เงาของผมที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของเขา ( My Mirror ) /Chapter 18/22.04.64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เงาของผมที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของเขา ( My Mirror ) /Chapter 18/22.04.64  (อ่าน 2757 ครั้ง)

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ






-------------------------------------------------------------



เงาของผมที่ซ่อนอยู่ในตัวตนของเขา ( My Mirror )




คำโปรย

   
“ แค่ไว้ใจกูมันยากนักหรอวะ ” ผมมองหน้าเขาสักพักแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป



เรื่องย่อ

   
ความจริงใจที่เขาแสดงออกมาทำให้กำแพงที่อยู่ภายในใจของผมเริ่มพังทลายลงทีละน้อย และในที่สุดผมก็ไว้ใจเขาโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ แต่แล้วผมกลับได้รู้ว่าเขาเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนตัวตนของผมก็เท่านั้น













Talk
สวัสดีค่ะทุกคนน เปิดเรื่องใหม่มาพร้อมกับพระเอกที่บางคนอาจจะคุ้นเคยกันมาบ้างแล้วเพราะเคยไปปรากฎตัวในเรื่อง (มหาลัย VS เทคนิค) ต่างกันแล้วไงก็ใจมันสั่งมา นั่นก็คือพี่ไผ่ของเราเองงงง ครั้งนี้ถึงคราวเรื่องของตัวเองบ้างแล้ว คงจะมีเรื่องวุ้นวายกันไม่น้อยเลยทีเดียว!
  และสำหรับใครที่เพิ่งได้ทำความรู้จักกับพระเอกของเราคนนี้ ก็ฝากเปิดใจแล้วเข้ามาติดตามกันด้วยนะคะ


ฝากคอมเม้นท์และเป็นกำลังใจให้ด้วยน้าาาาาาา
ติดตามและเข้ามาพูดคุยกันได้นะคะ ผ่านทาง
ทวิตเตอร์ : @BC_BlackCrow
#ไผ่สน









สารบัญ

Intro Chapter 1 Chapter 2 Chapter 3 Chapter 4 Chapter 5 Chapter 6 Chapter 7 Chapter 8 Chapter 9 Chapter 10 Chapter 11 Chapter 12 Chapter 13 Chapter 14 Chapter 15 Chapter 16 Chapter 17 Chapter 18
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-04-2021 09:39:52 โดย Blackcrow »

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Intro



เพี๊ยะ!

ฝ่ามือของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อตบลงบนหน้าผมอย่างแรงจนรับรู้ถึงรสชาติของเลือดที่ซึมออกมา แต่ผมกลับหันมายิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เขาทำลงไป

“แกนี่มันดีแต่ผลาญเงินฉันจริงๆ!”

ผมใช้หลังมือเช็ดเลือดที่มุมปากของตัวเองก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เขายกมือขึ้นหมายจะตบหน้าผมเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ยั้งมือไว้ซะก่อน

“ก็พ่อผมรวยไงครับ ผมแค่ทำตัวเป็นลูกที่ดีโดยการช่วยพ่อใช้เงิน มันผิดตรงไหน” ผมมองผ่านไหล่ของเขาเห็นสองแม่ลูกยืนอยู่

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมโดนตบหน้าแต่มันเกือบทุกครั้งที่ผมย่างกรายเข้ามาในบ้านหลังนี้ บ้านที่เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวสุขสันต์ แต่นั่นไม่ใช่ครอบครัวของผม

“พอเถอะคุณ ไผ่เพิ่งจะกลับมาบ้านอย่าทะเลาะกันเลยนะคะ” แม่เลี้ยงผู้แสนดีรีบเข้ามาดึงแขนเขาไว้ก่อนจะพูดเพื่อให้เขาใจเย็นลง

ผมมองภาพตรงหน้าก่อนจะแค่นหัวเราะ

“คุณก็ดูเรื่องที่มันทำสิ ไอ้พวกวิปริตผิดเพศ น่ารังเกียจ!”

พอเขาพูดจบประโยคผมก็มองน้องต่างแม่ก่อนจะยิ้มออกมา ผมรู้ว่าเขาเกลียดพวกชอบเพศเดียวกันแต่ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่เป็นแบบนี้เพราะลูกชายสุดที่รักของเขาก็ไม่ต่างจากผมเลย

“คนเราเกิดมาต้องใช้ชีวิตให้คุ้มนะครับ พ่อไม่คิดงั้นหรอ”

“ไอ้!”

“พอเถอะครับคุณพ่อ อย่าว่าพี่ไผ่เลย”

“เกิดมาทั้งทีต้องลองนะครับพ่อ บางที…อาจจะดีกว่าอะไรเก่าๆ ก็ได้” ผมขยิบตาก่อนจะใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มยิ่งทำให้เขาทวีความโกรธมากขึ้น แต่ก็ทำอะไรผมไม่ได้เพราะมีลูกกับเมียสุดที่รักดึงแขนเอาไว้

ผมชอบเวลาเขาโกรธที่สุดเลยล่ะ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากกว่าเรื่องไหนๆ …











***talk

พี่ไผ่ของเราก็ไม่ใช่เล่นๆนะคะเนี่ยยยย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-08-2020 17:24:18 โดย Blackcrow »

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 1

ลูกแมว





“เจ็บไหมคะคุณหนู” ป้าแก้วถามอย่างเป็นห่วงหลังจากทำแผลให้ผมเสร็จ

“แค่นี้เองครับ จิ๊บๆ ” ผมยิ้มให้ป้าแก้วพลางทำท่าให้ดูก่อนที่สีหน้ากังวลของท่านจะเริ่มคลายลง

“ทีหลังไม่ต้องมาก็ได้นะคะ”

“ผมก็ไม่ได้อยากมาหรอกครับ แต่ผมคิดถึงป้านี่นา” ผมกอดป้าแก้วก่อนที่แขนทั้งสองข้างจะยกขึ้นมากอดตอบเช่นกัน

ผมกลับมาบ้านเพียงเพราะเหตุผลเดียวคือป้าแก้ว และสาเหตุที่ผมไม่อยากกลับมาที่นี่ก็เพราะ พ่อ คนที่ผมไม่อยากเรียกว่าพ่อเวลาเจอหน้าเลยสักครั้ง

พ่อของผมแต่งงานใหม่หลังจากที่แม่เสียไปได้ไม่นาน ความจริงเขากับผู้หญิงคนนั้นคบกันมาก่อนที่จะมาแต่งงานกับแม่ของผมและมีลูกด้วยกันหนึ่งคนห่างจากผมแค่สองปี

เรื่องทั้งหมดแม่ของผมรับรู้และไม่ได้ว่าอะไร เพราะยังไงท่านก็ไม่ได้แต่งงานเพราะความรัก

ตลกร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผมถูกย้ายมาอยู่บ้านหลังเล็กตั้งแต่ที่เขาแต่งงานใหม่แบบลับๆ โดยไม่ให้ใครรู้ เขากับครอบครัวอยู่บ้านหลังใหญ่ที่ผมกับแม่เคยอยู่ เขาให้ผมแทบทุกอย่าง…แต่เว้นอยู่อย่างเดียวที่เขาไม่เคยให้ผมเลย นั่นก็คือ….ความรัก

ผม…ไม่ได้เกิดจากความรักของแม่กับพ่อ มันก็ไม่แปลกที่เขาจะไม่สนใจใยดีผม

บางทีผมก็คิดนะว่าผมจะเกิดมาทำไม แต่ก็นั่นแหละครับยังไงก็เกิดมาแล้วผมเลยตั้งใจจะใช้ชีวิตตามใจตัวเอง แค่ตัวเอง ไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งนั้น!

“ผมขอนอนตักหน่อยนะครับ” ผมล้มหัวลงหนุนตักที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ตักที่ทำให้ผมนอนหลับทุกครั้งเวลาหนุน มือที่กำลังลูบหัวผมทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

“อย่าไปใส่ใจเลยนะคะ คุณท่านก็เป็นแบบนี้”

“ผมไม่ใส่ใจตั้งนานแล้วครับ” ผมเคยใส่ใจจนไม่มีความสุขมามากพอแล้ว

“แล้วกินอะไรมารึยังคะ”

“กินมาแล้วครับ”

“งั้นก็ไปอาบน้ำแล้วขึ้นไปนอนบนห้องดีๆ เร็ว” ป้าแก้วลูบหัวผมก่อนจะยิ้มให้

“นอนเลยไม่ได้หรอครับ” ผมทำเสียงอ้อนๆ อย่างที่มันเคยใช้ได้ผลเวลาที่อยากได้อะไร

“ไม่ได้ค่ะ ไปอาบน้ำเร็ว” แต่ดูเหมือนว่าผมใช้บ่อยจนมันไม่ได้ผลแล้วล่ะ

ผมยอมลุกแล้วเดินขึ้นห้องเพื่อมาอาบน้ำแต่โดยดี ปกติแล้วผมจะพักอยู่คอนโดไม่ค่อยได้กลับถ้าจะกลับก็คือมาหาป้าแก้วและผมก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าบ้านใหญ่เพื่อยั่วโมโหเขาก่อนจะกลับมาบ้านของตัวเอง

พอเข้ามาในห้องสิ่งแรกที่ผมทำคือเดินมาหยิบกรอบรูปที่วางอยู่หัวเตียงมาดูด้วยความคิดถึงคนที่อยู่ในรูป

“คิดถึงนะครับ” ถ้าแม่ยังอยู่อะไรๆ มันคงจะดีกว่านี้ ไม่ใช่สิถ้าไม่ใช่เพราะเขาก็คงดีกว่านี้

ถ้าแม่ได้เจอใครที่ดีกว่านี้…

ตื๊ดดดดดดดดด

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดความคิดของผม ก่อนจะวางกรอบรูปไว้ที่เดิมแล้วล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดรับสายที่เรียกได้ว่าสำคัญเลยทีเดียว

“มีอะไรครับคุณหนู” ผมกรอกเสียงผ่านสายอย่างกวนๆ

‘กลับบ้านทำไมไม่บอกพายด์ล่ะ’

“ลืม”

ไม่ได้ลืมหรอกครับ แต่ผมตั้งใจไม่บอกพายด์ตั้งแต่แรกเพราะถ้าพายด์มาด้วยผมไม่มีทางโดนตบซึ่งก็เท่ากับว่าผมไม่ได้ยั่วโมโหเขาด้วย

สนุกจะตายเวลาเห็นเขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแบบนั้น

‘โดนตบมาอีกรึเปล่า’

“ก็…”

‘บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปยั่วโมโหคุณลุง’ ผมนอนแผ่ลงบนเตียงอย่างสบายใจไม่ได้สนใจคำตำหนิของพายด์แม้แต่น้อย กลับกันผมอมยิ้มอย่างนึกเอ็นดูคนพูดมากกว่า

พายด์เป็นเพื่อนสนิทของผม สนิทถึงขั้นที่ว่ารู้ทุกเรื่องเลยก็ว่าได้และที่สำคัญพายด์ยังเป็นคู่หมั้นของผมอีกด้วย พายด์ช่วยผมทุกอย่างและก็เป็นทุกอย่างของผมเช่นกัน

“ง่วงจังเลย ฮ้าวววว”

‘อีกแล้วนะ ไม่ฟังพายด์อีกแล้ว!’ ปลายสายเริ่มโวยวาย แต่ผมง่วงจริงๆ นี่นา

“เอาไว้บ่นต่อหน้าเนาะ ตอนนี้ไผ่ของนอนก่อนฝันดีนะครับบ” ผมกดวางสายทันทีที่บอกฝันดีคนในสาย แล้วหลับตาลงทั้งๆ ที่ตอนแรกจะไปอาบน้ำแต่คงไม่ทันแล้วล่ะเพราะตอนนี้ผมง่วงมาก…





แสงที่ลอดผ่านผ้าม่านทำให้ผมลืมตาขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ พอหันไปก็พบว่าผ้าม่านถูกเปิดออกทั้งที่เมื่อคืนมันปิดไว้ สงสัยจะเป็นป้าแก้วมาเปิดล่ะมั้ง

“ตื่นสาย”

แต่ผมคิดผิดนั่นไม่ใช่ป้าแก้วแต่เป็นคุณหนูข้างบ้านที่ชอบมาหาผมตอนที่ผมกลับมาบ้านแบบนี้

“แอบเข้าห้องคนอื่นอีกแล้ว” พายด์ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้พลางมองมาทางผมเหมือนมองสิ่งสกปรก

คงจะรู้แหละครับว่าเมื่อคืนผมไม่ได้อาบน้ำและเดาว่าสภาพของผมตอนนี้คงดูไม่ได้แน่ๆ

“ไปอาบน้ำเลยไปป คนสกปรก”

“ถ้าจิตใจเราสะอาด น้ำไม่ต้องอาบก็ได้ปะ”

“นั่นยิ่งต้องอาบเลยแหละเพราะไม่มีอะไรที่สะอาดโดยเฉพาะจิตใจ”

“ฮ่าๆ ” พายด์ทำหน้าเหมือนเอือมกับผมสุดขีดนั่นทำให้ผมอารมณ์ดีแต่เช้า

พายด์ก็ไม่ต่างจากป้าแก้วที่ดูแลผมอย่างดี ผมสบายใจทุกครั้งที่ได้อยู่กับทั้งสองคนเรียกได้ว่าเป็นความสุขของผมเลยก็ว่าได้

“รีบอาบนะ พายด์ให้ป้าแก้วเตรียมกับข้าวไว้รอแล้ว”

“ค้าบบบบ”

“ค้าบก็รีบๆ เลย รู้นะว่าเข้าไปแต่ยังไม่อาบ” ผมบอกแล้วว่าพายด์รู้ทุกเรื่อง!



ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นานก็ลงมาข้างล่าง มองดูพายด์กับป้าแก้วที่กำลังจัดโต๊ะสำหรับมื้อเช้าอย่างขมักเขม้นก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดป้าแก้วจากด้านหลังโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้รู้ตัว

“โถ่คุณหนู ป้าตกใจหมด”

“ตกใจความหล่อของผมใช่ไหมครับ”

“ยังไม่ทันได้กินข้าวก็จะอ้วกแล้วหรอเนี่ย” ผมหันไปมองยัยตัวแสบที่ทำท่าจะอ้วกอย่างเอาจริงเอาจังพลางแลบลิ้นใส่ผม

จะเปิดศึกกันแต่เช้าเลยใช่ไหม

“มาๆ ป้าจัดโต๊ะเรียบร้อยแล้ว” ผมคลายกอดป้าแก้วแล้วนั่งลงเก้าอี้ใกล้ๆ พร้อมรับประทานอาหารเช้า

อาหารที่ผมชอบเรียงรายอยู่ตรงหน้า ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปตักอาหาร แต่ยังไม่ทันถึงเป้าหมายก็ถูกพายด์ตีมือซะก่อน

“รอก่อนสิ” พายด์ตีมือผมอย่างแรงก่อนจะเอ็ดผมด้วยคำเดิมๆ โดนทุกครั้งแต่ละครั้งก็ไม่เคยจำสักทีเรื่องรอกินข้าวพร้อมกันเนี่ย

“ก็นั่งสิจะได้กินสักที”

“ยังไม่สำนึกอีกนะ” ผมกลั้นขำก่อนจะปั้นหน้าจริงจังคล้ายกับว่ากำลังสำนึกผิด

แต่ก็นั่นแหละครับพายด์รู้จักผมเกินกว่าจะเชื่อว่าผมสำนึกผิดจริงๆ

หลังจากที่นั่งกันครบแล้วผมก็ไม่รอช้าที่จะตักอาหารจานโปรดเข้าปากและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย การกลับบ้านที่ผมต้องการก็มีเพียงเท่านี้ ทานข้าวกับคนที่เรารักไม่ต้องเป็นร้านอาหารสุดหรูหรือบ้านหลังใหญ่ก็ทำให้มีความสุขได้

“จะค้างที่นี่ต่อหรือเปล่า” พายด์ถามขณะที่ตักอาหารใส่จานผม

“ไม่อะ พรุ่งนี้มีเรียน”

“มีเรียนหรือมีเที่ยวยะ” บางทีผมก็เกลียดคนรู้ทันนะครับ

“อย่ามากล่าวหากันนะ ไผ่อะตั้งใจเรียนที่สุดแล้ว”

“หรอออ ป้าแก้วคะพายด์จะเล่าอะไรให้ฟังค่ะ…” ไม่ทันที่พายด์จะได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ผมก็จัดการตักข้าวเปล่าเข้าปากเจ้าตัวทันที

“อื้อ!” ท่าทางเหวอๆ นั่นทำให้ผมหลุดขำออกมา เวลาอยู่กับผมไม่คีพลุคอะไรทั้งนั้นแต่พออยู่ข้างนอกนี่ต้องสง่าเหมือนนางพญาเชียวล่ะ ก็ว่าไม่ได้หรอกครับเป็นถึงอดีตดาวมาหาลัยนี่นา

“เล่นอะไรเป็นเด็กอีกแล้วสองคนนี้” ผมแลบลิ้นใส่พายด์อย่างผู้ชนะและตามด้วยฝ่ามือน้อยๆ ที่แรงไม่ได้น้อยตบลงกลางหัว โดนตบแต่เช้าเลยแฮะ

ป้าแก้วที่นั่งข้างๆ ส่ายหน้าก่อนจะยิ้มกับนิสัยที่เวลาอยู่ด้วยกันทีไรก็ต้องลงเอยแบบนี้ทุกที

อดไม่ได้ที่จะตีกันหรอกครับ ก็คนมันรักกันนี่นา….









……………………………………………





ภายในห้องเรียนที่นักศึกษาต่างก็ตั้งใจฟังอาจารย์บรรยาย แต่ยังมีคนหนึ่งที่ตาแทบจะปิดอยู่ร่อมร่อนั่นก็คือผมเอง การเรียนวิชานี้เป็นเหมือนยานอนหลับชั้นดีที่ทำให้ผมแทบจะฟลุบลงกับโต๊ะ

ผมไม่อยากโดดเรียนเพราะต่อให้โดดก็ไม่รู้จะไปที่ไหน ช่วงนี้จะทำอะไรมันก็เบื่อไปหมดหรือผมควรหาอะไรใหม่ๆ ทำดีนะ แต่ตอนนี้มาคิดก่อนดีกว่าว่าทำยังไงให้หายง่วง

สักพักผมก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องตรงไปทางห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาสักหน่อยเผื่อความง่วงมันจะบรรเทาลงบ้าง

“พี่ไผ่หวัดดีครับ” ผมพยักหน้าให้กับรุ่นน้องที่เอ่ยทักทายก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ

“อ้าวไผ่ ไม่มีเรียนหรอ” พอเข้ามาก็เจอคนรู้จักซึ่งเรื่องคนละเซค ผมเป็นคนกว้างขว้างระดับหนึ่งไม่ว่าใครก็รู้จัก คนชอบก็เยอะแต่คนเกลียดคงมีเยอะกว่า

“มี แต่เราหลบมาเข้าห้องน้ำน่ะ” ผมยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะไปทำธุระส่วนตัว

เมื่อเหลือผมคนเดียวในห้องน้ำ ผมใช้มือรองน้ำเพื่อล้างหน้าแต่คงลืมไปว่าไม่ได้พกผ้าเช็ดหน้ามาด้วยซึ่งตอนนี้ก็ล้างหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

แต่แล้วผ้าเช็ดหน้าสีขาวก็ถูกยื่นมาตรงหน้าพร้อมกับเสียงที่คุ้นเคย

“เวลาจะล้างหน้าก็พกผ้าเช็ดหน้าด้วยสิ” ผมมองเจ้าของผ้าเช็ดหน้าก่อนจะรับมันมาแล้วเช็ดหน้าทันที

เจ้าของผ้าเช็ดหน้าเป็นคนที่ผมรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผมยิ้มให้คนตรงหน้าพลางพูดขอบคุณ

“รู้ใจตลอดเลยน้าา นี่แอบตามเรามารึเปล่าเนี่ย” สกายยิ้มก่อนจะหันไปล้างมือ

“เปล่าหรอก แค่บังเอิญน่ะ”

“นึกว่าคิดถึงเราซะอีก”

สกายเดินเข้ามาหาผม ก่อนจะมองด้วยสายตาที่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายตาของคนที่อาลัยอาวรณ์กันอยู่

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะใช่ แต่ตอนนี้คงไม่แล้วล่ะ” ผมจ้องหน้าอีกฝ่าย

“ก็ดีแล้วล่ะ อ๋อ ขอบคุณอีกครั้งนะสำหรับผ้าเช็ดหน้า” ว่าแล้วผมก็เบี่ยงตัวหลบอีกฝ่ายเดินออกมาจากห้องน้ำทันที ก่อนจะทิ้งผ้าเช็ดหน้าลงถังขยะที่เดินผ่าน



แฟนเก่าบางคนก็ไม่น่าจะเป็นเพื่อนกับเราได้….คุณคิดว่าอย่างนั้นไหมล่ะ





“วันนี้ไปไหนต่อวะ”

“ไปรับพายด์” ผมตอบไอ้ทอมขณะเดินลงบันได ตามปกติแล้วถ้าไม่ไปดื่มก็ไปรับพายด์ที่คณะ เพราะช่วงนี้ชีวิตผมค่อนข้างฟรีไทม์ ไม่มีใครมายุ่งและไม่ได้ยุ่งกับใคร

“นี่มึงจะเลิกเที่ยวเพราะพายด์จริงๆ หรอวะ” ผมนึกขำกับคำพูดไอ้ทอม จริงๆ แล้วผมไม่ได้ทำเพื่อใครหรอกแต่เบื่อที่จะเที่ยวแค่นั้นเอง และดูเหมือนว่าการที่ผมไม่ไปที่อโคจรช่วงนี้จะทำให้ใครหลายคนคิดว่าพายด์คือตัวจริงของผมซึ่งมันก็ดูตลกดี

“คงงั้นมั้ง” ผมตอบอย่างขอไปทีพลางเดินไปหารถตัวเอง

“ไว้เจอกันมึง” ผมโบกมือให้ไอ้ทอมแทนคำตอบ

แต่ก่อนจะถึงรถที่จอดอยู่ไม่ไกลผมก็ต้องหยุดฝีเท้าเมื่อมีใครบางคนยืนขวางอยู่ เห็นแบบนั้นผมจึงเดินเลี่ยงมาอีกทางซึ่งดูเหมือนว่าอีกคนก็ไม่ยอมให้ผมทำแบบนั้น

ผมมองคนตรงหน้าที่เตี้ยกว่าผมอยู่มากก่อนจะถือวิสาสะสำรวจใบหน้าอีกคน หน้าตาจัดได้ว่าน่ารักแต่ไม่ถึงกลับดึงดูดสายตาของผม ผิวขาวๆ บวกกับดวงตากลมๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าคนตรงหน้าเหมือนลูกแมวยังไงก็ไม่รู้ ตัวที่ค่อนไปทางบอบบางแต่ก็ไม่ได้ดูอ่อนแอเลยสักนิด

“มีธุระอะไรกับผมรึเปล่าครับ” ท่าทางดูลังเลของอีกฝ่ายทำให้ผมถามออกไป ขืนยังยืนกันอยู่แบบนี้คงไม่ได้ไปไหนกันพอดี

“เอ่อ คือ…”

อีกฝ่ายอ้ำอึ้งจนผมต้องเป็นฝ่ายพูดออกมา

“ถ้าไม่มีธุระอะไร ผมขอตัวนะครับ”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินไปไหนไกล ประโยคที่ทำให้ผมคิดว่าไม่เหมาะที่จะออกจากปากเจ้าตัวก็ดังขึ้นมา

“กูชอบมึง!”



ประโยคมันฟังดูฮาร์ดคอร์ไม่เหมาะกับบุคลิกที่เหมือนลูกแมวของเขาเลยแฮะ

.

.

น่าเสียดายที่ผมไม่ชอบแมวซะด้วยสิ

แต่ถ้า…แมวมันเดินเข้ามาหาก็คงต้องเล่นกับมันสักหน่อยแล้ว











ประโยคมันฟังดูฮาร์ดคอร์ไม่เหมาะกับบุคลิกที่เหมือนลูกแมวของเขาเลยแฮะ

-ไผ่ -









***talk

หนีไปค่ะลูกกกกกกกกก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-08-2020 17:26:32 โดย Blackcrow »

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 2

เสือ



แกร๊ง!

เสียงแก้วกระทบกันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด กลับกันมันทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก คงเป็นเพราะว่าหลังจากนั้นแอลกอฮอล์ก็เข้าปากล่ะมั้ง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะใช้น้ำเมาเป็นทางเลือกในหลายๆ เรื่อง และเลือกที่จะมานั่งดื่มมันแทบทุกวัน

“ได้ข่าวว่าช่วงนี้ไม่ได้ออกล่าเลยหรอวะ มีคนหวงหรือไง”

“อย่างผมจะมีใครมาหวงวะพี่”

“คนเขาอยากหวงมึงเยอะแยะเหอะ” พี่มอสว่าพลางมองหน้าผม

แล้วจะให้ผมปฏิเสธได้ไงเพราะมันก็มีความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งเข้ามาหาผมเพื่อหวังผลประโยนช์ก็แค่นั้น

“นั่นดิพี่ แบ่งให้ผมสักคนดิ” ไอ้ชินน้องรหัสของผมพูดขึ้นบ้างหลังจากที่เอาแต่เหล่สาวโต๊ะข้างๆ

วันนี้ผมนัดดื่มกับสายรหัส พี่มอสพี่รหัส ไอ้ชินน้องรหัส ส่วนไอ้กีตาร์หลานรหัสซึ่งไม่สนใจใครนอกจากเกมส์ในโทรศัพท์ ขนาดมาผับยังไม่มีอะไรที่สามารถดึงความสนใจมันได้นอกจากเกมส์

“มึงก็ไปหาเอาสิ ในนี้เยอะแยะ”

“โห่ เขาก็มองแต่พี่อะ ว่าแต่พี่เหอะควงคนไหนกลับล่ะวันนี้” ไอ้ชินถามอย่างรู้ทัน

วันนี้ไม่มีใครเข้าตาผมเลยสักคนจึงกลายเป็นว่าได้แต่นั่งอยู่กับที่ ผมไม่ได้จำศีลนะแค่ตอนนี้ยังไม่มีใครถูกใจ

“ช่างกูเถอะน่า มึงสนใจน้องมึงนู่นถ้าไม่ดื่มก็พามันกลับไปเล่นเกมส์ที่บ้านไป” ลักษณะหลานรหัสผมจะไม่เหมาะกับสถานที่แบบนี้ ผิดกับพวกผมสามคนโดยเฉพาะผมกับพี่มอสถ้าวันไหนแกว่างก็มักจะนัดผมออกมาดื่มไม่ซ้ำสถานที่เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้สรรหามาจากไหนนักหนา แต่จริงๆ ผมชอบนะมันได้เปลี่ยนบรรยากาศดี

ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่ผมเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก จากคำแนะนำของพี่มอสที่ว่ามีแต่ของดีแต่ผมยังไม่เห็นของดีที่ว่านั่นเลยตั้งแต่มาถึง

ผมมองไปรอบๆ อีกครั้งก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่นักร้องที่เพิ่งมาใหม่ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือผมรู้สึกคุ้นหน้านักร้องคนนี้ เหมือนเคยเจอที่ไหน

“สนใจหรอ” ผมหันกลับมายิ้มให้พี่มอสพลางส่ายหน้า ไม่ได้สนใจแค่รู้สึกคุ้นหน้า

“ไอ้นี่ชื่อต้นสน เป็นนักร้องประจำอยู่ที่นี่ เพื่อนกูเอง” ดูเหมือนพี่มอสจะไม่ได้สนใจที่ผมปฏิเสธไป กลับแนะนำให้ผมรู้จักซะงั้น

“ที่เรียนวิศวะปี4ใช่ปะพี่”

“ใช่ๆ เห็นหน้ามันน่ารักอย่างนั้นแต่สาวเยอะนะเว้ย”

“จริงปะพี่”

ผมหันเหความสนใจไปหาคนบนเวทีก่อนจะพบว่าทางนั้นก็มองมาที่ผมอยู่ก่อนแล้ว ผมจึงยกแก้วขึ้นเป็นเชิงทักทาย เขายิ้มตอบกลับมาเป็นการทักทายเช่นกัน

“พยายามจะทำวิธีต่างๆ ให้เธอนั้นรักฉัน

พยายามทุกวัน มอบให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ

เหมือนเดินบนสะพาน ที่มีปลายทางคือใจของเธอ

ยังคงคิดและหวัง จะนำเอารักแท้นี้ไปให้”

เสียงร้องของคนบนเวทีทำให้ผมค่อนข้างแปลกใจ ร้องเพราะกว่าที่คิดแฮะ แล้วสายตาที่มองผมแบบนั้นหมายความว่ากำลังสนใจผมรึเปล่านะ

“สนใจล่ะสิ กูแนะนำให้เอาปะ”

“ไม่ใช่สเปคว่ะพี่”

สเปคของผมคือคนที่ผมอยากเข้าหา ไม่ใช่เข้าหาผมก่อนซึ่งคนที่อยู่บนเวทียังไม่ใช่สำหรับผมหรอก อาจจะผูกมิตรไว้แต่คงไม่คิดจะสานสัมพันธ์

“แม่งหล่อเลือกได้อีกละ กูล่ะเบื่อจริงๆ ”

“หมั่นไส้ได้ปะพี่”

“หมั่นไส้กูแล้วหล่อขึ้นหรอมึงน่ะ” ผมยีหัวไอ้ชินอย่างนึกหมั่นไส้

“หล่อขึ้นก็ดีดิพี่”

“พี่ชิน พาไปเข้าห้องน้ำหน่อยดิ” ไอ้ตาร์เงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วหันมาสะกิดไอ้ชิน

“พาน้องมันไปเลยมึง”

ไอ้ชินพาหลานรหัสผมไปเข้าห้องน้ำ หันมาอีกทีก็เห็นนักร้องที่เพิ่งลงจากเวทีเดินตรงมายังโต๊ะของพวกผมที่มีพี่มอสโบกไม้โบกมือให้อยู่

“เสียงดีเหมือนเดิมเลยนะมึง” อีกคนยิ้มรับพลางนั่งลงข้างๆ พี่มอส

ผมจ้องหน้าเขาสักพักก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเคยเจอที่ไหน นี่คือคนที่เคยสารภาพรักกับผมเมื่อสองวันก่อน แต่เนื่องจากการแต่งตัวที่แปลกจากวันที่เจอครั้งแรกบวกกับทรงผมที่ถูกเซ็ทอย่างดีทำให้ผมจำไม่ได้

แต่ยังไงก็ยังดูเป็นลูกแมวอยู่ดี แล้วทำไมผมต้องเปรียบเขากับสิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบด้วยล่ะเนี่ย

“นี่ไอ้สนเพื่อนกู ส่วนนี่ไอ้ไผ่น้องรหัสกู”

“สวัสดีครับพี่สน” ผมยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร

“สวัสดี” เสียงตอบกลับมาห้วนๆ ช่างไม่เข้ากับหน้าตาเอาเสียเลย

“มึงมีร้องเพลงอีกไหม”

“ไม่มีแล้ว แล้วนี่มึงจะกลับตอนไหนกูขอติดรถกลับด้วยดิ”

“กูจะไปต่อว่ะ”

ผมปล่อยให้รุ่นพี่ทั้งสองคุยกัน ส่วนผมก็กลับมาสนใจแก้วเหล้าในมือต่อ ตาหันไปมองโต๊ะใกล้ๆ ที่เหมือนเขาจะทำอะไรสักอย่าง ภาพผู้ชายกับผู้หญิงยิ้มให้กัน ผู้ชายถือเค้กส่วนผู้หญิงกำลังเป่าเทียน ดูเป็นเรื่องดีๆ สำหรับพวกเขาซึ่งมันทำให้ผมยิ้มตาม

ท่าทางดูมีความสุข…

“ไอ้ไผ่”

“ครับ?” ผมหันมาหาพี่มอสตามแรงสะกิดที่หัวไหล่

“ฝากไอ้สนติดรถมึงกลับด้วยดิ อยู่คอนโดเดียวกัน” นี่คงเป็นแค่เรื่องบังเอิญใช่ไหม คงไม่ใช่พวกโรคจิตที่แอบตามผมหรอกนะ

“กูไม่ใช่โรคจิตนะ ปกติกูก็อยู่คอนโดนั้น” อีกฝ่ายพูดดักทางไว้ก่อนที่ผมจะคิดไปไกลกว่านี้

นี่แสดงว่าแอบรักผมมานานแล้วอย่างงี้หรอ เห้อ เกิดเป็นคนหล่อก็เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย

“สรุปมันกลับกับมึงได้นะ”

“ได้สิพี่ คนกันเองเดี๋ยวผมไปส่งให้ รับรองถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”

“ก็ดี ไม่ใช่พาเพื่อนกูแวะเข้าโรงแรมนะ”

“ไม่หรอกพี่ พอดีผมไม่ชอบโรงแรมเท่าไหร่” ว่าแล้วทั้งผมและพี่มอสก็พากันหัสเราะ ส่วนคนที่ถูกพูดถึงก็มองมาที่ผมแต่ไม่ได้พูดอะไร





“พี่อยู่ชั้นไหน” ผมถามอีกคนขณะเดินเข้ามาในคอนโด

“ชั้นสอง” ผมพยักหน้ารับ

“งั้นผมไปก่อนนะ” แต่ก่อนที่ผมจะได้เดินไปอีกทางเสียงพี่สนก็ดังขึ้น

“มึงอยู่ชั้นหนึ่งหรอ”

“ครับ”

“ห้องไหน”

“พี่เป็นโรคจิตปะเนี่ย”

“กูแค่ถ้าว่ามึงอยู่ห้องไหน ดูโรคจิตตรงไหน” อีกฝ่ายทำหน้างงๆ

“ก็ถ้าพี่ไม่มาสารภาพรักกับผม ผมก็ไม่คิดหรอก”

“เกี่ยวกันตรงไหน แค่อยากรู้ว่ามึงอยู่ห้องไหนแค่นั้นเอง” ผมยักไหล่แล้วหันหลังกลับไม่ได้สนใจที่จะตอบคำถามอีกฝ่าย

“จะไม่บอกกูจริงๆ หรอ!” เสียงพี่สนตะโกนตามหลังแต่ผมก็ไม่ได้สนใจ



ผมคิดว่าเรื่องแค่นี้เขาน่าจะรู้อยู่แล้ว แค่เลขห้องคงไม่ยากเท่าไหร่หรอก













….……………………………………………….





“วันนี้ไปดูหนังกันไหมครับ”

“พี่ไม่ว่างน่ะ”

“เมื่อวานก็พูดแบบนี้ ทำไมช่วงนี้พี่ไผ่ไม่ค่อยว่างเลยล่ะ” เด็กน้อยข้างๆ ยู่หน้าใส่ก่อนที่ผมจะเอื้อมมือไปยีหัวด้วยความเอ็นดู

“ดูงานพี่สิครับ หรือเราอยากจะช่วยพี่ทำล่ะหือ” แน่นอนครับว่าผมไม่ได้โกหก หนังสือและงานอื่นๆ วางอยู่เต็มโต๊ะ

“ถ้าช่วยได้ก็ช่วยแล้วครับ” ทำได้ก็ถือว่าเป็นความสบายของผมแต่น้องอยู่ปี1แถมยังเรียนกันคนละคณะจะมาช่วยผมได้ยังไง

“งั้นฟินกลับก่อนนะครับ วันหลังต้องไปด้วยกันให้ได้นะ” ผมยิ้มให้น้องจากนั้นเจ้าตัวจึงโน้มตัวลงมาหอมแก้มผมเบาๆ ก่อนจะโบกมือให้แล้วเดินจากไป

ฟินเป็นเด็กที่ผมกำลังคุยอยู่ น้องน่ารักดีครับ ไม่ค่อยเซ้าซี้หรือทำตัวหน้ารำคาญเท่าไหร่ น่าจะคุยกันได้นาน แต่สิ่งที่ทำให้ผมอดทำอะไรหลายๆ อย่างก็คงเป็นงานที่อาจารย์ส่งกลับมาให้แก้ แล้วต้องรีบส่งให้ทันนี่แหละ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องมานั่งปั่นงานใต้ตึกคณะทั้งที่ตอนนี้ก็เริ่มไม่มีคนแล้ว ผมเลือกที่จะหอบงานมาทำที่นี้เพราะถ้าทำที่ห้องผมได้ล้มหัวลงนอนแน่ๆ เห็นเตียงแล้วง่วงทุกที แต่เป็นเฉพาะเวลามีงานเยอะๆ นะพอว่างจริงๆ ก็ไม่ยอมนอน



สายตาจดจ่ออยู่กับงานในโน๊ตบุ๊คจนลืมเวลา พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว ผมมองความเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าจากเดิมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงสักพัก

เสียดายที่วันนี้ไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปมาด้วย

โครกกกก

เสียงท้องร้องขัดกับอารมณ์ศิลปิน ทำให้ผมรู้ตัวว่าตัวเองมัวแต่ทำงานจนลืมกินข้าว

แต่เพราะงานตรงหน้าเหลืออีกไม่เยอะ ผมจึงต้องเก็บเรื่องที่กำลังหิวเอาไว้ก่อน

อดใจไว้ งานเสร็จแล้วค่อยไปหาไรกินดีกว่า ที่ว่าเสร็จนี่เสร็จงานเดียวนะครับยังมีงานอื่นรออีกเป็นกอง

แค่คิดก็เหนื่อยแล้วล่ะ ผมควรหาใครสักคนมาช่วยปั่นงานดีไหมใครสักคนที่ช่วยผมได้จริงๆ

“กินข้าวรึยัง” เสียงปริศนาดังขึ้นเหนือหัวทำให้ผมเงยหน้าจากหน้าจอขึ้นไปมอง

พี่ลูกแมวนี่นา

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจ กลับสนใจประโยคที่เขาถามมากกว่า สำหรับผมมันเป็นการทักทายที่แปลกและไม่ค่อยมีใครถามแบบนี้เวลาเจอหน้า

“ยังครับ ถามแบบนี้จะเลี้ยงข้าวผมหรอ” ด้วยความที่เป็นคนปากไวและพูดไปเรื่อยก็มักจะมีประโยคต่อท้ายแบบนี้อยู่เรื่อย

และสิ่งที่ทำให้ผมคาดไม่ถึงคือข้าวกล่องที่วางอยู่ตรงหน้า

นี่ เอาจริงหรอวะ

“นึกว่าข้าวกล่องจะเป็นหมันซะแล้ว” เจ้าตัวว่าพลางยิ้มกว้างซึ่งมันดูเป็นอีกลุคต่างจากตอนที่ผมเจอในผับอยู่พอสมควร

ลุคนี่ดูสดใสดี

“ซื้อมาให้ผม?” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“อาฮะ ไม่รู้ว่าชอบกินอะไรก็เลยสุ่มๆ มา”

“วางยาผมรึเปล่าเนี่ย”

“ให้กินให้ดูปะ” อีกคนว่าพลางทำท่าจะเปิดข้าวกล่อง

“ผมพูดเล่นน่า พี่คงไม่วางยาผมหรอกใช่ไหมล่ะ”

“ใครจะไปทำแบบนั้นวะ” อีกฝ่ายว่าพลางดันข้าวกล่องมาใกล้ผม

“กินก่อนสิ”

“ยังไม่ว่างครับ ผมขอทำงานก่อน” เวลาทำงานผมไม่ชอบพักเบรคเท่าไหร่เพราะเมื่อไหร่ที่พักมันก็มักจะขี้เกียจทันที

เป็นผมนี่มันก็ยากนะ ต้องเอาชนะตัวเองตลอด!

“แล้ว…ใกล้เสร็จรึยัง” พี่สนชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ

“เหลือนิดนึง”

“ให้ช่วยไหม”

“ช่วยอยู่เงียบๆ ก่อนครับผมต้องคิดงาน” น้ำเสียงผมไม่ได้บ่งบอกว่าตำหนิอีกฝ่ายแต่อย่างใด

พี่สนเงียบตามที่ผมบอก ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาที่จ้องผมตลอดระหว่างทำงาน

ไม่ใช่ผมไม่เคยเจอคนที่เข้าหานะ แบบพี่สนก็เคยมีแต่พอผมเฉยๆ เขาก็เลิกไปเองอีกอย่างผมก็มีคนที่ผมสนใจอยู่แล้ว สำหรับคนตรงหน้าผมรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอยากสานสัมพันธ์อะไรนักแต่รู้จักกันไว้ก็คงไม่เสียหาย



สักพักงานที่ผมนั่งทำมาหลายชั่วโมงก็เสร็จบวกกับท้องที่มันเริ่มทนไม่ไหว ข้าวกล่องของคนตรงหน้าคือสิ่งที่ช่วยชีวิตคนที่กำลังหิวอย่างผม

“รู้ตัวนะครับว่าหล่อ แต่พี่ช่วยเลิกจ้องหน้าผมก่อนได้ไหม” จ้องขนาดนี้จะไปกินลงได้ไงวะ

“แฮร่ โทษที” พี่สนเลิกจ้องหน้าผมแล้วหันมาเก็บหนังสือให้แทน ผมมองการกระทำนั้นพลางตักข้าวเข้าปาก

“รู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่นี่”

“ก็…ถามไอ้มอส” นี่พี่มอสคงไม่ได้เป็นพ่อสื่อหรอกนะ

“มายังไงครับ”

“เดินมา”

“จากคณะหรอ” อีกคนพยักหน้า

“แล้วจะกลับยังไง” ผมถามต่อทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

“กลับกับมึงไง” ว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่งอีกตามเคย ถือว่าเป็นการจีบที่ตัวเองได้ประโยชน์ดีนะ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกเพราะกลับคนเดียวมันก็เหงาเหมือนกัน

“งั้นกลับกันเถอะครับ ค่ำแล้ว”

“มาเดี๋ยวกูช่วย”

“ไม่เป็นไรครับ เดินตามผมมาเถอะ” เรื่องใช้แรงงานคนที่ตัวเล็กกว่าไม่ใช่งานถนัดของผมเท่าไหร่

ผมยิ้มให้พี่สนก่อนจะเดินนำไปที่รถ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเฝ้าผมทำงานจนเสร็จถึงมันจะเป็นเพราะความบังเอิญที่มาตรงเวลาทำงานของผมก็เถอะ





22:00 น.



Son: *แนบลิงค์เพลงขอเป็นตัวเลือก

Son: ฟังเพลงก่อนนอนนะจะได้หลับสบาย ^^



หน้าจอปรากฏข้อความของคนที่เพิ่งแลกไลน์กันไปไม่กี่ชั่วโมง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับห้องของตัวเอง

ผมไม่ได้สนใจจะเปิดอ่านข้อความเพราะรู้เนื้อหาที่ส่งมาแล้ว และคงไม่จำเป็นต้องฟังเพลงที่อีกคนส่งมาก็นอนหลับสบายอยู่แล้วล่ะ…











“พยายามจะทำวิธีต่างๆ ให้เธอนั้นรักฉัน

พยายามทุกวัน มอบให้ทุกอย่างที่เธอต้องการ

เหมือนเดินบนสะพาน ที่มีปลายทางคือใจของเธอ

ยังคงคิดและหวัง จะนำเอารักแท้นี้ไปให้ ”

-ต้นสน -



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-08-2020 17:28:27 โดย Blackcrow »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 3

บุคคลที่สาม



ดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าเป็นสัญญาณบอกว่ากลางวันจะถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดในช่วงเวลากลางคืน ผมมองรูปที่ป้ายหลุมศพอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินกลับทางเดิม

'ฟ้า น้ำตาล พวกเธออยู่ไหน!'

เสียงใสดังแว่วมาจากอีกฟากของสุสานทำให้ผมเปลี่ยนทิศทางจากรถที่จอดอยู่ เดินไปตามเสียงนั่น

ท้องฟ้าที่กำลังมืดจนแทบมองเห็นไม่ชัด แต่กลับมีร่างของใครบางคนกำลังเดินไปเดินมาด้วยท่าทางกังวล

'อย่าเล่นแบบนี้ได้ไหม เรากลัวนะ ' น้ำเสียงนั้นสั่นเครือบ่งบอกถึงความกลัว

ผมเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นโดยเว้นระยะห่างเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตกใจ

'น้องครับ ' อีกฝ่ายหันมาแล้วสะดุ้งถอยห่างผมไปพอสมควร

'พะ…พี่ เป็นคนใช่ไหมคะ ' ผมยิ้มออกมาอย่างนึกขำกับสีหน้าที่แม้ความมืดจะเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

'พี่เป็นคนครับ ลองจับดูได้ ' ผมยื่นแขนไปตรงหน้า แต่อีกคนกลับถอยห่างออกไปอีก

'ทำไมมาอยู่ในที่แบบนี้คนเดียวครับ '

'หนูมากับเพื่อนค่ะ แต่…ไม่รู้ว่าเพื่อนหายไปไหน '

'น้องชื่ออะไรคะ แล้วบ้านอยู่ไหนเดี๋ยวพี่ไปส่ง '

อีกฝ่ายเงียบไปสักพักเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะบอกคนแปลกหน้าอย่างผมดีหรือเปล่า แต่สุดท้ายเสียงใสๆ ก็เอ่ยออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

'ชื่อน้ำค่ะ อยู่บ้านสุขใจ…..'







วันนี้หน้าห้องของผมมีบางอย่างผิดปกติ

ผมมองกล่องสองกล่องที่มีอาหารอยู่ข้างในพลางมองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาเจ้าของ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้จึงหยิบถุงที่ใส่กล่องขึ้นมา ข้างในมีโน๊ตแผ่นเล็กวางอยู่



อย่าทิ้งนะ กูตั้งใจทำสุดฝีมือเลย รับรองอร่อยแน่นอน^^

                           ต้นสน



ผมยิ้มให้กับข้อความตรงหน้า นี่มันเป็นการจีบระดับเบสิกเลยนะไอ้ประเภทเอาของมาให้เนี่ย แต่ก็นะดูจากอายุคนจีบก็น่าจะทันการจีบแบบนี้แหละ

ผมเก็บโน๊ตใส่กระเป๋ากางเกงถือถุงกล่องข้าวเดินออกมาจากบริเวณนั้น วันนี้ผมมีเรียนเช้าและมีนัดกับฟินซึ่งผมก็เบี้ยวนัดน้องมาหลายครั้งแล้วถ้าเบี้ยวอีกมีหวังโกรธผมยาวแน่ๆ

ถ้าถามว่าผมแคร์น้องไหม จริงๆ ผมก็แคร์ทุกคนที่คุยนั่นล่ะแต่ถ้างี่เง่ามากไปก็ทางใครทางมันผมมักจะโดนมองว่าทิ้งคนอื่นก่อนเสมอไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องมานั่งสนใจหรอก

ผมจอดรถหน้าสถานสังเคราะห์ที่มาบ่อยจนกลายเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาของเด็กๆ ที่นี่ไปแล้ว

บ้านสุขใจ

ไม่มีใครอยากมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ถ้ายังมีครอบครัวที่สมบูรณ์ดีอยู่ แต่สำหรับผมที่นี่อบอุ่นมากกว่าครอบครัวของผมเสียอีก

“พี่ไผ่!!!” เสียงใสๆ เรียกชื่อผมอย่างคุ้นเคย

ผมยิ้มให้เด็กสาวที่กำลังวิ่งมาหาผมอย่างดีใจ

“นึกว่าอาทิตย์นี้พี่ไผ่จะไม่มาชะแล้ว”

ทุกอาทิตย์ผมจะมาหาน้ำและเด็กๆ ที่นี่ ถ้าว่างก็จะมาสองครั้งต่อสัปดาห์

เวลามาบ้านสุขใจผมรับรู้ถึงความอบอุ่นที่ทุกคนมอบให้ผม

“พี่ซื้อของกินมาให้เอาไปให้แม่แบ่งให้น้องๆ ด้วยนะ ส่วนนี่ของเรา” ผมยื่นถุงของกินที่แวะซื้อมาเผื่อทุกคนพลางยื่นกล่องข้าวที่มีคนเอามาวางไว้หน้าห้องเมื่อเช้า

หวังว่าคนทำจะไม่น้อยใจที่ผมไม่ได้กินเอง

“พี่ไผ่ทำเองหรอคะ”

“เปล่าค่ะ มีคนทำให้”

“แฟนแน่ๆ เลย ว่างๆ พามาให้น้ำรู้จักบ้างนะคะ”

“คิดว่าไม่น่าจะว่างนะ” พอนึกถึงเจ้าของกล่องข้าวก็คิดว่าไม่น่าจะพามาแน่ๆ

“ไม่ไปโรงเรียนหรอเรา” ผมถาม

“วันนี้หยุดค่ะ พี่ไผ่จะอยู่ทานข้าวเช้าด้วยกันไหมคะ”

ผมส่ายหน้า น้ำจึงไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะรู้อยู่แล้วว่าผมมีเรียน แค่แวะมาหาเฉยๆ

“พี่ไปแล้วนะ”

“ตั้งใจเรียนนะคะ สู้ๆ ” เด็กสาวตรงหน้ายิ้มจนตาปิด ผมจึงยื่นมือไปยีหัวเธออย่างเอ็นดู

ผมยิ้มให้น้ำอีกครั้งแล้วเดินกลับมาที่รถ เด็กๆ ที่นี่มีความสุขถึงแม้จะไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองอยู่ไหนหรือเป็นใคร

บางครั้งการที่เราไม่รู้อะไรเลย มันอาจจะดีกว่าที่ต้องมารับรู้อะไรที่ไม่ควรรู้ก็ได้

ผมสลัดความคิดไร้สาระออกจากหัวก่อนจะขับรถตรงไปยังมหาลัย ผมไม่ชอบตัวเองเวลาคิดถึงบ้านสักเท่าไหร่

บ้านที่ไม่มีแม่อยู่ผมไม่ชอบเลย



บรรยากาศวันนี้ค่อนข้างดี ทำให้อารมณ์ของคนที่ไม่อยากเรียนเช้าอย่างผมดีไปด้วย อีกเหตุผลหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเด็กปีหนึ่งหน้าตาน่ารักที่เดินผ่านไปผ่านมาพอเป็นอาหารตาก่อนเข้าเรียน

ผมชอบคนน่ารักมากว่าคนสวย โดยเฉพาะคนที่ตาสวยผมจะชอบเป็นพิเศษ และยิ่งอะไรที่ได้มายากๆ ยิ่งพิเศษใช่ไหมล่ะครับ

ผมโคตรชอบแบบนั้นเลย

ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

“ครับฟิน”

‘พี่ไผ่อยู่ไหน’

“กำลังจะเข้าเรียนครับ”

ระหว่างทางก็มีรุ่นน้องไหว้ทักทาย ผมจึงผงกหัวให้ก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์

พอเดินเข้ามาในลิฟต์สายตาก็สบเข้ากับคนที่คุ้นเคย ผมยืนข้างๆ อีกคนอย่างช่วยไม่ได้เพราะพื้นที่ในลิฟต์ก็ไม่ได้กว้างพอที่จะทำให้ผมมีทางเลือกอื่น

‘ตอนบ่ายฟินไม่มีเรียน เราไปหาไรกินกันไหม’

“ได้ครับ”

สายตามองเลขที่กำลังบอกชั้นก่อนจะรับรู้ถึงสายตาของคนข้างๆ ผมจึงหันไปมอง

สกายมองผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นพร้อมกับประตูลิพต์ที่เปิดออก ผมไม่รู้หรอกว่ารอยยิ้มนั่นหมายความว่าอย่างไร แต่มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

“พี่ไปเรียนก่อนนะ แล้วเจอกันครับ” ผมวางสายจากฟินหันมาก็พบว่าคนข้างๆ หายไปแล้ว

แฟนเก่าหรือผีครับเนี่ย หลอนชิบหาย



“ไงมึง”

“ไม่ไงอะ” ผมนั่งลงข้างๆ ไอ้ทอมที่กำลังนั่งกดเกมส์ในโทรศัพท์อย่างเอาเป็นเอาตาย

“กวนตีนแต่เช้า”

“กวนตีนวันละนิด จิตแจ่มใส” ผมว่าพลางหัวเราะ

“สัสเหอะ”

“แล้วนี่ไอ้แปนยังไม่มาหรอวะ” ผมมองหาเพื่อนตัวเล็กอีกคนที่คุยกันบ่อยพอๆ กับไอ้ทอมจนเหมือนจะสนิทกันไปแล้ว

“ยังไม่มามั้ง”

ก่อนที่ผมจะได้ทำอะไรต่อโทรศัพท์ก็สั่นเมื่อมีแจ้งเตือนข้อความเข้า

Son: ตอนเที่ยงว่างไหม

ตอนแรกว่าจะไม่ตอบแต่ในหัวกลับคิดอะไรดีๆ ออกมาซะงั้น

Pai: ว่างครับ พี่มีอะไรรึเปล่า

Son: ไปกินข้าวด้วยกันไหม

ถ้าผมซื้อหวยคงถูกไปแล้ว ความจริงผมมีนัดกับฟินแล้วนะแต่จะเป็นอะไรไปล่ะ ถ้าจะมีอีกคนไปกินข้าวด้วย

กินข้าวกันหลายคนสนุกดีออก

Pai: รอผมที่คณะแล้วกันนะครับ เดี๋ยวไปรับ

รอยยิ้มสะท้อนจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับไปแล้ว ทำให้ผมรู้ว่าวันนี้อารมณ์ดีแค่ไหน











………………………………………





ผมมองคนที่ทำหน้าบึ้งตึงสลับกับคนที่กำลังตักไอติมเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่ได้สนใจเลยว่ามีสายตาสองคู่จ้องมองอยู่

อีกคนกำลังไม่พอใจที่ผมพาใครก็ไม่รู้มาด้วย แต่อีกคนกำลังสนใจของกินโดยไม่สนสิ่งรอบข้าง

“ทำไมพี่ไผ่ไม่บอกว่าจะพาคนอื่นมาด้วย”

“มันกะทันหันน่ะพี่ลืมบอก” ฟินเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ กอดอกมองพี่สนอย่างหงุดหงิด แต่คนถูกมองก็หาได้รู้ตัวไม่

อีกคนก็ตั้งใจกินเกิ้น ไม่รู้หรือไงว่ามีคนจ้องจะกินหัวอยู่แล้ว

ผมนึกขำกับท่าทางของทั้งคู่ที่แตกต่างกันสุดขั้ว ก่อนจะสังเกตเห็นไอติมเลอะมุมปากของคนที่กำลังตั้งใจกินอยู่

มือยื่นออกไปเช็ดปากให้พี่สนอย่างคนเคยชิน ทำให้เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมามองผมอึ้งๆ นอกจากนั้นก็ยังมีสายตาของฟินมองมาอีกด้วย

“มันเลอะอะ” ผมว่าพลางยิ้มให้พี่สน

อีกฝ่ายกะพริบตาปริบๆ เหมือนยังอึ้งอยู่ เห็นแบบนั้นผมก็อดที่จะยิ้มอีกครั้งไม่ได้

น่าเอ็นดูจริงๆ

ตึง!

“ฟินกลับแล้วนะพี่ไผ่” เสียงเตะโต๊ะพร้อมกับคนที่ลุกขึ้นยืนไม่ได้ทำให้ผมสนใจมากนักนอกจากพยักหน้าให้ก่อนที่เจ้าตัวจะหน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิมแล้วเดินออกจากร้านไป

“ไม่ตามไปหรอ”

“ทำไมต้องตาม” ผมยักไหล่แล้วเปลี่ยนเป็นเท้าคางกับโต๊ะจ้องหน้าอีกคน

“ไม่ได้คบอยู่รึไง”

“แค่คุยเฉยๆ ”

พี่สนพยักหน้าแล้วหันกลับไปสนใจไอติมตรงหน้าต่อ

แปลก

นี่คือสิ่งที่ผมคิดตั้งแต่วันแรกที่เจอพี่สน

มันแปลกตรงที่อีกฝ่ายนิ่งเกินไป ทั้งที่ควรจะแสดงอาการอะไรสักอย่างให้เหมือนคนที่บอกว่าชอบผม

เขาควรจะมีท่าทีไม่ต่างจากฟินรึเปล่า แต่นี่กลับนิ่งและสนใจแค่ของกินตรงหน้า

อีกทั้งเวลามองผมก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาชอบผมเลยสักนิด

“กินไหม” พี่สนตักไอติมแล้วยื่นมาจ่อปากผม ก่อนที่ผมจะถอยห่างแล้วส่ายหน้า

“อิ่ม” แค่กินข้าวก็อิ่มแล้ว ผิดกับคนตรงหน้าที่เหมือนจะไม่ยอมอิ่มง่ายๆ

ตัวก็แค่นั้น กินเยอะขนาดนี้เอาไปเก็บไว้ไหมหมดวะ

“อร่อยนะ”

“พี่กินเถอะ”

“แล้วจะไปไหนต่ออะ”

“ยังไม่รู้” พอได้ยินผมตอบอีกฝ่ายก็ทำหน้าลังเล แต่ก็ตัดสินใจพูดออกมา

“งั้นไปซื้อของเป็นเพื่อนหน่อยดิ”

“ของอะไร”

“วัตถุดิบทำอาหาร อ๋อว่าแต่ได้กินข้าวที่เอาไปให้หรือเปล่า”

พี่สนถามพลางทำหน้าลุ้นจนผมต้องตอบไปว่ากินทั้งที่ไม่ได้แตะเลยสักนิด

ตอบไปแบบนี้คงจะดีกว่า

“รีบกินได้แล้ว เดี๋ยวผมพาไป”

บ่ายนี้ผมก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เดินเป็นเพื่อนคนแถวนี้คงไม่เสียเวลาเท่าไหร่ อีกอย่างผมไม่ชอบเดินคนเดียวถ้าไม่จำเป็น



“ชอบทำอาหารหรอ” ผมถามคนที่เดินนำหน้าโดยมีสารถีเข็นรถตามหลังอย่างผม

“เปล่า แต่มันต้องทำกินไง”

“หรอครับ ไม่ได้ซื้อไปเพราะจะทำให้ผมกินหรอ” ผมยักคิ้วใส่อีกคนที่หันมามอง

“อยากกินไหมล่ะ”

“อยาก”

“อยากกินอะไร”

“กินพี่ได้ปะ” พี่สนหันจนคอแทบเคล็ดทำให้ผมอดขำไม่ได้ หน้าตาเมื่อกี้โคตรตลกเลย

“ขำเชี่ยไร” เสียงขู่นั่นเหมือนแมวซะมัด

“พูดไม่เพราะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังนัก พอคำหยาบออกมาจากปากคนตรงหน้าผมว่ามันไม่เข้ากันเท่าไหร่ทั้งที่เจ้าตัวก็น่ารักแท้ๆ

“ไม่ชอบ?”

“เปล่าครับ แค่คิดว่ามันไม่เหมาะกับพี่เท่าไหร่” เงียบไปเลยครับทีนี้ ผมพูดอะไรผิดงั้นหรอ

“ไว้จะพยายามพูดเพราะๆ ก็แล้วกัน” น้ำเสียงฟังดูไม่ค่อยเต็มใจทำให้ผมยิ้มออกมา จะมาทำตามที่ผมบอกทำไมล่ะถ้ามันฝืนตัวเอง

“พี่ชอบผมจริงหรอ” ผมถามอย่างไม่ได้ใส่ใจหรือคาดหวังจะเอาคำตอบจากอีกคน ตามองวัตถุดิบตรงหน้าที่มีในห้องผมแทบทุกอย่างโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม

“กูบอกไปแล้วนะว่าชอบมึง”

“หรอครับ… จะว่าไปพี่เป็นคนแรกเลยนะพี่บอกชอบผมโดยที่ไม่แสดงอาการอะไรเลย แม้กระทั่งอยู่ใกล้ผม” ผมเดินเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายก่อนจะยกมือค้ำชั้นวางวัตถุดิบ

“หรือว่าพี่เป็นคนเก็บอาการเก่งจนผมไม่รู้สึกว่าพี่ชอบผมจริงๆ ” ผมเลิกคิ้วมองอีกคนที่ไม่แม้แต่จะขยับตัวไปไหน ได้แต่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น

“ถ้าไม่ชอบกูจะตามมึงทำไม”

“ไม่รู้สิครับ” ผมลดมือลงพลางยักไหล่

“ถ้ามึงไม่เชื่อ กูจะทำให้มึงให้เห็นว่ากูรู้สึกยังไงกับมึง”

“อย่าหาว่าผมใจร้ายเลยนะ แต่ผมไม่ได้ชอบพี่” สิ่งที่ผมพูดอาจจะตรงเกินไปสำหรับอีกคน แต่ไม่ชอบก็คือไม่ชอบและผมเลือกที่จะบอกออกไปตรงๆ ดีกว่าปล่อยให้อีกฝ่ายคิดไปเอง

“ไม่เป็นไร…”

“แต่ถ้าพี่ยังอยากคุยกับผม…ผมก็ไม่ว่าอะไรนะ”



ไม่ชอบแต่ก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินจากไป…นั่นคือนิสัยของผมเอง











“หรือว่าพี่เป็นคนเก็บอาการเก่งจนผมไม่รู้สึกว่าพี่ชอบผมจริงๆ ”

-ไผ่-











***talk

ดูคุณเขาใจร้ายจังเลยนะคะ สงสารพี่สนนนนน




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 4

ฝน



เสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคาตึกบ่งบอกว่าตอนนี้ฝนกำลังตกหนักจนแทบไม่ได้ยินเสียงอาจารย์ที่กำลังบรรยายอยู่หน้าห้อง นั่นทำให้นักศึกษาแต่ละคนไม่ได้ให้ความสนใจกับเนื้อหาสักเท่าไหร่

“ไม่ชอบหน้าฝนเลยว่ะ” เสียงไอ้แปนบ่นตั้งแต่ฝนเริ่มตกจนตอนนี้มันแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ไม่ชอบหน้าฝนเหมือนกัน รู้สึกเหงาแปลกๆ เวลาที่มองสายฝน

“อาจารย์ก็ไม่ยอมปล่อยอีก” ไอ้ทอมที่นั่งข้างๆ ผมบ่นขึ้นอีกคน

ผมมองสายฝนนอกหน้าต่างอย่างเซ็งๆ จากที่ไม่หิวก็เริ่มจะหิวขึ้นมาแล้ว ถ้าฝนยังตกแรงอยู่แบบนี้คงไปไหนไม่ได้แน่ๆ

“ไว้เจอกันอาทิตย์หน้านะครับนักศึกษา วันนี้พอแค่นี้ ระหว่างทางกลับบ้านก็ระวังกันด้วยล่ะ” นักศึกษาตอบรับก่อนจะพากันลุกขึ้นเก็บของแล้วทยอยออกจากห้อง

ผมไม่ได้รีบร้อนเท่าไหร่เพราะยังไงก็ต้องหลบฝนอยู่ใต้ตึกอยู่ดี

“กลับกันมึง” ผมพยักหน้าให้ไอ้แปนก่อนจะลุกเดินตามมันไป

พอเดินลงบันไดขั้นสุดท้ายก็รู้สึกถึงความเย็นจากฝนที่กำลังตกหนัก ต่อให้มีที่หลบก็เหมือนจะเปียกอยู่ดีแฮะ

“ตกแรงกว่าเดิมอีกว่ะ”

“วิ่งฝ่าฝนไปเลยไหม” ไอ้ทอมว่า

“กูขอรออีกสักพักดีกว่า” ผมว่าพลางมองนักศึกษาหลายคนที่วิ่งฝ่าฝนออกไป ซึ่งนั่นเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ผมจะทำ

“แล้วมึงเอาไงไอ้แปน”

“รอสักพักแล้วกันเผื่อมันหยุด กูไม่ค่อยชอบเวลาเปียกฝนเท่าไหร่ว่ะ”

“งั้นกูไปก่อนแล้วกัน เจอกันเว้ย”

“กลับดีๆ ”

ผมโบกมือไล่หลังไอ้ทอม ก่อนสายตาสบเข้ากับใครบางคนที่เหมือนจะเพิ่งเห็นผมเช่นกัน

พออีกฝ่ายเห็นผมก็ยิ้มกว้างแล้วเดินตรงมาหาทันที

“พี่มาอยู่นี่ได้ไง”

ผมไล่สายตามองพี่สนตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อที่แนบลู่ไปกับผิวทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเปียกฝนแน่ๆ สภาพเหมือนลูกแมวตกน้ำ ไหนจะดวงตากลมที่จ้องผมด้วยความดีใจนั่นอีก

จากที่ผมท้วงว่าอีกฝ่ายไม่แสดงอาการอะไรเวลาอยู่ใกล้ผม หลังจากนั้นก็เหมือนอีกฝ่ายจะเริ่มแสดงออกมากขึ้น

“มารอมึงไง”

“รอยังไงให้เปียกฝนแบบนี้”

“กูหลับอะแล้วฝนมาสาดเข้ามาเลยเป็นอย่างที่เห็น” ควรสงสารหรือสมน้ำหน้าดีครับเนี่ย

“เดี๋ยวก็ไม่สบาย” ผมยื่นมือเกลี่ยปอยผมที่ปกหน้าฝาก แล้วลูบหัวที่เปียกเพราะโดนฝนของอีกฝ่ายอย่างลืมตัวว่าตัวเองอายุน้อยกว่า

และดูเหมือนว่าพี่สนก็มองผมเช่นกัน ผมจึงลดมือลงก่อนจะยกขึ้นเกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ บางครั้งผมก็มักจะทำอะไรเพราะความเคยชินของตัวเองเสมอ

“เด็กใหม่หรอมึง” ไอ้แปนสะกิดแขนผมเบาๆ

“เปล่า รุ่นพี่” ไอ้แปนทำหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูดก่อนจะหันมายิ้มให้พี่สน

“สวัสดีครับ ผมแปนนะเพื่อนไอ้ไผ่”

“หวัดดี พี่ชื่อสนนะ” ผมเลิกคิ้วเมื่อได้ยินสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้แทนตัวเอง

ก็พูดเพราะได้นี่

“ผมนึกว่าพี่เป็นเด็กมันซะอีก แต่อย่าเป็นเลยครับไอ้นี่มันเด็กเยอะ” ไอ้แปนทำท่ากระซิบเหมือนกับว่าผมจะไม่ได้ยินสิ่งที่มันพูด

“เยอะขนาดนั้นเลยหรอ”

“ครับ แต่มันมีตัวจริงแล้วนะ”

“พูดมากนะมึง กลับบ้านไปเลยไป”

“ฝนยังไม่หยุดเลยมึงงง” ผมมองไอ้แปนที่มันทำหน้างอเมื่อพูดถึงฝนอย่างนึกหมั่นไส้ ไอ้หมาเตี้ยเอ้ย

“แปน กูยืมเสื้อแขนยาวมึงหน่อย”

“เอาไปทำไมอะ มึงใส่ไม่ได้สักหน่อย”

“เอามาเถอะน่า หัดเป็นคนลีลาตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมยื่นมือไปตรงหน้าเพื่อกดดันไอ้แปบให้เอาเสื้อที่อยู่ในกระเป๋าออกมา

เอามาแล้วไม่ใส่ก็ต้องให้คนอื่นยืมบ้างสิครับ จริงไหม

“อะ”

“หือ ให้กู?” พี่สนชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงงๆ

“เห็นแล้วสงสาร เหมือนลูกแมวตกน้ำ” ว่าแล้วผมก็ยักคิ้วกวนๆ ใส่อีกคน

“ใส่ไว้เถอะครับ ดูท่าจะหนาว”

“ขอบใจนะ” พี่สนหันไปขอบคุณไอ้แปนแทนที่จะเป็นผม

ผมเป็นคนยืมเสื้อให้นะทำไมมองข้ามกันอย่างนี้ล่ะ

“แล้วมารอผมทำไม”

“ว่าจะชวนไปกินข้าว แต่มึงไม่มาสักทีจนฝนมันตก” ทำไมประโยคหลังเหมือนโทษผมเลยวะ

“ทีหลังไม่ต้องรอ”

“ก็กูจะรอ” อยู่ๆ ก็ทำเสียงจริงจังพร้อมกับจ้องหน้าผมซะอย่างนั้น

ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่าวะ

“ไม่สบายมาผมไม่รับผิดชอบนะ”

“แต่มึงก็รับผิดชอบโดยการยืมเสื้อน้องเขาให้กูนะ”

“นั่นเป็นเพราะผมทนดูสภาพพี่ไม่ได้ต่างหาก” ยืนสั่นงกๆ อยู่แบบนั้นจะไม่สนใจก็ยังไงอยู่

“เป็นห่วง?”

“เปล่า”

“อ๋ออ เป็นห่วงกูนี่เองงงง”

ผมมองคนที่ขยับมาเบียดผมอย่างไม่เข้าใจ อะไรของเขาวะ

“ขยับออกไปหน่อย ผมจะเปียกด้วยแล้วเนี่ย”

“หนาว” จะบอกว่าอีกคนโกหกก็ไม่ใช่เพราะดูท่าจะหนาวจริง

แล้วใครใช้ให้มารอผมจนเปียกฝนแบบนี้ล่ะ ทั่งที่ตัวเองก็อยู่ในตึกแท้ๆ



ผมมองสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพร้อมกับรู้สึกถึงอาการสั่นเพราะหนาวของคนข้างๆ ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบไหล่อีกคนให้เข้ามาชิดผมมากกว่าเดิม โดยไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าแบบไหน

ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนบอกให้มาแท้ๆ ทำไมผมต้องมารับผิดชอบด้วยล่ะเนี่ย











…………………………………….



วันนี้เป็นอีกวันที่ฝนแทบจะทำหน้าที่ตลอดทั้งวันได้อย่างดีเยี่ยม จากที่คิดว่าจะออกไปหาพายด์กลับต้องคิดใหม่เมื่อฝนเทลงมาไม่หยุด

“ไว้วันหลังนะพายด์ กินข้าวกับไอ้แทนสองคนไปก่อนแล้วกัน” ผมพูดกับคนในสายพลางเดินมาเปิดประตูระเบียงพอให้ความเย็นจากฝนผ่านเข้ามาได้เล็กน้อย

‘แล้วตอนนี้ไผ่อยู่ไหน มีอะไรกินรึเปล่า’

“อยู่คอนโด เดี๋ยวไผ่ทำอาหารกินเอง ไม่ต้องเป็นห่วง”

‘ใครห่วง ไม่มีสักหน่อยย’

“ค้าบบคุณหนู ไม่ห่วงกระผมสักนิดเลยใช่ไหมขอรับ”

‘ฮ่าๆ พายด์ไปละ อย่าลืมกินข้าวนะ’

“ค้าบบ”

ผมวางสายจากพายด์ ปากบอกจะไปทำอาหารแต่กลับไม่ขยับไปไหนเลยนอกจากยืนมองสายฝนอยู่หน้าประตูระเบียง

ผมไม่ชอบหน้าฝนเพราะมันทำให้รู้สึกเหงา และไม่ชอบที่ต้องอยู่คนเดียวในบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่

แต่ในความไม่ชอบก็ยังรู้สึกดีอยู่

กล้องในมือที่หยิบมาด้วยถูกยกขึ้นก่อนที่นิ้วจะกดชัตเตอร์รัวจนพอใจ ผมชอบหน้าฝนเพียงอย่างเดียวคือตอนได้ถ่ายรูปแค่นั่นแหละ



ก๊อก ก๊อก

ขณะที่ผมกำลังวางกล้องไว้ที่เดิมก็ได้ยินเสียงเคาะประตูที่ดูเหมือนจะเป็นห้องของผม

ตั้งแต่มาอยู่คอนโดนี้ก็ไม่มีใครมาหาผมเท่าไหร่ จะให้ทายคงทายไม่ถูกว่าใคร

ผมเปิดประตูออกมาเจอกับความว่างเปล่า จะมีก็แค่กล่องข้าวสีที่คุ้นเคยว่างอยู่

พี่สน

หลังจากที่มองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นเจ้าของกล่องข้าวก็นึกเสียดาย เพราะใจหนึ่งคิดว่าถ้าอีกคนยืนอยู่ตรงหน้าก็คงชวนมากินข้าวด้วยกันแล้ว

ผมไม่อยากกินข้าวคนเดียวกับบรรยากาศแบบนี้เลย

ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดด

เมื่อเดินกลับเข้ามาในห้องโทรศัพท์ก็สั่น หน้าจอปรากฏชื่อคนที่ทำให้ผมเซ็งก่อนจะทิ้งโทรศัพท์ไว้บนโซฟาตามเดิม วางกล่องข้าวแล้วเดินไปหยิบหนังสือในห้องมาอ่านฆ่าเวลา

แค่เห็นว่าเป็นใครโทรมาก็พาลทำให้กินข้าวไม่ลง

พอไม่ได้ออกไปไหนก็ไม่รู้จะทำอะไร ง่วงแต่นอนไม่ได้จนต้องเพิ่งหนังสือเผื่อจะหลับได้จริงๆ

ตื๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

โทรศัพท์ยังคงสั่นไม่หยุด ดูเหมือนคนโทรจะมีความพยายามพอสมควรแต่ผมไม่รับซะอย่างความพยายามมันจะไปมีค่าอะไร

Son: อยู่ห้องรึเปล่า

เสียงสั่นเงียบไปปรากฏข้อความไลน์แทน

ผมกดอ่านข้อความ แล้วพิมพ์ตอบกลับไป

Pai: อยู่ครับ จะมาหาผมหรอ

Son: ไปได้หรอ

มุมปากยกขึ้นเมื่อเห็นข้อความของอีกฝ่าย นึกถึงตากลมๆ ที่มองมาทุกครั้งที่เจอกัน

Pai: พี่ควรระแวงผมบ้างนะ

Son: มีอะไรให้ระแวง

Pai: เผื่อตกหลุมรักผมไปมากกว่านี้ไง



เมื่อไม่มีข้อความจากอีกคนผมก็วางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว หยิบกล้องมาดูรูปที่เพิ่งถ่ายไป

ผมชอบถ่ายรูป โดยเฉพาะวิวจากธรรมชาติ แน่ล่ะผมเรียนด้านนี้นี่นาจะไม่ชอบได้ไง การถ่ายรูปเป็นการบันทึกความทรงจำได้ดีพอๆ กับการวาดรูปเลยล่ะ

หน้าจอโทรศัพท์สว่างเพราะมีข้อความเข้า ไม่ใช่คนที่ผมเพิ่งส่งข้อความหาเมื่อไม่กี่นาที แต่เป็นคนที่ผมได้คุยล่าสุดตอนพาไปกินข้าวพร้อมกับพี่สน

สองสามวันที่แล้ว



Fin: พี่ไผ่ไม่คิดจะทักหาฟินบ้างรึไง



สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงไม่พอใจของอีกฝ่ายจากข้อความที่ส่งมา

แต่คำถามคือ ผมผิดหรอที่ไม่ทักไป



Fin: รุ่นพี่คนนั้นเป็นเด็กใหม่พี่หรอ

Fin: ไหนพี่บอกว่าจะคุยกับฟินแค่คนเดียวไง



ไปบอกตอนไหนล่ะนั่น

ผมส่ายหน้ากับคนที่เริ่มงี่เง่า แล้วเปลี่ยนโหมดจากสั่นเป็นเงียบแทน

ผมไม่ชอบตอบคำถามซ้ำๆ ถามอย่างกับว่าไม่รู้จักผม ไม่รู้ว่าต้องการอะไรทั้งที่ผมก็บอกไปแล้วว่านอกจากความสัมพันธ์ชั่วคราวผมก็ให้มากกว่านั้นไม่ได้

พอถึงตอนนี้จะมาเรียกร้องอะไร ควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์





22:00 น.



Son: *แนบลิงค์เพลง กะทันหัน

Son: ฝันดีนะ













ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนบอกให้มาแท้ๆ ทำไมผมต้องมารับผิดชอบด้วยล่ะเนี่ย

-ไผ่-


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 5

เฝ้ามองอยู่ห่างๆ





เสียงกระซิบกระซาบรอบตัวดังจนคนที่ตกเป็นประเด็นในหัวข้อสนทนาอย่างผมได้ยินชนิดที่ว่าต่อให้ไม่สนโลกแค่ไหนมันยังผ่านเข้ามาในโสตประสาทการรับฟังอยู่ดี

ไม่ใช่เสียงกระซิบหรอกพูดให้ได้ยินมากกว่า

คนตรงหน้าผมแสดงท่าทีผิดจากที่เคยเข้าใจตลอดมา

ฟินกำลังเริ่มทำตัวงี่เง่าขึ้นทุกวัน

“อยู่ๆ เกิดอยากเรียกร้องสิทธิ์อะไรกับพี่อีกล่ะ”

“พี่บอกว่าจะมีฟินคนเดียวไม่ใช่หรือไง”

“พี่บอกงั้นหรอ”

“พี่ไผ่!” ผมแทบจะยกมือขึ้นมาปิดหูทันที

จะเสียงดังทำไมครับเนี่ย

ยิ่งฟินพูดเสียงดังคนรอบข้างก็ยิ่งให้ความสนใจเรา คิดว่าผมจะอายหรอ ผมหน้าด้านกว่าที่คิดนะ

ผมมองใบหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธของคนตรงหน้า ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าจ้องมองด้วยสายตาเบื่อหน่าย

บทจะงี่เง่าก็งี่เง่าขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ผมก็ไม่ได้มี่ฟินแค่คนเดียวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“อยากให้คนสนใจมากกว่านี้รึไง กลับคณะฟินไปก่อนไป”

“นี่พี่ไผ่ไล่ฟินหรอ”

ผมกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เช้าที่แสนสดใสของผมเริ่มพังลงทีละน้อย เห็นทีจะต้องพูดขั้นเด็ดขาด

“มา เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

ผมคว้าแขนอีกคนให้เดินตาม ตอนแรกเจ้าตัวก็ยื้อแขนตัวเองไว้แต่สู้แรงผมไม่ได้เลยต้องเดินตามมาอย่างไม่เต็มใจ

“รู้ใช่ไหมว่าที่พูดไปเมื่อกี้ คนที่ถูกมองไม่ดีคือใคร” พอเดินมาถึงรถผมก็หันมาจ้องหน้าอีกคนที่ตอนนี้ก้มหน้างุดผิดกับเมื่อกี้ลิบลับ

“…พี่ไผ่คุยแค่กับฟินคนเดียวไม่ได้หรอ” สายตาที่น้องมองมากึ่งขอร้องกึ่งอ้อนวอน ผมคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะดึงอีกฝ่ายเข้ามาสวมกอดและลูบหัวเบาๆ

“เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ฟินก็รู้ไม่ใช่รึไงครับ” น้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนปลอบโยนแต่เนื้อหาที่พูดกลับตรงกันข้าม

เด็กน้อยได้อ้อมกอดสะอื้นเบาๆ ความรู้สึกเย็นที่หัวไหล่ทำให้ผมรู้ว่าฟินกำลังร้องไห้

“ไม่ร้องนะครับคนดี”

ผมลูบหัวอีกฝ่ายเพื่อเป็นการปลอบโยน ต้นเหตุคือผมและคนปลอบก็เป็นผมเอง

….แต่เดี๋ยวก่อนนะ ผมว่าผมลืมอะไรไปล่ะ

“ฟินครับ” ผมผละออกจากน้องอย่างรวดเร็วเมื่อนึกขึ้นได้

“ครับ?”

“พี่เข้าเรียนไม่ทัน”

แค่ยืนให้น้องทำท่าโกรธใส่ก็กินเวลาพอสมควร แถมยังลากกันมาปลอบที่รถโดยลืมไปว่าตัวเองมีเรียน

ให้ตาย! เช็คชื่อไม่ทันแล้วแน่ๆ

“ฟินกลับคณะเองนะ”

อารมณ์ค้างแบบงงๆ หน้าน้องแม่งงงแดกไปแล้ว

พอบอกน้องให้กลับเองเสร็จสรรพผมก็รีบวิ่งเข้าตึกคณะตรงไปยังลิพท์ที่เป็นใจเปิดรอผมอยู่ก่อนแล้ว หน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาที่ล่วงเลยไปเกือบยี่สิบนาที

เช็คชื่อไม่ทันแล้ว แต่ในใจยังภาวนาอย่าให้อาจารย์ปิดห้องก่อนผมไปถึงก็พอ!



ไม่บ่อยนักที่ผมจะเข้าเรียนวิชาเอกไม่ทัน ประตูทั้งสองด้านที่ปิดสนิทบ่งบอกว่าผมมาไม่ทันเสียงอาจารย์กำลังบรรยายดังออกมาพอให้ได้รู้ว่ามีคนอยู่ข้างใน ส่วนคนที่ไม่ได้ถูกอนุญาติให้เข้าห้องอย่างผมก็ต้องกลับทางเดิมที่เคยมา

ผมไม่ได้คิดมากเรื่องเข้าห้องไม่ทัน แต่ผมกำลังคิดหนักว่าจะทำอะไรกับช่วงเช้าที่โคตรว่างดี

มีใครว่างพอมาอยู่เป็นเพื่อนแก้เหงาผมได้บ้างวะ

ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะทำอะไรดีแผ่นหลังที่คุ้นเคยของใครบางคนก็ดึงความสนใจของผมไปจนหมด

“วิน!” เจ้าของชื่อหันมาตามเสียงเรียก

รอยยิ้มที่นานๆ ทีจะได้เห็นถูกส่งมา แต่สิ่งที่ทำให้ผมละสายตาไปจากคนตรงหน้าไม่ได้ก็คือดวงตาสีดำขลับ เหมือนกับว่าถ้าจ้องนานๆ จะหลงอยู่ในนั้นจนหาทางออกไม่เจอยังไงยังงั้น

“ไม่มีเรียนหรอ”

“มี แต่เราเข้าห้องไม่ทัน แล้วมาทำไรตึกนิเทศอะ”

“เอาของมาให้เพื่อน”

“นึกว่ามาหาเราซะอีก” ผมพูดทีเล่นทีจริงทำให้อีกฝ่ายยิ้มออกมา

วินเป็นคนที่ผมสนใจและเคยจีบ แต่ถูกไอ้ธัญตัดหน้าไปซะก่อน ทั้งที่ทั้งคู่เลิกกันนานแล้ว แต่ต่อให้ผมจีบก็คงไม่ติดอยู่ดี

คนมันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่อะเนาะ ก็ต้องยอมรับความจริงกันไป

แต่รู้อะไรไหมครับถ้าผมเดินหน้าจีบวินอีกครั้งมารที่ผมจะต้องเจอคือใคร ไอ้แทนไงล่ะ เพื่อนที่ไม่ได้แปลว่าเพื่อน แปลว่าเจ้ากรรมนายเวร

“ไม่เอาหรอก เด็กไผ่เยอะจะตายเราคงสู้ไม่ไหว” เจ้าของดวงตาที่ผมชอบมองพูดขึ้น

“เด็กอะไรกันไม่มีหรอก”

“สาบานก็ตายทิ้งน่า”

“เพราะงั้นถึงไม่สาบานไง ฮ่าๆ ” วินส่ายหน้าก่อนจะยิ้มออกมา

“ไม่มีเรียนใช่ไหม ไปหากาแฟดื่มกันเปล่า”

“ไม่ดีกว่าเดี๋ยวเราจะกลับคณะแล้ว” ปฎิเสธทันทีเหมือนกลัวผมไม่เสียหน้า

วินยิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปไม่ให้โอกาสผมได้ตื๊อเลยสักนิด

ไม่ได้แสดงออกเลยว่าไม่อยากยุ่งกับผม

ผมถอดหายใจอย่างเซ็งๆ ยืนคว้างอยู่คนเดียวภายใต้ตึกที่คนอื่นเขาเรียนอยู่แต่ตัวเองกลับว่างชิบหาย

กระทั่งกำลังคิดต่อว่าจะทำอะไรเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น

“กูไปเป็นเพื่อนได้นะ”

ร่างบางใสเสื้อช็อปกับกางเกงยีนส์สีซีดดูแปลกตาเอ่ยขึ้นก่อนจะยิ้มมุมปาก

อยู่ๆ ผมก็นึกถึงเพลงๆ หนึ่งขึ้นมา

เธอมาได้ทันเวลาพอดี อย่างกับรู้ใจ

แต่ขอโทษที่ผมอาจจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้อง ได้ยินน้ำเปิดบ่อยๆ และดูเหมือนมันจะใช้ได้กับสถานการณ์ในตอนนี้

ผมยิ้มออกมาทันทีที่รู้ว่าจะมีคนอยู่เป็นเพื่อน อย่าเข้าใจผิดว่าผมดีใจที่ได้เจอพี่สนนะครับผมแค่ดีใจที่มีเพื่อนเวลาเหงาเท่านั้น

แต่จะว่าไป พี่สนก็มักมาปรากฏตัวตอนผมเหงาแทบจะทุกครั้ง

บังเอิญจังเลยนะครับ ว่าไหม

“อ่านใจผมได้ปะเนี่ย เลยรู้ว่าผมกำลังคิดถึง”

“คิดถึงกูหรอ”

“ครับ คิดถึงพี่นั่นแหละ” น้ำเสียงที่มั่นอกมั่นใจว่าจะทำให้คนฟังเขินเอ่ยออกมา แน่นอนครับว่ามันไม่พลาด

พี่สนเสหน้าไปอีกทางแก้มขาวๆ ปรากฏริ้วแดงๆ นั่นทำให้ผมยิ้มกริ่ม

“ไปกันเถอะครับ”

ผมคว้ามืออีกคนให้เดินตามทั้งที่เจ้าตัวก็ดูจะทำตัวไม่ถูกกับพฤติกรรมของผม ก็ควรทำตัวไม่ถูกนั่นแหละ

หลายวันก่อนยังบอกว่าไม่ชอบเขาแต่ว่านี้กลับเข้าหาเขาซะงั้น ตอนนี้ผมแค่คิดว่าถ้ามีใครสักคนให้แก้เหงาก็ไม่เลว

เก็บไว้ดีกว่าทิ้งไป ไหนๆ ก็อุตส่าห์เดินหลงเข้ามา ผมไม่ปล่อยออกไปง่ายๆ หรอก





ร้านคาเฟ่เล็กๆ ภายในมหาลัยยังเป็นที่พักพิงสำหรับคนที่ไม่รู้จะไปที่ไหนระหว่างรอเข้าเรียน บรรยากาศภายในร้านไม่ค่อยคึกครึ้นซึ่งมันดีสำหรับคนที่ไม่ต้องการรออะไรนานๆ

“ลาเต้เย็นแก้วหนึ่งครับ พี่เอาอะไร” ประโยคหลังผมหันมาถามคนข้างๆ

“เอสเพรสโซเย็น”

“ตามนั้นนะครับ” ผมยิ้มให้พนักงานอย่างเป็นมิตรก่อนที่สาวเจ้าจะหลบสายตาแล้วส่งยิ้มกลับมาอย่างเขินๆ

มาหลายครั้งเพิ่งสังเกตว่าพนักงานที่นี่ก็น่ารักใช่เล่น

“ไปหาที่นั่งกันเถอะ” แรงสะกิดที่ต้นแขนทำให้ผมละสายตาจากพนักงานสาวแล้วเดินตามพี่สนมาหาที่นั่ง

“พี่ไม่มีเรียนเช้าหรอ” ผมนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพี่สนพลางสังเกตอีกฝ่าย

เสื้อช็อปสีเข้มตัดกับผิวขาว บุคลิกภายนอกที่ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าเจ้าตัวเรียนวิศวะ คงไม่แปลกถ้าหากจะเป็นของแรร์ของคณะวิศวะ

แต่จะแรร์สมชื่อหรือเปล่าไม่รู้

“มองอะไร เริ่มชอบกูบ้างแล้วหรอ”

“ผมก็มองทุกคนที่อยู่ตรงหน้าผมอะ”

ชอบหรอ ยังหรอกแค่รู้สึกว่าน่ารักดี

“งั้นกูจะเสนอหน้ามาอยู่ตรงหน้ามึงบ่อยๆ แล้วกัน” อีกฝ่ายยักคิ้วกวนๆ

“ว่างหรอครับ ปีสี่ไม่มีงานทำหรือไง”

“มี แต่ก็มีเวลามาหามึงได้แล้วกัน” มุมปากยกขึ้นเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้น

น่ารัก

ผมเท้าคางจ้องหน้าอีกฝ่ายยิ้มๆ จนเจ้าตัวเริ่มพูดไม่ออก ยอมรับว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ดึงดูดผมในครั้งแรกที่เจอกัน แต่ตอนนี้ผมอาจจะต้องคิดใหม่เพราะคนตรงหน้าเหมือนจะน่ารักกว่าที่คิด

“ดื่มให้อร่อยนะคะ”

เครื่องดื่มที่สั่งไปก่อนหน้านี้ถูกวางไว้ตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มหวานๆ ของพนักงานสาว ผมจึงยิ้มตอบตามมารยาท

“ยิ้มอะไรขนาดนั้น”

“ผมหรอ? ก็ยิ้มปกตินะ”

“อย่างมึงเขาเรียกว่ามากไป”

ท่าทางและสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากเมื่อกี้เล็กน้อยทำให้ผมหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอมยิ้มเมื่ออีกฝ่ายพูดประโยคหนึ่งออกมา

“ถ้าเหงาหรือไม่มีใคร…โทรหากูก็ได้เดี๋ยวมาหา”



อ่า ถึงจะไม่ชอบแมว แต่จะเลี้ยงไว้ก็แล้วกันนะ









………………………………………



“พายด์ไม่มาหาได้กินข้าวบ้างปะเนี่ย”

“ถ้ากินเองไม่ได้ก็ปล่อยให้มันอดตายไปเถอะพายด์”

เสียงแขกที่ไม่ได้รับเชิญดังขึ้นตามหลังพายด์ แขกที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นไอ้แทน

“พายด์พามันมาห้องไผ่ทำไมเนี่ย”

“ก็พายด์ไม่อยากให้แทนรออยู่ข้างนอกอะ มันร้อน” ความห่วงว่าแฟนจะร้อนอะเนาะคนเรา

ผมเบ้ปากใส่ไอ้แทนที่มันนั่งกระดิกเท้าอยู่บนโซฟาอย่างสบายอารมณ์

เมื่อกี้ผมเพิ่งพูดว่าแฟนออกไปใช่ไหมล่ะครับ จริงๆ แล้วพายด์กับไอ้แทนเป็นแฟนกัน โดยที่ผมและพายด์ก็เป็นคู่หมั้นกัน

ผมกับพายด์ต่างถูกทางผู้ใหญ่ตกลงกันเองว่าภายในปีนี้จะต้องหมั้นหมายกัน ยิ่งครอบครัวสนิทกันแล้วยิ่งเอาใหญ่ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าดูไม่ออกกันหรือไงว่าพวกผมไม่ได้ชอบพอกัน

นี่มันสมัยไหนแล้วยังจะคลุมถุงชนอยู่อีก

เรื่องที่ผมกับพายด์เป็นคู่หมั้นกันแพร่กระจายมาตั้งแต่ปีสอง ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิดแถมยังคบกับคนอื่นปกติโดยมีพายด์เป็นฉากบังหน้าว่าเป็นคู่หมั้นที่แสนจะใจกว้างยอมให้ผมไปมีคนอื่น

ไอ้ไผ่คนนี้จึงกลายเป็นคนชั่ว มั่วไปโดยปริยาย เจ้าชู้ อัธยาศัยดีไปทั่วทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว

ถ้าจะสังเกตสักนิดก็จะรู้ว่าผมกับพายด์ไม่ได้มีอะไรเกินเพื่อนเลย แต่มันติดตรงที่ไม่มีใครสักเกตสักคนนี่ไง

“แล้วพายด์มาทำไม”

“มาไม่ได้หรอ ทำไมอะซุกเด็กไว้รึไง” ดูพูดเข้า ผมไม่เคยเอามาซุกไว้ที่ห้องเลยเถอะ

“ไม่มี”

“ไม่มีน้อย?”

อยู่ๆ มารุมทำไมว่าเนี่ย เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะวุ้ย

“ก็ไม่เจอกันหลายวันอะ”

“พายด์เป็นห่วงมึง กลัวมึงตายคาห้อง” คนหนึ่งพูดอีกคนหนึ่งขยายความ

คู่รักจอมจุ้น จอมวุ่นวาย!

“ไผ่ไม่ตายหรอกน่า มาห่วงอะไรเรื่องแค่นี้”

“แค่แวะมาดูไง เผื่อก่อเรื่อง”

“ไม่ดะ….”

ก็อก ก็อก

ขณะที่กำลังจะอ้าปากเถียงเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แน่นอนว่าเป็นห้องผม

พายด์ทำหน้างงไม่ต่างจากผมเท่าไหร่ เพราะนอกจากพายด์กับไอ้แทนก็ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าผมอยู่ห้องไหน เอาง่ายๆ คือไม่ค่อยมีใครมาหาที่ห้องนั่นแหละ

“แม่บ้านมั้ง เดี๋ยวไผ่ไปดูแปป”

พายด์พยักหน้าให้แล้วนั่งลงข้างๆ ไอ้แทน ผมจึงเดินไปเปิดประตู แต่กลับไม่เจอใครสักคนจะมีก็แต่กล่องข้าวแบบเดิมที่เจ้าของเป็นคนที่ช่วงนี้เจอบ่อย แต่กลับไม่กล้าปรากฎตัวอยู่หน้าห้องของผมจริงๆ จังๆ สักที

เอาข้าวมาวางไว้แล้วก็ไป เหมือนให้อาหารหมายังไงก็ไม่รู้

ไม่ใช่หรอก หมาอะไรจะหน้าตาดีขนาดนี้ล่ะครับ จริงไหม

ผมหยิบถุงที่มีกล่องข้าวอยู่ข้างในขึ้นมา เลิกพยายามมองหาเจ้าของ ปิดประตูลงแล้ววางไว้ให้ไกลสายตาแขกที่อยู่ในห้องที่สุด

ไม่อยากตอบคำถามที่จะตามมาหลังจากรู้ว่ามีคนมาป้วนเปี้ยนผม

“ใครมาอะ”

“สงสัยเขาเคาะห้องผิดมั้ง”

ผมทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วเดินมานั่งกับทั้งคู่ ในหัวยังมีเรื่องของเจ้าของกับข้าวที่ตอนแรกเอามาให้แค่ตอนเช้า แต่พอช่วงนี้ฝนตกก็มีเอามาให้ตอนเย็นด้วย

เป็นการเข้าหาที่แปลกดี นอกจากมาหาผมที่คณะตอนเที่ยง กลับคอนโดพร้อมกันบางครั้งก็ไม่เหมือนคนที่กำลังตามตื้อสักเท่าไหร่

อาจจะเป็นวิธีเข้าหาของอีกคนล่ะมั้ง แถมยังเป็นวิธีที่ใจเย็นมากซะด้วย





22:00 น.



Pai: *แนบลิงค์เพลงฝนตกที่หน้าต่าง

Pai: ฝันดีนะ













“ถ้าเหงาหรือไม่มีใคร…โทรหากูก็ได้เดี๋ยวมาหา”

-ต้นสน-




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 6

หนึ่งในสอง



หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏวันสำคัญที่เคยปักหมุดเอาไว้ว่าจะพลาดไม่ได้ นั่นก็คือวันนี้ วันที่จะมีการประมูลเครื่องเพชรชุดใหม่ เจ้าของงานไม่ใช่คนอื่นไกลแต่เป็นพ่อของผมเอง

ผมไม่ได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมงานนี้ จริงๆ มันก็แทบทุกงานที่เป็นงานสังคม เขามักจะห้ามผมเสมอ

กลัวว่าผมจะไปก่อเรื่องแล้วทำให้เขาขายหน้า

แต่ช่วงนี้ผมเบื่อมากๆ เวลาเบื่อมันก็อยากทำอะไรตามใจตัวเองซะด้วยสิ

“ป้าแก้วครับ เขาไปงานกี่โมงหรอ”

ป้าแก้วเงียบไปสักพักบ่งบอกว่าไม่อยากบอกผมเท่าไหร่

แต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจ

‘หนึ่งทุ่มค่ะ…อย่าไปเลยนะคะคุณหนู’ ว่าแล้วต้องพูดแบบนี้

“ผมแค่ไปดูงานเฉยๆ ครับป้าแก้ว” ซะที่ไหนล่ะ

ถ้าดูเฉยๆ จะถ่อสังขารไปทำไมล่ะครับ

‘อย่าคิดว่าป้าไม่รู้นะคะ’

“เอาเป็นว่าผมจะไม่ก่อเรื่องนะ ขอบคุณมากนะครับ”

ผมวางสายทันทีไม่เปิดโอกาสให้ปลายสายได้พูดอะไรต่อ เพราะผมรู้ว่าป้าแก้วจะพูดอะไร

คงบอกไม่ให้ผมสร้างความวุ่นวายอีกตามเคย

ทำไมทุกคนถึงคิดว่าผมเป็นตัววุ่นวายขนาดนั้นนะ แต่ก็…คิดถูกแล้วล่ะ

ผมน่ะมันตัววุ่นวายที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้นี่นา

ขณะที่ผมกำลังจะลุกไปดูชุดสูทที่เตรียมไว้สำหรับคืนนี้ สายตาก็ดันสะดุดกับรายชื่อผู้เข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้

สองรายชื่อในนั้นคือครอบครัวแฟนเก่าของผม

มุมปากยกขึ้นเมื่อความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว ถ้าลูกชายไปร่วมงานด้วยคงจะเข้าทางผมไม่น้อย ใครก็ได้ในสองรายชื่อนั้น

“คืนนี้น่าจะสนุกไม่เบาเลยแฮะ”

ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเดินไปหยิบชุดสูทขึ้นมาดู นานแล้วที่ไม่ได้ใส่ ตั้งแต่งานศพแม่ครั้งนั้นผมก็ไม่มีโอกาสได้ใส่มันอีกเลย

ครั้งนี้ไม่ได้ใส่พร้อมกับความโศกเศร้าเสียใจ แต่จะใส่มันพร้อมกับความสนุกแล้วมีความสุขต่างหาก

“ไว้เจอกันนะครับพ่อ หวังว่าจะดีใจเวลาได้เห็นหน้าลูกชายคนนี้นะ”

พอนึกถึงว่าเขาจะมีสีหน้าแบบไหนตอนที่เจอผม รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏออกมากระท้อนกับกระจกตรงหน้า





ชุดสูทเต็มยศบวกกับผมที่ถูกเซตไว้อย่างดี และความพึ่งพอใจในความหล่อของตัวเอง แต่นั่นเป็นความรู้สึกก่อนที่จะมีใครบางคนมาเคาะประตูห้อง อาการเบื่อโลกก็เข้ามาเยือนผมทันที หลังจากที่มีเสียงเคาะประตูขณะที่ผมกำลังจะออกไปร่วมงานในคืนนี้

คนที่ยืนอยู่หลังบานประตูทำให้อารมณ์ดีๆ ของผมแทบจะหายไปในพริบตา เพราะการมาเยือนของเธอนั้นเหมือนมาขัดขวางสิ่งผมกำลังตั้งใจไว้

“แสดงออกเกินไปรึเปล่าว่าไม่อยากให้พายด์ไปด้วย” พายด์ยู่หน้าอย่างงอนๆ

คนที่ควรจะงอนคือผมโว้ยยย มาทำไมเนี่ย!

“ป้าแก้วบอกพายด์ใช่ไหมว่าเราจะไปงาน”

“ก็….แฮ่ อย่าว่าป้าแก้วนะ” ป้าแก้วผมไม่ว่าหรอก แต่จะว่าคนตรงหน้ามากกว่า

“อยู่ห้องนี่แหละไม่ต้องไป”

“ได้ไงอะ พายด์แต่งตัวมาแล้วนะ”

แต่งมาเต็มซะด้วย เสื้อผ้าหน้าผมทั้งสร้อยเพชรที่ใส่มาก็พอบอกได้ว่าเจ้าตัวตั้งใจมาแค่ไหน น่าขำตรงที่ทั้งผมและพายด์ไม่ได้เป็นแขกที่ถูกเชิญ แต่กลับแต่งตัวซะเต็มยศขนาดนี้

“แล้วก็นะ ไผ่ลืมหรือเปล่าว่าต้องมีบัตรเข้างานน่ะ” พายด์ว่าพลางชูบัตรเข้างานขึ้นมาให้ผมดู

ไอ้เรื่องบัตรไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมอยู่แล้ว ผมเป็นลูกเจ้าของงานนะทำไมผมจะเข้าไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะมาเจอผมก่อนเข้าไปในงาน

“ไม่มีบัตรไผ่ก็เข้าได้”

“งั้นพายด์จะโทรไปบอกคุณลุงเดี๋ยวนี้แหละว่าไผ่จะไปป่วนในงาน” เอาเข้าไปสิ หาเรื่องขู่ผมอีกแล้วยัยตัวแสบ

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ เมื่อรู้ว่ายังไงผมก็ไม่สามารถเอาชนะคนตรงหน้าได้ พายด์ไปด้วยอาจจะไม่ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำมากนัก แต่ก็น่าจะทำได้อยู่

แค่ไปทักทายแฟนเก่าต่อหน้าคุณพ่อ คงไม่สร้างปัญหาอะไรหรอกมั้ง

แฟนเก่า ที่เป็นผู้ชายน่ะ เขาจะทำหน้ายังไงนะ

แค่คิดก็มีความสุขเป็นบ้า

“ไปกันเถอะเดี๋ยวเข้างานไม่ทัน”

“คนที่ทำให้เสียเวลาคือไผ่ต่างหาก” ไอ้ไผ่คนนี้อีกแล้วเรอะ



“บอกไว้ก่อนเลยนะว่าห้ามก่อเรื่องวุ่นวาย” พายด์หันมาทำเสียงดุขณะเดินเข้ามาในสถานที่จัดงาน

ผมมันก็แค่นี้จะมีปัญญาไปก่อเรื่องอะไรได้ล่ะครับบ

“ทำไมถึงคิดว่าไผ่จะก่อเรื่องล่ะ”

“เพราะพายด์รู้จักไผ่ดีไง” ผมสายหน้าให้กับคำตอบ

“ขอดูบัตรด้วยครับ” พายด์ยื่นบัตรที่ไม่รู้ว่าไปได้มาจากไหนให้พนักงานก่อนเขาจะผายมือเชิญพวกเราเข้าไปข้างใน

สิ่งแรกที่ดึงความสนใจของผมก็คือคนที่กำลังตอบคำถามนักข่าวที่รายล้อมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ภายนอกเขาเป็นคนภูมิฐาน น่าเชื่อถือ เป็นคนที่สังคมต่างเชื่อว่าเขาเป็นคนดีคนหนึ่ง

แต่นั่นกลับเป็นแค่ฉากบังหน้า เขาทำทุกอย่างเพื่อให้สังคมมองว่าเขาเป็นคนดี มีเมตตาและเป็นแบบอย่างที่ดีที่น่าชื่นชม โดยมีลูกที่ไม่ได้เรื่องอย่างผมอยู่ในตระกูล

คนอื่นเข้าใจแบบนั้น ลูกคนเดียวของมหาเศรษฐีที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นคนไม่ได้เรื่อง ซ้ำยังดีแต่ก่อเรื่องไปวันๆ

ผมเป็นแบบนั่นแหละ แบบที่ทุกคนเข้าใจ

“สวัสดีครับคุณพ่อ” ผมเอ่ยเสียงดังพร้อมกับยกมือไหว้คนที่กำลังยิ้ม เขาชะงักเล็กน้อยแล้วปั้นหน้ายิ้มเหมือนดีใจที่เจอผม

“นี่คือคุณไผ่ ลูกคนเดียวของคุณทิวารึเปล่าคะ” นักข่าวคนหนึ่งหันมามองผมก่อนจะหันไปถามเขา

เขาสวมหน้ากากภูมิใจในตัวลูกชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างผมทันที

“ใช่ครับ ผมลืมบอกทุกคนไปหรือครับว่าลูกชายของผมก็มาร่วมงานด้วย”

หึ แสดงได้ดีเลยนะเนี่ย

ผมยิ้มกว้างก่อนจะเดินฝ่าวงล้อมของนักข่าวเข้าไปยืนข้างๆ เขา แสดงความสนิทสนมเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“ธรรมดาของคนแก่แหละครับ” ผมยิ้มให้นักข่าว

สายตาสบเข้ากับพายด์ที่ได้แต่สายหน้าปลงๆ ผมแค่มาแสดงตัวว่าผมมางานแค่นั้นเอง

“งั้นพวกเราขอถามถึงความสัมพันธ์ของคุณทิวากับคุณไผ่ได้ไหมครับ”

“ได้ครับ” เป็นผมที่ตอบด้วยรอยยิ้ม

“จริงรึเปล่าครับที่มีคนบอกว่าคุณไผ่กับคุณทิวามีปัญหากัน”

“ปัญหาที่ว่าคืออะไรหรอครับ” ผมเอียงคอถาม

“ก็ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกไม่ได้ดีเหมือนที่กำลังแสดงให้เห็นไงครับ” นักข่าวคนหนึ่งที่ดูอายุน้อยกว่าทุกคนในที่นี้พูดขึ้นพลางจ้องมาที่ผม

นักข่าวไฟแรงรึเปล่านะ

คำถามดูไม่มีการอ้อมค้อมเอาเสียเลย

“หรอครับ ผมไม่เห็นรู้สึกแบบนั้นเลย จริงไหมครับคุณพ่อ” ผมหันมองคนข้างๆ ที่ต่างปั้นหน้ายิ้มให้กันอย่างที่สุด

ตลกชะมัด

“แล้วเรื่องที่คุณทิวามีอีกบ้านจริงไหมครับ”

“หืออ รู้ได้ไงกันครับเนี่ย อุ้ย…” ผมรีบเอามือปิดปากทั้งทำหน้าตกใจเหมือนกับเมื่อกี้เพียงแค่หลุดปากพูดออกไปเท่านั้น ทำให้นักข่าวพุ่งความสนใจมาที่ผมทันที

“จริงรึเปล่าคะ”

ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรที่จะทำให้เขาเดือดร้อน เขาก็เอ่ยตัดบทอย่างสุภาพ นิ่งสงบ ไม่ตกใจกับคำถามใดๆ หน้ากากหลายชั้นขนาดนั้นผมคงสู้ไม่ไหวหรอก

หน้ากากที่ต่อให้ถอดออกไปกี่ใบก็ไม่รู้ว่าอันไหนคือของจริง

“ผมว่าเราให้ความสนใจกับงานในคืนนี้กันดีกว่านะครับ อย่างที่ทุกคนรู้เจ้าไผ่ก็พูดไปเรื่อยตามประสาวัยรุ่นน่ะครับ”

“คุณพ่อทำไมไม่เอา….”

“ขอตัวนะคะ” มือเล็กปิดปากผมก่อนจะลากด้วยแรงทั้งหมดที่มีออกมาจากวงล้อมของนักข่าวที่กำลังจะถามผมต่อ

ถึงจังหวะสำคัญทีไรก็มักจะมีคนมาขัดอยู่เรื่อย!

“บอกแล้วว่าอย่าก่อเรื่อง!” พายด์ปล่อยมือจากปากผมแล้วบ่น

เพราะงี้ไงถึงไม่อยากให้มา

“พายด์ก็รู้ว่าต่อให้เราพูดก็ไม่มีใครเชื่อ”

“แล้วจะพูดทำไม พูดไปก็ไม่ได้ดีต่อตัวไผ่เลยนะ”

“ไผ่ก็ไม่ดีอยู่แล้วนะพายด์” ทุกคนก็มองผมแบบนั้นไม่ใช่รึไง

เด็กไม่รู้จักโตและสร้างปัญหาให้พ่อที่แสนดีไปวันๆ

“ก็อย่าทำให้มันแย่กว่านี้สิ”

“ขี้บ่น” ผมเบ้ปากก่อนจะพึมพรำ

แต่ไม่รอดพ้นหูคนตรงหน้าอยู่ดี

“ก็ไผ่ทำตัวให้น่าบ่นไหมล่ะ” นี่ไม่ใช่เพื่อนครับ นี่แม่คนที่สอง!

ผมยักไหล่แล้วเดินเข้าไปในงานโดยที่พายด์ก็เดินตามมาติดๆ อย่างเหวี่ยงๆ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอาการของเพื่อนสาวสักนิด ก่อนจะมองหาคนที่อาจจะอยู่ในงาน

ไม่น่าจะพลาดงานแบบนี้นะ

บรรดานักประมูลเพชรที่มาเพราะสนใจหรือมาเพียงแค่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองรวยแค่ไหนต่างพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ปลอมมาก

ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าทำไมผมถึงชอบยิ้ม ติดจากสภาพแวดล้อมนี่แหละ อีกอย่างมันเป็นเพราะผมก็ต้องมีหน้ากากไว้สำหรับป้องกันตัวเองบ้าง

“สวยมากเลยไผ่” เสียงของพายด์ดังขึ้นใกล้ตู้โชว์เพชรเม็ดงาม

ซึ่งระหว่างที่พายด์กำลังให้ความสนใจเพชรในตู้โชว์นั้น เป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ผมเนียนๆ เดินไปอีกฟากของงาน

ไว้เสร็จธุระแล้วจะกลับมาหานะ

“ขอโทษครับ” ผมเอ่ยเบาๆ รีบจนไม่ทันระวังว่ามีคนเดินมาใกล้ๆ

ผมเอ่ยขอโทษทั้งยังไม่ทันได้เห็นว่าชนใคร

พนักงานบริการเครื่องดื่มผงกหัวให้ผมเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร ดีที่เครื่องดื่มอยู่ในมืออีกข้าง แต่ใบหน้านั้นทำให้ผมเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ

พี่ลูกแมว

มาที่นี่ได้ไง?

“มึง…”

“พี่มาอยู่ที่นี่ได้ไงอะ”

“กูมาทะ…”

“ไผ่!”

ผมหันไปสนใจเสียงเรียก แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครผมก็ขยับออกห่างจากพี่สนทันที ขณะที่อีกคนจะเดินออกไปเหมือนกัน

คนที่เดินมาหาผมคือ มิว เจ้าของดวงตาที่ครั้งหนึ่งผมเคยชอบมองและคิดว่ามันมีเสน่ห์มากๆ

มิวเป็นหนึ่งในสองคนที่ผมอยากเจอในงานนี้

แฟนเก่าที่จากกันด้วยดี ทักทายกันได้ตามปกติ

“มางานด้วยหรอ มิวนึกว่าไผ่จะไม่มาซะอีก”

“ตอนแรกก็ไม่คิดจะมาหรอกนะ แต่อยากเจอมิวเลยมาน่ะ”

“ปากหวานตลอดด” อีกฝ่ายยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มข้างแก้ม ยิ่งทำให้เจ้าตัวน่ารักขึ้นไปอีกก่อนที่มือของผมจะยื่นไปบีบแก้มขาวๆ นั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

“มิวเจ็บนะ” อีกฝ่ายยู่หน้างอนๆ

ท่าทางน่ารักของคนตรงหน้าทำให้ผมยิ้มตามก่อนตาจะเหลือบเห็นใครบางคนกำลังมองมาทางพวกเรา

“ผมทรงนี้เข้ากับมิวดีนะ” ผมยื่นมือไปเขี่ยปอยผมที่ตกลงมาของอีกคน

ผมที่เซตมาไม่ต่างกับผมแต่ให้ความรู้สึกคนละแบบ

“จริงหรอ นี่ก็ไม่ค่อยมั่นใจเลยอะ”

“ดูดีแล้วครับ ….ระวังชน!” ผมคว้าแขนมิวให้หลบพนักงานที่เกือบเดินมาชน เป็นเหตุให้ระยะห่างระหว่างผมกับมิวน้อยลง…กลายเป็นใกล้กันมากๆ

ถ้าเป็นเวลาอื่นผมคงผละออกแล้วปล่อยแขนมิวไปแล้ว แต่ครั้งนี้ขออยู่แบบนี้นานๆ หน่อยก็แล้วกัน



รูปจะได้ออกมาสวยๆ …











….………………………………



“พี่! เลิกงานแล้วหรอ”

“กูมาทำแทนเพื่อนเฉยๆ มันมาแล้วก็เลยออกมา”

“ถ้างั้นกลับกับผมไหม” ผมยิ้มให้พี่สนที่ตอนนี้เปลี่ยนจากชุดพนักงานเป็นชุดธรรมดาแล้ว

ตอนแรกผมก็จะกลับแล้ว แต่เห็นอีกคนเดินออกมาจากงานพอดีเลยชวนเพราะเห็นว่าเราอยู่คอนโดเดียวกัน

ผมนี่เป็นคนดีจริงๆ เลยน้าา

“กลับดิ” นึกอยู่แล้วว่าต้องไม่ปฏิเสธ

“ไม่ปฏิเสธหน่อยหรอ”

“โอกาสดีขนาดนี้ต้องปฏิเสธด้วยหรอ” พี่สนยักคิ้วให้ผมหนึ่งที

นั่นสินะ โอกาสดีขนาดนี้อีกฝ่ายคงไม่พลาดแน่นอน

เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักจนถึงตอนนี้พี่สนก็หาโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานดี หมายถึงทะเยอทะยานในการใช้ชีวิตอะครับ

“ไผ่พาพี่กลับด้วยคงไม่ว่าอะไรนะ” ผมถามพายด์ที่ยืนรออยู่ข้างๆ

พายด์ยิ้มให้ผมพลางมองคนที่เดินตามมาอย่างสนใจ มีอะไรบ้างที่เธอคนนี้จะไม่สนใจถ้าเป็นเรื่องของผม

“ได้สิ”

ในเมื่อทั้งคู่เจอกันแล้วคงต้องแนะนำให้รู้จักกันสักหน่อย เพราะดูเหมือนผมจะเกี่ยวข้องกับพี่สนไปอีกนาน



“นี่พี่สนเป็นเพื่อนพี่รหัสไผ่ ส่วนนี่พายด์…เป็นคู่หมั้นของผมครับ”










“ไว้เจอกันนะครับพ่อ หวังว่าจะดีใจเวลาเห็นหน้าลูกชายคนนี้นะ”

-ไผ่-














ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 7

ท่ามกลางผู้คนมากมาย…





ลูกชายมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ คบเพศเดียวกัน!



หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับต่างก็พาดหัวข่าวในทำนองเดียวกัน เท่านั้นยังไม่พอข่าวบันเทิงในรายการทีวีก็มีรูปของผมกับบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกเจ้าของบริษัทส่งออกอะไหล่รถยนต์ที่ร่ำรวยไม่ต่างกัน

การพาดหัวข่าวดูรุนแรงและห้วนไปหน่อย แต่กลับทำให้ผมพอใจเป็นอย่างมาก

จะว่าไปก็ถ่ายรูปผมออกมาหล่อเหมือนกันนะเนี่ย ฝีมือดีใช้ได้เลย

ตุบ!!

เสียงของแข็งกระแทกโต๊ะเสียงดังด้วยแรงที่บ่งบอกว่าคนทำคงรู้สึกโกรธไม่น้อยก่อนจะตามด้วยม้วนกระดาษหนังสือพิมพ์ลอยผ่านหัวผมไปอย่างหวุดหวิด

เรียกผมมาแต่เช้าเพื่อขว้างหนังสือพิมพ์ใส่รึไง

“ปกติพ่อต้อนรับลูกเวลากลับบ้านแบบนี้หรอครับ”

“ไอ้ลูกเวร” เขากดเสียงต่ำพยายามควบคุมอารมณ์เพื่อไม่ให้มันระเบิดออกมา

ระเบิดออกมาสิ ผมต้องการแบบนั้นต่างหากล่ะ

“ผมเบื่อคำนี้แล้วอะครับ พอจะมีคำอื่นที่ด่าแล้วเจ็บมากกว่านี้ไหม” ท่าทางที่จะพูดแทรกขึ้นกลับสงบลง แล้วถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผมแค่นยิ้มออกมา

“ถ้าแม่แกยังอยู่ แกคงไม่เป็นเด็กที่เอาแต่เรียกร้องความสนใจแบบผิดๆ อยู่แบบนี้”

“นั่นสิครับ ถ้าแม่อยู่คงดีกว่านี้”

เขาจ้องผมอย่างไม่วางตาเป็นแววตาที่นิ่งไม่มีความรู้สึกใดๆ มองให้ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้มีความหมายพอที่เขาจะต้องมาใส่ใจ

สายตาแบบนี้ผมคุ้นชินมาตั้งแต่ไหนแต่ไรจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ถูกมองแบบนี้

และสิ่งที่เขาจะทำต่อมาคงไม่พ้น…

“จากนี้ถ้าแกจะทำอะไรก็ไปทำในที่ส่วนตัวของแก อย่ามาทำในที่สาธารณะ”

“ผมทำอะไรหรอครับ หรือว่าแค่ผมยืนคุยกับผู้ชายก็เหมือนกลายเป็นเรื่องผิดไปแล้ว เปิดใจหน่อยสิครับ นี่มันสมัยไหนแล้ว จะเพศอะไรก็รักกันได้ทั้งนั้นแหละ”

“ฉันถึงบอกให้ไปทำในที่ส่วนตัวของแกไง”

“ก็นั่นมันที่ส่วนตัวของผมนี่ครับ อีกอย่างนะพ่อลองคิดดูสิถ้าพ่อออกมายอมรับผมที่ชอบเพศเดียวกัน สังคมจะมองว่าพ่อเป็นคนดีขนาดไหน ไม่แบ่งแยก ไม่รังเกียจ ผมว่าพ่อควรจะขอบคุณผมมากกว่ามาโมโหใส่แบบนี้นะ”

อีกฝ่ายมองผมอย่างชั่งใจ อย่างที่ผมพูดถ้าเขาทำแบบนั้นผลประโยชน์จะตกอยู่ที่เขาเต็มๆ คนในสังคมไม่ได้แอนตี้คนที่ชอบเพศเดียวกันขนาดนั้น

ถ้าเขายอมรับในตัวผมเขาก็จะถูกยอมรับจากกลุ่มคนที่เป็นแบบผมเหมือนกัน

“แกไม่ได้จะก่อความวุ่นวายให้ฉันหรือไง”

“ผมแค่หาที่ยืนให้ตัวเอง เพราะมันหมายความว่าผมจะไม่ยอมหมั้นกับคนที่พ่อเลือกให้ยังไงล่ะ”

จุดประสงค์ของผมคือเรื่องนี้ต่างหาก

“ถึงยังไงแกก็ต้องหมั้นกับหนูพายด์”

“ผมเป็นเกย์นะครับ จะหมั้นกับผู้หญิงได้ไง พ่อก็เลือกเอาแล้วกันนะว่าจะยกเลิกงานหมั้นหรือจัดงานหมั้นทั้งๆ ที่คนอื่นก็รู้ว่าผมชอบผู้ชาย เรื่องไหนมันจะตอบคำถามนักข่าวยากกว่ากัน”

ผมกอดอกมองคนที่กำลังคิ้วขมวดอย่างอารมณ์ดี ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจยังไงผมก็ได้ประโยชน์ร่วมด้วยอยู่ดี อยากสร้างภาพเป็นคนที่รับได้ทุกอย่างไม่ว่าลูกจะเป็นอะไร หรือจะบังคับให้ลูกหมั้นทั้งๆ ที่ลูกไม่ได้ชอบผู้หญิง ก็ลองดูสิ

แต่ให้เดานะ เขาน่าจะเลือกอย่างแรก

เขาต้องเป็นคนดีอยู่แล้ว

คนดีจอมปลอมน่ะ ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว

“ว่าแต่…รู้รึเปล่าครับว่าลูกรักของพ่อก็ไม่ต่างจากผม” ผมเลิกคิ้วทำท่าสงสัย

อีกฝ่ายเบิกตากว้างหลุดมาดนิ่ง กัดฟันกรอดข่มอารมณ์ตัวเองอย่างถึงที่สุด ผมก็ไม่เข้าใจนะจะข่มอารมณ์ทำไมทั้งๆ ที่เขาก็แทบจะระเบิดใส่ผมทุกครั้งที่เจอหน้า

ท่าทางลูกชายกับภรรยาสุดที่รักจะขอไว้นะ

อาจจะใช่ก็ได้ เห้ออ ช่างเป็นคนที่เชื่อฟังลูกกับภรรยาอะไรขนาดนี้

“นึกว่ารู้แล้วซะอีก”

“แกออกไปเลยนะ”

“แต่ผมเพิ่งมาเองนะ”

“ออกไป!!!”

แค่นี้ทำเป็นเสียงดังไปได้นะครับคุณพ่ออ

ผมโค้งหัวแทนการสวัสดีพร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างให้คนที่หน้าตาบิดเบี้ยวเพราะความโกรธแล้วเดินออกมาจากห้องของเขา

เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ทำหน้านิ่งได้อยู่แท้ๆ หึ



“ไผ่มากินข้าวก่อนสิลูก”

“แม่ผมตายแล้วครับ” คำพูดที่สวนทางกับรอยยิ้มทำให้คนที่นั่งอยู่โต๊ะกินข้าวหน้าเสียเล็กน้อย

ลูกงั้นหรอ เก็บไว้เรียกลูกตัวเองเถอะน่า

ผมเดินออกจากบ้านโดยไม่อยู่ฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อหรือไม่ จะว่าไปผมชักชอบเวลามาบ้านซะแล้วสิ

สนุกดี

พอเดินผ่านพ้นประตูบานใหญ่รถคู่ใจที่มักจะขับไปไหนมาไหนเกือบทุกที่ที่เคยจอดอยู่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

เล่นเป็นเด็กอีกแล้วสินะ

ผมหันกลับไปมองบ้าน ไม่สิคฤหาสน์หลังใหญ่อย่างนึกขำ เชื่อไหมครับว่าบางทีเขาก็บ้าจี้เล่นอะไรเป็นเด็กตามผมเหมือนกัน อย่างเช่นยึดรถ ตัดบัตรเครดิต แค่อาทิตย์เดียวหรือนานกว่านั้นนิดหน่อยเหมือนหมดสนุกแล้วก็เลิก



เพราะอย่างนี้ไงล่ะ ผมถึงต้องกดเงินสดเอาไว้ใช้ชีวิตหนึ่งอาทิตย์ต่อจากนี้



มุขมันเก่าไปแล้วครับพ่อ











….…………………………………





“พ่อค้าบบบ ผมวิ่งไม่ไหวแล้ว ขอพักก่อนได้ไหมครับ” เด็กน้อยวัยสิบขวบเขย่าแขนผมที่กำลังตั้งท่าจะวิ่งต่อ

พ่อของเด็กน้อยย่อตัวให้อยู่ในระดับเดียวกันก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวอย่างเอ็นดู

“งั้นเราเดินแทนเนาะจะได้ไม่เหนื่อย”

“ก็ได้ครับ แต่ตอนกลับพ่อต้องซื้อไอติมให้ผมด้วยนะ” เด็กน้อยรีบต่อรองทันที

“โอเคๆ จะซื้อให้เยอะๆ เลยดีไหม” คนเป็นพ่อลุกขึ้นจับมือเด็กน้อยให้เดินตามแทนการวิ่ง

“เย้!”

รอยยิ้มของเด็กน้อยดูมีความสุขแม้ว่าสาเหตุมาจากการที่จะได้กินไอติมตอนกลับ หรือเป็นเพราะข้างๆ คือพ่อที่รักและคอยปกป้องเด็กน้อยกันนะ

ผมมองเด็กน้อยและพ่อเดินผ่านหน้าไปด้วยรอยยิ้ม

เป็นภาพที่น่ารักจริงๆ

สายตาหันกลับมามองเบื้องหน้า ท้องฟ้ากับสายน้ำที่มองกี่ครั้งก็ยังสวยงามเสมอแต่มันกลับรู้สึกเศร้าใจยามที่ท้องฟ้าไม่สดใส

ไม่ใช่หรอกครับ อาจเป็นเพราะใจคนมองที่กำลังเศร้าต่างหาก

“อ่ะ” มือปริศนายื่นมาตรงหน้าพร้อมกับไอติมในมือ

ผมไล่สายตาตามมือไปมองหน้าคนที่กำลังยื่นไอติมมาให้

พี่ลูกแมว… อีกแล้วหรอ

“แบ่งให้”

ไอติมรูปผีเสื้อที่เคยมีสองแท่งติดกันถูกแบ่งมาให้ผมหนึ่งแท่ง อีกแท่งเจ้าตัวกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย

ประเด็นคือ แค่นี้มันไม่อิ่มอะดิ

“ไม่อิ่ม พี่กินเถอะ”

“แบ่งกันกินอร่อยดีออก เอาไปเร็ว” พี่สนคะยั้นคะยอให้ผมรับไอติมที่เริ่มละลาย

ผมรับมาอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่พี่สนจะยิ้มกว้างแล้วนั่งลงข้างๆ ผม

วันนี้เป็นอีกวันที่ผมมาวิ่งที่สวนสาธารณะที่บังเอิญว่าอยู่ใกล้คอนโดมากพอที่จะให้ผมเดินมาโดยที่ไม่ต้องขับรถ เพราะรถยังอยู่ในช่วงโดนยึด

ผมว่าก็ดีเหมือนกันนะ เบื่อขับรถแล้วเหมือนกัน

หลังจากที่วิ่งมาหลายรอบผมก็มานั่งตรงบันไดลงไปสระน้ำมองดูบรรยากาศเบื้องหน้าและรอบๆ แต่ไม่นึกว่าจะมีคนที่รู้จักอยู่แถวนี้

“มาวิ่งหรอ”

“มาหาข้าวกินมั้งพี่”

“ร้านอาหารแถวนี้อร่อยนะ”

“ผมประชด”

“ฮ่าๆ รู้น่า”

สายตาของผมยังมองท้องฟ้าโดยไม่ได้หันมามองคนข้างๆ ว่ามีสีหน้าเป็นอย่างไรจนกระทั่งรู้สึกว่ามีสายตาจับจ้องมาที่ผม จึงละสายตาจากท้องฟ้าหันมามอง

“มีเรื่องไม่สบายใจหรอ” พี่สนถาม

“เปล่าครับ”

พอมองดีๆ แล้วอีกคนมีอะไรแปลกไป ชุดพนักงานร้านอะไรสักอย่างที่เจ้าตัวใส่ทำให้ผมขมวดคิ้ว

ทำงานพิเศษหรอ?

“ทำไมแต่งตัวแบบนี้ล่ะ”

“ก็ทำงาน” พี่สนหันไปชี้ร้านที่อยู่ด้านหลังให้ผมดู

จากที่อ่านป้ายหน้าร้านมันคือร้านชาบูที่คุ้นตา เวลาวิ่งผ่านก็เห็นแต่ไม่เคยได้เข้าไปกินสักที ที่สำคัญผมนั่งอยู่สวนสาธารณะตรงข้ามร้านที่พี่สนทำงานอยู่นั่นเอง

ถึงว่าอยู่ๆ พี่สนโผล่มาจากไหน

“แสดงว่าเห็นผมตลอดงั้นดิ”

“ก็เห็นตลอดอะ แค่ไม่เข้ามาทักเฉยๆ ”

“แล้วทำไมครั้งนี้ถึงเข้ามาทักล่ะ”

“เห็นมึงดูเหงาๆ ”

“ผมเนี่ยนะเหงา” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงงๆ

“ใช่ไง บางทีคนอื่นอาจจะรู้จักตัวเรามากกว่าเรารู้จักตัวเองก็ได้นะ” พี่สนระบายยิ้มออกมา

บางครั้งคนตรงหน้าก็เหมือนจะมองผมออกทุกอย่าง แถมยังดูเข้าใจไปซะทุกอย่าง

บอกตรงๆ ว่าผมไม่ถูกกับคนแบบนี้…

“หึ เข้าใจพูดนะครับ”

“เย็นนี้ไปหาอะไรกินแถวนี้กันไหม อีกหน่อยกูก็เลิกงานแล้ว”

“ถ้าผมบอกว่าไม่ไปล่ะ”

พี่สนยิ้มมุมปากก่อนจะพูดประโยคที่ดูจะมั่นใจซะเหลือเกิน

“มึงไม่ปฏิเสธหรอก”



ซึ่งมันก็จริงนั่นแหละ… ผมไม่ปฏิเสธ







“เคยกินข้าวแถวนี้ไหม”

“สองครั้ง”

ด้านหน้าสวนสาธารณะมีร้านอาหารอยู่ฝั่งตรงข้างตั้งเลียบถนนเป็นทางยาว มองอีกอย่างเหมือนกับถนนคนเดินไม่มีผิด

ตอนดึกๆ แถวนี้จะกลายเป็นเหมือนสถานที่ท่องเที่ยว เหมาะกับนักชิมทั้งหลาย ผมเคยมาเดินเล่นตอนออกกำลังกายเสร็จไม่บ่อยนัก เฉพาะวันที่ไม่ได้วิ่งนานเหงื่อไม่ออกเยอะพอจะเดินร่วมกับคนอื่นได้

รุ่นพี่ต่างคณะหยุดยืนอยู่หน้าร้านหม่าล่า จ้องมองอยู่สักพักแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม

ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าอะไร

“อยากกิน”

“ซื้อสิครับ” ไอ้เราก็งงว่าหยุดทำไม

แต่ที่ทำให้ผมยิ้มออกมาคือท่าทางเหมือนเด็กที่ขออนุญาตผู้ปกครองก่อนจะซื้ออะไร ทั้งที่ตัวเองก็เป็นพี่ผมแท้ๆ

“มึงกินปะ”

“พี่จะเลี้ยงผมหรอ”

“เลี้ยงได้นะ กินปะล่ะ”

“ถ้าเลี้ยงก็กิน” ได้ยินดังนั้นพี่สนก็เดินไปเลือกไม้ที่อยากกินอย่างคล่องแคล่ว สงสัยจะกินบ่อย ก็ทำงานแถวนี้นี่เนาะ

ทำงานงั้นหรอ

“ทำไมถึงทำงานพิเศษล่ะ”

“หาเงินไง”

“ผมนึกว่าพี่รวยซะอีก” ผมพูดติดตลก

“ไม่ได้รวย” น้ำเสียงอีกฝ่ายนิ่งจนผมรู้สึกได้

สาบานว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกนะ

“แล้วคอนโดนั่น…”

พอเลือกเสร็จก็เดินกลับมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ ผม สายตาไม่ได้มีแววตำหนิซึ่งดูตรงข้ามกับน้ำเสียง

บางครั้งผมก็เดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอะไรอยู่

“พ่อกับแม่กูซื้อไว้ก่อนท่านจะจากไป”

ทั้งๆ ที่รอบข้างมีคนเดินผ่านไปมาและค่อยข้างเสียงดัง แต่ผมกลับรู้สึกถึงความเงียบระหว่างเราสองคน

“ไม่ต้องขอโทษ ไม่ได้เสียใจ” พี่สนเป็นคนพูดขึ้นก่อน

“ผมไม่ได้จะขอโทษสักหน่อย” ว่าแล้วก็ส่งยิ้มกวนๆ ให้อีกคน

พี่สนถลึงตาใส่ผมอย่างกับว่าผมจะกลัวงั้นแหละ

คนหรือแมวครับเนี่ย

“เดี๋ยวกลับมาเอานะครับ”

พี่สนหันไปบอกเจ้าของร้านแล้วเดินนำผมเหมือนเป็นไกด์นำเที่ยวยังไงยังงั้น ผมเดินตามอย่างไม่มีปากมีเสียง เสื้อผ้าที่สวมอยู่ตอนนี้คือเสื้อบอลกับกางเกงขายาว ไม่ได้วิ่งมากเท่าไหร่ไม่งั้นผมคงไม่กล้าเดินหาของกินแน่ๆ

ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไปกลิ่นตัวมันก็ไม่ขนาดนั้นนะครับ…

“กินข้าวกัน”

“ร้านแนะนำใช่ไหม” พี่สนพยักหน้า

“ถ้าไม่อร่อยผมโทษพี่นะ”

“เดี๋ยวเลี้ยงเลยถ้าไม่อร่อย”

“นี่พี่กำลังเลี้ยงคนรวยอยู่นะ”

“อวดรวยหรอ”

มุมปากยกขึ้นก่อนจะตอบคนถามคนข้างๆ

“แน่นอน ก็ผมรวยนี่นา”

“หึ พูดเหมือนกำลังประชดชีวิตตัวเองอยู่เลยนะ”

แวบหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงของอีกคนฟังดูเย้ยหยันอยู่ในที ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ เดินตามพี่สนเข้าร้านอาหารตามสั่งอย่างไม่รีบร้อน

ใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพอมองดีๆ เหมือนกับกำลังมองตัวเองยังไงก็ไม่รู้



มันมีบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น บางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มซื่อๆ นั่น

และมันคงเป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยถ้าผมจะค้นหาว่าอะไรที่อีกคนกำลังซ่อนมันเอาไว้











“ผมเบื่อคำนี้แล้วอะครับ พอจะมีคำอื่นที่ด่าแล้วเจ็บมากกว่านี้ไหม”

-ไผ่-




ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 8

Birthday





“กินข้าว”

“เป็นแฟนหรอมาสั่ง”

“แล้วเป็นได้ไหมล่ะ” คนที่สูงประมาณไหล่ของผมถามจริงจังอย่างกับถ้าผมตอบว่าได้ นับจากวินาทีนั้นเราจะเป็นแฟนกันทันที

“คิวยาวหน่อยนะ หน้าตาแบบผมนี่มีคนชอบเยอะ”

หลายคนอาจจะมองว่าเป็นคำพูดที่หลงตัวเอง เปล่าหรอกครับ มันคือความจริงต่างหาก

ไม่ว่าใครก็ต้องชมตัวเองกันทั้งนั้นแหละ ถึงจะมีคนอื่นชมมาเยอะก็ตาม

“แซงคิวได้ปะ”

“ไม่ได้ดิ นิสัยไม่ดีนะครับเนี่ย”

“กินข้าว อีกหน่อยรถจะมาแล้ว” ข้าวกล่องที่เจ้าตัวทำเองยังคงยื่นค้างอยู่ตรงหน้าผม

ผมรับมาอย่างไม่คิดจะปฏิเสธ

ยอมรับก็ได้ว่าฝีมือการทำอาหารของอีกคนค่อนข้างดีเลยทีเดียว

“ให้ยืนกินตรงนี้เนี่ยนะ”

ผมมองข้าวกล่องในมือสลับกับมองรอบข้าง ความหมายของอีกคนที่บอกกินข้าวคือให้ผมยืนกินตรงนี้เลยหรอ

ป้ายรอรถคนค่อนข้างเยอะเพราะตอนเช้าไม่ว่านักศึกษาหรือคนทำงานก็ต่างต้องการใช้ยานพาหนะในช่วงเช้า และที่ผมมายืนอยู่ตรงนี้ก็เพราะว่าไม่มีรถ

โดนยึดรถครับ แต่ใครจะสนกันล่ะ

เมื่อวานผมได้ถามไถ่เรื่องชีวิตพี่สนไปพอสมควร พอสมควรที่ว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นแต่ก็พอรู้ถึงความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายมากขึ้น

พี่สนไม่มีรถส่วนตัว ดังนั้นจึงต้องใช้รถประจำทางเพื่อเดินทางไปมหาลัย ไอ้เราก็นึกสนุกอยากนั่งรถประจำทางบ้างจึงขอมาด้วย

มันไม่ได้แย่ครับ แถมยังน่าสนุกดี

“เอาไปกินที่คณะดิ”

“ก็บอกให้กินข้าว นึกว่าจะให้กินตรงนี้”

“ซื่อขนาดนั้นเลยรึไง”

“ผมเป็นคนซื่อ”

“มีคนเชื่อด้วยหรอ”

“พี่ไง” อีกฝ่ายกำลังจะอ้าปากเถียงแต่ก็ชะงัก ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนเอ็นดู

“โอเค กูเชื่อมึง”

ผมก้มมองคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเล็กน้อย ข้าวกล่องในมือที่ได้รับทุกวันจนเริ่มจะเป็นเรื่องปกติทำให้รู้สึกเหมือนมีพี่ชายที่คอยดูแลอยู่ห่างๆ แต่จะห่วงใยรึเปล่าผมไม่รู้

พี่สนเป็นคนที่เดายากพอสมควร หรืออาจเป็นเพราะผมไม่อยากที่จะคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายทั้งๆ ที่ผมเป็นคนมองคนอื่นออกง่ายแท้ๆ แต่คนนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น

ความอบอุ่นที่ส่งผ่านทางการกระทำทำให้ผมรู้สึกดี

มันเป็นการกระทำที่เล็กน้อยแต่นอกจากคนที่สนิทกับผม ก็ไม่มีใครทำแบบนี้ให้ผมเลย

แปลกดี...ที่ผมเริ่มชอบที่จะอยู่ใกล้ๆ อีกคนขึ้นมาซะแล้ว

“วันนี้ไปวิ่งรึเปล่า”

“มีนัด”

“เด็กหรอ” น้ำเสียงคนถามไม่ได้บ่งบอกถึงความหงุดหงิด เป็นการถามเพียงแค่ต้องการคำตอบแค่นั้น

“แฟนเก่า”

...ไม่มีคำถามใหม่เอ่ยขึ้นจากอีกคน

“ไม่ถามหรอว่าไปหาทำไม”

“นั่นมันเรื่องส่วนตัวของมึง แต่ถ้าอยากให้กูรู้ก็บอกมาสิ” พี่สนหันมายิ้มให้

ก็ถือว่าอยู่เป็นนะครับ อาจจะรู้ว่าผมไม่ชอบคนงี่เง่าเท่าไหร่

คงจะทำการบ้านมาดี



“ขึ้นรถกัน”

เมื่อรถประจำทางจอดเทียบป้าย มือเล็กก็คว้าแขนผมให้เดินตามเหมือนกลัวผมขึ้นผิดคัน ผมปล่อยให้อีกคนจับอยู่แบบนั้นโดยไม่ได้ทักท้วงอะไร

แน่นอนว่าไม่มีที่นั่งพอสำหรับผู้คนที่มายืนรอรถพร้อมกับพวกผม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยืนจับท้ายรถ สภาพไม่อำนวยแต่ก็ไม่ได้แปลกขนาดนั้น…รึเปล่า

สายตาของคนในรถที่มองมาค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมผมถึงมาขึ้นรถโดยสาร

เข้าใจว่าผมดูดีครับ คนมันติดดินก็งี้

ที่นั่งเหลือเพียงที่เดียวเป็นของรุ่นพี่ต่างคณะ มือเล็กยื่นออกมาคว้าข้าวกล่องกับเป้ที่ผมสะพายอยู่

“ถือให้ จับดีๆ ระวังตกรถ”

ผมส่งยิ้มให้พี่สน มือจับท้ายรถ ตามองตามทางที่รถกำลังวิ่งผ่าน ความรู้สึกมันต่างจากตอนที่ผมขับรถเอง มีแอร์เย็นๆ ไม่ได้รับรู้ว่าคนที่อยู่ข้างนอกจะรู้สึกอย่างไร

การรอรถในทุกเช้าโดยที่เราไม่ได้เป็นคนกำหนดมันเป็นยังไง การมากับคนที่ไม่คิดว่าจะได้มาด้วยมันรู้สึกยังไง

ตลอดทางผมรับรู้ถึงสายตาของอีกคนที่มองมา สายตาแบบนั้นเรียกว่าเป็นห่วงได้รึเปล่านะ

“จับดีๆ ” พี่สนว่าเสียงดุเมื่อผมปล่อยมืออีกข้าง

“ผมไม่ใช่เด็กนะ”

“แต่เพิ่งขึ้นเป็นครั้งแรก มานั่งเดี๋ยวกูจะไปยืน”

“นั่งไปเถอะน่า ตกไปก็ไม่ตายหรอก” ผมพูดติดตลกแต่อีกคนดูเหมือนจะไม่ตลกด้วย

ผมยิ้มให้เพื่อเป็นเชิงบอกว่าจะจับดีๆ



แค่ไม่อยากเถียงกับลูกแมวเท่านั้นแหละน่า





รถประจำทางจอดหน้าตึกคณะวิศวะ เมื่อคิดว่าอีกนิดเดียวก็จะถึงคณะของตัวเอง ผมจึงยื่นมือกะจะเอาเป้กับข้าวกล่องจากพี่สน

“ลงด้วยกันสิ”

“เขาไม่เข้าไปข้างในหรอ”

“ไม่อะ”

นี่ผมต้องเดินจากตึกวิศวะไปตึกนิเทศหรอ มันก็ไกลอยู่นะ

“เดี๋ยวไปส่ง” เมื่ออีกฝ่ายไม่คืนเป้กับข้าวกล่องให้ ผมก็ต้องเดินตามลงมาอย่างช่วยไม่ได้ ว่าแต่จะไปส่งผมยังไงล่ะนั่น

ผมมองไปรอบๆ ตึกคณะวิศวะที่เคยขับรถผ่าน ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ผมยังไม่เคยคุยกับเด็กคณะนี้เลย

คิดดูสิครับว่ามันจะมีสักกี่คนที่จะเข้าข่ายแบบที่ผมชอบน่ะ

แต่ก็ไม่แน่นะ อาจจะมีก็ได้…

พี่สนส่งของที่เคยถือกลับคืนให้ ขณะที่ผมกำลังจะถามเจ้าตัวว่าจะไปส่งผมยังไงก็มีรถหรูคันหนึ่งขับมาจอดเทียบตรงที่ผมกับพี่สนยืนอยู่พอดี

เจ้าของรถลดกระจกลงเผยให้เห็นใบหน้าที่ผมคุ้นเคย

“มิว” ผมเอ่ยชื่อเจ้าของรถและเป็นคนเดียวกันกับที่ผมนัดเจอวันนี้

“ขึ้นรถสิ เดี๋ยวมิวไปส่ง” มิวยิ้มให้ผมโดยไม่ได้สนใจว่ามีอีกคนยืนอยู่ด้วย

ผมหันมามองพี่สน ก่อนจะพูดว่า

“พี่ไปเรียนเถอะ เดี๋ยวผมไปกับเพื่อน”

อีกคนมองหน้าผมนิ่งแต่ก็พยักหน้ารับ ผมก้าวมาเปิดประตูรถที่เคยขึ้นเป็นบางครั้งแล้วหันไปยิ้มให้เจ้าของรถโดยไม่ได้หันกลับไปมองพี่สนอีกเลย

ผมแค่ไม่อยากให้เขาเข้าเรียนสายน่ะครับ



“มิวเห็นข่าวแล้วใช่ไหม”

“เห็นแล้ว ตลกดีนะ ว่าแต่ไผ่โอเคใช่ไหม”

“ไผ่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่กลัวว่ามิวจะไม่โอเคนี่สิ” ผมว่าพลางทำหน้ารู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่อง

“ไม่เป็นไร ไม่มีผลอะไรกับเราหรอก ก็แค่รูปแอบถ่ายน่า”

มิวว่าอย่างไม่ทุกข์ร้อนซึ่งมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะครอบครัวอีกฝ่ายไม่ได้มีปัญหากับเรื่องนี้อยู่แล้ว จะมีก็แต่ครอบครัวผม เอ๊ะ เรียกครอบครัวได้รึเปล่านะ…

“งั้นไผ่ขอเลี้ยงข้าวเย็นเป็นการขอโทษที่เป็นต้นเหตุเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นนะ”

มิวหันมามองผมแล้วยิ้ม ก่อนจะเอ่ยตอบ

“ใครจะไปปฏิเสธไผ่ลงล่ะ” ผมยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินแบบนั้น



หึ! ค่อยคุ้มกับค่าจ้างที่จ่ายไปเพราะข่าวบ้าๆ นั่นสักหน่อย…











….……………………………





วันนี้หน้าจอโทรศัพท์ของผมปรากฏเบอร์คนโทรเข้าเป็นเบอร์เดิมเกือบทั้งวัน จากตอนแรกที่คิดว่าจะไม่รับก็ทนความรำคาญไม่ไหวเมื่อเจ้าของเบอร์ดันตื๊อไม่ยอมหยุด

“มีอะไร” ไม่รู้ว่าปลายสายจะรู้สึกถึงความรำคาญผ่านเสียงของผมไหมนะ

ให้เดาว่าคงไม่รู้หรอก

‘วันนี้วันเกิดแมน พี่ไผ่มาฉลองด้วยกันนะ’

“ไม่ แค่นี้นะ” ขณะที่ผมกำลังจะวางสายเสียงคนในสายก็ดังขึ้นมาซะก่อน

‘เดี๋ยวพี่ไผ่!’

“กูให้เวลาหนึ่งนาที” ทำยังไงก็ได้ให้ผมตอบตกลง

“มาเถอะนะ แค่แปปเดียวก็ยังดี นะครับพี่ไผ่”

คำถามก็คือ ทำไมผมต้องไป

เหตุผลข้อที่หนึ่ง ไปให้เขาอารมณ์เสียเล่นๆ

เหตุผลข้อที่สอง ไปให้บรรยากาศงานวันเกิดกร่อย

เหตุผลข้อที่สาม ไปอวยพรวันเกิดไอ้แมน

แน่นอนว่าข้อสามนี่ตัดทิ้งเถอะ ไม่ได้อยากไปเพราะเหตุผลข้อนี้แน่ๆ เพราะถ้าจะไปคงไปเพราะสองข้อแรก

“ไม่มีรถ” ผมตอบ

‘เดี๋ยวแมนให้คนขับรถไปรับก็ได้ นะๆ ’ ไม่อยากฉลองงานวันเกิดดีๆ สินะ

ก็ได้ๆ เดี๋ยวพี่จัดให้ไอ้น้องชาย

“อืม”

‘พี่ไผ่จะมาจริงๆ ใช่ไหม’

“เออ”

‘เย้ เย็นนี้ผมให้คนไปรับนะ’

ผมตอบรับแล้ววางสายทันที ก่อนจะหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่อ แต่ผ่านไปไม่กี่หน้าหนังตาก็เริ่มหนักอึ้งจึงจำเป็นต้องวางหนังสือลงอีกครั้ง แล้วลุกขึ้นเดินออกไปสูดอากาศนอกระเบียง

คอนโดกลางเมืองแบบนี้ยากที่จะหาอากาศบริสุทธิ์ แต่มันก็ไม่ได้แย่เพราะระเบียงมีต้นไม้ที่ผมปลูกไว้พอให้มีสีสันขึ้นบ้าง ห้องที่ผมอยู่มองออกไปก็เห็นสระน้ำกลางคอนโด เป็นที่ที่ผมชอบที่สุดของที่นี่และไปค่อนข้างบ่อย

พออยู่คนเดียวแบบนี้ก็มักจะจมอยู่กับความคิดตัวเองได้ง่าย แต่น่าแปลกที่มีใครบางคนเข้ามาในความคิด

ไม่ใช่คนที่ผมคุยอยู่ตอนนี้ แต่เป็นคนที่ผมปฏิเสธเขาไปตั้งแต่แรก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเวลาผมอยู่คนเดียวแล้วนึกถึงเขาขึ้นมา

รอยยิ้มผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ จะว่าไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครก็ไม่ใช่แต่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้วต่างหาก

ใครสักคนที่ใส่ใจ เหมือนที่ผมพยายามใส่ใจคนรอบตัว

“พี่ลูกแมว…”

ผมเอ่ยอย่างแผ่วเบาเหมือนเป็นการย้ำกับตัวเองว่าคนที่กำลังนึกถึงคือใคร

แต่ความรู้สึกหนึ่งกลับเป็นความกลัว มีบางอย่างร้องเตือนในใจว่าไม่ควรรู้สึกไปมากกว่านี้

สัญชาตญาณบางอย่างบอกผมว่าไม่ควรชอบเขา

แต่ก็นะ มันคงไม่มีอะไรน่ากลัวกว่าตัวของผมเองหรอก

“สงสัยต้องทำความรู้จักกับลูกแมวตัวนี้สักหน่อยแล้ว”

มุมปากยกขึ้นอย่างนึกสนุก จากนั้นผมก็เดินผิวปากเข้าไปในห้องแล้วนอนลงบนโซฟาตัวโปรด หลับตาลงโดยไม่ต้องพยายามบังคับตัวเองไม่ให้ง่วงอีกต่อไป







ทุกย่างก้าวเชื่องช้าเหมือนภาพสโลว์ทั้งๆ ที่ขาก็ยาวมากพอที่จะทำให้เดินได้เร็วๆ อย่างง่ายดาย แต่ผมกลับไม่ทำอย่างนั้น เพราะอีกนิดเดียวก็ถึงประตูบ้านใหญ่แล้ว

ใบหน้าที่ไร้อารมณ์เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่มักปรากฏเสมอเวลาเจอคนรอบตัว ปากยิ้มแต่ในใจไม่ได้อยากยิ้มสักนิด

“สวัสดีค่ะคุณไผ่”

“สวัสดีครับ”

พอเดินเข้ามาในตัวบ้านแม่บ้านต่างทักผมเป็นเรื่องปกติ ปกติที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางคนถึงขั้นทำหน้ากังวลเมื่อเห็นผมเดินเข้ามา

ตลกชะมัดเลยแฮะ

เสียงพูดคุยดังมาจากห้องรับแขกบ่งบอกได้ถึงความสุขที่กำลังอบอวนอยู่ในบริเวณนั้น เสียงหัวเราะของคนสามคนดังขึ้นเป็นระยะจนกระทั้งเงียบลงเมื่อหนึ่งในนั้นหันมาเห็นผม

“แกมาทำไม” สีหน้าไม่ต้อนรับบวกกับเสียงที่ฟังดูขัดใจเมื่อถูกขัดความสุขของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเอ่ยขึ้น

“ผมไม่รู้ว่าพ่อลืมไปหรือเปล่าว่านี่ก็เป็นบ้านผม และผมก็มาร่วมงานวันเกิดน้องชาย”

บางทีก็นึกแปลกใจว่าทำไมเขาต้องถามทุกครั้งที่ผมย่างกายเข้ามาในบ้านทั้งๆ ที่มันก็คือบ้านของผม

หรือผมมาได้แค่ตอนที่เขาเรียกให้มาหางั้นหรอ

“พ่อครับ ผมชวนพี่ไผ่มาเอง”

ผมยกยิ้มอย่างพอใจเมื่อลูกรักของเขาออกตัวแทนก่อนจะเลียริมฝีปากที่เริ่มแห้งพลางคิดว่าผมจะลงมือกินอาหารภายในโต๊ะยังไงก่อนดี

รอยยิ้มของแม่เลี้ยงยังเหมือนเดิมไม่มีท่าทีว่าอารมณ์เสียเหมือนเขา แถมยังดูต้อนรับผมเป็นอย่างดี

เห้อ ดูลูกเมียตัวเองบ้างก็น่าจะดีนะ ไม่เห็นต้องทำหน้าไร้อารมณ์ขนาดนั้นเลยนี่นา

“นึกว่าพี่ไผ่จะไม่มาซะแล้ว”

เมื่อหย่อยก้นนั่งลงข้างๆ คนที่ชวนมาใบหน้าที่ดีใจจนออกหน้าของอีกฝ่ายก็ปรากฏขึ้น

“บอกจะมาก็ต้องมาสิ แต่พี่ไม่มีของขวัญให้นะมีแต่คำอวยพรพอได้หรือเปล่า” ผมยิ้มพลางยื่นมือยีหัวน้องต่างแม่

แน่นอนครับว่ามันคือการแสดง

“พอครับ แค่พี่ไผ่มาแมนก็ดีใจแล้ว”

ผมอวยพรให้ไอ้แมนพอเป็นพิธี จากนั้นก็ลงมือทานอาหารตรงหน้าอย่างไม่สนสายตาคนที่นั่งอยู่อีกต่อไป สักพักไฟภายในห้องก็ดับลงแต่ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้ผม เพราะรู้ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น



“Happy birth day to you , happy birth day to you”

“happy birth… day Happy birth day…. Happy birth day…. to …you”



สิ้นเสียงร้องเพลงเจ้าของงานวันเกิดก็หลับตาอธิฐานแล้วลืมตาขึ้นมาเป่าเทียนตรงหน้า

เสียงปรบมือแสดงความยินดีให้เจ้าของวันเกิดพร้อมกับไฟที่กลับมาสว่างเหมือนเดิมอีกครั้ง

ผมเอนตัวพิงพนักเก้าอี้กอดอกมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่ยินดียินร้าย ไม่นานนักหลังจากที่ผมเดินเข้ามาในบ้านนอกจากน้องต่างแม่แล้วผมก็แทบถูกลืมไปว่านั่งอยู่ตรงนี้



ถ้าผมไม่สร้างปัญหาก็จะไม่มีใครสนใจผม มองข้ามผมไปอย่างที่เคยเป็น

งานวันเกิดที่ไม่มีแขกคนอื่นนอกจากคนในครอบครัวแล้วก็แม่บ้าน แล้วผมล่ะ มาในฐานะอะไร

ผู้ชมที่ดีหรือเปล่า อาจจะใช่ล่ะมั้ง



มือที่กอดอกเผลอกำแน่นจนกระทั่งผมรู้สึกตัว ก่อนจะคลายมือออก ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปเงียบๆ

ไม่มีเสียงเรียก ไม่คำทักใดๆ ตามหลัง…

เหตุผลที่ผมมาที่นี่มันไม่สำเร็จ…บางทีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำมา มันอาจจะไม่เคยสำเร็จเลยก็ได้

มันอาจจะจริงอย่างที่เขาว่า ผมมันก็แค่เรียกร้องความสนใจจากเขา

พอคิดถึงตรงนี้แล้วผมรู้สึก…สมเพชตัวเองชะมัดเลย













พอคิดถึงตรงนี้แล้วผมรู้สึก…สมเพชตัวเองชะมัดเลย

-ไผ่-




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 9

ที่พักใจ





หลังจากที่บอกกับคนขับรถของที่บ้านว่าจะกลับเองผมก็เดินเตร็ดเตร่อยู่ตามทางสักพัก จนกระทั่งมีประโยคหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว



‘ถ้าเหงาหรือไม่มีใคร…โทรหากูก็ได้เดี๋ยวมาหา’



และคนที่พูดประโยคนี้ก็คือเจ้าของห้องที่ผมกำลังยืนอยู่

รอไม่นานประตูตรงหน้าก็เปิดออกพร้อมกับเจ้าของห้องที่อยู่ในชุดนอนสีฟ้าพร้อมเข้านอนได้ทุกเมื่อ

“ไม่คิดว่าจะมาจริง” พี่สนเอ่ยขึ้นแต่ไม่ได้มีความแปลกใจในน้ำเสียงมากนัก คงเป็นเพราะผมส่งข้อความถามเลขห้องเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว

“จะนอนแล้วหรอ”

“เปล่า ทำงานอยู่…เข้ามาข้างในก่อนสิ” ผมเบี่ยงตัวเข้าไปในห้องก่อนจะได้ยินเสียงปิดประตูและพี่สนเดินตามหลังมา

ห้องพี่สนไม่ได้ต่างไปจากห้องผมมากนัก มีของใช้เท่าที่จำเป็นจึงทำให้ห้องดูกว้างมีที่ว่างเยอะกว่าห้องผมเล็กน้อย คล้ายๆ กับว่าเจ้าของห้องแค่มานอนไม่ได้สนใจที่จะตกแต่งมันมากนัก

ผมเดินอาดๆ มานั่งลงโซฟาที่เหมือนกับห้องของผมไม่มีผิด ตามองพี่สนที่นั่งลงทำงานถัดจากผมไปไม่ไกล

อีกฝ่ายเปิดหนังสือที่อยู่บนโต๊ะสลับกับมองหน้าจอโน๊ตบุ๊ค



ไม่มีบทสนทนา ไม่มีคำถามว่าทำไมผมถึงมาหาเขา

และมันก็แปลกที่ความเงียบไม่ได้ทำให้ผมอึดอัดเลยสักนิด



เป็นครั้งแรกที่ผมไม่อยากปั้นหน้ายิ้มให้อีกฝ่ายทั้งที่ในใจก็ไม่ได้อยากยิ้ม

ผมเอนตัวลงนอนเหยียดขาไปกับโซฟา เสหน้ามองไปทางระเบียง ไม่รู้ว่าเราสนิทกันถึงขั้นมาห้องกันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมก็มาแล้วทั้งที่ควรเป็นอีกฝ่ายที่อยากไปห้องผม

“กินข้าวรึยัง” เสียงนุ่มๆ ดังท่ามกลางความเงียบ ผมหันหน้ากลับมามองคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่แล้วยิ้มให้

“ยังเลยครับ ถามแบบนี้ใจดีจะทำให้ผมกินรึเปล่า”

“อยากกินอะไร” พี่สนผละจากงานแล้วเท้าคางมองมาที่ผม

“ของที่พี่ชอบกินอะ” อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นอย่างงงๆ

“หมายถึงอาหารที่กูชอบ?”

“ครับ”

“โอเค เดี๋ยวไปทำให้” พี่สนตอบรับอย่างว่าง่ายแล้วเดินไปที่ครัว ผมมองตามก่อนจะหลับตาลง

อยู่ๆ ก็รู้สึกไม่อยากทำอะไรเลยแม้กระทั่งปั้นหน้ากลบเกลื่อนความรู้สึกเหมือนอย่างที่เคยทำ

คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ถ้าจะเป็นตัวของตัวเองเวลาอยู่กับลูกแมวตัวนี้



ไม่นานกลิ่นหอมของอาหารบางอย่างที่คุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูก

มาม่า!

ถึงผมจะไม่ได้กินบ่อยแต่ผมแน่ใจว่ามันคืออะไร อย่าบอกนะอาหารที่อีกคนชอบคือมาม่า

พี่สนออกมาจากครัวพร้อมกับมาม่าสองชาม วางลงบนโต๊ะที่อยู่ใกล้กับโซฟาที่ผมนั่งอยู่

“นี่หรออาหารที่พี่ชอบ” ผมมองมาม่าที่มีหมูมีผักเป็นส่วนผสม ทำให้น่ากินขึ้นมานิดหน่อย

“ก็นะ ไม่รู้จะทำอะไรอันนี้ง่ายสุดละ” อีกคนตอบยิ้มๆ

ก็นึกว่าชอบ คนอะไรจะชอบมาม่า

“กูรู้ว่ามึงไม่ได้กินบ่อยนักหรอก เพราะงั้นมันอาจจะอร่อยมากๆ ก็ได้” พี่สนยกถ้วยมาวางไว้ตรงหน้าผม

ก็อาจจะจริงแฮะ อาจจะอร่อยกว่ามื้อที่ผ่านมาก็ได้

ผมลงมานั่งขัดสมาธิจัดการมาม่าตรงหน้า มองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามไปด้วย อาหารเย็นวันนี้ดูธรรมดามากกว่าวันไหนๆ แต่กลับรู้สึกอุ่นในใจอย่างบอกไม่ถูก

อาจจะเป็นเพราะรอยยิ้มอบอุ่นของเจ้าของห้องล่ะมั้ง

“ตอนนั้นผมเห็นพี่ร้องเพลงอยู่ในบาร์”

พี่สนเลิกคิ้วข้างหนึ่ง รีบเคี้ยวหมูแล้วตอบกลับมา

“ใช่ แต่ทำเฉพาะวันศุกร์”

“แล้ววันอื่นล่ะ”

“ทำที่ร้านชาบูตรงข้ามสวนสาธารณะ” ผมอ๋อในใจเมื่อนึกถึงวันที่เจอกันที่สวนสาธารณะ จะว่าไปก็ทำงานหนักเหมือนกันนะเนี่ย แถมยังต้องเรียนอีก ปีสี่ใช่ว่าจะว่าง ดูยุ่งจังเลยแฮะ

ผมก็ยุ่งเหมือนกันนี่หว่า แต่ลืมไปว่าชอบทำตัวเหมือนว่าง

“ไม่มีวันหยุดเลยหรอ” ผมถามต่อพลางคีบเส้นมาม่าเข้าปาก

“หยุดแค่วันเสาร์”

“ดูเป็นคนสู้ชีวิตจังแฮะ”

“หึ” อีกฝ่ายหัวเราะ หึ ในลำคอ ก้มหน้าก้มตากินมาม่าต่อ ผมจึงหันกลับมาสนใจชามตรงหน้าของตัวเอง

เกิดความเงียบหลังจากนั้น นานพอที่จะทำให้มาม่าที่อยู่ในชามของเราทั้งสองหมดเกลี้ยง ผมไม่ได้หิวเลยสินะถึงซัดซะหมดทั้งเส้นทั้งน้ำขนาดนี้

“เอาอีกไหม” ผมส่ายหน้าพลางลุกขึ้นยืน

“เดี๋ยวผมล้างให้” ผมถือชามตัวเองและของพี่สนเดินเข้าไปในครัว ทุกอย่างเหมือนกับอยู่ห้องตัวเอง ไม่แปลกที่ผมจะไม่ต้องถามพี่สนว่าต้องไปทางไหน

ผมล้างถ้วยอย่างเหม่อๆ รู้สึกไม่อยากกลับห้องตัวเองขึ้นมาซะงั้น ในใจคิดว่าผมจะหาเหตุผลอะไรอยู่ห้องพี่สนต่อดี ไม่ใช่เพื่ออธิบายให้เจ้าของห้องฟังแต่เพื่ออธิบายกับตัวเองต่างหาก

เหตุผลคงจะเป็น ผมไม่อยากอยู่คนเดียว

ผมวางถ้วยไว้บนชั้นวาง เดินกลับมาหาคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่ พี่สนเงยหน้ามองผมแล้วหยุดทำงาน นั่นทำให้ผมเลิกขึ้นมองอย่างสงสัย

“จะกลับเลยหรือเปล่า”

“ไล่ผมหรอ”

“เปล่า” พี่สนตอบแทบจะทันที

“ผมยังไม่กลับหรอก มีอะไรให้ผมช่วยไหม แลกกลับอาหารเย็นเมื่อกี้”

“ช่วยนั่งอยู่เฉยๆ ”

ประโยคนี้มันคุ้นๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะเหมือนเคยพูดเลย

ผมยักไหล่เดินมานั่งโซฟาตัวเดิม ไม่เซ้าซี้อีกฝ่ายปล่อยให้นั่งทำงานต่อไป ส่วนผมก็หยิบโทรศัพท์ออกมาดูข่าวสารต่างๆ นาๆ ซึ่งมันไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่

ข้อความไลน์ยังเข้ามาไม่หยุด คนรู้จักส่งมาบ้างหรือคนที่ไม่รู้ว่าได้ไลน์ผมมาจากไหน ผมจ้องชื่อไลน์ของฟินที่มีข้อความเข้ามาหลายข้อความก่อนจะตัดสินใจออกจากแอพพิเคชั่นสีเขียวปิดหน้าจอเงยหน้ามองคนที่ทำงานอย่างตั้งใจแทน

คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันอย่างเครียดๆ ผมมองว่ามันค่อนข้างน่าเอ็นดูเหมือนกำลังทำหน้ายู่เพราะโดนขัดใจ

“ยิ้มอะไร เริ่มชอบกูบ้างแล้วหรือไง”

“อาจจะนะ” ผมตอบยิ้มๆ

“ดูก็รู้ว่าโม้” พี่สนส่ายหน้าปลงๆ

“อ้าว ไม่เชื่อผมหรอ”

“ไม่ใช่ไม่เชื่อแค่ยังไม่เห็นความเป็นไปได้” นั่นทำให้ผมไม่พูดอะไรต่อ ก็ถือว่ามองได้ดี

ก็ยังไม่มีความเป็นไปได้จริงๆ นั่นแหละ

“พี่…”

“ว่าไง”

“คราวหน้าผมมาหาพี่อีกได้ไหม”

พี่สนไม่ได้ตอบในทันที แต่มองผมดวงตาเป็นประกายก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า

“ได้สิ กูไม่ปฏิเสธมึงอยู่แล้ว”



ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน…พี่ไม่ปฏิเสธผมหรอก











….…………………………………





ผมเดินเข้ามาในร้านกล้องถ่ายรูปเจ้าประจำที่มาบ่อยจนสนิทกับเจ้าของร้าน

เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคน ถ้าจะประมาณอายุก็น่าจะพอๆ กับเขา หน้าตายังดูไม่แก่เท่าที่ควรจะเป็นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกครับจนกระทั่งบอกว่าอายุเท่าไหร่ผมถึงกับอดแปลกใจไม่ได้ คงจะเป็นคนดูแลตัวเองในระดับหนึ่งถึงได้ยังดูดีแบบนี้

“อ้าว ไอ้หนุ่ม”

“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยทักทาย

ปกติผมจะเรียกว่าลุง แน่นอนว่าไม่เหมาะกับคำนี้เอามากๆ แต่จะให้เรียกพี่ก็ยังไงอยู่

“วันนี้มาดูกล้องตัวไหนดีล่ะ”

“เปล่าครับ ผมแค่แวะมา”

เคยชอบอะไรสักอย่างแล้วแค่มองก็รู้สึกมีความสุขไหมครับ ผมกำลังรู้สึกแบบนั้นจะบอกว่าคลั่งไคล้กล้องถ่ายรูปก็ไม่เชิงแต่ผมชอบที่จะมองมันและหยิบขึ้นมาใช้งานพอๆ กับชอบผลลัพธ์ที่มันเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ที่ผมชอบ

“ถ้าจะซื้อก็ยังไงอยู่อะนะ เราเพิ่งซื้อไปนี่” ผมหัวเราะน้อยๆ

กล้องที่ผมซื้อมาล้วนซื้อจากร้านนี้ทั้งหมดและมันไม่ได้มีแค่ตัวสองตัว ผมไม่ได้ชอบรุ่นไหนเป็นพิเศษ ผมมองว่าแต่ละรุ่นมีจุดเด่นและต่างกันแล้วแต่ว่าผมจะใช้งานอย่างไร

สรุปคือผมชอบทุกรุ่นนั่นแหละ และอยากซื้อทุกรุ่นเหมือนกัน

“ตัวที่ซื้อไปใช้ดีไหม”

“ดีครับ คนใช้มือโปรขนาดนี้” ลุงนนท์หัวเราะอย่างทุกครั้งที่ผมโม้ให้ฟัง

“เอารูปที่ถ่ายมาให้ลุงดูบ้างสิ”

“จริงๆ ผมมีอยู่ในมือถือนะ” ผมเดินไปหาลุงนนท์แล้วเปิดรูปที่โหลดเข้ามาในโทรศัพท์ให้ลุงดู

ลุงนนท์ยิ้มก่อนจะเอ่ยชม ซึ่งผมก็ยิ้มตอบรับคำชมนั้น



สักพักก็ต้องขอตัวกลับเพราะนัดกับพี่รหัสไว้ ผมเดินออกจากร้านของลุงนนท์ด้วยอามรณ์ที่ดีกว่าก่อนเดินเข้าไป ไม่ใช่เพราะคำชมที่ได้รับแต่เพราะได้ดูของที่ชอบต่างหาก

ระหว่างเดินผ่านช็อปต่างๆ ผมก็มองบ้างแต่ไม่คิดจะเดินเข้าไปเพราะเป้าหมายคือร้านชานมไข่มุกที่ดูจะเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน

ในใจกำลังคิดว่าพี่มันจะนัดผมไปที่ร้านชาไข่มุกทำไม ร้านก็มีที่นั่งแค่ไม่กี่ที่เท่านั้น

เว้นชะแต่ว่าจะเบื่อแอลกอฮอล์แล้วหันมาสนใจชานมไข่มุกแทน

อืมมม อาจจะเป็นไปได้แฮะ

“หวัดดีครับพี่”

“หวัดดีๆ มึงกินไรไหมเดี๋ยวสั่งให้” ผมส่ายหน้าแล้วหย่อนตัวนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพี่มอส

อีกฝ่ายถือแก้วชานมไข่มุกขึ้นดูดอย่างสบายอารมณ์ มืออีกข้างเล่นโทรศัพท์ สายตาผมหรี่มองตั๋วหนังสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะโดยมีกระเป๋าตังค์วางทับอยู่

โดนเทแล้วเรียกผมออกมาเป็นเพื่อนแน่ๆ

“มีอะไรจะคุยกับผมหรอ”

“ไม่มีอะ กูโดนเทแล้วไม่มีเพื่อน” นั่นไงว่าแล้ว

พี่มันจะรู้ไหมครับว่าช่วงนี้ผมไม่มีรถแล้วก็ขี้เกียจเดินทางด้วยรถสาธารณะ

“ตอนกลับไปส่งผมด้วย”

“หือ มึงไม่ได้เอารถมาหรอ”

“เข้าอู่” ผมโกหกกลับไป เพราะไม่มีใครรู้ถึงความบาดหมางระหว่างผมกับเขา

“เออ ได้ๆ ว่าแต่มึงอยากดูหนังไหม”

“อยาก แต่ไม่อยากดูกับพี่” ผมยิ้มมุมปาก พี่มอสหัวเราะก่อนจะสบถออกมา

“เดี๋ยวกูเลี้ยงข้าว จะว่าไปทำไมกูต้องมาเลี้ยงข้าวลูกเศรษฐีด้วยล่ะเนี่ย”

“เพราะพี่เรียกผมออกมาเสียเวลาไง”

“นี่พี่มอสไง”

พี่มอสชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ก่อนจะทำหน้าตึงๆ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ เป็นปกติของพี่มันพักหลังๆ ทำธีสิสจนเป็นบ้าไปแล้ว

“งานพี่ถึงไหนแล้ว”

“เรื่อยๆ ไม่ซีเรียส”

“แล้วทำไมสภาพถึงเหมือนไม่ได้นอนจังวะ”

“เล่มเกม”

“คิดซะว่าผมไม่ได้ถามก็แล้วกันนะ”



นั่งเงียบสักพักผมก็นึกอะไรขึ้นได้ พอดีกับพี่มอสน่าจะตอบคำถามนั้นได้

“ถามหน่อยดิพี่”

“เรื่องอะไร”

“พี่สน เพื่อนพี่อะ” พี่มอสเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

“มันยังยุ่งกับมึงอยู่อีกหรอ กูบอกมันไปแล้วนะว่ามึงมีคู่หมั้น” แน่นอนครับว่าพี่สนรู้เพราะผมเองก็บอก

“ดูเหมือนพี่เขาจะไม่สนใจนะ”

“เอาว่ะ” พี่มอสยกยิ้มอย่างพอใจ

ผมไม่ได้สนใจว่าพี่มอสจะมีท่าทียังไง ถามคำถามที่อยากถามออกไปทันที

“ปกติพี่สนทำงานพิเศษทุกวันเลยหรอพี่”

“ใช่ มันเป็นคนขยันมาก เหมือนกับว่าถ้าวันหนึ่งไม่ได้ทำงานมันจะลงแดงตาย แต่กูแปลกใจที่มันอยู่คอนโดเดียวกับมึง”

“ทำไมล่ะครับ”

“เพราะปกติมันอยู่บ้านน่ะสิ อย่าว่าแต่คอนโดเลยหอพักมันยังไม่อยากเช่า ขี้งกจะตาย”

คำตอบของพี่มอสทำเอาผมนึกสงสัย

“อีกเรื่อง ที่แปลกใจสุดก็เรื่องมึงนี่แหละ อยู่ๆ มันก็บอกว่าชอบมึง”

“ก็ผมหล่อไงพี่” ผมพูดติดตลก แต่ในใจกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

มันอาจจะเป็นเรื่องปกติและความบังเอิญที่อาจจะเป็นไปได้กันทั้งนั้น แต่สำหรับผมไม่ได้คิดแบบนั้น

“พี่สนสนิทแค่กับพี่หรอ”

“อืมมมม จะว่าไปคนที่ไอ้สนมันสนิทด้วยก็เยอะนะ มันเฟรนลี่ระดับหนึ่งเลยล่ะ แต่ไม่น่าจะเท่ามึง”

“แล้วพี่สนรู้จะ…” ก่อนที่ผมจะได้พูดจบประโยคโทรศัพท์ของพี่มอสก็ดังขึ้น เจ้าตัวยกมือขึ้นเป็นเชิงขอตัว แล้วลุกออกไปคุยโทรศัพท์



เฟรนลี่งั้นหรอ อันนี้ผมไม่แปลกใจ

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ อยู่ๆ พี่สนก็โผล่มากับความบังเอิญหลายๆ อย่าง









“คราวหน้าผมมาหาพี่อีกได้ไหม”

-ไผ่-




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 10

ข้างๆ กัน





ผมชะเง้อคอมองฝั่งตรงข้ามที่เป็นร้านชาบูขนาดใหญ่พอที่จะทำให้คนเข้าไปใช้บริการได้อย่างเต็มที่ นั่นทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นคนที่อยากเจอได้

ปวดคอไปหมดแล้วเนี่ย!

ถ้าถามว่าทำไมผมถึงไม่เข้าไปหาพี่สนที่ร้านล่ะก็ มันดูตั้งใจเกินไปน่ะสิ ทำอะไรอย่าให้ไก่ตื่นครับ เราต้องรอบครอบ!

สายลมพัดผ่านทำให้บรรยากาศยามเย็นดีขึ้นกว่าเดิม สวนสาธารณะที่มักมีคนเยอะทุกวันยังคึกครื้นเหมือนเคย ผมเดินทอดน่องไปมาระหว่างรอใครอีกคนเลิกงานซึ่งน่าจะอีกหลายชั่วโมง ไม่ได้เปลี่ยนชุดมาวิ่งซะด้วยจึงไม่รู้จะทำอะไรนอกจากมองนู่นมองนี่ไปเรื่อย

ตุบ!

แรงกระแทกจากด้านหลังทำให้ผมงงเล็กน้อย หันกลับมามองอีกทีก็มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่กับพื้นไม่ไกลจากผมมากนัก

เมื่อกี้คือเขาชนผมหรอ?

ก่อนจะคิดหาคำตอบผมรีบช่วยพยุงอีกคนขึ้นมาทันที อีกฝ่ายนิ่วหน้าเมื่อผมจับที่ข้อศอก

“เอ่อ ขอโทษที่ยืนขวางทางนะครับ” ถึงจะไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นคนผิดก็เถอะ

“จริงๆ เราไม่ทันมองเองแหละ ขอโทษนะคะ” ผมถือโอกาสสำรวจว่าอีกฝ่ายเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า จนได้เห็นแผลถลอกที่ข้อศอกและหัวเข่าเล็กน้อย

“นั่งก่อนไหมครับ เหมือนจะมีแผลนะ” เมื่อได้ยินผมพูดแบบนั้นอีกฝ่ายก็สำรวจตัวเองทันที

เธอพยักหน้า เดินตามผมมายังเก้าอี้ตัวยาวแล้วนั่งลง

“งั้น ผมไปซื้อพาสเตอร์จากร้านค้าแถวนี้ให้นะครับ”

“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ เราเป็นคนผิดเอง อีกอย่างแผลแค่นี้ไม่เป็นไรค่ะ” อีกฝ่ายยิ้มอายๆ

“เอางั้นหรอครับ” ผมมองแผลของคนข้างๆ อย่างชั่งใจ

“แน่ใจค่ะ... เราแฟ้มนะ แล้ว…”

“ไผ่ครับ” ผมยิ้มให้แฟ้ม

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ…แล้วนี่มาเดินเล่นหรอ”

“อ่า ครับ” ผมก็ไม่รู้ว่าผมมาทำอะไร คงมาเดินเล่นนั่นแหละ

พอถึงตรงนี้ก็ต่างคนต่างเงียบ ผมก็ไม่ได้ชวนอีกฝ่ายคุย แฟ้มมองตัวเองสักพัก ลุกขึ้นแล้วหันมาหาผม

“งั้นเราไปก่อนนะ ขอโทษอีกครั้ง” ผมพยักหน้ารับแล้วยิ้มให้ แฟ้มยิ้มตอบก่อนจะวิ่งออกไป



ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม จากท้องฟ้าสว่างจนตอนนี้เริ่มมืด นั่งอยู่ตรงนี้โดยไม่ได้ขยับไปไหนจนกระทั่งรู้สึกถึงแรงสะกิดที่หัวไหล่

“มานั่งเป็นพระเอกMVอะไรตรงนี้”

“อ้าวพี่” คนที่สะกิดคือคนที่ผมนั่งรอมาเกือบสองชั่วโมง

“กูเห็นมึงนั่งตรงนี้นานละ เป็นอะไรรึเปล่า”

“เป็นคนหล่อ” ผมยิ้มกว้าง พี่สนส่ายหน้าเอือมแต่ถึงอย่างนั้นก็มีรอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏอยู่

พี่สนนั่งลงข้างๆ ผม อีกคนสวมชุดไปรเวทธรรมดาไม่ใช่ชุดพนักงานเหมือนคราวที่แล้ว

เมื่อแสงอาทิตย์หายไป ดวงไฟจากทุกที่ในสวนสาธารณะก็เปิดโดยอัตโนมัติ

นี่ผมมานั่งรอตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินจนตอนนี้ค่ำแล้วหรอเนี่ย

“ไผ่”

“ครับ?”

“กูถามไรหน่อยสิ”

ผมพยักหน้าให้อีกคนเป็นการบอกว่าให้ถามมาได้เลย

“ทำไม…ทั้งๆ ที่มึงก็มีคู่หมั้นแต่มึงยังคบกับคนอื่นล่ะ” คำถามของพี่สนไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้ผมเท่าไหร่

“พี่หวังจะได้คำตอบอะไรจากผมงั้นหรอ ในเมื่อมันก็ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากผมอยากคบใครผมก็คบ”

“แล้วมึงไม่รักคู่หมั้นมึงหรอ” ผมยิ้มแล้วตอบกลับไป

“รักสิ” พี่สนนิ่งไปสักพัก มองไปข้างหน้าแล้วเริ่มคำถามใหม่

“มึงว่าการที่เราเจอกับใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันมีเหตุผลหรือเปล่า”

“มีสิครับ” ผมตอนแทบจะทันที “และผมก็เชื่อว่าพี่ก็มีเหตุผลที่เข้าหาผม”

อีกฝ่ายยิ้มรับ เกิดความเงียบชั่วอึดใจและพี่สนก็เอ่ยขึ้น

“ถ้าโลกเหวี่ยงใครสักคนมาให้เราเจอ เราก็ควรจะรักษาไว้นะ มึงว่าไหม”

ผมเลิกคิ้วกับประโยคที่อยู่ๆ พี่สนก็เอ่ยขึ้นมา เจ้าตัวยังมองไปข้างหน้าแล้วยิ้มอยู่อย่างนั้น

แม้ผมจะไม่ค่อยเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร แต่ก็ตอบกลับไปซึ่งนั่นเป็นคำถามซะมากกว่า

“แล้วถ้าโลกเหวี่ยงใครสักคนมาเพื่อทำร้ายเราล่ะ ถ้าเป็นพี่ยังจะอยากรักษาคนนั้นไว้อยู่ไหม”

รอยยิ้มที่มีอยู่เมื่อกี้หายไป พี่สนไม่ตอบ ผมก็ไม่ได้คาดคั้น ที่พูดไปก็เหมือนเป็นประโยคบอกเล่ากับตัวเองมากกว่า

ผ่านไปสักพักทั้งผมและพี่สนก็ไม่มีใครเอ่ยทำลายความเงียบ ผมจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยเพราะเมื่อยจากกันนั่งท่าเดิมนานๆ

ขณะที่ผมจะเอ่ยชวนกลับคอนโด อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้น

“แต่ถ้าเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายมึงล่ะ มึงจะให้อภัยเขาไหม”

พี่สนถามด้วยสีหน้าจริงจัง สายตาที่คาดหวังคำตอบจ้องมองผมอยู่หลายนาทีก่อนที่ผมจะอมยิ้มและตอบกลับไป

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นเป็นคนที่ผมรักรึเปล่า ….กลับกันเถอะครับดูท่าพี่จะเหนื่อยนะ”

พี่สนลุกขึ้นเดินตามผมอย่างอิดออด ไม่รู้เพราะเหนื่อยหรือคำตอบที่ผมตอบไปไม่ถูกใจกันแน่

“กินข้าวกันก่อนไหม”

“ผมลืมเลย ว่าแต่พี่อยากกินอะไร”

“จะพาไปหรอก”

“ครับ รถผมซ่อมเสร็จแล้ว”

พูดถึงรถก็อดขำไม่ได้ ผมได้รถคืนเมื่อวานซึ่งมีคนขับมาจอดให้ถึงที่ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาจะทำไปเพื่ออะไร เหมือนเหงาอย่างนั้นแหละ





“พี่อยากกินข้าวต้มหรอ” อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกๆ ผมยิ้มตามอย่างนึกเอ็นดู

“ปากเป็นแผลอะ กินอะไรไม่ค่อยได้เลย” ว่าแล้วก็ทำหน้างอ

“งั้นก็เข้าไปนั่งครับ”

“มึงไปจองโต๊ะเลย เดี๋ยวกูสั่งให้” ผมไม่ได้ค้านอะไร เพราะไม่มีความจำเป็นต้องเลือกเมนูอื่นในเมื่อมันเป็นร้านข้าวต้ม

ร้านข้าวต้มโต้รุ่งคนค่อนข้างเยอะ น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าอร่อยพอสมควร จริงๆ ร้านนี้อยู่อีกฝากหนึ่งของสวนสาธารณะพวกผมจึงไม่ต้องกลับไปเอารถ

“อยากกินอะไรไหม”

“มีอย่างอื่นนอกจากข้าวต้มด้วยหรอ”

พี่สนยื่นเมนูมาให้ผมดู ถึงจะเป็นร้านข้าวต้มแต่ก็มีอย่างอื่นอยู่ด้วย

ผมวางเมนูไว้ที่เดิม มองไปรอบๆ ร้านอย่างไม่รีบร้อน

“วันนี้ว่างหรอ กูเห็นมึงนั่งอยู่ตรงนั้นนานละ หรือมารอกู”

“ครับ ผมมารอพี่” พี่สนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อผมพูดจบ

อาจจะเป็นเพราะไม่คิดว่าผมจะตอบแบบนี้ล่ะมั้ง

“ทำไมไม่ไลน์มาบอก”

“ก็พี่ทำงาน”

“ถ้าไม่ใจดีแบบนี้กับทุกคนก็คงดีสินะ” พี่สนพึมพรำเบาๆ โดยที่ผมจับใจความไม่ได้

สายตาที่ปกติจะมองผมตรงๆ วันนี้กลับมองนั่นมองนี่ไปเรื่อย คงดูไม่ออกเลยนะว่ากำลังหลบสายตาผมอยู่

พอเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแบบนั้นผมก็นึกอยากแกล้งขึ้นมา ยกมือขึ้นเท้าคางตัวเองจงใจจ้องหน้าให้อีกคนรู้ตัว

แน่นอนครับว่าพี่สนรู้ตัวแต่ไม่ยอมหันมาสบตาผม

“เลิกจ้องสักทีได้ไหมวะ”

“พี่ยังเคยจ้องผมเลย ผมขอจ้องคืนบ้างดิ” ผมอมยิ้ม

“แม่งเอ้ย” พี่สนสบถเบาๆ อย่างขัดใจ ท่าทางแบบนั้นทำให้ผมอดขำไม่ได้ ทั้งที่ใช้คำหยาบแท้ๆ แต่กลับดูซอฟท์ลงซะงั้น

“ขำอะไร”

“ขำพี่แหละ”

“ก็ดีแล้ว อย่างน้อยอยู่กับกูมึงก็ยิ้มได้” พี่สนยักคิ้วใส่ผม

อยู่ๆ ความมั่นใจของอีกฝ่ายก็กลับคืนมา เราต่างจ้องหน้ากันโดยไม่มีใครยอมใคร นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของอีกคนคือจุดที่ผมวางสายตา ในนั้นสะท้อนเงาของผม

“รู้ตัวรึเปล่าว่าเป็นคนยิ้มสวย” พี่สนเอ่ยเบาๆ

“คนอื่นก็บอกแบบนี้”

“ชอบว่ะ…” รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้น สายตาสื่อความหมายมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาจนผมรู้สึกได้ว่าคำว่าชอบครั้งนี้มันหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ

“หึ” ผมกระตุกยิ้มอย่างได้ใจ

“ข้าวต้มกุ้งกับข้าวต้มหมูมาแล้วครับบบ”

ข้าวต้มสองถ้วยถูกวางไว้ตรงหน้าพอดีกับเราเริ่มเงียบกันอีกครั้ง ผมมองข้าวต้มด้วยความรู้สึกไม่สู้ดีนัก

ข้าวต้มกุ้ง ผมไม่ชอบอาหารทะเล

ผมมองเลยถ้วยของตัวเองไปมองถ้วยของพี่สน ดูเหมือนสายตาของผมมันจะบ่งบอกถึงความผิดปกติเกินไปจนพี่สนเอ่ยถาม

“มีอะไรหรอ”

“ผมไม่กินอาหารทะเล” พี่สนทำหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนจะสลับถ้วยของตัวเองกับถ้วยของผม

“ขอโทษ กูไม่รู้”

“ไม่เป็นไรครับ” ผมอดยิ้มไม่ได้กับความน่ารักของอีกฝ่าย



ตลอดการกินข้าวเย็นวันนี้ ผมสนใจคนตรงหน้าพอๆ กับข้าวต้มเลยล่ะ...











….………………………………





“พายด์บอกคุณลุงกับคุณป้ารึยังว่ากำลังคบกับไอ้แทน” ผมถามเสียงเครียด

จะบอกว่าเครียดก็ถูกเพราะอยู่ๆ พายด์ก็มาบอกว่างานหมั้นเลื่อนใกล้เข้ามาเป็นเดือนหน้าซึ่งก็คืออีกสี่อาทิตย์หลังจากนี้ ผมมีเวลาคิดหาวิธีขัดขวางหรือหนีงานหมั้นหนึ่งเดือน

แน่นอนครับว่ามันนานพอที่จะคิดหาวิธี แต่จะสำเร็จรึเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง

เขาไม่ได้สนเรื่องที่ผมพูดวันนั้นเลยสักนิด ผมคิดว่าเขาจะไม่แคร์ชื่อเสียงตัวเองเสียอีก ยังดึงดันว่าจะคุมถุงชนผมอยู่แบบนี้

ที่ผมทำไปวันนั้นเท่ากับว่าไม่มีประโยชน์เลยสักนิด!

“ยังไม่ได้บอกอะ”

“ทำไมไม่บอกล่ะ”

“พายด์กลัวพ่อกับแม่ไม่ยอมรับแทน” พายด์ทำหน้าเครียด พอเห็นแบบนั้นแล้วผมก็เริ่มทำตัวเองให้ผ่อนคลายขึ้น เมื่อไหร่ที่ผมแสดงอารมณ์แบบนี้พายด์จะไม่กล้าพูดอะไรเท่าไหร่แถมยังทำหน้าเครียดตามผมด้วย

“แทนมันก็โอเคนะ คุณลุงกับคุณป้าไม่ว่าหรอก”

“แต่…”

“เราจะหมั้นกันทั้งอย่างนี้ไม่ได้นะพายด์” พายด์ทำหน้าเครียดกว่าเดิม

“แต่ไผ่ก็รู้ว่าต่อให้เราไม่เห็นด้วยมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี”

“ไม่หรอกพายด์ มันจะไม่เกิดขึ้น” ผมพูดอย่างแน่วแน่

เลื่อนใกล้เข้ามาแล้วไง ผมก็พังงานได้แล้วกัน

“ไม่ต้องเครียดหรอกน่า เดี๋ยวไผ่หาทางเอง” ผมยื่นมือยีหัวพายด์เบาๆ ทำให้พายด์ยิ้มขึ้นบ้างแต่ยังมีความกังวลอยู่

พายด์ยังมีสีหน้ากังวลจนผมต้องคิดหาทางให้เจ้าตัวดีขึ้น สิ่งที่ผู้หญิงชอบคงมีไม่กี่อย่าง

“เดี๋ยวเราพาไปดูเครื่องสำอาง ดีไหม”

ผมสัมผัสได้ถึงอาการหูผึ่งของอีกคน จากนั้นผมก็ดึงแขนพายด์ให้เดินตามมาทันที

ยัยตัวแสบเอ้ย แค่เอาของมาล่อก็อารมณ์ดีแล้ว



พายด์ควงแขนผมอย่างที่เคยทำเวลามาห้างหรือไปที่ไหนกันสองคน คนภายนอกคงคิดว่าเราเป็นแฟนกัน เมื่อเดินผ่านร้านกล้องของลุงนนท์ผมก็อดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าเข้าไปดู มีลูกค้าสองสามคนอยู่ในร้าน

ผมละสายตาจากร้านกล้องถ่ายรูปมาทางเดิน บังเอิญสบสายตากับฟินที่กำลังเดินมากับผู้ชายคงหนึ่ง ฟินมีท่าทีตกใจเล็กน้อยที่เห็นผม จากนั้นก็หัวไปหาผู้ชายที่เดินมาด้วย พูดคุยกันอย่างอารมณ์ดีขณะที่เดินผ่านผมไป

ผมไม่ได้ใส่ใจมากนักและพอจะเข้าใจว่าช่วงหลังๆ ที่ฟินไม่ได้โทรหรือส่งข้อความมาเซ้าซี้ผมเป็นเพราะอะไร

“อยากดูหนังไหม” พายด์ถามขณะเดินเข้ามาในร้านขายเครื่องสำอาง

“แล้วแต่พายด์เลย”

“งั้นดูเครื่องสำอางเสร็จเราไปดูหนังกัน”

“โอเค” ผมว่ายิ้มๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วถามพายด์

“วันนี้ไอ้แทนมันไม่ว่างหรอ”

“อ่อ เคลียร์งานที่ร้านน่ะ” พายด์หันกลับไปสนใจเครื่องสำอาจต่อ ส่วนผมเมื่อไม่รู้จะทำอะไรก็ออกมานั่งรอที่หน้าร้าน เล่นโทรศัพท์ไปพลาง



Son: ตอนเย็นไปกินข้าวกินไหม

Pai: คิดถึงผมก็บอกดีๆ ดิ ไม่เห็นต้องเอาเรื่องของกินมาอ้างเลย

Son:……………………..



ผมยิ้มเมื่อเห็นว่าพี่สนตอบอะไรกลับมา คิดออกเลยว่าตอนนี้จะทำหน้าเอือมแค่ไหน

จะว่าไป ช่วงนี้ก็มักจะมีภาพรุ่นพี่ต่างคณะแวบเข้ามาในหัวบ่อยๆ แฮะ



คนที่เวลาอยู่ใกล้ๆ แล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกจนบางครั้งผมก็ลืมระวังความรู้สึกของตัวเอง











“แล้วถ้าโลกเหวี่ยงใครสักคนมาเพื่อทำร้ายเราล่ะ ถ้าเป็นพี่ยังจะอยากรักษาคนนั้นไว้อยู่ไหม”

-ไผ่-




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 11

รู้จักกันมากขึ้น





“มึงมาร้านนี้บ่อยหรอวะ” ไอ้ทอมถามขณะหย่อนก้นนั่งลงเก้าอี้ข้างผม พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านอย่างพอใจ

ผมคิดว่างั้นนะ เพราะดูจากแววตาเป็นประกายของมันแล้วก็น่าจะใช่

“เคยมาครั้งหนึ่ง” ตอนนั้นมาเลี้ยงสายรหัสนั่นแหละ

“กูว่านะ….” ไอ้แปนว่าพลางหรี่ตามองผมอย่างมีเลศนัย แล้วมองไปยังเวทีที่นักร้องกำลังร้องเพลงอยู่

“อะไรวะ” ไอ้ทอมมองตามสายตาไอ้แปนอย่างสงสัย

คนที่กำลังร้องเพลงอยู่คือพี่สน ไอ้แปนมันเคยเห็นผมอยู่กับพี่สนครั้งหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมมันถึงมองผมแบบนั้น

คงคิดว่าพี่สนเป็นเด็กผมแน่ๆ

“กูว่ากูรู้เหตุผลที่ไอ้ไผ่พาเรามาร้านนี้ละ” ไอ้แปนยกยิ้ม

“อย่าบอกนะว่า นักร้องคนนั้น…”

“พวกมึงคิดว่ากูมีเด็กทุกที่หรือไง”

“ใช่!” ประสานเสียงกันอีกไอ้พวกนี้

ไม่บ่อยนักที่ผมจะออกมาดื่มกับเพื่อน ปกติจะมากับพี่มอสหรือคนที่กำลังคุยๆ กันอยู่ วันนี้ไอ้ทอมมันชวนเนื่องจากมันอยากฉลองหลังจากทำงานชื้นใหญ่เสร็จ

ผมว่ามันหาเรื่องเที่ยวมากกว่า

ทั้งที่ไอ้ทอมเป็นคนชวนพวกผมออกมาแต่กลับให้ผมเป็นคนเลือกร้านซะงั้น ผมจึงเลือกร้านนี้ด้วยความอยากเจอใครบางคน

นักร้องที่กำลังร้องเพลงอยู่ตอนนี้คือเป้าหมายของผม ผมรู้ว่าพี่สนจะมาทำงานวันนี้

“กูรู้จัก”

“เขาดังหรอวะ” ไอ้แปนถาม

“ก็นะ สำหรับพวกวิศวะคนนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเต็ง” ผมขมวดคิ้ว ตัวเต็งงั้นหรอ แล้วทำไมผมถึงไม่รู้จักเลยล่ะ ผมก็รู้จักคนเยอะนะ

“ทำไมกูไม่คุ้นเลยวะ”

“ไม่แปลก คณะเรากับวิศวะใกล้กันซะที่ไหน แล้วมีหรอที่เราจะสนใจพวกวิศวะ” ก็จริงของไอ้ทอม ในมหาลัยคณะที่ผมไม่คิดจะสนใจก็วิศวะนี่แหละ

“สรุป เด็กมึงหรอวะ” ไอ้ทอมหันมาถาม ผมส่ายหน้า พวกมันมองผมอย่างไม่เชื่อ

พอพูดความจริงก็ไม่มีใครเชื่อเลยวุ้ย

“เอ่อ ขอชนแก้วได้ไหมคะ” เสียงหวานดังขึ้นจากด้านหลังทำให้พวกผมหันไปมองแทบจะพร้อมกัน หญิงสาวในชุดรัดรูปสีดำ ผมสีคาราเมลซึ่งเป็นสีเดียวกันกับผม ริมฝีปากอวบอิ่มแต่งแต้มด้วยลิปสีแดงที่ดูเข้ากับเจ้าตัวเป็นอย่างมาก รอยยิ้มถูกส่งมาให้พวกผมทั้งสาม

แต่ใครล่ะที่เธออยากชนแก้วด้วย

ยังไม่ทันได้คิดอะไรไอ้ทอมก็ยกแก้วตัวเองขึ้นหมายจะชนแก้วของเธอ ซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธ

“ขอนั่งด้วยได้ไหมคะ”

“เชิญเลยครับ” ไอ้ทอมตอบอย่างกระตือรือร้น ผมกับไอ้แปนมองหน้ากันอย่างขำๆ เห็นได้ชัดว่าคนนี้ไอ้ทอมมันจองส่วนผมกับไอ้แปนก็ต้องหลบไป

ไอ้แปนขยับเก้าอี้มาใกล้ผมพลางกระซิบ

“มันเอาตั้งแต่เข้าร้านเลยว่ะ”

“อยากได้?”

“ถ้าได้ก็ดี” ไอ้แปนยักไหล่ ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม

ก่อนที่ผมจะหันไปสนใจคนที่ร้องเพลงอยู่สายตาสาวเจ้าที่นั่งข้างๆ ไอ้ทอมก็ชำเลืองมองผมพลางขยิบตาให้ ผมยิ้มตอบตามมารยาท ของเพื่อนผมไม่คิดอยากได้ครับ

เมื่อมองไปยังหน้าเวทีก็พบว่าพี่สนก็กำลังมองผมอยู่ก่อนแล้ว ผมจึงส่งยิ้มให้แต่กลับไม่ได้รอยยิ้มกลับมา นั่นทำให้ผมงงนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก พลันโทรศัพท์ที่วางไว้บนโต๊ะก็สั่นพอดี

คนที่โทรมาไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพายด์

ไอ้แปนพยักหน้าเป็นเชิงให้ผมออกไปคุยโทรศัพท์ ผมจึงเดินออกมาหน้าร้าน กดรับสายพายด์อย่างไม่รีบร้อน

“ครับพายด์”

‘ไผ่อยู่ไหน’

“มาดื่มกับเพื่อน พายด์มีอะไรหรือเปล่า”

‘เพื่อนหรือเด็กกันแน่’ น้ำเสียงคนในสายฟังดูประชดจนผมต้องขมวดคิ้ว

“พายด์เป็นอะไรหรือเปล่า อารมณ์ไม่ดีหรอ”

‘ก็… คงงั้น’

น้ำเสียงแบบนั้นทำไมผมจะไม่รู้ว่าพายด์อารมณ์ไม่ดี แต่ว่าจะเรื่องอะไรล่ะที่ทำให้เจ้าตัวเป็นแบบนี้ นอกจาก…

“ทะเลาะกับไอ้แทนหรอ”

‘………..’

พายด์เงียบ

แสดงว่าทะเลาะกับไอ้แทนแน่ๆ

“อยากมาเที่ยวไหม เดี๋ยวไผ่ไปรับ” ผมเอ่ยเสียงอ่อนลง

‘ไม่เป็นไร ไผ่ไปดื่มกับเพื่อนเถอะ’ น้ำเสียงพายด์ยังฟังดูไม่ดีขึ้นจนผมไม่อยากปล่อยให้อยู่คนเดียว

“เดี๋ยวไผ่ไป…”

‘พายด์นอนดีกว่า เจอกันพรุ่งนี้นะ’ ว่าแล้วพายด์ก็ตัดสายทันที ผมมองหน้าจอที่ดับไปอย่างจนใจ เวลาพายด์อารมณ์ไม่ดีก็มักจะอยู่คนเดียว บางครั้งผมก็อยากช่วยให้พายด์ดีขึ้นแต่มันก็ไม่เวิร์กเท่าไหร่ ทางที่ดีที่สุดจึงเป็นการปล่อยให้เจ้าตัวอยู่คนเดียวเงียบๆ



ผมเดินเข้ามาในร้าน ไอ้ทอมกับสาวชุดดำกำลังคุยกันอย่างออกรส ส่วนไอ้แปนก็นั่งเป็นหมาหงอยอยู่ข้างๆ ผมนั่งลงเก้าอี้ตัวเดิมแล้วถามมัน

“ไม่ไปหาสักคนหรอ”

“คิดอยู่”

“ลีลาสัส” ผมว่าพลางหัวเราะ ยกแก้วเหล้าขึ้นมาชนแก้วกับไอ้แปน

พอมองไปเวทีก็ไม่เห็นพี่ลูกแมวอยู่แล้ว ผมกวาดสายตาหาพี่สนเผื่อจะอยู่แถวนั้นแต่ก็ไม่เจอ สิ่งที่เจอกลับเป็นแผ่นหลังที่ดูคุ้นตานั่งอยู่โต๊ะอีกฟากของร้าน มันเหมือนกับ ไอ้แทน

คิ้วขมวดทันทีที่คิดว่าเป็นมัน ถ้าไอ้แทนอยู่ที่นี่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะทะเลาะกับพายด์จริงๆ แต่เท่าที่ผมรู้จักไอ้แทน มันไม่ใช่คนชอบดื่ม เมื่อคิดถึงข้อนี้ผมจึงอยากพิสูจน์ให้แน่ใจว่าใช่ไอ้แทนหรือเปล่า

สายตาของผมยังจับจ้องไปที่แผ่นหลังของคนที่นั่งอยู่คนเดียวจนกระทั้งมีใครบางคนมาบดบังสายตา ผมเงยหน้ามองคนที่ขัดจังหวะการมองของผม

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

“ขอชนแก้วได้ไหมครับ” หนุ่มหน้าหวานยิ้มให้พลางส่งสายตาที่ไม่บอกก็รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร

แน่นอนว่าผมยิ้มกลับไปตามมารยาท หันไปหาไอ้แปนซึ่งมันก็เหมือนจะรู้หน้าที่ของตัวเอง

แกร๊ง

ไอ้แปนชนแก้วหนุ่มหน้าหวานแล้วยิ้มกวนๆ ผมนึกขำในใจตอนที่เห็นสีหน้าของอีกคน แล้วลุกขึ้นโดยไม่สนใจสายตาคนที่หวังจะชนแก้วกับผม

เป้าหมายคือคนที่ผมจ้องก่อนหน้านี้ต่างหาก

“เดี๋ยวคืนนี้ผมเลี้ยงเอง มานั่งด้วยกันก่อนนะครับ”

เสียงดังแว่วมาจากโต๊ะไหนสักที่ แต่ผมไม่ได้สนใจมากนัก ที่นี่เป็นผับเสียงคุยกันมันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

ผมเบี่ยงตัวหลบคนขี้เมาบางคนอย่างยากลำบาก ถ้าเทียบจากมองดูที่โต๊ะมันเหมือนไม่ไกลแต่ยากที่จะเดินฝ่าคนที่กำลังเมาได้ที่ไปได้

“ขอโทษนะครับ ผมต้องไปหาเพื่อน” ผมยังเดินไปไหนไม่ได้ไกลพอจะไม่ได้ยินบทสนทนาอีกครั้ง เสียงนั้นคุ้นหูจนผมต้องมองหาที่มาของเสียง

ห่างไปอีกสองคนกับหนึ่งโต๊ะ พี่สนกำลังหลบหลีกจากวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง น่าจะอายุไม่ห่างจากผมมากนัก อาจเป็นเพราะอะไรสักอย่าง เสียง หรือหน้าตาที่ออกแนวน่ารักของพี่สนทำให้วัยรุ่นกลุ่มนั้นดูจะสนใจอยากให้เจ้าตัวอยู่ร่วมโต๊ะด้วย ผมจะไม่สนเลยถ้าหากพี่สนไม่ได้ปฏิเสธและมีสีหน้าลำบากใจ

ขาทั้งสองข้างก้าวไปอีกทางอย่างอัตโนมัติทั้งที่ผมควรจะเดินตรงไปอีกแค่ไม่กี่โต๊ะก็คงจะถึงเป้าหมายแล้ว

“นั่งดื่มกับพวกเราก่อนค่อยไปก็ได้ครับ” แขนที่เคยเป็นอิสระถูกหนึ่งในโต๊ะคว้าไว้

พี่สนขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ผมหยุดมองอยู่ไม่ไกล สีหน้าแบบนั้นผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ด้วยความที่อยากรู้ว่าอีกคนจะทำอย่างไรต่อผมจึงไม่เดินเข้าไปในทันที

“ไม่สะดวกครับ ขอตัว” พี่สนสะบัดมือที่จับแขนตัวเองออกอย่างไม่ใยดี แต่ปฏิเสธแค่นั้นก็ใช่ว่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามยอมแพ้ง่ายๆ

“อย่าเล่นตัวน่าพี่ หรือจะให้ผมไปบอกเจ้าของร้านว่าพี่บริการไม่ดี” คนที่หน้าตาค่อนไปทางตี๋ๆ พูดขึ้นก่อนจะหัวเราะชอบใจ

“โทษทีนะ กูหมดเวลางานแล้ว”

“โถ่พี่ ไม่ชอบของฟรีหรอ”

“กูจ่ายเองได้”

ผมเกือบหลุดขำออกมากับสีหน้าเบื่อหน่ายของพี่สน เดินตรงไปหาอย่างนึกเห็นใจอีกฝ่ายที่ไม่สามารถทำอะไรไปมากกว่าการพูดปฏิเสธ มีเรื่องในนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยโดยเฉพาะกับลูกค้า

“ถึงว่าทำไมไม่กลับโต๊ะสักที มีคนเลี้ยงเหล้าหรอครับ” ผมเลิกคิ้วมองพี่สนพลางมองคนในโต๊ะทั้งสี่คน

“ใช่ มีคนจะเลี้ยงเหล้า” พี่สนกระตุกยิ้ม

“โต๊ะพวกผมอยู่ทางโน้น ถ้าอยากเลี้ยงก็สั่งให้ครบคนด้วยนะครับ” ผมยิ้ม หญิงสาวสองคนที่นั่งอยู่หลบสายตาอย่างเขินอาย

ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเอ่ยอะไรขึ้นมา ผมจึงคว้าแขนพี่สนให้เดินตามโดยไม่ลืมที่จะพูดอย่างรักษามารยาทกับคนที่ไม่ค่อยมีมารยาท

“พวกเราขอตัวนะครับ”

พี่สนเดินตามผมอย่างว่าง่ายปล่อยให้ผมจูงมืออย่างไม่ว่าอะไรจนกระทั่งถึงโต๊ะที่เหลือแค่ไอ้แปนนั่งอยู่

“ไอ้ทอมล่ะ” ผมถาม

“นู่นน” ไอ้แปนบุ้ยปากไปทางด้านหลังเห็นไอ้ทอมนั่งอยู่กับสาวคนเดิมเพิ่มเติมคือเพื่อนเขาอีกสองคน สวยกินกันไม่ลงเลยทีเดียว

ผมคงยืนมองโต๊ะนั้นนานเกินไปจนรู้สึกถึงชายเสื้อที่ถูกดึง ผมก้มลงเห็นดวงตากลมๆ ของพี่สนกำลังมองอยู่

คิดภาพเวลาแมวมันจ้องคุณอ้อนๆ สิครับ นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผม

รอบตัวผมมีคนชอบแมวกันเยอะพอสมควร มันจึงผ่านตาผมซึ่งไม่ได้สนใจดูเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นทางเฟสบุ๊ค อินสตาแกรม เกือบทุกแอพในโซเชียล เจ้าสัตว์น่ารักตัวนี้ก็มักจะปรากฏอยู่หน้าจออย่างช่วยไม่ได้ และตอนนี้สิ่งนั้นกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าผม

ผมนั่งลงข้างๆ พี่สนเลิกสนใจสาวๆ พวกนั้น

“พี่นั่นเอง เสียงเพราะจังครับ” ไอ้แปนยิ้ม

“ก็ไม่เท่าไหร่นะ เพี้ยนนะเพลงเมื่อกี้”

“เห้ย จริงดิพี่ ฟังไม่ออกเลยอะ”

พอนั่งลงผมก็นึกขึ้นได้ว่าสาเหตุที่ผมเดินไปจากโต๊ะคืออะไร สายตามองไปทางโต๊ะที่เคยมีคนนั่งอยู่แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ผมนึกตำหนิตัวเองในใจที่พลาดไป

ไว้ค่อยถามพายด์ทีหลังแล้วกัน

“มากันแค่นี้หรอ”

“มาสามส่วนอีกคนอยู่โต๊ะนั้น” ผมชี้ให้พี่สนดู พลางยื่นแก้วให้

พี่สนรับไปดื่มรวดเดียวจนหมด ผมไม่ควรแปลกใจเพราะเจ้าตัวเรียนวิศวะ นั่นแหละครับเหล้ากับวิศวะมันเป็นของคู่กัน

“ได้ฟังเพลงที่กูร้องปะ”

“ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง” ผมตอบตามความจริง

“ตั้งใจฟังบ้างดิ” ผมทำหน้างง ต้องตั้งใจขนาดนั้นเลยหรือไง

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่พี่สนไม่ยิ้มตอบผมตอนนั้นก็ได้

“ไอ้ไผ่มันจะไปตั้งใจฟังได้ไงล่ะพี่ มองแต่สาวๆ แถวนี้แหละ”

“ขนาดนั้นเลยหรอ” พี่ไผ่ถามเหมือนไม่รู้ แต่หน้าตาไม่ใช่เลย

ก่อนที่ผมจะได้ตอบอะไรข้อความไลน์ของคนที่อยู่อีกโต๊ะก็เข้ามาพอดี ผมเปิดอ่านข้อความแล้วลุกยืนขึ้น

“ไปห้องน้ำนะ”

“อ้าว …” ไอ้แปนท้วงแต่ผมก็เดินออกมา ทิ้งพี่สนไว้กับไอ้แปน

“มีอะไรวะ” ผมถามไอ้ทอมขณะเดินมาถึงหน้าห้องน้ำ

ไอ้ทอมมองไปทางโต๊ะที่ไอ้แปนกับพี่สนนั่งอยู่เพื่อให้แน่ใจว่าสองคนนั้นจะไม่มองมา

“กูมองอยู่นานแล้ว นานจนนึกออกว่าเด็กมึง….”

ประโยคสุดท้ายไอ้ทอมกระซิบผมเบาๆ คล้ายกับเป็นความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้

มันพูดจบก็ผละออกห่างจากผม ไม่รู้ว่าสีหน้าของผมตอนนี้เป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่การยิ้มรับกับสิ่งที่ไอ้ทอมพูดแน่นอน



ผมกับไอ้ทอมเดินกลับไปที่โต๊ะ สีหน้าของผมคงจะปกติจนไม่มีใครสังสัยว่าไอ้ทอมเรียกผมไม่คุยอะไร

มันควรจะเป็นอย่างนั้น ผมควรเก็บมันไว้ในใจดีกว่า













….…………………………………





ศีรษะที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำสะบัดไปมา มือทั้งสองข้างเท้าขอบสระ สายตาเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย

สระว่ายน้ำส่วนกลางของคอนโดเป็นสถานที่ที่ผมชอบที่สุด ชอบเวลาที่ร่างกายได้สัมผัสกับน้ำเย็นๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายไม่ว่าวันนั้นจะเจอกับเรื่องอะไรมาก็ตาม

ผมเสยผมขึ้นอย่างลวกๆ ในหัวคิดเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา นึกหาเหตุผลที่มันจะสามารถอธิบายเรื่องเหล่านั้นให้ได้มากที่สุดซึ่งมาถึงตอนนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่าจะหาเหตุผลขนาดนั้นไปทำไม ในเมื่อมันก็เห็นชัดเจนอยู่แล้ว

เรื่องที่ไอ้ทอมบอกในผับเมื่อวานคือเรื่องที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ จนถึงขนาดต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือสืบประวัติ ไม่มีใครที่จะทำให้ผมทำถึงขนาดนี้นอกจากว่าผมจะสนใจจริงๆ ผมเริ่มสนใจพี่สนขึ้นมาหลังจากที่ไอ้ทอมพูดกับผมในวันนั้น นึกหาเหตุผลที่จะเป็นไปได้ทั้งหมด ถึงแม้ว่าสิ่งที่ผมคิดมันจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม

“วัชระ วิศาล” ผมพรึมพรำชื่ออีกคนเบาๆ รู้สึกว่าชื่อนี้เพราะยังไงก็ไม่รู้

ผมยกยิ้มเมื่อรู้สึกว่าแค่ชื่อเขาผมก็ยังคิดว่ามันเพราะดี หลังจากที่ผมได้รู้จักเขามากขึ้นจากการสืบค้นข้อมูลพื้นฐานทางบ้านและความสัมพันธ์ของเขากับคนอื่น แต่เรื่องนิสัยผมยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมันใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาหรือเปล่า



“ขึ้นมาได้แล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” เสียงใสๆ ที่ไม่มองก็จำได้ว่าเป็นเสียงใครดังขึ้นใกล้ๆ

พายด์นั่งลงขอบสระตรงหน้าผมแล้วโน้มตัวมาใกล้ๆ หวังจะทำให้ผมตกใจ แต่มันไม่ได้ผลจึงทำให้เจ้าตัวกลับไปนั่งตามเดิม

ผมยิ้มเล็กน้อยกับสิ่งที่เจ้าตัวมักจะทำ

“ไผ่ถึกจะตาย ไม่มีทางไม่สบายหรอก”

“ถ้าไม่สบายขึ้นมาพายด์ไม่ดูแลนะ”

“พายด์ไม่ทำแบบนั้นหรอก” ผมยิ้มกว้าง เมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่ผมพูดไม่มีทางผิดแน่นอน

“ทำมาเป็นรู้ดี”

“แน่นอน ก็พายด์รักไผ่จะตายยย” ผมเน้นคำสุดท้าย

พายด์เงียบไป ไม่ได้โต้เถียงหรือตอบรับใดๆ ผมจึงใช้มือดันขอบสระปล่อยตัวกลับสู่สระน้ำ และทันได้ยินประโยคหนึ่งจากพายด์ก่อนที่จะว่ายห่างออกมา

“พายด์รักไผ่จริงๆ นั่นแหละ”

ผมยิ้มขณะที่แขนทั้งสองข้างยังแหวกว่ายไปตามน้ำ แต่แล้วภาพไอ้แทนก็ลอยเข้ามา ภาพที่มันนั่งอยู่ในผับเมื่อวาน

มีเรื่องบางอย่างของพายด์และไอ้แทนที่ผมควรจะถาม ผมรู้ว่ามันอาจจะก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของทั้งคู่เกินไปแต่ในเมื่อคนหนึ่งเป็นเพื่อนรักของผม ผมมีสิทธิ์ที่จะถาม

และถ้าพายด์อยากจะพูดหรือปรับทุกข์กับใครสักคน นอกจากไอ้แทนแล้วคนคนนั้นก็ควรจะเป็นผม













คิดภาพเวลาแมวมันจ้องคุณอ้อนๆ สิครับ นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผม

-ไผ่-




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 12

ธาวิน มหาธน





Son’ Part



‘ขอเวลาอีกสักพักได้ไหมครับ คือตอนนี้มันไม่พอจริงๆ ’

‘เราพยายามเลื่อนให้เท่าที่จะทำได้แล้วนะคะนักศึกษา ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องรอเรียนเทอมหน้า’

‘อาทิตย์หนึ่งก็ได้ครับ’ ผมพยายามต่อรองเวลากับเจ้าหน้าที่อย่างอับจนหนทาง

‘แต่…’

‘นี่ครับ’

ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะได้ปฏิเสธผมอีกครั้ง เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นพร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เจ้าหน้าที่

ผมหันไปมองคนมาใหม่ทันที

‘สกาย’

‘เอาบัตรนักศึกษาให้เขาด้วย’ ผมทำตามที่สกายบอกอย่างงงๆ

‘เรียบร้อยค่ะ’

‘ขอบคุณครับ’ ผมผงกหน้าให้เจ้าหน้าที่แล้วรับบัตรนักศึกษาคืน

หลังจากที่เดินออกมาจากตึกผมก็คว้าแขนสกายไว้

‘ขอบใจนะ เดี๋ยวกูหาเงินมาคืนให้’

‘กูไม่รีบหรอก ที่หลังเดือดร้อนอะไรก็บอกกู’

‘ก็กูคิดว่าจะหาเงินมาจ่ายค่าเทอมทันนี่หว่า...’







ผมนั่งเท้าคางมองสมุดโน้ตที่เขียนรายละเอียดและวิธีที่จะเข้าหาเป้าหมายพลางถอนหายใจออกมา

ต้นเหตุมาจากวันนั้น วันที่สกายมันจ่ายค่าเทอมให้ผม แน่นอนครับว่าถ้ามันคือการติดหนี้ธรรมดาผมคงไม่ต้องมานั่งวางแผนอะไรเยอะแยะแบบนี้ แต่ที่มันไม่ธรรมดาก็เพราะข้อเสมอที่สกายมันเสนอให้ผมน่ะสิ

ค่าตอบแทนทำให้ผมไม่ปฏิเสธข้อเสนอนั่น เพราะมันคือการที่ผมไม่ต้องจ่ายหนี้ทั้งหมดคืนถ้าทำตามที่มันบอกสำเร็จ นั่นก็คือการจีบเด็กนิเทศคนหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาผมได้ยินชื่อเขาผ่านสกายเท่านั้น ไม่เคยเจอหน้าจริงๆ จังๆ สักที

ไผ่คือแฟนเก่าของสกาย ผมได้ฟังเรื่องราวของไผ่ผ่านสกายมากพอที่จะรู้สึกว่าคนนี้ไม่เคยรักใครจริง ซึ่งผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก

ผมอาจจะพูดได้ว่าความเจ้าชู้เป็นเรื่องปกติของผู้ชาย แต่ไม่ใช่การเอามาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นแน่นอน

เจ้าชู้ตอนไม่มีแฟนอะได้ แต่ถ้ามีแฟนแล้วมันก็ไม่ควร

ผมตกลงรับข้อเสนอของสกายหลังจากที่เอากลับมาคิดเพียงวันเดียว ศักดิ์ศรีสำหรับผมมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ถ้ามีทางไหนที่พอจะทำให้ผมไม่ลำบากกว่าเดิมผมก็จะเลือกทางนั้น

ที่ว่าไม่ลำบากมันเป็นเพียงความคิดตอนที่ผมยังไม่ได้ลงมือทำเท่านั้นแหละ เพราะแผนของผมมันเหลวไหลสิ้นดีเมื่อมาคิดๆ ดูแล้ว ผมประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำเกินไป

ผมโดนปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใยตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรมากไปกว่าการสารภาพรัก

ถ้าผมชอบเขาจริงๆ ผมคงเสียใจที่โดนปฏิเสธ หรือถอยตั้งแต่รู้ว่าเขามีคู่หมั้น เรื่องนี้สกายรู้อยู่แล้วแต่ก็ยังคบกันมาได้ จนในที่สุดก็ต้องเลิกกันอยู่ดี

ซึ่งผลลัพธ์มันก็เห็นๆ กันอยู่ แต่ยังดึงดันที่จะคบกับเขาจนต้องเลิกกัน แถมเพื่อนผมคนนี้ก็เจ้าคิดเจ้าแค้นซะด้วยสิ

ผมว่าการทำแบบนี้มันออกจะไร้สาระไปหน่อย แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะไร้สาระแค่ไหนคนที่ลงมือจริงๆ ก็คือผม

ใครว่าการจีบคนไม่มีใจมันง่ายวะ!

นั่นไม่มีความหวัง ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก

“เป็นไรอะพี่ ทำไมทำหน้าแบบนั้น”

ผมเงยหน้ามองลูกพี่ลูกน้องที่เดินเช็ดผมเข้ามาในห้องของผมอย่างไม่บอกกล่าว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติ

“เปล่า แล้ววันนี้ไม่มีกิจกรรมหรอทำไมกลับเร็ว”

“โดดมาอะดิพี่ น่าเบื่อจะตาย แล้วพี่ล่ะวันนี้จะนอนนี่หรอ” ไมล์ว่าพลางนั่งลงข้างๆ ผม

“เปล่า เดี๋ยวพี่ไปหอเพื่อนละ” ว่าแล้วผมก็เก็บของลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องทันที ปล่อยไอ้ไมล์นั่งหน้าเอ๋อไปตามสเต็ป



ผมมองบ้านที่เป็นของคุณลุงกับคุณป้าแล้วยิ้มออกมา คิดในใจว่าโชคดีแค่ไหนที่ยังมีท่านทั้งสองเมตตา ฐานะของเราอาจจะไม่ได้ดีนักแต่ก็มีความสุข

แต่ติดตรงที่พอสิ้นเดือนทีไรมันต้องมีค่าใช้จ่ายให้ตื่นเต้นทุกที



ผมเดินชิลล์ๆ มารอรถหน้าปากซอยเพื่อไปคอนโดที่ไม่ใช่ของผมแต่เป็นของสกาย สกายให้เหตุผลว่าผมควรอยู่ใกล้เป้าหมายถึงจะทำงานได้สะดวกขึ้น แน่ล่ะว่ามันสะดวกแถมยังใกล้มอกว่าบ้านผมตั้งเยอะ

งานนี้มีแต่ได้กับได้ คุ้มสุดๆ

แต่ถ้าจะให้ดีมันต้องสำเร็จด้วย ซึ่งมันโคตรจะยากเลยล่ะ!

ไอ้ไผ่เป็นคนหัวอ่อนให้หลอกง่ายๆ ซะเมื่อไหร่ ลูกเล่นพราวแพรวแถมยิ้มทีทำเอาคนมองใจสั่นขนาดนั้น แม่งมองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่ายาก

ไม่อย่างนั้นสกายมันจะไปหลงชอบจนเก็บมาแค้นได้ยังไง

เพราะงี้การจีบไอ้ไผ่มันถึงได้ลำบากลำบน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเลย น้ำหยดลงหินทุกวันมันต้องกร่อนสักวันสิน่า

การจีบคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย จีบผู้หญิงว่ายากแล้วจีบผู้ชายด้วยกันยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเป็นผู้ชายด้วยกันนี่แหละ มันยิ่งรู้ไส้รู้พุงกันหมด จะหามุขมาจีบทีก็ต้องเลือกมาดีๆ

แต่มีสิ่งหนึ่งไม่ว่าใครก็ชอบนั่นก็คือการถูกเอาใจใส่ เท่าที่ผมสังเกตและได้รู้นิสัยคร่าวๆ ของไอ้ไผ่ มันเป็นคนเทคแคร์คนอื่นดีมาก เป็นคนใจดี ใจดีกับทุกคนเลยก็ว่าได้ แต่มองในทางกลับกันอีกฝ่ายไม่เคยถูกกระทำแบบนั้นเลย ผมจึงคิดว่านี่คือไม้ตายของผม การเอาใจใส่คนที่เอาแต่แคร์คนอื่น มันอาจจะแตกต่าง มันอาจจะเกิดความรู้สึกที่ว่าไม่เคยมีใครทำแบบนี้ให้มาก่อน

หึ นี่แหละคือไม้ตายของผม!



“เห้ย! จะขึ้นรึเปล่าน้อง”

ผมสะดุ้งตกใจเมื่อเสียงคนขับรถตะโกนเรียก ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นรถทันที

ตะโกนซะกูจะวิ่งหนีแล้วเนี่ย!





พอถึงห้องทำธุระเสร็จเรียบร้อยผมก็นอนแผ่ลงบนเตียงที่แสนนุ่ม หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทำภารกิจที่ต้องทำเกือบทุกวัน นั่นก็คือส่งเพลงให้ไอ้ไผ่

เวลาสี่ทุ่มตรงผมจะส่งเพลงไปให้อีกฝ่ายเกือบทุกวัน ถ้าวันไหนลืมก็แล้วไปอะครับ ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับมีแต่ความว่างเปล่า จนผมหมดเพลงที่จะส่งอยู่แล้วทางนั้นยังไม่สนใจใยดีที่จะฟังมันเลย



Son: *แนบลิงค์เพลง อย่างน้อย



ผมจ้องดูหน้าจอโทรศัพท์ว่าไอ้ไผ่จะอ่านไหม ประมาณหนึ่งนาทีผ่านมันขึ้นอ่านครับแต่ไม่มีการตอบรับอีกตามเคย

หรือว่าวิธีนี้มันไม่น่าจะใช้ได้แล้ววะ ไม่หรอกน่า สักวันมันต้องตอบมาดิ



ไลน์!



ไวกว่าความคิดผมรีบเปิดดูไลน์ทันที



Pai: เพลงเพราะดีนะครับ วันหลังร้องให้ผมฟังบ้างสิ



“OMG!” ผมลุกพรวดขึ้นจากที่นอนแล้วอ่านข้อความนั้นอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา ส่งเพลงไปจีบเกือบเดือนในที่สุดก็ตอบกลับมาสักที!

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น มันมีจริงแล้วโว้ยยยยย

ผมกระโดดไปมาอย่างดีใจราวกับอีกคนบอกรักก็ไม่ปาน ก็อยากให้เป็นแบบนั้นอยู่หรอกนะจะได้รีบหักอกรีบปลดหนี้ให้ตัวเองเสียที ยอมรับว่าพักหลังๆ ยุ่งมากจนไม่อยากตามจีบอีกฝ่ายแล้ว แต่ก็ต้องหาเวลาไปจีบอยู่ดี เจียดแล้วเจียดอีกจนไม่มีเวลาหายใจอยู่แล้ว!

ที่ยังต้องทุ่มเทเพราะอะไรน่ะหรอ…



เพราะเงินยังไงล่ะ!













…………………………………





ก๊อก ก๊อก



ผมผละมือออกจากประตู แล้วยืนรอสักพักเจ้าของห้องก็เปิดประตูออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ใครเห็นเป็นต้องละลาย แน่นอนว่าผมยังไม่ละลายครับ ผมไม่หวั่นไหวกับรอยยิ้มการค้าของคนตรงหน้าแน่ๆ

ไอ้ไผ่เป็นคนยิ้มสวยแถมยังตาหวานอีกต่างหาก และผมรู้สึกว่านอกจากความหล่อก็มีรอยยิ้มนี่แหละที่น่ามองพอๆ กัน ไม่แปลกที่ใครๆ ก็ชอบ

นับรวมผมด้วยก็แล้วกัน แต่แค่ตอนนี้นะ

“วันนี้ทำอะไรมาให้ครับ”

“ก็มึงบ่นอยากกินพะแนงไก่ไม่ใช่หรอ” ผมยื่นข้าวกล่องให้อีกคน

“รู้ใจจริงๆ ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ส่งยิ้มหวานให้ผมอีกรอบ พลางหันไปปิดประตู

“พี่มีเรียนเช้าหรอ”

ไอ้ไผ่ถามขณะที่เราเดินออกจากคอนโด

“เปล่า”

“เห้ย อย่าบอกนะว่าพี่ตื่นมาทำกับข้าวให้ผม” ไอ้ไผ่ทำหน้าแปลกใจทั้งที่ผมก็คิดว่ามันไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หรอก

“ไม่ดีหรอ”

“ดีครับ อิจฉาแฟนในอนาคตพี่จัง”

“ก็มึงไง”

“งั้นพี่ต้องช่วยภาวนาให้ผมถอนหมั้นให้ได้แล้วล่ะ” น้ำเสียงไอ้ไผ่ฟังดูขบขันแต่มีความจริงจังอยู่ในที

ก่อนจะได้ถามอะไรต่ออีกฝ่ายก็เดินนำหน้าผมไปแล้ว ผมจึงเดินตามโดยไม่ได้ถามอะไร

เป็นเวลาสองอาทิตย์แล้วที่ผมติดรถไอ้ไผ่ไปมอเกือบทุกวัน ความสัมพันธ์ของผมกับมันดีขึ้นจากแต่ก่อนที่ผมจะใช้วิธีดูแลมันห่างๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว

พอได้มารู้จักไอ้ไผ่จริงๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด อีกอย่างผมรู้สึกว่ามันออกจะเป็นคนขี้เหงาด้วยซ้ำ

ทุกอย่างมันกำลังเป็นไปด้วยดี ถ้าโชคเข้าข้างผมคงทำงานนี้สำเร็จ โดยได้ประโยชน์เต็มๆ แค่คิดถึงผลลัพธ์ก็หายเหนื่อยแล้วครับ

สู้โว้ย!



ไลน์!



Sky: เสาร์นี้มาเจอกันหน่อย



ผมมองดูข้อความไลน์พลางขมวดคิ้ว ก่อนจะเข้าใจว่าสกายมันจะนัดผมไปเพราะเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าของรถที่กำลังเรียกผมอยู่

“จะไปไหมครับ ถ้าไม่ไปผมไปก่อนนะ”

ผมนี่รีบวิ่งขึ้นรถเลยครับ รถฟรีใครจะไม่อยากขึ้นวะ



“พี่ไปเรียนกับผมก็ได้นะ”

ผมส่ายหน้าทันทีเมื่อไอ้ไผ่พูดจบ ถึงผมจะหน้าด้านแต่ก็ไม่ถึงกับเสนอหน้าไปนั่งเรียนกับมันหรอกนะ แล้วเสื้อช็อปที่ใส่อยู่ก็ดึงดูดสายตาเด็กคณะมันเต็มที

“ผมนึกว่าพี่อยากไปนั่งเรียนกับผมซะอีก”

“อยากไป”

“ก็ไปสิครับ ผมชวนอยู่นะ” ไอ้ไผ่จ้องหน้าผมอย่างรอคำตอบ

นี่มันเรียกว่ากดดันแล้ว

“ไว้ตอนเที่ยงกูค่อยมาหามึงดีกว่า”

“ไม่ต้องมาหรอกครับ”

อีกฝ่ายพูดเสียงเรียบ ทำให้ผมเงยหน้ามอง

หรือผมควรตกลงไปวะ นี่เป็นโอกาสทองนี่หว่า ทำไมต้องปฏิเสธด้วยในเมื่อโอกาสที่จะทำคะแนนมันเป็นคนยื่นมาให้ผมแท้ๆ

ขณะที่ผมกำลังจะพูดไอ้ไผ่ก็พูดขึ้นมาซะก่อน

“เดี๋ยวผมไปหาพี่ที่คณะเอง” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ยิ้มกว้างพลางยีหัวผมแล้วหันหลังเดินเข้าลิฟต์ไป

ทิ้งให้ผมยืนเอ๋ออยู่คนเดียว

มันเนี่ยนะจะไปหาผม ไม่ใช่ไม่ดีใจนะ แต่มันไม่แปลกไปหน่อยหรอวะ

ช่างแม่งเหอะ ไว้ค่อยคิดแล้วกัน

ว่าแต่ ผมจะไปไหนต่อล่ะเนี่ย อีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะเข้าเรียน



ผมเดินออกจากตึกคณะนิเทศกลับไปตึกตัวเองอย่างอารมณ์ดี ผมน่าจะให้ไอ้ไผ่จอดคณะผมตั้งแต่แรกจะได้ไม่ต้องเดินกลับแบบนี้ แต่เอาเถอะ อากาศตอนเช้ากับการเดินเล่นมันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่

ระหว่างทางก็คิดหาวิธีที่จะทำคะแนนไปด้วย กลายเป็นว่าช่วงนี้ผมมีแต่เรื่องของไอ้ไผ่เข้ามาในหัว ทั้งการสังเกตต่างๆ จำว่ามันชอบหรือไม่ชอบอะไรจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับผมไปแล้ว

ผมว่าผมรู้จักมันมากกว่ามันรู้จักตัวเองอีกนะเนี่ย

นี่ผมตั้งใจทำงานเกินไปรึเปล่านะ ทำไมในหัวผมถึงมีแต่มัน ทายาทเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย…

“นายธาวิน มหาธน… เห้ออออ รีบรักกูสักทีเถอะน่า ขี้เกียจคิดเรื่องของมึงเต็มทีละ”

ผมพึมพรำกับตัวเองเบาๆ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ความเป็นไปได้มันน้อยเหลือเกิน



ความเป็นไปได้ที่มันจะชอบผมน่ะ แทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ





แต่ก็นะ ผมน่ะ มีโชคกับเรื่องแบบนี้บ่อยซะด้วยสิ หึๆ













นั่นไม่มีความหวัง ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรซะอีก

-ต้นสน-


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 13

สกาย





ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมคิดว่าสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้มันแปลก! แปลกยังไงน่ะหรอครับก็แปลกตรงที่อยู่ๆ ไอ้ไผ่ก็มาตีซี้กับเพื่อนผมเฉยเลยน่ะสิ

รับบทหมาหัวเน่าครับตอนนี้

ก็รู้นะว่าเฟรนลี่แต่แม่งเฟรนลี่เกิ้นนนน ใครจะไปเข้ากับคนอื่นได้ง่ายขนาดนั้น แถมคำพูดคำจานี่รื่นไหลเชียว มิน่าเด็กถึงเยอะนัก

“ว่างๆ ต้องไปดื่มกันสักหน่อยแล้ว ว่าแต่มึงคบกับเพื่อนกูหรอวะ”

ไอ้พลมองไอ้ไผ่สลับกับผมทำให้เพื่อนอีกสองคนสนใจไปด้วย

“ต้องถามพี่สนแล้วล่ะครับ ว่าอยากเป็นแฟนกับผมรึเปล่า” ไอ้ไผ่ว่าพลางยักคิ้วใส่ผม

“ถ้ากูบอกว่าอยากจะเป็นไหม” อย่าคิดว่าผมจะยอมนะครับ เล่นเปิดโอกาสให้ผมขนาดนี้

“ถ้าคบกันจริง ไอ้สนมันได้กลายเป็นหนูตกถังข้าวสารแน่ๆ ฮ่าๆ ”

นี่แหละครับเพื่อนแท้ มันต้องอย่างนี้!

“โอ้ย! ไอ้เหี้ยสนนนน” ไอ้พลเอามือกุมหน้าผากที่โดนผมดีดไปสุดแรงก่อนจะชี้นิ้วใส่ผม

คิดว่ากูจะกลัวรึไงวะ

“ดูไว้เถอะไอ้ไผ่ เห็นภายนอกมันน่ารัก บอบบางแบบนี้แต่ภายในแม่งเหี้ย”

“เอาอีกสักทีไหมไอ้เหี้ยนี่” ไม่ว่าเปล่าผมเตรียมดีดหน้าผากมันอีกรอบจนมันต้องยกมือขึ้นยอมแพ้ พลันได้ยินเสียงหัวเราะจากคนข้างๆ จนผมต้องหันมามอง

“ขำอะไร”

“ตัวเท่าลูกแมว ทำเป็นเก่ง” ไอ้ไผ่ว่าแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้ม

รอยยิ้มพิฆาตสินะ ดูดีจนทำไม่ลงเลยว่ะ

ผมเก็บมือที่ถ้าอีกฝ่ายพูดไม่เข้าหูก็จะโดนแบบไอ้พล แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่ออีกฝ่ายยิ้มให้

เห้อ ผมจะแพ้รอยยิ้มมันไม่ได้นะ เสียแผนหมด!

“อีกห้านาทีเข้าเรียน ไปกันไหมพวกมึง” ไอ้เลิฟมองดูหน้าจอโทรศัพท์แล้วหันมาถาม

“ไงมึง สนใจไปเรียนกับพวกกูปะ”

“ได้หรอพี่”

“ได้ดิ ถ้ามึงไม่อายอะนะ” ไอ้พลพูดติดตลก

ผมนั่งเงียบลุ้นว่าไอ้ไผ่มันจะบ้าจี้ตามไอ้พลไหม ถ้าไปด้วยก็ดีครับจะได้มีโอกาสทำคะแนนแบบไม่ต้องเหนื่อยไปตามหาตัวมันเลย

“ไม่ดีกว่าครับ ผมมีธุระน่ะ”

ฝันสลายลงในพริบตา!

“เออๆ งั้นไว้เจอกันพวกกูต้องไปเรียนแล้ว เอ้า ไอ้สน ลุก!” ผมมองไอ้พลตาขว้างที่มันดึงแขนผมอย่างแรง

“เดี๋ยวตามไป”

ผมว่าแล้วทำมือไล่ไอ้พลให้รีบเดินตามไอ้เลิฟกับไอ้พีมไป ส่วนผมก็หันมาสนใจคนที่ยังนั่งอยู่

“มีอะไรครับ”

“เดี๋ยวไปส่ง” ไอ้ไผ่เลิกคิ้วเหมือนมีคำถาม ผมจึงพูดต่อว่า

“ที่รถ”

“อ๋อออ โอเคครับบบ”

ไอ้ไผ่ยิ้มหวานแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินนำผมไปที่รถ

ถ้าผมมีปัญญาซื้อรถขับพามันไปนั่นไปนี่ได้ผมคงทำไปแล้ว แต่จะว่าไปมันคงไม่ต้องการเท่าไหร่ เพราะมันก็มีทุกอย่างอยู่แล้วนี่

“ขอบคุณครับ แต่พี่น่าจะไปเรียนได้แล้วนะเดี๋ยวก็เข้าสายหรอก”

“มึงก็ไปก่อนสิ”

“พี่ก็ไปก่อนสิ”

“มึงกำลังทำให้กูเข้าเรียนสายนะ”

“นั่นพี่ทำตัวเองต่างหาก”

ผมจ้องหน้าไอ้ไผ่อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มันจะยิ้มออกมาแล้วยกมือขึ้นยอมแพ้

“โอเค ผมไปก่อนก็ได้ พี่ก็รีบเข้าเรียนล่ะ อย่ามัวคิดถึงผมจนเรียนไม่รู้เรื่องนะ เดี๋ยวจะมาโทษผมอีก”

ในใจนี่อยากจะบอกเหลือเกินว่าไม่มีทางแต่ต้องคีพลุคทำเป็นเขินไว้ซึ่งมันไม่ง่ายเลย จะทำยังไงให้อีกฝ่ายรู้ว่ากำลังเขินอยู่ ทั้งที่ไม่ได้เขินจริงๆ

“ไว้เจอกันนะ” ตบท้ายด้วยคำพูดดีๆ พร้อมกับยิ้มหวานๆ คงคอนเซ็ปต์ผู้ชายน่ารักน่า ทะนุถนอม

แต่อยากจะแหกปากบอกให้โลกรู้ว่า ไม่ใช่โว้ยยยยย

“ไว้เจอกันครับ” ไอ้ไผ่ยิ้มกลับ ขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที

มันน่าจะมีฉากที่หันมายิ้มอีกสักทีสิน่า แต่นี่ไม่มีแฮะ

ลืมไป มันก็คีพคาแรคเตอร์พอๆ กับผมนั่นแหละ!



งานยากสัสๆ ยังไม่เห็นวี่แววที่มันจะหลงรักผมหัวปักหัวปำเลยแม่ง



“คราวนี้เป็นหนุ่มฮอตหรอ แถมรวยมากซะด้วย”

ผมหันไปมองคนที่กำลังยืนกอดอกทำหน้าทำตาเหมือนนางมารอยู่อย่างเซ็งๆ แล้วเดินผ่านอย่างไม่สนใจก่อนที่เสียงร้องแหลมๆ จะดังขึ้นตามหลัง

“นี่! นายเมินฉันหรอ!”

ผมถอนหายใจพลางหันมาตอบเสียงเรียบ

“ฉันจะทำมากกว่าเมินอีกถ้าเธอยังไม่หยุดแหกปาก”

คนตรงหน้าเงียบก็จริงแต่สีหน้าไม่ได้เป็นแบบนั้น ร่องรอยแห่งความโกรธยังอยู่และมันอาจจะระเบิดก็ได้ถ้าผมยังอยู่ตรงนี้

แต่ขอสักหน่อยเถอะ โคตรรำคาญเลย

“ถ้าจะมาตามรังควานหรือทวงเงินที่เธอเสนอจ่ายค่าเหล้าเลี้ยงฉันเพราะอยากเอาใจฉันน่ะนะ พอสักที มันน่ารำคาญ”

“แก! ไอ้แมงดา!”

“เอาน่า เมื่อก่อนเธอก็ชอบแมงดาตัวนี้ไม่ใช่หรอ ถ้าจะเอาเงินฉันไม่มีให้นะ แต่จะเอาอย่างไหมล่ะ”

ไม่ว่าเปล่าผมเดินเข้าไปใกล้คนที่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาก่อน จะบอกว่าเป็นแฟนเก่าได้ไหมนะ ไม่น่าจะได้เพราะผมกับเธอไม่ได้คบกันเลยด้วยซ้ำ

“เธอน่าจะบอกฉันนะถ้าต้องการแบบนั้น”

ก่อนที่มือผมจะไปถึงใบหน้าได้รูปนั้นก็โดนมือเจ้าตัวปัดออกซะก่อน

“เหอะ ฉันแค่บังเอิญผ่านมาเจอเท่านั้นแหละ เลยได้รู้ว่าใครคือคนที่แกจะเกาะเป็นรายต่อไป เปลี่ยนรสนิยมไวดีนี่ ก็อย่างว่าแหละรวยขนาดนั้น”

ผมยกยิ้มแล้วไม่ได้พูดอะไร ถ้าต่อความก็คงจะยาวแน่ๆ ยังไงคนตรงหน้าก็พร้อมจะหาเรื่องมาจิกกัดผมอยู่ดี

“ฉันว่านะ ในฐานะที่เราเคยรู้จักกันแบบลึกซึ้ง เราต่างคนต่างอยู่ดีกว่านะ เพราะสิ่งที่เธอทำ มันน่ารำคาญรู้ตัวรึเปล่า”

น้ำเสียงราบเรียบของผมคงจะไปกระตุ้นอารมณ์โกรธของอีกคนเข้าเพราะงั้นผมถึงต้องเอามือปิดหูแล้วรีบเดินออกมาจากตรงนั้นทันที

“กรี๊ด!!!!! ไอ้ผู้ชายเฮงซวย!”





“ระเบิดลงหรอวะ ได้ยินมาถึงนี่”

ทันทีที่ผมนั่งลงไอ้พลก็ถามขึ้น

“เออดิ เกือบวิ่งหนีไม่ทัน” ผมพูดติดตลกก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาส่งข้อความหาเป้าหมาย

ต้องใส่ใจและทำให้เขารู้ว่าเราสนใจเขาตลอด!

ผลตอบรับมีอยู่สองอย่างครับ

อย่างแรก เขารำคาญและไม่อ่านข้อความแม่งเลย

อย่างที่สอง เขาประทับใจในความใส่ใจของเรา และเริ่มมีใจ

กรณีของผมมันก้ำกึ่งทั้งสองข้อ ไม่มีข้อไหนชัดเจนในตอนนี้ได้ เพราะงั้นต้องพยายามต่อไป



Son: เย็นนี้ไปกินข้าวกันไหม



อีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับมาในทันที ก็แน่ล่ะถ้าตอบทันทีคงเป็นเรื่องแปลกแน่ๆ

เพราะแบบนั้นผมจึงวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ เริ่มตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนก่อนที่มันจะสายเกินไป หมายถึงก่อนจะเห็นเอฟลอยมาทักทายอะครับ



ไลน์!



พอได้ยินเสียงไลน์ผมก็เลิกสนใจสิ่งที่กำลังตั้งใจฟังอยู่ทันที รีบเปิดอ่านข้อความประหนึ่งมีคนโอนเงินเข้าบัญชีก็ไม่ปาน



Pai: โทษทีนะพี่ ผมไม่ว่าง



พอได้อ่านข้อความที่อีกฝ่ายส่งมาก็ทำเอาผมแอบเซ็ง ไอ้เราก็รออย่างมีความหวัง หวังว่าจะได้ทำคะแนน แต่เจ้าตัวก็ไม่ว่างซะได้ โถ่

ไอ้ไผ่นะไอ้ไผ่!



กันซีนกูเก่งชิบหาย!















………………………………………





“เป็นไงบ้าง”

“จะเป็นยังไงล่ะ ยากกว่าทำข้อสอบวิชาเอกอีกแม่ง” ผมว่าพลางกระดกเหล้าเข้าปาก ทำให้คนถามยิ่งหัวเราะชอบใจ

“ถ้ามันง่ายก็ไม่สนุกสิ” มึงสนุกคนเดียวน่ะสิ

สกายยกยิ้ม รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้น และก่อนที่มันจะได้วาดฝันเรื่องราวชั่วร้ายในหัว ผมจึงถามขึ้น

“มึงคิดจริงๆ หรอว่ากูจะทำได้”

“ไม่อะ”

“อ้าว”

“แต่เห็นมันน่าสนุกดี มึงไม่คิดงั้นหรอ อีกอย่างคนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ก็คือมึง ไม่ใช่กู”

นั่นมันหมายถึงถ้ากูทำสำเร็จต่างหาก!

“แสดงว่ามึงไม่ได้คาดหวังว่ามันจะสำเร็จสินะ”

“จะบอกว่าไม่คาดหวังก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าหวังน้อยต่างหาก” ไอ้สกายยิ้มมุมปาก ยกแก้วเหล้าตัวเองขึ้นมาชนแก้วกับผม

ดูมีความสุขเหลือเกินนะพ่อคุณ

“แต่มึงกับมันก็สนิทกันขึ้นนี่ หลงเสน่ห์มันหรือยังล่ะ”

“กูเนี่ยนะ” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“ก็ไม่แน่นะ ขนาดกูยังหลงมันจนดูโง่เลย” ผมมองไอ้สกายที่ไม่ได้มีสีหน้ายินดียินร้ายกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดออกมา

ตอนมันคบกับไอ้ไผ่มันก็หลงเขาจริงๆ นั่นแหละ ไอ้สกายเป็นคนเอาแต่ใจแล้วดูท่าไอ้ไผ่ก็เอาใจคนเก่ง สกายมันถึงหลงเอามากๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่เอามาโม้ให้ผมฟังบ่อยๆ ระหว่างที่ยังคบกัน จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเลิกชอบไอ้ไผ่ได้จริงๆ หรอก

“มึงอยากเห็นมันเจ็บขนาดนั้นเลยหรอ”

“ถ้าได้เห็นก็คงสนุกไปอีกแบบ กูอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง เคยเจ็บเหมือนคนอื่นเขารึเปล่า”

เห็นไหมล่ะครับว่าไอ้สกายมันเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างที่ผมเคยบอกจริงๆ

ดีที่ผมเป็นเพื่อนมันอะครับ เรียกว่าบังเอิญได้เป็นเพื่อนจะถูกกว่า

บังเอิญเจอกันในผับในบาร์นี่แหละครับ

ตอนนั้นผมมาดื่มแล้วทำกระเป๋าตังค์หายก็ได้ไอสกายยื่นมือมาช่วยเหมือนตอนที่มันจ่ายค่าเทอมให้ผมนี่แหละ ไปๆ มาๆ ก็สนิทกันเฉย อย่าเข้าใจผิดว่าผมเกาะเพื่อนกินนะครับ ผมไม่เอาเงินมันมาฟรีๆ นะ จ่ายคืนหรือไม่ก็ทำงานอะไรก็ได้ อย่างเช่นงานล่าสุดนี่แหละเป็นการชดใช้คืน

“แล้วนี่มึงไม่คิดจะหาคนใหม่หรอ”

“อย่างกูต้องหาด้วยหรอ”

“ค้าบบบ พอคนหน้าตาดีมีแต่คนเข้าหา” ผมรีบหลบมือไอ้สกายที่กำลังยื่นมาผลักหัวผมทันที

ไอ้สกายนิสัยมันไม่อ่อนโยนเหมือนหน้าตาเท่าไหร่ หน้าตาค่อนไปทางหวานสไตล์คุณหนูผู้ดี ตามันสวย มีเสน่ห์ ขนาดผมยังชอบมองบ่อยๆ เลย

จะว่าไป…หน้าไอ้ไผ่ก็ลอยเข้ามาในหัวซะอย่างนั้น

ผมหายแปลกใจไปนานแล้วที่บ่อยครั้งจะเป็นแบบนี้ เพราะช่วงนี้ผมคิดแต่เรื่องของมันจนจะจำได้อยู่แล้ว

หมกมุ่นไปรึเปล่าวะกู

“แล้วมึงล่ะ”

“อะไร”

“ไม่คิดจะคบใครรึไง”

“ให้กูเอาเวลาไหนไปหาอะ” หาเวลานอนให้ได้ก่อนไหม

“นี่ไง ก็กำลังจีบอยู่ไม่ใช่หรอ” ไอ้สกายส่งยิ้มล้อเลียน ถ้าหมายถึงไอ้ไผ่ล่ะก็ผมคงต้องเตรียมตัวอกหักแล้วก็ถอยซะตั้งแต่ตอนนี้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามาจีบคนที่ไม่มีทางเป็นไปได้อะ

แต่ที่ผมยังทำอยู่เพราะผมไม่ได้ชอบจริงๆ ไง เลยไม่ได้รู้สึกว่าท้อหรือบั่นทอนจิตใจ

เอาจริงๆ ก็เพราะหนี้สินมันค้ำคอนี่แหละถึงยังอยู่



“สกาย”

“หือ?”

หลังจากที่เรานั่งเงียบซึมซับบรรยากาศมาได้สักพักผมก็เอ่ยขึ้น

“ถ้าเกิดกูชอบไอ้ไผ่ขึ้นมาจริงๆ มึงจะว่าไงวะ” ผมมองสกายด้วยสายตาจริงจัง มันก็มองกลับเช่นกัน ก่อนจะหันไปทางอื่นพลางยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม

อึดใจหนึ่งมันก็ตอบกลับมา

“กูคงจะภาวนาให้มันชอบมึงกลับล่ะมั้ง”

ผมยิ้มกับคำตอบของสกาย ที่ถามก็ไม่ได้จริงจังอะไรหรอกครับ เพราะยังไงมันคงไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นแน่นอน



อย่างน้อยก็ตอนนี้ที่ผมมั่นใจว่ามันจะไม่เกิดขึ้น









ผมนั่งมองรูปถ่ายท้องฟ้าจากไอจีของคนที่ผมไม่รู้จักแต่ติดตามเขามานานแล้ว เจ้าของไอจีมักจะถ่ายรูปท้องฟ้าหรือทิวทัศน์ทางธรรมชาติมาโพสต์เสมอ และรูปที่ถ่ายออกมาก็สวยจนผมต้องกดติดตาม ถึงแม้ว่าพอมองรูปถ่ายของเขามันจะรู้สึกเหงาๆ ก็เถอะ



ที่ท้องฟ้ามันดูเหงา อาจเป็นเพราะความรู้สึกของเรามากกว่า



แคปชั่นใต้รูปถ่ายที่เจ้าของไอจีดังกล่าวเพิ่งโพสต์ไม่กี่วินาทีทำให้ผมยิ้มออกมา

ยิ้มเพราะว่ามันตรงกับที่ผมคิด อย่างกับมานั่งใจในแหนะ

ผมกดหัวใจให้รูปนั้นอย่างที่เคยทำในทุกๆ รูปของเขา จะบอกว่าเป็นแฟนคลับเลยก็ว่าได้ ช่วยไม่ได้นี่ครับผมดันชอบรูปที่เขาถ่ายทุกรูปเลย



เมื่อไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจของผมแล้ว จึงวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะข้างๆ เตียง นอนแผ่หลาบนเตียงพลางคิดว่าพรุ่งนี้จะทำเมนูอะไรไปให้ไอ้ไผ่ดี แต่พรุ่งนี้ผมว่างนี่นา ชวนมันไปหาอะไรทำเพื่อเพิ่มความประทับใจดีไหมนะ อย่างที่เขาเรียกว่าเดท

เป็นความคิดที่ดีแฮะ!

ว่าแต่... จะไปไหนดีล่ะ ผมก็ห่างหายจากโมเมนต์แบบนี้มาสักพักแล้วนี่นา สถานที่ที่ไปบ่อยก็ที่ทำงานกับมหาลัยเท่านั้น

แต่ช่างเถอะ พรุ่งนี้ค่อยคิดแล้วกัน

คิดได้ดังนั้นผมจึงลุกไปปิดไฟ ล้มตัวลงนอนทั้งที่ยังมีเรื่องของไอ้ไผ่แวบเข้ามาในหัว มันก็เป็นแบบนี้ทุกคืนตั้งแต่ที่เริ่มแผนของไอ้สกายนั่นแหละ

และผมก็คิดว่ามันกลายเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว…















ที่ท้องฟ้ามันดูเหงา อาจเป็นเพราะความรู้สึกของเรามากกว่า

-? -




ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 14

นี่เรียกว่าเดทรึเปล่านะ (1)





ผมเอามือเท้าคางจ้องหน้าไอ้ไผ่เป็นเชิงกดดันจนมันถอนหายใจออกมา ละสายตาจากงานตรงหน้าแล้วหันมามองผม

สายตาแบบ เอ่อ.. แบบเบื่อหน่าย ผมคิดว่างั้นแหละ

โถ่ กูก็เบื่อที่ต้องมาตื๊อมึงเหมือนกันแหละน่า!

หัดอดทนเหมือนกูบ้างง

“ผมต้องทำงานส่งอาจารย์”

“เดี๋ยวกูช่วย”

“ไปวันอื่นก็ได้”

“แต่วันอื่นกูไม่ว่างนี่นา” ผมนี่คิวทองยิ่งกว่าดาราอีกนะบอกเลย

เวลาว่างไม่ได้มีบ่อยๆ สักหน่อย แต่เห็นทีคนตรงหน้าจะไม่เข้าใจ และไม่เห็นใจ!

ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆ อุตส่าห์คิดไว้แล้วว่าจะไปไหนแต่คนที่อยากไปด้วยก็ไม่ไป ผมไม่น่าหวังอะไรลมๆ แล้งๆ ตั้งแต่แรกเลยให้ตายสิ

เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ ทำไมรู้สึกว่าตัวเองกำลังน้อยใจอีกฝ่ายวะ

มึงอย่าเยอะน่าไอ้ความรู้สึก!

“ไปกินข้าวเย็นแทนได้ไหม”

ไอ้ไผ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ผมเงยหน้าขึ้นมองมันพร้อมกับพยักหน้าอย่างไว ตอนนี้มีอะไรให้คว้าก็คว้าไว้ก่อนดีกว่า

ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

“ถ้างั้นก็เลิกทำหน้างอได้แล้ว เห็นแล้วผมไม่มีกำลังใจทำงานนะเนี่ย”

“แบบนี้โอเคปะ” ผมยิ้มกว้างให้ไอ้ไผ่ มันยิ้มตอบยื่นมือหมายจะยีหัวผมแต่ผมหลบได้ซะก่อน

กูเป็นพี่มึงนะเว้ย



“เหลืออีกเยอะไหม”

“ประมาณหนึ่ง”

“ช่วยปะ”

“พี่ทำไม่เป็นหรอก”

“เห้ย ดูถูกกันหรอ”

“ดูถูกแน่นอน แล้วก็เลิกชวนผมคุยสักที” ไอ้ไผ่เอาปากกาจิ้มหน้าผากผมพลางส่ายหน้า

นี่ผมต้องอยู่ในโหมดยอมมันไปถึงเมื่อไหร่เนี่ยยย



สักพักก็มีสายเข้าโทรศัพท์ของไอ้ไผ่ มันรับสายซึ่งผมก็หูผึ่งอยากรู้ว่าใครโทรมา จนได้ยินมันเรียกชื่อก็รู้เลยว่าใคร คู่หมั้นของมันนั่นเองครับ

ผมฟุบหน้ากับแขนเหมือนไม่ได้สนใจบทสนทนาของไอ้ไผ่กับปลายสาย แต่ความจริงกำลังจับใจความเรื่องที่เขาคุยกันอยู่

ใจความมันก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญหรอกครับ นอกจากเรื่องทานข้าวแล้วก็มีเรื่องทั่วไป แต่มีชื่อหนึ่งถูกเอ่ยออกมาด้วย

แทน ผมคิดว่าไม่น่าจะรู้จักคนชื่อนี้นะ

อาจจะเป็นเพื่อนกันล่ะมั้ง

“พี่สน”

“หือ?” ผมเงยหน้าขึ้นทันที

“หิวรึยัง”

ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ ตะวันอยู่ค้างฟ้าจะมาหิวอะไรล่ะ ยังไม่เย็นสักหน่อย

“แต่ผมหิวน้ำอะ”

ไม่รู้ว่าพูดลอยๆ หรืออะไรนะ แต่ประเด็นคือผมต้องเสนอตัวไปซื้อให้ใช่ปะ

ต้องใช่แหละ! ขนาดนี้แล้วอะ

“จะกินอะไรเดี๋ยวไปซื้อให้”

“ลาเต้”

นั่น ผมว่ามันตั้งใจอยากให้ผมไปซื้อให้แน่ๆ คงรู้ว่าผมแอบฟังเลยหาเรื่องให้ผมไปไกลๆ ละสิท่า เออ ไปก็ได้วะ

แม้ในใจจะคิดแบบนั้นแต่ผมก็ยิ้มเหมือนไม่ได้หงุดหงิด ก่อนจะเดินออกมาซื้อลาเต้ให้คุณเขา

กูมาจีบหรือมาเป็นคนรับใช้เนี่ย





“ลาเต้เย็นหนึ่งแก้วครับ” ผมหันไปมองคนที่พูดขึ้นพร้อมกับผม

รุ่นน้องต่างคณะกำลังมองผมเช่น รู้สึกว่าจะเคยเจอด้วยแฮะ แต่เป็นการเจอที่ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่นัก เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมเป็นเด็กไอ้ไผ่นั่นเอง

เด็กนั่นมองหน้าผมแล้วเมินไปทางอื่น ดูท่าทางก็รู้ว่าไม่ชอบผม

กูก็ไม่ชอบมึงเหมือนกันแหละน่า

ผมเดินมานั่งรออยู่เก้าอี้ใกล้ๆ ว่าจะไม่สนหางตาที่เหลือบมองมาอย่างเหยียดๆ ของไอ้เด็กนั่น

ให้ตายเถอะ ไอ้เด็กนี่

ผมตวัดสายตามองกลับก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง เหอะ ไม่แน่จริงนี่หว่า

ก็ไม่รู้ว่าเลิกคุยกันรึยัง แต่ลักษณะนี้คงเลิกคุยกันแล้วมั้ง สาเหตุคงมาจากผมนี่แหละไม่งั้นเด็กนั่นไม่มองผมแบบนั้นหรอก



ผมพิงพนักเก้าอี้พอดีกับพนักงานเรียก แน่นอนครับว่าไอ้เด็กนั่นก็มา ผมจึงรีบจ่ายตังค์รีบเดินออกมาจากร้าน ไม่อยากมองหน้าเท่าไหร่ หมายถึงเด็กนั่นอะครับคงไม่อยากมองหน้าผมเท่าไหร่









ผมเงยหน้ามองป้ายข้างหน้าสลับกับมองหน้าคนข้างๆ ‘บ้านสุขใจ’ เท่าที่ผมรู้ที่นี่คือสถานสังเคราะห์เด็กกำพร้า แต่ที่ผมงงก็คือเจ้าตัวบอกว่าจะพาผมไปกินข้าว แต่ทำไมมาโผล่ที่นี่ซะได้

“ไหนบอกจะไปกินข้าวไง”

“ก็มากินข้าวนี่ไง”

ว่าแล้วไอ้ไผ่ก็ขับรถเข้าไปข้างใน ถามว่าคำตอบที่ได้มันทำให้ผมหายงงไหม ก็ไม่

หลังจากลงจากรถผมก็ถามขึ้นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“กินข้าวที่นี่?”

“ใช่ ถามมากจริง ตามผมมาเถอะน่า”

ไม่ว่าเปล่าไอ้ไผ่คว้าแขนผมไปด้วย ผมจึงต้องเดินตามอย่างช่วยไม่ได้

ภายในบ้านเงียบกว่าที่คิด น่าจะเป็นบ้านของคนที่ดูแลที่นี่ส่วนเด็กๆ คงอยู่บ้านอีกหลัง

“พี่ไผ่?”

“แม่ใหญ่อยู่รึเปล่าคะ”

ไอ้ไผ่ยิ้มพลางปล่อยแขนผมแล้วเดินไปหาเด็กคนนั้น ผมมองเด็กสาวโผล่เข้ากอดไอ้ไผ่อย่างนึกแปลกใจ แสดงว่าไอ้ไผ่มาที่นี่บ่อยแน่ๆ

แต่มาทำไมล่ะ ทำไมผมรู้สึกว่ามันไม่น่าจะมาที่นี่เลย

“ทำไมไม่โทรบอกก่อนคะ แล้วจะทานข้าวเย็นด้วยกันไหม”

“ทานค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะมีอาหารพอสำหรับพี่กับเพื่อนพี่รึเปล่า” ไอ้ไผ่ว่ายิ้มๆ เด็กสาวตรงหน้าหันมาทางผมทันทีที่ไอ้ไผ่เอ่ยถึง

ผมยิ้มให้เธอ เธอมองผมสลับกับไอ้ไผ่ยิ้มๆ ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน

“พี่คงไม่ว่าอะไรนะถ้าเราจะกินข้าวที่นี่” มาขนาดนี้คงจะว่าอะไรได้มั้ง

ผมส่ายหน้าแล้วยิ้ม ทำตัวตรงข้ามกับความคิดสุดๆ

ภายนอกผมต้องทำตัวน่ารัก ว่านอนสอนง่าย ถึงแม้จะมีบางครั้งที่หลุดบ้างก็เถอะ



ผมมองไปรอบๆ อย่างอยากรู้ เอาจริงๆ ผมเคยผ่านแถวนี้แต่ไม่เคยเข้ามาข้างในสักที จริงๆ มันก็เป็นบ้านหลังหนึ่งไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก แต่ผมก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมไอ้ไผ่ถึงมาที่นี่ นอกจากเหตุผลที่เจ้าตัวบอกว่ามาทานข้าว

“คุณไผ่! น่าจะโทรบอกก่อนนะคะ จะได้เตรียมกับข้าวไว้รอ”

ผู้หญิงดูมีอายุคนหนึ่งเดินมาหาไอ้ไผ่พร้อมกับหันมามองผม ผมไหว้และทักทายท่าน

คนนี้สินะที่ไอ้ไผ่เรียกว่าแม่ใหญ่

“ขอโทษครับที่ไม่ได้โทรมาบอกก่อน แม่ใหญ่นั่งก่อนดีกว่านะครับ”

ไอ้ไผ่พาแม่ใหญ่ไปนั่งเก้าอี้ใกล้ๆ พลางกวักมือเรียกผมให้เข้าไปหา

“แม่ใหญ่เป็นคนดูแลเด็กๆ ที่นี่ ส่วนนี่พี่สนรุ่นพี่ในมหาลัยของผมครับ” ผมไหว้แม่ใหญ่อีกรอบ ท่านส่งยิ้มพลางจ้องมองผมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาไอ้ไผ่

“ปกติไม่ค่อยพาเพื่อนมานี่คะ”

“คนนี้พาไปไหนก็ไปครับ” ไอ้ไผ่ทำท่ากระซิบกระซาบ และพูดติดตลก

รอยยิ้มของไอ้ไผ่ทำให้ผมรู้สึกแปลกใจขึ้นมา มันเป็นรอยยิ้มที่ยิ้มจริงๆ ไม่ใช่เหมือนตอนที่มันเคยยิ้มให้คนอื่นหรือผม

ยิ้มทั้งปากและดวงตา

ผมมองไอ้ไผ่ครู่ใหญ่ แววตาของมันดูมีความสุขและอยากยิ้มจริงๆ นั่นยิ่งทำให้มันดูน่ามองมากกว่าเดิม รอยยิ้มที่จริงใจ ไม่เสแสร้งนั่นดีกว่าจริงๆ

อยู่ๆ ผมก็นึกอยากได้รับรอยยิ้มแบบนั้นบ้าง



คนที่ไอ้ไผ่อยากยิ้มให้จริงๆ ต้องเป็นคนแบบไหนนะ





ผมมองอาหารหลายอย่างบนโต๊ะอาหาร เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงน้องน้ำก็จัดโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อย

“ตามสบายนะลูก”

“ครับ” ผมยิ้มแล้วหันมองคนที่นั่งข้างๆ พอเห็นสีหน้าไอ้ไผ่ผมก็กลืนคำพูดตัวเองลงคอทันที

มันดูมีความสุข จนผมไม่อยากขัด

“ใช่พี่สนรึเปล่าคะที่ทำกับข้าวให้พี่ไผ่ทุกวัน” น้องน้ำถามไอ้ไผ่พลางมองมาที่ผม

“ใช่ค่ะ อร่อยใช่ไหม”

“อร่อยค่ะ”

เล่นชมแบบนี้ผมนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วนะ ลอยแล้วเนี่ย แต่เดี๋ยวนะ

“น้องน้ำเคยทานด้วยหรอครับ”

“เคยค่ะ”

นี่อย่าบอกนะว่าที่ผมทำให้ ไอ้ไผ่ไม่ได้กินเลย

ผมมองหน้าไอ้ไผ่ จนมันต้องรีบพูดขึ้น

“น้องเคยชิมครั้งหนึ่งน่ะ”

ผมอ๋อในใจแล้วหันมาสนใจอาหารตรงหน้า แม่ใหญ่มองผมกับไอ้ไผ่แล้วยิ้มทั้งยังมีน้องน้ำที่ยิ้มกรุ่มกริ่มอยู่ฝั่งตรงข้าม

ทำไมรู้สึกเหมือนพามาเปิดตัวกับพ่อแม่เลยวะ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีน่ะสิ

แล้วอย่างนี้เรียกว่าผมเข้าใกล้มันอีกขั้นรึเปล่านะ เพราะไอ้สกายไม่เคยเล่าเรื่องที่นี่ให้ผมฟังเลย

ผมเหลือบมองไอ้ไผ่แวบหนึ่ง รอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าได้รูปนั้น





หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จผมก็เสนอตัวเก็บโต๊ะอาหารและล้างจานช่วยน้องน้ำ ตอนแรกก็คิดว่าน้องน้ำแหละครับแต่ไปๆ มาๆ น้องน้ำก็เปลี่ยนเป็นน้องไผ่ซะงั้น

จานใบสุดท้ายถูกวางลงบนชั้นวางก่อนจะหันมาเห็นคนที่กำลังมองผมอยู่ก่อนแล้ว

“อะไร”

ไอ้ไผ่ไม่ตอบ มันยักไหล่แล้วเดินออกไป ผมเดินตามอย่างงงๆ อยู่ดีๆ มามองแบบนี้หมายความว่าไงวะ

“เดี๋ยวก่อน ตอบกูมา มองทำมะ…”

“ไปดูดาวกันไหม”

“หะ”

“ไปดูดาวกัน” ไอ้ไผ่คว้ามือผมให้เดินตาม

เป็นอีกครั้งของวันที่ไอ้ไผ่ทำให้ผมเอ๋อแดก ไม่ตอบข้อสงสัยของผมสักอย่างมีแต่เพิ่มความสงสัยเรื่อยๆ แล้วผมจะทำอะไรได้ล่ะครับนอกจากทำตามคุณเขา

ผมเดินตามไอ้ไผ่ออกมานอกบ้าน รอบข้างเงียบกว่าที่คิด อาจจะเป็นเพราะเด็กๆ เข้านอนไปแล้ว ผมมองมือไอ้ไผ่ที่ยังจับมือผมอยู่

ยอมรับก็ได้ว่ามันก็รู้สึกดี เป็นเพราะผมโสดมานานรึเปล่านะถึงได้รู้สึกหวั่นไหวแบบนี้



ไอ้ไผ่นั่งลงม้านั่งแล้วดึงแขนผมให้นั่งลงด้วย

คนข้างๆ ผมไม่ได้พูดอะไร ผมก็ไม่อยากขัดบรรยากาศที่เงียบได้ที่ เงยหน้าขึ้นมองดาวบนท้องฟ้าอย่างที่ไอ้ไผ่กำลังทำ

คืนนี้ดาวเต็มท้องฟ้า ดูสวยเป็นพิเศษ

ถ้าได้นั่งดูกับคนที่ชอบคงจะโรแมนติกน่าดู

หืม…ตอนนี้ผมก็นั่งอยู่กับคนที่ชอบนี่นา ต้องมีไม้เด็ดสักหน่อยละ บรรยากาศเป็นใจขนาดนี้



ผมมองไอ้ไผ่ครู่หนึ่ง ซึ่งมันไม่รู้ตัวหรอกว่าผมกำลังมองอยู่ ก่อนจะรวบรวมกำลังใจแล้วทำวิธีที่ผมเพิ่งคิดออกเมื่อกี้

“คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงเธอ

ละเมอไปไกล มองไม่เห็นเป็นดาว

จันทร์ที่ดูสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า

หากมันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์…” ผมหันกลับมามองไอ้ไผ่โดยไม่รู้ว่ามันมองอยู่ก่อนแล้ว ผมหยุดร้องเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น รอยยิ้มที่ผมนึกอยากให้มันยิ้มให้ผม

หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นเมื่อรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

ผมทำให้ไอ้ไผ่ยิ้มแบบนั้นได้แล้ว!

“ร้องต่อสิครับ”

เสียงของไอ้ไผ่ทำให้ผมรู้ตัวว่าเอาแต่จ้องหน้ามันอยู่

“อะแฮ่ม! เอ่อ คือ... ลืมเนื้ออะ”

ไอ้สนนน มึงพูดอะไรออกไปเนี่ยยย

แต่ร้องต่อไม่ได้จริงๆ นะ มัน…เขินว่ะ

ผมหลบสายตาไอ้ไผ่เปลี่ยนไปมองดาวบนท้องฟ้าแทน เมื่อกี้กะจะทำแต้ม กลายเป็นว่าผมตกหลุมตัวเองซะงั้น หลักฐานก็คือใจผมตอนนี้



โคตรเต้นแรงเลย













...............................................





ผมเดินเข้ามาในร้านคาเฟ่ที่เคยเข้ามาสองสามครั้ง แต่ที่ได้มาอีกครั้งก็เพราะตามไอ้ไผ่มานี่แหละ ช่วงนี้ก็เดินตามมันต้อยๆ เหมือนหมาไปแล้ว

“พี่ไผ่ หวัดดีครับ”

“หวัดดีทัช”

พนักงานคนหนึ่งเดินมาทักทายไอ้ไผ่อย่างสนิทสนม นี่มันไม่รู้จักใครบ้างเนี่ย ดูสนิทกับเขาไปหมด

จะว่าไปพนักงานทำไมหน้าตาดีจังวะ

ผมมองเจ้าของใบหน้าได้รูปนั้น จัดได้ว่าหล่อเลยครับ แต่ดูมีความแสบๆ อยู่ในลักษณะท่าทาง แล้วก็ต่างหูที่ใส่อยู่นั่นทำให้ดูเท่ขึ้นเป็นกอง

อิจฉาว่ะ ไอ้เราใส่แล้วก็ไม่เท่เหมือนคนอื่นเขาเลย

“นี่รุ่นพี่ที่มอ ชื่อพี่สน”

“สวัสดีครับ ผมทัชนะ”

ผมยิ้มให้พนักงานแต่ก่อนจะได้พูดอะไรก็มีเสียงใครบางคนดังขึ้น

“ลูกค้าท่านนี้เดี๋ยวพี่ดูแลเอง ทัชไปหน้าเคาน์เตอร์เถอะ”

ผมมองคนมาใหม่อย่างแปลกใจ แน่นอนครับว่าผมรู้จัก คนนี้ชื่อธัญ เรียนคณะเดียวกับไอ้ไผ่

สายตาดุๆ ตวัดมองไอ้ไผ่ ก่อนที่ไอ้ไผ่จะยิ้มแล้วยักไหล่อย่างกวนๆ

“ผมยังไม่สั่งนะครับ ขอคิดก่อนว่าจะกินอะไร”

ว่าแล้วไอ้ไผ่ก็คว้าแขนผมให้เดินตาม ขนาดไม่ได้หันกลับไปมองยังรับรู้ถึงรังสีความอาฆาตแค้นที่แผ่ออกมาจากไอ้ธัญได้เลย… เว่อร์ไปรึเปล่านะ

“พี่อยากกินอะไรครับ”

“อะไรก็ได้”

“อะไรก็ได้ไม่มีขายหรอกครับ”

ขณะที่ผมกำลังมองเครื่องดื่มแนะนำของทางร้านไอ้ไผ่ก็ลุกขึ้น

“พี่สั่งรอเลยนะ เดี๋ยวผมมา”

ว่าแล้วมันก็เดินออกไป ผมมองตามหลังก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากหลังร้านพอดีกับไอ้ไผ่เดินเข้าไปหา ทั้งสองคนเดินออกจากร้านด้วยกันจนเกินระยะที่ผมจะมองเห็นได้



ผู้ชายคนนั้น ใช่คนที่ไอ้ไผ่เคยพูดถึงรึเปล่านะ…













อยู่ๆ ผมก็นึกอยากได้รับรอยยิ้มแบบนั้นบ้าง

-ต้นสน-


ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 15

นี่เรียกว่าเดทรึเปล่านะ (2)





“พี่สั่งไปรึยัง” ไอ้ไผ่นั่งลงตรงข้ามผมอย่างเดิมหลังจากทำธุระเสร็จ แต่คนที่เดินไปพร้อมกับมันไม่ได้ตามกลับมาด้วย

“สั่งไปแล้ว สั่งลาเต้ให้มึงด้วย”

“แสนรู้อีกแล้ว”

ด่ากูหมาเถ๊อะ

ผมแอบเบะปากโดยไม่ให้มันเห็น

“เย็นนี้ไปทำงานปะ”

“ทำดิ”

“ผมไปด้วย”

ผมมองไอ้ไผ่ประมาณว่า มึงจะไปทำไม เหมือนมันจะรู้เลยพูดต่อ

“พอพี่เลิกงาน เราก็ไปกินข้าวกันไง”

ไอ้ไผ่ยิ้มให้ผมตามเคย ไม่ใช่แค่ผมที่ตามติดมันหรอกครับ มันก็ตามติดผมเหมือนกัน

จะว่าไปผมก็เอ็นดูมันนะ จริงๆ แล้วมันก็น่ารักดี

“ยิ้มอะไรอะ ดีใจที่ผมจะไปเฝ้าพี่ทำงานหรอ”

“แน่นอนสิ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ” ผมยักคิ้วหนึ่งที

“ใครบอกว่าไม่บ่อย ผมให้พี่บ่อยกว่าคนอื่นอีกนะ ไม่รู้ตัวหรอ”

นี่ผมหยอดเพื่อไอ้ไผ่ให้เสียอาการหรือพาตัวเองมาเสียอาการกันแน่เนี่ย

หลังๆ มานี่นอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้วยังรุกผมคืนอีกด้วย

แต่จริงๆ ก็รู้แหละว่ามันไม่ธรรมดา



“จะไปก็ตามใจ”

“แล้วให้ผมไปสั่งปะ”

“ได้หรอ”

ไอ้ไผ่ไม่ตอบในทันที โน้มตัวมาข้างหน้า ยิ้มกว้างแล้วตอบว่า

“ได้เสมอครับ”

พระเจ้า! เล่นกูแล้ว เล่นกับใจกูแล้ววววว

“อะแฮ่ม! เครื่องดื่มกับวาฟเฟิลแสนอร่อยมาแล้วคร้าบบ”

ไอ้ไผ่กลับไปนั่งที่เดิมก่อนจะส่งยิ้มให้พนักงานหนุ่ม สายตาแบบนี้ไม่ใช่เคยคุยกันหรอกนะ

“หยุดมองผมแบบนั้นได้แล้วพี่ เดี๋ยวพี่สนเข้าใจผิดนะ”

“ไม่ได้เจอกันนานนี่นา”

“ก็มาที่ร้านบ่อยๆ สิครับ”

“ถามคนข้างหลังด้วย”

ทัชหันไปมองข้างหลังที่มีคนกำลังจ้องมาทางพวกเราอย่างไม่เป็นมิตร

อย่าบอกนะว่าทัชกับไอ้ธัญคบกัน

ผมเคยได้ยินข่าวว่าไอ้ธัญก็พอตัวนะ คบจริงจังรึเปล่าเนี่ย

“ขมวดคิ้วทำไมครับ เดี๋ยวแก่กว่าเดิมนะ” ไอ้ไผ่ใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากผม

ผมจ้องเขม็งอย่างลืมตัว แต่ไอ้ไผ่ กลับขำผมซะงั้น ช่วงนี้มันอารมณ์ดีแปลกๆ แล้วก็ใจดีแปลกๆ

หรือว่ามันจะหวั่นไหวกับผมเข้าแล้ว

หึ! ก็ไม่แน่เท่าไหร่นี่หว่า

“ไผ่”

“ครับ?”

“คือ….”

“คือ?” ไอ้ไผ่มองผมพลางเลิกคิ้ว

ให้ตายสิ ทำไมครั้งนี้มันไม่ชิลล์เหมือนครั้งก่อนๆ วะ

“ไม่มีอะไร กินเถอะ”

ผมตัดบทที่ตัวเองเป็นคนปูมาซะดิบดี ไอ้ไผ่ทำหน้างงแต่ก็ไม่ได้ท้วงอะไร ผมมองเครื่องดื่มตรงหน้า แอบเซ็งที่อยู่ๆ ก็พูดไม่ออกซะงั้น

ชอบ... เหมือนที่ผมเคยพูดครั้งแรก

แต่ตอนนี้ไม่กล้าพูดให้อีกฝ่ายฟังโดยไม่รู้สึกหวั่นไหวได้แล้ว







“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเราอยู่ใกล้กันแค่นี้แต่ผมไม่เคยเจอพี่เลย” ไอ้ไผ่ชี้ไปทางร้านชาบูสลับกับที่ที่ผมกับมันยืนอยู่

“กูไม่อยู่ในสายตามึงไง”

“พูดงี้น้อยใจหรอ แต่ก็ไม่อยู่จริงๆ นั่นแหละ” พูดเสร็จมันก็ขำ

ไอ้บ้านี่

ถ้าเป็นไอ้พลนี่โดนเตะไปแล้ว ไม่ใช่ว่าผมไม่กล้านะแต่ไม่อยากเสียคะแนนเฉยๆ ยิ่งช่วงนี้เหมือนคะแนนจะพุ่งด้วย พุ่งขึ้นนะไม่ใช่พุ่งลง

บางทีก็ดูราบรื่นจนผมรู้สึกตะหงิดๆ

ผมดูไม่ออกเลยว่าภายใต้รอยยิ้มมันกำลังคิดอะไร รู้สึกยังไงอยู่

“เงียบเลย โกรธหรอ”

“เปล่า”

“เหลือเวลาอีกยี่สิบนาที เราไปตรงนั้นกันไหม” ไอ้ไผ่ชี้ไปที่ลานพักผ่อน มีคนให้อาหารนกอยู่ตรงนั้นด้วย นั่นเดาไม่ยากเลยว่ามันจะชวนผมไปทำอะไร

“ขอจับมือได้ปะ” ผมนึกอึ้งที่ตัวเองพูดออกไปแบบนั้น

นี่สิครับ ต้นสน ร่างจริง! ไอ้ที่พูดไม่ออกแล้วทำเหมือนหวั่นไหวกับไอ้ไผ่นั่นมันร่างปล๊อมมม

“เอาสิครับ”

ไอ้ไผ่ยื่นมือมาตรงหน้า ผมคว้ามือมันมากุมไว้แล้วเราก็เดินไปด้วยกัน

ความอบอุ่นจากฝ่ามือของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ

ไม่ใช่ว่ามันรู้สึกไม่ดี แต่มันกลับดีมากต่างหาก

ผมมองเสี้ยวหน้าของไอ้ไผ่ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏบนในหน้านั้นก่อนจะหันมามองผมแล้วส่งยิ้มให้

จะว่าไปการอยู่กับมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่คงจะดีถ้าเราได้รู้จักกันในสถานการณ์ที่ดีกว่านี้

พลันในใจผมก็คิดว่า ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ เราจะสามารถเป็นเพื่อนกันได้ไหมนะ

“ร้องเพลงให้ฟังหน่อยสิครับ”

“หะ! ตอนนี้เนี่ยนะ”

ไอ้ไผ่พยักหน้าอย่างกระตือรือร้นจนเกินจำเป็น แกล้งผมปะเนี่ย

“เดี๋ยวร้องให้ฟัง แต่ไม่ใช่ตอนนี้”

“ก็อยากฟังตอนนี้”

“อย่าเอาแต่ใจน่า”

“ก็อยากให้พี่เอาใจนี่ครับ” ไอ้ไผ่ทำเสียงอ้อน นั่นทำให้ผมแทบสำลักอากาศ ให้ตายสิ โหมดไหนอีกล่ะเนี่ย

“ฮะ ฮะ ฮ่าๆ ” ผมขำออกมาอย่างช่วยไม่ได้

ตั้งแต่รู้จักมันมาผมไม่เคยได้ยินน้ำเสียงแบบนี้เลย ผมมองหน้าไอ้ไผ่ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นหน้าบึ้งแล้วขำออกมาอีกรอบ

“ไม่หน้าบึ้งดิ พี่ไม่ร้องเพลงให้ฟังนะ”

ไอ้ไผ่ยังเงียบ สภาพก็ไม่น่าจะมางอนอะไรนะ แต่คงต้องง้อแหละถึงขั้นนี้แล้ว

“เดี๋ยวร้องให้ฟังจนมึงหลับเลยดีไหม”

ไอ้ไผ่กระตุกยิ้ม สีหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มเหมือนเดิมจนผมรู้ตัวว่าได้พลาดไปแล้ว

พลาดหรอ ไม่หรอกน่า ผมตั้งใจต่างหาก

“พูดแล้วนะ ห้ามคืนคำ”

“ไม่คืนคำหรอกน่า”

“น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย”

“แล้วรักยังล่ะ”

“พี่รีบหรอ แต่ผมไม่รีบนะ” ว่าแล้วมันก็ยิ้ม กระตุกมือที่จับอยู่ผมให้เดินตาม



เอาจริงๆ ตั้งแต่เคยมาสวนสาธารณะที่นี่ผมไม่เคยมาทำอะไรแบบนี้เลยนะ ให้อาหารนกอาหารปลาเนี่ย ไม่เคยได้มีเวลาว่างมาทำแบบนี้เลยจริงๆ

ผมมองไอ้ไผ่ที่เดินฝ่าเข้าไปกลางวนล้อมของนกที่กำลังให้ความสนใจกับอาหารตรงหน้า พอไอ้ไผ่เดินเข้าไปนกก็บินกระจายออกจากตรงนั้น เป็นภาพที่สวยงามสำหรับคนที่มองเห็น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรอยยิ้มของคนที่เด็กว่าผมไม่กี่ปีนั่นแหละ

ผมมองไอ้ไผ่แล้วยิ้มตาม เหมือนกำลังเลี้ยงน้องเลยครับ ทั้งที่มันก็โตขนาดนั้นแล้วแต่ทำไมถึงยังเหมือนเด็กก็ไม่รู้

ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรต่อแรงสั่นของวัตถุในกระเป๋ากางเกงก็ดึงความสนใจของผม

“ว่าไง”

‘อยู่ไหนวะ’

“ที่ทำงานไง” ปากตอบไอ้พลสายตากลับมองไอ้ไผ่ที่เดินไปเล่นกับนกตัวนั้นทีตัวนี้ที

เด็กน้อยชะมัด

‘ว่าจะชวนไปดื่มสักหน่อย’

“พูดอย่างกับไม่รู้ว่ากูทำงาน”

‘ทำงานหรือไปกับเด็กวะ’

“ทั้งสอง” ผมยกยิ้ม

คิดว่าผมจะทำเป็นเขินแล้วปฏิเสธหรอ โทษทีนะ แบบนั้นไม่ใช่ผมหรอก

‘เออๆ แค่นี้แหละ อยู่กับเด็กให้มีความสุขนะครับ’

ผมมองหน้าจอโทรศัพท์แล้วยักไหล่ เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงไว้อย่างเคยพลางเงยหน้ามองหาไอ้เด็กที่เล่นกับนกอยู่ไม่ไกล

หายไปไหนแล้ว…

ผมหันซ้ายหันขวาก่อนจะไปสะดุดตากับแผ่นหลังคนที่ยืนอยู่หน้าร้านขายน้ำหวาน มองจากตรงนี้ก็ยังเห็นใบหน้าของมันเปื้อนยิ้มอยู่

ยิ้มเก่งจริงๆ

ในสายตาของผมตอนนี้ไอ้ไผ่ไม่ต่างจากเด็กที่ยิ้มอย่างร่าเริงและพลังล้นเหลืออยู่เสมอ สายตาของผมจับจ้องแผ่นหลังนั้นอยู่สักพักก็นึกได้ว่าคงถึงเวลาเข้างานแล้วก็เดินไปหาไอ้ไผ่ทันที

“กูไปทำงานแล้วนะ”

“ลาได้ปะ”

ขณะที่กำลังจะอ้าปากเถียงผมก็สะดุดกับสายตาอ้อนๆ ของไอ้ไผ่ หุบปากลงพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง

เห้อออ ถ้าจะมองกูด้วยสายตาแบบนั้นก็เอามีดมาแทงกูเถอะ!

“นะครับ ไปเดินเล่นแถวนี้กัน ถ้าลาไม่ได้เดี๋ยวผมไปช่วยพูดให้ก็ได้”

ผมมองปากที่กำลังขยับพูดของไอ้ไผ่โดยที่เสียงของมันไม่เข้าหูผมเลย เพราะได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเอง

กูแพ้ได้ไงวะเนี่ยยย

ฮื่ออออออ

“พี่สน พี่สน”

“หะ!” ผมตื่นจากภวังค์เมื่อรู้สึกถึงแรงเขย่าที่แขน

“ถ้าลาไม่ได้ก็ไปทำงานก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวผมรอแถวนี้”

ขณะที่ไอ้ไผ่กำลังจะหันหลังเดินไปผมก็คว้าแขนมันไว้

“รอแป๊บ เดี๋ยวกูโทรไปลา”

ความรู้สึกของผมบอกว่าต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ไม่ควรปล่อยไปเด็ดขาด แน่นอนว่าผมเลือกทำตามความรู้สึกตัวเอง

คะแนนเต็มแน่!

มึงอ้อนผิดคนแล้วไอ้ไผ่!











……………………………





“จริงหรอ” ผมพยักหน้าประกอบคำพูด

ไอ้สกายทำหน้าครุ่นคิดหลังจากที่ผมเล่าความคืบหน้าและเกือบทุกอย่างที่ผมกับไอ้ไผ่อยู่ด้วยกันให้ฟัง

“ไม่นึกว่าจะชอบไปทำอะไรแบบนั้นด้วย” ไอ้สกายพูดเบาจนผมต้องถามขึ้น

“มึงว่าไงนะ”

“เปล่า”

“มึงจะมาถามแค่นี้หรอ”

ปกติไอ้สกายไม่ได้มาหาผมที่คณะบ่อยนักหรอก จะเจอกันข้างนอกมากกว่า แสดงว่าวันนี้มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น

“เหงา”

“.........”

ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินแบบนั้น มันเนี่ยนะเหงา หิมะจะตกรึเปล่าวะเนี่ย

“มึงไม่สบายรึเปล่า”

ผมยกมืออังหน้าผากไอ้สกาย มันทำหน้าเบื่อใส่แล้วปัดมือผมออก

โถ่ ร้อยวันพันปีก็ไม่เห็นมันจะบ่นว่าเหงานี่นา

“ไปหาอะไรทำกัน”

“เย็นนี้หรอ”

“ใช่”

ในใจก็อยากไปนะ แต่ติดตรงที่ผมมีนัดนี่สิ

ดูเหมือนไอ้สกายจะจับสีหน้าผม

“ทำไม มีนัดหรอ”

“ใช่ กับไอ้ไผ่” แววตาไอ้สกายฉายแววแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้นก่อนที่มันจะทำหน้าเบื่อหน่ายแบบเดิม

“ตั้งใจทำงานล่ะ”

“กูก็ตั้งใจอยู่แล้วปะ” ผมยักคิ้วใส่ ไอ้สกายยกมือหมายจะผลักหัวผมแต่ก็ชะงัก

ผมหันกลับหลังมองตามสายตาไอ้สกาย ไอ้ไผ่ยืนทำหน้าแปลกใจอยู่แต่พอเห็นผมมองก็ระบายยิ้มออกมา

เชี่ยแล้ว!!!

จังหวะนรกชิบหาย!

“ผมมารับพี่ครับ”

กูรู้แล้ววววว

ทำไงดีวะ แนะนำหรือปล่อยเบลอแม่งเลย แต่จะปล่อยเบลอได้ไงในเมื่อมันเห็นผมอยู่กับไอ้สกายขนาดนี้

“เพื่อนพี่หรอครับ”

ผมมองไอ้ไผ่สลับกับไอ้สกาย กูจะเลิ่กลักทำไมก่อน นิ่งไว้ดิ

“ใช่ นี่สกาย เพื่อนกูเอง”

“อ๋อ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ พี่สกาย” ไอ้ไผ่เน้นชื่อไอ้สกายแล้วยิ้มให้

สายตาที่มันใช้มองไอ้สกายเป็นสายตาที่เหมือนรู้อะไรบางอย่าง

ไอ้สกายยิ้มกลับเหมือนไม่ได้รู้สึกว่าการพบกันครั้งนี้มันแปลกๆ

“นั่นสิ สบายดีนะ”

“สบายดีมากเลยครับ แล้วพี่ล่ะ”

“สบายดี”

แต่สายตาที่ทั้งคู่มองกันมันไม่เหมือนคนที่อยากทักทายกันเลยนะ ผมซึ่งยืนอยู่ตรงกลางแทบอยากจะมุดดินหนี

ผมควรทำไงกับสถานการณ์นี้ดีวะ ความลับจะไม่แตกใช่ปะ

ไอ้ไผ่จะสงสัยผมรึเปล่า

“ไปกันรึยังครับ”

ขณะที่ผมกำลังคิดหาวิธีรับมือกับสถานการณ์หรือตอบคำถามที่อาจจะโดนไอ้ไผ่ถาม คนข้างๆ ก็เอ่ยขึ้น

“ไป…ก็ได้ ไว้เจอกันนะสกาย”

ไอ้สกายพยักหน้า ผมจึงเดินออกมาพร้อมกับไอ้ไผ่ เงยหน้ามองแผ่นหลังของคนที่เดินอยู่ข้างหน้า

ทำไมมันไม่ถามอะไรเลย

มันควรจะมีคำถามไม่ใช่หรอ ว่าทำไมผมถึงไปจีบแฟนเก่าเพื่อน หรือผมกับไอ้สกายรู้จักกันอยู่แล้วหรอ

“ไผ่”

“ครับ?”

ผมกำลังจะอ้าปากถาม ไอ้ไผ่ก็ยกมือขึ้นแล้วยกโทรศัพท์แนบหูคุยกับใครบางคน

สีหน้าไอ้ไผ่ราบเรียบเมื่อคุยกับปลายสาย

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่มันไม่ได้สนใจเรื่องไอ้สกาย เพราะมันอาจมีเรื่องในใจให้คิดอยู่ก่อนแล้ว

แต่จะเป็นเรื่องอะไรล่ะ



“พี่สน ผมคงไปกินข้าวกับพี่ไม่ได้แล้วนะ”

“อ่อ โอเค”

เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้นผมก็แทบไม่กล้าเอ่ยปากถามหรือทักท้วงอะไร ไอ้ไผ่เห็นแบบนั้นก็ยิ้มพลางยื่นมือมายีหัวผม

แต่บอกเลยนะ รอยยิ้มนั้นมันดูไม่ดีเอาชะเลย

“ไว้วันหลังนะครับ”

ผมพยักหน้ารับ ไอ้ไผ่เดินไปหารถจอดอยู่อีกทาง ผมมองตามจนกระทั่งมันขึ้นรถแล้วขับออกไป

สีหน้ามันดูไม่ดีจริงๆ นะ และผมยังรู้สึกว่ามีบางอย่างที่น่าเป็นห่วง…

เพราะต่อให้มันไม่อยากยิ้มแค่ไหน ผมก็ไม่เคยเห็นแววตามันเศร้าแบบนี้











“ก็อยากให้พี่เอาใจนี่ครับ”

-ไผ่-

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 16

ความลับที่ไม่ใช่ความลับ (1)





ผมเดินทอดน่องเข้ามาในคอนโดอย่างครุ่นคิด ไม่สามารถสลัดแววตาเศร้าๆ ของไอ้ไผ่ออกไปจากหัวได้

เรื่องอะไรกันที่จะทำให้มันแสดงแววตาแบบนั้นออกมา

คนที่มักจะยิ้มและร่าเริงอย่างมันเนี่ยนะ ชีวิตก็ดีขนาดนั้นยังจะมีเรื่องอะไรให้เศร้าอีก

หรือว่าจะเป็นเรื่อง…

“ไผ่ทำแบบนั้นไม่ได้นะ”

ผมชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินชื่อของคนที่ผมกำลังนึกถึง รีบหลบตรงมุมทางเดินแล้วชะโชกหน้าออกไปมอง

หน้าห้องที่ผมเคยเห็นว่าเป็นห้องไอ้ไผ่มีคนสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่

ไอ้ไผ่กับคู่หมั้นของมัน

“ไผ่ต้องทำ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพายด์แล้วนะ”

พอพูดเสร็จไอ้ไผ่ก็ทำท่าจะเปิดประตูห้องแต่พายด์คว้าแขนไว้ซะก่อน

“แต่พายด์ปล่อยให้ไผ่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้นะ”

ผมเงี่ยหูฟังอย่างสุดชีวิตแต่ก็ไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายที่ไอ้ไผ่พูดก่อนที่ทั้งคู่ก็เดินเข้าห้องไป

สรุปเมื่อกี้ผมได้อะไรจากการแอบฟังวะเนี่ย

ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สายตาเหม่อมองความว่างเปล่าที่ไม่กี่นาทีก่อนยังมีคนยืนอยู่

นี่ผมต้องทำเรื่องนี้ต่อไปจริงๆ หรอวะ

ไม่ได้ดิ! จะมาหวั่นไหวอะไรตอนนี้ ถ้ายอมแพ้ตอนนี้ก็เท่ากับว่าที่พยายามทำมาตั้งแต่แรกมันก็สูญเปล่าอะดิ

อย่าใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลที่ทำสิวะ!

เดี๋ยวก็พังกันหมดพอดี



งั้น...พรุ่งนี้ค่อยสู้ใหม่แล้วกัน!











ผมยิ้มให้เจ้าของห้องทันทีที่ประตูห้องเปิดออก ไอ้ไผ่เลิกคิ้วมองดอกไม้ที่อยู่ในมือผม ใช่แล้วครับ ดอกไม้

“ซื้อมาให้”

“ผมไม่ได้ชอบดอกไม้นะ...”

ผมไม่สนใจคำปฏิเสธนั้น รีบเบี่ยงตัวเข้ามาในห้องโดยที่เจ้าของห้องยังไม่ได้อนุญาต ก่อนจะมองไปรอบๆ

มันควรจะมีอะไรที่ดูสดชื่นอยู่ในห้องบ้างสิน่า

ผมวางดอกไม้แล้วเปิดเป้ที่สะพายมาด้วย หยิบแจกันขนาดกลางออกมา

“พี่จะทำอะไรน่ะ”

“จัดดอกไม้ใส่แจกันไง” ผมเดินเอาแจกันไปใส่น้ำแล้วจัดดอกไม้ใส่แจกัน วางไว้โต๊ะใกล้ๆ โซฟาอย่างพอใจ

“จะได้สบายตา”

“แล้วที่เป็นอยู่มันไม่สบายตาตรงไหนครับ” ไอ้ไผ่ว่าพลางทำหน้างง

“ก็สบายตาขึ้นเยอะไง”

“โอเคครับ ว่าแต่ที่บุกมาห้องผมเนี่ยแค่จะมาจัดดอกไม้ใส่แจกันให้ผมแค่นี้หรอ”

“ก็….ใช่แหละ”

เอาจริงๆ คือว่างครับ เพราะวันนี้เป็นวันหยุด ก็เลยมาทำงานที่เหมือนไม่ใช่งานสักหน่อย

ผมเหลือบมองไอ้ไผ่ตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อกล้ามกับกางเกงขายาวบ่งบอกว่ามันเพิ่งจะตื่นนอนได้ไม่นาน

นอกจากจะไม่ได้สำนึกว่าอาจจะมารบกวนเจ้าของห้องแล้วผมยังไม่มีความเกรงใจอีกด้วย

เจ้าของห้องคงไม่ใจร้ายไล่ผมกลับหรอกน่า

“งั้นก็กลับห้องได้แล้วมั้งครับ”

เอิ่มม พูดยังไม่ทันขาดคำเลย!

สำคัญตัวผิดเป็นเหตุ สังเกตได้

“ล้อเล่นน่ะครับ” ไอ้ไผ่หัวเราะออกมาพลางยีหัวผมที่นั่งหน้างออยู่โซฟา

ล้อเล่นเก่ง ตัดกำลังใจกูเก่ง! ฝากไว้ก่อนนะมึงงงง

“วันนี้มึงจะไปไหนไหม”

“...กลับบ้านครับ”

น้ำเสียงไอ้ไผ่ราบเรียบจนผิดสังเกต แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา

“งี้กูก็มาเสียเที่ยวอะดิ”

ไอ้ไผ่เงียบเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามผม

“ไปด้วยกันไหมครับ”

“ไปบ้านมึงอะนะ” ผมถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“ก็ใช่ไงครับ หรือว่าพี่ไม่อยากไปกับผมหรอ”

ไม่เห็นต้องถามเลยในเมื่อผมก็ออกนอกหน้าว่าอยากจะไปไหนมาไหนกับมันขนาดนี้

ผมพยักหน้ารับแล้วยิ้มให้ ไอ้ไผ่ยิ้มอย่างมีเลศนัย บอกเลยว่ามันดูเป็นลางร้ายสุดๆ รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่ก็เอาเถอะ ขอแค่มันไม่ล่อลวงผมไปฆ่าหมกป่าข้างทางก็พอ

“งั้นผมขออาบน้ำแต่งตัวแป๊บหนึ่งนะ”

“โอเค ตามสบายเลย”



พอลับหลังไอ้ไผ่ผมก็สำรวจห้องมันไปด้วย ภายในห้องมีของใช้เยอะกว่าห้องผม ก็แน่ล่ะ ผมไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ห้องนั้นถาวรสักหน่อย

ถ้าทำงานสำเร็จก็ต้องย้ายออกแล้ว แต่จะสำเร็จตอนไหนนี่สิ

จะว่าไป สถานการณ์ตอนนี้มันก็ไม่ได้แย่นี่นา









ผมมองดูคฤหาสน์หลังใหญ่อย่างไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ระหว่างที่ไอ้ไผ่ขับรถเข้ามาในบริเวณบ้าน ซึ่งมันควรเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่า ผมก็มองทุกอย่างที่ผ่านมาอย่างอดอึ้งไม่ได้

ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาในที่แบบนี้ ยิ่งเป็นคนข้างๆ แล้วถ้าไม่มีเรื่องอะไรให้เจอกันก็คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้กันเลยด้วยซ้ำ

ผมกับไอ้ไผ่เรียกว่าอยู่กันคนละโลกเลยก็ว่าได้

“ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้นครับ”

“ก็ไม่เคยเห็น” ผมตอบตามความจริง จะว่าผมบ้านนอกก็ได้นะ แต่นี่มันใหญ่กว่าบ้านผมสิบเท่าหรือมากกว่านั้นอีกอะ

คนรวยนี่มันรวยจริงๆ

อิจฉาได้ไหมวะ แต่ก็อิจฉาไปแล้วล่ะ

“คงไม่ได้อิจฉาผมอยู่หรอกนะ”

ผมมองไอ้ไผ่ในขณะที่รถจอดพอดี นี่ก็เหมือนมานั่งในความคิดผมเหลือเกิน


“ไปกันครับ” ผมพยักหน้า แล้วตามไอ้ไผ่ลงจากรถ

ผมเงยหน้ามองประตูใหญ่ตรงหน้า จนไอ้ไผ่เอื้อมมาจับมือผมให้เดินตาม

เอาเข้าจริงๆ ก็ตื่นเต้นเหมือนกันแฮะ เจอพ่อแม่งั้นหรอ มันเกินคาดไปรึเปล่า

กูมาอยู่จุดนี้ได้ไงวะ

แล้วไอ้จับมงจับมือนี่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ครั้งที่แล้วที่พาไปบ้านสุขใจก็เหมือนพาไปเปิดตัวกับพ่อแม่ แต่ตอนนี้มันคือของจริง

“สวัสดีค่ะคุณไผ่”

“สวัสดีครับ”

ไอ้ไผ่ยิ้มให้แม่บ้านที่เอ่ยทักทาย ผมยิ้มเช่นกันแต่กลับไม่ได้รับความสนใจ

อะ งานหินละ ขนาดแม่บ้านยังไม่เป็นมิตรเลย ด่านพ่อแม่ก็คงจะรอดยาก

“คุณพ่ออยู่ไหนครับ”

“คุณท่านอยู่ในห้องทำงานค่ะ”

ไอ้ไผ่ทำท่าจะเดินไปทั้งที่ยังจับมือผมอยู่ แม่บ้านก็เอ่ยขึ้น

“คุณท่านให้คุณไผ่เข้าพบคนเดียวนะคะ”

“ครับ”

ไอ้ไผ่ยิ้ม แต่ขณะที่ผมคิดว่ามันจะบอกให้ผมนั่งรอแถวนี้กลับกระตุกมือผมให้เดินตาม ในขณะที่แม่บ้านคนเดิมเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบ

นี่มันกวนตีนรึเปล่าเนี่ย

“จะพากูไปไหน”

“ไปหาพ่อผมไง”

“กูรออยู่ข้างนอกดีกว่า” ผมขืนมือตัวเองไว้

ไอ้ไผ่ปล่อยมือแล้วหันมามองผมด้วยสายตาจริงจัง ก่อนจะพูดว่า

“พี่ช่วยผมหน่อยได้ไหม”

“ช่วย? ช่วยอะไร”

ไอ้ไผ่ไม่ได้ตอบคำถาม มันถอนหายใจออกมาแล้วมองผมด้วยสายตาเชิงขอร้อง

“ไปกับผมแล้วพี่จะรู้เอง...ไปกับผมนะ”

แล้วมาทำสายตาแบบนั้น ผมจะปฏิเสธได้ไงวะ

มันก็คงรู้แหละถึงได้ลากผมมาด้วยเนี่ย

แต่ที่สงสัยคือจะให้ผมช่วยอะไร ช่างเถอะ ไปกับมันเดี๋ยวก็รู้เองแหละ



“พรุ่งนี้แกต้องไปกินข้าวกับลูกสาวนายพลนะ”

เมื่อผมกับไอ้ไผ่เดินเข้ามาในห้องทำงานขนาดใหญ่ คนที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นพ่อไอ้ไผ่ก็เอ่ยขึ้น ทั้งที่ยังไม่ได้ละสายตาจากเอกสารตรงหน้า

ผมเคยเห็นเขาผ่านทางทีวี และในขณะที่เงยหน้าขึ้นมองพวกผม สายตานั้นกลับดูเฉยชา ต่างจากที่ผมเลยเห็นในทีวีลิบลับ

ผมเงยหน้ามองไอ้ไผ่มีที่สีหน้าราบเรียบไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อ

เดี๋ยวนะ ได้ข่าวว่าพ่อลูกคู่นี้รักกันมากไม่ใช่หรอ แล้วที่ผมเจออยู่มันคืออะไรล่ะเนี่ย

“นี่จะบังคับให้ผมหมั้นให้ได้เลยใช่ไหมครับ”

“แกเลือกที่จะยกเลิกหมั้นกับหนูพายด์เองนะ”

“ผมมีแฟนอยู่แล้ว พายด์ก็มีอยู่แล้ว”

พ่อไอ้ไผ่ไม่ได้พูดอะไรแต่ไล่สายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาแบบนั้นมันเหยียดกันชัดๆ

ผมได้ข่าวว่าเขาเป็นคนมีเมตตาแล้วก็ใจดีมากๆ แต่ดูจากสายตาที่ใช้มองผมตอนนี้แล้ว นั่นคงเป็นแค่หน้ากากจอมปลอม

ผมไม่ควรแปลกใจสินะ คนเราก็แบบนี้

การสร้างภาพเป็นเรื่องปกตินี่นา

“นี่น่ะหรอ แฟนแก”

“ครับ และผมจะไม่ยอมไปกินข้าวกับคนที่พ่อหามาให้ด้วย”

ผมมองไอ้ไผ่เล็กน้อยที่อยู่ๆ มันออกตัวว่าผมเป็นแฟนซึ่งก็เข้าใจทันทีว่าเรื่องที่มันอยากให้ช่วยคือเรื่องอะไร

สิ่งที่ไอ้ไผ่พูดไม่ได้ทำให้ผมตกใจหรอก ผมรู้งานกว่าที่คิดนะบอกเลย

ผมจับมือไอ้ไผ่และประสานกันไว้ จับแน่นขึ้นเพื่อให้มันรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้

เห็นทีภาพครอบครัวสุขสันต์ที่เคยเห็นในทีวีจะเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น

งั้นก็เท่ากันว่าถ้าไอ้ไผ่มันยอมให้ผมรับรู้เรื่องนี้มันก็คงไว้ใจผมในระดับหนึ่ง

หึ ทุกอย่างที่พยายามทำมาไม่ได้สูญเปล่าไปซะทีเดียวหรอก เพราะมันกำลังเผยให้เห็นผลแล้วในตอนนี้

แม้ว่าผมจะไม่รู้ความเป็นมาเรื่องความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกคู่นี้ แต่สิ่งเห็นได้ชัดในตอนนี้ก็คือ พ่อลูกคู่นี้ไม่ลงลอยกันแน่นอน แถมฝ่ายลูกยังต้องการหลุดพ้นจากการถูกบังคับจากผู้เป็นพ่อ

และนั่นคือหน้าที่ของผม ผมจะต้องช่วยไอ้ไผ่ให้ได้

“สวัสดีครับคุณพ่อ”

ผมปล่อยมือไอ้ไผ่แล้วยกมือไหว้คนที่นั่งอยู่ เป็นอย่างที่คาดไว้ว่าเขาไม่ได้สนใจผม

สายตาของเขามองตรงมาที่ไอ้ไผ่

“พรุ่งนี้หกโมงเย็นแก...”

“ทำไมถึงบังคับผมนักล่ะครับ หรือว่าอยากให้ผมเป็นเหมือนพ่อ” ไอ้ไผ่พูดแทรกขึ้นขณะที่พ่อยังพูดไม่ทันจบประโยคดี

“ผมจะสร้างปัญหาให้เลย ถ้าพ่อไม่เอาแต่บังคับให้ผมทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ”

“เพื่อตัวแกเอง”

“เพื่อผม? ยังไงหรอครับ เพื่อให้ผมไม่มีความสุขแบบคุณน่ะหรอ”

“ไอ้ไผ่!”

“เรียกชื่อผมทำไมครับ ชื่อนี้คุณก็ไม่ได้ตั้งสักหน่อย”

ไอ้ไผ่พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยในขณะที่พ่อจ้องมันเขม็ง

นอกจากมันจะเคยยั่วโมโหด้วยสีหน้ากวนตีน หน้านิ่งๆ ของมันตอนนี้ก็ยั่วตีนได้ดีไม่แพ้กัน

เห็นได้จากการพยายามระงับอารมณ์ของพ่อมันก็รู้เลยว่าไอ้ไผ่ทำสำเร็จ

“ถ้าฉันบอกว่าหวังดีกับแก แกก็คงไม่เชื่อสินะ”

แม้ว่านำ้เสียงจะฟังดูอ่อนลงแต่สายตากลับไม่ใช่เลย

นั่นมันสายตาที่พ่อมองลูกงั้นหรอ เกินไปมั้ง มองเหมือนคนอื่นขนาดนั้นได้ยังไง

ผมเหลือบมองไอ้ไผ่ที่ยังคงมีสีหน้าไม่ต่างจากเดิม เอาล่ะ ดูเหมือนตอนนี้จะสนุกกว่าที่คิดแฮะ

ใครจะชนะในยกนี้นะ บอกตามตรงว่าผมก็เดาไม่ออก



“ถ้าหวังดีกับผมจริงๆ ....ปล่อยผมไปได้ไหมครับ”

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบเมื่อไอ้ไผ่พูดจบ ผมคิดว่าเขาจะโต้ตอบแต่กลับนิ่งเงียบเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

นำ้เสียงที่น่าสงสารแบบนั้นจะทำให้คนฟังใจอ่อนงั้นหรอ

ไม่หรอกน่า คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก

ผมไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้มีความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่มือที่กำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัวของไอ้ไผ่ ทำให้ผมรู้ว่ามันจริง

ไม่มากก็น้อย

ไอ้สกายเคยเตือนผมว่า ไอ้ไผ่แสดงเก่งยิ่งกว่าอะไร แน่ล่ะ เด็กนิเทศซะอย่าง

ตอนนี้ผมสงสัยในความรู้สึกของมันมากกว่า แต่ใจหนึ่งกลับเชื่อไปแล้วว่าทุกอย่างที่มันแสดงออกมาตอนนี้คือความรู้สึกจริงๆ ของมัน เพราะอย่างน้อยผมก็พอจะดูแววตามันออก

ถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง

“ผมจะไม่สร้างปัญหาให้คุณอีก แต่ขอให้ปล่อยผมไป”

ผมอึ้งกับประโยคที่ไอ้ไผ่เอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศที่เริ่มอึดอัดนี้

“อย่ามาทำเป็นปากเก่ง ปล่อยไปงั้นหรอ แกหมายถึงไปโดยที่ไม่เอาอะไรติดตัวไปสักอย่างเลยรึเปล่า”

“ถ้ามันจะทำให้คุณปล่อยผมไป ผมก็จะไม่เอา”

เมื่อสรรพนามที่ไอ้ไผ่ใช้เรียกพ่อของตัวเองเปลี่ยนไป นั่นยิ่งทำให้บทสนทนาดูห่างเหินมากขึ้น

เชื่อเถอะว่าไม่มีใครเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ต่อให้เป็นไอ้สกายก็เถอะ

“งั้นแกก็ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก ต่อไปนี้อยากจะทำอะไรก็เชิญ”

ในหัวของผมตอนนี้ก็คือ ง่ายไปรึเปล่า แค่เรื่องที่ไอ้ไผ่ไม่ยอมไปดูตัว ถึงขั้นไล่ออกจากบ้านเลยหรอ

แต่ถ้าไอ้ไผ่ก้าวขาออกไปจากบ้านก็ไม่เหลืออะไรสักอย่างเลยนะ



หืมม

เมื่อผมมองหน้าไอ้ไผ่ก็ต้องแปลกใจกับรอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นแค่แวบเดียว

วางแผนมาแล้วสินะ

“ผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณสำหรับเงินที่ใช้เลี้ยงผมมา”

พูดจบไอ้ไผ่ก็ยกมือไหว้คนที่หันกลับไปสนใจงานตรงหน้า แล้วหันหลังเดินออกจากห้อง

ผมยกมือไหว้เขาแล้วเดินตามไอ้ไผ่ออกมา



พอพ้นประตูห้องไอ้ไผ่ก็ยิ้มออกมาอย่างไม่ปิดบัง

“ยิ้มทำไม”

“เปล่าครับ จริงๆ ผมกำลังเศร้าอยู่นะ”

คิดว่าผมมองไม่ออกรึไง ว่ามันโกหกเนี่ย

“เล่นอะไรของมึง”

ไอ้ไผ่วางกุญแจรถ กระเป๋าตังค์ไว้บนโต๊ะ เก็บไว้แค่บัตรประชาชน

นี่เอาจริงหรอเนี่ย



“เห้ออออออ รู้สึกดีชะมัด”

พอเดินออกมาจากบ้านไอ้ไผ่ก็กางแขนออกเงยหน้ามองท้องฟ้า ทำท่าสูดเอาอากาศเข้าเต็มปอดแล้วยิ้มก้าง แต่ว่านะ มันร้อนเว้ย!

“ตอบกูมา มึงเล่นอะไร”

“ไม่ได้เล่นสักหน่อย” ไอ้ไผ่หันมาแล้วยิ้ม

แล้วสรุปมันเป็นวันงงๆ ของผมรึไง โดนลากมาบ้าน มาดูละครฉากหนึ่งที่พ่อกับลูกทะเลาะกัน แล้วลูกโดนไล่ออกจากบ้านเพราะไม่ยอมไปดูตัวตามคำสั่งของพ่องี้หรอ

ตลกแล้ว!

“พี่ก็ได้ยินแล้วนี่ว่าผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาแล้ว”

“อย่างมึงเนี่ยนะ”

“อย่างผมนี่แหละ”

ผมทำหน้าเบื่อหน่ายกับการเล่นแพลงๆ ของไอ้ไผ่ ใครแม่งจะเชื่อวะ โดนไล่ออกจากบ้าน ยังยืนยิ้มหน้าระรื่นอยู่ได้

“ไปกันเถอะครับ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”

ไอ้ไผ่เอ่ยด้วยนำ้เสียงจริงจังโดยมองตรงไปข้างหน้า เดินนำผมไปโดยไม่หันกลับไปมองบ้านที่เพิ่งเดินออกมาอีกเลย

ผมเดินตามไอ้ไผ่พลางครุ่นคิด เรื่องนี้อาจจะเดาได้ไม่ยาก เพราะดูดีๆ แล้วไอ้ไผ่ก็ดูขาดความอบอุ่น มันคงไม่แปลกถ้าผมจะรู้แล้วว่าพฤติกรรมบางอย่างของไอ้ไผ่มันมีสาเหตุมาจากอะไร

ความสัมพันธ์ที่อยู่ในข่าวเกี่ยวกับพ่อลูกคู่นี้คือการโกหกทั้งเพ

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจหรอก เพราะสิ่งที่ผมสนใจก็คือ จากนี้ไอ้ไผ่จะทำอย่างไรต่อไป













“ถ้าหวังดีกับผมจริงๆ ....ปล่อยผมไปได้ไหมครับ”

-ไผ่-


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1943
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +53/-1

ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 17

ความลับที่ไม่ใช่ความลับ (2)





“พี่ ผมหิวอะ” ผมมองไอ้เด็กอวดเก่งที่ทำเป็นคืนของทุกอย่างให้ผู้เป็นพ่อ แต่ยังไม่ทันข้ามวันก็ดูจะใช้ชีวิตโดยปราศจากเงินไม่ได้

“กลับไปเอาของที่มึงคืนสิ”

“ไม่มีทาง”

ผมกรอกตาอย่างเซ็งๆ ที่ไอ้เด็กข้างๆ ทำตัวเหมือนงอนพ่อแล้วหนีออกจากบ้าน

“จะกินอะไร”

“อืมมม ชาบู”

“เดี๋ยวทำให้กิน”

“ชาบูหรอครับ”

“เปล่า ข้าวเย็นต่างหาก”

ว่าแล้วผมก็ลากไอ้ไผ่ขึ้นรถเมล์ ทำเองดีที่สุดครับไม่เปลืองตังค์ด้วย



“ผมอยากกินชาบู”

“กินข้าวดีกว่า”

“นี่พี่คิดว่าผมไม่มีตังค์จ่ายหรอ” คนข้างๆ กอดอกสวมบทคุณชายเอาแต่ใจ

แน่นอนว่าผมคิดแบบนั้น

“เปล่า อยากทำอาหารให้มึงกินอะ”

ถามว่าจริงไหม ไม่อะ ผมไม่อยากเสียตังค์ค่าชาบูสำหรับสองคน

“โกหกไม่เนียน”

ว่าแล้วไอ้ไผ่ก็หันไปมองข้างทาง อารมณ์โดนขัดใจเวลาไม่ได้ดั่งใจอะครับ

คิดว่าผมจะสนรึไง เหอะ



ผมเหลือบมองไอ้ไผ่ที่ดูเงียบผิดปกติมาสักพักแล้ว ยังมองข้างทางอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้างและคนที่นั่งข้างๆ มันอย่างผมด้วย

จะว่าไปหลังจากเหตุการณ์แบบนั้น ที่มันแสดงออกเหมือนไม่เป็นอะไร ลึกๆ แล้วก็คงเป็นนั่นล่ะ

คงไม่มีใครอยากอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ มีปัญหากับครอบครัวไม่ใช่เรื่องดีเลย

ผมยื่นหูฟังข้างหนึ่งใส่หูไอ้ไผ่ ทำให้มันหันมามองผมอย่างงงๆ เพลงที่กำลังเปิดคือเพลงโปรดของผม

ไอ้ไผ่ไม่ได้ถอดหูฟังออก หากแต่ยิ้มให้ผมแล้วหันกลับไปมองข้างทางอย่างเดิม

สำหรับผมแล้วเสียงเพลงช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น และหวังว่าคนข้างๆ จะรู้สึกดีขึ้นเหมือนกัน

ผมละสายตาจากใบหน้าของคนข้างๆ หลับตาลงรอให้รถขับไปสู่จุดหมาย







“ทำกับข้าวเป็นด้วยหรอ”

“ไม่ใช่ทำเป็นอย่างเดียวนะครับ อร่อยด้วย” รอยยิ้มที่ดูภูมิอกภูมิใจติดอยู่ใบหน้าไอ้รุ่นน้องจอมยุ่ง

ความจริงเป็นผมที่ตั้งใจจะทำอาหาร แต่กลายเป็นว่าไอ้ไผ่อาสาทำเอง ซึ่งตอนแรกผมก็แปลกใจที่ได้ยินมันพูดแบบนั้น

ไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไหร่ว่ามันจะทำอาหารเป็นกับเขาด้วย

แต่ยิ่งมาเห็นไอ้ไผ่ในโหมดทำอาหารก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นคนที่ทำอะไรก็มีเสน่ห์ไปซะทุกอย่าง

คนหล่อทำอะไรก็ดูดีสินะ อิจฉาโว้ยยยย

“พี่ลองชิมดูเร็ว” ไอ้ไผ่ตักอาหารที่เพิ่งทำเสร็จมาจ่อปากผม คะยั้นคะยอให้ผมชิม

นี่คือกินได้ใช่ปะ ผมปฏิเสธตอนนี้ทันปะเนี่ย

“กินได้แน่นะ” นั่น คิดดังอีกแล้วกู

ไอ้ไผ่ไม่ตอบแต่เอาช้อนจ่อปากผมใกล้กว่าเดิม กินแล้วไม่ตายก็พอแล้วล่ะ

ผมกลั้นใจชิมอาหารที่ไอ้ไผ่ทำ ซึ่งความรู้สึกแรกหลังจากชิมไปแล้วก็.....ใช้ได้อยู่

“เป็นไงครับ” ไอ้ไผ่ทำหน้าลุ้นอยู่ใกล้ๆ

“ก็อร่อยดี”

“เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าอร่อยยย” ไอ้ไผ่ยิ้มกว้างเหมือนเด็กๆ เวลาโดนชม เดินไปจัดโต๊ะอาหารอย่างอารมณ์ดี

ผมมองตาม พลางคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับไอ้ไผ่ บางครั้งก็เหมือนว่าผมจะเข้าใจมัน แต่บางครั้งก็ไม่เข้าใจเลย

ตัวตนที่แท้จริงของมันเป็นยังไงกันแน่นะ ร้ายกาจ หรือแค่ เด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่ง

หรือว่าทั้งสองอย่าง

“หรือต้องการใครสักคนอยู่ข้างๆ ...”

“พี่! มาช่วยผมจัดโต๊ะอาหารเร็ว” เสียงไอ้ไผ่ตะโกน ทำให้ผมเลิกคิดเรื่องของมัน แล้วเดินไปช่วยมันจัดโต๊ะอาหาร



“มาทำให้กูกินบ่อยๆ สิ”

“บ่อยแน่ล่ะ เพราะผมจะขอนอนที่นี่กับพี่ด้วย”

ผมแทบสำลักข้าวที่ตักเข้าปาก เมื่อกี้มันบอกว่าขอนอนกับผมเรอะ

“อำกูปะเนี่ย”

“อำอะไรล่ะ ผมไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้วเนี่ย”

อ้อออ สวมบทบาทเด็กหนีออกจากบ้านอยู่นี่เนาะ

งี้ก็เข้าทางอะดิ มาใกล้ขนาดนี้ต้องมีหวั่นไหวกันบ้างแหละหว้าา

ไม่กูก็มึงนี่ล่ะ!

“ได้สิ แล้วเสื้อผ้าอะ”

“กินข้าวเสร็จ เดี๋ยวไปเอา”

“ให้ช่วยไหม”

“ช่วยเก็บเสื้อผ้าอะไม่ต้อง แต่ถ้าช่วยอย่างอื่นอะ ได้” ส่งสายตาเจ้าเล่ห์ใส่ผมอีก

มึงรู้จักกูน้อยไปซะแล้วไอ้น้อง

“เต็มใจช่วยอยู่แล้ว”

“งั้นช่วย...จริงใจกับผมได้ไหม”

ผมชักกับคำพูดของไอ้ไผ่ นำ้เสียงฟังดูพูดเล่นก็จริงแต่มันรู้สึกว่าไม่ไ้ด้เล่นๆ ยังไงก็ไม่รู้

“กูจริงใจกับมึงอยู่แล้ว” ผมสบสายตาไอ้ไผ่ตรงๆ เพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง แม้ในใจจะรู้สึกผิด



แต่อย่างน้อยการกระทำของผมตอนนี้ ก็เรียกได้ว่าจริงใจมากกว่าเมื่อก่อนแล้ว...











..................................



เวลาแห่งการฝึกงานถามหาพวกผมแล้ว นักศึกษาชั้นปี่ที่สี่ สำหรับผมเรื่องฝึกงานไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหามันเป็นเรื่องอื่นมากกว่า

งานที่ไอ้สกายให้ทำยังไม่สำเร็จ แถมอีกไม่กี่อาทิตย์ผมก็ต้องไปฝึกงานแล้ว ไกลกันมากกว่าเดิม แถมความคืบหน้านึกว่าเต่าคลาน บางทีเต่าอาจจะเร็วกว่าด้วยซำ้

“ทำไงดีวะ!” ผมทึ้งหัวตัวเองอย่างคิดไม่ตก ถ้าจีบคนอื่นป่านนี้คงติดไปแล้ว

ทั้งใส่ใจทั้งห่วงใย แถมยังยอมแทบทุกอย่าง ไม่ตกหลุมรักผมได้ไงวะ หรือว่าผมรุกน้อยไป ต้องส่งมุขไปหยอดเยอะๆ งี้หรอ

ไอ้ไผ่ไม่รู้รึไงว่าการที่ผมส่งเพลงให้ทุกวัน มันหมายถึงอะไร

เพลงแต่ละเพลงแทนความรู้สึกของคนส่ง ไม่ใช่แค่คนที่ได้รับจะนึกถึงคนส่ง แต่คนส่งก็นึกถึงคนรับเหมือนกันเวลาที่ได้ฟังเพลงนั้น

ผมเป็นคนชอบเสียงเพลง แล้วทุกเพลงที่ชอบก็ส่งให้ไอ้ไผ่ ทุกครั้งที่ฟังก็อดนึกถึงมันไม่ได้

“พี่สนใช่ไหมคะ?”

เสียงใสๆ จากด้านหลังดังขึ้น เมื่อหันกลับไปมองก็ต้องแปลกใจ คนตรงหน้าผมคือคู่หมั้นของไอ้ไผ่

มาหาผมงั้นหรอ

“ครับ?”

“ขอคุยด้วยได้ไหมคะ” เธอพูดพลางทำหน้ากังวล

ผมพยักหน้ารับ เธอเดินมานั่งฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเริ่มเข้าเรื่องทันที

“ไผ่พาพี่ไปที่บ้านมาหรอคะ”

“ใช่ครับ”

“ไม่เคยมีคนคุยคนไหนได้ไปบ้านไผ่เลยสักคน...พี่คงรู้ความสัมพันธ์ของไผ่กับคุณลุงแล้ว”

ไอ้เรื่องความสัมพันธ์ผมไม่ได้อะไรอยู่แล้วเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจ

“ไผ่ไม่กลับบ้านแล้วก็ไม่ได้กลับคอนโด พี่พอรู้ไหมคะว่าไผ่อยู่ที่ไหน”

ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาตอนนี้ก็คือ ทำไมถึงมาถามผม ไม่ใช่เธอหรอกหรอที่สนิทกับไอ้ไผ่และน่าจะรู้เรื่องของมันเป็นอย่างดี

“ไอ้ไผ่ไม่ได้บอกหรอครับ”

ผมถามหยั่งเชิง เธอส่ายหน้า

“แล้วทำไมถึงคิดว่าผมจะรู้ล่ะ”

คนตรงหน้าไม่ได้ตอบผมในทันที สักพักเธอก็เงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกแล้วพูดว่า

“เพราะไผ่ยอมให้พี่รู้เรื่องส่วนตัวนอกจากพายด์”

สายตาที่เธอมองมาไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผมสัมผัสได้อย่างหนึ่งก็คือ ความห่วงใยที่มีให้ไอ้ไผ่

“จะบอกว่าไอ้ไผ่ไว้ใจผมสินะ”

“แล้วพี่ไว้ใจได้ไหมล่ะคะ”

“ได้สิ”

“งั้นหรอคะ”

“ครับ”

“พี่รู้ใช่ไหมคะว่าไผ่อยู่ที่ไหน” ผมพยักหน้ารับ

“อยู่กับพี่รึเปล่า”

“ดูเหมือนว่าคุณจะรู้อยู่แล้วนะครับ”

ผมว่าเธอรู้อยู่แล้วแต่แกล้งถามมากกว่า

เพื่ออะไรวะ จุดประสงค์ที่มาหาผมไม่ใช่มาถามหาไอ้ไผ่แน่ๆ อย่างน้อยตอนนี้ผมก็แน่ใจแล้วว่ามันเป็นแบบนั้น

“ถามเพื่อความแน่ใจค่ะ งานของพี่ดูเหมือนจะคืบหน้าไปเยอะเลยนะคะ”

“งานอะไรครับ”

พายด์ไม่ตอบแต่ยื่นโทรศัพท์ที่กำลังเล่นวิดีโออยู่ ผมเหลือบมองวิดีโอนั้น

นั่นมันผมกับไอ้สกาย

ผมมองหน้าคนที่ยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย พายด์กอดอกมอง ผมอย่างเป็นต่อ

จุดประสงค์คือมาขู่ผมงั้นหรอ

“คิดอยู่แล้วเชียวว่าพี่แปลกๆ ”

“แล้วยังไงครับ คุณจะไปบอกไอ้ไผ่งั้นหรอ”

“ไม่ค่ะ เพราะคนที่บอกจะต้องเป็นพี่”

จะให้ผมไปสารภาพเองสินะ คิดอะไรง่ายๆ อีกแล้ว

“ทำไมต้องทำด้วยล่ะครับ”

“ก็ถ้าพี่แคร์และเป็นห่วงความรู้สึกไผ่สักนิด.... แต่คงไม่เป็นแบบนั้นหรอกใช่ไหมคะ พี่ก็แค่ทำเพื่อเงินเท่านั้น”

ผมเถียงไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องจริง แต่แล้วยังไงในเมื่องานยังไม่เสร็จผมไม่ยอมถอยง่ายๆ หรอก

“ถ้าพี่ไม่อยากไปสารภาพงั้นพายด์จ้างก็ได้ค่ะ เลิกทำแบบนี้แล้วก็เลิกยุ่งกับไผ่สักที”

ผมเงียบแต่ยังคงจ้องหน้าคนตรงหน้าอยู่

จ้างงั้นหรอ ฟังดูเข้าท่าดีนี่

“อ่า อิจฉาคนที่แก้ปัญหาด้วยเงินจังเลยนะครับ”

ผมอาจจะเห็นแก่เงินก็จริง แต่ผมไม่ได้รับเงินจากใครมั่วๆ สักหน่อย แล้วอีกอย่าง...

“ผมจะไม่เลิกยุ่งกับไอ้ไผ่ ถึงแม้ว่าคุณจะบอกความจริงกับมันก็ตาม”

“ทำไมล่ะคะ”

“เพราะว่าผมชอบไอ้ไผ่...”



“ผมก็ชอบพี่เหมือนกันครับ”



ผมรีบหันไปตามเสียง รอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าคนมาใหม่ สายตามองมาที่ผมอย่างสื่อความหมาย

รอยยิ้มนั่นมัน...











“งั้นช่วย...จริงใจกับผมได้ไหม”

-ไผ่-


ออฟไลน์ Blackcrow

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 78
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-0
Chapter 18

โกหก (1)



Pai’ Part



พี่สนเบิกตากว้างเมื่อหันมาเจอผม ไม่รู้ว่าตกใจที่เห็นหน้าผมหรือตกใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งสารภาพออกไปกันแน่

“ไผ่ว่าไงนะ”

ผมมองเลยพี่สนไปเห็นพายด์ที่กำลังทำหน้าตกใจไม่ต่างกัน

“ไผ่ชอบพี่สนครับ”

ผมพูดย้ำอีกรอบ

ทั้งคู่เงียบไปสักพัก พี่ไผ่ก้มหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างส่วนพายด์มองผมอย่างต้องการคำอธิบาย

“เป็นแฟนกันไหมครับ”

ไม่ต้องบอกเลยว่าประโยคเมื่อกี้จะทำให้ทั้งคู่อึ้งขนาดไหน พี่สนนี่ตาโตเป็นไข่ห่านไปแล้ว

ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ผมเป็นคนคิดแล้วก็ทำเลย

“ว่าไงครับ มัวแต่อึ้งแล้วจะไม่ตอบผมหน่อยหรอ”

“ละ...เล่นอะไรของมึง”

“ผมไม่ได้เล่นนะ ว่าไงครับ ผมต้องการคำตอบตอนนี้”

ไม่ได้กดดันนะ ก็แค่ต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้!



“...มึงก็รู้ว่ากูไม่ปฏิเสธมึงอยู่แล้ว”

แน่นอนครับ มันต้องลงเอยแบบนี้แหละ

ผมยื่นมือไปยีหัวพี่สน ทั้งมีสายตาของพายด์มองมาอย่างไม่พอใจ

วันนี้มีเคลียร์ยาวแน่ๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ

“เราเป็นแฟนกันแล้วนะครับ” ผมยิ้มให้พี่สน ในขณะที่อีกฝ่ายดูจะงงๆ มากกว่าดีใจ

“มาคุยกับพายด์หน่อย”

พายด์ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปโดยที่ไม่ให้โอกาสผมตอบรับหรือปฏิเสธ

“เดี๋ยวผมมานะ” พี่สนพยักหน้ารับผมจึงเดินตามพายด์ออกมา





“พายด์ไปหาไผ่ที่คอนโด แต่ไม่เจอ โทรหาก็ไม่ยอมรับสาย”

“อยู่ห้องแฟน” ผมตอบตามตรง ต้องบอกว่าอยู่ห้องคนที่เพิ่งเป็นแฟนเมื่อกี้ต่างหาก

“พี่สนอะนะ” ผมพยักหน้ารับ พายด์ทำหน้าหนักใจแล้วจ้องหน้าผม ผมมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาเธอ

อีกสักพักมีวีนแน่

“คิดจะเล่นอะไรอีกล่ะ ปกติไม่ยอมให้ใครรู้ความสัมพันธ์ของไผ่กับคุณลุงนี่”

“นั่นมันเมื่อก่อน แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว” พอถึงตอนนี้ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าที่ผ่านมาผมทำแบบนั้นทำไม

โอเค ที่ผ่านมาการกระทำหลายๆ อย่างของผมมันดูไร้สาระมาก

ผมคงชอบเรียกร้องความสนใจอย่างที่เขาว่านั่นแหละ

“ช่างเรื่องของไผ่เถอะ เรื่องของพายด์กับไอ้แทนน่ะไปถึงไหนแล้ว”

“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะ” ดูจากสีหน้าท่าทางบวกกับนำ้เสียงที่ฟังดูเลิ่กลักขนาดนี้ผมว่ายังไม่เคลียร์กันชัวร์ เห็นทีผมต้องช่วยซะแล้ว เพราะสาเหตุที่ทั้งคู่ทะเลาะกันส่วนหนึ่งก็เกิดจากผมนี่แหละ

“พายด์ไม่ควรปล่อยไว้นานนะ ถึงจะเป็นไอ้แทนก็เถอะ”

ตอนนี้ไอ้แทนมันมีสภาวะน้อยใจสะสมครับ พายด์ยังไม่ได้บอกว่าเราสองคนยกเลิกหมั้นกันแล้ว อีกอย่างพายด์ก็บอกกับครอบครัวไปแล้วว่ากำลังคบกับไอ้แทนอยู่ แต่มันยังไม่รู้เรื่องแล้วก็ยังน้อยใจจนถึงตอนนี้

ส่วนยัยตัวแสบของผมก็ไม่ยอมไปหาไอ้แทนอีก มัวแต่สนใจเรื่องของผมจนลืมเรื่องของตัวเอง

“เรื่องของไผ่มันจบแล้วนะ พายด์ก็รู้” พายด์มองตาผม

เราไม่ต้องพูดว่ามันจบลงได้ยังไงเพราะพายด์รู้อยู่แล้ว เรื่องที่ผมกับพี่สนเจอวันนั้นอาจจะเรียกว่าจบง่ายเกินไป แต่ทุกการกระทำมันมีเหตุผลเสมอ

“ไม่เป็นไรนะ พายด์จะอยู่ข้างๆ ไผ่เสมอ” พายด์จับมือผมไปกุมไว้ ผมกุมมือเธอตอบ

อย่างน้อยผมก็มีพายด์ นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตยังมีสิ่งที่ดีอยู่

“แล้วเรื่องพี่สนจะทำแบบนี้จริงๆ หรอ” ผมปล่อยมือพายด์แล้วยักไหล่

“ก็คงไม่แย่ไปกว่าเดิมหรอก ออกจะ...น่าสนุกด้วยซำ้” ผมยักคิ้วใส่พายด์ มือบอบบางตีแขนผมอย่างแรง

ปกติพายด์จะค้านผมแล้วแต่ครั้งนี้ไม่ ก็นะ ผมเจอคู่ปรับที่สมนำ้สมเนื้อแล้วนี่นา



มาดูกันว่าครั้งนี้ใครจะชนะ



“เย็นนี้มารับไผ่ด้วยนะ”

“ไผ่จะกลับบ้านกับพายด์หรอ”

ผมส่ายหัว

“จะพาไปปรับความเข้าใจกับไอ้แทนต่างหาก แล้วก็ไม่ต้องปฏิเสธด้วยนะ ถึงเวลาจัดการเรื่องของตัวเองสักทียัยตัวแสบ” ผมให้นิ้วเคาะหน้าผากพายด์เบาๆ ทำให้เจ้าตัวมองค้อนทันที

“ปกติแทนไม่...”

“ยอมก่อนบ้างก็ไม่เสียหายนะ” ผมยิ้มให้พายด์

คนรักกันมันก็ต้องมีบางครั้งที่เราต้องลดทิฐิของตัวเองลงบ้าง ไม่งั้นจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง จะว่าไปผมก็พูดเหมือนเข้าใจดีเลยเนาะทั้งที่ความรักก็ไม่มีกับเขา หมายถึงคนที่รักจริงๆ อะครับ

“ก็ได้ งั้นไปหาแฟนไผ่เถอะ ก่อนที่พายด์จะไม่เห็นด้วย”

“ไม่เห็นด้วยเรื่องอะไรล่ะ”

“ก็เขา... ช่างเถอะ พายด์ไปดีกว่า อยากทำอะไรก็ทำเลย ส่วนเรื่องแทนพายด์จะจัดการเอง”

“แน่ใจนะว่าจัดการได้”

“จัดการเองได้อยู่แล้วน่า”

“แน่ใจนะ” ผมเอียงคอมองพายด์ที่กำลังจะหันหลังเดินไป

“แน่ใจสิ!”

ผมหัวเราะตามหลังจนพายด์เดินลับสายตา ส่วนผมก็เดินกลับไปหา ‘แฟน’



มีแฟนแล้วสินะเรา















.....................................





“คือ...มันต้องขนาดนี้เลยหรอ”

พี่สนมองไหล่ตัวเองที่มีแขนผมโอบอยู่ด้วยสีหน้าอึดอัด นั่นทำให้ผมรู้สึกขำเล็กน้อย ทีเมื่อก่อนล่ะอยากเข้าใกล้ผมนักไม่ใช่รึไง

“ไม่ชอบหรอครับ โทษทีครับ” ผมยกแขนออกจากไหล่อีกคน

“แบบนี้แทนได้ปะ เมื่อกี้มัน....เอ่อ เขินว่ะ”

พี่สนคว้ามือของผมไปจับแล้วประสานกันไว้แน่น ก้มหน้าพูดอย่างเขินๆ

“แล้วจับมือกันแบบนี้ ไม่เขินหรอครับ”

“ก็...เขินน้อยกว่าไง”

“วันนี้เป็นวันแรกที่เราคบกัน พี่อยากทำอะไรครับ”

“จะพากูไปหรอ”

“ก็...ลืมไปเลยว่าผมไม่มีตังค์สักบาทเดียว”

เมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ผมก็แทบไปต่อไม่เป็น ยอมรับว่าเคยชินกับการมีเงินใช้ไม่ขาดมือ

เมื่อก่อนก็สายเปย์ซะด้วยสิ ตอนนี้แม้แต่เงินจะซื้อข้าวให้ตัวเองยังไม่มีเลย

“ทำหน้าหงอยทำไมเนี่ย”

“ก็ผมไม่มีตังค์นี่”

“ไม่มีก็หาสิ เอางี้ไหม วันนี้ไปทำงานกับกูเดี๋ยวกูแนะนำมึงกับผู้จัดการให้” พี่สนยิ้มเหมือนกำลังปลอมใจผมอยู่

ตอนนี้ผมพึ่งพี่เขาเต็มๆ ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากพายด์ด้วย

“ได้หรอครับ”

“ลองดู”

“ไม่ได้พาพี่ไปกินอาหารดีๆ เลย”

“เมื่อก่อนก็เคยกินแล้วนี่”

“แล้วตอนนี้กับเมื่อก่อน พี่ชอบตอนไหนมากกว่ากันครับ” ผมมองคนข้างๆ ที่ยิ้มกว้างแล้วหันมาตอบผมอย่างไม่ต้องคิดนาน

“ตอนนี้สิ”

“ทำไมล่ะ ตอนนี้ผมไม่มีอะไรเลยนะ”

“เพราะตอนนี้มึงคือแฟนกูไง....มึงไม่ได้อยู่ไกลจนกูเอื้อมไม่ถึงอีกแล้ว”

คำตอบที่เกินความคาดหมายทำเอาผมสะดุดไปแวบหนึ่ง หน้าอกข้างซ้ายเริ่มทำงานหนักกว่าปกติ

ไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย คนนี้

“งั้นผมไม่คิดมากที่เกาะพี่กินละ”

“ใครบอกว่ามึงเกาะกู มึงต้องทำงานเองต่างหาก”

“ไม่รับผมไปเลี้ยงหน่อยหรอครับ ผมกินง่ายอยู่ง่ายแถมไม่ดื้อไม่ซนด้วย” ผมยื่นหน้าเข้าใกล้พี่สนในขณะที่อีกคนก็ผลักหน้าผากผมให้ออกห่างอย่างไว

ผมจะโวยวายอยู่แล้วถ้าไม่เห็นว่าแก้มขาวๆ นั้นเริ่มแดงระเรื่อเพราะความเขิน

ต่อให้แล้วกัน

“ถ้าไม่เลี้ยงจะให้อยู่ด้วยหรอ”

“เห้ย พูดงี้แล้วมากลับคำทีหลังไม่ได้นะ”

“กูเคยกลับคำหรอ”

“ก็...ไม่เคยครับ”

พี่สนยักคิ้วอย่างผู้ชนะ ผมยอมให้หรอกน่า ไม่งั้นสู้ผมไม่ได้หรอก

ว่าแต่คบกันวันแรก แล้วแฟนพาไปทำงานก็ดูน่ารักดีนะครับ ไม่เคยมีโมเมนต์แบบนี้มาก่อน

น่าสนุกดี

“กูพามึงไปฝากงานเลยดีกว่า เผื่อไม่ได้จะได้พาไปที่อื่น”

พี่สนปล่อยมือผมแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครบางคน ผมมองการกระทำของพี่สน ท่าทางจริงจัง ผิดกับหน้าตานั้นทำให้ผมรู้ว่าพี่สนพึ่งพาได้และก็โตกว่าที่คิด



เริ่มอยากอยู่กับคนตรงหน้านานๆ ซะแล้วสิ...









“ตกลง กูรับเข้าทำงานเลย เริ่มวันนี้เลยนะ” ผมกับพี่สนมองหน้ากันเมื่อผู้จัดการร้านตกลงตั้งแต่ที่พี่สนฝากงานให้

ไม่ถามหรือชักประวัติผมสักคำ

“พี่เขาไม่ถามอะไรเลยหรอ” พี่สนยักไหล่แทนคำตอบ

“เอาน่า หน้าแบบนี้นี่แหละเรียกแขกเข้าร้านง่าย” พี่เขาตบไหล่ผมเบาๆ

“อีกสองชั่วโมงมึงก็พามันเข้างานได้เลย”

“ครับพี่”

พี่สนรับคำแล้วเราสองคนก็เดินออกมาจากร้าน

ที่มาของคำว่าเด็กเส้นอะครับ พูดเหมือนภูมิใจไปอีกกูเนี่ย

“ปกติเขารับพนักงานง่ายขนาดนี้เลยหรอพี่”

“ไม่หรอก แต่มึงหน้าตาดีไง”

“รู้สึกภูมิใจจัง”

“หมั่นไส้ว่ะ” พี่สนส่ายหน้าเอือม

ผมยื่นมือไปยีหัวอีกคนอย่างหมั่นเขี้ยว

“จริงด้วยสิ พี่ใกล้จะไปฝึกงานแล้วใช่ปะ”

“ใช่”

“ได้ที่ฝึกงานรึยังครับ”

“ระดับกู”

“ยังไม่ได้?”

“ได้แล้วสิ โถ่”

ผมยิ้มกับท่าทางลูกแมวขู่ของพี่สน ทำได้น่ากลัวแค่นี้หรอเนี่ย

“ไกลไหมครับ”

“ไกลดิ ถ้าเดินไปอะ”

“พี่นี่ก็แอบกวนตีนเหมือนกันนะ”

พี่สนไม่ตอบแต่ทำหน้ากวนตีนใส่ผม ไม่ได้น่ารักอย่างเดียวแล้วล่ะครับลูกแมวตัวนี้ แต่กวนตีนด้วย



พี่สนเดินนำหน้าผมไปแล้ว เมื่อก่อนเขาเป็นคนที่ผมไม่คิดจะสนใจ แต่ตอนนี้กลับเป็นคนที่อยู่ข้างๆ ผม ในตอนที่ผมไม่เหลืออะไรเลย

แต่ถ้าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องจริงก็คงจะดี...

















“เพราะตอนนี้มึงคือแฟนกูไง....มึงไม่ได้อยู่ไกลจนกูเอื้อมไม่ถึงอีกแล้ว”

-ต้นสน-

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด