รักที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ตอนจบ+บทเสริม
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: รักที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ตอนจบ+บทเสริม  (อ่าน 3390 ครั้ง)

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 18 นกในกรง 3/3

เมื่อเดียวลืมตาขึ้นอีกครั้ง...บ้านทั้งหลังของนิล...ไม่สิ ทั้งโลกก็หายไป หรือควรจะเรียกว่านายหนึ่งหทัยถูกดึงมาอยู่อีกที่แล้วกันนะ คงเป็นอย่างหลังมากกว่า

มองไปรอบตัวเห็นผืนน้ำบรรจบกับท้องฟ้าสีพาสเทล มีเมฆขาวฉาบทาคล้ายสีที่จิตรกรป้ายลงไปด้วยอารมณ์อันสุนทรีย์ ผิวเรียบคล้ายกระจกที่มีริ้วลายของคลื่นก็สะท้อนฝีแปรงเหล่านั้น เดียวมองเห็นเงาของตัวเองยับยู่ขยับไหวไปตามแรงกระเพื่อม

ที่นี่ไม่มีพระอาทิตย์ ไม่มีพระจันทร์ ไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน ดูจะไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำกับฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตา ที่นี่คือที่ไหน

“มิติที่เราสร้างขึ้นไง” เดียวสะดุ้งเฮือก เสียงนี้เป็นเหมือนเสียงประสานของเด็กๆ แทรกปนเสียงหัวเราะร่าเริง “ชอบไหม สวยใช่ไหม”

“พวกเธอคือใคร”

“แล้วเธอคือใคร” เสียงนั้นถามกลับ ถ้อยคำราวกับจะกวนประสาท แต่ในน้ำเสียงกลับใสซื่อ เหมือนถามเพราะอยากรู้จริงๆ

เดียวเกือบจะตอบชื่อนามสกุลตัวเองไปแล้ว ถ้าไม่นึกขึ้นได้

“ตายแล้วก็ไม่มีตัวตนแล้ว จริงไหม ยิ่งถ้าทุกคนลืมไปหมด ก็ยิ่งไม่มีตัวตนแล้ว”

เป็นอย่างที่เสียงนั้นบอกจริงๆ

“พวกเธอตายแล้วเหมือนกันเหรอ”

เสียงนั้นหัวเราะฮิๆ “ตายเหรอ อืม...ไม่รู้แฮะ เราไม่รู้ว่าเราตายได้มั้ยนะ ตกลงยังไง เธอคือใคร”

“เรา...เราเคยมีชีวิต เคยเป็นคนชื่อหนึ่งหทัย เจริญไพศาลนันท์”

“คิดดีแล้วหรือ ที่ใช้คำว่าเคย คิดดีแล้วหรือ ที่อธิษฐานขอเราอย่างนั้น”

รักเดียวนิ่งไป เรากำลังคุยกับใคร คุยกับอะไร พระเจ้าหรือ? สิ่งศักดิ์สิทธิ์? จักรวาล?

“ทั้งถูก และไม่ถูก” เสียงนั้นหัวเราะเหมือนเด็กที่แอบซ่อนในผ้าห่มของพ่อ รอให้มาเห็น แต่รู้สึกสนุกมากเกินไปจนหลุดเสียงหัวเราะออกมาเลยโดนจับได้ “แล้วว่ายังไง แน่ใจแล้วหรือ”

เดียวคิดอยู่ไม่กี่อึดใจ “แน่ใจ ถึงทุกคนจะลืมเรา ถึงเราจะไม่มีตัวตนก็ไม่เป็นไร”

เกิดคลื่นกลมใหญ่มาจากที่ไหนไกลๆ จนตอนที่มาถึงเดียวก็แทบจะกลายเป็นเส้นตรง

“เอาสิ เราให้ แต่ถ้าให้ทั้งหมดคงไม่ดี คงวุ่นวายแน่เลย อืม เอาไงดีนะ” เสียงนั้นเงียบไปครู่เดียวก็ดังขึ้นมาใหม่ “รู้แล้ว เอาอย่างนี้ล่ะ อื้อ แบบนี้สิดี นี่ ถ้าเราทำให้ สัญญานะว่าจะอยู่ที่นี่ อยู่เล่นกับเรา”

เอ๋ หรือว่าจะเป็นเด็กจริงๆ ?

“อยู่กับเรานะ ไม่งั้นเราไม่ให้ รับปากสิ”


“ได้ เรารับปาก เราจะอยู่ที่นี่กับเธอ”

คลื่นกลมๆ แผ่ออกจากสองขาของเดียว ขยายออกไปไกลแสนไกล ใช่ เขาเองก็ยืนอยู่ในน้ำ น้ำสูงถึงครึ่งแข้งเท่านั้น แต่แปลกจริง ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้สึกเย็นเลย พอก้มดูแล้วเห็นว่าขาอยู่ใต้น้ำเท่านั้นถึงค่อยรู้สึกเย็นขึ้นมา

“เราต้องทำอะไรบ้าง จะเล่นกันยังไง”

“เล่าเรื่องเธอให้เราฟังสิ เร็วเข้า”

เอ...นับเป็นการเล่นได้หรือนี่ เอาเถอะ อยากฟังเขาก็จะเล่า “แต่เล่าอะไรดีล่ะ...”

คลื่นน้ำแผ่ออกจากตัวเขาตลอดเวลา เวลาผ่านไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ เดียวไม่รู้สึกถึงกาลเวลามาแต่ไหนแต่ไร พอเล่าจบ เสียงนั้นก็บอก “เราทำให้แล้วนะ ดูสิ” เสียงเหมือนเด็กเล็กๆ ที่วาดรูปโย้เย้เสร็จแล้วภูมิใจ เรียกให้พี่เลี้ยงดู

แรงบางอย่างฉุดให้เดียวนอนลง น้ำนั้นพยุงให้เดียวนอนลอยอยู่ข้างบนไม่จมไป ถ้าให้อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ ก็เหมือนว่าน้ำนี้หนาแน่นกว่าน้ำที่เขาเคยว่ายเล่นมาทั้งชีวิต เขาเป็นเหมือนชิ้นโฟมชิ้นหนึ่งที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ แต่เดี๋ยวสิ เมื่อกี้ที่เขาทั้งนั่ง ทั้งยืน ก็ไม่เห็นจะลอยเหนือน้ำนี่

“นี่ ตั้งใจดูสิ!” เสียงนั้นดุ เดียวรีบหันกลับไปสนใจบนฟ้า ภาพที่ฉายอยู่ข้างบนนั้น กับเสียงที่ส่งผ่านมาทางกระแสน้ำ

        “ทำไมต้องพูดเหมือนห่างเหินกันด้วย แฟนทั้งคนนะ หรือนิลโกรธอะไรเดียวเหรอ บอกเราได้มั้ย เดียวคงไม่อยากให้นิลโกรธหรอก โกรธกันก็คุยกัน อย่าทำเป็นลืมอย่างนี้ อีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง”

        “มะเหมี่ยว เราจำไม่ได้จริงๆ ว่าเราไปสนิทกับเดียวถึงขั้นนั้นตอนไหน สำหรับเราตอนนี้นะ หน้าเขาเรายังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ บอกได้มั้ยล่ะว่าเขาอยู่ที่ไหน มีแต่คนพูดถึง ไม่มีใครบอกเราสักคนว่าเราจะหาคนชื่อเดียวได้ที่ไหน”

        “เรา...เรานึกไม่ออก แต่เดียวยุ่งมาก ถึงนิลไปก็ใช่ว่าจะได้เจอ”

        นิลยิ้มกว้างอย่างได้ที “ยุ่ง? คนอะไรจะยุ่งขนาดที่ไม่เคยมีใครเจอหน้า นี่ เราจะบอกให้ พอเราถามแบบนี้นะ เดี๋ยวก็บอกว่าเดียวไปต่างจังหวัดบ้างล่ะ ไปเที่ยวต่างประเทศยังไม่กลับบ้างล่ะ ตกลงแล้วคนคนนี้อยู่ได้หลายที่พร้อมกันหรือไง อ้อ อยากรู้คำตอบของเพื่อนมะเหมี่ยวมั้ย ลิตมันบอกว่าโดนลักพาตัวไปแล้ว ตลกดีนะว่ามั้ย ตกลงคนชื่อนี้มีจริงหรือเปล่า หรือทุกคนหลอนกันไปเอง”

        มะเหมี่ยวมีท่าทีอึดอัดใจ ไม่อยากยุ่งกับเรื่องของคนสองคนหรอก แต่ทำแบบนี้มันใช้ได้หรือ มาทำราวกับเดียวไม่มีตัวตน...ทำแบบนี้กับเพื่อนเธอได้ยังไง

        เสียงที่ออกมา จึงแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน “เราคงรบกวนนิลมากแล้ววันนี้ ถ้าทำให้ไม่พอใจก็ขอโทษด้วยแล้วกัน ที่จัดงานเลี้ยงรุ่นเดี๋ยวถามจากบุริมเอานะ”

        “เราคงไม่ไป ไปก็อึดอัด” แน่สิ เพื่อนสนิทถามถึงเดียวไม่พอ กระทั่งเพื่อนที่ไม่สนิทก็ถาม ตกลงคุยกับเขาอยู่หรือคุยกับใคร ถ้าอยากคุยกับเดียวมากขนาดนั้นแล้วจะมาวุ่นวายกับเขาทำไมหนักหนา เรื่องที่ประกาศตัวเป็นแฟนเขาก็อีก ไม่รู้ทางนั้นคิดอะไรอยู่

        มะเหมี่ยวกลับออกไปแล้ว เหลือแต่นิลที่ลุกขึ้นนำแก้วน้ำไปเก็บล้างเพียงลำพัง

“ชอบไหม”

ไม่มีเสียงตอบกลับมา เดียวเอามือปิดหน้า สะอื้นจนน้ำกระเพื่อมไหว

“นี่ ไม่ชอบเหรอ ทำไมล่ะ” เสียงนั้นซ่อนกระแสของความกระวนกระวาย “อย่าร้องไห้เลยนะ เราเอากลับดีมั้ย”

“ไม่ ไม่ต้อง ขอบคุณนะ เราชอบมากเลย” เดียวไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบจริงๆ มั้ย แต่รู้ว่าถ้าบอกว่าชอบ เด็กที่อวดภาพให้ดูก็จะดีใจ

“แต่เธอเสียใจนี่ เราเอากลับได้นะ อย่าร้องไห้เลยนะ”

“ห้ามเอากลับนะ เราสัญญากันแล้วไง เธอช่วยเรา เราเล่นกับเธอ เราจ่ายไปแล้วเธอห้ามเอาคืนนะ เป็นแบบนี้ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ”

“แต่ว่า...”

“นี่ ขอบคุณนะ พวกเขาคงไม่ต้องเสียใจอีกแล้ว คงไม่ต้องคิดถึงเราแล้ว”

ทั้งที่ปากบอกว่าดีแล้ว ชอบ แต่ก็ยังอยากร้องไห้อยู่ดี เขาเหมือนกลับไปเป็นเด็ก อยากร้องก็ร้อง ไม่เก็บกลั้นอะไร ไม่ต้องกลัวอาย ไม่ต้องกลัวโดนดุโดนล้อว่าขี้แย ไม่ต้องสนใจอะไร

“เอาอย่างนี้ เราจะแถมให้เธออีกอย่าง แล้วเธอหยุดร้องไห้นะ” ดูเหมือนเสียงนั้นจะไม่สบายใจที่ทำให้รักเดียวร้องไห้ “เธอจะเข้าฝันพวกเขาได้ ดีไหม นี่ๆ ใช้อันนี้นะ ใส่ไว้แทนอันเดิม” เดียวเห็นอะไรบางอย่างถูกน้ำพัดลอยมาจากที่ไกลๆ พอเข้ามาใกล้พอก็เห็นว่าเป็นนาฬิกาข้อมือ ลักษณะเหมือนกับที่เดียวเคยใส่ทุกประการ

เดียวเช็ดน้ำมูกน้ำตา ลุกขึ้นนั่ง เอื้อมไปหยิบนาฬิกาที่น้ำพัดมาให้ “เข้าฝัน?” ตกลงทำอย่างนั้นได้จริงๆ เหรอ

“ทำได้สิ เราจะส่งเธอกลับไปที่มิติความฝันหมายเลขสี่ นั่นเป็นมิติที่เหมาะจะใช้เข้าฝันที่สุดเลยนะ จะเข้าฝันนานเท่าไหร่ก็ได้ แล้วก็เหมาะกับมือใหม่มากๆ” เสียงนั้นดูดีใจที่ทำให้รักเดียวหยุดร้องไห้ได้

เดียวมองนาฬิกาเรือนนั้น หูได้ยินเสียงเร่งเร้า “สวมสิ เอาเลย นี่รุ่นใหม่ล่าสุดยังไม่วางตลาดเลยนะ” เสียงนั้นเอ่ย “ไม่ร้องไห้แล้วนะ”

เดียวยิ้มจางทั้งที่น้ำตายังไม่แห้ง “อือ ไม่ร้องแล้ว”

“ลุกขึ้นสิ เราจะพาไปมิติความฝัน”

เดียวลุกขึ้นยืน แล้วก็รู้สึกเหมือนหน้ามืด มือเขาปัดป่ายหาอะไรคว้าไว้ไม่ให้ล้มลง ก่อนจะนึกได้ว่าที่นี่ไม่มีอะไรให้ยึดจับ...

“ระวังหน่อยสิ!” เด็กคนหนึ่งจับเขาไว้ ยันไม่ให้ล้ม “ถ้าล้มจะเจ็บนะ! จะเป็นแผลเลือดออกด้วย! ต้องระวังนะ”

เดียวพยักหน้าหงึกหงัก “ขอบใจนะ” เด็กสูงประมาณเอวเขา เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายดูไม่ชัด ผิวสีน้ำผึ้ง แก้มอูม รอยยิ้มสดใสผลิบานเมื่อได้ยินคำขอบคุณ ดวงตาหยีเล็กลงจนแทบปิด น่ารักมากเลย แขนก็อวบดูนุ่มนิ่มเหมือนซาลาเปานึ่งใหม่ๆ...ถ้าน้องสิรินโตมาจ้ำม่ำแบบนี้บ้านนิลคงรักหลงกันชนิดถอนตัวไม่ขึ้น

เดียวสังเกตดูผมหยักศกเส้นบางเหมือนขนมสายไหม สีดำหรือ ไม่สิ พอต้องแสงก็เหลือบรุ้งแวววาวด้วย ดูเหมือน...เหมือน...ใช่แล้ว เหมือนจักรวาลน่ะ

“เอาล่ะ อันนี้คือห้องความฝันของคนนั้นที่เธอชอบนะ” เด็กน้อยอธิบาย “ห้องข้างๆ ก็มีแต่คนที่เธอรู้จักทั้งนั้นเลย เราเอามารวมกันให้หมดแล้ว เธออย่าออกไปไกลนะ เดี๋ยวจะโดนจับไป”

“จับไป?”

เด็กน้อยพยักหน้า ทำเสียงจริงจัง “ถ้าโดนจับไปล่ะก็ จะไม่ได้เล่นกับเราแล้วนะ เราจะเหงามากๆ เลย”

“อืม เราจะไม่ไปไหนไกล แล้วเราจะเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังอีก จะสอนเล่นแบบใหม่ๆ ด้วย ดีไหม”

เด็กน้อยรีบพยักหน้า กอดเอวเดียวไว้ “อยู่ที่นี่อย่าถอดนาฬิกาเด็ดขาดนะ เราไปทำงานก่อนนะ” เดียวรับอื้อ แล้วเด็กน้อยคนนั้นก็หายตัวไปต่อหน้า อืม เขาตายแล้ว คงไม่ได้ฝันอยู่หรอกมั้ง...ทั้งหมดนี่มันเหลือเชื่อเกินไป แต่ก็ไม่เหมือนเรื่องในฝันเลย

อะไรบางอย่างทำให้รู้ว่านี่เป็นความจริง ความจริงของชีวิตหลังความตาย

เดียวเฝ้ามองอยู่ในห้องความฝันของนิล นานๆ ก็ไปเที่ยวห้องข้างเคียงบ้าง เด็กคนนั้นเอามารวมกันไว้หมดจริงๆ กระทั่งของป้ากับลุงยังมีเลย แต่เดียวก็มักจะกลับไปที่ห้องของนิลอีกอยู่ดี กลับไปดูว่าข้างนอกเกิดอะไร เขาตั้งค่าจากนาฬิกาให้นิลเห็นหรือไม่เห็นตัวเขาก็ได้ ได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ได้ บางทีเดียวก็ใช้โหมดล่องหนไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ตัวตนของตัวเอง แล้วก็เฝ้ามองนิลอยู่อย่างนั้น

เวลาที่คนในโลกจริงตื่นขึ้น นิลที่นี่จะหลับใหล เวลาที่คนในโลกจริงหลับใหล นิลที่นี่จะตื่นขึ้นมา ผนังห้องจะเปลี่ยนแปรไปตามแต่ความฝัน ก่อนนิลในโลกแห่งฝันจะตื่น ผนังห้องทั้งสี่ด้านจะฉายภาพความทรงจำบางส่วนของวันนั้น แล้วแปรมันไปเป็นสิ่งอื่น

แปลกดีที่พักหลังมานี้นิลฝันเห็นตัวเองนอน เป็นห้องนอนในหอ สงสัยจะคิดถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

แปลกดีที่บางทีนิลก็ฝันว่าเดียวยังไม่ตาย...เอ๊ะ?

ไม่ใช่ว่านิลลืมเดียวไปแล้วหรือ แล้วนี่คืออะไร...ทำไมมีเดียวอีกคนอยู่ที่นี่ ทำไมนิลถึงยังจำเดียวได้ล่ะ

แล้วเรื่องก็ดำเนินไป...จนถึงหยดหมึกสุดท้ายบนสมุดบันทึกปกสีแดงเล่มนั้น

**************
โฮกก ตัวเอียงเยอะมากก QwQ

พาร์ทของเดียวก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ถ้าจำได้ ตอนที่16(1/3) ตอนต้นๆ เลยที่เดียวประสบอุบัติเหตุ จะคล้ายๆ กับตอนก่อนจะเปิดมาเจอนิลที่เสียความทรงจำ(อยู่ต้นๆ ตอนที่10) เป็นความตั้งใจทำให้สับสนค่ะ คนที่เจอกับอุบัติเหตุตรงนั้นไม่ใช่นิลแต่เป็นเดียว พยายามจะเอาสรรพนามมาเล่น อาจจะทำให้อ่านแล้วงงจากจุดนี้ T T เล่นมากไปหน่อยจริงๆ สินะคะ

ตอนนี้ก็เก็บปมหมดแล้ว ทิ้งท้ายไว้ที่สมุดสีแดง ตั้งใจจะให้แฟลชแบ็กไปที่นิลซึ่งเพิ่งเขียนสมุดเล่มนี้จบ และวาร์ปไปยืนรอเดียวอยู่นานจนตะคริวจะกินแล้วค่ะ 555 รออีกหกวันนะหนูเอ้ย

ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่า ♥

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 19

“มานั่งนี่สิครับนิล เดียวมีอะไรจะบอก”

นิลรัตน์จึงเดินเข้าไป นั่งตรงที่ที่อีกคนเว้นไว้ให้ เดียวสูดลมหายใจเข้าลึก แต่ก่อนจะได้พูดอะไรก็โดนคนที่เพิ่งนั่งลงรวบตัวไปไว้ในอ้อมกอด

“คิดถึง ขอโทษที่ลืมนะ”

เดียวนิ่งอึ้งกับสัมผัสอบอุ่นที่ได้รับ บทที่เตรียมมากระเจิงหายไปจากหัว

วิญญาณกะพริบตาปริบๆ พอสติกลับมาแล้วก็พบว่า “นิลทำให้บทเกริ่นนำที่เดียวเตรียมมาเป็นหมันอะ”

เจ้าของอ้อมกอดยิ้ม เอียงคอคิดว่าคงทำให้ดูน่ารักขึ้นบ้าง “ผิดไปแล้ว อภัยให้นิลนะ”

“ใครเขาจะโกรธอะไรกับเรื่องแค่นี้” แรกๆ ใบหน้าก็ยังแต้มยิ้มด้วยหมั่นไส้แกมเอ็นดู แต่สีหน้านั้นก็จางลงทีละนิดเพราะนึกได้ว่าความจริงคือ “นิลต่างหากที่จะโกรธ”

นิลนึกถึงตอนได้ยินเสียงเดียวร้องไห้ไปขอโทษไป ตรงนั้นไม่ได้อยู่ในความทรงจำช่วงที่คบกัน แปลว่ามันมาจากที่อื่น...เป็นเดียวของเขาร้องไห้หรอกหรือ มิน่าเล่า เดียวในสมุดถึงบอกว่าจำไม่ได้ “ลองเล่ามาก่อนสิ”

เงียบอยู่นาน แต่นิลก็ยังรอ ในที่สุดอีกฝ่ายก็กลั้นใจสารภาพ “เดียวเป็นคน...อธิษฐานขอ...ให้นิลลืม”

จะรู้ตัวหรือไม่ เจ้าของคำสารภาพก็กำลังกำชายเสื้อของอีกคนไว้แน่นมาก ตั้งใจว่าถ้านิลโกรธ เดียวก็จะให้โกรธ ทว่าสิ่งที่วิญญาณได้กลับมาคือรอยยิ้ม มันอ่อนละมุนยิ่งกว่าอะไรในโลก

เดียวยิ่งรู้สึกผิด สองมือกำแน่นขึ้นอีกจนซีดขาว นิลต้องเลื่อนมือไปกุมไว้ถึงคลายออก ปฏิกิริยาเวลาเครียดยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย

“เดียวไม่ได้อยู่ที่นั่นหรอกตอนที่นิลไปเห็น” เห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับ ก็กล้าพูดต่อ “เดียวไม่รู้เวลา ไม่ว่าตอนไหนๆ ก็ไม่รู้เลยว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ รู้แต่ว่าเหงา เหงามาก แล้วก็รู้สึกเหมือนจะลืมทุกอย่างอยู่ตลอด”

นิลขยับมือไปลูบผมที่ยาวขึ้นมาก วิญญาณเองก็ผมยาวขึ้นได้ด้วยหรือนี่

“แล้วเดียวก็ได้ยิน นิลเรียกเดียว” คนเล่าซุกเข้าหานิลอีกนิด ราวสัตว์เล็กต้องการที่พักพิงยามฝนตก “ก่อนนั้นกำลังนั่งอยู่ที่ไหนไม่รู้ ได้ยินเสียงก็เหมือนโดนพาไป ไปหานิลที่นั่น”

แต่เขาไม่เห็นเดียวหรอก เขาไม่ได้มีสัมผัส ไม่ได้เชื่อเรื่องวิญญาณเลย จนกระทั่งเดียวตายถึงจะมาคิดอยากให้เดียวมาหา มาเข้าฝัน เฝ้าหวังให้วิญญาณมีจริง

“แล้วตอน...ที่นิลจะไปดูที่เตียง...” เสียงสั่นเครือพาให้มือเขาขยับลูบหลังคนพูด “เดียวเอามือบัง บังนิลไม่ให้มอง แต่นิลจ้องไปข้างหลัง เดียวเห็นหน้าของนิล เห็นตาของนิล”

สีหน้าเขาตอนนั้น ตอนที่เห็นร่างกายของเดียวที่เพิ่งตายลง คงไม่ดีเท่าไหร่

“แล้วหลังจากนั้น...ก็อยู่กับนิลตลอดเลยเหรอ”

ปากเริ่มคว่ำลงเป็นสระอิ เดียวก็เลยเม้มกัดไว้ ทำให้มันกลับไปเป็นเส้นตรง “ฮื่อ”

งั้นคงเห็น...เรื่องที่เขาทำหลังจากนั้นด้วยสิ เอาของของเดียวมาวางกองไว้ สรรหาวิธีให้ได้เจอกัน แล้วก็พบว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ คงเห็นอะไรอีกมากเลย อะไรที่ไม่ควรต้องมาเห็น

“เดียวเลยขอให้นิลลืม ใช่มั้ย”

วิญญาณพยักหน้า แล้วก็ก้มค้างไว้อย่างนั้น หยดอุ่นๆ ล้นหลั่งเปรอะแก้มเหมือนสุดกลั้น เสียงสะอื้นคลอปนมาแผ่วเบา ข้อนิ้วของอีกคนซับธารสายน้อยด้วยกิริยาอันอ่อนโยน แต่รักเดียวไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นเลย ยังคงเม้มริมฝีปากกัดไว้แน่นจนชา และถ้ากัดแน่นไปมากกว่านี้ก็อาจจะได้เลือด ถ้าวิญญาณมีเลือดน่ะนะ

“เดียว” นิลเรียก แตะนิ้วให้อีกคนคลายริมฝีปาก “ต้องการแบบนั้นจริงๆ น่ะเหรอ ให้นิลลืม ให้จำเดียวไม่ได้ ให้กลายเป็นแค่คนรู้จักกัน”

เป็นคำถามที่...ใช้เป็นอาวุธฆ่ากันได้เลยล่ะ

เพราะได้ยินกี่ที มันก็แทงตรงมาที่หัวใจเสมอเลย

คนถูกถามส่ายหน้าไปมา ทำไมจะไม่รู้ว่าความต้องการที่แฝงฝังอยู่ข้างในใจตนนั้นน่ารังเกียจเพียงไร...เนื้อแท้ของนายหนึ่งหทัยเห็นแก่ตัวได้อย่างไรบ้าง

นิลยิ้มแม้เดียวจะไม่ได้มองอยู่ เขายิ้มเพราะพอใจที่อีกคนยอมบอกความจริง ไม่ได้พยายามปิดบัง หรือบิดเบือน คำถามของเขาไม่ได้ถามเพราะอยากรู้คำตอบ คำตอบน่ะชัดมาแต่ไหนแต่ไรแล้วหรือไม่ใช่

ไม่มีใครอยากหายไปจากความทรงจำของคนที่รักหรอก แม้สักเสี้ยววินาทีก็ไม่อยากถูกลืม

เดียวเองก็อยากให้นิลจำได้ จำได้ตลอดไป แต่จะทำอย่างไรได้ เจ้าวิญญาณรู้ว่าไม่อาจเคียงข้าง ร่วมทุกข์ร่วมสุชเหมือนอย่างที่เคยทำอีกแล้ว

เพราะรู้ และเพราะรัก เลยคิดว่าถ้าลืมแล้วจะยิ้มได้ ก็ลืมเถอะ ถ้าลืมแล้วจะดีขึ้น ก็ลืมเสีย

บาดแผลนี้ จะแบกรับแทนเอง

แต่เดียวน่ะไม่ได้คิดว่า... “เราไม่เคยอยากลืมเดียว ไม่เคยอยากลืมเรื่องที่ผ่านมาด้วยกัน”

มันก็ใช่ ที่ว่าลืมแล้วจะไม่เจ็บปวด จะกลับมายิ้มได้ ใช้ชีวิตต่อได้ แต่ราคาของมันแพงเกินไป...เขาจ่ายไม่ไหวนี่

นิลลูบหลังเดียวช้าๆ รับรู้เสียงที่ดังขึ้นในใจของตัวเอง

อาจจะยิ้มไม่สวยในวันนี้ แต่วันหน้าจะยิ้มสวยให้ดู

อาจจะยังไม่ดีขึ้นมาก แต่ก็จะดีขึ้นในสักวันข้างหน้า


แปลกเหลือเกิน...เนื้อความเหล่านี้ไม่เคยปรากฏแก่เขาเลยในวันวาน แต่วันนี้มันได้ปรากฏขึ้นมา

บางที แม้รัตติกาลจะยาวนานเหลือเกิน แต่ในที่สุดอรุณรุ่งแห่งการยอมรับได้ก็จะมาเยือน แล้วจากที่เจ็บจนไม่อาจลุกขึ้นก้าวเดินได้อีก สักวัน ก็จะเริ่มรู้สึกว่าพอไหว

เขาสอดนิ้วประสานมือ ยกขึ้นจูบแผ่วเบา เอื้อนเอ่ยคำขออนุญาตกับหลังมือนั้น

“ให้นิลจำเดียวเถอะนะ” แล้วเชื่อเถอะว่า เขาจะผ่านมันไปได้ โดยไม่ต้องจ่ายราคาค่างวดเป็นความทรงจำเหมือนอย่างครั้งก่อน
เดียวพยักหน้าเชื่องช้า แล้วก็ฝังตัวลงไปในอ้อมกอดเจ้าประจำ

เวลาผ่านเลยไปโดยไม่ได้มีบทสนทนาใด เมฆเทาเริ่มอ่อนสีลงแล้ว และกำลังขยับเช็ดน้ำฝนกับไหล่ที่อยู่ใกล้ระดับสายตาพอดี

“เดียว รักเดียว”

เดียวผละออกนิดหน่อย เงยมองคนเรียก “อะไร ไม่เลอะหรอก เดียวเป็นวิญญาณ น้ำตาวิญญาณไม่เปียก”

มอบรอยยิ้มให้ด้วยความขบขัน “ไม่ได้ห่วงว่าจะเลอะสักหน่อย นี่นิลบอกรักอยู่นะ”

เดียวทำปากพะงาบเหมือนปลางับน้ำอยู่สองที ก็กลั่นคำโวยวายออกมาได้ “ใครจะไปรู้เล่า!”

สิ้นเสียงหัวเราะในลำคอ นิลก็สบตานิ่ง รอยยิ้มเต็มแก้มคลี่คลายลงเป็นยิ้มน้อยๆ เหมือนสายลมอันเบาบาง ขณะที่พิศดูหน้าคนที่นิลไม่ได้เห็นมานานเป็นปี ก็มีสัมผัสจากนิ้วอุ่นแตะที่ข้างแก้ม ไล้ไปจนถึงปลายจมูก คิ้ว หน้าผาก เกลี่ยไรผมเชื่องช้า ตอนนั้นเดียวก็คงเห็นที่เขาทำ

มีคำว่าคิดถึงอยู่ในทุกการขยับเคลื่อนไหว แต่เจ้าวิญญาณก็ไม่ยอมส่งใจความของมันผ่านมาทางเสียงอยู่ดี นิลเลยถามอะไรเรื่อยเปื่อย

“โลกฝั่งนั้นเป็นยังไง”

วิญญาณส่ายหน้า “เดียวไม่ได้ไปตามทางปรกติที่เขาไปกัน นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะมีคนมารับตอนไหน แต่คงอีกไม่นาน”

ได้ยินคำว่าอีกไม่นาน เปลวเทียนในใจก็วูบไหวไปที มันฟังดูเยียบเย็นสำหรับเขา แล้วสำหรับวิญญาณที่จะต้องเผชิญเรื่องต่อจากนี้เพียงลำพังเล่า “กลัวมั้ย”

“อือ แต่คงไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับตอนที่จะลืมอีกแล้ว” ถ้าลืมไปจริงๆ ก็คงจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร คงจดจำความรักของใครไม่ได้ทั้งสิ้น และคงเป็นแต่วิญญาณเปล่าๆ ไม่เหลือความเป็นหนึ่งหทัยอีกแล้ว ก็เหมือนตายหลังตาย

ทั้งที่ตัวเองก็กลัวลืมคนอื่น แต่กลับทำให้คนอื่นลืมได้หน้าตาเฉย ใจร้ายสิ้นดี “ไม่โกรธเดียวบ้างเหรอ ที่ตัดสินใจอะไรแบบนี้”

“ให้โกรธยังไงได้”

เดียวแนบหน้าครึ่งหนึ่งลงกับแผ่นอกแข็งๆ...แข็งกระดูกน่ะ ห่างจากการออกกำลังกายมาก็หลายปี เอาแต่เรียนกับทำงาน ยังไม่ลงพุงก็เก่งแล้วมั้ย

ข้างใต้นี้ ลึกลงไปใต้กระดูกอก มีมัดกล้ามเนื้อเล็กๆ บีบรัดสลับคลาย ส่งให้เกิดเสียงของลิ้นหัวใจกระทบกันสองจังหวะ

“ใจดีจัง” พูดจบก็หลับตาลง ตั้งใจฟังเสียงอากาศไหลเข้าออกปอด ผสมผสานกับเสียงเอียดอาดของข้อต่อสีกัน แต่เสียงอันเนื่องมาจากการทำงานของหัวใจก็ยังดังที่สุด

นิลลากนิ้ววนรอบปุ่มกระดูกไหล่ เรื่อยไปตามแนวสะบัก “ที่จริงก็แค่เข้าใจ แล้วก็เห็นใจ” นอกจากผมยาวขึ้นได้ ยังผอมลงอีกด้วย โลกวิญญาณจะมีขนมมั้ยนะ

“เดียวโชคดีจังเลยที่มีนิลเป็นแฟน”

“อือฮึ นิลก็โชคดีที่มีคนแถวนี้เป็นแฟน”

ก็โชคดีทั้งคู่ โชคดีที่คนที่เรารักเขา ตรงกับคนที่เขารักเราได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ โชคดีที่ต่างมีรสนิยมในรักเท่ากัน ถึงออกมาเป็นความรักที่ครบวงจรเหมือนระบบเลือดในร่างกาย ขณะที่หัวใจส่งเลือดออกไป ก็ได้เลือดกลับมาใหม่ไม่ขาดตอน

วิญญาณยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร กลับเปลี่ยนเป็นชวนคุยแทน “นี่ นิลยังใส่กางเกงซ้ำอยู่อีกมั้ย”

“ที่จริงนิลไม่ใช่คนซกมก รู้ใช่มั้ย” ปากตอบไป มือก็เล่นนิ้วเดียวอย่างที่ชอบทำ

“รู้สิ” จะไม่รู้ยังไงไหว ว่าแล้วก็ทำอีกซ้ำๆ ยังไงก็จงใจเห็นๆ “คนอะไรโรคจิต ชอบโดนว่า”

“คนที่มีแฟนเป็นคนว่าแล้วน่ารัก” จับนิ้วนางข้างซ้ายมาแตะริมฝีปาก

“ถึงชมก็ไม่เขินหรอกนะ” เดียวหันหนี เลี้ยวขวาสุดกำลัง คิดว่าชินแล้วแท้ๆ แต่พอไม่ได้เจอแบบนี้นาน ร่างกายไม่รักดีก็ออกอาการคล้ายๆ จะพยศ

นิลรัตน์พยายามจะไม่หัวเราะ ไม่งั้นเดี๋ยวจากเขินจะกลายเป็นโกรธกลบเกลื่อนเอา

หายเขินแล้ว เดียวก็พูดต่อ “นิลต้องกินข้าวด้วยนะ”

เจ้าของชื่อพยักหน้าเชื่อฟัง “กินสิ จะกินเผื่อเดียวด้วย จะกินชาบูใส่เต้าหู้เยอะๆ น้ำมะนาว ชานมไข่มุก เนื้อย่าง ทองม้วนสด สาคู ข้าวเกรียบปากหม้อ จะกินเผื่อให้เองนะ มีอะไรอยากฝากกินอีกมั้ย”

รักเดียวแอบน้ำลายไหลในใจ ประกาศว่า “อะไรมาใหม่อยู่ในเทรนด์ชิมมันให้หมด แต่ต้องออกกำลังกายด้วยนะ ลงพุงเดี๋ยวไม่หล่อ”

“ครับ ครับ”

“แต่ถึงไม่หล่อแล้วก็จะรักอยู่ดีแหละนะ เดียวไม่รักคนที่หน้าตา”

“แล้วรักที่ตรงไหน”

พิงกลับลงไปที่เดิม หลับตาฟังสรรพเสียงกลับมาบรรเลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนเสียงหัวใจคนฟังจะดังกว่า และเสียงคำตอบว่า “รักที่เป็นนิล” ก็ดังที่สุด

คำตอบถูกใจ ก็เลยโดนกอดแน่นๆ เป็นรางวัล...หรือการลงโทษกันละเนี่ย เดียวส่งมือตบแขนนิลแปะๆ ให้ปล่อยได้แล้ว

“วันข้างหน้า จะมีใครมาทำให้นิลยิ้มแบบนี้ได้อีกมั้ยนะ” แค่สงสัย เพราะผลที่เกิดแต่ต้นความรักในใจ ช่างสุกงอมหอมหวานจนดูราวกับเป็นผลไม้ต้องห้ามบนสวรรค์ “วันข้างหน้า...”

“นิลไม่รักใครหรอก” นิลบอกเสียงแข็งทันที

วิญญาณนิ่งค้างไป ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา ทว่านิ่งเย็นเหมือนกระแสน้ำที่ไหลอย่างเอื่อยช้า “ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกนิล”

จะไม่รู้เชียวหรือว่าอีกคนต่อต้านความคิดนี้ แต่ไหนแต่ไรมานิลก็เป็นเจ้าแห่งอุดมคติ เป็นเจ้าแห่งความดื้อจะเอาอย่างใจ ถ้าลงได้คิดตัดสินใจไปแล้วกี่ร้อยกี่พันคนก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่รู้ทั้งรู้ ก็ยังอยากลองเปลี่ยนความตั้งใจของนิลดูสักอย่าง

“ถ้าเขาจะทำให้ชีวิตของนิลดีขึ้น มีความสุขขึ้น นิลก็ไปหาเขา ง่ายๆ เท่านี้เอง เก็บเดียวไว้ในเสี้ยวหนึ่งของหัวใจ เท่านี้ก็พอแล้ว มากพอแล้วสำหรับเดียว”

คนฟังปล่อยให้หยดน้ำอุ่นๆ ไหลออกมาบรรเทาความรู้สึกอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น กดดันและกรีดตัดอยู่ข้างใน “ก็เป็นคนแบบนี้ไง แล้วใครจะมาแทนที่ตรงนี้ได้ล่ะ”

ถ้าเดียวเป็นดอกไม้...ก็เป็นดอกไม้ที่คู่ควรจะไม่ต้องแห้งเหี่ยว คู่ควรจะอิ่มเอิบเบิกบานอยู่ชั่วนิรันดร์ เพราะวันใดที่ดอกไม้งามนี้สูญสลาย ก็คล้ายโลกทั้งใบของเขาสูญเสียความงามไปกึ่งหนึ่ง

มือเล็กประคองหน้าอีกคนไว้ ลูบเช็ดน้ำตา “นิล นิล ถ้านิลมาเจอเดียวก่อนหน้านั้น ก่อนวันนั้นที่เดียวตาย นิลจะทำยังไง”

นิลนิ่งคิด ไม่นานก็บอก กึ่งเหม่อลอย กึ่งมีสติ “เดียวรู้มั้ย นิลเคยคิดกระทั่งว่าต่อให้เดียวจะต้องไปแล้วจริงๆ ก็จะยื้อไว้ จะทำทุกอย่าง ขอแค่เดียวยังอยู่ นิลจะดูแลเดียวเอง ดูแลไปตลอดชีวิต อยู่ด้วยกัน”

เดียวพยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้ว่านิลยังมีอะไรอยากพูดต่อ

“แต่สุดท้ายนิลก็นึกได้ นิลเองก็เห็นแก่ตัวจริงๆ ถ้าเดียวรอด แล้วยังไงล่ะ เดียวจะรู้สึกยังไงบ้าง เดินเองไม่ได้ กินเองไม่ได้ คนขี้เกรงใจอย่างเดียว คนที่ควรจะได้ยิ้มสดใสอย่างเดียว ต้องนอนติดเตียง ต้องให้นิลช่วยทุกอย่าง เดียวจะรู้สึกยังไง”

ตอนนั้นนิลรัตน์หยุดพูด รู้สึกตัวว่าอีกคนผละมือที่เพิ่งใช้เช็ดแก้มให้ลงไปจับมือเขาไว้ รอยยิ้มประดับด้วยแววตาอันนุ่มนวล ส่งความอุ่นเหมือนแสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่อาบไล้ผืนฟ้าตั้งแต่ตัวมันยังไม่ปรากฏ ณ เส้นตัดแบ่งไกลสุดสายตา

“เห็นมั้ย เรารักกันมากพอที่จะปล่อยมือจากกันได้แล้วล่ะ” แล้วรอยยิ้มนั้นก็กลายเป็นยิ้มสดใสอย่างที่เขาเพิ่งพูด นิลรู้สึกราวกับตัวเองเป็นห้องที่ปิดมืดมานาน แล้วอยู่ๆ ต้องมารับแสงสว่างจากภายนอกโดยไม่ทันตั้งตัว

“เดียว” นิลเรียก ไม่รู้เรียกทำไมเหมือนกัน อาจจะแค่อยากเรียก เสียงจะสั่นก็สั่นไป น้ำตาจะไหลก็ไหลไป จะทำอะไรก็ทำ เพราะไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่านี้อีกแล้ว “รักเดียว หนึ่งหทัย...”

“ครับ” เห็นว่านิลไม่พูดอะไร เดียวก็ขยับเข้าไปกอดไว้ แล้วเริ่มชวนคุย สุดท้ายพอถึงเวลาต้องจากกัน ทั้งคู่ก็แค่อยากทำตามใจ ลืมๆ ไปว่าอะไรรออยู่ ลืมๆ ไปว่าอะไรเกิดมาก่อนหน้า สนแค่ตอนนี้ ตรงนี้ ความอบอุ่นนี้ เสียงพูดคุยนี้

คุยกันไปคล้ายนกน้อยยามเช้าขานตอบกัน จนกระทั่งนิลถามขึ้นมา “นี่ ยังจำพวงกุญแจรูปดอกทานตะวันที่เราซื้อให้ได้มั้ย” เสียงนกน้อยจึงถึงคราวสะดุดเงียบไปชั่วขณะ

เรื่องในสมุดนั่นก็คือความทรงจำที่บิดแปลงไป...ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ซื้อพวงกุญแจรูปดอกทานตะวันในงานคณะเดียว แต่ซื้อมาจากตลาดข้างล่างหอต่างหาก แล้วก็ให้เดียวหลังจบงานปีนั้น ปีที่ธีมยังเป็นแค่อาณาจักรผึ้ง ตอนที่ยังอยู่ปีหนึ่ง “รู้ความหมายของดอกทานตะวันรึยัง”

หนึ่งหทัยพยักหน้า ขอบตาร้อนวูบขึ้น น้ำตาหยดน้อยถูกปลายนิ้วอุ่นเก็บกลืนหายไป เขารู้ เพราะวันนั้นนิลให้ไปหา ก็เลยเสิร์ชหาดู ดอกทานตะวันที่จะตามแสงตะวันไม่หันหนีไปไหน มันไม่ต่างจากการบอกว่าเขาจะเป็น...

รักเดียว...จะไม่มีใครมาแทนที่ตรงนี้อีกแล้ว เจ้าของดอกทานตะวัน มีแค่คนคนนี้ก็เกินพอ”

คนฟังกัดปากกลั้นสะอื้น พยักหน้ารับ ฟังเสียงนิลบอก “เหลือแค่หนึ่งนาทีเอง” ไม่รู้ว่ารู้เวลาได้ยังไงเหมือนกัน ไม่รู้ว่าใคร หรืออะไรบอกมา แล้วบอกยังไง แต่นั่นก็ไม่สำคัญหรอก ไม่มีอะไรสำคัญกว่าตรงนี้ ตอนนี้

เดียวรีบดึงหัวใจออกมาจากธารน้ำตา ซุกจมูกไปกับปกเสื้อของนิล สูดหายใจเข้าช้าๆ หลับตาลงเมื่อได้กลิ่นคุ้นเคย ซึมซับสัมผัสอุ่นที่โอบล้อม เสียงของหัวใจและลมหายใจ ปุ่มกระดูก กล้ามเนื้อที่รู้จักดี และมือที่ลูบผม จับผมที่ยาวขึ้นทัดหูให้

เวลานับถอยหลัง

เหลืออีก 50 วินาที

“กลับไปนิลจะต้องใช้ชีวิตให้ดีนะ มีแฟนใหม่ก็ไม่เป็นไร เดียวพูดจริงๆ นะ” อดพูดไม่ได้อยู่ดี ทั้งที่ดีใจกับคำสัญญาแท้ๆ แต่ก็ยังไม่อยากให้คำสัญญานั้นกลายเป็นโซ่ตรวนรัดอีกฝ่ายเอาไว้จนไม่มีความสุข

นิลหลับตาลง ขมวดคิ้วน้อยๆ พูดไปขนาดนั้นแล้ว เขาไม่คิดจะคืนคำหรอกนะ

“รู้แล้ว พูดเรื่องอื่นเถอะ” เขาไม่พอใจแต่ก็ไม่อยากทำให้เดียวไม่สบายใจ เสียงเลยแข็งขึ้นนิดหน่อยแค่นั้น ไม่ได้ทำอะไรอื่นให้ต้องระคาย

“นิล...นิล...” เพราะมีคนฟังที่ชื่อนิลอยู่ตรงนี้ เสียงที่ประสมขึ้นมาจึงมีความหมาย เพราะมีนิลอยู่ตรงนี้ เดียวจึงอยากเรียก เรียกให้ใครบางคนขานรับ เดียวไม่รู้เลยว่าตัวเองจะยังมีโอกาสแบบนี้อีกไหมในเวลาข้างหน้า “...นิลรัตน์ นิลครับ”

แต่ต่อให้ไม่มีโอกาสอีกแล้ว เดียวก็จะเลือกจดจำเรื่องราวทั้งหมดไว้...เลือกเหมือนที่นิลเลือก

นิลรัตน์ก้มแตะริมฝีปากกับหลังคอของคนเรียก สูดหายใจลึกแล้วปรับน้ำเสียงตัวเองให้นุ่มนวลลง “ครับเดียว”

“เอาไว้หลังลมหายใจสุดท้าย เราค่อยมาคุยถึงอนาคตของเราต่อ ถ้าเดียวยังอยู่นะ”

“อื้อ รักนะ จะไม่ลืมอีกแล้ว” พูดไป ก็กลั้นน้ำตาไป เมื่อเวลาหมดลง คงไม่มีใครฟังคำบอกรักของเขาแล้ว

นิลขยับมือลูบผมนิ่ม สัมผัสความรู้สึกรักแสนรักที่คงไม่หายไปจากใจง่ายๆ สัมผัสและจดจำคนคนนี้ไว้ จำจังหวะของหัวใจ จำจังหวะที่หายใจเข้าออก จำน้ำเสียง จำไอร้อนๆ ของหยดน้ำตาที่ไม่ซึมเปียกเสื้อ

จดจำ จดจำ และจดจำ สิ่งที่จะไม่มีอยู่ให้ได้ทบทวนอีกแล้วในเวลาไม่กี่ลมหายใจ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังกังวานขึ้นสี่ครั้ง คั่นขวางด้วยความเงียบ กระทั่งเสียงลมหายใจของพวกเขายังชะงักค้างไปหลายเสี้ยววินาที

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” วิญญาณผู้เป็นที่รักกอดแน่นอีกครั้งก่อนคลายกอด ทำให้นิลต้องปล่อยเขาออกจากอ้อมแขน

นิลมองตาอีกฝ่าย ตั้งใจบอก “ขอบคุณเหมือนกัน”

มีรอยยิ้มเหมือนดอกทานตะวันสะท้อนกลับมาเป็นคำตอบให้คำขอบคุณนั้น เดียวลุกขึ้นยืน นิลยืนตาม จับมือเดินเคียงกันไปจนถึงหน้าประตู

“เดียวไปแล้วนะ” พูดราวกับแค่จะลงไปซื้อของข้างล่างอย่างไรอย่างนั้น แต่ต่างก็รู้แก่ใจทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ว่าครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบกันแล้วจริงๆ

นิลรัตน์ห้ามตัวเองไม่ให้พูดคำที่เคยพูด รู้ว่าเดียวเองก็คงภาวนาไม่ให้เขาพูดเหมือนกัน คำว่าอย่าไป

“ไปเถอะเดียว เราอยู่ได้”

ฝั่งวิญญาณจึงกลั้นใจหันหลังไปเปิดประตู เสียงแกร๊กดังลั่นในความเงียบที่นิลนึกอยากให้ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์

เสี้ยวเวลาที่นิลเห็นคนข้างนอกประตู...เห็นนิลอีกคน นิลคนข้างในห้องก็ขยับปากพูด “ฝากด้วย”

ทางนั้นเหมือนจะเข้าใจคำของเขา จึงพยักหน้ารับ เอ่ยแนะนำตัวกับเดียวว่าเป็นพนักงานผู้นำทางวิญญาณ นิลไม่ได้ยินเสียงของพนักงานคนที่ว่า แต่เขาอ่านปากได้อย่างนี้

ราวกับมีใครไม่รู้ช่วยชะลอเวลาให้เขาได้เห็นสองมือคลายออกจากการเกาะกุมกันทีละน้อย สัมผัสอุ่นค่อยๆ สร่างซา เห็นเท้าของเดียวย่างออกไปสู่พื้นที่สีดำสนิทข้างนอก กำลังจะเหยียบลงเต็มเท้า

พื้นที่ในห้องที่เก็บความทรงจำตลอดสองปีเอาไว้ค่อยๆ พร่ากระจาย แตกเป็นสะเก็ดแสงเล็กๆ ไม่ต่างจากผงทรายละเอียดที่โดนโปรยลงปลิวไปตามลม

พริบตาต่อจากนั้น นิลก็กลับมาอยู่ที่ห้องนอนของตัวเอง

ทุกอย่างเหมือนกับก่อนที่เขาจะถูกดึงไปสู่ความฝัน ข้อนิ้วยังประคองปากกาหมึกหมดค้างไว้ ข้างหน้ายังเป็นสมุดที่เปิดหน้าสุดท้าย

เรื่องของนิลและเดียวในสมุดปกแดงแห่งความฝันจบลงแล้ว เรื่องของนิลและเดียวในสมุดบันทึกประจำวันก็จบลงแล้วเหมือนกัน

นิลลุกเอาปากกาหมึกหมดไปเก็บแยกไว้ที่เดิม หาปากกาอีกด้ามมาพร้อมกับสมุดบันทึกของตัวเอง เขียนเรื่องราวสุดท้ายของเขากับเดียวลงไป เขียนทุกอย่างที่จำได้ เขียนทุกอย่างที่สัญญาไว้ว่าจะไม่ลืม

หยดน้ำหมึกหลั่งใหล แทนหยาดน้ำตาจากหัวใจ

เพื่อจดจารเรื่องราวของใครคนหนึ่งลงบนสมุด ให้เหมือนกับที่หัวใจจดจำเอาไว้ได้

ในฐานะรักแรกและรักเดียว ของนายนิลรัตน์คนนี้

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนที่ 20 เพื่อน

คุณเคยทำของสำคัญหายไปบ้างไหมคะ แรกเริ่มอาจจะไม่รู้ตัวเลยว่าทำหาย ใช้ชีวิตไปอย่างธรรมดา แต่พอรู้ว่ามันไม่อยู่ที่ที่ควรจะอยู่แล้วเท่านั้น ความกระสับกระส่าย ความกังวลใจ และความหวนหาต่างก็โถมเทเข้ามาพร้อมกันในทีเดียว เหมือนขาดมันไปแล้วจะตายให้ได้ ทั้งที่ก็อยู่แบบไม่มีมันได้ตั้งนานสองนานตอนยังไม่รู้ว่ามันหายไป ตลกดีใช่ไหมคะ

ฉันทำของสำคัญหายไป

ของชิ้นนั้น ให้ถูกคือคนคนนั้น...คุณหนึ่งหทัย เขาคือสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่น่าประทับใจ

เราเคยสนิทกันมาก เคยพบเจอและพูดคุยกันในค่ายวิชาการค่ายแรกตั้งแต่มอสี่โน่นแน่ะ เราอยู่กลุ่มเดียวกันตอนทำกิจกรรมภาคเช้า ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองซึ่งเป็นผีเสื้อหลงทาง ในที่สุดก็พบกับผีเสื้อลายเดียวกันโดยบังเอิญ ในที่สุดฉันก็ไม่โดดเดี่ยว

เราแลกไอดีกัน คุยเรื่องวิชาการอยู่สักพัก เราก็เริ่มย้ายไปคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อ ทั้งเรื่องระบบการศึกษา ระบบการจัดสอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ไปๆ มาๆ ฉันก็เริ่มบ่นเรื่องสัพเพเหระในชีวิตให้เขาฟัง คุณเดียวก็น่ารักนะคะ ไม่ว่าสักคำ แถมยังร่วมบ่นไปด้วยกัน บางทีเราก็ถกประเด็นนั้นนี้กันเล่นๆ เหมือนว่าง แค่เพราะต่างเบื่ออ่านหนังสือกันแล้วทั้งคู่

อันที่จริงพวกเราก็เป็นไทป์เด็กเนิร์ดน่ะค่ะ แต่บทจะขบถขึ้นมาไม่มีใครห้ามฉันได้ ฉันว่าเดียวก็คงมีมุมแบบนั้นเหมือนกัน ถึงจะยังไม่เคยเห็นจะๆ ก็เถอะ

เขาก้าวเข้ามาในวงกลมของฉัน ฉันก็ก้าวเข้าไปหาเขาเช่นกัน วงกลมของเราซ้อนกันไม่สนิทนัก แต่เราก็รู้เรื่องราวของกันและกันพอสมควร อาจเรียกได้ว่าเราเป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจ จะคุยเรื่องอะไรก็ไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์

ฉันไม่เคยกลัวเลยตอนเล่าเรื่องอะไรให้เขาฟัง ฉันรู้ว่าเขาจะไม่ตัดสิน และความลับของฉันจะไม่ถูกแพร่งพรายไปที่ไหนทั้งนั้นถ้าฉันเอามาคุยกับคุณเดียว เพื่อนของฉันคนนี้

ที่จริงคุณเดียวก็ตามใจฉันมากไปหน่อยจนเสียคน ว่าไหมคะ

อ้อ ค่ะ ที่จริงฉันเป็นคนเอาแต่ใจ เป็นคนที่ถ้าไม่อยากคุย ก็จะตัดบทหนีเอาดื้อๆ ถ้าต้องทำงานแต่ทะเลาะกัน ก็จะทำเดี่ยวจนเสร็จแล้วตัดชื่อคนที่ไม่ได้ทำออก อยากได้คะแนนก็ไปทำกันเอง ฉันโดนอาจารย์เรียกคุยบ่อย แต่ฉันก็ไม่เคยปรับอะไรจนสุดท้ายอาจารย์ถอดใจยอมแพ้ไป

นิสัยไม่ดีเลย ว่าไหมคะ แต่ถ้าเราจะต้องพยายามเข้าสังคมจนเสียเปรียบและเสียสุขภาพจิตถึงปานนั้น ฉันก็ขอหันหลังให้คนทั้งโลกแล้วอยู่กับตัวเองดีกว่า

คุณหนึ่งหทัยเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะพยายามเข้าใจฉันอย่างแท้ที่สุด และถึงฉันจะเล่าวีรกรรมของตัวเอง ตบตีตัวเองด้วยวาจาต่อหน้าเขาแค่ไหน เขาก็จะดึงฉันให้ลุกกลับขึ้นมา ปัดฝุ่นให้ แล้วบอกว่าคุณมะลิก็แค่เลือกในแบบของคุณมะลิ

เขาจะเล่าเรื่องของเขา เขาจะเล่าว่าตัวเองผ่านมันมาอีกแบบ แล้วมันก็ให้ผลที่มีทั้งข้อดีและเสียเหมือนกัน ไม่มีทางไหนถูกต้องที่สุด ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นทางที่เลือกไปแล้ว และตอนนี้ก็ยังเลือกได้อยู่ว่าจะทำแบบเดิม หรือจะเปลี่ยนไปเลือกทางอื่นดูบ้าง

เขาทำให้ฉันเริ่มออกไปจากที่ของฉัน พยายามก้าวเข้าหาคนรอบข้างมากขึ้น สัมผัส และค้นพบว่าโลกนี้ก็ไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้มืดดำ แม้จะไม่ถึงกับดีเลิศหรือขาวสะอาด แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงเพียงนั้น...

เราคุยกัน ถึงเรื่องของคุณเดียว ความลับของคุณเดียว ฉันคงบอกคุณได้ แต่อย่าเพิ่งตกใจ ฉันไม่ได้ขายเพื่อน เพียงแต่ความลับนี้ปัจจุบันไม่ใช่ความลับแล้ว

คุณเดียวแอบชอบคุณนิล แล้ววันดีคืนดีก็ตัดสินใจจะตัดใจ ฉันก็ไม่ว่าอะไร ฉันทำแบบที่คุณเดียวทำคือไม่ว่าคุณเดียวจะเลือกทางไหน ฉันก็จะไม่ตัดสิน เพียงแต่อ่านเรื่องที่คุณเดียวเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ฉันก็เริ่มสงสัยว่าคุณเดียวจะยังตัดสินใจไม่เด็ดขาดพอ การกระทำที่ออกมาเลยไม่สอดคล้องกับเป้าหมายสักที

ฉันชวนให้คุณเดียวคิดทบทวน แล้วให้ตายสิ ทางนั้นหายไปเป็นเดือน ค่อยกลับมาบอกฉันว่าคบกันแล้ว คบกันแล้ว!? ดีนะที่คุณเดียวค่อยๆ เล่า ไม่ได้ข้ามขั้นมาบอกผลสุดท้ายเลย ไม่อย่างนั้นฉันคงตั้งตัวไม่ทัน

อ้อ แล้วมันเกี่ยวกับที่ฉันเกริ่นเรื่องทำของหายไปอย่างไร อยากถามอย่างนี้ใช่ไหมคะ

เกี่ยวสิคะ เกี่ยวอย่างที่สุด เพราะอย่างที่ฉันบอก อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกตัวว่าเขาหายไป

กว่าจะรู้ตัว ฉันก็ไม่ได้คุยกับคุณเดียวมานานแล้ว นานมาก แต่ให้ระบุชัดว่ากี่เดือนกี่ปี ฉันก็ตอบไม่ได้ ฉันรีบติดต่อหาคุณเดียวทันทีที่ว่าง แต่ส่งข้อความไปก็ไม่ขึ้นอ่าน โทรไปก็ไม่รับ อีเมลล์คงไม่ต้องพูดถึงเลย

ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้ลืมเรื่องราวของเขาเหมือนอย่างคุณนิลรัตน์ กลับกัน ฉันจำได้อย่างชัดเจน ก็เหมือนกับคุณลิลิตและคุณมะเหมี่ยว สองคนนั้นไม่ได้ลืมระยะเวลาตลอดสามปีที่อยู่กับเดียว เราต่างลืมไปเพียงเล็กน้อย...ลืมไปว่าคุณเดียวตายแล้ว

พวกเราสามคนคิดว่าคุณเดียวยังอยู่ และแค่หายไปชั่วคราวเท่านั้น

ก่อนจะได้ความทรงจำคืนมา ฉันเชื่อเหลือเกินว่าคุณเดียวไปอยู่ต่างประเทศ แต่พอนั่งคิดว่าทำไมไปอยู่ต่างประเทศ ไปเรียนอะไร กลับมาเมื่อไหร่ ก็ไม่มีคำตอบโผล่ขึ้นมา

ตอนนั้นแหละที่ฉันติดต่อคุณลิลิตกับคุณมะเหมี่ยว ทำให้ทราบว่าคุณลิลิตเชื่อว่าคุณเดียวโดนลักพาตัวไป ส่วนคุณมะเหมี่ยวเชื่อว่าคุณเดียวแค่ไม่ว่างเลยไม่เคยตอบข้อความ และเป็นโชคร้ายที่ทำโทรศัพท์ตกน้ำ พอเปลี่ยนแล้วยังไม่ได้บอกเบอร์ใหม่กับเธอ ก็เลยยังไม่ได้คุยกัน

เธอคิดว่าถ้าได้เจอกันในงานเลี้ยงรุ่นจะขอเบอร์ใหม่มาเมมไว้ในเครื่อง แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยได้เห็นคุณเดียวในงานเลี้ยงรุ่นเลย คุณมะเหมี่ยวให้เหตุผลว่าคงยุ่ง และแน่นอน คุณลิลิตก็ยังคงเชื่อว่าคุณเดียวโดนลักพาตัวไปเลยไม่สามารถมางานเลี้ยงรุ่นได้

เหตุผลพวกนี้แปลกพิกลใช่ไหมล่ะคะ แต่ตอนที่พวกเราเล่าสู่กันฟัง เราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลย เราแค่รู้สึกว่าจะต้องหาอะไรมายืนยันว่าความจริงของใครกันแน่ที่ถูก

เพราะฉะนั้น เราเลยใช้เวลาที่ว่างตรงกันเพียงน้อยนิดออกตามหามิตรภาพของเรา ออกตามหาว่าคุณเดียวหายไปไหนกันแน่ เป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างแล้ว

เราไม่ได้ไปที่บ้านคุณนิล แต่คุณมะเหมี่ยวเล่าให้ฟังแล้วล่ะค่ะว่าคุณนิลน่ะยิ่งกว่าเราอีก และคนที่เหลือในบ้านนั้นก็ไม่รู้จักคุณเดียวเลยสักคน ราวกับตัวตนของคุณเดียวสูญหายไป เราเลือกจะไปบ้านของคุณเดียวแทน แต่พอไปถึงก็พบว่าเป็นบ้านร้างไม่มีใครอยู่แล้ว ถามใครแถวนั้นก็ไม่ได้ความอะไรเพราะเขาเพิ่งย้ายมาใหม่

ของที่เราตามหา บางทีก็อยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึง...



“มะลิ อันนี้ของเธอนี่ เอาไปไว้ห้องพี่ทำไม”

“มะลิเปล่านะคะ พี่ตะวันอย่ามาปรักปรำ”

“เอ้าแล้วนี่อะไร” คุณจีรัสย์ส่งถุงสีทองๆ ให้น้องสาวดู แต่เธอยังง่วนอยู่กับการท่องหนังสือเตรียมสอบลงกอง ซึ่งเป็นการสอบหลังจากเรียนจบวิชานั้น ก่อนจะได้เริ่มเรียนวิชาใหม่ต่อไป

เห็นน้องสาวไม่หันมา เลยส่งเสียงอีกที “นี่ชื่อเพื่อนเธอไม่ใช่รึไง”

“มะลิไม่เคยเอาของเพื่อนกลับบ้านนะคะ ถ้ายืมมาก็ต้องคืนไปแล้ว” ยังอุตส่าห์ท่องไปคุยไปได้ด้วยหรือนี่

จีรัสย์ถอนหายใจ “ไม่ได้พูดถึงของยืม เธอหันมาดู จีริกา”

ในถุงผ้าสีทองนั้นมีผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอยู่กับยาดมยี่ห้อดัง มีป้ายสีทองเล็กๆ ติดอยู่กับหูหิ้ว บนป้ายเขียนว่า...

[ที่ระลึกงานฌาปนกิจ นายหนึ่งหทัย เจริญไพศาลนันท์ xx กรกฎาคม 25xx]


เป็นชื่อของรักเดียวจริงๆ แต่เพื่อนของเธอ...ตายแล้วหรือ...เมื่อหลายปีก่อน

ไม่ได้ฝันอยู่ใช่ไหม

ได้ยังไง

เกิดอะไรขึ้น


คำถามประเดประดังเข้ามาไม่จบสิ้น มะลิเงยหน้ามองพี่ชาย “พี่ตะวันรู้ได้ยังไงคะว่าเป็นชื่อเพื่อนมะลิ”

“ก็พี่ไปกับเธอเองเพราะแม่เขาเป็นห่วง เธอเคยไปงานศพใครที่ไหน” ตะวันส่งของคืนน้องสาว

จีริการับมา ขมวดคิ้วครุ่นคิด “พี่ตะวัน พี่ว่าเป็นไปได้มั้ยคะที่คนเราจะลืมเรื่องที่เคยรู้...ไม่ใช่เราลืมคนเดียว แต่คนที่เรารู้จักก็ลืมเหตุการณ์นั้นไปเหมือนกัน”

จีรัสย์ออกจะขำ น้องเขาเพี้ยนไปแล้ว “ถามอะไรของเธอ ถ้าอ่านเยอะแล้วยังจำไม่ได้ก็พักบ้างยายมะลิ แล้วฝึกปฏิบัติบ้างรึยัง มีเพื่อนให้จับคู่ฝึกบ้างไหมน่ะ หาไม่ได้พี่จะเสียสละเวลาให้เอง แต่ต้องบอกล่วงหน้าล่ะ”

มะลิยู่หน้า พึ่งพาไม่ได้เลย “ค่ะ คุณจีรัสย์คนเก่ง เชิญ กลับ ไป ได้ แล้ว ค่ะ!” เธอทั้งผลักทั้งดันพี่ชายออกจากห้อง มีอย่างที่ไหน เข้าห้องน้องไม่เคาะประตู แถมเสนอความช่วยเหลือแต่ละทีไม่เคยหยุดหลงตัวเองได้เลย “แล้วก็ มะลิมีสังคมนะคะ ไม่ต้องมาทำพูดอย่างนั้นเลย น่าหมั่นไส้!” เธอปิดประตู ที่จริงอยากปิดดังปึง แต่เดี๋ยวจะหาว่าไม่มีมารยาท(แม้จะทราบดีว่าแค่นี้ก็นับว่าไม่มีมารยาทแล้ว)

“เดี๋ยวนี้หัดไล่พี่แล้วหรือ!” ตะวันไม่อยากเชื่อเลยว่าน้องสาวของเขาจะออกปากไล่กันอย่างนี้ได้ “เดี๋ยวก่อนเถอะนะ พี่จะฟ้องคุณยาย” เสียงอู้อี้ดังลอดประตูมา นางสาวจีริกาหัวเราะเหอะอย่างไม่สำรวม

“ทำอย่างกับตัวเองพูดครับกับเพื่อน”

“ก็พูดนะ” พูดจริงๆ เฉพาะโอกาสพิเศษ เช่นอยากประชดเป็นพิเศษ

“คุณ ผม”

“ก็พูดนะ” เฉพาะตอนที่กำลังออกสื่อ

“พูดค่ะพูด พูดสักสามในสิบ ที่เหลือกลับไปสมัยพ่อขุนรามหมด อย่าให้มะลิถึงกับต้องอัดเสียงไปฟ้องคุณยายนะคะ”

“จ้ะ พี่ไม่กวนแล้ว เชิญน้องรักอ่านให้สบาย ไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวัน”

มะลิอยากจะสวนกลับไปเหลือเกินว่า ก็เห็นนี่คะ แต่พอเถอะ เดี๋ยวจะไม่ได้อ่านหนังสือ

เธอเดินกลับไปที่โต๊ะ มองของในมือแล้วภาพหลายภาพก็กลับมาฉายซ้ำ แม้จะไม่ครบทั้งหมด แต่ก็ได้ความว่านายหนึ่งหทัยจากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ ที่เธอรู้จักลิลิตกับมะเหมี่ยวก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่มองข้ามมาตลอด ของในมือนี้ก็ด้วย แล้วไหนจะภาพความทรงจำที่เพิ่งได้เห็น

จีริกาเล่าเรื่องนี้ให้อีกสองคนฟังพร้อมนำของมายืนยันเป็นหลักฐาน

รักเดียวไม่เคยตอบข้อความเพราะอะไร โทรไม่ติดเพราะอะไร ทำไมไม่เคยมางานเลี้ยงรุ่น ทำไมไปหาแล้วพบว่าบ้านของเขากลายเป็นบ้านร้างไป ทั้งหมดได้คำตอบแล้ว

แต่ก็ยังมีคำถามที่พวกเธอตอบไม่ได้ ทำไมเราถึงลืมว่าหนึ่งหทัยตายไปแล้ว ทำไมบ้านคุณพิวัฒน์ถึงจดจำรักเดียวไม่ได้ ราวกับจงใจให้ทุกคนหลงลืม ไม่ว่าจะลืมความสัมพันธ์ที่มี หรือลืมความสูญเสียที่เกิด

เพราะเหตุนั้น ทั้งสามจึงมายืนอยู่หน้าบ้านคุณพิวัฒน์

“อ้าว สวัสดีครับ มาหาเฮียนิลใช่ไหมฮะ เข้ามาก่อนสิ” มรกตวางสายยาง ปิดน้ำ สาวเท้ายาวๆ มาเปิดประตูบ้านให้ ตอนเปิดก็พูดไปด้วย “เฮียนิลจำพี่เดียวได้แล้วนะครับ ตอนนี้ที่บ้านก็จำพี่เดียวได้หมดแล้ว ไม่รู้ทำไมถึงได้ลืมไป แปลกมากจริงๆ ”

สามคนมองหน้ากัน มะเหมี่ยวเป็นคนเอ่ยถาม “จำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอกต”

เด็กหนุ่มเปิดประตูบ้านให้ เดินนำไปยังส่วนรับแขก “คือมันจำได้ทีละนิดทีละหน่อยอะครับ เริ่มต้นก็สัปดาห์ก่อนเลย แม่ผมนึกอะไรไม่รู้ทำผัดเต้าหู้ แล้วก็พูดขึ้นมาว่าพี่เดียวชอบเต้าหู้ จากนั้นมาเราก็นึกออกกันทีละอย่างสองอย่าง”

ที่จริงถ้าคราวที่มาหาครั้งนั้นมะเหมี่ยวไม่ได้ถามถึงหนึ่งหทัย พวกเขาก็อาจจะลืมคนคนนี้ตลอดไป เพราะก่อนหน้านั้นไม่มีใครในบ้านจำได้เลยว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ราวกับไม่มีตัวตน

“อ้อ แต่เฮียนิลแกจำได้ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่อันนี้ผมก็ไม่รู้” มรกตได้ยินเสียงจากบันได เลยหันมองไปเห็นพี่ชายเดินลงมาพอดี “มานั่นละฮะ งั้นเดี๋ยวกตไปรดน้ำต่อก่อนนะครับ”

“จ้ะ ไปเถอะ” มะเหมี่ยวบอก ในขณะที่มะลิหันไปมองนิลรัตน์ที่เดินเข้ามาใกล้ “คุณจำได้แล้วใช่มั้ยคะ”

นิลรัตน์พยักหน้า

ลิลิตรีบบอก “พวกเราตอบได้แล้วนะ ว่าเดียวหายไปไหน”

“เราก็รู้แล้วเหมือนกัน นั่งก่อนสิ เดี๋ยวเรารินน้ำมาให้” แทนที่จะมีท่าทีปฏิเสธระคนหน่ายรำคาญอย่างเคย นิลรัตน์กลับตอบรับอย่างมีไมตรี ราวกับเป็นนิลรัตน์ที่เพื่อนร่วมสถาบันทั้งสองรู้จักอีกครั้ง

เรื่องราวที่ผ่านการเรียบเรียง กลั่นกรองอยู่หลายครั้งในหัว ค่อยๆ เรียงร้อยออกมาเป็นสิ่งที่เขาได้เผชิญ

ในสีหน้าแววตาของผู้มาเยือนบรรจุความรู้สึกหลากหลาย ทั้งประหลาดใจ คลายสงสัย และหม่นหมอง ผู้ฟังทั้งสามไม่ได้เอ่ยขัดเลยตั้งแต่ต้นจนจบ สิ้นเสียงสุดท้าย ก็ต่างระลึกรู้ในใจว่าไม่มีอะไรจะทำได้อีกแล้ว

ก่อนจะกลับออกไป จีริกาถอนหายใจ ปรับอารมณ์ใหม่ แล้วก็หันไปกล่าวทิ้งท้ายกับเจ้าของบ้าน ในแววตานั้นมีเศษเสี้ยวของความหวังแทรกปนอยู่

 “ขอให้พวกคุณได้พบกันอีกครั้งนะคะ” ณ ที่หนึ่งที่ใด ในกาลหนึ่งข้างหน้า หวังว่าพวกเขาจะได้พบกัน

นิลยิ้มและเอ่ยขอบคุณ แม้ไม่รู้ว่าคำนั้นจะเป็นจริงได้หรือไม่

เขายังคงใช้ชีวิตที่ปราศจากคนรักคนรู้ใจ แต่ชีวิตก็มิได้จืดชืดโหวงเปล่าเหมือนเช่นเคย

ความทรงจำทั้งหมดก็ได้คืนมาแล้ว บาดแผลใจทั้งหมดสมานเข้าหากันทีละน้อยจนเกือบจะหายดี เขามิได้กรีดตัดบาดแผลซ้ำไปซ้ำมาด้วยความรู้สึกผิด หรือความโกรธตัวเองอีกแล้ว เพราะเข้าใจแล้วว่าบางเรื่องเราก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก เราทำได้แค่ยอมรับอย่างที่มันเป็น และใช้ชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็งกว่าที่เคย

คนเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ต่อให้วันนั้นเดียวไม่ตาย แล้ววันไหนล่ะ? ต่อให้ครอบครัวเดียวไม่ต้องเจอเรื่องร้ายใดเลย ก็ใช่จะไม่ต้องจากกัน

คนเราเกิดมาพบพานกันแล้ว ไม่จากเป็นก็จากตาย สุดท้ายเราก็ต้องอยู่ให้ได้ในวันที่ไม่มีเขา และยังต้องยอมรับด้วยว่ากับตัวเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้าย

เมื่อถึงเวลา บานประตูก็จะเปิดออก เท้าของเขาก็จะก้าวไปข้างนอกนั้นเหมือนเช่นที่เดียวก้าวออกไป

แต่ก่อนเวลาดังว่าจะมาถึง เราจะใช้ชีวิตอย่างไร ทุกข์สุขแค่ไหน ก็อยู่ที่เราเองเป็นผู้เลือก



************
พรุ่งนี้พบกันค่ะ จะจบแล้วจ้า OwQ

แต่อาจจะมีตอนพิเศษตามมาค่ะ ต้องดูก่อนว่าจะเขียนได้ไหม ตอนนี้ในสต็อกมีอยู่ตอนนึง แต่รู้สึกว่ามันเป็นตอนพิเศษที่ยังไม่ค่อยให้ความรู้สึกอิ่มเอมน่ะค่ะ อยากได้อีกซักตอนมาลงก่อน แต่ก็ยังไม่มีฟีลเขียน ว่างเปล่ามากค่ะ ฮือ

เอาเป็นว่าถ้าได้เขียน ก็จะนำมาลงค่ะ 555 กลับมาสิงเราอีกรอบนะทั้งสองคนน อย่าเพิ่งไปป
ขอบคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้มาเสมอนะคะ :กอด1:

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ตอนจบ

นิลรัตน์มองดูตัวเองอยู่ท่ามกลางผู้คน ตัวเขาดูเหมือนแค่หลับไปเท่านั้น แต่ไม่มีสัญญาณชีพแล้ว ไม่มีใครพยายามให้เขากลับมามีชีวิตอีก ซึ่งนั่นก็ดี และเป็นไปตามที่เขาต้องการ

รอบกายค่อยๆ มืดสนิท สภาพแวดล้อมถูกกลืนหายไปในความมืดนั้น นิลหันไปรอบๆ กำลังงุนงงว่าต้องทำอย่างไรต่อ แล้วสายตาที่เพิ่งหายจากอาการฝ้าฟางก็ไปเห็นใครยืนอยู่

เดียวไม่ใช่หรือ นั่นคือเดียว

วิญญาณชราคว้าจับมือของอีกฝ่ายมากุมไว้ด้วยมือที่เหี่ยวย่นของเขา คิดในใจอย่างยินดีว่าเดียวยังรออยู่จริงๆ แต่ในเสี้ยววินาทีถัดมาเขาก็ปล่อยมือ “ต้องขอโทษด้วย” เพราะคนนี้ยังไม่ใช่...

“ไม่เป็นไรครับ” เดียวยิ้มเจื่อน แล้วหันไปเอ่ยกับนิลในวัยหนุ่มที่ทำหน้าดุอยู่ข้างหลังไกลๆ “กลับไปทำงานได้แล้ว”

ทางนั้นยอมหันกลับไปแนะนำตัวกับวิญญาณที่ตนต้องดูแลแต่โดยดีแม้จะยังทำหน้ายุ่ง คนที่ออกคำสั่งเลยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะผินหน้ากลับมาแนะนำตัวเองบ้าง

“สวัสดีครับคุณนิลรัตน์ ผมคือพนักงานนำทางวิญญาณ จะนำทางคุณไปยังมิติวิญญาณที่คู่กันกับมิติที่คุณเพิ่งจากมา ขอให้เดินตามผมมาทางนี้นะครับ”

จะว่าไป เดียวคนนี้ก็ดูโตขึ้นอย่างที่เขาไม่เคยเห็นทั้งจากตัวเดียวเองตอนยังมีชีวิต และตอนเป็นวิญญาณ...

“ร่างวิญญาณจะยังคงค้างอยู่ในสภาพเดียวกับร่างกายขณะเสียชีวิตสักระยะนะครับ ประมาณเจ็ดวันถึงหนึ่งเดือน หมดระยะนี้แล้ววิญญาณก็จะคืนรูปสู่สภาพที่เสถียรที่สุด คือสภาพตอนอายุประมาณยี่สิบกลางๆ ตอนมีชีวิต ถ้าเกินหนึ่งเดือนแล้วยังไม่เปลี่ยนค่อยไปหาหมอที่ศูนย์การแพทย์นะครับ”

วิญญาณพยักหน้ารับ ชั่งใจอยู่นานก็เอ่ยถาม “คุณรู้จักเดียวจากโลกของผมมั้ย”

พนักงานนำทางวิญญาณยิ้ม “รู้จักสิครับ พวกเราได้พบกันบ่อยๆ พอดีผมกับนิลมาบรรจุประจำมิติวิญญาณนี้น่ะครับ เลยได้พบกัน อืม...คุณน่าจะเคยพบนิลแล้ว เขาคือคนที่ไปรับเดียวออกมาจากมิติความฝันน่ะครับ บังเอิญจริงๆ มีเดียวถึงสองคนในมิติวิญญาณเดียวกัน แล้วก็กำลังจะมีนิลสองคนด้วย จักรวาลท่านจัดสรรอย่างมีอารมณ์ขันนะครับคุณว่ามั้ย”

นิลยิ้มรับ คุยไปเดินไป พื้นสีดำสนิทก็เปลี่ยนเป็นพื้นทราย พื้นทรายเปลี่ยนเป็นหิน แล้วพื้นหินก็เปลี่ยนเป็นถนนลาดยาง สภาพแวดล้อมโดยรอบค่อยๆ เปลี่ยนตามอย่างประหลาดอัศจรรย์

ในยามที่พวกเขาเดินอยู่บนทางเท้าข้างถนนลาดยาง ทุกอย่างดูสงบเงียบ ชวนให้ผ่อนคลายสบายใจ ท้องฟ้าพื้นหญ้าล้วนมีสีสว่างสดใสกว่าที่เคยจำได้ ข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนเล็กๆ เรียงราย ต้นไม้มีใบไม้หลากสี บางต้นก็เหลืองทั้งต้น บางต้นก็ชมพูทั้งต้น ม่วงทั้งต้น กระทั่งเป็นสีรุ้งก็ยังมี

“ใบไม้พวกนั้นกินได้นะครับ เป็นอาหารของวิญญาณ เดียวชอบใบสีเหลืองพาสเทลที่สุด เขาว่าใบมันเหมือนอาลัว ปลูกไว้หน้าบ้านแล้วด้วยนะครับ”

ปลูกไว้หน้าบ้านหรือ...หลังข้างหน้านั่นก็มีไม้พุ่มสูงเท่าเอว ใบอวบอ้วนสีเหลืองพาสเทลมีผิวด้านดูเหมือนขนมอาลัว หรือจะเป็นหลังนั้น หัวใจวิญญาณแก่ๆ ดวงหนึ่งเต้นเร็วขึ้นด้วยลุ้นระทึก

ลุ้นไม่นานก็ได้คำตอบ เมื่อพนักงานนำทางวิญญาณหยุดเท้า “หลังนี้แหละครับ คงจะอยู่ข้างใน”

“ขอบคุณคุณมากนะ” นิลรัตน์เอ่ย

เดียวยิ้มรับ “ครับ เข้าไปหาเขาเถอะครับ แล้วพบกัน”

“แล้วพบกัน” ชายชราบอก ก่อนจะหันไปทางประตูบ้าน เดินเข้าใกล้ ยกมือขึ้นเคาะสามครั้ง มีเสียงตอบรับจากข้างใน เสียงของเดียว เป็นเดียวจริงๆ แล้ว

หลังเสียงแกร๊ก และเสียงโลหะตรงบานพับประตูสีกัน ก็เหมือนสรรพเสียงหายไปชั่วขณะ

จากลาด้วยกอดอุ่น เมื่อพบกัน ก็ต้อนรับด้วยกอดอุ่น

นิลได้ยินเสียงกร๊อบของกระดูกตรงไหนสักตรง เล่นกระโดดใส่ไม่เกรงใจคนแก่เลย เขายกมือขึ้นลูบผม แล้วชวนคุยเรื่องอนาคตอย่างที่สัญญากันไว้

“อยู่ด้วยกันนะ ตลอดไป”

ไม่มีคำตอบให้ได้ยิน มีเพียงสัมผัสที่ทำให้รู้ว่าเดียวของเขาพยักหน้ารับแล้ว และ...

“มดมาทั้งรังแล้วโว้ย เกรงใจคนโสดบ้างดิวะ” เสียงของนายบุริม มันชิงมาที่นี่ตั้งแต่หกปีก่อน เขาก็บอกแล้วแท้ๆ ว่าให้กลับไปง้อแฟนมันก็หยิ่งไม่ไป สุดท้ายคงต้องมาดูกันที่โลกนี้แล้วล่ะว่าจะสานต่อกันอย่างไร หวังว่าทางนั้นจะยังไม่มีใครให้มันต้องคอตกในโลกวิญญาณอีกหนนะ

“กอดไม่ปล่อยเลยนะ” เสียงของเจ้มุกแซวคำรบสอง รายนี้มาที่นี่ก่อนเขาราวๆ สามปีได้

นิลยิ้ม เงยมองข้างในบ้านหลังน้อยที่เต็มไปด้วยคนคุ้นเคย ทั้งเตี่ย แม่ เจ้มุก พี่ฟ้า น้าวิชัย น้ามาลินี เพื่อนของพวกเขาทั้งคู่ ขาดไปแค่ไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ในโลกก่อนกับลูกหลาน

“จะปล่อยได้ไงล่ะเจ้ เขินขนาดนี้ ปล่อยไปได้ตีผมอีก”

ในบ้านฮาครืน “นิล!!” เดียวกำลังเขินอยู่จริงๆ ก็รู้มาตั้งแต่แรกแล้วนี่นาว่ามีคนอยู่เยอะแยะ

เจ้าของชื่อรับครับอย่างยียวน ในใจสุขล้น ยินดีที่ได้รู้ว่าโลกหลังความตายมิได้เปลี่ยวเหงาดังที่เคยคิดจินตนาการไว้

ก่อนจะเข้าบ้านไป เหมือนทั้งสองคนจะได้ยินเสียง...เสียงคล้ายเด็กเล็กๆ หลายคนหัวเราะร่า ดังแผ่วมากับสายลมเย็น เดียวกระซิบบอกบางอย่างที่ข้างหู นิลรัตน์จึงมองขึ้นไปบนฟ้าสีละมุน ส่งคำขอบคุณสุดท้ายถึงจักรวาล

...ขอบคุณที่ให้ได้รับความรักและได้มอบความรัก ขอบคุณที่ให้เราได้เติบโตและเรียนรู้ ขอบคุณสำหรับชีวิต ขอบคุณสำหรับความตาย ขอบคุณสำหรับการลาจาก ขอบคุณสำหรับการพบเจอ...

...ขอบคุณสำหรับความรัก...ที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว...


ขออุทิศแด่ทุกความรัก ทั้งที่ดำรงอยู่ในอดีต ปัจจุบัน และจะดำเนินสืบเนื่องไปในอนาคต



•จบ•

*******
ยังมีบทเสริมข้างล่างค่า

ออฟไลน์ manarina

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 36
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
บทเสริม คุณจักรวาลยังต้องเรียนรู้อีกเยอะเลย

“ทำแบบนี้ไม่ได้นะคุณจักรวาล”

คุณจักรวาลหน้าบูดบึ้ง “ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ เราเหงา”

“นั่นไม่ใช่เหตุผลของการจับวิญญาณมาขังไว้ แล้วให้เขาเป็นเพื่อนเล่นคุณนะครับ แล้วการเข้าไปยุ่งกับความทรงจำของคนเป็นมันผิดธรรมชาติมากนะ”

“แต่เขาขอเรานี่ แล้วเราก็ชดเชยให้แล้วด้วย ตอนนี้เขาคงไม่ติดใจแล้วล่ะ”

“นี่ คุณจักรวาล คิดหรือว่าคุณลบ...ไม่สิ ดึงเอาความทรงจำออกมาแล้วมันจะอยู่ข้างนอกนี่ตลอดกาล ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ คุณก็รู้นี่ ทุกที่มีพลังเจ้าถิ่น สนามโน้มถ่วงมีแรงโน้มถ่วง สนามไฟฟ้ามีแรงไฟฟ้า ถ้าคุณโยนของขึ้นไปมันจะตกลงมาเสมอ จำได้มั้ยครับ”

คราวนี้คุณจักรวาลยิ้มแป้นภูมิใจ “จะยากอะไร เราก็แค่ถือไว้ให้มันสูงๆ อย่างนี้ตลอดเวลา เหมือนชั้นวางของไงล่า”

พี่เลี้ยงเด็กเท้าเอว “แล้วตอนนี้ถืออยู่มั้ยล่ะครับ”

เด็กน้อยหันรีหันขวาง มองหาของนั้น กระปุกที่เจ้าตัวใช้ก้อนพลังขึ้นรูป กักเก็บความทรงจำเอาไว้ “เอะ...เอ๋!! ไม่อยู่แล้วอ้ะ” จักรวาลหน้าซีดเมื่อเห็นว่าตัวกระปุกบูดเบี้ยว ฝาปิดก็คลายออกแล้ว เพราะตอนทำงานตั้งใจมากเกินไปจนลืมแบ่งสมาธิมาคุมพลังให้คงรูป “พวกเขาต้องจำได้แล้วแน่เลย!”

“ก็ใช่น่ะสิครับ ป่านนี้แล้ว มันบินกลับไปหาเจ้าของหมดแล้วล่ะ แต่ปัญหามันวุ่นวายกว่านั้น ดีนะครับที่คุณให้อุปกรณ์ท่องฝันไว้ วิญญาณตนนั้นเลยไม่เป็นอันตราย นำเรื่องไปบอกต่อทำให้ระบบเข้าสมดุลได้เร็วขึ้น แต่นี่ก็อีก รู้มั้ยว่าถ้าเขาถอดอุปกรณ์ท่องฝันออกละก็ วิญญาณจะเสียหายไม่เหลือชิ้นดี”

ตอนท้ายคุณพี่เลี้ยงทอดเสียงต่ำ ย้ำให้เห็นถึงความน่ากลัวของผลกระทบ “คราวนี้เขาจะตายจริงๆ เลยนะครับ”

อีกอย่างที่น่าตีคือหยิบอันไหนไม่หยิบ ดันหยิบอันที่ยังพัฒนาไม่เสร็จ ฟังก์ชันอำพรางตัวเลยยังไม่เสถียร ดีนะที่ไม่ไปหยิบเอารุ่นก่อนหน้า อันนั้นไม่เสถียรกระทั่งฟังก์ชั่นขั้นพื้นฐาน เกิดเอาไปให้วิญญาณตนนั้นใส่ล่ะก็...ไม่อยากจะคิด จักรวาลคงต้องเสียค่าปรับมหาศาลให้ครอบครัวของวิญญาณตนนั้น ขนหน้าแข้งได้ร่วงกันบ้างล่ะทีนี้

“เรื่องนั้นเราก็กำชับแล้วไง แล้วปัญหาวุ่นวายอะไร จำได้ก็ดีแล้วนี่ ตอนเขารู้ว่าทุกคนลืม เขาเสียใจมากเลยนะรู้มั้ย เราล่ะไม่เข้าใจเลย ขอเองแท้ๆ ทำไมถึงมาเสียใจล่ะ ไหนว่าคนเราควรทำอะไรที่จะไม่ต้องมาเสียใจทีหลังไง”

พี่เลี้ยงถอนหายใจ “คุณยังเด็ก เอาไว้โตขึ้นคุณจะได้เห็นอะไรแบบนี้อีกมากเลย ตามมาสิครับ ผมจะให้ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เขาพาคุณจักรวาลไปห้องดูภาพบันทึกเหตุการณ์

มิติแต่ละมิติ ก็มีรูปร่างเหมือนโหลแก้วใสๆ บรรจุก้อนนุ่นย้อมสีหลายก้อน ก้อนนุ่นเหล่านั้นก็คือความทรงจำ ซึ่งจะหล่อหลอมให้เกิดบุคลิกหรือตัวตนของคนนั้นๆ

ในภาพบันทึกเหตุการณ์ นุ่นในโหลแก้วใบตรงกลางถูกดึงออกมาก้อนใหญ่ มีมากกว่าสิบสีอยู่ในก้อนที่ว่า คุณพี่เลี้ยงชี้ให้เห็นก้อนหลากสีจากโหลใบอื่นๆ พลุ่งเข้าแทนที่ว่างในโหลใบนั้น

“เวลาที่คุณเอาความทรงจำออกมา จะเกิดที่ว่าง ถ้ามันเป็นที่ว่างเล็กๆ มิติก็พอจะซ่อมแซมตัวเองได้ บางทีอาจจะซ่อมจนเสร็จ คนที่ลืมไปก็อาจจะใช้ชีวิตต่อไปทั้งลืมๆ ได้ แต่เพราะคุณดึงออกมาเกินที่มันจะซ่อมไหว มันก็เลยส่งแรงดึงดูดมหาศาลไปรอบๆ เพื่อหวังจะดึงเอาความทรงจำที่หายไปกลับคืน นี่เป็นกลไกธรรมชาติของมิติ”

คุณจักรวาลอ้าปากค้าง “อย่างนี้ความทรงจำของมิติใกล้กันก็เข้าไปปนมั่วสิ แย่แล้ว”

“ใช่ครับ แย่มาก คุณรู้มั้ยว่าเราต้องเสียไปเท่าไหร่กับการเอาความทรงจำที่อยู่ผิดที่ผิดทางพวกนั้นกลับ แล้วมันไม่ได้ดึงไปแค่ความทรงจำนะครับ มันดึงตัวตนติดไปด้วย เพราะความทรงจำก็ติดอยู่กับความเป็นตัวตนหรือบุคลิก จำที่ผมสอนได้ใช่ไหมครับ”

จักรวาลรีบพยักหน้าเอาใจ แล้วก็นึกอะไรได้ “เอ๊ะ แต่ถ้าเราไม่ปล่อยความทรงจำก้อนนั้นกลับคืนไป จะเอาก้อนๆ จากมิติข้างๆ ออกเท่าไหร่มันก็จะดูดเข้าไปปนอีกอยู่ดีนี่ ถ้าอย่างนั้นก็นับว่าเราทำถูกแล้วสิ—โอ๊ย!!!”

ใคร...ใครมันจะกล้าใช้มะเหงกกับท่านจักรวาลกัน เขาแค่มือลื่นนิดหน่อย นิดเดียวเท่านั้น สายตาดุๆ นี่ก็ลื่นเหมือนกัน
ไอ้ที่ว่าทำถูกแล้วน่ะก็ใช่ แต่คุณจักรวาลไม่ได้ตั้งใจจะคืนความทรงจำเองสักหน่อย อย่ามาเอาดีเข้าตัวหน่อยเลย ตอนนี้คุณจักรวาลควรจะสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปต่างหาก

“เรา...เรา...เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์นี่!” จักรวาลสะอื้น “เจ็บอ้ะ!”

“เจ็บแล้วจำนะครับ อย่าทำแบบนี้อีก! แล้วก็ไม่ต้องมาบอกว่าไม่รู้เลย วางระบบซ่อนวิญญาณในมิติความฝันไว้เสียดิบดีขนาดนั้น ยังไงก็รู้แน่ๆ ว่าที่ตัวเองทำลงไปน่ะผิด!”

นั่น เบะแล้ว “ก็เราเหงา ทำงานน่าเบื่อ! เราไม่อยากทำแล้ว! อย่ามาดุเรานะ! ฮืออ”

คุณพี่เลี้ยงเด็กถอนหายใจยาว มองเด็กที่โกรธเขาแต่ก็เกาะขาเขาร้องไห้ ยังไงกันล่ะนี่

เขาปรับเสียงให้กลับเป็นปรกติ “ครั้งหน้าที่เหงาก็--” นั่นสิ ก็อะไรล่ะ เขาก็มีงานต้องทำเหมือนกัน ไม่ได้เป็นพี่เลี้ยงเด็กได้ตลอดเวลานี่นา “เฮ้อ เอาเป็นว่าผมจะพยายามเคลียร์งานให้เร็วขึ้น มาเล่นกับคุณแล้วกันนะครับ ไม่ร้องนะ”

“จริงนะ”

ไม่จริงได้ไหมเล่า เจ้าเด็กบ้า เหนื่อยสายตัวแทบขาดเพราะเอ็งไม่โตสักทีเนี่ย!

“ฮื้ออ!!”
เสียงร้องไห้ดังกังวานไปทั่ว อีกนิดคงจะมีมิติแตกสลายแล้วเพราะแรงสั่นสะเทือนมากเกินไป

“จริงครับๆ”

“ก็มะกี้ มะกี้ ยังบอกว่าเหนื่อยเพราะคุณจักรวาลอยู่เลย ฮือ อย่ามาโกหกนะ เรารู้นะ!”

เขาเผลอคิดเสียงดังเหรอเนี่ย ไม่สำรวมเลยจริงๆ “เหนื่อยแต่ก็หายเหนื่อยแล้ว ตอนนี้ผมทำงานเสร็จแล้ว สอนคุณจักรวาลเสร็จแล้วด้วย เราเล่นกันนะครับ”

“เล่นอะไร” มือนะก็เช็ดน้ำตา ทำท่าเหมือนยอมเล่นก็ได้ ไม่อยากเล่นหรอกนะ แต่ยอมเล่นก็ได้

“เล่นสร้างมิติกันอีกดีมั้ยครับ”

“อย่าหลอกใช้งานเรานะ!” รู้ทันแฮะคราวนี้

“ครับๆ งั้นเล่นอะไรดี”

“เล่นจ้ำจี้!”

คุณพี่เลี้ยงตะลึงงัน “เล่น...อะไรนะครับ?”

“จ้ำจี้ไง จ้ำจี้มะเขือเปราะ...” คุณจักรวาลท่องพลางจิ้มนิ้วทั้งห้าทีละนิ้วลงพอดีกับแต่ละพยางค์ “...นกขุนทองร้องวู้! แล้วก็เอานิ้วลง แบบนี้ๆ เล่นกันๆ”

“ครับ มา ลองเล่นกัน”

คุณพี่เลี้ยงนึกได้ทีหลัง เขาลืมสอนว่าการมีความทรงจำแปลกปลอมจากมิติอื่นเข้าไปปะปน นอกจากจะนำไปสู่การล่มสลายของมิติในระยะยาวแล้ว ในระยะสั้นยังทำให้คนในมิตินั้นเกิดการแยกออกเป็นหลายตัวตนได้ด้วย แต่ดูท่าจะต้องยกยอดไปสอนวันพรุ่งนี้แทน เพราะอีกเดี๋ยวก็จะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว

“เราชนะ! เย่!” แน่สิ เพราะการคำนวณของเขาน่ะไม่มีผิดพลาด

“ครับๆ คุณจักรวาลเก่งมาก”

“เล่นอีกรอบนะ คราวนี้ใครแพ้ต้องยกไอติมให้อีกคนนะ!”

คุณพี่เลี้ยงวางมือลงไปที่เดิม ฟังเสียงเล็กๆ ท่องบทร้องเจื้อยแจ้ว ไม่เอะใจสักนิดว่าแพทเทิร์นมันจะซ้ำเดิม ทำให้ชนะอีกรอบอยู่ดี

ก็นะ...วันๆ นึงของพี่เลี้ยงเด็กมันก็ประมาณนี้ล่ะ



********************
เย่ จบจริงแล้วค่า

ในตอนนี้มีเฉลยปมที่เหลืออีกนิด (ตอนที่บอกว่าเฉลยหมดแล้ว คือลืมไปเลยค่ะว่ายังมีสิ่งนี้อยู่ 555 แอ้แง เขียนเองลืมเองก็ได้ด้วย)

ขอบคุณที่ติดตามกันมาอย่างยาวนานนะคะ ถ้ามีผิดพลาดอะไร ต้องขออภัยด้วยค่า ยังติชมกันได้เสมอนะคะ จะขอบคุณมากๆ เลยค่ะ

คิดว่าน่าจะทำสรุปเรื่องอีกรอบนึง แล้วก็แทรกสิ่งที่คิดไว้เบื้องหลังลงไปด้วยค่ะ ^^

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจที่มีให้กันเสมอนะคะ ♥

ออฟไลน์ mentholss

  • "เหตุผล" หรือ "ข้ออ้าง"
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +55/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด