เงาของผมที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของเขา ( My Mirror ) /Chapter 6 /17.09.63
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เงาของผมที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของเขา ( My Mirror ) /Chapter 6 /17.09.63  (อ่าน 309 ครั้ง)

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 66
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ






-------------------------------------------------------------



เงาของผมที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของเขา ( My Mirror )




คำโปรย

   
“ แค่ไว้ใจกูมันยากนักหรอวะ ” ผมมองหน้าเขาสักพักแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป



เรื่องย่อ

   
ความจริงใจที่เขาแสดงออกมาทำให้กำแพงที่อยู่ภายในใจของผมเริ่มพังทลายลงทีละน้อย และในที่สุดผมก็ไว้ใจเขาโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ แต่แล้วผมกลับได้รู้ว่าเขาเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนตัวตนของผมก็เท่านั้น













Talk
สวัสดีค่ะทุกคนน เปิดเรื่องใหม่มาพร้อมกับพระเอกที่บางคนอาจจะคุ้นเคยกันมาบ้างแล้วเพราะเคยไปปรากฎตัวในเรื่อง (มหาลัย VS เทคนิค) ต่างกันแล้วไงก็ใจมันสั่งมา นั่นก็คือพี่ไผ่ของเราเองงงง ครั้งนี้ถึงคราวเรื่องของตัวเองบ้างแล้ว คงจะมีเรื่องวุ้นวายกันไม่น้อยเลยทีเดียว!
  และสำหรับใครที่เพิ่งได้ทำความรู้จักกับพระเอกของเราคนนี้ ก็ฝากเปิดใจแล้วเข้ามาติดตามกันด้วยนะคะ


ฝากคอมเม้นท์และเป็นกำลังใจให้ด้วยน้าาาาาาา
ติดตามและเข้ามาพูดคุยกันได้นะคะ ผ่านทาง
ทวิตเตอร์ : @BC_BlackCrow
#ไผ่สน









สารบัญ

Intro Chapter 1 Chapter 2 Chapter 3 Chapter 4 Chapter 5 Chapter 6
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-09-2020 20:20:54 โดย Blackcrow »

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 66
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Intro



เพี๊ยะ!

ฝ่ามือของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อตบลงบนหน้าผมอย่างแรงจนรับรู้ถึงรสชาติของเลือดที่ซึมออกมา แต่ผมกลับหันมายิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เขาทำลงไป

“แกนี่มันดีแต่ผลาญเงินฉันจริงๆ!”

ผมใช้หลังมือเช็ดเลือดที่มุมปากของตัวเองก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เขายกมือขึ้นหมายจะตบหน้าผมเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ยั้งมือไว้ซะก่อน

“ก็พ่อผมรวยไงครับ ผมแค่ทำตัวเป็นลูกที่ดีโดยการช่วยพ่อใช้เงิน มันผิดตรงไหน” ผมมองผ่านไหล่ของเขาเห็นสองแม่ลูกยืนอยู่

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมโดนตบหน้าแต่มันเกือบทุกครั้งที่ผมย่างกรายเข้ามาในบ้านหลังนี้ บ้านที่เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวสุขสันต์ แต่นั่นไม่ใช่ครอบครัวของผม

“พอเถอะคุณ ไผ่เพิ่งจะกลับมาบ้านอย่าทะเลาะกันเลยนะคะ” แม่เลี้ยงผู้แสนดีรีบเข้ามาดึงแขนเขาไว้ก่อนจะพูดเพื่อให้เขาใจเย็นลง

ผมมองภาพตรงหน้าก่อนจะแค่นหัวเราะ

“คุณก็ดูเรื่องที่มันทำสิ ไอ้พวกวิปริตผิดเพศ น่ารังเกียจ!”

พอเขาพูดจบประโยคผมก็มองน้องต่างแม่ก่อนจะยิ้มออกมา ผมรู้ว่าเขาเกลียดพวกชอบเพศเดียวกันแต่ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่เป็นแบบนี้เพราะลูกชายสุดที่รักของเขาก็ไม่ต่างจากผมเลย

“คนเราเกิดมาต้องใช้ชีวิตให้คุ้มนะครับ พ่อไม่คิดงั้นหรอ”

“ไอ้!”

“พอเถอะครับคุณพ่อ อย่าว่าพี่ไผ่เลย”

“เกิดมาทั้งทีต้องลองนะครับพ่อ บางที…อาจจะดีกว่าอะไรเก่าๆ ก็ได้” ผมขยิบตาก่อนจะใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มยิ่งทำให้เขาทวีความโกรธมากขึ้น แต่ก็ทำอะไรผมไม่ได้เพราะมีลูกกับเมียสุดที่รักดึงแขนเอาไว้

ผมชอบเวลาเขาโกรธที่สุดเลยล่ะ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากกว่าเรื่องไหนๆ …











***talk

พี่ไผ่ของเราก็ไม่ใช่เล่นๆนะคะเนี่ยยยย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-08-2020 17:24:18 โดย Blackcrow »

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 66
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Chapter 1

ลูกแมว





“เจ็บไหมคะคุณหนู” ป้าแก้วถามอย่างเป็นห่วงหลังจากทำแผลให้ผมเสร็จ

“แค่นี้เองครับ จิ๊บๆ ” ผมยิ้มให้ป้าแก้วพลางทำท่าให้ดูก่อนที่สีหน้ากังวลของท่านจะเริ่มคลายลง

“ทีหลังไม่ต้องมาก็ได้นะคะ”

“ผมก็ไม่ได้อยากมาหรอกครับ แต่ผมคิดถึงป้านี่นา” ผมกอดป้าแก้วก่อนที่แขนทั้งสองข้างจะยกขึ้นมากอดตอบเช่นกัน

ผมกลับมาบ้านเพียงเพราะเหตุผลเดียวคือป้าแก้ว และสาเหตุที่ผมไม่อยากกลับมาที่นี่ก็เพราะ พ่อ คนที่ผมไม่อยากเรียกว่าพ่อเวลาเจอหน้าเลยสักครั้ง

พ่อของผมแต่งงานใหม่หลังจากที่แม่เสียไปได้ไม่นาน ความจริงเขากับผู้หญิงคนนั้นคบกันมาก่อนที่จะมาแต่งงานกับแม่ของผมและมีลูกด้วยกันหนึ่งคนห่างจากผมแค่สองปี

เรื่องทั้งหมดแม่ของผมรับรู้และไม่ได้ว่าอะไร เพราะยังไงท่านก็ไม่ได้แต่งงานเพราะความรัก

ตลกร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผมถูกย้ายมาอยู่บ้านหลังเล็กตั้งแต่ที่เขาแต่งงานใหม่แบบลับๆ โดยไม่ให้ใครรู้ เขากับครอบครัวอยู่บ้านหลังใหญ่ที่ผมกับแม่เคยอยู่ เขาให้ผมแทบทุกอย่าง…แต่เว้นอยู่อย่างเดียวที่เขาไม่เคยให้ผมเลย นั่นก็คือ….ความรัก

ผม…ไม่ได้เกิดจากความรักของแม่กับพ่อ มันก็ไม่แปลกที่เขาจะไม่สนใจใยดีผม

บางทีผมก็คิดนะว่าผมจะเกิดมาทำไม แต่ก็นั่นแหละครับยังไงก็เกิดมาแล้วผมเลยตั้งใจจะใช้ชีวิตตามใจตัวเอง แค่ตัวเอง ไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งนั้น!

“ผมขอนอนตักหน่อยนะครับ” ผมล้มหัวลงหนุนตักที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ตักที่ทำให้ผมนอนหลับทุกครั้งเวลาหนุน มือที่กำลังลูบหัวผมทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

“อย่าไปใส่ใจเลยนะคะ คุณท่านก็เป็นแบบนี้”

“ผมไม่ใส่ใจตั้งนานแล้วครับ” ผมเคยใส่ใจจนไม่มีความสุขมามากพอแล้ว

“แล้วกินอะไรมารึยังคะ”

“กินมาแล้วครับ”

“งั้นก็ไปอาบน้ำแล้วขึ้นไปนอนบนห้องดีๆ เร็ว” ป้าแก้วลูบหัวผมก่อนจะยิ้มให้

“นอนเลยไม่ได้หรอครับ” ผมทำเสียงอ้อนๆ อย่างที่มันเคยใช้ได้ผลเวลาที่อยากได้อะไร

“ไม่ได้ค่ะ ไปอาบน้ำเร็ว” แต่ดูเหมือนว่าผมใช้บ่อยจนมันไม่ได้ผลแล้วล่ะ

ผมยอมลุกแล้วเดินขึ้นห้องเพื่อมาอาบน้ำแต่โดยดี ปกติแล้วผมจะพักอยู่คอนโดไม่ค่อยได้กลับถ้าจะกลับก็คือมาหาป้าแก้วและผมก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าบ้านใหญ่เพื่อยั่วโมโหเขาก่อนจะกลับมาบ้านของตัวเอง

พอเข้ามาในห้องสิ่งแรกที่ผมทำคือเดินมาหยิบกรอบรูปที่วางอยู่หัวเตียงมาดูด้วยความคิดถึงคนที่อยู่ในรูป

“คิดถึงนะครับ” ถ้าแม่ยังอยู่อะไรๆ มันคงจะดีกว่านี้ ไม่ใช่สิถ้าไม่ใช่เพราะเขาก็คงดีกว่านี้

ถ้าแม่ได้เจอใครที่ดีกว่านี้…

ตื๊ดดดดดดดดด

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดความคิดของผม ก่อนจะวางกรอบรูปไว้ที่เดิมแล้วล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดรับสายที่เรียกได้ว่าสำคัญเลยทีเดียว

“มีอะไรครับคุณหนู” ผมกรอกเสียงผ่านสายอย่างกวนๆ

‘กลับบ้านทำไมไม่บอกพายด์ล่ะ’

“ลืม”

ไม่ได้ลืมหรอกครับ แต่ผมตั้งใจไม่บอกพายด์ตั้งแต่แรกเพราะถ้าพายด์มาด้วยผมไม่มีทางโดนตบซึ่งก็เท่ากับว่าผมไม่ได้ยั่วโมโหเขาด้วย

สนุกจะตายเวลาเห็นเขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแบบนั้น

‘โดนตบมาอีกรึเปล่า’

“ก็…”

‘บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปยั่วโมโหคุณลุง’ ผมนอนแผ่ลงบนเตียงอย่างสบายใจไม่ได้สนใจคำตำหนิของพายด์แม้แต่น้อย กลับกันผมอมยิ้มอย่างนึกเอ็นดูคนพูดมากกว่า

พายด์เป็นเพื่อนสนิทของผม สนิทถึงขั้นที่ว่ารู้ทุกเรื่องเลยก็ว่าได้และที่สำคัญพายด์ยังเป็นคู่หมั้นของผมอีกด้วย พายด์ช่วยผมทุกอย่างและก็เป็นทุกอย่างของผมเช่นกัน

“ง่วงจังเลย ฮ้าวววว”

‘อีกแล้วนะ ไม่ฟังพายด์อีกแล้ว!’ ปลายสายเริ่มโวยวาย แต่ผมง่วงจริงๆ นี่นา

“เอาไว้บ่นต่อหน้าเนาะ ตอนนี้ไผ่ของนอนก่อนฝันดีนะครับบ” ผมกดวางสายทันทีที่บอกฝันดีคนในสาย แล้วหลับตาลงทั้งๆ ที่ตอนแรกจะไปอาบน้ำแต่คงไม่ทันแล้วล่ะเพราะตอนนี้ผมง่วงมาก…





แสงที่ลอดผ่านผ้าม่านทำให้ผมลืมตาขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ พอหันไปก็พบว่าผ้าม่านถูกเปิดออกทั้งที่เมื่อคืนมันปิดไว้ สงสัยจะเป็นป้าแก้วมาเปิดล่ะมั้ง

“ตื่นสาย”

แต่ผมคิดผิดนั่นไม่ใช่ป้าแก้วแต่เป็นคุณหนูข้างบ้านที่ชอบมาหาผมตอนที่ผมกลับมาบ้านแบบนี้

“แอบเข้าห้องคนอื่นอีกแล้ว” พายด์ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้พลางมองมาทางผมเหมือนมองสิ่งสกปรก

คงจะรู้แหละครับว่าเมื่อคืนผมไม่ได้อาบน้ำและเดาว่าสภาพของผมตอนนี้คงดูไม่ได้แน่ๆ

“ไปอาบน้ำเลยไปป คนสกปรก”

“ถ้าจิตใจเราสะอาด น้ำไม่ต้องอาบก็ได้ปะ”

“นั่นยิ่งต้องอาบเลยแหละเพราะไม่มีอะไรที่สะอาดโดยเฉพาะจิตใจ”

“ฮ่าๆ ” พายด์ทำหน้าเหมือนเอือมกับผมสุดขีดนั่นทำให้ผมอารมณ์ดีแต่เช้า

พายด์ก็ไม่ต่างจากป้าแก้วที่ดูแลผมอย่างดี ผมสบายใจทุกครั้งที่ได้อยู่กับทั้งสองคนเรียกได้ว่าเป็นความสุขของผมเลยก็ว่าได้

“รีบอาบนะ พายด์ให้ป้าแก้วเตรียมกับข้าวไว้รอแล้ว”

“ค้าบบบบ”

“ค้าบก็รีบๆ เลย รู้นะว่าเข้าไปแต่ยังไม่อาบ” ผมบอกแล้วว่าพายด์รู้ทุกเรื่อง!



ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นานก็ลงมาข้างล่าง มองดูพายด์กับป้าแก้วที่กำลังจัดโต๊ะสำหรับมื้อเช้าอย่างขมักเขม้นก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดป้าแก้วจากด้านหลังโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้รู้ตัว

“โถ่คุณหนู ป้าตกใจหมด”

“ตกใจความหล่อของผมใช่ไหมครับ”

“ยังไม่ทันได้กินข้าวก็จะอ้วกแล้วหรอเนี่ย” ผมหันไปมองยัยตัวแสบที่ทำท่าจะอ้วกอย่างเอาจริงเอาจังพลางแลบลิ้นใส่ผม

จะเปิดศึกกันแต่เช้าเลยใช่ไหม

“มาๆ ป้าจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้ว” ผมคลายกอดป้าแก้วแล้วนั่งลงเก้าอี้ใกล้ๆ พร้อมรับประทานอาหารเช้า

อาหารที่ผมชอบเรียงรายอยู่ตรงหน้า ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปตักอาหาร แต่ยังไม่ทันถึงเป้าหมายก็ถูกพายด์ตีมือซะก่อน

“รอก่อนสิ” พายด์ตีมือผมอย่างแรงก่อนจะเอ็ดผมด้วยคำเดิมๆ โดนทุกครั้งแต่ละครั้งก็ไม่เคยจำสักทีเรื่องรอกินข้าวพร้อมกันเนี่ย

“ก็นั่งสิจะได้กินสักที”

“ยังไม่สำนึกอีกนะ” ผมกลั้นขำก่อนจะปั้นหน้าจริงจังคล้ายกับว่ากำลังสำนึกผิด

แต่ก็นั่นแหละครับพายด์รู้จักผมเกินกว่าจะเชื่อว่าผมสำนึกผิดจริงๆ

หลังจากที่นั่งกันครบแล้วผมก็ไม่รอช้าที่จะตักอาหารจานโปรดเข้าปากและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย การกลับบ้านที่ผมต้องการก็มีเพียงเท่านี้ ทานข้าวกับคนที่เรารักไม่ต้องเป็นร้านอาหารสุดหรูหรือบ้านหลังใหญ่ก็ทำให้มีความสุขได้

“จะค้างที่นี่ต่อหรือเปล่า” พายด์ถามขณะที่ตักอาหารใส่จานผม

“ไม่อะ พรุ่งนี้มีเรียน”

“มีเรียนหรือมีเที่ยวยะ” บางทีผมก็เกลียดคนรู้ทันนะครับ

“อย่ามากล่าวหากันนะ ไผ่อะตั้งใจเรียนที่สุดแล้ว”

“หรอออ ป้าแก้วคะพายด์จะเล่าอะไรให้ฟังค่ะ…” ไม่ทันที่พายด์จะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ผมก็จัดการตักข้าวเปล่าเข้าปากเจ้าตัวทันที

“อื้อ!” ท่าทางเหวอๆ นั่นทำให้ผมหลุดขำออกมา เวลาอยู่กับผมไม่คีพลุคอะไรทั้งนั้นแต่พออยู่ข้างนอกนี่ต้องสง่าเหมือนนางพญาเชียวล่ะ ก็ว่าไม่ได้หรอกครับเป็นถึงอดีตดาวมาหาลัยนี่นา

“เล่นอะไรเป็นเด็กอีกแล้วสองคนนี้” ผมแลบลิ้นใส่พายด์อย่างผู้ชนะและตามด้วยฝ่ามือน้อยๆ ที่แรงไม่ได้น้อยตบลงกลางหัว โดนตบแต่เช้าเลยแฮะ

ป้าแก้วที่นั่งข้างๆ ส่ายหน้าก่อนจะยิ้มกับนิสัยที่เวลาอยู่ด้วยกันทีไรก็ต้องลงเอยแบบนี้ทุกที

อดไม่ได้ที่จะตีกันหรอกครับ ก็คนมันรักกันนี่นา….









……………………………………………





ภายในห้องเรียนที่นักศึกษาต่างก็ตั้งใจฟังอาจารย์บรรยาย แต่ยังมีคนหนึ่งที่ตาแทบจะปิดอยู่ร่อมร่อนั่นก็คือผมเอง การเรียนวิชานี้เป็นเหมือนยานอนหลับชั้นดีที่ทำให้ผมแทบจะฟลุบลงกับโต๊ะ

ผมไม่อยากโดดเรียนเพราะต่อให้โดดก็ไม่รู้จะไปที่ไหน ช่วงนี้จะทำอะไรมันก็เบื่อไปหมดหรือผมควรหาอะไรใหม่ๆ ทำดีนะ แต่ตอนนี้มาคิดก่อนดีกว่าว่าทำยังไงให้หายง่วง

สักพักผมก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องตรงไปทางห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาสักหน่อยเผื่อความง่วงมันจะบรรเทาลงบ้าง

“พี่ไผ่หวัดดีครับ” ผมพยักหน้าให้กับรุ่นน้องที่เอ่ยทักทายก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ

“อ้าวไผ่ ไม่มีเรียนหรอ” พอเข้ามาก็เจอคนรู้จักซึ่งเรื่องคนละเซค ผมเป็นคนกว้างขว้างระดับหนึ่งไม่ว่าใครก็รู้จัก คนชอบก็เยอะแต่คนเกลียดคงมีเยอะกว่า

“มี แต่เราหลบมาเข้าห้องน้ำน่ะ” ผมยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะไปทำธุระส่วนตัว

เมื่อเหลือผมคนเดียวในห้องน้ำ ผมใช้มือรองน้ำเพื่อล้างหน้าแต่คงลืมไปว่าไม่ได้พกผ้าเช็ดหน้ามาด้วยซึ่งตอนนี้ก็ล้างหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

แต่แล้วผ้าเช็ดหน้าสีขาวก็ถูกยื่นมาตรงหน้าพร้อมกับเสียงที่คุ้นเคย

“เวลาจะล้างหน้าก็พกผ้าเช็ดหน้าด้วยสิ” ผมมองเจ้าของผ้าเช็ดหน้าก่อนจะรับมันมาแล้วเช็ดหน้าทันที

เจ้าของผ้าเช็ดหน้าเป็นคนที่ผมรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผมยิ้มให้คนตรงหน้าพลางพูดขอบคุณ

“รู้ใจตลอดเลยน้าา นี่แอบตามเรามารึเปล่าเนี่ย” สกายยิ้มก่อนจะหันไปล้างมือ

“เปล่าหรอก แค่บังเอิญน่ะ”

“นึกว่าคิดถึงเราซะอีก”

สกายเดินเข้ามาหาผม ก่อนจะมองด้วยสายตาที่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายตาของคนที่อาลัยอาวรณ์กันอยู่

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะใช่ แต่ตอนนี้คงไม่แล้วล่ะ” ผมจ้องหน้าอีกฝ่าย

“ก็ดีแล้วล่ะ อ๋อ ขอบคุณอีกครั้งนะสำหรับผ้าเช็ดหน้า” ว่าแล้วผมก็เบี่ยงตัวหลบอีกฝ่ายเดินออกมาจากห้องน้ำทันที ก่อนจะทิ้งผ้าเช็ดหน้าลงถังขยะที่เดินผ่าน



แฟนเก่าบางคนก็ไม่น่าจะเป็นเพื่อนกับเราได้….คุณคิดว่าอย่างนั้นไหมล่ะ





“วันนี้ไปไหนต่อวะ”

“ไปรับพายด์” ผมตอบไอ้ทอมขณะเดินลงบันได ตามปกติแล้วถ้าไม่ไปดื่มก็ไปรับพายด์ที่คณะ เพราะช่วงนี้ชีวิตผมค่อนข้างฟรีไทม์ ไม่มีใครมายุ่งและไม่ได้ยุ่งกับใคร

“นี่มึงจะเลิกเที่ยวเพราะพายด์จริงๆ หรอวะ” ผมนึกขำกับคำพูดไอ้ทอม จริงๆ แล้วผมไม่ได้ทำเพื่อใครหรอกแต่เบื่อที่จะเที่ยวแค่นั้นเอง และดูเหมือนว่าการที่ผมไม่ไปที่อโคจรช่วงนี้จะทำให้ใครหลายคนคิดว่าพายด์คือตัวจริงของผมซึ่งมันก็ดูตลกดี

“คงงั้นมั้ง” ผมตอบอย่างขอไปทีพลางเดินไปหารถตัวเอง

“ไว้เจอกันมึง” ผมโบกมือให้ไอ้ทอมแทนคำตอบ

แต่ก่อนจะถึงรถที่จอดอยู่ไม่ไกลผมก็ต้องหยุดฝีเท้าเมื่อมีใครบางคนยืนขวางอยู่ เห็นแบบนั้นผมจึงเดินเลี่ยงมาอีกทางซึ่งดูเหมือนว่าอีกคนก็ไม่ยอมให้ผมทำแบบนั้น

ผมมองคนตรงหน้าที่เตี้ยกว่าผมอยู่มากก่อนจะถือวิสาสะสำรวจใบหน้าอีกคน หน้าตาจัดได้ว่าน่ารักแต่ไม่ถึงกลับดึงดูดสายตาของผม ผิวขาวๆ บวกกับดวงตากลมๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าคนตรงหน้าเหมือนลูกแมวยังไงก็ไม่รู้ ตัวที่ค่อนไปทางบอบบางแต่ก็ไม่ได้ดูอ่อนแอเลยสักนิด

“มีธุระอะไรกับผมรึเปล่าครับ” ท่าทางดูลังเลของอีกฝ่ายทำให้ผมถามออกไป ขืนยังยืนกันอยู่แบบนี้คงไม่ได้ไปไหนกันพอดี

“เอ่อ คือ…”

อีกฝ่ายอ้ำอึ้งจนผมต้องเป็นฝ่ายพูดออกมา

“ถ้าไม่มีธุระอะไร ผมขอตัวนะครับ”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินไปไหนไกล ประโยคที่ทำให้ผมคิดว่าไม่เหมาะที่จะออกจากปากเจ้าตัวก็ดังขึ้นมา

“กูชอบมึง!”



ประโยคมันฟังดูฮาร์ดคอร์ไม่เหมาะกับบุคลิกที่เหมือนลูกแมวของเขาเลยแฮะ

.

.

น่าเสียดายที่ผมไม่ชอบแมวซะด้วยสิ

แต่ถ้า…แมวมันเดินเข้ามาหาก็คงต้องเล่นกับมันสักหน่อยแล้ว











ประโยคมันฟังดูฮาร์ดคอร์ไม่เหมาะกับบุคลิกที่เหมือนลูกแมวของเขาเลยแฮะ

-ไผ่ -









***talk

หนีไปค่ะลูกกกกกกกกก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-08-2020 17:26:32 โดย Blackcrow »

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 66
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Chapter 2

เสือ



แกร๊ง!

เสียงแก้วกระทบกันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด กลับกันมันทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก คงเป็นเพราะว่าหลังจากนั้นแอลกอฮอล์ก็เข้าปากล่ะมั้ง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะใช้น้ำเมาเป็นทางเลือกในหลายๆ เรื่อง และเลือกที่จะมานั่งดื่มมันแทบทุกวัน

“ได้ข่าวว่าช่วงนี้ไม่ได้ออกล่าเลยหรอวะ มีคนหวงหรือไง”

“อย่างผมจะมีใครมาหวงวะพี่”

“คนเขาอยากหวงมึงเยอะแยะเหอะ” พี่มอสว่าพลางมองหน้าผม

แล้วจะให้ผมปฏิเสธได้ไงเพราะมันก็มีความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งเข้ามาหาผมเพื่อหวังผลประโยนช์ก็แค่นั้น

“นั่นดิพี่ แบ่งให้ผมสักคนดิ” ไอ้ชินน้องรหัสของผมพูดขึ้นบ้างหลังจากที่เอาแต่เหล่สาวโต๊ะข้างๆ

วันนี้ผมนัดดื่มกับสายรหัส พี่มอสพี่รหัส ไอ้ชินน้องรหัส ส่วนไอ้กีตาร์หลานรหัสซึ่งไม่สนใจใครนอกจากเกมส์ในโทรศัพท์ ขนาดมาผับยังไม่มีอะไรที่สามารถดึงความสนใจมันได้นอกจากเกมส์

“มึงก็ไปหาเอาสิ ในนี้เยอะแยะ”

“โห่ เขาก็มองแต่พี่อะ ว่าแต่พี่เหอะควงคนไหนกลับล่ะวันนี้” ไอ้ชินถามอย่างรู้ทัน

วันนี้ไม่มีใครเข้าตาผมเลยสักคนจึงกลายเป็นว่าได้แต่นั่งอยู่กับที่ ผมไม่ได้จำศีลนะแค่ตอนนี้ยังไม่มีใครถูกใจ

“ช่างกูเถอะน่า มึงสนใจน้องมึงนู่นถ้าไม่ดื่มก็พามันกลับไปเล่นเกมส์ที่บ้านไป” ลักษณะหลานรหัสผมจะไม่เหมาะกับสถานที่แบบนี้ ผิดกับพวกผมสามคนโดยเฉพาะผมกับพี่มอสถ้าวันไหนแกว่างก็มักจะนัดผมออกมาดื่มไม่ซ้ำสถานที่เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้สรรหามาจากไหนนักหนา แต่จริงๆ ผมชอบนะมันได้เปลี่ยนบรรยากาศดี

ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่ผมเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก จากคำแนะนำของพี่มอสที่ว่ามีแต่ของดีแต่ผมยังไม่เห็นของดีที่ว่านั่นเลยตั้งแต่มาถึง

ผมมองไปรอบๆ อีกครั้งก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่นักร้องที่เพิ่งมาใหม่ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือผมรู้สึกคุ้นหน้านักร้องคนนี้ เหมือนเคยเจอที่ไหน

“สนใจหรอ” ผมหันกลับมายิ้มให้พี่มอสพลางส่ายหน้า ไม่ได้สนใจแค่รู้สึกคุ้นหน้า

“ไอ้นี่ชื่อต้นสน เป็นนักร้องประจำอยู่ที่นี่ เพื่อนกูเอง” ดูเหมือนพี่มอสจะไม่ได้สนใจที่ผมปฏิเสธไป กลับแนะนำให้ผมรู้จักซะงั้น

“ที่เรียนวิศวะปี4ใช่ปะพี่”

“ใช่ๆ เห็นหน้ามันน่ารักอย่างนั้นแต่สาวเยอะนะเว้ย”

“จริงปะพี่”

ผมหันเหความสนใจไปหาคนบนเวทีก่อนจะพบว่าทางนั้นก็มองมาที่ผมอยู่ก่อนแล้ว ผมจึงยกแก้วขึ้นเป็นเชิงทักทาย เขายิ้มตอบกลับมาเป็นการทักทายเช่นกัน

“พยายามจะทำวิธีต่างๆ ให้เธอนั้นรักฉัน

พยายามทุกวัน มอบให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ

เหมือนเดินบนสะพาน ที่มีปลายทางคือใจของเธอ

ยังคงคิดและหวัง จะนำเอารักแท้นี้ไปให้”

เสียงร้องของคนบนเวทีทำให้ผมค่อนข้างแปลกใจ ร้องเพราะกว่าที่คิดแฮะ แล้วสายตาที่มองผมแบบนั้นหมายความว่ากำลังสนใจผมรึเปล่านะ

“สนใจล่ะสิ กูแนะนำให้เอาปะ”

“ไม่ใช่สเปคว่ะพี่”

สเปคของผมคือคนที่ผมอยากเข้าหา ไม่ใช่เข้าหาผมก่อนซึ่งคนที่อยู่บนเวทียังไม่ใช่สำหรับผมหรอก อาจจะผูกมิตรไว้แต่คงไม่คิดจะสานสัมพันธ์

“แม่งหล่อเลือกได้อีกละ กูล่ะเบื่อจริงๆ ”

“หมั่นไส้ได้ปะพี่”

“หมั่นไส้กูแล้วหล่อขึ้นหรอมึงน่ะ” ผมยีหัวไอ้ชินอย่างนึกหมั่นไส้

“หล่อขึ้นก็ดีดิพี่”

“พี่ชิน พาไปเข้าห้องน้ำหน่อยดิ” ไอ้ตาร์เงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วหันมาสะกิดไอ้ชิน

“พาน้องมันไปเลยมึง”

ไอ้ชินพาหลานรหัสผมไปเข้าห้องน้ำ หันมาอีกทีก็เห็นนักร้องที่เพิ่งลงจากเวทีเดินตรงมายังโต๊ะของพวกผมที่มีพี่มอสโบกไม้โบกมือให้อยู่

“เสียงดีเหมือนเดิมเลยนะมึง” อีกคนยิ้มรับพลางนั่งลงข้างๆ พี่มอส

ผมจ้องหน้าเขาสักพักก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเคยเจอที่ไหน นี่คือคนที่เคยสารภาพรักกับผมเมื่อสองวันก่อน แต่เนื่องจากการแต่งตัวที่แปลกจากวันที่เจอครั้งแรกบวกกับทรงผมที่ถูกเซ็ทอย่างดีทำให้ผมจำไม่ได้

แต่ยังไงก็ยังดูเป็นลูกแมวอยู่ดี แล้วทำไมผมต้องเปรียบเขากับสิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบด้วยล่ะเนี่ย

“นี่ไอ้สนเพื่อนกู ส่วนนี่ไอ้ไผ่น้องรหัสกู”

“สวัสดีครับพี่สน” ผมยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร

“สวัสดี” เสียงตอบกลับมาห้วนๆ ช่างไม่เข้ากับหน้าตาเอาเสียเลย

“มึงมีร้องเพลงอีกไหม”

“ไม่มีแล้ว แล้วนี่มึงจะกลับตอนไหนกูขอติดรถกลับด้วยดิ”

“กูจะไปต่อว่ะ”

ผมปล่อยให้รุ่นพี่ทั้งสองคุยกัน ส่วนผมก็กลับมาสนใจแก้วเหล้าในมือต่อ ตาหันไปมองโต๊ะใกล้ๆ ที่เหมือนเขาจะทำอะไรสักอย่าง ภาพผู้ชายกับผู้หญิงยิ้มให้กัน ผู้ชายถือเค้กส่วนผู้หญิงกำลังเป่าเทียน ดูเป็นเรื่องดีๆ สำหรับพวกเขาซึ่งมันทำให้ผมยิ้มตาม

ท่าทางดูมีความสุข…

“ไอ้ไผ่”

“ครับ?” ผมหันมาหาพี่มอสตามแรงสะกิดที่หัวไหล่

“ฝากไอ้สนติดรถมึงกลับด้วยดิ อยู่คอนโดเดียวกัน” นี่คงเป็นแค่เรื่องบังเอิญใช่ไหม คงไม่ใช่พวกโรคจิตที่แอบตามผมหรอกนะ

“กูไม่ใช่โรคจิตนะ ปกติกูก็อยู่คอนโดนั้น” อีกฝ่ายพูดดักทางไว้ก่อนที่ผมจะคิดไปไกลกว่านี้

นี่แสดงว่าแอบรักผมมานานแล้วอย่างงี้หรอ เห้อ เกิดเป็นคนหล่อก็เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย

“สรุปมันกลับกับมึงได้นะ”

“ได้สิพี่ คนกันเองเดี๋ยวผมไปส่งให้ รับรองถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”

“ก็ดี ไม่ใช่พาเพื่อนกูแวะเข้าโรงแรมนะ”

“ไม่หรอกพี่ พอดีผมไม่ชอบโรงแรมเท่าไหร่” ว่าแล้วทั้งผมและพี่มอสก็พากันหัสเราะ ส่วนคนที่ถูกพูดถึงก็มองมาที่ผมแต่ไม่ได้พูดอะไร





“พี่อยู่ชั้นไหน” ผมถามอีกคนขณะเดินเข้ามาในคอนโด

“ชั้นสอง” ผมพยักหน้ารับ

“งั้นผมไปก่อนนะ” แต่ก่อนที่ผมจะได้เดินไปอีกทางเสียงพี่สนก็ดังขึ้น

“มึงอยู่ชั้นหนึ่งหรอ”

“ครับ”

“ห้องไหน”

“พี่เป็นโรคจิตปะเนี่ย”

“กูแค่ถ้าว่ามึงอยู่ห้องไหน ดูโรคจิตตรงไหน” อีกฝ่ายทำหน้างงๆ

“ก็ถ้าพี่ไม่มาสารภาพรักกับผม ผมก็ไม่คิดหรอก”

“เกี่ยวกันตรงไหน แค่อยากรู้ว่ามึงอยู่ห้องไหนแค่นั้นเอง” ผมยักไหล่แล้วหันหลังกลับไม่ได้สนใจที่จะตอบคำถามอีกฝ่าย

“จะไม่บอกกูจริงๆ หรอ!” เสียงพี่สนตะโกนตามหลังแต่ผมก็ไม่ได้สนใจ



ผมคิดว่าเรื่องแค่นี้เขาน่าจะรู้อยู่แล้ว แค่เลขห้องคงไม่ยากเท่าไหร่หรอก













….……………………………………………….





“วันนี้ไปดูหนังกันไหมครับ”

“พี่ไม่ว่างน่ะ”

“เมื่อวานก็พูดแบบนี้ ทำไมช่วงนี้พี่ไผ่ไม่ค่อยว่างเลยล่ะ” เด็กน้อยข้างๆ ยู่หน้าใส่ก่อนที่ผมจะเอื้อมมือไปยีหัวด้วยความเอ็นดู

“ดูงานพี่สิครับ หรือเราอยากจะช่วยพี่ทำล่ะหือ” แน่นอนครับว่าผมไม่ได้โกหก หนังสือและงานอื่นๆ วางอยู่เต็มโต๊ะ

“ถ้าช่วยได้ก็ช่วยแล้วครับ” ทำได้ก็ถือว่าเป็นความสบายของผมแต่น้องอยู่ปี1แถมยังเรียนกันคนละคณะจะมาช่วยผมได้ยังไง

“งั้นฟินกลับก่อนนะครับ วันหลังต้องไปด้วยกันให้ได้นะ” ผมยิ้มให้น้องจากนั้นเจ้าตัวจึงโน้มตัวลงมาหอมแก้มผมเบาๆ ก่อนจะโบกมือให้แล้วเดินจากไป

ฟินเป็นเด็กที่ผมกำลังคุยอยู่ น้องน่ารักดีครับ ไม่ค่อยเซ้าซี้หรือทำตัวหน้ารำคาญเท่าไหร่ น่าจะคุยกันได้นาน แต่สิ่งที่ทำให้ผมอดทำอะไรหลายๆ อย่างก็คงเป็นงานที่อาจารย์ส่งกลับมาให้แก้ แล้วต้องรีบส่งให้ทันนี่แหละ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องมานั่งปั่นงานใต้ตึกคณะทั้งที่ตอนนี้ก็เริ่มไม่มีคนแล้ว ผมเลือกที่จะหอบงานมาทำที่นี้เพราะถ้าทำที่ห้องผมได้ล้มหัวลงนอนแน่ๆ เห็นเตียงแล้วง่วงทุกที แต่เป็นเฉพาะเวลามีงานเยอะๆ นะพอว่างจริงๆ ก็ไม่ยอมนอน



สายตาจดจ่ออยู่กับงานในโน๊ตบุ๊คจนลืมเวลา พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ผมมองความเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าจากเดิมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงสักพัก

เสียดายที่วันนี้ไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปมาด้วย

โครกกกก

เสียงท้องร้องขัดกับอารมณ์ศิลปิน ทำให้ผมรู้ตัวว่าตัวเองมัวแต่ทำงานจนลืมกินข้าว

แต่เพราะงานตรงหน้าเหลืออีกไม่เยอะ ผมจึงต้องเก็บเรื่องที่กำลังหิวเอาไว้ก่อน

อดใจไว้ งานเสร็จแล้วค่อยไปหาไรกินดีกว่า ที่ว่าเสร็จนี่เสร็จงานเดียวนะครับยังมีงานอื่นรออีกเป็นกอง

แค่คิดก็เหนื่อยแล้วล่ะ ผมควรหาใครสักคนมาช่วยปั่นงานดีไหมใครสักคนที่ช่วยผมได้จริงๆ

“กินข้าวรึยัง” เสียงปริศนาดังขึ้นเหนือหัวทำให้ผมเงยหน้าจากหน้าจอขึ้นไปมอง

พี่ลูกแมวนี่นา

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจ กลับสนใจประโยคที่เขาถามมากกว่า สำหรับผมมันเป็นการทักทายที่แปลกและไม่ค่อยมีใครถามแบบนี้เวลาเจอหน้า

“ยังครับ ถามแบบนี้จะเลี้ยงข้าวผมหรอ” ด้วยความที่เป็นคนปากไวและพูดไปเรื่อยก็มักจะมีประโยคต่อท้ายแบบนี้อยู่เรื่อย

และสิ่งที่ทำให้ผมคาดไม่ถึงคือข้าวกล่องที่วางอยู่ตรงหน้า

นี่ เอาจริงหรอวะ

“นึกว่าข้าวกล่องจะเป็นหมันซะแล้ว” เจ้าตัวว่าพลางยิ้มกว้างซึ่งมันดูเป็นอีกลุคต่างจากตอนที่ผมเจอในผับอยู่พอสมควร

ลุคนี่ดูสดใสดี

“ซื้อมาให้ผม?” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“อาฮะ ไม่รู้ว่าชอบกินอะไรก็เลยสุ่มๆ มา”

“วางยาผมรึเปล่าเนี่ย”

“ให้กินให้ดูปะ” อีกคนว่าพลางทำท่าจะเปิดข้าวกล่อง

“ผมพูดเล่นน่า พี่คงไม่วางยาผมหรอกใช่ไหมล่ะ”

“ใครจะไปทำแบบนั้นวะ” อีกฝ่ายว่าพลางดันข้าวกล่องมาใกล้ผม

“กินก่อนสิ”

“ยังไม่ว่างครับ ผมขอทำงานก่อน” เวลาทำงานผมไม่ชอบพักเบรคเท่าไหร่เพราะเมื่อไหร่ที่พักมันก็มักจะขี้เกียจทันที

เป็นผมนี่มันก็ยากนะ ต้องเอาชนะตัวเองตลอด!

“แล้ว…ใกล้เสร็จรึยัง” พี่สนชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ

“เหลือนิดนึง”

“ให้ช่วยไหม”

“ช่วยอยู่เงียบๆ ก่อนครับผมต้องคิดงาน” น้ำเสียงผมไม่ได้บ่งบอกว่าตำหนิอีกฝ่ายแต่อย่างใด

พี่สนเงียบตามที่ผมบอก ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาที่จ้องผมตลอดระหว่างทำงาน

ไม่ใช่ผมไม่เคยเจอคนที่เข้าหานะ แบบพี่สนก็เคยมีแต่พอผมเฉยๆ เขาก็เลิกไปเองอีกอย่างผมก็มีคนที่ผมสนใจอยู่แล้ว สำหรับคนตรงหน้าผมรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอยากสานสัมพันธ์อะไรนักแต่รู้จักกันไว้ก็คงไม่เสียหาย



สักพักงานที่ผมนั่งทำมาหลายชั่วโมงก็เสร็จบวกกับท้องที่มันเริ่มทนไม่ไหว ข้าวกล่องของคนตรงหน้าคือสิ่งที่ช่วยชีวิตคนที่กำลังหิวอย่างผม

“รู้ตัวนะครับว่าหล่อ แต่พี่ช่วยเลิกจ้องหน้าผมก่อนได้ไหม” จ้องขนาดนี้จะไปกินลงได้ไงวะ

“แฮร่ โทษที” พี่สนเลิกจ้องหน้าผมแล้วหันมาเก็บหนังสือให้แทน ผมมองการกระทำนั้นพลางตักข้าวเข้าปาก

“รู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่นี่”

“ก็…ถามไอ้มอส” นี่พี่มอสคงไม่ได้เป็นพ่อสื่อหรอกนะ

“มายังไงครับ”

“เดินมา”

“จากคณะหรอ” อีกคนพยักหน้า

“แล้วจะกลับยังไง” ผมถามต่อทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

“กลับกับมึงไง” ว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่งอีกตามเคย ถือว่าเป็นการจีบที่ตัวเองได้ประโยชน์ดีนะ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกเพราะกลับคนเดียวมันก็เหงาเหมือนกัน

“งั้นกลับกันเถอะครับ ค่ำแล้ว”

“มาเดี๋ยวกูช่วย”

“ไม่เป็นไรครับ เดินตามผมมาเถอะ” เรื่องใช้แรงงานคนที่ตัวเล็กกว่าไม่ใช่งานถนัดของผมเท่าไหร่

ผมยิ้มให้พี่สนก่อนจะเดินนำไปที่รถ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเฝ้าผมทำงานจนเสร็จถึงมันจะเป็นเพราะความบังเอิญที่มาตรงเวลาทำงานของผมก็เถอะ





22:00 น.



Son: *แนบลิงค์เพลงขอเป็นตัวเลือก

Son: ฟังเพลงก่อนนอนนะจะได้หลับสบาย ^^



หน้าจอปรากฏข้อความของคนที่เพิ่งแลกไลน์กันไปไม่กี่ชั่วโมง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับห้องของตัวเอง

ผมไม่ได้สนใจจะเปิดอ่านข้อความเพราะรู้เนื้อหาที่ส่งมาแล้ว และคงไม่จำเป็นต้องฟังเพลงที่อีกคนส่งมาก็นอนหลับสบายอยู่แล้วล่ะ…











“พยายามจะทำวิธีต่างๆ ให้เธอนั้นรักฉัน

พยายามทุกวัน มอบให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ

เหมือนเดินบนสะพาน ที่มีปลายทางคือใจของเธอ

ยังคงคิดและหวัง จะนำเอารักแท้นี้ไปให้ ”

-ต้นสน -



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-08-2020 17:28:27 โดย Blackcrow »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 66
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Chapter 3

บุคคลที่สาม



ดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าเป็นสัญญาณบอกว่ากลางวันจะถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดในช่วงเวลากลางคืน ผมมองรูปที่ป้ายหลุมศพอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินกลับทางเดิม

'ฟ้า น้ำตาล พวกเธออยู่ไหน!'

เสียงใสดังแว่วมาจากอีกฟากของสุสานทำให้ผมเปลี่ยนทิศทางจากรถที่จอดอยู่ เดินไปตามเสียงนั่น

ท้องฟ้าที่กำลังมืดจนแทบมองเห็นไม่ชัด แต่กลับมีร่างของใครบางคนกำลังเดินไปเดินมาด้วยท่าทางกังวล

'อย่าเล่นแบบนี้ได้ไหม เรากลัวนะ ' น้ำเสียงนั้นสั่นเครือบ่งบอกถึงความกลัว

ผมเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นโดยเว้นระยะห่างเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตกใจ

'น้องครับ ' อีกฝ่ายหันมาแล้วสะดุ้งถอยห่างผมไปพอสมควร

'พะ…พี่ เป็นคนใช่ไหมคะ ' ผมยิ้มออกมาอย่างนึกขำกับสีหน้าที่แม้ความมืดจะเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

'พี่เป็นคนครับ ลองจับดูได้ ' ผมยื่นแขนไปตรงหน้า แต่อีกคนกลับถอยห่างออกไปอีก

'ทำไมมาอยู่ในที่แบบนี้คนเดียวครับ '

'หนูมากับเพื่อนค่ะ แต่…ไม่รู้ว่าเพื่อนหายไปไหน '

'น้องชื่ออะไรคะ แล้วบ้านอยู่ไหนเดี๋ยวพี่ไปส่ง '

อีกฝ่ายเงียบไปสักพักเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะบอกคนแปลกหน้าอย่างผมดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายเสียงใสๆ ก็เอ่ยออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

'ชื่อน้ำค่ะ อยู่บ้านสุขใจ…..'







วันนี้หน้าห้องของผมมีบางอย่างผิดปกติ

ผมมองกล่องสองกล่องที่มีอาหารอยู่ข้างในพลางมองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาเจ้าของ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้จึงหยิบถุงที่ใส่กล่องขึ้นมา ข้างในมีโน๊ตแผ่นเล็กวางอยู่



อย่าทิ้งนะ กูตั้งใจทำสุดฝีมือเลย รับรองอร่อยแน่นอน^^

                           ต้นสน



ผมยิ้มให้กับข้อความตรงหน้า นี่มันเป็นการจีบระดับเบสิกเลยนะไอ้ประเภทเอาของมาให้เนี่ย แต่ก็นะดูจากอายุคนจีบก็น่าจะทันการจีบแบบนี้แหละ

ผมเก็บโน๊ตใส่กระเป๋ากางเกงถือถุงกล่องข้าวเดินออกมาจากบริเวณนั้น วันนี้ผมมีเรียนเช้าและมีนัดกับฟินซึ่งผมก็เบี้ยวนัดน้องมาหลายครั้งแล้วถ้าเบี้ยวอีกมีหวังโกรธผมยาวแน่ๆ

ถ้าถามว่าผมแคร์น้องไหม จริงๆ ผมก็แคร์ทุกคนที่คุยนั่นล่ะแต่ถ้างี่เง่ามากไปก็ทางใครทางมันผมมักจะโดนมองว่าทิ้งคนอื่นก่อนเสมอไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องมานั่งสนใจหรอก

ผมจอดรถหน้าสถานสังเคราะห์ที่มาบ่อยจนกลายเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาของเด็กๆ ที่นี่ไปแล้ว

บ้านสุขใจ

ไม่มีใครอยากมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ถ้ายังมีครอบครัวที่สมบูรณ์ดีอยู่ แต่สำหรับผมที่นี่อบอุ่นมากกว่าครอบครัวของผมเสียอีก

“พี่ไผ่!!!” เสียงใสๆ เรียกชื่อผมอย่างคุ้นเคย

ผมยิ้มให้เด็กสาวที่กำลังวิ่งมาหาผมอย่างดีใจ

“นึกว่าอาทิตย์นี้พี่ไผ่จะไม่มาชะแล้ว”

ทุกอาทิตย์ผมจะมาหาน้ำและเด็กๆ ที่นี่ ถ้าว่างก็จะมาสองครั้งต่อสัปดาห์

เวลามาบ้านสุขใจผมรับรู้ถึงความอบอุ่นที่ทุกคนมอบให้ผม

“พี่ซื้อของกินมาให้เอาไปให้แม่แบ่งให้น้องๆ ด้วยนะ ส่วนนี่ของเรา” ผมยื่นถุงของกินที่แวะซื้อมาเผื่อทุกคนพลางยื่นกล่องข้าวที่มีคนเอามาวางไว้หน้าห้องเมื่อเช้า

หวังว่าคนทำจะไม่น้อยใจที่ผมไม่ได้กินเอง

“พี่ไผ่ทำเองหรอคะ”

“เปล่าค่ะ มีคนทำให้”

“แฟนแน่ๆ เลย ว่างๆ พามาให้น้ำรู้จักบ้างนะคะ”

“คิดว่าไม่น่าจะว่างนะ” พอนึกถึงเจ้าของกล่องข้าวก็คิดว่าไม่น่าจะพามาแน่ๆ

“ไม่ไปโรงเรียนหรอเรา” ผมถาม

“วันนี้หยุดค่ะ พี่ไผ่จะอยู่ทานข้าวเช้าด้วยกันไหมคะ”

ผมส่ายหน้า น้ำจึงไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะรู้อยู่แล้วว่าผมมีเรียน แค่แวะมาหาเฉยๆ

“พี่ไปแล้วนะ”

“ตั้งใจเรียนนะคะ สู้ๆ ” เด็กสาวตรงหน้ายิ้มจนตาปิด ผมจึงยื่นมือไปยีหัวเธออย่างเอ็นดู

ผมยิ้มให้น้ำอีกครั้งแล้วเดินกลับมาที่รถ เด็กๆ ที่นี่มีความสุขถึงแม้จะไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองอยู่ไหนหรือเป็นใคร

บางครั้งการที่เราไม่รู้อะไรเลย มันอาจจะดีกว่าที่ต้องมารับรู้อะไรที่ไม่ควรรู้ก็ได้

ผมสลัดความคิดไร้สาระออกจากหัวก่อนจะขับรถตรงไปยังมหาลัย ผมไม่ชอบตัวเองเวลาคิดถึงบ้านสักเท่าไหร่

บ้านที่ไม่มีแม่อยู่ผมไม่ชอบเลย



บรรยากาศวันนี้ค่อนข้างดี ทำให้อารมณ์ของคนที่ไม่อยากเรียนเช้าอย่างผมดีไปด้วย อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเด็กปีหนึ่งหน้าตาน่ารักที่เดินผ่านไปผ่านมาพอเป็นอาหารตาก่อนเข้าเรียน

ผมชอบคนน่ารักมากว่าคนสวย โดยเฉพาะคนที่ตาสวยผมจะชอบเป็นพิเศษ และยิ่งอะไรที่ได้มายากๆ ยิ่งพิเศษใช่ไหมล่ะครับ

ผมโคตรชอบแบบนั้นเลย

ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

“ครับฟิน”

‘พี่ไผ่อยู่ไหน’

“กำลังจะเข้าเรียนครับ”

ระหว่างทางก็มีรุ่นน้องไหว้ทักทาย ผมจึงผงกหัวให้ก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์

พอเดินเข้ามาในลิฟต์สายตาก็สบเข้ากับคนที่คุ้นเคย ผมยืนข้างๆ อีกคนอย่างช่วยไม่ได้เพราะพื้นที่ในลิฟต์ก็ไม่ได้กว้างพอที่จะทำให้ผมมีทางเลือกอื่น

‘ตอนบ่ายฟินไม่มีเรียน เราไปหาไรกินกันไหม’

“ได้ครับ”

สายตามองเลขที่กำลังบอกชั้นก่อนจะรับรู้ถึงสายตาของคนข้างๆ ผมจึงหันไปมอง

สกายมองผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นพร้อมกับประตูลิพต์ที่เปิดออก ผมไม่รู้หรอกว่ารอยยิ้มนั่นหมายความว่าอย่างไร แต่มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

“พี่ไปเรียนก่อนนะ แล้วเจอกันครับ” ผมวางสายจากฟินหันมาก็พบว่าคนข้างๆ หายไปแล้ว

แฟนเก่าหรือผีครับเนี่ย หลอนชิบหาย



“ไงมึง”

“ไม่ไงอะ” ผมนั่งลงข้างๆ ไอ้ทอมที่กำลังนั่งกดเกมส์ในโทรศัพท์อย่างเอาเป็นเอาตาย

“กวนตีนแต่เช้า”

“กวนตีนวันละนิด จิตแจ่มใส” ผมว่าพลางหัวเราะ

“สัสเหอะ”

“แล้วนี่ไอ้แปนยังไม่มาหรอวะ” ผมมองหาเพื่อนตัวเล็กอีกคนที่คุยกันบ่อยพอๆ กับไอ้ทอมจนเหมือนจะสนิทกันไปแล้ว

“ยังไม่มามั้ง”

ก่อนที่ผมจะได้ทำอะไรต่อโทรศัพท์ก็สั่นเมื่อมีแจ้งเตือนข้อความเข้า

Son: ตอนเที่ยงว่างไหม

ตอนแรกว่าจะไม่ตอบแต่ในหัวกลับคิดอะไรดีๆ ออกมาซะงั้น

Pai: ว่างครับ พี่มีอะไรรึเปล่า

Son: ไปกินข้าวด้วยกันไหม

ถ้าผมซื้อหวยคงถูกไปแล้ว ความจริงผมมีนัดกับฟินแล้วนะแต่จะเป็นอะไรไปล่ะ ถ้าจะมีอีกคนไปกินข้าวด้วย

กินข้าวกันหลายคนสนุกดีออก

Pai: รอผมที่คณะแล้วกันนะครับ เดี๋ยวไปรับ

รอยยิ้มสะท้อนจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับไปแล้ว ทำให้ผมรู้ว่าวันนี้อารมณ์ดีแค่ไหน











………………………………………





ผมมองคนที่ทำหน้าบึ้งตึงสลับกับคนที่กำลังตักไอติมเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่ได้สนใจเลยว่ามีสายตาสองคู่จ้องมองอยู่

อีกคนกำลังไม่พอใจที่ผมพาใครก็ไม่รู้มาด้วย แต่อีกคนกำลังสนใจของกินโดยไม่สนสิ่งรอบข้าง

“ทำไมพี่ไผ่ไม่บอกว่าจะพาคนอื่นมาด้วย”

“มันกะทันหันน่ะพี่ลืมบอก” ฟินเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ กอดอกมองพี่สนอย่างหงุดหงิด แต่คนถูกมองก็หาได้รู้ตัวไม่

อีกคนก็ตั้งใจกินเกิ้น ไม่รู้หรือไงว่ามีคนจ้องจะกินหัวอยู่แล้ว

ผมนึกขำกับท่าทางของทั้งคู่ที่แตกต่างกันสุดขั้ว ก่อนจะสังเกตเห็นไอติมเลอะมุมปากของคนที่กำลังตั้งใจกินอยู่

มือยื่นออกไปเช็ดปากให้พี่สนอย่างคนเคยชิน ทำให้เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมามองผมอึ้งๆ นอกจากนั้นก็ยังมีสายตาของฟินมองมาอีกด้วย

“มันเลอะอะ” ผมว่าพลางยิ้มให้พี่สน

อีกฝ่ายกะพริบตาปริบๆ เหมือนยังอึ้งอยู่ เห็นแบบนั้นผมก็อดที่จะยิ้มอีกครั้งไม่ได้

น่าเอ็นดูจริงๆ

ตึง!

“ฟินกลับแล้วนะพี่ไผ่” เสียงเตะโต๊ะพร้อมกับคนที่ลุกขึ้นยืนไม่ได้ทำให้ผมสนใจมากนักนอกจากพยักหน้าให้ก่อนที่เจ้าตัวจะหน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิมแล้วเดินออกจากร้านไป

“ไม่ตามไปหรอ”

“ทำไมต้องตาม” ผมยักไหล่แล้วเปลี่ยนเป็นเท้าคางกับโต๊ะจ้องหน้าอีกคน

“ไม่ได้คบอยู่รึไง”

“แค่คุยเฉยๆ ”

พี่สนพยักหน้าแล้วหันกลับไปสนใจไอติมตรงหน้าต่อ

แปลก

นี่คือสิ่งที่ผมคิดตั้งแต่วันแรกที่เจอพี่สน

มันแปลกตรงที่อีกฝ่ายนิ่งเกินไป ทั้งที่ควรจะแสดงอาการอะไรสักอย่างให้เหมือนคนที่บอกว่าชอบผม

เขาควรจะมีท่าทีไม่ต่างจากฟินรึเปล่า แต่นี่กลับนิ่งและสนใจแค่ของกินตรงหน้า

อีกทั้งเวลามองผมก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาชอบผมเลยสักนิด

“กินไหม” พี่สนตักไอติมแล้วยื่นมาจ่อปากผม ก่อนที่ผมจะถอยห่างแล้วส่ายหน้า

“อิ่ม” แค่กินข้าวก็อิ่มแล้ว ผิดกับคนตรงหน้าที่เหมือนจะไม่ยอมอิ่มง่ายๆ

ตัวก็แค่นั้น กินเยอะขนาดนี้เอาไปเก็บไว้ไหมหมดวะ

“อร่อยนะ”

“พี่กินเถอะ”

“แล้วจะไปไหนต่ออะ”

“ยังไม่รู้” พอได้ยินผมตอบอีกฝ่ายก็ทำหน้าลังเล แต่ก็ตัดสินใจพูดออกมา

“งั้นไปซื้อของเป็นเพื่อนหน่อยดิ”

“ของอะไร”

“วัตถุดิบทำอาหาร อ๋อว่าแต่ได้กินข้าวที่เอาไปให้หรือเปล่า”

พี่สนถามพลางทำหน้าลุ้นจนผมต้องตอบไปว่ากินทั้งที่ไม่ได้แตะเลยสักนิด

ตอบไปแบบนี้คงจะดีกว่า

“รีบกินได้แล้ว เดี๋ยวผมพาไป”

บ่ายนี้ผมก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เดินเป็นเพื่อนคนแถวนี้คงไม่เสียเวลาเท่าไหร่ อีกอย่างผมไม่ชอบเดินคนเดียวถ้าไม่จำเป็น



“ชอบทำอาหารหรอ” ผมถามคนที่เดินนำหน้าโดยมีสารถีเข็นรถตามหลังอย่างผม

“เปล่า แต่มันต้องทำกินไง”

“หรอครับ ไม่ได้ซื้อไปเพราะจะทำให้ผมกินหรอ” ผมยักคิ้วใส่อีกคนที่หันมามอง

“อยากกินไหมล่ะ”

“อยาก”

“อยากกินอะไร”

“กินพี่ได้ปะ” พี่สนหันจนคอแทบเคล็ดทำให้ผมอดขำไม่ได้ หน้าตาเมื่อกี้โคตรตลกเลย

“ขำเชี่ยไร” เสียงขู่นั่นเหมือนแมวซะมัด

“พูดไม่เพราะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังนัก พอคำหยาบออกมาจากปากคนตรงหน้าผมว่ามันไม่เข้ากันเท่าไหร่ทั้งที่เจ้าตัวก็น่ารักแท้ๆ

“ไม่ชอบ?”

“เปล่าครับ แค่คิดว่ามันไม่เหมาะกับพี่เท่าไหร่” เงียบไปเลยครับทีนี้ ผมพูดอะไรผิดงั้นหรอ

“ไว้จะพยายามพูดเพราะๆ ก็แล้วกัน” น้ำเสียงฟังดูไม่ค่อยเต็มใจทำให้ผมยิ้มออกมา จะมาทำตามที่ผมบอกทำไมล่ะถ้ามันฝืนตัวเอง

“พี่ชอบผมจริงหรอ” ผมถามอย่างไม่ได้ใส่ใจหรือคาดหวังจะเอาคำตอบจากอีกคน ตามองวัตถุดิบตรงหน้าที่มีในห้องผมแทบทุกอย่างโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม

“กูบอกไปแล้วนะว่าชอบมึง”

“หรอครับ… จะว่าไปพี่เป็นคนแรกเลยนะพี่บอกชอบผมโดยที่ไม่แสดงอาการอะไรเลย แม้กระทั่งอยู่ใกล้ผม” ผมเดินเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายก่อนจะยกมือค้ำชั้นวางวัตถุดิบ

“หรือว่าพี่เป็นคนเก็บอาการเก่งจนผมไม่รู้สึกว่าพี่ชอบผมจริงๆ ” ผมเลิกคิ้วมองอีกคนที่ไม่แม้แต่จะขยับตัวไปไหน ได้แต่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น

“ถ้าไม่ชอบกูจะตามมึงทำไม”

“ไม่รู้สิครับ” ผมลดมือลงพลางยักไหล่

“ถ้ามึงไม่เชื่อ กูจะทำให้มึงให้เห็นว่ากูรู้สึกยังไงกับมึง”

“อย่าหาว่าผมใจร้ายเลยนะ แต่ผมไม่ได้ชอบพี่” สิ่งที่ผมพูดอาจจะตรงเกินไปสำหรับอีกคน แต่ไม่ชอบก็คือไม่ชอบและผมเลือกที่จะบอกออกไปตรงๆ ดีกว่าปล่อยให้อีกฝ่ายคิดไปเอง

“ไม่เป็นไร…”

“แต่ถ้าพี่ยังอยากคุยกับผม…ผมก็ไม่ว่าอะไรนะ”



ไม่ชอบแต่ก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินจากไป…นั่นคือนิสัยของผมเอง











“หรือว่าพี่เป็นคนเก็บอาการเก่งจนผมไม่รู้สึกว่าพี่ชอบผมจริงๆ ”

-ไผ่-











***talk

ดูคุณเขาใจร้ายจังเลยนะคะ สงสารพี่สนนนนน




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 66
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Chapter 4

ฝน



เสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคาตึกบ่งบอกว่าตอนนี้ฝนกำลังตกหนักจนแทบไม่ได้ยินเสียงอาจารย์ที่กำลังบรรยายอยู่หน้าห้อง นั่นทำให้นักศึกษาแต่ละคนไม่ได้ให้ความสนใจกับเนื้อหาสักเท่าไหร่

“ไม่ชอบหน้าฝนเลยว่ะ” เสียงไอ้แปนบ่นตั้งแต่ฝนเริ่มตกจนตอนนี้มันแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ไม่ชอบหน้าฝนเหมือนกัน รู้สึกเหงาแปลกๆ เวลาที่มองสายฝน

“อาจารย์ก็ไม่ยอมปล่อยอีก” ไอ้ทอมที่นั่งข้างๆ ผมบ่นขึ้นอีกคน

ผมมองสายฝนนอกหน้าต่างอย่างเซ็งๆ จากที่ไม่หิวก็เริ่มจะหิวขึ้นมาแล้ว ถ้าฝนยังตกแรงอยู่แบบนี้คงไปไหนไม่ได้แน่ๆ

“ไว้เจอกันอาทิตย์หน้านะครับนักศึกษา วันนี้พอแค่นี้ ระหว่างทางกลับบ้านก็ระวังกันด้วยล่ะ” นักศึกษาตอบรับก่อนจะพากันลุกขึ้นเก็บของแล้วทยอยออกจากห้อง

ผมไม่ได้รีบร้อนเท่าไหร่เพราะยังไงก็ต้องหลบฝนอยู่ใต้ตึกอยู่ดี

“กลับกันมึง” ผมพยักหน้าให้ไอ้แปนก่อนจะลุกเดินตามมันไป

พอเดินลงบันไดขั้นสุดท้ายก็รู้สึกถึงความเย็นจากฝนที่กำลังตกหนัก ต่อให้มีที่หลบก็เหมือนจะเปียกอยู่ดีแฮะ

“ตกแรงกว่าเดิมอีกว่ะ”

“วิ่งฝ่าฝนไปเลยไหม” ไอ้ทอมว่า

“กูขอรออีกสักพักดีกว่า” ผมว่าพลางมองนักศึกษาหลายคนที่วิ่งฝ่าฝนออกไป ซึ่งนั่นเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ผมจะทำ

“แล้วมึงเอาไงไอ้แปน”

“รอสักพักแล้วกันเผื่อมันหยุด กูไม่ค่อยชอบเวลาเปียกฝนเท่าไหร่ว่ะ”

“งั้นกูไปก่อนแล้วกัน เจอกันเว้ย”

“กลับดีๆ ”

ผมโบกมือไล่หลังไอ้ทอม ก่อนสายตาสบเข้ากับใครบางคนที่เหมือนจะเพิ่งเห็นผมเช่นกัน

พออีกฝ่ายเห็นผมก็ยิ้มกว้างแล้วเดินตรงมาหาทันที

“พี่มาอยู่นี่ได้ไง”

ผมไล่สายตามองพี่สนตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อที่แนบลู่ไปกับผิวทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเปียกฝนแน่ๆ สภาพเหมือนลูกแมวตกน้ำ ไหนจะดวงตากลมที่จ้องผมด้วยความดีใจนั่นอีก

จากที่ผมท้วงว่าอีกฝ่ายไม่แสดงอาการอะไรเวลาอยู่ใกล้ผม หลังจากนั้นก็เหมือนอีกฝ่ายจะเริ่มแสดงออกมากขึ้น

“มารอมึงไง”

“รอยังไงให้เปียกฝนแบบนี้”

“กูหลับอะแล้วฝนมาสาดเข้ามาเลยเป็นอย่างที่เห็น” ควรสงสารหรือสมน้ำหน้าดีครับเนี่ย

“เดี๋ยวก็ไม่สบาย” ผมยื่นมือเกลี่ยปอยผมที่ปกหน้าฝาก แล้วลูบหัวที่เปียกเพราะโดนฝนของอีกฝ่ายอย่างลืมตัวว่าตัวเองอายุน้อยกว่า

และดูเหมือนว่าพี่สนก็มองผมเช่นกัน ผมจึงลดมือลงก่อนจะยกขึ้นเกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ บางครั้งผมก็มักจะทำอะไรเพราะความเคยชินของตัวเองเสมอ

“เด็กใหม่หรอมึง” ไอ้แปนสะกิดแขนผมเบาๆ

“เปล่า รุ่นพี่” ไอ้แปนทำหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูดก่อนจะหันมายิ้มให้พี่สน

“สวัสดีครับ ผมแปนนะเพื่อนไอ้ไผ่”

“หวัดดี พี่ชื่อสนนะ” ผมเลิกคิ้วเมื่อได้ยินสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้แทนตัวเอง

ก็พูดเพราะได้นี่

“ผมนึกว่าพี่เป็นเด็กมันซะอีก แต่อย่าเป็นเลยครับไอ้นี่มันเด็กเยอะ” ไอ้แปนทำท่ากระซิบเหมือนกับว่าผมจะไม่ได้ยินสิ่งที่มันพูด

“เยอะขนาดนั้นเลยหรอ”

“ครับ แต่มันมีตัวจริงแล้วนะ”

“พูดมากนะมึง กลับบ้านไปเลยไป”

“ฝนยังไม่หยุดเลยมึงงง” ผมมองไอ้แปนที่มันทำหน้างอเมื่อพูดถึงฝนอย่างนึกหมั่นไส้ ไอ้หมาเตี้ยเอ้ย

“แปน กูยืมเสื้อแขนยาวมึงหน่อย”

“เอาไปทำไมอะ มึงใส่ไม่ได้สักหน่อย”

“เอามาเถอะน่า หัดเป็นคนลีลาตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมยื่นมือไปตรงหน้าเพื่อกดดันไอ้แปบให้เอาเสื้อที่อยู่ในกระเป๋าออกมา

เอามาแล้วไม่ใส่ก็ต้องให้คนอื่นยืมบ้างสิครับ จริงไหม

“อะ”

“หือ ให้กู?” พี่สนชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงงๆ

“เห็นแล้วสงสาร เหมือนลูกแมวตกน้ำ” ว่าแล้วผมก็ยักคิ้วกวนๆ ใส่อีกคน

“ใส่ไว้เถอะครับ ดูท่าจะหนาว”

“ขอบใจนะ” พี่สนหันไปขอบคุณไอ้แปนแทนที่จะเป็นผม

ผมเป็นคนยืมเสื้อให้นะทำไมมองข้ามกันอย่างนี้ล่ะ

“แล้วมารอผมทำไม”

“ว่าจะชวนไปกินข้าว แต่มึงไม่มาสักทีจนฝนมันตก” ทำไมประโยคหลังเหมือนโทษผมเลยวะ

“ทีหลังไม่ต้องรอ”

“ก็กูจะรอ” อยู่ๆ ก็ทำเสียงจริงจังพร้อมกับจ้องหน้าผมซะอย่างนั้น

ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่าวะ

“ไม่สบายมาผมไม่รับผิดชอบนะ”

“แต่มึงก็รับผิดชอบโดยการยืมเสื้อน้องเขาให้กูนะ”

“นั่นเป็นเพราะผมทนดูสภาพพี่ไม่ได้ต่างหาก” ยืนสั่นงกๆ อยู่แบบนั้นจะไม่สนใจก็ยังไงอยู่

“เป็นห่วง?”

“เปล่า”

“อ๋ออ เป็นห่วงกูนี่เองงงง”

ผมมองคนที่ขยับมาเบียดผมอย่างไม่เข้าใจ อะไรของเขาวะ

“ขยับออกไปหน่อย ผมจะเปียกด้วยแล้วเนี่ย”

“หนาว” จะบอกว่าอีกคนโกหกก็ไม่ใช่เพราะดูท่าจะหนาวจริง

แล้วใครใช้ให้มารอผมจนเปียกฝนแบบนี้ล่ะ ทั่งที่ตัวเองก็อยู่ในตึกแท้ๆ



ผมมองสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพร้อมกับรู้สึกถึงอาการสั่นเพราะหนาวของคนข้างๆ ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบไหล่อีกคนให้เข้ามาชิดผมมากกว่าเดิม โดยไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าแบบไหน

ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนบอกให้มาแท้ๆ ทำไมผมต้องมารับผิดชอบด้วยล่ะเนี่ย











…………………………………….



วันนี้เป็นอีกวันที่ฝนแทบจะทำหน้าที่ตลอดทั้งวันได้อย่างดีเยี่ยม จากที่คิดว่าจะออกไปหาพายด์กลับต้องคิดใหม่เมื่อฝนเทลงมาไม่หยุด

“ไว้วันหลังนะพายด์ กินข้าวกับไอ้แทนสองคนไปก่อนแล้วกัน” ผมพูดกับคนในสายพลางเดินมาเปิดประตูระเบียงพอให้ความเย็นจากฝนผ่านเข้ามาได้เล็กน้อย

‘แล้วตอนนี้ไผ่อยู่ไหน มีอะไรกินรึเปล่า’

“อยู่คอนโด เดี๋ยวไผ่ทำอาหารกินเอง ไม่ต้องเป็นห่วง”

‘ใครห่วง ไม่มีสักหน่อยย’

“ค้าบบคุณหนู ไม่ห่วงกระผมสักนิดเลยใช่ไหมขอรับ”

‘ฮ่าๆ พายด์ไปละ อย่าลืมกินข้าวนะ’

“ค้าบบ”

ผมวางสายจากพายด์ ปากบอกจะไปทำอาหารแต่กลับไม่ขยับไปไหนเลยนอกจากยืนมองสายฝนอยู่หน้าประตูระเบียง

ผมไม่ชอบหน้าฝนเพราะมันทำให้รู้สึกเหงา และไม่ชอบที่ต้องอยู่คนเดียวในบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่

แต่ในความไม่ชอบก็ยังรู้สึกดีอยู่

กล้องในมือที่หยิบมาด้วยถูกยกขึ้นก่อนที่นิ้วจะกดชัตเตอร์รัวจนพอใจ ผมชอบหน้าฝนเพียงอย่างเดียวคือตอนได้ถ่ายรูปแค่นั่นแหละ



ก๊อก ก๊อก

ขณะที่ผมกำลังวางกล้องไว้ที่เดิมก็ได้ยินเสียงเคาะประตูที่ดูเหมือนจะเป็นห้องของผม

ตั้งแต่มาอยู่คอนโดนี้ก็ไม่มีใครมาหาผมเท่าไหร่ จะให้ทายคงทายไม่ถูกว่าใคร

ผมเปิดประตูออกมาเจอกับความว่างเปล่า จะมีก็แค่กล่องข้าวสีที่คุ้นเคยว่างอยู่

พี่สน

หลังจากที่มองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นเจ้าของกล่องข้าวก็นึกเสียดาย เพราะใจหนึ่งคิดว่าถ้าอีกคนยืนอยู่ตรงหน้าก็คงชวนมากินข้าวด้วยกันแล้ว

ผมไม่อยากกินข้าวคนเดียวกับบรรยากาศแบบนี้เลย

ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดด

เมื่อเดินกลับเข้ามาในห้องโทรศัพท์ก็สั่น หน้าจอปรากฏชื่อคนที่ทำให้ผมเซ็งก่อนจะทิ้งโทรศัพท์ไว้บนโซฟาตามเดิม วางกล่องข้าวแล้วเดินไปหยิบหนังสือในห้องมาอ่านฆ่าเวลา

แค่เห็นว่าเป็นใครโทรมาก็พาลทำให้กินข้าวไม่ลง

พอไม่ได้ออกไปไหนก็ไม่รู้จะทำอะไร ง่วงแต่นอนไม่ได้จนต้องเพิ่งหนังสือเผื่อจะหลับได้จริงๆ

ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

โทรศัพท์ยังคงสั่นไม่หยุด ดูเหมือนคนโทรจะมีความพยายามพอสมควรแต่ผมไม่รับซะอย่างความพยายามมันจะไปมีค่าอะไร

Son: อยู่ห้องรึเปล่า

เสียงสั่นเงียบไปปรากฏข้อความไลน์แทน

ผมกดอ่านข้อความ แล้วพิมพ์ตอบกลับไป

Pai: อยู่ครับ จะมาหาผมหรอ

Son: ไปได้หรอ

มุมปากยกขึ้นเมื่อเห็นข้อความของอีกฝ่าย นึกถึงตากลมๆ ที่มองมาทุกครั้งที่เจอกัน

Pai: พี่ควรระแวงผมบ้างนะ

Son: มีอะไรให้ระแวง

Pai: เผื่อตกหลุมรักผมไปมากกว่านี้ไง



เมื่อไม่มีข้อความจากอีกคนผมก็วางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว หยิบกล้องมาดูรูปที่เพิ่งถ่ายไป

ผมชอบถ่ายรูป โดยเฉพาะวิวจากธรรมชาติ แน่ล่ะผมเรียนด้านนี้นี่นาจะไม่ชอบได้ไง การถ่ายรูปเป็นการบันทึกความทรงจำได้ดีพอๆ กับการวาดรูปเลยล่ะ

หน้าจอโทรศัพท์สว่างเพราะมีข้อความเข้า ไม่ใช่คนที่ผมเพิ่งส่งข้อความหาเมื่อไม่กี่นาที แต่เป็นคนที่ผมได้คุยล่าสุดตอนพาไปกินข้าวพร้อมกับพี่สน

สองสามวันที่แล้ว



Fin: พี่ไผ่ไม่คิดจะทักหาฟินบ้างรึไง



สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงไม่พอใจของอีกฝ่ายจากข้อความที่ส่งมา

แต่คำถามคือ ผมผิดหรอที่ไม่ทักไป



Fin: รุ่นพี่คนนั้นเป็นเด็กใหม่พี่หรอ

Fin: ไหนพี่บอกว่าจะคุยกับฟินแค่คนเดียวไง



ไปบอกตอนไหนล่ะนั่น

ผมส่ายหน้ากับคนที่เริ่มงี่เง่า แล้วเปลี่ยนโหมดจากสั่นเป็นเงียบแทน

ผมไม่ชอบตอบคำถามซ้ำๆ ถามอย่างกับว่าไม่รู้จักผม ไม่รู้ว่าต้องการอะไรทั้งที่ผมก็บอกไปแล้วว่านอกจากความสัมพันธ์ชั่วคราวผมก็ให้มากกว่านั้นไม่ได้

พอถึงตอนนี้จะมาเรียกร้องอะไร ควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์





22:00 น.



Son: *แนบลิงค์เพลง กะทันหัน

Son: ฝันดีนะ













ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนบอกให้มาแท้ๆ ทำไมผมต้องมารับผิดชอบด้วยล่ะเนี่ย

-ไผ่-


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 66
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Chapter 5

เฝ้ามองอยู่ห่างๆ





เสียงกระซิบกระซาบรอบตัวดังจนคนที่ตกเป็นประเด็นในหัวข้อสนทนาอย่างผมได้ยินชนิดที่ว่าต่อให้ไม่สนโลกแค่ไหนมันยังผ่านเข้ามาในโสตประสาทการรับฟังอยู่ดี

ไม่ใช่เสียงกระซิบหรอกพูดให้ได้ยินมากกว่า

คนตรงหน้าผมแสดงท่าทีผิดจากที่เคยเข้าใจตลอดมา

ฟินกำลังเริ่มทำตัวงี่เง่าขึ้นทุกวัน

“อยู่ๆ เกิดอยากเรียกร้องสิทธิ์อะไรกับพี่อีกล่ะ”

“พี่บอกว่าจะมีฟินคนเดียวไม่ใช่หรือไง”

“พี่บอกงั้นหรอ”

“พี่ไผ่!” ผมแทบจะยกมือขึ้นมาปิดหูทันที

จะเสียงดังทำไมครับเนี่ย

ยิ่งฟินพูดเสียงดังคนรอบข้างก็ยิ่งให้ความสนใจเรา คิดว่าผมจะอายหรอ ผมหน้าด้านกว่าที่คิดนะ

ผมมองใบหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธของคนตรงหน้า ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าจ้องมองด้วยสายตาเบื่อหน่าย

บทจะงี่เง่าก็งี่เง่าขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ผมก็ไม่ได้มี่ฟินแค่คนเดียวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“อยากให้คนสนใจมากกว่านี้รึไง กลับคณะฟินไปก่อนไป”

“นี่พี่ไผ่ไล่ฟินหรอ”

ผมกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เช้าที่แสนสดใสของผมเริ่มพังลงทีละน้อย เห็นทีจะต้องพูดขั้นเด็ดขาด

“มา เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

ผมคว้าแขนอีกคนให้เดินตาม ตอนแรกเจ้าตัวก็ยื้อแขนตัวเองไว้แต่สู้แรงผมไม่ได้เลยต้องเดินตามมาอย่างไม่เต็มใจ

“รู้ใช่ไหมว่าที่พูดไปเมื่อกี้ คนที่ถูกมองไม่ดีคือใคร” พอเดินมาถึงรถผมก็หันมาจ้องหน้าอีกคนที่ตอนนี้ก้มหน้างุดผิดกับเมื่อกี้ลิบลับ

“…พี่ไผ่คุยแค่กับฟินคนเดียวไม่ได้หรอ” สายตาที่น้องมองมากึ่งขอร้องกึ่งอ้อนวอน ผมคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะดึงอีกฝ่ายเข้ามาสวมกอดและลูบหัวเบาๆ

“เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ฟินก็รู้ไม่ใช่รึไงครับ” น้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนปลอบโยนแต่เนื้อหาที่พูดกลับตรงกันข้าม

เด็กน้อยได้อ้อมกอดสะอื้นเบาๆ ความรู้สึกเย็นที่หัวไหล่ทำให้ผมรู้ว่าฟินกำลังร้องไห้

“ไม่ร้องนะครับคนดี”

ผมลูบหัวอีกฝ่ายเพื่อเป็นการปลอบโยน ต้นเหตุคือผมและคนปลอบก็เป็นผมเอง

….แต่เดี๋ยวก่อนนะ ผมว่าผมลืมอะไรไปล่ะ

“ฟินครับ” ผมผละออกจากน้องอย่างรวดเร็วเมื่อนึกขึ้นได้

“ครับ?”

“พี่เข้าเรียนไม่ทัน”

แค่ยืนให้น้องทำท่าโกรธใส่ก็กินเวลาพอสมควร แถมยังลากกันมาปลอบที่รถโดยลืมไปว่าตัวเองมีเรียน

ให้ตาย! เช็คชื่อไม่ทันแล้วแน่ๆ

“ฟินกลับคณะเองนะ”

อารมณ์ค้างแบบงงๆ หน้าน้องแม่งงงแดกไปแล้ว

พอบอกน้องให้กลับเองเสร็จสรรพผมก็รีบวิ่งเข้าตึกคณะตรงไปยังลิพท์ที่เป็นใจเปิดรอผมอยู่ก่อนแล้ว หน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาที่ล่วงเลยไปเกือบยี่สิบนาที

เช็คชื่อไม่ทันแล้ว แต่ในใจยังภาวนาอย่าให้อาจารย์ปิดห้องก่อนผมไปถึงก็พอ!



ไม่บ่อยนักที่ผมจะเข้าเรียนวิชาเอกไม่ทัน ประตูทั้งสองด้านที่ปิดสนิทบ่งบอกว่าผมมาไม่ทันเสียงอาจารย์กำลังบรรยายดังออกมาพอให้ได้รู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน ส่วนคนที่ไม่ได้ถูกอนุญาติให้เข้าห้องอย่างผมก็ต้องกลับทางเดิมที่เคยมา

ผมไม่ได้คิดมากเรื่องเข้าห้องไม่ทัน แต่ผมกำลังคิดหนักว่าจะทำอะไรกับช่วงเช้าที่โคตรว่างดี

มีใครว่างพอมาอยู่เป็นเพื่อนแก้เหงาผมได้บ้างวะ

ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะทำอะไรดีแผ่นหลังที่คุ้นเคยของใครบางคนก็ดึงความสนใจของผมไปจนหมด

“วิน!” เจ้าของชื่อหันมาตามเสียงเรียก

รอยยิ้มที่นานๆ ทีจะได้เห็นถูกส่งมา แต่สิ่งที่ทำให้ผมละสายตาไปจากคนตรงหน้าไม่ได้ก็คือดวงตาสีดำขลับ เหมือนกับว่าถ้าจ้องนานๆ จะหลงอยู่ในนั้นจนหาทางออกไม่เจอยังไงยังงั้น

“ไม่มีเรียนหรอ”

“มี แต่เราเข้าห้องไม่ทัน แล้วมาทำไรตึกนิเทศอะ”

“เอาของมาให้เพื่อน”

“นึกว่ามาหาเราซะอีก” ผมพูดทีเล่นทีจริงทำให้อีกฝ่ายยิ้มออกมา

วินเป็นคนที่ผมสนใจและเคยจีบ แต่ถูกไอ้ธัญตัดหน้าไปซะก่อน ทั้งที่ทั้งคู่เลิกกันนานแล้ว แต่ต่อให้ผมจีบก็คงไม่ติดอยู่ดี

คนมันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่อะเนาะ ก็ต้องยอมรับความจริงกันไป

แต่รู้อะไรไหมครับถ้าผมเดินหน้าจีบวินอีกครั้งมารที่ผมจะต้องเจอคือใคร ไอ้แทนไงล่ะ เพื่อนที่ไม่ได้แปลว่าเพื่อน แปลว่าเจ้ากรรมนายเวร

“ไม่เอาหรอก เด็กไผ่เยอะจะตายเราคงสู้ไม่ไหว” เจ้าของดวงตาที่ผมชอบมองพูดขึ้น

“เด็กอะไรกันไม่มีหรอก”

“สาบานก็ตายทิ้งน่า”

“เพราะงั้นถึงไม่สาบานไง ฮ่าๆ ” วินส่ายหน้าก่อนจะยิ้มออกมา

“ไม่มีเรียนใช่ไหม ไปหากาแฟดื่มกันเปล่า”

“ไม่ดีกว่าเดี๋ยวเราจะกลับคณะแล้ว” ปฎิเสธทันทีเหมือนกลัวผมไม่เสียหน้า

วินยิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปไม่ให้โอกาสผมได้ตื๊อเลยสักนิด

ไม่ได้แสดงออกเลยว่าไม่อยากยุ่งกับผม

ผมถอดหายใจอย่างเซ็งๆ ยืนคว้างอยู่คนเดียวภายใต้ตึกที่คนอื่นเขาเรียนอยู่แต่ตัวเองกลับว่างชิบหาย

กระทั่งกำลังคิดต่อว่าจะทำอะไรเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น

“กูไปเป็นเพื่อนได้นะ”

ร่างบางใสเสื้อช็อปกับกางเกงยีนส์สีซีดดูแปลกตาเอ่ยขึ้นก่อนจะยิ้มมุมปาก

อยู่ๆ ผมก็นึกถึงเพลงๆ หนึ่งขึ้นมา

เธอมาได้ทันเวลาพอดี อย่างกับรู้ใจ

แต่ขอโทษที่ผมอาจจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้อง ได้ยินน้ำเปิดบ่อยๆ และดูเหมือนมันจะใช้ได้กับสถานการณ์ในตอนนี้

ผมยิ้มออกมาทันทีที่รู้ว่าจะมีคนอยู่เป็นเพื่อน อย่าเข้าใจผิดว่าผมดีใจที่ได้เจอพี่สนนะครับผมแค่ดีใจที่มีเพื่อนเวลาเหงาเท่านั้น

แต่จะว่าไป พี่สนก็มักมาปรากฏตัวตอนผมเหงาแทบจะทุกครั้ง

บังเอิญจังเลยนะครับ ว่าไหม

“อ่านใจผมได้ปะเนี่ย เลยรู้ว่าผมกำลังคิดถึง”

“คิดถึงกูหรอ”

“ครับ คิดถึงพี่นั่นแหละ” น้ำเสียงที่มั่นอกมั่นใจว่าจะทำให้คนฟังเขินเอ่ยออกมา แน่นอนครับว่ามันไม่พลาด

พี่สนเสหน้าไปอีกทางแก้มขาวๆ ปรากฏริ้วแดงๆ นั่นทำให้ผมยิ้มกริ่ม

“ไปกันเถอะครับ”

ผมคว้ามืออีกคนให้เดินตามทั้งที่เจ้าตัวก็ดูจะทำตัวไม่ถูกกับพฤติกรรมของผม ก็ควรทำตัวไม่ถูกนั่นแหละ

หลายวันก่อนยังบอกว่าไม่ชอบเขาแต่ว่านี้กลับเข้าหาเขาซะงั้น ตอนนี้ผมแค่คิดว่าถ้ามีใครสักคนให้แก้เหงาก็ไม่เลว

เก็บไว้ดีกว่าทิ้งไป ไหนๆ ก็อุตส่าห์เดินหลงเข้ามา ผมไม่ปล่อยออกไปง่ายๆ หรอก





ร้านคาเฟ่เล็กๆ ภายในมหาลัยยังเป็นที่พักพิงสำหรับคนที่ไม่รู้จะไปที่ไหนระหว่างรอเข้าเรียน บรรยากาศภายในร้านไม่ค่อยคึกครึ้นซึ่งมันดีสำหรับคนที่ไม่ต้องการรออะไรนานๆ

“ลาเต้เย็นแก้วหนึ่งครับ พี่เอาอะไร” ประโยคหลังผมหันมาถามคนข้างๆ

“เอสเพรสโซเย็น”

“ตามนั้นนะครับ” ผมยิ้มให้พนักงานอย่างเป็นมิตรก่อนที่สาวเจ้าจะหลบสายตาแล้วส่งยิ้มกลับมาอย่างเขินๆ

มาหลายครั้งเพิ่งสังเกตว่าพนักงานที่นี่ก็น่ารักใช่เล่น

“ไปหาที่นั่งกันเถอะ” แรงสะกิดที่ต้นแขนทำให้ผมละสายตาจากพนักงานสาวแล้วเดินตามพี่สนมาหาที่นั่ง

“พี่ไม่มีเรียนเช้าหรอ” ผมนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพี่สนพลางสังเกตอีกฝ่าย

เสื้อช็อปสีเข้มตัดกับผิวขาว บุคลิกภายนอกที่ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าเจ้าตัวเรียนวิศวะ คงไม่แปลกถ้าหากจะเป็นของแรร์ของคณะวิศวะ

แต่จะแรร์สมชื่อหรือเปล่าไม่รู้

“มองอะไร เริ่มชอบกูบ้างแล้วหรอ”

“ผมก็มองทุกคนที่อยู่ตรงหน้าผมอะ”

ชอบหรอ ยังหรอกแค่รู้สึกว่าน่ารักดี

“งั้นกูจะเสนอหน้ามาอยู่ตรงหน้ามึงบ่อยๆ แล้วกัน” อีกฝ่ายยักคิ้วกวนๆ

“ว่างหรอครับ ปีสี่ไม่มีงานทำหรือไง”

“มี แต่ก็มีเวลามาหามึงได้แล้วกัน” มุมปากยกขึ้นเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้น

น่ารัก

ผมเท้าคางจ้องหน้าอีกฝ่ายยิ้มๆ จนเจ้าตัวเริ่มพูดไม่ออก ยอมรับว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ดึงดูดผมในครั้งแรกที่เจอกัน แต่ตอนนี้ผมอาจจะต้องคิดใหม่เพราะคนตรงหน้าเหมือนจะน่ารักกว่าที่คิด

“ดื่มให้อร่อยนะคะ”

เครื่องดื่มที่สั่งไปก่อนหน้านี้ถูกวางไว้ตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มหวานๆ ของพนักงานสาว ผมจึงยิ้มตอบตามมารยาท

“ยิ้มอะไรขนาดนั้น”

“ผมหรอ? ก็ยิ้มปกตินะ”

“อย่างมึงเขาเรียกว่ามากไป”

ท่าทางและสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากเมื่อกี้เล็กน้อยทำให้ผมหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอมยิ้มเมื่ออีกฝ่ายพูดประโยคหนึ่งออกมา

“ถ้าเหงาหรือไม่มีใคร…โทรหากูก็ได้เดี๋ยวมาหา”



อ่า ถึงจะไม่ชอบแมว แต่จะเลี้ยงไว้ก็แล้วกันนะ









………………………………………



“พายด์ไม่มาหาได้กินข้าวบ้างปะเนี่ย”

“ถ้ากินเองไม่ได้ก็ปล่อยให้มันอดตายไปเถอะพายด์”

เสียงแขกที่ไม่ได้รับเชิญดังขึ้นตามหลังพายด์ แขกที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นไอ้แทน

“พายด์พามันมาห้องไผ่ทำไมเนี่ย”

“ก็พายด์ไม่อยากให้แทนรออยู่ข้างนอกอะ มันร้อน” ความห่วงว่าแฟนจะร้อนอะเนาะคนเรา

ผมเบ้ปากใส่ไอ้แทนที่มันนั่งกระดิกเท้าอยู่บนโซฟาอย่างสบายอารมณ์

เมื่อกี้ผมเพิ่งพูดว่าแฟนออกไปใช่ไหมล่ะครับ จริงๆ แล้วพายด์กับไอ้แทนเป็นแฟนกัน โดยที่ผมและพายด์ก็เป็นคู่หมั้นกัน

ผมกับพายด์ต่างถูกทางผู้ใหญ่ตกลงกันเองว่าภายในปีนี้จะต้องหมั้นหมายกัน ยิ่งครอบครัวสนิทกันแล้วยิ่งเอาใหญ่ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าดูไม่ออกกันหรือไงว่าพวกผมไม่ได้ชอบพอกัน

นี่มันสมัยไหนแล้วยังจะคลุมถุงชนอยู่อีก

เรื่องที่ผมกับพายด์เป็นคู่หมั้นกันแพร่กระจายมาตั้งแต่ปีสอง ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิดแถมยังคบกับคนอื่นปกติโดยมีพายด์เป็นฉากบังหน้าว่าเป็นคู่หมั้นที่แสนจะใจกว้างยอมให้ผมไปมีคนอื่น

ไอ้ไผ่คนนี้จึงกลายเป็นคนชั่ว มั่วไปโดยปริยาย เจ้าชู้ อัธยาศัยดีไปทั่วทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว

ถ้าจะสังเกตสักนิดก็จะรู้ว่าผมกับพายด์ไม่ได้มีอะไรเกินเพื่อนเลย แต่มันติดตรงที่ไม่มีใครสักเกตสักคนนี่ไง

“แล้วพายด์มาทำไม”

“มาไม่ได้หรอ ทำไมอะซุกเด็กไว้รึไง” ดูพูดเข้า ผมไม่เคยเอามาซุกไว้ที่ห้องเลยเถอะ

“ไม่มี”

“ไม่มีน้อย?”

อยู่ๆ มารุมทำไมว่าเนี่ย เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะวุ้ย

“ก็ไม่เจอกันหลายวันอะ”

“พายด์เป็นห่วงมึง กลัวมึงตายคาห้อง” คนหนึ่งพูดอีกคนหนึ่งขยายความ

คู่รักจอมจุ้น จอมวุ่นวาย!

“ไผ่ไม่ตายหรอกน่า มาห่วงอะไรเรื่องแค่นี้”

“แค่แวะมาดูไง เผื่อก่อเรื่อง”

“ไม่ดะ….”

ก็อก ก็อก

ขณะที่กำลังจะอ้าปากเถียงเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แน่นอนว่าเป็นห้องผม

พายด์ทำหน้างงไม่ต่างจากผมเท่าไหร่ เพราะนอกจากพายด์กับไอ้แทนก็ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าผมอยู่ห้องไหน เอาง่ายๆ คือไม่ค่อยมีใครมาหาที่ห้องนั่นแหละ

“แม่บ้านมั้ง เดี๋ยวไผ่ไปดูแปป”

พายด์พยักหน้าให้แล้วนั่งลงข้างๆ ไอ้แทน ผมจึงเดินไปเปิดประตู แต่กลับไม่เจอใครสักคนจะมีก็แต่กล่องข้าวแบบเดิมที่เจ้าของเป็นคนที่ช่วงนี้เจอบ่อย แต่กลับไม่กล้าปรากฎตัวอยู่หน้าห้องของผมจริงๆ จังๆ สักที

เอาข้าวมาวางไว้แล้วก็ไป เหมือนให้อาหารหมายังไงก็ไม่รู้

ไม่ใช่หรอก หมาอะไรจะหน้าตาดีขนาดนี้ล่ะครับ จริงไหม

ผมหยิบถุงที่มีกล่องข้าวอยู่ข้างในขึ้นมา เลิกพยายามมองหาเจ้าของ ปิดประตูลงแล้ววางไว้ให้ไกลสายตาแขกที่อยู่ในห้องที่สุด

ไม่อยากตอบคำถามที่จะตามมาหลังจากรู้ว่ามีคนมาป้วนเปี้ยนผม

“ใครมาอะ”

“สงสัยเขาเคาะห้องผิดมั้ง”

ผมทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วเดินมานั่งกับทั้งคู่ ในหัวยังมีเรื่องของเจ้าของกับข้าวที่ตอนแรกเอามาให้แค่ตอนเช้า แต่พอช่วงนี้ฝนตกก็มีเอามาให้ตอนเย็นด้วย

เป็นการเข้าหาที่แปลกดี นอกจากมาหาผมที่คณะตอนเที่ยง กลับคอนโดพร้อมกันบางครั้งก็ไม่เหมือนคนที่กำลังตามตื้อสักเท่าไหร่

อาจจะเป็นวิธีเข้าหาของอีกคนล่ะมั้ง แถมยังเป็นวิธีที่ใจเย็นมากซะด้วย





22:00 น.



Pai: *แนบลิงค์เพลงฝนตกที่หน้าต่าง

Pai: ฝันดีนะ













“ถ้าเหงาหรือไม่มีใคร…โทรหากูก็ได้เดี๋ยวมาหา”

-ต้นสน-




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 66
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +43/-0
Chapter 6

หนึ่งในสอง



หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏวันสำคัญที่เคยปักหมุดเอาไว้ว่าจะพลาดไม่ได้ นั่นก็คือวันนี้ วันที่จะมีการประมูลเครื่องเพชรชุดใหม่ เจ้าของงานไม่ใช่คนอื่นไกลแต่เป็นพ่อของผมเอง

ผมไม่ได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมงานนี้ จริงๆ มันก็แทบทุกงานที่เป็นงานสังคม เขามักจะห้ามผมเสมอ

กลัวว่าผมจะไปก่อเรื่องแล้วทำให้เขาขายหน้า

แต่ช่วงนี้ผมเบื่อมากๆ เวลาเบื่อมันก็อยากทำอะไรตามใจตัวเองซะด้วยสิ

“ป้าแก้วครับ เขาไปงานกี่โมงหรอ”

ป้าแก้วเงียบไปสักพักบ่งบอกว่าไม่อยากบอกผมเท่าไหร่

แต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจ

‘หนึ่งทุ่มค่ะ…อย่าไปเลยนะคะคุณหนู’ ว่าแล้วต้องพูดแบบนี้

“ผมแค่ไปดูงานเฉยๆ ครับป้าแก้ว” ซะที่ไหนล่ะ

ถ้าดูเฉยๆ จะถ่อสังขารไปทำไมล่ะครับ

‘อย่าคิดว่าป้าไม่รู้นะคะ’

“เอาเป็นว่าผมจะไม่ก่อเรื่องนะ ขอบคุณมากนะครับ”

ผมวางสายทันทีไม่เปิดโอกาสให้ปลายสายได้พูดอะไรต่อ เพราะผมรู้ว่าป้าแก้วจะพูดอะไร

คงบอกไม่ให้ผมสร้างความวุ่นวายอีกตามเคย

ทำไมทุกคนถึงคิดว่าผมเป็นตัววุ่นวายขนาดนั้นนะ แต่ก็…คิดถูกแล้วล่ะ

ผมน่ะมันตัววุ่นวายที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้นี่นา

ขณะที่ผมกำลังจะลุกไปดูชุดสูทที่เตรียมไว้สำหรับคืนนี้ สายตาก็ดันสะดุดกับรายชื่อผู้เข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้

สองรายชื่อในนั้นคือครอบครัวแฟนเก่าของผม

มุมปากยกขึ้นเมื่อความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว ถ้าลูกชายไปร่วมงานด้วยคงจะเข้าทางผมไม่น้อย ใครก็ได้ในสองรายชื่อนั้น

“คืนนี้น่าจะสนุกไม่เบาเลยแฮะ”

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเดินไปหยิบชุดสูทขึ้นมาดู นานแล้วที่ไม่ได้ใส่ ตั้งแต่งานศพแม่ครั้งนั้นผมก็ไม่มีโอกาสได้ใส่มันอีกเลย

ครั้งนี้ไม่ได้ใส่พร้อมกับความโศกเศร้าเสียใจ แต่จะใส่มันพร้อมกับความสนุกแล้วมีความสุขต่างหาก

“ไว้เจอกันนะครับพ่อ หวังว่าจะดีใจเวลาได้เห็นหน้าลูกชายคนนี้นะ”

พอนึกถึงว่าเขาจะมีสีหน้าแบบไหนตอนที่เจอผม รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏออกมากระท้อนกับกระจกตรงหน้า





ชุดสูทเต็มยศบวกกับผมที่ถูกเซตไว้อย่างดี และความพึ่งพอใจในความหล่อของตัวเอง แต่นั่นเป็นความรู้สึกก่อนที่จะมีใครบางคนมาเคาะประตูห้อง อาการเบื่อโลกก็เข้ามาเยือนผมทันที หลังจากที่มีเสียงเคาะประตูขณะที่ผมกำลังจะออกไปร่วมงานในคืนนี้

คนที่ยืนอยู่หลังบานประตูทำให้อารมณ์ดีๆ ของผมแทบจะหายไปในพริบตา เพราะการมาเยือนของเธอนั้นเหมือนมาขัดขวางสิ่งผมกำลังตั้งใจไว้

“แสดงออกเกินไปรึเปล่าว่าไม่อยากให้พายด์ไปด้วย” พายด์ยู่หน้าอย่างงอนๆ

คนที่ควรจะงอนคือผมโว้ยยย มาทำไมเนี่ย!

“ป้าแก้วบอกพายด์ใช่ไหมว่าเราจะไปงาน”

“ก็….แฮ่ อย่าว่าป้าแก้วนะ” ป้าแก้วผมไม่ว่าหรอก แต่จะว่าคนตรงหน้ามากกว่า

“อยู่ห้องนี่แหละไม่ต้องไป”

“ได้ไงอะ พายด์แต่งตัวมาแล้วนะ”

แต่งมาเต็มซะด้วย เสื้อผ้าหน้าผมทั้งสร้อยเพชรที่ใส่มาก็พอบอกได้ว่าเจ้าตัวตั้งใจมาแค่ไหน น่าขำตรงที่ทั้งผมและพายด์ไม่ได้เป็นแขกที่ถูกเชิญ แต่กลับแต่งตัวซะเต็มยศขนาดนี้

“แล้วก็นะ ไผ่ลืมหรือเปล่าว่าต้องมีบัตรเข้างานน่ะ” พายด์ว่าพลางชูบัตรเข้างานขึ้นมาให้ผมดู

ไอ้เรื่องบัตรไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมอยู่แล้ว ผมเป็นลูกเจ้าของงานนะทำไมผมจะเข้าไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะมาเจอผมก่อนเข้าไปในงาน

“ไม่มีบัตรไผ่ก็เข้าได้”

“งั้นพายด์จะโทรไปบอกคุณลุงเดี๋ยวนี้แหละว่าไผ่จะไปป่วนในงาน” เอาเข้าไปสิ หาเรื่องขู่ผมอีกแล้วยัยตัวแสบ

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ เมื่อรู้ว่ายังไงผมก็ไม่สามารถเอาชนะคนตรงหน้าได้ พายด์ไปด้วยอาจจะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำมากนัก แต่ก็น่าจะทำได้อยู่

แค่ไปทักทายแฟนเก่าต่อหน้าคุณพ่อ คงไม่สร้างปัญหาอะไรหรอกมั้ง

แฟนเก่า ที่เป็นผู้ชายน่ะ เขาจะทำหน้ายังไงนะ

แค่คิดก็มีความสุขเป็นบ้า

“ไปกันเถอะเดี๋ยวเข้างานไม่ทัน”

“คนที่ทำให้เสียเวลาคือไผ่ต่างหาก” ไอ้ไผ่คนนี้อีกแล้วเรอะ



“บอกไว้ก่อนเลยนะว่าห้ามก่อเรื่องวุ่นวาย” พายด์หันมาทำเสียงดุขณะเดินเข้ามาในสถานที่จัดงาน

ผมมันก็แค่นี้จะมีปัญญาไปก่อเรื่องอะไรได้ล่ะครับบ

“ทำไมถึงคิดว่าไผ่จะก่อเรื่องล่ะ”

“เพราะพายด์รู้จักไผ่ดีไง” ผมสายหน้าให้กับคำตอบ

“ขอดูบัตรด้วยครับ” พายด์ยื่นบัตรที่ไม่รู้ว่าไปได้มาจากไหนให้พนักงานก่อนเขาจะผายมือเชิญพวกเราเข้าไปข้างใน

สิ่งแรกที่ดึงความสนใจของผมก็คือคนที่กำลังตอบคำถามนักข่าวที่รายล้อมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ภายนอกเขาเป็นคนภูมิฐาน น่าเชื่อถือ เป็นคนที่สังคมต่างเชื่อว่าเขาเป็นคนดีคนหนึ่ง

แต่นั่นกลับเป็นแค่ฉากบังหน้า เขาทำทุกอย่างเพื่อให้สังคมมองว่าเขาเป็นคนดี มีเมตตาและเป็นแบบอย่างที่ดีที่น่าชื่นชม โดยมีลูกที่ไม่ได้เรื่องอย่างผมอยู่ในตระกูล

คนอื่นเข้าใจแบบนั้น ลูกคนเดียวของมหาเศรษฐีที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นคนไม่ได้เรื่อง ซ้ำยังดีแต่ก่อเรื่องไปวันๆ

ผมเป็นแบบนั่นแหละ แบบที่ทุกคนเข้าใจ

“สวัสดีครับคุณพ่อ” ผมเอ่ยเสียงดังพร้อมกับยกมือไหว้คนที่กำลังยิ้ม เขาชะงักเล็กน้อยแล้วปั้นหน้ายิ้มเหมือนดีใจที่เจอผม

“นี่คือคุณไผ่ ลูกคนเดียวของคุณทิวารึเปล่าคะ” นักข่าวคนหนึ่งหันมามองผมก่อนจะหันไปถามเขา

เขาสวมหน้ากากภูมิใจในตัวลูกชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างผมทันที

“ใช่ครับ ผมลืมบอกทุกคนไปหรือครับว่าลูกชายของผมก็มาร่วมงานด้วย”

หึ แสดงได้ดีเลยนะเนี่ย

ผมยิ้มกว้างก่อนจะเดินฝ่าวงล้อมของนักข่าวเข้าไปยืนข้างๆ เขา แสดงความสนิทสนมเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“ธรรมดาของคนแก่แหละครับ” ผมยิ้มให้นักข่าว

สายตาสบเข้ากับพายด์ที่ได้แต่สายหน้าปลงๆ ผมแค่มาแสดงตัวว่าผมมางานแค่นั้นเอง

“งั้นพวกเราขอถามถึงความสัมพันธ์ของคุณทิวากับคุณไผ่ได้ไหมครับ”

“ได้ครับ” เป็นผมที่ตอบด้วยรอยยิ้ม

“จริงรึเปล่าครับที่มีคนบอกว่าคุณไผ่กับคุณทิวามีปัญหากัน”

“ปัญหาที่ว่าคืออะไรหรอครับ” ผมเอียงคอถาม

“ก็ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกไม่ได้ดีเหมือนที่กำลังแสดงให้เห็นไงครับ” นักข่าวคนหนึ่งที่ดูอายุน้อยกว่าทุกคนในที่นี้พูดขึ้นพลางจ้องมาที่ผม

นักข่าวไฟแรงรึเปล่านะ

คำถามดูไม่มีการอ้อมค้อมเอาเสียเลย

“หรอครับ ผมไม่เห็นรู้สึกแบบนั้นเลย จริงไหมครับคุณพ่อ” ผมหันมองคนข้างๆ ที่ต่างปั้นหน้ายิ้มให้กันอย่างที่สุด

ตลกชะมัด

“แล้วเรื่องที่คุณทิวามีอีกบ้านจริงไหมครับ”

“หืออ รู้ได้ไงกันครับเนี่ย อุ้ย…” ผมรีบเอามือปิดปากทั้งทำหน้าตกใจเหมือนกับเมื่อกี้เพียงแค่หลุดปากพูดออกไปเท่านั้น ทำให้นักข่าวพุ่งความสนใจมาที่ผมทันที

“จริงรึเปล่าคะ”

ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรที่จะทำให้เขาเดือดร้อน เขาก็เอ่ยตัดบทอย่างสุภาพ นิ่งสงบ ไม่ตกใจกับคำถามใดๆ หน้ากากหลายชั้นขนาดนั้นผมคงสู้ไม่ไหวหรอก

หน้ากากที่ต่อให้ถอดออกไปกี่ใบก็ไม่รู้ว่าอันไหนคือของจริง

“ผมว่าเราให้ความสนใจกับงานในคืนนี้กันดีกว่านะครับ อย่างที่ทุกคนรู้เจ้าไผ่ก็พูดไปเรื่อยตามประสาวัยรุ่นน่ะครับ”

“คุณพ่อทำไมไม่เอา….”

“ขอตัวนะคะ” มือเล็กปิดปากผมก่อนจะลากด้วยแรงทั้งหมดที่มีออกมาจากวงล้อมของนักข่าวที่กำลังจะถามผมต่อ

ถึงจังหวะสำคัญทีไรก็มักจะมีคนมาขัดอยู่เรื่อย!

“บอกแล้วว่าอย่าก่อเรื่อง!” พายด์ปล่อยมือจากปากผมแล้วบ่น

เพราะงี้ไงถึงไม่อยากให้มา

“พายด์ก็รู้ว่าต่อให้เราพูดก็ไม่มีใครเชื่อ”

“แล้วจะพูดทำไม พูดไปก็ไม่ได้ดีต่อตัวไผ่เลยนะ”

“ไผ่ก็ไม่ดีอยู่แล้วนะพายด์” ทุกคนก็มองผมแบบนั้นไม่ใช่รึไง

เด็กไม่รู้จักโตและสร้างปัญหาให้พ่อที่แสนดีไปวันๆ

“ก็อย่าทำให้มันแย่กว่านี้สิ”

“ขี้บ่น” ผมเบ้ปากก่อนจะพึมพรำ

แต่ไม่รอดพ้นหูคนตรงหน้าอยู่ดี

“ก็ไผ่ทำตัวให้น่าบ่นไหมล่ะ” นี่ไม่ใช่เพื่อนครับ นี่แม่คนที่สอง!

ผมยักไหล่แล้วเดินเข้าไปในงานโดยที่พายด์ก็เดินตามมาติดๆ อย่างเหวี่ยงๆ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอาการของเพื่อนสาวสักนิด ก่อนจะมองหาคนที่อาจจะอยู่ในงาน

ไม่น่าจะพลาดงานแบบนี้นะ

บรรดานักประมูลเพชรที่มาเพราะสนใจหรือมาเพียงแค่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองรวยแค่ไหนต่างพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ปลอมมาก

ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าทำไมผมถึงชอบยิ้ม ติดจากสภาพแวดล้อมนี่แหละ อีกอย่างมันเป็นเพราะผมก็ต้องมีหน้ากากไว้สำหรับป้องกันตัวเองบ้าง

“สวยมากเลยไผ่” เสียงของพายด์ดังขึ้นใกล้ตู้โชว์เพชรเม็ดงาม

ซึ่งระหว่างที่พายด์กำลังให้ความสนใจเพชรในตู้โชว์นั้น เป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ผมเนียนๆ เดินไปอีกฟากของงาน

ไว้เสร็จธุระแล้วจะกลับมาหานะ

“ขอโทษครับ” ผมเอ่ยเบาๆ รีบจนไม่ทันระวังว่ามีคนเดินมาใกล้ๆ

ผมเอ่ยขอโทษทั้งยังไม่ทันได้เห็นว่าชนใคร

พนักงานบริการเครื่องดื่มผงกหัวให้ผมเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร ดีที่เครื่องดื่มอยู่ในมืออีกข้าง แต่ใบหน้านั้นทำให้ผมเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ

พี่ลูกแมว

มาที่นี่ได้ไง?

“มึง…”

“พี่มาอยู่ที่นี่ได้ไงอะ”

“กูมาทะ…”

“ไผ่!”

ผมหันไปสนใจเสียงเรียก แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครผมก็ขยับออกห่างจากพี่สนทันที ขณะที่อีกคนจะเดินออกไปเหมือนกัน

คนที่เดินมาหาผมคือ มิว เจ้าของดวงตาที่ครั้งหนึ่งผมเคยชอบมองและคิดว่ามันมีเสน่ห์มากๆ

มิวเป็นหนึ่งในสองคนที่ผมอยากเจอในงานนี้

แฟนเก่าที่จากกันด้วยดี ทักทายกันได้ตามปกติ

“มางานด้วยหรอ มิวนึกว่าไผ่จะไม่มาซะอีก”

“ตอนแรกก็ไม่คิดจะมาหรอกนะ แต่อยากเจอมิวเลยมาน่ะ”

“ปากหวานตลอดด” อีกฝ่ายยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มข้างแก้ม ยิ่งทำให้เจ้าตัวน่ารักขึ้นไปอีกก่อนที่มือของผมจะยื่นไปบีบแก้มขาวๆ นั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

“มิวเจ็บนะ” อีกฝ่ายยู่หน้างอนๆ

ท่าทางน่ารักของคนตรงหน้าทำให้ผมยิ้มตามก่อนตาจะเหลือบเห็นใครบางคนกำลังมองมาทางพวกเรา

“ผมทรงนี้เข้ากับมิวดีนะ” ผมยื่นมือไปเขี่ยปอยผมที่ตกลงมาของอีกคน

ผมที่เซตมาไม่ต่างกับผมแต่ให้ความรู้สึกคนละแบบ

“จริงหรอ นี่ก็ไม่ค่อยมั่นใจเลยอะ”

“ดูดีแล้วครับ ….ระวังชน!” ผมคว้าแขนมิวให้หลบพนักงานที่เกือบเดินมาชน เป็นเหตุให้ระยะห่างระหว่างผมกับมิวน้อยลง…กลายเป็นใกล้กันมากๆ

ถ้าเป็นเวลาอื่นผมคงผละออกแล้วปล่อยแขนมิวไปแล้ว แต่ครั้งนี้ขออยู่แบบนี้นานๆ หน่อยก็แล้วกัน



รูปจะได้ออกมาสวยๆ …











….………………………………



“พี่! เลิกงานแล้วหรอ”

“กูมาทำแทนเพื่อนเฉยๆ มันมาแล้วก็เลยออกมา”

“ถ้างั้นกลับกับผมไหม” ผมยิ้มให้พี่สนที่ตอนนี้เปลี่ยนจากชุดพนักงานเป็นชุดธรรมดาแล้ว

ตอนแรกผมก็จะกลับแล้ว แต่เห็นอีกคนเดินออกมาจากงานพอดีเลยชวนเพราะเห็นว่าเราอยู่คอนโดเดียวกัน

ผมนี่เป็นคนดีจริงๆ เลยน้าา

“กลับดิ” นึกอยู่แล้วว่าต้องไม่ปฏิเสธ

“ไม่ปฏิเสธหน่อยหรอ”

“โอกาสดีขนาดนี้ต้องปฏิเสธด้วยหรอ” พี่สนยักคิ้วให้ผมหนึ่งที

นั่นสินะ โอกาสดีขนาดนี้อีกฝ่ายคงไม่พลาดแน่นอน

เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักจนถึงตอนนี้พี่สนก็หาโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานดี หมายถึงทะเยอทะยานในการใช้ชีวิตอะครับ

“ไผ่พาพี่กลับด้วยคงไม่ว่าอะไรนะ” ผมถามพายด์ที่ยืนรออยู่ข้างๆ

พายด์ยิ้มให้ผมพลางมองคนที่เดินตามมาอย่างสนใจ มีอะไรบ้างที่เธอคนนี้จะไม่สนใจถ้าเป็นเรื่องของผม

“ได้สิ”

ในเมื่อทั้งคู่เจอกันแล้วคงต้องแนะนำให้รู้จักกันสักหน่อย เพราะดูเหมือนผมจะเกี่ยวข้องกับพี่สนไปอีกนาน



“นี่พี่สนเป็นเพื่อนพี่รหัสไผ่ ส่วนนี่พายด์…เป็นคู่หมั้นของผมครับ”










“ไว้เจอกันนะครับพ่อ หวังว่าจะดีใจเวลาเห็นหน้าลูกชายคนนี้นะ”

-ไผ่-














 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด