี้ มันเป็นความผิดของเขาเองที่มัวแต่เก็บเอาเรื่องที่ทศพูดมาใส่ใจ

แต่เขากลัว ไม่ใช่แค่คำพูดของทศ แต่กลัวว่าจะโดนพลเกลียด

พลไม่ได้พูดอะไรหลังจากวันนั้น อาจเพราะเขาพยายามทำตัวเหมือนเดิม แม้มันจะไม่มีทางเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เขาแค่ไม่อยากให้พลอึดอัดใจกับสิ่งที่เขายัดเยียดให้

แต่ยิ่งทำแบบนั้น กลับกลายเป็นว่ายิ่งอึดอัดกันทั้งสองฝ่าย จนพลหนีหน้าเขาแบบนี้

วรรษยอมลงจากรถด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย พลเองก็เห็น แต่ไม่เข้าใจ

ไม่เข้าใจว่าทำไมวรรษถึงต้องเศร้า คนที่เศร้าน่าจะเป็นพลมากกว่า ทั้งที่คิดว่าวรรษอาจจะชอบ ทำถึงขนาดจูบก็แล้ว แต่วรรษกลับเมินเฉยอีก ทำเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร

ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้

เรื่องมันน่าจะจบสวยกว่านี้ วรรษน่าจะบอกว่าชอบแล้วก็คบกันสิ ไม่ใช่จูบเสร็จก็จบ กลับมาเป็นพี่น้องเหมือนเดิม

ทำไม

หรือพลควรจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน?

แล้วถ้าคิดไปเองล่ะ ถ้าวรรษไม่ได้ชอบ ก็แค่เผลอไผลทำตามอารมณ์ พลคงทนไม่ได้ถ้าโดนปฏิเสธ

พลเอนตัวพิงเบาะรถพลางหลับตาลง วรรษยืนมองรถเต่าสีขาวที่ยังจอดอยู่หน้าบ้านจากชั้นสอง

พวกเขาต้องตัดสินใจแล้ว

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด