☁▧☀▧☁ คิด(ไม่)ถึง .. คะนึง(ไม่)หา ☁▨☀▨☁ ๑๔/๑๐/๖๓ ‡ บทที่ ๑๙ {ครึ่งหลัง} หน้า ๘
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ☁▧☀▧☁ คิด(ไม่)ถึง .. คะนึง(ไม่)หา ☁▨☀▨☁ ๑๔/๑๐/๖๓ ‡ บทที่ ๑๙ {ครึ่งหลัง} หน้า ๘  (อ่าน 6506 ครั้ง)

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
คำสาปเกิดจากใครเป็นคนสาป

ออฟไลน์ :นางสาวผอบ:

  • ความเคลื่อนไหวในเงามืด
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +640/-3
บทที่ ๑๐



เสียงสะอื้นหอบจนตัวโยนของณิชเงียบไปแล้ว แต่ความเสียใจยังคงอยู่ในอกไม่จางหาย น้ำตาที่ไหลอาบแก้มถูกจีรัชญ์ซับให้จนเหลือเพียงคราบ และหยาดน้ำตาที่เกาะเปียกอยู่ตามแพขนตาเท่านั้น

จีรัชญ์ไม่สามารถหาคำใดมาปลอบประโลมได้ ณิชต้องพบเจอเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนกับเขาที่ต้องพบเจอกับความเจ็บปวดทรมานเช่นเดียวกัน

แรงสะอื้นทิ้งไว้บางเบาราวเด็กน้อยที่ผ่านความเสียใจมาอย่างหนัก ณิชอึ้งจนไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตนฝันหรือกำลังอยู่ในโลกความเป็นจริง ที่เคยได้ยินข่าวคนระลึกชาติได้เขาไม่เคยเชื่อ หรือเก็บมาใส่ใจ แต่ตอนนี้เขากลับเป็นเสียเอง ความฝันที่อยู่กับเขานานหลายเดือน วันนี้ถูกไขข้อข้องใจให้กระจ่างว่า เหตุใดเขาถึงฝันถึงบุคคลสองคนที่สมจริงราวพวกเขามีชีวิตจริงๆ

‘คุณปราณ’ ใบหน้าที่เห็นเลือนรางก่อนหน้านี้แจ่มชัดขึ้นในที่สุด ความรู้สึก ความคิด ถูกถ่ายทอดออกมาจากตัวเขาเอง รวมไปถึงการมองเห็นใบหน้าของไอ้หาญ ใบหน้าที่ไม่มีแม้แต่คำตัดพ้อของมันเลย เขาไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาชาตินี้เป็นชาติภพที่เท่าไหร่ แต่ในความฝันปราณเป็นคนที่ใจร้ายที่สุด ณิชเงยหน้ามองจีรัชญ์แล้วทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ เนื่องด้วยใบหน้าที่ละม้ายคล้ายหาญเหลือเกิน แต่ก็ต้องห้ามตัวเองไว้ก่อน เพื่อจะได้ถามไถ่สิ่งที่สงสัย

“คุณมีจดหมายของคุณปราณที่ส่งให้ไอ้หาญได้ยังไง หาญคือท่านทวดของคุณใช่ไหม เป็นบรรพบุรุษของคุณใช่ไหม”

“คุณใจเย็นๆ ก่อน นอนพักสักนิด”

“ไม่! ผมอยากรู้ คุณตอบผมสักที อย่าบ่ายเบี่ยง อย่าหลบ อึก...ขอ...ขอร้อง”

ณิชแทบก้มกราบอีกฝ่ายเพื่ออ้อนวอน อย่าให้ความสงสัยของเขาต้องถูกเก็บงำอีกต่อไปเลย เพราะสิ่งที่เขาได้อ่าน ได้รู้สึก ได้เห็น มันคือความเจ็บปวดที่เขาไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้

ความเสียใจที่ตัวเขารับรู้ได้ เขาคือผู้ชายคนนั้นที่รักไอ้บ่าวซื่อสุดหัวใจ ยามได้รักมีความสุขแทบล้นอก ยามสุขสมก็ซ่านสยิวไปทั้งกาย ความอบอุ่นจากอ้อมกอดแกร่งของมันยังคงกรุ่นอยู่ไม่จางหาย หากแต่เพราะความขลาดเขลาของตัวเอง ทำให้อีกฝ่ายต้องได้รับโทษ ความเห็นแก่ตัว ความกลัว มันก่อเกิดความเสียใจจนเขาต้องส่งจดหมายมาหาไอ้หาญ

แรงทุบตีของท่านออกญาศรีรัตนกรยังก้องดังอยู่ในหู หาญไม่คิดสู้กลับแม้แต่นิดเดียว มันปัดป้องเพียงแค่นอนคุ้ดคู้ปล่อยให้ไม่ตะพดฟาดลงบนตัวไม่ยั้ง อีกทั้งเท้าที่ถีบเตะอัดเข้าตามลำตัวด้วย คิดมาถึงตรงนี้ณิชเจ็บปวดจนต้องเอามือกุมอก มันจุกไปหมดเพราะการกระทำของเขาในชาตินั้นมันไม่ควรให้อภัย

จีรัชญ์มองคนที่สายตาเต็มไปด้วยความสับสน เจ้าตัวถือจดหมายไว้ไม่ยอมปล่อย เขายื้อออกแต่ณิชกำมันไว้แน่น อ่านวนซ้ำๆ พร้อมน้ำตาที่เริ่มไหลอีกครั้ง รู้สึกสงสารอีกฝ่ายจับใจ ในเมื่อหมดทางจะหลบเลี่ยงเขาจำต้องบอกความจริงไป แต่จะบอกเท่าที่ณิชอยากรู้เท่านั้น

เพราะเขาไม่รู้ว่าณิชรับรู้ความจริงได้แค่ไหนแล้ว จะรู้รายละเอียดอดีตทั้งหมดที่ไม่ได้มีแค่ที่เห็นในจดหมายแล้วหรือยัง แต่เพียงแค่เขาขยับตัวจะลุกขึ้น ณิชกลับดึงเสื้อเขาไว้ราวกับกลัวว่าเขาจะหนีไป

“ผมจะไปหยิบอะไรบางอย่างมาให้คุณดู” เขาบอกณิชจึงยอมปล่อย แต่ก็ยังมองตามไม่ละสายตา ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะและเปิดลิ้นชักด้วยกุญแจที่พกติดตัวไว้เสมอ ความลับที่กักเก็บไว้คงต้องถูกเปิดเผยอีกครั้ง เขาหยิบรูปถ่ายหนึ่งใบที่เก่าซีดเหลืองออกมาแล้วเดินกลับเอามาให้ณิช

ฝ่ายคนรับรับมาด้วยมือสั่นเท่า ฝ่ามือยกขึ้นอุดปากกลั้นเสียงสะอื้นน่าอายของตนเอาไว้ ความรู้สึกเดียวที่รับรู้ได้จากตัวเองตอนนี้คือความคิดถึง จีรัชญ์เพียงแค่มองเมินไปอื่นเสีย เพราะเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน อยากกอดปลอบคนที่กลั้นสะอื้นจนหอบ อยากปลอบประโลมด้วยความอบอุ่นจากอกกว้าง

“คนนี้คือหาญ ใช่...เค้าโครงหน้าแบบนี้เลย”

รอยยิ้มณิชระบายบางเบาบนใบหน้า เพราะรูปเก่ามากแล้วทำให้เห็นไม่ชัดนัก แต่ก็ดูออกว่าเป็นใคร ชายหนุ่มในชุดราชปะแตนยืนด้วยท่วงท่าสง่างาม ร่างกายสูงใหญ่เหมือนจีรัชญ์ อกผึ่งผาย ใบหน้าเชิดเล็กน้อย ข้างกันมีโต๊ะวางแจกันประดับฉากไม่ให้ดูโล่งจนเกินไป ใบหน้าหล่อเหลาคมคายอย่างที่เห็นในฝัน แต่กลับไร้รอยยิ้ม ดูดุดันอยู่ในบางที

ถึงว่าตอนแรกที่เจอกันจีรัชญ์ดูไม่ชอบหน้าเขาเท่าไหร่นัก อาจจะได้รับความคิดฝังหัวมาว่าคนหน้าตาแบบเขา ชื่อเกี่ยวกับสายลม เป็นคนไม่ดีที่ทำให้บรรพบุรุษของครอบครัวนี้ต้องเสียใจและเจ็บปวด

“เขาเป็นบรรพบุรุษคุณจริงๆ ด้วยสินะ” ณิชถามพร้อมรอยยิ้มเศร้า “แล้วทำไมตอนนั้นที่ผมเล่าคุณไม่บอกอะไรผมเลย อ่อ...คุณคงไม่เชื่อ” คนที่ยังตกใจกับสิ่งที่ได้รู้พึมพำเบาๆ คนเดียว เขาไม่ถือโทษโกรธเคืองจีรัชญ์ที่ไม่บอกความจริงอะไรเขาเลย แน่ล่ะว่าใครจะไปเชื่อเรื่องการระลึกชาติได้กัน

แต่สิ่งที่เขาสงสัยคือหาญต้องการจะบอกอะไรเขากันแน่ ต้องการต่อว่าในสิ่งที่เขาทำเหรอ หรือต้องการให้เขารู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ต้องการให้เขาชดใช้กรรมที่เขาก่อหรือว่าอะไร นี่คือสิ่งที่เขายังต้องหาคำตอบเพิ่มเติม แต่ที่รู้ๆ คือตัวเขานั้นคือคุณปราณอย่างแน่นอน เพราะความเสียใจและความกลัวท่านออกญาศรีรัตนกร มันแจ่มชัดจนมือสั่นยันตอนนี้

เขาไม่กล้าบอกจีรัชญ์ด้วยซ้ำว่าตนเองคือคนที่ทำให้ไอ้หาญต้องเจ็บช้ำและเสียใจ ไม่กล้าบอกเลยว่าชาติก่อนเขาทำไม่ดีกับบรรพบุรุษอีกฝ่ายไว้ เพราะกลัวว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนจะแย่ไปกว่านี้ เพราะแค่ตอนนี้จีรัชญ์ก็เกร็งเวลาอยู่กับเขาจะแย่ หากเขาบอกไปแล้วอีกฝ่ายเชื่อก็คงกลายเป็นเกลียดไปเลย

จีรัชญ์ปล่อยให้ณิชจมอยู่กับความคิดต่อไป ณิชกลับห้องไปพร้อมกับรูปของหาญ ซึ่งขอจีรัชญ์เอามาดูก่อน ยิ่งได้รู้ว่าหาญมีชีวิตจริงๆ ความรู้สึกผูกพันและโหยหาก็แจ่มชัดขึ้น โดยที่ณิชไม่รู้เลยว่า สายลมที่พัดหาเขาตลอดนั้นกำลังก่อร่างขึ้นตรงมุมห้อง เจ้าตัวไม่สังเกตว่ามีชายโบราณนุ่งโจงกระเบน สีผิวเข้มยืนมองอยู่ ดวงตาโศกเศร้าของมันมองหนุ่มร่างบางที่นอนมองรูปไอ้หาญไม่วางตา

‘ไอ้เกลอรัก มึงทุกข์หนักมานาน ก็ได้แต่หวังว่าชาตินี้มึงจะหลุดพ้น และกูจะได้หมดหน้าที่ สิ้นสุดคำสัตย์สาบานที่ให้ไว้เสียที’

::::::::::::

ตั้งแต่วันนั้นณิชก็ดูไม่เป็นตัวของตัวเองอีกเลย เขาพกรูปหาญติดตัวตลอด ลงทุนเอารูปไปสแกนและปริ๊นออกมา เพื่อจะได้เก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ และให้รูปตัวจริงคืนจีรัชญ์ไป ทุกเช้าจะออกไปใส่บาตรที่ตลาดแต่เช้า เพราะมีพระมายืนบิณฑบาตอยู่เป็นประจำ โดยมีป้าแจ่มช่วยทำอาหารเช้าง่ายๆ และไปด้วยกัน ทุกคำอธิษฐานต่างส่งไปให้คนเพียงคนเดียว

‘หาญ... ผมขอโทษที่รู้ช้าไป ขอให้ผลบุญที่ผมส่งให้คุณจะได้รับมัน หากสิ่งใดที่ผมต้องชดใช้ขอเพียงคุณบอกมา ผมยินดีจะทำให้ทั้งหมด’ จบคำอธิษฐานของทุกอย่างก็ถูกถวายใส่บาตรพระ พร้อมน้ำตาที่ร่วงหล่นตกกระทบพื้นดิน

เขาอยากรู้เรื่องราวหลังจากวันนั้นที่หาญโดนท่านออกญาฯ กระทืบว่าเป็นอย่างไร คิดว่าหลับสักคืนสองคืนคงรู้เรื่องทั้งหมด แต่เปล่าเลย... ความฝันไม่ปรากฏอย่างใจต้องการ เมื่อก่อนฝันแทบทุกคืน ฝันมากฝันน้อยก็แล้วแต่จิตจะพาไป แต่เมื่อต้องการที่จะฝัน ความฝันเหล่านั้นเหมือนถูกปิดกั้น เขาเข้านอนแต่หัวค่ำแต่ก็ไม่ได้ผล ราวกับมันจะบอกว่าทุกอย่างสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น หากคาดเดาจากจดหมาย เขาคงฆ่าตัวตายหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน

“พี่ณิช ตกลงเรื่องความฝันพี่นี่คือ...” มิ้งถามซ้ำอีกครั้งในเช้าวันหนึ่ง ก่อนหน้านี้เธอได้ฟังเรื่องราวความฝันของณิชมาโดยตลอด ได้ลงนิยายอย่างที่ตัวเองชอบจนคนอ่านติดงอมแงม แต่พอมารู้ความจริงว่าเรื่องที่รุ่นพี่เธอฝันทั้งหมด มันคืออดีตชาติของตัวณิชเองก็ทำเขาขนลุกไม่น้อย

แม้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ เพราะจดหมายที่ณิชเล่าให้ฟังมันยังอยู่ในห้องทำงานของจีรัชญ์อยู่เลย ณิชจำทุกข้อความที่เขียนอยู่ในกระดาษแผ่นเก่าแผ่นนั้น ส่วนฝ่ายจีรัชญ์ไม่ได้เอ่ยถึงอะไรอีก ทำทุกอย่างปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คงเพราะไม่รู้ว่าที่ณิชฝันเห็นหาญเพราะจริงๆ แล้วมันคืออดีตชาติของณิชเอง เขาไม่อยากให้ทายาทของหาญคนปัจจุบันต้องมาเกลียดชังตน เพราะสิ่งที่เขาทำไว้ในอดีต

“พี่อยากทำบุญให้หาญทุกวัน เผื่อเขาจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ผูกจิตคิดพยาบาทกัน พี่ทำกับเขาไว้มากเลยว่ะมิ้ง โคตรแย่ มัน...” เขาไม่สามารถพูดต่อได้ เพราะความเสียใจยังคงอยู่ราวกับเรื่องนี้เพิ่งผ่านไปไม่นาน ทั้งที่จริงแล้วมันน่าจะเกิดในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งหมายความเกิดมาหลายร้อยปีแล้ว

“อย่าคิดมากเลยพี่ อดีตมันแก้ไขไม่ได้”

ใช่... เพราะอดีตมันแก้ไขไม่ได้ เขาจึงต้องทำปัจจุบันให้ดี เพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป หาญหลงเหลือทายาทอยู่เพียงคนเดียวนั่นคือจีรัชญ์ เขาจะขอชดเชยสิ่งที่ทำกับหาญไว้กับจีรัชญ์ เพื่อว่าผลบุญนี้จะทำให้หาญหลุดพ้นบ่วงกรรมที่กระทำร่วมกันกับเขา

“เออๆ พี่ณิช หยุดคิดเรื่องพี่ก่อน หนูมีเรื่องจะเมาท์ให้ฟัง ไอ้บอยมันโทรมาบอกว่าพี่โอ๋ทะเลาะกับเมีย เพราะเมียพี่เขาจับได้ว่าพี่โอ๋มีกิ๊ก”

“พี่โอ๋อ่ะนะ?” ณิชถามระหว่างที่กำลังตรวจงานกับช่างจรูญ ตอนนี้งานอยู่ที่ห้องนั่งเล่นห้องที่สองหลังจากห้องแรกเสร็จไปแล้ว ห้องนี้ต้องปูกระเบื้องใหม่ทั้งหมดเพราะของเก่ามันชำรุดเสียหายอยู่หลายจุด

“ใช่ พี่จำน้องปลาน้องฝึกงานเมื่อปีก่อนได้ไหม คนนั้นแหละที่เป็นประเด็น ตอนนี้พี่โอ๋เลยต้องหอบเสื้อผ้ามานอนห้องไอ้บอย เพราะเมียไม่ให้เข้าบ้าน” มิ้งเล่าอย่างออกรส หวังว่าณิชจะอินไปกับเรื่องที่เธอเล่าบ้าง เพราะไม่อยากให้ณิชต้องเครียดกับเรื่องอดีตไปมากกว่านี้

“น้องปลาเขามีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอวะ ช่างจรูญครับ...ตรงนี้ลงสีให้เรียบหน่อยนะ ส่วนวงกบก็ต้องเปลี่ยนนะครับ แค่ทาสีอย่างเดียวไม่พอ มันจะได้ดูกลมกลืนเป็นแนวเดียวกับการตกแต่งทั้งหมด” ณิชแยกประสาทออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งก็ให้ความสนใจมิ้งเพราะเอ็นดูที่อีกฝ่ายพยายามไม่ให้เขาเครียด ส่วนเรื่องงานก็ต้องดำเนินต่อไป

“มีแล้ว แต่เลิกแล้ว เมียพี่โอ๋เลยสงสัยไง ทีนี้ไปจับได้ว่าพาไปกินข้าวกัน แต่มันพีคตรงที่น้องปลาเขาไปหาพี่โอ๋ถึงบ้านเลย อีนี่มันร้าย”

ณิชหัวเราะกับท่าทางของมิ้งที่ดูจะอินเสียเหลือเกิน กลายเป็นวันนั้นทั้งวันเขาก็ได้รับรู้เรื่องราวของหัวหน้าที่ไม่เคยรู้มาก่อน กว่ามิ้งจะเลิกพูดก็ตอนที่ป้าแจ่มมาตามให้ไปทานมื้อเย็นนั่นแหละ

“ปลาทอดสามรสน่าทานมากค่ะป้าแจ่ม เนี่ย...กับข้าวอร่อยแบบนี้หนูอ้วนแย่เลย กลับไปกรุงเทพฯ คงโดนล้อว่าเป็นหมู”

“อย่าไปห่วงเรื่องรูปร่างเลยค่ะคุณมิ้ง ทานอาหารให้อร่อยให้มีความสุขดีกว่า พรุ่งนี้ป้าว่าจะทำต้มกะทิสายบัวปลาทูของโปรดคุณตรีค่ะ คุณมิ้งคุณณิชอย่าลืมเตรียมท้องไว้รอนะคะ”

ณิชฟังบทสนทนาของสองสาวต่างวัยแล้วชะงักไปกับชื่อเมนูอาหารของวันพรุ่งนี้ เขาจำได้ว่า คุณปราณชวนหาญไปเก็บสายบัวจนตัวตกน้ำ ลอบถอนหายใจเมื่อคิดว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้ท่านออกญาฯ ไม่ชอบหน้าหาญ ก็พาลให้กินข้าวไม่ลง เคราะห์กรรมของหาญเขาล้วนเป็นคนสร้างให้ทั้งสิ้น บาปกรรมจริงๆ

“คุณจีรัชญ์จะกลับกี่โมงเหรอครับป้าแจ่ม” ณิชถามเพราะได้ยินคนในบ้านบอกว่าจีรัชญ์ไปธุระในเมืองกับสุทินยังไม่กลับ ให้พวกเขาทานกันได้เลยไม่ต้องรอ มื้อเย็นจึงมีแค่เขากับมิ้งเท่านั้น

“น่าจะค่ำๆ เลยค่ะ เอ๊ะ! นั่นเสียงรถคุณสุทินนี่นา คงมากันแล้วค่ะ” หญิงสูงวัยรีบเดินไปทางหน้ามุขเพื่อจะไปดูชัดๆ ว่าใคร ปรากฏว่าเป็นเจ้าของบ้านกับคนสนิทดังที่คิดจริงๆ ซึ่งรถของจีรัชญ์ขับตามมาในสภาพใหม่เอี่ยมไม่ต่างจากเดิม ก่อนหน้านี้ที่ไม่มีรถรัศมีเลขาฯ สาวต้องมารับจีรัชญ์ที่นี่ทุกครั้งที่ต้องไปทำงาน แต่จากวันพรุ่งนี้ไปทุกอย่างคงเข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม

“คุณณิชกับคุณมิ้งกำลังทานมื้อเย็นกันอยู่พอดีเลยค่ะ คุณตรีกับคุณสุทินทานอะไรมารึยังคะ จะรับด้วยไหมป้าจะได้ให้เด็กจัดที่ให้”

“ก็ดีครับป้าแจ่มเพราะตอนนี้ผมหิวมากกกกก กว่ารถของคุณตรีจะเสร็จนั่งรออยู่หลายชั่วโมงเลย”

ธุระที่ว่าวันนี้คือรถของจีรัชญ์ที่ส่งซ่อมไปก่อนหน้านี้ กว่าจะเสร็จทั้งหมดก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ๆ วันนี้ช่างนัดให้ไปเอา แต่เพราะยังไม่เสร็จดีจึงต้องนั่งรอก่อน จีรัชญ์ไม่อยากเทียวไปเทียวมาจึงรอให้มันเสร็จแล้วขับรถกลับมา โดยค่าจ้างของสุทินก็คืออาหารฝีมือป้าแจ่มนี่แหละ

จีรัชญ์เดินไปที่โต๊ะทานอาหาร กับข้าวที่มีไม่กี่อย่างส่งกลิ่นหอมน่าทาน และเมื่อณิชเห็นว่าจีรัชญ์มาแล้วจึงยิ้มกว้างต้อนรับ อาการดีใจที่ได้เห็นหน้าเขาปิดไม่มิดจนจีรัชญ์ต้องส่งยิ้มคืนให้

“สวัสดีครับคุณสุทิน” ณิชเอ่ยทักพร้อมมิ้งยกมือไหว้ชายหนุ่มอารมณ์ดี

“สวัสดีครับคุณณิช คุณมิ้ง วันนี้โดนป้าแจ่มจัดมื้อใหญ่อีกแล้วสินะครับ”

“มื้อใหญ่อะไรกันล่ะคะคุณสุทิน มันก็มื้อธรรมดานี่แหละ พอดีไอ้พลีมันไปได้ปลานิลจากบ่อในสวนมา ป้าเลยเอามาทอดทำปลาสามรสเสียเลย” ป้าแจ่มอธิบายด้วยท่าทีเขินอายเพราะคำชม

“ผมอยากขโมยตัวป้าแจ่มไปที่บ้านจริงๆ ทำกับข้าวอร่อยแบบนี้ผมรักตาย”

สุทินยังคงยกยอป้าแจ่มไม่ขาดปาก ยิ่งได้ทานอาหารที่รสชาติถูกปากก็ยิ่งชม จนหญิงสูงวัยต้องขอตัวหลบออกไปก่อนเพราะเขินทำอะไรไม่ถูก

มื้อนั้นสุทินกับมิ้งชวนคุยกันออกรส ณิชเสริมบ้างเมื่อเห็นว่ารุ่นน้องตนเล่าเรื่องวีรกรรมของเขาตอนอยู่กรุงเทพฯ ผิดเพี้ยนไปจากความจริงเสียหน่อย จีรัชญ์ยังทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ ลอบยิ้มบ้างเวลาเห็นณิชค้านรุ่นน้องหัวชนฝา เรื่องที่เจ้าตัวเมาจนอ้วกแตกอ้วกแตน เนื่องจากโดนโอ๋หัวหน้างานรับน้องเข้าทีม

“พี่โอ๋เล่าให้หนูฟังแบบนี้จริงๆ พี่ณิชเมาจนไปนอนกองกับหมาระหว่างรอรถน่ะ พี่โอ๋มีรูปยืนยันด้วย”

“เห้ย! จริงดิ พี่โอ๋มีรูปด้วยเหรอวะ”

“แสดงว่าคุณเมาจนนอนกับหมาจริงๆ งั้นสิ” จีรัชญ์เอ่ยถามพลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม มื้อนี้เขาอิ่มมากจริงๆ จนแทบจะกินอะไรต่อไม่ไหวแล้ว

“ไม่นะ ผม...ไม่สิ ตอนนั้นผมยังพอจำได้ ผมไม่ได้นอนกับหมา หรือนอนวะ” ณิชเริ่มเถียงกับตัวเอง ทำจีรัชญ์ลอบยิ้มมุมปากกับท่าทางเหมือนลูกหมาสับสน เขาซ่อนรอยยิ้มไว้ภายใต้แก้วน้ำที่ทำทีเป็นยกดื่มอีกครั้ง

ณิชดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าวันแรกๆ ที่รู้ความจริง ตอนแรกณิชซึมลงไปมากจนเขาเป็นห่วง แต่เพราะมีมิ้งคอยอยู่ด้วยจึงพอให้วางใจได้บ้าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิมมากที่สุด ก็คือณิชมักจะมาหาเขาที่ห้องทำงานทุกคืน

ดังเช่นในคืนนี้ที่หลังจากสุทินกลับไปแล้ว และคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปพักผ่อน ณิชมาเคาะประตูห้องทำงานเขาก่อนจะเยี่ยมหน้าเข้ามา รอยยิ้มหวานที่หมู่นี้มักจะเห็นบ่อยขึ้นทำเขาถอนหายใจ คืนนี้เขามีงานเยอะ คงไม่มีเวลามานั่งคุยเล่นกับอีกฝ่าย

“ว่าแล้วว่าคุณต้องอยู่ที่นี่” ชายหนุ่มในชุดนอนสบายๆ พูด เขาเดินเข้ามาหาคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะยิ้มให้อีกครั้ง

“เอ่อ...คืนนี้อากาศเย็นอีกแล้วนะครับ” หนุ่มเมืองกรุงทำทีชวนพูดคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ หากแต่จีรัชญ์รู้ดีว่าเจ้าตัวคงไม่ได้มาพูดเรื่องอากาศเย็นกับเขาแน่ๆ เขาเป็นอาจารย์ระดับมหา’ ลัย ทำไมจะไม่รู้ว่ามุกตื้นๆ แบบนี้ของอีกฝ่ายคือหวังอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ

“ครับ” จีรัชญ์ตอบรับไป จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาอยู่กับตำราต่อ

ณิชเดินไปหยุดที่หน้าต่าง สูดกลิ่นดอกพุดน้ำบุษย์ที่ตอนนี้เริ่มส่งกลิ่นอีกครั้ง หลังจากดอกชุดก่อนร่วงโรยไปแล้ว และตอนนี้ก็ออกดอกใหม่จนใกล้จะร่วงอีกครั้ง ห้องทำงานของจีรัชญ์ตรงนี้ได้กลิ่นหอมจัดจนเขาต้องสูดซ้ำหลายครั้ง

หาญจะชอบดอกไม้ชนิดนี้เหมือนเขาไหม ดอกไม้สีเหลืองที่ฝากไปกับผ้าเช็ดหน้าหาญจะเก็บไว้รึเปล่า

“คุณจีรัชญ์ ผมขออ่านหนังสือคุณหน่อยได้ไหม ตอนนั้นผมจำได้ว่ามีสมุดบันทึกอะไรสักอย่าง ผมยังไม่ได้อ่านเลย” หลังจากไตร่ตรองมาสักพักแล้ว ณิชตัดสินใจถามถึงสมุดเล่มนั้นที่เป็นที่เก็บจดหมายของเขาไว้ เพราะวันนี้เขาลืมเรื่องสมุดไปเสียสนิท มัวแต่โฟกัสกับรูปถ่ายและจดหมาย

จีรัชญ์เงียบไปครู่หนึ่ง ย้อนเหตุการณ์กลับไปวันนั้น ป้าแจ่มบอกเขาว่าณิชรออยู่ที่ห้องทำงาน ท่าทางจริงจังราวกับมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเขา แต่เมื่อเข้ามาถึงก็เห็นณิชนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่สบาย แต่เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของณิชก็ทำเขาตัวชาวาบ

จดหมายที่เขาเก็บไว้ไม่เคยลืม ซ่อนไว้ในที่ที่คิดว่าไม่สะดุดตาใครที่สุด ที่ที่คิดว่าน้อยคนจะหาเจอหรือหยิบมันขึ้นมาอ่าน แต่ณิชกลับหยิบสมุดเก่าๆ ดูไม่มีความน่าดึงดูดขึ้นมาแทน ทั้งที่หนังสือบนชั้นวางมีเป็นร้อยเล่ม แถมยังเจอจดหมายที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ณิชได้รู้ความจริงอีก และที่เจ้าตัวมาขออนุญาตเขาอ่านสมุดบันทึกเล่มนั้น ก็คงเตรียมตัวเตรียมใจมาพร้อมแล้ว

“เห็นทีจะไม่ได้ เจ้าของเขาไม่อนุญาตให้ใครก็ตามได้อ่าน”

จีรัชญ์ตอบเสียงเรียบ ใบหน้าเรียบนิ่งติดดุไปสักหน่อยที่โดนขอแบบนี้ คนฟังทำหน้าหงอยทันที เขาอุตส่าห์มาขอดีๆ แต่จีรัชญ์กลับไม่ให้เสียอย่างนั้น คิดว่าจะได้เจอความจริงอย่างอื่นอีก เขาจะได้ชดใช้ได้ถูก

นึกเสียดายไม่น้อยที่ดันมาเป็นลมก่อนได้อ่านบันทึกเล่มนั้น บางทีมันอาจจะเป็นสมุดที่เขาไว้จดบันทึก เป็นไดอารี่ความรักของเขากับหาญในชาติก่อนก็เป็นได้

“คุณบอกว่าเจ้าของไม่อนุญาต เจ้าของคือใคร หาญเหรอครับ” ณิชลองถามดู แม้ใจจะอยากถามว่าปราณใช่ไหมก็ตาม และคราวนี้เขายกเก้าอี้ไปนั่งตรงข้ามกับจีรัชญ์ที่โต๊ะทำงานเลย โดนจีรัชญ์ส่งสายตาดุๆ มาให้ เพราะไปรบกวนสมาธิอีกฝ่ายตอนทำงาน

“ครับ”

“แล้วคุณรู้เรื่องของบรรพบุรุษคุณมากแค่ไหน เขาเป็นทวดของทวดของทวดคุณใช่ไหม อายุขนาดนั้นน่าจะผ่านมากี่รุ่นกันนะ แล้วจดหมายของผะ...เอ่อ...หมายถึงจดหมายของคุณปราณที่ให้กับหาญไว้ พวกคุณเก็บมารุ่นสู่รุ่นเหรอครับ เป็นเหมือนมรดกตกทอดอะไรประมาณนี้ใช่ไหมครับ”

“ผมขอทำงานก่อนได้ไหม ใกล้ช่วงสอบแล้วผมต้องรีบออกข้อสอบให้เด็กๆ ก่อน”

เพียงเท่านี้ณิชก็ยอมรูดซิปปากปิดสนิทในทันที พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะหลบไปนั่งบนเก้าอี้เอน เลือกหนังสือบนชั้นวางหนังสือมาหนึ่งเล่ม ไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าหนังสืออะไรเพราะเขารีบกางหนังสือ เพื่อหลบสายตาจีรัชญ์ที่เต็มไปด้วยคำต่อว่าที่เขาทำอะไรไม่รู้จักกาลเทศะ

คนอะไรดุชะมัดแถมยังเข้มงวดอีก อยู่ที่มหา’ ลัยเด็กนักศึกษาคงกลัวหัวหด หน้าตาหล่อเหลาคงไม่สามารถปกปิดความดุได้มิดแน่ๆ ถ้ามีเสียงแฮ่ๆ ดังมาด้วยเขาจะคิดว่านี่คือต้นตระกูลพิตบูล



โปรดติดตามส่วนต่อไป

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 786
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-1
สนุกมากครับ รออ่านต่อ

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
555 น่าเอ็นดูณิชจริงกับความอยากมาวอแว อยู่ใกล้ๆเขา คุณตรีหาญก็ไม่รู้ว่าจะเข้มไปไหนนะ ดีใจละสิๆที่เขามาหาบ่อยๆ 55555 สนุกกกก รอตอนต่อไปเลย ใกล้จะครบงานเสร็จยัง จะได้จำชาติได้ทั้งหมดสักที  :L1: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
รอวันที่ลงตัวของทั้งสองคน

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ :นางสาวผอบ:

  • ความเคลื่อนไหวในเงามืด
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +640/-3
บทที่ ๑๐ (ครึ่งหลัง)


จีรัชญ์ทำงานต่อไปอีกพักใหญ่ ณิชลอบมองเสี้ยวหน้าของคนที่กำลังทำหน้าเครียดกับงานที่ทำพลางถอนหายใจ เขาหันกลับมาสนใจหนังสือที่อยู่ในมืออีกครั้ง เป็นนิยายแนวอีโรติก ปกไม่ติดเรทแต่แค่บทนำก็ทำเอาสำลักน้ำลาย

“แค่กๆ อะแฮ่ม! ขอโทษครับ”

ณิชก้มหัวเชิงขอโทษเจ้าของห้องที่ส่งสายตามาต่อว่าอีกครั้ง เขาเริ่มเปิดอ่านหน้าต่อไป เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่พระ-นางเข้าด้ายเข้าเข็มกัน คำบรรยายของผู้ประพันธ์ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลานั้นที่อยู่กับหาญ ความวาบหวิวที่อีกฝ่ายมอบให้ ความสุขสมที่หาญปรนเปรอให้เขา มันแจ่มชัดอยู่ในหัวราวกับฝ่ายนั้นกำลังสัมผัส

“อะแฮ่ม!!”

คราวนี้เป็นจีรัชญ์ที่ส่งเสียงกระแอมดังจนคนที่เผลอคิดอะไรลามกสะดุ้ง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวตวัดมองมาที่เขา ณิชทำทีเมินเฉยไม่สนใจ แต่ก็ไม่ลืมยกขาข้างหนึ่งของตนชันไว้ เพราะส่วนกลางกายมันดันตื่นขึ้นมาจนโป่งนูนเห็นได้ชัด

ไอ้ณิชนะไอ้ณิช พอรู้ความจริงก็ดันหื่นไม่เป็นเวลา!

“คุณกลับไปนอนเถอะ คืนนี้ผมคงไม่มีเวลาคุยเล่นกับคุณหรอก”

“ไม่เป็นไร ผมรอได้ คุณทำงานไปเถอะ ผมอ่านหนังสือรอได้สบายมาก”

ยังคงรั้นไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะชาติไหนก็ยังดื้อรั้นทำตามใจตนเอง แต่ตอนนี้ดีหน่อยที่สถานะของณิชไม่ได้สูงศักดิ์เทียมฟ้าจนกดใครเขาได้

จีรัชญ์ไม่ตอบอะไรปล่อยให้คนอยากรอนั่งตาปรืออ่านหนังสือนิยายอีโรติกต่อไป เขาจำได้ว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่เพิ่งซื้อมาเมื่อ 2-3 เดือนก่อน งานของนักเขียนคนนี้ค่อนข้างถึงพริกถึงขิง ฉากอย่างว่าจัดจ้านและบรรยายได้ดี เรียกได้ว่าภาพในหัวลอยมาเป็นฉากๆ ชัดเจน ก็ไม่แปลกที่ส่วนกลางกายของณิชจะตื่นขึ้น

เมื่อครู่ที่เขากระแอมเพราะเรียกสติตัวเองไม่ให้รู้สึกไปกับณิชด้วย กางเกงนอนขาสั้นกับเสื้อกล้ามย้วยๆ อวดไหปลาร้า นั่นเป็นจุดเรียกสายตาเขาเป็นอย่างดี เจ้าตัวไม่ระวังอะไรเลย จนกลายเป็นเขาเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เหลือบมองอยู่นานจนตาแทบเหล่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้ จนต้องส่งเสียงไปนั่นแหละณิชถึงจะยกขาขึ้นมาปิด

ความเงียบเข้ามาเยือนระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง มีเสียงพลิกกระดาษของณิชและจีรัชญ์สลับกันไป สายลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง หางตาจีรัชญ์เหลือบไปมองตรงมุมห้อง วินาทีแรกใจกระตุกวูบก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นจังหวะปกติ เมื่อพบว่า ‘ใคร’ ยืนอยู่ตรงนั้น แม้จะเลือนรางแต่ก็เดาได้ไม่ยาก

ชายหนุ่มผิวคล้ำดำมะเมื่อม นุ่งโจงกระเบนแบบสั้นอวดความแข็งแกร่งของลำขา ใบหน้าติดจะหวานกว่าเขาสักหน่อย แต่ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ไม่ต่างกันอาจทำให้คนที่พบเห็นกลัวได้ไม่น้อย แน่ล่ะว่าใครบ้างจะไม่กลัวผี

จีรัชญ์เลิกสนใจ เขารู้ดีว่ามันคือใคร เพราะนั่นคือเจ้าของเสียงที่คอยพูดอยู่กับเขาจากที่ไกลๆ มันจะค่อยๆ ปรากฏตัวชัดขึ้นตามความทรงจำของณิชที่รับรู้เรื่องราวที่ผ่านมา ทำตัวราวกับเทวดาประจำกายของอีกฝ่ายก็มิปาน

‘คุณเขาจะหลับแล้ว’

‘ปล่อยไป ไม่ว่าง’

‘มึงจะใจร้ายกับคุณเขาจริงหรือ’

จีรัชญไม่ตอบ แต่ก็ยังส่งสายตาหาณิชที่ตอนนี้ดูจะติดใจหนังสือเล่มนั้นแล้ว หน้ากระดาษพลิกอยู่เรื่อยๆ เมื่อเจ้าตัวอ่านจบไปในแต่ละหน้า เขาถอนหายใจกับความสู้ไม่ถอยของณิชที่อยากจะรู้ความจริงทั้งหมด เขาไม่สามารถพูดอะไรไปได้ เพราะหากพูดไปณิชก็คงไม่เชื่อ ปล่อยให้เจ้าตัวรู้เองอย่างที่ผ่านมาคงจะดีเสียกว่า

เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่เขาไม่ได้นับ แต่เพราะหนังสือเรื่องนี้สนุกจนวางไม่ลงทำให้อ่านไปได้สิบกว่าบทแล้ว หนังสือหนาราวหนึ่งนิ้วพร่องไปเพียงนิด เขายืดตัวบิดขี้เกียจและหาววอดใหญ่ เห็นจีรัชญ์ยังคงทำงานอยู่เหมือนเดิม

“คุณมีอะไรให้ผมช่วยไหม บอกได้นะครับ ตอนสมัยเรียนผมก็เคยช่วยงานอาจารย์อยู่บ้าง ขอแค่คุณบอกมาว่าต้องการ...”

“ผมอยากให้คุณไปนอนพักได้แล้ว” จีรัชญ์พูดตัดบท น้ำเสียงดุๆ เหมือนผู้ใหญ่ดุเด็ก

“แต่ผมยังไม่ง่วง”

“ไม่ง่วงอะไร ตาคุณแดงขนาดนี้ยังบอกว่าไม่ง่วงอีกเหรอ”

“ผมแค่ขยี้ตาเมื่อกี๊มันเลยแดง จริงๆ ยังไม่ง่วงหรอก” คนตัวเล็กกว่าเถียงตาใส ทั้งที่จริงหาวไปเป็นสิบครั้งแล้ว ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนมันควรเป็นเวลานอน แต่เขายังไม่อยากนอนเพราะอยากคุยกับจีรัชญ์ก่อนมากกว่า

“เราค่อยคุยกันวันอื่นได้ไหม” เขาหลอกล่ออีกฝ่ายด้วยเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง ไม่ติดดุเหมือนก่อนหน้านี้

“ไม่เอาสิ เดี๋ยวคุณก็หลบหน้าผมอีกอ่ะ” ณิชเผลอทำหน้าบึ้งใส่ ปากอิ่มเบะออกเล็กน้อยเมื่อคิดว่าจีรัชญ์กำลังจะเลี่ยงตนอีกครั้ง

เขาหมดแรงจะเถียงต่อเลยปล่อยให้คนดื้อนั่งรอต่อไป เอาจริงๆ งานเขาใกล้เสร็จแล้ว เอาไว้ทำต่อวันอื่นก็ยังได้เพราะพอมีเวลาอยู่ แต่ที่ทำทีว่าทำงานยุ่งอยู่นั้น ก็เพื่อหลบเลี่ยงอย่างที่อีกฝ่ายว่าจริงๆ นั่นแหละ

และแล้วความอดทนของณิชก็สิ้นสุดลง พร้อมกับหนังตาที่หนักอึ้งและปิดไปในที่สุด ณิชหลับไปแล้ว จีรัชญ์จึงวางมือจากงานที่เขาต้องยอมทำจนเสร็จจนได้ เพราะความดื้อรั้นของณิชที่ไม่ยอมห่างจากเขาจริงๆ นั่งเฝ้าจนหลับคอพับไปแล้ว

‘มึงห่วงใยคุณเขา’

‘พอปรากฏตัวได้มึงก็ช่างพูดนะไอ้มั่น

‘กูพูดตามที่เห็น กี่ชาติๆ กูก็ไม่เคยเห็นว่ามึงจะออกห่างเขาได้สักที เพราะคำสาปมันผูกมึงไว้’

‘แล้วยังไง หากกูจะลองฝืนชะตาบ้างจะเป็นไร’

‘มึงฝืนมิได้ดอกไอ้เกลอ’


จีรัชญ์เลิกตอบโต้อีกฝ่ายในใจ หันไปสนใจคนที่รอเขาจนหลับดีกว่า ดูท่านอนของณิชไม่ค่อยสบายนัก เขาจึงอุ้มอีกฝ่ายขึ้นเพื่อพาเจ้าตัวกลับไปที่ห้อง ระหว่างนั้นมิ้งเดินออกจากห้องมาเพื่อจะลงไปเติมน้ำใส่ขวดเอามาติดไว้ที่ห้อง เธอเห็นจีรัชญ์อุ้มณิชหายเข้าไปในห้องของรุ่นพี่เธอก็รีบหาที่หลบ

ความสัมพันธ์ของณิชกับจีรัชญ์ทำเธอแอบงงอยู่ไม่น้อย ตอนแรกทั้งคู่ดูจะไม่ถูกกันสักเท่าไหร่ จีรัชญ์ทำหน้านิ่งติดไปทางดุเสมอเวลาที่คุยกับรุ่นพี่เธอ ส่วนณิชนั่นก็ดูจะไม่ชอบจีรัชญ์เท่าไหร่นัก ต่อมาตอนที่ป่วยจีรัชญ์ดูแลณิชดีจนเธอยังตกใจ ตกใจในส่วนของการจุมพิตที่หน้าผาก ซึ่งการกระทำนั้นดูจะขัดกับสิ่งที่เธอรู้สึกว่าจีรัชญ์ไม่ชอบหน้าของณิชในตอนแรก

มิ้งเดินย่องไปที่หน้าห้องณิช แอบมองลอดรอยแง้มของประตูเพื่อดูว่าจีรัชญ์ทำอะไรรุ่นพี่เธออีกหรือไม่ สองตากลมใสสอดส่องความเป็นไปในห้องนอนณิช เห็นว่าจีรัชญ์กำลังห่มผ้าให้คนบนเตียงอยู่ สายตาเต็มไปด้วยความห่วงใยจนเธอยังรู้สึกเขินแทน รุ่นพี่เธอได้รับการดูแลลับหลังเช่นนี้ หากณิชรู้คงเขินไม่น้อย

หญิงสาวมองเหตุการณ์ในห้องพลางลอบยิ้ม การกระทำแบบนี้ของจีรัชญ์คงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอก สายตาคนเขียนนิยายอย่างเธอมีหรือจะดูไม่ออกว่าที่จีรัชญ์ทำแบบนี้คงมีใจให้ณิช แต่ระหว่างที่เธอกำลังตื่นเต้นกับความคิดตัวเอง สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาลางๆ อยู่มุมหนึ่งของห้อง มันจะไม่ทำให้ขนลุกเกรียวเลย ถ้าไม่ใช่เงานั้นอยู่ในชุดโจงกระเบนโบราณเหมือนพวกทาสสมัยก่อน สีหน้าเรียบนิ่งจดจ้องมองณิชกับจีรัชญ์ไม่วางตา

พรึบ!

มิ้งรีบหลบก่อนที่ผีตัวนั้นจะหันมาเจอเธอ คิดไว้ว่าตัวเองตาฝาด แต่มันก็ยากจะเชื่อสัญชาตญาณว่าเธอคงเจอดีเข้าเสียแล้ว ขนทั่วร่างลุกพรึบเป็นสัญญาณบอก อาการอกสั่นขวัญผวากับสิ่งที่เจอทำให้ไม่กล้าเดินลงไปชั้นล่าง เธอหลับหูหลับตาวิ่งเข้าห้องนอนตัวเองไปพร้อมกับท่องบทสวดมนต์ผิดๆ ถูกๆ ก็ว่าอยู่ว่าวังปริพัตรจะมีหรือที่จะไม่มีผี วังเก่าแก่แบบนี้ยังไงก็ต้องมีผีแล้วเธอก็เจอจริงๆ แต่ดันมาเจออะไรเอาป่านนี้ก็ไม่รู้

:::::::::::::

เช้าวันรุ่งขึ้นคนที่แทบไม่ได้นอนอย่างมิ้งเดินหน้าตาสะลึมสะลือลงมาจากชั้นบน เธอรู้สึกเหมือนตอนนี้มีแค่กายหยาบ ส่วนวิญญาณหลุดลอยหายไปแล้ว เมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลยเพราะกลัวจะเจอใครคนนั้นอีก เธอคิดอยู่นานว่าชายคนนั้นคือใคร แต่มาขนาดนี้แล้วคงเป็นใครไม่ได้นอกจาก...

“พี่ณิช เมื่อคืนหนูเจอหะ...หาญแล้วนะพี่” มิ้งกระซิบบอกรุ่นพี่ตนเอง ไม่กล้าพูดเสียงดังให้จีรัชญ์ได้ยินด้วย

ณิชที่กำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่าน เพราะตัวเองดันเผลอหลับก่อนจะได้คุยกับจีรัชญ์เมื่อคืนหันขวับมามองทันที เขาตัวชาวาบก่อนจะขออนุญาตลากมิ้งออกไปคุยที่อื่น

“เจอที่ไหน เจอได้ไง แกได้คุยกับเขารึเปล่า”

“เดี๋ยวก่อนพี่ณิช หยุดก่อน คือหนูจะบอกว่าสิ่งที่หนูเจอมันไม่ใช่คนนะพี่ มัน...ฮือ หนูกลัวมากอ่ะพี่ นี่ยังไม่ได้นอนเลย มันน่ากลัวมากนะพี่”

“แกพูดเข้าประเด็นได้ไหมวะ พี่ร้อนใจเนี่ย”

“หนูรู้ว่าพี่ร้อนใจ แต่พี่จะให้หนูเตรียมใจก่อนได้ไหม คือ...” มิ้งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียวราวคนจับไข้ หากแท้จริงแล้วเพราะกลัวผีต่างหาก ขาสั่นยืนไม่ไหวจนต้องนั่งลงก่อน

“เมื่อคืนหนูเห็นคุณตรีเขาอุ้มพี่เข้าห้องไป หนูเลยไปดูแต่สิ่งที่หนูเห็นคือ...” มิ้งเงียบไป ทำหน้าเมหือนคนกำลังจะร้องไห้จนณิชต้องสะกิด

“คืออะไร”

“คือ...ผู้ชายตัวใหญ่นุ่งโจงกระเบนยืนมองพี่กับคุณตรีอยู่” มิ้งพูดรวดเดียวจบก็หลับตาปิดสนิท อยากลบภาพที่ตัวเองเห็นออกไปให้พ้นแต่ก็ทำไม่ได้

ณิชทรุดกายลงนั่งบนบันไดหน้ามุขข้างมิ้งที่ตอนนี้ตัวสั่นมือสั่น เขากำลังคิดตามสิ่งที่มิ้งบอก แต่ความน่าจะเป็นนั้นน้อยเหลือเกิน

“แกเห็นหน้าตาเขาไหม”

“หะ...เห็น แต่ไม่ชัดนะ”

“เขาคล้ายคุณจีรัชญ์ไหม”

“ไม่...ไม่เท่าไหร่นะ คือ...หนูมองแค่แวบเดียวอ่ะพี่ ไม่กล้ามองนานกลัวเขามาหักคอ” มิ้งตอบไปตามจริง หากคิดแบบหนังผีที่มีฉากตุ้งแช่บ่อยๆ จังหวะที่เธอหมุนตัวกลับห้องต้องเห็นฝ่ายนั้นมาปรากฏตัวตรงหน้าแล้ว นี่ดีที่ไม่มีเพราะถ้ามีเธอจะขอลากลับกรุงเทพฯ วันนี้เลย

ณิชครุ่นคิดทบทวนอีกพักใหญ่ ก่อนจะพามิ้งเข้าข้างในเพื่อจะได้ทานมื้อเช้าให้เสร็จ วันนี้เป็นวันหยุดทีมช่างไม่ได้เข้ามาทำงาน จึงเป็นวันฟรีของพวกเขา มิ้งทำตัวติดป้าแจ่มไม่ห่าง โดยที่ณิชกำชับว่าห้ามบอกเรื่องที่เจอกับใคร แต่หากเจอใครคนนั้นอีกก็ให้ลอบสังเกตหน้าดีๆ เพราะเขาก็อยากรู้ว่านั่นจะใช่หาญจริงๆ หรือไม่

ถึงแม้เขาจะกลัวผีไม่ต่างจากมิ้ง แต่หากวิญญาณดวงนั้นคือหาญจริงๆ เขาก็อยากจะเจอ อยากเจออีกสักครั้งแม้จะเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังดี

::::::::::::

จีรัชญ์หนีหน้าเขาอย่างที่คิดไว้จริงๆ เพราะหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ อีกฝ่ายก็เข้าสวนไปกับนายพลี ลูกน้องที่จ้างให้เฝ้าสวนไว้ ในตอนแรกเขาขอตามไปด้วยจึงรีบขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่เมื่อลงมากลับไม่เห็นเจ้าของวังเสียแล้ว

“คุณตรีของป้าใจร้ายมาก ผมบอกว่าจะไปด้วยเขากลับทิ้งผมเฉยเลย” ณิชอดจะบ่นให้หญิงสูงวัยฟังไม่ได้

“พี่ก็ตามไปสิ” มิ้งบอกมือก็ช่วยเด็ดพริกไปด้วย

“จะตามไปยังไง สวนตั้งกว้าง อยู่ส่วนไหนของสวนก็ไม่รู้”

“วันนี้คุณตรีไปดูต้นลองกองค่ะ เห็นว่าออกผลแล้ว คุณแค่เดินตรงไปเรื่อยๆ เคยไปถึงทางน้ำไหลแล้วใช่ไหมคะ เดินข้ามสะพานไม้ไผ่ไปอีกนิดก็ถึงแล้วค่ะ”

“อ่า...” ณิชเริ่มลังเล คิดว่าหากหลงในสวนผลไม้บ้านจีรัชญ์คงขำไม่ออก

“ไม่ต้องกลัวหลงหรอกค่ะคุณณิช สวนผลไม้ของคุณตรีเป็นระเบียบ ไม่มีหญ้าขึ้นรกครึ้มหรอก มองหากันก็เจอค่ะ ไม่ก็ตะโกนเรียก ป้าเชื่อว่าคุณตรีคงไม่ใจร้ายกับแขกของตัวเองหรอก”

“ใจร้ายก่อนแล้วสิไม่ว่า ถึงกล้าทิ้งผมไว้เนี่ย” ณิชเสริมท้ายก่อนจะลุกขึ้นพร้อมหมวกแก๊ปหนึ่งใบ

เขาเดินเท้าเข้าสวนไปตามทางที่เคยตามจีรัชญ์ไปเก็บหน่อไม้ เดินข้ามสะพานที่ทอดผ่านทางน้ำที่จีรัชญ์พามาล้างหน้าล้างมือ ป้าแจ่มบอกว่าเดินไปตามทางเดินเตียนๆ ที่ทำทางไว้ และในที่สุดก็เจอจริงๆ

เจองูนะไม่ใช่เจอคน!!

“ฮือ...ปะ...ไปเลย ไปกันคนละทางเถอะนะ” ณิชบอกเสียงสั่น ขาแข็งยืนนิ่งประจันหน้ากับงูตัวมันเลื่อมสีเข้ม เขาไม่รู้ว่ามันคืองูชนิดไหน มีพิษหรือไม่ แต่ทางที่ดีอย่าเพิ่งขยับน่าจะดีที่สุด

“คุ...คุณจีรัชญ์ คุณอยู่แถวนี้รึเปล่า ช่...ช่วยผมด้วย” เขาเรียกหาแต่เสียงไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบ หน้าชายหนุ่มบูดเบี้ยวทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

‘คุณปราณเจองูในสวน’

เสียงลอยกระซิบอยู่ข้างหู จีรัชญ์ที่กำลังดูไอ้พลีเก็บลองกองถึงกับทิ้งถังที่ไว้เก็บลองกองในมือ จากนั้นก็รีบวิ่งไปทางที่ไอ้มั่นนำไปทันที

ดื้อจะตามมาจนได้เรื่อง!! จะกี่ภพกี่ชาติก็ติดตัวไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ หากเป็นเด็กเป็นเล็กน่าจับตีให้ก้นลาย ให้นอนร้องไห้ไปสักสามวัน




โปรดติดตามตอนต่อไป

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 786
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-1
ตอนแรกคิดว่ามั่นคือสุทินในชาตินี้

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
ก็แล้วพ่อหาญจะเลี่ยงเขาทำไมเล่า เลยต้องมาตามต้อยๆนี้ไง อิอิ  คำสาปไรอ่ะ คำสาปฟาโรห์หรือเปล่า 555 ใครจะเป็นคนถอนคำสาปให้ไอ้มั่นไปผุดไปเกิดกับเขาสักที อมยิ้มตลอดเวลาณิชวอแวคุณตรี แล้วคุณเขาก็แบบทำเป็นนิ่งอ่ะ ที่จริงหวั่นไหวซ๊า 55555 เมื่อไหร่จะได้  :impress2: สักที รออยู่นะ คงอีกนาน 555  :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
จะเลี่ยงยังไงก็หนีไม่พ้นหรอกน่า รักเขาขนาดนี้

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
ทำเป็นนิ่งแต่พอเขาเดือดร้อนรีบไปหาเลย :jul3:

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
แล้ว สุทิน ในชาติก่อนคือใคร

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 746
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
พึ่งตามอ่านทันค่ะ คือมันดีมาก รู้สึกหน่วงเจ็บไปทั้งใจ จะสุขก็ไม่สุด
อยากรู้ว่าอะไร ทำให้ทั้งสองมาที่จุดนี้ :sad4:

ออฟไลน์ :นางสาวผอบ:

  • ความเคลื่อนไหวในเงามืด
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +640/-3
บทที่ ๑๑ ครึ่งแรก


หนุ่มเมืองกรุงที่ทั้งชีวิตนี้เคยเข้าป่านับครั้งได้ยืนขาสั่นอยู่กับที่ สัตว์เลื้อยคลายตัวเกือบเท่าข้อมือเลื้อยอยู่ตรงหน้า มันไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม แต่ความน่าเกรงขามในสายพันธุ์ก็ทำคนตัวโตกว่าไม่กล้าแม้แต่จะก้าวถอย

“ณิ...!!”

จีรัชญ์วิ่งมาถึงแล้ว เขาเห็นงูตัวมันเลื่อมเลื้อยอยู่ จากนั้นจึงหยุดดูท่าทีเจ้างูตัวนั้น เท่าที่สังเกตน่าจะเป็นงูทางมะพร้าว ดุแต่ไม่มีพิษ มันเลื้อยหนีไปอีกทางเมื่อได้ยินเสียงเขาเดินเข้าไปใกล้ ณิชทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เหงื่อแตกพลั่กท่วมหน้า จนกระทั่งมันเลื้อยหนีไปแล้วจีรัชญ์จึงเดินเข้าไปหา พร้อมๆ กับที่ณิชเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งบนพื้นทันที

“หะ...หัวใจจะวาย” จังหวะหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกทำณิชหอบหน่อยๆ เชื่อว่าตอนนี้หน้าเขาคงซีดแทบไร้สีเลือด ถ้ามันยังไม่หนีไปแล้วยังอยู่ประจันหน้าเขาอีกนิด รับรองว่าเขาคงเป็นลมล้มพับให้มันฉกแน่ๆ

“คุณเข้ามาในสวนได้ยังไง! ไม่คิดเหรอว่ามันอันตราย สวนของผมไม่ใช่ที่วิ่งเล่นของพวกคนเมืองหรอกนะ ทำอะไรไม่รู้จักคิด ถ้าเกิดโดนงูฉกตายขึ้นมาจะทำยังไง”

คำผรุสวาทจากคนตัวใหญ่ที่ยืนค้ำหัวอยู่ทำณิชสะดุ้ง เงยหน้ามองเห็นใบหน้าคมดุดันดวงตาแข็งกร้าวปนโกรธขึ้ง ณิชตัวสั่นขึ้นมาอีกรอบเมื่อได้เห็นท่าทีโกรธจริงจังของจีรัชญ์แบบนี้ เขายิ้มหน้าเจื่อนอย่างรู้ผิด เพราะครั้งก่อนที่มาก็มากับจีรัชญ์มันเลยปลอดภัย แต่พอมาเองงูเจ้าถิ่นกลับมาต้อนรับเสียอย่างนั้น

“ผมแค่อยากมาดูคุณเก็บลองกอง”

เสียงอ่อนของณิชพูดคำโกหกไปคำโต ทั้งที่จริงจุดประสงค์ที่ตามเข้ามาในครั้งนี้ก็เพราะอยากหาเวลาคุยกับจีรีชญ์มากกว่า

จีรัชญ์ไม่ตอบอะไรแต่ฉุดแขนอีกฝ่ายให้ลุกยืน ณิชปัดเศษดินเศษใบไม้ที่ติดกางเกงออก ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่พาเดินไปตามทางด้วยใบหน้าที่ติดจะบึ้งตึงไปสักหน่อย ณิชเดินตามไปไม่ห่างจนมาเจอกับนายพลีที่กำลังจัดลองกองช่อสวยใส่ตะกร้า

“ผมอยากลองชิมบ้าง ขอชิมได้ไหมครับ” ณิชทำใจดีสู้เสือถามออกไป หวังว่าจีรัชญ์จะตอบกลับมาด้วยท่าทีที่ดีขึ้นเถิด เพราะนี่เขาก็ ‘ง้อ’ สุดๆ แล้ว

“มันยังมีอมเปรี้ยวอยู่บ้าง แต่ต้องเก็บเพราะเดี๋ยวสุกเกินแล้วจะขายไม่ทัน” จีรัชญ์หยิบมาหนึ่งช่อใหญ่ส่งให้ณิช

“อื้ม! ผมชอบรสชาติแบบนี้ อร่อยดีไม่หวานเกิน” เมื่อได้แกะชิมไปหนึ่งลูก ลูกที่สองที่สามก็ตามมาติดๆ ก่อนจะเดินไปนั่งใต้เงาต้นไม้ ซึ่งที่ตรงนั้นมีเสื้อของจีรัชญ์แขวนอยู่

ณิชนั่งดูสองนายบ่าวช่วยกันเก็บผลลองกอง ใจก็ยังนึกถึงสิ่งที่มิ้งพูด และสิ่งที่ตนรู้ เพื่อนำเรื่องราวมาปะติดปะต่อ รอยแผลเป็นที่หลังของจีรัชญ์ที่ราวกับรอยเฆี่ยน จดหมายของปราณ และรูปถ่ายของหาญ นี่ยังไม่รวมบ้านเรือนไทยในรูปวาดนั้นอีก ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวโยงกับหาญหรือไม่

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ จากแดดที่ไม่ร้อนนักเริ่มกลายเป็นร้อนอบอ้าว จีรัชญ์ให้ณิชใช้เสื้อตนคลุมตัวไว้เพราะแดดเริ่มแรง คนนั่งรอพลันเห็นพวงกุญแจที่จีรัชญ์มักพกติดตัวเสมอในกระเป๋าเสื้อของอีกฝ่าย และเขาจำได้ว่ากุญแจหนึ่งดอกในส่วนนี้ไขโต๊ะทำงานของจีรัชญ์ได้

ก่อนหน้านี้เขาลอบเข้าห้องทำงานจีรัชญ์อีกครั้ง ทำทีว่าจะเข้าไปยืมหนังสือมาอ่าน แต่ที่จริงแล้วเขาแอบเข้าไปหาสมุดบันทึกเล่มนั้น ปรากฏว่าที่ที่เขาเคยเจอมันไม่มีสมุดอยู่แล้ว ทั้งจดหมายและสมุดบันทึกหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง เพราะฉะนั้นวันนี้เขาคงได้โอกาสที่จะตามหาความจริงสักที ในเมื่อจีรัชญ์หลบเลี่ยงเขาก็จะหาความจริงด้วยตัวเอง

มือเรียวจึงหยิบกุญแจดอกนั้นออกมาไว้ในกระเป๋ากางเกงตัวเอง คิดขออนุญาตจีรัชญ์ในใจ บอกไว้ว่าถ้าใช้เสร็จแล้วจะรีบเอามาคืน

“เอ่อ...ผมร้อนแล้วอ่ะคุณ งั้นขอตัวกลับก่อนนะ” ณิชพูดขึ้นพลางลุกขึ้นยืน แขวนเสื้อจีรัชญ์ไว้บนกิ่งไม้คืนให้เจ้าของ

“รอสักครู่ได้ไหม อีกนิดเดียวจะเสร็จแล้ว” คนที่ใส่แค่เสื้อกล้ามตัวเดียวหันมาถาม

“ไม่ๆ ไม่เป็นไร คุณตามสบายเถอะ เดี๋ยวผมเดินไปคนเดียวได้”

“แล้วถ้าเกิดเจองูอีกล่ะ คุณจะทำยังไง”

“คงไม่ซวยซ้ำขนาดนั้นหรอกคุณ ผมไปล่ะ ปวดฉี่ด้วย” ณิชตัดบทก็รีบจ้ำอ้าวออกเดินในทันที จีรัชญ์ถอนหายใจด้วยความหงุดหงิดที่อีกฝ่ายไม่ฟังตน ก่อนจะบอกนายพลีว่าให้หยุดมือก่อน เพื่อจะได้พักกินข้าวเที่ยง แล้วเดี๋ยวค่อยเอารถเข้ามาขนผลไม้พวกนี้ออกไปทีเดียว

“คุณ...คุณณิช! หยุด!” จีรัชญ์ตามมาจนทัน ณิชที่รีบเดินออกมาสะดุ้งแต่ก็ยอมหยุดแต่โดยดี

“คุณไปผิดทางแล้ว ต้องมาทางนี้ ทีหลังหัดฟังคนอื่นเสียบ้าง อย่ารั้นทำตามแต่ใจเอง”

คำต่อว่ามาพร้อมคำสอนทำณิชรู้สึกเหมือนตัวเองคือเด็กตัวเล็กๆ ที่โดนผู้ใหญ่ดุ แต่กระนั้นก็ไม่กล้าเถียงออกไป เพราะเขาจำทางไม่ได้จริงๆ แถมยังกลัวว่าตัวเองจะมีพิรุธให้จีรัชญ์เห็นว่าขโมยกุญแจอีกฝ่ายมา

เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์จีรัชญ์ก็หายขึ้นไปข้างบน เข้าไปอาบน้ำอีกรอบก่อนจะลงมาทานมื้อเที่ยง และเดี๋ยวช่วงบ่ายเขาจะเอาลองกองไปส่งที่ตลาดให้เฮียจู ซึ่งเป็นร้านขายผลไม้เจ้าใหญ่ในตลาดที่ซื้อ – ขายผลผลิตจากสวนเขาอยู่เสมอ

ณิชอยู่ทานมื้อกลางวันจนเสร็จ ใจก็ภาวนาให้จีรัชญ์ยังไม่รู้เรื่องที่กุญแจหายไป และเหมือนโชคจะเข้าข้างเมื่อจีรัชญ์ไม่มีท่าทีเอะใจสงสัยอะไร ยังออกไปตลาดกับนายพลีกว่าจะกลับก็คงอีกนาน

ได้โอกาสณิชรีบแจ้นไปห้องทำงานของจีรัชญ์ในทันที มิ้งถามอะไรตนก็ไม่ตอบ เพราะความสนใจเขาอยู่ในห้องนี้แล้ว เขาล็อกประตูเสร็จสรรพเพื่อความเป็นส่วนตัว หากจีรัชญ์จะมาจับได้ตอนเขาอ่านสมุดบันทึกเขาก็ไม่สนแล้ว เพราะเขาก็มีสิทธิ์รู้ความจริงเหมือนกัน

ณิชไขกุญแจด้วยมืออันสั่นเทา ใจเต้นรัวลุ้นกับความจริงที่ตนกำลังจะได้รู้ เมื่อเปิดลิ้นชักออกมาได้ก็พบสมุดเล่มเก่าเล่มนั้น ใบหน้าหวานยิ้มกว้าง เขาหยิบมันออกมาและเปิดอ่านในทันที

กระดาษเก่าซีดเหลืองจนเกือบขาดดังเช่นจดหมายที่แนบไว้ มือเรียวค่อยๆ บรรจงเปิดอย่างเบามือ น้ำตาเอ่อคลอเต็มหน่วยตาเพราะความคิดถึงเรื่องก่อนเก่าที่รับรู้จากความฝัน

ปราณ

กึ่งกลางหน้าแรกของสมุดไร้เส้นบรรทัดเขียนชื่อเจ้าของไว้ นิ้วเรียวไล้ไปตามลายมือสวย ครั้งหนึ่งเขาเคยลายมือสวยแบบนี้เลยเหรอ มาดูตอนนี้สิยิ่งกว่าไก่เขี่ย เวลาเขียนจ่าหน้ากล่องส่งพัสดุแต่ละทีแทบต้องถอดความ

‘ไปเรียนกับพระครูมาร่วมปี กลับมาครานี้ได้เห็นใครบางคนอีกครั้ง มันยังคงเหมือนเดิมมิเปลี่ยน แววตาที่หลบซ่อนทุกครั้งที่เจอ มันกลัวหรือรังเกียจข้ากันแน่ มิรู้เลย’

สิ่งที่บันทึกไว้ด้วยลายมือสวยนี้แม้จะไม่บ่งบอกวันเวลา แต่บอกเหตุการณ์ที่เจ้าตัวเจอได้อย่างชัดเจน หากเดาไม่ผิดคงตอนที่กลับมาจากเรียนจบใหม่ๆ และคนที่ปราณกล่าวถึงคงจะเป็นหาญแน่ๆ

‘มันแอบเมียงมองอยู่แถวท่าน้ำ คิดหรือว่าข้าไม่เห็น เจ้าโง่ แต่ไอ้มั่นบอกมาว่าบ่าวหญิงในเรือนชอบพอมันหลายคนนัก ใช่สิ...อายุของมันได้เวลาออกเรือนแล้ว หากข้ามิทำอันใดเลยคงต้องพรากจากมันอีกครั้งเป็นแน่’

ณิชอมยิ้มเมื่ออ่านจบบรรทัด แน่ล่ะ...ในฝันเขาร้อนแรงน้อยเสียที่ไหน ตัวอักษรที่เรียงร้อยยิ่งไม่ต้องพูดถึง แสดงว่าปราณก็จ้องหาญอยู่นานแล้วเช่นเดียวกัน แต่เพราะความที่หาญเป็นบ่าวในเรือนจึงไม่กล้าทำอะไรให้ชัดเจน จึงต้องแอบคบแอบกินกันอย่างลับๆ

เขาใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายนี้เอาสมุดของตนเองในชาติก่อนมาอ่าน ปิดล็อกกุญแจโต๊ะของจีรัชญ์ให้เรียบร้อยเหมือนมันไม่เคยถูกเปิดออกโดยคนอื่น ก่อนจะเอาสมุดกลับมาอ่านที่ห้อง เรื่องราวที่พอปะติดปะต่อได้และนึกภาพตามทำให้เขาเผลอยิ้มไม่รู้ตัว แม้แต่ตอนที่ต้องตกลงแต่งงานกับแม่นวลจันทร์ เขายังเขียนบ่นลงในสมุดบันทึกเล่มนี้

สมุดเล่มหนาพอสมควร เขาห้ามใจไม่ให้อ่านครั้งเดียวหมด อยากจะค่อยๆ ทำความรู้จักกับตัวเองอีกครั้ง แต่เมื่อลองคลี่หน้ากระดาษดูคร่าวๆ ในส่วนหลังจะเป็นหน้าเปล่าไปหนึ่งในสี่ของเล่ม สื่อให้รู้ว่าชีวิตของปราณนั้นสิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็มาสะดุดอยู่หน้าหนึ่งที่มีลายมือคุ้นตา ราวกับว่าเคยเห็นลายมือนี้มาแล้ว ซึ่งจดหมายของเขาถูกเสียบเก็บไว้กับหน้านี้ เป็นหน้ากระดาษแผ่นเดียวที่เขียนท่ามกลางหน้าเปล่าอื่นๆ ก่อนจะปล่อยหน้ากระดาษที่เหลือให้เป็นเพียงความว่างเปล่า

เขาหยุดสายตาไว้ที่กลอนบทยาว มันบรรยายความเศร้าของคนเขียนได้บาดลึกจนเขารู้สึกได้ ความเก่าของมันอาจไม่มากเท่ากับบันทึกของปราณ แต่คาดว่าคงเขียนไว้นานพอสมควรเช่นเดียวกัน มีน้ำหมึกเปรอะเปื้อนเป็นด่างดวงในบางจุด สื่อให้รู้ว่าคนเขียนกลอนบทนี้อาจจะร้องไห้ไปด้วยตอนที่เขียนมัน



มิเคยโกรธ ถือโทษเจ้า ในความผิด

ได้ชมชิด มิได้คู่ เพราะวาสนา

ด้วยพี่รู้ อยู่เต็มอก ทุกเวลา

พี่แค่ดิน ส่วนเจ้าฟ้า สุดห่างไกล

แต่ได้ยิน เรื่องร้าย ในครานี้

โอ้ชีวี พี่นี้หรือ จะอยู่ได้

ไยต้องหนี ต้องห่าง ไปแสนไกล

เจ้าจากไป สู่ชั้นฟ้า ดั่งเมฆลอย

แม้นนภา ที่ว่ากว้าง จำต้องแพ้

แม้นนที แลสุดตา จำต้องถอย

แม้นอากาศ ไร้รูปรส ที่ล่องลอย

มิอาจเทียบ เวลาคอย เจ้าแก้วตา

สุดกล้ำกลืน ฝืนทน รอคนรัก

เพราะใจปัก คิดถวิล ถึงเจ้าหนา

จากพี่ไป แต่ใจอยู่ มิคลาดคลา

กลับมาเถิด ดวงชีวา อย่าจากไกล

ขออ้อนวอน ต่อดินฟ้า ที่ไร้เสียง

ขอแค่เพียง ได้เคียงคู่ มิไปไหน

ถึง ‘สายลม’ ดับสิ้นแล้ว ยอดดวงใจ

ขออาจ ‘หาญ’ เฝ้ารักไป ทุกชาติเอย



น้ำตาหยดแรกไหลลงอาบแก้ม ก่อนที่หยดต่อๆ มาจะไหลลงตามกันอย่างห้ามไม่อยู่ ทุกอย่างมันชี้ชัดอยู่แล้วว่าบทกลอนนี้หาญเป็นคนเขียนมันขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าบ่าวที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้รู้หนังสือได้ยังไง และเขียนกลอนนี้ได้ตอนไหน แต่ทุกคำที่อ่านมันสื่อว่าเจ้าตัวเจ็บปวดทรมานกับความรู้สึกที่เห็นคนรักจากไปไม่หวนคืน

เขาใช้หมอนอุดกลั้นเสียงร้องไห้โฮของตัวเอง มือเรียวกำเป็นหมัดทุบอกตัวเองเบาๆ เพราะมันจุกหน่วงไปหมด แค่รับรู้ความเสียใจแค่นี้เขายังทรมานเจียนตาย แล้วหาญในตอนนั้นจะรู้สึกอย่างไร เขาปล่อยอารมณ์ตัวเองให้จมอยู่กับความเสียใจของเจ้าของบทกลอน อ่านวนซ้ำๆ เพราะรู้ว่าหาญเขียนถึงเขา อยากซึมซับรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายที่มีเพื่อว่าจะชดเชยเวลาที่จากกัน ได้แค่กล่าวขอโทษในใจซ้ำๆ ที่ต้องทิ้งอีกฝ่ายไว้กับความเสียใจนี้

สายลมพัดเอื่อยๆ ลอดม่านเข้ามา หวังปลอมประโลมความเสียใจของเจ้านายให้บางเบาลงบ้าง ไอ้มั่นหยุดหมอบลงข้างเตียง มองคนที่กำลังร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่ตรงนั้นแล้วน้ำตาพาลไหล มือที่เลือนรางของดวงวิญญาณผู้ซื่อสัตย์เอื้อมไปจับข้อเท้าของเจ้านายแล้วลูบเบาๆ

‘อีกไม่นานขอรับคุณปราณ อดทนสักหน่อยนะขอรับ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป’

ถึงแม้มันจะไม่รู้ว่าโชคชะตาและความทรมานของคนทั้งสองจะสิ้นสุดเมื่อใด แต่มันก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างคนทั้งคู่ไปแบบนี้ จนกว่าจะหลุดพ้นคำสาปไปด้วยกัน

::::::::::::

ณิชปล่อยเวลาผ่านไปไม่คิดจะนับ ร้องไห้จนน้ำตาแทบหมดกายไม่มีให้ไหลอีกแล้ว เขานอนมองท้องฟ้าที่ตั้งเมฆครึ้มและคาดว่าฝนคงตกในไม่ช้า ก่อนสายตาจะเหลือบเลยไปยังแผ่นกระดาษที่จีรัชญ์เคยเขียนกลอนด้วยปากกาขนนก

ชายหนุ่มเด้งตัวลุกขึ้นจากที่นอนในทันที เขารีบหยิบกระดาษที่ตนเองใช้ที่หนีบหนีบโชว์ไว้บนโต๊ะ ก่อนนั้นเขาขอกระดาษแผ่นนี้มาจากจีรัชญ์เพราะชื่นชอบในลายมือของอีกฝ่าย แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นลายมือเดียวกับที่ปรากฏบนสมุดบันทึกเล่มนั้น หรือคนที่เขียนบทกลอนนั้นจะเป็นจีรัชญ์เอง

คิดมาถึงตรงนี้ขนทั้งกายก็ลุกซู่ขึ้นตั้งชัน ลมหายใจสะดุดเพราะสิ่งที่เขาคิดมันเหลือเชื่อมากเกินไป ไม่มีทางที่จะเป็นแบบนั้นไปได้ แต่เมื่อเอาเรื่องราวและสิ่งที่เห็นมาวิเคราะห์เข้าด้วยกัน เขาก็คิดเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้

ณิชได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาภายในรั้วของวังปริพัตร ชะโงกหน้าออกไปดูเห็นว่าจีรัชญ์กลับมาจากตลาดแล้ว เขาจึงคว้าสมุดบันทึกและกระดาษที่จีรัชญ์เคยเขียนให้เขาลงไปข้างล่าง ด้วยใจที่ร้อนรนเพราะอยากรู้ความจริงทั้งหมดเดี๋ยวนี้ เขาจึงรีบวิ่งออกจากห้องและลงบันได เขาเห็นจีรัชญ์เดินเข้ามาในคฤหาสน์แล้ว แต่เพราะเมื่อครู่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักทำให้เกิดอาการหน้ามืด

“คุณจีรัชญ์! โอ๊ะ!”

ดวงตาพร่าเบลอขึ้นชั่วขณะจนมันมืดไป เขาจึงหลับตาลงและลืมขึ้นใหม่ความเบลอก็ยังไม่จางหาย เห็นเพียงเลือนรางว่าจีรัชญ์รีบวิ่งเข้ามาหา

“ณิชระวัง!!!”

“ว้ายย!! คุณณิชคะ!”

“กรี๊ดดด พี่ณิช!!”

เสียงอื้ออึงดังเต็มไปหมดแต่สติการรับรู้ของชายหนุ่มหายไปแล้ว พร้อมกับร่างของณิชพลัดตกลงจากบันได





โปรดติดตามส่วนต่อไป

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08-08-2020 19:15:51 โดย :นางสาวผอบ: »

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 786
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-1
บทกลอนเศร้ามาก

เนื้อเรื่องก็ค้างมากกก อยากอ่านต่อแล้วครับ

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 746
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
แงงงง เป็นเศร้า ทางออกของทั้งสองอยู่ตรงไหนน :z3: :z3:

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4
กอดทั้งสองคนแน่นๆเราจะสู้ไปด้วยกัน

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2959
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
เศร้ามาก ปราณเลือกจะจากไป แต่ใครเป็นคนให้คำสัตย์คงอยู่นะ
เป็นคำสาปกันเลยหรือเปล่า ที่กี่ชาติก็ไม่อาจครองรักน่ะ

มั่นคือดีมาก ดูแลณิชมาตลอดเลยสินะ

อย่าเป็นอะไรนะคะณิช แค่นี้ก็บีบหัวใจมากแล้ว
เดาไว้เหมือนกันเลยว่า ตรีได้หาญมาเต็มๆ หรืออาจเป็นหาญเลยในร่างนี้

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
กลอนอย่างโศก ระลึกชาติได้ทั้งหมดแน่ๆตกบันไดครานี้ อีกไม่นาน อย่างที่ไอ้มั่นบอก รรรร  :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ :นางสาวผอบ:

  • ความเคลื่อนไหวในเงามืด
  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 157
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +640/-3
บทที่ ๑๑ (ครึ่งหลัง)


จีรัชญ์ได้ยินเสียงเรียกของอีกฝ่ายเขาจึงหันไปมอง เห็นท่าทีรีบร้อนของณิชที่ลงมาจากชั้นบนพร้อมสมุดในมือทำเขาใจกระตุก ก่อนเจ้าตัวจะนิ่งไป ท่าทางดูเหมือนคนจะวูบเขาเลยเดินเข้าไปหา แต่เพราะไปไม่ทันร่างณิชจึงกลิ้งร่วงลงมาจากบันได หัวที่กระทบกับขอบบันไดหินอ่อนแตกเลือดอาบ เขาเหลือบมองไอ้มั่นที่ยืนอยู่บนบันได มันก็ตกใจไม่แพ้กัน

‘คุณปราณรู้เรื่องมึงแล้ว คุณเขาร้องไห้หนักเลยทำให้วูบไป’

‘ทำไมเพิ่งมาบอก!!’


จีรัชญ์ต่อว่าอีกฝ่ายในใจ เขาแตะไปตามตัวณิชดูว่ามีส่วนไหนหักบ้าง โชคยังดีที่พลัดตกแค่ไม่กี่ขั้น ไม่อยากคิดว่าหากตกตั้งแต่ขั้นแรกสภาพณิชคงไม่ดีแน่

“โทรเรียกรถพยาบาลดีไหมคะคุณตรี ไม่รู้มีส่วนไหนหักรึเปล่า” มิ้งกรีดร้องเสียงหลงก่อนหน้านี้รีบเข้ามาดูอาการรุ่นพี่ตนที่สลบไปแล้ว ป้าแจ่มแทบเป็นล้มกับภาพที่เห็นทำให้หวีต้องรีบหายาดมให้ ไม่งั้นคงเป็นลมไปอีกคน

“ไปหาผ้าสะอาดมาก กดแผลไว้ก่อน ผมจะตรวจดูคร่าวๆ ว่ามีตรงไหนหักไหม”

“แต่คุณไม่ใช่หมอ คุณจะรู้ได้ยังไงว่าหักไม่...”

“ไปหาผ้ามา!!” จีรัชญ์ตวาดมิ้งเสียงกร้าว ฝ่ายหญิงสาวที่ไม่เคยเห็นท่าทางดุดันของอีกฝ่ายชะงักไป เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ แต่ก็มั่นใจในตัวเองเช่นเดียวกันทำให้เธอยอมถอย รีบวิ่งไปหาผ้าสะอาดมากดแผลห้ามเลือดไว้

--##--##--##--##--##--##--

หากใครผ่านไปผ่านมาเรือนออกญาศรีรัตนกรอาจจะเห็นว่าบรรยากาศเงียบผิดปกติ ไม่อื้ออึงดังเช่นเคย บนเรือนใหญ่บรรยากาศอึมครึมเหมือนเมฆครึ้มฝน เสียงอึงอลเมื่อช่วงสายเงียบไปแล้ว พร้อมกับร่างของไอ้หาญที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดอาบหน้าถูกไอ้ขำกับไอ้คมหิ้วปีกลงมา ลากเอาไปขังไว้ที่ท้ายสวน

ท่านออกญาฯ ออกคำสั่งประกาศิตต่อบ่าวทั้งสอง ว่าให้จับไอ้หาญคนชั่วขังไว้ในกระท่อมร้างท้ายสวน ล่ามโซ่ยึดตรึงผูกติดมันไว้ เฆี่ยนมันทุกวันจนกว่ามันจะสำนึกได้ว่าสิ่งที่ตนกระทำไปนั้นมันหาใช่ทาสควรกระทำไม่ และงดข้าวงดน้ำให้เหลือเพียงวันละมื้อ หากมันต้องตายจากเพราะการได้โทษนี้ ก็อย่าได้มาถือโทษโกรธกัน เพราะสิ่งที่มันกระทำมันสาหัสเกินว่าเจ้านายจะให้อภัย

ไอ้หาญกัดฟันเจ็บปวดรับความทรมาน จากหวายที่หวดใส่แผ่นหลังแกร่งกว้างของมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า น้ำตาแห่งความเจ็บปวดรินไหลแม้เจ้าตัวจะไม่ต้องการก็ตาม มือทั้งสองข้างถูกมัดโยงกับขื่อ เพื่อให้มันรับโทษทัณฑ์ได้อย่างสาสม ฟันคบกรอดมือจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บฝังเข้าไปในผิวเนื้อ

“อึก!”

สองขาที่เคยปีนต้นไม้ไต่ขึ้นไปหายอดดวงใจทรุดลงแล้ว หน้าตาบวมปูดเพราะแรงหมัดและแรงกระแทกซ้ำๆ โดยที่มันได้แค่ปัดป้องมิอาจสู้กลับ แผ่นหลังแสบไม่มีที่ว่างให้ได้รับรู้ความรู้สึกอื่น เนื้อปริแตกตามรอยหวายหนักกว่าครั้งก่อนนัก หลังกว้างที่เคยชุ่มโชกไปด้วยคราบเหงื่อไคลจากการทำงาน บัดนี้อาบไปด้วยเลือดสีแดงฉานซึ่งผุดซึมออกมาตามรอยแผล

“มึงมันไม่เจียมตัว! เป็นแค่ทาสริอาจจะเทียมนาย ที่ท่านออกญาฯ ให้มึงกินมึงอยู่มันไม่พอรึ!”

ไอ้ขำบ่าวอาวุโสกล่าวอย่างคนโกรธแค้นแทนเจ้านาย ไอ้หาญเคยเป็นบ่าวที่มันคิดว่าจะเป็นคนสุดท้ายที่ไม่ซื่อสัตย์ หากแท้จริงแล้วมันกลับกินบนเรือนขี้รดบนหลังขา มิได้รู้สึกอับอายกับสิ่งที่กระทำแม้แต่น้อย กล้าลวงคุณปราณไปกระทำย่ำยีกลางวันแสกๆ

“กูคิดว่าที่มึงตีสนิทกับคุณปราณเพราะหวังทอง หากแต่จริงแล้วมึงคิดหวังอย่างอื่น กูล่ะผิดหวังในตัวมึงจริงๆ” ไอ้คมส่ายหน้าระอาอย่างไม่อยากคิดเชื่อว่าไอ้บ่าวคนนี้จะคิดไม่ซื่อ

ไอ้ขำกับไอ้คมปล่อยนักโทษทิ้งไว้ไม่ดูดำดูดีอีก แค่ไม่เฆี่ยนตีต่อก็ถือว่าพวกมันปรานีมันมากแล้ว เห็นว่าคนเคยดีกันจึงพักให้มันได้หายใจบ้าง แม้ลมหายใจจะรวยรินก็ตาม

ไอ้มั่นแอบลอบตามมาดูเหตุการณ์ทั้งหมด สงสารไอ้เกลอจับใจที่ต้องโทษแบบนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วมันผิดแค่รักเจ้านาย มิได้ลวงคุณปราณไปอย่างที่แอบได้ยินคำสารภาพ ใจหนึ่งก็โกรธที่คุณปราณโบ้ยความผิดมาให้ไอ้หาญเพียงคนเดียว แต่อีกใจก็เข้าใจว่าเพราะความน่ากลัวของท่านออกญาฯ ที่คุณปราณเกรงกลัวมาเสมอ ทำให้มิกล้ารับผิดในครั้งนี้ ไอ้หาญจึงต้องรับกรรมมาโดนเฆี่ยนหลังแทบขาดแทน

“ไอ้หาญ... มึ...มึง...ยังไม่ตายใช่หรือไม่”

ไอ้มั่นแอบปีนหน้าต่างกระท่อมเพราะประตูติดแม่กุญแจแน่นหนา ทำให้ไม่สามารถเข้ามาได้ กลิ่นชื้นของดินผสมกลิ่นเหงื่อและเลือดโชยเข้าจมูก ไอ้หาญทรุดขาลากอยู่กับพื้นไม่มีแม้แต่แรงยืน มือมันถูกโยงอยู่กับขื่อทำให้ไม่ล้มลงไปกองกับพื้นเสียก่อน น้ำตาแห่งความสงสารเอ่อคลอก่อนไอ้มั่นจะกะพริบตาไล่มันไป ตอนนี้มันต้องคิดหาทางช่วยไอ้หาญก่อน จะมาอ่อนแอร้องห่มร้องไห้ราวหญิงสาวได้เยี่ยงไร

“กูจะพามึงหนี ไอ้หาญ...มึงรอกูก่อน กูจะพามึงหนีให้ได้” ไอ้มั่นให้สัญญากับเพื่อนรักด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ บาดแผลตามร่างกายเหลือจะกล่าว มันมากมายเสียจนแทบหาส่วนที่เป็นเนื้อดีไม่เจอ

“ยะ...อย่า...มึงจะเดือด...เดือดร้อน”

“ช่างมันสิวะ กูจะไปกับมึงด้วย เข้าป่าไปก่อนให้เรื่องเงียบ จากนั้นก็ค่อยออกมาก็ยังได้ มึงกับกูเอาตัวรอดได้อยู่แล้วไอ้เกลอ” ไอ้หาญพูดเสียงสั่น มือแก้เชือกที่มัดตรึงเพื่อนรักของมันอยู่ออก จนกระทั่งเชือกหลุดไอ้หาญก็ล้มลงไปในทันที ไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาได้อย่างเคย

“ไม่...ไม่ได้ คุณปราณจะอยู่อย่างไรหากไม่มีกู” ใจของมันห่วงคนที่ต้องอยู่กับท่านออกญาฯ เสียมากกว่า ป่านนี้คงหวาดกลัวจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

“คุณปราณ...เป็นอย่างไรบ้าง มึงพอรู้รึไม่”

“คุณปราณหรือจะเป็น มีแค่มึงนั่นแหละที่กำลังจะตาย ดูมึงตอนนี้สิ ต่างจากหมาโดนทุบขาเสียที่ไหน”

ไอ้หาญเงียบไปพักใหญ่ ไอ้มั่นไม่ได้รั้งร่างกำยำของไอ้เพื่อนเกลอขึ้นมานั่ง เพราะรู้ดีว่าให้มันพักอยู่ในท่านี้คงดีกว่าขยับเขยื้อน ไม่งั้นคงระบมช้ำหนักกว่าเดิม

“มีคนรู้เรื่องนี้นอกจากไอ้คมกับลุงขำหรือไม่” แต่ท้ายสุดความห่วงใยถึงยอดดวงใจนั้นหรือจะห้ามได้ ต่อให้ไม่ได้ไปอยู่ข้างกายก็ขอปกป้องชื่อเสียงอีกฝ่ายสักหน่อยก็ยังดี

“เท่าที่กูเห็นยังไม่มี แต่คิดว่าคงไม่มีใครรู้หรอก เพราะตอนที่มึงลงเรือนมาทางด้านหลัง ไม่มีบ่าวคนใดอยู่บนเรือนเลยนอกจากยายอาบ และท่านออกญาฯ คงไม่ยอมให้บ่าวคนใดรู้เรื่องนี้เป็นแน่”

ไอ้หาญพยักหน้ารับเบาๆ ตอนนี้สิ่งเดียวที่มันขอคืออย่าให้คุณปราณต้องมีเรื่องแปดเปื้อนเพราะคำพูดของคนอื่น มันไม่อยากให้คุณปราณต้องมาอับอายกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้

ไอ้มั่นรีบกลับออกไปก่อนเพราะมันมาขลุกตัวอยู่กับไอ้หาญนานเกินไปแล้ว อีกทั้งได้ยินเสียงสวบสาบดังใกล้เข้ามา คาดว่าไม่ไอ้คมก็ลุงขำกลับมาดูไอ้หาญเป็นแน่ ไอ้หาญสั่งให้ไอ้มั่นผูกเชือกตรงสองมือของตนโยงเข้ากับขื่อเช่นเดิม

“ค่ำนี้กูจะหาข้าวมาให้มึงกิน อดทนไว้ไอ้เกลอ” ไอ้มั่นทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็รีบเผ่นออกทางเดิมที่มันเข้ามา ก่อนจะซ่อนตัวอยู่ในกอกล้วยเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของไอ้คม จากนั้นก็รีบกลับไปที่เรือน เห็นพวกบ่าวกำลังตั้งวงกินข้าวกันอยู่พอดี มันจึงเข้าไปร่วมด้วย

“ท่านออกญาฯ โกรธมากเลยรึ” หนึ่งในบ่าวผู้หญิงถาม

“เออสิวะ เมื่อครู่กูจะขึ้นไปเช็ดถูกระไดเรือนยังโดนไล่ตะเพิดลงมา ไม่มีใครกล้าสู้หน้าท่านสักคน”

“มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นวะ คุณปราณกระทำอันใดมาถึงทำให้ท่านออกญาฯ โกรธเยี่ยงนี้”

ไอ้มั่นลอบฟังไม่ได้ถามตอบอะไรออกไป อย่างน้อยก็วางใจได้ว่าเรื่องคาวโลกีย์ของคุณปราณยังไม่ถึงหูบ่าวคนไหนในเรือน นอกจากยายอาบ ไอ้คม ลุงขำ และมันอีกคนที่แอบรู้เรื่องราวตั้งแต่แรกทั้งหมด

เวลาการทรมานของไอ้หาญผ่านไปไม่ได้นับวันคืน เหมือนกับคุณปราณที่โดนขังไว้ในห้องแทบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ความเสียใจไม่อาจเทียบได้กับความเจ็บปวดที่ไอ้หาญต้องรับ แต่กระนั้นน้ำตาก็ไหลอาบแก้มนวลทั้งสองข้างยามนึกถึงไอ้บ่าวซื่อ ป่านนี้มันจะเป็นอย่างไร เจ็บปวดเจียนตายแล้วหรือไม่ ต้องทรมานกับสิ่งที่มันไม่ผิดเลยไปถึงเมื่อไหร่

“คุณปราณ...คุณปราณขอรับ”

หากแต่คนทั้งสองก็ยังมีไอ้มั่นคอยช่วยเหลือ ไอ้บ่าวผู้ซื่อสัตย์ปีนต้นกันเกราหลังห้องคุณปราณ ทางที่ไอ้หาญมักใช้ขึ้นมาหายอดดวงใจของมัน แต่อีกไม่นานคงมีคำสั่งจากท่านออกญาฯ ให้โค่นทิ้งเป็นแน่

“ไอ้มั่น! เอ็ง...ทำไม...”

“บ่าวขอเข้าไปนะขอรับ”

เพราะคนที่เข้าห้องคุณปราณได้มีแต่ยายอาบที่คอยส่งข้าวส่งน้ำให้เท่านั้น แม้แต่มันที่เป็นบ่าวคนสนิทของคุณปราณยังโดนสั่งห้าม วันนั้นเกือบโดนหางเลขไปด้วยซ้ำ แต่ยังเคราะห์ดีที่มันให้ข้ออ้างว่าท้องเสีย จึงไม่ได้ตามคุณปราณไปด้วย

“ไอ้มั่น เอ็งรู้ข่าวของไอ้หาญบ้างหรือไม่ มันเป็นอย่างไรบ้าง ยะ...ยัง...ยังไม่...”

“ยังไม่ตายขอรับ แต่ก็ใกล้เต็มทน วันนี้เข้าวันที่สี่แล้ว ท่านออกญาฯ สั่งให้ลุงขำลงหวายมัน แต่ยังดีที่ลุงแกยังสงสารเลยเฆี่ยนๆ หยุดๆ ตอนกลางคืนบ่าวก็แอบเอายาไปใส่ให้มันนะขอรับ พอให้ความเจ็บปวดทุเลาลงได้บ้าง”

“มันคงเกลียดข้าแล้วกระมัง ที่ทำให้มันต้องรับโทษเพียงผู้เดียว” ใบหน้าหวานเศร้าลงอีกครา น้ำตาที่เพิ่งทิ้งคราบไว้เมื่อครู่ไหลรินอาบปรางอีกครั้ง

หลังจากเขาตอบเจ้าคุณพ่อไปในตอนนั้น พอเห็นว่าไอ้หาญโดนกระทำอย่างไร หัวใจที่เคยหวาดกลัวกลับกล้ามากขึ้น เขาคลานเข่าเข้าไปรั้งขาของบิดาที่กำลังจะกระทืบไอ้บ่าวซื่อซ้ำอีกครั้ง อ้อนวอนร้องขอและบอกไปว่าแท้จริงแล้วตนเป็นคนล่อหลอกไอ้บ่าวซื่อเอง

แต่ทุกอย่างสายเกินไป เจ้าคุณพ่อไม่ฟังคำแก้ตัวใดอีก สั่งขังเขาไว้ในห้องราวสัตว์ตัวหนึ่ง และลงโทษไอ้บ่าวซื่อเพราะมันคือคนต่ำต้อยที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ต้องผิด

ความไม่ยุติธรรมแรกของท่านออกญาศรีรัตนกรแสดงออกมาไม่มีใครกล้าขัด ความเจ็บช้ำระกำใจของผู้เป็นบุพการีไม่อาจมีสิ่งใดเทียบ เหมือนอกกลัดหนองทรมานแต่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เจ็บช้ำใจว่าเหตุใดลูกชายของตนถึงได้เอาตัวลงไปให้ไอ้บ่าวจัญไรกระทำย่ำยีได้

“มันลวงเจ้าไปอย่างไร ถึงได้เชื่อมันหมดใจจนออกโรงปกป้องเช่นนี้!”

สายตาดุดันที่เต็มไปด้วยความผิดหวังทำให้ผู้เป็นลูกชายหลบสายตา แม้แต่คำว่ารักที่เคยเอื้อนเอ่ยกับไอ้หาญอย่างเต็มปากก็มิกล้าที่จะเปล่งออกไป

เขากลัวเจ้าคุณพ่อมาแต่ไหนแต่ไร กลัวจนมิกล้าขัดมิว่าเรื่องอันใดก็ตาม เจ้าคุณพ่อว่าเช่นไรเขาก็ต้องทำตาม แม้สิ่งนั้นจะขัดใจเขาอยู่มาก ทั้งเรื่องงานแต่งกับแม่นวลจันทร์ หรือเรื่องเรียนดาบเรียนอาวุธก็เช่นกัน

เพราะอยู่ใต้อาณัติมาทั้งชีวิต พอจะรวบรวมความกล้าที่มีอยู่น้อยนิดมันจึงใช้เวลา จนกลายเป็นว่าตอนนี้ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจจนหมดสิ้น ไม่มีคำตอบอื่นใดให้ได้ความ ท่านออกญาฯ จึงสั่งกักขังบุตรชายเพียงคนเดียวไว้ให้ห้อง ห้ามมิให้ผู้ใดได้เข้ามายุ่มย่ามจนกว่าจะถึงวันงานแต่งงานที่ถูกกำหนดขึ้นในเดือนหน้า

คุณหญิงราตรีที่พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากผู้เป็นสามี เธอเป็นลมล้มพับไปหลายรอบจนต้องให้หมอมาดูแล ความเสียใจยากจะยั้งได้ทำให้หญิงสูงวัยกินไม่ได้นอนไม่หลับ โกรธลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แต่เพราะรักของแม่ที่มีมากกว่าสิ่งอื่นใดวันต่อๆ มาจึงคอยหุงหากับข้าวกับปลามาให้ลูกแทน

“พ่อปราณ แม่เข้าไปนะลูก” เสียงคุณหญิงราตรีดังขึ้นที่หน้าห้อง ไอ้มั่นที่มาส่งข่าวเสร็จแล้วรีบปีนหน้าต่างออกไปทันที แต่มิวายคุณปราณยังสั่งความไว้

“ฝากบอกมันว่าข้าขอโทษในสิ่งที่ทำ หากมีสิ่งใดที่ข้าจะทดแทนความผิดนี้ได้ ข้ายินดีจะทำให้มัน” หมดแล้วถ้อยความที่อยากบอก ไอ้มั่นพยักหน้ารับคำเจ้านายก่อนจะดูลาดเลาว่าไม่มีใครจึงปีนออกทางหน้าต่างไป

“อยู่แต่ในห้อง อุดอู้จะแย่ประเดี๋ยวแม่จะให้ยายอาบพาบ่าวขึ้นมาทำความสะอาดใหม่ เจ้าจะได้อยู่ได้ พ่อเจ้านี่ก็กระไร ใจไม้ไส้ระกำขังลูกตัวเองได้ลงคอ”

ท้ายประโยคอดที่จะค่อนขอดสามีตัวเองไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็ลูก จะลงโทษอะไรก็ไม่ควรให้เกินอาทิตย์ แต่นี่ผ่านไป 4 วันแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะลดความโทสะลงแม้แต่นิด

ร่างบางสูบผอมเพราะกินข้าวกินปลาไม่ลง คุณหญิงราตรีสงสารลูกชายจับใจ แต่ไม่ว่าจะคะยั้นคะยออย่างไร คุณปราณก็กินได้ไม่เกินสามคำ ชายหนุ่มที่อยู่ในสภาพเหมือนคนตรอมใจทำให้ผู้เป็นมารดาช้ำหนัก เธอออกจากห้องของลูกได้ก็เข้าไปคุยกับสามี

“ปล่อยให้พ่อปราณได้ออกมาเดินเหินข้างนอกบ้างเถิดคุณพี่ ไยต้องขังไว้ตลอดเช่นนี้”

“ข้าไม่ตีตรวนมันเช่นทาสก็ดีเท่าไหร่แล้ว! หึ! ทำดีไม่ได้ดันทำเรื่องอับอายขายขี้หน้า รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น ปล่อยให้มันอยู่ในห้องไปนั่นแหละ ถึงวันแต่งงานกับแม่หนูนวลจันทร์ค่อยปล่อยมันออกมา”

“แต่ลูกไม่ผิดคุณพี่ก็รู้ ไอ้ทาสชั่วนั่นต่างหากที่ลวงพ่อปราณไป ไยไม่ลงโทษที่มันเพียงฝ่ายเดียว”

“หึ! คุณหญิงคิดหรือว่าถ้าไม่มีเสี้ยวใจของลูกเราสมยอม ไอ้ชาติชั่วนั่นมาจะลวงพ่อปราณไปได้! ข้าเห็นมานักต่อนักไอ้พวกลักกินขโมยกินแบบนี้ อย่าให้ต้องพูดให้อายปากอีกเลย คุณหญิงจะไปทำอันใดก็ไปเถอะ ข้าจะได้ทำงานของข้าเสียที”

จบคำท่านออกญาฯ คุณหญิงก็เชิดหน้าเดินจากมาทันที ก่อนจะหันไปสั่งยายอาบให้จัดบ่าวไพร่มาสักสองคนให้มาทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถูห้องลูกชายเสียให้เรียบร้อย เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้ให้เสร็จ นำดอกพุดน้ำบุษย์ที่พ่อปราณชอบผูกด้วยใบหญ้าช่อเล็กๆ มาวางไว้สร้างกลิ่นหอม

::::::::::::

ไอ้มั่นบอกว่าเจ้าคุณพ่อ สั่งหยุดเฆี่ยนแล้ว นี่ถือเป็นข่าวดีที่สุดที่เขาได้รับ รอยยิ้มแรกตั้งแต่พบเจอเรื่องร้ายมาเริ่มแสดงออก แต่แล้วก็ต้องเศร้าลงอีกครั้งเมื่อไอ้มั่นส่งข่าวในตอนกลางคืนว่าอาการไอ้หาญทรุดหนัก มันใส่ยาให้แล้วแต่ไอ้บ่าวซื่อได้ไข้ ตอนนี้ยังไม่ได้สติ ความร้อนใจทำให้คุณปราณอยู่ไม่ติดห้อง ใจร่ำๆ ว่าอยากออกไปหาไอ้หาญเหลือเกิน

“ข้าจะไป”

“มิได้ขอรับ การปีนต้นไม้ขึ้นลงเช่นนี้มันอันตราย เกิดคุณปราณตกลงไปคงไม่ดีแน่ขอรับ”

ไอ้มั่นห้ามเจ้านายไว้ แต่คุณปราณมีหรือจะฟัง ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อพรางตัวไม่ให้ผิดสังเกต ไม่ลืมหยิบยาในตู้ติดมือมาด้วยเพื่อจะได้เอาไปป้อนให้ไอ้หาญ ก่อนจะสั่งให้ไอ้มั่นปีนลงไปก่อน ส่วนตนจะตามลงไปทีหลัง ไอ้มั่นที่ไม่มีทางเลือกจำต้องยอมทำตาม เพราะมันก็อยากให้ไอ้เกลอได้เห็นคุณปราณเสียหน่อย เผื่อว่ามันจะได้มีกำลังใจในการอยากมีชีวิต

คุณปราณลงมาถึงพื้นดินได้สำเร็จ แม้หวิดจะหล่นต้นไม่อยู่หลายรอบก็ตาม ไอ้มั่นรีบพาเจ้านายลัดเลาะไปตามสวน ใช้แสงตะเกียงเป็นแสงน้ำทางเพราะตอนนี้ค่ำแล้ว อีกทั้งฟ้ามืดไม่มีแสงจันทร์แม้แต่เสี้ยวเดียว เดินเลียบริมน้ำมาไม่นานก็พบกระท่อมท้ายสวน ตรงนี้มีต้นกล้วยขึ้นชุม ทำให้อำพรางสายตาผู้อื่นได้บ้าง อีกทั้งท่านออกญาฯ ออกคำสั่งกำชับไม่ให้บ่าวไพร่ผู้ใดก็ตามมาวุ่นวายบริเวณนี้เด็ดขาด บริเวณนี้จึงปลอดผู้คน

“ทางนี้ขอรับคุณปราณ” ไอ้มั่นกระซิบบอก ก่อนจะช่วยยกตัวคุณปราณปีนเข้ากระท่อมไป

ทันทีที่เข้ามากลิ่นสาบกลิ่นเลือดคลุ้งไปหมด ผสมกับกลิ่นสมุนไพรที่คาดว่านำมาใส่แผลให้ไอ้หาญ คุณปราณกวาดตามองหาคนที่ตนต้องการเจอ เห็นมันโดนล่ามโซ่ที่ขาซึ่งนอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ผุๆ สภาพเหมือนคนใกล้ตายเต็มทน

“หาญ!” คุณปราณปรี่เข้าไปหาไอ้บ่าวซื่อ อยากกอดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะตัวของมันเต็มไปด้วยแผลและยาที่ไอ้มั่นโปะไว้ หน้าตาซีดเซียวและสูบผอมดูราวกับไม่ใช่ไอ้หาญที่ตนเคยรู้จัก น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง ก่อนจะสุดกลั้นปล่อยเสียงสะอื้นออกมา

“คุ...คุณปราณหรือขอรับ” ไอ้คนเจ็บรวบรวมแรงเอ่ยถาม เสียงคุ้นหูนักแต่เพราะตามันบวมปูดทำให้ลืมไม่ขึ้น มันโดนไอ้คมซ้อมจนน่วมทำให้มองเห็นอะไรไม่ชัดนัก

“อึก...ข้าเอง” คุณปราณตอบเสียงแผ่ว กลืนก้อนสะอื้นลงคอพยายามไม่ร้องไห้ แต่ก็อยากเหลือเกิน

“คุณปราณ...ท่...ท่านออกญาฯ ให้อภัยแล้วใช่...หรือไม่ขอรับ ออกมาได้เยี่ยงนี้ ท่านออกญาฯ ยกโทษให้คุณปราณแล้วหรือขอรับ” ไอ้หาญถามเสียงขาดห้วง ใจมันต้องการถามอะไรมากกว่านี้ แต่ร่างกายของมันกำลังเจ็บแทบทนไม่ไหว

“อึก...ฮึก...หาญ...ฮือ... ข้าเอง ข้าออกมาได้แล้ว” คุณปราณพูดปดไปเพื่อให้คนเจ็บได้สบายใจ

“ข้อขอโทษที่ทำให้เอ็งต้องเจอเรื่องแบบนี้...ฮึก” เขาจับมือของไอ้บ่าวซื่อที่พยายามจะยกขึ้นมาลูบแก้มเขา ก่อนจะแนบแก้มลงไปใกล้ไม่คิดรังเกียจ น้ำตาไหลรินไม่ขาดสายเพราะความเสียใจที่เอ่อล้นอก

“ยะ...อย่าร้องไห้ขอรับ อย่าร้องไห้เพราะบ่าวเลยขอรับ” เพราะแค่คุณปราณมาหามันแค่นี้ก็ดีมากแล้ว มันรู้สึกราวกับได้เรี่ยวแรงกลับมา

ใบหน้าที่มีแต่รอยฟกช้ำค่อยๆ คลี่ยิ้มออก แม้จะบูดเบี้ยวดูไม่น่ามอง แต่มันก็สื่อให้รู้ว่าไอ้บ่าวซื่อคนนี้ยินดีสุดใจที่ได้เจอยอดดวงใจของมันอีกครั้ง

คุณปราณอยู่ดูแลไอ้หาญได้ไม่นานอย่างใจก็ต้องกลับ กำชับไอ้มั่นเรื่องยาลูกกลอนที่ตนพกมาด้วยว่าอย่าลืมเอาให้ไอ้หาญกิน เขามองคนที่หลับไปแล้วเพราะพิษไข้ ก้มลงจูบจุมพิตที่หน้าผากของมันเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตาหยดลงที่กลุ่มผมของมันก่อนคนเป็นนายจะกระซิบใกล้ๆ

“หากวันใดฟ้าเป็นใจให้เราได้คู่กัน วันนั้น...ข้าจะอยู่กับเอ็งจนวันสุดท้ายของลมหายใจ ข้าสัญญา”





โปรดติดตามตอนต่อไป

ดีใจที่ทุกคนชอบกลอนนะคะ

เป็นกำลังใจให้ผอบแต่งเรื่องนี้ต่อมากๆ เลยค่ะ

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 155
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ต้องอ่านสองรอบ ทุกตอน


ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 786
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +109/-1
น่าสงสารทั้งสองคน

ชอบมั่น มั่นเป็นคนดีมากๆ

รออ่านต่อครับ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5236
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +94/-0
โอ้ว่ารักเอย ฉไหนเลยมีอุปสรรคจริงแท้  :mew2:

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 746
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
 :hao5: :hao5: :hao5: :hao5: :hao5: :hao5: เข้าใจทั้งเจ้าคุณพ่อ และคุณปราณ :hao5:

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2118
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
ขอให้อย่าได้แยกจากกันอีกเลย

ออฟไลน์ Ginny Jinny

  • ความเป็นจริงมันวุ่นวาย ก็ขอให้ใจมันสบายๆในความฝัน
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-4

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2959
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +81/-0
สงสารทั้งนายทั้งบ่าว หาญก็ดีไม่มีตก รักมั่นคง
ปราณผิดก็ยอม ก็ให้อภัยได้
ปราณเอ้ยย จะไหวไหมล่ะนั่น ดูพ่อยังไม่ยอมลดเลย

มั่นเป็นเพื่อนที่ดี ระวังตัวเองด้วยนะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด